น.1 BIA-P.2.3.2/3-22 ความตายไม่มี ? ของ พุทธทาส ภิกขุ
น.2 จิตว่าง สำหรับคำว่า "จิตว่าง" ในที่นี้ สำหรับปุถุชน โดยทั่วไปนั้นเราหมายถึงว่างจากกิเลสที่ไม่เกิด ตามธรรมดา แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ใ นขณะที่จิต ว่างจากกิเลสแล้วย่อมผ่องใส ย่อมเป็น ประภัสสร ย่อมรุ่งเรืองอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ หรือปัญญาโดยแน่นอน สำหรับจิตว่างของ พระอรหันต์นั้นต่างกันเพียงว่า เด็ดขาดเพราะ พระอรหันต์มีสติสมบูรณ์ ไม่มีช่องว่าง ส่วนเรา ปุถุชนมีสติไม่สมบูรณ์มีช่องว่างให้กิเลสเป็นอา- คันตุกะเข้ามา ต่างกันเพียงเท่านี้ ข้อปฏิบัติ ทั้งหลายที่ปฏิบัติก็ปฏิบัติเพียงเพื่อให้สติสมบูรณ์ แล้วก็ไม่มีช่องว่างให้กิเลสเกิดขึ้น. พุทธทาส ภิกขุ
น.3 อสฺส โกโลโก สพฺพงฺ ปหานคมฺนียํ โลกคือหมู่สัตว์ที่จริง ไม่มีอะไรเป็นของตนเลย
น.4 ม ติ ชี วิต ทุกชีวิตต้องมีมติอยู่ในจิตใจว่า : - ๑. เกิดมานี้เพื่อลุถึงจุดสูงสุดของชีวิต คือ ความไม่มีทุกข์ทรมานทางจิตทางใจ สิ่งเดียว เท่านั้น. ๒. ลุถึงได้ก็ด้วยทำให้ความรู้สึกยึดถือ ในทางจิตทางใจว่า ตัวตน-ของตน หมดไป เมื่อตัวตนหมดไปคนที่จะได้รับความทุกข์ทรมาน ก็ไม่มี. ๓. ความรู้สึกยึดถือในทางจิตทางใจว่าตัว ตน-ของตน หมดไปได้ก็ด้วยการกระทำทาง จิตทางใจของตนเอง ไม่หวังพึ่งสิ่งภายนอกใด ๆ ทั้งสิ้น.
น.5 ๔. สละความเห็นแก่ตัวออกไปอยู่เสมอ ด้วย การทำบุญให้ทานเป็นต้น แต่ไม่หวังสิ่งตอบ แทนใด ๆ ทั้งสิ้น หรือเรียกทำบุญไม่เอาบุญ นั่นเอง. ๕. การกระทำทางจิตทางใจก็คือ ทำ ความเห็นให้ถูกต้องว่า แท้จริงนั้น คนไม่มี สัตว์ ไม่มี มีแต่ธรรมชาติที่ไหลไป ๆ เท่านั้น ทุก สิ่งว่างเปล่าจากตัวตน ไม่มีอะไรที่ควรเข้าไปยึด มันถือมั่นว่า ตัวตน-ของตน เลย จนกระทั่งเกิด ความรู้สึกในทางจิตทางใจเบื่อระอาต่อความยึด มันถือมั่นว่า ตัวตน-ของตน เมื่อเกิดความ เบื่อระอาดังกล่าวแล้วความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัว ตน-ของตน จะน้อยลง ๆ และหมดไปในที่สุด เมื่อตัวตน-ของตน หมดไปก็ไม่มีบุคคลที่ไหน ที่จะเป็นผู้ทุกข์ทรมานอีกต่อไป.
น.6 ๖. ทรัพย์สินเงินทองหรือวัตถุเป็นเพียง สิ่งอุปกรณ์ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ และเมื่อมีชีวิต อยู่ก็ลุถึงจุดสูงสุดของชีวิต คือความไม่มีทุกข์ ทรมานทางจิตทางใจดังกล่าว. ดังนั้น ใครผู้ใดก็ตาม หากมีมติผิดไปจาก นี้ ก็นับได้ว่าเขาผู้นั้น ยังห่างไกลต่อความเป็น มนุษย์ที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ห่างไกล ต่อความเป็นพุทธบริษัท ห่างไกลต่อจุดสูงสุด ของชีวิต ห่างไกลต่อสิ่งประเสริฐสุด หรือสิ่งที่ ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับหรือลุถึงในชั่วชาตินี้ และในชีวิตนี้เอง.
น.7 พุทธทาสภิกขุ ความตาย เป็นภัยใหญ่หลวงที่คุกคามคน ธรรมดาสามัญทุกคน. ความตายทั้งทางกายและ ทางวิญญาณ เป็นจุดรวมของความกลัวทุกชนิด. กลัวเสือ กลัวงู กลัวผี กลัวโรค กลัวเจ็บ กลัว ถูกออกจากงาน กลัวถูกตัดเงินเดือน กลัวเสียชื่อ เสียง กลัวความลำบากยากจน ตลอดถึงความ กลัวอย่างอื่น ย่อมรวมอยู่ที่กลัวตายตามธรรมดา หรือตายอย่างไม่มีเกียรติเป็นที่น่าอเนจอนาถ ซึ่ง เป็นการตายในแง่ทางศีลธรรมหรือทางวิญญาณ. ถ้าเกิดไม่กลัวตายเสียอย่างเดียวเท่านั้น คนเรา ก็แทบจะไม่กลัวอะไรเอาเสียทีเดียวและจะเป็นอยู่
น.8 ๒ ด้วยจิตใจที่สงบเย็นแสนที่จะเย็น. เพราะฉะนั้น การชำระสะสางปัญหายุ่งยากอันเกี่ยวกับความ ตาย หรือการทำให้ความตายกลายเป็นสิ่งที่ไม่มี ความหมายไปเสียก็ตาม ย่อมเป็นสิ่งที่น่าสนใจ อย่างยิ่ง. ถ้าใครทำได้ถึงที่สุด ก็จะทำให้ชีวิตนี้ มีแต่กำไร ไม่มีทางขาดทุนเลย. ผู้ที่รู้สึกว่า "ความตายไม่มี" นั้น นับว่าเป็นคนมีบุญอย่าง สูงสุด. เราจะทำอย่างไรกันเล่าความตายจึงจะไม่ มี หรือมีค่าเท่ากับไม่มีสำหรับเรา? ความรู้สึกว่า "ความตายไม่มี" นั้นอาจมี ได้หลายลักษณะด้วยกัน หรือมีทางเกิดมาจาก เหตุต่าง ๆ กัน แต่ก็ล้วนแต่ทำให้ไม่มีทุกข์ด้วย กันทั้งนั้น ตามมากตามน้อย ตื้นลึกหนาบางกว่า กัน; ทั้งนี้ย่อมแล้วแต่ว่า มูลเหตุที่ทำให้เกิด
น.9 ๓ ความรู้สึกอันนั้น มีอะไรเป็นมูลฐานที่แท้จริง คือ มาจากสัมมาทิฏฐิ หรือมิจฉาทิฏฐิ และแม้ว่าจะ มีมูลมาจากสัมมาทิฏฐิแล้วก็ตาม ก็ยังมีความ ตื้นลึกหนาบางสูงต่ำกว่ากันเป็นระดับ ๆ ไปอยู่ นั่นเอง. โจรใจฉกาจ หรือสัตว์ที่กำลังเมามันด้วย โทสะหรือราคะก็ตาม ย่อมไม่รู้สึกในความตาย ไม่กลัวตาย และตายลงไปได้อย่างไม่มีความทุกข์ ข้อนี้เอง เป็นการง่ายที่แม่ทัพหรือขุนพล อาจจะ ปลุกกำลังใจทหารหนุ่มของตน ไม่ให้กลัวตายได้ โดยง่ายดายที่สุด : ปลุกด้วยราคะหรือโลภะ ใน การที่จะปล้นเอาสตรีมาเป็นของตน, หรือด้วย ความเห็นแก่ประโยชน์ ของประเทศชาติบรรพ- บุรุษหรือเกียรติของตนเองก็ตาม, ปลุกด้วยโทสะ
น.10 ๔ คือจี้ให้ความโกรธแค้นอาฆาต พลุ่งขึ้นมา จนถึง จุดเดือดก็ตาม, ปลุกด้วยโมหะ โดยให้มัวเมาใน ทฤษฎีบางอย่าง เช่นความตายไม่มี เพราะอาต- มันเป็นสิ่งไม่ตาย หรืออาตมันไม่อาจถูกผ่าแล่ง หรือทำให้เปลี่ยนแปลงก็ตาม, ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ ทำให้รู้สึกไม่กลัวตาย หรือความตายไม่มี ด้วย กันทั้งนั้น, หากแต่ว่าความรู้สึกเช่นนี้ ยังหนาไป ด้วยกิเลส หรือมิจฉาทิฏฐิตามมากตามน้อยอยู่ นั่นเอง. เราควรจะพิจารณากันถึง " ไม่มีความ ตาย " ที่ละเอียดประณีตสุขุมยิ่งขึ้นกว่านี้ เพื่อ ความตายที่ไม่ตาย ที่เยือกเย็น ไม่เป็นของร้อน เลย กันต่อไป. โดยอาศัยสัมมาทิฏฐิ แม้ที่ยังเป็นโลกียะ คือความเชื่อกรรม ว่าบุญมี บาบมี ชั่วมี ดีมี
น.11 ๕ นรกมี สวรรค์มี ดังนี้เป็นต้น ก็สามารถทำให้ เกิดความแน่ใจ ในการที่จะเป็นผู้ที่มีความรู้สึกว่า ตนเป็นคนที่ได้ทำสิ่งต่าง ๆ ไว้ดีแล้ว สำหรับต่อ สู้กับความตาย หรือการไปสู่ปรโลก. ความตาย เป็นเพียง “ การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกว่าเดิม " สืบไปเท่านั้น ไม่มีอะไรที่น่ากลัว, ย่อมจะเป็นการ ดีกว่าที่จะทนทรมานอยู่ในร่างอันคร่ำคร่า หรือ เจ็บป่วยน่าทุเรศนี้เป็นไหน ๆ ตลอดเวลาที่ผล กรรมหรือบุญบาปยังมีอยู่ เราก็ยังต้องเวียนว่าย ไป ไม่มีที่สิ้นสุด. เรามีโอกาสที่จะทำให้ดีหรือสูง ยิ่งขึ้นไปโดยอาศัยร่างกายใหม่ที่ดีกว่าเก่า และจิต ใจใหม่ที่ดีกว่าเก่า การตายจึงเป็นเพียงการเลื่อน ชั้นให้สูงขึ้นไป ของผู้ที่มีความดีอันตนได้กระ- ทำไว้แล้วจริง ๆ.
น.12 ๖ เมื่อบุคคลนั้น มีความรู้สึกอยู่แต่ความดี ความงาม ความถูกต้อง หรือความยุติธรรม เป็นต้นของตน อย่างโชติช่วงอยู่ในภายในใจแล้ว เขาก็ลืมร่างกาย ลืมความตายเสียโดยสิ้นเชิง ยังคงเด่นอยู่ในใจแต่ธรรมที่ตนยึดถือเอาเป็นตัว ตน แล้วเกิดความรู้สึกว่าตนไม่มีความตายเอาเสีย จริงๆ ร่างกายกลายเป็นสิ่งที่เล็กน้อยเกินไปหรือ ถึงกับเป็นสิ่งที่มิได้มีอยู่ มีอยู่แต่จิตใจที่ประกอบ ด้วยธรรมอันไม่รู้จักตาย จึงไม่มีความกลัวตาย หรือมีปัญหาใด ๆ อันเกี่ยวกับความตาย ทั้งหมด ทั้งสิ้น. โรคภัยไข้เจ็บ ก็เกิดกลายเป็นของไม่มี ความหมายไปตาม. ในที่สุดบุตรภรรยา ก็กลาย เป็นสิ่งที่ไม่ต้องห่วงใย หรือมีน้ำหนักกดทับจิตใจ แม้ในขณะที่จะต้องแตกดับจากกัน, เพราะความ
น.13 ๗ ตายก็ "ไม่มี" สำหรับเขาเหล่านั้นด้วย. ความรู้ สึกเช่นนี้ อาจเกิดมีได้ทั้งในกรณีที่เกี่ยวกับลัทธิ ศาสนา และไม่เกี่ยวกับลัทธิศาสนา. แต่เมื่อเกิด เป็นผลดี และมีคนนิยมทำตามมากขึ้น ก็ย่อม จะกลายเป็นลัทธิศาสนา หรือลัทธิใดลัทธิหนึ่ง ขึ้นมาเอง. เนื่องจากจิตเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน มันจึงเปลี่ยน ไปตามสิ่งที่แวดล้อม. สิ่งแวดล้อมที่กล่าวนั้น ก็ ไม่มีอะไรมากไปกว่าความคิด ความรู้และความ เชื่อที่ได้รับเพิ่มมากขึ้นทุกวันจนกว่าจะแตกดับ. สิ่ง แวดล้อมเหล่านี้เอง ที่นำจิตไปสู่ความเป็นมิจฉา- ทิฏฐิ หรือสัมมาทิฏฐิในระดับต่างๆกัน. สัมมา- ทิฏฐิแต่ละระดับ ก็เป็นอุบายทำจิตให้ประสบความ
น.14 ๘ ราบรื่นได้โดยควรแก่ระดับของตนๆในเมื่อมิจฉา- ทิฏฐิทำให้เกิดได้แต่ความบ้าหลังระส่ำระสายหรือ บ้าบิ่นเป็นอย่างสูง. เมื่อจิตได้รับอุบายที่ดีในทาง ความเชื่อ หรือทางสติปัญญาก็ตาม ก็สามารถ ทำให้เอาชนะการคุกคามของความตายได้ โดย ไม่ต้องสงสัยเลย. อุบายเป็นเครื่องเรื่องปัญญา ที่สามารถทำ จิตให้อยู่เหนือความตายโดยเด็ดขาดจริง ๆ นั้น ต้องเป็นเรื่องสัจจธรรมหรือปรมัตถธรรมโดยตรง และถึงที่สุดด้วย. ฉะนั้น จึงตกเป็นหน้าที่ของ สัมมาทิฏฐิชั้นที่เป็นโลกุตตระ หรือโลกุตตร- ปัญญา ที่สามารถมองเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือศุนยตา อยู่ โดยประจักษ์. การเห็นความเป็นอนัตตาของนาม
น.15 ๙ รูป ได้ทำให้เห็นความไม่มีตัวตนของจิตเอง มีแต่ นามธรรมซึ่งสักว่าเป็นธรรมชาติธรรมดาตั้งอยู่คู่ กับรูปธรรมซึ่งก็ไม่มีตัวตนอันแท้จริงยิ่งขึ้นไปกว่า นั้นอีก.ความเกิดดับเป็นเพียงกระแสของการไหล เวียนเรื่อยไป จนกว่าจะหมดเหตุหมดปัจจัย. เรา เข้าใจว่ามีคนเราที่เกิดที่ตาย ก็เพราะความเข้าใจผิด ในข้อนี้. แม้ที่สุดแต่ความเกิดดับของจิต ซึ่งโดย ปรมัตถ์จัดเป็นการเกิดตายที่ถูกต้อง นั้นก็เห็นว่า ยังมิใช่การเกิดการตายอยู่นั่นเอง เป็นเพียงการ ไหลเวียนของสิ่งที่เป็นเพียงธรรมชาติ เพราะ อำนาจของเหตุปัจจัย. ความหมดเหตุหมดปัจจัยแห่งการไหลเวียนที่ แท้จริง มีมูลมาจากการเห็นศุนยตา คือความที่ นามรูปหรือสิ่งทั้งปวงเป็นของว่างจากตัวตนโดย
น.16 ๑๐ สิ้นเชิง ข้อนี้ทำให้เห็นความไม่มีการเกิด.ไม่มีใคร เกิดมาเสียตั้งแต่แรกแล้ว จะมีใครตายได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ความตายจึงไม่มี. เพราะว่าการเกิด หรือการตั้งอยู่ ก็มิได้มี. การเห็นอย่างนี้ ไม่เพียง แต่ทำให้การเกิดการตาย ตามความหมายธรรม- ดา หมดความหมายไปอย่างเดียว แต่ได้ทำให้ ความเกิดดับของจิตที่กำลังเกิดอยู่ พลอยหมด ความหมายไปด้วย จิตจะเกิดดับอยู่อย่างไร ก็ ไม่มีความรู้สึกว่า เราคิด เรารู้สึก เราดีใจ เรา เสียใจ หรือเราทุกข์เราสุขในที่สุด แล้วความรู้สึก ว่าความตายจะมีมาแต่ไหน. การเห็นศุนยตา ทำ ให้ไม่มีตัวคนเรา หรือตัวตนของใครเลย, มีแต่ "สุทธิธมฺมา ปวดฺ ตฺติ - ธรรมชาติล้วน ๆ ไหล ไป" จิตไม่มีความรู้สึกว่า เราเกิดขึ้น เรามีอยู่
น.17 ๑๑ เราดับไป ฉะนั้นจึงไม่มี "ความตาย" ความ ตายไม่มี สำหรับจิตที่มองเห็นศุนยตาอย่างถูก ต้อง. ทำไมจึงต้องใช้คำว่า “ อย่างถูกต้อง " ทั้งนี้เพราะเหตุว่า ศุนยตาที่ไม่ถูกต้อง คือเป็น มิจฉาทิฏฐิอยู่บางอย่าง หรือไม่ตรงตามหลักของ พุทธศาสนา ก็ยังมีอยู่. ลัทธิบางลัทธิถือว่าจิตเป็น ‘สิ่งอมตะ" คือไม่รู้จักตาย ตายแต่ร่างกาย แล้วจิตไปหาร่างกายเอาใหม่ ลัทธิเช่นนี้ไม่ใช่ พุทธศาสนา และขัดต่อหลักที่ว่ามีแต่การเกิด และ การตั้งอยู่ แล้วจะให้มันไม่มีดับหรือตายนั้นน่า ขบขัน. จิตก็เวียนไปในวงของการเกิดขึ้น-ตั้งอยู่ -ดับไป เรื่อยไป จนกว่าจะหมดเหตุหมดปัจจัย ก็แล้วกัน. ตลอดเวลานั้น ไม่มีเรา สักขณะเดียว.
น.18 ๑๒ เมื่อเห็นความไม่มีเราอย่างนี้แล้ว จิตจะดับหรือ กายจะดับ ไปชั่วขณะหนึ่งตามอำนาจของความ เปลี่ยนแปลง ความตายก็เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ดี เพราะ ความตายเป็นเรื่องของสิ่งที่เรียกว่า "เรา" ต่างหาก สำหรับสิ่งอมตะนั้น หาใช่จิตไม่. มันเป็นสิ่ง ธรรมชาติธรรมดา ฝ่ายตรงกันข้ามอีกฝ่ายหนึ่ง และจะเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ต่อเมื่อจิตหมด "เรา" แล้วจริง ๆ เท่านั้น. เพราะมองเห็นสิ่ง ๆ นี้เอง ที่ทำให้ย้อนมองเห็นชัดฝ่ายข้างนี้ว่า จิตไม่ใช่ตัว ของจิต หรือของใคร. จิตเป็นเพียงธรรมชาติฝ่าย ที่ไหลเวียน ในเมื่อสิ่งอมตะเป็นธรรมชาติฝ่ายที่ ไม่ไหลเวียน. ในพุทธศาสนาจึงไม่มีจิตอมตะ, อย่างจะมีได้ก็แต่เพียงจิตที่รู้แจ้งในสิ่งซึ่งเป็นอมตะ
น.19 ๑๓ แล้วตัวจิตเอง ก็หมดความเป็นตัวเรา เพราะจิต กลายเป็นเพียงธรรมชาติไป เหมือนกับสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง โดยเสมอกัน. จิตที่ลุถึงความรู้อันสูงสุด เช่นนี้ ย่อมรู้ว่า "ความตายไม่มี" โดยแท้จริง และแถมยังรู้จัก "สิ่งที่ไม่รู้จักตาย" จริง ๆ อีก ด้วย แล้วความตายจะมีมาแต่ไหน? บทความนี้ อาจจะต้องเก็บไว้ อ่านเล่นเวลา ดึกสงัด จึงจะเป็นผลดี ก็เป็นได้, แต่ถึงกระนั้น ก็ยังจะต้องคิดทบทวนกันหลายหน หรือถึงกับ ทบทวนเรื่อย ๆ ไปไม่มีหยุด จนกว่าจะเห็นว่า "ความตายไม่มี" แล้วโดยแท้จริง. ทั้งนี้เพราะ ว่าความรู้สึกว่า "ความตายไม่มี" นั้น มีอยู่ หลายชั้นหลายระดับ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น.
น.20 ๑๔ มันมาจากความบ้าเลือด บ้าบิ่นก็ได้, มาจากมิจฉา- ทิฏฐิเรื่องอนัตตาก็ได้. มาจากความเชื่อที่ดิ่งถึงที่ สุดก็ได้, และมาจากสัมมาทิฏฐิชั้นโลกียะ หรือ โลกุตตระก็ได้ แล้วแต่กรณี, และให้ผลตื้นลึกหนา บางต่าง ๆ กัน. ความตายไม่มี ต่อเมื่อความเกิด ไม่มี. ความเกิดไม่มี ก็เมื่อตัวเราไม่มี, ถ้าผิด จากหลักอันนี้ ก็เป็นเพียงความตายที่ไปซ่อนเร้น หลบมุมอยู่ในที่แห่งใดแห่งหนึ่งเท่านั้นเอง หาใช่ "ความตายไม่มี" อย่างแท้จริงไม่ ; ยังไม่อาจ ดับทุกข์ได้เด็ดขาดเลย. "ตัวเรา" คู่กับ " ความ เกิด" "ความเกิด" ก็ต้องคู่กับ "ความตาย" หมดตัวเราจริงๆ เท่านั้น ความตายจึงจะไม่มี อย่างแท้จริง เช่นเดียวกัน.
น.21 คนเราเกิดมาทำไม? (รวบรวมตามแนวของท่านผู้รู้จริง) นายวิโรจน์ ศิริอัฐ ผู้รวบรวม คนเราเกิดมาทำไม? โปรดถามตัวเองและ ตอบให้ได้ ใครก็ตาม หากทราบคำตอบปัญหา ข้อนี้ อย่างถูกต้อง แล้ว เขาก็จะพบแนวทาง ของชีวิตอันถูกต้อง คือการมุ่งไปสู่ความเป็น มนุษย์ ดังนั้น ถ้าใครไม่ทราบคำตอบในปัญหา ข้อนี้อย่างถูกต้องแล้ว เขาก็ไม่ใช่มนุษย์ แต่จะ เป็นสัตว์เดรัจฉานหรือตัวอะไร โปรดพิจารณา ด้วยตนเอง
น.22 ๑๖ แน่นอน ทุกคนต้องการสิ่งที่ดีที่สุดสิ่งหนึ่ง แต่สิ่งนั้นคืออะไร ? - "ความสุขสงบทางใจ" คนประกอบด้วยอะไรบ้าง ? ประกอบด้วยกาย กับใจ ใจเป็นแกนของชีวิต ใจเป็นผู้นำของกาย อาหารคืออะไร ? อาหาร คือ สิ่งจำเป็นแก่ ชีวิต หากขาดไปเสีย กายก็จะดำรงทรงอยู่ไม่ได้ กาย ต้องบริโภคข้าวปลาอาหารทุกวัน ก็ เพื่อให้กายทรงอยู่ได้ ในทำนองเดียวกัน ใจต้อง บริโภคอะไรเป็นอาหาร และต้องบริโภคด้วย หรือ ? ใจ ต้องบริโภคธรรมะเป็นอาหารเช่นเดียว กับกาย หากกายขาดอาหารเพียงสัปดาห์เดียว มันก็แทบจะทรงอยู่ไม่ได้ ใจก็เช่นเดียวกัน หาก
น.23 ๑๗ ใจขาดธรรมะเป็นอาหารแล้ว มันก็ทรงอยู่ไม่ได้ เช่นเดียวกัน มันจะตายไปด้านหนึ่งทีเดียว คน กับ มนุษย์ เหมือนกันหรือ ? คน=ชน แปลว่า เกิด มนุษย์ = มน = ใจ+อุษย = สูง จึงแปล ว่า ผู้มีใจสูง ที่ดินดอนหรือที่สูง หมายถึงที่ที่น้ำท่วมไม่ ถึง ดังนั้นใจสูง ก็คือใจชนิดที่ ความอยาก ซึ่งเป็นน้ำชนิดหนึ่งท่วมไม่ถึง คือใจอยู่สูงเหนือ ความอยาก นั่นเอง ใจต่ำ- ใจสูง มีผลต่างกันอย่างไร ? ปัญหายุ่งยาก ความยากเข็ญนานาประการ ความทุกข์ ความเดือดร้อน เกิดขึ้นก็เพราะมีตัว
น.24 ๑๘ ความอยาก นี้เป็นต้นเหตุ ความอยากนี้จึงเป็น ภัย เป็นอันตราย เป็นศัตรู เป็นข้าศึกอันร้ายกาจ ซึ่งทุกคนจะต้องมองให้เห็น ใจต่ำ คือใจที่อยู่ใต้อำนาจของความอยาก ใจชนิดนี้ต้องประสบเข้ากับความทุกข์ความเดือด ร้อนไม่มีที่สิ้นสุด ใจสูง คือใจที่อยู่เหนืออำนาจของความอยาก เมื่อเป็นเช่นนั้น ความทุกข์ความเดือดร้อนก็ทำ อันตรายอะไรไม่ได้ คนกับสัตว์เดรัจฉาน เหมือนกัน หรือต่าง กัน ? เหมือนกัน ในการกิน -นอน-กลัว-เสพ เมถุน
น.25 ๑๙ ต่างกัน สัตว์เดรัจฉาน ไม่รู้จักเรื่องของ ธรรมะ ซึ่งเป็นอาหารทางฝ่ายจิตใจ ธรรมะจึงทำ ให้คนต่างจากสัตว์เดรัจฉาน พูดง่าย ๆ ก็คือ จิตใจที่มีธรรมะนั่นแหละทำให้ผู้นั้นต่างจากสัตว์ เดรัจฉาน ผู้ใดลืมความสำคัญของจิตใจ ไม่ใช่มนุษย์ จริงหรือ ? ใครคนใดก็ตาม - หากคิดว่าวัตถุหรือเงิน ทองสำคัญที่สุด หรือสำคัญกว่าธรรมะ เขาผู้นั้น ได้ชื่อว่า รู้จักตัวเองเพียงซีกเดียว คือ ซีกกาย เพราะวัตถุหรือเงินทองเป็นสิ่งบันดาลให้ได้มาซึ่ง อาหารทางฝ่ายกายเท่านั้น ส่วนจิตใจซึ่งเป็นส่วน สำคัญที่สุด เขาไม่รู้เอาเสียเลย เมื่อไม่รู้จัก
น.26 ๒๐ ก็ไม่รู้ถึงความสำคัญ และเมื่อไม่รู้ถึงความ สำคัญ เขาก็ไม่ให้จิตใจของเขาได้บริโภคธรรมะ ซึ่งเป็นอาหารจำเป็นยิ่งของจิตใจ เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจะเป็นมนุษย์ได้อย่างไร? หากเป็นก็เป็นเพียง ซีกเดียว คือรูปกายภายนอกเท่านั้น แต่จิตใจนั้น ไม่ใช่เป็นของมนุษย์อย่างแน่นอน ธรรมะที่เป็นอาหารของจิตใจ คืออะไร ? คือ ธรรมะที่ทำให้จิตใจสะอาดขึ้น สว่างขึ้น และสงบ ขึ้น และอาจทำให้ สะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุด ได้นั่นเอง ทำไมจิตใจจึงต้องบริโภคธรรมะ ? หากไม่ บริโภคธรรมะแล้ว เขาผู้นั้นก็จะไม่มีทางได้ หรือ พบ หรือถึงสิ่งที่ดีที่สุดในชั่วชาตินี้
น.27 ๒๑ สิ่งที่ดีที่สุดคืออะไร ? คือ "ความสุข" เมื่อ พูดถึงคำ ๆ นี้ทุกท่านรู้จักดี แต่ความสุขที่แท้ จริง คืออะไร และเป็นสิ่งที่ดีที่สุดจริง ๆ หรือ ? พวกที่รู้จักแต่ด้านกายหรือวัตถุ เขาก็คิด เพียงว่าขอให้มีทรัพย์สัก ๑๐๐ - ๑,๐๐๐ ล้าน บาทเถิด เขาก็จะใช้เงินซื้อทุกสิ่งทุกอย่างอันเรียก ว่า ความสุข แต่เงินหรือวัตถุที่ได้มาด้วยเงินนั้น มันนำมาได้เพียงปลื้มใจเท่านั้น คนพวกนี้ยังคิด ต่อไปอีกว่า เมื่อมีเงินทองสมบูรณ์จริงๆ แล้ว ใจก็สบายเอง โดยไม่ต้องสนใจถึงเรื่องฝ่ายจิต ใจเลย ฉะนั้น การมีทรัพย์มากมาย จึงซื้อความ สุขสงบอันแท้จริงให้แก่จิตใจไม่ได้ อย่างมากก็ให้ ได้เพียงความสุขฝ่ายกายเท่านั้น
น.28 ๒๒ พวกที่รู้จักเพียงด้านกายหรือวัตถุมักเผลอไป ไม่ได้คิดว่า แม้เขาจะมีเงินทองมากมายประการ ใดก็ตาม เขาหาพ้นไปจากความทุกข์ ความเดือด ร้อนและ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปได้ไม่ และยิ่งกว่า นั้น เงินของท่านมหาเศรษฐี อาจทำให้เจ้าของ เดือดร้อนมากยิ่งขึ้นด้วยซ้ำไป เมื่อเป็นดังนั้น จึงต้องคำนึงถึงด้านจิตใจหรือ ฝ่ายนามธรรมบ้าง ลองสังเกตดูเพียงเล็กน้อย และผิวเผิน ก็จะเห็นได้ว่า ความทุกข์ ความเดือด ร้อนนานาประการนั้นมันเกิดขึ้นที่ไหน ก็จะเห็น ได้ว่ามันเกิดขึ้นที่ใจ บางครั้งกายมิได้เจ็บปวด ประการใดเลย แต่จิตใจกระวนกระวายสิ้นดี นั่น เป็นเพราะอะไรเล่า ก็เพราะจิตใจขาดอาหาร “ธรรมะ" ดังกล่าวนั่นเอง
น.29 ๒๓ ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุดก็คือความรอดพ้นจากภัย จากอันตราย จากทุกข์ จากความเดือดร้อน และ จากทุกสิ่งอันทุกคนไม่พึงปรารถนานั่นเอง เราจะรอดพ้นจากทุกข์ หรือจากความเดือด ร้อน ได้อย่างไร ? ดังได้กล่าวแล้วว่า ความอยากเป็นต้นเหตุที่ ทำให้เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน ดังนั้น เรา ก็ต้องทำ จิตใจ (ไม่ใช่กาย) ให้อยู่เหนืออำนาจ ของความอยาก ความทุกข์ความเดือดร้อนก็จะ หมดสิ้นไปด้วย ความอยากเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ? เกิดเพราะ ไม่รู้ภาวะความจริงของทุกสิ่ง จึงอยาก
น.30 ๒๔ ความจริงของทุกสิ่ง คืออย่างไร ? ความ จริงของทุกสิ่งมีแต่ความเปลี่ยนแปลง ดูแล้วน่า เกลียด และไม่ใช่ตัวตนของใคร จึงไม่มีใคร สามารถบังคับบัญชาอะไรได้ มันมีแต่การไหลไป หรือมีแต่การเปลี่ยนแปลง จึงไม่คงที่ และเพราะ ไม่มีอะไรคงที่ มันจึงมีแต่การเปลี่ยนแปลง ดัง นั้นจึงหาตัวตนที่แท้จริงไม่ได้ ที่คนเราพากัน หลงยึดว่า ตัวเรา ตัวเขา ของเรา ของเขา จึงยึด ถือผิด ๆ ซึ่งความจริงหามีไม่ มันมีเพียงสิ่งที่ ไหลเนื่องกันไม่ขาดสายของสิ่งที่เป็นไปตามธรรม- ชาติเท่านั้นเอง ถ้าจะคิดเปรียบเทียบโดยสมมติให้ว่าคนเรา นี้คือเปลวไฟดวงหนึ่งแล้ว อาจมองเห็นได้ง่ายขึ้น สมมติเอาว่าชีวิตของคนเรานี้ คือดวงไฟอันเกิด
น.31 ๒๕ จากตะเกียงน้ำมันมีไส้ เอาไม้ขีดจุดไส้ตะเกียง ให้ติด ดวงไฟที่เกิดขึ้นนั้นคือชีวิตคนเรา โดย พิจารณานาน ๆ ทุกท่านอาจเห็นด้วยตนเองว่า เปลวไฟเมื่อวินาทีก่อนกับวินาทีนี้ มันเป็น คนละดวง ต่างหากจากกันอย่างแน่นอน เพราะน้ำมันที่ไหลขึ้นมาตามไส้และถูกเผาไหม้ไป นั้น มันเป็นคนละหยด ส่วนเปลวไฟเมื่อวินาที ก่อนได้ถูกเผาไหม้และดับไปแล้ว มันจึงเท่ากับ เกิดดับ ๆ ติดต่อกันไปไม่ขาดสาย แต่ถ้าไม่ พิจารณาเช่นนี้ก็จะเห็นว่า มันเป็นไฟดวงเดียว กันตลอด ชีวิตคนเราอันประกอบด้วย กาย และ ใจ นี้ ก็เกิดดับ ๆ อยู่ทุกขณะจิต เช่นเปลวไฟ ดังกล่าวเหมือนกัน มันจึงมีแต่ความเปลี่ยนแปลง และเมื่อมันเกิดดับ ๆ อยู่เช่นนี้ มันจึงไม่คงทน
น.32 ๒๖ อยู่ได้ มันจึงดูแล้วน่าระอา และเพราะมันเกิดดับๆ อีกเช่นกัน มันจึงมีแต่ความไหลไปของสิ่งที่ไหล ไป ทยอยกันไปเท่านั้นเอง จะหาตัวตนที่แท้จริง อะไรไม่ได้เลย ดังนั้น หากพิจารณากันให้เห็นจริงตามนี้ แล้ว ก็จะเห็นได้ว่าทุกสิ่งหามีตัวตนไม่ คนไม่มี สัตว์ไม่มี ต้นไม้ก็ไม่มี แต่ที่คนเราโดยทั่วไป เห็นว่ามี ก็เนื่องจากไปยึดมั่น ถือมั่นเอาความ ไหลเนื่องกันไม่ขาดสายนั้นเองว่าเป็นตัวเราแต่ โดยความเป็นจริงแล้ว หามีตัวตนที่แท้จริงไม่เมื่อ มันไม่มีตัวตนที่แท้จริงดังกล่าวแล้ว มันจึงมีแต่ “ความว่าง” เท่านั้น ทำไมจึงมองไม่เห็น “ความว่าง” หรือภาวะแท้จริงของทุกสิ่ง ? ก็เพราะความสำคัญผิด ตรงที่คนเราโดยส่วน
น.33 ๒๗ ใหญ่รู้จักแต่ด้าน กาย หรือ วัตถุ เท่านั้น ลืม คำนึงถึงด้านจิตใจ หรือนามธรรมโดยสิ้นเชิงเมื่อ เป็นเช่นนี้ จึงมองเห็นวัตถุเป็นรูปร่าง ลักษณะ เป็นคน เป็นสัตว์ แล้วก็ติดอยู่แค่นั้น นั่นเป็น เปลือกนอกเท่านั้น พวกเราไม่ได้มองให้ทะลุลง ไปถึงภาวะอันแท้จริงดังกล่าว เพราะเหตุรู้จักกันแต่ด้าน กาย หรือ วัตถุ อันเป็นเชื้อหรือเหยื่อของความอยากเช่นเดียวกับ น้ำมันเป็นเชื้อของไฟแล้วก็ติดแจอยู่ที่วัตถุอันเป็น ที่ตั้งของความอยากเหล่านั้นเท่านั้น เมื่อติดแจ อยู่ที่วัตถุ ก็กอบโกยวัตถุ หวงแหนวัตถุ ยึดมั่น ถือมั่นว่านี่คือตัวเรา นี่เป็นของของเรา อาการ อย่างนี้ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ความเห็นแก่ตัว และเจ้าตัวความเห็นแก่ตัวนี่แหละ ทำให้มองไม่
น.34 ๒๘ เห็นความจริงของทุกสิ่งตามที่มันเป็นจริง ทั้งนี้ ก็ เพราะรู้จักกันแต่ด้านกาย หรือ วัตถุ โดยลืมสน- ใจถึงจิตใจหรือนามธรรม ดังกล่าวแล้วนั่นเอง เพราะอะไรความเห็นแก่ตัวจึงทำให้มองไม่เห็น ภาวะความจริงของทุกสิ่ง ? ก็เพราะเหตุว่า มีความอยาก จึงมีตัวตนผู้ อยาก และเพราะมีตัวตนผู้อยาก จึงมีสิ่งที่ถูก อยาก เพราะมีสิ่งที่ถูกอยาก จึงมีสิ่งสนองความ อยาก แล้วก็ทำให้อยากมากขึ้นต่อไปอีก หรือ เพราะอยาก-แล้วกระทำไปด้วยอำนาจของความ อยาก-ได้ผลมา ผลนั้นก็ส่งผลหรือทำให้อยาก มากขึ้น กระทำไปอีก ได้ผลมาอีก วนเวียนไม่ รู้จักจบสิ้น
น.35 ๒๙ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ไฟไม่มีความอิ่มในเชื้อ เพลิง ฉันใด ความอยากก็ไม่รู้จักอิ่มในเหยื่อของ ความอยากฉันนั้น ยิ่งได้ผลมาตามอำนาจของ ความอยากมากขึ้น ๆ ความเห็นแก่ตัวก็ยิ่งมาก ขึ้น ๆ แล้วก็ลืมนึกถึงเรื่องฝ่ายจิตใจโดยสิ้นเชิง จิตใจที่ประกอบด้วยธรรมะเต็มเปี่ยมเท่านั้น จึงจะ มองเห็นความจริงของทุกสิ่งได้ เมื่อลืมเรื่องฝ่าย จิตใจโดยสิ้นเชิงเช่นนี้ แล้วจะมองเห็นความจริง ของทุกสิ่งได้อย่างไร ? ทำอย่างไรจึงจะมองเห็นความจริงของทุกสิ่ง ? ตอบอย่างกำปั้นทุบดินได้ว่า กำจัดความเห็น แก่ตัวให้หมดไปเท่านั้น ก็จะมองเห็นภาวะความ จริงของทุกสิ่งตามที่มันเป็นจริง
น.36 ๓๐ ความอยากและความเห็นแก่ตัวนี้ เป็นสิ่ง โสโครก หรือสิ่งชั่วร้ายที่มีอยู่ในจิตใจ และเป็น เหมือนกำแพงอันหนาทึบที่บังจิตใจไม่ให้มองเห็น ทุกสิ่งตามที่มันเป็นจริง ดังนั้นจึงต้องทำลายมัน เสีย แล้วปัญหาความทุกข์ยาก ความเดือดร้อน ปัญหาความยุ่งยากนานาประการ จะหมดสิ้นไป เองทันที เราจะกำจัด "ความอยาก" และ "ความเห็น แก่ตัว" นี้ได้อย่างไร ? กำจัดได้โดยทำให้ จิตใจ ได้บริโภคธรรม เป็นอาหารอยู่เสมอแล้วพิจารณามองให้เห็นโทษ ของความอยากและความเห็นแก่ตัวจัดของตนเสีย เพราะคิดว่ามีตัวตน จึงมีความอยากบำรุง
น.37 ๓๑ บำเรอตน และมีการกระทำตามอำนาจของความ อยาก เมื่อไม่ได้ผล หรือได้ผลมา ก็ทำอีก วนเวียนๆ ไม่รู้จักจบสิ้นดังกล่าวแล้ว เหมือนกับ เราเดินอยู่ในที่มืดจนมองไม่เห็นทาง เราก็เดินไม่ ถูกทาง หาทางออกไปสู่จุดหมายที่ต้องการจะไป ไม่ได้ มันจึงมีผลเท่ากับเดินวนเวียนเป็นวงกลม ไม่มีโอกาสถึงที่หมายได้เลย (วัฏฏสงสาร) ทำอย่างไรเราจึงจะเดินถึงที่หมายได้ ? ก็โดยทำให้สว่างขึ้น เมื่อสว่างก็มองเห็น ทางและเดินถูกทาง แล้วก็จะถึงจุดหมายที่ต้อง การในที่สุด เมื่อรู้ถึงคุณค่าของจิตใจดังกล่าวแล้ว แต่จิต ใจที่ถูกห่อหุ้มด้วยความอยากจนหนาเตอะตะนั้น
น.38 ๓๒ ไม่มีทางมองเห็นความจริงของทุกสิ่ง เมื่อมันหุ้ม หนา จิตใจจึงมืดสนิท ปราศจากแสงสว่างโดย สิ้นเชิง แล้วจะมองเห็นความจริงได้อย่างไร ดังนั้น การกำจัดจึงต้องทำในสิ่งตรงข้าม หรือเป็นปฏิปักษ์ต่อความเห็นแก่ตัวจัด โดยสร้าง คุณธรรมขึ้นในจิตใจ โดย ๑. การสละบริจาค เริ่มด้วยการสละ ทรัพย์สินหรือวัตถุให้แก่ผู้อื่น สละความอาฆาต มาตร้ายโดยการให้อภัย และบริจาคธรรมทานอัน เหมาะสมและถูกต้องแก่ผู้อื่น (ทาน) ๒. ทำกาย วาจา ให้ปกติ คือเว้นการ กระทำใดๆ อันเป็นการเดือดร้อนแก่ตนเอง และ ผู้อื่นเสีย (ศีล)
น.39 ๓๓ ๓. ทำจิตใจให้ปกติ คือไม่ปล่อยให้เอียง ไปตามอำนาจหรือกระแสของความอยาก หรือ ความเห็นแก่ตัวดังกล่าวนั่นเอง รวมทั้งทำจิตใจ แน่วแน่เป็นหนึ่ง หรืออยู่ในอารมณ์เดียวนาน ๆ เช่นเดียวกับการรวมแสงของไฟฉายให้เล็กแสง ย่อมสว่างขึ้น หรือจิตที่อยู่ในอารมณ์เดียวนานๆ ก็เหมือนกับทำตะกอนของน้ำให้นอนกัน จิตใจที่ เป็นสมาธิแน่วแน่ ก็ย่อมสะอาดสดใส หรือสว่าง ขึ้น และมีพลังมากขึ้นเช่นเดียวกัน (สมาธิ) ๔. ทำปัญญา คือความหยั่งรู้ในความจริง ของทุกสิ่งขึ้นในใจ โดยทำกาย วาจา ใจ ให้ปกติ รวมทั้งทำจิตใจให้ตั้งแน่วแน่เป็นหนึ่ง คือทำสมาธิ เมื่อรวมพลังอำนาจของจิตใจให้เล็กและแหลมคม
น.40 ๓๔ เช่นเดียวกับการรวมแสงอาทิตย์ด้วยกระจกรวม แสง พลังจากดวงอาทิตย์ย่อมเผาไหม้สิ่งต่าง ๆ ได้ฉันใด พลังจิตที่รวมกันได้เล็กและแหลมคม ก็มีพลังมากฉันนั้น ขณะเดียวกันก็ศึกษาให้ทราบ ว่า แท้จริงคนเรานี้ประกอบด้วยส่วน ๕ ส่วน ประกอบด้วยธาตุ ประกอบด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นาม-รูป หรือใจ กับกาย ซึ่งไม่ว่าจะ มองในแง่ใดมุมใด มันก็ไม่ใช่ของเราทั้งสิ้น เมื่อ มันไม่ใช่ของเรา ตัวเราจะมีขึ้นมาได้อย่างไร มัน มีเพียงธรรมชาติที่ไหลเนื่องกันไป ๆ ไม่ขาดสาย เท่านั้นเอง หลักเกณฑ์ทั้งหมดมีอยู่เพียงเท่านี้ เมื่อได้ ฝึกจิตจนมีพลังมากพอแล้ว ก็ใช้จิตนั้นพิจารณา ความจริงต่าง ๆ โดยทำลายความอยากอันเป็น
น.41 ๓๕ กิเลสเสียก่อน ก็จะมองเห็นทุกสิ่งตามที่มันเป็น จริง คือว่าทุกสิ่งมีแต่ความไหลไป ๆ ของสิ่งที่ ไหลเนื่องกันไม่ขาดสายเท่านั้น หาตัวตนแท้จริง ไม่ได้เลย. ทำไมการเห็นความจริง จึงจะทำให้ ความเห็นแก่ตัวหมดไป ? ก็เพราะเหตุว่า ความเห็นแก่ตัวนี้ ก็คือผลิตผลของความยึด- มั่นถือมั่น และเมื่อเห็นความจริงในทุกสิ่งว่ามัน เป็นสิ่งหลอกลวงทั้งสิ้น เพราะมันมีเพียงสิ่งที่ ไหลไปๆ ของธรรมชาติอย่างหนึ่งเท่านั้น หาตัว ตนแท้จริงไม่ได้เลย เมื่อเป็นเช่นนั้น จิตใจจะไป ยึดมั่น ถือมั่น ต่อไปได้อย่างไรเล่า เพราะมัน ไม่มีอะไรจะยึดถือ เมื่อเป็นเช่นนี้ จิตใจก็จะเกิด อาการเบื่อหน่ายในสิ่งหลอกลวงเหล่านั้นเมื่อเป็น
น.42 ๓๖ เช่นนั้นแล้วความเห็นแก่ตัวก็จะหมดไป ความ อยากก็จะหมดไปตาม เมื่อไม่มีความอยากและความเห็นแก่ตัวอัน เป็นตัวการตัวต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ใจ เกิดความ เดือดร้อนแล้ว ความทุกข์ความเดือดร้อนก็จะดับ สิ้นไปด้วย เขาผู้นั้นก็จะเป็นผู้อยู่เหนือความทุกข์ โดยประการทั้งปวง หรือเรียกว่าเป็นผู้ชนะทุกข์ โดยสิ้นเชิงนั่นเอง เพราะเหตุใด การสร้างคุณธรรมดังกล่าว ขึ้นในจิตใจ จึงเป็นเหตุเอาชนะความอยาก ความเห็นแก่ตัวได้ ? ก็เพราะเหตุว่า เดิมจิตใจ เราถูกความ อยากหุ้มเสียมืดมิด เหมือนตกอยู่ใน ความมืด เมื่อเราสร้างคุณธรรมขึ้น คุณธรรม
น.43 ๓๗ นั้นเสมือนแสงสว่าง เมื่อแสงสว่างมากขึ้น ความ มืดก็น้อยลง และเมื่อสร้างถึงที่สุด ความมืดก็ จะหมดลงโดยสิ้นเชิง แล้วจิตใจที่มีความสว่าง เต็มที่นั่นเองย่อมมองเห็นทุกสิ่งได้ตามความเป็น จริงของมัน คือมองเห็นแต่ความว่างไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล มีแต่เพียงธรรมชาติที่ไหลเนื่องทยอย กันไปเท่านั้น เมื่อมันมีแต่ความว่าง แล้วจะไป ยึดมั่นถือมั่นหรือเห็นว่าเป็นตัวตน เป็นของตน ต่อไปอีกได้อย่างไร เมื่อหมดความยึดมั่นถือมั่น เพราะไม่มีอะไรเลยที่ควรยึดมั่นถือมั่น เสียแล้ว เช่นนี้ ความเห็นแก่ตัวก็หมดไปโดยสิ้นเชิงด้วย ความอยาก - ความเห็นแก่ตัว จะตายไป เพราะไม่ได้กินเหยื่อ ? ความอยากนี้มันเหมือน สัตว์ร้ายที่ชอบอยู่แต่ในความมืดเท่านั้น เจ้าของ
น.44 ๓๘ ไม่รู้ คิดว่ามันมีคุณก็ให้อาหารเป็นเหยื่อแก่มัน เรื่อย ๆ ไป มันก็อ้วนหมีพีมัน แต่เมื่อความ สว่างเข้ามาแทนที่ เจ้าของรู้ทันว่า เจ้าความ อยากนี้เป็นสัตว์ร้ายกาจนัก ก็ใช้วิธีทรมานให้ มันอด โดยไม่ยอมให้เหยื่อเป็นอาหารแก่มันต่อไป ความอยากตัวนี้มันก็ผอมและตายไปเองในที่สุด สรุป - คนเราเกิดมาเพื่อได้หรือถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่ มนุษย์เราจะต้องได้หรือถึงให้ได้ในชั่วชาตินี้และ ในชั่วชีวิตนี้เอง(Summum Bonum= The utmost goodness that man can get in this very life) - สิ่งนั้น คือความรอดพ้น (Sulvation) จากทุกข์ภัย อันตราย จากความเดือดร้อน และ จากทุกสิ่งอันทุกชีวิตไม่พึงปรารถนา
น.45 ๓๙ - เราจะรอดพ้นไปด้วยการกำจัดความเห็น แก่ตัวให้หมดไป - ความเห็นแก่ตัวจะหมดไปได้ก็ด้วยการ กำจัดความอยาก - ความอยากหมดไปได้ก็ด้วยการใช้จิตใจ ที่ประกอบด้วยคุณธรรมดังกล่าว มองให้เห็นแจ้ง ไปในความจริงของทุกสิ่ง มองให้เห็นว่า มันมี แต่ ความว่าง ไม่มีสิ่งใดควรยึดมั่น ถือมั่น ต่อไป - เมื่อหมดความ ยึดมั่น ถือมั่น ในทุกสิ่ง แล้ว ความมีตัวตน คือ ตัวเขา ตัวเรา ของเขา ของเรา ก็ ไม่มี เมื่อไม่มีตัวตนผู้ทุกข์ ความทุกข์ก็จะดับสิ้น สำหรับผู้นั้น
น.46 ๔๐ ฉะนั้น ผู้ชนะทุกข์ก็คือ ผู้ไม่มีตัวตนเหลือ อยู่ที่จะต้องทุกข์อีกต่อไปนั้นเอง บทส่งท้าย ปัญหายุ่งยาก ความยากเข็ญ ความ ทุกข์ ความเดือดร้อน และเหตุร้ายทุกสิ่งอัน ทุกชีวิตทุกสังคมไม่ปรารถนานั้น จะหมดสิ้นไป ได้ก็ด้วยการกำจัด ความเห็นแก่ตัวให้หมดไปจาก จิตใจนั่นเอง แล้วทุกสิ่งจะถูกแก้พร้อมกันไปหมด ส่วนรายละเอียดนั้น ขอท่านโปรดศึกษาจาก ท่านผู้รู้จริง(หนังสือนี้และจากฉบับสมบูรณ์ต่อไป) แต่การศึกษานั้นได้เพียงแนวทางหรือแผนที่ที่ท่าน จะต้องใช้เป็นคู่มือในการเดินทางเท่านั้น แต่ท่าน จะถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องประสงค์ ก็ด้วยการ
น.47 ๔๑ ประพฤติปฏิบัติลงไปจริง ๆ ตามที่เรียนรู้ คือลง มือเดินทางไปตามแนวทางหรือแผนที่นั้นจริง ๆ ท่านก็จะถึงจุดหมายในวันหนึ่งข้างหน้านี้อย่างแน่ นอน มิฉะนั้นแล้วจะเข้าตำราที่ว่าความรู้ท่วมหัว เอาตัวตัวไม่รอด. นั่นคือได้แก่ปฏิบัติให้ จิตว่าง สำนักงาน "เสงี่ยม วุฒิวัย ทนายความ" ๕/๑-๒ ถนนอัษฎางค์ พระนคร โทร. ๒๓๕๔๙
น.48 จิตว่างได้อย่างไร ? ท่านอาจารย์ สวนโมกข์ ตอบปัญหาปฏิบัติธรรม เมื่อ ๑ มิถุนายน ๒๕๐๘ ปัญหาว่า ทั้ง ๆ ที่ทราบว่าทุกสิ่ง "ว่าง- จากตัวตน" และตัวเราไม่มี ก็อดที่จะมีความรู้ สึก โลภ โกรธ หลง ไม่ได้ ตอบว่า ในขณะที่เกิด โลภ เป็นต้นขึ้น แล้วนั้นหมายความว่า ในขณะนั้นไม่มีการทราบ ว่าทุกสิ่ง "ว่างจากตัวตน" หรือ "ตัวเราไม่มี’ ความรู้หรือการทราบนั้น ยังผิวเผินเกินไป และ ชั่วขณะ มันจึงไม่เกิดเป็นสติขึ้นมาทันท่วงทีที่ มีสิ่งมายั่วให้เกิดโลภเป็นต้น ดังนั้น สิ่งที่เรียก ว่าความรู้ กระทั่งถึงความเข้าใจ จึงไม่ใช่สิ่ง เดียวกันกับสติเรามีความรู้ และความเข้าใจมากก็ จริง แต่เราอาจจะไม่มีสติเลยก็ได้ เพราะความรู้
น.49 นั้นไม่เกิดขึ้นมาทันท่วงที ที่มีอะไรมากระทบ โดย เหตุที่สิ่งที่มากระทบนั้น มีกำลังยั่วยวนหรือปลุก เข้ามากกว่า สติจึงไม่เกิดขึ้นในขณะที่ควรจะเกิด, เรียกว่า อารมณ์ยังเป็นฝ่ายชนะสติ สติไม่โผล่ มาเลย. เรามีหลักการปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดย แบ่งเป็น ๓ ขณะ คือ ขณะทั่วไป, ขณะกระทบ อารมณ์, และ ขณะที่พ่ายแพ้แก่อารมณ์แล้ว หรือชนะอารมณ์แล้ว. ๑. ขณะทั่วไป หมายถึงเวลาว่างสำหรับการ ปฏิบัติธรรม เราสนทนาธรรม ศึกษาธรรม ไตร่- ตรองธรรม หรือเจริญวิปัสนาก็ตาม เพื่อให้ เห็นแจ้งว่าสิ่งทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่น ยึดมั่นไม่ได้, ต้องเกี่ยวข้องกับมันด้วยสติปัญญาเพื่อทำไปตาม หน้าที่ที่ควรทำ ขออย่างเดียวแต่อย่าเกิดความ
น.50 ยึดมั่นในสิ่งนั้น ๆ เช่นเกิดโลภหรือโกรธขึ้นมา เป็นต้น. มีเรื่องหรือหลักที่จะพิจารณามากมาย หลายสิบอย่าง แล้วแต่เราจะพอใจชนิดไหน, ข้อ สำคัญคือให้เกิดความรู้ แล้วเกิดความเข้าใจแล้ว เกิดความเห็นแจ้งจนระอาต่อการยึดมั่นสิ่งเหล่า นั้นจริง ๆ อย่าให้เป็นเพียงความรู้ ความเข้า ใจ เฉย ๆ ต้องให้เลยไปจนเป็นความ กลัว ต่อ ความยึดมั่นกันจริง ๆ, และ ละอาย อย่างยิ่งถ้าไม่ ยึดมั่นถือมั่นเข้า. การฝึกให้มีการเห็นแจ้งอยู่ทุกๆ อิริยาบท ทุกๆ เวลา ทุกเรื่องที่เป็นปัญหาสำหรับ เรา อยู่เป็นประจำนี้ เรียกว่าการฝึกสติ หรือสติ ปัฏฐาน ซึ่งมีอยู่หลายลำดับ และหลายแบบ เลือก อย่างเอารวบรัดเพียงแบบเดียวข้อเดียว ที่เหมาะ สมกับเรื่องหรือปัญหาของตนมาฝึกอยู่เป็นประ- จำ. ค่อย ๆ ทำไป ๆ ก็รู้ได้เองว่าควรใช้วิธีใด.
น.51 ๒. ขณะกระทบอารมณ์. ไม่ว่าจะเป็น ขณะที่ทำการงาน หรือเวลาพักผ่อน หรือเวลา สังสรรค์ หรือเวลากินอยู่ใช้สอยบริหารร่างกาย ประจำวันก็ตาม - หรือแม้แต่ในขณะที่ปฏิบัติ ธรรมอยู่ ก็ตาม ล้วนแต่เป็นโอกาสที่อารมณ์จะ กระทบได้ทั้งนั้น, เพราะมันกระทบได้ทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย และคิดขึ้นทางใจเอง มาก ถึง ๖ ทางด้วยกัน. การปฏิบัติในขั้นนี้ ก็คือฝึกให้ความรู้แจ้ง ดังที่กล่าวแล้วในข้อ ๑, เกิดขึ้นมาทันท่วงที ใน ลักษณะราวกะว่า วิ่งมาช่วยได้ทันท่วงที ในรูป ของสิ่งที่เรียกว่า สติ, ราวกะว่าสิ่งที่เรียกว่าสตินี้ มีอยู่ กะเนื้อกะตัวตลอดเวลา ไม่มีว่างเว้น. คน ธรรมดาทั่วไป ขาดสติในทางธรรม, เพราะมี ความเคยชินแต่ในทางที่จะรับเอาอารมณ์ด้วย
น.52 ความยึดมั่นถือมั่นมานานแล้ว จนเป็นนิสสัย ดังนั้นจึงต้องฝึกกันใหม่ในทางตรงกันข้าม คือ รับอารมณ์ด้วยสติสัมปชัญญะ หรือสติปัญญาซึ่ง ไม่มีทางที่จะหลงยึดมั่นสิ่งนั้นหรือเหตุการณ์นั้น ด้วยความโง่เขลาเอาเป็นตัวตนหรือของตน,เพียง แต่ให้รู้ว่าเราควรจัดควรทำสิ่งนี้ หรือเรื่องนี้ ไปอย่างไรตามหน้าที่ที่ควรทำ, ถ้าไม่มีเรื่องที่ ต้องทำ ก็ปล่อยให้ผ่านไป เหมือนกับไม่มีอะไร เกิดขึ้น. ถ้าอารมณ์เกิดขึ้นในขณะที่กำลังปฏิบัติ ธรรมจะฉวยโอกาสถือเอา อารมณ์นั้นเป็นวัตถุ สำหรับพิจารณาให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือความไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ไปเสียเลยก็ได้ ยิ่งจะเป็นการดีสำหรับผู้ที่มักจะมีอารมณ์ ชนิดนั้น เกิดขึ้นรบกวนบ่อย ๆ.
น.53 ทางที่ง่ายหน่อย ก็คือหัดเป็นคน " นับ หนึ่งถึง สิบเสียก่อนแล้วจึงทำอะไรลงไป " นิทานเรื่องเด็กคน หนึ่งมี อะไร สะดุดใจให้โกรธ เขาต้องนับหนึ่งถึงสิบเสียก่อนแล้วจึงพูด, ไม่ พูดไปทันทีที่โกรธ ก็เลยไม่มีการพูดผิดทำผิดนี้ ฉันใด, ผู้ปฏิบัติธรรมเมื่อมีอารมณ์กระทบก็ทำ การ "นับหนึ่งถึงสิบ" ด้วยสติเสียก่อน; เมื่อมี สัมปชัญญะอยู่ กะเนื้อกะตัวดีแล้ว จึงค่อยตัดสิน ลงไปว่าจะจัดการอย่างไรกับอารมณ์ นั้นในกรณี นั้น. ความโลภ ความโกรธ ความหลง (หรือ ความโง่ ) จึงไม่มีโอกาสเกิด ฉันนั้น. การ ปฏิบัติเช่นนี้ทำให้เดิน ตามรอยพระพุทธองค์ที่ ตรัสไว้ว่า "เมื่อใด ตาเห็นรูป ก็สักว่าเห็น, หู ได้ยินเสียง ก็สักว่าได้ยิน. จมูกได้กลิ่นก็สักว่า ได้กลิ่น, ลิ้นได้รส ก็สักว่าได้รส, กายได้สัมผัส
น.54 ก็สักว่าได้สัมผัส" คือไม่มีความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู" หรือ " ของกู" เกิดขึ้น ไม่มีการวิ่งไปวิ่งมาใน กองทุกข์; มีแต่นามรูปที่เคลื่อนไหวไปภายใต้ การควบคุมของสติปัญญา หรือธรรม. ผัสสะ หรือเวทนา ถูกแปลงให้เป็นสติปัญญาเสียก่อน แต่ที่จะปรุงเป็นตัณหาอุปาทานขึ้นมา. นี้คือสติ ที่สูงสุดในพระพุทธศาสนาที่จำเป็นแก่ผู้ปฏิบัติทุก คน. รวมความว่า ขณะที่กระทบกับอารมณ์ ก็มีสติปรากฏออกมาทันท่วงทีเสมอ ไม่มีโอกาส ที่จะเกิด โลภ โกรธ หลง ขึ้นมาได้, จนกว่าจะ เป็นสติที่สมบูรณ์ถึงที่สุด คือสติในขั้นพระอร- หันต์ ที่ไม่ต้องคอยระวังกันอีกต่อไป. ๓. ขณะที่อารมณ์กระทบแล้ว มีความ พ่ายแพ้หรือชนะก็ตาม. ถ้าอารมณ์กระทบแล้ว สติ ไม่มีมา จนกระทั่งเกิดโลภ โกรธ หลงเสีย
น.55 อารมณ์ได้ยากเข้า เช่นเดียวกับที่เราไม่ไปเผลอ สติ จนทำผ้าหลุดกลางถนนหนทาง ฉันใด ก็ฉันนั้น, นี้เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติ ในกรณีที่พ่าย แพ้แก่อารมณ์จัดเป็นข้อปฏิบัติฝ่ายหนึ่ง. อีกฝ่ายหนึ่ง คือในกรณีที่เอาชนะอารมณ์ ได้ เพราะมีสติ ก็ควรทำการพิจารณาให้ละเอียด ละออ ถึงผลที่ได้รับคืออานุภาพของธรรม ที่ กำจัดความทุกข์ได้อย่างไร เพื่อใจจะได้รักธรรม และน้อมไปในธรรมยิ่งขึ้นกว่าเดิม. เมื่อใจรัก ธรรมจริง ๆ ก็จะขวนขวายในธรรมมากขึ้น และ ไม่เผลอให้เกิดความเสียหายแก่ใจ ในทางธรรม เหมือนกับแม่ที่รักลูกมาก ก็เป็นการยากที่จะ เผลอให้ลูกได้รับอันตราย. ฉันใดก็ฉันนั้น. การ กระทำเช่นที่กล่าวมานี้เป็นไปเพื่อความก้าวหน้า ในทางธรรม อย่างยิ่ง ทั้งเมื่อแพ้ และเมื่อชนะ
น.56 แล้ว ต้องเป็นผู้มีความละอาย (หิริ) ต่อตัวเอง ให้มาก ยิ่งกว่าไปทำผ้านุ่งหลุดลุ่ยกลางถนน, เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าละอายสำหรับ พุทธ- บริษัท ยิ่งกว่าไปทำผ้านุ่งหลุดกลางถนนเสียอีก และพร้อมกันนั้น ก็มีความกลัว (โอตตัปปะ ) ต่อความเสียหายอันนี้, คือการที่มีความโลภโกรธ หลง เกิดขึ้นนี้ ยิ่งกว่ากลัวผี กลัวเสือ กลัว ความตาย, หรือกลัวสิ่งใด ๆ ทั้งหมด, เพราะ เป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับพุทธบริษัท ยิ่งกว่าความ ตายไปเสียอีก, คือความตายไม่ได้ทำให้เราเลว อย่างเสียผู้เสียคน หรือเสียความเป็นพุทธบริษัท แต่ความผิดพลาดอันนี้ มันทำให้เราเสียหมด อย่างไม่มีอะไรเหลือไปครั้งหนึ่งทีเดียว. จึงน่า กลัวที่สุด. เมื่อเรามีทั้งความละอายและความกลัว มากเช่นนี้ เราก็จะเผลอสติในขณะที่กระทบ
น.57 รวมความว่า เราต้องปฏิบัติธรรมโดยแยบ คาย หรือถูกต้องตามหลักวิชาอย่างยิ่งทั้ง ๓กาล คือก่อนแต่มีอารมณ์กระทบ, ขณะที่กำลังมี อารมณ์กระทบ, และเมื่อมีการกระทบเสร็จแล้ว แล้ว, อยู่เป็นประจำในการงาน หรือในชีวิต ประจำวันนั่นเอง แม้กระทั่งเวลากินอาหาร การ อาบ ถ่าย ฯลฯ เป็นผู้มีชีวิตคลุกเคล้ากันอยู่กับ ธรรมทุกเวลา จนชีวิตกลายเป็นธรรมไปเสีย เอง ดังนี้. ท่านจะได้รับประโยชน์จากบทความนี้ ก็ ต่อเมื่อได้นำเอาไปทำความเข้าใจ ในที่สงบสงัด ทุกบัดทัด ทุกวรรคตอน กระทั่งทุกตัวอักษร เท่านั้น, พร้อมกันนั้นก็นำไปสนทนา ปรึกษา หารือ วิพากย์วิจารณ์ อย่างเป็นอิสระ ไม่ต้อง เกรงใจผู้ใด ไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่น แม้กระทั่งผู้
น.58 ที่บอกข้อความนี้แก่ท่าน. ถ้าผิดจากนี้แล้ว ก็จัก ต้องโลเลเลื่อนลอยไปตามเดิม. ธรรมะนั้น ไม่ มีใครเป็นเจ้าของ, ธรรมะเป็นเจ้าของธรรมะ เอง. ดังนั้นท่านทั้งหลายต้องจัดต้องทำไป ใน ลักษณะที่ธรรมะนั้นจะสอนธรรมะแก่ท่านเอง มิ ใช่โดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แม้แต่บุคคลที่ท่าน เรียกเขาว่าอาจารย์
น.59 พิมพ์ที่ บริษัทศิริพัสดุ์ จำกัด ๕ สุขุมวิท ๔๙ พระนคร พิไลวัน สินธุโสภณ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ๒๕๐๘
น.60 โปรดทราบ ท่านจะชนะ ความตาย ชนะทุกข์ และชนะทุก สิ่งได้ ด้วยการปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนา ซึ่งบรรยายโดย ท่านอาจารย์ พุทธทาสภิกขุ ทาง สถานีวิทยุ ว.ป.ถ. ๑ เวลา ๐๕.๓๐ น.ถึง ๐๖.๓๐น. และวิทยุยานเกราะเวลา ๐๖.๐๐น. ถึง ๐๖.๓๐ น. ทุกวันเว้นวันอาทิตย์ หากท่านไม่อ่านอีก โปรดถวายภิกษุสามเณร หรือมอบแด่ผู้สนใจต่อไป จะเป็น กุศล มหาศาล ท่านผู้ใดต้องการขอรับได้ที่ วิโรจน์ ศิริอัฐ สำนักงานเสงี่ยมวุทธิวัย ทนายความ ๕/๑-๒ ถนนอัษฎางค์ พระนคร
น.61 คติพจน์ จงทำงาน ทุกชนิด ด้วยจิตว่าง ทำงานให้ ความว่าง ทุกอย่างสิ้น กินอาหาร ของความว่าง อย่างพระกิน ตายเสร็จสิ้น แล้วในตัว แต่หัวที ฯ หมายเหตุ :- ทำงานด้วยจิตที่ปราศจากความสำคัญ มั่นหมายว่า “ตัวกู” ว่า "เพื่อกู" นี้คือ ทำงานด้วยจิตว่าง ทำงานให้ความว่าง นั้นคือ ได้ผลงานมาเท่าไร ก็ยก ให้ภาวะแห่งความว่างจากเจ้าของ ; ไม่มีความหมายมั่นสำคัญ ไว้ว่า “ของกู” ทุกสิ่งเป็นสมบัติของธรรมชาติ กำลังเป็นไปตาม ปัจจัย ; ว่างจากตัวตน ทั้งผู้กิน และสิ่งที่ถูกกิน; ดังนั้น การกินเป็นสิ่งที่มีได้ ทั้งที่ไม่มีตัวผู้กิน อยู่แล้ว. เมื่อยกผล งานให้ความว่างได้แล้ว การกินอะไรในขณะนั้น ก็คือ การ กินอาหารของความว่าง อยู่ในตัวมันเอง โดยแน่นอน. จิตว่างมาแล้วแต่หัวที่ ความตายจึงไม่มีมาแล้วแต่ หัวที. จิตว่างย่อมไม่มีวันรู้จักกับความตาย; ไม่มี "ตัวกู" ผู้ตาย อีกต่อไป. ภิกษุ พุทธทาส อินทปัญโญ โมกขพลาราม ไชยา. ๒๘ พ.ย. ๒๕๐๗
Buddhadasa