Buddhadasa.org
หนังสือครูคือผู้สร้างโลก › อ่านฉบับเต็ม

📖 ครูคือผู้สร้างโลก

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ครูคือผู้สร้างโลก

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.8 ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชาในวันนี้ อาตมายังคงกล่าวเรื่องราวในชุด ธรรมชีวี ต่อไปตามเดิม, แต่ ขอเพิ่มบางเรื่องเข้ามาด้วยกันเรียกว่า ธรรมชีวีกับครูผู้สร้าง โลก เพราะเป็นการบรรยายตามหัวข้อที่ที่ประชุมกำหนดให้ ว่าดังนั้น, เป็นอันว่าจะพูดเรื่องธรรมชีวีเกี่ยวกับครูผู้สร้างโลก อย่างไร. ความหมายของครูผู้สร้างโลก. คำว่าครูผู้สร้างโลก บางคนจะรู้สึกว่าคล้ายกับพูดเล่น ๑

น.9 หรือเล่นลิ้นพูด. ข้อนี้ไม่ได้เป็นการพูดเล่น, แต่เป็นการพูด จริง จริงถึงที่สุด, และท่านก็มองเห็นได้โดยประจักษ์ คือครู สร้างวิญญาณของเด็ก, แล้วเด็กโตขึ้นก็เป็นคน. คนทั้งหมด รวมกันก็คือโลก, ครูจึงอยู่ในฐานะสร้างโลกโดยผ่านทางเด็ก. ถ้าไม่ใคร่ครวญกันให้ละเอียดสักหน่อยก็จะฟังดูเป็นเรื่องพูด เล่น. โลกจะดีหรือจะงดงามน่าอยู่ก็เพราะโลกเต็มไปด้วยคนดี. ความมุ่งหมายของครูก็คือสร้างเด็กให้เป็นคนดี, แล้วเป็นผู้ใหญ่ ที่เป็นคนดี. สำหรับคำว่าครู, ครูในที่นี้จะต้องระลึกนึกถึงตามหลักธรรม ในพระพุทธศาสนาที่พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า : บิดามารดาเป็น ครูคนแรก , กล่าวเพียงเท่านี้ทุกคนจะพอมองเห็นว่าบิดามารดา ได้ชื่อว่าเป็นครูคนแรกนั้นอย่างไร คือ เกิดมาก็เลี้ยงดูอบรม สั่งสอน โดยรู้สึกตัวบ้าง โดยไม่รู้สึกตัวบ้าง มาตามลำดับจน เด็กนั้นมีความรู้ในเรื่องต่าง ๆ เท่าที่ควรจะรู้, แล้วยัง บ่มนิสัย ให้หยาบละเอียดประณีตสุขุมอะไรได้อีกแล้วแต่ว่าบิดามารดา หรือผู้เลี้ยงเด็กนั้นจะมีมารยาท มีกิริยาอาการหรือแม้กระทั่ง มีวัฒนธรรมอย่างไร. นี่เด็กก็ได้รับถ่ายทอดจากครูคนแรกคือ บิดามารดา ; ฉะนั้นคำว่าครูในที่นี้จึงรวมไปถึงบิดามารดาซึ่ง เป็นครูชั้นต้น. ครั้นมาอยู่โรงเรียนก็มี ครูชั้นที่สองคือครูที่โรงเรียน แล้ว ก็ทำงานพร้อมกันทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน. บิดามารดาเป็นครู ชั้นต้น, ครูบาอาจารย์ที่โรงเรียนก็เป็นครูรับช่วง , แล้วก็ยัง ๒

น.10 สอนมาด้วยกัน. นี้คือคำว่าครูโดยใจความสั้น ๆ เป็นผู้อบรม สั่งสอนให้เกิดมรรยาท เกิดนิสัย เกิดคุณสมบัติต่าง ๆ. ความหมายของคำว่าโลก. ทีนี้มาดูกันถึงคำว่าโลก เพราะเราจะพูดเรื่องครูผู้สร้างโลก. คำว่าโลกนี้มีความหมายซ้อนกันอยู่หลายชั้น กล่าวให้หมด ตามที่มีอยู่ในพระคัมภีร์. อันแรก ท่านเรียกว่า สังขารโลก คือสภาวธรรมที่ปรุง แต่งซึ่งกันและกันอยู่ตลอดเวลา. สภาวธรรมคือสิ่งที่เป็นไป ตามธรรมชาติ เป็นอยู่ตามธรรมชาติ, แล้วมันปรุงแต่งกันอยู่ ตลอดเวลาตามกฎอิทัปปัจจยตา เป็นต้น. นี่ท่านได้จัดเป็นโลก โลกหนึ่ง, โลกแห่งการปรุงแต่ง หรือสังขารโลก. สังขารโลก ก็แปลว่าโลกแห่งการปรุงแต่ง, ต้องหลับตาดูจึงจะเห็น, เห็น โลกแห่งการปรุงแต่ง, อะไร ๆ มันก็ปรุงแต่งซึ่งกันและกันอยู่ ทุกกระเบียดนิ้วทุกปรมาณู. ในร่างกาย เรานี้ตามที่เรียนมาก็พอที่จะรู้ได้ว่า มีการปรุง แต่งอยู่ทุกเซลล์ ที่ประกอบกันเป็นร่างกายนี้, แต่ละส่วน ๆ ก็ มีการปรุงแต่งเฉพาะส่วน : ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อะไรต่าง ๆ ล้วนแต่มีการปรุงแต่ง, กระทั่งอารมณ์ภายนอกเข้าไปปรุงแต่ง จิตใจภายในเกิดเป็นความรู้สึกความคิด ความนึก ความสำคัญ มั่นหมาย ความยึดถือ เป็นต้น นี่ก็เพราะการปรุงแต่ง. เราต้องคำนวณหรือว่าจะต้องดูด้วยตาปัญญาจึงจะเห็นว่า ๓

น.11 รอบตัวเราเต็มไปด้วยการปรุงแต่ง ; อย่างในอากาศโล่ง ๆ ว่าง ๆ นี้ก็มีการปรุงแต่งของแก๊สต่าง ๆ, แผ่นดินก็มีการปรุงแต่ง, ที่ไหนที่ไหนก็มีการปรุงแต่ง, นี่เรียกว่าโลกที่หนึ่ง เรียกว่า สังขารโลก โลกแห่งการปรุงแต่ง. ทีนี้ โลกที่สอง คือ โอกาสโลก ได้แก่แผ่นดิน เป็นที่รองรับ สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย . แผ่นดินโลกเป็นที่รองรับอะไรบ้างก็ลอง มองดูเอาเอง. ต้นไม้ต้นไร่ สัตว์คนหรือสิ่งก่อสร้างวัตถุต่าง ๆ มันก็ล้วนแต่ตั้งอยู่บนโลก โลกแผ่นดิน, มองดูเฉพาะตัวแผ่นดิน หรือที่เรียกว่า The globe ไม่ใช่ The world. The globe โอกาส โลก , โอกาสโลก โลกคือแผ่นดิน. ทีนี้ โลกที่สามคือ สัตว์โลก ได้แก่สัตว์ที่อยู่อาศัยในโลก รวมกันทุกประเภท : เป็นสัตว์เดรัจฉาน, เป็นสัตว์ครึ่งสัตว์ เดรัจฉานครึ่งคน กระทั่งเป็นคนนี้เรียกว่าสัตว์โลก ซึ่งจะต้อง ตรงกับคำว่า สัตวโลก มากกว่า. เรามีกันถึง ๓ โลก นี้เรียกว่ามองกันโดยหลักที่เรียกว่า ปรมัตถธรรม. ปรมัตถธรรมคือมองในชั้นลึก หรือมองในความ หมายอันลึก. ส่วนที่จะมองเป็นมนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก อะไรนั้น มองอย่างตื้น. แล้วก็มองอย่างค่อนข้างจะสมมติเอา มากกว่า แต่ก็เรียกว่าโลกได้เหมือนกันเพราะท่านบัญญัติใช้ กันมาอย่างนั้น ตั้งแต่ครั้งพุทธกาล. มนุษยโลก คือโลกของมนุษย์นี่. เทวโลกก็คือโลกของ เทวดาซึ่งไม่มีใครมองเห็น, พรหมโลกคือโลกของเทวดาที่ ๔

น.12 ยิ่งไปกว่านั้นอีก, คำอธิบายเรื่องนี้มันตีกันยุ่ง พวกหนึ่งเข้าใจว่าเป็นโลกเป็นบ้านเป็นเมือง เป็นวิมาน เป็นอะไรสำหรับเทวดาเหล่านั้นอยู่จริง ๆ ; แต่ความหมายใน ภาษาธรรม นั้น ท่านกลับหมายถึงว่า คนในโลกนี้ถ้ามีจิตใจ เหมือนเทวดา ตามหลักของเทวดา, ก็กลายเป็นเทวดา . คน ชนิดนี้อยู่ที่ไหนโลกนั้นก็กลายเป็นเทวโลก. หรือว่าคนธรรมดา นี่แหละ ถ้า มีจิตใจอย่างพรหม ; เช่นประกอบไปด้วยพรหม วิหารอย่างเต็มที่ คนนั้นแหละเป็นพรหม. คนชนิดนี้อยู่ที่ไหน ที่นั่นก็เป็นพรหมโลก อย่างนี้ก็มี. แม้เราจะกล่าวอย่างนี้ ครู ก็เป็นผู้สร้างโลกอยู่นั่นเอง. เดี๋ยวจะได้วินิจฉัยกัน. ครูสามารถสอนได้ทุกโลก. ครูเป็นผู้สร้างโลก แล้วก็ถือเอาหลัก ๓ ประการ : ชุดแรก ก่อนว่า สังขารโลก โลกแห่งสภาวธรรมที่ปรุงแต่งกันอยู่ตลอด เวลา. โอกาสโลก โลกคือแผ่นดินอันเป็นที่ตั้งอาศัยของสิ่งที่ มีชีวิต, แล้ว สัตวโลก คือหมู่สัตว์ที่อาศัยอยู่ในโลกทุกประเภท. จะเกณฑ์ให้ครูสร้างโลกไหนกัน ? อาตมาคิดว่าจะให้เป็นสร้าง ทั้งหมดก็ได้. ถ้าครูมีความรู้มากพอแล้วก็สอนให้มีการปรุงแต่งที่ถูกต้อง, ให้คนทุกคนมีการปรุงแต่งที่ถูกต้อง ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ให้เป็นสังขารโลก ; ครูก็ยังทำได้. แต่ว่ามันอยู่นอกหลักสูตร ของกระทรวงศึกษาธิการ ; แต่ข้อเท็จจริงมันเป็นสิ่งที่ทำได้ว่า ๕

น.13 แม้ครูจะสร้างสังขารโลกก็ยังทำได้ คือทำให้มีการปรุงแต่งใน โลกแต่ชนิดที่ถูกต้อง หรือควรจะมีควรจะเป็น, แล้วก็อยู่กัน อย่างเป็นสุข. ทีนี้ก็มาถึง โอกาสโลก คือแผ่นดินรวมทั้งต้นไม้ต้นไร่ อะไรที่อยู่บนแผ่นดิน ถ้าครูจะช่วยสร้างโลกแผ่นดินนี้ก็ยัง ทำได้, คือสอนให้เด็ก ๆ รู้จักรักษาคุ้มครองแผ่นดิน, ไม่ทำลาย ทรัพยากรของธรรมชาติโดยไม่จำเป็น, สร้าง รักษาสิ่งเหล่านี้ ไว้ให้น่าดู เดี๋ยวนี้ดูจะไปกันใหญ่แล้ว. การทำลายทรัพยากร ธรรมชาตินั้นทำลายกันอย่างไม่มีขอบเขต, แล้วก็ไปตายเอา ดาบหน้า ว่าถ้าบางอย่างมันหมดไปแล้วจะทำอย่างไร. เช่นว่า น้ำมันมันหมดจะทำอย่างไรอย่างนี้ ก็ยังคิดไม่ออก. ถ้าครูจะ สอนให้ทุกคนรู้จักถนอมทรัพยากรธรรมชาติ หรือทำให้มีการ ทดแทนกันได้เรื่อย ๆ ไป มันก็เป็นการสร้างแผ่นดินโลกที่ดี ให้มีต้นไม้ที่ร่มรื่น, แล้วแผ่นดินก็เป็นแผ่นดินที่ดีสำหรับจะ ปลูกพืชผลอะไรก็ทำได้ดี ฉะนั้นครูก็มีโอกาสสร้างโลกแผ่นดิน. ทีนี้มาถึง สัตวโลก คือสัตว์ที่เป็นคน ๆ นี้ สอนให้เกิดคน ที่เป็นอารยชนเป็นพลเมืองดีได้ โดยหลักวิธีสอนจริยธรรม ที่กำลังพิจารณากันอยู่. ถ้าครูได้ปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วนถูกต้อง ตามความหมายของคำว่าครูซึ่งหมายถึงสอนในด้านจิตด้าน วิญญาณด้วย, เป็นผู้นำในทางวิญญาณ เป็นผู้เปิดประตูให้โล่งโถง ออกไปในทางวิญญาณ, อย่างนี้ก็คือทำให้สัตว์โลกเป็นมนุษย์ ที่เต็มมนุษย์ กระทั่งเป็นอารยชน ทำให้พลโลกนี้เต็มไปด้วย ๖

น.14 คนที่มีธรรมะ, มันเป็นโลกที่ดี คือสัตว์โลก โลกแห่งหมู่สัตว์ ที่ดี. ทีนี้ถ้าครู จะสร้างให้เป็นมนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก ก็ยังได้ คือพร่ำสอนมนุษยธรรม ความถูกต้องแห่งความเป็น มนุษย์มีอยู่อย่างไร, สอนให้เขารู้ สอนให้เขาปฏิบัติ สอนให้ เขาเป็นอยู่ด้วยหลักปฏิบัติอันนี้, มันก็เกิดมนุษยโลกที่ดี ซึ่งเป็น วัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษา. แต่ถ้าสอนกันเพียงหนังสือ กับวิชาชีพไม่สำเร็จประโยชน์ อาจจะมีคนสวย คนรวย คน เก่งกล้าสามารถ, แต่ว่าเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวและการ เบียดเบียนซึ่งตามมา ก็ไม่เป็นมนุษยโลกที่น่าปรารถนา, เรา ต้องให้เป็นมนุษยโลกสมชื่อว่ามนุษยโลก , มนุษย์แปลว่าสัตว์ มีใจสูง. มนุษยโลก ก็แปลว่า โลกแห่งสัตว์ที่มีใจสูง . ทีนี้ถ้า จะสร้างให้เป็นเทวโลก ก็มีข้อความกล่าวไว้ชัดว่า หิริและโอตตัปปะชื่อว่าเทวธรรม , ความละอายต่อความชั่วและ ความกลัว เกลียดกลัวต่อความชั่วนั้นเรียกว่าเทวธรรม. ผู้ ประกอบอยู่ด้วยเทวธรรมนั้นเป็นเทวดา, ฟังดูมันไม่ใช่เรื่อง เดียวกันว่าเทวดาอยู่ในสวรรค์วิมาน, เต็มไปด้วยสิ่งเริงรมย์ ขนาดหนัก, กลายเป็นว่าเทวดานี้จะต้องระมัดระวังไม่ให้เกิด บาป, ไม่ให้เกี่ยวข้องกับบาป, มีหิริและโอตตัปปะในการที่จะ ไม่ทำสิ่งที่ไม่ควรกระทำ, ไม่ทำสิ่งซึ่งฐานะของตนบ่งว่าไม่ กระทำหรือไม่ต้องกระทำ, แล้วก็ทำแต่ในสิ่งที่ควรทำ, อย่างนี้ จึงจะเรียกว่ามีหิริและโอตตัปปะอันแท้จริง. ๗

น.15 เมื่อคนมีหิริและโอตตัปปะแท้จริงโลกจะเป็นอย่างไร ก็ ลองคิดดู, มันก็ไม่มีใครทำบาป, มันก็เป็นโลกที่ไม่มีบาป. นี่ ครูจะสร้างได้ไหม ? สร้างเทวโลก โดยเหตุผลมันก็สร้างได้, แต่ว่าโดยข้อเท็จจริงนั้นมันยังลำบากเพราะว่าบางทีจะไม่เคย คิดถึงเรื่องนี้, ไม่นึกถึงเรื่องนี้ ไม่อยู่ในความสนใจก็ได้. การ ที่จะสร้างให้คนทุกคนในโลกมีหิริและโอตตัปปะนี้เหลือวิสัย ไหม ? พวกหนึ่งก็จะบอกว่าเหลือวิสัย, พวกหนึ่งก็บอกว่าถ้า เอากันจริงมันก็จะไม่เหลือวิสัย. แต่ว่ามัน มีส่วนที่สร้างได้, อย่างอบรมนักเรียนให้มีหิริและโอตตัปปะนี้ มันก็ เหมือนกับ สร้างให้เขาเป็นเทพเจ้า เป็นเทวดา แล้วครู ก็ทำได้ ทีนี้โลก พรหมโลก พรหมโลกสูงขึ้นไปอีก มันก็ประกอบ ด้วยพรหมธรรม ธรรมะสำหรับพรหมหรือพรหมวิหารธรรม, ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพรหม ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา. คำว่าพรหมคำนี้ที่เป็นคำธรรมดานั้น ก็เป็นคำนาม ธรรมดาก็แปลว่าประเสริฐ, ผู้ประเสริฐ หรือซึ่งประเสริฐ เป็น คุณศัพท์. แต่เดี๋ยวนี้เขาหมายถึงเทพเจ้า เทวดา ชนิดหนึ่งอยู่ ในโลก ๆ หนึ่งซึ่งสูงขึ้นไปกว่าเทวโลก, แต่ก็ยอมรับว่าจะไป ถึงที่นั่นได้โดยประพฤติพรหมธรรม ๔ อย่าง คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา. ข้อนี้ควรจะทำความเข้าใจกันให้ดี ๆ ว่าอยู่ที่นี้ในโลกนี้ ในสภาพอย่างนี้. แต่ทำจิตให้ประกอบด้วย เมตตา รักเพื่อน มนุษย์ทั่วหน้า อย่างกับรักตัวเอง, แล้วกรุณา ช่วยทันทีหรือพร้อม ๘

น.16 ที่จะช่วย อยู่เสมอ ให้ผู้ที่มีความทุกข์ความลำบากได้พ้นจาก ความทุกข์ความลำบาก, และ มุทิตา ยินดีด้วย เมื่อใครได้ดีได้ บุญได้ความสุขก็ยินดีด้วย ไม่มีใครริษยาใคร, ไม่มีใครที่มี แผนการขัดขวางความเจริญของผู้อื่นเพื่อตัวเองจะได้เจริญ, นี่ มุทิตานี้กำจัดความริษยา ซึ่งเป็นเครื่องทำโลกให้วินาศ. ความ ริษยาเป็นเครื่องทำโลกให้วินาศ นี้ก็มีคำกล่าวอยู่ในบาลี. ทีนี้ข้อสุดท้ายก็ อุเบกขา ในกรณีที่บัดนี้ช่วยไม่ได้ เพราะ ว่าสัตว์นั้นต้องเป็นไปตามกรรม หรืออะไรก็ตามนี้ ช่วยไม่ได้ ก็รอดูอยู่ว่าเมื่อไรจะมีโอกาสช่วยก็จะช่วยทันที, มีการสอน การอธิบายว่าอุเบกขาคือเฉยเสียเมื่อช่วยไม่ได้, อาตมาว่าไม่ ถูก : แปลอย่างนั้น หรือถือหลักอย่างนั้นไม่ถูก. อุเบกขา คือ เพ่งดูอยู่ว่าเมื่อไรจะช่วยได้ก็เป็นการช่วยทันที. ตัวหนังสือมัน บอกอย่างนั้น อุปะ แปลว่าเข้าไป อิกขะ แปลว่า ดู คือ จ้องดู อยู่ : ไม่ใช่เฉยไม่รู้ไม่ชี้, เมื่อไรช่วยได้ก็ช่วยทันที คือเตรียม พร้อมอยู่เสมอ. ถ้าอย่างนี้ก็มี จิตเป็นพรหมธรรม ธรรมสำหรับ ความเป็นพรหม. มีมนุษยธรรมสำหรับความเป็นมนุษย์, มีเทวธรรมสำหรับ ความเป็นเทวดา, มีพรหมธรรมสำหรับความเป็นพรหม, ครู สร้างได้, สร้างได้ทุกโลก แหละ มันเป็นสัตว์โลกอยู่เป็นพื้นฐาน, อบรมสัตว์โลกนี้ให้กลายเป็นเทพ เป็นพรหมอะไรก็ได้, เรียกว่า มีส่วนที่สร้างได้. ถ้าหากอาศัยหลักพระพุทธศาสนาแล้วมัน ก็เป็นการสร้างได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้, จะสร้างโลกชนิดไหนก็สร้าง ๙

น.17 ได้, ที่นี่และเดี๋ยวนี้. เอ้า, ว่าจะสร้างมนุษยโลกให้ถูกต้องตามความหมายของ คำว่ามนุษยโลก ก็สอนมนุษยธรรมให้ถูกต้อง. เดี๋ยวนี้มนุษย์ ธรรมไม่ได้สอนกันในทางที่จะเป็นมนุษย์กันอย่างไร, สอน เรื่องประวัติศาสตร์ หรือเรื่องอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดความทะนง หลงชาติหลงตัวเองเสียมากกว่า ; ยิ่งเรียนมนุษย์วิทยากันใน ลักษณะนั้นแล้ว มันก็ยิ่งไกลจากการที่จะเป็นมนุษย์โลก ซึ่ง เต็มไปด้วยจิตใจที่สูง สมัครไปในทางสูง. สอนให้เป็นเทพเจ้า นี้ก็คืออบรมให้หนักไปด้วยหิริและ โอตตัปปะ พูดอย่างธรรมดาก็ได้คือให้เป็น สุภาพบุรุษถึงที่สุด, ไม่มีความลับไม่ปกปิดความลับ, มีแต่ความเปิดเผย ละอาย เกลียดที่จะทำสิ่งที่ไม่สมควร. ถ้าว่าคนได้รับการอบรมกันใน ลักษณะนี้มันก็เกิดเป็นเทวโลกขึ้นมาได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้. สำหรับพรหมโลกนั้นก็เหมือนกัน ถ้าอบรมให้เต็มไปด้วย พรหมวิหาร ก็เป็นการที่ทำให้มีพรหมเต็มไปทั้งโลก. มีเหตุที่ครูทำไม่สำเร็จผล. ทีนี้ ทำไมจึงไม่เป็นอย่างนั้น ข้อนี้ก็ไม่รู้จะโทษใคร ทำ กันได้แต่เพียงบางส่วน. บางส่วนทำไม่ได้เพราะว่าเจ้าตัวเขา ไม่ยินดีจะเป็นเช่นนั้น หรือว่า เกิดมา เขาไม่รู้ว่ามนุษย์นี้จะไป ทางไหนกัน เป็นมนุษย์คืออะไร ไปทางไหน มันก็ไม่รู้, มัน ก็หลง ติดอยู่แต่กับสิ่งชั่วที่เป็นที่น่ารักน่าพอใจ, การบำรุงบำเรอ ๑๐

น.18 โดยทางวัตถุ โดยทางกามารมณ์ต่าง ๆ แล้วก็ไม่อยากจะทำ อะไรให้มากกว่านี้. ส่วน หลักพระพุทธศาสนา ก็มีอยู่ว่า จิตนี้อบรมได้, จิตนี้ อบรมได้, เป็นจิตใจที่สูงขึ้นไปได้ หรือว่า ชีวิตนี้เป็นสิ่งที่เติม ธรรมะลงไปได้, ถ้าในชีวิตนี้มันยังมีธรรมะน้อยไปเราก็อาจ จะเติมธรรมะลงไปได้ ให้มันเป็นชีวิตที่มีธรรมะสมบูรณ์. แต่ ว่าโลกสมัยนี้ไม่สนใจเรื่องอย่างนี้, สนใจแต่ว่าจะมีอำนาจเงิน อำนาจอาวุธ อำนาจทางการเมือง อำนาจอะไรต่าง ๆ สำหรับ จะต่อสู้กันแย่งชิงกันครองโลกมากกว่า. สติปัญญาอันมากมายของมนุษย์ถูกใช้ไปในทางนั้นไม่ถูก นำมาในทางที่จะให้เกิดธรรมะขึ้นมาในโลก จนกระทั่งว่าสร้าง มนุษยโลกของมนุษย์ที่แท้จริงก็ยังได้, สร้างเทวโลก โลกที่ดี กว่ามนุษย์ธรรมดาขึ้นไปอีกก็ยังได้, สร้างพรหมโลกที่ดีที่สุด สำหรับสัตว์โลก. ที่เรียกว่าสัตว์โลก คือว่าสัตว์พวกพรหมเป็น สัตว์ที่ประเสริฐที่สุด, อยู่ด้วยความสงบอันสูงสุด ที่เรียกว่า อรูปฌานไม่เกี่ยวข้องกับอารมณ์อื่น คือไม่มีกามารมณ์หรือไม่ มีอารมณ์อื่นใดที่ทำให้เกิดความฟุ้งซ่านหวั่นไหว. นี่พรหมโลก ก็สร้างได้, ถ้าอาศัยหลักพระพุทธศาสนาแล้วควรนำไปพิจารณา ดูว่าเราจะถือเอาประโยชน์ในการอบรมสั่งสอนเยาวชนนี้ให้ ได้ให้มากที่สุดเพียงไร. รวมความว่าสร้างได้ทุกโลก, ครูสร้างได้ทุกโลก , สร้าง มาตั้งแต่อ้อนแต่ออกก็ยังได้ยิ่งดี สร้างมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์, เรื่อง ๑๑

น.19 นี้คนโบราณเขาเชื่อ, ครั้งพุทธกาลในอินเดียนี้เขาเชื่อว่า สามารถ จะทำให้เด็กในครรภ์นั้นปลอดภัยฉลาดอะไรได้ โดยทำให้ถูก กับเรื่อง ก็มีพิธีบริหารครรภ์ เรียกว่า คภฺพบริหาร สวดมนต์ให้ พรกันโดยพราหมณ์ แล้วมารดาก็ตั้งอยู่ในศีลอุโบสถจนกว่า จะคลอด อย่างนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นการสร้างกันมาตั้งแต่อยู่ใน ครรภ์, พอออกจากครรภ์ก็แวดล้อมให้ดีที่สุด ให้เกิดสัมมาทิฏฐิ มากขึ้นจนไม่หลงใหลในสิ่งใด. แต่เดี๋ยวนี้ ตามสภาพที่เป็นจริงนั้นมันตรงกันข้าม : พ่อแม่ หรือคนเลี้ยงนั้นแหละไปสอนไปอบรมให้เด็ก ๆ หลงใหลใน ของสวยงาม ของหอม ของเอร็ดอร่อย แล้วก็ เป็นเหตุให้เห็น แก่ตัว ไม่เห็นแก่ผู้อื่น ไม่มีใครสอนให้ลูกเด็ก ๆ สละสิ่งของ ที่รักที่พอใจให้แก่เพื่อน ก็เลยมีโรคเห็นแก่ตัวเกิดขึ้นแล้วก็ เจริญขึ้น ก็เลยเป็นปัญหาจนกระทั่งตาย. ความเห็นแก่ตัวยึดถือ ว่าตัวกู ของกูนี้มันก็เจริญ ๆ เจริญ ๆ ถึงที่สุดจนเป็นบ้าไปเลย, เป็นคนบ้าไปเลย, ถึงไม่บ้าก็มีความเห็นแก่ตัวชนิดที่จะทำอันตราย แก่บุคคลนั้นเอง และเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน. เด็กได้รับอบรมแวดล้อมแต่เรื่องที่สวยงามเอร็ดอร่อย เพราะความรักของบิดามารดา พอเล่นของเล่นได้ก็ซื้อของเล่น ที่แพง ๆ, แพงอย่างไม่น่าซื้อให้เล่น ก็ทำให้เด็กเสียนิสัยว่าจะ" ต้องเล่นของอย่างนั้น จนเกิดนิสัยว่ายิ่งแพงก็ยิ่งดี ก็เลยนิยม เล่นของแพงกินของแพง อวดความมั่งมีของตน. นี่เท่ากับว่า สร้างเด็กนั้นผิดเสียแล้ว, บิดามารดา ครูบาอาจารย์ไม่ควรสร้าง ๑๒

น.20 เด็กให้เกิดความยึดถือว่ายิ่งแพงยิ่งดีเป็นต้น. ให้รู้อะไรมีประโยชน์ อย่างไร อะไรมีประโยชน์อย่างไร แล้วก็หามาได้หรือใช้หรือ กินในลักษณะที่มันถูกเท่าที่จะทำได้ ไม่ใช่ให้มันแพง ๆ เท่า แพง เท่าที่จะทำได้. ทีนี้ เป็นหนุ่มสาวก็ไม่ได้มีการอบรม บังคับตน ตามหลัก อาศรม* ๔ ขั้นพวกพรหมจารี คือก่อนสมรสคนทั้งหลายนี้ เขาต้องเข้าสู่สำนัก อบรมการบังคับอินทรีย์ คือ บังคับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ตกไปตามอำนาจของกิเลส, คือ ไม่บูชา กามารมณ์ นั่นเอง เป็นเวลานานพอสมควร มันก็เกิดนิสัยที่ ไม่เป็นทาสของกามารมณ์, ปัญหาหมดไปเกือบสิ้น ถ้าคนไม่เป็นทาสของกามารมณ์ปัญหาเลวร้ายต่าง ๆ อย่าง ที่เกิดอยู่ในบ้านเรานี้ ที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวแต่ละวัน ๆ มันจะ ไม่มี. เหตุการณ์ร้ายต่าง ๆ เหล่านั้น เกิดมาจากการที่คนตกเป็น ทาสของกามารมณ์, มีการฆ่าผู้อื่นบ้าง ฆ่าตัวเองตายบ้าง ฆ่า พ่อแม่บ้าง, ฆ่าครอบครัวของตัวเองบ้าง, มันเป็นผลกลับไป กลับมากันอยู่ตรงนั้น แต่มูลเหตุอันแท้จริงก็คือการที่บูชากามารมณ์ เป็นพระเจ้า. คนหนุ่มคนสาวควรได้รับคำสั่งสอนไม่ให้เป็นเช่นนั้น, ให้รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรผิด อะไรถูก, ให้รู้ว่าการสมรส แต่งงานนั้นไม่ใช่เพื่อกามารมณ์, แต่เพื่อบรรเทาความลำบาก ในหน้าที่แห่งชีวิตให้ลำบากน้อยลงสักครึ่งหนึ่ง เพราะเดี๋ยวนี้ สองคนช่วยกันทำ. การสมรสเป็นภรรยาสามีเพื่อช่วยกันลด * อาศรม ๔ ได้แก่ พรหมจารี, คฤหัสถ์, วนปรัสถ์, สันยาสี. ๑๓

น.21 ความยากความลำบาก ในการที่จะเป็นมนุษย์ให้ถูกต้องและ สมบูรณ์เต็มเปี่ยม, แต่ไม่มีใครคิดอย่างนี้ ดูเหมือนจะมีกามารมณ์ เป็นเบื้องหน้า เลือกคุณสมบัติฝ่ายกามารมณ์เป็นเบื้องหน้าแล้ว จึงค่อยเลือกอย่างอื่น. ถ้าเลือกเอาคุณธรรมเป็นเบื้องหน้าแล้ว ความโกลาหลวุ่นวายจะไม่มีมากอย่างนี้, การหย่าร้างก็จะไม่ มีมากอย่างนี้ นี่เรียกว่า การศึกษาในชั้นที่เป็นพรหมจารี. ทีนี้เมื่อ เป็นพ่อบ้านแม่เรือน มีลูกมีหลานแล้ว ขั้นคฤหัสถ์ เขาก็จะต้องรู้จักธรรมะที่มากที่ลึกยิ่งขึ้นไปอีก เพราะว่าเดี๋ยวนี้ มีภาระมากขึ้น ; เมื่อเป็นพ่อเป็นแม่ มีลูกมีหลานภาระมากขึ้น เขาจะต้องมีความสามารถมากกว่าเมื่อยังเป็นหนุ่มเป็นสาวยัง เป็นโสด แต่ก็มิได้รับการอบรม หรือมักจะถือกันเสียว่าพ้น สมัยแล้ว, พ้นสมัยแล้ว. ที่จริงคนที่เป็นพ่อบ้านแม่เรือนนั้น ถ้ามีโอกาสเรียกมา ซักซ้อมความเข้าใจ เกี่ยวกับความเป็นพ่อบ้านแม่เรือนให้บ่อย ๆ ก็ จะเป็นพ่อบ้านแม่เรือนที่ดีกว่า ที่กำลังเป็นอยู่ในบัดนี้ ซึ่ง งมงาย หลงใหล เพ้อเจ้อไม่เรียบร้อย ไม่ราบรื่น ไม่สงบเย็น. แต่ก็ไม่รู้ว่าจะอาศัยอำนาจอะไรที่จะเรียกคนพ่อบ้านแม่เรือน มาอบรมทางจิตใจให้เป็นพ่อบ้านแม่เรือนที่ดีได้ ; ลำพังวัดนี้ก็ ทำไม่ได้. เดี๋ยวนี้คนเกือบจะไม่เข้าวัด ถ้ายิ่งไปอบรมอย่างนั้น เข้าอีกเขาก็จะรำคาญจะยิ่งไม่เข้าวัดหนักขึ้นไปอีก. วัดยังจะ ต้องหาอะไรมาเป็นเครื่องล่อให้เพลิดเพลิน, มีมหรสพในวัด อย่างนี้ มันแก้ปัญหาไม่ได้ ; แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรที่จะทำให้ ๑๔

น.22 คนเข้ามาในวัด ถ้ามีขนบธรรมเนียมประเพณี อบรมกันที่บ้าน นั่นแหละ ในหมู่บ้านนั่นแหละ มีสถานอบรม อบรมเรื่องการ เป็นพ่อบ้านแม่บ้านที่ดี อบรมเรื่องการละกิเลส ; วิสัยเพศฆราวาส จะพึงละได้เท่าไร อย่างไร ก็คงจะดีกว่านี้. ทีนี้ก็มาถึง วัยที่เป็นคนแก่ คนชรา , นี้เรียกว่า เข้าขั้น วนปรัสถ์และสันยาสี . ใครจะเป็นผู้อบรมคนแก่คนชรา ก็ต้อง เป็นคนที่เหนือกว่า, ถ้าคนแก่คนชรามีสติปัญญาสมกับที่ได้ผ่าน โลกนี้มานาน, แล้วก็สามารถจะช่วยชี้แจงบอกเล่าแก่ลูกหลาน นั้นแหละดี กลายเป็นผู้ให้การอบรม. คนแก่ชราผ่านชีวิตมา มากแล้วก็อบรมลูกหลานให้รู้สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นโดยไม่ต้องไป ทดลอง หรือว่าจะทดลองก็แต่น้อย. คนแก่ก็มีประโยชน์กลาย เป็นผู้อบรมลูกหลาน , ส่วนคนแก่ที่จะหาทางก้าวหน้าเจริญ ต่อไปก็อาศัยพระธรรม. อาศัยพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นหลัก สำหรับดำเนินต่อไปก็คงจะสำเร็จประโยชน์ได้. นี่ถ้าเรามีหลักการที่จะสร้างโลก กันในลักษณะอย่างนี้แล้ว โลกนี้ก็จะดีกว่านี้ จะน่าดูกว่านี้ หรือ จะไม่วินาศเร็ว ๆ อย่างนี้. เมื่อพูดถึงครูก็จะต้องนึกถึงครูคนแรก คือบิดามารดา แล้ว ครูต่อมา แล้ว ครูยิ่ง ๆ ขึ้นไป แล้วยังมีครูที่มิใช่ในโรงเรียน เป็นครูที่เป็นพระเจ้าพระสงฆ์ที่อยู่วัดวาอาราม, เป็นครูในด้าน จิตด้านวิญญาณ ทุกระดับมีความเข้าใจถูกต้องกันดี ร่วมมือ กันดีก็จะสามารถพามนุษย์ทั้งโลกนี้ไปทางสูงได้ เหนือปัญหา และเหนือความทุกข์ได้จริง. นี้คำพูดว่าครูผู้สร้างโลกคืออย่างนี้. ๑๕

น.23 ครูต้องมีธรรมเป็นชีวิต ทีนี้มาถึงคำว่า ระบบธรรมชีวี เพราะเราให้หัวข้อว่าธรรมชีวี กับครูผู้สร้างโลก ธรรมชีวีมีรายละเอียดดังที่ได้บรรยายมาแล้ว ในครั้งที่สามของการบรรยายชุดนี้ ผู้ที่ได้ฟังมาแล้วก็ทบทวน ได้. แต่โดยใจความสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยฟังก็จะบอกว่า โดยใจ ความนั้น ธรรมชีวี แปลว่า มีธรรมะเป็นชีวิตหรือมีเนื้อมีตัวเป็น ธรรม . มีธรรมะเป็นชีวิตก็อย่างที่กล่าวมาแล้ว ว่า ชีวิตนี้เติม ธรรมะลงได้เรื่อยๆ จนกว่าจะเต็ม, อย่าท้อถอย อย่าชะงักหรือ อย่าลังเล ในการที่จะเติมธรรมะลงไปในชีวิตให้เต็มไปด้วย ธรรมะ. คนนั้นก็จะพลอยได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่เต็ม มีธรรมะ เป็นชีวิต มีชีวิตเป็นธรรมะ ทั้งเนื้อทั้งตัวประกอบอยู่ด้วยสิ่ง ที่เรียกว่าธรรมะ. ธรรมะคืออะไร ? โดยใจความ ธรรมะคือหน้าที่เพื่อความ ดับทุกข์ นี้ก็บอกกันหลายหนแล้วว่าธรรมะคำนี้ภาษาอินเดีย โบราณโน้น แปลว่าหน้าที่. การที่จะแปลคำนี้ว่าธรรมะคือคำ สั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นมันไม่มีเหตุผล มันอยู่ในวงแคบ เพราะคำว่าธรรมะ, ธรรมะนี้เขาใช้พูดกันมาแล้วก่อนพระ พุทธเจ้าเกิด , ก่อนพระพุทธศาสนาเกิดเขาก็มีคำว่าธรรมะ ธรรมะ ใช้พูดกันมาแล้วหมายถึงหน้าที่. ผู้ที่มีปัญญาคนแรก เมื่อมนุษย์พ้นจากความเป็นคนป่ามา พอสมควรแล้ว มีความฉลาดมากแล้ว ก็ได้สังเกตเห็น สิ่งหนึ่ง ซึ่งสำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์ ก็คือหน้าที่ , หน้าที่นั่นเอง นับ ๑๖

น.24 ตั้งแต่หน้าที่ทำนา ทำสวน ล่าสัตว์ ประดิษฐ์ของใช้สิ่งของ สร้างบ้าน สร้างเรือน หาอาหารกิน บำบัดโรค. นี่รู้จักหน้าที่ ในชั้นนี้ก่อนคือ หน้าที่ที่จะแก้ปัญหาทางฝ่ายร่างกายก่อน ก็ เรียกว่าธรรมะ ก็แข่งขันกันสอน. คนสอนได้มากกว่าลึกกว่าก็มีคนนับถือยิ่ง ๆ ขึ้นไป ใช้ คำว่าธรรมะในความหมายเป็นหน้าที่นี้สอนกันมาเรื่อย จน กระทั่งถึงยุคพุทธกาลก็มีการใช้คำว่าธรรมะนี้อยู่ในวงแห่งการ สอน, ก็เรียกว่าธรรมแต่เนื้อหานั้นเป็นหน้าที่ อย่างพระพุทธเจ้า เกิดขึ้นท่านก็สอนธรรมะ. แต่ ธรรมะนั้นสูงขึ้นไปจนถึงกับว่า อยู่เหนืออำนาจของกิเลสพ้นทุกข์โดยประการทั้งปวง. ศาสนา อื่นที่เป็นคู่แข่งขันกันกับพระพุทธเจ้า เขาก็สอนธรรมะเหมือน กันหมดไม่ว่าในลัทธิศาสนาไหน. คนก็เลือกเอา ชอบธรรมะ ของใคร ? ชอบธรรมะของพระสมณะโคดม, ชอบธรรมะของ นิคันถนาฏบุตร, ยังมีอีกอย่างน้อยตั้ง ๖ ศาสนาโน่นที่ล้วนแต่ สอนธรรมะคือหน้าที่. ธรรมะแปลว่าหน้าที่ ศัพท์นี้ธรรมะมาจาก ธระ, ธระ แปลว่าทรงเข้าไว้, ทรงไว้ไม่ให้ตกต่ำ, ธรรมะก็คือสิ่งที่ทรงไว้ ไม่ให้ตกลงไปในกองทุกข์, แล้วนั่นแหละคือหน้าที่. ทุกคนมี หน้าที่ที่จะต้องประพฤติธรรมะ คือการดำรงตนหรือทรงตน ไว้ไม่ให้ตกลงไปในกองทุกข์. ธรรมะแปลว่าหน้าที่เพื่อความ ดับทุกข์, เพื่อดำรงตนไว้เหนือความทุกข์เหนือปัญหาโดยประการ ทั้งปวง. นี่คำว่าธรรมะในความหมายกลางทั่วไป ในประเทศ ๑๗

น.25 อินเดียนับตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์มาทีเดียว. เมื่อคำพูดคำนี้เกิด ขึ้นในโลกเป็นครั้งแรกมันมีความหมายว่าหน้าที่. ทีนี้ ในพุทธศาสนานี้บางทีใช้คำอื่นก็ได้ เช่นคำว่าพรหมจรรย์, ประพฤติพรหมจรรย์ ก็คือเพื่อดับทุกข์. ฉะนั้น การประพฤติ ใด ๆ ระบบไหนถ้าเป็นไปเพื่อความดับทุกข์ก็เรียกว่าธรรมะ ได้, แต่ต้องไม่ลืมความหมายว่ามันหมายถึงหน้าที่, ธรรมะคือ หน้าที่เพื่อความดับทุกข์. ที่ต้องสอน กันนั้นก็คือว่า คนทำหน้าที่ผิด ๆ เข้าใจผิด หลง ผิด ก็เลย ทำหน้าที่ผิด ๆ เหมือนที่กระทำกันอยู่. ทางด้านหนึ่ง ก็งมงาย กลายเป็นไสยศาสตร์ขึ้นมา. คำสอนเรื่องหน้าที่กลาย เป็นเรื่องไสยศาสตร์ขึ้นมา, ทำไปในลักษณะที่ไม่อาศัยเหตุผล, ไม่ต้องการพิสูจน์, ไม่ต้องการวิพากษ์วิจารณ์. ขอแต่ให้เชื่อ ตามบทบัญญัติที่กล่าวไว้ก็เลยกลายไปเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์, ของ ขลังของศักดิ์สิทธิ์เกิดขึ้น, แต่ ง่ายดีเพราะว่าเพียงแต่ทำพิธี บวงสรวงอ้อนวอนเป็นต้น ก็สำเร็จประโยชน์แล้ว, ไม่ต้อง เหน็ดเหนื่อยมากเหมือนกับว่าจะปฏิบัติธรรมะด้วย กาย วาจา ใจ. เรื่องไสยศาสตร์ ก็เลยมี ขึ้นมาแข่งกันกับธรรมะ หรือจะ เรียกว่ามันมาทำหน้าที่ทางลัด, เหมือนกับที่ว่ารวยลัด เรียน ลัด. อาศัยวิธีไสยศาสตร์ตามที่กล่าวกันไว้แล้ว ก็รวยลัด, ได้ รับประโยชน์โดยรวบรัด รวดเร็ว, แล้วก็ลงทุนน้อยอย่างที่ เดี๋ยวนี้มันก็ยังมีอยู่มากไสยศาสตร์ในโลกนี้, เพราะว่าคนที่มี ปัญญาเหมาะสำหรับไสยศาสตร์ยังมีอยู่. ๑๘

น.26 ทีนี้ดูให้ติดต่อกันไปว่า ธรรมะคือหน้าที่, หน้าที่เพื่อความ ดับทุกข์. ความประพฤตินั้นคือการประพฤติถูกต้องทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ, หรือจะแจกออกไปทางวัตถุ ทางร่างกาย ทางการพูดจา ทางจิต ทางวิญญาณ ก็ได้, เรียกรวบรัดก็ว่า กาย วาจา ใจ. แต่ว่าทางกายนั้นมันยังหมายถึงวัตถุล้วน ๆ ที่ไม่ได้มีชีวิต. เช่นเครื่องใช้ไม้สอยในบ้านในเรือนนี่มันก็เป็น วัตถุ, สิ่งเหล่านี้ก็ต้องมีความถูกต้องด้วย. นี้ ทางร่างกาย ร่างกาย และการบริหารร่างกายก็ถูกต้องด้วย. ทางวาจา การพูดจาจึงมีความสำคัญอย่างมากในการสังคม มันก็ต้องถูกต้องด้วย, มิฉะนั้นมันเกิดเรื่องเลวร้ายอย่างที่ไม่ น่าเกิด. ทางจิต ก็คืออบรมจิตให้จิตมีสมรรถภาพเต็มที่ที่มันควร จะมี, จะไปใช้ในทางไหนก็ได้, จะใช้ในทางคิดค้นก็ได้ ใช้ให้ ทำการงานก็ได้. แม้แต่จะใช้ในทางฤทธิ์เดชปาฏิหาริย์ก็ยังได้ ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเสียเลย. ทำจิตให้เป็นจิตที่มีคุณสมบัติเต็มที่ ตามที่ธรรมชาติกำหนดให้ แล้วก็ตามวิธีที่ได้ค้นพบตามกฎ ของธรรมชาตินี้เอง. ทีนี้ก็ถูกต้อง ทางวิญญาณ คือทางสติปัญญา คนมีจิตดีมี สมาธิมีฤทธิ์ปาฏิหาริย์เป็นมิจฉาทิฏฐิก็ได้ มันคนละเรื่องกัน. เรื่องของจิตกับเรื่องของสติปัญญาเป็นคนละเรื่อง. ในที่สุดก็ ถูกต้องหมด ถูกต้องทั้งทางวัตถุ ถูกต้องทั้งทางร่างกาย ถูกต้อง ทั้งทางการพูดจา ถูกต้องทั้งจิตหรือระบบจิต, แล้วก็ถูกต้อง ๑๙

น.27 อันสุดท้ายทางสติปัญญา. นี่เรียกว่าความถูกต้อง ซึ่งจะเรียกว่า หน้าที่. หน้าที่นั้นคือการปฏิบัติที่ถูกต้อง. ถ้าปฏิบัติไม่ถูกต้อง อย่างอันธพาลจะถือเอาว่า ข้าพเจ้ามีหน้าที่ปล้นจี้ขโมย แล้ว ก็จะทำหน้าที่อย่างนี้, นั้นมันคนละเรื่อง ถูกต้องตามหลักพุทธ ศาสนาก็คือไม่เป็นอันตรายแก่ฝ่ายใด, มีแต่ให้ประโยชน์คุณ แก่ทุก ๆ ฝ่าย, นั้นจึงจะเรียกว่าถูกต้อง. นี้ก็ดูอีกนิดหนึ่งก็เห็นได้ทันทีว่า ธรรมะหรือหน้าที่นั้น คือสิ่งซึ่งมีชีวิตจะต้องทำธรรมะหรือหน้าที่นั้น คือสิ่งซึ่งจะ ต้องทำสำหรับสิ่งที่มีชีวิต. ถ้าไม่มีชีวิตมันก็ไม่มีเป็นตายอะไร, มันไม่มีธรรมะอะไรเป็นหลักเป็นเกณฑ์อะไรนัก. แต่ถ้ามัน มีชีวิตมันต้องประพฤติถูกต้องเพื่อความรอด. ทีนี้ ความรอดนั้นมีอยู่ ๒ ชั้น : ชั้นที่ ๑ รอดชีวิต หรือ รอดปัญหาทางกายๆ; แต่ว่ารอดชีวิตไม่มีปัญหาทางกาย แต่จิต เป็นมิจฉาทิฏฐิก็ได้, มีกิเลสหนาแน่นก็ได้, ก็เลยต้องหา ความ รอดในทางจิต. ทางวิญญาณ อีกส่วนหนึ่ง. ฉะนั้นความรอดจึงมีอยู่ ๒ ชั้น : รอดชีวิต เพราะปฏิบัติต่อชีวิตอย่างถูกต้อง, รอดจาก ความทุกข์ ทั้งปวงเพราะทำลายกิเลส ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความ ทุกข์เสียได้. คนไม่สนใจมีชีวิตอยู่ด้วยธรรม. เดี๋ยวนี้คนสนใจกันแต่เรื่องความรอดทางกาย, ไม่สนใจ ๒๐

น.28 เรื่องความรอดทางจิต ทางวิญญาณ. ความรอดทางกายนี้ก็ เตลิดเปิดเปิงไป จนเป็นความฟุ้งเฟ้อ เหลือเฟือทางกาย, ไม่ได้ บำรุงร่างกายแต่พอเหมาะพอดี. ฉะนั้นมันจึงเกิดคำพูดว่า กินดี อยู่ดี ขึ้นมาแทนคำพูดที่เคยพูดว่ากินอยู่แต่พอดี. ถ้าตาม หลัก พระพุทธศาสนาน่าจะสอนมาก เรื่องความพอดี ๆ กินอยู่แต่ พอดี. เดี๋ยวนี้เกิดคำว่ากินดีอยู่ดีซึ่งไม่มีขีดคั่นข้างบน กินดี อยู่ดีเท่าไรก็ตามใจ นี่มันก็เลยพอดี, ก็เลยแข่งขันกันแต่ในเรื่อง อย่างนี้ ; เดี๋ยวนี้ก็เลยเต็มไปด้วยปัญหา. ผู้ที่มีปัญญาก็ฉวยโอกาสร่ำรวย ผลิตเหยื่อของกิเลสนี้ ขึ้นมาขาย, เป็นของเหลือเฟือเป็นของฟุ่มเฟือย, เป็นของไม่ จำเป็น แต่ก็ขายได้มากกว่าของจำเป็นเสียอีก เพราะว่ามันมี ความยั่วยวนมาก, คนทุกวันนี้แทนที่จะสนใจเพียงความรอด อย่างปกตินั้น, ไปสนใจที่เป็นเรื่องเฟ้อยิ่งไปกว่าความรอด คือ กลายเป็นการบำรุงบำเรอ ให้มันหลงผิดไปได้ง่ายในส่วน ที่เกี่ยวกับวัตถุหรือร่างกาย. เมื่อเป็นดังนี้เสียแล้วส่วนที่เกี่ยวกับ จิตมันก็ไม่มีทาง ; เพราะมันถูกปิดบังมิดหมดเสียด้วยความหลง ความงมงายในทางฝ่ายวัตถุ วัตถุกำลังครองโลก, หมายความว่าความลุ่มหลงในวัตถุ บูชาวัตถุ, มันเป็นไปแก่กล้ายิ่งกว่าสิ่งใด. ปัญหามันก็เกิดขึ้น เต็มไปหมด คือเป็นเรื่องของกิเลสทั้งนั้น. มันอยากได้ หลงใหล แต่จะได้ มันก็ เกิดโลภะ ราคะ. เมื่อไม่ได้อย่างใจ มันก็หลงใหล โกรธ คือโทสะ หรือ โกธะ. เมื่อมันยังไม่เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ๒๑

น.29 มันก็อยู่ด้วยความสงสัย ว่าจะเป็นอย่างไร. สิ่งที่ไม่แน่ใจว่า จะให้ผลเป็นสุขหรือเป็นทุกข์นั้น ก็เป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย, มืดมิดอยู่นั่นเอง, แล้วก็กลายเป็น โมหะ. โลภะ โทสะ โมหะ มันมากขึ้น ๆ ยิ่งไปส่งเสริมวัตถุปัจจัย ของกิเลส ให้มีในโลกมากขึ้นเท่าไร ความหลงใหลอย่างนี้ มันก็มากขึ้น ; เป็นอันว่าไม่ต้องรู้เรื่องความรอดทางวิญญาณ กันเลย ความรอดทางฝ่ายร่างกายก็ทำผิดเสียแล้ว คือเกินรอด ไปเสียแล้ว, หลงใหลในความฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อมัวเมาเกิน ความรอดไปเสียแล้ว ผิดแล้ว. นี้เรื่องทางจิตก็ยกเลิก ก็ไม่ต้อง สนใจกัน, นี้เรียกว่า ชีวิตอย่างนี้ไม่มีธรรมะ, ชีวิตอย่างนี้ไม่มี ธรรมะ, ไม่เป็นธรรมชีวี. การเป็นอยู่อย่างบูชาวัตถุหรือกามารมณ์ นั้นไม่มีทางที่จะเป็นธรรมชีวี มันจะกลายเป็นกิเลสชีวี, มีชีวิต อยู่ด้วยกิเลส ไม่ใช่มีชีวิตอยู่ด้วยธรรมะ แล้วก็หาความถูกต้อง ไม่ได้. ชีวิตต้องมีความถูกต้อง. หลักของธรรมชีวีโดยสรุปนั้นก็คือว่า มองเห็นอยู่แต่ ความถูกต้อง. เรารู้สึกความถูกต้องที่มีอยู่ ทางวัตถุ ทางกาย ทางวาจา ทางจิต ทางวิญญาณ. ที่เกี่ยวกับตัวเองนี้ มีความรู้สึก ว่าถูกต้องอยู่ทุก ๆ อิริยาบถ และทุกกระเบียดนิ้ว, ถ้าพูดโดย เวลาก็เรียกว่าทุกวินาที ถ้าพูดโดยพื้นที่ก็ทุกกระเบียดนิ้ว มี ความถูกต้องอยู่ที่เนื้อที่ตัว ; อย่างนี้เรียกว่ามีความถูกต้องเป็น ๒๒

น.30 ชีวิต ก็คือมีธรรมเป็นชีวิตแล้วก็เป็นไปเพื่อความรอด. ถ้ามัน มีความผิดก็ตรงกันข้าม เป็นอยู่ด้วยกิเลส มันก็ไม่เป็นธรรมชีวี เป็นอธรรมชีวีก็ได้. ผู้ที่จะเป็นธรรมชีวี ตรวจสอบตัวเองดู อย่างง่าย ๆ ว่ามัน ถูกต้อง อยู่ทุกวินาที ทุกกระเบียดนิ้วด้วยสติ สังเกตอยู่ว่า ตั้งแต่ ตื่นนอนขึ้นมาก็มองเห็นความถูกต้อง, จะไปล้างหน้า จะไปที่ ห้องล้างหน้าที่ไหนมันก็ถูกต้อง, ถูกต้องตามสิ่งที่ควรทำ. ถ้า ไปอาบน้ำก็ถูกต้อง จะไปรับประทานอาหารก็ถูกต้อง ไปทำงาน ก็ถูกต้อง, ทำงานอยู่ก็ถูกต้อง, แม้แต่หาเวลาพักสักหน่อย ก็ถูกต้อง. การที่ต้องนอนพักบ้างนั้นเป็นการถูกต้อง เพื่อให้ มันมีกำลังทำงานได้, ทำงานอยู่ก็ถูกต้อง, กลับมาบ้านอีกก็ ถูกต้อง, ถูกต้องแล้วที่จะต้องทำเช่นนั้น กระทั่งมากินอาหาร มาอาบน้ำอาบท่า ถ่ายอุจจาระปัสสาวะบางคราวจะต้องทำงาน พิเศษ เช่น ช่วยเขาถูบ้าน กวาดบ้าน ล้างจานบ้างก็ต้องทำไป ด้วยความรู้สึกว่าถูกต้อง ไม่เสียหายอะไร. ถ้าพ่อบ้านจะมาช่วย ล้างจานบ้าง ก็ทำได้ด้วยความรู้สึกว่าถูกต้อง มันเป็นเรื่องที่ ถูกต้อง. ทีนี้ สิ่งที่พึงประสงค์ ต่อไปก็ คือความพอใจ, ต้องมีความ ถูกต้องเสียก่อนแล้วจึงมีความพอใจ ว่ามีความถูกต้อง คือมี ธรรมะนั้นเอง. ธรรมะคือความถูกต้อง ความถูกต้องคือธรรมะ. ความพอใจอย่างนี้ไม่มีกิเลส ไม่เป็นกิเลสก็เรียกว่าธรรมปีติ, พอใจด้วยธรรมะ, ก็เลยกลายเป็นความสุข, ตลอดเวลาที่รู้สึกว่า ๒๓

น.31 ถูกต้องนั้นก็เลยมีความสุข แม้จะนั่งล้างจานอยู่ก็มีความสุข ในจิตใจปกติและเป็นสุขเพราะว่าถูกต้อง และพอใจ. แต่คน กิเลสหนาทำอย่างนี้ไม่ได้, ถึงกิเลสไม่สู้หนาก็คงทำไม่ได้, มันต้องมีกิเลสน้อยพอสมควรจึงจะรู้สึกว่าถูกต้อง พอใจ ถูกต้อง พอใจได้ทุก ๆ อิริยาบถ. อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ถ้าเกิดผลร้ายในทางฝ่ายตรงข้าม, เช่น การเจ็บปวดป่วยไข้ก็ดี, การถูกกล่าวหาร้ายแรงโดยไม่ได้ ทำผิดก็ดี, เรียกว่ามันเป็นเรื่องฝ่ายร้าย. นี่ก็ถูกต้อง, ไม่ต้อง เป็นทุกข์ให้เสียเวลา. มันถูกต้องแล้วที่เกิดมาในโลกนี้, มัน ต้องประสบพบเข้ากับสิ่งเหล่านี้ ก็เป็นการถูกต้องแล้วตาม ธรรมชาติ ที่สิ่งมีชีวิตอยู่ในโลกนี้มันต้องเป็นอย่างนี้, ก็ยินดี รับสภาพนั้น ไม่โกรธไม่เป็นทุกข์ไม่อะไร ; แก้ไขกันไปตาม วิธีที่ถูกต้องอีก, แก้ไขสิ่งเลวร้ายเหล่านั้นไปตามวิธีที่ถูกต้อง. ในที่สุดมันก็ลุล่วงไปด้วยดี. ความเจ็บไข้มีมา ก็ถูกต้องแล้ว ที่มันต้องเจ็บไข้ตามธรรมชาติ ก็รับเอาเป็นบทเรียนสำหรับ แก้ไขไป : แก้ไขทางกาย แก้ไขทางใจ จนความเจ็บไข้นั้น ไม่มีความหมายอะไร, หายก็ไม่เป็นไร, ตายก็ไม่เป็นไร, เพราะว่า เป็นของที่จะต้องเป็นอย่างนั้น แต่ว่าต้องทำด้วยความถูกต้อง จึงจะแก้ไขได้ แล้วส่วนมากมันก็หาย. ถ้ามันไม่ถึงที่ที่ควรจะ ตายมันก็หาย. คำว่า ถูกต้อง นี้ ขอให้ปรับปรุงให้มันมีได้จริง, แล้ว ก็มี ได้ตลอดเวลา, แล้วเราต้องไม่ขี้เกียจที่จะสังเกต. การสังเกต ๒๔

น.32 อย่างนี้ คือ การทำกัมมัฏฐาน อย่างดีเลิศ, ทำกัมมัฏฐานอย่าง ดีเลิศอยู่ตลอดเวลา ทุกอิริยาบถทั้งหลับทั้งตื่น คือคอยเฝ้าดู ความถูกต้อง. เมื่อได้ศึกษาเรื่องความถูกต้อง เรื่องศีลเรื่อง กรรมบถ มาพอสมควรแล้ว มันก็รู้แล้วว่านี้มันถูกต้องหรือ ไม่ถูกต้องอย่างไร, ก็ควบคุมให้เป็นไปแต่ในทางที่ถูกต้อง, มีโอกาสจะรู้สึกว่าถูกต้อง. ถ้าผิดก็รีบทำเสียให้ถูกต้องแก้ไข ทันทีเลย, เพราะว่ามันเฝ้าดูอยู่คอยสังเกตอยู่ ก็เลยมีแต่ความ ถูกต้อง. ในที่สุดยกมือไหว้ตัวเองได้ เป็นผลของความพอใจ, ขั้น สุดท้ายยกมือไหว้ตัวเองได้. นั่นแหละเป็นอะไรลองคิดดู. เป็น บุคคลที่หมดปัญหา, เป็นบุคคลที่สูงสุด, เป็นบุคคลประเภท พระอริยเจ้าเพราะมีธรรมชีวี, เพราะเป็นธรรมชีวี, มีธรรมะ อยู่กับชีวิตตลอดเวลา. ทีนี้ถ้าครูจะถือหลักอันนี้ คือ การสร้างเด็ก ๆ นี้ให้มีระบบ ธรรมชีวี, มีชีวิตอยู่ด้วยความถูกต้องก็ยิ่งดี. แต่ว่าครูเองต้อง เป็นธรรมชีวีให้ได้เสียก่อน, แล้วครูก็สอนเด็กและชี้ชวนให้ สนใจได้. หรือว่าครูอธิบายจนมีความเข้าใจ แล้วครูก็ทำตน เป็นตัวอย่างแห่งบุคคลธรรมชีวีนี้อยู่ตลอดเวลา. ครูเป็นธรรมชีวีต้องเพื่อประโยชน์แก่ตัวเอง และเพื่อเป็น ตัวอย่างให้แก่เด็ก ให้แก่ศิษย์ ครูเลยเป็นธรรมชีวีสองเท่า : ส่วนหนึ่งเป็นให้แก่ตัวเอง, ส่วนหนึ่งเป็นตัวอย่างให้แก่เด็ก. การสอนด้วยการทำตัวอย่างให้ดูนี้มีน้ำหนักมากกว่าการสอน ๒๕

น.33 ด้วยปาก หรือสอนแต่ปาก, เพราะผู้รับคำสอนจะได้หลักฐาน ประจักษ์พยานไปตั้งแต่ทีแรก เพื่อความแน่ใจว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ประพฤติปฏิบัติได้ ไม่เหลือวิสัย, แล้วก็ให้ผลเป็น ความสุขอันแท้จริง. ความพอใจอันเป็นสุขแท้จริงนี้ ได้มาโดยไม่ต้องเสีย สตางค์, ไม่ต้องลงทุนซื้อด้วยเงินด้วยทอง มีมาแต่การปฏิบัติ ถูกต้องจนรู้สึกว่าพอใจและถูกต้อง เลยเรียกว่าความสุขที่แท้จริง. เมื่อทำหน้าที่ถูกต้องและพอใจก็ได้ความสุขที่แท้จริง ไม่ต้อง เสียเงินสักสตางค์หนึ่งก็ได้. ทีนี้ความเพลิดเพลินที่หลอกลวงกินเงินมาก, กินเงินจน เงินเดือนไม่พอใช้ จนต้องคดโกง นั้นไม่ใช่ความสุข , เป็นเพียง ความเพลิดเพลินที่หลอกลวง. แต่ว่าคนที่ไม่รู้ความจริงข้อนี้ เห็นเป็นความสุข. ดังที่อันธพาลทั้งหลายหลงบูชากามารมณ์. เป็นความสุข ก็เลยประกอบกรรมอย่างอันธพาลนั้นมากมาย เต็มไปหมดในหมู่อันธพาล ทำให้คนทั้งหลายพลอยเดือดร้อน ด้วย. เด็กเพียงแต่ทำตามครู, ทำตามครูก็พอเสียแล้ว เพียงแต่ ทำตามครูนั้นก็พอเสียแล้ว. ฉะนั้น ครูจะต้องประพฤติให้เป็น ตัวอย่างที่ดี ลูกศิษย์ก็ทำตามครู ก็กลายเป็นคนดี เลยกลายเป็น การสร้างโลกใหม่. เด็ก ๆ เป็นธรรมชีวีแล้ว คนโต ๆ ทั้งหลาย ก็เป็นธรรมชีวี, โลกนี้ก็เป็นโลกของธรรมชีวีหรือโลกแห่งบุคคล ผู้มีธรรมะเป็นชีวิต. ๒๖

น.34 ที่พูดกันเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า โลกพระศรีอริยเมตไตรย, โลกของพระศรีอารยเมตไตรยเป็นโลกที่ไม่มีปัญหา, โลกที่ มีแต่ความสงบเย็น, โลกที่มีแต่มิตรภาพ ล้วนแต่เป็นคนประกอบ ไปด้วยธรรมะทั้งนั้น ประกอบไปด้วยธรรมะเสมอกันหมด จนไม่อาจจะเห็นความแตกต่าง ; อย่างนี้เขาเรียกว่าโลกพระ ศรีอาริยเมตไตรยนั้น. คนเหมือนกันหมด จนจำไม่ได้ว่าใคร คือใคร, เว้นไว้แต่ที่จะกลับมาที่บ้านที่เรือนจึงจะรู้ว่านี้ภรรยา ของตน สามีของตน ลูกของตน ใครของตน, ออกไปกลางถนน แล้วเหมือนกันหมดจนจำไม่ได้ เพราะอำนาจประพฤติธรรม ถึงที่สุด เป็นโลกของพระศรีอาริยเมตไตรย. เรื่องโลกชนิดนี้มีกล่าวไว้ด้วยกันทุกศาสนาไม่เฉพาะ ศาสนาพุทธ แล้วก็หวังที่จะมีโลกสมัยหนึ่งยุคหนึ่งซึ่งประเสริฐ วิเศษไปหมด แต่ที่จริงนั้นมันควรจะมองไปในทางที่ว่า เมื่อใด ประพฤติธรรมกันหมด เมื่อนั้นก็เป็นโลกอย่างนั้น. เพราะฉะนั้น เราอาจจะสร้างโลกพระศรีอาริยเมตไตรยขึ้นได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ถ้าทุกคนประพฤติธรรม, ถ้าทุกคนประพฤติธรรม, ถ้าทุกคน ประพฤติธรรมด้วยกันทั้งหมด โลกนี้กลายเป็นโลกพระศรี อาริยเมตไตรยในพริบตาเดียวเท่านั้น. นี่แผนการนี้ใครจะจัดได้ ไม่ทราบ แต่ว่าข้อเท็จจริงมันมีอยู่อย่างนั้น. ระบบธรรมชีวีทำให้โลกประกอบด้วยธรรม. ทีนี้ ธรรมชีวีเป็นระบบที่จะทำให้โลกนี้เป็นโลกที่ประกอบ ๒๗

น.35 อยู่ด้วยธรรมะ มีแต่บุคคลที่ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ, มีแต่ การกระทำที่ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ. ธรรมะก็เป็นเรื่องหน้าที่ ที่ช่วยให้รอด ไม่มีหน้าที่ใดจะสูงไปกว่าหน้าที่ที่ช่วยให้รอด และความรอดนั้น มีทั้งทางกาย และทั้งทางจิต ทางวิญญาณ. อยากจะย้ำอีกว่า โลกที่ประกอบไปด้วยบุคคลเป็นธรรมชีวี นั้นมันอาจจะเป็นโลกที่สดใส แจ่มใส เยือกเย็น เย็นไปหมด. โอกาสโลก คือแผ่นดินนี้ก็ไม่ถูกทำลาย ไม่ถูกทำลายอย่างที่ กำลังทำลายกันอยู่. สัตว์โลก คือสัตว์ทั้งหลายที่มีชีวิตนี้ก็จะ ไม่มีการเบียดเบียน มีสันติสุข มีสันติภาพ แล้วก็เป็นสัตว์โลก ที่เย็น. ทีนี้ สังขารโลก โลกแห่งการปรุงแต่งตามกฎธรรมชาติ นั้น ก็มีแต่การปรุงแต่งทางฝ่ายดีฝ่ายถูก ฝ่ายดับทุกข์. เป็นอันว่า สามารถที่จะสร้างโลกทั้ง ๓ ขึ้นมาได้อย่าง ครบถ้วน โลกแผ่นดิน สัตว์โลก และ สังขารโลก เพราะทุกคน หรือส่วนมากเป็นธรรมชีวี, ถ้าร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ยิ่งดี, ถ้าไม่ ร้อยเปอร์เซ็นต์ แปดสิบ เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ก็ยังได้ ; เดี๋ยวนี้ ในโลก เห็นว่ามันจะ ไม่เป็นธรรมชีวีเสียทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์, เป็นธรรมชีวีสักหลายสิบเปอร์เซ็นต์ ก็จะดี จะสงบ เป็นสันติสุข ได้. ถ้าเป็นธรรมชีวีกันได้ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ไม่ต้องพูดถึง หมดปัญหาโดยประการทั้งปวง, ทุกชีวิตได้รับสิ่งที่ดีที่สุด เท่าที่จะได้รับ, ความเป็นมนุษย์ก็ถึงความเต็มแห่งความเป็น มนุษย์ ตามความหมายที่ว่ามีจิตใจสูง, ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้รับ ไม่ขาดตกบกพร่องแต่ส่วนใด. ๒๘

น.36 แต่เดี๋ยวนี้คนเขาก็ไม่รู้เรื่อง หรือ ไม่สนใจว่าเกิดมานี้ ต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ก็เลยไม่สนใจเรื่อง ธรรมชีวี สนใจกันแต่เรื่องไ ด้แล้วก็เป็นดี, แล้วเรื่องได้นั้น เป็นของกิเลสทั้งนั้นเลย, ไม่ได้เป็นการได้ของโพธิปัญญา จึงบูชาศาสนาได้แล้วเป็นดี, ถือศาสนาประโยชน์กันทั้งโลก ก็ว่าได้. อาตมาอยากจะกล่าวอย่างนั้น, แต่เดี๋ยวนี้จะเห็นเป็น การดูหมิ่นดูถูกผู้อื่นไป. เดี๋ยวนี้จะทั้งโลกเสียแล้วที่นับถือ ศาสนาประโยชน์ได้แล้วก็เป็นดี, การที่ เราได้นั่นแหละถูกต้อง และยุติธรรม, ถ้าผู้อื่นได้ละก็ไม่ถูกต้องไม่ยุติธรรม. เป็นอันว่า ครูเป็นผู้สร้างโลกได้ จะได้อย่างดียิ่ง ก็โดย อาศัยหลักการธรรมชีวี มีชีวิตเป็นธรรมะอยู่ทุกกระเบียดนิ้ว, แล้วครูหรือครูคนแรกคือบิดามารดา, แล้วครูที่โรงเรียน แล้ว ครูที่วัด, ครูในป่า ทุก ๆ ครู เป็นธรรมชีวี สอนกุลบุตรกุลธิดา ให้มีความเป็นธรรมชีวี ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปได้, แล้วเรื่องมันก็จบ. หวังว่าคงจะเอาไปพิจารณาดู อย่างน้อยก็ ให้มองเห็นว่า ครูเป็นผู้สร้างโลกโดยแท้จริง จะเป็นครูคนแรกคือบิดามารดา, หรือครูที่โรงเรียน, หรือครูที่วัด หรือว่าครูในป่าในดงในถ้ำ ในภูเขา ที่ว่าเป็นครู ๆ ๆ กันแล้วมีส่วนที่จะสร้างโลกได้ทั้งนั้น. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครูที่เป็นระบบในการเรียนการสอน ที่โรงเรียนนี้ เมื่อได้จัดได้ทำไปอย่างถูกต้องแล้ว ก็มีโอกาส ที่จะสร้างโลกได้ง่าย ได้มาก ได้เร็ว ได้ดีถึงที่สุด, แล้วเรา ก็จะได้ร่วมมือกัน ทำให้สำเร็จประโยชน์ตามนี้, เรียกว่าธรรมะ ๒๙

น.37 ครองโลก , ไม่ใช่กิเลสครองโลก ; เพราะทุกคนมีมนุษยธรรม มีธรรมะของมนุษย์ ธรรมะก็ครองโลก, กิเลสก็ไม่มีโอกาส ก็ไม่โผล่มาให้เห็น. เรื่องมันก็เต็ม, เปี่ยมสมบูรณ์ เรียกว่า เป็นโลกที่เต็ม ที่เปี่ยม ที่สมบูรณ์ด้วยธรรมะ แล้วก็ไม่ต้องพูดถึง เรื่องอาชญากรรมหรืออะไรทำนองนั้นอีกต่อไป. การบรรยายครั้งนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติการบรรยาย ให้พระคุณเจ้าทั้งหลายสวดบทพระธรรม เป็นเครื่องส่งเสริมกำลังใจ ในการปฏิบัติธรรมะสืบต่อไป. ๓๐

น.38 เรื่องที่ ๔ ธรรมชีวี กับ ครูผู้สร้างโลก ครูคือผู้สร้างวิญญาณของเด็ก เด็กเติบโตเป็นคนทั้งโลก ครูจึงเป็นผู้สร้างโลกทั้งสาม สังขารโลก ครูปรุงแต่งกายวาจาใจ ของบุคคลให้ถูกต้อง ตามที่ควรเป็น โอกาสโลก และเป็นสุข สอนให้เด็กรู้จักโลก สัตวโลก ที่รองรับสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย รวมถึงการสงวนรักษา สอนคนให้เป็น ทรัพยากรธรรมชาติ อารยชน พลเมืองดี

น.39 ครูเป็นผู้สร้างโลกทั้งสามของคนดี มนุษยโลก โลกของมนุษย์ สัตว์ที่มีใจสูง เทวโลก สร้างบุคคลให้มี เทวธรรม คือ หิริ โอตตัปปะ พรหมโลก สร้างบุคคลที่ประเสริฐ รักเพื่อนมนุษย์ มีพรหมวิหาร ๔ : เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

น.40 ครูต้องมีธรรมเป็นชีวิต ครูสร้างโลกได้โดยอาศัยหลักการธรรมชีวี ธรรมะคือหน้าที่ซึ่งสิ่งที่มีชีวิตจะต้องทำเพื่อความรอดทาง กาย จิต วิญญาณ หลักของ ธรรมชีวี ทำหน้าที่ตลอดชีวิต เพื่อ ความรอด ทางกาย คือ รอดชีวิต ทางจิต คือ อบรมให้มีสมรรถภาพเหนือกิเลส เพื่อ ความรอด ทางวิญญาณ คือ มีสติปัญญา รอดจากความทุกข์ เพื่อ อยู่เหนืออำนาจของกิเลสและวัตถุนิยม มีความถูกต้องอยู่ทุกเวลา มีความพอใจในความถูกต้อง จนไหว้ตัวเองได้ ศึกษาเรื่อง ศีล กรรมบถ ให้ถูกต้องตลอดเวลา, ผิดก็แก้ไข ครูประพฤติตนถูกต้อง มีธรรมชีวีตลอดเวลา ทั้ง กาย วาจา จิต ครูมีธรรมชีวีแล้วสร้างให้เด็กมีธรรมชีวี เมื่อธรรมะครองโลก โลกก็เต็มเปี่ยมสมบูรณ์ด้วยธรรมะ

น.41 อาจารย์ไก่ ๏ ถ้าคนเรา เปรียบกับไก่ ดูให้ดี มันไม่มีนอนไม่หลับ ไม่ปวดหัว ไม่มีโรคประสาท ประจำตัว โรคจิตไม่มากลั้วกับไก่น้อย. ๏ คนในโลกกินยา เป็นตันๆ พวกไก่มันไม่ต้องกินสักเท่าก้อย หลับสนิทจิตสบาย ร้อยทั้งร้อย รู้สึกน้อยแห่งน้ำใจอายไก่เอย. ๏ ได้เป็นคนหรือจึงได้นอนไม่หลับ ควรจะนับว่าเป็นบาปหรือบุญเหวย มีธรรมะกันเสียนะอย่าละเลย อยู่เสบยไม่ละอาย แก่ ไก่ มัน. พ. อินทฺปัญฺโญฺ

น.42 ชุดธรรมะสำหรับครู เล่ม ๔ คำว่า ครูคือผู้สร้างโลกนี้ ไม่ได้เป็นการพูดเล่น แต่เป็นการพูดจริง และจริงอย่างถึงที่สุด ท่านก็มองเห็นได้โดยประจักษ์ คือ ครูสร้างวิญญาณ ของเด็ก แล้วเด็กโตขึ้นก็เป็นคน คนทั้งหมดก็รวมกันเป็นโลก ครูจึงอยู่ใน ฐานะผู้สร้างโลกโดยผ่านทางเด็ก โลกจะดีหรือจะงดงามน่าอยู่ก็เพราะโลก เต็มไปด้วยคนดี ความมุ่งหมายของครูก็คือสร้างเด็กให้เป็นคนดี แล้วก็ เป็นผู้ใหญ่ที่เป็นคนดี คำว่าครูตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา หมายถึงครูที่บ้านคือ บิดามารดา ซึ่งเป็นครูคนแรก ซึ่งช่วยเลี้ยงดูอบรมบ่มนิสัย ครูชั้นที่สองคือ ครูที่โรงเรียน และครูชั้นต่อมาคือ อุปัชฌาย์อาจารย์ ซึ่งเป็นครูที่วัด พุทธทาสภิกขุ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต