น.1 ส.ค.ส. พระโพธิสัตว์ อวโลกิเตศวร AVALOKITESAWARA BHOHISATTVA พุทธทาสภิกขุ การสร้างเสริมจริยธรรมแก่เด็กวัยรุ่น พุทธทาสภิกขุ
น.3 การสร้างเสริม จริยธรรมแก่เด็กวัยรุ่น ของ พุทธทาสภิกขุ สำนักหนังสือธรรมบูชา ของคณะเผยแพร่ชีวิตประเสริฐ ( ผชป. ) ๕/ ๑-๒ ถนนอัษฎางค์ ริมคลองหลอด ตรงข้ามกระทรวงยุติธรรม (ศาลอาญา) กรุงเทพฯ ๒ โทร. ๒๒๒-๓๕๔๙ ๖/-
น.4 ความอยาก อันความอยาก จะระงับ ดับลงได้ นั้นมิใช่ เพราะเรา ตามสนอง สิ่งที่อยาก ให้ทัน ดั่งมันปอง แต่เพราะต้อง ฆ่ามัน ให้บรรลัย , ให้ปัญญา บงการ แทนร่านอยาก ความร้อนไม่ มีมาก อย่าสงสัย ทั้งอาจผลิต กิจการ งานใดๆ ให้ล่วงไป ด้วยดี มีสุขเย็น ฯ ความสุข ความเอ๋ย ความสุข, ใครๆ ทุก คน,ชอบเจ้า เฝ้าวิ่งหา "แกก็สุข, ฉันก็สุข, ทุกเวลา " แต่ดูหน้า ตาแห้ง ยังแคลงใจ ถ้าเผา ตัวตัณหา, ก็น่าจะสุข, ถ้ามันเผา เราก็ "สุก" หรือเกรียมได้ เขาว่าสุข สุขเน้อ ! อย่าเห่อไป มันสุขเย็น หรือสุกไหม้ ให้แน่ เอย ฯ พ. อินทปัญโญ
น.5 "ครู" คือผู้กุมความเป็นความตายของชาติไว้ในมือ ทำไมเราจะต้องมาสร้างเสริมจริยธรรมแก่เด็กวัยรุ่น ? ก็เพื่อให้เด็กวัยรุ่นของเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณค่าแก่ชาติ บ้านเมืองของเรา เพื่อเขาจะได้ช่วยกันทำให้ชาติบ้านเมือง มีความมั่นคง มีความสงบร่มเย็นเป็นปกติ น่าอยู่ ในการที่จะเป็นเช่นนั้นได้ หมายถึงทุกคนจะต้องมีกาย- ใจ ที่สงบเย็นเป็นปกติ คือ กาย มีอาหารและปัจจัยอื่น หล่อเลี้ยงเพียงพอและพอดี ใจ มีความสงบเย็นเป็นปกติ หล่อเลี้ยงเพียงพอและพอดีเช่นเดียวกัน แต่ใจเป็นฝ่ายนำกาย ทุกสิ่งสำเร็จได้เพราะใจ ดังนั้น หากจิตใจประกอบด้วยความ เห็นถูกก็จะเห็นว่าทุกคนเป็นเพื่อนร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วย กัน เขาก็จะช่วยให้ทุกคนมีกาย- ใจที่สงบเย็นเป็นปกติ ใน ทางตรงข้ามหากจิตใจของคนส่วนใหญ่ประกอบด้วยความเห็น ผิด เห็นเป็นเขาเป็นเราตัวใครตัวมันแล้ว เพื่อนร่วมชาติจะ อดอยากล้มตายอย่างไร ชาติจะง่อนแง่นคลอนแคลนอย่างไร เขาจะไม่คำนึงถึง เขาจะนึกแต่เพียงว่าเขาจะกอบโกยเอาไว้ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะเขามองไม่เห็นว่า การ
น.6 (๔) คณะ ผ.ช.ป. เห็นว่ามีทางเดียวเท่านั้นที่จะกำจัดปัญหา เลวร้ายดังกล่าวให้หมดไปจากผืนแผ่นดินไทยเรา ก็คือจะต้อง ช่วยให้ทุกคน โดยเฉพาะผู้มีอำนาจทั้งหลายให้มีจิตที่ประกอบ ด้วยความเห็นถูก รู้ว่า เกิดมาทำไม ? รู้ว่า " เกิดมาเพื่อ ทำหน้าที่ช่วยกันทำให้บ้านเมืองมีความสงบร่มเย็นเป็น ปกติ ด้วยการช่วยให้ทุกคนมีกายใจที่สงบเย็นเป็นปกติ โดยพยายามเลื่อนชั้นเอง และช่วยให้ทุกคนเลื่อนชั้นตัว เองจากการแสวงหาความสุขจาก "เหยื่อ" ที่มันมีอันตราย แก่ชาติแก่ตัวเอง มาแสวงหาความสุขจากจิตที่สงบเย็น เป็นปกติ ด้วยการทำงานเพื่อผู้อื่น" หากคนเรารู้ว่า เกิดมาเพื่อช่วยกันทำให้บ้านเมืองมี ความสงบร่มเย็นเป็นปกติ เขาก็จะหาช่องทางที่จะช่วยให้ ทุกคนมีกาย - ใจที่สงบเย็นเป็นปกติ ด้วยการจัดให้ทุกคน มีงานทำมีรายได้พออิ่มปากอิ่มท้อง ไม่กดราคาผลิตผลของ ชาวไร่ชาวนาจนอดอยากล้มตาย พร้อมกันเขาก็จะช่วยกันชี้ ให้เห็นว่าการแสวงหาความสุขจาก " เหยื่อ " อันเป็นไปตาม สัญชาตญาณอย่างสัตว์ เช่น กิน กาม เกียรติ การพนัน น้ำเมา สิ่งฟุ่มเฟือย สิ่งยั่วยวน ที่ให้รสสนุกรสอร่อยนั้น
น.7 (๕) มันมีอันตรายแก่ชาติอย่างร้ายกาจ และมีอันตรายแก่ตัวเอง ทำให้เป็นอาชญากรในฐานะเป็นโจรเป็นขโมย ปล้นเอาส่วน ของผู้อื่นมาเป็นส่วนเกินของตน ซึ่งเป็นบาปกรรมอย่างยิ่ง เพราะเป็นการละเมิดศีลข้อ ๑ ทำให้ผู้อื่นขาดแคลนอดอยาก ล้มตาย ละเมิดศีลข้อ ๒ ในฐานะไปลักล้วงเอาสิ่งของของ ผู้อื่นมาเป็นของตน ละเมิดศีลข้อ ๓ เพราะส่วนเกินที่ตนได้ มาอาจเป็นของรักของชอบใจของบุคคลอื่นด้วย ละเมิดศีล ข้อ ๔ เพราะการที่จะได้ส่วนเกินมาจะต้องใช้วาจาหรือ อุบายอื่นเพื่อให้สำเร็จประโยชน์ และเป็นการละเมิดศีลข้อ ๕ เพราะบริโภคส่วนเกินด้วยความหลงใหลมัวเมา ยิ่งเป็นบุหรี่ สุรา เบียร์ สิ่งฟุ่มเฟือย สิ่งยั่วยวน ยิ่งเป็นส่วนเกินมากยิ่งขึ้น ไปอีก เป็นการประทุษร้ายชีวิตจิตใจของตัวเองให้วิปริตผิด ปกติไป เป็นต้น หากทุกคนรู้สึกตัวว่า เกิดมาเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าว เขา ก็จะไม่ผลิตหรือทำกิจกรรมที่เป็นภัยต่อชาติบ้านเมือง เช่น สุรา เบียร์ บุหรี่ เฮโรอิน โรงอบอาบนวด ซ่องโสเภณี สิ่ง ฟุ่มเฟือย สิ่งยั่วยวน เป็นต้น มอมเมาคนในชาติให้หลงใหล มัวเมา เพราะเขาจะมองเห็นว่า หากคนของชาติมัวเมาในสิ่ง
น.8 (๖) ดังกล่าวก็ย่อมทำให้เห็นแก่ตัวจัด เมื่อเห็นแก่ตัวจัดก็ย่อมทำ ให้เห็นเป็นเขาเป็นเรา หาความรักความสามัคคีได้ยาก ชาติ ก็ย่อมจะง่อนแง่นคลอนแคลนตามไปด้วย ดังนั้นกิจกรรม หลายประเภท จึงเป็นกิจกรรมที่ทำลายชาติบ้านเมืองอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่มีใครมองเห็น เพราะความหลงผิดเข้าใจผิดนั่นเอง ปัญหาว่า ใครเล่าจะเป็นผู้แก้ไขสถานะการณ์ดังกล่าว ? คณะ ผ.ช.ป. มองเห็นว่า "ครู" เท่านั้นที่จะแก้สถานะการณ์ ดังกล่าวได้ เพราะท่านรู้ว่าท่าน เกิดมาทำไม ? เกิดมาเพื่อ ช่วยกันทำให้บ้านเมืองมีความสงบร่มเย็นเป็นปกติ ด้วย การช่วยให้ทุกคนมีกาย- ใจที่สงบเย็นเป็นปกติ และเพื่อ ให้งานในหน้าที่ของท่านดังกล่าวสำเร็จ ท่านจึงเป็นบุคคล ประเภทแรกประเดียวที่เลื่อนขั้นตัวเองจากการแสวงหาความสุข จาก "เหยื่อ" ที่มันมีอันตรายต่อประเทศชาติต่อตัวเอง มา แสวงหาความสุขจากจิตที่สงบเย็นเป็นปกติ ได้ก่อนบุคคล ประเภทอื่นทั้งหมด การมีชีวิตอยู่ของท่านจึงมีชีวิตอยู่เพื่อคน ทั้งชาติ เพื่อช่วยให้คนของชาติรู้จักวิธีเลื่อนขั้นตัวเองใน ลักษณะดังกล่าวด้วย ชีวิตของครูจึงเป็นชีวิตที่มีค่ามีราคา
น.9 (๗) สูงสุดเหนือกว่าบุคคลประเภทอื่นทั้งหมด เพราะท่านทำงาน เพื่อผู้อื่นนั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงเห็นได้ว่า " ครู " คือ " พระ " ซึ่งแปลว่า ผู้ประเสริฐ ประเสริฐตรงที่ท่านเห็นภัยของวัฏฏะ- สงสาร แล้วพยายามหักวงล้อของวัฏฏะสงสาร ออกมาสู่ ความเป็นอิสระได้ ด้วยการทำงานเพื่อเด็กวัยรุ่น เพื่อให้ เยาวชนของชาติเดินไปสู่สันติได้ถูกทาง ปัญหาเกี่ยวกับเด็กวัยรุ่น ท่านผู้บรรยายได้แบ่งไว้เป็น ๗ หัวข้อด้วยกัน ปัญหาข้อที่ ๑ โรคของเด็กวัยรุ่น เราจะเห็นว่า ผู้ใหญ่เป็นผู้เพาะเชื้อโรคใส่เข้าในตัวของเด็กวัยรุ่น จนเขา ทะเยอทะยานที่จะ กินดีอยู่ดีอย่างไม่มีขอบเขต จนเห็นแก่ ตัวจัด ไม่รู้จัก กิน-อยู่แต่พอดี ปัญหาข้อที่ ๒ สมุฏฐานของโรค ซึ่งได้แก่สิ่งแวด ล้อมที่จะชักจูงจิตใจของเด็กให้ต่ำลง ใครเป็นผู้สร้างขึ้นเล่า มันก็ผู้ใหญ่อีกนั่นแหละ ปัญหาข้อที่ ๓ หมอผู้วิจัย หรือรักษาโรค กำลัง เป็นโรคเดียวกับเด็กวัยรุ่น หรือเปล่า แต่ท่านก็ฝากความหวัง
น.10 (๘) ไว้แก่ " ครู " ผู้นำให้วิญญาณของเด็กสูงขึ้น เพราะยังไม่มี กระทรวงศึกษาธิการไหนในโลก นอกจากประเทศไทยที่ถือ อุดมคติว่า ครูเป็นผู้นำในทางวิญญาณ ปัญหาข้อที่ ๔ อำนาจการใช้ยา ได้แก่วงการที่ทรง อำนาจ, ความต้องการความปกติสุข หรือศีลธรรม, บิดา มารดา, ครูบาอาจารย์ จะต้องนำในเรื่องศีลธรรมก่อน นำ ให้เด็กเห็นว่า การบังคับตัวเองให้อยู่ในระเบียบวินัยเป็นเรื่อง สนุกสนาน โดยชี้ให้เห็นว่า ถ้าคนเราตกเป็นทาสของ อายตนะ หรือเป็นทาสของวัตถุเสียแล้ว จะไม่มีหนทาง ที่จะรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์อย่างจริงใจได้เลย โปรดมองดูตัวเองว่า เรากำลังเป็นทาสของวัตถุหรือความสุข ทางเนื้อหนังหรือเปล่า ถ้าเป็นทาสเราก็อยู่ในฐานะเป็นผู้ ทำลายชาติกับเขาด้วยคนหนึ่ง ปัญหาข้อที่ ๕ ยาที่จะใช้รักษาโรค ได้แก่ พระธรรม, หลักจริยธรรมสากล, หลักการของลูกเสือ เป็นยาที่จะใช้ รักษาโรคความเห็นแก่ตัวให้หมดไป กลายเป็นเห็นแก่ส่วน
น.11 (๙) ปัญหาข้อที่ ๖ ภาวะไม่มีโรคจะเอาอย่างไรกันแน่ ต้องเอาภาวะที่ไม่เห็นแก่ตัว · แต่เห็นแก่ความสงบสุขปกติสุข ของส่วนรวมเป็นหลักสำคัญ ปัญหาข้อที่ ๗ สรุปสิ่งที่ต้องปฏิบัติ จะต้องทำให้ เด็กวัยรุ่นของเรารู้ว่า เกิดมาเพื่ออะไร ? เป็นมนุษย์ทำไม ? ความดีของมนุษย์อยู่ที่ตรงไหน ? โดยให้เขารู้ว่าการศึกษา หรือการงานทั้งหมดในโลกนี้ ก็เพื่อผลคือความสงบสุข หรือ ความพักผ่อนของวิญญาณด้วยกันทั้งนั้น ครูคือพ่อพระ แม่พระของเด็ก ๆ จะต้องนำในเรื่องนี้ หากทุกฝ่ายร่วมมือ กันยื้อแย่งเด็ก ๆ มาให้ได้ จากพญามาร จากซาตาน ด้วยการ ยกสถานะทางวิญญาณของเขาให้สูงขึ้น " ครู " ก็กลายเป็น ปูชนียบุคคล สังกัดอยู่กับพระอรหันต์ หรือพระบรมครู เท่าที่กล่าวมานี้ เราพอจะเห็นได้ว่า " ครู " เท่านั้น ที่จะเป็นผู้นำในการกำจัดความเลวร้ายดังกล่าวให้หมดไปจาก ผืนแผ่นดินไทยเรา ความเลวร้ายลดลงได้มากเท่าไร ชาติ ก็จะมีความสงบร่มเย็นเป็นปกติ มีความมั่นคงมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะสำเร็จได้ด้วยการใช้ " ศีลธรรม " เป็นเครื่องมือ จน กระทั่งทำให้ทุกคนรู้สึกว่า คนทุกคนเป็นเพื่อนร่วมทุกข์
น.12 นใจของผู้มีอำนาจ เขาจะปล่อยให้ชาวไร่ชาวนาถูก กดราคาผลิตผล เขาจะปล่อยให้พลเมืองของชาติอดอยาก ล้มตายได้อย่างไร ผู้มีอำนาจทุกท่านไม่ว่าจะมีอำนาจทางการเงินการงาน หรือการอื่นใด เขาก็ต้องผ่าน "ครู" ดังนั้นเขาจะเป็นคนที่ เห็นแก่ชาติอย่างอย่างแท้จริงหรือไม่ จึงอยู่ที่การปั้นของ " ครู " นี่แหละ " ครู " จึงเป็นผู้กุมความเป็นความตายของ ชาติไว้ในมือ คณะ ผ.ช.ป. ขอกราบแทบเท้าแด่คุณ " ครู " ผู้นำ ในทางวิญญาณทุกท่านเป็นอย่างสูง และขอบูชาพระคุณของ " ครู " ด้วยชีวิต คณะ ผ.ช.ป. ๕/๑-๒ ถนนอัษฎางค์ ก.ท. ๒ โทร. ๒๒๒-๓๕๔๙ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๒๑
น.13 ฝ่ลำ คลานคลำ มา กิริยา แสนทุลัก ทุเลแล ; ถ้าไม่อยาก ให้ทุลัก ทุเลมาก ต้องข้ามฟาก ให้ พ้น ก่อนตนแก่ ก่อนตามืด หูหนวก, สะดวกแท้ ตรองให้แน่ แต่เนิ่นๆ รีบเดินเอย ฯ พุทธทาส อินทปัญโญ จากหนังสือหัวข้อธรรมในคำกลอน
น.14 นใจของผู้มีอำนาจ เขาจะปล่อยให้ชาวไร่ชาวนาถูก กดราคาผลิตผล เขาจะปล่อยให้พลเมืองของชาติอดอยาก ล้มตายได้อย่างไร ผู้มีอำนาจทุกท่านไม่ว่าจะมีอำนาจทางการเงินการงาน หรือการอื่นใด เขาก็ต้องผ่าน " ครู " ดังนั้นเขาจะเป็นคนที่ เห็นแก่ชาติอย่างอย่างแท้จริงหรือไม่ จึงอยู่ที่การปั้นของ " ครู " นี่แหละ " ครู " จึงเป็นผู้กุมความเป็นความตายของ ชาติไว้ในมือ คณะ ผ.ช.ป. ขอกราบแทบเท้าแต่คุณ " ครู " ผู้นำ ในทางวิญญาณทุกท่านเป็นอย่างสูง และขอบูชาพระคุณของ " ครู " ด้วยชีวิต คณะ ผ.ช.ป. ๕/๑-๒ ถนนอัษฎางค์ ก.ท. ๒ โทร. ๒๒๒-๓๕๔๙ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๒๑
น.15 ผ่ลำ คลาน คลำ มา กิริยา แสนทุลัก ทุเล แล ; ถ้าไม่อยาก ให้ทุลัก ทุเลมาก ต้องข้ามฟาก ให้ พ้น ก่อนตนแก่ ก่อนตามืด หูหนวก, สะดวกแท้ ตรองให้แน่ แต่เนิ่นๆ รีบเดินเอย ฯ พุทธทาส อินทปัญโญ จากหนังสือหัวข้อธรรมในคำกลอน
น.16 บ้า ดี ยิ่งทำดี จะยิ่งมี นรกมาก ถ้าใจอยาก ดีเด่น เป็นเจ้าขรัว ให้ ผู้คน ทั้งผอง ต้องยอมกลัว คือ ยอมตัว อยู่ใต้ ปัญญา ยง ; ไม่ต้องการ มรรคผล ดลนิพพาน คงต้องการ แต่ให้ เขาช่วยส่ง ให้ลอยลม ล่องไป จมไม่ลง ต้องประสงค์ แต่เท่านี้ : “บ้าดี” เอย ฯ โลกนี้ คือ อะไรแน่ ? โลกเรานี้ ที่แท้ คือ โรงละคร ไม่ต้องสอน แสดงถูก ทุกวิถี ออกโรงกัน จริงจัง ทั้ง ตาปี ตามท่วงที อวิชชา จะลากคอ โลกนี้คือ กรงไก่ เขาใส่ไว้ จะนำไป แล่เนื้อ ไม่เหลือหลอ จิก กัน เอง ในกรง ได้ลงคอ เฝ้า ตั้ง ข้อ รบกัน ฉัน นึก กลัว — เอย ฯ. พ. อินทปัญโญ
น.17 การสร้างเสริมจริยธรรม แก่เด็กวัยรุ่น พุทธทาสภิกขุ แสดงที่คุรุสภา ๒๗ เมษายน ๒๕๐๘ ท่านประธาน และท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ! อาตมาจะบรรยายความคิดเห็นตามหัวข้อที่กำหนดให้ คือเรื่อง "จริยธรรม" แต่จะขอขยายความออกไปให้ชัดหรือ แคบเข้า ตามหัวข้อใหญ่ที่เป็นความมุ่งหมายของการประชุม คราวนี้ คือเรื่อง "การสร้างเสริมจริยธรรมแก่เด็กวัยรุ่น" อาตมาอยากจะขอทำความเข้าใจว่า ข้อความที่จะ บรรยายต่อไปนี้ ขอให้ถือเป็นเพียงความคิดเห็นในฐานะที่ อาตมาก็สนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษและนานมาแล้ว; ทั้งนี้ก็มี ความรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นหน้าที่ของอาตมา หรือของ ภิกษุสงฆ์ทั่วๆ ไปด้วย เพราะฉะนั้น อย่าได้หวังที่จะได้ฟัง สิ่งที่เป็นหลักวิชาอะไรมาก ขอได้โปรดฟังในฐานะเป็นความ
น.18 ๒ คิดเห็น; แต่เป็นความคิดเห็นที่อาตมาได้พยายามนึกคิดศึกษา สังเกตมาเป็นเวลานานพอที่จะนำมาแสดงให้เป็นประโยชน์ได้ บ้าง. และอีกอย่างหนึ่ง ก็อยากจะขอบอกกล่าวเสียด้วยเลย ว่า ขอยกเว้น ให้อาตมากล่าวได้ในฐานะเป็นการ กล่าว อย่างอิสระ หรือถ้าจะเรียกว่า เป็นฝ่ายแย้งหรือฝ่ายค้าน กับที่เขากล่าว ๆ กันอยู่บ้างก็จะถูกกว่า. หรือยิ่งกว่านั้นก็ควรจะให้เป็นว่า ให้อาตมามีหน้าที่ กล่าวในฐานะ ที่มองกันในแง่ที่คนอื่นไม่มอง ; หรือจะเลย ไปถึงว่า มองกันในแง่ร้าย คือในแง่ Pessimistic ก็ได้ยิ่งดี อาตมาจะได้กล่าวได้อย่างเป็นอิสระ เพื่อให้ที่ประชุมของเรา ได้ฟังครบถ้วน ถ้ามัวแต่กล่าวเหมือน ๆ กัน หรือกล่าวโดย มุ่งหมายทางแง่ดีแง่สนับสนุนกันไปหมด ก็เชื่อว่าสิ่งที่ได้ยิน ได้ฟังนั้นไม่สมบูรณ์แน่ นี่ คือข้อที่จะบอกให้ครูบาอาจารย์ ทั้งหลายกำหนดไว้เป็นข้อแรก ต่อไปนี้อาตมาจะได้กล่าวถึงคำที่ใช้เป็นหัวข้อว่า "จริย- ธรรม" อาตมารู้สึกว่าเรายังมีความลำบากกันมากในการใช้ คำ ๆ นี้ คือเอาไปปนกันกับคำว่าศีลธรรม; บางคราวเล็งถึง
น.19 ๓ จริยธรรม เราไปเรียกศีลธรรม บางคราวเราเล็งถึงศีลธรรม แต่ไปเรียกจริยธรรม ดังนี้เป็นต้น. ฉะนั้น อยากจะขอซ้อมความเข้าใจ หรือทำความ เข้าใจกันในพวกเราที่เป็นผู้สนใจในเรื่องนี้ด้วยกันว่า ถ้า อย่างไร เราจะตกลงกันให้คำว่า ศีลธรรม นี้ตรงกับคำว่า Moral หรือ Morality; และให้คำว่า จริยธรรม นั้น ตรงกับคำว่า Ethics เพราะว่าถ้าเราไปดูตำรับตำราทั่ว ๆ ไป เขาระบุไว้ ชัดว่า Ethics นั้นคือ Philosophy ของ Morality; ที่นี้ตัว Morality; กับตัว Philosophy ของ Morality นั้น ไม่ใช่ สิ่งเดียวกัน เราเอาคำว่า Ethics นี้มาเป็นคำที่เราเล็งถึงจริย- ธรรม และคำว่า Morality มาเป็นศีลธรรม จะง่ายขึ้น และจะแยกกันได้ดี คำว่า Ethics หรือ จริยธรรม นี้มันตรงกัน ก็ตรงที่ว่า คิดดูให้ดี ถ้าเรารู้ภาษาบาลี เท่าที่เราเรียนกันมาแล้วนี้ ก็พอ จะเห็นได้ว่า จริย นี้แปลว่า ควรประพฤติหรือพึงประพฤติ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าประพฤติแล้ว; นี้มันช่างตรงกับคำว่า Philosophy ซึ่งเป็นแต่เรื่องคิดเรื่องฝัน ส่วนคำว่า ศีลธรรม
น.20 ๔ นั้น ต้องหมายไปถึงเรื่องที่กำลังประพฤติอยู่ หรือประพฤติ แล้ว เผอิญไปตรงกับคำว่าศีลธรรม. " ศีล " คำนี้ภาษาบาลีว่า อยู่ตามปกติ เป็นอยู่ตาม ปกติ หรือซึ่งเป็นอยู่ตามปกติ คือ หมายความว่าประพฤติอยู่. หรือประพฤติแล้ว ถ้าจะเอาศัพย์คำเดียวกัน ก็ควรจะเป็น จาริตธรรมหรือจารีต ซึ่งแปลว่าสิ่งซึ่งประพฤติแล้ว จริย- ธรรมนั้นแปลว่า เป็นสิ่งที่พึงประพฤติ จะต้องประพฤติ ต้อง เถียงต้องถกกันอีกมาก ส่วนศีลธรรมเอาที่กำลังประพฤติอยู่. นี่แหละโดยตัวหนังสือก็อำนวยให้อย่างนี้อยู่แล้ว และ โดยความหมายนั้น ก็หมายความว่าจริยธรรม หรือ Ethics อยู่ในรูปของปรัชญา ที่ต้องคิดต้องนึก บางทีก็เลยเตลิด เปิดเปิงไปเป็นเรื่องที่ไม่เคยปฏิบัติเลยก็มี เป็นเรื่องทฤษฎีล้วน ไปเลย ส่วน เรื่องศีลธรรม หรือ Morality นี้ต้องทำอยู่ จริง ๆ ในฐานะเป็นปัญหาเฉพาะหน้า. ถ้าเราจะถามกันขึ้นว่าพระพุทธเจ้าเป็นนักจริยธรรมหรือ นักศีลธรรม ? ตามหลักเกณฑ์อันนี้ จะต้องถือว่าพระพุทธเจ้า เป็นนักศีลธรรม ไม่ใช่นักจริยธรรม พูดกันตรงๆ พระพุทธเจ้าท่านเกลียด Philosophy อย่างยิ่ง คือเรื่อง
น.21 ๕ ที่พูดกันแต่ทางหลักทฤษฎีหลักวิชานี้ ท่านหัวเราะเยาะ ดู เป็นเรื่องรุ่มร่าม ท่านจึงเป็นนักศีลธรรม คือว่า กล่าวถึงแต่ ที่อาจจะปฏิบัติได้ทันที รีบด่วนในปัญหาเฉพาะหน้า และความจริงมันก็เป็นอย่างนี้ เพราะว่าก็เห็นกันอยู่ว่า เรื่องที่จะประพฤติเพื่อละความชั่วทำความดีนี้ มันไม่ยากอยู่ ตรงที่เราไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรมากนัก แต่มันยากที่เราจะ บังคับให้ตัวเราประพฤติ ให้เป็นอย่างนั้นมันไม่ค่อยจะได้ นี่เป็นข้อยาก ฉะนั้น ถ้าจะถามว่าพระพุทธเจ้าเป็นอะไร ? ก็จะต้อง ตอบว่าเป็น Moralist มากกว่า Ethicist คือว่าท่านเป็นนัก ศีลธรรม มากกว่านักจริยธรรม ในประเทศเรายังใช้คำสอง คำนี้กำกวมกันอยู่ในที่เขียนที่พูด ถ้าอย่างไรเราเอาไปช่วยคิด กันดูว่าเราจะยุติกันอย่างนี้เสียทีจะดีไหม คือว่าถ้าเป็นจริย- ธรรมก็เล็งถึง Ethics และศีลธรรมก็เล็งถึง Morality. ทีนี้เรามาถึงข้อที่เราพูดกันในวันนี้ คือในหัวข้อที่ว่า "การสร้างเสริมจริยธรรมแก่เด็กวัยรุ่น" นี่คำว่า “จริยธรรม" ในที่นี้ กำกวมหรือเปล่า ? เล็งถึง Ethics. เพราะว่าEthics นั้นเป็นปรัชญาที่ไม่รู้จบ อาจจะช้าเกินไปอย่างที่เรียกกันว่า
น.22 ๖ กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ อะไรเหล่านี้ ถ้าเรามัวจะพูดกันในแง่ ทฤษฎี หรือปรัชญา หรือตรรกวิทยา หรืออะไรทำนองนี้; อาตมาหมายถึงศีลธรรมมากกว่า; คือหมายถึง Morality มากกว่า Ethics. ทีนี้ ปัญหาก็มีต่อไปอีกว่า คำว่า ศีลธรรมนี้มีขอบเขต กว้างมาก รเาจะจำกัดความให้แคบเข้ามาถึงศีลธรรมที่เกี่ยวกับ เด็กวัยรุ่นโดยเฉพาะ เด็กวัยรุ่นโดยเฉพาะคือปัญหาเฉพาะหน้า หรือปัญหารีบด่วนของเรา ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรมใน ที่นี้เราก็จะเล็งเฉพาะที่เกี่ยวกับเด็กวัยรุ่น สำหรับหัวข้อบรรยายนี้อาตมาจะกล่าวไปตามที่สะดวก จะให้ข้อว่า: ข้อที่ ๑ โรคของเด็กวัยรุ่น, (คำว่าโรคนี้ หมาย ถึงสิ่งที่เราไม่พึงปรารถนา; ) ข้อที่ ๒ สมุฏฐานของโรคนั้น; ข้อที่ ๓ หมอหรือผู้วิจัยหรือผู้รักษาโรคนั้น; ข้อที่ ๔ อำนาจการใช้ยา หรือ Motive ต่าง ๆที่จะ ให้เด็กนั้นกินยา; ข้อที่ ๕ ยาที่จะใช้รักษาโรคนั้น;
น.23 ๗ ข้อที่ ๖ ภาวะที่เรียกว่าความไม่มีโรคนั้นเราจะเอา อย่างไรกันแน่; ข้อที่ ๗ สรุปเค้าโครงเหล่านี้พอเป็นเครื่องจดจำได้ ง่าย. แม้จากหัวข้อเหล่านี้ ก็เห็นได้ว่า อาตมาถือเอาตาม ขอบใจ ไม่ใช่ถือตามหลักทั่ว ๆ ไป ตามที่เขาถือกัน เช่น จะกล่าวถึงภาวะที่ไม่มีโรคที่จะเอาอย่างไรกันแน่นี้ ก็ไปกล่าว ในตอนสุดท้ายเป็นต้น; แต่ขอให้ลองติดตามฟังกันดู จะรู้สึก ว่าฟังยากหรือฟังง่ายได้ด้วยตนเอง. ๑. โรคของเด็กวัยรุ่น สำหรับ ปัญหาที่ ๑ คือ โรคของเด็กวัยรุ่น นี้อาตมา ใช้คำว่า โรค เพราะว่าเป็นคำที่เคยใช้ในคัมภีร์ในภาษาบาลี ในเมื่อเล็งถึงอาการหรือภาวะอย่างนี้โดยเรียกว่าโรคทางจิต หรือโรคทางกิเลส หรือโรคทางวิญญาณแล้วแต่จะเรียก ภาวะ ที่คนถูกกิเลสครอบงำ แล้วกระทำไปในลักษณะที่ไม่น่าดู ไม่ น่าปรารถนานี้เรียกว่าโรค มีใช้อยู่ในภาษาบาลี
น.24 ๘ เพราะฉะนั้นเราจึงได้คำว่าโรค นี้มีความหมายเป็น ๓ ชนิดเป็นอย่างน้อย คือโรคทางร่างกายโดยตรง นี้ไม่ต้องพูด ถึง; และโรคทางจิตส่วนที่เนื่องกันอยู่กับกาย นับตั้งแต่ประ- สาทเป็นต้นไป นี้เราก็ไม่ต้องพูดถึง; แต่ยังมีโรคที่สามคือ โรคทางวิญญาณล้วน ๆ ได้แก่ทางจิตที่ไม่เกี่ยวกับกาย คือทางสติปัญญาความคิดเห็นหรืออะไรทำนองนี้. สำหรับโรค ทางกายกับโรคทางจิตโดยตรงนั้นขอแยกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มี โรงพยาบาล มีอะไรเป็นเจ้าหน้าที่พร้อมแล้ว; ส่วน โรคทาง วิญญาณ ก็คือโรคทางศีลธรรม หรือทางจริยธรรมนี่เอง แล้วแต่จะเรียก. ถ้าจะนิยามความหมายของคำ ๆ นี้ ก็คือว่า ภาวะที่กิเลสครอบงำจิต จนตั้งจิตไว้ผิด แล้วมีการกระทำ ไปตามใจตัวเอง; อย่างนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นกิเลสชนิดไหน ก็มีลักษณะอย่างนี้ ทั้งนั้น. แม้โรคที่เกิดแก่เด็กวัยรุ่นของเรา ก็กำลังเป็นอย่างนี้ ทั้งนั้น คือมีกิเลสครอบงำจิตจนตั้งจิตไว้ ผิด และมีการกระทำไปตามใจตัวเอง เพราะฉะนั้น เราถือ ได้ว่าเด็กวัยรุ่นของเรากำลังเป็นโรคทางจริยธรรม หรือ ทางศีลธรรม. ยังมีข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับอาการของโรค เราอาจจะใช้
น.25 ๙ คำกำกวมหรือกว้างเกินไปก็ได้ ในเมื่อพูดว่า “เด็กวัยรุ่น" เฉย ๆ เพราะคำว่าเด็กวัยรุ่นนี้ มีหลายระดับ หลายประเภท ขอให้นึกถึงเรื่องนี้ให้มาก อย่าได้วิจัยอย่างคลุมเครือ อย่าง กว้าง ๆ เป็นเรื่องเดียว ขอให้แยก เด็กวัยรุ่นที่กำลังเป็นโรคนี้ อย่างน้อยก็ให้มีอยู่ ๓ ระดับ. มันเป็นการต่างกันมากในส่วน ข้อเท็จจริงที่ปลีกย่อย; แม้ว่ามันจะเหมือนกันทั้งหมดในส่วน ใหญ่. ในส่วนใหญ่นั้นเราไปเล็งกันว่าศีลธรรมของเด็กวัยรุ่น ไม่ดีขึ้น ตามที่การศึกษาของโลกก้าวหน้าไป. นี่เหมือนกัน หมด ไม่ว่าเด็กวัยไหน ประเภทไหน ระดับไหน; หรือว่าศีล- ธรรมของเด็กวัยรุ่นยิ่งเลวไปกว่าระดับของการศึกษาของโลก ที่ก้าวหน้า ดังนี้ก็ตาม นี่ขอให้มองในข้อเท็จจริงที่รวม ๆ กันอย่างเดียวเสียก่อนอย่างนี้. เดี๋ยวนี้เรายอมรับว่าในทางฟิสิกส์ เรารู้สึกว่าเด็ก ๆ ของเราเกิดมานี้สวยมาก รูปร่างหน้าตาแฉล้มแช่มช้อย งด งามมากกว่าเมื่อยี่สิบสามสิบสี่สิบปีมาแล้ว นี่เป็นข้อเท็จจริง ที่ใคร ๆ ก็จะสังเกตเห็น; กลางนี่เป็นปัญหาอีกทางหนึ่งทางจิต วิทยาหรือทางชีววิทยาอะไรก็ตาม.
น.26 ๑๐ แต่เราดูแล้วก็จะเห็นว่า การที่เด็ก ๆ ของเราเกิดมาสวย มาแต่ในท้องมากขึ้น นี่มันไม่ได้หมายความว่า ทางจิตใจ ของแกดีขึ้นด้วย; เรากลับไปพบว่า พอเด็ก ๆ ของเราโตขึ้น มา ๆ ทางวิชาหรือทางปัญญานั้นมันสูงขึ้น, แต่ทางจริย- ธรรมไม่เป็นอย่างนั้น มันกลับจะลดลง. นี่ลองเขียนเป็น กร๊าฟดู ว่ามันจะเป็นอย่างไรตามอายุที่เพิ่มขึ้น; เด็กอายุมาก ขึ้น เลขดรรชนีทางวิชา ทางปัญญาพุ่งขึ้นไปในทางสูง แต่ เลขดรรชนีในทางศีลธรรมกลับพุ่งกลับ ในทางตรงกันข้าม ลงไปในทางต่ำ; นี่เป็นข้อเท็จจริงรวม ๆ ทั่วไป. แต่การที่เราจะใช้ข้อเท็จจริงอย่างเดี๋ยวนี้ แก้ปัญหาแก่ เด็ก ๆ ที่กำลังเป็นปัญหานี่แหละ ตามความเป็นโรคของเด็ก อย่างน้อยสัก ๓ ระดับดังที่กล่าวนั้น. เช่นว่า ระดับแรกเราเล็ง ถึงต่ำสุด คือถึงขนาดเป็น อันธพาล ขณะที่เรามีศัพท์เรียกกัน ทุกวันนี้ว่า อันธพาล; ที่รองลงไปเป็นระดับที่สองก็เรียกว่า ขนาดที่ว่า อาจจะเป็นคนอันธพาลในอนาคต คือมีเค้าเงื่อน ว่าจะเดินผิดทาง. ส่วนในระดับที่สามนั้น เราเอาแต่เพียงว่า เขายังไม่ปลอดภัยในทางจิตในทางวิญญาณ; ไม่ถึงขนาด เป็นอันธพาลหรือจะเป็นอันธพาล แต่ว่าเป็นผู้ที่มีทุกข์
น.27 ๑๑ ทรมานในทางจิตใจทางวิญญาณโดยส่วนตัวเขาเอง เช่นเขา ร้องไห้เก่ง เอาแต่ใจตัวเองเก่ง กระทั่งเป็นโรคประสาท ง่าย ๆ กระทั่งฆ่าตัวตายไปง่าย ๆ ในที่สุดอย่างนี้เรียกว่าโรค ทางวิญญาณด้วยเหมือนกัน; แต่ไม่ใช่ขนาดที่เป็นอันธพาล. เด็กขนาดที่เป็นอันธพาลนั้นครูบาอาจารย์ควรจะตั้งข้อ สังเกตว่ามีไม่น้อย แต่ไม่ค่อยมาเกี่ยวข้องกับวงการของ ครูบาอาจารย์. ส่วนอาตมากลับเห็นว่าเด็กประเภทนี้น่าวิตก อย่างยิ่ง อันตรายอย่างยิ่ง อาตมาขอเวลายกตัวอย่างสักเล็กน้อยว่า เด็กขนาด วัยรุ่นนี่เป็นลูกจ้างคนจีน ไปทาสีที่วัด; เขาทำอย่างที่เรียกว่า ใช้ไม่ได้ มีจิตใจที่ไม่เป็นปกติ พอเราทักท้วงเขาเรื่องทาสี ไม่ถูกตามวิธีของสีชนิดนั้น เขาก็โกรธ แต่เขาไม่โกรธอย่าง เดียว เขาประชด หรือเขาแกล้งกระทำให้มันผิดวิธียิ่งขึ้นไป อีก; พูดอะไรไม่ค่อยได้ยิน งึมงำ ๆ อยู่ในคอ ซึ่งเรารู้ได้ว่า เป็นคำหยาบ; และการพูดจาของเขาในระหว่างทำงานกับเพื่อน ของเขานี้ ล้วนแต่ตะโกนกันด้วยคำหยาบ จนเรารู้สึกเศร้าว่า สิ่งสวยงามของเรานี้ทำไมถูกสร้างโดยคนที่พูดคำหยาบ และ มีความประพฤติที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน; เช่นในวัดของเราไม่
น.28 ๑๒ เคยมีใครขว้างปาผลหมากรากไม้; ก็เพิ่งจะมีคราวนี้. ผลที่ สุดวัยรุ่นสองคนนี้ก็ถูกนายจ้างของเขาส่งกลับ. เราพิจารณาดูเถอะว่า การทำเช่นนั้นเขาเองไม่ได้รับ ประโยชน์อะไร, เราก็พลอยเสียประโยชน์, นายจ้างก็พลอย เสียประโยชน์, เพราะว่าแทนที่นายจ้างของเขาจะได้ทำงาน มากออกไปอีก เรากลับตัดงานลงไปอีกมากไม่ให้เขาทำ. นี่ เรียกว่านายจ้างของเขาเสียประโยชน์, เราก็เสียประโยชน์, เจ้าตัววัยรุ่นเองก็เสียประโยชน์. นี่เรียกว่าเป็นปัญหาด่วน เป็นปัญหาเฉพาะหน้า. มัน คงจะมีทั่วไป ไม่เฉพาะแต่รายนี้ที่เอามาเป็นตัวอย่างขอได้ โปรดคิดว่า วัยรุ่นของเรามีปัญหาอย่างนี้อยู่ระดับ หนึ่ง. ส่วนระดับที่จะเป็นคนคดโกงในอนาคตนั้น มันยังเสี่ยง อยู่, ยังไม่แน่. ถึงแม้ว่าในระดับที่สาม ที่ร้องไห้เก่ง จะ เป็นโรคเส้นประสาท ในที่สุดจะฆ่าตัวตายได้ง่าย ๆ นี่เราก็ เป็นห่วงเหมือนกัน; ฉะนั้น ขอให้ครูบาอาจารย์นึกถึงเด็ก วัยรุ่น อย่างน้อยเป็น ๓ ระดับ ดังที่กล่าวมาแล้ว; ขออย่า
น.29 ๑๓ ได้ใช้กฎเกณฑ์อะไร ๆ เหมือน ๆ กันไปหมดมันจะดูน่าขัน และเป็นความเขลา. เราลองคิดดูก็จะเห็นได้ว่า โลกเราทั้งโลกเดี๋ยวนี้มีหลัก เกณฑ์อะไรที่น่ากลัวอยู่หลายอย่าง เช่นกฎหมายออกไว้ อย่างไร สำหรับประเทศไทยก็ตาม ก็ใช้สำหรับคนทุกระดับ; อย่างนี้มันถูกหรือไม่ถูก ลองคิดดู. กฎหมายที่ดีเกินไปนั้น กลับจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง คือเยิ่นเย้อในการที่จะใช้กฎหมาย ไม่ไหวแล้ว นี่ คือกฎหมายดีเกินไป; กฎหมายฉบับเดียวใช้กับ คนทุกระดับ. อาตมาเชื่อว่ามันผิดกับหลักของพระพุทธเจ้า พระ- พุทธเจ้าท่านตรัสยืนยันเองว่า ท่านใช้อุบายหยาบแก่คนหยาบ; ท่านใช้อุบายประณีตแก่คนประณีต; แล้วท่านก็ฆ่าคนที่ควร ฆ่าเสียเลย อย่างนี้เป็นต้น. นี่สรุปว่ามนุษย์เราในโลกนี้ เวลานี้มีอะไรประหลาด ๆ ซึ่งเข้าใจไม่ได้และก็ทำให้ปัญหาในโลกนี้ มันมากขึ้น ๆ จน มนุษย์แก้ไม่ได้ เพราะว่ามีความเขลาในอะไรหลายๆ อย่าง อยู่เป็นธรรมดา.
น.30 ๑๔ ที่นี้มาถึงเด็กของเรา ก็พลอยมีอาการอย่างเดียวกันกับ ที่ว่านี้ คือกฎหมายหรือระเบียบต่าง ๆ ที่มันไม่ได้จัดให้ถูก กับระดับ นี่ก็เป็นผลร้ายอยู่แล้ว: นอกจากนั้น เด็ก ๆ ของเรา ก็กำลังเดินไปในทางที่จะเป็นปัญหายุ่งยากมากขึ้นเพราะ สิ่งแวดล้อม. คิดดูว่าเด็ก ๆ ของเราเดี๋ยวนี้จะแกงใบมะขาม อ่อนกินก็ไม่เป็นเพราะว่าไม่มีในตำรากับข้าวชั้นดีของคนสมัยนี้ เป็นต้น เขาทะเยอทะยานไปในทางอื่น. แต่แล้วอย่าลืมว่าการที่ทะเยอทะยาน ในเรื่องกิน เรื่องอยู่นี่แหละ เป็นปัญหาอันร้ายกาจอันหนึ่งที่ทำให้เกิด ความเสื่อมทรามในทางจิตใจ เราควรจะนึกถึงปัญหาใน เรื่องเด็กทะเยอทะยาน ในเรื่องการกินการอยู่นี้ให้มากด้วย. อาตมาจะยกตัวอย่างขัน ๆ สักเรื่องหนึ่งว่า เมื่อคราว หนึ่งไปติดต่อหาแท่นพิมพ์ที่จะใช้พิมพ์หนังสือ ไปพบที่ร้าน เอเย่นต์แท่นพิมพ์จากประเทศจีน ซึ่งมีราคาถูกมาก ทั้ง ๆ ที่ คุณสมบัติมันก็ไม่ต่างกันนัก ก็เลยถามเป็นทำนองเย้า ๆ เอเย่นต์ที่ขาย ว่าทำไมมันขายถูกนัก มันคงจะใช้อะไรไม่ได้ กระมัง. แต่เขาก็รู้ว่าเราก็รู้ เขาตอบอย่างน่าหวังว่า คนจีนนี่ นอนกับพื้นแล้วกินหัวผักกาด ส่วนฝรั่งนั้นต้องนอนเตียงแล้ว
น.31 ๑๕ กินหมูกินไก่ ฉะนั้น จึงทำแท่นพิมพ์ขายให้ในราคาเท่ากัน ไม่ได้ในเมื่อคุณสมบัติเท่ากัน. นี่ลองคิดดูเรื่องอย่างนี้ว่า เป็นปัญหาสำคัญมากน้อย เพียงใดที่เกี่ยวกับการกินอยู่ เราเคยได้ยินได้ฟังเพื่อนคนญี่ปุ่น เล่าให้ฟังถึงขนาดว่า นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น บางคนก็มาจาก เด็กขายเต้าฮวย แล้วเป็นเด็กขายหนังสือพิมพ์ แล้วก็เป็นนัก หนังสือพิมพ์; เพราะว่าเขาผ่านการกินอยู่ต่ำ ๆ ขนาดคนชั้น อธิบดี ในครอบครัวนั้นก็ยังกินอาหารด้วยหัวผักกาดเช่นนี้ เป็นต้น ฉะนั้น จึงมีความนึกคิดไปคนละอย่างกับคนที่เป็นอยู่ อย่างตรงกันข้าม. บางทีจะเป็นเพราะเหตุนี้ก็ได้ ที่เราเห็น ประชาธิปไตยของญี่ปุ่นนั้นไม่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่ต้องใช้กำลัง ทหาร ไม่ต้องใช้อะไรในทำนองนั้นก็ได้; เพราะว่ายึดหลักที่ ใกล้ชิดธรรมชาติมากกว่า. สมัยนี้ เรากำลังมองเห็นเด็ก ๆ ของเรา กำลังทะเยอ ทะยานมุ่งมาดเร็วเกินไปในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งเป็นปัญหาหรือ เป็นปัจจัยอันหนึ่งด้วยเหมือนกัน ที่ทำให้เขาไม่สำรวมระวัง ในเรื่องศีลธรรม. ถ้าหากว่ายิ่งมีความทะเยอทะยานมากใน เรื่องนี้ ก็ยิ่งเห็นแก่ได้ เห็นแก่เงิน เห็นแก่ความสนุกสนาน ที่จะได้จากเงิน ไม่ค่อยคำนึงถึงศีลธรรม.
น.32 ๑๖ เดี๋ยวนี้มีผู้พูดกันว่าเด็ก ๆ ที่จะเข้าเรียน จะต้อง เสียค่าอะไรๆ ที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบมาก: เด็ก ๆ บาง คนถึงกับน้ำตาไหล พ่อแม่ก็น้ำตาไหล; นี่ก็เป็นมูลเหตุอัน หนึ่งเหมือนกัน ที่จะทำให้เด็กของเราเสียหายยุบยับไปหมด ในทางจิตใจ เขาคงจะคิดขนาดที่เรียกว่า "ล้างแค้น" ก็ได้ คือเขาเรียนสำเร็จโตขึ้นเมื่อไร เขาจะแก้ตัวในทางนี้กันมาก ยิ่งขึ้นไปอีก เพราะเขาต้องเสียเงินอย่างน้ำตาไหล จึงจะเข้า " เรียนในที่แห่งหนึ่งแห่งใดได้ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น เราจะต้องช่วยกันสอดส่องให้กว้างขวาง ที่เกี่ยวกับโรคของเด็ก หรือสมุฏฐานแห่งโรคของเด็ก ให้ทั่ว ถึงในข้อเท็จจริงต่าง ๆ ทั้งหมดนี้เรียกว่าอาการโรคของเด็ก วัยรุ่นเท่าที่เป็นอยู่จริง ๒. สมุฏฐานของโรค ที่นี้อาตมาอยากจะกล่าวถึงข้อที่สอง ที่เรียกว่า สมุฏฐานของโรค สมุฏฐานของโรคเด็กวัยรุ่น ส่วนใหญ่เรา ควรเพ่งเล็งไปถึงข้อที่ว่า เขาลืมตาขึ้นมาในโลกนี้ ในท่าม กลางแห่งสิ่งที่ยั่วยวนให้เขาเหยียบย่ำศีลธรรม เขาลืมตาขึ้น มาในโลกนี้ในท่ามกลางสิ่งยั่วยวนมากมาย เช่นว่าในโลก
น.33 ๑๗ นี้เต็มไปด้วยสิ่งที่เป็นเสน่ห์หรือวัตถุนิยม คือความสุขสนุก สนานเอร็ดอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีทางที่จะสิ้นสุด มอง ๆ ไม่เห็นที่สิ้นสุด มีแต่มากยิ่งขึ้น นี่เรียกว่าเสน่ห์ของวัตถุนิยมในโลกเต็มทั่วไป หมด เด็กลืมตาขึ้นมา ก็ถูกมอมให้มึนเมาด้วยเสน่ห์เหล่านี้ เสียแล้ว เสียงที่สมัยก่อนเขาพูดกระซิบกันในที่ลับ เดี๋ยวนี้เสียง ชนิดนั้นมาดังก้องใน วิทยุกระจายเสียง ทั้งวันทั้งคืน นี่เป็น ข้อเท็จจริงอย่างไร ก็ขอให้ลองตั้งใจฟัง สังเกตอุตส่าห์ทน ฟัง ว่าคำที่โสกโดก ไม่ควรจะพูดในที่สาธารณะ ที่มีอยู่ใน บทเพลงสมัยใหม่ เป็นเพลงเกี่ยวกับเพศและเพลงเกี่ยวกับ อะไรต่าง ๆ นี่ ซึ่งคำพูดทำนองนั้นจะพูดในที่แจ้งได้ก็แต่หญิง โสเภณีหรือว่าหญิงชั้นเลวที่สุด คนธรรมดาถือเป็นเรื่องที่ไม่ ควรพูด หรือพูดในที่ลับในที่กระซิบ เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นว่า ทุกหนทุกแห่งทุกเวลาจะมีเสียงเหล่านี้ ขอให้สังเกตเอาเอง อาตมาจะไม่กล่าวโดยรายละเอียด อีกทางหนึ่งก็คือ ภาพต่างๆ ที่สมัยก่อนจะเห็นได้ เฉพาะในที่ระโหฐาน แต่เดี๋ยวนี้มันปรากฏทั่วไปหมดตามข้าง
น.34 ๑๘ ถนนทั่วไป เดี๋ยวนี้คนอยากจะได้เงินมากเกินไปโดยไม่ต้อง คำนึง มันก็มีการใช้กลอุบายกลโกง ที่จะเอาเรื่องลามก อนาจารมาเคลือบหุ้มด้วยศิลป กลายเป็นนิยมกันว่าไม่ใช่ ลามกอนาจาร แต่ว่าผลที่เกิดขึ้นกับเด็กวัยรุ่นนั้นไม่เป็น อย่างนั้น มันคงมีผลอย่างเดียวกับเรื่องลามกอนาจารอยู่ เรื่อย คือย้อมจิตใจของเด็กให้หันเหให้เอียงไปในทางต่ำอยู่ เสมอไป ที่นี้ ยิ่งเมื่อผู้ใหญ่จำนวนหนึ่ง ทำตนเป็นตัวอย่าง ในการบูชาความสุขในทางวัตถุ ในทางเนื้อหนังกันอย่าง รุนแรงเต็มไปหมด เด็ก ๆ ก็เหลือจะเป็นอย่างอื่นได้ เด็ก ๆ ก็กลายเป็นผู้หลงบูชาเรื่องทางเพศ หรือบูชาความ รู้สึกในทางเพศนี้ยิ่งกว่าจะบูชาความเป็นสุภาพบุรุษ หรือความ รู้สึกผิดชอบชั่วดี; หรือแม้แต่สิ่งที่เรียกว่าพระพุทธเจ้า นี่คือการที่เด็ก ๆ ของเราหมุนเวียนไปอย่างไร ด้วยอำนาจ สมุฏฐานของโรคเหล่านี้ ยังมีสื่อมวลชนต่าง ๆ เช่นวิทยุหรือหนังสือพิมพ์หรือ การโฆษณาอย่างใด ๆ ก็มุ่งแต่จะหาเงิน และ เมื่อจับจุดได้ ว่าเรื่องทางเพศเป็นเรื่องที่หาเงินได้ง่าย ก็เอาเรื่องลามก
น.35 ๑๙ อนาจารเหล่านั้นมากลบเกลื่อน ด้วยเรื่องศิลปต่าง ๆ เพื่อ จะให้ขายได้หรือโฆษณาได้โดยไม่ผิดกฎหมาย อาตมา อยากจะยืนยันว่า แม้แต่ในหนังสือพิมพ์ที่เรียกว่าหนังสือพิมพ์ ชั้นดี ในความควบคุมของครูบาอาจารย์นั่นแหละ ก็ยังมี; ฉะนั้น จึงขอให้สังเกตดูอย่างละเอียดด้วยจิตใจที่ปกติเสีย ก่อน. สำหรับคำว่าอนาจารนี้ ทางภาษาธรรมมีความ หมายจำกัดว่ามันทำลายหิริโอตตัปปะ หรือว่าแม้แต่เขย่า ความมั่นคงของหิริโอตตัปปะ เดี๋ยวนี้คนทั่วไปเขาจะให้ ความหมายของคำนี้กันอย่างไร หรือต่างประเทศเขาให้ความ หมายของคำนี้กันอย่างไร อาตมาไม่ทราบ; แต่ถ้าถือตาม ทางธรรมแล้ว เราถือว่าสิ่งที่ทำลายความรู้สึกของหิริโอต- ตัปปะ หรือว่าเขย่าความมั่นคงของหิริโอตตัปปะแล้ว ก็ชื่อ ว่าอนาจาร ในหนังสือพิมพ์ชั้นดีบางฉบับมีเรื่องอ่านเล่นที่ ถือกันว่าชั้นดี โดยนักประพันธ์ชั้นดีก็มีอาการอย่างนี้ คือมี เรื่องอนาจารที่เคลือบคลุมด้วยอะไรบางอย่างไว้ล่อให้คนซื้อ. ที่นี้ดูต่อไปจนถึง เพลงและดนตรี ก็ขอให้สังเกตดูให้ ดี ๆ ว่ามันกำลังเปลี่ยนอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ. สิ่งที่เรียก
น.36 ๒๐ ว่าดนตรีหรือเพลง หรือศิลปของการร่ายรำรวม ๆ กันหมดนี้ ในครั้งแรกที่สุดที่มนุษย์ได้ยอมรับคุณค่าของสิ่งเหล่านี้นั้น ก็ เพื่อระงับความหม่นหมองของจิตใจ ระงับความพลุ่งพล่านดิ้น รนกระเสือกกระสนหรือความเครียดของจิตใจ ให้กลับไปสู่ภาวะ ปกติ ฉะนั้น ดนตรี หรือบทรำหรือท่ารำ หรือบทเพลงต่างๆ จึงมีความนุ่มนวลเยือกเย็น โดยเฉพาะบทเพลงดนตรี หรือ ท่ารำของชาวตะวันออกของเรา; และโดยเฉพาะคนไทย. เดี๋ยวนี้เราเปลี่ยนไปตามพวกตะวันตกหรือพวกตรงกัน ข้าม ดนตรีเพลงท่ารำระบำต่าง ๆ เหล่านี้ เลยกลายเป็น หวังผลเพื่อการยั่วยุให้แรงขึ้น ไม่ใช่เพื่อหยุด เพื่อพัก เพื่อ ลดไปสู่ความปกติ; คือไม่เป็น Relaxation แต่กลับเป็นเรื่อง กระตุ้นให้แรงไปกว่าธรรมดา; เป็นการผิดความมุ่งหมายอัน แท้จริงของดนตรี หรือของสิ่งเหล่านี้ ตามที่พระเป็นเจ้าได้ สร้างและกำหนดมาให้: เรียกว่าเราฝ่าฝืนความประสงค์ของ พระเป็นเจ้า หรือของธรรมชาติกันโดยตรงในเรื่องนี้: ฉะนั้น เดี๋ยวนี้เราจึงมีแต่บทเพลง หรือท่ารำ หรืออะไรที่เราตามก้น พวกตะวันตก ที่มีแต่เรื่องยุให้เร่าร้อน แทนที่จะให้หยุดสงบ ลงมาเป็นความเยือกเย็น
น.37 ๒๑ ทีนี้ เมื่อเด็กวัยรุ่นของเราไปนิยมดนตรี บทเพลง ท่ารำอะไรในทำนองนี้เข้า มันจะเป็นอย่างไร ? มันก็ ทิ้งความเป็นไทยไปหมด ! และไม่ได้รับผลที่ถูกต้องของสิ่ง เหล่านี้ จึงขอให้คิดดูว่าเรากำลังทำผิดต่อเรื่องนี้อย่างไร ? แม้ในที่สุดแต่ว่าละครสมัยโบราณในอินเดีย หรือแม้ แต่ในยุโรป เช่นในสมัยเช็คสเปียร์เราก็พบว่าละครใช้ผู้ชาย ล้วน จะแสดงตัวไหนก็ใช้ผู้ชายล้วนทั้งชุด ผิดกับสมัยนี้ซึ่ง ใช้ผู้หญิงเป็นผู้หญิงผู้ชายเป็นผู้ชาย แล้วก็ใช้กิริยาท่าทางที่มัน รุงแรงกว่าธรรมดา เหล่านี้แล้ว มันจะมีผลเหมือนกันได้ อย่างไร ? นี่แปลว่าสมุฏฐานแห่งโรคของเด็กวัยรุ่น มีมากและ รุงแรง และกว้างขวางออกไป อย่างนี้เรียกว่า เขาเกิดมาใน ท่ามกลางสิ่งยั่วยุ ให้เป็นไปในทางที่จะเหยียบย่ำศีล ธรรมอย่างนี้ ที่นี้มองดูให้แคบเข้ามาอีก ในเรื่องใกล้ๆ ตัวเรา: ตัว อย่างที่เราทำกันอยู่ ที่จะย้อมนิสัยเด็ก ๆ ของเรานั้น มีอยู่ หลายอย่างซึ่งน่าสงสัยว่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ถูก เป็นเรื่อง ที่น่าละอาย ตัวอย่างอันแรก เช่น เกิดระเบียบให้หยุดราช
น.38 ๒๒ การชดเชยวันบางวันที่เป็นวันหยุด แต่เผอิญไปตรงกับวัน อาทิตย์อย่างนี้ มันหมายความว่าเป็นอย่างไรกันแน่ ? หมาย ความว่าเป็นความเห็นแก่ตัวจัด ไม่เห็นแก่ส่วนรวม ไม่เห็น แก่ชาติใช่หรือไม่ใช่ ? เช่นว่า ปีนี้จะต้องหยุดในวันจันทร์ที่ ๓ เกี่ยวกับการชดเชยวันแรงงานของชาติ หรือว่าจะต้องหยุด วันจันทร์ที่ ๑๗ เพื่อชดเชยวันวิสาขะ ที่ตรงกับวันอาทิตย์ หรือจะต้องหยุดวันจันทร์ ที่ ๒๕ ชดเชยวันปิยมหาราช หรือ ว่าจะต้องหยุดวันจันทร์ที่ ๖ ธันวาคม ชดเชยวันเฉลิมพระ- ชนม์พรรษา. นี่เราคิดดูกันที่ว่า วันหนึ่งนั้นก็เป็นวันของชาติ; แต่ว่า เราไม่ยอมเสียเปรียบให้แก่ชาติ ตึงเครียดต่อชาติ ในวัน หยุดวันวิสาขะต้องชดเชย นั้นก็แปลว่าเราไม่ยอมเสียเปรียบ ให้แก่ศาสนายังจะเรียกร้องเอาวันหนึ่งวัน นั้นมาหยุดชดเชยอีก ในวันหนึ่งเราก็ไม่ยอมเสียเปรียบให้แก่พระเจ้าอยู่หัว เราจะ ต้องหยุดชดเชยอีกวันหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ว่าเป็นวันเฉลิมพระชนม์ พรรษา ความมุ่งหมายในเรื่องนี้ จะอย่างไรก็ไม่ทราบ แต่ว่า ผล หรือปฏิกิริยานั้นคงจะย้อมนิสัยเด็ก ๆ ให้เป็นคนไม่
น.39 ๒๓ ยอมเสียเปรียบแม้แต่นิดเดียว แม้แต่แก่ชาติ แม้แก่ ศาสนา แก่พระมหากษัตริย์. อาตมารู้สึกว่าข้อนี้ไม่มีใคร เจตนาก็ได้ ไม่มีใครนึกก็ได้; แต่ถ้าว่ากันโดยแท้จริง มัน เป็นเรื่องย้อมนิสัยเด็ก ๆ ของเรา ให้มีนิสัยตึงเครียด ไม่ยอม เสียเปรียบ ขออภัยหรือถ้าจะใช้คำว่า ย้อมนิสัยให้เป็นคน หน้าไหว้หลังหลอกไปก็ยังได้ คือปากว่าเป็นคนเห็นแก่ ชาติ เห็นแก่ศาสนา เห็นแก่พระมหากษัตริย์ แต่ว่าหยุด ต้องหยุดไม่ยอมเสียสละ ต้องเรียกการชดเชย. นี่เราจะเอาอย่างฝรั่งหรือเอาอย่างใครก็สุดแท้ นั่นมัน เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าผลมันไม่อยู่ในลักษณะที่จะกล่อม เกลานิสัยเด็ก ๆ ที่เป็นพุทธบริษัท ซึ่งนิยมการเสียสละ เลย; มันผืนต่อหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้าไปหมด. อาตมาขอร้องให้เอาไปคิด จะถูกหรือไม่ถูก นี่ก็เอาไปคิด; แต่ปู่ย่าตายายของเราไม่เคยตึงเครียดอย่างนี้ บรรพบุรุษของ เราไม่เคยตึงเครียดอย่างนี้ ทีนี้ เด็ก ๆ ของเราต่อไปจะเป็นคนตึงเครียดแม้แต่ แก่สิ่งที่เรียกชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ฉะนั้น จึงรู้สึก
น.40 ๒๔ ว่าน่าเป็นห่วง เพราะว่าเด็ก ๆ เขาเกิดมาในโลกนี้ มาพบอย่าง นี้ แล้วก็ติดเป็นนิสัยไปเลย โดยไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์. ทีนี้เรามองกันต่อไปว่า เด็กๆ สมัยนี้เติบโตขึ้นมาใน ท่ามกลางสิ่งบำรุงเธอที่ไม่สมดุล; คือเกินพอดี เด็ก ๆ เกิด มาได้รับการทะนุถนอมบำรุงบำเรอเกินพอดี ไม่เหมือน กับเด็ก ๆ สมัยเรา ที่มีอายุ ๕๐-๖๐; ฉะนั้น เด็ก ๆ เหล่านี้ จะมีนิสัยอย่างไร พร้อมที่จะเป็นอย่างไร ขอให้ช่วยเอาไป วิจัยดูด้วยเด็ก ๆ เกิดมาก็มีของเล่น ของกิน ของดู เช่น ที.วี. อะไรเหล่านี้ เป็นของธรรมดาไปหมด ไม่มีความหมาย ว่าจะต้องหามาด้วยความยากลำบาก จนคล้าย ๆ กับว่า เด็ก ๆ สมัยนี้เขาจะเรียกร้องสิทธิว่า เพราะว่าเขาเกิดมา เขา ต้องมี ที.วี. ดู; เขาเกิดมาไม่ต้องทำอะไร นี่ ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วก็แปลว่าเด็กนั้นมีจิตใจอยู่ใน สภาพที่น่าวิตกอย่างยิ่ง จะต้องมีอะไรมาถ่วงให้สมดุล; มิฉะนั้นจะเกิดปัญหายุ่งยากแก่ครูบาอาจารย์มากขึ้นทุกที. ที่นี้สมุฏฐานอันสุดท้ายของโรคสำหรับเด็ก ๆ นี้จะ เรียกว่า เพราะเด็ก ๆ ขาดสิ่งกระตุ้น ให้ประพฤติศีลธรรม: ขาดความกระตุ้นหรือสิ่งกระตุ้น ที่จะให้เกิดความนิยมชมชอบ
น.41 ๒๕ ในศีลธรรม ข้อนี้หมายความว่าระบบปฏิบัติอะไรก็ตาม จะต้อง มีสิ่งที่เรียกว่า Motive คือสิ่งที่จะกระตุ้นใจจรรโลงใจให้เขา นิยมยินดีที่จะเสียสละเพื่อประพฤติเพื่อกระทำในระบบนั้น ๆ โดยเฉพาะสำหรับสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมด้วยแล้ว สิ่ง ที่เรียกว่า Motive นี้จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น นักศีล ธรรมเขาจึงจัดไว้ในฐานะเป็นปัญหาอันหนึ่ง ที่จะต้องพิจารณา อย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องของศีลธรรม. เด็ก ๆ สมัยนี้ขาด Motive ทางศีลธรรม เรียกว่าขาด หมดทั้ง ๓ ประการก็ว่าได้. Motive ทางศีลธรรมนี้ เราถือเอา ตามที่นักศีลธรรมทั่วไปเขาลงมติกันว่า (๑) Religious Motive; Motive ตามทางศาสนานี้หมายความว่า อยากจะ ไปสวรรค์ หรืออยากจะได้ดี แล้วก็กลัวนรก และเป็นสิ่งที่ ปู่ย่าตายายของเราเคยมีมากมาย; ปู่ย่าตายายของเรากลัวตก นรก และก็อยากได้ไปสวรรค์ ความรู้สึกอันนี้เป็น Motive ใน ทางศาสนาที่ทำให้ประพฤติทางศีลธรรมอย่างเต็มที่ ด้วยความ สมัครใจ เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ ของเราก็ขาด Motive ส่วนนี้ไปหมด เพราะเขาไม่กลัวนรก หรือเขาไม่อยากได้สวรรค์ (๒) Social Motive หรือ Motive ทางสังคม คือความรู้จักละอายต่อ
น.42 ๒๖ สังคม ไม่อยากให้ใครหัวเราะเยาะ ไม่อยากให้ใครดูหมิ่น หรืออยากให้สังคมนิยมยกย่องนับถือ. เดี๋ยวนี้เรากำลังไม่ ละอาย เพราะเราถือลัทธิตัวใครตัวมัน ใครดีใครได้ ใครมี เงินก็เป็นอันใช้ได้ สังคมจะว่าอย่างไรเราไม่รู้ เราผู้ใหญ่ขาด Motive ทางสังคม เด็ก ๆ ก็กำลังเป็นอย่างนี้. ที่นี้ (๓ ) Political Motive คืออำนาจกระตุ้นเนื่องในทางการเมือง ข้อนี้ถ้าเรายังรักชาติ รักศาสนา รักพระมหากษัตริย์ รักชาติ ไทย กันจริง ๆ มันก็ทำได้ง่าย แต่ถ้าเดี๋ยวนี้เกิดจะรักชาติกัน แต่เพียงปาก หรือว่าเด็ก ๆ ของเรารู้จักชาติเพียงแผ่นธงชาติ อย่างนี้ มันก็หมดตัวอีกเหมือนกัน; ไม่มีชาติที่แท้จริงที่จะ เห็นแก่ชาติ ทีนี้ความเสียสละแก่ชาติ หรือเพื่อการเมืองนี้มัน ก็ไม่เป็นไปถูกทาง สิ่งที่เรียกว่า Motive หรือ เครื่องกระตุ้นใจทั้งสาม ประการในทาง Ethics นั้น เรากำลังสูญเสียไป แม้แต่เด็ก ๆ ก็กำลังเป็นอย่างนี้ รวมความทั้งหมดนี้แล้ว ก็จะเพียงพอแล้วว่า นี้คือ สมุฏฐานอันแท้จริงแห่งโรคของเด็กวัยรุ่น เราจะต้องแก้ไข กันที่สมุฏฐาน เช่นสร้าง Motive ที่ถูกต้องขึ้นมาใหม่ ซึ่ง
น.43 ๒๗ จะได้พิจารณากันต่อไป. นี่เรียกว่าเป็นข้อที่ ๒ คือสมุฏฐาน แห่งโรคของเด็กวัยวุ่น ๓. หมอผู้วิจัย หรือรักษาโรค สำหรับหัวข้อที่ ๓ เรียกว่า หมอผู้วิจัยหรือรักษาโรค คำว่า "หมอ" นี้ จะหมายถึงครูบาอาจารย์ หรือจะหมายถึง คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ที่มีหน้าที่วิจัยในเรื่องนี้ หรือจะ หมายถึงพระเจ้าพระสงฆ์ทางศาสนาวัดวาอาราม ที่เป็นเจ้า หน้าที่ในเรื่องนี้อยู่ตามสัญญาประชาคมก็ได้ทั้งนั้น จึงต้อง รวมเรียกสั้น ๆ ว่า หมอผู้จะวิจัยและรักษาโรค สำหรับผู้ที่จะวิจัยโรคหรือรักษาโรคนี้ อาตมาอยากจะ ขอร้องให้ยอมรับในสมมติฐานขั้นแรกเสียก่อนบางประการดัง ต่อไปนี้ว่า ถ้าหมอก็เป็นโรคอย่างเดียวกันเสียเอง ก็ย่อมจะ เป็นการยากที่หมอจะวิจัยและค้นพบสมุฏฐานของโรคนั้นๆ ทั้ง ที่โรคนั้นได้มีอยู่จริง; หรือว่าผู้วิจัยนั้นจะเห็นสิ่งที่เป็นสมุฏฐาน นั้นไม่ถูกไม่ตรงต่อสิ่งที่เป็นสมุฏฐาน; ไปมองเห็นสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ สมุฏฐานเป็นสมุฏฐานเสียก็ได้ นี่หมายความว่า คณะกรรมการหรือบุคคลที่จะวิจัย โรคเด็กวัยรุ่นนี้ จะต้องระวังตัวเองให้ดี ว่าตัวเองกำลัง
น.44 ๒๘ เป็นโรคอย่างเดียวกับเด็กวัยรุ่นนั้นหรือเปล่า อาการโรค ของเด็กที่ได้กล่าวมาแล้วในหัวข้อที่ ๑ นั้น เป็นอย่างไรตัวผู้ วิจัยนั้น เอามาเช็คกับเอง ดูเสียก่อนว่าเรากำลัง เป็นโรค อย่าง เดียวกันนั้นหรือเปล่า ? ถ้าเป็นโรคอย่างเดียวกันแล้ว ก็ เป็นการเหลือวิสัยที่จะค้นพบว่าเด็กนั้นเป็นโรคอะไร ทีนี้มันจะยิ่งไปกว่านั้นว่า ผู้วิจัยหรือหมอนั้นจะไม่ เห็นว่ามีโรคอะไร: ตัวเองก็ไม่เป็นโรคอะไร เด็ก ๆ ก็ไม่ เป็นโรคอะไร; เพราะไม่รู้ว่าอะไรเป็นโรค ภาวะเช่นไรเป็น โรค นี้ก็เป็นได้; ควรระวังให้มากถึงอย่างนี้ ทีนี้ถัดไปก็คือว่า ผู้วิจัยนั้น ทำการวิจัยกว้างเกิน ขอบเขต เป็นหลักวิชามากเกินไป จนเป็น Impractical; คือว่าทฤษฎีที่ค้นพบหรือวิจัยได้นั้น ใช้อะไรไม่ได้ ใช้ปฏิบัติ ไม่ได้แม้ว่าจะเป็นความถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะมันกว้างเกินไป นอกขอบเขตของการปฏิบัติ อย่างนี้ก็มี; หรือว่ามันอาจจะได้ ผลในทางปฏิบัติน้อยเกินไปไม่คุ้มกัน เหมือนกับขี่ช้างจับตั๊ก แตนอย่างนี้ก็มี นี่ก็น่าจะเป็นเพราะว่า เนื่องมาจากข้อเท็จจริงที่กล่าว มาแล้วข้างต้น ว่าพวกเราเป็นนัก Ethicist หรือนัก จริยธรรม
น.45 ๒๙ มากเกินไปกว่าที่จะเป็นนักศีลธรรม เพราะถ้าไปเป็นนักจริย- ธรรม หรือ Ethicist มากไปแล้ว ก็เป็นเรื่องทฤษฎีเตลิดเปิด เปิงไปไม่มีที่สิ้นสุด ไม่รู้ว่าจะลงเอยสำหรับปฏิบัติเมื่อไร นี่ เรียกว่ามากเกินไป ทั้งนี้ก็เพราะว่าเรานิยมในเรื่องทฤษฎีทางวิชามากเกิน ไปคือว่ามัวแต่จะเป็นครูบาอาจารย์มากเกินไป มากกว่าที่จะ เป็นผู้ลงมือทำเสียเอง หรือเช่นเราจะเป็นแต่ครูสอนเรื่อง กสิกรรมเรื่องเศรษฐกิจเรื่องอะไรมากเกินไปจนไม่มีการปฏิบัติ ของตนเองเลย และผู้ที่จะเอาไปปฏิบัติก็ยังไม่มี นี่ คิดดูเถิด ว่าเมื่อตัวผู้วิจัยเองก็อยู่ในสภาพเดียว กับคนป่วยแล้ว ก็รู้สึกว่าตัวเองไม่มีโรค; ตัวผู้วิจัยเองก็ พอใจในภาวะของความมีโรคเสียด้วยซ้ำไป หรือบางทีมาก ไปจนถึงกับว่า หมอนั่นแหละเป็นโรคนั้น ๆ ให้เด็ก ๆ หรือ ให้คนไข้ดูเสียเอง เมื่อหมอหรือผู้วิจัยโรคอันนั้นให้เด็ก ๆ หรือคนไข้เห็นเสียเองเรื่อย ๆ ไป คนก็ไม่ศรัทธา ไม่เชื่อ หรือไม่ยอมให้เขาวิจัยหรือรักษา นี้เรียกว่าเป็นสิ่งที่จะต้องดู กันในขั้นต้น สำหรับผู้ที่จะทำการวิจัยโรคของเด็กวัยรุ่น
น.46 ๓๐ ทีนี้พิจารณากันให้แคบเข้ามาถึงครูบาอาจารย์ของเรา: อาตมาขอยืนยัน พร้อมทั้งขออภัยที่จะกล่าวว่า ครูบาอาจารย์ ในฝ่ายตะวันออกของเรานี้ กำลังเกลียดอุดมคติโบรม โบราณที่ว่าครูคือผู้นำทางวิญญาณมากขึ้นทุกที. ขอให้ เปิดดูปทานุกรมเก่า ๆ เช่นปทานุกรมสันสกฤต คำว่าครูนี้เขา แปลว่า Spiritual Guide กันทั้งนั้น คือเป็นมัคคุเทศก์ทาง วิญญาณ แต่เดิมมาเขามีความหมายอย่างนี้; และคนที่ เรียกว่าครูทำหน้าที่อย่างนี้ แม้จะสอนเด็กก็สอนในลักษณะที่ ให้วิญญาณสูงขึ้น เพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำทางวิญญาณเสมอ สมัยนี้มีความเปลี่ยนแปลงไปมากในทางความเป็นอยู่ ทำให้ครูกระดาก หรือขยะแขยงต่อการที่จะเป็นผู้นำในทาง วิญญาณ แต่หันไปในทางที่จะเรียกว่าเป็นผู้รับจ้างสอนวิชา หนังสือ วิชาอาชีพ หรือวิชาอะไรที่โลกต้องการอย่างเดียว ไม่ต้องคำนึงว่าจะทำวิญญาณให้สูงหรือต่ำ นี่ขออย่าได้เข้าใจไปว่า ถ้าคนเรารู้หนังสือหรือวิชา อะไรหลายๆ อย่างแล้ว วิญญาณจะสูงเสมอไป อันนี้ไม่ แน่; วิญญาณอาจจะดิ่งลงไปในทางต่ำก็ได้ ขอให้ตั้ง กร๊าฟไว้ดูคอยสังเกตขีดเขียนไว้ดู.
น.47 ๓๑ ผู้นำทางวิญญาณนี้มีความหมายลึกซึ้งมาก การสอน ให้รู้หนังสือก็ทำให้วิญญาณสูงเหมือนกัน แต่มันก็คงมีวิธี สอนคนละอย่างผิดจากที่ว่า ไม่คำนึงถึงว่าจะยกวิญญาณของ เด็ก ๆ เสียเลย ฉะนั้น ครูที่แท้จริง จะสอนวิชาหนังสือวิชา ศิลปศาสตร์อะไรก็ตาม ต้องมีการยกวิญญาณของผู้เรียน ให้สูงขึ้นด้วยอยู่เสมอพร้อมกันไปในตัว. ถ้าทำหน้าที่ได้ อย่างมากเต็มที่ ก็กลายเป็นพระไป เป็นพระหรือบรรพชิต ในศาสนาไป; ถ้าทำตามธรรมดาที่ชาวบ้านเขาประสงค์ จะเรียกว่าเป็นครูบาอาจารย์ก็ได้. อย่างพระพุทธเจ้าของเรา นี้ท่านเป็นผู้ยกสถานะทางวิญญาณอย่างยิ่ง เพราะทำเต็มที่ ทำอย่างสูงสุด: ครูบาอาจารย์ก็ควรมีอุดมคติ อย่างเดียวกันกับ พระพุทธเจ้าตามความหมายเดิม เพียงแต่ว่าไม่ถึงระดับนั้น ฉะนั้น จึงไม่น่าจะรังเกียจคำที่เรียกว่าผู้นำทางวิญญาณ. เรา อย่าให้ความรู้สึกอย่างตะวันตกมาครอบงำ จนถึงกับรู้สึก เกลียดคำว่าครูคือผู้ยกสถานะทางวิญญาณ หรือผู้นำทาง วิญญาณกันเลย.
น.48 ๓๒ อาตมาเชื่อว่าครูบาอาจารย์ทางตะวันตกนั้น ไม่ประสี ประสากับคำว่า ครูคือผู้นำทางวิญญาณ เพราะว่าอุดมคตินี้ มันเป็นของตะวันออก; เป็นของอินเดียโดยเฉพาะ; เพราะคำ ว่าครูนี้เป็นภาษาอินเดีย. ทั้งภาษาและวัฒนธรรมอินเดียนี้ เป็นต้นตอของวัฒนธรรมไทย ฉะนั้น คำว่าครูอย่างความ หมายในภาษาอินเดีย ควรจะใช้ได้ในประเทศไทยเรา ซึ่งเรา ยอมรับวัฒนธรรมหลายอย่างของอินเดีย รวมทั้งพระพุทธ ศาสนาด้วย นี้ก็เป็นวัฒนธรรมอินเดีย. ถ้าครูรังเกียจคำว่า ครูเป็นผู้นำทางวิญญาณเสียแล้ว ครูก็จะค่อย ๆ กลายลงมาเป็นผู้สอนเรื่องทำมาหากิน เรื่อง ความก้าวหน้า เรื่องความเจริญทางวัตถุ ทางเศรษฐกิจ อะไร อย่างนี้ ยิ่งขึ้นไปทุกที ไม่สอนมุ่งหมายจะยกวิญญาณให้สูง ซึ่งเป็นไปในทางธรรม. ตัวอย่างเช่นการศึกษาของโลกใน สมัยนี้ ไม่สอนในเรื่องทางวิญญาณ โดยเฉพาะเรื่องที่ว่า สัตว์ทั้งหลายจะต้องเป็นไปตามกรรมของตัว การที่ไม่สอนเรื่องนี้มีโทษร้ายแรงมากเพราะทำให้คนบาง ประเภททะเยอทะยานที่จะแย่งชิงความดี หรือผลความดี ของ คนที่ดีกว่าสูงกว่า; มุ่งจะยื้อแย่งเอามาให้เสมอภาค เพราะเหตุ
น.49 ๓๓ ที่ว่าเขาก็เป็นประชาชน พลเมือง ของชาติคนหนึ่งเหมือนกัน, การที่เป็นดังนี้ก็เพราะว่าไม่ได้ศึกษาเรื่องธรรมะที่ว่า สัตว์ทั้ง หลายมีกรรมเป็นของตัว จะทำความดีความชั่วไว้อย่างไรจะต้อง เป็นไปตามกรรมนั้น ฉะนั้นคนที่มีบุญเขาเกิดมาฉลาด มีอะไร ต่ออะไรมาก มีความสุขได้มาก ก็ควรจะเป็นความยุติธรรม แล้วในการที่คนอีกคนหนึ่งไม่ค่อยจะมี. อย่างนี้เรียกว่ามีความ เข้าใจถูกต้อง มีวิญญาณสูง. ถ้ามีวิญญาณต่ำก็ต้องคิดว่า ต้องไปแย่งเอามา; อย่างนี้มันก็ต้องเพิ่มสถานการณ์ในโลกนี้ อย่างยิ่ง จนแก้กันไม่ตก: เพราะว่าวิญญาณไม่สูงไปตาม ความก้าวหน้า ของการศึกษาในเวลานี้. เราเกือบจะพูด ได้ว่ายังไม่มีกระทรวงศึกษาธิการ ไหนในโลก นอกจากประเทศไทย ถือคติว่าครูเป็นผู้นำ ทางวิญญาณ. แต่เราก็ค่อย ๆ ทิ้งคติโบราณดั้งเดิมของคำว่า ครู แล้วก็จะยิ่งขยะแขยงต่อคำ ๆ นี้ ในที่สุดก็มีวิญญาณตก ต่ำ ไม่เป็นที่มั่นหรือเป็นป้อมปราการที่จะต่อต้านลัทธิที่เป็นภัย แก่สังคม: ลัทธิที่เป็นภัยต่อสังคมก็พักตัวขึ้นมาใหม่ได้ใน ประเทศเราเอง โดยไม่ต้องมีเชื้อมาจากที่ไหน แต่พักตัวขึ้น มาใหม่ได้ในจิตใจของคนที่มีวิญญาณตกต่ำลงไปอย่างนี้ใน
น.50 ๓๔ สภาพอย่างนี้; ฉะนั้นเราจะต้องระวังเด็ก ๆ วัยรุ่นกระทั่ง เด็ก ๆ เล็กของเราที่ยังพูดอ้อแอ้ ให้เป็นผู้มีสภาพทาง วิญญาณถูกต้องและสูงขึ้นเสมอ; ฉะนั้นถ้าครูบาอาจารย์จะ วิจัยโรคของเด็กวัยรุ่น ก็น่าจะนึกถึงสิ่งเหล่านี้ให้มาก นี้เรียก ว่าเป็นข้อที่ ๓ เราต้องนึกถึง. ๔. อำนาจการใช้ยา ที่นี้ข้อที่สี่นี้ อาตมาอยากจะพูดถึงอำนาจในการให้กิน ยา หรือว่า Motive ที่จะใช้ในการให้เด็กกินยา. คำว่าอำนาจ นั้นหมายความว่าบังคับ; ส่วน Motive นั้นหมายความว่า กระตุ้นโดยไม่ต้องบังคับ หากแต่ทำด้วยความสมัครใจ; แต่ ว่าดูเหมือนเราจะต้องใช้ทั้งสองอย่าง. แม้แต่ความหมายของ คำว่าประชาธิปไตย ถ้าถือผิดแล้วก็เป็นภัยต่อเรื่องนี้ คือ การไม่ใช้อำนาจในกรณีที่ควรใช้อำนาจ; ฉะนั้นขอให้ไป ศึกษาความหมายของประชาธิปไตยกันให้ดี ๆ โดยเฉพาะให้ ถือตามหลักศีลธรรมที่เขาได้วางไว้น่าฟังมาก ซึ่งเราจะ พิจารณากันดูต่อไปก็ได้; แต่ในที่นี้เราจะพูดกันถึงอำนาจการ วางยา ในลักษณะที่ว่าเราใช้อำนาจบังคับให้คนทำในสิ่งที่ควร
น.51 ๓๕ ทำ คือเป็นประโยชน์แก่เขาเอง; เราจะถือว่าผิดหรือถูกอย่าง ไร ลองไปคิดกันดูให้จริง ๆ ๑. อำนาจจากวงการที่ทรงอำนาจเฉียบขาด เช่น อำนาจเผด็จการ อำนาจกฎอัยการศึก อำนาจปฏิวัติอะไร ทำนองนี้เราก็นิยมใช้กันอยู่ในบางโอกาสบางเวลาเราก็ยอมรับ ว่าเป็นสิ่งที่ถูก เป็นสิ่งที่ควร แล้วทำไมเราไม่ใช้อำนาจ เหล่านั้นเกี่ยวกับการแก้ไขทางศีลธรรมบ้าง นี้เรียกว่า อำนาจของวงการที่ทรงอำนาจ; นับเป็นข้อที่ ๑ ที่จะต้องนึกถึง. ทีนี้ข้อที่ ๒ ก็คือความต้องการของสังคมที่แท้จริง ความ ต้องการของประเทศชาติที่แม้ไม่เกี่ยวกับการเมืองของ สังคมบริสุทธิ์นี้ ก็ล้วนแต่ต้องการความมีศีลธรรมอยู่เสมอ; ทำไมเราจึงไม่ทำให้อำนาจในการแก้ไขศีลธรรมเกิดขึ้นมา เป็น ความต้องการหรือเป็นมติของสังคม ทีนี้ ๓ ที่รองลงไป หรือจะเรียกว่าแคบเข้ามา เช่น บิดา มารดา ก็มีอำนาจที่จะจัดทำอย่างใดอย่างหนึ่ง; ทำไมจึงไป อ่อนแอด้วยความรักลูกและตามใจลูกอย่างผิด ๆ; ผิดกันมา แต่อ้อนแต่ออก
น.52 ๓๖ ๔. ถัดมาก็คือครูบาอาจารย์: ครูบาอาจารย์นี้ถ้าทำ หน้าที่ถูกต้อง ซื่อตรงตามหน้าที่แล้ว อาตมาเชื่อว่าต้อง ใช้อำนาจ; ไม่ใช่ว่าจะต้องมาเอออวยประเล้าประโลมเด็ก ๆ กันเสียเรื่อยไปตามแบบตะวันตก. นั่นอาจจะดีเกินไปก็ได้ จะดีมากเกินไปจนใช้ไม่ได้ก็ได้; เรายังต้องใช้อำนาจอย่างใด อย่างหนึ่งในกรณีที่จะต้องใช้อำนาจ. ทั้งหมดนี้เรียกว่าล้วน แต่เป็นการใช้อำนาจทั้งโดยตรง และโดยอ้อม. ทีนี้การใช้อำนาจนี้ยังต้องแยกออกไปเป็นอำนาจในการ สร้างจริยธรรม ศีลธรรมขึ้นมาใหม่; หรือว่าที่จะใช้เสริม ศีลธรรมบางอย่างที่มีอยู่ก่อนแล้ว ก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องนึกถึง ให้เหมาะสม. ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในเรื่องที่ว่าจะต้องใช้อำนาจ บังคับอยู่ส่วนหนึ่งเป็นข้อแรก. ทีนี้อีกสิ่งหนึ่งก็คือ Motive ได้แก่การกระตุ้นเตือน ให้เกิดอยากจะทำดีด้วยความสมัครใจ เหมือนกับที่ได้ กล่าวแล้วเมื่อตะกี้นี้ว่า เด็กสมัยก่อนกลัวบาปอยากได้บุญไป ตามบิดามารดาปู่ย่าตายายที่สอนมาแต่อ้อนแต่ออก เขาจะหนัก แน่นในศีลธรรม ทีนี้เด็กสมัยนี้ เขาขาดในส่วนนี้ เพราะว่า มันมีอะไรเข้ามายั่วมาล่อ.
น.53 ๓๗ ถ้าพูดอย่างภาษาศาสนา ก็เรียกว่ามีซาตาน มีพระยา มารเข้ามาจูง เข้ามายั่ว เข้ามาล่อให้หันเหจากแนวทางอันนี้ จนเป็นว่า สมัยนี้นรกก็ไม่น่ากลัว; สิ่งที่เรียกว่าบุญนั้น สู้ วัตถุแท้ ๆ ก็ไม่ได้; เช่นเงินทองข้าวของอะไรเหล่านี้ ดีกว่า บุญ: บิดามารดาก็ดึงเด็กไม่อยู่ เพราะเหตุว่าตัวเองก็ดึงตัว เองไม่อยู่ หรือว่าแทบจะไม่อยู่ ๆแล้ว; ดังนั้นสิ่งที่เรียกกันใน วงจริยธรรมสากลว่า Summum Bonum คือสิ่งที่ดีที่สุดที่ มนุษย์ควรจะได้รับในชาตินี้ มันเปลี่ยนไปหมด เป็นตรงกัน ข้ามจากที่เราเคยมีกันมาแต่ก่อน. นี่เรียกว่า Motive ที่จะทำให้ เด็กอยู่ในศีลธรรมนั้นได้เปลี่ยนไปถึงอย่างนี้. ทีนี้เราจะคิดหาทางสั่งสอนพิสูจน์ในทางที่จะให้เห็นข้อ เท็จจริงในเรื่องนี้ โดยตั้งปัญหาให้เด็ก ๆ คิดเอาเองอย่าง อิสระว่าเขาเกิดมาทั้งที เขาควรจะได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้ก็แล้วกัน; แต่ว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ นั้น คืออะไรกันแน่ ? ขอให้เขาคิดดูอย่างที่ว่าเขาเป็นนัก ศึกษา เราจะต้องยุให้เขานิยมเคารพนับถือความเป็นตัวเอง และความเป็นนักศึกษาของเขาเอง; ให้เขาคิดอย่างอิสระ; พร้อมกันนั้นก็สอนให้เขารู้ไปตามลำดับ ตามหลักการ
น.54 ๓๘ ที่ถือกันว่า ครูคือผู้ยกวิญญาณของคนในโลกให้สูงขึ้น ซึ่งเขาจะต้องให้ความร่วมมือ. ข้อแรก ก็ต้องสอน พิสูจน์ และต้องทำทุกอย่างด้วย ความพยายามอย่างยิ่ง ให้เด็ก ๆ รู้ว่า ความต้องการทาง อายตนะของคนเรานั้น ไม่ใช่ของจริง ไม่ใช่ความจริง; กล่าวคือ ความต้องการของตาที่จะเห็นรูปยั่วยวน ความต้อง ของหูที่จะได้ยินเสียงไพเราะ ความต้องการของลิ้นที่จะได้ ลิ้มรสอร่อย และอื่นทั้ง ๖ อายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่เพ่งเล็งไปยัง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และธรรมารมณ์ นี้ เรียกว่าความต้องการของอายตนะ; ความต้องการของ อายตนะนี้ไม่ใช่ความจริง; พิสูจน์ได้แม้แต่ทางวิทยาศาสตร์ ใหม่ ๆ สดๆ ในสมัยปัจจุบันนี้. ครูเราก็มีทางที่จะสอนได้มาก เพราะว่าวิทยาศาสตร์ ในปัจจุบันก็พิสูจน์ได้ว่าไม่เป็นความ จริง เป็นความหลอกลวงในทาง คลื่นเสียง คลื่นประสาท อะไรต่าง ๆ มากมาย จนกระทั่งรู้ได้ว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสนี้ไม่ใช่ความจริง ฉะนั้น ควรจะมองหาสิ่งที่จริงกว่า: และเอาเรื่อง เหล่านี้ไว้เป็นเรื่องเล่นๆ: ที่นี้จะค่อย ๆ สูงขึ้นไปจนถึงกับว่า
น.55 ๓๙ เราควบคุมอายตนะ ควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหล่านี้ให้อยู่ในร่องในรอยของความเป็นมนุษย์จะดีกว่า จะ ปลอดภัยกว่า และยังสนุกกว่าอีกด้วย และประเสริฐกว่าด้วย. เรื่องสนุกกว่านี้ ฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่จะขอฝากไว้ให้ ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลายเอาไปคิด ว่าความสนุกนี้มันเกิด อยู่ที่ความพอใจ และทำสำเร็จเป็นเรื่องเป็นราว แล้วมันก็ เป็นความสนุก ฉะนั้น เราอย่าไปถือว่าต้องเป็นเรื่องรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่มัวเมาแล้วถึงจะสนุก ที่จริงถ้ามีความ สนใจและพอใจแล้ว มันสนุกได้ทุกอย่างไม่ว่าอะไรหมด แม้ แต่เรื่องเข้าฌานเข้าสมาบัติ ก็ยังสนุก เรื่องการศึกษาธรรมะ ก็ยังสนุก ดังนั้น การบังคับตัวเองให้อยู่ในระเบียบวินัย ควร จะทำกันอย่างสนุนสนาน เหมือนอย่างอุดมคติของลูกเสือที่ เขามีความสนุกสนานในการบังคับตัวเอง ที่นี้การไม่ทำอย่าง นั้นนั่นแหละจะกลับเป็นทุกข์อย่างยิ่ง แล้วก็จะทำให้สังคมมี ปัญหาแก้ไม่ได้ คือเต็มไปด้วยปัญหาที่เสื่อมทรามลงทุกที กระทั่งพิสูจน์ให้เห็นกันเรื่อย ๆ ไปว่า ถ้าคนเราตกเป็นทาส ของอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย; รูป เสียง กลิ่น
น.56 ๔๐ รส สัมผัส นี่แล้ว คนเหล่านั้นไม่มีวันหรือไม่มีหนทาง ที่จะรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หรือจะซื่อตรงต่อ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เหมือนกับที่เราต้องการได้. การที่เราปฏิญาณกันอยู่ทุกวัน ๆ ทั้งลูกเสือ ทั้งนัก เรียน ทั้งชาวบ้านในเรื่องรักชาตินี้ ถ้าว่าตกเป็นทาส ของวัตถุเสียแล้ว ก็ไม่มีทางจะเป็นไปได้ เราควรจะให้เด็ก ๆ ของเราได้ฟังเรื่องราว ประวัติ ของบุคคล ที่น่าเคารพนับถือน่าสนใจ ให้มากกว่าที่จะ ให้ได้ฟังเรื่องราวประวัติของคนที่ได้รับตุ๊กตาทองอย่างทางวิทยุ นี้ ท่านลองฟังดู ประวัติของบุคคลที่ได้รับตุ๊กตาทองนี้ เอา มาส่งกันมากกว่าประวัติของบุคคลสำคัญของชาติ; หรือแม้แต่ บุคคลที่ควรจะได้รับตุ๊กตาทองแล้วไม่ได้รับ อย่างนี้ ก็ยังเอา ประวัติของคนเหล่านี้มาพูดกันมากกว่าบุคคลสำคัญของชาติ ดังนั้นจึงต้องทำความเข้าใจกันเสียใหม่ในเรื่องคำว่า ธรรมะ หรือศีลธรรม หรือซึ่งเดี๋ยวนี้เด็กกำลังจะไม่เข้าใจ เสียเลย ขอให้ครูบาอาจารย์ทำการวิจัยเรื่องนี้ให้มาก ว่าทำ อย่างไรจะให้เด็กเหล่านี้ เข้าใจคำว่าศาสนา อย่างถูกต้อง หรือให้ความเป็นธรรมแก่สิ่งที่เรียกว่าศาสนา
น.57 ๔๑ อาตมาอยากจะเล่าให้ฟังสักนิดหนึ่ง เกี่ยวกับเด็กวัย รุ่นในอินเดีย เมื่ออาตมาไปอินเดียท่องเที่ยวอยู่ประมาณ ๙๐ วัน ก็สังเกตเรื่องนี้ตลอดเวลา เราเห็นได้ทีเดียวว่า แม้ประ เทศอินเดียจะล้าหลังในเรื่องการศึกษาเป็นส่วนมาก แต่ ว่าศีลธรรมนั้นยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง, ยังดีอยู่ เด็ก วัยรุ่นมาตอม ช่วยรับใช้ ช่วยอะไรในการที่จะพาเราไปเที่ยว หรือจะ ถ่ายรูป ถ่ายหนัง เขาช่วยถือกล้องถ่าย อะไร ต่าง ๆ หล่านี้ อาตมานึกสะดุ้งว่าทำไมพวกเราจึงสะเพร่า อย่างนี้ คนที่ไปด้วยกันเลยหัวเราะ ในป่าในดงแท้ ๆ ที่เกี่ยว กับพระพุทธเจ้าในบ่ารกร้างนั้น ไม่มีตำรวจไม่มีอะไร เด็กๆ เหล่านี้มาช่วยเหลือ มาช่วยถือกระทั่งทิ้งเราไว้ เราไปไกล ๆ ก็ยังเดินถืออยู่ข้างหลัง มันเป็นสิ่งของของคนอื่นไม่ใช่ของ อาตมา แต่อาตมารู้สึกกลัวแทนเขา เขากลับหัวเราะเยาะ เขาบอกว่าไม่เคยมีที่เด็ก ๆ เหล่านี้จะพาของวิ่งหนีไป ส่วนในเมืองไทยเรานี้ มีข่าวตรงกันข้าม เช่นที่ เพชรบุรีวัดเขาบันไดอิฐในเขตเทศบาล ยังมีคนมาแย่งกล้อง ถ่ายรูปของผู้หญิงฝรั่งภรรยาแล้วยังทำร้ายฝรั่งสามีที่เข้าไป ช่วย; หรือแม้แต่จะไปถ่ายรูปที่วัดพระเชตุพน ในกรุงเทพฯ
น.58 ๔๒ เอง ยังต้องระวังกล้องถ่ายรูปจะหายในชั่วพริบตาเดียว พอ ไปเทียบกับที่อินเดียแล้วตรงกันข้ามทุกแห่ง นี่จะไปโทษว่าเพราะการศึกษาต่ำจึงเป็นเหตุให้คนมีศีล ธรรม อย่างนี้ก็ดูจะเป็นคนละเรื่องมากกว่า ชาวอินเดียยัง มีอะไรในเรื่องศีลธรรมประหลาด ๆ อีกมากมาย เช่นฟังดูแล้ว จะรู้สึกว่าเขาเหล่านั้นถือว่าขอทานเขากินดีกว่าขโมย ดังนั้น เราจึงเห็นขอทานเต็มไปหมด แล้วหาขโมยทำยาแทบไม่ได้ นี่เป็นหลักทางศีลธรรมที่ฝังจิตใจแนบแน่น เพราะ ฉะนั้น การตีรันฟันแทงจึงหาดูยาก แม้ว่าเขาจะทะเลาะกัน ด้วยปากอย่างน่ากลัว แต่การใช้ไม้ใช้มือไม่มี ไม่ต้องพูดถึง อาวุธ ชาวนาเกี่ยวข้าวอยู่ แล้วลิงฝูงใหญ่ก็กินแข่งอยู่กับ เจ้าของนาที่เกี่ยวข้าว ไม่มีใครไล่ไม่มีใครตะเพิด เพราะว่า ได้อุทิศให้ด้วยความเสียสละ ด้วยความเมตตาสัตว์ไว้แล้วล่วง หน้า ฉะนั้นสัตว์กินได้เท่าไรก็กินเข้าไป, เราก็เอาที่เหลือ. อย่างนี้ก็ไม่มีในเมืองไทย ฉะนั้น การที่ไม่ทำอันตรายสัตว์
น.59 ๔๓ หรือคุ้มครองสัตว์ จึงมีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง จนนึกแล้วน่า ประหลาด. นี่เรียกว่าเรื่องศีลธรรมกับเรื่องการศึกษานี้ ดูจะเป็น ปัญหาที่ดูจะเป็นคนละอย่าง และยังเข้าใจผิดกันอยู่มาก. เรา จะต้องนึก และจะต้องไม่ดูหมิ่นระเบียบปฏิบัติของศาสนา ที่จะช่วยในทางศีลธรรม และจะช่วยให้การศึกษาเป็นสิ่ง ที่มีประโยชน์ ถ้ามิฉะนั้นแล้ว การศึกษาจะกลับเป็นโทษ หรือเป็นภัยก็ได้. ๕. ยาที่จะใช้รักษาโรค ที่นี้สำหรับข้อที่ ๕ เรื่องยาที่ใช้รักษาโรค, อาตมา อยากจะขอกล่าวเพียงคร่าวๆ เพราะเวลาเหลือน้อยเต็มที. เราจะต้องนึกถึงยาที่จะใช้รักษาโรคเด็กวัยรุ่นนี้กว้าง ๆ ไว้ ๓ ทางด้วยกัน : ก. ทางแรกก็คือพระธรรม หรือพระพุทธศาสนา; ข. ทางที่สองก็คือหลักธรรม หลักจริยธรรมสากล; . ค ทางที่ สามก็คือหลักการลูกเสือโดยเฉพาะ.
น.60 ๔๔ ก. เรื่อง หลักทางศาสนา นี้ก็ยังเข้าใจผิดกันอยู่มาก ว่า เป็นสิ่งที่เหลือวิสัยบ้าง พ้นสมัยบ้าง ขัดกับความต้องการของ เราบ้าง. นี่ขอให้พิจารณาให้มาก มีเวลาเหลือน้อยไม่พอที่ จะกล่าวในรายละเอียด, สำหรับหลักทางพระพุทธศาสนานี้ ขออย่าได้มองกันแคบ ๆ ตามตัวหนังสือ จะกลายเป็นยิ่งครึ คระน่าหัวเราะที่สุด. เราต้องถือหลักว่าตัวหนังสือไม่สำเร็จ ประโยชน์; ความหมายต่างหากสำเร็จประโยชน์. ตัวอักษร นั้นบางทีเข้าใจผิด. เมื่อพูดถึงหลักพระพุทธศาสนาก็ควรจะนึกถึงหลักสำ- คัญ ๆ เสียก่อน เช่นหลักโอวาทปาฏิโมกข์หกประการที่พระ- พุทธเจ้าตรัสยืนยันว่า นี่เป็นหลักพระพุทธศาสนาเป็นการ ประทับลงในท่ามกลางคณะสงฆ์ที่ประชุมกันหนึ่งพันสองร้อย ห้าสิบรูป ซึ่งหลักนั้นก็มีว่า อนูปวาโท ไม่พูดร้าย; อนูปฆาโต ไม่ทำร้าย: ปาฏิโมกฺเขจสงฺวโร มีระเบียบวินัยดี, มตฺตญฺญุตา จ ภตฺ ตสฺมึ กินอยู่พอดี, ปนฺตญฺจ สยนาสนํ ชอบเป็นอยู่ในที่สงบ; และ อธิจิตฺเต จ อาโยโค อบรมจิต- ใจให้สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกที.
น.61 ๔๕ นี่ฟังดูแล้วไม่มีอะไรที่จะขัดกันเลย: ไม่พูดร้าย ไม่ ทำร้าย กินอยู่พอดี มีระเบียบวินัยดี พอใจอยู่ในที่สงบ คิด อะไรได้ดี ทำอะไรได้ดี แล้วก็บ่มจิตให้เป็นจิตที่สูงขึ้นไปทุกที หกประการนี้ไม่ใช่ครึคระแม้สำหรับคนสมัยนี้. นอกจากนั้น หลักเรื่อง มรรคมีองค์แปด , เรื่อง โพชฌงค์ เรื่องอะไรต่าง ๆ อีกมาก ล้วนแต่เอามาใช้ได้ทั้งนั้น แต่คน เข้าใจผิดเห็นเป็นคนละอย่าง เห็นเป็นเรื่องนอกฟ้าหิมพานต์ เป็นเรื่องของพระ เป็นเรื่องไม่ใช่ของชาวบ้านไปเสียหมด. แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามมีคำที่น่าสนใจอยู่คำหนึ่งที่พระ- พุทธเจ้าตรัสว่า "ในบรรดาบุตรทั้งหลายแล้ว บุตรที่เชื่อ ฟังเป็นบุตรที่ประเสริฐที่สุด" คือโดยทั่วไปเขาจำแนกบุตร เป็น ๓ ประเภท คือบุตรที่ดีกว่าบิดามารดา บุตรที่ทำอะไร ได้เสมอกับ บิดามารดา บุตรที่ทำอะไรได้ต่ำกว่าบิดามารดา; แบ่งเป็นสามพวก ดังนี้. พระพุทธเจ้าท่านก็ยังไม่รับรองเพราะ ว่ามันไม่แน่นอน แต่ท่านตรัสว่าเด็กที่เชื่อฟังต่างหาก เป็น บุตรที่ประเสริฐที่สุด; ทั้งนี้ เพราะว่าบุตรที่ทำอะไรได้ดีได้เก่ง กว่าบิดามารดานั้นอาจจะไม่เชื่อฟังบิดามารดา ไม่มีธรรมที่จะ ประพฤติต่อบิดามารดาก็ได้.
น.62 ๔๖ เด็กวัยรุ่นของเราก็น่าจะเล็งถึงหลักนี้เป็นใหญ่ คือต้อง เป็นเด็กที่เชื่อฟัง ไม่ใช่เล็งถึงเด็กที่ฉลาดเปรื่องปราดเป็นนัก ปราชญ์เป็นอะไร เด่นไปกว่าครูบาอาจารย์ทำนองนั้น เป็น เด็กที่ห้ามล้อไม่อยู่ แม้จะฉลาดอย่างไรก็เป็นอันตรายและ เป็นภัย. หลักพระพุทธศาสนาถือว่าบุตรที่เชื่อฟังเป็นบุตรที่ ประเสริฐที่สุด ถ้าเด็กวัยรุ่นของเราเป็นเด็กที่เชื่อฟังเพียง อย่างเดียวเท่านั้น ก็แก้ปัญหาได้หมดไม่มีอะไรเหลือ. ดังนั้น ขอให้ถือว่านี่คือพระพุทธภาษิต ถือเด็กที่เชื่อฟัง ลูกที่เชื่อฟัง. สรุปความแล้วปัญหาเหลืออยู่แต่ว่า เราจะใช้หลักทางพระ พุทธศาสนาเป็นยาแก้โรคหรือไม่ ? ข. สำหรับหลักทางจริยธรรมนั้น หลักจริยธรรมสากล ก็ยุติกันไว้ว่า บรรดาสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ มีอยู่สี่ อย่าง คือ ๑ ความสงบสุข; ๒ ความเต็มของความเป็น มนุษย์; ๓ หน้าที่บริสุทธิ์; ๔ เมตตาสากล. ความสงบสุข นี้ก็หมายถึงความสงบสุขจริง ๆ เราควร สอนเด็ก ๆ ให้รู้เรื่องว่า สุขปลอมสุขจริงนั้นเป็นอย่างไร. ความสนุกไม่ใช่ของสิ่งเดียวกับความสุข.
น.63 ๔๗ ความเต็มของความเป็นมนุษย์ คือความเต็มของ ความรู้ของสติปัญญา; นี่ไม่ใช่ง่าย จะต้องตั้งใจทำกันอย่าง พิเศษพิถีพิถัน. หน้าที่บริสุทธิ์คือหน้าที่เพื่อหน้าที่ (Duty for Duty's Sake). นี่เราเกือบจะไม่เข้าใจกันเลย เพราะเรามัวแต่ถือว่า หน้าที่ก็เพื่อเงินทอง เพื่อเกียรติยศชื่อเสียง เพราะฉะนั้น จึงมี ความเข้าใจผิด จนเกิดความเสื่อมทรามทางศีลธรรมขึ้นมา กระทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ นี่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์. ส่วนเงินหรือ เกียรติยศชื่อเสียงถ้าได้มาก็เป็นผลพลอยได้, กินใช้ไปได้ตาม เรื่อง; ไม่ใช่สิ่งที่เรามุ่งหมายโดยตรง. เรามุ่งหมายโดยตรง ที่ความดีที่สุดของมนุษย์ ซึ่งทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่. และอันที่สี่ ซึ่งเรียกว่า เมตตาสากล นั้น คือรักคน ทั่ว ๆ ไป. นักจริยธรรมบางพวกก็เติมห้าเข้ามา ได้แก่ ความต้อง การเป็นอิสระ. ข้อนี้ก็เหมือนกันกับประชาธิปไตย: ถ้าอิสระ ถูกทางก็ใช้ได้; อิสระผิดทางก็ไปไม่ไหว. นี่ เรียกว่าแม้เราจะเล็งเอาหลักจริยธรรมของเด็กวัยรุ่น ก็ยังได้ และไม่ขัดกับหลักพระพุทธศาสนาเลย.
น.64 ๔๘ ค. อาตมาอยากจะยืนยันอีกอย่างหนึ่งว่า แม้แต่ หลักการของลูกเสือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ก็สามารถจะ แก้ปัญหาเหล่านี้ได้. หลักการของลูกเสือโดยละเอียดมี อย่างไร อาตมาไม่จำเป็นจะต้องกล่าวให้เป็นเรื่องเอามะพร้าว ไปขายสวนที่นี่. แต่ว่ายังมีเรื่องที่ต้องคำนึงถึงบางอย่าง; เรา จะต้องแก้ไขกันอีกมากในเรื่องกิจการลูกเสือนี้ เช่นว่า เราจะ ต้องแก้ไขให้ลูกเสือของเรานี้รู้จักความไม่เห็นแก่ตน ซึ่ง เป็นหลักธรรมะสูงสุดในพระพุทธศาสนา: ให้รู้จักความ ไม่เห็นแก่ตนนี่ให้มาก เท่ากับการรู้จักเล่นรอบกองไฟ หรือ อะไรทำนองนั้น: แล้วเราต้องไม่ให้หยุดกันแค่เพียงความฉลาด ไหวพริบ กล้าหาญอดทนเหล่านี้ เพราะว่ามันยังเอาไปใช้ใน ทางผิดได้. เราจะต้องสร้าง ในเรื่องความมีคุณธรรมที่ กำกับสิ่งเหล่านั้นอีกทีหนึ่ง เช่นความซื่อสัตย์ ความกตัญญู ความเสียสละ ความรับผิดชอบเต็มที่. นี่เป็นหลักธรรมในพระพุทธศาสนา หรือจริยธรรม สากล หรืออะไรตรงกันหมด คือให้เป็นผู้ประกอบไปด้วย ธรรม. แล้วอีกทางหนึ่งก็จัดให้กิจการลูกเสือนี้เป็นที่นิยมกว้าง ออกไปยิ่งกว่าเดี๋ยวนี้ ที่ยังแคบเกินไป. เราต้องจัดให้เป็นที่
น.65 ๔๙ นิยมกว้างออกไปยิ่งกว่าเดี๋ยวนี้ ที่ยังแคบเกินไป เราต้อง จัดให้เป็นที่นิยมแก่ชาวบ้านร้านตลอดชาวไร่ชาวนา ซึ่งนิยม กันว่าเด็ก ๆ ของเขาเขาอยากจะให้บวชเณรสักคราว ออกมา จะเป็นคนที่พอจะไว้ใจได้ เดี๋ยวนี้การบวชเณรนี่เสื่อมทรามลง มาก คือว่าผิดวัตถุประสงค์เดิมลงมาก ไม่ค่อยจะได้ผล และ อยู่ในภาวะที่แก้ไขยาก เนื่องจากทางวัดไม่มีอำนาจไม่มีทุน รอนอะไรด้วย. แต่เราอาจใช้กิจการลูกเสือ ให้ได้รับความ นิยมมากเหมือนกับว่าให้ทุกคนอยาก ให้ลูกของตนเป็นลูกเสือ เหมือนกับที่เคยอยากให้เด็กทุกคนบวชเณร. นี่ แปลว่าเราสร้างสรรความนิยมการเป็นลูกเสือแก่ชาว บ้านร้านตลอดชาวไร่ชาวนาให้เพียง พอแก่สถานการณ์อย่าให้ แคบอยู่เหมือนเดี๋ยวนี้ ทีนี้หลักการทั่วไปควรจะมีว่า แม้ หลักการลูกเสือนี้ ก็ต้องให้เป็นไปในรูปหลักการทาง ศีลธรรม คือปฏิบัติกันจริง ๆ; อย่าให้เป็นเพียงจริยธรรม เป็นเพียงทฤษฎีหรือปรัชญา เหมือนกับกิจการทุกอย่างที่เคย ล้มเหลวเพราะเหตุนี้. ถ้าเรามีแต่หลักวิชา มีแต่หลักทฤษฎี มากไป ไม่ท่วมท้นด้วยเรื่องปฏิบัติแล้ว ก็คงประสบความ ล้มเหลวเช่นเดียวกันอีก
น.66 ๕๐ ๖. ภาวะไม่มีโรคนั้น จะเอาอย่างไร กันแน่ สำหรับข้อที่หก "ที่เรียกว่าภาวะไม่มีโรคจะเอาอย่างไร กันแน่นั้น นี่ขอให้ลองย้อนไปพิจารณาดูผลที่จะเกิดขึ้นจาก การปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนาก็ดี ตามหลักจริยธรรมสากล ก็ดี ตามหลักกิจการลูกเสือก็ดีว่าเราจะมีของชาติไทยเราเองได้ อย่างไร; และผลคือภาวะไม่มีโรคนั้น จะมีขึ้นมาได้อย่างไร ? เราอย่าได้ถือเอาตามหลักวัฒนธรรมอะไรใหม่ ๆ ซึ่งอาตมา มองไม่เห็นว่าจะเป็นภาวะที่ไม่มีโรค; มันกลับเป็นภาวะแห่ง โรคเรื้อรังเร้นลับ; ฉะนั้น พูดตรง ๆ เสียเลยว่า อย่าได้เอา อย่างชาวตะวันตกมากมาย ในเรื่องภาวะไม่มีโรคทางจิตใจนี้ เรามาคิดดูง่าย ๆ ตามธรรมชาติสักหน่อยหนึ่งจะดีกว่า คือคิดว่าชาวตะวันตกหรือฝรั่งนั้นมีผิวหนังหยาบกระด้าง มีขน ทั่ว ๆ ตัว; คนไทยเรานี่ผิวหนังละเอียด มีขนที่มองไม่เห็น ชัด แม้แต่หนวดก็หาทำยายาก; ด้วยธรรมชาติอย่างนี้มีอยู่ อย่างนี้แล้วเราจะตามเขาได้อย่างไรกัน; หรือตามปกติแล้ว ฝรั่งขอบกินอาหารรสอ่อน ชอบฟังดนตรี นาฏศิลปที่เผ็ด
น.67 ๕๑ ร้อน; ส่วยไทยเราชอบกินอาหารรสจัด ชอบฟังดนตรีที่นิ่มนวล; ตรงกันข้ามอย่างนี้จะเอาอย่างกันได้อย่างไรโดยธรรมชาติ เมื่อนึกถึงพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นชาวมอง โกเลีย ผิวเหลืองละเอียดเราจะเดินตามท่านได้อย่างไร หรือ สักเท่าไร ? เรื่องนี้ยิ่งพูดไปก็ยิ่งเป็นเรื่องชาตินิยมดูน่าเกลียด; แต่ที่เอามาพูดไว้บ้างก็เพื่อจะป้องกันไว้บ้างว่าบางสิ่งบางอย่าง นั้น อย่าให้มากเกินไปในเรื่องนี้ ที่นี้สำหรับไทยเราต้องถือว่าเป็นเรื่องน่าอับอายที่ สุด ถ้าเราต้องเดินตามหลังชาติอื่นในเรื่องจริยธรรม สำหรับการเดินตามพระพุทธเจ้านั้นไม่น่าละอาย เพราะท่านมี หลักว่า ทุกคนอย่าเชื่อท่าน ต้องเชื่อความคิดเห็นของตัวเอง ถ้าได้ฟังแล้วไปคิดไปเห็นเองแล้วจึงเชื่อ; อย่างนี้เรียกว่าไม่ น่าละอายและไม่เป็นการเดินตามอย่างงมงาย พุทธบริษัทเรา ก็มีศีลธรรมมีวัฒนธรรมของเราเองโดยเฉพาะอย่างนี้ เราควร จะทำตัวเป็นผู้นำหรือว่าเป็นผู้ท้าทายดูบ้าง อย่าได้เป็น ผู้ตามหลังใครในเรื่องนี้ ขอให้เราเป็นพุทธบริษัทและเป็นไทยที่พุทธบริษัทและ มีอะไรที่เป็นของตัวเอง ในเรื่องจริยธรรมในเรื่องศีลธรรม;
น.68 ๕๒ อย่าได้หวังที่จะพึ่งพาใครหรือเดินตามหลังใครในเรื่องนี้. ส่วน เรื่องทางวัตถุนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง อาตมาไม่พูดถึงเลย เพราะ ฉะนั้นเราจะต้องคิดวิจัยไป ในทางที่ จะเอาหลักธรรมะ ในพระ- พุทธศาสนามาประยุกต์กันเข้าให้ได้กับการสร้างชาติ แม้ใน เรื่องทางวัตถุ. เรื่องสร้างชาติก็เป็นเรื่องทางวัตถุอยู่มาก แต่ ถ้าเราประยุกต์หลักธรรมะในพระพุทธศาสนาได้สำเร็จ การ กระทำทางวัตถุก็จะพลอยสำเร็จ และไม่เป็นภัยแม้แก่เด็กวัยรุ่น สำหรับหลักพุทธศาสนานั้นอย่าได้ไปถือเอาตามตัวหนัง สือ ขอให้ถือตามความหมาย แล้วจะใช้ได้ทั้งร้อยเปอร์เซนต์ ถ้าถือตามตัวหนังสือตีความผิดนิดเดียวก็ขัดขวางกันอย่างยิ่ง จนพระไม่มีโอกาสจะทำอะไรให้แก่บ้านเมืองได้. ทีนี้หลัก การลูกเสือที่เอามาประยุกต์เข้ากับหลักธรรมในพระพุทธศาสนา แล้ว ยิ่งวิเศษใหญ่สำหรับเด็กวัยรุ่น โดยเฉพาะที่จะแก้ ปัญหาได้หมดไม่มีอะไรเหลือ; เพราะฉะนั้นเราจะเรียกว่าลูกเสือ หรือไม่ใช่ลูกเสืออะไรนั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เป็นคำเรียกและ เป็นเพียงชื่อ; แต่ว่าหลักปฏิบัตินั้นสำคัญ: ในที่สุดเด็กทุกคน ก็จะมาเป็นบุตรที่เชื่อฟัง เป็นเด็กที่ประเสริฐที่สุด คือเป็น
น.69 ๕๓ บุตรที่เชื่อฟังของพระพุทธเจ้า ตามที่พระพุทธเจ้าท่านต้อง การ. ๗. สรุปสิ่งที่ต้องปฏิบัติ ทีนี้ก็ขอเวลาอีกนิดหนึ่งก็เพื่อสรุปข้อความทั้งหมดที่ได้ กล่าวมา ว่าเราจะพิจารณากันว่าโครงการทั้งหมดในการสร้าง เสริมศีลธรรมหรือจริยธรรมแก่เด็กวัยรุ่นนี้ เราจะต้องเลิกล้าง หรือทำลายอะไรกันเสียบ้าง คำตอบก็ควรจะเป็นหลักกว้าง ๆ อย่างกำปั้นทุบดินว่า สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เด็ก เราก็ส่ง เสริม ส่วนที่ทำลายจิตใจของเด็ก ๆ แม้จะเป็นผลได้ทาง วัตถุเราจะต้องยอมเลิกล้างหรือทำลาย; เช่นว่า ภาษีรายได้จากภาพยนต์ ปีหนึ่งได้หลายสิบล้าน สี่สิบห้าสิบล้าน แต่ไปคำนวณดูว่าเรื่องเหล่านี้ทำลายวิญญาณ ของเด็กวัยรุ่น ถ้าคิดเป็นเงินแล้วปีหนึ่งจะกี่ล้าน ? อาตมา คิดว่าจะต้องสื่อสงไขยแสนโกฏิล้านไม่มีตัวเลขเขียน แล้ว รายได้ปีละสี่สิบล้านที่รัฐบาล จะพึงได้จะ มีความ หมายอะไร ! ถ้าเรามีอำนาจที่จะจัดทำเรื่องนี้ ก็ต้องทำกันอย่างที่เรียกว่า ตรงไปตรงมา แบบการผ่าตัด
น.70 ๕๔ แม้การที่วัดจัดงาน วัดได้กำไรคราวหนึ่งเป็นหมื่น หรือหลายหมื่น แต่ว่า อบายมุขที่จัดในวัด ได้ทำลายจิต ใจทำลายวิญญาณของเด็ก ถ้าคิดเป็นตัวเลขแล้วนับไม่ ไหว วัดควรจะประหยัดหรือควรจะเสียสละ ควรจะเห็น แก่เด็ก ๆ ดังนี้เป็นต้น ท่านดูเองเถอะงานวัดนี้มีอบายมุข ทั้งนั้น ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ทีนี้มาถึงเรื่องใหญ่ ๆ เช่นเรื่อง ภาษีสุรายาเมา ซึ่ง เป็นร้อยล้านพันล้าน ก็ควรจะนึกในลักษณะอย่างเดียวกัน นี้เรียกว่าฝ่ายที่เราจะต้องเลิกล้าง ที่นี้ส่วนตรงกันข้าม สิ่งที่เราจะต้องสร้างหรือส่งเสริม นั้นก็คือ จะต้องกระทำสิ่งที่เป็นศีลธรรม หรือเกื้อกูลแก่ศีลธรรม นี้ ให้สนุกหรือให้น่าเสพย์ติดเหมือนกับสิ่งเหล่าโน้น ข้อนี้ อาจจะไม่มีใครเชื่ออาตมา แต่อาตมาก็ยังยืนยันที่จะกล่าว อย่างนี้อยู่เสมอว่า พระธรรมหรือธรรมะนี้เป็นมหรสพ ในตัวเองขอให้จัดให้เป็น ! ธรรมะจะเป็นมหรสพอยู่ในตัว ธรรมะเอง จะมีความสนุก มีความน่าพออกพอใจ เหมือน กับดูหนังดูละครเหมือนกัน จึงอยากจะแยกเรียกออกไปอีก พวกหนึ่งว่ามหรสพในฝ่ายทางวิญญาณ เป็น Spiritual
น.71 ๕๕ Theatre, เป็นโรงละครในทางวิญญาณอะไรทำนองนี้ โดย การหาวิธีที่ใหม่ที่สุด ที่ทำให้เกิดความสนุกสนานในการ ประพฤติจริยธรรม หรือศีลธรรม หรือแม้เรื่องของลูกเสือทุก อย่างทุกประการ; เหล่านี้จะต้องจัดให้ถึงขนาดที่เป็นมหรสพ ให้ได้ ถ้าสูงขึ้นไปอีก เด็ก ๆ จะต้องรู้ว่าการทำความดีนั้น สนุกอย่างยิ่ง และความสนุกก็เป็นมหรสพอยู่ในตัวเอง การ กีฬาที่ถือกันว่าจะทำลายความเห็นแก่ตัวนั้น เดี๋ยวนี้จะไม่ เป็นอย่างนั้นเสียแล้ว; ลองไปสังเกตดูในวงการกีฬา ใหญ่ ๆ ของโลกชั้นสูงสุด ก็ได้ยินว่าเต็มไปด้วยความเห็น แก่ตัว มีการจ้องที่จะเอารัดเอาเปรียบ ใช้กติกาบังหน้าเอา เปรียบ ฉะนั้นกีฬาอย่างนี้ไม่ใช่ทำลายความเห็นแก่ตัว แต่ เป็นการพอกพูนความเห็นแก่ตัวโดยอ้อม ฉะนั้นเราจะไปถือ หลักเกณฑ์อย่างนี้ไม่ได้ จะจัดเพียงสักว่ากีฬาแล้วสนุก แล้วสันนิษฐานหรือเหมาเอาว่าทำลายความเห็นแก่ตัว อย่าง นี้เห็นจะไม่ไหว มันต้องจัดไปในทางที่มองเห็นชัดอยู่ว่าทำ ลายความเห็นแก่ตัวได้จริง จนกระทั้งเด็กมองเห็นความสนุก สนานในการทำลายความเห็นแก่ตัว.
น.72 ๕๖ แม้ที่สุด แต่การ บังคับ ตัวเอง ให้อยู่ใน ระเบียบ วินัยนี้ คนทั่วไปเห็นเป็นความทนทุกข์ทรมานยากลำบากทั้งนั้น: แต่ เรื่องนี้ไม่จริง ! ขอยืนยันว่าขอให้ไปเกี่ยวข้องให้ถูกวิธี การประพฤติธรรมนี้จะสนุกสนาน จะมีรสดูดดื่มและจะ เป็นการเสพย์ติดได้เหมือนกัน: เสพย์ติดในทางความดี นี่รวมความแล้วก็ว่าเราจะต้องสร้างความเป็นมหรสพ ขึ้นในศีลธรรม ฟังดูก็น่าขัน ที่จะสร้างความเป็นมหรสพ ขึ้นในตัวศีลธรรม ! เราจะต้องคิดค้นในเรื่องจริยธรรมให้มาก จนถึงกับว่าทำให้มหรสพเกิดขึ้นในศีลธรรม สำหรับวัฒนธรรมไทยแท้ครั้งโบราณปู่ย่าตายายเป็น อย่างนี้อยู่แล้ว คนชั้นปู่ย่าตายายเมื่อยังเป็นเด็ก ๆ เขาสนุก สนานกันด้วยอะไร ขอให้ลองย้อนไปนึกดูใหม่ บางทีก็ สนุกสนานอยู่ด้วยการขนทรายมาก่อพระเจดีย์ในวัด มันต่าง กับคนเดี๋ยวนี้; ทำไมเขาจึงสนุกสนานกันได้ เพราะว่ามันมี อะไรบางอย่างที่ไขว้กันอยู่. เดี๋ยวนี้เราไม่รู้จักรับผิดชอบ เราไม่รู้ว่าจะต้องรับผิดชอบอย่างไร ? เพราะเราเกิดมา เพื่ออะไร ? เป็นมนุษย์ทำไม? เราก็ไม่รู้หมด.
น.73 ๕๗ เราจะต้องย้อนไปหาหลักธรรมะที่ให้รู้ว่าเรา เป็นมนุษย์ กันทำไม ? ความดีของมนุษย์อยู่ที่ตรงไหน ? ความพัก ผ่อนอันแท้จริงของจิตของวิญญาณ อยู่ที่ตรงไหนอย่างไร ? การศึกษาหรือการงานทั้งหมดในโลกนี้ ก็เพื่อผลคือความ สงบสุข หรือความพักผ่อนของวิญญาณทั้งนั้น แต่แล้ว ทำไม จึงไม่ ได้รับการพักผ่อน กลับมีแต่ความ โกลาหล วุ่นวาย ขยายกว้างออกไปจนเต็มทั้งโลกแล้วก็ยังไม่หยุด ยังจะ ระบาดออกไปยังโลกอื่น ๆ อีก อย่างนี้เป็นต้น. นี่ผลสุดท้ายเราจะเห็นได้ชัดว่ามันก็เป็นเรื่องใหญ่มาก และกลายเป็นกรรมของครูบาอาจารย์ ที่ว่าต้องประสบกับ ปัญหาที่ใหญ่มากไม่ใช่น้อย ถ้าจะเปรียบก็ขนาดเท่า ๆ กับ การทำสงครามอย่างใหญ่หลวง เป็นมหาสงคราม เป็นการ ทำสงครามกับเด็กวัยรุ่น เป็นการทำสงครามที่เอาชนะยากที่ สุดเพราะฉะนั้นจึงถือว่าเป็นกรรมของพวกครูอาจารย์ อาตมาก็ จัดตัวเองรวมอยู่ในพวกครูอาจารย์เหมือนกัน รวมอยู่ในพวก ที่เรียกว่า "กรรมของเรา" เหมือนกัน แล้วยิ่งมองเห็นก็ยิ่ง รู้สึกว่าเป็นกรรมของเราจริงที่มาประสบปัญหาหนัก.
น.74 ๕๘ ที่ว่าเป็นกรรมก็เพราะว่าเราสลัดไม่ได้เราปฏิเสธไม่ได้ หรือว่าต้องทำจนสุดความสามารถของเรา; เพราะฉะนั้น เราจะต้องยื้อแย่งเอาเด็ก ๆ มาให้ได้ จากพญามาร จาก ซาตานที่เอาเด็ก ๆ ไปอยู่ในอำนาจ เราจะต้องยื้อแย่งเอา กลับมาให้ได้ แม้ว่าเดี๋ยวนี้ตลอดทั้งโลก หรือสากลจักรวาล นี้ ก็มีปัญหาอย่างเดียวกันหมด เพราะว่ามนุษย์เผลอตัวผลิต สิ่งยั่วยวนซึ่งเป็นเหยื่อของพญามารนั้น ออกมายั่วยวนโลก ขนานใหญ่โดยไม่รู้สึกตัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด. ฉะนั้น จึงขอร้องท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลายอย่าละอาย ที่จะเป็นผู้นำในทางวิญญาณ เพราะว่าโดยเนื้อแท้นั้น ครูผู้ ชายก็คือพ่อพระของเด็ก ๆ ครูผู้หญิงก็คือแม่พระของเด็กๆ ไม่ใช่ลูกจ้างสอนหนังสือเอาเงินเดือน ถ้าเรามองเห็นอย่างนี้ อยู่เสมอว่าครูไม่ใช่ลูกจ้างของสังคม ที่จะสอนวิชาให้เด็ก เอาเงินเดือนมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แต่จะถือว่าครูผู้ชายเป็น พ่อพระของเด็ก ครูผู้หญิงเป็นแม่พระของเด็ก ดังนี้แล้ว ปัญหาเหล่านี้จะแก้ได้ สงครามอันใหญ่หลวงนี้เราจะชนะได้ โดยไม่อยากเลย.
น.75 ๕๙ อาตมาอยากจะขอร้อง ให้มองดูลึกถึงธรรมชาติส่วน ลึก ว่าธรรมชาตินี้ต้องการให้ ครูอาจารย์ทั้งหลายมีสังกัดขึ้น อยู่กับพระอรหันต์ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการหรือ รัฐบาล กล่าวคือโดยทางจิตทางวิญญาณเนื้อแท้ส่วนลึกนี้ ธรรมชาติต้องการให้เราขึ้นอยู่กับพระอรหันต์หรือความเป็นพระ อรหันต์ของพระพุทธเจ้า คือครูนี้จะต้องทำหน้าที่ปราบ ปรามสิ่งซึ่งเป็นเสนียดจรัญไรของโลก คือซาตาน หรือ พญามารนี้ให้หมดไปแล้วก็ยกฐานะทางวิญญาณของโลก ให้สูงขึ้นมาจนได้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของพระอรหันต์โดยตรง เพราะฉะนั้น โดยทางจิตใจทางวิญญาณ หรือธรรมชาติ ส่วนลึกนั้น ครูอาจารย์ขึ้นสังกัดอยู่กับพระอรหันต์ จึงจัด เป็นปูชนียบุคคล ไม่ใช่ลูกจ้าง. วิธีการอันนี้เป็นหนทางรอดอันเดียวที่มนุษย์จะรอด โลกนี้จะรอดได้ด้วยหลักการอันนี้ นี้เป็นการที่สรุปแล้ว ใน การสร้าง เสริมแก้ไขจริยธรรมของ เด็กวัยรุ่นตาม ความรู้สึกที่ อาตมามองเห็น ทั้งหมดนี้โปรดได้ถือว่าเป็นการยืนยันอย่างยิ่งของอาตมา หรือจะถือว่าเป็นการท้าทายก็ได้ อาตมาก็ยอมเหมือนกัน
น.76 ๖๐ เป็นการท้าทายหรือยืนยันที่ครูอาจารย์จำนวนหนึ่งอาจจะถือว่า ครึคระที่สุด บ้าบอที่สุด พ้นสมัยที่สุดก็ได้ แต่มันไม่มีทาง ที่จะช่วยได้: อาตมายิ่งมอง ยิ่งไม่เห็นทางอื่น ยิ่งเห็นแต่ ทางนี้: ยิ่งมองยิ่งเห็นแต่ทางนี้: ฉะนั้น จึงได้ระบายความ รู้สึกนึกคิดต่าง ๆ ออกมาในรูปนี้เท่าที่เวลาอำนวย; ไม่อาจจะ กล่าวได้ละเอียดนักเพราะเวลาจำกัด และก็เลยเวลาไปเล็ก น้อยแล้ว ฉะนั้น ขอยุติการแถลงความคิดเห็นเกี่ยวกับสร้าง เสริมจริยธรรมของเด็กวัยรุ่นคราวนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้.
น.77 เป็น มนุษย์ หรือ เป็น คน ? เป็นมนุษย์ เป็นได้ เพราะใจสูง เหมือนหนึ่งยูง มีดี ที่แววขน. ถ้าใจต่ำ เป็นได้ แต่เพียงคน ย่อมเสียที ที่ตน ได้เกิดมา. ใจสะอาด ใจสว่าง ใจสงบ ถ้ามีครบ ควรเรียก มนุสสา เพราะทำถูก พูดถูก ทุกเวลา เปรมปรีดา คืนวัน สุขสันต์จริง. ใจสกปรก มืดมัว และร้อนเร่า ใครมีเข้า ควรเรียก ว่าผีสิง เพราะพูดผิด ทำผิด จิตประวิง แต่ในสิ่ง นำตัว กลั้วอบาย. คิดดูเถิด, ถ้าใคร ไม่อยากตก จงรีบยก ใจตน รีบขวนขวาย ให้ใจสูง เสียได้ ก่อนตัวตาย ก็สมหมาย ที่เกิดมา; อย่าเชือน เอยฯ
น.78 ชาวบ้าน - ชาววัด. อันชาวบ้าน ทำงาน เพื่อกามเกียรติ จึงเกิดความ ตึงเครียด จนสั่นเสียว ส่วนชาววัด มุ่งขจัด ไปท่าเดียว : มิให้เกี่ยว เกียรติกาม มุ่งงามธรรม; จึงเกิดมี เครื่องวัด วัดชาวบ้าน ด้วย "เงิน" "งาน" "อดอยาก" หรือ "อิ่มหนำ" ? ส่วนเครื่องวัด ชาววัด, วัดกิจกรรม ว่าเขาทำ ให้ว่างได้ เท่าไรแล : ถ้าชาววัด ฮึดฮัด มุ่งกามเกียรติ มันน่าเกลียด แสนกล คนตอแหล ถ้าชาวบ้าน เกียจคร้าน งานเชือนแช ก็มีแต่ ทุกข์ทน หม่นหมองไป; จึงขอให้ ชาวบ้าน เป็นชาวบ้าน ผสมผสาน เกียรติกาม ตามวิสัย ให้ชาววัด เป็นชาววัด ขจัดไกล เพื่อพ้นภัย เกียรติ-กาม งามนักเอย ฯ.
น.79 อย่า เห็น แก่ตัว ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม
น.80 ดับ สังขาร. อนิจฺจา วต สงฺขารา “สิ่งที่เหตุ ปรุงขึ้นมา ไม่เที่ยงหนอ !” อุปาท วยธมฺมิโน ; พอ เกิดแล้วก็ แปรไป เป็นธรรมดา อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ มันเกิด, ผลิ แล้วก็ดับ ลับต่อหน้า เป็นเช่นนี้ เวียนวัฏฏ์ อยู่อัตรา ใครจะว่า วอนอย่างไร ไม่ฟังกัน เตสํ วูปสโม สุโข ; แปล ว่าสุขแท้ คือสงบ การปรุงแต่ง นั่น ไม่ปรุงแต่ง ตัวตนอะไร สักสิ่งอัน ชีวิต ดับ หรือไม่, นั้น ไม่เป็นประมาณ ฯ พ.อินทปัญโญ พิมพ์ที่สมชายการพิมพ์ ๒๗๐/๗๗ ซอยวิมลสรกิจ ถนนจรัลสนิทวงศ์ กรุงเทพ ฯ นายสมชาย ขาวศรี ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา โทร. ๙๒๔๕๘๘๔
น.81 ข้อคิดข้อเขียนที่แหวกแนว-ล้ำยุค น.ส.พ. เกือบ ๑๐ ฉบับ ปรบมือให้เกียรติ, นิสิต นักศึกษาในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยทั่วประเทศใช้ เป็นหนังสือ สำหรับศึกษาค้นคว้า ได้แก่ นิยายชีวิตเรื่องสั้น ของ "แพรเยื่อไม้" หรือ หลวงตา คือ ๑. หลวงตา เล่ม ๑-๒-๓-๔ เล่มละ ๑๐ บาท ๒ ของฝากจากหลวงตา " ๑๐ " ๓. หลวงตา ชุด กระโหลกหัวเราะ " ๑๐ " ๔. กงกรรม - กงเกวียน " ๘ " ๕. หลวงตา ตอน บ้าน้ำลาย " ๑๐ " ๖. ริมฝั่งน้ำ " ๕ " ๗. หลวงตา ชุด เพลงศาสนา " ๑๐ " ๘. เรามาแพ้กันเถอะ " ๗ " ๙. น้ำใจ " ๗ " ๑๐. เอียงตามโลก " ๑๒ " ๑๑. เสียงปลุก " ๑๐ " ท่านจะหาซื้อได้จากร้านจำหน่ายหนังสือในท้องที่ที่ท่าน อยู่ หรือที่ ธรรมบูชา ๕/๑-๒ ถนนอัษฎางค์ ก.ท. ๒ โทร ๒๒๒๓๕๔๙ (ค่าส่งเล่มละ ๒.๕๐ บาท)
น.82 วรรณคดีเพื่อชีวิต หนังสือที่เป็นข้อเขียนของ ภิกขุ โพธิ์แสนยานุภาพ เป็นข้อคิดที่ใหม่ มีค่ามหาศาล ควรที่ครู นักศึกษา พระสงฆ์ สามเณร ประชาชนได้อ่าน มีดังต่อไปนี้ ๑. ชำแหละพระเวสสันดร ๑๐ บาท ค่าส่ง ๑ บาท ๒. แก่นนิทาน เล่ม ๑ (สังข์ทอง) ๑๐ บาท ค่าส่ง ๑ บาท ๓. แก่นนิทาน เล่ม ๒ (สุวรรณสาม) ๑๐ บาท ค่าส่ง ๑ บาท ๔. ธรรมะในมโนห์รา ๗ บาท ค่าส่ง ๑ บาท ๕. เรื่องสั้นขำๆ ไอ้เซ่อเจอไอ้ซ่าส์ ๑๐ บาท ค่าส่ง ๑ บาท ๖. ชุมนุมปริศนาธรรมจากพิธีทำบุญต่าง ๆ ๑๐ บาท ค่าส่ง ๑ บาท ๗. ตายแล้วไปไหน ? ๓ บาท ค่าส่ง ๕๐ ส.ต. ๘. ความฝัน ๑๐ บาท ค่าส่ง ๑ บาท สนใจสั่งซื้อที่ นายวิโรจน์ ศิริอัฐ ร้านธรรมบูชา ถนนอัษฎางค์ ก.ท. ๒ โทร. ๒๒๒-๓๕๔๙ สั่งจ่ายธนาณัติ ป.ท. ราชดำเนิน หากเพิ่มค่าลงทะเบียน อีกเล่มละ ๒ บาท
Buddhadasa