Buddhadasa.org
หนังสือการศึกษา เพื่อสันติสุข › อ่านฉบับเต็ม

📖 การศึกษา เพื่อสันติสุข

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — การศึกษา เพื่อสันติสุข

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.6 (๒) - เกิดมาทำไม? มีชีวิตอยู่นี้เพื่ออะไร ? - เราเกิดมานี้ เรามีหน้าที่ ที่จะต้องทำ อะไรบ้าง ? - อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดหรือประเสริฐที่สุด ที่ คนเราควรจะได้ควรจะถึงในการเกิดมาชาติ หนึ่งนี้ ? - จุดหมายสูงสุดของชีวิต คืออะไร? และ เราจะถึงจุดหมายสูงสุดนั้นได้อย่างไร ? - ทำอย่างไรชีวิตของคนเราจึงจะมีค่ามีราคา สูงสุด ? - เรามีชีวิตอยู่ เพื่อสันติสุข ความปกติสุข หรือเพื่อความโกลาหลวุ่นวาย ? เหล่านี้เป็นต้น หากผู้ศึกษาทุกคนรู้คำตอบที่ถูกต้อง ในปัญหาดังกล่าว เขาจะพยายามใช้ชีวิต และทรัพย์ ส่วนเกินของเขาให้มีประโยชน์ที่สุด เพื่อสันติสุขของ ส่วนรวม ส่วนที่จะใช้เพื่อตัวเขาก็เท่าที่จำเป็นเท่านั้น หากคนเราส่วนใหญ่ สำนึกในหน้าที่ของตัว เขาก็จะพยายามดำรงจิตใจของตัวเองให้ปกติ- สมดุลย์ ให้อิ่มให้เต็มไม่เห็นแก่ตัว แล้วช่วย ให้ทุกคนอิ่ม ทั้งทางกายทางใจ ไม่เป็นทาส อบายมุข โลกก็จะประสบสันติสุขได้อย่างแน่ นอนที่สุด

น.7 (๓) เมื่อเป็นอย่างนี้ การศึกษา ก็จะเป็น การศึกษาที่ สมบูรณ์แบบ คือวงกลมที่คุ้มครองปกป้องโลกถึง ที่สุด อย่างว่าไว้ในหนังสือเล่มนี้ เดี๋ยวนี้แทบทุกประเทศทั่วโลก ไม่ได้จัด การศึกษาให้สมบูรณ์แบบ เลยปัญหาจึง เกิดขึ้นมากมาย จนแก้กันไม่ตก ทั้ง ๆ ที่อวดอ้างกันว่า การศึกษาเจริญ แต่มัน เจริญไปในทางที่ทำให้ผู้ศึกษา เห็นแก่ตัว จัดขึ้น ๆ จนเขาบังอาจประกอบกรรมชั่ว ด้วยการคอร์รัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวง อันเป็นการปล้นประชาชนทั้งชาติรวมทั้ง พ่อแม่ปู่ย่าตายายครูบาอาจารย์ของเขาเอง นี่แสดงว่าการศึกษาที่เป็นอยู่ทั่วโลกขณะนี้ ไม่สมบูรณ์แบบอย่างแน่นอนที่สุด จนก่อ ให้เกิดปัญหาถึง ๑๓ ประการเป็นอย่าง น้อย ดังที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้

น.8 (๔) จริงอยู่ "การศึกษา" ที่หมายถึงการเรียนรู้นี้ จะต้อง รวมถึงการเรียนรู้จากบุคคลแวดล้อมและจากสิ่งแวด- ล้อมด้วย การเรียนจากโรงเรียน วิทยาลัย และมหา วิทยาลัย เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แม้กระนั้น ก็ จำเป็นต้องจัดให้ถูกต้องด้วย ทั้งฝ่ายอาณาจักร และ ฝ่ายศาสนจักร สำหรับการศึกษาฝ่ายศาสนจักร จะ ต้องจัดให้สมบูรณ์แบบก่อน จึงจะช่วยโลกให้มีสันติ ได้ แต่เดี๋ยวนี้ปรากฏว่า แม้การศึกษาฝ่ายศาสนจักร ก็ไม่สมบูรณ์แบบเสียเอง ผู้ที่อยู่ในวงการของศาสนามี เห็นแก่ตัวจัดเสียเอง เลยโหมให้โลกร้อนระอุยิ่งขึ้น ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ นอกจากจะต้องหาทางจัด การศึกษาในสถานศึกษาให้สมบูรณ์แบบ แล้ว จะต้องหาทางให้การศึกษาแก่ผู้ที่อยู่ นอกสถานศึกษา ให้เขาสำนึกต่อหน้าที่ ของตัวเอง ของแต่ละคนทุก ๆ คน โดย เฉพาะผู้ที่อาสาเข้าไปบริหารบ้านเมือง ผู้ ประกอบอาชีพทุกอาชีพ รวมทั้งผู้ทำ

น.9 (๕) หนังสือพิมพ์ ที่มีหน้าที่สร้างสันติสุข ให้แก่สังคมด้วย พระเณร และครู มีหน้าที่ในการสร้างสันติสุขให้แก่ สังคมก่อนบุคคลประเภทอื่น ดังนั้น พระเณรและครู จะต้องบังคับควบคุมตัวเอง ดำรงจิตใจของตัวเองให้ปกติ ให้สมดุลย์ ให้อิ่ม ให้เต็ม ไม่เห็นแก่ตัวได้ก่อน แล้วช่วย ให้ผู้ศึกษา และชาวบ้าน มีความอิ่มความเต็มทั้งทางกาย ทางใจ. ท่านที่ทำหน้าที่อย่างนี้เท่านั้น จึงจะได้ชื่อ ว่าเป็นพระเณรและครูที่สมบูรณ์ ดังนั้นผู้ที่ไม่ทำหน้าที่ ดังกล่าว จึงนับว่าเป็นโจรเป็นกาฝากเป็นเรือจ้าง ลูกจ้าง แล้วแต่กรณี พระเณรจะต้องเลิกเรี่ยไรก่อสร้างสิ่งหรือ สถานที่ที่เกินความจำเป็นและไม่เกิดประโยชน์ที่สมควร เป็นการทำลายเศรษฐกิจของชาติ บิดามารดาผู้ปกครอง ทุกท่านรักบุตรหลาน ของท่านอย่างแก้วตา แต่มีอยู่ไม่น้อยที่รักอย่างผิด ๆ ที่รักผิด ก็เพราะความเขลาต่อปัญหาดังกล่าวข้างต้นนั้น เอง ทุกคนต้องการให้บุตรหลานเป็นคนดีอยู่ในโอวาท

น.10 (๖) ไม่เป็นทาสอบายมุข ไม่เป็นทาสสิ่งเสพติดมึนเมา ไม่ เป็นทาสการพนัน ไม่เป็นทาสกามารมณ์ ไม่เป็นทาส สิ่งฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น ขยันขันแข็งต่อการเล่า เรียน ต่อการงาน เหล่านี้เป็นต้น แต่ก็มีบิดามารดาผู้ ปกครองหลายคน ที่จัดทำจัดค้าจัดให้แพร่สิ่งเหล่านี้ เสียเอง โดยเขาต้องการได้เงินมาก ๆ เพื่อเขาและบุตร หลานของเขาจะได้กินอยู่อย่างเทวดา และสะสมเอาไว้ เป็นกองมรดกมาก ๆ เพื่อว่าบุตรหลานของเขาจะได้กิน อยู่อย่างเทวดาต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่แล้วบุตร หลานของเขาเอง และของเพื่อนร่วมชาติร่วมโลกต้อง เสียคนไปมากมายจนนับไม่หวาดไหว แล้วคนเหล่านี้ ไปก่อปัญหาขึ้นมากมาย จนกระทั่งตัวเองก็นอนตาไม่ หลับ เป็นคดีขึ้นศาลเด็กและศาลอาญามากมายจนน่า ใจหาย ยิ่งกว่านั้นตัวพ่อคน - แม่คนนั้นเองยังทำ ตัวตกเป็นทาสของสิ่งเหล่านี้เสียเอง บุตร หลานที่อยู่ในวัยเรียนรู้ เขาก็เลยเรียนรู้

น.11 (๗) เอาตัวอย่างที่เลวเข้าไปไว้ในชีวิตจิตใจ ของเขา แล้วเขาจะกลายเป็นคนอย่างไร ต่อไป ทุกคนก็เดาได้. อีกอย่างหนึ่งก็คือ การสืบต่อมรดกทางวัตถุทรัพย์สินนี้ เป็นเหตุให้คนโลภอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด มันเป็นการ ฆ่าบุตรหลานอย่างไม่รู้สึกตัว แล้วมันเป็นการดูหมิ่น บุตรหลานของเขาเองด้วย ท่านอาจารย์สวนโมกข์กล่าว ไว้ในเรื่อง "ไม่วุ่น - จะว่าง" ว่า ใครได้รับมรดกมา ล้านหนึ่ง ก็โง่ลงไปล้านหนึ่ง นี่คือการฆ่า คือการ ดูหมิ่นบุตรหลานของตัว ว่า จะไม่สามารถหากินเลี้ยง ตัวเองช่วยตัวเองได้นั่นเอง การสะสมทรัพย์ไว้เป็นกองมรดกนี้ นับว่า เป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติทาง ศาสนา ที่ ห้ามแสวงหาสะสมไว้เกินความ จำเป็น มีบทบัญญัติทางคริสตศาสนาว่า "ผู้ใดแสวงหาสะสมทรัพย์ไว้เกินความ

น.12 (๘) จำเป็น เป็นคนบาป" บาปตรงที่ทำให้ ผู้แสวงหาสะสมมัวเมาในทรัพย์นั้น ทั้ง ทำให้เกิดเรื่องขาดแคลนแก่ผู้มีกำลังน้อย โอกาสน้อย และก่อให้เกิดปัญหายุ่งยาก อีกมากมายขึ้นในสังคม เพราะอะไร จึงมีบทบัญญัติดังกล่าว ? ก็เพราะมันผิด ธรรมชาตินั้นเอง ลูกสัตว์ทุกตัวเมื่อมันหากินเป็น แม่ ของมันก็เลิกหาอาหารมาเลี้ยง ทั้งนี้ก็เพื่อให้ลูกของมัน เข้มแข็งสามารถช่วยตัวเองได้ คนเราซึ่งเป็นสัตว์ประ- เภทหนึ่ง จะปล่อยให้บุตรหลานเป็นคนอ่อนแอ ไม่ สามารถช่วยตัวเองได้กระนั้นหรือ ? เมื่อบิดามารดาผู้ปกครองมีความปรารถนา ดีต่อบุตรหลานของตัวเอง และของเพื่อน ร่วมชาติร่วมโลก เขาจะต้องรีบเลิกอาชีพ หรือกิจการที่เป็นภัยต่อสังคมโดยด่วนที่สุด แล้วทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีแก่บุตรหลาน และเพื่อนร่วมโลก หากทำได้อย่างนี้ท่าน

น.13 (๙) ก็จะมีส่วนช่วยสร้างสันติสุขให้แก่สังคม ตรงข้ามหากท่านยังขืนประกอบอาชีพและ ทำกิจการที่เป็นภัยต่อสังคม ท่านก็คือผู้ ทำลายชาตินั่นเอง ผู้ที่รับอาสาเข้ามาบริหารบ้านเมือง และ เจ้าหน้าที่ บ้านเมือง จะต้องรีบดำเนินงานคือ ๑. จัดระบบการศึกษาให้สมบูรณ์แบบ โดยรีบด่วนที่สุด ๒. จัดให้ทุกคนมีงานทำ มีอาชีพ มีราย ได้พอให้อิ่มปากอิ่มท้อง โดยประกัน ราคาผลิตผลการเกษตร ให้แก่เกษตร- กรด้วย และจัดให้ทุกคนประกอบ การงาน ไม่ปล่อยเวลาให้หมดไป โดยเปล่าประโยชน์ ๓. ให้เลิกแหล่งอบายมุข เช่น โรงงาน ผลิตสุรา เบียร์ บุหรี่ การพนันทุก

น.14 (๑๐) ประเภท รวมทั้งล็อตเตอรี่ของรัฐบาล ด้วย สิ่งและสถานยั่วยุกามารมณ์ทุก ประเภท ห้ามสั่งเข้ามาและจำหน่าย ซึ่งสินค้าฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นทุก ชนิด หากยังเลิกทันทีไม่ได้ ก็ห้าม โฆษณาโดยเด็ดขาด จำกัดเวลาจำ- หน่ายให้เหลือวันละ ๑ ชม. ล็อตเตอรี่ ควรกำหนดเวลาให้ออก ๓ เดือนต่อ ครั้ง สิ่งและสถานที่ยั่วยุกามารมณ์ จะต้องไม่ปล่อยให้ทุกคนเข้าได้อย่าง ทุกวันนี้ จะต้องจำกัดประเภทบุคคล เฉพาะพ่อค้า สำหรับข้าราชการห้าม เข้าโดยเด็ดขาด ผู้บริหารบ้านเมือง และเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะต้องทำตัว เป็นที่พึ่งของประชาชน ซื่อตรงต่อ หน้าที่ ไม่คอร์รัปชั่น ฉ้อราษฎร์

น.15 (๑๑) บังหลวง อันเป็นการโกงคนทั้งชาติ รวมทั้งบิดามารดาปู่ย่าตายายของเขา ด้วย. หากผู้บริหารบ้านเมือง และเจ้าหน้าที่ ทำได้อย่างนี้ จึงจะนับได้ว่าเขาบริหารบ้านเมือง เพื่อให้บ้านเมืองมี สันติสุขมีความปกติสุข ตรงข้าม หากเขายังคงปล่อยให้ เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ การบริหารบ้านเมืองของเขาและ การทำงานของเจ้าหน้าที่ ก็จะเป็นการทำให้บ้านเมือง โกลาหลวุ่นวายระส่ำระสายมากขึ้น ๆ ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับระบบการศึกษา การ ศึกษาจะต้องเป็นไปเพื่อสันติสุขทั้งส่วนตัว บุคคลและส่วนรวมก่อน แล้วช่วยให้ทุก คนรู้จักหน้าที่ของตัวและทำหน้าที่ของตัว ให้สมบูรณ์ ช่วยให้ทุกคนมีความสุขด้วย การทำประโยชน์ต่อส่วนรวม แล้วชีวิตก็ จะมีค่ามีราคาสูงสุดตามไปด้วย

น.16 (๑๒) คณะ ผ.ช.ป. ขอกราบอนุโมทนาแด่ท่านที่พบกับ "ความสุข" ด้วยการทำประโยชน์ส่วนรวมอันเป็นการ ทำให้ชีวิตมีค่ามีราคาสูงสุดทุกท่าน. คณะ ผ.ช.ป. ๕/๑-๒ ถนนอัษฎางค์ ก.ท. ๒ เมื่อวันปีใหม่ ๒๕๑๙ วันเริ่มชีวิตใหม่ที่ทำให้มีค่ามีราคาสูงสุด.

น.17 คำบรรยายพิเศษ ๑ การศึกษาสมบูรณ์แบบ คือวงกลมที่คุ้มครองโลก ถึงที่สุด พุทธทาสภิกขุ บรรยาย ท่ามกลางชาววิทยาลัยครูสงขลา ณ สวนโมกข์ไชยา เมื่อ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๑๘ — — — — — — — — ท่านผู้เป็นครูอาจารย์ และที่จะเป็นครูบาอาจารย์ทั้งหลาย, ในการบรรยายครั้งแรกนี้ จะได้กล่าวโดยหัว ข้อว่า การศึกษาสมบูรณ์แบบคือวงกลมที่คุ้มครอง ปก ป้องโลกถึงที่สุด, และคำบรรยายชุดนี้จะเรียกชื่อว่า การศึกษาที่สมบูรณ์แบบ แล้วก็ในแง่มุมที่ต่าง ๆ กัน. ในตอนแรกที่สุดนี้ อยากจะขอแสดงความรู้สึก ๑

น.18 ๒ อนุโมทนา ในการที่ท่านทั้งหลาย มีความตั้งใจในการ ที่จะเป็นครูให้สมบูรณ์แบบ. คำว่า "สมบูรณ์แบบ" นี้ก็ยังมีความหมาย ประหลาด ๆ อยู่บ้าง ซึ่งจำเป็นที่จะต้องพูดกันถึงเรื่อง นี้ด้วยเหมือนกัน. คำว่า “สมบูรณ์แบบ" นี้ อย่าง น้อย ก็ต้องมีความหมาย เป็นอุดมคติ ; คนโดยมาก ไม่ค่อยนึกถึงอุดมคติ และทำอะไรไม่ค่อยสมบูรณ์, ยิ่ง คนสมัยนี้ ก็เอาแค่ที่จำเป็นจะต้องทำ คือเลี้ยงปาก เลี้ยงท้องเสียมากกว่า จึงไม่ได้คิดถึง "สมบูรณ์แบบ" คำว่า "สมบูรณ์แบบ" ก็มีความหมายเป็นชั้น ๆ อยู่อีกหลายชั้น : คือว่า สมบูรณ์แบบในวงจำกัดของ ตน ๆ ไม่ใช่ทั้งหมด ; เช่น ครูก็วาดวงของครูไว้ เพียงเท่านั้น ไม่ทั่วไปถึงทั้งโลก หรือไม่ทั่วไปถึงเรื่อง ของธรรมชาติทั้งหมดทั้งสิ้น. ถ้าเอามาพูดให้เป็นเรื่องของทั้งหมดทั้งสิ้น ก็ ถูกหาว่าเกินไป ; ถูกหาว่าเกินไป นั้นยังไม่เท่าไร

น.19 ๓ มักจะมีการหาที่เลยเถิดไปว่า เป็นเรื่องบ้าบอไปเสียเลย ในเมื่อจะพูดอะไรให้เป็นเรื่องที่เป็นอุดมคติให้สมบูรณ์ แบบ ; เพราะว่า เขาไม่ต้องการกันถึงอย่างนั้น. นี้จะเรียกว่า ไม่ประสีประสาเสียเลยก็ได้ ว่า ขอบเขตของครูจะไปกันได้ถึงขนาดไหน. ยก ตัวอย่างเช่น อาตมาเคยบอกอยู่บ่อย ๆ ว่า ครูนั้นเป็น ปูชนียบุคคล ก็หาว่าบ้า เอาไปเที่ยวล้อกันอยู่, หรือ จะพูดว่า ครูเป็นผู้นำทางวิญญาณ ก็กลายเป็นตัวตลก ไป อย่างนี้ ; ถ้าคนเหล่านั้นโง่เอง ก็ต้องให้อภัย กัน. เขาไม่มองดูให้กว้าง ให้ถึงที่สุด เพื่อเราจะ ได้ทำหน้าที่ของเราให้ถึงที่สุด ; เขาจะเอาแต่เพียง เรื่องเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง. ถ้าพูดว่า ครูคือ ปูชนีย- บุคคล ก็ไม่ยอมรับ ; มันต้องทำอะไรมากไปกว่าที่ จะเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง. นี่คือสิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจ กันเรื่อย ๆ ไป . แม้ว่าท่านทั้งหลายผู้จะเป็นครูยังมีอายุน้อย ไม่ ค่อยจะคิดกันถึงเรื่องนี้ ก็ขอร้องให้พยายามคิดถึงเรื่อง

น.20 ๔ นี้ เพื่อความก้าวหน้า รุ่งเรืองในอนาคต ; อย่า ให้มันอยู่ในวงแคบ : เป็นลูกจ้างสอนหนังสือ เลี้ยงปากเลี้ยงท้องเพียงเท่านั้น. อีกอย่างหนึ่งก็ขอให้ทราบว่า ท่านอุตส่าห์มา กันถึงที่นี่ ด้วยความยากลำบาก และหมดเปลือง ถ้า หากว่าได้รับคำแนะนำสั่งสอนอยู่ในขอบเขตจำกัด เท่า ที่จะมีได้จากโรงเรียน จากวิทยาลัย แล้วก็จะมาทำไม ให้มันหมดเปลือง หรือมันเหนื่อยเปล่า ; เมื่อมาที่นี่ ก็ควรจะได้พูดถึงเรื่องที่ไม่มีในที่อื่น . นี่เป็นเหตุที่ทำ ให้ ต้องพูดไปในทางของอุดมคติ ที่สูงขึ้นไปๆ ; จะ ถือว่าไม่จำเป็นนั้นไม่ถูกแน่ ขอให้ไปคิดดู. ที่พูดว่า "การศึกษาสมบูรณ์แบบ" นี่ บางคน อาจจะทายไม่ถูกด้วยซ้ำไป ว่ามีขอบเขตเพียงไร. การศึกษาสมบูรณ์ตามแบบพุทธวิถี โดยเฉพาะหัวข้อที่พูดในวันนี้ การศึกษาที่ สมบูรณ์แบบนั้น คือวงกลมที่คุ้มครองโลกถึงที่สุด

น.21 ๕ ก็คงยังฟังไม่ออกว่าจะหมายถึงอะไร ? เดี๋ยวคอยฟังต่อ ไปก็แล้วกัน. ขอให้ทราบเป็นที่แน่นอนเสียว่า เรื่องที่อาตมา จะพูดนั้น มันจะต้องเป็นเรื่องที่กว้าง จนสุดเหวี่ยงที่ มันจะกว้างได้, คือมองในแง่ที่ลึกหรือกว้างกว่าที่เขา มอง หรือที่เขาจำกัดวงเอาไว้. เราไม่ชอบให้จิต หรือ วิญญาณมันถูกขัง เราจึงมองไปไกลกว่าที่เขามอง. แม้แต่คำว่า "การศึกษา" ก็ไม่ได้หมายถึง การศึกษาอย่างสอนลูกเด็กๆ ในโรงเรียน ; แต่จะ หมายถึงการศึกษาตามความหมายของคำว่า "ศึกษา" ให้ ทั้งหมดทั้งสิ้น เท่าที่จะมองไกลออกไปได้เท่าไร. ในที่นี้ก็อยากจะพูดกันเป็นหัวข้อขึ้นมาว่า “การ ศึกษาที่สมบูรณ์แบบ" คือการศึกษาของชาวพุทธ และชาวพุทธนี่ ก็ต้องมีความหมายกลาง ๆ ว่า คือ พวก ผู้รู้ ไม่มีขอบเขตจำกัด ; ไม่ใช่เพียงแต่รู้หนังสือ อย่างในโรงเรียน, รู้ถึงวิชาความรู้ที่ลึกซึ้งของธรรม-

น.22 ๖ ชาติ ไกลออกไปจนถึงเรื่องของความทุกข์ ความ ดับทุกข์. การศึกษาของชาวพุทธที่แท้จริงจะเป็นการ ศึกษาที่สมบูรณ์แบบ; ถ้าจะให้รู้ถึงความสมบูรณ์ แบบ ก็หลับตามองเห็นภาพพจน์ของสิ่งที่เรียกว่า " การ ศึกษา" ซึ่งจะ ต้องมีอยู่เป็น ๓ ส่วน คือ ผู้ให้ ส่วน หนึ่ง สิ่งที่ให้ ส่วนหนึ่ง และ ผู้รับ อีกส่วนหนึ่ง ; เมื่อทั้ง ๓ ส่วนนี้สัมพันธ์กันอย่างสมบูรณ์ จึงจะเรียก ว่า สมบูรณ์แบบ. ผู้ให้ ก็คือให้การศึกษา สิ่งที่ให้ คือการ ศึกษา ผู้รับ ก็คือผู้รับการศึกษาไปปฏิบัติ แล้ว ก็ให้ต่อ. ผู้ให้คนแรก ก็คือ พระพุทธเจ้า, สิ่ง ที่ให้ ก็คือ พระธรรม, ผู้รับ ก็คือ พระสงฆ์ ปฏิบัติ แล้วก็ให้ต่อ. พระพุทธเจ้าให้พระธรรมแก่พระสงฆ์ พระ- สงฆ์ปฏิบัติแล้วก็ให้ต่อ พระสงฆ์กลายเป็นผู้ให้ไปอีก.

น.23 ๗ ที่นี้ก็ มีสิ่งที่ให้ คือ พระธรรม ก็มีผู้รับ คือผู้ที่จะ เป็นสงฆ์ต่อ ๆ ไป ; นี่ก็เลย เป็นวงกลมไม่รู้จักสิ้นสุด, นี่คือภาพพจน์ที่จะต้องมองเห็น : มีการให้ โดยมีผู้ ให้, แล้วก็สิ่งที่ให้ ก็มีผู้รับเอาไป ใช้เป็นประโยชน์ แล้วก็ให้ต่อ, แล้วก็มีการให้ มีผู้รับ แล้วก็มีการให้ ต่อ มีผู้รับ; เป็นวงกลมที่ไม่รู้จักสิ้นสุด นี่เราเรียก ว่า วงกลมที่คุ้มครองโลกถึงที่สุด. พระพุทธเจ้าให้การศึกษาที่เรียกว่า พระ- ธรรม : ที่แจกเป็นปริยัติ หรือปฏิบัติ หรือปฏิเวธ ได้ ๓ อย่าง, แล้วพระสงฆ์รับเอาไปปฏิบัติ ก็มีอยู่ อย่างที่คนโง่มองไม่เห็นตัว. เพราะโง่เกินไป จึงไม่ มองเห็นว่า ทั้ง สามสิ่งนั้นเป็นวงกลม เวียนอยู่ใน โลก คุ้มครองโลกอยู่ คนเหล่านั้นจึงไม่สนใจ : ไม่สนใจศาสนา ไม่สนใจธรรมะ เกลียดวัดวาอาราม ด้วยซ้ำไป. นี่มองให้เห็นว่าการศึกษาที่สมบูรณ์แบบ เป็นวงกลมที่คุ้มครองโลกอยู่เสมอ ในเมื่อเล็งถึง

น.24 ๘ ที่สูงสุดคือ พระพุทธเจ้า ให้การศึกษาหรือพระ ธรรม มีพระสงฆ์รับไปปฏิบัติ แล้วก็ให้ต่อ, จะ มีการรับไปปฏิบัติเป็นวงกลมอยู่อย่างนี้. ถ้าพวกท่าน มองเห็นวงกลมอันนี้ ก็จะเข้าใจง่ายสำหรับจะพูดถึง การศึกษาของพวกครู หรือผู้ที่กำลังจะเป็นครู พวกครูผู้ให้ มีสังกัดอยู่ในพระพุทธเจ้า, และ สิ่งที่ให้คือการศึกษา ที่เรียนกันมาในวิทยาลัย ครู. การศึกษานั้นครูจะให้ไป และ ผู้รับนั่นคือ นักเรียน ซึ่งเขาจะไปสอนข้างหน้า ; นักเรียน นั้นก็ คงโตขึ้นมา แล้วก็เป็น ครูต่อไปอีก มีการให้อีก อย่าง นี้เรื่อยไป, แล้วก็ไม่เฉพาะแต่การเรียนหนังสือ จะเป็น วิชาอะไรก็ได้ ก็มีผู้ให้แล้วก็มีผู้รับ รับไปแล้วก็สอน เป็นวงกลมเหมือนกัน. ควรจะถือว่า การศึกษาที่สมบูรณ์แบบวงกลม พวกครูบาอาจารย์ตามโรงเรียน ต้องมีลักษณะอย่างนี้; ถ้าไม่อย่างนั้นมันไม่สมบูรณ์แบบ, และเป็นสิ่งที่ ควร

น.25 ๙ ภูมิใจ มันบ้างก็ได้ เพราะ เทียบกันได้ กับ กิจการอัน สูงสุดของพระพุทธศาสนา. วงใหญ่ที่สุด ที่ครอบ คุมไปทั้งโลก คือ พระพุทธเจ้าให้พระธรรม มีสาวก เอาไปปฏิบัติ แล้วก็สอนต่อไป; วงกลมนี้ครอบ โลก คลุมไปทั้งโลก ทำไมจะเรียกไม่ได้ว่า เป็นการ ศึกษาที่สมบูรณ์แบบ. ทีนี้ พวกท่านทั้งหลายที่เป็นครู และกำลังจะ เป็นครูต่อไป ก็มีลักษณะอย่างนั้น คือครูจะเป็นผู้ ให้การศึกษา มีผู้รับเอาไปใช้เป็นประโยชน์ แล้ว ต่อไปก็กลายเป็นครูขึ้นมา. พอพูดอย่างนี้ ก็มีครูบา อาจารย์บางคนหาว่าบ้าแล้ว ชอบยกเอาเรื่องเล็ก ๆ ไปเทียบกับเรื่องสูงสุด. เคยพูดว่า ครูนี่มีอุดมคติ เหมือนกับพระ ไม่ใช่ลูกจ้าง จึงเหมือนกับพระ ; มี คนเอาไปล้อเล่นที่สถานีวิทยุการศึกษา ของกระทรวง ศึกษาธิการ เมื่อหลายปีมาแล้ว. เราฟังก็นึกขำ ว่า เขาฟังไม่เข้าใจความหมายของเราเสียเลย จึงเอาไปล้อ กันเล่นๆ.

น.26 ๑๐ ทีนี้ก็ให้มองว่า อย่ากลัวอุดมคติ หรือ อย่ากลัวการมองที่กว้างที่สูง เพราะกิจการการ ศึกษาของครูนั้น เทียบกันได้กับการศึกษาของ พระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นที่พึ่งของโลก ; เราจึงเรียก ว่าวงกลมที่ไม่มีที่สิ้นสุด : มีผู้ให้, มีสิ่งที่ให้, แล้ว ก็มีผู้รับอีก ; แล้วก็กลายเป็น มีผู้ให้อีก มีรับอีก มีให้อีก มีรับอีก เป็นวงกลมที่ไม่มีที่สิ้นสุด. โลกอยู่ได้ เพราะวงกลมนี้ : เรื่องจิต เรื่อง วิญญาณ ที่เป็นชั้นสูงอยู่ในระดับ ที่เป็นพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์. ถ้าแคบเข้ามา ของพวกที่จะ เป็นครู นี่ก็คือ ครูให้ความรู้, ความรู้ให้ไปแล้ว ก็มีผู้รับ, แล้วก็มีการสืบต่อ. นี่เป็นอันว่าเรา รู้จักพระพุทธ พระธรรม พระ- สงฆ์ ไปในคราวเดียวกัน กับที่จะรู้จักหน้าที่การงาน ความหมายอันสูงสุดของสิ่งที่เรียกว่าการศึกษา เป็น หน้าที่ของครู เป็นอันแรก ว่าวันนี้ เราได้พูดถึงสิ่ง

น.27 ๑๑ ที่สำคัญที่สุด เบื้องต้นที่สุด คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่เราเอามาสวมใส่ให้แก่พวกที่จะเป็น ครู หรือเป็นครูอยู่แล้ว ในลักษณะอย่างเดียว กันคือ มีผู้ให้ มีสิ่งที่จะให้ แล้ว มีผู้รับ เอาไป ปฏิบัติ แล้วก็ให้ต่อไป. ขอให้ดูพระสงฆ์ รับคำสั่งสอนของพระพุทธ- เจ้า มาปฏิบัติแล้ว ก็เป็นผู้ให้ต่อไป, พระสงฆ์ก็ ย้อนไปทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้า เป็น วงกลมที่ไม่มี ที่สิ้นสุด กี่พันปีก็ได้ กี่แสนปีก็ได้. ถ้ามนุษย์ยัง รู้จักค่าของสิ่งนี้ จะคุ้มครองโลกนี้ไว้ได้ ไม่ให้ล่มจม ให้ตั้งอยู่ในความสุขสวัสดี ด้วยลักษณะอย่างนี้ ; ขอ ให้เข้าใจคำว่า "ด้วยลักษณะอย่างนี้" นี่คือการ ศึกษาที่สมบูรณ์แบบ. ทีนี้จะพูด ชุดใหญ่ เสียก่อน คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วจึงจะพูด ชุดเล็ก คือ พวกครูกับลูกศิษย์.

น.28 ๑๒ เรื่องของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลที่สมบูรณ์ไปด้วย คุณธรรมพิเศษ ที่พวกครูควรจะสนใจ คือ พระปัญญา คุณ พระบริสุทธิคุณ พระกรุณาธิคุณ แล้วแต่ใจ ความ :- พระพุทธเจ้าท่าน มีปัญญา รู้สิ่งที่มนุษย์ ควรจะรู้ อย่างครบถ้วน ถูกต้อง ทั่วถึง โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ก็คือ การดับทุกข์ อย่างไร ; นี่เราเรียกว่า ปัญญาคุณ. ทีนี้ ท่านเป็นผู้ บริสุทธิ์จากกิเลส ซึ่งเป็น เหตุให้ทำความชั่ว หรือเป็นเหตุให้ไม่ซื่อสัตย์ ไม่ซื่อ ตรง. เราสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า ในข้อนี้ กันมากที่สุด. พระกรุณาคุณ คือช่วยสัตว์ทั้งหลายที่เป็น ทุกข์ ให้พ้นทุกข์, ไม่ใช่เพียงแต่เมตตาอยู่เฉย ต้อง ช่วยด้วยจึงใช้ว่า กรุณาคุณ ดีกว่าเมตตาคุณ. ไป

น.29 ๑๓ ศึกษารายละเอียดเอาจากหนังสือนั้น ๆ ; ในที่นี้ยก แค่หัวข้อว่าพระบรมครูนั้น หรือพระบรมศาสดานั้น ประกอบไปด้วยคุณ ๓ อย่างนี้. คนที่จะสมัครเป็นครูตามรอยของพระพุทธเจ้า ก็จะต้องมีอย่างเดียวกัน ; ฉะนั้นพวกที่จะไปเป็นครู ไปสอนพวกลูกเด็ก ๆ จะต้องนึกถึงข้อนี้ไว้ให้มาก คือ ต้อง มีปัญญา มีความรู้พอตัว, จะต้อง มีบริสุทธิ์ คือซื่อสัตย์ ซื่อตรง ต่อหน้าที่การงานก่อน อะไรทั้ง หมดจะต้องซื่อตรง, มีกรุณา อย่าสอนเอาเพียงค่าจ้าง เลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปวัน ๆ หนึ่ง : ทำการสอนด้วย ความกรุณา ก็มีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกับพระพุทธเจ้า. เขามีคำพูดใช้เรียกเหมือนกัน เรียกว่า "ครู" ผิดกัน หน่อย ก็ที่ พระพุทธเจ้าท่านเป็นบรมครู. ทีนี้ มีอีกแง่หนึ่งที่ควรจะสังเกต แล้วจำไว้ อย่าให้ลืมว่า พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลสูงสุด อย่างไร ก็ตาม แต่ท่านก็เคารพธรรม เคารพพระธรรม ; เคารพพระธรรมคือ เคารพการศึกษา นั่นเอง. นี่

น.30 ๑๔ เรากลัวว่าพวกครูในสมัยนี้ จะไม่เคารพการศึกษา จะ เคารพเงินเดือนเสียมากกว่า, เคารพแต่ผู้ที่บันดาล เกี่ยวกับเงินเดือน เลื่อนขั้นเสียมากกว่า. พระพุทธเจ้าท่านตรัสเองว่า พระพุทธเจ้า เคารพธรรม : เคารพพระธรรมทั้งอดีต ทั้งอนาคต ทั้งปัจจุบันไว้, พระพุทธเจ้าองค์ไหน ยุคไหน ล้วนแต่ เคารพพระธรรม. พระธรรมก็คือการศึกษา ตาม ความหมายเดิมในภาษาบาลี ซึ่งจะพูดถึงพระธรรม ต่อไป. เรื่องของพระธรรม พระธรรมคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าให้ นี่เรียกว่า พระธรรม ; เมื่อแจกเป็นสิกขา ๓ ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา : - ศีล คือเรื่อง ความถูกต้อง ปราศจากโทษ ภัย ทางกาย ทางวาจา, ความปกติ ที่ไม่มีโทษ ไม่มีภัย ทางกาย ทางวาจา ก็เป็นศีล ๕ ศีล ๘

น.31 ๑๕ ศีล ๒๒๗ ก็สุดแท้ ล้วนมีความหมายอย่างเดียวเท่านั้น คือความถูกต้อง ปราศจากโทษ ปราศจากอันตราย ในทางกาย ในทางวาจา นี่เรียกว่าศีล. สมาธิ คือมี ความถูกต้องในทางจิต มีจิตที่ ถูกต้อง ซึ่งเป็นจิตที่บริสุทธิ์ เป็นจิตที่มีกำลัง เป็น จิตที่มีสมรรถภาพในหน้าที่การงาน เรียกว่าสมาธิสิกขา. ศีลสิกขา และสมาธิสิกขา แล้วก็มาถึง ปัญญา สิกขา คือ ความรอบรู้ในสิ่งที่มนุษย์จะต้องรู้ ที่ดีที่ สุด ที่มีประโยชน์ที่สุด คือเรื่องดับทุกข์ได้. จำไว้ เป็นหลัก ๓ ข้อก่อนว่า ศีลสิกขา สมาธิสิกขา และ ปัญญาสิกขา คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านให้. สิกขา ๓ นี้ เรียกว่าอยู่ ในรูปของปฏิยัติ ก็ได้ ที่เป็นตัวหนังสือ เป็นบทท่อง บทจำ บทเรียน พูดจา ; นี่เขาเรียกว่าปริยัติ เป็นหนังสืออย่างหนึ่ง. ทีนี้อยู่ ในรูปของการปฏิบัติ ก็ได้ คือปฏิบัติ ขึ้นมาจริงตามนั้น : เป็นศีลขึ้นมาจริง ๆ, เป็นสมาธิขึ้น

น.32 ๑๖ มาจริง ๆ เป็นปัญญาขึ้นมาจริง ๆ. ถ้ายังอยู่ในตัวหนัง- สื่อในตำรา ในคัมภีร์ ไม่มีประโยชน์อะไร มีประโยชน์ น้อยเกินไป ; มันต้องมาอยู่ในรูปของการปฏิบัติ : ทำ ให้กาย วาจา ถูกต้อง ให้จิตถูกต้องให้ปัญญาถูกต้อง. ในที่สุดก็มาอยู่ ในรูปแห่งผลของการปฏิบัติ คือผลดี หรือประโยชน์ที่จะได้รับ จากศีล สมาธิ ปัญญา ทางกาย ทางวาจา ทางจิต ทางความคิด ความเห็น. นี่คือพระธรรม, พระธรรมที่พระพุทธเจ้าให้ เรียกว่า สิกขา ก็ต้องแปลว่า การศึกษา ; แต่ไม่ใช่ เรียนแต่ตัวหนังสือ ต้องเรียนปฏิบัติด้วย และผลของ มันด้วย. นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า สูงสุดสำหรับมนุษย์ ควรจะมี ; ถ้ามนุษย์ไม่มีสิ่งเหล่านี้ ก็จะไม่มีมนุษย์ เหลืออยู่. ถ้าเราไม่มีการปฏิบัติถูกต้องใน ๓ ประการ นี้แล้วมนุษย์จะไม่เหลืออยู่ : ถ้าเหลืออยู่ก็เหลืออยู่ อย่างสัตว์เดรัจฉาน ก็ไม่เรียกว่ามนุษย์ ก็มีค่าเท่ากับ มนุษย์มิได้เหลืออยู่.

น.33 ๑๗ การศึกษาอย่างของพวกครู ในบ้านในเมือง นี้ก็อย่างเดียวกันนี่ ต้องมีการทำถูกต้องทางกาย ทางวาจา ก็เรียกว่าศีล, ให้ สมาธิ มีจิตใจดี, ให้มี ปัญญาความรู้ดี. ส่วนที่เป็นปริยัติทางตัว หนังสือก็เรียนกันไป ตั้งแต่รู้ กอ ขอ กอ กา อะไร กันไป. แล้วต่อไปก็เป็นเรื่องของการปฏิบัติรู้จักทำ มาหากิน ไม่ให้มันเกิดความผิดพลาดอะไรขึ้นมา, แล้วได้รับผลเป็นความสุข. นี้จึงถือว่า สิกขา ๓ อย่างนี้ เป็นสิ่งสูงสุด ตลอดกาลนิรันดร. เรื่องของพระสงฆ์ ทีนี้ก็มาถึง พระสงฆ์ ได้รับสิกขา ๓ ประการ นั้น มาประพฤติปฏิบัติตามอยู่ ; กำลังประพฤติ ปฏิบัติอยู่ก็เรียกว่า พระสงฆ์ ถ้าได้ผลของการ ปฏิบัติแล้ว ก็เรียกว่า พระสงฆ์เต็มที่, พระสงฆ์ เต็มขั้น เรียกกันว่า พระอริยสงฆ์ พระอริยเจ้า ; ถ้าไม่ถึงนั่นก็เรียกว่า สมมุติสงฆ์ คล้ายกับคำด่า.

น.34 ๑๘ ถ้าดูในภาษาไทย คล้ายกับด่า “พระสงฆ์สมมุติ" ; แต่ที่จริงไม่ใช่คำด่า เพราะเป็นคำที่มีความหมาย ถูกต้องของภาษาบาลี คือ กำลังจะเป็นพระสงฆ์. ใจความของพระสงฆ์ ก็คือผู้ที่ได้ รับข้อปฏิบัติ มาประพฤติปฏิบัติ ได้รับผลสูงสุด แล้วก็เผยแผ่ ต่อไป. นี่ ให้ทุกคนรู้จักพระรัตนตรัย โดยใจความ ว่าเป็นอย่างนี้, พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดย ใจความเป็นอย่างนี้ จนกระทั่งวนกันเป็นวงกลม ที่ ไม่มีที่สิ้นสุด. ผู้ที่รู้สิ่งนี้ควรจะรู้ แม้ไม่ใช่พระ- พุทธเจ้า ก็เรียกว่า พุทธะ ได้เหมือนกัน : พุทธะ แปลว่า ผู้รู้. แต่ สัมมาสัมพุทธ นั้นรู้มาก รู้ด้วยตนเอง รู้เป็นคนแรก. ที่ท่านสอนให้ใครรู้ตาม ผู้รู้ตามเรียกว่าผู้รู้ตาม หรือ อนุพุทธะ ก็เป็นพุทธะ เหมือนกัน ; ฉะนั้นจึงเกิดมีพุทธะขึ้นมากมาย เต็มไป หมดในโลกนี้.

น.35 ๑๙ ทีนี้ดูใน หัวใจของเรา ดีกว่า ถ้าเรา มีความ รู้อะไรเกิดขึ้นมาใหม่ ก็ควรจะถือว่า เรามีพุทธะ มีพระพุทธเจ้าก็ได้เกิดขึ้นแล้ว ในใจของเราองค์หนึ่ง ; เดี๋ยวรู้นั้น เดี๋ยวรู้นี่ เดี๋ยวเรารู้โน่น ไม่รู้กี่สิบเรื่อง ก็เรียกว่า พระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ๆ เต็มไปหมดใน หัวใจของเรา. คนที่ไม่เข้าใจดังที่กล่าวมา ก็หาว่าบ้า แล้ว. คำว่า "พุทธเกษตร" เขาพูดกันอยู่ที่ไหนก็ ไม่รู้ ในจักรวาล, นอกจักรวาล, เขาพูดกันว่าพุทธ- เกษตร เป็นเมืองของพระพุทธเจ้า ที่เอามาพูดกันมาก ในฝ่ายมหายาน. เดี๋ยวนี้เราพวกเถรวาท จะพูดว่า พุทธเกษตร อยู่ในหัวใจของเรา ; ถ้าเรารู้เรื่อง หนึ่ง เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง, รู้อะไรขึ้นมาเรื่อง หนึ่งเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง เป็นพระพุทธเจ้านับ ด้วยร้อย ด้วยพัน ด้วยหมื่น อยู่ในหัวใจของเรา แม้ชั่ว ขณะ ก็ต้องนับว่าเป็นพระพุทธะเหมือนกัน. เพราะ

น.36 ๒๐ ฉะนั้น พระสงฆ์ก็มีโอกาส กลายเป็นพุทธะขึ้นมา แล้วก็สอนอีก มีผู้รับอีก กลายเป็นพุทธะขึ้นมาอีก; ทำนองเดียวกับว่า พวกท่านเมื่อไปเป็นครู มีลูกศิษย์ เกิดขึ้นแล้วลูกศิษย์ก็เป็นครูอีก ก็วนกันอยู่อย่างนี้. การศึกษาสมบูรณ์แบบของครู มีลักษณะเดียวกับพุทธวิถี นี่ดูวงใหญ่พอดีแล้ว ทีนี้มาดูวงเล็ก การศึกษา สมบูรณ์แบบ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หมุนเป็นวงกลม ไม่มีที่สิ้นสุด อยู่ในสากลจักรวาล ; ที่นี้การศึกษาสมบูรณ์แบบในวงจำกัด ของพวกครู ตามโรงเรียน : มีครูผู้ให้ มีการศึกษาที่ครูให้ แล้ว ก็มีลูกศิษย์เป็นผู้รับ จนกว่าศิษย์นั้นจะกลายเป็นครู หรือผู้ให้ไปอีก เป็นวงกลมอยู่ในโลกนี้ ในหมู่บ้านนี้ ในประเทศนี้. ทีนี้ก็ดู เรื่องเป็นครู เป็นเรื่องแรก ก็จะพูด ถึง บุคคลที่เรียกว่า ครู นั่นเอง แต่จะถือโอกาส

น.37 ๒๑ พูดกันทุกแง่ ทุกมุม ในเวลาเล็กน้อย แล้วก็ไม่ต้อง เกรงใจด้วย. ได้พูดมาแล้วว่า ครูเปรียบเทียบได้กับพระ พุทธเจ้า หรือว่าในปริยายหนึ่ง ก็เป็นอย่างเดียวกัน กับพระพุทธเจ้า ; แต่แล้วก็มีแปลกอยู่หน่อยที่ว่ามีครูที่ แท้จริงก็มี มีครูที่ปลอมก็มี แต่พระพุทธเจ้าปลอม ไม่มี มีแต่พระพุทธเจ้าที่แท้จริง. ทีนี้ ครู โดยเฉพาะสมัยนี้ ขบถต่อความ หมายของคำว่า "ครู" ซึ่งเคยพูดกันหลายหนแล้วว่า คำว่า ครูมีความหมายว่าอะไร ; เพราะมีครูปลอม คือ ขบถต่ออุดมคติของครู. แต่ใคร ๆ ที่เรียกว่า "ครู" กินเงินเดือนครู ซึ่งขึ้นกับกระทรงศึกษาธิการอยู่นั่น แหละ แล้วก็ทำอะไรที่ประหลาด ๆ จนถึงกับเรียกว่า มีครูผีเสื้อ มีครูผีสิง. ครูผีเสื้อนี้ดีแต่แต่งตัวสวย, ครูผู้หญิงแล้ว ยิ่งลำบาก ทำให้นักเรียนผู้ชายลำบาก ; ครูผีสิง ก็คือ

น.38 ๒๒ ครูขี้โกรธ อะไรนิดเดียวก็โกรธ. นี่ยกตัวอย่างว่า นั่นคือครูปลอม ; ไปหาดูเอาเองเถอะ มีหลายชนิด หลายแบบ. ที่ว่าครูปลอม แต่ไม่ใช่ปลอมจนถูกไล่ ออกจากการเป็นครู มันปลอมอยู่ข้างใน. ลองคิด ดูว่า ครูนี้มีอยู่ได้กี่ระดับ ในบรรดาครูไม่มีอุดมคติ ของครู ? ขั้นแรก ก็นึกถึง ครูที่รับจ้างสอนหนังสือ นี่ก็ไม่ผิดอะไร ในทางโลก ๆ เขาก็ไม่ถือว่าเสียหาย หรือผิดร้ายอะไร. ครูคือผู้รับจ้างสอนหนังสือ คนเขา รู้หนังสือก็เรียกว่าครู แต่เป็นครูลูกจ้าง เพราะจิตใจ เขามุ่งแต่ค่าจ้าง ; ทีแรกก็เป็นครูจริง ไม่มุ่งไปที่ค่าจ้าง มีอุดมคติของความเป็นครู เงินที่ได้มา ใช้เลี้ยงชีวิต ให้อยู่ได้สำหรับทำหน้าที่ของครู. ถ้าเป็นลูกจ้าง ก็ไม่มีลักษณะของปูชนียบุคคล ; ถ้ามีลักษณะของ ปูชนียบุคคล ก็ไม่มีทางที่จะเป็นลูกจ้างด้วยเหมือนกัน. ทีนี้ยังมี ครูที่เป็นเพื่อนเล่น เพื่อนหยอก เพื่อนล้อ เพื่อนเล่น กับนักเรียนก็มี ; นี่ไม่ใช่ปูชนีย-

น.39 ๒๓ บุคคล ; ถ้าปูชนียบุคคลนักเรียนจะเคารพรักกลัวเกรง ยิ่งกว่าบิดา มารดา ไปเสียอีก. ครูสมัยใหม่ในโลกนี้ ดูจะเป็นเพื่อนเล่นมากขึ้นทุกที เพราะเขาบ้าประชาธิป- ไตย ลดครูลงมาเป็นเพื่อนเล่นของนักเรียน. เคยได้อ่าน ได้ยิน ได้ฟังมา หลายอย่าง ประหลาด ๆ เช่นที่เมืองนอก ไม่ใช่ที่เมืองไทย นักเรียนจะจุดประทัดโยนใส่ครู แล้วโห่กันเล่นก็ได้ นี่เมืองไทยจะมี หรือไม่ ก็ไม่ทราบ, นี่ก็เป็นเรื่องเล่น กันไป. เดี๋ยวนี้เขาจะนิยมอย่างนี้ ว่าให้เด็กมันมี ความอบอุ่น หรือมีอะไรก็ไม่ทราบ ซึ่งเราเข้าใจไม่ได้ ฟังแล้วเป็นเรื่องเสียหาย. นี่เป็นเพื่อนเล่น มันอาจจะ เลยไปถึงเป็นแฟนกันก็ได้ ; นี่ก็เลิกกัน ไม่ต้อง พูดกัน นี่ เป็นไป ในทางที่ย่อหย่อนจากอุดมคติของ ครู กระทั่งว่าเป็นครูผีเสื้อ หรือครูผีสิง ล้วนแต่ไม่ ใช่เป็นปูชนียบุคคล.

น.40 ๒๔ ครูที่แท้ ต้องเป็นผู้นำทางวิญญาณ จะพูดถึง ครูแท้ ตามความหมายของคำว่า "ครู" พูดแล้วพูดอีก ไม่รู้จักเหนื่อย ไม่รู้จักเบื่อใน การที่จะยืนยันว่า คำว่า "ครู" นั้น แปลว่า ผู้นำใน ทางวิญญาณ. ช่วยจำคำนี้ให้แม่นว่า "ครูนี้คือผู้นำ ทางวิญญาณ" ; ปทานุกรมที่เขาทำขึ้นในอินเดีย เป็นภาษาอังกฤษมีคำว่า Spiritual guide, guide ในทางวิญญาณ คือคำแปลของคำว่าครู : ๑. ในกรณีทั่ว ๆ ไป จะของเด็กก็ได้ ของผู้ ใหญ่ก็ได้ ของพระราชามหากษัตริย์ก็ได้ เรียกว่า ครู คือ ผู้นำในทางวิญญาณ : ทำให้จิต ให้วิญญาณ ให้ทิฏฐิ ความคิดเห็น ศรัทธา ความเชื่อ ให้เป็น ไปโดยถูกทาง เรียกว่า ครู, ทางฝ่ายโยคี ก็เป็นนักจิต นักวิญญาณ. ๒. สูงขึ้นไปอีก เขาพูดกันว่า คำว่า ครู แปลว่า ผู้เปิดประตู เรื่องทางจิต ทางวิญญาณ คือ

น.41 ๒๕ วญญาณที่ยังไม่รู้อะไร ; มันเหมือนกับอยู่ในที่มืด ใน คอก ในเล้า ของอวิชชา. อวิชชาแปลว่า ความ ไม่รู้ มืดเหมือนกับในคอก ในเล้า ที่เขาไม่ยอมเปิด ประตู ; เป็ดไก่ มันอยู่กันในคอก ในเล้ามืด ๆ นี่, ครู คือ ผู้เปิดประตู ให้ วิ่งออกมาสู่แสงสว่าง, ผู้เปิด ประตูทางวิญญาณ ให้วิญญาณของสัตว์ออกมาสู่แสง สว่าง คือวิชชา ปัญญา ; นี่เรียกว่า ครู. ๓. ครูบาอาจารย์มีความหมายสูงสุด ก็คือผู้ เปิดประตูทางวิญญาณ, ถ้าเราเห็นว่าฟังยาก เราเป็น ผู้นำ คือ มรรคุเทศก็ทางวิญญาณ ดีกว่า ก็ต้องพา ออกไปได้ พาออกไปสู่แสงสว่างได้. ทีนี้ก็จะเห็นได้ ง่ายว่าครูจะ เป็นปูชนียบุคคล อย่างไร ? เพราะได้ ทำงานอันสูงสุด ทำงานในทางจิต ทำงานในระดับสูง สุดคือ เปิดประตูทางวิญญาณ. ทีนี้การเป็นครู โดยเจตนารมณ์ มันก็อยู่ที่นี่ ; เราจะทำได้เท่าไร อย่าเพ่อคิดก็ได้ แต่เราตั้งใจจะทำ

น.42 ๒๖ ก็แล้วกัน. ถ้าเราจะสอนเด็กแม้ตั้งแต่ชั้นประถม ๑ ละก็ ต้องถือว่าจะ ทำให้วิญญาณของเขารุ่งเรือง มีแสงสว่าง จากการไม่รู้หนังสือ มาสู่ความรู้หนังสือ, จากความไม่ฉลาด มาสู่ความฉลาด, กระทั่งรู้ทุกอย่าง ที่มนุษย์ควรจะรู้ จึงเป็นหน้าที่ของครู ที่เป็นปูชนีย- บุคคล, ไม่ใช่ลูกจ้างสอนหนังสือหากินไปวันหนึ่ง ๆ. ๔. ความเป็นครู นี้ก็คือ ความเป็นพุทธะ น้อย ๆ น้อย ๆ ซึ่งมีในทุกคนสำหรับให้แสงสว่าง คือ การศึกษา, แล้วก็มีผู้รับเอาไป. เราจะออกไปเป็นครู เรามีเจตนารมณ์ที่ยิ่งใหญ่ อยู่ที่ตรงนี้แหละ : ที่จะไป เปิดประตูทางวิญญาณ ไม่ให้เสียเจตนารมณ์ของความ เป็นครู แต่แล้วมันมีปัญหาอื่นเข้ามาแทรกแซงเราก็ ต้องนึกถึงด้วยเหมือนกัน. ปัญหาที่ครูต้องนึกถึง ๑. ปัญหาแรกก็คือว่า ทุกคนเป็นมนุษย์ จะ ทำหน้าที่ครู หรือหน้าที่อะไรก็ตามใจในโลกนี้มันจะ

น.43 ๒๗ มีสักกี่หน้าที่ ; แต่ หน้าที่เป็นพื้นฐานตลอดกาล ก็คือ เป็นมนุษย์ ; เพราะฉะนั้นจึงต้องเป็นมนุษย์ให้ถูก ต้องกันเสียก่อน จึงจะค่อยเป็นครูบาอาจารย์ เป็น อะไรไป ทำหน้าที่ของตน. ครูต้องนึกถึงความเป็น มนุษย์ที่ถูกต้องเสียก่อน. ความเป็น มนุษย์ นี้ เอาตามความหมายในภาษา เดิม ๆ ของเขา ก็หมายความว่า มีใจสูง ; อยากจะขอ ร้องว่า ถ้าไปสอนลูกเด็ก ๆ ด้วยภาษาไทย ไปสอน เขาว่า คำว่า มนุษย์ แปลว่าอะไร, ก็ควรจะบอก เขาว่า ตัวหนังสือแปลว่า มีใจสูง. เมื่ออาตมายังเป็นเด็ก ๆ เข้าโรงเรียนครูสอนว่า คำว่า มนุษย์แปลว่าคน ; เราก็รู้เพียงเท่านั้น เราก็ว่า ถูก และเชื่อ. เดี๋ยวนี้ที่มาเรียนภาษาบาลี รู้อะไร มากขึ้นก็เลยรู้ว่า มนุษย์ นี้ไม่ได้แปลว่า คน ตาม ธรรมดา, แปลว่า คนที่มีใจสูง. ถ้าเป็นมนุษย์ได้ก็หมดปัญหา, ใจมันสูง มัน ก็หมดปัญหาทุกปัญหา ; ถ้าเป็นคน ยังมีใจต่ำ นี้ยัง

น.44 ๒๘ เต็มไปด้วยปัญหา. ฉะนั้น ครูอย่างน้อย ต้องเป็น มนุษย์ ตอนมีใจสูง ; ถ้าใจสูงก็ปฏิบัติหน้าที่ของ ครูได้เหมือนกับว่าเล่น คือมันง่าย. ทีนี้ ใจสูงอย่างไร ? นั้นก็มีระบบของมันอยู่ แล้ว มีการศึกษาอย่างนั้น มีการปฏิบัติอย่างนั้น มี การกระทำอย่างนั้น มุ่งหมายอย่างนั้น. มีใจสูง พูดกันตรง ๆ ง่าย ๆ คือ อย่าไปนิยมความต่ำ ของต่ำ ของง่าย ของชั่ว อะไรต่ออะไรนี้ อย่าไปนิยมอย่าง นั้น ; สูงก็หมายความว่า อยู่เหนือ คือเป็นอิสระ ไม่มีอะไรท่วมท้น. ใจสูง ก็คือ กิเลสไม่ท่วมท้น ไม่มีอะไรที่ จะทำให้เศร้าหมอง ; การศึกษาช่วยให้ใจสูงอยู่แล้ว ในตัว. ฉะนั้นเราก็อาศัยการศึกษา ที่เราเคยได้รับ มาเมื่อครั้งเรายังเป็นนักเรียนอยู่ ช่วยให้ใจสูงขึ้น มี ความเป็นมนุษย์พร้อม ๆ กันไปกับการศึกษา เล่า เรียน จนกระทั่งไปเป็นครู ก็เป็นมนุษย์ได้, ก็มีใจ

น.45 ๒๙ สูงพอสมกับที่จะเป็นครู. ในฐานะที่เป็นมนุษย์ ก็มี ความถูกต้องอย่างมนุษย์ ; ในฐานะที่เป็นครู ก็มี ความถูกต้องอย่างเป็นครู คือเปิดประตูทางวิญญาณ. ๒. อยากจะฝากไว้ด้วยว่า ทุกคนขอ ให้รับ ผิดชอบต่อหน้าที่ทุกระดับ ซึ่งอยากจะระบุเพียงสัก ๕ ระดับ : เป็นบุตรที่ดี ของบิดามารดา, เป็นศิษย์ ที่ดี ของครูบาอาจารย์, เป็นเพื่อนที่ดี ของเพื่อน, เป็นพลเมืองที่ดี ของประเทศชาติ ซึ่งรวมทั้งเป็น หน่วยที่ดีของสังคม ; แต่เราจะใช้คำเดียวว่า เป็น พลเมืองที่ดีของประเทศชาติ. อันดับสุดท้าย ก็ เป็น สาวกที่ดี ของพระศาสดา แล้วแต่ว่าจะถือศาสนาไหน ; ถ้าอย่างถือศาสนาพุทธ ก็เป็น พุทธมามกะที่ดีของ พระพุทธเจ้า. อยากจะขอร้องให้ยึดถืออย่างกับบทสวดมนต์ อันศักดิ์สิทธิ์ ลืมไม่ได้ เผลอไม่ได้ ว่า เราจะเป็นบุตร ที่ดีของบิดามารดา เป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ เป็น

น.46 ๓๐ เพื่อนที่ดีของเพื่อน เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ เป็นสาวกที่ดีของพระศาสดา ; แม้ออกไปเป็นครูแล้ว มันพ้นหน้าที่อย่างนี้เสียเมื่อไรล่ะ. การเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา แม้เป็นครู ไปแล้ว กระทั่งมีครอบครัวแล้วก็ยังมีบิดามารดา มีชีวิต อยู่ก็มี ล่วงลับไปแล้วก็มี ก็คือว่า ยังมีบิดามารดาอยู่, เราก็ทำตัวเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดาอยู่ จนตลอดชีวิต ของเรา ; นี่ก็เป็นตัวอย่างที่ดีอีกส่วนหนึ่ง แทนการที่ จะสอนด้วยปาก เราทำตัวเราให้ดู : ทำตัวเป็นบุตร ที่ดีของบิดามารดา สอนประชาชน. ไปศึกษาเอาเอง บุตรมีหน้าที่จะประพฤติต่อ บิดามารดาอย่างไร มีรายละเอียด เป็นตำรับตำรา บางทีจะสอนกันแล้วในวิทยาลัย ไม่ต้องพูดอีกก็ได้ คือธรรมะหมวดคิหิปฏิบัติ. การเป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ แม้ออก ไปเป็นครูแล้ว เราก็ยังมีครูบาอาจารย์อยู่, เรายังคง

น.47 ๓๑ เป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ เหมือนเมื่อเรายังอยู่ใน โรงเรียน, กระทั่งเราจะเป็นครูบาอาจารย์สูงอยู่แล้ว จนเป็นคนแก่ด้วยซ้ำไป เราก็ยังนึกถึงครูบาอาจารย์ ของเราอยู่. ยังคงเป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์อยู่ ตลอดเวลา นี่อย่าลืมเสีย. ความเจริญสมัยใหม่นี้ ทำให้เด็ก ๆ ไม่เป็นศิษย์ ที่ดีของครูบาอาจารย์ ; แม้แต่ยังอยู่ในโรงเรียน ก็ ไม่เป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์เสียแล้ว พอออกจาก โรงเรียนจะเป็นได้อย่างไร, อยู่ในโรงเรียนแท้ ๆ ก็ยัง ไม่เป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ ออกจากโรงเรียนก็ ไม่รู้ไม่ชี้. แต่ถ้าอย่างสมัยโบราณ อย่างเมื่ออาตมา ยังเด็ก ๆ ยังมีความเป็นครูเป็นศิษย์กันมาจนบัดนี้ คือ ยังนับถือครูบาอาจารย์ที่เคยสอน กอ ขอ กอ กา ให้ อยู่จนบัดนี้ แม้จะตายไปแล้ว ก็ยังนึกถึงอยู่. นี่ก็ มีความเป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ อยู่จนตลอดชีวิต. การเป็นเพื่อนที่ดี หมายความว่า มีเพื่อน ที่ดี ออกไปเป็นครูแล้ว ยังต้องการเพื่อน, คนเรา

น.48 ๓๒ อยู่ในโลกจนตลอดชีวิตนี่มันต้องการเพื่อน, ต้องทำ ตัวเป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อนที่ดี ก็จะได้ง่ายในการที่จะ เป็นครูที่ดี. เรื่องเพื่อนนี้ ยังมีคำที่พูดจำแนกออก ไปได้อีก ว่า เพื่อนที่เขาสูงกว่าเรา เพื่อนที่เสมอกับเรา เพื่อนที่ต่ำกว่าเรา ยังมีอยู่อีก. คำว่า "เพื่อน" ไม่ได้หมายความว่า เสมอกันไป หมด : คนที่เขาสูงกว่าเรา ก็เป็นเพื่อนกันได้, เสมอ กันก็เป็นเพื่อนกันได้, ต่ำกว่าเราก็เป็นเพื่อนกันได้, ก็มีโอกาสมีหน้าที่ที่จะช่วยกันไปตามฐานะ ที่จะช่วยได้. เขาดีกว่าเรา เขาเก่งกว่าเรา เขารวยกว่าเรา ก็ช่วยเราได้ทางหนึ่ง ; ถ้าเขาจนกว่าเรา เขาอะไร ๆ กว่า เขาก็อาจจะช่วยเราได้อีกทางหนึ่ง ; ถ้าเสมอ กันนี่ ไม่ต้องพูดละ มันก็ยิ่งง่ายที่ช่วยกัน. ฉะนั้น ต้องนึกถึงว่า เรา ต้องเป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน แม้ เขาจะรวยกว่าเรา หรือเขาจะจนกว่าเรา เราก็ต้อง ประพฤติต่อกันให้ถูกต้อง ; การเป็นครูก็จะง่ายขึ้น ถ้าเราเป็นเพื่อนที่ดี.

น.49 ๓๓ เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ นี่ไม่อยาก จะเอามะพร้าวมาขายสวน ในวิทยาลัยก็คงสอนกันมาก แล้ว ; ถ้าโรงเรียนไหน วิทยาลัยไหนไม่ได้สอน เรื่องเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติเป็นอย่างไร ก็ เลิกได้ ยุบได้. เป็นพุทธมามกะที่ดีของพระพุทธเจ้า นี่เป็น เรื่องทางจิต ทางวิญญาณ สูงขึ้นไปอีก ต้องไปศึกษา โดยเฉพาะ ; เห็นคุณค่าของพระพุทธเจ้าโดยแท้จริง จึงมีศรัทธา มีความเลื่อมใส มีการถือเอาเป็นสรณะ โดยแท้จริง ไม่มีทางที่จะทำให้ผิดไปจากคำสอนของ ท่านได้ ; ปฏิบัติตามนั้นอยู่จนสิ้นชีวิต. อย่างนี้ เรียกว่าเป็นพุทธมามกะที่ดีของพระพุทธเจ้า หรือว่า เป็นสาวกที่ดีของพระศาสดาแห่งศาสนาที่ตนถืออยู่. ใน ๕ คำนี้ขอให้ช่วยจำไปด้วย เป็นบุตรที่ดี เป็นศิษย์ที่ดี เป็นเพื่อนที่ดี เป็นพลเมือง ที่ดี เป็นสาวกที่ดี แล้วการเป็นครูจะง่าย ที่สุด เพราะทั้งเนื้อทั้งตัวจะเป็นครูไปหมด.

น.50 ๓๔ การสอนแต่ปาก ที่เนื้อที่ตัวไม่มีการทำเป็น ตัวอย่างที่ดี ก็เรียกว่าเป็นครูเครื่องจักรชนิดหนึ่ง สอน หนังสือเพียงอย่างเดียว. ถ้าเป็นครูอย่างที่ว่า เป็น มนุษย์ที่ดี ดังที่แจกไว้ว่าเป็นบุตรที่ดี ศิษย์ที่ดี เพื่อน ที่ดี พลเมืองที่ดี สาวกที่ดีแล้ว เป็นการสอนทั้งเนื้อ ทั้งตัว สอนอย่างยิ่ง สอนตลอดเวลา; นั่นแหละ เป็นครูแท้ เป็นปูชนียบุคคลแท้ โดยอัตโนมัติ. นี่จะสูงไปหรือไม่ ก็ไปคิดดู. บางคนอาจจะคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ เราไม่ต้องทำ ให้ดีมากถึงอย่างนั้น ; นั้นเรียกว่าคนนั้นยังไม่สมบูรณ์- แบบ, คน ๆ นั้นไม่เป็นคนที่สมบูรณ์แบบ, ไม่ เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ เขาจึงไม่ยอมรับเอาระบบ ปฏิบัติที่สมบูรณ์แบบ. เดี๋ยวนี้เราพูดกันถึงการศึกษา ที่สมบูรณ์แบบ สำหรับมนุษย์ที่เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์- แบบ ซึ่งจะมีประโยชน์สูงสุดแก่โลก.

น.51 ๓๕ เรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่ให้ คือการศึกษา ทีนี้จะพูดถึงสิ่งที่ให้ คือการศึกษา กันต่อไป พูดถึงการศึกษา มันก็มีเรื่องมาก จะว่ากันในเวลา อันสั้นก็พูดได้แต่หัวข้อ ; อยากจะพูดอย่างที่ว่า เมื่อ มนุษย์มีใจสูง แล้วก็มองดู อย่างที่เรียกว่า การศึกษา หมดทั้งสิ้นทั้งโลก แล้วก็จะพบว่า มีการศึกษาอยู่ ๒ ประเภท คือ การศึกษาที่เป็นทาสของกิเลส และ การศึกษาที่ไม่เป็นทาสของกิเลส. ในโลกสมัยปัจจุบันนี้ โดยทั่วไปแล้ว ต้อง ยอมรับว่า มีแต่การศึกษาที่เป็นทาสของกิเลส คือ ไปตามอำนาจแห่งกิเลสของคนที่จัดการศึกษา หรือ คนที่ศึกษาเองก็ตามใจ. การศึกษาเป็นทาสของกิเลส ก็หมายความว่า ไปตามความอยาก ไปตามความต้อง การของตน ๆ ; บางทีเป็นเอามากจนถึงกับว่า ทำ ให้เกิดเห็นแก่ตัวจากการศึกษานั่นเอง อย่างนี้เรียกว่า การศึกษาที่เป็นทาสของกิเลส.

น.52 ๓๖ การศึกษาที่ไม่เป็นทาสของกิเลส ก็คือ สอนให้คนรู้จักบังคับกิเลส บังคับตัว ไม่เห็นแก่ ตัว ; มันจะกระเดียดไปในทางการศึกษาทางศาสนา เสียหมด แต่สมัยโบราณเขายังเอามาสอนเป็นหลัก : เกี่ยวกับการศึกษานี่ ต้องทำลายการเห็นแก่ตัว ต้อง บังคับตัว บังคับกิเลส เป็นสุภาพบุรุษที่ไม่มีความเลว ทราม ในการประพฤติปฏิบัติ. การศึกษาในโลกสมัยสัก ๒๐๐ - ๓๐๐ ปีมาแล้ว นิยมอย่างนั้นมาก นิยมความไม่เป็นทาสของกิเลส กันมาก เพราะเป็นการศึกษา ที่จัดโดยนักบวชในทาง ศาสนาเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนา ก็ทำเป็นแต่อย่างนั้น พอมาถึงสมัยปัจจุบันนี้ โลกเจริญแต่ทางวัตถุ ; คน ชะเง้อหาวัตถุ ก็ มุ่งไปแต่ทางที่จะได้วัตถุ จึงตกเป็น ทาสของกิเลส ไม่ใคร่จะมองไปในทางดี ทางถูกต้อง ตามแบบของศาสนา, จนกระทั่งถึงยุคปัจจุบันนี้ ซึ่ง แยกศาสนาออกไปเสียจากการศึกษา ก็เลยเป็นการ ศึกษาที่ประหลาดที่สุด.

น.53 ๓๗ สมัยก่อนเขาแฝดกันอยู่ การศึกษากับ ศาสนาศึกษาพร้อม ไปในคราวเดียวกัน : มหาวิทยาลัย เคมบริดจ์ อ๊อกสฟอร์ด เป็นตัวอย่าง เป็นโรงเรียน ราษฎร์ของพวกพระเขาจัดขึ้น ; เพราะฉะนั้น การ ศึกษาเป็นไปในรูปของศาสนามาก คือการเป็นสุภาพ บุรุษที่ถูกต้อง. ต่อมารัฐบาลจัดเอง ก็เปลี่ยนรูปมา หาประโยชน์จำเป็นทางเศรษฐกิจ ทางอะไรมากขึ้น ๆ ทีนี้การศึกษาของศาสนาก็หมุนตามกันอำนาจความ ต้องการในปัจจุบัน ก็เปลี่ยนไป ๆ จนกระทั่งมีศาสนา เหลือน้อย หรือไม่มีเลย ก็เรียกว่า แยกเอาศาสนา ออกไปจากการศึกษา. ประเทศไทยเราก็เหมือนกัน เดี๋ยวนี้เรายิ่งจัด การศึกษาอย่างตามกันพวกฝรั่งละก็ เพื่อผลทางวัตถุ ทั้งนั้น เพื่อความเจริญก้าวหน้ารวดเร็ว ในการแสวง หาประโยชน์ทางวัตถุ ที่เรียกว่า เศรษฐกิจบ้าง อะไร บ้าง, เรื่องศาสนา เรื่องศีลธรรม ไม่ได้รวมอยู่ใน การศึกษา,

น.54 ๓๘ นี้เป็น โชคร้ายของมนุษย์ในโลก ที่แยก ศาสนาออกไปเสียจากการศึกษา เมื่อเร็ว ๆ นี้สัก ๑๐๐ ปีมานี้ ; เดี๋ยวนี้ยิ่งเป็นแรงขึ้น ๆ การศึกษาที่จัดโดย รัฐบาลเป็นอย่างนี้เต็มตัว. การศึกษาที่จัดโดยองค์- การทางศาสนา ก็ยังมีเรื่องของศาสนาเหลืออยู่บ้าง ; แต่เดี๋ยวนี้ก็ไปตามกันฝรั่งหมดแล้ว มันก็เลยหมดกัน มีแต่การศึกษาที่เป็นไปตามอำนาจของกิเลส หรือการ ศึกษาที่อยู่ใต้อำนาจของกิเลส. นี่ เราดูกันโดยวงกว้าง ๆ ว่า : การศึกษา สมบูรณ์แบบของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้ว ก็มาอยู่ในมือของครูบาอาจารย์ มันก็เปลี่ยนมาอย่างนี้. เราก็ควรจะนึกถึงว่า มนุษย์ที่อยู่ไม่ได้ โดย ลำพังแต่วิชาความรู้ แต่ ปราศจากความถูกต้องใน ทางพระธรรม ในทางศีลธรรม ในทางศาสนา ; เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าไม่มีอยู่ในหลักสูตรของ กระทรวง เราก็ทำได้ คือให้การศึกษาชนิดที่เกี่ยวกับ

น.55 ๓๙ ศีลธรรม ทางธรรม ทางศาสนา ตามที่เราได้เรียน มาอย่างที่พูดกันในวันนี้ ว่าอุตสาห์มาจนถึงที่นี่ ก็ไม่ มีอะไรจะให้ นอกจากเรื่องของพระธรรม ของพระ ศาสนา ของศีลธรรม เพื่อจะเอาไปใช้อบรมสั่งสอน ให้ลูกเด็ก ๆ เขามีนิสัย จิตใจ น้อมมาในทางธรรม ก็จะเป็นการศึกษาที่ไม่เป็นทาสของกิเลสมากเกินไป. เดี๋ยวนี้โลกกำลังกลัว : กลัวความไม่เจริญ ทางวัตถุ กลัวจะพ่ายแพ้ผู้อื่นทางวัตถุ ก็ทุ่มเทกันแต่ การศึกษา เพื่อผลทางวัตถุเท่านั้น. เราเป็นครู เรา คงไม่มีอำนาจ ไม่มีอภินิหารอะไรที่จะบันดาลการศึกษา ได้ตามความต้องการอันนี้ ; แต่เราก็ยังมีส่วนที่ ทำได้ ตามสมควร : ให้การศึกษาชนิด ที่ทำให้จิตใจสูง ให้วิญญาณสูง เป็นผู้นำในทางวิญญาณ เรียกว่าเป็น การให้การศึกษาที่ถูกต้อง คือว่าสมบูรณ์แบบ. คำว่า "ศึกษา" ภาษาไทย มาจากคำว่า ศิกฺษา ในภาษาสันสกฤต, และคำว่า สิกฺขา ในภาษา

น.56 ๔๐ บาลี. ตัวรากศัพท์แท้ ๆ คำว่า สิกฺขา ธาตุตัวนี้ ภาษาบาลีเขาออกความหมายให้เป็นว่า วิชฺโช ปาทาเน- การถือเอาได้ซึ่งวิชชา. ที่ว่าวิชชา อย่าเข้าใจว่าเป็น เพียงหนังสือหนังหา หรือวิชาความรู้ทางหนังสือ หนังหา. ถ้าเป็นเรื่องจิต เรื่องวิญญาณ มันไม่ใช่เรื่อง หนังสือหนังหา; เป็นความสว่างทางจิตใจ ให้รู้จัก ดับทุกข์ได้. ถ้าพูดว่า "วิชชา" ตามทางศาสนา โดยเฉพาะ ในพุทธศาสนานี้ เขาหมายถึง ดับทุกข์ได้ ก็เรียกว่า ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ถึงกับ ระลึกชาติได้, จุตูปปาต- ญาณ มองเห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ได้, อาสว- ขยญาณ -ทำอาสวะให้สิ้นได้ ; นี่เขาเรียกว่า วิชชา. การถึงได้ซึ่งวิชชา มันมีระดับนี้เป็นหัวใจ เป็นความ หมายที่สูงสุด. ส่วนที่รู้ วิชา เลข วิชาประวัติศาสตร์ ภูมิ- ศาสตร์ มัน เป็นรากฐานเบื้องต้น เป็นเรื่องโลกีย์ ๆ

น.57 ๔๑ อย่างเดียว ; ไม่ใช่ตามความหมายของคำว่า วิชชา. มันเป็นส่วนน้อย เป็นส่วนเบื้องต้น รู้เลข รู้หนังสือ ที่เรียกว่า วิชา ; แต่มัน ต่างไกล กันลิบ กับ วิชชา ที่จะรู้จักทำให้ความทุกข์มันหมดไป ไม่ให้มีเหลือ ในจิตใจ นั่นคือวิชชาแท้. “วิชชา" เป็นเรื่องทางศีลธรรม ที่สอนควบคู่ กันไป มันก็มีสิ่งที่ ให้ลูกเด็ก ๆ เขารู้จักทำจิตใจให้ถูก ต้องตามทางของพระธรรม นั่นวิชชาแท้ ; ส่วนสอน หนังสือ สอนเลข ก็สอนกันไป ตามที่กระทรวงเขา ต้องการ ; เพราะว่าเราเป็นลูกจ้างเขาในส่วนนี้. ถ้าดู ภายนอก เราก็เป็นลูกจ้างเขาในส่วนนี้ ทำตามความ ประสงค์เขา. แต่เราอาจจะทำให้มากกว่านั้น เป็น บุญกุศลส่วนของเรา คือว่าทำให้เด็ก ๆ เขามีนิสัยดี มีมรรยาทดี มีความรู้สึกสูง มีความปรารถนาสูง วิชชาแท้จริง มันอยู่ที่นั่น.

น.58 ๔๒ ครูให้การศึกษา ควรจะให้หมด ทั้งทางฝ่าย ภายนอก คือทางกาย ทางวาจา, และ ฝ่ายภายใน คือ ฝ่ายจิต ฝ่ายวิญญาณ, ฝ่ายสติปัญญา คือความคิด ความเห็น ; ให้ทั้งที่เป็นวิชาความรู้ เป็นหลักวิชา, และให้ทั้งส่วนที่เป็นการกระทำ คิดทำให้ดู ทำให้ได้ มันจึงจะได้ผล. เรื่องการศึกษาที่ไม่เป็นทาสของกิเลส นี้ เป็นเรื่องใหญ่ เกินความสามารถที่เราจะจัดได้ แต่ก็ ควรจะรู้ไว้ เพราะเผื่อว่าจะโชคดี มนุษย์จะเกิด เกลียดความทุกข์ เกลียดวิกฤตการณ์ อุปัททวะจัญไร ในโลกขึ้นมา ; เขาก็หมุนกันมาในทางนี้สักวันหนึ่ง การศึกษาก็จะเป็นการศึกษาที่สมบูรณ์ขึ้น. เรื่องเกี่ยวกับ ผู้รับ คือศิษย์ ทีนี้ มาดูถึงคำว่า ศิษย์ กันบ้าง, ผู้รับความรู้ ผู้รับการศึกษา ก็มีศิษย์ที่แท้จริง หรือ ศิษย์ที่สมบูรณ์ แบบ แล้วก็มี ศิษย์ที่ตรงกันข้าม เห็น ๆ กันอยู่.

น.59 ดูจะหาศิษย์ที่แท้จริงยากขึ้น ; เพราะวัฒนธรรม มันเปลี่ยน อิทธิพลตะวันตกหรืออะไรก็ตาม มัน เข้ามาเปลี่ยนระเบียบ เปลี่ยนระบบ เปลี่ยนความ มุ่งหมาย จะไม่มีความเป็นศิษย์กับความเป็นครูอาจารย์ กัน ; มันกลายเป็นว่า เป็นบุคคลที่มีความจำเป็น บังคับทั้ง ๒ ฝ่าย ให้อาศัยกัน : ศิษย์ก็อาศัยครู จะได้ความรู้ ครูอาจารย์ก็ให้ได้ทำงานอาชีพชนิดหนึ่ง; นี่เรียกว่าบุคคลจำเป็น ๒ ฝ่าย ต้องมาอาศัยกัน. ถ้าอย่างนั้น ไม่ตรงตามความหมายของคำว่าศิษย์ ใน ภาษาบาลี ภาษาอินเดียผู้เป็นเจ้าของคำ ๆ นี้. ถ้านึกถึงคำว่า ศิษย์ แม้จะเอาเพียงให้เชื่อฟัง ; คำว่า ศิษย์ แปลว่า ผู้เชื่อฟัง, ผู้ศึกษาตามหรือผู้เชื่อ ฟังก็ยังมีความหมายมากกว่าที่เป็น ๆ กันอยู่ในเวลานี้. เด็ก ๆ เขามาโรงเรียนเพราะความจำเป็นบังคับ : ผู้ใหญ่บังคับให้เรียน, เขาถูกบอกว่า เขาเรียนแล้ว เขาจะได้เงินใช้ จะได้สบาย จะได้สนุกสนาน

น.60 ๔๔ อย่างนี้ เจตนาที่จะเชื่อฟัง ที่จะศึกษานั้น มันมิได้ มี. มันมีแต่ความจำเป็นอย่างหนึ่ง บังคับให้เขาทำ ไปตามนั้น เพื่อว่าจะสอบไล่ได้ แล้วรับผลเป็นเงิน เป็นวัตถุ; ศิษย์ที่แท้จริงมันจึงไม่มี. เราควรจะเปรียบเทียบกันดูได้ จากบท ธรรมที่เขาถือปฏิบัติกันมา : ถ้าเป็นครูต้องทำต่อ ศิษย์อย่างไร, ศิษย์จะต้องทำต่อครูอย่างไร, ที่พระ พุทธเจ้าตรัสไว้เองก็มี. ในหมวดคิหิปฏิบัติ คงจะ เคยเรียนมาแล้ว เคยผ่านมาแล้ว; นี่จะเอามาพูดอีก เฉพาะที่เป็นใจความสำคัญ :- ศิษย์ถ้า เป็นศิษย์ที่ดี จะต้องเคารพ จะต้อง รับใช้ จะต้องเชื่อฟัง จะต้องช่วยเหลือ จะต้องเรียนดี ; นี้ตามที่ พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ ในสิงคาโลวาทสูตร. เขาจะต้องเคารพ เขาจะต้องรับใช้ เขาจะต้องเชื่อฟัง เขาจะต้องช่วยเหลือ และต้องเรียนดี ; เคารพมาก่อน ถ้าไม่เคารพ มันก็จะไม่เป็นศิษย์ได้.

น.61 ศิษย์จะเคารพครู หรือไม่เคารพครู ก็ ลองสังเกตเอาเอง เคารพมาก เคารพน้อยก็สังเกต เอาเอง ; แต่ถ้าเป็น สมัยโบราณ ศิษย์เคารพครูอย่าง ยิ่ง เพราะเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี เป็น วัฒนธรรม ที่เขาทำกันไว้ดี ฉะนั้น เด็กที่เป็นลูก ศิษย์ เคารพครูเต็มที่. รับใช้ เดี๋ยวนี้จะหายาก เพราะต่างคนต่างมี ประโยชน์ของตัว. การศึกษาที่จัดอย่างโง่เขลา ไม่ เปิดให้ศิษย์มีโอกาสรับใช้ครู หรือรับใช้โรงเรียน เขา มีภารโรง มีอะไร ๆ ให้รับใช้ไปเสียหมด เด็ก ๆ ก็เลย โง่ในการรับใช้ครู เป็นการศึกษาที่ผิดมาก หรือเลว มากสำหรับยุคนี้ ไม่จัดให้ลูกศิษย์มีโอกาสรับใช้ครู. สำหรับ เชื่อฟัง นั้น ยิ่งต้องการอย่างยิ่ง แยก ออกมาจากคำว่า เคารพ เคารพก็เคารพ ในความ หมายอย่างหนึ่ง เชื่อฟังนี่คือทำตาม . ที่ว่า ช่วยเหลือ อุปัฏฐาก นี้หมายความว่า เหมือนเป็นเพื่อนร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตาย : ครูช่วย

น.62 ๔๖ เหลือศิษย์ ศิษย์ช่วยเหลือครู แม้กระทั่งการเจ็บ การ ไข้ การอะไรก็ตาม การอันตรายอะไรต่าง ๆ นี้ ต่าง ช่วยเหลือกัน. เรียนดี รวมเป็น ๕ ข้อ เป็นหน้าที่ที่ศิษย์ ที่ดีจะต้องประพฤติต่อครูที่เรียกว่า ศิษยธรรม - ธรรม สำหรับศิษย์ก็ได้. ข้างฝ่ายครู ท่านตรัสเอาไว้ ๕ ข้อเหมือนกัน : อบรมดี ให้เรียนดี ไม่หวงวิชา ยกย่อง คุ้มครอง ; นี่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ สำหรับครูที่ดี. อบรมดี และให้เรียนดี นี้มันไม่เหมือนกัน : ให้เรียนดีคือให้วิชา, อบรมดี คือการอบรมมรรยาท อบรมศีลธรรม อบรมอะไรต่าง ๆ ในทางเรื่องวิญญาณ มากกว่า. ไม่หวงวิชา นี่เพราะว่าเมตตารักใคร่ มีวิชา เท่าไร จะสอนให้สุดความสามารถ ให้เป็นลูกศิษย์ ที่มีความรู้ถึงที่สุด.

น.63 ๔๗ ยกย่อง นี้ก็ดูจะเรียกว่าความอบอุ่นเวลานี้ ให้ เกิดความรู้สึกที่ผูกพันกันอย่างยิ่ง. ทีนี้ข้อสุดท้าย คุ้มครอง อย่าให้เกิดอันตราย ทางกาย ทางจิต ทางอะไรต่างๆ จนตลอดชีวิตด้วย ซ้ำไป. ๕ ประการนี้เป็นธรรมะของครู เปน คุรุธรรม เป็นธรรมของครู ที่ต้องมีต่อศิษย์, แล้วศิษย์ก็มี ศิษย ธรรม - ธรรมสำหรับศิษย์ที่จะประพฤติต่อครู ก็เลยมี ความเป็นศิษย์ เป็นครูที่ดี แล้วการศึกษามันก็ดี และ การศึกษานั้นจึงสมบูรณ์แบบที่สุด ไม่เป็นอย่างที่ว่า ขอไปที ความจำเป็นบังคับ เราต้องการอย่างอื่น. เราไม่ได้ต้องการความเป็นศิษย์ที่ดี เป็นครูที่ ดีตามอุดมคตินั้น; นี้เราจึงพบว่าเกิดศิษย์ปลอม หรือว่าศิษย์ที่แท้จริงขึ้นมาอีก. ศิษย์ที่แท้จริงก็ประ- กอบด้วยคุณธรรมอย่างที่ว่า เคารพครู เชื่อฟังครู อะไรทุกอย่าง ; ส่วนศิษย์ปลอมก็เป็นพวกที่พูดกัน

น.64 ๔๘ ไม่รู้เรื่อง. ส่วนใหญ่ที่พูดกันไม่รู้เรื่อง คงจะเคย สังเกตเห็นกันมาแล้ว; เป็นศิษย์ผีสิง พูดกันไม่รู้ เรื่อง เป็นลิงทะโมน กระทั่งเป็นอะไรต่าง ๆ ดูเอา ตามหน้าหนังสือพิมพ์ นี่เป็นศิษย์ปลอม. สมัยนี้ มันมากขึ้น ๆ ๆ ก็ไม่มีคำว่า ศิษย์ มันมีคำว่า "คน ที่มีความจำเป็นบังคับ ให้มาเกี่ยวข้องกันเท่านั้นเอง". ทีนี้เมื่อได้พูดครบทั้ง ๓ อย่าง คือ ครู - ผู้ให้, การศึกษาคือสิ่งที่ถูกให้, และ ศิษย์คือผู้ที่รับ, และ มันก็มาสัมพันธ์กันเป็นวงกลม. ถ้าเป็นชั้นดี ก็เป็น ครูดี ศิษย์ดี การศึกษาดี เป็นวงกลมที่คุ้มครองคน ทุกคนให้ปลอดภัย. ถ้าเผอิญเป็นศิษย์เลว หรือ เป็นครูเลว อะไรก็ตาม การศึกษามันก็เลว มันก็ เป็นวงกลมอีกนั่นแหละ : พอลูกศิษย์เลวขึ้นมา โต ขึ้นมันก็เป็นครูที่เลว ให้การศึกษาที่เลว ก็มีศิษย์ที่ เลว ๆ ลงไป แล้วก็เป็นการทำให้สังคมมนุษย์นี้เลว ลงไป.

น.65 ๔๙ ขออย่าเห็นเป็นของเล็กน้อย ที่ว่าวงกลมนี้ จะไม่เกิดขึ้น : ถ้าเราได้ครูที่ดี มันก็เป็นวงกลมที่ คุ้มครองได้ ; ถ้าเราได้ครูที่ไม่ดี มันก็เป็นวงกลม ที่คุ้มครองอะไรไม่ได้ มีแต่หมุน หมุน ไปในทางเลว ทีนี้มองให้เห็นว่าการที่ได้ อาชีพเป็นครู นี่ ควรจะถือว่ามีบุญมีกุศลอยู่ในการกระทำนั้น ; อา- ชีพอย่างอื่น เช่นว่า ค้าขาย เราก็ได้เงิน เราก็พอ ใจ แต่ไม่ได้บุญ. ถ้าอาชีพครูนั้นก็ได้เงินเลี้ยงชีวิต ในส่วนที่เป็นอาชีพ ; แต่อีกส่วนหนึ่งซึ่งดีกว่า สูง กว่า คือได้บุญ ได้กุศล ก็เป็นการยกวิญญาณให้สูง ขึ้น ให้ปลอดภัย ทำหน้าที่อย่างเดียวกับพระพุทธเจ้า. นี่อยากจะขอร้องว่า อย่าให้เป็นครูเพียง เลี้ยงชีวิตไปวันหนึ่ง ๆ ; นั่นมันเป็นเรื่องแฝงอยู่ เป็นเรื่องเล็กน้อย ; ให้เป็นว่า เป็นครูนี้น่ะมีโชคดี ได้โอกาสทำอาชีพ หรือหน้าที่ดีที่สูงสุด ซึ่งตีค่าไม่ ได้. การที่เราทำให้คนเป็นคนดี นี้เขาตีค่าไม่ได้ ;

น.66 ๕๐ เขาไม่ตีค่า เพราะมันเกินกว่าที่จะตีค่า ; อาชีพครู จึงเป็นอาชีพที่ได้บุญ ก็ควรจะพอใจ. ครูควรจะนับถือเคารพอาชีพนี้ ซึ่งเหมือน กับพระ, พระก็คือผู้ทำหน้าที่นำทางวิญญาณ แต่มัน ไกลหรือสูงไปกว่าครู ; แต่ถึงอย่างไร ก็ทำหน้าที่ นำทางวิญญาณเหมือนกัน. อาชีพพระก็คือว่า เขา ใส่บาตรให้ ครองจีวร บิณฑบาต ถือเอาอาสนะเภสัช ที่เขาให้ ก็ไม่มีปัญหาในเรื่องที่จะทำอาชีพ เพราะเป็น อาชีพอยู่ที่เขาให้ แล้วก็เป็นหน้าที่ทางวิญญาณ ให้สัตว์ ทั้งหลายมีแสงสว่างออกจากทุกข์ได้. นี่ครูก็เหมือนกัน โดยหลักเกณฑ์อันนี้ ครูก็ เป็นพระชนิดหนึ่งเหมือนกัน ; เพียงแต่ว่าอาชีพ นั้นมาจากประชาชนให้ หรือว่าโลกเขาให้ เขาจัดมา ให้ในรูปที่เป็นเงินเดือน ของผู้จัดการ ของรัฐบาล ของกระทรวง ; ถ้าเราไม่ลุ่มหลงในส่วนนั้น เราก็ รับเป็นเพียงเครื่องประทังชีพ และทำหน้าที่ที่ประเสริฐ

น.67 ๕๑ ที่สุด มีค่าสูงสุด อย่างเดียวกับพระ คือว่านำในทาง วิญญาณ. นี่เอามาเล่าให้ฟัง ที่อาตมาถูกด่า ถูกเขาล้อ ถูกเขาด่า ที่พูดว่าครูก็เป็นพระ ; เดี๋ยวนี้ต้องพูด ยังไม่ถอนคำพูดนี้ เพราะว่าครูเป็นอย่างนั้นจริงๆ : ครูเป็นผู้เปิดประตูให้สัตว์ออกมาจากคอกที่มืด เล้า ที่มืด. ฉะนั้นการศึกษาที่สมบูรณ์แบบ ต้องมีครู อย่างนี้ มีศิษย์อย่างนี้ มีการศึกษาอย่างนี้ ; ถ้า เป็นเรื่องทำมาหากินในโลก ก็คือ หน้าที่ของท่าน ทั้งหลายที่กำลังจะออกไปเป็นครู ; ถ้าเป็นเรื่องสูงสุด ของมนุษย์ ก็คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่อยู่ในรูปของการศึกษาที่สมบูรณ์แบบ ทางจิต ทาง วิญญาณของมนุษย์ ตลอดอนันตกาล, เป็นของ สิ่งที่มีชีวิตในระดับสูง ที่เรียกว่า มนุษย์จะได้ปลอดภัย. การศึกษาที่สมบูรณ์แบบ จะมีผลสูงสุดเหลือ ที่จะพรรณนา หรือว่าเหลือที่จะตีราคาอะไรได้ : จะ

น.68 ๕๒ สร้างมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ แต่ละคน ๆ จะเป็นมนุษย์ ที่สมบูรณ์แบบ, จะสร้างประเทศชาติที่ดี ที่สมบูรณ์ แบบ, แล้วก็จะสร้างโลกทั้งโลกให้เป็นโลกที่ดี ที่ สมบูรณ์แบบ คือสมบูรณ์ด้วยศีลธรรม คือความสงบ สุข. นี่เรียกว่า การศึกษาที่สมบูรณ์แบบ เป็นหัวข้อ สำหรับพูดกันที่มีการแยกให้เห็นชัด ในส่วนที่ว่า มันเป็นวงกลมที่ไม่มีที่สิ้นสุด ที่จะคุ้มครองโลกตาม ระดับ แล้วแต่ว่าจะเป็นการศึกษาในระดับไหน. นี่วันแรกที่พูดก็คือ หัวข้อคร่าว ๆ ย่อ ๆ ทั่ว ๆ ไป ของคำว่า "การศึกษาที่สมบูรณ์แบบ" หมายถึง พระรัตนตรัยที่มีอยู่ในลักษณะที่คุ้มครองโลก อย่าง กับว่าเป็นวงกลมที่คลอดออกมาไม่มีที่สุด : พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, พระสงฆ์กลายเป็นพระพุทธ มีพระธรรม, เมื่อกลายเป็นพระพุทธ ก็มีพระ- ธรรม พระสงฆ์. ท่านทั้งหลายที่จะเป็นครู ก็เป็น ครูที่ดี ให้การศึกษาที่ดี มีลูกศิษย์ที่ดี, ลูกศิษย์ที่ดี ก็เป็นพลเมืองดี เลยให้การศึกษาที่ดี, จึงไม่มีที่สิ้น

น.69 ๕๓ สุดด้วยเหมือนกัน. นี่เราเรียกการศึกษาสมบูรณ์แบบ คือวงกลมที่จะคุ้มครองโลกไม่มีที่สิ้นสุด. ถ้ามีการศึกษาอย่างนี้ ก็นับว่าหมดปัญหา สำหรับมนุษย์ และตรงตามความหมายของคำว่า ศึกษา หรือ สิกขา วิชฺโช ปาทานํ - การถือเอาได้ซึ่งวิชชา , เป็นแสงสว่างหรือปัญญา สำหรับให้มนุษย์เดินไปให้ถึง ที่สุดจุดหมายปลายทางของมนุษย์ นั่นเอง. ขอให้กำหนดไว้เป็นเค้าโครง สำหรับพูดถึง เรื่องอันเกี่ยวกับการศึกษา ในการบรรยายต่อไป ครั้ง หลัง ๆ ด้วย. วันนี้ก็ขอยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้ก่อน.

น.70 คำบรรยาย พิเศษ ๒ ปัญหานานา ที่เกิดจาก การศึกษาไม่สมบูรณ์แบบ พุทธทาสภิกขุ บรรยาย ท่ามกลางชาววิทยาลัยครูสงขลา ณ สวนโมกข์ไชยา เมื่อ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๑๘ ———————— ท่านผู้เป็นครูอาจารย์ และที่จะเป็นครูบาอาจารย์ทั้งหลาย, การบรรยายครั้งที่ ๒ นี้ จะได้กล่าวโดยหัวข้อ ว่า ปัญหาหลายประการที่เกิดมาจากการศึกษาไม่สม- บูรณ์แบบ เราได้พูดกันถึงเรื่องการศึกษาที่สมบูรณ์ แบบมาแล้ว พอเป็นที่เข้าใจกันได้ ทีนี้ จะพูดถึง การ ๕๔

น.71 ๕๕ ศึกษาที่ไม่สมบูรณ์แบบ มันจะนำมาซึ่งปัญหา อะไรบ้าง. การพูดนี้เป็นความเห็น หรือเป็นสิ่งที่ เคยสังเกตมา แล้วก็รู้สึกอยู่ และเป็นเรื่องทั่วไปทั้ง โลก ไม่เฉพาะประเทศไทยเรา. ความเป็นครู นั้น เป็นเรื่องของโลก เป็น เรื่องของมนุษย์เป็นส่วนรวม ; ถ้าเราจะพูดว่า สถาบันของครู ก็หมายถึงครูทุกคนในโลก ที่กำลังนำ โลกไปอย่างไร. โลกนี้มันถูกสร้างขึ้นด้วยการ ศึกษานั่นเอง ; ไม่ลึกซึ้งอะไร ที่จะมองให้เห็นว่า โลกนี้มันสร้างขึ้นจากการศึกษา คือคนเราได้รับการ ศึกษาอย่างไร ก็ทำไปตามที่ได้รับการศึกษามา เพราะฉะนั้น โลกมันก็อยู่ในสภาพอย่างนั้น จึงเรียก ว่า การศึกษาเป็นสิ่งที่สร้างโลกขึ้นไม่ผิดเลย. ดัง นั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ไม่ใช่เรื่องอาชีพของ คน ๆ หนึ่ง ซึ่งทำงานหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ไปด้วย การสอนหนังสือ. ขอให้มองเห็นให้กว้าง ให้ไกล ว่า ครูเป็นสถาบันที่ใหญ่ที่ครอบโลก เหมือนกับ

น.72 ๕๖ สถาบันอื่นบางอย่าง : เช่น สถาบันตุลาการ เป็น สถาบันที่รักษาความเป็นธรรม หรือกฎหมายของโลก, เป็นสถาบันอันหนึ่งซึ่งใหญ่มาก. แต่คิดว่าไม่ใหญ่ เท่าสถาบันของพวกครูบาอาจารย์ ที่เป็นผู้อำนวยการ ศึกษา ; เพราะว่ามันปั้นโลกได้เต็มที่ ถ้าการศึกษา ผิด โลกนี้ก็เป็นโลกของมนุษย์ที่ผิด ถ้าการศึกษาถูก ก็เป็นโลกที่น่าดู. ความหมายอันลึกของการศึกษา เมื่อพูดถึงการศึกษา เราก็จะนึกถึงเรื่อง ของมนุษย์ทั้งโลกมากกว่า ; การที่ท่านทั้งหลายมา ขอร้องให้อาตมาพูดอะไรสักอย่าง สองอย่าง ในชั่ว ระยะเวลานี้ ก็ไม่มีเรื่องอะไรควรพูด ยิ่งไปกว่า เรื่องที่จะช่วยให้เข้าใจความหมายของศึกษา และของ การเป็นครูบาอาจารย์ ให้ลึกซึ้งเท่านั้นเอง. เรื่อง นอกนั้นก็มีสอนกันอยู่แล้วทั่ว ๆ ไปในวิทยาลัย, ถ้า พูดโดยหลักวิชาแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องพูด. ฉะนั้น

น.73 ๕๗ จึงได้พูดไปในเรื่องของ อุดมคติ หรือสิ่งที่จะ เป็น เครื่องกระตุ้น ให้การงานของครูบาอาจารย์นี้เป็นไป อย่างเต็มที่ คือสูงสุด ตามความหมายของคำ ๆ นี้ สมที่เรียกว่า ครู เป็นผู้เปิดประตู หรือเป็นผู้นำ วิญญาณของสัตว์ ให้เดินไปถูกทาง. ในครั้งที่แล้วมา ได้พูดถึงการเปรียบเทียบว่า ครูเป็นสถาบันที่คุ้มครองโลก อย่างเดียวกับศาสนา คือที่อยู่ในรูปของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ : มีผู้ให้ธรรมะ - มีธรรมสำหรับให้ - แล้วก็มีผู้รับเอา ธรรมะไปปฏิบัติ - แล้วก็ให้กันต่อไปอีก อย่างไม่มีที่ สิ้นสุด. บางคนอาจจะคิดว่า นี่จะประจบพวกครู เกินไปแล้ว หรือว่าให้เกียรติพวกครูเกินไปแล้ว; แต่ พูดไปตามความรู้สึกที่แท้จริง ตามที่มองเห็น อย่างที่ว่า ครูเป็นผู้สร้างโลก. ทีนี้บางคนอาจจะคิดว่า การมาพูดกับครูเป็น รายบุคคล หรือครูที่ยังเยาว์วัยอยู่อย่างนี้ มันจะมี

น.74 ๕๘ ประโยชน์อะไร ? ก็อยากจะพูดว่า เป็นการดี ที่จะ พูดให้รู้กันเสียตั้งแต่ต้น ตั้งแต่แรกเริ่ม มันจะได้ติด อยู่ในใจ มันจะได้เจริญงอกงาม แล้วก็ฝังอยู่ในใจ ตลอดเป็นเวลานาน ให้เป็นการเข้าใจที่ถูกต้อง ไปเสีย ตั้งแต่ทีแรก เพราะมาเป็นครูนี้จะได้ไม่เสียใจทีหลัง. ครูจะรู้จักทำตนให้เป็นครูที่สมบูรณ์แบบไม่สายเกินไป มันควรรู้ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีอย่างนี้ เหมือนกับว่า เป็นการหว่านเมล็ดพืชลงไปในจิตใจ สำหรับงอกงาม ขึ้นมาเป็นครูที่สมบูรณ์แบบ. ขอให้รับเอาไว้ใน ลักษณะอย่างนี้ก่อนก็ได้ ถ้ายังไม่ชอบ หรือไม่วางใจ ที่จะเคารพนับถือตัวเองมากถึงอย่างนั้น. ในเรื่องอายุนี่ ว่ากันไม่ได้ บางทีอายุมาก หัวหงอกแล้ว ไม่รู้ประสีประสาอะไร ยังเป็นเด็ก ๆ อยู่ ไม่มีสติปัญญาพอที่จะเข้าใจเรื่องของอุดมคติได้ เมื่อ ถือว่า ครูบาอาจารย์เป็นคนมีปัญญา อบรมมาอย่าง เป็นคนมีปัญญา ก็ ควรจะพูดเรื่องที่เป็นอุดมคติกัน

น.75 ๕๙ ได้; อย่าให้ได้กลายเป็นครูผีเสื้อ ครูผีสิงอะไรเสีย ก่อน แล้วก็มานึกได้ทีหลัง มันสายเกินไป. ครูผีเสื้ออย่างที่พูดมาแล้ว นั้นมีเสื้อสวย ๆ มาก เกินไป สำหรับแต่งตัวอวดคนอื่น ; ถ้าเป็นไปนาน เกินไป มันก็อาจกลับไม่ได้. เพราะฉะนั้น อย่าเป็น เสียตั้งแต่ทีแรกนี่ จะดีกว่า, เป็นครูตามอุดมคติ ด้วย การจัด การศึกษาให้สมบูรณ์แบบ คือว่าการศึกษา ที่ไม่เป็นทาสของกิเลส. การศึกษาที่เป็นทาสของ กิเลสมันก็พาไปหาแต่เรื่องทางวัตถุ คนก็คอยแต่จะเอา เปรียบ ทำคอรัปชั่นบ้าง อะไรบ้าง ; นี่การศึกษาที่ เป็นทาสของกิเลส กระทั่งกิเลสของคนผู้นั้นเอง ใช้ การศึกษาเป็นเครื่องมือหาประโยชน์อย่างไม่ถูกต้อง ตามทำนองคลองธรรม. การศึกษาที่เป็นทาสของกิเลส นี่เป็นการ ทำลาย : สร้างโลกที่เลวขึ้นมา. ถ้าครูเรารู้หลัก เกณฑ์เหล่านี้ไว้ตั้งแต่ทีแรกรู้จุดหมายปลายทางว่า การ

น.76 ๖๐ ศึกษาเป็นอย่างไร ; อาตมาเชื่อว่า จะดีมากทีเดียว จะได้เคารพ “เกียรติของครู" ว่า ได้ถูกเปรียบไว้กับ วงกลมของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่คุ้ม ครองโลก, เราเป็นครูหรือผู้ให้วิชา และมีผู้รับเอาไป สอนต่อ ๆ กันไป. นี่คือข้อความในครั้งที่แล้วมา. เพื่อจะชี้ให้เห็นการศึกษาที่สมบูรณ์แบบ ซึ่ง ก็ได้มาจากครู ที่เป็นครูสมบูรณ์แบบ, เป็นการศึกษา ที่ถูกต้อง หรือสมบูรณ์แบบ, แล้วก็มีลูกศิษย์ หรือ ผู้รับเอาไปอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นศิษย์ที่ดี ; ต่อมาก็ เป็นครูที่ดี แล้วก็ ให้ต่อไป เป็นวงกลมที่คุ้มครอง โลก ไว้อย่างไม่มีวันสิ้นสุด ; โลกนี้ก็จะเป็นโลกของ มนุษย์ หรือสัตว์ที่มีใจสูง เต็มไปด้วยสันติสุขส่วน บุคคล และสันติภาพโดยส่วนรวมของสังคม. นี่เรา จึงพูดเรื่องการศึกษาที่สมบูรณ์แบบ กันเสียให้เป็นที่ เข้าใจแจ่มแจ้ง.

น.77 ๖๑ อันตรายของการศึกษาที่ไม่สมบูรณ์แบบ ทีนี้เพื่อประกอบหรือสนับสนุนให้พอใจใน การศึกษาที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น จะพูดถึงโทษหรือ อันตรายของการศึกษาที่ไม่สมบูรณ์แบบ ให้เป็นที่เข้า ใจชัดเจนด้วยเหมือนกัน ; เราจะเรียกว่า ปัญหา ที่เกด มาจากการศึกษาที่ไม่สมบูรณ์แบบ ที่กำลังเป็นอยู่ทั่ว ๆ ไปในโลกนี้. ขอ อย่าได้ถือว่าเป็นเรื่องที่สูง หรือ ไกลเกินไป กว่าฐานะของเรา ในการที่ว่าเราจะมอง ดูโลก ให้เข้าใจโลก แล้วช่วยกันจัดโลกนี้ให้มัน เหมาะสม ซึ่งเป็นหน้าที่ของครูอยู่ ทั้งโดยตรงและ โดยอ้อม. เวลานี้ทั้งโลก กำลัง มีปัญหาอย่างเดียวกัน หมด ; คำพูดนี้มันเป็นคำพูดที่เล็งถึงโลกโดยส่วนรวม ไม่ใช่ว่าจะดูถูกเหยียดหยามตัวเอง หรือเหยียดหยาม คนไทย ประเทศไทย หรือการศึกษาของไทย เป็น การกล่าวไปตามที่เป็นจริงว่า เพราะเรามีการศึกษาที่

น.78 ๖๒ ตามก้นพวกฝรั่งตั้ง ๙๐% นิยมอะไร ๆ ทั้งหมดของพวก ฝรั่ง. ไปเรียนมา ไปขนเอามา อะไรก็ตาม มันเป็น การทำตามเขา เรื่องของเราจึงได้มีปัญหา; มันมีปัญหา อยู่ที่คน ที่เป็นผู้นำการศึกษาในโลก คือประเทศที่ เป็นประเทศที่ได้รับการยกย่องว่า มีเกียรติที่เป็นผู้นำ ในการศึกษา; แล้วก็ไปดู ไปเรียน ไปขน เอา มาจากที่นั่น, ความหมายของการพูดจานี่ก็มุ่งไปยัง ที่นั่น; ทั้งที่ว่าเราไม่มีอำนาจอะไร ที่จะไปแก้ไข เขา แต่เราจะดูให้รู้ สำหรับแก้ไขเรา. โลกมีปัญหาอย่างเดียวกัน ก็เพราะเหตุที่ ไปตาม ๆ กันไปหมด เป็นเหมือน ๆ กันไปทั้งโลก ; ยิ่งเดี๋ยวนี้ ยิ่งง่ายดายที่สุด : การไปรอบโลก ไป ได้ในเวลาอันสั้น ไปเอาอะไรมาที่ไหน เมื่อไรก็ได้ มันจึงเหมือนกันไปหมด. เมื่อเห็นว่า เราล้าหลัง เขา เราก็ตามเขา ; ถ้าเราไม่รู้เท่า เราก็ตามไป ทั้ง ๆ ที่มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะตาม มันก็เลยมีอะไร ๆ

น.79 ๖๓ เหมือน ๆ กันไปหมด. นี่คือปัญหาที่กำลังมีอยู่ใน โลกนี้ ซึ่งเหมือนกันไปหมด. ที่พูดนี้อาจจะใช้คำพูดที่ค่อนข้างฟังแล้ว มัน โสกโดกไปหน่อย แต่ก็ไม่มีคำอื่นที่ดีกว่านี้ ในการ ที่จะช่วยให้ฟังง่าย ๆ เข้าใจง่าย ๆ ; เดี๋ยวก็จะพูดถึง โลกที่มันอยู่ในสภาพที่ไม่น่าดู ใช้คำที่ไม่น่าฟังอีก. โลกที่อยู่ในสภาพที่ไม่น่าดู เดี๋ยวนี้ ศีลธรรมในโลกกำลังแฟบ นี่เป็น หัวข้อที่ฝากไว้ให้ช่วยดูช่วยคิดกันต่อไปว่า : ศีลธรรม มันแฟบ แทบจะเป็นโลกไม่มีศีลธรรม ; เมื่อ ศีลธรรมมัน แฟบ การศึกษามันก็ เฟ็ด ออกไปนอก ลู่นอกทาง. เมื่อการศึกษามันเฟ็ด ประชาธิปไตย มันก็ เฟ้อ เฟ้อจนไม่รู้ว่าความเป็นธรรมมีอยู่ที่ไหน ; เมื่อประชาธิปไตยมันเฟ้อ ยุวชนมันก็ ฟุ้ง . ตัว ฟ ทั้งนั้นเห็นไหม ยุวชนฟุ้ง คุณเข้าใจได้, คุณเข้าใจ มากยิ่งกว่าอาตมาเสียอีกว่า ยุวชนกำลังฟุ้งอย่างไร.

น.80 ๖๔ เมื่อยุวชนมันพุ่ง การปกครอง มันก็ เฟือน กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย, ประโยชน์อยู่เหนือกฎหมาย ความรอดตัวอยู่เหนือกฎหมาย, นี่การปกครองมัน ก็เฟือน. เมื่อการปกครองมันเฟือน การเมืองมันก็ ฟุบ : เดี๋ยวนี้เรามีการเมืองที่ฟุบ จนไม่เป็นที่ไว้วาง ใจของใคร ทั้งในประเทศนอกประเทศ. เมื่อการเมืองมันฟุบ สังคมมันก็ เฟะ : สังคม ไทยด้วย สังคมทั้งโลกนี้ด้วยกำลังเฟะ ; สังคมมัน เฟะ ทำให้เศรษฐกิจมัน ฟ่าม ไม่มีรส ไม่มีชาตอะไร ที่จะเป็นประโยชน์แก่มนุษย์. เศรษฐกิจมันปั่นป่วน และมันฟ่ามที่จะช่วยให้มนุษย์รุ่งเรืองมั่นคง ; เมื่อ เศรษฐกิจมันฟ่าม ศาสนาก็พลอย ฟั่น : ฟั่นเป็น เกลียวหลาย ๆ เกลียวยุ่งไปหมด เรียกว่า ศาสนากำลัง ฟั่น ฟั่นเฝือจนไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรกันแน่. เอา ไสยศาสตร์มาเป็นศาสนา เอาศาสนาแท้จริงไปทิ้งเสีย ที่ไหน หรือเอาไปเป็นประโยชน์แก่การเมือง ; นี่ เรียกว่าศาสนาฟั่นเฝือ.

น.81 ๖๕ เมื่อ ศาสนา มัน ฟั่น วัฒนธรรม มันก็ เฟี้ยว คือมันบ้า ; วัฒนธรรมมันกำลังเป็นบ้า เฟี้ยวไป ตามกระแสคลื่นลม ที่ไม่อยู่ในรูปแบบ หรือร่องรอย. วัฒนธรรมเฟี้ยวแล้ว ประเทศชาติมันก็ ฟอน , คือ มันถูกอะไรฟอนเหมือนกับหนอนมันเที่ยวไช ทะลุ ปรุพรุนไปหมด ; อย่างนี้เรียกว่าฟอน ประเทศชาติ มันกำลังฟอน. เมื่อประเทศชาติมันฟอน รัฐธรรมนูญมันก็ ฟาง มันเป็นกระดาษฟาง ไม่ใช่กระดาษข่อย เมื่อ รัฐธรรมนูญมันฟาง ความเป็นไทยมันก็ เฟื้อย เดี๋ยวนี้ เรามีความเป็นไทยที่เฟื้อยเจื้อยไป อย่างไม่เป็นตัวเอง. นี่ ๑๓ หัวข้อแล้ว จะมากเกินไปแล้ว พอ กันที ถ้าจำได้ก็ช่วยเอาไปคิด ช่วยกันแก้ไข. ศีลธรรมแฟบ - การศึกษาเฟ็ด - ประชา- ธิปไตยเฟ้อ - ยุวชนฟุ้ง - การปกครองเฟือน - การเมืองฟุบ - สังคมเฟ้อ - เศรษฐกิจฟ่าม -

น.82 ๖๖ ศาสนาฟั่น - วัฒนธรรมเฟี้ยว - ประเทศชาติ ฟอน - รัฐธรรมนูญฟาง - ความเป็นไทยก็เฟื้อย. ทั้งหมดนี้ เป็นเพราะการศึกษาไม่ถูกต้อง การศึกษา ไม่สมบูรณ์แบบ ไม่ตรงกับกฎของธรรมชาติ หรือ ที่พระเจ้าต้องการ. อย่าลืมนะ ขอเตือนไว้ด้วยว่า ไม่ได้พูดเฉพาะ เมืองไทย ; ประเทศไหนก็เหมือนกัน. ได้กล่าว มาแล้วว่า เรากำลังตามเขา เราก็ไม่ต้องรับผิดชอบ อะไรมาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะเราไปตามเขา ; ทั้งโลกที่เป็นผู้นำ ควรจะรับผิดชอบ. แต่นี้เราก็ ไม่ได้ไปคิดค่าเสียหาย อะไรจากใครได้ เราก็ต้องมา พิจารณาดู เพื่อจะช่วยตัวเราเอง ให้มันรอด :- ข้อที่ว่าศีลธรรมแฟบ ข้อที่ ๑. ที่ว่า ศีลธรรมแฟบ มันเกี่ยวข้อง มันเป็นเหตุผลกันและกัน กับการศึกษา : ถ้าการ ศึกษาถูกต้อง ศีลธรรมก็ถูกต้อง, การศึกษาสมบูรณ์

น.83 ๖๗ ศีลธรรมก็สมบูรณ์. เรายกเอาศีลธรรมขึ้นมาเป็นข้อ แรก ทั่วไปทั้งโลก; สิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมกำลังแฟบ จนถึงกับว่า คัดเอาออกไปเสียจากวงการศึกษา ไม่มี สอนในโรงเรียน ในวิทยาลัย ในมหาวิทยาลัย, สอน บ้างพอเป็นพิธี สำหรับนักเรียนจดใส่สมุดไป แล้ว ก็บีด. จะสอนศีลธรรมกันสักที ต้องแต่งบทละคร ขึ้นมาสักเรื่องหนึ่ง เอามาเล่นให้ดู ต้องง้อกันไปอย่าง นั้น คนจึงจะสนใจคำว่า ศีลธรรม, ต้องแต่งเพลง ร้องบ้าง ต้องสร้างหนังให้ดูบ้าง. มันโง่อย่างที่เกิน กว่าที่จะเรียกว่าโง่ : ไปลงทุนถึงขนาดนั้น แล้วก็ ไม่ได้อะไร ไม่ได้ประโยชน์ที่จะเกิดความรู้สึกทางศีล- ธรรมขึ้นในจิตใจ ; เพราะว่าเด็ก ๆ เขาก็ไป รับเอาแต่ ส่วนที่เป็นเรื่องของกิเลส ส่วนที่เป็น เรื่องศีลธรรม เขาไม่ได้รับเอามา. เมื่อเอาไปปนกันเข้า ก็ถูกคัด แยกออกไป เฉพาะส่วนที่มันปนมากับกิเลส; เหมือน การสอนเรื่องเพศศึกษา นี่เป็นความโง่ชนิดหนึ่ง

น.84 ๖๘ ที่ไม่รู้ว่าเด็ก ๆ มันจะคัดเลือกเอาแต่ที่เป็นเรื่องเพศ. ส่วนการศึกษาที่ไม่ถูกใจเขา มันเลือนหายไป ; มันไม่ ได้ผลอย่างนี้. เรื่องศีลธรรมนี่ ยังไม่รู้ว่าคืออะไร กันเสียมากกว่า. ศีลธรรม แปลว่า ธรรมที่ทำความปกติ หรือ ผลที่เป็นความปกติ หรือความปกติอยู่ตามธรรมชาติ; นี่เราเรียกว่าศีลธรรม. เดี๋ยวนี้เราไม่ได้ประพฤติสิ่งที่ จะช่วยให้เกิดความปกติ ; ถ้าเราไม่สอนกัน ก็เลยไป ทำสิ่งที่ตัวชอบใจ ตามชอบใจ จะปกติไม่ปกติก็ไม่รู้ มันจึงมีอาชญากรรมมากขึ้น เท่าที่ศีลธรรมลดลงไป. อีกทางหนึ่ง มัน มีเรื่องที่ยั่วยวนให้กิเลสมัน แก่กล้า ; เพราะว่าเดี๋ยวนี้ทั้งโลก เขาระดมทุ่มเท ความรู้ ความคิด หรือการผลิตอะไรต่าง ๆ ผลิตแต่สิ่ง ที่มันจะช่วยให้เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน บันเทิง เริงรื่น. เพราะมันขายได้ เพราะเขาต้อง การเงิน เขาจึงขวนขวายกันแต่ในด้านนี้ ; คนจึงหลง

น.85 ๖๙ กันแต่ในความสุขสนุกสนาน เพลิดเพลิน. ทาง ศาสนาเรียกกันว่า เรื่องทางเนื้อหนัง, เรื่องกิเลส เขาเรียกกันว่า เรื่องเนื้อหนัง ไม่ใช่เรื่องธรรมะ ไม่ ใช่เรื่องพระเจ้า. ทุกหนทุกแห่ง มันเต็มไปด้วยเรื่องยั่วยวน ทางเนื้อหนัง : มีแต่การสร้างขึ้นที่นั่น ที่นี่ ที่โน่น แล้วก็มีกิจกรรมที่เป็นไปเพื่ออย่างนั้น เต็มไปหมด ; ในเมืองไทย ในประเทศไหน เราก็เห็น ๆ กันอยู่ ถ้า เทียบกับเมื่อสมัย ๕๐ ปีมาแล้ว ก็น่าใจหาย ซึ่งสมัย ๕๐ ปีมาแล้ว มันหาไม่ค่อยจะได้, อ้ายสิ่งยั่วยวนให้ หลงใหลในเนื้อหนัง มันหาไม่ค่อยได้ ; เดี๋ยวนี้เต็ม ไปหมด จนล้น จนเอ่อไปหมด. ความมีศีลธรรม มันทนอยู่ไม่ได้ ค่อยๆ ละลายหายไป โดยไม่รู้สึกตัว ; เพราะความที่มัน ค่อย ๆ หายไปทีละน้อย ๆ นี่แหละ เราไม่ค่อยรู้สึก ก็ ไม่ได้ป้องกัน หรือไม่กลัว, มันจึงเป็นสิ่งที่น่ากลัว

น.86 ๗๐ อย่างยิ่ง คือมันต่ำลงไป มันทรามลงไป โดยไม่รู้สึก ตัว โดยไม่แสดงให้ปรากฏ. พอถึงขนาดที่มันเป็น อันตรายเต็มที่ มันปรากฏ นี่ก็แก้ไขไม่ทัน ; นี่สภาพ ของศีลธรรม มันเป็นอย่างนี้. ความเสื่อมศีลธรรม เข้ามาโดยไม่แสดง ให้เห็น ชั่ว ๒๐ ปี ๓๐ ปี นี่มันไกลมามาก จนเหลือ วิสัยที่ว่า ลูกเด็ก ๆ เขาจะต่อสู้ หรือต้านทานเอาไว้ ได้ มันก็ยอมแพ้แค่ชั่ว. คนโต ๆ ก็เหมือนกัน ไม่ สามารถจะต้านทานสิ่งเหล่านี้ไว้ได้ จึงยอมไป ตาม อำนาจของอบายมุข โดยเฉพาะเรื่อง กามารมณ์ เป็นเบื้องหน้า, แล้วก็เรื่องเมามายต่าง ๆ อย่างที่พระ พุทธเจ้าท่านตรัสเรียกว่า ประตูแห่งอบาย. ประตูแห่งอบาย คือ ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลาง คืน ดูการเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็น มิตร เกียจคร้านทำการงาน ; นี่มีในหนังสือแบบ เรียน ไปหาอ่านดู.

น.87 ๗๑ ศีลธรรมนั้นแฟบ ก็หมายความว่า มันเหลือ อยู่น้อยจนไม่มีเนื้อจะเหลือ มีอยู่แต่เปลือก คือเป็น เงา ๆ, หรือเป็นรูปแบบบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ ให้เป็นพิธี รีตอง ช่วยใครไม่ได้ ; นี่ศีลธรรมมันแฟบ เพราะ การศึกษาไม่สมบูรณ์ ถึงกับจะต้านทานศัตรูของ มนุษย์คือกิเลสไม่ได้. ศีลธรรมมันแฟบ เพราะการศึกษามันไม่สม- บูรณ์ ไม่มีครูที่ดี ไม่มีการศึกษาที่ดี ไม่มีศิษย์ที่ดี, หรือ ว่าถ้ามากไป ก็ไม่มีครูที่ถูกต้อง ไม่มีการศึกษาที่ถูก ต้อง ไม่มีศิษย์ที่ถูกต้อง ที่จะดำเนินการศึกษา ไป ให้ถูกต้องตามรูปแบบที่พระเจ้าต้องการ หรือที่กฎ- ธรรมชาติต้องการ. กฎธรรมชาตินั้นเฉียบขาด : ถ้าทำอย่างนี้ ต้องเกิดอย่างนี้, ถ้าทำอย่างนี้ ต้องเกิดอย่างนี้, ถ้า ทำอย่างนั้น ต้องเกิดอย่างนั้น ; นี่คือกฎธรรมชาติ เดี๋ยวนี้เราไปทำเข้าในลักษณะที่จะให้เกิดอย่างนี้ อย่าง

น.88 ๗๒ ที่อาชญากรรมเต็มไปหมดทั้งโลก ; ก็ไปอ่านดูเอาเอง ก็แล้วกันว่า อาชญากรรมอะไรบ้าง. ข้อที่ว่า การศึกษา เฟ็ด ข้อ ๒ ที่ว่า การศึกษาเฟ็ด คือมัน ออกนอก ลู่นอกทาง มันเอาออกไปนอกทาง ; เพราะว่าการ ศึกษาถูกจัดโดยบุคคลที่มีศีลธรรมแฟบ. เมื่อบุคคล ที่มีศีลธรรมแฟบ แล้วมาจัดการศึกษา การศึกษามัน ก็ต้องเฟ็ดออกไป นอกร่องรอยของธรรม หรือของ ศีลธรรม ; มันก็แน่นอนที่จะต้องเป็นไปตามความบีบ คั้นของกิเลส ซึ่งไปเป็นทาสของวัตถุนิยม. เราจึง มีการศึกษาชนิดที่ ทำให้ฉลาด เรียนแล้วทำให้ฉลาด สามารถ แต่แล้วเราก็ เห็นแก่ตัว; เพราะว่าตัวมัน พ่ายแพ้แก่กิเลส มันบูชาเรื่องสุขสนุกสนาน เอร็ด- อร่อย ที่ว่าเป็นเรื่องเนื้อหนัง โดยเฉพาะเรื่อง กามารมณ์ทั้งหลาย.

น.89 ๗๓ ผู้เรียนมุ่งเพื่อประโยชน์ทางเนื้อหนังอย่างนั้น ไม่ได้มุ่งตรงไป ยังความรู้ความสามารถ ที่จะควบคุม กาย วาจา ใจ ให้อยู่ในความถูกต้อง ให้อยู่ในความ สงบหรือสันติสุข อย่าไปเป็นทาสของอารมณ์เหล่า นั้น; ซึ่งการศึกษาแท้จริงมีความหมายอย่างนั้น. ถ้ามุ่งตรงไปที่นั่น ก็เรียกว่าการศึกษาถูกต้อง และ ตรงจุดเป้าหมาย ที่จะให้มนุษย์นี้ เป็นมนุษย์อย่างสงบ เยือกเย็นเป็นสุข. เดี๋ยวนี้การศึกษามันเฟ็ด มันเลี้ยวไปทางข้าง ที่ตรงไปหาเหยื่อของกิเลส ซึ่งเป็นนายเหนือบุคคลใน โลกนี้มากขึ้นทุกที. อย่าเข้าใจว่า เป็นการกระแนะ กระแหน หรือว่าด่า หรืออะไรทำนองนั้น; พูดกัน ตรง ๆ นี่แหละ ว่า การศึกษามันกำลังเหวี่ยงออกไปนอก ทางของสันติสุขตามที่ควรจะเป็น. ถ้าถือว่าการศึกษาเพื่อการรอด มันก็เพียงแต่ รอดชีวิตตามแบบของคนธรรมดา; ถ้าพูดตามแนว

น.90 ๗๔ เรื่องศาสนา อย่างนี้คนมันตายแล้ว, คนที่ไม่มีศีล- ธรรม มีค่าเท่ากับคนตายแล้ว. ทีนี้ต่อไปนาน ๆ แม้แต่ชีวิตก็ไม่รอดอยู่ได้ ถ้ามีการศึกษากันแบบนี้ : เห็นแก่ตัวจัด, เห็นแก่ตัวจัดมากขึ้น ๆ แล้วจะฆ่ากัน อย่างที่เรียกว่ายุคมิคสัญญี ; และก็มีหวัง, ไม่ได้ อยู่ไกลเกินไปเท่าไรหรอก ถ้ามีการศึกษาแบบเห็นแก่ตัว กันเรื่อย ๆ ไป โลกนี้จะถึงยุคมิคสัญญี ; แม้แต่ชีวิต ทางร่างกายนี้ก็จะไม่ได้รอดอยู่. ถ้าถือทางธรรมะ ความรอด คือ ความรอด อยู่อย่างถูกต้อง รอดอยู่อย่างสงบเย็น, เป็นมนุษย์ ที่มีค่า สมตามความมุ่งหมายของคำว่า มนุษย์. การ ศึกษาควรจะเป็นไปเพื่อความรอดอย่างนั้น ; แต่นี่ มันเลี้ยวไปหาความตาย ความเห็นแก่ตัว แล้วก็จะ ทำลายกันและกัน. ประเทศไทยเราเล็กเกินไป ไม่ ต้องหยิบขึ้นมาพูด, ประเทศใหญ่ ๆ เขาทำอยู่ เป็น ผู้นำอยู่ในโลกนั้น ก็จะถึงจุดหนึ่งที่ทำลายล้าง กัน; เพราะการศึกษามันทำให้เห็นแก่ตัว จะ

น.91 ๗๕ รวมกลุ่มของพวกเห็นแก่ตัว เป็นกลุ่มใหญ่ ๆ แล้วก็ จะทำลายกัน. ข้อที่ว่า ประชาธิปไตยเฟ้อ ข้อที่ ๓. ที่ว่า ประชาธิปไตยเฟ้อ นี้ก็ มา จากการศึกษาไม่ถูกต้อง ไม่สมบูรณ์ อีกนั่นแหละ คนจึงไม่รู้ว่าประชาธิปไตยนั้น ควรจะเป็นอย่างไร. ประชาธิปไตย ตามใจกิเลส อย่างนี้มัน เป็นประ- ชาธิปไตยไปไม่ได้; เพราะว่าต่างคนต่างก็มี กิเลส แล้วกิเลสของแต่ละคน มันก็ไม่ตรงกัน. เมื่อทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเอาตามกิเลส มันก็คือการ ขัดขวางกันทันที, จะมีการขัดกันทันที จึงได้มี อาการที่เรียกว่า เราเอาตามใจเรา. เมื่อเขาเอาตาม ใจเขา มันก็เป็นอะไรกันละ คิดดูเถอะ ; มันก็ เป็นเรื่องที่หลับหูหลับตา กระทบกระทั่งกันเท่านั้นเอง. การเป็น ประชาธิปไตย ถ้าหมายถึง แท้จริง ก็ ต้องทุกคนประกอบอยู่ด้วยธรรม มีการศึกษาดี มี

น.92 ๗๖ ศีลธรรมดี, ทุกคนประกอบไปด้วยธรรม มันก็ตรง กันหมด ถือเอาตามความถูกต้องของคนทุกคน. สิ่ง ที่เรียกว่า "ธรรม" มันก็รวมตัวกันเข้า เป็นธรรมะอัน ใหญ่ยิ่ง; ทุกคนก็ยึดถือธรรมะนี้ ประพฤติปฏิบัติ ต่อกันและกัน. นี่ประชาธิปไตยก็อยู่ในร่องในรอย หรือเป็นแก่นเป็นสาร ไม่ฟุ้งเฟ้อไปตามกิเลสของตน เหมือนที่เป็นอยู่ในโลกนี้ มีประชาธิปไตยไม่รู้กี่สิบ แบบ : ประชาธิปไตยเสรีนิยมก็มี สังคมนิยมก็มี อะไร ๆ ล้วนแต่มีกันหลาย ๆ แบบ. ประชาธิปไตยเฟ้อจนมนุษย์ไม่รู้จะเอาอย่างไร มันก็ เฟ้อไปทางที่จะใช้สิทธิเสรีภาพของตน เลือก เอาตามชอบใจของตน มันก็จะต้องกระทบกระ- ทั่งกันไป ไม่มีที่สิ้นสุด; เพราะประชาธิปไตย มันเฟ้อ ไม่รู้ว่าความถูกต้องนั้นอยู่ที่ไหน. จะบูชา ประชาธิปไตย ก็ต้องเอาความถูกต้องเป็นหลัก เป็น แกน หรือว่าเป็นแก่นของมัน มนุษย์จึงจะอยู่รอดได้.

น.93 ๗๗ เดี๋ยวนี้ในประเทศไทยประเทศเดียว ก็มี ประ- ชาธิปไตยที่ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ? มันเฟ้อเหลือกำลัง จนพูดกันไม่รู้เรื่อง ; นี่เพราะว่าการศึกษามันไม่พอ ไม่สมบูรณ์ ที่จะทำให้รู้จักประชาธิปไตย, ยิ่งสอน ยิ่งไม่รู้จัก. เพราะว่าสอนไม่ถูกความจริงของธรรมชาติ ว่าประชาธิปไตยจะต้องเป็นอย่างไร จึงสอนถูกแต่ ตามกิเลสของมนุษย์ ; กิเลสของมนุษย์มันบัญญัติ มันก็มากรูป มากแบบ จนพูดกันไม่รู้เรื่อง. อย่างนี้ เรียกว่า ในโลกนี้มันมีประชาธิปไตยโดยที่หลับหู หลับตา แล้วก็เฟ้อไปตามเรื่องตามราว. ข้อที่ว่า ยุวชนฟุ้ง ข้อ ๔. เมื่อประชาธิปไตยเฟ้อ ยุวชนก็ฟุ้ง คือว่า เมาประชาธิปไตยเฟ้ออย่างผีสิง, เมายิ่ง กว่ายาเสพติด เมาประชาธิปไตยนี่ยิ่งกว่ายาเสพติด ยอมเสียสละชีวิตก็ยังได้ ยอมตายได้. เมื่อประ- ชาธิปไตยมันเฟ้อ สิ่งที่เมามันก็เฟ้อ ; ยิ่งเป็นของ

น.94 ๗๘ ใหม่ ขนาดที่เกิดมาไม่เคยพบ เพิ่งได้พบวันนี้ มัน ก็ยิ่งไปกันใหญ่. ถ้าการศึกษาสมบูรณ์ ยุวชนจะ ไม่ฟุ้งอย่างนี้. เดี๋ยวนี้อยากจะพูด จะยืนยัน ไม่กลัวใครโกรธ ว่าการศึกษามันไม่ถูกต้อง ให้แก่เยาวชนไม่เพียงพอ ไม่ถูกต้อง; ฉะนั้นยุวชนจึงไปฟุ้งตามประชาธิปไตย ที่เฟ้อ แล้วก็ เมาเสรีภาพ เมาอะไรยิ่งกว่ายาเสพติด จนไม่รู้ว่าจะพูดกันให้รู้เรื่องได้อย่างไร จึงต้องเบียด เบียนกัน ต้องทำอันตรายแก่กันและกัน ไม่มีประ- โยชน์อะไรเลย; นี่จึงขอให้ยุวชนทั้งหลาย ปรับ ปรุงตัวเอง ให้มีการศึกษาให้ถูกต้อง แล้วก็จะรู้ว่า อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ ; เมื่อเขาทำสิ่งที่ไม่ ควรทำ เราไม่ไปทำ เราก็เก็บตัวเสีย ก็จะมีใครทำ อะไรที่เดือดร้อนได้. ข้อที่ว่า การปกครอง เฟือน ข้อที่ ๕. ที่ว่า การปกครองเฟือน นั้น ก็เพราะ ว่า การศึกษามันไม่สมบูรณ์อีกน่ะแหละ. ทีนี้ผู้

น.95 ๗๙ ปกครองมันก็เฟือน ผู้ถูกปกครองก็เฟือน แม้แต่ ประชาชนพลเมืองก็เฟือน ; เพราะการศึกษามัน ไม่ถูกต้อง ไม่มีจุดอันแน่นอนว่า จะเป็นอย่างไร จะ เอาอย่างไร มีแต่เป็นไปตามความต้องการของกิเลส. เอาคนชนิดที่มีกิเลสไปเป็นผู้ปกครอง ก็ ปกครองไปตามความรู้สึกของกิเลส; นี้เป็นเหตุที่ทำ ให้ยุ่งกันไปหมด พูดกันไม่รู้เรื่องในการปกครอง. เมื่อ กิเลสเป็นใหญ่ ก็เห็นแต่แก่ประโยชน์ตามความต้อง การของกิเลส การปกครองจึงทุจริต เดี๋ยวนี้เราพูด กันมาก ว่ากฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย คือประโยชน์ มันอยู่เหนือกฎหมาย หรือว่าความบ้าคลั่งของคน จำนวนหนึ่ง มันไม่ยอมเชื่อฟังกฎหมาย. ในประเทศเราอาจจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ ในประ- เทศใหญ่ ๆ ของเรา เป็นเรื่องใหญ่กว่านี้มาก ซึ่งเรา จะได้ยินได้ฟังกันอยู่เสมอ : บุคคลระดับสูงสุดของ ประเทศ เป็นประธานาธิบดีก็ตาม ฯลฯ ทำอะไร

น.96 ๘๐ ไม่อยู่ในร่องรอยของการปกครองที่ดี ที่มีประโยชน์ เป็นแกนของการปกครอง ; มันฟั่นเฟือนจนถึงกับ ว่า การปกครองมันไม่เป็นการปกครอง แต่เป็นการ แสดงละครอะไรสักพักหนึ่ง แล้วก็เปลี่ยนหน้ากัน จน ไม่มีหลักเกณฑ์อะไรที่แน่นอน นี้เรียกว่ามันเฟือน. ข้อที่ว่า การเมือง ฟุบ ข้อที่ ๖. ที่ว่า การเมืองฟุบ; คำว่า การ เมือง นี้คือ ระบอบที่เราจัดขึ้น เพื่อให้คนหมู่มากเข้าใจกัน ได้ ให้คนหมู่มากอยู่กันเป็นผาสุก, ให้รู้จักรักใคร่ เมตตาอารี เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ แลกเปลี่ยนความดีซึ่ง กันและกัน เรียกว่าการเมือง ; เมื่อการศึกษามัน ไม่สมบูรณ์ การเมืองก็ไม่ถูกต้อง. พวกนักการเมืองทั้งหลาย ก็ไม่ถูกต้อง, ทำ ไปเพื่อประโยชน์ของนักการเมืองนั้นเอง จนไม่เกิด ความเคารพนับถือในนักการเมือง ไม่มีความไว้ใจใน นักการเมือง, เป็นนักการเมืองที่ไร้เกียรติ เป็นนัก

น.97 ๘๑ การเมืองที่ต้องเอาอำนาจเข้ามาเป็นเครื่องพยุงตัว อย่าง นี้. จะเป็นการเมืองในประเทศ หรือการเมืองนอก ประเทศ หรือการเมืองทั้งโลก มันก็เป็นอย่างนี้ กันเสียหมด ; เพราะการศึกษาไม่ได้ทำให้เขารู้จัก พระเจ้า. การศึกษาในโลกปัจจุบันนี้ ไม่ได้ทำให้ คนหนุ่มเหล่านั้น รู้จักแม้แต่ความเป็นสุภาพ- บุรุษที่ถูกต้อง ; มันจะเกินควรไปแล้ว ที่ไม่รู้จัก การเป็นสุภาพบุรุษที่ถูกต้อง. นี่เขาก็ยังคิดว่าเขายัง เป็นนักศึกษา เป็นปัญญาชน เป็นสุภาพบุรุษกัน ที่ดี ที่สุดที่มนุษย์ต้องการ. ถ้าการศึกษานี้ถูกต้อง ก็ไม่ เกิดคนชนิดนี้ขึ้นมา การเมืองมันก็เป็นไปตรงตามจุด หมายที่ว่า : ระบบที่จัดไวเพื่อให้คนจำนวนมากอยู่ กันเป็นผาสุก. ข้อที่ว่า สังคม เฟะ ข้อที่ ๗. ว่า สังคมมันเฟะ นี่ก็หมายถึง สังคมหน่วยย่อย ๆ ทั่ว ๆ ไป ที่มีความนิยมเหมือน ๆ

น.98 ๘๒ กันเป็นสังคม ๆ และกำลังจะเฟะ. ที่ว่า เฟะ นี่ เพราะเป็นทาสของกิเลส เพราะการศึกษาไม่มีสอน เรื่องให้เอาชนะกิเลส, มีสอนแต่ให้เห็นแก่ตัว ให้ได้ ตามที่ตัวต้องการ จะเป็นกิเลส หรือไม่เป็นกิเลสไม่รู้ เอาแต่ได้ตามความต้องการ ตามพอใจของตัว. มีคำโบราณอยู่คำหนึ่งเรียกว่า "ยังมัวเมาอยู่ใน เพศรสและเมรัย" ; เพศรส หมายความว่า รสที่ เกิดจากเพศตรงกันข้าม แล้วแต่จะเป็นฝ่ายบุรุษหรือ ฝ่ายสตรี ก็มัวเมาในเพศรสที่เกิดจากเพศตรงกันข้าม, เมรัย คือ สิ่งที่มึนเมาทั้งหลาย จะเป็น สุรา ยาเมา หรือเป็นอะไรก็ตาม. นี้เขาจัดไว้เป็นเครื่องหมาย เป็นลักษณะของความบูด ความเน่า ความเสียทาง จิตใจของมนุษย์. ยังมีอะไรอีกมาก ที่มีลักษณะที่เรียกว่า เฟะ จนกระทั่งถึงสิ่งที่เรารู้จักกันดีว่า คอรัปชั่น. คอรัปชั่น นี้ก็คือความเน่าบูดของจิตใจ, จุดดำในพื้นขาวได้

น.99 ๘๓ เกิดขึ้นเรียกว่า คอรัปชั่น ก็เป็นความเฟะของจิตใจ ด้วยเหมือนกัน ; แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับเพศรสและเมรัย. ที่คนทำคอรัปชั่นนั้น คนนั้นมันต้อง เป็นทาส ของเพศรสและเมรัย จึงไปทำคอรัปชั่น ; ต้นเหตุ ที่แท้จริงอยู่ที่ความไปหลงใหล มึนเมาในเพศรสและ เมรัยต่างหาก, คอรัปชั่นนี้มันเป็นผลที่เกิดจากสิ่งนั้น อีกทีหนึ่ง. เมื่อเขาไม่สามารถจะหาทรัพย์สมบัติมา ให้ทันแก่ความต้องการ โดยสุจริต เขาก็ต้องทำ คอรัปชั่น ; สังคมที่บูชาสิ่งเหล่านี้ มันก็เป็นสังคม ที่เน่าเฟะ. พูดกันโดยไม่ต้องเกรงใจ เพราะว่าจะพูด ความจริง สำหรับที่จะให้เข้าใจ เพื่อแก้ไขสถานะ ของมนุษย์. สังคมเฟะ ก็เนื่องมาจากการศึกษา ที่ไม่เพียงพอ, การศึกษาไม่สมบูรณ์พอ ที่จะทำให้ เขาบังคับตัวเองได้. เขาบังคับตัวเองไม่ได้ เขาก็ ปล่อยไปตามอารมณ์ มันก็เป็นเรื่องของการเฟะ ก็อยู่

น.100 ๘๔ ที่การศึกษาไม่สมบูรณ์แบบ. ถ้าใครไม่ยอมเชื่อ ก็ไปคิดดูเอาเองว่า เป็นเพราะอะไร ที่สังคมมันเฟะ ถ้าต้นเหตุที่แท้จริงไม่ใช่การศึกษาที่สมบูรณ์แล้วจะได้ แก่อะไร. ข้อที่ว่า เศรษฐกิจฟ่าม ข้อที่ ๘. ใช้คำว่า เศรษฐกิจฟ่าม คำว่า ฟ่าม นั้นคือ ไร้สาระที่แท้จริง ไร้รสชาติที่แท้จริง : มันฟ่าม มันไม่บำรุงเนื้อหนังอะไรให้จริงจังได้ ; เพราะทำไปเพียงแต่ว่า แก้ปัญหาเฉพาะหน้าของคน. เฉพาะหน้าของคนโง่เขลา, ไม่รู้ลึกซึ้งถึงว่า มันลึกซึ้ง ถึงไหน อะไรมันจะเป็นของจริงแท้. ถ้าเป็นเรื่อง ทำมาหากินธรรมดา ก็ไม่มีปัญหาอะไร ; ถ้าเป็นเรื่อง ใหญ่โต ขนาดเรื่องเศรษฐกิจของสังคม เศรษฐกิจ ของประเทศชาติ มันก็เป็นสิ่งที่เข้าใจยาก ทำผิดได้ โดยไม่รู้ตัว. เดี๋ยวนี้ เราทำลายเศรษฐกิจอยู่ เรายัง พูดว่า เราเจริญด้วยเศรษฐกิจอย่างนี้ก็มี, เราใช้จ่าย

น.101 ๘๕ ในสิ่งที่ไม่จำเป็น เราเป็นอยู่ด้วยลักษณะที่มันไม่ จำเป็น; นั่นแหละคือการทำลายเศรษฐกิจ. เรา ต้องหาให้มาก จึงจะพอใช้ในส่วนบุคคล, แม้ส่วน ของประเทศก็เหมือนกัน. ประเทศไทยเรานี้ ถ้าว่ามีความเจริญทาง เศรษฐกิจ; แต่ ความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจนี้ ยิ่งกว่า ไปเสียอีก : มีสิ่งที่ไม่จำเป็นมากเหลือเกิน, เมื่อดูกันทั้งโลกแล้วก็ยิ่งเป็นอย่างนี้. ในโลกนี้มีสิ่ง ที่ไม่จำเป็น แล้วเอามาจัด เอามาทำ เอามาบริหาร กันอยู่ ก็เลยต้องช่วงชิง ต้องเอาเปรียบอะไรกัน มันจึงจะทำไปได้; ใครมีปัญหาที่จะเอาเปรียบทาง เศรษฐกิจได้ มันก็ใหญ่โตไป ร่ำรวยไป มีอำนาจ อะไรไป ; ใครพ่ายแพ้ก็ถูกบีบคั้น. ในส่วนบุคคล ก็เป็นอย่างนี้ ในส่วนสังคมก็เป็นอย่างนี้, ในส่วน ประเทศ ในส่วนโลก ก็เป็นอย่างนี้, ที่ว่าเศรษฐกิจ ไม่ได้เป็นไปเพื่อจะช่วยให้ประเทศรอด หรือมั่นคง.

น.102 ๘๖ มันเป็นเรื่องรวนกันไป รวนกันมา เอา เปรียบกันไป เอาเปรียบกันมา มีแต่อย่างนี้ เศรษฐกิจ ก็เลยเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับกวนโลกให้วุ่นวาย ให้ มันขุ่น ให้มันยุ่งเหยิง ระส่ำระสาย ไม่มีที่สิ้นสุด ; จะจริงไม่จริง ก็ขอให้จำไว้ก่อน แล้วสังเกตดูว่า เศรษฐกิจเดี๋ยวนี้คือสิ่งที่กวนโลก ให้ระส่ำระสายอย่าง ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีอะไรเปรียบได้. ข้อที่ว่า ศาสนา ฟั่น ข้อที่ ๙. เรื่อง ศาสนาฟั่น นี่ก็มันฟั่นกันกับ สิ่งอื่น; คำว่า ฟั่น หมายความว่า หลาย ๆ องค์ ประกอบ เอามาฟั่น ฟั่นจนเฝือ จนว่า ไม่เป็นตัวเอง. เมื่อการเมืองมีอำนาจ ก็บังคับเอาศาสนาไปเป็นเครื่อง มือการเมือง, หรือว่าเมื่อนักศาสนาพ่ายแพ้แก่กิเลส ก็เอาศาสนาไปปน ไปปลอม ไปเทียบเข้ากับเรื่อง อย่างอื่น ; นี่เรียกว่ามันฟั่นเฝือ.

น.103 ๘๗ ทีนี้เมื่อพลเมืองไม่ฉลาด ก็ยิ่งเป็นไปได้มาก ไปถือเรื่องไสยศาสตร์เป็นศาสนา; ส่วนที่เป็นศาสนา กลับไม่สนใจ นี่คือความฟั่นเฝือ. ศาสนาที่ แท้จริงคือ ทางรอด ทางกาย ทางใจ ทางวิญญาณ, เป็นความรอด คือไม่มีความทุกข์ไม่มีปัญหา นั่นแหละ คือตัวศาสนา : เป็นทางแห่งความรอด คนเดินไป ตามทางนั้นแล้วก็รอด อย่าเข้าใจว่าโบส์ถ วิหาร ศาลาการเปรียญอย่างนี้ หรือว่าอะไรที่เขาเรียกว่า วัตถุ ปูชนียสถานอะไรต่าง ๆ นั้น ว่าเป็นเครื่องหมายของ ศาสนา ; ไม่ใช่ตัวแท้ของศาสนา วัดวาอาราม นี่เป็นเพียงเครื่องหมาย ของศาสนาคือเป็นสำนักงาน ของเจ้าหน้าที่ทางศาสนา. ตัวศาสนาแท้ นั้นเป็นนามธรรม คือ เป็นหลัก สัจจะ ที่บุคคลประพฤติปฏิบัติตาม แล้วรอดได้, รอดได้จากอันตรายทั้งทางกาย ทั้งทางจิต ทั้งทาง วิญญาณ. ขอให้เข้าใจคำว่า "ศาสนา" ไว้ในลักษณะ

น.104 ๘๘ อย่างนี้ด้วย และถือว่า ชีวิตทุกชีวิต มีระบบแห่งการ รอดของชีวิตของมัน ซึ่งเป็นศาสนาของมัน. ชีวิตนี้มี ๒ ความหมาย : สำหรับมนุษย์แล้ว ชีวิตทางเนื้อหนังร่างกาย นี่เป็นชีวิตหนึ่ง, ตายแล้ว เอาไปเข้าใส่โลง. มีอีกชีวิตหนึ่ง มันเป็นชีวิตทางจิต ทางวิญญาณ บางทีร่างกายไม่ทันตาย มันก็ตายแล้ว, คนที่ไม่มีความดี มีแต่ความชั่ว ก็เรียกว่ามันตายแล้ว ไม่มีชีวิตแล้ว ไม่มีชีวิตอย่างธรรมะ, ไม่มีชีวิตชนิดที่ เป็นตัวชีวิตจริง มันมีแต่เปลือกชีวิต. ร่างกายนี้ เป็นชีวิตทั้งเปลือก จึงรอดอยู่ได้. ชีวิตแท้จริงคือคุณธรรม ความดีความงาม ของความเป็นมนุษย์ มันจึงมีได้แต่พวกมนุษย์ ; พวก สัตว์เดรัจฉานไม่จำเป็นต้องมีชีวิตชนิดนี้. คำว่า ศาสนา จึงกินความไปทั้ง ๒ ทาง คือ ความรอด ชีวิตทางร่างกายก็ได้ และ ความรอดชีวิตทางคุณ ธรรมก็ได้ ถ้ามันรอดได้จริง ก็คือเรียกว่า ศาสนา

น.105 ๘๙ ที่นี้คนเราเดี๋ยวนี้ ไม่มีการศึกษาที่สมบูรณ์ใน ทางศาสนา ; แม้เรียนมากก็เรียนอย่างเฟ้อ ไม่ถูก ตัวศาสนา ไปถูกเปลือกถูกอะไรของศาสนาเสียหมด. บางทีก็เรียนรู้เรื่องราว แต่ ไม่ได้นำมาสู่การปฏิบัติ ; อย่างนี้ก็ไม่มีตัวศาสนา มัน มีแต่เปลือกศาสนา อยู่นั้น เอง. มันต้องมีการปฏิบัติที่ถูกต้องตามนั้นอีกทีหนึ่ง แล้วผลเกิดขึ้น เป็นความรอดทางจิตใจ ; นี่เรียกว่า คนมีศาสนาต้องเป็นอย่างนี้. เดี๋ยวนี้ความคิดของคนเปลี่ยนไป ไม่ต้องการ ความรอดทางจิตใจ ต้องการความรอดทางเนื้อหนัง ทางร่างกาย, แล้วก็ต้องการเกินจำเป็น ; ไปเอาเรื่อง ทางสนุกสนาน เอร็ดอร่อยทางกามารมณ์เสียแล้ว. กฎเกณฑ์ของความรอดของมนุษย์ มันก็เปลี่ยนหมด จน ฟั่นเฝือ : เอาความตายมาเป็นความรอด, เอา หนทางแห่งความตาย มาเป็นหนทางแห่งความรอด ; ก็เรียกว่าศาสนามันฟั่นเฝือ เพราะการศึกษาทาง

น.106 ๙๐ ศาสนามันไม่พอ, และการศึกษาพื้นฐานทั่วไป มันก็ เรียกว่า ไม่สมบูรณ์ นั่นเอง. ถ้ามนุษย์มีการศึกษาสมบูรณ์แล้ว การ ศึกษาทางศาสนาจะผิดไปไม่ได้ มันเรื่องเดียวกัน อย่างที่พูดมาแล้วว่า พระพุทธ พระธรรม พระ- สงฆ์ เป็นตัวการศึกษาที่สมบูรณ์ . ข้อที่ว่า วัฒนธรรมเฟี้ยว ข้อที่ ๑๐. ว่า วัฒนธรรมมันเฟี้ยว ; คำว่า เฟี้ยว นี้คือมัน ไม่หนักแน่น มันเหมือนกับปลิวว่อน ไปตามลม, เพียงแต่ลมพัดมานิดหน่อย มั่นก็หวั่น ไหว เปลี่ยนแปลงไปหมด ; วัฒนธรรมในสายเลือด ของบรรพบุรุษแต่โบรมโบราณมานั้น มันปลิวไปหมด เพราะมันต้านทานลมพายุอารยธรรมเนื้อหนัง แห่ง สมัยปัจจุบันไม่ไหว. ถ้าจะเข้าใจเรื่องนี้ เราต้องย้อนไปดูกันว่า เมื่อสมัยบรรพบุรุษของเรา เขาอยู่กันอย่างไร ? เอา

น.107 ๙๑ เพียงสัก ๕๐ ปีมานี้ ก็ยังจะพอเห็น, แต่ให้ดีกว่านั้น ก็สัก ๘๐ ปี - ๑๐๐ ปี บรรพบุรุษ ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา อยู่อย่าง มีวัฒนธรรมไทยแท้ มีพุทธ- ศาสนาเป็นรากฐาน อยู่กันด้วยความสุขความสงบ ความพอใจ โดยที่คนเหล่านั้นไม่ได้รู้หนังสือเลย. คนสมัย ปู่ ย่า ตา ยาย หายากที่จะรู้หนังสือ แต่กลับมีคุณธรรมสมบูรณ์ มีอะไร ๆ ที่น่านับถือ ; เช่นมีความเมตตา กรุณา แก่กันและกัน อย่างเปรียบ เทียบกันไม่ได้กับสมัยนี้ : มีความบังคับตัวเอง อด กลั้น อดทน ไม่บันดาลโทสะ เหมือนกับคนสมัย นี้ เพียงเท่านี้ก็ไม่มีอาชญากรรมเกิดขึ้นได้แล้ว. วัฒนธรรมให้อภัยเป็นไปถึงที่สุด เดี๋ยวนี้มี วัฒนธรรมไม่ยอมให้อภัย เป็นยักษ์ เป็นมาร เข้าใส่ กัน : กลางถนนที่กรุงเทพฯ มีมากที่สุด วัฒนธรรม หน้ายักษ์หน้ามารเข้าใส่กัน ที่ในป่านี่หายาก. นี่ วัฒนธรรมมันเฟี้ยวหาที่ตั้งไม่ได ไปตามทิศทางของ

น.108 ๙๒ กิเลส ; แล้วยิ่งสมัยนี้ ความยั่วยวนของกิเลสมันมีมาก ขึ้น ตามความก้าวหน้าของวัตถุ. วัฒนธรรมเดิม ๆ จึงทนอยู่ไม่ได้ ค่อยสลายไป ๆ ; ชั้นลูก ชั้นหลาน ชั้นเหลน นี่ก็เหลือน้อยเต็มทีแล้ว เป็นวัฒนธรรมเนื้อ หนังไปหมด. วัฒนธรรมที่เป็นธรรมะแท้ ทางจิต ทางวิญญาณ เกือบจะหาไม่พบ ; นี่อย่าหาว่าด่านะ เป็นการบอกให้ พิจารณา ให้เห็นข้อเท็จจริง ที่มีอยู่จริง ๆ แล้วมัน เสีย คือไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรที่จะให้คนอายุเพียง ๓๐ ปี มองเห็นสภาพเมื่อ ๘๐ ปี หรือ ๑๐๐ ปีมาแล้ว เชื่ออาตมาบ้างก็แล้วกัน ; เดี๋ยวนี้อายุ ๗๐ ปี ก็เคย เห็นสิ่งต่าง ๆ เมื่อ ๕๐-๖๐ ปีมาแล้วดี เอามาเล่าให้ ฟัง, มาเล่าให้คนอายุ ๒๐-๓๐ ปีฟัง ไม่เอามาหลอก หร็อก นี่เป็นความจริง. เขาอยู่กันกับพระเจ้า, อยู่กันกับ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งเป็นองค์แห่งการศึกษา

น.109 ๙๓ ที่สมบูรณ์แบบ อย่างที่เราพูดกันมาแล้ววันก่อน. ท่านไม่ต้องรู้หนังสือ ท่านไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องมี รถยนต์ขี่ ไม่ต้องมีเรือบินขี่ ไม่ต้องแต่งตัวสวย ๆ อย่างคนเดี๋ยวนี้, ไม่ต้องทำอะไรมากมาย แล้วก็อยู่ กันอย่างผาสุกที่สุด จนกระทั่งเรียกว่า ไม่ต้องปิด ประตูเรือน คือว่าเรือนไม่ต้องใส่กุญแจ ไปไหนก็ได้. ข้อที่ว่า ประเทศชาติฟอน ข้อที่ ๑๑. ว่า ประเทศชาติฟอน มันถูกฟอน คือ มีตัวหนอนเกิดขึ้นหลายชนิด : เป็นนักการค้า นักเศรษฐกิจ นักการเมือง นักบ้าประชาธิปไตย นัก อะไรก็สุดแท้แต่; มันเป็นเหมือนตัวหนอนชนิด หนึ่ง ๆ ไชฟอนประเทศชาติ ให้พรุนไปหมดเลย เพราะว่าการศึกษาไม่สมบูรณ์แบบ, ตกที่ว่าการศึกษา ที่ไม่สมบูรณ์แบบทั้งนั้นเลย; ถ้าการศึกษาสมบูรณ์ แบบแล้ว มันเป็นอย่างนี้ไม่ได้.

น.110 ๙๔ ช่วยไป นึกถึงการศึกษาที่สมบูรณ์แบบกันให้ มาก ; ประเทศชาติเป็นผู้จัดการศึกษา แต่แล้วจัด การศึกษาขึ้นมาในรูปที่ไม่ช่วยประเทศชาติ; กลาย เป็นมาช่วยกันฟอนประเทศชาติ เพราะประเทศชาติ มันก็คือ คนหลาย ๆ คนประกอบกันขึ้นมา ด้วย ทรัพยากรต่าง ๆ. ถ้าคนเหล่านั้น มีการศึกษาไม่ถูกต้อง ตาม ความต้องการของพระเป็นเจ้า, มีแต่ความถูกต้อง ตามความต้องการของกิเลส ก็ จะจัดการศึกษาไปใน แบบที่ได้เปรียบฝ่ายกิเลส และเสียเปรียบฝ่ายพระ- เป็นเจ้า. ตัวเองก็ได้สนุกสนาน ไปตามความต้อง การ ; แต่แล้วก็ถูกพระเจ้าลงโทษ ให้เป็นผู้หา ความสุขไม่ได้. คนสุจริตจะต้องเป็นอย่างนี้, คน ทำผดแม้โดยไม่เจตนา ก็ยังต้องเป็นอย่างนี้, นับ ประสาอะไรกับคน ที่เจตนาจะทำทุจริต ก็ต้องได้รับ โทษตรงตามธรรมชาติกำหนดไว้ ไม่โดยตรงก็โดย

น.111 ๙๕ อ้อม ไม่เดี๋ยวนี้ก็วันหน้า; จะต้องมีความเดือดร้อน กันหมด ทั้งบ้านทั้งเมือง ทั้งประเทศ กระทั่งทั้งโลก แต่ละประเทศก็เหมือน ๆ กันหมด. แต่ละประเทศ ถูกฟอน ด้วยตัวแทนของ กิเลส หลายทิศทาง จนพรุนไปหมด มากมายหลาย ชนิด และในหนึ่งชนิดมีหลาย ๆ ระดับ รุนแรงมาก ทำลายประเทศชาติมาก; อย่างจะช่วยกันรักษา ทรัพยากรธรรมชาตินี้ ก็พูดกันไม่รู้เรื่อง ยิ่งทำลาย ให้ร่อยหรอลงไปทุกที เพราะการศึกษามันไม่สมบูรณ์. ข้อที่ว่า รัฐธรรมนูญ ฟาง ข้อที่ ๑๒. ที่ว่า รัฐธรรมนูญฟาง คือกลาย เป็นกระดาษฟาง; แต่อย่านึกอะไรมากนักสำหรับ คำว่ากระดาษฟาง; เอาเพียงไม่ใช่กระดาษข่อยก็ แล้วกัน คือไม่มีใครเคารพนับถือ มีค่าเพียงกระดาษ ฟาง เอาไปใช้อะไรก็ไม่รู้. ถ้าเป็นกระดาษข่อย

น.112 ๙๖ ก็มีคนนับถือ ทุกคนจะบูชา จะเชื่อฟัง จะตั้งตัวอยู่ ในระบบที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างถูกต้อง ไม่ มีใครฉีกรัฐธรรมนูญกันบ่อย ๆ. การศึกษาไม่พอ ที่จะรู้จักประชาธิปไตย จึงไม่มีคนที่เหมาะสม ที่จะถือระบบประชาธิปไตย, ก็มีรัฐธรรมนูญเห่อ ๆ ตาม ๆ กันไป เดี๋ยวก็เปลี่ยน - เดี๋ยวก็เปลี่ยน - เดี๋ยวก็เปลี่ยน อย่างนี้ทั้งโลก เป็น ไปทั้งโลก ; เพราะว่ารัฐธรรมนูญนั้นก็ช่วยกันสร้าง ขึ้นมา โดยคนที่มีกิเลส. คนที่ไม่มีกิเลสก็ไม่มี โอกาสที่จะมาช่วยร่าง หรือสร้างรัฐธรรมนูญ ; เพราะ ฉะนั้นรัฐธรรมนูญมันสร้างขึ้นโดยคนที่มีกิเลส เพื่อ คนที่มีกิเลส มันก็ต้องไปตามบทบาทของคนที่มีกิเลส เพราะว่าการศึกษาไม่พอ. ถ้าการศึกษาพอ มันก็ไม่สร้างรัฐธรรมนูญกัน ในรูปนี้; การศึกษาที่เพียงพอ จะสร้างมนุษย์ สร้างประชาชน สร้างพลเมืองที่ดี ก็ออกความคิดมา

น.113 ๙๗ ดี วางระเบียบ หรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมาดี, แล้ว สามารถที่จะรักษาเอาไว้ได้ เรียกว่า ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่า ศักดิ์สิทธิ์ สมกับที่เราบัญญัติกันไว้ ว่ารัฐธรรมนูญ เป็นของศักดิ์สิทธิ์ เป็นทางรอดของประเทศชาติ. แต่ เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นกระดาษฟาง เพราะว่ามันมาจาก การศึกษาที่ไม่สมบูรณ์. ข้อที่ว่า ความเป็นไทย เฟื้อย ข้อที่ ๑๓. ความเป็นไทยเฟื้อย ความเป็น ไทย ไม่จำเป็นจะต้องหมายถึงเฉพาะประเทศเรา ที่มี ชื่อว่าประเทศไทย. ทุกๆ ประเทศ ต้องการความ เป็นไทยทั้งนั้น ในโลกนี้; ที่เรามีชื่อว่าประเทศ ไทย ยิ่งต้องการความเป็นไทย. เดี๋ยวนี้ความเป็น ไทยของแต่ละประเทศมันเฟื้อย มันเฟื้อยไปหาความ เป็นเทศ; อย่างคนไทย มันไหลออกยอดงอกงาม เฟื้อยไปหาความเป็นเทศ ไม่รักความเป็นไทย ใน สายเลือดของบรรพบุรุษตั้ง ๑,๐๐๐ - ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว

น.114 ๙๘ เมื่อความเป็นไทยมันเฟื้อย มันออกยอด ไหล ไปหาความเป็นเทศ เป็นขี้ข้าทางวัฒนธรรม; แม้ ว่าจะมานั่งอยู่ที่นี่สักคนหนึ่ง ก็กล้าพูด : การที่เอา ผมยาว ๆ มาใส่ไว้บนหัวนี่ มันหมดความเป็น ไทย, ที่เขาเรียกว่า ฮิปปี้ ฮิปป้า นี่ มันมีผมยาว จนไม่รู้ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย. จะยกตัวอย่าง อย่างนี้แหละ เราเป็นทาสเขา เสียแล้ว เมื่อสัก ๕-๖ ปีมาแล้ว มาที่นี่ แรกมีฮิปปี้ เป็นชั้นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย มีผมยาว จนเราดูไม่ ออกว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย. เราถามเขาว่า ทำไมจึง ได้ทำอย่างนี้ ? เขาตอบว่า เขาต้องการความอิสระ. ต้องการความเป็นอิสระ ก็อย่าทำให้คนอื่นลำบากเลย. เดี๋ยวนี้มันทำให้เราเสียเวลาดูคุณตั้งหลายนาที โดยไม่ รู้ว่าคุณนี่เป็นคนบ้าหรือคนดี, อยากจะวิ่งหนีก็อยาก, จะวิ่งหนี เข้าใจว่าเป็นคนบ้า; แล้วทำให้ความคิด กระวนกระวายไปหมด ว่านี่เรากำลังพูดกับคนดีหรือ คนบ้า.

น.115 ๙๙ ได้บอกเขาว่า ถ้าเราทำอย่างนี้จะได้ไหม ? คือ ว่าเขาทำกันอย่างไร ก็ทำอย่างนั้นก็แล้วกัน. ถ้าเรา ทำอะไรแปลกออกไป ก็ทำให้คนอื่นเสียเวลา ที่จะนั่ง เฝ้าดูว่า นี่มันดีหรือบ้า; แม้แต่เพียงจะดูว่า นี่เป็น ผู้หญิงหรือผู้ชาย มันก็ยังเสียเวลา เพราะว่าจะต้อง ต้อนรับเขาให้เหมาะสม ว่าเขาเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย. นี่เรียกว่าเป็นทาสในทางวัฒนธรรม. ถ้าวัฒนธรรม นั้นมันไม่ทำให้ยุ่งยากลำบากอย่างนี้ มันก็ควรจะรับ. วัฒนธรรมที่ไม่ทำความยุ่งยาก แต่มัน เป็น ผลดี ควรจะรับ ; เพราะวัฒนธรรมมีหลายแขนง มากแขนงเหลือเกิน : วัฒนธรรมในทางด้านศาสนา หรือในรูปแบบของศาสนา; ถ้าดีกว่าเราก็รับ. ประ- เทศไทยเป็นขี้ข้าทางวัฒนธรรมของประเทศอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบของศาสนา, เรารับรูป แบบของศาสนา มาถือปฏิบัติ ก็ต้องยอมรับว่าเรา เป็นทาสทางวัฒนธรรมของอินเดีย.

น.116 ๑๐๐ ศิลป อื่น ๆ ก็เหมือนกัน มาจากอินเดียมาก กว่า : การแต่งเนื้อแต่งตัว อาหารการกิน กระทั่ง กวีนิพนธ์ บทกลอนต่าง ๆ ถ่ายทอดทางวัฒนธรรม อินเดีย มาทั้งนั้น ; อย่างนี้ก็เรียกว่า เราเป็นทาส ทางวัฒนธรรม ยอมรับกันดีกว่า. แต่มันเป็นสิ่งที่ มีประโยชน์ มันช่วยเราได้ ; ที่เรามีอยู่ก่อนนั้นมัน ไม่ดีเท่า เราก็ยอมรับเอามา เพื่อให้เราดีขึ้น เราสูง ขึ้น. แต่ถ้าสิ่งใดมันไม่เป็นอย่างนั้น มันกลับให้ เสียเวลา และให้โทษแล้ว ก็อย่ารับเอามาเลย. เมื่อเราต้องการความเป็นไทย ก็ขอให้เป็น ไทยให้มาก ๆ ; อย่าเผลอ อย่าหละหลวม รับเอา อะไรมาใส่เข้าที่ตัว แล้วจะเสียความเป็นไทยทันที. อย่างเดี๋ยวนี้ชอบเต้นรำแบบฝรั่ง ร้องเพลงแบบฝรั่ง หรือว่าอะไรอย่างฝรั่ง ; อย่างนี้ไม่จำเป็น มันสู้ของ ไทยไม่ได้ อย่าไปรับเอามาทำให้มันเลวลงเลย. ในเรื่องเพลงหรือดนตรี ดนตรีของไทยนั้นมัน แบบหนึ่ง ของฝรั่งมันแบบหนึ่ง ; เราเคยออกความ

น.117 ๑๐๑ เห็น และเคยพูดไว้ด้วยว่า ดนตรีไทยมันเหมือนช้าง ช้างมันเนิบนาบ เนิบนาบ อ่อนโยน และ ดนตรีฝรั่ง มัน เหมือนกับลิงเมาเหล้า ; อย่างนี้มีคนเอาไปเขียน ในกลุ่มนักดนตรี. ดนตรีฝรั่งผิดกับดนตรีไทย ซึ่ง ทำให้เย็นแล้วก็หยุดลงได้, ดนตรีฝรั่งมันกระตุ้น ให้ลุกขึ้น แม้ในทางจิต ทางวิญญาณ มันก็ลุกขึ้นเร่า ร้อน. ฉะนั้นความเป็นไทยของเราก็หายไป ถ้าเรา ไปเอาสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ และเป็นอันตรายมา แล้วก็ เลิกของเดิมของความเป็นไทยทิ้งไปเสีย. จึงขอให้ นึกถึงการแต่งเนื้อแต่งตัว การพูดจา กิริยา ท่าทาง ขอให้มีความเป็นไทย ให้มีอุปมาเปรียบเหมือนกับ ลีลาของช้าง อย่าให้เหมือนกับลีลาของลิงเมาเหล้า. ไปยกแข้งยกขาอยู่หน้าจอโทรทัศน์ นี่มันไม่ไหวหรอก. อย่าให้สูญเสียวัฒนธรรมไทย หรือความเป็น ไทยที่มันเป็นอิสระ ไม่ใช่กิเลส อย่างดีอยู่แล้ว. อย่าไปรับวัฒนธรรมที่เป็นทาสของกิเลสมา ความ เป็นไทยมันจะเสียไป ที่เรียกว่าความเป็นไทยมันกำลัง

น.118 ๑๐๒ เฟื้อย ไปหาความเป็นทาส โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะว่าการศึกษาไม่สมบูรณ์. ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ไม่ต้องโกรธ ไม่มี สิทธิ์ที่จะโกรธ ในเมื่ออาตมาว่าอย่างนี้; เพราะว่าตัว เองไม่มีความรับผิดชอบสักที. ที่พูดนี้เราพูดถึง การศึกษาที่แล้วมา หรือ กำลังเป็นอยู่นี้ มันไม่ถูกต้อง และ ไม่สมบูรณ์ มันจึงไม่สร้างเยาวชน ชนิดที่เป็นผู้ มีสติปัญญาสมบูรณ์แบบ ซึ่งสามารถที่จะขจัดสิ่งที่ไม่ พึงปรารถนาออกไปเสีย เอาไว้แต่สิ่งที่พึงปรารถนา. ต่อไปข้างหน้า ทีนี้แหละก็จะได้ดูกันว่า ครู บาอาจารย์เหล่านี้จะไปสร้างการศึกษาที่สมบูรณ์แบบ หรือไม่สมบูรณ์แบบ มันก็ไป ดูผลได้จากลูกเด็ก ๆ ที่จะโตขึ้นมา ๆ รับการศึกษามาอย่างนั้นแล้ว, มา ประพฤติปฏิบัติตัวต่อตนเอง และประเทศชาติอย่างไร อีก ๒๐-๓๐ ปีข้างหน้าก็คงจะได้เห็น.

น.119 ๑๐๓ ผลิตผลของครูบาอาจารย์รุ่นปัจจุบันนี้ ที่ จะผลิตเยาวชนรุ่นนั้นขึ้นมา อีก ๑๐ ปี, ๒๐ ปี, ๓๐ ปี อย่างมาก ข้างหน้า ประชาชนของไทยเราจะ เปลี่ยนหรือไม่ ? ความวุ่นวาย วิกฤติการณ์ทั้งหลาย จะหายไปหรือไม่ ? ความสงบเย็นจะเข้ามาแทนหรือ ไม่ ? ถ้ามันเปลี่ยนไปในรูปสงบเย็น มันก็จะเป็นไทย แก่ความทุกข์ เป็นไทยแก่กิเลส เป็นไทยแก่พญามาร เป็นไทยแก่สิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ก็นับว่าเป็นการ ถูกต้อง. ......... ......... ......... สิบสามอย่างนี้ ก็พอแล้ว มันจะเกินไปเสียอีก ที่ยกมาเป็นตัวอย่าง ๑๓ อย่าง : ศีลธรรมแฟบ การ ศึกษาเฟ็ด ประชาธิปไตยเฟ้อ ยุวชนฟุ้ง การปกครอง เฟือน การเมืองฟุบ สังคมเฟะ เศรษฐกิจฟ่าม ศาสนา ฟั่น วัฒนธรรมเฟี้ยว ประเทศชาติฟอน รัฐธรรมนูญ ฟาง ความเป็นไทยเฟื้อย ; นี่มากไปแล้ว ตัวอย่าง

น.120 ๑๐๔ ที่ยกมานี้ มากไปแล้ว, เอาแต่ใจความที่สำคัญก็ แล้วกันว่า การศึกษาที่ไม่สมบูรณ์แบบ ได้ทำให้ ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น. มีอีกมาก พูดกันตั้ง ๒๐ ข้อ ก็น่าจะได้; แต่มันพอแล้ว สำหรับจะเข้าใจว่า การ ศึกษาที่ไม่สมบูรณ์แบบ ได้ทำให้ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น. ถ้าได้มี ความสมบูรณ์แบบในการศึกษาเมื่อ ไร ปัญหาเหล่านี้จะหายไปเลย ไม่อาจจะเกิดขึ้น มาใหม่; จริงหรือไม่จริง ช่วยเอาไปคิด แล้วจะ มีประโยชน์อย่างยิ่ง. ที่ว่าได้มาพบกันที่นี่ มาที่สวนโมกข์นี่ มัน ไม่มีเรื่องอะไรดีกว่าเรื่องนี้; ฉะนั้น ช่วยเอาไป พิจารณาอยู่ในใจอยู่เสมอ ถ้าการศึกษาสมบูรณ์แบบ ปัญหาเหล่านี้ก็จะหมดไป. คำว่าปัญหานี้ไม่ใช่คำ ถามในกระดาษ ไม่ใช่ปัญหาอย่างนั้น มันเป็นปัญหา คือความยุ่งยาก หรืออันตรายที่เราจะทนอยู่ไม่ได้ นี่เรียกว่าปัญหาในที่นี้. ใครจะช่วยให้ปัญหาเหล่านี้ หมดไป ? ก็โดยการศึกษาที่สมบูรณ์แบบ.

น.121 ๑๐๕ ทีนี้ใครจะนำมาซึ่ง การศึกษาที่สมบูรณ์แบบ ? ก็คือ องค์ประกอบทั้ง ๓ อย่าง ที่ว่ามาแล้ว; ชั้น สูงสุดก็คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ : พระ- พุทธเจ้าท่านสอนให้ - สิ่งที่ท่านสอนก็คือพระธรรม - พระสงฆ์รับปฏิบัติ ได้ผลแล้วก็สอนต่อ ๆ กันไป. นี่ องค์ ๓ นี้ก็จะช่วยขจัดปัญหาทั้งหมดในโลก. วงแคบเข้ามาก็คือ ครูบาอาจารย์ ให้การ ศึกษาที่ถูกต้องแก่ศิษย์ - ศิษย์ที่ดีรับไปแล้วก็ปฏิบัติ - ปฏิบัติแล้วก็สอนต่อ ๆ กันไป. นี่ตอนนี้แหละจะแก้ ปัญหาได้ คือถ้าว่าจะให้มันเหลือเพียงอย่างเดียว ก็จะ พูดว่า ครูที่สมบูรณ์แบบนั่นแหละ ครูที่สมบูรณ์แบบ จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ในอนาคต ไม่มีเรื่องอื่น ไม่มีทางอื่น. ขอย้ำ ยืนยัน หรือท้าทายอยู่เสมอว่า ครู บาอาจารย์เป็นคนสร้างโลก เป็นพระเจ้าที่สร้างโลก สร้างให้เลวก็ได้ สร้างให้ดีก็ได้ สร้างพอดีพอร้ายก็ ได้; มันอยู่ที่ว่า ๆ ครูนั้นจะเป็นอย่างไร. เรา

น.122 ๑๐๖ หวังว่าครูที่สมบูรณ์แบบ จะช่วยเป็นผู้สร้างโลกที่น่า อยู่ น่าพอใจ. วันนี้ได้พูดกันถึง ปัญหาที่เกิดมาจากการ ศึกษาที่ไม่สมบูรณ์แบบ จะแก้ได้ก็ด้วยครูบา- อาจารย์ที่สมบูรณ์แบบ ก็นับว่าพอสมควรแก่เวลา สำหรับการพูดจา. ขอยุติการบรรยายไว้ ต่อไปก็เป็นโอกาสของ การถามปัญหา ถ้าจะมี จะมีใครถามปัญหา. ถาม ดิฉันอยากจะเรียนถามพระคุณเจ้าว่า ประพฤติ ตนอย่างไร จึงจะได้ชื่อว่า เป็นครูที่สมบูรณ์ แบบ เจ้าค่ะ ? ตอบ นี่ก็ถามปัญหาที่ตอบแล้วเมื่อวาน, ครูที่ สมบูรณ์แบบ พูดกันเมื่อวาน. ความเป็น ครูที่สมบูรณ์แบบ มีอุดมคติ เป้าหมาย คือ ผู้เปิดประตูทางวิญญาณ ผู้นำทางวิญญาณ ให้สัตว์ที่อยู่ในความมืดออกมาสู่แสงสว่าง นี่

น.123 ๑๐๗ เป็นอุดมคติก่อน. ทีนี้ก็ทำให้สำเร็จตามนั้น โดยถือเอาอุดมคตินั้นเป็นหลักที่มุ่งหมาย, มี ความเป็นมนุษย์ที่ตัวเอง ถูกต้องเสียก่อน จึง จะมีภาวะแห่งจิตใจ เต็มความหมายของคำว่า มนุษย์ สูงพอที่จะไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของ ความชั่ว หรือกิเลส เป็นต้น, พร้อมกัน นั้นก็ทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ลูกศิษย์. ตัวครูเอง นั่นแหละ ต้องทำตนเป็นตัวอย่าง ที่ดี ในการที่จะเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา เป็น ศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ เป็นสาวกที่ดีของ พระศาสดาแห่งศาสนาของตน ๆ รายละเอียดปลีกย่อย มากกว่านี้ ก็ดูจากตำรานักธรรมก็มี. หนังสือ ทางฝ่ายศาสนาก็มี ถ้าต้องการ; ในเรื่องทิศหก ครูที่ดี ก็คือ อบรมดี ให้เรียนดี ไม่หวงวิชา ยกย่อง แล้วก็คุ้มครอง. ศิษย์ดี ต้อนรับด้วยความเคารพ การรับใช้ การเชื่อฟัง การช่วยเหลือ ตั้งใจเรียนดี.

น.124 ๑๐๘ ถ้าศิษย์ดีอย่างนี้ ความเป็นครูก็สำเร็จ ; ถ้า ศิษย์ไม่ดี เป็นครูก็ไม่มีทางจะสำเร็จเหมือนกัน มัน ต้องถูกฝาถูกตัว. ฉะนั้น ครูจึงเป็นปูชนียบุคคล ไม่ใช่ลูกจ้างสอนหนังสือเลี้ยงชีวิต ; ให้ถือว่าเงินเดือน ที่ได้มานั้น เป็นเครื่องช่วยให้เรามีชีวิตอยู่ ได้ทำ สิ่งที่ประเสริฐสุด คือการยกสถานะทางวิญญาณของ ลูกศิษย์ให้สูงขึ้น ๆ. ถ้าเป็นครูที่แท้จริงละก็ จะขึ้น สังกัดอยู่กับพระพุทธเจ้า ไม่สังกัดอยู่กับกระทรวง ศึกษา ฯ หรือองค์การปกครองท้องถิ่น. ถ้าครูที่แท้จริงควรไปขึ้นอยู่กับพระพุทธเจ้า ; เพราะพระพุทธเจ้าท่านเป็นบรมครู. ที่เข้าใจเสียว่า เราขึ้นสังกัดอยู่กับกระทรวงศึกษาบ้าง และองค์การ ท้องถิ่นบ้าง นั้นมันต่ำไป มันตื้นไป. ทีนี้เรากลัว ไว้ให้มาก ๆ อย่าไปเป็นครูชนิดที่จำเป็นเลี้ยงชีวิต ; อย่าคิดอย่างนั้น มันไม่ถูก. เราต้องไปทำหน้าที่ ที่มีค่ามากกว่านั้น ; เงินเดือนนั้น ให้มันเป็นเครื่อง

น.125 ๑๐๙ บูชาคุณ, แล้วก็ให้สิ่งที่เราทำประโยชน์ลงไปในโลกนี้ มันมีค่ามากกว่าเงินเดือน. ให้ครูรู้สึกตัวอยู่เสมอ ตลอดเวลาว่า เราเป็น เจ้าหนี้ เราไม่ใช่ลูกหนี้ ในเมื่อเราทำประโยชน์ มากกว่าเงินเดือน หรืออะไรก็ตาม ที่สังคมเขาได้ใช้ให้ แก่เรา. เราต้องเคารพนับถือตัวเองในขนาดนี้เสมอ เพราะหน้าที่ ที่เราปฏิบัติไปมีค่า ตีราคากันไม่หวาด- ไหว; เงินเดือนที่เราได้รับเพียง ๑๐๐๐ -๒๐๐๐ บาท มันก็ไม่เท่าไร. ฉะนั้น เราเป็นเจ้าหนี้อยู่เสมอไป จึงจะเรียกว่าเป็นครูที่ถูกต้องตาม อุดมคติของครู ที่ว่า เป็นผู้เปิดประตูทางวิญญาณ. นี่ก็เว้น ครูที่เอา มาไว้ล้อ ๆ กันเป็นครูผีเสื้อ เป็นครูผีสิง เป็นครูอะไร ก็ไม่รู้; ได้ยินเขาพูดกัน เอาของเขามาพูดอีกที นั่นก็ไม่ต้องพูดถึง. ครูที่แท้จริงจะเป็นปูชนียบุคคล ทำงาน อย่างเดียวกันกับพระภิกษุสงฆ์ คือเปิดประตูทาง

น.126 ๑๑๐ วิญญาณ : เด็กไม่รู้ กอ ขอ กอ กา ก็ทำให้รู้ กอ ขอ กอ กา ก็เป็นการเปิดประตูทางวิญญาณ ไม่ใช่ รับจ้างสอนหนังสือ ; พึงรังเกียจความเป็นลูกจ้าง เราไม่พอใจ. ถ้าเด็กไม่รู้อะไร ก็สอนจนรู้ ไม่รู้ อะไรก็สอนจนรู้. เขาไม่สามารถจะเลี้ยงชีวิต ก็สอน ให้สามารถเลี้ยงชีวิต สอนให้รู้จักความดี รู้จักความชั่ว รู้จักความเป็นตัวของตัวเอง ฝึกให้อยู่แต่ในฝ่ายที่ดี ; นี่แหละคือความที่จะเป็นครูสมบูรณ์แบบ โดยย่อ ๆ เป็นอย่างนี้. ถาม ทำไมการสอนเรื่องเพศศึกษาในโรงเรียน จึง เป็นเรื่องโง่ ตามที่ท่านได้กล่าวเมื่อตะกี้นี้ ? ตอบ นี้ไม่ใช่ว่าจะว่าในเฉพาะประเทศไทย คือว่า ทั้งโลก เขาคิดกันว่า เดี๋ยวนี้ศีลธรรมทางเพศ มันเสื่อม หรือว่ามีอันตรายเกี่ยวกับไม่มี ความรู้เรื่องนี้ เพราะฉะนั้นควรมีการสอน เรื่องเพศศึกษา. ทีนี้การสอนเพศศึกษานั่น

น.127 ๑๑๑ ยังมีปัญหามาก ถ้าสอนไปในรูปของการศึกษา ก็นับว่าดีอยู่ ; แต่ดูแล้ว การสอนมัน เป็น เรื่องโง่เขลา รู้เท่าไม่ถึงการณ์ คือสอนใน วิธีที่เด็กเขาจะรับเอาไว้ แต่เพียงเรื่อง ความหมายทางเพศ ส่วนตัววิชาแท้จริง มันเลือนหายไป มันหลุดออกไป. เอาหนังสือเรื่องเพศศึกษามาอ่านดูก็แล้วกัน มันจะจำได้แต่เพียงความหมาย ฝังลงไปในความรู้สึก แต่เรื่องที่เกี่ยวกับเพศ ส่วนที่จะเป็นทฤษฎีการศึกษา ล้วน ๆ นั้น มันไม่ได้ติดอยู่. ความรู้สึกทางเพศ มันก็รุนแรง หรือรวดเร็วยิ่งไปกว่าเดิม ; มันก็ ไม่ได้ผลในตอนนี้. รู้สึกว่าหลักสูตรที่เอามาสอน แบบฉบับที่เอามาสอน ยังไม่เป็นไปได้ ไม่สำเร็จ ประโยชน์ในการที่จะให้ผู้เรียน มีความรู้สึกทาง ศีลธรรมเกี่ยวกับเพศ หรือแม้แต่ทางโรคภัยไข้เจ็บ เกี่ยวกับเพศ มันก็ไม่สำเร็จประโยชน์ เป็นการเร่ง

น.128 ๑๑๒ ความรู้สึกทางเพศให้เร็วกว่ากำหนดไปเสียอีก เพราะ ฉะนั้น จึงถือว่า เป็นการโง่เขลาเบาปัญญา. ขอให้คอยดูผล ในการสอนเพศศึกษากันใน โลกทั้งโลก ว่ามันจะมีผลอย่างไรในอนาคต; เขา ให้สิ่งทั้ง ๒ นี้ ไปซ้อนกัน ในลักษณะที่ทำให้ผู้เรียน เลือกไว้แต่ฝ่ายที่ตรงกับกิเลส หรือทางเพศ. ที่โง่ เขลา จนถึงกับบ้าหลังเลวทราม ก็ได้ยินว่า บาง ประเทศเอาคนจริง ๆ มาแสดง นิทรรศการทางเพศ มันยิ่งไปกันใหญ่ อย่าพูดถึงดีกว่า. ถาม ผมมีปัญหาอยู่ว่า เนื่องจากปัจจุบันนี้ การ ปกครองของเรากำลังเฟือนมาก เพราะได้ เลือกบุคคลที่ได้รับการศึกษาที่ไม่ถูกต้องเอา ไป; แล้วเราจะมีวิธีการทำอย่างไร จึงจะ ให้พวกนี้ปกครองให้ดี ? ถ้าจะรอให้พวกผม ที่เป็นครู เข้าไปจัดการ มันก็ยังใช้เวลาอีก นานครับ, หรือในบางครั้งก็ยังไม่แน่ ว่า

น.129 ๑๑๓ จะได้เป็นครูหรือเปล่า ? เพราะว่า เดี๋ยวมี การรับนักศึกษาที่จบไปน้อย งานมีตำแหน่ง น้อยครับ. ตอบ นี่เป็นปัญหาทางการเมือง อยู่นอกขอบเขต ได้ บอกแล้วว่า อย่าถามปัญหานอกขอบเขต. ปัญหานี้อยู่นอกขอบเขตของการบรรยาย ๒ ครั้งนี้ ปัญหาของคุณเป็นปัญหาทางการเมืองมี สิทธิที่จะไม่ตอบ ถ้าตอบ มันก็ตอบอย่างเป็น เรื่องขัดไม่ได้ จะแถมพกเป็นพิเศษคือว่า :- มันก็ ไม่มีทางอื่นหรอก ที่เราจะทำได้ คือ การช่วยกันศึกษา สั่งสอนอบรม ให้ลูกเด็ก ๆ ใน อนาคต เป็นคนที่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ถูกต้อง ขึ้นมา ; ส่วนปัญหาเฉพาะหน้าในปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็น เรื่องของนักการเมืองนั้น มันเป็นปัญหาการต่อสู้ทาง การเมือง. เราก็ลองไปเป็นนักการเมืองไม่ต้องเป็น ครู ให้ต่อสู้ทางการเมือง ถ้าทำได้ก็ดีเหมือนกัน ; แต่นี่เราพูดกันในขอบเขตของการศึกษา ชี้ให้เห็นว่า

น.130 ๑๑๔ การเมืองนี้ไปไม่รอด เพราะนักการเมืองไม่ประกอบ ไปด้วยคุณธรรมที่ถูกต้องของนักการเมือง เพราะการ ศึกษาไม่สมบูรณ์แบบ. ปัญหาทางการเมืองเป็นเรื่อง ใหญ่ เป็นเรื่องพูดกันไม่รู้จบ ก็เป็นยุวชนฟุ้งขึ้นมาอีก นั่นแหละ มันก็มีปฏิกิริยาอย่างนั้น. ขอปัญหาอื่น ที่อยู่ในขอบเขตของการศึกษา และอยู่ในขอบเขตของการบรรยาย ๒ ครั้งที่แล้วมา. ถาม การที่พระคุณท่านได้กล่าวว่า การศึกษาที่สม บูรณ์แบบนั้น ต้องยึด พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ตลอดจนถึงครูบาอาจารย์ กระผมอยากจะทราบรายละเอียดว่า ที่ว่า ยึด พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้นหมาย ความว่าอย่างไร ? และครูอาจารย์นั้น ควรจะมี รายละเอียด เกี่ยวกับให้การศึกษาที่สมบูรณ์ แบบนั้นอย่างไร ? . ตอบ ที่ว่า ให้มองไปยังพระพุทธ พระธรรม พระ สงฆ์ ก็ ให้มองในฐานะเป็นตัวอย่าง เป็น

น.131 ๑๑๕ อุทาหรณ์ เป็นทัศนคติ เอามาเป็นทัศนคติ ว่ากิจกรรมของเรา พวกครูบาอาจารย์จะสอน ศิษย์นี่นะมันมีรูปการ มีเจตนารมณ์อย่าง เดียวกัน กับที่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้มีอยู่ในโลก, แล้วก็เป็นการทำให้โลกนี้ มันมีความปลอดภัย. ให้เอามาเป็นแนวสำหรับคิดนึกว่า พระพุทธเจ้า ท่านให้การศึกษาชั้นสูงสุดแก่มนุษย์ ให้การศึกษาสูงสุด เพื่อมนุษย์สมบูรณ์แบบ กล่าวคือ ธรรมะที่ดับทุกข์ได้ พระสงฆ์ก็คือผู้รับเอามา ปฏิบัติแล้วก็สอนคนอื่นต่อไป. ให้ดูคติอันนี้ ดูทิฏฐานุคติอันนี้ให้เข้าใจแล้วก็ จะได้มีกำลังใจ สำหรับเราจะทำงานของเรา ให้ เป็นไปในความหมายอย่างนั้น มันก็จะได้รับผลตามสัด ส่วนที่เราจะพึงกระทำในหน้าที่ ของครูบาอาจารย์ ใน ขอบเขตของครูบาอาจารย์. ให้ความรู้ที่ถูกต้องด้วย เจตนา ด้วยความพยายามอะไรอันแท้จริง อันบริสุทธิ์

น.132 ๑๑๖ อันหวังดี อันเมตตากรุณา นี้ก็มี ลูกศิษย์ที่ได้รับ ความรู้นี้ เอาไปใช้เป็นประโยชน์ได้จริง. ที่พูดนี้ก็เพื่อว่า จะได้เป็นเครื่องประกันว่า เรา อย่าได้ทำกันอย่างเล่น ๆ หรืออย่างปล่อย ๆ; ให้ ทำอย่างหมายมั่น อย่างมันเป็นอุดมคติ สงเคราะห์เข้า ไปในกิจกรรมของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ดังนี้มากกว่า. ส่วนรายละเอียดนั้นก็คือ ปฏิบัติ หน้าที่ของครูตามหลักวิชาครู หรือวิชาที่เกี่ยวกับ ครู : จะต้องรู้ จะต้องปฏิบัติ จะต้องเป็นตัวอย่าง ที่ดี. ครูเป็นผู้ปฏิบัติที่ดี เป็นตัวอย่างนั้น เป็น การสอนที่ดี แล้วก็มีคุณธรรมครบถ้วน. ที่ว่าครูมี ความรู้ และมีการปฏิบัติตามความรู้ให้ดี และก็ได้รับ ผลจากการปฏิบัตินั้น เป็นตัวอย่างประจักษ์ชัด อยู่ที่ เนื้อที่ตัวของเรา ; พวกลูกศิษย์เขาเห็น เขาจึงรับ เอาด้วยความไว้ใจ เคารพนบถือเต็มที่. ถ้าเรามี

น.133 ๑๑๗ แต่พูดอย่างเดียว เราไม่ทำ มันก็ล้มเหลว ล้มละลาย เป็นการรับจ้างมาเป็นนกแก้วนกขุนทองไปวันหนึ่ง ๆ มันจะเป็นเสียอย่างนี้. เรื่องรายละเอียด เกี่ยวกับการปฏิบัติของครู เป็นอย่างไรก็อยู่ในหลักสูตรของครู ที่เล่าเรียนกันมา แล้ว ; อย่างนี้บอกแต่สิ่งที่มันเป็นอุทาหรณ์ เป็น เครื่องให้กำลังใจแก่ครู เพื่อความเป็นปูชนียบุคคล นั้นเอง. นี่ขอให้คิดไว้เสมอ อย่าลืมว่า เราเป็น ครูผู้สังกัดอยู่กับพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ไปสังกัดอยู่กับ องค์การศึกษาท้องถิ่น หรือกระทรวงมหาดไทย ซึ่ง เป็นผู้เลี้ยง ผู้ให้เงิน ; นั่นมันเป็นเรื่องที่เขาให้เรามี ชีวิตอยู่. ให้เราทำงานตามอุดมคติของพระพุทธเจ้า ช่วยจัดโลกให้รอดพ้นจากปัญหาทั้งปวง เป็นแกน ของอุดมคติ ถ้าเอาไว้ได้แล้วประเสริฐที่สุด. ราย ละเอียดนั้นไปหาเอาเอง มันมากนัก มันไม่หวาดไหว ที่จะเอามาพูดในเวลาอันสั้น, ไปอ่านได้จากตำรับตำรา

น.134 ๑๑๘ สรุปแล้ว ให้ครูเป็นปูชนียบุคคล สมกับ ว่าครู เป็นที่เคารพสักการะของมนุษย์ ; เพราะว่า พวกครูเป็นสถาบันที่สร้างโลก ให้งดงาม ให้สงบสุข ให้มีค่า. พิมพ์ที่ ห.จ.ก. การพิมพ์พระนคร 92 สี่แยกถนนบุญศิริ กรุงเทพฯ 2 โทร. 212337 นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา 2518

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต