Buddhadasa.org
หนังสือการปฏิบัติงานคือการปฏิบัติธรรม › อ่านฉบับเต็ม

📖 การปฏิบัติงานคือการปฏิบัติธรรม

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — การปฏิบัติงานคือการปฏิบัติธรรม

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.8 ว่าเมื่อครูได้ศึกษาและทำความเข้าใจในคำบรรยาย "ธรรมสำหรับครู" แล้ว จะได้นำสาระที่สำคัญไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานในหน้าที่ ได้อย่างถูกต้อง และประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับ นักเรียนสมกับที่กล่าวว่า "ครู คือ ปูชนียบุคคล" คือ บุคคลที่ควร เคารพ และเป็นผู้นำทางวิญญาณของนักเรียนไปในทางที่ดีงาม สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ขอกราบนมัสการ ขอบพระคุณพระเทพวิสุทธิเมธี (พุทธทาสภิกขุ) ซึ่งได้เมตตาแสดงธรรม ครั้งนี้ ขอนมัสการขอบพระคุณพระปรีชา สุมงฺคโล ขอบพระคุณนางสาว อรุณวตี สุวรรณกนิษฐ์ ที่ได้กรุณาถอดเทป ทานเทป และตรวจสอบต้น ฉบับ จนทำให้ “ธรรมสำหรับครู" สำเร็จลงด้วยดี ท้ายที่สุดนี้ ขอ ขอบพระคุณศาสตราจารย์สุมน อมรวิวัฒน์ ที่กรุณาสรุปคำบรรยายทุก เรื่องของ "ธรรมสำหรับครู" ดังที่จัดพิมพ์ในบทสรุป รุ่ง แก้วแดง . (นายรุ่ง แก้วแดง) รองเลขาธิการ ปฏิบัติราชการแทน เลขาธิการคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ

น.9 หนังสือชุด "ธรรมะสำหรับครู" มี ๙ เล่ม เล่ม ๑ เป้าหมายของชีวิตและสังคม เล่ม ๒ การปฏิบัติงานคือการปฏิบัติธรรม เล่ม ๓ เป้าหมายของการศึกษา เล่ม ๔ ครูคือผู้สร้างโลก เล่ม ๕ คุณธรรมของครู เล่ม ๖ ครูในอุดมคติ เล่ม ๗ วิธีสอนจริยธรรมของพระพุทธเจ้า ผนวกด้วย ปัจฉิมกถาจริยศึกษา เล่ม ๘ เยาวชนที่พึงปรารถนา เล่ม ๙ ครูกับการอยู่รอดของสังคม

น.10 การปฏิบัติงานคือ การปฏิบัติธรรม ครั้งที่ ๒ วันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๗ ครั้งนี้บรรยายไปตามหัวข้อที่กำหนดให้ ซึ่งเป็นหัวข้อที่ ๒ มีชื่อว่า การปฏิบัติงานคือการปฏิบัติธรรม เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดมาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่ค่อยได้ผล, เป็นเรื่องที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ทางการเมือง ทางการปกครอง หรือส่วนบุคคลก็ตาม ได้, โดยเฉพาะสำหรับยุวชนสำหรับเด็กๆ นี้ถ้าได้เพาะนิสัยอันนี้ ให้ฝังแน่นอยู่ในสันดาน เขาก็จะชอบ ทำงาน ทำงานสนุก, ทำงานสนุกจนไม่ต้องไปเล่น, ต้องถึงอย่าง นั้น. แต่เดี๋ยวนี้เขาสนุกไม่ได้ ในเรื่องการทำงาน ก็ช่วยกันหา วิธีที่จะให้ได้สืบไป ๑

น.11 ศึกษาคำที่เกี่ยวกับคำบรรยาย. ที่เคยพูดนั้น พูดสั้น ๆ ว่า การทำงาน ไม่ได้พูดว่าการ ปฏิบัติงาน. เคยพูดมาหลายครั้ง การทำงานคือการปฏิบัติธรรม, แต่ก็พอจะแทนกันได้ การปฏิบัติงานคือการปฏิบัติธรรม, คำว่า ปฏิบัติงานนี้ดูมันเฉพาะหรือค่อนข้างแคบ, ต้องการให้กว้างหมด ไม่มีเหลือ. การทำงานในหน้าที่หรือนอกหน้าที่ ปฏิบัติตาม ระเบียบหมดเลยต้องใช้คำว่าทำงาน จะได้หมายถึงทุกสิ่งที่ควร กระทำ. นี้ก็อยากจะพูดถึงคำว่า งาน หรือการงานหรือหน้าที่, หน้าที่ เป็นคำแรกก่อนเป็นเรื่องแรก. เพราะเดี๋ยวนี้ตามความรู้สึกของ คนทั่วไป แม้ที่เป็นพุทธบริษัทมักจะถือว่า ธรรมะอยู่ที่วัด, การ งานอยู่ที่บ้าน, ทำกันคนละที, อย่างนี้ไม่ถูกตามความจริง หรือ ความจริงของธรรมชาติ ; เพราะเราไม่ได้ศึกษาคำว่าธรรมให้ เพียงพอว่าหมายถึงอะไร. คำว่า ธรรมในภาษาอินเดีย มันตรงกับคำว่า หน้าที่ใน ภาษาไทย, ปทานุกรมสำหรับเด็ก ๆ ใช้ คำว่าธรรม แปลว่า duty แต่เท่านั้น, ไม่พูดว่าอะไรของใคร, และไม่ต้องจำกันว่า ของศาสดาองค์ไหน, ของใคร. หน้าที่ที่ควรทำนั้นแหละคือ ธรรม, คือธรรมะ, เข้าใจว่าเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ก็เพราะมนุษย์ คนแรกนั้นได้สังเกตเห็นว่า โอ, มันมี, มีสิ่งที่อย่างนี้, คือสิ่งที่ ต้องทำ ควรทำ แล้วเขาก็ได้พูดขึ้นถึงเรื่องนี้ หรือสั่งสอนอบรม กันเรื่องนี้, คือให้ทำหน้าที่. ๒

น.12 ธรรมะตามภาษาบาลียุคหลัง ก็แปลว่า สิ่งที่ทรงผู้ปฏิบัติ ไม่ให้ตกลงในกองทุกข์, แล้วมันก็ตรงกันเผงกับคำว่าหน้าที่. ถ้ามีการทำหน้าที่ก็ไม่ตกลงไปในกองทุกข์, ใช้คำว่าธรรม ใน ความหมายว่าหน้าที่เรื่อย ๆ มากี่ยุคกี่สมัยก็สุดแท้ จนถึง ยุค พุทธกาลก็ใช้คำว่าธรรม, ธรรมเฉย ๆ ต่อไปอีก, จะเป็นธรรม ของลัทธิไหนก็เรียกธรรมทั้งนั้นแหละ, เช่นประชาชนจะพบปะ, ก็จะไต่ถามกันว่า “ท่านชอบธรรมะของใคร?" ชอบธรรมะ ของสมณะโคดม, หรือของนิคันถนาฏบุตร, มักขลิโคสาล, สัญชัย, ทุก ๆ ลัทธิศาสนาที่มีสอนอยู่ในสมัยนั้น เขาก็จะต้อง ถามว่าชอบใจธรรมะของใคร? นี้ก็แสดงว่า มีใช้กันอย่างกว้าง ขวางออกไป จนถึงกับให้เป็นหน้าที่ ฝ่ายจิต ฝ่ายวิญญาณ. ครั้งแรกยุคดึกดำบรรพ์นั้น คงจะหมายถึงหน้าที่ทางกาย การงานทางกายมากกว่า, แล้วเมื่อมันเจริญมา ๆ ๆ มันก็กลายเป็น หน้าที่ทางใจด้วย. ทีนี้ก็มาเป็นเรื่องลึกซึ้ง ลึกซึ้ง จนกลายเป็น เรื่องลึกลับไป, บางแขนงก็แตกแยกออกไปเป็นหน้าที่อย่าง ไสยศาสตร์. พวกที่เชื่อไสยศาสตร์ก็มีหน้าที่อย่างไสยศาสตร์ ต้องทำกรรมวิธีหรือประกอบอะไรตามแบบของไสยศาสตร์, เขาจึงจะรู้สึกว่าเขาได้ปฏิบัติหน้าที่. ฉะนั้น คำว่าธรรมก็เตลิด เปิดเปิงออกไปนอกขอบเขต หรือความประสงค์เดิม, กลายเป็น ธรรมชนิดไสยศาสตร์ไปก็มี. นี้คำว่าธรรม, ธรรมนี้ช่วยสนใจกัน ให้มากเป็นพิเศษ ให้ครบทุกแง่ทุกมุม. คำว่า ธรรมไม่อาจจะแปลเป็นภาษาต่างประเทศได้ เคย ๓

น.13 นับดูพวกฝรั่งเขาจะแปลคำว่าธรรมนี้ แปลกันสุดความสามารถ ของตน ๆ ทั้งสิ้นได้ตั้ง ๓๐ กว่าคำ, มันก็ยังไม่หมดความหมาย ของคำว่าธรรม. ฉะนั้นเราใช้คำว่าธรรมต่อไปก็แล้วกัน. ทีนี้มองในฐานะเป็นสิ่งสูงสุดกว่าสิ่งใด ก็เพราะ หน้าที่มัน ช่วยให้รอด. ช่วยสังเกตดูให้ดีว่า พระผู้ช่วยให้รอดนั้น คือ พระเจ้าบนสวรรค์, หรือพระเจ้าหน้าที่ที่เราทำเองอยู่ทุกวัน. พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้สิ่งที่เรียกว่าธรรม, มีคำกล่าวว่ารู้ ทุกอย่าง ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่นำมาสอนเฉพาะเรื่องที่ดับทุกข์โดย ตรงเท่านั้น. ฉะนั้นสิ่งที่เอามาสั่งสอนมันก็มีแต่เรื่องดับทุกข์, ถ้านอกนั้นไม่เกี่ยวกับความดับทุกข์ก็ไม่ต้องพูด แม้จะเป็น ความจริงของอะไรก็ตาม. พระพุทธเจ้าทรงเคารพธรรม ปรากฏอยู่ในพุทธประวัติ แม้ที่ตรัสเล่าเอง, ตรัสเล่าอย่างนั้น ว่าตรัสรู้แล้วจะเคารพใคร? คิดไปคิดมาในที่สุดก็ว่าเคารพธรรมที่ตรัสรู้นั้นเอง ; เพราะว่า ธรรมที่ตรัสรู้ นั้นแสดงถึงหน้าที่สูงสุด ดับกิเลสดับทุกข์ได้, และบรรลุนิพพาน ซึ่งจบกันเท่านั้น, มันไปกว่านั้นอีกไม่ได้ แล้ว. พระพุทธเจ้าจึงทรงเคารพธรรม, แล้วก็ประกาศเป็นคาถา ขึ้นว่า พระพุทธเจ้าในอดีตก็ดี, พระพุทธเจ้าในอนาคตก็ดี, พระพุทธเจ้าในปัจจุบันก็ดี, ทุกพระองค์เคารพธรรม. พวกเรา เคารพธรรมกันถึงขนาดนั้นหรือเปล่า? และยิ่งเมื่อได้ยินบอก กันเดี๋ยวนี้ว่า ธรรมะคือหน้าที่ ธรรมะคือหน้าที่ แล้วดูจะไม่มี ใครเคารพกันสักกี่มากน้อย. เคารพหน้าที่คือเคารพธรรมะ, ๔

น.14 เคารพธรรมะคือเคารพหน้าที่ เคารพด้วยการทำให้ดีที่สุดเท่า ที่จะทำได้. หน้าที่จะช่วยผู้ทำหน้าที่ให้รอด จึงต้องทำกันทุกระดับ นับตั้งแต่คนขอทานขึ้นมา, เป็นคนขอทาน, เป็นกรรมกร, เป็น อะไรสุดแท้ จนกระทั่งถึงพระมหาจักรพรรดิ จนกระทั่งถึงเทวดา พรหม เป็นต้น, ก็มีหน้าที่ที่จะต้องทำ เพื่อความดับทุกข์ของ ตน ๆ. นี้ เราเป็นคน ไม่มีทางจะยกเว้น. เราเกิดในโลกนี้ ซึ่ง เต็มไปด้วยปัญหา. ฉะนั้นจึงต้องมีหน้าที่ที่จะแก้ปัญหาเหล่านั้น ให้หมดสิ้น, เพราะว่ามีโอกาสหรือมีความสะดวกเหมาะสมที่ จะประพฤติธรรม. ถ้าไปเกิดเป็นเทวดาตามที่ว่ากัน ก็มัวเมาอยู่ในกามารมณ์ ที่เป็นของทิพย์ คงจะลืมปฏิบัติธรรม ; พอจะตายลงไม่รู้ว่าจะ ไปสู่สุคติที่ไหน, ในที่สุดออกความเห็นตกลงกันว่า เทวดาตาย จุติก็มาเกิดเป็นสุคติในมนุษย์โลก ; เพราะใน โลกมนุษย์นี้มีธรรมะ หรือว่ามีพระรัตนตรัย หาได้ง่าย, ศึกษาหรือปฏิบัติเกี่ยวกับ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้ง่าย, มนุษยโลกจึงเป็นสุคติ ของพวกเทวดา, กลับกันอยู่กับที่พวกเราเดี๋ยวนี้ว่า สุคติของ มนุษย์อยู่ที่เมืองสวรรค์หรือเมืองเทวดา. ข้อนี้ช่วยสังเกตพิจารณากันให้ดีด้วย ; คำว่าสุคติ สุคติ นี้มันเล่นตลกอย่างนี้ : พวกเทวดาว่าอยู่ที่เมืองมนุษย์, พวกมนุษย์ ว่าอยู่ที่เมืองเทวดา. แต่ว่าเราไม่มีปัญหาอย่างนี้ มีปัญหาแต่ว่า รู้จักหน้าที่ ที่จะต้องกระทำเพื่อให้ความเป็นมนุษย์ได้รับประ- ๕

น.15 โยชน์เต็มที่หรือสูงสุดเท่านั้นก็พอ, กล่าวได้เป็นหลักว่า ทุกชีวิต ต้องปฏิบัติหน้าที่ : ที่เป็นคนก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ของคน, ที่ เป็นสัตว์ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ของสัตว์. ที่เป็นพืชพันธุ์พฤกษาชาติ ทั้งหลายก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ของพืชพันธุ์พฤกษาทั้งหลาย ; ถ้า ไม่ปฏิบัติหน้าที่มันก็คือตาย, หรือว่าอยู่อย่างมีความทุกข์เจียน ตาย เกือบตาย. นี่ดูเถิดว่า ธรรมะ นั้น มันมีความหมายอย่างไร, กับคำว่า หน้าที่ นั้น มันตรงกันหรือไม่? สิ่งที่เรียกว่าหน้าที่ช่วยให้ไม่ต้อง ตาย ; ลองไม่กินอาหาร ไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ แม้แต่หน้าที่ ต่ำ ๆ อย่างนี้ ลองไม่ทำซิมันก็ตาย. ฉะนั้นจึง ต้องมีการทำหน้าที่ ให้ครบให้ถูกต้องและครบถ้วน, ใช้คำว่า ถูกต้อง ด้วย, และ ครบถ้วน ด้วยตามหน้าที่, แล้วก็หน้าที่สูงสุด สำหรับมนุษย์, นั้น ก็คือเพื่อจะบรรลุนิพพานนั้นเอง. แต่เดี๋ยวนี้ เอาคำว่านิพพาน ไปไว้ไกลเกินไป อีกกี่หมื่นชาติแสนชาติ, แล้วก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน, ปรารถนาเหมือนกับว่าเป็นบ้านเป็นเมืองเป็นนคร ที่จะไปอยู่ อาศัยได้, อย่างนี้มันก็ไม่เข้ารูป. การงานหรือหน้าที่ที่ต้องกระทำ, ยอดสุดของการงาน ก็ คือกัมมัฏฐาน ที่จะทำให้บรรลุนิพพานนั้นคือ การงานสูงสุด ใน มรรคมีองค์แปดที่เรียกว่า สัมมากัมมันตะ คือการงานที่ถูกต้อง ที่ช่วยให้เกิดการดับทุกข์. เรามนุษย์ยังทำงานอย่างคดโกง เพราะ คิดเป็น, มันมีสมองที่คิดเป็น, แล้วก็คิดโกงเวลา โกงการงาน โกงเพื่อนมนุษย์, มีความรู้สึกว่า ไม่ต้องทำงานแต่ได้เงินเดือน ๖

น.16 นั้นแหละดี ; นี่มัน ทุจริตถึงขนาดนี้, ทำงานแต่น้อย ได้เงินเดือน มาก ๆ นั่นแหละดี ; ถ้าทำอย่างนี้ มันก็ผิดกฎของธรรมชาติ ที่จะต้องทำงานเต็มที่. ไก่แม่ลูกอ่อน สัตว์เดรัจฉาน มันลงออกหากินกันตั้งแต่ ไม่ทันสว่าง, แล้วแม่ไก่ก็เขี่ย เขี่ยตลอดวันเลย, มีหยุดพักนิด ๆ ๆ ระหว่างที่ให้ลูกพักผ่อนนิด ๆ ๆ, แต่ว่าทำงานตลอดวัน ; หมาย ถึงแม่ไก่ที่นี่นะ ไก่ที่อื่นคุณไปดูเอาเอง. นี่มันน่าละอายไก่ที่มัน ทำงานได้ตลอดวัน แล้วก็ ไม่โกงเวลา, ไม่ผัดเพี้ยนการงาน, ไม่ฉ้อฉลในเวลาทำงาน ; อย่างนี้ เรียกว่าทำงานตามหน้าที่ เต็มตามหน้าที่, เป็นไปตามหน้าที่. ทีนี้ดูให้ต่ำลงไปกว่านั้นอีก ก็คือต้นไม้ต้นไร่ทั้งหลาย มันทำ หน้าที่ตลอดเวลา อย่างที่เคยได้ฟังกันมาว่า กลางวันคายออกซิเจน ตลอดวัน, กลางคืนคายคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดคืน. ถ้าเป็น อย่างนี้จริง ก็หมายความว่ามันทำงาน ๒๔ ชั่วโมง ในการดูด น้ำขึ้นไป, ดูดแร่ธาตุขึ้นไป ในการปรุงอาหารที่ใบ, เมื่อมีแสง แดดกลับมาเลี้ยงลำต้น ขยายเติบโตออกไปวันแล้ววันเล่าอยู่ อย่างนี้ ; กลายเป็นพูดได้ว่าต้นไม้ทำงาน ๒๔ ชั่วโมง. แต่มนุษย์ ทำ ๘ ชั่วโมง ก็คัดค้านแล้วประท้วงแล้ว, นี่เพราะว่ามนุษย์มี มันสมองที่คิดไปในทางที่จะเอาเปรียบหรือลัดสั้น จึงเกิดการ บกพร่องในการงาน. คำว่าหน้าที่ หน้าที่นี้ หมายถึงหน้าที่ที่ถูกต้อง สำหรับ จะให้รอดชีวิตอยู่ได้ และให้เจริญก้าวหน้าขึ้นไปจนกว่าจะถึง ๗

น.17 ระดับสูงสุด, ไม่รวมหน้าที่ของอันธพาล. เดี๋ยวคนอันธพาล อาชญากรทั้งหลายมันว่า ข้าพเจ้ามีหน้าที่ขโมยปล้นจี้ ข้าพเจ้า ก็ทำหน้าที่. ถ้าอย่างนี้ ไม่เรียกว่าหน้าที่ หรือหน้าที่นั้นมันไม่ ถูกต้อง. คำว่า ถูกต้องตามหลักธรรมะ ไม่ยุ่งยาก ไม่ยุ่งยาก ลำบาก ไม่อธิบายยากเหมือนวิธีของ philosophy หรือ logic อะไรต่าง ๆ คำว่าถูกต้องของหลักธรรมะนี้คือว่า มันพิสูจน์ ความมีประโยชน์แก่ทุกคน. สิ่งที่ทำนั้นมีประโยชน์แก่ทุกคน, แล้วไม่ให้โทษไม่ทำความเสียหาย กระทบกระทั่งแก่ผู้ใด หรือ แก่ทุกคน, นั่นแหละคือความถูกต้อง. ใช้คำว่าสัมมาเหมือนกัน สัมมากัมมันตะ, สัมมา ความถูกต้อง ภาวะแห่งความถูกต้อง. เมื่อมีหลักอย่างนี้มันอันธพาลไม่ได้, จะเอาเหตุผลไหนมาแก้ตัว สำหรับไปปล้นไปจี้ไปขโมยไปทำอะไรต่าง ๆ ธรรม ๔ ความหมาย. ทีนี้คำว่า ธรรม คำนี้ถ้าจะดูกันทีเดียวให้หมด. ก็ต้องนึก ถึงคำว่าธรรม ๔ ความหมาย, ธรรมะ ๔ ความหมาย : ธรรมะ คือตัวธรรมชาติ, ธรรมะคือตัวกฎของธรรมชาติ, ธรรมะคือ หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, และธรรมะคือผลที่เกิดมาจาก การปฏิบัติหน้าที่. อธิบายอย่างนี้หรือให้คำจำกัดความอย่างนี้ แล้วก็หมด, จะหมดเรื่องของธรรมะ. แต่ทีนี้ มาดูหน้าที่อีกชั้นหนึ่ง หน้าที่ที่เราจะต้องมีต่อ ธรรมะ ๔ ความหมาย :- ๘

น.18 ความหมายที่ ๑ ธรรมะคือธรรมชาติ เรามีหน้าที่ต้อง เกี่ยวข้อง, นอกตัวเราก็เป็นธรรมชาติทั้งนั้น, ในตัวเราก็เป็น ธรรมชาติทั้งนั้น, ตัวธรรมชาติล้วน ๆ นี้ เราต้องเกี่ยวข้อง, มีความถูกต้องในการเกี่ยวข้องกัน. ที่ ๒ ธรรมะคือกฎของ ธรรมชาตินี้ เรามีหน้าที่ที่จะต้องเรียนรู้. ที่ ๓ ธรรมะคือหน้าที่ ตามกฎของธรรมชาติ นั้นเรา มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ. ที่ ๔ ธรรมะคือผลจากการปฏิบัติหน้าที่นั้น เรา มีหน้าที่ที่จะต้องมี หรือใช้มันอย่างถูกต้อง. เดี๋ยวนี้ก็ใช้ผลงานผิด ใช้เงินที่เป็น ผลงานเพื่อส่งเสริมกิเลสทั้งนั้น. สถานที่ที่ส่งเสริมกิเลสนั้นมี มาก, และคนงานก็เอาผลงานคือเงินไปซื้อหาสิ่งเหล่านั้น. นี่ เรียกว่าเขาทำผิด, ผิดหน้าที่. แต่ใน ๔ ความหมายนี้ ความหมายที่ ๓ นั่นแหละสำคัญ และมันมีคำว่าหน้าที่อยู่แล้ว. คำว่าหน้าที่ หน้าที่ตามกฎของ ธรรมชาติ ชีวิตทุกชนิดจะต้องทำหน้าที่ให้ถูกต้องตามกฎของ ธรรมชาติ, แล้วก็ รอดตาย, แล้วก็ถ้าทำต่อไปอีก มันก็ รอด จากความทุกข์ทุกชนิด. แม้ที่สุดแต่ปัญหาสักนิดหนึ่งก็ไม่มี, เป็นผู้อยู่เหนืออิทธิพลของสิ่งทั้งปวงในโลกเรียกว่า ความหลุดพ้น หน้าที่คือสิ่งที่มีชีวิตจะต้องปฏิบัติ ; พูดอย่างนี้ชัดกว่า, และก็ไม่ต้องเป็นความหมายทางศาสนาอะไรมากมายนัก, เป็น วิทยาศาสตร์ของธรรมชาติก็ยังได้. หน้าที่คือสิ่งที่มีชีวิตจะต้อง ปฏิบัติ, พูดเพียงแค่นี้ก็พอ. ถ้าจะขยายความออกไปว่า ถ้าไม่ ปฏิบัติมันจะตาย หรือมันเกือบตายหรือมันอยู่ด้วยความทน ๙

น.19 ทรมาน เหมือนกับอยู่ในนรก. ดังนั้นพูดได้เลยว่า ที่ไหนมี การปฏิบัติหน้าที่ ที่นั่นมีธรรม. หรือจะกล่าวว่าที่ไหนมีธรรมะ กล่าวได้แต่เฉพาะที่ที่มีการปฏิบัติหน้าที่, ไม่ว่าจะเป็นในโบสถ์ หรือกลางทุ่งนา สามารถจะมีธรรมะ หรือไม่มีธรรมะ แล้วแต่ กรณี. โบสถ์บางโบสถ์มีแต่สั่นเซียมซี บนบานขอร้องอย่างเดียว นั้นไม่ใช่หน้าที่, แล้วในโบสถ์นั้นไม่มีธรรมะ มีแต่อะไรก็ไม่รู้ ; มีแต่ธรรมะไสยศาสตร์. การบนบานขอร้องให้สิ่งอื่นช่วย แม้ แต่จะทำแก่พระพุทธรูป ก็ไม่พ้นจากความเป็นไสยศาสตร์. นี่ระวังให้ดีว่า มันแน่นอนทีเดียว ที่ไหนมีการทำหน้าที่ ที่นั้นมีธรรมะ ไม่จำกัดว่าในโบสถ์หรือกลางทุ่งนา ถ้าชาวนา เขาทำงานขยันขันแข็ง ตัวเป็นเกลียวด้วยความพอใจในการ งาน ที่ในนานั่นแหละมีธรรมะ, ในโบสถ์อย่างที่ว่าก็ไม่มีธรรมะ มักจะมีแต่พิธีรีตองเสียมากกว่า. เราจะพยายามอธิบายให้ลูกเด็ก ๆ คือนักเรียนทั้งหลาย รู้จักสิ่งนี้ไปเสียตั้งแต่บัดนี้. เมื่อเขาทำหน้าที่อะไร, ลูกเด็ก ๆ ทำหน้าที่อะไร เราบอกว่าปฏิบัติธรรมดีมาก มีแต่ความเจริญ, เช่นเด็กจะช่วยกวาดบ้าน, จะช่วยถูกพื้นเรือน, จะช่วยล้าง จาน, จะช่วยหยิบฟืน, จะช่วยตักน้ำ ก็ขอให้ทำให้เขามีความ รู้สึกว่า คือการปฏิบัติธรรมะ. เขาได้ทำหน้าที่ตามที่เขาจะทำ ได้, และเมื่อรู้สึกว่า ปฏิบัติธรรมะนั้นต้องรู้สึกถึงขนาดที่เกิด ความพอใจ. เดี๋ยวนี้รู้ธรรมะแต่ชื่อ ไม่รู้ว่าอะไร มันก็เกิดความ พอใจไม่ได้, ก็ต้องบอกให้รู้ว่าธรรมะนี้คือสิ่งที่จะช่วยให้รอด. ๑๐

น.20 แม้ลูกเด็ก ๆ ก็เหมือนกัน เขาจะต้องทำหน้าที่ช่วยให้รอด ให้ ตัวเองรอด. เขาทำหน้าที่เมื่อไรก็สรรเสริญเยินยอให้เขามีกำลังใจ ทำยิ่ง ๆ ขึ้นไป แล้วเขาจะต้องทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด จึงจะมี ธรรมะมาก. เช่นว่าจะช่วยล้างจานนี้เขาต้องล้างจานให้ดีที่สุด ที่จะล้างได้ แล้วก็มีธรรมะมาก, หรือแม้ที่เขาจะทำกิจส่วนตัว จะถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ เขาก็ ต้องทำให้ดีที่สุดที่จะทำได้ ไม่ใช่ว่าไม่รับรู้ ใจลอยทำไปอย่างนั้น. หรือบางทีทำเพราะเสีย ไม่ได้, จะต้องอบรมกันให้ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด. แม้แต่ การนอนก็เป็นหน้าที่ เพราะว่าถ้าไม่นอนมันตาย, หรือมันไม่มีแรงจะทำงาน. ฉะนั้น เขาก็ต้องนอนตามเวลาที่ ควรนอน, เวลาทำงานก็เป็นธรรมะ เวลานอนก็เป็นธรรมะ, หลับอยู่ก็เป็นธรรมะ เพราะมันเป็นความถูกต้องสำหรับจะให้ รอดชีวิตอยู่. ดังนั้นก็ต้องนอนให้ดี ๆ. นอนให้ดี ๆ อย่างใน หลักธรรมนี้ นอนเหมือนราชสีห์ คือมีสติสัมปชัญญะ พร้อมที่ จะลุกขึ้นเสมอ. อย่านอนอย่างสุนัข ที่ไหนมีการทำหน้าที่ ที่นั้นมีธรรมะ, ที่ไหนมีการทำหน้าที่ มากก็มีธรรมะมาก, ทำหน้าที่สูง ก็มีธรรมะสูง, แล้วธรรมะ มันไปสูงอยู่ที่ทำกัมมัฏฐาน. กัมมัฏฐาน คำว่ากัมมัฏฐานนี้ ดู จะไม่ต้องแปลกันแล้ว, รู้แล้วว่า หมายถึงอะไร. แต่ให้ดูที่การ กระทำที่เรียกว่า กัมมัฏฐาน นั้น ทำหน้าที่สูงสุดหรือชั้นสุดท้าย เพื่อจะอยู่เหนือโลก. การงาน โดยทั่วไป ก็เพื่อจะอยู่ในโลกเป็นผาสุก. การงาน ๑๑

น.21 สูงสุดระดับสูงสุดก็ทำเพื่อให้อยู่เหนืออิทธิพลของทุกสิ่งในโลก, ไม่มีสิ่งใดในโลกที่จะมาครอบงำย่ำยีได้. นี่เรียกว่าทำหน้าที่ชั้น สูงสุด ถือเอาได้ตามหลักพระบาลีว่า ชีวิตทุกชีวิต มีหน้าที่ต้อง ทำหน้าที่, โดยเฉพาะคนนี้ ทุกคนต้องทำหน้าที่, แต่ท่านเรียก ด้วยคำที่ประหลาดอีกแหละ. คำว่าหน้าที่ ๆ ในที่นั้นหมายถึง พรหมจรรย์. ทุกชีวิตมีหน้าที่ประพฤติพรหมจรรย์. พรหมจรรย์ แปลว่า การประพฤติอย่างประเสริฐ, คนทุก คนเกิดมามีหน้าที่ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อให้รอดจากความ ทุกข์, จนกว่าจะหมดความทุกข์ เป็นพระอรหันต์จึงจะเรียก ว่าจบพรหมจรรย์. ดังนี้ แม้คนอันธพาลต่ำต้อยที่สุดก็ต้อง ประพฤติพรหมจรรย์ หรือปฏิบัติธรรม หรือปฏิบัติหน้าที่ เมื่อปฏิบัติแล้วมันก็มีความหมายเหมือนกัน แม้ว่าหน้าที่นั้น มันต่ำสุด : ล้างท่อถนน กวาดถนน แจวเรือจ้างอะไรก็ตาม มันจะต่ำเท่าไรก็ช่างมัน, แต่มันเป็น ธรรมะคือหน้าที่ ในความ หมายเท่ากัน, จะเป็นเศรษฐี เป็นพระราชา เป็นพระมหากษัตริย์ อะไร, แม้ที่สุดแต่ว่าเทวดาบนสวรรค์ถ้ามีเหมือนกับที่พูดกัน นั้น ก็ยังต้องทำหน้าที่ ; เพราะว่าหน้าที่นั้นมันช่วยให้รอดจาก ปัญหาที่กำลังประสบอยู่. เช่นกรรมกรชั้นต่ำทำหน้าที่ของตนดีที่สุด ไม่เท่าไรมันก็ พ้นจากความต้องเป็นกรรมกร ; ถ้าเขาไม่ทำให้ดีที่สุด แล้วได้ ๑๒

น.22 ผลของงานมาก็เอาไปหล่อเลี้ยงกิเลสให้ยิ่งขึ้นไป คือเพิ่มปัญหา ให้มากขึ้น อย่างนี้มันก็ไม่รู้จักจบ ; ถ้ากรรมกรทั้งหลายทำ หน้าที่อย่างถูกต้องแท้จริง มันก็จะพ้นจากสถานะกรรมกร. คน ขอทานนั่งขอทานอย่างถูกต้องไม่เท่าไรจะพ้นจากความเป็น คนขอทาน. นี้ก็พอที่จะเป็นเหตุผลสำหรับการที่จะกล่าวว่า ธรรมะคือสิ่งที่ช่วยให้รอด. ถ้าเป็นเทวดา ก็มีปัญหาอย่างเทวดา, ก็ต้องปฏิบัติธรรมะเพื่อจะให้พ้นจากปัญหาเหล่านั้น, เป็นพรหม ก็เหมือนกัน. เรื่องนี้เข้าใจไขว้เขวกันอยู่ คนทั่วไปมักจะถือว่า ไปเป็น เทวดา ไปเป็นพรหม แล้วจะมีความทุกข์น้อยด้วย. ข้อนี้ดูตาม เรื่องแล้ว ไม่เป็นไปได้ ; เพราะว่าในเมืองเทวดานั้น มีเหยื่อของ กามารมณ์มากเกินไป, จนลุ่มหลงกันทั้งวันทั้งคืน ไม่ค่อยจะ ปฏิบัติธรรม. ทีนี้พรหม, พรหมนี้ ตามที่กล่าวไว้ในพระบาลี คือพวกที่มีสักกายะมากที่สุด, และ กลัวความตายมากที่สุด ก็เลยจัดให้พรหมอยู่กันเป็นกัปป์ ๆ. พรหมองค์หนึ่งมีอายุยืน เป็นกัปป์ ๆ. พรหมกลัวความตายมากที่สุด. คำว่าสักกายะ หมายถึงความรู้สึกว่าเป็นตัวตนของตน. สักกายะพรหมมีมาก ที่สุด เพราะมันอยู่ในสถานที่สะดวกสบาย น่าพอใจ เลยก็ไม่ อยากตาย, แล้วก็มีความยึดมั่นถือมั่นมากที่สุด. สมมติว่าเอามาพร้อม ๆ กัน สัตว์เดรัจฉานด้วยก็ได้ มนุษย์ ทุกชั้นทุกสถานะแห่งการดำรงชีวิต, กระทั่งเป็นมนุษย์สูงสุด แต่ไม่ใช่พระอริยบุคคลชั้นพระอรหันต์ กระทั่งถึงเทวดาและ ๑๓

น.23 พรหมด้วย เอามาประชุมกัน แล้วกล่าวว่า สักกายะนิโรธ, สักกายะนิโรธ, ดับเสียซึ่งสักกายะ คือตัวตน ; พวกพรหม สะดุ้งมากกว่าพวกไหน ๆ หมด, ตามข้อความในพระบาลี ไม่อยากได้ยินคำว่าดับเสียซึ่งตัวตน. ฉะนั้นจะถือว่ายิ่งเป็น เทวดาเป็นพรหมแล้วกิเลสมันน้อยอย่างนี้มันถือไม่ได้ ต้องดู ว่าเป็นทุกข์เพราะเหตุอะไร, แล้วสิ่งนั้นมีมากมีน้อยที่ไหน. โดย สามัญสำนึกเราก็พอจะเดาได้ คาดคะเนได้ ว่าคนที่สบาย, สบาย ไปเสียทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันไม่อยากตายอย่างยิ่ง ส่วนคนที่ ทรมานลำบากทุกข์ยากอยู่ มันอยากจะตายในบางคราว. ฉะนั้น สิ่งที่บำรุงส่งเสริมความรู้สึกทางกามารมณ์ก็ดี ทางเกียรติยศชื่อเสียงอะไรก็ดี มันทำให้คนไม่อยากตาย. แต่ ว่าทุกคนทุกระดับชั้นนั้น มีหน้าที่ที่จะต้องประพฤติธรรมะ เพื่อจะดับเสียซึ่งความทุกข์ ทั้งหลายเหล่านั้น. ทุกคนต้องปฏิบัติธรรมตามวัยและสถานะ. อยากจะให้พิจารณากันให้ดี ๆ บันทึกลงไปเลย ทั้งเด็ก ทั้งหนุ่มสาวคนเฒ่าคนแก่, เด็กนี่หมายถึงเด็กในครรภ์แล้วก็ เดินนอกครรภ์, แล้วก็เดินพอเดินได้นั่งได้แล้วก็เด็กวัยรุ่น, ทั้งหมดนี้ ต้องมีหน้าที่หรือธรรมะ ให้ตรงตามวัย. บางคนอาจ จะสงสัยว่าเด็กในครรภ์มันจะมีหน้าที่ได้อย่างไร ? ข้อนี้ก็ต้อง เป็นภาระหน้าที่ของมารดาที่อุ้มครรภ์ มารดาที่อุ้มครรภ์จะต้อง ทำหน้าที่ถูกต้อง ไม่กินของแสลงอย่างนี้ แล้วก็อยู่ด้วยจิตใจ ๑๔

น.24 ที่ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้. ที่พบในบาลีบ่อย ๆ พอตั้งครรภ์ก็สมาทานศีลอุโบสถ อย่างนี้ มันเป็นการเตรียมเด็กในท้องให้เป็นเด็กที่ดีที่สุด ทั้ง ด้านร่างกายด้านจิตใจ และด้านธรรมชาติทั้งหลายนี้. ฉะนั้น จึงว่าแม้เด็กในครรภ์ก็ต้องทำให้มีหน้าที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นผลดี แก่เด็กในครรภ์. ส่วน เด็กที่คลอดออกมาแล้ว นั้นก็รู้กันอยู่. แต่ทีนี้มัน สำคัญอยู่ที่ว่า การอบรมสั่งสอนแวดล้อมอยู่อย่าง ถูกต้องหรือไม่ ? ถ้าในครอบครัวนั้นมีตัวอย่างที่ดี เด็ก ๆ ก็ ถอดแบบนั้น, เช่นว่าไม่พูดคำหยาบ นี้เขาก็ไม่พูดคำหยาบ ไม่ ขี้เหนียวเกินไป, เด็กก็ไม่ขี้เหนียวเกินไป. ฉะนั้นวัฒนธรรม ประจำบ้านเรือนที่ถอดรูปออกไปจากพุทธศาสนาจนปฏิบัติเป็น ของธรรมดา ๆ ไม่เรียกว่าศาสนา นั่นแหละช่วยได้ดีมาก. เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ ของเราคลอดออกมา ไม่ได้รับการแวดล้อม ด้วยวัฒนธรรมเหล่านั้น ; แต่ได้รับการแวดล้อมด้วยวัฒนธรรม อย่างอื่น ซึ่งทำให้เกิดกิเลส พอใจกิเลส ตามใจกิเลส, เช่น เด็ก ๆ ; ซื้อตุ๊กตาที่แพงที่สุดให้, ซื้อเครื่องเล่นที่แพงที่สุดให้, อย่างนี้ มันก็ทำให้เด็กนั้นเป็นอย่างไรให้มันโง่หรือให้ฉลาด ? มันอยู่ที่ว่าผู้แวดล้อมอบรม จะสร้างนิสัยเด็กขึ้นมาอย่างไร, ควรจะอยู่ในขอบเขตของสิ่งที่เรียกว่าจริยธรรม เด็กมีหน้าที่ อย่างถูกต้องทุกขั้นตอนแห่งความเป็นเด็ก. ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ คลอดออกมาเติบโตจนเป็นวัยรุ่น. ทีนี้ก็มาถึง ขั้นผู้ใหญ่ เป็นหนุ่มเป็นสาวแต่งงานมีบ้านมี ๑๕

น.25 เรือนกลาย เป็นพ่อแม่. นี้ก็ต้องมีหน้าที่ที่ถูกต้องสำหรับคน หนุ่มสาว, อยู่ในกฎเกณฑ์ของธรรมะ ไม่ปล่อยให้มันเป็นไป ตามอำนาจกิเลส. ดังนั้นคนหนุ่มสาวก็จำเป็นที่จะต้องรู้ธรรมะ ในหน้าที่ของตนในระดับของตนตามสมควร. เดี๋ยวนี้ในโรงเรียน ไหนก็ไม่สอน ในมหาวิทยาลัยไหนก็ไม่สอนเรื่องธรรมะ คือ เป็นมนุษย์กันอย่างไร นี้ไม่สอน ; สอนแต่หนังสือสอนแต่วิชา ชีพจนเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะวิชา, ผูกขาดขูดรีดใครก็ได้เพราะ มันไม่มีธรรมะ. เมื่อสมรสแต่งงานแล้วหน้าที่ก็เปลี่ยนไปอีก, เปลี่ยนไป สำหรับจะสืบพันธุ์แล้วก็เลี้ยงดูพืชพันธุ์ อบรมทารกนั้นให้ถูก ต้อง. หน้าที่ธรรมดาทำมาหากินอะไรก็มีอยู่แต่ เพิ่มหน้าที่ที่จะ ต้องสืบพันธุ์และเลี้ยงดูผลิตผล ที่เกิดมาจากการสืบพันธุ์. คำว่า สืบพันธุ์ นี้ อย่าเอาไปปนกับคำว่ากามารมณ์. กามารมณ์ เป็นเรื่องหลอกลวง. เป็นเรื่องเสพติด, เป็นเรื่องบ้าวูบเดียว. แต่ ถ้าเป็น การสืบพันธุ์ แล้ว มันก็ยืดยาวถาวรจนกว่าทารกนั้นจะ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ถูกต้องขึ้นมาได้. พ่อบ้านแม่เรือนจึงต้องมี ภาระเพิ่มขึ้นอีกมาก, แล้วก็ต้องเลยเป็นภาระหนัก เป็นภาระ ที่หนัก เป็นตอนที่มีภาระหนักที่สุด. ทีนี้ก็มาถึง คนแก่ คนแก่จนงอม ก็เปลี่ยนหน้าที่อีก, มันก็ ต้องเปลี่ยนหน้าที่เพราะมันไม่มีแรงจะทำอะไรเหมือนแต่ก่อน ก็ต้องมีหน้าที่ให้เหมาะกัน สำหรับลูกหลานจะได้เลี้ยงดูให้รอด ชีวิตอยู่ได้. คนแก่นี้ว่าที่จริงควรจะเป็นผู้แนะนำสั่งสอนลูก ๑๖

น.26 หลาน โดยไม่ต้องไปทำไร่ทำนาหรือทำงานอะไรอีก เพราะมัน ทำไม่ได้แล้ว. แต่มีหน้าที่จะเป็นที่ปรึกษา ทางจิตทางวิญญาณ ของลูกหลาน ของคนที่มันมีอายุน้อยกว่า. ถ้าทำได้อย่างนี้ คนแก่ก็สมบูรณ์ ไม่บกพร่องในหน้าที่ของตน. ดังนั้นขอให้ถือว่า ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ออกมาจากครรภ์. เติบโตจนแก่ชราไม่ว่างเว้นจากหน้าที่. มีหน้าที่ที่จะต้องกระทำ ให้ถูกต้องตามสถานะนั้น ๆ. หน้าที่นี้ก็คือธรรมะ. ดังนั้นมัน ก็กล่าวได้ว่า ธรรมะเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติจนตลอดชีวิต นับ ตั้งแต่เกิดมาจนกว่าจะเข้าโลง, จะแบ่งเป็นกี่ขั้นตอน มันก็เป็น สิ่งที่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องและครบถ้วน, ถูกต้องครึ่ง ๆ กลาง ๆ ก็ใช้ไม่ได้, มันต้องถูกต้องจริง ๆ ดับทุกข์ได้จริง และให้ครบ ทุกอย่างสำหรับจะดับทุกข์ทุกอย่างที่มันมี ; เพราะว่าความทุกข์ มันไม่ใช่มีอย่างเดียว มีอย่างสลับซับซ้อนมากมายหลายอย่าง. ทีนี้ก็ ทำหน้าที่อย่างไร ตั้งแต่เด็กจนกว่าจะเข้าโลง ? ตาม ธรรมดาหมู่คนที่มีวัฒนธรรมก็อบรมสั่งสอนลูกให้รู้หน้าที่ลูก, หน้าที่ต่อบิดามารดา ครูบาอาจารย์ พระเจ้าพระสงฆ์, ต้อง ปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านี้ให้ถูกต้อง. เดี๋ยวนี้ลูกมันจะไม่รู้ความ หมายของคำว่าบิดามารดา มันจึงเกิดการล้อเลียนกันว่า ลูกเป็น ผู้มีบุญคุณแก่บิดามารดา, ลูกบังเกิดเกล้าให้แก่บิดามารดา ใน บางคน เพราะว่าบิดามารดาทำอะไรไม่ได้ ; ลูกมีหน้ามีตามีเงิน เดือนแพงมีอะไรมาเลี้ยงดูบิดามารดา. มองกลับกันอย่างนี้, กลายเป็นลูกมีบุญคุณต่อบิดามารดา, แล้วก็เตลิดเปิดเปิงกัน ๑๗

น.27 ใหญ่. หน้าที่ต่อครูบาอาจารย์นี้ เข้าใจว่าครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ย่อมรู้ดีว่าเด็ก ๆ เขาไม่ได้ให้ความหมายคำว่าครูบาอาจารย์ใน ฐานะเป็นปูชนียบุคคล, ต้องเคารพต้องเชื่อฟังและมีพระคุณ อย่างยิ่ง เหมือนที่ได้บรรยายแล้วในวันก่อน เรื่องคำว่าครู. นี่กำลังเป็นปัญหา เรื่องเด็ก ๆ ไม่รู้ความหมายของคำว่าบิดา มารดาครูบาอาจารย์ เป็นมากขึ้นทุกที, เป็นมากขึ้นทุกทีจน ปกครองกันลำบาก. ทีนี้คำว่า พระเจ้าพระสงฆ์ เป็นคำโบราณใช้เรียกกันมา แต่โบราณว่า พระเจ้าพระสงฆ์ เป็นเนื้อนาบุญ. คนสมัยนี้ก็ไม่ หวังผลอย่างนั้นเสียแล้ว หวังผลแต่ให้บอกเบอร์หรือรดน้ำมนต์. ความหมายของพระเจ้าพระสงฆ์ก็เลยเปลี่ยนไปหมด. ขอให้ ทุกคนทำหน้าที่ให้ถูกต้องตามสถานะแห่งตน. จะ แบ่งเป็นวรรณะก็ได้ไม่เสียหายอะไร ; แต่แบ่งโดยหน้าที่ เป็น กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร โดยหน้าที่. อย่าแบ่งโดยกำเนิด เกิดมาจากนั้นแล้วก็เป็นนั้น อย่างนั้นไม่ถูก แล้วเลิกเสียก็ได้. ใครก็ได้ถ้าว่า ทำหน้าที่นักรบนักปกครอง ก็เรียกว่าวรรณะ กษัตริย์. ใครทำหน้าที่ นำทางวิญญาณก็เรียกว่าพราหมณ์ หรือ ครูบาอาจารย์. ทำหน้าที่ประกอบการงาน เป็นกำลังแก่สังคม แก่บ้านเมือง ก็เรียกว่า ไวศยะหรือแพศย์, แล้วก็ที่ทำอะไรไม่ได้ กว่านั้นก็ เป็นกรรมกร เป็นศูทร. วรรณะ ๔ โดยหน้าที่บางคนเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าท่านเลิก. ๑๘

น.28 พระพุทธเจ้าไม่ได้เลิกวรรณะ ๔ โดยหน้าที่, แต่เลิกวรรณะ ๔ โดยกำเนิด, จึงรับคนทุกวรรณะเข้ามาบวชได้ : แล้วเมื่อเข้ามา ทำหน้าที่ถูกต้อง เขาก็เป็นอะไรต่อไป ตามที่มันจะต้องเป็นหรือ ควรจะเป็น. นี่ วรรณะ เป็น เครื่องหมายของระดับแห่งหน้าที่. มันเลิกไม่ได้ หรือเราจะพูดอย่างอื่นก็ยังพูดได้อีกเยอะแยะ. อย่างแมวมันจับหนูเพราะมันมีหน้าที่จับหนู จึงเรียกว่า แมว มันก็ต้องเรียกว่ามันทำหน้าที่ตามวรรณะของแมว. ถ้า สุนัขทำหน้าที่อย่างอื่นก็เป็นสุนัขไปซิ, หรือสัตว์อย่างอื่น วัว ควาย ก็ทำหน้าที่ตามหน้าที่มันก็เป็นวัวเป็นควายอย่างถูกต้อง. ฉะนั้นการที่ จะมีธรรมะคุ้มครองตนได้นั้น ต้องมีการทำหน้าที่ ให้ถูกต้อง. ถ้าจะสรุปความสั้น ๆ หน้าที่นั้นแยกเป็นสองหน้าที่ : หน้าที่การบริหารชีวิตให้รอด ให้อยู่เป็นสุข, แล้วหน้าที่ที่สูงขึ้น มาก็คือ การใช้ชีวิตนั้นให้เป็นประโยชน์มากที่สุด. เราจึงต้อง สนใจเรื่องทำมาหากิน, เรื่องให้ชีวิตรอดอยู่ได้. ครั้นแล้วก็ สนใจเรื่องทำอะไร ทำอย่างไร จึงจะเจริญงอกงามก้าวหน้าขึ้น ไปอยู่เหนือความทุกข์ทุก ๆ ประการ. มันเป็นหน้าที่หลักเพียง ๒ ข้อก็พอ แต่หน้าที่ย่อยแจกไปเถอะ ได้กี่สิบอย่างกี่ร้อยอย่าง ตามเรื่องที่มันเกี่ยวข้องกัน, แม้แต่การบริโภคผลงานให้ถูกต้อง นี้ก็เป็นหน้าที่, ได้ผลงานเป็นเงินเป็นทองมาจะทำอย่างไร ก็ ต้องทำมันให้ถูกต้อง. เดี๋ยวนี้เขาเอาไปทำอบายมุขกันหมด, หมดจนเป็นหนี้ เป็นหนี้จนต้องโกง มันก็ห่างไกลกันคนละ ๑๙

น.29 เรื่องทีเดียว. การทำงานต้องทำให้สนุก. ทีนี้ข้อที่จะพูดต่อไปอีก ก็คือว่า ทำหน้าที่ให้สนุก. หน้าที่ นี้ทำให้เป็นทุกข์ก็ได้, ทำให้เป็นสุขหรือสนุกก็ได้, มันแล้วแต่ ความคิดนึกรู้สึกที่อบรมมาแต่เดิม. แต่โดยเนื้อแท้นั้น หน้าที่ หรือ การงานนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้สนุกได้, เช่นรู้ว่าเป็นธรรมะที่ จะช่วยให้รอด, ธรรมะเป็นผู้ช่วยให้รอด, หน้าที่เป็นผู้ช่วยให้ รอด, หน้าที่เป็นพระเจ้าผู้ช่วยให้รอด. ทีนี้ก็ ประพฤติให้ตรงตามความประสงค์ของพระเจ้า ก็ คือทำหน้าที่ให้ถูกต้อง และพยายามทำอย่างยิ่ง คือการอ้อนวอน ให้พระเจ้าช่วย. ทำงานให้สนุก, สนุกเพราะรู้ว่านี้คือธรรมะ, นี้คือสิ่งสูงสุดของมนุษย์, นี้คือเกียรติยศสูงสุดของมนุษย์, นี้คือสิ่งที่จะช่วยให้รอด ให้หมดปัญหาโดยประการทั้งปวง, จึงเคารพธรรมะหรือเคารพหน้าที่, เหมือนกับพระพุทธเจ้าทุก พระองค์เคารพธรรมะ คือเคารพหน้าที่. ถ้าพอรู้จักว่าหน้าที่คืออย่างนี้มันก็ชอบหน้าที่ ; ถ้าชอบ ทำงาน การทำงานนั้นมันก็กลายเป็นของให้ความสุขสนุกไป ตั้งแต่เมื่อทำงาน, คือกำลังทำงานอยู่ต้องมีความรู้สึกที่เป็นสุข เพราะ มีความรู้สึกที่ถูกต้องว่านี้คือหน้าที่, นี้คือธรรมะ, นี้คือ สิ่งที่จะช่วยให้รอด ให้ชีวิตรอดและเจริญ. ถ้าอบรมกันอย่างนี้ มาแต่เด็กเล็ก ๆ แล้วเข้าใจว่ามันคงจะดีขึ้น คือจะเป็นคนที่ ๒๐

น.30 ทำงานสนุก เป็นสุขเมื่อกำลังทำงาน. เมื่อมันเป็นสุขตลอดเวลาที่ทำงานอยู่แล้วมันก็ไม่ไปหา ความหลอกลวง เช่นกามารมณ์เป็นต้น ซึ่งมันก็เป็นความเพลิด เพลินที่หลอกลวงเท่านั้น, ไม่ใช่ความสุขอะไรที่ไหน. ให้ลูก เด็ก ๆ รู้จักความแตกต่างระหว่างความเพลิดเพลินกับความ สงบสุข ได้จะดีที่สุด. เดี๋ยวนี้เขายังเอาไปปนกัน แล้วก็มันจะเอียงไปในทาง ความเพลิดเพลินสนุกสนานว่ามันเป็นสิ่งที่ดี. ฉะนั้นทุกคนจึง ตั้งหน้าตั้งตาเล่าเรียนทำงานหาเงินมาก ๆ แล้วก็ไปซื้อหาความ เพลิดเพลินเหล่านั้นเงินก็หมด, ความสุขที่แท้จริงก็ไม่ได้, แต่ ถ้ารู้ว่าเรื่องธรรมะคือหน้าที่ พอได้ทำก็รู้สึกว่าได้ทำสิ่งที่ช่วย ให้รอด มันก็เป็นสุข, เป็นสุขพอใจ, เป็นสุขและพอใจ, บอก ตัวเองว่าเป็นสุขและพอใจ ก็เลยไม่รู้จะไปหาความเพลิดเพลิน ที่หลอกลวงอะไรที่ไหนกันดี. มันก็ไม่ลุ่มหลงในเรื่องกามารมณ์ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ในโลกเวลานี้ที่ทำให้คนเงินไม่พอใช้ ; คือ ความเพลิดเพลินอันหลอกลวง, ไม่ใช่ความสุขอันถูกต้องแท้ จริง. ถือไว้เป็นหลักได้เลยว่า ความสุขที่แท้จริงไม่ต้องใช้เงิน, ยิ่งใช้เงินเท่าไรยิ่งเป็นความเพลิดเพลินที่หลอกลวงเท่านั้น, ช่วยทำให้เป็นที่เข้าใจในหมู่เด็ก ๆ เสียแต่บัดนี้. ความสุขที่แท้จริงจะไม่ใช้เงินเลย ถ้าใช้เงินเท่าไรก็เป็น ความเพลิดเพลินที่หลอกลวงเท่านั้น, ความสุขที่แท้จริงเกิด ขึ้นเพราะรู้สึกว่าได้ปฏิบัติหน้าที่, ได้ปฏิบัติธรรมะ มีธรรมะ ๒๑

น.31 อยู่กับตนรู้สึกเป็นสุข อิ่มอกอิ่มใจอยู่ตลอดเวลาที่ทำงาน, มัน ก็ไม่หิวกระหายทางกามารมณ์. ทีนี้ผลงานที่เป็นเงินเป็นทอง มันก็ไม่ต้องใช้เพื่อซื้อกามารมณ์มันก็เหลืออยู่. สรุปความว่า ถ้ามีความสุขที่แท้จริงแล้วเงินจะเหลืออยู่ เยอะแยะ, เพราะมันไม่ต้องใช้เงิน เพราะมันซื้อด้วยเงินไม่ได้. ถ้าว่าเขาเอาความเพลิดเพลินอันหลอกลวงเป็นความสุข ก็ตก เป็นเหยื่อของกิเลส, เป็นบ่วงของกิเลส ก็ทนไปทำไป ได้เงิน มาเท่าไรก็ไม่พอใช้สำหรับจะหล่อเลี้ยงกิเลส, ก็ตกนรกทั้งเป็น, ถึงกับวุ่นวาย สูญเสียความรู้สึกที่ถูกต้อง ต้องฆ่าตัวตายก็เพราะ เหตุนี้. นี่ เรื่องเกี่ยวกับกามารมณ์ เป็นมูลเหตุแห่งอาชญากรรม นี้มากมายเหลือเกิน ... ความสุขที่แท้จริงให้เงิน ความสุขที่หลอกลวงต้องการ เงิน, ต้องการใช้เงิน. ฉะนั้นถ้าใครเงินเดือนไม่พอใช้อยู่เดี๋ยวนี้ แล้ว, ไปดูให้ดี ว่าได้ใช้เงินไปในลักษณะอย่างไร, เพื่อความ เพลิดเพลินอันหลอกลวงใช่หรือไม่ ? ฉะนั้น อย่าอบรมเด็ก ๆ ให้มีนิสัยชอบความเพลิดเพลินอันหลอกลวงคือตามใจ, เอาใจใส่ แต่เรื่องสนุกสนานเอร็ดอร่อย สวยงาม อะไรก็ตามนี้เท่ากับ ว่าได้ทำลายชีวิตวิญญาณของเด็ก ๆ เหล่านั้นเกือบหมดแล้ว, เพราะทำให้เด็ก ๆ ลุ่มหลงในเรื่องที่ไม่ใช่ความสุขในฐานะที่ เป็นความสุข. ความรู้ชนิดนี้น่าจะมีการสอนกันไปตั้งแต่ชั้น อนุบาล ให้รู้จักแยก ความสุขที่แท้จริงกับความเพลิดเพลินอัน หลอกลวง. ๒๒

น.32 การปฏิบัติธรรมะต้องถูกต้องและมีผลเป็นสุข. นี้จะพูดอีกสักข้อหนึ่ง การปฏิบัติธรรมะ หมายความว่า ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ แล้วให้ผลคือความสุขความ สงบใจ เป็นที่พอใจแก่ผู้ประพฤติปฏิบัติ มันต้องศึกษากัน บ้างว่าอะไรถูกอะไรไม่ถูก อะไรชั่วดี, แล้วก็เลือกทำอยู่แต่ฝ่าย ที่ถูกต้องหรือฝ่ายที่ดีตลอดเวลาและสถานที่ ทุกเวลาทุกสถานที่. อยากจะยกตัวอย่างสักอย่างหนึ่ง จะเคอะหรือไม่เคอะก็ ลองคิดดูเอาว่า พอตื่นนอนขึ้นมา มีสติทำความรู้สึกว่ามีความ ถูกต้องแล้วก็พอใจ ; เพราะว่าการได้นอนคืนหนึ่งนั้นมันเป็น ความถูกต้องแล้วรู้สึกพอใจ. การที่ได้นอนนั้นเป็นความถูกต้อง ของกฎธรรมชาติสำหรับพักผ่อน, และมีเรี่ยวแรงสำหรับทำงาน ในวันต่อไป. พอตื่นนอนขึ้นมามีสติรู้สึกความถูกต้อง, แล้ว ก็บอกว่า พอใจ พอใจ, ถ้าถือพระเจ้าเขาก็ขอบคุณพระเจ้า. แต่ในพระพุทธศาสนาไม่มีพระเจ้าชนิดที่ต้องขอบคุณ มีแต่ พระเจ้าชนิดที่เป็นธรรมะก็พอใจและขอบคุณด้วยก็ได้. ทีนี้ พอจะลุกไปล้างหน้าก็ลุกไปด้วยความรู้สึกว่าถูกต้อง แล้ว ๆ ที่จะไปล้างหน้า, และก็พอใจ ในการที่จะเดินไปล้างหน้า. เมื่อล้างหน้าอยู่ก็มีความรู้สึกว่าถูกต้องแล้ว ๆ พอใจ ๆ. ถูกต้อง แล้วพอใจ. ทีนี้จนเสร็จล้างหน้าจะไป ห้องถ่ายอุจจาระปัสสาวะก็ถูก ต้องแล้ว ถูกต้องแล้วอยู่ในใจ เข้าไปในห้องถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ แล้วก็ถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ ด้วยความรู้สึกว่าถูกต้องแล้ว ๆ ๒๓

น.33 และพอใจ. ทีนี้เสร็จทำการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะแล้วก็รู้สึกว่า ถูกต้องและพอใจ. ทีนี้ก็จะ ไปห้องรับประทานอาหาร, จะเดินไปห้องรับประทาน อาหารมันก็มีความรู้สึกว่าถูกต้องแล้วพอใจ, ถูกต้องแล้วพอใจ. เพราะว่ามันถูกต้องแล้วที่จะต้องกินอาหาร เมื่อกินอาหารอยู่ ก็รู้สึกว่าถูกต้อง เมื่อกำลังกินอาหารก็มีความถูกต้องหลายอย่าง ซึ่งจะต้องระมัดระวังรักษาก็ทำได้จนถูกต้องและเป็นที่พอใจ กว่าจะกินอาหารเสร็จ. จิตใจชนิดนี้จะทำให้กินอาหารได้ดี กิน อาหารได้ถูกต้องด้วย, เสร็จกินอาหารก็ถูกต้องและพอใจ. ทีนี้ จะไปทำงาน จะแต่งตัวไปทำงาน กำลังแต่งตัวอยู่ก็ ถูกต้องและพอใจ ถูกต้องและพอใจ จนกระทั่งลงบันไดเรือน ไป ก็ถูกต้องและพอใจ, ไปขึ้นรถไปทำงานก็ถูกต้องและพอใจ เพราะว่าเราได้ทำสิ่งเหล่านี้ถูกต้อง. นี้ เข้าไปในห้องทำงาน ก็เตรียมพร้อมที่จะทำงานให้มัน ถูกต้อง สำรวมจิตใจให้ดีที่สุด เหมือนกับตั้งนะโมเสียก่อน อย่างนั้น. เพื่อจิตใจเหมาะสมที่สุดที่จะทำงาน แล้วก็ทำการงาน ด้วยความรู้สึกว่าถูกต้องและพอใจ, นึกถึงพระธรรมไว้เรื่อยไป คุ้มครองไม่ให้ทุจริต ทำงานอย่างถูกต้องและพอใจตลอดเวลา กว่าจะเลิกงาน จะเลิกงานก็ถูกต้องและพอใจอีก. ทีนี้ ถูกต้องและพอใจกลับมาบ้าน มาทำอะไร เข้ารูปเดิม ถูกต้องและพอใจ พูดได้ว่าเราทำถูกต้องและพอใจได้ทุก ๆ วินาทีก็ได้, ทุกกระเบียดนิ้วของการเคลื่อนไหวก็ได้. มีความ ๒๔

น.34 ถูกต้องและพอใจทุกวินาที ทุกกระเบียดนิ้วของการเคลื่อนไหว แล้วปัญหาอะไรจะมี. คิดดูซิ. ในที่สุดก็พอใจตัวเอง เหมือน กับได้เป็นเทพเจ้า หรือเป็นพรหม, มีความพอใจในตัวเองขนาด นั้นและอยู่ด้วยธรรมะชนิดนี้. ธรรมะคือความถูกต้องชนิดนี้ มันมีความหมายแห่งนิพพานรวมอยู่ด้วยเสร็จคือเย็นอกเย็นใจ นิพพานในความหมายเบื้องต้นเบื้องต่ำที่สุด นั้นก็แปลว่าเย็น นับตั้งแต่เย็นอกเย็นใจตามธรรมดาสามัญก็สงเคราะห์อยู่ใน นิพพาน, จนกระทั่งเย็นเพราะหมดกิเลส หมดกิเลสสิ้นกิเลส ได้รับปริญญาในพุทธศาสนา, คือ สิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ นี้เป็นปริญญาในพุทธศาสนา มันก็ยิ่งเย็น. ชีวิตได้พบกับสิ่ง สูงสุดคือ ความเย็น จะจัดสิ่งนี้ว่าเป็นสิ่งดีที่สุด ที่มนุษย์ควร จะได้รับ ก็ไม่เสียชาติที่เกิดมา. นี่แหละ การงานคือการปฏิบัติธรรม. การปฏิบัติธรรมคือ การทำหน้าที่, หน้าที่คือสิ่งที่จะช่วยให้รอด, เป็นสิ่งที่ต้องทำ สำหรับชีวิตทุกชนิด. มนุษย์เราก็ทำหน้าที่เต็มที่ของความเป็น มนุษย์, จนมีความรู้สึกว่าถูกต้อง พอใจ ถูกต้อง พอใจ จนกระทั่ง ยกมือไหว้ตัวเองโดยไม่รู้สึกตัว. เมื่อใดไหว้ตัวเองได้ เมื่อนั้น เป็นสวรรค์, เมื่อใดเกลียดน้ำหน้าตัวเอง เมื่อนั้นเป็นนรก. เมื่อใด มีการกระทำที่ถูกต้องและพอใจ ยกมือไหว้ตัวเองได้นั้นเป็น สวรรค์ สวรรค์จริง ๆ สวรรค์ที่นี่ สวรรค์เดี๋ยวนี้, เป็นสวรรค์ ชนิด สันทิฏฐิโก รู้สึกอยู่แก่ใจด้วยตนเอง มีอยู่ในใจจริง ๆ ไม่ จำกัดกาลเวลาเป็นฤดูกาลอะไร, แล้วก็มีอยู่ภายในจริง ๆ พอที่ ๒๕

น.35 จะว่า เอหิปัสสิโก - มาดู - มาดู ฉันมีอย่างนี้, ฉันมีอย่างนี้, มาดู - มาดู แล้วก็ เป็นสิ่งที่แต่ละคนจะรู้สึกได้ เฉพาะของตนโดย แท้จริง พูดแล้วก็จะไม่เชื่อ เพราะว่าศึกษามาต่างกัน ให้ความหมาย ต่างกัน, ว่า นิพพานอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้, ต้องทำความดีอีกหลาย หมื่นชาติจึงจะได้นิพพาน, แล้วอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ จะได้อะไรบ้าง ก็ไม่รู้, รู้แต่เขาว่าดีที่สุด มีความสุขที่สุด, ก็เลยเหมาเอาความ สุขอันหลอกลวง นั่นแหละเป็นความหมายของนิพพาน ; ถ้า อย่างนี้ละก็เดินสวนทางกันแน่. ทางที่ไม่มีความร้อนรบกวน นั่นแหละคือพระนิพพาน, ร้อนเพราะกิเลส ร้อนเพราะความ ทุกข์ ร้อนเพราะปัญหานานาประการ, นี่มันร้อน, พอร้อน มันก็ ไม่เป็นนิพพาน, ไม่เป็นชีวิตเย็น. ศึกษาให้รอบรู้ ปฏิบัติให้ครบถ้วน, ให้ชีวิตมันเย็น มัน ก็มีความเป็นนิพพาน หล่อเลี้ยงชีวิตนั้นอยู่, แล้วค่อย ๆ ทำไป ค่อย ๆ ทำไป ให้เวลาที่มันเย็นนั้นมันยาวออก ๆ คือมากขึ้น, แล้วก็เย็นตลอดไปได้ เป็นนิพพานจริง. ในชั้นนี้ขอให้ ชิมรสนิพพานสำหรับลอง, นิพพานสำหรับ ชิมลองนี่, ทำกันไปก่อน คือ ให้เย็นอกเย็นใจตลอดเวลาที่ทำ หน้าที่. เมื่อทำหน้าที่ก็รู้สึกว่าถูกต้องแล้วพอใจ ถูกต้องแล้ว พอใจ ก็เป็นการทำให้ชีวิตมันเย็น, เป็นนิพพานตัวอย่าง นิพพาน ชิมลอง นิพพานชั่วขณะ แล้วก็ทำให้มันมากขึ้นจนมันเย็นได้ ตลอดไป แล้วเย็นมากถึงที่สุด แล้วเป็นนิพพานโดยสมบูรณ์ ๒๖

น.36 ได้ที่นี่ในชาติปัจจุบันนี้. ถ้ามีความหวังตั้งไว้อย่างนี้ ก็มีหวัง ว่าสำเร็จ ตามนี้ด้วยเหมือนกัน. แต่ถ้าเอานิพพานไปฝากไว้ อีกหลายหมื่นชาติ แล้วมันก็ ไม่ต้องพูดกัน, เดี๋ยวนี้ไม่รู้จะทำ อะไร. ฉะนั้นเราจงเพ่งลงไปที่ความไม่มีกิเลสเกิดขึ้น, ไม่มีความ ทุกข์ปรากฏ, ไม่มีปัญหาใด ๆ รบกวนใจ, เพราะเรากระทำมัน ถูกต้องหมดแล้ว อานิสงส์ของหน้าที่ช่วยได้อย่างนี้ . อานิสงส์ ของธรรมะช่วยได้อย่างนี้, เพราะว่าไม่บกพร่องในหน้าที่. สรุปความว่า เมื่อใดทำหน้าที่เมื่อนั้นเป็นการปฏิบัติธรรม, ที่ไหนก็ได้ เมื่อไรก็ได้ มีการทำหน้าที่อย่างถูกต้อง, เมื่อนั้น มีการปฏิบัติธรรมแล้วก็ได้รับผลเป็นที่น่าพอใจอย่างที่กล่าว มาแล้ว. ใครอยากจะลองดูก็ลองได้ จัดให้มีความรู้สึกว่าถูกต้อง และพอใจทุก ๆ อิริยาบถ แต่ครั้งแรกมันคงจะขลุกขลักบ้าง ; แต่ถ้าได้ทำไป ทำไปจนคุ้นเคย แล้วก็ไม่ยากอะไร สามารถจะ เรียกร้องเอาความพอใจในความเย็นนั้นมารู้สึกอยู่เสมอ. การ ทำอย่างนี้ ถ้าจะจัดให้เป็นกัมมัฏฐาน ก็ได้แก่กัมมัฏฐานที่มี พระนิพพานเป็นอารมณ์, เรียกในอนุสติ ว่า อุปสมานุสติ. อุปสมานุสติเป็นชื่อหนึ่งในอนุสติ ๑๐ ; เราประกอบอนุสติ อุปมานุสตินี้อยู่เสมอ ก็สามารถที่จะเป็นผู้ที่มีความรู้สึกอยู่ ตลอดเวลาว่าถูกต้องแล้วพอใจ ถูกต้องแล้วพอใจ เรื่องก็จะจบ. นี่คือคำบรรยายหัวข้อที่ ๒ ว่า "การปฏิบัติงานคือการ ปฏิบัติธรรม" มีลักษณะอย่างไร ? มีผลอย่างไร ? ก็ขอให้เอา ๒๗

น.37 ไปใคร่ครวญศึกษาดูให้แจ่มแจ้งชัดเจน, ก็จัดให้มีโอกาสได้ ประพฤติกระทำอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนชนิดไหน, จะเป็น ขอทานก็ได้, ทำความรู้สึกว่าถูกต้องและพอใจเมื่อนั่งขอทาน อยู่ก็ได้. ถ้าคนหนึ่งเขาไม่ให้เขาด่าก็ถูกต้องแล้วและพอใจ, เพราะว่ามันเป็นอย่างนี้เองในโลกนี้ โดยมากเขาก็ให้, ให้ก็ ถูกต้อง ก็รับมา, พอใจ ทำจนกระทั่งไม่ต้องนั่งขอทาน. ฉะนั้นขอให้ตั้งต้นมาตั้งแต่คนขอทานทีเดียว ที่ว่าจะเลื่อน ชั้นขึ้นมา สำหรับความเป็นมนุษย์ชั้นสูงสุด, ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ได้ด้วยกันทุกคน. พุทธศาสนามีลักษณะอย่างนี้ แต่พูดไว้ด้วย ถ้อยคำมากมาย ยากที่จะจับความหมายทั้งหมดมารวมเป็น อันเดียวกันได้. นี้อาตมาก็ช่วยทำ ช่วยเก็บใจความ หรือความ หมายของทุกข้อทุกประเด็นในพระธรรมในพระไตรปิฎก. พูด ให้เป็นเรื่องง่าย ๆ อย่างนี้ว่า ปฏิบัติธรรมคือการทำหน้าที่, การทำหน้าที่คือการปฏิบัติธรรม. เวลาหมดแล้ว ขอยุติการบรรยายในวันนี้ ไว้เพียงเท่านี้ . ๒๘

น.38 เรื่องที่ ๒ การปฏิบัติงานคือการปฏิบัติธรรม ธรรมเป็นสิ่งที่ต้อง ปฏิบัติตลอดชีวิต สัมมากัมมันตะ ทำหน้าที่การงานให้ถูกต้อง ครบถ้วนและมีผลเป็นสุข เคารพ ธรรม คือ เคารพ หน้าที่ ธรรมคือ ตัวธรรมชาติ ธรรมคือ กฎของธรรมชาติ ที่เราต้องเรียนรู้ ธรรมคือ หน้าที่ตามกฎธรรมชาติ ธรรมคือ ผลการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ

น.39 การทำงานคือการทำหน้าที่ การทำหน้าที่จนสามารถพอใจตัวเองได้ เคารพตนเองได้ มนุษย์ทำหน้าที่สูงสุดเพื่อบรรลุนิพพาน คือ จิตโปร่ง สบาย เกลี้ยง เย็น มนุษย์ ทำหน้าที่ทางกายและห น้าที่ทางใจ เพื่อช่วยให้ รอด มนุษย์ต้องทำงานตามหน้าที่ เต็มหน้าที่ ตามวัย และ ตามสถานนะของตน

น.40 มนุษย์ มีหน้าที่ดำรงชีวิตให้อยู่รอดและ เป็นสุข และ มีหน้าที่ใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ มากที่สุด ทุกชีวิตมีหน้าที่ประพฤติพรหมจรรย์ ชีวิต หน้าที่ คือสิ่งที่ผู้มีชีวิต เพื่อจะดับเสียได้ซึ่งความทุกข์ ธรรมะ ต้องปฏิบัติ หน้าที่ มนุษย์ที่ปฏิบัติธรรม ได้ถูกต้องย่อมมีผลเป็นสุข คือ จิตสงบเย็นเพราะหมดกิเลส เกิดความพอใจ อิ่มใจ ไม่มีความร้อนรนรบกวน

น.41 กำมือเดียว ?????? ๑๕ ธันวา ๒๕ ☸ สัพพัญญูรู้ทั่วไป เปรียบใบไม้หมดทั้งป่า แต่เลือก คัดเอามา สอนชี้นำ กำมือเดียว ฯ

น.42 ชุดธรรมะสำหรับครู เล่ม ๒ ธรรมะคือหน้าที่ ที่ไหนมีการทำหน้าที่ ที่นั้นมีธรรมะ ไม่จำกัดว่า ในโบสถ์หรือกลางทุ่งนา ถ้าชาวนาทำงานขยันขันแข็งตัวเป็นเกลียว ด้วยความพอใจในการงาน ที่ในนานั่นแหละมีธรรมะ ในโบสถ์บางทีก็ไม่ มีธรรมะ มักจะมีแต่พิธีรีตองเสียมากกว่า การงานโดยทั่วไป ก็เพื่อจะอยู่ในโลกเป็นผาสุก การงานระดับสูง สุดก็ทำเพื่อให้อยู่เหนืออิทธิพลของทุกสิ่งในโลก ไม่มีสิ่งใดในโลกที่จะ มาครอบงำย่ำยีได้ เรียกว่าทำหน้าที่อย่างสูงสุด ที่ไหนมีการทำหน้าที่มาก ก็มีธรรมะมาก ทำหน้าที่สูง ก็มีธรรมะสูง กัมมัฏฐานนั้นเป็นยอดสุดของ การทำงาน การทำกัมมัฏฐานนั้นเป็นหน้าที่สูงสุด หรือชั้นสุดท้าย เพื่อจะ อยู่เหนือโลก พุทธทาสภิกขุ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต