Buddhadasa.org
หนังสือการเมืองคือธรรมะ › อ่านฉบับเต็ม

📖 การเมืองคือธรรมะ

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — การเมืองคือธรรมะ

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.1

น.2 ธรรมะกับการเมือง การเมืองกับธรรมะ พุทธทาสภิกขุ (รูปภาพโลโก้) สำนักหนังสือธรรมบูชา ของคณะเผยแพร่วิธีการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ (ผชป.) ๕/ ๑-๒ ถนนอัษฎางค์ ริมคลองหลอด ตรงข้ามกระทรวงยุติธรรม (ศาลอาญา) กรุงเทพฯ ๒ โทร: ๒๒๒-๓๕๔๙ ๑๐/-

น.3 ถ้อยแถลง "การเมือง" ตามความหมายของท่าน อาจารย์สวนโมกข์ คือ "การจัดคนที่อยู่กันมาก ๆ ให้ปราศจากปัญหา ให้อยู่ รวมกันอย่างผาสุก" ซึ่งมันจะสำเร็จได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับ "นัก- การเมือง" เป็นประการสำคัญที่สุด ตรงที่ว่าเขาเข้ามาในการ- เมือง โดยมีจุดมุ่งหมายดังกล่าวนั้นหรือหาไม่ ? หากเขาไม่มีจุด มุ่งหมายดังกล่าวเขาก็ไม่ใช่นักการเมือง แต่เขาจะกลายเป็นนัก ฉวยโอกาสหรือนักอะไรก็แล้วแต่จะเรียกกัน นักการเมืองที่มีจุดมุ่งหมายดังกล่าว เขาจะต้องดำเนินการ คือ ๑. ช่วยให้ทุกคนมีงานทำ ทำงานด้วยความขยันขันแข็ง และ ข้อสำคัญที่สุด จะต้องช่วยให้ทุกคนมีความสุขในการทำ งาน ทำงานด้วยความสนุกสนานร่าเริง ทั้งนี้ก็เพื่อว่า ให้ ทุกคนมีความปรกติทั้งกายทั้งใจ ร่างกาย มีปัจจัย ๔ หล่อเลี้ยงพอดี ไม่นำส่วนเกินส่วนที่ เป็นพิษเป็นภัยเข้าสู่ร่างกาย จิตใจ มีความสุขจากการทำงาน มีความสะอาดสว่าง สงบเย็นหล่อเลี้ยงพอควร จนไม่ต้องไปแสวงหา ความสุขจากอบายมุขจากสิ่งยั่วยวนจาก ส่วนเกิน ทั้งหลาย

น.4 (๒) ๒. ทุกคนไม่เบียดเบียนกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน แต่รักกันสามัคคีกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้ทุกคนหมด ทุกข์หมดปัญหาโดยประการทั้งปวง ซึ่งมันจะสำเร็จได้ก็ต่อ เมื่อนักการเมืองต้องดำเนินการ คือ ก. ทำให้ทุกคนรู้จุดมุ่งหมายของชีวิต ว่า ชีวิตนี้มันเพื่ออะไร กันแน่ ? ชีวิตนี้มันควรจะเดินไปทางไหนทิศไหน เพื่อจะ ไปได้อะไรซึ่งเป็นสิ่งสูงสุด ? คือจะต้องมีความเห็นที่ถูกต้อง ในเรื่องของโลกและชีวิต (สัมมาทิฏฐิ) เช่นรู้ว่า เกิดมาทำไม? เกิดมามีหน้าที่ที่จะต้องทำอะไร ? จุดหมายสูงสุดของ โลกและชีวิต คืออะไร ? สิ่งที่ดีที่สุดที่คนเราควรจะได้ควร จะถึงในการเกิดมาชาติหนึ่งนี้ คืออะไร ? จะถึงได้อย่าง ไร ? ทำอย่างไรจึงจะไม่เสียชาติเกิด ? ทำอย่างไรชีวิต และทรัพย์สินของเราจึงจะมีค่ามีราคาสูงสุด ? ศึกษาเล่า เรียนกันไปทำไม ? เป็นต้น คำตอบที่ถูกต้องควรจะเป็นว่า "ทุกคนเกิดมาเพื่อช่วยกันสร้างชาติสร้างโลกให้มีความ ปรกติสงบเย็น ด้วยการช่วยทุกคนให้มีกาย-ใจ ที่ปรกติ สงบเย็นก่อน" จุดหมายสูงสุดของโลกคือสันติภาพ จุดหมายสูงสุดของ

น.5 (๓) ทุกชีวิต ก็ควรจะได้แก่ความปรกติสงบเย็น สอดคล้องเป็น สิ่งเดียวกัน มิฉะนั้นแล้วบ้านเมืองเราหรือโลกจะ ไม่มีทางจะสันติ ได้เลย ความสงบเย็น (นิพพาน) นี่แหละคือสิ่งที่ดีที่สุดที่คนเรา ควรจะได้ควรจะถึงในการเกิดมาชาติหนึ่งนี้ เกิดมาชาติหนึ่งหาก ไม่ได้พบสิ่งนี้บ้าง มันเป็นการเสียชาติเกิดอย่างยิ่ง เราใช้ชีวิตและทรัพย์ไปเพื่อทำให้เพื่อนร่วมโลกได้พบ กับสิ่งนี้ให้มากที่สุดที่จะมากได้ ชีวิตและทรัพย์ ของเราก็จะมี ค่ามีราคาสูงสุดมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของโลกและชีวิต ดังกล่าว การศึกษาเล่าเรียน ก็ควรเล่าเรียนไปเพื่อเพิ่มสมรรถนะ ในตัวเราให้สูงขึ้นเพื่อออกมาช่วยโลกช่วยบ้านเมืองให้มีความ ปรกติสงบเย็นเร็วขึ้นกว้างขวางขึ้นนั่นเอง อันเป็นการเรียนเพื่อ ทำลายความเห็นแก่ตัวให้หมดไป ความเห็นแก่ตัวลดลงเท่าไร ความทุกข์ทรมานก็จะลด ลงเท่านั้น ดังนั้น ผู้ใดเล่าเรียน มิได้มีจุดมุ่งหมายอย่างนี้ แต่มีจุด มุ่งว่าเพื่อตัวจะได้ร่วยได้มีเกียรติได้สบายเหนือคนอื่น ผ้นั้นเรียน

น.6 (๔) เพื่อเพิ่มความเห็นแก่ตัว เมื่อเพิ่มความเห็นแก่ตัว เขาก็จะเพิ่ม ความทุกข์ทรมานให้แก่ตัวเองให้แก่สังคมมากขึ้น ๆ เป็นการเรียน เพื่อเพิ่มการทำบาปให้แก่ตัวเองให้แก่สังคมมากขึ้น ๆ นั่นเอง ข. ทำให้เลิกละการเบียดเบียนตัวเอง ขอได้โปรดทราบเถิด ว่า การเบียดเบียนกันจะโดยตรงหรือโดยอ้อม จะโดยรู้สึกตัว หรือไม่รู้สึกตัวก็ตามนั้น มันเกิดจากการเบียดเบียนตัวเอง ก่อนเสมอไป เหตุที่คนเราเบียดเบียนตัวเอง ก็เพราะเหตุว่า หากคน เราไม่ศึกษาธรรมะ จะรู้จักแต่ความสุขทางเนื้อหนังหรือทางวัตถุ ที่มันให้รสอร่อยรสสนุกอันเป็นไปตามสัญชาตญาณอย่างสัตว์ ส่วนความสุขอีกชนิดหนึ่งคือความความสุขอันเกิดจากจิตที่ปรกติ สงบเย็นเขาไม่รู้จักเลย เมื่อเขารู้จักแต่ความสุขทางเนื้อหนังหรือ ทางวัตถุ ซึ่งมันสำเร็จได้ด้วยเงิน เขาจึงต้องแสวงหาสะสมกัน อย่างเอาเป็นเอาตาย จนต้องเอาเปรียบคดโกงกัน และเมื่อเขา บูชาความสุขทางเนื้อหนัง ดังนั้นเขาก็ต้องอยาก-กระทำตามอยาก - ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง แล้วก็อยากอีก-ทำอีก เป็นวงกลมซ้ำแล้ว ซ้ำอีก พออยากจิตใจก็เริ่มเร่าร้อนกระวนกระวาย พอลงมือ กระทำตามอยากจิตใจก็จะเร่าร้อนกระวนกระวายมากขึ้น พอได้

น.7 (๕) ผลสมอยากก็ลิงโลดใจ พอไม่ได้สมอยากก็เศร้าใจ นี้คือการ เบียดเบียนตัวเองอย่างยิ่ง ทีนี้ความอยากนี้มันมีลักษณะวิ่งนำหน้า อยู่เสมอ ดังนั้นเขาจึงหาช่องทางที่จะเอารัดเอาเปรียบคดโกง เพื่อ ให้ได้สิ่งต่าง ๆ มาสนองความอยาก นี่แหละคือการเบียดเบียนกัน มันเกิดจากการที่คนเราเบียดเบียนตัวเองก่อนเสมอไป ดังนั้นหยุด ความอยากในเหยื่อโลกเสียเท่านั้น การเบียดเบียนตัวเองก็ไม่มี การเบียดเบียนผู้อื่นก็จะไม่มีตามไปด้วย ๓. ทำให้ทุกคนรักกันสามัคคีกันช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้ทุก คนหมดทุกข์หมดปัญหาโดยประการทั้งปวง ข้อนี้จะสำเร็จได้ จะต้องอาศัยวิธีการหลายอย่าง เช่น - ในหมู่เกษตรกร ควรเลิกใช้เครื่องจักร ใช้ระบบลงแขก อย่างสมัยโบราณเข้ามาแทนที่ เพื่อให้เงินตรามีอิทธิพลน้อย ลง คนก็จะรักกันมากขึ้นช่วยเหลือกันมากขึ้น เช่น ที่หมู่ บ้านวังม่วย อ. โพนทอง จ. ร้อยเอ็ด - จัดประกวดหมู่บ้านพัฒนา โดยประชาชนแต่ละหมู่บ้านร่วม กันพัฒนาหมู่บ้านของตน ให้หมดปัญหาในด้านความอดอยาก สุขภาพอนามัย, ความสะอาด, ความเป็นระเบียบ, อบายมุข, แหล่งน้ำ, ถนนหนทาง, โจรผู้ร้ายและอื่น ๆ

น.8 (๖) - จัดตั้งธนาคารข้าว, ธนาคารควาย, ธนาคารยา ศูนย์ฝึกอาชีพ, ร้านสหกรณ์, ศูนย์ลูกรักในวัด เป็นต้น ประจำวัดหรือประ- จำหมู่บ้าน จะช่วยให้ชาวบ้านรักกันช่วยเหลือกันมากขึ้น - การทำนากระชับมิตร ท่านพระครูพิพิธประชานาถ วัด- สามัคคี อ. เมือง จ. สุรินทร์ เป็นผู้ริเริ่มเมื่อปี ๒๕๒๓ ท่าน ได้ชักชวนให้ชาวบ้านหนองแขม อ. กระสัง จ. บุรีรัมย์ บ้านท่าสว่าง จ. สุรินทร์ และอื่น ๆ ร่วมกันทำนาน้ำตม กระชับมิตรในเนื้อที่ ๕๐ ไร่ ท่านประกาศว่า ผลผลิตทั้ง- จะนำไปเป็นกองทุนก่อตั้งสหบาลข้าว หรือ ธนาคารข้าว บ้านหนองแขม อ. กระสัง จ. บุรีรัมย์ ซึ่งชาวบ้านขาด แคลนมาก ชาวบ้านให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ปีถัดไปท่าน ก็นำผลผลิต ไปตั้งธนาคารข้าวในหมู่บ้านที่ขาดแคลนต่อไป คือทุกคนเสียสละแรงงานเพื่อส่วนรวม - ประกวดหมู่บ้านปลอดอบายมุข เรื่องนี้จะช่วยให้ชาวบ้าน ต้องร่วมมือกันเป็นอย่างดี เป็นต้น ปัญหาสำคัญที่สุด ก็คือว่า ทำอย่างไรจึงจะสำเร็จ ประโยชน์ ? ข้อนี้ก็ขึ้นอยู่กับระบบการศึกษาเป็นประการสำคัญ ที่สุด คือจะต้องปฏิวัติระบบการศึกษาที่ผิดพลาดอย่างจัง จน

น.9 (๗) ท่านอาจารย์สวนโมกข์ให้คำนิยามการศึกษาปัจจุบันว่าเป็นระบบ การศึกษาสุนัขหางด้วน ให้เป็นระบบการศึกษาที่ถูกต้อง คือ ระบบการศึกษาชนิดสุนัขหางไม่ด้วน ทั้งนี้เพราะนักการเมือง ทุกคนต้องผ่านการศึกษา คือ ๑. ต้องทำให้ผู้ศึกษารู้จักโลกและชีวิตอย่างถูกต้อง (สัมมา- ทิฏฐิ) ดังกล่าวแล้วข้างต้น ข้อนี้สำคัญที่สุดจนถึงกับพระ- พุทธเจ้าตรัสรับรองไว้ว่า " คนเราสามารถล่วงพ้นจากทุกข์ (ปัญหา) ทั้งปวงด้วยการสมาทานสัมมาทิฏฐิ " ดังนั้น หลักธรรมข้อนี้จึงสำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา ซึ่งพิจารณา เห็นได้ด้วยกันทุกคน หากคนเราไม่รู้ว่าชีวิตนี้เป็นไปเพื่อความ ไม่ทุกข์ และพยายามตัดต้นเหตุของความทุกข์แล้ว เขาก็จะ ไปบูชาความสุขทางเนื้อหนังทางวัตถุจนโงหัวไม่ขึ้น แล้วก็ ได้เบียดเบียนกันเอารัดเอาเปรียบกัน จนทุกคนหาความ ปลอดภัยได้ยากเต็มทีอย่างทุกวันนี้ ๒. ต้องฝึกฝนให้นักเรียนนักศึกษาประพฤติปฏิบัติเพื่อให้รู้จัก โลกและชีวิตดีขึ้น ๆ โดยกำหนดคะแนนความประพฤติได้ ๑๐๐ คะแนน หากเหลือต่ำกว่าครึ่งก็ให้ตกไปเลย โดยอาศัย หลักธรรมในพระพุทธศาสนา คือละชั่วทำดี ทำจิตให้บริสุทธิ์ กำหนดคะแนนได้ตรง ๕๐ แล้ว ลบ - หรือ + ตามการ ประพฤติกระทำ เช่น

น.10 (๘) ทำชั่ว ลบ-ตัด ออก ๑. ใครรังแกเพื่อ แกล้งเพื่อนหรือสัตว์ให้ลำบาก ตัดครั้งละ ๑-๕ คะแนน ๒. ใครเนื้อตัวสกปรกแต่งตัวสกปรกเครื่องเรียนสกปรก " ๑-๕ " ๓. ใครมา ร.ร. สาย หนี ร.ร. หรือพูดปด " ๑-๕ " ๔. ใครลักของของผู้อื่นหรือแกล้งทำให้เสียหาย " ๑-๕ " ๕. ใครทำให้ของส่วนรวมเสียหาย " ๑-๕ " ๖. ใครเสพสิ่งเสพติดหรือกินใช้สิ่งเกินจำเป็น " ๑-๕ " ๗. ใครก่อการวิวาทก่อให้เกิดความแตกสามัคคี " ๑-๕ " ทำดี บวก + เพิ่มให้ ๑. ใครช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน บวกให้ครั้งละ ๑-๕ " ๒. ใครช่วยทำประโยชน์ให้แก่ ร.ร. " ๑- ๕ " ๓. ใครช่วยทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม " ๑-๕ " ๔. ใครฝึกอาชีพอย่างใดอย่างหนึ่งจนช่วยตัวเองได้ " ๑-๕ " ๕. ใครสามารถแสวงหาความสุขจากการทำงาน- การเรียนได้ " ๑ -๕ " "ใครทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ เลย" หรือ "ทำงานเพื่องาน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่" บวก + เพิ่มให้เป็นพิเศษครั้งละ ๕-๑๐ คะแนน หากเราฝึกได้อย่างนี้ เราจะได้ลูกหลานที่เป็นคนดีมี คุณธรรมคุณภาพอย่างแน่นอน หากเขาออกไปเป็นนักการเมือง ก็จะเป็นนักการเมืองที่ดี ๓. จัดกิจกรรมสร้างเสริมให้ครูนักเรียนผู้ปกครองร่วมกัน ประพฤติธรรม เช่น กิจกรรมประชาธิปไตยใน ร.ร., กิจ กรรมพี่น้อง, กีฬาสีภายใน ร.ร., วันผู้มีพระคุณ, วันวิชาการ วันอำลา ร.ร. หรือ วันอำลาครูกตัญญูต่อพ่อแม่, วันแห่งทาน

น.11 (๙) (โดยเฉพาะอภัยทาน), จัดดอกไม้ธูปเทียนบูชาครูเดือนละ ๑-๒ ครั้ง จัดสัมมนาโทษของอบายมุขและวิธีเลิกละอบายมุข, ร่วม มือกันทำประโยชน์ส่วนรวม, จัดอบรมวิทยาลัยชาวบ้าน, ประกวดห้องเรียน, ประกวดหมู่บ้านพัฒนา, จัดสหกรณ์ขึ้นใน ร.ร. เช่น สหกรณ์การเกษตร, ออมทรัพย์, ร้านค้า และอื่น ๆ เป็นต้น (ท่านผู้ใดสนใจ ต้องการทราบวิธีการจัดกิจกรรม สอบถาม ชคศท. และมูลนิธิ ผชป. ได้) แต่จะอย่างไรก็ตาม จะเป็นนักการเมืองแต่ชื่อ หรือ นักการเมืองที่ดีที่สมบูรณ์แบบต่างก็รักชาติ ต้องการให้ชาติมีความ มั่นคงมีความสงบร่มเย็นอยู่รอดปลอดภัยด้วยกันทั้งนั้น และขอ เรียนว่า "ธรรมะ " คือสิ่งเดียวที่จะทำให้สำเร็จประโยชน์ ดัง นั้นขอท่านนักการเมืองลองพิจารณาข้อคิด ของท่านอาจารย์สวน- โมกข์ดูบ้าง แล้วท่านก็จะสามารถดำเนินการเมืองได้สำเร็จตาม ที่ท่านปรารถนาทุกประการ ชคศท. และมูลนิธิ ผชป. ขออนุโมทนาแต่ท่านนักการ เมืองที่ยอมรับข้อคิดของท่านอาจารย์สวนโมกข์ ไปพิจารณาดำ- เนินการที่ทุกท่านเป็นอย่างสูง ชคศท. และมูลนิธิ ผชป. ๕/๑-๒ ถนนอัษฎางค์ กทม. ๑๐๒๐๐ โทร. ๒๒๒-๓๕๔๙ ๑๙ พ.ค. ๒๖

น.12 การเมืองกับธรรมะ พุทธทาสภิกขุ บรรยายที่หินโค้ง สวนโมกข์ ฯ ไชยา ๓ ก.ค. ๑๙ ———————— ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ สำหรับภาควิสาขบูชา ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว ตั้งแต่วันเสาร์ที่แล้วมา. วันเสาร์นี้ เป็นวันเสาร์แรก ของภาคอาสาฬหบูชา ซึ่งจะได้มีเป็น ลำดับไป. การบรรยายสำหรับภาคอาสาฬหบูชานี้ ก็เป็น การตั้งต้นใหม่ คือเปลี่ยนเป็นเรื่องใหม่ เพราะว่ามัน สิ้นสุดไปเรื่องหนึ่งแล้ว. ในภาคนี้จะได้กล่าวโดยหัวข้อ ใหญ่ของเรื่อง ประจำภาคนี้ว่า ธรรมะกับการเมือง, และ ในวันนี้ จะมีหัวข้อเฉพาะตอนนี้ว่า การเมืองกับธรรมะ

น.13 เหตุที่พูดเรื่องการเมืองในรูปบรรยายธรรมะ : บางคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมจะต้องเอาเรื่องการเมืองมา พูดในรูป ของการบรรยายธรรมะ ? และบางคนจะสงสัยไปถึง กับว่า การเมืองจะเป็นธรรมะได้อย่างไร ? เกี่ยวกับข้อนี้ เรา จะต้องทำความเข้าใจกันให้ถึงที่สุด ในคำว่า "การเมือง" เสียก่อน แม้จะโดยย่อหรือโดยสรุปความ ; คือเราจะลองตั้งข้อ สังเกต หรือข้อสงสัยดูว่า โลกในปัจจุบันนี้ ไม่มีความ- สงบสุข. ที่ไม่มีความสงบสุข ก็เพราะว่ามีอะไรอย่างใดอย่าง- หนึ่งทำให้เป็นเช่นนั้น, ทุกคนอาจ จะมองเห็น พ้องต้องกันว่า เพราะเหตุที่สิ่งสิ่งหนึ่ง คือสิ่งที่เรียกว่า การเมือง นั่นเอง ไม่เป็นไปอย่างถูกต้อง ในโลกนี้ โลกนี้จึงยุ่งยากลำบากมาก ขึ้นทุกทีแล้วเราจะไม่สนใจในสิ่งที่เรียกว่าการเมืองนั้นได้อย่างไร. นี้เป็นข้อแรกและเป็นข้อใหญ่ที่สุด คือข้อที่เรา หาความ สงบสุขไม่ได้ ก็เพราะว่าไม่มีความถูกต้องทางการเมือง ; อย่างน้อยก็ควรจะหยิบขึ้นมาพิจารณากันดูบ้าง แม้ยังจะไม่นึกถึง คำว่า "ธรรมะ" ก็นึกถึงคำว่า "การเมือง" ก็แล้วกัน ก็เห็น ได้ว่า การเมืองเป็นสิ่งที่ ควรหยิบขึ้นมาดู พิจารณาดู. การเมืองยุ่งยาก เพราะคนไม่รู้จักการเมือง :

น.14 ทีนี้สำหรับคำว่า "การเมือง" นั้นมันยุ่งยากลำบาก เพราะ ว่ายังไม่รู้ว่าอะไรกันแน่ด้วยซ้ำไป. พวกนักศึกษาก็ยังไม่รู้ว่า การเมืองโดยแท้จริงนั้นมันคืออะไร , แล้วก็คิดนึก หรือทำไป โดยไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ; นี้ก็เลยแก้ปัญหาต่าง ๆ ของ บ้านเมืองไม่ได้. ทีนี้สำหรับคนทั่วไปที่ไม่เป็นนักศึกษา เป็นชาว บ้านตามธรรมดา ก็ยิ่งไม่รู้ว่า การเมือง นั้นคืออะไร ; รู้แต่ เพียงว่าเขาพูดกันอย่างไร ก็เหมา ๆ กันเอาไปตามนั้น ; มันก็ ได้แต่การเมืองชนิดที่คนทั่วไปเขารู้จัก หรือเขาพูดกัน หรือเขา สมมติกัน ก็เลยยังไม่ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง ; ไม่สามารถจะ- ช่วยกันแก้ไข หรือระมัดระวัง ให้เป็นไปในทางที่ถูกต้องได้. บางคนจะคิดเสียว่า เรื่องการเมืองนั้น มันเป็นเรื่องพิเศษ เฉพาะหมู่เฉพาะพวก เช่น เฉพาะพวกนักการเมือง เป็นต้น ; ไม่เกี่ยวกับชาวไร่ชาวนาชาวบ้านตามธรรมดา ไม่เกี่ยวกับพระ- ศาสนา อะไรทำนองนี้ ; นี่ก็เพราะเขารู้หรือเข้าใจเพียงเท่านั้น. แต่ถึงอย่างไรก็ดี เราอยาก จะเพ่งมอง ไปยังปัญหา ที่ว่า ทั้งโลกไม่มีความสงบสุข ก็เพราะเหตุว่า ไม่มีความถูก ต้องทางการเมือง ; เหตุผลเพียงเท่านี้ก็พอแล้ว ที่เราจะสนใจ เรื่องการเมือง. แต่จะต้องให้ความหมาย หรือข้อเท็จจริงต่าง ๆ

น.15 ๔ ธรรมมะกับการเมือง เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า "การเมือง" นั้นให้ครบถ้วน ; และต้อง เข้าใจอย่างถูกต้อง แม้ว่าเราจะทำไม่ได้ คือจัด ทำ ตามอำนาจ ของเราไม่ได้ก็ยังควรจะรู้ไว้ ว่ามันจะต้องทำอย่างไร. และยัง จะต้องพูดกันไว้ โดยหวังว่าให้คนชั้นหลังเขาจะทำได้ ; ฉะนั้น ช่วยกันออกความคิด ความเห็น ไว้ให้ครบถ้วนก็เชื่อว่า จะเป็น การดี แต่ตามความรู้สึกของอาตมานี้ รู้สึกว่าจำเป็นอย่างยิ่งซึ่งจะ ได้พูดกันต่อไป ในข้อที่ว่า การเมืองนั้น มันเกี่ยวไรกัน กับสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ. แล้วเมื่อสิ่งที่เรียกว่า “ธรรมะ" มันเป็นของพุทธบริษัท อยู่โดยตรง ; ถ้าการเมืองมันเกี่ยวกับ ธรรมะเท่าไร การเมือง มัน ก็ต้องเกี่ยวกับพุทธบริษัทมากเท่านั้น . นี่จึงได้ตั้งหัวข้อ สำหรับบรรยายขึ้นมาว่า ธรรมะกับการเมือง พุทธบริษัทมีเหตุผลที่ต้องสนใจการเมือง : เราควรจะตั้งปัญหาขึ้นมาตรง ๆ ว่า พุทธบริษัทควร สนใจหรือเกี่ยวข้องกับการเมืองเพราะเหตุไร? ตลอดไป ถึงว่า สนใจอย่างไร ? และเพียงไรด้วย ? ถ้าเรารู้จักสิ่งที่เรียกว่า การเมืองอย่างถูกต้อง ก็จะตอบได้เอง ทันทีว่า เพราะเหตุไร จึงต้องสนใจการเมือง. เดี๋ยวนี้เนื่องจากยังไม่รู้ หรือไม่รู้อย่าง ถูกต้องและสมบูรณ์ มันก็ต้องพูดพร้อม ๆ กันไปว่า การเมือง

น.16 นั้นคืออะไร, ธรรมะนั้นคืออะไร, และ เราพุทธบริษัทควรจะ สนใจเพราะเหตุใด . ในฐานะที่เราเป็นพุทธบริษัท อาตมาก็ อยากจะอิงอาศัยพระพุทธภาษิตบ้าง เป็นธรรมดา คือจะ มอง โดยหลักของพระพุทธภาษิต ก่อนสิ่งอื่นเสมอ. การเมืองคืออะไร สำหรับคำว่า "การเมือง" จะมีรายละเอียดอย่างไรก็ตาม ทีเถิด ; แต่เมื่อกล่าวโดยสรุปความสั้น ๆ แล้ว มันก็ เป็นการ ช่วยกันแก้ปัญหาของบ้านเมือง หรือของสังคมทั้งหมด หรือ ของโลกก็ได้ ; และมุ่งหมายโดยตรงก็คือว่า : ๑. ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากคนอยู่กันมาก ๆ เพิ่ม- มากขึ้นทุกที, เป็นปัญหาอย่างเดียวกัน ทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าจะ ในระดับเล็ก หรือระดับกลาง หรือระดับใหญ่. ขอให้นึกถึงคำว่า การเรือน แล้วก็ การบ้าน แล้วก็ การเมือง แล้วก็ การโลก ; ซึ่งต่อไปอาจจะมีถึงคำว่า การ- จักวาล คือทุก ๆ โลกรวมกันมันมีปัญหาเกิดขึ้นมาอย่างเดียวกัน คือ ปัญหาเกิดมาจากการที่สัมพันธ์ ติดต่อกันมากคนขึ้น. ถ้า ไม่มาอยู่กันมากคน ไม่มาเกี่ยวข้องกันมากคน ปัญหาชนิดนี้ ไม่เกิด ; พอมาอยู่กันมากคน มันก็เกิดปัญหาขึ้น และเพิ่ม

น.17 มากขึ้น. ภายในบ้านเรือนหลังหนึ่ง มันก็มีปัญหาที่เกิดจากการ ที่อยู่กันหลายคน. ถ้าจัดไม่ดี มันก็อยู่กันไม่ได้, อยู่กันด้วยความ ทนทรมาน ; คิดดูเถอะ แม้แต่ในบ้านเดียวแท้ ๆ ครอบครัว เดียวแท้ ๆ มันก็ยังต้องมีการจัด การทำ อะไรบางอย่างให้มัน ถูกต้อง มันจึงจะอยู่กันได้โดยผาสุก. ทีนี้ ขยายออกไปถึงหมู่บ้าน มีหลายเรือน จำนวนคนมัน ก็มากขึ้น ปัญหามันก็มีมากขึ้น ก็ยิ่งจัดได้ยากขึ้นไปอีก ; ต่อ เมื่อจัดได้ จึงจะเรียกว่าอยู่กันเป็นผาสุก. ทีนี้มันขยายออกไปถึง ประเทศทั้ง ประเทศ มันก็ยิ่งเห็น ได้ว่าจำนวนคน มันมากขึ้น ; อย่างประเทศไทยเรานี้ ก็ได้ยินว่าตั้ง ๔๐ กว่าล้านคนแล้ว ปัญหา ต่าง ๆ มันก็มากขึ้น มันก็ต้องจัดมากขึ้นไปอีก. ๒ . คำว่า "การเมือง" มักจะหมายถึง ปัญหา ระดับบ้านเมืองในประเทศ อย่างนี้. นี่มัน อยู่คนเดียว ไม่ได้ อยู่ประเทศเดียวไม่ได้ มันเกี่ยวข้องกัน ; เดี๋ยวนี้ก็ เรียกได้ว่าจะทุกประเทศแล้ว การเมืองมันก็เลย ขยายออกไป เป็นการโลก คือการเมืองของโลกนั่นเอง. เดี๋ยวนี้เราก็รู้กันอยู่ แล้วว่า โลกมันเล็กเข้า แคบเข้า เพราะว่าการไปมาหาสู่กัน มันสะดวกยิ่งขึ้นจนจะไม่มีเหลืออยู่สำหรับให้อยู่โดดเดี่ยวโดยไม่มี

น.18 ใครรู้จัก, สามารถจะไปได้ถึงทุกหนทุกแห่งในโลก ; มันก็เลย เนื่องกันหมด ; แล้วยังเห็นได้ว่า แต่ละประเทศมีความมุ่งหมาย จึงตั้งทูตของตัวไปประจำในประเทศต่าง ๆ ทุกประเทศในโลกที- เดียว, และก็ได้พยายามกระทำกันอยู่ อย่างนั้น. นี่ทำให้เห็น ได้ว่า ทั้งโลกนี้ จะมีกี่ประเทศก็ตาม มันผูกพันถึงกัน เกี่ยว เนื่องถึงกันปัญหามันก็มากขึ้น, เป็นปัญหาของโลก การโลก หรือ การเมืองของโลก ที่นี้อยากจะพูดเลยเถิดไปหน่อยว่า นานไปวันหน้านั้น จน กระทั่งว่ามันมี ความสามารถไปยังโลกอื่น ๆ ในจักรวาลนี้ได้ ; ไป มา กันเหมือนว่าเล่นแล้ว มันก็กลายเป็นปัญหาจักรวาลขึ้นมา ทันที ซึ่ง คงจะยุ่งยากลำบาก มากยิ่งกว่าที่กำลังเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ ซึ่งเป็นเพียงในโลกนี้โลกเดียว. ขอให้มองดูการเมือง กันใน ลักษณะอย่างนี้ จะเข้าใจได้ในทางที่จะเป็นประโยชน์. ๓. ความหมายของ "การเมือง" ควรต้องเนื่อง ด้วยธรรมะ, นักภาษาศาสตร์ นิรุกติศาสตร์ แม้แต่ พวกนักการ เมืองเอง ก็อธิบายความหมายของคำว่า "การเมือง" ไว้อย่างนั้น บ้างอย่างนี้บ้าง อย่างโน้นบ้าง บางอย่างก็แทบจะไม่มีประโยชน์อะไร; แต่พอจะจับ ใจความสำคัญ ได้ว่าหมายถึง การจัด การทำให้

น.19 คนที่อยู่กันมาก ๆ นั้นอยู่กันด้วยสันติสุขด้วยความสงบสุขอย่างแท้จริง, นี้คือความหมายของคำว่า การเมือง ที่ถูกต้อง ที่บริสุทธิ์. แต่ถ้าความหมายของการเมือง มันเปลี่ยนเป็นไม่ถูกต้อง ไม่บริสุทธิ์ มันก็กลายเป็นคดโกง เหมือนอย่างที่กำลังเป็นอยู่ในเวลานี้ ; เรื่องการเมืองก็กลายเป็นเรื่องคดโกง เรื่องเอาเปรียบกันระหว่างคนหมู่มากนั่นเอง. ทีแรกก็ตั้งท่าไว้ดีแล้ว ว่าจะจัด จะทำ จะช่วยกันปลุกปล้ำทุกอย่าง ทุกประการ ให้ทุกคนในโลกนี้อยู่กันอย่างผาสุก ; แต่พอไปทำเข้าจริง มันกลายเป็นเครื่องมือสำหรับคดโกงซึ่งกันและกันเอาเปรียบผู้อื่น จะให้เป็นสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไปแต่พวกของตัว เอาเปรียบผู้อื่นได้ลงคอ การเมืองเลยกลายเป็นเรื่องสกปรก. ทีนี้เรามองดูอีกทีหนึ่ง ว่าการเมืองอย่างบริสุทธิ์ก็ดี การเมืองอย่างสกปรกก็ดี ก็ยังต้องเนื่องกันอยู่กับธรรมะ หรือพระธรรมะอยู่นั่นแหละ ; ถ้าการเมืองบริสุทธิ์ ก็เป็นไปตามธรรมะเนื่องอยู่กับธรรมะ ; เพราะประกอบด้วยธรรมะ. ที่นี้การเมืองสกปรกมันก็ไม่มีธรรมะ มันขาดธรรมะ ; มันก็เนื่องกันอยู่กับธรรมะในข้อที่ว่า มันขาดไปเสีย หรือมันผิดไปเสีย, หรือว่ากำลังต้องการธรรมะเข้ามา ประกอบกันเข้ากับการเมืองที่สกปรก

น.20 เพื่อแก้ไขให้มันหายสกปรก ให้มันกลายเป็นการเมืองบริสุทธิ์. ทั้งการเมืองบริสุทธิ์ และการเมืองสกปรก มันก็เกี่ยวข้องกันอยู่กับโลกมนุษย์ นั่นแหละ, เกี่ยวอยู่กับประเทศชาติหนึ่ง ๆ หรือสังคมหนึ่ง ๆ กระทั่งว่าถ้าเล็กลงมา ก็เป็นเรื่องการบ้าน การเมืองเล็ก ๆ กระทั่งการเรือนคือครอบครัว. เราไม่รู้จะใช้คำจำกัดความว่าอย่างไรดี สำหรับคำคำนี้ ที่จะให้มันใช้ได้กับเรือนหลังหนึ่งขึ้นไป จนถึงบ้านเรือนทุกหลังในโลก ; แต่เอาเป็นว่ารวมเรียกกันไปทีก่อนว่า การเมืองก็แล้วกัน แล้วอยู่ในระดับกลาง คือระดับของประเทศ. สรุปเหตุผลที่ต้องสนใจ "การเมือง" : เท่าที่พูดมานี้ต้อง สรุปเอาใจความให้ได้ว่า เรื่องมนุษย์นั้นมันเป็นเรื่องที่เราหลีกไม่ได้เพราะเราก็เป็นมนุษย์ ; และเรื่องของโลกเราก็หลีกไม่ได้ เพราะว่าเราก็เป็นคนหนึ่งในโลก ; หรือว่าเรื่องของประเทศเราก็หลีกไม่ได้ เพราะว่าเราเป็นพลเมืองคนหนึ่งของประเทศ ; เรื่องของสังคมเราก็หลีกไม่ได้ เพราะเราก็เป็นสมาชิกหน่วยหนึ่งของสังคม. แม้แต่ว่าหมู่บ้านนี้เราก็เป็นคนหนึ่งในหมู่บ้านนี้, กระทั่งในวัดนี้, กระทั่งในเรือนของท่านแต่ละคนนั้น, มันก็เป็นสิ่งที่หลีกไม่ได้ ที่จะไม่รับรู้ ไม่รับผิดชอบ.

น.21 พุทธบริษัท ก็มีน้ำใจอย่างกับพุทธบริษัท รู้จัก รับผิดชอบ ; บางทีจะรู้จักกตัญญูกตเวทีต่อสิ่งที่มันมีประ- โยชน์แก่เรา หรือว่าเราได้อาศัยมาก่อนแล้ว. ถ้าพูดอย่างพุทธ บริษัทก็ต้องพูดได้ว่า โลกนี้มันมีประโยชน์แก่เรา เพราะว่า เราได้เกิดมาในโลกนี้ ต้องกตัญญูกะมัน ต้องช่วยให้มันดีขึ้น อย่างนี้เป็นต้น ; นี่ พุทธบริษัทมีเหตุผลอย่างกว้าง ๆ อย่างนี้ ที่ทำให้ต้องสนใจในสิ่งที่เรียกว่า การเมือง. พิจารณาการเมืองโดยอาศัยหลักพระพุทธภาษิต เอ้า, ทีนี้ ก็จะมาดูถึง พระพุทธภาษิต อย่างที่ได้กล่าวมา แล้วเมื่อตะกี้นี้ว่า เราเป็นพุทธบริษัท จึงอิงอาศัยในพระพุทธ ภาษิตเป็นหลักอยู่เสมอ. ๑. พระพุทธภาษิตที่เกี่ยวกับพระองค์เอง ก็มีอยู่ มากมายหลายแห่งทั่วไป "ตถาคตเกิดขึ้นในโลกเพื่อประ- โยชน์เพื่อความสุขของมหาชน ของสัตว์ทั้งหลาย ทั้งเทว- ดาและมนุษย์" ; ใจความย่อ ๆ เป็นอย่างนี้ ไม่ได้พูดตรงตาม ตัวหนังสือ ในความหมายอย่างเลศนัย พูดสรุปมาแต่ใจความ ว่า "ตถาคตเกิดขึ้นในโลกนี้เพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง ทั้งเทว- ดาและมนุษย์" .

น.22 ขอให้นึกถึงคำว่า "เทวดาและมนุษย์" ในความหมาย ที่พอจะมองเห็นได้. ในความหมายที่มองเห็น ไม่ได้ นั้นก็ยก ไว้ก่อนก็ได้. ในความหมายที่พอจะมองเห็นได้นี้ ก็หมายความว่า พวก เทวดา นั้น เป็นพวกที่ไม่รู้จักเหงื่อ, พวกมนุษย์ นี่คือพวกที่ มัน ต้องอาบเหงื่ออยู่ตลอดเวลา ; หมายความว่าพวกหนึ่งสบาย มากจนไม่รู้จักเหงื่อ ; แต่พวกหนึ่งมันคุ้นเคยกับเหงื่อ. แต่ทั้ง สองพวกนี้ ยังอยู่ในลักษณะอย่างเดียวกันอยู่อย่างหนึ่ง คือต้อง มีธรรมะจึงจะอยู่เป็นผาสุกได้ ; อย่าอวดไปว่า ไม่ต้องออกเหงื่อ แล้วจะมีความสุขได้ มันยังมีเรื่องอื่นอีก. เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงท้าทายไว้ว่า เป็น ประโยชน์ทั้งแก่พวกเทวดา และพวกมนุษย์ ซึ่งหมายความว่า ทั้งเทวดาและมนุษย์ ยังมีปัญหา ; อย่าไปหลงว่า เป็นเทวดาแล้ว จะหมดปัญหา หรือมีความสุขถึงที่สุด ไม่มีทุกข์อะไร. ทีนี้ทั้งเทวดาและมนุษย์ มันมีปัญหาอยู่ ยังต้องการ ธรรมะอยู่ ; ฉะนั้นคนในโลกนี้ก็จะไม่มีอะ ไรมากไปกว่าสองพวก นี้คือพวกที่รู้จักเหงื่อ, กับพวกที่ไม่รู้จักเหงื่อ ; นี่พูดภาษาชาวบ้าน ธรรมดา ๆ ให้ฟังทีเดียวออก พุทธบริษัทจึงสนใจทั้งต่อ

น.23 ดาและมนุษย์ ในฐานะที่จะร่วมมือกันแก้ปัญหา ๒. ทีนี้ก็ยังมี พระพุทธภาษิต อีกพวกหนึ่งซึ่ง ลดระ- ดับลง มาว่าบุรุษอาชา ไนยเกิดขึ้นมา ในโลกนี้ก็ เพื่อประ โยชน์แก่มหาชน ; หมายความว่า ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อมหา ชน, บางทีก็ขยายออกไปทั้งเทวดาและมนุษย์ ; บุรุษอาชาไนย นี้ ไม่ได้หมายถึงพระพุทธเจ้าอย่างเดียว ; ใครก็ได้ถ้าเป็นผู้มีสติปัญ- ญาระดับสูงสุด ก็เรียกว่า อาชาไนย, เขาเกิดมาเพื่อประโยชน์แก่ มหาชนแล้วเรื่องมันก็ต้องไปในเรื่องของสังคม ซึ่งเป็นปัญหาทาง สังคม, ซึ่งก็ไม่พ้นไปจากเรื่องการเมือง, แต่ต้องเป็นการเมืองที่ บริสุทธิ์ หรือประกอบอยู่ด้วยธรรมะ คือเป็นการเมืองที่แท้จริง อย่างที่กล่าวมาแล้ว ไม่ใช่การเมืองที่เพิ่งมาเปลี่ยนรูปเป็นคดโกง อุบายสำหรับคดโกง เอาเปรียบผู้อื่น. ๓. แล้วยังมี พระพุทธภาษิต ที่ ตรัสถึงประโยชน์ : อตฺตตฺถํ หิ สมฺปสฺสมาเนน อลเมว อปฺปมาเทน สมฺปเทตํ ฯลฯ เมื่อเห็นประโยชน์ตนก็ทำประโยชน์ตนให้ถึงพร้อม ด้วย ความไม่ประมาท ; เมื่อเห็นประโยชน์ผู้อื่นก็ทำประโยชน์ผู้ อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาท ; เมื่อเห็นประโยชน์ทั้ง สองฝ่าย คือทั้งตนและผู้ อื่นก็พึงทำประโยชน์ทั้งสองฝ่ายให้ถึง

น.24 พร้อมด้วยความไม่ประมาท. นี้ก็คือให้นึกถึงผู้อื่นด้วยเสมอ ไป คือนึกถึงทุกคน ; นั่นก็คือเรื่องปัญหาทางการเมือง, คือปัญหา ร่วมกันของสังคมนั่นเอง จะต้องช่วยกันปลดเปลื้อง. ๔. ทีนี้ยิ่งไปกว่านี้ ก็ยังมีข้อ ความบางประเภท ที่ตรัสว่า ธรรมะนี้ตรัสเพื่อให้ช่วยกันรักษาเข้าไว้ เพื่อประโยชน์เพื่อความ สุขเกื้อกูล ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์ : เช่นเรื่องโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ซึ่งเราได้พูดกันอย่างละเอียด จบ ไปเมื่อวันเสาร์ที่ แล้วมานี้เอง ว่าการที่พระองค์ได้ตรัสธรรมะที่เรียกว่า โพธิปัก- ขิยธรรม ๓๗ ประการ เพื่อประโยชน์ว่า จะช่วยกันรักษาไว้ ให้ตั้งอยู่เป็นหลักพระศาสนา ไม่ใช่เพื่อตว ใครคนใดคน หนึ่ง หรือเพื่อตัวผู้ปฏิบัติธรรมคนนั้นคนเดียว. ข้อนี้ขอให้ช่วยจำไว้ด้วย เพื่อจะได้ถือเป็นหลกอันมั่นคงว่า ธรรมะหรือพระศาสนา นี้ ไม่ใช่เพื่อตัวใครตัวมัน ; พระองค์ ทรงประสงค์ไว้ว่าให้รักษากันไว้อย่างมั่นคง เพื่อประโยชน์ทั้ง- แก่เทวดาและมนุษย์. ขอย้ำอีกว่า เทวดาหากไม่ต้องมีเหงื่อ, พวกมนุษย์ยังต้องอาบเหงื่อ ; มันจะไกลกันเท่าไรก็ตามเถอะ มัน ก็ยังต้องการธรรมะอยู่นั่นเอง. สรุป พระพุทธภาษิตเกี่ยวกับการเมือง :

น.25 ขอให้ สรุปข้อความทั้งหมด นี้ ซึ่งอยู่ใน รูป ของพระพุทธภาษิต มาพิจารณาดูว่าท่านประสงค์ ให้ถือเอา ประโยชน์ของโลกทั้งโลก คือทั้งเทวดาและมนุษย์เป็นหลัก : อย่าเพื่อตนคนเดียว. ถ้าตรัสว่าประโยชน์สองฝ่าย ก็คือว่า ฝ่าย ตนด้วย และฝ่ายผู้อื่นทั้งหมดด้วย, หรือบางทีก็ว่า ประโยชน์ อย่างต่ำ ๆ เช่น ประโยชน์อย่างโลก ๆ นี้ด้วย และประโยชน์ อย่างสุดสุด คือเป็นไปเพื่อพระนิพพานด้วย. แม้อย่างนี้ก็ยังตรัส ว่าทั้งแก่เทวดาและมนุษย์นั่นแหละ จึงขอให้มองให้เห็น ให้เข้า ใจเสียให้ถูกต้องตั้งแต่ตอนแรก ๆ แล้วเราจะรู้ว่า การนึกถึง ประโยชน์ของคนทั้งโลก นั่นเป็นหน้าที่ของพุทธบริษัท : เมื่อมีความตั้งใจอย่างนี้แล้ว มันจะหลีกพ้นเรื่องการเมือง ไปได้ อย่างไร. ขอให้ท่านทั้งหลายลองคิดดูเองก็แล้วกัน. ถ้าเรา นึกถึง ประโยชน์ในโลกนี้ ของเพื่อร่วมโลกด้วยกันทั้งหมดแล้ว มัน หลีกพ้นเรื่องการเมืองไปไม่ได้. เดี๋ยวนี้โลกมันกำลังจะลุก เป็นไฟ จะวินาศ จะอะไรก็สุดแท้ มันเป็นเรื่องการเมือง อยู่ใน โลกนี้. ฉะนั้นถ้ามีทางที่จะช่วยกันได้แล้วก็ต้องช่วย ; แม้ยังไม่ เห็นทางว่าจะช่วยได้ ก็จะต้องพยายามหาหนทางคิดหาหนทางให้ พบให้ช่วกันยจนได้.

น.26 ทีนี้จะลองเปรียบเทียบกันดูว่า คนที่เป็นพุทธบริษัท กับ คนที่ไม่เป็นพุทธบริษัทมันจะมีอะไรยกเว้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ? มอง ดูก็เห็นได้ทันทีว่ามันไม่มีอะไรจะยกเว้น : คนทั่วไปแม้จะไม่ใช่ พุทธบริษัท มันก็ผูกพันอยู่กับการเมือง เพราะอยู่ในโลกที่เต็มไป ด้วยการเมือง ; ทีนี้ พุทธบริษัทก็ยังเป็นคนทั่วไป อยู่ ใน ความหมายหนึ่ง แม้ว่าอีกความหมายหนึ่ง จะเป็นพุทธบริษัทก็ ตาม ; ก็เลยเป็นเหตุให้ ต้องสนใจในสิ่งที่เรียกว่าการเมือง. ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ก็จะเป็นคนไร้ประโยชน์ หรือมีประโยชน์ น้อยที่สุด หรือว่าไม่ ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ก็ได้. ในฐานะที่เป็นคนทั่วไปในโลก, เราก็ต้องสนใจ ในเรื่องโลก ; เพื่อจะช่วยโลกในฐานะเป็นพุทธบริษัท ก็ยังต้องสนใจโลก เพื่อจะช่วยโลก ; ถ้าจะให้มากไปถึงกับว่า เรามีความกตัญญูจะ ช่วยโลก นี้ก็ยิ่งดีจะเป็นธรรมะที่สูงขึ้นไป. แต่ว่าอย่างต่ำ เรา ก็ต้องช่วยโลก ; ถ้าไม่อย่างนั้น เราเป็นคนเอาเปรียบ แล้วก็จะ เลยไปเป็นคนคดโกง เป็นคนหนึ่งในโลกที่เป็นคนคดโกง ไม่ทำ หน้าที่ของตน มันก็คือคนอกตัญญูนั่นเอง สรุป : ทุกคนต้องสนใจ "การเมือง" เอาละ, เป็นอันว่า ไม่ต้อง พูดกัน ให้มากแล้ว ในเรื่องนี้.

น.27 สรุปความ ได้เลยว่า ทุกคนต้องหวังดีต่อโลก ต้องช่วย แก้ปัญหาในโลก และ สิ่งนั้นก็คือสิ่งที่เรียกกันว่า การเมือ คือเรื่องจัด โลกให้มันถูกต้อง ให้มันสงบสุขหรือว่าแคบเข้ามา จัดประเทศ ความเป็นไปในประเทศ ให้มันถูกต้องและ มีความ สงบสุข ; มันก็คือการ เมืองอีกนั่นเอง, แม้จะเล็กเข้า มา แคบเข้ามาจนเป็นเรื่องหมู่บ้าน หรือบ้าน หลังคาเดียว มันก็เรื่องการเมืองนั้นแหละ แต่เราไม่เรียกเท่านั้นเอง. ความ หมายมันก็อย่างเดียวกันทั้งนั้นคือ ช่วยจัดให้มันอยู่กันอย่าง ผาสุกในหมู่คนที่อยู่กันมาก ๆ แล้วแต่ว่ามันจะมากสักเท่าไร สรุป : ต้องสนใจ “การเมืองบริสุทธิ์" ประกอบด้วย ธรรม ; เอ้า, ทีนี้ สรุปความ เสียทีว่า คำว่า " การเมือง " มี ความหมายสรุปได้อย่างคร่าว ๆ หรือสังเขปว่า ระเบียบปฏิบัติที่ ช่วยกันจัดบ้านเมือง หรือสังคม หรือโลก ให้มันหมดปัญ- หา . ปัญหานั้นคือสิ่งที่สร้างวิกฤติการณ์ คือความ ไม่อยู่กันเป็น ผาสุก นี้เราเรียกว่าปัญหา. ทีนี้ ช่วยกันจัดบ้านเมือง หรือโลก ให้มันหมดปัญ- หา : นี่คือตัวการเมืองบริสุทธิ์ ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับปล้น

น.28 เอาประโยชน์ของผู้อื่น มาเป็นประโยชน์ของตน หรือ ของพวกตน . เดี๋ยวนี้เขาเรียกว่าการเมือง แต่ไปดูเข้าแล้ว ที่ ไหนได้เป็นเรื่องการปล้น เอาประโยชน์ของผู้อื่น หรือพวกอื่น มาเป็นของตน หรือของพวกของตน ; จะเป็นไปอย่างนี้ ทั้งใน ประเทศและนอกประเทศ หรือทั่วโลก มันเป็นเสียอย่างนี้. นี่ ไม่ใช่ การเมืองตามความมุ่งหมาย อันบริสุทธิ์ของธรรม ชาติ, หรือของธรรมะ . แม้ทีแรกเริ่มเดิมที ที่มันจะ มีสิ่งที่เรียกว่า การเมือง ขึ้นมา มันก็มี ปัญหาจากการที่อยู่กันไม่เป็นผาสุก , แล้วก็ ช่วยกันแก้ไข ให้มันเกิดความเป็นผาสุก, แล้วก็พอใจ. ทีนี้ต่อ ต่อมาอีกทีหนึ่ง มันจึงค่อยเปลี่ยนไปตามกิเลส คือเห็นแก่ความ สุขของตนถ่ายเดียว, แล้วก็ละโมบโลภลาภ ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จัก พอ มันจึงต้องไปปล้นเอาประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็นของตน ; นิยมทำกันอย่างนี้ไปตามอำนาจกิเลสของตน ทำกันทุกคน ทำ กันทุกประเทศในโลกนี้ ; นี่การเมืองจึงมาอยู่ ในรูปของการ ปล้นเอาประโยชน์ของผู้อื่น มาเป็นประโยชน์ของตน อย่างแยบ- คายที่สุด, แต่ขอให้รู้ว่านั่นไม่ใช่การเมือง ที่มุ่งหมายในที่นี้. การเมืองที่มุ่งหมายในที่นี้ หมายถึงการเมืองบริสุทธิ์ คือ

น.29 มุ่งจะทำสังคมอยู่ให้กันอย่างสงบสุข. ดังนั้น การเมืองที่แท้จริง นั้นจึงต้องประกอบ ไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า ธรรม หรือพระ ธรรม ; นี่เป็นมูลเหตุสำคัญ ที่ทำให้เราต้องพูด บรรยายธรรม กันในหัวข้อนี้ ว่า ธรรมะกับการเมือง. แล้วการเมืองจะมี ประโยชน์ หรือเป็นสิ่งสูงสุด ก็เพราะว่าประกอบอยู่ด้วย ธรรม : ดังนั้นจึงต้องสนใจในคำว่า "ธรรม” หรือพระธรรม กันเป็นพิเศษ ให้ถูกต้องเต็มที่, แล้วก็เอามาใช้กับการเมือง, หรือเอามาเป็นหลักของการเมืองเสียก็ได้, ปัญหา ก็จะหมดไป. เราจึง ควรสนใจสิ่งที่เรียกว่า ธรรม กันให้เพียงพอ. พิจารณากันถึงคำว่าธรรม ๔ ความหมาย เอาละ ทีนี้จะวินิจฉัยกันถึงคำว่า "ธรรม" ; แล้วก็ต้อง ขอทบทวนความจำ ความเข้าใจ ของท่านผู้ฟัง ผ่านทางท่าน ผู้แทน ๔ คนนี้ต่อไปตามเดิม. ถาม : คำว่า "ธรรม" เมื่อสรุปเอาแต่ใจความสำคัญ จะมี ความหมายว่าอย่างไรบ้าง ? กี่ความหมายคุณประยูร ? ตอบ : คำว่า "ธรรม" นี้ มีความหมายที่สำคัญอยู่ ๔ ความ หมาย : ความหมายแรก ก็คือ หมายถึงสิ่งทุกสิ่ง เรียก ว่า สภาวธรรม คือจะเป็นตั้งแต่สิ่งเล็กไม่มีชีวิต จน

น.30 กระทั่งสิ่งใหญ่ที่สุด จะมองเห็นหรือไม่มองเห็นก็ตาม นั่นคือสิ่งทุกสิ่ง. ความหมายที่สอง หมายถึงกฎของมัน กฎของธรรมชาติ ที่เรียกว่า สัจจธรรม ของธรรมชาติ ; เรียกว่าสัจจธรรม เป็นต้นว่ากฎไตรลักษณ์ หรือกฎ- แห่งกรรมต่าง ๆ. ความหมายที่สาม ก็คือ หมายถึง การปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎของธรรมชาตินั้น เรียกว่า ปฏิบัติธรรม ; ส่วนมากก็คือ มรรคมีองค์ ๘. ทีนี้ ความหมายที่สี่ ก็เป็นความหมาย ที่หมายถึง ผลที่ได้ รับจากการปฏิบัติ ตามกฎแห่งธรรมะ นั้น ; นี่เรียก ว่า ปฏิเวธธรรม. มี ๔ ความหมายอย่างนี้ครับ. ถาม : ก็เห็นได้ว่า ยังจำได้ ยังเข้าใจอย่างถูกต้อง. ทีนี้พูด ให้สั้นที่สุด โดยใช้คำพูดให้สั้นที่สุดสำหรับ ๔ ความ- หมายนี้ จะพูดว่าอะไรล่ะคุณทอง ให้สั้นที่สุด ๑, ๒, ๓, ๔ ไปเลย ? ตอบ : พูดว่า ๑. คือธรรมชาติ กฎของธรรมชาติ หน้าที่ และผลที่ได้จากธรรมชาติครับ. ถาม : ทำไมหนึ่งแล้ว มีตั้งสี่ล่ะ ว่าใหม่ซิ. ๑-๒-๓-๔ ไปซิ. ๑. คือธรรมชาติ ๒. คือกฎของธรรมชาติ ๓. คือ-

น.31 หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ๔. คือผลที่ได้รับตามสม- ควรแก่หน้าที่ ทั้งสี่อย่างนี้เรียกว่า ธรรม ; เมื่อถือเอา ภาษาบาลีเป็นหลัก และถือเอาคำบรรยายอธิบายทั้งหลาย ตามที่มี อยู่ใน พระคัมภีร์ของ พุทธศาสนา แล้ว, คำว่า “ธรรม" เกิดมีความหมายขึ้นมาเป็น ๔ ความหมาย แยกกันอยู่เป็นชั้น ๆ : - ๑. ความหมายที่ ๑ ตัวธรรมชาติ คือ ปรากฏการณ์ ทั้งหลาย : จะเป็นรูปหรือเป็นนามก็ได้, เป็นเหตุเป็นผลก็ได้ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ. นี้เราเรียกว่าตัวธรรมชาติ ก็เรียกว่าธรรม ในฐานะเป็นตัวธรรมชาติ ๒. ความหมายที่ ๒ ในธรรมชาติทั้งหลาย มีกฎของ ธรรมชาติประจำอยู่ สิ่งทั้งหลายจึงเป็นไปตามกฎ. แม้เล็งถึงสิ่ง ที่เรียกว่ากฎ หรือสัจจะอันนั้น ก็เรียกได้ว่า ธรรมอีกเหมือนกัน ในฐานะที่เป็น กฎของธรรมชาติ. ถาม : ทีนี้ความหมายที่ ๓ หน้าที่ ที่จะต้องประพฤติ กระ- ทำตามกฎของธรรมชาติ ได้แก่หน้าที่ของใครล่ะ คุณทอง ? ตอบ : คือหน้าที่ของผู้ที่อยู่ในโลกนี้ครับ. ถาม : ผู้ที่อยู่ในโลกนี้ ยังไม่ชัดเจน, คนหรือสัตว์ ?

น.32 ตอบ : ก็หมายทั้งคนและสัตว์ครับ. ถาม : แล้วต้นไม้ล่ะ ? ตอบ : ต้องหมายถึงต้มไม้ด้วยครับ. ถาม : เอ้า ! อย่างนั้น คุณพูดเสียใหม่ซิ ว่าใครล่ะที่จะต้อง ทำหน้าที่ หรือประพฤติตามหน้าที่ ? คุณชวนใคร ? คุณล้ำใคร ? ใครนึกได้ ว่ามาก่อน ? ตอบ : หมายถึงสิ่งที่มีชีวิตทั้งหมดในโลกนี้. นั่นแหละดี, หมายถึง สิ่งที่มีชีวิตทั้งหมดในโลกนี้ นับ ตั้งแต่ต้นไม้ขึ้นไป : ถ้าหากว่าก้อนดิน ก้อนหิน มันมีชีวิตด้วย ก็ต้องเอาด้วย. เดี๋ยวนี้เรายังไม่พิสูจน์กันในข้อนี้ ก็เอาเป็นว่า สิ่งที่มันมีชีวิตนั่นแหละ มันจะต้องทำหน้าที่ ; ถ้ามิฉะนั้นแล้ว มันจะต้องตาย. ที่ว่าต้นไม้นี่หมายถึงพืชเล็ก ๆ ตะไคล่น้ำนิด ๆ ก็ยังได้ มันก็ต้องทำหน้าที่, กระทั่งต้นไม้ต้นโต ๆ นี้ก็ต้องทำ หน้าที่ ตามที่มันจะต้องทำ มันจึงรอดชีวิตอยู่ได้. นี้สัตว์เดรัจ- ฉานก็ทำหน้าที่เห็นอยู่แล้ว. ทีนี้คนหรือมนุษย์รวมทั้งเทวดาด้วย ก็ต้องทำหน้าที่ ไม่อย่างนั้นมันต้องตาย ; ฉะนั้นส่วน ที่เป็นหน้าที่ ที่สิ่งที่มีชีวิตจะต้องประพฤติกระทำ เราเรียกว่า หน้าที่ตาม กฎของธรรมชาติ ; เรียกเป็นบาลีสักหน่อย ก็เรียกว่าปฏิบัตติ-

น.33 ธรรม. ปฏิบัตติ คือสิ่งที่ต้องปฏิบัติ หรือพึงปฏิบัติ ; นี่คือ ธรรมในความหมายที่สาม ; ในฐานะที่เป็น หน้าที่ตาม กฎของธรรมชาติ. ในความหายที่ ๔ คือ ผลที่เกิดขึ้นมา ; ไม่มีอะไร ที่ว่ามันกระทำแล้ว มันจะไม่เกิดผลขึ้นมา. ถ้ากระทำผิด ก็มี ผลออกมาไม่พึงปรารถนา, ถ้ากระทำถูก ผลก็ออกมาในลักษณะ ที่พึงปรารถนา, ส่วนที่เป็น ผลอันนี้ เราก็เรียกว่า ธรรม เหมือนกัน ในฐานะที่เป็น ผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ ใน ระดับสูง เรียกว่า ปฏิเวธธรรม คือผลที่เราได้รู้สึกด้วยจิตใจ ของเรา. จะทบทวนในแง่ที่ควรสังเกตต่อไปอีกหน่อย :- ๑. คือธรรมชาติ ๒. คือกฎธรรมชาติ ๓. คือหน้าที่ ตามกฎธรรมชาติ ๔. ผลที่เกิดขึ้นตามหน้าที่. ถาม : ทบทวนข้อที่ ๑ ธรรม คือ ธรรมชาติ เพื่อให้ได้ ใจความชัดลงไปอีกสักนิดว่า อะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติ ? คุณทอง ลองยกตัวอย่างอะไรที่ปรากฏ อยู่ในที่ทั่วไปนี้ ที่ไม่ใช่ธรรมชาติ ? ตอบ : สิ่งที่เรียกว่า ธรรมชาตินั้น ก็หมายถึงตั้งแต่พื้นดินจน ถึงต้นไม้ และสัตว์ มนุษย์ ; เหล่านี้ครับ คือธรรม- ชาติ.

น.34 ถาม : เอ้า ! ไม่ตรงคำถามแล้ว, ถามว่า อะไรที่ไม่ใช่ ธรรมชาติ ? ตอบ : ไม่มีอะไรที่จะไม่เป็นธรรมชาติ ครับ. ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติ เดี๋ยวคนอื่น ๆ เขาจะไม่เข้า ใจ ฉะนั้นจึงย้ำในข้อนี้ว่า ให้ดูให้ดี ให้เข้าใจให้ดี. ตามหลัก ของพุทธศาสนา ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติ ; นั้นมันเลยลง ไปถึงว่า ก้อนดิน ก้อนหิน กรวดทราย อะไรก็ตาม มันก็เป็น ธรรมชาติ สูงขึ้นมาถึงสิ่งที่มีชีวิต ประเสริฐสุดมันก็ธรรมชาติ, แล้วเลยนั้นออกไปที่เป็นผลของการปฏิบัติ หรือว่าเป็นอยู่ตาม ธรรมชาติ ที่เรียกว่า พระนิพพาน ก็ยังเป็นธรรมชาติอยู่นั่น- แหละ. นี่จึงมีหลักขึ้นมาว่า พวก สังขตธรรม ทั้งหลาย ก็เป็น ธรรมชาติ, พวก อสังขตธรรม ก็เป็นธรรมชาติ เลยไม่มีอะไร ที่ไม่ใช่ธรรมชาติ. ขอให้เข้าใจเสียทีหนึ่งว่า ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ ธรรมชาติ ; ถ้าไม่เข้าใจข้อนี้แล้ว จะไม่เข้าใจธรรมะได้. ถาม : ทีนี้ข้อที่ ๒ ที่เรียกว่า กฎของธรรมชาติ นั้นน่ะ คืออะไร ? ให้ตอบ ให้สั้นที่สุด คืออะไร คุณชวน ? ตอบ : กฎของธรรมชาติ ก็คือ สภาวะที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ ครับ.

น.35 ถาม : นั่นคือตัว ธรรมชาติ. - ที่นี้กฎ ของ ธรรมชาติ คืออะไร คุณทอง ? ตอบ : คือการเปลี่ยนแปลง ครับ. ถาม : นั่นคือสิ่งที่ธรรมชาติทำให้เป็นไป คือกฎของธรรมชาติ ทำให้เป็นไป ; นั้นคือการเปลี่ยนแปลง. แล้วอะไรคือ กฎของธรรมชาติ คุณล้ำ ? ตอบ : คือกฎของอิทัปปัจจยตา, ถาม : กฎของอิทัปปัจจยตา ? กฎของธรรมชาติ คืออะไร ? คุณก็ออกชื่อมันเท่านั้นเอง ยังไม่ได้บอกว่าคืออะไร ? คุณประยูร กฎ ของธรรมชาติคืออะไร ? ตอบ : กฎของพระธรรมชาติ คือพระเจ้า ถาม : อย่างนี้มันไม่มีใครฟังถูก มันเตลิดเปิดเปิงไปไหนก็ไม่รู้. ตอบ : ก็คือกฎอิทัปปัจจยตา. ก็ออกชื่ออย่างคุณล้ำอีกแล้ว. กฎของธรรมชาติ คือสิ่ง ที่บังคับธรรมชาติให้เป็นไป ; นี้ต้องการจะให้ มองอย่างนี้ กฎของธรรมชาติ นั่นคือ สิ่งที่บังคับธรรมชาติให้เป็นไปตาม กฎนั้น. ตัวธรรมชาติ คือสภาวธรรมทั้งหลาย : ที่ไหนก็ได้. สังขตะ ก็ได้. อสังขตะ ก็ได้. ทีนี้กฎของธรรมชาตินั้นคือ

น.36 สิ่งที่บังคับธรรมชาติให้เป็นไป. ถ้าสิ่งที่บังคับได้ มันก็เป็นไป ตามที่บังคับ ; ที่บังคับไม่ได้ มันก็ยืนอยู่ สำหรับต้านทานกฎ- ธรรมชาติ. ถ้าว่า อสังขตะ ไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงอยู่ มันก็ เพราะกฎของธรรมชาติอันหนึ่งที่ทำให้ อสังขตะนี่ยังคงอยู่ ไม่ เปลี่ยนแปลง. ส่วนพวกสังขตะทั้งหลาย ก็เปลี่ยนแปลงอย่างไหล เชี่ยวเป็นเกลียวไปเลย. ฉะนั้นเราจึงพูดได้ว่า กฎของธรรมชาติ คือสิ่งที่บังคับธรรมชาติให้เป็นไป ; เป็นไป ในลักษณะเปลี่ยน แปลงก็ได้, เป็นไปในลักษณะที่ ไม่เปลี่ยนแปลงก็ได้ เรียกว่า มันเป็นอยู่อย่างนั้นก็แล้วกัน ถาม : กฎของธรรมชาตินี้อะไรปฏิเสธได้ ? อะไรหรือใครก็- ตาม ปฏิเสธได้ ? ยกตัวอย่างดูซิ ใครบ้าง ? ที่มัน ปฏิเสธต่อกฎของธรรมชาติได้ ยกตัวอย่างดูซึ ? ตอบ : ไม่มีตัวอย่าง ครับ. ถาม : ไม่มีตัวอย่างหรือ ? คุณทอง ? ตอบ : ก็ไม่มีใครที่จะปฏิเสธได้ ครับ. ไม่มีใครไม่มีอะไร ที่จะปฏิเสธกฎของธรรมชาติได้ ;ก้อนหิน แท้ ๆ ก็ยังปฏิเสธกฎของธรรมชาติไม่ได้ : มันมาอยู่ที่นี่ก็เป็นไป- กฎของธรรมชาติ, มันจะสลายไป ก็เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ

น.37 ข้อนี้ไม่ต้องพูดถึงสิ่งที่ มันมีชีวิตมีความรู้สึก มันเป็นไปตามกฎ ของธรรมชาติอย่างรุนแรง อย่างที่ไม่ปฏิเสธได้. ถาม : ทีนี้ข้อที่ ๓ ที่ว่าหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ หน้าที่ ตามกฎของธรรมชาติ นี้คืออะไร ? ระวังจะเหมือน ข้อที่ ๒ อีกนะ หน้าที่ตามกฎของธรรมชาตินั้น คืออะไร, คุณประยูร ? ตอบ : คือการปฏิบัติไปตามกฎของธรรมชาติของมัน คือถ้าปฏิ- บัติไปในทางที่ถูก มันก็เปลี่ยนไปในทางถูก ; ถ้าปฏิบัติ ไปในทางที่ผิด มันก็เปลี่ยนไปในทางที่ผิด. ถาม : เอ้า ! มัน ฟุ่มเฟือยด้วยคำพูดนัก คุณทอง ตอบใหม่ ให้สั้นที่สุด ว่าหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ คืออะไร ? ให้มันง่าย ๆ ตอบอย่างความรู้สึกอย่างเด็ก ๆ บ้างซิ, ว่า หน้าที่ตามกฎของธรรมชาตินั้นมันคืออะไร ? ตอบ : หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ คือ การกิน การถ่าย. ถาม : เตลิดเปิดเปิงไปไหนไม่รู้ สรุปเอาแต่ใจความซิว่า หน้า ที่ตามกฎของธรรมชาติ นั้นคืออะไร ? ตอบ : หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ คือการกระทำ ครับ, คือ ต้องกระทำ.

น.38 คือความที่ต้องกระทำ หรืออะไร ก็พูดให้มันชัดลงไป ว่าความที่มันต้องกระทำ ไม่กระทำไม่ได้. ในที่นี้หน้าที่นั่นคือ สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ; ถ้าหลีกเลี่ยงแล้วเป็นตายแน่ : ฉะนั้น หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ก็คือ สิ่งที่มีชีวิตจะต้องทำ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นับตั้งแต่การหากิน การกิน การนอน การอะไรทุกอย่าง จนกระทั่งเรื่องทางจิต ทางใจ เขาก็ต้องทำให้มันถูกต้อง จึงจะมีความสงบสุข. ถาม : หน้าที่ตามกฎของธรรมชาตินี้ ใครจะหลีกเลี่ยงได้ นึกเห็นไหม ? ลองยก ตัวอย่างซิ ใครหลีกเลี่ยงหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติได้ คุณทอง ? ตอบ : ไม่มีครับ. ให้มันแน่ลงไปว่า มันไม่มี ; แล้วคนอื่นเขาก็จะได้พลอยเข้าใจสังเกตเห็น : แล้วหน้าที่ชนิด ไหนที่ใครก็ หลีกเลี่ยง ได้. เมื่อหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ไม่มีใคร หลีกเลี่ยงได้แล้วก็ หน้าที่ชนิดไหนบ้างที่เราอยากจะหลีกเลี่ยงบ้างก็ได้, คุณประยูร. เอ๊ะ, ทำไมไม่ตอบอย่างเด็ก ๆ ละว่า คือหน้าที่ที่ไม่ใช่กฎขอธรรมชาติ, มันก็เป็นหน้าที่ ที่ไม่ใช่ตามกฎของธรรมชาติ. นี้เราจะล้อเล่นก็ได้ จะหลีกเลี่ยงเสียบ้าง

น.39 ก็ได้ ; เพราะฉะนั้นพูดได้ว่า หน้าที่ตามกฎธรรมชาตินี้คือสิ่งที่ชีวิตทั้งหลายหลีกเลี่ยงไม่ได้. มาถึงข้อที่ ๔ ว่า ผลที่เกิดขึ้นตามกฎของธรรมชาติ, ผลที่เกิดขึ้นด้วยการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ คือมันต่อมาจากว่า หน้าที่นี้เราได้ปฏิบัติแล้วตามกฎของธรรมชาติ ; ทีนี้ผลมันเกิดขึ้นมาจากหน้าที่นั้น มันก็ยังคงตรงตามกฎของธรรมชาติอยู่นั่นเอง แล้วแต่ว่า ปฏิบัติถูกหรือปฏิบัติผิด. ถาม : การที่เกิดผลตรงตามกฎของธรรมชาตินี้ ใครแก้ไขได้ คุณทอง ? ใครจะ แก้ไขได้ ผลที่เกิดขึ้นนี้ ? ตอบ : ไม่มีใครแก้ไขได้ครับ. ถาม : เพราะฉะนั้นทำไมจะมาเถียงกันว่า ทำดีไม่ได้ดี, ทำชั่วได้ดี ทำดีได้ชั่ว นี้ ? ทำไมเรามันจึงมาเถียงกันอย่างนี้ล่ะ ? ตอบ : นั้นก็เพราะเข้าใจผิด ครับ. มันมีอะไรอยู่บางอย่าง ที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด : เขาไปหลงในคำพูด หลงในการบัญญัติเฉพาะกรณี หรือไปหลงเอาปฏิกิริยา พลอยได้อะไรมาเป็นของจริง ตัวจริง ; ฉะนั้นขอให้ถือไว้เป็นหลักตายตัวว่า ผลจะเกิดขึ้นตรงตามกฎของธรรม-

น.40 ชาติเสมอไป. แต่เรื่องนี้ถ้ายังสงสัย มันต้องไว้พูดกันคราวอื่น เพราะมันยืดยาวนัก. ขอให้เป็นแต่เพียงว่า ถ้าผลเกิดขึ้นจาก หน้าที่แล้ว มันต้องตรงตามกฎของธรรมชาติ ไม่มีใครแก้ไขได้ ; เช่น จะแก้ไขให้ผลของการทำดี ออกมาเป็นความชั่ว ให้ผล ของการทำชั่ว ออกมาเป็นความดี อย่างนี้ไม่มีใครแก้ไขได้. ฉะนั้น เราจึงได้ความหมายของคำว่า ธรรม นั้น ๔ ประ- การ ว่า ธรรมชาติก็เรียกว่า ธรรม, กฎของธรรมชาติก็เรียก ว่า ธรรม, หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ก็เรียกว่า ธรรม, ผล ที่เกิดขึ้นจากหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ก็เรียกว่า ธรรม, นี่ถ้ารู้ธรรมจริง ๆ ต้องรู้ ๔ ประการนี้. ถาม : เดี๋ยวนี้ คนทั่วไปรู้จักธรรมในความหมาย ๔ ประการนี้ หรือเปล่า คุณทอง ? คุณกล้าพูดจริง ๆ ดี ฉะนั้นต้อง ถามคุณ. ตอบ : คนไม่เข้าใจตามนี้ ครับ. ถาม : ไม่เข้าใจตามนี้ แล้วเข้าใจอย่างไร ? เข้าใจว่า ธรรมะ น่ะคืออะไร ? ตอบ : เข้าใจเพียงว่า ธรรมะ คือ เพียงแต่เป็นสิ่งที่ดี ๆ ชั่ว ๆ เท่านั้น ครับ.

น.41 นั่นจึงรู้จักธรรมะน้อยเกินไป จึงไม่เอาธรรมะมาใช้ประ- โยชน์ได้, และไม่เพียงพอ ที่จะเอามาใช้ในเรื่อง อันเกี่ยวพัน กันอย่างยุ่งเหยิงซับซ้อน ของสิ่งที่เรียกว่าการเมือง. เราได้พูดกันขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อไม่นานนักนี้ ที่สรุปเอา ความหมายของคำว่าธรรมะมา ๔ ประการ ในลักษณะอย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่มันมีอยู่ในพระบาลีตั้งพันกว่าปี, สองพันปีมาแล้ว, สอง พันกว่าปีมาแล้ว มันก็ไม่เอามาพูดกัน. ที่เราเอามาพูดนี้ ก็ เพื่อช่วย ให้จับเอาความหมายได้ทันที ในความหมาย ทั้งหมดของสิ่งที่เรียกว่า ธรรม. พอได้ความหมายขึ้นมา ๔ อย่าง เหล่านี้แล้ว ; พึงระวังตั้งใจมองเห็นให้ชัดเจน ให้มัน เห็นเป็น ๔ อย่าง อย่างนี้จริง ๆ ประเดี๋ยวเราก็ จะได้เห็นชัดที- เดียวว่า มันเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า การเมือง. เอาละ เมื่อเข้าใจความหมายของคำว่า ธรรม ดี ; หรือว่า ธรรมมี ๔ ความหมายอย่างนี้แล้ว เราก็จะ ดูความที่สิ่งนี้เกี่ยว กับสิ่งที่เรียกว่า การเมือง. การเมืองเกี่ยวข้องกับธรรมะอย่างเต็มตัว สิ่งที่เรียกว่า การเมือง เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า ธรรม อย่างแน่นแฟ้น แล้วก็อย่างเต็มที่ หรืออย่างทั้งหมดเลย.

น.42 ถาม : เอ้า, เดี๋ยวจะเพื่อน : ตั้งต้นใหม่ว่า สิ่งที่เรียกว่า การ เมืองนั้นคืออะไร คุณทอง ? สิ่งที่เรียกว่าการเมืองโดย ความหมายที่สั้นที่สุดรัดกุมที่สุดน่ะ มันคืออะไร ? ตอบ : คือ ระเบียบปฏิบัติ ในการที่จะทำให้คนอยู่กันด้วยความ สงบสุข ครับ. ถาม : คือระเบียบปฏิบัติ ที่ต้องให้คนกี่คนล่ะ ที่อยู่กันด้วย ความสงบสุข ; ต้องหมายความว่า มากคน, แล้วก็มาก ไม่มีจำกัดเสียด้วย ระเบียบปฏิบัติที่ทำให้คนจำนวนมาก อยู่กันเป็นผาสุก นี้เราจะเรียกว่าการเมือง ระเบียบ ปฏิบัติให้คนอยู่กันเป็นผาสุกนี้จำเป็นไหม คุณทอง ? ตอบ : จำเป็น ครับ. ถาม : จำเป็นกี่มากน้อย ? ตอบ : จำเป็นอยู่เป็นอย่างมากเหมือนกัน ครับ. ถาม : ยังเหลืออยู่อีกหรือ. ยังไม่ใช่ทั้งหมดหรือ ? ตอบ : ครับ, เพราะว่าส่วนที่เหนือไปกว่ากฎหมายหรือระเบียบ นั้น ต้องเป็นกฎธรรมชาติครับ. ผมคิดอย่างนั้น. ถาม : หน้าที่ ทางการเมืองนั้นคือ สิ่งที่คนต้องช่วยกัน กระ- ทำให้คนจำนวนมากอยู่กันเป็นผาสุก แล้วก็เรียกว่า จำ

น.43 เป็นนะ. ที่นี้อยากจะถามว่าจำเป็นกี่มากน้อย ? จำเป็น ทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือว่า จำเป็นไม่ถึง ๑๐๐ เปอร์- เซ็นต์ ยังขยักไว้ได้บ้างล่ะ ? ถามอย่างนี้นะ การที่จะ ต้องทำให้ทุกคน อยู่กันเป็นผาสุก นี่เรียกว่าจำเป็นทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือว่าจำเป็นไม่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือขยักไว้บ้างก็ได้ ; แล้วก็อยากจะทราบว่า มันคือ อะไร คุณประยูร ? จำเป็นกี่มากน้อย ? ตอบ : มีความจำเป็นทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ของการเมืองแหละ ครับ. ถาม : ของอะไรนะ ? ตอบ : ของระเบียบการปฏิบัตินั้น. ถาม : ต้องเรียกว่า มีความจำเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ของความ จำเป็น. แล้วการที่ทำอย่างนี้เป็นหน้าที่หรือเปล่า ? เป็น หน้าที่ของมนุษย์หรือเปล่าคุณทอง ? ตอบ : เป็นหน้าที่ครับ. ถาม : ถ้าเมื่อมันเป็นหน้าที่ แล้วมันจักเป็นธรรมะข้อไหน ? คุณชวน มันจัดเป็นธรรมะในความหมาย ไหน ? ตอบ : ในความหมายว่าการปฏิบัติ ครับ.

น.44 ถาม : ในความหมายไหนที่ ๑ หรือที่ ๒ หรือที่ ๓ คุณว่าอย่าง นั้นเถอะ ? ตอบ : ที่ ๓ ครับ. ถาม : ในความหมายที่ ๓ ; เมื่อมันจำเป็น มันเป็นหน้าที่ที่ หลีกเลี่ยงไม่ได้ ; เพราะฉะนั้นการเมือง จึงกลายเป็น เป็นธรรมะในความหมายที่ ๓. ความหมายที่ ๓ ว่า อย่างไร คุณประยูร ? ตอบ : ความหมายที่ ๓ หมายถึง สิ่งที่ต้องปฏิบัติตามกฎของ ธรรมชาติ ไม่ปฏิบัติไม่ได้. ความหมายที่ ๓ คือหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ ตามกฎของธรรม อย่างไม่ยกเว้น ฉะนั้น การเมืองก็คือหน้าที่ที่มนุษย์ จะต้องปฏิบัติ ตามกฎของธรรมชาติ ; หน้าที่อย่าง นี้เราเรียกว่า ธรรมในความหมายที่ ๓. ถาม : ทีนี้การปฏิบัติธรรม ในความหมายที่ ๓ นี่ เพื่อให้มัน ถูกต้องตามความหมายของธรรม ในความหมายไหน ? ตอบ : ตามความหมายที่ ๒.

น.45 ตามความหมายที่ ๒. คุณคิดดูซิ มันจะต้องปฏิบัติอย่าง นั้นก็เพื่อให้มันถูกต้อง ตามความหมายของธรรม ใน ความหมายที่ ๒ ที่เรียกว่าอะไร ? ตอบ : กฎของธรรมชาติ ครับ. ถาม : ที่เรียกว่ากฎของธรรมชาติ ที่เป็นอย่างนั้นเพราะเหตุ อะไร ? ที่เป็นอย่างนั้นหรือต้องเป็นอย่างนั้น เพราะเหตุ ไร คุณชวน ? ตอบ : เพื่อผลของการปฏิบัติธรรม ครับ. ถาม : เอาผลอย่างนั้นไว้ทีหลัง ; เพราะเหตุใดจึงต้องทำอย่าง นั้น ไม่ทำไม่ได้เพราะเหตุอะไร ? ตอบ : เพราะเหตุที่กฎมันถูกต้อง. ถาม : เพราะเหตุอะไร คุณทอง ? ตอบ : ก็เพราะเหตุของธรรมชาติ ครับ. ถาม : เอ้า, ยังฟังไม่ออกนัก คุณประยูร ? ตอบ : เพราะกฎของธรรมชาติ มันเป็นสิ่งที่บังคับให้ธรรมชาติ เป็นไปครับ ; ฉะนั้นต้องทำไป ตามกฎอันเป็นธรรมใน ความหมายที่ ๒. เพราะว่า คนหรือต้นไม้ หรืออะไรก็ตาม นั่นมันคือธรรม

น.46 ชาติตามความหมายที่ ๑ ; เพราะสิ่งทั้งหลายที่เป็นคนก็ดี เป็น สัตว์ก็ดี เป็นต้นไม้ก็ดีนั้น คือธรรมชาติตามความหมายที่ ๑. ฉะนั้นจึงเป็นไปตามกฎ หรือต้องเป็นไปตามกฎ, ครั้นคนหรือ สิ่งที่มีชีวิตประพฤติถูกต้องตามกฎนั้นแล้ว จะได้ ผลตามความ หมายของธรรม ในความหมายที่ ๔ เห็นไหม ; มันก็จะแยกได้ เป็น ๔ ข้อ หรือ ๔ บรรทัด. ทบทวนดูอีกทีว่า การเมืองคือธรรมในความหมายที่ ๓, ไม่เข้าใจก็ถามเสีย แย้งเสีย การเมืองคือสิ่งที่เรียกว่า ธรรม ในความหมายที่ ๓ คือหน้าที่ ทีนี้ก็ว่า เพื่อให้ถูกต้อง ตามธรรมในความหมายที่ ๒ คือกฎของธรรมชาติ, เพราะว่าทั้งคน ทั้งสัตว์นั้นมันคือ ธรรมในความหมายที่ ๑ คือเป็นตัวธรรมชาติ. เมื่อเป็นตัวธรรมชาติ มันก็หนีกฎ ธรรมชาติไปไม่พ้น. ทีนี้เมื่อ ปฏิบัติแล้ว มันก็จะ ได้ผล ตามความหมายของคำว่าธรรม ในความหมายที่ ๔ คือ ผลที่เกิดมาจากการปฏิบัติหน้าที่. นี่เราจึงเห็นได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า การเมือง เกี่ยวพัน กันอยู่กับธรรมใน ๔ ความหมายอย่างสนิท แน่นแฟ้น, เข้าเกลียวกันอย่างที่แยก ออกจากกันไม่ได้ : การเมืองคือธรรม

น.47 ในความหมายที่ ๓ ทำไปให้ถูกต้องตามธรรมในความหมายที่ ๒ ; เพราะว่าทั้งหมดนั้น มันเป็นธรรมในความหมายที่ ๑. และเมื่อ ทำแล้ว มันก็ได้ผลตามความหมายที่ ๔ ของคำว่า ธรรม; เลย แยกกันไม่ออก. นี่ธรรมกับการเมืองตามความจริงของธรรมชาติ มันเป็นสิ่งที่ผูกพันกันอยู่อย่างนี้ อย่างที่แยกกันไม่ออก. สรุปเสียให้ชัดเจนว่า ธรรมใน ๔ ความหมายนั้นเกี่ยว- พันกันอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าการเมือง ในลักษณะทั้ง ๔ โดยที่ แยกกันไม่ออก ; มันก็พอจะแก้ข้อสงสัยไปได้มากทีเดียว ว่าทำไม เราจึงต้องพูดกันว่า ธรรมะกับการเมือง ? เพราะมันแยกกันไม่ ออก ; ถ้าเล็งถึง การเมืองที่ถูกต้องแล้ว มันก็ คือ ธรรมะนั่นเอง. “ธรรม" ในความหมายอย่างอื่น ทีนี้จะมองกันในทางอีกทางหนึ่ง คือธรรมะในความหมาย อย่างอื่น. สิ่งที่เรียกว่าธรรมะ ในความหมายอย่างอื่น นอกจาก ๔ ความหมายนั้นแล้ว ก็ยังอีกหลายชื่อ หลายนาม หรือมี วิธีพูดได้หลายวิธี ถาม : ธรรมะในชื่ออย่างอื่น ในความหมายอย่างอื่น หรือใน คำอย่างอื่น มีอะไรบ้าง ? คุณทองนึกได้อะไรก็ว่ามา ?

น.48 ธรรมะเรียกกัน ในชื่ออย่างอื่น ซึ่งไม่ใช่การเมืองนะ เรียกชื่ออะไรได้บ้าง ? หรือในความหมายอะไรได้บ้าง ? ตอบ : ธรรมะที่มีชื่ออย่างอื่น หมายถึง ศีลธรรม คือการทำ ความปรกติ ครับ. ถาม : อะไรอีก ? คำเดียวเท่านั้นหรือ ตัวอย่างมันเยอะแยะ ไปหมด อะไรอีก ? อะไรบ้างคุณประยูร ? ตอบ : ธรรมะที่อยู่ในรูป ของวัฒนธรรม ศิลปะ ขนบ ธรรมเนียมประเพณีแล้วก็ในกฎหมาย ถาม : เห็นไหมไม่เคยนึกไว้ก่อน เห็นไหมมันนึกไม่ออก แล้ว มันไม่เป็นระเบียบ. คุณชวนในชื่ออะไรบ้าง ? ในความ หมายอะไรบ้าง ? ตอบ : นึกไม่ได้ครับ. ผมก็นึก ๆ มา. ถาม : เอ้า, เผื่อคุณล้ำจะนึกออกแปลกออกไป ? ตอบ : ก็มีอยู่ในการปกครอง ในการศึกษา ถาม : เอ้า, คุณทองอีกทีหนึ่ง เผื่อจะนึกรวบยอด ในชื่ออย่าง อื่น ในความหมายอย่างอื่น อะไรบ้าง ? ตอบ : ยังนึกไม่ออก ที่แปลกไปกว่าที่ได้ตอบมาแล้วครับ

น.49 นี่แหละ ขี้ลืม เพราะว่าเรื่องนี้ได้พูดกัน หลายครั้งแล้ว เหมือนกันว่าอะไร ๆ ก็ล้วนแต่เป็นศีลธรรม ก็คือเป็น ธรรมนั่นเอง แม้กระทั่งว่าการสงคราม ก็เป็นศีลธรรม เคยพูดไหม ? เคยพูดหรือเปล่า ตอบ : เคยพูด ครับ ก็เคยพูดแล้วตอนนั้นก็พูดกันมาก ว่า ไม่มีอะไรที่มิใช่ ศีลธรรมเพราะว่ามันเป็นสิ่ง ที่ทำให้เกิดความ ปรกติ ทั้งนั้น. เอาละ, ที่นี้ธรรมะไมความหมายอื่น มีอะไรบ้าง ก็ควร จะหยิบขึ้นมาพิจารณาดู ; แล้วในที่สุดจะชี้ให้เห็นว่า ล้วนแต่ เนื่องกับการเมือง. ถาม : ธรรมะในความหมายอย่างอื่น เช่น ศีลธรรม. ศีลธรรม แปลว่า สิ่งที่ทำความปรกติ. ศีลธรรมนี้ดูเป็นชั้น ๆ ไป แล้วจะได้สักกี่ชั้น คือของใครบ้าง ? มันจะได้สักกี่ชั้น คุณทอง ? คุณประยูร ? ตอบ : ได้ ๔ ชั้น ครับ ๑. ศีลธรรมของวัตถุที่ไม่มีชีวิต. ๒ ศีล ธรรมของตัวกาย กายภายนอก. ๓. ลึกเข้าไป ศีลธรรม ของจิต. แล้วขั้นต่อไป ๔. ศีลธรรมของวิญญาณ ครับ. ๑. ธรรมในชื่ออื่น คือคำว่า "ศีลธรรม"

น.50 นั่นยังจำได้อยู่ ; ซึ่งเราเคยแยกกันอย่างนั้น อย่างละเอียด สิ่งใดที่อาจจะทำให้ปรกติได้ สิ่งนั้นย่อมเกี่ยวกับสิ่ง ที่ เรียกว่าศีลธรรม คือการกระทำเพื่อให้เกิดความปรกติ. เดี๋ยวนี้จะ เอาเฉพาะที่เกี่ยวกับมนุษย์ ; ยกเว้นพวกวัตถุเสีย เพราะว่าเข้าใจ ยากอยู่ แล้วคนทั่วไปก็ไม่เคยมองเห็น ไม่สนใจเอา มาพูดกัน อย่างที่เป็นเรื่องลึกซึ้ง. เรื่องธรรมดาสามัญ ในหมู่คนเราก็ ศีลธรรม นี้มันก็จะ พูดได้เป็น ๓ระดับ คือ ของคนแต่ละคน คนหนึ่ง ๆ แล้วก็ ของสังคม ที่ผูกพันกันเป็นหมู่ย่อม ๆ เรียกว่าสังคมหนึ่ง ๆ แล้ว ก็ ศีลธรรมของโลกทั้งโลก ซึ่งในบางโอกาส และบางกรณี เรา ก็พูดได้เหมือนกัน เช่นว่า เดี๋ยวนี้ทั้งโลกไม่มีศีลธรรม หรือทั้ง โลกมีศีลธรรมเสื่อมในข้อนั้นข้อนี้ มันก็พูดได้. ศีลธรรมของบุคคลแต่ละบุคคล, มันก็เนื่องกับการ เมือง, ของสังคม ก็เนื่องกับการเมือง, ของคนทั้งโลก ของ โลกทั้งโลก มันก็ เนื่องกับการเมือง , เพราะการเมืองมันก็ ต้องการทำให้เกิดความสงบ แล้วศีลธรรมก็คือตัวการที่ ทำความ สงบ. ถาม : ถ้าคนแต่ละคนมีศีลธรรม ; คุณทอง ฟังให้ดี, ถ้าคน

น.51 ๔๐ ธรรมกับการเมือง แต่ละคนมันมีศีลธรรม แล้วมันเนื่องกับการเมืองของโลกอย่างไรบ้าง ? ตอบ : ถ้าคนแต่ละคนมีศีลธรรม บุคคลก็เป็นหน่วยหนึ่งของสังคมนั้น ๆ หากว่า หน่วยแต่ละหน่วย ของสังคมมีความสงบมีศีลธรรม ก็หมายถึง สังคมนั้นย่อมจะต้องมีความปรกติมีศีลธรรมด้วย. เมื่อสังคมแต่ละสังคม มีความปรกติมีศีลธรรม มีความสงบสุข กันทุกๆ สังคมหรือทุกประเทศ แล้ว ก็ย่อมทำให้โลกนี้มีความสงบ. พูดเป็นขั้นตอน แยกแยะออกไปมาก ก็พูดอย่างนั้นได้ ทีนี้พูดรวบรัดก็พูดว่า เมื่อแต่ละคนมันมีศีลธรรมดี มันก็เนื่องถึงการเมืองของโลกคือว่า โลกมันหมดปัญหาทางการเมือง. คนที่พึ่งไม่ถูก หรือไม่เคยฟัง จะไม่เข้าใจ แล้วก็จะแย้ง ; แต่พวกเราก็พอจะรู้กันได้ คือว่าถ้า คนแต่ละคนมันมีศีล ธรรมดีการเมืองโลก จะหมดปัญหา ; คือเรามีพลเมืองดี มีพ่อค้าดี มีชาวนาดี มีสภาผู้แทนดี มีรัฐบาลดี มีนักเศรษฐกิจดี มีการทหารดี มีอะไรดี ; เพราะว่าทุกคนมันมีศีลธรรม การเมืองของโลกมันก็หมดปัญหา. เมื่อเราดูไปที่สังคม เอาที่หน่วยของสังคม คือคนแต่ละคน

น.52 มันก็ยังเป็นอย่างนี้เสียแล้ว ; ทีนี้ถ้าว่า แต่ละคนมันมีศีลธรรมดี สังคมนั้นมันก็ดีโลกนั้นมันก็ดี. ถ้าแต่ละคนมีศีลธรรมดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่ดีเป็นส่วนใหญ่แล้วก็พอ จะเรียกได้ว่า สังคมนั้นดี ; เพราะที่เลวมันไม่กี่คน สังคมหมู่นี้เป็นสังคมที่มีศีลธรรมอยู่. เรื่องของโลก ก็เหมือนกัน แม้ว่าสังคมบางสังคม มันยังจะเลวอยู่ ; แต่สังคมส่วนมากมันดี ก็เรียกว่า โลกนี้มันยังมีศีลธรรมดี. ธรรมะในชื่ออย่างอื่น คือคำว่า ศีลธรรม จำเป็นแก่การการเมืองโลก เพราะมันเนื่องกันอยู่. ๒. ธรรมในชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี, วัฒนธรรม ธรรมะในชื่ออย่างอื่น นอกจาก ศีลธรรม ยังมีว่า ขนบธรรมเนียม หรือว่า ประเพณี หรืออะไรที่มันคล้ายกัน. ข้อนี้เราเล็งถึงสิ่งที่นำมา ประพฤติกันอยู่ จนเคยชินเป็นนิสัยของบุคคลหรือหมู่บุคคล กระทั่งมันซึมอยู่ในสายเลือด เช่นชนชาตินี้ หรือหมู่นี้มีวัฒนธรรมดีมาแต่กำเนิดในสายเลือดของบิดา มารดา ออกมาเป็นลูกหลาน ; อย่างนี้เรียกว่า วัฒนธรรม ที่มีอยู่ในสายเลือด คือพอคลอดออกมา มันก็แวดล้อมอยู่แต่ในวัฒนธรรมที่ดี. เด็กนี้มันก็ดีเต็มที่ เพราะว่าในสายเลือดมันก็ดี การอบรมแวดล้อมทีหลังมันก็ดี มันก็ดีไปหมด ; นั่นอานิสงส์

น.53 ของวัฒนธรรมมันเป็นอย่างนั้น. ขนบธรรมเนียมประเพณี ก็มุ่งหมายอย่างนั้น เมื่อของเขายังถูกต้องดีอยู่ มันก็มีแต่ส่วนดี ไม่มีส่วนเสีย ไม่มีงมงาย ; ขนบธรรมเนียมประเพณี ที่งมงายนี้เพิ่งมีทีหลัง. เพราะเหตุว่าทีแรกก็มีศีลธรรม ; ทีนี้เอาศีลธรรม มาประพฤติจนชิน เป็นนิสัย อยู่ในชีวิตประจำวันของแต่ละคน ก็เลยเรียกว่า ประเพณี ขนบธรรมเนียม หรือว่าวัฒนธรรม เป็นต้น. ฉะนั้นถ้าเรามีวัฒนธรรมดี บ้านเมืองนี้ก็เต็มไปด้วยความถูกต้อง ; ทีนี้การเมืองมันก็ดี, การเมืองระดับโลกมันก็ดี ถ้าคนในโลกแต่ละคนมันมีวัฒนธรรมดี. ๓. ธรรมในชื่อ การปกครอง, เศรษฐกิจ, สงคราม ฯลฯ ที่นี้ดูต่อไปในชื่ออื่น เช่นว่า การปกครอง การเศรษฐกิจ เป็นต้น กระทั่ง การสงคราม เป็นที่สุด ซึ่งไม่ค่อยมีใครจะเชื่อว่าแม้ สงครามก็คือศีลธรรม , ถ้าเขากระทำอย่างถูกต้อง. เอ้า, ดูที่ การปกครอง ก่อน. การปกครองนี้ก็คล้ายกับการเมือง ; ความหมายคล้ายกับการเมือง คือจัด หรือทำให้มันมีสันติสุข. แต่ว่าการปกครองนี้ เราจะเล็งไปถึงการเล่นงานคนที่มันหัวดื้อ หัวด้าน มันไม่เชื่อฟัง มันเป็นอันธพาล มันเกเรนี้

น.54 มันจึงต้องมีระบบอันหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า ระบบการบีบบังคับหรือปกครอง มันไม่ได้เชื้อเชิญชักชวนกันให้ทำตามสบายใจเหมือนระบบการเมือง ; แต่ถึงอย่างนั้น การปกครองมันก็ยังเป็นศีลธรรม อยู่นั่นแหละ เป็นหน้าที่ที่จะต้องทำ คือจะต้องปกครอง. ถ้ามีการปกครองดี ก็มีศีลธรรมดี ; ถาม : ทีนี้มีธรรมในความหมายไหนล่ะ คุณทอง, ถ้าบ้านเมืองประเทศของเรามี การปกครองดี นั่นมันเป็นธรรมะ ในความหมายใน ที่ ๑ หรือที่ ๒ หรือที่ ๓ หรือที่ ๔ ? ตอบ : ในความหมายที่ ๔ ครับ. ถาม : ที่ ๔ อย่างไร ? ถ้ามีการปกครองดี ความหมายไหน ? ตอบ : ในความหมายที่ ๒ ครับ. ถาม : ที่ ๒ คือกฎของธรรมชาติ ซิ. ความหมายไหน คุณประยูร ? ตอบ : ความหมายที่ข้อปฏิบัติคือความหมายประการที่ ๓ ครับ. ความหมายที่ ๓ ! ถ้าบ้านเมืองของเรามีศีลธรรมดี เราก็เรียกว่ามีธรรมะในความหมายที่ ๓ คือปฏิบัติหน้าที่ ของตนไม่บกพร่อง ; ความหมายที่ ๔ คือ ผลนั้นก็ย่อม จะตามมาเอง. ถาม : ดูการเศรษฐกิจ การค้า การอุตสาหกรรม อะไรบ้าง

น.55 ว่านี้เป็นศีลธรรมได้อย่างไร ? ตอบให้สั้นที่สุด ระบบ เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ที่มันเนื่องกัน อยู่นี่ มันเป็นศีลธรรมได้อย่างไร คุณทอง ? ตอบ : การเศรษฐกิจ สิ่งนี้ทำไปก็เพื่อความปรกติสุขของสังคม นั้น เหมือนกันครับ. เพราะว่า ย่อมจะไม่มีการมุ่งไป เอาส่วนเกินจากที่ตนควรจะได้ ; เช่นว่า พ่อค้าไม่เอา กำไรจนเกินควรไป, เอาแต่ส่วนที่ตนควรจะได้ จะทำ ให้มีความสงบได้เหมือนกัน ครับ. ถาม : เอ้า, ตอบให้รวบรัดอีกทีหนึ่งว่า เศรษฐกิจ พาณิชย์- กรรม อุตสาหกรรม กสิกรรม อะไรก็ตามนี้ มันเป็น ศีลธรรมอย่างไร คุณประยูร ? ตอบ : การเศรษฐกิจก็คือการที่จะให้ประชาชนนั้น อยู่เป็นสุข โดยมีรายได้ คือใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ได้ให้มากที่สุด : ก็มันเป็นเรื่องของการทำตามความหมายเดิมของเศรฐกิจ จริง ๆ. ถาม : เอ้า, ก็ตอบไปให้หมดซิ พาณิชยกรรม อุตสาห- กรรมเล่า ? ตอบ : พาณิชยกรรม คือการค้าขาย, การค้าขาย ความมุ่งหมาย

น.56 ก็เป็นการแลกเปลี่ยนสินค้ากัน โดยใช้เงินเป็นตัวกลาง. ในการค้าขาย หรือโดยใช้เงินเป็นตัวกลาง ก็เพื่อความ สะดวก ผลสุดท้าย ก็เพื่อความสะดวก เพื่อความสงบสุข ของประชาชนอีกเช่นเดียวกัน ; เพราะคนคนหนึ่ง จะมี ของทุกอย่างไม่ได้ ก็ต้องมีการแลกเปลี่ยนกันโดยระบบ ของการพาณิชย์ นั่นเป็นไปตามความหมายของการค้าที่ แท้จริง ถาม : คุณชวน มันเป็นศีลธรรมอย่างไร การอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม เศรษฐกิจ อย่างนี้ ? ตอบ : ถ้าการเศรษฐกิจ พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม สิ่งเหล่า นี้เนื่องอยู่ด้วยธรรมแล้ว ก็จะทำให้มีศีลธรรม ครับ. ถาม : นั่นแหละ มันเป็นศีลธรรมได้อย่างไร ? คือทำให้เกิด ความปรกติสุขได้อย่างไร ? ตอบ : ก็ในเมื่อทุกคนมีพร้อมในสิ่งเหล่านั้นแล้ว ไม่เอารัดเอา- เปรียบกัน ไม่คดไม่โกงกัน ทุกคนจะมีความสุข ครับ; เมื่อทุกคนมีความสุข ก็หมายความว่าศีลธรรมได้เกิด ขึ้นแล้ว. นี้มันเป็นความรู้พิเศษออกไปอีกแขนงหนึ่ง ซึ่งควรจะสน

น.57 จด้วยเหมือนกัน, และจะเข้าใจได้ง่าย โดยเรามองกลับกันว่า ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้อะไรจะเกิดขึ้น. ถ้าไม่มีระบบเศรษฐกิจที่ดี พา- ณิชย์กรรมที่ดี อะไร ๆ เหล่านี้ที่ดีแล้ว มันอาจจะมีอะไรเกิดขึ้น คือมันยุ่งยากลำบาก ; แต่พอมันมีสิ่งเหล่านี้มันก็ กลายเป็นแบ่ง หน้าที่กันทำ มันก็ทำได้ดีสำหรับความมีปรกติสุข อย่างพ่อค้า ก็ให้ความสะดวก แก่การที่จะแลกเปลี่ยนสิ่ง ของที่จำเป็นระหว่างกันและกัน อย่างนี้ คนก็ได้รับความสะดวก และสบาย ; แล้วพ่อค้าก็คิดเอาค่าเหนื่อย ค่าป่วยการ แต่พอ สมควร. อย่างนี้ก็เรียกว่า มีพาณิชยกรรมที่ดี ก็ไม่สร้างความ เดือดร้อนขึ้น เพราะมีศีลธรรม. นี่จึงเป็นศีลธรรม คือทำความ ปรกติ หรือความสงบสุข. แต่ถ้าพ่อค้าเกิดไปขูดรีดเอาเปรียบ ไม่มีประมาณขึ้นมา มันก็กลายเป็น ไม่มีศีลธรรม มันก็เลย ไม่มี ความปรกติสุข. การเศรษฐกิจ ก็เหมือนอย่างนั้นแหละ, การกสิกรรม ก็อย่างนั้นแหละ มันมีส่วนหนึ่งที่จะแบ่งเฉลี่ยกันไป สำหรับให้ แต่ละฝ่ายนั้นกระทำเพื่อให้เกิดความปรกติสุข. แต่จะปรกติ สุขต่อ เมื่อแต่ละฝ่ายแต่ละคนทำถูกต้องตามเจตนารมณ์ของสิ่งนั้น คือทำ เพื่อปรกติสุข ฉะนั้นเราจึงถือว่า เศรษฐกิจ ก็ดี พาณิชยกรรม

น.58 ก็ดี อะไรก็ดีนี้ มัน เพื่อความปรกติสุข. ส่วนสงครามเป็น ศีลธรรมอย่างไรนั้น เข้าใจยาก เพราะว่า เขามักจะมองกันแต่ใน แง่ฆ่าฟันกันโดยส่วนเดียว. ถาม : คุณล้ำว่า สงครามเป็นศีลธรรม อย่างไร ? การทำ สงครามที่เป็นศีลธรรมนั้นคือทำอย่างไร ? ตอบ : การทำ สงครามก็คือ การทำเพื่อความ เหมาะสม ความ พอดี. ถาม : ที่รบราฆ่าฟันกัน ที่เรียกว่าสงครามนั้น มันมีลักษณะ ไหน ? หรือทำอย่างไร ? จึงจะอยู่ใน ขอบเขตของ ศีลธรรม พอที่จะเรียกว่า เป็นการ ปฏิบัติศีลธรรมได้ เหมือนกัน. คุณชวน ? ตอบ : ถ้าหากทำสงครามกันเพื่อรักษาธรรมะ ก็ได้ชื่อว่า มี ศีลธรรม ครับ. ถ้า ทำสงคราม กำจัดข้าศึกของธรรมะ ให้ธรรมะคง เหลืออยู่อย่าให้อธรรมมาครองโลก อย่างนี้ ก็ พอจะเรียกว่า เป็นศีลธรรม ; เพราะมันจัดเพื่อให้มีความถูกต้อง หรือมีความ ปรกติ. แต่เดี๋ยวนี้มันหาไม่ได้ดอกสงครามชนิดนั้น มันหา ไม่ได้ ; เพราะมันทำสงครามด้วยความไม่มีศีลธรรม ต้องการจะ

น.59 เอาเปรียบ จะปล้นเอาของผู้อื่นมา ฉะนั้นเราจึงหาตัวอย่างไม่ได้ ในปัจจุบันนี้, จะหาตัวอย่างสงครามที่เป็นศีลธรรมไม่ได้ เพราะ มันทำไปด้วยความ ไม่มีศีลธรรมชาติ หรือตามหลักธรรมะ ๔ ประการนั้นแล้วสงครามมีได้โดยชนิดที่เป็นศีลธรรม. แต่ใครจะ เป็นผู้บังคับบัญชาควบคุม นี้มันอีกปัญหาหนึ่ง มันจึงพูดได้แต่ โดยเหตุผล ; ในทางปฏิบัตินี้ ยังไม่รับรอง ไม่ยืนยัน ว่าใคร ได้ปฏิบัติอยู่ที่ไหน. ทีนี้มันก็น่าหัว ที่ว่า ในปัจจุบันนี้ มีการทำสงครามที่ไหน แล้วมันก็อ้างเพื่อธรรมะกันทั้งนั้นแหละ. สงครามโลกครั้งที่ ๑ ได้ยินก้องหูไปหมดเลยว่า ทำสงครามเพื่อปราบอธรรม ฝ่าย- สัมพันธมิตรถือว่าฝ่ายเยอรมัน และพรรคพวกนั้นเป็นอธรรม ; เขาเลยทำสงครามเพื่อปราบอธรรม. แล้วก็ดูซิว่า มันเป็นอย่าง- ไรบ้าง ; เพราะปากมันก็พูดได้ทั้งนั้น. เดี๋ยวนี้จะรบกันที่ไหน แต่ละฝ่ายก็มีทางที่จะอ้างว่า เพื่อ ความยุติธรรม เพื่อความถูกต้อง เพื่อศีลธรรมทั้งนั้น แต่แล้ว ก็ไม่เคยพบสันติสุข ฉะนั้นมันเป็นเรื่องไม่จริง เป็นเรื่องอ้างเลศ ; อย่าเอาสงครามชนิดนี้มาเป็นหลักเกณฑ์ ; มันต้อง สงครามของ คนบริสุทธิ์ มองเห็นความไม่เป็นธรรมจริง ๆ แล้วก็ทำเพื่อให้

น.60 เกิดความเป็นธรรมขึ้นมา. เรื่องในตำนานในนิยายก็พอจะมี และ เขาก็ไม่ต้องฆ่าฟันกันมาก เพราะว่าเขาพูดกันรู้เรื่อง เพราะมี ธรรมะมากนั่นเอง. ที่เอามาพูดนี้ ก็เพื่อให้มันสิ้นเชิง ให้เกลี้ยง เกลาเสียว่า แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าสงครามก็เพื่อผล คือความสงบ. บางครั้งเราก็ต้องดุด่า ตีลูก ตีหลาน ตีอะไร ทำอย่างเหมือนกับ ว่าจะประหัตประหาร แต่ด้วยเจตนาก็เพื่อให้มันเกิดความถูกต้อง. ๔. ธรรมในฐานะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถาม : เอ้า, ที่นี้ดูต่อไปอีกดีกว่า ธรรมะในฐานะเป็นสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์. พอได้ยินอย่างนี้ ความรู้สึกอย่างไรมัน เกิดขึ้นมา คุณทอง " ตอบ : ความรู้สึกมุ่งไปยังไสยศาสตร์ ครับ. ถาม : คุณประยูร ธรรมะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ? ตอบ : นึกไปถึงเป็นแบบพระเจ้าสมัยก่อน ที่เรานับถือพระเจ้า. ถาม : เอ้า, คุณชวน ธรรมะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์. ตอบ : นึกไปถึงกฎของธรรมชาติ ครับ. ถาม : คุณล้ำ ? ตอบ : นึกไปถึงตัวบุคคล นึกถึงตัวตน สิ่งที่มีเป็นตัวเป็นตนอยู่. ถาม : ธรรมะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็มีปัญหาตรงที่ว่า ศักดิ์สิทธิ์

น.61 นั้นมันคืออย่างไร. ไสยศาสตร์น่ะ. มันศักดิ์สิทธิ์นักหรือ คุณทอง ? ตอบ : ครับ ในแง่ของคนที่ถือไสยศาสตร์ ครับ. ถาม : เอ้า, นี่ธรรมะมันเป็นไสยศาสตร์หรือเปล่าล่ะ ? (พูด- ซ้ำอีก) ตอบ : อันที่จริง ธรรมะไม่ได้เป็นไสยศาสตร์ ครับ. ธรรมะ เป็นศีลธรรมหรือเป็นเหตุผลเป็นไปตามธรรมชาติ ถาม : นั่นแหละธรรมะศักดิ์สิทธิ์ได้หรือไม่ ? ธรรมะจะศักดิ์- สิทธิ์ได้หรือไม่ ? ตอบ : แต่ในแง่ของผู้ที่ถือในแง่นั้น ย่อมถือว่า เป็นของศักดิ์- สิทธิ์ ครับ. ถาย : ศักดิ์สิทธิ์ในแง่ของผู้ถือไสยศาสตร์ มันก็ไปแบบหนึ่ง ; ทีนี้ในหมู่คนธรรมดา มีสติปัญญาเป็นอริยสาวก นี่- ธรรมะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ไหม ? เอ้า, ถ้าอย่างนั้นก็ เกิดเป็น ๒ ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาซิ : ธรรมะก็ศักดิ์สิทธิ์ ไสย- ศาสตร์ก็ศักดิ์สิทธิ์ นี้มันต่างกันอย่างไร ? ตอบ : ธรรมะศักดิ์สิทธิ์นี้มีอยู่ที่ว่า ถ้าปฏิบัติจริงก็ได้ผลจริง แต่

น.62 ศักดิ์สิทธิ์ทาง ไสยศาสตร์นี่ ปฏิบัติยาก ; มันไม่มี กฎเกณฑ์ครับ. ถาม : ศักดิ์สิทธิ์ ๒ อย่างนี้ ต่างกันอย่างไร คุณทอง ? ตอบ : ก็อย่างที่ท่านอาจารย์ ได้ถามว่า พอเอ่ยถึงคำว่าศักดิ์สิทธิ์ นั้นหมายถึงอะไร ? ผมก็คิดตามประสาที่ สำนึกได้ ที่เรียกว่า ศักดิ์สิทธิ์ของคนที่นับถือไสยศาสตร์นั้น ก็เพียงแต่ความกลัว ๆ เท่านั้น ครับ. แต่ในแง่ของ ศีลธรรม หรือในแง่ของธรรมะที่ถูกต้องนั้น ความศักดิ์- สิทธิ์นั้นก็คือความถูกต้อง และความที่เป็นจริงครับ ผม หมายถึงอย่างนี้ ครับ. ถาม : นั่นแหละเดี๋ยวนี้เราเกิดมี ๒ ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาแล้ว : ศักดิ์สิทธิ์อย่างไสยศาสตร์ก็มี ศักดิ์สิทธิ์อย่างพระธรรม บริสุทธิ์ก็มี ก็เลยให้มองดูกันเสียว่า ศักดิ์สิทธิ์มี ๒ อย่าง อย่างนี้ มันต่างกันอย่างไร ? หรือว่ามันเหมือนกัน คุณประยูรอีกที ? ตอบ : ถ้าศกดิ์สิทธิ์ในทางแง่ของไสยศาสตร์นั้น เป็นการเชื่อ อย่างงมงาย เชื่ออย่างไม่มีเหตุผลเสียเลย, เป็นความ ศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีเหตุผล เชื่ออย่างงมงาย. แต่ถ้า ศักดิ์สิทธิ์

น.63 นแบบของธรรมะนั้น มันเป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นของ จริง แล้วมีอำนาจ เหนือสิ่งอื่นใด มันเป็นเรื่องทาง ปัญญา ไม่ใช่เรื่องงมงาย. ถาม : มันเกิดเป็นศักดิ์สิทธิ์ชนิดไสยศาสตร์ กับศักดิ์สิทธิ์ทาง พระธรรมขึ้นมา คือว่าเกิดศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงอย่างหนึ่ง. ข้อนี้มันพูดยาก เพราะว่าเราก็ยังไม่ค่อยจะรู้ หรือ ยอมรับตรงกันว่า คำว่า ศักดิ์สิทธิ์ นี้มันแปลว่าอะไร ? คุณทอง แปลว่าอะไร ศักดิ์สิทธิ์ ? ตอบ : น่าจะหมายถึง คำว่า แน่นอน มีประสิทธิ์ภาพ อะไร พวกนั้น ครับ. ถาม : คุณประยูรล่ะ คุณคิดว่า คำว่าศักดิ์สิทธิ์นี้มันแปลว่า อะไร ? ว่าไปตามที่มันรู้สึกอยู่เดี๋ยวนี้ ? ตอบ : มันได้แต่เอาคำที่มาเทียบคล้าย ๆ กัน ; คำว่า ศักดิ์สิทธิ์ บางคำก็ใช้คำว่า อาถรรพ์ หรือว่ามันบันดาล แล้วก็ มันแบบที่มันทำได้. บางอย่างก็หมายถึงว่ามันเป็นกฎ สิ่งตายตัว ที่มันเป็นได้ และให้เป็นไปอย่างนั้นก็มีครับ. ความหมายนี้ เอาไปใช้กันมาก. ถาม : นี่ตามความรู้สึกของคุณว่าอย่างไร ?

น.64 ตอบ : ความรู้สึกของผม ก็หมายถึง สิ่งที่เป็นของขลัง ศักดิ์- สิทธิ์ เสียมากกว่า ครับ. ที่ผมรู้สึกอย่างนั้น ถาม : ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ใช่พระธรรม ? ตอบ : ถ้าธรรมะ ผมไม่อยากใช้คำว่า ศักดิ์สิทธิ์. ถาม : ที่นี้คุณชวน ศักดิ์สิทธิ์นั้นคืออย่างไร ? ตอบ : ศักดิ์สิทธิ์ ตามตัวน่าจะแปลว่า อำนาจทำให้สำเร็จ ครับ. ถาม : เอ้า, อธิบายไป ? ตอบ : คือ ถ้าถือไสยศาสตร์ ก็อาศัยอำนาจของตัว ไสยศาสตร์ นั้น ทำให้ผู้ถือผู้ปฏิบัติสำเร็จในสิ่งที่ตนต้องการ เช่น อยู่ยงคงกระพัน เป็นต้น. ถาม : ที่นี้ทางธรรม เอ้า ? ตอบ : สำหรับอำนาจ ที่ทำให้สำเร็จทางธรรมะ กระผมมีความ เห็นว่า ผู้ที่ปฏิบัติตามธรรมะแล้ว ย่อมจะมีผลสำเร็จ ได้อย่างแท้จริง ครับ. ถาม : คุณล้ำ ล่ะ มีความเห็นอย่างไรไหม ศักดิ์สิทธิ์ ? ตอบ : ศักดิ์สิทธิ์ทางธรรมะ ผมเข้าใจว่า ตัวธรรมะ ที่มีอยู่ ก็คือกฎของธรรมชาตินี่ เป็นตัวหลักอยู่ หลักอันนี้ผม ถือว่าเป็นหลักที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นกฎตายตัวตามภา-

น.65 ษาธรรมะ ; แต่ทางภาษาไสยศาสตร์นี่ ตามธรรมดา ผมไม่เชื่อ ผมก็พูดตามที่เขาพูด ๆ เขาเชื่ออย่าง ลม ๆ แล้ง ๆ เชื่ออย่างงม ๆ ง่าย ๆ อย่างนั้น ไม่มี อะไรที่จะเป็นหลักเป็นแก่นได้. ถาม : สรุปความว่า ที่เรียกว่า ศักดิ์สิทธิ์ ๆ นั้นคืออะไร ? ตอบ : เรื่องศักดิ์สิทธิ์ ถ้าพูดตามภาษาคนเก่า ๆ เขาบอกว่า คือของจริง ; พูดอย่างนั้น. ของที่จะให้สำเร็จประโยชน์ได้จริง. ข้อนี้ถ้าดูตามตัวหนัง สือ คือว่า ศัก-ดิ แล้วก็ สิท-ธิ มันก็จะเป็นอย่างที่คุณชวน ว่า ; ศัก-ดิ ก็แปลว่า อำนาจ, สิท-ธิ ก็แปลว่า ความสำเร็จ. ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าแปลมาจากข้างหลัง ก็ว่าความสำเร็จที่เกิดจากอำนาจ ที่ทำให้เกิดความสำเร็จ ดูจะใช้ได้ทั้ง ๒ อย่าง ความสำเร็จที่ จะมาจากอำนาจ กับอำนาจที่ทำให้เกิดความสำเร็จ, มัน พอจะใช้แทนกันได้. ที่นี้ความสำเร็จตามต้องการ ก็เรียกว่า ความสำเร็จ. ที่นี้ สิ่งที่เรียกว่า "อำนาจ" นั้นมันมีช่องให้ตีความได้หลายอย่าง ว่า อำนาจอะไรอำนาจชนิดไหน อำนาจไสยศาสตร์ก็ได้ อำนาจ พระธรรมก็ได้. ถ้าศักธิ์สิทธิ์ไปตามแบบไสยศาสตร์ สิ่งที่เชื่อถือ

น.66 กันในทางไสยศาสตร์นั้น มาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่จะให้เกิดความ สำเร็จ. ถ้าเราถือธรรมะเป็นสิ่งสูงสุดมีอำนาจ เราก็เอาธรรมะ เป็นเครื่องให้ทำความสำเร็จ ฉะนั้นเราจึงมี ธรรมะเป็นสิ่งศักดิ์- สิทธิ์ ; พวกถือไสยศาสตร์เขาก็เอาวัตถุแห่งไสยศาสตร์ อย่างใด อย่างหนึ่ง เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ; มันจึงต่างกันอยู่อย่างนี้. แต่แล้ว ความหมายของคำคำนี้ก็ตรงกัน เป็นอันเดียวกัน คือว่า สิ่งที่มี อำนาจที่ทำให้ เกิดความสำเร็จ หรือว่าความสำเร็จที่เกิดมาจาก สิ่งที่มีอำนาจก็ตาม. ถาม : เดี๋ยวนี้คุณประยูรถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไหน ? ตอบ : เดี๋ยวนี้ก็ถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อย่างหลังครับ ใช้ธรรมะเป็น สิ่งศักดิ์สิทธิ์. ถาม : เมื่อก่อนล่ะ ? ตอบ : เมื่อก่อน เอาหมดทุกอย่างเลย. เดี๋ยวนี้เพิ่งมารู้จักคำว่า ศักดิ์สิทธิ์ นั้นคืออะไร, ศักดิ์สิทธิ์ ในภาษาชาวบ้านเป็นอย่างไร, ศักดิ์สิทธิ์ในภาษาธรรมะ ของ สัตบุรุษนั้นคืออย่างไร. เราพบคำว่า ศักดิ์สิทธิ์ หรือสิ่งศักดิ์ - สิทธิ์ มีอยู่สองอย่าง งมงายก็ได้ เต็มไปด้วยความจริงก็ได้ ที่ ให้เกิดความสำเร็จ. เดี๋ยวนี้เราเอาธรรมะกันแล้ว ฝ่ายไสยศาสตร์

น.67 ไม่เอาแล้ว ก็เอา ธรรมะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถาม : ธรรมะจะสร้างนักการเมืองที่ดีได้ไหม คุณทอง ? ตอบ : ได้ครับ. ถาม : ทำอย่างไร ? ตอบ : ก็คือ นักการเมืองจะต้องยึดธรรมะเป็นหลัก ในการที่ จะจัดการตามระเบียบ แล้วจัดการ เพื่อจะนำมาซึ่ง ความเป็นระเบียบ และสงบสุขของพลเมือง ครับ. ๕. ธรรมะในฐานะสิ่งสร้างนักการเมืองโพธิสัตว์ ถาม : ธรรมะในฐานะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สร้างนักการเมืองชนิด ไหนขึ้นมา ? ทีนี้ประชาชนพลเมืองทั้งหลาย เลือกผู้ แทนราษฎร ไปเป็นนักการเมือง สร้างนักการเมือง ชนิดไหนขึ้นมา ? ศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ศักดิ์สิทธิ์ ? คุณ อยากได้นักการเมืองที่แท้จริง คือประกอบไปด้วยธรรมะ เราก็จะต้องให้ธรรมะสร้าง แต่เดี๋ยวนี้ เขาให้ประ- ชาชนเลือก, เลือกผู้ที่จะเป็นนักการเมือง. เราจะได้นัก การเมืองที่มีธรรมะขึ้นมาได้อย่างไร ? มองเห็นลู่ทาง อย่างไรบ้างล่ะ คุณชวน ? ตอบ : คือ ถ้าผู้เลือกนักการเมืองเป็นผู้ที่มีธรรมะ ก็ย่อมจะ

น.68 ต้องเลือกคนที่มีธรรมะ ด้วยกันเข้าไปเป็นนักการเมือง เมื่อได้คนที่มีธรรมะเป็นนักการเมืองแล้ว เขาก็ย่อมเข้า ไปแก้ไขปัญหา ของบ้านเมืองให้เป็นไป ตามธรรมะ ก็ได้ชื่อว่า เป็นการสร้างนักการเมืองที่ดีได้. เป็นนักการเมืองที่ดี ก็สำเร็จประโยชน์ตามความหมายของ คำว่า การเมือง. นั่นแหละขอให้ดู ที่ตัวธรรมะ ถ้าว่าประชาชน ดี มีธรรมะ ก็เลือกคนที่มีธรรมะเข้าไป. ที่นี้สมมติว่า ประชา- ชนไม่ดี ไม่มีธรรมะ แต่เผอิญไปเลือกถูกคนที่มีธรรมะเข้าไป มันก็ยังดีอยู่นั่นเองแหละ เพราะว่ามันดีธรรมะที่มีอยู่ในใคร มัน ก็ดีที่คนนั้น ; ฉะนั้น ธรรมะสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้ จึงสร้างนัก การเมืองที่ดี ถาม : นักการเมืองชั้นดีเลิศในอุดมคติ จะเรียกว่านักการเมือง อะไร คุณทอง ? ตอบ : ยังนึกให้ชื่อไม่ถูก ครับ ยังนึกชื่อไม่ถูก นักการเมืองชั้นดีเลิศ ยังไม่มีใครเรียก ถูกแล้วยังไม่มีใครเคยเรียก. แกล้งถาม, แกล้งถามให้นึก และ ให้เรียก เพื่อว่าเราจะได้มีเครื่องยึดเหนี่ยว หรือเพ่งเล็ง. เรา อยากจะเรียกว่า ถ้าว่าธรรมะสร้าง นักการเมืองจริงนะ ทำได้

น.69 จริง ในกรณีนั้นแล้ว ; นักการเมืองคนนั้นเราจะ เรียกว่า นักการเมืองโพธิสัตว์. ถาม : นี่คุณนึกออกไหม นักการเมือง โพธิสัตว์มีความหมาย อย่างไร คุณทอง ? ตอบ : ก็คือนักการเมืองที่ทำเพื่อผู้อื่น ครับ. ถาม : นั่นแหละ ตามเจตนารมณ์ หรือความหมายของคำว่า โพธิสัตว์นั้นไม่มีตัวเอง, หายใจเป็นผู้อื่น ; ฉะนั้น นักการเมืองโพธิสัตว์ คือนักการเมืองที่หายใจเป็นประ- โยชน์ของผู้อื่น. เดี๋ยวนี้มีนักการเมือง โพธิสัตว์อยู่ใน โลกไหม คุณประยูร ? ตอบ : คงจะไม่มีครับ คือถ้ามีแล้ว บ้านเมืองมันไม่เป็นอย่าง นี้ครับ. ถาม : ทั้งโลกนะ ? ตอบ : ทั้งโลก ถ้าเข้าขั้นอุดมการโพธิสัตว์ก็คงไม่มี เหมือน กัน ครับ. ถาม : คุณชวน ว่าอย่างไร ? มีไหม ? ตอบ : คิดตามภาษานักการเมืองพื้น ๆ น่าจะมีครับ ถาม : คิดว่ามีนักการเมือง โพธิสัตว์ไหม ? เอ้า, คุณล้ำ ?

น.70 ตอบ : ผมคิดว่า จะมี แต่น่ากลัวจะถูกทับถมอยู่ คงจะมีแน่ ผมคิดว่ามีแน่. ถาม : เชื่อว่ามี แต่ไม่ปรากฏ : คุณทองล่ะมีไหม ? ตอบ : ผมเชื่อว่า เดี๋ยวนี้มีครับ แต่ว่าไปปะทะนักการเมือง ที่ไม่เป็นโพธิสัตว์นั้นมาก ; พอนักการเมืองโพธิสัตว์ ทำอะไรขึ้นมา พวกนี้ก็ตีให้ไปทางที่เป็นอื่นไปหมดครับ. คุณชวนระบุชื่อ ... นี้ ก็ต้องฝากไว้ก่อนว่า มันเป็นการ พูดตามที่คนอื่นเขาพูด เรารู้ไม่ได้ เมื่อพูดตามเหตุผลของเหตุผล หรือว่าสามัญสำนึกทั่ว ๆ ไปนี้ ก็อยากจะว่า คงจะขำดี เหมือน กับที่ถามว่า พระอรหันต์มีไหมเวลานี้ ? มันจะเป็นอย่างนั้น ; ก็เลยไม่ต้องตอบ. เรายืนยันแต่เพียงว่า ถ้าธรรมะมาสร้างนักการ เมืองได้จริง นักการเมืองนั้น จะต้องเป็นนักการเมืองโพธิสัตว์ คือม่มีตัวเอง มีแต่ผู้อื่น ; ก็ช่วยจำ ๆ กันไว้บ้าง เผื่อจะได้ไป เรียกร้องให้มันเกิดขึ้น. พิจารณาธรรมะในความหมายสูงสุด ถาม : เอ้า, ดูต่อไป ธรรมะในชื่ออื่น ในความหมายอื่น ซึ่ง เป็นชื่อสูงสุดไม่มีอะไรสูงกว่าเรียกว่าอะไร คุณประยูร ? ตอบ : ถ้าในความหมายสูงสุด ก็เป็นโลกุตตรธรรม.

น.71 ถ้าพูดอย่างปุคคลาธิษฐาน ธรรมะในฐานะที่เอา- มาพูดอย่างบุคคล เรียกว่า "พระเจ้า". นี้เราเคยพูดกันมา มากแล้ว คำว่า "พระเจ้า" นี้มันมีความหมายเป็นบุคคล แต่- ธรรมะนั้นไม่อาจจะเป็นบุคคล ; แต่เราก็ไม่มีคำไหน ที่จะมาให้ ความหมายที่ดี เท่ากับคำว่า พระเจ้า. ทีนี้พระเจ้าน่ะ มีความหมายอย่างไรบ้าง เอาที่สำคัญ ๆ ก็พอ ; ความหมายของคำว่า พระเจ้า เคยรวบรวมมาจากคัมภีร์ ของคริสเตียน รวมกันกับ คัมภีร์ของอิสลาม แล้วได้ความหมาย ตั้ง ๑๐๐ กว่าความหมาย ; แต่เราเอาเฉพาะความหมายที่ สำคัญ ๆ ที่ใคร ๆ ได้ยินแล้วจะฟังออก ยอมรับได้ในที่ทั่วไป. ถาม : พระเจ้า มีความหมายว่าอย่างไรบ้าง คุณทอง ? ตอบ : ถ้าจะพูดถึง พระเจ้า ในความหมายที่ทุกคนฟังถูก ........ ถาม : นั่นแหละ อะไรบ้าง ? ตอบ : พระเจ้าคือผู้ที่ศักดิ์ ครับ. ถาม : ศักดิ์สิทธิ์ ยอดสุด ของความศักดิ์สิทธิ์ ของศักดิ์สิทธิ์ แล้วอะไรอีก คุณล้ำ ? ตอบ : พระเจ้าเป็นสิ่งที่บันดาล ได้ทุกอย่างในโลกนี้. ถาม : ก็อย่างหนึ่ง : อย่างนี้บางศาสนาเขาเรียกว่า "ปฐมเหตุ"

น.72 เป็นเหตุอันแรกที่ให้สิ่งต่าง ๆ ออกมา. เอ้า, คุณชวน- บ้าง ? ตอบ : หมายถึง ผู้สร้างสิ่งต่าง ๆ ครับ. ถาม : นี่ซ้ำกัน ผู้บันดาล ผู้สร้าง หรือปฐมเหตุ นี่ซ้ำกัน เอา ความหมายอื่น. ตอบ : ความหมายอื่นของพระเจ้า คือพระเจ้าหมายถึงผู้รักษา. ถาม : รักษาอะไร ? ตอบ : รักษาสิ่งทั้งหมดในโลกนี้. ถาม : ถ้าพูดว่าพระเจ้าเป็นผู้รักษาสิ่งทั้งหมดในโลกนี้ จะฟังยาก เพราะว่าบางทีก็มีสิ่งที่เป็น ไปอย่างฝืนความต้องการของ มนุษย์ เป็นความลำบาก เป็นความวินาศ เป็นความพัง- ทะลาย อย่างนี้ก็มี. ตอบ : เป็นผู้ดูแลได้ไหมครับ ? มันก็คล้าย ๆ กับรักษานั่นแหละ ถ้าดูแล มันต้องเรียบ ร้อยหน่อยซิ แต่ทีนี้โลกมันมีทั้ง ๒ ฝ่ายวินาศ และฝ่ายวัฒนานี้. ใช้คำอะไรที่ให้มันเหมาะว่าพระเจ้านั้น มีความหมายว่าอย่างไร. เราก็เคยพูดกันมาหลายหนแล้ว ว่าความหมายอันแรก ที่จะต้องนึกถึงเกี่ยวกับคำว่า "พระเจ้า" ในทุก ๆ ศาสนา และ

น.73 อาจจะพูดได้ แม้ในพุทธศาสนา ในภาษาธรรมนี้ "พระเจ้า" นี้จะเป็นผู้สร้าง เป็นผู้ควบคุม และ เป็นผู้ทำลายล้าง, แล้ว วนเวียนอยู่ที่สร้าง และควบคุม และทำลายล้างนี้. ทีนี้ ความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า มีอยู่ในหน้าที่ ๓ อย่าง เหนือสิ่งใดหมด, เราไม่พูดอย่างบุคคล พระเจ้าอย่างบุคคลสร้าง แผ่นดินโลกนี้เราไม่พูด เราจะ เล็งถึงคุณค่า หรือความหมาย ความสุข ความทุกข์ อะไรมากกว่า ว่า พระเจ้านี้บันดาลให้ สิ่งต่าง ๆ เป็นไปตามกฎนั้น ๆ ซึ่งมันก็ต้องมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป , เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป, เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป. ถาม : ใครเป็นผู้บันดาลให้เกิดการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ล่ะ คุณทอง ? ตอบ : พระเจ้าครับ. ถาม : ในพุทธศาสนาเรียกว่าอะไร ? ตอบ : พระธรรมครับ. ถาม : พระธรรม พระธรรมที่มีชื่อเฉพาะว่าอะไร ตอบ : เรียก อิทัปปัจจยตา. คือพระเจ้าอิทัปปัจจยตา เมื่อตะกี้ คุณทองก็ออกชื่อ อิทัปปัจจยตาเองเหมือนกัน พระเจ้าคือพระธรรม พระธรรม

น.74 ในนามว่าอิทัปปัจจยตา คือสิ่งที่เป็นกฎที่บันดาลให้เกิดการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ; ฉะนั้นจึงเป็นพระเจ้า ในความหมายกลางๆ คือบุคคลก็ได้ ไม่ใช่บุคคลก็ได้ ; แต่ถ้าสิ่งนั้นมันทำให้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แล้วก็เรียกว่า พระเจ้าได้. ถาม : พระเจ้าแบบนี้เกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างไรบ้าง คุณทอง? ตอบ : พระเจ้าแบบนี้ เกี่ยวข้องกับการเมืองก็คือ หากว่านัก- การเมืองเป็นผู้รับใช้พระเจ้า มาในรูปแบบที่เรียกว่า เป็นผู้สร้างสรร ควบคุมและทำลาย อันนี้พอจะเป็นไป ได้ตามความหมายอย่างนี้ ครับ. นั่นแหละต้องหมายความว่า ถ้านักการเมืองทั้งหลาย รู้จัก พระเจ้าอย่างถูกต้อง และแท้จริง มันก็จะมีผลเกิดขึ้นมาอย่างที่ว่า นี้ ; หรือว่านักการเมืองทั้งหลายเขารู้จักพระเจ้าอิทัปปัจจยตาก็ได้ เหมือนกัน แล้วผลมันจะเกิดขึ้นมาในรูปที่เป็นไปเพื่อสันติภาพ ถาม : ฉะนั้นจะถือว่าพระเจ้าเป็นผู้ที่จะสร้างระบบการเมืองที่ดี ที่สุด สร้างนักการเมืองที่ดีที่สุด ; หรือถ้าเรียกให้ดีกว่า นั้น จะเรียกพระเจ้าว่าอะไร ? เมื่อเรามองเห็นอย่างนี้ แล้ว เราอยากจะเรียกพระเจ้าว่าอะไร คุณชวน ?

น.75 ตอบ : ผมนึกไม่ออก ครับ. ถาม : คุณล้ำ ? ตอบ : เรียกพระเจ้าว่าพระธรรม. ถาม : เอ้า, มันก็กลับไปหาเมื่อตะกี้ คุณทองเรียกพระเจ้าว่า อะไร ? ตอบ : ก็เรียกว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์. ถาม : กลับไปหาเมื่อตะกี้อีกแล้ว คุณประยูร ? ตอบ : ตอนนี้ผมนึกไม่ออก. มันไม่ใช่ศัพท์ ไม่ใช่แสง ไม่ใช่ลึกซึ้งอะไร เพราะคุณใช้ ความคิดมากเกินไป เลยไม่ได้พบคำตอบ : บอกว่าให้ใช้ความคิด อย่างลูกเด็ก ๆ บ้าง อาตมาอยากจะเรียกพระเจ้าว่า "นักการเมือง สูงสุด" คุณจะค้านไหม ? พระเจ้านี้คือผู้ที่จะจัดโลก จัดประเทศ จัดหมู่บ้านอะไรให้มันเป็นปรกติที่สุด. ฉะนั้นก็อยากจะเรียก พระเจ้าว่า นักการเมืองสูงสุดยอดของนักการเมืองก็ได้ คือ พระเจ้า. ที่ว่า พระเจ้าคือพระธรรม, พระธรรมในกรณีอย่างนี้ คือกฎแห่งอิทัปปัจจยตา. ถาม : อิทัปปัจจยตา เป็นธรรมะในความหมายที่เท่าไรล่ะ คุณทอง ?

น.76 ตอบ : ในความหมายที่ ๒ ครับ. นี่ถามดู เพื่อความแน่นอน คล่องแคล่ว แม่นยำ เกี่ยวกับเรื่องธรรมะใน ๔ ความหมาย. เอ้า, เป็นอันว่าเราได้พบธรรมะในชื่ออย่างอื่น หรือใน ความหมายอย่างอื่น พอสมควรแล้ว ; ล้วนแต่แสดงว่า เนื่องกับ การเมืองทั้งนั้นแหละคือการจัดโลกให้ปรกติสุข. ธรรมะในความ หมายไหนก็ตาม กี่ร้อย กี่พันความหมายก็ตาม จะมีลักษณะ เป็นไปในทางจัดโลกให้มีสันติสุข ; เพราะฉะนั้นพระธรรม ก็คือผู้จัดโลก จัดบ้านเมือง ; ถ้าเราเอามาใช้ พระธรรมก็จะ เป็นผู้จัดโลก จัดบ้านเมือง เราเรียกว่าพระเจ้าก็ได้. ความหมายของ "การเมือง" ตามตัวหนังสือ เอ้า, ไหน ๆว่าไปแล้ว ก็ว่าให้ตลอดดีกว่า. ทีนี้มองกัน ดูไปถึง ความหมายของคำว่า "การเมือง". ตามตัวหนัง- สือ คำว่า "การเมือง" เขาตั้งขึ้นมา เพื่อจะใช้เป็นคำแปลของ คำว่า politic ของคำฝรั่ง แต่ดูตามตัวหนังสือ แล้วมันก็ไม่ค่อย จะกินกัน. แต่ถ้าจะให้กินกันให้ได้ คำว่า "การเมือง" นี้ก็คือ การจัดคนมาก ๆ ให้หมดปัญหา. เป็นคำบัญญัติที่ดีไหม ? ขอ ให้ไปคิดดูเถอะคำว่า การเมืองนี้ คือการจัดการเป็นอยู่ ของคนมาก ๆ ให้มันหมดปัญหา.

น.77 นี่ขอฝากไว้ที่ก่อน ; อาจจะมีคำอื่นที่ดีกว่านี้, ถ้าไม่มีคำอื่นที่ดี กว่านี้ ก็ใช้คำนี้ก็แล้วกัน : ว่า การจัดทำให้คนอยู่กันมาก ๆ ไม่มีปัญหาอะไร เกิดขึ้นมา. แม่ครัว เขาจัดการครัว เขาก็ไม่ให้มีปัญหาในครัว ; แม่ บ้านแม่เรือน เขาก็จัดปัญหาไม่ให้มีขึ้นมาในบ้านในเรือน ; นัก การเมืองก็อย่าให้ มันมีปัญหาขึ้นมาในบ้านในเมือง กระทั่งใน โลก ; ดังนั้น คำว่า การเมืองตามตัวหนังสือก็ว่า จัดการเป็นอยู่ ของคนอยู่กันมาก ๆ ให้ปราศจากปัญหา. ถ้าเพ่งเอาผล ก็เรียก ว่า จัดให้มันเกิดประโยชน์สุขโดยสมบูรณ์แก่ผู้ ที่อยู่ร่วมกัน. นี้ตามตัวหนังสือ เป็นอย่างนี้ ; ตามความหมายมันก็คล้าย ๆ กับ ตามตัวหนังสือคือการจัดการคุ้มครอง จัดโลกให้มีระเบียบ จัด ให้เกิดความผาสุก. ความหมายของ "การเมือง" ตามธรรมชาติ ทีนี้อยากจะดู ตามประสาของเรา ที่ชอบดูอะไรให้มันลึกเกินกว่า ที่เขาชอบดูกัน ; นี้จะ ดูในแง่ของธรรมชาติ หรือตามธรรม ชาติ. ขอทบทวนอีกทีว่า การเมืองตามตัวหนังสือ หรือพยัญ- ชนะ นั่นก็คือว่า จัดคนที่อยู่กันมาก ๆ ให้ปราศจากปัญหา. ถ้า

น.78 ดู ตามอรรถะ ความหมายก็คือว่า จัดระเบียบ จัดอะไร ๆ เช่นนั้นเพื่อความสงบสุขให้มันเกิดขึ้นมา. ทีนี้จะ ดูถึงการเมืองตามธรรมชาติ คือตามที่เป็นอยู่ตาม ธรรมชาติ โดยธรรมชาติ ในธรรมชาตินั้นเอง ; เหมือนกับที่เรา เคยชี้แจงให้ดูศีลธรรมในก้อนหิน ก้อนดิน เม็ดกรวด เม็ดทราย นั้นก็เคยพูดกันมาแล้วนะ ทีนี้จะพูดคล้าย ๆ อย่างนั้นอีกแหละ คือจะดูการเมือง ตามธรรมชาติ ในธรรมชาติ โดยธรรมชาติ. พอเอ่ยขึ้นมาอย่างนี้ คนทั้งหลายก็ฮากันใหญ่ว่า ; "ท่านพุทธ- ทาสนี้พูดเอาเอง ว่าเอาเอง นอกรีตนอกรอยนี่" นี้ไม่เป็นไร เขาว่าก็ไม่เป็นไร ? และถ้าดูเห็นแล้วมันจะมีประโยชน์อะไร ? ถาม : เหมือนอย่างที่เราดูก้อนหินก้อนนี้ ในแง่ศีลธรรม ว่า เต็มไปด้วย ศีลธรรมคือภาวะปรกติ นี้มันมีประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์ล่ะคุณทอง ? ตอบ : มันมีประโยชน์ ครับ. ถาม : ไม่มีประโยชน์หรือ ? ตอบ : มีประโยชน์ ครับ. ถาม : มีประโยชน์ตรงไหนล่ะ ? ตอบ : มีประโยชน์ตรงที่ มันสอนศีลธรรมให้แก่เรา คือความ ที่มันเป็นปรกติ.

น.79 นั้นมันยังมากกว่าที่อาตมาต้องการเสียอีก. อาตมาต้องการ เพียงว่าให้เข้าใจความหมายของคำว่า ศีลธรรม อย่างลึกซึ้ง, ถ้า เรามองเห็นศีลธรรมในก้อนหิน แล้วเราจะเข้าใจความ หมายของคำว่า ศีลธรรมนี้ได้อย่าง ลึกซึ้ง. ที่นี้คุณยังไป ได้ไกลกว่านั้น ว่ามันเป็นครูสอนเราเสียอีก ก็ดีเหมือนกัน. คือ ดีมากขึ้นไปอีก. ถ้าว่าเราสามารถมองเห็น การเมืองในธรรมชาติ ได้ในลักษณะอย่างนี้ แล้วจะมีประโยชน์อย่างเดียวกัน. ถาม : ที่นี้คุณประยูรมองเห็นไหม ? การเมือง ในธรรมชาติ โดยธรรมชาติคืออย่างไร ? ตอบ : คือเราดูสิ่งที่มันเป็นอยู่ของมันเองตามธรรมชาติ ตาม ปรกติแล้วมันรวมกลุ่มกัน, อยู่กันอย่างสงบ ; มันจัด ของมันเองได้ดี เป็นต้นว่า พวกต้นไม้ที่อยู่ในที่นี้ ขึ้น ไปหาแสงแดดอยู่ร่วมกัน ได้โดยปรกติสุข. นี่เพียงแต่ ต้นไม้อย่างเดียว นี่ผมยกตัวอย่าง. ในธรรมชาติ โดยธรรมชาติ ตามธรรมชาติ ก็มีเจต- นารมณ์ (spirit) ของคำว่า การเมือง อยู่ในนั้น. คำว่า "ธรรมชาติ" ในที่นี้ เอาสิ่งที่มีความรู้สึกนะ นับตั้งแต่พืชพันธุ์ เล็ก ๆ ถึงต้นไม้ ถึงสัตว์, แล้วก็เป็นคนป่า ครึ่งคน ครึ่งสัตว์

น.80 แล้วก็เป็นคนที่วิวัฒนาการ มาตามลำดับ กว่าจะมาถึงคนที่เจริญ ในยุคปัจจุบัน, เราเรียกว่าสิ่งนั้นเป็นไปตามธรรมชาติ. ในหมู่สิ่ง หรือสัตว์ที่เป็นอยู่ตามธรรมชาตินี้ มันมีลักษณะท่าทางลีลาอะไร ของการเมืองอย่างไร ; สิ่งนี้ควรจะมองดูว่ามันมีการต่อสู้ และ การปรับปรุงตัวมันเองอย่างไร. เพราะถ้าเราดูให้ดีแล้ว เราจะ มองเห็นว่า กิริยาแห่งการต่อสู้ และปรับปรุงนั่นแหละ คือกิริยาแห่งการเมือง. ถาม : ทีนี้สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ นับตั้งแต่ต้นไม้ขึ้นมานี้ มันมี การต่อสู้และปรับปรุงตัวมันเองอย่างไร คุณทอง ? ตอบ : ผมตอบไม่ได้ ครับ. ถาม : เอ้า, คุณประยูร ? ตอบ : ต้นไม้นี้มันก็ปรับปรุง ตัวมันเอง เพื่อให้มีชีวิตอยู่ เป็นต้นว่า ถ้าแสงแดดอยู่ด้านไหน มันก็เอาใบ หรือ ส่งยอดไปทางด้านนั้น. แล้วถ้าต้นเล็ก ; อย่างที่ผมได้ เรียนแล้ว เมื่อกี้นี้ว่า ถ้าต้นเล็กก็ต้องอาศัยพันต้น ใหญ่ขึ้นไป ปรับปรุงตัวเองขึ้นไปให้มีชีวิตอยู่ได้ เพื่อ เอาใบขึ้นไปรับแสงแดด บนต้นใหญ่ให้ได้ นี่ประเภท ต้นไม้.

น.81 นั่นมันจะเป็นเพียงชีวิตพื้นฐาน คือการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อมี ชีวิตพื้นฐานรอดอยู่ได้. ทีนี้เมื่อ มีชีวิตพื้นฐานอยู่ได้แล้ว มันต้อง การความสงบสุขที่เป็นระเบียบอีกทีหนึ่ง ตอนนี้แหละจึงจะ เรียกว่า "ระบบการเมือง" คือสูงไปกว่าชีวิตพื้นฐาน. ที่นี้เราดูว่า ป่าไม้นมีการต่อสู้หรือปรับปรุง ในกิริยา อาการของการเมืองอย่างไร มันจึงจะรอดอยู่ได้ ? มันต้องมีการ พ่ายแพ้ หรือมีการชนะหรือมีอะไรที่จะต้องมีตามธรรมชาติ. แต่ แล้วในที่สุดมันก็เหลืออยู่เป็นส่วนใหญ่คือ รอดอยู่ได้โดยใครจัด? หรือโดยใครกระทำ ? ก็ต้องเรียกว่า พระเจ้า, หรือกฎของธรรม- ชาติ ช่วยจัด ช่วยทำให้ แม้แก่สิ่งเหล่านี้ ซึ่งหมายถึงสิ่งที่มี ความรู้สึกนะ ไม่เอาก้อนดิน ก้อนหิน กันนะ : เอาพืชพันธุ์ ทั้งหลายต้นไม้ทั้งหลาย สัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย โดยสัญชาตญาณ มันก็ รู้จักปรับปรุง หรือใช้คำว่า เดิน แต้มคูทางการเมือง ก็ได้ มันจึงรอดอยู่ในสภาพอย่างนี้ อย่างเป็นที่น่าพอใจ; ก่อนหน้าที่ มนุษย์จะเลวทรามถึงขนาดที่ทำลายธรรมชาติ. ธรรมชาติสมัยโน้น อยู่อย่างสวยงาม อย่างสมบูรณ์ อย่างน่าดูที่สุด เพราะมัน ถูก ต้องตามระบบการเมือง ที่พระเจ้าจัดให้ ตามธรรมชาติ พอมาถึงยุคสมัยที่มนุษย์มีจิตทรามขึ้นมา มีกิเลสตัณหา

น.82 มาก ไม่ดูอะไร ไม่รักธรรมชาติ มันจึงทำลายธรรมชาติให้หมด ไป ; ผืนระบบของธรรมชาติ. ตอนนี้ก็ต้องให้รู้ไว้ ว่าเดี๋ยวนี้ การเมืองในระบบของธรรมชาตินั้นถูกทำลายโดยน้ำมือของ มนุษย์. ฉะนั้นระบบการเป็นอยู่ของธรรมชาติจึงเปลี่ยนแปลง กระทั่งสูญเสียความเป็นระเบียบเรียบร้อย สูญเสียความงาม หรือ ว่าจะสูญพันธุ์ ไปเลย. วิวัฒนาการของมนุษย์ทำลายธรรมชาติ ขอกล่าวไว้เป็นอนุสรณ์สักอย่างหนึ่งว่า นกกะฮังของเรา ตายเสียแล้วเพราะมันไปจับเอาสายไฟแรงสูงที่ตรงโน้น ขาไหม้ ตกลงมาตาย : ถ้าอย่ามีสิ่งเจริญชนิดนี้ นกนี้ก็ไม่ต้องตาย มีแต่ มนุษย์มันสร้างสิ่งอย่างนี้ขึ้นมา ไอ้สัตว์มันก็ไม่มีที่อยู่ : ฉะนั้น เข้าใจว่าสัตว์ทั้งหลายที่หาย ๆ ไปนี้ คงมีมูลเหตุมาจากสายไฟ แรงสูงนี้ ไม่น้อยทีเดียว อีกา อีเกอ อะไร ก็ตามมันได้ตาย ไปจนไม่มีมาให้เห็นหน้า ; เช่นเดียวกัน เมื่อ ๓ วันมานี้ นก กะฮังของเราก็ถูกไฟแรงสูงตาย ขาไหม้เกรียมไปข้างหนึ่ง. นี่มนุษย์ได้สร้างสิ่งที่มิใช่ธรรมชาติแท้ ๆ ขึ้นมา แล้ว สิ่งธรรมชาติแท้ ๆ ก็สูญหายไปโดยไม่ต้องเจตนา. นี่พูดไว้เป็น อนุสรณ์แก่นกกะฮังตัวนี้ ซึ่งน่าดู มันมาอยู่กับเราอย่างเป็นผาสุก แล้วมันก็ตายไปแล้ว เพราะความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์นี้เอง.

น.83 นี้คือธรรมชาติมันมีระบบการเมืองอยู่ในตัวธรรมชาติ เป็นอยู่อย่างผาสุก และมีวิวัฒนาการมาจนถึงระดับนี้ ซึ่งเลย วิวัฒนาการ มนุษย์มีกิเลสแบบเห็นแก่ตัว แล้วก็ทำลาย วิวัฒนาการของธรรมชาติ แล้วจะเกิดวิวัฒนาการของมนุษย์ ไหม ? มันก็เหลวทั้งนั้น มีแต่สิ่งที่มิใช่วิวัฒนาการ, วิวัฒนา- การตามแบบของมนุษย์ อย่างที่เห็นอยู่เดี๋ยวนี้ ยิ่งวิวัฒนาเท่าไร ก็ยิ่งมีความเดือดร้อนระส่ำระสายเท่านั้น. เดี๋ยวนี้ทุกคนก็รู้ดีอยู่ แล้ว ประจักษ์แก่ใจดีอยู่แล้ว ที่กรุงเทพฯ เป็นอย่างไร, ที่เมือง- นอกเป็นอย่างไร ? ประเทศที่เจริญนักหนานั้นเป็นอย่างไร ? มัน หาความสงบสุขไม่ได้ ไม่มีศีลธรรมเหลืออยู่อย่างนี้เป็นต้น. ฉะนั้น วิวัฒนาการของมนุษย์ นี้มันไม่ใช่วิวัฒนา- การอย่างธรรมชาติ มันก็เลยเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมาอย่าง ตรงกันข้าม สมกับที่ว่าเดี๋ยวนี้การเมืองก็ได้เปลี่ยนสภาพ หรือ เปลี่ยนความหมายเป็นอย่างตรงกันข้าม ซึ่งอาจจะมองดูได้ด้วย การสังเกตสักนิดหนึ่ง อย่างที่ว่ามาแล้ว. ระบบการเมืองปัจจุบัน เอ้า, ทีนี้ก็มาดูต่อไปถึงว่า การใช้ระบบการเมืองในโลก นี้มันมีอยู่อย่างไร ? การใช้ระบบการเมืองของมนุษย์ในโลก

น.84 นี้มันมีอยู่อย่างไร ? และเอาตามที่มีอยู่จริงในปัจจุบันนั้นแหละ เป็นหลัก. แล้วเอาโดยสรุปให้สั้นที่สุด. ถาม : ถ้านึกออกก่อนแล้ว ลองพูดมาเลยก็ได้ ว่าระบบการ เมืองที่มนุษย์ได้ใช้อยู่จริง ในเวลานี้ มีอยู่ที่อย่าง ? คือ อะไรบ้าง ? บอกให้เลยว่าสองอย่างนั่นแหละ แล้วคือ อะไรบ้าง ? คุณทอง ใช้ปัญญาอย่างเด็ก ๆ ซิ. ตอบ : คือฝ่ายซ้าย กับฝ่ายขวา ครับ. ถาม : นี้ก็ไม่ถูก ไม่ตรงกับที่ต้องการ. ที่ไม่ซ้าย ไม่ขวา มันก็มีนี่ ตอบ : การเมืองระบบนายทุน กับการเมืองระบบสังคมนิยม ครับ ถาม : ก็ยังมีระบบที่ไม่ ใช่นายทุน และมิใช่ชนกรรมาชีพก็มี คุณล้ำล่ะ ? ตอบ : ผมตอบไม่ถูก. ถาม : คุณประยูร ? ตอบ : เดี๋ยวนี้มีระบบที่ใช้เรียกว่า ระบบประชาธิปไตย กับ เผด็จการ. ยิ่งไปไกลกันใหญ่ แล้วไม่หมดดอก มันมีระหว่างนั้นก็มี นี่จะเห็นได้ว่า ลืมพระธรรมเสียแล้ว. คือลืมพระธรรมเสียแล้ว จึงไปมองเห็นแต่ว่า ซ้ายหรือขวา. พระธรรม ไม่ซ้าย ไม่ขวา ;

น.85 พราะฉนั้นอย่างน้อยต้องมี ระบบพระธรรมอยู่ อีกระบบหนึ่ง ซึ่งไม่ซ้าย ไม่ขวา. อย่าคิดให้ลึก อย่างนักปราชญ์เกินไปนัก จะมองไม่เห็น คำตอบ. คิดอย่างลูกเด็ก ๆ บ้าง จะพบคำตอบตามประสาซื่อ, แล้วมันจริงที่สุด ถูกที่สุดอย่างไม่น่าเชื่อ มีจิตบริสุทธิ์อย่างเด็ก แล้วก็ตอบปัญหา ถูกอย่างพาซื่อ. ตอบแล้วมันก็ ได้ฮากันอีกละ เพราะมันไม่มีอะไร นอกจากระบบบริสุทธิ์ กับระบบคดโกง ; คือการเมืองของสัตบุรุษ กับการเมืองของคนพาล ; มีสองอย่าง เท่านั้น.ถ้าเป็นการเมืองบริสุทธิ์ ก็คือการเมืองแท้ ตามเจนารมณ์ ของคำคำนี้มาแต่เดิม ก่อนแต่ที่มันจะสกปรก ก็เป็นการเมือง ของสัตบุรุษ. ถาม : สัตบุรุษคือใครล่ะ คุณทอง ตอบสองสามคำ สัตบุรุษ น่ะคือใคร ? ตอบ : คือผู้รักความสงบ. นั่นแหละถูกต้องแล้ว สัตบุรุษคือผู้รักความสงบ รู้ความ สงบ แสวงหาความสงบ เป็นอยู่ด้วยความสงบ สงบตามทาง ธรรม ก็เรียกว่า สัตบุรุษมีพระพุทธภาษิต ; หรือจะไม่ใช่พระ พุทธภาษิตก็ตาม ที่ยอมรับนับถือได้ อย่างพระพุทธภาษิตนั้นมี

น.86 ว่า เนสา สภา ยตฺถ น สนฺติ ลฺโต - ในที่ใดไม่มีสัตบุรุษ ในที่นั้นไม่เรียกว่าสภา. คำว่า สภา นี้ดูมีความหมายศักดิ์- สิทธิ์มากตามพระบาลีนี้คือ เป็นที่ประชุมแห่งสัตบุรุษ จึง เรียกว่า สภา. ถาม : เดี๋ยวนี้มีสภาอยู่ ที่ไหนบ้างในโลกนี้ ที่ควรแก่นามว่า สภา คุณทอง ? ตอบ : ถ้าตอบตามความหมายนี้ ไม่มีครับ, เพราะว่ามีแต่ ความเอะอะ โวยวาย ไม่มีความสงบเลยครับ ในสภา เหล่านั้น. คงจะไม่เป็นการด่ากันเกินไปนะ ที่พูดอย่างนี้ คือเรากล้า พูดว่าเราหาไม่พบ สภาที่แท้จริงที่ตรงตามความหมาย คือที่ ประชุมสัตบุรุษ. อย่าระบุที่ไหนเลย ที่ประชุมมีแต่เอะอะ มะเทิงของบุคคลที่เห็นแก่ตัว เถียงกันน้ำลาย เป็นฟองเพื่อรักษา ประโยชน์หรืออะไรของตัวแล้ว ที่นั่นไม่ใช่สภา ; เพราะว่าพระ พุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้อย่างนี้. ถ้าคุณจด ๆ ให้ถูกนะ เนสา สภา ยตฺถ น สนฺติ สนฺโต -ที่ใดไม่มีสัตบุรุษ ที่นั้นไม่ใช่สภา; ไม่มีสภาก็ไม่มีนักการเมือง มันก็เลยไม่มีการเมือง. ถ้ามีสภา อย่างที่ว่านี้ มันก็มีสัตบุรุษ ; แล้วก็มีนักการเมือง คือสัตบุรุษ ; แล้วก็เป็นการเมืองที่ทำโลกนี้ให้ สงบได้จริงเหมือนกัน.

น.87 ฉนั้นจึงเรียกว่า การเมืองระบบอย่างที่หนึ่ง คือการ เมืองของสัตบุรุษ ประกอบกันเป็นรัฐสภาที่แท้จริงแล้ว ก็เป็นไปเพื่อสันติ อันแท้จริงของสังคม. ทีนี้ อย่างที่สอง นักการเมืองที่ไม่ใช่สัตบุรุษ, นัก การเมือง นั้นก็ต้องเป็นอันพาล ; เป็นนักการเมืองที่เป็นอันพาล เพราะไม่ใช่สัตบุรุษ มีแต่คนคดโกง หาประโยชน์ ในที่ประชุม นั้นมีแต่ผู้ที่รักษาป้องกัน ประโยชน์ของตน หรือพวกของตน เป็นที่ตั้ง ถาม : พิสูจน์ได้อย่างไร คุณทอง ว่าไม่ได้แกล้งหาความเขา เลย, พิสูจน์ได้อย่างไร ? ตอบ : พิสูจน์ว่า การกระทำ หรือผลของการกระทำที่จะตาม มาตามแนวของเขานั้น มันเพื่ออะไร ถ้าหากว่าเป็นไป เพื่อส่วนตัว หรือพวกของตัว สังคมของตัวแล้วย่อม ถือว่านั่นไม่ใช่สัตบุรุษ ครับ. ถาม : เอาละ, ที่เราจะระบุไปว่า เขาล้วนแต่ทำเพื่อประโยชน์ ตน หรือเพื่อพวกของตน ไม่ได้ถือธรรมะหรือ ความถูกต้องเป็นหลัก ; เราพูดอย่างนี้ เรามี หลักฐาน พยานอะไร ที่พอจะแสดงให้เห็นว่า เราไม่ได้แกล้งว่า เขา ? คุณประยูร ประจักษ์พยานอยู่ที่ตรงไหน ?

น.88 ตอบ : ประจักษ์พยาน คือสิ่งที่เขาประชุมหรือข้อตกลงต่าง ๆ ที่ เขาตกลงกันได้นั้น มันเอามาปฏิบัติ หรือว่าจากการ ปฏิบัตินั้น เราเห็นว่ามันเป็นผลที่ได้ประโยชน์ จาก พวกใดพวกหนึ่งอยู่ครับ, อะไรแบบนั้น พูดเต็มปาก ไม่ค่อยได้ ถาม : เอ้า, คุณชวน ? ตอบ : ผมอยากจะตอบอยู่แล้ว ครับ คือเมื่อประชุมสภาครั้งที่ แล้วนี่ครับ มีการเอาสุราแม่โขงเข้าไปในสภา. ถาม : นอกเรื่องไม่เอา, ไม่ต้องพูดอย่างนั้น ประจักษ์พยาน ที่ว่า เขาทำเพื่อตน เพื่อพวกของตน มีอะไรเป็นเครื่อง แสดง ; คุณล้ำว่าอย่างไร ? ตอบ : มีผู้สมัครผู้แทนหาเสียงคนหนึ่ง เขาบอกว่า ถ้าเขาได้ เป็นผู้แทนแล้ว เขาจะขอเงินมาทำทางที่ไชยา, แต่แล้วมี คนท้วงติง เขาบอกว่า ถ้าเขาเข้าฝ่ายค้าน เขาก็ไม่ได้ อะไรมาที่ไชยา ; ถ้าเขาได้เข้าอยู่ฝ่ายรัฐบาล ถ้าไม่ได้ อะไรหน้าฉาก เขาก็จะได้หลังฉาก ; ผมได้ยิน นี่เป็น อย่างนี้. นั่นมันเฉียด ๆ เข้าไปแล้ว. เฉียด ๆ ที่จะเป็น ประจักษ์พยาน ; คือว่าในที่ประชุมนั้น เขาแบ่งเป็นพรรค

น.89 ป็นพรรค,-เป็นพรรค, แต่ละพรรคมีอุดมคติต่างกัน, แต่ละ พรรคพูดกันอย่างขัดขวางกัน ด้วยประโยชน์ต่างกัน นี้มันก็เป็น ประจักษ์พยานชัดอยู่แล้วว่า เขาต้องพูดเพื่อประโยชน์แห่งตน หรือพรรคของตน ; ไม่ต้องนำสืบดอก มันเห็นชัดอยู่แล้ว. ที่ ประเทศไหนก็ตาม ไม่เฉพาะประเทศไทย ที่ประเทศนอก ประ เทศใหญ่ ๆ แล้วยิ่งเป็นอย่างนี้มาก เพราะเขาเป็นพรรคที่เป็น ปฏิปักษ์ต่อกัน มุ่งหมายทำลายล้างซึ่งกันและกัน อยู่ตลอดเวลา นั่นคือประจักษ์พยานที่ว่า ใน สภาที่ไม่มีสัตบุรุษ ก็มีแต่สภา ของผู้ใช้กิเลสเป็นเบื้องหน้า. มันเป็นนักการเมือง ที่ใช้กลโกง, กลที่คดโกงต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ตน หรือพวกของตน, เป็น อันว่า ในโลก นี้มันก็มี นักการเมือง หรือว่าการเมืองก็ตาม- ใจ อยู่สองประเภท คือของ สัตบุรุษ อย่างหนึ่ง. ของ อสัตบุรุษ อย่างหนึ่ง. ทีนี้ก็มามองดู ในส่วนที่เราประสงค์ซิว่า อันไหนมันเป็น ได้เพราะเหตุไร ? สภาแท้จริงของนักการเมืองบริสุทธิ์นั้น มันก็ ประกอบอยู่ด้วยธรรม : ฉะนั้นการเมืองกลายเป็นธรรม ธรรมคือการเมือง. การเมืองคือธรรม ธรรมคือการเมือง มัน พูดได้อย่างนี้ : หมายถึงการเมืองบริสุทธิ์. ส่วน อีกอันหนึ่ง

น.90 การเมืองคืออธรรม, อธรรมคือการเมือง ; การเมืองคือ อธรรม อธรรมคือการเมือง มันก็พูดได้อย่างนั้น ; มันตรง กันข้ามอยู่ อย่างนี้. เราเลยถือว่า ระบบการเมือง ที่กำลังใช้อยู่ในโลกนี้มันมี อยู่สองระบบอย่างนี้ อย่างหนึ่งก็ประกอบ ด้วยธรรม, อย่างหนึ่งก็ไม่ ประกอบด้วยธรรม. เดี๋ยวนี้กำลังเป็นอยู่ อย่างไร ? นั้นมันเป็นข้อเท็จจริง ที่ต้องไปสืบหาเอาเอง. นี้ เราพูดตามเหตุผล ที่ว่ามันจะมีอยู่อย่างนี้, และมันจะต้องมีอยู่ อย่างนี้เรื่อยไป จนกว่าโลกมันจะฉิบหายไม่มีเหลือ, หรือว่ามัน จะกลับมาสู่ความเจริญรุ่งเรืองอีก ? โลกปัจจุบันหวังอะไรจากการเมือง เอ้า, ที่นี้ดูที่โลกกันบ้าง ดูที่โลกกันบ้าง ดูที่ธรรมะ แล้วดูที่นักการเมืองแล้ว แล้วก็ดูที่โลกกันบ้าง ถาม : โลกปัจจุบันนี้กำลังหวังอะไรจากการเมือง ? คุณ ประยูร ตอบสั้นที่สุด โลกในปัจจุบันนี้มันหวังอะไร จากการเมือง ? ตอบ : หวังการคดโกงจากการเมือง.

น.91 ถาม : ยังไม่เป็นประโยชน์นี่ ; ตอบให้มองเห็นเป็นประโยชน์ ว่าเขาควรจะหวังซิ ? ตอบ : หวังคดโกงมาเพื่อเป็นประโยชน์ของตนเอง. ถาม : โลกกำลังหวังอะไรจากการเมือง ? คำว่า "สัตว์โลก" คนในโลกหวังอะไรจากการเมือง ? ถ้าเป็นโลกที่ดี ที่ถูก ต้อง มันก็หวังอย่างหนึ่ง. เดี๋ยวนี้เราเอา โลกปัจจุบัน นี้ พูดเป็นกลาง ๆ ว่า โลกปัจจุบันนี้ เขาหวังอะไรจาก การเมืองล่ะ คุณทอง ? ตอบ : โลกปัจจุบันนี้หวังจากการเมืองก็คือหวังการได้ ครับ. ถาม : ให้มันชัดซิ หวังธรรมะ หรือหวังประโยชน์ ? ตอบ : นั่นหมายถึง หวังประโยชน์ ครับ. มันหวังประโยชน์ มันไม่ได้หวังธรรมะ คือมัน หวัง การได้ประโยชน์ ไม่ได้หวังธรรมะ เมื่อไรจะมีนักการเมือง หรือระบบการเมืองที่มุ่งหวังธรรมะ ความถูกต้อง ความเจริญ อย่างบริสุทธิ์ เราก็ยังมองไม่เห็น. เดี๋ยวนี้เรามองเห็นแต่ว่า โลก กำลังหวังประโยชน์เพื่อเขาเอง คือเพื่อพวกเขาเอง เพื่อประเทศ เขาเอง จากการเมือง. ถาม : ก็มีคำถามติดพันกันต่อไปว่า โลกกำลังมีการเมืองใน ลักษณะไหน คุณประยูร ?

น.92 ตอบ : โลกกำลังมีการเมืองในลักษณะที่ตั้งกลอุบายหลอกลวง กันอยู่. มีการเมืองในลักษณะที่จะหาประโยชน์ให้แก่เขา, ให้แก่ พวกเขา พวกนักการเมือง. ประโยชน์ของนักการเมืองคณะนั้น แหละ. มันก็แปลว่าไม่ได้หวังธรรมะ. ไม่ได้หวังจะได้ธรรมะ ; ไม่ได้หวังสันติสุขอันแท้จริง อย่างที่เขาพูดเอง, เขาหวัง ประโยชน์เป็นอำนาจ เป็นวัตถุ เป็นประโยชน์อย่างโลก ๆ ทั้งนั้น ถาม : มีหวังไหมว่า โลกเรานี้ จะรู้จักการเมืองกันเสียใหม่ ในลักษณะที่ถูกต้อง ; มีหวังไหมคุณชวน ? ตอบ : ผมนึกว่ามีหวังครับ ถ้าหากว่า ทุกคนมีธรรมะ. ถาม : ถ้าทุกคนมีธรรมะ ก็มีหวัง อย่างนี้ก็เรียกว่า มัน ไม่มี ทางผิดอะไร ถ้าคุณตอบอย่างนั้น. ตามข้อเท็จจริงเดี๋ยว นี้ มีหวังไหม ที่ว่าโลกนี้จะกลับไปมีศีลธรรม มีการ เมืองที่ประกอบด้วยศีลธรรม ? ตอบ : ถ้าอยู่ในภาวะปัจจุบันนี้ ไม่มีหวังครับ. ถาม : ยังไม่มองเห็น แล้วเราหวังอะไร ? ถ้าอย่างนั้น เราจะ หมดหวัง สิ้นหวังหรือว่าเราจะหวังอะไร เกี่ยวกับโลก ชนิดนี้ คุณทอง ?

น.93 ตอบ : ผมรู้สึกสิ้นหวัง ครับ. ถาม : คุณนั้นขี้แพ้ คือยอมแพ้ง่าย ๆ. เอ้า, คุณประยูร ? ตอบ : ถ้าพูดรวมถึงทั้งโลกแล้ว ตอนนี้ผมยังไม่อยากจะหวัง อะไร ; ปล่อยให้มันเป็นไปตามกรรมของมันเองสักพัก หนึ่ง. ถาม : ดู ๆ แล้ว เรายังไม่อาจจะหวัง ไม่มีเหตุผล ไม่มีช่อง ทางที่จะหวัง. แล้วเราจะไม่หวังอะไรเสียเลย ? หรือเรา จะไม่มีความคิดอะไรเสียเลยอย่างนั้นหรือ ? เราจะไม่ ยอมคิดอะไรเสียเลยเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือ ? ตอบ : ถ้าเกี่ยวกับความคิดในการปฏิบัติธรรม หรือการที่จะนำ ธรรมกลับมานี้ก็ยังคิดกันอยู่เรื่อยครับ. แต่ถ้าหวังถึงผล ความสำเร็จทั้งโลก ก็ยังไม่อยากจะหวังครับ ; หวังแต่ เพียงว่า เอาแค่สังคมน้อย ๆ ไปก่อน. นั่นแหละ มันก็ตั้งต้นด้วยสังคมน้อย ๆ ; เพราะฉะนั้น ความหวังที่ว่า ศีลธรรมกลับมา, ธรรมะกลับมานี้, ควรจะอยู่ ในความหวัง ไม่ควรจะสิ้นหวัง ไม่ควรจะเลิกเสีย ; แล้วก็ หวังให้มาก ๆ ไว้ดีกว่า เพราะว่าถ้ามันไม่ได้เต็มที่ แล้วมันก็ จะได้พอสมควร. ถ้าเราหวังไว้น้อยเกินไป มันก็ไม่ได้ แล้วมัน จะหมดเลย.

น.94 ถาม : ถ้าจะตั้งปัญหาว่า โลกเรานี้ จะรู้จักการเมืองระบบบริสุทธิ์ คือประกอบด้วยศีลธรรมกันเสียทีจะได้หรือไม่ ? เอ้า, จะถามให้มันสั้น ๆ ดีกว่าว่าเดี๋ยวนี้คนในโลก หรือนัก- การเมืองของเรานี้เป็นคนฉลาดหรือเป็นคนโง่ คุณประยูร? ตอบ ; มันฉลาดคนละอย่างเสียแล้วครับ. ถาม ; เอ้า, ฉลาดในความหมายธรรมดาสามัญแหละ เขาเป็น คนฉลาดหรือคนโง่ ? ตอบ ; ถ้าในความหมายของคนธรรมดาสามัญชนแล้ว นักการ เมืองแต่ละท่านก็เป็นคนฉลาดทั้งนั้น ครับ. เป็นคนฉลาด คมกริบเป็นกรดทั้งนั้น. ทีนี้เราจะทำให้ เขารู้ความจริงอะไร ที่มันมีประโยชน์ที่ถูกต้องนี้ มันคงไม่ใช่ เรื่องสิ้นหวัง ; มันอยู่ที่ว่าใครจะรู้เท่าทัน มีปัญญาสามารถไป สะกิดเขา ให้เขาใช้ความฉลาดของเขาเสียใหม่ในทางที่ถูกต้อง เท่านั้น. เดี๋ยวนี้มันมี เหตุปัจจัยอันใหญ่ สำคัญที่สุดอยู่อย่าง หนึ่ง คือมัน กำลังอยู่ในห้วงของความจมลงไปในวัตถุ นิยม ; ลุ่มหลงความสุขทางเนื้อ ทางหนัง แต่ละคน ทั้งนักการ - เมือง และมิใช่นักการเมือง. เขาต้องการอย่างนั้นกันมากเกินไป

น.95 จนไม่ถือความผิด ความถูก ความชั่ว ความดี อะไรเลย, ถือเอาแต่ว่า ให้ได้ ๆ ๆ สิ่งที่เขาต้องการก็แล้วกัน ; เรียกว่า โลกมันกำลังมีการกดดัน ได้รับการกดดัน ชนิดที่ให้รับเอาแต่ การเมืองประเภทกลโกง หรือไร้ศีลธรรมทั้งนั้น. ความกดดันที่มันบีบบังคับอยู่แท้จริง คือ อำนาจของ วัตถุนิยมทำให้นักการเมืองมุ่งแต่จะเอาประโยชน์ โดย ไม่ต้องนึกถึงศีลธรรม, ฉะนั้นเราจึงไม่ได้ยินคำว่า ศีลธรรม ในรัฐสภา หรือว่าในหมู่นักการเมืองทั่วไป. เหตุผลว่าโลกต้องมีธรรมเป็น "การเมือง" ถ้าเราจะทำประโยชน์แก่โลก ด้วยการช่วยกันปรับปรุง แก้ไข มันก็มีอยู่อทางเดียว นี้คือ อย่าเพ้อท้อถอย ในข้อที่ว่า สร้างความนิยมในธรรมะขึ้นมา ถ้าเราจะมองในแง่ของธรรม ก็มุ่งให้มันมีธรรม ; ถ้ามองในแง่ของการเมือง ก็ให้เขานิยม ระบบการเมือง ที่ประกอบอยู่ด้วยธรรม. ช่วยกันเปิดเผยชี้แจง ให้มองเห็นข้อเท็จจริง ความ จริง ความถูกต้อง ของสิ่งที่เรียกว่า การเมือง หรือของคำว่า ธรรม. องค์การโลกทั้งหลาย เช่น องค์การสหประชาชาตินี้ ช่วย อะไรได้บ้างในแง่นี้ ; ปัญหานี้ออกจะอาจเอื้อมไปสักหน่อย แต่ ไม่เป็นไรดอก, ช่วยกันคิดดู.

น.96 ถาม : คุณทอง ลองว่าซิ องค์การโลกช่วยอะไรได้บ้าง ในแง่นี้? ตอบ : ถ้าว่าถึงหลักการแล้วอาจจะช่วยได้ ; แต่พอปฏิบัติการเข้า จริง ๆ แล้วมันก็เป็นไปในลักษณะเพื่อพวกเสียอีกครับ. คุณก็รู้ การเมืองของโลกดี เพราะว่าเราจะมองหรือ ว่าจะฟัง หรือจะรับข่าวกระแสไหนมา มันพบแต่ว่า เป็น ความล้มเหลวในการรักษาความเป็นธรรมในองค์การโลก ; เพราะ มันผูกพันกันอยู่แต่พรรคแต่พวก ก็โหวตคะแนนเสียงให้กันตาม พรรคตามพวก มันเพื่อประโยชน์ไปเสียทั้งนั้น ; ฉะนั้นองค์ การชนิดนั้นเลยกลายเป็นที่ยื้อแย่งประโยชน์ ด้วยการผูกพันกัน เป็นพวก โดยกลโกงที่แสนจะฉลาด ในการผูกพันกันเป็นพวก นี้ก็เป็นอันว่า เราหวังไม่ได้จากองค์การโลกชนิดนี้, คือหวังไม่ได้ ในการที่จะให้ศีลธรรมกลับมา เพราะว่าเป็นที่ที่บูชาประโยชน์ เพราะฉะนั้นเราก็ ต้องชี้แจงกันไปตั้งแต่พื้นฐาน ให้คนที่เป็น หน่วยหนึ่ง ๆ ของโลกนี้ เข้าใจความถูกต้องเกี่ยวกับพระ- ธรรม. ทีนี้มองดูถึงประเทศแต่ละประเทศ รวมทั้งประเทศเรา ด้วย มันตกอยู่ในหลุม ในบ่อ ในโชคร้าย ที่จะไม่เป็นไปเพื่อ ศีลธรรม คือว่าตกอยู่ในห้วงแห่งความกลัว. ประเทศเล็กๆ อย่าง

น.97 หรือว่ากลัวไม่มี รสชาติอะไรนี่ ; ก็ ไม่กล้าชะ เง้อไปมองศีล ธรรม, ก็เอาแต่เรื่องการ เมืองประโยชน์ เลยไม่รู้จักการ เมืองที่ประกอบด้วยธรรม ที่จะช่วยได้ ; มันเป็นเสียอย่างนี้ ฉะนั้นจึง ตกอยู่ในภาวะจำเป็นที่ต้องทิ้งพระธรรม, แม้ ว่าจะเป็นประเทศพุทธบริษัท มันก็จำเป็นที่จะต้องทิ้งพระธรรม. (ตัวอย่างภาวะจำเป็นที่ต้องทิ้งธรรม) จะเล่าเรื่องเล็ก ๆ ฝากไว้สักเรื่องหนึ่งเผื่อว่าใครยังไม่เคย ได้ยิน ถ้าตายเสียจะไม่มีใครเล่า คือ อุบาสกคนหนึ่ง ที่เป็น อุบาสกที่ใช้ได้ คราวหนึ่งเขาจนขึ้นนา เขาก็มาขออนุญาตเลี้ยงหมู แก้จนสักระยะหนึ่งเถิด. อาตมาก็บอกว่า ตามใจซิ คือไม่ห้าม และก็ไม่เออ,ตามใจคุณซิ ; แปลว่า การที่มีธรรมะ แล้วความ จำเป็นมันบังคับ ต้องทิ้งธรรมะชั่วคราวนี้ ถ้าไม่เข้มแข็งพอ มันก็จะต้องทิ้งธรรมะ. เหมือนกับประเทศในโลกนี้ มันไม่ เข้มแข็งพอที่จะยึดธรรมะ ไว้เป็นเพื่อนตาย, เพื่อนตายดีกว่า ; เพราะถ้าเขาเป็นคนจริง เขายอมตาย โดยไม่เสียธรรมะ. ถ้า อุบาสกคนนี้ จะไปหาวิธีอื่น นอกจากการเลี้ยงหมูมันก็คงจะ

น.98 หรือว่ากลัวไม่มี รสชาติอะไรนี่ ; ก็ ไม่กล้าชะ เง้อไปมองศีล ธรรม, ก็เอาแต่เรื่องการ เมืองประโยชน์ เลยไม่รู้จักการ เมืองที่ประกอบด้วยธรรม ที่จะช่วยได้ ; มันเป็นเสียอย่างนี้ ฉะนั้นจึง ตกอยู่ในภาวะจำเป็นที่ต้องทิ้งพระธรรม, แม้ ว่าจะเป็นประเทศพุทธบริษัท มันก็จำเป็นที่จะต้องทั้งพระธรรม. (ตัวอย่างภาวะจำเป็นที่ต้องทิ้งธรรม) จะเล่าเรื่องเล็ก ๆ ฝากไว้สักเรื่องหนึ่งเผื่อว่าใครยังไม่เคย ได้ยิน ถ้าตายเสียจะไม่มีใครเล่า คือ อุบาสกคนหนึ่ง ที่เป็น อุบาสกที่ใช้ได้ คราวหนึ่งเขาจนขึ้นนา เขาก็มาขออนุญาตเลี้ยงหมู แก้จนสักระยะหนึ่งเถิด. อาตมาก็บอกว่า ตามใจซิ คือไม่ห้าม และก็ไม่เออ,ตามใจคุณซิ ; แปลว่า การที่มีธรรมะ แล้วความ จำเป็นมันบังคับ ต้องทิ้งธรรมะชั่วคราวนี้ ถ้าไม่เข้มแข็งพอ มันก็จะต้องทิ้งธรรมะ. เหมือนกับประเทศในโลกนี้ มันไม่ เข้มแข็งพอที่จะยึดธรรมะ ไว้เป็นเพื่อนตาย, เพื่อนตายดีกว่า ; เพราะถ้าเขาเป็นคนจริง เขายอมตาย โดยไม่เสียธรรมะ. ถ้า อุบาสกคนนี้ จะไปหาวิธีอื่น นอกจากการเลี้ยงหมูมันก็คงจะ

น.99 ได้ ; เดี๋ยวนี้มันไม่ถนัดหรือไม่อะไรก็ตาม เขายอมว่าจะต้อง เลี้ยงหมู ไม่ใช่ฆ่าขายดอก เพียงแต่ว่าเลี้ยงหมูเป็น ๆ ขาย ซึ่ง มันก็ต้องสูญเสียความเป็นอุบาสก. นี่ก็เรียกว่า ตกอยู่ในภาวะจำเป็นที่ต้องทิ้งธรรมะ ก็น่า เห็นใจประเทศทั้งหลาย ในโลก โดยเฉพาะประเทศเล็กทั้ง- หลาย ซึ่งมีมาก จำเป็นจะต้องทิ้งความจริง ความยุติธรรม หรือธรรมะ ไป เอาตัวรอดกันก่อน, แล้วนักการเมืองก็ต้อง หมุนไปแบบนั้นหมด. ทีนี้ไปดูประเทศใหญ่ เข้มแข็ง ร่ำรวย มันก็อย่างเดียว กันอีก มันยังไม่พอในประโยชน์ที่จะได้ ก็เล่นการเมืองชนิดที่ ทำนาบนหลังประเทศเล็ก ๆ คนร่ำรวยก็ทำนาบนหลังคนจน ๆ ก็เลยไม่ต้องมีธรรมะกันไปเสียทั้งหมด. อย่าเข้าใจว่า เป็นซ้าย แล้วจะมีธรรมะ เป็นขวาแล้วจะมีธรรมะ เพราะธรรมะนั้น มันอยู่ตรงกลางเสมอไป. เรื่องนี้ไว้พูดวันหลัง มันยืดยาว. สรุป : การเมืองก็คือธรรมะ. เอ้า, ในที่สุดนี้ก็สรุปความ เรื่องที่เราได้พูดกันวันนี้ มัน ชักจะนานมากแล้ว. ธรรมะกับการเมือง ! ถ้ารู้จักการเมืองอย่างถูกต้อง

น.100 ตามกฎของธรรมชาติแล้ว จะเห็นว่า การเมืองก็คือธรรมะ, ระบบธรรมะที่จะช่วยให้ มนุษย์อยู่เป็นปกติสุข เป็นสายหนึ่งของ ธรรมะทั้งหลาย. เดี๋ยวนี้ธรรมะชนิดนี้ หรือการเมืองชนิดนี้ไม่มี ในโลก เพราะว่ามนุษย์มันตกเป็นทาส ของวัตถุ คือความ สุขทางเนื้อหนังนี่ : เมื่อพูดว่าวัตถุแล้วก็ขอให้เข้าใจว่า ความ สุขทางเนื้อหนัง ทีนี้พุทธบริษัทเรา ถ้าเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าจริง ก็ ต้องมีสัมมาทิฏฐิ ถ้าไม่มีสัมมาทิฏฐิ ก็ไม่ใช่สาวกของพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า ; ฉะนั้นเราจะต้องมีสัมมาทิฏฐิ และเราก็เป็นพุทธ บริษัท แล้วเราจะต้องมีอะไรตามแบบของพุทธบริษัท ; พุทธ บริษัท มีการเมืองได้ตามแบบของพุทธบริษัท. อย่าไปเข้าใจว่า การเมืองไม่เกี่ยวกับศาสนา หรือการ เมืองไม่เกี่ยวกับพุทธบริษัท. การเมืองที่ถูกต้อง ต้องเกี่ยว ข้องกับทุกคน แม้เป็นพระเป็นเณร จะต้องมีการเมืองของ ธรรมะ ; ช่วยให้โลกนี้มีธรรมะ. แต่อย่าไปเล่นการเมืองระบบ ของกิเลส ที่ได้มีประกาศคณะสงฆ์ห้ามไว้แล้ว. พระอย่า ไปเล่นการเมือง ก็หมายถึงการเมืองระบบนั้น ; แต่ถ้าเรา เล่น การเมืองระบบ ของพระเจ้า ของพระธรรม ก็ไม่เห็นมี ใครห้าม ไม่มีเหตุผลที่จะต้องห้าม.

น.101 พุทธบริษัทก็มีธรรมะ ของพระพุทธบริษัท มีการ เมืองตามแบบ ของพุทธบริษัท : มีธรรมะนั้นเองเป็นสิ่ง ถูกต้อง ถาวรเป็นนิรันกร ไม่ต้องเปลี่ยนแปลง ; เป็นการเมือง ที่ไม่ต้องเปลี่ยนแปลง. ถ้าเราถือระบบธรรมะแล้ว จะมีระบบ การเมืองที่ไม่ต้องเปลี่ยนแปลง, แล้วการเมืองนั้น มีธรรมะเป็น เนื้อแท้มี พระเจ้าเป็นจอมโจกของนักการเมือง ถ้ามองอย่างละเอียด แล้ว พูดได้เลยว่า พระพุทธ เจ้าก็เป็น จอมโจกของนักการเมือง คือจะจัดโลกให้มีความ สงบสุข ; แต่เดี๋ยวนี้ เราไม่พูด ไม่กล้าพูด เขาจะปรับให้เรา เป็นคนละลาบละล้วงจ้างจ่าย พระพุทธเจ้าไป. ฉะนั้นพูดกัน เฉพาะพวกเรา จะไม่ตะโกนดัง ๆ ไปว่า พระพุทธเจ้าเป็น จอมนักการเมือง ; แต่ที่แท้ท่านก็เป็นอย่างนั้น เป็นผู้ประสงค์จะ จัดโลกนี้ให้สงบสุข. ท่านมีธรรมะเป็นระบบการเมือง ; แล้วก็ มีพวกเราทุกคนเป็นผู้จัดการเมือง ให้โลกนี้มีความสงบสุข. นี่ใจความทั้งหมดของคำบรรยาย ที่ได้บรรยายมานี้ โดย สรุปสั้น ๆ ว่า "ธรรมะกับการเมือง" มันเป็นอย่างนี้. การบรรยายนี้ก็สมควรแก่เวลา และสมควรแก่เรี่ยว แรง แล้ว ; พูดไม่ไหวแล้วก็ยุติที่ก่อน. ให้โอกาสพระคุณเจ้าท่าน

น.102 ได้สวดบทพระธรรม สำหรับส่งเสริม ความพอใจในพระ- ธรรม เพื่อเป็นประโยชน์แก่การเมือง ในระบบของพระธรรม ต่อไปเถิด. ————————————

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต