น.2 พุทธภาษิต. สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมุปทา สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธานสาสนํ (ธ. ขฺ. ๒๕, ๓๙) การไม่ทำบาปทุก ๆ อย่าง, การทำกุศลให้ถึงพร้อม, การทำจิตต์ของตนให้แผ้ว, ๓ อย่างนี้เปนพุทธศาสนา (พุทธทาส แปล) Abstain from doing evil, ceaselessly do good, keep the heart clean. This is the exhortation of the Buddhas. (ธรรมปาละ แปล) มวญบาป อย่ากอร์ปแท้ ! นิดก็ตาม เสริมส่ำ กุศลงาม จุ่งพร้อม ! จิตต์ตน ฝึกทุกยาม ให้ ผ่อง ! พุทธศาสน์ ซึ่งสั่งซ้อม เยี่ยงนี้ทุกพระองค์ ! (“สิริวยาส" ประพันธ์)
น.3 เรือง การส่งเสริมปฏิบัติธรรม และ หลักแห่งพระพุทธศาสนา โดย ภิกขุ พุทธทาส สันติธรรม หลิ่งห้า เชียงใหม่ พิมพ์แจกเปนธรรมทาน พิมพ์ ๑๐๐๐ ฉบับ พิมพ์ที่ โรงพิมพ์ แสงธรรม เชียงใหม่ นายจันทร์แก้ว ญาณวุฒิ ผู้พิมพ์ โฆษณา วันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๑
น.5 โครงเรื่องการส่งเสริมปฏิบัติธรรม. หน้า คำว่าพี่น้องโดยธรรม ๑ (๑) วิปัสนาธุระหรือปฏิบัติธรรมคืออะไร ๗ วิปัสนาธุระแต่ครั้งพุทธกาลมา ๑๐ (๒) ทำไมจึงพูดเรื่องการส่งเสริมวิปัสนาฯ ๑๑ เหตุผลที่ต้องส่งเสริมกันแล้วในยุคนี้ ๑๒ (๓) ส่งเสริมวิปัสนาธุระได้อย่างไร. ๑๕ ก. ปฏิบัติดีเอง: - เรื่องอุปนิสัย, มรรคผลไม่ เหลือวิสัย, ปฏิบัติวิปัสนาธุระได้ ทั่วไปไม่ จำกัด, การรู้ประมาณตนเอง. ๑๖ ข. สอนหรือนำผู้อื่น: - ถ้ามีแต่ผู้สอนเปน อย่างไร, ถ้าเรียนอย่างเดียวตรัสเรียกว่ากระไร, ผู้สอนควรสอนด้วยอาการอย่างไร. ๓๒ ค. ช่วยเหลือผู้ปฏิบัติดี:- ทำไมจึงต้องช่วย, ปัจจัยสี่จำเปนอย่างไร, เสนาสนะสงัดจำเปน อย่างไร. ๓๖ (๔) หลักของการส่งเสริม :- ต้องอาศัยกัน, ต้อง รู้หลักพุทธศาสนาตรงกัน, ต้องทำด้วยการ เสียสละ. (๕) อานิสงส์ :- ที่เนื่องถึงพระพุทธองค์, สาสนา, ชาติประเทศ, ความสุขของตนเอง. เกียรติของ พุทธบริษัท ๔๓
น.6 หลักแห่งพุทธศาสนา (๑) หลักฝ่ายการกระทำ(Practice) หน้า ๑. หลักกาลามสูตต์ (ตัดสินการเชื่อ) ๔๙ ๒. หลักโคตมีสูตต์ (ตัดสินธรรม) ๕๑ ๓. ตนพึ่งตน ๕๓ ๔. พุทธสาสนาคือสาสนาแห่งความชนะ ๕๕ เหล่านี้เปนหลักสำหรับ ผู้ตั้งหน้าทำ. (๒) หลักฝ่ายทฤษฎี (Theory) ๑. ความต่างกับสาสนาอื่น ๕๘ ๒. หลักกรรม ๕๙ ๓. หลักอนัตตา ๖๐ ๔. หลักอริยสัจ ๖๑ ๕. หลักโลกิย-โลกุตตระ ๖๓ ๖. ความเข้ากันได้ กับ วิทยาศาสตร ๖๔ ๗. ความเปนสาสนาสากล. ๖๖ เหล่านี้เปนหลักสำหรับนักศึกษา.
น.7 ละ หลักแห่งพระพุทธศาสนา พุทธทาสภิกขุแสดงที่พุทธธรรมสมาคม สาขาจังหวัดนครศรีธรรมราช นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมุมา สมฺพุทฺธสฺส. ฯ ท่านทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายผู้เป็นพี่น้อง ! ก่อนอื่น ข้าพเจ้าขอแถลงว่า ข้าพเจ้าไม่ถนัด ในการเทศน์ เพราะฉะนั้น จึงจำต้องสนองคำเชื้อ เชิญของพุทธธรรมสมาคม ด้วยการพูดอย่าง ๑
น.8 ธรรมดา ทำนองที่เรียกว่าปาฐกถา ทั้งนี้เพื่อ ให้ เป็นผลดีแก่พี่น้องทั้งหลายผู้นั่งฟัง คือฟังถูก. ก่อนแต่จะพูดถึงเรื่อง การส่งเสริมปฏิบัติ ธรรม ข้าพเจ้าขอโอกาศพูดเรื่องส่วนตัวสักเล็ก น้อย เป็นเรื่องส่วนตัว ที่เป็นประโยชน์ แก่การนี้ เป็นอย่างมาก, คือเรื่องคำ ว่า " พี่น้อง " เราทั้งหลายเป็นพี่น้องกันอย่างสนิทชิดเชื้อ ไม่มี พี่น้องพวกไหนจะยิ่งไปกว่า แต่อาจมีบางท่านที่ ยังไม่รู้ ทั้งที่ตนเป็นพี่น้อง กันอย่างเต็มที่. เรา ทั้งหลายเป็นพี่น้องกันโดยธรรม. ข้าพเจ้าจะ เปรียบ น้ำหนัก ของ ความเป็น พี่น้อง กัน ตาม ธรรมดาโลก และ พี่น้อง โดยธรรม ชาวโลก เป็นพี่น้องกัน ทำไมจึงมีคำว่า " ถึงเป็นพี่เป็นน้อง แต่เงินทองคนละถุง ?" นี่ส่อความไม่สนิทโดยแท้ จริงมิใช่หรือ. ส่วนเราพุทธบริษัททั้งหลาย เป็นพี่น้องกันโดยธรรมอย่างสนิทสนม เพราะเรา มีเงินทองถุงเดียวกัน คือ เรามีถุงใหญ่ที่เรียกว่า
น.9 บุญนิธิ ในพระพุทธศาสนา ของเรารวมกัน. เรา ต่างคนต่างตั้งหน้าทุ่มเทเรี่ยวแรง เงินทองเลือด เนื้อ และบางที ก็ชีวิตลงในถุงกล่าว คือบุญนิธินี้ เพียงเท่านี้ก็แสดงให้ เห็นว่า เราเป็นพี่น้องที่สนิท สนมยิ่งกว่าที่ชาวโลกเขาเป็นกันเสียแล้ว. ยิ่งกว่านั้นยังมีอีก. เรามีแม่ที่เกิดเรามา คนเดียวกัน, มีที่ไปถึงในปลายทาง แห่ง เดียวกัน : หลักปฏิจจสมุปบาท ในพุทธศาสนา กล่าวว่า ชาติมาจากภพ ภพมาจากอุปาทาน อุปาทานมาจากตัณหา ตัณหามาจากเวทนา เวทนามาจากผัสสะ ผัสสะมาจากสฬายตนะ สฬา- ยตนะมาจากนามรูป นามรูป มาจากวิญญาณ วิญญาณมาจากสังขาร สังขารมาจากอวิชชา ! เราทั้งสิ้นมาจากที่เกิดอันเป็นต้นเหตุอันเดียวกันคือ อวิชชา. เรามาก่อนหน้าหลังกัน จึงเป็นพี่ น้องกัน อย่างแยกกันไม่ได้. ในเบื้องปลาย เรามีนิพพานเป็นที่หมายเหมือนกันหมด เมื่อได้ ๓
น.10 องเที่ยวไปในที่สุด ก็เข้าถึงนิพพานด้วยกันทั้งนั้น ต่างกันแต่ช้าร็วกว่ากันเท่านั้น. เรามาจากที่ แห่งเดียวกัน แล้วตั้งใจไปในที่อันเดียวกัน เราจะ ไม่เปนพี่น้องกันอย่างไรได้. ไม่ใช่แต่ในเบื้อง ต้นหรือปลายทางเท่านั้น ที่เราเปนพี่น้องกัน แม้ ในท่ามกลางเราก็เปนกันด้วย. เมื่อตะกี้ ท่าน ทั้งหลายกล่าวคำทำวัตร์พร้อมกัน และเหมือนกัน ตอนหนึ่งว่า พุทฺธสฺ สาหสฺ มิ ทาโส ว, ธมฺมส สาหสมิ ทาโส ว, สงฆสฺ สาหสฺ มิ ทาโส ว , ความว่าเราเปนทาสของพระพุทธเจ้า, เราเปน ทาสของพระธรรม, เราเปนทาสของพระสงฆ์, เหมือนกันหมด เช่นนี้ก็แปลว่าเราเปนพี่น้องกัน โดยธรรมอย่างสนิทเหลือเกิน พุทธบริษัท ทั้งหลายกล่าวอยู่ทุกวันทุกคืนว่า สัตว์ทั้งหลาย เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน, มีสภาวะตกอยู่ ในห้วงแห่งสงสารสาครอย่างเดียวกัน จึงเปนพี่ น้องกัน. ชาวโลกหรือธรรมดาโลกเขาเปนพี่ น้องกันเหมือนอย่างนี้หรือ เขาไม่ได้ ตึงเครียด ๔
น.11 ด้วยความเห็นแก่ตัวหรือ. นี่ทำให้เห็นได้ว่า การเปนพี่น้องกันโดยธรรม ย่อมเปนพี่น้องที่สนิท ชิดเชื้อไม่มีพี่น้องชนิดไหนยิ่งไปกว่า. การเปนพี่น้องกันเช่นนี้ มีคุณานิสงส์ให้เกิด ความสามัคคี. สามัคคี เปนที่มาแห่งความ สำเร็จ. เห็นได้หรือยังว่า เรากำลัง อยู่ใน โชคดีเพียงไร ที่ได้มาเปนพี่น้องกันโดยธรรม. เพราะฉนั้น ข้าพเจ้าขอถือเอาสิทธิ ที่ข้าพเจ้าก็เปน พี่น้องกับท่านคนหนึ่งพูดกันฉันพี่น้อง โดยไม่ต้อง เกรงอกเกรงใจกันแม้แต่น้อย. จะพูดตรงไป ตรงมา ตามที่ความจริง มีอยู่อย่างไร. ความ เปนพี่น้องกันด้วยน้ำใจอันแท้จริงเช่นนี้ จะไม่ทำ ให้เกิดการถือพวกแยกพวก เปน มหายาน หินยาน ธรรมยุติ มหานิกาย, กระษัตริย์ พราหมณ์ แพศ สูท, หรือมีชื่อเรียกเปนอย่างอื่น อันทำ ให้แตกกัน จนประหัสประหารกัน ด้วยกายหรือ ด้วยน้ำใจ คือความ ฤษยาอย่างป่าเถื่อนที่สุด. ๕
น.12 ต่จะทำให้เกิดสามัคคี อันตรงกันข้ามกับความถือ พวกชนิดที่กล่าวแล้ว. ขอท่านทั้งหลายจงทำ ความรู้สึกว่า เรากำลังจะพูดกันฉันพี่น้องในบัดนี้ และข้าพเจ้าเป็นผู้พูดให้ท่านฟัง เพื่อเป็นแนวความ คิด, เอาไปตรองจนเห็นจริงเสียก่อนแล้วจึงเชื่อ ไม่ต้องการให้ เชื่อทันที เพราะแม้แต่คำที่พระองค์ ตรัสเอง ก็ยังทรงสอนว่าอย่าเชื่อทันที่ ต้องตรอง จนเห็นจริงก่อนแล้วจึงเชื่อ เสียแล้ว. นี่ เปนเรื่อง ส่วนตัว ที่รอ โอกาศพูด. หมด แล้วจะได้พูดเรื่องการส่งเสริมปฏิบัติธรรม อัน เปนเรื่องสำคัญที่ประสงค์จะพูดต่อไป, โปรดฟัง.
น.13 ท่านทั้งหลาย ! ถ้าการมาของข้าพเจ้า หรือ การพูดของข้าพเจ้าได้ทำให้ท่านบางคนปลาดใจจน ตื่นเต้นบ้างแล้ว ขอท่านจงระงับความตื่นเต้นนั้น เสีย, มิฉนั้นจะทำให้ท่านฟังไม่ออกว่าข้าพเจ้าได้ พูดอะไรในบัดนี้กะท่าน. และถ้าข้าพเจ้าพูดยืด ยาวมากไป ก็ได้ โปรดอภัย โดยถือเสียว่า นาน ๆ จึงจะมาพบกันครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าจะได้พูดเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้ :- (๑) ปฏิบัติธรรมคืออะไร ? ท่านทั้งหลาย, ปฏิบัติธรรมคือการที่ทำจริง ๆ ตามที่เราได้เรียนได้ อ่านได้ศึกษามาแล้ว ในข้อ ความอันเป็นหลักธรรมแห่งพุทธศาสนา ภายหลัง ๗
น.14 จากที่ได้ คิดจนเห็นจริง. ทำเพื่ออะไร ? ทำ เพื่อให้เห็นแจ้งความเป็นอยู่ที่แท้จริง ของสภาวะ ธรรมดาที่มีมายามีดบังล่อลวง ให้เรายึดมั่นถือมั่น จนเกิดทุกข์. และเพราะเราทำ เพื่อให้เห็นแจ้ง จึงได้เรียกกิจนี้ว่า วิปัสนาธุระ, วิปัสนา แปลว่า เห็นแจ้ง. เราทำเต็มที่ในส่วนศีล ก็เพื่อให้เกิด สมาธิ. เราทำเต็มที่ในส่วนสมาธิก็เพื่อให้เกิด ปัญญา. ปัญญาเป็นตัวเห็นแจ้ง ซึ่งสภาวะ ธรรมดานั้น ๆ การทำจริง ๆ ทุกชั้นเนื่องเป็นอัน เดียวกัน-แยกกันไม่ได้, และล้วนแต่เพื่อการเห็น แจ้งทั้งนั้น เพราะฉะนั้นทั้งหมดรวมเรียกได้ว่า วิปัสนาธุระ. วิปัสนาธุระ จึงได้แก่การทำจริง ตามที่ เรียนมาแล้ว ฟังมาแล้ว นั่นเอง, ทำเพื่อ การเห็นแจ้ง. ต่างจากคันถธุระ ตรงที่ คันถธุระ หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ปริยัติธรรม นั้น เนื่องอยู่กับตำรา. คันถะ แปลว่าตำรา หรือคัมภีร์. พร้อมกันนี้ ท่านก็เห็นได้เอง ๘
น.15 ล้วว่า วิปัสนาธุระกับคันถธุระเนื่องกันอย่างไร ถ้าเปรียบกับทางโลก : คันถธุระคือการเรียน วิชชาอาชีพ, วิปัสนาธุระคือ การประกอบอาชีพ นั้นจริง ๆ ตามที่ เรียนมา. เงินทอง ท่านได้มา จากการทำจริงในอาชีพฉันใด อริยมรรคและ อริยผล ก็ได้มาต่อจาก วิปัส์นาธุระฉันนั้น. ถ้า ท่านเพียงแต่เรียน ย่อมไม่ได้ผลอันแท้จริงของสิ่ง นั้น นอกจากโดยอ้อมคือรับจ้างเปนครูสอนวิชชา นั้น ๆ ข้อนี้เหมือนกันทั้งวิชชาอาชีพ และวิชชา ฝ่ายพุทธสาสนา. เท่าที่ท่านก็เห็นได้สืบไปอีกว่า เราจะหยุดเสียเพียงคันถธุระ หรือ ปริยัติธรรมนั้น ไม่ได้ จะไม่ได้ผล. แต่จะว่าคันถธุระไม่มี ประโยชน์ก็ไม่ได้อย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้นขอท่าน ทั้งหลายอย่าเข้าใจผิด ถึงกับยกย่องแต่ภิกขุสาม เณรฝ่ายวิปัส์นาธุระ ดูหมิ่นฝ่ายคันถธุระเปนอัน ขาด, เพราะธุระสองแผนกนี้ต้องเนื่องกัน. การทำสมาคมของท่าน มีเข็มทั้ง ๒ ทางและอาจทำ ได้เพราะมีกำลังมากนั้น เปนกุศลอย่างยิ่ง. ต่อ ๙
น.16 ไปนี้ข้าพเจ้าจะเรียกการปฏิบัติธรรมว่า วิปัสนา- ธุระ เพราะสั่งชัดเจนและตรงตามเป็นจริงยิ่งกว่า ครั้งพุทธกาลนั้น ข้าพเจ้าค้นไม่พบว่าได้ มีการ เรียนคันถธุระกันดาดดื่นเหมือนในบัดนี้, แต่พบ เหตุผล ที่ทำให้ เชื่อว่ามีวิปัสนากระดาดดื่น แทน. ที่เป็นดังนี้ก็เพราะครั้งนั้นพระพุทธเจ้าทรงพระชนม์ อยู่ พระอรหันต์ปรากฏอยู่ เพียงแต่ท่านสอนว่า ทำตามที่ท่านทำ ก็ดูเหมือนจะพอเสียแล้ว. ผู้ ทำตามได้รับผลเช่นเดียวกับผู้เป็นตัวอย่าง. ยุค ต่อมา, เพราะสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง, พุทธสาสนาถูก เบียดเบียนโดยเพื่อนสาสนาเรื่อยมา จนกระทั่งยุค อิสสลามิก เข้าย่ำยี อินเดียบังคับให้ ถือสสนาของ ตน พุทธสาสนาซึ่งไม่ใช่สาสนา แม้เพียงแค่จับ อาวุธชินต่อสู้ จึงเลื่อนลอยไปจากหัวใจชาว อินเดีย. แต่แม้ว่าทางอินเดียหมดไป มามีอยู่ ทางประเทศอื่นเช่นประเทศเราเปนต้น โดยมีการ นำมา เผยแผ่ตั้งแต่ยุคเจ้าอโศก และยุคต่อมา วิปัสนาธุระเเห่งพุทธสาสนา ได้สาบสูญจากอินเดีย ๑๐
น.17 มามี อยู่ ทาง ประเทศ อื่น ด้วย อาการ อย่างนี้. สำหรับประเทศสยามเรา ได้รับแสงสว่างอันนี้เปน อย่างดียิ่ง แต่เพื่อบ้านเมืองเราถูกพม่าเบียดเบียฬ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น เช่นเดียวกับอินเดีย ซึ่งเป็นถิ่นต้นเดิม. วิปัสนาธุระจึงอับแสงในยุค นี้. บัดนี้เรากำลังซื้อฟันหรือก่อร่างใหม่กันอีก (๒) ทำไมข้าพเจ้าจึงพูดเรื่อง ส่งเสริมวิปัสนาธุระ. ท่านทั้งหลาย ! เพราะเหตุผลสองประการคือ ข้าพเจ้ากำลังขวนขวายเรื่องนี้อยู่ และขวนขวาย เป็นเวลาสามปีมาแล้ว. สวนโมกขพลาราม ของคณะธรรมทานตั้งขึ้นโดยข้าพเจ้าเปนผู้ นำ ก็ เพื่อการนี้ ข้าพเจ้าจึงถนัดที่จะกล่าวเรื่องนี้ และ ทั้งเปนเรื่อง ที่ตรงต่อความ ประสงค์ ของท่านทั้ง หลาย, แต่ประการที่สำคัญที่สุดนั้นคือ บัด นี้ เปนยุค แห่งการ ที่เราควร ร่วมมือ กัน ส่งเสริม วิปัสนาธุระไม่มีอะไรสมควรยิ่งไปกว่า เมื่อกล่าว
น.18 ในวงการแห่งพุทธสาสนา. ท่าน ทั้งหลาย ทำไม จึงเปนยุค ที่เราต้อง ส่งเสริมวิปัสนาธุระ. ข้อนี้ ประวัติศาสตร์ย่อม บอกได้ดี ว่าครั้งกรุงเสียแก่ข้าศึก วิปัสนาธุระ ได้สาบสูญไป, แต่ชื่อเสียง ของวิปัสนาธุระยัง หอมกรุ่นอยู่ ทำให้มีผู้ใคร่ลาภยิ่งเอาเป็นโล่ห์ แสวงชื่อเสียงและลาภผล เราจึงมีแต่วิปัสนาธุระที่ ไม่เหมือนครั้งพุทธกาล. ข้าพเจ้าเคยเห็นด้วย ตาเอง ที่ผู้ซึ่งตั้งตัวเป็นอาจารย์ สอนกัมมฐาน บำเพ็ญวิปัสนาธุระเปนผู้นำ ยังทำการแสวงลาภ บ้าง, ยังแส้ลิ้นของตัว พูดเลียบเคียงเมื่อได้ อุทิสมังสะบ้าง, ยังร้องไห้เมื่อลูกศิษย์เจ็บไข้ หรือตายจากบ้าง, ยังโกรธง่ายยิ่งกว่าผู้มิใช่นัก วิปัสนาธุระบ้าง กำลังรับผลของวิปัสนาธุระอยู่ อย่างเงิน เงินทองลาภผล หาใช่อริยมรรคอริยผล อย่างครั้งพุทธกาลไม่ หากว่ามีชนิดที่แท้จริง ก็ไม่ปรากฏตาแก่ผู้อื่น จนเปนสำนักที่ใครก็เข้า ไปขออย่าเพ็ญ และได้รับผลเช่นเดียวกันบ้าง. ๑๒
น.19 มีเหมือนไม่มี ! บัดนี้เราต้องการให้มีจริง ๆ ปรากฏจริง ๆ จนทำมนุษย์เรา ให้เปนสุขได้อย่าง เดียวกับที่เคยเปนมาแล้วครั้งโน้น. เราต้อง การวิปัสนาธุระตัวจริงทำไม ? เราต้องการ เพราะวิชชานี้ อย่างเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้เราเปน สุขสูงขึ้นไปกว่าสุขในวิสัยโลกซึ่งทุกข์มากกว่าสุข, หรือสุขที่เปนสุขชนิดเคลือบน้ำตาล มีรสเปนน้ำตา หรือโลหิตซ่อนอยู่ภายใน. ผู้มีความรู้กล่าวว่า ครั้งพุทธกาลเปนยุคถุง เงินถุงทอง, คือพุทธบริษัท ได้บันลุ อริยมรรค อริยผล. ส่วนยุคนี้เปนยุคถุงลม คือว่างจาก อริยมรรคอริยผล ในถุงมีวัตุถุคือมรรคผลแต่ เพียงชื่อ. บางท่านกล่าวว่ายิ่งกว่าถุงลม คือ เปนถุงขวากหนามหรือถุงพิษ เพราะมีผู้นำมาใช้ โดยทุจริตเปนไปข้างเบียดเบียนหรือล่อลวง ด้วย เห็นแก่ประโยชน์ตน จนผู้อื่นเดือดร้อน. ขอให้ ท่านทั้งหลาย จงมองดูโลกซึ่งหมุนไปด้วยอำนาจ ตัณหาพยาบาท. จงมองดูความระหกระเหิน ๑๓
น.20 ของมนุสส์ ในโลก กำลังได้รับความยากแค้นจาก สงครามและเศรษฐภัย และที่ได้รับประจำอยู่ทุก วันก็คือ ความทรมานใจ เพราะความอยากไม่มีที่ สิ้นสุด ไม่มีหวังว่าจะสิ้นสุด นี่เปนผลเกิด จากการที่วิปัสนาธุระ ตามแบบของพระองค์ไม่มี ในโลก ! ท่านทั้งหลายจงมองดูเหล่าพุทธบริษัท ทั้งสิ้น ถุงกำลังป่องเบ่งเต็มที่เพราะเต็มไปด้วยลม กล่าวคือ การศึกษาที่กำลังรอการปฏิบัติอยู่ เช่น เดียวกับแป้งที่ดีขึ้นเต็มที่แล้ว กำลังรอการเอาไป ผิงหรือนึ่งเปนขนม. ข้าพเจ้าถือสิทธิพูดฐาน พี่น้องตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมว่า ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะ เปลี่ยนลมนั้น ให้กลายเป็นตัวความสุขที่ แท้จริงยิ่งขึ้น. จะได้กลับเป็นยุคแห่งถุงเงินถุง ทองอย่างเดิม. ท่านทั้งหลาย, ขอจงงมองดู ตัวเราเองโดยเฉพาะ และบุคคลที่แวดล้อมโดยวง แคบก็ได้ ว่า ราคะ โลภะ โทสะ อวิชชา ไม่ ได้ทำความยากใจ ปั่นป่วน อยู่ทุกวัน ดอกหรือ. เมื่อส่วนย่อยคือตัวท่านคนหนึ่ง ๆเป็นเช่นไร ส่วน ๑๔
น.21 รวมคือทั้งหมดก็เป็นเช่นนั้น. การวิปัสนาธุระ อย่างเดียวเท่านั้น ที่จะกำจ้าตัวเสนียดข้อนี้ได้ จึง ทำให้เห็นชัดเจนว่า เรากำลังต้องการวิปัสนาธุระ ตัวจริงเปนอย่างมาก. วิปัสนาธุระเท่านั้น ที่จะ ทำโลกให้เปนสุข. วิทยาศาสตรที่นักวิทยาศาสตร ทางตวันตกค้นไม่พบ ก็คือวิทยาศาสตรที่มีการทด ลองค้นคว้าด้วยวิปัสนาธุระนี่เองเป็นวิทยาศาสตร ที่สูงสุดยอด แห่งวิทยาศาสตรทั้งหลาย เพราะเปน วิทยาศาสตร์แห่งนามธรรม เกี่ยวกับทุกข์และสุข โดยเฉพาะ. เหล่านี้เปนคำตอบของปัญหาที่ว่า ทำไมจึงเปนยุคที่เราควรรื้อฟื้นส่งเสริมวิปัสนาธุระ ให้กลับเปนเหมือนครั้งพุทธกาล: (๓) เราจะส่งเสริมวิปัสนาธุระได้อย่างไร ? ท่านทั้งหลาย ! เรื่องนี้ย่อมมีหลักต่าง ๆ กัน สำหรับคนหนึ่ง ๆ สำหรับข้าพเจ้าเท่าที่ใคร่ ครวญมานานแล้ว พอจะจับหลักได้ว่า เราส่ง เสริมได้ด้วยหลัก ๓ อย่างคือ : ๑๕
น.22 ก. ปฏิบัติดีด้วยตนเอง ข. นำหรือสอนผู้อื่นให้ปฏิบัติดี บ้าง ค. ช่วยเหลือเมื่อมีผู้ปฏิบัติดี ทั้งสามอย่างนี้ต้องเปนไปกลมเกลียวกัน จึงจะได้ ผลถึงที่สุด, ดังจะกล่าวทีละอย่าง. ก. การปฏิบัติดีด้วยตนเอง. ได้แก่การทำ จริงๆตามที่ได้คิดจนเห็นจริงแล้วในข้อปฏิบัติตาม แนวแห่งพระพุทธสาสนา. อาจมีข้อสงสัยว่า ทุกคนอยากดีด้วยกันทั้งนั้น แต่ทำไมจึงไม่มีใคร ปฏิบัติก้าวหน้า. ข้อนี้เปนเพราะยังขาดความเชื่อ ที่ตรงต่อความเปนจริง. เราอาจบันลุผลได้ตาม ที่ตรัสไว้ แต่เราหมดความเชื่อเช่นนั้น คอยแต่ จะซัดกันไปมาว่าคนโน้นเถอะ จะเปนผู้ปฏิบัติก้าว หน้าถึงที่สุดหรือบางทีก็เพราะเข้าใจคำว่าที่สุดนั้น ผิดไป. ชั้นแรกทีเดียวจะขบปัญหาข้อว่ามรรคผล เปนของเหลือวิสัยหรือไม่ เสียก่อน: - สงสารวัฏฏ์ แห่งเรา ทั้งหลาย ในเบื้องต้น มีอวิชชา เปนเงื่อนแรก ปรุงแต่งกันสืบ มาให้ ๑๖
น.23 ท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏฏ์ กล่าวคือการเกิดแล้ว เกิดอีก. ครั้งแรกทีเดียว ตั้งต้นเมื่อไรนั้น ไม่ มีใครรู้ จึงมีคำกล่าวว่า สังสารวัฏฏ์ มีเบื้องต้น ซึ่งใคร ๆ ไม่รู้ แต่เบื้องปลายนั้นรู้ คือทุก ๆ คน จะต้องบันลุนิพพาน หลังจากที่ได้ท่องเที่ยวไปและ พร้อมกันนั้น ได้กระทำที่สุดแห่งทุกข์เพื่อตน เพิ่ม เข้า ๆ, ต่างกันแต่ว่าช้าเร็วกว่ากันเท่านั้น. เปน ข้อที่แน่นอนที่สุด - ว่าสัตว์ทั้งหลายมีเงื่อนสุดลงที่ พระนิพพานทุก ๆ คน. นี้เปนแง่แรก และเปนแง่ ที่ให้เกิดความพยายามและความเชื่อในเบื้องต้น. แง่ที่สองคือสิ่งที่เรียกว่า “อุปนิสัย.” ทุกคน ได้เพิ่มผลกรรมของตนเข้าไว้ ในตนทุกๆคราวที่ทำ ไม่ดีก็ชั่ว. ถ้าชั่วก็เปนอุปนิสัยอันจะส่งเสริมฝ่าย ข้างชั่ว ดีก็ฝ่ายข้างดี. เช่นเราบวชกัน ๓ เดือน พอเปนอุปนิสัย, ถ้าคนหนึ่งเห็นว่าบวชพอเปน อุปนิสัย แล้วประพฤติพรหมจรรย์ของเขาอย่าง ย่อหย่อนที่สุด นั่นจะเปนอุปนิสัยให้เขาย่อหย่อน หรือห่างเหินยิ่งขึ้นในชาติหน้า. อีกคนหนึ่งขมัก ๑๗
น.24 ขมันเพราะเห็นว่ามีเวลาน้อย ประพฤติพรหม- จรรย์เต็มที่ตลอด ๓ เดือน ข้อนั้นจะเป็นอุปนิสัย ฝ่ายข้างดีใกล้ชิดพระนิพพานยิ่งขึ้นทุกที นี้เป็นกฎ แห่งอุปนิสัย เช่นเดียวกับการขี้เกียจวันนี้ เปน อุปนิสัยเข้าไปนอนอยู่ในใจ สำหรับจะได้เป็นนิสัย แห่งการขี้เกียจหนักเข้าในวันรุ่งขึ้น. ในทางขยัน รู้ได้ตรงกันข้าม. สำหรับเรื่องนี้ พระอรหันต์ อายุ ๗ ขวบจะเป็นเหตุผลได้ ดี. บางคนหัวเราะ เมื่อมีผู้กล่าวว่าพระอรหันต์ ๗ ขวบ. ขอให้ สังเกตุเด็ก ๆ บางคน ทำไมจึงมีนิสัยไม่โกรธ ไม่ มัวเมา ไม่มานะ ไม่ตระหนี่ มาแต่กำเนิด บาง คน ตรงกันข้าม จะฝึกอย่างไรก็ไม่ได้ผล นี่คือ ลักษณะ แห่ง อุปนิสัย ที่ติดมา แต่ภพก่อน ๆ มี ประโยชน์มากที่สุด ในการที่ทำให้เราไม่ต้องทำ สิ่งชนิดนั้นซ้ำอีกในชาตินี้ จะก้าวหน้าได้เรื่อยไป, เมื่อการก้าวหน้าเต็มแก่เข้า ในขณะที่เป็นเด็กอายุ ๗ ขวบ ก็บันลุพระอรหันต์. ข้าพเจ้านำลักษณะ แห่งอุปนิสัยมากล่าวทั้งนี้ ก็เพื่อให้ พี่น้องทั้งหลาย ๑๘
น.25 กิดความพยายามขึ้นพอสมควร อย่าปล่อยตนให้ อยู่ใต้อำนาจธรรมชาติฝ่ายต่ำจนเกินไป. เมื่อ ท่านรู้สึกว่า อุปนิสัยมีอำนาจถึงเช่นนี้แล้ว ทุก ๆ อย่าง ท่านจงทำให้เปนอุปนิสัยฝ่ายข้างดี คือฝ่าย ข้างขยันขันแข็ง ไม่ใช่ฝ่ายข้างอ่อนแอเห็นเปนสุด วิสัยไปหมด. เมื่อท่านลับมีด การถูครั้งแรกเปน อุปนิสัย ให้มีดคมสำหรับการถูครั้งที่สอง, ครั้งที่ สองและต่อไปก็เป็นอย่างเดียวกัน มีดคมได้เมื่อ ลับหลายสิบครั้งถู. การลับปัญญาเพื่อแทงตลอด พระนิพพานก็เป็นเช่นนั้น. ถ้าเดี๋ยวนี้ท่านกำลังไม่ พยายาม เพราะความนอนใจว่าไม่สามารถ มัน จะกลายเป็นอุปนิสัย ฝ่ายข้างนอนใจ เช่นนั้นยิ่งขึ้น ทุกที ห่างออกไปทุกที แทนที่จะใกล้เข้ากลับไกล เพราะท่านเข้าใจคำว่าอุปนิสัยนั้นผิด เนื่องจาก อุปนิสัยมีทั้งฝ่ายข้างทำให้ใกล้และฝ่ายที่ทำให้ห่าง สำหรับข้อนี้ ท่านจงยึดเอาพระอรหันต์ ๗ขวบเปน อารมณ์จะเปนที่ไว้ใจได้ ว่ามีแต่จะใกล้เข้า. แง่ควรคิดต่อไปคือ มรรคผลเป็นของเหลือ ๑๙
น.26 วิสัยหรือ ? มรรคผลคืออะไร ถ้าตอบไม่ได้ ทำไม จะรู้ว่าเหลือวิสัยหรือไม่เหลือวิสัย ? ข้อนี้แม้จะ มีหลักว่า ถ้ายังไม่บันลุมรรคผล จะรู้จักตัวพรรค ผลไม่ได้ ก็จริง แต่เรารู้ได้ ด้วยเหตุผลและการ อนุ มาน ตาม แนวแห่ง กฎ ธรรมชาติ ที่ใคร ก็พอ พิสูจน์ได้ มิฉนั้นแล้วใครจะเชื่อว่า พระพุทธเจ้า มี จริง เพราะที่นั่ง ประชุมกันอยู่นี้ ไม่เคยมีใครได้ เห็นองค์พระพุทธเจ้า หรือเห็นพระอรหันต์ ครั้ง พระพุทธเจ้า, แต่เราเชื่อพระองค์ รับเอาธรรม ของพระองค์ ก็เพราะทุกอย่างมีเหตุผล. ตาม ความรู้สึกของข้าพเจ้า : มรรค คือความฉลาด ที่บันเทาความโง่ให้หมดลง ผล คือความสุขที่ได้ รับเพราะปราศจากความโง่นั้น. เมื่อทำได้ ถึงขีด เรียกว่า โสดาปัตติมรรคบ้าง สกทาคามิมรรค, อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรคบ้าง , ตามแต่ มากหรือน้อย. จะพิจารณามรรคที่แรก คือ โสดาปัตติมรรค. ผู้ ได้พรรคนี้ เราเรียกกันว่า พระโสดาบันน์. ๒๐
น.27 คำไทยว่าโสดาบันน์ มาจากคำบาลีว่า โสตาปันโน. อา ปัน โน แปลว่า ถึงทั่วแล้ว, โสตะ แปลว่า กระแสร์. แม้กระแสร์น้ำในคลอง ก็ใช้ศัพท์ว่า โสตะ นี้เหมือนกัน แต่ในที่นี้หมายเอากระแสร์ หรือเกลียวที่จะพัดพาสัตต์ให้ ไหลไปสู่พระนิพพาน ทำนองกระแสร์น้ำในแม่น้ำ พัดสิ่งต่าง ๆ ออกทะเล ฉนั้น. คำว่าโสดาบันน์ จึงแปลว่า ผู้ ถึงทั่วแล้วซึ่ง กระแสร์. อะไร เปนกระแสร์ ? มรรคมีองค์แปด ประการเปนกระแสร์. ๑ มรรคนี้มีทางเดียว แต่ต้อง ประกอบด้วยองค์ ๘ อย่าง จึงจะเรียกว่าพรรค หาใช่มีแปดพรรคหรือแปดทาง ดังที่กล่าวกันติด ปากไม่. ที่ว่าแปดองค์หรือแปดส่วนที่ประกอบ นั้น ได้แก่ สัมมาทิฏฐิความเห็นชอบเปนต้น ที่ท่าน ทั้งหลายย่อมจำกันได้อยู่แล้ว. เมื่อองค์ทั้งแปดนี้ ถูกท่านผู้ใดอบรมเต็มที่กลมเกลียวกันแล้ว ก็กลาย เปน กระแสร์สำหรับ พัด พา ไปสู่ พระนิพพานขึ้น ๑ บาลีจตุตถสูตต์ เวฬ, ทวารวัคค์ สํ. ๑๙. ๔๓๓. ๑๔๕๒. เปนพุทธภาสิต. ๒๑
น.28 สำหรับผู้นั้น. ข้อนี้เปรียบเหมือนท่อนไม้แห้ง ๆ ท่อนหนึ่งในป่า มีเหตุอันใดก็ตาม มาทำให้มัน เคลื่อนไหวทีละน้อย ๆ นานเข้าจนหล่นตูมลงใน แม่น้ำ อันประกอบด้วยองค์การชนิดที่ไม่ทำให้มัน ไปข้องติดเสียที่ไหน มันย่อมแน่นอนที่จะต้องออก ทะเลแม้ว่ามันจะไม่ปราถนา, ข้อนี้ฉันใด ; ถ้า ท่านทั้งหลายพยายามยกตน ด้วยการปฏิบัติธรรม ให้เขยิบไปแม้ทีละนิด ๆ นานเข้าจะหล่นตูมลงใน กระแสร์อันแน่นอนว่าจะต้องถึงพระนิพพาน แม้ ท่านจะกลับร้องห้ามว่าไม่ปราถนา ก็หาสมประ- สงค์ไม่ ฉันนั้น. กระแสร์มีองค์ แปดประการมี สัมมาทิฏฐิเปนต้นนี้ เปนของยากเกินไปหรือ ? การพยายามเขยิบฐานะของตนทีละน้อย ๆ เช่นนี้สุด วิสัยหรือ ? เปนไปไม่ได้ ! แต่ที่ท่านไม่พยายาม กันนั้น เพราะยังขาดความเชื่อตัวเอง เลยกลาย เปนของสุดวิสัย. ข้อนี้อยู่ที่ใจ. ตัวอย่างเช่น เมื่อกระดาษแผ่นหนึ่งวางอยู่ที่ดิน ท่านเดินไปมาบน แผ่นกระดาน นั้นได้ คล่อง แคล่ว ไม่ พลาด จาก ๒๒
น.29 กระดานเลย, แต่เมื่อได้ยกกระดานนั้นให้สูงขึ้นสัก ๑๐ วาเท่านั้น ท่านจะเดินฉุยฉายอย่างนั้นอีกไม่ได้. ทั้งนี้เพราะความไม่เชื่อตัวเองนั้นเอง. ฉันใดก็ดี ครั้งพุทธกาล มรรคผลเปนของมีตื่น โสดาบันน์ นั้นเกือบจะเรียกว่าธรรมดาของอริยสาวก เขาเชื่อ และกล้าเดินเหมือนบนกระดาน ที่ยังวางกะแผ่นดิน. บัดนี้ท่านมาสำคัญแนวทางแห่งมรรค เช่นเดียวกับ กระดานแผ่นนั้นที่ได้ยกขึ้นสูงถึงสิบวา แม้จะมีใคร ยืนยันว่าจะช่วยจับไว้ให้มั่นคง ท่านก็ไม่กล้าเดิน. แต่พวกที่ เขาเชื่อตัวเอง เขาอาจเดินได้อย่างสบาย แม้จะสูงอีก ๕๐ วา เขาก็เดินได้. การเดินบน กระดานที่สูงสิบวานั้นเหลือวิสัยหรือ ? เปล่าเลย ! นี่ก็เพราะความเชื่อตัวเองดังกล่าวแล้ว. ก็ถ้าท่าน ไม่เชื่อตัวเองแล้ว ท่านจะเชือพระพุทธเจ้าได้อย่าง ไร. พี่น้องทั้งหลาย, เรากำลังขาดความเชื่อ ตัวเองต่างหาก มรรคผล จึงปรากฏแก่เราคล้าย กับว่าเหลือวิสัย. กระแสร์แห่งมรรคผลคือมรรค มีองค์แปดนั้น จงแยกออกใคร่ครวญดูทีละอย่าง ๒๓
น.30 ถิด จะไม่มีที่เหลือวิสัยเลย, เมื่อส่วนย่อยของ มันไม่เหลือวิสัยแล้ว ส่วนรวมจะเหลือวิสัยมาแต่ ไหนเล่า. ถ้าฝึกคราวเดียวหมดไม่ได้ ก็แยกออก ฝึกทีละอย่าง เหมือนแยกกําไม้ออกหักที่ละอัน. ฝึกได้ทุกอย่างแล้ว ก็ทำจริงพร้อมกันทุกอย่างได้ เมื่อยกตนลงวางในกระแสร์ได้แล้ว ต่อนั้นก็สบาย เพราะพระโสดาบันน์นั้น พระองค์ตรัสว่ามีอันไม่ เวียนกลับเปนธรรมดา คือแน่นอนต่อพระนิพพาน. การทำเพียงเท่านี้ เหลือวิสัยหรือ ? ส่วนพระสกทาคาและอนาคานั้น ก็อย่างเดียว กัน. เปนผู้ ถึงกระแสร์เช่นเดียวกัน แต่ยังมีอะไร บางอย่าง ที่ทำให้ ท่านต้องแวะ ไปที่เทวโลก เสีย ก่อน, ในที่สุดก็ไปสู่ภาวะอันเดียวกัน.พระอรหันต์ นั้น คือผู้ที่แก่กล้ามากในส่วนอุปนิสัยตามที่กล่าว มาแล้ว แทนที่จะถึงกระแสร์ กลับถึงตัวพระ นิพพานเสียเลยทีเดียว. เรามีหวังทั้งสองอย่าง : คือ ทั้งทาง ที่ถึง กระแสร์ก่อน หรือ ถึงตัว พระ นิพพานเลย. ถ้าทางที่ถึงพระนิพพานเลย ยังมืด ๒๔
น.31 มืดแก่เรานัก ทางที่ ถึงกระแสร์ เสียก่อน เปนของ เหมาะด้วยประการทั้งปวง. มรรคผล จึงไม่เหลือ วิสัย. ขอให้ คิดดูอีกแง่หนึ่งว่า ถ้ามรรคผลเปน ของเหลือวิสัยแล้ว พระพุทธองค์ จะมีประโยชน์ อะไรแก่โลก พระธรรมก็เปน กาลิโกไป. ถึง เรามอบกายในพระองค์แล้ว การสงสัยเช่นนี้จะ ไม่ยังผลของการมอบให้ เกิดขึ้นได้เลย. การ สงสัยลังเลนี้ เรียกว่า วิจิกิจฉา อันเปนสัญโยชน์ ที่พระโสดาบันน์ตัด. แง่ต่อไปที่จะต้องคิดมีอีกว่า เมื่อเราเห็นว่า มรรคผลไม่เหลือวิสัยแล้ว เราจะต้องออกอยู่ป่า เช่นนั้นหรือ จึงจะทำถึงที่สุดได้. ข้อนี้ไม่มีหลัก เช่นนั้นเลย. การอยู่ป่า มีหลักอยู่ที่ ความสงัด อันเป็นเครื่อง ช่วยให้ บันลุผล ของการคิด ได้ ง่าย เข้า. วิปัสนา คือการเห็นแจ้งสภาวะธรรมดาจน ถอนความยึดมั่นเสียได้ นั้น อาจเจริญได้ทุกสถานที่ ทุกบุคคล ทุกเวลา. เมื่อแม่ครัวถูกน้ำข้าวร้อนๆ ! ลวกมือขณะเช็ดน้ำข้าว ย่อมต้องการวิปัสนาเป็น ๒๕
น.32 ครื่องกำจัดทุกข์ และเขาอาจเจริญวิปัสนาได้. แทนที่ท่านจะเห็นขัน ควรเห็นว่าอาจเกิดผลแตก ต่างกัน ในเมื่อมี การ เจริญ วิ ปัสนา หรือ ไม่มี บางคนจะทิ้งหม้อข้าวให้แตกเลย. บางคนจะทน เอาด้วยมานะ แต่รู้สึกโกรธแค้นวัตถุและตัวเอง อย่างเต็มที่. แต่บางคนจะปลงตกว่านั้นเป็นโทษ ของความประมาทคือสะเพร่า. บางคนยิ่งขึ้นไป กว่านั้น ถึงกับจะมองเห็นว่านี้เปนโทษของสงสาร วัฏฏ์ซึ่งเป็นไปตามธรรมดาของมัน เช่นเดียวกับ ธรรมดาอย่างอื่น ซึ่งผู้เที่ยวไปในวัฏฏสงสารต้อง ได้รับ จะพ้นจากสิ่งนี้ต่อเมื่อหลุดจากสังสารวัฏฏ์ เลยมองเห็นความที่โลกหรือสังขตธรรมทั้งสิ้นเปน ของ น่าเบื่อหน่าย, เมื่อ หน่าย ก็ คลาย กำหนัด คลายกำหนัดก็หลุดพ้น ความหลุดพ้นเรียกว่าวิมุติ หรือตัวนิพพานในระยะต้นนั้นเอง. วิปัสนาเป็น สิ่งที่จำกัดสถานที่ จำกัดเวลา จำกัดบุคคลหรือ ? ท่านใคร่ครวญแล้วอาจตอบได้เอง. พระอรหันต์ สุกขวิปัสสก มีเรื่องราวต่าง ๆ กัน : บางองค์เห็น ๒๖
น.33 อกมลิเหี่ยวได้บันลุ. บางองค์เห็นพยับแดดที่ หลอกลวงนัยตาต่าง ๆได้ บันลุ. บางองค์เห็นฟัน งาม ๆ ของผู้หญิงได้ บันลุ. ทั้งนี้เห็นได้ว่าอยู่ที่ การเห็นแจ้ง อันเรียกว่าวิปัสนา. สำหรับผู้ที่ มีอุปนิสัยแล้ว ย่อมง่ายมาก. แต่เราจะรออุป- นิสัยอยู่ทำไม ! มันเป็นการน่าหัวเราะเช่นเดียว กับผู้รอโชคในการถูกสลากกินแบ่ง (ลอตเตอรี่) มิใช่หรือ - ในเมื่อวิธีที่จะพึงทำเอาได้ด้วยกำลัง ของบุรุษ ด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ยังมีอยู่. ปัญหามีอยู่ว่า เขาชนะตัวเองในเรื่องรูปเสียงกลิ่น รสสัมผัสที่เขามึนเมาอยู่นั้น โดยเสียสละมันออก เสีย จะได้หรือไม่ ถ้าได้ เขาจะไม่พะวงถึง การรออุปนิสัย หรือสร้างอุปนิสัยพลางสนุกไป พลางเลย. เขาจะพยายามเอาด้วยเรี่ยวแรงของ บุรุษอย่างพระโพธิสัตต์ทั้งหลาย. เมื่อได้ใคร่ ครวญดู เห็นว่าสิ่งต่าง ๆสมควรพร้อมแล้ว ก็จะ หลีกออก บำเพ็ญ ให้ ยิ่ง ขึ้นไปเพื่อให้ถึงเร็วเข้า เมื่อนั้นจึงจะเข้าป่า. ถ้าสิ่งต่าง ๆ ยังไม่ควร เช่น ๒๗
น.34 ใจยังไม่ชนะลงได้ ถึงที่สุด ก็จะพยายามเท่าที่คน ครองเรือนจะทำได้ ทุกเวลา ทุกสถานที่. เอา ความสุขเป็น เครื่องวัด การกระทำ. ไม่ได้เอา เวลานาน หรือสถานที่ป่า หรืออาการที่เคร่งครัด จนคนอื่นกระทำตามได้ ยากเป็นเครื่องวัด. ในที่ สุดก็จะเป็นการก้าวหน้า และถึงกระแสร์หรือถึง พระนิพพานได้ โดยควรแก่ความพยายาม และ ความฉลาดไม่จำกัดอะไรทั้งสิ้นดังกล่าวแล้ว. ทีนี้มีแง่คิดอีกหน่อยหนึ่งสืบไปว่า เท่าไรเรียก ว่าสิงต่าง ๆ สมควร พร้อมแล้ว เพื่อการเสียสละ ออกบวชเป็นอนาคาริกบุคคลจริง ๆ, เท่าไรยังไม่ ควร ? เรื่องนี้ต้องอาสัยมัตตัญญุตาธรรม คือ ความเป็นผู้ รู้ประมาณที่พอดี. ไม่ขลาดจนถึง กับลดคุณสมบัติของตัวเอง โดยเข้าใจว่าสามารถ เพียงเท่านี้ ซึ่งที่แท้ตนสามารถถึงที่สุด. ไม่ สะเพร่าถึงกับประมาณตัวเองผิด โดยเชื่อตามผู้ อื่นด้วยความเห็นอันวิปลาส ทำสิ่งที่ต้องเดือดร้อน ทีหลัง. ข้อนี้มีหลักว่าเชื่อตัวเอง ใคร่ครวญดู ๒๘
น.35 ด้วยความรอบคอบ ยอมให้ความหน่ายในทุกข์ ลากไป แทนที่ตนเองจะเป็นผู้ลากความหน่ายใน ทุกข์ ให้ ก้าวหน้าจนเกินขีดที่แท้จริง. จะเปรียบ เรื่องนี้กับตัวอย่างที่เห็นได้ ง่าย ๆคือ ปลาหมอที่ ไม่รู้ประมาณตน เสือกสนขึ้นบกทั้งบ่อเก่าไปหา บ่อใหม่ ที่เชื่อว่ามีความสุขที่สุด หรือถึงกับยอม ให้นกยางช่วยพาไป. หรือมิฉนั้นเหมือนนกที่เขา นำมาเลี้ยงไว้ ในกรง เจ้าของเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ให้ อิสสระเต็มที่ ถึงกับเปิดช่องไว้ เมื่อนกนั้น ไม่สำคัญถึงความที่ตนมีปีกและหางยังไม่บริบูรณ์ ออกจากกรงบินไปหน่อยหนึ่ง ก็ถึงความเป็น เหยื่อของสัตว์อื่น. ฉันใดก็ดี กรงเปรียบเหมือน สงสารวัฏฏ์ นกหรือปลาตัวนั้นเหมือนผู้ ไม่รู้ ประมาณตน ความเดือดร้อนคือสัตว์ร้าย. เราอาจใคร่ครวญเห็นได้ว่า มนุสส์เรานี้รูป ร่างเหมือนกันจริง แต่อาจผิดกันโดยน้ำใจถึงกับ ตรงกันข้าม. เขาจะเอาอย่างกันดายไปย่อมไม่ ได้เป็นแน่. ในภิงสกชาดก เล่าเรื่องฤๅษีพวก ๒๙
น.36 หนึ่งทำการสบถสาบาลให้ฤๅษีหัวหน้าฟัง ว่าตน ไม่ได้ขะโมยอาหารส่วนของฤๅษีหัวหน้านั้น. คำ สาบาลนั้นว่า "ถ้าข้าพเจ้าขะโมยอาหารส่วนของ ท่านไป ขอให้ข้าพเจ้าจมติดอยู่ในกาม มีเงินมี ทองเหลือที่จะนับ มีภรรยาที่งดงามและมีลูกดก มี ลูกมีหลานพะรุงพะรังไป มีวัวควายไร่นาจนจำไม่ ได้." ทุกคนต่างลำบากอย่างนี้ ฤๅษีหัวหน้าจึง เชื่อ. นี่ทำให้เห็นได้ว่า ระดับแห่งใจของคนเรา นั้นต่างกันมาก. บางคนถ้าให้ สาบาลเช่นนั้น กลับอยากให้ตนเป็นคนโกหก เพื่อโทสของการ สาบาลจะได้เป็นจริง ตนจะได้รวย. แต่ผู้ที่มีใจ อยู่ในระดับที่หน่ายทุกข์ย่อมตรงกันข้าม เช่นฤๅษี พวกนี้ หรือพวกที่กำลังบำเพ็ญถอนตนออกจาก กามอยู่. เราเป็นพวกในระดับไหน จะทำให้ เหมาะแก่ภาวะของตน คอยๆก้าวขึ้นไปจนกว่าจะ ถึงฐานะอันตรงกันข้ามได้. ความปราศจาก อันตรายมีได้ ด้วยความเป็นผู้ มีมัดตัญญฺตาธรรม. สรุปความได้ว่า ในข้อปฏิบัติดีด้วยตนเองนั้น ๓๐
น.37 มีหลักว่าต้องพยายาม, เพราะทุกคนมีปลายเงื่อน อยู่ที่พระนิพพานตามธรรมชาติอยู่เองแล้ว. ใคร พยายามกล้า ย่อมถึงเร็ว. และอุปนิสัยเปน เครื่องช่วย ให้เราก้าวหน้า อยู่ตาม ธรรมชาติแล้ว แต่เปนเพราะเราเข้าใจคำว่าอุปนิสัยไม่ตรง จึง กลับเปนอุปนิสัย ฝ่ายข้างทำให้ช้าหรือห่างออก และมรรคผลเปนของไม่เหลือวิสัย เราเข้าใจผิด เพราะขาดความเชื่อตนเอง เปรียบเหมือนการเดิน บนแผ่นกระดานในที่สูง. หน้าที่ของเราเพียงแต่ ยกตนลงทั้งในกระแสร์แล้วย่อมนอนใจได้ เช่น เดียวกับการปล่อยไม้ซุงทางต้นน้ำ. เราไม่ต้อง อยู่ป่าทุกคนไป เพราะเรามีฐานะหรือภาวะต่าง ๆ กัน, พระองค์ทรงสอนให้ ฆราวาสบันลุมรรคผล ที่บ้านเรือนสูงถึงอนาคามี มากมายเหลือจะนับ. และข้อสำคัญอันหนึ่งที่เราจะขาดไม่ได้ คือมัดตัญ- ญุตาธรรม อันได้แก่การรู้ประมาณตนของตน. เมื่อเปนเช่นนี้ การตั้งหน้าปฏิบัติดีในส่วนตนจะ ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้เปน ๓๑
น.38 ท้. การปฏิบัติตน มีหลักอยู่ที่การ ใคร่ครวญ ด้วยตนเอง ไม่ต้องเชื่อคำผู้อื่นถ่ายเดียว ดังกล่าว แล้ว, ต่อไปนั้นก็คือการพยายาม, ข. การสอนผู้อื่นให้ปฏิบัติดี. คือการที่ เมื่อตนรู้และทำได้ เพียงไรควรสอนผู้ อื่นเพื่อความ เป็นอย่างนั้นบ้าง. การสอนของผู้ มีหิริโอตตัปปะ ย่อมเท่ากับการฟัง เพราะท่านเช่นนี้ทำเต็มที่ตาม ที่ตนพูด. ตนพูดอะไรออกไปย่อมได้ ยินอยู่เอง หากพูดสิ่งที่ตนไม่ได้ทำ เพราะเพิ่งรู้ ลึกนึกได้ เมื่อ พูดก็รีบทำตามทันที. ประการหนึ่ง เมื่อจะพูดให้ เขาเข้าใจย่อมต้องใคร่ครวญมาก บางเรื่องเพิ่ง ใคร่ครวญออกในขณะจะพูดนั่นเอง การสอนของ ท่านเช่นนี้จึงกลายเป็นการรับด้วย. สำหรับผู้ ที่ดีแต่สอนเขาท่าเดียวนั้น ไม่ประ- สงค์ ในที่นี้ - คือ ในหลักแห่งการ ส่งเสริมปฏิบัติ ธรรมนี้. โลกไม่ต้องการผู้ที่ดีแต่สอนเขา. เขา มีแต่ลม. ขอให้ คิดดูสักหน่อยก็จะเห็นได้เองว่า ในโลกนี้ถ้ามีแต่ผู้ ตั้งหน้าทำดีด้วยตนเองแล้ว โลก ๓๒
น.39 จะเต็มไปด้วยคนดีและความสุข. ถ้ามีแต่คนคอย สอนเขาเท่านั้น โลกจะเต็มไปด้วยคนนักพูด หา ความดีมิได้ เพราะทุกคนคอยแต่สอนเขา. เพราะ ฉนั้น ในที่นี้ จึงหมายเอา เฉพาะผู้ ที่สอนผู้อื่นหลัง จากที่ตนได้ทำดีนั้น ๆ มาแล้ว. ผู้ ที่เพียงแต่เรียนและสอนผู้อื่นได้มากนั้น ทรง เรียกว่าคนเปล่า. คือถุงก็เปล่า มือก็เปล่า ท้อง ก็เปล่า กะเป๋าก็เปล่า เปล่าไปทั้งนั้น เพราะมี แต่ลมคือคำพูด. ส่วนผู้ที่ทำจริงตามที่เรียนมา แม้เล็กน้อยทรงเรียกว่าคนไม่เปล่า ชีวิตของเขา ไม่เป็นหมัน. ผู้สอนตามที่ท่องได้จากหนังสือ จะต้องลำบากหรือเศร้าหมอง คือคำต้นกับคำ ปลายเกิดไม่ตรงกัน เพราะเขาจำพลาดหรือไม่เข้า ใจพอเพียง หนักเข้าก็จนคำพูดของตนเอง, เปน การอ่าน หรือ การจำ มาท่อง ให้ ฟัง มาก กว่า การ สอน. พระพุทธองค์ ไม่ได้เรียนด้วยตำราหรือ สอนด้วยการกางตำรา คำสอนจึงไม่ตาย คงอยู่ ทุกวันนี้ เปนเครื่องแสดงว่าทรงส่วนความจริง. ๓๓
น.40 เราทั้งหลาย เป็นผู้ต่อมาจากครู มีหน้าที่นำเอา ไปคิดค้นจนเกิดความรู้แจ่มแจ้ง กลายเป็นความรู้ ของตนเองด้วยการขบแตกทุก ๆข้อ ทำจริง ๆจนรู้ จักมันดีแล้วทุกๆ ข้อ ได้เสวยผลรู้รสชาติของมัน แล้วพอควร พอที่จะพูดได้ตามความรู้สึกนึกได้ จริง ๆ นี่คือนักสอนที่บริสุทธิ์เช่นเดียวกับพระพุทธ องค์. สรุปความในข้อนี้ได้ว่า ต่อเมื่อได้ปฏิบัติ ดีมาด้วยตนเองแล้ว จึงสอนผู้อื่นให้ปฏิบัติดีบ้าง มิฉนั้นจะลำบาก. ที่นี้ถ้าเราเรียนและทำได้แล้วไม่ก่อนกัน จะเป็น อย่างไรบ้าง. ข้อนี้คำถามย่อมตอบอยู่ในตัว คือถ้าไม่มีผู้สอน เราจะเรียนมาได้อย่างไร. ชี้ ให้เห็นชัดว่า ผู้สอนที่ดีนั้น เราต้องการอย่างจำ เปนแท้. การสอนทำให้ ผู้อื่นไม่ต้องคิดค้นไปแต่ ต้นใหม่. เราถ่ายให้ กันในส่วนที่คิดกันได้แล้ว ให้ ต่างคนต่างก้าวหน้าไป, แต่มิได้หมายว่าให้ รับเอาอย่างเชื่อง่าย. ถ้าพระองค์ไม่ทรงสอน สัตต์ โลก ความสุขก็ไม่ปรารฏ. การทำให้ดู ๓๔
น.41 ก็นับรวมเข้าในการสอน เพราะมีผลเช่นเดียวกัน จึงกล่าวกันว่า การได้ เห็นพระอริยะเจ้า เป็นการ ประเสริฐ. ข้าพเจ้าเอง เข้าใจว่าการทำให้ดูจริง ๆ ดีกว่า การสอนด้วยปาก. ๑ เฟื้องของการทำให้ ดู มีค่า เท่ากับ ๑ หาบ ของการสอนด้วยปาก. แต่ถ้ามี พร้อมกันทั้งสองอย่าง นั้นแหละเปนการประเสริฐ ถึงที่สุดที่เดียว. เด็ก ๆ ที่มีกิริยาหยาบพูดหยาบนั้น เพราะบิดามารดา หรือผู้อบรมใกล้ชิดเปนเช่นนั้น ทำเช่นนั้น ให้ เด็กเห็น โดยไม่ต้อง ออก ปาก สอน. ถ้าผู้อบรมเป็นผู้ประพฤติดี มีวาจาดี เด็กก็เปน เช่นนั้นด้วย, ต่อให้คอยบอก ในทำนองตรงกัน ข้าม คือยุให้หยาบคาย เด็กจะเห็นเปนของขันไป ไม่ทำตาม. คนที่ไม่มีนิสัยตลก ถึงจะพูดตลกก็ เก้อไม่เปนตลก, ถ้ามีนิสัยและท่าทางตลก แม้ ไม่ พูดออกมาก็เปนตลก ทั้งนี้เพราะท่าทางเข้าไปจับ ใจคนมากกว่าคำพูด. คำพูดเปนเพียงเครื่อง ประกอบ: ต่อเมื่อพร้อมกันทั้งสองอย่างนั่น ๓๕
น.42 หละ จึงจะให้ผลถึงที่สุดที่เดียว. ลูกนกบินได้ เหมือนแม่นก แต่มันไม่เคยพูดกันเลย. พ่อที่ สูบบุหรี่ทั้งห้ามทั้งเฆี่ยนตี ลูกก็แอบสูบบุหรี่จนได้ ขอให้เราพี่น้องทั้งหลาย ประกาศสาสนาของพระ พุทธองค์ด้วยการทำให้ดู และทั้งพร่ำสอนด้วยปาก เป็นข้อที่ ๑ ด้วยการทำให้ ดูอย่างเดียวเป็นข้อที่๒ ด้วยการสอนด้วยปากเปนข้อที่ ๓ เถิด. ท่านจะ ไม่ได้ รับความลำบากหรือต้องเศร้าหมอง เพราะ การสอนนั้น ๆ เลย. ค. การช่วยเหลือเมื่อผู้อื่นปฏิบัติดี . ข้อ นี้เป็นข้อสุดท้าย แห่งการส่งเสริมปฏิบัติธรรม ให้ ก้าวหน้า. งานบางอย่าง ขาดผู้ ช่วยเหลือแล้ว ย่อมเปนไปไม่ได้. หากจะได้ ก็ไม่ราบรื่นมีผลน้อย ที่สุด. ขอให้ มองดู ในหมู่พระภิกษุ สามเณร : จีวร อาหาร ที่อยู่อาศัย และยาแก้ไข้ สี่อย่าง นี้ ได้มาจากชาวบ้าน. ถ้าไม่ได้ก็จะต้องทำเอง หาเอง หุงเอง ผลสุดท้ายก็เหมือนกับฆราวาส ทั้งหลาย, ไม่มีโอกาสแสวงบุญกุศลที่สูงสุดขึ้นไป ๓๖
น.43 ได้ เลยพลอยมืดมนธ์กันไปหมด. ทหารมีหน้า ที่ป้องกันข้าศึก ไม่มีเวลามาทำงานหาเลี้ยงชีพ อย่างอื่น. เขาต้องได้ รับความจุนเจือจากเราผู้ มีหน้าที่อีกทางหนึ่ง เราจะจึงมีทหารไว้ ป้องกัน บ้านเมือง หรือทำลายข้าศึกให้หมดไปได้. ฉัน ใดก็ดี ภิกขุสามเณรเปรียบเหมือนทหาร ที่จะรบ ข้าศึก กล่าวคือกิเลส เปนแนวหน้าของเราทั้งหลาย จึงต้องอาศัยความช่วยเหลือ ของเราทั้งหลาย ฉัน นั้นเหมือนกัน, จะได้ มีโอกาสทำหน้าที่ของตน ๆ ได้ เต็มที่ไม่บกพร่อง. ภิกษุสามเณรมีหน้าที่ อบรมภาวนาทำลายกิเลสด้วยการนึกคิดจนปลงตก ในสิ่งอันหลอกลวงให้ ยึดมั่นทั้งหลาย. เมื่อเธอ ต้องการคิด ความอิ้ออึงเอิกเกริกเกิดขึ้นรบกวนคิด ไม่ได้ (ส่วนปันตารามของพุทธธรรมสมาคม) ชิ้น ถวาย. ได้ ชื่อว่าท่านได้ ทำดี ได้ช่วยเหลือผู้ทำดี ควรปิติอิ่มใจเปนอย่างมาก, และเห็นได้เองแล้ว ว่า การช่วยเหลือกันและกันสำหรับการทำดีนั้นเปน ๓๗
น.44 ของจำเป็นเพียงไร. ภิกขุสามเณรได้อาศัยสถาน ที่นี้แล้ว ทำการค้นคว้าหาความจริง. ได้แล้วจะ เผยแผ่แก่ท่านเพื่อเปนแนวที่ท่านจะคิดตาม ให้ได้ ผลเช่นเดียวกันเร็วเข้าอีก. ได้ผลทั้งสองฝ่าย มี จำนวนไม่จำกัด, แต่ถ้าเราไม่ช่วยกันในเรื่องนี้ ผลอันนี้จะเกิดขึ้นเช่นนี้ไม่ได้ เลย. ถ้านางสุชาดา หรือใครๆ ไม่ถวายอาหารแด่พระพุทธองค์ ข้อนั้น จะเปนการ ถ่วงเวลาตรัสรู้ ของพระองค์ ให้ ช้ายิ่ง ไปอีก หรือทำให้พระองค์ สิ้นพระชนม์นิพพานเสีย แต่วันตรัสรู้ ก็เปนได้. พวกเราจะเปนที่น่าเวทนา เพียงไร ถ้าพระองค์ไม่ได้ บังเกิดขึ้น: เราอาจนั่ง ไหว้ ศิวลิงค์กันอยู่เปนแถวๆ หรือเปนคฤสต์เปน อิสลามไปหมดก็ได้. การช่วยเหลือกัน ทำให้ เกิดผลไพศาลเนื่องกันดังนี้ จึงเปนสิ่งที่เราจะขาด เสียไม่ได้อย่างหนึ่ง. ที่สงัด เปนของ จำเปน แท้ สำหรับผู้ ดำเนินการ ก้าวหน้าในปฏิบัติธรรมชั้นสูง. เสียงทั้งหลาย เป็นหนาม ต่อ โสต ประสาท ของผู้ บำเพ็ญ ฌาณ ๓๘
น.45 หรือที่กำลังฝึกหัดในฌาน. รูปอันยั่วยวนตาม ธรรมชาติ เปนเครื่องทำลายพรตของนักพรตทั่ว ไป. เพราะฉนั้น ที่ที่ปราศจากอุปสัคเช่นนี้ จึง เปนของต้องการอย่างจำเป็นในขั้นต้น คือขั้นที่เธอ ยังกำลังฝึกเพื่อเอาชนะสิ่งเหล่านี้อยู่. พี่น้องทั้ง หลายที่มาประชุมกันในที่นี้ (ส่วนปันตาราม). ทั้ง ที่เปนสมาชิกของสมาคมและมิได้เปน ข้าพเจ้าขอ กล่าวด้วยความสัจจริงว่า ท่านได้ ทำสิ่งที่เปน ประโยชน์แก่ การ ปฏิบัติธรรม หรือ พุทธศาสนา อย่างมาก. ขอจงปีติยิ่งขึ้นกว่าเมื่อเพียงแต่เขา ชักชวนให้ ทำก็ทำกันเท่านั้น. มีอีกแง่หนึ่งที่น่าคิดเป็นอย่างยิ่ง. ท่านที่ส่ง เสริมผู้อื่น ก็ชื่อว่าเปนผู้ทำเองเหมือนกัน, เพราะ ใจของท่านทำ ท่านมองเห็น ท่านมีส่วนอยู่ใน การทำนั้นอย่างเต็มที่ เพราะเมื่อสิ่งนั้นขาดท่าน เสียแล้ว เปนไปไม่ได้. ผลของการส่งเสริม เนื่องถึงกันหมดทั้งโลก ซึ่งข้าพเจ้าจะไว้กล่าวใน ตอนที่ว่าด้วยอานิสงส์. ๓๙
น.46 (๔) หลักของการส่งเสริมปฏิบัติธรรม . เมื่อได้วางหลักว่า การส่งเสริมปฏิบัติธรรม มีองค์ ๓ คือ การปฏิบัติดีเอง, การสอนผู้อื่นให้ ปฏิบัติดีด้วย, และการช่วยเหลือ เมื่อมีผู้ปฏิบัติดี ดังนี้แล้ว, ตัวบุคคลก็ย่อมมีเปน ๓ พวก อย่างเดียว กัน, คือมีผู้ปฏิบัติดี ผู้สอน, ผู้ช่วย. ทั้ง สามพวกนี้ต้องร่วมมือกัน อิงอาสัยกัน ขาดเสีย แต่อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ เช่นเดียวกับไม้สามอัน อิงกันอยู่ ปลดออกเสียอันหนึ่ง สองอันที่เหลือ ย่อมล้มด้วย. ความเนื่องกันแห่งบุคคลผู้ร่วม มือกันส่งเสริมปฏิบัติธรรมก็ฉันนั้น. ภิกษุสามเณรเปนผู้ปฏิบัติดี มีครูของเธอเปน ผู้สอน มีชาวบ้านเปนผู้ช่วยเหลือในเรื่องปัจจัย สี่อย่าง, นี้รอบหนึ่ง. อีกรอบหนึ่ง ชาวบ้าน เปนผู้ปฏิบัติดี ภิกษุสามเณรเปนผู้สอน ลูกหลาน ที่ไม่ได้หนักในการปฏิบัติเปนผู้ช่วย. นี้ก็รอบ หนึ่ง. อีกรอบหนึ่ง ภิกษุสามเณรเปนผู้ช่วยสอน หรือเปนที่ปฤกษา ชาวบ้านเปนผู้ปฏิบัติดีตามวิสัย ๔๐
น.47 ผู้ครองเรือน. ทุก ๆ รอบย่อมผลัดเปลี่ยนกันไปมา ไม่แน่นอน จึงเปนอันว่าแยกกันไม่ได้. แยกกัน เปนล้มหรือสาบสูญ. นี่เปนแง่ต้นที่แสดงว่า ต้อง เนื่องกัน. อีกแง่หนึ่งที่ต้องสำนึกไว้ คือ การที่บุคคลทั้ง สามพวกต้องมีหลักมุ่งหมาย อันตรงกัน, ความ คิดความเห็น หรือการกระทำ จึงจะ ตรงกัน และไป กันได้ ถึงที่สุด. จะมีความมุ่งหมายตรงกัน ก็ ต้องเข้าใจหลัก ของความมุ่งหมาย ด้วยกันทุกคน. เมื่อมุ่งหมาย ส่งเสริมปฏิบัติธรรม ในพระพุทธ - สาสนา ก็ต้องรู้ หลักพุทธสาสนา อย่างถูกต้อง. เพราะฉนั้น ทุกคนต้องรู้ หลักพุทธสาสนา. จะรู้ ต้องศึกษา. ถ้าพุทธสาสนามากนัก ก็ต้องศึกษา เฉพาะหลัก ให้เข้าใจหลักไว้. มิฉนั้นจะแตกกัน และเกิดเปนผลร้ายขึ้น. หลักพุทธสาสนามีอย่าง ไรนั้น ข้าพเจ้าจะได้ไว้ กล่าวในโอกาสหลัง เพราะ ๔๑
น.48 ปนเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งกินเวลามาก. ในที่ นี้ให้เปนที่เข้าใจว่า ทุกคนที่ร่วมมือกัน ต้องรู้ หลักพุทธสสนา อย่างน้อยต้องเปนเค้าๆทุกคน. แง่ต่อไปในหลักของการ ส่งเสริมปฏิบัติธรรม นี้ ก็คือการเสียสละ. งานนี้เปนฝ่ายธรรม ซึ่ง จะต้องสละวัตถุแลกเอาธรรม. ต้องทำด้วยใจ อันเปนธรรมาธิปไตยจึงจะบริสุทธิ์ดีแท้. เปน งาน ชนิดที่มองไม่เห็น ผล ชัดเจน เหมือนการทำ ขนมขาย เกือบจะเปนงานที่เทวดาเห็น มนุสส์ไม่ เห็น สำหรับผู้ ไม่มีปัญญาหยั่งถึงพอเพียง, แต่ ถ้า ท่านใคร่ครวญ ให้ดีแล้ว จะเห็นได้ไม่มาก ก็น้อย. ตัวปฏิบัติธรรมขั้นนี้คือ การเสียสละ เสียสละรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสที่ตนเคยพอใจ และ อาจหาได้ สำหรับผู้สละมาบวชเปน ภิกษุสามเณร ๑ เรื่องหลักพุทธศาสนานี้เมื่อแสดง แสดงคนละวัน จึง แยกเอาไว้อีกตอนหนึ่ง เพื่อทำให้ ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้นอีก. หลักพุทธศาสนา อยู่ต่อจากเรื่องนี้, ถ้าอยากให้เปนกัณฑ์ เดียวกัน ก็ยกมาใส่ไว้ตรงนี้เองเข้ารูปกันได้ แล้วแต่ผู้อ่าน จะปราถนา. ๔๒
น.49 และผู้มาอบรมภาวนา, สละเงินทองเวลาสำหรับ ผู้ช่วยกิจทั่วไป. สละเพื่อตนและเพื่อผู้อื่นทุกคน. หากไม่มีการสละ จะไม่เปนไปยืดยาวหรือสำเร็จ หรือบริสุทธิดี. (๕) อานิสงส์ของการนี้. เงินทอง เวลา เรี่ยวแรง ความคิด และสิ่ง ต่าง ๆ ที่ท่านได้สละไปในงานนี้นั้น ให้ ผลเนื่องไป ถึงสิ่งเหล่านี้คือ : พระพุทธเจ้า, ศาสนา, ชาติ ประเทศ, ความสุขของตนเอง, เกียรติยศของ พุทธบริษัท, และโลกทั้งสิ้น. เพราะฉนั้นจึงเป็น หน้าที่ประจำในชีวิต (Salvation) อย่างหนึ่งของเรา ทุก ๆ คนจะต้องทำ. จะแยกพอให้เห็นได้ ชัดบ้าง ดังนี้ : ในส่วนพระพุทธองค์นั้น เปนการกตัญญูกต- เวทีต่อพระองค์อย่างสูงสุด. ปฏิบัติบูชาเปนการ บูชาที่สูงสุดกว่าการบูชาทั้งปวง. ทรงพระประ สงค์ให้พุทธบริษัท บูชาพระองค์ด้วยปฏิบัติบูชาเท่า ๔๓
น.50 นั้น. เมื่อการนี้ของเราทั้งหลายเปนไปเพื่อปฏิบัติ บูชาโดยเฉพาะและอย่างแรงกล้าแล้ว อะไรจะเปน การกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ ยิ่งไปกว่าการนี้เล่า. หนี้สินที่เราเปนอยู่แก่พระองค์ จะเบาบางลงไปก็ เพราะการนี้ คือการส่งเสริมปฏิบัติธรรมด้วยองค์ สามดังกล่าวมาแล้ว. ในส่วนศาสนานั้น ชื่อว่าเราทำให้ศาสนายัง มีลมหายใจอยู่. ศาสนา ที่ไม่มีใครปฏิบัตินั้นชื่อ ว่าตายแล้ว. ที่ยัง มีผู้ เรียน ก็เพียงแต่ ยังมีผู้ เล่า ถึงสิ่งที่ตายไปแล้ว. ศาสนาที่ยังเปนอยู่ ก็คือ ศาสนา ที่กำลังให้ ความสุขชุ่มชื่นใจเยือกเย็นแสน จะเย็นแก่มนุสส์อยู่. ขอเราจงช่วยกันทำให้ พุทธ ศาสนาของเรามีลมหายใจแรงขึ้น คือมีชีวิตมาก ขึ้นกว่าเดิมด้วยวิธีนี้แต่วิธีเดียวเถิด. พิธีอันสนุก สนานต่างๆนั้น เหมือนของแสดงที่ท่านป้อนให้แก่ ศาสนาที่กำลังเปนไข้ หนักอยู่ .. ศาสนาที่ว่ากำลัง ไข้หนัก คือยังไม่มีผู้บันลุผล ขั้นสูงของศาสนา ถึงกับแสดงแก่ผู้มาขอดูได้. การจำนนต่อการ ๔๔
น.51 ขอเช่นนี้ ถ้ายังมีอยู่เพียงใด เรียกว่าศาสนายัง ไข้หนักอยู่เพียงนั้น. เมื่อไม่รู้ว่าไข้หนัก อาจ ไม่ระวังในการป้อน. อีกส่วนหนึ่ง ได้ตรัสไว้ว่า ธรรมวินัยที่ประธานไว้ จะเปนครูของพวกเราใน เมื่อพระองค์ล่วงลับไป. ธรรมวินัยก็คือศาสนา. การทำคำสนาให้ มีชีวิตอยู่ด้วยการทำจริงๆ นั้นชื่อ ว่าเลี้ยงดูครูของเราให้ มีชีวิตอยู่. ครู ก็คือองค์ พระพุทธเจ้านั้นเอง. รูปขันธ์ ที่ประกอบด้วย มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการนั้น ไม่ใช่องค์พระ พุทธเจ้าที่แท้. ธรรมต่างหาก เปนตัวพระพุทธ องค์ที่แท้ จึงตรัสกะพระวักกลิว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้ นั้นชื่อว่าเห็นตถาคต ผู้ไม่เห็นธรรมแม้จะจับ ชายจีวรของเราอยู่เที่ยวไปด้วยกันทุกวัน ก็หาชื่อ ว่าเห็นเราตถาคตไม่ ! พี่น้องทั้งหลาย ท่านจง อิ่มใจเถิด. การส่งเสริมปฏิบัติธรรมด้วยหลัก สามประการนี้ เปนการทำให้ พระพุทธองค์ตัวจริง ยังมีชีวิตอยู่. รูปขันธ์และขันธ์บางขันธ์ต่างหาก ที่ดับไป ธรรมขันธ์กล่าวคือองค์พระพุทธะนั้น ๔๕
น.52 รากำลังปรนิบัติกันอยู่อย่างขมักเขม้น. ในส่วนชาติประเทศนั้น ชื่อว่าเราเชิดชู ประเทศ ของเรา. โลกทั้งสิ้นเขาอุปโลกน์พระพุทธสาสนา ให้เปนของ ๆเรา- คือประเทศสยาม, เพราะ ประเทศเอกราชที่มีเลือดเนื้อเปนพุทธนั้น เวลานี้มี แต่เราผู้เดียว. ‘ทุกอย่างเขาจะเอาที่เรา. ถ้า เขาอยากเห็นตัวมรรคผล เขาจะเรียกเอาที่เรา ! เขาหวังให้เราส่งพระอรหันต์ ไปประกาศความสุข ที่บ้านเขา. ทุกอย่างเขามอบให้เรา. ขอเตือน พี่น้องทั้งหลายให้ รู้สึกไว้. การที่เราทำการส่ง เสริมปฏิบัติธรรมด้วยหลักสามประการนี้ จะทำ ให้เราไม่จำนนต่อคำขออันใดของเขาทั้งสิ้น. จง ขอมาเถิด เราจะให้ ถ้าเรามี. เราจะมีต่อเมื่อ เราทำงานอันนี้ลุล่วงไปแล้วเปนแน่แท้. เราจง มีความล้าหาญรื่นเริงดำเนินงานนี้ไปให้ ถึงที่สุด. เราจง อิ่มใจไปพร้อม กับการ กระทำ เพื่อเกียรติ์ ของชาติอันนี้. ในส่วนความสุขของตนเองอันเป็นส่วนย่อยนั้น ๔๖
น.53 กือบจะไม่ต้องอธิบายก็ได้. เพราะทุกคนทราบ อยู่แล้วว่าเราเป็นผู้รับผลของกรรม เมื่อเราทำ กรรมที่ดีเลิศเห็นปานนี้ แล้วเราจะไม่ได้ รับผลที่ดี เลิศอย่างไรเล่า. ด้วยการกระทำอันนี้ เราเริ่ม รู้จักความทุกข์อันเปนมารยาของโลกยิ่งขึ้น. ใน ที่สุดเราจะไม่หลงประกอบทุกข์ ขึ้นใส่ตน, หรือรับ เอาทุกข์อันมีอยู่ตามธรรมชาติเช้าในตนอีกเลย. ในส่วนเกียรติยศของพุทธบริษัททั้งสิ้นนั้น ก็ คือส่วนรวมของเราพุทธบริษัทคนหนึ่ง ๆ เมื่อ หน่วยหนึ่งๆเปนสุข ส่วนรวมก็เปนสุข. หมู่ที่ เปนสุข คือหมู่ที่ประเสริฐ ในโลกนี้, จะเป็นหมู่ที่ ขึ้น หน้า ขึ้น ตา ในการ นำ หมู่ อีก หลาย หมู่ ไป หา ความสุขถึงที่สุดได้. พุทธบริษัทแปลว่าหมู่แห่ง ผู้รู้. ค่านี้ เหมาะแก่การ ที่จะเปนชื่อ ของ มนุสส์ ทั้งหมดที่ประกอบด้วยอารยธรรมอยู่เองแล้ว จึง เป็นการง่ายที่จะมอบให้แก่คนฉลาดทั่วไป, การ ส่งเสริมปฏิบัติธรรมให้ถึงที่สุด จะเปนการยก พุทธบริษัท ขึ้นถอยเด่นเปนตัวอย่างแก่ โลกทั้งสิ้น แล้วโลกทั้งหมดก็จะเปนพุทธบริษัทไปตาม ๆ กัน ๔๗
น.54 จนเปนโลกแห่งพุทธบริษัท, โลกแห่งความสุข ! พี่น้องทั้งหลาย, พุทธธรรมสมาคมมีความ มุ่งหมาย ที่เพียบพร้อมไปด้วย ความฉลาด. มี ความมุ่งหมาย ส่งเสริม ปริยัติ ของ ภิกษุสามเณร ฝ่ายคามวาสี, ส่งเสริมปฏิบัติของภิกษุสามเณร ฝ่ายอรัญญวาส, และมุ่งหมายเชิดชูพุทธศาสนา ให้ โดดเด่นขึ้นในโลก อันเปนการทำให้ มีผู้ปฏิบัติ ดี, ผู้นำผู้อื่นให้ ปฏิบัติดี, และผู้ช่วยเหลือผู้ ปฏิบัติดี ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าจะยังความปราถนา ของเราทั้งหลายให้ เปนไปสำเร็จถึงที่สุด. ความ ดีเปนของที่พวกเราได้แล้ว. เราจงรักษาความดี นี้ไว้ให้ เหมือนเกลือรักษาความเค็มของมัน แล้ว จงมีปิติ คือความอิ่มใจ กล้าหาญ ร่าเริง ในอันที่ จะยังความดีนั้นให้ เจริญภิยโยภาพยิ่ง ๆ ขึ้นไปเถิด ขอพี่น้องทั้งหลายจงเจริญ ! ขอพุทธธรรมสมาคมจงเจริญ ! ขอสัตว์ ทั้งหมดไม่มีขีดขั้น จงมีความสุขทั่วหน้า ! เอว์ก็มี ด้วยประการฉนี้
น.55 ลักพระพุทธศาสนาในที่นี้ ข้าพเจ้าประสงค์ เอาเฉพาะเท่าที่ต้องการใช้ ในการร่วมมือกันส่ง เสริมปฏิบัติธรรม สำหรับปฏิบัติเองหรือลงมติใน ข้อสงสัยต่างๆ ในเมื่อมีปัญหาว่ามตินี้ หรือการ กระทำอันนี้ควรส่งเสริมหรือไม่. ได้แบ่งออกเปน สองฝ่ายคือ ฝ่ายปฏิบัติหรือการกระทำ (Practice) สำหรับผู้ตั้งหน้าทำ, และฝ่ายทฤษฎี (Theory) สำหรับผู้ศึกษาหลักอันสูงขึ้นไป. เพราะเรียกว่า หลัก, จึงเปนอันเข้าใจกันได้แล้วว่า จะกล่าวย่อๆ พอจดจำไว้ได้โดยง่ายเท่านั้น. หลักฝ่ายการกระทำ (๑) หลักกาลามสูตต์ ๑ หลักนี้สำหรับ ตัดสินก่อนแต่จะเชื่ออะไรลงไป. ตรัสว่า "ดูก่อน ๑ กาลามสูตต์ พุทธภาษิต ติกนิบาต อํ. ไตรปิฎก เล่ม๒๐หน้า ๒๔๓ ข้อ ๕๐๕. ๔๙
น.56 ชาวกาลาม ! พวกท่านทั้งหลาย ๑. อย่าเชื่อถือ โดยฟังตามกันมา, ๒. อย่าเชื่อถือโดยคิดว่าสืบ กันมานาน, ๓. อย่าเชื่อถือโดยตื่นข่าวเล่าลือ, 4. อย่าเชื่อถือโดยอ้างได้ ว่ามีในตำรา, ๕. อย่าเชื่อ ถือโดยเดาเอาเอง, ๖. อย่าเชื่อถือโดยคาดคะเน เทียบเคียง, ๗. อย่าเชื่อถือโดยตรึกตามอาการ, ๘. อย่าเชื่อถือโดยชอบใจว่าข้อนี้ตรงกับความคิด ความเห็นของตน, ๙. อย่าเชื่อถือโดยเข้าใจว่าผู้ พูดเปนคนควรเชื่อถือได้, ๑๑. อย่าเชื่อถือโดย สำคัญว่าสมณะนี้เปนครูของเรา ดูก่อนกาลาม ทั้งหลาย ! เมื่อใดท่านรู้ ได้ด้วยตนเองว่า สิ่ง เหล่านี้เปนอกุศล - มีโทษ - ผู้รู้ติเตียน - ทำถึง ที่แล้วไม่เปนประโยชน์ - เปนทุกข์, เมื่อนั้น ท่าน พึ่งละสิ่งเหล่านั้นเสีย ฯลฯ. ดูก่อนกาลาม ทั้งหลาย ! เมื่อใดท่านรู้ ได้ด้วยตนเองว่า สิ่ง เหล่านี้ เปนกุศล - ไม่มีโทษ - ผู้รู้ สรรเสริญ - ทำถึงที่สุด แล้วมีประโยชน์ - เปนสุข, เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายพึ่งทำสิ่งเหล่านั้นให้ เต็มที่เถิด ฯลฯ" ๕๐
น.57 นี้เปนหลัก ที่ทำพุทธบริษัท ไม่ให้เปนคน หูเบา เชื่อง่าย งมงาย. (๒) หลักโคตมีสูตต์.๑ หลักนี้สำหรับ ตัดสินการกระทำ การพูด การคิดของตนเองหรือ ของใครก็ได้ ว่าจะถูกต้องตามธรรมวินัย เปน ไปตรงตามคำสอนของพระศาสดาหรือไม่ ใช้ได้ ทั้งทางปริยัติและทางปฏิบัติ ทั้งบรรพชิตและฆรา วาส. ผู้ยึดหลักนี้มั่น จะปฏิบัติไม่ผิด และส่งเสริม ผู้อื่นไม่ผิด จะรู้จักเลือกคนหรือกิจการที่ควร ส่งเสริมและไม่ควรส่งเสริม. หลักนี้เปนพระ พุทธดำรัสว่า :- "ดูก่อนโคตมี ! ท่านมาทราบชัดธรรม ( คือ การทำ การพูด การคิด ) เหล่าใดว่า ธรรมเหล่า นี้ ๓. เปนไปเพื่อความกำหนัดย้อมใจ ๒. เปนไป เพื่อความประกอบทุกข์ ๓. เปนไปเพื่อความสร้าง สมกิเลส ๔. เปนไปเพื่อความอยากใหญ่ ๕. เปน ๑ โคตมีสูตต์ พุทธภาษิต อัฏฐกนิบาต อํ. ไตรปิฎก เล่ม๒๓ หน้า๒๘๘ข้อ๑ ๔๓. ๕๑
น.58 ไปเพื่อความไม่สันโดฏฐ์ ๖. เป็นไปเพื่อความ คลุกคลีกันเปนหมู่ : ๗. เปนไปเพื่อความเกียจ คร้าน ๘. เปนไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงยากแล้ว .... ท่านพึ่งเข้าใจเถอะ ว่านั่นไม่ใช่ธรรม นั่น ไม่ใช่วินัย, นั่นไม่ใช่คำสั่งสอนของพระศาสดา." "ดูก่อนโคตมี ! ท่านมาทราบชัดธรรม ( คือ การทำ การพูด การคิด) เหล่าใดว่า ธรรม เหล่านี้ ๑. เปนไปเพื่อความคลายกำหนัด ๒. เปน ไปเพื่อความไม่ประกอบทุกข์ ๓. เปนไปเพื่อความ ไม่สร้างสมกองกิเลส ๔. เปปไปเพื่อความอยาก น้อย ๕. เปนไปเพื่อความสันโดฏฐ์ ๖. เปนไป เพื่อความวิเวก(สงัด) ๗. เปนไปเพื่อความเพียร พยายาม ๘. เปนไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย แล้ว, ท่านพึ่งเข้าใจเถอะว่า นั่นเปนธรรม นั่น เปนวินัย นั่นเปนคำสั่งสอนของพระศาสดา." หลักอันนี้ไม่ยากแก่ผู้ศึกษาน้อย ใครก็อาจกำ หนด ไว้ได้โดย ง่าย และมี ประโยชน์ มากที่สุด: พวกเรากำลังปฏิบัติดีไม่ดี ตรงไม่ตรง บริสุทธิ์ ๕๒
น.59 รือไม่บริสุทธิ์ หลอกลวง หรือไม่หลอกลวงเปน ต้น จะรู้ได้ ด้วยการใคร่ครวญแล้วตัดสินด้วยหลัก นี้เท่านั้น. พระนางโคตมี มีคุณแก่ พระพุทธ องค์เท่ากับพระมารดา พระองค์ทรงประทานหลัก อันนี้ตอบแทนพระคุณอันนั้น จึงขอให้ เข้าใจว่า เปนยอดหรือเป็นแก่นที่แท้จริงของธรรมวินัย ใน พระพุทธศาสนานี้. (๓) หลักตนพึ่งตน.๑ หลักนี้ คือ กฎแห่ง การทำกรรม ตนต้องเปนผู้ ได้รับผลของกรรม นั้น. คนที่อาสัยผู้อื่นมีชีวิตอยู่ ก็เพราะตนทำดี หรือมีอะไรดี หรือกรรมดีที่ทำไว้แต่ภพก่อน เขา จึงยอมให้อาสัย เลี้ยงดูให้อย่างสบาย. ผู้ เคย ตั้งตัวด้วยตนเองย่อมรู้ จักหลักอันนี้ได้ดี ในส่วน การปฏิบัติเพื่อทำที่พึ่งแก่ตนในภพต่อไป ก็ทำนอง เดียวกัน คือสิ่งที่จะติดตนไปนั้นไม่มีอะไรนอกจาก ผลของกรรมที่ทำไว้ ด้วยตนเอง ทำแทนกันไม่ได้ ๑. พุทธภาสิต อัตตวัคค์(และวัคค์อื่น) แห่ง ธ. ขุ. ไตรปิฎก เล่ม ๒๕ หน้า๓๖ ข้อ๒๒. ๕๓
น.60 ที่บอกให้อนุโมทนาบุญกันนั้น จะสำเร็จก็ต่อเมื่อ ผู้รับ อนุโมทนา ยินดี ในบุญนั้น ซึ่งจัดเปนการ กระทำกรรมอย่างหนึ่งทางมโนทวาร เรียกว่ามโน กรรมด้วย การแผ่ส่วนบุญก็เหมือนกัน. สำหรับ หลักอันนี้ ขอยกเอาพระพุทธภาสิตมาแสดง ดังต่อไปนี้ :- "เธอจงตักเตือนตนด้วยตน จงพิจารณาตน ด้วยตน เธอมีสติปกครองตนแล้ว จักอยู่เปนสุข. ตนแลเป็นที่พึ่งของตน ตนแลเปนคติของตน เพราะ ฉนั้นเธอจงคุ้มครองตน ให้ เหมือนพ่อค้า สงวน ม้าไว้ ขายฉนั้น ๆ ตนแลเปนที่พึ่งของตน ใครอื่นที่ไหนเล่าจะเปน ที่พึ่งได้, ด้วยตนที่ฝึกดีแล้วเท่านั้น เขาจะได้ ที่พึ่ง ซึ่งได้ด้วยยาก. บาปที่ทำด้วยตนเอง จักเศร้า หมองด้วยตนเอง บาปที่ไม่ได้ ทำเองย่อมบริสุทธิ์ ด้วยตนเอง, ความบริสุทธิ์และความไม่บริสุทธิ์ เปนของ เฉพาะตน ผู้อื่น ทำผู้อื่น ให้ บริสุทธิ์ หาได้ไม่. ฯ ๕๔
น.61 มื่อรู้ว่าตนเปนที่รักของตนแล้ว พึ่งรักษาตน ไว้ให้ดี, พึงเปนคนฉลาดประคับประคองตนไว้ ให้ ได้อย่างน้อยยามใดยามหนึ่ง ในยามทั้งสาม. อย่าดูหมื่นว่าบาปเล็กน้อยจักไม่ให้ผล. จงดูแต่ ตุ่มน้ำยังเต็มได้เพราะน้ำที่ตกทีละหยาด ๆ นี้ฉันใด คนโง่ที่ทำบาปอยู่ที่ละน้อยๆ ก็เต็มด้วยบาป ได้ฉันนั้น. ฯ" การสละชีพเพื่อชาติ หรือบำเพ็ญประโยชน์ แก่ ผู้อื่นนั้น เปนการทำที่พึ่งแก่คนเหมือนกัน เปนทั้ง ประโยชน์ตนและผู้ อื่น ไม่ขัดกับหลักพุทธศาสนา ที่ว่า อย่าทำลายประโยชน์ของตน เพราะเห็นแก่ ประโยชน์ของผู้อื่น ซึ่งในที่นั้นหมายถึงว่าการนั้น เปนการเสื่อมของประโยชน์ส่วนตนท่าเดียว. การ สละของโพธิสัตต์ก็เพื่อตนด้วย. (๔) หลักว่า พุทธสาสนาคือสาสนาแห่ง ความชนะ. มีพุทธภาษิตว่า "การชนะตนนั้น แล ประเสริฐ, เทพหรือมาร พรหม หรือใคร ๆ ๕๕
น.62 หาอาจทำผู้ชนะตนให้กลับแพ้ได้ไม่” ๑ เมื่อชนะ ตนแล้ว อะไรๆ เปนชนะสิ้น ของนอกนั้นเปนชนะ สิ้น. ชนะตนคือ ชนะใจของตน ปกครองใจตน ไว้ได้ ในอำนาจ, ไม่ยอมให้โลภ ไม่ยอมให้ โกรธ ไม่ยอมให้หลง, ไม่ยอมให้ยินดียินร้าย. เปนผู้ชนะตาในการเห็นรูป ชนะหูเมื่อฟังเสียง ชนะจมูกเมื่อสูดกลิ่น ชนะลิ้นเมื่อได้รส ชนะกาย เมื่อกระทบสัมผัส ชนะใจเมื่อเกิดความอยากหรือ ความโกรธขึ้นมา รวมความก็คือ ชนะใจอันเดียว เท่านั้น. เมื่อชนะตนแล้ว อะไรเล่าจะมาทำให้ โกรธ, ให้รักถึงกับจูงจมูกไปได้, ให้มัวเมาจน ลืมผิดชอบชั่วดี, พระเปนเจ้าก็ไม่มาทำอะไรให้ ผู้ นั้นหวาดกลัวหวั่นไหวได้ เพราะเขาปราศจาก เชื้อที่ทำให้ กลัวให้รักอันเกิดแต่การชนะตน. การ ชนะตนคือการสำรอกกิเลสออกได้ ชนะได้หมดก็ หมดกิเลส และนั่นคือพระนิพพาน. เพราะบังคับ ตนไม่ได้ จึงไม่บันลุพระนิพพาน, ที่บังคับไม่ได้ก็ .................................................................... ๑ สหัสสวัคค์ ธ. ขุ. ไตรปิฎกเล่ม ๒๕ หน้า ๒๙ ข้อ ๑๘. ๕๖
น.63 พราะยังไม่ชนะ, จะชนะต้องพยายามรุกหน้าเรื่อย ในการชนะ ไม่หยุด. ถ้าใจฝ่ายชั่วชนะท่าน มัน จะลากท่านไปฝ่ายข้างทุกข์หรือลำบาก, เพราะ ฉนั้นเมื่อท่านรู้สึกว่า นี่ลำบาก จงค้นให้ พบว่า อะไรมันได้ ชนะท่านเข้าแล้ว,. จงรีบกลับชนะมัน เสีย. ตาหูจมูกลิ้นกายเปนสนามรบ ท่านต้อง คอยเอาชนะที่นี่. ถ้าไม่อาจชนะทีเดียวหมด ก็ พยายามเอาทีละอย่าง. ชาติไทยเหมาะแก่พุทธ ศาสนาอันเปนคำสนาแห่งความชนะ แต่ท่านจะกลับ มาแพ้โดยไม่รู้ สึกตัวอยู่ทำไมเล่า. ข้อแรกและ ง่ายที่สุด จงดูที่ลิ้น มันได้ชนะท่านบังคับท่านให้ เสือกสนเพื่อบำรุงมันหรือเปล่า เคยโกรธเปนพื้น เปนไฟเพราะลิ้นบ้างหรือเปล่า นี่แหละพอเปนตัว อย่างหรือคำอธิบายของคำว่า ชนะหรือแพ้ ได้. มีหลักอยู่แต่ว่าท่านต้องชนะตน ชนะตนทุก ๆอย่าง, คือชนะใจหรือกิเลส ไม่ได้ หมายถึงชนะคนที่เปน เวรกัน. การโกรธ การผูกเวร การพยาบาท การลอบแก้แค้นได้สมหมาย เหล่านี้ คือการแพ้ ๕๗
น.64 ตลอดเวลา. ส่วนการชนะในที่นี้คือชนะตนชนิดที่ ไม่กลับแพ้ อีกเลย. ชาติไทยเปนคู่กับพุทธศาสนา -ศาสนาแห่งความชนะ. จงเปนไทยไว้ทุกเมื่อ ด้วยการชนะ. ชนะตนแล้ว สิ่งทั้งหลายเปน อันว่าชนะด้วย. หลักฝ่ายทฤษฎี (๑ ) ความต่างกับศาสนาอื่น. พุทธ - ศาสนาไม่สอนให้เชื่อ และนับถือพระเจ้าผู้สร้าง หรือพระเจ้าอะไรหมด. สิ่งทั้งหลายหรือสุขทุกข์ ไม่ได้เกิดจากพระเจ้า, แต่เกิดจากการกระทำของ ตนเอง. การที่ มีศาสนา เปนอันมาก สอนให้ ถือ พระเจ้าผู้สร้าง ข้อนั้นไม่เปนเครื่องหมายว่าถูก ต้อง หรือเปนเหตุผลว่าความเห็นที่มากย่อมถูก ทั้งนี้เพราะศาสนานั้นมีมูลมาจากที่แห่งเดียวกัน มี แยกกันเพียง บางพวกถือพระเจ้าองค์เดียว บาง พวกถือหลายองค์เท่านั้น. ดูเรื่องพิศดารตอนนี้ ได้ ในพระราชนิพนธ์เทศนาเสือป่า. ศาสนาอื่นทั้ง ๕๘
น.65 ลายสอนอยู่ในวงโลกิยะ คือความสุขในโลกนี้ หรือโลกสวรรค์ ยังไม่หลุดจากโลกไปได้. พุทธ ศาสนาสอนเลยขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง คือโลกุตตระ เพราะโลกสวรรค์ก็ยังโยกโคลงเปลี่ยนแปลง, สู้ ความหลุด พ้นจาก โลกดับสนิท ไม่มีอะไร เหลือไม่ ได้. มีไว้ ให้ เลือกทั้งสองอย่าง คือทั้งโลกิยะ และโลกุตตระ ตามแต่ใครจะมีอุปนิสัยสามารถ เพียงใด. ทั้งนี้ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า ไม่ได้ เจตน ติเตียนศาสนาอื่นด้วย เปนเพียงการชี้ความต่าง กันในระหว่างศาสนาให้ ชัดเจนเท่านั้น. แท้จริง ศาสนาทั้งหลายมีเข็มไปทางเดียวกันหมด ต่างกัน เพียงที่ใครไปได้มากหรือน้อยเท่านั้น, ส่วนที่ต่าง กันนอกนั้นก็เปนเพียงพลความเพราะหลักที่เหมือน กันมีอยู่คือเจตนาดีในการสอนมนุสส์ให้ ทำดี. (๒) หลักกรรม. มีกฎเกณฑ์ดังนี้ :- การเคลื่อนไหวหรือการกระทำที่มีเจตนา เรียกว่า กรรมอันหนึ่ง ๆ. กรรมนั้น ๆ ต้องมีผล. ผล นั้น ๆ ผู้ทำเท่านั้นที่ได้รับ. สัตต์ทั้งหลายหมุนไป ๕๙
น.66 ในกระแสร์แห่งการเวียนว่ายตายเกิด เพราะกรรม ของตน. ขณะที่หมุนไปด้วยกำลังของกรรมเก่า ก็ทำกรรมใหม่เพิ่มเข้าพร้อมกันไปด้วย อันจะได้ กลายเปนกรรมเก่าหนุนส่งอีกต่อไป และทำกรรม ใหม่เพิ่มเข้า เปนไปทำนองนี้คาบเกี่ยวกันเหมือน ลูกโซ่ไม่ขาดสาย เรียกว่าสงสารวัฏฏ์หรือสาย แห่งกรรม. ดีบ้างชั่วบ้างสลับกันไป จนกว่าจะ มีการ อบรม ใจให้บริสุทธิ์ไม่มีเจตนาในการทำ กรรมใด ๆ หมด กระแสร์กรรมจะขาดลง ถึงที่สุด แห่งสังสารวัฏฏ์ เรียกว่าหลุดพ้น หรือนิพพาน. กรรมที่ไม่เจตนา ไม่มีผล, ถ้าทำเพราะเผลอ มี แต่ผลของการเผลอ ไม่ใช่ผลของการกระทำนั้นๆ. (๓ ) หลักอนัตตา. หลักนี้มีแต่ในพุทธ ศาสนา. สอนว่าสิ่งทั้งหลายไม่ใช่ตน ไม่มีตัว ไม่มีตน, เปนเพียงความประชุมพร้อมของส่วน ประกอบต่าง ๆ ที่หมุนเปรไปภายในกฎแห่งการ ผสมกันเกิดขึ้นแล้ว เปลี่ยนไปๆ จนดับลงในที่สุด จนกว่า จะหมดเหตุ หมดปัจจัยที่ ทำให้ มัน เปนไป ๖๐
น.67 ช่นนั้น. การยึดมั่นสิ่งที่เป็นไปเองเช่นนี้ว่าเปน ตัวตนนั้น ทำให้ ยึดมั่นเข้าไปถึงผลอันเกิดจากสิ่ง นั้นด้วย เปนการรับเอาสิ่งที่เปนไปตามธรรมชาติ ของมันเอง มาเปนของตน จึงได้เกิดทุกข์ทั้งอย่าง ละเอียดและอย่างหยาบ. ไม่ใช่เพียงแต่เข้ายึดถือ รูปกายนี้ว่าเป็นของตนเท่านั้น ยังอยากให้ มันเปน ไปตามที่ตนปราถนาทุก ๆ อย่างเสียด้วย เมื่อไม่ได้ ตามใจ, เพราะธรรมชาติยังคงเปนธรรมชาติ, จึงได้ เกิดทุกข์. ความโง่ไม่รู้ ทัน(อวิชชา) ทำให้ เห็นเปนตนไป ถ้าความฉลาด (วิชชา) ยังไม่เกิด เพียงใด การเข้าใจว่าตนคงมีอยู่เพียงนั้น รับทุกข์ อยู่เพียงนั้น. การยึดมั่นเรียกว่า อุปาทาน ทุกข์ทั้งหมดสรุปลงได้ในนี้. (๔) หลักอริยสัจ. นี้คือหลักแห่งการรู้ของ จริง เฉพาะ ทิเปน เหตุ ผล ของความ ทุกข์ และสุข เพราะสิ่งที่เราควรรู้ นั้น มีเท่านี้ก็พอแล้ว. ความ โง่ทำให้เกิดความยึดมั่น, ความยึดมั่นทำให้เกิด ความอยาก, ความอยากให้เกิดทุกข์. ได้ ความ ๖๑
น.68 ว่าทุกข์เปนผล ความอยากเปนเหตุนับเปนอริยสัจ คือสิ่งที่ควรรู้ ข้อที่ ๑ และที่ ๒, จัดเปนฝ่ายข้างเหตุ ผลของความทุกข์. การประพฤติดีประพฤติชอบ ตามทางที่เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทาหรือมรรคมีองค์ แปดนั้น ทำให้ดับความอยากเสียได้, การดับความ อยากเสียได้เปนความสุข หรือที่สุดแห่งทุกข์อัน เรียกว่านิพพาน. นี่เปนอริยสัจทีฯและ ที่ ๔ จัดเปน ฝ่ายเหตุผลของความสุข. สำเร็จเปนรูปดังนี้ อริยสัจที่ ๑ คือความทุกข์ อันเปนผลเกิดจาก ความอยาก, เปนสิ่งควรรู้จักไว้ อริยสัจที่ ๒ คือ เหตุของทุกข์ ได้แก่ตัวความอยาก, เปนสิ่งที่ควร ละมันเสีย. อริยสัจที่ ๓ คือความดับของทุกข์ ได้ แก่การดับความอยากเสียให้ หมด, เปนสิ่งที่ควร ทำให้แจ้ง. อริยสัจที่ ๔คือทางให้ ถึงความดับ ทุกข์ ได้แก่ข้อปฏิบัติแปดอย่าง อันจะกลมเกลียว กันแล้วเกิดเปน "มรรค" ขึ้น, เปนสิ่งที่ควร อบรมให้ เจริญ. อริยสัจทั้งสีอย่างนี้ ทรงสอน ให้ คิดคั้นเอาในร่างกายอันยาวว่าหนึ่งนี้ ทุก ๆคน ๖๒
น.69 จึงใช้กายนี้เป็นที่ศึกษาอริยสัจ จะพบความจริงอัน ประเสริฐไม่มีอะไรดีไปกว่านี้ได้. (๕) หลัก โลกยะ และ โลกุตตระ. ผู้ เข้าใจผิด หลงยึดเอา สิ่งที่ว่างเปล่าไม่ใช่ตัวไม่ใช่ ฅนขึ้นเป็นตัวเป็นตน ก็คือผู้ ที่ประมวญทุกข์ไว้เพื่อ ตน สร้างฉางความทุกข์ไว้เพื่อตนเอง และนี่เป็น ธรรมดาหรือปรกติของสัตต์ที่เรียกว่า อยู่ในวิสัย แห่งโลกิยะ. ฝ่ายโลกิยะ ต้องการความอยาก และความบากบั่นในสิ่งที่ตนอยากด้วยอำนาจกิเลส ตัณหา แต่ฝ่ายโลกุตตระตรงกันข้าม ต้องการละ ความอยากและความบากบั่นชนิดนั้น ต้องการ ปล่อยวางทุกอย่างที่เป็น "กาม’, และทุกๆอย่างที่ เคยยึดมั่นถือมั่นมาแล้ว. โลกิยะจึ่งเปนของ ธรรมดา หรือชีวิตที่ซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่ในรอยเดียว กัน แต่โลกุตตระเปนการก้าวหน้าจากชีวิตเช่นนั้น เพื่อถึงความดับแห่งอะไร ๆ ทั้งสิ้น. โดยหลักว่า เมื่อมีการปรุงแต่งก็มีการเกิด, มีเกิดต้องมีแปร ปรวน มีแปรปรวนต้องมีดับ ดับไม่หมดเชื้อต้อง ๖๓
น.70 กิดอีก เพราะฉนั้นการดับให้หมดเชื้อ ไม่อยู่ภาย ใต้ วิสัยโลกต่อไปอีกนั้นแหละเปนโลกุตตระ คือ พ้นไปจากโลกได้. โลกคือทุกข์ ทุกข์คือโลก โลกไม่มีอะไรนอกจากทุกข์ เพราะโลกแปรปรวน อยู่เสมอ การที่ปรากฏเป็นสุขบ้าง นั่นคือ เหยื่อที่ หุ้มเบ็ดไว้ สำหรับ จะเกี่ยวสัตว์ไว้ ในโลก เรียก โดยเปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่งว่าดอกไม้ของมารมี ไว้ ล่อสัตว์ ให้คิดหมกจม อยู่ในโลกนี้อย่ารู้สร่าง. (๖) ความเข้ากันได้ กับวิทยาศาสตร์. พุทธสาสนาคือสาสนาแห่งเหตุผล. ถ้าไม่มีเหตุ ผลให้ พิสูจน์สิ่งนั้นไม่ใช่พุทธสาสนา. ตรัสไว้ ว่า ธรรม ใน พุทธศาสนา ย่อมทน ต่อ การ พิสูจน์. หมายความว่าถ้าไม่ทนอยู่ได้ ต่อการเพ่งพิสูจน์ ก็ ไม่ใช่พุทธศาสนา, เพราะฉนั้น พุทธศาสนาคือศาส นาแห่งเหตุผล. การที่มีผู้กล่าวว่า พุทธศาสนา เข้ากันได้ กับวิทยาศาตร์เพราะมีการแยกสิ่งต่างๆ ออกพิสูจน์ ได้ นั้น ยังน้อยเกินไป ที่แท้ก็คือเพราะ • จังกีสูตต์ ม.ม. ไตรปิฎกเล่ม๑๓ หน้า๖๐๕ ข้อ๖๕๘. ๖๔
น.71 ทนต่อการพิสูจน์ได้ทุกท่าเช่นเดียวกับวิทยาศาสตร วิทยาศาสตร (Science) ทุกชนิด ไม่จำ นน ต่อ การ พิสูจน์เลย. ไม่เฉพาะแต่การแยกธาตุ(Chemistry) เท่านั้นที่เป็นวิทยาศาสตร์ในที่นี้. แม้คณิตศาสตร (Mathematic) ก็เปนวิทยาศาสตร์ที่เข้ากันได้กับพุทธ ศาสนาด้วย. คณิตศาสตรอย่างต่ำๆ เช่น ๒บวก ๓๐ เท่ากับ ๕ ย่อมทนต่อการพิสูจน์กว่าหลักคำสอน ของบางลัทธิที่ทนต่อการพิสูจน์ไม่ได้ เสียอีก แต่ พุทธศาสนาย่อมทนได้เท่ากับวิทยาศาสตร์ทุกขั้นไป ประการหนึ่ง กฎที่วิทยาศาสตร์ตั้งขึ้นหลังจาก การค้นคว้าทดลอง ย่อมเข้ากันได้ กับหลักในพุทธ ศาสนาทุกอย่าง เว้นแต่จะมีผู้ ตีความหมายของกฎ ฝ่ายพุทธศาสนา ให้ ผิดจากความเป็นจริงไปเท่า นั้น. กฎแห่งการที่สิ่งทั้งหลายค่อย ๆผสมกันแล้ว กลายเป็นอย่างอื่นแปลกไปทุกที่ (Revolution) นี่คือ กฎแห่งการปรุงแต่งของปัจจัย๒๔ชนิดในพุทธศาส นา. กฎของการที่สิ่งทั้งหลายมีการกระทำลงไป แล้ว ย่อมเกิด ผล อัน ตรง ตาม กฎ ของมัน ๖๕
น.72 (Action& Reaction) ไม่มีใครแก้ไขดัดแปลงให้ ตรง กันข้ามได้ คือกฎแห่งกรรมในพุทธศาสนา. กฎ แห่งความที่สิ่งต่างๆเปนไปตามปัจจัย ไม่มีใคร ทำผลให้เกิดได้ โดยปราศจากเหตุ (Cause& Effect) คือเครื่องมือที่พุทธศาสนาใช้เปนหลักในการแสวง ทางดับทุกข์ พุทธศาสนาจึงมีเหตุผลพร้อมทุก กระทงความ. เตรียมพร้อมอยู่เสมอที่จะให้ใคร พิสูจน์. พุทธศาสนาคือศาสนาแห่งเหตุผล. ผู้ พิสูจน์จะต้องพ่ายแพ้ภัยตัวเอง ยอมรับเอาพุทธ สาสนาโดยไม่ต้องมีคำชักชวนเลย นอกจากคำขอ ร้องหรือท้าว่าท่านจงพิสูจน์เท่านั้น, แต่ขออย่า หยิบเอากะพี้ไปพิสูจน์. (๗) ความเป็นศาสนาสากล . เมื่อโลก ทุกหย่อมหญ้ายอมบูชาวิทยาศาสตร และพุทธ ศาสนาคือศาสนาแห่งวิทยาศาสตร เพราะมีกฎแห่ง เหตุผลพร้อมบริบูรณ์เช่นนี้ ใคร ๆก็พอจะเห็นได้ เองว่า ไม่มีศาสนาไหนที่ควรเปนศาสนาแห่งสากล โลก นอกจากพุทธศาสนาเท่านั้น ! พุทธศาสนา ๖๖
น.73 สาสนา ที่มีหลักธรรมครอบหลักลัทธิและศาสนาอื่นๆไว้ได้ ทุกอย่าง โดยมีสูงขึ้นไปถึงโลกุตตระ จึงเหมาะ แก่ความเปนศาสนาสากลด้วยประการทั้งปวง. ทั้ง ความจริงก็เปนอยู่ในตัวแล้ว เพราะเปนศาสนา แห่งความจริง ศาสนาแห่งเหตุผล ศาสนาที่คู่กัน กับธรรมชาติ ศาสนาที่คู่กันอยู่ กับโลกโดยไม่มี การอ้างว่าใครเปนผู้ตั้งขึ้น เพราะมีอยู่ก่อนแล้ว. พระพุทธเจ้าเปนผู้ก็ค้นพบความจริงอันนี้ของโลก จึงทรงพบโลกุตตระด้วย เปนอันว่าพบความจริง โดยประการทั้งปวงหมด สิ้นเชิง เห็นได้ว่าพุทธ ศาสนาเปนศาสนาแห่งสากลโลก โดยไม่ต้องมีใคร แต่งตั้ง, และเปนโดยมีเหตุผลอยู่ทุกเมื่อ. ๖๗
น.74 วัฒนธรรมของชาวพุทธ ๑ รักใคร่กันอย่างพี่น้องในตระกูลเดียวกัน. ๒ ใจสงบเย็น ไม่ผูกพยาบาทจองเวร. ๓ ยึดหลักทำดีได้ดี ไม่เชื่อของขลัง, โชค ลาง, ฯลฯ ๔ เห็นแก่ความสุขของเพื่อนร่วมโลก. ๕ ครองชีพอยู่อย่างง่าย ๆ ไม่ฟุ่มเฟือย. ๖. วัดเป็นสโมสรสถาน หยุดงานในวันพระ. Lead a Buddhist Life and be one happiest man จงครองชีพอย่างชาวพุทธ และเป็นผู้มีความสุขที่สุด
น.75 ถ้าท่านต้องการแจกหนังสือเปนทานด้วย การใช้ทุนน้อยที่สุดแล้ว เชิญทำความตกลง กับโรงพิมพ์แสงธรรม หลิ่งห้า ตำบลสุเทพ เชียงใหม่ เพราะโรงพิมพ์นี้ เอากุศลเปนกำไร
น.76 เทวตาภาษิต. เยเกจิ พุทฺธํ สรณํ คตาเส น เต คมิสสนฺติ อปายภูมึ ปหาย มานุสํ เทหํ เทวกายํ ปาริปูเรสฺสนฺติ (ปา. ที. และ เทว. สํ.) He who takes the Buddha's refuge To the realms of suffering will not go. When the human body is cast off Will to the celestial realms go. (by Dhammapala) "พุทธะ" สรณะนี้ ใครถือ อบายโลก ทุรภูมิหรือ จักเต้า ทะลายขันธ์ ล่วงกายคือ มนุสสภาพ แดนเทพ เพิ่มเทพเจ้า จวบล้นวิมาน. (โดย "สังฆเสนา")
น.77 Promotion of Patipattidhamma pamphlet Series No.1. Published for free distribution. หนังสือแผนกส่งเสริมปฏิบัติธรรมของคณะธรรมทาน สำหรับผู้มีศรัทธา ช่วยกันสร้างขึ้นเผยแพร่อย่างไม่จำกัด. สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ การให้ธรรม ชำนะ การให้ทั้งปวง The Gift of Truth all other Gifts นายจันทร์แก้ว ญาณวุฒิ ผู้ พิมพ์ ผู้ โฆษณา พิมพ์ที่โรงพิมพ์แสงธรรม เชียงใหม่ วันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๔๙๑
Buddhadasa