Buddhadasa.org
หนังสือแก่นพุทธศาสน์ › อ่านฉบับเต็ม

📖 แก่นพุทธศาสน์

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — แก่นพุทธศาสน์

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.295 BIA-P. 232/1-67 แก่นพุทธศาสน์ พุทธทาสภิกขุ แสดง ณ ชุมนุมศึกษาพุทธธรรม ศิริราช ในอุปการะของคณะแพทยศาสตร์-ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

น.296 เล่มนี้ ชนะการประกวดหนังสือดี ฉบับได้รับรางวัลขององค์การยูเนสโก แห่งสหประชาชาติ ปี พ.ศ. ๒๕๐๘ สถิติการพิมพ์ พิมพ์ครั้งที่ ๑/๒๕๐๕ จำนวน ๑๐,๐๐๐ เล่ม ,, ๒/ ๒๕๑๔ ,, ๕,๐๐๐ เล่ม ,, ๓/ ๒๕๑๙ ,, ๒,๐๐๐ เล่ม ,, ๔/ ๒๕๒๑ ,, ๔,๐๐๐ เล่ม ,, ๕/ ๒๕๒๒ ,, ๖,๐๐๐ เล่ม ,, ๖/ ๒๕๒๓ ,, ๒,๐๐๐ เล่ม ,, ๗/ ๒๕๒๔ ,, ๔,๐๐๐ เล่ม

น.297 โดย พุทธทาสภิกขุ สำนักหนังสือธรรมบูชา ของคณะเผยแพร่วิธีการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ (ผชป.) ๕/๑ - ๒ ถนนอัษฎางค์ ริมคลองหลอด ตรงข้ามกระทรวงยุติธรรม (ศาลอาญา) กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ โทร. ๒๒๕-๑๒๓๘ ๒๒๔ -๒๐๑๒ กระดาษปอนด์ ๒๐/-

น.298 บอกให้ทราบ เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๔ ท่านเจ้าคุณ ราชชัยกวี หรือท่านพุทธทาสภิกขุ ได้เข้ามากรุงเทพ ฯ เพื่องานประกาศธรรมะ คณะนายแพทย์แห่งโรง- พยาบาลศิริราช ร่วมด้วยนักศึกษาวิชาแพทย์ ณ โรง- พยาบาลนั้น ได้นิมนต์ท่านแสดงปาฐกถารวม ๓ ครั้ง ปรากฏว่า ข้อความที่ท่านแสดงนั้น คือ ใจความ ทั้งหมดของพระพุทธศาสนา อันเป็นเรื่องย่อ เอาแต่แก่นของพุทธธรรมมากล่าว เหมือนกับบอกว่า สิ่งสำคัญที่ชาวพุทธควรศึกษา ควรปฏิบัติ อยู่ที่ตรงนี้ เป็นการตัดปัญหายุ่งยากมีประการต่างๆ ที่ชอบเถียง กันในเรื่องหลักของพุทธธรรม ท่านนำพระพุทธดำรัส มาบอกให้ทราบว่า "ใจความแท้ๆ” นั้นคืออะไร ?

น.299 (ข) ต่อมาท่านแสดงอีกครั้งถึงเรื่อง "ความว่าง” อันเป็น ใจความสำคัญที่ควรสนใจมาก เราได้ยินพุทธภาษิตบทหนึ่ง ว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุญญํ อันแปลว่า พระนิพพานเป็น ความว่างอย่างยิ่ง แต่ยังไม่ทราบชัดว่า ว่าง อย่างไร ความ ว่างอยู่ที่ตรงไหน ถ้าได้ฟังกัณฑ์นี้อันว่าด้วยความว่างแล้ว จะเห็นชัดเจนขึ้น และมองเห็นว่า “พระนิพพาน" เป็นสิ่งที่ทุกคนอาจเข้าถึงได้ในชีวิตนี้ ครั้งต่อมาท่านพูดถึงเรื่อง วิธีปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ ด้วยความว่าง เป็นการชี้ทางให้เดินตรงไปตามแนวนี้ เป็นเรื่องที่ชาวโลกผู้หมกมุ่นในการงานควรศึกษา พึงนำ มาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เพราะการปฏิบัติตนตามวิธี เพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่าง จะช่วยให้อยู่อย่างสงบป้องกัน โรคทางวิญญาณได้เป็นอย่างดี ปาฐกถาทั้งสามครั้งนี้ เป็นที่พอใจคณะนายแพทย์ เป็นอย่างมาก จึงได้ถอดจากเครื่องอัดเสียงมาเป็นตัวหนัง- สืออ่านแล้วก็พอใจใคร่จะให้ได้อ่านกันทั่วถึง จึงคิดกันว่า ควรจะพิมพ์เป็นเล่มให้แพร่หลาย ประจวบกับท่านเจ้าคุณ ราชชัยกวี กำลังสร้าง โรงมหรสพทางวิญญาณ อยู่

น.300 (ค) นายแพทย์ผู้หนึ่งได้นำความเรื่องนี้ไปหารืออาตมา ๆ เห็น ด้วย หนังสือเล่มนี้จึงได้เกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้ ท่านซื้อ หนังสือนี้ไปอ่าน ท่านได้กุศลทำบุญถึงสองสถาน กระสุน นัดเดียวได้นกถึงสองตัว แต่ว่าหนังสือเรื่องนี้ เป็นธรรมะส่วนลึกใน พระพุทธศาสนา ย่อมยากบ้างเป็นธรรมดา ผู้อ่าน จึงต้องอ่านด้วยความตั้งใจ อ่านช้า ๆ คิดตามไปด้วย อย่าทิ้งเสียเมื่ออ่านบทแรกแล้วไม่เข้าใจ จงพยายาม อ่านแล้วอ่านอีก อ่านด้วยจิตใจที่เยือกเย็น-สงบจน เข้าใจชัด ท่านจะได้รับประโยชน์ตามควรอย่างคุ้มค่า สมกับที่ท่านได้พบพระพุทธศาสนา อย่างน้อย ๆ ท่าน ก็รู้เองว่า "แก่นแท้ของพระพุทธศาสนา" นั้น อยู่ตรงนี้เอง. ภิกขุ ปัญญานันทมุนี วัดชลประทานรังสฤษดิ์ ปากเกร็ด นนทบุรี

น.301 คือเครื่องมือสร้างโลกให้มีสันติภาพ เพียงสิ่งเดียว เราทุกคนต้องการให้บ้านเมืองของเรามีความปกติ สงบร่มเย็น ต้องการให้โลกมีสันติภาพ หรืออย่างน้อยที่สุด เราต้องการให้หมู่บ้าน หรือถิ่นที่เราอยู่อาศัยมีความปกติสุข คือทุกคนมีกินมีใช้ทั่วหน้ากัน มีสุขภาพอนามัยดี ไม่ เบียดเบียนซึ่งกันและกัน มีจิตใจสงบเย็น ปราศจากโจร ขโมยและอาชญากรรมทุกประเภทรบกวน เป็นต้น เมื่อเราต้องการดังกล่าว มันจึงเกิดมีหน้าที่ร่วมกันของมนุษย์ทุกคน คือจะต้องทำตัวเอง และเพื่อนร่วมโลกทุกคนให้มีความปกติสงบเย็น ก่อน ตรงข้ามหากทุกคนไม่ทำหน้าที่อันนี้ก่อน หรือไม่รู้ว่าตนเองมี หน้าที่อันนี้ เขาผู้นั้นจะมีชีวิตอยู่อย่างเป็นผู้ทำลายโลก หรือบ้านเมือง ให้ร้อนเป็นไฟยิ่งขึ้น ๆ อยู่โดยไม่รู้สึกตัว เพราะอะไร? ก็เพราะเหตุว่า เขาจะแสวงหา "ความสุข" จากสิ่งที่ให้ความสนุกสนานเอร็ดอร่อย เช่น

น.302 (๒ ) กิน-กาม-เกียรติ จากอบายมุข มีการพนัน น้ำเมา สิ่ง เกินจำเป็น สิ่งยั่วยวนทั้งหลาย และจากการสะสมส่วนเกิน เหล่านี้เป็นต้น ส่วน "ความสุข" อีกชนิดหนึ่ง คือความสุข อันเกิดจากจิตที่เป็นอิสระ สงบเย็น หรือ "ความสุข" อันเกิดจากจิตที่ว่างจากความเห็นแก่ตัว เขาไม่รู้จักเลย "ความสุข" ชนิดแรกยิ่งแสวงหามากขึ้นเท่าไร มัน จะสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายให้แก่ตัวเอง และสังคมมาก ขึ้นเท่านั้น ส่วน "ความสุข" ชนิดหลัง ยิ่งแสวงหามากขึ้น เท่าไร มันจะทำให้ตัวเราเอง และสังคมมีความปกติสงบ เย็นหรือสันติมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ความเดือดร้อนวุ่นวายจะเป็น ในบ้านเมืองเราก็ดี ทั่วโลกก็ดี เกิดจากคนเราแสวงหา "ความสุข" ชนิดแรกทั้งสิ้น หรือกล่าวได้สั้นๆว่า "ความสุข คือสิ่งทำลายโลก ! " ปัญหาว่าทำอย่างไร คนเราจึงจะยอมละจากการ แสวงหาความสุขชนิดแรก มาแสวงหาความสุขชนิดหลัง คือจิตที่ปกติสงบเย็นเป็นอิสระได้เล่า ? ข้อนี้จะสำเร็จได้

น.303 (๓) ด้วยการสร้างระบบการศึกษาที่ถูกต้องขึ้นมา คือจะต้องทำ ให้ผู้ศึกษารู้ว่า เกิดมาทำไม? จุดหมายสูงสุดของโลก และชีวิตคืออะไร? หรือสิ่งที่ดีที่สุดที่คนเราควรจะได้ ควรจะถึงในการเกิดมาชาติหนึ่งนี้คืออะไร ? จะถึงได้ อย่างไร ? ทำอย่างไรจึงจะไม่เสียชาติเกิด ? ทำอย่างไร ชีวิตของเราจึงจะมีค่ามีราคาสูงสุด? ศึกษาเล่าเรียน กันไปทำไม ? เป็นต้น คำตอบที่ถูกต้องในปัญหาดังกล่าว จะต้องมีว่า "เกิด มาเพื่อทำหน้าที่ร่วมกันสำหรับมนุษย์ทุกคน คือสร้างโลกให้ สันติหรือปกติสงบเย็น ด้วยการช่วยตัวเองและเพื่อนร่วมโลก ให้มีความปกติสงบเย็นก่อน โดยพยายามเลื่อนขั้นตัวเองให้ สูงขึ้นด้วยการละจากการแสวงหาความสุขชนิดที่มีอันตราย มา แสวงหาความสุขชนิดที่ไม่มีอันตราย คือจิตที่ปกติสงบเย็น เป็นอิสระ" ปัญหาว่า ทำอย่างไรคนเราจึงจะยอมเลื่อนชั้นตัวเอง ? ๑. จะต้องทำให้ทุกคนมองเห็นโทษ หรืออันตราย อย่างร้ายกาจในการแสวงหา "ความสุข" จากการได้รับรส

น.304 (๔) อร่อยของสิ่งต่าง ๆ ในโลก ที่เกิดแก่ตัวเองและสังคมอย่าง ร้ายกาจที่สุดที่ไม่มีอะไรจะเสมอเหมือน และมองให้เห็นว่า แม้แต่ความอดอยากของเพื่อนร่วมโลกตั้งค่อนโลกก็เกิดจาก สิ่งนี้ ๒. จะต้องทำให้ทุกคนได้ชิมรสของ "ความสุข" อันเกิดจากจิตที่ปกติสงบเย็นเป็นอิสระว่ามันเหนือกว่า ประเสริฐกว่าความสุขอย่างโลก ๆ ดังกล่าว จะบูชาความสุข ชนิดนี้เหนือสิ่งอื่นใดได้ด้วยการมองชีวิตในด้านใน หรือ เจริญภาวนา เฝ้าอ่านจิตใจของตัวเองอยู่เสมอ ๓. จะต้องทำให้ทุกคนมองเห็นว่า ทุกสิ่งไหลทยอย กันไปเรื่อย (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ไม่มีสิ่งใดที่ควร ยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นตัวเรา-ของเรา ( สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย ) ยึดเมื่อไรจะเป็นทุกข์ทันที ( ชาติ ปิ ทุกฺขา ) ๔. จะต้องทำให้ทุกคนสามารถกำหนดรู้ ทุกข์ที่เกิด ขึ้น ละตัณหา อันเป็นต้นเหตุของความทุกข์ ความทุกข์

น.305 (๕) ก็จะค่อยๆ เย็นลง ๆ การเห็นอาการเกิดขึ้นและดับลงของ ความทุกข์ นี่แหละคือการเจริญมรรคมีองค์แปด (ทุกข์เป็น สิ่งที่ต้องกำหนดรู้ สมุทัยเป็นสิ่งที่ต้องละ นิโรธเป็นสิ่งที่ ต้องทำให้แจ้ง มรรคเป็นสิ่งที่ต้องเจริญ) ปัญหาว่าจะมีทางลัดสั้นอย่างไรในการ เลื่อนชั้นตัวเอง ? ก็ด้วยระบบ "รวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย" เลิกระบบ "ต่างคนต่างอยู่ ตัวใครตัวมัน ต่างคนต่างเอาตัวรอด มือใคร ยาวสาวได้สาวเอา" เสียให้หมด นั่นคือจัดตั้ง "กรรมการ หมู่บ้าน" ขึ้น ประกอบด้วยกรรมการ ๑๕ คน ผู้ใหญ่ บ้านเป็นประธานกรรมการ เจ้าอาวาสวัดในหมู่บ้าน เป็นที่ปรึกษา กรรมการหมู่บ้านจะต้องมีความมุ่งหมายที่จะช่วยกัน แก้ปัญหาทุกปัญหาของหมู่บ้านให้ได้ เช่น ปัญหาความ อดอยาก โรคภัยไข้เจ็บ โจรขโมย เป็นต้น เมื่อมีความ มุ่งหมาย ดังกล่าว ก็จะต้องมองให้เห็นว่า ปัญหาดังกล่าว เกิดจาก อบายมุข เช่น การพนัน น้ำเมา กินใช้ส่วนที่เกิน จำเป็น และเป็นทาสสิ่งยั่วยวนทั้งหลายเป็นต้น

น.306 (๖) เมื่อมองเห็นว่า อบายมุข เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิด ปัญหามากมายดังกล่าว กรรมการหมู่บ้าน ๑๕ คนนี้ จะ ต้องเลิกละอบายมุขก่อนให้เป็นตัวอย่าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของการพัฒนา เพราะหากเลิกบุหรี่ดื่มเหล้าเลิกเล่นการ พนันได้ วันหนึ่งจะประหยัดเงินได้หลายบาท ความยาก จนก็จะลดลง โรคภัยไข้เจ็บก็จะลดลง สุขภาพอนามัยก็จะ ดีขึ้นเป็นต้น เมื่อกรรมการหมู่บ้านเห็นผล ก็จัดตั้ง ธนาคารข้าว หรือ ธนาคารควาย หรือ สถานอบรมฝึกฝนเด็กก่อนวัยเรียน หน่วยพัฒนาอาชีพ หรือหน่วยงานอื่นที่จำเป็นแก่หมู่บ้าน นั้น ๆ ขึ้น ทุนดำเนินการอาจร่วมกันบริจาคคนละเล็ก ละน้อย ผู้มีอันจะกินก็ควรบริจาคมากหน่อย และอาจ ขอความร่วมมือไปยังองค์การกุศล เช่น พุทธสมาคม ฯ หรือสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ฯ มูลนิธิ ฯ ต่างๆ เป็นต้น เมื่อตั้งสำเร็จแล้ว เพื่อส่งเสริมให้คนละอบายมุขอัน เป็นเหตุให้คนยากจนลง เสื่อมเสียสุขภาพ และทำให้เกิด

น.307 (๗) โจรขโมย ก็ควรตั้งกฎขึ้นว่าผู้ที่จะยืมข้าว หรือควาย หรือ ส่งเด็กให้เลี้ยง จะต้องเลิกบุหรี่ เลิกเหล้า เลิกเล่นการพนัน ก่อน หากตั้งกฎได้อย่างนี้ หมู่บ้านนั้นก็จะมีศีลธรรมดีขึ้น ทันตาเห็น นี้ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง เมื่อจัดตั้ง หน่วยงานดังกล่าวได้สำเร็จ จะต้องตั้ง หน่วยฝึกอาชีพและ สร้างงานอาชีพให้ทุกคนมีงานทำ และพร้อมกันก็จะต้องทำ ให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินในการทำงาน ให้เขา เห็นว่า "การทำงานคือการปฏิบัติธรรม" หากทำได้อย่างนี้ คนอดอยากจะหมดไป ทุกคนมี สุขภาพอนามัยดี โจรขโมยจะไม่มี ทุกคนอยู่ได้อย่างสงบ สุข อันเป็นสิ่งพึงปรารถนาของทุกคน เท่าที่กล่าวมา ทำให้มองเห็นได้ว่า การที่จะทำให้ คนมีศีลธรรมดีขึ้นนั้น จะต้องทำให้ทุกคนรู้จักทางเดินของ ชีวิตว่า ชีวิตนี้กำลังเดินไปสู่ความปราศจากทุกข์หรือสันติจะ เดินไปถึงได้ด้วยการละความเห็นแก่ตัว- ความเห็นแก่ตัวจะลด ลงได้ด้วยการ ละความติดในรสอร่อยของสิ่งต่าง ๆ ในโลกอัน

น.308 (๘) ได้แก่อบายมุขทั้งหลาย มีการพนัน น้ำเมาสิ่งเกินจำเป็น สิ่ง ยั่วยวน เป็นต้น - การจะละความติดในรสอร่อยของสิ่งต่าง ๆ ได้นั้นก็ด้วยเครื่องมือคือแก่นพุทธศาสน์อันได้แก่ "ความว่าง" เมื่อทุกคนเข้าถึงได้โลกก็จะสันติอย่างแน่นอน สิ่งที่ควรทำ ควบคู่กันไปก็คือระบบการพัฒนาเพื่อให้คนมีศีลธรรมดังกล่าว เมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกท่านคงจะพอเห็นได้ว่าโลกจะมี สันติภาพได้ด้วย "ความว่าง" ซึ่งเป็นแก่นพุทธศาสน์ เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น คณะ ผชป. ขออนุโมทนาแด่ทุกท่านที่มุ่งช่วยตัวเอง และเพื่อนร่วมโลกให้ได้พบกับ "ความว่าง” หรือความ ปกติสงบเย็นเป็นอิสระแห่งชีวิต เพื่อสันติภาพของโลก เป็นอย่างสูง. คณะ ผชป. ๕/๑-๒ ถนนอัษฎางค์ กทม. ๑๐๒๐๐ โทร. ๒๒๔ - ๒๐๑๒ ๘ เมษายน ๒๕๒๕

น.309 ในเล่ม หน้า ๑. ใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา .... ๑ ๒. ความว่าง . ... .... .... .... .... ๖๘ ๓. วิธีปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่าง .... .... ๑๕๓

น.310 ธรรมกถาในโอกาสพิเศษ ณ ชุมนุมศึกษาพุทธธรรม (ศิริราช) ในอุปการะของคณะแพทย์ศาสตร์และศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ เรื่อง ใจความทั้งหมด ของพระพุทธศาสนา พระราชชัยกวี (ภิกขุ พุทธทาส อินทปัญโญ) แสดง ณ หอประชุมราชแพทยาลัย ศิริราชพยาบาล ธนบุรี ๑๗ ธันวาคม ๒๕๐๔ --------------------- ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! โอกาสของการบรรยายครั้งเดียวเป็นพิเศษเช่นนี้ อาตมามีความเห็นว่าควรจะได้กล่าวถึงเรื่องซึ่งเป็นใจความ สำคัญ เป็นข้อสรุปความของหลักธรรมจะเหมาะกว่าอย่าง อื่น ฉะนั้น จึงได้ตั้งใจที่จะกล่าวถึงใจความทั้งหมดของ

น.311 ๒ พระพุทธศาสนา โดยหวังอยู่ว่า ถ้าจับใจความหรือแนวที่ เป็นใจความสำคัญทั้งหมดของพุทธศาสนาได้แล้ว จะเป็น การง่ายและสะดวกอย่างยิ่งในการที่จะศึกษาก้าวหน้าออกไป อย่างกว้างขวาง ถ้าจับใจความหรือแนวไม่ได้ จะสับสน และจะรู้สึกว่ามันมากมาย แล้วจะเพิ่มขึ้น ๆ จนมากมาย เหลือที่จะจำ จะเข้าใจ หรือจะปฏิบัติ. อันนี้เป็นมูลเหตุ ของความล้มเหลว เพราะทำให้ เกิดความท้อถอย และมีความสนใจที่พร่าหรือลางเลือน ออกไปทุกที ในที่สุดก็คล้ายๆ กับว่าเหมือนกับแบกความรู้ ตั้งมากมายเข้าไว้ แล้วไม่สามารถที่จะศึกษาให้เข้าใจ หรือจะประพฤติปฏิบัติให้เป็นชิ้นเป็นอันได้. ฉะนั้นขอให้สนใจที่จะทบทวนหรือฟัง ในลักษณะ ที่จะจับใจความสำคัญทั้งหมดของพระพุทธศาสนา เพื่อจะ ได้ ความรู้ชนิดที่เป็นหลักมูลฐาน สำหรับ เข้าใจ ธรรมะอย่างถูกต้อง. อาตมาขอเน้นตรงที่ว่ามันเป็นหลัก มูลฐาน เพราะความรู้ชนิดที่ไม่ใช่หลักมูลฐานก็มี และ เข้าใจอย่างไม่ถูกต้องก็มี คือมันเขวออกไปทีละน้อย ๆ

น.312 ๓ จนเป็นพุทธศาสนาใหม่ หรือถึงกับเป็นพุทธศาสนาเนื้อ งอก ที่งอกออกไปเรื่อย ๆ. ที่ว่า หลักพุทธศาสนาขั้นมูลฐาน นั้น หมาย ความว่า; มันเป็นหลักที่มีจุด มุ่งเฉพาะไปยังความดับ ทุกข์ นี้อย่างหนึ่ง, แล้วมันก็เป็นสิ่งที่ มีเหตุผลอยู่ใน ตัวมันเอง ที่ทุกคนอาจจะเห็นได้ โดยไม่ต้องเชื่อบุคคล อื่น นี้อย่างหนึ่ง, นี่คือส่วนประกอบที่สำคัญของสิ่งที่เป็น หลักมูลฐาน. ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์พระพุทธเจ้า ท่านทรงปฏิเสธไม่ยอมเกี่ยวข้องด้วย ไม่ยอมพยากรณ์. อย่างปัญหาที่ว่าตายแล้วเกิดหรือไม่ อะไรไปเกิด เกิด อย่างไร ได้รับผลอย่างไร; อย่างนี้มันไม่ใช่เป็นปัญหาที่ มุ่งตรงไปยังเรื่องความดับทุกข์ และยิ่งกว่านั้นมันไม่เป็น พุทธศาสนาไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนา ไม่อยู่ในขอบวงของ พุทธศาสนาเพราะไม่ได้มุ่งหมายที่จะดับทุกข์ นี้อย่างหนึ่ง; แล้วอีกอย่างหนึ่งผู้ถามนั้นก็ได้แต่เชื่อตามผู้พูดดายไป เพราะว่าผู้ตอบก็ไม่อาจจะเอาอะไรมาแฉให้เห็นได้ ได้

น.313 ๔ แต่พูดไปตามความจำและความรู้สึก ผู้ฟังก็ไม่อาจจะเห็น สิ่งนั้นได้ ก็ต้องเชื่อตามผู้พูดดายไป มันก็เลยเตลิดออก ไปนอกเรื่องทีละนิด ๆ จนเป็นเรื่องอื่นไป ไม่เกี่ยวกับ ความดับทุกข์ และอยู่ในลักษณะที่ผู้พึงต้องเชื่อตามผู้พูด อย่างหลับหูหลับตาเรื่อยไป แล้วเดินออกไปนอกขอบวง ของความดับทุกข์ยิ่งขึ้นทุกที. ทีนี้ถ้าหากว่าไม่ตั้งปัญหาอย่างนั้น จะตั้งปัญหาเรื่อง ว่า มีความทุกข์หรือไม่ และ จะดับทุกข์ได้อย่างไร นี่ พระพุทธเจ้าท่านยอมตอบ ตอบทุก ๆ คำ ผู้ฟังจะเห็น จริงได้ทุกคำ โดยไม่ต้องเชื่อดายไป ไม่ต้องเชื่อตามผู้พูด ดายไปก็เลยยิ่งเห็นจริงขึ้นทุกที ๆ จนเข้าใจในเรื่องนั้นได้, และ ถ้าเข้าใจถึงขนาดทำความดับทุกข์ได้นั้น นั่น หมายถึงความเข้าใจที่เป็นไปถึงที่สุด จนถึงกับรู้ว่า แม้เดี๋ยวนี้มันก็ไม่มีคนที่กำลังมีชีวิตอยู่ คือมีความรู้ถึง ขนาดที่มองเห็นโดยประจักษ์ว่า ไม่ได้มีตัวตนหรือของตน มันเป็นแต่เพียงความรู้สึกว่าตัวกู-ของกู ที่รู้สึกขึ้นมาตาม ความโง่ความเขลา ที่ไปหลงตามสิ่งที่มาแวดล้อมปรุงแต่ง

น.314 ๕ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย อะไรเหล่านี้. พอมองเห็นชัดขนาดที่ดับทุกข์ได้อย่างนี้แล้ว สิ่งที่เรียกว่า ตัวเรานั้นก็หายไป ความรู้สึกว่าตัวกู-ของกูเหล่านี้ไม่มี เหลืออยู่ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีใครเกิดอยู่ที่นี่ มันจึงไม่มี ใครตายแล้วไปเกิดใหม่ ปัญหาที่ถามว่าตายแล้วเกิดใหม่ หรือไม่? จึงเป็นปัญหาที่เขลาที่สุด และไม่เกี่ยวกันกับ พุทธศาสนาเลย เพราะเหตุนี้. เพราะเหตุว่า พุทธศาสนามุ่งหมายที่จะบอกให้รู้ว่า ไม่มีคน ที่เป็นตัวเราหรือของเรานั้นไม่มี มีแต่ความ เข้าใจผิดของจิตที่ไม่รู้ สิ่งที่มีอยู่ก็เป็นเพียงแต่ร่างกายกับ จิตใจ ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นธรรมชาติ. มันมีอาการเป็นกลไก Mechanism ปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงอะไรได้อยู่ในตัวมันเอง ถ้าผิดวิธีก็เกิดความโง่ ความหลงขึ้นมา จนทำให้รู้สึกว่า มีตัวเรามีของเรา; ถ้าถูกวิธีมันก็จะไม่เกิดความรู้สึกอย่าง นั้น แต่จะเป็นสติปัญญาอยู่ตามเดิม รู้แจ้งเห็นจริงอยู่ ตามเดิม ว่าว่างจากตัวเราหรือของเรา.

น.315 ๖ นี่เมื่อเป็นอย่างนี้ก็เป็นอันว่า ในขอบวงพุทธศาสนา นั้น ไม่มีปัญหาที่ว่า ตายแล้วเกิดหรือไม่ อะไรทำนอง นั้น แต่มีปัญหาว่าทุกข์หรือไม่ จะดับมันอย่างไร รู้จักมูลเหตุให้เกิดทุกข์ แล้วดับทุกข์เสียได้ ; และมูลเหตุ ให้เกิดทุกข์ก็คือความหลง ความเข้าใจผิด ว่ามีตัวเรา- ของเรา นั่นเอง. ฉะนั้น เรื่องตัวเรา-ของเรา, เรื่องตัวกู- ของกูนี้ คือปัญหาเพียงอันเดียว ข้อเดียว และเป็น ใจความสำคัญของพุทธศาสนาเพียงข้อเดียว เรื่องเดียวที่ จะต้องสะสางให้หมดไป แล้วก็จะเป็นอันว่า รู้ เข้าใจ และปฏิบัติ พุทธศาสนาทั้งหมดโดยไม่มีเหลือ เพราะ ฉะนั้น ขอให้ตั้งใจฟังให้ดี. ที่ว่าหลักมูลฐานนั้น มีส่วนที่เป็นหลักอยู่ไม่มาก- มาย จนถึงกับพระพุทธเจ้าท่านเรียกของท่านว่า "มัน กำมือเดียว" มันมีเพียงกำมือเดียว ไม่มากมายเต็ม ไปทั้งบ้านทั้งเมือง หรือทั้งป่า ซึ่งในสูตรที่มีอยู่ใน สังยุตนิกายเล่าเรื่องนี้ไว้ชัดว่า ; เมื่อกำลังเดินกันอยู่ในป่า

น.316 ๗ พระพุทธเจ้าท่านกำใบไม้ที่เรี่ยราดอยู่ขึ้นมากำมือหนึ่งแล้ว ถามภิกษุทั้งหลายในที่นั้นว่า ใบไม้ที่กำขึ้นมานี้กับใบไม้ หมดทั้งป่ามันมากน้อยกว่ากันกี่มากน้อย ทุกคนก็เห็นได้ ว่ามันมากกว่ากันมาก จนเปรียบกัน ไม่ไหว; ถึงแม้พวก เราที่นี่เดี๋ยวนี้ ก็ลองทำมโนภาพถึงของจริงในเรื่องนี้ ดู ให้เห็นชัดว่ามันมากมายยิ่งกว่ากันเสียทีหนึ่งก่อน พระ พุทธเจ้าจึงบอกว่านี่มันอย่างนี้ คือว่าเรื่องที่ตรัสรู้และรู้นั้น มันมาก เท่ากับใบไม้ทั้งป่า แต่เรื่องจำเป็นที่ควรรู้ ควร นำมาสอนและนำมาปฏิบัตินั้นเท่ากับใบไม้กำมือเดียว. ข้อความเรื่องนี้ มีคนเอาไปเขียนเป็นนวนิยายอย่าง เรื่องกามนิต คนที่เคยอ่านเรื่องกามนิตก็คงจะสังเกตเห็น เรื่องที่มีอยู่จริงในพระบาลี ซึ่งเป็นเหตุให้ถือได้ว่า หลัก มูลฐานที่จะประพฤติปฏิบัติเพื่อดับทุกข์โดยสิ้นเชิง นั้น เทียบส่วนแล้วมันกำมือเดียว ในเมื่อไปเปรียบเทียบกับ ของทั้งบ้านทั้งเมือง ทั้งป่าทั้งดง. คำว่ากำมือเดียวนี้เราก็ต้องรู้สึกได้ว่า มันเป็นของไม่ มากมาย หรือไม่เหลือวิสัย ไม่เกินวิสัยของคนเราที่จะเข้า

น.317 ๘ ถึงได้ และเราอาจเข้าใจอย่างถูกต้องได้. นี่คือใจความ สำคัญในวาระแรก ที่เราต้องทำความเข้าใจกัน ในเมื่อ ทุกคนจะต้องเข้าใจหลักมูลฐาน สำหรับเข้าใจพุทธศาสนา อย่างถูกต้อง. ทีนี้ก็มาถึงคำว่า พุทธศาสนา ขอให้เข้าใจคำนี้ตรง หรืออย่างถูกต้องอีกเช่นเดียวกันด้วย ว่าสิ่งที่เรียกว่าพุทธ ศาสนานั้น เมื่อตกมาถึงสมัยนี้แล้วมันพร่ามาก คือมัน กว้างขวางไม่ค่อยมีขอบเขต ถ้าเป็นอย่างสมัยพุทธกาล ก็ใช้คำอื่นคือคำว่า ธรรม หมายถึงธรรมเฉพาะที่ดับทุกข์ เขาไม่ได้เรียกกันว่า พุทธศาสนา อย่างที่เราเรียกกันเดี๋ยวนี้ เขาเรียกกันว่า "ธรรม”. ถ้าธรรมะของพระพุทธเจ้าก็เรียกธรรมของพระ สมณะโคดม ถ้าธรรมะของลัทธิอื่นเช่นนิคันถนาฏบุตร ก็เรียกว่าธรรมของนิคันถนาฏบุตร. ใครชอบใจธรรมของใครก็พยายามศึกษาจนเข้าใจ แล้วปฏิบัติตามธรรมนั้น ดังนั้น จึงมีชื่อเรียกกันว่า "ธรรม" ล้วน ๆ แล้วก็เป็นธรรมะล้วนจริง ๆ ไม่มี

น.318 ๙ เปลือกกะพี้ หรือส่วนที่มาเกี่ยวข้องทีหลังมากมายเหมือน เดี๋ยวนี้. เดี๋ยวนี้เรามาเรียกสิ่งนั้นว่าพุทธศาสนา แล้วเรา เผลอไป หรือจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม คำว่าพุทธศาสนาของ เรานี้มันพร่ากว้างออกไป จนถึงกับรวมเอาสิ่ง ซึ่งเกี่ยวข้อง กับพุทธศาสนาเข้ามาด้วย. ท่านต้องสังเกตดูให้ดีว่า มันมีพุทธศาสนาอยู่ส่วน หนึ่ง แล้วมันมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง กันอยู่กับพุทธศาสนาอีกส่วนหนึ่ง ส่วนนี้มากมาย เหลือเกินแล้วเราเอามารวมเป็นอันเดียวกันเรียกว่า พุทธ- ศาสนา อย่างที่เข้าใจกันเดี๋ยวนี้. ลำพังตัวพุทธศาสนาแท้ ๆ มันก็มากอยู่แล้ว มากเท่า กับใบไม้ทั้งป่า ส่วนที่ต้องศึกษาปฏิบัติมีเพียงกำมือเดียว นี้ก็เรียกว่ามากอยู่แล้ว. ทีนี้ไปเอาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพุทธ ศาสนาเข้ามาอีก เช่นเรื่องประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนา เรื่องจิตวิทยาที่ขยายออกไป เช่นในแง่ของอภิธรรม บาง ส่วนก็กลายเป็นเรื่องจิตวิทยา บางส่วนก็เป็นรูปของปรัชญา ขยายออกไป ๆ เพื่อวัตถุประสงค์ในทางฝ่ายนั้น ก็ยังมีอีก

น.319 ๑๐ มากมายหลายแขนง เรื่องที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนามันจึง มากมาย และถูกกวาดเอามารวมเข้าไว้ในคำว่าพุทธศาสนา มันเลยทำให้มาก. ถ้าคนไม่รู้ ก็ไม่รู้จักจับเอาใจความสำคัญ มันก็ เหมือนกับเราเข้าไปในร้านขายของ ที่มีของสารพัดอย่าง จนงงไปหมดทำนองนี้ ก็เลยปล่อยไปตามความรู้สึกสามัญ สำนึก นั่นบ้าง นี่บ้าง ตามเรื่องตามราว. แล้วส่วนมากก็ ไปถูกเอาเรื่องที่ตรงกับกิเลส มากกว่าที่จะเป็นเรื่องของสติ ปัญญา เลยกลายเป็นเรื่องทำพิธีรีตองต่าง ๆ ทำบุญพอสักแต่ ว่าให้แล้ว ๆ ไป หรือเพื่อประกันความหวาดกลัวอะไรบาง อย่าง ; มันเลยไม่ถูกพุทธศาสนาตัวจริง. เพราะฉะนั้น ขอให้เรารู้จักแยกสิ่งที่เป็นตัวพุทธ- ศาสนาให้ออกไปเสียจากสิ่งซึ่งเป็นเพียงเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน กับพุทธศาสนา แต่เข้ามารวมในชื่อของพุทธศาสนาออก จากกัน.

น.320 ๑๑ แม้ในส่วนที่เป็นพุทธศาสนานั้น ก็ยังต้องรู้จักแยก ออกไปว่า อะไรเป็นหลักมูลฐาน หรือเป็นใจความสำคัญ. ฉะนั้น อาตมาจึงตั้งใจที่จะกล่าวถึงเรื่องที่เป็นหลักมูลฐาน อันสำคัญที่เป็นใจความสำคัญ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกงง ว่าจะพูดในรูปไหนดี. ทีนี้ในการที่เข้ามาในโรงพยาบาลนี้ นับเป็นความ รู้สึกที่ดลใจหรือเกิดขึ้นเอง คือทำให้นึกขึ้นมาได้เอง ถึง ลักษณะอรรถกถาทั้งหลายได้เรียกพระพุทธเจ้าโดยชื่อ ชื่อ หนึ่งว่า "แพทย์ในทางฝ่ายวิญญาณ" นี่บัดนี้ท่านได้ยิน คำว่า "แพทย์ในทางฝ่ายวิญญาณ" แล้ว อาตมากล่าว ไปตามตัวหนังสือ ท่านไม่อาจเข้าใจในทันทีก็ได้ จึงต้อง การคำอธิบายบ้าง. ตามความหมายของพระพุทธเจ้าได้ตรัสธรรมะไว้บาง หมู่ และตามอรรถกถาที่ต้องการจะอธิบายธรรมะหมู่นั้น จึงเกิดมีหลักที่ถือกันว่า มีโรคภัยไข้เจ็บอยู่ ๒ ประเภท คือ โรคทางกาย กับ โรคทางจิต, บาลีใช้คำว่า "โรคทางจิต"

น.321 ๑๒ ในครั้งกระโน้น แต่เดี๋ยวนี้คำว่าโรคทางจิต นี้มัน มีความ หมายไม่ตรงกับโรคทางจิต ในสมัยอรรถกถาหรือในสมัย พุทธกาล. โรคทางจิตในสมัยพุทธกาลหมายถึงโรค ทาง ความคิดเห็นหรือทางกิเลสตัณหา แต่ก็เรียกว่าโรคทางจิต. เดี๋ยวนี้เราเอาคำว่าโรคทางจิตไปใช้กับโรคทางจิตตาม ธรรมดาที่เนื่องกันอยู่กับร่างกาย ไปปนกันอยู่กับโรคทาง กาย จึงเป็นเหตุให้ไม่เข้าใจโรคทางฝ่ายวิญญาณ เพราะ ฉะนั้น จึงขอบัญญัติคำขึ้นมาใหม่เป็น ๓ คำว่า : โรคทาง กาย หรือ Physical disease, โรคทางจิตหรือ Mental- disease. สองอย่างนี้เอาไปไว้ในฝ่ายโรคทางกายหมด แล้วก็ มีคำว่า Spiritual disease นี่แหละคือโรคในทางวิญญาณ ซึ่งตรงกับโรคทางจิตในสมัยพุทธกาล. คำว่า Spiritual และ Mental นี้ต่างกันไกลลิบ. Mental หมายถึงจิตที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่กับกาย สัมพันธ์กัน กับกาย ถ้าหากเราเป็นโรคทาง Mental นี้ก็ไปโรงพยาบาล ประสาท หรือโรงพยาบาลบ้านสมเด็จ ฯ มันเป็นเรื่อง โรคทาง Mental มิได้เป็นโรคทาง Spiritual นั้น.

น.322 ๑๓ คำว่า "วิญญาณ" ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าวิญญาณ ภูตผีปีศาจ ถูกผีสิง อะไรทำนองนั้นไม่ใช่ มันหมายถึง วิญญาณ หรือจิต หรือมโนส่วนลึกที่มันเป็นโรคได้ด้วย อำนาจของกิเลส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คืออวิชชาหรือ มิจฉาทิฏฐิมันเป็นจิตที่ประกอบอยู่ด้วยอวิชชาหรือมิจฉา- ทิฏฐิ แล้วก็เป็นโรคทางวิญญาณ คือเห็นผิด. เห็นผิดก็ เป็นเหตุให้คิดผิด พูดผิด ทำผิด. แล้วก็เป็นโรคตรงที่ คิดผิด พูดผิด ทำผิด. ท่านจะเห็นได้ทันทีว่า Spiritual disease นี้เป็นกัน ทุกคนไม่ยกเว้นใคร ส่วน Physical disease, Mental disease นั้นเป็นกับคนบางคน และเป็นบางเวลา และ เรื่องมันก็ไม่มากมายเสียหายใหญ่โตอะไรนัก คือมันไม่ทำ ให้ใครเป็นทุกข์อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ได้เหมือนกับโรค ทางวิญญาณ. เพราะฉะนั้น โรคทาง Physics หรือทาง Mental นี้ไม่เกี่ยวกันกับพุทธศาสนา ซึ่งเป็นยาแก้โรคทางวิญญาณ หรือไม่เกี่ยวกันกับพระพุทธเจ้าที่เป็นแพทย์ในทางวิญญาณ

น.323 ๑๔ โดยตรง มันเหลือแต่โรคที่อรรถกถาเรียกว่า "โรคทางจิต" หรือในบัดนี้เราต้องบัญญัติลงไปว่า Spiritual disease และ เรียกว่า "โรคทางวิญญาณ" ดีกว่า. เรื่องนี้มันทำให้ อาตมานึกถึงข้อที่อรรถกถาเรียก พระพุทธเจ้าว่าเป็นนายแพทย์ทางวิญญาณ ก็รู้สึกต่อไป ว่าถือเอาแนวนี้พูดกันรู้เรื่องง่ายกว่า. โดยเหตุที่คนทุกคน เป็นโรคทางวิญญาณ จึงทุกคนต้องรักษาเยียวยาโรคในทาง วิญญาณนั่นแหละคือธรรมะ นั่นแหละคือพุทธศาสนา กำมือเดียวที่จะต้องเข้าให้ถึง คือเอามาใช้ มากิน มา เยียวยารักษาโรคนี้ให้จนได้. ที่ต้องสนใจต่อไปอีกก็คือว่า มนุษย์เราสมัยนี้ไม่ สนใจเรื่องโรคทางวิญญาณ เพราะฉะนั้น มันจึงเป็น โรคทางวิญญาณกันหนักขึ้น ทั้งทางส่วนตัว และส่วนรวม เพราะเมื่อทุกคนเป็นโรคทางวิญญาณแล้ว โลกนี้ทั้งโลก ก็เป็นโรคทางวิญญาณไปหมด เป็นโลกที่มีโรคทางจิตทาง วิญญาณ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าวิกฤติการณ์ถาวรก็เข้า มาแทนที่ของสันติภาพถาวร จะปลุกปล้ำกันอย่างไร ๆ

น.324 ๑๕ มันก็ไม่เป็นสันติภาพ แม้ชั่วขณะขึ้นมาได้ อย่าพูดถึง สันติภาพถาวรให้ป่วยการ. เพราะว่าทั้งสองฝ่าย มันเป็นโรค ทางวิญญาณ คือทั้งสองฝ่ายที่เรียกตัวเองว่าเป็นฝ่ายถูกและ เรียกฝ่ายอื่นว่าเป็นฝ่ายผิดนั้น มันทั้งสองฝ่ายนั้นเป็นโรคทาง วิญญาณ จึงมีแต่เรื่องที่จะสร้างความทุกข์ขึ้นทั้งแก่ตัวเอง และแก่ผู้อื่น มันเหมือนกับเครื่องจักรผลิตความทุกข์ขึ้นมา ในโลก แล้วโลกนี้จะสงบได้อย่างไร . การแก้ไขมีอยู่ว่า ต้องทำให้ทุกคนในโลกนี้หยุด เป็นโรคทางวิญญาณ แล้วมันจะมีอะไรมาแก้ ? มันก็ ต้องมีหยูกยาที่มีไว้เฉพาะโรคนี้ คือธรรมะกำมือเดียวใน พระพุทธศาสนา ที่จะต้องเข้าถึงให้ได้. นั่นแหละคือ คำตอบที่ว่า ทำไมพุทธศาสนาจึงไม่เป็นที่พึ่งแก่คนในโลก นี้ให้เต็มตามความมุ่งหมายของพระพุทธศาสนาได้ทั้งๆ ที่ เราถือกันว่าเดี๋ยวนี้พระพุทธศาสนาเจริญแพร่หลายมากขึ้น กว่าแต่ก่อน หรือมีส่วนที่เข้าใจถูกต้องกันยิ่งกว่าแต่ก่อน. จริงอยู่ในข้อที่ว่ามีการศึกษาพุทธศาสนากันมาก และ เข้าใจกันมากขึ้น แต่ถ้าไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังเป็นโรคทาง

น.325 ๑๖ วิญญาณแล้ว จะเอาพุทธศาสนาไปกินไปใช้ได้อย่างไร ถ้าเราไม่รู้สึกว่าป่วย เราก็ไม่มาหาหมอ เราก็ไม่กินยา นี่ ใครๆ ก็เห็นกันอยู่. ทีนี้คนเราในโลกส่วนมาก ก็เป็นอย่างนี้ มันเลยเป็นเรื่องเห่อยา ไปฟังธรรมะไป ศึกษาธรรมะในฐานะที่เป็นยา แต่ก็ไม่รู้สึกตัวว่าตน เป็นโรค ไปเอามาไว้เพียงสำหรับเก็บไว้ให้รกรุงรัง หรือ เอาไว้พูดไว้เถียงกันเล่น จนกลายเป็นทะเลาะวิวาทไปก็มี นี่แหละธรรมะยังไม่เป็นที่พึ่งให้แก่โลกได้เต็มที่ก็เพราะ เหตุนี้. ฉะนั้น ถ้าเราจะตั้งกลุ่มพุทธบริษัทขึ้นอย่างที่นี่ เดี๋ยว นี้ ก็ควรจะรู้ความมุ่งหมายที่แท้จริง ให้กิจการนี้ดำเนินไป ตรงจุด คือโดยประการที่ธรรมะนี้จะช่วยรักษาเยียวยาโรค ทางวิญญาณได้โดยตรงและโดยเร็ว อย่าให้พร่าจน ไม่รู้ว่า จะไปทางไหนทิศไหน ขอให้เป็นไปในรูปที่ว่าเป็นยา อมฤตศักดิ์สิทธิ์เพียงกำมือเดียว และใช้มันให้ถูก ใช้มันให้ ตรง มันก็จะแก้โรคได้หมด แล้วการที่ตั้งกลุ่มหรือสมาคม ขึ้นมาอย่างนี้ก็จะเป็นบุญกุศลอย่างยิ่ง หรือเป็นประโยชน์

น.326 ๑๗ อย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น ขอให้พวกเราทำให้มันสำเร็จประ- โยชน์เถิด อย่าให้เป็นที่น่าหัวเราะเยาะแต่ประการใด แม้แต่นิดเดียว. ทีนี้ข้อที่ว่าเป็น โรคทางวิญญาณนั้นคืออย่างไร แล้วจะรักษากันด้วยธรรมะกำมือเดียวอย่างไรนั้น จะ ได้วินิจฉัยกันต่อไป. คำว่า "โรคทางวิญญาณ" นั้น ก็คือโรคที่มีเชื้ออยู่ที่ ความรู้สึกว่าตัวเรา ว่าของเรา หรือว่าตัวกู หรือว่าของกู นั่นเอง ที่มีอยู่ในใจ ประจำอยู่ที่ใจ เป็นเชื้อโรคอยู่ แล้ว ก็เบิกบานออกมาเป็นความรู้สึกว่าตัวกู-ของกู แล้วก็ทำไป ตามอำนาจความเห็นแก่ตัว มันจึงเป็นความโลภ ความโกรธ ความหลงทำให้เดือดร้อนกันทั้งตัวเองและผู้อื่นนี่คืออาการ ของโรคทางวิญาณมันเป็นอยู่ในภายใน. ฉะนั้นให้เรียก กันเพื่อจำง่าย ๆ ว่าโรค "ตัวกู-ของกู" จะดีกว่าง่ายกว่า. พวกเรามีโรค "ตัวกู-ของกู" กันอยู่ทุกคน แล้วก็ รับเชื้อนี้เพิ่มเติมเข้ามาทุกคราวที่เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัสทางผิวหนัง และคิดนึกในใจตามประสาคน

น.327 ๑๘ ที่ไม่รู้. เขาเรียกว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ๖ อย่าง คู่กันกับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖ อย่างด้วยเหมือนกัน, คือว่ามีการรับเชื้อหรือสิ่ง แวดล้อมที่จะทำให้เป็นโรคนี้ ที่ปรุงแต่งให้เป็นโรคนี้อยู่ ทุกคราวที่มีการเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ฯลฯ. เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้จัก เชื้อโรค คือ ความ ยึดมั่นถือมั่น ซึ่งเรียกโดยภาษาบาลีว่า "อุปาทาน" อุปาทานแปลว่าความยึดมั่นถือมั่น ความยึดมั่นถือมั่นมี ๒ อย่าง คือยึดมั่นว่าเรา และยึดมั่นว่าของเรา. ยึดมั่นว่าเรานั้น คือรู้สึกว่า เราเป็นเรา เราเป็นอย่าง นั้น เราเป็นอย่างนี้ เราเป็นลูกผู้ชายแพ้ใครไม่ได้ อะไร ทำนองนี้ นี่เรียกว่าเรา. ทีนี้ของเราคือว่านั่นของเรา นั้นของที่เรารักเราชอบ แม้ที่เราเกลียดก็ถือว่าเป็นศัตรูของเรา นี่เรียกว่าเป็นของ เรา. ถ้าเรียกอย่างบาลีก็เรียกว่า "อัตตา" นี่คือตัวเรา, “อัตนียา" นี่คือของเรา. ถ้าเรียกกว้างออกไปอย่างที่ใช้

น.328 ๑๙ เรียกในทุกแขนงของปรัชญาในอินเดีย เขาเรียกว่า อหังการนี้คือตัวเรา มมังการนี้คือของเรา อหังการ แปลว่า ทำความรู้สึกว่าเรา เพราะคำว่า อหังการแปลว่าเรา และ มมังการ แปลว่าทำความรู้สึกว่าของเรา เพราะคำว่า มะมะ แปลว่าของเรา. ความรู้สึกเป็นอหังการ มมังการ นี้คือตัวอันตราย ที่ร้ายกาจที่สุด หรือตัวที่เป็นพิษร้ายกาจที่สุด ซึ่งเรา เรียกว่า โรคในทางวิญญาณ ในที่นี้ ซึ่งทุกแขนงของ ปรัชญาหรือธรรมะในอินเดียครั้งพุทธกาล ต้องการจะ กวาดล้างสิ่งนี้ด้วยกันทั้งนั้น แม้จะเป็นลัทธิอื่นนอกไปจาก พุทธศาสนา ก็ต้องการจะกวาดล้างสิ่งที่เรียกว่า อหังการ และมมังการนี้ทั้งนั้น. มันมาผิดกันตรงที่ว่า ถ้ากวาดล้าง สิ่งนี้ออกไปแล้ว เขาไปเรียกมันใหม่ว่าตัวตนที่แท้จริง อาตมันบริสุทธิ์ ที่ต้องการ. ส่วนพุทธศาสนาเราไม่ยอม เรียกว่าตัวตนที่บริสุทธิ์ หรืออาตมันที่ต้องการ เพราะไม่ ต้องการจะยึดถือตัวตนหรือของตนอะไรขึ้นมาอีก เลยจัด

น.329 ๒๐ เป็นความว่างที่สุดที่เรียกว่านิพพานอย่างในบทที่ว่า นิพฺ- พานํ ปรมํ สุญฺญํ ซึ่งแปลว่า ว่างที่สุดนั่นแหละคือนิพพาน แปลว่าว่างจากตัวกู ว่างจากของกู โดยเด็ดขาด โดยประ- การทั้งปวง ไม่เหลือเยื่อใย นั่นแหละคือนิพพาน หรือ ความหายจากโรคทางวิญญาณ. ในเรื่องความรู้สึกว่าตัวกู-ของกูนี้ มันมีความลับมาก ถ้าไม่สนใจจริง ๆ แล้ว ก็เข้าใจไม่ได้ ว่ามันเป็นตัวการ ของความทุกข์ หรือเป็นตัวการของโรคทางวิญญาณ. สิ่งที่เรียกว่าอัตตาหรือตัวตนนี้ มันตรงกับคำว่า Ego ในภาษาลาตินที่รู้จักกันดี ถ้าความรู้สึกที่เห็นแก่ตัวตน เกิดขึ้น เราเรียกว่า Egoism เพราะว่าถ้ารู้สึกว่ามีตัวเรา แล้ว มันก็ต้องคลอดความรู้สึกว่าของเรานี้ออกมาด้วยเป็น ธรรมดา ช่วยไม่ได้. เพราะฉะนั้นความรู้สึกว่า ตัวตน และของตน รวม กัน นั้นคือ Egoism ความรู้สึกที่เป็นตัวตน Ego นี้กล่าว ได้ว่าเป็นธรรมชาติธรรมดาที่ต้องมีอยู่ในสิ่งที่มีชีวิต แล้ว ยังแถมเป็นศูนย์กลางด้วย.

น.330 ๒๑ Ego ถ้าแปลเป็นภาษาอังกฤษก็ต้องแปลว่า Soul คือ อัตตา และมันก็ตรงกับภาษากรีกว่า Kentricon ซึ่งแปล เป็นภาษาอังกฤษว่า Centre. คำ Kentricon นี้ตรงกับคำว่า Centre ในภาษาอังกฤษซึ่งแปลว่าศูนย์กลาง. เมื่อ Ego และ Kentricon คือสิ่ง ๆ เดียวกันแล้ว Soul อัตตานี้ก็เป็น สิ่งที่ถือกันว่าเป็นศูนย์กลางของสิ่งที่มีชีวิต เป็น Nucleus ที่จำเป็นสำหรับสิ่งที่มีชีวิต เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่เราไม่ สามารถเอาออกไปได้ หรือไม่สามารถจะละเว้นจากสิ่งนี้ ได้สำหรับคนธรรมดา. จึงเป็นอันว่าทุกคนที่เป็นปุถุชนจะต้องมีความรู้สึกที่ เป็น Egoism อยู่เป็นประจำ. แม้ไม่แสดงออกมาให้เห็นชัด เจนตลอดเวลาก็จริง แต่ก็จะแสดงออกมาทุกคราวที่เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัสทางผิวหนังหรือคิดนึกอะไร ขึ้นในใจ. ฉะนั้นทุกคราวที่มันเกิดเต็มรูปขึ้นมาเป็นความ รู้สึกว่าตัวกู-ของกู ให้ถือว่าเป็นโรคโดยสมบูรณ์แล้ว. จะ โดยอาศัยการเห็นรูป หรือฟังเสียง หรือดมกลิ่น หรือลิ้มรส หรืออะไรก็ตาม ถ้าในขณะนั้นเกิดความรู้สึกว่าตัวกู-ของกู

น.331 ๒๒ แล้วละก็ ถือว่าเป็นโรคโดยสมบูรณ์. คือมันเกิดความรู้สึก ที่เห็นแก่ตัวจัดขึ้นมา. ตอนนี้เราไม่เรียกว่า Egoism แล้ว แต่เราจะ เรียกว่า Selfishness หรืออะไรทำนองนั้น คือมันเป็น Egoism ที่เดือดพล่านและน้อมไปในทางต่ำ หรือผิด หรือ ข้างที่เห็นแก่ตัวจนไม่ดูหน้าใคร คือไม่เห็นแก่ผู้อื่น ฉะนั้น มันจึงทำอะไรไปข้างเห็นแก่ตัวหมด เป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่ปรารภตัวเองหมด. นี้คืออาการ ของโรค ที่แสดงออกมาเป็น Selfishness แล้วมันก็ทำ อันตรายผู้อื่น และรวมทั้งตัวเองด้วย คือเป็นอันตรายแก่ โลกมากที่สุด. ที่โลกเรากำลังลำบากยุ่งยากอยู่เดี๋ยวนี้มันก็ไม่มีอะไร นอกไปจากสิ่งที่เรียกว่า Selfishness ของแต่ละคน ของแต่ ละฝ่ายที่คุมกันเป็นพวก ๆ อยู่ในโลกในเวลานี้. การที่ต้อง รบกันอย่างที่ไม่อยากจะรบ ก็จำต้องรบกันนี้ มันก็เพราะ บังคับสิ่งนี้ไม่ได้ หรือทนต่ออำนาจของสิ่งนี้ไม่ได้ มันจึง เกิดเป็นโรคขึ้นมา.

น.332 ๒๓ โรคนี้มันตั้งขึ้นมาได้ คือมันรับเชื้อเข้ามาแล้วก่อเป็น โรคขึ้นมาได้ ก็เพราะว่าทุกคนไม่รู้จัก สิ่งที่เป็นเครื่อง ต้านทานโรค กล่าวคือ หัวใจของพุทธศาสนา. เดี๋ยวนี้อาตมาได้กล่าวถึงคำว่า "หัวใจของพระพุทธ- ศาสนา" ขอให้เข้าใจคำว่าหัวใจของพุทธศาสนาต่อไป. เมื่อเราถามขึ้นว่า อะไรเป็นหัวใจของพุทธศาสนา อาจชิงกันตอบจนปากสลอนไปหมด คือใคร ๆ ก็ตอบ ได้ แต่มันอาจจะถูกหรือผิดนั้นอีกเรื่องหนึ่งและที่เขาตอบ นั้นมันตอบตามที่ไปจำ ๆ เขามา หรือว่าเขามองเห็นด้วย สติปัญญาของเขาเองว่า มันเป็นหัวใจของพุทธศาสนาจริง, ขอให้ลองสังเกตในส่วนนี้เถอะ ว่ามันเป็นกันอยู่อย่างไร ในบัดนี้ ใครรู้จักหัวใจของพุทธศาสนาจริง ๆ และเข้าถึง จริง ๆ บ้าง. เมื่อถามกันว่าอะไรเป็นหัวใจของพุทธศาสนา ? คง จะมีคนตอบว่า อริยสัจ ๔ ประการบ้าง หรือเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา บ้าง หรือบางคนก็อ้างหลักว่า สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยนปนํ เอตํ พุทฺ

น.333 ๒๔ ธานสาสํ - "ไม่ทำชั่วทั้งปวง ทำความดีให้เต็ม ทำจิตให้ บริสุทธิ์ นี้คือหัวใจของพุทธศาสนา" อย่างนี้ก็ได้ ก็ถูก เหมือนกัน แต่มันถูกน้อยที่สุด และว่าเอาเองด้วย ; แล้ว ก็ยังเป็นเรื่องว่าตาม ๆ กันไปด้วย ไม่ได้เห็นเอง ไม่ได้ เห็นจริงด้วยตนเอง. สิ่งที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนานั้น อาตมาอยาก จะแนะถึงประโยคสั้น ๆ ที่มีกล่าวอยู่ว่า "สิ่งทั้งปวงไม่ ควรยึดมั่นถือมั่น". คือเรื่องมันมีอยู่ในพระบาลี มัชฌิมนิกายว่า คราว หนึ่งมีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้า โดยทูลว่า พระพุทธ- วจนะทั้งหมดที่ตรัส ถ้าจะสรุปให้สั้นเพียงประโยคเดียวได้ หรือไม่ จะว่าอย่างไร พระพุทธเจ้าท่านว่าได้ พระองค์ ตรัสว่า " สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย " สพฺเพ ธมฺมา แปลว่า สิ่งทั้งปวง, นาลํ แปลว่า ไม่ควร, อภินิเวสาย เพื่อ จะยึดมั่นถือมั่น : สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แล้วพระ- องค์ก็ย้ำลงไปอีกทีหนึ่งว่าถ้าใครได้ฟังความข้อนี้ คือได้ฟัง ทั้งหมดในพระพุทธศาสนา ถ้าได้ปฏิบัติข้อนี้ก็คือได้ปฏิบัติ

น.334 ๒๕ ทั้งหมดในพระพุทธศาสนา. ถ้าได้รับผลจากการปฏิบัติข้อ นี้ ก็คือได้รับผลทั้งหมดในพระพุทธศาสนา. นี่ลองคิดดูเองว่า มันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา หรือยัง เพราะมันเป็นทั้งเรื่องวิชชา เป็นทั้งเรื่องปฏิบัติ และเป็นทั้งเรื่องผลของการปฏิบัติ มันสมบูรณ์ถึงอย่างนี้ คือรู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แล้วก็ปฏิบัติ เพื่อไม่ยึดมั่นถือมั่น แล้วก็ได้รับผลมาเป็นจุดที่ไม่ยึดมั่นถือ มั่นอะไร เป็นจิตที่ว่างที่สุด จึงถือว่าเป็นหัวใจของพุทธ- ศาสนา. ทีนี้ถ้าใครเข้าถึงความจริงข้อนี้ว่า สิ่งทั้งปวงล้วนแต่ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ก็แปลว่ามันไม่มีเชื้อที่จะเกิดโรค เป็น โลภ โกรธ หลง หรือเป็นการกระทำผิดอย่างอื่น ทั้งทาง กาย ทางวาจา ทางใจ และเมื่อ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ประดังกันเข้ามา เชื้อต่อต้านภาย ในที่ว่า " สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น " จะเป็นเชื้อต้านทาน โรคอย่างยิ่ง มันไม่รับเชื้อโรค หรือว่าถ้ารับก็รับเข้ามา เพื่อทำลายให้หมดไป มันไม่ก่อเชื้อลุกลามเป็นโรคขึ้นมา

น.335 ๒๖ ได้เพราะมันมีสิ่งต้านทานคอยทำลายอยู่เรื่อย เป็นอำนาจ ต้านทานโรค (Immunity) อย่างสูงสุดอยู่เรื่อย. นี่แหละคือหัวใจของพุทธศาสนา หรือหัวใจของ ธรรมะทั้งหมด ที่ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น หรือเป็นบาลีว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย. เพราะฉะนั้นบุคคลชนิดนี้ จึงเป็นบุคคลที่เหมือน กับมีเชื้อต้านทานโรค หรือเชื้อทำลายโรคอยู่ในตัวเขา เขา จึงเป็นโรคทางวิญญาณไม่ได้. แต่คนธรรมดาสามัญที่ไม่รู้ หัวใจของพระพุทธศาสนานั้น มันก็ต้องตรงกันข้าม คือเป็นเหมือนกับบุคคลที่ไม่มีอำนาจต้านทานโรค หรือ Immunity ในตัวเสียเลยแม้แต่นิดเดียว มันจึงลุกลามเป็น โรคทางวิญญาณโดยเร็ว และเป็นอยู่เป็นประจำ. เมื่อพูดถึงตรงนี้ก็คงจะเข้าใจได้แล้ว คำว่า "โรคทาง วิญญาณ" หรือแพทย์ผู้รักษาโรคทางวิญญาณนี้มันหมาย ความว่าอย่างไรและได้แก่ใคร แต่เมื่อเราเห็นว่ามันได้แก่ พวกเรา เมื่อนั้นเราก็จะกระตือรือล้นกันอย่างยิ่ง และถูก

น.336 ๒๗ ทางด้วย ที่จะรักษาโรคของเรา. ก่อนหน้านี้เราไม่รู้ เรา ก็สนุกสนานกันไปตามเรื่อง เหมือนกับคนเป็นโรคร้าย ๆ เช่น โรคมะเร็ง วัณโรค หรืออะไรก็ตาม เขาไม่รู้เขาก็ หลงใหลเพลิดเพลินไปตามเรื่องตามราว ไม่คิดจัดการเยียว ยารักษาโรค จนกระทั่งสายเกินไป แล้วจะต้องตายเพราะ โรคนั้น . เราจะไม่เป็นคนประมาทถึงขนาดนั้น อย่างนั้นเรียก ว่าประมาท ให้สมตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า อย่าประ- มาท จงสมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาท หมายถึงอย่างนี้ เพราะ- ฉะนั้นเราเป็นผู้ไม่ประมาทก็ต้องเหลือบตาดูเสียบ้าง ว่ามัน เป็นโรคทางวิญญาณกันอย่างไร หรือพยายามสอบสวนให้ รู้จักเชื้อโรค ทางมาของโรคในทางวิญญาณอย่างถูกต้องอยู่ เสมอ ๆ แล้วก็จะได้รับ สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ทัน ในชาตินี้เป็นแน่นอน. เราจะต้องดูกันให้ละเอียดต่อไปอีก ถึงข้อที่ ความ ยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวโรค หรือว่าเป็นเชื้อโรค แล้วก็ ลุกลามเป็นโรคได้อย่างไร. ถ้าท่านสังเกตสักนิดหนึ่งก็จะ

น.337 ๒๘ เห็นได้ด้วยกันทุกคนว่า ความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกูก็ ตาม เป็นของกูก็ตาม นี่แหละคือแม่บทของกิเลสทั้งปวง. กิเลสนั้นเราจะแจกเป็น โลภะ โทสะ โมหะ ก็ได้ ราคะ โกธะ โมหะ ก็ได้ หรือจะซอยลงไปให้ละเอียดเป็น ๑๖ อย่าง เป็นกี่อย่างก็ได้ ผลสุดท้ายมันก็รวมเป็น โลภ โกรธ หลง, แต่ว่าทั้งโลภ ทั้งโกรธ ทั้งหลง ทั้งสามอย่าง นั้นรวมเหลืออย่างเดียวก็ได้ คือความรู้สึกว่าตัวกู ว่าของกู. -ความรู้สึกว่าตัวกู-ของกูที่เป็นศูนย์กลาง (Nucleus) อยู่ในภายในนั้น มันคลอดออกมา เป็นโลภ เป็นโกรธ เป็นหลง. -ออกมาเป็นโลภ คืออยากได้ หรือกำหนัดรักใคร่ คือออกมาดึงดูด หรือรับเอาอารมณ์ที่มากระทบ. -ถ้าในขณะอื่น มันออกมาในรูปที่ผลักดันผลักไส อารมณ์ออกไป มันก็เป็นเรื่องของความโกรธหรือโทสะ. -แต่ในบางคราว มันก็โง่อยู่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี

น.338 ๒๙ ได้แต่วนเวียนอยู่รอบ ๆ คือว่าไม่แน่ใจว่าจะดึงดูดเข้ามา หรือผลักออกไป มันก็เป็นโมหะ. ที่กล่าวอย่างนี้ก็กล่าวเพื่อให้สังเกตง่าย ราคะหรือ โลภะ นั้นคือดูดเอาอารมณ์เข้ามา มีการดึงดูดเข้าหากัน; ที่เป็นโกธะหรือโทสะนั้น คือผลักออกจากกัน ; ที่เป็น โมหะความหลงนั้น มันวนเวียนอยู่ โดยไม่แน่ใจว่าจะทำ อย่างไรดี คล้ายกับวนเวียนอยู่รอบ ๆ จะผลักออกก็ไม่กล้า จะดึงเข้ามาก็ยังไม่กล้า. อาการของความรู้สึกที่เป็นกิเลสนี้จะมีอยู่ ๓ ประเภท ที่มันจะมีต่ออารมณ์ คือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส มัน แล้วแต่อารมณ์นั้น มันจะมาในรูปไหน คือมาในรูปเปิด- เผยหรือเร้นลับ มาในรูปที่ยั่วให้เข้าหา หรือยั่วให้ผลัก ออก หรือว่ามันไม่อาจจะเข้าใจได้ มันงงๆ อยู่อย่างนี้ ทั้งนั้น. แต่ว่าแม้จะแตกต่างกัน ทั้งสามอย่างนี้มันก็เป็นกิเลส เพราะมันมีมูลมาจากตัวกู-ของกู ที่รู้สึกอยู่ในภายใน.

น.339 ๓๐ เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า ความรู้สึกว่าตัวกู-ของ กู ที่เป็นแม่บทของกิเลสทั้งปวงนี้ เป็นมูลเหตุของ ความทุกข์ทั้งปวง คือเป็นมูลเหตุของโรคทั้งปวง. อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงความทุกข์ เราไม่ค่อย จะสังเกตกันให้ดี ๆ เลยเข้าใจผิด ไปเข้าใจว่า เกิดเป็นทุกข์ แก่เป็นทุกข์ ฯลฯนั้นเป็นอาการที่แจกออกไปเป็นลักษณะ ของอาการ แต่ท่านได้ตรัสสรุปท้ายไว้ว่า "สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา" แปลว่า เมื่อกล่าวโดยสรุป แล้ว เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่น คือ อุปาทาน นั่นแหละเป็นตัวทุกข์. ข้อนี้หมายความว่า สิ่งใดมีความยึดถือหรือถูกยึดถือ ก็ตาม ว่าตัวกู ว่าของกูแล้ว สิ่งนั้นคือตัวทุกข์. ถ้าใน สิ่งใดไม่มีความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวกู-ของกูแล้ว สิ่งนั้นไม่ มีทุกข์. เพราะฉะนั้นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย อะไรก็ตาม ถ้าไม่ถูกยึดมั่นในฐานะเป็นตัวกู- ของกูแล้ว มันหาเป็นทุกข์ไปได้ไม่. ความเกิด แก่ เจ็บ

น.340 ๓๑ ตาย ที่ถูกยึดมั่นว่าเป็นตัวกู-ของกูเท่านั้น ที่จะเป็นความ ทุกข์. ร่างกายและจิตใจนี้ก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเมื่อเป็น ร่างกายและจิตใจแล้วมันจะต้องเป็นทุกข์กันไปหมด-ไม่ใช่ มันต้องต่อเมื่อในนั้นมีความยึดมั่นว่า ตัวกู-ของกู ต่างหาก มันจึงจะเป็นทุกข์. ส่วนในร่างกายจิตใจที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ ไม่เจืออยู่ด้วยความรู้สึกว่าตัวกู-ของกูนี้ไม่มีทุกข์เลย เช่น ร่างกายและจิตใจของผู้ที่เราถือกันว่าเป็นพระอรหันต์ เป็น ร่างกายและจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่เจืออยู่ด้วยกิเลส คือ ตัวกู-ของกูจึงไม่ทุกข์ ไม่รู้สึกว่าเป็นทุกข์. เราจะต้องรู้ว่าตัวกู-ของกูนี้ เป็นมูลเหตุของความ ทุกข์ทั้งปวง เมื่อมีความรู้สึกที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นแล้ว มันก็มีลักษณะไปในทางมืด เป็นอวิชชา ไม่ใช่เป็นแสง สว่างเพราะมันไม่ว่าง มันกลัดกลุ้มเดือดพล่านอยู่ด้วยความ รู้สึกว่าตัวกู-ของกู. ทีนี้สิ่งที่ตรงกันข้ามก็คือ จิตใจที่ไม่ ประกอบอยู่ด้วยความรู้สึกว่าตัวกู-ของกู คือเป็นจิตว่างไม่ เดือดพล่านอยู่ด้วยความรู้สึกว่าตัวกู-ของกูอย่างที่ว่านั้น จิต อย่างนี้มันเต็มอยู่ด้วยสติปัญญา.

น.341 ๓๒ ฉะนั้นเราจะต้องจับข้อเท็จจริงข้อนี้ให้ได้ว่า มันมี ของอยู่ ๒ อย่าง คือความรู้สึกว่า ตัวกู-ของกูนั้นอย่าง หนึ่ง และสติปัญญาอีกอย่างหนึ่ง. ของสองอย่างนี้เป็น ปฏิปักษ์ต่อกันอย่างตรงกันข้าม ถ้าสิ่งหนึ่งเข้ามา อีกสิ่ง หนึ่งก็ต้องกระเด็นออกไป ถ้าสิ่งหนึ่งมีอยู่แล้ว อีกสิ่งหนึ่งมี อยู่ไม่ได้. ถ้าความรู้สึกที่ว่าตัวกู-ของกูเต็มปรี่อยู่แล้วละก็ สิ่งที่เรียกว่าสติปัญญานี้เข้ามาไม่ได้, ถ้าสติปัญญามีอยู่ แล้ว ตัวกู-ของกูก็หายไป ว่างจากตัวกู-ของกู. หรือว่าง จากตัวกู-ของกูนั่นแหละ คือสติปัญญา. เพราะฉะนั้นถ้าจะกล่าวอย่างฉลาด ๆ คือกล่าวอย่าง รวบรัด แต่ค่อนข้างจะน่ากลัวนี้ ก็กล่าวอย่างพวกนิกายเซ็น หรืออย่างฮวงโปกล่าวว่า ความว่างนั้นคือ ธรรมะ ความ ว่างนั้นคือพุทธะ ความว่างนั้นคือจิตเดิมแท้หรือจิตตัวแท้ นี้ สายหนึ่ง; ส่วนฝ่ายไม่ว่าง ค วามไม่ว่างนั้นหรือความวุ่นนั้น คือไม่ใช่ธรรมะ ไม่ใช่พุทธะ ไม่ใช่จิตเดิมแท้ แต่เป็นความ คิดปรุงแต่งใหม่ ; เกิดเป็นของ ๒ อย่าง ตรงกันข้าม ขึ้นมาอย่างนี้. เมื่อเรารู้จักของ ๒ อย่างนี้แล้ว จะเข้าใจ ธรรมะทั้งหมดได้ง่ายที่สุด.

น.342 ๓๓ อย่างท่านที่นั่งฟังอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้กำลังว่างอยู่กำลังไม่มี ความคิดปรุงแต่งที่ให้เกิดความรู้สึกว่าตัวกู-ของกู กำลังฟัง อยู่และกำลังมีสติปัญญาอยู่ ความรู้สึกว่าตัวกู-ของกูเข้ามา ไม่ได้ แต่ถ้าว่าบางคนหรือโอกาสอื่นมันมีอะไรมากระทบ เกิดความรู้สึกว่าตัวกู-ของกูขึ้นมาแล้ว ความว่างในใจอย่าง ที่ท่านมีอยู่ที่นี่จะหายไปทันที เพราะฉะนั้นย่อมหมายความ ว่าสติปัญญาได้หายไปทันที. ตรงนี้ขอแทรกนิดหน่อยว่า สิ่งที่เรียกว่าสติปัญญานี้ เราหมายถึงสติปัญญาที่แท้จริง เพราะยังมีสติปัญญาไม่ใช่ ที่แท้จริง คือสติปัญญาที่ไม่เกี่ยวกันกับความว่างจากตัวกู นั่นเอง. สติปัญญาเฉลียวฉลาดในทำนองนั้น ภาษาบาลี เขาไม่เรียกว่าสติปัญญา มีคำอีกคำหนึ่งในภาษาบาลี สำ- หรับเรียกสติปัญญาชนิดนั้นว่า "เฉโก". เฉโกก็แปลว่า ปัญญาเหมือนกัน ถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็แปลว่าปัญญา แต่มันไม่ใช่สติปัญญาอย่างที่ว่างจากตัวกู มันกลับเป็นสติ ปัญญาที่เต็มอัดอยู่ด้วยตัวกู-ของกู. คือสติปัญญาโง่ที่จะ ไปเอา ไปเป็น ไปยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง. สติปัญญาอย่างนี้ต้อง

น.343 ๓๔ ได้รับการยกเว้น ไม่รวมอยู่ในคำว่า "สติปัญญา" ที่มัน เป็นปฏิปักษ์ต่อความยึดถือว่าตัวตน (Egoism) เพราะว่า เฉโกอย่างนั้นมันเป็นตัวตน (Egoism) เสียเอง อย่าเอามา ปนกัน ถ้าเอามาปนกันแล้วจะยุ่ง. ถ้าเรามีความว่างจากความยึดถือว่าตัวตน (Egoism) ไม่มีความรู้สึกว่า ตัวกู-ของกูแล้ว สติปัญญาแท้ที่จะ ดับทุกข์ ที่เป็นยาแก้โรคทางวิญญาณอยู่ในตัวนั้น มันมีอยู่ เพราะฉะนั้นในขณะนั้นโรคเกิดไม่ได้ หรือโรค ที่เกิดอยู่ก่อนก็หายไปทันทีเหมือนปลิดทิ้ง เพราะฉะนั้น ในขณะนั้นจึงมีธรรมะเต็มไปหมด. สมกับที่กล่าวว่าความ ว่างนั้นคือสติปัญญา ความว่างคือธรรมะ ความว่างคือ พุทธะ เพราะว่าในขณะที่จิตว่างจากตัวกู-ของกู ในขณะ นั้นจะมีธรรมะ ทุกอย่างทุกประการหมดทั้ง พระไตรปิฎกที่ เราควรปรารถนา. เอากันอย่างง่ายๆ ว่า ในขณะนั้นจะมีสติสัมปชัญญะ ที่สุด มีหิริโอตตัปปะ คือความละอายบาปกลัวบาปที่ สุดมีขันติโสรัจจะ ความอดกลั้นอดทนที่สุด มีความกตัญญู

น.344 ๓๕ กตเวทีที่สุด มีความสัตย์ซื่อที่สุด เรื่อยไปจนกระทั่งมียถา- ภูตญาณทัสนะที่จะทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้. อาตมาแจกลูกไปแต่ต้นว่าจะต้องมีสติสัมปชัญญะหิริ โอตตัปปะ ขันติ โสรัจจะ กตัญญูกตเวที นี้ก็เพราะว่า สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมะเหมือนกัน ธรรมะที่เป็นที่พึ่งแก่โลก ได้เหมือนกัน. แม้แต่ หิริ โอตตัปปะ เกลียดบาป ละอาย บาป กลัวบาปนี้ ลองมีซิ โลกนี้ก็สงบเป็นสันติภาพถาวร เดี๋ยวนี้มีแต่คนหน้าด้าน ไม่รู้จักกลัวบาปละอายบาปแก่ ตัวเอง จึงทำสิ่งที่ไม่ควรทำอยู่ได้ แล้วยืนยันและยืนกราน ที่จะทำอยู่เรื่อย ทั้ง ๆ ที่เห็นว่านี้มันจะทำความพินาศให้ ทั้งโลกก็ยังยืนกรานที่จะทำอยู่เรื่อยเพราะไม่มีหิริโอตตัปปะ โลกนี้ก็จะต้องวินาศลงเพราะไม่มีธรรมะแม้เพียงข้อนี้. หรือธรรมะที่ต่ำแคบกว่านั้นอีก คือธรรมะที่ชื่อว่า กตัญญูกตเวทีอย่างนี้ ลองมีธรรมะข้อเดียวนี้ โลกนี้ ก็สงบได้ เพราะเราต้องยอมรับว่าทุกคนในโลกมีบุญคุณ แก่กันและกัน ในฐานะที่ช่วยกันสร้างโลกให้น่าดูให้งดงาม อย่างนี้ เช่นคิดค้นวิชาขึ้นมาใส่โลกอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะ

น.345 ๓๖ คนทุกคนในโลกมีบุญคุณต่อกัน. ไม่ต้องพูดถึงคนหรอก แม้แต่สุนัขและแมวยังมีบุญคุณแก่มนุษย์แม้แต่นกกระจอก ก็ยังมีบุญคุณแก่มนุษย์ ถ้าเรารู้จักบุญคุณของสิ่งเหล่านี้ แล้วก็ทำอะไรชนิดที่เป็นการเบียดเบียนกันไม่ได้. ด้วย อำนาจของธรรมะคือ ความกตัญญูกตเวทีเท่านั้น มันก็ ช่วยโลกได้. เพราะฉะนั้นเป็นอันว่าขึ้นชื่อว่าธรรมะนั้น ถ้าเป็น ธรรมะจริงแล้ว มันเหมือนกันหมด เป็นอันเดียวกันหมด คือมันช่วยโลกได้ทั้งนั้น. ถ้าธรรมะไม่จริงแล้วมันขัดขวาง กันไปหมด มันจะดูมากมายรกรุงรังไปหมด. ฉะนั้นเมื่อ มีธรรมะจริง คือว่างจากตัวกู-ของกูแล้ว ก็มีธรรมะหมด มีพุทธะหมด มีอะไรหมดอยู่ในตัวมันเอง ในจิตใจดวง เดียวนั่นเอง ซึ่งเป็นจิตแท้ หรือจิตที่เป็นสภาพเดิมแท้. ถ้าตรงกันข้ามคือว่า จิตกำลังปรุงอยู่ด้วยตัวกู-ของกูเดือด พล่านอยู่ในใจแล้ว ธรรมะก็ไม่มี ขณะนั้นมันไม่มีสติสัม- ปชัญญะ มีสภาพผลุนผลัน ไม่คิดไม่นึกไม่ยับยั้งชั่งใจ มี อหิริ มีอโนตตัปปะ ไม่ละอายบาป ไม่กลัวบาป เป็นคน

น.346 ๓๗ ด้านต่อความชั่วที่สุด และเป็นคนอกตัญญูที่สุด ตลอดถึง เป็นคนที่ทำทุกสิ่งที่เป็นการทำลายโลกก็ได้ มันมืดมัวถึง ขนาดนี้แล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องญาณทัสนะเห็นแจ้ง อนิจ- จัง ทุกขัง อนัตตา หรืออะไรทำนองนั้น มันเป็นไปไม่ได้. นี่แหละเราต้องรู้จักของ ๒ อย่างนี้เสียก่อน คือว่า ว่างจากตัวกู กับ ไม่ว่างจากตัวกู ว่างจากตัวกูนี้ก็เรียกว่า ว่าง แล้วไม่ว่างจากตัวกู เราเรียกว่า วุ่น เพื่อประหยัดเวลา ในการออกเสียงก็มี ว่าง กับ วุ่น. ที่นี้อาจรู้สึกด้วยสามัญสำนึกทันทีขึ้นมาเดี๋ยวนี้แล้วว่า ทุกคนไม่มีใครชอบวุ่น ถ้าถามว่าใครชอบวุ่นลองยกมือขึ้น ถ้าใครยกมือขึ้นมาคงจะขำพิลึก เพราะว่าทุกคนนี้ก็ชอบ ว่าง จะว่างชนิดไหนก็ล้วนแต่ชอบทั้งนั้น ว่างขี้เกียจไม่ต้อง ทำงานนี้ก็ยังมีคนชอบ ว่างจากไม่มีอะไรมากวน ไม่มีลูกมี หลานมีเหลนมากวนอย่างนี้ใครๆ ก็ชอบ แต่ว่าว่างอย่าง นั้นเป็นเรื่องข้างนอก ยังไม่ใช่ว่างจริง. ว่างข้างในนั้นคือการที่มีใจคอปกติ ใจคอไม่ ระส่ำระสายวุ่นวาย อย่างนี้เรียกว่าว่าง (ถ้าใครรู้จักก็จะ

น.347 ๓๘ ยิ่งชอบ ถ้าว่างยิ่งขึ้นไปอีกถึงที่สุด คือว่างจากความรู้สึกที่ เป็นตัวตน (Egoism) ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นตัวเราเป็นของ เราอย่างนี้เป็นนิพพาน ว่างอย่างนี้เขาเรียกว่านิพพาน. ที่วุ่นนั้นตรงกันข้าม วุ่นได้ทุกอย่าง ทุกทาง ทั้งทาง กายทางใจ และทางวิญญาณ มันวุ่น คือว่าถูกรบกวนไป หมด ไม่มีความสงบสุขเลย. ในตัวความว่างนั้น คือธรรมะ คือพุทธะ คือสภาพ เดิมแท้ของจิต หรืออะไรแล้วแต่จะเรียก ในตัวความวุ่นนั้น คือไม่มีธรรมะ ไม่มีพุทธะ แม้แต่จะร้องตะโกนอยู่ว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ หรืออะไร มันก็ไม่มีธรรมะไปได้ นี่แหละ คนที่มีจิตใจวุ่นอยู่ด้วยตัวกู-ของกู ถึงจะไปรับไตรสรณา- คมน์รับศีล ทำบุญให้ทานอะไร มันก็ไม่มีพุทธะ ธรรมะ สังฆะ ที่แท้จริงขึ้นมาได้ มันเป็นเพียงพิธีไปหมด. ถ้า เป็นพุทธะ ธรรมะ สังฆะ ที่แท้จริงแล้ว มันอยู่ด้วยจิตว่าง เมื่อใดจิตว่างจากตัวกู-ของกูแล้ว เมื่อนั้นมันมีพุทธะ ธรรมะ สังฆะ ที่แท้จริงอยู่ในจิตใจนั้น ถ้ามีอย่างชั่วคราว ก็เป็น พุทธะ ธรรมะ สังฆะ ชั่วคราว ถ้ามีเด็ดขาด ก็มี พุทธะ ธรรมะ สังฆะ ที่แท้จริงและถาวร.

น.348 ๓๙ ฉะนั้นขอให้อุตส่าห์ปรับให้จิตใจว่างจากตัวกู-ของกู อยู่เรื่อยไปก็แล้วกัน มันจะมีพุทธะ ธรรมะ สังฆะ ในระดับ หนึ่งประจำอยู่ในจิตใจ ทำเรื่อยๆ ไปจนกว่าจะเต็มที่สม- บูรณ์หรือเด็ดขาด. นี้เรียกว่าเราได้รับเอาธรรมะที่เป็นยาแก้โรคด้วยเป็น เชื้อต้านทานโรคด้วยพร้อมกันไปในตัว เข้าไปใส่ไว้ในจิต ใจในวิญญาณก็ได้ มันก็ไม่มีทางที่จะเกิดโรคทางวิญญาณ. ทีนี้เราควรจะได้พูดถึงส่วนที่เป็นการรักษาเยียว ยานั้นให้ชัดเจนลงไปอีกสักเล็กน้อย ในการที่จะป้องกัน หรือรักษาเยียวยาโรคนี้ มันก็ต้องมีหลักอย่างที่กล่าวมา แล้ว คือว่าต้องไม่ให้ตัวกู-ของกูเข้ามาเกี่ยวข้อง. ทีนี้มันจะโดยวิธีใดบ้าง?มันก็มีอยู่หลายวิธีเหมือนกัน เพราะว่าแม้แต่การรักษาโรคทางกายหรือจิตใจ (Mental) ก็ตาม ซึ่งในโรคเดียวกันนั้นก็ยังมีวิธีรักษาได้หลายแบบ ไม่ใช่มันจะแบบเดียวตายตัว แต่ความมุ่งหมาย หรือผลของ มันนั้นก็มีเป็นอย่างเดียว. ถ้าว่าเราจะรักษาโรคทางวิญญาณ

น.349 ๔๐ ละก็ พระพุทธเจ้าท่านได้กล่าวถึงวิธีปฏิบัตินี้ไว้มากมาย หลายอย่างเหมือนกัน เพื่อให้เหมาะสมแก่บุคคล แก่เวลา แก่สถานที่ ตามโอกาส เราจึงได้ยินได้ฟังธรรมะมากมาย หลายชื่อ บางทีฟังแล้วน่าตกใจ ตั้งแปดหมื่นสี่พันพระ- ธรรมขันธ์ ถ้า ๘๔,๐๐๐ เรื่องแล้วท่านทั้งหลายจะรู้สึก ท้อถอย ถ้าขืนเอาให้ได้ก็ตายเปล่า คือมันไม่อาจจะได้ มันก็เรียนแล้วลืม ลืมแล้วเรียน เรียนแล้วลืม อยู่นั่น หรือว่าสับสนกันไปหมด เพราะว่าที่แท้จริงแล้วมันมีเพียง กำมือเดียว เรื่องเดียว อย่างพระพุทธเจ้าท่านบอกแล้ว ท่านสรุปลงในคำ ๆ เดียวว่า "สิ่งทั้งปวงไม่ควรเข้าไปยึดมั่น ถือมั่น" ได้ยินข้อนี้ก็คือได้ยินทั้งหมด ปฏิบัติข้อนี้ก็คือ ปฏิบัติทั้งหมด ได้ผลข้อนี้ก็คือหายจากโรคทั้งหมด. ที่ว่ามีวิธีหลายแบบในการขจัดโรคตัวกู-ของกูนี้ความ จริงแล้วมัน สามารถขจัดตัวกู - ของกูนี้ออกไปได้ทั้งนั้น เหมือนกันทุกแบบ แล้วแต่ว่าจะปฏิบัติโดยวิธีใดบ้าง คือ มีหลายอย่างเช่นวิธีทำการพิจารณาอยู่เสมอ ให้เห็นว่า

น.350 ๔๑ ตัวกู-ของกูนี้เป็นเพียงมายา ตัวมายาคือสิ่งที่ไม่มีตัวจริง เป็นภาพลวงตา (Illusion, Hallucination) หรืออะไรทำนอง นี้เรียกว่ามายา; จะทำให้เห็นว่าที่เรารู้สึกว่ามีตัวตน มีก้อน มีชิ้น มีดุ้นว่าตัวกู-ของกูนั้น ที่แท้มันเป็นเพียงมายา ตามวิถีทางของอาการที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท. เรื่องปฏิจจสมุปบาท นี้ถ้าจะกล่าวทางทฤษฎี หรือ ทางหลักวิชามันยืดยาว ใช้เวลาเรียนถึงเดือนหนึ่งหรือ สองเดือนก็ได้ สำหรับเรื่องปฏิจจสมุปบาทเพียงเรื่องเดียว เพราะในทางทฤษฎีหรือหลักวิชานั้นมันขยายไปในรูปของ จิตวิทยาหรือปรัชญาเรื่อยไป จนกระทั่งเป็นน้ำท่วมทุ่ง เพ้อเจ้อไปเลย. แต่ว่าปฏิจจสมุปบาทในฝ่ายภาคปฏิบัติแท้ ๆ นั้นมัน ก็มีเพียงหยิบมือเดียว หรือกำมือเดียว เท่าที่พระพุทธเจ้า ท่านว่า คือว่าเมื่อสัมผัสกันเข้ากับรูป หรือเสียง หรือกลิ่น หรือรส อะไรก็ตาม ทางตา ทางหู ทางใดทางหนึ่ง เมื่อมี การกระทบแล้ว ก็เรียกว่าสัมผัส บาลีว่าผัสสะ, ผัสสะนี้ มันปรุงให้เป็นเวทนา เวทนานี้ปรุงเป็นตัณหา ตัณหานี้ ปรุงเป็นอุปาทาน อุปาทานปรุงเป็นภพ ภพปรุงเป็น

น.351 ๔๒ ชาติ คือความเกิด ต่อจากชาติก็คือ แก่ เจ็บ ตาย หรือ ตัวทุกข์. ขอให้ดูที่ว่าพอกระทบอารมณ์ก็เป็นผัสสะ แล้วมัน ปรุงเป็นเวทนา หรือที่ปรุงต่อๆกันไปนั้น ก็เรียกว่า "อา- การของปฏิจจสมุปบาท" คืออาการของการที่สิ่งต่าง ๆ มัน อาศัยสิ่งหนึ่งแล้วปรุงสิ่งหนึ่งขึ้น แล้วอาศัยสิ่งนั้นปรุงอีก สิ่งหนึ่งขึ้น อาศัยสิ่งนั้นแล้วปรุงอีกสิ่งหนึ่งขึ้น อาการอย่าง นี้ หรือภาวะอย่างนี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท คือมันอาศัย กันเกิดขึ้น อาศัยกันเกิดขึ้นเท่านั้น ไม่ได้มีตัวตนแท้จริงที่ ไหน เพียงแต่อาศัยกัน แล้วเกิดขึ้น แล้วเกิดขึ้น อาการที่ อาศัยกันเกิดขึ้นนี้เป็นตัวปฏิจจสมุปบาท. วิธีที่จะใช้ให้เป็นประโยชน์ก็คือว่าอย่าให้มันอาศัยกัน เกิดขึ้นได้ ให้ตัดตอนมันเสีย คือว่าเมื่อผัสสะกระทบทาง ตาเป็นต้นแล้วให้มันขาดตอนลงไป อย่าให้ปรุงเป็นเวท- นา อย่าให้รู้สึกเป็นพอใจหรือไม่พอใจขึ้นมา นี้เรียกว่าไม่ ปรุงเวทนา. เมื่อไม่ปรุงเวทนาแล้วก็ไม่เกิดตัณหาอุปาทาน

น.352 ๔๓ ซึ่งเป็นตัวกูหรือของกู มันเป็นตัวกู-ของกูอยู่ตรงที่เกิด ตัณหาอุปาทานนั่นแหละ มายาอยู่ที่ตรงนั้น. ถ้าพอว่ากระ- ทบอารมณ์เป็นผัสสะล้วนๆแล้วหยุดเสียแค่นั้น มันก็ไม่มี ทางที่จะเกิดตัวกู-ของกู ก็ไม่เป็นโรคทางวิญญาณ และ ไม่เป็นทุกข์. ทีนี้อีกทางหนึ่งก็คือว่า คนธรรมดาสามัญนี้จะไม่ ให้ผัสสะปรุงเป็นเวทนานั้นยากนัก เพราะพอกระทบเข้า แล้วก็ต้องเลยไปรู้สึกเป็นพอใจหรือไม่พอใจเสียเสมอไป ไม่หยุดอยู่เพียงแค่ผัสสะ เพราะว่าไม่เคยได้ศึกษาอบรม ในทางธรรม แต่ก็ยังมีทางเอาตัวรอดอีกตอนหนึ่ง คือ ตอนที่ว่า ปรุงเป็นเวทนาแล้วนี้ พอใจหรือไม่พอใจแล้ว นี้ก็ให้หยุดอยู่เพียงนั้นอีก ให้เวทนาสักว่าเวทนา แล้วดับ ไป อย่าให้เลยไปเป็นตัณหาความอยากอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างโน้น ตามความพอใจหรือตามความไม่พอใจ. เพราะ ถ้าพอใจก็อยากได้ รักใคร่ หลงใหล หึงหวง ริษยา อะไรกันเป็นแถวเลย ถ้าไม่พอใจแล้วอยากตีให้ตาย อยาก ทำลาย อยากล้างผลาญมันเสียเลย อยากจะฆ่ามันเสียเลย. ถ้าอยากอย่างนี้แล้วได้ชื่อว่า มันปรุงเป็นตัณหาแล้ว เวทนา

น.353 ๔๔ นั้นได้ปรุงเป็นตัณหาเสียแล้ว ถ้าอย่างนี้แล้วต้องเป็นโรค ทางวิญญาณที่เป็นทุกข์ ไม่มีใครช่วยได้ ต่อให้พระเจ้าทั้ง หมดรุมกันช่วยก็ช่วยไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านก็ว่าท่านช่วย ไม่ได้ ท่านไม่ใช่ผู้ที่บังคับกฎธรรมชาติได้ ท่านเป็นเพียง ผู้เปิดเผยกฎธรรมชาติให้ไปปฏิบัติกันเอาเอง ถ้าปฏิบัติ ผิดมันก็ต้องเป็นทุกข์ ถ้าปฏิบัติถูกมันก็ไม่เป็นทุกข์ เพราะ ฉะนั้นจึงว่าถ้าเวทนาปรุงเป็นตัณหาแล้ว ไม่มีใครช่วยได้ จะต้องเป็นทุกข์โดยแน่นอน เพราะมันทำให้เกิดความ อยากอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาแล้ว เป็นตัณหาแล้ว. ทีนี้ในตัวความอยากนั้น ในตัวที่เกิดขึ้นเป็นความ อยากพล่านอยู่ในใจนั้น ขอให้มองดูให้ดีๆ มองดูแยกส่วน ออกไปให้ได้ว่าในนั้นมันมีความรู้สึกที่เป็น ตัวผู้อยาก คือ ตัวกูหรือตัวเรา ที่รู้สึกอยากอย่างนั้น อยากอย่างนี้ อยาก จะทำอย่างนั้น อยากจะทำอย่างนี้ หรือว่ากระทำลงไปแล้ว อย่างนั้นอย่างนี้ หรือว่าได้รับผลของการกระทำอย่างนั้น อย่างนี้ มันมี ตัวผู้อยาก อยู่ นั่นแหละคือตัวกูมันอยาก มันก็จะได้เอามาเป็นของกู หรือว่าเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง

น.354 ๔๕ เป็นทรัพย์สมบัติของกู เกียรติยศของกู เป็นชัยชนะของกู เป็นความปลอดภัยของกู ในนั้นมันมีความรู้สึกว่าของกูอยู่ ด้วย. ความรู้สึกว่าตัวกูว่าของกูนี้เรียกว่า อุปาทาน เกิด มาจากตัณหา ตัณหาปรุงเป็นอุปาทาน. ถ้าปฏิจจสมุปบาท ได้ส่งทะยอยกันมาจนถึงตัณหาอุปาทานแล้ว มันก็เป็นมูล เหตุของความทุกข์ได้โดยสมบูรณ์แล้ว. นี้แปลว่าเดี๋ยวนี้ เชื้อโรคฟักตัวเต็มที่แล้ว เชื้อโรคที่เข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ในขณะของผัสสะหรือเวทนา นั้น เมื่อมาถึงขั้นของตัณหา อุปาทานนี้ มันฟักตัวเต็มที่ ถึงขนาดจะแสดงเป็นอาการของโรค โดยสมบูรณ์แล้ว เพราะว่าหลังจากอุปาทานก็มีภพ อุปาทานทำให้เกิดภพ. ภพ แปลว่า ความมี-ความเป็น ; ความมีความเป็น ของอะไร ? ก็ของตัวกู และของกูนั่นเอง. กรรมภพ ก็คือ การกระทำที่ทำให้เกิดตัวกูและของกู, ถ้าเรียกว่า "ภพ" เฉย ๆ ก็คือภาวะแห่งตัวกูเต็มที่ เป็นโรคเต็มที่. ภพให้เกิดชาติ ก็หมายความว่า ความเต็มที่นั้นมัน แสดงออกมาเป็นชาติ คือ ความเกิดนี้ ตัวกูได้คลอดออกมา

น.355 ๔๖ แล้ว เป็นความทุกข์ เป็นความแก่ความเจ็บความตาย โศกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส มากมายเหลือที่จะจาระไนอาการ แต่รวมเรียกว่าเป็นทุกข์. ขณะนี้ก็คืออาการที่เรากำลังเจ็บปวดทุรนทุรายอยู่ ด้วยผลของโรค นี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทได้เป็นมา ได้ ส่งทะยอยกันมาจนถึงกับเกิดโรค หรือเกิดทุกข์. ในทางปฏิบัติเราหยุดมันเสียให้ได้ ตรงที่ไม่ให้ผัสสะ ปรุงเวทนา หรือถ้าพลาดตรงนั้นก็ให้มาทำตรงที่ไม่ให้ เวทนาปรุงเป็นตัณหา หลังจากนี้แล้วช่วยไม่ได้. เพราะ ฉะนั้นเราพยายามมีธรรมะกันให้ได้ตรงที่เมื่อตาเห็นรูป หู ฟังเสียง จมูกได้กลิ่นนี้ โดยที่เราศึกษาอบรมกันอยู่เป็น ประจำในข้อที่ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. แปลว่า คนธรรมดาเขามีแนวว่า ถ้าเกิดผัสสะแล้วก็เกิดเวทนา แล้วเกิดตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ นี้เป็นทางที่เดินกันจน เตียนโล่งไปหมดเดินง่ายที่สุด. แต่เราไม่เอาอย่างนั้น พอ มีผัสสะกระทบแล้วเราก็วกกลับเดินไปในทางของสติปัญญา ไม่เดินไปทางตัวกู-ของกู. หรือแม้ว่าเลยไปจนถึงเวทนา แล้วก็ตาม ยังวกกลับไปในทางของสติปัญญาก็ได้ ไม่ลอย

น.356 ๔๗ ไปตามกระแสแห่งตัวกู-ของกูอย่างนี้ไม่มีทุกข์เลย ทุกวัน ทุกคืนจะไม่มีทุกข์เลย แล้วถ้าทำได้เก่ง คือว่าทำไปตาม วิธีที่ถูกต้องถึงที่สุดแล้ว เป็นพระอรหันต์ได้ในตัวเอง. ถ้าเอาตามหลักที่พระพุทธเจ้าตรัส ก็มีหลักง่ายๆ คือหลักที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสกับพระสาวก ชื่อพาหิยะว่า "ดูกร พาหิยะ เมื่อใดเธอได้เห็นรูป สักว่าตาเห็น ได้ฟัง เสียง สักว่าหูได้ยิน ได้ดมกลิ่น ก็สักแต่ว่าได้กลิ่น ได้ลิ้มรสก็สักแต่ว่าได้ชิม ได้สัมผัสผิวหนัง ก็สักแต่ว่า เป็นการกระทบทางผิวหนัง จะคิดนึกขึ้นมาในใจก็สักแต่ว่า รู้สึกตามธรรมชาติขึ้นมาในใจ เมื่อเป็นดังนี้แล้ว เมื่อนั้น ตัวเธอจักไม่มี (คือตัวกูไม่มี) เมื่อตัวเธอไม่มี การวิ่ง ไปทางโน้นหรือวิ่งมาทางนี้ หรือหยุดอยู่ที่ไหนก็ตาม มัน ก็ไม่มี นั่นแหละคือที่สิ้นสุดของความทุกข์ นั่นแหละ คือนิพพาน" เมื่อใด เป็นอยู่อย่างนั้น เมื่อนั้นเป็นนิพพาน ถ้าเป็นการถาวรก็เป็นนิพพานถาวร ถ้าเป็นชั่วคราวก็เป็น นิพพานชั่วคราว นี่แปลว่า เป็นหลักเพียงอย่างเดียว ไม่มี อย่างอื่น.

น.357 ๔๘ จะปฏิบัติวิธีไหนก็ให้เป็นไปเพื่อเฉยได้หรือหยุดได้ ต่ออารมณ์ที่มากระทบทั้งนั้น จะทำวิปัสสนาแบบไหนก็ ตามเถอะ ถ้าถูกต้องหรือไม่หลอกลวงกันแล้วก็จะต้องมา ในรูปนี้รูปเดียวกัน คือในรูปที่อารมณ์ไม่ปรุงแต่งให้เกิด ความรู้สึกว่าตัวกู-ของกู ขึ้นมาได้ แล้วอันนี้มันไม่ยากที่ จะทำลายกิเลสเพราะเมื่อเป็นอยู่อย่างนี้ ทำได้อย่างนี้มันทำ- ลายกิเลสของมันเอง มันฆ่ากิเลสอยู่ในตัวมันเอง. เปรียบง่ายๆ เหมือนว่าถ้าเราอยากจะไม่ให้มีหนูมา รบกวน เราเอาแมวมาเลี้ยง เรื่องของเราก็เพียงแต่เอาแมว มาเลี้ยง หนูมันก็หมดไปได้ โดยที่เราไม่ต้องจับหนู แมวมันทำหน้าที่ของมันเอง หนูก็ไม่มีได้ สิ่งที่ไม่พึง ปรารถนา ก็ไม่มีเพราะเหตุนี้. นี่เราทำแค่ควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้ถูกวิธีเท่านั้น ตอนที่จะฆ่ากิเลสนั้นมันเป็นการฆ่าของ มันเอง นี้พูดอย่างสมมติ. เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้า ตรัสว่า ถ้าพวกเธออยู่กันให้ถูกต้องแล้ว โลกนี้ก็จะไม่ว่าง จากพระอรหันต์ " ฟังดูให้ดี ๆ ว่าอยู่กันให้ถูกต้องเท่านั้น

น.358 ๔๙ ไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่าเป็นอยู่ให้ถูกต้อง แล้วโลกนี้จะ ไม่ว่างจากพระอรหันต์. คำนี้ไม่ใช่คำเล็กน้อย ใจความมันบอกอยู่แล้ว มันไม่ใช่เล็กน้อยก็ตรงที่ว่า พระพุทธเจ้าท่านสั่งเมื่อใกล้ๆ จะปรินิพพานว่า "อิเม เจ ภิกฺขเว ภิกฺขู สมฺมา วิหเรยฺยํุ อสุญฺโญ โลโก อรหนฺเตหิ อสฺส" ภิกษุทั้งหลาย ถ้า ภิกษุเหล่านี้จักพึงเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกจะไม่ว่างจาก พระอรหันต์. สมฺมา วิหเรยฺยํุ แปลว่า พึงเป็นอยู่หรือ พึงอยู่โดยชอบ. อยู่โดยชอบนี้อยู่อย่างไร โลกจึงจะไม่ว่างจาก พระอรหันต์ ? อยู่โดยชอบก็คือ อยู่ในลักษณะที่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นี้เข้ามาแตะต้องไม่ได้ คือมากระ- ทบนั้นได้ แต่ว่าจะปรุงแต่งให้เกิดเวทนา เกิดตัณหา อุปาทานนั้นไม่ได้ เราอยู่ในลักษณะที่ฉลาด อยู่ด้วยสติ ปัญญาหรือความว่างจากตัวกูอย่างที่กล่าวมาแล้ว เพราะเรา ศึกษาเพียงพอ ปฏิบัติมาจนเคยชินเพียงพอ. เพราะฉะนั้น มันมาก็มากระทบแล้วตายเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง เหมือนกับ

น.359 ๕๐ บ้านเรามีแมว หนูมาจากบ้านอื่น หรือมาจากป่าขึ้นมาบน เรือนเรา มันก็ตายหมด เพราะแมวมันคอยฆ่าอยู่เรื่อย. ถ้าเรามีการเป็นอยู่ที่ถูกต้องตามหลักของความไม่ยึด- มั่นนี้แล้ว รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ก็ไม่ มาทำอันตรายเราได้; มากระทบได้ มาเกี่ยวข้องได้ แต่เรา ใช้มันด้วยสติปัญญา เราจัดการกับมันด้วยสติปัญญา กิน มันก็ได้ บริโภคมันก็ได้ มีมันก็ได้ เก็บมันไว้ก็ได้ แต่ไม่มี ผลเป็นทุกข์ เพราะมันมีค่าเท่ากับไม่มี ไม่เป็น ไม่ใช้ ไม่กิน ไม่เก็บ เพราะไม่มีตัวเรา ไม่มีของเรา. ในทางที่ตรงกันข้ามนั้น มันมีตัวเรา-ของเราเต็มไป หมด เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นทุกข์ตลอดเวลา. ไม่ทันกิน ไม่ทันเก็บมันก็ทุกข์แล้ว กินอยู่ เก็บอยู่มันก็ทุกข์อีก มัน เป็นทุกข์ไปหมดเพราะเหตุนี้ นั่นเรียกว่าไม่อยู่โดยชอบ ไม่ได้เป็นอยู่โดยชอบ ก็กลุ้มไปด้วยโรค หรือความทุกข์. ถ้าเป็นอยู่โดยชอบ มันก็ไม่มีทางที่จะเกิดโรค หรือเกิด ความทุกข์ได้เลย.

น.360 ๕๑ คำ ๆ นี้ อธิบายได้ต่อไป ถึงกับว่าเป็นอยู่อย่างนั้น กิเลสไม่ได้อาหารหล่อเลี้ยง กิเลสผอมตายเอง. เปรียบ เหมือนว่าเสือดุร้ายนี้เราล้อมคอกมันไว้ได้แล้ว เราก็ล้อมมัน มันก็ไม่ได้กินอาหาร เพราะในคอกนั้นมันไม่มีอาหาร เรา ไม่ต้องฆ่ามัน มันก็ตายเอง. เพราะฉะนั้นเราล้อมมันไว้ให้ ถูกวิธี ตรงรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์ ที่มา กระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รอบตัวเรา ล้อมตรงนี้. คือปฏิบัติให้ถูกต่อสิ่งเหล่านี้ ที่ตรงนี้ กิเลสไม่มีทางได้กิน อาหาร ก็ไม่อาจเกิด ไม่อาจเจริญงอกงาม เชื้อของกิเลส จึงหมดไป มันก็เลยไม่มีเชื้อที่จะให้เกิดกิเลส หรือทำให้ เกิดทุกข์. พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าอยู่ให้ชอบ อยู่ให้ถูกวิธีเท่านั้น โลกจักไม่ว่างจากพระอรหันต์ นี้เรียกว่าปฏิบัติตามหลัก ของปฏิจจสมุปบาท เรียกว่าเป็นอยู่ถูกต้องชนิดที่กิเลสเกิด ไม่ได้โดยที่เห็นว่าตัวกู-ของกูนี้เป็นเพียงมายา เพราะมัน เพิ่งเกิดต่อเมื่อมีรูปมากระทบตา เสียงมากระทบหูเป็นต้น เกิดเวทนาแล้วปรุงเป็นความอยาก ถ้าอย่าให้มีอะไรมาปรุง เป็นความอยาก มันไม่เกิดอุปาทานว่าตัวกูว่าของกู.

น.361 ๕๒ เพราะฉะนั้น พึงเข้าใจให้ถูกต้องว่ามันเพิ่งเกิด หยกๆ เพราะการปรุงขึ้นมา ไม่ใช่ตัวจริง, มันเป็นมายา เหมือนกับหน่วยคลื่น ที่เกิดขึ้นเพราะลมพัดน้ำ น้ำก็มีอยู่ จริง ลมก็มีอยู่จริง แต่ตัวคลื่นนั้นเป็นมายา. นี่เปรียบ เทียบโดยวัตถุ แต่จะเอาเป็นเรื่องเดียวกันแท้ไม่ได้ มุ่ง แต่จะชี้ ตรงความเป็นมายาของคลื่นที่เกิดขึ้นมา เพราะ การปรุงแต่ง คือลมพัดน้ำให้กระฉอกเป็นคลื่นยกเป็นสัน ลูกคลื่นขึ้นมาแล้วก็หายไป. เพราะฉะนั้นความรู้สึกว่าตัว กู-ของกูคราวหนึ่ง ๆ ในวันหนึ่ง ๆ ซึ่งเกิดอยู่หลาย ๆ คราวนั้น ก็เป็นเหมือนคลื่นที่มีมาจากน้ำ คืออารมณ์ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส แล้วก็กระทบด้วยลม คือความโง่ ความหลง อวิชชา แล้วเกิดเป็นคลื่น คือตัวกู-ของกู โผล่ขึ้นมาเป็นคราว ๆ วันหนึ่งหลายคราว. ความรู้สึกว่าตัวกู-ของกูหรือ Egoism โผล่ขึ้นมา คราวหนึ่งนี้ ท่านเรียกว่าชาติหนึ่ง ชาติคือความเกิดทีหนึ่ง. นี่แหละ ความเกิดที่แท้จริงหมายถึงความเกิดของสิ่ง นี้ อย่าได้ไปหมายถึงเกิดจากท้องแม่ คนหนึ่งเกิดจาก

น.362 ๕๓ ท้องแม่ทีหนึ่งแล้วก็เข้าโลงไปทีหนึ่ง นั้นไม่ใช่ความเกิดที่ พระพุทธเจ้าท่านมุ่งหมาย มันเป็นความเกิดทาง Physical มากเกินไป. ความเกิดที่พระพุทธเจ้าท่านมุ่งหมายนั้นเป็นฝ่าย Spiritual หมายถึงความเกิดที่เป็นอุปาทานว่าตัวกู-ของกู วันหนึ่งเกิดได้ หลายชาติหลายสิบชาติ หรือหลายร้อยชาติ ก็ตาม แล้วแต่ว่าใครจะเกิดเก่งสักกี่มากน้อย แต่ทุกคราว จะต้องเป็นชาติ เป็นตัวกู-ของกู ขึ้นมาทีหนึ่งเสมอไป แล้วมันก็ค่อยจางไป เดี๋ยวมันก็ค่อยดับไป แล้วก็ตายไป เดี๋ยวก็เกิดโผล่มาใหม่อีก เมื่อไปกระทบรูป เสียง หรือ กลิ่น รส อย่างอื่นขึ้นอีก. และแต่ละชาติก็มีปฏิกิริยา (re-action) ส่งต่อถึงกันอย่างที่เรียกว่ากรรมเก่าของชาติ ก่อนส่งผลที่ให้เกิดในชาตินี้ เป็นอย่างนี้ เป็นผลขึ้นมา แล้วส่งต่อกันไปอย่างนี้ทุกๆ ชาติ. คำว่าผลกรรม หรือการรับผลกรรมก็มุ่งหมายอย่างนี้ และถูกตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอน ถ้าไม่อย่างนั้นจะออก นอกเรื่องนอกราวไป. เราต้องเข้าใจ เรื่องเกิด เรื่องกรรม และการรับผลกรรม อย่างนี้.

น.363 ๕๔ อย่างว่าเกิดเป็นผู้อยากได้ของรักอย่างใดขึ้นมาแล้ว ตายไป แล้วเกิดเป็นผู้ไปขโมยหรือว่าไปทำโจรกรรมเข้า จริงๆ แล้วก็ตายไป แล้วไปเกิดเป็นผู้บริโภคสิ่งนั้นเข้า ไป หรือว่าไม่ได้บริโภคสิ่งนั้นเข้าไป เดี๋ยวไปเกิดเป็น จำเลย ถูกกล่าวหาแล้วเดี๋ยวไปเกิดเป็นนักโทษอยู่ในตะราง แล้ว ความเกิดอย่างนี้มีได้มาก และสับสนอย่างยิ่ง หลายสายหลายแนวคลุกเคล้ากันไป ดูมันให้ดี ๆ จะเข้าใจ. ถ้าหยุดความเกิดเสียได้เมื่อไร เมื่อนั้นเป็นนิพพาน ซึ่งไม่ เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย. ถ้ายังมีการเกิดเป็นต้องรู้สึกว่าตัวกู-ของกูเรื่อย ก็ เป็นวัฏฏสงสารไปเรื่อย คือทุกข์เรื่อย เป็นลูกโซ่ไปเลย. แต่เราอย่าไปเข้าใจผิดตรงที่ว่า ไม่เกิดๆ นี้มันหมาย ถึงว่างจนขนาดว่าไม่มีความรู้สึกอะไรเลย ไปนั่งตัวแข็ง เป็นท่อนไม้นี้ไม่ใช่ มันกลับว่องไว (active) มากที่สุด ที่ว่างจากตัวกูหรือว่างจากความเกิดมากที่สุดนั้น กลับเป็น สติปัญญามากที่สุด ทำอะไรได้คล่องแคล่วที่สุด เพราะ มันไม่อาจคิดผิด พูดผิด ทำผิด มันจึงทำได้รวดเร็ว.

น.364 ๕๕ ที่ว่ามันไม่มีทางที่จะทำผิดได้ เพราะมันเป็นสติปัญญา อยู่โดยธรรมชาติ ในตัวธรรมชาติโดยอัตโนมัติ สิ่งที่เรียก ว่า ความว่างจากตัวกู มันเป็นอย่างนี้เอง. "เรา" ที่ว่าว่าง จากตัวกู หรือผู้ที่ว่างจากของกู หรือผู้ที่นิพพานอยู่นี้ ทำอะไรได้หมด แต่แล้วไม่ทำอะไรผิดเลย เป็นไปเพื่อ ประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่ง รวดเร็วอย่างยิ่ง มากมายอย่างยิ่ง นี่มันดีอย่างนี้. อย่าได้ไปเข้าใจว่า ถ้าเกิดความรู้สึกอย่างนี้แล้วมัน ทำอะไรไม่ได้ หยุดทำอะไรไปหมด หนืดไปหมด เนือย ไปหมด หรือมันเฉยไปเลย. อย่างนั้นว่าเอาเอง เพราะ ความโง่ของตัวเอง ก็เลยทำให้กลัว กลัวความว่าง กลัว นิพพาน หรือกลัวจะหมดกิเลสตัณหา แล้วก็ไม่สนุกอย่าง นี้เป็นต้น. ความหมดกิเลสตัณหา ยิ่งสนุกอย่างยิ่ง ยิ่งเป็นสุข อย่างยิ่ง แต่ถึงอย่างไรก็ต้องเป็นความสุข หรือความสนุก ที่แท้จริง คือจะไม่เป็นอันตราย ไม่หลอกลวง ไม่เป็น มายา.

น.365 ๕๖ ในความสุขสนุกสนานของคนปุถุชนนั้น มันไม่จริง มันหลอกลวง มันเป็นมายา แล้วมันใส่ความทุกข์ให้แก่ผู้ นั้น เหมือนกับเหยื่อที่ใครกินเข้าไปแล้วมันก็ติดเบ็ด นี้ เรียกว่าตกอยู่ใต้อำนาจพญามาร มันก็วุ่นอยู่ตลอดเวลา มันก็จมอยู่ในวัฏฏสงสาร คือห่วงโซ่ของความทุกข์ หรือว่า ทะเลวนของความทุกข์ พ้นขึ้นมาไม่ได้. นี้เรียกว่าเราอาศัยการดับตัวกูเสียได้ ด้วยมองเห็น ตัวกู-ของกูนี้เป็นมายา โดยอาศัยการปฏิบัติตามหลัก ของปฏิจจสมุปบาท นับว่าเป็นสายหนึ่งแนวหนึ่ง หรือวิธี หนึ่ง. อาตมาจะยกตัวอย่างมาหลายๆแนวเพื่อให้เป็นตัวอย่าง เช่นว่ามองที่อารมณ์ คือมองลงไปที่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ หกประการที่จะมากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่าแม้แต่อารมณ์นี้ มันก็เป็นมายา โดยอาศัย ความรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. เราอย่าทำเล่นกับเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันไม่ ใช่เรื่องสำหรับคนแก่ หรือว่าเป็นเรื่องเอาไว้สวดศพคน

น.366 ๕๗ ตายแล้ว มันเป็นเรื่องที่ต้องนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน สำหรับคนเป็น ๆ. ถ้าใครสามารถเอาความรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เข้ามากำกับอยู่ในชีวิตประจำวันแล้ว คนนั้นได้ชื่อว่ามีเชื้อ ต้านทานโรคสูงสุด แล้วอารมณ์ รูป เสียง กลิ่น รส นั้น จะไม่เกิดเป็นพิษขึ้นมาได้ เราจะมีอยู่เป็นอยู่อย่างมีความ เกษม. บาลีใช้คำว่า เขมะ เกษมนี้เป็นภาษาสันสกฤต คือ กษมะ แล้วมาเป็นไทยว่า เกษม เราจะเป็นอยู่อย่างเกษม. ก็น่าแปลกเหมือนกันที่ท่านไม่ใช้คำว่าเป็นสุข เพราะ คำว่าสุขนี้มันออกจะเป็นมายา หรือหลอกลวงอยู่รูปหนึ่ง เหมือนกัน เอาแค่เกษมก็แล้วกัน เกษมหมายความว่าอิสระ และสงบเย็น. ถ้าจะพูดให้เห็นชัดหน่อย ไม่ให้เป็นที่ตั้งของความ หลง ก็เรียกว่า เกษมจากโยคะ. โยคะคือเครื่องรบกวน เกษมจากเครื่องรบกวนนั้นคือว่าง หรือนิพพาน.

น.367 ๕๘ หากต้องการจะมีชีวิตอย่างเกษมแล้วต้องอาศัยความรู้ เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้สมบูรณ์. มันจะต่อต้านกัน ได้กับอารมณ์ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่มากระทบ ไม่ให้ไปหลงรักหรือหลงเกลียด. เรื่องวุ่นวายมีอยู่ ๒ อย่างเท่านั้น คือไปหลงรักอย่าง หนึ่ง ไปหลงเกลียดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องหัวเราะ และร้องไห้. ถ้าใครมองเห็นว่าหัวเราะ มันก็กระหืดกระ- หอบ มันเหนื่อยเหมือนกัน ร้องไห้นี้ มันก็กระหืดกระ- หอบเหมือนกัน สู้อยู่เฉยๆ ดีกว่า อย่าต้องหัวเราะ อย่า ต้องร้องไห้ นี่แหละมันเป็นความเกษม. เพราะฉะนั้นเราอย่าได้ตกเป็นทาสของอารมณ์จนไป หัวเราะหรือร้องไห้ตามที่อารมณ์มายั่ว เราเป็นอิสระแก่ตัว หยุดอยู่หรือเกษมอยู่ อย่างนี้ดีกว่า นี่คือ การที่เราใช้ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นเครื่องมือกำกับชีวิตเป็น ประจำวัน สามารถเห็นว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เป็นมายา เป็น Illusion เหมือนอย่างที่ตัวกู-ของกูเป็น Illusion เพราะว่าตัวกู-ของกู มันเกิดจากอารมณ์. ตัวกู- ของกูเป็นมายา อารมณ์ทั้งหลายก็เป็นมายา เห็นได้ด้วย

น.368 ๕๙ หลัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โรคไม่เกิด ความทุกข์ ก็ไม่เกิด. ทีนี้เราจะตัดลัดมองไปดูสิ่งที่เป็นสุขเวทนา คือ สุขสนุกสนาน เอร็ดอร่อย ที่เป็นสุขนั้น เรียกว่าสุขเวทนา. ตัวสุขเวทนานั้นมันเป็นมายา เพราะว่ามันเป็นเหมือนลูก คลื่นที่เกิดขึ้นเป็นคราว ๆ ไม่ใช่ตัวจริงอะไร. ที่พูดดังนี้ก็เ พราะว่าในบรรดาสิ่งทั้งปวงในโลกทั้งหมด ทุกโลกไม่ว่า โลกไหน มันมีค่าอยู่ก็ตรงที่ให้เกิดสุขเวทนา . คิดดูให้ดีว่า ท่านศึกษาเล่าเรียนทำไม ท่านประกอบ อาชีพ หน้าที่การงานทำไม ท่านสะสมทรัพย์สมบัติเกียรติ ชื่อเสียงพวกพ้องบริวารทำไม มันก็เพื่อสุขเวทนาอย่าง เดียว เพราะฉะนั้นแปลว่าอะไรๆ มันก็มารวมจุดอยู่ที่สุข- เวทนาหมด. ฉะนั้นถ้าเรามีความรู้ในเรื่องนี้ จัดการกับ เรื่องนี้ให้ถูกต้องเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น ทุกเรื่องมันถูกหมด เพราะฉะนั้นจะต้องดูสุขเวทนาให้ถูกต้องตามที่เป็นจริงว่า มันก็เป็นมายาชนิดหนึ่ง. เราจะต้องจัดการให้สมกันกับที่มันเป็นมายา ไม่ใช่ว่า จะต้องไปตั้งข้อรังเกียจ เกลียดชังมัน อย่างนั้นมันยิ่งบ้า-

น.369 ๖๐ บอที่สุด ถ้าเข้าไปหลงรักหลงเป็นทาสมัน ก็เป็นเรื่องบ้า- บอที่สุด แต่ว่าจะไปจัดการกับมันอย่างไรให้ถูกต้อง นั่น แหละเป็นธรรมะ เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า ที่จะเอา ชนะความทุกข์ได้ และไม่ต้องเป็นโรคทางวิญญาณ. มันก็ต้องทำโดยวิธีพิจารณาให้เห็นว่าสุขเวทนานี้ที่ แท้ก็คือมายา เป็นเหมือนลูกคลื่นลูกหนึ่งที่เกิดขึ้นเพราะ น้ำถูกลมพัด. หมายความว่า เมื่อ รูป เสียง กลิ่น รส เข้า มา แล้วความโง่คืออวิชชา โมหะออกรับ กระทบกันแล้ว เกิดเป็นคลื่นกล่าวคือสุขเวทนาขึ้นมา เดี๋ยวมันก็แตกกระ- จายไป. ถ้ามองเห็นอย่างนี้แล้ว เราก็ไม่ตกเป็นทาสของ สุขเวทนา เราสามารถจะควบคุม จะจัด จะทำกับมันได้ ในวิธีที่ไม่เป็นทุกข์ ครอบครัวก็ไม่เป็นทุกข์ เพื่อนบ้านก็ ไม่เป็นทุกข์ คนทั้งโลกก็พลอยไม่เป็นทุกข์ เพราะมีเรา เป็นมูลเหตุ. ถ้าทุกคนเป็นอย่างนี้โลกนี้ก็มีสันติภาพถาวร คือเป็นความสุขที่แท้จริงและถาวร. นี่คืออานิสงส์ของการ หายจากโรค โดยวิธีต่าง ๆ กัน ไม่เป็นโรคตัวกู ไม่เป็น โรคของกู.

น.370 ๖๑ อาตมายกตัวอย่างมาเพียง ๓ อย่างก็พอแล้ว เพราะ เวลาก็จะหมดอยู่แล้ว เราจะเห็นตัวกู-ของกูนี้เป็นมายา โดยหลักของ ปฏิจจสมุปบาท ก็ได้; หรือว่าอีกวิธีหนึ่งเราจะ เห็นอารมณ์ทั้งหก คือ รูป เสียง กลิ่น รส นี้มันเป็นมายา โดยหลักของ อนิจจังทุกขังอนัตต า ก็ได้; หรือว่าเราจะเห็น สุขเวทนาว่าเป็นของ มายา อย่างนี้ก็ได้. ทั้งหมดจะเห็นได้อย่างนั้น ก็ต้องดูให้ดี หรือระมัด ระวังให้ดี มีสติสัมปชัญญะกันให้มากตรงขณะที่อารมณ์ กระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย นั่นเอง เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านกำชับพระพาหิยะ ให้เห็นสักว่า เห็น ได้ยินสักว่าได้ยิน อย่าให้ปรุงเวทนาหรือถ้าปรุงเป็น เวทนาแล้ว ก็อย่าให้ปรุงเป็นตัณหา. ก็ยังได้อีกทีหนึ่ง แล้วก็ไปสนใจเรื่องว่างเรื่องวุ่นให้มากที่สุด. พูดเพียงครั้งเดียว หรือฟังเพียงครั้งแรกนี้ พอเข้าใจ เลาๆ ต้องไปสังเกตจนจับให้ได้ว่า เราเองนี้แท้จริงก็มี ว่างอยู่มาก เวลาที่เราว่างไม่วุ่นหรือมีสติปัญญามีอยู่มาก.

น.371 ๖๒ วุ่นหรือความรู้สึกที่เป็นตัวกู-ของกูนั้นมันมาเป็นพักๆคราวๆ ที่เรียกว่าความเกิดนั้นมันมาเป็นคราวๆ เกิดทุกทีเป็นทุกข์ ทุกที แต่ว่าขณะที่ไม่เกิดนั้นไม่เป็นทุกข์เลยและมีอยู่มาก. แล้วคนก็โง่เองมองข้ามไปเสียเอง คือมองข้ามนิพพานที่มี อยู่เองไปเสีย มันจึงมองไม่เห็นว่ามีนิพพาน. แม้เป็นนิพพานน้อยๆ นิพพานชิมลองก็จริง แต่ว่า ก็เป็นนิพพานอย่างเดียวกับนิพพานจริงหรือนิพพานถาวร เพียงแต่ว่ามันไม่ถาวร เพราะว่าเราไม่สามารถป้องกันโรค ไม่สามารถทำลายโรค โรคจึงเข้ามาแทรกเป็นพัก ๆ นิพพานก็ขาดเป็นห้วง ๆ. ถ้าใครมีบุญคือฉลาดถึงกับรู้ว่าโดยที่แท้จิตโดยพื้น- ฐานนั้นมันว่าง หรือเป็นนิพพานอยู่เองแล้ว เรื่องมันก็ ระวังอยู่แต่เพียงว่า อย่าให้ของใหม่เข้ามาแทรกแซง เจ้า บ้านว่างดีอยู่แล้ว แขกอาคันตุกะนั้นคือวุ่น เพราะฉะนั้น อย่าให้มันเข้ามา ไล่มันออกไป ไม่ให้มันเข้ามาในบ้านใน เรือนของเรา มันก็ว่างอยู่ตลอดเวลาได้.

น.372 ๖๓ วิธีไล่ออกไปก็คือวิธีปฏิบัติธรรมะ ตามหลักของ พระพุทธเจ้า. นี่เป็นเหตุให้เกิดกำลังใจ เกิด ฉันทะ ความ เชื่อศรัทธาแน่นแฟ้นในธรรมะ. เกิด วิริยะ ความพากเพียร เอาจริงในธรรมะ เกิด จิตตะ เอาจิตจดจ่ออยู่กับธรรมะ. เกิด วิมังสา สอดส่องอยู่เสมอ แล้วมันก็สำเร็จ เป็นของที่ไม่ ยาก. แต่ว่าถ้าโง่ในตอนแรกแล้ว มันยากอย่างยิ่ง คือว่า ยากยิ่งกว่ากลิ้งครกขึ้นภูเขา; แต่ถ้าคลำถูกเงื่อนถูกปมแล้ว ละก็ มันง่ายยิ่งกว่ากลิ้งครกลงมาจากภูเขา. อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า เราต้องมีความรู้สึกตัวอยู่เสมอ อย่าลืมและอย่าประมาท คอยจับให้พบความว่างและความ วุ่นที่เกิดอยู่เป็นประจำวัน. คำว่า เรา นี้หมายถึง จิต ไม่ใช่เราคือตัวกู-ของกู ให้มีจิตรักและพอใจในความว่าง คือนิพพานนี้อยู่เสมอไป อย่าได้มีจิตโน้มไปในทางที่เข้าใจผิด ไปหลงสิ่งที่วุ่น. เดี๋ยวนี้ปัญหายากที่สุดมันอยู่ตรงที่ทุกคน ไม่ชอบ ความดับทุกข์ จนไม่กล้ายืนยันว่าเกิดมานี้เพื่อไม่ทุกข์ มันกลายเป็นว่าเกิดมาเพื่ออะไรก็ได้เอาทั้งนั้น ขอแต่ให้ได้

น.373 ๖๔ ตามใจตัว ได้สนุกก็แล้วกัน ก็เลยปล่อยตามเรื่องไปหมด ที่จริงเรื่องดับทุกข์นี้มันไม่ยากไม่เหลือวิสัยอะไร มันก็พอๆ กับการงานต่างๆ แต่เราไม่เข้าใจ เราหันหลังให้ เพราะ ฉะนั้น จึงเป็นทุกข์อยู่เรื่อย. เป็นอันว่าความหมดโรค หรือไม่เป็นโรค ทาง วิญญาณนี้ มันอยู่ตรงที่รู้จักทำไม่ให้ ตัวกู-ของกู เกิด ขึ้นมา นั่นแหละคือความไม่มีโรค ซึ่งเราเรียกกันว่า เป็นลาภอย่างยิ่ง. คำนี้เป็นคำโฆษณาชวนเชื่อของคนขายยาครั้งพุทธ- กาลว่า : อโรคยา ปรมา ลาภา เที่ยวร้องก้องไปตามสี่ แยกไปตามถนนหนทาง มันไม่ได้หมายถึงโรคอย่างที่มัน เป็นเพียงโรคปวดฟัน หรืออะไรทำนองนั้น. โรคทาง วิญญาณของพระพุทธเจ้านี้ ท่านหมายถึงโรคที่เป็นทุกข์ อย่างยิ่ง ซึ่งเป็นโรคอย่างแท้จริงอย่างนี้ แล้วความหมด โรคก็ต้องหมด "ตัวกู-ของกู" จริงถึงขนาดนี้. เราพ้นโรคอยู่เป็นประจำทุกวันนี้ก็เป็นการพ้นโรค อย่างตทังคปหานตทังควิมตติ, มันพ้นโรคโดย co-incident อยู่เป็นประจำวันอยู่เหมือนกัน co-incident ก็มีมาอีกรูป

น.374 ๖๕ หนึ่งคือว่า มีโรคฟรุ๊คเกิดขึ้นมาแทรกแซงอยู่เสมอเหมือน กัน. แต่อย่างไรก็ดี. เราอย่าลืมว่าเราพ้นโรคเป็นประจำ ตามธรรมดา โดยไม่รู้สึกตัวนั้นก็มีอยู่ เรียกว่า ตทังค- วิมุตติ. ทีนี้บางคราว เราตั้งอกตั้งใจควบคุมมัน ก็ว่างได้ มากกว่านั้นอีก พ้นจากโรคได้มากขึ้นไปอีก อย่างนี้เรียก ว่า วิกขัมภนวิมุตติ เพราะเราคอยควบคุมมันไว้. ถ้าเราจัดการได้เด็ดขาดเลย ถอนรากถอนเง่าถอน เชื้อได้หมดเลย อย่างนี้เรียกว่า สมุจเฉทวิมุุตติ หรือสมุจ เฉทปหาน คือฆ่าตายเลย ไม่เพียงแต่ฟรุ๊ ค หรือไม่เพียง แต่ข่มขี่ไว้ชั่วคราว. ฉะนั้น ตามธรรมดาเราจึงได้ผลอย่างน้อยก็ได้ผลเป็น ตทังควิมุตติ ได้กำไรมากอยู่แล้ว, ถ้ามากกว่านั้นก็เป็น วิกขัมภนวิมุตติและเป็นสมุจเฉทวิมุตติ ซึ่งเป็นอันดับสุด ท้ายไปเลย เราก็ไม่ได้เป็นอยู่ด้วยความโลภความโกรธ ความหลง และความปรารถนาต่างๆ แต่ว่าเป็นอยู่ด้วยความ เกษม เต็มอยู่ด้วยสติปัญญา เป็นความไม่ทุกข์ไม่ร้อน เป็นความสดชื่นเหมือนกับภาวะแห่งความหนุ่มความสาวที่ ไม่รู้จักแก่เฒ่า นี่แหละคือความหายจากโรคทางวิญญาณ.

น.375 ๖๖ ในที่สุดนี้ ก็ขอให้เราทุกคนที่รวมกลุ่มกันเป็นกลุ่ม ของพุทธบริษัทนี้ รู้จักความมุ่งหมายอันแท้จริงของการ รวมกลุ่ม ถ้าเห็นว่าดีจริงอย่างนี้แล้ว ก็ช่วยกันสามัคคีกัน ในการที่จะเสียสละสิ่งที่ถูกกว่า เพื่อซื้อเอาสิ่งที่แพงกว่า ดีกว่าประเสริฐกว่า เข้ามาให้ได้ คือช่วยกันรักษากิจการ นี้ไว้อย่าให้ล้มไป ให้เจริญก้าวหน้า เพื่อประโยชน์แก่ ตัวเราเอง แก่เพื่อนมนุษย์ทุกคน ก็จะได้ชื่อว่าเกิดมาที หนึ่ง ได้ทำสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะทำ และได้รับสิ่งที่ ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ แล้วมันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า นั้น มันมีเพียงเท่านั้น. ก็เป็นอันว่าจบเรื่องที่จะต้องเรียนจะต้องทำ หรือว่า จะต้องเสวยผลของการกระทำ และมีชีวิตอยู่โดยไม่เป็น ทุกข์เลย ทั้งในขณะแสวงหาและขณะบริโภค. เมื่อประ- กอบการงานเพื่อแสวงหา รวมทั้งการศึกษาเล่าเรียน การ ทำอาชีพเหล่านี้ เป็นการแสวงหา ขณะนี้เราก็ไม่เป็นทุกข์. ครั้นได้ผลเป็นเงินเป็นทองทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ ชื่อเสียง อะไรมาบริโภค เราก็ไม่เป็นทุกข์. มันไม่เป็นทุกข์ทั้ง ๒ สถานอย่างนี้ เราก็วิเศษอย่างยิ่ง เหมือนกับ ไปจับปลา มากินก็ไม่ถูกเงี่ยงปลาตำ ได้ปลามากินก็ไม่ถูก

น.376 ๖๗ ก้างปลาเลย เมื่อจับปลาก็ไม่ทุกข์ เมื่อกินปลาก็ไม่ทุกข์ มันก็หมดกันเท่านั้น มันไม่มีอะไรมากกว่านั้น. เพราะฉะนั้น ขอให้ทุกคนรู้จักโรคทั้งทางกาย (Physical disease), ทางจิต (Mental disease) และทั้งทางวิญญาณ (Spiritual disease) กันให้ครบถ้วน อย่าให้ขาดตกบกพร่อง เว้าแหว่ง แต่ประการใด แล้ว แก้ไขเยียวยามันไปทุกโรค ให้เป็นผู้ไม่มีโรคและ ได้ชื่อว่า อโรคยา ปรมา ลาภา ที่แท้จริง. อาตมาขอยุติการบรรยาย "ใจความทั้งหมด ของพระพุทธศาสนา" ในโอกาสนี้เพียงเท่านี้.

น.377 ธรรมกถาในโอกาสพิเศษ ณ ชุมนุมศึกษาพุทธธรรม (ศิริราช) ในอุปการะของคณะแพทย์ศาสตร์และศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ เรื่อง ความว่าง พระราชชัยกวี (ภิกขุ พุทธทาส อินทปัญโญ) แสดง ณ หอประชุมราชแพทยาลัย ศิริราชพยาบาล ๗ มกราคม ๒๕๐๕ ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! การบรรยายในวันนี้จะได้ว่าด้วยเรื่อง "ความว่าง" ทั้งนี้เป็นความต้องการของท่านผู้อำนวยการ การอบรม. เนื่องจากการบรรยายครั้งที่แล้วมาได้กล่าวถึงความว่าง ในฐานะที่เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง แต่โอกาสไม่อำนวย ให้กล่าวถึงเรื่องนั้นแต่เรื่องเดียวโดยเฉพาะ เพื่อความเข้า ใจที่ทั่วถึง เพราะฉะนั้น เรื่องความว่างจึงยังมีความคลุม-

น.378 ๖๙ เครืออยู่บางประการ จึงได้มีการบรรยายเฉพาะเรื่องความ ว่างอย่างเดียวในวันนี้. ท่านทั้งหลายควรจะทราบว่าเรื่อง ความว่าง นั้นเป็น เรื่องที่เข้าใจยากที่สุด ในบรรดาเรื่องของพุทธศาสนา ทั้งนี้ เพราะว่า เป็นเรื่องหัวใจอย่างยิ่งของพุทธศาสนา นั่นเอง. สิ่งที่เรียกกันว่าหัวใจ ก็พอจะมองเห็นหรือเข้าใจกัน ได้ทุกคนว่า หมายถึงสิ่งที่ลึก ที่ละเอียด สุขุม ประณีต ไม่ เป็นวิสัยแห่งการเดา หรือความตรึกไปตามความเคยชิน หรือตามกิริยาอาการของคนธรรมดา แต่จะเข้าใจได้ก็ด้วย การตั้งอกตั้งใจศึกษา. คำว่า "ศึกษา" นี้ มีความหมายอย่างยิ่งอยู่ตรง การสังเกตสนใจ สังเกตพิจารณาอยู่เสมอ ทุกคราวที่มี เรื่องอะไรเกิดขึ้นกับใจ ที่เป็นความทุกข์หรือเป็นความสุข ก็ตาม ผู้ที่มีความคุ้นเคยกับการสังเกตในเรื่อง ทางจิตใจเท่านั้นที่จะเข้าใจธรรมะได้ดี ผู้ที่เพียง แต่อ่าน ๆ ไม่สามารถจะเข้าใจธรรมะได้ บางทียิ่ง ไปกว่านั้นก็คือจะเฝือ แต่ถ้าเป็นผู้ที่พยายามสังเกตเรื่อง

น.379 ๗๐ เกี่ยวกับจิตใจของตนเอง โดยเอาเรื่องจริงในใจของตัวเอง เป็นเกณฑ์อยู่เสมอแล้ว ย่อมไม่มีทางที่จะฟั่นเฝือ จะเข้าใจ สิ่งที่เรียกว่าความทุกข์ และความดับทุกข์ได้ดี และในที่สุด ก็จะเข้าใจธรรมะ คือจะไปอ่านหนังสือก็จะรู้เรื่องดี. ลักษณะอย่างนี้เราเรียกว่ามี Spiritual experience มาก. คนเราตั้งแต่เกิดมาจนกว่าจะตาย ย่อมเต็มไป ด้วยสิ่ง ๆ นี้ คือการที่ใจของเราได้สัมผัสกันเข้ากับสิ่งแวด ล้อม แล้วเกิดผลเป็นอะไรขึ้นมา คราวไหนเป็นอย่างไร และคราวไหนเป็นอย่างไร. เพราะว่าเรื่องที่เป็นไปเองนั้น ย่อมมีได้ทั้งฝ่ายที่เป็นทุกข์ และทั้งฝ่ายที่ไม่เป็นทุกข์ คือ ทำให้ฉลาดขึ้น และมีจิตใจเป็นปกติเข้มแข็งขึ้น. เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราคอยสังเกตว่าความคิด เดินไปในรูปใด มันก่อให้เกิดความว่างจากความทุกข์; อย่างนี้แล้วจะมีความรู้ดีที่สุด และมีความเคยชินใน การที่จะรู้สึกเข้าใจ หรือเข้าถึงความว่างจากความทุกข์ นั้นได้มากขึ้น.

น.380 ๗๑ เพราะฉะนั้น จะต้องทำในใจไว้อย่างนั้น จึงจะเข้าใจ เรื่องที่เรียกว่าลึก หรือประณีต ละเอียดสุขุมเช่นเรื่อง ความว่างนี้ได้. ท่านทั้งหลายควรจะระลึกถึงข้อที่ได้กล่าวในการ บรรยายครั้งก่อนว่า พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายเรียกพระ- พุทธเจ้าว่า แพทย์ในทางวิญญาณ และแบ่งโรคของ คนเราออกเป็นโรคทางฝ่ายร่างกาย ฝ่ายจิตใจ และโรค ทางฝ่ายวิญญาณ. โรคที่เราจะต้องไปโรงพยาบาลตามธรรมดา หรือไปโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาที่ปากคลองสาน เหล่า นี้เรียกว่า โรคทางกายทั้งนั้น. ส่วนโรคทางวิญญาณนั้น หมายถึงโรคที่ต้องแก้กันด้วยธรรมะ ; เพราะฉะนั้น จึงมี โรคทางจิต หรือทางวิญญาณอีกประเภทหนึ่งต่างหากจาก โรคทางกาย. ข้อความในอรรถกถาเรียกโรคอย่างนี้ว่าโรค ทางจิต. แต่ว่าในภาษาไทยเราเอาคำว่า "โรคจิต" นี้มาใช้กับ โรคทางกาย เช่นโรคที่จะต้องไปโรงพยาบาลที่ปากคลอง- สานนั้น เราเรียกกันว่า โรคจิต ; แต่โรคอย่างนี้ในภาษา

น.381 ๗๒ บาลีในทางธรรมะ ยังเรียกเป็นโรคทางกายอยู่นั่นเอง. การแบ่งโรคเป็นโรคกายกับโรคจิต จึงมีต่างกันกับที่เรา แบ่งกันในภาษาไทยเรา. เพราะฉะนั้น อาตมาจึงได้ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าท่าน ทั้งหลายจะเข้าใจโรค ก็ควรจะแยกเป็นโรคทางกายแท้ ๆ คือทาง Physical และโรคทางกายที่ลึกเข้าไปคือทาง Mental ทั้งสองอย่างนี้ เอาไว้ทางฝ่ายร่างกาย. ส่วนอีกฝ่ายหนึ่ง นั้นก็คือฝ่าย Spiritual คือโรคที่เกิดจากสติปัญญา ไม่ใช่ที่ เกิดแก่ระบบประสาทหรือมันสมอง แต่เกิดแก่ระบบของ สติปัญญา ที่จะรู้สึกเข้าใจชีวิต หรือโลกตามที่เป็นจริง เพราะฉะนั้นท่านจึงหมายถึงความหลง หรืออวิชชา หรือ ความเข้าใจผิดที่เนื่องมาจากอวิชชานั้น จนมีการกระทำที่ ผิด ๆ จนต้องเป็นทุกข์ ทั้งที่เราไม่เป็นโรคทาง Physical หรือทาง Mental นี้เป็นความหมายข้อแรกที่ต้องกำหนด ไว้เป็นพื้นฐาน. ที่ว่าเมื่อเรามีโรคทาง Spiritual แล้วเราจะแก้กัน ด้วยอะไร ? ถ้ากล่าวทางธรรมะ ต้องแก้ด้วยสิ่งที่เรียกว่า

น.382 ๗๓ "ความว่าง" นั่นเอง และยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่า สิ่งที่เรียกว่า ความว่าง หรือสุญญตา ในภาษาบาลีนั้นมันเป็นทั้ง ยา แก้โรค และเป็นทั้ง ความหายจากโรค เพราะว่าเราไม่มี อะไรมากไปกว่านั้น. ยาที่จะแก้โรคก็คือความรู้ หรือการปฏิบัติ จนทำให้ เกิดความว่าง; ทีนี้ถ้าความว่างเกิดขึ้นมาแล้ว ก็จะเป็นยา แก้โรค และเมื่อหายจากโรคก็ไม่มีอะไร นอกจากความว่าง จากความทุกข์ หรือจากกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์. เพราะฉะนั้น คำว่า "ความว่าง" จึงหมายถึงทั้งยาแก้ โรค และความหายจากโรค, ความว่างที่มีขอบเขตกว้าง มีความหมายกว้างนั้น หมายถึงความว่างอยู่ในตัวมันเองคือ ถ้าว่าเป็นความว่างแล้วต้องเป็นตัวเอง คือตัวมันเอง ไม่มี อะไรมาแตะต้อง ปรุงแต่งแก้ไข หรือทำอะไรกับมันได้ จึง ถือว่าเป็นสภาพที่เป็นนิรันดร คือไม่ต้องเกิดในทีแรก แล้ว ดับไปในที่สุด มันจึงมี"ความมีความเป็น" อยู่อีกชนิดหนึ่ง ไม่เหมือนกับความมีความเป็นของสิ่งอื่นๆ ซึ่งมีการเกิดขึ้น

น.383 ๗๔ แล้วดับไป แต่เราก็ไม่มีคำอื่นใช้ เราจึงเรียกว่าความมี ความเป็น มีสภาพที่เรียกว่าความว่าง นี้อยู่เป็นนิรันดร. ถ้าใครเข้าถึง หมายความว่า ถ้าจิตใจของผู้ใดเข้าถึง สิ่ง ๆ นี้มันก็จะเป็นยาแก้โรค และเป็นความหายจากโรคขึ้น มาทันที เป็นสภาพที่ว่างนิรันดร คือไม่มีโรคนั่นเอง. ท่านทั้งหลายลองพยายามคอยจับความหมายของคำว่า "ความว่าง" หรือที่เรียกเป็นบาลีว่า "สุญญตา" นี้ให้ดี ๆ ซึ่งอาตมาจะได้กล่าวเป็นลำดับไป: สิ่งแรกที่สุดขอให้นึกว่า พระพุทธเจ้าท่านทรงยืนยัน ว่าบรรดาคำที่เป็นตถาคตภาษิต คือคำที่พระตถาคตกล่าว แล้วละก็ ต้องหมายถึงเรื่องความว่าง จะโดยตรงหรือ โดยอ้อมก็ตาม ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องอื่นเลย, นอกนั้นที่ไม่ใช่ เรื่องความว่างนั้น เป็นคำกล่าวของคนอื่น ไม่ใช่ของพระ ตถาคต คือจะเป็นคำกล่าวของสาวกชั้นหลัง ซึ่งนิยมความ เยิ่นเย้อพูดมากเรื่องไป เป็นเรื่องที่ตั้งใจจะแสดงความ เฉลียวฉลาดหรือความไพเราะ; ส่วนคำที่เป็นตถาคตภาษิต

น.384 ๗๕ นั้น จะสั้น ๆ ลุ่น ๆ ระบุตรงไปยังเรื่องของความว่าง ว่าง จากความทุกข์ และว่างจากกิเลส ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความ ทุกข์เป็นส่วนสำคัญ. แต่ถ้าจะกล่าว ยังกล่าวได้อีกมากมายว่า เป็นความ ว่างจากตัวตน ว่างจากความมีอะไรเป็นตัวตน หรือเป็น ของของตน เพราะว่าความว่างนี้ มันมีความหมายมากมาย มหาศาล จะกล่าวอย่างไรก็ได้ มันมีลักษณะว่างก็จริง แต่ ว่ามีอะไร ๆ ที่แสดงให้เห็นอยู่ที่นั่น มากมายเหลือจะ พรรณาได้. ดังนั้นเราจะมุ่งหมายวินิจฉัยกันแต่เฉพาะ ความว่าง จากความทุกข์ และ ว่างจากกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิด ทุกข์ ความว่างจากความรู้สึกว่า มีตัวเรา หรือมีของเรา เท่านั้น. คำว่าความว่างในลักษณะที่จะเป็นการปฏิบัตินี้ หมายถึงความว่างอย่างนี้. ถ้าเราจะถามกันขึ้นว่า มีหลักพระพุทธภาษิตเกี่ยว กับเรื่องนี้ว่าอย่างไร ? ที่เป็นหลักกันจริงๆ เราก็จะพบ ว่า โดยทั่วๆ ไป พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เรารู้จักมองดู

น.385 ๗๖ โลกโดยความเป็นของว่าง คือบาลีว่า "สุญฺญฺโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆะราช สทา สโต" เป็นต้นนั้น คือมีใจความ ว่า "มีสติอยู่อย่างนี้ทุกเมื่อ และเมื่อเธอมองเห็นโลกอยู่ใน ลักษณะอย่างนี้ ความตายก็ฉะค้นหาตัวเธอไม่พบ" นี้อย่าง หนึ่งอีกอย่างหนึ่ง มีใจความว่า "ถ้าใครเห็นโลกโดยความ เป็นของว่างอยู่แล้ว ผู้นั้นจะอยู่เหนืออำนาจของความทุกข์ ซึ่ง มีความตายเป็นประธาน" หรือเรียกกันในนามของความ ตาย. นี้ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าการที่ทรงกำชับให้ดูโลก เห็นโลกโดยความเป็นของว่างนั้น เป็นสิ่งสูงสุดอยู่แล้วถ้า ผู้ใดอยากจะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความทุกข์ หรือความตาย นี้ก็ให้ดูโลกคือสิ่งทั้งปวง ให้ถูกต้องตามที่มันเป็นจริง คือ ว่างจากความมีตัวเรา หรือของเรา. ทีนี้พระพุทธภาษิตที่ถัดไป ก็คือแสดงอานิสงส์ว่า นิพพานํ ปรมํ สุญฺญํ" "นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ" ซึ่งแปลตาม ตัวพยัญชนะว่า ที่ว่างอย่างยิ่งนั่นแหละคือนิพพาน และ นิพพานคือ เครื่องนำมาซึ่งความสุขอย่างยิ่ง นี้ท่าน

น.386 ๗๗ ต้องเข้าใจให้ชัดลงไปว่า สิ่งที่เรียกว่า "นิพพาน" ที่แปลว่า ดับไม่เหลือแห่งทุกข์ นั้น มีความหมายว่าเป็นความว่าง อย่างยิ่ง คือเล็งถึงสิ่งซึ่งเป็นความว่างอย่างยิ่ง. เพราะฉะนั้น เราจะต้องเข้าใจว่า ว่างที่ไม่ใช่อย่าง ยิ่งนั้นก็มีอยู่เหมือนกัน หมายความว่าเรื่องความว่าง เข้า ถึงความว่างที่ยังไม่สมบูรณ์หรือไม่ถูกต้องเต็มที่อย่างนี้ยัง ไม่เป็น ความว่างอย่างยิ่ง. เราจะต้องเข้าถึงด้วยสติปัญญา อย่างเต็มที่ จนไม่มีความรู้สึกว่าตัวตนหรือของตนโดย ประการทั้งปวงจริงๆ จึงจะเรียกว่า ปรมํ สุญฺญํ คือความ ว่าง หรือของว่างอย่างยิ่ง. ส่วนที่ว่า ความว่างอย่างยิ่งเป็นนิพพานหรือเป็นอัน เดียวกันกับนิพพาน นั้น หมายความว่า ถ้ามันว่าง มันก็คือดับ หมดของสิ่งที่ลุกโพลงๆ อยู่ หรือของสิ่งที่ไหลเวียนเปลี่ยน แปลงเป็นกระแส เป็นสาย เป็นวงกลมเป็นต้นอยู่ จึงจะ เรียกว่าดับอย่างยิ่ง. เพราะฉะนั้น ว่างอย่างยิ่ง กับ ดับอย่าง ยิ่ง มันจึงเป็นของอันเดียวกัน.

น.387 ๗๘ ที่ว่า นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง. คือถ้าว่างอย่างยิ่งแล้ว ก็เป็นนิพพาน และเป็นสุขอย่างยิ่งด้วย ข้อนี้เป็นคำพูด อย่างสมมติ ที่เรียกว่าพูดโดยโวหารสมมติ พูดโดยภาษา ชาวบ้าน ทำนองเป็นการโฆษณาชวนเชื่อให้สนใจ เพราะ คนทั่วไปนี้ หลงในความสุข ไม่ต้องการสิ่งอื่นเลย จึง ต้องบอกว่าเป็นสุข และเป็นสุขอย่างยิ่งด้วย แต่ถ้าว่าโดยที่ แท้แล้ว มันยิ่งกว่าสุข มันเหนือไปจากสุข เพราะว่าเป็น ความว่าง ไม่ควรที่จะกล่าวว่า สุข หรือทุกข์เลย เพราะอยู่ เหนือความสุขและความทุกข์ ที่คนธรรมดาเขารู้จักกันอยู่. ความว่างย่อมอยู่เหนือคำว่า "ความสุข" และ "ความทุกข์" แต่ถ้าพูดอย่างนี้คนก็ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้น จึงพูดว่าเป็น “ความสุขอย่างยิ่ง" ซึ่งถือว่าเป็นคำพูดอย่าง สมมติตามภาษาชาวบ้าน ไม่พูดว่า ว่างอย่างยิ่ง แต่พูดว่า สุขอย่างยิ่ง ขึ้นมาอีกโวหารหนึ่ง อีกคำหนึ่ง หรืออีก ความหมายหนึ่ง. เมื่อเป็นดังนี้ จะต้องถือเอาความหมายนี้ให้ถูกตรงคือ ถ้าพูดกันถึงความสุขจริง ๆ กันแล้ว มันต้องไม่ใช่ความสุข

น.388 ๗๙ อย่างที่พวกคนทั่วไป เขามองเห็นหรือมุ่งหมาย แต่ต้อง เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง มีความหมายอีกแบบหนึ่ง คือ ว่างจากสิ่งที่ปรุงแต่งไหลเวียนเปลี่ยนแปลง อะไรต่างๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น นั่นแหละจึงจะเรียกว่าน่าดูจริง ๆ น่าชื่นใจ หรือน่าปรารถนาจริง ๆ เพราะว่าถ้ามันยังไหลเวียนเปลี่ยน แปลง คือโยกเยกโคลงเคลงอยู่เสมอ มันจะเป็นความสุข ได้อย่างไร. เพราะฉะนั้นความสุขทางเนื้อหนังทางรูปเสียงกลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ทำนองนี้ มันจึงเป็นมายา และไม่ กล่าวว่าเป็นความสุขอย่างยิ่ง ถ้าจะกล่าวก็เป็นความสุขตาม ความหมายของคนธรรมดาสามัญทั่วไป ไม่ใช่สุขอย่างยิ่ง ที่เป็นนิพพาน หรือความว่าง. เพราะฉะนั้น การที่ได้ยินคำว่า นิพพานเป็นความสุข อย่างยิ่ง นั้น อย่าเพ่อตะครุบเอาว่ามันตรงกับที่เรามุ่งหมาย แล้วก็เลยฝันถึงนิพพาน โดยไม่เข้าใจความหมายว่าเป็น ความว่างอย่างยิ่ง ดังนี้เป็นต้น.

น.389 ๘๐ ทีนี้ พระพุทธภาษิตที่แสดงถึงหลักปฏิบัติเกี่ยวกับ ความว่างนั้น คือพระพุทธภาษิตที่เป็นหัวใจของพระพุทธ ศาสนา อาตมากำลังเอ่ยถึงคำว่า "หัวใจของพุทธ- ศาสนา" ฉะนั้น ขอให้สนใจสักหน่อย นั่นคือพระพุทธ- ภาษิตว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควรเข้าไปยึดมั่น ถือมั่น ว่าเป็นตัวเรา หรือเป็นของของเรา" ถ้าเป็นบาลีก็ว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" แปลว่า "ธรรมทั้งหลาย ทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" สั้น ๆ เท่านี้ ตามตัวหนังสือ มีเพียงเท่านี้, แต่ถ้าขยายความในภาษาไทยไปอีกหน่อยก็ ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวเราหรือของเรา.. นี่ฟังดูให้ดีอาจจะเข้าใจได้ในตัว ประโยคนั้นเองอันว่าใคร ๆ (คือไม่ยกเว้นใคร) ไม่ควรเข้า ไปยึดมั่นถือมั่น คือทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่าเป็นตัว เราหรือว่าเป็นของของเรา. เป็นตัวเรา คือยึดมั่นว่าอัตตา เป็นความรู้สึกที่ว่า อหังการ: เป็นของเราก็คือ เป็น อัตตนียา แปลว่าเนื่องด้วยตัวเรา เป็นความรู้สึกที่เรียกว่า มมังการ.

น.390 ๘๑ เพราะฉะนั้นอย่าได้มีอหังการ หรือมมังการในสิ่ง ใดๆ หมด นับตั้งแต่ฝุ่นที่ไม่มีราคาอะไรเลยสักเม็ดหนึ่ง ขึ้นมาจนถึงวัตถุที่มีค่า เช่น เพชร นิล จินดา กระทั่ง กามารมณ์ กระทั่งสิ่งที่สูงไปกว่านั้น คือธรรมะ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ มรรค ผล นิพพาน อะไรก็ตาม ไม่ ควรจะถูกยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเราหรือเป็นของเรา นี่คือ หัวใจของพระพุทธศาสนา. เรื่องนี้ก็ได้กล่าวไว้ละเอียดแล้ว ในการบรรยายในที่ บางแห่ง หาอ่านดูได้ มันยืดยาวเหมือนกัน ว่าอะไรคือ หัวใจของพระพุทธศาสนา ด้วยการพิสูจน์กันอย่างไร. ใน ที่นี้จะชี้ให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าท่านทรงยืนยันด้วยพระองค์ เองว่า นี่แหละคือบทสรุปของคำสอนทั้งหมดทั้งสิ้นของ ตถาคต. ถ้าได้ยินคำนี้ คือคำว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" นี้แล้ว ก็เป็นอันว่าได้ยินได้ฟังทั้งหมด ถ้าได้ปฏิบัติข้อนี้ก็เป็นอันว่าได้ปฏิบัติทั้งหมด ถ้าได้ผล มาจากข้อนี้ก็คือได้ผลทั้งหมด. เพราะฉะนั้นเราไม่ต้อง

น.391 ๘๒ กลัวว่ามันจะมากเกินไปจนเราเข้าใจไม่ได้ เหมือนกับ ที่พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบว่า สิ่งที่ตรัสรู้นั้นเท่ากับ ใบไม้ทั้งป่าทั้งดง แต่สิ่งที่นำสอนให้พวกเธอปฏิบัตินั้น กำมือเดียว ก็หมายถึง หลักที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด โดยความเป็นตัวตน หรือของตน นั่นเอง ที่ว่าถ้าได้ยินสิ่งนี้เป็นได้ยินทั้งหมดนั้น ก็เพราะ ว่าทุกเรื่องมันสรุปรวมอยู่ที่นี่ เพราะว่าเรื่องทั้งหมดที่พระ- พุทธเจ้าตรัสนั้น ไม่มีเรื่องอื่นนอกจากความทุกข์กับเรื่อง ความดับทุกข์ ทีนี้ความยึดมั่นถือมั่นนี้ เป็นตัวเหตุให้เกิด ทุกข์ ในขณะที่ยึดมั่นถือมั่นอยู่นั่นแหละเป็นความทุกข์ แล้วในขณะที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น คือว่างจากความยึดมั่นถือมั่น อยู่นั้นในขณะนั้นไม่มีทุกข์ การปฏิบัติก็ปฏิบัติเพื่อไม่ให้ เกิดความยึดมั่นถือมั่นให้เด็ดขาดลงไป เป็นว่างตลอดกาล ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นกลับมาอีก เท่านี้ก็พอแล้ว ไม่มี เรื่องอะไรอีกแล้ว. ที่ว่าปฏิบัติในข้อนี้ เป็นการปฏิบัติทั้งหมดนั้น หมายความว่า ท่านลองคิดว่ามันมีอะไรที่เหลืออยู่ ที่ยัง

น.392 ๘๓ ไม่ได้ปฏิบัติ เพราะในขณะใดที่บุคคลคนหนึ่ง จะเป็น นาย ก. นาย ข. นาย ค. อะไรก็ตาม มีจิตใจปราศจาก ความยึดมั่นถือมั่นอยู่นั้น ในขณะนั้นเขามีอะไรบ้าง ขอ ให้ลองคิดดู เราไล่ขึ้นไปตั้งแต่สรณาคมน์ แล้วก็ทาน แล้วก็ศีล แล้วก็สมาธิ แล้วก็ปัญญา มรรค ผล นิพพาน เป็นลำดับ. ในขณะนั้นเขาเป็นคนเข้าถึง พระพุทธ พระ- ธรรม พระสงฆ์ คือว่าเขามีหัวใจว่างจากกิเลสและความ ทุกข์ เป็นอันเดียวกันกับหัวใจของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพราะฉะนั้นในขณะนั้นเขาได้เข้าถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยที่ไม่ต้องตะโกนว่า พุทธํ สรณ์ คจฺฉามิ เป็นต้นเลย, การร้องว่า พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ เป็นต้นนั้น มันเป็นพิธี เป็นแบบพิธีที่เริ่มต้นด้วยของ ข้างนอกยังไม่ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่จิตใจ และถ้าในขณะใดคนใดก็ตาม มีจิตว่างจากความยึดมั่น ถือมั่นว่า ตัวเรา-ของเรา แม้ในขณะหนึ่งครู่หนึ่งก็ตาม อย่างที่ท่านทั้งหลายกำลังนั่งอยู่ที่นี่บัดนี้ ถ้าผู้ใดมีจิตใจ ว่างจากความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ๆ ว่าเรา-ว่าของเราแล้ว

น.393 ๘๔ แปลว่าจิตใจกำลังว่าง เข้าถึงความว่าง มีความสะอาด สว่าง สงบอยู่ เป็นอันเดียวกันกับหัวใจของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพราะฉะนั้นชั่วขณะเวลาที่จิตว่างอยู่ อย่างนี้ ถือว่าเป็นผู้มี สรณาคมน์ คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. ทีนี้เลื่อนขึ้นมาถึง การให้ทาน การบริจาค การ ให้ทาน การบริจาคนี้ก็หมายความว่าให้ออกไป ให้หมด ความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู ว่าของกู. ส่วนการทำบุญที่ คิดว่าจะได้ผลตอบแทนกลับมาหลายเท่า เช่นทำบุญหน่อย หนึ่งก็ขอให้ได้วิมานหลังหนึ่ง อย่างนี้มันเป็นการค้ากำไร เกินควรไม่ใช่การให้ทาน การให้ทานต้องเป็นการบริจาค สลัดสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่น ว่าเรา-ว่าของเรานั่นแหละออกไป เพราะฉะนั้น ในขณะที่ผู้ใดมีจิตว่างจากความรู้สึกว่า ตัวเรา-ว่าของเรา ในขณะนั้นเรียกว่าบุคคลนั้นได้ บริจาคทานถึงที่สุด เพราะว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่มี แล้วจะเอาอะไรมาเหลืออยู่ ส่วนของเราก็พลอยหมดไป ตามความที่ไม่มีตัวเรา เพราะเมื่อหมดความรู้สึกว่ามีตัวเรา

น.394 ๘๕ สิ่งที่เป็นของเราก็สลายตัวลงไปเอง เพราะฉะนั้นในขณะ ใดผู้ใดมีจิตใจว่างจากตัวตน ผู้นั้นได้ชื่อว่าได้บำเพ็ญทาน อย่างยิ่ง แม้แต่ตัวเราก็บริจาคไปจนหมดสิ้น และพ่วงความ รู้สึกว่าของเราเข้าไปด้วยจนหมดสิ้น. ดังนั้นในขณะที่มีจิต ว่างอันแท้จริงนั้น จึงได้ชื่อว่ามีการบำเพ็ญทานถึงที่สุด. ทีนี้เลื่อนขึ้นมาถึง เรื่องศีล คนที่มีจิตว่างไม่ยึดมั่น ถือมั่นตัวตน-ของตนนั้น เรียกว่าเป็นคนที่มีศีลที่แท้จริง และเต็มเปี่ยมถึงที่สุดด้วย ศีลนอกนั้นเป็นศีลล้มลุกคลุก- คลาน คือศีลที่ตั้งเจตนาว่าเราจะเว้นอย่างนั้น เราจะเว้น อย่างนี้แล้วก็เว้นไม่ได้ ลุ่มๆ ดอนๆ อยู่นั่นเอง เพราะว่า ไม่รู้จักปล่อยวางตัวตนเสียก่อน ไม่รู้จักปล่อยวางของของ ตนเสียก่อน คือไม่มีความว่างจากตัวตนเสียก่อน ศีลก็มีขึ้น ไม่ได้ แม้จะมีก็ลุ่มๆ ดอนๆ ไม่เป็นอริยกันตศีล คือไม่ เป็นศีลชนิดเป็นที่พอใจของพระอริยเจ้าได้ เป็นโลกียศีล ที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ อยู่เรื่อย ไม่เป็นโลกุตตรศีลขึ้นมาได้ ถ้า เมื่อใดมีจิตว่างแม้ชั่วขณะหนึ่ง วันหนึ่ง หรือคืนหนึ่ง ก็ตาม มันก็มีศีลที่แท้จริงตลอดเวลาเหล่านั้น.

น.395 ๘๖ ทีนี้ถ้าพูดถึง สมาธิ จิตว่างนั้น เป็นสมาธิอย่างยิ่ง เป็นจิตที่ตั้งมั่นอย่างยิ่ง สมาธิที่พยายามปลุกปล้ำล้มๆ ลุกๆ มันก็ยังไม่ใช่สมาธิ และยิ่งสมาธิที่มีความมุ่งหมายเป็นอย่าง อื่น นอกไปจากเพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่นในเบญจขันธ์ แล้วล้วนแต่เป็นมิจฉาสมาธิทั้งนั้น. ท่านต้องทราบไว้ว่ามัน มีทั้ง มิจฉาสมาธิ และ สัมมาสมาธิ เพราะฉะนั้นคำว่า "สมาธิ" ในที่นี้ เราหมายถึงสัมมาสมาธิ ถ้าเป็นสมาธิ อย่างอื่นก็เป็นมิจฉาสมาธิไปหมด. จิตที่ว่างจากความยึด- มั่นถือมั่นว่าเราว่าของเราเท่านั้น ที่จะมั่นคงเป็นสมาธิ ได้อย่างแท้จริงและสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นผู้ที่มีจิตว่างจึง เป็นผู้ที่มีสมาธิอย่างถูกต้อง. ที่นี้มาถึง ปัญญา เลื่อนขึ้นมาถึงปัญญา ยิ่งบ่งชัด ว่ารู้ความว่าง หรือเข้าถึงความว่าง หรือเป็นตัวความว่าง นั้นเองก็ตาม นั้นเป็นตัวปัญญาอย่างยิ่ง เพราะว่า ขณะ ที่มีจิตว่างนั้น เป็นความเฉลียวฉลาดอย่างยิ่ง. ขณะที่ เป็นความโง่อย่างยิ่งก็คือ ขณะที่โมหะหรืออวิชชาเข้ามา

น.396 ๘๗ ครอบงำอยู่ แล้วทำให้ยึดมั่นถือมั่นนั้นนี่ ว่าเป็นตัวตน หรือของตน. ลองคิดดูก็จะเห็นได้ง่ายๆ ชัดแจ้งด้วยตนเอง ว่า พอสิ่งเหล่านี้ออกไปแล้ว มันจะโง่ได้อย่างไร เพราะ ว่าความโง่มันเพิ่งเข้ามาต่อเมื่อมีอวิชชา ไปหลงยึดมั่นว่า เป็นตัวเราว่าของเรา. ขณะใดที่จิตว่างจากความโง่อย่างนี้ ก็เข้าถึงความว่างจากตัวเราว่างจากของเรา มันก็ต้องเป็น ความรู้หรือเป็นปัญญาเต็มที่ เพราะฉะนั้นผู้ที่ฉลาดเขาจึง พูดว่า ความว่างกับปัญญาหรือสติปัญญานี้เป็นสิ่งเดียว กัน ไม่ใช่เป็นของสองสิ่งที่เหมือนกัน แต่ว่าเป็นสิ่ง ๆ เดียวกันเลย. ข้อนี้ย่อมหมายความว่าปัญญาที่แท้จริง หรือ ถึงที่สุดของปัญญานั้น ก็คือความว่างนั่นเอง คือว่างจาก โมหะที่หลงยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง. หมายความว่าพอเอาโมหะ อันนี้ออกไปเสีย จิตก็ถึงสภาพเดิมของจิตที่เป็นจิตเดิมแท้ คือปัญญา หรือสติปัญญา. แต่คำว่า “จิต" อย่างที่กล่าวในที่นี้ มีความหมาย เฉพาะในเรื่องที่กล่าวมานี้เท่านั้น คนอื่นอาจให้ความหมาย แก่คำว่าจิตเป็นอย่างอื่น ซึ่งไม่ได้เป็นจิตที่เป็นอันเดียวกัน

น.397 ๘๘ กับปัญญาอย่างนี้ก็ได้ ฉะนั้นท่านทั้งหลายอย่าได้เอาไปปน กัน ที่พูดว่าจิต ๘๙ ดวง จิต ๑๒๑ ดวงนั้นไม่ใช่เรื่องนี้ คนละเรื่องกัน สิ่งที่เราเรียกว่าจิตเดิมแท้ ที่เป็นอันเดียว ตัวเดียวกันกับปัญญานั้น เราหมายถึงจิตที่ว่างจาก ความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตน. ที่จริงสภาพอันนี้ก็ไม่ควรจะเรียกว่าจิตเลย ควรจะ เรียกว่าความว่าง แต่โดยเหตุที่มันเป็นสิ่งที่รู้อะไรได้ เรา จึงเรียกว่าจิต หรือกลับมาเรียกว่าจิตอีกทีหนึ่ง. นี้มันแล้ว แต่พวกไหนจะนิยมอย่างไร แต่ถ้าจะพูดไปตามที่เป็นจริง หรือตามธรรมชาติจริงๆ ก็พอจะพูดได้ว่า ธรรมชาติเดิม แท้ของจิตคือสติปัญญา คือจิตว่างจากความยึดมั่นถือมั่น เพราะฉะนั้นในความว่างนั้นเอง จึงเป็นปัญญาโดย สมบูรณ์ ถ้าเลื่อนขึ้นไปถึงมรรค-ผล-นิพพาน มรรคผล นิพพานนั่นแหละคือความว่างในระดับหนึ่งๆ สูงขึ้นไป ตามลำดับ จนถึงนิพพานที่เรียกว่า "ปรมสุญญตา" หรือ "ปรมํ สุญฺญํ" คือว่างอย่างยิ่ง.

น.398 ๘๙ นี่ท่านจะเห็นได้ว่า นับตั้งแต่สรนาคมนี้ขึ้นไป แล้วถึง ทาน แล้วถึงศีล ถึงสมาธิ ถึงปัญญา ก็ไม่มีอะไรนอกไป จากความว่าง ความไม่ยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวตน; และมรรคผล นิพพาน ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ แต่เป็นขั้นเด็ดขาด ขั้นที่ ถึงที่สุด. เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า ได้ฟังข้อนี้คือ ได้ฟังทั้งหมด ได้ปฏิบัติข้อนี้คือได้ปฏิบัติทั้งหมด และได้รับ ผลจากข้อนี้คือการได้รับผลทั้งหมด โดยประโยคเพียงประ- โยคเดียวว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลิ อภินิเวสาย สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง อันใครๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าเรา-ว่าของเรา" จง พยายามเก็บใจความขึ้นมาด้วยตัวเองให้ได้ว่า ความหมายของ คำว่า "ความว่าง" นั้นเป็นอย่างไร. ทีนี้เรามาลองนึกถึงสิ่งทั้งปวง สิ่งทั้งปวงนี้ไม่มี อะไรอื่นนอกจากสิ่งที่เราเรียกว่า "ธรรม" ในภาษา บาลีคือคำว่า ธมฺม ในภาษาสันสกฤตเขียน ธมฺม ในภาษา ไทยเรียกว่าธรรมเฉยๆ สามเสียงนี้มันจะออกเสียงต่างกัน อย่างไร มันก็หมายถึงธรรมะ ซึ่งแปลว่า "สิ่ง" เท่านั้น แหละ "สพฺเพ ธมฺมา" ก็แปลว่าสิ่งทั้งปวง.

น.399 ๙๐ ท่านต้องทำในใจให้แจ่มแจ้ง เล็งถึงสิ่งทั้งปวงกัน ก่อนว่าถ้าเราพูดเป็นไทยๆว่า "สิ่งทั้งปวง" แล้วมันหมาย ถึงอะไรบ้าง มันก็ต้องหมายถึงสิ่งทุกสิ่ง ไม่ยกเว้นอะไร หมด จะเป็นเรื่องโลก หรือเรื่องธรรมะก็คือสิ่งทั้งปวง จะเป็นฝ่ายวัตถุ หรือฝ่ายจิตใจก็คือสิ่งทั้งปวง หรือถ้าจะมี อะไรมากไปกว่านั้นอีก คือมากไปกว่าวัตถุหรือจิตใจ คือ มีสิ่งที่สามขึ้นมาอีก ก็ยังคงเรียกว่าสิ่งทั้งปวง ซึ่งรวมความ อยู่ในคำว่า "ธรรม" อยู่นั่นเอง. เพราะฉะนั้น อาตมาจึงแนะให้ท่านทั้งหลายรู้จัก สังเกตว่า - ตัวโลกคือสิ่งที่เป็นวัตถุ กล่าวคือ ตัวโลกทั้งหมดในฝ่าย วัตถุธรรมนี้ประเภทหนึ่ง ก็คือ ธรรม - แม้ตัวจิตใจที่จะรู้จักโลกทั้งหมดทั้งสิ้น ก็คือ ธรรม - ถ้าใจกับโลกกระทบกัน การกระทบนั้นก็เป็น ธรรม - แม้ผลของการกระทบแล้วเกิดอะไรขึ้น เกิดเป็นความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ขึ้นมาก็ตาม

น.400 ๙๑ หรือเกิดเป็นสติปัญญา รู้แจ่มแจ้งไปตามความเป็นจริง ก็ตาม มันก็เรียกว่า ธรรม ทั้งนั้น - จะถูกหรือผิด ดีหรือชั่ว ก็เรียกว่า ธรรม ทั้งนั้น - ที่นี้สติปัญญาก่อให้เกิดความรู้ เป็นระบบต่าง ๆ ขึ้นมา อันนี้ ก็คือ ธรรม - ความรู้นั้นเป็นเหตุให้เกิดการปฏิบต เป็นศีล สมาธิ ปัญญา หรือปฏิบตอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา การปฏิบัติ นั้น ก็คือ ธรรม - ครั้นปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ ลงไปแล้ว ผลย่อมจะเกิดขึ้น สรุป แล้วเรียกว่า มรรค ผล นิพพาน เหล่านี้เป็นผลที่เกิด ขึ้น แม้ผลนี้ ก็คือ ธรรม. เพราะฉะนั้นสรุปแล้วมันคือธรรมทั้งนั้น กินความ มาตั้งแต่เปลือกแท้ๆ กล่าวคือโลกหรือวัตถุ แล้วกินความ จนถึงจิตใจ ถึงการกระทบระหว่างใจกับโลก ถึงผลที่เกิด ขึ้นจากการกระทบ เป็นความผิด ความถูก ความดี ความ ชั่ว กระทั่งเป็นวิชาความรู้ชนิดที่ให้เกิดความรู้ทางธรรมะ การปฏิบัติธรรมะ และมรรค ผล ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ

น.401 ๙๒ ธรรม นี่ถ้าเห็นทั้งหมดนี้แต่ละอย่างๆชัดเจนแล้ว ก็เรียกว่า เห็นสิ่งทั้งปวง. แล้วพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สิ่งทั้งปวง ดังที่ว่ามานี้แหละ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นส่วนไหนเลยว่า เป็นตัวเราหรือว่าเป็นของเรา. คือส่วนที่เป็นวัตถุหรือร่างกายนี้ก็ยึดถือไม่ได้ ส่วนที่ เป็นจิตใจก็ยิ่งยึดถือไม่ได้ เพราะมันเป็นมายายิ่งไปกว่า ส่วนที่เป็นวัตถุเสียอีก เพราะฉะนั้นจึงมีคำตรัสว่า ถ้าจะ ยึดถือตัวตนกันแล้วน่าจะยึดถือที่ตัววัตถุดีกว่า เพราะมันยัง เปลี่ยนแปลงช้ากว่า ไม่เป็นมายาหลอกลวงเหมือนจิตใจ อย่างที่เราเรียกว่านามธรรมนั้น. จิตใจในที่นี้ไม่ได้หมายถึง "จิต" อันเป็นตัวเดียวกัน กับความว่างอย่างที่กล่าวเมื่อตะกี้ แต่หมายถึงจิตที่เป็นความ รู้สึกทางจิต (mentality) ต่างๆ อันเป็นจิตที่คนธรรมดา รู้จัก. ที่นี้การกระทบระหว่างโลกกับจิตใจ มีผลเป็นความ รู้สึกต่างๆ เป็นความรัก ความเกลียด ความโกรธ เหล่านี้

น.402 ๙๓ ก็คือธรรม ซึ่งก็ยิ่งยึดถือไม่ได้ เพราะมันเป็นมายาที่เกิด จากมายา ที่เป็นไปฝ่ายกิเลส แล้วยิ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ในการที่จะไปยึดถือเข้า. ทีนี้แม้ว่าเป็นฝ่ายสติปัญญา ก็ยังสอนไม่ให้ยึดถือ ว่าเรา-ว่าของเรา เพราะว่ามันเพียงสักว่าธรรมชาติ ถ้าไป ยึดถือเข้าจะเกิดความหลงผิดขึ้นมาใหม่ จะมีตัวเราและมี ของเรา คือมีเราผู้มีสติปัญญา และมีสติปัญญาของเรา เป็นความยึดมั่นถือมั่นขึ้นมา ก็เป็นความหนักเนื่องด้วย ความยึดถือนั้น จนเกิดความรวนเร ไปตามความเปลี่ยน แปลงของสิ่งเหล่านั้น แล้วก็เป็นทุกข์. ทีนี้ก็มาถึงความรู้ ก็ให้ถือว่าเป็นสักแต่ว่าความรู้ อย่าได้ไปหลงยึดมั่นถือมั่น จะเกิดอาการของสีลัพพตปรา- มาสต่าง ๆ ขึ้นมา แล้วก็จะต้องเป็นทุกข์ โดยไม่รู้สึกตัว เพราะเหตุนั้น. การปฏิบัติธรรมะนั้นก็เหมือนกัน มันเป็นสักว่าการ ปฏิบัติ เป็นความจริงของธรรมชาติ ทำลงไปอย่างไร

น.403 ๙๔ ผลย่อมเกิดขึ้นอย่านั้น โดยสมส่วนกันเสมอ จะไปเอามา เป็นเรา เป็นของเราไม่ได้ เพราะถ้าเกิดไปยึดมั่นถือมั่น ก็จะหลงผิดขึ้นมาอีก เป็นการสร้างตัวตนที่ลมๆ แล้งๆ ขึ้น มาอีก แล้วมันก็ต้องเป็นทุกข์ เหมือนกับที่ไปยึดในเรื่อง กามารมณ์หรือยึดในเรื่องผิดๆ อย่างอื่นก็เหมือนกัน. พอมาถึงมรรค ผล นิพพาน นั่นก็คือธรรม หรือ ธรรมชาติที่เป็นอย่างนั้นเอง หรือแม้ที่สุดตัวความว่างเองก็ สักแต่ว่าธรรมชาติ พระนิพพานเอง ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกันกับ ความว่าง ก็เป็นสักแต่ว่าธรรมชาติ ถ้าไปยึดถือเข้าก็เป็น ผิดนิพพาน หรือผิดความว่าง ผิดตัวนิพพาน เพราะว่า นิพพาน หรือว่าความว่าง ไม่ใช่วิสัยที่จะถูกยึดมั่น-ถือ มั่นว่าตัวหรือว่าของตัวได้เลย. เพราะฉะนั้นเป็นอันกล่าวได้ว่า ถ้าผู้ใดยึดมั่นลงไป ที่นิพพาน หรือความว่าง ย่อมจะผิดตัวความว่าง หรือ ผิดตัวนิพพาทันที. นี่คือการบอกให้ทราบว่า ทุกอย่างไม่มีอะไรเลย นอกจากธรรม ไม่ได้เป็นอะไรเลยนอกจากธรรม.

น.404 ๙๕ คำว่าธรรมนี้ หมายถึงธรรมชาติ ธรรมชาติ เท่านั้น ที่ว่าธรรมะล้วนๆ ไม่มีอะไรเจือนี้คือธรรมชาติ ถือหลักให้ตรงตัวพยัญชนะว่าธรรมะได้เลย กล่าวคือ คำธรรมะนี้ แปลว่าสิ่งที่ทรงตัวมันเอง ถ้าสิ่งใดมีการทรง ตัวเองอยู่แล้ว สิ่งนั้นเรียกว่าธรรม และแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือสิ่งที่ไหลเวียนเปลี่ยนแปลงนี้ประเภทหนึ่ง กับสิ่งที่ไม่ไหลเวียนเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรปรุงแต่งนี้อีก ประเภทหนึ่ง ท่านไปดูเอาเองจะพบว่า มันมีเพียงสอง สิ่งนี้. สิ่งที่ไหลเวียนเปลี่ยนแปลงเพราะมีอะไรปรุงแต่งนั้น มันมีการทรงตัวมันเอง อยู่ที่ความไหลเวียนเปลี่ยนแปลง นั้นเอง หรือว่า กระแสความไหลเวียนเปลี่ยนแปลง นั่นแหละคือตัวมันเอง เป็นความหมายของคำว่าธรรมะ คือทรงตัวอยู่. ส่วนสิ่งใดที่ไม่ไหลเวียนเปลี่ยนแปลง เพราะไม่มี เหตุไม่มีปัจจัย สิ่งนี้หมายถึงพระนิพพาน หรือความว่าง อย่างเดียวเท่านั้น สิ่งนี้มันก็มีการทรงตัวมันเองอยู่ได้ด้วย

น.405 ๙๖ การไม่เปลี่ยนแปลง คือภาวะแห่งการไม่เปลี่ยนแปลง นั่นแหละคือตัวมันเองในที่นี้ มันจึงเป็นธรรมะประเภท ที่ไม่ไหลเวียนเปลี่ยนแปลง. แต่ทั้งประเภทที่ไหลเวียนเปลี่ยนแปลงก็ตาม และไม่ ไหลเวียนเปลี่ยนแปลงเลยก็ตาม มันก็สักแต่ว่า ธรรม คือสิ่งที่ทรงตัวมันเองอยู่โดยภาวะอย่างหนึ่งๆ ฉะนั้น จึงไม่มีอะไรมากไปกว่าธรรมชาติ จึงไม่มีอะไรมากไปกว่า สิ่งที่เป็นเพียงธรรมชาติ จึงว่ามีแต่ธรรมชาติเท่านั้น ไม่มี อะไร มีแต่ธรรมเท่านั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น. เมื่อเป็นธรรมะเท่านั้นแล้ว จะไปยึดถือว่าเรา-ว่า ของเราได้อย่างไร? หมายความว่ามันเป็นเพียงธรรมชาติ ซึ่งในภาษาบาลีเรียกว่าธรรม. คำว่าธรรมะในกรณีอย่างนี้ แปลว่าธรรมชาติ หรือธรรมดา ซึ่งหมายความว่าเป็น ตถาตา คือมันเป็นอย่างนั้นเอง เป็นอย่างอื่นไม่ได้. เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นเพียงธรรมะ. สิ่งทั้งปวงจึงไม่มี อะไรนอกจากธรรม, หรือธรรมก็ไม่มีอะไรนอกจากสิ่ง ทั้งปวง. ดังนั้นก็แปลว่าสิ่งทั้งปวงคือธรรมะ.

น.406 ๙๗ เพราะฉะนั้น ธรรมะแท้จะต้องว่างจากตัวตนหมด ไม่ว่าธรรมะส่วนไหน ข้อไหน ชั้นไหน ประเภทไหน ธรรมะจะต้องเป็นอันเดียวกันกับความว่างจากตัวตนนั่นเอง. เพราะฉะนั้น เราจึงต้องหาให้พบ ความว่างในสิ่ง ทั้งปวง หาให้พบความว่างที่สิ่งทั้งปวง; หรือว่าจะศึกษา ความว่างก็ต้องศึกษาที่สิ่งทั้งปวง ซึ่งรวมเรียกสั้น ๆ ว่า "ธรรม" หรือจะพูดเป็น logic ว่าสิ่งทั้งปวงก็สักแต่เท่ากับ ธรรมะ ธรรมะเท่ากับสิ่งทั้งปวง หรือสิ่งทั้งปวงเท่ากับ ความว่าง เพราะฉะนั้นความว่างก็เท่ากับธรรมะ แล้วแต่ จะพูด. แต่ให้รู้ความจริงว่ามันไม่มีอะไรนอกจากธรรมชาติ ที่เป็นความว่าง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นเลย ว่าเราหรือว่า ของเราก็ตาม. เพราะฉะนั้นในที่นี้จะเห็นได้ชัดว่าความว่างนี้หรือ ของว่างนี้ ก็คือความจริงของสิ่งทั้งปวง ต้องหมดความ หลงโดยประการทั้งปวงเท่านั้นจึงจะเห็นความว่าง หรือ ถ้าเห็นความว่างนั้น ก็คือปัญญาที่ไม่หลง ปัญญาที่แท้ที่ บริสุทธิ์ที่ไม่หลง.

น.407 ๙๘ แต่ทีนี้มันมี ธรรมะอีกประเภทหนึ่ง คือ ธรรมะ ประเภทอวิชชาหรือความหลงผิด เป็น reaction ที่เกิดมา จากการที่จิตใจกระทบกันกับวัตถุหรือโลก เพราะดังที่ได้ กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า เมื่อจิตใจหรือธรรมประเภทจิตใจ กระทบกันกับธรรมะประเภทวัตถุนี้ ย่อมมี reaction เป็น ความรู้สึก ในความรู้สึกนี้เดินไปทางอวิชชาก็ได้ เดินไป ทางวิชชา คือรู้แจ้งก็ได้ มันแล้วแต่สิ่งแวดล้อม แล้ว แต่สภาพตามที่เป็นอยู่จริงของสังขารกลุ่มนั้น หรือของ ธรรมะกลุ่มนั้น มันจะเป็นไปในรูปไหน เพราะฉะนั้นจึง เป็นธรรมอีกไม่ใช่สิ่งอื่น แต่เป็นธรรมะฝ่ายอวิชชาทำให้ เกิดความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นไปในทางที่มีตัวตน หรือของตน แต่อย่าลืมว่านี้ก็คือสักแต่ธรรม เนื้อแท้ของมันก็คือความว่าง. ฉะนั้นอย่าลืม อวิชชา ก็คือความว่างเท่ากันกับ วิชชา หรือเท่ากันกับนิพพาน มันเป็นธรรมะเท่ากัน. ถ้าเรามองว่าเป็นธรรมะเท่ากันแล้ว เราจะเห็นว่า ว่างจากตัวตนอยู่เรื่อย ธรรมะในขั้นนี้ แม้จะเป็นสิ่ง

น.408 ๙๙ เดียวกันกับความว่างอย่างนี้ มันก็มีผลไปอีกทางหนึ่ง ตาม แบบของอวิชชา คือทำให้เกิดเป็นมายา ว่าตัวว่าตนขึ้นมา ได้ในความรู้สึก หรือในความยึดถือ เพราะฉะนั้นจึงต้อง ระวังให้ดี ในธรรมประเภทที่เป็นความยึดมั่นถือมั่น หรือประเภทอวิชชา และมันก็รวมอยู่ในสิ่งทั้งปวง รวมอยู่ในคำว่า "สิ่งทั้งปวง" คำเดียวกันด้วย. ฉะนั้นถ้าเรารู้จักสิ่งทั้งปวงจริงๆ แล้ว ความรู้สึก ยึดมั่นถือมั่นที่เป็นอวิชชานี้ ไม่อาจเกิด; ทีนี้ถ้าหากว่า เราไม่รู้ธรรมะ หรือไม่รู้จักสิ่งทั้งปวง ปล่อยไปตาม อำนาจของสัญชาตญาณอย่างสัตว์ที่ยังโง่ยังหลงอยู่มัน จึงได้ช่องได้โอกาส แก่ธรรมะฝ่ายอวิชชา หรือฝ่าย ยึดมั่นถือมั่นไปเสียตะพึด. ฉะนั้นคนเราจึงมีแต่ความยึดมั่นถือมั่นกันอยู่ คล้ายกับว่าเป็นมรดกที่ตกทอดมาตั้งแต่ไม่รู้ว่าครั้งไหน เราจะเห็นได้ว่า พอเกิดมาก็ได้รับการอบรมแวดล้อม โดยเจตนาบ้าง ไม่เจตนาบ้าง ให้เป็นไปแต่ในทาง ธรรมะฝ่ายที่ไม่รู้ คือเป็นไปแต่ในทางยึดมั่นว่าตัวตน

น.409 ๑๐๐ ว่าของตนทั้งนั้น; การอบรมให้รู้ไปในทางไม่ใช่ตัวไม่ ใช่ตนนี้ ไม่ได้ทำกันเลย. เด็ก ๆ เกิดมาไม่ได้รับการอบรมอย่างนี้กันเลย มีแต่ ได้รับการอบรมไปในทางมีตัวมีตนทั้งนั้น แต่อย่าลืมว่า เด็ก ๆ เกิดมานั้น จิตอันเดิมของเด็ก ๆ นั้นยังไม่มีตัวมีตน อะไรมากมาย แต่มาได้รับการแวดล้อมให้เกิดความรู้สึกว่า เป็นตัวเป็นตน พอลืมตา รู้สึกอะไรได้ ก็มีการแวดล้อม ให้ยึดถือว่าพ่อของตน แม่ของตน ที่อยู่อาศัยของตน อาหารของตน แม้แต่จานสำหรับจะกินข้าวก็ต้องใบนี้เป็น ของตน คนอื่นมากินไม่ได้. อาการที่เป็นไปเองโดยไม่ตั้ง ใจ Autonomy อย่างนี้เกิดขึ้นเรื่อย คือความรู้สึกว่าตัวตนนี้ เกิดขึ้นมา แล้วเจริญงอกงามขึ้นเรื่อย ส่วนความรู้สึกที่ ตรงข้ามไม่เป็นไปในทางตัวตนไม่มีเลย แล้วมันจะเป็น อย่างไร กว่าจะเป็นหนุ่มเป็นสาวเป็นคนแก่คนเฒ่านี้มันก็ หนาไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น หรือกิเลสที่เป็นเหตุให้ยึด มั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเป็นตน.

น.410 ๑๐๑ นี่แหละ เราจึงมีตัวตนเป็นชีวิต มีชีวิตเป็นตัวตน คือมีความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตนนั่นแหละเป็นชีวิต หรือ เป็นชีวิตตามธรรมดา ก็คือสัญชาตญาณแห่งความยึดมั่นว่า ตัวตน แล้วเรื่องมันจึงเป็นไปในทางที่มีแต่จะเป็นทุกข์ เป็นความหนัก กดทับ บีบคั้น ร้อยรัด พัวพัน หุ้มห่อ เสียบแทง เผาลน ซึ่งเป็นอาการของความทุกข์ทั้งนั้น. จึงเป็นอันว่า ถ้าลงยึดมั่นถือมั่นแล้ว แม้ใน ฝ่ายดีในด้านดีก็เป็นความทุกข์ . ทีนี้ฝ่ายโลกมาสมมติ ฝ่ายดี หรือด้านดี กันแบบนี้ มันจึงเป็นความผิด หรือ ความชั่ว แต่ความดีก็ยังเป็นความทุกข์ตามแบบของคนดี เพราะว่ามันยังไม่ว่าง มันยังวุ่นอยู่เหมือนกัน ต่อเมื่อมี ความว่าง อยู่เหนือดีจึงจะไม่ทุกข์. เพราะฉะนั้นหลักใหญ่ของพุทธศาสนาจึงไม่มีอะไร มากไปกว่า การกำจัดสิ่งนี้เสียเพียงคำเดียวเท่านั้น กล่าว คือกำจัดความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตนหรือของตนนี้เสีย โดย อาศัยบทที่ว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย นั่นเอง ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้.

น.411 ๑๐๒ ทีนี้ เมื่อตัวเรามาเป็นตัวเดียวกันกับความยึดมั่น ถือมั่น อย่างเป็นตัวเดียวกันแท้ดังนี้แล้ว เราจะทำ อย่างไร ? ใครจะช่วยเรา ? หรือว่าถ้าจิตมันเป็น อย่างนี้เสียเองแล้ว ใครจะไปช่วยจิต ? อย่างนี้ก็ได้ ลองตั้งปัญหาขึ้นมาอย่างนี้ มันก็ไม่มีอะไรอีก มันก็คือจิต อีกนั่นแหละ. เพราะได้กล่าวมาแล้วว่า ไม่มีอะไร นอกจากธรรมะ ความผิดก็ธรรมะ ความถูกก็ธรรมะ ความทุกข์ก็ธรรมะ ความดับทุกข์ก็ธรรมะ เครื่องมือ แก้ไขความทุกข์ก็ธรรมะ ตัวเนื้อหนังร่างกายก็ธรรมะ ตัว จิตใจก็ธรรมะ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีอะไรนอกจากธรรมะ มันจะต้องเป็นไปในตัวมันเอง โดยอาศัยกลไกที่เป็นไปได้ ในตัวมันเอง. อย่างนี้เราจะเรียกว่าเป็นบุญหรือเป็นบาป ก็สุดแท้. คือว่าถ้าใครคนใดคนหนึ่ง เมื่อกระทบโลกนี้มาก เข้า เกิดเป็นไปในทางสติปัญญา อย่างนี้ก็เป็น บุญ ที่นี้ ใครคนหนึ่ง เมื่อได้กระทบกับโลกนี้มากเข้า เป็นไป ในทางความโง่ ความหลงมากขึ้น อย่างนี้มันก็เป็น บาป.

น.412 ๑๐๓ เราสังเกตดูจะเห็นได้ว่า ไม่มีใครเสียเปรียบใคร เราเกิดมาก็เป็นอย่างนี้ด้วยกันทุกคน คือเราก็มีตา มีหู มี จมูก มีลิ้น มีกาย มีใจ อยู่ด้วยกันทุกคน แล้วข้างนอกก็มี รูป มีเสียง มีกลิ่น มีรส มีสัมผัส มีธรรมารมณ์ ให้ด้วยกัน ทุกคน แล้วมีโอกาสที่จะกระทบกับสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยกัน ทุกคน และกระทบเหมือน ๆ กันทุกคน แต่แล้วทำไม มันจึงแยกเดินไปในทางโง่บ้าง ฉลาดบ้าง เพราะฉะนั้น ที่แยกเดินไปในทางฉลาดก็นับว่าเป็นกุศลหรือเป็นบุญ ที่ มันแยกเดินไปในทางโง่ก็เป็นบาปเป็นอกุศล. แต่มันยังดีอยู่ว่า ธรรมะนี้ ดูช่างจะเป็นเครื่อง คุ้มครองคนเสียจริง ๆ โดยที่มีหลักอยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าถูก ความทุกข์เข้าแล้วย่อมรู้จักหลาบ รู้จักจำ. เหมือนอย่างว่า เด็ก ๆ เอามือไปขยำเข้าที่ไฟอย่างนี้ มันก็คงไม่ยอมขยำ อีก เพราะมันรู้จักหลาบ รู้จักจำ. แต่ว่านี่มันเป็นเรื่องทาง วัตถุ มันง่าย ส่วนเรื่องที่ไปขยำเอาไฟคือความยึดมั่น ถือมั่น หรือความโลภ ความโกรธ ความหลงเข้านี้ โดย มากมันกลับไม่รู้สึกว่าเราขยำไฟ มันก็เลยไม่มีอาการที่ว่า

น.413 ๑๐๔ รู้จักหลาบ รู้จักจำ มันกลับเห็นไปตามความหลงนั้นว่า เป็นของน่ารัก น่าปรารถนาไปเสีย. การที่จะแก้ไขได้ก็มีอยู่ทางเดียวคือว่า รู้จักมันอย่าง ถูกต้องว่า ธรรมะนี้คืออะไร จนรู้ว่า ธรรมะนี้คือไฟ คือยึดมั่นถือมั่นไม่ได้มันก็จักเป็นไปในทางสติปัญญา รู้จัก หลาบรู้จักจำต่อการที่จะไปเที่ยวยึดมั่นถือมั่นอะไร ว่าเป็น ตัวเรา -ของเรา แล้วเกิดไฟขึ้นมา. สิ่งนี้มันเป็นไฟเผาใจ ไม่ใช่ไฟไหม้มือ แต่บางทีมันเผาลึกเกินไปจนไม่รู้สึกว่า เป็นไฟหรือความเร่าร้อน ฉะนั้นคนจึงจมอยู่ในกองไฟหรือ ในวัฏฏสงสารอันเป็นกองไฟที่ร้อนอย่างยิ่ง ยิ่งกว่าเตา หลอมเหล็กอย่างนี้. ถ้าเรามองเห็นเช่นเดียวกับที่เด็กขยำ ไฟและไม่ยอมจับไฟต่อไปแล้ว มันก็เป็นไปตามทางนั้น ได้. เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงได้ตรัสอธิบายข้อนี้ ไว้ว่า เมื่อเห็นโทษของความยึดมั่นถือมั่นเมื่อใด จิต ก็จะคลายจากความยึดมั่นถือมั่นเมื่อนั้น. นี่แหละปัญหามีอยู่ว่า เราเห็นโทษของความ ยึดมั่นถือมั่นหรือยัง ถ้ายัง ก็ยังไม่คลาย ถ้าไม่คลาย

น.414 ๑๐๕ ก็ไม่ว่าง ภาษิตในมัชฌิมนิกายมีอย่างนี้เป็นรูปพุทธภาษิต. และยังตรัสไว้ในที่อีกแห่งหนึ่งว่า เมื่อใดเห็นความว่าง เมื่อนั้นจึงจะพอใจในนิพพาน . คือย้อนไปดูอีกทีหนึ่งว่า "เมื่อใดเห็นโทษของความยึดมั่นถือมั่น เมื่อนั้นจิตจึงจะ คลายจากความยึดมั่นถือมั่น" เมื่อใดจิตคลายจากความ ยึดมั่นถือมั่น เมื่อนั้นจึงจะมีโอกาสมองเห็นสิ่งที่เราเรียกกัน ว่าความว่าง คือว่างจากตัวตน. พอเริ่มเห็นความว่างจากตัวตนเท่านั้น จิตจะเห ไปพอใจในอายตนะนั้น คือนิพพาน อายตนะนั้น คือ นิพพาน ก็หมายความว่า นิพพานก็เป็นเพียงสิ่ง ๆ หนึ่ง ที่เรารู้จักได้เท่านั้น สิ่งใดที่อยู่ในวิสัยที่เราจะรู้จักมันได้ โดยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แล้ว สิ่งนั้น ๆ เรียกว่า "อายตนะ" ทั้งนั้น. ท่านได้ลดเอานิพพานนี้ลงมาให้เป็นอายตนะอันหนึ่ง เหมือนกับอายตนะทั้งหลาย แล้วเราจะโง่จนถึงกับไม่รู้ จักอายตนะนี้ได้อย่างไร. เราจะรู้จักได้ต่อเมื่อเห็นว่าว่างจาก

น.415 ๑๐๖ ตัวตน เพราะคลายความยึดมั่นถือมั่นจึงจะพอใจใน อายตนะ คือนิพพาน. การที่จะให้พอใจในนิพพาน นี้มันยากเหมือน กับที่กล่าวมาแล้วว่า คนเรามีชีวิตเป็นความยึดมั่นถือมั่นอยู่ ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นจึงไม่คลาย เมื่อไม่คลายก็ไม่เห็น ความว่าง ไม่พอใจในอายตนะคือนิพพาน. เราจะมองเห็นความจริงข้อนี้ได้ โดยมองออกไป ถึงศาสนาอื่นดูบ้าง ในศาสนาอื่นนั้นไม่มีคำว่าอัตตวา- ทุปาทาน ( อัตตวาทุปาทาน แปลว่า ความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวเราว่าของเรา) เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ? เพราะ เหตุว่าในลัทธิอื่นนั้น เขามีตัวสำหรับให้ยึดมั่นถือมั่น เพราะฉะนั้นจึงไม่ถือว่าความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเรานี้เป็น ของผิดมันกลายเป็นเรื่องถูกไป มันกลายเป็นความมุ่งหมาย ของศาสนา หรือของลัทธินั้น ๆ ไปทีเดียว คือว่าสอนให้ เข้าถึงสภาพที่เป็นตัวเราให้ได้ เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่มีคำ ว่าอัตตวาทปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเรา ซึ่ง พระพุทธศาสนาสอนว่าต้องละเสีย เขากลับมีตัวเราให้ ยึดถือ.

น.416 ๑๐๗ ในพุทธศาสนาเรานี้มีอัตตวาทุปาทาน คือกำหนดชื่อ ลงไปว่า นี้เป็นกิเลส นี้เป็นความโง่ นี้เป็นความหลง คือความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเรา. เพราะฉะนั้นหลักปฏิบัติจึง มีอยู่ตรงที่ให้ละอัตตวาทุปาทานนี้เสีย เพราะฉะนั้นคำสอน เรื่องอนัตตา จึงมีแต่ในพุทธศาสนา ไม่มีในคำสอนลัทธิ อื่น ซึ่งสอนให้มีอัตตาให้ยึดมั่นถือมั่น แล้วเข้าถึงให้ได้ ส่วนเรานี้ให้ทำลายความรู้สึกว่าตัวตนเสียให้หมดเลย ให้ เห็นสภาพเป็นอนัตตา คือว่างจากอนัตตาในสิ่งทั้งหลายทั้ง ปวง. อนัตตาจึงมีพูดกันแต่พวกเราพุทธศาสนา จะมีความ รู้ความเข้าใจขึ้นมาได้ ก็แต่ในหมู่บุคคลที่ถูกสอนว่าสิ่งทั้ง ปวงเป็นอนัตตาไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ถ้าสอนว่ามีอัตตาที่ ควรยึดมั่นถือมั่นเสียแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะปฏิบัติเพื่อความ ว่างจากตัวตนนี้ได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องสังเกตให้เห็นใน ข้อที่ว่า มันต้องเห็นโทษของไฟ เราจึงจะกลัวไฟไหม้เรา เช่นเดียวกับที่เราต้องเห็นโทษของไฟคือ ราคะ โทสะ โมหะ หรือไฟของความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเรา ซึ่งเป็นต้น-

น.417 ๑๐๘ เหตุของไฟทั้งปวงนี้ มันจึงจะค่อย ๆ เบื่อหน่ายเกลียดชัง สิ่งที่เรียกว่าไฟ คือคลายความยึดมั่นถือมั่นเสียได้ ไม่คิด ที่จะก่อไฟอีกต่อไป. ทีนี้ก็มาถึง ความว่าง ที่ว่าถ้าเห็นแล้วจะพอใจ ในนิพพาน นั้น เราต้องเข้าใจให้ดี ๆ ว่า ความว่างนี้เป็น อย่างไร ? ความว่างในขั้นแรกก็คือว่า ว่างจากความรู้สึก ว่าตัวเราของเรา เรียกว่าว่าง. ถ้าความรู้สึกว่าตัวเราว่า ของเรามีอยู่แล้ว มันก็ไม่ใช่ความว่าง มันเป็นจิตที่กำลังวุ่น อยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวเราของเรา. ฉะนั้น เราเอาคำสองคำขึ้นมาเป็นเครื่องช่วยการ กำหนดจดจำว่า ว่างกับวุ่น ว่างคำหนึ่ง วุ่นคำหนึ่ง ว่างก็คือว่างจากความรู้สึกว่าตัวเราหรือของเรา ; วุ่นก็คือ มันวุ่น มันกลุ้ม มันปั่นป่วนอยู่ด้วยความรู้สึกว่าตัวเรา ของเรา. ที่ว่าว่างจากความรู้สึกว่าตัวเราว่าของเรานั้นมันมีอาการ อย่างไร? บาลีที่เป็นพระพุทธภาษิตเรียงไว้ให้ ๔ ข้อ

น.418 ๑๐๙ คือว่า “น อหํ กวจินิ" - รู้สึกว่าไม่มีอะไรที่เป็นตัวเรา "น กสฺสจิ ภิญฺจนํ กิสฺมิญฺจิ" - ความกังวลต่อสิ่งใดหรือใน อะไร ๆ ก็ไม่มี ว่าเป็นตัวเรา นี้คู่หนึ่ง; คู่ที่ ๒ ก็ว่า "น มม กวจิน" - ไม่มีอะไรที่เป็นของเรา "กิสฺมิญฺจิ กิญฺจน์ นตฺถิ" - ความกังวลในอะไร ๆ ก็ไม่มีว่าของเรา. (อาเญสัปปายสูตร, อุป ริ.ม. ๑๔/ ๗๗/๗๘) เอากันง่ายๆ เป็นไทยๆก็ว่าไม่รู้สึกว่ามีเรา แล้วก็ไม่ มีกังวลในอะไรที่เป็นเรา ; แล้วอีกคู่หนึ่งก็ว่า ไม่มีอะไรว่า เป็นของเรา แล้วไม่มีกังวลอะไรว่าเป็นของเรา. เรารู้สึกว่าไม่มีอะไรเป็นเรา แต่บางทีก็มีเหลืออยู่ เป็นกังวลว่า จะมีอะไรเป็นของเรา : เรารู้สึกว่าไม่มีอะไร เป็นของเรา แต่เราอดสงสัยไม่ได้ว่ามันอาจมีอะไรที่ว่าเป็น ของเรา. มันจะต้องมีความเห็นชัดแจ้งเด็ดขาด เกลี้ยงเกลาลง ไปว่า มันไม่มีอะไรเป็นเรา และที่เราจะต้องคอยกังวลว่า มันอาจจะมีอะไรที่เป็นเรา: มันไม่มีอะไรเป็นของเรา และ ไม่มีอะไรที่อาจจะเป็นของเราที่เราคอยสงสัย กังวล คอยคิด

น.419 ๑๑๐ คอยนึก คอยท่าอยู่. เมื่อจิตใจของใครเกลี้ยงไปจากสิ่ง ทั้งสิ้น เมื่อนั้นพระพุทธเจ้าท่านถือว่าเป็นความว่าง. ใน อเนญชสัปปายสูตร มัชฌิมนิกาย บัญญัติไว้อย่างนี้ใน ฐานะที่เป็นพุทธภาษิต. อรรถกถาก็สรุปไว้ดื้อ ๆ ตรง ๆ ว่า “น อตฺตเนน” – ไม่เห็นว่าเป็นตัวตน “น อตฺตนิเยน” – ไม่เห็นว่าเป็น ของตนนั้นก็พอแล้ว ก็เหมือนกับที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ต้องปราศจากความรู้สึกยึดมั่นว่าตัวตน – ของตนนั่นเอง. ทีนี้เมื่อไม่มีความรู้สึกอย่างนี้แล้ว ลองคิดดูเถอะว่า มันจะมีอะไร มันไม่มองเห็นอะไรที่ไหนที่น่าจะเป็นตัวตน หรือเป็นของของตน หรือได้กำลังเป็นตัวตนหรือเป็นของ ของตนอยู่ หรือว่าควรจะเป็นตัวตนหรือของของตนต่อไป ข้างหน้า มันไม่มีทั้งนั้น. อย่างนี้เรียกว่าไม่มีทั้งขณะนี้ และไม่มีทั้งที่จะกังวลข้างหน้า และข้างหลังด้วย; เป็นจิตที่ เข้าถึงความว่าง ด้วยการมองเห็นสิ่งทั้งปวงชัดเจน ตาม ลักษณะที่ถูกต้องของมันว่า ไม่มีส่วนไหนที่มีความหมาย

น.420 ๑๑๑ ของคำว่าตัวตนหรือของตนเลย เป็นธรรมะ คือธรรมชาติ ล้วน ๆ เหมือนกับที่ได้กล่าวมาข้างต้นอย่างยืดยาว. นี่แหละคือจิตที่เป็นอันเดียวกันกับความว่าง หรือว่า ความว่างที่เป็นสิ่งเดียวกันกับจิต หรือที่เราจะพูดว่าจิตเข้า ถึงความว่าง หรือบางทีก็พูดถอยหลังมาอีกนิดว่า จิตได้ลุถึง ความว่าง ซึ่งทำให้คนบางคนเกิดความเข้าใจว่าจิตอย่าง หนึ่ง ความว่าง ก็อย่างหนึ่ง. ที่ใช้คำว่า "เข้าไปรู้ต่อความว่าง" อย่างนี้ยังไม่ถูก ต้องนัก ขอให้เข้าใจว่า ถ้าจิตไม่เป็นอันเดียวกันกับ ความว่างแล้ว ไม่มีทางที่จะรู้เรื่องความว่าง และจิต มันก็เป็นความว่างอยู่แล้วตามธรรมชาติ ความโง่ต่างหากที่ เข้าไปทำให้ไม่เห็นเป็นว่าง ฉะนั้น พอความโง่ออกไป จิตกับความว่างก็เป็นอันเดียวกัน เพราะฉะนั้นมันจึงรู้ ตัวมันเอง ไม่ต้องไปรู้อะไรที่ไหน ถือว่ารู้ความว่าง และ เป็นอันรู้ว่าไม่มีอะไรนอกจากความว่างจากตัวตน-จากของ ตน.

น.421 ๑๑๒ นี่แหละความว่างอันนี้คือสิ่งสูงสุดเพียงสิ่งเดียวที่เป็น ตัวพุทธวจนะที่ทรงสอน ทรงมุ่งหมาย จนถึงกับ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าตถาคตภาษิต คือคำที่ตถาคต กล่าวนั้น มีแต่สุญญตา มีแต่เรื่องสุญญตา. บาลีสังยุต- นิกายมีอยู่อย่างนี้ และในบาลีนั้นเองก็ว่า ธรรมที่ลึกที่สุด ก็คือเรื่องสุญญตา นอกนั้นเรื่องตื้น ธรรมะที่ลึกจนต้องมี พระตถาคตตรัสรู้ขึ้นมาในโลกนี้ และสอนนั้น มีแต่สุญญตา เรื่องนอกนั้นเรื่องตื้น ไม่จำเป็นจะต้องมีตถาคตเกิด ขึ้นมา ทีนี้ในอีกวรรคหนึ่งในสังยุตนิกายนั้นว่า ธรรม ที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลตลอดกาลนานแก่พวกฆราวาสนั้น คือ เรื่องสุญญตา. ที่มาของเรื่องสุญญตา นี้ เป็นเรื่องที่อาตมาเคยเล่า ให้ฟังหลายครั้งหลายหนในที่อื่นว่ามีฆราวาส คหบดี พวก หนึ่งเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า และทูลขอร้องที่จะได้รับ ธรรมะที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลตลอดกาลนาน แก่พวก ฆราวาสที่ครองเรือน แออัดอยู่ด้วยบุตร ภรรยา ลูบไล้

น.422 ๑๑๓ กระแจะจันทร์ของหอม พระพุทธเจ้าก็ ได้ตรัสสูตร นี้ คือ ตรัสเรื่องสุญญตา. เมื่อเขาว่ามันยากไป ก็ทรงลดลงมาเพียงเรื่อง โสตาปัตติยังคะ คือข้อปฏิบัติเพื่อความเป็นพระโสดาบัน กล่าวคือให้เข้าถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้จริง แล้วก็มีศีลชนิดที่เป็นอริยกันตศีล คือเป็นที่พอใจของ พระอริยเจ้าได้จริง. แต่แล้วมันก็กลายเป็นว่าถูกพระ พุทธเจ้าล่อเข้าบ่วง เข้ากับของพระองค์ได้สนิท พูด อย่างโวหารหยาบ ๆ ของพวกเราก็คือว่า พระพุทธเจ้า ท่านต้มคนพวกนี้ได้สนิท คือว่าเขา ไม่เอาเรื่องสุญญตา พระองค์ก็ยื่นเรื่องที่หลีกสุญญตาไปไม่พ้น คือบ่วงที่จะ คล้องเข้าไปสู่สุญญตาให้คนเหล่านี้ไป ให้เขาไปทำอย่างไร ที่จะเข้าให้ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้ และ มีศีลชนิดเป็นที่พอใจของพระอริยเจ้าได้ มันก็มีแต่เรื่องนี้ คือมองเห็นความไม่น่ายึดมั่นถือมั่นไปเรื่อย ๆ. ทีนี้เรามาคิดดูว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ผิดหรือเปล่า ในการที่พูดว่า เรื่องสุญญตานี้เป็นเรื่องสำหรับฆราวาส

น.423 ๑๑๔ ถ้าพระพุทธเจ้าถูก พวกเราสมัยนี้ก็เป็นคนบ้า ๆ บอๆ ไป ทั้งหมด คือผิดไปทั้งหมด เพราะไปเห็นว่าเรื่องสุญญตา นั้นไม่ใช่เรื่องสำหรับพวกเราฆราวาสที่ครองเรือน เรื่อง สุญญตาเป็นเรื่องของผู้ที่จะไปนิพพานที่ไหนก็ไม่รู้. นี่ แหละกำลังพูดกันอยู่อย่างนี้. แต่พระพุทธเจ้ากำลังพูด อีกอย่างหนึ่งว่า เรื่องสุญญตานี้ คือเรื่องที่เป็นประโยชน์ เกื้อกูลแก่ฆราวาสโดยตรง. แล้วใครจะเป็นฝ่ายผิดฝ่ายถูก ถ้าพระพุทธเจ้าเป็นฝ่ายถูก เราก็ต้องยอมพิจารณาเรื่อง สุญญตาว่าเป็นประโยชน์เกื้อกูลตลอดกาลนานแก่ฆราวาส อย่างไร ? ทางที่จะพิจารณาเรื่องนี้ ก็จะต้องมองกันไปตั้งแต่ว่า ใครมันทุกข์มากที่สุด ร้อนมากที่สุด หรืออยู่ในใจกลาง เตาหลอมยิ่งกว่าใคร? มันก็ไม่มีใครนอกจากพวกฆราวาส และเมื่อเป็นดังนี้แล้ว ใครเล่าที่จะต้องการเครื่องดับไฟ หรือว่าสิ่งที่จะมากำจัดความทุกข์โดยประการทั้งปวง ? มัน ก็พวกฆราวาสนั่นแหละ พวกที่อยู่กลางกองไฟ จึงต้องหา เครื่องดับไฟให้พบในท่ามกลางกองไฟ มันดิ้นไปที่ไหน

น.424 ๑๑๕ ไม่ได้เพราะไม่มีอะไรนอกจากไฟ ไม่มีอะไรนอกจาก ธรรมะชนิดที่ไปยึดถือเข้าแล้วเป็นไฟทั้งนั้น เพราะฉะนั้น จะต้องหาจุดที่เย็นที่สุดที่กลางกองไฟนั่นเอง มันก็คือ ความว่างจากตัวตน-ของตน คือสุญญตา. ฆราวาสต้องหาให้พบสุญญตา ต้องอยู่ในขอบวงของ สุญญตา ถ้าไม่อยู่ตรงจุดศูนย์กลางของสุญญตาได้ อย่าง น้อยอย่างเลวที่สุดก็ควรจะอยู่ในขอบวงของสุญญตา หรือ รู้เรื่องความว่างตามสมควรที่ควรจะรู้. นี่แหละจึงจะนับว่า เป็นประโยชน์สุขตลอดกาลนานของพวกฆราวาส. พวกนี้เขาไปถามว่า อะไรจะเป็นประโยชน์สุข เกื้อกูล สิ้นกาลนาน แก่พวกข้าพระองค์ ? พระพุทธเจ้า ตรัสว่า ธรรมทั้งหลายที่อยู่เหนือวิสัยโลก ที่เนื่องเฉพาะ ด้วยสุญญตา " สุญ . ญตปฺปฏิสํยุตฺตา โลกุตฺตรา ธมฺมา " โลกุตฺตรา แปลว่า อยู่เหนือวิสัยโลก ก็คือว่ามันอยู่ เหนือไฟ หมายความในที่นี้ว่า โลกนี้มันคือไฟ ฉะนั้น โลกุตตระคือต้องอยู่เหนือไฟ และที่เนื่องเฉพาะอยู่ด้วย

น.425 ๑๑๖ สุญญตา ซึ่งย่อมต้องหมายถึงตัวความว่าง ว่างจากความ ยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวเราหรือว่าของเรา. ดังนั้น สุญ . ญตปฺปฏิสิยุตฺตา โลกุตฺตรา ธมฺมา นั้น จึงคือของขวัญสำหรับฆราวาสโดยตรง ที่พระพุทธเจ้า ท่านมอบให้ เป็นพระพุทธภาษิตที่ยืนยันอยู่อย่างนี้ ขอให้ลองคิดดูใหม่ว่ามันจำเป็นเท่าไรที่จะต้องสนใจ และมีเพียงเรื่องเดียวจริงหรือไม่ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น กันเลย. ในบาลีสังยุตนิกายนั้น ได้ตรัสยืนยันไว้ชัดเจนว่า สุญญตาคือนิพพาน นิพพานคือสุญญตา ในที่แห่งนั้น มันมีเรื่องที่จะต้องให้ตรัสอย่างนั้น ซึ่งมีใจความง่าย ๆ ว่า นิพพานคือสุญญตา สุญญตาคือนิพพาน ก็หมายถึง ว่างจากกิเลส และว่างจากความทุกข์ ฉะนั้นนิพพาน นั่นแหละคือเรื่องสำหรับฆราวาส. ถ้าฆราวาสยังไม่รู้ ความหมายของนิพพาน ยังไม่ได้เข้าอยู่ในขอบวงของ นิพพาน ก็แปลว่าอยู่กลางกองไฟมากกว่าคนพวก ไหนหมด.

น.426 ๑๑๗ ทีนี้นิพพานก็ขยายความออกไปได้ชัด ๆ ว่า ว่างจาก ความทุกข์ รวมทั้ง ว่างจากกิเลส ที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เพราะฉะนั้น ในขณะใดพวกเรามีจิตว่างจากตัวตน - ว่าง จากของตนอยู่บ้าง เช่นขณะที่นั่งอยู่ที่นี่ เดี๋ยวนี้ เวลานี้ อาตมายืนยันได้ว่า ทุกคนหรือแทบจะทุกคนนี้ มีจิตว่าง จากความรู้สึกว่าตัวตนหรือของของตน เพราะมัน ไม่มี อะไรมาก่อให้เกิดความรู้สึกอย่างนั้น มันมีแต่คำพูดที่ อาตมากำลังกล่าวไปแต่ในทางที่ให้เกลียดชังตัวตนหรือของ ตน · และท่านทั้งหลายกำลังสนใจฟัง เรื่องมันก็ไม่มี โอกาสที่จะเกิดความรู้สึกว่าตัวตน แล้วลองคิดดูว่าใจมัน ว่างหรือไม่ว่าง ว่างจากตัวตนหรือของตนนั้น มันว่าง หรือไม่ว่าง. ถ้ามันว่างอยู่บ้าง (ใช้คำว่าอยู่บ้างเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมดหรือตลอดกาล) นั่นก็เรียกได้ว่า ท่านทั้ง หลายกำลังอยู่ในขอบวงของนิพพานแม้ว่าไม่เด็ดขาดหรือ สมบูรณ์ ก็ยังเป็นนิพพานอยู่นั่นเอง. ธรรมะมีอยู่หลายความหมาย หลายชั้น หลายระดับ ธรรมะที่เป็นความหมายของนิพพาน หรือในระดับของ

น.427 ๑๑๘ นิพพานนั้น มันอยู่ที่จิตของท่าน ทั้งหลาย ที่กำลังว่างจาก ความรู้สึกว่าตัวตน หรือของตนอยู่บ้างในบางขณะ : เพราะ ฉะนั้น ขอให้กำหนดจดจำความรู้สึกอันนี้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ไว้ให้ดีๆ และให้มันติดไปที่บ้านด้วย บางทีกลับไปบ้าน แล้วมันจะรู้สึกเหมือนกับขึ้นไปบนเรือนของคนอื่น หรือ ว่าไปทำงานทำการอะไรที่บ้าน จะได้มีความรู้สึกว่าเหมือน กับไปช่วยงานของคนอื่น ที่บ้านคนอื่น อย่างนี้ยิ่ง ๆ ขึ้น ไปแล้วมันไม่ทุกข์ แต่จะเป็นอยู่ด้วยจิตว่างจากตัวตนหรือ ของตนอยู่ตลอดเวลา เรียกว่าเอานิพพาน หรือเอาสุญญตา เป็นพระเครื่องรางแขวนคออยู่เสมอ มันคุ้มครองป้องกัน ความทุกข์หรืออุปัทวะ เสนียดจัญไรนี้ โดยประการ ทั้งปวง. นี้แหละเป็นเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธเจ้า จริง ๆ นอกนั้นเป็นเรื่องมายา. ที่พูดอย่างนี้ เดี๋ยวจะหาว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ ท่านทั้งหลายต้องไม่คิดว่า อาตมาเป็นคนเดินตลาดขาย สินค้าของพระพุทธเจ้า จะต้องคิดว่าเราเป็นเพื่อนทุกข์

น.428 ๑๑๙ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน เป็นสาวกของพระสัมมา- สัมพุทธเจ้าด้วยกัน ถ้าจะพูดเรื่องอะไรที่เป็นเรื่องนี้ชวน ให้เกิดความสนใจนี้ มันก็เพราะว่ามีความหวังดีต่อกัน แต่ถ้าใครมีสติปัญญามากกว่านั้น ก็อาจจะเห็นได้ด้วย ตนเอง โดยไม่ต้องเชื่ออาตมา ไม่ต้องเชื่อตามอาตมา ก็มีทางที่จะสนใจศึกษาต่อไปได้ ถึงความจริงที่เป็น ปรมัตถสัจจะนี้ยิ่งขึ้นไปทุกที ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว เราก็ต้อง เขยิบการศึกษานี้ให้เลื่อนสูงขึ้นไปถึงเรื่องธาตุ. คำว่า "ธาตุ" นี้ก็มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า "ธรรม" รากของศัพท์ก็เป็น Root เดียวกันด้วย คำว่า ธรรมะนี้มาจากคำว่า ธร แปลว่าทรง คือว่าทรงตัวมัน อยู่ได้เหมือนที่ได้อธิบายมาแล้ว, คำว่า "ธาตุ" นี้ก็ เหมือนกันนักศัพท์ศาสตร์เขายอมรับว่ามันมาจากคำว่า ธร ด้วยเหมือนกันคือแปลว่าทรง, เพราะฉะนั้นคำว่าธาตุนี้ มันก็แปลว่าสิ่งที่ทรงตัวมันเองอยู่เหมือนกัน เช่นเดียวกับ คำว่าธรรมะ. ที่เปลี่ยนแปลงก็มีการทรงตัวมัน อยู่ได้ด้วย การเปลี่ยนแปลง, ที่ไม่เปลี่ยนแปลงก็ทรงตัวอยู่ได้ด้วย

น.429 ๑๒๐ การไม่เปลี่ยนแปลง, ฉะนั้นเราต้องมาเรียนถึงสิ่งที่ไม่อาจ เป็นตัวตนได้เลย คือสิ่งที่เรียกว่าธาตุนี้บ้าง. ท่านทั้งหลายรู้จักธาตุชนิดไหนกันบ้าง ที่จะเอามา เป็นตัวความว่างได้ ? คนที่เรียนฟิสิกส์หรือเคมี ก็รู้เรื่อง ธาตุ แต่ฝ่ายวัตถุล้วน ๆ เป็นธาตุแท้กี่สิบอย่างหรือถึงร้อย อย่างและยิ่งพบเรื่อย ๆ. ธาตุอย่างนี้เป็นความว่างไปไม่ได้ หรือว่าถ้าว่างก็เป็นความหมายอันลึกของสิ่งเหล่านี้ เพราะ ว่านี้เป็นแต่เพียงรูปธาตุ. ทีนี้ยังมีธาตุฝ่ายจิตใจ ฝ่ายวิญญาณ ฝ่ายนามธรรม อีกธาตุหนึ่ง ซึ่งเราไม่อาจจะพิสูจน์ได้ด้วยวิชาฟิสิกส์หรือ เคมีอย่างนั้น มันก็ต้องเรียนวิชาวิทยาศาสตร์อย่างของ พระพุทธเจ้าจึงจะรู้เรื่องธาตุ นามธาตุ หรือรูปธาตุ คือ ธาตุที่ไม่มีรูปและเป็นแต่เพียงนามหรือเรื่องทางจิต ทาง เจตสิก ทางจิตใจ. ที่ว่ามาถึงแค่นี้เรารู้มา ๒ ธาตุแล้ว. สิ่งที่เรียกว่าความว่างนี้จะอยู่ในธาตุไหน ? ถ้าใครคิดว่าความว่างเป็นรูปหรือวัตถุธาตุ เพื่อน ก็หัวเราะตาย. บางคนอาจจะคิดว่าความว่างนี้คงจะเป็น

น.430 ๑๒๑ นามธาตุหรืออรูปธาตุ อย่างนี้พระอริยเจ้าก็หัวเราะตาย หัวเราะคน ๆ นั้น. เพราะว่าความว่างนี้มันไม่ใช่ ทั้ง รูปธาตุและทั้งอรูปธาตุ. มันยังมีธาตุของมันอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่อยู่ในความหมายของคนธรรมดาจะพูดกัน ท่านเลย เรียกมันว่า นิโรธธาตุ. วัตถุธาตุ หรือ รูปธาตุ นั้นก็หมายถึงของที่เป็น วัตถุนี้อย่างหนึ่งแล้ว จะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อะไรก็ตาม. แล้ว อรูปธาตุ นั้นหมายถึงจิตใจ จิต เจตสิก หรือความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นในทางจิต ทางเจตสิก นี้ เรียกว่าอรูปธาตุ แล้วมันจะมีธาตุชนิดไหนอีกที่มันจะไม่ ซ้ำกันกับสองธาตุนี้มันก็มีได้ทางเดียว แต่ว่าเป็นธาตุที่มัน ตรงกันข้ามจากสองอย่างนี้ และเป็นที่ดับสิ้นหายไปหมด ของสองธาตุนี้ด้วย ท่านจึงเรียกมันว่า นิโรธธาตุ บางทีก็ เรียกว่า นิพพานธาตุ บางทีก็เรียกว่า อมตธาตุ. ที่เรียกว่า นิโรธธาตุ หรือ นิพพานธาตุ นั้น ล้วนแต่แปลว่าดับ ธาตุแห่งความดับคือเป็น ธาตุแห่ง ความดับของธาตุอื่นๆ ทั้งหมด หรือว่าธาตุเป็นที่ดับของ

น.431 ๑๖๑๐ ๒๓ ธาตุทั้งหมด. และที่เรียกว่า อมตธาตุ แปลว่า ธาตุที่ไม่ ตายนั้น หมายความว่าธาตุอื่นๆ นอกจากนี้มันตายหมด มันตายได้ มันตายเป็น, ส่วนนิโรธธาตุนี้ ไม่เกี่ยวกับ การเกิดหรือการตาย แต่ว่ากลับเป็นที่ดับสิ้นของธาตุอื่น ๆ แล้วสุญญตาก็คือสิ่งซึ่งอยู่ในธาตุพวกนี้ หรือเป็นธาตุพวก นี้จะเรียกว่า สุญญูตธาตุ ก็ได้ เป็นธาตุอันเป็นที่ทำ ความว่างให้แก่ธาตุอื่น ๆ. เพื่อความเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า "ธาตุ" ชนิดที่ทำให้ เข้าใจธรรมะได้แล้ว ต้องเรียนธาตุอย่างที่กล่าวมานี้ อย่า ไปมัวหลงเข้าใจว่า ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม รู้เท่านั้นก็พอแล้ว นั่นมันเป็นเรื่องของเด็กอมมือ ก่อน พุทธกาลเขาก็พูด เขาก็สอนกันอยู่ มันต้องรู้ไปถึง วิญญาณธาตุ คือธาตุทางนามธรรมหรือวิญญาณ แล้วก็ อากาศธาตุ แล้วก็สุญญตธาตุ กล่าวคือธาตุแห่งความว่าง เข้าไปอีกทีหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ดับหมดของ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ. แปลว่าเรามีธาตุที่ประหลาดที่สุดใน พุทธศาสนานี้ เรียกว่า ธาตุแห่งความว่าง หรือสุญญตธาตุ หรือนิโรธธาตุ หรือนิพพานธาตุ หรืออมตธาตุ. ส่วน ดิน

น.432 ๑๒๓ น้ำ ลม ไฟ นั้นมนอยู่ในพวกรูปธาตุ ส่วนจิตใจ วิญญาณ เจตสิก อะไรต่าง ๆ นั้น มันอยู่ในพวก อรูปธาตุ ส่วนนิพพานหรือสุญญตธาตุนี้ มันอยู่ในพวกนิโรธธาตุ. ท่าน ต้องไปหามุมสงบ ๆ นั่งดูธาตุให้ทั่วทุกธาตุ แล้วจะเห็นชัดว่า มันมีอยู่ ๓ ธาตุอย่างนี้จริงๆ ก็เริ่มพบสุญญตธาตุ หรือ นิพพานธาตุ แล้วจะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าอนัตตา หรือสุญญตา ที่เรากำลังกล่าวนี้ได้มากขึ้น. เพราะฉะนั้นเราอาจจะวางหลักได้ว่า ในตัวความ ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูของกูนั่นแหละ มันมีรูปธาตุและอรูป ธาตุ แล้วที่ว่างจากความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูว่าของกู นั่นแหละก็มีนิโรธธาตุ. หรือจะกลับกันเสียก็ได้ว่า ถ้ามี นิโรธธาตุเข้ามา มันก็เห็นแต่ความว่าง เห็นความว่าง จากตัวกูของกูนี้ปรากฏชัดออกมา ถ้าธาตุนอกนั้นเข้ามา มันก็เห็นเป็นรูป เป็นนาม เป็นรูป เป็นเสียง เป็นกลิ่น เป็นรส เป็นโผฏฐัพพะ เป็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อะไรยุ่งไปหมด แล้วก็มีส่วนที่ให้เกิดความยึด- ถือทั้งนั้น ถ้าไม่ยึดถือในทางรัก ก็จะยึดถือในทางไม่รัก คือเกลียด.

น.433 ๑๒๔ ดังนั้นคนเราจึงมี ๒ อารมณ์เท่านั้น คือ พอใจ กับ ไม่พอใจ เราเคยชินกันอยู่แต่กับ ๒ อารมณ์นี้เท่านั้น เรา สนใจกันอยู่แต่อารมณ์ที่น่ารัก เพื่อจะให้ได้มาและสนใจ อยู่แต่ที่จะหลบเลี่ยงอารมณ์เกลียดหรือทำลายมันเสีย เรื่อง มันก็วุ่นอยู่ตลอดเวลาไม่มีว่าง. ถ้าให้ว่างล่ะจะทำอย่างไร? ก็คือเราอยู่เหนือ หรือว่าเอาชนะธาตุที่วุ่นเหล่านั้นมาอยู่ กับธาตุที่ว่าง มันก็ว่างได้. อีกอย่างหนึ่งท่านเรียกเพื่อแสดงคุณสมบัติของธาตุว่า เนกขัมมธาตุ เนกขัมมธาตุ นี้เป็นเหตุให้ออกจาก กามารมณ์. แล้วถัดมาธาตุที่สองเรียกว่า อรูปธาตุ ธาตุนี้ เป็นเหตุให้ออกจากรูป, แล้วธาตุที่สามเรียกว่า นิโรธธาตุ ธาตุนี้เป็นเหตุให้ออกจากสังขตะ. ถ้าพูดเป็นบาลีอย่างนี้เรื่องชักจะยุ่งขึ้นทุกที จำต้อง พูดเป็นไทยจะดีกว่า คือว่าถ้าเรามองเห็นเนกขัมมธาตุก็จะ เป็นเหตุให้ออกจากกาม-กามารมณ์ หมายความว่าเรามอง เห็นสิ่งที่ตรงข้ามจากกาม เห็นธาตุชนิดที่ตรงข้ามจากกาม

น.434 ๑๒๕ เรียกว่าเห็นเนกขัมมธาตุ. กามเป็นไฟ และถ้าไม่ถูกไฟ นั้นเผา คือตรงกันข้ามอย่างนี้เรียกว่าเนกขัมมธาตุ. จิตที่ น้อมไปสู่การออกจากกามนี้ เรียกว่าประกอบอยู่ด้วย เนกขัมมธาตุ. ทีนี้สัตว์ทั้งหลายที่พ้นไปจากกามได้นั้น ก็ไปติดอยู่ ที่ของสวยงาม สนุกสนาน ที่ไม่เกี่ยวกับกาม แต่ว่ายัง เกี่ยวกับรูป คือรูปธรรมที่บริสุทธิ์อย่างพวกฤาษี มุนี โยคี ติดความสุขในรูปฌาน เหล่านี้เป็นต้น หรือบางทีเราเห็น คนแก่ ๆ บางคน ติดในเครื่องลายคราม ต้นบอน ต้น โกศล อะไรไม่เกี่ยวกับกาม แล้วหลงใหลยิ่งกว่ากามไป ก็มี อย่างนี้ก็สงเคราะห์เรียกว่าเป็นพวกติดอยู่ในรูป เหมือนกัน ออกจากรูปไม่ได้, ถ้าจะออกจากรูปให้ได้ ก็ต้องมีความรู้เรื่องอรูปธาตุ คือธาตุที่เป็นไปเหนือรูป. ทีนี้มันจะไปติดอะไรอีก ถ้ามันหลุดรูปธาตุไปได้ ไม่ติดรูป ? หลุดจากรูปไปได้ ก็ไปติดสิ่งที่มีปัจจัยปรุง แต่งทั่วๆ ไป ที่มากไปกว่านั้น ข้อนี้ก็ได้แก่กุศลธรรม ทั้งปวง. อกุศลธรรมเราไม่พูดถึงก็ได้ เพราะมันไม่มีใคร

น.435 ๑๒๖ เอา มีแต่คนเกลียด แต่กุศลทั้งปวงที่ปรุงแต่งให้เป็น คนดีวิเศษเกิดในสวรรค์ ผื่นกันไม่มีที่สิ้นสุด นี้เรียก ว่า สังขตะ คือสิ่งปรุงแต่ง คนเราก็มัวเมาอยู่แต่ที่จะ เป็นตัวตนเป็นของของตน เป็นตัวตนอย่างสัตว์เดียรัจฉาน ไม่ดี ก็เป็นอย่างมนุษย์, เป็นอย่างมนุษย์ไม่ดีก็เป็นอย่าง เทวดา, เป็นอย่างเทวดาไม่ดี ก็เป็นอย่างพรหม, เป็น อย่างพรหมไม่ดี ก็เป็นอย่างมหาพรหม แล้วก็มีตัวตนอยู่ เรื่อย อย่างนี้เรียกว่าสังขตะทั้งนั้น, ต่อเมื่อเข้าถึงนิโรธธาตุ มันจึงจะออกจากสังขตะได้. นี่แหละเป็นธาตุสุดท้าย เป็นนิพพานธาตุ คือ เป็นที่ดับสิ้นแห่งตัวกูและของกู. ถ้าดับได้สิ้นเชิงจริง ๆ ก็เป็นพระอรหันต์ เรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ , ถ้ายังดับไม่ได้สิ้นเชิงก็เป็นพระอริยเจ้าที่รอง ๆ ลงมา เรียก ว่า สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ คือตัวกูยังมีเชื้อเหลืออยู่บ้าง ไม่ว่างทีเดียว หรือมันว่างได้แต่มันยังไม่ถึงที่สุด ไม่ใช่ ปรมังสุญญัง รวมความแล้วเราจะต้องรู้จักธาตุ คือหมายถึงส่วน ประกอบอันแท้จริงของสิ่งทั้งปวงนี้ ขอให้เข้าใจในลักษณะ

น.436 ๑๒๗ อย่างนี้. คือว่าโดยหลักใหญ่แล้ว มันจะมีอยู่ คือ รูปธาตุ ธาตุที่มีรูป อรูปธาตุ ธาตุที่ไม่มีรูป และนิโรธธาตุ ธาตุ ซึ่งเป็นที่ดับทั้งของรูปและของอรูป อย่างนี้แล้วกล้าท้าว่า ไม่มีอะไรที่จะนอกไปจากคำ ๓ คำนี้. นี่แหละเราลองเรียนวิทยาศาสตร์อย่างของพระพุทธ- เจ้ากันบ้าง ที่มันครอบคลุมทั้งฝ่ายกาย (Physics) ฝ่ายจิต (Mental) และฝ่ายวิญญาณ (Spiritual) เป็นเหตุให้ เรารู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงหมดครบถ้วนจริงๆ จึงจะเรียกว่า เรารู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงจริง จึงจะไม่ไปยึดมั่นถือมั่นสิ่ง ทั้งปวงได้อีกต่อไป ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง นั้น. นี่แหละ "ความว่าง” มันต้องมีความหมายอย่างนี้. ทีนี้เราจะได้พูดกันถึงสิ่งประกอบเล็กๆ น้อยๆ ให้ ยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อแวดล้อมความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับความ ว่างในอุปปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย มีพุทธภาษิตว่า สุญฺญฺตา นี้เรียกว่ามหาปุริสวิหาร สุญญตาคือมหาปุริสวิหาร แปลว่าความว่างนั่นแหละคือวิหารของพระมหาบุรุษ คือ

น.437 ๑๒๘ ว่ามหาบุรุษ อยู่ในวิหารนี้ วิหารนี้ได้แก่ความว่าง. นี่ หมายความว่ามหาบุรุษนั้นไม่มีจิตใจที่เที่ยวซอกแซกไป อยู่ ที่มุมนั้นมุมนี้เหมือนปุถุชน แต่ว่ามีจิตใจอยู่ในความว่าง อยู่ด้วยความว่าง หรือเป็นความว่างเสียเลย. ฉะนั้นจึง เรียกสุญญตาว่ามหาปุริสวิหาร โดยเฉพาะก็คือพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์นั่นเอง. ความว่างเป็นวิหาร เป็นที่อยู่ ของมหาบุรุษ ก็แปลว่าจิตใจของท่านอยู่ด้วยความว่างคือมี ลมหายใจอยู่ด้วยความว่าง. พระพุทธเจ้าท่านตรัสยืนยันส่วนพระองค์ โดยเฉพาะ ว่าตถาคตอยู่ด้วยสุญญตวิหาร. คือฆ่าเวลาอยู่ด้วยสุญญต- วิหาร หรือให้ชีวิตล่วงไป ๆ ด้วยสุญญตวิหาร. คือว่า เมื่อท่านกำลังแสดงธรรม สอนคน จิตของท่านก็ว่างจาก ตัวตน-ของตน เมื่อไปบิณฑบาตหรือทำกิจส่วน พระองค์ จิตของท่านก็ยังว่างจากตัวตนหรือของตน หรือเมื่อท่าน ทรงพักผ่อน หาความสุขส่วนพระองค์ ที่เรียกว่ายามว่าง

น.438 ๑๒๙ ทิวาวิหาร สุขวิหารอะไรนี้ ท่านก็เป็นอยู่ด้วยความว่างจาก ตัวตนหรือของตน ท่านจึงทรงยืนยันแก่พระสารีบุตรว่า ตถาคตให้เวลาล่วงไปด้วยสุญญตวิหาร. นี้เราไม่พูดกันถึง บุคคลธรรมดาสามัญที่เป็นปุถุชน เราพูดถึงมหาบุรุษ พูดถึงพระพุทธเจ้า ว่าท่านมีลมหายใจ อยู่อย่างไร ท่านอยู่ในโบสถ์วิหารอะไร. ถ้าเราอยากไป เห็นกุฏิวิหารของพระพุทธเจ้าแล้ว อย่าได้นึกถึงเรื่องอิฐ เรื่องปูนเรื่องอะไรที่อินเดียกันนัก ลองนึกถึงวิหารที่ชื่อว่า "สุญญตวิหาร" หรือ "มหาปุริสวิหาร" กันบ้าง แต่อย่า ลืมว่ามันต้องเป็น " ปรมํ สุญฺญํ " คือว่างอย่างยิ่ง. สุญญตาขนาดว่างอย่างยิ่งไม่ใช่สุญญตาวอบๆ แวมๆ เหมือนพวกเราที่นั่งอยู่ที่นี่ กลับไปบ้านก็ไม่ว่างเสียแล้ว สุญญตวิหารหรือมหาปุริสวิหารนั้น หมายถึงว่างอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นจึงมีคำอีกคำหนึ่งซึ่งค่อนข้างจะยาวมาก เรียก ว่า " ปรมานุตตรสุญญตา " คือ ปรม+อนุตตระ+สุญญตา รวมกันทั้ง ๓ คำเป็น ปรมานุตตรสุญญตา สุญญตาที่ว่าง อย่างยิ่ง ไม่มีอะไรอื่นยิ่งไปกว่า.

น.439 ๑๓๐ ข้อนี้ ถ้าระบุตามคำเทคนิคของธรรมะ จะมีกล่าวถึง เจโตสมาธิที่ไม่มีนิมิต จนจิตว่างจากอาสวะ. เจโตสมาธิ ที่ไม่มีนิมิตที่จิตผ่องใสจนไร้อาสวะนี้ อาจจะเป็นอย่าง กุปปธรรม หรืออกุปปธรรมก็ได้ คือว่าจะเป็นอย่างของคน ที่จะกลับไปไม่ว่างอีก หรือว่าเป็นของคนที่ว่างเด็ดขาดไป เลยก็ได้. ถ้าในขณะใดประกอบด้วยเจโตสมาธิประเภทที่ ไม่มีนิมิตจะยึดถือว่ามีอะไรเป็นตัวตน-ของตนแล้ว จิต กำลังผ่องใสไร้อาสวะอยู่ในเวลานั้นแล้วก็เรียกว่า "ปรมา นุตตรสุญญตา" ได้ ซึ่งพระอริยเจ้าหรือพระอรหันต์นั้น ท่านทำอยู่เป็นว่าเล่น คือเป็นไปเอง. ถ้าเราเป็นปุถุชนจะเป็นโยคีที่สมบูรณ์กันสักที ก็ควร จะเข้าถึงเจโตสมาธินี้ให้ได้ตามกาล ตามเวลา แม้จะไม่สิ้น อาสวะโดยเด็ดขาด ก็เป็นการไร้อาสวะอยู่ในบางโอกาส บางขณะ. แต่นี่เราไปยืมของท่านมา คือไปยืมของพระ พุทธเจ้าหรือของพระอรหันต์มา สำหรับให้พวกเราลองดู บ้างเท่านั้น เพื่อว่าอย่าได้ท้อถอยเสียทีเดียว เพราะเหตุใด? เพราะเหตุว่า สิ่งที่เรียกว่าความว่างก็ดี ความหลุดพ้นก็ดี

น.440 ๑๓๑ หรือนิพพานก็ดี มันมีได้ทั้งประเภทที่เด็ดขาดลงไป และ ประเภทที่ยังกลับไปกลับมาได้สำหรับคนเราตามธรรมดา. หรือยิ่งกว่านั้น ยังมีประเภทที่ประจวบเหมาะก็ยังได้ ใน เมื่อสิ่งต่างๆ แวดล้อมเหมาะสมดี เราอาจจะมีจิตใจว่างอย่าง นี้ได้สักชั่วโมงสองชั่วโมงก็ได้. แต่ว่าที่เป็นเรื่องเป็นราว นั้นคือเราต้องตั้งใจประพฤติปฏิบัติกระทำให้มันว่าง ตาม ที่เราสามารถจะกระทำได้. ที่จริงนั้น ที่เป็นปรมานุตตรสุญญตาจริง ๆ นั้น ท่าน หมายถึงว่าได้ทำลายโลภะ โทสะ โมหะ ความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวตนได้เด็ดขาด เป็นสมุจเฉทปหานลงไปจริง ๆ แล้ว เพราะฉะนั้น เมื่อจะกล่าวถึงสุญญตาสุดยอด ท่านต้อง บัญญัตินามไว้ว่า ปรมานุตตรสุญญตา. เรื่องสุญญตาสุดยอดนี้ ถ้าลองเหลือบดูให้ต่ำลง ๆ ลดหลั่นไปตามลำดับ ก็จะเข้าใจ สุญญูตาที่ต่ำ ๆ หรือ รอง ๆ ลงมาคือถ้าไล่จากทางสูง คือเอาปรมานุตตรสุญญตา เป็นยอดสุดแล้วที่ลดต่ำลงมาก็คือเนวสัญญานาสัญญายตนะ

น.441 ๑๓๒ นี้เป็นความว่างที่รองลงมา. แล้วก็อากิญจัญญายตนะ รองลงมาอีก วิญญาณัญจายตนะรองลงมาอีก อากาสานัญ- จายตนะรองลงมาอีก แล้วปฐวีสัญญารองลงมาอีก แล้ว ก็อรัญญสัญญารองลงมาอีก. นี่มองจากข้างบนสุดลงมาหาพื้นต่ำ นี้เข้าใจยาก ดูไป จากพื้นต่ำดีกว่า คือให้ค่อย ๆ เงยขึ้นไปข้างบน. อันแรกที่สุดเรียกว่า อรัญญสัญญา คือมีความสำคัญ มั่นหมายว่าเป็นป่า นี่ถ้าที่ในบ้านในเมืองนี้มันวุ่นวายเรา ลองทำความสำคัญมั่นหมายด้วยจิตใจว่าเป็นป่า เหมือนอยู่ ในป่าหรือออกไปอยู่ป่าจริงๆ และทำสัญญาว่าป่าให้มีความ ว่างมีความสงัดจากเสียงรบกวน มันก็เรียกว่าว่างชนิดหนึ่ง แล้ว เพียงแต่ทำสัญญาว่าบ่าเท่านั้น ก็ได้สุญญตาเด็กเล่น ขึ้นมาแล้ว. ทีนี้สูงขึ้นไปอีก ปฐวีสัญญา ทำความมั่นหมายว่าดิน คือสักว่าดินเท่านั้น ดินก็หมายความว่าธาตุดิน รู้สึกว่าสิ่ง ต่าง ๆ เป็นธาตุดินไปหมด ก็อาจจะกำจัดความกำหนัดใน

น.442 ๑๓๑ กามารมณ์ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ได้. นี่ก็เป็นสุญญตา ที่สูงกว่าเด็กอมมือ จึงควรที่คนหนุ่มคนสาวควรจะลองดู. ทีนี้ถ้าจะให้มันสูงขึ้นไปอีกก็ต้องทำสัญญาเป็น อากา- สานัญจายตนะ ทำความรู้สึกว่าทั้งหมดมีแต่อากาศที่ไม่มี ที่สิ้นสุด. อากาศนี้คือความว่างชนิดหนึ่งเหมือนกัน แต่ยัง ไม่ถึงสุญญตา. ที่ว่างที่โล่งไม่มีอะไร นี้ก็ยังได้ความว่าง หรือสุญญตาที่สูงขึ้นไป. ทีนี้อย่าไปสนใจในเรื่องความว่าง ที่ว่าง ที่โล่งนั้น ให้สนใจเรื่องที่ละเอียดกว่านั้น จับตัวได้ยากกว่านั้น คือ วิญญาณ อย่างที่เรียกว่า วิญญาณัญจายตนะ ทำในใจ ไว้ว่า ไม่มีอะไรนอกจากมีแต่วิญญาณที่ไม่มีที่สิ้นสุด มีแต่ วิญญาณธาตุที่ไม่มีที่สิ้นสุด เหล่านี้ก็ยังว่างขึ้นมาอีก. ทีนี้ถ้าจะให้สูงขึ้นไปกว่านั้น ก็เป็นสุญญตาประเภท ทำในใจถึง อากิญจัญญายตนะ ว่าไม่มีอะไรเลย ที่แท้ มันไม่มีอะไรเลย คือว่าจะไม่ให้จิตไปกำหนดถึงอะไรเลย กำหนดความไม่มีอะไรเลย แต่ยังรู้สึกอยู่ว่าไม่มีอะไรเลย อย่างนี้ก็เป็นความว่างขึ้นไปอีก.

น.443 ๑๓๔ ทีนี้ไต่ไปอีกทีหนึ่งก็คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ คือทำความรู้สึกอยู่ด้วยความไม่รู้สึก เรียกว่าจะเหมือนกับ คนเป็นก็ไม่ใช่ คนตายก็ไม่ใช่ คือมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มี สัญญาก็ไม่ใช่ นี่หมายถึงการไม่ทำสัญญาในอะไรเลย มีความรู้สึกอยู่แต่ว่าไม่ทำสัญญาว่าอะไรเลย ละเอียดยิ่งขึ้น ไป ๆ จนถึงกับว่า คนนั้นเรียกว่าคนตายแล้วก็ไม่ใช่ คน เป็นอยู่ก็ไม่เชิง อย่างนี้เรียกว่าว่างเหมือนกัน. ว่างทั้ง ๖ ระดับนี้ ไม่เชื่อว่าสุญญตาอย่างที่ว่า คือ ไม่ใช่ปรมานุตตรสุญญตา เป็นแต่เพียงท่านแสดงให้เห็น ว่าที่ว่าว่าง ๆ นี้มันว่างขึ้นมาได้อย่างไรมันว่างยิ่งขึ้นไป ๆๆ ได้อย่างไร แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่ใช่ว่างอย่างมหาปุริส- วิหาร มันว่างอย่างพวกฤๅษี มุนี ก่อนพุทธกาลหรือใน ครั้งพุทธกาล ค่อย ๆ คลำไป ๆๆ จนมาพบและจนมุมอยู่ ที่นี่ ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนอีก จนกระทั่งพระพุทธเจ้าทรง พบสุญญตาแท้ที่เป็นมหาปุริสวิหาร หรือปรมานุตตร- สุญญตา ดังที่กล่าวแล้วนั่นเอง.

น.444 ๑๓๕ อรรถกถาเรียกความรู้สึกต่อสุญญตานี้ว่า สุญญตา ผัสสะ หรือสูญญฺโตผัสโส พวกเรารู้จักกันแต่ผัสสะทางตา ผัสสะทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ในรูป ในเสียง ใน กลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ในธรรมารมณ์ ไม่เคยมีสุญญตา ผัสสะ ไม่เคยผัสสะต่อสุญญตา เพราะว่าเรารู้จักกันแต่รูป ธาตุ อรูปธาตุ ไม่รู้เรื่องนิโรธธาตุ. เมื่อไรเรารู้เรื่องนิโรธธาตุเราจะได้สัมผัสอันใหม่ คือ สุญญตาผัสสะอย่างที่อรรถกถาเรียก แล้วอันนี้มันเป็นชื่อ ของอริยมรรคในขั้นทำลายกิเลสได้จริง แต่เมื่อสร้างอริย- มรรคที่ทำลายกิเลสได้จริง และทำลายกิเลสอยู่ ขณะนั้น เรียกว่า "สุญญตาผัสสะ" คือเราได้เอามือไปแตะสุญญตา เข้าแล้ว นี่พูดอย่างอุปมาว่าเหมือนกับเราเอามือไปแตะ สุญญตาเข้าแล้ว คือจิตของเราได้สัมผัสกันเข้ากับความว่าง. ความว่างในลักษณะที่เป็นผัสสะเช่นนี้ มันหมายถึง อริยมรรคของคนที่เห็นอนัตตา คืออนัตตานุปัสสนาเห็นว่า ไม่มีตัวตนไม่มีของตน เป็นสักแต่ว่าธรรมะ ธรรมชาติ

น.445 ๑๓๖ เรื่อยไปยิ่งขึ้น ๆ เป็นอริยมรรคทำนองนี้อยู่แล้ว ก็เรียกว่า สุญญโตในที่นี้. แล้วผัสสะใดเกิดขึ้นขณะแห่งมรรคนั้น ผัสสะนั้นเรียกว่า "สุญญโตผัสโส” หรือสุญญตาผัสสะ คือ การแตะต้องสูญญตา. ทีนี้อนัตตานุปัสสนาที่ทำให้มีอาการอย่างนี้ได้นั้น มัน สืบต่อมาจากการเห็นทุกข์ คืออนัตตานุปัสสนาจะต้องสืบ ต่อมาจากทุกขานุปัสสนา เหมือนกับว่าไปขยำเอาไฟเข้า แล้วมันร้อนอย่างนี้ มันจึงจะรู้ว่าไฟนี้ไม่ใช่สิ่งที่ควรขยำเลย หรือว่าธรรมทั้งปวงนี้ไปขยำเข้าแล้วก็เป็นไฟขึ้นมา แล้ว รู้ว่าธรรมทั้งปวงนี้ไม่ควรขยำเลย คือไม่ควรเข้าไปยึดมั่น ถือมั่นเลย. ที่นี้หากความเจนจัดทางวิญญาณ (Spiritual experience) ของเรามีมากพอ ในการที่ว่าไฟมันไหม้เอาอย่างไร มันเผา เอาอย่างไร มันร้อยรัด หุ้มห่อ ทิ่มแทง พัวพัน เผาลน อย่างไร อย่างนี้เรียกว่า "ทุกขานุปัสสนา". ความเจนจัดทางวิญญาณ (Spiritual experience) ใน ขั้นนี้เรียกว่า ทุกขานุปัสสนา เป็นเหตุให้เกิดอนัตตานุ-

น.446 ๑๓๗ ปัสสนาหรือสุญญตานุปัสสนาขึ้นมา เพราะฉะนั้นผัสสะ ต่อธรรมะคือผัสสะที่รู้สึกต่อธรรมะขณะนั้นเรียกว่า "สุญญ- ตาผัสสะ". ทีนี้จะต้องคิดต่อไปถึงว่า บางคนเขาค้านว่า ถ้าไม่ ถึงนิพพานจะรู้เรื่องนิพพานได้อย่างไร อย่างว่าไม่เคยไป ยุโรปจะเห็นยุโรปได้อย่างไร? นี้มันไม่ใช่เรื่องทางวัตถุ มันเป็นเรื่องในทางจิตใจ คือจิตใจของคนเรานี้มันว่างเป็น การชิมลองอยู่ได้เองแล้ว เหมือนกับอาตมาบอกว่า เดี๋ยวนี้ ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ส่วนมากจิตว่างอยู่ แต่ว่าเป็นการชิมลอง อย่างนี้ขอให้ขยันดู. เพราะฉะนั้น ในนิเทศของทางปฏิบัติอานาปานสติ ตอนจิตตานุปัสสนาที่ว่า เพ่งดูจิตตามที่เป็นจริงอย่างไรนั้น จึงมีตอนกล่าวถึงว่า ถ้าจิตมีราคะก็รู้ว่าจิตมีราคะ ถ้าจิตมี โทสะก็รู้ว่าจิตมีโทสะ ถ้าจิตมีโมหะก็รู้ว่าจิตมีโมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่ จิตไม่หดหู่ก็รู้ว่าจิตไม่หดหู่ จิตวิมุตติก็รู้ว่า จิตวิมุตติ จิตไม่วิมุตติก็รู้ว่าจิตไม่วิมุตติ นี้คือความหมาย ของคำว่าว่าง หรือไม่ว่างนั่นเอง. ให้เราดูที่จิตของเราที่

น.447 ๑๓๘ กำลังวิมุตติ คือว่างจากสิ่งทั้งปวงอยู่ หรือว่าจิตของเรา กำลังถูกจับกุม ยึดถือสิ่งใดอยู่. ในการปฏิบัติขั้นต้นเพียงขั้นนี้ ก็ยังสอนให้ดูจิตที่ว่าง หรือจิตที่วิมุตติอยู่แล้ว ซึ่งมันมีให้ดูในภายใน ไม่ใช่คาด คะเนเอาตามตัวหนังสือที่เคยอ่าน. เพราะฉะนั้นเป็นอันว่านิพพานหรือความว่าง หรือ สุญญตานี้ มีให้ดู เป็นสิ่งที่มีให้เราดูได้ แม้ในขณะที่เป็น ปุถุชนอย่างนี้ เพราะว่ามันมีความว่างอย่างตทังควิมุตติ อยู่บ้างคือ บังเอิญเหมือนอย่างที่กำลังเป็นอยู่เดี๋ยวนี้เรียกว่า บังเอิญเป็น ตทังควิมุตติ . ถ้าได้แวดล้อมอะไรอย่างนี้ แล้วจิตยังว่างอยู่ อย่างนี้ก็ว่างเหมือนกัน. หรือถ้าใคร ทำสมาธิถูกวิธี จิตมันว่างสบายไปหมด ยิ่งกว่าความสุข ชนิดไหนหมดก็ได้ นั่นเป็น วิกขัมภนวิมุตติ ไม่ต้อง พูดถึง สมุจเฉทวิมุตติ ที่เป็นของพระอรหันต์ เราก็ยัง มีความว่างมาดูเป็นตัวอย่างได้ เหมือนกับตัวอย่างสินค้า ของพระพุทธเจ้า ถ้าใครสนใจก็พอจะหาดูได้จากตัวของ ตัวเอง.

น.448 ๑๓๙ เพราะฉะนั้น เราควรจะทำอานาปานสติไปตามลำดับ ทำกายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา ธัมมา- นุปัสสนา มันเป็นการชิมความว่างเรื่อยไปตั้งแต่ต้นจน ปลายทั้งนั้น. ในที่สุดมันก็จะเข้าใจความว่าง เพราะมอง เห็นโทษของความยึดมั่นถือมั่น แล้วจิตก็จะหันไปพอใจใน อายตนะนั้น คือนิพพานหรือความว่างขึ้นมาได้ทันที. นี่แหละเรียกว่าเราดูความว่างไปเรื่อย ๆ ดูสุญญตา ไปเรื่อย ๆ ก่อนที่จะถึงปรมะสุญญตา เป็นการก้าวหน้าไป ตามกฎของมันเอง หรือว่าตามกฎของธรรมชาติเองที่ว่ารู้ เห็นสิ่งใด ด้วยตนเอง อย่างมั่นคง แล้วก็เป็นไปได้อย่าง มันคงไม่โยกเยกเหมือนความรู้ที่ได้มาจากการได้ยิน ได้ฟัง หรือว่าเป็นความรู้ที่เป็นมายา ทำนองนั้น. ที่นี้ที่จะเป็นความสุขขึ้นมาได้อย่างไรนั้น เราไม่ต้อง ทำหรอก เราไม่ต้องอธิบาย หรือไม่ต้องไปทำให้ยุ่งยาก เราทำให้ว่างเถอะมันก็พอแล้ว คือทำให้ว่างจากโลภะ โทสะ โมหะ คือว่างจากความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเรา ว่าของ-

น.449 ๑๔๐ เราแล้วมันก็ว่างจาก โลภะ โทสะ โมหะ. เมื่อว่างจากโลภะ โทสะ โมหะ ก็คือว่างจริงๆ มันเป็นคำ ๆ เดียวกัน เมื่อ นั้นความทุกข์ทั้งปวงก็จะหมดไป แม้แต่กรรมก็หมดไป เอง. ในบาลีอังคุตตรนิกาย ยืนยันในข้อที่ว่า กรรมหมด ไปเอง ในเมื่อว่างจากโลภะ โทสะ โมหะ หรือว่าง จากตัวกู-ของภู ซึ่งพูดกันให้สั้น ๆ ในที่นี้ก็ว่า ถ้ามันว่าง จากความยึดมั่นถือมั่นว่าเรา-ว่าของเราแล้ว กรรมก็จะหมด ไปเอง ซึ่งหมายความว่าหมดไปทั้งกรรม และวิบากของ กรรม และกิเลสซึ่งเป็นเหตุให้ทำกรรม มันหมดพร้อมกัน เอง. เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องไปกลัวกรรม กลัวจะต้องเป็น ไปตามกรรม เราไม่ต้องสนใจกับเรื่องกรรม แต่เรา สนใจกับความว่าง : ทำความว่างให้แก่ตัวกูและของกูได้ แล้ว กรรมย่อมสลายไปหมดสิ้น ไม่มีทางที่จะต้องเป็นไป ตามกรรม.

น.450 ๑๔๑ นี่แหละ จุดนี้เป็นสิ่งที่สามารถทำให้คน อย่างองคุลี- มาลเป็นพระอรหันต์ได้ที่ตรงนั้น, อย่าอธิบายผิดๆ อย่างที่ เขาอธิบายกันว่า ไม่ฆ่าคนแล้วก็เป็น พระอรหันต์ หรือว่า พระพุทธเจ้าตรัสตอบแก่องคุลีมาลว่า ฉันหยุดแล้ว แกไม่ หยุด แกไม่หยุดก็คือยังฆ่าคนอยู่ แล้วองคุลีมาลก็หยุดฆ่าคน แล้วจึงเป็นพระอรหันต์. อย่างนี้คนนั้นอธิบายเอาเองต่างหาก แล้วยังเป็นการ ตู่พระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง เพราะคำว่า "หยุด" ของพระพุทธ เจ้านี้ท่านหมายถึงหยุดการมีตัวกู หยุดมีของกู หยุดมี ตัวเรา หยุดมีของเรา หยุดความยึดมั่น มันคือความว่าง เพราะฉะนั้นความว่างนั่นแหละ คือความหยุด ความหยุด ชนิดนี้เท่านั้นที่จะทำองคุลีมาลให้เป็นพระอรหันต์ได้ ไม่ ใช่หยุดฆ่าคน. หยุดฆ่าคนนั้นใคร ๆ ก็ไม่ฆ่าคนอยู่แล้ว ทำไมไม่เป็น พระอรหันต์ เพราะเหตุว่าความหยุด หรือหยุดที่แท้นั้น มันคือความว่างจนไม่มีตัวเราที่จะอยู่ที่ไหน หรือจะไปที่

น.451 ๑๔๒ ไหน หรือจะมาที่ไหน หรือจะทำอะไร นั่นมันจึงหยุดแท้ ถ้ายังมีตัวเราอยู่แล้วมันหยุดไม่ได้. เพราะฉะนั้นเราควรจะเข้าใจคำว่าว่างนี้คือคำๆ เดียว กับคำว่าหยุด ที่พระพุทธเจ้าสั่งองคุลีมาลคำเดียวแล้วกลาย เป็นพระอรหันต์ไปได้ ทั้งที่ฆ่าคนมามือยังเลือดแดง ๆ อยู่ หรือที่แขวนคะแนนคนที่ฆ่าไปแล้วด้วยกระดูกนิ้วมือ อยู่ที่ คอตั้ง ๙๙๙ หรือ ๙๙ ซึ่งแปลว่ามันมากเต็มที่ นั่นแหละ คือไม่หยุด มันมีความยึดมั่นถือมั่นอะไร จนวิ่งป่วนไป หมดไม่หยุด. ทีนี้กรรมจะหมดไปเอง หรือว่าจะถึงความ หยุดก็ต้องอาศัยคำ ๆ เดียว คือความว่างจากตัวกู -ของกู ไม่ยึดมั่นถือมั่นในธรรมทั้งปวง. การกระทำให้ว่างนี้ จัดว่าเป็นการทำโยคะในทาง พุทธศาสนา ก็ได้ คือเราดูกันที่ตัวการกระทำให้ว่างนี้ นี่แหละเรียกว่าโยคะ. มันเป็นโยคะสูงสุด ถึงขั้นที่เรียกว่า ยอดของโยคะ กล่าวคือชั้น ราชะโยคะ อะไรนั้น. ในที่ เช่นนี้ แม้เราจะยืมคำว่าราชะโยคะในฝ่ายเวทานตะมาใช้ ซึ่งมีความหมายว่ายอดสุดของโยคะ แต่ราชะโยคะอย่างเขา มีตัวตนถึงที่สุด.

น.452 ๑๔๓ สำหรับ พระพุทธศาสนาเราโดยเหตุที่ พระพุทธเจ้า ตรัสว่า อริยสัจจทัศนะ คือโยคะ นั่นก็แปลว่า โยคะใน ในพุทธศาสนาก็มี แต่มันหมายถึงการทำความว่างให้แจ้ง ออกมา ให้ปรากฏออกมา. เพราะฉะนั้นการกระทำอันใด ที่เป็นไปเพื่อให้ความว่างปรากฏออกมาแล้ว การกระทำ อันนั้นเรียกว่า "โยคะ" ได้เหมือนกัน. ถ้าใครอยากจะใช้คำว่า โยคะ หรือชอบพูดถึงโยคะ อยากมีโยคะอะไรนี้ ต้องมีให้ถูกอย่างนี้ จึงจะสมกับที่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า โยคะคืออริยสัจจทัศนะ-การทำ ของจริงที่สุดให้ปรากฏออกมาเรียกว่า โยคะ แล้วเราก็เอา มาใช้กันกับการกระทำทุกอย่างในทางจิตใจ เพื่อให้หยุด ความยึดมั่นถือมั่นว่าเรา ว่าของเราเสีย นี่แหละคือ โยคะ. เราจะเอาคำว่าโยคะ ของพวกอื่นมาใช้มาเรียกก็ได้ทั้งนั้น มันจะมีความหมายที่ปรับให้เข้ากันได้ทั้งนั้น: อย่าง กรรม โยคะ ให้ทำความไม่เห็นแก่ตัว ให้ประพฤติประโยชน์ ของผู้อื่นดายไป อย่างนี้เราก็มี, ถ้าว่าเราอย่ามีตัวเรา มี ของเรา เราอย่ามีความรู้สึกว่าตัวเราว่าของเราอย่างนี้ ทำไปเถอะมันจะเป็นกรรมโยคะไปหมด.

น.453 ๑๔๔ แม้จะเป็นโยคะขั้นต่ำ ๆ เตี้ย ๆ คือการทำบุญทำกุศล ทำความดี ความงาม เสียสละแก่ผู้อื่น ช่วยเหลือเพื่อน มนุษย์อย่างนี้ ต้องทำด้วยจิตที่ว่าง ว่างจากตัวกู ว่างจาก ของกู อย่าให้ความรู้สึกแล่นหรือโน้มเอียงไปในทางว่า ของฉัน หรือตัวฉัน มันก็เป็นโยคะไปหมด. นี่แปลว่า ไม่ต้องแสวงหาโยคะอย่างอื่น จะเป็นชื่อ สักกี่สิบโยคะ กี่ชนิดโยคะก็ตาม ที่มีมา ก็เป็นอันทำ โยคะทั้งสิ้น กล่าวคือการทำตัวตนหรือของตนให้หมดไป คือทำความว่างให้ปรากฏขึ้นมา. เท่าที่กล่าวมา ค่อนข้างจะยืดยาวนี้ ก็เพื่อจะให้ เข้าใจเรื่อง " ความว่าง" คำเดียว ว่างจากกิเลส ก็คือว่างจากความรู้สึกว่าตัวกู หรือของกู แล้วว่างจาก ความทุกข์นั้นมันแน่นอน เพราะเมื่อมันว่างจากกิเลสแล้ว ก็ว่างจากความทุกข์ ว่างจากตัวกูของกูอย่างเดียวเท่านั้น จะว่างหมดจากทุกสิ่ง. และสภาพอันนั้นมันเป็นนิโรธธาตุ ไม่ใช่ธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุไฟ ธาตุลม ไม่ใช่อากิญ- จัญญายตนะ ไม่ใช่อากาสานัญจายตนะ ไม่ใช่วิญญา- ณัญจายตนะ อะไรเยอะแยะ ล้วนแล้วแต่พระพุทธเจ้า

น.454 ๑๔๕ ท่านปฏิเสธว่ามันไม่ใช่ทั้งนั้น มันมีแต่นิโรธธาตุ เป็น ความว่างจากตัวกู-ของกู เป็นที่ดับแห่งกรรม เป็นที่ดับ แห่งกิเลส เป็นที่ดับแห่งความทุกข์. ข้อสุดท้ายที่เราจะต้องนึกถึง ก็คือว่า สิ่งนี้เป็นของ ที่เนื่องกันอยู่กับทุกสิ่ง ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น อย่าลืม เสียว่า ทุกสิ่งไม่มีอะไรนอกจากธรรมะ ธรรมะก็ไม่มีอะไร นอกจากธรรมชาติ ธรรมดา หรือความที่มันเป็นอย่างนั้น เอง เป็นตถตา เพราะฉะนั้นมันจึงว่างจากตัวตน-ของตน อยู่แล้ว. ธรรมะประเภทโง่ ประเภทหลง ประเภทอวิชชานี้ มันโผล่ขึ้นมาเรื่อย เพราะการเป็นอยู่ หรือชีวิตประจำวัน หรือวัฒนธรรมของเราสมัยนี้ มันให้โอกาสแก่ธรรมะ ฝ่ายตัวกู ฝ่ายของกู คือฝ่ายอวิชชา ไม่ได้ให้โอกาส แก่ฝ่ายวิชชา เพราะฉะนั้น เราจึงต้องถูกลงโทษด้วย Original sin คือบาปดั้งเดิมของเรา ที่พอเกิดมาแล้วก็มี แต่จะหลงไปในทาง Autonomy นี้เรื่อยไป ไม่เข็ดหลาบ: แม้เป็นหนุ่มเป็นสาวก็ยังไม่รู้สึก เป็นคนกลางคนแล้วก็ยัง

น.455 ๑๔๖ ไม่รู้สึก เป็นคนแก่คนเฒ่าแล้วก็ยังไม่รู้สึกก็มี, ถ้าอย่างไร ก็ควรจะรู้สึกในวัยกลางคน หรือเมื่อยามแก่เฒ่า จะได้ พ้นโทษ จะได้ออกจากกรงขังของวัฏฏสงสาร จะได้รับ อิสระภาพ สู่ที่โล่งแจ้ง ไม่มีขอบเขต ไม่มีอะไรจำกัด. เมื่อพุทธศาสนาแผ่ไปถึงเมืองจีน คนจีนสมัยโบราณ เขามีสติปัญญาเฉลียวฉลาดรับเอา ได้เกิดวรรณกรรม อย่างของเว่ยหล่าง หรือของฮวงโปขึ้นมา อธิบายเรื่องจิต เรื่องธรรมะ เรื่องพุทธะ เรื่องหนทาง เรื่องความว่าง ให้เข้าใจกันได้ด้วยถ้อยคำเพียงไม่กี่คำ. คือโผล่ขึ้นมา ประโยคแรกก็ชี้ว่า จิตก็ดี ธรรมะก็ดี พุทธะก็ดี หนทาง ก็ดี ความว่างก็ดี คือสิ่งเดียวกัน มันเท่านี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว. ประโยคเดียวเท่านี้พอแล้ว มัน เท่ากับพระไตรปิฎกทั้งหมดได้เหมือนกัน แต่เราไม่อาจเข้า ใจเลยก็ได้. ยิ่งพวกเราที่ศึกษาปฏิบัติกันอยู่ในแบบเก่านี้แล้ว ไม่ มีทางที่จะเข้าใจประโยคนี้ได้เลย ควรที่จะละอาย มีหิริ- โอตตัปปะในเรื่องนี้กันเสียบ้าง มันจะไปได้เร็ว และยิ่ง

น.456 ๑๔๗ กว่านั้นพุทธบริษัทเมืองจีนยังพูดก้าวไปถึงว่า ความว่างนี้ มันเป็นอยู่เองแล้ว แต่เราไม่เห็นเอง. อาตมาอาจจะพิสูจน์ได้เหมือนกับที่พูดอยู่แล้วๆเล่าๆ ว่าทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ มีจิตว่างอยู่เองแล้วในขณะนี้ แต่ก็หา มองเห็นไม่ และไม่ยอมรับว่านี้เป็นความว่างเสียด้วยซ้ำไป. นี่แหละฮวงโปจึงด่าว่า คนพวกนี้เหมือนกับคนมีเพชร ติดอยู่ที่หน้าผากแล้วก็ไม่รู้ แล้วก็เที่ยววิ่งหาไปรอบ ๆ โลก หรือบางทีก็นอกโลก ไปหาที่เมืองนรก เมืองสวรรค์ เมืองพรหมโลก เมืองอะไรต่ออะไร หารอบๆ โลกมนุษย์ นี่ยังไม่พอ ยังไปเที่ยวหาเสียหลาย ๆ โลก ทำบุญสักหนึ่ง บาทแล้วก็จะให้ได้ไปสวรรค์ ไปพบอะไรที่ต้องการ. อย่าง นี้เรียกว่ามันไม่ดูของที่ติดอยู่แล้วที่หน้าผาก แล้วก็จะไป หาที่รอบ ๆ โลก หรือโลกอื่น ๆ อีก. เพราะฉะนั้น ขอให้ดู ให้ดีสักหน่อยเท่านั้น ว่ามันอยู่ที่หน้าผากแล้วอย่างไร และ มีวิธีที่จะคลำพบสิ่งที่มีอยู่ที่หน้าผากแล้วได้อย่างไร. พอพูดเรื่องวิธีคลำให้พบ เขาก็พูดอย่างเหนือเมฆ หรืออะไรทำนองนั้นยิ่งขึ้นไปอีก "ไม่ต้องทำอะไร คือ อยู่นิ่ง ๆ ไม่ต้องทำอะไร แล้วมันก็จะว่างเอง."

น.457 ๑๔๘ คำว่า " อยู่นิ่ง ๆ ไม่ต้องทำอะไร" นี้ มันมีความ- หมายมากอยู่ คือว่าเรามันซุกซน เรามันสัปดน เที่ยวรับ เอาอารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เข้ามา เมื่อรับเข้ามาแล้วยังโง่พอที่จะเปิดโอกาสให้ธรรมะ ฝ่ายอวิชชานั้น ขึ้นนั่งแท่นบัญชางานเสียเรื่อย มันจึง เป็นไปแต่ในทางยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู-ว่าของกู เรียกว่า ซน ไม่ยอมอยู่นึ่ง ๆ. "อยู่นิ่ง ๆ" ก็หมายความว่าไม่รับเอาอารมย์เข้า มาหรือว่าอารมณ์มากระทบก็ให้มันตายด้าน เหมือน คลื่นกระทบฝั่ง. เมื่อตาเห็นรูปก็สักแต่ว่าเห็นเป็นต้น นี้ เรียกว่ามันไม่รับเข้ามา. หรือว่าทำอย่างนั้นไม่ได้ มันเลย ไปเป็นเวทนา คือพอใจหรือไม่พอใจเสียแล้ว ก็ให้หยุด อยู่เพียงแค่นั้น อย่าได้อยากต่อไปอีก ตามความพอใจ หรือตามความไม่พอใจ อย่างนี้ก็พอที่จะให้อภัย ว่ายังอยู่นิ่งๆ อยู่ได้ เรื่องมันจะได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น ถ้าพอใจแล้ว ทำอะไรต่อไปยืดยาว เดี๋ยวตัว-ของกู ก็โผล่ออกมา หรือว่า

น.458 ๑๔๙ ถ้าไม่พอใจแล้วก็ทำอะไรไปตามความไม่พอใจ มันก็เป็น ความทุกข์ นี้เรียกว่าไม่อยู่นิ่ง ๆ. เพราะฉะนั้นคำว่าอยู่นิ่ง ๆ ของเว่ยหล่าง หรือฮวงโป ก็ตามนั้น มันได้แก่การปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าสอนให้ เห็นสิ่งทั้งปวงโดยความไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวเรา-ว่า ของเรานั่นเอง. อยู่นิ่ง ๆ คำนี้มันมีความหมายอันเดียว อย่างเดียวกับ ประโยคที่ว่า " สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย " นั่นเอง เพราะว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นอยู่แล้ว ธุระอะไร จะไปยุ่ง หรือเข้าไปวุ่น หรือวิ่งเข้าไปหาสิ่งเหล่านั้นให้ มันวุ่นทำไม ไม่อยู่นิ่ง ๆ เพราะฉะนั้นคำว่า "อยู่นิ่ง ๆ" จึงมีความหมายอย่างนี้. เราจงดูให้เห็นความว่างที่พึงประสงค์ การที่กล่าว ว่ามีความว่างชนิดที่ก่อให้เกิดความหยุด หรือความสะอาด ความสว่าง ความสงบอะไรก็ตาม นี้ยังพูดอย่างสมมติ เพราะว่าถ้าพูดอย่างความจริง หรือพูดอย่างถูกต้องแล้ว

น.459 ๑๕๐ มันไม่มีอะไรนอกจากความว่าง มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น แล้ว ความว่างนั้นมันไม่ก่อให้เกิดอะไร เพราะว่าความว่างนั้น มันเป็น ตัวพุทธะ ตัวธรรมะ ตัวสังฆะ ตัวหนทาง ตัวสะอาด ตัวสว่าง ตัวสงบ อะไรหมด อยู่ที่ความว่าง นั้น. ถ้ายังพูดว่า ความว่างเป็นเหตุให้เกิดนั่นเกิดนี่แล้วก็ แปลว่าเรายังไม่รู้ถึงที่สุด ยังไม่ใช่ว่างถึงที่สุด เพราะถ้า ว่างถึงที่สุดแล้ว มันไม่ต้องทำอะไร อยู่นิ่ง ๆ มันก็เป็น พุทธะ ธรรมะ สังฆะ สะอาด สว่าง สงบ นิพพาน อะไรในตัวมันเอง ในตัวที่ไม่ปรุงแต่งให้เป็นอะไรขึ้นมา นั่นเอง. เมื่อจะสอนคนเขลา ๆ โดยวิธีที่ง่ายที่สุด ให้รู้จัก สังเกตความว่างนั้น ฮวงโปได้ให้ปริศนาไว้อันหนึ่งว่า ให้ดูจิตของเด็กก่อนที่จะปฏิสนธิ อาตมาก็ขอฝากท่าน ทั้งหลายไว้ให้หาดูจิตของเด็ก ก่อนที่จะมาปฏิสนธิในครรภ์ นั้นมันอยู่ที่ไหน ถ้าหาอันนี้พบ แล้วจะหาความว่างพบได้ ง่าย ๆ เหมือนกับคลำพบเพชรที่มีอยู่ที่หน้าผากแล้ว.

น.460 ๑๕๑ ขอสรุปว่า เรื่องความว่างนี้ไม่ใช่เรื่องอื่น คือ เรื่องทั้งหมดของพุทธศาสนา จะว่าพระพุทธเจ้า หายใจเข้าออกอยู่ด้วยความว่าง หรือว่ามันเป็น ทั้งหมดของพุทธศาสนา เป็นความรู้ เป็นการปฏิบัติ เป็นผลของการปฏิบัติ ถ้าเรียนก็ต้องเรียนเรื่องนี้ ปฏิบัติก็ปฏิบัติเพื่อผลอันนี้ ได้ผลมาก็ต้องเป็นอันนี้ แล้วในที่สุดเราก็จะได้สิ่งที่ควรจะได้ในที่สุด ไม่มี อะไรมากไปกว่านี้ เพราะว่าเมื่อเข้าถึงความว่างได้ นั้นมันก็หมดปัญหา มันไม่ใช่อยู่ข้างบนหรือ อยู่ข้างล่าง หรือมันไม่ใช่อยู่ที่ไหน มันไม่รู้ว่าจะพูด อย่างไร ควรหุบปากมากกว่า แต่เราก็ยังต้องพูดว่า เป็นสุขที่สุดอยู่นั่นเอง. เพราะฉะนั้นจะต้องระวังให้ดีเรื่อง "นิพพาน เป็นสุขอย่างยิ่ง" กับ "นิพพานคือว่างอย่าง ยิ่ง" นั้นจะต้องจับความหมายให้ถูกต้อง อย่าเอา ความสุขตามความหมายที่เคยชินกันมาก่อน เหมือน กับพวกก่อนพุทธกาลโน้นไพล่ไปเอาความสมบูรณ์ถึง

น.461 ๑๕๒ ที่สุดของกามารมณ์มาเป็นนิพพานก็เคยมี ไปเอาความ สุขทางฝ่ายรูป ความสุขจากรูปสมาบัติ เป็นนิพพาน มาแล้วก็มี; พระพุทธเจ้าท่านต้องการให้ออกมาเสีย คือเอาเนกขัมมธาตุเป็นเครื่องมือออกมาจากกาม เอา อรูปธาตุเป็นเครื่องมือออกจากความหลงใหลในรูป สมาบัติ และในที่สุดก็เอานิโรธธาตุเป็นเครื่องออก มาเสียจากสังขตะ คือความวุ่นวายนามาชนิด มาสู่ ความว่าง. ท่านจะเข้าใจได้หรือไม่ จะปฏิบัติได้หรือไม่ ย่อมเป็นเรื่องของท่านทั้งหลายเอง อาตมามีหน้าที่ แต่จะกล่าวไปตามที่มันมีอยู่อย่างไร. การรู้ การ เข้าใจ และการปฏิบัติย่อมตกเป็นหน้าที่ของท่าน ทั้งหลาย. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้เพียงเท่านี้.

น.462 ธรรมกถาในโอกาสพิเศษ ณ ชุมนุมศึกษาพุทธธรรม (ศิริราช) ในอุปการะของคณะแพทย์ศาสตร์และศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ เรื่อง วิธีปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ ด้วยความว่าง พระราชชัยกวี (ภิกขุ พุทธทาส อินทปัญโญ) แสดง ณ หอประชุมราชแพทยาลัย ศิริราชพยาบาล ธนบุรี ๒๑ มกราคม ๒๕๐๕ --------------------- ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ! การบรรยายในวันนี้ จะได้กล่าวเฉพาะ วิธีปฏิบัติ เพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่าง. หลักทั่ว ๆ ไปเกี่ยวกับความ ว่างมีอยู่อย่างไร ได้อธิบายพิจารณากันแล้วอย่างละเอียด เมื่อคราวก่อน คราวนี้จึงเหลือแต่วิธีปฏิบัติอย่างไรจึงจะ

น.463 ๑๕๔ สำเร็จประโยชน์แก่คนทั่วๆไปทุกคน แม้ที่มีการศึกษาน้อย แม้ที่ไม่ได้เล่าเรียนปริยัติโดยตรง. หัวข้อเรื่องมีอยู่ว่า "วิธีปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วย ความว่าง" เพราะฉะนั้นจะต้องสนใจในคำว่า “เป็นอยู่ ด้วยความว่าง" มีชีวิตเป็นอยู่ด้วยสุญญตาก็ได้ แล้วแต่ จะเรียก เมื่อเอ่ยชื่อสุญญตา ก็ขอให้เข้าใจว่าหมายถึง ความว่าง เพราะเป็นคำภาษาบาลี ภาษาไทยเราก็ว่า ความว่าง. ที่นี้จะปฏิบัติอย่างไรจึงจะมีชีวิตเป็นอยู่ได้ด้วย ความว่าง หรือเป็นจิตที่ว่าง ? เกี่ยวกับเรื่องนี้ จะต้องรู้จักสังเกตให้ละเอียดละออ สักหน่อย คือจะต้องสังเกตคำบางคำให้เข้าใจความหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ คำว่า รู้ คำว่า เห็นแจ้ง คำว่า เข้าถึง คำว่า เป็นอยู่ด้วย หรือคำว่า มีความว่างอยู่ กำลังว่างอยู่ และคำว่า เป็นความว่าง เสียเอง. พูดโดย โวหารชาวบ้านธรรมดาก็ว่า เรารู้ คือเรารู้ความว่าง เราเห็นแจ้ง ก็คือเราเห็นแจ้งความว่าง เราเข้าถึง ก็คือ

น.464 ๑๕๕ เข้าถึงความว่าง เราเป็นอยู่ด้วย ก็คือเป็นอยู่ด้วยความว่าง นั่นเอง เรากำลังว่างอยู่ ก็คือเรากำลังว่างอยู่ด้วยความว่าง นั่นเอง หรือว่า เราเป็นตัวความว่างเสียเอง บรรดาที่ออก ชื่อว่า ว่าง-ว่าง ทั้งหมดนี้ มันมีความหมายตื้นลึกกว่ากัน อย่างไร ? แล้วแต่จะมองกันในแง่ไหน จึงจะมีความ หมายอย่างเดียวกันหรือในระดับเดียวกันได้ ? อันแรกอย่างว่า เรารู้ความว่าง คนทั่วๆ ไปเขาก็ จะคิดว่า เราเรียน เราพูด เราปรึกษาหารือกันเรื่องความว่าง ถ้าหมายเพียงเท่านั้นแล้ว เรารู้ความว่างอย่างนี้ยังไม่ถูก. คำว่า "รู้" ในภาษาธรรมนั้น ไม่ได้หมายถึงรู้ เพราะเรียน เพราะฟังหรืออะไรทำนองนั้น หรือแม้แต่พูด ว่าเราเข้าใจความว่าง ก็ยังไม่ใช่การรู้ถึงความว่างอยู่ดี. คำว่า "รู้" คำว่า "เข้าใจ" ตามภาษาชาวบ้าน ตามธรรมดานี้ เป็นเรื่องอ่าน ๆ ฟัง ๆ คิด ๆ นึก ๆ คำนวณ ไปตามเหตุผลด้วยกันทั้งนั้น กิริยาเหล่านี้ใช้กันไม่ได้กับ การรู้ความว่าง.

น.465 ๑๕๖ การรู้ความว่างนั้นต้องหมายถึงรู้สึกต่อความว่าง ที่จิตกำลังว่างอยู่จริงๆ เราต้องรู้ต่อสิ่งที่กำลังมีอยู่ใน จิตใจจริงๆ ถ้าเรารู้ความว่าง ก็ต้องมีความว่างปรากฏอยู่ ในขณะนั้น แล้วเรารู้ว่ามันเป็นอย่างไร อย่างนี้จึงเรียกว่า "รู้ความว่าง". ที่เราฟังกันมาตั้งสองครั้งแล้ว และเอาไปคิดไปนึกดู ตามเหตุผลว่า มันควรจะเป็นได้ หรือมันเป็นสิ่งที่อาจจะ เป็นได้อย่างนั้น ๆ อย่างนี้ยังไม่เรียกว่า "รู้ความว่าง" ใน ที่นี้ แต่ก็เป็นความรู้หรือเป็นความเข้าใจตามภาษาคน ธรรมดา. คำว่ารู้ในที่นี้ขอให้ถือว่ามีความหมายเฉพาะ ตามหลักของธรรมะในพระพุทธศาสนา. ถ้ารู้ธรรมะก็หมายความว่า กำลังมีธรรมะอยู่ทีเดียว และรู้สึกต่อธรรมะนั้นอยู่ จึงจะเรียกว่ารู้ธรรมะ. ในที่นี้ ก็เหมือนกัน "รู้ความว่าง" ก็หมายถึงมีความว่างปรากฏอยู่ ในความรู้สึก. เพราะฉะนั้นจึงได้แนะให้สังเกต แนะแล้วแนะอีก ในคราวก่อน ๆ นั้นว่า ในขณะใดที่จิตมีความว่างอยู่บ้าง

น.466 ๑๕๗ แม้ไม่ใช่ว่างเด็ดขาด ไม่ใช่ว่างสมบูรณ์ ก็ขอให้รู้จักมันไว้ เรื่อย ๆ ไป ในฐานะที่มันมีอยู่มากเหมือนกันในวันหนึ่งๆ หากแต่ว่ามันยังไม่แน่นอน ไม่เป็นความว่างที่เด็ดขาดตายตัว ลงไปยังกลับไปกลับมาอยู่ แต่แม้กระนั้นก็ยังเป็นการดีมาก ถ้าใครอุตส่าห์สังเกต สนใจรู้จักความว่างในทำนองนั้น ไปก่อน จะเป็นเหตุให้พอใจในความว่าง และเป็นการง่าย ที่จะปฏิบัติให้ลุถึงจริง ๆ เพราะฉะนั้นในที่นี้ คำว่า เรารู้ ความว่าง จึงหมายถึง มีความว่างปรากฏอยู่ในความ รู้สึก. ทีนี้คำว่า เห็นแจ้งความว่าง ก็ต้องอย่างเดียวกัน อีก คือเห็นแจ้งประจักษ์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เมื่อเรารู้สึกว่าว่าง อย่างไรแล้ว เราพิจารณาดู หรือว่าเราทำความรู้สึกให้ชัด- เจนยิ่งขึ้น จึงจะได้ชื่อว่าเห็นแจ้ง หรือเห็นแจ้งแทงตลอด คือรู้อย่างทั่วถึง. สำหรับคำว่า เราเข้าถึงความว่าง ก็อย่างเดียวกัน อีก หมายความว่าในขณะที่จิตเข้าถึงตัวความว่าง พูดอย่าง

น.467 ๑๕๘ สมมติก็ว่า เราเข้าถึงความว่าง ถ้าพูดอย่างความจริงอย่าง ไม่ใช่สมมติก็ว่า จิตเข้าถึงความว่าง หรือว่าความรู้สึกนั้น เป็นผู้รู้สึกต่อความว่างและเข้าถึงความว่าง. สำหรับคำว่า เป็นอยู่ด้วยความว่าง นั้น ย่อมหมาย ถึงสุญญตวิหาร คือการเป็นอยู่ มีลมหายใจอยู่ด้วยความ รู้สึกต่อความว่างนั้นตลอดเวลา อย่างนี้เรียกว่าเป็นอยู่ด้วย ความว่าง. คำว่า ว่างอยู่ ก็หมายความว่า ไม่มีความรู้สึกว่า ตัวตน ว่าของตัวหรือของตน ตัวเราหรือของเรา ตัวกู หรือของกูเหล่านี้ ซึ่งเป็นการปรุงแต่งของตัณหาอุปาทาน. เมื่อว่างจากสิ่งเหล่านั้นอยู่ก็คือว่างอยู่ อะไรมันว่าง ? ก็หมายถึงจิตอีกนั่นเองว่าง คือว่างจากความรู้สึกว่า ตัวตนหรือของตน ไม่มีทั้งอย่างหยาบและอย่างละเอียด. อย่างหยาบเราให้ชื่อมันว่าตัวกู-ของกู อย่างละเอียดเราให้ ชื่อมันว่าตัวตน-ของตน. ถ้าจิตมีความว่างถึงขนาดว่า ไม่มี ตัวตนอย่างละเอียด ก็เรียกว่า เป็นความว่างเสียเอง คือ จิตนั้นเป็นความว่างเสียเอง.

น.468 ๑๕๙ สมกับที่คำสอนในพุทธศาสนาบางพวกบางนิกายเขา พูดว่า จิตคือความว่าง ความว่างคือจิต; ความว่างคือพุทธะ พุทธะคือความว่าง; ความว่างคือธรรมะ ธรรมะคือความ ว่าง; มันมีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น. เป็นอันว่าอะไรทั้งหมดทั้งสิ้น ในบรรดาที่เรารู้จักนี้ ไม่มีอะไร มีแต่ความว่าง ซึ่งจะได้ชี้ให้เห็นต่อไป โดยการ พิจารณาคำว่า “ว่าง" นี้ กันอีกครั้งหนึ่ง. คำพูดว่า ว่างหรือความว่างนี้ มันเล็งถึงของ ๒ สิ่ง คือเล็งถึงลักษณะ ๒ ลักษณะ คำว่า ว่างในลักษณะ ที่หนึ่งนั้น หมายถึงลักษณะของสิ่งทั้งปวง ขอให้กำหนด จดจำว่า ลักษณะของสิ่งทั้งปวงคือความว่าง. คำว่า สิ่งทั้งปวง นี้จะต้องเข้าใจให้ถูกต้อง ว่ามันหมาย ถึง ทุกสิ่ง จริง ๆ คำว่าทุกสิ่งนี้หมายถึงรูปธรรมและนาม ธรรม อย่างที่จะใช้โวหารเรียก นับตั้งแต่ ฝุ่นอนุภาค เล็กนิดหนึ่งไป จนกระทั่งของมีค่า จนกระทั่งนามธรรม

น.469 ๑๖๐ จนกระทั่งนิพพานเป็นที่สุด. จากฝุ่นอนุภาคหนึ่งไปจนถึง นิพพานเป็นที่สุด นี้เรียกว่า "สิ่งทั้งปวง". ทีนี้สิ่งทั้งปวงทุกสิ่ง ๆ แต่ละสิ่ง ๆ นี้ มีลักษณะคือ ความว่าง. ความว่างความหมายที่หนึ่งเป็นอย่างนี้ ต้อง เข้าใจให้ดีเหมือนกัน ว่าในฝุ่นเม็ดหนึ่งมันมีความว่างจาก ตัวตน. ที่นี้สูงขึ้นมาเป็นในเงินในทอง ในเพชรพลอย อะไรก็ตาม นี้มันมีความว่างจากตัวตนเป็นลักษณะของมัน กระทั่งมาเป็นเรื่องจิตเรื่องใจ เรื่องความคิดนึก ความรู้สึก ในสิ่งเหล่านั้นแต่ละสิ่ง ก็มีความว่างเป็นลักษณะของมัน คือว่างจากตัวตนนั้นเอง. กระทั่งถึงการเรียน หรือการ ปฏิบัติธรรม มีลักษณะเป็นความว่างจากตัวตน. กระทั่ง ถึงสิ่งที่เรียกว่า มรรค ผล นิพพานเป็นที่สุด ก็มีลักษณะ ที่เป็นความว่างจากตัวตนอยู่ที่นั่น ด้วยกันทั้งนั้น แต่แล้ว เราไม่เห็นเอง. แม้แต่นกกระจอกที่กำลังบินไปบินมาอยู่นี้ ก็มีลักษณะแห่งความว่างโดยสมบูรณ์อยู่ที่นกกระจอกนั้น แต่เราก็มองไม่เห็นเอง.

น.470 ๑๖๑ ขอให้คิดดู ให้พิจารณาดู ให้สังเกตดู ให้คำนวนดู จนกระทั่งเห็นว่า ที่สิ่งทุกสิ่งมีความว่าง คือมีลักษณะ แห่งความว่างแสดงอยู่ทั้งนั้น แต่ว่าเรามองไม่เห็นเอง แล้วจะโทษใคร? เหมือนอย่างปริศนาของพวกนิกายเซ็น ที่เขาเรียกว่าโกอานนี้ อย่างที่พูดว่า ต้นสนแก่คร่ำคร่าต้น หนึ่งกำลังแสดงธรรมอยู่ แม้อย่างนี้ก็หมายถึงข้อที่ว่า แม้แต่ ต้นสนแก่นั้นมันก็แสดงความว่างได้เหมือนกัน คือมันมี ความว่างเหมือนกับสิ่งทุกสิ่ง แต่คนก็มองไม่เห็น หรือว่า ไม่ได้ยินในข้อที่มันแสดงธรรม คือแสดงลักษณะของ ความว่างอยู่ทุกเมื่อ. ขอให้เราจับให้ได้ว่า ความว่างนั้นมีอยู่ที่สิ่งทุกสิ่ง เพราะว่าเป็นลักษณะของสิ่งทุกสิ่ง สิ่งทุกสิ่งมีลักษณะคือ ความว่าง, นี่แหละคำว่าว่างในลักษณะทีแรก คือลักษณะ ของความว่างที่มีอยู่ที่สิ่งทุกสิ่ง จึงเรียกว่าว่าง นี่แหละ เล็งถึงลักษณะของสิ่งทุกสิ่ง. ลักษณะว่างอย่างที่สอง ว่างนี้เล็งไปยังลักษณะ ที่จิตกำลังไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร ลักษณะของจิตที่

น.471 ๑๖๒ ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งทั้งปวงนั่นแหละเรียกว่า "ความ ว่าง" เหมือนกัน. ข้อที่หนึ่งนั้นชี้ว่าสิ่งทั้งปวงมีลักษณะว่าง ว่างคือ ลักษณะของสิ่งทั้งปวง, ข้อที่สองชี้ไปยังจิตที่ไม่ยึดมั่น ถือมั่นต่อสิ่งทั้งปวง. ข้อนี้ขอให้เข้าใจว่า ตามธรรมดาแม้แต่ตัวจิตเองมัน ก็ว่าง ว่างจากตัวตน แต่จิตนั้นไม่อาจจะรู้สึกว่าตัวมันเอง ว่าง เพราะมันมีอะไรมาหุ้มห่อรบกวนอยู่เรื่อย ได้แก่ ความคิดปรุงแต่งที่เกิดขึ้น เพราะการเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัสทางผิวหนัง เป็นต้นนั่นเอง จิต จึงไม่รู้สึกต่อความว่างในตัวมันเอง หรือต่อความว่างในสิ่ง ทั้งปวง. แต่เมื่อใดจิตปลดเปลื้องสิ่งที่หุ้มห่อออกไปเสีย ได้หมด กล่าวคือปลดเปลื้องความยึดมั่นถือมั่น ด้วย ความหลงด้วยความไม่รู้นั่นแหละออกไปเสียหมด เมื่อนั้น จิตก็มีลักษณะว่าง เพราะไม่ยึดมั่นสิ่งทั้งปวง. ความว่างในลักษณะที่สองนี้จึงหมายถึงว่างที่เป็น ลักษณะของจิตที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งทั้งปวง ผิดกันกับ

น.472 ๑๖๓ อย่างที่หนึ่ง ซึ่งหมายถึงว่างที่เป็นลักษณะของสิ่ง ทั้งปวง. ว่างทั้งสองอย่างนี้มันเนื่องกัน ถ้าสิ่งทั้งปวงมัน มีลักษณะโดยแท้จริง คือว่างจากตัวตนที่ควรยึดมั่นถือมั่น เพราะว่ามันว่างอย่างนี้ เราจึงเห็นความจริงว่ามันว่างได้; ถ้าตามความจริงมันเป็นสิ่งที่ไม่ว่างจากตัวตนแล้ว เราก็ ไม่อาจเห็นว่ามันว่างได้เลย. แต่ทีนี้ตรงกันข้ามทั้งๆ ที่สิ่งทั้งปวงเป็นของว่าง เรา ก็เห็นเป็นไม่ว่างไปเสียหมด เพราะว่าจิตชนิดที่ถูกกิเลส ถูกอวิชชาห่อหุ้มนั้นไปยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวตนไปหมดไม่ ว่าในอะไร แม้แต่ในฝุ่นสักเม็ดหนึ่ง อนุภาคน้อยๆ อันหนึ่ง นี้ก็ยังยึดมั่นถือมั่นว่า เป็นตัวเป็นตนของฝุ่นนั่นเอง รู้สึก เป็นบุรุษที่สองจากตัวเราขึ้นมาทีเดียว เราเป็นบุรุษที่หนึ่ง คือตัวเรา บุรุษที่สองคือสิ่งต่างๆ นอกจากตัวเรา นั่น เป็นนั่นนี่เป็นนี่ ล้วนแต่เป็นตัวเป็นตนของมันเองทั้งนั้น. เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้จักคำว่า "ว่าง" นี้ ว่ามัน หมายถึงอะไรให้ถูกต้องที่สุด ซึ่งสรุปแล้วก็ให้รู้จักว่าว่างนี้

น.473 ๑๖๔ คือลักษณะของสิ่งทั้งปวงอย่างหนึ่ง; แล้วว่างนี้คือลักษณะ ของจิตที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งทั้งปวง นี้อีกอย่างหนึ่ง. ว่างที่แรกเป็นวัตถุแห่งความรู้หรือการเข้าถึง; ว่างที่สองคือจิตว่างนี้ เป็นลักษณะของจิตที่ว่างเพราะ เข้าถึงความจริง คือความว่างนั้น. ดังนั้นจิตจึงมองเห็นความว่าง ในสิ่งทั้งปวง รวมทั้ง ตัวมันเอง มันจึงสลายไปเองเหลืออยู่แต่ความว่าง คือ มันได้กลายเป็นความว่างเสียเอง และจะเห็นทุกๆ สิ่ง เป็นความว่างหมด นับตั้งแต่ฝุ่นเม็ดหนึ่งไปจนถึงนิพพาน ดังที่กล่าวแล้ว. จะเป็นสิ่งของหรือเป็นคน หรือเป็นสัตว์ เป็นสถานที่ เป็นเวลา เป็นอะไรต่างๆ เป็นธรรมะ ไม่ว่าในลักษณะไหนหมด ล้วนแต่หลอมตัวเป็นสิ่งเดียว กัน คือเป็นความว่าง เพราะความที่มารู้ความจริงข้อนี้. นี่คือความหมายของคำว่า "ว่าง". เพราะฉะนั้นเท่าที่กล่าวมานี้ ท่านทั้งหลายย่อม จะพอสังเกตหรือว่าจับได้ด้วยตนเองแล้วว่า คำว่า ว่าง นี้

น.474 ๑๖๕ มันเท่ากับความดับไม่เหลือแห่งตัวกู-ของกู. คำว่า "ว่างๆ" นี้มันเท่ากับความดับไม่เหลือแห่งความรู้สึกว่า ตัวเรา หรือของเรา; ว่างเท่ากับความดับไม่เหลือแห่ง ตัวตน. ตัวตนนั้นมันเป็นเพียงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น เพราะความ ยึดมั่นถือมั่นเท่านั้น ไม่เห็นเป็นว่าง เห็นเป็นตัวตน ขึ้นมาเสีย ก็เพราะความยึดมั่นถือมั่น ด้วยอวิชชา ด้วย กิเลส จึงไปยึดมั่นถือมั่นโดยไม่ต้องแกล้งยืด. เพราะ มันไม่รู้มันจึงเกิดความรู้สึกยึดถือขึ้นมาเอง ไม่ใช่ว่าเรา ต้องไปตั้งเจตนายึดหรือตั้งข้ออย่างนั้นอย่างนี้ให้มันว่า มัน เป็นตัวเป็นตน. เมื่อจิตประกอบด้วยอวิชชาความไม่รู้แล้ว มันย่อมรู้สึกต่อสิ่งต่างๆ เป็นตัวตนไปเสียหมดเอง ไม่ ต้องแกล้งทำ ไม่ต้องตั้งเจตนาอะไร. ถ้ามีความรู้ที่ถูกต้องเกิดขึ้น มองเห็นสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงตามที่เป็นจริงแล้ว มันก็จะเห็นของจริง ว่าความ ว่างนั่นแหละคือความดับไม่เหลือแห่งตัวตน. ฉะนั้นจึงได้ กล่าวเพื่อเป็นหลักว่า "ว่าง’ นี้ คือความดับไม่เหลือแห่ง

น.475 ๑๖๖ ตัวตน. เพราะฉะนั้นเราต้องสนใจคำว่า "ดับไม่เหลือๆๆ" นี้กันให้ถูกต้อง. ดับอย่างไรเหลือ ดับอย่างไรไม่เหลือ ดับ มีส่วนเหลือก็หมายความว่า มันเพียงแต่เปลี่ยนรูป จาก รูปหนึ่งไปสู่อีกรูปหนึ่ง รูปที่แรกดับไปมันก็มีเชื้อเหลืออยู่ สำหรับเป็นรูปใหม่ เป็นรูปอื่น อย่างนี้เรียกว่า "ดับ เหลือ" คือยังมีความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนี้ แล้วไปยึดมั่น ถือมั่นในสิ่งโน้นเรื่อยไป. อีกทีหนึ่งก็คือว่า สติปัญญา หรือความรู้ธรรมะที่ยังไม่ถึงที่สุดนั้น มันจะดับความยึดมั่น ถือมั่นได้แต่เพียงบางสิ่งบางอย่าง หรือบางส่วนโดย เอกเทศเท่านั้นเอง. บางคนอาจเห็นว่าขี้ฝุ่นนี้ไม่ใช่ตัวตน แต่ไปเห็น นกกระจอกเป็นตัวตนก็ได้ ไม่ต้องพูดถึงคน เพียงเห็น สัตว์เป็นตัวเป็นตนก็ได้. และบางคนอาจมองเห็นต้นไม้ หรือสัตว์ว่าไม่ใช่ตัวตน แต่ไปเห็นคนว่าเป็นตัวตนเข้าก็ได้ ที่เห็นคนว่าเป็นตัวตนนี้ บางทีก็ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวตน

น.476 ๑๖๗ แล้ว แต่ว่าส่วนจิตใจที่เป็นศูนย์กลางนั้นยังเห็นเป็นตัวตน อย่างนี้ก็ได้. อย่างนี้เรียกว่ามันดับไปหมด มันดับบางส่วน เหลืออะไรเป็นตัวตน บางส่วนอยู่เสมอไป. กระทั่งถึงว่า จิตนี้ก็ไม่ใช่ตัวตน แต่ว่าคุณสมบัติอะไรบางอย่างของ จิตเช่นธรรมะนี้เป็นตัวตนขึ้นมาก็ได้. หรือว่าถ้าสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่ตัวตนแล้ว สิ่งที่อยู่ถาวรเป็นอนันตกาล เช่น นิพพานธาตุนี้เป็นตัวตนก็ได้; อย่างนี้ดับมีเชื้อเหลืออยู่ เรื่อย. จนกว่าเมื่อใดจะกวาดทิ้งไปหมด แม้แต่นิพพาน ธาตุก็ไม่ใช่ตัวตน อย่างนี้มันจึงจะเรียกว่าดับไม่เหลือ แห่งตัวตน หรือดับไม่เหลือแห่งตัวกูที่แท้จริง. เพราะฉะนั้นคำ "ดับไม่เหลือแห่งตัวกู" นี้ ก็คือ การที่ไม่อาจเกิดความรู้สึกว่าตัวกูนั่นเอง. แต่ต้องเป็น การปฏิบัติ หมายความว่า เราปฏิบัติในทำนองที่จะไม่ให้ เกิดความรู้สึกว่าตัวกูขึ้นมาได้ ถ้าปฏิบัติอย่างนี้อยู่ได้เรื่อย ก็เรียกว่าดับไม่เหลือแห่งตัวกูได้เหมือนกัน. และ การ ปฏิบัติที่ถูกต้อง และเป็นไปอย่างสมบูรณ์ถึงที่สุดนั้น ย่อมหมายถึงการปฏิบัติชนิดที่ตัวกู หรือความรู้สึกว่า

น.477 ๑๖๘ ตัวกูนี้ไม่มีทางจะเกิดอีกต่อไป ก็แปลว่าไม่ให้ตัวกูเกิด ขึ้นมาได้อยู่ตลอดเวลา ด้วยการกระทำที่ถูกต้องนั้น. เท่าที่กล่าวมานี้ก็พอจะเข้าใจกันได้ทุกคนว่า คำว่า เกิดแห่งตัวกู "เกิด" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเกิดจาก ท้องบิดามารดา แต่ หมายถึงเกิดในห้วงแห่งความคิด- นึกในทางจิตเท่านั้น จะเรียกว่าปฏิสนธิ หรือจะเรียกว่า คลอดออกมา หรือจะเรียกว่าอะไรก็สุดแท้ ต้องหมายถึง ปฏิสนธิหรือคลอดออกมาในความรู้สึกเท่านั้น คือในความ รู้สึกของจิตเท่านั้น. อย่างเรารู้สึกว่าเราเป็นเรา ฉันเป็นฉันขึ้นมานี้ มัน รู้สึกที่ไหน ก็ขอให้เข้าใจว่ามันเกิดที่จิตนั่นแหละ การ เกิดหรือการคลอดออกมามันอยู่ที่นั่น. เพราะฉะนั้นการ เกิดนี้จึงหมายถึงการเกิดในทางใจไม่ใช่เกิดทางเนื้อหนัง ร่างกาย. ต้องเข้าใจว่าการเกิดทางเนื้อหนังร่างกาย แม้จะ คลอดออกมาแล้วจากท้องแม่ แต่ถ้ายังไม่มีการเกิดทาง จิตใจ คือไม่เกิดความรู้สึกว่า กูเป็นกู เราเป็นเราอย่างนี้

น.478 ๑๖๙ แล้วละก็ให้ถือว่า การเกิดทางร่างกายนั้นยังไม่มีความ- หมายอะไรเลย ยังเหมือนกับก้อนอะไรก้อนหนึ่ง หรือ คุ้นอะไรคุ้นหนึ่งเท่านั้น. จนกว่าเมื่อใดเกิดมีความรู้สึกยึด- มั่นถือมั่นเป็นตัวตนเสียก่อน เมื่อนั้นการเกิดทางร่างกาย ดุ้นนั้นจึงจะสมบูรณ์ คือในภายในมีความรู้สึกเป็นตัวตน. เพราะฉะนั้น ความเกิดมัน จึงจำกัดความหมายอันแท้ จริงอยู่ที่ความรู้สึกว่าตัวตนนั้นเอง เมื่อเด็กนั้นเกิดขึ้นมา แล้วขณะใดมีความรู้สึกว่าตัวตนอยู่ในใจ เมื่อนั้นเรียกว่า เขาเกิด. พอเขาไม่มีความรู้สึกว่าตัวตนอย่างนั้น เมื่อ นั้นก็คือเขาตาย กลายไปเป็นดุ้นหรือเป็นก้อนอะไรทาง เนื้อหนังอยู่ตามเดิม ความรู้สึกอย่างอื่นไม่อาจช่วยให้เกิด ความหมายว่าตัวตนได้ จึงไม่อาจทำให้เกิดความหมายว่า เขาเกิดอยู่ได้ มันจึงเท่ากับเขาตายอยู่ แต่ประเดี๋ยวเดียว ถ้ามีอะไรมากระทบ มีอารมณ์มากระทบแล้วก็เกิดความรู้- สึกว่าเป็นตัวตนขึ้นมาได้อีก เพราะฉะนั้น เขาจึงเกิดขึ้น มาอีกและประเดี๋ยวเขาก็ตายไปอีก จึงว่าวันหนึ่ง ๆ เกิดได้ หลายครั้งหลายหน.

น.479 ๑๗๐ เพราะฉะนั้น การปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่าง นั้นมันอยู่ที่ตรงนี้เอง คืออยู่ตรงที่ ปฏิบัติอย่าให้เกิด ความรู้สึกว่าตัวตนขึ้นมาในคุ้นหรือในก้อนนี้ ในร่าง- กายก้อนนี้คุ้นนี้ อย่าให้เกิดจิตใจชนิดที่เป็นความรู้สึกว่า เป็นตัวตนหรือเป็นตัวเราขึ้นมา. ปฏิบัติอย่างนี้ เรียกว่า ปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่าง ใจความมันมีอยู่อย่างนี้. ทีนี้รายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัตินี้ ก็ควรจะ มองดูให้เห็นอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน ว่าจะปฏิบัติอย่างไร? ปฏิบัติในขณะไหน? ที่ว่าปฏิบัติอย่างไรนั้นก็ได้อธิบาย มาแล้วข้างต้น ว่าปฏิบัติอย่างที่ไม่ให้เกิดตัวตน แต่ว่า ยังไม่ชัดเจน จะต้องอธิบายพร้อมกันไปกับข้อที่ว่าจะ ปฏิบัติในโอกาสไหน ในขณะไหน อย่างไร เพราะฉะนั้น เราจึงแบ่งแยกการปฏิบัตินี้ว่า มีโอกาสปฏิบัติในขณะไหน บ้าง ให้เห็นชัดเจนเป็นโอกาสๆ ไป. เพราะฉะนั้น ในที่นี้จะขอแบ่งเพื่อให้เห็นง่าย ๆ สัก ๓ โอกาส หรือ ๓ ขณะ คือ :-

น.480 ๑๗๑ - ในขณะตามปรกติ หรือโอกาสที่เป็นปรกติอย่างหนึ่ง - ในขณะที่มีอารมณ์มากระทบ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทางผิวหนัง เป็นต้นนี้ อีก อย่างหนึ่ง เป็นอย่างที่สอง - แล้วอีกขณะหนึ่ง ซึ่งขอผนวกเข้าไว้เลย นี้คือขณะที่ จะดับจิตที่เราเรียกกันว่า โอกาสจะตาย คือตายทาง ร่างกาย ตายชนิดที่เป็นความแตกดับของร่างกาย ใน ขณะที่จะตาย อย่างนั้นมีการปฏิบัติสำหรับโอกาสนั้น อีกอย่างหนึ่ง. นี่แหละขอทบทวนใหม่ว่า ขณะที่ไม่มีอารมณ์มา กระทบทางตา ทางหู นี้อย่างหนึ่ง; แล้วในขณะที่มีการ กระทบกับอารมณ์คือ รูป เสียง กลิ่น รส เป็นต้น นี้ อย่างหนึ่ง; แล้วอีกขณะหนึ่งก็คือขณะที่จะดับจิต คือ ตาย อย่างที่ชาวบ้านเรียก. การปฏิบัติในโอกาสอย่างแรก คือ ในขณะปรกติ ที่ไม่มีอารมณ์มากระทบนั้น เราจะทำอย่างไร ? ในขณะปรกติอย่างนี้ก็หมายถึง เมื่อเราทำการทำงานอะไร

น.481 ๑๗๒ อยู่ตามปรกติลำพังเรา. เวลาปรกติอย่างนี้เราจะทำการ ทำงานประจำวันอยู่ก็ได้ หรือว่าเราจะใช้เวลาปรกตินั้น ไปทำกัมมัฏฐาน วิปัสสนาอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ นี่เรียกว่า ยังไม่มีอารมณ์มากระทบ ยังไม่มีปัญหาเรื่อง ที่อารมณ์มากระทบ. เราทำการงานตามประสาชาวบ้าน นี้อยู่ก็ได้ แต่ต้องในขณะที่ไม่มีอารมณ์มากระทบ. หรือ เรามีเวลาว่างเราจะอ่านหนังสือก็ได้ เราจะคิดนึกอะไร ก็ได้ จะทำวิปัสสนาก็ได้ นี่เราจะต้องปฏิบัติในลักษะที่ เป็นการศึกษา เป็นการทำให้เห็นแจ้งยิ่งขึ้น ว่าสิ่งทั้งปวง ว่างอยู่อย่างไร แล้วจิตนี้มันจะว่างได้อย่างไร จิตจะไม่ หลงผิดในสิ่งทั้งปวงได้อย่างไร ให้นึกคิด ศึกษาด้วย ตนเอง หรือไต่ถาม ปรึกษาหารือผู้อื่น อยู่เป็นประจำ และทำไปเรื่อย. โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้ทางปริยัติ สำหรับผู้ที่เป็นชาวบ้านกระทั่งไม่รู้หนังสือ ไม่ได้เคยบวช เคยเรียนเรื่องปริยัติ ก็ยังมีวิธีลัดอีกแบบหนึ่ง ซึ่งก็มี ความหมายแบบเดียวกัน มีความมุ่งหมายอย่างเดียวกัน

น.482 ๑๗๓ คือให้รู้สิ่งๆ เดียวกัน คือรู้ความว่างของสิ่งทั้งปวง เหมือนกัน. แต่เราไม่อาจพูดถึงความว่างอย่างนั้นได้ เพราะเขาจะยิ่งไม่เข้าใจใหญ่. เพราะฉะนั้นเราจึงพูดไปอีกทำนองหนึ่งว่า ให้ดูว่า สิ่งต่างๆ มีอะไรบ้าง ที่น่าเอาหรือน่าเป็น ให้คนธรรมดา ทั่วไปตามปรกตินั้น เป็นอยู่ด้วยการพิจารณาว่ามีอะไรบ้าง ที่น่าเอา-น่าได้ หรือน่าเบ็น. ที่ว่าเอา หรือได้นี่ เช่นได้เงิน ได้ทอง ได้ของ ได้เกียรติยศ ได้อำนาจ วาสนา นี่เรียกว่าเอาหรือได้. มีอะไรบ้างที่น่าเอา หรือ น่าได้. แล้วมีอะไรบ้างที่น่าเป็น เป็นอย่างไรบ้างที่ว่า น่าเป็น เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นเศรษฐี เป็นขอทาน เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นราษฎร เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นอย่างไหนบ้าง ที่ไหนบ้างที่น่าเป็น, เราต้องเข้าใจคำว่า “เอา" ว่า "เป็น" ให้ ถูกต้องกันเสียก่อน. คำว่า เอา ว่า เป็น นี้ หมายความ ถึงความยึดถือโดยตรง ถ้าไปรู้สึกว่าเอา หรือได้ นี้

น.483 ๑๗๔ มันต้องมีความยึดถือที่จะเอามาเป็นของเรา จึงจะเข้าขั้นที่ เรียกว่า "เอา" หรือ "ได้" เต็มตามความหมาย. เช่น เราเอาเพชร เอาพลอย มากองไว้เต็มห้องอย่างนี้ ถ้า ไม่มีความยึดถือว่าเราได้ เราเป็นเจ้าของ เราเอามาได้ อย่างนี้มันก็เท่ากับว่าไม่มีการเอา ไม่มีการได้ เพชร พลอยก็กองอยู่ที่นั่นเอง ไม่มีความหมายอะไร. ถ้าเกิด ความรู้สึกชนิดที่เป็นอุปาทานว่าตัวเรา ตัวเราเอามาได้ ตัวเราได้มาแล้ว อย่างนี้มันจึงจะเรียกว่า "เอา" หรือ "ได้" ขอให้เข้าใจความหมายของคำว่า เอา ว่า ได้ อย่างนี้. แล้วถามอีกทีว่า เอาอะไรบ้างมันน่าเอาน่าได้ เอา อันไหนบ้าง จะไม่ทำบุคคลนั้นให้เป็นทุกข์. มันมีแต่ จะแผดเผาบุคคลนั้น ทีมแทงบุคคลนั้น ร้อยรัดบุคคลนั้น พัวพันบุคคลนั้น หุ้มห่อบุคคลนั้น ครอบงำบุคคลนั้น หากเข้าไปเอาไปเป็นมันเข้า. แต่ถ้าเพชรพลอยที่กองอยู่ เต็มห้องนั้น เขาไม่มีความรู้สึกว่าเอาว่าเป็น มันก็ไม่มี อาการแผดเผา พัวพัน หุ้มห่อ ร้อยรัดแต่ประการใดเลย

น.484 ๑๗๕ นี่เรียกว่าไม่เอาไม่เป็น. มีอันไหนบ้าง ที่ไปเอาไปเป็น เข้าแล้ว จะไม่เป็นทุกข์. ถ้าไปมีความรู้สึกว่าเอาว่าเป็นเข้าแล้ว ไม่ต้องมา อยู่ในห้อง ต่อให้อยู่ในป่าหรืออยู่คนละประเทศ ข้ามทวีป ข้ามมหาสมุทร อย่างนี้ใจมันก็ยังเป็นทุกข์ได้. ลองมีลูก มีหลานอยู่ที่อเมริกา แล้วก็มีความยึดมั่นถือมั่นว่าเราว่าของ เราดูซิ มันก็จะทำให้นอนไม่หลับ และมากเข้าก็เป็นโรค เส้นประสาทได้ นั่นแหละคือความหมายของคำว่า "เอา" ว่า "เป็น". ตามปรกติขอให้พิจารณาดูว่า มีอะไรบ้างที่น่าเอา น่าเป็น ที่ไปเอาไปเป็นเข้าแล้วจะไม่เป็นทุกข์ อย่างนี้. เมื่อพบความจริงว่าไม่มีอะไรที่น่าไปรู้สึกเอาหรือเป็น มัน ก็วางเฉยกับสิ่งทุกสิ่ง แต่จะจัด จะทำ จะมี จะเก็บ จะรักษา จะบริโภคใช้สอย ก็ทำไปตามเรื่อง จิตใจอย่าไปเอา อย่าไปเป็น อย่าไปรู้สึกว่าเป็นตัวเรา เอา, เป็น, มี ขึ้นมา, ให้นึกถึงหลักธรรมะที่ว่า "ทำโดยไม่ต้องมีผู้ทำ; การกระทำได้ทำเสร็จไปแล้ว แต่ตัวผู้ทำหามีไม่; การ

น.485 ๑๗๖ เดินทางได้เดินถึงที่สุดแล้ว แต่ตัวผู้เดินหามีไม่ ;. นี้ หมายถึงพระอรหันต์ ท่านปฏิบัติธรรมะถึงที่สุดแล้ว คือ ว่าทำการปฏิบัติธรรมถึงที่สุดแล้ว หรือว่าเดินไปตามทาง ของอริยมรรคนี้ถึงที่สุดแล้ว บรรลุนิพพานแล้ว แต่ตัว ผู้เดินหามีไม่. หลักอันนี้จะต้องนำเอามาใช้กับชีวิตประจำวันของ เรา จะกิน อยู่ นั่ง นอน ยืน เดิน บริโภค ใช้สอย แสวงหา ทำอะไรต่างๆ เหล่านี้ ต้องมีสติปัญญาเพียงพอ ที่จะไม่ให้เกิดความรู้สึกว่า เรามีอยู่ เราเป็นผู้ทำ ผู้กิน ผู้เดิน ผู้นั่ง ผู้นอน ผู้บริโภค ใช้สอย. นี้เรียกว่า ทำให้มันว่างจากตัวเราอยู่เสมอ ให้เป็นปรกติ เป็นอยู่ด้วย ความรู้สึกที่ว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น. การปฏิบัติธรรม สามารถจัดทำพร้อมกันไปได้กับ การทำการงาน หรือการเคลื่อนไหวในการงานประจำวัน นั่นเอง เป็นการปฏิบัติธรรมะอย่างสูงยิ่งไปเลย ไม่ต้อง แยกจากกัน. ขอแต่ให้มีสติสัมปชัญญะอย่างนี้อยู่ งาน

น.486 ๑๗๗ ก็ได้ผลดีด้วย ไม่ผิดพลาดด้วย และธรรมะก็เจริญก้าวหน้า อย่างยิ่งพร้อมกันไปในตัวการงานนั้นด้วย. นี้เรียกว่าเป็น อยู่ตามปรกติในเรื่อง ไม่มีการเอา ไม่มีการได้. สำหรับการเป็น นั้นยิ่งง่ายขึ้นมาอีก คือขอให้คิดดู ว่า "เป็นอะไรบ้าง ที่จะไม่ต้องเป็นทุกข์ไปตามความ เป็นนั้น ๆ" นี่เป็นสูตร เป็นใจความสำคัญ ถือว่าเป็น ตัวสูตรตัว Formular เลยว่า "เป็นอะไรบ้างจะไม่ต้องเป็น ทุกข์ไปตามความเป็นนั้น ๆ" คำว่า "เป็น" นี้ก็เหมือน กันหมายเอาแต่เป็นที่มีอุปาทาน เป็นด้วยความยึดมั่นถือ- มั่นว่าเราเป็น เช่นเดียวกับคำว่า "ได้" หรือ "เอา" เหมือนกัน. ยกตัวอย่าง เช่นมีทองกองอยู่เต็มห้องนี้ ถ้าไม่ รู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของ มันก็ไม่มีการได้หรือมีการเอา, การเป็นนี้ แม้โดยทางโลกจะสมมติ ทางกฎหมายจะรับรอง ว่าใครเป็นนั่น ใครเป็นนี่ คนนั้นเป็นอย่างนั้น คนนี้เป็น อย่างนี้อยู่ก็จริง แต่ในใจของเราจริง ๆ นั้น อย่าไปรู้สึก

น.487 ๑๗๘ อย่างนั้นเข้า อย่าไปหลงไปเข้าใจผิด ตามสมมติอย่างนี้ เข้า. เช่นว่าคนหนึ่งคลอดบุตรออกมา คนผู้คลอดก็ต้อง เป็นแม่ คนที่เขาคลอดออกมาก็ต้องเป็นลูก นี้ก็เป็นตาม ธรรมชาติ. ถ้าอย่าไปยึดถือว่าเป็นแม่ มันก็ไม่เป็นแม่ หรอก เพราะไปหลงเอาเอง ไปว่าเอาเอง ไปเข้าใจ ผิดเอาเองว่าเป็นแม่ มันก็เป็นแม่. อย่างนี้ควรถือว่า เป็นสัญชาตญาณของสัตว์ (Animal instinct) คือว่าสัตว์ มันก็รู้สึกเป็น แม่ไก่ แม่สุนัข แม่วัว แม่อะไร มันก็ รู้สึกว่ามันเป็นแม่และรักลูกเป็น นี้ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องทำ ไม่ต้องสร้าง มันเป็นอยู่ตามธรรมชาติของสัตว์. ถ้าถึงขั้นที่เป็นสติปัญญามันต้องดีกว่านั้น มัน ต้องรู้จักทำลายความยึดถือ ที่มาจากความไม่รู้ อย่าง นั้นเสียได้. คนบางคนคงจะคิดว่า แหม! เหี้ยมโหดทารุณจริง ไม่ให้รู้สึกว่าเป็นแม่ ไม่ให้รักลูกอย่างนั้นหรือ ? ฟังให้ดี ไม่ได้หมายความอย่างนั้น คือว่าการเป็นแม่นี้เป็นด้วย สติปัญญาก็ได้ เราจะต้องปฏิบัติหน้าที่ของแม่อย่างไรก็ทำ

น.488 ๑๗๙ ไปด้วยสติปัญญาได้ ไม่ต้องทำด้วยตัณหาอุปาทาน ซึ่งมัน จะทำให้มีความทุกข์ทุกประการ ต้องน้ำตาไหลบ่อย ๆ ต้อง เหี่ยวแห้งใจบ่อย ๆ ต้องเป็นอะไรบ่อยๆ แล้วไม่มีความ สุขเลย. นั่นแหละค่าที่เป็นแม่ไม่เป็น เป็นแม่ไม่ถูกวิธี ของธรรมะ ต้องเป็นทุกข์เพราะลูก นี้เรียกว่าคาวมทุกข์ ของแม่. เมื่อเป็นแม่ก็ต้องทุกข์ อย่างแม่ เมื่อเป็นลูกก็ต้อง ทุกข์อย่างลูก เมื่อเป็นพ่อก็ต้องทุกข์อย่างพ่อ นี่ลอง ถามตัวเองดูที่ว่า เกิดมาเป็นแม่เขานี่สนุกไหม ? เกิดมา เป็นพ่อเขานี่สนุกไหม? คนที่สูงอายุที่ได้ผ่านสิ่งเหล่านี้ มาแล้ว อย่างที่เรียกว่ามีประสบการณ์ดีมาแล้ว ลองคิดดูซิ ว่าจะเป็นอย่างไร จะตอบว่าอย่างไร ถึงไม่ตอบก็คงสั่นหัว ทั้งนั้น. เป็นพ่อเขาสนุกไหม เป็นแม่เขาสนุกไหมอย่างนี้ นี่คือสิ่งที่จะต้องศึกษา หรือรู้สึกอยู่เป็นปรกติ แม้ในเวลา ที่ไม่มีอารมณ์มากระทบ. ถ้าเป็นสามีสนุกไหม? เป็นภรรยานี้สนุกไหม? ไปคิดดูเอง คนที่เป็นสามีเป็นภรรยามาโดยสมบูรณ์ แล้วจะสั่นหัวทั้งนั้น.

น.489 ๑๘๐ ที่นี้ ถามว่าเป็นหญิงน่าสนุกไหม ? เป็นชายน่าสนุก ไหม ? ถ้าสติปัญญาเดินมาโดยลำดับ และละเอียดยิ่งขึ้น ก็จะสั่นหัวทั้งนั้น. เป็นผู้หญิงก็ต้องมีความทุกข์อย่างผู้หญิง เป็นผู้ชายก็ต้องมีความทุกข์อย่างผู้ชาย. เป็นเด็กสนุกไหม ? เป็นผู้ใหญ่สนุกไหม ? เด็กๆ เขาคงจะตอบว่าสนุก แต่เราที่เป็นผู้ใหญ่ผู้เฒ่ามาแล้วนี้ ลองย้อนกลับไปดูที่ว่า มันสนุกไหม ? เด็กมันก็มีทุกข์ ตามประสาเด็ก ผู้ใหญ่ก็เป็นทุกข์ตามประสาผู้ใหญ่ ถ้า หากมีความยึดมั่นถือมั่น .. ทีนี้ขยายให้กว้างออกไปว่า เป็นคนน่าเป็นไหม? เป็นสัตว์เดรัจฉานน่าเป็นไหม ? เป็นอะไรที่เป็นคู่ตรงข้าม นี้ กับที่ไม่ต้องเป็นอะไรเลย อันไหนจะดีกว่า เป็นคน ธรรมดา กับเป็นสัตว์นรกอย่างนี้น่าเป็นไหม ? หรือพูดอีกคู่หนึ่งว่า เป็นคนนี้น่าเป็นไหม? เป็น เทวดาในสวรรค์นี้น่าเป็นไหม ? นี้มันเป็นเครื่องวัดสติ ปัญญาของบุคคล ว่าคนนั้นเขามองเห็นความยึดมั่นถือมั่น

น.490 ๑๘๑ อย่างสมบูรณ์อย่างถูกต้องหรือไม่ ถ้าเขามองเห็นโทษของ ความยึดมั่นถือมั่นอย่างสมบูรณ์แล้ว ก็จะสั่น หัวทั้งหมด อย่างเดียวกัน เพราะว่าเป็นคนก็ต้องมีความทุกข์ตามแบบ ของคน เป็นเทวดาก็ต้องมีความทุกข์ตามแบบของเทวดา. หมายความว่า ถ้าเกิดไปยึดมั่นว่าเราเป็นคน หรือว่าเรา เป็นเทวดาขึ้นมาแล้ว นั่นแหละจะต้องเป็นทุกข์ตามแบบ คนหรือเป็นทุกข์ตามแบบเทวดาทั้งนั้น. ถ้าว่างคือไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นอะไรเลย มันก็ไม่ เป็นทั้งคน ไม่เป็นทั้งเทวดา มันก็เลยไม่มีความทุกข์อย่าง คนไม่มีความทุกข์อย่างเทวดา นี่เรียกว่าว่าง. ถ้าต้องเป็น คนตามความยึดมั่นถือมั่น หรือเป็นเทวดาตามความยึดมั่น ถือมั่นแล้วมันสนุกไหม ? นี่ขอให้คิดอย่างนี้ แล้วว่า เป็นคนสนุกไหม ? เป็นเทวดาสนุกไหม? ถ้าใครเข้าถึง ความจริงแล้วก็จะสั่นหัวทั้งนั้น. ทีนี้ให้ใกล้เข้ามาอีกว่า เป็นคนดีน่าเป็นไหม ? เป็นคนชั่วน่าเป็นไหม ? ถ้าถามว่าใครอยากเป็นคนดีบ้าง

น.491 ๑๘๒ คงยกมือกันสลอนไปหมดเลย เขายังมองไม่เห็น ว่าความ ยึดมั่นว่าเป็นคนดีนั้น มันก็ต้องมีความทุกข์ไปตามแบบ ของคนดี ไปตามประสาของคนดี เช่นเดียวกับที่คนชั่ว จะต้องมีความทุกข์ตามแบบตามประสาของคนชั่ว. ถ้าลง ยึดมั่นถือมั่นแล้วเป็นไม่มีความสุขเลย เพราะมันจะหนัก ชนิดใดชนิดหนึ่งอยู่ในตัว ความเป็น นั่นเอง หากแต่ว่า ความทุกข์บางอย่างมันไม่แสดงออกมาให้เห็น แล้วมันมี ความสนุกสนานเพลิดเพลินอะไรบางอย่างกลบเกลื่อนไว้ มันจึงทนทุกข์ในการมี-การเป็น-การได้ ทะเยอทะยานตื่น หรือเห่อที่จะเป็นนั้น-เป็นนี่กันอยู่ได้ด้วยการถูกหลอก. ที่จริงนั้นธรรมชาติหลอกให้คนเราสู้ทนทุกข์ เช่น ตัวอย่างที่เห็นได้ง่าย ๆ ในกรณีที่ทุกข์ เพราะการสืบพันธุ์ เพราะการคลอดบุตรนี้ มันหลอกได้อย่างที่ตนเองก็สมัคร ใจทีเดียว, ถ้าเขามองเห็นความจริงข้อนี้แล้ว ก็คงไม่เล่น ด้วยกับการหลอกลวงของธรรมชาตินั้นเลย. เป็นคนดี เป็นคนชั่วสนุกไหม ? ลองคิดดู.

น.492 ๑๘๓ หรือว่าใกล้เข้ามาอีกก็ว่า เป็นคนมีบุญน่าเป็น ไหม ? เป็นคนมีบาปน่าเป็นไหม? คนที่ผลีผลามไม่ดู ไม่แลอะไร คงจะยกมือทันทีว่าเป็นคนมีบุญน่าสนุกกัน ใหญ่ แต่คนที่เขาผ่านบุญมาโดยสมบูรณ์แล้วก็สั่นหัวว่า คนมีบุญก็ต้องเป็นทุกข์ ไปตามแบบตามประสาของคนที่ ยึดมั่นถือมั่นว่าตนมีบุญ. นี่คนมีบุญจะต้องเป็นทุกข์ไปตาม ประสาคนมีบุญ เช่นเดียวกับคนที่มีบาป ต้องมีทุกข์ไป ตามประสาคนมีบาป. ทีนี้ใกล้เข้ามาอีกก็คือ เป็นคนมีความสุขน่าเป็น ไหม ? เป็นคนมีความทุกข์น่าเป็นไหม ? คนก็ยิ่งยกมือ กันสลอนมากกว่าคราวก่อนว่า จะขอเป็นคนมีความสุข. ทีนี้ส่วนคนที่เคยมีความสุข เสวยสุขอย่างที่เรียก ๆ กันนี้ มาแล้ว ได้ผ่านมาแล้ว กลับสั่นหัว ว่าเป็นคนมีความสุขนี้ ก็เป็นทุกข์ไปตามแบบของคนมีความสุข. ตอนนี้คงจะพึ่งไม่เข้าใจ ขอกล่าวซ้ำอีกว่า คนมีความ สุข จะต้องมีความทุกข์ไปตามแบบของคนมีความสุข. ข้อ นี้ต้องนึกถึงข้อที่ว่าในโลกนี้ชาวโลกเขาสมมติ เขาบัญญัติ

น.493 ๑๘๔ เขายึดมั่นถือมั่นกันว่า คนอย่างไหนเป็นคนมีความสุข มีเงิน มีอำนาจวาสนา มีนันมีนี่ มีกามคุณ มีอะไรสมบูรณ์ ไปหมดทุกอย่าง เป็นคนมีความสุข; แต่แล้วก็จงดูให้ดี มันจะมีความทุกข์ไปอีกแบบหนึ่ง รูปหนึ่ง ตามประสา คนมีความสุข. ไม่ต้องพูดถึงความสุขชนิดมีก้างอย่างนี้ ต่อให้เป็น ความสุขชนิดที่เกิดมาจากสมาธิ สมาบัติ จากฌาณของ พวก ฤาษี มุนี ถ้าไปยึดมั่นถือมั่น ว่าฉันเป็นคนมี ความสุขขึ้นมาแล้ว มันก็จะเกิดก้างขึ้นมาในเนื้อนั่นเอง แล้วก็ติดคอ. พวกที่ยึดมั่นถือมั่นความสุขในรูปฌาณ เป็นต้นเหล่านี้ก็เรียกว่า เป็นคนมีทุกข์ไปตามประสา ของคนมีความสุขจากรูปฌาณนั่นเอง. เพราะฉะนั้นจึงมีบทบัญญัติให้ละรูปราคะ อรูปราคะ เสียในสังโยชน์เบื้องปลาย ที่จะทำให้คนเป็นพระอรหันต์ อย่างนี้เป็นต้น. เพราะว่าการที่ไปติด ไปยึดเข้า ว่าเรามี ความสุข. แม้จะเป็นความสุขที่เกิดจากธรรมะก็เถอะ

น.494 ๑๘๕ มันจะยังคงเป็นก้างติดคอชนิดที่ละเอียด อย่างใดอย่าง หนึ่งอยู่เป็นธรรมดา และไม่เป็นธรรมะจริงขึ้นมาได้. ข้อที่จะไปยึดพระนิพพาน ว่าเป็นตัวตน หรือเป็น ความสุขของเราขึ้นมานั้นเป็นไปไม่ได้ ถ้าเพียงแต่พูดนั้น พูดได้ ว่านิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง แล้วยึดพระนิพพานว่า เป็นเรา เป็นของเรา เรามีสุขอย่างนิพพาน บรรลุนิพพาน อย่างนี้มันพูดได้ แต่ตามความจริงนั้นมีไม่ได้ เพราะว่า ผู้ที่มีความยึดถืออย่างนั้นอยู่ จะบรรลุถึงนิพพานไม่ได้เป็น อันขาด เพราะฉะนั้น ถ้าเขาสำคัญอยู่ว่าเขาได้รับ เขา เป็นผู้มีความสุขที่เกิดแต่นิพพานอย่างนี้ มันเป็น นิพพานจอมปลอมทั้งนั้น นิพพาน จริงไม่มีทางที่จะมา อยู่ในฐานะที่ถูกยึดถืออย่างนี้ได้. นี่เราไล่ความสุขขึ้นไปตั้งความสุขของเด็ก ๆ ความสุข ของผู้ใหญ่ ของคนหนุ่มสาว คนแก่คนเฒ่า คนมีอำนาจ วาสนา กระทั่งคนเป็นเทวดา มีฌาณ มีสมาบัติ อะไรเป็น ที่สุด ถ้าลงยึดมั่นถือมั่นว่าฉันมีความสุขละก็ มันต้องมีความ ทุกข์ไปตามแบบของคนมีความสุข. ผู้ที่เข้าถึงความจริงจะ

น.495 ๑๘๖ รู้สึกอย่างนี้ ส่วนผู้ที่ไม่เข้าถึงความจริง ก็ตื่นก็เห่อกันไป ตามเรื่องตามราว เห่อเงิน เห่อทอง เห่อ อำนาจวาสนา เห่อความสุขทางเนื้อทางหนัง กระทั่งเห่อวิปัสสนา เห่อฌาณ เห่อจนต้องส่งโรงพยาบาลปากคลองสาน. อย่างนี้แหละมัน เป็นการแสดงอยู่ในตัวของมันเองแล้ว ว่ายึดมั่นถือมั่นไม่ได้ เพราะถ้าไปยึดมั่นถือมั่นแล้ว คนมีความสุขก็จะต้องเป็นทุกข์ ไปตามแบบของคนมีความสุข, คำว่า "ทุกข์ไปตามแบบของ คนมีความสุข" เด็ก ๆ คงฟังไม่ถูก ฟังไม่ออก แต่ผู้สูงอายุ ควรจะฝั่งออก. ทีนี้เราจะลองคิดดูอีกสักคู่หนึ่งว่า เกิดอยู่สนุก ไหม? ตายไปสนุกไหม? ให้เลือกเอาฝ่ายหนึ่งในคน คู่นี้ คือเกิดเป็นคนอยู่นี้สนุกไหม ? หรือว่าตายไปก็คือไม่ เป็นอยู่นี้สนุกไหม ? เกิดกับตายสองอย่างนี้อันไหนน่าสนุก คนเกิดอยู่น่าเกิด หรือว่าคนตายน่าตาย ลองคิดดู. ถ้ารู้ ธรรมะจริงมันก็สั่นหัว ไม่เอาทั้งนั้น ไม่เอาทั้งเกิด ไม่เอา ทั้งตาย. แต่คนธรรมดาแล้วไม่อยากตาย อยากแต่เกิด แล้วไม่อยากตาย อยากเกิดเรื่อย อยากเกิดชนิดไม่รู้จักตาย

น.496 ๑๘๗ ด้วยซ้ำไป หรือว่าถ้าจะต้องตายแน่แล้วก็ยังอยากเกิดอีก นั่นแหละคือความยึดมั่นถือมั่น. เราอาจตัดบทได้สั้น ๆ ว่า คนเกิดก็ต้องมีความทุกข์ ไปตามแบบของคนเกิด คนตายก็มีความทุกข์ไป ตามแบบ ของคนตาย ต่อเมื่อไม่รู้สึกว่าเกิด ไม่รู้สึกว่าตาย คือ ว่าง นั่นแหละ จึงจะไม่มีความทุกข์เลย. ทำไมไม่นอนคิดเล่น นั่งคิดเล่น เดินคิดเล่น ในเรื่อง อย่างนี้ ในขณะที่ไม่มีอารมณ์อะไรมากระทบ. ทำไม ไม่ลองนอนคิดอย่างนี้ นั่งคิดอย่างนี้ เดินคิดอย่างนี้. หรือว่าเมื่อ ทำอะไร อยู่ หรือ เป็นอะไร อยู่ ทำไมไม่ลองคิด อย่างนี้. เมื่อเหน็ดเหนื่อยยากลำบากอยู่ด้วยความเป็นมารดา เป็นต้นอย่างนี้ ทำไมไม่รู้สึกบ้างว่าความเป็นมารดาอย่างนี้ ไม่น่าสนุก แล้วความเป็นสามี ความเป็นภรรยา ความเป็น อะไรต่างๆ อย่างที่ว่ามาแล้วทั้งหมดนี้ เมื่อกำลังวุ่นอยู่ ด้วยอาการของ ความเป็น นั้นๆ ทำไมไม่รู้สึกว่านี้ไม่สนุก

น.497 ๑๘๘ เลย. ทั้งๆ ที่ต้องร้องไห้อยู่ ก็ยังไม่รู้สึกว่านี้ไม่สนุกเลย ยังสนุกอยู่เรื่อย สนุกอยู่ทั้งๆ ต้องร้องไห้อย่างนั้น. เพราะฉะนั้น เราจะต้องคิดดูให้ดีอีกทีหนึ่งในครั้งสุด ท้ายว่า เกิดก็ตาม ไม่เกิดก็ตาม ไม่ไหวทั้งนั้น เกิดก็ไม่ว่าง ไม่เกิดก็ไม่ว่าง ถ้าไปยึดถือว่าไม่เกิดแล้วมันก็ไม่ว่าง เหมือนกัน ตอนนี้มันจะต้องเป็นตอนที่ฟังยากที่สุด หรือ จะว่าปฏิบัติยากที่สุดก็ตามใจ. ระหว่างเกิดกับไม่เกิดนี่มา ถึงคู่สุดท้ายนี้ เราไม่เอาทั้งนั้น เราไม่เข้าไปยึดในคำว่า เกิด หรือ ไม่เกิด ก็ไม่ยึด มันจึงจะว่าง. เมื่อพูดถึง เอา ถึง เป็น และ ไม่เอา ไม่เป็น มาเรื่อยๆ แล้ว มาถึง เกิด ไม่เกิด เป็นคู่ขึ้นมาอย่างนี้ ประเดี๋ยวก็จะไปยึดเอาที่ ไม่เกิด เข้าอีก ฉะนั้นใน อันดับสุดท้าย ข้อปฏิบัติของเราจะต้องสาวก้าวไปจนกระทั่ง ถึงว่า ความรู้ว่า ไม่เกิด อย่างนี้ ก็ต้องไม่เป็นที่ยึดมั่นถือ- มั่น คือให้สลายไปด้วยเหมือนกัน มันจึงจะว่างจริงๆ ขึ้น มาคือเกิดก็ไม่ใช่ ไม่เกิดก็ไม่ใช่ นั่นแหละจึงจะเป็นเรื่อง ไม่เกิด ที่แท้จริง คือเป็นความดับไม่เหลือที่แท้จริง.

น.498 ๑๘๙ คำพูดตอนนี้ออกจะพัดไปพัดมาอยู่ แต่ความหมาย นั้นไม่ได้พัดไปพัดมา มันมีความจริงอยู่ แยกออกจากกัน ได้เด็ดขาดเลย ฉะนั้นท่านอย่าไปยึดมั่นในนิพพานว่า เป็นความไม่เกิด แล้วก็วิเศษวิโสอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ อย่าไปยึดมั่นในวัฏฏสงสารว่าเกิดกันใหญ่ เกิดมันสนุกดี มันต้องไม่ยึดมั่นทั้งสองฝ่าย มันจึงจะเป็นความว่าง และ เป็นความไม่เกิด. การปฏิบัติในเวลาปรกติจะต้องเป็นอย่าง นี้อยู่เรื่อย ๆ ไป. สำหรับในขณะที่เรากำลังทำการงานอย่างยิ่ง คืองาน กัมมัฏฐาน กล่าวคือปฏิบัติสมาธิภาวนา วิปัสสนาในลักษณะ ที่เป็นเทคนิคจัด เพื่อให้รู้โทษของความยึดมั่นถือมั่น มันก็ เรื่องว่างจากความยึดมั่นถือมั่นอย่างเดียวกันอีก ข้อนี้ต้องทำ ตามที่ได้เล่าเรียนได้ศึกษามาเป็นอย่างมาก ไม่ใช่คนธรรมดา ที่ไม่รู้หนังสือจะทำได้ เพราะฉะนั้นมันจึงมีหลัก มีคำอธิบาย อย่างที่เคยอธิบายมาแล้วมากมาย ไปอ่านดู หรือนึกถึงที่เคย กล่าวมาแล้ว. ทั้งหมดนี้รวมกันเรียกว่า ข้อปฏิบัติในขณะ ปรกติ .

น.499 ๑๙๐ ทีนี้ก็เป็น การปฏิบัติในโอกาสที่สอง คือ ในขณะ ที่อารมณ์มากระทบ หมายความว่าเมื่อมีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส มากระทบที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ผิวหนัง เหล่า นี้จะต้องปฏิบัติในลักษณะที่ให้ผัสสะ-หยุดอยู่ที่ผัสสะ ให้ เวทนา-หยุดอยู่ที่เวทนาอย่างนี้เป็นต้นซึ่งได้บรรยายทั่วไป ในทุกหนทุกแห่ง กระทั่งที่ได้บรรยายที่นี่คราวก่อนมาแล้ว จนบางคนก็เข้าใจ บางคนก็ไม่เข้าใจ. ที่ว่ามีการกระทบ แล้วหยุดอยู่แค่ผัสสะนี้ มันเป็นชั้นดีเลิศ ถ้าชั้นธรรมดา ก็เลยไปถึงเวทนา แล้วหยุดอยู่ที่เวทนา อย่าปรุงเป็นตัณหา อุปาทาน เป็นตัวกู เป็นของกูขึ้นมา. บางคนหรือนักพูดตามศาลาวัด หรือนักสอนตาม โรงเรียนนักธรรมก็เหมือนกัน เขาพูดว่าหยุดอยู่แค่ผัสสะ นั้นไม่มี ต้องไปถึงเวทนาเสมอ นั่นเพราะเขายึดมั่นถือมั่น ตัวหนังสือหรือถ้อยคำหรือแบบอย่างอะไรอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ความจริง. ความจริงพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เมื่อเห็นรูปสักว่า เห็น ดม กลิ่นสักว่าดม ลิ้มรสสักว่าลิ้ม สัมผัสสักว่าสัมผัส

น.500 ๑๙๑ นี้ก็มีอยู่ ถ้าทำได้อย่างนี้ตัวเธอไม่มี คือตัวกูไม่เกิดแล้ว ก็เป็นที่สุดทุกข์ คือว่างอยู่เรื่อย. ขอให้สังเกตอย่างนี้ก็แล้วกันว่า เมื่อเราทอดสายตา ไปยังทางใดทางหนึ่งเห็นภาพนั้นภาพนี่ ลองเหลือบตาไป ทางประตู หน้าต่าง มันก็เป็นแต่เพียงผัสสะเท่านั้น ไม่ เกิดเวทนาพอใจหรือไม่พอใจอะไร. เมื่อรูป เสียง กลิ่น รส อันใดเข้ามา ในลักษณะผัสสะอย่างนี้ ก็ให้มันหยุดอยู่ อย่างนั้นบ้างเป็นไร. เหมือนกับทหารที่นอนข้างปืนใหญ่ เมื่อปืนใหญ่ลั่น ตึ๋งออกไป มันก็เพียงแต่ได้ยินเสียงเท่านั้น ไม่เกิดเวทนา อะไร ยังนอนหลับสบายอยู่ด้วยซ้ำไป หนักๆ เข้าไม่สะดุ้ง ไม่ตื่น ไม่อะไรเลย มันเป็นแต่เพียงเสียงปืนใหญ่กระทบ หูแล้วก็เลิกกัน อย่างนี้. ให้ผัสสะหยุดอยู่เพียงแค่ผัสสะอย่างนี้ ในเมื่อได้ยิน เสียงผู้หญิง เสียงผู้ชาย เสียงคู่รัก เสียงอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ มันจะได้หรือไม่. ถ้าทำได้ก็ต้องนับว่าเก่งมาก.

น.501 ๑๙๒ ข้อนี้นึกดูอีกทีหนึ่งก็ว่า บางทีสัตว์มัน จะเก่งกว่าคน เพราะสัตว์ไม่มีปัญญาชนิดรู้มากยากนาน. ทีนี้เราถ้า อยากเก่งอย่างถึงที่สุดอย่างนั้นบ้างก็ต้องหัด ชนิดผัสสะ สักว่าผัสสะ. แต่ถ้าสู้ไม่ไหวยอมแพ้ ก็ไปหยุดที่เวทนาก็ได้ พอ เวทนารู้สึกสบายไม่สบาย พอใจไม่พอใจแล้ว ก็ให้หยุดอยู่ แค่นั้น หยุดอยู่เพียงเท่านั้น ดับไปเพียงเท่านั้น อย่าเกิด ความอยากต่อไปอย่างนั้นอย่างนี้ ไปตามเรื่องของความ อยากของกิเลสตัณหาอุปาทาน อย่างนี้ก็ได้. นี้เรียกว่า เราประพฤติปฏิบัติในโอกาสที่กระทบกันกับอารมณ์ ให้ ปฏิบัติอย่างนี้. ทีนี้เวลายังมีเหลืออยู่เพียงนิดหน่อยนี้ อยากจะพูด เรื่อง การปฏิบัติในโอกาสที่สาม คือ ในขณะที่จะดับจิต ร่างกายจะแตกตายลงไปนี้ จะปฏิบัติอย่างไรจึงจะว่าง? ข้อนี้จะต้องอาศัยหลักที่ว่า ดับไม่เหลือ-ดับไม่เหลือ มาเป็นหลักอยู่เป็นประจำ.

น.502 ๑๙๓ การที่จะต้องตายไปตามธรรมชาติ คือแก่ชรา แล้วจะต้องตายไปตามธรรมชาตินี้ เป็นสิ่งที่เด็ดขาด แน่นอน ถ้าใครไปถึงอายุปูนนั้นเข้า ไปถึงระยะนั้นเข้า มันก็เรียกว่ามีเวลาเหลือน้อยเต็มทีแล้ว จะทำอย่างไรมัน จึงจะทันแก่เวลา ? ทีนี้เพื่อให้ทันแก่เวลานั่นเอง เป็นคนแก่ไม่รู้หนังสือ ไม่มีเวลาเรียนอะไรมากได้ เพราะว่าสติปัญญา มันสมอง ไม่อำนวยมากมายอะไร ก็จะถือหลักอย่างที่ว่า ดับไม่เหลือ แห่งตัวกู ดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง. ตามปรกติ ก็ให้ดูอยู่ว่า เป็นคนก็ไม่สนุก เป็นเทวดา ก็ไม่สนุก เป็นพ่อก็ไม่สนุก เป็นแม่ก็ไม่สนุก เป็นลูก ก็ไม่สนุก เป็นนายก็ไม่สนุก เป็นผู้แพ้ก็ไม่สนุก เป็นผู้ชนะ ก็ไม่สนุก กระทั่งเป็นผู้ดี-ผู้ชั่ว กระทั่งผู้มีบุญ-มีบาป กระทั่งผู้สุข-ผู้ทุกข์นี้ก็ล้วนแต่ไม่สนุก; อย่างนี้ ก็แปลว่า จิตนี้ไม่มีที่หวังที่ไหน ที่จะไปเอา-ไปเป็น พูดว่าสิ้นหวัง ก็ได้. 1:01

น.503 ๑๙๔ คำนี้ใช้ได้เหมือนกันในการบรรลุพระอรหันต์ แต่ ไม่ใช่สิ้นหวังอย่างโลก ๆ อย่างคนโง่ ๆ คนขี้เกียจ คนไม่มี ที่หวัง คนสิ้นหวังอย่างนั้นมันอีกความหมายหนึ่งต่างหาก เดี๋ยวนี้ในที่นี้มันเป็นความสิ้นหวังของคนที่มีปัญญาอย่าง ถูกต้องมองออกว่าไม่มีอะไรที่ควรหวัง ไปเอา - ไปเป็น ที่นี่ก็ตามที่โลกอื่น ที่โลกไหนก็ตาม ทั้งหมดนี้ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็นจริง ๆ ทุกกาลเวลา ทุกสถานที่. ทีนี้จิตของเขาจะน้อมไปในทางไหน ขอให้ลองคิดดู จิตของเขาจะไม่น้อมไปในทางไหนได้เลย เพราะไม่มี อะไรที่น่าหวังที่ไหน เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นไปเพื่อ สลายตัวมันเอง ไม่มีความอยากเอา อยากเป็นที่ไหน มันว่างไปในตัวมันเอง มันสลายไปในตัวมันเอง. ฉะนั้น อุบายที่จะเอาเปรียบธรรมชาติได้บ้างก็ตอนนี้ คือว่าเมื่อจะต้องดับจิตลงไปจริง ๆแล้ว ก็ให้ ฟื้นความ รู้สึกที่ว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอา ไม่มีอะไรที่น่าเป็น ที่ไหนหมดทุกหนทุกแห่งนั้น ให้มาอยู่ที่จิตใจในเวลา

น.504 ๑๕๕ ที่จะดับจิตนั้น มันจะนิพพานไปได้ไม่มีทางที่จะหลีก- เลี้ยง. ให้ร่างกายกับจิตใจมันดับลงไป ด้วยความรู้สึกว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอา-น่าเป็นที่ไหน แล้วจะบรรลุนิพพาน ได้ในตัวมันเอง ในตัวความตายทางร่างกายนั่นแหละ. นี่เรียกว่าเป็นการได้กำไรอย่างยิ่ง ลงทุนน้อยอย่างยิ่ง แล้วแน่นอนอย่างยิ่ง. ให้นักธรรมชั้นมหาเปรียญ ชั้นเอก ชั้นสูงสุดที่ไหนมาพิสูจน์ดูที่ว่ามันจะเป็นอย่างไร ถ้าเขา ดับจิตไปด้วยความรู้สึกที่แท้จริง ว่าไม่มีอะไรที่น่าเอา- น่าเป็นที่ไหนอย่างนี้ มันก็เป็นการสลายตัวชนิดที่สลายไป กับนิพพานธาตุ ไปเป็นนิพพานธาตุได้ในตัวมันเอง เป็นตาแก่ยายแก่ที่ไม่รู้หนังสือ พูดอะไรก็ไม่ได้ แต่มี ความรู้สึกอย่างนี้ได้อย่างเดียวก็พอแล้ว. เพราะฉะนั้น เมื่อเราจะตายขึ้นมาจริงๆ ขอให้ความ รู้สึกอย่างนี้มีอยู่ แล้วต้องรู้ไว้ว่าใกล้จะตายนั้น มันอาจจะ ค่อยๆ เลือนไป ในการที่ร่างกายมันชำรุดลง มันจะต้อง แตกดับนี้ ความรู้สึกมันจะค่อยๆ หมดไปๆ มันจะลืม

น.505 ๑๙๖ นั่น-ลืมนี่ ลืมเข้ามาทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ว่าเดี๋ยวนี้กี่โมง กี่ยามแล้ว กลางวันหรือกลางคืนก็ไม่รู้สึกได้ แม้ว่าตน กำลังอยู่ที่ไหน อยู่ในบ้านไหน-เรือนไหนก็ไม่รู้สึกได้ แม้แต่ว่าตัวเองชื่อไรก็ลืมไปแล้ว จะสวด อิติปิโส ภควา ก็ไม่ถูกแล้ว แต่ที่จะอยู่ได้เป็นคู่ชีวิตจิตใจไปด้วยกันก็คือ ว่า ความรู้ว่าไม่มีอะไรที่น่าเอา-น่าเป็น ดับไม่เหลือ สมัครดับไม่เหลือ เพราะฉะนั้น ความรู้สึกว่าสมัครดับ ไม่เหลือนี้ ขอให้อยู่คู่กันกับจิต จนถึงวาระสุดท้าย มันจะสลายตัวเป็นความว่าง หรือเป็นนิพพานไปได้ ด้วย อุบายอย่างนี้ ด้วยเคล็ดอย่างนี้. นี่เรียกว่าข้อปฏิบัติใน ขณะที่ร่างกายจะแตกทำลาย ที่เรียกว่าของผู้รู้น้อย. ตาแก่ ยายแก่ที่ไม่รู้หนังสือ ผู้รู้น้อย มีอุบายที่จะดับไปได้ ด้วยอาการอย่างนี้ และเราเรียกอุบายนี้ว่า "อุบายตกกระได พลอยโจนให้เหมาะ ๆ". ที่ว่าตกกระไดก็คือหมายความว่า ร่างกายมันต้อง แตกแน่ มันแก่ชราแล้ว มันถึงที่สุดแล้ว มันต้องแตกแน่ เรียกว่าตกกระไดลงมาแล้ว ทีนี้ก็พลอยกระโจนเลย

น.506 ๑๕๗ กระโจนสู่ความดับไม่เหลือ เพราะทำความรู้สึกในใจ อยู่ว่าไม่มีอะไรที่น่าเอา - น่าเป็นที่ไหน นี้เรียกว่า กระโจนอย่างถูกทาง เพราะฉะนั้นมันจึงไม่เจ็บปวดอะไร เลย กระโจนอย่างนี้ ไม่เจ็บปวด แต่เป็นผลดีที่สุด คือถึงความดับไม่เหลือได้. นี่เราเรียกว่ามันเก่ง มันตกกระไดเป็น ไม่เหมือน คนโง่บางคน ตกกระไดลงมาปากคอแตก แขนขาหัก อย่างนี้ มันคือคนโง่. แม้เรียนมาก เที่ยวพูดจ้ออยู่ตามศาลาวัดอย่างนี้ มันก็ยังตกกระไดปากแตก ขาหักอยู่นั่นเอง มันสู้คน ที่สนใจอย่างถูกทาง แม้แต่เพียงเรื่องเดียวนี้ไม่ได้ มัน เอาตัวรอดได้อย่างนี้. ทีนี้ถ้าสมมติว่า การตายที่เป็นอุบัติเหตุ เช่นถูก รถยนต์ทับบี้แบนไปกลางถนน หรือถูกตึกพังทับ หรือว่า ชาวไร่ชาวนาเดินอยู่ วัวควายมันขวิดข้างหลังทีเดียวตาย หรือว่าถูกลูกระเบิดปรมาณูลงอย่างนี้ จะทำอย่างไร ?

น.507 ๑๙๘ ถ้าฉลาดสักหน่อยก็จะมองออก มองเห็นได้ด้วยตน เองว่า มันก็อย่างเดียวกันนั่นแหละ ถ้าความรู้สึกมันเหลือ นิดเดียว แว็บเดียวว่า ดับไม่เหลือ สมัครดับไม่เหลือ ไม่มีอะไรที่น่าเอา - น่าเป็น เพราะได้ทำความรู้สึก ดังกล่าวนั้นมาจนคล่องแคล่วชำนาญดีอยู่แล้วเป็นปรกติ พอมาถึงขณะเช่นนี้ ก็รู้สึกเพียงแว็บเดียวแล้วก็ดับไป. เช่นว่ารถยนต์ทับตายอย่างนี้ไม่ใช่มันจะตายทันที จะ ไม่มีเวลาเหลือสักครึ่งวินาทีให้เรารู้สึก - ไม่ใช่ มันต้อง มีเวลาเหลืออยู่ แม้ครึ่งวินาที หรือเศษหนึ่งส่วนสี่วินาที สักขณะจิตหนึ่ง พอรู้สึกเว็บหนึ่งได้ว่า สมัครดับไม่เหลือ อย่างนี้ก็ทันถมเถไป. ทีนี้ถ้าสมมติเอาเป็นว่ามันวูบเดียว ไม่มีความรู้สึกเลย มันก็ดับไม่เหลืออยู่นั่นแหละ เพราะว่าเราเป็นอยู่ด้วย ความรู้ที่ถูกต้องว่า ดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ ในยามปรกติ มาแล้ว. ตามที่กล่าวแล้วข้างต้นว่า เวลาปรกตินั้นเราซ้อม ความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ ไม่มีอะไรที่น่าเอา ไม่มี

น.508 ๑๙๙ี่ อะไรที่น่าเป็น จนน้อมไปสู่ความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ ทีนี้มันก็ดับไม่เหลือไปด้วยความรู้สึกอันนี้ แม้ว่าในขณะที่ ถูกทำให้ร่างกายสลายแตกตายไปโดยไม่ให้โอกาสที่จะรู้สึก คิดนึกได้. ยิ่งถ้ามันให้โอกาส ที่จะรู้สึกคิดนึกได้สักขณะจิตหนึ่ง หรือว่าครึ่งวินาทีอย่างนี้ ก็คิดได้สบาย. เพราะฉะนั้น อย่าได้ขลาด อย่าได้กลัว อย่าให้ความขลาดความกลัว แทรกเข้ามา เช่นขอให้ไปตามหมอที่ หามไปโรงพยาบาลที่ อย่างนี้แล้ว ก็ต้องตายตรงนั้นเอง ไม่มีประโยชน์อะไร และเรื่องอย่างนี้เขาถือกันว่าเป็นการตายโหง คือตายโดย ไม่อยากจะตายและตายโดยกระทันหันอย่างนี้ เขาบัญญัติ คำเรียกกันว่าตายโหง. ธรรมะที่ประเสริฐนี่มันป้องกันการตายโหงได้อย่าง เด็ดขาด แต่ทำให้นิพพานได้ที่ตรงนั้นเอง ที่ข้าง ๆ ล้อรถ หรือใต้รถ หรือใต้ตึกทับ หรือว่ากลางทุ่งนา ตรงที่ควาย ขวิด หรือว่าในซากกองเถ้าถ่านของลูกระเบิด อย่างนี้ เป็นต้น มันไม่มีการตายโหง แต่มีนิพพานแทน.

น.509 ๒๐๐ ดังนั้น ควรซ้อมความเข้าใจที่ถูกต้องไว้อย่างนี้ สำหรับผู้ที่มีการศึกษาน้อย รู้น้อย กระทั่งเป็นตาแก่ยายแก่ ที่ไม่รู้หนังสือ แต่ได้ฟังการพูดอย่างนี้ ก็พอจะเข้าใจได้. ทีนี้ส่วน การตายของผู้ที่รู้โดยสมบูรณ์ มีสติปัญญา สมบูรณ์ ศึกษาเพียงพอ แตกฉานในปริยัติธรรม ปฏิบัตติ ธรรมนั้นไม่ต้องเป็นอย่างนี้ คือไม่ต้องมีอาการตกกระได พลอยกระโจน เพราะว่า เขาเป็นผู้ไม่ตายเสียแล้วตั้งแต่ ทีแรก. ตั้งแต่ยังไม่เจ็บไม่ไข้ ตั้งแต่ยังหนุ่ม ๆ ด้วยซ้ำไป คือบรรลุคุณธรรมขั้นสูงเสียตั้งแต่ก่อนโน้นแล้ว เพราะ ฉะนั้น จึงไม่มีการตาย. ทีนี้ถ้าว่าคนรู้มากมายอย่างนั้น พอถึงเวลาจะตายเข้า จริง ๆ เขาก็ยังมีการเตรียมตัวดีกว่าพวกที่ตกกระไดพลอย- โจน เขารู้จักตั้งสติสัมปชัญญะอย่างที่ว่าไม่มีความตาย หัวเราะเยาะความตายได้ อย่างนี้ก็นับว่าเป็นการที่ว่า เหมือนลงกะไดลงไปอย่างเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่ตกกระได แล้วพลอยกระโจนอย่างว่า นี่เป็นเรื่องของผู้รู้สมบูรณ์

น.510 ๒๐๑ แต่สำหรับผู้รู้น้อยนี้ ควรจะฉลาดในการที่จะตกกระได พลอยกระโจน นี่คือปฏิบัติเพื่อว่างในวินาทีสุดท้าย. ทีนี้ อยากจะพูดถึง การเตรียมตัวตายของผู้เจ็บป่วย กันบ้าง เมื่อรู้สึกว่าจะต้องตายแน่ สำหรับผู้มีความเจ็บไข้ เห็นอยู่ชัด ๆ เช่น เป็นวัณโรค หรือโรคอะไรก็ตามเถอะ ซึ่งมันจะต้องตายแน่แล้ว ก็ควรจะทำให้ดีที่สุดด้วยสติ สัมปชัญญะ ไม่ต้องขลาดไม่ต้องกลัว อยากจะเล่าเรื่องที่เคยพบ เกี่ยวกับวิธีเตรียมตัวตาย ของคนครั้งพุทธกาลให้ฟังว่า สำหรับผู้ที่เขาถือศีลสมาทาน วัตรกันอยู่เป็นประจำอย่างนี้ เป็นธรรมดาการอดข้าว ย่อมไม่มีปัญหาอะไร เพราะวันอุโบสถก็อดข้าวเย็นอยู่ แล้ว. ทีนี้พอโรคภัยไข้เจ็บมาถึง ซึ่งเขาเชื่อว่าไม่เกิน สิบวัน จะต้องตายอย่างนี้ เขาเตรียมที่จะไม่กินอาหาร ไม่เหมือนกับพวกเรา ที่ว่าคนใกล้จะตายต้องให้ไปหา อาหารดี ๆ อย่างนั้นอย่างนี้อย่างแพงที่สุดมาให้กิน ๆ ๆกิน จนตายไปกับอาหารก็มี.

น.511 ๒๐๒ ในการที่เขาพยายามหลีกอาหารนี้ เขาทำเพื่อจะ มีจิตใจที่เป็นปรกติที่สุด เพราะเมื่อร่างกายชำรุดอย่างนี้ แล้ว มันไม่ย่อยอาหาร ขืนใส่เข้าไปมันก็เป็นพิษ มันก็ วุ่นวายใจ มันกระสับกระส่าย เพราะฉะนั้น จึงเตรียมตัด อาหาร กินแต่น้ำ หรือกินแต่ยา. ทีนี้ ถ้าใกล้เข้าไปอีก แม้แต่น้ำก็ไม่อยากกิน ยาก็ ไม่ยอมกิน เพื่อจะสำรวมสติสัมปชัญญะ ที่จะตาย ชนิดที่ดับไม่เหลือ. พวกที่ยึดมั่นถือมั่นในบุญกุศลก็เตรียมยึดมั่นถือมั่น ในบุญกุศล พวกที่ฉลาดขั้นสูงก็เตรียมที่จะปล่อยวางดับไม่ เหลือดังกล่าวมานั้น. เขาไม่ต้องการอะไรหมด ไม่ต้อง การฉีดยาประวิงเวลาให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้อย่างนี้ ซึ่งเป็นการรวบกวนอย่างยิ่ง การทำเช่นนี้ เรียกว่า "ปลงสังขาร" "ปลงสังขาร" ยังไม่ทันตายนี่แหละ เขาเตรียมที่จะแตกแยกทำลายร่างกายให้ดีที่สุด ในทางจิต ก็น้อมไปเพื่อดับไม่เหลือ.

น.512 ๒๐๓ ส่วนพวกเราสมัยนี้มัวแต่โกลาหลตามหมอกันมาจน เต็มห้องก็มี ให้กินยา ให้กินอาหาร ฉีดยา ต่าง ๆ นานา ทำให้พะงับพะง่อนหาความสงบไม่ได้ นี่แหละทำให้ไม่รู้ ว่าจะตายอย่างไร ทำให้ไม่รู้ว่าจะตายหรือจะอยู่ อย่างนี้ มันพะว้าพะวังกันไปหมด มันเลยไม่ได้ประสบชัยชนะ เหนือความตาย หรือเข้าถึงความว่างหรือความดับไม่เหลือ อย่างที่กล่าวมาแล้ว. การเตรียมตัวตายของคนครั้งพุทธกาลกับคนเดี๋ยวนี้ มันต่างกัน อย่างว่าคนเดี๋ยวนี้ คงจะนึกหาเตียงที่สบาย ที่สุด หาห้องที่สบายที่สุด หาอาหาร หายาที่แพงที่สุด มาไว้ แล้วก็ตายไปด้วยการกุลีกุจอ อยากจะรักษาชีวิต ถ่วงเอาไว้ให้ได้ต่อไปแม้นาทีหนึ่งก็ยังดี อย่างนี้ก็เลย ระดมฉีดยาเป็นการใหญ่ ทำอะไรเป็นการใหญ่ แล้วมัน ก็ต้องตายอย่างไม่ "หลับตาตาย" คือว่าตายโดยไร้สติ สัมปชัญญะ เรียกว่าทำกาลกิริยาด้วยความหลง. ถ้าทำถูกทางมันก็ต้องกล้าด้วยธรรมะ และ ตายอย่าง มีชัยชนะเหนือความตาย อย่างที่ว่ามานี้ จึงจะเรียกว่า

น.513 ๒๐๔ เข้าถึงความว่างได้ในวินาทีสุดท้าย มีโอกาสกระทั่งถึง วินาทีสุดท้าย, ขอให้จำคำนี้ไว้ให้ดี ๆ ว่าโอกาสสำหรับ พวกเรามีกระทั่งวินาทีสุดท้าย แต่ถ้าเราเอาชนะเดี๋ยวนี้ ไม่ได้เรื่อยไป ในวินาทีสุดท้ายนั้นต้องชนะได้แน่ เพราะเหตุดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง. นี่คือวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับความว่าง ซึ่งแบ่งเป็น ๓ ขณะ ปฏิบัติใน ๓ โอกาส ขณะปกติ ทำการทำงานอยู่ ตามปกตินี้อย่างหนึ่ง, ขณะที่อารมณ์มากระทบ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย จะสู้มันอย่างไร ให้ เป็นความว่างนั้นก็อย่างหนึ่ง, แล้ว ขณะที่เบญจขันธ์จะ แตกสลาย ไปตามธรรมชาตินี้ จะทำอย่างไรนี้ก็อีกอย่าง หนึ่ง; รวมเป็น ๓ วิธีด้วยกัน. ควรจะเป็นสิ่งที่นำมาพูดมาคิด มาปรึกษาหารือกัน อยู่เป็นประจำ เหมือนอย่างที่คุยเรื่องวิทยุเรื่องโทรทัศน์ เรื่องบ้าน เรื่องเมือง เรื่องโลก นั้นพล่อยไปหมดทั้งวัน ทั้งคืน แล้วเรื่องสำคัญเห็นปานนี้ทำไมถึงไม่ลองเอามาคุย

น.514 ๒๐๕ มาปรึกษากันดูบ้าง พวกที่ชอบมวยก็คุยแต่เรื่องการต่อสู้ จนเวลามีไม่พอ หายใจแทบไม่ทัน. ที่เรื่องต่อสู้กับความตาย เอาชนะความตายให้ได้ ให้ว่างจากความเกิดจากความตายนี้ ทำไมไม่ลองคุย กันบ้าง มันจะเป็นของง่ายขึ้นมาทันที ถ้าว่าเราคุยกัน ปรึกษาหารือกันแต่ในเรื่องนี้ เหมือนกับที่เราคุยกันใน เรื่องอื่น ๆ ไม่เท่าไรสิ่งเหล่านี้จะเป็นของง่ายๆ เหมือน กับทำเล่นไปได้ไม่ยากเลย เมื่อทำถูกวิธีแล้วไม่มียากเลย ง่ายไปหมดแม้แต่การบรรลุนิพพาน และการตกกระได พลอยกระโจน อย่างที่กล่าวนี้. นี่แหละสรุปรวมความแล้ว เราจะต้องเข้าใจให้ ถูกต้องในเรื่องคำว่าว่าง เข้าถึงความว่าง เป็นอยู่ ด้วยความว่าง ว่างอยู่เป็นปรกติ แล้วเป็นความ ว่างเสียเอง. ความว่างมีอยู่ที่สิ่งทั้งปวง เป็นลักษณะ ของสิ่งทั้งปวง ทำจิตใจให้ว่างจากความยึดมั่นถือมั่น

น.515 ๒๐๖ ในสิ่งทั้งปวง แล้วจิตก็จะเป็นความว่างเสียเอง เป็น ความดับไม่เหลือแห่งตัวกู-ของกู ไม่มีการเกิดมา อีก ไม่มีความรู้สึกเป็นความเกิด เป็นตัวเรา-เป็น ของเรา ขึ้นมาอีก นี่คือ วิธีปฏิบัติเพื่อความว่าง. อาตมาขอยุติด้วยการหมดเวลาเพียงเท่านี้.

น.516 มองแต่แง่ดีเถิด. เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่ เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย; จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง ฯ ตาบอด - ตาดี. หมู่นกจ้อง มองเท่าไร ไม่เห็นฟ้า ถึงฝูงปลา ก็ไม่เห็น น้ำเย็นใส ไส้เดือนมอง ไม่เห็นดิน ที่กินไป หนอนก็ไม่ มองเห็นคูต ที่ดูดกิน; คนทั่วไป ก็ไม่ มองเห็นโลก ตัวทุกข์โศก หงุดหงิด อยู่นิจสิน ส่วนชาวพุทธ ประยุกต์ธรรม ตามระบิล เห็นหมดสิ้น ทุกสิ่ง ตามจริงเอย ฯ พุทธทาส อินทปัญโญ

น.517 โลกรอด เพราะ กตัญญู. อันบุคคล กตัญญู รู้คุณ โลก อุปโภค บริโภค มี ให้ หลาย ข้าว หรือเกลือ ผักหรือหญ้า ปลา หรือไม้ ฯลฯ รู้จัก ใช้ อย่าทำลาย ให้ หายไป; อนึ่ง คน ต่อคน ทุกคนนี้ ล้วนแต่มี คุณต่อกัน นั้นเป็นไฉน มองให้ดี ดูให้เห็น เช่นนั้นไซร้ โลกรอดได้ เพราะกตัญญู รู้คุณกัน; ประเทศชาติ-ศาสนา-มหากระษัตริย์ รวมเป็น อัตตภาพไทย ใหย่มหันต์ รอดมาได้ เพราะรักใคร่ อย่างผูกพันธ์ เพราะ กตัญญู มี ที่ใจ เอ๋ย ฯ พ. .............................. พิมพ์ที่สมชายการพิมพ์ ๒๗๐/๗๗ ซอยวิมลสารกิจ ถนนจรัลสนิทวงศ์ กรุงเทพ ฯ นายสมชาย ขาวศรี ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา โทร. ๔๒๔๕๘๘๗

น.518 หลักการทำงาน ถ้าทำงานมุ่งเพื่อตัว จะหมองมัวชั่วชีวิต ถ้าทำงานเพื่ออุทิศ สิ้นชีวิตแล้วยังอยู่ ถ้าทำงานแข่งกับสังคม ความพินาศล่มจะตามมา ถ้าทำงานเห็นแก่หน้า จะพบปัญหาเรื่อยไป ถ้าทำตัวเห็นแก่ได้ อย่าหวังน้ำใจจากเพื่อนฝูง ถ้าขาดความพอดี จะเป็นลูกหนี้ตลอดกาล. เพลง "ปราบคนโกง" ทำนองแม่เสรียง คนโกงนี้หนา มีแต่พาชาติล่มจม พวกเราไม่นิยม ไม่ชื่นชมไม่ยินดี พวกเราจะไม่เคารพ พวกเราจะไม่นอบนบ ขออย่าได้พบ ... คนโกงอย่ามี จะได้เป็นศรีเมืองไทย. (สร้อย) ชาติจะรุ่งเรือง เพราะไทยเราเฟื่อง ไม่มีคนโกง (ซ้ำ)

น.519 โรงมหรสพทางวิญญาณ ในสวนโมกขพลาราม- ไชยา (สำหรับมนุษย์สมัยปรมาณู) สิ่งที่จัดให้มี เป็นประจำ ๑ “พิพิธภัณฑ์ วัตถุศาสนา “พิพิธภัณฑ์ ทางชีวิต & ศีลธรรม พิพิธภัณฑ์ ความคิดมนุษย์ “พิพิธภัณฑ์ ธรรมชาติ (โดยรอบอาคารมีลักษณะเป็นอุทยาน ไม้ใหญ่เชิงเขา ตามธรรมชาติ) สถานบรรยาย ที่ต้องใช้ ภาพ & ผัง สถานอธิบาย ภาพให้ความรู้ ด้วยภาพ “สถานใช้เป็น ที่เพ่งร่องรอย ความคิดแต่อดีต “สถานใช้เป็น ที่พึ่งเสียงที่มี ผลทางจิตใจ ‘สถานเก็บเสียง เพื่อทำงาน และอัดเสียง อาคารยังไม่สมบูรณ์ แต่ก็ใช้ดำเนินกิจการได้ : · กิจการแบบ "ชุมนุมพูดกันวันเสาร์" สำหรับคนเมืองใกล้-เมืองไกล · กิจการแบบ ร.ร. วันพระ สำหรับประชาชนชาวบ้าน · กิจการแบบ ร.ร. อบรมพระ เพื่อปฏิบัติและเผยแพร่ · กิจการอบรมพระใหม่ ผู้มีการศึกษา · กิจการให้ความรู้ แก่อาคันตุกะทั้งกลุ่มชนและรายบุคคล ๑. กิจการบางประการ สำหรับผู้เดินทางไปจากที่ไกล ๑ กิจการฝึก-อบรม สั่งสอน ตลอดถึง พิธีกรรม

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต