Buddhadasa.org
หนังสือกรรม ตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา › อ่านฉบับเต็ม

📖 กรรม ตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา ๑๙ มิถุนายน ๒๕๐๐ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ · วันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๐๐

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.4 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย ในวันแรกที่สุด อาตมาได้ชี้ให้เห็นความแตก- ต่างระหว่างศีลธรรมกับศาสนา และวันต่อมาได้ชี้ให้เห็น หลักปฏิบัติทั่ว ๆ ไป เกี่ยวกับการปฏิบัติศีลธรรมและ ศาสนา และวันถัดมาได้กล่าวถึงวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการ ถึงพระรัตนตรัย ทั้งในแง่ของศีลธรรมและในแง่ของ ศาสนา. ข้อที่ควรจะสังเกตมีอยู่ว่า การถึงพระรัตนตรัย นั้น เมื่อถึงที่สุดจริง ๆ แล้ว ก็เป็นอันกล่าวได้ว่า

น.5 ๒ คนนั้นพึ่งตัวเองได้ ขอให้ท่านทั้งหลายสังเกตความ ข้อนี้ให้มากสักหน่อย ; ในระยะเริ่มแรกซึ่งเป็นการถือ พระรัตนตรัยนี้ เรียกว่าเป็นการปฏิบัติในขั้นศีลธรรม ; คนนั้นยังฝากตัวเองไว้กับพระรัตนตรัย หรือ พึ่งพระ- รัตนตรัยด้วยความถือมั่นยึดมั่น. ครั้นบุคคลนั้นได้ถึง พระรัตนตรัยอย่างแท้จริง ตามวิธีปฏิบัติทางศาสนาถึง ที่สุด คนนั้นก็กลายเป็นคน ที่พึ่งตัวเอง ได้ ไม่ต้องพึ่ง พระรัตนตรัยชนิดแรก คือชนิดที่ต้องมีความยึดมั่นถือมั่น ดังนี้ ; เรามีปัญหาที่จะต้องถามตัวเองว่าเราจะพึ่งอะไร กันแน่ ? คนทั่วไปคิดและเชื่อว่าเราต้องพึ่งพระรัตนตรัย แต่ตามความจริงนั้น คนเราต้องพึ่งตัวเองตามคำสั่งที่ ถือว่าเป็นคำสั่งของพระพุทธเจ้า ; กลายเป็นเราไม่ต้อง นับถือ หรือพึ่งพระพุทธเจ้า, ถ้าพูดอย่างตรงไปตรงมา, แต่ต้องนับถือหรือพึ่งตัวเอง. ข้อนี้เป็นคำสั่งของพระ- พุทธเจ้า ในข้อที่ว่าให้นับถือตัวเอง. พระองค์ได้ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นที่พึ่งเถิด อย่า

น.6 ๓ มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย, จงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด อย่ามีสิ่ง อื่นเป็นที่พึ่งเลย. นี่เป็นพระพุทธภาษิต. คำว่ามีตนเป็น ที่พึ่ง กับคำว่ามีธรรมะเป็นที่พึ่งนั้น เป็นของอย่างเดียว กัน คือเราจะต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองจนกระทั่งมี ธรรมะ คือภาวะแห่งความสะอาด สว่าง สงบ ปรากฏ ขึ้นในใจ จึงจะเป็นผู้ที่มีที่พึ่งแล้วอย่างแท้จริง และก็ กล่าวได้ว่าเป็นการพึ่งตัวเอง. เรื่องนี้เป็นการแสดงอยู่ แล้วในตัวว่า เราทุกคนจะต้องพึ่งตนเอง ซึ่งเป็นความ จริงที่เด็ดขาด. การพึ่งสิ่งอื่นนอกไปจากตนนั้นเป็นเพียง อุบาย. ปัญหาต่อไปที่เราจะต้องศึกษาก็เกิดขึ้นว่า เรา จะพึ่งตัวเองได้อย่างไร และโดยวิธีใด อาตมาจึงถือ โอกาสบรรยาย เรื่องกรรม หรือเรื่อง กฎแห่งกรรม ใน วันนี้ เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าเราจะพึ่งตนได้โดยแท้จริงอย่าง ไร, ข้อแรก เราอย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าทรงกำชับให้มี ตนเป็นที่พึ่ง อย่าพึ่งสิ่งอื่นเลย อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย และยังตรัสว่า ตุเมฺหหิกิจฺจํ อาตปฺป๋ อฺกฺขาตาโร ตถาคตา,

น.7 ๔ เป็นต้น ซึ่งมีใจความตรง ๆ ว่า การทำความเพียร เพื่อช่วยตัวเองนั้น พวกท่านทั้งหลายต้องทำเอง, ตถาคต เป็นแต่ผู้บอกและชี้ทาง ; หรือตรัสว่า อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ โกหิ นาโถ ปโลสิยา, ตนเป็นที่พึ่งของตน ใครอื่นจะเป็นที่พึ่งให้แก่ตนได้ ; หรือว่า สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ คือความบริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์นี้เป็นของเฉพาะ ตัว คนอื่นจะมาช่วยทำคนอื่นให้บริสุทธิ์ไม่ได้. นี้เป็น พระพุทธภาษิตซึ่งเป็นการสรุปใจความได้เหมือนกันหมด ทุก ๆ ข้อ ว่าเราจะต้องพึ่งตัวเอง. เราเอาอะไรมาเป็น หลักในการพึ่งตน ? ข้อนี้ก็ต้องอาศัยกฎแห่งกรรม คือ กฎการกระทำ. เราจำเป็นจะต้องศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรมให้ถูก ต้อง และใช้ปฏิบัติให้ถูก ให้ตรง ให้เหมาะกับชั้น ซึ่ง เราจะแบ่งเรื่องกรรมออกได้เป็น ๒ ชั้น อย่างเดียวกัน อีก คือเรื่องกรรมในแง่ของศีลธรรมชั้นหนึ่ง และเรื่อง กรรมในแง่ของพระพุทธศาสนาโดยตรง นี่อีกชั้นหนึ่ง. สำหรับข้อนี้ อาตมาอยากจะขอร้องให้ตั้งข้อสังเกตกัน

น.8 ๕ ให้มากเป็นพิเศษ เพราะว่าที่แล้ว ๆ มานั้น รู้สึกว่า พวกเราชาวพุทธบริษัททั่ว ๆ ไปนี้ เข้าใจเรื่องกรรม หรือสนใจเรื่องกรรมกันแต่เพียงครึ่งเดียว และยังไม่ ถึงชั้นที่เป็นพุทธศาสนาด้วย คือพอกล่าวกันถึงเรื่อง กรรมแล้วก็เข้าใจว่าไม่มีอะไร นอกจาก ทำดีได้ดี ทำ ชั่วได้ชั่ว คนทำเป็นผู้รับผลของการกระทำนั้น ๆ, แล้ว ก็เท่านั้นเอง ; กลายเป็นว่าเรื่องกรรมมีเท่านั้นเอง. เรื่องกรรมเพียงเท่านี้เป็นเรื่องของศีลธรรมเท่านั้น, ยัง ไม่ถึงตัวศาสนา ; และเรื่องกรรมในทำนองที่ว่า ทำดี ได้ดี, ทำชั่วได้ชั่ว, ผู้ทำเป็นผู้ได้รับผลนี้ ย่อมมีกัน หลายๆ ศาสนาหรือเกือบทุกศาสนาทีเดียว. และยิ่งกว่า นั้นยังเป็นหลักที่สอนกันอยู่ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด แล้ว เราจะเอาสิทธิอันไหนมาพูดว่า หลักอันนี้เป็นหลักพระ- พุทธศาสนาโดยตรง โดยที่แท้มันก็เป็นหลักทางศีลธรรม ทั่ว ๆ ไป ตั้งแต่ก่อนพุทธกาลมาจนกระทั่งถึงพระพุทธ- เจ้า ท่านก็ยอมรับรองหลักอันนี้ แต่ว่าเป็นไปในแง่ ทางศีลธรรมยังไม่ถึงตัวแท้ของศาสนา.

น.9 ๖ เราจะต้องศึกษาเรื่องกรรม ซึ่งสูงขึ้นมาอีกชั้น หนึ่ง ในฐานะเป็นตัวแท้ของพระพุทธศาสนา คือ เรื่องกรรมในส่วนที่เป็นโลกุตตรธรรม. ข้อนี้ได้แก่การ ศึกษาและปฏิบัติเพื่อให้เราเอาชนะกรรมให้ได้ ให้มี อำนาจอยู่เหนือกรรม อยู่เหนือการที่จะรับผลของกรรม; นี่แหละจึงจะเป็นเรื่องกรรมในชั้นที่เป็นพุทธศาสนาแท้ คือเป็นเรื่องโลกุตตระ. ท่านทั้งหลายคงจะประหลาดใจ หรือนึกฉงนสงสัย ว่าการอยู่เหนืออำนาจกรรมนั้น จะ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้. แต่อาตมากลับยืนยันว่านั่นแหละ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ และเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรง สอนเกี่ยวกับเรื่องกรรม. ถ้าถือแต่เพียงว่าทำดีได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว คนทำเป็นผู้รับผลแห่งการกระทำ อย่างนี้เป็น ศีลธรรมสากลทั่วไป พระพุทธศาสนาเราเมื่อได้สอน เรื่องกรรมในขั้นศีลธรรมสิ้นสุดไปแล้ว ก็ยังมีสอนเรื่อง กรรมในชั้นโลกุตตระ คือทำจิตใจให้อยู่เหนือการทำ กรรม และเหนือการที่จะต้องรับผลของกรรม; เพราะ ฉะนั้นเราจะต้องศึกษากรรมกันทั้ง ๒ แง่ คือทั้งในแง่ ของศีลธรรมและในแง่ของพระพุทธศาสนาที่เป็นชั้น โลกุตตรธรรมโดยตรง.

น.10 ๗ ก่อนที่เราจะศึกษาเรื่องกรรมทั้งสองแง่ เราควร พิจารณาคำว่ากรรมกันเสียก่อน จึงจะเข้าใจได้ง่ายในการ ที่จะศึกษาการเอาชนะกรรมได้อย่างไรสืบไป. อะไร เป็นตัวกรรม ? พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เจตนาเป็น ตัวกรรม คือตรัสว่า เจตนาหํ ภิกฺขเวกมฺมํ วทามิ, ซึ่งแปลว่า ภิกษุทั้งหลาย! เรากล่าวเจตนาว่าเป็นตัว กรรม. ที่ว่าเจตนาเป็นตัวกรรมนี้ ก็เป็นการแสดงอยู่ ในตัวแล้วว่า การเคลื่อนไหวหรือการกระทำที่ไร้เจตนา นั้น ไม่จัดเป็นกรรม. ถ้าอย่างนั้นจะจัดเป็นอะไร ? ก็จัดเป็นกิริยา. การเคลื่อนไหวที่ไร้เจตนา เช่นกิ่งไม้ หักลงมา นี่เป็นการเคลื่อนไหวของสิ่งที่ไร้เจตนา หรือ ว่าคนเราเดินไปหรือทำอะไรก็ตามในลักษณะที่ไม่มีเจต- นา แต่การกระทำนั้นย่อมจะมีผลกระทบกระทั่งสิ่งนั้น สิ่งนี้บ้าง เช่นเราเดินไป มันก็คงจะเหยียบสัตว์ตัวเล็ก ตัวน้อยที่อยู่ใต้แผ่นดินบอบช้ำหรือตายไปบ้างก็ได้ แต่ การกระทำนั้นไร้เจตนาที่จะฆ่ามัน ฉะนั้นการกระทำ หรือการเคลื่อนไหวที่ไร้เจตนาอย่างนี้ ไม่จัดว่าเป็นกรรม แต่เป็นเพียงกิริยา. ต่อเมื่อมีเจตนาที่จะทำเพื่อความ

น.11 ๘ ประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง จึงจะเรียกว่าเป็นกรรม. ท่าน ผู้ฟังจะต้องรู้จักคำว่า กิริยา กับคำว่า กรรม ให้เห็นชัด ว่าต่างกันไกล ตรงที่กิริยาไม่หมายความว่ามีเจตนารวม อยู่ด้วย และคำว่ากรรมคือตัวเจตนาเป็นใหญ่. อาตมา ขอบอกกล่าวเสียก่อนว่า คำพูดที่ใช้ในกรณีนี้เป็นคำ บัญญัติเฉพาะของพุทธศาสนา อย่าได้เอาไปใช้ในกรณี อื่น ๆ เช่นในกรณีทางภาษาธรรมดาเป็นต้น มันอาจ จะไม่ตรงกันได้ : แต่ถ้าภาษาธรรมะในทางพุทธศาสนา แล้ว เราบัญญัติกันไว้อย่างนี้. ทีนี้ก็มาถึงผลที่เกิดขึ้น ซึ่งจะต้องเป็นไปตาม หลักเดียวกันอีก ; กิริยาไม่มีเจตนา ผลที่เกิดขึ้นก็เรียก เพียงปฏิกิริยา. ส่วนการกระทำกรรมที่ประกอบด้วย เจตนานั้นผลเกิดขึ้น เราไม่เรียกว่าปฏิกิริยา แต่เรียกว่า ผลกรรม หรือ วิบาก ; ถ้าเรียกให้ถูกต้องก็คือวิบาก ของกรรม. รวมความว่ากิริยาให้ผลเป็นปฏิกิริยา. กรรม ให้ผลเป็นวิบาก, เรื่องกิริยาและปฏิกิริยา เราไม่ต้อง วินิจฉัยกันในที่นี้ เพราะเป็นคนละเรื่อง เป็นแต่เข้าใจ

น.12 ๙ ไว้พอสมควรว่ากิริยานั้น ไม่ประกอบด้วยเจตนา และ การกระทำของคนเราที่ไม่มีเจตนาจัดเป็นกิริยา ผลที่เกิด ขึ้นไม่จัดว่าเป็นผลกรรม, เช่นการกระทำของพระ- อรหันต์ทุกอย่างทุกชนิดที่ทำลงไป ก็เป็นเพียงกิริยา เพราะท่านไม่มีเจตนาที่จะประสงค์อะไรด้วยกิเลสตัณหา จึงไม่มีเจตนาแห่งการทำกรรม เพราะฉะนั้น การกระทำ ของอรหันต์ จึงเป็นเพียงกิริยาไปหมด. เพื่อเป็นเครื่อง ช่วยความจำ เราจะกำหนดตัวอย่างไว้ว่า ความเคลื่อน ไหวของสิ่งที่ไม่มีความนึกคิด เช่นกิ่งไม้หักลงมาหรือว่า ลมพัดหน้าต่างปิดเปิด อย่างนี้เป็นต้น นี้ก็เป็นกิริยา; การกระทำของคนเราตามธรรมดานี้แหละ แต่ว่าไม่มี เจตนา ไม่มีความตั้งใจอะไรเลย เป็นการเคลื่อนไหวไป ตามธรรมดา เช่นการหัวเราะเพราะถูกจี้, การล้างหน้า แปรงฟันเพราะความเคยชินเป็นนิสัย เป็นต้นเหล่านี้ อย่างหนึ่ง ที่เรียกว่ากิริยา ; หรือว่าการกระทำของ พระอรหันต์ผู้หมดกิเลสแล้ว ไม่มีเจตนาด้วยกิเลสตัณหา ที่จะทำสิ่งใด นี้ก็เป็นกิริยา. การกระทำหรือการเคลื่อน- ไหวชนิดที่เป็นกิริยาเช่นนี้ ไม่มีความหมายที่จะต้อง

น.13 ๑๐ วินิจฉัยในที่นี้ เราจะวินิจฉัยกันแต่ในเรื่องการกระทำที่ มีเจตนา ที่เรียกว่า กรรม ต่อไป. เจตนา ในที่นี้ ต้องเข้าใจว่าหมายความถึงความ มุ่งมาดปรารถนาตั้งใจที่จะทำ. ทีนี้ความตั้งใจที่จะทำนี้ มันเกิดจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นธรรมดา มันจะมีมาเองไม่ ได้. เมื่อสอบสวนดูก็จะพบว่ามันมาจากความอยากอย่างใด อย่างหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า ตัณหา. ตัณหาแปลว่าความอยาก; อยากได้หรืออยากมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งนี้เรียกว่า กามตัณหา; อยากเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เรียกว่า ภวตัณหา ; อยาก ไม่ให้เป็นอย่างนั้น อยากไม่ให้เป็นอย่างนี้ เรียกว่า วิภวตัณหา ; ซึ่งอธิบายแล้ว ในการบรรยายปี ๒๔๙๙. ตัณหานี้ก็ไม่ใช่ว่ามันเป็นของที่เกิดได้เองลอย ๆ มัน ต้องมาจากการปรุงแต่ง คือการติดต่อเบื้องต้น ก่อนหน้า นั้นมาอีก เช่นความคิดนึกรู้สึกต่าง ๆ ซึ่งเป็นเหตุให้ พอใจ ไม่พอใจ แล้วก็เป็นเหตุให้ความอยากเกิดขึ้น ตามความพอใจหรือตามความไม่พอใจนั้น ๆ. เมื่อมีความ อยากซึ่งเรียกว่า ตัณหา นี้แล้วจึงมีเจตนาในการที่จะกระ-

น.14 ๑๑ ทำ ; เมื่อมีการทำลงไปด้วยเจตนาก็เป็นกรรม, นี้เรียกว่า กรรม ในที่นี้ซึ่งจะต้องมีผลเป็นวิบากของกรรม ตาม สมควรแก่การกระทำกรรมนั้น ๆ เสมอไป. ทางที่จะทำกรรม ท่านถือว่าทำได้ทั้งทางกาย ทางวาจาและทางใจ. การทำทางร่างกายก็หมายถึงเจตนา ที่บังคับแสดงออกมาทางกาย จนกายเคลื่อนไหวไปตาม นี้เรียกว่า ทำกรรมโดยทางกาย หรือ กายกรรม. เจตนา ที่บังคับแสดงออกมาทางวาจาเป็นการพูดอย่างนั้นอย่างนี้ นี่เรียกว่าทำกรรมทางวาจา เรียกว่า วจีกรรม. ส่วนการ กระทำทางใจ คือที่ยังไม่ออกมาทางกายทางวาจา ยังคิด หรือรู้สึกอยู่ในใจล้วน ๆ เรียกว่า มโนกรรม หรือทำ ทางใจ. การกระทำทั้ง ๓ ทางนี้ จัดเป็นกรรมเสมอกัน หมด คือมีน้ำหนักในฐานะที่เป็นกรรมเสมอกันหมด, ทำดีก็ได้ ทำชั่วก็ได้, แล้วแต่การกระทำ. ทางแห่งการ ทำกรรมทั้ง ๓ ทางนี้เรียกโดยภาษาบาลีก็เรียกว่า ทวาร แปลว่าประตูแห่งการทำกรรม. สำหรับการกระทำนั้น ในบางกรณีก็ออกมาถึงทางกาย ในบางกรณีก็หยุดแค่

น.15 ๑๒ วาจา บางกรณีทั้งกายทั้งวาจา แต่ใจต้องเป็นประธาน อยู่เสมอ เพราะเป็นที่ตั้งของเจตนา ฉะนั้นการกระทำ กรรมทางกายก็ตาม ทางวาจาก็ตาม หรือพร้อมกันทั้งสอง อย่างก็ตาม ต้องอาศัยมโนกรรม คือการคิดนึกทางใจ ก่อนเสมอไป. แต่โดยเหตุที่เราเพ่งเล็งความสำเร็จใน การกระทำว่ามีได้ถึง ๓ ทาง คือทางกาย ทางวาจา ทางใจ จึงได้บัญญัติทางแห่งการกระทำไว้ ๓ ทางดังนี้ ไม่ว่าทำดีหรือทำชั่ว. เมื่อได้พูดถึงคำว่ากรรมแล้ว ก็อยากกล่าวเสีย เลยทีเดียวว่า เรามีวิธีแบ่งกรรมกันโดยละเอียดอีกอย่าง หนึ่ง คือถ้าเรา เอาเวลาเป็นเครื่องแบ่งกรรม ที่กระทำ เราจะได้กรรมเป็น ๔ ชนิด คือ ๑. กรรมที่จะให้ผล ทันตาเห็น นี้หมายถึงกรรมที่กรรมทำไปอย่างรุนแรงมาก ด้วยจิตที่รุนแรงมาก มีผลที่จะให้ผลทันตาเห็นในชาตินี้ นี่อย่างหนึ่ง. ๒. กรรมที่ไม่รุนแรงถึงอย่างนั้น จะให้ ผลในอันดับต่อไป ท่านเรียกว่าให้ผลในชาติหน้า ใน การเกิดคราวหน้า เราใช้คำว่า ในการเกิดคราวหน้า

น.16 ๑๓ ก็คือไม่ใช่การเกิดคราวนี้. ทีนี้ถ้าไม่ถึงนั้น ก็เป็นกรรม ประเภทที่ ๓. คือกรรมที่จะให้ผลในการเกิดคราวต่อ ๆ ไป. ถ้าไม่ถึงนั้น คือเพลากว่านั้นอีก ก็คือกรรมที่เป็น หมัน หรือว่าหมดโอกาสที่จะให้ผล เพราะยอมประนี ประนอมกัน, หรือเพราะผู้ทำกรรมนั้น ๆ ชิงเป็นพระ- อรหันต์เสียก็ดี. ขอซ้อมความจำแก่ผู้ฟังอีกทีหนึ่งว่า ถ้าเอาเวลาเป็นเกณฑ์ เราได้กรรมเป็น ๔ ชนิด คือ ๑. กรรมให้ผลทันตาเห็น เรียกว่า ทิฏฐธรรมเวชนียกรรม, แล้วก็ ๒. กรรมให้ผลในการเกิดคราวต่อไป เรียกว่า อุปปัชเวชนียกรรม, แล้วก็ ๓. กรรมให้ผลในการเกิด ในคราวต่อๆ ไปอีก เรียกว่า อุปราปรเวชนียกรรม, แล้ว ก็ ๔. กรรมที่ให้ผลแล้ว หรือว่าหมดโอกาสที่จะให้ผล ไม่มีทางที่จะให้ผล เรียกว่าอโหสิกรรม. ที่ว่าเอาเวลา เป็นเกณฑ์นี้ ที่แท้ก็คือน้ำหนักแห่งการกระทำต่าง ๆ กัน. ถ้ากระทำด้วยจิตที่รุนแรงกระทำด้วยเจตนารุนแรง ในลักษณะที่รุนแรง หรืออัตราที่รุนแรง มันก็ให้ผล ทันตาเห็น. ถ้าไม่ถึงนั้น ก็ให้ผลในการเกิดคราวต่อไป อีก.

น.17 ๑๔ ผู้ศึกษาทุกคนควรจะเข้าใจคำว่า การเกิด นี้ให้ ถูกต้องเสียด้วย : คำว่าการเกิดในภาษาธรรมะนั้น มิได้ หมายความว่าตายแล้วเกิดใหม่อย่างเดียวเท่านั้น ก็หามิได้ คำว่าการเกิด ในที่นี้ หมายถึงการเกิดของจิตเรื่องใหม่ ก็ได้ คือว่าคนเรามีการเกิดอยู่เรื่อย เพราะว่าตามภาษา ของจิตนี้ ถือว่าเมื่อได้เปลี่ยนความคิดเรื่องหนึ่งไปแล้ว ความคิดเก่าดับหมดไปแล้ว ก็ถือว่าคนนั้นเกิดใหม่แล้ว เป็นคนละกรณีไปแล้ว, ในกรณีหลังถือว่าเป็นคนใหม่ ถือว่าเป็นการเกิดใหม่ : เพราะฉะนั้นคนเราจึงมีการ เกิดกันเรื่อย กว่าสังขารจะแตกดับไปคราวหนึ่ง ก็มีการ เกิดใหม่กันเรื่อย นับไม่ถ้วน ; ฉะนั้นคำว่า การเกิด ใน ภาษาธรรมะ หมายถึงอาการอย่างนี้ก็ได้, หรือจะหมาย ถึงว่าตายลงหลุมเผาแล้วเกิดใหม่ อย่างนั้นก็ได้, แต่ให้ เข้าใจไว้ว่าท่านหมายความกว้างเป็นอย่างนี้ ; ฉะนั้น กรรมที่จะให้ผลในการเกิดคราวหน้า และการเกิดคราว ต่อ ๆ ไปนั้น ขอให้เข้าใจว่าเป็นกรรมชนิดที่ไม่ให้ผล ทันทีในการทำกรรมกรณีนั้น แต่จะไปให้ผลในการทำ กรรมกรณีหลัง ๆ ( ในชาติเดียวกัน ) ต่อไปก็ได้. ส่วน

น.18 ๑๕ คำว่า อโหสิกรรมนั้น ส่วนใหญ่หมายถึงกรรมที่เราได้ ชดใช้กันแล้ว และเป็นกรรมเล็กน้อย เช่นเราไปด่าเขา แล้วไปขอโทษเขา ก็เป็นอันว่าเลิกกันอย่างนี้ ก็เรียกว่า เป็นอโหสิกรรม ; หรืออีกอย่างหนึ่งกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ทิ้งคาราคาซังไว้ ยังไม่ทันจะได้ให้ผล เราไปทำกรรม อื่นที่ตรงกันข้ามหรือแรงกว่า แล้วก็เสวยผลกรรมนั้นเสีย ตลอดเวลาจนกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นไม่มีโอกาสที่จะให้ ผล, หรือจนผู้นั้นเป็นพระอรหันต์ไปเสีย อย่างนี้ก็เรียกว่า อโหสิกรรมเหมือนกัน. เมื่อเราเอาเวลาเป็นเครื่องแบ่ง เราก็ได้กรรมเป็น ๔ อย่างด้วยกัน ดังนี้. ถ้าเราจะ เอาหน้าที่ของกรรมนั้น ๆ เป็นเครื่อง แบ่ง ดูบ้าง เราก็จะได้กรรมเป็น ๔ อย่างอีกเช่นกัน. ขอซ้อมความเข้าใจว่า ท่านทั้งหลายอย่าเข้าใจว่ากรรม มีหลายอย่าง ที่แท้กรรมก็มีอย่างเดียว แต่ว่าลักษณะมัน ต่าง ๆ กัน แล้วแต่เราจะมองดูมันในแง่ไหน. ทีนี้เมื่อ เราจะมองดูในแง่ของหน้าที่ที่มันกระทำ เราก็จะได้กรรม เป็น ๔ อย่างอีกกลุ่มหนึ่ง คือกรรมอย่างแรก ได้แก่

น.19 ที่เป็นเครื่องปรุงแต่งสัตว์ให้เกิดขึ้น นี้ท่านเรียกว่า ชนกกรรมแปลว่ากรรมที่ทำให้เกิดขึ้น. ถัดไปก็คือกรรม ที่อุปถัมภ์ให้มันยิ่ง ๆ ขึ้นไปตามนั้น เรียกว่าอุปถัมภกรรม ถัดไปอีกก็ได้แก่กรรมที่บีบคั้นหรือตัดรอนให้มันน้อยลง แทนที่มันจะอุปถัมภ์มันกลายเป็นการบีบหรือตัดทอนให้ น้อยลง นี่เรียกว่า อุปปัฬกรรม. อีกอันหนึ่ง คืออัน ที่ ๔ ได้แก่กรรมที่ตัดทอนกรรมที่แรก ให้ขาดเสียที เดียว เรียกว่าอุปฆาตกรรม. เมื่อดูถึงความสัมพันธ์กัน ก็จะเห็นได้ คือว่ากรรมประเภทหนึ่ง มีหน้าที่ก่อให้เกิด สิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้น เช่น ก่อให้เกิดปฏิสนธิวิญญาณ เกิด มาเป็นมนุษย์ในลักษณะอย่างนี้ ๆ เป็นต้น มันก็เป็น กรรมอย่างหนึ่ง. ทีนี้ กรรมอีกประเภทหนึ่ง มีหน้าที่ที่ จะส่งเสริมให้เป็นอย่างนั้นยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ทีนี้ มีกรรม์ อีกประเภทหนึ่ง แทนที่จะส่งเสริมอย่างนั้นกลับตัดทอน หรือบิดผันให้เป็นอย่างอื่น. เราจะเห็นได้ว่าบางทีคน เกิดมาในตระกูลที่ดีแล้ว บางทีก็เลิศขึ้นไป บางทีก็กลับ ตรงกันข้าม กลายเป็นคนที่เลวไม่สมกับการที่เกิดใน ตระกูลที่ดี. แต่ว่ากรรมที่ส่งเสริมหรือตัดทอนในทีนี้

น.20 ๑๗ ยังไม่เพ่งเล็งถึงว่าตัดขาดเสียทีเดียว ยังมีกรรมอีกประ- เภทหนึ่ง ถ้ามีมาแล้ว เป็นตัดขาดเสียทีเดียว หมายถึง การทำที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง. เช่นเกิดมาเป็นคนดีใน ตระกูลดี แล้วก็ทำเลวสิ้นเชิง เลยหมดความเป็นคนดี กลายเป็นคนชั่วโดยสิ้นเชิง ในกรณีนั้น ในเรื่องนั้น ๆ. เมื่อพิจารณาโดยหน้าที่ เราก็ได้กรรมที่ปรุงแต่งให้เกิด, กรรมที่ส่งเสริมให้ยิ่งขึ้นไป กรรมที่บรรเทาให้เพลาลงมา และกรรมที่ตัดทอนให้ขาดเสียทีเดียว. ข้อควรสังเกตในที่นี้ก็คือว่า เราคนหนึ่ง ๆ มี กรรมต่าง ๆ กัน ทั้งในอดีตทั้งในปัจจุบัน และทั้งที่จะ ทำต่อไปในอนาคต เพราะฉะนั้นในสิ่งที่สมมติเรียกว่า บุคคลคนหนึ่ง ๆ นี้ มีกระแสแห่งกรรมซับซ้อนยุ่งเหยิง เหลือที่จะสะสางได้ แต่ว่าเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นตัว. ถ้าหากว่ามันเป็นสิ่งที่เรามองเห็นตัวได้ ก็จะรู้สึกว่าเป็น สิ่งที่ยุ่งเหยิงซับซ้อนยิ่งกว่าของที่ยุ่งเหยิงซับซ้อนใดๆใน โลกเสียอีก, คือยิ่งกว่าขดด้ายปมด้ายที่มันยุ่ง หรืออะไรๆ ที่เรียกว่ามันยุ่งเสียอีก. นี้เรียกว่าพิจารณาถึงกรรมโดย เอาหน้าที่ที่มันกระทำเป็นหลัก.

น.21 ๑๘ ทีนี้ เราจะลองพิจารณาดูต่อไปอีกแง่หนึ่ง คือ พิจารณาจากน้ำหนักของกรรมนั้น ๆ โดย เอาน้ำหนัก แห่งการกระทำเป็นเครื่องกำหนด. ในกรณีเช่นนี้ ท่าน ก็จำแนกกรรมไว้เป็น ๔ อย่างอีกเหมือนกัน. พระคัมภีร์ ท่านจัดกรรมไว้เป็น ๔ ชนิด ทุก ๆ หมวด. เมื่อเอาน้ำ หนักเป็นเกณฑ์แล้ว กรรมที่ ๑ ก็เรียกว่า กรรมหนัก หรือครุกรรม. ถ้าเป็นอย่างฆราวาส ก็เช่นประกอบ อนันตริยกรรม ฆ่าบิดามารดา ฆ่าพระอรหันต์ หรือ อะไรทำนองนั้น. ถ้าเป็นเรื่องของภิกษุ ก็เป็นเรื่องทำ กรรมชนิดที่หมดความเป็นภิกษุ : หรือโดยส่วนรวมก็คือ กรรมชนิดที่ทำให้ตกสู่อบาย คือความชั่วชนิดถึงที่สุด ไม่มียับยั้ง : อย่างนี้เรียกว่าครุกรรม แปลว่ากรรมหนัก. ทีนี้ ถ้ากรรมหนักชนิดนั้นไม่มี, กรรมที่มีน้ำหนักรอง ลงมา ก็คือกรรมที่ทำมาก ๆ จนเคยชินนี้ไม่หมายถึงกรรม หนัก แต่ว่าเป็นกรรมที่ทำบ่อย ๆ จนเคยชิน เรียกว่า พหุลกรรม หรือพหุลกกรรม. ที่รองลงมาอีก หรือกรรม ที่มีน้ำหนักรองลงมาอีก ก็คือกรรมที่ทำเมื่อใกล้จะตาย ในขณะที่จะดับจิต เรียกว่า อาสันนกรรม. แต่มีข้อควร

น.22 ชนิดที่ ๓ นี้ แม้จะมีกำลังน้อยหรือมี น้ำหนักน้อย แต่มันมีโอกาสที่จะให้ผลก่อนได้เหมือนกัน เพราะว่าการกระทำที่ใกล้จะตายนั้น ท่านเปรียบว่าเหมือน กันกับผู้ที่อยู่ริมประตู หรือมีโอกาสก่อน เขาก็มีโอกาส ที่จะออกไปก่อนหรือให้ผลก่อน แม้จะเป็นตัวน้อย ๆ. ท่านชอบเปรียบอุปมาว่าเหมือนกับวัวอยู่ในคอก ถ้าตัวที่ อยู่ใกล้ประตูคอกมี ตัวนั้นแหละมันจะออกได้ก่อน แม้ จะเป็นลูกวัวตัวเล็ก มันก็มีโอกาสออกก่อน เพราะมัน อยู่ใกล้ประตูคอก เพราะฉะนั้นกรรมที่ทำเมื่อใกล้จะตาย แม้จะเล็กน้อยเพียงไร ท่านก็ถือว่ามันก็มีโอกาสที่จะให้ ผลก่อน. ทีนี้กรรมที่เบาไปกว่านั้นอันที่ ๔ เรียกว่ากตัด- ตาวาปนกรรม คือกรรมสักว่ากระทำ ทำด้วยการสะเพร่า เหมือนท่านที่เป็นผู้พิพากษาจะลงโทษคนที่ทำอะไร สะเพร่า ไม่ถือว่าเป็นโทษจากการกระทำนั้น ๆ โดยตรง แต่เป็นโทษของการสะเพร่า อย่างนี้เรียกว่า กตัตตาวา- ปนกรรม คือเบาที่สุด. เมื่อเอาน้ำหนักเป็นเกณฑ์อย่างนี้ เราก็ได้ ครุกรรม กรรมหนัก, พหุลกรรม กรรมที่ ทำจนชิน, อาสันนกรรม กรรมที่ทำเมื่อใกล้จะตาย,

น.23 กรรมที่ทำเพราะสะเพร่า ซึ่งโดย ที่แท้แล้ว ไม่ใช่ผลกรรมโดยตรง เป็นผลการสะเพร่า. รวมความว่า ในเรื่องกรรมนี้ เอาเวลาเป็นหลัก เราก็ได้ ๔ กรรม ; เอาหน้าที่เป็นหลัก ก็ได้ ๔ กรรม ; จะเอาน้ำหนักเป็นหลัก ก็ได้ ๔ กรรม. ทั้งหมดนี้ เป็น การรู้ไว้สำหรับศึกษาเรื่องกรรมกันเล่น. อาตมาใช้คำว่า กันเล่น ก็หมายความว่าจะรู้ก็ได้ ไม่รู้ก็ได้. แต่ความ สำคัญส่วนใหญ่มันอยู่ตรงที่ว่า ขึ้นชื่อว่ากรรมแล้ว ก็ต้อง ให้ผล, และมันก็ซับซ้อนยุ่งเหยิงยิ่งไปกว่าสิ่งใดหมด, และก็มีโอกาสตัดรอนบีบคั้นกันได้ เพราะฉะนั้นมันจึง เป็นโอกาสของสัตว์ที่จะกระทำดีให้มาก เพื่อจะไถ่ถอน กรรมชั่ว. กรรมชั่วที่เคยทำมาด้วยความประมาท แต่ กาลก่อนนั้น เรามีโอกาสที่จะไถ่ถอนเสียได้ด้วยการกระ- ทำกรรมดีให้มากเข้าไว้เรื่อย และอย่าให้ขาดสาย เป็น การกลบกรรมชั่วนั้นให้หมดโอกาสที่จะให้ผลให้กรรมดี ให้ผลแทนไว้เรื่อย กรรมชั่วนั้นก็จะเป็นอโหสิกรรมไป ในตัวในที่สุด เพราะว่าคนนั้นจะถึงที่สุดแห่งกรรมเสีย

น.24 ๒๑ ก่อน เช่นนิพพานเสียก่อน ด้วยอำนาจการกระทำกรรมดี ที่ทำไว้เรื่อยไม่ขาดตอนนั่นเอง. นี่ เป็นหลักเกี่ยวกับ กรรมในชั้นศีลธรรม ที่ว่าเรายังทำกรรมดีได้เรื่อยโดย ไม่ต้องพูดอะไร โดยไม่ต้องกลัวมาก โดยไม่ต้องกลัวว่า จะเป็นคนละโมภ. ในเรื่องการทำกรรมดีนี้ ขอยกเว้น ในเรื่องความละโมภ คือไม่มีความละโมภในการทำ กรรมดีไม่เหมือนกับการแสวงหาเงิน แสวงหาชื่อเสียง อะไรทำนองนั้น เมื่อเป็นไปในทางละโมภแล้ว เป็น เรื่องใช้ไม่ได้. แต่ส่วนการประกอบกุศลกรรมนี้ ไม่มี การละโมภ จึงทำได้โดยไม่มีขอบเขต. ข้อนี้หมายความว่า ทำอย่างถูกต้อง และจะทำให้ได้รับผลดีด้วย จะเป็นการ ครอบงำอำนาจของกรรมชั่วต่าง ๆ ที่เคยทำไว้แต่กาล ก่อน ให้หมดโอกาสที่จะให้ผลด้วย. ทั้งหมดนี้ เป็นการ จำแนกกรรมเป็นลักษณะต่าง ๆ กัน แล้วก็แสดงความ สำคัญของมันให้เห็นชัด และแสดงวิธีที่เราจะปฏิบัติเกี่ยว กับกรรม. เมื่อได้แสดงความหมายของคำว่ากรรม และ ประเภทของกรรม พอเป็นที่เข้าใจแล้ว อาตมาอยากจะ

น.25 ๒๒ ชี้ถึงเรื่องกรรมที่เป็นหลักสำคัญ ๒ ประเภท ดังที่ได้ กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งประเภทแรก เรียกว่ากรรมใน แง่ของศีลธรรม และประเภทที่สอง คือกรรมในชั้น โลกุตตระ. กรรมในแง่ของศีลธรรมนี้ เรามีข้อที่ควรรู้ใน ขั้นแรกที่สุดว่ามันมีกฎว่าอย่างไร. กฎตามพระพุทธภาษิต ซึ่งท่านที่เคยสวดมนต์จะคงได้สวดมาแล้ว มีอยู่ว่า กัม- มัสสโกมหิ เราเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน; กัมมทายาโท เราจะได้รับมรดกคือผลของกรรม; กัมมโยนิ เรามีกรรม เป็นเครื่องให้เกิดมา; กัมมพันธุ เรามีกรรมเป็นญาติ เป็นพวกพ้องของเรา; กัมมปฏิสรโณ เรามีกรรมเป็น ที่ต้านทานหรือเป็นที่พึ่ง; ยัง กัมมัง กริสสามิ กัลยาณัง วา ปาปกัง วา เราทำกรรมใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม, ตัสส ทายาโท ภวิสสามิ เราจะเป็นผู้รับมรดก คือผลของ กรรมนั้น; นี่ เรียกว่าเป็นกฎที่เกี่ยวกับกรรมในพระ- พุทธศาสนาในขั้นศีลธรรม. ที่เรียกว่า กัมมัสสโกมหิ เรามีกรรมเป็นของตน นี่ก็เป็นการกล่าวโดยสมมติว่า

น.26 ๒๓ มีสัตว์มีบุคคล และมีการกระทำที่ทำไปโดยเจตนาอย่าง ที่กล่าวแล้วข้างต้น เป็นทรัพย์สมบัติของเรา. ไม่มีสิ่งอื่น เป็นทรัพย์สมบัติอันแท้จริงของเรา นอกจากการกระทำ ของเรา. คำว่า กัมมทายาโท คำนี้แปลว่า ทายาท. ทายาทคือผู้ที่จะได้รับมรดก. เราเป็นผู้มีกรรมเป็นมรดก ที่จะได้รับต่อไปข้างหน้า. ที่ว่า กัมมโยนิ โยนิ แปลว่า กำเนิด หมายถึงการที่เราจะมีกำเนิดเป็นสัตว์เป็นคนขึ้น มา หรือเป็นอะไรก็ตาม ย่อมปรุงขึ้นมาจากกรรม, ข้อนี้ มีคำว่า กัมมวิญญาณัง หรือวิญญาณคือกรรมเป็นหลัก. อาศัยกรรมหรือผลของกรรมที่คู่กันอยู่นั้นเองเป็นเครื่อง ปรุงแต่ง การกำเนิดจึงมีได้. ส่วนคำว่า กัมมพันธุ มี กรรมเป็นพวกพ้องเป็นเผ่าพันธุ์ นี้หมายความว่าเราจะ ต้องอยู่ในท่ามกลางการแวดล้อมของผลกรรมนานาชนิด ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ว่าเราคนหนึ่ง ๆ ทำกรรมจนนับ ไม่ไหว และกรรมแต่ละกรรมจะต้องให้ผล และเรายัง ตกอยู่ในหว่างการแวดล้อมของผลกรรมนานาชนิด นับ เป็นร้อยเป็นพัน. คำว่า ปฏิสรโณ นั้น หมายถึง ที่พึ่งที่ต้านทานของเรานั้น ก็คือกรรมอีกนั่นเอง : ถ้า

น.27 ๒๔ เราต้องการที่พึ่งที่ต้านทานแล้ว ก็ไม่มีอะไรนอกจาก กรรมที่ได้กระทำไว้. ถ้าเราประสงค์จะอยู่ในฝ่ายดี เรา ก็ต้องการต้านทานจากฝ่ายชั่ว. ถ้าเราสมัครเป็นฝ่ายชั่ว ก็แปลว่าเราต้องการจะต้านทานในฝ่ายดี ; กลับกันดังนี้ ก็ได้. แต่แล้วที่ต้านทานนั้นก็ไม่มีอะไรนอกจากกรรม. ถ้าเราทำกรรมใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม, ภาษาบาลีใช้ คำว่า กัลยาณัง แปลว่างามก็ตาม, ปาปกัง แปลว่า ลามกก็ตาม, เราย่อมได้รับผลของกรรมนั้น. ทั้งหมดนี้ เป็นหลักกรรมในขั้นศีลธรรม. ขอให้เข้าใจว่าการกล่าวมาแล้วนั้น เป็นการ กล่าวกันในขั้นของศีลธรรม ในแง่ของศีลธรรม เพราะ ฉะนั้นจึงมีการจำแนกเป็นกรรมงามหรือกรรมลามก เป็น ของคู่กัน เพราะเราเอาความรู้สึกของสัตว์ทั่วไปเป็น เกณฑ์. ความรู้สึกตามธรรมดาของสัตว์ย่อมไม่ชอบกรรม ที่ไม่ถูกใจ ชอบแต่กรรมที่ถูกใจ จึงเกิดการแบ่งเป็น ๒ กรรมขึ้น. แต่โดยที่แท้แล้วตัวกรรมเองนั้น ไม่เข้าใคร ออกใคร ไม่อาจจะกล่าวว่าดีหรือชั่วได้ ; ที่ว่าดีหรือชั่ว

น.28 ๒๕ ขึ้นมานี้ เพราะคนไปบัญญัติเข้า คือไปบัญญัติสิ่งที่เรา ถูกอกถูกใจ ว่าเป็นกรรมดี ที่เราไม่ถูกใจ ว่าเป็นกรรม ชั่ว. แต่ถ้าเราเอาธรรมชาติเป็นหลักแล้ว มันก็ไม่อาจ จะกล่าวได้ว่าดีหรือชั่ว เพราะฉะนั้นการบัญญัติว่าดีหรือ ชั่วนี้ เป็นไปตามทางของศีลธรรม คือความต้องการ ของสังคมในโลก. สิ่งใดตรงกับความต้องการของสังคม ก็เรียกว่าดี, นี่หมายถึงสังคมที่ปกติ ไม่ใช่สังคมวิปริต, ที่ไม่ตรงกับความต้องการของสังคม ก็ถูกจัดเป็นกรรม ชั่ว. แต่ขอให้เข้าใจเสียชั้นหนึ่งก่อนว่า กรรม ๆ นั้น แท้จริงไม่ควรจะถือว่าดีหรือชั่ว โดยธรรมชาติ. อาตมาจะเปรียบเทียบในเรื่องนี้ว่า บ้านเรือน อย่างกรุงเทพฯ นี้ มันมีความหมายได้ ๒ แง่ คือจะว่า สวยงามหรือว่าสนุกสนานก็ได้, ว่าไม่สวยไม่งาม ไม่ สนุกสนานเลยก็ได้. คนหนึ่งมองด้วยสายตาหรือกิเลส ของเขา ก็เห็นว่าสวยงาม อีกคนหนึ่งมองด้วยสายตา หรือความรู้สึกของเขา ซึ่งอยู่เหนือกิเลส ก็เห็นว่าไม่สวย ไม่งาม กลับเป็นที่น่ารำคาญ หนวกหูอึกทึกครึกโครม

น.29 ๒๖ ชวนให้เกิดความรำคาญมากกว่า ; ฉะนั้นตัวกรุงเทพ ฯ เอง ที่จริงมันไม่อาจจะกล่าวได้ว่าสนุกหรือไม่สนุก สวย งามหรือไม่สวยงาม มันแล้วแต่ความรู้สึกของคนผู้บัญญัติ ว่าอะไรก็ได้ แล้วแต่กิเลสหรือความรู้สึกของเขา เรา จะเข้าใจได้อีกอย่างหนึ่งว่า ตามความจริงของธรรมชาติ ตัวธรรมชาตินั้น มิอาจจะกล่าวได้ว่าดีหรือชั่ว งามหรือ ไม่งาม เป็นต้น แต่แล้วคนไปบัญญัติเข้าตามความต้อง การของผู้บัญญัติ จะเป็นบุคคลหรือเป็นหมู่คณะก็ตาม ; ฉะนั้นในขั้นศีลธรรมนี้ เราบัญญัติกรรมชนิดที่ทุกคน ปรารถนา คือไม่เป็นการเบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียน คนอื่น ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนนั้น ว่าเป็นกรรมงาม หรือ กรรมขาว พระพุทธเจ้าท่านทรงใช้คำว่า กรรมขาว ก็มี กรรมงาม ก็มี ส่วนการกระทำที่ทำคนให้เดือดร้อน ทำ ให้ไม่มีใครปรารถนานั้น เรียกว่ากรรมชั่ว หรือกรรมเลว เลยเกิดเป็น ๒ กรรมขึ้น. ส่วนข้อที่เราจะต้องเป็นทายาท คือต้องรับผล ของกรรมโดยตรงนั้น ทั้งนี้ เป็นเพราะว่าการกระทำนั้น

น.30 ๒๗ มันมีผลเกิดขึ้นในตัวการกระทำนั้นเอง จึงแบ่งให้คน อื่นไม่ได้ มันมีผลติดอยู่ในตัวการกระทำนั้นเอง. เรา จะพิจารณากันต่อไปถึงข้อที่พระองค์ตรัสว่า ทำกรรม ไว้อย่างใด ก็จะได้รับผลของกรรมนั้น ในเรื่องนี้ พระองค์ตรัสเป็นอุปมาเปรียบเทียบว่า หว่านพืชลงไป เช่นใด เราจะได้เก็บเกี่ยวผลเช่นนั้น เช่นว่าเราหว่าน เมล็ดข้าวเปลือกลงไปเป็นพืช เราก็จะได้เก็บผลเป็นข้าว เปลือก, ถ้าเราหว่านพืชเป็นถั่วเป็นมันลงไป เราก็จะ ได้เก็บผลเป็นถั่วเป็นมันไปตามที่ได้หว่านลงไป ที่นี้ ถ้าเราหว่านพืชของกรรมขาวลงไป เราก็ได้รับผลขาว หรือดี, หว่านพืชของกรรมดำลงไป เราก็ได้รับผลที่ เรียกกันว่าชั่ว, นี่เรียกว่าเป็นผู้รับมรดกโดยตรง, โดย ถูกต้องที่สุด, ของกรรมที่กระทำ กรรมที่คนกระทำ หรือสัตว์กระทำนั้นเอง กลับย้อนหลังมาเป็นสิ่งที่จะแบ่ง แยกคนหรือสัตว์นั้นเสียเอง ว่าเป็นคนดีหรือคนไม่ดี. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า กมฺมํ สตฺเต วิภชติ ยทิทํ หีนป- ปณีตตาย ซึ่งแปลว่า กรรมคือการกระทำ เป็นเครื่อง จำแนกสัตว์ให้ดีหรือให้เลว : เพราะตัวกรรมมันก็อยู่ที่

น.31 ๒๘ ตัวบุคคล, ความดีหรือเลว มันก็อยู่ที่ตัวกรรมนั้น ๆ ฉะนั้นการกระทำนั้นเอง เป็นตัวชี้ระบุบุคคลว่าดีหรือ เลว อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แยกออกจากกันไม่ได้ จึง ถือว่ากรรมเป็นสิ่งที่จำแนกบุคคลให้เป็นคนชนิดไหนคือ เป็นคนดำไปตามกรรมดำ หรือเป็นคนขาวไปตามกรรม ขาว : นี่เรียกกฎแห่งกรรมในแง่ของศีลธรรม. เมื่อเราได้ศึกษาเรื่องกรรมดังที่ได้กล่าวมานี้ เรา ควรจะเข้าใจว่ากฎเรื่องกรรมเป็นสิ่งที่มีอำนาจเด็ดขาดอยู่ ในตัวกรรม : ไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่นใดนอกจากกรรม เข้า มาประกอบอีกแล้ว มันก็สามารถที่จะเป็นไปได้จนถึงที่ สุดหรือเด็ดขาดไม่มีอะไรมาแทรกแซงได้. การศึกษา เรื่องกรรม ทำให้เรามีความเชื่อตัวเองโดยเด็ดขาดยิ่งขึ้น ดังนี้จึงสมกับที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่าต้องทำที่พึ่งเอา เอง หรือว่าตนเป็นที่พึ่งของตนเอง อย่าเอาสิ่งอื่นเป็น ที่พึ่ง. เหมือนกับที่เรายึดถือเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เรื่อย ๆ มา ตามแง่ของศีลธรรม แต่ครั้นถึงตัวจริงคือ ในขั้นศาสนา ซึ่งจะต้องปล่อยวางความยึดถือในสิ่งทั้ง

น.32 ๒๙ ปวง เรื่องก็กลายเป็นว่า เราต้องพึ่งตัวเราเอง; พระ- รัตนตรัยหมดความสามารถอันแท้จริงที่จะช่วยได้. อาศัย กฎแห่งกรรมดังที่กล่าวนี้ การพึ่งตัวของตัวจึงเป็นไปได้ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้จนสำเร็จถึงที่สุด. เราควรจะมีความแน่ใจในเรื่องกรรม โดย พิจารณาดูตามหลักต่อไปอีกขั้นหนึ่ง คือว่าถ้าคนเรามี ความเข้าใจในเรื่องกรรมแล้ว จะไม่มีการยึดถือเกี่ยวกับ ฤกษ์ยาม หรือดวงดาวต่าง ๆ ทั้งนี้ก็เพราะว่ากรรมเป็น สิ่งที่เด็ดขาดในตัวมันเอง. เมื่อพูดถึงประโยชน์ที่จะพึง ได้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ประโยชน์นั่นแหละเป็น ตัวฤกษ์ยาม เป็นตัวฤกษ์ดียามดีอยู่ในตัว ประโยชน์แล้ว ขอให้เราทำให้สำเร็จประโยชน์ก็แล้วกัน ต้องการประ- โยชน์อย่างไหนก็ตามใจ; ประโยชน์เป็นทรัพย์ เป็นลาภ เป็นชื่อเสียง เป็นมรรคผลนิพพานหรืออะไรก็สุดแท้, นี้ เรียกว่าประโยชน์; ประโยชน์นั้นเองเป็นตัวฤกษ์อยู่ใน ประโยชน์เองแล้ว ฉะนั้นจงเพ่งเล็งที่ประโยชน์ อย่าไป เพ่งเล็งที่ฤกษ์ยาม ให้เอาฤกษ์ยามที่การประพฤติประ-

น.33 ๓๐ โยชน์ ให้ตัวประโยชน์จริง ๆ เป็นตัวฤกษ์ยาม. พระ พุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า อตฺโถ อตฺถสฺส นกฺขตฺตํ ตัวประ- โยชน์นั้นแหละเป็นดาวฤกษ์ หรือฤกษ์ยามที่ดีอยู่แล้ว, กึกริสสนฺติตารกา ดวงดาวบนท้องฟ้าจะทำอะไรให้ได้, นกฺขตตํ ปฏิมาเนนตํ อตฺโต พาลํ อุปจฺจคา ตัวประโยชน์ ที่แท้จริง จะผ่านคนที่มัวแต่นั่งคำนวณดวงดาวไปเสีย. ท่านตรัสไว้ดังนี้. นี่เป็นเรื่องชี้ระบุถึงการที่กรรมไม่ขึ้น อยู่ในอำนาจของดวงดาวหรือฤกษ์ยามต่าง ๆ. โดยทางวิทยาศาสตร์ เรายอมรับ, ไม่ใช่ปฏิเสธ, เรายอมรับว่าดวงดาวต่าง ๆ ซึ่งมีความดึงดูดสัมพันธ์กัน อยู่กับโลกนี้ย่อมมีอิทธิพลอยู่เหนือการเกิดการตายของ สัตว์โลกเป็นธรรมดา ย่อมมีผลอย่างใดอย่างหนึ่งเหนือ การเกิด เหนือชีวิตวิญญาณของสัตว์. ข้อเท็จจริงเหล่านี้ เราไม่ปฏิเสธ แต่เรามองเห็นชัด จนถึงว่ามันมีอำนาจ หรือมีกำลังน้อยเกินไป จนไม่สามารถจะต้านทานกับ แรงกรรม ฉะนั้นเราจึงยึดถือกรรมเป็นหลัก แปลว่าไม่ ได้ยึดถือฤกษ์ยาม หรือดวงดาวหรือสิ่งภายนอกเช่นนั้น

น.34 ๓๑ ถ้าถือตามหลักของพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ถือตามพระ- พุทธภาษิตที่กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่ถูกต้อง งดงามบริสุทธิ์นั้น เป็นฤกษ์ดียามดีอยู่ในตัวแล้ว. พระ- บาลีที่ตรัสไว้ดังนี้ สุนกฺขตฺตํ สุมงฺคลํ สุปภาตํ สุหุฏฺฐิตํ สุขโณ สุมุหุตฺโต ฯลฯ แปลว่า นักขัตฤกษ์ที่ดี มงคลที่ดี วันดี การบวงสรวงดี ขณะดี ยามดี และอะไรดี ๆ หมด นั้น คือการกระทำทางกายวาจาใจที่ดี. ทีนี้ เรายังมีสิ่งอื่นอีกนอกจากดวงดาวหรือฤกษ์ ยาม สิ่งนั้นคือสิ่งศักดิ์เช่นน้ำมนต์เป็นต้น. น้ำมนต์หรือ น้ำศักดิ์สิทธิ์นี้ เป็นสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์หรือตรงกันข้ามจาก หลักกรรมโดยสิ้นเชิง. เขาได้ถือกันอยู่ก่อนพระพุทธเจ้า. เมื่อพระพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นในโลก ก็ทรงปฏิเสธสิ่งเหล่า นี้ โดยตรัสว่าถ้าสัตว์จะบริสุทธิ์กันได้ เพราะน้ำในแม่- น้ำศักดิ์สิทธิ์แล้ว พวกกบ เต่า นาก จรเข้ หรือสัตว์ใน น้ำต่าง ๆ ก็จะพลอยไปสวรรค์กันหมด เพราะน้ำศักดิ์- สิทธิ์นั้น ๆ. ท่านจะหัวเราะหรือไม่หัวเราะก็สุดแท้ แต่ ว่าถ้ามันทำกันได้ง่ายๆ อย่างนั้นแล้ว ก็ไม่มีใครที่จะต้อง

น.35 ๓๒ ตกนรก เพราะว่าน้ำในแม่น้ำคงคา ยมนา ฯลฯ ก็ศักดิ์- สิทธิ์ หรือถ้าไม่มีน้ำในแม่น้ำคงคา เราเอาน้ำมาเสก อย่างหนึ่งอย่างใด ให้เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ คนก็จะพ้นทุกข์ หรือไปสวรรค์กันหมดด้วยวิธีง่าย ๆ นั้น. ทีนี้จะพิจารณากันต่อไปอีกถึงชาติกำเนิด : การ ที่ถือว่าเรามีกำเนิดสูงเป็นกษัตริย์หรือพราหมณ์ หรือมี กำเนิดออกมาจากบิดามารดาที่มีกำเนิดสูง แล้วก็จะเป็น คนสูงคนดีไปตาม เช่นนี้ผิดหลักกรรม หรือผิดหลักของ พุทธศาสนา, พระพุทธเจ้าตรัสว่า จะเป็นคนชั่ว คนไม่ ดี เพราะกำเนิดในตระกูลต่ำ ก็ไม่ใช่, จะเป็นคนสูง เพราะกำเนิดในตระกูลสูง ก็ไม่ใช่ โดยที่แท้คนจะดี เพราะทำกรรมดี ชั่วก็เพราะทำกรรมชั่ว เป็นพุทธภาษิต มีอยู่ดังนี้; ฉะนั้นเราไม่ควรทนง หรือไม่ควรไว้ใจใน เรื่องที่ว่ามีกำเนิดดี. เราจะต้องเป็นผู้ไม่ประมาทในการ ที่จะประกอบกรรมดีอยู่เสมอ จึงจะได้มีโอกาสในการที่ จะเดินไปตามทางของกรรมให้ถูกต้อง จนถึงกับได้รับ ผลของกรรมชนิดที่ตนปรารถนา. นี่เป็นการแสดงว่า

น.36 ๓๓ เราจะตลบแตลง หรือจะเล่นตลกกับกรรมนั้นไม่ได้. ถ้า ยังเล่นตลกกับกรรม เช่นยังเชื่อศาลพระภูมิ ยังเชื่อนํ้า- มนต์ ยังเชื่อฤกษ์ยาม เรื่องต่าง ๆ นี้ ไม่มีทางที่จะกล่าว ได้ว่า เป็นผู้ถือกฎแห่งกรรม แล้วไม่มีโอกาสจะเดินไป ตามทางที่ถูกต้องของกรรม. กฎแห่งกรรมจะไม่ช่วย บุคคลนั้นให้เป็นคนที่ทำตนให้เป็นที่พึ่งแก่ตนได้เลยและ จะกลายเป็นทาสของสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นไม่มีที่สิ้นสุด. ถ้า เราต้องการจะให้เรามีความจริงสูงถึงขนาดที่ตนเป็นที่ พึ่งแก่ตนได้ ตามหลักของพระพุทธเจ้าแล้ว เราต้อง เดินตามกฎของกรรมให้ถูกทาง อย่างที่ว่ามานี้. ทีนี้ข้อต่อไปที่เราจะพิจารณากัน ก็คือเรื่องการ หลงทาง หรือการเดินผิดทาง การเดินผิดทางนี้ ข้อ แรกที่สุดก็คือปัญหาอย่างที่เรามีกันอยู่เดี๋ยวนี้ทั่ว ๆ ไป ว่า คนนี้ทำดีแล้วทำไมไม่ได้ชื่อเสียง ไม่รวย; ส่วนคนนี้ไม่ ได้ทำดีอะไรเลย ทำชั่ว แล้วมีชื่อเสียง หรือรวยอย่าง นี้เป็นต้น, เป็นปัญหาทั่วไปหมด ที่ไหนก็มักจะถาม อย่างนี้. นึกเพราะความหลงผิดในเรื่องกรรมและผลของ

น.37 นั้นเอง. อาตมาอยากจะขอย้ำเรื่องนี้อีกว่า สิ่งที่ เรียกว่ากรรมนั้น คือตัวการกระทำ : จะเป็นกรรมดีหรือ กรรมชั่วก็ตาม มันมีการบัญญัติอยู่ที่ตัวการกระทำนั่นเอง มันจึงเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วได้เสร็จแล้ว ตั้งแต่เมื่อ กระทำ คือถ้าเราไปทำเข้าในลักษณะที่บัญญัติว่าเป็น กรรมดี มันก็เป็นการดี แล้วมันก็ได้ความดีอยู่ในตัวการ กระทำนั้นเสร็จ. ทางฝ่ายทำกรรมชั่วก็เหมือนกัน มัน ชั่วเสร็จตั้งแต่ทำเสร็จ : ทีนี้มันมีของทำให้หลงสับสนได้ คือผลพลอยได้ของความดีหรือความชั่ว เช่นเงินทอง ชื่อเสียงเป็นต้น. ผลพลอยได้เหล่านี้เป็นสิ่งที่สับสน คือ จากการทำดี ได้เงินได้ทองได้ชื่อเสียงก็ได้, จากการทำ ชั่วได้เงินได้ทองได้ชื่อเสียงก็ได้. เงินหรือชื่อเสียงที่ได้ มานั้น มันคล้ายกันก็จริง แต่มันจะต่างกันลิบ : ถ้าเงิน ได้มาจากการทำดี ต้องถือว่าเป็นเงินดี. ถ้าเงินได้มา จากการทำชั่ว ต้องถือว่าเป็นเงินชั่ว ชื่อเสียงที่ได้มา จากการทำดี เป็นชื่อเสียงบริสุทธิ์, ชื่อเสียงที่ได้มาจาก การหลอกลวง ก็เป็นชื่อเสียงปลอม : ฉะนั้น คนทำดี ต้องได้ดี แล้วได้ผลพลอยได้ที่ดี เช่นเงินหรือชื่อเสียง

น.38 ๓๕ ที่ดี หรืออาจจะไม่ได้เลยก็ได้. ทีนี้ คนทำชั่วต้องได้ชั่ว เสร็จแล้วก็ได้ผลพลอยได้ เป็นเงินชั่ว เป็นชื่อเสียง ปลอม ชื่อเสียงชั่ว หรืออาจไม่ได้เลยก็ได้. มันแน่นอน ไม่มีทางที่จะปะปนกันได้ ระหว่างชั่วกับดี. แต่ถ้าคนมี กิเลสหนาเกินไป ก็จะเห็นว่าถ้าเป็นเงินแล้ว ดีทั้งนั้น ก็เลยเอาไปปนกันได้ทั้งดีและชั่ว แล้วมันก็ยุ่ง. ส่วนผล ของกรรมอันแท้จริงนั้น ไม่ใช่เงิน ไม่ใช่ชื่อเสียง ไม่ ใช่สิ่งที่ได้ตามที่อยาก. ผลของกรรมแท้ ๆ คือความดี หรือความชั่วที่ในตัวการกระทำเสร็จ, ทำดีดีเสร็จ ทำ ชั่วชั่วเสร็จ ตั้งแต่เมื่อทำ. ถ้าเราจะเอาสิ่งที่อยากได้ตาม ต้องการนั้น มาเป็นเครื่องวัดแล้ว ย่อมใช้ไม่ได้ มัน จะเป็นศาสนา หรือเป็นกฎเกณฑ์ของสุนัขหรือแมวไปที เดียว คือถืออะไรที่เป็นการได้ตามชอบใจนั้นเป็นการ ถูกต้องเป็นความยุติธรรมหรือเป็นสิ่งที่ดีไป. เราต้องดู อีกทีหนึ่ง ว่าสิ่งที่จะได้มานั้น ดีหรือชั่ว คือได้มาจาก การกระทำที่ดีหรือชั่ว เป็นเงินดีหรือเงินชั่ว : มันก็จะ เข้ามาตามสาย คือถ้าได้มาจากกรรมดีก็เป็นเงินดี ได้มา จากกรรมชั่ว ก็เป็นเงินชั่ว และก็คงชั่วตลอดไป. เงิน

น.39 ๓๖ ดีเอามากินมาใช้เลี้ยงบุตรภรรยา เขาเหล่านั้นก็พลอย เป็นดีไป. ถ้าเอาเงินชั่วมากินมาใช้ มาเลี้ยงบุตรภรรยา ก็พลอยพาให้เป็นคนชั่วไปทั้งครอบครัว. ไม่มีทางจะ ยกเว้น, แต่เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น, นี่แหละ เรียกว่าทาง ที่จะหลงผิดในข้อแรกที่สุด คือหลงว่าทำดีไม่ได้ดี ทำ ชั่วไม่ได้ชั่ว. แต่ที่แท้แล้ว มันเด็ดขาด คือทำดีดีแน่ ทำชั่วชั่วแน่ และดีเสร็จชั่วเสร็จ ตั้งแต่เมื่อทำนั่นเอง. ส่วนผลพลอยได้ ก็ได้มาในลักษณะที่ดี หรือชั่วตาม กรรมนั้น ๆ. อย่าไปหลงว่ารูปร่างมันเหมือน ๆ กัน หรือเห็นเป็นของอย่างเดียวกัน : ให้กำหนดคำว่า เงิน ชั่ว หรือเงินดี ชื่อเสียงจริง หรือชื่อเสียงปลอม ไว้ให้ แม่นยำก็จะไม่มีทางสับสนในเรื่องกรรม. ความหลงผิดในเรื่องกรรมข้อต่อไป ก็คือความ หลงผิดในขณะที่กรรมชั่วหรือกรรมดีที่แท้จริง ยังไม่ ทันจะได้แสดงผลขั้นต่อ ๆ ไป. อาตมาได้กล่าวแล้วว่า ทำดีดีเสร็จตั้งแต่เมื่อทำ, ทำชั่วชั่วเสร็จตั้งแต่เมื่อทำ แต่ ว่าผลของกรรมที่จะเป็นผลสะท้อนเป็นขั้น ๆ สืบไปนั้น

น.40 ๓๗ ยังมีอีก : และอีกอย่างหนึ่ง ก็ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า กรรมนั้นมีมากหลายชนิดด้วยกัน. กรรมบางชนิดจะให้ ผลในการเกิดคราวต่อไป, บางชนิดให้ผลในการเกิด คราวต่อๆ ไปอีก, ฉะนั้นจึงมีกรรมอยู่บางประเภท ที่ ไม่ให้ผลทันที. ทีนี้ ก็จะมีทางหลงผิดสืบไปในข้อที่ว่า กรรมที่ได้กระทำลงไปแล้วและยังไม่ทันให้ผล แต่มี กรรมอื่นมาให้ผลแทรกแซงเสียก่อนอย่างตรงกันข้าม อย่างนี้ ตนก็จะเกิดความน้อยใจ ว่าทำดีไม่ได้ดี ทำชั่ว ไม่ได้ชั่ว. ในกรณีเช่นนี้ ขอให้ท่านกำหนดไว้ว่า เพราะ กรรมนั้น ๆ ยังไม่ทันจะให้ผล สำหรับกรรมที่เป็นบาป นั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า มธุวา มญฺญตี พาโล แปล เป็นไทยก็ว่า คนพาลย่อมสำคัญบาปว่าเป็นน้ำผึ้ง, ยาว ปาปํ น ปจฺจติ ตลอดเวลาที่บาปยังไม่ทันให้ผล คือชั่ว ขณะที่กรรมยังไม่ทันให้ผลนั้น คนพาลก็ยังสำคัญว่าบาป นี้เป็นน้ำผึ้ง คือหวาน. แต่พอถึงคราวที่กรรมให้ผลเข้า เขาก็จะต้องเสวยทุกข์ จะต้องนั่งหน้ามีน้ำตา. ที่ตรัสเช่น นี้ ก็เพื่อจะแสดงว่า กรรมบางประเภทไม่อาจจะให้ผล ทันตาทันใจ และกรรมที่เป็นบาปนั้น จะมีลักษณะเป็น

น.41 ๓๘ น้ำผึ้ง คือหวานไปก่อน สำหรับคนพาลด้วย, แต่ไม่ ใช่แก่คนทั่วไป : เป็นอันว่าบาปที่ยังไม่ทันให้ผลนั้นจะ พรางตาอย่างยิ่ง. สำหรับผลพลอยได้จากบาปนั้น จะ เป็นเงินชั่วหรือเป็นชื่อเสียงปลอมก็ตาม, ชื่อเสียงปลอม หรือเงินชั่วนั้น จะเป็นน้ำผึ้งไปพลางก่อน และจะทำ ให้คนนั้นเสียนิสัย เสียจิตใจ เสียคุณสมบัติ เสียอะไร ต่าง ๆ ในที่สุดก็จะกลายเป็นยาพิษขึ้นในวันหนึ่งโดย แน่นอน. นี่ความสำคัญผิดข้อที่สอง ที่อาจจะเกิดมาจาก การที่บาปหรือบุญก็ตาม ยังไม่ทันจะให้ผล. ทีนี้ ความสำคัญผิดข้อต่อไป ก็คือว่าอาจจะมี บางคนคิดว่ามีที่ซ้อนเร้น หรือเล่นตลกกันกับกรรม. คน ที่ไม่ได้ศึกษาเพียงพอ หรือว่ามีสิ่งแวดล้อมไม่ดี หรือ คนสำมะเลเทเมา จะมีความประมาทถึงขนาดที่ว่าคิด จะเล่นตลกกับกรรม. ในเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ มีที่หลบ ไม่มีที่ซ่อน จากการต้องรับผลของกรรม คำ บาลีนั้นมีว่า น อนุตลิกฺเข น สมุทฺทมชฺเฌ น ปพฺพตานํ ฯลฯ ซึ่งแปลว่า อยู่เสียบนสวรรค์ก็ตาม อยู่ในอากาศ

น.42 ๓๙ ก็ตาม อยู่ในเหวลึกก็ตาม ก้นมหาสมุทรก็ตาม ที่ซึ่ง เขาจะไม่ต้องรับผลของกรรม ที่เขากระทำไว้นั้นจะหา ไม่ได้ คือไม่มี. ทีนี้ คนอาจจะเข้าใจผิด ว่าเราทำ กรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อชดเชยกรรมอย่างใดอย่าง หนึ่ง ทำกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ชนิดที่ตน ไม่ประสงค์จะ ทำ คือทำดีแต่เล็กน้อย หรือเพื่อกลบเกลื่อนบาปที่ทำ ไว้ตั้งมากมาย ตามนิสัยสันดานของการที่เป็นคนพาล เพราะมีความคิดความหวังว่าจะเล่นตลกกับกรรม พวก นักเลงชอบพูดกันถึงกับว่า จะชวนยมพบาลเป็นเกลอ บ้าง หรือว่าจะเขียนหนังสือเอกสารเท็จบ้าง อะไรบ้าง นี่ก็เป็นเรื่องที่มีความคิดมาจากการที่ว่าเขาหาหนทาง ต่าง ๆ นานา ที่จะเล่นตลกกับกรรม. พวกบัณฑิตหรือ ผู้ที่มีความรู้อันถูกต้อง ไม่มีความคิดเช่นนี้, คงยึดถือ ได้ตามหลักของกรรมในฝ่ายศีลธรรม ว่ากรรมดีคืออย่าง นั้น ๆ กรรมชั่วคืออย่างนั้น ๆ ผู้ทำจะได้รับผลตามสม ควรแก่การกระทำอย่างไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้เลย และ โดยเฉพาะที่เราจะต้องถือเป็นมนต์เป็นบทมนต์สำหรับ คุ้มครองก็คือว่า ทำดีดีเสร็จ ทำชั่วชั่วเสร็จ ตั้งแต่การ

น.43 ๔๐ กระทำ ผลพลอยได้นั้นไม่เป็นประมาณ แต่ถึงอย่างไร ก็ตาม ก็ต้องสมแก่กรรมเหมือนกัน คือผลพลอยได้ก็ ต้องดี หรือชั่วไปตามกรรมเหมือนกัน. แต่ขอให้ดูให้ ดี ๆ ก็แล้วกัน อย่าไปเข้าใจผิดจนสับสน. นี้ เรียกว่า กฎเรื่องกรรม ในแง่ของศีลธรรมนั้น มีอยู่ดังที่กล่าว มานี้. ทีนี้ เราจะพิจารณากันต่อไป ถึงหลักเรื่องกรรม ที่เป็นชั้นโลกุตตระของพุทธศาสนา. ข้อนี้ก็คือเราได้ ศึกษามาถึงวิธีประพฤติปฏิบัติ ที่จะทำให้มีอำนาจอยู่ นอกเหนือกรรม หรือผลของกรรม. อาตมาอยากให้ ท่านทั้งหลายได้ทราบถึงกรรมอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งพระพุทธ- เจ้าได้ตรัสไว้ คือกรรมที่ไม่ดำไม่ขาว : ในขั้นของศีล- ธรรม เรามีกรรมคำกรรมขาว : สองอย่างคือกรรมดี กรรมชั่ว แต่ในขั้นของโลกุตตระมีกรรมอีกประเภท หนึ่งคือไม่ดำไม่ขาว และเป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมทั้งหลาย. กรรมชนิดที่ไม่คำไม่ขาวนี้ จะเป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรม ทั้งหลายทั้งต่ำและขาว : ฉะนั้นมันหมายความว่ามีการ

น.44 อีกชนิดหนึ่ง ทางฝ่ายโลกุตตระ ที่จะทำให้ อยู่เหนืออำนาจกรรมตามแบบของศีลธรรมโดยสิ้นเชิง ข้อแรกที่สุดที่เราจะต้องศึกษาก็คือว่า เรา พิจารณาดูให้ดี ๆ ว่ากรรมดีก็ตาม กรรมชั่วก็ตาม ที่ มันให้ผลขึ้นมาแล้ว มันเป็นความดับทุกข์หรือไม่มีทุกข์ โดยแท้จริงหรือเปล่า. ข้อนี้เราจะต้องเอาเรื่องประจำ วันมาเป็นตัวอย่างสำหรับพิจารณา : ถ้าจะให้เราต้อง นั่งร้องไห้ทั้งวัน เพราะเสวยผลของกรรมดี เราจะทน ได้ไหม ขอให้ลองคิดดู. กรรมดีชนิดไหนก็ตาม ได้ เงินก็ตาม ได้ชื่อเสียงก็ตาม ได้วัตถุแห่งกามคุณอย่าง เต็มเปี่ยมก็ตาม แล้วให้นั่งยิ้มกริ่มสุขใจ เสวยสุขเวทนา นั้นอยู่ทั้งวันทั้งคืนตลอดไป เราจะทนไหวไหม ? ใน ที่สุดเราจะพบว่าทั้งสองฝ่ายนั้น มันเป็นการทำให้เกิด ความหนัก หรือความทนทรมานเท่ากัน ! เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงได้ตรัสข้อปฏิบัติของพระองค์ โดย เฉพาะ ให้ละเสียทั้งความยินดีและยินร้าย ให้ละเสียทั้ง อภิชฌาและโทมนัส, คือให้ละเสียทั้งความยินดียิ้มกริ่ม

น.45 ๔๒ อิ่มใจเสมอ และละเสียทั้งการที่จะโทมนัสน้อยใจด้วย, แปลว่าไม่มีดีใจหรือเสียใจโดยสิ้นเชิง. ถ้าเราไปพิจารณา ดูจนเห็นว่า ถ้าให้นั่งร้องไห้ทั้งวันก็ทนไม่ไหว นั่งยิ้ม กริ่มทั้งวัน ก็ทนไม่ไหวจริง ๆ เราก็จะเกิดความต้อง การสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนขึ้นมาทันที คือวิธีปฏิบัติ ชนิดหนึ่ง ที่ไม่ทำให้เรานั่งร้องไห้และก็ไม่ต้องยิ้มกริ่ม ทั้งวันทั้งคืน : นี้คือการปฏิบัติขั้นมรรคมีองค์แปด หรือ สติปัฏฐานสี่ หรือข้อปฏิบัติขั้นสูงต่าง ๆ ที่จะละเสียซึ่ง อภิชฌาและโทมนัส หรือละเสียซึ่งความยิ้มกริ่มและ ความโทมนัส. นี่เอง เป็นเงื่อนต้นที่เราจะเทียบเคียงไป ได้ตามลำดับว่า กรรมดีก็เหลือทน ! กรรมชั่วก็เหลือ ทน ! ถ้าต้องให้หมกอยู่กับผลของกรรมดีตลอดไป หรือ กรรมชั่วตลอดไป มันก็เหลือทนเท่า ๆ กัน ! มันเป็น การแบกหามที่หนักกันคนละอย่าง. กรรมชั่วนั้นเป็น การแบกหามชนิดที่ทำความเจ็บปวดให้ด้วย : ส่วนกรรม ดีนั้น มันทำให้เกิดการแบกหามชนิดที่สนุกสนานร่าเริง ไม่รู้สึกตัว ให้หลงทนไปได้. ส่วนความเป็นอิสระที่แท้ จริงนั้น ได้แก่การที่ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของทั้งกรรมดี

น.46 ชั่ว นี่คือเรื่องที่จะพ้นจากกรรม หรือกลาย เป็นโลกุตตระไป. หลักของพระพุทธศาสนา มีการปฏิบัติอีกระดับ หนึ่ง ซึ่งเรียกว่าพ้นจากกรรม หลุดพ้นจากกรรมโดยสิ้น- เชิงดังนี้ : และไม่เฉพาะแต่ในพุทธศาสนาเรา แม้ใน ศาสนาอื่นที่เป็นคู่แข่งกันเช่นศาสนาไซนะ หรือนิคัณถะ นั้น เขาก็มีโมกษะ ซึ่งพ้นจากกรรมเหมือนกัน : นิพ- พานของเขา ก็คือพ้นจากกรรม แต่ไปมีตัวมีตนที่ถาวร ชนิดหนึ่งอยู่. ส่วนเราพ้นจากกรรมโดยสิ้นเชิง โดยไม่ ต้องมีตัวมีตน เพราะว่าพ้นจากกรรมโดยสิ้นเชิงแล้ว ไปมีตัวมีตนชนิดหนึ่งอยู่นั้น เป็นไปไม่ได้. ตัวตนจะ ต้องอยู่ได้ด้วยกรรม ด้วยผลของกรรม. พุทธศาสนา แปลกจากเขาทั้งหมด ตรงที่ว่า พ้นจากกรรมแล้ว ก็ เป็นความดับสนิทโดยสิ้นเชิง. ในพระบาลีมีคำที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ละเสียได้ ทั้งบาปและบุญ ทั้งบุญทั้งบาป คือทิ้งกรรมดีและกรรม

น.47 ๔๔ ชั่ว จึงจะเป็นผู้หลุดรอดออกไปได้ ไม่ข้องเกี่ยวอยู่ใน สิ่งใด ๆ คือไม่เกี่ยวในภพอีกต่อไป. ถ้ายังละบุญบาป คือดีชั่วไม่ได้ ก็จะต้องเกี่ยวข้องอยู่กับภพ คือการเกิด ใหม่เป็นใหม่ เป็นอีกเกิดอีก อยู่เสมอไป ตามอำนาจ ของกรรมดีและกรรมชั่วนั้น. ขึ้นชื่อว่ากรรมแล้ว จะ เป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ล้วนแต่มีอำนาจบังคับ ให้สัตว์นั้นต้องเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร โดยเท่ากัน : กรรมดีก็ปรุงแต่งไปในทางให้เกิดดี, กรรมชั่วก็ปรุงแต่ง ให้เกิดชั่วหรือเป็นวัฏฏสงสารชั่ว. ทีนี้ควรจะพิจารณาดูต่อไปให้เห็นชัดว่า คนดี ก็มีความทุกข์ไปตามประสาคนดี คนชั่วก็มีความทุกข์ไป ตามประสาคนชั่ว เทวดาก็มีความทุกข์ไปตามประสา เทวดา พรหมก็มีความทุกข์ไปตามประสาพรหม คำอธิ- บายละเอียดเรื่องนี้มีอยู่แล้วในการบรรยายในปี ๒๔๙๙ ๑ เพราะฉะนั้น เราจะพิจารณากันแต่ในข้อที่ว่าถ้ากรรม ยังให้ผล ยังมีการกระทำกรรมและรับผลกรรมอยู่เพียง ๑ คำบรรยายอบรมผู้ช่วยผู้พิพากษา ปี ๒๔๙๙

น.48 ๔๕ ใดแล้ว สิ่งที่เรียกว่าวัฏฏะ คือความเวียนไปก็ต้องมีอยู่ เพียงนั้น : จะต้องเวียนไปในอาการแห่งการเกิดแก่เจ็บ ตาย เรียกว่าไม่มีทางที่จะรอดไปจากทุกข์ยังจะต้องเป็น ทุกข์อยู่. ถ้าจะดับทุกข์สิ้นเชิง ก็ต้องทำลายกรรมนี้ให้ ขาดไป อย่าให้มีการปรุงแต่งหรือหมุนเวียนได้. ท่าน เปรียบความข้อนี้ว่า เหมือนกับวงกลม มีส่วนประกอบ อยู่ ๓ ส่วน เช่นกงล้อวงหนึ่ง มีกงอยู่ ๓ กงประกอบ กันเป็นวงกลม. ในวงนั้น กงส่วนหนึ่งเป็นกรรม, ส่วน หนึ่งเป็นผลของกรรม, ส่วนหนึ่งเป็นกิเลส, กิเลสซึ่ง เป็นกงอันหนึ่ง เป็นเหตุให้ทำกรรม, กรรมเป็นกงอัน หนึ่ง ทำให้เกิดผลกรรม, ผลกรรมก็เป็นกงอันหนึ่ง หล่อเลี้ยงกิเลส สนับสนุนกิเลสต่อไป, กิเลสยังมีอยู่ก็ ทำกรรมอีก, กรรมทำแล้วมีผลมีวิบากอีก ผลกรรมที่ เกิดขึ้นก็หล่อเลี้ยงกิเลสไว้อีก เป็นดังนี้เรื่อยไปไม่มีทาง ที่จะสิ้นสุดได้ เป็นวงกลมที่ไม่มีเบื้องต้นและเบื้องปลาย เพราะฉะนั้นจึงไม่มีที่สิ้นสุด จึงต้องเวียนว่ายที่เรียกว่า วัฏฏะ - คนหรือสัตว์ก็ตาม ย่อมติดอยู่ในวงกลมของ วัฏฏะ และในวัฏฏะก็เต็มไปด้วยความทุกข์ คือความ

น.49 ๔๖ เกิด แก่ เจ็บ ตาย และความหนัก : ถ้าได้บุญหรือได้ดี ก็หนักอย่างมีบุญ หรืออย่างดี ได้บาปหรือชั่วก็หนัก อย่างบาปหรือชั่ว, ผิดกันแต่ว่าอย่างดีนั้นเป็นอย่างประ- ณีต ชั้นประณีต เป็นที่ต้องการของคนทั้งหลาย. แต่ เมื่อพิจารณาดูกันในแง่ของความจริง คือโดยปรมัตถ- สัจจะแล้ว มันให้เกิดความหนักเท่ากัน ! เพราะฉะนั้น พุทธศาสนาจึงไปไกล ถึงกับต้องการจะตัดรอนการหมุน เวียนของกรรมนี้ให้ขาดเสียที่ตรงใดตรงหนึ่ง เช่นเมื่อ ตัดกิเลสขาด ก็ไม่มีทำกรรมอีกต่อไป, หรือว่าตัดการ กระทำกรรมได้ขาด ก็ไม่มีผลกรรมอีกต่อไป, วงกลม ก็เลิกเป็นวงกลม. เพราะวงกลมนี้ประกอบอยู่ด้วยกง ๓ อัน ถ้าดึงออกเสียอันหนึ่ง มันก็ไม่เป็นวงกลม เรา จึงมีวิธีที่จะทำวงกลมนี้ให้หมุนไม่ได้ โดยการทำลาย กิเลส ซึ่งเราจะต้องศึกษากันโดยละเอียดอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าเรื่องการตัดกิเลส อันจะเป็นหนทางทำให้ กรรมนั้นไร้ความหมาย.

น.50 ๔๗ เมื่อได้กระทำให้ไม่มีกิเลสแล้ว จะไม่มีการทำ กรรม การเคลื่อนไหวต่าง ๆ นั้นเป็นเพียงกิริยา ดังที่ กล่าวแล้วข้างต้น ว่าการกระทำของพระอรหันต์เป็น เพียงกิริยา ท่านจึงไม่มีกรรม และไม่มีการที่จะต้องรับ ผลของกรรม นี่แหละ คือการปฏิบัติ หรือการกระทำ เพื่อให้เกิด กรรมชนิดที่ไม่ดำและไม่ขาว ซึ่งถ้าทำได้ แล้วจะเป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมดำและกรรมขาว กรรม ดำและกรรมขาวต่าง ๆ ในขั้นศีลธรรมนั้น จะหมดอำ- นาจสิ้นสุดลงไป เพราะกรรมใหม่พิเศษชนิดที่เรียกว่า กรรมไม่ดำไม่ขาว นี่เอง เป็นกรรมตามแบบของพระ- พุทธเจ้าอย่างแท้จริง ที่ไม่ซ้ำใคร. การประกอบกรรม นี้ ได้แก่การพิจารณาให้เห็นว่า ไม่มีอะไรที่น่าหลงใหล เอา หลงใหลเป็น จนจิตหมดความอยากในสิ่งทั้งปวง ไม่มีตัณหาในสิ่งใดแล้ว ความอยากก็ไม่มีในการที่จะ เป็นเหตุให้อยากได้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรืออยากเอาสิ่งใดสิ่ง หนึ่ง. เมื่อเจตนาไม่มี ก็ไม่เป็นกรรมดำหรือขาวขึ้นมา ได้ คงเป็นแต่กิริยาล้วน ๆ, กรรมดำหรือขาว จึงไม่มี แก่บุคคลนั้นอีกต่อไป บุคคลนั้นจึงไม่ต้องรับผลกรรม

น.51 ๔๘ อีกต่อไป. กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ เขาเป็นผู้ถึงที่สิ้นสุด ของความเป็นสัตว์เป็นบุคคล หรือความเวียนว่ายใน วัฏฏสงสาร เรามีการปฏิบัติธรรมเพื่อความอยู่เหนือ อำนาจกิเลส หรือหมดกิเลส หรือจะเรียกว่าอยู่เหนือ กรรมบ้าง หรือหมดกรรมบ้าง ซึ่งความหมายก็เป็นเช่น เดียวกัน ทีนี้ มีคนเข้าใจผิดและชอบพูดกันด้วยเหมือนกัน ว่า "หมดกรรมกันที" ซึ่งเขาหมายถึงคนนั้นตายเข้า โลง นี่เป็นความเขลาอย่างยิ่ง เป็นความเขลาอย่างที่ น่าละอายอย่างยิ่ง ที่ว่าคนเข้าโลงนั้นคือคนหมดกรรม. คำว่าหมดกรรมนั้น ต้องหมายถึงภาวะที่ได้กล่าวมาแล้ว, คือต้องเป็นผู้พิจารณาเห็นสุญญตา คือความว่างของสิ่ง ทั้งปวง จนไม่มีตัณหาอย่างใด ๆ หรือไม่มีเจตนาอัน เป็นเหตุให้ทำกรรม คือเป็นพระอรหันต์ จึงจะเรียกว่า ผู้หมดกรรม. สำหรับคน พอตายแล้วก็เอาใส่โลงนี้ จะ เรียกว่าหมดกรรมไม่ได้ ยังถูกผูกพันอยู่ด้วยกรรม เพราะ เขาเป็นผู้ที่มีความอยาก มีอุปาทาน มือวิชชาที่ยังไม่ได้

น.52 ๔๙ ละ และจะเป็นปัจจัยปรุงแต่งปฏิสนธิวิญญาณของเขาสืบ ไป, เพราะฉะนั้น การหมดกรรมนั้นไม่ใช่ตาย : การ หมดกรรม อยู่ที่การปฏิบัติจนกระทั่งมองเห็นความเหลว แหลกว่างเปล่าของกรรมดีกรรมชั่ว ความดี ความชั่ว หรือบุญหรือบาป ว่านั้นไม่ใช่ความพ้นทุกข์ถึงที่สุด ก็ เลยไม่ยึดถือเสียเลยทั้ง ๒ อย่าง นั่นแหละ จึงจะเรียก ว่าอยู่เหนือกรรมหรือหมดกรรม, เพราะฉะนั้น ควรจำ คำไว้อีกคำหนึ่งว่า “กรรมที่ไม่ดำไม่ขาว” ซึ่งท่านจะ หาไม่พบในศาสนาอื่นหรือในลัทธิอื่น แต่จะหาพบใน ลัทธิของพุทธศาสนา ที่ว่า “กรรมที่ไม่ดำไม่ขาวนี่แหละ ให้ประพฤติปฏิบัติไว้เถิด จะเป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมทั้ง- ปวง ทั้งที่เป็นกรรมดำและกรรมขาว, หมดกรรมดำ กรรมขาวแล้ว ก็เลิกกัน”. นี่ เป็นที่สุดแห่งวัฏฏสงสาร ซึ่งเรียกว่านิพพาน. นิพพานตามความหมายในลักษณะ เช่นนี้ คือไม่มีความทุกข์อีกต่อไป แม้มีชีวิตอยู่ในปัจจุ- บันนี้ก็ไม่มีการกระทำที่เป็นกรรม หรือรับผลของกรรม: และก็ไม่มีอะไรที่จะปรุงแต่งเพื่อจะเกิดใหม่ จึงไม่มี การกระทำกรรมหรือรับผลของกรรมอีกต่อไปในอนาคต, จึงเป็นที่สิ้นสุดของความทุกข์ทั้งปวง.

น.53 ๕๐ สรุปความเกี่ยวกับเรื่องกรรม เราถือหลักข้อ แรกว่า "ต้องตนพึ่งตน" อย่าไปคิดอย่างอื่น นอกจาก ตนพึ่งตน : และเราถือหลักต่อไปอีกว่า ตนพึ่งตน หรือ สามารถจะพึ่งตนได้ ก็เพราะอำนาจกฎของกรรม คือ การกระทำ. เราอยากได้ผลกรรมชนิดไหน ก็ทำกรรม ชนิดนั้นก็แล้วกัน. ทีนี้ เมื่อไม่ประสงค์จะเป็นไปตาม อำนาจของกรรมทุกชนิด ก็จงประกอบกรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ดำไม่ขาว คือท่านกล่าวไม่ได้ว่าดีหรือชั่ว ไม่มี ภาษาใดที่จะพูดว่า นี้เป็นกรรมดีกรรมชั่ว เป็นกรรมที่ ท่านไม่กล่าวว่า ดีหรือชั่ว ดำหรือขาวเลย, แต่ก็ต้อง กล่าวว่าไม่ดีไม่ชั่ว ไม่ดำไม่ขาว, นี่คือที่สิ้นสุดของกรรม และเป็นที่จบที่สิ้นสุดของวัฏฏสงสาร. การหมดกรรม ต้องหมายถึงนิพพาน. เพื่อประกันความฟั่นเฝือเราต้อง จำไว้ว่า กรรมกับกิริยานั้น ไม่เหมือนกัน : กิริยาคือ การเคลื่อนไหวของการกระทำที่ไร้เจตนา, กรรม คือ การกระทำที่ประกอบไปด้วยเจตนา, ฉะนั้น ผลจึงผิด กัน : ผลเกิดจากกิริยา เป็นเพียงปฏิกิริยา : ผลเกิดจาก กรรม เป็นวิบากของกรรม. กรรมมีทั้งดำและขาว และ

น.54 ๕๑ มีแต่ในส่วนศีลธรรม : ในส่วนโลกุตตระนั้น มีกรรม ไม่ดำไม่ขาว และเป็นที่สิ้นสุดของกรรมทั้งปวง และ โดยประการทั้งปวง. ถ้าท่านทั้งหลายยังจำคำบัญญัติ ๔ -๕ คำเหล่านี้ ไว้ได้ โดยแม่นยำแล้ว อาตมารับรองว่าจะไม่มีความ ฟั่นเฝือในเรื่องกรรม : และจะเป็นผู้เข้าใจในสิ่งที่เรียก ว่ากรรมตามหลักของพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง ไม่ งมงายอีกต่อไป โดยที่ไปเอาลัทธิกรรมทั่ว ๆ ไป ใน ศาสนาอื่น ๆ มายืนยันว่า นี่แหละเป็นหลักกรรมในพุทธ- ศาสนา. การกล่าวว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนแต่เพียงทำ ดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วนี้ ยังไม่พอ ไม่ถูก และเป็นการตู่ พระพุทธเจ้า ทำให้พระพุทธเจ้าถูกกล่าวหาโดยไม่เป็น ธรรม ไม่ยุติธรรม ไม่เป็นความจริง เพราะว่าพระพุทธ- เจ้าได้สอนกรรมอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า กรรมไม่ดำไม่ ขาว ที่เป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมดำกรรมขาวโดยประการ ทั้งปวง นั้นแหละ คือหลักเรื่องกรรมที่แท้จริงในพุทธ- ศาสนาในชั้นโลกุตตระ เป็นเรื่องที่พุทธบริษัททั้งหลาย ต้องศึกษาให้เข้าใจ.

น.55 ๕๒ อาตมาไม่ได้ตั้งใจถึงกับจะชักจูงเกลี้ยกล่อมท่าน นักศึกษาทั้งหลาย ให้ทำตนขึ้นมาจนถึงชั้นที่เรียกว่าอยู่ เหนือกรรม แต่ถ้าท่านผู้ใดสมัครก็ได้ ความประสงค์ โดยแท้จริงนี้ ก็เพื่อให้เข้าใจหลักเรื่องกรรมในพุทธ- ศาสนาไว้ให้ถูกต้อง ให้สมบูรณ์ : เรื่องกรรมในขั้นศีล- ธรรมก็มีอยู่ในระดับหนึ่ง คือเรื่องทำดี ดี, ทำชั่ว ชั่ว, แต่เรื่องกรรมในขั้น โลกุตตระหรือที่เป็นตัวศาสนาโดย ตรงนั้น เป็นเรื่องการอยู่เหนือกรรม; เพราะฉะนั้นเรา อย่าไปเข้าใจผิดเอาคนบางคน ว่าเขาเป็นคนบ้าคนบอ ไปวินิจฉัยเขาว่าเป็นคนบ้าคนบอ เพราะเห็นเขามีอะไร แปลกมาก จนถึงกับพยายามทำตนให้อยู่เหนือกรรม คือ ประกอบการปฏิบัติธรรมชนิดที่จะอยู่เหนือกรรมโดยประ- การทั้งปวง. ข้อนี้เป็นทางที่จะป้องกันไม่ให้เราทำผิด- พลาดในเรื่องที่เกี่ยวกับหลักธรรมชั้นสูงของพระพุทธ- ศาสนาได้โดยแน่นอน. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ เพราะหมด เวลาเพียงเท่านี้. พิมพ์ที่โรงพิมพ์ อักษรสาสน์ ๔๐ ถนนเฟื่องนคร พระนคร โทร. ๒๑๑๓๙ นายสมบูรณ์ ทองแท้ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ๒๕๐๖

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต