Buddhadasa.org
หนังสือครูในอุดมคติ › อ่านฉบับเต็ม

📖 ครูในอุดมคติ

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ครูในอุดมคติ

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.8 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย. การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวข้อความในชุด ธรรมชีวีต่อไปตามเดิม แต่ เป็นการกล่าวที่ผนวกกันเข้ากับเรื่องจริยศึกษา ดังนั้นจึงมีหัวข้อ สำหรับกล่าวในวันนี้ว่า การดำรงชีวิตอย่างครู นั่นแหละคือ ธรรมชีวีชั้นครู. หัวข้อที่ทางจริยศึกษากำหนดไว้ให้ ก็คือหัวข้อว่า การ ดำรงชีวิตอย่างครู ; เดี๋ยวนี้เอามาจับกันเข้ากับการดำรงชีวิต อย่างธรรมชีวี ว่าเป็นอย่างเดียวกัน ดำรงชีวิตอย่างครูก็เป็น การดำรงชีวิตธรรมชีวีชั้นครู. เรื่องที่จะต้องกล่าวก็คือ ครู ๑

น.9 ในอุดมคติเป็นอย่างไร , แล้วก็ ธรรมชีวีมีอุดมคติเป็นอย่างไร เปรียบเทียบกันไปโดยลำดับ. ลักษณะครูในอุดมคติ. ครูในอุดมคติ ก็คือผู้นำ เป็นผู้นำ, แม้ว่าส่วนใหญ่จะนำ ในด้านจิต ด้านวิญญาณ แต่จะให้เป็นผู้นำในด้านวัตถุธรรม ทั่วไปก็ยังได้ ; ดังนั้นจึงกล่าว ครูในอุดมคติไว้ว่า เป็นผู้นำ ในทางวัตถุ ก็ได้ เป็นผู้นำในทางวิญญาณ ก็ได้ ซึ่งจะได้กล่าว เป็นอย่าง ๆ ไป. การนำสังคมในทางวัตถุ ก็คือการนำในการแสวงหา, ในการเสวยผล, และในการเป็นอยู่, สำหรับการแสวงหา ก็คือ การแสวงหาชนิดที่ไม่ทำให้เกิดความทุกข์แก่ตนเอง, และผู้อื่น ไม่มีการกระทบกระทั่งใคร. นี้เป็นหลักทั่วไปในการแสวงหา อย่างสัตบุรุษ. การแสวงหาไม่เกิดทุกข์แก่ฝ่ายใด หมายความว่า ไม่ได้ เห็นแก่ตน เห็นแก่ประโยชน์ของตน แล้วก็ทำไปเพื่อประโยชน์ ของตน โดยไม่ได้มองว่ามันจะกระทบกระทั่งประโยชน์ของ ใคร ; นี่เรียกว่า แสวงหาชนิดที่ถูกต้อง. ครู เป็นผู้นำในการ แสวงหา วัตถุปัจจัยเครื่องดำรงชีวิตอย่างถูกต้องอย่างนี้. ทีนี้ใน การเสวยผล ผลงานที่ได้มา ก็มีหลักพอที่จะสรุป ได้ว่า เป็นการเสวยผลชนิดที่ไม่กินคนเดียว, ผลงานที่ได้มา ไม่ได้มุ่งหมายที่จะกินคนเดียว แต่ให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ๒

น.10 โดยรอบข้าง เท่าที่จะทำได้. เขาเป็นผู้มองเห็นว่า ผู้อื่นกิน หรือให้ผู้อื่นกินย่อมจะอิ่มกว่ากินเอง ของที่เราให้ผู้อื่นกินนั้น มันเป็นการอิ่มในทางจิตใจเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง. การกินเอง มันอิ่มแต่ในทางร่างกายฝ่ายเดียว ถ้าให้ผู้อื่นกินมันรู้สึกพอใจ ในการกระทำอันนั้น มีความอิ่มใจแล้วยังอิ่มทั้ง ๒ ฝ่าย และ อิ่มตลอดกาลนาน เช่น รับประทานเอง รุ่งขึ้นก็ถ่าย แล้วดูก็ จะหมดเรื่องกัน แต่ถ้าให้ผู้อื่นกิน นึกขึ้นมาทีไร หรือพบปะกัน ทีไร ก็ยังมีความอิ่มเกิดขึ้นทุกครั้งไป อย่างนี้จึงเรียกว่าให้ผู้อื่นกิน อิ่มกว่ากินเอง ครูผู้มีอุดมคติย่อมนำในการเสวยผลชนิดที่ไม่กิน คนเดียว. อย่างใน บาลีก็มีคำกล่าวว่า กินคนเดียว ไม่ได้ซึ่งความสุข, กินคนเดียว ได้แต่ความอิ่ม, แต่ถ้าให้ผู้อื่นกิน ได้ทั้งความอิ่ม และความสุข คือความพอใจ ความสุขใจ. ถ้าคนเรามี หลักไม่กินคนเดียว อย่างนี้ จะมีความผูกพัน กันอย่างมั่นคง, เป็นสังคมที่มีความผูกพันกันอย่างมั่นคง พร้อม ที่จะทำให้เรื่องยาก เรื่องหนัก กลายเป็นเรื่องง่าย หรือเรื่องเบา. ทีนี้ก็มาถึง การเป็นอยู่ เป็นอยู่อย่างถูกต้อง, มีการเป็นอยู่ อย่างถูกต้อง มันก็เป็นคำพูดธรรมดา ๆ คล้ายกับว่าพูดอย่าง กำปั้นทุบดิน มันไม่มีทางผิด ; เป็นอยู่อย่างถูกต้อง ก็คือ เป็นอยู่ อย่างมีประโยชน์, อย่างที่ชีวิตนี้มีประโยชน์ ไม่เป็นหมัน, ชีวิตนี้มีอยู่อย่างมีประโยชน์ อย่างไม่เป็นหมัน, จะใช้ชีวิตนี้ ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร เท่าไร ก็ใช้กันเต็มที่ มีประโยชน์ ๓

น.11 ผูกพันกัน ด้วยความเป็นอยู่ชนิดที่ผูกพันกัน. มีหลักการใหญ่ตามหลักธรรมะก็คือว่า เป็นอยู่อย่างเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน. เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ย่อมมีการสังคม อยู่คนเดียวไม่ได้, ไม่มีทางที่จะอยู่คนเดียวได้ ต้องอยู่อย่าง มีการสังคม สมาคม. ทีนี้ก็อยู่ด้วยสังคมของเพื่อน คือ ความ เป็นเพื่อนกัน ในการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ; มองเห็นอาการอันนี้ ซึ่งเป็นความจริงของธรรมชาติ หรือตามธรรมชาติ. เราไม่ได้ เกิดมาคนเดียว มีเพื่อนที่เกิดอยู่ร่วมโลกกันเป็นอันมาก, มี เพื่อนเกิด, แล้วทุกคนก็แก่ชราลง ๆ นี้ก็ มีเพื่อนแก่, แล้วก็ เจ็บไข้ได้ด้วยกันทุกคน, ไม่ว่าใครสักคนหนึ่ง โรคภัยไข้เจ็บ มีมาก จนเจ็บไข้ด้วยกันทุกคน ไม่อย่างนั้นก็อย่างนี้ เรียกว่า เป็น เพื่อนเจ็บไข้, ทีนี้ก็เป็น เพื่อนตาย หมายความว่าตายกัน ทุกคน. คำว่า เพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย นี้ เป็นหลักของธรรมชาติ จัดให้, ธรรมชาติจัดให้เราเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน ทั้งหมดทั้งสิ้น. เรา นอกจากจะเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันแล้ว ยังจะเป็นเพื่อนพยายามต่อสู้ให้พ้น จากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย. ข้อนี้ก็เคยพูดบ้างแล้ว ; แต่ว่าบางคนยังไม่เคย ได้ยิน คืออยากจะบอกให้ทราบว่า การเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้น เ ป็นสิ่งที่ทำให้พ้นได้ ไม่ให้รบกวนได้. เรามักจะสวดมนต์กัน แต่เพียงว่า เรามีความเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นธรรมดา ไม่พ้นความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปได้ ; แต่ ๔

น.12 พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ถ้าได้อาศัยพระองค์เป็นกัลยาณมิตร แล้ว ก็จะพ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย. ข้อนี้หมายความว่า เมื่อปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์จนถึงที่สุด ก็จะมีความ รู้แจ้งอย่างแท้จริง จนมองไม่เห็นเป็นสัตว์ เป็นบุคคล, ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีตัว ไม่มีตน ที่จะเป็นผู้เกิด ผู้แก่ ผู้เจ็บ ผู้ตาย, มีแต่สังขารทั้งหลายปรุงแต่งกัน, แล้วก็เปลี่ยนแปลงไปตาม ธรรมชาติในอาการที่เรียกว่า แก่ เจ็บ ตาย มองเห็นเป็นเพียง การเปลี่ยนแปลงของสังขารทั้งหลายตามธรรมชาติ, ไม่มีตัวเรา ผู้เกิด แก่ เจ็บ ตาย. จิตใดเห็นความจริงข้อนี้ จิตนั้นก็ไม่มีตัวตน สำหรับจะเกิด แก่ เจ็บ ตาย ; ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงเป็น สิ่งที่พ้นได้ด้วยการปฏิบัติชนิดที่เรียกได้ว่า มีพระพุทธองค์ เป็นกัลยาณมิตร. เป็นอยู่ถูกต้องคือปฏิบัติตามอริยมรรค. พระพุทธองค์ทรงสอนเรื่องความถูกต้อง ๘ ประการ ที่ เรียกกันว่า สัมมัตตะ ๘ หรือได้แก่อริยอัฏฐังคิกมรรค, มรรค มีองค์ ๘ นั่นเอง. ถ้าปฏิบัติอยู่ในอริยมรรคมีองค์ ๘ ถึงที่สุด แล้ว, สติปัญญาก็เป็นไปถึงที่สุด จนมองเห็นธรรมชาติ, การ เป็นไปตามธรรมชาติของธรรมชาติ, ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา มันก็มีความรู้สึกชนิดที่ว่างจากตัวตน เลยไม่มีใคร ที่เป็นบุคคลที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ; จิตลุถึงความจริงข้อนี้แล้ว ไม่รู้สึกว่าเป็นตัวตนสำหรับเกิด แก่ เจ็บ ตาย. ๕

น.13 นี่แหละที่พูดว่า สัตว์มีความเกิด ก็พ้นจากความเกิด, สัตว์มีความแก่ ก็พ้นจากความแก่, สัตว์ที่มีความเจ็บ ก็พ้นจาก ความเจ็บ, ที่มีความตายก็พ้นจากความตาย, คือทำให้ไม่มีตัวตน ที่จะเป็นผู้เกิด แก่ เจ็บ ตาย, มีแต่ธรรมชาติตามธรรมชาติ เป็นขันธ์ เป็นธาตุ เป็นอายตนะ เป็นการปรุงแต่งของธรรมชาติ อยู่ตลอดเวลา. นี่ความไม่มีบุคคลนี้ ขจัดเสียซึ่งความรู้สึกว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย, เป็นเรื่องสูงสุดในพระพุทธศาสนา, เรื่อง ไม่มีตัวตนเป็นเรื่องสูงสุดในพระพุทธศาสนา. จำไว้ได้เลยว่า เรื่องสูงสุดในพระพุทธศาสนา ก็คือ เรื่อง สอนว่า ไม่มีตัวตน ; ที่เป็นสัตว์เป็นบุคคล มีแต่ธรรมชาติ เป็น ธาตุตามธรรมชาติ ปรุงแต่งกันเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้, มี ความรู้สึกคิดนึก มีการกระทำคล้าย ๆ กับว่ามันมีตัวตน หรือ เป็นตัวเป็นตน, ที่จริง มันเป็นเพียงผลของการปรุงแต่งตาม ธรรมชาติ. นี้ถ้าเรา อยู่กันอย่างเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ขอให้ รู้ว่าเรามีความรักใคร่ในผู้อื่นอย่างเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย. ทีนี้มันไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น, ยังเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ชนิดที่ขวนขวายต่อสู้เรื่อยไป ๆ เพื่อให้พ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ; ดังนั้น เราจึงเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย กันด้วย, เราเป็นเพื่อนต่อสู้เพื่อให้พ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย กัน ด้วย มีอยู่เป็นสองอย่างอย่างนี้ เป็นอยู่อย่างถูกต้อง ก็คือ เป็นอยู่อย่างมีประโยชน์แก่กัน ๖

น.14 และกัน โดยหลักว่าเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ต่อกันและกัน และยังเป็นเพื่อนร่วมมือกัน ที่จะกำจัดเสียซึ่งความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้เหลือแต่เบญจขันธ์อันบริสุทธิ์, คือมีจิตชนิดที่ ไม่ได้ยึดถืออะไรว่าเป็นตัวตน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ได้ถูกยึดถือว่าเป็นตัวตน ให้มันเกิด - ดับไปตามธรรมชาติ. นี่เรียกว่าพ้นจากความมีตัวตน พ้นจากความมีตัวตนแล้วก็ ไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ; มัจจุราชทำอันตรายผู้ที่ไม่มีตัวตน ไม่ได้, ทำอันตรายได้เฉพาะผู้ที่ยึดถือว่ามีตัวตน. นี่ นำกันในทางวัตถุ หมายความว่าสูงขึ้นไปจนถึงมีความ เป็นอยู่อย่างถูกต้อง, พลอยผนวกมาอยู่ในหมวดนี้ว่า นำในทาง วัตถุ. สรุปความว่า การนำ, นำทางในเรื่องทางวัตถุนั้น คือนำ ในการแสวงหา นำในการเสวยผล, นำในการเป็นอยู่ เป็นอยู่ ในโลก ; แสวงหาก็ไม่เกิดทุกข์ ไม่กระทบกระทั่งกัน บางที จะช่วยเหลือร่วมมือกัน, ในการเสวยผลก็ไม่กินคนเดียว แต่ว่า กินร่วมกัน, ในการเป็นอยู่อย่างถูกต้อง ก็เป็นอยู่อย่างที่มี ประโยชน์แก่กันและกัน, มีความเป็นเพื่อนในการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ต่อสู้กับความเกิด แก่ เจ็บ ตาย, พยายามศึกษา ฝึกฝนให้เข้าใจพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ชนิดที่ทำให้ มีความรู้สึกอยู่เหนือความเกิด แก่ เจ็บ ตาย. ทีนี้ก็มาถึงเรื่อง นำในทางวิญญาณ ซึ่งมันคู่กันกับการนำ ในฝ่ายวัตถุ ซึ่งกล่าวแล้ว. การนำในทางฝ่ายวิญญาณนี้เป็น ๗

น.15 เรื่องทางจิตใจ อยู่อย่างไม่มีอุปสรรคใด ๆ, อยู่อย่างไม่มี เคราะห์กรรมใด ๆ อยู่อย่างไม่มีความทุกข์เลย ; การนำอย่าง สูงสุดคือนำในทางวิญญาณนั้น นำกันในลักษณะอย่างนี้. การเป็นอยู่อย่างไม่มีอุปสรรค ข้อแรกนี่ หมายความว่า เราเป็นคนไม่มีอุปสรรค ไม่มีศัตรูขัดขวาง เหมือนที่เขารู้สึกกัน อยู่ทั่ว ๆ ไป. ถ้าสิ่งใด เกิดขึ้นในลักษณะที่ เป็นอุปสรรคขัดขวาง เรากลับมองว่ามันเกิดขึ้นมาเพื่อทำให้เรามีความรู้ มีความฉลาด มีความสามารถ ; พูดกันตรงๆ ก็ว่า อุปสรรค, อุปสรรคนั้น ไม่ใช่มาทำลายเรา แต่มาทำให้เราฉลาดขึ้น ๆ จนชนะอุปสรรค ทั้งปวง, เป็นผู้ทำให้เราสามารถขึ้น ๆ จงยินดีต้อนรับอุปสรรค ที่เกิดขึ้นในชีวิต ในการงาน หรือในจิตในใจ. มีอุปสรรคอะไร เกิดขึ้น ก็ถือเอาเป็นบทเรียนสำหรับให้มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น จนไม่มีอุปสรรคในเรื่องนั้น ๆ อีกต่อไป, สามารถดำเนินประโยชน์ หน้าที่การงานโดยไม่มีอุปสรรค. ข้อ ๒ ที่ว่า อยู่อย่างไม่มีเคราะห์กรรม เดี๋ยวนี้ได้ยินพูด กันนัก มีเคราะห์ร้าย โชคร้าย, มีเคราะห์กรรมอย่างนั้นอย่างนี้, อะไรสักนิดหนึ่งก็ดูเป็นเรื่องเคราะห์กรรมไปเสียหมด ; ตะปู ตำเท้าสักนิดหนึ่งก็ถือเป็นโชคร้าย เป็นเคราะห์กรรมกันไป เสียหมด, ถ้ามันเป็นเรื่องร้ายกาจกว่านั้น เกือบเป็นเกือบตาย ก็เรียกว่าเคราะห์กรรมอย่างร้าย มีความทุกข์ทรมานในจิตใจ อย่างยิ่ง ; นี้เรียกว่า อยู่อย่างมีเคราะห์กรรม. ๘

น.16 พิจารณาให้เห็นกฎอิทัปปัจจยตา, ตถตา. ถ้าเรา มองเห็นตามที่เป็นจริงว่า ในโลกนี้ การเป็นอยู่ ในโลกนี้ มันเป็นเช่นนั้นเอง, ตามเหตุตามปัจจัยของมัน, เป็นธรรมดาสามัญที่สุดที่มันจะต้องเป็นเช่นนั้นเอง, ตามธรรมดา ของธรรมทั้งปวงที่มีเหตุมีปัจจัยปรุงแต่งกันไป มันก็มีอย่างนั้น. ต้องการให้ มองดูให้เห็นเป็นเช่นนั้นเอง ตามพระบาลีที่กล่าวไว้ ว่า ตถตา, ตถตา - เป็นเช่นนั้นเอง คือมีเหตุมีปัจจัยเช่นนั้นเอง, แล้วมันก็มีผลไปตามเหตุตามปัจจัยเช่นนั้นเอง, ทั้งเหตุและผล เป็นความเป็นเช่นนั้นเองของธรรมชาติ. เรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย ก็ดี อย่าเห็นเป็นเรื่องเคราะห์กรรม อะไรมากมาย, มันเป็นเช่นนั้นเองตามเรื่องของธรรมชาติ, มีเหตุมีปัจจัยทำให้เกิดอาการเช่นนั้น, เรียกว่าการเจ็บป่วย ทนทุกข์ทรมาน บางทีก็ยืดเยื้อเรื้อรัง จนทำลายความหวังอะไร เสียหมด ก็เรียกกันว่าเคราะห์กรรมอย่างยิ่ง, แล้วก็เป็นทุกข์ อย่างยิ่ง ; เพราะเหตุว่า เห็นเป็นเคราะห์กรรม ก็เลยทุกข์อย่างยิ่ง. ถ้าเห็นว่ามันเช่นนั้นเอง ก็ไม่ต้องเป็นทุกข์เลย ; ถ้าจะตาย เจ็บจนตาย มันก็เช่นนั้นเอง มันก็ไม่เป็นทุกข์เลย, ไม่มีเคราะห์กรรม. หรือว่า อยู่กันในโลกนี้ มันก็ต้องมีอุบัติเหตุ : รถชนกัน เจ็บ ตาย เรือล่ม จมน้ำตาย หรือว่าเรือบินตก คนตาย. อย่าได้ เห็นเป็นเคราะห์กรรมอะไรที่ไหน. เห็นว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง ตามเหตุตามปัจจัย เป็นอิทัปปัจจยตา ปัจจุบัน. อาตมาอยากจะบอกคำที่สำคัญที่สุดสักคำหนึ่ง ช่วยจด ๙

น.17 ช่วยจำไว้ให้ดีว่า อิทัปปัจจยตาปัจจุบัน, อิ ทัปปัจจยตาในปัจจุบัน - ความที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งกันในปัจจุบันนี้ ; เช่นว่ารถชนกัน มีคนตาย นี้มันก็อิทัปปัจจยตาปัจจุบัน, คือเหตุปัจจัยเช่นนั้น มันก็ได้เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน, แล้วก็มีผลเป็นอย่างนี้ ; ไม่ต้อง คิดว่าเป็นเคราะห์ร้าย, ไม่ต้องคิดว่าเป็นกรรมเก่า, คิดว่าเป็น กรรมเก่า มันยังเสียใจ มันยังน้อยใจเสียใจ ; ยิ่งคิดว่าโชคร้าย แล้วมันก็ยิ่งเป็นทุกข์หนัก. ถ้าคิดว่า เป็นอิทัปปัจจยตา คือเป็นไป ตามเหตุตามปัจจัยในปัจจุบันนี้ เดี๋ยวนี้ เวลานี้ เท่านี้ เพียงเท่านี้ เท่านั้นแหละ มันก็เลยสบาย, ไม่ต้องมีความทุกข์, เลยไม่มี เคราะห์ร้าย, ไม่มีโชคร้ายไม่มีเคราะห์กรรม ไม่มีอะไรทำนองนั้น. แม้ว่าจะต้องตายก็ไม่ใช่โชคร้าย, ไม่ใช่เคราะห์ร้ายอะไร, มันต้องเป็นอย่างนั้น มันเป็นอย่างนั้น ตามธรรมดามันเป็น อย่างนั้น. หรือจะถือเสียว่าตามธรรมดาก็เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่แล้ว, แล้วทำไมจะต้องมาหาเรื่องให้เป็นเคราะห์เป็นกรรม เป็นโชคร้าย ให้หนักอกหนักใจแผดเผาหัวใจไปทำไม. เช่นนั้นเอง เรียกว่า ตถตา, ตถตา คืออิทัปปัจจยตา คือ การที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งกันอย่างนั้น ๆ อย่างนั้น ๆ, จะออกมา เป็นอะไร ก็คือความเป็นเช่นนั้น ไม่แปลกประหลาด. แต่เมื่อ มีหลักอย่างนี้แล้ว มันก็จะต้องยอมรับอีกทางหนึ่งด้วยว่า ไม่ต้อง มีโชคดี ไม่ต้องมีบุญดี โชคดีอะไร, ก็ให้มันเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัยของมันเช่นนั้นเอง, ไม่มีใครโชคดี. ไม่มีใครโชคร้าย ไม่มีใครเคราะห์ดี ไม่มีใครเคราะห์ร้าย ก็เลยสบาย อยู่ก็สบาย ๑๐

น.18 ตายก็สบาย. ตายมันก็เหมือนกับว่าเป็นธรรมดาอย่างหนึ่ง เหมือนกับ เกิดอยู่ ; เพราะว่า เกิดมามันก็ต้องตาย ในความเกิดนั้น มันมี ความตายใส่มาให้ด้วยเสร็จ, เพราะว่ามันเกิดมาสำหรับจะตาย. ในความสบายนั้นมันมีความเจ็บไข้ซ่อนอยู่ในนั้นเสร็จ ; มัน ก็จะต้องเจ็บไข้ , ในความหนุ่มก็มีความแก่ซ่อนมาไว้ในความหนุ่ม เสร็จ เพราะมันหนุ่มสำหรับจะแก่ ; อย่างนี้แล้วก็เป็นคนที่จะ ไม่ต้องมีโชคร้ายอะไร, ไม่มีเคราะห์ร้ายอะไร. การนำให้เกิด ความเข้าใจในทางจิตทางวิญญาณเช่นนี้ได้ นับว่าเป็นการนำ ที่สูงยิ่งขึ้นไป. สรุปอีกข้อหนึ่งว่านำในทางวิญญาณ ใ ห้เป็นอยู่อย่างไม่มี ความทุกข์เลย. ไม่มีความทุกข์เลย. ความทุกข์นี้มันเกิดขึ้นมา จากความโง่ ที่ต้องการอย่างนั้น ต้องการอย่างนี้ แล้วมัน เป็นไปไม่ได้ตามต้องการ, ให้มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ของมัน, ไม่ต้องการให้มากไปกว่าความเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย. เราต้องการจะมีผลอย่างไร ก็สร้างเหตุปัจจัยอย่างนั้น แล้วก็ ได้รับผล, แต่ในบางกรณีมันไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ก็เห็น เป็นของธรรมดา, แต่ถ้ามีสติปัญญาดำเนินกิจการให้มีความ ถูกต้อง ก็ต้องได้ผล, มันก็ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยเช่นนั้นเอง. ถ้าเราไม่อยากโชคร้าย ก็อย่าคิดว่าจะโชคดี , ไม่ได้มี โชคชะตาอะไรโดยแท้จริง, มีแต่การเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ตามกฎของธรรมชาติ. แต่คนเราไม่คิดอย่างนั้น เขาคิดว่าต้องได้ ๑๑

น.19 อย่างนี้, เกิดมาแล้วต้องได้อย่างนี้ ต้องได้อย่างนี้. พอไม่ได้ อย่างนี้แล้วก็เรียกว่าโชคร้าย เคราะห์ร้าย ก็โศกเศร้าเสียใจ ตีอกชกหัว ; เมื่อบุตรตาย ภรรยาตาย สามีตาย คนที่เป็นที่รัก ที่พอใจตาย ก็เป็นทุกข์กันใหญ่ โดยที่ไม่คิดว่ามันเป็นเช่นนั้น เอง. นี่มีความรู้ความเข้าใจ หรือ สัมมาทิฏฐิอย่างสูงสุดว่ามัน เป็นเช่นนั้นเอง มันไม่อาจจะยึดถือว่าจงเป็นอย่างนี้, จงอย่า เป็นอย่างนั้น, ตามความต้องการของเรา. มันจะเป็นอย่างนั้น จะเป็นอย่างไร ตามความต้องการของเราไม่ได้เสมอไป, มัน เป็นได้ในส่วนเล็กน้อยที่เป็นเหตุปัจจัยประกอบกระทำขึ้นได้. แต่ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ ๆ เช่นเป็นเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย แล้ว มันไม่เคยได้ตามที่ต้องการ. นี่เรียกว่า เป็นครูอุดมคติ เป็นครูในทางจิตทางวิญญาณ ในแนวที่พระพุทธองค์ก็ทรงเป็นครู เป็นบรมครู. เราสวดมนต์ ในบทว่า สตฺถา เทวมนุสฺสานํ - พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นศาสดา คือเป็นครูทั้งของเทวดาและมนุษย์. นี่ทรงนำให้ทั้งเทวดาแลมนุษย์ เป็นไปในทางที่ไม่เป็นทุกข์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนหมดความทุกข์ โดยประการทั้งปวง. พระศาสดาเกิดขึ้นมาเพื่อชี้ทางแห่งความไม่มีทุกข์ คือ ชี้ให้เห็นว่าต้องดำเนินจิตใจอย่างนั้น ๆ อย่างนั้น, แล้วความรู้สึก ที่เป็นทุกข์จะเกิดขึ้นมาไม่ได้ ซึ่งสรุปแล้วเหลือคำเดียวว่า ทรง ชี้ทางให้เห็นความจริงว่า มันไม่ใช่ตน มันไม่มีตัวตน ไม่ได้ ๑๒

น.20 เป็นตัวตน , มันเป็นแต่สิ่งต่าง ๆ เป็นธาตุตามธรรมชาติ เป็น ตามเหตุตามปัจจัย. แม้ชีวิตร่างกายนี้ก็เป็นธาตุตามธรรมชาติ เป็นมาตามเหตุตามปัจจัย ตลอดเวลาที่เหตุปัจจัยยังถูกต้องกัน ดีอยู่มันก็อยู่, ถ้ามันเกิดผิดพลาดประการใดมันก็ต้องเจ็บไข้ หรือตาย ก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะว่ามันเป็นอย่างนั้นเอง. ครู เป็นผู้นำให้เกิดการกระทำที่ถูกต้อง ทั้งในฝ่ายวัตถุ ร่างกาย และในฝ่ายจิตใจ ดังที่กล่าวแล้ว. ในฝ่ายวัตถุ เรื่อง การเป็นอยู่ทางวัตถุ ทางร่างกาย, ก็นำให้มีการแสวงหาถูกต้อง, มีการเสวยผลถูกต้อง, มีการเป็นอยู่อย่างถูกต้อง ๓ คำเท่านี้ ก็ดูจะพอแล้ว : แสวงหาถูกต้อง เสวยผลถูกต้อง เป็นอยู่ถูกต้อง ; และในทางจิตวิญญาณนี้ก็เหมือนกัน ทำจิตใจชนิดที่ไม่มีอุปสรรค อะไรแก่เรา เกิดขึ้นก็เป็นธรรมดาเช่นนั้นเอง กลับจะทำให้เรา มีปัญญาลุล่วงผ่านพ้นไปได้ ไม่มีโชคร้าย ไม่มีเคราะห์กรรม อะไรแก่เรา, มันเป็นไปเช่นนั้นเองตามกฎของธรรมชาติ. ไม่ มายึดถือว่าโชคร้าย เป็นเคราะห์กรรมให้เสียเวลา . และ เป็นอยู่ อย่างไม่มีทุกข์ คือ ไม่ได้ยึดถือเอาอะไรไว้ว่าเป็นตัวตน ของตน คือไม่ได้แบกอะไรไว้ในฐานะเป็นของหนัก, ไม่มีการแบกถือ ของหนัก ก็เลยไม่มีทุกข์. นี้เป็นอุดมคติของครู. อุดมคติของผู้เป็นธรรมชีวี. ทีนี้ก็จะมาถึง อุดมคติของผู้เป็นธรรมชีวี คำนี้มันแปลก บางคนจะไม่เคยได้ยิน, บางคนก็เพิ่งจะเคยได้ยิน แล้วก็ไม่มี ๑๓

น.21 ใครใช้คำนี้. แต่อาตมาเห็นว่ามันเป็นคำที่ถูกต้อง เหมาะสมที่สุด ที่จะเอามาพูดจากันว่า เป็นธรรมชีวี มีชีวิตอยู่ด้วยธรรม, มีชีวิต ตามธรรม เพื่อธรรม โดยธรรม ; นี่เรียกว่าธรรมชีวีสำหรับ ทุกคน ที่จะต้องสนใจให้มีชีวิตเป็นอยู่อย่างที่เป็นธรรม, ประกอบ ไปด้วยธรรม และอาจจะเรียกชื่ออย่างอื่นก็ได้ ธรรมะ อะไรก็ได้. ในที่นี้ธรรมชีวีมีธรรมะเป็นชีวิต, มี ชีวิตเป็นธรรมะ ก็มี ลักษณะอย่างเดียวกันกับครู ที่เป็นอุดมคติ อย่างที่กล่าวแล้ว. ครู อุดมคติเป็นผู้นำอย่างไร, ธรรมชีวีก็เป็นผู้นำอย่างนั้น, หรือเป็นผู้ตาม แล้วแต่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน. ถ้าเป็นฝ่ายครูก็เป็น ผู้นำ, ถ้าเป็นฝ่ายศิษย์ก็เป็นผู้ตาม. ทั้งศิษย์ทั้งครูก็เรียกว่าดำรงอยู่ ในความถูกต้องของธรรมะ เป็นธรรมชีวีด้วยกันทั้งนั้น, ธรรมชีวี มีธรรมะเป็นชีวิต ใน ฐ านะเป็นครูก็เป็นผู้นำ, ใน ฐ านะเป็น ลูกศิษย์ก็เป็นผู้ตาม, แต่แล้วมันก็เหมือนกันแหละ, ทั้งผู้นำ และผู้ตาม คือ มีธรรมะเป็นชีวิต, มีชีวิตอยู่ด้วยธรรมะ มีชีวิต เป็นธรรมะ, มีธรรมะเป็นชีวิตทั้งเนื้อทั้งตัวเป็นธรรมะ เรามีธรรมะเป็นเครื่องมือ, กิจการทุกอย่างนั่นมันต้องมี เครื่องมือ แม้แต่การดำเนินชีวิตเป็นอยู่ ก็ยังต้องมีเครื่องมือ คือมีธรรมะเป็นเครื่องดำเนิน, มีธรรมะเป็นเครื่อง มือสำหรับ ประพฤติปฏิบัติตามธรรมะนั้น, แล้ว ให้ได้รับธรรมะอีกพวกหนึ่ง คือธรรมะที่เป็นผลที่เราต้องการ. ธรรมะที่เป็นเครื่องมือนี้ ก็มีอยู่มากมาย เหมือนกัน เป็น เครื่องมือให้การงานสำเร็จก็มี, เป็นเครื่องมือให้การงานมีกำลัง ๑๔

น.22 ก็มี, เป็นเครื่องมือให้ง่ายเหมือนกับปาฏิหาริย์ก็มี, ธรรมะเป็น เครื่องมือให้สำเร็จผลที่ปรารถนา ก็อยากจะระบุไปยังฆราวาสธรรม ๔ ประการ. เรื่องนี้ก็เคยพูดกันบ่อย ๆ บางคนก็ยังคงจำได้ บางคน ก็ลืมเสียแล้ว. ฆราวาสธรรม ๔ ประการ พระพุทธเจ้าท่านตรัส ไว้ สำหรับฆราวาส เป็นเครื่องใช้ เป็นเครื่องมือ ต้องการอะไร จงใช้ฆราวาสธรรม ๔ ประการนี้ เพื่อจะให้บรรลุผลสำเร็จ ๔ ประการ คือ สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ, สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ จำไว้ขึ้นใจ ให้คล่องปากให้คล่องใจ. สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ เป็นเครื่องมือทำให้การงานสำเร็จ. ธรรมหมวดที่เป็นเครื่องมือให้สำเร็จ. ข้อที่ ๑. สัจจะ คือ ความจริงใจในสิ่งที่ต้องการ ในสิ่งที่ ประสงค์, ต้องมีความจริงใจต่อสิ่งนั้น จะต้องการธรรมะ สถานะ ผล อย่างไร ก็ให้มันจริงต่อสิ่งนั้น ก็จะได้มีการกระทำที่จริง ถึงที่สุด ต่อสิ่งนั้น, มีความตั้งใจจริง มีการกระทำจริง มีความ ซื่อตรงในสิ่งนั้นจริง ๆ เป็นข้อแรก. ข้อที่ ๒. คือ ทมะ บังคับตนให้ทำอย่างนั้นจริง ๆ อย่าง สุดชีวิตจิตใจ, บังคับให้คงมีสัจจะไว้ตลอดเวลา. ข้อที่ ๓. ขันตี · ความอดกลั้นอดทน เพราะว่าการทำอะไร จริงนั้น มันก็ต้องมีความหนัก มีความเหนื่อย มีความเจ็บปวด, มีความอะไรเป็นธรรมดา, ก็ต้องมีความอดกลั้นอดทน หรือว่า ๑๕

น.23 การกระทำนั้น ๆ ไม่สำเร็จผลทันที ก็ต้องรอเวลา, ของบางอย่าง มีในฤดูกาล ต้องรอเวลาก็มี ; แม้ผลธรรมดานี่แหละ ไม่ใช่ว่า ทำลงไปทันที มันจะมีผลทันทีไปเสียทุกอย่างก็หาไม่. บางอย่าง หรือส่วนมาก มันก็ต้องรอเวลา : นี่ต้องใช้ความอดทน. ถ้า เจ็บปวด เหน็ดเหนื่อย ก็ต้องอดทน, ถ้าต้อง รอเวลาก็ต้อง อดทน. แล้ว อดทนต่อข้าศึกคือกิเลส ที่มาทำให้เสียเรื่องมาทำให้ เรื่องนั้นเหลวไหลไป กิเลสมาบังคับจิตใจให้เลิก ให้เพิก ให้ถอน จากสิ่งนั้น ก็บังคับ แล้วก็อดทน. การอดทนอย่างยิ่งคือการอดทนต่อการบีบบังคับของ กิเลส , อดทนอย่างอื่นนั่น ก็ขึ้นอยู่กับการอดทนต่อการบีบบังคับ ของกิเลสทั้งนั้นแหละ, ทนความตรากตรำ เหน็ดเหนื่อย ก็ต้อง ทนได้, ทนเจ็บปวดเจ็บไข้ก็ทนได้, ทนเขาด่า เขาดูถูก เขานินทา ก็ทนได้. ทั้งหมดก็เป็นการทนต่อการบีบคั้นของกิเลส ที่จะยุ ให้ลุกขึ้นต่อสู้หรือทำร้ายซึ่งกันและกัน แต่เราอดทนได้, แล้ว มีความยิ้มแย้มแจ่มใสในการอดทน ว่ามันเป็นอย่างนี้เอง ; นี่อดทนอย่างนี้ก็ทำให้สำเร็จประโยชน์. อดทนอย่างพอใจอดทน, กลายเป็นเรื่องสนุกสนานไปเสียก็มี, ข้อที่ ๔. ยังมีทางออกอีกทางหนึ่ง เพื่อว่าไม่ต้องอดทน มากมาย รุนแรง หรือเนิ่นนานเกินไป ก็มีสิ่งที่เรียกว่า จาคะ คือ สละสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่กิเลส, ทำอยู่ทุกอย่างที่จะระบาย กิเลส, ระบายข้าศึกคือกิเลสออกไป ๆ. การทำความดีความงาม อยู่เป็นประจำ การเจริญภาวนา การสวดมนต์ การนึกถึงธรรมะ ๑๖

น.24 หรือแม้แต่การปฏิบัติธรรมะที่เกี่ยวข้องกัน ก็ช่วยระบาย ๆ อำนาจ ของกิเลสให้มันลดลง ไม่กดดันมากเกินไป, ไม่บีบคั้นมากเกินไป อยู่ในสภาพที่ทนไหว, เรียกว่ามีอุบาย แก้มือ แก้ลำ กันไปในตัว ด้วยอุบายเป็นเครื่องสละสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในตน ออกไปเสีย จากตน. นี่คือจาคะ, จาคะ แม้แต่เรื่องให้ทาน, ให้ทานนี้ก็เป็นเรื่อง ระบายกิเลสออกไปจากตนเหมือนกันแหละ, การทำบุญให้ทาน ด้วยสิ่งของนี่ ก็ระบายความเห็นแก่ตน, ความยึดถือของตน ให้มันลดน้อยลงไป แล้วมันก็ไม่บีบคั้นจิตใจเหมือนกัน, ขึ้นชื่อ ว่า จาคะ, จาคะ สละ สละ แล้วก็คือสละสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ ในตน ให้ออกไปเสียจากตน. สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ นี้ธรรมะเป็นเครื่องมือสำหรับ ฆราวาส, จะประสบความสำเร็จในความเป็นฆราวาส. ทีนี้ ถ้ายิ่งไปกว่านั้นอีก ก็จะประสบความสำเร็จในการ พ้นจากความเป็นฆราวาส ไปเป็นพระอริยเจ้า, จะปฏิบัติธรรมะ ให้สูงขึ้นไปพ้นจากความเป็นฆราวาส ก็ต้องใช้ธรรม ๔ อย่างนี้ : สัจจะ จริงใจต่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน, ทมะ บังคับตนเอง ปฏิบัติเพื่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน, ขันตี อดทน ความลำบาก ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน, จาคะ สละสิ่งที่เป็น ข้าศึกแก่การบรรลุนิพพานออกไป ๆ. ธรรม ๔ อย่างนี้ อย่างเดียว หมวดเดียวกันนี่แหละ จะ ไกลออกไป ๆ จนถึงว่าพ้นจากความเป็นฆราวาส เป็นพระอริยเจ้า ๑๗

น.25 พระอริยบุคคลไป, บรรลุมรรคผลนิพพานไปเลย สำหรับจะอยู่ เป็นฆราวาสก็ ๔ ข้อนี้ช่วยได้, จะพ้นไปจากความเป็นฆราวาส ก็ ๔ ข้อนี้ช่วยได้. ฉะนั้นขอให้ต้อนรับให้ดี ๆ ว่าธรรมทำความ สำเร็จให้แก่ฆราวาสมีอยู่ ๔ ข้อนี้ ; พระพุทธเจ้าท่านตรัสยืนยัน อย่างนี้ โดยท่านตรัสว่า ถ้าไม่เชื่อก็ไปถามสมณพราหมณ์ ครูบาอาจารย์พวกอื่นดูสิว่าสำหรับฆราวาส มีธรรมะไหนจะวิเศษ ดีกว่าธรรม ๔ ข้อนี้ ; ท่านทรงท้าไว้อย่างนี้ ก็ลองไปถามดู. ในที่สุดมันก็ไม่มี มันก็มี ๔ อย่างนี้ เรียกว่าธรรมะเครื่องมือ ให้ทำงานสำเร็จ. ธรรมะหมวดเครื่องมือให้เกิดกำลัง. ทีนี้ เครื่องมือให้เกิดกำลังโดยเฉพาะ, เครื่องมือให้เกิด กำลังโดยเฉพาะ ก็ได้ยินกันมาแล้วทั้งนั้นแหละ แต่ไม่ค่อยจำ หรือไม่ค่อยสนใจก็ได้ : พละ ๕ อินทรีย์ ๕ ในนวโกวาท หนังสือเล่มแรกมันก็เคยมีเคยเรียน. พละ ๕ กำลัง ๕ มี สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา. *ศรัทธา เป็นกำลัง ถ้ามีศรัทธา ความเชื่อถือ ความเลื่อมใส แล้วมีกำลังแน่ ถ้าไม่มีศรัทธาในสิ่งใดแล้วมันก็ไม่มีกำลังที่จะ ทำสิ่งนั้น. วิริยะ เป็นกำลัง มีความกล้าหาญ มีความบากบั่น มีความ รุดหน้า ไม่ถอยหลัง เรียกว่า วิริยะ ก็เป็นตัวกำลัง. สติ เป็นตัวกำลัง ควบคุม ควบคุมไม่ให้ทำผิดพลาด ให้ * ศรัทธา หรือ สัทธา ใช้ได้ทั้ง ๒ คำ ๑๘

น.26 ถูกต้องทุกขั้นตอน สติเป็นกำลัง. สมาธิ ก็เป็นกำลังอย่างยิ่ง คือกำลังจิตทั้งหมดระดมรวมกัน เป็นกำลัง เรียกว่า กำลังสมาธิ คือกำลังจิตทั้งหมดทั้งสิ้น. แล้ว ปัญญา ความรอบรู้ทุกอย่างที่ควรรอบรู้ นี้ก็เป็น กำลัง, จะแก้ปัญหา แก้ข้อสงสัย แก้อุปสรรคใด ๆ ได้ด้วยปัญญา. นี่เครื่องมือที่ให้เกิดกำลัง ธรรมะเป็นเครื่องมือให้เกิดกำลัง มีอยู่ ๕ อย่างอย่างนี้ สัทธา เป็นกำลัง, วิริยะ เป็นกำลัง, สติ เป็นกำลัง, สมาธิ เป็นกำลัง, ปัญญาเป็นกำลัง, รวมกันเป็น ๕ อย่าง, นี่ธรรมะที่เป็นเครื่องมือให้เกิดกำลัง ; ถ้าใครไม่มีกำลัง อ่อนแอทางจิตใจแล้วก็เพิ่มกำลัง ๕ ประการนี้ เพิ่มสัทธา เพิ่ม วิริยะ เพิ่มสติ เพิ่มสมาธิ เพิ่มปัญญา ก็จะมีกำลัง. ธรรมหมวดให้สำเร็จประโยชน์ดุจปาฏิหาริย์. ทีนี้ ธรรมะเป็นเครื่องมือให้สำเร็จประโยชน์เหมือนกับ ปาฏิหาริย์ เครื่องมือให้เกิดปาฏิหาริย์, เครื่องมือให้เกิดปาฏิหาริย์. คำว่า ปาฏิหาริย์ นี้ก็แปลว่า สิ่งที่น่าอัศจรรย์, ให้สำเร็จประโยชน์ เกินธรรมดาจนน่าอัศจรรย์ ก็เรียกว่า ปาฏิหาริย์. ปาฏิหาริย์ จะเป็นปาฏิหาริย์ชนิดไหน ก็ล้วนแต่มีความหมายอย่างนี้ทั้งนั้น แหละ คือให้เกิดความสำเร็จง่ายดาย ผิดธรรมดาอย่างน่าอัศจรรย์. เราก็มี ธรรมะสำหรับให้เกิดปาฏิหาริย์ คือความสำเร็จอย่างน่า อัศจรรย์ ก็ เรียกว่าอิทธิบาท ๔ ก็ธรรมะที่เคยได้ยินได้ฟังมาแล้ว นั่นแหละ อิทธิบาท ๔ นี่ธรรมะที่ทำให้เหมือนกับมีปาฏิหาริย์. ๑๙

น.27 ฉันทะ - ความพอใจในสิ่งนั้น. วิริยะ - ความพากเพียรในสิ่งนั้น. จิตตะ - ความเอาใจใส่ในสิ่งนั้น. วิมังสา - ความสอดส่องค้นคว้าในสิ่งนั้น. พวกที่ทำระเบิดปรมาณูได้ ทำจรวดไปอวกาศได้ ไปเหยียบ ดวงจันทร์ได้ เขาอาศัยธรรมะ ๔ อย่างนี้ ก้าวหน้าอย่างยิ่ง : ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ; โดยเฉพาะวิมังสานี่สอดส่อง ค้นคว้าอยู่เสมอ จนไปเหยียบโลกพระจันทร์ได้ แล้วกลับมา ก็ได้, แล้วทำอะไรอีกมากมายหลายอย่าง ล้วนแต่น่าอัศจรรย์. พระพุทธเจ้าได้ตรัสตอนที่จะปรินิพพานว่า ถ้าอยากจะอยู่ สักกัปป์หนึ่ง คือกัปป์แห่งชีวิต ก็ทำได้ โดยมีอิทธิบาท ๔ นี่. คำว่าจะมีชีวิตถึงกัปป์ หมดทั้งกัปป์ เขาตีความกันยุ่งเหยิง คล้ายกับว่ากัปป์ชนิดที่ไม่รู้กี่อสงไขยชาติ. ที่จริงในที่นี้เข้าใจว่า เป็นกัปป์แห่งชีวิตเท่านั้นเอง. พระองค์จะปรินิพพานเสียเมื่อ พระชนม์ชีพ ๘๐ ปี แต่ ถ้าจะอยู่จนถึงสิ้นกัปป์แห่งชีวิตสมัยนั้น ในอินเดียในครั้งพุทธกาลนั้น จะเป็น ๑๒๐ ปี, เขาถือว่า ๑๒๐ ปี จึงจะตายกัน นั่นอยู่ถึง ๑๒๐ ปี พอสิ้นกัปป์ กัปป์หนึ่งแห่งชีวิต. นี่พระองค์มาปรินิพพานเสียตั้งแต่พระชนมายุ ๘๐ ปี พวกเรา ก็เสียไป ๔๐ ปี. ถ้าว่าพระอานนท์ หรือว่าใครได้ทูลขอร้อง ให้พระพุทธเจ้าทรงใช้อิทธิบาทเพื่อมีชีวิตอยู่ตลอดกัปป์แห่งชีวิต ก็จะอยู่ได้อีก ๔๐ ปี ครึ่งตัวนะ ครึ่งตัวของการอยู่ ๘๐ ปี. นี่เรียกว่า ถ้าอยากจะอยู่ให้มีชีวิตครบกัปป์ อย่างเดี๋ยวนี้นะ ๒๐

น.28 อย่างเดี๋ยวนี้เอาเถอะว่า สมมติกันว่าแล้ว ๑๐๐ ปี ไม่ถึง ๑๒๐ ปี ดอก เอาสัก ๑๐๐ ปี. คนที่ตั้งใจรักษาประพฤติกระทำให้ถูกต้อง ตามอิทธิบาท ๔ จะอยู่ชีวิตรอดไปได้ถึง ๑๐๐ ปีก็ดี. คำว่า ปาฏิหาริย์ นั้น คือ ประหลาดกว่าธรรมดา, น่าอัศจรรย์ กว่าธรรมดา, ถ้าอยากให้มีอะไรมากกว่าธรรมดา หรือเต็มที่ ที่ธรรมชาติอันลึกลับมันกำหนดไว้ ก็จงมีอิทธิบาท ๔ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา, แล้วใช้ให้เต็มที่ ค้นคว้าให้เต็มที่, ปฏิบัติ ให้เต็มที่, พยายามให้เต็มที่ แล้วมีความพอใจอย่างยิ่งที่จะทำ เช่นนั้น ที่จะเป็นเช่นนั้น, แล้วสิ่งนั้นมันก็เป็นไปตามที่ปรารถนา. นี้เรียกว่า จะมีชีวิตอยู่เต็มกัปป์ก็ได้ หรือว่าจะทำอะไร ให้แปลกประหลาดน่าอัศจรรย์ก็ได้ โดยใช้ธรรมะ ๔ อย่างนี้ ค้นพบสิ่งที่แปลกประหลาดน่ามหัศจรรย์ อย่างที่คนในโลก ปัจจุบันเขากำลังค้นพบ กระทำกันอยู่. เรื่องน่าอัศจรรย์ต่าง ๆ ที่เราสมัยก่อนไม่เคยมีไม่เคยเห็น ก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้. เดี๋ยวนี้ ก็เป็นไปได้เหลือประมาณ ; อย่างเช่น ใช้ถ่ายภาพ ถ่ายเสียง ทันที เดี๋ยวนี้มันก็ทำได้ ซึ่งมันไม่เคยมีมาแต่ก่อน ; แล้วของ แปลกประหลาดอย่างปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น แล้วมันเกิดขึ้นเพราะ อะไร, มันเกิดขึ้นเพราะธรรมะ ๔ ประการนี้ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา มีความพอใจ มีความพากเพียร มีการสอดส่อง มีการค้นคว้าอยู่เรื่อยไป มันก็ทำได้. นี่ถ้าทุกคนอยากจะทำอะไรอย่างมีปาฏิหาริย์ ก็ ใช้ธรรมะ ๔ ประการนี้ ที่เรียกว่า อิทธิบาท ๔. ๒๑

น.29 รวมความว่า ถ้าเราจะเป็นธรรมชีวี มีชีวิตเป็นธรรมะ มีชีวิตด้วยธรรมะแล้ว ก็ รู้จักใช้ธรรมะให้เต็มที่ : ใช้ธรรมะ เป็นเครื่องมือ ทำงานให้สำเร็จ โดยฆราวาสธรรม ๔. ใช้ธรรมะ เป็นเครื่องมือให้มีกำลังอย่างยิ่ง ก็โดยปฏิบัติพละ ๕ อินทรีย์ ๕. มีธรรมะเป็นเครื่องมือให้ทำอะไร ๆ สำเร็จเหมือนปาฏิหาริย์ ก็ใช้อิทธิบาท ๔ ; เป็นอันว่าได้ตามที่ต้องการ. นี่ ธรรมะเป็น เครื่องมือจะให้ได้ธรรมะที่ควรปรารถนา ธรรมะหลัก ที่ควรปรารถนา. ทีนี้จะพูดถึง ธรรมะหลักที่ควรปรารถนา ก็คือความดับทุกข์, ดับทุกข์, ดับทุกข์, จะแจกออกเป็นการปฏิบัติ ก็เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา. อยากมีศีล สมาธิ ปัญญา หรือ อยากจะมีอริยมรรค มีองค์ ๘ ซึ่งเป็นชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งก็ได้ ; จงมีธรรมะเครื่องมือ เหล่านั้นแหละให้เพียงพอ : ธรรมะเครื่องมือ สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ ที่จะมีศีล สมาธิ ปัญญา ปลุกปล้ำกันจนมีศีล สมาธิ ปัญญาด้วยธรรมะเป็นเครื่องมือ คือ สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ. และธรรมะเป็นกำลัง คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา. แต่ ธรรมะช่วยให้เกิดปาฏิหาริย์ คือฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา. เหล่านี้ เป็นธรรมที่ได้เคยอ่านเคยผ่านตากันมาแล้วทั้งนั้น. แต่ว่า มีความสนใจน้อยเกินไป จึงไม่เข้าใจถึงเรื่องอันลึกซึ้ง อันประณีต ของธรรมะเหล่านั้น ดังนั้น ขอให้เป็นธรรมชีวีจริง ๆ, จะมีธรรมะในชีวิต มีชีวิต ๒๒

น.30 ในธรรมะ มีธรรมะเป็นชีวิต มีชีวิตเป็นธรรมะ กันจริงๆ แล้ว ก็ ขอให้ใช้ธรรมะเหล่านี้กันอยู่เป็นประจำ : ใช้ฆราวาสธรรม เหมือนว่าเล่น, ใช้พละ ๕ เหมือนว่าเล่น, ใช้อิทธิบาท เหมือน ว่าเล่น อยู่เถิด ; นั่นแหละคือธรรมชีวี มีธรรมะเป็นชีวิต. ทีนี้อยากจะแนะให้สังเกตว่า ธรรมะชื่อเดียวกันนี่ เป็นได้ ทั้งธรรมะเครื่องมือ และธรรมะหลักที่ต้องการ ก็ได้เหมือนกัน เช่น คำว่า ศีล อย่างนี้ เป็นธรรมะเครื่องมือก็ได้, เป็นธรรมะ ที่ต้องการก็ได้, เป็นธรรมะที่เราต้องการ เราก็มีทุกอย่างที่กระทำ เพื่อให้มันมีศีล, ศีลก็เป็นที่มุ่งหวัง ที่ต้องการ ; จะให้ศีลเป็น ธรรมะเครื่องมือก็ได้ คือเป็นเครื่องมือให้เกิดสมาธิได้โดยง่าย. สมาธิ ก็เหมือนกัน เป็นธรรมะเครื่องมือให้เกิดปัญญาก็ได้, เป็นธรรมะตัวเองสำหรับให้เกิดผลในส่วนที่เป็นสมาธิก็ได้. ปัญญานี้เป็นธรรมะเครื่องมือ ให้สำเร็จประโยชน์อย่างอื่นก็ได้, เป็นตัวเองคือตัดกิเลส ตัดอนุสัย ตัดอาสวะอะไรก็ได้. คำว่า สัจจะ เป็นต้น เป็นเครื่องมือก็ได้, เป็นตัวเองก็ได้. คำว่า วิริยะ ก็เหมือนกัน เป็นเครื่องมือทำให้สำเร็จประโยชน์ ในการงาน ในหน้าที่ ; วิริยะก็เป็นเครื่องมือ. แต่ถ้า วิริยะ หมายถึงตัวที่จะบรรลุธรรมะ มันก็เป็นธรรมะหลักได้. ข้อนี้ ไม่ต้องสับสนว่าธรรมะนั้นบางทีมีฐานะเป็นเครื่องมือให้เกิด ธรรมะอื่น, บางทีจะเป็นตัวเองสำหรับทำหน้าที่โดยตรงของ ตัวเองอย่างนี้ก็มี. เหมือนเราคนหนึ่งนี่ บางทีเราก็เป็นผู้ช่วยผู้อื่น, แต่บางทีเราก็เป็นตัวเอง ทำงานของตัวเอง แล้วแต่ว่าจะจัดให้ ๒๓

น.31 ทำหน้าที่อะไร. ครูและธรรมชีวีต้องเป็นผู้นำ. ทีนี้อยากจะเน้นถึงคำว่า ผู้นำ, ครูก็ต้องเป็นผู้นำ, ธรรมชีวี ก็จะต้องเป็นผู้นำ คือว่าดำรงตนอยู่ในฐานะเป็นผู้นำ ก็ยิ่งดี, ยิ่งดีกว่าที่เป็นผู้ตาม, คือมันมีผลมากกว่า มันน่าอัศจรรย์กว่า. ครูเป็นผู้นำสังคม, ธรรมชีวีก็เป็นผู้นำในทางสังคม นำหมู่บ้าน เรียกว่านำหมู่บ้าน ครูก็ดี ธรรมชีวีก็ดี เป็นผู้นำแห่งหมู่บ้าน, นำหมู่บ้านนี้ในทางสังคม ให้กลมเกลียวกัน. ครู หรือธรรมชีวี มีธรรมะมากพอที่จะเป็นผู้นำหมู่บ้าน นี้ให้สำเร็จประโยชน์ในการอยู่กันเป็นสุข คือให้กลมเกลียวกัน, นำให้เกิดความกลมเกลียวกัน, ให้คนโง่อยู่กับคนฉลาดได้, ให้คนมั่งมีอยู่กับคนยากจนได้ คนยากจนอยู่กับคนมั่งมีได้, คนแข็งแรงอยู่กับคนอ่อนแอได้ คนอ่อนแออยู่กับคนแข็งแรงได้. ถ้าเรา มีธรรมะเป็นเครื่องมือ มีการนำที่ถูกต้อง ก็จะเกิด ความรักใคร่กลมเกลียวกันได้ แม้ในระหว่างคนที่ต่างกัน ต่างกัน เป็นคนละอย่าง : คนหนึ่งมั่งมี คนหนึ่งยากจน แต่ก็ยังรักใคร่ กลมเกลียวกันได้, คนหนึ่งแข็งแรง คนหนึ่งอ่อนแอ ก็ยัง กลมเกลียวกันได้, นี่มันอยู่ที่ผู้นำ ถ้าได้ผู้นำที่ดี มันก็ทำให้ เกิดความรักใคร่สามัคคีกลมเกลียวกันได้ อย่างนี้เสมอไป ธรรมชีวีก็นำได้ ครูในอุดมคติก็นำได้. หรือว่า จะนำประชาธิปไตย นำความเป็นประชาธิปไตยนี้ ๒๔

น.32 ยิ่งจะง่าย ยิ่งจะตรงตามความมุ่งหมายของพุทธศาสนาที่ถือหลัก ว่า เราเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น. นี่ ยอดของประชาธิปไตยแหละ ทุกคนมีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เสมอกันอย่างนี้, แล้วก็มาทำความเข้าใจ กันในเรื่องนี้สิ มีหัวอกเดียวกัน มีปัญหาเดียวกัน, มาร่วมแรงกัน ในฐานะมีปัญหาอย่างเดียวกัน คือมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นปัญหา จะนำในทางประชาธิปไตยก็นำได้ดีที่สุด. หรือว่า จะนำในการสร้างยุวชน ครูก็สร้างยุวชนที่ดีได้ ธรรมชีวีผู้มีธรรมะก็สร้างยุวชน คือเด็ก ๆ ช่วยกันสร้างเด็ก ๆ ที่ดีได้ ตามที่ควรจะต้องการ. นี่ก็เรียกว่าเป็นผู้นำเหมือนกัน นำยุวชนให้เดินมาถูกทาง, เป็นยุวชนที่ดี ครูก็นำได้ ธรรมชีวี ก็นำได้ เพราะว่ามันกลายเป็นบุคคลชนิดเดียวกันเสียแล้ว. ในที่สุด นำให้สร้างโลก สร้างโลกที่ดีได้ ; เมื่อทำคนให้เป็น คนดีได้ทุกคนแล้ว โลกนี้ก็เป็นโลกที่ดี. เราสร้างโลกได้ด้วยการ สร้างคน, พยายามสร้างคนแต่ละคนให้เป็นคนดี. เมื่อคนดีแล้ว อะไรมันก็ดี : ครอบครัวก็ดี หมู่บ้านก็ดี ตำบลก็ดี เมืองนั้นก็ดี จังหวัดก็ดี ประเทศก็ดี กระทั่งโลกก็พลอยดี เมื่อทุกคนเป็น คนดี ; นี่เรียกว่าช่วยกันสร้างโลกที่ดี มีความสุขได้. เป็นอันว่า ครู กับธรรมชีวี นี่ก็เป็นเรื่องเดียวกันแล้ว ; ครูเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมะ มีธรรมะเป็นชีวิต มีชีวิตเป็นธรรมะ เหมือนกัน. ดูอุดมคติ สมบัติส่วนตัวกันอีกนิดหนึ่ง ผู้มีอุดมคติเป็น ๒๕

น.33 ธรรมชีวีก็ดี เป็นครูก็ดี ทำงานได้ผลเกินค่าที่ได้รับตอบแทน ; ไม่ว่าใคร ต้องรับผลตอบแทน แต่ว่าผลตอบแทนนั้น บางคน ทำงานให้ไม่คุ้มค่า. แต่ถ้า เป็นครูที่มีอุดมคติ แล้ว จะทำงาน ให้แก่โลกมากมายเกินค่า ของประโยชน์ที่ได้รับเอามาจากโลก เช่น เงินเดือน เป็นต้น ; ต้องทำให้เกิดผลแก่โลกเกินค่าของ สิ่งที่รับเอามาจากโลก. ครูก็ดี ธรรมชีวีก็ดี มีลักษณะอย่างนี้, คือ ทำงานให้โลก เกินค่าของสิ่งที่รับมาจากสังคม, เรารับประโยชน์อะไรจากสังคม เป็นการตอบแทนอย่างนั้นอย่างนี้, เป็นเงินเดือนเท่านั้นเท่านี้ เป็นอะไรก็ตาม. แต่เราทำงานให้เกินค่าเสมอ เพราะเราเป็น ผู้สร้างในทางจิตใจ ให้เกิดผลในทางจิตใจ, ตีราคาแล้วมันก็มาก ก็เกินค่าของเงินเดือนที่เราได้รับ. ทีนี้เราก็เรียกร้องประโยชน์ ซึ่งน้อยกว่าหน้าที่ที่เราทำให้แก่ สังคม. เราทำประโยชน์ให้แก่สังคมมากมาย แต่เราเรียกร้อง สิ่งตอบแทนเพียงเล็กน้อย เพียงพออยู่ได้, เพียงพอไม่ตาย เท่านั้นแหละ,อยู่สะดวกสบายเพื่อทำประโยชน์แก่สังคมต่อไป ; อย่างนี้เรียกว่า เราเรียกร้องสิทธิน้อยกว่าหน้าที่ ที่เรากระทำ ให้แก่สังคม. กระทำประโยชน์แก่สังคมมากมายมหาศาล ก็ เรียกร้องสิทธิเพื่อประโยชน์ส่วนตนนิดเดียว ก็เลยเป็นเจ้าหนี้, เป็นเจ้าหนี้ คือมีบุญคุณอยู่เหนือทุกคนแหละ เหนือโลก เป็น เจ้าหนี้เหนือโลก. ทีนี้มันจะเป็นอย่างนั้นได้ ก็ด้วยมีหลักยึดถือถูกต้อง คือ ๒๖

น.34 เราไม่เห็นแก่ตัว ; อย่าทำงานเพื่อตัว เพื่อเห็นแก่ตัว เพื่อ ประโยชน์แก่ตัว, ทำงานเพื่อหน้าที่ เพื่อหน้าที่โดยไม่อั้น, สามารถทำได้เท่าไรทำหมด. ทำงานเพื่อหน้าที่, ทำหน้าที่เพื่อ หน้าที่ อย่างนี้มันก็ เรียกว่าทำงานเพื่อโลก ไม่ใช่ทำงานเพื่อ ตัวเอง. แล้วก็ต้อง เป็นอยู่ชนิดที่พอดี ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หลงใหล ในความสุขอันเกิดแต่อายตนะ คือไม่หลงใหลในความสนุกสนาน เอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายใจ, ไม่หลงใหลในสิ่งเหล่านั้น. เป็นอยู่อย่างไม่ฟุ่มเฟือย เป็นอยู่อย่างที่ว่าจะมีเรี่ยวมีแรงทำงานในหน้าที่ของตนได้ เท่านั้นเอง, กินอยู่อย่างไม่ฟุ่มเฟือย เพราะไม่เห็นแก่ความสุข ของความฟุ่มเฟือย, กินอยู่ชนิดที่ให้พอมีหน้าที่ พอมีเรี่ยวแรง สำหรับทำหน้าที่ได้, กินอยู่เพียงให้มีเรี่ยวแรงสำหรับปฏิบัติ หน้าที่ได้ นี่ไม่ต้องกินอยู่อย่างฟุ่มเฟือย. นี้มันก็ เป็นตัวอย่างที่ดีอยู่ที่เนื้อที่ตัว, เป็นการนำที่ได้ผลดี คือเรา ทำจริงให้เขาดู เขาไว้ใจ เขาก็ทำตาม ; เพียงแต่บอกให้ ผู้อื่นทำ แล้วตัวเองไม่ทำ นี้ไม่มีใครทำตามดอก. แต่ถ้าเรา ทำให้ดู ทำได้จริง ได้ประโยชน์จริง ก็มีคนทำตาม ; ฉะนั้น เราก็มีการเป็นตัวอย่างที่ดีอยู่ที่เนื้อที่ตัวทุกกระเบียดนิ้วของเรา เป็นตัวอย่างที่ดีอยู่ทุกเวลา. เป็นครูผู้นำโดยอัตโนมัติ เป็นธรรมชีวีโดยอัตโนมัติ ไม่ต้อง ประกาศตัว ไม่ต้องยกป้าย ไม่ต้องแขวนยี่ห้อ มันก็มีคนทำตาม ๒๗

น.35 มีคนเชื่อ มีคนไว้วางใจ. ที่โฆษณาตัวเอง ยกป้ายให้แก่ตัวเองนั้น ระวังให้ดีเถอะ จะไม่มีคนเชื่อเลยก็ได้ เพราะว่าเขาไม่ได้ปฏิบัติตน ให้ถูกต้องตามที่เป็นอยู่จริง. เวลานี้ก็สมควรแล้ว สรุปความ การดำรงชีวิตอย่างครู ก็คือธรรมชีวีชั้นครู, เป็นธรรมชีวีชั้นธรรมดาก็ได้, เป็นธรรมชีวี ชั้นครูก็ได้, ถ้าทำให้ดีจนเป็นตัวอย่างแก่ทุกคนแล้ว ก็เป็น ธรรมชีวีชั้นครู. นี่เราทุกคนเป็นครูได้ด้วยการทำดีให้ดู ทำ ความดีให้ดู เป็นอยู่อย่างถูกต้องให้ดู, เป็นครูโดยไม่ต้องยกป้าย โดยไม่ต้องติดป้ายที่หน้าอกว่าเป็นครู ชื่อนั้นชื่อนี้ ; แต่ว่า มี ความเป็นครูแสดงอยู่ที่เนื้อที่ตัวทุกๆ เวลา ทุกๆ อิริยาบถ ; นี่คือธรรมะ, มีธรรมะ ; เป็นการกระทำที่ถูกต้อง, ถูกต้อง อยู่ที่เนื้อที่ตัว, เป็นการแสดงให้เห็นความถูกต้องที่เนื้อที่ตัว ทุกขั้นทุกตอน ตั้งแต่เกิดจนตาย. ชีวิตนี้แสดงตัวอย่างที่ดี ที่ถูกต้องที่เนื้อที่ตัวอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่เกิดจนตาย, เป็นธรรมชีวี ในความหมายอย่างนี้, เป็นผู้มีธรรมะเป็นชีวิต มีชีวิตเป็นธรรมะ ด้วยการกระทำที่ถูกต้อง. เป็นผู้นำในทางที่จะเป็นเช่นนั้น ในการจะเป็นเช่นนั้น ให้แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน, โดยเฉพาะยุวชนที่เพิ่งเกิดมายังไม่รู้ ทิศทาง. ผู้ที่เกิดก่อนก็นำทางให้ยุวชนที่เกิดทีหลังนี่ รู้จักทิศทาง ดำเนินไปอย่างถูกต้อง จึงเป็นผู้สร้างโลก, แล้วทำให้โดย ไม่คิดอะไรตอบแทน, แล้ว เป็นหนี้บุญคุณแก่บุคคลทั้งโลก, เป็นปูชนียบุคคลของคนทั้งโลก. ๒๘

น.36 หวังว่าทุกคนจะได้มองดู พิจารณาดู เห็นความหมาย แห่งคำว่า “ธรรมชีวี" แล้วก็มี ความพอใจที่จะให้ชีวิตของตนนี้ เป็นธรรมชีวี, เป็นชีวิตที่มีธรรมะ มีธรรมะเป็นชีวิต มีชีวิต เป็นธรรมะ ก็นับว่ามันดีที่สุดไม่มีอะไรดีไปกว่านี้ ในการที่ ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา. ได้เป็นธรรมชีวี โดยแท้จริง เรียกว่าดีที่สุด, ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ในการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์. มนุษย์ควรจะได้สิ่งนี้ คือ ธรรมชีวี ความเป็นธรรมชีวี, มีธรรมอยู่ที่เนื้อที่ตัว เป็นประโยชน์แก่ ตนเองและแก่ผู้อื่น และแก่โลกทั้งสิ้นอยู่ตลอดเวลา. สรุปความอีกครั้งหนึ่งว่า การดำรงชีวิตอย่างครู ก็คือ ธรรมชีวีชั้นครู. ขอให้พยายามเป็นธรรมชีวีชั้นครู, คือเป็น ผู้นำแก่มนุษย์ที่เพิ่งเกิดมา ในกาลสุดท้ายภายหลังอยู่ด้วยกัน ทุกคนเถิด. การบรรยายสมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติการบรรยาย เปิดโอกาส ให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย ได้สวดบทพระธรรมคุณสาธยาย ส่งเสริม กำลังใจในการปฏิบัติธรรม ให้ก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป ตามแนว ที่ได้แสดงมา ในกาลบัดนี้. ๒๙

น.37 - ความเป็นครูแสดงอยู่ที่ตัวครูทุกอิริยาบถ แสดงตัวอย่างที่ดีโดยมีธรรม เป็นเครื่องแสดงให้เห็นที่ถูกต้อง ตั้งแต่เกิดจนตาย - ครูในอุดมคติ เป็นผู้นำทั้งทางวัตถุและทางวิญญาณ ครูที่มีธรรมชีวี จึงเป็นผู้นำที่ดีในสังคม นำในทางประชาธิปไตย นำในการสร้างยุวชนให้เป็นคนดี และนำในการสร้างโลกที่ดี

น.38 ลักษณะครูในอุดมคติ เป็นผู้นำทั้งทางวัตถุและวิญญาณ ครู เป็นผู้นำ ทางวัตถุ นำในการ แสวงหาอย่าง ถูกต้อง นำในการใช้ สติปัญญา มองเห็น การปรุงแต่ง ของธรรมชาติ นำในการ ทำหน้าที่อย่าง สมบูรณ์ นำในการ ปฏิบัติ เป็นอยู่ อย่างถูกต้อง ตามอริยมรรค มีองค์ ๘ นำในการ เสวยผล ร่วมกับ ผู้อื่นอย่าง ถูกต้อง ครู เป็นผู้นำ ทางวิญญาณ เห็นกฎของ อิทัปปัจจัยตา : ทุกสิ่ง เป็นไปตาม เหตุ-ปัจจัย ที่ปรุงแต่ง เห็นกฎของ ตถตา : มันเป็นเช่นนั้น ตามเหตุ ปัจจัย จิตใจไม่มี อุปสรรค เนื่อง จากไม่ยึดตัวตน เป็นอยู่ อย่างปราศจาก ทุกข์ มีสัมมาทิฏฐิ อย่างสูงสุด

น.39 ธรรมที่เป็นเครื่องมือ → ฆราวาสธรรม → พละ ๕ → อิทธิบาท ๔ สัจจะ ทมะ ศรัทธา วิริยะ ฉันทะ วิริยะ ขันติ จาคะ สติ สมาธิ จิตตะ วิมังสา ปัญญา ↓- มรรคมีองค์ ๘ -↓ ข้อปฏิบัติธรรมะ → ธรรมที่เป็นเครื่องมือ → ศีล → สมาธิ → ปัญญา - มรรคมีองค์ ๘ สัมมาทิฏฐิ ← ปัญญา สัมมาสังกัปปะ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา ← ศีล สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ← สมาธิ สัมมาสมาธิ

น.40 ( ๒) ทำงานให้แก่โลกมากมายและได้ผลเกินค่าตอบแทน ทำงานเพื่อหน้าที่มิใช่เพื่อตนเอง ทำงานเป็นแบบอย่างที่ดีให้ผู้อื่นทำตาม เป็นอยู่อย่างพอดี ไม่หลงใหลทางอายตนะ ทำงานเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรได้

น.41 ยาระงับสรรพทุกข์ ต้น "ไม่รู้-ไม่ชี้" นี่เอาเปลือก ต้น "ช่างหัวมัน" นั้นเลือก เอาแก่นแข็ง "อย่างนั้นเอง" เอาแต่ราก ฤทธิ์มันแรง "ไม่มีกู-ของกู" แสวง เอาแต่ใบ "ไม่น่าเอา-น่าเป็น" เฟ้นเอาดอก "ตายก่อนตาย" เลือกออก ลูกใหญ่ ๆ หกอย่างนี้ อย่างละชั่ง ตั้งเกณฑ์ไว้ "ดับไม่เหลือ" สิ่งสุดท้าย ใช้เมล็ดมัน หนักหกชั่ง เท่ากับ ยาทั้งหลาย เคล้ากันไป เสกคาถา ที่อาถรรพ์ "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" อัน เป็นธรรมชั้น หฤทัย ในพุทธนาม จัดลงหม้อ ใส่น้ำ พอท่วมยา เคี่ยวไฟกล้า เหลือได้ หนึ่งในสาม หนึ่งช้อนชา สามเวลา พยายาม กินเพื่อความ หมดสรรพโรค เป็นโลกอุดรฯ พุทธทาส อินฺทปัญฺโญฺ

น.42 ชุดธรรมะสำหรับครู เล่ม ๖ ครูในอุดมคติ คือผู้นำ เป็นผู้นำในทางวัตถุ และเป็นผู้นำในทาง วิญญาณ เป็นผู้นำสังคมในทางวัตถุคือ นำในการแสวงหา ในการเสวยผล และในการเป็นอยู่อย่างถูกต้อง ชนิดที่ไม่ทำให้เกิดความทุกข์แก่ตนเอง และผู้อื่น ไม่มีการกระทบกระทั่งเบียดเบียนใคร ได้มาแล้วก็แบ่งปันกัน กับคนรอบข้าง ที่เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย และการพยายามจะต่อสู้ ให้พ้นไปให้ได้ เป็นผู้นำในทางวิญญาณ เป็นเรื่องทางจิตใจ คือ รู้จักเป็นอยู่อย่าง ไม่มีอุปสรรคใด ๆ อยู่อย่างไม่มีเคราะห์กรรมใด ๆ อยู่อย่างไม่มีความ ทุกข์ใจใด ๆ เลย พุทธทาสภิกขุ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต