น.11 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์เป็นครั้งที่ ๒ แห่งภาค อาสาฬหบูชาในวันนี้ จะได้บรรยายโดยเค้าเรื่องที่ว่า ธรรมะ กับ การเมือง ต่อไป. ในครั้งที่ ๒ นี้จะกล่าวโดยหัวข้อย่อย ว่า "การเมือง คือ ธรรมะ". เมื่อได้ยินว่า การเมือง คือ ธรรมะ นักการเมือง ในโลกสมัยนี้ก็คงจะร้องออกมาว่า บ้า. นี่เราจะบ้าหรือไม่บ้า ก็ขอให้ดูกันต่อไป ควรจะได้พูดกันต่อไป. แต่อยากจะกล่าว สักหน่อยหนึ่งว่า เพราะนักการเมืองที่ร้องว่าบ้า เมื่อได้ยิน คำว่า "การเมืองคือธรรมะ" นั่นแหละ มันเป็นนักการเมือง สกปรก ไม่ใช่นักการเมืองที่ตรงตามอุดมคติของคำว่า "การเมือง" คือเขาได้ทำให้เรื่องการเมืองนี้ ให้กลายเป็น
น.12 ๒ เรื่องคดโกงหาประโยชน์ไป ไม่ใช่เป็นเรื่องการเมืองในความ หมายอันบริสุทธิ์ ฉะนั้นเราจะต้องทบทวนกันอยู่เสมอ ในความหมายของคำว่า "การเมือง" นั้นมันคืออะไร .. ในครั้งที่แล้วมาก็ได้พยายามแสดงให้เห็นว่า การเมือง นั้นคือระบบของการจัดหรือการกระทำเพื่อให้คนจำนวน มากอยู่กันโดยปราศจากปัญหา โดยไม่ต้องใช้อาชญา ขอให้ท่านทั้งหลายลองฟังดูให้ดี ๆ ว่าอาตมากำลังกล่าวว่า สิ่งที่เรียกว่าการเมืองนั้นคือระบบการจัดหรือการกระทำเพื่อ คนจำนวนมากอยู่กันโดยปราศจากปัญหา โดยไม่ต้องใช้ อาชญา. ใจความสำคัญมันก็อยู่ที่ว่ามันเป็นระบบที่ต้องจัด ต้องทำขึ้น นี่อย่างหนึ่ง และเพื่อคนจำนวนมาก หรือคน ทั้งหมดอยู่กันโดยปราศจากปัญหา ไม่ใช่เพื่อคน ๒-๓ คน ที่จะอยู่กันโดยปราศจากปัญหา ไม่ว่าปัญหาใด ๆ เพราะว่า ขึ้นชื่อว่า ปัญหา แล้ว ก็ย่อมเป็นความทุกข์ทั้งนั้น ไม่ อย่างใดก็อย่างหนึ่ง. และคำสุดท้ายว่า โดยไม่ต้องใช้อาชญา คือโดยไม่ต้องใช้อาวุธ ไม่ต้องใช้การกระทำที่เรียกว่า หิงสา การฆ่ากันเป็นต้น. เราจะถือเอาบทนิยามนี้ ว่าเป็นบทนิยามของคำว่า “ การเมือง โดยบริสุทธิ์" ถ้าผิดจากนี้มันต้องเป็นการเมือง
น.13 ๓ บ้า เป็นการเมืองสกปรก เป็นการเมืองของภูตผีปีศาจชนิด ใดชนิดหนึ่ง. ยิ่งกว่านั้นยังจะต้องดูให้เห็นว่า การเมืองของ มนุษย์นี่ เป็นสิ่งที่มนุษย์จัดขึ้น ทำขึ้น เพราะฉะนั้นมัน ต้องไม่เลวกว่าการเมืองของสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งธรรมชาติ มันช่วยจัด; จึงมีความแตกต่างกันมาก เท่ากันกับการแตก ต่างระหว่างคนกับสัตว์. คนกับสัตว์ต่างกันเพราะอะไร ? ต่างกันเพราะเหตุ อย่างเดียว คือความมีธรรมะ. ภาษิตแต่โบรมโบราณไม่รู้ว่า แต่ครั้งไหน ในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นต้นตอของวัฒนธรรม สายนี้ จนมาถึงประเทศไทยเรา เขาก็กล่าวไว้เป็นกลาง ทั่วไป แม้ไม่เกี่ยวกับศาสนา ว่า "การหาอาหาร, การ แสวงความสุขจากการนอน, การรู้จักขี้ขลาดวิ่งหนีภัย และการประกอบกรรมระหว่างเพศ, นี้มีอยู่ได้เสมอกัน ระหว่างคนกับสัตว์, แต่ว่าธรรมะเท่านั้นที่ทำความแตก ต่างระหว่างคนกับสัตว์ ; ปราศจากธรรมะแล้ว คนกับสัตว์ ก็เหมือนกัน" เพราะฉะนั้นเราจะดูกันในรูปไหน คนกับ สัตว์ก็แตกต่างกันที่ตรงนี้ คือความที่มีสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ กับไม่มีธรรมะ หรือธรรมะคนละอย่างนั่นเอง. ไม่มีอะไรที่ จะไม่เรียกได้ว่า ธรรมะ คือไม่มีอะไรที่มิใช่ธรรมะ ใน
น.14 ๔ ความหมายของคำ ๆ นี้ มันจึงเป็นธรรมะคนละอย่าง ธรรมะ ของสัตว์อย่างหนึ่ง ธรรมะของคนอย่างหนึ่ง. คนที่แท้ก็ต้องปราศจากธรรมะอย่างสัตว์ สัตว์ที่แท้ จะต้องปราศจากธรรมะอย่างคน. ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ถ้า ปราศจากธรรมะแล้วคนก็เหมือนสัตว์ หมายความว่า ปราศ- จากธรรมะอย่างคนแล้วคนก็จะเหมือนกับสัตว์, นี่ก็เป็นสิ่งที่ จะต้องนึกไว้ในใจว่า การเมืองของคนนั้นคนมันจัด จะต้อง ดีกว่าการเมืองของสัตว์ที่ธรรมชาติจัด หรือปล่อยไปตามบุญ ตามกรรม. เราจะต้องทบทวนกันดูอย่างละเอียด ว่าอะไรเรียกว่า ธรรม แล้วจะเห็นได้ต่อไปว่า การเมืองนั้นก็คือ ธรรม หรือ ธรรมะ ก็ได้ แล้วแต่จะเรียก. ตอนนี้อยากจะให้ทบทวนข้อความอีกประเด็นหนึ่งที่ว่า ทำไมเราที่นี่จะต้องสนใจสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะกับการเมือง. คือพุทธบริษัทพูดกันในวัดในวา ทำไมจะต้องพูดกันถึงสิ่งที่ เรียกว่า การเมือง; ยิ่งเป็นพระเป็นบรรพชิตด้วยแล้ว เขาถือ กันว่าต้องไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง. โดยที่แท้แล้วความหมายนั้นมันคนละอย่าง ที่ว่าพระ ต้องไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองนั้น หมายถึงการต่อสู้ทางการ
น.15 ๕ เมือง ของพวกนักการเมืองที่เขาต่อสู้เพื่อประโยชน์ของตน แต่ละคน แต่ละพวก; ถ้าอย่างนี้แล้วพระอย่าไปเกี่ยวข้อง เลย. แต่หากว่า การเมืองมีความหมายดังที่กล่าวมาแล้ว ว่า ระบบที่ต้องจัดต้องทำ สำหรับมนุษย์ทั้งหมดอยู่กันโดย ปราศจากปัญหา และไม่ต้องใช้อาชญา แล้ว พุทธบริษัท ไม่ว่าระดับไหนควรจะเกี่ยวข้อง หรือต้องเกี่ยวข้อง อย่างที่ กล่าวมาแล้วในการบรรยายครั้งก่อน ว่าถ้าสิ่งใดเป็นไปเพื่อ ประโยชน์สุขเกื้อกูลทั้งแก่เทวดาและมนุษย์แล้ว สิ่งนั้นต้อง ทำ. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ตถาคตอุบัติบังเกิดขึ้นมา ก็เพื่อประโยชน์อันนี้ คือประโยชน์สุขทั้งแก่เทวดาและ มนุษย์" "ธรรมวินัยของตถาคต มีอยู่ในโลกนี้ ก็เพื่อ ประโยชน์ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์" และ "ธรรมะทั้งหลาย โดยเฉพาะ โพธิปักษิยธรรมที่ตถาคตได้ตรัสไว้ ท่าน ทั้งหลายพึงรักษาไว้ด้วยดี ให้พรหมจรรย์นี้ตั้งมั่นเพื่อ ประโยชน์ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์" และย้ำความหมายของ คำสั้น ๆ ๒ คำนี้ว่า เทวดาคือพวกที่ไม่ต้องรู้จักเหงื่อ, มนุษย์คือพวกที่ยังจะต้องรู้ จักเหงื่อ จะต้องอาบเหงื่อ ก็มีความหมายชัดพอที่จะเข้าใจได้.
น.16 ๖ เราควรดูต่อไปว่า พวกเทวดาที่ไม่ต้องอาบเหงื่อ มัน ก็ยังมีปัญหาตามแบบของเทวดา และไม่มีความสงบสุข; พวกมนุษย์ที่ต้องอาบเหงื่อมันก็ยังมีปัญหา ไม่มีความสงบสุข ไปตามแบบของมนุษย์; ฉะนั้นเทวดาและมนุษย์ก็ไม่มีอะไร ดีกว่ากัน ในข้อนี้. ดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงได้ตรัส ควบกันมาทั้ง ๒ พวกเสมอไป ว่าเพื่อประโยชน์ทั้งแก่เทวดา และมนุษย์. ทีนี้การจัดการทำให้ทั้งเทวดาและมนุษย์อยู่กัน เป็นผาสุกนั้น เป็นหน้าที่แม้ของพระพุทธเจ้า และแม้ของ พุทธบริษัท, เดี๋ยวนี้เราเอาความหมายของคำว่า "การเมือง" ในลักษณะอย่างนี้ คือจัดทำให้มนุษย์และเทวดาทั้งหมดอยู่ กันโดยปราศจากปัญหา และไม่ต้องใช้อาชญา. เราไม่เอาบทนิยามของคำว่า "การเมือง" ตามที่พวก ฝรั่งเขาเขียนไว้ให้ในตำราการเมือง ให้คนไทยเป็นทาสสติ ปัญญา เป็นทาสตัวหนังสือของพวกฝรั่ง อย่างนี้ไม่ควรแก่ พุทธบริษัทเลย, พุทธบริษัทควรจะมองดูสิ่งเหล่านี้ด้วยสติ ปัญญาของตนเอง ให้เห็นตามที่เป็นจริง ว่า "การเมือง" นั้นมันคืออะไร. เราพอจะกล่าวได้ว่า ในสมัยแรก ๆ ที่เกิดสิ่งที่เรียกว่า " การเมือง" ขึ้นมาในโลกนั้น มันบริสุทธิ์ คือมีเจตนาดี
น.17 ๗ แล้วทำไปตามเจตนานั้น เพื่อผลอย่างเดียวเท่านั้น คือให้ คนอยู่กันเป็นผาสุก; ถึงแม้เดี๋ยวนี้ก็เถอะ ถ้าพูดแต่ปาก มันก็พูดอย่างนั้น ลัทธิการเมืองประเภทไหนก็ตาม ประชา- ธิปไตยก็ดี สังคมนิยมก็ดี เผด็จการรูปไหนก็ตาม ก็ล้วน แต่อ้างว่า จัดเพื่อให้คนในสังคมอยู่ด้วยความสงบสุขกัน ทั้งนั้น. มันก็เลยจะแตกต่างกัน แต่วิธีจัดที่เขานำมาอ้าง แต่ ก็มุ่งผลอย่างเดียวกันแท้ คือความสงบสุขสันติสุขของสังคม; แล้วก็มองเห็น ได้ว่ามุ่งหมาย จะไม่ต้องใช้อาชญาด้วยเหมือน กัน. ส่วนความโกหกพกลม เป็นกลโกงขึ้นมา ต้องใช้ อาวุธศาสตราเป็นเครื่องมือนี้ มันมาทีหลัง ขอให้ระวังให้ดี. เราจะต้องแสวงหาความหมายของคำว่า " การเมือง " ให้ถูกต้องตามที่เป็นจริงกันเสียก่อน. เรื่องราวในพระคัมภีร์โดยตรงก็มีพอที่จะสังเกตเห็นได้ ว่าระบบการปกครอง หรือระบบการเมืองนี้ มันเกิดขึ้นมา ในโลกนี้ เมื่อมันได้มีปัญหาเกิดขึ้น. เมื่อมนุษย์อยู่กันอย่าง ไม่ใช่มนุษย์ ยังไม่ถึงความเป็นมนุษย์ ยังเป็นครึ่งคนครึ่ง สัตว์ มันก็อยู่อย่างสัตว์; ปัญหาทางสังคมมันก็ไม่มี ต่างคน ต่างหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง และมันก็อยู่ไกล ๆ กัน ไม่มีความ สัมพันธ์ที่ใหญ่หลวงเหมือนอย่างเดี๋ยวนี้. ตอนนั้นเรียกว่า
น.18 ๘ ไม่มีปัญหาแม้ทางศีลธรรม กล่าวคือไม่มีใครเบียดเบียนใคร ไม่มีใครขโมยใคร ไม่มีใครล่วงละเมิดสิทธิหรือประโยชน์ ของใคร; ที่นี้ต่อมา ๆ มันมีคนหัวดี หมายความว่า คนที่ อุตริแหวกแนว คิดหาประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่ต้องคำนึง ถึงประโยชน์ผู้อื่น มันจึงเกิดการลักการขโมย เกิดการละเมิด หลายอย่างหลายประการขึ้นมา เรื่องราวในพระคัมภีร์กล่าว ชัดว่า พวกมนุษย์เหล่านั้นก็ทนอยู่ไม่ได้ หาทางออก มีสติ ปัญญาเกิดขึ้นว่า ต้องมีการจัดการทำเพื่อแก้ไขปัญหานี้ แล้วก็ได้มอบให้คนที่ทุกคนเห็นว่าสามารถ เป็นผู้จัดผู้ทำ คือเป็นคนที่มีกำลังกาย มีบุคลิกภาพ มีสติปัญญาเป็นที่ ปรากฏ คือมีความเหมาะสมทุกอย่าง ก็มอบให้คนนี้เป็นผู้ ควบคุมบังคับบัญชาจัดทำ คือวินิจฉัยความผิด ความถูก แล้วลงโทษเป็นต้น. ระบบการปกครองอย่างนี้มันเพิ่งเกิดขึ้น ไม่ใช่ว่ามัน เกิดมาพร้อมกันกับมนุษย์ มันเพิ่งเกิดขึ้น เมื่อมนุษย์รู้จัก ทำเลวทำชั่วขึ้นมา. เมื่ออยู่ตามธรรมชาติ ไม่มีปัญหาอย่างนี้ พอมาอยู่กันเป็นหมู่ ใกล้ชิดกันขึ้น ก็มีโอกาสที่จะขโมย เมื่อไม่ได้อย่างใจ ก็คิดที่จะฆ่า จะทำลายล้าง ตลอดถึงการ
น.19 ๙ ล่วงละเมิดอื่น ๆ มันจึงเกิดระบบการปกครอง และต้องใช้ อาชญา. ที่นี้ต่อมามนุษย์คงจะคิดไปถึงข้อที่ว่า การใช้อาชญานี้ ไม่สนุก สู้วิธีการที่ไม่ต้องใช้อาชญาไม่ได้ จึงเกิดนโยบาย หรือกุศโลบาย หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก ซึ่งนี่เรียกว่า ระบบการเมือง วางไว้อย่างนั้นอย่างนี้ให้มันครบถ้วนสำหรับ มนุษย์จะไม่ต้องอยู่กันด้วยความลำบาก และไม่ต้องตัดสิน ปัญหาด้วยการใช้อาชญา. นี่พอจะเรียกได้ว่า ระบบการเมือง มันได้เกิดขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง แล้วก็ขยายตัวใหญ่โต กว้าง ขวาง แน่นแฟ้นออกไปตามยุคตามสมัย. มนุษย์นี้ยังมีเจตนา บริสุทธิ์ต่อสันติสุข ฉะนั้นจึงได้ทำไปในลักษณะที่มันจะเป็น เรื่องของสันติภาพ หรือสันติสุข คงจะอยู่กันเป็นสุขมานาน จนไม่รู้ว่าสักเท่าไร จน กระทั่งมาถึงยุคที่มนุษย์ตกเป็นทาสของวัตถุ คือเป็นทาส ของความเอร็ดอร่อย ทางเนื้อ ทางหนัง หรือที่เรียกว่า กามารมณ์, เมื่อเสน่ห์ของวัตถุครอบงำจิตใจแล้ว มนุษย์ พวกนั้นก็ไม่ยินดีที่จะรักษาความถูกต้อง หรือเจตนารมณ์ อันบริสุทธิ์ของคำเหล่านั้น เช่นคำว่า การเมืองเป็นต้น จึง
น.20 ๑๐ ได้แอบแฝงไว้ด้วยกลโกง สำหรับหาประโยชน์ให้แก่ตัว หรือให้แก่พวกของตัว. นั่นแหละคือข้อที่ว่าพอตกมาถึงสมัยหนึ่ง ความหมาย ของคำว่า "การเมือง" มันก็เปลี่ยนไป คือเป็นการจัด การทำเพื่อให้พวกของตัวได้รับประโยชน์ ได้เปรียบเหนือ พวกอื่น และเป็นกันอย่างนี้ทุกประเทศในโลก ไม่ยกเว้น แม้แต่ประเทศไทย ที่เป็นพุทธบริษัท. แต่ถ้าจะนึกถึงยุคที่ ล่วงแล้วมาในอดีตโน้น มันไม่เป็นอย่างนี้. นี่เราต้องถือความหมายนั้นต่อไปตามเดิมว่า การเมือง นี้มันมีเจตนาบริสุทธิ์ในทีแรก เพื่อจะจัดจะทำให้อยู่กันโดย ปราศจากปัญหา และก็ไม่ต้องใช้อาชญาด้วย. เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ลองตั้งปัญหาถามต่อไปว่า มัน ควรจะได้รับความสนใจหรือไม่ แม้แต่พุทธบริษัทเอง ก็ควรจะสนใจหรือไม่ ควรจะเอามาพูดกันในลักษณะของสิ่ง ที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ แม้แต่ในวัดในวา นี้ก็อย่างหนึ่ง; ข้อที่จะต้องมองต่อไปอีก ก็คือว่า เมื่อโลกมันกำลังเต็มไป ด้วยการเมืองแบบคดโกง เราก็ไม่อยากจะไปประสมโรงกับ เขาด้วย เราจึงพยายามที่จะมองหาความหมาย อุดมคติ หรือ การกระทำที่มันถูกต้อง ตามหน้าที่ของพุทธบริษัท ที่ว่า
น.21 ๑๑ เกิดมาแล้วต้องไม่เสียชาติเกิด คือ เกิดมาในโลกแล้ว ต้องมีส่วนที่จะช่วยทำให้โลกนี้มีสันติสุขสันติภาพ ตาม พระพุทธประสงค์. อาตมาเห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรนำมาพิจารณา ในฐานะที่เป็นหน้าที่ตามธรรมชาตินั้นอย่างหนึ่ง, และใน ฐานะที่ว่าโลกนี้กำลังจะวินาศ ถ้าเราจะช่วยกันต้านทาน เราก็จะต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้ดี; ดังนั้นจึงเอามาพูดในการ บรรยาย ซึ่งเรียกกันว่า การบรรยายธรรมะ. ในการบรรยายครั้งแรก ครั้งที่ ๑ ที่แล้วมานี้ก็มีหัวข้อ ว่า ธรรมะกับการเมือง นี้ก็เป็นคำที่กล่าวไว้อย่างกลาง ๆ ว่า ธรรมะกับการเมือง ยังไม่ยืนยันว่า มันจะเข้ากันหรือไม่เข้า กัน, มันจะขัดขวางกัน หรือมันจะไปด้วยกัน หรือเป็น ศัตรูกัน. คนทั่วไปที่เขาเคยได้ยินได้ฟังมาตามแบบของเขา เขา จะรู้สึกว่า เรื่องการเมืองไม่ใช่เรื่องธรรมะ เรื่องธรรมะ ไม่ใช่เรื่องการเมือง; เรื่องธรรมะอยู่ที่วัด เรื่องการเมืองอยู่ ที่เมือง อยู่ที่บ้าน หรือที่บุคคลที่เขาจะต่อสู้กันทางการเมือง. เลยนักการเมืองสกปรกสมัยนี้พากันถือว่าการเมืองมีธรรมะไม่ ได้ ถ้าไปมัวถือธรรมะอยู่แล้ว นักการเมืองกลุ่มนั้นจะพ่าย แพ้; เขามีความขี้ขลาดมากถึงอย่างนี้ ว่านักการเมืองจะมี
น.22 ๑๒ ธรรมะไม่ได้ ถ้ามีธรรมะจะพ่ายแพ้พวกอื่น; ธรรมะกับ การเมืองก็ยิ่งเข้าใกล้กันไม่ได้ ตามความรู้สึกของคนพวกนี้. การบรรยายในครั้งที่ ๒ นี้ อาตมาระบุลงไปเลยว่า การเมืองนั้นคือธรรมะ จึงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาดูกันหนัก ยิ่งขึ้นไปอีก เพราะมันเป็นการขัดขวางความรู้สึกของคน พวกนั้น หรือคนทั่วๆ ไปในยุคนี้. เราก็มาดูกันถึงคำว่า "ธรรมะ" ต่อไป : คำว่า ธรรม เป็นภาษาอินเดียโบราณ อย่าไปมัวทราบหรือไปมัวค้นคว้า ให้เสียเวลาเลย ว่ามันเป็นภาษาอะไร เป็นภาษาบาลี หรือ ภาษาสันสกฤต หรือภาษาปรากฤต หรือภาษาอะไรที่มีอยู่ ก่อนนั้น กระทั่งภาษาที่มาจากเปอร์เซีย เรียกว่า อินโด- อารยัน เป็นต้น มันก็มีคำ ๆ นี้ด้วยกันทั้งนั้น และมีความ หมายอย่างเดียวกันทั้งนั้น ดังที่ปรากฏเป็นหลักฐานชัดเจน อยู่ในวรรณคดีของภาษาบาลี หรืออักษรศาสตร์ของภาษา บาลี. เราเลยถือภาษาบาลีนี้เป็นหลักว่า คำว่า ธรรมะ นั้น คืออะไร. ถ้าเราไม่สนใจ ไม่รวบรวมมาให้หมดสิ้น เราก็ได้ ความหมายของคำว่า ธรรมะ แต่เพียงบางแง่ บางมุม มันก็ ไม่หมดสิ้น. เมื่อพูดไปตามข้อมูลหรือเหตุผล ที่ไม่หมดสิ้น
น.23 ๑๓ มันก็ไม่ถูกต้อง และไม่สมบูรณ์, ยิ่งคำว่า ธรรมะ ที่เอามา ใช้ในความหมายแคบ ๆ ว่าเป็นเรื่องถือศีลกินเพลในวัดในวา อย่างนี้ด้วยแล้ว มันก็ยิ่งพูดกันไม่รู้เรื่องแน่ เพราะมันน้อย เกินไป อาตมาจึงได้พยายามค้นคว้าเรื่องราวต่าง ๆ ที่มัน เกี่ยวกับคำว่า "ธรรมะ" ในภาษาบาลี จากพระคัมภีร์ ทั้งหลาย ก็สรุปความให้จำกันง่ายๆ ว่า ธรรมะนั้นมีความ หมายอยู่ ๔ ความหมายด้วยกัน, แล้วก็ได้พูดให้ฟังมามาก มายหลายครั้งแล้ว. สรุปเป็นคำพูดสั้นๆ ๔ ความหมายนี้ จะพูดว่าอย่างไร ขอซ้อมความจำและความเข้าใจกันอีกครั้ง หนึ่ง ว่า ธรรมะมี ๔ ความหมายนั้นคืออะไร และอย่างไร คุณประยูร ? (เสียงตอบ) ธรรมะ ที่ว่า ๔ ความหมายนั้น ความหมายที่ ๑ หมาย ถึงธรรมชาติทั้งหมด. ความหมายที่ ๒ หมายถึงกฎของธรรมชาตินั้นๆ, ความหมายที่ ๓ คือหน้าที่ที่ต้องทำตามกฎของธรรมชาตินั้น ๆ, ความหมาย ที่ ๔ ก็คือผลที่ได้รับจากการปฏิบัติเช่นนั้น. นับว่าจำได้ดีและเข้าใจอยู่ คนพูดไม่เหนื่อยเปล่า เพราะฉะนั้นก็ขอแสดงความขอบใจ คุณทองลองพูดให้สั้น กว่านั้นอีก ... (เสียงตอบ) ธรรมะหมายถึง ธรรมชาติทั้งหมด, กฎของธรรมชาติ หน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ และผลที่จะตามมาจากการปฏิบัติ
น.24 ๑๔ คนฟังที่เขาไม่เคยฟังบางคน เขาก็จับหลักไม่ทัน มันปนกันไป เราต้องใช้คำว่า : ๑. ตัวธรรมชาติ หรือ ปรากฏการณ์ทั้งหลาย, ๒. กฎของธรรมชาติ, ๓. หน้าที่ ตามธรรมชาติ, ๔. ผลเกิดจากการทำหน้าที่, อาตมาขอร้อง ให้ทุกท่านพยายามทำความเข้าใจ ความหมาย ๔ ประการนี้ ของคำว่า ธรรมะ. ขอรับรองและยืนยันว่า จะช่วยให้ท่าน ทั้งหลายเข้าใจพระพุทธศาสนา อย่างถูกต้อง กว้างขวางออก ไปโดยเร็ว และโดยง่ายดายที่สุด. ขอให้เข้าใจคำว่า ธรรม ใน ๔ ความหมายนี้ให้จริง ๆ ให้เห็นชัดเจนแจ่มแจ้งจริง ๆ. "ธรรม" ใน ความหมายที่ ๑ คือสิ่งที่กำลังมีอยู่ เป็น อยู่ตามธรรมชาติ ที่ปรากฏอยู่แก่เรา จะเป็นรูปธรรมทั้งหลาย เป็นต้นไม้ ก้อนหิน ก้อนดิน ปรากฏการณ์ทางตา รู้ได้ ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางสัมผัสผิวหนัง อะไรก็ตาม ก็เรียกว่าเป็นรูปธรรมที่ปรากฏอยู่; ถ้าเรียกเป็นภาษาธรรมะ ชั้นลึก เขาก็เรียกว่า "สภาวะธรรม" แปลว่าตามที่มันเป็น อยู่เอง หรือเป็นไปเอง. ในบางส่วนบางขณะ มันเป็นเหตุ ก็มี, บางส่วนมันเป็นผลก็มี, และอีกอย่างหนึ่งเป็นอาการ เป็นแต่เพียงกิริยาอาการของสิ่งที่เป็นเหตุนั้น มันปรุงแต่งผล ก็มี; สิ่งเหล่านั้นเป็นรูปธรรมก็มี เป็นนามธรรมก็มี หรือ
น.25 ๑๕ ถ้าลึกไปกว่านั้น ก็ว่า เป็นสังขตธรรม คือมีเหตุมีปัจจัย ปรุงแต่งก็มี เป็นอสังขตธรรม ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ก็มี. ถ้าเข้าใจข้อความเหล่านี้ ท่านจะมองเห็นว่า มันไม่ได้ ยกเว้นอะไร ในบรรดาสิ่งที่มนุษย์รู้จัก หรืออาจจะรู้จัก หรือ ต้องรู้จัก ก็ตาม มันไม่ยกเว้นอะไร ก็เรียกว่า "สภาวธรรม" ได้. สิ่งที่เป็นเหตุ คือสิ่งที่ทำให้เกิดสิ่งใหม่อีกสิ่งหนึ่งขึ้นมา, เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่นั้นเป็นผล; และในทันใดนั้น มันก็ กลายเป็นเหตุ สำหรับที่จะให้เกิดสิ่งอื่นต่อไปอีก. มีสิ่งอื่น เกิดออกมาอีก แล้วมันก็เป็นผลเกิดขึ้นมา แล้วก็เรียกว่ามัน กลายเป็นเหตุให้เกิดสิ่งอื่นต่อไปอีก เป็นอย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด. ถ้าดูไปที่ต้นไม้ต้นนี้ โดยนัยอันนี้ ท่านจะเห็นว่ามันเป็น เพียงกระแสของการเปลี่ยนแปลงไป ของสิ่งที่เป็นเหตุและ เป็นผล เป็นเหตุและเป็นผล เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด. ถ้าดูเข้ามาในคนเรา ที่ตัวของเรา ในร่างกายของเรา จะพบสิ่งที่เป็นเหตุ ปรุงแต่งสิ่งที่เป็นผล และสิ่งที่เป็นผล ก็กลายเป็นเหตุ ปรุงแต่งสิ่งที่เป็นผล อย่างนี้เรื่อยไป ทั้ง ฝ่ายรูปธรรม และฝ่ายจิตใจ. ฝ่ายรูปธรรมนั้น เรียกว่า ไม่ลึกซึ้งอะไร และไม่ค่อยมีปัญหาอะไรนัก แต่ฝ่ายจิตใจ นั่นแหละมีปัญหามาก : เมื่อตาได้เห็นรูป เกิดการเห็นทางตา
น.26 ๑๖ นี่ก็เหตุมันเห็นรูป มันจึงเกิดความรู้สึกเกี่ยวกับการเห็นรูป ที่เรียกว่า เวทนา, พอมีเวทนา มันก็เกิดความอยากความ ต้องการ หรือตัณหาไปตามอำนาจของเวทนา. เกิดความ อยาก แล้วรู้สึกเป็นตัวผู้อยากตัวเราผู้อยาก ก็เกิดหมายมั่น เป็นอุปาทาน ว่าเรา ว่าของเรา, แล้วเกิดเป็นการกระทำที่ เรียกว่า "ภพ" เป็นการกระทำทางวัตถุก็มี การกระทำ ทางจิตก็มี, มีความรู้สึกสูงสุดของความเป็นผู้กระทำ. ความรู้สึกว่าเราเป็นผู้ต้องการหรือผู้กระทำนี้มันสูงสุด แล้วมันส่งผลออกมาเป็นการกระทำ และมีผลตามการกระทำ นั้น ๆ นี่คือความที่เหตุปรุงแต่งให้เกิดผล ผลกลายเป็นเหตุ ปรุงแต่งให้เกิดผล ผลกลายเป็นเหตุ ปรุงแต่งให้เกิดผล; ลักษณะอาการอย่างนี้ มีในตัวคนทุกคน. เราโง่กี่มากน้อย ที่ไม่เห็นความจริงอันนี้ ไม่สนใจ ไม่มองเห็นอาการอันนี้ ที่มีอยู่ในตัวเราทุกคน แล้วจะไป โทษใคร จะไปโทษผีสางเทวดาที่ไหนว่าไม่มาช่วย เมื่อคน มันโง่เสียเอง มันก็ไม่มองเห็น ก็ไม่มองเห็นสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ที่มีอยู่ในตัว คืออาการที่มีการปรุงแต่งกัน ตามกฎแห่งเหตุผลในตัวของตน ในตัวของตัวนั่นเอง. อาการที่สิ่งนั้นปรุงแต่งสิ่งนี้ให้เกิดขึ้น สิ่งนี้กลายเป็นปรุงแต่ง
น.27 ๑๗ สิ่งโน้น สิ่งโน้นกลายเป็นปรุงแต่งสิ่งนั้นอีกต่อไป อย่าง เรียกตามภาษาบาลีว่า "ปฏิจจสมุปบาท" : ปฏิจจ แล้วก็ สมุปบาท ก ารอาศัยกันแล้วเกิดขึ้นครบถ้วน นี่คือธรรมที่ สำคัญที่สุด คืออาการที่มันปรุงแต่งกัน ระหว่างเหตุกับผล ดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็น ปฏิจจสมุปบาท ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม" นี่ในที่นี้ตรัสยืนยันอย่างนี้ ในที่อื่นตรัสมีความหมายต่อ เนื่องกันไปว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต, ผู้ใด เห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม." จะขอพูดแทรกสักหน่อยหนึ่งตรงนี้ว่า เห็นปฏิจจสมุป- บาท คือเห็นธรรม, เห็นธรรม คือเห็นตถาคต ; ฉะนั้น การเห็นตถาคต ต้องเห็นที่ปฏิจจสมุปบาท และปฏิจจสมุป- บาทที่อาจจะเห็นได้นั้น จะต้องเห็นในตัวของตัวในตัวเอง ในความรู้สึกของตัวเอง เห็นที่อื่นไม่ได้ ; จึงกล่าวได้อีกว่า การเห็นพระตถาคตนั้นคนนั้นต้องเห็นในตัวของตนนั่นเอง. คือเห็นความที่เป็นไปในตัวเองนั้นแหละ เรียกว่า "ธรรม" เห็นแล้ว จะเห็น พระตถาคต. นี้หมายถึงเห็นขนาดสูงสุด ที่เรียกว่า เห็นปฏิจจสมุปบาท ; ความทุกข์เกิดขึ้นมาได้อย่าง ไร. ที่พูดเสียยืดยาวนี้ ต้องการเพียงนิดเดียว คือให้ทุกคน
น.28 ๑๘ รู้ว่า การมองเห็น การปรุงแต่งของสิ่งที่เป็นเหตุและผล นั้น เรียกว่า เห็นธรรม การเห็นธรรมในกรณีนี้ คือการเห็น การที่มันปรุงแต่งกันขึ้น ในระหว่างสิ่งที่เป็นเหตุและเป็นผล ที่เป็นภายในก็เกี่ยวกับความทุกข์โดยตรง ที่เป็นภายนอกก็คือ ทุกสิ่งในโลกที่มนุษย์เกี่ยวข้องอยู่ เพราะว่าไม่มีอะไรที่มันไม่ ได้เป็นเหตุหรือไม่มีเหตุ มันมีเหตุปรุงแต่ง และมันเองก็ กลายเป็นเหตุต่อไปอีก ไม่มีอะไรที่ไม่เป็นอย่างนี้ ทั้งรูป- ธรรม และนามธรรม. ปัญหาของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสิ่งที่เรียกว่า "การเมือง" นั้นก็คือการที่เหตุอย่างหนึ่ง มันปรุงแต่งเป็นผล อย่างหนึ่งขึ้นมา แล้วผลอย่างนั้น มันก็กลายเป็นเหตุปรุงแต่ง เป็นผลอย่างอื่นต่อไป. ปัญหาทางการเมือง หรือปัญหาที่ เกี่ยวกับการเมือง หรือปัญหาที่ต้องแก้ตามวิถีทางของการเมือง ก็ตามมันคือภาวะอย่างนี้ อาการอย่างนี้ ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า "การเมือง" จึงได้แก่สิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ในความหมาย ที่ ๑ คือ สภาวธรรม ที่เป็นไปตามธรรมชาติ. คำว่า ธรรมชาติ ของเรานี้ มีความหมายผิดแปลกแตก ต่างจากคำว่า ธรรมชาติ ในความหมายของพวกฝรั่ง หรือ ภาษาฝรั่ง. คำว่าธรรมชาติของภาษาฝรั่ง ที่เด็ก ๆ เขาเรียน
น.29 ๑๙ อยู่นั้นมันก็แคบนิดเดียว และหมายแต่ทางวัตถุอย่างเดียวด้วย; ส่วนในภาษาธรรมะนั้น คำว่า "ธรรมชาติ" เป็นคำเดิมแท้ ไม่ได้ยืมของใครมา หมายถึงทั้งรูปธรรมและนามธรรม และ ในแง่ที่ลึกซึ้ง ที่มันเป็นอยู่เองตามธรรมชาติ จนกระทั่ง สิ่งสูงสุด คือ พระนิพพาน ก็ยังเป็นธรรมชาติ แต่เป็นธรรม ชาติอีกแบบหนึ่ง. ทีนี้เรื่องของมนุษย์ นี้มันไม่พ้นไปจากธรรมชาติ เพราะ ว่าเนื้อหนังร่างกายของมนุษย์ มันก็เป็นธรรมชาติ จิต ใจของมนุษย์ก็เป็นมาตามธรรมชาติ; ในชั้นพื้นฐาน ก็เป็นแต่ เพียงปฏิกิริยาของการเปลี่ยนแปลงทางวัตถุเท่านั้นเอง. เมื่อ ความรู้สึกคิดนึกเป็นธรรมชาติ ผลต่อไปอีก มันก็คงเป็น ธรรมชาติ ฉะนั้นเราจึงถือว่าแม้สิ่งที่มาปรากฏอยู่บัดนี้ เป็น ของสวยงามที่มนุษย์ประดิษฐ์ประดอยขึ้น ก็ไม่พ้นไปจาก ความเป็นธรรมชาติ เพราะอาศัยเหตุปัจจัยตามกฎแห่งเหตุ ผล ทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้นมา. ฉะนั้นถ้าจะพูดตามธรรมชาติแท้ๆ แล้ว มันก็ต้องเล็งถึงยุคถึงสมัยที่มันยังไม่มีอะไรเลย คือว่าง ไม่มีอะไรเลย. กว่ามันจะเกิดดวงอาทิตย์ ดวงดาวอะไรขึ้น มา กว่าจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า โลก ขึ้นมาเกลี้ยงๆ เป็นหินร้อนๆ เกลี้ยง ๆ อยู่ นั่นแหละคือธรรมชาติ ทีนี้มันมาเป็นอย่างนี้
น.30 ๒๐ มันก็ยังคงเป็นธรรมชาติ แม้จะแปลกไปกว่านี้ จะสูงไป กว่านี้ จะวิเศษประณีตยิ่งไปกว่านี้ ก็ยังคงเป็นเพียงธรรมชาติ ก็เลยเรียกว่าธรรมชาติที่ถูกปรุงแต่งอัน ไม่มีขอบเขตที่จะสิ้น สุดลงไปได้. มันมีการปรุงแต่งเรื่อยไป มันก็มีธรรมชาติที่ ถูกปรุงแต่งเรื่อยไป. ดังนั้นเรื่องการเมืองก็เป็นเรื่องขี้เล็บ เป็นเรื่องขี้ฝุ่น สักนิดหนึ่งเท่านั้น คือเป็นการปรุงแต่งที่มนุษย์มันได้ทำขึ้น ปรุงแต่งไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ มันจึงเป็นธรรมชาติ ที่มีปรากฏการณ์อย่างนี้ ดังนั้นเราเรียกได้ว่า "ธรรมะใน ความหมายที่๑ " คือธรรมชาติทั้งหลายที่มีปรากฏการณ์. เอาละ เป็นอันว่า คำว่า "ธรรม ในความหมายที่ ๑” ก็รวมสิ่งที่เรียกว่า การเมือง เข้าไปด้วย จะหมายถึงตัวปัญหา หรือตัวการจัดการทำ หรือผลของการทำอะไรก็ตาม ที่เป็น เรื่องของการเมืองนั้นมันก็รวมอยู่ในคำว่า ธรรมชาติที่มี ปรากฏการณ์ เป็นสภาวธรรมอันหนึ่งที่เป็นมาได้เอง ตาม วิวัฒนาการของมนุษย์ ทั้งทางกายและทางจิต. เป็นอันว่า หมดไปปัญหาหนึ่ง : การเมืองรวมอยู่ในคำว่า "ธรรมชาติ" "ธรรม" ในความหมายที่ ๒ คือกฎของธรรมชาติ นี้ขอให้หลับตามองเห็นทีเดียวหมดเลยว่า บรรดาธรรมชาติ
น.31 ๒๑ ทั้งหลายนั่น มันมีกฎของธรรมชาติควบคุมอยู่ กำกับอยู่ หรือแฝงอยู่ หรือบังคับให้เป็นไป ส่วนนี้เราเรียกว่า "กฎ ของธรรมชาติ" เป็นสัจจะของธรรมชาติ และเด็ดขาดตายตัว ด้วย ก็เลยเรียกว่า " สัจจธรรม". มีธรรมชาติที่ไหนก็มีกฎ ของธรรมชาติอยู่ที่นั่น และในนั้น : ถ้าเป็นธรรมชาติฝ่าย รูปธรรม คือวัตถุ มันก็มีกฎทางวัตถุ ควบคุมอยู่ในนั้น, ถ้า เป็นธรรมชาติฝ่ายจิตใจ มันก็มีกฎของธรรมชาติฝ่ายจิตใจ ควบคุมอยู่ในนั้น, หรือถ้ามันสัมพันธ์กันระหว่างสิ่งทั้ง ๒ นี้ มันก็มีกฎที่สัมพันธ์กันระหว่างสิ่งทั้ง ๒ นี้ คือทั้งทางฝ่ายวัตถุ และจิตใจ ควบคุมอยู่ที่นั่น ; มันจึงปรุงแต่งกันได้ ทั้งโดย วัตถุและโดยจิตใจ ผสมผสานกันไป กระทั่งเกิดการกระทำ ที่เป็นวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีใครคาดคิดได้ ว่า มันจะไปถึงไหนกัน นี่คือตัวกฎของธรรมชาติ. ความรู้สึก คิดนึก การกระทำหรือผลของมัน ล้วนแต่มีกฎกำกับอยู่ ควบคุมอยู่ หรือบังคับให้เป็นไป ฉะนั้นความคิดนึก การ กระทำ ของมนุษย์ทั้งหลายก็ถูกควบคุมอยู่ในกฎของ ธรรมชาติ หรือมีกฎธรรมชาติรวมอยู่ในนั้นด้วย. เช่นว่า ก้อนหินก้อนนี้ ในความหมายที่ ๑ มันเป็นตัวธรรมชาติ คือเป็นก้อนหิน ในความหมายที่ ๒ มันมีกฎของธรรมชาติ
น.32 ๒๒ สิงสถิตอยู่ในก้อนหินก้อนนี้ ก้อนหินก้อนนี้จึงต้องเปลี่ยน แปลงไป ตามกฎของธรรมชาติ : ดังนั้นเราต้องยอมรับว่า มันมีกฎของธรรมชาติอยู่ในตัวธรรมชาตินั้น. เมื่อสิ่งนั้นเป็นธรรมชาติแล้ว มันก็ต้องมีกฎ ของ ธรรมชาติอยู่ในสิ่งนั้นด้วย ฉะนั้นความคิดนึกของนักการเมือง มันก็เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ จะโง่ จะฉลาด จะผิด หรือ จะถูก มันก็ล้วนแต่เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ฝ่ายผิด-ฝ่าย ถูก ฝ่ายโง่-ฝ่ายฉลาด ; เพราะว่าไม่มีอะไรที่จะทำไปได้ โดย ผิดจากกฎของธรรมชาติ. แต่แล้วกฎของธรรมชาติ ก็มีทั้ง ฝ่ายที่มีมนุษย์ต้องการ และมนุษย์ไม่ต้องการ ; และมนุษย์ ก็มาว่าเอาเองตามประสาโง่ ๆ ของตัวว่า นี้ดี-นี้ชั่ว นี้ได้-นี้ เสีย นี้แพ้ - นี้ชนะ ; แต่ว่าโดยเนื้อแท้นั้น ธรรมชาติไม่ มีดี - ไม่มีชั่ว ไม่มีได้ - ไม่มีเสียไม่มีแพ้ - ไม่มีชนะ ฯลฯ เพราะมันเป็นเพียงธรรมชาติ. เมื่อมันทำลงไปอย่างนี้ มัน ก็มีปฏิกิริยาเกิดขึ้นมาอย่างนี้. ตัวธรรมชาติมันไม่ต้องการได้หรือเสีย แพ้หรือชนะ แต่มนุษย์ต่างหากที่มีจิตใจ, มีความรู้สึกคิดนึก ชอบส่วนที่ มันได้ตามความต้องการของตัว แล้วก็เรียกว่า ดี ดี ดี : ถ้า
น.33 ๒๓ ไม่ได้แล้วก็ว่าไม่ดี. มีได้-มีเสีย มีแพ้-มีชนะ มันก็เป็นเรื่อง ความยึดมั่นถือมั่นด้วยอำนาจอวิชชาของฝ่ายมนุษย์. เดี๋ยวนี้เราพูดกันแต่ฝ่ายมนุษย์ เราก็มีแต่เรื่องดี-เรื่อง ชั่ว เรื่องแพ้-เรื่องชนะ เรื่องได้-เรื่องเสีย จึงเป็นเหตุให้ มีการเมือง. ตัวการเมืองก็เป็นสิ่งที่เป็น ไปตามกฏของธรรม- ชาติ ในฐานะที่เป็นปรากฏการณ์ มันเป็นตัวธรรมชาติ, และ ในปรากฏการณ์นั้นย่อมมีกฎของธรรมชาติควบคุมอยู่ จะเรียก ว่าเป็นโดยอ้อมก็ได้ ; แต่เพื่อให้มองเห็นบ้าง อย่ามองข้าม เสียทีเดียว ว่าไม่ว่าการกระทำอันใดของมนุษย์ ต้องกระทำ ไปตามกฎของธรรมชาติ จะมีกฎธรรมชาติสิงอยู่ในการกระทำ นั้น. "ธรรม" ในความหมายที่ ๓ ที่เรียกว่า หน้าที่ตาม ธรรมชาติ หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ. ผู้ที่ไม่เคยฟังอาจ จะงง ฉะนั้นขอให้ฟังดี ๆ และจะย้ำให้ฟังว่า คำว่า "ธรรม" ในความหมายที่ ๑ คือตัวธรรมชาติทั้งหลายที่มีปรากฏการณ์ ความหมายที่ ๒ คือ กฎของธรรมชาติที่มีอยู่ในตัวธรรมชาติ อันมีปรากฏการณ์นั้น, ทีนี้ความหมายที่ ๓ คือหน้าที่ที่สิ่งที่ มีชีวิตจะต้องประพฤติกระทำตามกฎนั้น ถ้าไม่ทำมันจะต้อง ตาย หรือมันจะต้องทนอยู่ไม่ได้ ไม่มีความสงบสุข ; อัน
น.34 ๒๔ นี้เราเรียกว่าหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ เรียกเป็นภาษาบาลี ก็เรียกว่า "ปฏิปัตติธรรม" เรียกเป็นไทยก็ว่า "ปฏิบัติ" คือ การปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ นี่เรียกว่า หน้าที่. ธรรมะความหมายที่ ๓ คือหน้าที่ และความหมายที่ ๓ คือ คำว่าหน้าที่นี้ เขาใช้เป็นคำแปลพื้นฐานทั่วไป ของคำว่า ธรรมะ ในปทานุกรมภาษาอินเดีย, ภาษาบาลีก็ดี ภาษา สันกฤตก็ดี คำว่าธรรมะ จะแปลว่า หน้าที่. บรรดาสิ่งที่มีชีวิต จะต้องมีหน้าที่ตามกฏของธรรมชาติ นับตั้งแต่เซลล์ เซลล์เดียวขึ้นมา จนกระทั่งเป็นสัตว์ เป็น คน เป็นอะไรก็ตาม. คำว่า หน้าที่ มีใจความสำคัญอยู่ที่ว่า ไม่ทำไม่ได้ ต้องทำ. คำว่าปฏิบัตินี้ก็เหมือนกัน ถ้าไม่ทำ มันก็มีผลร้าย ถึงกับว่าตาย หรือสูญหายไปเลย. ที่มนุษย์อยู่กันในโลกนี้ มีปัญหามากมายหลายอย่าง แต่ปัญหาที่สำคัญที่สุดก็คือ การที่ต้องอยู่กันด้วยความผาสุก ปราศจากปัญหาใดๆ และไม่ต้องใช้อาชญา นี้ก็หมายความ ว่าอย่าให้มีความทุกข์แทรกเข้ามา. ถ้าต้องใช้อาชญามันจะมี ความสงบสุขอย่างไรได้ ถ้าพูดว่า สงบสุข มันก็ต้องหมาย ความว่า ไม่ต้องใช้อาชญา ; แต่นี้กลัวจะเล่นขี้โกง ขี้ฉ้อกัน จะต้องใส่คำว่า "ไม่ต้องใช้อาชญา" กำกับไว้ด้วยในความหมาย
น.35 ๒๕ ของคำ ๆ นี้. หน้าที่ที่เรามนุษย์จะต้องอยู่กันโดยปราศจาก ปัญหาใดๆ โดยไม่ต้องใช้อาชญา นี้คือคำว่า การเมือง. ทุกคนจะมองเห็นทันทีว่า การเมืองก็คือธรรมะ ใน ความหมายนี้อย่างเต็มที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่มีข้อยกเว้น เพราะ ธรรมคือหน้าที่ที่จะต้องประพฤติกระทำ ให้อยู่กัน เป็นผาสุกทั้งโดยส่วนตัว และส่วนรวม. ที่นี้คำว่า การเมือง บริสุทธิ์ มันก็มีความหมายอย่างนี้ คือจัดทำให้อยู่กันเป็น ผาสุก โดยปราศจากปัญหาใด ๆ โดยไม่ต้องใช้อาชญา. อาตมาจึงยืนยันลงไปว่า การเมือง นั้นคือ ธรรมะ ที่ นักการเมืองสมัยนี้ จะพากันโห่ว่าบ้า เอ้า อาตมาก็ยอมรับ ว่า มันบ้า ตามความหมายของพวกคุณ ; แต่มันไม่บ้าตาม ความหมายของอาตมา หรือของพวกเราพุทธบริษัททั้งหลาย ที่มีข้อเท็จจริงอย่างนี้ แล้วก็ยึดถือความหมายอันบริสุทธิ์ ไม่ คดโกง. มันก็เลยได้ความหมาย แห่งบทนิยามนี้ขึ้นมาว่า การ เมืองคือธรรมะ โดยเฉพาะในความหมายที่ ๓ คือหน้าที่ ส่วนความหมายที่ ๑ และความหมายที่ ๒ นั้น ก็แสดงอยู่ แล้ว ว่ามันเป็นธรรมะ หรือมีธรรมะอยู่ในการเมือง นั้น แต่มันไม่ชัดเจนเท่ากับความหมายที่ ๓ นี้ คือหน้าที่
น.36 ๒๖ ที่มนุษย์จะต้องทำให้เกิดสันติสุขในหมู่มนุษย์ โดยไม่ต้อง ใช้อาชญา. เพียงความหมายที่ ๓ นี้ มันจะพอเสียแล้ว แต่ ก็อยากจะพูดความหมายที่ ๔ เสียด้วย ให้มันเสร็จ ๆ ไป. “ธรรม" ในความหมายที่ ๔ คือผลที่เกิดขึ้นตาม สมควรแก่หน้าที่ที่ได้ปฏิบัติไป ผลทางวัตถุ ผลทางจิตใจ ผลทางอะไรก็ตาม ที่ได้ปฏิบัติไป ก็เรียกว่าผลทั้งนั้น ใน ฐานะที่เป็นผลที่มนุษย์ต้องการ ผลนี้ได้รับมาจากการปฏิบัติ หน้าที่. ผลนี้ก็ยังเป็นเรื่องของธรรมชาติ เพราะมันเกิดขึ้น ตามกฎของธรรมชาติ ตามหน้าที่ที่ได้ปฏิบัติตามกฎของธรรม- ชาติ มันยังเนื่องอยู่กับธรรมชาติ ดังนั้นจึงเรียกว่า "ธรรม” ด้วยเหมือนกัน : ซึ่งเรียกว่า "ปฏิเวธธรรม" คือผลที่ได้ รู้สึก. ถ้าทางศาสนา ก็เป็นเรื่องได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน, ถ้าเป็นเรื่องชาวบ้าน ก็เรื่องเงิน เรื่องทอง เรื่องข้าว เรื่อง ของ ชื่อเสียง เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เรื่องอะไร ก็ตาม ที่มันเป็นผลที่ได้เกิดขึ้นตามประสาชาวบ้าน เรียกว่า ผลอย่างโลก ๆ. ทีนี้ผลอย่างในทางศาสนา ก็เป็นเรื่องมรรค ผล นิพพาน รวมแล้วก็เป็นผลด้วยกันทั้งนั้น ผลนี้ต้องเกิด มาจากหน้าที่.
น.37 ๒๗ ทีนี้การเมืองทั้งหลาย ไม่ว่าระบบไหน มันก็เสนอหน้า กันขึ้นมาว่า เพื่อสันติของมวลมนุษย์ทั้งนั้น มันมุ่งผลอย่างนี้ ทั้งนั้น, แล้วก็ได้ทำให้ประสบความสำเร็จบ้าง ไม่มากก็น้อย. บางทีคำว่า "การเมือง" นั้น หมายถึงผลทางการเมืองไปเสีย ก็มี ในบางกรณี เพราะว่าคำพูดมันกำกวมอย่างนั้นเอง. คำ ว่า การเมือง หมายถึงอุดมคติอย่างหนึ่ง ๆ ก็ได้, หมายถึง การประพฤติ การทำตามอุดมคตินั้นก็ได้, หมายถึงผลที่ได้ รับเป็นความสงบสุขอย่างนี้ก็ได้ ; อย่างนี้มันเป็นธรรมดา ของภาษา ที่มนุษย์ใช้พูดจากันอยู่ มันเป็นของกำกวมอย่างนี้ เอง. ถึงแม้ว่าเราจะเล็งถึงความหมายที่ ๔ คือ ผล ก็คือ การเมืองในบางกรณี ที่มันเป็นผลที่พอใจ ของบุคคลเหล่า นั้นบ้าง แม้บางพวก หรือบางยุคบางสมัย ยังไม่สมบูรณ์. ถ้ามันเป็นไปอย่างสมบูรณ์ มันก็ยิ่งเป็นผลเต็มที่ เป็นตัว การเมืองที่ขึ้นมาถึงระดับสูงสุด คือได้รับผลเต็มที่. เอาละเป็นอันว่า เราได้มองดูแล้วทั้ง ๔ ความหมายของ คำว่า "ธรรม" เราจะพบว่าธรรมในความหมายที่ ๓ นั่น แหละ เป็นความหมายอันแท้จริงร่วมกันทั้งของคำว่า ธรรมะ และของคำว่า การเมือง เราก็ระบุลงไปได้ว่า การเมืองคือ ธรรม หรือธรรมะ โดยเหตุนี้.
น.38 ๒๘ ทำไมเราจะต้องพยายามมองกันอย่างนี้ อยากจะเอา หน้า หรืออยากจะอวดเก่ง หรือว่า อยากจะอะไร นั่นมัน แล้วแต่ใครจะเข้าใจ แต่สำหรับอาตมานี้ต้องการเพียงอย่าง เดียวว่า ให้เราช่วยกันแก้ไขปัญหาของมนุษย์ ในรูปแบบที่ เรียกว่า "การเมือง" คือ ช่วยกันให้มีความเป็นอยู่อย่าง สงบสุข ปราศจากปัญหาโดยไม่ต้องใช้อาชญา. ทีนี้จะชี้ให้เห็นความหมายที่มันสัมพันธ์กัน จะต้องฟัง ให้ดี ๆ อีกสักนิดหนึ่งว่า ความหมาย ๔ ความหมายของคำว่า "ธรรม" มันจะสัมพันธ์กันอย่างไร ในเมื่อเราเอามาใช้กับ สิ่งที่เรียกว่า "การเมือง". ที่พูดว่า "การเมือง คือ ธรรมะ" นั้น หมายความว่า การเมืองเป็นหน้าที่ คือ ธรรมะ ในความหมายที่เป็นหน้าที่ และที่เป็นหน้าที่นี้ มันเป็นโดยธรรม ที่เป็นกฎของธรรม- ชาติ. ธรรมที่เป็นกฎของธรรมชาติ มันทำให้การเมืองเป็น หน้าที่ขึ้นมา. และหน้าที่ในที่นี้ มันเป็นหน้าที่ของสิ่งที่เป็น ตัวธรรมชาตินั่นเอง คือธรรมชาติที่มีชีวิต ธรรมชาติ ที่มีปรากฏการณ์นั่นแหละ จะเป็นเจ้าของหน้าที่ เป็นผู้ กระทำหน้าที่ ; และการกระทำหน้าที่นี้ มันเพื่ออะไรก็เพื่อ
น.39 ๒๙ ผลคือธรรม ตามความหมายที่ ๔ นี่มันฟันกันสนิททั้ง ๔ ความหมายอย่างนี้. ทบทวนอีกทีหนึ่งก็ได้ ขอให้ฟังให้ดี ว่า การเมือง คือธรรมะนั้น เพราะว่า การเมืองเป็นหน้าที่ หรือคือหน้าที่ ตามความหมายที่ ๓ คือเป็นหน้าที่โดยธรรม คือตามกฎ ของธรรมชาติ นี่เป็นธรรมของความหมายที่ ๒ คือกฎของ ธรรมชาติ การเป็นหน้าที่นั้นเป็นโดยธรรม โดยธรรมชาติ คือตามกฎของธรรมชาติ. ทีนี้เป็นหน้าที่แก่ใคร ? ก็แก่ธรรมชาติที่มีชีวิตทั้ง หลาย จะเรียกว่า สภาวธรรม ทั้งหลายก็ได้ แต่หมายถึงตัว สิ่งที่มีชีวิตที่ปรุงแต่งกันไปตามแบบของสภาวธรรมที่มีชีวิต, นี้คือหน้าที่เกิดแก่ธรรมชาติที่มีชีวิต แล้วมันก็ทำหน้าที่ เมื่อ ทำหน้าที่แล้วมันก็ได้ผลเป็นธรรม ตามความหมายที่ ๔ คือ ผลที่ต้องการเป็นความสงบสุข. ทั้ง ๔ ความหมายฟั่นเข้าด้วย กันอย่างแยกกันไม่ออก เกี่ยวกับคำว่า การเมือง. ฉะนั้น การเมืองจึงคือธรรม ในเหตุผลหรือโดยเหตุผลอย่างที่ว่ามา นี้ นี่เราไม่ได้เล็งการเมืองในตำรา ที่ฝรั่งเขาเขียนให้เรา เรียน ในลักษณะที่เป็นทาสสติปัญญาของเขา แต่เราหัน
น.40 ๓๐ หน้ามาหาธรรมชาติอันแท้จริง เพื่อค้นหาความจริงจาก ธรรมชาติออกมาก่อน แล้วจึงจะค่อยๆ จับกันเข้ากับความ หมายของคำว่า "การเมือง" ตามที่พวกฝรั่งที่มีสติปัญญา เป็นครูบาอาจารย์สอนเรื่องการเมืองเขาว่าไว้อย่างไร. เราไม่ อาจจะพูดโดยรายละเอียด ตามความมุ่งหมายโดยเฉพาะ แขนง ๆ ไปได้ เพราะมันเป็นเรื่องฝอย เป็นเรื่องปลีกย่อย มากเกินไป; เอาแต่ว่าความมุ่งหมายส่วนใหญ่ของการเมือง ทั้งหลาย มันก็ต้องเป็นไปเพื่อสันติสุขของคนในโลก โดย ปราศจากการใช้อาชญา. ถ้าผิดจากนี้แล้วเป็นการเมืองคดโกงของภูตผีปีศาจ แม้ จะเขียนไว้โดย นักการเมืองที่มีชื่อเสียงที่สุดคนไหนก็ตาม ตำราเล่มไหนก็ตาม ถ้ามันเพื่อผลแก่ตน แต่พวกของตน แล้ว มันไม่ใช่การเมือง แล้วก็ไปทดสอบดูเถอะ พวก นักการเมืองเหล่านั้นแหละจะยอมรับ ว่าถ้าการเมืองเป็นไป เพื่อเอาเปรียบคนอื่นแล้ว มันก็ไม่ใช่การเมืองที่แท้จริงตาม อุดมคติ มันเป็นการเมืองเนื้องอก การเมืองอันใหม่ที่งอก ออกมาตามกิเลสตัณหาของมนุษย์ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือ สำหรับเอาเปรียบผู้อื่น ลักล้วงเอาประโยชน์ของผู้อื่นมาอย่าง ชื่นหน้าชื่นตากันให้ได้ แล้วก็ยังทำลายผู้อื่นด้วย แล้ว
น.41 ๓๑ ยังทำลายแม้แต่ศาสนาของพวกอื่นด้วย. เดี๋ยวนี้มันเป็นมาก ถึงกับใช้สิ่งที่เรียกว่า การเมืองนั้นทำลาย ศาสนาของผู้อื่นอยู่ แล้ว จะเรียกว่าการเมืองได้อย่างไร. ถ้าจะให้เรียกได้ก็เรียก ว่า การเมืองสกปรกของภูตผีปีศาจ คือไม่ใช่การเมืองนั่น เอง ถ้าเป็นการเมืองต้องเป็นของธรรมชาติอันบริสุทธิ์ และ จัดไปตามแบบนั้น ตามหลักเกณฑ์อันนั้น แล้วมนุษย์ทั้ง หลายจะอยู่กันโดยปราศจากปัญหา และไม่ต้องใช้อาชญา. สำหรับคำว่า ปัญหา หมายถึงปัญหาทุกชนิด. ปัญหา ของมนุษย์มีมาก แต่ปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดก็คือปัญหาที่ไม่ได้ อยู่กันอย่างสงบสุขหรือผาสุก. เอาปัจจุบันนี้เป็นเกณฑ์ ก็ จะเห็นได้ว่า ปัญหาของมนุษย์สมัยนี้ก็คือไร้สันติภาพ ไร้ ความสงบสุข ทั้งที่มีความเจริญก้าวหน้าในทางสติปัญญา เกี่ยวกับการค้นคว้า และการผลิตอย่างน่าอัศจรรย์ ; ยิ่งก้าว หน้าในทางสติปัญญา ผลิตอะไรออกมาอย่างกับเป็นของทิพย์ ของเทวดาไปแล้ว มันก็ยังไม่ให้โลกนี้มีความสงบสุขได้. ขอให้มองดูข้อนี้เถอะ ให้มองดูข้อนี้จนเข้าใจ ว่าทำ ไมมันเจริญก้าวหน้าถึงขนาดนี้ มันยิ่งไม่ทำให้โลกนี้มีความ สงบสุข แต่ยิ่งจะทำให้เต็มไปด้วยวิกฤตการณ์ คือความเดือด
น.42 ๓๒ ร้อนระส่ำระสาย. ความคิดเรื่องอีเล็คโทรนิค ก็มากมาย หลายอย่างหลายชนิด ใคร ๆ มองดูแล้วก็ตลึง ว่ามันเหลือ เกิน มันผิดจากระดับธรรมดามากมายเหลือเกิน ; หรือว่า ประสมกันหลาย ๆ แขนง เกิดไปโลกพระจันทร์ก็ได้ อะไร ก็ได้อย่างนี้ มันก็เหลือเกิน. คนโง่ ๆ อย่างอาตมา มองเห็นเครื่องคิดเลขแบบ อีเล็คโทรนิค แล้วยิ่งงงเหลือประมาณว่ามันเหลือเกิน มอง ไม่ออก ยอมรับว่าสติปัญญามันเหลือเกิน แม้แต่เพียงเครื่อง คิดเลขราคา ๒๐๐-๓๐๐ บาท มันก็เหลือเกิน. ถ้ามองดูไป ถึงเรื่องวิทยุ เรื่องโทรทัศน์ อะไรต่างๆ แล้ว ยังมีอะไรที่ ยิ่งไปกว่านั้นมาก พวกคอมพิวเตอร์ทั้งหลาย อะไรทั้งหลาย เอารวมกันเข้าให้หมด แต่แล้วก็ไม่ทำให้มนุษย์นี้มีความสงบ สุขได้ แต่กลับทำให้เพิ่มความยุ่งยากลำบากระส่ำระสายมาก ขึ้นกว่าแต่ก่อน. ก่อนแต่ที่จะมีเครื่องมือชนิดนี้ มนุษย์มัน อยู่กันอย่างสบายยิ่งกว่านี้ พอมีของเหล่านี้ออกมา มันก็ยิ่งมี แต่ปัญหา : นี่คือปัญหา. ดูซิ เมื่อเรายังไม่มีน้ำแข็งกินกันนั้น เราอยู่กันสบาย กว่านี้ อาตมาทันเห็น เมื่อยังไม่มีน้ำแข็งกินกัน มันยังไม่ ยุ่งยากลำบาก เดี๋ยวนี้มันมีน้ำแข็งกิน มีน้ำแข็งล้างมือ
น.43 ๓๓ มันกลับเพิ่มปัญหายุ่งยากลำบาก ไม่ต้องพูดถึงอะไร. นี่เรียก ว่า ปัญหาของมนุษย์ มันมีแต่จะไปในทางรุนแรงยิ่งขึ้น ตามความก้าวหน้า เจริญรุ่งเรือง ของสิ่งที่เขาเรียกกันว่า การศึกษา แต่มันก็น่าประหลาดที่ว่า เป็นการศึกษาเพื่อ ให้มนุษย์เป็นทาสของกิเลสตัณหามากขึ้น และต้อง ทนทุกข์ทรมานมากขึ้น. เราจะเอาการเมืองชนิดไหนมาแก้ ปัญหาเหล่านี้ หรือแก้ปัญหานี้โดยตรง เพราะว่าถ้า ไม่ สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ มันก็ไม่มีสันติภาพ แล้ว การเมืองจะมีไปทำไม ? มีไว้ให้ผีหัวเราะ. ถ้าการเมือง เป็นของที่ใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ มันก็ต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ ได้. ฉะนั้นขอให้คิดดูด้วยใจเป็นธรรม ว่าการเมืองที่แท้จริง จะต้องเป็นอะไร ? อย่างที่อาตมายืนยันว่า การเมืองที่แท้ จริงต้องเป็นธรรมะ แล้วก็ได้ชี้แจงโดยรายละเอียด โดย ธรรมะ ๔ ประการ อย่างที่ว่ามาแล้วนั้น. ท่านทั้งหลายจะถือว่า ที่พูดนี้เป็นแต่เพียงข้อเสนอ ก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องยุติ หรือเป็นเพียงสมมติฐานโง่ ๆ เสนอขึ้นมาก็ได้; แต่ขอร้องอย่างเดียวว่า ช่วยเอาไปพินิจ พิจารณาเถิด มันจะพ้นจากสมมติฐานมาเป็นความจริงขึ้นมา บ้างไม่มากก็น้อย; ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมาเท่าไร มันก็จะ
น.44 ๓๔ แก้ปัญหาได้เท่านั้นแหละ. ถ้ามันเป็นความจริงทั้งหมด มันจะแก้ปัญหาได้หมดเลย เรียกว่า ธรรมะช่วยได้ ธรรมะ นี้ช่วยได้แน่นอน ช่วยได้เสมอไป ขอแต่ให้เข้าถึงธรรมะ เท่านั้น. นี่คือใจความสำคัญของเรื่องที่พูดกันในวันนี้ ว่า การเมืองคือธรรมะ หลังจากที่ได้เสนอเปรย ๆ ขึ้นมาแล้วว่า "ธรรมะกับการเมือง". ที่นี้จะดูต่อไปถึงเรื่อง ๆ หนึ่ง ซึ่งมันเนื่องอยู่ด้วยกัน แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แต่มันเนื่องอยู่ด้วยกัน คือ อิสรภาพในการตัดสินใจ ของเรา คำว่า อิสรภาพ นี้ คงจะฟังออกกันแล้วกระมังว่า หมายถึงอะไร และจำเป็น อย่างยิ่งในการที่จะแก้ปัญหาอันสลับซับซ้อน : ถ้าเราไม่มี อิสรภาพในการใช้สติปัญญาของเรา ก็คือเราไม่มี อิสรภาพทางสติปัญญา เราถูกกระทำให้เป็นทาสทางสติ ปัญญาอย่างไม่มีอิสรภาพ หรือไม่มีเสรีภาพ. คำว่า "อิสรภาพทางสติปัญญา" มีความสำคัญทั้ง ทางฝ่ายโลกและฝ่ายศาสนา คือฝ่ายธรรมะ. เดี๋ยวนี้เรากำลัง ไม่มีอิสรภาพอยู่โดยไม่รู้สึกตัว ทั้งทางฝ่ายโลกิยะ เรื่อง โลก ๆ และทั้งฝ่ายเรื่องของธรรมะคือเรื่องของศาสนา. เรา สูญเสียอิสรภาพไม่มีอะไรเหลือ แต่เราก็ยังคิดว่าเรามีอิสร-
น.45 ๓๕ ภาพ อวดว่ามีอิสรภาพ แล้วเรื่องมันจะไปจบลงอย่างไร. คนโง่ไม่มีอิสรภาพทางสติปัญญา มันเผยอหน้าขึ้นมาแก้ ปัญหา มันเกินกว่าน่าหวัวไปเสียอีก. เดี๋ยวนี้เราไม่มีอิสรภาพ ทางสติปัญญา หรือไม่มี อิสรภาพของสติปัญญา ในทาง ศาสนา เช่นอะไรบ้าง คุณทอง ? (เสียงตอบ) ได้แก่การที่จะถือศาสนาอันเป็นธรรมะ ที่แท้จริงครับ (ท่านอาจารย์) เราไม่มีอิสรภาพหรือ ? (เสียงตอบ) ทางจิตใจรู้สึกว่ามันจะไม่มีครับ เช่น เดียวกับลัทธิทางการเมืองซึ่งไม่มีที่เลือกสำหรับคน บางคน (ท่านอาจารย์) เพราะเราไม่มีที่เลือก ก็จำใจต้องถือลัทธิ ตามที่มันบังคับอยู่ เรียกว่า ไม่มีอิสรภาพ. เราไม่มีอิสรภาพ ของสติปัญญาทางศาสนา เช่นอะไรบ้าง คุณชวน คุณว่า อย่างไร ? (เสียงตอบ) อย่างเช่นกรณีการศึกษาธรรมะนี่แหละ ครับ เดี๋ยวนี้มนุษย์ไม่ค่อยมีเวลาว่าง ที่จะศึกษาธรรมะ เพราะว่าเรื่องของวัตถุเข้ามาครอบคลุมจิตใจเสียหมดครับ (ท่านอาจารย์) ถูกแง่หนึ่งทีเดียว ถูกอย่างยิ่งที่ว่า วัตถุ มาทำลายอิสรภาพแห่งจิตใจ เพื่อจะเป็นไปในทางที่ถูกที่
น.46 ๓๖ ควร; แล้วก็ยังมีอย่างอื่นอีก ที่ทำให้สูญเสียอิสรภาพทาง สติปัญญา ในด้านศาสนา คุณล้ำ คุณมองเห็นข้อไหน ? (เสียงตอบ) การสูญเสียอิสรภาพทางศาสนานี้ ส่วน มากก็ไม่มีคนกล้าแสดงออก หรือไม่มีคนกล้าพูด ไม่มีคน กล้าทำในเรื่องศาสนา ถือว่าศาสนาเป็นเรื่องสูงสุดไป แล้วไม่มีคนกล้าเข้าไปแก้ แม้แต่ผู้ มีหน้าที่ก็ยังไม่กล้าทำ ไม่กล้าแก้ จึงทำให้ผู้ ไม่มีหน้าที่ไม่เข้าใจเรื่องศาสนา แล้วก็ไม่กล้าเข้าไปแก้ ทำให้สูญเสียอิสรภาพทางธรรมะ (ท่านอาจารย์) นี่ก็ถูกต้องอย่างยิ่งในส่วนหนึ่ง หรือมุม หนึ่ง คือ โมหะ หรือโมหาคติ หรือความขลาดซึ่งเป็นโมหาคติ ทำให้ไม่กล้าแตะต้อง ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ หรือว่าแนะนำ สั่งสอนกันใหม่ ก็เรียกว่าขาดอิสรภาพทางสติปัญญาเกี่ยวกับ ศาสนา. คุณประยูรเห็นว่ามีอะไรอีก ? (เสียงตอบ) เนื่องจากเดี๋ยวนี้เรากำลังไปหลง หรือ เมาลัทธิ ความคิดเห็นหรืออิสรภาพของตัวเอง ซึ่งที่เห็น ชัดๆ เดี๋ยวนี้ก็คือประชาธิปไตยเฟ้อ (ท่านอาจารย์) เราพูดถึงทางศาสนา (เสียงตอบ) เพราะเราไปเมาด้านนี้ จึงไม่สนใจใน
น.47 ๓๗ ทางศาสนา เพราะเราไปเมาความคิดเห็นของเรา ในทาง ด้านอื่นเสีย เลยมองเห็นศาสนาไม่มีความสำคัญ (ท่านอาจารย์) ไปเห็นแต่เรื่องบ้าน เรื่องเมือง เรื่องปาก เรื่องท้อง เราก็เลยไม่ได้สนใจกับเรื่องศาสนา มันก็ยิ่งกว่า สูญเสียอิสรภาพ คือไม่ได้คิดนึกหรือต้องการที่จะมีอิสรภาพ. เรากำลังไม่มีอิสรภาพ ไม่มีเสรีภาพ หรือไม่มีสมรรถภาพ อะไรก็แล้วแต่จะเรียก ในด้านความคิดนึก หรือที่เกี่ยวกับ ความคิดนึก เพราะเรามันถูกทำให้เป็นทาสทางสติปัญญา. เรื่องนี้พูดไปก็อันตรายเหมือนกัน แต่ก็ต้องพูดบ้าง คือว่า ความงมงายทั้งหลายที่รับถ่ายทอดกันมา อย่างที่เรียก ว่า ประเพณีนิยม นี้ก็มีอยู่บางอย่างหรือบางส่วน ที่ทำให้ หมดอิสรภาพในการใช้สติปัญญา แม้ในทางศาสนา ซึ่ง เป็นเรื่องใหญ่ยิ่งกว่าเรื่องการเมือง. พุทธบริษัทเรา ถ้าตก ไปในทางความงมงายเท่าไร ก็สูญเสียอิสรภาพทางสติ ปัญญาเท่านั้น. ความงมงายนี้มีหลายสิบ หลายร้อยรูปแบบ ที่เรียกว่าหลายชนิด ไปดูเอาเอง อย่าให้ต้องออกชื่อ มัน กระทบกระเทือน ใครรู้ของใครมองเห็นของตัวเองแล้ว ก็พยายามทำลายสิ่งที่กีดกันอิสรภาพ เสรีภาพของความคิดนึก ให้เราได้มีความคิดนึกที่เป็นอิสระ
น.48 ๓๘ แม้แต่การศึกษาธรรมะ หรือการปฏิบัติธรรมะ ก็ควร จะเป็นอิสระ เราจึงจะก้าวหน้าทางด้านการศึกษา และทาง ด้านการปฏิบัติธรรมะ แล้วก็มีหวังที่จะบรรลุมรรค ผล นิพพาน. ถ้ามาติดตังอยู่ที่ความงมงายนี้แล้ว มันก็ไม่มีหวัง ที่จะก้าวหน้าไปตามทางของมรรค ผล นิพพาน. นี่เรื่องใหญ่หลวงของพุทธบริษัท คือความที่ไม่มี อิสรภาพในการใช้ความคิดนึก หรือเลือกเฟ้น อย่างที่เรียก โดยชื่อว่า ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ การเลือกเฟ้นธรรมเป็น องค์แห่งการตรัสรู้. วันนี้ไม่ต้องการจะพูดเรื่องศาสนา แต่โดยเหตุที่ มันเกี่ยวข้องกันอยู่กับการเมือง คือพุทธบริษัทเรา ไม่เป็น อิสระ แม้แต่ในวงการของเรา คือการศึกษา หรือการ ปฏิบัติ ที่เกี่ยวกับธรรมะ แล้วจะเอาปัญญาไหนไปมีอิสระ ในการที่จะวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องการเมือง จึงได้ดึงสิ่งที่เรียก ว่า "การเมือง" เข้ามา ชี้ให้เห็นว่า เป็นอันเดียวกันกับ สิ่งที่เรียกว่า "ธรรมะ" เพื่อว่าจะได้แสวงหาอิสรภาพ ไป พร้อม ๆ กัน โดยเอาธรรมชาติเป็นหลัก, เราจึงจะมีอิสระ ตามธรรมชาติ เป็นอิสระที่แท้จริง หรือจะมีอิสระในทาง ศาสนา และทางอื่น ๆ รวมทั้งทางการเมืองด้วย.
น.49 ๓๙ ที่ยกมาเปรียบเทียบนี้ มันเหมือนกับด่า ขออภัย คือ ว่าแม้แต่ในวงการของตัว คือทางศาสนา ก็หาอิสรภาพ เสรีภาพ ในการใช้สติปัญญานี้ไม่ได้เสียแล้ว แล้วจะไปมี อิสรภาพในการใช้สติปัญญาในทางการเมืองได้อย่างไร. ดัง นั้น ต้องทำตนให้เป็นคนกล้า กล้าหาญ ให้มีอิสรภาพใน การที่จะพินิจพิจารณาโดยไม่ต้องกลัวขนบธรรมเนียมประเพณี จึงมามองดูกันเดี๋ยวนี้ว่า การเมืองมันคือธรรมะ. ก็ได้บอกมาแล้วว่า ตามคำพูดที่พูดออกไปว่า "การ เมืองคือธรรมะ" นี้ พวกนักการเมืองสมัยใหม่ เขาก็จะหา ว่าบ้า หาว่าคนพูดมันบ้า ที่พูดว่า การเมืองคือธรรมะ นั่นเพราะเขาไม่รู้จักคำว่า ธรรมะ. ที่นี้อุปัชฌาย์อาจารย์ของ เราก็จะหาว่าบ้า : ถ้าผู้พูดเป็นเด็ก บางทีจะถูกเขกกะบาล ด้วย ที่พูดว่า การเมืองคือธรรมะ. นี่เพราะว่า เขาไม่มี อิสรภาพ เสรีภาพที่จะมอง. นี่เราต้องดูกันเสียใหม่ ให้ถึง ความจริง ถึงข้อเท็จจริงเสียก่อน ว่าธรรมะมันคืออะไร การเมืองมันคืออะไร โดยที่มีอิสระเสรีในการที่จะดู หรือ จะใช้สติปัญญานั่นแหละ ที่นี้จะมาดูกันอีกทางหนึ่ง การเป็นทาสสติปัญญา ในทางโลก อย่าลืมว่าเมื่อตะกี้เราพูดแต่การเป็นทาสทางสติ
น.50 ๔๐ ปัญญาในฝ่ายศาสนา. ทีนี้มาดูในทางฝ่ายโลกกันบ้าง ว่า นักการเมืองในประเทศไทย เป็นทาสทางสติปัญญาของพวก นักการเมืองต่างประเทศ หรือพวกฝรั่งกี่มากน้อย เพราะว่า มันไปเรียนการเมือง เรียนอะไรที่เกี่ยวกับการเมืองมาจาก เมืองนอก ปริญญายาวเป็นหาง. หางยาวเท่าไร ก็จะเป็น ทาสทางสติปัญญามากเท่านั้น ระวังให้ดี ! ยิ่งเรียนเข้าไป มาก ยิ่งหลวมตัวเข้าไปมาก ยิ่งหลับหู หลับตา เชื่อเข้าไป มาก มันก็เป็นทาสทางสติปัญญามาก. ฉะนั้นนักการเมือง หรือนักศึกษาการเมืองพวกนี้แหละ ที่จะโห่เราว่าบ้า ใน เมื่อพูดว่า “การเมืองคือธรรมะ". ถ้าเขาตัดหางทิ้งเสียบ้าง เขาคงจะโห่น้อยลง คือมามองดู เรื่องของพุทธบริษัทเสียบ้าง มองดูธรรมชาติอันลึกซึ้งบ้าง แล้วก็จะมองเห็นข้อเท็จจริง อันนี้ ว่า การเมืองนั้นคือธรรมะ จะให้พูดอีกสักกี่สิบครั้ง หรือกี่ร้อยครั้งก็ยังพูดได้ เหตุผลยังมีมากมายเยอะแยะ พูดกันอีกสัก ๑๐๐ ครั้ง ก็ได้ ซึ่งล้วนแต่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า การเมืองคือธรรมะ ในความ หมายที่ถูกต้อง ; ไม่ใช่ความหมายแคบ ๆ ตื้น ๆ ของคนที่ ไม่รู้ว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมะ เต็มตามความหมายของคำ ๆ นี้ !
น.51 ๔๑ ถ้าจะมีอิสรภาพทางสติปัญญา ในเรื่องทางการเมือง ก็ต้องคิดกันเสียใหม่ ไปปรับปรุงกันเสียใหม่ แล้วการเมือง ก็จะหมุนมาในทางซื่อตรงและสุจริต โลกนี้ก็จะมีสันติภาพ ได้. เดี๋ยวนี้ในประเทศเรา ก็หาผลอันเป็นสันติภาพจากทาง การเมืองไม่ได้ มีแต่ความขัดแย้ง ซึ่งเป็นสิ่งเสนียดจัญไร ที่สุด โดยเฉพาะการขัดแย้งทางการเมืองนี้ ซึ่งมีแต่จะทำลาย ประเทศชาติ: ถ้ารู้จริงถึงความจริงข้อนี้ จะไม่เกิดความ ขัดแย้ง เพราะการเมืองคือธรรมะจริงๆ มันเป็นสิ่งเดียว. จึงอยากจะให้มีอิสรภาพ เสรีภาพ รวมทั้งสมรรถภาพ ในการ ที่จะวินิจฉัย หรือว่าในการที่จะรวบรวมมาวินิจฉัยว่าอะไร เป็นอย่างไร. ถ้าเราไปติด ไปยึดในตำรา ในทฤษฎี ในอุดมคติ แนวไหน สายไหนเสียแล้ว เราไม่มีทางที่จะไปรวบรวมอัน อื่น ๆ มาวินิจฉัย เพราะเราเป็นทาสทางสติปัญญาของทฤษฎี สายนั้นเสียแล้ว และก็ชอบยึดมั่นในสิ่งที่เรียกว่าปรัชญา คือ ปรัชญาทางการเมือง สายนั้น-สายนี้ แขนงนั้น-แขนงนี้ ของคนนั้น-คนนี้ อย่าออกชื่อเลย เดี๋ยวมันกระทบกระเทือน แต่ขอให้รู้เถอะว่ามันเป็นทาสทางสติปัญญาแก่ลัทธิการเมือง แนวใดแนวหนึ่งเสียแล้ว ไม่มีทางที่จะรวบรวมมาทั้งหมด
น.52 ๔๒ มาพิจารณาดู และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่มีทางจะรวบรวม เอาความจริงของธรรมชาติ คือความหมายของคำว่า "ธรรมะ" ทั้ง ๔ ความหมายนั้นมาพิจารณาดู. เอาละ เราจะพูดกันถึงคำว่า อิสรภาพ กันอีกสักหน่อย หนึ่ง คุณทองต้องการอิสรภาพสักกี่ชั้น คุณต้องการอิสรภาพ กี่ขั้นตอน ? (เสียงตอบ) ข้อนี้ ผมตอบไม่ได้ครับ (ท่านอาจารย์) คุณประยูร ? (เสียงตอบ) ผมจะขอสัก ๓ ขั้นตอน (ท่านอาจารย์) เรามีอิสรภาพที่จะทำอะไรไปตามลำดับ กว่าจะถึงใจความสำคัญของเรื่องนั้น ๆ ขออภัยที่คุณฟังไม่ถูก เพราะว่าพูดไม่เป็น ผู้ถามก็ถามไม่เป็น อิสรภาพกี่ขั้นตอน เดี๋ยวนี้เราไม่มีอิสรภาพกี่ขั้นตอน ? จะยกมาพอเป็นเครื่อง เปรียบเทียบ : อันที่ ๑ เราไม่มีอิสรภาพในการที่จะรวบรวมเอา แนวคิดทุกแนวมาสำหรับวินิจฉัย บางทีเราไม่มีสมรรถภาพ ด้วย เราไม่อาจจะศึกษาลัทธิการเมืองทุกลัทธิในโลก แล้ว รวบรวมเอามาให้หมด เพื่อการวินิจฉัย ; เพราะการศึกษา
น.53 ๔๓ ไม่พอ นี่เราก็ไม่มีอิสรภาพเหมือนกัน คือไม่มีอิสรภาพ ในการที่จะรวบรวมมาให้หมด. อันที่ ๒ ก็ไม่มีอิสรภาพในการที่จะวินิจฉัย เพราะ ว่าเราไปติด "เฮโรอีน" คือการเมืองสายใดสายหนึ่งเสียแล้ว ฝ่ายขวาก็ติดขวา ฝ่ายซ้ายก็ติดซ้าย, แล้วฝ่ายซ้ายก็มีหลาย รูปแบบ ฝ่ายขวาก็มีหลายรูปแบบ ต่างก็ติดในรูปแบบของ ตัว จึงไม่มีอิสรภาพ ในการที่จะวินิจฉัย, แล้วเราก็ไม่มี อิสรภาพในการที่จะเลือก ไม่เปิดโอกาสให้เลือก ไม่มีสติ ปัญญาจะเลือก มันก็คือไม่มีอิสรภาพที่จะเลือก ไม่มีโอกาส ที่จะเลือก ก็เลยไม่มีอิสรภาพในการที่จะปฏิบัติ. เราปฏิบัติ ให้มันถูกต้องไม่ได้ เพราะเรามันเลือกไม่ได้ มันมืดมนไป หมด ความมืดมนเป็นสิ่งที่ทำลายอิสรภาพ เพราะเราเลือก ไม่เป็น เราจึงปฏิบัติไม่ได้. นี่ขอให้ดูกันให้ละเอียดสักนิดหนึ่ง : เราจะมีอิสรภาพ ในการรวบรวม นี่พูดกลับเป็น Positive ว่าเราจะมีอิสรภาพ ในการรวบรวมมาวินิจฉัย คือจะไม่รวบรวมแต่เฉพาะของที่ มนุษย์เขาพูด ๆ กันไว้ เราจะรวบรวมเอามา แม้จากของ พระเจ้า ของธรรมชาติอันเร้นลับ รวบรวมเอาความรู้สติ ปัญญาของพระเจ้า ของธรรมชาติอันเร้นลับมากองเข้าเป็น
น.54 ๔๔ เดิมพัน แล้วความรู้หรือสติปัญญาของนักปราชญ์ นักศึกษา ในยุคปัจจุบันนี้ มันก็กลายเป็นของเด็กเล่น หรือกำมือเดียว. นี่เราจะต้องมีอิสรภาพถึงขนาดนี้. เช่นว่าเราต้องการจะรู้ว่าการเมืองคืออะไร ? ถ้าเรา สามารถจะไปรวบรวมเอาข้อเท็จจริงของธรรมชาติทั้งหลายมา เป็นเครื่องเปรียบเทียบ กระทั่งมองเห็นว่า แม้สัตว์เดรัจฉาน นั้น มันก็มีการเมือง เป็นการเมืองที่ธรรมชาติจัดให้ ตาม ระบบของธรรมชาติ เป็นอัตโนมัติอยู่ในตัว พอที่จะทำให้ สัตว์เดรัจฉานเหล่านั้น ไม่สูญพันธุ์ และอยู่กันเป็นผาสุก ตามประสาสัตว์. ต่อเมื่อเกิดมีมนุษย์เลว ๆ ขึ้นมาในยุคนี้ ต่างหาก มันจึงไปทำลายโลกสัตว์เดรัจฉานวินาศไปหมด. มนุษย์เลวในยุคนี้ มันเข้าไปทำลายการเมืองในโลกสัตว์ เดรัจฉานที่ธรรมชาติจัดไว้ดีแล้วนั้นสูญเสียไปหมด. นี่ขอให้ คิดดูเถอะว่า เราควรจะมองให้ลึกลงไปถึงขนาดนั้น การเมืองรูปแบบหนึ่งเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติจัด หรือพระเจ้าจัด จนแม้แต่สัตว์เดรัจฉานมันก็อยู่กันได้ ต้นไม้มันก็อยู่กันได้ แต่มนุษย์เลวทรามสมัยนี้มันทำลาย ป่าไม้หมด การเมืองของต้นไม้มันเลยเสียไปหมด มันหาย
น.55 ๔๕ ไปหมด แล้วจะเอาปัญญาไหนมาจัดการเมืองของมนุษย์เองนี้ ให้มันดีได้เล่า ให้มันถูกต้องได้เล่า. เป็นอันว่า เราจะต้องมีอิสรภาพในการรวบรวมมา เพื่อการวินิจฉัยให้หมดทุกด้านทุกแง่ทุกมุม โดยอาศัยสติ ปัญญาของพระพุทธเจ้า เพราะว่าเราเป็นพุทธบริษัท เรามี ปัญญาตามแบบของพุทธบริษัท นั่นแหละ คือเรามีสติปัญญา ของพระพุทธเจ้า. ฉะนั้นเราต้องมองให้ลึกลงไปกว่าธรรมดา สามัญ จนรู้อะไร เป็นอะไร, เช่นว่า ธรรมะ มันมีความ หมายถึง ๔ ความหมาย ลึกซึ้งที่สุดอย่างนี้ นั่นเป็นสติปัญญา ของพระพุทธเจ้า ท่านแสดงไว้; อาตมาเป็นเพียงแต่ไป รวบรวมเอามา จนเห็นว่าคำว่า "ธรรมะ" คำเดียวนี้ มันไม่ได้ยกเว้นอะไรเลย มันเล็งถึงทุกสิ่ง ทุกสิ่งที่มนุษย์ อาจจะรู้จัก และรู้จักแล้ว. ถ้าท่านไม่มีอิสรภาพเสรีภาพ ในการคิดนึก นอกไปจากที่เคยเรียนมาอย่างปรัมปรา ท่าน ก็ไม่อาจเข้าใจความจริงแท้ใด ๆ ได้ ถึงที่สุด ดังนั้นจะต้อง สลัดสิ่งที่เป็นข้าศึก หรืออุปสรรคของการคิดอย่างมีเสรีภาพ นั้นเสีย. ทีนี้เมื่อพูดถึงสลัดก็สลัดเหมือนกับสุนัขสลัดฝุ่นออก จากตัว สลัดหมัดไรออกจากตัวมันเอง มนุษย์นี่สลัดความ
น.56 ๔๖ ไม่เป็นอิสรภาพเสรีภาพ ออกไปเสียจากตัว แล้วก็จะสามารถ มีอิสรภาพ เสรีภาพ ในการรวบรวมมาให้หมดเพื่อการ วินิจฉัย. ตอนนี้เรามาถึง อิสรภาพในการวินิจฉัย เราจะเป็น คนเชื่อตัวเอง เคารพตัวเอง นับถือตัวเอง เอาตัวเองเป็น หลัก. คำว่า "ตัวเอง" ในที่นี้ หมายถึง ธรรม หรือ ธรรมะ, เพราะในภาษาของพุทธบริษัท ตัวเองที่ถูกต้อง ก็หมายถึง ธรรมะ. เช่นว่า มีตัวเองเป็นที่พึ่ง นั้นหมายถึงมีธรรมะ เป็นที่พึ่ง โดยตัวเองทำให้. นี้เราจะมีความเป็นอิสระแก่ ตัวเองของตัวเอง ทำการวินิจฉัย แม้จะตีความคำใด ๆ ก็ตี อย่างอิสระเพื่อการวินิจฉัย เช่นคำว่า "การเมืองคืออะไร ?" เราไม่ยอมเป็นทาสสติปัญญาแม้ของนักการเมืองเอกในโลกคน ไหนเขาให้คำนิยามไว้ว่าอย่างไร; เราก็ดูเหมือนกันแหละ แล้วในที่สุดก็จะมาพบว่าอย่างนี้ แม้มันจะแตกต่างกันโดย ข้อปลีกย่อยบ้าง หรือบางทีจะแตกต่างกันเลยก็ตาม ในที่สุด จะจับความหมายของคำว่า "การเมือง" ได้ในรูปแบบที่ว่า ระบบของการปฏิบัติที่ทำให้คนทั้งโลกอยู่กันได้ โดย ปราศจากปัญหา โดยไม่ต้องใช้อาชญา.
น.57 ๔๗ เอาตัวหนังสือนั่นเป็นหลัก คำว่า "การเมือง" มัน เกิดขึ้นได้อย่างไร ? คำว่า Politics มันมีความหมายว่า อย่างไร ? คำว่า ธรรม ในความหมายทั้งหลาย มันหมาย ความว่าอย่างไร ? ตามความรู้สึกของมนุษย์เป็นอย่างไร ? ตามความจริงของธรรมชาติ อันลึกซึ้งนั้นมันเป็นอย่างไร ? ขอให้มีอิสระในการวินิจฉัยกันถึงขนาดนี้. ทีนี้มาถึง อิสรภาพในการเลือก เมื่อเราวินิจฉัยมัน ทุกอย่างทุกแง่ทุกมุมแล้ว เราจะเลือกเอาอันไหนแง่มุมไหน เราก็จะต้องเป็นอิสระด้วยเหมือนกัน. เดี๋ยวนี้เราวินิจฉัย ไม่ถูก มันก็จะมีการเลือกไม่ถูก แล้วก็เลือกไปตามความ งมงายหรือโง่เขลา. มันต้องทำให้ถูกมาแต่ต้น การเลือก มันจึงจะถูกต้อง. อย่างไรเรียกว่าถูกต้อง ? ก็ตอบได้อย่างกำปั้นทุบดิน ว่ามันเหมาะแก่ปัญหาของเรา หรือมันเหมาะแก่เรา นั่นแหละ จึงจะถูกต้อง. ปัญหาของประเทศไทยเล็ก ๆ อย่างนี้ ไม่เหมือนกับ ปัญหาของประเทศจีน อินเดีย รัสเซีย อเมริกา อะไรได้ มันเหมือนกันไม่ได้; ฉะนั้นเราอย่าหลับหูหลับตางมงาย
น.58 ๔๘ โดยไม่ดูเสียว่า ไอ้เรามันเป็นอย่างไร. นี่น่าเสียดาย ที่ลูก เด็ก ๆ ของเราสมัยนี้ ก็ไม่รู้จักว่า เรานี่เป็นอย่างไร; ไม่รู้ ว่าความเป็นไทยนี้เป็นอย่างไร วิญญาณของความเป็นไทย มันคืออย่างไร มันอยู่ที่ไหน มันเป็นบาปกรรมของผู้จัด การศึกษาของประเทศชาติ ที่ไม่ได้รีบสอนให้ยุวชน ของเรารู้จักความเป็นไทยของเราเอง รู้จักวัฒนธรรม ไทย รู้จักเลือดเนื้อ ที่มีวัฒนธรรมไทย หรือมีความ เป็นไทยอย่างไร; และเด็ก ๆ เขาก็ไม่สนใจและไม่ชอบ ความเป็นไทย จึงได้ชะเง้อหน้าเร่หาไปทางอื่น ไปหลงใหล ในเรื่องอื่น โดยไม่อาจจะมองเห็นว่า ของตัวดีที่สุด เป็น พื้นฐานที่ดีที่สุด เหมาะสำหรับคนไทยที่สุด. ดังนั้น เราต้องมีระบบการเมืองอีกแบบหนึ่ง ซึ่ง เหมาะสำหรับเรา ไม่ต้องเป็นทาสของระบบการเมืองใด ๆ ซึ่งมันเหมาะแก่เขาต่างหาก มันไม่ได้เหมาะแก่เรา. นี้ก็ต้อง โทษผู้จัดการศึกษา จะเรียกว่าสะเพร่า หรือโง่เง่า อะไรก็สุดแท้ ที่ไม่ได้ทำให้ยุวชนของเรารู้จักตัวเราเอง ว่าความเป็นไทยเป็นอย่างไร ควรจะมีอะไร ในรูปแบบไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการเมือง.
น.59 ๔๙ ถ้าเป็นสังคมนิยม จะต้องเป็นระบบไหน หรือถึงกับ ว่า เราไม่ต้องเหมือนใครเลย เราตั้งเอาตามแบบของเราเอง เป็นแบบที่อิงอาศัยกันอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า "ธรรมะ" เป็น สังคมนิยมแบบธรรมะ มันก็เหมาะสำหรับเราที่มีเลือดเนื้อ เชื้อไขเป็นธรรมะมา ไม่รู้กี่สิบชั่วคน กี่ร้อยชั่วคนแล้ว. เราไม่มีอิสระในการเลือก เพราะเราไม่รู้ว่าเรา เป็นอะไร เพราะความโง่ เกี่ยวกับการศึกษาไม่พอ นี่มันทำให้เราเลือกไม่เป็น เพราะเราไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้ว่า อะไรเหมาะแก่ปัญหาของเรา ; ฉะนั้นเราจึงแก้ปัญหาอะไร ไม่ได้ ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง อย่างที่กำลังเป็นอยู่ทุกวันนี้ นาทีนี้ ที่มันยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง และหาความสามัคคีไม่ได้ หาความ เฉลียวฉลาดไม่ได้ เพราะไม่รู้จักตนเอง. นี่เรียกว่า อิสระ ในการเลือก อยากจะพูดไปอีกสักขั้นหนึ่งว่า อิสระในการปฏิบัติ เราก็ต้องมีอิสระในการปฏิบัติเท่าที่เราได้เลือก. แต่อิสระนี้ มันมีขอบเขตจำกัด หมายความว่าอิสระในการปฏิบัติมันมี ขอบเขตจำกัดอยู่ที่ความสามารถของเรา ฉะนั้นเราต้องรู้จักตัว เองให้ดี ว่าเรามันอยู่ในสภาพอย่างไร ขีดความสามารถเท่าไร
น.60 ๕๐ แล้วจะได้ปฏิบัติพอดีกับความสามารถ ต่ำไปก็ไม่ได้ เกินไป ก็ไม่ได้ เราจะต้องเพิ่มความสามารถพร้อม ๆ กันไป. ในเรื่องความสามารถนี่มันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ใช่ว่าเกี่ยวกับการศึกษาอย่างเดียว แล้วมันจะสามารถ มัน ยังมีสิ่งแวดล้อมอีก มีภูมิประเทศ ดิน ฟ้า อากาศ วัตถุ ภายนอก มันก็มีอำนาจเหมือนกัน เกี่ยวกับความสามารถ. เช่น ทรัพยากรของเรามีสำหรับจะเป็นประเทศกสิกรรม เรา จะเป็นประเทศอุตสาหกรรมเร็วๆ นี่มันก็เป็นเรื่องบ้าบอ เพราะความสามารถมันก็มีไม่ได้. แม้ว่าเราจะมีความรู้ แต่ ถ้าสิ่งแวดล้อมมันยังไม่เข้ารูปกันแล้ว มันก็เป็นไปไม่ได้ ; ฉะนั้นจึงถือว่า การปฏิบัตินั้นมันขึ้นอยู่กับความสามารถที่มี เหตุ มีปัจจัยอีกหลายอย่าง สร้างความสามารถให้แก่เรา. ถ้าเราจะเคร่งครัดในทางธรรม หรือความถูกต้อง เรา ก็เป็นคนคดโกงไม่ได้. อ้ายพวกที่มันคดโกงได้ มันก็ต้อง สามารถกว่าเรา เพราะว่าเขาคดโกงได้; หรือระบบการเมือง ของเขามันเต็มไปด้วยความคดโกง เขาก็สามารถทำอะไรได้ มากกว่าเราที่ไม่มีระบบการเมืองสำหรับการคดโกง. การปฏิบัติของเรามันก็ ต้องดูให้ดี ๆ ว่านอกจากจะได้ ผลตามที่ต้องการแล้ว มันต้องไม่เสียไปในทางธรรมะ
น.61 ๕๑ หรือความถูกต้องด้วย. เดี๋ยวนี้เกิดคนสมัยใหม่มาพูดว่า มัว ถือธรรมะอยู่ก็ฉิบหายหมด มัวถือธรรมะอยู่ก็พ่ายแพ้หมด มัว ถือธรรมะอยู่ก็เสียเปรียบ ไม่มีทางที่จะโงหัว ; ที่เขาพูดอย่าง นั้นก็พูดได้ เพราะว่าเขาไม่รู้ธรรมะ ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ. พวกที่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ ก็กลับมีความเห็น มีการเห็นแจ้งเชื่อไปอีกทางหนึ่งว่า ยิ่งมีธรรมะเท่าไร มันยิ่ง เข้มแข็ง ยิ่งมั่นคง ยิ่งเป็นผลระยะยาว เพราะว่าไม่คดไม่โกง ไม่หลอก ไม่ลวง มันเป็นผลระยะยาว. นี่รวมความแล้วว่า เราจะต้องมีอิสรภาพ หลาย ๆ ขั้น ตอนอยู่ ไปเรียกเอาเองก็ได้ ไปว่าเอาเองก็ได้ นี่ยกตัวอย่างมา ให้เห็น ว่ามันมีขั้นตอนอยู่อย่างนี้ ในการที่เราจะมีอิสรภาพ. สรุปความอีกทีว่า เราไม่จำเป็นจะต้องเอาตามที่เขาเขียนให้ เราเรียน โลกนี้กำลังเป็นโลกแห่งความหลอกลวงยิ่งขึ้นทุกที ; สิ่งที่เขาเขียนอะไรให้เราเรียน มันก็ยิ่งเป็นการหลอกลวงมาก ขึ้นทุกที ; เราอยากจะเป็นพุทธบริษัท เราก็รับไม่ไหว ถ้าเรามองดูอย่างอยากจะประณีประนอม อยากจะยอม รับ เราก็ยังมองเห็นว่า ความรู้ที่เขาเขียนไว้ให้เราเรียนนั้น มันยังไม่จริงแท้ มันเป็นเรื่องปะล่อมปะแล่ม ไปตามเหตุผล ชั่วขณะ และเกี่ยวโยงผูกพันกันอยู่กับความไม่เป็นอิสระ อีก
น.62 ๕๒ หลายแง่หลายมุม. เพราะฉะนั้นความถูกต้อง หรือความจริง อันนั้นยังไม่เด็ดขาด ยังไม่จริงแท้ ยังไม่เรียกว่า ultimate คือเด็ดขาดเพียงเท่านั้น ; มันยังเป็น relative เนื่องกันอยู่ กับอันนี้ เนื่องกันอยู่กับอันโน้น ตามความคิดนึกชั่วขณะ ของครูบาอาจารย์คนนั้น คนนี้ ซึ่งทำให้มีเหตุผลยุ่งยาก ยุ่ม ย่ามไปหมด พุทธบริษัทนิยมความจริงเด็ดขาดเป็น ultimate truth คือมันจริงแท้ จริงเด็ดขาด ฉะนั้นเราจะต้องดูกันอย่าง ลึกดูกันอย่างอิสระ ดูกันอย่างจริงแท้ ไม่เชื่อหนังสือที่เขา เขียนให้เราเรียน ยอมเป็นเด็กดื้อในความหมายนี้. การ เป็นพุทธบริษัทมีความหมายอย่างนี้ คือยึดถือสิ่งที่มองเห็น อยู่จริง หรือพิสูจน์ได้จริง เป็นหลัก ; ไม่สลัวอยู่ในรูปแบบ ของการคำนึงคำนวณ คาดคะเน ฝากไว้กับสิ่งที่เขาเขียนให้ เราเรียน เพราะว่าเราถือหลัก กาลามสูตร. คุณทองจำได้ ไหม หลักกาลามสูตร ? ( เสียงตอบ ) คิดว่าพอจะจำได้ ๑. อย่าเชื่อตาม ๆ กันมา ๒. อย่า เชื่อเพราะลือกระฉ่อนอยู่ ๓. อย่าเชื่อเพราะว่ามีอยู่ในตำรา ๔. อย่าเชื่อ เพราะว่ามีเหตุผลทางตรรกวิทยา ต่อไปก็อย่าเชื่อไปในทางปรัชญา และ อย่าเชื่อสิ่งนี้เราก็คิดเห็นอย่างนี้ อย่าเชื่อต่อไปว่า มันทนต่อการพิสูจน์ อย่าเชื่อว่า สมณะผู้พูดนั้นเรานับถือ อย่าเชื่อเพราะว่าผู้นั้นเป็นครูอาจารย์ ของเรา ครับ
น.63 ก็ได้โดยใจในความกระท่อนกระแท่น ความหมายไม่รัดกุม อุตส่าห์ไปดูใหม่ ท่องให้มันแม่น และ ถือเป็นพระเจ้าเลย กฎ ๑๐ ประการนี้. คุณประยูรว่าอย่างไร หรือจำไม่ได้เหมือนกัน ? ( เสียงตอบ ) หมวดแรกทางฝ่ายผู้อื่น ก็คือ มีข่าวลือ หรือว่า ตามกันมา หรือว่าเห็นคนส่วนมากเป็นอย่างนั้น หมวดที่ ๒ ในแง่ของ ปรัชญา คืออย่าเชื่อแต่เพียงว่ามันเป็นตรรกวิทยามันเป็นเหตุเป็นผล หรือ ว่ามันน่าจะเป็นไปได้ หรือคาดคะเนเอา, หมวดที่ ๓ เกี่ยวกับบุคคล ครับ คืออย่าเชื่อว่าผู้นั้นเป็นครู หรือว่าเป็นผู้ที่ต้องเชื่อ (ท่านอาจารย์) คุณล้ำ ล่ะ ? ( เสียงตอบ ) ผมจำไม่ค่อยได้ครับ ท่านอาจารย์ คุณชวนนี่ ไม่ค่อยได้มา หรือไม่ค่อยได้ ฟังด้วยซ้ำไป อยากจะถามว่า กาลามสูตรนี้มีประโยชน์มาก หรือสำคัญมาก จนถึงกับจะต้องทำความเข้าใจกัน ไว้ให้แจ่ม แจ้งไหม คุณทอง ? ( เสียงตอบ) รู้สึกว่าจำเป็นครับ (ท่านอาจารย์) แล้วทำไมคุณจึงไม่จำไว้ อย่างชัดเจนและ แจ่มแจ้ง. นี่เทปมันบันทึกเสียง ความจำกระท่อนกระแท่น ไม่เป็นลำดับของคุณเข้าไว้แล้ว ถ้าว่า กาลามสูตรนี้มันวิเศษ ที่สุด เป็นหัวใจของพุทธศาสนา เกี่ยวกับความเชื่อแล้วก้อ
น.64 ๕๔ พยายามทำความเข้าใจให้แจ่มแจ้ง เอ้า จะพูดกันอีกทีหนึ่งก็ ได้นะ เพราะว่าเรื่องนี้มันมีความสำคัญมากเหมือนกัน แม้ จะเกี่ยวกับการเมือง. กาลามสูตร ๑๐ ข้อ พิจารณาดูแล้ว อาจจะแบ่งได้เป็น ๓ พวก : พวกแรกเกี่ยวกับการอ้างความเชื่อ หรือความคิดของ เก่าหรือของผู้อื่น พวกที่สอง เกี่ยวกับความเชื่อ หรือความคิดของตัว เอง ปัจจุบันนี้ พวกที่สาม เกี่ยวกับบุคคล คือเชื่อบุคคล ในพวกแรก ๔ ข้อ : มา อนุสฺสเรน -อย่าเชื่อเพราะว่าฟังตามๆกันมา เขา เชื่อ เพราะว่าเขาฟังบอกตาม ๆ กันมา และถือเอาเพราะว่า เขาฟังบอกตาม ๆ กันมา มา ปรมฺปราย -อย่าเชื่อหรือรับเอา เพราะว่าเขาได้ ปฏิบัติตาม ๆ ตาม ๆ กันมา ไม่ต้องพูดจา ไม่ต้องฟังบอก คือมันเห็น ๆ อยู่. อันแรกว่าอย่าเชื่อเพราะเขาฟังตาม ๆ กัน มา อันที่สองอย่าเชื่อเพราะว่าปฏิบัติตาม ๆ กันมา. มา อิติ ถิราย - อย่าเชื่อเพราะว่ากำลังเล่าลือกันอยู่ กระฉ่อน ว่าเป็นอย่างนั้น ๆ
น.65 ๕๕ มา ปิ ฎกสมุปทาเนน -อย่าเชื่อด้วยการอ้างปิฎก. คำ ว่า ปิฎก หมายถึงตำรา แม้พระไตรปิฎกก็อยู่ในคำว่า ปิฎก อย่าอ้างพระไตรปิฎก อย่าอ้างตำรา สี่ข้อนี้มันเกี่ยวกับความรู้ ความคิดเก่าๆ ทบทวนอีก ทีหนึ่งก็ว่า - อย่าเชื่อเพราะฟังตาม ๆ กันมา - อย่าเชื่อเพราะปฏิบัติตาม ๆ กันมา - อย่าเชื่อเพราะกำลังเล่าลืออยู่กระฉ่อนว่าอย่างนี้ ๆ - อย่าเชื่อโดยอ้างว่ามีอยู่ในปิฎก นี่พวกหนึ่ง ทีนี้พวกที่ ๒ เกี่ยวกับความรู้สึกคิดนึก ในปัจจุบันของตนเอง : มา ตกฺกเหตุ - อย่าเชื่อเพราะเหตุแห่งตรรก ตรรกะ คือวิธีของตรรกวิทยา ใช้เหตุผลวิธีตรรก มา นยเหตุ - อย่าเชื่อเพราะเหตุแห่งนัยะ คือการ อนุมาน ตามวิธีทางปรัชญา มา อาการปริวิตฺกเกน - อย่าเชื่อโดยการตรึกตาม อาการ การตรึกตามอาการนี่คล้าย ๆ กับ Common sense ที่มันง่ายหรือมันเร็วเกินไป ความคิดนึกชั่วขณะ ตาม
น.66 ๕๖ Common sense เรียกว่า การตรึกตามอาการ ไหลเชี่ยว เป็นเกลียวไปเลย. มา ทิฏฐินิชฌานกฺขนฺติยา - อย่าเชื่อเพราะมันทน ต่อการเพ่งของตนโดยทิฏฐิ เอาใจความก็ว่า อย่าเชื่อเพราะ มันเข้ากับทิฏฐิ หรือความคิดเห็นของเรา อย่าเชื่อเพราะมัน เข้ากันได้กับความคิด ความเห็นและทิฏฐิของเรา สี่ข้อ - อย่าเชื่อโดยวิธีตรรก - อย่าเชื่อโดยวิธีปรัชญา - อย่าเชื่อด้วยการตรึกตามอาการ - อย่าเชื่อเพราะว่าเข้ากันกับความคิดของเรา ทีนี้เหลืออีก ๒ ข้อ หมวดที่สามนี้เกี่ยวกับบุคคล : มา ภพฺพรูปตาย - อย่าเชื่อเพราะว่าผู้พูดน่าเชื่อ เขา เป็นคนน่าเชื่อ มา สมโณ โน ครูติ - อย่าเชื่อเพราะเหตุว่า สมณะ นี้เป็นครูของเรา นี้พระพุทธเจ้าท่านประทานอิสรภาพมากเท่าไร คุณ ทอง ? ( เสียงตอบ) มากที่สุดครับ
น.67 ฉะนั้นทุกคนไม่ต้องเชื่ออาตมานะ โดย ๑๐ ข้อนี้ ก็ไม่ต้องเชื่อ ดังที่อาตมาพูด ; เป็นการให้อิสรภาพถึง ที่สุด จากพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับการเชื่อและการรับเอาไปถือ. สี่ข้อเกี่ยวกับความคิดเห็นเก่าๆ, สี่ข้อเกี่ยวกับความคิดนึก ปัจจุบันของตน, และสองข้อเกี่ยวกับบุคคลที่มาเกี่ยวข้อง ด้วย. เสียเวลามากอยู่แล้ว ที่เอากาลามสูตรมาพูดถึง เพื่อ ประโยชน์แก่การวินิจฉัยทางการเมือง ฉะนั้นอย่าหลับหูหลับ ตาไปตะครุบเอาลัทธิการเมืองนั้น-นี่ แบบนั้น-นี้มาอย่าง น่าสังเวช ลองใช้กาลามสูตรดูบ้าง และอีกอย่างหนึ่งก็เพราะ เห็นว่า หลักนี้มันสำคัญ เลยเอามาทดสอบท่านผู้ฟังทั้ง ๔ ว่า ยังจำได้หรือไม่ ปรากฏว่ายังจำไม่ได้ จำได้กระท่อนกระแท่น และก็ยังไม่ถูกต้องตามลำดับ ; ถ้าจำบาลีได้ด้วยก็ยิ่งดี เป็นอันว่าเราได้หยิบยกเอาสิ่งที่เรียกว่า อิสรภาพใน การคิด การนึก ในการศึกษา ในการรวบรวมเอามาวินิจฉัย การวินิจฉัย การเลือกเฟ้น และการปฏิบัติ เพื่อรับหน้าความ หลอกลวงในทางการเมือง ในโลกนี้ ในปัจจุบันนี้ ซึ่งจะ ประดังกันเข้ามา โดยความหวังว่า พุทธบริษัทอย่าได้ตก เป็นเหยื่อของสิ่งเลวร้ายเหล่านี้เลย ขอให้ถือว่าการเมือง คือ ธรรมะ แล้วมันจะผิดไม่ได้. ธรรมะไม่มีทางผิตได้ แล้วก็
น.68 ๕๘ ไม่ให้ร้ายแก่ผู้ใด นอกจากความสุขสวัสดีโดยส่วนเดียว. ให้ มีการเมืองเป็นธรรมะ มีธรรมะเป็นการเมืองไว้ด้วยกัน ทุกคน เราก็จะมีการเมืองระบบที่ถูกต้อง กับการเป็นอยู่ ของพุทธบริษัท หรือประเทศไทยโดยเฉพาะ ปัญหาก็จะ หมดไป รายละเอียดอย่างอื่นมีมาก ไว้ค่อยพูดกันในวัน หลัง. เป็นอันสรุปใจความที่สำคัญได้ว่า การเมืองเป็นหน้าที่ ของมนุษย์ คือธรรมะในความหมายที่ ๓ โดยกฎของธรรม- ชาติมันเป็นอย่างนั้น นั่นคือธรรมะในความหมายที่ ๒ มัน เป็นหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิตทุกสิ่งในธรรมชาติ คือธรรมะใน ความหมายที่ ๑ เพื่อสำเร็จผลอย่างเป็นธรรมที่สุด นี่คือ ธรรมะในความหมายที่ ๔. เป็นอันว่า ธรรมะในทุกความ หมาย นั้นเป็นการเมืองโดยตรงบ้าง เนื่องเฉพาะอยู่กับการ เมืองบ้าง ; เป็นการสมควรแล้วที่จะกล่าวว่า การเมือง คือ ธรรมะ. การบรรยายในวันนี้ พอสมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติการบรรยาย ไว้ เพื่อโอกาสให้พระคุณเจ้าท่านได้สวดบทพระธรรมที่เป็นกำลังใจในการ ปฏิบัติธรรมต่อไป. —————————
น.69 การพึ่งผู้อื่น. อันพึ่งท่าน พึ่งได้ แต่บางสิ่ง เช่น พึ่งพิง ผ่านเกล้า เจ้าอยู่หัว หรือ พึ่งแรง คนใช้ จนควายวัว ใช่ จะพ้น พึ่งตัว ไปเมื่อไร. ต้องทำดี จึงเกิดมี ที่ ให้พึ่ง ไม่มีดี นิดหนึ่ง พึ่ง เขา ไฉน ? ทำดีไป พึ่งตัว ของตัวไป แล้วจะได้ ที่พึ่ง ซึ่งถาวร. พึ่งผู้อื่น พึ่งได้ แต่ภายนอก ท่านเพียงแต่ กล่าวบอก หรือพร่ำสอน ต้องทำจริง เพียรจริง ทุกสิ่ง, ตอน- นี้, จึงถอน ตัวได้ ไม่ตกจม. จะตกจน หรือว่า จะตกนรก ตนต้องยก ตนเอง ให้เหมาะสม ตนไม่ยก, ให้เขายก นั้นพกลม : จะตกหล่ม ตายเปล่า ไม่เข้าการ ฯ พุทธทาส อินฺทปัญฺโญฺ
น.70 เป็น มนุษย์ หรือ เป็น คน ? เป็นมนุษย์ เป็นได้ เพราะใจสูง เหมือนหนึ่งยูง มีดี ที่แววขน. ถ้าใจ ต่ำ เป็นได้ แต่เพียงคน ย่อมเสียที ที่ตน ได้เกิดมา. ใจสะอาด ใจสว่าง ใจสงบ ถ้ามีครบ ควรเรียก มนุสสา เพราะทำถูก พูดถูก ทุกเวลา เปรมปรีดา คืนวัน สุขสันต์จริง. ใจสกปรก มืดมัว และร้อนเร่า ใครมีเข้า ควรเรียก ว่าผีสิง เพราะพูดผิด ทำผิด จิตประวิง แต่ในสิ่ง นำตัว กลั้วอบาย. คิดดูเถิด, ถ้าใคร ไม่อยากตก จงรีบยก ใจตน รีบขวนขวาย ให้ใจสูง เสียได้ ก่อนตัวตาย ก็ สมหมาย ที่เกิดมา; อย่าเชือน เอยฯ พุทธทาส อินทฺปัญฺโญฺ พิมพ์ที่สมชายการพิมพ์ 270/77 ซอยวิมลสรกิจ ถนนจรัลสนิทวงศ์ กรุงเทพมหานคร นายสมชาย ขาวศรี ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา 2519
น.71 นิยายชีวิตเรื่องสั้น หลวงตา เล่ม ๑-๒-๓-๔ หลวงตา ชุด กระโหลกหัวเราะ, ของฝากจาก หลวงตา, เสียงปลุก, น้ำใจ, กงกรรมกงเกวียน, ริมฝั่งน้ำ ของ " แพรเยื่อไม้" เคยให้ความบันเทิงใจชุ่มชื่นใจและให้สติปัญญาแก่ท่าน ผู้อ่านมาแล้วอย่างไร ผู้จัดพิมพ์ไม่จำต้องกล่าวถึง คำวิจารณ์ จาก น.ส.พ. เกือบ ๑๐ ฉบับ สถาบันการศึกษาชั้นสูงของ เมืองไทยใช้เป็นหนังสือเรียนของนิสิต นักศึกษา ท่านผู้มี เกียรติทุกวงการชมเปาะ ย่อมเป็นหลักประกันได้ว่า หลวงตา ชุด เพลงศาสนา หลวงตา ตอน บ้าน้ำลาย จะให้ความหรรษารื่นเริงบันเทิงใจแก่ท่านและยังให้ สติปัญญาแก่ท่านอย่างสูงส่งด้วย ชุดหลวงตามีทั้งหมด ๑๐ เล่ม ราคาเล่มละ ๑๐ บาท ค่าส่ง ๓ บาท หาซื้อได้จากร้านจำหน่ายหนังสือในท้องที่ที่ ท่านอยู่ หรือที่ธรรมบูชา ๕/๑-๒ ถนนอัษฎางค์ ก.ท. ๒ โทร. ๒๒๒-๓๕๔๙
น.72 พระแหกคุก !! ผู้บวชจะเป็นพระได้ก็ด้วยการพยายามแหกคุก ให้สำเร็จ ท่านจะทราบวิธีแหกคุก จาก :- ๑. เกิดมาทำไม ? เล่มละ ๔ บาท ๒. คู่มือมนุษย์ " ๗ " ๓. จุดมุ่งหมายของการบวชที่ถูกต้อง " ๘ " ๔. ยอดนักรบ เล่ม ๑-๒ " ๑๐ " ๕. บวช ๓ เดือน " ๕ " ๖. ความเกิดที่คนยังไม่รู้จัก " ๒ " ๗. สมาธิวิปัสสนาตามธรรมชาติ " ๒ " ๘. การทำงานคือการปฏิบัติธรรม " ๒ " ๙. ทางสายกลาง " ๒ " ๑๐. ภาษาคน-ภาษาธรรม " ๒ " ภาษาคน-ภาษาธรรม จำเป็นต้องอ่านที่สุด เพราะเป็น เสมือน กุญแจกล ไขข้อความในหนังสือทุกเล่ม ซึ่งบรรยายด้วย ภาษาใจ ของท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมขพลาราม ไชยา จ. สุราษฎร์ธานี บุตร-หลาน เพื่อนฝูง มิตรสหายที่บวชกายแล้ว จะเป็นการ บวชใจ ด้วย ก็ด้วยการอ่านหนังสือชุดนี้ (ค่าส่ง ๑๐ บาท) หาซื้อได้ที่ร้านจำหน่ายหนังสือในท้องที่ที่ท่านอยู่ หรือที่ ธรรมบูชา ๕/๑-๒ ถนนอัษฎางค์ ก.ท. ๒ โทร. ๒๒๒๓๕๔๙
Buddhadasa