น.3 ท่านทั้งหลาย อยู่เพียงนั้น ฯ. ถ้า ท่านทั้งหลาย ยังมีความรู้สึกกันอยู่ ว่าความมั่นคงทางใจ ก็เปนของสำคัญไม่ น้อยกว่า หรือถึงกับยิ่งกว่าความมั่นคงทาง กาย หรือทางทรัพย์สมบัติ อยู่เพียงใดแล้ว ก็ยังเปนที่หวังได้ว่า โลกนี้จักยังไม่เปนของ ร้อนเกินไปสำหรับท่านทั้งหลาย อยู่เพียงนั้นฯ. ธรรมะ ย่อมให้ความมั่นคงทางใจ เปนคู่กันกับที่กิจการธนาคารในโลกให้ความ มั่นคงปลอดภัยทางวัตถุ หรือทรัพย์สมบัติ แก่มนุษย์ทั้งหลาย ฯ. แต่ ธรรมะยังให้ความมั่นคงทางใจ ยิ่งไปกว่าที่กิจการธนาคารในโลก ให้ความ มั่นคงปลอดภัยทางวัตถุ หรือทรัพย์สมบัติ แก่มนุษย์ ทั้งหลาย ฯ.
น.4 ๒ ธรรม เทศนา ที่ยังเปนเพียงคำสอน อยู่นั้น ยังช่วยใครไม่ได้, ถ้าเมื่อใดคำสั่งสอน นั้นๆ มีผู้เห็นด้วย แล้วพากันทำตาม เมื่อนั้น คำสั่งสอนเหล่านั้น กจะกลายรูปเปนองค์พระ ธรรม ซึ่งสามารถคุ้มครองผู้เห็นจริง แล้ว ปฏิบัติตามได้ เหมือนเครื่องกันฝนใหญ่ๆ ช่วยคุ้มฝนให้ในฤดูฝน ฯ ๑ ☆ ๑ ธรรม กถา ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมเปนเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัท ธาความเชื่อ และ วิริยะความพากเพียรของ ท่าน ทั้งหลาย ให้เจริญ งอกงาม ก้าวหน้าใน ทาง แห่ง พระศาสนา อันเปนที่พึ่งของสัตว์ทั้ง- หลายในโลก ฯ. พระ ธรรมเทศนาของพระสัมมาสัม- พุทธเจ้า ย่อมเปนของจำเปนอยู่เสมอไปไม่ ว่าเวลาไหนและจัดขึ้นโดยใคร หรือแสดง โดยบุคคลใด ที่เปนดังนี้ก็เพราะเหตุว่า ธรรมเทศนาทั้งหลายย่อมเปนอาหารแก่จิตใจ ทำให้ความเปนมนุษย์ในภายในมีความเต็ม เปี่ยมสมบูรณ์ เหมือนต้นไม้ที่เต็มไปด้วย แก่น ฉะนั้น ฯ.
น.5 ๓ บัณฑิต ผู้มีปัญญาเปนเครื่องพิจารณา ได้มองความเปนมนุษย์ ของคนบางคน แล้วพากันส่ายหน้าสั่นศีรษะหันหลังกลับ ก็ เพราะว่า ความเปนมนุษย์ของบุคคลนั้น มี ความกลวงเปนโพรง ฯ. ๓ ความ เปนมนุษย์ แต่ซีกกาย ส่วนภาย ใน คือซีกใจ ปราศจากความเปนมนุษย์ เพราะขาดอาหารทางใจนั้น ทำให้มีใจเปน มนุษย์แต่เพียงครึ่งเดียว หรือ มีความเปน มนุษย์ ที่ กลวงเปนโพรง ฯ. ๔ ความ สมบูรณ์ในทางวัตถุ ทำให้ร่าง กายเจริญฉันใด ความสมบูรณ์ในทางธรรม ก็ทำให้ จิตใจเจริญฉันนั้น ฯ. ๕ เมื่อเ ราให้อาหารทางวัตถุ เช่น ข้าว= น้ำ เปนต้น แก่ร่างกายเปนประจำวันอยู่ทุก วันเราก็ควรให้ อาหารทางใจ แก่ใจ ควบคู่ กันไปด้วย ถ้ามิฉะนั้นแล้ว จะเกิดความ ไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง และเกิดผลคือ มีความ เจริญแค่ทางกาย ส่วนใจนั้นขาดอาหาร ตีบ ลีบ ตายไป ฯ. ๖
น.6 ๔ การ ฟังธรรมเทศนานั้น นับว่าเปน วิธีหนึ่ง ซึ่งเปนการให้อาหารแก่จิตใจ อย่าง สะดวกที่สุด แม้ว่าจะมีทางให้อาหารทางใจ แก่จิตใจ โดยหลายวิธีด้วยกัน มีการสวด- มนต์ ภาวนา รักษาศีลให้ทานเปนต้น ฯ. ใจ ยิ่งมากไปด้วยความสะอาด—สว่าง สงบยิ่งขึ้นเพียงใด. ก็นับว่าเปนความเจริญ แก่จิตใจเพียงนั้น. ใจที่สะอาด—สว่าง—สงบ นั้นแลเปนความหมายอันแท้จริง ของ ความ เปนมนุษย์ ฯ. ท่าน ทั้งหลาย อย่าได้มีความอิดหนา ระอาใจ ในการที่จะต้องฟังธรรมเทศนา ไม่ ว่าจะแสดงโดยใครที่ไหน และเวลาไร และ แม้ว่าจะเปนการซ้ำซากเพียงใดด้วย ฯ. อาหาร นั้นซ้ำซาก คือไม่มีอะไร มากไปกว่า ข้าว, ปลา, เนื้อ, ผัก ผลไม้ เราก็ ยังกินกันอยู่ทุกวันไม่มีเบื่อ ถึงที่ที่จะต้อง ให้อาหารใจอย่างซ้ำซากบ้าง ทำไมเราจะ ต้องเบื่อเล่า ?.
น.7 ๕ อาหาร มีข้าวปลาเปนต้น ที่เราบริ- โภคอย่างซ้ำซากทุก ๆ วัน แม้จะซ้ำอย่าง. ไร มันก็ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตได้ ทั้งที่ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ อาหารใจก็ต้องเปนอย่าง เดียวกัน คือทำให้ใจเจริญได้ ทั้งที่เปนการ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ฯ. ๑๑ อาหาร ที่บำรุงร่างกายให้เจริญได้ นั้น ไม่จำเปนจะต้องเป็นอาหารที่มี รสประ - หลาด และ เอร็ดอร่อยขอแต่ให้เปน อาหารที่ แท้จริง คือ ถูกต้องตามหลักแห่งอาหาร ก็ แล้วกัน ฯ. ๑๒ ธรรม เทศนาที่เปนอาหารใจ ก็ฉันนั้น ไม่จำเปนจะต้องแปลกปลาด สนุกสนาน ฟังเพลิน ขอแต่ให้เปนเทศนาของพระพุทธ- เจ้าแล้ว แม้จะจืดชืดปานใด ก็ย่อม บำรุงใจ ให้เจริญ ได้ทั้งนั้น ขอแต่ให้ท่านทั้งหลาย บริโภคและย่อยให้ได้ ก็เป็นพอ" ฯ. ๑๓ จง พยายามทำความเข้าใจ น้อมนำมาพิจารณา จนเห็นความจริงแห่งธรรมนั้น ๆ เถิด ย่อมทำให้ใจ ของท่านเจริญงอกงาม ด้วยความสะอาดสว่างและ สงบ เปนแน่แท้ๆ. ๑๔
น.8 ๖ ขอ จงอย่าได้อิดหนาระอาใจ ใน การที่จะต้องฟังธรรมเทศนา ซึ่งที่แท้เปน การให้อาหารในทางใจขอให้พยายามบริโภค ให้พยายามย่อยให้ได้ อาหารนั้นกะทำหน้า- ที่ของมันเองโดยไม่ต้องสงสัย ! ๑๕ ถ้า ปราศจาก การแก้ไข ในทางฝ่าย ใจ ซึ่งเปนประธานแห่งสิ่งทั้งหลาย แลว การแก้ไขอย่างอื่น ย่อมทำไปไม่ได้ คือ ไม่ สามารถแก้ไข ให้ลุล่วงไป แม้ว่าจะมี ความคิด และ แผนการ ที่ดีเพียงใดก็ ตาม ฯ. ๑๖ ปัญหา ยุ่งยากในการแก้ไขสิ่งต่าง ๆ นั้น เมื่อมองดูโดยทั่วไปแล้ว คล้ายกับเปน ปัญหาที่มีมากมายหลายปัญหา แต่ที่แท้นั้น มีเพียงปัญหาเดียว คือ การแก้ไข ความเปน มนุษย์ ของแต่ละคน ให้ดี-ให้ถูกต้องเท่า นั้น ฯ. ๑๗
น.9 ๗ ปัญหา ของโลก ทั้งโลก, ปัญหาของ ประเทศ, ปัญหาของบ้านเมือง จังหวัด อำ- เภอตำบล หมู่บ้าน ครอบครัว จนกระทั่งปัญ- หาส่วนตัวบุคคลเปนคน ๆ ไป ย่อมรวมอยู่ที่ สภาพความตกต่ำในทางฝ่ายจิตใจ ของคน แต่ละคนในโลก นั่นเอง ฯ. ๑๘ เมื่อ แก้ปัญหาส่วนตัวสำเร็จ ย่อมเปน การแก้ปัญหาของครอบครัวสำเร็จ ของหมู่ บ้าน ของตำบล ของอำเภอ จังหวัด บ้าน เมือง ประเทศชาติ ตลอดจนของโลกทั้งสิ้น ได้สำเร็จ กล่าวคือ การที่ต่างคนต่างตั้งหน้า แก้ไข สภาพความตกต่ำในทางใจของตน ๆ ให้สูงขึ้นมาให้ได้เท่านั้น ฯ. ๑๙ เมื่อทุกคนมีใจสูงพอแล้ว ปัญหา หรือความทุกข์ยากต่าง ๆ ในโลกนี้จะสูญสิ้น ไปในพริบตาเดียวนั้น. ฉะนั้นความตกต่ำ ในใจของใครมีอยู่ ก็ขอให้คนนั้นแก้ของตน เอง เสร็จแล้วจะเปนการแก้ปัญหาของโลก ทั้งหมด ขึ้นมาได้เอง ฯ. ๒๐
น.10 ๘ ปัญหา อันมากมาย ซึ่งเราดูแล้วท้อ ใจว่าจะแก้กันไม่ไหวนี้ ที่แท้มันเปนปัญหา เพียงอันเดียว คือ ภาวะความตกต่ำในทางใจ เพราะใจขาดอาหาร ขอให้เราทุกคนช่วยกัน แก้ปัญหาอันนี้เถิด จะเปนการแก้ปัญหา ของโลกทั้งหมด ขึ้นมาเองในภายหลัง ฯ.ฯ ๒๑ จง ช่วยกันแก้ไข ภาวะความตกต่ำใน ทางใจของตน ๆ เถิด แล้วท่านจะเปนผู้ชนะ ในทุก ๆ สถานะการณ์ของโลก ฯ. ๒๒ ใน การที่เราจะร่วมมือกันแก้ไขสถา- นะการณ์ของประเทศ หรือของโลกให้ดีขึ้นก็ ตาม หรือแก้ไขตัวเราเองโดยเฉพาะก็ตาม เรา ต้องทราบถึงสมุฏฐานอันแท้จริงของมัน ฯ. ๒๓ เมื่อ ถามขึ้นว่า ความทุกข์ยากใน โลก เกิดมาจาก อะไร. อาตมา ขอตอบว่า เกิดมาจาก การที่คนในโลกไม่เปนมนุษย์ กันนั่นเอง. เปนกันอย่างมากแต่เพียงคน ไม่สูงขึ้นไปถึงเปนมนุษย์ ฯ. ๒๔
น.11 ๙ การ เปนคนกับการเปนมนุษย์นั้นต่าง กันไกลลิบ การเปนคน พอสักว่าได้เกิดมา ก็เปนคนได้แล้ว. ส่วนการเปนมนุษย์นั้น หมายเฉพาะผู้มีใจสูง ใจสูงชนิดที่น้ำ กล่าว คือความชั่วและความทุกข์ ท่วมไม่ถึง ฯ. ๒๕ คำ ว่ามนุษย์นี้ แยกศัพท์ออกได้ง่ายๆ สองคำคือ มน+อุษย์ รวมกันเปนมนุษย์ มน แปลว่าใจ อุษย์ แปลว่า สูง คำว่า มนุษย์ จึง แปลกันได้ง่าย ๆ ว่า มีใจสูง ฯ. ๒๖ ส่วน คำว่า คน นั้น มีความหมายมา จากคำว่า ชน ซึ่งแปลได้ง่าย ๆ อีกว่า เกิด มา; เพราะฉะนั้นพอได้เกิดมา ก็ได้เปน คน แล้ว แน่นอน. แต่จะเปนมนุษย์หรือไม่นั้นอีก ปัญหาหนึ่งต่างหาก คืออยู่ที่ว่า ใจสูง หรือ ไม่สูง ฯ. ๒๗ ถ้า ใจสูง ก็เปนมนุษย์ได้ ถ้าใจไม่สูง ก็เปนมนุษย์ ไม่ได้ อย่างมากจะเปนได้ก็ แต่เพียง คน ฉะนั้นการเปนมนุษย์กับการ เปนคน จึงต่างกันเปนคนละอย่าง เราจง เลิกแปล คำว่า มนุษย์=คน กันเสียเถิด. ๒๘ เอาไว้ให้ลูกเด็ก ๆ ในโรงเรียน เขาแปล มนุษย์ คน กันแต่พวกเดียวเถิด ฯ.
น.12 ๑๐ สำหรับ ผู้ใหญ่ และทั้งอยู่ในสภาพที่ เผชิญกันอยู่กับสถานะการณ์ อันยุ่งยากของ โลกนี้ ต้องเข้าใจในความหมายของคำว่า "มนุษย์" ให้ถูกต้องจริง ๆ. ความทุกข์ยาก ในโลกทุกอย่างและทุกยุค มันเกิดมาจาก การที่คนในโลก ไม่เป็นมนุษย์ กันนั้นเองฯ. ๒๙ ที่ดิน ที่สูงหรือที่ดอน เราหมายถึงที่ ที่น้ำท่วมไม่ถึง. ใจสูงก็เป็นอย่างเดียวกัน คือ หมายถึงใจ ชนิดที่น้ำ กล่าวคือกิเลส หรือความชั่ว ท่วมขึ้นไปไม่ถึง. หัวใจที่น้ำ ชนิดนี้ท่วมไม่ถึงนั้น ย่อมมีลักษณะ สะอาด สว่าง—และ สงบ ฯ. ๓๐ ความสะอาด ความสว่าง และ ความสงบ ของใจ นั่นเอง คือ ความสูงของใจ. ใจที่สูงเช่นนี้แล้ว ท่านลอง คิดดูให้ดี ๆ ว่า จะมีความทุกข์เกิดขึ้นจาก คน ๆ นี้ได้อย่างไร หรือ มีปัญหาอะไร ที่ คนซึ่งมีหัวใจสูงเช่นนี้ จะแก้ไขไม่สำเร็จ ? ๓๑
น.13 ๑๑ พระ พุทธเจ้าเปนยอดของมนุษย์ ก็ เพราะท่านมีความสะอาด ความสว่าง ความ สงบของใจมากถึงที่สุดจริง ๆ นั่นเอง. พระ สงฆ์สาวก ทั้งหลาย ก็คือผู้ที่มีใจสูงโดยนัย นั้นอย่างเดียวกัน ตามมากตามน้อย เปน ลดหลั่นกันลงมา ฯ. ๓๒ กัล ยาณปุถุชนนั้น มีความสูงอยู่พอ สมควร แก่การที่จะเรียกตัวเองว่า มนุษย์ ถ้า คนในโลกพากันเปน กัลยาณชน ให้ได้กัน ทุกคนเท่านั้น ความทุกข์ยากในโลกจะไม่ เกิดขึ้นได้เลยและเราจะได้รับสิ่งที่ใฝ่ฝันหากัน นัก คือ สิ่งที่เรียกกันว่า สันติภาพอันถาวร ฯ. ๓๓ คน ในสมัยนี้ยิ่งไม่เปนมนุษย์กันมาก ยิ่งขึ้น. อย่าเข้าใจว่า คนในสมัยนี้ มีการ ศึกษาเจริญ แล้วจะมีความ เปนมนุษย์กัน มากขึ้น. การศึกษาชนิดนั้น มิได้มีความ หมายว่า สามารถ ทำให้ใจ มีความ สะอาด สว่าง สงบ ฯ. ๓๔
น.14 ๑๒ เมื่อ ดำเนินการศึกษามากเพียงไร ก็ มีแต่จะยิ่ง ทำใจให้สกปรกมืดมัวและเร่าร้อน มากขึ้น เพียงนั้น ขอให้คนในโลกแห่งสมัยนี้ อย่าหลงทะนงตัวว่า มีใจสูงเพราะเหตุที่มี การศึกษากว้างขวางนั่นเลย ฯ. ๓๕ ขอ ให้วัดดูด้วยกฎเกณฑ์ อันแท้ จริง คือ ความที่ใจสะอาด สว่าง และ สงบนั้นเสีย ก่อน เพราะถ้าใจไม่เปนเช่นกล่าวนี้ แล้วทำ อย่างไร เสีย น้ำคือกิเลสหรือ ความชั่ว ย่อมท่วมใจนั้นได้เปนแน่นอน ฯ. ๓๖ คน สมัยนี้ พากันเปนมนุษย์น้อยลงๆ หรือไม่เปนมนุษย์กันมากยิ่งขึ้น ๆ นั้น เพราะ ใจต่ำลง ๆ. ใจต่ำลง ๆ เพราะ ต่างคน ต่าง พากันหัน หลัง ให้ ศาสนา ของ ตน ๆ มากยิ่ง ขึ้น : แล้วแต่ตนจะถือศาสนาอะไร ล้วนพากัน หันหลัง ให้ศาสนา ของตนมาก ยิ่งขึ้น ๆ ทั้ง นั้น ฯ. ๓๗
น.15 ๑๓ ที่ คนพากันหันหลังให้ศาสนาของตนๆ มากยิ่งขึ้นนั้น เพราะเหตุที่เห็นได้ง่าย ๆ ๒ อย่างคือ: ความถูกกระทบกระเทือนจาก ภัยต่างๆมีภัยหลังสงครามเปนต้น, และเพราะ ในโลกมี สิ่งที่ยั่วยวนให้คนพากันหันหลังให้ ศาสนาของตนมากขึ้น ตามส่วนของการ ศึกษาที่ยิ่งเจริญไปในทางวัตถุนั่นเอง ฯ. ๓๘ การ หันหลังให้ศาสนานั้น คือ การ ตามใจตัวเอง ก่อนหน้านี้ เคยตามพระทัย หรือตามใจพระศาสดาของตน ๆ แล้วแต่ ว่าพระศาสดา ได้ทรงสั่งสอนไว้อย่าง ไรก็พา กันทำตามและอยู่ในกรอบแห่งศีลธรรมของ ศาสนานั้น ๆฯ. ๓๙ บัดนี้ คนพากันหันหลังให้ พระศาสดา เมินเฉยต่อหลักพระศาสนา เพื่อให้ได้ตาม ใจในการหาความสุขทางเนื้อทางหนัง ยิ่ง ตามใจตัวมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งหันหลังให้ศาส- นาของตนมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งหันหลังให้ศาส- นามากขึ้นเท่าไรใจก็ยิ่งต่ำลง ๆ เท่านั้น. ฯ. ๔๐
น.16 ๑๔ การ ตามใจตัวเอง ทำให้ใจต่ำลง เพราะเหตุใด ? เพราะเหตุว่าการตามใจตัว เองนั้น คือการตามใจกิเลส สิ่งที่เรียกว่ากิ- เลสนั้น คือสิ่งที่ทำให้ใจสกปรก มืดมัว และ เร่าร้อน ฯ. ๔๑ ทุก ๆ ศาสนา เรียกกิเลส โดย ปุค- ลาธิษฐานว่า ผีปีศาจบ้าง พระยามารบ้าง ซาตานบ้าง แล้วแต่จะเรียกตามภาษาแห่ง ศาสนานั้น ๆ แต่ความหมายก็ตรงกันหมด ฉะนั้นการตามใจตัวเอง เพราะเห็นแก่ความสุข ทางเนื้อทางหนัง ก็คือการตามใจภูตผีปี- ศาจนั่นเอง ฯ. ๔๒ เมื่อ ละจากการตามใจพระศาสดามี พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เปนต้น มาตามใจ ภูตผีปีศาจแล้ว จะไม่ให้ใจต่ำได้อย่างไร เหตุนี้แหละจึงกล้ากล่าวว่า การตามใจตัว เองนั้น ทำให้ใจต่ำลง ๆ ฯ. ๔๓ การบังคับตัวเองย่อมนำมาซึ่งความ มีใจสูง อันเปนความหมายของความเปน มนุษย์ที่ถูกต้อง เพราะเหตุว่าการบังคับตัว เอง ไม่ให้ตามใจตัวเอง แต่ไปตามใจพระ ศาสดาของ--------------------------
น.17 ๑๕ ตน ๆ นั้น ทำให้มีใจสะอาด- สว่าง - และ สงบ ไม่ตกเปนลูกสมุนของผีปีศาจ, พญา- มารหรือ ซาตาน ฯ ๔๔ การ บังคับตัวเองนี้คือ คำสอนของ ทุกๆ ศาสนาในโลก, และโดยเฉพาะพระพุทธ ศาสนานั้น ย่อมเปนการสอนให้ทำการบัง คับตัวเอง โดยสิ้นเชิง. เราอาจกล่าวได้ว่า พระพุทธวจนะ ทั้งหมดในพระไตรปิฎกนั้น ทุก ๆ คำสอนให้บังคับตัวเอง ฯ. ๔๕ ศีล คือ บังคับตัวเองทางด้านกาย และวาจา โดยเด็ดขาด โดยไม่มีช่องทาง ที่จะตามใจภูตผีปีศาจเหลืออยู่เลย ฯ. ๔๖ สมาธิ คือ การบังคับตัวเองในด้าน จิตใจโดยเด็ดขาด โดยไม่มีช่องทางที่จะ ตามใจกิเลส หรือเปิดโอกาศให้ กิเลส อีกเหมือนกัน ฯ. ๔๗
น.18 ๑๖ ปัญญา คือการทำลายรากเง่าของ กิเลสอันเปนเหตุให้ตามใจตัวเองเสียโดยสิ้น เชิง ไม่มีอะไรเหลืออยู่สำหรับจะงอกเงย เปนการตามใจตัวเองได้ อีกต่อไป ฯ. ๔๘ ใน พระไตรปิฎก ทุก ๆ หน้านั้น มีอะ ไรมากไปกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เล่า ? เราจึงกล่าวได้ว่า พระพุทธศาสนานั้น คือ ศาสนา แห่งการบังคับตัวเอง ทั้งดุ้น ๆ. ๔๙ การ ตามใจตัวเอง หรือการตามใจ กิเลสนั้น คือ การละทิ้งศาสนา ไปสวามิ- ภักดิ์ต่อภูตผีปีศาจ ซึ่งทำหน้าที่ทรมานสัตว์ โลก หรือถึงกับล้างผลาญโลกในบาง คราว ฯ. ๕๐ ความ ทุกข์ยากในโลกทุกชนิด ทุก ยุคทุกสมัยเกิดจากการตามใจตัวเอง หรือ การตามใจ ภูตผีปีศาจ นี้ ทั้งนั้น คำว่า ภูต ผีปีศาจนี้ เปนชื่อของใจ "ซึ่งปราศจาก ความสะอาด - สว่าง - สงบ, แต่เปนใจที่ สกปรกมืดมัว เร่าร้อน ฯ. ๕๑
น.19 ๑๗ ความ ทุกข์ยากชนิดไหนบ้างในโลก นี้ที่ไม่เกิดมาจากใจของคนที่มีใจสกปรกมืด มัวและเร่าร้อน กล่าวคือ ใจที่เอาแต่การ ตามใจตัวเอง ในการแสวงหาความสุข ทางเนื้อหนัง ฯ. ๕๒ ความ เสื่อมเสียศีลธรรม และวัฒน- ธรรมนั้น มาจากอะไร ถ้ามิใช่มาจากภูตผี ปีศาจ แห่งการตามใจตัวเอง ฯ. ๕๓ ศีล ข้อหนึ่ง ซึ่งห้ามการทำลายชีวิตนั้น ศีลข้อนี้จะมีอยู่ได้ก็ด้วยการบังคับตัวเองไว้เท่า นั้น ครั้นปราศจากการบังคับตัวเองซึ่ง หมายถึง มือ เท้า ปาก ท้อง เมื่อไรแล้ว ศีล ข้อนี้ก็กระจัดกระจายหมด ฯ. ๕๔ คน ที่ไร้การบังคับตัวเอง ย่อมฆ่าสัตว์ ได้เพื่อประโยชน์เพียงความสนุกสนาน หรือ สนุกมือ. แม้สัตว์ที่มีบุญคุณเหนือศีรษะคน ทุกคน ที่กินข้าว เช่น วัว ควาย เปนต้น เรา ก็ยังได้เห็นคน พากันฆ่าสัตว์เหล่านี้กินเพื่อ ความเมามาย ฯ. ๕๕
น.20 ๑๘ ใจ ที่ต่ำขนาดที่มอง ไม่เห็น อุปการะ คุณของสัตว์ที่มีแก่ตน เช่นวัวควายเปนต้น นั้น มิใช่จะหยุดอยู่เพียงนั้นย่อมค่อยๆเขยิบ ขึ้นมา จนถึงไม่มองเห็นอุปการะคุณ ของ เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน, ซึ่งทำให้เกิดการลืมนึก ถึงเพื่อนร่วมโลกกัน หรือเพื่อนเกิดแก่เจ็บ ตายด้วยกัน จึงฆ่าได้แม้กระทั่งคน ฯ. ๕๖ กระทั่ง มารดาบิดาก็ บันดาล โทสะ ฆ่าได้; กระทั่งฆ่าพระอรหันต์ ก็ฆ่าได้ในที่ สุด ในเมื่อบีศาจแห่งการตามใจตัวเองมี อำนาจแก่กล้า รุนแรงยิ่งขึ้นมา ฯ. ๕๗ การ วางแผนการ ทางการเศรษฐกิจ การเมืองและการทหาร เพื่อฆ่าเพื่อนมนุษย์ ตาดำๆด้วยกันคราวละหมื่น คราวละแสนคน ก็ต้องเปนสิ่งที่ทำได้ลงคออย่างง่ายดาย สำ- หรับบุคคลที่เต็มไปด้วยปีศาจแห่งการตามใจ ตัวเอง ฯ. ๕๘ ศีล ข้อที่สอง คือการไม่ถือเอาสิ่งของ ที่เจ้า ของไม่ได้ให้นั้น คนที่ไม่บังคับตัวเอง ย่อมแย่งชิง ประโยชน์ของผู้อื่นมาเปนของตน ทั้งโดยตรงและ โดยอ้อม, ทั้งอย่างหยาบคายดุร้ายที่สุด และสุภาพ แนบเนียนที่สุด ฯ. ๕๙
น.21 ๑๙ ไม่ บังคับตัวเองแล้ว ก็ขี้เกียจ, เมื่อ ขี้เกียจ ก็ขาดแคลน หรือยากจน เมื่อจน แล้วยังตามใจตัวเองอยู่อีกก็ลักขะโมย. ครั้น เข้าขัดขวาง ก็เลยทำอันตรายให้ต่อไป อีก ฯ. ๖๐ การ ใช้อุบายทางการเมืองหรือเศรษฐ กิจ เพื่อล้วงเอา ประโยชน์ของเพื่อนบ้านมา เปนของตนนั้น ก็เพราะอำนาจของปีศาจแห่ง การตามใจตัวเอง ตัวเดียวกันนั่นเอง ฯ. ๖๑ ศีล ข้อสาม คือการไม่ล่วงละเมิดต่อ ของรักของใคร่ของผู้อื่นนั้น เราจะเห็นได้ ว่า มีการล่วงก็เพราะอำนาจ ปีศาจ แห่ง การตามใจตัวเองโดยตรง ยิ่งกว่าศีลข้อใด หมดฯ. ๖๒ ไม่ มีใครต้องตายเพราะไม่ได้ทำชู้; แต่ แล้วเราก็ยังเห็นคนทำชู้ และคนบางพวก กลับเห็นเปนเกียรติ ในการที่ตัวทำชู้เก่ง และ โอ้อวดกัน เพราะเรื่องนี้ ในพวกที่ นิยมการ ทำชู้ด้วยกัน แทนการที่จะละอายว่าการทำ เช่นนั้น คือ การก้มศิร์ษะ ลงเป็นทาสของ ปีศาจแห่งการตามใจตัวเองฯ. ๖๓
น.22 ๒๐ ศีล ข้อกาเมนั้นคือ ห้ามล่วงเกินต่อของ รักของใคร่ทุกชนิด ของผู้อื่น, หาใช่ห้าม แต่การทำชู้อย่างเดียว ตามความเข้าใจของ คนบางคนไม่ แม้แต่เด็กเล็ก ๆ ไม่เดียงสา ในเรื่องกามารมณ์ ก็มีส่วนที่จะต้องถือศีล ข้อนี้ โดยเคร่งครัด.ฯ ๖๔ ความ หมายของศีลข้อกาเม คือ ห้าม ล่วงเกินของรักของใคร่ของผู้อื่น เช่นเด็ก คนหนึ่ง มีดินสอ หรือของเล่นอย่างใดอย่าง หนึ่ง ซึ่งรักมาก หวง มาก จนไม่ประสงค์ให้ ใครมาแตะต้องแล้ว เด็กอีกคนหนึ่งต้องไม่ ลูบคลำสิ่งนั้นให้เปนที่ขัดใจเด็กที่เปนเจ้าของ เอาทีเดียว.ฯ ๖๕ ท่าน ทั้งหลาย จงชี้แจงสั่งสอนลูกหลานเล็ก ๆ ของท่าน ให้รู้จักศีลข้อที่สามนี้ ไปเสียตั้งแต่เล็ก ๆ ทีเดียว โตขึ้นจะไม่ลำบากในการถือศีลข้อนี้ ซึ่งเปน เครื่องช่วยรักษาโลกให้สะอาด ฯ. ๖๖ การ กล่าวเท็จ ทางวาจา ทางตัวหนัง- สือ ทางกิริยา ท่าทางก็ตาม ล้วนแต่มีความ มุ่งหมาย เพื่อให้ได้ประโยชน์อย่างใด อย่าง หนึ่งแก่ตัวทั้งนั้น อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อความ สนุกสนาน หรือแม้แต่ได้ เกียรติว่าคุย เรื่อง โกหกสนุก ฯ. ๖๗
น.23 ๒๑ การ กล่าวเท็จนั้น ก็คือการหาประ- โยชน์ ใส่ตัวหรือพวกของตัวโดยใช้วาจาเปน เครื่องมือนั่นเอง. เมื่อบังคับตัวเองไม่ได้ ในทางที่จะไม่แสวงหาประโยชน์ โดยไม่ชอบ ธรรม คนที่กล่าวเท็จด้วยวาจาซึ่งไม่ ต้องลงทุนลงแรงมาก เหมือนกระทำอย่าง อื่น ฯ. ๖๘ โลก เราปั่นป่วนส่วนมากสมัยนี้ ก็ เนื่องจากการไม่มีศีลธรรมข้อที่สี่ของพวกนัก การเมืองเจ้าเล่ห์ของโลกนั่นเอง. เล่ห์ เหลี่ยมต่าง ๆ นั้นก็มิใช่อะไรอื่นไปจากการ กล่าวเท็จด้วยกิริยาอาการ ซึ่งภูตผีปีศาจแห่ง การตามใจตัวเองเข้ามาบังคับให้ทำ ฯ. ๖๙ ศีล ข้อที่ห้า ซึ่งห้ามการดื่มน้ำเมา เราจะยิ่งเห็นชัดขึ้นไปอีกว่า ศีลข้อนี้เสียไป เพราะการตามใจตัวเองล้วน ๆ ฯ. ๗๐ น้ำเมา มิใช่ยา มิใช่อาหาร ถ้าใช้ เปนยาหรืออาหาร ก็ใช้อย่างอื่นหรือโดย วิธีอื่น ซึ่งผิดจากที่ใช้กันอยู่อย่างน้ำเมา คือเพื่อมอมตัวเองให้เกิดอาการ และ ความ รู้สึกอย่างภูตผีปีศาจขึ้นในใจของตัวเอง ฯ. ๗๑
น.24 ๒๒ ใน สมัยที่คนหันหลังให้ศาสนาของตน มากขึ้นเช่นนี้ คนก็ย่อมกินน้ำเมามากขึ้น กว่าแต่ก่อนเปนธรรมดา ซึ่งทำให้ความเปน มนุษย์น้อยลง ๆ และมีความเปนภูตผีปีศาจ มากขึ้น ๆ ในโลกนี้. แม้ ในประเทศไทย เราก็เห็นได้ว่าคนกินน้ำเมากันมากขึ้น ฯ. ๗๒ ใน ระยะสิบปีมานี้พลเมืองของประเทศ ไทย มิได้เพิ่มขึ้นถึงหนึ่งเท่าตัวเลย แต่ใน ระยะสิบปีมานี้ ปริมาณการผลิตน้ำเมาเพิ่ม มากขึ้นหลายเท่าตัว จนท่านผู้เฒ่าบางคน เกิดความฉงนในน้ำเมา ที่กองอยู่เต็มท่าเรือ หรือสถานีรถไฟ ว่าน้ำเมาจำนวนมากมาย เหล่านี้ ก็เขาจะเอาไป อาบช้าง อาบม้า ที่ไหนกัน. ๗๓ จง ได้ คิดดูเถิดว่า เมื่อเราใจสูงเปน มนุษย์ คือมีความสะอาด-สว่าง-และสงบ อยู่ในใจนั้น น้ำเมาจะดื้อเข้าไปในปากของ เราได้หรือไม่ และเมื่อใจของเราต่ำเปนใจปี ศาจ คือสกปรก มืดมัว และเร่าร้อน น้ำเมา เข้าไปในคอได้ง่ายดายเพียงไร ในที่สุด ก็จะ ตอบคำถามได ด้วยตัวของท่านเองว่ามนุษย์ กินน้ำเมา หรือ ปีศาจกินน้ำเมากันแน่ ? ๗๔
น.25 ๒๓ เมื่อ น้ำเมาคือสิ่งที่ทำคนให้หมดความ เปนมนุษย์ แต่ให้เกิดมีความเปนผีปีศาจขึ้น แทนดังนี้แล้ว ผู้ดื่มจะทำการแก ไขภาวะ ความตกต่ำในทางใจของตนเองได้ โดยวิธี ไร ? เมื่อแก้ ไขของตัวเองก็ไม่ได้แล้ว จะ ช่วยแก้ไขของบ้านเมือง หรือประเทศชาติ ได้อย่างไรต่อไปอีก ขอให้ลองนึกๆ. ๗๕ เพราะ ปี ศาจ แห่งการตามใจตัวเองตัวเดียว กันนั่นเอง ที่ทำให้คำสอนของพระศาสดาในข้อที่ห้า เปนหมันไป แม้ในหมู่แห่งคนที่เรียกตัวเองว่า พุทธบริษัท ในสมัยนี้ เป็นจำนวนไม่น้อย ฯ. ๗๖ การ ตามใจตัวเอง เปนปีศาจแห่ง การ ทำลายล้าง ได้ทำลายศีลธรรมของ ศาสนา ๕ ประการหมดสิ้นแล้ว ยังทำ- ลายต่อไปถึงธรรมะข้ออื่น ๆ ต่อไปไม่มีที่ สิ้นสุด ซึ่งมีแต่จะทำให้การหันหลังให้ ศาสนาดำเนินต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุดเช่น กัน ฯ. ๗๗ การ ตามใจตัวเอง เปนไฝฝ้าปิดบัง ดวงตาไม่ ให้เห็นสิ่งที่ควรจะเห็น, พราง ตาทำให้เห็นกงจักรเปนดอกบัว, ทำให้เห็น แต่ช่องทางสำหรับแก้ตัว ในเมื่อตนต้องการ จะเหยียบย่ำศีลธรรม เพื่อก้าวไปสู่การตาม ใจตัวเอง ที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ฯ. ๗๘
น.26 ๒๔ ท่าน นั่งฟังเทศน์อยู่ที่นี้ บางคนอาจรู้ สกเมื่อยหลังแล้ว เวลาก็ยังไม่ถึงชั่วโมง แต่ถ้านั่งเล่นการพนัน ก็นั่งได้ด้วยความรู้ สึกสนุกสนานตั้งหลาย ๆ ชั่วโมงก็ไม่เคยบ่น เมื่อยหลังเท่านั่งฟังเทศน์ ฯ. ๗๙ บาง คนที่ปีศาจสิงยิ่งไปกว่านั้น ก็นั่ง อยู่กับวงไพ่ ได้ ถึง ๒๔ ชั่วโมง โดยไม่ ต้องลุก;ให้เขาเอาอาหารมาให้บริโภคที่ตรง นั้น และถ้าทำได้ก็จะถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ที่ตรงนั้นด้วยซ้ำไป.ทั้งนี้ก็เพื่ออย่าให้ต้องละ ไปจากวงนั่นเอง ถ้าต้องนั่งฟังเทศน์นานถึง เท่านั้นเขาจะบ่นสักเท่าไร ฯ. ๘๐ การ บ่นในลักษณะเช่นนี้ อย่างนี้นั้น เปนการบ่นที่ ออกมาจาก จิตใจที่มีความสูง อย่างมีความเปนมนุษย์ หรือออกมาจาก จิตใจที่มีความต่ำอย่างมีความเปนปีศาจแห่ง การตามใจตัวเอง, พูดกันง่าย ๆ ก็คือ มนุษย์บ่น หรือปีศาจบ่นกันแน่ ฯ. ๘๑
น.27 ๒๕ อบายมุข หรือประตูนรกประตูนี้ เปิด กว้างทั่วไปหมด เพราะอะไร. เราปิดประตู นรกประตูนี้กันไม่สำเร็จ ทั้งที่ตำรวจเต็ม เมือง เพราะอะไร ถ้ามิใช่เพราะอำนาจของ ปีศาจแห่งการตามใจตัวเอง ที่ทำให้นั่งฟัง เทศน์สักชั่วโมงเดียว ก็รู้สึกเมื่อยหลัง ตัว นี้ ? ๘๒ ถ้า จะต้องไปฟังเทศน์ตามวัด หรือที่ ใด ๆ ก็ตาม, มีความรู้สึกออกมาจากภาย ในว่า ไม่มีเวลา ไม่มีคนอยู่บ้าน. ครั้นถึงที่ จะไปดูหนัง ดูลคร ทุกคืนก็มีเวลา, แม้จะ ไปกันทั้งพ่อ ทั้งแม่ทั้งลูก ก็มีคนเฝ้าบ้าน คือ ลูกกุญแจ ฯ. ๘๓ ถ้า จะต้องทำงาน ในหน้าที่ของตนให้ มากสักหน่อย ก็รู้สึกเหนื่อยและกลัวสุขภาพ ทรุดโทรม. แต่เต้นรำ หรือรำวงก็อยู่ได้ ถึงตี หนึ่งตีสอง ไม่มีความรู้สึกเหนื่อย หรือรู้สึก กลัวสุขภาพทรุดโทรม. ท่านทั้งหลาย จงคิด ดูเองเถิดว่า นี่เปนเพราะ มันมีอะไรเข้าสิง ฯ. ๘๔
น.28 ๒๖ ปีศาจ แห่งการตามใจตัวเอง ที่สิงคน ให้หันหลังให้ศาสนา ได้ทำให้หลงไปว่าความ เปนมนุษย์ที่ถูกต้องมีอยู่ในนั้น, หรือความ เปนมนุษย์ที่ถูกต้อง สมัยนี้ ต้องเปนเช่นที่ กำลังนิยมกันอยู่นั้น ฯ. ๘๕ ถ้า คนในโลกตก อยู่ภาย ใต้ อำนาจ ของปีศาจตัวนี้กันทั้งหมดแล้ว โลกเราจะอยู่ ในสภาพเช่นไร ? สิ่งที่เรียกว่าอบายมุข หรือ ประตูนรก ก็จะเปลี่ยนความหมายเปนประ- ตูอะไรไป ในเมื่อคนจำนวนมากพากันนิยม เดินเข้าไปสู่ประตูนี้ ด้วยชื่นตามากขึ้น ฯ. ๘๖ เรา พากันเดินลงสู่ ประตูแห่งอบาย- มุขทุก ๆ อย่าง ทั้งที่ปากร้องบอกป่าวแก่ กันและกันให้ช่วยกันแก้ไข ความเสื่อมโทรม ทางเศรษฐกิจ ทางศีลธรรม ทางวัฒนธรรม และอื่นๆ อยู่เปนคุ้งเป็นแคว; เหล่านี้เปน เพราะการถูกหลอนของปีศาจตัวไหน ถ้า ไม่ใช่ปีศาจของการตามใจตัวเอง ฯ. ๘๗
น.29 ๒๗ วัฒนธรรม นั้น คือความมีระ- เบียบเรียบร้อย อันเป็นที่ตั้งแห่งความผาสุก และ น่าเลื่อมใสในการกินอาหาร, การแต่ง กาย, การอยู่อาศัย, การเจ็บไข้ การสมาคม เปนต้น ฯ. ๘๘ ท่าน ทั้งหลาย ลองหยั่งคิด ดูสักแวบหนึ่งว่าคนที่ปีศาจแห่ง การตามใจตัวเอง เข้าสิงนั้น จะ สามารถรักษา ระเบียบวัฒนธรรม เหล่านั้นให้ถึงขนาด เปนที่ตั้ง แห่งความผาสุก และความน่า เลื่อมใสได้อย่างไรกัน ฯ. ๘๙ เมื่อ ผีแห่งการตามใจตัวเอง เข้าสิงแล้ว เพียงแต่อากาศร้อน นิดเดียวก็เปลือยตัวออกมาสู่ที่ธาระ กำนัล, เพียงเพื่อความสะ- ดวก ก็เททิ้งของโสโครกไว้ ประดับบริเวณบ้านหรือที่สาธาร- ณะ; เพียงแต่ตามใจผีที่ตะกละก็มี การกิน ที่มูมมามไร้ระเบียบฯลฯ. ๙๐
น.30 ๒๘ ความ มีวัฒนธรรมนั้น อยู่รวมกันไม่ ได้กับปีศาจแห่งการตามใจตัวเอง ถ้าคนยังมี ใจส่งถึงขนาด ที่ยังเห็น วัฒนธรรมเปนของมี ค่าและจำเปนอยู่ ก็ต้องระมัดระวังปีศาจอัน ร้ายกาจตัวนี้ ฯ. ๙๑ ความ ยุ่งยากที่ พวกเรากำลังได้รับ เปนพิเศษ และขอร้องให้ร่วมมือกันทำการแก้ ไขกันเปนการใหญ่ในเวลานี้นั้น ก็กล่าวได้ว่า เปนผลอันสืบเนื่องมาจากการที่โลกก็มีสงคราม. ยิ่งมีสงครามขนาดใหญ่เพียงใด ก็ยิ่งมีผล สืบเนื่อง เปนความทุกข์ยากขนาดใหญ่ตาม ขึ้นเพียงนั้น ฯ. ๙๒ การ ทำสงครามก็ดี ความยากเข็ญ อย่างอื่นก็ดี แม้จะมีรูปร่างผิดแปลกแตกต่าง กันเพียงไร ย่อมมีมูลเหตุ อย่างเดียวกันทั้งนั้น กล่าวคือการที่คนในโลก เปนมนุษย์กันน้อย ลงทุกที หรือไม่เปนกันเสียเลย นั่นเองฯ. ๙๓ คน ในโลกยิ่งตามใจตัวยิ่งขึ้นเพียงไรก็ ยิ่งทำโลกให้ประสบกับสงครามเร็วยิ่งขึ้น ถี่ ยิ่งขึ้น และขนาดรุนแรงยิ่งขึ้นเพียงนั้น ข้อนี้ เปนเพราะเหตุใด เราทั้งหลายจงได้พิจารณา กันดูให้ละเอียดลออเปนพิเศษ ฯ. ๙๔
น.31 ๒๙ การ ตามใจตัวเอง เปนสิ่งที่นำไปสู่ สงคราม และความวิบัติอย่างอื่นๆ อย่างที่ จะหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น เปนเพราะการตามใจ ตัวเอง เปนสิ่งที่ไม่มีความสิ้นสุด. ยิ่งตามใจ ตัวเองให้มากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งออกห่างไปจาก ความรู้สึกอิ่มรู้สึกพอมากขึ้นเท่านั้น ๆ. ๙๕ แม้ ชาวโลกจะพากันถือหลักตามใจ ตัวเองแล้วพยายามให้มากเพียงไร ก็ไม่มีวัน หรือเวลาที่จะได้ประสบความสำเร็จในเรื่อง นี้ เพราะกิเลสตัวนี้ย่อมมีปรกติวิ่งออกหน้า สิ่งต่าง ๆ ที่ประดิษฐ์ขึ้น สนองความอยาก ของตนอย่างไมมีเวลาที่จะไล่ทันกันเลยฯ. ๙๖ ไฟ ไม่เคยอิ่มเคยพอด้วย เชื้อเพลิงฉันใด การตามใจตัว เองก็ ไม่มีวันอิ่มวันพอ ด้วยสิ่ง ที่ช่วยกันประดิษฐขึ้น บำรุงบำ- เรอตนฉันนั้น เรายิ่งเอาเชื้อเพลิง โหมเข้าไป ในไฟอย่างประชด แดกดันเพื่อให้มันอิ่มมันพอกัน เสียที มันกลับกลายเปนไฟ กองใหญ่ขึ้นกว่าเดิม มีความ ร้อนสูงยิ่งขึ้น กว่าเดิม ฯ. ๙๗
น.32 ๓๐ แม้ เราจะประชดด้วยเชื้อเพลิงให้เปน ไฟที่พุ่งสูงถึงพรหมโลก เพื่อให้มันอิ่มด้วย เชื้อเพลิงกันเสียที มันก็ยิ่งเปนไฟที่ต้องการ เชื้อเพลิง เพิ่มมากขึ้นอีกว่าเดิมอยู่นั่น เอง ฯ. ๘๙ การ ตามใจตัวเองของคนในโลก แม้จะพยา- ยามตามกันสักเท่าใด ๆ ก็ยิ่งมีแต่จะทำให้ยิ่งอยากตาม ใจตัว มากยิ่งขึ้นไปกว่านั้น อยู่เพียงนั้น ฯ ๙๑ บัง คับตัวเองมิได้ตามใจตัวไว้ไม่ได ก็ตองตกเป็นทาสของอารมณ์ ก้มหน้าแสวง หาสิ่งมาสนองความอยาก ของตนด้วยความ สมัครใจ. ยิ่งสนองมากเข้าเท่าใด ก็ยิ่งทำให ตกเปนทาสของอารมณ์มากเท่านั้น จนกระทั่ง ในที่สุด ก็หาสิ่งมาสนองความอยากของตน โดยทางที่ชอบธรรม ไม่ทันแก่ความต้องการ กต้องหาทางแสวงโดยไม่คำนึงถึงความผิดชอบ ชั่วดี ฯ. ๑๐๐ ในสมัยที่คนในโลกอวดกันว่าเจริญ ดวยการ ศึกษานี้ มิได้หมายความว่าจะสา- มารถ หยุดการตามใจตัวเอง ได้ โดยที่ สามารถ ประดิษฐ์ สร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นสนอง ความอยากของตนจนรู้สึกว่าอิ่มว่าพอแม้แต่ นอย ฯ. ๑๐๑
น.33 ๓๑ ยิ่ง มีการศึกษามาก ก็ยิ่งรู้จักนึก อยากให้แปลก ๆ วิตถารออกไป. ยิ่งประ- ดิษฐ์อะไรขึ้นมาสนองความอยาก ได้อย่าง แปลก ๆ ความอยาก ก็ยิ่งแล่นออกหน้าสิ่งที่ สร้างขึ้นสนอง ฯ ๑๐๒ สมัย วิทยาศาสตร์ ที่คนสามารถสร้างสิ่ง ต่าง ๆ ขึ้นบำเรอชิงกันและกัน จนดูคล้ายของทิพย์ เข้าไปนั้น ความอยากใหม่ ๆ ในการที่จะตามใจตัว เองก็ยิ่งทวีขึ้นตามส่วน ฯ ๑๐๓ การ ศึกษาอันกว้างขวางของคนใน โลกแห่งสมัยนี้ได้กลายเปนเพียงเครื่องมือสำ- หรับสร้างสรรค์เหยื่อสำหรับบวงสรวงปีศาจ แห่งการตามใจตัวเองไปจนหมดสิ้น ซึ่งมี แต่จะทำตัวให้ตกเปนทาสแห่งอารมณ์ มาก ยิ่งกว่าแต่ก่อนอย่างน่าสมเพช ฯ. ๑๐๔ มติ มหาชนสมัยนี้ เอาแต่จะให้ทุกคน ได้มีความสนุกสนานเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง มากขึ้นไป ไม่มีขีดสุด ภายใต้นามศัพท์อัน ไพเราะว่า การอยู่ดีกินดี การศึกษาค้นคว้า ก็ต้องหมุนเข็มแห่งความมุ่งหมาย มุ่งไป ทางนี้ นักการเมือง นักเศรษฐกิจ นักการ ทหาร ล้วนแต่มีหน้าที่ทำเพื่อให้สำเร็จตาม ความประสงค์อันนี้ ฯ. ๑๐๕
น.34 ๓๒ อุบาย ทางเศรษฐกิจ การเมือง และ การทหารนั่นเอง มีโอกาสเมื่อไร ก็ใช้กันใน ทางสำหรับกวาดล้อมเอาประโยชน์ของผู้อื่น มาเปนของตน ทั้งทางตรงและทางอ้อม, ทั้ง ต่อหน้าและลับหลัง เมื่อฝ่ายหนึ่งรู้ทัน และต้านทาน หรือป้องกันก็ตาม สิ่งที่เรียกว่า สงคราม ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ฯ. ๑๐๖ เมื่อ การตามใจตัวเอง เข้ามาเป็นเจ้า เหนือใจคนเราแล้ว การศึกษา ซึ่งควรจะ เปนเครื่องมือสร้างสันติภาพ ก็มากลาย เปนเครื่องมือของปีศาจ แห่งการตามใจ ตัวเอง สุมเผาสัตวโลกให้รุ่มร้อนไปทุกหัว ระแหง ฯ. ๑๐๗ ความ เดือดร้อนระส่ำระสายเกิดขึ้น หรือมีอยู่ในที่ไหน เราจะค้นพบปีศาจแห่ง การตามใจตัวเอง ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ ในที่ นั้นเสมอไป ฯ. ๑๐๘ เมื่อ บีศาจแห่งการตามใจตัวเอง ยัง สิงใจคนในโลกอยู่เพียงใดแล้ว การศึกษา ก็ตาม การค้นคว้าก็ตาม การปฏิบัติงานไป ตามหลักแห่งการศึกษาค้นคว้านั้น ๆ. ---
น.35 ๓๓ ก็ตาม ย่อมกลายเปนเครื่องทำโลกให้ลุก เปนไฟ อย่างไม่มีวันจะดับได้อย่างผิดตรง กันข้ามจากวัตถุที่ประสงค์ของการศึกษา ที่ เรา เคยพา กันหวังว่าจะเปน เครื่อง นำมาซึ่ง สันติภาพอันถาวร ฯ. ๑๐๙ ความ เจริญก้าวหน้า ในทางตามใจ ตัวเองเพื่อให้ ได้มาซึ่งความสุขทางเนื้อทาง หนังอย่างไม่มีการอิ่มการพอนี้เอง เปนมูล เหตุอันแท้จริงของ สงคราม ทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต ฯ. ๑๑๐ แม้ จะได้อวดอ้างว่าสามารถ จัด การศึกษาให้ถูกต้อง แนบ เนียนฉลาดเฉลียวเพียงไร การ เห็นแก่ความ สุข ทางเนื้อ หนัง ยังคงเปนบ่อเกิดของความยาก เข็ญในโลก อย่างเร้นลับลึกซึ้ง แนบเนียน เพียงนั้น อยู่นั่น เอง ฯ. ๑๑๑
น.36 ๓๔ โลก เราตก ลึก เข้ามา ในหล่ม นี้ถึง เพียงนี้แล้ว เราก็พากันสอดส่ายตาหาลู่ทาง สำหรับแก้ไข แต่ในที่สุด ผลก็จะยังคงเปน ความล้มเหลวอย่างเดียวกันอีกนั่นเอง ใน เมื่อผู้ที่ทำการแก้ไข ยังสมัครที่จะบูชาปีศาจ แห่งการตามใจตัวเองอยู่ร่ำไป ๆ. ๑๑๒ โรค ร้ายเกิดขึ้น จากการ ตามใจตัว เองแล้ว ยังจะขืนใช้ยาแก้ คือ การตามใจตัว เองอีก มันก็เหมือนกับเอาน้ำโคลนมาล้าง มือที่เปื้อนโคลน ฉันใดก็ฉันนั้น ฯ. ๑๑๓ การ ที่ความยากเข็ญเกิดขึ้นในโลก และทวียิ่ง ๆ ขึ้น ไปตามส่วนแห่งความ เจริญของการศึกษาก็ตาม และการที่เรา พากันแก้ไขสิ่งร้ายเหล่านี้ให้กลายดี ไม่ได้ ก็ตาม ทั้งหมดนี้เปนเพราะอำนาจของปี- ศาจแห่งการตามใจตัวเอง ตัวเดียวกัน แท้ ฯ. ๑๑๔ จง มาช่วยกัน กำจัดศัตรูอันร้ายกาจ ของโลกตัวนี้กันเถิด อาตมาได้เอ่ยชื่อถึง ปีศาจแห่งการตามใจตัวเองมานับด้วยสิบๆ ครั้ง เช่นนี้ ก็เนื่องมาจากมันมีความสำคัญ ในการก่อทุกข์เข็ญขึ้นในโลก ทั้งโดยส่วน บุคคล และส่วนรวมจริง ๆฯ. ๑๑๕
น.37 ๓๕ ใน การที่จะกำจัด ปีศาจแห่งการตาม ใจตัวเอง อันเปนศัตรูอันร้ายกาจของโลก ตัวนี้ เราต้องใช้อาวุธที่เปนของตรงกันข้าม กล่าวคือ การบังคับตัวเอง. เราต้องเลิกตาม ใจตัวเอง แล้วหันไปตามใจ พระศาสดา ของตน ฯ. ๑๑๖ การ ตามใจศาสดาของตน ๆ ก็คือการ ปฏิบัติตามคำสอน ในพระศาสนาอย่าง เคร่ง ครัด. ศาสนาทุกศาสนาตรงกันหมด คือบัง- คับตัวเอง เมื่อเปนเช่นนี้การตามใจตัวเอง ก็สูญหายไปจากโลก และปีศาจร้ายตัวที่สำ- คัญนั้น ก็จะไม่เยี่ยมกรายมาอีก ฯ. ๑๑๗ ใน การบังคับตัวเองนี้ จะเปนทั้งการแก้ไข ความทุกข์ที่มีอยู่แล้วให้หมดไป และป้องกันความ ทุกข์ใหม่ไม่ให้เกิดขึ้น ฉะนั้นเราจงตั้งอกตั้งใจในการ ที่จะอาศัย หลักแห่งพระศาสนา เพื่อการบังคับตัว เองกันจงทุกคนเถิด ฯ. ๑๑๘ ท่าน ทั้งหลายที่เปนพุทธ บริษัทและ โดยเฉพาะเปนฆราวาสด้วยแล้วอาตมาขอบอก ว่าเปนโชคดีที่สุด ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงประ- ทานธรรมะ สำหรับฆราวาสไว้ โดยเฉพาะ เพื่อการแก้ไขความทุกข์ ทุกอย่างที่จะเกิด ขึ้นแก่ฆราวาสทั้งหลายโดยสิ้นเชิง ฯ. ๑๑๙
น.38 ๓๖ ฆราวาสธรรม คือธรรมสำหรับ ฆราวาสโดยตรง ในการที่เราจะแก้ปัญหา ส่วนตัว ส่วนครอบครัวปัญหาของบ้านเมือง ของประเทศชาติ หรือของโลกทั้งสิ้นก็ตาม ธรรมะหมวดนี้ย่อมมีอำนาจเพียงพอ ที่จะใช ได้ ในทุกกรณี ฯ. ๑๒๐ ท่าน จะเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ เลิกตาม ใจตัวในเรื่อง เล็กๆ น้อย ๆ ท่านก็ต้องใช้ ธรรมะหมวดนี้ ซึ่งเปนแก้วสารพัตรนึกสำ- หรับฆราวาส. เราจะบังคับตัวเองให้ละเว้น อะไร หรือ แก้ ไขอะไรสำเร็จไม่ได้ ถ้า ปราศจากธรรมะ หมวดที่เรียกว่า ฆรา วาสธรรมนี้ ฯ. ๑๒๑ สัจจะ ความจริงใจ หมาย ถึงความซื่อตรง ไม่คดโกงต่อ บุคคล ต่อเวลา ต่อหน้าที่การ งาน ต่อคำพูดของตัวเอง หรือ ถ้าสรูปความให้สั้นที่สุดแล้ว ก็ คือซื่อตรงต่อตัวเอง ซึ่งหมาย ถึงเกียรติยศ แห่งความเปน มนุษย์ของตนนั่นเอง ฯ. ๑๒๒
น.39 ๓๗ เมื่อ เราเรียกตัวเราว่า มนุษย์ เราก็ ต้องซื่อตรงต่อความหมายของคำว่า มนุษย์ และเปนมนุษย์ให้ ได้อย่างถูกต้องตามความ หมาย คือ มีใจสูง เพราะใจ สะอาด – สว่าง และ สงบฯ. ๑๒๓ ซื่อตรง ต่อตัวเอง หรือ ความเปน มนุษย์ ของเราได้แล้ว ไม่ต้องสงสัยไม่ต้อง กลัว เราย่อมซื่อตรงต่อบุคคล ต่อหน้าที่ การงาน ต่อเวลาต่อคำพูดและต่ออะไรได้ ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นขอให้เราทุกคนจง ภาวนาตั้งจิตอธิษฐาน ในการที่จะเปนมนุษย์ ให้ได้จริง ๆ ไม่เปนแต่เพียงคน ฯ. ๑๒๔ ความ ซื่อตรงต่อตนเองนี้ มิใช่เปน ของง่าย มิใช่จะมีได้ง่าย ๆ อย่างปากพูด. แต่ว่าเราไม่ต้องตกใจ เมื่อใครต้องการจะมี สัจจะให้ได้จริง ๆ ไม่เพียงแต่ปากว่า หรือ ตั้งใจอยู่แต่ในใจแล้วก็มีทางที่จะทำได้สำเร็จ คือมีธรรมะข้อที่สองต่อไป ซึ่งเรียกว่า “การบีบบังคับใจ” หรือเรียกเปนภาษา บาลีว่า ทมะ ฯ. ๑๒๕
น.40 ๓๘ การ บีบบังคับใจนี้ พระพุทธเจ้าท่าน ได้ตรัส สรุปไว้ อย่าง ไพเราะน่าฟังที่สุดว่า "ท่านทั้งหลาย จงบีบบังคับใจของท่าน ให้ อยู่ในอำนาจของท่านเหมือนควาญช้างที่ _ ฉลาด สามารถบังคับช้างที่ตกน้ำมัน ฉะนั้น" ฯ. ๑๒๖ คำ หนึ่ง ซึ่งท่านจะต้องสนใจจริง ๆ คือพระพุทธเจ้าท่าน ได้ตรัสว่า "หมอช้างที่ ฉลาด" มิได้ตรัสว่าหมอช้างเฉย ๆ หรือ หมอช้างที่โง่เขลา. เพราะถ้าเป็นหมอช้าง ธรรมดา หรือหมอช้างที่โง่เขลาแล้ว ก็ รังแต่จะถูกช้างสลัดให้ตกลงมา และเหยียบ หรือทำอันตรายให้แหลกลาญไปเท่านั้นฯ. ๑๒๗ ใจ ของคนเรา ที่มีปีศาจแห่งการตาม ใจตัวเอง เพื่อความสุขทางเนื้อทางหนังเข้า สิงอยู่นั้น มันเปนสิ่งที่กลับกลอกและดุร้าย ยิ่งกว่าช้างที่ตกน้ำมันเปนไหน ๆ แล้วเราจะ เป็นหมอช้างที่โง่เขลา บังคับมันได้อย่าง- ไร ฯ. ๑๒๘ การ บีบบังคับใจให้อยู่ในอำนาจ เพื่อรักษา สัจจะเอาไว้ ให้ได้นั้น เราต้องอาศัยการทำตน ให้ เปน เหมือนหมอช้าง ที่ฉลาด สามารถ รู้เท่า ทันเล่ห์ เหลี่ยมของช้างทุกประการ ฯ ๑๒๙
น.41 ๓๙ มารยา หรือเล่ห์เหลี่ยมของใจที่คอย แต่จะเถลไถลมีอยู่อย่างไรในใจของเรา เรา ก็พอจะรู้ แต่ดูเหมือนเราไม่สมัครที่จะเปน หมอช้างที่ฉลาดนั้นมากกว่า โดยหาทาง แก้ตัวต่าง ๆ นา ๆ จนได้เปนหมอช้างที่ เหลวไหลไม่ได้เรื่อง ฯ. ๑๓๐ เมื่อ มีการบีบบังคับใจให้ อยู่ในอำนาจแล้ว ก็ยอมจะ ต้องเกิดการเจ็บปวดขึ้น เปน ธรรมดา เพราะฉะนั้นเราจำเปน ต้องมีธรรมะข้อที่สามต่อไป ซึ่ง เรียกว่า “ความอดกลั้น” หรือ “ขันตี” หมายถึงความอดทนได้ รอได้ คอยได้จนกว่าจะประ- สบความสำเร็จฯ. ๑๓๑ ขอ ให้คิดดูเถิดว่า แม้ในกรณีที่ ทำชั่วทำเลว ก็ยังต้องอาศัยความอดกลั้น อดทน รอได้ คอยได้เหมือนกัน แล้วเหตุ ใดในกรณีที่เปนการทำความดี ซึ่งยากไป กว่าการทำความชั่วนั้น จะไม่ต้องมีความ อดกลั้นอดทนกันเล่น ฯ. ๑๓๒
น.42 ๔๐ โจร ขโมยที่พยายามทำการปล้นสดมภ์ หรือตัดช่องย่องเบา เขาก็ยังต้องอดทน จนกว่าจะทำโจรกรรมรายนั้น ๆ ได้ สำเร็จ ซึ่งเปนการอดกลั้นอดทน รอได้ คอยได้ อยู่ไม่น้อย แม้ ในกรณีทำชั่ว. แล้ว ทำไมมนุษย์ที่จะทำการบีบบังคับใจ เพื่อ แก้ไขความทุกข์ยากในโลก ซึ่งนับว่าเปน ความดีอันใหญ่หลวงนี้ จะไม่ต้องพยายาม ทำการอดกลั้น อดทน รอได้ คอยได้ ด้วยเล่า ฯ. ๑๓๓ เนื่อง มาจากความปราศจากการอด- ทนรอได้ คอยได้นี่เอง ที่เราพากันไม่สา- มารถทำสิ่งที่พึงปรารถนา ให้สำเร็จลงไป ได้ ฉะนั้นในกรณีที่เราจะเปนผู้บีบบังคับใจ ได้สำเร็จ เราจะต้องอดกลั้นอดทน แม้จะ ต้องทน จนเลือดตาไหล ฯ. ๑๓๔ เรา จะอดกลั้นต่อทุกข์เวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ โรคภัยไข้เจ็บ; เราจะอดทนต่อดินฟ้าอากาศความ เหนื่อยยากลำบาก หรืออุปสรรคอื่นๆ อันจะเกิด ขึ้นในขณะที่เราประกอบการงานอันเป็นหน้าที่ของเรา เราจะอดกลั้นต่อคำนินทาว่าร้าย ประมาทดูหมิ่นของ คนจำพวกหนึ่ง ซึ่งจำเป็นจะต้องมีอยู่ในโลก นี้ด้วย เหมือนกัน ฯ. ๑๓๕
น.43 ๔๑ อดทน ต่อความยั่วเย้าของอารมณ์ ซึ่งเปนเหยื่อล่อของปีศาจแห่งการตามใจตัว เองได้ทุก ๆ อย่างแล้ว เราก็เปนผู้ที่บังคับใจ ได้สำเร็จมีความจริงใจในการเปนมนุษย์ ที่ ถูกต้องได้สำเร็จสมตามความประสงค์ฯ. ๑๓๖ เพื่อ มิให้ต้องอดทนมาก ไป จนถึงกับทนไม่ไหว พระพุทธ เจ้าท่านยังได้ทรงประทานธรรมะ สำหรับฆราวาสข้อที่สี่ไว้ ให้อีก เรียกว่า การระบายสิ่งชั่วร้าย ออกจากใจอยู่เสมอ หรือเรียก เปนภาษาบาลีว่า จาคะ ฯ. ๑๓๗ การระบายสิ่งซึ่งไม่ควรจะอยู่ใน ใจให้ออกไปเสียจากใจอยู่เสมอ ๆ นั้น เปนการช่วย ให้มีสัจจะได้โดยง่าย ช่วย ให้มีการบีบบังคับ ใจได้ สำเร็จ โดยง่าย และช่วยให้ไม่มีอะไรที่ต้องทนจนมาก เกินไป เพราะฉะนั้นจึงเป็นข้อสุดท้าย หรือข้อสำคัญที่จะต้องตั้งใจทำกันจริง ๆ โดยไม่มีระยะว่างเว้น ฯ. ๑๓๘
น.44 ๔๒ จง พยายาม ซักฟอกใจเหมือนคนใช้ สบู่ซักผ้าจนผ้าขาวสะอาด สบู่ซักใจก็คือขนบ ธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม ตลอดขึ้น ไปถึงข้อวัตรปฏิบัติ ตามทางแห่งศาสนามี การสวดมนต์ภาวนา การควบคุมกาย วาจา จิต การนึกถึงโลกหน้า นึกถึงความตาย นึกถึงบุญกุศล นึกถึงบรรพบุรุษ นึกถึง เกียรติของความเปนมนุษย์อันถูกต้องของเรา เอง ฯ. ๑๓๙ จง พยายามทำการบริจาคสิ่งที่ ไม่ควรจะมีอยู่ ในใจให้หมตไปจากใจจนมีใจสะอาด สว่าง และ สงบเย็นเถิด สิ่งร้ายก็จะถูกแก้ไขให้กลายเปนดี และไม่มีสิ่งร้ายใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้น อีกต่อไป ปัญหา ต่าง ๆ ก็จะหมดสิ้นเอง ฯ. ๑๔๐ การ ที่ฆราวาส เพียงแต่พยายามทำ การบำเพ็ญฆราวาสธรรม ๔ ประการคือ สัจจะ ทมะ ขันติ และ จาคะ ให้ครบถ้วน บริบูรณ์เท่านั้น จะเปนการประพฤติธรรมะ หมดทั้ง พระไตรปิฎกอย่างครบถ้วนทีเดียว เพราะพระไตรปิฎกมีใจความสำคัญอย่าง เดียว กล่าวคือ การบังคับตัวเองได้ ซึ่ง หมายถึง การเอาชนะใจตนเอง ได้ โดยเด็ด ขาด ฯ. ๑๔๑
น.45 ๔๓ จะ เปนผู้ชนะทกอย่างทุกประการชนะ ทั้งในโลกนี้และชนะทั้งโลกหน้า ไม่มี อะไรเหลืออยู่เปนข้อบกพร่องได้ ก็เพราะ อาศัยฆราวาสธรรม ๔ ประการ พระพุทธ เจ้าท่านจึงทรงท้าของท่านไว้ว่า “ไม่เชื่อก็จง ลองไปถามสมณพราหมณ์ พวกอื่นเปนอัน มากดูเถิดว่ายังมีธรรมะเหล่าไหนอีกเล่า ที่ เหมาะสำหรับฆราวาส ยิ่งไปกว่าธรรมะ ๔ ประการ คือสัจจะทมะธันตีและจาคะนี้” ๑๔๒ ฆราวาส จงได้สนใจ ในธรรมะ ๔ ประการอันเปนเหมือนแก้วสารพัตรนึกของ ฆราวาส ที่พระองค์ทรงประทานไว้เปนของ ขวัญอันประเสริฐสุดดวงนี้ ด้วยความไม่ ประมาทอย่างยิ่งเถิด ท่านจะสามารถแก้ ปัญหายุ่งยากทุก ๆ ชนิดที่เข้ามาเผชิญหน้า ท่าน ให้ลุล่วงไปได้ทุกอย่างจริง ๆ. ๑๔๓ ผู้ ประพฤติธรรม แม้จะประพฤติเพื่อ ประโยชน์สุขของตนเปนเบื้องหน้าก็ตาม แต่ ผลได้นั้นจะแผ่ซ่านไปทั่วโลก ทำให้กลาย เปนผู้ประพฤติประโยชน์แก่โลกทั้งโลกไปโดย ไม่รู้สึกตัว ฯ. ๑๔๔
น.46 ๔๔ โลก ทั้งโลกนี้ เปรียบเหมือนเรือลำ เดียว ทุกคนที่อยู่ในโลก ที่ยังมีจิตใจเป็น อย่างวิสัยโลก ย่อมได้รับผลอันเป็นชะตา กรรมของโลกร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นทางร้าย หรือทางดี. เมื่อโลกนี้เร่าร้อน พลโลกก็ พลอยเร่าร้อนกันไปหมดไม่มากก็น้อย ฯ.๑๔๕ ใคร คน หนึ่งที่นั่ง ไปด้วย กันในเรือ ลำเดียวกันเกิดอาละวาดขึ้นมา จนทำให้เรือ ลำนั้นจมลงไป หรือเอียงวูบวาบ ก็ย่อม ทำให้ทุกคนต้องจมน้ำ หรือเวียนศีรษะกัน ไปทั้งลำเรือ ไม่ยกเว้นว่าใคร เป็นตัวการ หรือนั่งอยู่เฉย ๆ หรือถึงกับพยายามถ่วง ป้องกันเอาไว้ ไม่ให้เรือเอียง ฯ. ๑๕๖ เมื่อ ใครคนใดคนหนึ่ง พยุงเรือเอาไว้ ได้ ไม่ให้คว่ำลงไป ทุกคนที่นั่งอยู่ในเรือ ก็รอด จากการเปียกน้ำ หรือการเวียน ศีรษะ เพราะเรือโคลง. ไม่ว่าเขาจะเป็นพวกที่เขย่า เรือให้จม หรือเป็นพวกที่นั่งอยู่เฉย ๆ หรือ เป็นพวกที่พยายามช่วยพยุงเรือไว้ ฯ. ๑๔๗ ผู้ ประพฤติธรรมในโลกนี้ ย่อมได้ชื่อว่าเป็น ผู้ประพฤติประโยชน์แก่โลก โดยส่วนรวมอยู่เสมอ ไป. ธรรมะยังมีผู้ประพฤติอยู่ในโลก แม้เพียงคน เดียวอยู่เพียงใด โลกก็ยังชื่อว่ามีธรรมเป็นร่มโพธิ ไทร คุ้มครองโลกไม่ให้ล่มจม อยู่เพียงนั้น ฯ. ๑๔๘
น.47 ๔๕ เราไม่ต้องวิตกว่า คนส่วนมากเขาไม่ ประพฤติธรรมะกัน เพราะว่า อธรรม นั้น มีกำลังน้อย พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อปฺปาบี สนฺตา พหุเก ชินนฺติ ซึ่งมีใจความว่า "คน ดีแม้มี น้อย ก็สามารถเอาชนะคนไม่ดีแม้มีจำ นวนมากได้ " ทั้งนี้ก็เพราะว่า ธรรมะ เป็น สิ่งที่มีกำลัง อธรรมเป็นสิ่งไม่มีกำลัง ฯ. ๑๔๙ เพียง แต่พวกพุทธบริษัทเรา ซึ่งมีอยู่ ในโลกนี้พากันประพฤติธรรมะ เท่านั้น ก็จะ สามารถเป็นลูกตุ้มถ่วงเรือ โลกลำนี้เอาไว้ไม่ ให้ล่มจม หรือให้แล่นไปสู่ความล่มจมช้า เข้าเป็นอย่างน้อย. เรือโลกยังไม่ล่มจม หรือ ล่มจมช้าออกไปเพียงใด นั่นย่อมเป็นผล แห่งการประพฤติธรรม ของพวกพุทธบริษัท ในฐานะผู้มีความกรุณาต่อพลโลกทั้งมวล ฯ. ๑๕๐ จง พากันประพฤติธรรมะเถิด แม้แต่เพียง คนเดียว ก็ยังได้ ชื่อว่าเป็นลูกตุ้มที่ถ่วงโลก ให้ล่มจม ช้าเข้าอยู่นั่นเอง. ผลที่เราได้รับเป็นพิเศษนั้น ก็คือ ความเป็นปกติสุขอยู่ได้ ไม่ว่าโลกจะหมุนไปสู่ภาวะ เช่นไร ถ้าหากเราประพฤติธรรมะ ของพระองค์ ให้ ขึ้นถึงชั้นสุดได้จริง จนสามารถปล่อยวางความ ยึดถือในสิ่งทั้งปวง ฯ. ๑๕๑
น.48 ๔๖ ธรรมะ อย่างเดียวเท่านั้น ที่ช่วยได้ ไม่ว่ากรณีป้องกัน หรือกรณีแก้ไข และไม่ ว่าในกรณีที่คนทั้งโลกพากันประพฤติธรรมะ กันทั้งหมด หรือในกรณีที่มีเหลือประพฤติ ธรรมอยู่แต่เราผู้เดียวเท่านั้น. การประพฤติ ธรรมะ จึงเปนการถูกโดยประการทั้งปวง ไม่มีทางผิดเลย ฯ. ๑๕๒ ฆราวาส เพียงแต่ประพฤติฆราวาส- ธรรม ๔ ประการให้ได้จริง ๆ เท่านั้น จะ เปนการประพฤติธรรมะครบถ้วนหมดทั้งพระ ไตรปิฎก. จึงไม่เปนการยากเลย ในการที่ ฆราวาสคนใด คนหนึ่งประสงค์จะ ประพฤติ ธรรม ให้เปนประโยชน์สุขแก่โลกทั้งหมด โดยส่วนรวม ฯ. ๑๕๓ ลืม อุดมคติของตนมากขึ้น เพ่งเล็ง แต่ผลทางวัตถุมากขึ้น แม้จะมีการอยู่ดีกินดี มากขึ้น แต่ค่าในทางความเปนปูชนียบุคคล นั้นลดถอยลงไป จนกระทั่งหมดความเปน ปูชนียบุคคลและเลยกลายเปนลูกจ้าง นี่แหละ คือ ผลของการที่ถือเสียว่า “อุดมคติกินไม่ ได้ เงินซื้ออะไรกินได้” ฯ. ๑๕๔
น.49 ๔๗ พระราชา ทางฝ่ายโลก ก็ทำความ ยินดีปราโมทย์อย่างโลก ๆ ให้เกิดในหัว ใจคน เช่น นอนไม่ต้องปิดประตูเรือน ส่วนพระราชาทางฝ่ายธรรม ทำความยินดี ให้เกิดขึ้น ในหัวใจของสัตว์ตามทางธรรม ให้ได้ความสงบเย็นทั้งในโลกนี้ และโลก- หน้า ชนิดที่เงินหรืออำนาจใด ๆ ทำให้ไม่ ได้ นั่นเอง ฯ. ๑๕๕ เมื่อ พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ทรง เปนพระราชาด้วย เช่นนี้แล้วภิกษุสงฆ์ ทั้ง หลายก็พลอยเปน ข้าราชการไปด้วย แต่ เปนข้าราชการของพระธรรมราชา มีหน้า ที่ทำงานให้เกิดความยินดีตามทางธรรมขึ้น ในหัวใจของเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะ คือ ความมีหัวใจสูง ฯ. ๑๕๖ อาตมา และท่านทั้งหลาย ล้วนแต่ เปนพุทธบริษัท ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยเหตุนี้แหละท่านทั้งหลายทุกคน จึงเปน ข้าราชการของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยแม้ ไม่โดยตรง อย่างน้อย ก็โดยอ้อม ฯ. ๑๕๗
น.50 ๔๘ ท่าน จะมีข้อแก้ตัวอะไร ในการ ที่เมื่อ ท่านทั้งหลาย ก็เปนข้าราชการ ของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อยู่ด้วยอีกแผนกหนึ่ง แล้วท่านจะไม่เชื่อฟังพระองค์ ซึ่งทรงมีคำ สั่งสอน ล้วนแต่จะทำเราทั้งหลาย ให้หลุด จากฐานะของความเปนลูกจ้าง ขึ้นไปสู่ ฐานะของความเปน ปูชณียบุคคล ฯ. ๑๕๘ เรา ทั้งหลาย ต้องทำการ บังคับตัว เองอย่างเฉียบขาด เพราะคำสอนของ พระองค์ทุก ๆ คำเปน เช่น นั้น. เราทั้ง หลายต้องสวามิภักดิ์ต่อพระองค์ เปน บริษัทของพระองค์ อย่าเผลอจนปล่อยให้ ตกไปเปน สมุนลูกน้องของ ปีศาจ แห่งการ ตามใจตัวเอง เลย ฯ. ๑๕๙ ปีศาจ แห่งการตามใจตัวเองนี้ เขาเรียกกันว่า กิเลสบ้าง พญามารบ้าง ซาตานบ้าง. จงคิดดูเถิดการเปนสมุนลูกน้อง ของสิ่งเหล่านี้ จะมีเกียรติ ที่ตรงไหน ฯ. ๑๖๐ ของจริง จักยังคงเปนของจริงอยู่ เสมอ ไม่อาจเปลี่ยนเปนของไม่จริงไปได้ จนตลอดอนันตกาล ขอท่านทั้งหลายจง อย่าได้ลังเลในข้อนี้เลย ฯ. ๑๖๑
น.51 ๔๙ ของ จริงที่เด็ดขาดที่สุด และจำเป็น ที่เราทั้งหลายจะต้องยึดถือที่สุดนั้น ก็คือ ความจริงข้อที่ว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" นั่นเอง ทำดีต้องดี ทำชั่วต้องชั่ว เสมอไป จนตลอด กัลปาวสาน หรือยิ่งกว่า เป็นอย่าง น้อย : แต่มันมีข้อที่ทำให้เกิดการลังเลหรือ เข้าใจผิดอยู่มาก ตรงที่ผลพลอยได้ คือ เงิน ทอง เกียรติยศชื่อเสียง และ ลาภผลอื่น ๆ ที่ เป็นวัตถุ ฯ. ๑๖๒ ความดี มันดีอยู่แล้วในตัวการกระทำ ทาง กาย วาจา ใจ นั่นเอง. พ่อทำเสร็จมันก็ดี เสร็จแล้วเหมือนกัน. เพราะมันดีอยู่ในตัว การกระทำนั้น จึงพอทำเสร็จมันก็มีเสร็จ แล้ว ฯ. ๑๖๓ ทาง ฝ่ายทำชั่ว ก็เป็นอย่างเดียวกัน อีก คือชั่วอยู่ในตัวการกระทำทาง กาย วาจา ใจ นั่นเอง. พอทำเสร็จ มันก็ชั่วเสร็จแล้ว มันเป็นของแน่นอนตายตัวเช่นนี้ อย่างไม่มี ทางที่จะแปรผัน จนท่านทั้งหลายก็ย่อมจะ พิจารณาเห็นได้เองจริง ๆ ฯ. ๑๖๔
น.52 ๕๐ การ ทำดี ดีเสร็จแล้วตั้งแต่เมื่อทำ เสร็จ แต่จะได้เงินด้วยหรือไม่ ได้ชื่อเสียง ด้วยหรือไม่ นี้มันไม่แน่. บางทีได้ บางทีก็ ไม่ได้ การทำชั่ว ก็เหมือนกัน ชั่วเสร็จ ตั้ง แต่เมื่อทำเสร็จ แต่จะได้เงินด้วยหรือไม่ มันไม่แน่ บางทีก็ได้ บางทีก็ไม่ได้ ฯ. ๑๖๕ บาง ทีก็ได้ชื่อเสียงด้วย ทั้งที่เป็นการ ทำผิดขนบธรรมเนียมประเพณี หรือบัญญัติ แห่งศาสนา แต่เผอิญมันไปตรงกับความ นิยมของคนพวกที่เหยียบย่ำขนบธรรมเนียม ประเพณี หรือบทบัญญัติของศาสนาด้วยกัน เข้า, หรือบางทีได้ชื่อเสียงจากการทำชั่ว เพราะการปรากฏมันไปปรากฏอีกอย่างหนึ่ง ส่วนความชั่วนั้นถูกซ่อนเอาไว้ ฯ. ๑๖๖ ถ้า ผลพลอยได้ คือ เงิน เป็นต้นนั้น มันพลอยได้มาจากการทำดี ก็เป็นผลพลอย ได้ที่ดี คือเป็น "เงินดี " ถ้าเงินอย่างเดียว กันนั่นแหละเป็นผลพลอยได้ มาจากการทำชั่ว มันก็เป็นผลพลอยได้ที่ชั่ว คือเป็น "เงินชั่ว” มันต่างกันจริงๆ อย่างไร ขอให้ท่านทั้ง หลายลองคิดดู ฯ. ๑๖๗
น.53 ๕๑ เงิน ดี ทำให้เจ้าของเงินเปนคนดี เอามา เลี้ยงร่างกาย ก็เป็นร่างกายดี. เลี้ยงเมียก็เป็นเมียดี เลี้ยงพ่อแม่ ก็ทำให้พ่อแม่เป็นพ่อแม่ดี เอาไปบำรุง ศาสนา ก็ทำให้ศาสนาบริสุทธิ์ และเจริญอย่างถูก ต้องตามความประสงค์ของพระพุทธองค์ ตายแล้วก็ ยังไปสวรรค์ ฯ ๑๖๘ เงิน ชั่ว ทำให้เจ้าของเงินเปนคนชั่ว เพราะเงินมันชั่ว. เอาไปเลี้ยงร่างกาย แม้ อย่างถูกต้อง มันก็ยังทำให้เปนร่างกายชั่ว เลี้ยงลูกก็ทำให้ลูกพลอยชั่ว โดยไม่รู้สึก. เลี้ยงเมียก็พลอยทำให้เมียมีส่วนชั่ว เลี้ยง พ่อแม่ที่แก่เฒ่า ก็พลอยทำให้พ่อแม่ชั่ว. เอา ไปทำบุญ ก็ทำให้ศาสนา พลอย เศร้าหมอง หรือ เปนที่ตั้งแห่งความดูหมิ่นของคนใน ศาสนาอื่น. ตายแล้วก็ยังไฟนรกกันทั้ง พวก ฯ. ๑๖๙ แม้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เองก็ไม่ทรงสามารถแก้ไขกฎที่ว่า "ทำดีได้ดี, ทำชั่วได้ชั่ว" เพราะมันมิได้เป็นกฎที่พระ องค์ทรงตั้งขึ้นเหมือนวินัยต่าง ๆ ซึ่งอาจแก้ ไขได้, แต่มันเปนกฎของความจริง, กฎ ของธรรมชาติอันเด็ดขาด ซึ่งธรรมชาติเอง ก็ไม่สามารถแก้ไขได้อีกเลย ขอให้พวก เราทั้งหลายจง ปราศจากการลังเล ในข้อนี้ โดยสิ้นเชิง เถิด ฯ. ๑๗๐
น.54 ๕๒ ทำดี ดีเสร็จแล้ว ตั้งแต่เมื่อทำเสร็จ. ทำชั่วก็ชั่วเสร็จแล้วตั้งแต่เมื่อทำเสร็จ. ทั้ง นี้เพราะว่ามันดี หรือชั่วอยู่แล้ว ในตัวการ- กระทำ ที่เรากระทำกันทั้งทางกาย วาจา และทางใจ ฯ. ๑๗๑ ส่วน ผลพลอยได้ที่เปนเงินทอง หรือ ชื่อเสียงนั้นมันไม่แน่ บางทีมันก็ได้ บางที มันก็ไม่ได้ ทั้งฝ่ายการทำดีและทำชั่ว เพราะ เหตุว่ามันเปนผลพลอยได้. แต่มันไปดักอยู่ ข้างหน้าอย่างเด็ดขาดอีกชั้นหนึ่งว่า ถ้าเงิน นั้นพลอยได้มาจากการทำดี ก็เป็นเงินดี ถ้า พลอยได้มาจากการทำชั่วก็เป็นเงินชั่ว ฯ. ๑๗๒ ชื่อเสียง ที่พลอยได้มาจากการทำดี ก็เปนชื่อเสียงแท้ หรือบริสุทธิ์ ถ้าชื่อเสียง พลอยได้มาจากการทำชั่ว ก็เปนชื่อเสียง ปลอมเทียม ฯ. ๑๗๓ เงินดี ทำให้เจ้าของเป็นคนดี ลูก เมียพ่อแม่ที่พลอยได้รับเลี้ยง ก็พลอยเปน คนดี. ทำศาสนาให้บริสุทธิ์ และเจริญในเมื่อ เอาไปบำรุงพระศาสนา ตายแล้วก็ไปสวรรค์ กันทั้งคณะ ฯ. ๑๗๔
น.55 ๕๓ เงิน ชั่ว ทำเจ้าของให้เปน “ผีสูบ เลือดเพื่อนมนุษย์” เพราะเปนเงินที่บีบบังคับ เอามาจากเจ้าของที่ไม่ประสงค์จะให้, และได้ มาโดยวิธีอันเร้นลับ ทำนองเดียวกับผีที่แอบ สูบเลือดมนุษย์ ฯ. ๑๗๕ เงิน ชั่วนั้น เมื่อเอาไปเลี้ยงลูกเมียพ่อ แม่ ก็พลอยทำให้กลายเปนผีสูบเลือดมนุษย์ กันทั้งพวก, ทำศาสนาให้ถูกดูหมิ่นเมื่อเอาไป บำรุงศาสนา ตายแล้วก็ไปนรกกันทั้งคณะฯ. ๑๗๖ มันจะ เอามาสับเปลี่ยนกันได้อย่างไร? ทำดี ดีตลอดไปแต่ต้นจนอวสาน, ทำชั่ว ก็ชั่ว แต่ต้นจนตลอดอวสาน โดยเด็ดขาด แน่นอนเสมอ ! ๑๗๗ จง พยายามชำระสะสาง สิ่งที่ไม่ดี ถ้าหากมันมีอยู่, และพยายามทำแต่สิ่งที่ดี ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนถึงที่สุดแห่งความดี และลุถึงพระนิพพานได้ในที่สุด. ขออย่าได้ ถือเสียว่า อุดมคติ นั้น กินไม่ได้ เงินซื้อ อะไรกินได้ ฯ. ๑๗๘
น.56 ๕๔ อุดม คติ นั้นมันยิ่งกว่าสิ่งที่กินได้ อย่างที่จะเปรียบกันไม่ได้เลย อุดมคติ นั่นแหละ จะอำนวยให้ ซึ่ง ความเป็นมนุษย์ อันถูกต้อง อำนวยให้ ซึ่งความเป็นข้าราช- การอันถูกต้อง และอยู่ในฐานะเป็นปูชนีย - บุคคล แทนฐานะแห่งการเป็นลูกจ้าง ฯ. ๑๗๙ อุดม คตินั้นแหละ จะอำนวยให้ ซึ่ง ความเป็นพุทธบริษัทที่ถูกต้อง มีความสุข ทั้งโลกนี้และโลกหน้าเป็นรางวัล รวมทั้งอำ- นวยให้ซึ่งเงินและชื่อเสียงอย่าง เหลือหลาย และเป็นเงินดีชนิดที่จะไม่ทำให้เจ้าของ ให้ กลายเป็นผีผู้สูบเลือดมนุษย์ไป ฯ. ๑๘๐ จงอย่าประมาท จงตั้งอยู่ในเหตุผล จงยึดถือของจริง. จงพยายามรักษาอุดมคติ แห่งหน้าที่การงานนั้น ๆ. เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ไม่ต้องมีใครมาอ้างคุณพระรัตนตรัย แล้ว อวยพรให้แก่ท่านเพื่อความสุข ความเจริญ ของท่านดอก ท่านก็จะมีความสุขความ เจริญอันสมบูรณ์แท้จริงเอง ฯ. ๑๘๑
น.57 ๕๕ ความดี ที่ทำกันนั้น เป็นตัวพระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์ เสียเองแล้ว. คนสมัยนี้มัวแต่ อะไร ๆ ก็อ้างคุณพระรัตนตรัย แต่แล้วก็มีการกระทำ ที่ขบถต่อพระรัตนตรัย อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ถึงได้ รับแต่การโกลาหลวุ่นวาย ฯ. ๑๘๒ เรา เป็นพุทธบริษัทที่แท้จริงก็ต้อง ทำตามคำสอนของพระองค์ คือ ทำดีด้วย การยึดหลัก ทำดี ได้ดี แล้วจะต้องไปพึ่ง ขอพรจากใครทำไม ฯ. ๑๘๓ ขอให้ ท่านคิดพึ่งตัวเอง ตามคำ สอนของพระองค์ แล้วเปนผู้ไม่ประมาทอยู่ ทุกเมื่อเกิดศึกจะประสบสิ่งอันพึงปรารถนา แท้จริงโดยครบถ้วนเอง ด้วยเหตุนี้ แล อาตมาจึงไม่อ้างคุณพระรัตนตรัย แล้ว ทำการอวยพรแก่ท่านทั้งหลาย ฯ. ๑๘๔ อาตมา ขอยืนยันในที่สุด เปน เครื่องกันลืมแก่ท่านทั้งหลายว่า ผลที่เรา ประสงค์จำนงหวังทั้งหมดนั้น จะเกิด เปนผลสำเร็จขึ้นมาครบถ้วน ก็ด้วยอำ- นาจที่เราทั้งหลาย ยังคงมีความเชื่อ ความ เลื่อมใส ตั้งอยู่ในคุณพระรัตนตรัยไม่คืน คลาย นั้นแล ฯ. ๑๘๕
น.58 [รูปพุทธนิคม เชียงใหม่] ความสุขเกิดจากการไม่เบียดเบียน แต่ความประเสริฐของมนุษย์ เกิดจากการชนะตนเอง. พิมพ์ที่ ร.พ. พุทธนิคม เชียงใหม่ นายเชาว์ สิโรรส ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา วันที่ ๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๖
Buddhadasa