น.7 วันนี้ตั้งใจว่าจะพูดเรื่อง สืบอายุพระศาสนา แล้ว มันก็เลยพอดีกันกับเรื่องที่พูดมาแล้ววันก่อน มันต่อกันได้ เลย ; วันก่อนเราพูดเรื่อง กามารมณ์ การสมรส การ สืบพันธุ์, แล้วก็ การสืบสกุล จบลงเพียงสืบสกุล วันนี้ก็ต่อ ไปเลย ถึงเรื่อง การสืบอายุพระศาสนา ผู้สืบอายุพระศาสนาโดยตรง. เรื่องสืบอายุพระศาสนานี้ ผมจะพูดกับผู้เป็นเจ้านาค ที่จะบวชเป็นพระทุกคราวไป : ขอให้บวชเป็น การปฏิบัติ ของตน เป็น การแทนพระคุณบิดามารดา แล้วก็ให้เป็น ธรรมบรรยาย อบรมพระภิกษุนวกะ ๙ สิงหาคม ๒๕๓๐
น.8 บวชได้กี่วันกี่เดือนก็ตามใจ ให้มัน เป็นการสืบอายุพระศาสนาเสมอไป; บวชตลอดไปก็สืบ ตลอดไปจนสิ้นชีวิต แต่ถ้าบวชได้เพียงปีเพียงเดือน ก็สืบตาม จำนวนปีตามจำนวนเดือน ขอให้การบวชนั้นเป็นการสืบอายุ พระศาสนาด้วย. เป็นอันว่า ผู้จะบวชเพียงพรรษาเดียว ก็เป็นการสืบ อายุพระศาสนา มีหน้าที่สืบอายุพระศาสนา ; หมายความว่า เขา บวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง ได้รับผลจริง ก็ เป็นการสืบอายุพระศาสนา สอนต่อไปจริง, นี่คำว่าสืบอายุ พระศาสนามีใจความสำคัญอย่างนี้ เป็นข้อแรก. ผู้สืบโดยอ้อม. ทีนี้ก็จะพูดให้มันหมดจดสิ้นเชิงว่า ให้ ทุกคนนี้สืบ อายุพระศาสนาได้ด้วยกันทั้งนั้น แม้ไม่ใช่เป็นผู้บวช บวชเป็นภิกษุ ภิกษุณี อะไรนี้ ก็ให้เป็นการสืบอายุพระศาสนา ได้ด้วยกันทั้งนั้น แม้ที่สุดแต่จะเป็นอุบาสกอุบาสิกา. เพราะ ว่าการสืบอายุพระศาสนานั้น มันไม่ได้มีแต่เรื่องการเผยแผ่ สั่งสอนอย่างเดียว มันต้องกินความไปถึงการช่วยเหลือให้ทำ
น.9 ๓ อย่างนั้นได้ด้วย, ถ้าไม่มีการช่วยเหลือให้ทำอย่างนั้น มันก็ ไม่มีการเผยแผ่ ไม่มีผู้ที่รอดชีวิตอยู่สำหรับเผยแผ่ ; ฉะนั้น การที่จะช่วยให้ผู้เรียน ผู้บวช ผู้เผยแผ่ทำไปได้ มันก็ต้องมี การช่วยให้มีชีวิต, นี่จึงขอให้มองลงไปถึงผู้ที่ช่วยทุกระดับเลย. อย่างที่นี่ เรามีงานเผยแผ่พระศาสนาเป็นหลัก ก็เป็น การสืบอายุพระศาสนา แต่ถ้าเมื่อมองดูว่า ที่นี่มันจะอยู่ได้ อย่างไร, จะตั้งอยู่ได้อย่างไร ? มันก็ต้องมีเรื่องที่อยู่ที่อาศัย เรื่องอาหารการกิน เพราะฉะนั้นผู้ที่ช่วยเหลือในเรื่องนี้ ก็ เท่ากับมีส่วนช่วยสืบอายุพระศาสนาด้วยเหมือนกัน แม้ว่ามัน จะเป็นโดยอ้อม ; จึงขอพูดให้หมดกระแสความเอาเสียเลยว่า ทุกคนที่ร่วมมือกันในส่วนใดส่วนหนึ่งก็ตาม มีส่วนสืบอายุ พระศาสนาด้วยกันทั้งนั้น. เหมือนกับว่า การรบทัพจับศึกก็มีกองทัพ มันก็ ต้องมีกองอาหาร กองเสบียง กองหนุน กองอะไรต่าง ๆ กองทัพมันจึงจะตั้งอยู่ได้. นี่การเผยแผ่พระศาสนานี่ก็เหมือน กัน มันต้องมีสำนักงาน, ต้องมีที่อยู่อาศัย, มีเครื่องใช้ไม้สอย, มีอาหารการกิน ทำให้การเผยแผ่พระศาสนามีอยู่ได้ เป็นการ
น.10 ๔ สืบอายุพระศาสนา. เพราะฉะนั้น เราจะต้องยอมรับว่า ผู้ที่ ช่วยเหลือในเรื่องที่อยู่ที่อาศัย ให้มันมีที่อยู่ที่อาศัย, กระทั่งว่า ให้มันมีน้ำใช้ ให้มีไฟใช้ อะไรก็ตาม, กระทั่งว่า แม่ครัว ที่จะรับผิดชอบในเรื่องอาหารการกิน มันก็เป็นการช่วยสืบอายุ พระศาสนา แม้ว่าจะเป็นโดยอ้อม. มี บุคคลผู้ช่วยเหลือใน การสร้าง ในการรักษาสถานที่ สิ่งของ, รักษาการกระทำที่ กระทำสืบ ๆ กันมา ให้มันเป็นไปอย่างถูกต้องครบถ้วน, แม้ แต่คนช่วยตีกลองตีระฆังอะไรนี้ ก็ยังมีส่วนช่วยในการสืบอายุ พระศาสนา. ถ้าว่าจะเล็งไปถึงว่าการช่วยรักษาทรัพย์สมบัติสิ่งของ มันก็ต้องเล็งไปถึงสุนัขและแมว, สุนัขมันก็ช่วยเฝ้าขโมย รักษาทรัพย์สมบัติเกี่ยวกับการเผยแผ่พระศาสนา แมวมันก็ ช่วยป้องกันหนู. คราวหนึ่งเราไม่มีแมวเลย เสียหายมาก เสียหายมากมายทีเดียว หนังสือหนังหานี้ถูกกัดกระจุยกระจาย ไปหมด ; สุนัขและแมวมันยังช่วยคุ้มครองป้องกันวัตถุสิ่งของ ที่จะช่วยให้ตั้งอยู่ได้ในการสืบอายุพระศาสนา. เอ้า ทีนี้ก็จะเลยไปถึง ไก่ ไก่มันช่วยอะไรได้บ้าง ? มัน ช่วยมากนะ คุณไม่รู้ ; แรกไม่มีไก่นี้ลำบากด้วยปลวก ปลวก
น.11 ๕ เต็มไปหมด พอค่ำลงอย่างนี้ เดินไปกุฏิมันกัดเลือดไหลเลย มันเป็นปลวกชนิดตัวใหญ่หัวแข็ง กัดเลือดไหล ไก่มันช่วยกัน จัดการ เดี๋ยวนี้ไม่เห็นหน้าเลย. นก มันก็ช่วยปราบปราม สิ่งที่จะทำลายต้นไม้ ลองไม่มีนก หนอนก็กินใบไม้เหล่านี้หมด ก็เลยอยู่กันไม่ได้. คิดดูซิว่าเราจะยอมรับลงไปได้ถึงไหน ทุกคนที่มา ช่วยกันทำหน้าที่ปัดกวาดดูแลรักษาความสะอาด, แล้วคนที่ มีหน้าที่เกี่ยวกับข้าวปลาอาหาร, กระทั่งถึงสุนัขและแมว ไก่ และนก มันก็มีส่วนช่วยให้วัดนี้ตั้งอยู่ได้ เพื่อให้การเผยแผ่ มันมีอยู่ได้. คิดกันถึงอย่างนี้จะดีไหม ? ใครจะไม่คิดก็ตามใจ แต่ผมคิด เพราะฉะนั้น จึงขอแสดงความขอบคุณ อนุโมทนา ขอบคุณทุกคน ทุกท่าน ทุกผู้ทุกนาม ที่ช่วยให้มีการเป็นอยู่ได้ ในเรื่องอาหารการกิน ในเรื่องสถานที่ รักษาความสะอาด ทุก อย่างทุกหน้าที่ที่ได้รับการกระทำให้มันเป็นอยู่ได้ ตลอดถึงสุนัข และแมว ไก่และนก มันช่างเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย กัน เสียจริงๆ แล้วมันยังช่วย ช่วยในการให้สืบอายุพระศาสนาได้ ให้กิจกรรมของวัดนี้ มันมีลักษณะที่เป็น การสืบอายุพระศาสนา อยู่ได้ นี้ว่า โดยทางวัตถุ.
น.12 ๖ ถ้าว่าโดยทางนามธรรมแล้ว มันยังมากกว่านั้นอีก มาก ที่จะต้องระลึกนึกถึง ว่า เราจะต้องช่วยกันประพฤติ ปฏิบัติ ช่วยกันศึกษาเล่าเรียน แล้วช่วยกันศึกษาปฏิบัติ ให้ ได้รับผลของการปฏิบัติ แล้วก็เผยแผ่ต่อๆ ไป นั่นแหละเป็น ตัวสืบอายุพระศาสนาในส่วนนามธรรม ก็ต้องมี. สืบมาโดยธรรมชาติ พระพุทธเจ้าและสาวก. ทีนี้ ขอให้นึกให้ไกล ไปถึงว่า สืบกันมาอย่างไร ? พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ได้สืบพระพุทธศาสนาต่อ ๆ กันทุก ๆ พระองค์ ; พูดอย่างนี้บางคนจะไม่มองเห็น ไม่เห็นด้วย แต่ขอให้มองเห็นเถอะว่า พระพุทธเจ้าองค์ไหนก็สอนเรื่องเดียว กัน จะมีพระพุทธเจ้ากี่องค์ แล้วห่างกันกี่อสงไขยปี กี่แสนปี กี่ล้านปีก็สุดแท้เถิด แต่ก็ท่านสอนเรื่องเดียวกัน ไม่แตกต่าง กันเลย คือสอน เรื่องความทุกข์กับความดับทุกข์ ขยายออกก็ เป็นเรื่อง อริยสัจทั้งสี่ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์สอนสืบกันมา อย่างเดียวกันหมดเลย, นี่ รักษาพระพุทธศาสนา สืบอายุ พระศาสนา โดยพระพุทธเจ้าทุกพระองค์.
น.13 ๗ เอ้า ทีนี้ก็จะมองให้ไกลไปกว่านั้นอีก ว่าก่อนที่จะ มาถึงพระพุทธเจ้านั้น มันอยู่ที่ไหน ? นี้จะเป็นเหตุให้เข้าใจ ให้รู้จักพุทธศาสนาดียิ่งขึ้น คือ มันมีอยู่ในตัวธรรมชาติ ซึ่ง เป็น ตัวของธรรมชาติ ตัวกฎของธรรมชาติ หน้าที่ตามกฎของ ธรรมชาติ คือมันมีอยู่ในตัวธรรมชาติ ; มันมีอยู่ตั้งแต่ครั้ง กระไหนก็เหลือที่จะกล่าว จะเรียกว่าไม่จำกัดเวลาด้วยเหมือน กัน. นี้ พระพุทธเจ้าท่านค้นพบ เอามาสอน เพราะฉะนั้น สิ่งที่มันเร้นลับอยู่ในธรรมชาติ ที่ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครเห็น มันก็ถูกเปิดเผยขึ้นมา. พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า ตถาคตจะ เกิดขึ้นก็ดี ไม่เกิดขึ้นก็ดี ธรรมธาตุนี้ก็มีอยู่อย่างนั้น, กฎ ความจริงของธรรมชาติ ที่เป็นธรรมธาตุนั้นก็มีอยู่อย่างนั้น มีอยู่ในตัวธรรมชาติ ก็แปลว่า ธรรมชาตินั่นเองมันสืบของมัน จะ เป็นธรรมชาติยุคไหนสมัยไหน มันก็สืบข้อเท็จจริงอันนี้ สัจธรรมอันนี้ รักษากฎของธรรมชาติอันนี้ไว้ สืบต่อ ๆ กัน มา ตลอดเวลาที่ธรรมชาติยังมีอยู่ เก็บไว้ในธรรมชาติ ซ่อน ไว้ในธรรมชาติ จนกว่าพระพุทธเจ้าจะไปพบ ขุดพบขึ้นมา, แล้วก็มาสอน แล้วก็สอนสืบ ๆ กันมา โดยพระพุทธเจ้าทุก ๆ
น.14 ๘ พระองค์ จนถึงพระพุทธเจ้าองค์สุดท้าย อย่างที่เรารู้จักกันนี้, แล้วก็มี พระสาวกสงฆ์สืบกันไว้ ในระหว่างนั้น ระหว่างที่ จะมีพระพุทธเจ้าองค์อื่นองค์ใหม่ ในระหว่างศาสนาของพระ- พุทธเจ้าองค์หนึ่ง ก็มีสาวกสืบกันมา. พุทธศาสนาเป็นกฎของธรรมชาติ. ที่พูดมาถึงขนาดนี้ คือเป็นของธรรมชาติอย่างนี้ ก็เพื่อให้เราทุกคนรู้จักพุทธศาสนาของตนอย่างแท้จริงว่า พุทธศาสนานั้นเป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นเรื่องของกฎ- ธรรมชาติ เรียกชื่อโดยเฉพาะว่า กฎอิทัปปัจจยตา ปฏิจจ- สมุปบาท , ถ้าเดินมาทางนี้ก็เป็นทุกข์ เดินมาทางนี้ก็ดับ ทุกข์ มันมีอยู่ในตัวธรรมชาติ นั่นแหละ พุทธศาสนา ออกมาจากธรรมชาติ ไม่ใช่มนุษย์แต่งตั้ง. พระพุทธ- เจ้าท่านก็ตรัสอย่างนี้ ว่าไม่ได้บัญญัติแต่งตั้ง เป็นแต่ค้นพบ อันนี้ แล้วก็มาเปิดเผยมาแสดง, นี่ให้รู้ไว้ว่าพุทธศาสนาเป็น อย่างนี้. ศาสนาอื่นเขาว่ามีพระเจ้า ที่เป็นบุคคลบัญญัติแต่ง ตั้งสั่งสอน เป็นศาสดา ก็ตามใจเขา ; ส่วนเรานั้นไปไกล
น.15 ๙ จนถึงกับว่า มัน เป็นตัวธรรมชาติ เป็นของธรรมชาติ เป็น กฎของธรรมชาติ ธรรมชาติเป็นผู้กำหนด เป็นผู้รักษาไว้ เป็น ผู้ควบคุมอยู่, นี่พุทธศาสนาไปไกลถึงอย่างนี้. ถ้ารู้จักพุทธ- ศาสนาเพียงว่า พระสิทธัตถะได้ตรัสรู้ แล้วก็สอน อย่างนี้ ก็รู้แค่หางอึ่ง ; ใช้คำที่มันหยาบคายสักหน่อย เพราะมัน ก่อนหน้านั้นมาก มันก่อน ก่อนไปไกลถึงพระพุทธเจ้าทุก พระองค์ จนกระทั่งว่า ค้นพบออกมาจากธรรมชาติ มีอยู่ ในธรรมชาติ มันสืบต่อกันมาโดยธรรมชาติ รักษากฎธรรม- ชาติอันนั้นไว้ จนบอกไม่ได้ว่ามันมาตั้งแต่ครั้งไหน. ขอให้สนใจกันอย่างนี้ ว่าเมื่อจะต้องไปพูดจาโต้ตอบ กับศาสนาอื่นนั้น ขอให้ยึดหลักอันนี้ไว้ ให้แม่นยำ ให้มั่นคง ว่าศาสนาพุทธนี้ ไม่ใช่บุคคลบัญญัติแต่งตั้ง ไม่ใช่พระเจ้า อย่างบุคคลบัญญัติแต่งตั้ง ซึ่งมันไม่ค่อยจะคงเส้นคงวา. ถ้า สิ่งที่มีความรู้สึกอย่างบุคคลเป็นผู้แต่งตั้งแล้ว มันจะไม่คงเส้น คงวา มันโยกโย้มันสับเปลี่ยนได้ แต่ถ้ามันเป็นเรื่องของ ธรรมชาติโดยแท้จริงแล้ว มันคงเส้นคงวา มันเปลี่ยนแปลง ไม่ได้. ฉะนั้น ขอให้ถือว่า หลักพุทธศาสนามั่นคงอย่างนี้
น.16 ๑๐ ลึกซึ้งอย่างนี้ แน่นอนตายตัวเด็ดขาดอย่างนี้ เพราะว่ามัน เป็นกฎของธรรมชาติ. เมื่อพูดถึงธรรมชาติ ก็พูดเลยไปได้อีกทางหนึ่งว่า มันจะตรงกับ กฎของวิทยาศาสตร์แห่งเหตุผล action and reaction, มันเป็นกระแสแห่งเหตุผล กิริยาและปฏิกิริยา, เป็นกระแสแห่งกิริยาและปฏิกิริยา ตามกฎของธรรมชาติ ตาม กฎแห่งอิทัปปัจจยตา, เป็นกระแสแห่งเหตุและผล cause and effect เป็นกระแสอันไหลแน่นอนของ cause and effect คือเหตุและผล. มีลักษณะอาการเป็นกิริยา แล้วก็เกิดปฏิกิริยา ไปตามลำดับ, เป็นกิริยา เกิดปฏิกิริยา กลายเป็นกิริยา เกิด ปฏิกิริยา กลายเป็นกิริยา เกิดเป็นปฏิกิริยา เป็นลำดับ ไม่มีที่ สิ้นสุด นั่นแหละตัวพุทธศาสนา. พูดนี้ไม่ใช่ว่าจะยกตัวเอง จะข่มขี่ผู้อื่น จะยกศาสนา ของตน จะข่มขี่ศาสนาของผู้อื่น ถ้าทำอย่างนี้มันก็ไม่ถูกต้อง มันไม่ถูกต้อง แล้วมันไม่เป็นความจริง. มันเป็นของธรรม- ชาติ ที่มีตายตัวมาอย่างนี้, ธรรมชาติได้สืบไว้ สืบไว้ จน
น.17 ๑๑ บอกไม่ได้ว่านานเท่าไร ไม่มีใครรู้ ว่าธรรมชาติตั้งต้นเมื่อไร จะจบสิ้นเมื่อไร. พระพุทธเจ้าองค์แรกค้นพบก็มาสอน, พระพุทธ- เจ้าองค์ที่สองค้นพบก็มาสอน, พระพุทธเจ้าองค์ที่สามที่สี่ที่ห้า จะกี่สิบองค์ก็ตามใจ มาสอน ก็กลายเป็นเรื่องเดียวกัน เหมือน กับถ่ายเอกสาร ถ่ายก๊อปปี้เอกสารออกมาอย่างนั้นแหละ เรื่องทุกข์กับเรื่องดับทุกข์ทั้งนั้น. ถ้าขยายออกเป็น ๔ ก็เรื่อง ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับแห่งทุกข์ แล้วก็ทางให้ถึง ความดับแห่งทุกข์ เป็นเรื่องนี้เรื่องเดียว แล้วก็เหมือนกัน ทุกพระองค์ ถ้าเขียนเป็นตัวอักษรก็จะเหมือนกัน สำหรับ คำสอนของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์. นี่ เราเรียกว่า พระพุทธเจ้าก็รับช่วงสืบสัจธรรมของ ธรรมชาติ มาจากธรรมชาติ แล้วก็มาสอน สอนเฉพาะส่วนที่ มันดับทุกข์ได้ ; พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า การตรัสรู้นั้นรู้มาก หมดทั้งสิ้น เท่ากับใบไม้ทั้งบ่า แต่เมื่อเอามาสอนมนุษย์ ก็สอนเท่ากับใบไม้กำมือเดียว คือไม่ต้องสอนเรื่องที่ไม่จำเป็น ไม่ต้องสอนเรื่องที่มันไม่เกี่ยวกับความดับทุกข์ จะสอนเฉพาะ
น.18 ๑๒ เรื่องที่เกี่ยวกับความดับทุกข์เท่านั้น. เรื่องนอกนั้นไม่ต้อง สอน มันเป็นอภิธรรมเพื่อ อภิธรรมเกิน ไม่ต้องเอามาสอน ; สอนในส่วนที่มันจะดับทุกข์ได้ เป็นอภิธรรมพอดี เป็น อภิธรรมแท้จริง เป็นปรมัตถ์ที่พอดี เป็นปรมัตถ์ที่แท้จริง เอามาสอนแล้วดับทุกข์ได้ เท่านี้ก็พอ. แล้วก็ สืบกันมาโดย สาวก ของพระองค์ ซึ่งเราก็ได้เล่าได้เรียนเรื่องพุทธประวัติ เรื่องอนุพุทธประวัติ เรื่องสาวกของพระพุทธเจ้าได้สอนสืบต่อ กันมาอย่างไร. นี่เรียกว่า สืบอายุพระศาสนา ทั้งในแง่ของปริยัติ คือ เป็นคำสั่งสอนที่บัญญัติขึ้นอย่างไร, ในแง่ของปฏิบัติ ที่ปฏิบัติ สืบต่อกันมาอย่างไร, สืบต่อในแง่ของปฏิเวธ คือได้รับผลอย่าง เดียวกัน ไม่มีอะไรมากไปกว่า โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และอรหันต์ นี่ได้รับผลเป็นอย่างนี้มาตลอดเวลา และโดย เสมอกัน.นี่เป็นการสืบอายุพระศาสนา ทั้งในส่วนปริยัติ ส่วนปฏิบัติ และส่วนปฏิเวธ จนกระทั่งตกมาถึงยุคนี้ ยุคพวก เรา ซึ่งไม่มีใครคิดว่า มีพระอริยบุคคลเหล่านั้นเหลืออยู่ ; แต่ หน้าที่ของการศึกษาและปฏิบัติ มันก็ยังเหลืออยู่ มันก็ต้อง
น.19 ๑๓ สืบกันไว้ ทั้งเรื่องปริยัติ ปฏิบัติ และให้เกิดปฏิเวธ โดยการ ปฏิบัติให้ถูกต้องแท้จริง พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ เมื่อใกล้จะปรินิพพานว่า ถ้า ภิกษุเหล่านี้จักเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกก็จะไม่ว่างจากพระ- อรหันต์ ถ้าภิกษุเหล่านี้จักเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกจะไม่ว่าง จากพระอรหันต์ อิเม จ สุภทฺฺท สมฺมา วิหเรยยํุ อ สฺญฺโญ โลโก อรหนฺเตหิ อสฺส บาลีว่าอย่างนี้ คือท่านตรัสกับสุภัทท ปริพาชกว่า ถ้าภิกษุเหล่านี้จักเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โจกจะ ไม่ว่างจากพระอรหันต์. ฉะนั้น เราอย่าไปพูดกันเลยที่ว่า จะมีพระอรหันต์หรือไม่มี มีได้หรือไม่ได้ อย่าไปพูดให้เสีย เวลา แล้วมันจะกลายเป็นคนโง่ ; พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ เองว่า ถ้าภิกษุเหล่านี้จักเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกก็จะไม่ว่าง จากพระอรหันต์ ความเป็นภิกษุที่ถูกต้อง. ทีนี้ ปัญหามันก็เหลืออยู่ว่า จะเป็นอยู่โดยชอบกัน อย่างไรได้ มันก็ด้วยการสืบอายุพระศาสนาอีกนั่นแหละ เรียน ให้ถูกต้อง ปฏิบัติให้ถูกต้อง แล้วก็ได้ รับผลเป็นปฏิเวธ
น.20 ๑๔ ที่ถูกต้อง มันก็เกิดอริยบุคคลขึ้นมา ; ฉะนั้น การเป็นอยู่ โดยชอบของภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ จะมีอยู่ได้เพราะว่ามีการ เรียนถูกต้อง มีการปฏิบัติถูกต้อง มีการได้รับผลของทาง ปฏิบัติถูกต้อง. ฉะนั้น ขอให้สนใจ สนใจในการที่จะประพฤติกระทำ กันอย่างนี้ เป็นการสืบอายุพระศาสนา อย่าให้มีสิ่งอื่นแทรก แซงเข้ามา มันจะทำลายความเป็นภิกษุเสียหมด ไม่เป็นภิกษุ แล้วก็ไม่อาจจะเป็นอยู่โดยชอบ. ฉะนั้น จงเห็นแก่ความเป็น ภิกษุ ให้ดีที่สุด ให้มากที่สุด ให้ถูกต้องที่สุด จะรักษาความเป็น ภิกษุไว้ให้ได้ ยอมเสียทุกอย่างทุกประการ ไม่ยอมให้ความ เป็นภิกษุเสียไป. นี่อย่ามัวทะเลาะวิวาท เกี่ยงแย่งกัน ดูหมื่นดูถูกกัน ทะเลาะวิวาทกันด้วยความโกรธความแค้น แล้วก็สูญเสียความ เป็นภิกษุหมดสิ้นด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย ; ไม่มีฝ่ายไหนผิด ไม่มี ฝ่ายไหนถูกหรอก ถ้าประพฤติตนนอกธรรมะนอกวินัยออก ไปแล้ว แม้แต่เพียงสักว่าโกรธเท่านั้นแหละ มันก็เป็นภิกษุไม่ ได้ มันหมดความเป็นภิกษุไปทันที แล้วจะสืบอายุพระศาสนา
น.21 ๑๕ อย่างไรเล่า ถ้ามันหมดความเป็นภิกษุเสียแล้ว. จึงขอร้องว่า สนใจในความเป็นภิกษุให้ถูกต้อง ให้มีความเป็นภิกษุอย่างถูก ต้องอยู่เสมอ นั่นแหละคือการสืบอายุพระศาสนาที่แท้จริง ขอ ให้สำนึกไว้อย่างนี้. ฆราวาสก็ต้องศึกษาและปฏิบัติให้ถูกต้อง. ทีนี้ก็จะมองไปที่ฆราวาสบ้าง ฆราวาสไม่ได้บวชเป็น ภิกษุ ภิกษุณี ก็ตามใจ แต่ก็ ไม่มีใครห้าม จะศึกษาปริยัติสัก เท่าไร ก็ไม่มีใครห้าม, จะปฏิบัติธรรมะสักเท่าไร ก็ไม่มี ใครห้าม แม้ในเพศฆราวาส. มันต่างกันตรงที่ว่า มันไม่ค่อย สะดวก ถ้ามาบวชเป็นบรรพชิตมันสะดวก ถ้าเป็นฆราวาส อยู่ที่บ้านที่เรือนมันก็ไม่ค่อยสะดวก แต่มันก็ทำได้ มันก็ทำได้ ตามที่ปรากฏในเรื่องราวที่เราเรียนรู้กันมาเป็นอย่างดี ว่า พระ อริยบุคคลก็มีในเพศฆราวาส เป็นพระโสดาบันก็มี สกิทาคามี แม้เป็นอนาคามีอยู่ในเพศฆราวาส แต่มันไม่ได้ครองเรือน อย่างฆราวาส อย่างนี้ก็มี. ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็หมดความเป็น ฆราวาส โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องบวชหรอก. ถ้าฆราวาสคนใดคนหนึ่ง
น.22 ๑๖ เกิดเป็นพระอรหันต์ขึ้นมา ไปฟังธรรมบรรลุแล้ว มันก็พ้น จากความเป็นฆราวาส เป็นพระอรหันต์ เป็นพระอริยสงฆ์ เป็นพระอริยเจ้าไป แต่ว่าจะมาบวชโดยทางรูปร่างอีกครั้งหนึ่ง ก็ได้ เพื่อความเรียบร้อยในทางสังคม. เอาละ เป็นอันว่า แม้เป็นฆราวาส ก็ต้อง ศึกษา และปฏิบัติให้ดีที่สุด เป็นการสืบอายุพระศาสนา อย่าง ยิ่งด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่เป็นตัวกองหนุน หรือทัพหลังกอง หลังอะไร เป็นตัวออกหน้านั่นแหละ. ขอให้ฆราวาสทุกคน ตั้งอกตั้งใจพยายามที่จะศึกษาให้ถูกต้อง ให้ทั่วถึงให้เพียงพอ แล้วก็ปฏิบัติให้ถูกต้อง ให้เป็นตัวอย่างแก่คนทั้งหลายทั่วไป จะได้ปฏิบัติตาม ๆ กัน ก็จะเกิดพระอริยบุคคลขึ้นในหมู่สังคม ฆราวาสนั้นเป็นแน่นอน โสดาบันก็ได้ สกิทาคามีก็ได้. ข้อนี้ไม่ค่อยจะนึกถึงกัน หรือว่ามันขี้เกียจ มันแก้ตัว ไม่ได้บวชก็ไม่ต้องปฏิบัติ มันก็เป็นเรื่องล้มเหลวหมด อย่า ไปนึกถึงเรื่องบวชหรือไม่บวชกันให้มากนัก, ให้นึกมั่นคงยึดถือ เป็นหลักว่า ถ้ามีความทุกข์แล้วก็ต้องต่อสู้ จะอยู่ในเพศ ฆราวาสหรือเพศบรรพชิตก็สุดแท้ ถ้ามันมีความทุกข์แล้ว
น.23 ๑๗ กูจะต้องต่อสู้ คือ ประพฤติปฏิบัติเพื่อละความทุกข์เพื่อ ทำลายกิเลส; อย่างนี้จะดีที่สุด จะถูกต้องที่สุด ทำไป อย่างสุดความสามารถที่จะทำได้ แม้จะทำไม่ได้เท่ากับบรรชิต ก็ทำอย่างดีที่สุดที่จะทำได้ คำพังเพยเมืองนี้มันก็มีอยู่คำหนึ่ง ที่เขาใช้ยกย่อง ปลาหมอ ไม่ยอมแพ้ แ ถกไปจนเกล็ดแห้ง มันไม่ยอมแพ้ ว่าจะพบน้ำข้างหน้า มันก็แถกไป ๆ จนเกล็ดแห้ง แล้วมันก็ ได้พบน้ำเหมือนกัน. แม้เป็นฆราวาสมันมีความทุกข์ตามแบบของฆราวาส ก็อย่ายอม พยายามที่จะต่อสู้เพื่อจะดับกิเลสและดับทุกข์ให้ได้ แม้นี้ก็จะเป็นการสืบอายุพระศาสนา ในเพศฆราวาสนั่นเอง. ดูให้ดีเถิด แม้เพศฆราวาสก็ไม่ใช่ว่าจะต้องสมรสแต่งงานกัน เสมอไป ไม่ต้องสมรสไม่ต้องแต่งงานมันก็มีได้ อยู่ได้ แล้ว เมื่ออยู่อย่างนั้น มันก็ยิ่งสะดวกในการที่จะเผยแผ่ธรรมะหรือ พระศาสนายิ่ง ๆ ขึ้นไป กว่าที่จะมีการสมรสตามธรรมดาประสา ชาวบ้าน.
น.24 ๑๘ คำว่าฆราวาส แปลว่าผู้อยู่เรือน บ้านเรือน แต่อยู่ อย่างสมรสกันโดยมาก อยู่อย่างไม่สมรสมันก็มีเหมือนกัน มัน ก็คล้าย ๆ กันแหละ ไม่ต้องน้อยใจว่าไม่ได้บวชแล้วก็ทำไม่ได้ แล้วก็พาลไม่ทำเอาเสียเลย. สมัยนี้เขาไม่ให้ผู้หญิงบวชเป็น ภิกษุณี มันก็ไม่เป็นอุปสรรคอะไร เขาไม่ให้บวชเป็นภิกษุณี ก็ตั้งใจเป็นพระพุทธเจ้าไปเสียเลย, ศึกษาให้มันสูง ปฏิบัติ ให้มันยิ่งขึ้นไป มันยิ่งไปกว่าภิกษุณีเสียก็ยังได้. ไม่มีปัญหา อย่างนี้ ไม่ต้องแก้ตัวอย่างนี้ ว่าเขาไม่ให้บวชเป็นภิกษุณี แล้วก็ไม่มีโอกาสที่จะทำอะไร ; นี้มันเรื่องแก้ตัว ตั้งใจจะ เป็นพระพุทธเจ้าเองเสียเลย อย่าต้องเป็นเพียงพระอรหันต์ มันก็จะแก้ได้หมด มันก็ต่อสู้กับกิเลส ศึกษาขวนขวายปฏิบัติ โดยแท้จริง ตามที่โอกาสอำนวย โอกาสมีอยู่ทุกวินาที. โอกาสมันมีอยู่มากมาย แต่แล้วก็ละทิ้งโอกาสกัน เสียหมด มันก็คือไม่รู้เรื่องหรือไม่อยากนั่นเอง จะสะดวก สบาย ; มีเงินมีทองสมบัติพัสถานมากแล้ว มันก็ไม่คิดที่จะ
น.25 ๑๙ ศึกษาธรรมะละกิเลส ยุ่งเรื่องโลก ๆ ต่อไป ไม่ได้สนใจที่จะ ต่อสู้กับกิเลสและความทุกข์ ทั้งที่มันมีโอกาส. จากไร่นะคับ แม้เป็นบรรพชิตก็เหมือนกัน ก็ไม่ค่อยจะสนใจใน โอกาส - ยังเหลวไหลหละหลวมกันเสีย ; โดยมากเอาเวลาไป ทำอย่างอื่น เอาเวลาไปทะเลาะกัน เสียก็มี อย่างนี้น่าละอาย น่าสงสาร น่าสังเวชอย่างยิ่ง แทนที่จะเอาเวลาไปปฏิบัติธรรม เอาเวลาไปแสวงหาลาภ บ้าลาภ เมาลาภ มัวเมาในลาภ ; เมื่อ ไม่ได้ก็ขัดใจ ก็โกรธ ว่ามันเป็นการไม่ได้เกียรติ ไม่ได้ลาภ ทะเลาะกัน มันก็หมดโอกาส ที่จะเป็นภิกษุสงฆ์ที่ถูกต้องแท้ จริง เพื่อสืบอายุพระศาสนา. คำว่าโอกาส โอกาสนี้ ช่วยฟังให้ดี โอกาสนั้นมันจะ แวบเดียว หนึ่งวินาทีก็ได้ เป็นโอกาส โอกาสที่จะลงมือ ศึกษาหรือปฏิบัติ มันมีอยู่ทุกๆ วินาที, ในนาทีหนึ่งก็มี ตั้ง ๖๐ วินาที ในชั่วโมงหนึ่งก็มีเท่าไร ก็หลายร้อยแล้ว วันหนึ่งคืนหนึ่งไม่รู้จะนับกี่พันแล้ว กี่พันวินาที. โอกาสมีอยู่ ทุกวินาที แต่แล้วมันก็ผ่านไปหมดทุกวินาที ไม่ได้ตั้งต้น ลงมือทำอะไรที่แท้จริง ในเมื่อโอกาสมันมี หรือมันมาถึงเข้า ; บางคนจะแก้ตัวว่า ปีหนึ่งจะมีโอกาสสักครั้งหนึ่ง จะมีโอกาส
น.26 ๒๐ พบการศึกษา พบอาจารย์ พบอะไรเหล่านั้น หลายเดือนหลาย ปีจะมีสักครั้ง นั้นมันคนโง่พูด มันหลับตาพูด. โอกาสนี่เราเรียกได้ว่า มีทุกวินาทีเลย จับเอาเมื่อไร ก็จะเป็นโอกาสเมื่อนั้น ลงมือกันจริงๆ เมื่อไร มันก็จะเป็น เมื่อนั้น ; เพราะฉะนั้นขอให้ยอมรับว่า โอกาสนั้นมีทุกวินาที ก็ได้ก็แล้วกัน แล้วมันก็ล่วงไป ล่วงไป ล่วงไปทุกวัน ๆ ไม่เคยฉวยเอาโอกาสนั้นเลย. นี่ก็เรียกว่า มันไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้จักทุกอย่าง ไม่รู้จักธรรมะ ไม่รู้จักพระศาสนา ปล่อยให้ กิเลสครอบงำ ลากไปสนใจเรื่องของกิเลสเสียหมด มันก็เท่า กับว่า โอกาสนี้ไม่มี. ฉะนั้น ขอให้คิดกันให้ดี ๆ มองกันให้ ดี ๆ ว่าโอกาสมีอยู่ทุกวินาที จงฉวยเอาโอกาสนั้น อย่าให้มัน ผ่านไป ผ่านไปวันละไม่รู้กี่ร้อยกี่พันกี่หมื่นโอกาส. ภาษาบาลีจะเรียกสิ่งนี้ว่า ขณะ เราในภาษาไทยจะ เรียกกันว่าโอกาส ขณะที่ทำได้ ที่ลงมือทำนี้ มันมีอยู่ทุก ๆ วินาที พระพุทธเจ้าตรัสว่า ขโณ มาโว อุปจฺจคา ขณะอย่าได้ล่วง ท่านทั้งหลายไปเสียเลย อย่าให้ขณะหรือโอกาสมันผ่าน แผล็บ ๆไป โดยที่คนนั้น ๆ ไม่จับฉวยเอา. เมื่อเป็นอย่างนี้
น.27 ๒๑ มันก็ไม่ได้เล่าเรียนให้รู้ ไม่ได้ปฏิบัติให้สำเร็จ ไม่มีผลของ การปฏิบัติ แล้วจะสืบอายุพระศาสนาอย่างไรกัน. หลักการในการเผยแผ่. เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดกันถึง เรื่องสืบอายุพระศาสนา สืบด้วยการกระทำจริง ให้เห็นอยู่ ปรากฏอยู่ แล้วถ่ายทอด กันไปด้วยการปฏิบัตินั้น. นี้ดีกว่านั่งสอนบนธรรมาสน์สัก ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๑๐๐ ปี ถ้านั่งสอนกันบนธรรมาสน์แล้วไม่มีการ ปฏิบัติ มันก็ไม่สืบอายุพระศาสนาหรอก มันก็เป็นเรื่องพูด ๆ พูดลั่นหนวกหูไปหมด ไม่มีธรรมะที่จะถือเอาได้ เพราะเสียง ที่มันหนวกหูนั้น มันกลบไปเสียหมด. ตัวอย่างเหมือนกับว่า คนโง่ฟังดนตรี มันก็ไม่แพ้ หมาฟังดนตรี ดนตรีดังลั่นให้หมาฟัง มันก็ได้ยินแต่เสียง หนวกหูเท่านั้น ไม่มีความไพเราะแห่งดนตรีที่ตรงไหน ; คนโง่นี้ก็เหมือนกัน ไม่ได้รสแห่งดนตรี ได้ยินแต่เสียงหนวก หู. ผมเองก็อยู่ในพวกนี้เหมือนกัน ฟังดนตรีไม่ค่อยได้รส ของดนตรี ได้ยินแต่เสียงหนวกหูทั้งนั้น เพราะว่ามันไม่ได้
น.28 ๒๒ ฉวยเอาได้ตัวรสของดนตรี เพราะเสียงหนวกหูมันมากเหลือ เกิน มันแปแปร้นไปเสียหมด นี่เราฟังเทศน์กันก็ระวังให้ดี อย่าให้เป็นอย่างนี้ อย่า ให้เสียงก้องของผู้เทศน์มันกลบตัวธรรมะไปเสียหมด ถือเอา ธรรมะไม่ได้ จากเสียงที่มันดังเอ็ดตะโรอยู่ตลอดเวลา. ฉะนั้น ต้องจับฉวยเอาให้ได้ ให้พันฝ่าเสียงเอ็ดตะโรนั้น เข้าไปจับ ฉวยเอาความหมายแห่งถ้อยคำ ให้เป็นหลักธรรมะ เป็นข้อ ธรรมะ, มองเห็นแจ่มชัดโดยประจักษ์ ว่าเป็นอย่างไร ดับ ทุกข์ได้อย่างไร เกิดทุกข์ได้อย่างไร. ให้รู้ธรรมะอย่างนี้ การแสดงธรรมนั้นก็จะเป็นการสืบอายุพระศาสนา เพราะว่า ผู้ฟังก็ฟังด้วยดี ฉวยเอาเนื้อความแห่งธรรมะนั้นได้ มิฉะนั้น แล้ว มันก็จะเหมือนกับว่า เป่าปี่ให้แรดฝั่ง เป่าปี่ให้เต่าฟัง ; เทศน์กันมาไม่รู้สักเท่าไรแล้ว มันก็ได้ผลไม่เป็นที่พอใจ เรียกว่าเป่าปี่ให้แรดฟังอยู่เรื่อยแหละ. ผมเองก็ยอมรับสารภาพว่า อยู่ในสภาพอย่างนี้เหมือน กัน แต่จะไปโทษผู้เป่าปี่ หรือจะไปโทษเต่า โทษแรดอะไร กันดี จะไปโทษฝ่ายไหนกันดี ? แต่ว่าเราก็พยายามอย่างยิ่ง
น.29 ๒๓ พยายามอย่างยิ่ง สุดความสามารถอยู่เสมอ ที่จะพูดให้ดีที่สุด พยายามพูดให้เข้าใจให้ดีที่สุด แต่แล้วแรดหรือเต่ามันก็นั่งฟัง อย่างใจลอย ใจลอยอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ จับฉวยเอาเนื้อความแห่ง คำพูดนั้นไม่ได้ นี้คุณจะปรับโทษให้เป็นฝ่ายผู้เป่าปี่ หรือว่า ฝ่ายแรด. เราจะต้องร่วมมือกัน ผู้เป่าปี่ก็พยายามเป่าให้ดี ที่สุด แล้วแรดหรือเต่าก็พยายามให้ดีที่สุด ที่จะฟังให้รู้เรื่อง ; นี้เดี๋ยวมันจะเหมือนกับสุนัขฟังดนตรีไปเสียอีก ได้ยินแต่เสียง แสบหูเลย ว่าอะไรก็ไม่รู้ นี่ระวังกันเถิด ว่าการสืบอายุพระศาสนามันยังมี อุปสรรคอย่างนี้ ในลักษณะอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงหันไป พึ่งการกระทำ การกระทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง มีความ ทุกข์ให้เขาเห็นว่าเป็นความทุกข์, แล้วก็ดับความทุกข์ให้เขา เห็น ว่าดับทุกข์ได้. ผู้เห็นก็พอใจ พร้อมที่จะเอาอย่าง เกิดความพอใจ พร้อมที่จะเอาอย่าง แล้วก็สนใจก็ดับทุกข์ได้. เรามีหลักกันอย่างนี้ว่า การทำให้ดูมีผลมากกว่า การพูดให้ฟัง นี่เป็นหลักที่แน่นอนที่สุด ; แต่แล้วมันก็ มีข้อเท็จจริงอยู่ว่า ถ้าไม่พูดให้ฟังมันก็ไม่รู้จักพังและไม่รู้จักดู
น.30 ๒๔ มันก็ดูไม่ออกเหมือนกัน แต่ถึงอย่างไรก็ดี ในการที่จะทำให้ดู จะมีผลมากกว่า การพูดให้ฟังอยู่เสมอไป. ฉะนั้น ขอให้รับเอาทั้งสองฝ่าย ฟังให้ดี ให้ได้สติ ปัญญามีความรู้สำหรับจะดูออก จะเข้าใจได้ เมื่อมีผู้ปฏิบัติ ให้ดู : เขาจะทำทาน ทำศีล ทำสมาธิ ทำภาวนาให้ดู ถ้า ไม่มีความรู้เสียเลยมันก็ดูไม่ออก. ขยับออกไปอีกหน่อยว่า ดับทุกข์ให้ดู เป็นอยู่อย่างดี ไม่มีความทุกข์ให้ดู นี้ก็ยัง ค่อยยังชั่ว ไม่ต้องพูดกัน แต่เป็นอยู่ให้ถูกต้อง เป็นอยู่ใน บ้านในเรือนนั่นแหละให้ถูกต้อง, เป็นผู้ที่ไม่มีความทุกข์ ไม่มีโกลาหลวุ่นวาย ไม่มีเอะอะมะเทิ่งอะไร มีแต่ความสงบ เยือกเย็นในครอบครัวนั้น บุคคลผู้มาเห็นเข้าก็พอใจ ก็ยินดี สนใจ รับที่จะปฏิบัติตามโดยสมัครใจไม่รู้สึกตัว. เรื่องก็ปรากฏอยู่ในพระบาลีว่า สาวกของพระพุทธ- เจ้า พระอัสสชิไปบิณฑบาตรด้วยท่าทางน่าเลื่อมใส คนฉลาด อุปติสสะ โกลิตะ สองคนได้สนใจ นี่คนหนึ่งสนใจไปศึกษา ได้รู้ธรรมะได้หลักธรรมะ แล้วไปบอกเพื่อนอีกคนหนึ่ง ; ที่คุณก็เรียนรู้ในเรื่องพุทธประวัตินั่นแหละ ซึ่งสองคนนี้ต่อ
น.31 ๒๕ มาก็เป็น พระสารีบุตร เป็น พระโมคคัลลานะ. พระอัสสชิ ไม่ได้พูดสักคำเดียว ในทีแรกก็เผยแผ่ด้วยการแสดงความสงบ เสงี่ยมเยือกเย็นเป็นสุขให้ดู ในการเดินไปบิณฑบาต คนนั้น เขาเห็นเอง ความสงบ ความมีสง่าราศี ความมีแววตาที่เป็น ความสุข ก็สนใจติดตาม แล้วก็พูดจากันทีหลัง. แล้วก็พูด กันไม่กี่คำด้วย สำหรับคนฉลาด เพราะเขาเรียนรู้อะไรมามาก แล้วก็ฟังถูก ฟังได้มาก พึ่งได้ความมากกว่าจำนวนคำที่พูด เขาก็เลยรู้เรื่องได้. นี้มันพิสูจน์อยู่แล้วว่า เรื่องพูดมันก็จำเป็นอยู่ เหมือนกัน พูดให้ฟังมันก็จำเป็นอยู่เหมือนกัน แต่มันไม่ จับใจมากเท่ากับปฏิบัติให้ดู แต่แล้วก็ละทิ้งการพูดให้ฟังไม่ได้. พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสด้วยคำพูดมากมาย เป็นคำสอนอันมาก มายด้วยกัน ตรัสด้วยคำพูด แต่แล้วก็ได้เป็นอยู่อย่างเป็น พระพุทธเจ้าให้ดู ให้คนเอาใจใส่ ให้คนสนใจ เพื่อปฏิบัติตาม นี้ได้ผลกว่า. คนชาวบ้านทั่วไป เขายังไม่รู้เรื่องอะไรเลย มันก็ ต้องพูดเป็นข้อแรกให้เกิดความสนใจ สะกิดความสนใจให้เกิด
น.32 ๒๖ ความสนใจ แล้วเขาก็สนใจ เขาก็ติดตาม นี่มันก็จะค่อย ๆ รู้ แต่แล้วก็ขอสรุปว่า น้ำหนักแท้จริงนั้น การทำให้ดูมีน้ำหนัก มีความหมายกว่า การพูดให้ฟัง แต่ที่ถูกมันก็ต้องทำไปทั้ง ๒ อย่าง อย่างที่เรากำลังกระทำกันอยู่นี้. นี่ขอให้มองเห็นข้อเท็จจริงอันนี้ ว่าการสืบอายุ พระศาสนา ด้วยการทำตัวอย่างให้ดูนั้น แน่นอนมั่นคงกว่า การพูดให้ฟัง ; มีการเป็นอยู่ที่น่าเคารพน่าเกรงขาม เกือบ จะไม่ต้องพูด คนก็พากันปฏิบัติตาม. ถ้าเป็นอยู่อย่างไม่ น่าเชื่อ ไม่น่าไว้วางใจ พูดเท่าไร ๆ ก็ไม่มีใครเชื่อ เพราะมัน แสดงอยู่ที่เนื้อที่ตัว มันเป็นคนโลภโมโทสัน, มันเป็นคน โทสะร้ายเหมือนกับสัตว์ที่ดุร้าย อย่างนี้ จะพูดอย่างไรก็ไม่มี ใครเอาอย่าง ไม่มีใครเชื่อ สิ่งที่ภิกษุจะต้องทำให้ปรากฏ. จงพยายามทำให้เกิดความถูกต้อง ให้สงบสงัดจาก กิเลส จากความทุกข์ ปรากฏอยู่ที่กาย ที่วาจา ที่ใจ, ให้มันมี ความเป็นพระ เป็นภิกษุหรือเป็นพระ ปรากฏอยู่ที่กาย ที่วาจา
น.33 ๒๗ ที่ใจ สงวนไว้ให้มีอยู่อย่างนี้ ผมรับรองว่าทุกองค์ ทุกคนจะ เป็นผู้สืบอายุพระศาสนาอย่างยิ่ง อย่างสูง. ฉะนั้น ขอให้ เสียสละ เสียเถิด อะไรที่มันจะเป็น อารมณ์ ให้ โลภโมโทสัน ให้โกรธ ให้เคือง ให้ โกลาหลวุ่นวาย นั้น สละมันเสียเถิด. เอาความถูกต้อง ความสงบเย็นของ ความเป็นพระ แสดงอยู่ที่เนื้อที่ตัวเถิด จะเป็นการสืบอายุ พระศาสนาอย่างยิ่งและเหลือประมาณ. พูดให้หยาบคายที่สุด ว่า แม้แต่หมามันก็นับถือ พระองค์ไหนโมโหร้าย โทโสร้าย แสดงอาการไม่น่าดู หมามันก็ไม่นับถือ ; ถ้าสงบเสงี่ยม เยือกเย็น แสดงความไม่มีอันตรายร้ายกาจอะไร แม้แต่หมา มันก็จะนับถือ แล้วทำไมคนจะไม่นับถือเล่า. ขอให้สนใจกันให้ถึงขนาดนี้ จงเผยแผ่หรือสืบอายุ พระศาสนา ด้วยการแสดงให้เห็นว่า มีธรรมะอยู่ที่เนื้อที่ตัว. ใครเห็นแล้วพอใจรักใคร่เลื่อมใส ไว้วางใจ ยินดีที่จะฟังคำพูด ยินดีที่จะปฏิบัติตาม เหมือนเรื่องของพระอัสสชิ ที่มีกล่าว แล้วในบทเรียน ในหนังสือเรียนที่เราเรียนกันมา ซึ่งเป็น ความจริงอย่างยิ่ง ท่านเผยแผ่ด้วยอิริยาบถอันสงบเสงี่ยม.
น.34 ๒๘ มันพอหรือยังที่ว่า สืบอายุพระศาสนากัน ด้วยการ แสดงให้เห็นว่ามีธรรมะอยู่ที่เนื้อที่ตัว อยู่ที่กาย ที่วาจา ที่จิตใจ อยู่ทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ไม่ทำอย่างหน้าไหว้หลัง หลอก. บางคนเคร่งครัดแต่ต่อหน้าคน ลับหลังคนมันหา อะไรไม่ได้ มันเคร่งครัดแต่ต่อหน้าคน อย่างนี้ไปไม่รอด มันก็จะมีความถูกต้องอยู่ที่เนื้อที่ตัวไม่ได้ มันก็โผล่ให้ใคร เขาเห็นเขารู้จัก ว่าไอ้นี่มันเล่นตลก มันไม่ได้มีธรรมะจริง เขาก็ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่ไว้วางใจ ไม่ยินดีที่จะปฏิบัติตาม ไม่ยินดีที่จะเกี่ยวข้องด้วยซ้ำไป. นี่ขอให้ อุทิศ อุทิศในการสืบอายุพระศาสนา ต่อ จากการสืบสกุล เรื่องกามารมณ์ผ่านไปแล้ว เรื่องการสมรส ผ่านไปแล้ว เรื่องสืบพันธุ์ผ่านไปแล้ว เรื่องสืบสกุลผ่านไป แล้ว; นี้มาสืบอายุพระศาสนา ไม่ว่าจะอยู่ในเพศฆราวาส หรือในเพศบรรพชิต ให้มีธรรมะอยู่ที่เนื้อที่ตัว แสดงให้เห็น ความสงบ เยือกเย็น เป็นสุขอยู่ที่นั่น มีความสะอาดน่าไว้ วางใจ ไม่หน้าไหว้หลังหลอกอยู่ที่นั่น ๓ คำนั้นดีที่สุด คือ สะอาด สว่าง แล้วก็ สงบ ไม่มีกิเลสมันก็สะอาด ก็สว่างไสวแจ่มแจ้ง แล้วมันก็สงบเย็น.
น.35 ๒๙ สะอาด สว่าง สงบ นี้มันอยู่ด้วยกัน กลมกลืนกัน มีในหัวใจ ของพระพุทธเจ้า มีในหัวใจของพระธรรม มีอยู่ในหัวใจของ พระสงฆ์. สะอาด สว่าง สงบ นี้ มีอยู่ในหัวใจของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จึงกล่าวได้ว่า หัวใจของพระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์ นั้นเป็นอย่างเดียวกัน ; แม้ภายนอกจะแยก กันเป็น ๓ องค์ เป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ ภายในหัวใจเหมือนกัน เป็นสิ่งเดียวกัน คือมีความสะอาด สว่าง สงบ. มันจะต่างกันบ้างว่า รู้เองหรือผู้อื่นต้องสอนให้ ก็ตามใจ มันไม่แปลก แต่มันมีความสะอาด สว่าง สงบ ที่ เหมือนกัน มีหัวใจอย่างนี้ แล้วมันก็ออกมาภายนอก แสดงให้ เห็นความสะอาด สว่าง สงบที่เนื้อที่ตัว ที่กิริยาท่าทาง ที่มารยาท อันประพฤติต่อกัน มันก็เลยหมดปัญหา มันเห็นหัวใจของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แสดงอยู่ที่เนื้อที่ตัวของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนา.
น.36 ๓๐ นี่สืบอายุพระศาสนา ด้วยการปฏิบัติจริง แสดงให้ เห็นอยู่ที่เนื้อที่ตัว จึงขอเน้นในเรื่องว่า บวชจริงเถิด เรียน จริงเถิด รู้จริงเถิด ปฏิบัติจริงเถิด ได้รับผลจริงเถิด เผยแผ่ สั่งสอนต่อไปจริง ๆ เถิด. ให้มันจริงๆ ๆ ๆ ไปทั้งหมด บวช จริง เรียนจริง รู้จริง ปฏิบัติจริง ได้รับผลจริง สอนสืบ ต่อกันไปจริง นั่นแหละจะครบถ้วนสมบูรณ์ สมบูรณ์ที่สุด ของการสืบอายุพระศาสนา. ในขณะที่สืบอายุพระศาสนา ตัวเองได้รับผลเต็มที่ ไม่ใช่ว่าสืบอายุพระศาสนาแล้วจะไปได้แก่ผู้อื่นข้างเดียว แม้ตัว ผู้สืบอายุพระศาสนาปฏิบัติอยู่อย่างนั้น กลับได้รับก่อนเสียอีก ได้รับมากเสียอีก ได้รับเต็มที่เสียอีก ; ผู้ที่รับคำสอนดูตัว อย่างนั้น จะค่อย ๆ ได้รับไปตามลำดับ ฉะนั้น สู้ผู้นั้นได้รับ ทีแรกด้วยตนเองไม่ได้. ขอให้ตั้งอกตั้งใจสืบอายุพระศาสนา มันเลยเหมือนกับว่า ยิงปืนทีเดียวได้นกสองตัว ตัวเองก็ได้ ผู้อื่นก็ได้ ด้วยการสืบอายุพระศาสนาในลักษณะเช่นนี้ ดังนั้น มันจึงมีค่ามหาศาล.
น.37 .ஸ் ความเนื่องกันของศีลธรรมวัฒนธรรมและศาสนา. คำว่า ศาสนา หมายถึงระบบการดับทุกข์ทั้งหมด ไม่ว่าสูง ว่ากลาง ว่าต่ำ ไม่ว่าต่ำ ไม่ว่ากลาง ไม่ว่าสูง ถ้ามัน เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ ดับกิเลส ดับตัณหาของชีวิตแล้ว มัน ก็เป็นพระศาสนาหมด. บางทีก็มาอยู่ในรูป ศีลธรรม รูป จริยธรรม ของสังคมมนุษย์นี้ก็มี เป็น วัฒนธรรม ก็มี มันคือศาสนาที่แบ่งตัวหรือแยกตัวออกมาอยู่ในรูปที่จะใกล้ชิด กับสังคมมนุษย์ที่สุดที่จะมากได้ เราเรียกกันเสียว่าศีลธรรม บ้าง วัฒนธรรมบ้าง. นั่นก็สำคัญเหมือนกัน ถ้ามันมีถูก ต้อง มันจะเป็นผลดีเลิศ คือเด็ก ๆ คลอดออกมาจะได้รับศีล- ธรรมวัฒนธรรมนี้ อย่างถูกต้องมาเสียตั้งแต่เด็ก ๆ เล็กๆ โต ขึ้นมันก็ถูกต้อง. เดี๋ยวนี้มันจะไม่เป็นอย่างนั้น เด็กคลอดออกมา ได้ รับวัฒนธรรมผิด ๆ ได้รับศีลธรรมผิด ๆ ได้รับการอบรมให้ เห็นแก่ตัวโดยไม่รู้สึกตัว. นี่ขอกล่าวตรง ๆ ว่า เพราะวัฒน- ธรรมพื้นฐานประจำบ้านเรือนมันไม่ถูกต้อง จึงแวดล้อมอบรม ให้เด็ก ๆ เป็นคน เห็นแก่ตัว เตลิดเปิดเปิงไปเป็นไสยศาสตร์
น.38 ๓๒ ไปเป็นอะไรก็ไม่รู้ กว่าจะกลับมาได้ก็เกือบตาย เป็นทุกข์เสีย เกือบตาย เข็ดหลาบในเรื่องของความทุกข์แล้ว จึงค่อยกลับตัว. นี่ก็ขอให้สนใจ ว่าศาสนาที่อยู่ในรูปของศีลธรรม และวัฒนธรรมนั้นก็จำเป็นเหมือนกัน ที่จะต้องสืบกันไว้ให้ดีๆ สืบศีลธรรม สืบวัฒนธรรมกันไว้ให้ดี ๆ เป็นพื้นฐาน ของสังคม ที่จะอยู่กันอย่างโลก ๆ; ถึงมันดับทุกข์ไม่ได้สิ้น เชิง แต่มันก็เป็นพื้นฐานที่ดี ที่จะมีสัจธรรมปรมัตถธรรมใน อันดับต่อไป สูงขึ้นไปจนดับทุกข์ได้สิ้นเชิง. เราจงบวกเอา ศีลธรรมและวัฒนธรรมเข้ามาไว้ในศาสนา เพื่อเป็นรากฐาน ของสัจธรรม ของปรมัตถธรรม ซึ่งเป็นตัวศาสนาเต็มรูปแบบ. การสืบอายุพระศาสนา เป็นพระพุทธประสงค์. ขอให้ทำไปเพื่อ ประโยชน์ทุกข์ฝ่าย ตนเองได้รับ ประโยชน์ก่อน แล้วผู้อื่นก็ได้รับประโยชน์ แล้ว สนองพระ- พุทธประสงค์ เพราะพระพุทธองค์ทรงประสงค์อย่างยิ่ง ว่า สาวกทั้งหลายจะช่วยกันสืบอายุพระศาสนา. มารเคยมาทูล ให้นิพพาน พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า ตลอดเวลาที่สาวกภิกษุ
น.39 ๓๓ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ยังไม่รู้ธรรมะ ยังไม่บอกกล่าวธรรมะ แก่กันและกันได้ ไม่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้ออกจากทุกข์ได้ เราจะยังไม่ปรินิพพาน ; ดูความเมตตากรุณาของพระพุทธ- เจ้าซิ อยู่ทนทุกข์มา เพื่อให้มันเกิดความเพียงพอ ในการที่ มนุษย์จะรู้จักดับทุกข์. เราจงสนองพระพุทธประสงค์ ช่วยกันสืบอายุพระ- ศาสนาเถิด ; อย่าได้หวังเกียรติเลย อย่าได้หวังเกียรติยศ ชื่อเสียงโด่งดังเลย นั้นเป็นเรื่องหลอก. ถ้าไปหลงบูชา เกียรติยศชื่อเสียง เดี๋ยวมันก็ทำผิดไม่ทันรู้แหละ แล้วจะไม่ เป็นการเผยแผ่พระศาสนา มันเป็นการเผยแผ่กลโกงอะไรไป เสียก็ไม่รู้ เพื่อลาภ เพื่อเกียรติยศ เพื่อชื่อเสียง อย่าไปสนใจ กับมันเลย. ตั้งใจเผยแผ่โดยบริสุทธิ์เถิด แล้วมันค่อยมาเอง ค่อยคลานเข้ามาหาเอง, ลาภก็ดี เกียรติก็ดี ชื่อเสียงก็ดี มัน จะค่อยคลานเข้ามาหาเอง ; ไม่ต้องไปหวัง ไม่ต้องไปบูชา ไม่ต้องไปยื้อแย่งลาภสักการะเกียรติยศชื่อเสียง สุนัขมันแย่ง กระดูกกัน พูดอะไรรุนแรงอย่างนี้ ก็เพื่อประหยัดเวลา. ขอให้ บูชาหน้าที่ เคารพหน้าที่ ซื่อตรงต่อ พระธรรม อย่าหวังเกียรติ อย่าหวังลาภเลย. ขอให้ทำไป
น.40 ๓๔ เถิด แล้วมันจะมาหาเอง มันจะมาอย่างขยะมูลฝอย มาอยู่ใต้ ฝ่าเท้า ไม่มาอยู่บนหัว. ถ้าหวังลาภสักการะเสียตั้งแต่ทีแรก แล้ว มันมาอยู่บนหัว มันปิดหัว มันปิดตาหมด ไม่เห็นอะไร ตามที่เป็นจริง เลยล้มเหลวหมด. จงทำไปด้วยความบริสุทธิ์ ใจ สืบอายุพระศาสนาทุกกระเบียดนิ้ว บวช ๓ วันสืบ ๓ วัน บวช ๓ เดือนสืบ ๓ เดือน บวช ๓ ปีสืบ ๓ ปี บวชตลอด ชีวิต สืบตลอดชีวิต. ขอร้องให้สหธรรมิกทุกคน จงตั้งใจสืบอายุพระ- ศาสนา จะเป็นภิกษุก็ดี อุบาสกอุบาสิกาก็ดี ทำตนให้เป็นผู้ สืบอายุพระศาสนา แสดงให้เห็นอยู่ที่เนื้อที่ตัว อยู่ทุกวันทุกคืน เถิด, นี่แหละคือการสืบอายุพระศาสนา ; แล้วจะเป็นการ สืบสกุล โดยไม่ต้องแต่งงาน โดยไม่ต้องมีลูกมีหลาน จะสืบ สกุลไว้ ชนิดที่ไม่มีใครลืม อย่างที่เราพูดกันมาแล้ว ว่าพระ พุทธเจ้าไม่ได้สืบสกุลทางพระราหุล. แม้แต่คนชั้นหลัง ๆ นี่ อย่างเชคสเปียร์ก็ดี พระนเรศวรมหาราชก็ดี พระเจ้าตากสิน ก็ดี ไม่มีใครรู้จักลูกหลานของท่าน แต่ตัวท่านเองยังอยู่โดย คุณธรรม, นี่เป็นการสืบสกุลด้วยการมีธรรมะอย่างนี้. ที่นี้
น.41 ๓๕ จะยิ่งไปกว่านั้นอีก คือสืบด้วยธรรมะสูงสุด ตามแบบของพระ พุทธเจ้า เป็นอยู่โดยขอบ ชนิดที่โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์. จึงขอร้องอย่างยิ่งว่า ขอให้ทุกคนจงตั้งปณิธาน ใน การที่จะช่วยกันสืบอายุพระศาสนา โดยตรงก็ได้ โดยอ้อมก็ได้ หรือทำทุกอย่างก็ได้, เป็นผู้เทศน์อยู่บนธรรมาสน์ก็ได้ จะ เป็นผู้กวาดขยะอยู่กลางถนนนี้ก็ได้ เป็นการประพฤติปฏิบัติ โดยตรงบ้าง โดยอ้อมบ้าง เพื่อทำให้พระศาสนานี้อยู่ได้ ด้วยกันทุก ๆ คน, ด้วยทุก ๆ วิธีการ ที่จะเป็นอุปกรณ์แก่การ สืบอายุพระศาสนา. ขอให้พวกเราปลงใจ มีฉันทะ มีความพอใจ ในการ สืบอายุพระศาสนา เพื่อประโยชน์แก่ตนเอง แก่บุคคลอื่น และ แก่พระศาสนา ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปอยู่ตลอดทุกทิพาราตรีกาล เทอญ.
น.42 ชาวบ้าน - ชาววัด. อันชาวบ้าน ทำงาน เพื่อกามเกียรติ จึงเกิดความ ตึงเครียด จนสั่นเสียว ส่วนชาววัด มุ่งขจัด ไปท่าเดียว : มิให้เกี่ยว เกียรติกาม มุ่งงามธรรม ; จึงเกิดมี เครื่องวัด วัดชาวบ้าน ด้วย "เงิน" “งาน” “อดอยาก" หรือ"อิ่มหนำ"? ส่วนเครื่องวัด ชาววัด, วัดกิจกรรม ว่าเขาทำ ให้ว่างได้ เท่าไร แล ; ถ้าชาววัด ฮึดฮัด มุ่งกามเกียรติ มันน่าเกลียด แสนกล คนตอแหล ถ้าชาวบ้าน เกียจคร้าน งานเชือนแช ก็มีแต่ ทุกข์ทน หม่นหมองไป ; จึงขอให้ ชาวบ้าน เป็นชาวบ้าน ผสมผสาน เกียรติกาม ตามวิสัย ให้ชาววัด เป็นชาววัด ขจัดไกล เพื่อพ้นภัย เกียรติ-กาม งามนักเอย ฯ พุทธทาส อินฺทปัญฺโญฺ
น.43 รายชื่อหนังสือ ชุดหมุนล้อ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. พระพุทธคุณคำกลอน ๔ ๒. การศึกษาคืออะไร ? ๑ ๓. การงานคืออะไร? ๑ ๔. ทรัพย์สมบัติคืออะไร ? ๑ ๕. สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ๑ ๖. ปัญหาที่เกิดจากการศึกษา ไม่สมบูรณ์แบบ ๑ ๗. ปวารณา และธรรมะ ในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ๑ ๘. ชาติในปฏิจจสมุปบาท ๑ ๙. ทางออกที่ ๓ แห่งยุค ปัจจุบัน ๑ ๑๐. การบวชคืออะไร ? ๑ ๑๑. ศาสนาคืออะไร ? ๑ ๑๒. ตัวตนคืออะไร ? ๑ ๑๓. อานาปานสติภาวนา ๑ ๑๔. ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้อง ศึกษาทั้งชนิดมีตัวตนและ ไม่มีตัวตน ๑ ๑๕. คุณพระไม่ตาย ๑ ๑๖. คุณพระไม่ตายและ เกิดมาทำไม ? ๑ ๑๗. ความรักดี ๑ ๑๘. เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" ๑ ๑๙. ครูคือผู้ทำหน้าที่สร้างโลก ๑ ๒๐. การทำวัตรตามแบบ โบราณ ๑ ๒๑. ประมวลปรมัตถธรรม ที่คนธรรมดาควรทราบ ๑ ๒๒. โลกอื่น ๑ ๒๓. ความเกิดแห่งทุกข์ และ ความไม่เกิดแห่งทุกข์ ๑ ๒๔. นิวรณ์ ๒ ๒๕. วันครู ๑ ๒๖. แผ่นดินทองต้องสร้างด้วย แผ่นดินธรรม ๑ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๒๗. เมื่อพอใจในหน้าที่ ที่กำลัง กระทำ ก็มีสวรรค์อยู่ ณ ที่นั้นเอง. เมื่อไม่รู้จักตัวเอง ก็ไม่รู้ว่าตนควรจะมีหน้าที่ อะไร ๑ ๒๘. ความเป็นพระอรหันต์ ๑ ๒๙. ธรรมะคุ้มครองโลก ๑ ๓๐. คุกของชีวิต กับ เสน่ห์ ของคุก ๑ ๓๑. กระแสแห่งชีวิตเป็นสิ่งที่ ต้องรู้จัก ๑ ๓๒. สิ่งแรกที่จะต้องรู้จักนั้น คือความทุกข์ ๑ ๓๓. การหมดความเห็นแก่ตัว คือหมดทุกข์ ๑ ๓๔. ชีวิต คือขันธ์ทั้งห้า ๓๕. อต้มมยตากถา ๒ ๓๖. อตัมมยตาประยุกต์ ๒ ๓๗. อตัมมยตาใช้หย่าอะไร ได้บ้าง ๒ ๓๘. เด็กจะเป็นผู้สร้างโลก ในอนาคต ๑ ๓๙. คู่มืออานาปานสติภาวนา อย่างสมบูรณ์แบบ ๒ ๔๐. การใช้อานาปานสติให้เป็น ประโยชน์ในบ้านเรือน ๒ ๔๑. บทช่วยจำสำหรับเรื่อง อต้มมยตา ๑ ๔๒. อต้มมยตา กับ สันติภาพ ๑ ๔๓. พระรัตนตรัย ที่ท่านทั้งหลายยังไม่รู้จัก ๒ ๔๔. การพัฒนาชีวิตโดยพระ- ไตรลักษณ์จัดเป็นอตัมมโย ๑ ๔๕. ปาฏิหาริย์แห่งอต้มมยตา ๑ ๔๖. สหายธรรมของอตัมมยตา และ อตัมมยตากับปัญหา ของมนุษย์ยุคปรมาณู ๑ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๔๗. พระพุทธเจ้าที่ท่านยังไม่ รู้จักและอุดมคติของความ เป็นแพทย์ ๒ ๔๘. การเห็นพระพุทธเจ้า พระองค์จริง และ พระพุทธเจ้ามีอยู่ใน ทุกหนทุกแห่ง ๑ ๔๙. ชีวิตที่ไม่เสียชาติเกิด ๑ ๕๐. หลักเกณฑ์ที่จะช่วยโลก ให้รอดอยู่ได้ ๑ ๕๑. เลิกอายุแล้วมาอยู่กับ ๒ ๕๒. ความไม่เห็นแก่ตัว และความสุขสามระดับ ๑ ๕๓. อารัมภกถาของการเลิกอายุ ๑ ๕๔. พระรัตนตรัยนั่นแหละ คือตัวพุทธศาสนา ๑ ๕๕. ชีวิตที่มีพื้นฐาน และสิ่ง ที่เป็นพื้นฐานของชีวิต ๑ ๕๖. อริยสัจและอตัมมยตากถา และ อตัมมยตากับธรรม จักร ๑ ๕๗. อตัมมยตาเท่าที่ควรจะรู้จัก กันไว้บ้าง และอตัมมยตา ช่วยได้ในทุกกรณี ๑ ๕๘. เรื่องที่ต้องรู้ หรือควรรู้ ๑ ๕๙. อิทัปปัจจยตาในฐานะหัวใจ แห่งพระพุทธศาสนา ๑ ๖๐. อตัมมยตา ๑ ๖๑. การสืบอายุพระศาสนา ๑
น.44 การบวชที่เป็นการสืบอายุพระศาสนานั้น จะต้องบวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง ได้รับผลจริง และสอนต่อไปจริง. - ผู้ที่มีส่วนช่วยให้การเผยแผ่พุทธศาสนามีอยู่ได้ ก็เป็นผู้สืบโดยอ้อม. - พุทธศาสนาเป็นกฎของธรรมชาติ ออกมาจากธรรมชาติ ไม่ใช่มนุษย์ บัญญัติแต่งตั้ง. - ธรรมชาติเป็นผู้รักษาและสืบไว้ จนกว่าพระพุทธเจ้าค้นพบ และ นำมาสอน แล้วก็สอนสืบ ๆ กันมาโดยพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ใน ระหว่างศาสนาของพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ ก็มีสาวกสืบกันมา. - พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ถ้าภิกษุเหล่านี้จักเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลก จะไม่ว่างจากพระอรหันต์. - การเป็นอยู่โดยชอบ ก็คือ เรียนให้ถูกต้อง ปฏิบัติให้ถูกต้อง และได้ รับผลของการปฏิบัติถูกต้อง. - ความเป็นภิกษุที่ถูกต้อง คือการสืบอายุพระศาสนาที่แท้จริง. - ฆราวาสก็ต้องศึกษาและปฏิบัติให้ถูกต้อง เพื่อสืบอายุพระศาสนาด้วย เหมือนกัน. - โอกาสของการศึกษาและปฏิบัติมีอยู่ทุกวินาที. - การเผยแผ่พระศาสนานั้น จะต้องมีทั้งพูดให้ฟังและทำให้ดู แสดง ให้เห็นความสะอาด สว่าง สงบ ที่มีอยู่ที่เนื้อที่ตัว. - พระพุทธเจ้าทรงประสงค์ให้สาวกทงหลายช่วยกันสืบอายุพระศาสนา ดังนั้น จงเป็นอยู่โดยชอบ ชนิดที่โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ จะเป็น ทั้งการสืบอายุพระศาสนาและการสืบสกุลของพระพุทธเจ้า.
Buddhadasa