Buddhadasa.org
หนังสืออิทัปปัจจยตาในฐานะหัวใจแห่งพระพุทธศาสนา › อ่านฉบับเต็ม

📖 อิทัปปัจจยตาในฐานะหัวใจแห่งพระพุทธศาสนา

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อิทัปปัจจยตาในฐานะหัวใจแห่งพระพุทธศาสนา

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.7 วันนี้ เป็นเพียงการสนทนาธรรม หรือเรียกว่าคุยกันเท่านั้นเอง ไม่อาจ จะบรรยายอย่างปาฐกถา เพราะว่าไม่มีแรง ถ้าพูดอย่างปาฐกถา ต้องมีการใช้ลมมาก และก็ไม่มีแรงไม่มีลมพอที่จะพูดได้. ขอให้เราพูดกันอย่าง สนทนาธรรม คือคุยกันเท่านั้น เอง และการสนทนานี้ก็เป็นการพูดกันอย่างภายใน ใช้คำว่า ภายในขอบเขตของมิตรสหาย เป็นเรื่องตรงไปตรงมา ; พูดจา อย่างภายใน อย่างเป็นภายใน ไม่ใช่ว่าจะให้กว้างขวางทั่วไป ธรรมบรรยายเป็นการภายในแก่ท่านอาจารย์สุเมโธ และคณะสงฆ์ วัดป่านานาชาติ ครั้งที่ ๑ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๓๔

น.8 ๒ อะไรไม่ใช่ พูดอย่างมิตรสหายเป็นภายใน บางอย่างก็มีลักษณะ เป็นความลับ เป็นภายในของพวกเรา พูดกันอย่างกะว่าเป็น การปรึกษาหารือ สิ่งที่ยังเป็นความลับอะไรอยู่บางอย่าง ยิ่งศึกษาพุทธศาสนายิ่งไม่รู้พุทธศาสนา โดยสรุปแล้วก็คือ อยากจะพูดถึงเรื่องที่เป็นหัวใจ, สาระที่เป็นชั้นหัวใจของพระพุทธศาสนา. เดี๋ยวนี้พวก เราพุทธบริษัททั้งหมดนี้ ยังไม่เข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา ; พูดอย่างนี้ก็คล้ายกับดูถูกดูหมิ่นผู้อื่น ฟังดูแล้วก็น่าเกลียด แต่ความจริงก็มีอยู่. คำว่า พุทธศาสนา มันเปลี่ยนความหมาย หรือว่ามี ความหมายที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง, คำว่าพุทธศาสนา พุทธ ศาสนา ที่เราพูดกันอยู่ โดยเฉพาะ Buddhism Buddhism นี้ ไม่ถูกตรงตามความเป็นจริง. พุทธศาสนาที่แท้จริงไม่ควร จะเป็น ism ไม่ควรจะเป็น ism อย่างหนึ่งในบรรดา ism , ism, ism ทั้งหลายมากมาย, พุทธศาสนาไม่ควรจะเป็น ism อย่างหนึ่งใน ism ทั้งหลาย.

น.9 ๓ ท่านก็พอจะเข้าใจได้ว่า ism, ism มันเป็นสติปัญญา ความรู้ของมนุษย์ ที่สรุป ศึกษาแล้วสรุปความเอาเอง มี ลักษณะเป็นการเมืองกันทั้งนั้น ; ดังนั้นยิ่งศึกษาพุทธศาสนา ก็ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา, ยิ่งศึกษาพุทธศาสนา ยิ่งไม่รู้พุทธ- ศาสนา. อย่าศึกษาพุทธศาสนาเลย แต่ว่าศึกษาธรรมะ ธรรมะ หรือสัจจธรรม ความจริง truth ของธรรมชาติเถิด, อย่าศึกษา พุทธศาสนาเลย แต่ศึกษาความจริงของธรรมชาติ ที่มีประโยชน์ แก่มนุษย์โดยตรงเถิด. ท่านลองสังเกตดูเถอะ พุทธศาสนาที่เราศึกษากัน อยู่นั้น มันเป็นธรรมะสำหรับพูด, ธรรมะสำหรับจำ, ธรรมะ สำหรับสอบไล่, ธรรมะสำหรับถกเถียงแสดงความคิดความเห็น กัน กระทั่งว่าเป็น philosophy ไปเลย ไม่เป็นธรรมะที่จะดับ ทุกข์ ไม่เป็นธรรมะที่จะดับทุกข์โดยตรง ขอให้เราศึกษา ธรรมะที่เป็นการดับทุกข์โดยตรง จึงจะถึงหัวใจของ พระพุทธศาสนา. กล่าวอย่างสั้น ๆ มันก็มี ธรรมะสำหรับเรียน ท่องจำ, ธรรมะสำหรับพูดคุย ให้เป็นคนที่พูดเก่ง, ธรรมะที่จะสอบไล่ ได้ เอาปริญญาทางการศึกษา, ธรรมะสำหรับเป็นนัก philosophy

น.10 ๔ อย่างนี้ ไม่ถูกตัวพุทธศาสนา ไม่ถูกหัวใจ ไม่ถูกตัวของพุทธ- ศาสนาที่จะดับทุกข์ได้ ศึกษาพุทธศาสนามาหลายสิบปีแล้ว ก็ยังดับทุกข์อะไรไม่ได้เลย, ความทุกข์ยังมีอยู่เท่าเดิม ความ ยึดมั่นถือมั่นมากกว่าเดิม ความจองหองพองขนยกตนถือตน กลับมากกว่าเดิม ทั้งที่ศึกษาพุทธศาสนามาหลายปีแล้ว, นี่ เรียกว่ายิ่งศึกษาพุทธศาสนายิ่งไม่รู้พุทธศาสนา. เดี๋ยวนี้เขาก็มีพุทธศาสนาในอินเดีย พุทธศาสนาใน ประเทศจีน พุทธศาสนาในประเทศธิเบต มองโกเลีย พุทธ- ศาสนาในประเทศไทย ในประเทศลังกา ในประเทศพม่า ใน ประเทศเขมร ; เป็นพุทธศาสนาไม่รู้ว่ากี่สิบอย่างแล้ว แล้วก็ ยังไม่ดับทุกข์ได้ เพราะว่ามันไม่ถูกหัวใจของพระพุทธศาสนา นั่นเอง. พุทธศาสนาเป็นของธรรมชาติ เป็น สัจจะของ ธรรมชาติ ถูกนำไปสมมติ ไปปรับปรุง ไปปรุงแต่ง ไปยึดถือ จนเป็นหลายสิบรูปแบบ จนไม่ดับทุกข์กันตรงไหนได้เลย. มัน เป็นแต่เพียงว่า พุทธศาสนาที่สอนหรือคุยกันอยู่ ใน อินเดีย ในจีน ในเมืองไทย ในลังกา ในพม่า ; พุทธศาสนาที่

น.11 ๕ พูดกันอยู่ที่นั่น หรือมีพิธีรีตองกันอยู่ที่นั่น ยังไม่ดับทุกข์ได้ เลย ยังจะเพิ่มความทุกข์ หรือความยุ่งยากลำบากหมดเปลือง ให้เสียอีก. เราลองคำนวณดู ว่าเรื่องราวของพระพุทธศาสนาที่ พิมพ์ พิมพ์ขึ้นเป็นเล่มหนังสือ ตั้งแต่พระบาลี อรรถกถา ฎีกา เรื่องพิเศษ เรื่องต่าง ๆ ของเก่านั้นก็ดี และที่ตกแต่งร้อยกรอง กันขึ้นใหม่ทีหลัง โดยผู้มีวิชาความรู้ก็ดี มากมายเท่าไหร่ ? ผม คิดว่ากระดาษทั้งหมดคงเป็นร้อยเป็นพันตันแล้ว เรื่องราวที่ พิมพ์เป็นกระดาษ เรื่องพุทธศาสนา. แล้วทำไมมันจึงไม่ดับ ทุกข์ให้แก่โลก หรือให้แก่มนุษย์ได้, หัวใจมันอยู่ที่ตรง ไหน ? ข้อความที่พิมพ์ขึ้นที่เป็นกระดาษเป็นพันเป็นร้อยตัน ข้อความหรือหัวใจมันอยู่ที่ตรงไหน หัวใจแท้ ๆ นิดเดียวมัน อยู่ที่ตรงไหน ? อิทัปปัจจยตา หัวใจของพระพุทธศาสนา ขอยืนยันว่า หัวใจของพระพุทธศาสนา มีอยู่ที่คำพูด เพียงคำเดียว ว่า อิทัปปัจจยตา อิทัปปัจจยตา อิทัปปัจจยตา

น.12 ๖ ขอให้จดจำคำนี้ให้ได้ก่อน, คำนี้เป็นคำที่ต้องเข้าใจ เข้าใจ แล้ว ปฏิบัติให้ได้. โดยมากเราจะเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ไม่เรียกว่าอิทัปปัจจยตา ที่จริงเป็นเรื่องเดียวกัน, ในพระ- บาลีเรียกยาวเอามารวมกันเป็น อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปาโท เรียกกันเต็มที่แล้วก็เรียกว่า อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท แต่หัวใจของเรื่องก็มีคำเดียว คืออิทัปปัจจยตา, ขอให้ทำความ เข้าใจเรื่องนี้กันเป็นพิเศษ. ใจความของคำ ๆ นี้ก็มีแต่เพียงว่า สิ่งทั้งปวงมีเหตุมีปัจจัย แล้วก็เป็นไปตามอำนาจของ เหตุของปัจจัย คือมีปัจจัยแล้วก็ไปตามอำนาจของเหตุของ ปัจจัย, นี่ความหมายของคำว่าอิทัปปัจจยตา. เรื่องนี้พอที่จะแบ่งออกได้เป็นคำพูดเพียง ๔ ประโยค ขอได้โปรดตั้งใจฟังให้ดี ให้เข้าใจแล้วจำไว้ให้แม่นยำ : ประโยคที่หนึ่งว่า สิ่งทั้งปวงเกิดขึ้นและเป็นไป ตามอำนาจของอิทัปปัจจยตา สิ่งทั้งปวงเกิดขึ้น แล้วก็เป็นไป ตามอำนาจของอิทัปปัจจยตา, ประโยคที่สองก็ว่า ถ้าทำผิด หรือปฏิบัติผิดต่อกฎอิทัปปัจจยตา ความทุกข์ก็จะเกิดขึ้น, ประโยคที่สามก็ว่า ถ้าปฏิบัติถูกต้องตามกฎอิทัปปัจจยตา จะ ไม่มีความทุกข์, ประโยคที่สี่ว่า ถ้าควบคุมหรือเอาชนะกฎ

น.13 ได้ก็จะมีพระนิพพาน คือหมดปัญหาหมดความ ทุกข์สิ้นเชิง. ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ข้อที่ ๑. สิ่งทั้งปวงเกิดขึ้น และเป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา. ข้อที่ ๒. ถ้าปฏิบัติผิดต่อกฎอิทัปปัจจยตา ความทุกข์จะเกิดขึ้น. ข้อที่ ๓. ถ้าปฏิบัติถูกต้องตามกฎอิทัปปัจจยตา ความทุกข์จะไม่มีหรือไม่เกิด. และ ข้อที่ ๔ ถ้าเอาชนะกฎอิทัปปัจจยตาได้ ก็ จะมีพระนิพพาน คือหมดปัญหา หมดความทุกข์ หมด เรื่องที่จะต้องประพฤติหรือกระทำทีเดียว. สิ่งทั้งปวงเกิดขึ้นและเป็นไป ตามกฎอิทัปปัจจยตา. อธิบายพอเข้าใจได้ง่ายๆ ว่า สิ่งทั้งปวงหมายถึง ทุกสิ่ง ทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไร จะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต

น.14 ๘ จะมีปัจจัยหรือไม่มีปัจจัย หรือที่เรียกภาษาวิทยาศาสตร์จิต- วิทยาว่า phenomena ก็ดี noumenon ก็ดี หมดไม่ยกเว้นอะไร, นี่คือ สิ่งทั้งปวงเกิดขึ้นมา และเป็นไปตามกฎอิทัป- ปัจจยตา; จะเป็นวัตถุก็ดี จะเป็นการกระทำก็ดี เป็น ผลของการกระทำก็ดี, เป็นเรื่องวัตถุก็ดี จิตใจก็ดี ทั้งหมดนี้ เรียกว่า มันเกิดจากกฎอิทัปปัจจยตา แล้วกำลังเป็นไป เป็นไป ตามกฎของอิทัปปัจจยตา อย่างไม่มีที่สิ้นสุด. แม้แต่ความคิดเรื่อง พระเป็นเจ้า ว่ามีพระเป็นเจ้า อย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งเป็นความคิดนี้ ความคิดอันนี้ ก็เกิด ขึ้นมาในจิตใจของมนุษย์ ตามกฎของอิทัปปัจจยตา ปรุงแต่ง ให้เกิดความคิดอันนี้ขึ้นมา, ถ้าถือว่ามีสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้นมา ก็สร้างขึ้นมาโดยกฎอิทัปปัจจยตา เป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา หรือจะเกิดเองตามธรรมชาติ evolution ตามธรรมชาติ มันก็ เป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา. ดังนั้นจึงสรุปความว่า ทั้งปวง ทั้งหมด ทั้งสิ้น ทุก อย่าง เกิดจากอิทัปปัจจยตาและเป็นไปตามอิทัปปัจจยตา ซึ่ง เป็นกฎของธรรมชาติ เป็น universal และเป็น absolute ที่สุด

น.15 ๙ universal ที่สุด absolute ที่สุด. ทุก ๆ ปรมาณูในจักรวาล เกิดจากอิทัปปัจจยตา, เป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา, นี่คือ ความจริงของธรรมชาติข้อที่หนึ่งประโยคที่หนึ่ง ว่าทุกสิ่งเกิด จาก และเป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา. พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ ได้ตรัสรู้ ก็ตรัสรู้เรื่อง อิทัปปัจจยตา ; แต่เมื่อเอามาสอนประชาชน สอนเฉพาะ สิ่งที่มีชีวิต เฉพาะสิ่งที่มีชีวิต เช่นมนุษย์มีชีวิต เปลี่ยนชื่อ เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท เพราะคำว่าอิทัปปัจจยตามันหมาย ถึงทุกสิ่ง ทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไร มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตอะไร, แต่ถ้าเฉพาะคน เฉพาะสิ่งที่มีชีวิต มนุษย์ มนุษย์รู้จักสุขทุกข์ ได้ เปลี่ยนชื่อให้มันแคบเข้ามาสั้นเข้ามา เรียกว่าปฏิจจ- สมุปบาท. พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้น เห็นธรรม เห็นปฏิจจสมุปบาทเห็นธรรมะ ผู้ใดเห็นธรรมะ ผู้นั้นเห็นฉัน. ฉะนั้น พระพุทธเจ้าที่แท้จริงที่จะช่วยได้ ก็คือความรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาท ที่เรารู้แล้วดับทุกข์ได้ เรียกว่า ธรรมะ ธรรมะที่ดับทุกข์ได้ คือความรู้เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท.

น.16 ๑๐ พระพุทธเจ้าพยายามเพื่อตรัสรู้ เพื่อตรัสรู้ปฏิจจ- สมุปบาท โดยจุดตั้งต้นว่า ความทุกข์เกิดมาจากอะไร ? แล้ว สิ่งนั้นเกิดมาจากอะไร ? แล้วสิ่งนั้นเกิดมาจากอะไร ? แล้ว สิ่งนั้นเกิดมาจากอะไร ? จนกระทั่งพบต้นเงื่อนที่สุดว่าเป็น อวิชชา ทั้งหมดนี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท. คืนที่ตรัสรู้ มีการทบทวนเรื่องปฏิจจสมุปบาทตลอดทั้งคืน, ตรัสรู้แล้ว มานั่งทบทวนอยู่พระองค์เดียวอีก ๗ วัน ๗ คืน แล้วทรงคิดว่า เรื่องนี้ลึกนัก คงจะไม่มีใครเข้าใจ คิดว่าจะไม่สอนแล้ว แต่ แล้วอาศัยกรุณาว่า ยังมีคนบางคนรู้ได้ จึงมาคิดสอน พยายาม สอน. เมื่อพระพุทธเจ้าท่านจะกล่าว recite หรือเหมือนกับ ที่เราอยากจะร้องเพลง คนธรรมดาอยากจะร้องเพลง, พระ พุทธเจ้าก็สาธยายปฏิจจสมุปบาทอยู่ โดยพระองค์เดียว องค์ เดียว คนเดียว องค์เดียว recite formula ของปฏิจจสมุปบาท ; ข้อนี้มีความปรากฏชัดอยู่ในพระบาลี ไปดูได้. วันหนึ่งทรง คิดว่าไม่มีใคร อยู่องค์เดียว ก็ recite formula ของปฏิจจ- สมุปบาท ทั้งเรื่องทางตา ทางหู ทางจมูก ฯลฯ เป็นปฏิจจ- สมุปบาททั้งชุด แล้วเผอิญมีภิกษุองค์หนึ่งมาแอบฟังอยู่ข้าง

น.17 ๑๑ หลัง ; ท่านเหลียวไปเห็นเข้า อ้าว แกอยู่นี่ นี่เอาไป ๆ จง เอาไป ปฏิคนฺหาตุ เอาไป, นี้เป็น อาทิพรหมจรรย์ starting point of พรหมจรรย์ เอาไป ๆ เรื่องปฏิจสมุปบาท. นี่แหละ ขอให้พยายามมองเห็นโดยชัดเจนว่า เรื่อง ปฏิจจสมุปบาทคือเรื่องหัวใจ หัวใจในความหมายไหนก็ ตามเถอะ หัวใจ หัวใจ หัวใจของพระพุทธศาสนา. มันมี ความสำคัญตรงที่ว่า ทุกสิ่ง ๆ ไม่ยกเว้นอะไร เกิดขึ้น และเป็นไปตามกฎของอิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท, นี้เป็นความจริงข้อที่หนึ่ง ที่เราจะต้องเข้าถึงให้จนได้ ศึกษา ให้แตกฉานให้จนได้ คือเรื่องปฏิจจสมุปบาท ในฐานะเป็นที่ เกิด เป็นการควบคุมสิ่งทั้งปวงอยู่ตลอดกาลนิรันดร. ทีนี้ความจริงข้อที่สองก็คือว่า ถ้ าปฏิบัติผิดต่อ กฎปฏิจจสมุปบาทแล้ว ความทุกข์จะเกิดขึ้น คือ เราเผลอไม่มีสติในเมื่อกระทบกับอารมณ์ ตากระทบรูป หู กระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น, เมื่อกระทบอารมณ์เราเผลอ เรา ไม่มีสติ นี้เรียกว่า ทำผิดประพฤติผิดต่อกฎปฏิจจสมุปบาท ก็มี ปฏิจจสมุปบาทที่จะให้เกิดทุกข์ เกิดขึ้นเป็นสายตลอด

น.18 ๑๒ สาย แล้วเราก็เป็นทุกข์ นี้เรียกว่าประพฤติผิดต่อกฎปฏิจจ- สมุปบาทแล้วเกิดทุกข์. การทำผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม ผิดขนบธรรมเนียม ประเพณี ผิดศาสนา ผิด ๆ ทุกอย่าง รวมอยู่ในคำว่าทำผิด ต่อกฎปฏิจจสมุปบาท แล้วก็เกิดทุกข์ ; การทำผิดทำชั่ว ทั้งหลายอย่างไร ท่านทั้งหลายก็รู้ได้แล้ว มันมีมูลมาจากไม่มี สติขาดสติ แล้วก็ทำผิดต่อกฎของปฏิจจสมุปบาท กลายเป็น ความชั่ว นรกเป็นผลของการทำผิดต่อกฎปฏิจจสมุปบาท. ที่นี้ความจริงข้อที่สาม ถ้าทำถูกต้องต่อกฎปฏิจจ. สมุปบาท จะไม่มีความทุกข์เกิดขึ้นได้เลย. เมื่อตา เห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายสัมผัสทางกาย สัมผัส จิตคิดนี้ มีสติเพียงพอ มีสติถูกต้อง นำมาซึ่งปัญญา ถูกต้อง เป็นสัมปชัญญะ แล้วก็จะไม่เกิดการปรุงแต่งในทาง จิตที่ผิด ๆ แล้วมันก็ไม่เกิดกิเลส แล้วมันก็ไม่เกิดความทุกข์ ใด ๆ เรียกว่า ปฏิบัติถูกต้องต่อกฎปฏิจจสมุปบาทแล้ว ความ ทุกข์เกิดขึ้นไม่ได้. การปฏิบัติถูกต้อง ตามกฎหมาย ตามศีลธรรม ตาม ขนบธรรมเนียมประเพณี การให้ทาน การรักษาศีล การ

น.19 ๑๓ กระทำทุกอย่าง กระทั่งทำสมาธิ ปัญญา ทั้งหมดนี้เป็นการ กระทำที่ถูกต้องตามกฎของปฏิจจสมุปบาท แล้วความทุกข์ ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นมา. ทีนี้ข้อสุดท้ายที่ว่า เราควบคุมกระแสแห่ง ปฏิจจสมุปบาทได้ หรือว่าชนะ ชนะปฏิจจสมุปบาท, พูดกันอย่างนี้ฟังง่ายกว่า คือไม่อาจจะเกิดกระแสแห่งปฏิจจ- สมุปบาทฝ่ายผิดขึ้นในจิตใจ ; มันก็หมายถึงมีสติ สติสมบูรณ์ อยู่ตลอดเวลา ไม่อาจจะเกิดกระแสปฏิจจสมุปบาทใด ๆ ขึ้น มาได้ ไม่เกิดอิทัปปัจจยตาใดๆ ขึ้นมาได้. นี่ชีวิตก็ว่าง ก็ว่างจากการปรุงแต่ง ว่างจากสังขารการปรุงแต่ง ก็เลยเป็น พระนิพพานเพราะไม่มีการปรุงแต่ง ดับสังขารทั้งหลายทั้ง ปวงเสียได้ ดับการปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวงเสียได้ ก็ เป็นพระนิพพาน คือความที่ดับทุกข์เด็ดขาดสิ้นเชิง มี พระนิพพาน. ขอให้ศึกษาธรรมะหรือความจริงของธรรมชาติ ใน ๔ ความหมายนี้ เป็นหัวใจ หัวใจของพระพุทธศาสนา ไม่ ต้องอ่านหนังสือเป็นตู้ ๆ เป็นต้น ๆ ไม่ต้องไปศึกษาที่อินเดีย

น.20 ๑๔ ไม่ต้องไปศึกษาที่ธิเบต ที่เมืองจีน ที่ประเทศไทย ที่เขมร ที่ ไหนไม่ต้องไป ; ศึกษาให้รู้จักความจริง ๔ ความหมายของ ปฏิจจสมุปบาทแล้ว ก็เข้าถึงพระพุทธศาสนา ที่เป็นชั้นหัวใจ โดยสมบูรณ์. จะมีพุทธศาสนากี่นิกาย กี่ sub นิกาย กี่ลัทธิก็ ตาม ถ้าไม่สอน ๔ เรื่องนี้ก็ไม่ใช่พุทธศาสนา : เราจงบอก มิตรสหายเพื่อนมนุษย์ของเรา ให้สนใจในความจริง กฎความ จริงของธรรมชาติ ๔ ประการนี้ ซึ่งเป็นหัวใจของพระพุทธ- ศาสนาเถิด จะเป็นการช่วย ให้เขาเข้าถึงหัวใจของพระพุทธ- ศาสนาได้ทันเวลา. กฎที่ควบคุมสากลจักรวาล ความจริงทั้ง ๔ ข้อนี้ เป็นกฎของธรรมชาติ ขอ ยืนยันคำว่า กฎของธรรมชาติ, ถ้าทำให้เป็นบุคคล personi- fication ก็เป็นพระเจ้าแหละ ถ้าพูดอย่างตรง ๆ ไม่ทำให้เป็น บุคคล ก็ เป็นกฎของธรรมชาติ ซึ่งครอบงำทุก ๆ สิ่งในสากล จักรวาล universal เต็มที่ absolute เต็มที่. ขอให้มองเห็น ข้อนี้ว่ากฎนี้เป็นกฎของธรรมชาติที่ universal และ asolute เต็มที่.

น.21 ๑๕ ที่ว่าเป็น universal มันหมายความว่า ควบคุม ชีวิตทุกชนิด ชีวิตทุกชนิด ชีวิตอย่างเทวดา ชีวิตอย่างคน ชีวิตอย่างสัตว์เดรัจฉาน ชีวิตอย่างต้นไม้ เป็นลำดับทุกลำดับนี้ ถูกควบคุมอยู่ด้วยกฎ ๆ นี้. เมื่อควบคุมทุกชีวิตมันก็แปลว่า ควบคุมทุกชาติพันธุ์ของมนุษย์ ทุก race จะเป็น Cauc- asian จะเป็น Mongolian จะเป็น Negroid เป็น Australoid เป็นอะไรก็ตาม ทุก ๆ race ของมนุษย์ ตกอยู่ภายใต้กฎอันนี้. ดังนั้นไม่ต้องพูดว่า ท่านเป็นคนชาติไหน ภาษา อะไร ถือศาสนาอะไร ถือลัทธิอะไร มาก่อนแต่เดิม ไม่ต้อง พูดถึง เพราะว่ากฎธรรมชาติอันนี้ครอบงำท่านอยู่โดยสมบูรณ์ แล้ว. ท่านต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎอันนี้ คือกฎอิทัป ปัจจยตา โดยไม่ต้องคำนึงถึง race หรือชาติพันธุ์ จะเป็น มนุษย์ race ไหนก็ตาม ต้องถูกควบคุมอยู่ด้วยกฎอันนี้ จะ เป็นทุกข์เพราะทำผิดกฎอันนี้ จะไม่มีทุกข์เพราะกฎอันนี้. ฉะนั้นขอให้ไม่ต้องมีการแบ่งแยกว่าเป็นใคร ถือศาสนาอะไร, ถือศาสนาอะไรก็ได้ แต่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ อันนี้.

น.22 ๑๖ ยกตัวอย่างให้เด็ก ๆ ก็ฟังได้ด้วย ว่า มนุษย์ทุกชาติ พันธุ์ มีสิทธิที่จะเป็นโรคเหมือนกัน จะกินยาขนานเดียวกัน, อย่างสมมติว่าจะเป็นโรคเอดส์นี้ ก็มีสิทธิที่จะเป็นกันทุก race ถ้ามียาแก้ไขก็ใช้ได้กันทุก race มนุษย์ในโลกทุก race จะ ใช้ยาแก้โรคร่วมกันได้ เหมือนกับที่เราเห็นอยู่เดี๋ยวนี้ว่า ยา อะไรดีขนานหนึ่งออกมา ก็ใช้กันทั้งโลก ทุก ace ของมนุษย์ ธรรมะนี้ก็เป็นอย่างนั้น ต้องใช้ทุก race ของมนุษย์ ไม่เฉพาะแต่มนุษย์ ต่อให้เป็นเทวดา, เทวดาชนิดไหน ชนิด กามาวจร หรือชนิดพรหม ชนิดพรหมโลก ก็เป็นโรคชนิด นี้ คือ โรคความทุกข์ นี่เหมือนกัน แล้วก็จะต้อง แก้โดย วิธีเดียวกัน ทั้งเทวดาและทั้งมนุษย์ กระทั่งสัตว์เดรัจฉาน ใช้กฎเกณฑ์เดียวกัน คือกฎอิทัปปัจจยตา. มองให้ต่ำลงไปถึงสัตว์เดรัจฉาน วัวก็ดี ม้าก็ดี วัว หรือม้าหรือสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ ที่มันเกิดที่อเมริกา เกิดที่ ยุโรป เกิดที่อาฟริกา เกิดที่เอเซีย ออสเตรเลีย ทุก ๆ ตัว มันมีสิทธิที่จะเป็นโรคเดียวกันเหมือนกัน, แล้วก็มีสิทธิที่จะ ใช้ยาอย่างเดียวกัน แก้โรคหายได้เหมือนกัน ; นี่มันเป็น

น.23 ๑๗ universal แม้แต่ว่าสัตว์เดรัจฉาน มันก็มีอะไร ๆ ที่เป็นของ ร่วมกันอย่างนี้ ... แล้วเรามนุษย์ก็ยิ่งไปกว่านั้น เพราะมัน สัมพันธ์กัน ถึงกัน ติดต่อกัน บอกกัน สอนกัน มันก็จึงมี ความเป็นโรคเหมือนกัน มีความที่จะหายโรคเหมือนกัน มี สิ่งที่ต้องเรียนต้องรู้ และต้องปฏิบัติเหมือนกัน, ขอให้บอก เพื่อนมนุษย์ของเราอย่างนี้. สรุปความว่า ขอให้ศึกษาธรรมะที่แท้จริง และสำคัญ ที่สุดอย่างยิ่งนี้ ๔ ความหมายนี้ จากตัวชีวิตโดยตรง มองไป ที่ชีวิตโดยตรง, ศึกษาจากชีวิตโดยตรง แม้ว่าจะอ่านหนังสือ จะศึกษาจากหนังสือ ก็ศึกษาเพื่อจะศึกษาชีวิตโดยตรงทั้งนั้น แหละ ; จะศึกษาพระไตรปิฎกทั้งหมด ก็ยังไม่รู้ธรรมะ ต้อง ไปศึกษาชีวิตโดยตรง ให้ถูกต้องตามวิธีที่กล่าวไว้ แล้วก็จะรู้ ธรรมะ แล้วก็จะดับทุกข์ได้. ขอให้ศึกษาธรรมะที่จะดับทุกข์ได้นี้ จากตัวชีวิตโดย ตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖ อย่างนี้ เคลื่อนไหวหรือทำหน้าที่ มันเป็นเวลาที่ดีที่สุด ที่จะศึกษา ธรรมะที่กล่าวแล้ว. เครื่องมือสำคัญก็คือสติ เราจะพูดกัน

น.24 ๑๘ คราวอื่น แต่ว่าใจความสำคัญมันมีอยู่ ๔ ข้อ ว่า ทุกสิ่งอยู่ ภายใต้กฎอิทัปปัจจยตา ทำผิดต่อกฎอิทัปปัจจยตาจะเป็น ทุกข์ ทำถูกต่อกฎอิทัปปัจจยตาจะไม่มีทุกข์ ความคุม กฎอิทัปปัจจยตาได้จะมีนิพพาน. ขอให้เน้นที่ความหมาย ๔ ประการนี้ เป็นหลักสำคัญ จะประสบผลที่เป็นหัวใจของ พระพุทธศาสนาตัวแท้ได้ ในเวลาอันไม่นาน. ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ใดเห็น ปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นฉัน ; ฉะนั้นขอให้เห็นปฏิจจสมุปบาทใน ๔ ความหมายดังกล่าวแล้ว จะ เห็นพระพุทธเจ้า มีพระพุทธเจ้าอยู่กับตน แล้วก็หมด ปัญหาโดยประการทั้งปวง. ผมหมดแรงจะพูดแล้ว ก็ขอหยุดการคุย การสนทนา เดี๋ยว นี้ไม่มีลมจะพูดแล้ว. ขอบพระคุณท่านทั้งหลาย ที่มาทำให้ผมได้เป็นประโยชน์ ขึ้นมา ขอบพระคุณท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายไม่ต้องขอบพระคุณผม.

น.25 ในฐานะ หัวใจแห่งพระพุทธศาสนา (ต่อ) ขอให้เราได้คุย เรื่องอิทัปปัจจยตา ต่อจากวันที่ แล้วมา, หลักพระพุทธศาสนามีความสำคัญอยู่ข้อหนึ่ง คือข้อ ที่ว่า ยถาภูตํ สมุมปฺปญฺญาย ปสฺสติ เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริง เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริง ; เมื่อเห็นตามที่เป็นจริง ก็คือ เห็นอิทัปปัจจยตา นั่นเอง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้น และเป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา อยู่ตลอดเวลา, นี่คือตามที่ ธรรมบรรยายเป็นการภายในแก่อาจารย์สุเมโธ และคณะสงฆ์ วัดป่านานาชาติ ครั้งที่ ๒ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๓๔ ๑๙

น.26 ปปัจจยตา คืออาศัยสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วเกิดขึ้น อาศัยปัจจัยสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วเกิดขึ้น อาศัยปัจจัยสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วเกิดขึ้น ตลอดไปไม่มีที่สิ้นสุด. ได้กล่าวแล้วว่า อิทัปปัจจยตามีอยู่ ๒ ส่วน คือ อิทัปปัจจยตาของทั้งหมด ทั้งจักรวาล แล้วก็ อิทัปปัจจยตา ของสิ่งที่มีชีวิต เรียกใหม่ว่า ปฏิจจสมุปบาท มันมีอยู่ ๒ อิทัปปัจจยตา. สำหรับสิ่งที่มีชีวิตโดยเฉพาะมีปัญหา คือมันรู้สึก เป็นสุขเป็นทุกข์ ความรู้สึกที่เป็นทุกข์มันเป็นปัญหา มนทน อยู่ไม่ได้ มันต้องแก้ไข เพราะฉะนั้นอิทัปปัจจยตา สำหรับ สิ่งที่มีชีวิตรู้สึกเป็นทุกข์ได้นี้ จึงจำเป็นก่อน สำหรับพวกเรา แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ควรจะรู้จักอิทัปปัจจยตาทั้งหมด คือของ ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งที่ไม่มีชีวิต รู้ทั้งหมดเป็นการดี ; ทั้งนี้ เพราะมันเป็นสิ่งที่เนื่องกัน คือ อิทัปปัจจยตาของสิ่งที่ไม่มีชีวิต มันเนื่องมาถึงสิ่งที่มีชีวิต ทำให้เกิดอิทัปปัจจยตาของสิ่งที่มี ชีวิต แล้วเป็นปัญหา แล้วเป็นความทุกข์ ; ดังนั้นเรารู้จัก อิทัปปัจจยตาเสียทั้งหมด ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต.

น.27 จยตาของสากล จักรวาลมาแต่ตั้งแต่เดิม สากลจักรวาลตั้งขึ้นมาด้วยอิทัป- ปัจจยตา เป็นมาตามอิทัปปัจจยตา ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เป็นอิทัปปัจจยตาของสากลจักรวาล. มีอะไรอันหนึ่งซึ่งเรา ไม่รู้จักและไม่ได้เรียกชื่อ เป็นอิทัปปัจจยตาของสากลจักรวาล นี่เรียกตามความหมายของมัน ; ก็เป็นเหตุให้เกิดจักรวาล แล้วเป็นเหตุให้เกิดดวงอาทิตย์ เป็นเหตุให้เกิดดาว ดวงดาว ทั้งหลาย, ดวงอาทิตย์เป็นเหตุให้เกิดโลก, โลกก็เป็นเหตุให้ เกิดสิ่งต่าง ๆ ในโลก กระทั่งเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ เป็นต้นไม้ เป็นทุกอย่างที่มีอยู่ในโลก มันเป็นอิทัปปัจจยตามาตามลำดับ นับตั้งแต่สิ่ง ตั้งต้นซึ่งเราไม่รู้ เรียกว่าสิ่งที่เรายังไม่รู้ก็แล้วกัน อวิชชา หรืออะไรทำนองนั้น แล้วก็มีอิทัปปัจจยตามาตามลำดับ มา ตามลำดับ จนเกิดจักรวาล, แล้วเกิดดวงดาวทั้งหลาย มี ดวงอาทิตย์ มีดาว มีดวงอาทิตย์อีกมากมาย แล้วมีดวงดาวชนิด ที่เป็นโลก แล้วเป็นโลกอีกมากมาย, เป็นโลกแล้วก็เกิดเป็น

น.28 ปปัจจยตา คืออาศัยสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วเกิดขึ้น อาศัยปัจจัยสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วเกิดขึ้น อาศัยปัจจัยสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วเกิดขึ้น ตลอดไปไม่มีที่สิ้นสุด. ได้กล่าวแล้วว่า อิทัปปัจจยตามีอยู่ ๒ ส่วน คือ อิทัปปัจจยตาของทั้งหมด ทั้งจักรวาล แล้วก็ อิทัปปัจจยตา ของสิ่งที่มีชีวิต เรียกใหม่ว่า ปฏิจจสมุปบาท มันมีอยู่ ๒ อิทัปปัจจยตา. สำหรับสิ่งที่มีชีวิตโดยเฉพาะมีปัญหา คือมันรู้สึก เป็นสุขเป็นทุกข์ ความรู้สึกที่เป็นทุกข์มันเป็นปัญหา มนทน อยู่ไม่ได้ มันต้องแก้ไข เพราะฉะนั้นอิทัปปัจจยตา สำหรับ สิ่งที่มีชีวิตรู้สึกเป็นทุกข์ได้นี้ จึงจำเป็นก่อน สำหรับพวกเรา แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ควรจะรู้จักอิทัปปัจจยตาทั้งหมด คือของ ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งที่ไม่มีชีวิต รู้ทั้งหมดเป็นการดี ; ทั้งนี้ เพราะมันเป็นสิ่งที่เนื่องกัน คือ อิทัปปัจจยตาของสิ่งที่ไม่มีชีวิต มันเนื่องมาถึงสิ่งที่มีชีวิต ทำให้เกิดอิทัปปัจจยตาของสิ่งที่มี ชีวิต แล้วเป็นปัญหา แล้วเป็นความทุกข์ ; ดังนั้นเรารู้จัก อิทัปปัจจยตาเสียทั้งหมด ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต.

น.29 จยตาของสากล จักรวาลมาแต่ตั้งแต่เดิม ส ากลจักรวาลตั้งขึ้นมาด้วยอิทัป- ปัจจยตา เป็นมาตามอิทัปปัจจยตา ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เป็นอิทัปปัจจยตาของสากลจักรวาล. มีอะไรอันหนึ่งซึ่งเรา ไม่รู้จักและไม่ได้เรียกชื่อ เป็นอิทัปปัจจยตาของสากลจักรวาล นี่เรียกตามความหมายของมัน ; ก็เป็นเหตุให้เกิดจักรวาล แล้วเป็นเหตุให้เกิดดวงอาทิตย์ เป็นเหตุให้เกิดดาว ดวงดาว ทั้งหลาย, ดวงอาทิตย์เป็นเหตุให้เกิดโลก, โลกก็เป็นเหตุให้ เกิดสิ่งต่าง ๆ ในโลก กระทั่งเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ เป็นต้นไม้ เป็นทุกอย่างที่มีอยู่ในโลก มันเป็นอิทัปปัจจยตามาตามลำดับ นับตั้งแต่สิ่ง ตั้งต้นซึ่งเราไม่รู้ เรียกว่าสิ่งที่เรายังไม่รู้ก็แล้วกัน อวิชชา หรืออะไรทำนองนั้น แล้วก็มีอิทัปปัจจยตามาตามลำดับ มา ตามลำดับ จนเกิดจักรวาล, แล้วเกิดดวงดาวทั้งหลาย มี ดวงอาทิตย์ มีดาว มีดวงอาทิตย์อีกมากมาย แล้วมีดวงดาวชนิด ที่เป็นโลก แล้วเป็นโลกอีกมากมาย, เป็นโลกแล้วก็เกิดเป็น

น.30 ๒๒ คน เป็นสัตว์ เป็นต้นไม้ จนกระทั่งมาเป็นเราที่นั่งอยู่ที่นี่. นี่ ตั้งต้นอิทัปปัจจยตามาจากจุดเดิมแท้ ๆ ของสากลจักรวาล ไม่ มีชีวิต แล้วก็เนื่องมาจนถึงสิ่งที่มีชีวิต มองให้เห็นเป็นสายมา ตามลำดับ. ทุกสิ่งเป็นปรากฏการณ์ของอิทัปปัจจยตา ไม่มีอะไรแปลก เมื่อเป็นดังนี้ ก็ไม่มีอะไรแปลก, ขอให้ช่วยจำคำนี้ ว่าไม่มีอะไรแปลก ไม่มีอะไรแปลก ดวงอาทิตย์ก็ ปรากฏ- การณ์ของอิทัปปัจจยตา ดวงดาวทั้งหลายก็ปรากฏการณ์ ของอิทัปปัจยตา บริวารของดวงดาว ของดวงอาทิตย์ เช่น โลกเป็นต้น ก็อิทัปปัจจยตา, ทุกอย่างในโลก ในโลกทั้ง ภายนอก ทั้งภายใน ทั้งที่มองเห็น ทั้งที่มองไม่เห็นก็อิทัป- ปัจจยตา เลยไม่มีอะไรแปลก ; ช่วยจำคำนี้ไว้ว่า ถ้าเห็น อิทัปปัจจยตาแล้ว จะไม่มีอะไรเป็นของแปลก ท่านจงใคร่ครวญดูให้ดี ๆ ให้เห็นชัดว่า ของแปลก นั้นคือของที่ยังไม่เคยเห็น ยังไม่รู้จัก ยังไม่เคยเห็น มันจึงเป็น

น.31 ๒๓ ของแปลก ถ้าเคยเห็นเสียแล้ว มันก็เป็นของธรรมดา คือ ไม่แปลก. อย่างดวงอาทิตย์ ถ้าเราเห็นด้วยอิทัปปัจจยตา เห็นโดยปัญญาโดยอิทัปปัจจยตา ก็ไม่เป็นของแปลกอะไร ; อย่างที่นักวิทยาศาสตร์ว่าแปลกเหลือประมาณ แปลกอย่างนั้น อย่างนี้ ดูกันตลอดปีก็ไม่สิ้นสุด เห็นอิทัปปัจจยตา เหตุปัจจัย ที่ทำให้เกิดขึ้นมา และเปลี่ยนแปลงมา เปลี่ยนแปลงมา เปลี่ยนแปลงมาตามลำดับ ดวงอาทิตย์ก็ไม่ใช่ของแปลก, ดวงดาวทั้งหลาย โลกทั้งหลาย กี่โลก กี่ร้อย กี่หมื่น กี่พันโลก ก็ไม่ใช่ของแปลก ถ้ามองเห็นอิทัปปัจจยตาของสิ่งเหล่านั้น ถ้านักวิทยาศาสตร์เห็นอิทัปปัจจยตา ของสสารและ พลังงานโดยถูกต้องครบถ้วนสิ้นเชิง ก็จะไม่มีอะไรเป็นของ แปลก คำว่าแปลกจะไม่มีพูดในโลกอีกต่อไป, อิทัปปัจจยตา ทำหน้าที่เรื่อย แล้วก็เกิดขึ้นมาใหม่เรื่อย ใหม่เรื่อย ถ้า ไม่เคยเห็นก็เห็นเป็นของแปลก ถ้าเคยเห็น หรือเห็นทั้งหมด เห็นอยู่ตลอดไป ก็ไม่มีอะไรแปลก ในจักรวาลนี้ไม่มี อะไรแปลก. ดูในโลกนี้กันดีกว่า มันใกล้ดีมันง่ายดี, ในโลกเรานี้ ไม่มีอะไรแปลก มีแผ่นดิน มีต้นไม้ มีสัตว์ มีคน มีอะไร

น.32 ๒๔ ทุกอย่างกำลังเป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา ในลักษณะที่ เรียกว่า ปรุงแต่ง ปรุงแต่ง, สังขาระ สังขาร แปลว่าปรุงแต่ง ปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่เคยเห็นก็เป็นของแปลก ถ้าเห็น อิทัปปัจจยตาแล้วไม่มีอะไรแปลก จะไม่มีอะไรแปลก ความโง่ต่ออิทัปปัจจยตา ทำให้หลงใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เรารู้สึกกันว่า ดอกไม้สวยงามแปลก ดอกไม้แปลก ประหลาดมีต่าง ๆ ชนิด แล้วก็สวยงาม, นี่เพราะเราโง่ โง่ ที่สุด โง่เรื่องอิทัปปัจจยตา. ถ้าเห็นว่ามันมีการปรุงแต่ง ของอิทัปปัจจยตา มันก็ปรุงแต่งออกไป ปรุงแต่งออกไป ของใหม่มันก็เกิดขึ้น ถ้าไม่เคยเห็นก็เป็นของแปลก ถ้าเคยเห็น แล้วก็ไม่ใช่ของแปลก ; แต่นี้มันโง่ตรงที่ไม่เคยเห็น มัน สะดุดเข้าเป็นครั้งแรกก็เป็นของแปลก. นี่ ของสวยงาม เช่น ดอกไม้ในโลกนี้เป็นต้น ไม่มีความจริงแห่งความสวยงาม มีแต่ความเปลี่ยนแปลงแห่งอิทัปปัจจยตา.

น.33 ๒๕ ดนตรีอันไพเราะ ถือกันว่าไพเราะ ถือกันว่าเลิศ ถือกันว่าประเสริฐ แล้วก็แพงมาก, นี้มันโง่ต่ออิทัปปัจจยตา มันจึงเกิดความรู้สึกว่าไพเราะครอบงำ ครอบงำแล้วก็เสียเวลา กันมาก ยอมเสียสละกันมาก รักษาไว้มีไว้ เพื่อหลอกให้รู้สึกว่า ไพเราะ ๆ ไพเราะ นี่ความโง่ต่ออิทัปปัจจยตา. เห็นอิทัป- ปัจจยตาแล้ว ก็จะไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ไพเราะหรือไม่ ไพเราะ จะไม่มีทั้งไพเราะและไม่ไพเราะ จะมีแต่เสียงที่เป็น ไปตามกฎเกณฑ์ของมันเท่านั้น. มันมีความลับ ที่ผมอยากจะพูดให้เป็นที่รู้จักกันไว้ มันมีความลับคือ เราต้องเป็นคนโง่ ยอมเป็นคนโง่ ยอม เป็นคนโง่ ตามที่เขาจัดไว้ให้เราโง่ คือเขาบัญญัติโน้ตของเสียง อย่างนั้น ๆ ว่าไพเราะ, แล้วประดิษฐ์อย่างนั้นอย่างนี้ว่าไพเราะ แล้วประดิษฐ์อย่างนั้นอย่างโน้นว่าไพเราะ. เราต้องยอมโง่ ตามนั้น เราต้องยอมโง่ตามที่นักดนตรีบัญญัติไว้ ว่าอย่าง นั้นไพเราะ อย่างนั้นไพเราะ ; ถ้าเราไม่ยอมโง่ตามนั้น ก็ไม่มี ความไพเราะ เราต้องยอมโง่ตามนั้นทุกอย่าง แต่ต้นจนปลาย จึงจะมีความไพเราะแห่งดนตรี.

น.34 ๒๖ ภาพเขียน, ภาพเขียนภาพหนึ่งราคาหลายสิบล้านบาท มีคนซื้อ เพราะมีความลึกซึ้งตามที่นิยมกัน ตามที่บัญญัติว่า มันงามที่สุด, เราต้องยอมโง่ตามนั้น มันจึงจะงามที่สุด มัน จึงจะรู้สึกว่างามหรือแพงที่สุด ; แต่ถ้าเราไม่ยอมโง่ตามนั้น ให้เปล่า ๆ ก็ไม่เอา ไม่เอามาแขวนให้รก, เราต้องยอมโง่ตาม นั้น “ภาพเขียนนั้นมันจึงจะมีความหมาย มีความสำคัญจน ยอมซื้อเป็นล้าน ๆ บาท. นี่ ความโง่ต่ออิทัปปัจจยตา ที่ปรุง แต่งให้เกิดความรู้สึกไปได้ตามที่มันหลอกให้โง่, นี่สิ่งที่มีอยู่ จริง ขอให้รู้จักอิทัปปัจจยตาในลักษณะนี้. ความหอม ของเครื่องหอม, ความอร่อย ของ อาหาร หรืออะไร ๆ ก็ตามเถอะ ที่ถือกันว่ามีรสอร่อย สูง งาม สูง อะไรสูงนี้ มันเพราะไม่รู้จักเรื่องของอิทัปปัจจยตา ที่ปรุง ออกไปอย่างนั้น ก็ให้เกิดปฏิกิริยาเพิ่มขึ้นไปอย่างนั้น, ปรุง ออกไปอย่างนั้น ก็มีปฏิกิริยาเพิ่มออกไปอย่างนั้น. นี่เป็นเหตุ ให้คนเราหลงในเรื่องของรูปทางตา เสียงทางหู กลิ่นทางจมูก รสทางลิ้น สัมผัสผิวหนังทางผิวกาย เพราะโง่ต่อเรื่องของอิทัป- ปัจจยตา.

น.35 ๒๗ ความเปลี่ยนแปลงตามกฎของอิทัปปัจจยตาเหล่านี้ ไม่มีผลต่อสุนัข อย่างสุนัขตัวนี้ ไม่มีผลที่อิทธิพลของอิทัป- ปัจจยตาที่เปลี่ยนแปลงหลอกลวงนั้นจะครอบงำได้ มันก็ เลยนอนสบาย มันไม่มีปัญหาอย่างคน. นี่ลองคิดดูเถอะว่า เป็นคนกับเป็นหมานี้ ไหนจะดีกว่ากัน อันไหนจะเป็นบุญ เป็นบาปมากกว่ากัน อันไหน จะถูกหลอกลวงโดยกฎอิทัป- ปัจจยตามากกว่ากัน ? ปัญหาต่าง ๆ ทั้ง question ทั้ง problem ปัญหาต่าง ๆ นี้ เกิดแก่คนนับไม่ไหว หมื่นแสนโกฏิล้าน โกฏิ ๆๆๆ นับไม่ไหว ปัญหาที่เกิดแก่คน แต่ไม่เกิดแก่สุนัข เลย เพราะมันไม่ถูกหลอกลวงด้วยความเปลี่ยนแปลงของ อิทัปปัจจยตา. ปัญหาที่เกิดมาจากการไม่รู้จักอิทัปปัจจยตา อิทัปปัจจยตาสายหนึ่งเป็นไปในทางบวก เป็นไปใน ทางบวก ทาง positive ทำให้ คนเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวจน รักกันไม่ได้ มนุษย์กับมนุษย์รักกันไม่ได้ เพราะความเห็น แก่ตัว. ปัญหาในโลกทั้งโลกนี้มีเรื่องเห็นแก่ตัว มีสงคราม

น.36 ๒๘ โดยตรงและโดยอ้อม ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะถูกหลอกโดย กฎอิทัปปัจจยตาฝ่ายบวก ที่ทำให้เห็นแก่ตัว, อิทัปปัจจยตาฝ่ายลบหรือ negative มันก็ให้ผลตรง กันข้าม ทำให้ลำบาก ยุ่งยาก เดือดร้อน เป็นทุกข์ เพราะกิเลส ประเภทที่ไม่ต้องการ ทำให้ เกิดความทุกข์ ทำให้ เกิดความ เครียด ทำให้เกิด disorder จนเป็นบ้าไปเลย จนเป็นบ้ากัน ไปเลย เพราะฝ่ายที่มันเป็นลบ. ไม่รู้เท่าทันอิทัปปัจจยตา มัน ก็มีผลเป็นความทุกข์ เป็นปัญหาทั้งฝ่ายบวกและฝ่ายลบ ถ้ารู้ เท่าทันอิทัปปัจจยตา ปัญหาเหล่านี้ ไม่มีเลย. ความไม่รู้เท่าทันต่ออิทัปปัจจยตานี้ ทำให้ไม่รู้จักสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง แล้วก็หลงใหลในสิ่งที่แปลก ที่ใหม่ ที่เรียกว่าแปลก ข้อนี้ทำให้ เกิดปัญหาที่เป็นส่วน เกิน เกิน เราจะกินเกินจำเป็น เราจะนุ่งห่มเกินจำเป็น เรา จะมีอะไร ๆ เกินจำเป็น เกินไปหมด เกินทุกอย่าง เพราะว่ามัน แปลกไม่มีที่สิ้นสุด มันแปลกออกไปตามกฎอิทัปปัจจยตาไม่มี ที่สิ้นสุด แล้วความเกิน เกิน เกินก็เกิดขึ้น จนเป็นว่ามนุษย์ เราเดี๋ยวนี้อยู่ด้วยความเกิน, แล้ว ความเกินทุกอย่างเป็นต้น

น.37 ๒๙ เหตุแห่งปัญหา หรือวิกฤตการณ์ทั้งนั้น ไม่ใช่สันติภาพ นี่ความ โง่ต่ออิทัปปัจจยตา ทำลายสันติภาพหมดไปจากโลก ถ้าเราไม่หลงต่อส่วนเกิน เราก็จะเป็นอยู่ มีอยู่ เป็น อยู่อย่างพอดี พอดีตามหลักของธรรมะ เป็นอยู่อย่างถูกต้อง พอดี เป็นมัชฌิมาปฏิปทา เป็นอริยมรรคมีองค์แปด พอดี พอดี ไม่มีส่วนเกิน ปัญหาก็ไม่เกิด นี่เพราะว่าโง่ต่อ อิทัปปัจจยตา มันจึงเป็นไปในทางเกิน ทางเกิน positive ก็เกิน negative ก็เกิน เกินกันไปทั้งนั้นแหละ, นี่คือปัญหา เกิดมาจากการที่ไม่รู้จักความจริงของอิทัปปัจจยตา. เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี ดังนั้น ขอให้เราศึกษาและรู้จักอิทัปปัจจยตาในฐานะ ที่เป็น กฎของธรรมชาติ มาตั้งแต่แรกเริ่ม เท่าที่เราจะรู้จักได้ เท่าที่เราจะรู้จักได้ก็พอ ว่า มันมีอะไรที่ทำให้เกิดจักรวาลนี้ขึ้น มา เกิดดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ เกิดโลกนี้ขึ้นมาตามลำดับ ๆ ตามลำดับ. นี่ เห็นอิทัปปัจจยตาส่วนใหญ่ ส่วนกว้าง ส่วน มหาศาลกันเสียก่อน ; แล้วก็รู้ละเอียดลงไปถึงว่า เพราะมีสิ่ง ใดสิ่งหนึ่งอยู่ ก็มีอิทธิพลให้เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้น .

น.38 ๓๐ เช่นมีดวงอาทิตย์ มันก็มีความร้อนจากดวงอาทิตย์ ส่องลงมายังโลก ; เพราะมันมีดวงอาทิตย์ จึงมีแสงอาทิตย์ส่อง ลงมายังโลก นี้ก็คือตัวอิทัปปัจจยตา. เมื่อแสงแดดมีส่องลง มายังผิวโลก มันก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผิวโลก ทำให้น้ำ ระเหยหรือทำให้ชุ่มชื่น ชุ่มชื้นไปทั่วโลก ทำให้เกิดพืชเกิดอะไร ขึ้นมา จนในโลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งต่าง ๆ ที่มีชีวิตจิตใจขึ้นมา โดย อิทัปปัจจยตา. มันทำให้เกิดธาตุ element ต่าง ๆ ขึ้นมามากมาย ; ที่ เรารู้จักกันเป็นส่วนใหญ่ ก็ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาศ ธาตุวิญญาณ มีธาตุอย่างน้อย ๖ อย่างนี้ แล้วยังมี อีกมากมาย. เกิดมีธาตุต่าง ๆ ขึ้นในโลก แล้วธาตุต่าง ๆ มีขึ้น มาแล้ว มันก็ไม่ได้มีอยู่เท่านั้น มันปรุงกันมันตกแต่งกัน เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ เป็นของใหม่ขึ้นมา จนกระทั่งได้เกิดสิ่งต่าง ๆ เต็มไปทั้งโลก เพราะว่าการปรุงแต่งจากธาตุทั้งหลายที่มีอยู่ ในโลก. ท่านทั้งหลายก็พอจะเข้าใจได้ว่า เ พราะมีธาตุต่าง ๆ อยู่ในจักรวาลนี้ มันจึงเกิดสิ่งต่าง ๆ ขึ้นในจักรวาลนี้ ; แต่ที่

น.39 ๓๑ มันมีปัญหายุ่งยากลำบากมากก็คือสิ่งที่มีชีวิต มีชีวิตเป็นต้นไม้ เป็นพืช แล้วก็เป็นสัตว์ แล้วก็เป็นคน เต็มไปหมด. นี่เมื่อ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว มันก็มีการปรุงแต่งต่อไปอีก เช่นว่า มีสัตว์ขึ้นมา ก็ทำให้ผิวโลกเปลี่ยนแปลง, มีคนขึ้นมา ก็ทำลาย โลกให้เปลี่ยนแปลง อย่างที่กำลังทำลายโลกกันอยู่เดี๋ยวนี้ แหละ ; นี่มัน ไม่มีที่สิ้นสุดของการปรุงแต่งเปลี่ยนแปลง ตาม กฎของอิทัปปัจจยตา. ความหลอกลวงของอิทัปปัจจยตา ที่ธรรมชาติทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือแปลก ออกไปก็มาก ที่ธรรมชาติทำเอง แล้วที่มนุษย์ช่วยทำ มนุษย์ ช่วยทำยิ่งแปลก ๆ ๆ ออกไปมาก ; ของแปลกเหล่านี้ก็หลอก มนุษย์เอง หลอกมนุษย์เองให้หลง หลอกมนุษย์ให้หลงยิ่งขึ้น แล้วก็ยิ่งทำให้มันแปลก แปลกๆ ๆ ยิ่งขึ้น ไม่มีท่าทางว่าจะ หยุดจะจบได้อย่างไร. มนุษย์ก็สร้างสิ่งแปลกขึ้นหลอกตัว เอง ให้หลงใหล ๆ หลงใหล เป็นไปในทางกิเลส ; เห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวเพราะหลงใหลในของแปลก เห็นแก่ตัวเพราะ หลงใหลในของแปลก อย่างที่เรียกว่าไม่มีที่สิ้นสุดละ ไม่มีที่ สิ้นสุด, นี่คือปัญหา ที่เกิดจากการไม่เห็นอิทัปปัจจยตา.

น.40 ๓๒ เราลองเปรียบเทียบกันดูถึงปัญหาที่มากน้อยกว่ากัน ปัญหาในการเป็นอยู่มีชีวิตอยู่ของสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉาน ทั่วไปมีปัญหาเท่าไร, ปัญหาของคนป่าแรกมี คนป่าที่ยังไม่ นุ่งผ้าแรกมี primitive กี่ล้านปีมาแล้ว มีปัญหาในการเป็นอยู่ เท่าไร, แล้วต่อมา ๆ มีเท่าไหร่ เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ จนบัดนี้ : บัดนี้ มีปัญหาในการเป็นอยู่นี้เพิ่มขึ้นเท่าไร มันจะต่างกันจนเปรียบ เทียบกันไม่ไหว จนไม่มีตัวเลขจะคำนวณ นี่ปัญหาเหล่านี้ เกิดขึ้นมาจากการหลอกลวงของอิทัปปัจจยตา การไม่รู้เท่าอิทัป- ปัจจยตา ก็ส่งเสริมให้เกิดปัญหายิ่ง ๆ ขึ้นไป. นี่คือความจริง ที่ต้องรู้เป็นข้อแรกว่า จักรวาลนี้เกิดจากอิทัปปัจจยตา แล้วเป็นไปตามอำนาจของอิทัปปัจจยตา. แล้วเราก็เรียกความโง่ ความโง่ต่อกฎอิทัปปัจจยตา ของเรา ว่า ความเจริญ ความเจริญหรือ progress progress คือความโง่ไม่รู้เท่าทันอิทัปปัจจยตา. นี่มันบ้าหรือดี มัน เป็นความบ้าหรือเป็นความไม่บ้า ไม่รู้เท่าทันกฎอิทัปปัจจยตา หลงใหล ๆ แล้วก็ผลิตไปตามความหลงใหล, สร้างไปตามความ หลงใหล, ก่อไปตามความหลงใหล แล้วไม่มีที่สิ้นสุด ยังจะ มีอีกมากกว่านี้ ในอนาคตยังจะมีอีกมากกว่านี้, นี่คือความ

น.41 ๓๓ ไม่รู้จักอิทธิพลของกฎอิทัปปัจจยตา แล้วไปบูชา บูชาว่าความ เจริญ. แล้วเราต้องไม่ลืมว่า พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ว่า จง เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ตามที่เป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบ, เห็น สิ่งทั้งปวง คือหมดทุกสิ่ง และเห็นให้ถูกต้อง ถูกต้องตามที่ เป็นจริง แล้วก็ด้วยปัญญาอันชอบ คือปัญญาที่ถูกต้อง ไม่ ใช่ความโง่. นี่พระพุทธเจ้าตรัสให้เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตาม ที่เป็นจริง ก็คือ เห็นอิทัปปัจจยตา จนอิทัปปัจจยตาหลอก ไม่ได้ ทำอันตรายเราไม่ได้ นั่นแหละจะเป็นไปเพื่อสันติภาพ เพื่อความสงบสุข ; ดังนั้น จึงขอให้เรารู้จักอิทัปปัจจยตาให้ดี ที่สุด อย่าให้มันหลอกเราได้ อย่าให้หลงใหลในการปรุงแต่ง หลอกลวงของอิทัปปัจจยตา. เห็นอิทัปปัจจยตาแล้ว ไม่มีคู่ตรงกันข้าม ถ้าเห็นอิทัปปัจจยตาจริง ๆ ถึงที่สุด ถูกต้องแล้ว เรา จะพ้นจากการถูกหลอกลวง ด้วยความหมายของสิ่งที่เป็นคู่ pair of opposit สิ่งที่เป็นคู่ เช่น สวยไม่สวย หอมเหม็น สั้น

น.42 ๓๔ ยาว ดำขาว สูงต่ำ เป็นคู่ ๆ คู่ ๆ เหล่านี้. เราถูกหลอกลวงให้ เห็นเป็นคู่ เพราะเราไม่เห็นอิทัปปัจจยตา ถ้าเราเห็นอิทัป- ปัจจยตา เราจะเห็นเป็นเพียง การปรุงแต่งที่เปลี่ยนไป เท่า นั้น ไม่ถึงกับเป็นคู่ตรงกันข้าม ไม่มีคู่ตรงกันข้าม ไม่มี positive และไม่มี negative. มันปรุงแต่งเท่านี้มันก็ได้เท่านี้ ก็เรียกว่าสั้น, พอ ปรุงแต่งออกไปอีก ก็เรียกว่ายาว คนโง่ก็เห็นเป็นสิ่งตรงกัน ข้ามระหว่างสั้นกับยาว ที่จริงก็คือ กระแสแห่งอิทัปปัจจยตา ที่ปรุงแต่งออกไป ดังนั้นจึง ไม่มีความสั้นไม่มีความยาว. มัน ไม่มีดำไม่มีขาว เมื่อมันไม่มีแสงที่จะสะท้อน มา มันก็ดำ คือไม่มีแสงสะท้อนมา มันก็คือมืดคือดำ ถ้ามี แสงสะท้อนมามันก็ขาว, ถ้าคลื่นแสงมันต่างกัน มันก็มีเขียว มีเหลือง มีม่วง มีอะไรต่าง ๆ ; ไม่มีต่างกัน มีแต่กระแสแห่ง อิทัปปัจจยตา ที่มันปรุงแต่งไม่เท่ากัน, นี่ก็หลอกเราไม่ได้อีก. มันไม่มีหอมไม่มีเหม็น มันมีแต่สิ่งที่เรียกว่าไอระ เหย volatile ไอระเหย ถ้ามากระทบระบบประสาทเท่านั้น มัน จะรู้สึกอย่างนั้น กระทบเท่านั้น มันจะรู้สึกอย่างนั้น กระทบ

น.43 ๓๕ เพียงเท่านั้น มันจะรู้สึกเป็นหอม ถ้าเข้มข้นกว่านั้น มันจะ รู้สึกเป็นเหม็น. มันไม่มีตรงกันข้าม มีแต่ความมากน้อย ปรุงแต่งของอิทัปปัจจยตา คือไอระเหยที่มากระทบระบบประ- สาทจมูก มันจางหรือมันเข้มข้นเท่านั้นเอง ; เราไม่มีหอม ไม่มีเหม็น ถ้าเรารู้เรื่องอิทัปปัจจยตา. เรื่อง ความอร่อยหรือไม่อร่อย ก็เหมือนกัน ถ้ามี อะไรมากระทบลิ้น มากระทบระบบประสาทของลิ้น ในปริมาณ เท่านี้ เช่นน้อยไปมันรู้สึกเป็นจืด , ถ้ามากขึ้นไปกว่านั้น มัน ก็รู้สึกเป็นกร่อย เป็นเปรี้ยว เป็นหวาน, ถ้ามันมากเข้มไป กว่าหวาน มันก็เค็มหรือขม. มันคือความมากน้อย ของสิ่งที่ มากระทบระบบประสาทที่ลิ้น มันไม่มีตรงกันข้าม มันมีแต่ ความต่างกัน ปรุงแต่งที่ต่างกันของสิ่งที่เข้ามาปรุงแต่ง ตาม กฎของอิทัปปัจจยตา แล้วเราก็หลง ๆ ๆ อร่อยไม่อร่อย อร่อย ไม่อร่อย ยอมซื้อแพง แพงที่สุด ที่มันหลอกให้เห็นว่าอร่อย. บัดนี้โลกของเราเจริญด้วยศิลปะแห่งการปรุงแต่ง คือปรับปรุงให้เกิดของใหม่ขึ้นมา เรียกว่าศิลปะ เราก็ปรุงแต่ง ให้เกิดของใหม่ไม่มีที่สิ้นสุด ที่จะหลอกลวงให้หลงใหลกันไป

น.44 ๓๖ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีที่สิ้นสุด บวก ศิลปะแห่งการปรับปรุง ปรุงแต่งให้หลอกลวง , นี่ก็โดยอาศัยกฎของอิทัปปัจจยตา เป็นเครื่องมือ ให้ศิลปินปรุงแต่งของหลอกลวงให้มากขึ้นมา ในโลก ในโลก จนเป็นบ้าอย่างไม่รู้สึกตัว, นี่คือความจริงของ มนุษย์ ที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน. ไม่มีอะไร นอกจากอิทัปปัจจยตา ขอโอกาสเล่าเรื่องส่วนตัวสักนิดหนึ่ง อย่าเห็นว่า เป็นเรื่องส่วนตัว, เมื่อก่อนนี้ เมื่อผมยังหนุ่ม ๆ อยู่ อ่าน หนังสือเรื่องแกรนด์แคนยอน ที่อเมริกา อยากจะไปดูที่สุด อยากจะไปอย่างจะขาดใจ .ว่ามีเงินเมื่อไร จะไปดูแกรนด์ แคนยอน ที่อเมริกา. เดี๋ยวนี้ศึกษาเรื่องอิทัปปัจจยตา โอ๊ย เลยสั่นหัว จ้างก็ไม่ไป ใครจะมาพาไปก็ไม่ไป จ้างก็ไม่ไป ไปดูแกรนด์แคนยอน ; เมื่อก่อนนี้อยากจะไปอย่างใจจะขาด อย่างนี้ เพราะความแปลก อ่านแล้วมันรู้สึกแปลก รู้สึกว่า มันลึกลับหรือแปลก, ระวังเถอะ ทุก ๆ ท่านแหละ จะหลง ในของแปลก แล้วก็บูชาของแปลก โดยการหลอกลวงของ สิ่งที่เรียกว่าอิทัปปัจจยตา พอเห็นอิทัปปัจจยตาแล้วก็เฉยหมด

น.45 ๓๗ ไม่อยากไปดูอะไรแปลก ไม่มีอะไรแปลก ไม่มีอะไรแปลก สำหรับผู้ที่เห็นอิทัปปัจจยตา. เดี๋ยวนี้ไม่อยากจะไปไหน ไม่อยากจะไปอเมริกา ไม่ อยากจะไปยุโรป ไปอาฟริกา ไปออสเตรเลีย, ที่ไหน ๆ ก็ไม่ อยากไป เพราะกลัวว่า จะไปเห็นแต่อิทัปปัจจยตา ถึงไป ไปก็ไปเห็นแต่อิทัปปัจจยตา เลยไม่ต้องการจะไป. ไม่อยาก จะไปแม้แต่สวรรค์ สวรรค์ก็ไม่อยากไป ไปถึงสวรรค์ก็จะเห็น แต่อิทัปปัจจยตา เลยไม่อยากไปไหน รอดตัวเพราะมีความรู้ เรื่องอิทัปปัจจยตา ไม่ต้องลำบาก นั่งดูที่นี่ก็พอแล้ว ลืมตาแล้วก็ดูไป ต้นไม้ ส่วน ประกอบของต้นไม้ ล้วนแต่อิทัปปัจจยตาที่ปรุงแต่งกันอยู่ อย่างละเอียด, ดูที่หมาก็อิทัปปัจจยตา ที่ไก่ก็อิทัปปัจจยตา แม้แต่ที่ในของไม่มีชีวิต เช่นก้อนหิน มันก็มีความเปลี่ยน แปลงของปรมาณูอยู่ในนั้น เป็นอิทัปปัจจยตา ดูที่แผ่นดินนี้ ก็เต็มไปด้วยอิทัปปัจจยตา ที่ละเอียดที่ต้องศึกษาจึงจะรู้ ; พอ ลืมตาไม่ว่าที่ไหน ก็เห็นแต่อิทัปปัจจยตา.

น.46 ๓๘ ขอให้เห็นอิทัปปัจจยตานี้เถิด มันก็จะชนะความ หลอกลวงของอิทัปปัจจยตา อิทัปปัจจยตาจะหลอกให้มีของ แปลก ของอยากได้ เกิดกิเลส เกิดตัณหา เกิดอุปาทานมากมาย ; จงรู้เท่าทันอิทัปปัจจยตา แล้วก็จะป้องกันการเกิดแห่ง กิเลส ตัณหาได้ โดยประการทั้งปวง วิธีที่จะควบคุมกระแสแห่งอิทัปปัจจยตา วิธีที่ดีที่สุด ก็คือทำตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอน คือ มองดูเข้าไปข้างใน อย่าไปเสียเวลามองดูข้างนอก ได้ผล ไม่เท่ามองดูเข้าไปข้างใน คือในร่างกายของเรา. ดูที่ระบบกาย มีกี่ระบบ ระบบโลหิต ระบบทุก ๆ ระบบ ที่มันประกอบกัน ขึ้นเป็นร่างกาย เป็นกระดูก เป็นเลือด เป็นเนื้อ เป็นระบบๆๆ ไปที่ร่างกาย ส่วนที่เป็นร่างกาย ก็เห็นอิทัปปัจจยตาของ ส่วนที่เป็นร่างกาย แล้วก็ไปดูระบบที่สำคัญที่สุด คือ ระบบจิต คำเดียว เท่านั้น จิต สิ่งเดียว ดวงเดียว เพราะว่า อะไร ๆ มันสำเร็จอยู่ที่ จิต จะเป็นทุกข์ก็อยู่ที่จิต จะไม่เป็นทุกข์ก็อยู่ที่จิต จะรู้ก็อยู่

น.47 ๓๙ ที่จิต จะไม่รู้ก็อยู่ที่จิต. จงดูที่ระบบจิต ที่อิทัปปัจจยตาปรุง แต่งให้เปลี่ยนแปลง ให้โง่ ให้ฉลาด หรือให้เปลี่ยนแปลง ได้สารพัดอย่าง, ดูที่จิต จับอิทัปปัจจยตาที่เกี่ยวกับจิตให้ ได้ แล้วเราก็จะควบคุมจิตได้ คือให้มีแต่ส่วนที่ไม่ต้องเป็น ทุกข์ คือถูกต้องตามกฎของอิทัปปัจจยตา แล้วก็ไม่เป็นทุกข์ อย่าให้ผิดต่อกฎของอิทัปปัจจยตา ซึ่งจะเป็นทุกข์. ฉะนั้นขอ ให้ชักชวนพวกเราทุกคน จงศึกษาตรงเข้าไปในภายใน รู้เรื่อง กาย แล้วรู้เรื่องจิต แล้วรู้เรื่องอิทัปปัจจยตาของกายและจิต เราก็จะควบคุมกระแสแห่งอิทัปปัจจยตาได้ แล้วจะหมดปัญหา. ได้พูดกันเมื่อวานแล้วว่า ขอให้ศึกษาพระพุทธศาสนา เพียง ๔ หัวข้อ :- ๑. อิทัปปัจจยตาทำให้เกิดจักรวาลและเป็นไป, อิทัปปัจจยตาทำให้เกิด แล้วก็เป็นไปแห่งจักรวาล ๒. ถ้าเราทำผิดต่อกฎอิทัปปัจจยตา ความทุกข์จะ ออกมา. ๓. ถ้าเราทำถูกต่อกฎอิทัปปัจจยตา ความทุกข์จะ ไม่ออกมา

น.48 ๔๐ ๔. ถ้าเราควบคุมอิทัปปัจจยตาได้โดยสิ้นเชิง เราก็จะ นิพพาน. นี่ ขอให้สนใจเถอะ ๔ หัวข้อนี้ หัวใจพระพุทธ- ศาสนา เกี่ยวกับอิทัปปัจจยตา. ลำดับของการเข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา ทีนี้ก็จะแสดงให้เห็นว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น, ที่นี้ จะแสดงให้เห็นว่า ทำไมจึงเป็นอย่างที่ว่าโดย ๔ หัวข้อนั้น. เมื่อเราเห็นการปรุงแต่งของอิทัปปัจจยตา เราเห็นได้ ทันทีว่า ไม่มีอะไรเที่ยง ไม่มีอะไรเที่ยง หรือคงที่ มันเปลี่ยน เสมอ เปลี่ยนเสมอตามการปรุงแต่งของอิทัปปัจจยตา ที่ไม่มี หยุดไม่มีหย่อน ไม่มีหยุด แล้วก็ไม่มีหย่อนด้วย, นี้เรียกว่า เราเห็นความจริงสูงสุดของธรรมะ คือเห็นอนิจจตา อนิจจตา ความเปลี่ยนแปลงเสมอไม่หยุด เป็นข้อแรก เห็นอนิจจตา. ก็ดูต่อไปก็เห็นว่า โอ้ สิ่งที่เรียกว่าตัวเรา สมมติว่า ตัวเรา มันต้องอยู่กับสิ่งที่ไม่เที่ยง ตัวเราจำเป็นจะต้อง อยู่กับ สิ่งที่ไม่เที่ยง หรือเป็นผู้ไม่เที่ยงเสียเอง ; ดังนั้นมันก็

น.49 ๔๑ เกิดอาการที่เป็นทุกข์ เป็นทุกข์ขึ้นมา เพราะต้องอยู่กับ สิ่งที่ไม่เที่ยง, นี้เรียกว่า เห็นทุกขตา ความเป็นทุกข์ ทีนี้เมื่อมันไม่เที่ยง เปลี่ยนเรื่อยๆ แล้วต้องอยู่กับ สิ่งที่ไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ เป็นทุกข์อยู่เรื่อย ก็เรียกว่า มัน ไม่มีส่วนที่จะเรียกว่าตัวตน ตัวตนที่ยั่งยืนเข้มแข็งอะไร, นี่ เรียกว่า เห็นอนัตตตา อนัตตตา not self ไม่มีอัตตา มิใช่ อัตตาไม่มีสิ่งที่ควรเรียกว่าอัตตา คือมิใช่อัตตา นี้ก็เรียกว่า เห็นอนัตตตา. เมื่อเราเห็นอนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา ว่าเป็น สิ่งที่มีอยู่ตลอดเวลา ของที่เรียกว่าตัวเรานั้นแหละ เราก็เห็น ว่า มันเป็นอยู่อย่างนั้นเอง เป็นธรรมดาของมันเช่นนั้นเอง, นี้เรียกว่า เห็นธัมมัฏฐิตตตา ธัมมัฏฐิตตตา เป็นธรรมดา เป็นธรรมดาเช่นนั้นเอง เรียกว่าธัมมัฏฐิตตตา เมื่อเห็นว่า มันเป็นธรรมดา เป็นธรรมดาเช่นนั้นเอง ก็จะเห็นได้ทันทีว่า เพราะมันมีกฎ มี law, natural law of อิทัปปัจจยตานี้ควบคุมอยู่ เพราะมันถูกควบคุมอยู่ด้วยกฎ อิทัปปัจจยตา อย่างนี้เราเรียกว่า ธัมมนิยามตา.

น.50 ๔๒ เมื่อเห็นชัดเจนครบถ้วนอย่างนี้แล้ว เรียกว่า เห็น อิทัปปัจจยตา นั่นแหละ เห็นอิทัปปัจจยตานั้น ก็คือเห็นมา ตามลำดับว่า อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา นี่คือเรียกว่าเห็นอิทัปปัจจยตาโดยสมบูรณ์. เมื่อเห็นครบอย่างนี้แล้ว ก็จะเรียกได้อีกทีหนึ่งว่า เห็นสุญญตา ว่างจากตัวตน ไม่มีตัวตน ไม่มีความหมาย แห่งตัวตน ; เห็นสุญญตา ซึ่งเป็นความหมายที่สำคัญที่สุด ที่จะต้องเห็นว่า สุญญตา ว่างจากตัวตน มีแต่อิทัปปัจจยตา ไม่มีตัวตน มีแต่อิทัปปัจจยตา ไม่มีตัวตน, นี่เรียกว่าเห็นว่าง จากตัวตน ก็เรียกว่าเห็นสุญญตา สุญญตา จำไว้ให้ดีเป็นคำ พิเศษมาก. เมื่อเห็นสุญญตา ว่างจากตัวตนแล้ว มันก็เห็นสรุป โดยทั้งหมดทั้งสิ้นว่า โอ้ ! มันเช่นนี้เอง เช่นนี้เอง อย่าง นี้เอง เป็นอย่างอื่นไม่ได้ จะมีเป็นอย่างอื่นไม่ได้ มีแต่ เช่นนี้เอง เช่นนี้เอง คือเป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา เช่นนี้เอง เห็นตถาตา ตถาตาคำนี้มีความหมายมาก จำไว้ให้ดี ๆ เห็น เช่นนี้เองแล้วรอดตัว.

น.51 ๔๓ คำนี้เรียกว่า ตถา ก็ได้ บาลีมีเรียกว่าตถาก็มี เรียกว่า ตถตา ก็มี เรียกว่า ตถาตา ก็มี ยังมีคำอื่นอีก แต่รวมความ แล้วก็คือตถาตา เช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง ไม่ผิดไปจากความ เป็นอย่างนี้, นี่ก็ เป็นหัวใจของอิทัปปัจจยตา เห็น อิทัปปัจจยตาโดยสมบูรณ์แล้ว จะเห็นหัวใจของอิทัปปัจจยตา ว่า เป็นเช่นนั้นเองโดยเด็ดขาด universal and adsolute สูงสุดเลย. ผู้ใดเห็นหรือถึง realize หรือ enlighten ต่อตถตา คือมีตถตา ผู้นั้นเรียกว่า ตถาคะตะ หรือ ตถาคต. ตถาคะตะ ตถาคต เป็นชื่อของพระอรหันต์ พระอรหันต์ทั้งหลายทั้งปวง เป็นตถาคะตะ เป็นตถาคต เพราะเห็นหรือถึงตถตา ; พระ พุทธเจ้าเป็นจอมพระอรหันต์ เรียกว่าพระตถาคต แต่ว่า พระอรหันต์ทั้งหลายทั้งปวงก็เรียกว่าตถาคต ตามภาษาบาลี เรียกอย่างนั้น ผู้ถึงซึ่งตถา ผู้เห็นซึ่งตถา เรียกว่าตถาคต. เมื่อถึงตถาตา ตถตาหรือตถาตา เป็นตถาคตแล้ว ก็อยู่เหนืออำนาจของอิทัปปัจจยตา อิทัปปัจจยตาทำอะไร ไม่ได้ ไม่เกี่ยวข้องอีกแล้ว ก็อยู่เหนืออำนาจของอิทัปปัจจยตา

น.52 ๔๔ คือเป็นนิพพาน ได้ชื่อใหม่ เรียกอาการนี้ว่า อตัมมยตา อตัมมยตา, ขอความกรุณาช่วยจำไว้ให้ดี มีประโยชน์มาก มีความหมายมาก เป็นคำสุดท้ายของการบรรลุธรรมะ อตัมมยตา ตามตัวหนังสือแปลว่า ไม่ถูกปรุงแต่งโดยปัจจัย นั้น ๆ ปัจจัยนั้น ๆ ไม่อาจจะปรุงแต่งอีกต่อไป คืออิทัป- ปัจจยตา ไม่อาจจะปรุงแต่งอีกต่อไป อยู่เหนืออำนาจของ อิทัปปัจจยตา แล้วก็เป็นนิพพาน. ศึกษาคำนี้ให้ชัดเจนหน่อยก็ได้ว่า อตัมมยตา อะ แปลว่าไม่ ตัง แปลว่า นั้น มะยะ แปลว่า made of, not be made of / by means of that ปัจจะยะ, อะ-ไม่ ตัง-นั้น มะยะ- made of อตัมมยตา ตัวหนังสือแปลว่าอย่างนี้ คือ ว่า ต่อไปนี้ปัจจัยอะไรมาปรุงแต่งไม่ได้ โดยเฉพาะอิทัปปัจจยตา ก็ปรุงแต่งไม่ได้ สิ้นสุดแล้ว อยู่เหนืออำนาจอิทัปปัจจยตาแล้ว ก็เป็นนิพพาน. เดี๋ยวนี้เรารู้จักอิทัปปัจจยตา รู้จักอิทัปปัจจยตา ควบคุมอิทัปปัจจยตา จนไม่มีอำนาจมาปรุงแต่งอะไร เรื่อง มันก็จบ คือเป็นนิพพาน. มิพม่า นี้คือหัวใจ แปลคำว่าหัวใจ

น.53 ๔๕ ให้ดีๆ ; หัวใจของพระพุทธศาสนา คือกระทำจน อิทัปปัจจยตาปรุงแต่งไม่ได้ แล้วก็เป็นนิพพาน ไม่มี ความทุกข์อีกต่อไป, นี้คือหัวใจของพระพุทธศาสนา. ขอย้ำว่า จงศึกษา ๔ ข้อ ว่า จักรวาลเกิดจาก หรือ เป็นไป ตามกฎอิทัปปัจจยตาทั้งจักรวาล, ถ้าทำผิดกฎอิทัป- ปัจจยตาจะเกิดความทุกข์, ถ้าทำถูกกฎอิทัปปัจจยตาจะไม่เกิด ความทุกข์, ถ้าระงับอำนาจของอิทัปปัจจยตาเสียได้จะนิพพาน. ๔ หัวข้อนี้ คือหลักที่จะต้องศึกษาให้รู้จัก แล้วก็จะเข้าถึง หัวใจของพุทธศาสนา essence หรือ quintessence อะไรก็ได้ แล้วแต่จะเรียกเถอะ, ถ้าเรียกเป็นภาษาไทยก็เรียกว่าหัวใจ นิวเคลียส แกนกลาง จุดกลาง ของพระพุทธศาสนา. กา รคุยกันเรื่องอิทัปปัจจยตา หรือหัวใจของพระพุทธ ศาสนา ต้องขอยุติลง เพราะว่าเหนื่อยไม่มีแรงจะพูดแล้ว. ขอบพระคุณที่ช่วยกันทำให้ผมเป็นคนมีประโยชน์

น.54 อาทิพรหมจรรย์ ๑. พยัญชนะ : อาทิพรหมจรรย์โดยพยัญชนะ (ตัวหนังสือ) : แปลว่า เบื้องต้น หรือเงื่อนต้นแห่งพรหมจรรย์. (พรหมจรรย์หมายถึงการประพฤติเพื่อดับทุกข์สิ้นเชิง), ๒. อรรถะ : อาทิพรหมจรรย์โดยอรรถะ (ความหมาย) : มีหลายนัย : นัยที่หนึ่ง : โดยปริยัติ : หมายถึงความรู้เรื่องปฏิจจ- สมุปบาท ดังที่พระพุทธองค์ตรัสแก่ภิกษุองค์หนึ่ง ผู้มาแอบ ฟังพระผู้มีพระภาคทรงสาธยายปฏิจจสมุปบาทอยู่ตามลำพัง พระองค์เอง. นัยที่สอง : โดยปฏิบัติ : แยกเป็น : ๑. การปฏิบัติเพื่อควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใน ขณะที่มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ มากระทบ เพื่อไม่เกิดอภิชฌาและโทมนัส ๔๖

น.55 ๔๗ ๒. การปฏิบัติเพื่อการละกาม แล้วละรูป ละอรูปไป ตามลำดับ โดยอาศัยบาลีที่ว่า ฉินฺท โสตํ ปรกฺกม กาเม ปนูท พฺราหฺมณ เป็นต้น นัยที่สาม : โดยปฏิเวธ : คือการบรรลุโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล. ๓. ประวัติ : อาทิพรหมจรรย์โดยประวัติ : ครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์ประทับอยู่โดยพระองค์เดียว พระองค์ได้ทรง สาธยายปฏิจจสมุปบาทขึ้นมา ตามพอพระทัยว่า จักขุญจะ ปฏิจจะ รูเป จะ อุปปัชฌติ จักขุวิญญาณัง ติณณัง ธัมมานัง สังคติ ผัสโส ผัสสะ ปัจจยา เวทนา ฯลฯ ไปจนจบปฏิจจสมุปบาท มีภิกษุองค์หนึ่งแอบฟังอยู่ข้างหลัง ครั้นทรงเหลียว ไปเห็นเข้าก็ตรัสว่า เอ้า ดีแล้ว นี่แหละคืออาทิพรหมจรรย์ เธอจงรับเอาไป. ๔. ไวพจน์ : อาทิพรหมจรรย์โดยไวพจน์ ( คำที่แทน กันได้ ) :

น.56 ๔๘ ๔.๑ อาทิพฺรหฺมจริยกาสิกฺขา (ศีลในเบื้องต้น). ๔.๒ มัชฌิมาปฏิปทา (ความไม่คลุกคลีในกาม และ การไม่ทำตนให้ลำบาก ในการประพฤติพรหมจรรย์). ๔.๓ นิพฺพานสจฺฉกรณตฺถาย (เพื่อประโยชน์แก่การ ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานอันเป็นเครื่องออกจากทุกข์ทั้งปวง). ๕. ปฏิพจน์ : อาทิพรหมจรรย์โดยปฏิพจน์ (คำที่ตรง กันข้าม) : อากิณณธรรม สัมพหุลธรรม อนาทิพรหมจรรย์ พาหิรพรหมจรรย์ ฯลฯ ๖. องค์ประกอบ : อาทิพรหมจรรย์โดยองค์ประกอบ : ๑. สัมมาทิฏฐิเป็นบุพพภาคในจุตราริยสัจจ์. ๒. ความประสงค์จะดับทุกข์. ๓. อิทธิบาทธรรมในการดับทุกข์. ๔. การมีกัลยาณมิตรแวดล้อม. ๗. ลักษณะ : อาทิพรหมจรรย์โดยลักษณะ : มีลักษณะ : ๗.๑ เป็นความรู้อันสมบูรณ์ในเบื้องต้นเกี่ยวกับการ ทำให้แจ้งซึ่งความดับทุกข์. ๗.๒ เป็นไปเพื่อวิเวก วิราคะ นิโรธ โวสสัคคะ

น.57 ๔๙ ๗.๓ มีลักษณะน้อมเอียงลาดเทไปทางนิพพาน โดย อัตโนมัติ. ๘. อาการะ : อาทิพรหมจรรย์โดยอาการ : ๘.๑ ดำเนินไปตามหลักปฏิจจสมุปบาท. ๘.๒ ไหลไปสู่ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. ๘.๓ ค่อย ๆ ลาดเอียงไปตามลำดับ ไม่โกรกชัน. ๘.๔ มุ่งจุดหมายคือพระนิพพานเป็นที่สุดปลายทาง. ๘.๕ ปิดกั้นทางแห่งมิจฉาทิฏฐิว่าตัวตนตลอดเวลา. ๙. ประเภท : อาทิพรหมจรรย์โดยประเภท : มีประเภท เดียว เพราะทางมีสายเดียว เพื่อจุดหมายปลายทางจุดเดียว ดังนั้นจึงไม่ต้องมีหลายประเภท (แม้ว่าผู้ปฏิบัติจะเป็นฆราวาส หรือบรรพชิตก็ตาม). ๑๐. กฎเกณฑ์ : อาทิพรหมจรรย์โดยกฎเกณฑ์ : ๑๐.๑ ต้องมีลักษณะเป็นปฏิจจสมุปบาท. ๑๐.๒ ต้องมีลักษณะเป็นความว่างจากตัวตนทุกขั้น ตอน. ๑๐.๓ ต้องมีลักษณะเที่ยงแท้แน่นอนต่อนิพพาน.

น.58 ๕๐ ๑๐.๔ ต้องมีลักษณะปฏิบัติได้ในอัตภาพนี้. ๑๐.๕ ต้องไม่จำกัดวรรณะของผู้ปฏิบัติ. ๑๑. สัจจะ : อาทิพรหมจรรย์โดยสัจจะ : ๑๑.๑ เป็นเบื้องต้นของการประพฤติเพื่อดับทุกข์ สิ้นเชิง. ๑๑.๒ การศึกษาทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ต้องมี อาทิพรหมจรรย์เป็นเรื่องแรก. ๑๑.๓ ความจริงที่มนุษย์จะต้องผ่านไป. ๑๑.๔ พรหมจรรย์เป็นสิ่งที่ต้องมีทั้งเบื้องต้น ท่าม- กลาง และเบื้องปลาย. ๑๒. หน้าที่ : อาทิพรหมจรรย์โดยหน้าที่ : ๑๒.๑ หน้าที่ (โดยสมมติ) ของอาทิพรหมจรรย์ : คือ ทำบุคคลให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ คือ เป็นพระอรหันต์. ๑๒.๒ หน้าที่ของบุคคลต่ออาทิพรหมจรรย์คือ : ๑. เพื่อจับฉวยเอาอาทิพรหมจรรย์ให้ถูกต้อง และปฏิบัติต่อไปจนดับทุกข์ได้. ๒. เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นให้รู้จักและประพฤติ- พรหมจรรย์โดยสะดวก.

น.59 ๕๑ ๑๓. อุปมา : อาทิพรหมจรรย์โดยอุปมา : เปรียบเสมือน : ๑๓.๑ แปลนสร้างบ้าน. ๑๓.๒ การวางศิลาฤกษ์. ๑๓.๓ การเตรียมเพาะเมล็ดผลไม้. ๑๓.๔ การสำรวจพื้นที่ก่อนลงมือดำเนินงาน. ๑๓.๕ การเตรียมบันไดที่เหมาะ. ๑๓.๖ การกรุยถนนก่อนลงมือทำถนน. ๑๓.๗ การเตรียมไปขุดทองในเมืองไกล ฯลฯ ๑๔. สมุทัย : อาทิพรหมจรรย์โดยสมุทัย (สิ่งที่ทำให้เกิด) : ๑๔.๑ โดยกฎธรรมชาติที่ว่าธรรมทั้งปวงมีเหตุและมี จุดตั้งต้น. ๑๔.๒ เพราะเป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบและ เปิดเผยชี้แนะไว้. ๑๔.๓ เพราะธรรมทั้งปวงเป็นสิ่งที่ต้องมีการลงมือ ปฏิบัติ จึงจะเกิดผล. ๑๔.๔ เพราะสัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะของธัมม- กามบุคคล (ผู้ใคร่ในธรรม),

น.60 ๕๒ ๑๕. อัตถังคมะ : อาทิพรหมจรรย์โดยอัตถังคมะ (ทางดับ) : ๑๕.๑ เพราะขาดเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้น. ๑๕.๒ ถูกอวิชชาแทรกแซงหรือครอบงำในระยะต่อ มา. ๑๕.๓ เพราะความประมาท ขาดสติ หรือพ่ายแพ้แก่ อารมณ์ของผู้ปฏิบัติ. ๑๖. อัสสาทะ : อาทิพรหมจรรย์โดยอัสสาทะ (เสน่ห์) : ๑๖.๑ ความหวังและความเชื่อว่าจะได้สิ่งที่ตน ปรารถนาอันสูงสุด. ๑๖.๒ ความรู้สึกว่าได้กระทำสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควร กระทำ. ๑๖.๓ การได้ตอบสนองพระพุทธประสงค์. ๑๗. อาทีนวะ : อาทิพรหมจรรย์โดยอาทีนวะ (ความเลว ร้าย) : อาทีนวะของอาทิพรหมจรรย์ไม่มี (ความลำบาก เพราะการประพฤติพรหมจรรย์ ไม่จัดว่าเป็นอาทีนวะ) เว้นแต่ มีแก่ผู้ถือเอาอาทิพรหมจรรย์ผิด หรือประพฤติพรหมจรรย์ ไม่สุจริต (เช่นเพื่อลาภหรือเพื่อหลอกลวงเป็นต้น).

น.61 ๕๓ ๑๘. นิสสรณะ : อาทิพรหมจรรย์โดยนิสสรณะ (ทางที่ จะถอนตัวออกมา) : ไม่ต้องมีการออกจากอาทิพรหมจรรย์ แต่อาทิพรหมจรรย์เป็นการออกจากทุกข์อยู่ในตัวมันเอง. ๑๙. ทางปฏิบัติ : อาทิพรหมจรรย์โดยทางปฏิบัติ : ๑๙.๑ เตรียมตัวพร้อมเพื่อประพฤติพรหมจรรย์ ให้ถึง ที่สุด แม้จะต้องประพฤติพรหมจรรย์ด้วยน้ำตา. ๑๙.๒ เตรียมธรรมที่ทำให้เกิดความสำเร็จ เช่น อิทธิบาทสี่ หรืออินทรีย์ห้า เป็นต้น ให้เพียงพอ. ๑๙.๓ เตรียมชำระองค์แห่งอัฏฐังคิกมรรคแต่ละองค์ ให้ถูกต้อง ครบถ้วนหรือเพียงพอ. ๒๐. การพิทักษ์รักษา (maintenance) : อาทิพรหมจรรย์ โดยการพิทักษ์รักษา : ๒๐.๑ โดยความมีหิริโอตตัปปะอยู่เป็นประจำ. ๒๐.๒ โดยความมีสติสมบูรณ์. ๒๐.๓ นำมาสาธยายทบทวนความจำ (เหมือนเด็กท่อง สูตรคูณ) อยู่เสมอ. ๒๐.๔ เพิ่มพูนอาทิพรหมจริยกปัญญา ๑ อยู่เสมอ. ๑. อาทิพรหมจริยกปัญญา : ปัญญาที่จำเป็นแก่การศึกษา ค้นคว้า วิจัย วิจารณ์และปฏิบัติให้สำเร็จประโยชน์ในเบื้องต้น.

น.62 ๕๔ ๒๑. อานิสงส์ : อาทิพรหมจรรย์โดยอานิสงส์ : ๒๑.๑ นำไปสู่ผลของพรหมจรรย์ทั้งเบื้องต้น ท่าม กลาง และเบื้องปลาย. ๒๑.๒ ทำให้พรหมจรรย์เป็นสิ่งที่มีความหมายในการ ดับทุกข์ ตามหลักแห่งพระศาสนา. ๒๑.๓ ทำให้มีการถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยสมบูรณ์. ๒๑.๔ เป็นการเริ่มใช้ยาของนายแพทย์ผู้เยียวยาโรค ของสัตว์โลกทั้งปวง (พระพุทธเจ้าผู้เป็นสัพพโลกติกิจฉโก). ๒๑.๕ เป็นการริเริ่มเพื่อสันติภาพของสากลโลก. ๒๒. หนทางถลำ : อาทิพรหมจรรย์โดยหนทางถลำ : ๒๒.๑ พยายามในการเห็นความน่าเบื่อหน่ายของ สังขารทั้งปวงอยู่เสมอ. ๒๒.๒ การบังเอิญได้พบ ได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ หรือพระอริยเจ้าเป็นกรณีพิเศษ. ๒๓. สิ่งที่ต้องเกี่ยวข้อง : อาทิพรหมจรรย์โดยสิ่งที่ต้อง เกี่ยวข้อง : ๒๓.๑ การศึกษาปริยัติที่ถูกต้องและเพียงพอ.

น.63 ๕๕ ๒๓.๒ กัลยาณมิตรที่แท้จริง. ๒๓.๓ มีความรู้อย่างถูกต้องและสมบูรณ์เกี่ยวกับ ผัสสายตนะ ๑ หรืออายตนิกธรรม ในทุกความหมาย. ๒๔. ภาษาคน-ภาษาธรรม : อาทิพรหมจรรย์โดยภาษา คน-ภาษาธรรม : ๒๔.๑ ภาษาคน : เริ่มปฏิบัติเพื่อความเป็นพรหม (พรหม + จรรย์). ภาษาธรรม : เริ่มปฏิบัติเพื่อผลอันสูงสุดคือ ความดับทุกข์สิ้นเชิง (พรหม = ประเสริฐ+ จรรย์). ๒๔.๒ ภาษาคน : เว้นกิจกรรมทางเพศ. ภาษาธรรม : เว้นกิจกรรมอันเป็นที่ตั้ง แห่งความทุกข์ทั้งปวง. คัดจากธรรมโฆษณ์อรรถานุกรม เล่ม ๒ ๑. ผัสสายตนะ : อายตนะภายในหก อายตนะภายนอกหก วิญญาณ หก ผัสสะหก เวทนาหก ตลอดถึงผัสสายตนิกนรก และผัสสา- ยตนิกสวรรค์.

น.64 ภัทเทกรัตต์. สิ่งล่วงแล้ว แล้วไป อย่าใฝ่หา ที่ไม่มา ก็อย่าพึ่ง คนึงหวัง อันวันวาน ผ่านพ้น ไม่วนวัง วันข้างหน้า หรือก็ยัง ไม่มาเลย. ผู้ใดเห็น เห็นชัด ปัจจุบัน เรื่องนั้นนั้น แจ่มกระจ่าง อย่างเปิดเผย ไม่แง่นง่อน คลอนคลั่ง ดังเช่นเคย รู้แล้วเลย ยิ่งเร้า ให้ก้าวไป. วันนี้เอง เร่งกระทำ ซึ่งหน้าที่ อันวันตาย แม้พรุ่งนี้ ใครรู้ได้ เพราะไม่อาจ บอกปัด หรือผัดไว้ ต่อความตาย และมหา เสนามัน. ผู้มีเพียร เวียนเป็น อยู่เช่นนี้ ทั้งทิวา ราตรี แข็งขยัน นั้นแหละผู้ “ภัทเท- กรัตต์” อัน สัตบุรุษ ผู้รู้, ท่าน กล่าวกันเอย ฯ พุทธทาส อินฺทปัญฺโญ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต