Buddhadasa.org
หนังสือครูกับการอยู่รอดของสังคม › อ่านฉบับเต็ม

📖 ครูกับการอยู่รอดของสังคม

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ครูกับการอยู่รอดของสังคม

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.7 การบรรยายครั้งนี้ ก็คือหัวข้อที่เหลืออยู่ข้อหนึ่งตามที่กำหนดให้ คือหัวข้อว่า บทบาทของครูกับความอยู่รอดของสังคม เป็นเรื่องสุดท้าย. ฟังดูตามหัวข้อนี้แล้วก็น่าจะเป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้งทั้งแก่ครูบาอาจารย์ กระทั่งแม้ประชาชน บทบาทของครูกับความอยู่รอดของสังคม น่าจะเป็นสิ่งที่มองเห็นแจ้งกันอยู่โดยทั่ว ๆ ไป ครูเป็นผู้นำทางวิญญาณในส่วนความรอด. เรามองดูตรงลงไปที่ลักษณะของครูตามอุดมคติ หรือ ๑

น.8 อุดมคติของครู มีการทำหน้าที่ในด้านวิญญาณ เป็นผู้นำฝ่าย วิญญาณ ตามความหมายของคำคำนี้แต่โบราณ ในปัจจุบันนี้ได้เปลี่ยนไป จนกระทั่งมิใช่ด้านวิญญาณ ก็มีอยู่. แต่อยากจะให้ถือเอาความหมายอันนี้ไว้เป็นหลักตลอดไป ; แม้ จะสอนวิชาอะไรก็ขอให้ไปจบลงด้วยการแนะนำในทางวิญญาณด้วยเสมอ ไป, เพื่อรักษาอุดมคติอันสูงสุดและลึกซึ้งของคำว่าครูไว้แม้กระทั่งบัดนี้ ว่าทำหน้าที่นำในด้านวิญญาณ. แม้แต่จะสอนเลข สอนวาดเขียน สอนอะไรก็เถอะ, ขอให้เน้นในข้อที่ว่ามันนำในทางวิญญาณได้อย่างไรบ้าง. ถ้าจะพูดให้เป็นภาษาธรรมดา ๆ ก็สอนทุกคนให้รู้จักสิ่งที่เรียกกันว่าชีวิต ว่าชีวิตนี้มันคืออะไร ? เกิดมาต้องทำอย่างไร? เพื่อความมุ่งหมายอะไร ? เรื่อง ชีวิตคืออะไร นี้ มันก็หลายแง่หลายมุม ; ถ้ามองในด้านวัตถุ ชีวิตก็มีความหมายอย่างหนึ่ง, ถ้ามองในด้านจิตใจก็มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง, ถ้ามองในด้านธรรมะชั้นสูงสุดมันก็มีความหมายอย่างหนึ่ง. แต่เราก็เอาตามความหมายธรรมดาๆนี่ว่า ความที่ยังไม่ตาย ยังมีชีวิตอยู่ นี้มันคืออะไร ? ด้วยคำถามต่อไปที่ว่า เพื่ออะไร ? เพื่อทำอะไร ? เราไม่ได้ขอเกิดมาเอง แต่มันก็ได้เกิดมาแล้ว ก็มาเข้ากรอบของธรรมชาติที่ว่า เกิดมาแล้วจะต้องทำอย่างไร ? เราจะปฏิเสธว่าเราไม่ได้ขอเกิดมา ไม่รับผิดชอบ อันนี้มันก็ไม่ได้, มันก็เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้, ทำไม่ได้โดยทุกวิถีทางแหละ. เป็นอันว่า ๒

น.9 ต้องยอมรับผสมโรง ผสมรู้กับธรรมชาติ ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ทำหน้าที่สำหรับสิ่งที่เรียกว่าชีวิตนั้นอย่างไม่บกพร่อง, ให้ได้รับผลตามที่มีอยู่สำหรับเป็นจุดหมายปลายทาง ของสิ่งที่เรียกว่าชีวิต. ฟังดูคล้ายกับวกวน จุดหมายปลายทางของสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ตามหลักของศาสนาทั้งหลายมันก็ คือความรอด, ก็กลายเป็นว่า เกิดมาเพื่อสร้างความรอด. ทีนี้มันก็จะไปเข้าข้อโต้แย้งที่ว่า "ฉันไม่ได้ขอเกิดมานี่, ฉันไม่ควรจะมีหน้าที่" มันเป็นการแก้ตัว, อย่างนั้นไม่ได้. อย่างไรก็ได้เกิดมาแล้ว เหลือหน้าที่สำหรับผู้ที่เกิดมาแล้วจะต้องทำอะไรบ้าง มันก็ต้องทำ ; ดังนั้นมันจึงว่าเพื่อความรอด, เป็นคำที่ใช้ในศาสนาทุกศาสนาเลย ว่า เพื่อความรอด เกิดมานี้ . แต่ว่าเรายังมีความหมายที่ขยายออกไปได้อีกส่วนหนึ่งคือความรอดของผู้อื่นด้วย. ถ้าตามหลักธรรมะแท้ ๆ ของใครก็ของใคร, ความรอดของใครก็ของใคร, รอดของตัว มันก็พอแล้ว. แต่เดี๋ยวนี้เราจะถือกันเพียงเท่านั้นไม่ได้ ; ต้อง ความรอดของผู้อื่นด้วย ถ้าเอาเต็มตามความหมายก็คือของทุกคนด้วย. แม้ว่าเราจะทำไม่ได้ ; แต่เราก็ จะทำเท่าที่จะทำได้เพื่อทุกคน รอด, พยายามเพื่อทุกคนรอด นี้ว่าที่จริงก็เป็นหลักของฝ่ายมหายาน. พุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่แปลกออกไปก็คือตรงนี้แหละ เขาติเตียนว่า เถรวาทนี้มุ่งแต่ตัวเอง, เป็นพระอรหันต์ด้วย ๓

น.10 ตนเองก็พอแล้ว จบกัน. แต่ทางฝ่ายมหายานเขาไม่ยอม ว่าต้อง เพื่อผู้อื่นทุกคนด้วย ; ฉะนั้นอุดมคติจึงเกิดขึ้นมาใหม่, เป็น อุดมคติที่เรียกว่า ของพระโพธิสัตว์. นี่พระโพธิสัตว์ ฝ่ายมหายาน ก็คือว่า จะช่วยคนทุกคนให้รอดก่อนแต่ที่ตัวเองจะนิพพาน ; ส่วนเถรวาท นั้นไม่ได้ให้คำจำกัดความแก่โพธิสัตว์อย่างนั้น, มีคำจำกัด ความสำหรับพระโพธิสัตว์แต่เพียงว่าผู้กำลังพยายาม พอกพูนโพธิ, โพธิ ของตน ๆ ให้ถึงที่สุดจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ หรือเป็นพระพุทธเจ้า ก็แล้วแต่ ; ไม่ได้มีความหมายถึงว่าเพื่อ ทุกคนด้วย. ทางฝ่ายมหายานเขาก็จัดให้พระอรหันต์เดินตาม หลังพระโพธิสัตว์ ; เมื่อนั่งประชุมกันนี้ พระโพธิสัตว์ยังจะนั่ง หน้าพระอรหันต์, ก็ไม่เป็นไรดอก มันเป็นการขยายไปในทาง ดีให้มันมากขึ้น. ฉะนั้นคำว่า ความรอด นี้ ขอให้ เป็นทั้ง ๒ ฝ่าย คือทั้ง ฝ่ายตัวเองและผู้อื่น ; เพราะประโยชน์อย่างใหญ่ยิ่งมันก็มีอยู่ ๒ อย่าง อย่างนี้ : ประโยชน์ตน, และประโยชน์ผู้อื่น. คำสั่ง สอนของพระพุทธเจ้าก็ทรงแนะนำเหมือนกันว่าประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย : เมื่อมองเห็นอยู่ซึ่งประโยชน์ของทั้ง ๒ ฝ่าย จงพยายาม ทำประโยชน์ของทั้ง ๒ ฝ่ายนั้นให้เต็มที่ ให้สมบูรณ์ ด้วยความ ไม่ประมาทเถิด ก็มีอยู่เหมือนกัน. เป็นอันว่า ชีวิตนี้มีมาเพื่อ ดิ้นรนต่อสู้ให้วัฒนาไป เพื่อประโยชน์แก่ความรอดทั้งของ ตนเองและของทั้ง ๒ ฝ่าย ; นี่จะเป็นอุดมคติของชีวิต ในความ หมายทั่วไป. ๔

น.11 ทีนี้ครูมีหน้าที่สอนให้รู้จักชีวิต จะเอากันอย่างไร ? จะ เอากันทั้งหมด หรือจะเอาครึ่งเดียว ; รู้จักชีวิตในด้านของตน เองเท่านั้น, หรือว่าของผู้อื่นอีกทั้งหมดด้วย. คำว่าชีวิตมีเพื่อ ความรอด ; ความรอดมีอยู่ ๒ ชั้น รอดของตนเองด้วย รอด ของผู้อื่น ด้วย. เราก็ สอนให้เขารู้จักความรอด และได้ความรอด เป็นผลสุดท้าย. รอดเพียงรอดชีวิตนี้ มันก็ยังมีปัญหาด้านวิญญาณเหลือ อยู่ ; ฉะนั้น จึงต้องรอดทางด้านวิญญาณด้วย ทั้งของตนเอง และของผู้อื่น ครูมีอุดมคติอย่างนี้มันก็กลายเป็นเท่ากับแล้ว แหละ ; บทบาทของครูก็เท่ากับความอยู่รอดของสังคม ซ.ต.พ. ด้วย. ขอให้ทุกคนมองเห็นว่ามันเป็นอย่างนั้น แต่เมื่อจะต้อง อธิบายกันอีกก็ได้เหมือนกัน, ที่แท้ คุณธรรมของครูนี้ก็เท่ากับ ความอยู่รอดของสังคม. ครูต้องสอนให้ทุกคนทำหน้าที่อย่างถูกต้อง. ทีนี้ดูไปให้ละเอียดต่อไปอีก จะพูดจำกัดให้แคบเข้ามาว่า สอนให้ทุกคนทำหน้าที่. อย่าสอนแต่เรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับหน้าที่ ; แต่สอนเรื่องหน้าที่ จนกระทั่งไปตรงกับความหมายของคำว่า ธรรมะ ธรรมะ คือหน้าที่, หน้าที่คือธรรมะ, ประพฤติธรรม คือประพฤติหน้าที่ ประพฤติหน้าที่คือประพฤติธรรมะ. สอน ให้ทุกคนทำหน้าที่, ไม่ใช่สอนเพียงหนังสือ หรือแม้แต่ว่า วิชาชีพ ซึ่งเป็นเพียงวิชา. เป็นอันว่าไม่ใช่สอนเพียงวิชา, แต่ ๕

น.12 สอนเรื่องการปฏิบัติตามหลักวิชานั้นมากกว่า. เรามีการศึกษาเป็นเรื่องวิชากันเป็นส่วนใหญ่ จึงในหลัก สูตรของ การศึกษาทั่ว ๆ ไป ดูเหมือนจะทั้งโลก ไม่มีเรื่องเกี่ยวกับ การปฏิบัติ. ในการทำหลักสูตรประถมศึกษาครั้งนี้เราจึงได้ชวน กันเพิ่มส่วนที่เป็นการปฏิบัติเกี่ยวกับจริยธรรมนั้น เป็นเรื่อง เพิ่มในส่วนที่เป็นตัวการปฏิบัติเข้ามาอีกส่วนหนึ่ง, โดยหวังว่า จะให้เรื่องจริยธรรมนี้สำเร็จประโยชน์ คือเกิดผลขึ้นมาจริง ๆ ไม่ใช่เพียงสอนวิชา แต่ว่า สอนให้ทำหน้าที่เลย ให้ปฏิบัติหน้าที่ เลย. ครูมีหน้าที่สอนแล้วก็เตือนด้วย คำว่าสอนกับคำว่าเตือน นี้มันไม่ใช่คำเดียวกันแท้ ; สอนก็สอน, เตือนก็เตือน. สอนให้ รู้ แล้วก็ยังไม่ยอมให้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น ก็ เตือนให้ปฏิบัติ. เมื่อเขามีความรู้แล้วเขายังไม่ปฏิบัติก็ได้ ; ฉะนั้น ขอให้มีการ เตือน ให้มีการปฏิบัติ. เตือนทำไม ? ก็เตือนให้ปฏิบัติ. คำว่าปฏิบัติ นี้ ในภาษาบาลี เป็นคำเดียวกับคำว่า เดิน คำว่า เดิน กับคำว่า ปฏิบัตินี้เป็นคำเดียวกัน. สอนให้ปฏิบัติ ก็คือสอนให้เดิน ; ถ้าเดินมันก็ต้องก้าวหน้า. สอนให้เดิน แล้ว ก็ต้องจำกัดว่าเดินให้ถูกทาง ; เพราะว่าเดินไม่ถูกทางก็ได้ เดินเปะ ๆ ปะ ๆ ก็ได้. สอนให้เดินให้ถูกทางแล้วให้ก้าวหน้า ไปตามทางที่ควรจะเดินเสียตั้งแต่ยังเป็นเด็ก. ดูเหมือนธรรมชาติให้เวลาไว้อย่างจำกัดที่สุด เป็นเด็กจะ ต้องรีบทำอะไรให้เสร็จในโอกาสนั้น แล้วก็จะได้ทำต่อไปใน ๖

น.13 ขั้นตอนที่เป็นผู้ใหญ่, ลูกเด็ก ๆ เพิ่งเกิดออกมาก็ต้องสอนให้ นั่ง สอนให้ยืน แล้วก็สอนให้เดิน จนมันเดินได้ ต่อไปมันก็ เดินของมันเองอย่างเข้มแข็ง อย่างถูกต้อง อย่างเพียงพอ, แล้ว ก็ ไปถึงจุดหมายปลายทาง ; อย่างนี้เรียกว่าเต็ม, เป็นคำบัญญัติ นิยามที่ เต็มความหมายของคำว่าครู. สอนให้เดิน เตือนให้เดิน ให้ถูกทางเสียตั้งแต่ยังเป็นเด็ก. มุ่งหมายทางด้านวิญญาณมาก กว่า. พึงช่วยกันแก้ปัญหาความเห็นแก่ตัว เดี๋ยวนี้ก็มีสิ่งต้องพิจารณาต่อปัญหาซึ่งคาราคาซังอยู่ ก็คือ ว่า หลักสูตรการศึกษามันเป็นเรื่องทางฝ่ายวิชามาก แล้วก็ฝ่าย วัตถุด้วย. การศึกษาในโลกนี้มันเป็นไปฝ่ายวัตถุเสียเป็นส่วน ใหญ่ ไม่ใช่ฝ่ายวิญญาณ ; แม้กระนั้นมันก็ยังเป็นเรื่องทางโลกๆ ทางที่จะอยู่กันในโลกอย่างไร แล้วมันเลยเถิดไปจนกลายเป็น ทางแห่งความเห็นแก่ตัว. การศึกษาที่วางไว้ไม่สมบูรณ์ ยิ่งเรียน ยิ่งฉลาด ยิ่งฉลาดยิ่งเห็นแก่ตัว ; นี่ขอให้มองดูทั้งโลก ทั้งโลก แหละ การศึกษานั่นแหละสร้างความเห็นแก่ตัว. ถ้าให้พูดกันตรง ๆ ก็จะพูดได้ว่า ความเห็นแก่ตัวของคน ป่าสมัยโน้น สมัยดึกดำบรรพ์ โน้น ก็ยังไม่มากเท่าความเห็น แก่ตัวของมนุษย์ที่เจริญด้วยการศึกษาแห่งยุคปัจจุบัน ; เพราะ การศึกษาปัจจุบันนี่ชี้แนะแต่ประโยชน์ยิ่งขึ้น ๆ, ซึ่งเป็นไปใน ทางส่งเสริมความต้องการของกิเลสตัณหา แล้วแต่จะเรียกตาม ๗

น.14 สัญชาตญาณ, ไม่มีการสั่งสอนอบรมที่ควบคุมสิ่งเหล่านั้นเลย. ผู้รู้มาก มันก็ ยิ่งเห็นหนทางที่จะกอบโกย หรือ เอาเปรียบ หรือ ขูดรีด หรืออะไรได้มาก มันก็ทำ ; เพราะว่าไม่ได้ให้สิ่งซึ่งจะ ป้องกันควบคู่กันมาเลย. นี่จะต้องนึกกันถึงข้อนี้ เรียกว่า ถ้าจะให้ความรู้อะไรไป ก็จะต้องให้ความรู้เรื่องนั้นอย่างเพียงพอ คือเหตุผลของมัน แหละ ว่าคืออะไร จากอะไร เพื่ออะไร โดยวิธีใด, ให้มัน เพียงพอเถอะ แล้วมันจะมีการควบคุม, มีส่วนที่เป็นการควบคุม หรือป้องกันอันตราย ที่จะออกข้างๆ คู ๆ, มีผลข้างเคียง ที่เป็น ไปในทางฝ่ายที่ไม่พึงปรารถนา ได้อยู่ในตัว. ขอแสดงความรู้สึกว่า ที่เรามีหลักสูตรการศึกษาเพิ่มใน ส่วนการปฏิบัติ และส่วนที่จะเป็นการควบคุมความรู้สึก เป็น การปฏิบัติและควบคุมความรู้สึก. เรื่องสารภาพบาป เรื่องเปิด โอกาสให้ตักเตือน อะไรอย่างนี้ มันคงจะช่วยได้มาก, จะช่วย แก้ไข ช่วยป้องกันและแก้ไข โทษที่เกิดมาจากความบกพร่อง หรือไม่สมบูรณ์ของการศึกษาในโลกได้. ไม่ใช่ว่าจะอวดโอ้ อะไรมาก ; แต่อยากจะพูดอยู่เสมอว่า การศึกษาในโลกยัง บกพร่อง เราก็ ต้องจัดให้เต็ม ให้สมบูรณ์, อย่างน้อยก็ตาม หลักที่เราได้ประชุมตกลงกันอย่างนี้. เดี๋ยวนี้คำว่าครูมันมีความหมายผิดจากความหมายเดิมไป ไกลแล้ว ก็จะต้องดึงกลับมาใหม่. ขอให้คำว่าครูได้มีความหมาย อย่างเดิม, ให้ครูได้ทำหน้าที่สมบูรณ์แบบ คือเป็นผู้นำในด้าน ๘

น.15 จิตด้านวิญญาณให้เพียงพอ. ขอให้สังเกตดูเถอะว่า ถ้ามีการศึกษา หรือควบคุมด้าน จิตด้านวิญญาณมาอย่างเพียงพอ โลกปัจจุบันนี้ จะไม่เป็น อย่างนี้ คือ จะไม่เป็นโลกที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ; พูดจา กันไม่รู้เรื่อง, ตกลงเรื่องสันติภาพกันเท่าไรก็ไม่ได้ กี่ครั้ง ๆ ก็ ตกลงกันไม่ได้, เรื่องสันติภาพนั่น มันเพราะอะไร ? ก็เพราะ ต่างฝ่ายต่างพกเอาความเห็นแก่ตัวไว้มากเกินไปนี่มันก็พูดกัน ไม่รู้เรื่อง. เรื่องสันติภาพ เรื่องลดอาวุธ เรื่องอะไรก็ตามมัน พูดกันไม่ได้. นี่ก็เป็นปัญหากำลังท่วมทับโลก โลกจะรอดหรือ จะไม่รอดก็อยู่ที่ธรรมะ ข้อนี้แหละ ; เห็นแก่ตัวหรือไม่เห็น แก่ตัว นี้แหละ. อยากจะพูดสรุปว่า แม้ว่าเราจะได้แยกการศึกษาบางอย่าง บางประเภทออกมาเป็นเรื่องของทางกาย ทางวัตถุล้วน ๆ แล้ว ก็ตามเถอะ ก็ขอให้ดึงเอาเรื่องของจิตของวิญญาณเข้ามาควบคุม ไว้ด้วย. การศึกษาในปัจจุบันนี้ แม้ว่าจะได้แยกออกมาเป็น เรื่องของโลก ของชาวบ้าน SECULARIZATION แยกออกจาก ศาสนานั่น มันได้สร้างอันตรายขึ้นแล้วอย่างปรากฏชัดแล้ว ในโลกแห่งการศึกษาทั้งโลก ; มันก็ควรจะมีอะไรเกิดขึ้นสำหรับ แก้ไข ป้องกันโทษอันจะเกิดจากการกระทำอันนั้น. นี่ เห็นอยู่ก็แต่เรื่องของศีลธรรมที่แท้จริง ที่ปฏิบัติได้จริง ที่มีอยู่จริง. หวังว่าเราจะได้ ช่วยกันสร้าง เจ้าหน้าที่ป้องกันโรค ที่จะเกิดขึ้นในโลกทางด้านจิตด้านวิญญาณ. เพราะว่าโลกนี้ได้ ๙

น.16 มัวเมาในเรื่องวัตถุ เรื่องรูปธรรม เรื่องกาย ทางกาย นี้เกินไปจนบูชาความสุขทางกาย, ถึงขนาดบูชาความสุขทางกาย โดยไม่รู้เรื่องความสุขหรือสงบสุขทางจิตใจ. เรื่องความสงบสุขทางจิตใจถูกมองไปในแง่ที่ไร้สาระ ครึกระ งุ่มง่าม พ้นสมัย ไม่ต้องสนใจกันในโลกยุคปรมาณูนี้แล้ว ; นี้มันผิดอย่างยิ่ง เพราะการศึกษาแต่ด้านวัตถุอย่างเดียวนั้นมันก็หลง ๆ หลงในเรื่องความสุขทางวัตถุ, กลายเป็นบูชาความสุขทางวัตถุ จนเกิดปัญหาอยู่ในปัจจุบันเฉพาะหน้าอยู่อย่างนี้. ถ้าจะมองกันก็คงจะมองเห็น ; แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยจะมอง, มองแต่ในด้านสร้างความสุขทางวัตถุ ปัจจัยแห่งความสุขทางวัตถุ, แล้วก็ ไม่ค่อยมองเห็นโทษ ที่มันเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้, ไม่อยากจะมอง. ทีนี้ อำนาจสร้างปัจจัยแห่งวัตถุเพื่อกิเลสนี้ มันกลายเป็นการค้าไปเสีย, มันกลายเป็นไปอยู่ในมือของพวกนายทุน ที่จะทำความร่ำรวยด้วยการขายปัจจัยเหล่านี้, เลยไม่มีอะไรจะไปควบคุมผู้ที่เขามีอำนาจมีทุน ในการผลิตปัจจัยแห่งกิเลสขึ้นขายให้เต็มโลก ให้ครอบงำโลกไปหมด. นี่ครูทำหน้าที่ได้ลำบากหน่อย เว้นเสียแต่ว่าถ้าสามารถสอนคนในโลกอย่าให้หลงใหลในวัตถุนั่นแหละ ก็จะมีทางเอาชนะได้ ; แต่ที่เราจะไปปะทะกับนายทุนผู้สร้างปัจจัยนี้ มันเป็นไปไม่ได้ดอก อำนาจมันไม่พอ. มันได้แต่การ สร้างสัมมาทิฏฐิขึ้นในหมู่ประชาชนชาวโลก ว่าอย่าไปหลงใหลปัจจัยในทาง ๑๐

น.17 วัตถุนั้นให้มากเลย มองดูให้เห็นโทษ ส่วนที่ไม่จำเป็นอย่าเอา เลย, เอาแต่ที่พอดี ๆ นี่จะเอาชนะได้. ครูก็มีอาวุธเพียงเท่านี้ที่จะไปเอาชนะศัตรู หรืออันตรายในโลก ที่เกิดมาจากความหลงใหลในทางวัตถุ. ถ้าว่าครูเรารู้เรื่องนี้อยู่เต็มอกแล้วก็ช่วยกันจริง ๆ ทั้งโลก, มันคงจะได้ผลน่าดูอยู่เหมือนกัน แต่นี้ถ้าว่าครูไปเป็นผู้ผสมโรงไปเสียด้วยกัน มันก็หมด, มันก็ไม่มีทางรอด. เราจะช่วยกัน ผลิตสร้างครูที่สามารถทำหน้าที่ อย่างที่ว่านี้ มันมีภาพพจน์เหมือนกับไปแย่ง, แย่งอะไรมาจากยักษ์จากมารอย่างนี้, มันคล้าย ๆ กับว่าแย่งเหยื่อ หรืออะไรออกมาจากยักษ์จากมาร, จะคิดว่าไม่มีหวังก็ได้, เพราะดูมี คำพูดโบราณ อะไรบทหนึ่งน่าหัวว่า อ้อยเข้าปากช้าง แล้วก็พูดว่า หมดหวังที่จะแย่ง, ที่คนโง่พูด. มันมีผู้แย่งอ้อยจากปากช้างได้คือลูกช้างตัวเล็ก. อาตมาไปเห็นที่ทิมแลนด์ ลูกช้างตัวเล็กมันแย่งอ้อยมาจากปากแม่มันได้ ; แต่ถ้าคนเรานี้ก็เหลือกำลังที่จะไปแย่งมันได้. ฉะนั้นจงมองดูให้เห็น นโยบายอันอ่อนโยน อันอ่อนโยน อันน่าไว้ใจ น่าเอ็นดู น่ารัก ; อุบายอันนี้ที่จะต้องมี สำหรับแย่งมนุษย์ออกมาเสียจากปากเหวของวัตถุนิยม. ซึ่งเป็นเหมือนกับยักษ์ร้ายมารร้าย ที่กำลังเคี้ยวกินสัตว์ในโลกแห่งยุคปัจจุบัน. ช่วยพูดกันเสียใหม่เถอะ สุภาษิตเรื่องอ้อยจากปากช้างนี้ มันมีผู้แย่งได้คือลูกช้างนั่นเอง. คำโบราณพูดอะไรไว้หลวม ๆ ๑๑

น.18 ก็มี จะต้องพิจารณากันเสียใหม่. เราอาจจ ะแย่งมนุษย์ ทั้งหลาย ออกมาเสียจากความเป็นเหยื่อของวัตถุนิยม แล้วก็ไม่เห็นใคร ดอก ไม่เห็นหน้าใครที่ไหน นอกจากพวกครู ที่จะมีสติปัญญา อันนิ่มนวล ทำให้ประชาชนรู้โทษของความเป็นอย่างนั้น. อันนี้ก็เป็นหลักพระพุทธศาสนาชัด ๆ ที่เรียกว่ามนุษย์มัน หลงไปในทางกามสุขัลลิกานุโยคจนเป็นเหยื่อของวัตถุนิยม ก็ เป็นสิ่งที่ต้องละ ต้องถอน ต้องทำให้ถอยกลับมา : ฉะนั้น ครู ก็มีโอกาส มีความสามารถ ที่จะดึงมหาชนออกมาเสียจาก อันตรายของกามสุขัลลิกานุโยค ไม่เหลือวิสัย. อย่ามองไป อย่างผิว ๆ แล้วก็เห็นว่าเหลือวิสัย, เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่อง ของโลก เป็นเรื่องเหลือวิสัย. คำนี้ใช้ไม่ได้ดอก ที่มองอะไร แวบเดียวแล้วเห็นเป็นเหลือวิสัย ; ต้องมองให้ละเอียดให้ลึกซึ้ง ให้ถี่ถ้วนแล้วก็จะพบหนทาง, หนทางอันซ่อนอยู่ อันมีอยู่ ไม่ ถึงกับซ่อน, มันมีอยู่แต่ว่าเหมือนกับซ่อน เพราะว่ามันไม่ค่อย มอง, มองไม่ค่อยเห็น, ไม่ได้มองก็ไม่ค่อยเห็น. ฉะนั้น อุบาย ที่ว่าจะช่วยโลกให้รอดนั้นมันมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุคปัจจุบัน นี้ ให้ออกมาเสียจากความลุ่มหลงในวัตถุ ซึ่งเป็นมูลเหตุแห่ง ความเห็นแก่ตัว. คำว่า ความเห็นแก่ตัว นี้ สมัยก่อนอาตมาเด็ก ๆ ได้ยิน พูดถึงความเห็นแก่ตัว ใน ฐานะเป็นสิ่งที่น่าเกลียดน่าชังอย่าง ยิ่ง. และโดยเฉพาะพวกฝรั่งที่มาจากเมืองนอก คล้าย ๆ กับจะ อวดโอ้ว่าเป็นผู้มาสอนความไม่เห็นแก่ตัว ; พอมาถึงสมัยนี้มัน ๑๒

น.19 เงียบ มันเงียบไปทั้งฝรั่งทั้งไทย ไม่ค่อยจะเอ่ยถึงความเลวของ ความเห็นแก่ตัว. ความเห็นแก่ตัวก็ค่อย ๆ กลายเป็นของธรรมดา จนเข้าใจว่าในอนาคตข้างหน้าจะไม่มีใครรังเกียจก็ได้. เดี๋ยวนี้ มันก็ชักรวนเรแล้ว มีคนใช้ประโยชน์จากความเห็นแก่ตัว จน เกิดความยึดถือขึ้นใหม่ว่า ทำชั่วได้ดีก็มีถมไป ; อย่างนี้มันผิด หลักของธรรมชาติ. ขอให้นึกถึงข้อนี้เถิด แล้วก็ ช่วยกันสร้างครูที่ถูกต้องตาม อุดมคตินั้นให้มากขึ้นในโลก เดี๋ยวนี้แม้ว่าครูจะมีมาก มาก มหาศาล ; แต่ก็ไม่ค่อยสำนึกในหน้าที่ที่จะดึงจิตวิญญาณของ มนุษย์ออกมาเสียจากอันตรายเหล่านั้น หรือความเห็นแก่ตัว. ถ้าว่า ประเทศไทยเราจะเป็นผู้นำในการศึกษา ก็ยังมีช่อง นี้ โอกาสอันนี้นำในการศึกษาชนิดที่กำจัดทำลายป้องกันความ เห็นแก่ตัว ; เพราะว่าประเทศเราเป็นประเทศพุทธศาสนา ยัง ได้รับยกย่องว่าเป็นแหล่งของพระพุทธศาสนายิ่งกว่าประเทศ อื่นแล้ว ขอให้เอาหลักของพระพุทธศาสนานี้ออกมาใช้ในการ ป้องกันมนุษย์ให้รอด ให้มาอยู่ในการศึกษา แล้วก็มีครูเป็น ผู้ดำเนินการศึกษาอย่างถูกต้อง, เรียกว่าบทบาทของครูจะเป็น ไปอย่างถูกต้อง ความอยู่รอดของสังคมก็ไม่มีปัญหาอะไร หน้าที่ของครูมี ๓ ขั้นตอน. ทีนี้ก็อยากจะให้นึกมองให้กว้างออกไปว่า คำว่าครู - ครู นี้ ก็มีขอบเขตอันกว้าง อย่างน้อยที่สุดเราก็จะเห็นได้ตามหลัก ๑๓

น.20 ที่มีกล่าวไว้ในพระคัมภีร์ ครูก็มี ๓ ขั้นตอน : ครูที่บ้าน สอน ตั้งแต่แรกคลอดออกมาเลย คือ บิดามารดาเป็นบุรพาจารย์ - ปุพฺพาจริโย มาตาปิตโร - มารดาบิดาเป็นครูคนแรก, แล้วต่อมา มันก็มาถึง ครูที่โรงเรียน , แล้วต่อมามันก็มาถึง ครูที่วัด . สมัยหนึ่งมันได้เป็นอย่างนี้ เรามีครู ๓ ขั้นตอน : ครูที่บ้าน สอนกันตั้งแต่อ้อนแต่ออก , แล้วก็ ครูที่โรงเรียนก็สอน ต่อ ๆ ขึ้นมา, แล้วมักจะเป็น เรื่องเรียนหนังสือเสียเป็นส่วนใหญ่ , แล้วต่อมาก็มาถึง ครูที่วัด คือพระเจ้าพระสงฆ์ที่สอนเรื่องบวช เรื่องเรียน เรื่องทางจิตทางวิญญาณ ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ฉะนั้นคำว่า ครูที่ถูกต้องและสมบูรณ์นี้มันต้องถูกต้อง ทั้ง ๓ ขั้นตอน เราจะมีเพียงขั้นตอนเดียวนั้นมันก็ไม่สำเร็จได้, มันก็สำเร็จได้เพียงเท่าขั้นตอนเดียว. ที่เราพูดกันในหลักสูตร นี้มันก็มีแต่ครูที่โรงเรียน ; ไม่ได้มีไปถึงครูที่บ้าน คือบิดามารดา สอนมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก, แล้วเราก็ไม่ได้มีอะไรที่จะก้าวก่าย กันไปถึงครูชั้นพระเจ้าพระสงฆ์. สมัยโบราณก็มีคำพูดที่น่าฟัง บิดามารดา ครูบาอาจารย์ พระเจ้าพระสงฆ์ วลีเหล่านี้ลองจำ ๆ ไว้ : บิดามารดา ครูบา- อาจารย์ พระเจ้าพระสงฆ์. บิดามารดาก็อยู่ที่บ้าน ตั้งแต่แรก คลอดมาทีเดียว, ครูบาอาจารย์ก็ที่โรงเรียนหรือที่โรงเรียนวัด, นี้พระเจ้าพระสงฆ์ก็อยู่ที่วัด ทำอย่างไรที่จะให้ครูบาอาจารย์ทั้ง ๓ ชั้นนี้ร่วมมือกันได้ ร่วมมือกันได้ ; เดี๋ยวนี้มันร่วมมือกันไม่ค่อยจะได้ ได้ยินว่าต้อง ๑๔

น.21 เป็นความ เป็นคดีกันบ่อย ๆ ระหว่างครูกับผู้ปกครองนักเรียน , มันไม่ควรจะมีนี่ เพราะว่าเป็นผู้ที่ร่วมมือกันสร้างสรรค์วิญญาณ ของเด็ก ทำไมจะต้องมาทะเลาะกัน. ครูคนแรก ปุพพาจริยา คือบิดามารดานี่สำคัญมาก ถ้า ทำอะไรมาผิด ๆ แล้ว ก็ยากแหละที่ครูที่โรงเรียนจะช่วยแก้ไข ให้ดีได้ ; ฉะนั้น จะต้องมีระบบหนึ่ง ทีเดียวซึ่งจะ เป็นวัฒนธรรม หรืออะไรก็สุดแท้ ให้บิดามารดานั่นแหละรู้จักตั้งต้นในการ สร้างวิญญาณของลูก . แต่ก่อนนี้มันก็มี, ไม่ใช่ไม่มี คือ วัฒน - ธรรมประจำบ้านเรือน ที่เขาถือกันมาเป็นหลักประจำบ้านเรือน โดยไม่ต้องใช้เหตุผล ไม่ต้องอธิบายอะไร. คนแต่โบราณเขาพูด ไว้ในฐานะเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ เป็นของศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็ทำตาม ๆ กันมา มันก็ได้ผลอยู่เหมือนกัน. สรุปความแล้วก็คือบิดามารดาต้องสั่งสอนอบรมทารก ให้เดินอยู่ในกระแสอันถูกต้อง : บิดามารดาจะต้องสร้างวิญญาณ ของลูกเด็ก ๆ เล็ก ๆ ให้มันเดินอยู่ในกระแสแห่งความถูกต้อง, ให้กลัวบาป ให้กลัวของสกปรก, ให้กลัวบาป แล้วให้มันเดิน ไปตามทางที่เรียกว่าบุญโดยไม่ต้องงมงาย ไม่ต้องงมงาย. เดี๋ยวนี้มันกำลังตีกันอยู่บางอย่าง จะเป็นเพราะว่าวัฒนธรรม มันเปลี่ยนไป ขนบธรรมเนียมประเพณีมันเปลี่ยนไป หรืออะไร ทำนองนั้น มันไม่ได้ผลให้เด็ก ๆ ทารกนั้นเดินอยู่ในความถูก ต้อง มันกลายเป็นไสยศาสตร์. การสอนเด็กให้กลัวอะไรใน ๑๕

น.22 รูปแบบของผีสางเทวดา พระเป็นเจ้า อะไรก็ตามที่ไม่มีเหตุผล ; อย่างนั้นมันเป็นการเริ่มฝังไสยศาสตร์ลงไปในวิญญาณของเด็ก ทารก. บิดามารดาเห็นแก่ความสะดวกส่วนตัวไม่ยอมลำบาก ก็มักจะสอนเด็ก ๆ ทารกให้เชื่อผีสางเทวดา ให้กลัวผี กลัวเทวดา กลัวฟ้าผ่า กลัวอะไรชนิดที่มันเป็นไปไม่ได้ . อันนี้อาตมาเอง มองดูรู้สึกว่า เป็นเรื่องผิดอย่างร้าย เสียหายอย่างร้าย ; แต่ไม่ ค่อยมีใครเห็นด้วยว่าการที่สอนให้ลูกเด็ก ๆ ทารกเชื่อไปใน ทางขลัง ทางศักดิ์สิทธิ์ นั่นแหละมันเป็นความยากลำบากเมื่อ โตขึ้นมา, ไม่อยู่ในเหตุผล ไม่เดินไปตามเหตุผลของธรรมชาติ ได้ ; เช่นว่ายังกลัวผี กลัวอะไรอยู่ จนบัดนี้มันก็โตแล้ว, คำ อธิบายชนิดที่มันเป็นไสยศาสตร์มันก็ยังเหลืออยู่มากโดยไม่ รู้สึก แต่มันก็มีอยู่ในความรู้สึก. เราทำให้เด็กกลัวอุจจาระ เกลียดอุจจาระได้ , เช่นเด็ก ๆ มันไม่รู้จักอุจจาระ ไม่เกลียดอุจจาระ บางทีจะคว้ากินเข้าไป ก็ได้ แต่เราก็พูดด้วยคำพูด หรืออะไรก็ตาม จนให้เด็กรู้จัก อุจจาระนั้นเป็นของสกปรก ไม่จับไม่อะไรอีกต่อไป แล้วสำเร็จ ; แต่เราไม่ประสบความสำเร็จในการที่ให้เด็กกลัวความชั่วหรือ กลัวบาป ทำนองนั้น ก็เพราะว่าไม่รู้จักอธิบายเรื่องบาป, กลาย เป็นเอาไปฝากไว้กับว่าฟ้าจะผ่า หรือว่าเทวดาจะลงโทษ หรือ อะไรทำนองนั้น มันก็เลยกลายเป็นไสยศาสตร์. ขนบธรรมเนียมประเพณีหลายอย่างที่ทำให้ เดินไปในทาง ๑๖

น.23 ไสยศาสตร์โดยไม่รู้สึกตัว . เช่นถ้าสอนให้เด็กไหว้พระ, เด็ก เล็ก ๆ ไหว้พระ ก็สอนให้ไหว้พระ ว่าจะได้บุญเท่านั้นแหละ, หรือว่าในฐานะเป็นของสูงของศักดิ์สิทธิ์อะไรไปทำนองนั้น ไม่ได้ สอนให้ไหว้พระเพราะว่าพระนั้นเป็นผู้ที่ปฏิบัติถูกต้อง หรือจะช่วยให้คนปฏิบัติถูกต้องได้ ซึ่งมันก็ยากเกินไป. แล้ว ก็รวบรัดสอน รวบรัดสอนว่าไหว้พระได้บุญ ไหว้พระได้บุญ โดยไม่ต้องอธิบาย ; แม้โตแล้วก็ไม่ได้อธิบายว่าบุญนั้นคืออะไร, คืออย่างไร. เราก็ประสบปัญหาคือไหว้พระเพราะกลัวจะไม่ รวย จะไม่โชคดี, หรือไหว้พระเพื่อว่าพระจะคุ้มครองอย่าง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ; อย่างนี้มันเป็นไสยศาสตร์ . ความเป็นไสยศาสตร์อย่างนี้มากขึ้น ๆ มากขึ้น : ไหว้พระ พระพุทธรูปก็ได้ พระสงฆ์ก็ได้ ในฐานะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ; นี่มันก็เลยทำปัญหาให้เกิดขึ้น จนกระทั่งว่า เอาพระเครื่องมา แขวนคอ อย่างนี้ก็แขวนเพื่อว่าให้ศักดิ์สิทธิ์และให้คุ้มครอง ; อย่างนี้มันเพิ่มความหมายแห่งไสยศาสตร์มากขึ้น ๆ คือเพิ่ม ความที่ไม่มีเหตุผล แล้วก็งมงายต่อสิ่งเหล่านั้นมากขึ้น ; แล้ว เมื่องมงายพร้อมกันทั้งบ้านทั้งเมืองมันก็ไม่ใช่ของเล่น ๆ การ ที่จะดับทุกข์โดยหลักของธรรมะจริง ๆ มันไม่มี, มันไม่มี เพราะ มันไปเชื่ออย่างนั้นแล้วมันก็ง่ายด้วย สะดวกดีด้วย ง่าย ๆ เพียงแต่เอามาแขวน เพียงแต่ทำพิธีนิดหน่อยก็ได้ผลแล้ว. ถ้าสอนอย่างนี้มันต้องปฏิบัติกันอย่างที่เรียกว่าต้องอดกลั้น อดทน, แล้วเป็นเวลานาน ระยะยาว จึงจะได้ผล. คนก็เลือก ๑๗

น.24 เอาฝ่ายง่าย ๆ, เช่นเดี๋ยวนี้ปัญหาเกิดขึ้นก็ ไปหาทางออกโดย วิธีไสยศาสตร์ ไปเสียแล้ว, แล้วก็น่าแปลกที่ว่า บ้านเมืองยิ่ง เจริญด้วยวิทยาศาสตร์อีกทางหนึ่งก็มีมากด้วยไสยศาสตร์ พร้อม ๆ กับโลกก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ มันก็ยังมีอีกทาง หนึ่งซึ่งยิ่งมากไปด้วยไสยศาสตร์. คนที่ไม่มีปัญญา ไม่มีเวลา จะคิด มีความยุ่งยากลำบากใจขึ้นมาก็ไปกราบ ๆ ไหว้ ๆ, ไป บูชาบวงสรวงอ้อนวอน กระทั่งว่าไปสะเดาะเคราะห์ ไปรด น้ำมนต์ ไปอะไรต่าง ๆ. นี่เรียกว่าเด็กของเรา ไม่ได้เดินมาในทางของสัมมาทิฏฐิ แล้วมันจะถูกต้องได้จงนึกถึงข้อที่ว่า ครูที่บ้านกับครูที่โรงเรียน กับครูที่วัด นี่ ๓ พวกนี้จะ ต้องรวมหัวกันทำความเข้าใจกัน มีหลักสูตรใหม่สำหรับ ครูทั้ง ๓ ชั้นนี้ ปฏิบัติให้ส่งเสริมติดต่อ กันมาเป็นอย่างดี แล้วยุวชนก็จะรอด. ต้องทำหน้าที่ครูให้ถูกต้องทุกขั้นตอน. บิดามารดาจะต้องสอนให้มีสัมมาทิฏฐิมาตั้งแต่รู้ความ ตั้งแต่จะคิดนึกอะไรได้ ตั้งแต่รู้ความ ให้มีสัมมาทิฏฐิ. อย่าสอน เรื่องมิจฉาทิฏฐิ หรือว่าถ้าได้สอนไปตามธรรมเนียมในขั้นต้น ก็รีบบอกเขาเสียให้เข้าใจ อย่างที่เคยได้ยินเมื่อเด็ก ๆ ว่า อย่า เอาขันไปรองน้ำที่ลงมาจากรางน้ำ ฟ้าจะผ่า เราก็เคยได้ยินและ เคยกลัวเหมือนกัน, เขาสอนไปว่า ฟ้าจะผ่า, ไม่ได้สอนว่าขัน มันจะตกแตก . แม้แต่ไปขี่สุนัขนี่ คนผู้ใหญ่ก็จะห้ามว่า อย่าไป ๑๘

น.25 ขี่สุนัข ฟ้าจะผ่า ; นี่ไม่ได้สอนว่าสุนัขมันจะกัด , บอกแต่ว่า สุนัขมันจะกัด นี่มันก็พอแล้ว มันก็พอดีแล้ว. เขากลัวเด็กจะ ไม่เชื่อ ต้องพูดถึงว่า ต้องฟ้าผ่า ฟ้าผ่า มันน่ากลัวกว่า. อันนี้ มันต้องถูกชดเชยหรือชะล้างออกไป ให้มาเข้ารูปของเรื่องของ ความจริง. นี่เป็นปัญหามากที่ว่า จะต้องเผชิญกันกับไสยศาสตร์ ที่ ถูกฝังเป็นรถเป็นรากลงไปในวิญญาณของเด็กทารกเรื่อย ๆ มา ; อย่างที่เรียกว่าสอนให้กลัวผีอย่างนี้ จนกลัวผี, สัตว์เดรัจฉาน ไม่มีผี ไม่มีปัญหาเรื่องผี ไม่กลัวผี แม้แต่สุนัขก็ไม่กลัวผี ; แต่คนนั้นมันกลัวผี ดูสิยังกลัวผีจนกระทั่งบัดนี้, ยิ่งกว่านั้น ไม่ใช่ผี แม้แต่ไส้เดือน กิ้งกือ ตุ๊กแก ก็ยังกลัว กลัวเอาอย่าง มาก โตแล้วก็ยังไม่หาย. นี่เรียกว่า ปัญหาทางจิตทางวิญญาณ ปัญหาทางการศึกษาทางด้านจิตด้านวิญญาณ . ที่พูดนี้ก็เพียงแต่ว่า ขอให้เอาไปคิดไปนึกกันเสียบ้างว่า ครูนั้นมีอยู่ ๓ ขั้นตอน ถ้าไม่สัมพันธ์กันอย่างถูกต้องแล้วจะ แก้ปัญหาของมนุษย์ได้ยาก ; ที่บ้านก็ต้องถูกต้อง, ที่โรงเรียน ก็ต้องถูกต้อง, ที่วัดวาอารามนี้ก็ต้องถูกต้อง ไม่รู้เมื่อไรจะได้ พบปะพูดจากันสักที ; ดูเหมือนว่าเวลาไม่มี, ไม่มีเวลาที่จะ พบปะพูดจากันด้วยเรื่องเหล่านี้ แต่เวลาที่จะไปทำเสียหายอย่าง อื่นกลับมี. เราจะช่วยกันสร้างครูให้ถูกต้องทั้ง ๓ ขั้นตอนนี้ได้อย่างไร? ถ้ามันมีความถูกต้องของครูครบทั้ง ๓ ขั้นตอนนี้แล้ว ก็คือความ ๑๙

น.26 รอดของสังคม, ความอยู่รอดของสังคม. เรียกว่า คือเรียกเสีย เลยว่า, ความถูกต้องของความเป็นครู คือเท่ากับความอยู่รอด ของสังคม สรุปความว่า อย่างน้อยให้เรา ขวนขวายกันตามที่จะทำ ได้ ที่จะจัด ให้มีครูที่ดำเนินไปอย่างถูกต้องตามอุดมคติของ ความเป็นครู ให้มากขึ้น ๆ จนกระทั่งว่า แม้ครูสอนเรื่องวัตถุ สอนทางวัตถุ สอนวิชาธรรมดา วิทยาศาสตร์ อะไรก็ตาม ให้ ได้ ช่วยทำความเข้าใจในเรื่องด้านจิตด้านวิญญาณให้ถูกต้อง, หรืออย่างน้อยก็ในตอนท้ายให้ส่งเสริมแก่ความรู้อันถูกต้อง ในด้านจิตด้านวิญญาณ. บทบาทของครู พอจะสรุปได้ว่า : - ๑. เป็นผู้นำโลกในด้านวิญญาณ บทบาทของครูเป็นผู้นำ โลกในด้านวิญญาณ ซึ่งสามารถครอบงำอิทธิพลทางวัตถุ. นี่ บทบาทนี้ก็น่าดูเหมือนกัน นี่กลัวว่าจะสั่นหัวกันเสียหมด ; เมื่อเป็นอย่างนี้ครูก็เท่ากับผู้สร้างโลกในอนาคต โดยผ่านทาง ศิษย์. ได้พูดกันมาหลายครั้งแล้ว ว่า โลกจะดีหรือจะเลวก็เพราะ คนในโลก, คนในโลกจะดีหรือเลวก็เพราะว่าการศึกษา, การ ศึกษามันจะเป็นไปได้อย่างไรก็แล้วแต่ครู ก็เพราะครู. นี้ถ้าว่า ทำได้ดีครูก็กลายเป็นผู้สร้างโลกในอนาคต โดยผ่านศิษย์ ยุวชน ในปัจจุบันนี้ ถ้าสร้างยุวชนในปัจจุบันให้ดี โลกในอนาคตก็ดี หมดปัญหา. ๒. ขอร้องว่า ครูคือผู้สร้างโลก นี้เป็นสิ่งที่ต้องมอง อาตมา ๒๐

น.27 ขอร้องว่าให้มองให้ใคร่ครวญให้มอง ในคำพูดที่ว่าครูเป็นผู้ สร้างโลก ; ไม่มองก็ไม่เห็น มองน้อยไปก็ไม่เห็น มองผิดก็ไม่ เห็น. มองให้เพียงพอ ให้ลึกซึ้งเพียงพอ จนมองเห็นว่าครูคือ ผู้สร้างโลก, ไม่ใช่เรื่องอวดอ้าง ไม่ใช่เรื่องคุยโม้ อวดอ้างอะไร มันเป็นความเป็นจริง มันเป็นจริงอยู่ในตัวมันเอง. ครูให้การ ศึกษาอย่างไร คนในโลกก็เป็นอย่างนั้น แล้วโลกมันก็ต้องเป็น อย่างนั้น. เช่นว่าเดี๋ยวนี้คนในโลกเห็นแก่ตัวมาก ก็เพราะว่าครูได้ ให้การศึกษาชนิดที่ไม่ได้จำกัดความเห็นแก่ตัว, จะทำอย่างไร? นี่ครูคือผู้สร้างโลกนี้ อยากจะให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันทั้ง โลกเลย, ให้มันไปอยู่ในหลักการขององค์การสหประชาชาติ เป็นต้น, ให้มองเห็นและยอมรับว่าครูเป็นผู้สร้างโลก แล้วเขา ก็จะมีกิจการอะไร ๆ ออกมาก็ตาม ให้มันสำเร็จประโยชน์ตาม นั้น. บทบาทของครูคือผู้สร้างโลก ครูก็มักจะสั่นหัวกลัวจะ เหนื่อยเกินไป กลัวจะหมดโอกาสสนุก นี้ คุณธรรมสำหรับ ครูก็คือความรอดของโลก. ๓. ทีนี้ก็มาถึงคำว่า ความอยู่รอดของสังคม ตามหัวข้อ ที่กำหนดให้ บทบาทของครูกับความอยู่รอดของสังคม. เราดู ความอยู่รอดของสังคมกันต่อไป มันก็พูดได้อย่างที่พูดกันมา แล้วอย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ ว่า อยู่รอดของสังคมมัน ก็ต้องเป็นการ อยู่รอดของแต่ละคนที่ประกอบกันขึ้นเป็นสังคม ; เพราะว่า ๒๑

น.28 สังคมมันประกอบขึ้นด้วยบุคคล, บุคคลมันต้องรอดก่อนแล้ว มารวมกันเข้าเป็นความรอดของสังคม. เดี๋ยวนี้จะมาพูดถึง ความอยู่รอดของสังคม หรือของโลก โดยไม่ต้องดูที่ความ รอดของบุคคลมันก็เป็นไปไม่ได้. นี้ถ้าเราตั้งปัญหาขึ้นว่า เดี๋ยวนี้บุคคลแต่ละคนรอดหรือ เปล่า ? ถ้าพูดตามหลักธรรมะแล้วไม่รอด ; บุคคลแต่ละคน ตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสตัณหา ของอวิชชา ซึ่งอยู่ในรูปของ ความเห็นแก่ตัว ความละโมบเกินประมาณ ความอะไรต่าง ๆ. ดวงวิญญาณของบุคคลแต่ละคนยังไม่รอด. ยังไม่รอด ; จะ ต้องทำให้วิญญาณของแต่ละคน ๆ รอดรวมกันจึงจะเป็นความ รอดของสังคม. มองกันง่าย ๆ อย่างที่ใครก็มองเห็นว่า ถ้า แต่ละคน ๆ เป็น คนดี ครอบครัวนั้นก็เป็นครอบครัวที่ดี, เมื่อแต่ละครอบครัว ดี หมู่บ้านนั้นก็เป็นหมู่บ้านที่ดี, เมื่อหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านเป็น หมู่บ้านที่ดี เมืองนั้นก็เป็นเมืองที่ดี บ้านเมืองนั้นก็เป็นบ้าน เมืองที่ดี, เมื่อเมืองแต่ละเมืองเป็นเมืองที่ดี ประเทศนั้นก็เป็น ประเทศที่ดี, ถ้าแต่ละประเทศดี ๆ ดี โลกนี้มันก็เป็นโลกที่ดี ; อย่างนี้มันเป็นได้ตามกฎของธรรมชาติ ซึ่งไม่มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ อะไรที่ไหนจะมาเปลี่ยนแปลงได้ เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ตามกฎของอิทัปปัจจยตา เป็นต้น. บุคคลดี ครอบครัวดี หมู่บ้าน ดี บ้านเมืองดี ประเทศดี ทั้งโลกก็เป็นโลกที่ดี องค์การสหประชา- ชาติเขาจะมองกันอย่างนี้หรือเปล่าก็ไม่ทราบ. ๒๒

น.29 ทุกคนทำหน้าที่ของตนอย่างไม่บกพร่อง ฟังดูเป็นคำพูด ที่ไม่มีน้ำหนัก หรือว่าความหมายอะไร แต่มันเป็นความหมาย ที่มากที่สุดเต็มที่สุด ถ้าทุกคนทำหน้าที่ของตนไม่บกพร่อง. หน้าที่, หน้าที่ คำนี้มันได้รับเกียรติน้อยเกินไป มันกลายเป็น หน้าที่ที่น่ารังเกียจ. หน้าที่นั่นคือธรรมะ, ธรรมะนั่น คือสิ่งที่ จะช่วยให้รอด. หน้าที่คือธรรมะ นี่พูดกันมากแล้วอย่าต้องพูด อีกเลย ; หน้าที่, หน้าที่คือธรรมะ, ธรรมะคือหน้าที่. หน้าที่ ช่วยให้รอด ธรรมะก็คือช่วยให้รอด, นี่เป็นสิ่งเดียวกัน. ให้ทุกคนทำ หน้าที่ของตน ต้องเติมคำว่า อย่างถูกต้อง เข้าไปหน่อย ; แต่ถ้าว่าไม่เกเรบิดพริ้วกันก็พูดเฉย ๆ ก็พอ ; หน้าที่อย่างถูกต้อง เพราะคำว่าหน้าที่นั้นต้องถูกต้อง. สังคม ทั้งโลกนี้จะปลอดภัย อยู่เย็นเป็นสุขได้ เพราะทุกคนทำหน้าที่ ของตน. หน้าที่คือธรรมะ, ธรรมะคือหน้าที่ มีหน้าที่อย่างไร ก็มีสอนกันอยู่แล้ว, แต่มักจะเลือกเอา หน้าที่ทางวัตถุ ที่ส่งเสริม กิเลสความสนุกสนานเสียเป็นส่วนใหญ่, หน้าที่ความถูกต้อง ในทางจิตทางวิญญาณนั้น ไม่ค่อยจะมีใครสนใจ ; แล้วก็มักจะ ถือเอาหน้าที่อันแรกทางวัตถุนั่นเป็นหลัก, หน้าที่ทางจิตทาง วิญญาณไม่มีใครสนใจ. นี้เมื่อถือเอาแต่หน้าที่ทางวัตถุ ทาง ร่างกาย เป็นหลัก มันก็ได้โอกาสแก่กิเลส, กิเลสก็เลยครอง โลก เพราะมุ่งหมายแต่ความเจริญด้านวัตถุ, เป็นเหตุให้กิเลส ขึ้นครองโลก. ฉะนั้นคำว่าหน้าที่ก็ต้องถูกต้อง สำหรับจะรอด ในทางร่างกาย ชีวิตทางด้านร่างกาย, แล้วก็ให้ รอดทั้งในด้าน ๒๓

น.30 จิตด้านวิญญาณ คือความสงบสุข. เราสอนกันแต่ ความรอดทางกาย แล้วก็ไม่ค่อยให้ความ สำคัญแก่ ความรอดทางจิต, แล้วก็กันออกไปเสียจากการศึกษา ด้วย ; เพิ่งกันเรื่องศาสนาออกไปเสียจากการศึกษาเมื่อไม่นาน มานี้ ในโลกนี้. ฉะนั้นคนก็ทำหน้าที่ชนิดที่เจริญในโลก ใน วัตถุ จนลืมตัว ปัญหาจึงเกิดขึ้น โรคร้ายมันได้เกิดขึ้นในโลก จนยากที่จะแก้แล้ว ยากที่จะแก้. สมัยก่อน มนุษย์ในโลกรักกัน เห็นแก่ผู้อื่น นี่มาก มาก กว่าปัจจุบัน ซึ่งเพิ่มความรักตัวหรือเห็นแก่ตัวมากขึ้น ; เพราะ ว่าอิทธิพลของศาสนามันเข้าไปมีอยู่ในจิตใจของมนุษย์ในยุค ก่อน ๆ เขาสอนให้ผูกพันไว้กับศาสนา ซึ่งสอนแต่เรื่องรักผู้ อื่นว่าเป็นความดี ให้ดีกว่าเรื่องเห็นแก่ตัว, ดีกว่าความที่จะเห็น แก่ตัว, มันก็ง่าย. พอเดี๋ยวนี้ศาสนาค่อยหลุดออกไป ๆ ความ เห็นแก่ตัวมันก็ได้โอกาสเข้ามาครองจิตใจของมนุษย์. ฉะนั้นจะต้องพูดกันใหม่เรื่องนี้ว่า ขอให้ทุกคนทำหน้าที่ หน้าที่ทางกาย กายรอด หน้าที่ทางจิตวิญญาณ จิตวิญญาณ รอด รอดทั้ง ๒ ฝ่ายก็คือรอดสมบูรณ์. เดี๋ยวนี้แม้แต่รอดทางฝ่ายกาย ฝ่ายวัตถุ ก็ไม่รอดนะ ไม่ รอดดอก ; เช่นปัญหาเศรษฐกิจอย่างนี้ มันเป็นความไม่รอด ทางวัตถุนั่นเอง, ทางร่างกายเป็นส่วนรวมนั้นเอง. ปัญหาเศรษฐกิจ กำลังทำอันตรายรัฐบาล ทำอันตรายประชาชน. คนเป็นโรค ประสาทกัน มากขึ้น ๆ อย่างรวดเร็วเพราะความบีบคั้นทาง ๒๔

น.31 เศรษฐกิจ, แล้วคนเหล่านี้ก็ เพราะไม่รู้เรื่องธรรมะ เอาเสียเลย, ไม่รู้เรื่องการที่จะปลดปล่อยความยุ่งยากลำบากใจออกไปเสีย ด้วยข้อธรรมะ, ว่าเช่นนั้นเอง หรืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้น คนก็เลยเป็นโรคประสาทกันมาก. ถ้าว่าเห็นแก่ธรรมะ เห็นแก่หน้าที่ ทำหน้าที่ให้สนุกปัญหา ก็จะหมด. อาตมาพูดหลายครั้งแล้ว พูดในที่ประชุม คนที่มี หน้าที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของบ้านเมืองมั่นคงภายในอะไร ว่าปัญหาของประเทศเราทั้งหมดนั่นจะหมดสิ้นไปในทันทีถ้า ทุกคนทำหน้าที่. ฟังดูแล้วเขาไม่เชื่อ, ไม่น่าเชื่อ, ถ้าทุกคนทำ หน้าที่. เดี๋ยวนี้หลายคนไม่ทำหน้าที่, มากกว่าเสียอีก ที่ต้องการ ประโยชน์ ต้องการเงิน ต้องการอะไรโดยไม่ต้องทำหน้าที่ หรือทำหน้าที่แต่น้อย, หรือจะเอาเงิน เอาประโยชน์มากคือ เรียกร้องสิทธิมาก, จะเอาสิทธิ หน้าที่ไม่ต้องทำ. ปัญหามัน ก็เกิดขึ้นเพราะคนที่บิดพลิ้ว หลีกเลี่ยงต่อหน้าที่ คอยคดคอย โกงคอยเอาเปรียบคอยขูดรีดคอยหลอกลวง, นี้จะมีมากขึ้น ๆ. ตามที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า โจรขโมยปล้นจี้ อะไร นี้มัน มากขึ้น เพราะไม่อยากทำหน้าที่. ขอให้ทุกคนทำหน้าที่ ตั้งแต่บุคคลชั้นสูงสุดลงมาตาม ลำดับ ๆ ทุกคน กระทั่งคนขอทาน. คนขอทานนี่ทำหน้าที่ให้ดี เถอะ ไม่เท่าไรจะพ้นจากความเป็นคนขอทาน, นี้คนขอทาน ยังต้องทำหน้าที่คดโกงหลอกลวง เป็นขอทานอันธพาล, เป็น ๒๕

น.32 ขอทานไปซื้อหาอบายมุข มันไม่ใช่ขอทานที่ถูกต้อง, ให้คน ตั้งแต่สูงสุด มหาจักรพรรดิลงมาถึงคนธรรมดาสามัญ ชาวไร่ ชาวนา ประชาชน กรรมกร ทุกคนทำหน้าที่, กระทั่งสัตว์ เลี้ยง ; ไม่ใช่พูดเล่น เราจะต้องนึกถึงสัตว์เลี้ยง ก็ต้องทำหน้าที่ ให้ถูกต้อง, สัตว์เลี้ยง นับตั้งแต่สุนัขและแมว. ที่นี่ครั้งหนึ่งเคยขาดแมว โอ๊ย, เสียหายมาก เพียงแมว ไม่มีแหละเสียหายมาก. หนังสือจีวรนี้ถูกกัดขาดคืนหนึ่ง ๆ เยอะแยะหมดจนต้องทำให้มีแมว, สุนัขก็เหมือนกันแหละ ที่ทุกบ้านเลี้ยงไว้, แมวที่ทุกบ้านเลี้ยงไว้, ถ้ามันทำหน้าที่ของ มันอย่างถูกต้องแล้วก็ป้องกันอันตรายได้, แล้วก็ทำให้ผลประโยชน์ มีอยู่ได้. วัว ควาย ช้าง ม้า นี่ถูกใช้ทำหน้าที่ของมันให้ถูกต้อง สิ, อย่าเอาม้าไปแข่งเสียสิ เอาม้าไว้ลากรถ ไว้ไถนา อะไรก็ ได้. ม้า วัว ควาย ซึ่งเป็นสัตว์ใช้งาน ทำหน้าที่อย่างถูกต้อง, แม้ที่สุดแต่สัตว์ที่ใช้เป็นอาหาร ก็ทำหน้าที่กับมันให้ถูกต้อง, ให้มันเกิดมีอยู่อย่างถูกต้อง. เป็ด ไก่ กุ้ง หมู ปู ปลา อะไร ก็ให้มันทำหน้าที่ให้มีครบถ้วนตามที่ควรจะมี ถูกต้องตามที่ ควรจะมี แม้แต่ลิงขึ้นมะพร้าว ลิงที่ขึ้นมะพร้าวได้ ก็ขอให้ ทำหน้าที่อย่างถูกต้อง. ทุกชีวิตทำหน้าที่อย่างถูกต้อง ปัญหาไม่มี ทุกปัญหาจะ ไม่มี ; เพราะไม่ทำหน้าที่บ้าง เพราะทำหน้าที่อย่างไม่ถูกต้อง บ้าง ปัญหาเต็มไปหมด. นี่ ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ, ถ้ามีหน้าที่ถูกต้อง ๒๖

น.33 ก็คือมีธรรมะสมบูรณ์ สมบูรณ์ไปหมดเลย ทุกขั้นทุกตอน มนุษย์ก็ไม่มีปัญหา. คนโดยมากก็ไม่ชอบเหนื่อย หาทางหลบหลีกหรือเอา เปรียบโดยไม่ต้องออกเหงื่อ ไม่ต้องออกแรง แต่ก็จะเอาประโยชน์ ให้มาก. วัฒนธรรมโบราณไม่เป็นอย่างนั้น วัฒนธรรมโบราณ จะนิยมให้ต้องออกเหงื่อ จึงจะได้บุญ ต้องทำเองจึงจะได้บุญ, มันก็เลยไม่เกลียดเหงื่อ เห็นว่าเหงื่อเป็นของถูกต้อง. ใครมี เหงื่อออกมา นั่นแหละเป็นผู้ที่มีเกียรติ เป็นผู้ที่ได้ทำอะไร จริง ๆ จัง ๆ ; ฉะนั้นการมีเหงื่อให้เห็นก็เป็นการภาคภูมิใจว่า ไม่ได้บิดพลิ้วในหน้าที่. เดี๋ยวนี้บางคนจะไม่เคยออกเหงื่อตลอดปีกระมังเพราะ คอยหลีกเลี่ยงงาน, ทำงานที่ไม่ต้องออกเหงื่อ ต้องการชีวิต ที่จะหรูหรา, ก็อยู่ด้วยความสบาย สำเริงสำราญให้มากที่สุด แข่งกับเทวดา. แล้วอีกทางหนึ่ง อีกพวกหนึ่ง ซึ่งจำนวนมาก ก็ บูชาอบายมุข, สนุกอยู่ด้วยอบายมุข ก็ ทำหนี้สินเต็มไปหมด ; หนี้สิน ของตนเอง หนี้สิน ของประเทศชาติ ก็เพิ่มขึ้น. เดี๋ยวนี้ มัน เป็นยุคที่ไม่มีธรรมะ อย่างนี้ เพราะคนไม่รักที่จะออกเหงื่อ, ไม่รักที่จะทำหน้าที่นั่นเอง. เราจะมีวิธีอบรมสั่งสอนกันอย่างไร ที่จะให้รักการทำ หน้าที่ คือรักการออกเหงื่อ เห็นว่า เหงื่อเป็นของมีเกียรติ ควร จะอวดกัน. เดี๋ยวนี้คนเราก็พ่ายแพ้แก่กิเลสมากขึ้นทุกที การ ศึกษา ๒๗

น.34 ค้นคว้าทำให้เรารู้สึกว่าชนะธรรมชาติ ไปโลกพระจันทร์ก็ได้ อะไรก็ได้ ; แต่มันเป็นการชนะทางวัตถุ ไม่เป็นการชนะทาง จิตทางวิญญาณเสียเลย แล้วมันมีประโยชน์อะไร คิดดู. การ ที่ไปโลกพระจันทร์ได้นั้นมีประโยชน์อะไรแก่มนุษย์ นอกจาก สร้างงาน สร้างความลำบากยุ่งยากให้เพิ่มขึ้น, แล้วก็ ไม่ได้ สร้างสันติภาพขึ้นมาเลย. มูลเหตุที่จะไปโลกพระจันทร์ได้ก็ เป็นเรื่องทางวัตถุ, ต้องการจะชนะทางวัตถุ, ก้าวหน้าทาง วัตถุ. เรากำลังชนะอุปสรรคทางวัตถุ นี้ก็เป็นของจริงเหมือน กัน แต่เรากำลังพ่ายแพ้ทางวิญญาณกันอย่างหมดเนื้อหมด ตัว. นี้ใครกล้าพูดกับสังคมในข้อนี้ ว่าเราไม่ทำหน้าที่เท่านั้น แหละ เรื่องมันจึงมีปัญหามากอย่างนี้, หรือจะบอกรัฐบาล ว่า ให้เราทุกคนทำหน้าที่เท่านั้นแหละปัญหาจะหมด. เดี๋ยวนี้มี มากเหลือเกินที่คอยจ้องโดยไม่ต้องทำหน้าที่ แล้วก็ให้ได้รับ ประโยชน์ขึ้นมาฟรี ๆ หรือทำงานแต่น้อยจะเอาประโยชน์มาก แล้วประโยชน์นั้นก็เป็นประโยชน์ทางวัตถุ เอามาส่งเสริมกิเลส ให้มันมาก ให้กิเลสมันมากขึ้นในบ้านเมือง ปัญหามันจึงใหญ่โต ไกลออกไปยิ่งกว่าที่การศึกษาจะช่วยป้องกันหรือแก้ไขได้ เพราะมันทำผิดในส่วนลึกด้านจิตด้านวิญญาณ ไปเป็นทาส ทางอายตนะ. เป็นทาสทางอายตนะ คำนี้มันเป็นภาษาวัดสักหน่อย ฟัง ยาก คือว่าเป็นทาสตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กันมากเกินไป ๒๘

น.35 ทำอะไรเพื่อความสุขสนุกสนานเอร็ดอร่อยทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มากเกินไป มันก็เลยไม่มีความถูกต้องในทาง ฝ่ายจิต หรือฝ่ายวิญญาณ. นี่เรื่อง ความรอดของสังคม อยู่ที่ทุกคนทำหน้าที่ ทุก ชีวิตทำหน้าที่ เท่านั้น ; พูดเหมือนกับเอาเปรียบหรือพูดอย่าง กำปั้นทุบดิน. ถ้าสิ่งที่มีชีวิตทุกชีวิตทำหน้าที่ของตนอย่างถูก ต้อง จะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นแม้สักนิดเดียว ; นั่นแหละคือ ความรอดของสังคม. นี้ลองไปทำสำรวจดูเถอะ ทำสถิติสำรวจ ดู หาข้อมูล ว่าคนที่สมัครทำหน้าที่โดยแท้จริงมีสักกี่คน, แม้ คนใหญ่คนโต คนเล็ก คนน้อย ก็ไปสำรวจดูให้ดีเถอะว่า สมัคร ทำหน้าที่โดยแท้จริงน่ะมันมีสักกี่คน ? แล้ว ถ้าทำหน้าที่โดย แท้จริงก็เพื่อจะได้ประโยชน์แก่ตน, เพื่อประโยชน์ของตน เสียเป็นส่วนใหญ่ ; เพราะได้ประโยชน์ของตนจึงทำหน้าที่ ; อย่างนี้ไม่ใช่หน้าที่. หน้าที่นั่นมันต้องเป็นความรอดของทั้ง ๒ ฝ่าย. นี่เรายังจะต้องพูดกันกับเพื่อนมนุษย์ของเราอีกมากมาย ทีเดียว ว่าปัญหามันมีอยู่อย่างนี้ เรียกว่า ความอยู่รอดของสังคม นั้นมันอยู่ที่ทุกคนทำหน้าที่. ฉะนั้นครูที่จะทำความอยู่รอดให้ แก่สังคมก็ ขอให้ครูทั้งหลายช่วยสอน เรื่องหน้าที่ เรื่องการ ทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ ให้ถูกต้องและสมบูรณ์. ครูก็เป็นผู้ทำ ความอยู่รอดของสังคม. ๒๙

น.36 พยายามทำให้คนรู้จักชีวิตเพื่ออยู่รอด. ทีนี้มาเชื่อมกัน มาต่อกัน ว่า บทบาทของครูกับความอยู่ รอดของสังคมก็คือขอให้ครูทำให้ทุกคนรู้จักชีวิตของตน รู้จัก หน้าที่และพอใจที่จะทำหน้าที่. เรื่องหน้าที่นี้ ถ้ารู้จักมันโดย แท้จริงแล้วมันก็จะพอใจ. ถ้าคนรู้จักสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่อย่าง ถูกต้องแท้จริงแล้วก็จะพอใจทำหน้าที่. เดี๋ยวนี้ที่เขาไม่พอใจ ทำหน้าที่ จะเอาแต่ประโยชน์, แล้วก็จะเอาไปหาความเพลิดเพลิน ทางวัตถุนั้น มันก็เพราะไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่, มีมูลมาแต่ ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าชีวิต. เมื่อไม่รู้จักชีวิตก็ไม่รู้จักหน้าที่ของ ชีวิต, เมื่อไม่รู้จักหน้าที่มันก็ไม่ได้รักที่จะทำหน้าที่ มันก็ไม่เกิด การกระทำหน้าที่ ก็เต็มไปด้วยปัญหายุ่งยากไปหมด. ฉะนั้นขอให้ครู พยายามให้ลูกเด็ก ๆ รู้จักชีวิต ในความ หมายระดับหนึ่งที่ควรจะรู้ได้และให้รู้หน้าที่ และให้รักที่จะ ทำหน้าที่. ว่าที่จริง สัญชาตญาณมันก็มีไปในทางนั้น มีไปในทาง ที่ให้เด็ก ๆ เขาอยากทำหน้าที่ ; เพราะว่าเราจะสังเกตเห็นได้ว่า ลูกเด็ก ๆ ลูกทารกแท้ ๆ นี่มันก็ยังอยากจะทำหน้าที่ ; พอว่าจะ มีอะไรทำ หนูทำเอง ๆ. หนูทำเอง. นี้มันได้ยินบ่อยได้ยินมาก ที่ลูกเด็ก ๆ มันร้องขอขึ้นว่าหนูทำเอง ๆ นี้ แล้ว พอให้ทำแล้ว ก็ดีใจ ๆ ภาคภูมิใจที่ได้ทำดี. นี่สัญชาตญาณส่วนที่ดีแต่ไม่ได้รับการส่งเสริม จนมัน ค่อยละลายหมดไป ๆ ; พอโตขึ้น ๆ หนูไม่ทำแล้ว, หนูไม่ได้ ๓๐

น.37 มาขอร้องว่าหนูทำเองแล้ว, หนูจะไม่ค่อยทำแล้ว, หนูก็จะเอา เปรียบ. นี่เพราะว่าไม่ได้รับการต้อนรับส่งเสริมที่ดี ; สัญชาตญาณ ส่วนนี้ก็ค่อย ๆ หายไป. พอโตขึ้น ก็เป็นผู้ที่ว่าไม่ค่อยจะสมัคร ทำหน้าที่, สมัครแต่จะรับประโยชน์สิทธิ เสียมากกว่า. ขอให้สอนลูกเด็ก ๆ นี่ รู้จักความสูงสุดของหน้าที่, ส่งเสริม ความรู้สึกของเขา ลูกเล็ก ๆ ที่มันอยากดีให้มันได้ดี ได้ทำดี ได้บูชาความดี อะไรเป็น, ติดต่อ ๆ กันมาจนโต คือ ให้ทำงาน สนุก ให้เป็นสุขเมื่อทำหน้าที่ ; เหมือนกับลูกเด็ก ๆ มาขอร้อง ว่าหนูทำเอง ๆ, มันพอใจ พอใจในหน้าที่ พอได้ทำก็เป็นสุข ; แต่พอโตขึ้นไม่อย่างนั้นนี่. มันต้องเอามาทำจนบัดนี้ ; พอทำ หน้าที่ พอได้ทำหน้าที่แล้วก็รู้สึกเป็นสุขในขณะที่ทำหน้าที่, รู้ว่าหน้าที่น่ะคือสิ่งสูงสุด คือ ธรรมะ คือสิ่งสูงสุดเหนือสิ่งใด คือสิ่งที่จะช่วยให้รอด สิ่งสูงสุดคือสิ่งที่จะช่วยให้รอด ; ฉะนั้น หน้าที่นั่นคือสิ่งที่จะช่วยให้รอด, พอได้ทำหน้าที่ก็พอใจว่าได้ ทำสิ่งสูงสุด ได้อยู่กับสิ่งสูงสุดแล้วก็จะรู้สึกเป็นสุขเมื่อทำหน้าที่, ได้เป็นสุขเมื่อกำลังทำการงาน ; ไม่ต้องเป็นสุขเมื่อเสร็จงาน แล้วเอาเงินค่าแรงงานนั้นไปกินไปเลี้ยงไปอะไรกันอย่างเพลิด เพลิน. ข้อนี้ก็ มีความผิดพลาดอยู่อย่างหนึ่ง คือว่าเขา เข้าใจคำว่า ความสุขผิด ; เอาความเพลิดเพลินที่หลอกลวงไปเป็นความ สุข, ได้รับความเพลิดเพลินที่หลอกลวงแล้วก็รู้สึกว่าเป็นความ สุข. ความสุขที่แท้จริงเมื่อกำลังทำหน้าที่นั้น มองไม่เห็น ไม่ ๓๑

น.38 รู้จัก แล้วถ้าเหงื่อออกมาก็ยิ่งเกลียดเลย. ถ้าว่า รู้จักหน้าที่ในฐานะเป็นสิ่งสูงสุดก็จะพอใจ แล้วก็ ทำหน้าที่กันสนุก, แล้วก็เป็นสุข อิ่ม ๆ อิ่ม ๆ ด้วยความสุข เสียตั้งแต่เมื่อทำหน้าที่, เสร็จแล้วก็ไม่รู้จะเอาเงินไปซื้อหาความ สุขอะไรที่ไหนอีก ; เพราะมันมีแต่ความเพลิดเพลินที่หลอกลวง ได้เงินมาแล้วจะไปซื้อความสุขที่ไหนได้มันไม่มีนี่, มันมีแต่ ความเพลิดเพลินที่หลอกลวง. ฉะนั้นขอให้ เราช่วยกันทำให้ลูกเด็ก ๆ หรือคนโต ๆ ก็ตาม เถอะ ได้รู้จักความเพลิดเพลินที่หลอกลวง ว่าไม่ใช่ความสุข. มีคนมาเล่าให้อาตมาฟังซึ่งมันไม่น่าเชื่อ แต่แล้วมันก็ต้อง เชื่อ : ว่าที่ภูเก็ต ที่พังงา ที่ย่านกรรมกรดูดแร่ ขุดแร่ วันไหน มันโชคดีกรรมกรเหล่านั้นได้เงินมาก มันทำให้ตลาดนั้นหมด เบียร์ หมดแม่โขง, แม่โขงขาดตลาด เบียร์ขาดตลาด อะไรก็ ขาดตลาด สั่งไปไม่ทัน, สั่งไปไม่ทัน สั่งเหล้าไปขายให้ไม่ทัน ; เพราะคนงานเหล่านั้นพร้อมพรึบกันที่จะกิน, กินจนหมดเกลี้ยง ทุกร้าน ๆ แล้วสั่งไปขายไม่ทัน. ก็คิดดูสิว่ามันเป็นอย่างไร. ความเพลิดเพลินที่หลอกลวง มันมีฤทธิ์เดชปาฏิหาริย์สักเท่าไร. อาตมาถามว่า นี่เล่าเรื่องจริงหรือเล่าเรื่องโกหก เขาก็ยัง ว่าเรื่องจริง เรื่องจริงที่ว่าตลาดมันขาดแม่โขง ตลาดมันขาด เบียร์ สั่งมาไม่ทัน, ร้านจะสั่งมาเท่าไรมันก็ยังสั่งไม่ทัน. ความสุขอันแท้จริงกับความเพลิดเพลินที่หลอกลวง ขอ ให้ช่วยชี้ให้ประชาชนรู้จักเปรียบเทียบ, โดยมีหลักง่าย ๆ ว่า ๓๒

น.39 ถ้าความสุขที่แท้จริงไม่ต้องใช้เงิน ; ถ้าความเพลิดเพลินที่ หลอกลวงจะใช้เงินมาก. นี้เป็นหลักง่ายๆ ความสุขที่แท้จริง มาจากความพอใจอันถูกต้องเมื่อได้ทำหน้าที่. ความสุขนี้สะอาด บริสุทธิ์อย่างยิ่ง ; ทำหน้าที่ถูกต้องแล้วก็พอใจ, เมื่อพอใจก็ เป็นสุข สุขนี้สะอาด. ความเพลิดเพลินที่หลอกลวงต้องใช้ความโง่ ต้องมีความ โง่ หลงใหลในความเพลิดเพลินที่หลอกลวง แล้วมันก็ต้องใช้ เงิน ; ความสุขที่แท้จริงมันไม่ต้องใช้เงิน. เงินมันก็เหลือกอง อยู่แยะ, แล้วคนที่ปฏิบัติเพื่อความสุขที่แท้จริงมันไม่รู้จะเอา เงินไปซื้อที่ไหนได้ มันไม่มีนี่ มันไม่มีขายนี่ ความสุขที่แท้จริง ; แต่มันเกิดขึ้นเสียเองแล้วเมื่อทำหน้าที่อย่างพอใจและถูกต้อง. ความสุขที่แท้จริงนี้ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน ไม่มีขายที่ไหน. ความเพลิดเพลินที่หลอกลวงมีขายเต็มไปหมด. พอทำงาน เสร็จแล้วก็เอาผลงาน เอาเงินเดือนเงินอะไรไปซื้อความเพลิดเพลิน ที่หลอกลวง. ความเพลิดเพลินที่หลอกลวงจึงเป็นสิ่งที่ต้อง ใช้เงิน, แล้วก็ใช้มาก, แล้วก็ทำให้ลืมตัวจนหมดตัว จนล้ม ละลาย หรือว่าจนต้องคอรัปชั่นจนต้องไปติดคุกติดตะราง. ถ้าความสุขที่แท้จริงไม่ต้องใช้เงิน. ความเพลิดเพลินที่หลอกลวง ต้องการเงินมาก. ความเพลิดเพลินที่หลอกลวงนี่ที่ทำให้ต้อง ถูกลงโทษ ถูกถอด ถูกอะไร สิ้นเนื้อประดาตัวไปในที่สุดพร้อม ทั้งเกียรติยศ ชื่อเสียง เพราะลุ่มหลงในความเพลิดเพลินที่ หลอกลวง. ๓๓

น.40 นี้คำว่า บทบาทโดยตรงของครูก็คือทำหน้าที่ให้ ประชาชน รู้จักสิ่งเหล่านี้ นั่นก็คือทำให้ ประชาชนรู้จักความรอด, ความ รอด ที่แท้จริง นั่นเอง. ประชาชนไม่รู้จักความรอดที่แท้จริง, แล้วก็ไม่ได้ต้องการความรอดที่แท้จริงแต่ต้องการความเพลิดเพลิน ที่หลอกลวง. ดังนั้นไม่เข้ามาถึงศาสนาเลย, ไม่เข้ามาถึงขอบเขต ของศาสนาเลย เพราะว่าหลงใหลอยู่แต่ในความเพลิดเพลินที่ หลอกลวง, จนกว่าจะได้รู้จักความสุขที่แท้จริง จึงจะเรียกว่า เข้ามาอยู่ในร่มเงาของศาสนา, แล้ว ทำงานอยู่พอใจอยู่ ทำงาน อยู่รู้สึกพอใจอยู่ ยิ่งเหงื่อออกมาก็ยิ่งพอใจ เหงื่อก็กลายเป็น น้ำเย็น เป็นน้ำมนต์ ทำให้เข้มแข็งมีเรี่ยวมีแรงทำงานต่อไปอีก. นี่บทบาทที่ครูจะช่วยให้ประชาชนรอดได้ ก็คือทำให้ รู้จักหน้าที่ที่แท้จริง, เกิดความรอดในทางวิญญาณ ไม่มีกิเลส ที่เป็นมารร้ายมาครอบงำจิตใจ ความรอดแท้จริงก็เกิดขึ้น. คน ที่มีปัญหาจมอยู่ในกองทุกข์นั้นรู้จักแต่ว่า รอดจากความยากจน ; แต่ก็รู้ไม่เพียงพอถึงกับว่าจะเอาชนะความยากจน ; ดังนั้นได้ เงินมาเท่าไรก็เอาไปซื้ออบายมุขหมด เพราะไม่รู้แม้แต่ความ รอดขั้นต้น. ทีนี้ความรอดที่มันเป็นส่วนรวมของประเทศชาติ ของ โลก นี่มันยังไกล มันยังไกลอีกมาก ; เว้นไว้แต่ว่าทุกคนใน โลก หน่วยประกอบของโลกนี้รู้จักความรอดที่แท้จริงแล้วก็ เอาชนะกิเลสอันหลอกลวง, ไม่เพิ่มเหยื่อเพิ่มกำลังให้แก่กิเลส แห่งความหลอกลวง ก็คือไม่หลงใหลในความเพลิดเพลินนั่น ๓๔

น.41 แหละ. เดี๋ยวนี้เขาคิดว่า เราชนะแล้ว กินเหล้าเมายานี้เราชนะ เป็นชัยชนะของเรา ทั้งที่ความวินาศทางวิญญาณนั้นเกิดขึ้น ๆ เกิดขึ้นจนหมดสิ้น, เขาก็ยังคิดว่าเขาชนะ ๆ ชนะ ๆ. คนพวก นี้ก็จะคิดว่า กินเหล้านี่ชนะกิเลส, เราชนะกิเลส, เราระงับ ความรู้สึกอย่างกิเลสด้วยการกินเหล้า. นี่เข้าใจผิดขนาดที่ เรียกว่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว, เห็นดอกบัวเป็นกงจักรกันอยู่ อย่างนี้. ความรอดอยู่ที่การทำหน้าที่ จะเป็น ความรอดของบุคคล แต่ละคน ก็ดี เป็นความรอด ของประเทศชาติ ก็ดี, ความรอด ของโลกทั้งโลก ก็ดี อยู่ที่ทุกคนทำหน้าที่ของตน ๆ อย่างถูกต้อง แล้วก็ไม่ทำสิ่งอื่นซึ่งไม่ใช่หน้าที่ ซึ่งมันไม่ได้ช่วยให้รอด. สิ่งใดไม่ได้เป็นไปเพื่อความรอด สิ่งนั้นไม่ใช่หน้าที่ แม้ที่สุดแต่ว่าความรอดชีวิตของแต่ละคน ๆ มันก็ต้องคือการ ทำหน้าที่ที่ถูกต้อง ใน ร่างกายมีการทำหน้าที่ที่ถูกต้องมันก็ รอดชีวิต, จิตใจทำหน้าที่ถูกต้องมันก็รอดทางวิญญาณ : เมื่อ รอดทั้งทางร่างกายและทางวิญญาณมันก็พอแล้ว มันก็ควร จะพอใจแล้ว. ดังนั้น การสนใจเรื่องจิตเรื่องวิญญาณให้เพียงพอ แล้ว ก็ นำไปให้ถูกทาง นั่นแหละ เป็นเรื่องสูงสุดของมนุษย์เรา ซึ่งการศึกษาทั้งหลายควรจะมารวมจุดอยู่ที่นี่. สรุปความสั้น ๆ ว่า เรื่องจิตเรื่องวิญญาณนี้มันเป็นผู้นำ ๓๕

น.42 จิตหรือวิญญาณมันนำทุกสิ่ง นำให้ทำ ให้มีการกระทำในภายใน ก็ดี ในภายนอก ก็ดี แล้วจะสร้างสรรค์อะไรก็ดี เรื่องจิตเรื่อง วิญญาณเป็นผู้นำ. ถ้าจิตวิญญาณตั้งไว้ผิด ประกอบอยู่ด้วย ความผิดแล้วมันก็ทำผิด มันก็สร้างผิด ส่งเสริมผิด ดำเนินผิด จนกลายเป็นเต็มไปด้วยความผิด, ในที่สุดก็ไม่รู้ว่าที่เกิดมานี้ เป็นมนุษย์หรือเป็นอะไร ทั้งหมดนี้คือ บทบาทของครู คือเป็นผู้นำในทางวิญญาณ สอนให้ทุกคนรู้จักชีวิต รู้จักหน้าที่ในด้านวิญญาณ เมื่อแต่ละ คนประพฤติตามนั้นก็มีความรอดเกิดขึ้น ทั้งส่วนบุคคลและ ส่วนสังคม ทั้งหมดนี้เรียกว่า บทบาทของครูกับความอยู่รอด ของสังคมนั้นคือสิ่งเดียวกัน. อาตมาบรรยายเลยเวลาไปมากแล้ว ก็ต้องขอยุติการบรรยาย. ๓๖

น.43 เรื่องที่ ๙ บทบาทของครู กับความอยู่รอดของสังคม ชีวิตคือความเกิด ชีวิตคืออะไร ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ และยังไม่ตาย จุดหมายปลายทาง จุดหมายของชีวิตคือ ของชีวิต ความรอดดของตนเองและผู้อื่น คือ อะไร (ประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น) ชีวิตนี้มีมา อุดมคติของชีวิต เพื่อดิ้นรนต่อสู้ให้วัฒนาไป คืออะไร เพื่อประโยชน์แก่ความรอด ทั้งของตนเอง และผู้อื่น

น.44 บทบาท เป็นผู้นำโลกในด้านวิญญาณ เป็นผู้สร้างโลก ของ (คุณธรรมของครู คือความรอดของโลก) ครู เป็นผู้สร้างความอยู่รอดของสังคม ทั้งที่รอดทางกายและรอดทาง จิตวิญญาณ

น.45 ข้อปฏิบัติ ของ ครู ทั้งสาม ขั้นตอน คือ บ้าน โรงเรียน วัด สอนให้เขารู้จักความรอด และได้ความรอด ทั้งชีวิต และวิญญาณ ทั้งของตนเอง และผู้อื่น สอนให้รู้ เตือนให้ปฏิบัติ ให้เดินถูกทาง จนสามารถควบคุมความรู้สึกและจิตวิญญาณ ใช้นโยบายอันอ่อนโยน แย่งมนุษย์ ออกมาจาก ปากเหวของวัตถุนิยม แย่งเขาออกมาจากความเป็นเหยื่อของวัตถุนิยม อย่าผสมโรงเป็นเสียเอง อันเป็นมูลเหตุให้มีความเห็นแก่ตัว สอนให้เด็กกลัวบาป อยู่ในสัมมาทิฏฐิ และคิดใช้เหตุผล กำจัด ทำลาย ป้องกัน ความเห็นแก่ตัว เพราะยิ่งฉลาดยิ่งเห็นแก่ตัว

น.46 ภารกิจ ของ ครู ครูช่วยให้ประชาชนรู้จัก ทั้ง ส่วนบุคคล และ ของสังคม ความรอดที่แท้จริง ความสุขที่แท้จริง ทำหน้าที่แท้จริง ขอให้ทุกคนทำหน้าที่ให้ถูกต้อง มีธรรมะสมบูรณ์ สังคมจะอยู่รอด

น.47 ชุดธรรมะสำหรับครู เล่ม ๙ ความอยู่รอดของสังคม ต้องเป็นความอยู่รอดของแต่ละคนที่ประ- กอบกันขึ้นเป็นสังคม จะมาพูดถึงความอยู่รอดของสังคม หรือของโลก โดย ไม่ต้องดูที่ความรอดของบุคคลนั้น เป็นไปไม่ได้ เดี๋ยวนี้บุคคลแต่ละคนรอดหรือเปล่า ถ้าพูดตามหลักธรรมแล้ว ไม่รอด บุคคลแต่ละคนยังตกอยู่ภายใต้อำนาจของอวิชชากิเลสตัณหา ซึ่งอยู่ในรูปของความเห็นแก่ตัว ความละโมบเกินประมาณ และความ ทุกข์ต่าง ๆ ธรรมะนั้นคือสิ่งที่จะช่วยให้รอด ธรรมะคือการทำหน้าที่ เมื่อทุกคน ทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องและอย่างไม่บกพร่อง สังคมทั้งโลกนี้จะ ปลอดภัย อยู่เย็นเป็นสุขได้ดี มีความรอดทั้งทางร่างกายและจิตวิญญาณ พุทธทาสภิกขุ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต