Buddhadasa.org
หนังสือคติธรรม (อันดับ1) จากธรรมปาฏิโมกข์ › อ่านฉบับเต็ม

📖 คติธรรม (อันดับ1) จากธรรมปาฏิโมกข์

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — คติธรรม (อันดับ1) จากธรรมปาฏิโมกข์

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.7 ที่สุด แม้เพียงเล่มเดียว ก็รู้ได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ จากนั้นจึงติดตามศึกษาต่อเนื่องมาเรื่อยๆ เพื่อให้ รู้จัก "ธรรมะ" ในทุกแง่ทุกมุม เท่าที่ท่านนำมา บรรยาย จนแน่นแฟ้น. การปฏิบัติเป็นไปด้วย ความมั่นใจในการติดตามรอยพระอรหันต์ ความ เย็นเกิดขึ้นแก่จิตใจ ชีวิตที่เร่าร้อนก็กลับเป็น ชีวิตที่เย็น. ด้วยเหตุนี้ เมื่อได้รับคำชี้แนะจากหลวง พ่อ ให้ใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ซึ่งอาจ กระทำได้ โดยวิธีรวบรวมคติธรรมที่ข้าพเจ้าเคย ใช้ได้ผลได้ประโยชน์ หรือจะว่า เคยช่วยข้าพเจ้า ได้ ออกมาเป็นคติธรรมสั้น ๆ เพื่อช่วยประหยัด เวลาให้แก่ผู้สนใจอื่นที่มีเวลาน้อย ทั้งอาจจะ พกพาติดตัวไปอ่านในระหว่างเดินทางได้.

น.8 เล่ม ๑ จึง เป็นเล่มแรกที่ข้าพเจ้าได้จัดทำ โดยวิธี "ตัดความ มาต่อกัน" ให้ได้คติธรรมสั้น ๆ อันเป็นหลัก ที่ ข้าพเจ้าเคยจับใจความได้จากคำบรรยายที่ชี้แจง ไว้อย่างละเอียดลออเหล่านั้น. ถ้าเข้าใจ ก็จะ เข้าใจได้เลย ถ้ายังไม่กระจ่าง ต้องการคำอธิบาย อย่างละเอียด ท่านผู้สนใจจะเปิดหนังสือหน้านั้น ๆ ศึกษาได้ทันที. คติธรรมที่นำมากล่าวทั้งหมด เป็นคำ บรรยายขององค์บรรยายล้วนๆ ผู้รวบรวมมิได้ เพิ่มคำอื่นใดแทรกเข้าไปโดยพละการเลย แม้แต่ คำเดียว แม้เช่นคำว่า และ กับ แก่ แต่ ต่อ ฯลฯ หรืออื่นๆที่อาจต้องนำมาใช้เชื่อมประโยค ก็มิได้ กระทำ.

น.9 หลวงพ่อท่านมีภาระอื่น ๆ ล้นมือ จึงไม่มี เวลาจะตรวจงานของข้าพเจ้าได้ กระทำได้แต่ เพียงรับทราบคำกราบเรียนยืนยันจากข้าพเจ้าดังที่ กล่าวมาข้างต้น. ฉะนั้น ความผิดพลาดอันอาจมี หรือไม่สมบูรณ์เป็นที่พอใจของท่านผู้สนใจ ย่อม เป็นความบกพร่องของข้าพเจ้า ผู้รับทำงานนี้ แต่ผู้เดียว และถ้าจะมีประโยชน์ใด ๆ เกิดขึ้นทุกสถาน ข้าพเจ้าขอน้อมถวายคุณเหล่านั้นแด่หลวงพ่อ ผู้มี พระคุณหยิบยื่นชีวิตเย็นให้แก่ข้าพเจ้า ด้วยความ เมตตา โดยผ่านทางคำบรรยายชุดธรรมโฆษณ์ เหล่านั้น. และมิได้ให้โดยเฉพาะเจาะจงแก่ผู้ใด หากแต่เป็นการหยิบยื่นให้แก่ทุกคนทั่วโลก. “ เช่นนั้นเอง" ผู้รวบรวม

น.10 (เล่ม ๑) [สัญญลักษณ์ หน้า ข้อ, บ= บรรทัด] ๓/๑ บ.๑๗* ถ้าไม่อดทน ไม่ใจเย็นพอ แม้แต่จะเลือก ธรรมะมาใช้ ก็ทำไม่ถูก. ๔/๒ บ.๑๐ พระพุทธเจ้าไม่เคยแบ่งคำสอนของพระ- องค์ออกเป็นโลกิยะพวกหนึ่ง, เป็นโลกุตตระ พวกหนึ่ง. *๓/๑๐.๑๗ หมายความว่า หน้า ๓ ข้อ ๑ บรรทัดที่ ๑๗

น.11 ๒ ๕/๓ บ. ๑๘ การสังคมชนิดไหนก็ตาม ; ต้องประกอบ ด้วยธรรมะ ที่เป็นความอดกลั้น อดทน ให้อภัย ไม่ยึดมั่นถือมั่น. ๖/๔ บ.๗ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับโลกิย- ธรรมก็ไม่ผิดไปจากเรื่องโลกุตตรธรรม แต่ว่า ลดระดับลงมา ให้พวกฆราวาสปฏิบัติได้โดย สะดวกพร้อมกันไปกับการทำงาน. ก็เลยแนะให้ใช้ "การงานเป็นการปฏิบัติ ธรรม" ไปเสียเลย จะได้ไม่ต้องลำบาก.

น.12 ๓ ๖-๗/๕ บ. ๑๕ บ. ๒๑ ฆราวาสนั้นร้อนเหลือที่จะร้อนอยู่แล้ว ย่อมต้องการโลกุตตรธรรม มากกว่าพวกบรรพ- ชิตที่อยู่ป่า ตามวัดตามวา. มันต้องเป็นหลัก และเป็นความประสงค์ ของพระพุทธเจ้าที่จะให้ฆราวาสรู้เรื่องสุญญตา โลกุตตรานี้. ๙/๖ บ.๑๕, ๒๐ การที่จะมีศรัทธา ขนาดไม่หวั่นไหวใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั้น ต้องมี "ปัญญา" ไม่ใช่ยึดมั่นด้วยอวิชชา ; จึงจะไม่คลอนแคลน มาตั้งแต่รากฐาน.

น.13 ๔ ๑๒/๗ บ. ๒๒ เขาจะถือศาสนาอะไรอยู่ หรือว่าประกาศ ตัวเป็นชาติไหน ภาษาไหนก็ตาม. ถ้าเขาถือหลัก "ไม่เห็นแก่ตัวได้มากเท่าไร เขาเป็นพุทธบริษัท" โดยไม่รู้สึกตัวมากเท่านั้น. ๑๓/๘ บ. ๘, ๑๑ "ธรรมะ" ไม่มีพระ ไม่มีฆราวาส. ใครปฏิบัติเข้าก็ต้องเป็นไปตามกฎของธรรมะนั้น เพราะเหตุนี้ ธรรมะจึงไปมีได้แม้ในฆราวาส. บ. ๑๑ ธรรมะ เป็นกฎของธรรมชาติ ใครมี คน นั้นเป็นพระ เพราะฉะนั้น เป็นพระอยู่ในเพศ ฆราวาสที่บ้านเรือนก็มีเยอะแยะ

น.14 ๕ ๑๖/๙ บ. ๒๑ ถ้าไปพูดแยกกัน เป็นโลกิยะ โลกุตตระ, แล้วสอนฆราวาสให้ยึดมั่นในนั่น นี่ หนักเข้า ; อย่างนี้ทำลายพุทธศาสนายิ่งกว่าคอมมิวนิสต์. คอมมิวนิสต์จะทำลายได้ก็เพียงแต่เปลือก ของศาสนาเท่านั้น แต่พวกพุทธบริษัทกันเองที่ สอนผิด ๆ นี้ ทำลายหัวใจของพุทธศาสนาหมด เลย. จงระวังให้ดี .. ๑๙/๑๐ . ๖ ทางรอดมีอยู่ว่า ทุกคนนี้พยายามศึกษา จริง ๆ ปฏิบัติจริง ๆ ได้ผลจริง ๆ รู้ด้วยตนเองจริง ไม่ต้องเชื่อคนอื่น นั่นแหละจะเอาพุทธศาสนา ไว้ได้.

น.15 ๖ ๒๑/๑๑ บ.๗, ๑๒ นิพพานก็คือ หมดร้อนด้วยไฟกิเลส. บ. ๑๒ อย่าให้ตัวเอง สร้าง "นรก" ขึ้นใส่ "ใน ใจตัวเอง" นี้ก็เรียกว่า เป็นคนนิพพาน. เรามีความจำเป็นที่จะต้องการนิพพานอยู่ ตลอดเวลา. ๒๕/๑๒ บ. ๕, ๘ เรื่องสุญญตาไม่ใช่เรื่องศีลธรรม และ ไม่ใช่เรื่องปฏิวัติสังคม. บ. ๘ เรื่องยึดมั่นถือมั่นนี้ต้องเรียน โดยมุ่ง "ดู" ให้รู้จักตัวความยึดมั่นถือมั่นเสียก่อน.

น.16 ๗ ๓๒/๑๓ บ. ๒๐ เรื่องธรรมะทั้งหมด ก็ข้อก็ประเด็น กี่พัน กี่หมื่นข้อ ก็เรียกว่า เกี่ยวข้องกับ ตัวกู - ของกู ทั้งนั้น. แม้เป็นเรื่องวินัยทั้งหลาย ก็เกี่ยวกับ ตัวกู - ของกู แต่ว่าไม่ได้มุ่งหมายโดยตรง. ส่วนธรรมะนี้มุ่งหมายโดยตรง ที่จะกำจัด สิ่งที่เรียกว่า ตัวกู - ของกู นั้นเสีย. ๓๓/๑๔ บ. ๖ นี่คือ Formula หรือกฎอันหนึ่ง ที่จะต้อง จำไว้ว่า ความทุกข์ทั้งหลาย ปัญหายุ่งยากทั้งหลาย ที่เรียกว่า "ความทุกข์" นี้ มันมีมูลมาจากสิ่งที่ เรียกว่า ตัวกู - ของกู. สิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู - ของกู" นี้ ก็มิได้มี อยู่จริง, เป็นเพียงความคิดปรุงแต่ง.

น.17 ๘ ๓๔/๑๕ บ. ๓ มีหลักอันหนึ่งเป็นสูตรว่า "ทุกสิ่ง ใคร ๆ ไม่ควรสำคัญมั่นหมายว่าเป็น ตัวกู - ของกู" คำว่า "ทุกสิ่ง" นี้ มันทุกสิ่งเอาเสียจริง ๆ ไม่ยกเว้นอะไรเลย; จะเป็นรูปธรรม นามธรรม เป็นการประพฤติปฏิบัติ กระทั่งเป็นนิพพานใน ที่สุด. ๓๕/๑๖ บ. ๒ "ร่างกาย" มีหน้าที่ให้จิตใจอาศัย, "จิต ใจ" ก็มีหน้าที่คิด, แล้วมันก็คิดไปตามเหตุตาม ปัจจัยที่ทำให้มันคิด. เมื่อไม่มีความรู้ ก็คิดไป ตามความไม่รู้ แล้วก็เกิดเป็นความสำคัญมั่นหมาย เป็น “ตัวกู -ของกู" ขึ้นมา.

น.18 ๙ ๓๖/๑๗ บ.๒,๕ ถ้าถามว่า นิพพานคืออะไร ? ก็คือความ ดับแห่ง ตัวกู - ของกู. "จิต" ตามธรรมดาไม่ได้มี ตัวกู-ของกู มันก็ไม่ทุกข์; พอเกิดการปรุงแต่งเป็นพฤติ ของจิตขึ้นแล้ว, เกิด "ตัวกู -ของกู" แล้ว ก็ "รู้สึกเป็นความทุกข์" ๓๖/๑๘ บ.๑๗, ๒๑ เดี๋ยวนี้เรากำลังมีปัญหา ที่ว่า "ตัวกู - ของกู" มันกำลังจัดมาก, เป็นไปรุนแรงมาก ; มันจึงเป็นเหมือนกับว่า เป็นยักษ์เป็นมาร ขบ กัด เคี้ยว กิน "จิตใจ" ของมนุษย์อยู่.

น.19 ๑๐ บ. ๒๑ เพราะปัญหามันอยู่ที่ตัวนี้, ความทุกข์อยู่ ที่ตัวนี้, การได้ การเสีย มันก็อยู่ที่ตัวนี้. ถ้าไม่มีตัวนี้แล้ว ไม่มีการได้ ไม่มีการเสีย มันเป็น "กระแสธรรมชาติล้วนๆ" ไปหมด. ๔๐/๑๙ บ. ๖, ๑๓ เวลาไหนเรารู้สึกสบายที่สุด จิตใจไม่เคย มีความทุกข์เลย, เวลานั้นเป็นเวลาที่ว่างจาก ตัวกู - ของกู. บ. ๑๓ แม้ไม่ได้อาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่ อาศัยใจล้วนๆ มันก็คิดนึกปรุงไปได้ จนมีความ ทุกข์ได้เหมือนกัน.

น.20 ๑๑ ๔๑/๒๐ .๖ การประพฤติปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่า ประพฤติพรหมจรรย์นั้น เป็นไปเพื่อความวิมุตติ หลุดพ้นจากตัวกู - ของกู. ๔๒/๒๑ บ. ๓ ทุกเรื่องมันมาจากจุดศูนย์กลาง หรือนิว- เคลียส (Nucleus) หรืออะไรก็ตาม อยู่ที่ตัวกู - ของกู. ออกไปทางนี้ก็เป็นทุกข์, ออกไปทาง ตรงกันข้าม จึงจะดับทุกข์. บ.๗ จึงเรียกเรื่องทุกเรื่องที่เกี่ยวกับตัวกู-ของ กูนี้ว่า ธรรมปาฏิโมกข์. บ. ๑๖ รู้เรื่องนี้แล้ว จะได้อะไรขึ้นมา? ก็ได้ ความรู้ที่จะดับทุกข์.

น.21 ๑๒ แล้วทำให้ดับทุกข์ได้โดยวิธีใด ? ก็ปฏิบัติ ไป, ปฏิบัติไปตามความรู้นั้นอย่างถูกต้อง. บ.๑๙ นี่คือศีลธรรมด้วย, ปรมัตถธรรมด้วย. ๔๓/๒๒ บ. ๒๒ ละกิเลสไม่ได้ ไปนิพพานไม่ได้. นี้เป็น ปัญหาทางปรมัตถธรรม. ๔๔/๒๓ บ. ๖, ๙ ศาสนานี้ล้วนแสนจะดีกันทุกศาสนา ต่าง มุ่งทำลาย ตัวกู - ของกู กันทุกศาสนา. แม้กฎหมายทั้งหลายก็มุ่งหมายจะทำลาย หรือสะกัดกั้นความลุกลามของสิ่งที่เรียกว่า ตัวกู- ของกู.

น.22 ๑๓ ๔๔/๒๔ บ. ๒๔ ศีลธรรมที่เก่าแก่ที่สุด และเป็นรากฐาน ที่สุดก็คือเรื่องศีล ๕ นั่นแหละเป็นเรื่องตลอดกาล ตั้งแต่ต่ำที่สุด จนถึงสุดท้ายเลย. ๔๖/๒๕ บ. ๔, ๙ เมื่อไม่ผิดในศีลทั้ง ๕ นี้แล้ว แต่ยังมี ความทุกข์อยู่ นี้เพราะว่าไปยึดถืออื่น ที่มันยิ่งขึ้น ไป ก็ต้องมีความทุกข์เพราะยึดถือ. บ. ๙ "ไม่เห็นแก่ตัวอย่างสูงสุด" นั้นคือว่า "ไม่มีตัว" เสียเลย. นี้คือเรื่องอนัตตา เรื่องไม่มี อหังการ ไม่มีมมังการ, ไม่มีอัตตาตัวตน บุคคล เรา เขา. นี่มันจบที่นี่.

น.23 ๑๔ ๔๖/๒๖ บ. ๑๓ อสุสมิมานสฺส วินโย เอตํ เว ปรมํ สุขํ - นำออกเสียได้ ซึ่งความสำคัญว่า "ตัวเรามี อยู่" นั่นแหละเป็นสุขอย่างยิ่งเว้ย. จำบทดี บทประเสริฐ ฝ่ายประเสริฐที่สุด ของเรื่อง ตัวกู - ของกูไว้อย่างนี้ บทนี้ควรจะจำ ไว้ตลอดชีวิต. ๕๔/๒๗ ถ้าเรายอมเป็นผู้ฟัง นั่นมันก็เป็นการย่ำยี กิเลสของเราทันที, เพราะการยอมนั้นทำให้มี ตัวตนน้อยลง มีตัวกูน้อยลง ; ไม่ต้องเรียนรู้ อะไรอื่น ไม่ต้องมีความรู้อย่างอื่น ทำให้มีตัวตน น้อยลงนี้แหละ คือความประเสริฐสูงสุด

น.24 ๑๕ ๕๔/๒๘ ขณะใดเราทำให้ตัวตนถูกกดลงไป นี้เป็น เวลาที่ดี เป็นเวลาที่ประพฤติธรรมที่ดีที่ถูก. ขณะใดที่เราสนับสนุนให้ตัวกูเด่นโด่งขึ้น มา นั่นคือเวลาที่เลวที่สุด ที่ไม่ปฏิบัติธรรมเลย, ขณะนั้นก็เป็นคนบ้าที่สุด ยิ่งกว่าคนบ้าที่เที่ยว เพ่นพ่านเสียอีก. ๕๗/๒๙ บ.๑๒ พุทธศาสนาที่แท้ไม่ใช่เถรวาทและไม่ใช่ มหายาน ; แต่เป็นข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง ที่ทนต่อ การพิสูจน์ในตัวการปฏิบัตินั้น. แล้วสรุปกล่าวลงไปในข้อที่ว่า ไม่มีตัวตน ไม่มีของตน. พูดถึงแต่การปฏิบัติที่ทำให้ หมดความ สำคัญมั่นหมายว่าตัวตน ว่าของตน

น.25 ๑๖ ๖๐/๓๐ บ. ๑๔ ผู้ที่มีความเห็นว่า "ยอมแพ้เป็นผู้ชนะ" หมายความว่า ชนะตัวกู, ชนะตัวกู ก็คือชนะ ตัวเอง, ชนะกิเลส. ผู้ที่ชนะกิเลส ชนะตัวกูได้แล้วสามารถ ทำประโยชน์ให้แก่ทุกฝ่ายได้ ถ้า "ตัวกู" กับ "ตัวกู" ลุกขึ้นมากัดกัน ก็คือทำลายกันทุกฝ่าย. สันติภาพในโลกมีไม่ได้ ก็เพราะความ ไม่ยอมกัน. ๖๓/๓๑ บ. ๒๐ ศาสนาพุทธสอนให้ยอม ให้ปล่อย ให้วาง ให้ไม่มีตัวตน ให้ไม่มีตัวกู ให้ว่าง, ให้มีความ

น.26 ๑๗ รู้สึกที่ว่า ไม่มีตัวฉัน สอนให้ใจรู้สึกว่า ไม่มีตัว ฉัน, ปากก็พูดในทางที่ว่าไม่มีตัวฉัน ไม่เป็น ตัวฉัน, ไม่มีตัวฉันที่จะไปทำอันตรายผู้อื่น. คำว่า "ฉัน" ที่พูด ก็พูดไปตามสมมติ ; แต่ในใจต้องไม่มีตัวกู ไม่มีตัวฉัน, ของของกู บ้านของกู แม้จะมีทรัพย์สิน มีเงินมีทอง ก็เป็นของธรรมชาติ ; เราเป็นเพียงผู้จัดการ ชั่วคราวก็ทำไป ตามที่จำเป็นจะต้องทำ สิ่งทั้ง หลายทั้งปวง ตลอดทั้งหมดทั้งสิ้น ต้องเป็นของ ธรรมชาติ.

น.27 ๑๘ ๖๔/๓๒ บ.๑๒, ๑๔, ๒๐, ๒๒ บ. ๑๒ เรื่องการมีวัตถุ ทรัพย์สินภายนอกนั้น ยังไม่ร้ายมาก ยังพอเห็นได้. บ. ๑๔ แต่เรื่อง "ตัวกู" นี้ลำบาก มันเห็นยาก. บ. ๒๐ แม้พวกพรหม ที่ว่าบริสุทธิ์อย่างยิ่งแล้ว ไม่มีกิเลสหยาบ ๆ กันบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีตัวกู การยอมเสียสละ "ตัวกู" ชั้นสุดท้ายนี้ ไม่ยอม เสียสละ. บ. ๒๒ ถ้าสละสิ่งนี้ ก็กลายเป็นพระอริยเจ้าไป ถ้าไม่เสียสละสิ่งนี้ แม้จะวิเศษสูงสุดอย่างไร มันก็กลายเป็นปุถุชนไป.

น.28 ๑๙ ๖๕/๓๓ บ. ๗, ๑๕ บ. ๗ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า : เมื่อใดไม่มี ใครสนใจเรื่องสุญญตา เมื่อนั้นเนื้อแท้ของพุทธ- ศาสนาหมด. บ.๑๕ ผู้ที่ประกาศตัวเป็นพุทธศาสนิกเอง แล้ว มาสอนไม่ให้สนใจเรื่องสุญญตา คนนั้นทำลาย หัวใจของพระพุทธศาสนาไม่มีเหลือ, เหลือแต่ เปลือก. ๖๖/๓๔ บ. ๘ แม้ฆราวาสก็ต้องทำนิพพานให้แจ้งด้วย เหมือนกัน. แต่เป็นไปในความหมายที่ต่ำลงมา สำหรับฆราวาส คือเย็นไว้ก็แล้วกัน. ดังที่ตรัสว่า ผุฏฐิสฺส โลกธมฺเมนิ - เมื่อ โลกธรรมกระทบแล้ว อย่าหวั่นไหว.

น.29 ๒๐ ๖๘/๓๕ บ. ๑๗ อย่ากลัวเรื่องสุญญตา เรื่องอนัตตา ; ถ้ารู้จักมันแล้ว ไม่ได้ทำให้เราไม่ทำอะไร หรือ ไม่ทำอะไร ไม่หาอะไร ไม่ขวนขวายอะไร ; แต่กลับจะทำให้เราทำ และขวนขวายถูกวิธีด้วย ไม่เป็นทุกข์ด้วย, ได้ผลดีด้วย. ๖๙/๓๖ บ. ๑๓ ถ้ามีปัญหาเหลืออยู่เพียงปัญหาเดียวมัน สบาย ก็คือ ไม่มีตัวกูที่จะยกหูชูหาง ปัญหาเดียว เมื่อทำอันนี้ได้ อันอื่นก็ทำได้หมด มันทำได้ไป ในตัวหมด.

น.30 ๒๑ ๗๐/๓๗ บ.๑๑ ศึกษาให้เข้าใจเรื่องสุญญตา - เรื่อง "ไม่ มีตัวกู" นี้ก็แล้วกัน เข้าใจได้ก็เป็นการเรียน ปรัชญายอดสุด. ไม่ต้องไปเรียนข้อธรรมะ แยก แยะเป็นแขนงละเอียด ซึ่งให้ชื่อเฉพาะแต่ละ แขนงอย่างนั้น อย่างนี้มากมาย. ๗๐/๓๘ บ.๑๘ พุทธศาสนาเป็นปรัชญาประเภทสุญญวาท ; เป็นความว่าง ไม่มีตัวตน. ถ้ามีตัวตน มีอัตตา มีอาตมัน นี้จะเป็นอสุญญวาทของพวกฮินดูไป. พุทธศาสนาเป็นขณิกวาท เพราะบัญญัติ สิ่งใดสิ่งหนึ่งชั่วขณะจิตเท่านั้น. ส่วนศาสนาที่ เป็นอขณิกวาท เป็นพวกที่มีตัวตน, ถาวรตลอด กาล.

น.31 ๒๒ พุทธศาสนาเป็นพวกวิภัชวาท คือแบ่ง แยกออก ซอยออก เป็นส่วน ๆ ไปหมด ไม่มี ตัวตนเหลือ. ส่วนผู้อื่นเขาไม่เป็นวิภัชวาท, เขา ไม่แบ่ง, เขาว่าเป็นตัวตน เป็นอัตตา เป็นอาตมัน แบ่งไม่ได้. ๗๑/๓๙ บ.๑๒ ถ้าศึกษาปฏิบัติ เพียงนั่งระวังจิต ไม่ให้ ความคิดประเภท "ตัวกู” เกิดขึ้นในใจได้; นั่น คือทำได้ดีที่สุด ทำถูกที่สุดแล้ว, เป็นผู้ไม่ ประมาทที่สุด, เป็นผู้ทำอย่างรีบด่วนที่สุดแล้ว. ๗๑/๔๐ บ.๑๙ อภิธรรมยอดสูงสุด อยู่ตรงที่ว่าง ไม่มี ตัวตนนั่นแหละเป็นอภิธรรมแท้.

น.32 ๒๓ ๗๒/๔๑ บ.๑๒ ฆราวาสนั่นแหละ เป็นคนที่มีทุกข์มาก จึงต้องสนใจเรื่องความดับทุกข์โดยรีบด่วน โดย แท้จริง ด้วยการปฏิบัติให้ถูกฝาถูกตัว. ความดับทุกข์นี้ก็คือ เรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น. ๗๔/๔๒ บ.๒ พวกที่สนใจปฏิบัติธรรมตามคำสอนของ พระพุทธศาสนา ควรจะเร่งปฏิบัติให้เหลือเพียง เรื่องเดียว ซึ่งอยู่ในลักษณะที่พอจะปฏิบัติไหว คือ ระวังตัวกู อย่าให้โผล่ออกมา. ทั้งวันทั้งคืน ระวังแต่ตัวกู อย่าให้โผล่ ออกมาในจิตใจ, อย่าให้โผล่ออกมาในห้วงนึก ของจิตใจ.

น.33 ๒๔ ๗๕/๔๓ บ. ๙ วินัย คือระเบียบบังคับเข้าไปจากภายนอก เพื่อให้ตัวกูมันเหือดแห้งไป. ส่วนธรรมะนั้น เขาใช้วิธีตัดรากถอนโคนออกมาจากข้างใน เพื่อ ให้ตัวกูมันเหือดแห้งหายไป .. ข้างนอกก็ยื่นเข้าไป ข้างในก็ยื่นออกมา "ตัวกู" มันก็หายไปหมดจากสันดาน. ๗๕/๔๔ บ.๑๙ ความเคยชินนี้ต้องขูดเกลา, ที่ว่าขูดเกลา ให้บางไปๆ นี้คือเป็นอยู่โดยชอบ. อยู่โดยชอบ คือ เป็นอยู่อย่าให้ตัวกูเกิด ขึ้นได้ในความรู้สึก. ถ้ายังละหรือขุดเกลาความเคยชินออกไป ไม่ได้หมด ยังเกิดขึ้นมาได้ ก็ไม่เป็นไร เกิดขึ้น มาก็รีบทำลายทันที.

น.34 ๒๕ ๗๖/๔๕ บ.๑๙ ถ้าเดี๋ยวนี้ ที่นี่ เวลานี้ ทำให้ไม่มีกิเลส, ไม่มีตัวกู - ของกูเถิด, ชาติหน้าชาติไหนก็ดีหมด หรืออาจจะสิ้นสุดลงเสียแค่ชาตินี้ด้วยซ้ำไป ไม่มี ชาติอื่นอีกต่อไป. ๗๗/๔๖ บ.๙ เรื่องชาตินี้ ชาติหน้า เป็นเรื่องยาก และ ก็มีเรื่องเดียวเท่านั้น. ซึ่งเป็นเรื่องยาก ลึกถึง ขนาดที่พระพุทธเจ้าคิดจะไม่สอนเสียแล้ว. ๘๐/๔๗ บ. ๕, ๙ พระพุทธเจ้าท่านถือว่า เรื่องของความว่าง นี้เป็นเนื้อหนัง เป็นเนื้อตัวของพุทธศาสนา. บ. ๙ เรื่องสูญเปล่านี้คือ ว่าง ของพวกอื่นที่เป็น มิจฉาทิฏฐิพูด.

น.35 ๒๖ ส่วน "ว่าง ที่ไม่ใช่สูญเปล่า" คือ เพียง ว่างจากความรู้สึกว่า "เรา" ว่า "ของเรา" เท่านั้น. นี้คือ ว่างของพระพุทธเจ้า. ๘๐-๘๑/๔๘ บ. ๙, ๑๘ เรื่องว่างนี้ เราพูดเสียใหม่ เราพูดไม่ให้ กำกวมก็ได้ คือพูดว่า "ทุกสิ่งไม่มีอะไรที่ควร ถือว่า เป็นตัวเราหรือเป็นของเรา" . บ. ๙ พูดอย่างนักกฎหมายหน่อยก็ว่า "ทั้งหมด ไม่มีอะไรที่ควรสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวเรา ว่า เป็นของเรา" . "ว่าง" คำที่หนึ่งก็คือ โลกว่าง. "ว่าง" คำที่สองก็คือ จิตว่าง.

น.36 ๒๗ ๘๓/๔๙ บ. ๔, ๑๐ โลกว่าง คือทุกสิ่งทุกอย่างว่าง เพราะ ไม่มีอะไรจะเป็นตัวเราหรือของเราได้. จิตว่าง เพราะจิตรู้ความจริงข้อนั้น, แล้ว ไม่รู้จะถือเอาอะไรว่าเป็นตัวเรา, หรือของเรา, มันเลยอยู่ว่างเฉย ๆ เสีย. คงจะทำอะไรไปตาม หน้าที่ของจิต ของกาย ของอะไร ตามเรื่องของ สิ่งนั้น ความสำคัญมั่นหมายว่า "ฉัน, ของฉัน" นั้นไม่มี เรียกว่า จิตว่าง. บ. ๑๐ เอาเรื่อง "โลกว่าง" กับเรื่อง "จิตว่าง" นี้มารวมกันเข้า เป็นเรื่อง "ความว่างโดย สมบูรณ์" ที่เรียกว่า สุตตันตะที่เนื่องเฉพาะด้วย สุญญตา.

น.37 ๒๘ ๘๔/๕๐ บ. ๑๘ "ยึดถือ" ก็คือจิตไปยึดเป็นตัวตน มีตัวกู ขึ้นมา เรียกว่า มีความยึดถือแล้ว แล้วก็มีความ รู้สึกได้ตามเหตุการณ์ที่มีอยู่ในขณะนั้น. สองอย่างนี้ที่สังเกตได้ง่ายที่สุดคือ ความ รู้สึกที่ไปรักอะไรเข้า หรือไปเกลียดอะไรเข้า. ๘๕/๕๑ บ. ๒๑ ไม่มีตัวกู ก็ทำอะไรได้เหมือนกัน คือ จะทำไปตามความรู้สึกที่ไม่ใช่ตัวกูนั่นแหละ ไม่ ใช่ต้องเป็นพระอรหันต์จึงจะทำได้. ๘๖/๕๒ บ. ๙ พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ทำงาน ไม่ใช่ เพื่อกิเลส นั่นแหละคือทำงานเพื่องาน, ทำงาน เพราะมีสัมมาทิฏฐิ.

น.38 ๒๙ บ. ๑๓ สัมมาทิฏฐินั่นเอง บอกว่า สังขาร นามรูป นี้ มีหน้าที่จะต้องเคลื่อนไหว, ต้องทำต้องอะไร ตามสมควร ; เพื่อบริหารร่างกายบ้าง เพื่ออะไร มันก็เป็นหน้าที่ ; แม้แต่จะเอามากินมาใช้ มา เลี้ยงชีวิตร่างกายนี้ ก็เป็นหน้าที่. ๘๙/๕๓ บ.๔ ในบาลีในพระพุทธภาษิตนั้น เป็นภาษา พูดที่เป็นธรรมดาที่ว่า ทำโดยไม่ต้องมีผู้ทำ, การ ทำก็ทำไปแล้วแต่ผู้ทำหามีไม่, การเดินก็เดินเสร็จ ไปแล้วถึงแล้ว ; แต่ตัวผู้เดินหามีไม่; อย่างนี้ มีแยะไปหมด.

น.39 ๓๐ ๙๒/๕๔ บ. ๒๐ การงานเป็นการเรียนที่แท้จริง. ถ้าไม่มี การงานจะไม่มีหนทางที่จะเรียนอย่างยิ่ง ที่เกี่ยว กับกิเลสว่า ตัวกู - ของกูนี้. ๙๓/๕๕ บ.๑๖ ถ้าเข้าใจได้พร้อมกันหมดว่า เป็นอยู่ด้วย จิตว่างก็ได้, ทำงานด้วยจิตว่างก็ได้แล้ว อันนั้น แหละคือการปฏิบัติธรรม. ไม่ต้องแยกไปปฏิบัติ ธรรมที่วัด หรือโอกาสอื่น. การทำงานนั่นแหละ คือโอกาสที่จะเกิด ตัวกู - ของกู ได้มาก.

น.40 ๓๑ ๙๓-๙๔/๕๖ บ. ๒๐, ๒ ตัวกู เรื่องโลก เรื่องรักนี้ก็ยังไม่แรงเท่า ตัวกูเรื่องไม่ยอม ตัวกู ที่ทำให้โกรธ ให้เกลียด นี้ยังไม่แรงเท่าตัวกูที่ทำให้ไม่ยอม ไม่ยอม แม้ว่า ไม่โกรธแล้ว ก็ยังไม่ยอม, เป็นตัวโมหะชนิดลึก มันเกิดง่ายที่สุด เมื่อเกี่ยวข้องกันระหว่างบุคคล. ถ้าชนะตัวกูขนาดโมหะนี้ได้ ก็ย่อมจะ ชนะตัวกูขนาดอื่นได้. ๙๔-๙๕/๕๗ บ. ๒, ๑๘ ความไม่ยอมนี้ละยาก. เป็นปัญหาที่ ลำบาก; นี่เขาเรียกไว้โดยเฉพาะว่า อหังการ มมังการ เป็นกิเลสใหญ่ กิเลสประธาน, กิเลส ที่ว่าเป็นปัญหาของทั้งหมด เกิดขึ้นมาทีไรละก็ แปลว่าสูงสุดเลย เต็มที่อยู่ตลอดเวลา ทั้งหลับ ทั้งตื่น.

น.41 ๓๒ ๙๕/๕๘ บ. ๖, ๑๐ ความไม่ยอม ซึ่งเป็นกิเลสใหญ่นี้ เกิดขึ้น ต่อเมื่อมีอารมณ์มากระทบ, เกิดได้อย่างไม่ทันรู้ และเกิดได้ง่ายที่สุด เกิดได้เร็วที่สุดในวันหนึ่ง ๆ. บ. ๑๐ ที่นี้มันเกิดเสียจนเคยชินเป็นนิสัย มันก็ ยิ่งละยากมากขึ้นอีก จนมีคำกล่าวว่า ต้องใช้เวลา นานหน่อย ขนาดบำเพ็ญบารมีมาก ปฏิบัติมาก ๆ เท่านั้น จึงจะละสังโยชน์ ละอนุสัย คือความ เคยชินเหล่านี้ได้. ๙๕/๕๙ บ.๑๖ ขอให้พิจารณาศึกษาอยู่ตลอดเวลา ที่ทำ การงานอยู่นั้น. ถ้าศึกษาอยู่อย่างนี้ ก็พอถม

น.42 ๓๓ ไปแล้ว, พอแล้ว ไม่ต้องไปเรียน ไม่ต้องไป ปฏิบัติที่ไหน. ไม่มีอย่างอื่นที่มีผลดีกว่านี้, ไม่มีการทำ อย่างอื่นที่ดีกว่าในการทำการงานนี้. ๑๐๓/๖๐ บ. ๑๒ ที่จริง ความเป็นพระไม่ได้อยู่ที่เป็นฆราวาส หรือเป็นบรรพชิต ; แต่อยู่ที่ว่างได้มากหรือว่าง ได้น้อย. ใครว่างได้มาก คนนั้นก็เป็นพระ, ใครว่างได้น้อยก็เป็นฆราวาส ; ส่วนกินอยู่ นุ่งห่ม ไม่ถือเอาเป็นประมาณ. ๑๐๓-๔/๖๑ บ. ๒๐, ๗ หัวใจของพุทธศาสนาคือ สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย - ไม่มีอะไรที่ควรสำคัญมั่น- หมายว่าตัวเรา หรือของเรา.

น.43 ๓๔ บ.๗ แต่ก็อยู่ในโลกนี้ด้วยมีทุกสิ่ง ๆ ที่มีอยู่ใน โลกนี้ โดยไม่มีความสำคัญมั่นหมายอะไรว่าเป็น ตัวเรา หรือของเรา. ๑๐๔/๖๒ บ. ๙ ถ้าถามว่า ไม่มีความสำคัญมั่นหมายแม้ กระทั่งชีวิตหรือ ; ก็บอกว่า แม้กระทั่งชีวิต เรา ก็จะไม่สำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวเรา หรือเป็น ของเรา. พุทธศาสนามีดีอยู่ตรงไหนเล่า ? ดีอยู่ที่ ไม่มีความทุกข์เลย, ไม่มีการเบียดเบียนตัวเอง ไม่มีการเบียดเบียนผู้อื่น.

น.44 ๓๕ ๑๐๔/๖๓ บ. ๑๖ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, ทาน ศีล ภาวนา ก็รวมอยู่ในข้อความที่ว่า "ไม่สำคัญมั่น หมายว่าอะไรเป็นตัวเรา - ของเรา". แล้วก็จะ ไม่ลักไม่ขโมย ไม่ทำอะไรที่เป็นการขาดศีลได้ ; อยู่เฉย ๆ ไม่มีขาดศีลเลย, อยู่ในลักษณะที่ไม่ต้อง รู้ศีล โดยไม่มีขาดศีลเลย. หยุดสงบไม่ฟุ้งซ่านดีแล้วเพราะเหตุนี้ แล้วก็รู้ข้อนี้ คือรู้ความจริงทั้งหมดอยู่แล้ว. ๑๐๕/๖๔ บ. ๑๔ ใครจะว่าอย่างไรก็ตามใจใคร แต่เราว่า "เมื่อใดจิตว่างนิพพานอยู่ในจิตนั้น, เมื่อใดจิตวุ่น สังสารวัฏฏ์อยู่ในจิตนั้น; ใครไม่เข้าใจแล้วก็ ตามใจเขา.

น.45 ๓๖ ๑๐๖/๖๕ บ. ๒ นอกจากเรื่อง "จิตว่าง" นี้ อย่างไรเสียก็ อย่าลืมว่า "ไม่มีอะไรที่ควรสำคัญมั่นหมายว่าเป็น ตัวเราหรือของเรา. บ. ๖ จุดหัวใจของศาสนาพุทธในรูป positive ก็ว่า "เป็นอยู่โดยจิตใจไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร" พุทธศาสนาสอนให้คนทุกคนมีชีวิตอยู่โดย จิตใจที่ฟรี ที่เป็นอิสระ ไม่ตกอยู่ภายใต้ความ ผูกพัน หรือความบีบคั้น หรือความผูกรัดของ สิ่งใด. ๑๐๙/๖๖ ม. ๔ พระอรหันต์ทั้งหลาย ที่ท่านรู้. ท่านจะรู้ โดยวิธีใด โดยคำพูดข้อไหน ส่วนไหนก็ตาม,

น.46 ๓๗ ใจความเหมือนกันหมด คือ ท่านรู้ตรงที่ว่า : "ไม่ มีอะไรควรสำคัญมั่นหมายว่า ตัวกู - ของกู" นี้. คำสอนตอนไหน, ในพระไตรปิฎก ใจ ความก็อยู่ที่นี่, พอสังเวชเกิดขึ้นในข้อนี้เท่านั้น แหละ บรรลุ มรรค ผลได้. ๑๑๕/๖๗ บ. ๖, ๑๓ "ความจริง" ที่ไม่จำเป็น หรือไม่เกี่ยวกับ ความดับทุกข์นั้น เรียกว่าไม่ใช่เงื่อนต้นของ พรหมจรรย์ แต่ความจริงที่เป็นเรือนต้นของพรหม จรรย์ดับทุกข์ได้. บ. ๑๓ ธรรมะ ที่เป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์นี้ เป็นระบบที่ดีที่สุด สำหรับดับทุกข์. แล้วอย่าไปมองให้มันเป็นสิ่งที่ควรยึดมั่น ถือมั่น หรือว่าจริง จนยึดมั่นถือมั่น.

น.47 ๓๘ ๑๑๖/๖๘ บ.๘, ๑๓, ๑๗, ๒๑ บ. ๘ ถ้าพูดว่าจริง ก็จริงด้วยกันทั้งหมด ตั้งแต่ กิเลสถึงนิพพาน. บ. ๑๓ ถ้ากิเลสตัณหาเป็นของจริงได้ อวิชชาก็ เป็นของจริงได้. "จริง" นี้ มีความหมายไกล ไกลมาก จนไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ของจริง. บ.๑๗ นิพพานเป็นของจริง พร้อมกับกิเลส ตัณหาเป็นของจริง. เป็นคนละอย่างในทางสมมติ แต่เป็นของจริงอย่างยิ่งในทางปรมัตถ์ เสียยิ่งกว่า ปรมัตถ์, ปรมัตถ์แห่งปรมัตถ์. บ. ๒๑ ปรมัตถ์นั้นจริงอย่างนี้. มีอะไรที่เป็น อย่างเดียวกันหมดอย่างนี้, จนเห็นว่าไม่มีอะไร

น.48 ๓๙ ต่างจากอะไร เพราะว่าเป็นของจริง เป็นธรรม เป็นธรรมชาติด้วยกันเสมอกัน, เป็นอนัตตา สุญญตาเสมอกัน. ๑๑๗/๖๙ บ. ๑๕ ทุกอย่างว่าง. นิพพานก็ว่างอย่างยิ่ง, กิเลสก็ไม่ใช่ตัวตนและว่างจากตัวตนอย่างยิ่ง และ เป็นมายาอย่างยิ่ง. อย่างนี้ฟังไม่ถูกก็ไม่เข้าใจ หรือเป็น มิจฉาทิฏฐิไป. ถ้าฟังถูกก็มีประโยชน์ เห็นว่าทุกอย่าง จริง เป็นอนัตตา สุญญตาจริงหมดทุกอย่าง. จึงเป็นของมายา ไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่นว่าเรา ว่าของของเรา แม้แต่นิพพาน.

น.49 ๔๒ ๑๑๙/๗๓ บ.๙ อย่าพูดว่ามันจริง อย่าพูดว่ามันเท็จดีกว่า ; พูดว่า อะไรจริงเข้าส่วนหนึ่ง, อะไรเท็จเข้าส่วน หนึ่ง ก็คือ "ความไม่รู้". "ความไม่รู้" แสดงตัวออกมาแล้ว. แสดง "ไม่รู้" แล้ว !. ๑๒๐ / ๗๔ บ. ๔ ถ้าแยกว่า คนอยู่ในโลกต้องยึดมั่นถือมั่น อย่างนี้ก็คือสอนให้เขาฆ่าตัวตาย. อยู่ในโลก หรือต้องการที่จะไปนอกโลก ตลอดเวลานี้ ต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น จึงจะไม่เป็น การจับตัวเองเผาให้เร่าร้อน. "ยึดมั่นถือมั่น" เมื่อไร ก็เป็นสัตว์นรก เมื่อนั้น.

น.50 ๔๓ ๑๒๑/๗๕ บ. ๕, ๗, ๒๐ บ.๕ เ รื่องปฏิบัติธรรม เพื่ออยู่โดยไม่เป็นทุกข์ นี้ ได้ยืนยันแล้วยืนยันอีกว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่น" นั้นเป็นหลักพระพุทธศาสนาเพียงข้อเดียว. บ.๗ ธรรมะข้อนี้ก็ยืดหยุ่นให้ได้ สะดวกแก่ คนทุกคน แก่คนทุกชั้น. บ. ๒๐ ยึดมั่นน้อยลงเท่าไร สติปัญญาก็มากขึ้น เท่านั้น. เพราะเป็นของตรงกันข้าม. ๑๒๒/๗๖ บ. ๖, ๑๑, ๑๘ บ. ๖ ถ้าจะไม่ให้มีความทุกข์ชนิดที่ต้องร้องไห้ บ่อย ๆ ก็ต้องศึกษาเรื่อง ให้ความยึดมั่นมัน น้อยลง.

น.51 ๔๔ บ.๑๑ ให้จำไว้ว่า รู้จักทำแต่วิธีที่มีแต่คุณ คือ ไม่มีโทษ : ก็คืออย่ายึดมั่นถือมั่นทั้งในคุณและ ทั้งในโทษ. มีสติปัญญาประจำใจอยู่อย่างนี้, อย่าไป เชื่อใคร. บ.๑๘ เราต้องเป็นอิสระเปิดโล่งอยู่เสมอ ไม่ ยึดมั่นในสิ่งใด. ๑๒๔/๗๗ บ.๖, ๑๖ บ.๖ นิพพานนั้นต้องอยู่ที่ความทุกข์, ต้องอยู่ ในโลก ต้องดับทุกข์ในโลก. ขอให้เข้าใจว่า "อยู่ในโลก" กับ "ไป นิพพาน" นั้น แยกกันแต่เพียงว่า "ทุกข์" และ "ดับทุกข์" เท่านั้น.

น.52 ๔๕ คนอยู่ที่ไหน โลกก็อยู่ที่นั่น, นิพพานก็ อยู่ที่นั่น คืออยู่ที่คน อยู่ที่ในคน. บ.๑๖ ร่างกายที่มีชีวิตเป็น ๆ อยู่ มีสัญญาและใจ คือ มีความรู้สึกอยู่นี้ มีกิเลส มีนิพพาน มีความ ทุกข์ มีเหตุให้เกิดทุกข์ มีวิธีให้ดับทุกข์ด้วย. ๑๒๕/๗๘ บ. ๒๑ การไม่โกรธ การให้อภัย การดับความ ร้อนในใจ การคิดว่า "ช่างมันเถิดเป็นไปตาม กรรม" อะไรเช่นนี้ ล้วนแต่ว่า ตัดความทุกข์ โดยวิธีที่ให้ออกไปได้ง่าย ๆ เรียกว่า วัฒนธรรม ไทยที่ดี ที่ตั้งรากฐานอยู่บนพุทธศาสนา.

น.53 ๔๖ ๑๒๗/๗๙ บ. ๓, ๘ บ ๓ พุทธศาสนาแท้ต้องเป็นไปเพื่อความไม่ ยึดมั่น ตั้งแต่ต้นจนปลาย; ไม่มีอันไหน ส่วน ไหน ที่จะต้องส่งเสริมความยึดมั่นถือมั่น. บ. ๘ ฉะนั้น ความยึดมั่นถือมั่นในบุญกุศล ใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้คือมายา ที่ดึง ไปหา "ความจริงที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น". ๑๒๘/๘๐ บ. ๒๐ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก็ตาม บุญกุศลก็ตาม ในทัศนะของบุคคลผู้ยึดมั่นถือมั่น นั้น เป็นภูเขาหิมาลัยทั้งนั้น กีดกันคนไม่ให้ถึง ของจริง.

น.54 ๔๗ ๑๒๙/๘๑ บ. ๑๔ ในขณะที่เป็นพระอรหันต์นั้น จะเป็น ความรู้สึกที่อยู่เหนือการบัญญัติว่าจริง หรือว่า ไม่จริงทั้งหมด, ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรทั้งสองฝ่าย. จิตพ้นจากปัญหาว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง, อยู่เหนือดำเหนือขาว ไม่มีดำไม่มีขาวเลย จึง จะเรียกว่า จริงกว่า จริงที่สุด. แต่แล้วก็ไม่พ้นที่ว่า จะว่างที่สุด คือเป็น อนัตตาที่สุด เป็นว่างไปที่สุดเลย ไม่มีที่จะพูดว่า จริงหรือไม่จริงอีกเท่านั้น. ๑๓๑/๘๒ . ๑๐ มีสิ่งที่จะต้องยึดมั่นสำหรับเกลียดก็ดี มี เรื่องมาให้ยึดมั่นสำหรับต้องการ หรือจะเอาทั้ง

น.55 ๔๘ บาปและทั้งบุญ ทั้งดีและทั้งชั่ว ทั้งสุขและทั้งทุกข์ เหล่านี้ก็ดี, ไม่ต้องกลัว; แม้สุขก็ไม่ต้องอยาก. วันหนึ่งทำอะไรไปตามหน้าที่ ตามธรรม- ชาติที่กำหนดไว้ สำหรับให้เป็นหน้าที่ของเรา เราก็ทำไป แล้วความทุกข์จะไม่เกิดขึ้น, ต้องการ อะไรมันก็สิ้นสุดกันแล้วตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ไม่ต้อง พูดถึงชาติหน้าโน้น. ๑๓๑/๘๓ บ. ๑๘ ถ้าไม่ต้องการทั้งบุญทั้งบาปแล้ว ก็สิ้นสุด กันที่ตรงนี้ ที่นี่ เวลานี้ นาทีนี้ วินาทีนี้. นี้ไม่ใช่ อุจเฉททิฏฐิ, ไม่ใช่นัตถิกทิฏฐิ ซึ่งเป็นมิจฉา- ทิฏฐิ. ความว่างอย่างนี้เล่นงานกิเลส เผากิเลส ; นี่ไม่ใช่มิจฉาทิฏฐิ เพราะว่าเล่นงานกิเลส.

น.56 ๔๙ ความว่าง ชนิดที่พูดเอาเองว่า ว่าง, หรือ เข้าใจโง่ ๆ ไปว่า ว่าง แล้วเปิดช่องให้กิเลส อย่างนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ. ว่างอย่างไม่มีอะไรเลย ไม่มีเรื่องราว ไม่มีความหมาย ปฏิบัติอะไรก็ไม่ได้ เป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น. ๑๓๒/๘๔ บ. ๘ คำว่า "สุญญตา - ความว่าง" นี้ ที่เป็น มิจฉาทิฏฐิก็มี ที่เป็นสัมมาทิฏฐิก็มี ที่เป็นสัมมา- ทิฏฐิ ก็คือสุญญตาในพุทธศาสนา, ที่เป็นมิจฉา ทิฏฐิก็คือ ส่วนที่อยู่นอกพุทธศาสนา. ๑๓๖/๘๕ บ. ๑๒ จงไม่ยึดมั่นถือมั่น. ในฐานะเป็นเงื่อนต้น ของพรหมจรรย์ แล้วก็ปฏิบัติเรื่อยไปจนถึงปลาย

น.57 ๕๐ ทางสุดของพรหมจรรย์ คือไม่มีทุกข์เลย. คือ ว่างถึงขนาดที่จะไม่พูดว่า จริงหรือเท็จ ไม่พูดว่า ดีหรือชั่ว ไม่พูดว่าอะไรหมด. หุบปากเลย. นั่นน่ะคือ "ว่าง". ๑๓๙/๘๖ บ. ๖ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "อยู่กันแต่โดย ชอบเถิด โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์" หมาย ความว่า สติที่ไม่เกิดความยึดมั่นถือมั่นขึ้นมาได้ เรียกว่า เป็นอยู่ชอบแล้วโลกก็ไม่ว่างจากพระ- อรหันต์. เราตั้งหลักให้ดี อยู่ให้ชอบด้วยสติ สติ จะฆ่ากิเลสอยู่ในตัว. ถ้ามี "อย่างนี้" อยู่แล้ว

น.58 ๕๑ ก็ทำลาย "อย่างนั้น" ไปในตัว, นี้ตามธรรมชาติ ตามกฎของธรรมชาติ โดยฝีมือของธรรมชาติ. ตัวเราก็คือธรรมชาติ, ความคิดนึกของ เรา, กิเลสของเรา ความรู้ของเราก็คือธรรมชาติ, ผู้ควบคุมเราอยู่คือธรรมชาติ. ทุกอย่างต้องเป็น ไปตามกฎของธรรมชาติ. ๑๔๑-๒/๘๗ บ. ๑๖, ๖ บ.๑๖ ใน "สติ" ที่สมบูรณ์ตลอดสายนั้น เป็น ทั้งเงื่อนต้นของพรหมจรรย์, เป็นทั้งตรงกลาง และเป็นทั้งส่วนปลายของพรหมจรรย์. บ.๖ การเข้าใจคำ ๆ เดียว คำว่า "เงื่อนต้น" ของพรหมจรรย์ นี้คือ เข้าใจความจริงที่จำเป็น จะต้องรู้.

น.59 ๕๒ ๑๕๓/๘๘ บ. ๒, ๘ บ. ๒ เมื่อไม่อยากพูดถึงเรื่องศาสนา ก็พูดไป ตามหลักของธรรมชาติ, ให้สังเกตดูเองตาม ธรรมชาติว่า นาทีไหนเป็นอย่างไร ? มันแตกต่าง กันอย่างไร ? แล้วก็จะรู้สิ่งเดียวกันกับที่พุทธ ศาสนามีให้ หรือสอนให้. บ. ๘ พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า ให้ศึกษาตรงที่ “จิต" หรือที่ตัวจิต หรือให้มองดูจิต ให้เฝ้า ระวังจิต. ๑๕๔/๘๙ บ.๕, ๙, ๑๔, ๒๑ บ.๕ บางคนเกิดมาแล้วบวชเรียนจนตลอดชีวิต ก็ไม่เคยพบกับเรื่องจิต, เรื่องหัวใจของพุทธ-

น.60 ๕๓ ศาสนาเลย พบแต่อย่างอื่น แล้วก็ยึดมั่นถือมั่น อย่างใดอย่างหนึ่งเคร่งครัดไปจนตาย. บ.๙ และก็เลยไม่รู้ว่า ธรรมะแท้จริงนั้นไม่ได้ เกี่ยวกับเคร่งหรือไม่เคร่ง แล้วยังไปหลงเรื่องได้ สบายใจ - ไม่สบายใจ, ได้ยินดีหรือไม่ยินดี ได้ เกลียดหรือได้รัก ยิ่งไกลออกไปอีก. บ.๑๔ บางพวกกล้วนรก เห่อสวรรค์ บางคนก็ กลัวบาปแล้วก็เห่อบุญ อย่างนี้ยิ่งทำไป ยิ่งไกล ต่อธรรมะ ไม่ได้เข้าถึงธรรมะแท้ เป็นธรรมะ ปรุงแต่ง. ๑๕๙/๙๐ บ. ๘, ๑๑, ๑๔ บ.๘ พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า "ไม่เรียกว่ายาก ถ้าทำถูกวิธี" แต่ถ้าผิดวิธีก็ยากก็ลึก.

น.61 ๕๔ บ. ๑๑ "ตัวกู" เพิ่งมีมาเมื่อรู้จักว่ามีดีมีชั่ว แล้ว ก็เกลียดชั่วกลัวชั่ว ก็รักดีขึ้นมา ; ถ้าอย่าไป ทำให้มีดีมีชั่วขึ้นมา มันก็คือคงสภาพเดิม. บ.๑๔ "ธรรมะแท้ตามสภาพเดิม" ก็แปลว่า "ไม่ต้องทำอะไร" เลย. ก็ถึงตัวธรรมะแท้หรือ เป็นโมกขะอยู่แล้ว. ๑๕๙-๑๖๐/๙๑ บ. ๒๒, ๒, ๕ บ. ๒๒ ยิ่งคิดเก่ง ยิ่งมีสติปัญญามาก ก็ยิ่งมี ตัวกู - ของกูมาก ละเอียด ลึกลับซับซ้อน ก็ยิ่ง มีความทุกข์มากลึกลับซับซ้อน เป็นสัดส่วนที่ เหมาะสมกันอยู่อย่างนี้.

น.62 ๕๕ บ. ๒ ต้องมีสติปัญญาที่เพียงพอกันเท่านั้น มา กำจัดความงอกงามที่ลึกลับซับซ้อนในทางมีตัวกู นี้เสีย. บ.๕ เพราะฉะนั้น ลองสนใจคำพูดที่ว่า "ไม่ ต้องทำอะไร" นั้นดูบ้าง, แล้ว "ธรรมะแท้" นั้น ก็คือ "ว่าง”. ๑๖๐/๙๒ บ.๘, ๑๔, ๑๖ บ. ๘ ธรรมะแท้คือความว่าง หมายความว่าไม่มี อะไรจะเป็นรากฐาน หรือว่าเป็นบาทฐานที่จะรับ ความดีหรือความชั่ว, ถึงจิตตามสภาพเดิมแท้ก็ เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน. บ.๑๔ "ความว่าง" ตามความหมายนี้ ไม่ใช่ ความว่างแบบมิจฉาทิฏฐิ, ไม่ใช่ความว่างแบบ อันธพาล.

น.63 ๕๖ บ.๑๖ "ความว่าง" ตามแบบของพระพุทธเจ้า ตามความหมายนี้นั้น ถ้าใครรู้ใครเข้าถึงแล้ว กิเลสเกิดไม่ได้, จิตไม่อาจจะเกิดกิเลสได้. ๑๖๑/๙๓ บ. ๑๘ สิ่งที่มีชีวิตแท้และเบิกบานแท้คือความว่าง ชีวิตอย่างชีวิตเป็น ๆ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับ ไปนี้ เป็นชีวิตปลอม ชีวิตกำมะลอ ชีวิตมายา ชีวิตในความโง่ความหลง เพราะมันไม่ได้มีอยู่ จริงเลย. "ความว่าง" เท่านั้นที่เป็นสิ่งที่ได้มีอยู่จริง แท้ตลอดกาล และอนันตกาลนี้. ถ้าจะพูดว่า จากอนันตะสู่อนันตะ มันก็มีแต่ "ความว่าง" อย่างเดียว !

น.64 ๕๗ ๑๖๒/๙๔ บ. ๓, ๑๐ บ. ๓ ไม่มีอะไรสงบเป็นศีล เท่ากับเมื่อมีจิตว่าง. ไม่มีอะไรเป็นความสงบ เป็นสมาธิ เหมือน กับเมื่อจิตมันว่าง. ไม่มีความฉลาดอันไหนที่จะเป็นความ ฉลาดมาก เท่ากับเมื่อจิตมันว่าง. ศีล สมาธิ ปัญญา ก็เท่ากับความว่าง. อะไรก็ล้วนแต่ คือความว่างทั้งนั้นที่แท้จริง. บ.๑๐ พุทธะ ธัมมะ สังฆะ, ศีล สมาธิ ปัญญา ที่แท้จริง คือ ความว่าง. พระพุทธเจ้าท่านไม่ ใช้คำพูดอย่างนี้ แต่ก็ตรัสมีใจความอย่างนี้.

น.65 ๕๘ ๑๖๖/๙๕ บ.๑๗, ๒๑ บ. ๑๗ เราทำให้ว่างได้ด้วยการศึกษาการปฏิบัติ สังเกต รู้จักรักษาแก้ไข ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ให้ว่างมากขึ้นด้วยสติปัญญาของมนุษย์ที่มีมาก. บ. ๒๑ ที่ปล่อยให้มันว่างเองตามธรรมชาตินั้นไม่ พอ, ความรู้ก็ไม่สูง เหมือนความว่างของสุนัข และแมวเป็นต้น มันต่ำเตี้ย และไม่สูง และไม่ สามารถจะต่อสู้ เมื่อความวุ่นเกิดขึ้นมาได้เลย. ฉะนั้น จึงต้องปฏิบัติให้มีความรู้ความเข้า ใจในเรื่องความว่าง มากพอที่จะต่อสู้ความวุ่น หรือไม่ว่าง ที่จะเกิดมาสำหรับมนุษย์ที่มีปัญญานี้ ที่มันรู้มาก มันยากนาน.

น.66 ๕๙ ๑๖๗-๘/๙๖ บ.๙, ๑๔, ๑๙ บ.๙ เรื่องรู้จักดี - ชั่วนี้เป็นสากลที่สุด. มีความ ทุกข์เพราะไปรู้เรื่องดีเรื่องชั่วขึ้นมา ก็ต้องแก้ไข การดับทุกข์ข้อนี้ในวิธีที่สูงขึ้นไป เราจึงต้องการ พระพุทธเจ้า. บ.๑๔ พระเยซูเรียกว่า "ชีวิต" ดังที่กล่าวว่า "ถ้าเขามาหาเรา เราจะให้ "ชีวิต" แก่เขา" ก็ หมายถึง "ความว่าง" ชนิดนี้ คือไม่ทุกข์อีกนี้. พระพุทธศาสนาก็เรียกว่า "นิพพาน" คือ ความไม่ทุกข์เลย. เป็นอยู่โดยไม่มีความทุกข์เลย, ไม่เกิดไม่ตาย ก็เรียกว่า "มีชีวิต" เหมือนกัน.

น.67 ๖๐ บ. ๑๙ เหลาจื๊อเรียกว่า "เต๋า". ก็หมายถึงสิ่งนี้ คือ "ว่าง" เหมือนกัน. คำสอนที่ยังพูดได้ก็ เรียกว่า เต๋า, แต่นั่นไม่ใช่ตัวเต๋าแท้. เต๋าที่เอา มาพูดได้นั้นยังไม่ใช่เต๋า. พุทธศาสนาที่พูดได้มีแยะ นั้นยังไม่ใช่ พุทธศาสนาแท้. พุทธศาสนาที่แท้จริงอยู่ที่ "ว่าง" นี้พูดไม่ได้. ๑๖๘ - บ. ๓ ศาสนาอื่น ๆ ก็ไม่สูงไปกว่านี้ ไม่ ลึกไปกว่านี้ จะเห็นได้ว่า เขาต้องการสิ่งเดียวกัน หมดคือไม่ทุกข์. ไม่ทุกข์ในระดับที่พูดไม่ได้ บรรยายไม่ได้ ต้องพูดด้วยการหุบปาก.

น.68 ๖๑ ๑๖๘/๙๗ บ.๑๑, ๑๖ บ.๑๑ ถ้ารู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ อย่างในนวโกวาท ก็คือรู้เปลือกนอกสุด ซึ่งยัง ไม่ใช่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์; เพราะ ไม่แน่ว่าในเปลือกนี้จะมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริงหรือไม่. บ.๑๖ เมื่อไม่มีความรู้สึกว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั่นแหละคือว่างที่แท้ และนั่นแหละ คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แท้ อีกครั้งหนึ่ง, ซึ่งพูดไม่ได้ ซึ่งต้องหุบปาก. ๑๖๘-๙/๙๘ บ. ๒๒ ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และแจ่มแจ้ง ยิ่งขึ้นไปในที่สุดว่า เวลาที่มนุษย์เรามีความสุข

น.69 ๖๒ แท้จริงถึงที่สุดนั้น คือเวลาที่ไม่มีความสำคัญ มั่นหมายอะไร ว่าเป็นตัวกู หรือของกู. พอเกิดตัวกู - ของกู ก็เป็นสังสารวัฏฏ เป็นความทุกข์ขึ้นมาที่นั่นทันที. พอไม่เกิดตัวกู- ของกู ก็เป็นโพธิ เป็นนิพพาน เป็นความสงบ ที่นั่น. แต่เป็นชนิดชั่วคราว กำมะลอ เปลี่ยนได้ เรียกว่า ตทังคนิพพาน. ๑๖๙-๑๗๐/๙๙ บ. ๑๘, ๗ บ. ๑๘ "ได้ นิพพานมาบริโภคอยู่โดยไม่ต้องเสีย สตางค์". ทำได้ทุกคน ถ้าทำจิตไปให้ถูกต้อง ตามวิธี. ให้พยายามขวนขวายเรื่อย ๆ ให้ได้เป็น การถาวร.

น.70 ๖๓ ถ้าเกิดมาชาติหนึ่งอยู่ในสภาพที่จะไม่เข้า ใจเรื่องนี้ได้ เขาเรียกว่า อภัพพสัตว์. คนอาภัพ ต้องรอไปอีกนานหน่อยหรือกระทั่งตาย. ๑๗๐ . บ. ๗ ไปเข้าใจได้ในวินาทีสุดท้าย แล้วดับ จิตก็ยังดี ไม่เสียทีที่เกิดมา ไม่เสียชาติที่เกิดมา. ๑๘๒/๑๐๐ บ.๑๑ ให้ดูให้ดีว่า "เกิด" นั้น ไม่ใช่ที่เกิดจาก ท้องแม่แล้วเข้าโลง ที่เรียกว่า "ชาติหนึ่ง”. แต่ความรู้สึกคิดนึกที่สมบูรณ์เป็น ตัวกู- ของกู ครั้งหนึ่งนี้ เรียกว่า "ชาติหนึ่ง". ฉะนั้น วันหนึ่งเราเกิดหลายชาติ หลายสิบชาติก็ได้ อาจ จะหลายร้อยชาติก็ได้ ถ้าขยันเกิด.

น.71 ๖๔ ๑๘๖/๑๐๑ บ. ๑๒, ๑๘ บ.๑๒ มีความคิดเกิดเป็นตัวกู-ของกู ยกหูชูหาง คือ มีความโลภ หรือความโกรธ หรือความหลง ขึ้นมาครั้งหนึ่ง เรียกว่า "ชาติหนึ่ง" ทั้งนั้น. บ. ๑๘ ให้ถือว่าชาติหนึ่ง ๆ นั้นคือบทเรียน. เมื่อ หลายร้อยชาติ หลายพันหลายหมื่นชาติเข้า จะ เจ็บแสบ เจ็บปวด จะนึกขึ้นได้. ผลของการ เกิดหลายร้อยหลายพันชาติก็เลื่อนภูมิได้. ๑๘๗-๘/๑๐๒ บ. ๒๒, ๓ บ. ๒๒ พวกที่เป็นวนปรัสถ์ คือนั่งพิจารณาชีวิต ในด้านใน อยู่เป็นเวลานานนี้ จะพบว่า "อ้า, ศัตรูตัวร้ายกาจที่สุดนี้คือ อหังการนี้เอง".

น.72 ๖๕ หน้า ๑๘๘ บ.๓ "ตัวกู หรืออหังการ" นั่นแหละ มีขึ้นมา สำหรับจับมนุษย์ใส่ลงไปในนรกทั้งเป็น ๆ, เร่า- ร้อนชนิดที่ว่าไม่มีที่สิ้นสุด ร้อนยิ่งกว่าไฟ แต่ทว่า เย็นเยือก. หรือความมืดสีขาวนี้น่ะ ปิดบังยิ่ง กว่าความมืดสีดำ. ให้ระวังความมืดสีขาวนี้หรือ ไฟที่เปียก ที่เย็นนี้. ๑๙๐/๑๐๓ บ. ๑๕ ถ้าเราทำความเข้าใจกันไม่ได้ในเรื่องที่ว่า ชีวิตนี้ต้องเลื่อนชั้น. และชั้นต่างๆ ได้มีอยู่จริง ตามธรรมชาติกำหนดให้เช่นนี้แล้ว จะพูดธรรมะ ชั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนากันไม่รู้เรื่องแน่ ใครที่ทำเป็นว่า รู้เรื่อง - รู้เรื่อง ก็เป็น เรื่องเล่นละครบ้าง, เป็นเรื่องไม่รู้จักตัวเอง ถึง

น.73 ๖๖ ขนาดเป็นบ้าชนิดหนึ่งบ้าง. ยังตกอยู่ในฐานะที่ เรียกว่า เป็นโมหะ เป็นความประมาทเหมือนกัน. ๑๙๘-๙/๑๐๔ บ. ๓, ๒๐ บ. ๓ ถ้าเข้าใจเรื่อง "ความอิ่ม" คำเดียวอย่าง เพียงพอทั่วถึงแล้ว ก็รู้พุทธศาสนาหมดได้เหมือน กัน ; เพราะว่าธรรมะนี้มีค่าตรงที่ทำให้ "ใจคน รู้สึกอิ่ม". บ. ๒๐ "อิ่ม" นั้นคือไม่หิว. ทำให้จิตไม่รู้สึก หิวอะไรเลยนี้ทำได้. ภาษาบาลีว่า ปีติ แปลว่า ความอิ่ม, ไม่ใช่คำว่า สันโดษ หน้า ๑๙๙ บ. ๘ ความอิ่มไม่ใช่พอใจ. แต่มันหยุดหิว. ในทางธรรมะนี้ เราสามารถทำให้ความหิวหยุด

น.74 ๖๗ ลงได้ ระงับลงไปได้ แล้วก็มีความอิ่มอยู่เสมอ. ส่วนความอิ่มทางร่างกาย ทางเนื้อหนังนั้น เอาไว้ คนละเรื่อง. ๒๐๒-๒๐๓/๑๐๕ บ. ๒๐, ๖, ๙, ๒๐ บ. ๒๐ ส่วนใหญ่ที่จะเป็นได้ง่าย ได้มาก ก็คือ หิวที่จะให้ทุกคนเขายอมแพ้เรา ยอมนับถือบูชา เรา นี้ดูจะเป็นความหิวที่ไม่ขาดสาย เรียกว่าเป็น ความหิวที่ทรมานที่สุด. หน้า ๒๐๓ บ. ๖, ๙ มันเป็นเรื่องของทิฏฐิ เรื่องทางวิญญาณ. เรื่องหิวทางทิฏฐินี้ จะไปหาอะไรมาสนองมาเลี้ยง มันไม่ได้ ต้องฆ่าความหิวเสียเอง.

น.75 ๖๘ บ.๒๐ เมื่อความหิวไม่มี ความอิ่มก็มีมาเอง อย่างอัตตโนมัติ. นี่แหละเรื่องความอิ่มแบบที่ ประหลาด และเป็นหัวใจสำคัญของพุทธศาสนา. ๒๐๔-๒๐๖-๒๐๙-๒๑๔-๒๑๕/๑๐๖ หน้า ๒๐๔ . บ. ๑๘ พุทธศาสนาหรือคำสอนของพระพุทธเจ้า ทำให้คนมีความอิ่ม. ได้รับความพอใจอยู่ตลอด เวลา ความทุกข์ไม่มี ปัญหาไม่มี. ความตาย ก็พลอยไม่มีปัญหาไปด้วย. แต่ต้องไม่มีความ กระหายที่จะเกิดใหม่, ภพหน้า ชาติหน้า ก็ไม่มี อีก เพราะว่าหยุดอยู่ที่ความอิ่ม, อิ่มนิรันดร อิ่ม ตลอดกาลนิรันดร. หน้า ๒๐๕ บ. ๔, ๑๘ ความหมายของ "นิพพาน” นี้ คืออิ่ม นิรันดร. ใครถึงชีวิตนิรันดรแล้ว ถ้าดับก็ดับ

น.76 ๖๔ แต่ร่างกายเท่านั้น. สภาพความอิ่มหรือชีวิต นิรันดรยังอยู่ อิ่มอยู่เรื่อยไป. ร่างกายแตกตาย ก็แตกตายไป ตัวเราก็มิได้มี; แต่ว่าสิ่งที่เป็น อมตะหรือเป็นนิรันดรคงมีอยู่. หน้า ๒๐๖ บ. ๓ ความเป็นพระอรหันต์ที่เรียกว่าสูงสุด ก็ สูงสุดเพียงเท่านี้ คืออิ่มนิรันดรโดยแท้จริง. หน้า ๒๐๙ บ. ๕ พุทธศาสนาแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ก็คือคำอธิบายว่า ทำอย่างไรจึงจะอิ่ม. หน้า ๒๑๓ บ. ๑๗ เราอาจจะอิ่มได้ด้วยการดู การศึกษา การ เป็นเกลอกันกับธรรมชาติ, และยิ่งฉลาดมากขึ้น ไปอีก คือลงทุนน้อยที่สุด แล้วอิ่มได้มากที่สุด.

น.77 ๗๐ หน้า ๒๑๔ บ. ๑๕ นี้แหละคือพุทธศาสนา เรียกว่า "ไม่มาก มาย". แต่ว่า "ยิ่งกว่ามาก", ไม่มีอะไรมากมาย แต่ว่าใหญ่โต หรือเป็นเรื่องลึกซึ้งทั้งนั้น. หน้า ๒๑๕ บ.๑๕, ๑๗ บ. ๑๕ เรื่องทางวิญญาณยังหิวนี้ มนุษย์ต้องจัด การกันเป็นพิเศษ พระพุทธศาสนามีแต่เรื่อง "อิ่ม" คำเดียวเว้ย ! บ.๑๗ เรื่องวิปัสสนาที่แท้จริง ก็คือเรื่องทำให้อิ่ม ถ้ายังทำให้อิ่มไม่ได้ ก็ไม่ใช่วิปัสสนาที่แท้จริง. ๒๒๕/๑๐๗ บ. ๒, ๘ บ. ๒ ความไม่ยุติธรรมที่มนุษย์เราให้แก่ธรรมะ ธรรมะก็ตอบสนองให้เราสาสมกัน. จะเผลอเรื่อย

น.78 ๗๑ จะมีกิเลสตัวกู - ของกู ความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดเรื่อยไป. บ. ๘ ขนาดหนักก็ให้ความเนรคุณแก่ธรรมะก็มี ดูถูกดูหมิ่นธรรมะไปเสียเลย ; แต่แล้วพอเข้าที่ คับขันก็ร้องหาธรรมะให้ช่วย. การที่ธรรมะไม่ช่วยนั้นก็ถูกแล้ว เพราะ ตัวเองไม่ทำตัวให้อยู่ในสภาพที่ธรรมะจะช่วยได้ ; ก็เป็นอันว่า ในที่สุดก็ไม่ได้รับประโยชน์อะไร จากธรรมะ. ๒๒๗/๑๐๘ บ.๑๒ โลกนี้จะเป็นทุกข์เป็นร้อน จะเดือดร้อน ระส่ำระสายเป็นทุกข์มากขึ้น. ถ้าคนทั้งหมดทุก ศาสนา จะต่างก็เล่นตลกเป็นลิงหลอกเจ้ากับ

น.79 ๗๒ ศาสนาของตัวเสียด้วยกันเป็นส่วนมากแล้ว ; นั้นก็คือ ไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ธรรมะทุกๆ ศาสนา. ธรรมะก็เลยลงโทษคนทั้งหมดเหล่านั้น ให้ได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนยิ่งขึ้น. แล้ว มนุษย์สมัยนี้ก็ไม่เคยคิดว่า เป็นเพราะเหตุที่ไม่ สนใจศาสนา ก็หาทางแก้ไขอย่างอื่น แล้วก็แก้ ไม่ได้ ไม่สามารถแก้ปัญหาของโลกได้. เดี๋ยวนี้ดู ๆ คล้ายกับว่าธรรมะไม่คุ้มครอง โลกนี้. ที่จริงธรรมะก็ยังคงคุ้มครองโลกอยู่ แต่ว่า คุ้มครองในลักษณะที่กำลังลงโทษผู้ที่ไม่ปฏิบัติให้ ถูกต้องตามกฎของธรรมะ ๒๓๔-๒๓๕/๑๐๙ บ.๕, ๑๓, บ. ๓, บ. ๑๓ บ. ๕ พวกอื่นเขาแยกการปฏิบัติธรรมะออกจาก การงาน จนถึงกับว่า การงานรวมกันไม่ได้กับ

น.80 ๗๓ การปฏิบัติธรรม. แม้ในหนังสือวิสุทธิมรรค หรือ อรรถกถาจำพวกเดียวกันนั้น ก็จัดการงานไว้เป็น ปลิโพธิ คือ อุปสรรค หรืออย่างน้อยก็เป็นเครื่อง หน่วงเหนี่ยวขัดขวาง ทำให้ล่าช้าแก่การปฏิบัติ ธรรม. บ. ๑๓ แต่ขอยืนยันว่า "การงานคือการปฏิบัติ ธรรม". หน้า ๒๓๕ บ. ๓ หากเป็นงานที่จัดไว้ดี ที่จัดไว้ถูกต้อง ย่อมไม่เป็นอุปสรรค ไม่เป็นปลิโพธิต่อการปฏิบัติ ธรรม. แล้วแต่ความสามารถของผู้นั้น. บ. ๑๓ ถ้ามีสักระยะหนึ่งที่จะต้องปลีกตัว เก็บตัว เป็นระยะสั้น ๆ ก็มีเหมือนกัน เป็นระยะ เป็น

น.81 ๗๔ คราว ๆ แต่จะเก็บตัวตลอดปีหรือตลอดชีวิตนี้เป็น ไปไม่ได้ที่จะถืออย่างนั้น เพราะไม่มีประโยชน์ อะไร. ๒๓๕-๒๓๖/๑๑๐ บ.๑๗, บ. ๑๙ บ.๑๗ ควรจะต้องคิดปัญหาข้อใหญ่เสียก่อน ว่า ชีวิตทั้งชาตินี้ จะเอาไปใช้ทำอะไร ? จะนั่งหลับหู หลับตาใช้เวลาอยู่อย่างนี้หรือ. ฝ่ายเรานั้นอยากจะให้ได้ประโยชน์ทั้งสอง ฝ่าย ไม่มีประโยชน์ฝ่ายไหนเสียไป ก็โดยวิธีที่ว่า การงานคือการปฏิบัติธรรม. หน้า ๒๓๖ บ. ๑๙ นี้เป็นวิถีทางลัด ลัดรวดเดียวทั้งประโยชน์ ตนประโยชน์ผู้อื่น, ลัดรวดเดียวถึงธรรมะสูงสุด เลยสอบไล่เสร็จไปในตัว.

น.82 ๗๕ ๒๓๗/๑๑๑ บ. ๑๙, ๒๕ บ. ๑๙ อีกประการหนึ่ง เข้าใจว่าไม่มีใครสอน ให้ทำหน้าที่ทำอะไร โดยไม่หวังตอบแทน. แล้ว ก็ทำประโยชน์ผู้อื่นด้วยการอธิษฐานจิตว่า จะไม่ เอาอะไรตอบแทน, ไม่ยอมรับการตอบแทน กระทั่งไม่กินอาหารที่ได้มาจากภาวะที่เป็นการ ตอบแทน. อันนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ไม่ใช่ธรรมะ ขั้นต่ำด้วย. การเสียสละทำประโยชน์ออกไป เหมือนกับเครื่องจักร ไม่หวังจะเอาอะไรตอบ แทนมา นี้เรียกว่า ไม่ใช่ธรรมะขั้นต่ำ จะต้องหัด กันมากเหมือนกัน. และส่วนมากที่เห็น ๆ กันอยู่ หวังตอบแทนทั้งนั้น แม้ไม่หวังเงินหวังของ ก็

น.83 ๗๖ หวังให้เขาชม. อย่างนั้นเป็นโยคีที่เลวมาก ใช้ ไม่ได้ ไม่มีกรรมโยคะ ต้องไปสอบไล่วัดตัว เสียใหม่. ๒๔๐/๑๑๒ บ.๑๙ เรื่องการงานคือการปฏิบัติธรรมนี้ ข้อแรก ทำให้ร่างกายแข็งแรงเข้มแข็ง. ข้อที่ ๒. ทำให้เราฝึกฝนการเสียสละเพื่อ ผู้อื่น. อย่างนี้เป็นรากฐานที่ดีที่สุดของการปฏิบัติ ธรรมะ เพื่อทำลายตัวกู - ของกู. ข้อที่ ๓. เป็นการต่อสู้รบรากันกับตัวกู- ของกู ทุกแบบ ทุกอย่าง ทุกวิถีทาง ทุกแง่ทุกมุม. นี้เรียกว่าทางลัด. รวบรัดประโยชน์หลาย อย่างเข้าไว้ด้วยกัน แล้วทำได้ในคราวเดียวกัน.

น.84 ๗๗ ๒๔๒/๑๑๓ บ. ๒, ๑๕ บ. ๒ การเสียสละที่แท้จริง ถ้าทำได้ต้องไม่ให้ ใครรู้, การประพฤติปฏิบัติที่แท้จริงก็ควรจะไม่ ให้ใครรู้ ไม่ต้องการให้ใครชม ต้องการซ่อนไว้ พยายามสละด้วยความบริสุทธิ์ใจ ปฏิบัติด้วย ความบริสุทธิ์ใจ แล้วก็ยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้น. ถ้าทำได้ อย่างนี้ ไม่เท่าไรก็จะมีความก้าวหน้าสูงสุดในการ ปฏิบัติธรรม. บ.๑๕ นี้มันเป็นเรื่องที่ละเอียดสุขุม จะเรียกกัน ว่าเป็นเรื่องเทคนิคส์, เป็นของยาก. ไปลอง สังเกตดูจะรู้ว่ายาก. อะไรยิ่งยาก ยิ่งเป็นทาง ทำให้บรรลุธรรมได้เร็ว ได้สูง และได้ลึก.

น.85 ๗๘ ๒๔๓-๒๔๔/๑๑๔ บ.๑๑, ๖ บ.๑๑ สิ่งที่เรียกว่า การงานนี้ อย่าไปดูถูกเพื่อน กัน ถ้าเขาต้องทำงานชนิดที่เรียกว่า ต่ำ ๆ ทราม ๆ ง่าย ๆ. นี้อย่าไปดูถูกเขา เพราะว่าธรรมชาติสร้าง เขามาให้มีสมรรถภาพเพียงเท่านั้น. ระวังให้ดี ถ้าดูถูกเขาอย่างนี้แย่ ตัวผู้นึก ผู้คิดนั้นแย่. หน้า ๒๔๔ บ. ๖ คนที่ทำงานทางหนังสือ ทางสติปัญญา เฉลียวฉลาดนั้น หู หาง มันจะยกออกมาเมื่อไร ไม่ทันรู้ ต้องระวังให้มากที่สุด. พวกที่ขึ้น ธรรมาสน์เทศน์ หรือเที่ยวปาฐกถามีชื่อเสียง มีอะไร นี้ยิ่งอันตรายที่สุด. สังเกตให้ดี ระมัด ระวังให้ดี อย่าอวดดีและอย่าพูดมาก ; ยิ่งพูดมาก ยิ่งแสดงอะไร ๆ มากแล้วยิ่งเหลว.

น.86 ๗๙ ๒๕๐/๑๑๕ บ. ๖, ๑๑ บ.๖ ชีวิต เป็นการงานอยู่ในตัวชีวิต หรือเป็น การต่อสู้อยู่ในตัวชีวิต. การงานหรือการต่อสู้นั้น ก็เป็นการปฏิบัติ ธรรมอยู่ในตัวมันเอง. บ. ๑๑ การทำงานด้วยความเสียสละ, "เสียสละ" นั้น ก็เป็นตัวธรรมะสูงสุดอยู่แล้ว. แล้วทำงานอย่างไม่มีตัวกู - ของกู ก็เป็น ความจริงสิ้นสุดกันเท่านั้นเอง. ๒๕๑/๑๑๖ บ. ๑๓ "จิตว่าง" แบบอันธพาล กับ "จิตว่าง" ตามแบบของพระพุทธเจ้า มันคนละเรื่องกัน .

น.87 ๘๐ การทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง. "จิตว่าง" ตามแบบพระพุทธเจ้า ไม่ใช่แบบอันธพาล ซึ่ง ว่างอย่างเคว้งคว้าง และว่างอย่างไม่มีอะไรเป็น หลัก, เป็นเรื่องว่างอย่างที่พูดสำหรับเถียงกัน สำหรับฆ่าคนโดยไม่ต้องเป็นบาป เป็นต้น. ๒๕๘/๑๑๗ บ. ๑๕ ดูโทษของความรู้สึกว่า "มีตัว" นี้ ให้ ระวังอยู่เสมอ, แล้วดูคุณประโยชน์ อานิสงส์ ของการที่ไม่มีความรู้สึกว่า "มีตัว" นี้อยู่เสมอ ทั่วไป. นั่นแหละจะเป็นการสลัด "ตัว" ออก ทำให้มีชีวิตแบบโลกุตตรภูมินิดๆ หน่อยๆ เรื่อยๆ ไปทุกวัน ประจำวัน แล้วมากขึ้น ๆ, กามาวจรภูมิ

น.88 ๘๑ ก็ต้องถอยหลังไปเอง ภูมิทั้ง ๔ นี้จะอยู่ในกำมือ เราแตะต้องได้ เกี่ยวข้องได้ ในปัจจุบันชาตินี้. ๒๕๘-๒๕๙/๑๑๘ บ.๒๐, บ. ๒, ๑๙ บ. ๒๐ คำว่า "ชาติ" นี้ อย่าเอาเข้าโลงเป็นเกณฑ์ อย่าไปสนใจ. เอาแต่เพียงว่า เปลี่ยนความคิด เรื่องตัวตนที่หนึ่ง ก็คือ "ชาติหนึ่ง" แล้ว. หน้า ๒๕๙ บ. ๒, "อุปปาติกะ" นี้ มันเรื่องหลายความหมาย อย่างน้อยมากกว่าหนึ่งความหมาย. แล้วความ หมายที่จำเป็นด่วนจี๋ที่สุด คือต้องระวัง "จิต" ที่คิดนึกเป็นนั่นเป็นนี่. คิดอย่างโจรก็เกิดเป็น โจร คิดอย่างภิกษุก็เกิดเป็นภิกษุ. บ.๑๙ เรื่อง "ความเกิด" ระวังให้ดีมันอยู่ที่จิต จิตเปลี่ยนอย่างไรก็คือเกิดอย่างนั้นแหละ.

น.89 ๘๒ ๒๖๐/๑๑๙ บ. ๓, ๙ บ.๓ พุทธศาสนาเป็นขณิกวาท เอาขณะหนึ่ง ของจิต, ขณะหนึ่งๆของจิตนี้เป็นหลัก. ถ้าศาสนา ไหนไม่เอาขณะหนึ่งของจิตเป็นหลัก ศาสนานั้น ก็อยู่ในพวกอขณิกวาท คือเป็นตัวตนที่ถาวร ไปเลย. บ. ๙ ขอให้สนใจคำว่า "นรก สวรรค์" อะไร ต่าง ๆ เหล่านี้. ภูมิเหล่านี้ ให้ทราบไว้ว่า เป็น เรื่องของขณะจิตคราวหนึ่ง ๆ : คิดนึกอย่างไร มีรูปร่างอย่างไร ก็คือเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น. นี่เป็น พุทธศาสนา. ๒๖๐-๒๖๑/๑๒๐ บ. ๒๑, ๗ บ. ๒๑ เรื่องอธิบายปฏิจจสมุปบาท เราว่าวันหนึ่ง มีหลายรอบ นี้เป็นเรื่องขณิกวาทแท้, มีความ

น.90 ๘๓ สำเร็จอยู่ชั่วจิต ที่เกิดขณะๆ คราวหนึ่ง กลุ่ม หนึ่ง เรื่องหนึ่งเท่านั้น ; เพราะฉะนั้น วันหนึ่ง เกิดปฏิจจสมุปบาทได้หลายวง. ส่วนของเขา วงเดียวทั้งสามชาติ, แล้วก็เข้าใจคำว่า ชาติ อดีต อนาคต ปัจจุบัน ผิด. หน้า ๒๖๑ บ. ๗ เพราะฉะนั้น ถ้าใครอธิบายปฏิจจสมุปบาท ใน ๑๒ อาการได้ ในเหตุการณ์ที่เกิดในใจครั้ง หนึ่ง ก็นับว่า อธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาทแบบ ขณิกวาท. ๒๖๓-๒๖๔-๒๖๖/๑๒๑ .๘, ๑๘, ๓, ๑๗ บ.๘ "ถ้าทุกอย่าง สำเร็จแต่เพียงจิตดวงเดียว ขณะเดียว" เรียกขณิกวาท.

น.91 ๘๔ ถ้ามีตัวตนถาวร เป็นตัวอาตมันตัวเดียว กันเรื่อย ไปเกิดใหม่อีกกี่สิบชาติก็ตัวเดียวนั้น เรื่อยไป นี่เป็นอบณิกวาท, และนี่ต้องเป็น มิจฉาทิฏฐิ สัสสตทิฏฐิเรื่อยไป. ทำบุญแล้วก็รอ ไปได้วิมาน ได้สวรรค์ต่อตายแล้ว, เป็นตัวตน อย่างนี้เรื่อยไม่ใคร่สอนในเรื่องเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่ทุกขณะแล้ว ไม่มี. เพราะว่าถ้าสอน อย่างนั้นแล้วเขาไม่ทำบุญก็ได้. บ. ๑๘ คิดว่า "บอกเขาดีกว่า, ดีกว่าอำพราง". แต่พูดให้เป็น พูดให้ดีว่า ที่ว่าทำอะไรเป็น ขณะ- ขณะ - ชั่วขณะนี้ ก็ให้ทำไปเรื่อย : ทำดีก็มี ความสุขไปทุกขณะ แล้วขณะหลังก็ยังไม่เหมือน ขณะก่อนเสมอไป ทั้งวัน ๆ สวรรค์จะมีไม่รู้กี่สิบ ครั้งก็ได้.

น.92 ๘๕ หน้า ๒๖๔ บ. ๓ แต่ต้องไม่ลืมว่า ไม่ว่าต้นขณะ ปลายขณะ กลางขณะ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้น. หน้า ๒๖๖ บ. ๑๗ รวมความแล้ว ให้รู้ข้อเท็จจริงที่ว่า อะไร ก็ตามสำเร็จอยู่ที่จิต เป็นไปตามขณะจิต. ๒๖๘/๑๒๒ อย่าทำบุญเหมือนกับน้ำโคลน, อย่าทำบุญเหมือนกับน้ำหอม, ให้ทำบุญเหมือนกับน้ำสบู่. ๒๗๑/๑๒๓ . ๖ คำว่า "ว่าง" นี้ก็คือ "เดิมแท้" หรือ "อย่างนั้นเอง". ตถตานั่นแหละ ในคำ ๆ เดียว นั้นมีหมด.

น.93 ๘๖ ก็คือไม่มีอะไร จึงไม่มีอะไรที่จะต้องเรียน ต้องไหว้ ต้องบูชา ต้องสวดมนต์ภาวนาเลย. คอยแต่เขี่ยด้วยปัญญา เข้าไปถึงธรรมชาติ ที่ว่าง ธรรมชาติเดิมแท้ที่ว่างนี้. ๒๗๓/๑๒๔ บ.๑๑ ในสมัยที่ยังไม่มีพระไตรปิฎก คนบรรลุ ธรรมง่ายกว่า. เดี๋ยวนี้มาติดพระไตรปิฎก. ใน สมัยที่สอนให้นับถืออย่างยึดมั่นถือมั่น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างนี้ กลับจะยังบรรลุได้ น้อยกว่า. ๒๗๕/๑๒๕ บ. ๘, ๑๕ บ. ๘ คำว่า "หยุด" หมายความว่า ไม่ไปไหน มาไหน. ที่ยังไม่ไปไหนมาไหน ก็เพราะว่า

น.94 ๘๗ ต้องการอะไร. เมื่อไม่ต้องการอะไร; แม้จะ เดินอยู่ วิ่งอยู่ เพาะอยู่ ก็ตาม เมื่อไม่ต้องการ อะไร ก็คือ หยุด ! บ.๑๕ องคุลีมาล เขารู้เขาเข้าใจว่า "หยุด" ของคนเราคือดับทุกข์, จึงเปลี่ยนจิตใจทีเดียวเป็น พระอรหันต์ เพราะคำพูดเพียงคำเดียวว่า "หยุด". องคุลีมาลก็ไม่ได้เรียนพระไตรปิฎก ไม่ต้องการ พระไตรปิฎก ไม่ต้องการเรื่องราวเกี่ยวกับพระ- พุทธ พระธรรม พระสงฆ์. แต่เป็นพระอรหันต์ได้ แล้วก็หยุดได้ ก็เลยเป็นหมด แล้วก็มีหมด. ๒๗๖-๒๗๗/๑๒๖ บ. ๙, ๑๖, ๒ บ.๙ ความหวังที่จะเรียนให้ได้ดิบได้ดี มีชื่อ เสียง มีอะไรนี้น่ะคือไม่หยุด. ต่อให้นั่งนิ่ง ๆ

น.95 ๘๘ นี้ก็ไม่หยุด เพราะใจมันปรารถนาเรื่อย. ถ้าทำ อะไรด้วยจิตใจที่หยุด ด้วยจิตใจที่ว่าง ก็เท่ากับ หยุด. บ.๑๖ "หยุด" ในภาษาธรรมะสูงสุด ; ถ้าพูด ให้ลูก ต้องหยุด "มีตัวฉัน" เสีย. หน้า ๒๗๗ บ. ๒ "ไม่มีตัวฉัน, ไม่มีของฉัน" อย่างนี้คือ หยุด อย่างที่องคุลีมาลเข้าใจ และเป็นพระอรหันต์ ที่นั่น. ตรงตามความหมายของพระพุทธเจ้า. ๒๗๗/๑๒๗ บ.๑๒, ๑๕ พระพุทธเจ้าท่านหยุดแล้ว แต่ทำไม ทำงาน ? อะไรที่ไป ?

น.96 ๘๙ บ.๑๕ ก็ซากของเมตตา, ของปัญญานี้แหละ พาไป, ร่างกายที่ประกอบด้วยปัญญา ? เป็น ซากเหลืออยู่ก็ดิ้นไปตามเรื่องของซาก กิเลสไม่มี ก็แล้วกัน. กิเลสไม่มีนั้นคือ หยุด. ๒๗๘/๑๒๘ บ. ๒ จงหัดทำงานชนิดที่เรียกว่า "ทำงานเพื่อ งาน" อย่างจริยธรรมสากล นี้เป็นวิธีลัดที่สุด ตรงที่สุด. อย่าทำงานเพื่ออยากได้เงิน ได้ของ ได้ เกียรติ. ๒๗๘-๒๗๙-๒๘๐/๑๒๙ บ. ๒๒, ๑๐, ๔ บ. ๒๒ มีความลับซึ่งลับอย่างยิ่ง. มีอยู่ข้อหนึ่ง ซึ่งไม่ลึกลับอะไร ; แต่ก็ลับ เพราะว่าไม่มองกัน

น.97 ๙๐ พอเมื่อศึกษาธรรมะทั่วถึง เข้าในธรรมะชั้นลึก ๆ จึงมองเห็นว่า ที่เป็นความลับที่สุด ทำความยุ่งยาก ที่สุดนั้น ก็คือ "การได้" กับ "การเสีย" นี้แหละ ๒ เรื่องนี้ใช้ได้แม้กระทั่งสัตว์เดรัจฉาน แล้วก็มา ถึงคน. หน้า ๒๗๙ บ. ๑๐ ขอให้สนใจสองคำนี้ให้มาก เพราะมัน เป็นต้นตอของทั้งหมด. หน้า ๒๘๐ บ. ๔ ถ้าเราอย่าเชื่อ; อย่าให้เรื่องได้-เรื่องเสีย นี้หลอกเราได้แล้ว เรื่องอื่นหลอกไม่ได้ ยกเลิก หมด. ให้เห็นว่า เรื่องได้ - เรื่องเสีย "นี้เป็น เรื่องหลอก หลอกสองชั้น สามชั้น สี่ชั้นไปอีก.

น.98 ๙๑ ๒๘๒/๑๓๐ บ. ๕ จิตที่หลุดพ้น คืออยู่เหนือได้เหนือเสีย. ไม่มีใครมาทำให้รู้สึกว่า "ได้", ว่า "เสีย" ได้ เลย ; เพราะว่าไม่ต้องการ อะไรก็ไม่ต้องการ แม้แต่ชีวิตก็ไม่มีความหมาย คือ ไม่ได้ต้องการ, ไม่ต้องการจะอยู่ เมื่ออยู่ก็อยู่ของมันเอง. ๒๘๔/๑๓๑ บ. ๔, ๑๒ บ. ๔ ธรรมจักรนั้น คือความหมายของคำว่า “ธรรมะที่แท้จริง ซึ่งว่างและฆ่าอะไรได้". ถ้า เรียกว่า "ธรรมจักร" มันต้องตัดอะไรขาดกระจุย กระจายไป. ฉะนั้น ธรรมะเรื่องว่าง เรื่องไม่เอา ไม่ได้ ไม่เสียนั้น จะตัดอะไรให้ขาดกระจุยกระจาย ไปได้ เรียกว่า "ธรรมจักร" แท้จริง.

น.99 ๙๒ บ. ๑๒ ถ้าตัดไม่ได้ ก็ไม่ใช่ธรรมจักร. ๒๘๖/๑๓๒ บ.๒, ๖, ๑๑ บ. ๒ เป็นทาสของความได้ ก็เป็นโลภะ, เป็น ทาสของความเสีย ก็เป็นโทสะคือโกรธ; และ ตลอดเวลามันก็หลง ไม่รู้ว่าควรจะทำอะไร อย่างไร. บ. ๖ ขอให้หัดเสียใหม่. ทุกลมหายใจเข้า - ออก ระวัง อย่าให้เป็นทาสของการได้-การเสีย ; นี้เป็นอานาปานสติที่สั้นที่สุด ที่ย่อที่สุด. บ. ๑๑ แล้วทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง คือทำด้วย สติปัญญาหรือด้วยเมตตากรุณา, ด้วยการทดสอบ ตัวเอง.

น.100 ๙๓ ๒๙๕/๑๓๓ บ.๓ เมื่อไรชนะ "ได้" ชนะ "เสีย" ให้ได้ ก็จะถึงพระเจ้า อยู่กับพระเจ้าสบายไปเลย หรือ บรรลุนิพพานดับสนิทไม่มีทุกข์ไปเลย แล้วแต่ จะเรียก. ๒๙๙/๑๓๔ บ. ๒, ๑๑, ๒๒ บ. ๒ คำว่า "ได้เสรี" นี้มีหลายชั้น ได้อะไร ต่าง ๆ เรียกว่าฝ่ายได้, ฝ่ายเสีย คือไม่ได้. บ. ๑๑ ความรู้สึกว่าได้และเสีย จึงเกิดได้เอง ตามธรรมชาติ มนุษย์หรือสัตว์ก็ตาม ย่อมต้อง การอะไรอยู่อย่างหนึ่งเสมอไป. ถ้าได้ก็ต้องได้ ถ้าไม่ได้ก็ถือว่าเสีย.

น.101 ๙๔ บ. ๒๒ ดี-ชั่ว บุญ - บาป สุข - ทุกข์ นี้เป็น เรื่องพูด บัญญัติทับลงไปบนเรื่องได้เรื่องเสีย เป็นเพียงเรื่องคำพูด. ๓๐๐/ ๑๓๕ บ. ๑๐ แต่ว่าคำพูด ได้ - เสีย นี้ก็ยังกำกวมได้ ต้องระวังให้ดี. ในขณะหนึ่ง "ความเสีย" อาจ จะเบน "การได้" ก็ได้. "การได้" ที่ถูกต้อง ทำให้มีอายุสืบพันธุ์ กันมาเป็นล้าน ๆ ปี. พอได้เสียไม่ถูกต้องมันก็ สูญพันธุ์. เหล่านี้เป็นเรื่องทางวัตถุ เนื้อหนัง ร่างกายทั้งนั้น, ทางจิตใจนั้นอีกอย่างหนึ่ง. ถ้าได้ทางจิตใจถูกต้อง ก็รอดตัวมา คือเจริญ

น.102 ๙๕ วิวัฒนาการทางจิตใจมาอีกด้วย. นี้เรียกว่าเป็น "ความรู้โดยสัญชาตญาณพื้นฐาน". ๓๑๑-๓๑๒/๑๓๖ บ. ๒๒, ๕, ๑๐ บ. ๒๒ เรื่อง "ได้ - เสีย" ของสุนัขยังเท่าเดิม, พวกหญ้าบอนนี้ "ได้ -เสีย" อยู่เท่าเดิม หลาย ล้านปีมาแล้วเป็นอย่างไร ก็เป็นอยู่อย่างนั้น. หน้า ๓๑๒ บ. ๕ นี่คนกำลังหลงทาง เพราะคนก้าวหน้าไป ทางจิตใจ ทางวิวัฒนาการ ซึ่งตั้งรกรากอยู่บน คำว่า "ได้" ว่า "เสีย" นี้ แล้วมาเปลี่ยนมาเป็น ดี - ชั่ว บุญ - บาป สุข - ทุกข์ ผิด - ถูก นรก - สวรรค์. "

น.103 ๙๖ บ. ๑๐ คำคู่ ๆ เหล่านี้ เป็นคำหลอกลวงทั้งนั้น เป็นสังขาร ปรุงแต่งให้เวียนว่ายอยู่ในเรื่องทุกข์ ทั้งนั้น. ๓๑๒/๑๓๗ บ.๑๗ มนุษย์หลงทางมาไกลมาก เหลือที่จะกลับไปหาความว่าง. ตามธรรมชาติ ไม่มีได้ ไม่มีเสีย อยู่เหนือได้เหนือเสีย. อยู่เหนือได้เหนือเสียเมื่อใด เหนือบาปเหนือสุข เหนือทุกข์ เมื่อนั้น ก็เป็นมรรคผล นิพพาน เมื่อนั้น. ๓๑๓/๑๓๘ บ. ๒๐ มีแต่เรื่อง "ดำรงจิต" ไว้ให้ถูกต้องเท่านั้น ตัว "วิปัสสนา" ที่แท้จริงมันอยู่ที่ตรงนี้. ไม่ใช่

น.104 ๙๗ ห่มจีวรดำ ๆ ไปเที่ยวหลอกคน เพื่อกินกาแฟ สูบบุหรี่ ให้เขานับถือ. ๓๑๗/๑๓๙ บ. ๕, ๗, ๑๖ บ. ๕ พระเยซูก็มาสอนวิธีที่จะให้ละเรื่องดีเรื่องชั่วเสียเหมือนกัน ให้เข้าไปอยู่กับพระเจ้าในที่สุด. บ. ๗ พระพุทธเจ้าก็สอนให้ละความยึดมั่นถือมั่นในเรื่องดี เรื่องชั่ว เรื่องบุญ เรื่องบาป ให้สู่ความเป็นวิมุตติหลุดพ้น คือเหนือหมด เหนือดี ชั่ว บุญ บาป สุข ทุกข์ ; แต่แล้วทั้งหมดมารวมอยู่ที่ว่า เหนือได้ เหนือเสีย ไม่มีการได้ ไม่มีการเสีย.

น.105 ๙๘ บ. ๑๖ การที่จะให้รู้ว่า เรื่องได้ - เรื่องเสีย นี้ เท่ากันหรือเหมือนกันนี้ยากมาก. ถ้าใครรู้คนนั้นเป็นพระอรหันต์. ไม่ใช่เป็นพระโสดาบัน สกิทาคา อนาคามี แต่เป็นพระอรหันต์เลย ! ๓๑๘-๓๑๙/๑๔๐ บ. ๑๖, ๒, ๕ บ. ๑๖ ยอดสุดของการปฏิบัติหรือวิปัสสนาอยู่ที่ "ชนะเรื่องได้-เรื่องเสีย" นี้ ไม่มีเรื่องอื่นดีกว่านี้. บ. ๒ แต่ว่าโดยที่แท้แล้ว เป็นเรื่องหัวใจทั้งหมดของพระพุทธวัจนะทั้งหมดว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าเรา ว่าของเรา. บ. ๕ ถ้ามองเห็นว่า ไม่มีสักอย่าง ; ไม่มีที่จะเป็นคู่ ๆ ว่าดี ว่าชั่ว ว่าบุญ ว่าบาป นี้ความยึดมั่นถือมั่น ก็จะ ละลายไปเอง, จะไม่เกิดขึ้นมาเลย.

น.106 ๙๙ ๓๑๙- ๓๒๐/๑๔๑ บ. ๑๕, ๗, ๑๑, ๑๔ บ. ๑๕ เรื่องความเคยชินเป็นนิสัย ที่เรียกว่าสังโยชน์ อนุสัย นี้ สอนกันผิด ๆ ว่า กิเลส สังโยชน์ อนุสัย เป็นของแน่นอน, นอนอยู่ในสันดานเลย. อย่างนี้เป็นการสอนสัสสตทิฏฐิ. กิเลสก็เกิดดับ - เกิดดับ - เกิดดับเหมือนกัน. แต่ถ้าถามว่า ทำไมจึงเกิดอย่างนั้นทุกที ? ก็เพราะว่าเคยชินแต่อย่างนั้น. บ. ๗ ชินมากเกินไปจึงเป็นอนุสัยสังโยชน์ ซึ่งดูคล้าย ๆ กับว่ามีประจำอยู่ในสันดาน. บ. ๑๑ พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า แม้แต่อวิชชาก็เพิ่งเกิด แล้วก็เกิดดับ - เกิดดับเหมือนกัน.

น.107 ๑๐๐ บ. ๑๔ ถ้าใครสอนอวิชชาว่าเป็นของเที่ยง แน่นอนประจำอยู่ในสันดานนี้ เท่ากับพูดอย่างเขลาๆ ทำเรื่องจิตใจเป็นเรื่องวัตถุไปหมด, แล้วเข้าใจผิดว่า วัตถุนี้ไม่เกิดไม่ดับ. ที่จริงวัตถุก็เกิดก็ดับแต่ว่าช้ามากเท่านั้น กระแสจิตเร็วกว่านั้นมากจนดูไม่ทัน จนกลับเห็นเป็นว่า ไม่ได้เกิด ไม่ได้ดับไปเสียอีก. ๓๒๖-๓๒๗/๑๔๒ บ. ๑๓, ๒๒, ๔ บ. ๑๓ ถ้าพูดว่าความทุกข์ ต้องหมายถึง "ความรู้สึกที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน. อย่าถือตามตัวหนังสือที่ท่องกันโดยไม่ระมัดระวังว่า ความเกิดเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ นี้ทำให้เข้าใจผิด. บ. ๒๒ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสว่า "ความเกิด" ต้อง

น.108 ๑๐๑ เข้าใจได้เองว่า ความเกิดที่มีอุปาทานยึดว่า ความเกิดของเรา. หน้า ๓๒๗ บ. ๔ ถ้าของคนที่ไม่มีอุปาทาน ก็ไม่เรียกว่า ความเกิด ความแก่ ความตาย เรียกว่าความเปลี่ยนแปลงของสังขารอย่างหนึ่ง ๆ. ๓๒๘/๑๔๓ บ. ๒ หัวใจของพระพุทธศาสนา ก็คือ เรื่องทำลายอุปาทาน ทำลายความยึดมั่นถือมั่นนี้เสีย. เรื่องให้ทำลายอุปาทาน แล้วจะดับทุกข์นี่ หลักอันนี้ก็ใช้ได้แก่ทุกศาสนา แม้ว่าไม่พูดไว้ตรง ๆ ก็พูดไว้โดยอ้อม.

น.109 ๑๐๒ ๓๓๒ -๓๓๓/๑๔๔ บ.๑๓, ๖ บ. ๑๓ อุปาทานทั้ง ๔ มีรากฐานอยู่บนเรื่องได้- เรื่องเสียทั้งนั้น แต่ในลักษณะต่างๆ กันเป็น ๔ อย่าง. เรื่องได้ - เรื่องเสีย ๒ คำนี้ เป็นทั้งหมด ทุกเรื่องที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความทุกข์ หรือ ความดับทุกข์, หรือว่าเป็นหลักสำคัญ ที่เป็น หัวใจของพุทธศาสนา ที่มีอยู่ว่า เราจะต้องตัด อุปาทานให้ขาดลงไป. การที่จะต้องตัดทั้ง ๔ อย่าง ดูจะมากมาย ; เราตรงดิ่งไปยังรากแก้วของมัน คือเรื่องได้-เรื่อง เสีย อย่าให้มีความหมายขึ้นมา, อื่น ๆ จะถูก ตัดหมดเลย.

น.110 ๑๐๓ หน้า ๓๓๓ บ.๖ นี่เป็นลักษณะที่จะศึกษา หรือปฏิบัติ ธรรมะ ; ไม่ต้องปฏิบัติทั้งหมด ไม่ต้องศึกษา ทั้งหมด, ศึกษาแต่สายใดสายหนึ่งที่ถูกต้อง ที่ จะไปหารากแก้วของมัน. แล้วไม่ต้องปฏิบัติกรรมฐานทุกข้อ ปฏิบัติ ข้อเดียว ไปถึงเหง้ารากของกิเลส ตัดทำลายกิเลส ได้ เหมือนกับการถอนสายบัว. ๓๓๓-๓๓๔ -๓๓๕/๑๔๕ บ. ๑๒ บ.๑๒ ควรต้องแน่ใจในข้อที่ว่า อย่าหวั่นว่า เราไม่ได้เรียนทั้งหมด ไม่ได้ปฏิบัติทั้งหมด แล้ว เราจะดับทุกข์ได้อย่างไร ? สมัยโบราณก็ไม่มี ใครเรียนทั้งหมด เขาเรียนแต่เรื่องทำลายอุปาทาน

น.111 ๑๐๔ นี้ทั้งนั้น. เรองนี้ต้องพูดตรง เป็นเรื่องนั้นเลย แล้วก็เป็นพระอรหันต์เลย. สมัยนี้ก็เหมือนกัน ไม่จำเป็นจะต้องเรียน ทั้งหมด หรือพยายามปฏิบัติทั้งหมด ; เพราะว่า เมื่อได้สิ่งนั้น หรือถึงสิ่งนั้นแล้วก็หมดเรื่อง. หน้า ๓๓๔ บ. ๗ การปฏิบัติธรรมก็มีวิธีเดียวที่จะดิ่งลงไป ในเรื่อง "ไม่ยึดมั่นถือมั่น" ให้ถูกวิธีแนวใด แนวหนึ่งตามที่เหมาะแก่เรา. หน้า ๓๓๕ บ. ๒ มองให้เห็น ว่าเรื่องได้ก็หลอก ๆ เรื่อง เสียก็หลอก ๆ ที่แท้คือความเปลี่ยนแปลงไปตาม เรื่องตามราว, ไม่บูชาการได้ ไม่กลัวการเสีย เรียกว่า อยู่เหนือการได้ - การเสีย.

น.112 ๑๐๕ ๓๓๕/๑๔๖ บ. ๑๐ ความเป็นพระอรหันต์นั้น อยู่เหนือการ ได้ - การเสีย. โดยที่เห็นว่า เรื่องได้ - เรื่องเสียนี้ ของหลอกเหมือนกัน ปัญหาก็หมด. เพราะฉะนั้น ถ้าใครไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พูดกันแต่เรื่องนี้อย่างเดียว ไม่กี่คำเลย แล้วจิตใจ ปลงลงไปได้ ก็เป็นพระอรหันต์ที่นั่น. เขาไม่เคยเรียนพระไตรปิฎก ไม่เคยอะไร มาก่อน ก็เป็นพระอรหันต์ที่ตรงนั้น นี้ มีมากมาย. ๓๕๐-๓๕๑/๑๔๗ บ. ๒, ๑๒, ๑๗, ๒ บ. ๒ โลก คือกายยาววาหนึ่งนี้ ถ้าไม่เกิด "ตัวกู", โลกนี้ก็ยังไม่เกิด ยังไม่มี.

น.113 ๑๐๖ บ. ๑๒ โลกนี้เพิ่งมี ทุกทีที่คนมี "ความยึดมั่น ถือมั่น" พอคนหมดความยึดมั่นถือมั่นขณะหนึ่ง โลกนี้ก็ดับไป. บ.๑๗ ปุถุชน เมื่อ ไม่มีกิเลสปรุงแต่งเป็นตัณหา อุปาทาน ก็เหมือนไม่มีอะไร โลกก็เหมือนไม่มี, แต่พอมันเกิดตัณหาอุปาทานอย่างใดอย่างหนึ่งใน หลายร้อยหลายพันอย่าง เมื่อนั้นจะมีตัวฉัน มี ตัวกู แล้วก็มี "โลก" ขึ้นสำหรับจิตดวงนั้น สำหรับคนนั้น. บ. ๒ พระอริยเจ้าท่านไม่มีเกิดอุปาทาน, ตัวกู- ของกู. ท่านก็เลยไม่ได้อยู่ในโลก. โดยเฉพาะพระอรหันต์ ที่เรียกว่า เป็นผู้ เหนือโลกแล้ว โดยสมบูรณ์แล้ว ไม่มีวันที่จะ

น.114 ๑๐๗ เกิดตัวกู - ของกู. "โลก" ก็ไม่มีสำหรับท่าน ท่านก็ไม่อยู่ในโลก ก็เลยเป็นโลกุตตระไปตลอด เวลา. ๓๕๓/๑๔๘ ม.๔, ๑๑ บ. ๔ อย่าไปคิดว่า ใครชั่ว ใครเลว ใครดี อย่างนี้ปลอดภัยกว่า. ระวังตัวเอง อย่าเกิด ตัวกู - ของกู แล้วสมัครเป็นคนแพ้ แพ้โดยไม่ ให้ใครรู้สึกเลย. บ.๑๑ ถ้ารับใช้ก็รับใช้โดยบริสุทธิ์ใจ ถ้ากลัว เขาจะขอบใจ จะตอบแทน ก็อย่าให้เขารู้ เรียกว่า เป็นผู้รับใช้ที่ต่ำที่สุด เหมือนเป็นทาสเขา แล้ว ไม่ให้เขารู้ จะเป็นการเข่นฆ่ากิเลส,

น.115 ๑๐๘ ๓๕๔-๓๕๕/๑๔๙ บ.๑๑, ๑๗, บ. ๑๑ ในการปฏิบัติธรรม อย่าให้ใครรู้ดีกว่า. พอรู้ก็มีเรื่องละ : หาว่าเคร่งดี ล้วนยึดถือเอา ความดีของคนผู้ปฏิบัติทั้งนั้น. บ.๑๗ แล้วตัวผู้ปฏิบัตินั้น ระวังให้ดี จิตจะเผลอ คิดว่า "กูดี" ไปทั้งนั้น : ว่ากูดี ภูเคร่ง หรือ อาจเป็นว่า กูเคร่งกว่าคนนั้น ดีกว่าคนโน้น หรือ กูแพ้ก็แต่คนนี้ อย่างนี้เป็นต้น. เฉพาะข้อนี้ พระเยซูสอนไว้ดีมาก ว่า การถือศีลปฏิบัติอะไร อย่าให้ใครรู้; ถ้าเขาจะ เกิดรู้เข้า ก็ทำไม่ให้เขารู้. หน้า ๓๕๕ บ. ๑๑ "แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร" นี้ไม่ใช่เล่น ถ้าจะรับใช้พระพุทธเจ้าต้องยอมแพ้ แพ้ทุกอย่าง

น.116 ๑๐๙ แพ้ทุกเวลา. พอจะเอาดี เอาเด่น เอาบุญคุณ เอาอะไรขึ้นมา ก็เป็นเรื่องรับใช้กิเลส พอกพูน กิเลส สนับสนุนพญามาร. ๓๕๗/๑๕๐ บ. ๑๘ เรื่องอยากเป็นคนดีนี้ มันเป็นสัญชาต- ญาณ. พอไม่ระวัง หรือควบคุมไว้ไม่ได้ จะ กลายเป็นพญามารขึ้นมาทันที. ควรกลัว "ความดี" มากกว่า "ความชั่ว". ความชั่วมันมาซึ่งหน้า เตะทีเดียวกระจายไปเลย, ความดีไม่รู้มาเมื่อไร ที่ไหน อย่างไร ไม่มอง เห็นเลย, พอเหลียวดูที่ไหนได้ หางของตัว - หู ของตัว ยาวไม่ทันรู้ตัว อันตราย.

น.117 ๑๑๐ ๓๖๓/๑๕๑ บ. ๑๑, ๑๘ บ.๑๑ อย่าไปแสวงหาอะไรอีกเลย. อย่าเป็น พวกที่ขึ้นรถลงเรือ ขึ้นเหนือล่องใต้ เที่ยวบ้าบุญ ไปทั่วประเทศ ; เพราะจะไปอยู่ที่ไหนมันก็ต้อง เล่นงานเจ้าเรื่อง "ตัวกู - ของกู" นี้. บ. ๑๘ แห่กันไปแห่กันมา เพื่อจะหาบุญ เพื่อ จะบ้าบุญ. ไม่รู้ว่า "บุญ" อยู่ที่ตรง "ไม่เอา" , ไม่เอาและไม่ยึดมั่นถือมั่น. ๓๗๐/๑๕๒ บ.๗ ถ้าใครรู้จักคำว่า "ธรรม" ในพุทธศาสนา ต้องรู้ในความหมาย ๔ อย่างนี้ :- ๑. ตัวธรรมชาติ นี้คือ สภาวธรรม.

น.118 ๑๑๑ ๒. กฎธรรมชาติ นี้คือ สัจจธรรม หน้าที่ ตามกฎธรรมชาติ. ๓. ปฏิปัตติธรรม ธรรมที่ต้องปฏิบัติ. ๔. ผลที่เราจะรู้สึกแก่จิตใจ เรียกว่า ปฏิเวธธรรม. ๓๗๓/๑๕๓ บ. ๑๐ การที่เราจะเห็นธรรมะจริงๆ ก็ต้องเห็น ข้อเท็จจริงว่านี่เป็นธรรมชาติ อย่าไปรักมันมาก กว่าที่จะเป็นธรรมชาติ ; อย่าไปหลง อย่าไป ต้องการมันให้มากกว่าที่มันเป็นธรรมชาติ, แล้ว สิ่งนี้มีลักษณะปรุงแต่ง เปลี่ยนแปลง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา. หน้าที่ของเราก็คือว่า อย่าไปโง่ หรืออย่า ไปหลงรัก สิ่งที่เป็นเพียงสักว่าธรรมชาติ หรือ กฎของธรรมชาติ ; ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องอยู่เรื่อย.

น.119 ๑๑๒ ๓๗๔/๑๕๔ บ. ๔ การเห็นธรรมะที่แท้ ต้องเห็นด้วย ๔ ความหมาย. ถ้ายังเห็นไม่ครบ ในหลักของ อริยสัจจ์ ยังไม่ชื่อว่าเห็นอย่างเพียงพอ. แล้วการเห็นพระพุทธเจ้า ต้องเห็นชัด โดยไม่ต้องคิด ไม่ต้องใช้เหตุผล, แต่จะเห็น โดยประจักษ์ในเรื่องของทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์, เรื่องความที่ไม่มีทุกข์ และวิธีที่จะให้ถึงความ ไม่มีทุกข์. อย่างนี้เรียกว่า เห็นพระพุทธเจ้าคือ เห็นธรรม. ๓๗๖-๓๗๗-๓๗๙/๑๕๕ บ.๗ บ. ๗ หน้าที่ไหว้พระสวดมนต์ เป็นหน้าที่ริเริ่ม, เป็นเรื่องชั้นเปลือก ยังไม่พอ ต้องทำมากกว่า อย่างนั้น.

น.120 ๑๑๓ บ. ๑๙ หน้าที่ตามกฎธรรมชาติ นั้นคือ พรหม- จรรย์. บ. ๒๔ คำว่า พรหมจรรย์ นี้คือคำว่า "ธรรมะ" หน้า ๓๗๗ บ. ๒๑ สิ่งที่เรียกว่า "พรหมจรรย์" ไม่เกี่ยวกับ ปริยัติ ไม่เกี่ยวกับทฤษฎี ไม่เกี่ยวกับอะไร เป็น "ตัวการปฏิบัติ" โดยตรง. หน้า ๓๗๙ บ. ๒ การประพฤติที่ดี ที่ประเสริฐ ที่จะทำให้ สิ้นกิเลสอาสวะ จึงจะเรียกว่าพรหมจรรย์ได้. ๓๗๙-๓๘๐/๑๕๖ บ. ๑๒ ธรรมะ ไม่อาจจะเห็นได้ด้วยการอ่าน การ ฟัง การศึกษาเล่าเรียน.

น.121 ๑๑๔ ต้องปฏิบัติและปฏิบัติถูกต้องด้วย แล้ว ได้ผลมาแล้วด้วย จึงจะเรียกว่าเห็นธรรม. หน้า ๓๘๐ บ. ๔ การเห็นธรรมจริง ๆ ก็คือการเห็นข้อเดียว ที่ว่า โอ๊ย ! ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรา - ไม่ใช่ของเรา. ๓๘๒/๑๕๗. บ.๙, บ. ๑๔ บ.๙ เมื่อพูดว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่น" คำเดียว เท่านั้น คือหัวใจของพุทธศาสนา. ถ้าเรียนก็ เรียนเรื่องนี้ ปฏิบัติในเรื่องนี้ ถ้าได้ผลก็ได้ผล เป็นอย่างนี้ คือ "ไม่ยึดมั่นถือมั่น" กันจริง ๆ. บ.๑๔ ถ้าปฏิบัติไม่ได้ ก็ไม่ได้รับผลของการ ปฏิบัติ คือ ไม่เห็นแจ้งในความจริงข้อนี้. จึง ไม่มีทางจะรู้จัก ไม่มีทางเห็นพระพุทธเจ้า. ได้ แต่เห็นอย่างคาดคะเนไปอย่างนั้น.

น.122 ๑๑๕ ๓๘๗/๑๕๘ บ. ๑๘ ขอให้อุตส่าห์สนใจคำว่า "ธรรม" นี้ให้ มาก ๆ ไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ให้เห็นธรรมเถอะ. ต้องปฏิบัติเป็นเรื่องในใจ จะติดอยู่แค่ พระพุทธรูป หรือแค่ข้อวัตรปฏิบัติ สีลวัตรต่าง ๆ แค่นี้ไม่พอ. ที่เรียกว่า สีลัพพัตตปรามาสนั้น ไปติด อยู่แค่สีลวัตร เช่นสวดร้องพร่ำบ่น พิธีรีตอง หรือที่เป็นของขลังไปหมด, ไม่ไปถึงความรู้ ความจริง ; สีลวัตรนั้นกลับเป็นเครื่องหน่วง- เหนี่ยวไว้. ๓๘๙/๑๕๙ บ. ๕, บ. ๑๒ บ.๕ เวลาที่จะพิจารณาธรรมะ เห็นธรรมะ เป็นเวลาที่เราทำการงาน เพราะเวลานี้เป็นช่อง

น.123 ๑๑๖ ให้เกิดกิเลส จะได้รู้จัก จะได้ต่อสู้กิเลส กำจัด ความยึดมั่นถือมั่น .. บ. ๑๒ พอมีความคิดไปในทางฮือ ๆ แฮ่ ๆ เรื่อง กู - เรื่องสู รีบสนใจเรื่องนั้นให้มาก ต้องฆ่ากัน ที่นั่น. มันต้องมีตัวสิ่งที่เราจะฆ่า จึงจะฆ่าได้. ถ้าไปกางกลดอยู่บนภูเขาสบาย นอนหลับไปเลย อย่างนี้ก็ไม่มีอะไร ไม่มีเรื่องที่จะต้องฆ่าต้องฟัน ต้องรบ; ทำเพ้อ ๆ ไป ตามระเบียบที่วางไว้ พอให้แล้ว ๆ ไป แล้วก็ตั้งให้เป็นโสดา สกิทาคา นี้น่าหัว ; พอมากระทบอะไรเข้าจริงก็หวั่นไหว. ๓๙๐-๓๙๑/๑๖๐ บ.๑๘, ๒, ๕, ๑๗ บ.๑๘ "การทำวิปัสสนาในการงาน" นี้วิเศษ ที่สุด, เป็นวิธีลัดที่สุด ที่จะรู้จักกิเลส รู้จักความ ยึดมั่นถือมั่น.

น.124 ๑๑๗ หน้า ๓๙๑ บ. ๒ ความสะอาด สว่าง สงบ จะหาพบที่นี่ ที่ขณะทำงานนั้น ไม่ได้หาพบเพราะการไปนั่ง คิด ๆ นึก ๆ สันนิษฐานใช้เหตุผล. บ. ๕ แต่ถ้าว่ากลางวันมาต่อสู้กับอารมณ์นี้ แล้ว กลางคืนเก็บไปคิดไปนึก นั้นดี ดีที่สุด. บ. ๑๙ ถ้าจิตยังยุ่งอยู่ จงสงสารตัวเองให้มาก จะได้ถอยหลัง จะได้ฉลาด จะได้เปลี่ยนนิสัย แล้วโอกาสที่จะเห็นธรรมก็จะมี จะดีขึ้น ๆ ๆ. ๔๐๑/๑๖๑ บ. ๒, ๑๕ บ. ๒ ต้องอธิบายธรรมะเป็น "ความว่าง" นี้เห็น จริงได้ยาก, แล้วก็เป็นเรื่องยืดยาวลำบากมาก. สู้พูดอย่างพวกเซ็นเขาไม่ได้ว่า "ที่แรก ไม่มีอะไรเลย. เผลอนิดเดียว โง่นิดเดียว ความ

น.125 ๑๑๘ โง่เกิดขึ้นมา". ความโง่ เป็นผู้ตั้งต้น ให้มีอะไร อยู่ชั่วขณะที่ความโง่มันมี. พอเราทำลายความโง่ หรือจิตทำลายความโง่ได้ ก็กลับฉลาด. นั่นก็คือ "หมดโง่", เท่านั้น, เท่านั้นละ แล้วก็ไม่ต้อง ฉลาดอะไรขึ้นมาอีก ก็เท่าเดิม คือ "ไม่มีอะไร". บ. ๑๕ ถ้าพูดว่ามีพระเจ้า หรือมีธรรมะที่ปรุงแต่ง มีอำนาจปรุงแต่งอย่างใหญ่หลวง อย่างเด็ดขาด นี้ก็รู้ยาก. ๔๐๒/๑๖๒ บ. ๓ บ. ๓ คำว่า "แต่งงานกับสุญญตา" ก็คือ ไม่ เป็นอะไร ชั่วขณะที่เราไม่มีอุปาทาน ว่าตัวเรา- ว่าของเรา ; แต่มันหย่ากันเร็วเกินไป ไม่กี่นาที ก็หย่ากันอีก แล้วแต่งงานกันอีก. อย่างนี้เป็น ธรรมดา เป็นปุถุชน ซึ่งเดี๋ยวก็เกิดอุปาทาน

น.126 ๑๑๙ เดี๋ยวก็ไม่เกิดอุปาทาน วันหนึ่งหลายครั้งหลายหน มันก็เป็นเรื่องเดียวคือปฏิจจสมุปบาท. ขณะที่อุปาทานดับไป ก็เข้าถึงความดับ ความไม่มีอะไร ; ได้ดื่มรสของสุญญตา รสของ ธรรมะที่เป็นความดับสนิท เดี๋ยวเผลอขึ้นมาอีก มีอวิชชา มีอะไรปรุงแต่งทางตา ทางหู ฯ ก็หย่า กันอีก ก็มีความทุกข์อีก. มีแต่พระอรหันต์พวกเดียว ที่จะไปแต่ง งานกับสุญญตาโดยแท้จริงตลอดกาล. ๔๐๖/๑๖๓ บ. ๘ บ.๘ ความคิดที่ให้นางสาวสุญญตาเป็นนางสาว ขึ้นมา เป็นนางสาวที่สาวเสมอตลอดอนันตกาล ไม่หมดความเป็นสาว ก็เพื่อล่อใจคนให้คิดถึง ส่วนที่ไม่เปลี่ยนแปลงของ "อสังขตธรรม" ,

น.127 ๑๒๐ ของ "วิสังขาร" ที่มีความสดชื่น เป็นสุข ไม่มี ความทุกข์อยู่ตลอดกาลนี้. ๔๑๑-๔๑๒/๑๖๔ บ.๑๔,๖ บ. ๑๔ ขอพูดให้เป็นสมมติฐานเลยว่า "เวลาที่ เราไม่มีความรู้สึกว่า เรามีอะไรเป็นตัวเราหรือ ของเรา มันยิ่งกว่าสิ้นเนื้อประดาตัว คือไม่มี อะไรเลย เวลานั้นเราสบายที่สุด" แล้วจริงที่สุด ถูกต้องและจริงที่สุดในเรื่องนี้. หน้า ๔๑๒ บ. ๖ บ. ๖ จับข้อเท็จจริงอันนี้ให้ได้สักอย่างหนึ่ง ก่อน ว่าเวลาที่เราไม่ได้รู้สึกว่า "เรามีอยู่เป็นอยู่" นั้นน่ะ เป็นเวลาที่เราสบายที่สุด เป็นเวลาที่ แต่งงานกับสุญญตา. ฉะนั้น เอาไปคิดดู สังเกตดู ไปจับให้ได้.

น.128 ๑๒๑ ๔๑๘/๑๖๕ บ. ๑๐ บ.๑๐ สนใจคำว่า "ภาษาคน -ภาษาธรรม" ให้เพียงพอแล้ว จะเข้าใจสิ่งที่ไม่เข้าใจที่สุด ที่ติดตันอยู่นั้น. ขอให้หัดนึกไปในทางที่ว่า "ให้เข้าใจ อะไรลึก ๆ เป็นชั้น ๆ ชั้น ๆ". ๔๒๒/๑๖๖ บ.๑๐, ๑๙ บ. ๑๐ ถ้าเป็นเรื่องธรรมะแล้ว ก็เป็นเรื่องธรรม- ชาติทั้งหมด. เรื่องธรรมชาติก็ไม่พ้นไปจาก "ความว่าง" ไปได้; เป็นธรรมชาติ ก็ว่างจาก "ตัวตน" ทั้งนั้น. บ. ๑๙ ผู้ใดเห็นธรรมะลึกซึ้งจริง ๆ ผู้นั้นจะเห็น ธรรมชาติ สามารถทำ "กิเลส" ให้เป็น "โพธิ" ได้, ทำ "ความทุกข์" ให้เป็น "ความดับทุกข์"

น.129 ๑๒๒ ได้ เพราะเป็นธรรมชาติเหมือนกัน "ทำชั่วทำดี" ให้หมดความหมาย ให้กลายเป็นธรรมชาติได้. ๔๒๓/๑๖๗ บ. ๖, ๑๖, ๑๘ บ.๖ ยิ่งยึดมั่นถือมั่น "ตัวหนังสือ" มาก, "คำพูด" มาก พวกนี้แหละคือพวกที่ยิ่งเรียนยิ่ง ไม่รู้. ยิ่งเรียนพุทธศาสนายิ่งไม่รู้พุทธศาสนา. บ. ๑๖ ยิ่งเรียนพุทธศาสนา "ตามความคิดของ ท่านผู้ใดผู้หนึ่ง" แล้ว ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา. บ. ๑๘ ยิ่งเรียนธรรมชาติซิ ยิ่งรู้พุทธศาสนา. เขาให้เรียนพุทธศาสนา ; ทำไมไม่คิดว่า พุทธ- ศาสนาเป็นธรรมชาติเล่า ? ๔๒๘/๑๖๘ บ. ๓, ๑๐, ๑๔ บ.๓ "พระพุทธรูปบังพระพุทธเจ้า" หมาย ความเพียงว่า ถ้าไปติดอยู่เพียงแค่พระพุทธรูป

น.130 ๑๒๓ แล้ว ไม่มีหวังที่จะถึงพระพุทธเจ้า. ต้องทะลุ พระพุทธรูปออกไป. บ. ๑๐ เรานี้พูดว่า "พระพุทธเจ้า ตามทัศนะของ บุคคลนั้น" คือ ตามความยึดมั่นถือมั่น ตาม ทัศนะของบุคคลนั้น ละก็บังพระธรรม. บ.๑๔ ที่ว่า "พระพุทธเจ้าบังพระธรรม" ควร จะเข้าใจได้. ที่จริง ถ้าเป็น พระพุทธเจ้าจริง ก็ไม่บังพระธรรม เพราะ พระพุทธเจ้าก็เป็น ธรรม หรือเป็น ธรรมชาติ อันหนึ่ง. ซึ่งหมายถึง ปัญญาที่รู้นิพพาน. นี่เป็นพระพุทธเจ้าจริงไม่ใช่ เปลือก ไม่ใช่ร่างกาย. พระพุทธเจ้าจริง ๆ อย่างนี้ เป็นธรรมชาติ เสียเองเหมือนกัน ย่อมไม่บังพระธรรม ซึ่งเป็น ธรรมชาติด้วยเหมือนกัน.

น.131 ๑๒๔ ๔๓๓/๑๖๙ บ. ๓, ๙ บ.๓ เพราะว่า ชาวบ้านนั้นอยู่ในกองไฟ แล้ว น้ำชนิดอื่นไม่มีที่จะดับไฟ ; เพราะฉะนั้น ต้อง เอาเรื่อง "สุญญตา" มาเป็นน้ำ ดับไฟไปตามมี ตามได้ ตามมากตามน้อย แม้ไม่ใช่ทั้งหมดก็ยังดี. บ.๙ เรื่องสุญญตา หรือว่าเรื่องโลกุตตระนี้ เป็นเรื่องจำเป็น สำหรับทำให้ "คนทนได้ดี" อยู่ ในโลกนี้. พวกชาวบ้านจึงต้องรู้จักปลงว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, เป็นอย่างนั้นเอง, รูปธรรม นามธรรมเป็นอย่างนั้นเอง, สิ่งต่าง ๆ ล้วนไม่เที่ยง อย่าไปเสียใจกับมันเลย.

น.132 ๑๒๕ ๔๓๓-๔๓๔/๑๗๐ บ.๑๘, ๖ บ.๑๘ เพราะไม่ยอมรับเรื่อง "โลกุตตระ" นี้ ไม่สนใจเรื่องนี้ คนจึงเลวลง ๆ : อดไม่ได้ ให้ อภัยไม่ได้, อดความโกรธไม่ได้, บังคับกิเลส ไม่ได้ เพราะจิตใจไม่มีเครื่องประดับประคอง. ฉะนั้น เรื่องโลกุตตระ เรื่องสุญญตานี้ เป็นเหมือนกับหางเสือเรือ ช่วยให้เดินถูกทาง อย่าให้ต้องร้องไห้; หรือเรื่องอะไรเกิดขึ้น ร้ายกาจ ก็ปลงไปได้. หน้า ๔๓๔ . ๖ ฆราวาสคนไหน ไม่มีหลักธรรมชั้นสูง เรื่อง "โลกุตตระ" ก็เหมือนกับไม่มีพุทธศาสนา.

น.133 ๑๒๖ ๔๓๕/๑๗๑ บ. ๒, ๑๐ บ. ๒ เรื่องที่ลำบาก เกี่ยวกับเรื่องไม่ยึดมั่น- ถือมั่น เรื่องสุญญตา ก็คือ ยากที่จะเข้าใจ. แต่ก็ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี เพื่อรู้จักปล่อย รู้จักวาง รู้จักปลง ; ต้องสอนกันให้ดี ให้ถูกต้อง. ถ้าเข้าใจผิดเรื่องสุญญตา ก็เป็นมิจฉา- ทิฏฐิไป ก็เป็นอันตราย. บ.๑๐ "ไม่ยึดมั่นถือมั่น" ที่แท้ของพระพุทธเจ้า นั้น เป็นความรู้ที่ได้จากธรรมชาติ คือจาก "ใน ใจของเรา". ๔๓๗-๔๓๙/๑๗๒ บ. ๒, ๙, ๔ บ. ๒ เรื่องปฏิบัติธรรมนี้มีทางให้นึกหลายอย่าง เช่น ถ้าถือเอาตามบาลี นี้ก็ "พูดไม่ได้ ว่า พระ

น.134 ๑๒๗ ต้องไปนั่งหลับตา ต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัว เหยียบ ขี้ไก่ไม่ฝ่อ; ในบาลีที่เป็นพุทธภาษิตก็ไม่เคย พบเลย. พบแต่แบบแผนที่หลังๆ เขาทำให้พระ กลายเป็นอย่างนี้ไป. บ.๙ แต่ว่า ในบาลีทั่วๆ ไป ก็มีแสดงว่า พระอริยเจ้านี้มีในหมู่ฆราวาส แล้วก็ปฏิบัติเพื่อ ความเป็นพระอริยเจ้าที่สูง ๆ ขึ้นไป. ถ้าพระอริยเจ้า มีได้ในความเป็นฆราวาส นั่นก็คือ คนทำงานเหมือนกัน. หน้า ๔๓๙ บ.๔ ถ้าฆราวาสทำได้ ก็หมายความว่าเรื่อง ปฏิบัติ ที่ "ไม่ยึดมั่นถือมั่น" นี้ ไม่ขัดข้องกัน กับผู้ที่ทำงาน.“

น.135 ๑๒๘ ๔๔๐/๑๗๓ บ.๗, ๑๐ บ.๗ อปฺปมตฺโต อุโภ อตฺเถ อธิคณฺหาติ ปณฺฑิโต - ถ้าเป็นบัณฑิตจริง ต้องถือเอาได้ซึ่ง ประโยชน์ ๒ อย่าง. บ. ๑๐ ประโยชน์ ๒ อย่างนี้ หมายถึงทั้งทางโลก และทางธรรม, ทั้งทางกายทางใจ, ทั้งแก่ตัวเอง และผู้อื่น. ๔๔๔/๑๗๔ บ.๗, ๑๖ บ.๗ คำว่า "บ้า" ในภาษาคน ตามแบบชาวโลก มีความหมายว่า ทำไม่เหมือนคนอื่นเขาทำ" นี้น่า สงสาร. บ.๑๖ ตามภาษาธรรม ต้องถือว่า พอเผลอ "เป็นคน" ขึ้นมาเท่านั้นแหละ "บ้า" ทันที. หมาย

น.136 ๑๒๙ ความว่า "สติสัมปชัญญะ" เผลอ ไปปรุงแต่ง "ทางจิต" เกิดเป็นความรู้สึก เป็นตัณหา อุปาทาน ว่าตัวกู - ว่าของกู, เมื่อนั้น บ้าทันที บ้าอย่าง แท้จริง ไม่มีทางผิดเลย. ๔๔๕/๑๗๕ บ. ๑๒, ๑๕, ๒๒ บ.๑๒ ความไม่บ้ามันอยู่ที่ "ว่าง". พอมีตัวกู- ของกูเกิดมา ก็มีคน, มีตัวฉัน ก็มีคนบ้าทันทีเลย. ในขณะที่ไม่มีตัวกู - ของกู ไม่มีกิเลส ก็ไม่มีคน. ไม่มีคน "โลก" ก็พลอยไม่มี, ไม่มี โลกและไม่มีคน สำหรับ "จิตใจ" ชนิดนั้น. บ. ๑๕ ต่อเมื่อ "มีโลก จึงมีคน" ; พอมีคน ก็บ้า ในโลกมีแต่คนบ้า. นี้เป็นภาษาธรรมที่ ฟังยากหน่อย.

น.137 ๑๓๐ บ. ๒๒ เพราะฉะนั้น คำที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "โลกอยู่ในคน" นี้ระวังให้ดี. หมายความว่า ในคนเป็น ๆ นี้แหละ มีโลก, มีเหตุให้เกิดโลก, มีความดับสนิทแห่งโลก คือนิพพาน, มีทางให้ ถึงความดับสนิท คืออริยมรรค. ๔๔๖-๔๔๗/๑๗๖ บ.๑๗, ๔, ๘ บ. ๑๗ มองอีกแง่หนึ่ง ธุระหรือการงานที่ทำให้ บ้าง่ายนั่นแหละ จะทำให้ปฏิบัติธรรมง่ายขึ้น มีประโยชน์, จะเป็นการสอบไล่ที่ดี. หน้า ๔๔๗ บ. ๔ อาการที่หมิ่นเหม่ต่อการเกิดของกิเลสนี้ ก็ยังมีประโยชน์ ช่วยวัดดู สอบไล่ดู หรือมัน มาสอนให้รู้ว่า ความทุกข์เป็นอย่างไร ?

น.138 ๑๓๑ เป็นอย่างไร ? จะได้รู้จัก, เข้าใจ, ควบคุม แล้ว ก็เอาชนะได้. บ. ๘ เมื่อมีอะไรที่ไม่ถูกอกถูกใจอยู่บ่อย ๆ นี่ แหละดีมาก. ถ้าสบายเสียหมด ก็ไม่รู้จักความ จริง หรือของจริง. ๔๔๗/๑๗๗ บ.๑๔ บ. ๑๔ พวกเทวดาถือว่า การที่ได้จุติมาอยู่ใน โลกมนุษย์นี้ เป็นสุคติที่สุดของพวกเทวดา. มี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หาได้ง่าย, มีธรรมะหาได้ง่าย มีการเป็นอยู่ที่ไม่ลืมตัว. เพราะฉะนั้น "เราอยากเกิดในมนุษย์โลก จึงจะเป็นสุคติแก่เรา" นี่เทวดาเขาพูดกันอย่างนี้. นี้เป็นพระพุทธภาษิตในสูตรหนึ่งในพระไตรปิฎก.

น.139 ๑๓๒ ๔๔๘/๑๗๘ ม. ๔, ๑๕ ม. ๔ การที่มีความทุกข์ มีอะไรเสียบ้างนี้ เป็น บทเรียนที่ดี ทำให้ไม่ลืมตัว. บ. ๑๕ "เอาดี" กันอยู่ตรงที่ ระวังอยู่ทุกลมหาย ใจเข้า - ออกดีกว่า. ร่างกาย อิริยาบถนี้จะทำ อะไรอยู่ ก็ปล่อยไปตามเรื่อง; แต่ว่า "ระวังจิต" อยู่ทุกลมหายใจเข้า - ออก อย่างที่เรียกว่า เป็น อานาปานสติ. ๔๔๙-๔๕๐/๑๗๙ บ. ๒๐, ๖, ๑๖ บ. ๒๐ "อานาปานสติ" ต้องกำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่ควรกำหนด อยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้า - ออก. ส่วนสำคัญ ก็คือเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, ที่ต้องมากำหนดอยู่ทุกครั้ง ที่หายใจ เข้า - ออก ไม่ใช่กำหนดที่ลม.

น.140 ๑๓๓ หน้า ๔๕๐ บ. ๖ ถ้าเอาลมมากำหนด ก็เรียกว่า เอาลมนี้ มาเป็นธรรม ; เป็นรูปธรรมชนิดหนึ่ง เอามา กำหนดเพื่อให้จิตเป็นสมาธิในเบื้องต้น. ไม่ใช่ ตัวความมุ่งหมาย เป็นเรื่องอุปกรณ์เบื้องต้น. ถ้าขึ้นถึงชั้นที่เป็นวิชชาแล้ว "ต้องกำหนด สิ่งที่จะดับความยึดมั่นถือมั่น หรือสิ่งใดที่จะ ทำลายความยึดมั่นได้ จึงเป็นอานาปานสติที่ ถูกต้อง. บ.๑๖ เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีความรู้สึกในข้อเท็จ- จริง หรือในธรรมะอะไร อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ทุกครั้งที่เราหายใจเข้า - ออก ; นั่นแหละเป็น อานาปานสติ.

น.141 ๑๓๔ ๔๕๘-๔๕๙/๑๘๐ บ.๘, ๑๑, ๑๗, ๕ บ.๘ "ความว่าง" นี่ เป็นทั้งหมดได้อย่างไร ? ก็คือ ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ความว่าง. ที่พูด ว่าเป็นพุทธศาสนานั้นมันแคบ ; "ความว่าง" เป็นทั้งหมด เป็นทั้งพุทธศาสนา และทั้งไม่ใช่ พุทธศาสนา ทั้งหมดเลย ไม่ยกเว้นอะไร. บ. ๑๑ ที่พูดว่า ความว่างเป็นพุทธศาสนานี้ หมายถึง พุทธศาสนา "สอน" มีใจความสำคัญ เรื่อง "ความว่าง", ปฏิบัติเพื่อความว่าง, ได้ผล มาเป็นความว่าง. อย่างนี้พุทธศาสนาเป็นเรื่อง "ความว่าง" ทั้งหมด เมื่อสรุปแล้ว. บ. ๑๗ พุทธศาสนามีปริยายมาก ๘๔,๐๐๐ พระ- ธรรมขันธ์ ; สรุปแล้วให้เว้นจากความชั่ว, ให้

น.142 ๑๓๕ ทำความดี, ทำจิตให้บริสุทธิ์. แล้ว ๓ อย่างนั้น สรุปเข้าอีกที ก็คือ "ไม่ยึดมั่นถือมั่น" . หน้า ๔๕๙ บ. ๕ และที่ว่า ทุกอย่างไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนี้ สรุปอีกที จะเหลือคำว่า "ว่าง" คำเดียว พยางค์เดียว. ไม่มีอะไรที่ไม่เป็นไปเพื่อความว่าง เพราะ ฉะนั้น วิธีที่ฉลาด หรือลัด หรือประหยัด ได้ ประโยชน์ ไม่เสียเวลา คือพูดเรื่อง "ความว่าง". ๔๖๒/๑๘๑ บ. ๑๖ จากไม่มีที่สิ้นสุด คือเสียงระฆังนี้ไปไหน? ทำไมมันจึงไม่รู้จักเต็ม ? ก็เพราะมันเป็นความ ไม่มีที่สิ้นสุดเหมือนกัน.

น.143 ๑๓๖ ๔๖๓/๑๘๒ บ. ๔, ๘, ๑๕ บ. ๔ ความไม่มีที่สิ้นสุดอยู่ที่ไหน ? บ. ๘ ก็มันออกมาจาก "ที่นี่และเดี๋ยวนี้" มัน ก็จะไปสู่ "ที่นี่และเดี๋ยวนี้" เหมือนกัน. บ. ๑๕ ถ้ามองอีกนิดเดียว ก็จะเห็นว่า "ที่นี่ และเดี๋ยวนี้" นั่นแหละ คือ "อันเดียวกันกับ ความว่าง". ๔๖๔/๑๘๓ บ. ๒ บ. ๒ ถ้าถามว่า ถ้าว่างทำไมจึงมีเสียง ? ทำไม จึงเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป, เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป ? นี้คือความที่ไม่เข้าใจว่า เกิดขึ้น - ตั้งอยู่- ดับไป นั่นแหละคือ "ว่าง". แล้วจะเข้าใจได้

น.144 ๑๓๗ อย่างไรว่า เกิดขึ้นก็คือว่าง, ตั้งอยู่ก็คือว่าง, ดับ ไปก็คือว่าง. ทั้งหมดนั้นก็คือว่าง. ๔๖๔/๑๘๔ บ. ๘ บ. ๘ เคยยุ่งหัวไม่เข้าใจ เขียนคำอธิบายยาก, เพราะว่าเราเอาความรู้สึกของ "คนธรรมดา" เป็น หลัก ; ไม่รู้ว่าเรื่องนี้ต้องเอาธรรมชาติเป็นหลัก. ถ้าเราเปลี่ยนเสียนิดเดียวว่า "ไม่ว่าอะไร ล้วนเป็นธรรมชาติ" ละก็จะเข้าใจได้ว่า ไม่ว่า อะไรชนิดไหนหมด มัน "ว่าง". การเกิดขึ้น หรือการดับไป ก็เป็นธรรมชาติ, แม้แต่นิพพาน. เมื่อทุกสิ่งเป็นเพียงธรรมชาติ ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน จึงพูดว่า "ว่าง".

น.145 ๑๓๘ ๔๖๔/๑๘๕ บ. ๑๙ บ. ๑๙ สิ่งที่เป็น "ความว่าง" แล้ว ไม่มีตรงไหน เป็นหัวใจได้. มันเป็นตัวเดียว อันเดียว. เป็น ความว่าง ไม่มีหัวใจ หรือไม่มีเปลือก หรือไม่มี อะไร. "ธรรมะที่แท้จริง" คือ "ความว่าง". อะไร ๆ ก็เป็น "ความว่าง" หมด. สังขตะหรือสังขาร คือความว่าง, อสังขตะ หรือวิสังขาร ก็คือว่าง; แต่ว่างชนิดหนึ่ง มัน เปลี่ยน; เหมือนกับกระดุกกระดิกหรือเปลี่ยน ได้. ๔๖๕-๔๖๖/๑๘๖ บ.๑๙, ๒ บ. ๑๙ "เสียงที่ "ดังขึ้น" กับเสียงที่ "ดับลง" นี้ ชวนให้นึกว่าเป็นคนละอย่าง; ไม่มีความเข้าใจ

น.146 ๑๓๙ ว่า เกิดกับดับ นี้คือ "ว่าง" หรือคือสิ่งเดียวกัน. พวกที่ติดตัวหนังสือ จะไม่ยอมให้วิสังขาร "ว่าง" อย่างเดียวกันกับสังขาร. หน้า ๔๖๖ บ. ๒ บ. ๒ เอาสังขารไว้ละก็เป็นทุกข์ แล้วก็ไม่ว่าง. เพราะฉะนั้น เราจึงพูดว่า "ไม่ว่างนั้นเป็นทุกข์". ที่แท้ "ทุกข์ก็คือว่าง". ความหมายที่ สูงกว่าทั้ง "วุ่นและว่าง" ในภาษาคนนั้นแหละคือ "ว่างที่สุด" ในภาษาธรรม. ๔๖๖/๑๘๗ บ. ๑๕ บ.๑๕ พระพุทธเจ้าท่านสอนกำมือเดียว แล้ว ปฏิบัติให้ได้กำมือเดียว ก็เรียกว่า "ได้หมด ทั้งป่า".

น.147 ๑๔๐ จะปฏิบัติอย่างไร ? ก็คือ ให้ควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่าได้ไปหลงอะไรเข้า เป็น น่ารัก น่าเกลียด เป็นตัวกู - เป็นของกูขึ้นมา. ใบไม้กำมือเดียว มีเท่านั้น. แล้วก็ปฏิบัติในขณะที่ทำงานกันอยู่นี้ เพราะขณะทำงาน มีเรื่องยั่วให้โกรธได้มาก ; ก็เป็นบทเรียนที่ดี ถ้าไปนอนเสียก็ไม่มีเรื่อง. ๔๖๗/๑๘๘ บ.๔ บ. ๔ พิจารณาดูเสียให้ดีว่า ที่เกิดความทุกข์ ขึ้นมาก็ว่าง, ที่ดับไปก็คือว่าง. จึงพูดว่าไม่มี อะไรที่ไม่ว่าง. ของที่คู่กัน, ตรงกันข้ามกัน เป็นสอง อย่าง ทั้งสังขตะ อสังขตะ ก็ว่าง. ความทุกข์กับ

น.148 ๑๔๑ ความสุขก็เป็นของหลอก ๆ เหมือนเสียงระฆัง เกิด เหมือนเสียงระฆังดับ. ส่วนภาวะ "ว่างอันแท้จริง" ไม่มีที่สิ้นสุด นี้เป็น "อีกอันหนึ่ง" ; ไม่ใช่เสียงระฆังเกิดหรือ เสียงระฆังดับ. เสียงระฆังเกิดจากความว่าง แล้วก็ดับ ไปสู่ความว่าง ; ความว่าง เป็นอีกอันหนึ่งจาก การเกิดและการดับ. ๔๗๑/๑๘๙ บ.๗ บ.๗ ความทุกข์ เกิดจากสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด, ดับลงไปในความไม่มีที่สิ้นสุด. . ถ้าจิตไปโง่เอา มันมาเป็น "ความทุกข์ของเรา" ; จิตนี้ก็เป็น ทุกข์.

น.149 ๑๔๒ เพราะฉะนั้น "จิต" นี้, "ผู้รู้" จึงต้องการ ให้แยกออกมาเสียจากการเกิด หรือการดับ. อย่า เอาจิตไปผูกไว้กับเสียงระฆังที่ดังขึ้นหรือดับไป ; ให้ "จิต" อยู่ฝ่าย "สิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด" อยู่เรื่อย มันจะเป็นจิตอมตะ, ย่อมเป็นจิตที่ไม่มีความ ทุกข์. ๔๗๔-๔๗๕/๑๙๐ บ.๑๑, ๑๗, ๒๓, ๔ บ. ๑๑ นิพพานกับวัฏฏสงสารอันเดียวกัน. หมาย ถึง "แง่" ที่ว่า เราไปแยก "ส่วนที่เรารัก" มาเป็น นิพพาน, "ส่วนที่เรากลัว - เกลียด" เอามาเป็น สังขาร. นี่โง่. ตลอดเวลาที่ยังต้องการนิพพานนี้ ยังโง่ อยู่ทั้งนั้น. เมื่อเราไม่ต้องการอะไรหมด เหมือน ระฆังเงียบ นี้แหละไม่มีเรื่องที่จะเป็นทุกข์.

น.150 ๑๔๓ บ. ๑๗ ถ้ายังเอานิพพานไปเป็นคู่กันกับวัฏฏ- สงสารอยู่แล้วละก็ยังบ้า ยังโง่. แท้จริงเป็นของ "อันเดียวกัน". อันหนึ่งเกิด อันหนึ่งดับ เท่า นั้นเอง. บ. ๒๓ มันต้องว่าง ต้องไม่เป็นนิพพาน ไม่เป็น วัฏฏสงสาร จึงจะไม่เป็นทุกข์. หน้า ๔๗๕ บ. ๔ บ. ๔ ไม่มีหวังอะไรจึงจะเป็นนิพพาน ; ตีระฆัง ไม่ดังจึงจะได้, ถ้าระฆังยังดังอยู่ - ดับอยู่ละก็ ไม่ได้. ๔๗๙/๑๙๑ บ.๓, ๙ บ. ๓ เรียนพระไตรปิฎกเดี๋ยวนี้ และเรียนอย่าง วิธีเรียนของสมัยนี้ ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา.

น.151 ๑๔๔ ถ้าหันไปเรียนตามวิธีของธรรมชาติ อย่าง เป็นธรรมชาติ ให้พระไตรปิฎกเป็นเพียง "บันทึก" เรื่องธรรมชาติ ก็จะรู้พุทธศาสนา. บ. ๙ การที่จะเรียนพุทธศาสนา ต้องเรียน "ตัว เอง" จึงจะรู้พุทธศาสนา อย่างพระพุทธเจ้า ท่านสอน. ๔๘๐/๑๙๒ บ.๗ บ.๗. การปฏิบัติธรรม ปฏิบัติวิปัสสนา ต้อง ปฏิบัติเพื่อไม่บรรลุอะไร ไม่เอาอะไร ไม่ได้อะไร นั่นละถูก. การปฏิบัติเพื่อได้อะไร เพื่อบรรลุอะไรนี้ ยิ่งบ้า ; แอยิ่งปฏิบัติเพื่อเป็นพระอรหันต์ ยิ่งบ้า ยิ่งมีตัวตนจัดขึ้น ๆ.

น.152 ๑๔๕ การจะปฏิบัติเพื่อจะดับทุกข์นี้; มี"ตัวกู" ผู้เป็นทุกข์ จึงจะดับทุกข์ นี่ก็บ้าพอใช้อยู่แล้ว. ๔๘๑/๑๙๓ บ. ๑๑ บ. ๑๑ ถ้ามีใครพูดว่า "ปฏิบัติเพื่อไม่บรรลุอะไร เลย" ก็โง่ จนฟังไม่ถูก ว่าทำอะไรกัน ? ทำเพื่อ อะไรกัน ปฏิบัติเพื่อไม่บรรลุอะไรเลย ? เพราะว่า "ว่าง" ไปทั้งสิ่งที่จะบรรลุและ ทั้งตัวผู้ที่จะบรรลุ. ไม่สำคัญนิพพานว่าเป็นนิพพาน, ไม่ สำคัญในนิพพาน, ไม่สำคัญซึ่งนิพพานอะไรนี้ ; "ตัวนิพพาน” ก็ "ว่าง" ไป จะบรรลุนิพพาน อย่างไรได้. แล้ว "ตัว" นี่ ก็ "ไม่มีตัว", ไม่สำคัญ ว่า "เป็นขันธ์", ไม่สำคัญว่า "ในขันธ์" ไม่

น.153 ๑๔๖ สำคัญซึ่งว่า "ขันธ์", ไม่สำคัญขันธ์นี้ว่า "ของ เรา". คำว่า "ขันธ์" นี้ก็ว่างไป. ฝ่าย "นี้ก็ว่าง" ฝ่าย "โน้นก็ว่าง" ; ไม่มีใครจะบรรลุ หรือได้รับอะไร. คิดไปทำนอง นี้จะ "สั้น" เข้า, จะ "เร็ว" เข้า แล้วจะ "ถึงตัว" ทีเดียวเลย. ๔๘๒/๑๙๔ บ. ๖, ๑๕ บ. ๖ ควรจะคิดว่า ปฏิบัตินี้เพื่อไม่ให้มันมุ่ง อะไรที่จะเอา หรือไม่มีผู้เอา อย่างบทปัจจเวกขณ์ บ.๑๕ ไม่เอา และไม่เป็น คือไม่มีเรา, ไม่มี ของเรา. แต่ว่าเป็นเรื่องยาก เข้าใจผิด ก็เป็น มิจฉาทิฏฐิได้. ทุกเรื่อง เข้าใจผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิได้, นิสสัตโต นิชชีโว อนัตตา สุญญตา เข้าใจผิด ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น ; ต้องเข้าใจเสียให้ถูก.

น.154 ๑๔๗ ๔๘๓/๑๙๕ บ. ๑๒ บ. ๑๒ พอรู้ธรรมะสูงสุด คือนิพพาน ยิ่งพูด ไม่ออก พูดไม่ถูก หรือบรรยายไม่ได้ ; ถ้า บรรยายได้ ยังไม่ใช่ตัวนิพพานแท้ แต่เป็น นิพพานท่องจำ. แม้จะใช้คำว่า "ธรรมะ" หรือ "ธรรม- ชาติ" ก็เหมือนกัน. ถ้ามองเห็นธรรมชาติจริงๆ แท้ ๆ ก็พูดไม่ได้เหมือนกัน บรรยายไม่ได้. ธรรมชาติส่วนแท้ ส่วนลึก ส่วนจริง ส่วนยิ่ง ; ธรรมชาติส่วนนี้เป็นสิ่งที่พูดไม่ได้. แต่โดยข้อเท็จจริงก็เพื่อจะถึงสิ่งนี้. เพื่อให้บรรลุ ถึงสิ่งที่พูดด้วยปากไม่ได้.

น.155 ๑๔๘ ๔๙๖/๑๙๖ บ. ๙, ๑๕, ๑๘ บ. ๙ ทุกอย่างพูดได้ในตัว เป็นแสงสว่างอยู่ ในตัว เป็นของธรรมชาติ ถูกต้องหมด. ความผิด ก็ถูก ความถูกก็ถูก เพราะมันเป็นธรรมชาติ เหมือนกันหมด. ที่เราว่าอะไรผิด อะไรถูก นี้เป็นความโง่ของเราเอง ; เกลียดไม่ชอบ ก็ต้อง ว่าผิด, ที่ถูกใจและชอบก็ว่าถูก. ทั้งผิด ทั้งลูก มันก็ไม่มีอะไร เป็นธรรมชาติจริงเหมือนกัน. บ. ๑๕ คนที่มีสายตาลึกก็มองเห็นว่า นิพพาน และความทุกข์ เป็นอันเดียวกัน : เป็นธรรมชาติ เป็นอนัตตา เป็นสุญญตาด้วยกันทั้งนั้น. อย่าเอา ความต้องการของมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วมัน ก็เหมือนกัน.

น.156 ๑๔๙ บ.๑๘ สังสารวัฏฏ์ กับ นิพพาน ก็เหมือนกัน. ถ้าเอาความต้องการของมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง มนุษย์ก็ต้องเลือกเอาที่ชอบ และที่ไม่ชอบ ; สังสารวัฏฏ์ ก็คือน่าเกลียด, นิพพานก็คือ น่า ปรารถนา เลยเป็น "สอง" ฝ่ายกัน. ๔๙๗/๑๙๗ บ.๒ บ.๒ คนโง่มาก จะเห็นร่างกายที่ปฏิกูลนี้ ว่า ไม่ปฏิกูล. ฉลาดขึ้นมาหน่อยก็จะเห็นว่า สิ่งที่ ปฏิกูล มันก็ปฏิกูลเหมือนกัน, ไม่มีอะไรที่ไม่ ปฏิกูล. ฉลาดขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ก็จะรู้ว่า มัน ปฏิกูลด้วยกันหมด, และไม่ปฏิกูลด้วยกันทั้งหมด ก็เพราะเราไปรู้สึก นี้เรามาว่าเอาเอง.

น.157 ๑๕๐ ฉลาดที่สุด ไม่รู้สึกว่ามีอะไรเป็นของ ปฏิกูล มันกลับไปพ้องกับคนโง่ที่สุด. ๕๐๐/๑๙๘ บ. ๘ บ.๘ เรื่องที่เกี่ยวกับธรรมชาตินี้มันมาก มี หลายแง่ หลายมุม หลายชั้น. ถ้าไม่รู้ถึงขนาด ที่น้อมเข้ามา "ในตัว" หรือให้เห็นว่า "มีอยู่ใน ตัว" แล้ว ก็ดูจะยัง "ไม่รู้". ๕๐๙/๑๙๙ บ. ๑๕, ๑๘, ๒๒ บ. ๑๕ ต้องระวังคำว่า "ธรรมชาติ" ให้ดีๆ ให้ อยู่ในขอบเขตที่จำเป็น. อย่าตีวงธรรมชาติกว้าง ออกไป กว้างออกไป จงระวังจะตามตัวไม่พบ. บ. ๑๘ ต้องให้ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา จนเข้ามาอยู่ใน "กายที่ยาวประมาณว่าหนึ่ง" นี้.

น.158 ๑๕๑ บรรจุไว้หมด ก็หมื่นโลกธาตุ ในนั้นมันมีอะไรได้ ก็บรรจุเข้าไว้, หรือว่าเพียงแต่บรรจุไว้ได้ใน “จิตใจ” ที่จะเล็กหรือใหญ่นี้เองรวมทั้งร่างกาย. บ. ๒๒ “จิตใจ” นั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีขนาด หรือว่า ไม่มีการจำกัดลงได้; เป็นอันตะ. จาก "จิตใจ" นี้ อะไร ๆ ออกมาได้ไม่มีสิ้นสุด ; จากอนันตะ สู่อนันตะ. ๕๑๖/๒๐๐ บ.๗ บ.๗ ควรจะมีจิตให้สงบเป็นธรรมชาติก่อน. แล้วปล่อยไปตามเรื่อง จะมีส่วนถูกมากกว่า. ถ้าจิตเดือดเป็นบ้าอย่างนั้น จะทำอะไรไม่ได้ทั้ง นั้น. ความโกรธซึ่งทำให้จิตเป็นบ้านี้ ต้องระงับ ก่อน แล้วจึงจะไปถึงความโลภ ความอะไรให้ มันเนือยไป กระทั่งโมหะความหลงที่เนื่อยเข้า ไปอีกนั่นออกเสีย จึงจะไม่ผิดธรรมชาติ.

น.159 พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒-๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๒ นางอารี จุ้ยทรัพย์เบียม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา โทร. ๒๒๑๒๓๓๗ พ.ศ. ๒๕๒๖

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต