Buddhadasa.org
หนังสือคติธรรม "ฆราวาสธรรม" › อ่านฉบับเต็ม

📖 คติธรรม "ฆราวาสธรรม"

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — คติธรรม "ฆราวาสธรรม"

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.1 BIA-P.2.3.2/3-9 คติธรรม “ฆราวาสธรรม” ของ พุทธทาส ภิกขุ

น.2 คติธรรม สถิติ หมวดว่าด้วย ฆราวาสธรรม ของ พุทธทาส ภิกขุ

น.4 ท่านทั้งหลาย ยังมีความรู้สึกกันอยู่ว่า ความ ผาสุกทางใจ เป็นของสำคัญไม่น้อยกว่าความผาสุก ทางกาย หรือยิ่งกว่าความผาสุกทางกาย อยู่เพียงใด แล้ว ก็ยังเป็นที่หวังได้ว่า โลกนี้จักยังไม่เป็นของ ร้อนเกินไปสำหรับท่านทั้งหลาย อยู่เพียงนั้น ฯ.

น.5 ถ้าท่านทั้งหลาย ยังมีความรู้สึกกันอยู่ ว่าความ มั่นคงทางใจ ก็เป็นของสำคัญไม่น้อยกว่า หรือถึงกับ ยิ่งกว่าความมั่นคงทางกาย หรือทางทรัพย์สมบัติ อยู่ เพียงใดแล้ว ก็ยังเป็นที่หวังได้ว่า โลกนี้ จักยังไม่ เป็น ของร้อน เกินไป สำหรับ ท่าน ทั้งหลาย อยู่เพียง นั้น ฯ.

น.6 ธรรมะ ย่อมให้ความมั่นคงทางใจ เป็นคู่กัน กับที่กิจการธนาคารในโลก ให้ความมั่นคง ปลอดภัย ทางวัตถุ หรือทรัพย์สมบัติ แก่มนุษย์ทั้งหลาย แต่ ธรรมะ ให้ความ มั่นคง ทางใจ ยิ่งไปกว่าที่กิจการ ธนาคารในโลกให้ความมั่นคงปลอดภัยทางวัตถุ หรือ ทรัพย์สมบัติ ฯ.

น.7 ธรรมเทศนา ที่ยังเป็นเพียงคำสอนอยู่นั้น ยัง ช่วยใครไม่ได้. ถ้าเมื่อใดคำสั่งสอนนั้น ๆ มีผู้เห็น ด้วยแล้วพากันทำตาม เมื่อนั้นคำสั่งสอนเหล่านั้น ก็ จะกลายรูปเป็นองค์ พระธรรม ซึ่ง สามารถ คุ้มครอง ผู้เห็นจริง แล้ว ปฏิบัติ ตามได้ เหมือน เครื่อง กั้นฝน ใหญ่ ๆ ช่วยคุ้มฝนให้ในฤดูฝน ฯ.

น.9 ธรรมกถา ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมเป็น เครื่องประดับสติปัญญาส่งเสริมศรัทธาความเชื่อ และวิริยะความพากเพียรของท่านทั้งหลาย ให้เจริญ งอกงามก้าวหน้าในทางแห่งพระศาสนา อันเป็นที่พึ่ง ของสัตว์ทั้งหลายในโลก ฯ. 1

น.10 พระธรรม เทศนา ของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมเป็นของจำเป็นอยู่เสมอไปไม่ว่าเวลาไหน และ จัดขึ้นโดยใคร หรือแสดงโดยบุคคลใด เพราะธรรม เทศนาทั้งหลายย่อมเป็นอาหารแก่จิตใจ ทำให้ความ เป็นมนุษย์ในภายในมีความเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ เหมือน ต้นไม้ที่เต็มไปด้วยแก่น ฉะนั้น ฯ. 2

น.11 บัณฑิต ผู้มีปัญญา เป็นเครื่องพิจารณา ได้มอง ความเป็นมนุษย์ ของคนบางคน แล้วพากันส่ายหน้า สั่นศีรษะหันหลังกลับ เพราะว่า ความเป็นมนุษย์ของ บุคคลนั้น มีความกลวงเป็นโพรง ฯ. 3

น.12 ความเป็นมนุษย์แต่ซีกกาย ส่วนภายในคือซีก ใจปราศจากความเป็นมนุษย์ เพราะขาดอาหารทางใจ นั้น ทำให้มีความเป็นมนุษย์แต่เพียงครึ่งเดียว หรือ มีความเป็นมนุษย์ ที่กลวงเป็นโพรง ฯ. 4

น.13 ความสมบูรณ์ในทางวัตถุ ทำให้ร่างกายเจริญ ฉันใด ความสมบูรณ์ในทางธรรมก็ทำให้จิตใจเจริญ ฉันนั้น ๆ. 5

น.14 เมื่อเราให้อาหาร ทางวัตถุเช่น ข้าว - น้ำ เป็น ต้น แก่ร่างกายเป็นประจำวันอยู่ทุกวัน เราก็ควรให้ อาหารทางใจ แก่ใจ ควบคู่กันไปด้วย ถ้ามิฉะนั้น แล้ว จะเกิดความไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง และเกิดผล คือ มีความเจริญแต่ทางกาย ส่วนใจนั้นขาดอาหาร ตีบ ลีบ ตายไป ฯ. 6

น.15 การฟังธรรมเทศนา นับว่าเป็นวิธีหนึ่ง ซึ่งเป็น การให้อาหารแก่จิตใจ อย่างสะดวกที่สุด แม้ว่าจะมี ทางให้อาหารทางใจแก่จิตใจ โดยหลายวิธีด้วยกัน มี การสวดมนต์ ภาวนา รักษาศีล ให้ทาน เป็นต้น ฯ. 7

น.16 ใจยิ่งมากไปด้วยความสะอาด-สว่าง-สงบ ยิ่ง ขึ้นเพียงใด ก็นับว่า เป็น ความเจริญ แก่ จิตใจ เพียง นั้น. ใจที่สะอาด-สว่าง-สงบ นั้นแล เป็นความ หมายอันแท้จริงของความเป็นมนุษย์ ฯ. 8

น.17 ท่านทั้งหลายอย่าได้มีความอิดหนาระอาใจ ใน การที่จะต้องฟังธรรมเทศนา ไม่ว่าจะแสดงโดยใคร ที่ไหน และเวลาไร และ แม้ว่า จะเป็นการ ซ้ำซาก เพียงใดด้วย ฯ. 9

น.18 อาหารนั้นซ้ำซาก คือไม่มีอะไรมากไปกว่า ข้าว, ปลา, เนื้อ, ผัก, ผลไม้ เราก็ยังกินกันอยู่ทุกวันไม่มี เบื่อ ถึงทีที่จะต้องให้อาหารใจอย่างซ้ำซากบ้าง ทำ ไมเราจะต้องเบื่อเล่า ? 10

น.19 อาหาร มีข้าวปลาเป็นต้น ที่เราบริโภคอย่างซ้ำ ซากทุก ๆ วัน แม้จะซ้ำอย่างไร มันก็ทำให้ร่างกาย เจริญเติบโตได้ ทั้งที่ซ้ำ ๆ ซาก ๆ. อาหารใจก็ ต้องเป็น อย่างเดียวกัน คือทำให้ใจเจริญได้ ทั้งที่ เป็นการซ้ำ ๆ ซาก ๆ ฯ. 11

น.20 อาหารที่บำรุงร่างกายให้เจริญได้นั้น ไม่จำเป็น จะต้องเป็นอาหารที่มีรสประหลาด และ เอร็ดอร่อย ขอแต่ให้เป็นอาหารที่แท้จริง คือ ถูกต้อง ตาม หลัก แห่งอาหาร ก็แล้วกัน ฯ. 12

น.21 ธรรมเทศนาที่เป็นอาหารใจ ก็ฉันนั้น ไม่จำเป็น จะต้องแปลกประหลาด สนุกสนานฟังเพลิน ขอแต่ ให้เป็นเทศนา ของ พระพุทธเจ้า แล้ว แม้จะ จืดชืด ปานใด ก็ย่อมบำรุงใจให้เจริญ ได้ทั้งนั้น ขอแต่ให้ ท่านทั้งหลายบริโภคและย่อยให้ได้ ก็เป็นพอ ฯ. 13

น.22 จงพยายามทำความเข้าใจ น้อมนำมาพิจารณา จนเห็นความจริง แห่งธรรมนั้น ๆ เถิด ย่อมทำให้ใจ ของท่านเจริญงอกงาม ด้วยความสะอาด สว่าง และ สงบเป็นแน่แท้ ฯ. 14

น.23 จงอย่าได้ อิดหนา ระอาใจ ในการที่ จะต้องฟัง ธรรมเทศนา ซึ่งที่แท้เป็นการให้อาหารทางใจ ขอ ให้พยายามบริโภค ให้พยายามย่อยให้ได้ อาหารนั้น ก็จะทำหน้าที่ของมันเองโดยไม่ต้องสงสัย ! 15

น.24 ถ้าปราศจากการปรับปรุงแก้ไข ในทางฝ่ายใจ ซึ่งเป็นประธานแห่งสิ่งทั้งหลาย แล้วการแก้ไขอย่าง อื่นย่อมทำไปไม่ได้ คือ ไม่สามารถแก้ไข ให้ลุล่วง ไป แม้ว่า จะมีความคิด และแผนการที่ดี เพียงใด ก็ตาม ฯ. 16

น.25 ปัญหายุ่งยาก ในการแก้ไขสิ่งต่าง ๆ นั้น เมื่อ มองดูโดยทั่วไปแล้ว คล้ายกับเป็นปัญหาที่มีมากมาย หลายปัญหา แต่ที่แท้นั้นมีเพียงปัญหาเดียว คือ การ แก้ไขความเป็นมนุษย์ ของแต่ละคน ให้ดี-ให้ถูก ต้องเท่านั้น ฯ. 17

น.26 ปัญหาของโลก ทั้งโลก, ปัญหาของ ประเทศ, ปัญหาของบ้านเมือง จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ครอบครัว จนกระทั่งปัญหาส่วนตัวบุคคลเป็นคนๆไป ย่อมรวมอยู่ที่สภาพความตกต่ำในทางฝ่ายจิตใจ ของ คนแต่ละคนในโลก นั่นเอง ฯ. 18

น.27 เมื่อแก้ปัญหาส่วนตัว สำเร็จ ย่อมเป็นการแก้ ปัญหาของครอบครัวสำเร็จ ของหมู่บ้าน ของตำบล ของอำเภอ จังหวัด บ้านเมือง ประเทศชาติ ตลอดจน ของโลกทั้งสิ้นได้สำเร็จ กล่าวคือ การที่ต่างคนต่าง ตั้งหน้า แก้ไขสภาพความตกต่ำในทางใจของตน ๆ ให้สูงขึ้นมาได้เท่านั้น ฯ. 19

น.28 เมื่อทุกคน มีใจสูงพอ แล้ว ปัญหา หรือ ความ ทุกข์ยากต่าง ๆ ในโลกนี้ จะสูญสิ้นไปในพริบตาเดียว กันนั้น. ฉะนั้น ความตกต่ำในใจของใครมีอยู่ ก็ขอ ให้คนนั้นแก้ของตนเองเถิด เสร็จแล้วจะเป็นการแก้ ปัญหาของโลกทั้งหมด ขึ้นมาได้เอง ฯ. 20

น.29 ปัญหาอันมากมาย ซึ่งเราดูแล้วท้อใจว่าจะแก้ กันไม่ไหวนี้ ที่แท้ มันเป็นปัญหา เพียง อันเดียว คือ ภาวะความตกต่ำในทางใจ เพราะใจขาดอาหาร ขอ ให้เราทุกคนช่วยกัน แก้ปัญหาอันนี้เถิด จะเป็นการ แก้ปัญหาของโลกทั้งหมด ขึ้นมาเองในภายหลัง ฯ. 21

น.30 จงช่วยกันแก้ไข ภาวะ ความตกต่ำ ในทางใจ ของตน ๆ เถิด แล้วท่านจะเป็นผู้ชนะในทุกๆสถานะ- การณ์ของโลก ฯ. 22

น.31 ในการที่เราจะร่วมมือกันแก้ไขสถานะการณ์ของ ประเทศหรือของโลกให้ดีขึ้นก็ตาม หรือแก้ไขตัวเรา เองโดยเฉพาะก็ตาม เราต้องทราบถึงสมุฏฐานอันแท้ จริงของมัน ฯ. 23

น.32 เมื่อถามขึ้นว่า ความทุกข์ยากในโลก เกิดมา จากอะไร ?. อาตมา ขอตอบว่า เกิดมาจาก การ ที่คนในโลกไม่เป็นมนุษย์กันนั่นเอง. เป็นกันอย่าง มากแต่เพียงคน ไม่สูงขึ้นไปถึงเป็นมนุษย์ ฯ. 24

น.33 การเป็นคนกับการเป็นมนุษย์นั้นต่างกันไกลลิบ. การเป็นคน พอสักว่าได้เกิดมาก็เป็นคนได้แล้ว. ส่วน การเป็นมนุษย์นั้น หมายเฉพาะผู้มีใจสูง ใจสูงชนิด ที่น้ำ กล่าวคือ ความชั่วและความทุกข์ ท่วมไม่ถึง ฯ. 25

น.34 คำว่ามนุษย์นี้ แยกศัพท์ออกได้ง่าย ๆ สองคำ คือ มน+ อุษย์ รวมกันเป็นมนุษย์ มน แปลว่าใจ อุษย์ แปลว่าสูง คำว่ามนุษย์จึงแปลกันได้ง่าย ๆ ว่า มีใจสูง ฯ. 26

น.35 ส่วนคำว่าคนนั้น มีความหมายมาจากคำว่า ชน ซึ่งแปลได้ง่าย ๆ อีกว่า เกิดมา ; เพราะฉะนั้นพอ ได้เกิดมา ก็ได้เป็นคนแล้วแน่นอน. แต่จะเป็น มนุษย์หรือไม่นั้น อีกปัญหา หนึ่งต่างหาก คือ อยู่ที่ว่า ใจสูงหรือไม่สูง ฯ. 27

น.36 ถ้าใจสูงก็เป็นมนุษย์ได้ ถ้าใจไม่สูงก็เป็นมนุษย์ ไม่ได้ อย่างมากจะเป็นได้ก็แต่เพียงคน ฉะนั้นการ เป็นมนุษย์กับการเป็นคน จึงต่างกันเป็นคนละอย่าง เราจึงเลิกแปลคำว่า มนุษย์ = คน กันเสียเถิด. เอา ไว้ให้ลูกเด็กๆ ในโรงเรียน เขาแปล มนุษย์ ว่า คน กันแต่พวกเดียว ฯ. 28

น.37 สำหรับผู้ใหญ่ และทั้งอยู่ในสภาพที่เผชิญกัน อยู่กับสถานะการณ์ อันยุ่งยากของโลกนี้ ต้องเข้า- ใจในความหมายของคำว่า"มนุษย์" ให้ถูกต้องจริงๆ. ความทุกข์ยากในโลกทุกอย่างและทุกยุค มันเกิดมา จากการที่คนในโลกไม่เป็นมนุษย์กันนั่นเอง ฯ. 29

น.38 ที่ดินที่สูงหรือที่ดอน เราหมายถึงที่ที่น้ำท่วมไม่ ถึง. ใจสูงก็เป็นอย่างเดียวกัน คือ หมายถึงใจ ชนิดที่น้ำ กล่าวคือกิเลสหรือความชั่ว ท่วมขึ้นไปไม่ ถึง. หัวใจที่น้ำ ชนิดนี้ ท่วมไม่ถึง นั้น ย่อมมี ลักษณะ สะอาด สว่าง และสงบ ฯ. 30

น.39 ความสะอาด ความสว่าง และความสงบ ของ ใจนั่นเอง คือ ความสูงของใจ. ใจที่สูงเช่นนี้ แล้วท่านลองคิดดูให้ดี ๆ ว่า จะมีความทุกข์ เกิดขึ้น จากคน ๆ นี้ได้อย่างไร หรือ มีปัญหาอะไร ที่คนซึ่งมี หัวใจสูงเช่นนี้ จะแก้ไขไม่สำเร็จ ? 31

น.40 พระพุทธเจ้าเป็นยอดของมนุษย์ ก็เพราะท่านมี ความสะอาด ความสว่าง ความสงบของใจมากถึงที่ สุดจริง ๆ นั่นเอง. พระสงฆ์สาวก ทั้งหลาย ก็คือผู้ที่มี ใจสูงโดยนัยนั้นอย่างเดียวกัน ตามมากตามน้อยเป็น ลดหลั่นกันลงมา ฯ. 32

น.41 กัลยาณปุถุชนนั้น ใจมีความสูงอยู่พอสมควร แก่การที่จะเรียกตัวเองว่า มนุษย์. ถ้าคนในโลก พากันเป็น กัลยาณชน ให้ได้กันทุกคนเท่านั้น ความ ทุกข์ยากในโลกจะไม่เกิดขึ้นได้เลย และเราจะได้รับ สิ่งที่ใฝ่ฝันหากันนัก คือ สิ่งที่เรียกกันว่า สันติภาพ อันถาวร ฯ. 33

น.42 คนในสมัยนี้ ยิ่งไม่เป็นมนุษย์กันมากยิ่งขึ้น. อย่าเข้าใจว่าคนในสมัยนี้มีการศึกษานานาชนิด เจริญ แล้วจะมีความเป็นมนุษย์กันมากขึ้น. การศึกษา ชนิดนั้น มิได้มีความหมายว่า สามารถทำให้ใจ มี ความสะอาด สว่าง สงบ ฯ. 34

น.43 เมื่อดำเนินการศึกษาชนิดนั้นมากเพียงไร ก็มี แต่จะยิ่งทำให้สกปรกมืดมัวและเร่าร้อนมากขึ้นเพียง นั้น. ขอให้คนในโลกแห่งสมัยนี้ อย่าหลงทะนง ตัวว่า มีใจสูงเพราะเหตุที่มี การศึกษา กว้างขวาง นั่น เลย ฯ. 35

น.44 ขอให้วัดดูด้วยกฎเกณฑ์อันแท้จริง คือ ความ ที่ใจสะอาด สว่าง และสงบนั้นเสียก่อน เพราะ ถ้าใจไม่เป็นเช่น กล่าวนี้แล้ว ทำอย่างไรเสีย น้ำ คือ กิเลส-หรือความชั่ว ย่อมท่วมใจนั้นได้เป็นแน่นอน ฯ. 36

น.45 คนสมัยนี้ พากันเป็นมนุษย์น้อยลง ๆ หรือไม่ เป็นมนุษย์ กันมาก ยิ่งขึ้น ๆ นั้น เพราะใจต่ำลง ๆ. ใจต่ำลง ๆ เพราะต่างคนต่างพากันหันหลังให้ศาสนา ของตน ๆ มากยิ่งขึ้น แล้วแต่ตนจะถือศาสนาอะไร ล้วน พากันหันหลังให้ศาสนา ของตนมาก ยิ่งขึ้น ๆ ทั้ง นั้น ฯ. 37

น.46 ที่คนพากันหันหลังให้ ศาสนาของตน ๆ มากยิ่ง ขึ้นนั้น เพราะเหตุที่เห็นได้ง่าย ๆ ๒ อย่าง คือ : ความ ถูกกระทบกระเทือนจากภัยต่าง ๆ มีภัยหลังสงคราม เป็นต้น, และเพราะในโลกมีสิ่งที่ยั่วยวน ให้คน พากันหันหลังให้ศาสนาของตนมากขึ้น ตามส่วนของ การศึกษาที่ยิ่งเจริญไปในทางวัตถุนั่นเอง ฯ 38

น.47 การหันหลังให้ศาสนานั้น คือ การตามใจตัวเอง. ก่อนหน้านี้ เคยตามพระทัย หรือตามใจพระศาสดา ของตน ๆ แล้วแต่ว่าพระศาสดาได้ทรงสั่งสอนไว้อย่าง ไร ก็พากันทำตามและอยู่ในกรอบแห่งศีลธรรม ของ ศาสนานั้น ๆ ฯ. 39

น.48 บัดนี้ คนพากันหันหลังให้พระศาสดา เมินเฉย ต่อหลักพระศาสนา เพื่อให้ได้ตามใจในการหาความ สุขทางเนื้อทางหนัง. ยิ่งตามใจตัวมากขึ้นเท่าไรก็ ยิ่งหันหลังให้ศาสนาของตนมากขึ้นเท่านั้น. ยิ่งหัน หลังให้ศาสนามากขึ้นเท่าไร ใจก็ยิ่งต่ำลงๆ เท่านั้น ฯ. 40

น.49 การตามใจตัวเอง ทำให้ใจต่ำลง เพราะเหตุ ใด? เพราะเหตุ ว่าการตามใจตัวเองนั้น คือ การ ตามใจกิเลส. สิ่งที่เรียกว่ากิเลสนั้น คือสิ่งที่ทำ ให้ใจสกปรก มืดมัวและเร่าร้อน ฯ. 41

น.50 ทุก ๆ ศาสนา เรียกกิเลสโดย ปุคลาธิษฐาน ว่า ผีปีศาจบ้าง พระยามารบ้าง ซาตานบ้าง แล้วแต่จะ เรียกตาม ภาษา แห่ง ศาสนานั้น ๆ แต่ความหมายก็ ตรงกันหมด ฉะนั้นการตามใจตัวเอง เพราะเห็นแก่ ความสุขทางเนื้อทางหนัง ก็คือการตามใจภูตผีปีศาจ นั่นเอง ฯ. 42

น.51 เมื่อละจากการตามใจพระศาสดา มีพระสัมมา- สัมพุทธเจ้าเป็นต้น มาตามใจภูตผีปีศาจแล้ว จะไม่ ให้ใจต่ำได้อย่างไร เหตุนี้แหละจึงกล้ากล่าวว่า การ ตามใจตัวเองนั้น ทำให้ใจต่ำลง ๆ ฯ 43

น.52 ย่อมนำมาซึ่งความมีใจสูง อัน เป็นความหมายของความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง เพราะ เหตุว่าการบังคับตัวเอง ไม่ให้ตามใจตัวเอง แต่ไป ตามใจพระศาสดาของตน ๆ นั้น ทำให้มีใจสะอาด- สว่าง และสงบ ไม่ตกเป็นลูกสมุนของผีปีศาจพญา- มาร หรือซาตาน ฯ. 44

น.53 นี้คือ คำสอนของทุกๆ ศาสนา ในโลก, และโดยเฉพาะพระพุทธศาสนานั้น ย่อม เป็นการสอนให้ทำการบังคับตัวเองโดยสิ้นเชิง. เรา อาจกล่าวได้ว่า พระพุทธวจนะ ทั้งหมดในพระไตร- ปิฎกนั้น ทุก ๆ คำสอนให้บังคับตัวเอง ฯ. 45

น.54 ศีล คือ บังคับตัวเอง ทางด้านกาย และวาจา โดยเด็ดขาด โดยไม่มีช่องทางที่จะตามใจภูตผีปีศาจ เหลืออยู่เลย ฯ. 46

น.55 สมาธิ คือ การบังคับตัวเองในด้านจิตใจโดย เด็ดขาด โดยไม่มีช่องทางที่จะตามใจกิเลส หรือ เปิดโอกาสให้กิเลสอีกเหมือนกัน ฯ. 47

น.56 ปัญญา คือ การทำลายรากเง่าของกิเลส อันเป็น เหตุให้ตามใจตัวเองเสียโดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรเหลือ อยู่สำหรับจะงอกเงย เป็นการตามใจตัวเอง ได้อีก ต่อไป ฯ. 48

น.57 ในพระไตรปิฎกทุก ๆ หน้านั้น มีอะไรมากไป กว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เล่า ? เราจึงกล่าวได้ว่า พระพุทธศาสนานั้น คือ ศาสนา แห่งการบังคับตัว เองทั้งดุ้นทั้งอัน ฯ. 49

น.58 การตามใจตัวเอง หรือการตามใจกิเลสนั้น คือ การละทิ้งศาสนา ไปสวามิภักดิ์ต่อภูตผีปีศาจ ซึ่งทำ หน้าที่ทรมานสัตว์โลก หรือถึงกับล้างผลาญโลกใน บางคราว ฯ. 50

น.59 ในโลกทุกชนิด ทุกยุคทุกสมัย เกิดจากการตามใจตัวเอง หรือการตามใจ ภูตผีปีศาจ นี้ทั้งนั้น. คำว่า ภูตผีปีศาจนี้ เป็นชื่อของใจ ซึ่ง ปราศจากความสะอาด - สว่าง - สงบ, แต่เป็นใจที่ สกปรกมืดมัว เร่าร้อน ฯ. 51

น.60 ชนิดไหนบ้างในโลกนี้ที่ไม่เกิดมา จากใจของคนที่มีใจสกปรกมืดมัวและเร่าร้อน กล่าว คือใจที่เอาแต่การตามใจตัวเอง ในการแสวงหาความ สุขทางเนื้อหนัง ฯ. 52

น.61 ความเสื่อมเสียศีลธรรม และวัฒนธรรมนั้น มา จากอะไร ถ้ามิใช่มาจากภูตผีปีศาจ แห่งการตามใจ ตัวเอง ฯ. 53

น.62 ศีลข้อหนึ่ง ซึ่งห้ามการทำลายชีวิตนั้น ศีลข้อนี้ จะมีอยู่ได้ก็ด้วยการบังคับตัวเองไว้เท่านั้น ครั้นปราศ- จากการบังคับตัวเอง ซึ่งหมายถึง มือ เท้า ปาก ท้อง เมื่อไรแล้ว ศีลข้อนี้ก็จะกระจัดกระจายหมด ฯ. 54

น.63 คนที่ไร้ การบังคับ ตัวเอง ย่อมฆ่าสัตว์ได้เพื่อ ประโยชน์เพียงความสนุกสนาน หรือสนุกมือ. แม้ สัตว์ที่มีบุญคุณเหนือศีรษะคนทุกคน ที่กินข้าว เช่น วัว ควาย เป็นต้น เราก็ยังได้เห็นคน พากันฆ่าสัตว์ เหล่านี้กินเพื่อความเมามาย ฯ. 55

น.64 ใจที่ต่ำขนาดที่มองไม่เห็นอุปการะคุณ ของสัตว์ ที่มีแก่ตน เช่นวัวควายเป็นต้นนั้น มิใช่จะหยุดอยู่ เพียงนั้น ย่อมค่อยๆ เขยิบขึ้นมา จนถึงไม่มองเห็น อุปการะคุณ ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน, ซึ่งทำให้เกิด การลืมนึกถึงเพื่อนร่วมโลกกัน หรือเพื่อนเกิดแก่เจ็บ ตายด้วยกัน จึงฆ่าได้แม้กระทั่งคน ฯ. 56

น.65 กระทั่งบิดามารดาก็บันดาลโทสะฆ่าได้ ; กระทั่ง ฆ่าพระอรหันต์ ก็ฆ่าได้ ในที่สุด ในเมื่อปีศาจแห่ง การตามใจตัวเองมีอำนาจแก่กล้ารุนแรงยิ่งขึ้นมา ฯ. 57

น.66 การวางแผนการ ทางการเศรษฐกิจการเมืองและ การทหาร เพื่อฆ่าเพื่อนมนุษย์ตาดำ ๆ ด้วยกัน คราว ละหมื่นคราวละแสนคน ก็ต้องเป็นสิ่งที่ทำได้ลงคอ อย่างง่ายดาย สำหรับบุคคลที่เต็มไปด้วยปีศาจแห่ง การตามใจตัวเอง ฯ. 58

น.67 ศีล ข้อที่สอง คือการไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของ ไม่ได้ให้นั้น คนที่ไม่บังคับ ตัวเอง ย่อมแย่งชิง ประ- โยชน์ของผู้อื่น มาเป็นของตน ทั้งโดยตรง และ โดย อ้อม, ทั้งอย่างหยาบคายดุร้ายที่สุดและสุภาพ แนบ เนียนที่สุด ฯ. 59

น.68 ไม่บังคับตัวเองแล้ว ก็ขี้เกียจ, เมื่อขี้เกียจก็ ขาดแคลน หรือยากจน เมื่อจนแล้วยังตามใจตัวเอง อยู่อีกก็ลักขะโมย. ครั้นเขาขัดขวาง ก็เลยทำ อันตรายให้ต่อไปอีก ฯ. 60

น.69 การใช้อุบายทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ เพื่อ ล้วงเอาประโยชน์ของเพื่อนบ้านมาเป็นของตนนั้น ก็ เพราะอำนาจของปีศาจแห่งการตามใจตัวเอง ตัวเดียว กันนั่นเอง ฯ. 61

น.70 ศีล ข้อสาม คือการไม่ล่วงละเมิดต่อของรักของ ใคร่ของผู้อื่นนั้น เราจะเห็นได้ว่า มีการล่วงก็เพราะ อำนาจ ปีศาจ แห่งการตามใจตัวเองโดยตรง ยิ่งกว่า ศีลข้อใดหมด ฯ. 62

น.71 ไม่มีใครต้องตายเพราะไม่ได้ทำชู้; แต่แล้วเรา ก็ยังเห็นคนทำชู้ และคนบางพวกกลับเห็นเป็นเกียรติ ในการที่ตัวทำชู้เก่ง และโอ้อวดกัน เพราะเรื่องนี้ ใน พวกที่นิยมการทำชู้ด้วยกัน แทนที่จะละอายว่า การ ทำเช่นนั้น คือ การก้มศีรษะ ลงเป็นทาสของปีศาจ แห่งการตามใจตัวเอง ฯ. 63

น.72 ศีล ข้อกาเมนั้น คือ ห้ามล่วงเกินต่อของรักของ ใคร่ทุกชนิด ของผู้อื่น, หาใช่ห้ามแต่การทำชู้อย่าง เดียว ตามความเข้าใจของคนบางคนไม่ แม้แต่เด็ก เล็กๆ ไม่เดียงสาในเรื่องกามารมณ์ ก็มีส่วนที่จะต้อง ถือศีลข้อนี้ โดยเคร่งครัด ฯ. 64

น.73 ความหมายของศีลข้อกาเม คือห้ามล่วงเกิน ของรักของใคร่ของผู้อื่น เช่น เด็กคนหนึ่งมีดินสอ หรือของเล่นอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งรักมาก หวงมาก จนไม่ประสงค์ให้ใครมาแตะต้องแล้ว เด็กอีกคนหนึ่ง ต้องไม่ลูบคลำสิ่งนั้น ให้เป็นที่ขัดใจเด็กที่เป็นเจ้าของ เอาทีเดียว ฯ. 65

น.74 ท่านทั้งหลาย จงชี้แจงสั่งสอนลูกหลานเล็กๆ ของท่าน ให้รู้จักความหมายอันถูกต้องของ ศีล ข้อที่ สาม, ไปเสียตั้งแต่เล็ก ๆ ทีเดียวเถิด โตขึ้น จะไม่ ลำบากในการถือ ศีล ข้อนี้ ซึ่งเป็นเครื่องช่วยรักษา โลกให้สะอาด ฯ. 66

น.75 ทาง วาจา ทางตัวหนังสือ ทาง กิริยาท่าทางก็ตาม ล้วนแต่มีความมุ่งหมาย เพื่อให้ ได้ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งแก่ตัวทั้งนั้น อย่างน้อย ที่สุดก็เพื่อความสนุกสนาน หรือแม้แต่ได้เกียรติ ว่า คุยเรื่องโกหกสนุก ฯ. 67

น.76 นั้น คือการหาประโยชน์ใส่ตัวหรือ พวกของตัวโดยใช้วาจาเป็นเครื่องมือนั่นเอง. เมื่อ บังคับตัวเองไม่ได้ ในทางที่จะไม่แสวงหาประโยชน์ โดยไม่ชอบธรรม คนก็กล่าวเท็จด้วยวาจาซึ่งไม่ต้อง ลงทุนลงแรงมาก เหมือนการกระทำอย่างอื่น ฯ 68

น.77 โลกเราปั่นป่วนส่วนมากสมัยนี้ ก็เนื่องจากการ ไม่มีศีลธรรมข้อที่สี่ ของพวกนักการเมืองเจ้าเล่ห์ของ โลกนั่นเอง. เล่ห์เหลี่ยมต่าง ๆ นั้นก็มิใช่อะไรอื่น ไปจากการกล่าวเท็จด้วยกิริยา อาการ ซึ่งภูตผีปีศาจ แห่งการตามใจตัวเองเข้ามาบังคับให้ทำ ฯ. 69

น.78 ศีล ข้อที่ห้า ซึ่งห้ามการดื่มน้ำเมา เราจะยิ่ง เห็นชัดขึ้นไปอีกว่า ศีลข้อนี้เสียไป เพราะการตาม ใจตัวเองล้วนๆ ฯ. 70

น.79 น้ำเมา มิใช่ยา มิใช่อาหาร ถ้าใช้เป็นยาหรือ อาหาร ก็ใช้อย่างอื่นหรือโดยวิธีอื่น ซึ่งผิดจากที่ใช้ กันอยู่อย่างน้ำเมา คือ เพื่อมอมตัวเองให้เกิดอาการ และความรู้สึกอย่างภูตผีปีศาจขึ้นในใจของตัวเอง ฯ. 71

น.80 ในสมัยที่ คนหันหลังให้ศาสนาของตนมากขึ้น เช่นนี้ คนก็ย่อมกินน้ำเมามากขึ้นกว่าแต่ก่อน เป็น ธรรมดา ซึ่งทำให้ความเป็นมนุษย์น้อยลง ๆ และมี ความเป็นภูตผีปีศาจมากขึ้น ๆ ในโลกนี้. แม้ใน ประเทศไทยเราก็เห็นได้ว่าคนกินน้ำเมากันมากขึ้น ฯ. 72

น.81 ในระยะสิบปีมานี้พลเมืองของประเทศไทย มิ ได้เพิ่มขึ้นถึง หนึ่งเท่าตัวเลย แต่ใน ระยะสิบปี มานี้ ปริมาณการผลิต น้ำเมา เพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว จน ท่านผู้เฒ่าบางคนเกิดความฉงนใน น้ำเมา ที่กองอยู่ เต็มท่าเรือ หรือสถานีรถไฟ ว่าน้ำเมาจำนวนมากมาย เหล่านี้ เขาจะเอาไป อาบช้าง อาบม้า ที่ไหนกัน ฯ. 73

น.82 จงได้คิดดูเถิดว่า เมื่อเราใจสูงเป็นมนุษย์ คือ มีความสะอาด-สว่าง-และสงบอยู่ในใจนั้น น้ำเมา จะดื้อเข้าไปในปากของเราได้หรือไม่ และเมื่อใจของ เราต่ำเป็นใจปีศาจ คือสกปรกมืดมัว และเร่าร้อน น้ำเมา เข้าไปในคอได้ง่ายดายเพียงไร ในที่สุดก็จะ ตอบคำถามได้ ด้วยตัวของท่านเองว่ามนุษย์กินน้ำเมา หรือปีศาจกินน้ำเมากันแน่ ฯ. 74

น.83 เมื่อน้ำเมา คือสิ่งที่ทำคนให้หมดความเป็นมนุษย์ แต่ให้เกิดมีความเป็นปีศาจขึ้นแทนดังนี้แล้ว ผู้ดื่มจะ ทำการแก้ไขภาวะความตกต่ำในทางใจของตนได้ โดย วิธีไร ? เมื่อแก้ไขของตัวเองก็ไม่ได้แล้ว จะช่วยแก้- ไขของบ้านเมือง หรือประเทศชาติได้อย่างไรต่อไป อีก ขอให้ลองนึก ฯ. 75

น.84 เพราะปีศาจ แห่งการตามใจตัวเองตัวเดียวกัน นั่นเอง ที่ทำให้คำสอนของพระศาสดาในข้อที่ห้าเป็น หมันไป แม้ในหมู่แห่งคนที่เรียกตัวเองว่า พุทธบริ- ษัท ในสมัยนี้ เป็นจำนวนไม่น้อย ฯ. 76

น.85 ปีศาจแห่งการทำลายล้าง ได้ทำลายศีลธรรมของศาสนา ๕ประการ หมดสิ้นแล้ว ยังทำลายต่อไปถึงธรรมะข้ออื่น ๆ ต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งมีแต่ จะทำให้ การหันหลัง ให้ศาสนา ดำเนิน ต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุดเช่นกัน ฯ. 77

น.86 ไฝฝ้าปิดบังดวงตาไม่ให้ เห็นสิ่งที่ควรจะเห็น, พรางตาทำให้เห็นกงจักรเป็น ดอกบัว, ทำให้เห็นแต่ช่องทางสำหรับแก้ตัว ใน เมื่อตนต้องการ จะเหยียบย่ำ ศีลธรรม เพื่อก้าวไปสู่ การตามใจตัวเอง ที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ฯ. 78

น.87 ท่านนั่งฟังเทศน์อยู่ที่นี่ บางคนอาจรู้สึกเมื่อย หลังแล้ว เวลาก็ยังไม่ถึงชั่วโมง. แต่ถ้านั่งเล่น การพนัน ก็นั่งได้ด้วยความรู้สึกสนุกสนานตั้งหลายๆ ชั่วโมงก็ไม่เคยบ่น เมื่อยหลัง เท่านั่งฟังเทศน์ ฯ. 79

น.88 บางคน ที่ปีศาจสิงยิ่งไปกว่านั้น ก็นั่งอยู่กับวงไพ่ ได้ถึง ๒๔ ชั่วโมง โดยไม่ต้องลุก; ให้เขาเอาอาหาร มาให้บริโภคที่ตรงนั้น และถ้าทำได้ก็จะถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะที่ตรงนั้นด้วยซ้ำไป. ทั้งนี้ก็เพื่ออย่าให้ ต้องละไปจากวงนั่นเอง ถ้าต้องนั่งฟังเทศน์นานถึงเท่า นั้น เขาจะบ่นสักเท่าไร ฯ. 80

น.89 การบ่นในลักษณะเช่นนี้ อย่างนี้นั้นเป็นการบ่น ที่ออกมาจากจิตใจที่มีความสูง อย่างมีความเป็นมนุษย์ หรือออกมาจากจิตใจ ที่มีความต่ำอย่างมีความเป็น ปีศาจแห่งการ ตามใจตัวเอง, พูดกันง่ายๆ ก็คือ มนุษย์บ่น หรือปีศาจบ่นกันแน่ ฯ. 81

น.90 อบายมุขหรือประตูนรกประตูนี้ เปิดกว้างทั่วไป หมด เพราะอะไร. เราปิดประตูนรกประตูนี้กันไม่ สำเร็จ ทั้งที่ตำรวจเต็มเมือง เพราะอะไร ถ้ามิใช่ เพราะอำนาจของปีศาจแห่งการตามใจตัวเอง ที่ทำให้ นั่งฟังเทศน์สักชั่วโมงเดียว ก็รู้สึกเมื่อยหลัง ตัวนี้ ฯ. 82

น.91 ไปฟังเทศน์ตามวัด หรือที่ใด ๆ ก็ตาม, มีความรู้สึกออกมาจากภายในว่า ไม่มีเวลา ไม่มีคน อยู่บ้าน. ครั้นถึงทีจะไปดูหนัง ดูละคร ทุกคืนก็มี เวลา, แม้จะไปกันทั้งพ่อ ทั้งแม่ ทั้งลูก ก็มีคนเฝ้า บ้าน คือ ลูกกุญแจ ฯ. 83

น.92 ทำงาน ในหน้าที่ ของตน ให้มาก สัก หน่อย ก็รู้สึกเหนื่อยและกลัวสุขภาพทรุดโทรม. แต่ เต้นรำหรือรำวงก็อยู่ได้ถึงตีหนึ่งตีสอง ไม่มีความรู้สึก เหนื่อย หรือรู้สึกกลัวสุขภาพทรุดโทรม. ท่านทั้ง- หลาย จงคิดดูเองเถิดว่า นี่เป็นเพราะ มันมีอะไร เข้า สิง ฯ. 84

น.93 ปีศาจแห่งการตามใจตัวเอง ที่สิงคนให้หันหลัง ให้ศาสนา ได้ทำให้หลงไปว่า ความเป็นมนุษย์ ที่ถูก ต้องมีอยู่ในนั้น, หรือ ความเป็นมนุษย์ ที่ถูกต้อง สมัยนี้ต้องเป็นเช่นที่กำลังนิยมกันอยู่นั้น ฯ. 85

น.94 ถ้าคนในโลกตกอยู่ภายใต้อำนาจของปีศาจตัวนี้ กันทั้งหมดแล้ว โลกเราจะอยู่ในสภาพเช่นไร ? สิ่ง ที่เรียกว่าอบายมุข หรือประตูนรก ก็จะเปลี่ยนความ หมายเป็นประตูอะไรไป ในเมื่อคนจำนวนมากพากัน นิยมเดินเข้าไปสู่ประตูนี้ ด้วยชื่นตามากขึ้น ฯ. 86

น.95 เราพากันเดินลงสู่ประตูแห่งอบายมุขทุก ๆอย่าง ทั้งที่ปากร้องบอกป่าวแก่กันและกัน ให้ช่วยกันแก้ไข ความ เสื่อมโทรม ทางเศรษฐกิจ ทางศีลธรรม ทาง วัฒนธรรมและอื่น ๆ อยู่เป็นคุ้งเป็นแคว ; เหล่านี้ เป็นเพราะการถูกหลอนของ ปีศาจตัวไหน ถ้าไม่ใช่ ปีศาจของการตามใจตัวเอง ฯ 87

น.96 วัฒนธรรมนั้น คือความมีระเบียบเรียบร้อย อันเป็นที่ตั้งแห่งความผาสุก และน่าเลื่อมใสในการ กินอาหาร, การแต่งกาย, การอยู่อาศัย, การเจ็บ- ไข้, การสมาคม เป็นต้น ฯ. 88

น.97 ท่านทั้งหลายลองหยั่งคิดดูสักแวบหนึ่งว่า คนที่ ปีศาจ แห่งการตามใจตัวเอง เข้าสิงนั้น จะสามารถ รักษาระเบียบวัฒนธรรมเหล่านั้นให้ถึงขนาด เป็นที่ ตั้งแห่งความผาสุก และความน่าเลื่อมใสได้อย่างไร กัน ฯ. 89

น.98 เมื่อผีแห่งการตามใจตัวเองเข้าสิงแล้ว เพียงแต่ อากาศร้อนนิดเดียวก็เปลือยตัว ออกมาสู่ที่ธาระกำนัล. เพียงเพื่อความสะดวก ก็เททิ้งของโสโครกไว้ประดับ บริเวณบ้านหรือที่สาธารณะ ; เพียงแต่ตามใจผีที่ตะ- กละ ก็มีการกิน ที่มูมมามไร้ระเบียบ ฯ ล ฯ. 90

น.99 ความมีวัฒนธรรมนั้น อยู่รวมกันไม่ได้กับ ปีศาจ แห่งการตามใจตัวเอง ถ้าคนยังมีใจสูงถึงขนาด ที่ ยังเห็นวัฒนธรรมเป็นของมีค่าและจำเป็นอยู่ ก็ต้อง ระมัดระวังปีศาจอันร้ายกาจตัวนี้ ฯ. 91

น.100 ความยุ่งยากที่พวกเรากำลังได้รับเป็นพิเศษและ ขอร้องให้ร่วมมือกันทำการแก้ไข กันเป็นการใหญ่ใน เวลานี้นั้น ก็กล่าวได้ว่า เป็นผลอันสืบเนื่องมาจาก การที่โลกมีสงคราม. ยิ่งมีสงครามขนาดใหญ่เพียง ใดก็ยิ่งมีผลสืบเนื่อง เป็นความทุกข์ยากขนาดใหญ่ ตามขึ้นเพียงนั้น ๆ. 92

น.101 การทำสงครามก็ดี ความยากเข็ญอย่างอื่นก็ดี แม้จะมีรูปร่างผิดแปลกแตกต่างกันเพียงไร ย่อมมีมูล เหตุอย่างเดียวกันทั้งนั้น กล่าวคือการที่คนในโลก เป็นมนุษย์กัน น้อยลงทุกที หรือไม่เป็น กันเสียเลย นั่นเอง ฯ. 93

น.102 คนในโลก ยิ่งตามใจตัวยิ่งขึ้นเพียงไร ก็ยิ่งทำ โลกให้ประสบกับสงครามเร็วยิ่งขึ้น ถี่ยิ่งขึ้น และ ขนาดรุนแรง ยิ่งขึ้นเพียงนั้น ข้อนี้เป็น เพราะเหตุใด เราทั้งหลายจงได้พิจารณา กันดูให้ละเอียดลออ เป็น พิเศษ ฯ. 94

น.103 เป็นสิ่งที่นำไปสู่สงครามและ ความวิบัติอย่างอื่น ๆ อย่างที่จะหลีกเลี่ยง ไม่ได้นั้น เป็นเพราะ การตามใจตัวเอง เป็นสิ่งที่ไม่มีความสิ้น สุด. ยิ่งตามใจตัวเองให้มากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งออก ห่างไปจากความรู้สึกอิ่มรู้สึกพอมากขึ้นเท่านั้น ฯ. 95

น.104 แม้ชาวโลก จะพากันถือหลัก ตามใจตัวเองแล้ว พยายามให้มากเพียงไร ก็ไม่มีวัน หรือ เวลาที่จะได้ ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ เพราะกิเลสตัวนี้ย่อมมี ปรกติ วิ่งออกหน้าสิ่งต่าง ๆ ที่ประดิษฐ์ขึ้นสนองความ อยากของตนอย่างไม่มีเวลาที่จะไล่ทันกันเลย ฯ 96

น.105 ไฟไม่เคยอิ่มเคยพอด้วย เชื้อเพลิงฉันใด การตาม- ใจตัวเองก็ไม่มีวันอิ่มวันพอ ด้วยสิ่งที่ช่วยกันประดิษฐ์ ขึ้นบำรุงบำเรอตนฉันนั้น. เรายิ่งเอาเชื้อเพลิงโหม เข้าไปในไฟ อย่างประชดแดกดัน เพื่อให้มันอิ่มมัน พอกันเสียที มันกลับกลายเป็นไฟกองใหญ่ขึ้นกว่า เดิม มีความร้อนสูงยิ่งขึ้นกว่าเดิม ฯ. 97

น.106 แม้เราจะประชดด้วยเชื้อเพลิง ให้เป็นไฟที่พุ่ง สูงถึงพรหมโลก เพื่อให้มันอิ่มด้วยเชื้อเพลิงกันเสีย ที มันก็ยิ่งเป็นไฟที่ต้องการเชื้อเพลิง เพิ่มมากขึ้น อีกกว่าเดิมอยู่นั่นเอง ฯ. 98

น.107 ของคนในโลก แม้จะพยายาม ตามกันสักเท่าใด ๆ ก็ยิ่งมีแต่จะทำให้ยิ่งอยากตามใจ ตัว มากยิ่งขึ้นไปกว่านั้น อยู่เพียงนั้น ๆ. 99

น.108 บังคับการตามใจตัวไว้ไม่ได้ ก็ต้องตกเป็นทาส ของอารมณ์ ก้มหน้าแสวงหาสิ่งมาสนองความอยาก ของตนด้วยความสมัครใจ. ยิ่งสนองมากเข้าเท่า- ใด ก็ยิ่งทำให้ตกเป็นทาสของอารมณ์มากเท่านั้น จน กระทั่งในที่สุด ก็หาสิ่งมาสนองความอยากของตน โดยทางที่ชอบธรรม ไม่ทันแก่ความต้องการ ก็ต้อง หาทางแสวงโดยไม่คำนึงถึงความผิดชอบชั่วดี ฯ. 100

น.109 ในสมัยที่คนในโลกอวดกันว่าเจริญด้วยการศึก- ษานี้ มิได้หมายความว่าจะสามารถหยุดการตามใจ ตัวเองได้ โดยที่สามารถประดิษฐ์สร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้น สนองความอยากของตน จนรู้สึก ว่าอิ่มว่าพอ แม้ แต่น้อย ฯ. 101

น.110 ยิงมีการศึกษามาก ก็ยิ่งรู้จักนึกอยากให้แปลก ๆ วิตถารออกไป. ยิ่งประดิษฐ์อะไรขึ้นมาสนองความ อยากได้อย่างแปลก ๆ ความอยากก็ยิ่งแล่นออกหน้า สิ่งที่สร้างขึ้นสนอง ฯ. 102

น.111 สมัยวิทยาศาสตร์ ที่คนสามารถสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นบำเรอซึ่งกันและกัน จนดูคล้ายของทิพย์เข้าไปนั้น ความอยากใหม่ ๆ ในการที่จะตามใจตัวเอง ก็ยิ่ง ทวีขึ้นตามส่วน ฯ. 103

น.112 การศึกษาอันกว้างขวางของคนในโลกแห่งสมัย นี้ได้กลายเป็นเพียงเครื่องมือ สำหรับสร้างสรรเหยื่อ สำหรับบวงสรวงปีศาจแห่งการตามใจตัวเอง ไปจน หมดสิ้น ซึ่งมีแต่จะทำตัวให้ตกเป็นทาสแห่งอารมณ์ มากยิ่งกว่าแต่ก่อนอย่างน่าสมเพช ฯ. 104

น.113 มติ มหาชนสมัยนี้ เอาแต่จะให้ทุกคนได้มีความ สนุกสนานเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนังมากขึ้นไป ไม่มีขีด สุด ภายใต้นามศัพท์อันไพเราะว่า การอยู่ดีกินดี. การศึกษาค้นคว้า ก็ต้องหมุนเข็มแห่งความมุ่งหมาย มุ่งไปทางนี้. นักการเมือง นักเศรษฐกิจ นักการ- ทหาร ล้วนแต่มีหน้าที่ ทำเพื่อให้สำเร็จ ตามความ- ประสงค์อันนี้ ฯ. 105

น.114 อุบาย ทางเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร นั่นเอง มีโอกาสเมื่อไร ก็ใช้กันในทางสำหรับกวาด ล้อมเอาประโยชน์ของผู้อื่น มาเป็นของตนทั้งทางตรง และทางอ้อม, ทั้งต่อหน้าและลับหลัง เมื่อฝ่ายหนึ่ง รู้ทัน และต้านทานหรือป้องกันก็ตาม สิ่งที่เรียกว่า สงคราม ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ฯ. 106

น.115 เมื่อการตามใจตัวเอง เข้ามาเป็นเจ้าเหนือใจคน เราแล้ว การศึกษา ซึ่งควรจะเป็นเครื่องมือ สร้าง สันติภาพ ก็มากลายเป็นเครื่องมือของปีศาจ แห่ง การตามใจตัวเอง สุมเผาสัตว์โลก ให้รุ่มร้อนไปทุก หัวระแหง ฯ. 107

น.116 ความเดือดร้อนระส่ำระสายเกิดขึ้น หรือมีอยู่ ในที่ไหน เราจะค้นพบปีศาจแห่งการตามใจตัวเอง ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ ในที่นั้นเสมอไป ฯ. 108

น.117 เมื่อปีศาจแห่งการตามใจตัวเอง ยังสิงใจคนใน โลกอยู่เพียงใดแล้ว การศึกษาก็ตาม การค้นคว้าก็ตาม การปฏิบัติงานไปตามหลัก แห่งการศึกษาค้นคว้านั้น ๆ ก็ตาม ย่อมกลายเป็นเครื่องทำโลกให้ลุกเป็นไฟอย่าง ไม่มีวันจะดับได้ อย่างผิดตรงกันข้าม จากวัตถุที่ประ- สงค์ของการศึกษา ที่เราเคยพากันหวังว่า จะเป็น เครื่องนำมาซึ่งสันติภาพอันถาวร ฯ. 109

น.118 ความเจริญก้าวหน้าในทางตามใจตัวเอง เพื่อ ให้ได้มา ซึ่งความสุข ทางเนื้อ ทางหนัง อย่างไม่มีการ อิ่มการพอนี้เอง เป็นมูลเหตุอันแท้จริงของสงคราม ทั้งในอดีตปัจจุบันและอนาคต ฯ. 110

น.119 แม้จะได้อวดอ้างว่า สามารถจัดการศึกษาให้ถูก ต้อง แนบเนียนฉลาดเฉลียวเพียงไร การเห็นแก่ความ สุขทางเนื้อหนัง ยังคงเป็นบ่อเกิดของความยากเข็ญ ในโลก อย่างเร้นลับลึกซึ้ง แนบเนียน เพียงนั้นอยู่ นั่นเอง ฯ. 111

น.120 โลกเราตกลึกเข้ามาในหล่มนี้ ถึงเพียงนี้แล้ว เราก็พากันสอดส่ายตาหาลู่ทางสำหรับแก้ไข แต่ในที่ สุด ผลก็จะยังคงเป็นความ ล้มเหลวอย่างเดียวกันอีก นั่นเอง ในเมื่อผู้ที่ทำการแก้ไข ยังสมัครที่จะบูชา ปีศาจแห่งการตามใจตัวเองอยู่ร่ำไป ฯ. 112

น.121 โรคร้ายเกิดขึ้นจากการตามใจตัวเองแล้ว ยังจะ ขืนใช้ยาแก้ คือการตามใจตัวเองอีก มันก็เหมือน กับเอาน้ำโคลน มาล้างมือ ที่เปื้อนโคลน ฉันใดก็ ฉันนั้น ฯ. 113

น.122 การที่ความยากเข็ญเกิดขึ้นในโลก และทวียิ่ง ๆ ขึ้น ไปตามส่วนแห่งความเจริญของการศึกษาก็ตาม และการที่เราพากันแก้ไขสิ่งร้ายเหล่านี้ให้กลายดี ไม่ ได้ก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นเพราะอำนาจของปีศาจแห่ง การตามใจตัวเอง ตัวเดียวกันแท้ ฯ. 114

น.123 จงมาช่วยกัน กำจัดศัตรูอันร้ายกาจของโลกตัวนี้ กันเถิด ! อาตมาได้เอ่ยชื่อถึงปีศาจแห่งการตามใจ ตัวเองมานับด้วยสิบ ๆ ครั้งเช่นนี้ ก็เนื่องมาจากมันมี ความสำคัญในการก่อทุกข์เข็ญขึ้นในโลก ทั้งโดย ส่วนบุคคล และส่วนรวมจริง ๆ ฯ. 115

น.124 ในการที่จะกำจัดปีศาจแห่งการตามใจตัวเอง อัน เป็นศัตรูอันร้ายกาจของโลกตัวนี้ เราต้องใช้อาวุธที่ เป็นของตรงกันข้าม กล่าวคือ การบังคับตัวเอง. เรา ต้องเลิกตามใจตัวเอง แล้วหันไปตามใจ พระศาสดา ของตน ฯ. 116

น.125 การตามใจศาสดาของตน ๆ ก็คือการปฏิบัติตาม คำสอน ในพระศาสนาอย่างเคร่งครัด. ศาสนา ทุกศาสนาตรงกันหมด คือบังคับตัวเอง เมื่อเป็น เช่นนี้ การตามใจตัวเอง ก็สูญหายไปจากโลก และ ปีศาจร้ายตัวที่สำคัญนั้น ก็จะไม่เยี่ยมกรายมาอีก ฯ. 117

น.126 ในการบังคับตัวเองนี้ จะเป็นทั้งการแก้ไขความ ทุกข์ที่มีอยู่แล้วให้หมดไป และป้องกันความทุกข์ ใหม่ไม่ให้เกิดขึ้น ฉะนั้น เราจงตั้งอกตั้งใจในการที่ จะอาศัยหลักแห่งพระศาสนา เพื่อการบังคับตัวเอง กันจงทุกคนเถิด ฯ. 118

น.127 ท่านทั้งหลายที่เป็นพุทธบริษัท และโดยเฉพาะ เป็นฆราวาสด้วยแล้ว อาตมาขอบอกว่าโชคดีที่สุด ที่ พระพุทธเจ้าได้ทรงประทานธรรมะ สำหรับฆราวาส ไว้โดยเฉพาะเพื่อการแก้ไขความทุกข์ ทุกอย่างที่จะ เกิดขึ้น แก่ฆราวาสทั้งหลายโดยสิ้นเชิง ฯ. 119

น.128 คือธรรมสำหรับฆราวาสโดยตรง ในการที่เราจะแก้ปัญหาส่วนตัว ส่วนครอบครัว ปัญหา ของบ้านเมือง ของประเทศชาติ หรือของโลกทั้งสิ้น ก็ตาม ธรรมะหมวดนี้ย่อมมีอำนาจเพียงพอ ที่จะใช้ ได้ในทุกกรณี ฯ. 120

น.129 ท่านจะเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ เลิกตามใจตัวใน เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ท่านก็ต้องใช้ธรรมะหมวดนี้ ซึ่ง เป็นแก้วสารพัดนึกสำหรับฆราวาส. เราจะบังคับ ตัวเองให้ละเว้นอะไร หรือแก้ไขอะไรสำเร็จไม่ได้ ถ้า ปราศจากธรรมะ หมวดที่เรียกว่า ฆราวาสธรรมนี้ ฯ. 121

น.130 ข้อที่ ๑ คือ สัจจะ ความจริงใจ หมายถึงความซื่อตรง ไม่คดโกงต่อบุคคล ต่อเวลา ต่อหน้าที่การงาน ต่อคำพูดของตัวเอง หรือถ้าสรุป ความให้สั้นที่สุดแล้ว ก็คือซื่อตรงต่อตัวเอง ซึ่งหมาย ถึงเกียรติยศ แห่งความเป็นมนุษย์ของตนนั่นเอง ฯ. 122

น.131 เมื่อเราเรียกตัวเราว่า มนุษย์ เราก็ต้องซื่อตรง ต่อความหมายของคำว่า มนุษย์ และเป็นมนุษย์ให้ได้ อย่างถูกต้องตามความหมาย คือ มีใจสูง เพราะใจ สะอาด สว่าง และ สงบ ฯ. 123

น.132 ซื่อตรงต่อตัวเอง หรือความเป็นมนุษย์ ของเรา ได้แล้ว ไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องกลัว เราย่อมซื่อตรง ต่อบุคคล ต่อหน้าที่การงาน ต่อเวลา ต่อคำพูดและ ต่ออะไรได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นขอให้เราทุกคนจง ภาวนาตั้งจิตอธิษฐาน ในการที่จะเป็นมนุษย์ให้ได้ จริง ๆ ไม่เป็นแต่เพียงคน ฯ. 124

น.133 ความซื่อตรงต่อตนเองนี้ มิใช่เป็นของง่าย มิใช่ จะมีได้ง่าย ๆ อย่างปากพูด. แต่ว่าเราไม่ต้องตกใจ เมื่อใครต้องการจะมีสัจจะให้ได้จริง ๆ ไม่เพียงแต่ปาก ว่า หรือตั้งใจอยู่แต่ในใจแล้ว ก็มีทางที่จะทำได้สำเร็จ คือมีธรรมะข้อที่สองต่อไป ซึ่งเรียกว่า "การบีบบัง- คับใจ" หรือเรียกเป็นภาษาบาลีว่า ทมะ ฯ. 125

น.134 ซึ่งเป็นฆราวาสธรรมข้อที่สองนี้ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสสรุปไว้อย่างไพเราะน่าฟังที่สุด ว่า "ท่านทั้งหลาย จงบีบบังคับใจของท่านให้อยู่ใน อำนาจของท่าน เหมือนควาญช้างที่ฉลาด สามารถ บังคับ ช้างที่ตกน้ำมัน ฉะนั้น ฯ. 126

น.135 คำ ๆ หนึ่งซึ่งท่านจะต้องสนใจจริงๆ คือ พระ พุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า “หมอช้างที่ฉลาด" มิได้ ตรัสว่าหมอช้างเฉย ๆ หรือหมอช้างที่โง่เขลา. เพราะ ถ้าเป็นหมอช้างธรรมดา หรือหมอช้างที่โง่เขลาแล้ว ก็รังแต่จะถูกช้างสลัดให้ตกลงมา และเหยียบหรือทำ อันตรายให้แหลกลาญไปเท่านั้น ฯ. 127

น.136 ใจของคนเรา ที่มีปีศาจแห่งการตามใจตัวเองเพื่อความสุขทางเนื้อทางหนังเข้าสิงอยู่นั้น มันเป็นสิ่งที่กลับกลอกและดุร้าย ยิ่งกว่าช้างที่ตกน้ำมันเป็นไหนๆ แล้วเราจะเป็น หมอช้างที่โง่เขลา บังคับมันได้อย่างไร ฯ. 128

น.137 ให้อยู่ใน อำนาจ เพื่อรักษาสัจจะเอาไว้ให้ได้นั้น เราต้องอาศัยการทำตน ให้เป็นเหมือนหมอช้าง ที่ฉลาดสามารถรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของช้างทุกประการ ฯ. 129

น.138 มารยา หรือ เล่ห์เหลี่ยมของใจที่คอยแต่จะเถลไถลมีอยู่อย่างไรในใจของเรา เราก็พอจะรู้ แต่ดูเหมือนเราไม่ สมัคร ที่จะเป็นหมอช้าง ที่ฉลาดนั้น มากกว่า โดยหาทางแก้ตัวต่าง ๆ นานาจนได้เป็นหมอช้างที่เหลวไหลไม่ได้เรื่อง ฯ. 130

น.139 เมื่อมีการบีบบังคับใจให้อยู่ในอำนาจแล้ว ก็ย่อมจะต้องเกิดการเจ็บปวดขึ้นเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องมีธรรมะข้อที่สามต่อไป ซึ่งเรียกว่า ‘ความอดกลั้น’ หรือ ‘ขันตี’ หมายถึงความอดทนได้ รอได้ คอยได้ จนกว่าจะประสบความสำเร็จ ฯ 131

น.140 สำหรับฆราวาสธรรมข้อที่ ๓ คือ ความอดกลั้นอดทนนี้ ขอให้คิดดูเถิดว่า แม้ในกรณีที่ทำชั่วทำเลวก็ยังต้องอาศัยความอดกลั้นอดทน รอได้ คอยได้เหมือนกัน แล้วเหตุใดในกรณีที่เป็นการทำความดี ซึ่งยากไปกว่าการทำความชั่วนั้น จะไม่ต้องมีความอดกลั้นอดทนกันเล่า ฯ. 132

น.141 โจร ขโมย ที่พยายามทำการปล้นสดมภ์ หรือตัดช่องย่องเบาเขา ก็ยังต้องอดทนจนกว่าจะทำโจรกรรมรายนั้น ๆ ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นการอดกลั้นอดทนรอได้ คอยได้อยู่ไม่น้อย แม้ในกรณีที่ทำชั่ว. แล้วทำไมมนุษย์ที่จะทำการบีบบังคับใจ เพื่อแก้ไขความทุกข์ยากในโลก ซึ่งนับว่าเป็นความดีอันใหญ่หลวงนี้จะไม่ต้องพยายามทำการอดกลั้น อดทน รอได้ คอยได้ด้วยเล่า ฯ. 133

น.142 เนื่องมาจากความปราศจากการ อ ด ท น รอได้ คอยได้ นี่เอง ที่เราพากัน ไม่สามารถ กำจัด สิ่งที่พึงปรารถนาให้สำเร็จลงไปได้ ฉะนั้น ในกรณีที่เราจะเป็นผู้บีบบังคับใจได้สำเร็จ เราจะต้องอดกลั้น อดทน แม้จะต้องทน จนเลือดตาไหล ฯ. 134

น.143 เราจะอดกลั้นต่อทุกข์เวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะโรคภัยไข้เจ็บ ; เราจะอดทนต่อดินฟ้าอากาศ ความเหนื่อยยากลำบาก หรืออุปสรรคอื่นๆ อันจะเกิดขึ้นในขณะ ที่เรา ประกอบ การงาน อันเป็น หน้าที่ของเรา. เราจะอดกลั้นต่อคำนินทาว่าร้าย ประมาทดูหมิ่นของคนจำพวกหนึ่ง ซึ่งจำเป็นจะต้องมีอยู่ในโลกนี้ ด้วยเหมือนกัน ฯ. 135

น.144 อดทนต่อความยั่วเย้า ของอารมณ์ ซึ่งเป็นเหยื่อล่อของปีศาจแห่งการตามใจตัวเองได้ทุก ๆ อย่างแล้วเราก็เป็นผู้ที่บังคับใจได้สำเร็จ มีความจริงใจในการเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องได้สำเร็จสมตามความประสงค์ ฯ. 136

น.145 เพื่อมิให้ต้องอดทนมากไป จนถึงกับทนไม่ไหว พระพุทธเจ้าท่านยังได้ทรงประทานธรรมะ สำหรับฆราวาสข้อที่สี่ไว้ให้อีกเรียกว่า การระบายสิ่งชั่วร้ายออกจากใจอยู่เสมอ หรือเรียกเป็นภาษาบาลีว่าจาคะ ฯ. 137

น.146 ฆราวาสธรรมข้อที่ ๔ คือ การระบายสิ่งซึ่งไม่ควรจะอยู่ในใจ ให้ออกไปเสียจากใจอยู่เสมอ ๆ นั้น เป็นการช่วยให้มีสัจจะได้โดยง่าย ช่วยให้มีการบีบบังคับใจได้สำเร็จโดยง่าย และช่วยให้ไม่มีอะไรที่ต้องทนจนมากเกินไป เพราะฉะนั้นจึงเป็นข้อสุดท้ายหรือข้อสำคัญที่จะต้องตั้งใจทำกันจริง ๆ โดยไม่มีระยะว่างเว้น ฯ. 138

น.147 ซักฟอกใจ เหมือนคนใช้สบู่ซักผ้าจนผ้าขาวสะอาด. สบู่ซักใจ ก็คือขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม ตลอดขึ้นไปถึงข้อวัตรปฏิบัติ ตามทางแห่งศาสนามีการสวดมนต์ภาวนา การควบคุมกาย วาจา จิต การนึกถึงโลกหน้า นึกถึงความตาย นึกถึงบุญกุศล นึกถึงบรรพบุรุษ นึกถึงเกียรติของความเป็นมนุษย์อันถูกต้องของเราเอง ฯ 139

น.148 ทำการบริจาค สิ่งที่ ไม่ควรที่จะมีอยู่ในใจให้หมดไปจากใจจนมีใจสะอาด สว่าง และสงบเย็นเถิด สิ่งร้ายก็จะถูกแก้ไขให้กลายเป็นดี และไม่มีสิ่งร้ายใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นอีกต่อไป ปัญหาต่างๆ ก็จะหมดสิ้นเอง ฯ. 140

น.149 การที่ฆราวาส เพียงแต่พยายามทำการบำเพ็ญฆราวาสธรรม ๔ ประการ คือ สัจจะ ทมะ ขันตี และจาคะ ให้ครบถ้วนบริบูรณ์เท่านั้น จะเป็นการประพฤติธรรมะหมด ทั้งพระไตรปิฎก อย่างครบถ้วนทีเดียว เพราะพระไตรปิฎกมีใจความสำคัญอย่างเดียวกล่าวคือ การบังคับตัวเอง หรือการเอาชนะใจตนเองได้โดยเด็ดขาด ฯ. 141

น.150 จะเป็นผู้ชนะทุกอย่างทุกประการ ชนะทั้งในโลกนี้และชนะทั้งโลกหน้า ไม่มีอะไรเหลืออยู่ เป็นข้อบกพร่องได้ ก็เพราะอาศัยฆราวาสธรรม ๔ ประการ. พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงท้าของท่านไว้ว่า "ไม่เชื่อก็จงลองไปถามสมณพราหมณ์ พวกอื่นเป็นอันมากดูเถิดว่ายังมีธรรมะเหล่าไหนอีกเล่า ที่เหมาะสำหรับฆราวาสยิ่งไปกว่าธรรมะ ๔ ประการ คือ สัจจะ ทมะ ขันตี และ จาคะ นี้ ฯ. 142

น.151 ฆราวาส จงได้สนใจ ในธรรมะ ๔ ประการ อัน เป็นเหมือนแก้วสารพัดนึกของฆราวาส ที่พระองค์ ทรงประทานไว้เป็นของขวัญอันประเสริฐสุดดวงนี้ด้วย ความไม่ประมาทอย่างยิ่งเถิด ท่านจะสามารถแก้ ปัญหายุ่งยากทุก ๆ ชนิดที่เข้ามาเผชิญหน้าท่าน ให้ ลุล่วงไปได้ทุกอย่างจริงๆ ฯ. 143

น.152 แม้จะประพฤติเพื่อประโยชน์ สุขของตนเป็นเบื้องหน้าก็ตาม แต่ผลได้นั้นจะแผ่ ซ่านไปทั่วโลก ทำให้กลายเป็นผู้ประพฤติประโยชน์ แก่โลกทั้งโลก ไปโดยไม่รู้สึกตัว ฯ. 144

น.153 โลกทั้งโลกนี้ เปรียบเหมือนเรือลำเดียว ทุกคน ที่อยู่ในโลก ที่ยังมีจิตใจเป็นอย่างวิสัยโลก ย่อมได้ รับผลอันเป็นชะตากรรมของโลกร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น ทางร้ายหรือทางดี. เมื่อโลกนี้เร่าร้อน พลโลกก็ พลอยเร่าร้อนกันไปหมด ไม่มากก็น้อย ฯ. 145

น.154 ใครคนหนึ่งที่นั่งไปด้วยกันในเรือลำเดียวกันเกิด อาละวาดขึ้นมา จนทำให้เรือลำนั้นจมลงไป หรือ เอียงวูบวาบ ก็ย่อมทำให้ทุกคนต้องจมน้ำ หรือเวียน ศีรษะกันไปทั้งลำเรือ ไม่ยกเว้นว่าใคร เป็นตัวการ หรือนั่งอยู่เฉย ๆ หรือถึงกับพยายามถ่วงป้องกันเอาไว้ ไม่ให้เรือเอียง ฯ. 146

น.155 เมื่อใครคนใดคนหนึ่ง พยุงเรือเอาไว้ได้ ไม่ให้ คว่ำลงไป ทุกคนที่นั่งอยู่ในเรือก็รอดจากการเปียกน้ำ หรือการเวียนศีรษะเพราะเรือโคลง, ไม่ว่าเขาจะเป็น พวกที่เขย่าเรือให้จม หรือเป็นพวก ที่นั่งอยู่ เฉย ๆ หรือเป็นพวกที่พยายามช่วยพยุงเรือไว้ ฯ. 147

น.156 ในโลกนี้ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ ประพฤติประโยชน์แก่โลก โดยส่วนรวมอยู่เสมอไป. ธรรมะยังมีผู้ประพฤติอยู่ในโลก แม้เพียงคนเดียวอยู่ เพียงใด โลกก็ยังชื่อว่ามีธรรมเป็นร่มโพธิ์ไทร คุ้ม ครองโลกไม่ให้ล่มจม อยู่เพียงนั้น ฯ. 148

น.157 เราไม่ต้องวิตกว่า คนส่วนมากเขาไม่ประพฤติ ธรรมะกัน เพราะว่า อธรรม นั้นมีกำลังน้อย พระ พุทธเจ้าท่านตรัสว่า อปฺปาบี สนฺตา พหุเก ชินฺนติ ซึ่ง มีใจความว่า "คนดีแม้มีน้อย ก็สามารถเอาชนะคน ไม่ดีแม้มีจำนวนมากได้” ทั้งนี้ก็เพราะว่า ธรรมะ เป็นสิ่งที่มีกำลัง อธรรมเป็นสิ่งไม่มีกำลัง ฯ. 149

น.158 เพียงแต่พวกพุทธบริษัทเรา ซึ่งมีอยู่ในโลกนี้พา กันประพฤติธรรมะเท่านั้น ก็จะสามารถเป็นลูกตุ้มถ่วง เรือโลกลำนี้เอาไว้ไม่ให้ล่มจม หรือให้แล่นไปสู่ความ ล่มจมช้าเข้าเป็นอย่างน้อย. เรือโลกยังไม่ล่มจม หรือล่มจมช้าออกไปเพียงใด นั่นย่อมเป็นผลแห่ง การประพฤติธรรม ของพวก พุทธบริษัท ในฐานะผู้มี ความกรุณาต่อพลโลกทั้งมวล ฯ. 150

น.159 จงพากันประพฤติธรรมะเถิด แม้แต่เพียงคนเดียว ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นลูกตุ้มที่ถ่วงโลก ให้ล่มจมช้าเข้าอยู่ นั่นเอง. ผลที่เราได้รับเป็นพิเศษนั้น ก็คือความ เป็นปกติสุขอยู่ได้ ไม่ว่าโลกจะหมุนไปสู่ภาวะเช่นไร ถ้าหากเราประพฤติธรรมะ ของพระองค์ให้ขึ้นถึงชั้น สุดได้จริง จนสามารถปล่อยวาง ความยึดถือในสิ่ง ทั้งปวง ฯ. 151

น.160 ธรรมะอย่างเดียวเท่านั้น ที่ช่วยได้ไม่ว่ากรณี ป้องกัน หรือกรณีแก้ไข และไม่ว่าในกรณีที่คนทั้งโลก พากันประพฤติธรรมะกันทั้งหมด หรือในกรณีที่มี เหลือประพฤติธรรมอยู่แต่เราผู้เดียวเท่านั้น. การ ประพฤติธรรมะ จึงเป็นการถูกโดยประการทั้งปวง ไม่ มีทางผิดเลย ฯ. 152

น.161 ฆราวาส เพียงแต่ ประพฤติ ฆราวาสธรรม ๔ ประการ ให้ได้จริง ๆ เท่านั้น จะเป็นการประพฤติ ธรรมะครบถ้วนหมดทั้งพระไตรปิฎก. จึงไม่เป็น การยากเลย ในการที่ฆราวาสคนใดคนหนึ่งประสงค์ จะประพฤติธรรม ให้เป็นประโยชน์สุขแก่โลกทั้งหมด โดยส่วนรวม ฯ. 153

น.162 บัดนี้อาตมาอยากจะระบุอุดมคติของคำว่าข้าราช- การให้ชัดแจ้ง และเป็นอย่างพุทธบริษัทแท้. คำว่า ข้าราชการคำนี้ ทำอย่างไรเสีย ก็ต้องแปลว่า "ผู้ที่ ทำงานของพระราชา” อย่างที่ใครจะเถียงไม่ขึ้น ฯ. 154

น.163 พระราชามิได้หมายถึงผู้มีอำนาจตัดคอคน หรือ เสกสรรคนให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ก็หามิได้. นั่น เป็นเพียงส่วนประกอบของการกระทำ เพื่อหน้าที่ ตาม อุดมคติ. ส่วนอุดมคติของคำ ๆ นี้ อยู่ที่ "ทำ- ความยินดีพอใจให้เกิดแก่ผู้อื่น " ซึ่งไม่จำเป็นจะต้อง ตัดคอคนเลยก็ได้ ฯ. 155

น.164 ราชา คือผู้ที่ทำความยินดีปรีดาให้เกิด ขึ้นในบ้านเมืองดังนี้แล้ว คำว่าข้าราชการ หรือผู้ที่ ทำงานของพระราชา ก็เลยหมายความเป็น "ผู้ที่ทำ ความยินดีให้เกิดขึ้นทั่วบ้านทั่วเมือง" ตามไปด้วย ฯ. 156

น.165 เมื่อเราตีราคาของความยินดีที่ได้ทำให้เกิดขึ้นใน หัวใจของคนทั่วบ้านทั่วเมืองดูว่า มีราคาสักเท่าไรแล้ว จะรู้สึกว่ามันมากมายเกินกว่า ที่จะนำมาเปรียบกันกับ ค่าของเงินเดือนที่ได้รับอยู่เป็นประจำเดือน จนเกิน กว่าที่เราจะถูกเรียกว่าลูกจ้าง และที่ถูกควรจะถูกจัด ไว้ในฐานะเป็นปูชนียบุคคล ประเภทหนึ่ง ฯ. 157

น.166 เมื่อคนผู้ถูกนับเนื่องไว้ใน วรรณะ กษัตริย์ หรือ ข้าราชการเหล่านี้ ทำหน้าที่ของตนจริง ๆ คือ เพ่งจ้อง แต่จะให้ความยินดี ปรีดาเกิดขึ้น ในหัวใจของคน ทั้ง- หลายโดยมิได้เพ่งเล็งอยู่ที่เบี้ยเลี้ยงชีพซึ่งเป็นของน้อย เกินไปเช่นนั้นแล้ว ความเสียสละของคนเหล่านั้น ย่อมมากพอ ที่จะถูก จัดไว้ใน ฐานะเป็น ปูชนีย บุคคล ของคนทั้งหลายได้จริง ฯ. 158

น.167 ถ้าลืมอุดมคติของตนมากขึ้น เพ่งเล็งแต่ผลทาง วัตถุมากขึ้น แม้จะมีการอยู่ดีกินดีมากขึ้น แต่ค่าใน ทางความเป็นปูชนียบุคคลนั้นลดถอยลงไป จนกระทั่ง หมดความเป็นปูชนียบุคคลและเลยกลายเป็นลูกจ้าง. นี่แหละคือผลของการที่ถือเสียว่า "อุดมคติกินไม่ได้ เงินซื้ออะไรกินได้" ฯ. 159

น.168 พระราชาทางฝ่ายโลก ก็ทำความยินดีปราโมทย์ อย่างโลก ๆ ให้เกิดในหัวใจคน เช่น นอนไม่ต้อง บีดประตูเรือน. ส่วนพระราชาทางฝ่ายธรรม ทำ ความยินดีให้เกิดขึ้น ในหัวใจของสัตว์ตามทางธรรม ให้ได้ความสงบเย็นทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า ชนิด ที่เงินหรืออำนาจใด ๆ ทำให้ไม่ได้ นั่นเอง ฯ. 160

น.169 ผู้มีพระภาคเจ้า ก็ทรงเป็นพระราชาด้วย เช่นนี้แล้วภิกษุสงฆ์ทั้งหลายก็พลอยเป็น ข้าราชการ ไปด้วย แต่เป็นข้าราชการของพระธรรมราชา มีหน้าที่ ทำงานให้เกิดความยินดีตามทางธรรม ขึ้นในหัวใจ ของเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะคือความมีหัวใจสูง ฯ. 161

น.170 อาตมา และท่านทั้งหลาย ล้วนแต่เป็นพุทธบริษัท ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยเหตุนี้แหละท่านทั้ง- หลายทุกคน จึงเป็นข้าราชการของพระสัมมาสัมพุทธ- เจ้าด้วย แม้ไม่โดยตรง อย่างน้อย ก็โดยอ้อม ฯ. 162

น.171 ท่านจะมีข้อแก้ตัวอะไร ในการที่เมื่อท่านทั้ง- หลายก็เป็นข้าราชการของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อยู่ ด้วยอีกแผนกหนึ่ง แล้วท่านจะไม่เชื่อฟังพระองค์ ซึ่ง ทรงมีคำสั่งสอน ล้วนแต่จะทำเราทั้งหลาย ให้หลุด จากฐานะของความเป็นลูกจ้าง ขึ้นไปสู่ฐานะ ของ ความเป็นปูชนียบุคคล ฯ. 163

น.172 เราทั้งหลาย ต้องทำการบังคับตัวเอง อย่างเฉียบ ขาด เพราะคำสอนของพระองค์ทุกๆ คำเป็นเช่นนั้น. เราทั้งหลายต้องสวามิภักดิ์ต่อพระองค์ เป็นบริษัทของ พระองค์ อย่าเผลอจนปล่อยให้ตกไปเป็นสมุนลูกน้อง ของปีศาจแห่งการตามใจตัวเองเลย ฯ. 164

น.173 ปีศาจ แห่งการตามใจตัวเองนี้ เขาเรียกกันว่า กิเลสบ้าง พญามารบ้าง ซาตานบ้าง. จงคิดดูเถิด การเป็นสมุนลูกน้อง ของสิ่งเหล่านี้ จะมีเกียรติที่ ตรงไหน ฯ. 165

น.174 ของจริงจักยังคงเป็นของจริงอยู่เสมอ ไม่อาจ เปลี่ยนเป็นของไม่จริงไปได้ จนตลอดอนันตกาล ขอ ท่านทั้งหลาย จงอย่าได้ลังเลในข้อนี้เลย ฯ. 166

น.175 ของจริงที่เด็ดขาดที่สุด และจำเป็นที่เราทั้งหลาย จะต้องยึดถือที่สุดนั้น ก็คือความจริงข้อที่ว่า "ทำดี ได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" นั่นเอง. ทำดีต้องดี ทำชั่ว ต้องชั่ว เสมอไป จนตลอดกัลปาวสาน หรือยิ่งกว่า เป็นอย่างน้อย แต่มันมีข้อที่ทำให้เกิดการลังเลหรือ เข้าใจผิดอยู่มาก ตรงที่ผลพลอยได้ คือ เงินทอง เกียรติยศ ชื่อเสียง และลาภผลอื่น ๆ ที่เป็นวัตถุ ฯ. 167

น.176 ความดีมันดีอยู่แล้ว ในตัวการกระทำทางกาย วาจาใจนั่นเอง. พอทำเสร็จมันก็ดีเสร็จแล้วเหมือน กัน. เพราะมันดีอยู่ในตัวการ กระทำนั้น จึงพอ ทำเสร็จมันก็ดีเสร็จแล้ว ฯ. 168

น.177 ทางฝ่ายทำชั่ว ก็เป็นอย่างเดียวกันอีก คือชั่วอยู่ ในตัวการกระทำทางกาย วาจา ใจ นั่นเอง. พอ ทำเสร็จ มันก็ชั่วเสร็จแล้ว. มันเป็นของแน่นอน ตายตัวเช่นนี้ อย่างไม่มีทางที่จะแปรผัน จนท่านทั้ง- หลายก็ย่อมจะพิจารณาเห็นได้เองจริงๆ ฯ. 169

น.178 การทำดี ดีเสร็จแล้วตั้งแต่เมื่อทำเสร็จ แต่จะ ได้เงินด้วยหรือไม่ ได้ชื่อเสียงด้วยหรือไม่ นี้มันไม่ แน่. บางทีได้ บางทีก็ไม่ได้ การทำชั่ว ก็เหมือน กัน ชั่วเสร็จตั้งแต่เมื่อทำเสร็จ แต่จะได้เงินด้วยหรือ ไม่ มันไม่แน่ บางทีก็ได้ บางทีก็ไม่ได้ ฯ. 170

น.179 บางทีก็ได้ชื่อเสียงด้วย ทั้งที่เป็นการทำผิดขนบ ธรรมเนียมประเพณี หรือบัญญัติแห่งศาสนา แต่เผอิญ มันไปตรงกับความนิยมของคน พวกที่เหยียบย่ำขนบ ธรรมเนียมประเพณี หรือบทบัญญัติของศาสนาด้วย กันเข้า, หรือบางทีได้ชื่อเสียงจากการทำชั่ว เพราะ การปรากฏมันไปปรากฏอีกอย่างหนึ่ง ส่วนความชั่ว นั้นถูกซ่อนเอาไว้ ฯ. 171

น.180 ถ้าผลพลอยได้ คือ เงินเป็นต้นนั้น มันพลอยได้ มาจากการทำดี ก็เป็นผลพลอยได้ที่ดี คือเป็น"เงินดี" ถ้าเงินอย่างเดียวกันนั่นแหละ เป็นผลพลอยได้มาจาก การทำชั่ว มันก็เป็นผลพลอยได้ที่ชั่วคือเป็น "เงินชั่ว" มันต่างกันจริง ๆ อย่างไร ขอให้ท่านทั้งหลายลอง คิดดู ฯ. 172

น.181 งินเป็นคนดี เอามาเลี้ยง ร่างกาย ก็เป็นร่างกายดี. เลี้ยงเมียก็เป็นเมียดี เลี้ยงพ่อแม่ก็ทำให้พ่อแม่เป็นพ่อแม่ดี เอาไปบำรุง ศาสนา ก็ทำให้ศาสนาบริสุทธิ์ และเจริญอย่างถูก- ต้องตามความประสงค์ของพระพุทธองค์ ตายแล้วก็ ยังไปสวรรค์ ฯ. 173

น.182 ให้เจ้าของเป็นคนชั่ว เพราะเงินมัน ชั่ว. เอาไปเลี้ยงร่างกาย แม้อย่างถูกต้อง มันก็ ยังทำให้เป็นร่างกายชั่ว เลี้ยงลูกก็ทำให้ลูก พลอยชั่ว โดยไม่รู้สึก เลี้ยงเมียก็พลอยทำให้เมียมีส่วนชั่ว เลี้ยงพ่อแม่ที่แก่เฒ่า ก็พลอยทำให้พ่อแม่ชั่ว เอา ไปทำบุญก็ทำให้ศาสนาพลอยเศร้าหมอง หรือเป็นที่ ตั้งแห่งความดูหมิ่นของคนในศาสนาอื่น. ตายแล้ว ก็ยังไปนรกกันทั้งพวก ฯ 174

น.183 แม้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง ก็ไม่ทรง สามารถแก้ไขกฎที่ว่า “ ทำดีได้ดี, ทำชั่วได้ชั่ว " เพราะมันมิได้เป็นกฎ ที่พระองค์ทรงตั้งขึ้นเหมือนวินัย ต่าง ๆ ซึ่งอาจแก้ไขได้, แต่มันเป็นกฎของความ จริง, กฎของธรรมชาติอันเด็ดขาด ซึ่งธรรมชาติเอง ก็ไม่สามารถแก้ไขได้อีกเลย ขอให้พวกเราทั้งหลาย จงปราศจากการลังเล ในข้อนี้โดยสิ้นเชิงเถิด ฯ 175

น.184 ทำดี ดีเสร็จแล้ว ตั้งแต่เมื่อทำเสร็จ. ทำชั่ว ก็ชั่วเสร็จแล้วตั้งแต่เมื่อทำเสร็จ. ทั้งนี้เพราะว่า มันดี หรือชั่วอยู่แล้ว ในตัวการกระทำ ที่เรากระทำ กันทั้งทางกาย วาจา และทางใจ ฯ 176

น.185 ส่วนผลพลอยได้ที่เป็นเงินทอง หรือชื่อเสียงนั้น มันไม่แน่ บางทีมันก็ได้ บางทีมันก็ไม่ได้ ทั้งฝ่าย การทำดีและทำชั่ว เพราะเหตุว่ามันเป็นผลพลอยได้. แต่มันไปแน่ดักอยู่ข้างหน้าอย่างเด็ดขาดอีกชั้นหนึ่งว่า ถ้าเงินนั้นพลอยได้มาจากการทำดีก็เป็นเงินดี ถ้าพลอย ได้มาจากการทำชั่วก็เป็นเงินชั่ว ฯ. 177

น.186 ชื่อเสียง ที่พลอยได้มาจากการทำดี ก็เป็นชื่อ- เสียงแท้ หรือบริสุทธิ์ ถ้าชื่อเสียงพลอยได้มาจากการ ทำชั่ว ก็เป็นชื่อเสียงปลอมเทียม ฯ. 178

น.187 ป็นคนดี ลูกเมีย พ่อแม่ที่ พลอยได้รับเลี้ยง ก็พลอยเป็นคนดี. ทำศาสนา ให้บริสุทธิ์และเจริญ ในเมื่อเอาไปบำรุงพระศาสนา ตายแล้วก็ไปสวรรค์กันทั้งคณะ ฯ. 179

น.188 เจ้าของให้เป็น " ผีผู้สูบเลือดเพื่อน มนุษย์ " เพราะเป็นเงินที่บีบบังคับเอามาจากเจ้าของ ที่ไม่ประสงค์จะให้, และได้มาโดยวิธีอันเร้นลับทำ- นองเดียวกับผีที่แอบสูบเลือดมนุษย์ ฯ. 180

น.189 นั้น เมื่อเอาไปเลี้ยง ลูกเมีย พ่อแม่ ก็ พลอยทำให้กลายเป็นผีสูบเลือดมนุษย์กันทั้งพวก, ทำ ศาสนาให้ถูกดูหมิ่นเมื่อเอาไปบำรุงศาสนา ตายแล้ว ก็ไปนรกกันทั้งคณะ ฯ. 181

น.190 มันจะเอามาสับเปลี่ยนกันได้อย่างไร ? ทำดี ดี ตลอดไปแต่ต้นจนอวสาน, ทำชั่ว ก็ชั่ว แต่ต้นจน ตลอดอวสาน โดยเด็ดขาดแน่นอนเสมอ ฯ. 182

น.191 จงพยายามชำระสะสาง สิ่งที่ไม่ดี ถ้าหากมันมี อยู่, และพยายามทำแต่สิ่งที่ดี ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จน ถึงที่สุดแห่งความดี และลุถึงพระนิพพานได้ในที่สุด. ขออย่าได้ถือเสียว่า อุดมคติ นั้น กินไม่ได้ เงินซื้อ อะไรกินได้ ฯ. 183

น.192 นั้น มันยิ่งกว่าสิ่งที่กินได้ อย่างที่จะ เปรียบกันไม่ได้เลย อุดมคติ นั่นแหละ จะอำนวยให้ ซึ่งความเป็นมนุษย์อันถูกต้อง อำนวยให้ซึ่งความเป็น ข้าราชการอันถูกต้อง และอยู่ในฐานะเป็นปูชนียบุค- คลแทนฐานะแห่งการเป็นลูกจ้าง ฯ. 184

น.193 นั่นแหละ จะอำนวยให้ซึ่งความเป็น พุทธบริษัทที่ถูกต้อง มีความสุข ทั้ง โลกนี้ และโลก หน้าเป็นรางวัล. รวมทั้งอำนวยให้ซึ่งเงินและชื่อ- เสียงอย่างเหลือหลาย และเป็นเงินดีชนิดที่จะไม่ทำ ให้เจ้าของ ให้กลายเป็นผีผู้สูบเลือดมนุษย์ไป ฯ. 185

น.194 จงอย่าประมาท. จงตั้งอยู่ในเหตุผล จงยึด- ถือของจริง. จงพยายามรักษาอุดมคติแห่งหน้าที่ การงานนั้น ๆ. เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ไม่ต้องมีใคร มาอ้างคุณพระรัตนตรัย แล้วอวยพรให้แก่ท่านเพื่อ ความสุขความเจริญของท่านดอก ท่านก็จะมีความสุข ความเจริญอันสมบูรณ์แท้จริงเอง ฯ. 186

น.195 ความดี ที่ทำกันนั้น เป็นตัวพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เสียเองแล้ว. คนสมัยนี้มัวแต่อะไร ๆ ก็ อ้างคุณพระรัตนตรัย แต่แล้วก็มีการกระทำที่ขบถต่อ พระรัตนตรัย อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ จึงได้รับแต่ การโกลาหลวุ่นวาย ฯ. 187

น.196 เราเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริง ก็ต้องทำตามคำสอน ของพระองค์ คือ ทำดีด้วยการยึดหลัก ทำดี ได้ดี แล้วจะต้องไปพึ่งขอพรจากใครทำไม ฯ. 188

น.197 ขอให้ ท่านคิดพึ่งตัวเอง ตามคำสอนของพระ- องค์ แล้วเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่ทุกเมื่อเถิด จะประสบ สิ่งอันพึงปรารถนาอันแท้จริงโดยครบถ้วนเอง. ด้วย เหตุนี้แล อาตมาจึงไม่อ้างคุณพระรัตนตรัย แล้ว ทำการอวยพรแก่ท่านทั้งหลาย ฯ. 189

น.198 อาตมา ขอยืนยันในที่สุด เป็นเครื่องกันลืมแก่ ท่านทั้งหลายว่า ผลที่เราประสงค์จำนงหวังทั้งหมด นั้น จะเกิดเป็นผลสำเร็จขึ้นมาครบถ้วน ก็ด้วยอำ- นาจที่เราทั้งหลาย ยังคงมีความเชื่อ ความเลื่อมใส ตั้งอยู่ในคุณพระรัตนตรัยไม่คืนคลาย นั้นแล ฯ. 190

น.199 พิมพ์ที่โรงพิมพ์อักษรสาสน์ เลขที่ ๔๐ ถนนเฟื่องนคร พระนคร นายสมบูรณ์ ทองแท้ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ๘/๙๘

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.200

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต