Buddhadasa.org
หนังสือความถูกต้อง 4 ประการ › อ่านฉบับเต็ม

📖 ความถูกต้อง 4 ประการ

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา ๑๘ เมษายน ๒๕๓๕ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ · วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๓๕

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.8 ๔ ประการ พุทธทาสภิกขุ อาตมภาพขอแสดงความยินดี ในโอกาสพิเศษแห่ง วันพิเศษซึ่งมีวันวิสาขบูชารวมอยู่ด้วย เคยคิดว่าจะหาโอกาส พูดจาอะไรเป็นพิเศษให้ได้รับประโยชน์อย่างกว้างขวาง ตามที่เคยกระทำมาทุกปี และก็มุ่งหมายที่จะทำกันต่อไป เป็นธรรมเนียม หัวข้อที่จะพูดปรารภกันในวันนี้ก็มีอยู่ ซึ่งอาตมาจะ ขอทำความเข้าใจตามที่จะมีเรี่ยวแรงจะช่วยได้สักเล็กน้อย ตามที่รู้สึกมานี้รู้สึกว่า มันพูดกันมากเกินไปเรียนกันมาก เกินไปจนไม่รู้กี่ร้อยกี่พันหมื่นเรื่องกันแล้ว ก็อยากจะพูด รวบรัดให้เข้าใจง่าย ฟังง่าย เสียเวลาน้อย แต่ก็ได้ประโยชน์ มากที่สุด คือพูดกันแต่เรื่องที่เป็นเนื้อ ๆ ของเรื่อง ขอให้ท่าน ทั้งหลายตั้งใจฟังให้ดี ถ้าฟังไม่ดี มันก็ไม่รู้เรื่องเอง ฟังให้ดี ธรรมบรรยาย เนื่องในวันวิสาขบูชา ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๓๕

น.9 ๒ มันก็พอจะรู้เรื่อง ได้ประโยชน์คุ้มค่า วันนี้จะพูดโดยหัวข้อเพียง ๔ หัวข้อ เป็นเรื่องของ ความถูกต้อง "ความถูกต้อง" ขอท้าทายใ ห้ทุกคนลอง คิดว่า คำพูดคำไหนเหมาะสมที่สุด ดีที่สุด กว้างขวาง ที่สุด ครบถ้วนที่สุด อะไร ๆ ที่สุดมาก เท่ากับคำพูดเพียง คำเดียวว่า "ความถูกต้อง" จำให้ดี ๆ ย้ำกันหลาย ๆ หน ว่าความถูกต้อง ความถูกต้อง ถ้ามีความถูกต้องแล้ว มัน ไม่มีอะไรที่จะผิดพลาด มันสำเร็จประโยชน์ มันมีสันติสุข สันติภาพอยู่ในตัวเองโดยสมบูรณ์ เรียกว่าความถูกต้อง ก็ขอให้คำอธิบายเพียง ๔ คำ สำหรับความถูกต้อง คนโง่มันอาจจะพูดว่าน้อยไป อยากจะให้พูดตั้งหลายสิบ หลายร้อยคำหลายร้อยเรื่อง ถ้าเราพูดว่า ๔ คำมันก็เกิน พอแล้ว มันก็ว่าน้อยไป แต่ขอให้สังเกตดูให้ดีว่า น้อยหรือ ไม่น้อยสำหรับ ๔ คำ อย่าเพิ่งอวดว่าตัวรู้มากที่จะมีอะไร พูดให้มากไปตั้งหลายสิบหลายร้อยคำ บอกว่า ๔ คำพอ และถ้ายิ่งกว่านั้น คำเดียวก็พอ เอา คำแรก ก่อน ความถูกต้อง ภาษาบาลีนั้นมีแต่คำว่า สัมมา ใคร ๆ ก็พูดว่า "สัมมา" สัมมาสัมพุทโธ สัมมา คำนี้มันแปลว่าถูกต้องหรือซึ่งถูกต้อง แล้วก็สัมมัตตา แปล ว่าความถูกต้อง คำเดียวกันนั่นแหละ สังเกตดูให้ดีว่า คำ เดียวกันนั่นแหละ ทีนี้เราจะให้มีความถูกต้องแตกแขนงออกเป็น ๔ คำ

น.10 ๓ ขอให้เป็นความถู กต้องที่ ๑ ทางกาล ทางเวลา แต่เรา เรียกเสียใหม่ว่า ทางกายถูกต้อง คำว่ากายที่มีความหมาย เท่ากับเวลา ถูกต้องทางกายแปลว่า ถูกต้องทุกอย่างที่เกี่ยว กับกาย ไม่มีอะไรผิดพลาดในทางกาย ทางกายจะแยกออก เป็นกี่อย่างก็ได้ ทางลมหายใจก็ได้ ทางเนื้อทางหนังก็ได้ ทางกระดูก ทางโลหิต ทางวัตถุ ทางอะไรก็เรียกว่า ทาง กายทั้งนั้น ทางกายถูกต้องถ้าถูกต้องทางกายแล้วก็ทุกอย่าง ๆ เกี่ยวกับทางกายมันถูกต้อง ที่ ๒ ก็ถูกต้องทางจิต เกี่ยวกับจิตทุกเรื่องมันมีความ ถูกต้องเรียกว่าถูกต้องทางจิต ที่ ๑ ถูกต้องทางกาย ที่ ๒ ถูกต้องทางจิต เป็นเรื่องของจิต เรื่องของเจตสิก เรื่องของ สังขาร วิญญาณ อายตนะ อะไรก็เรียกว่าถูกต้องทางจิต ท่านจำว่าทางจิตไว้เพียงคำเดียวแล้วก็ไปแตกแยกเอากี่ อย่างก็ได้ เรียกว่าถูกต้องทางจิต ขึ้นชื่อว่าทางจิตแล้ว ไม่มี อะไรผิดพลาด เรียกว่าความถูกต้อง ถ้านับมันก็มากเรื่อง หลายสิบเรื่องเหมือนกัน แต่ถ้าเอาแต่คำเดียวว่า ถูกต้อง ทางจิต ทีนี้ คำที่ ๓ ถูกต้องทางตัวตน ความมีตัวตนที่ถูกต้อง เรื่องเกี่ยวกับตัวตน ตัวกูของกูทุก ๆ อย่าง ทางฝ่ายบุญ ฝ่ายบาป ฝ่ายดีฝ่ายอะไรก็เรียกว่าตัวตน นี่ต้องถูกต้องหมด ด้วยเหมือนกัน เรียกว่าถูกต้องทางตัวตน ถูกต้องที่ ๔ ก็ถูกต้องทางเรื่องของความว่าง คือ

น.11 ๔ ว่างถูกต้อง อันนี้สูงสุด ไม่มีอะไรที่จะเหลือนอกไปจากเรื่อง ความว่าง หรือถูกต้องของความว่าง เลยได้เป็น ๔ เรื่อง ถูกต้องทางกาย เกี่ยวกับกาย ทั้งหมด ถูกต้องทางจิต เรื่องทางจิตทั้งหมด ถูกต้องทางตัวตน ก็ถูกต้องทางตัวตนทั้งหมด และถูกต้องทางความว่างซึ่ง เข้าใจยาก ถ้าโง่เกินไปก็คงเข้าใจไม่ได้ หรือโง่น้อยหน่อย ก็เข้าใจยังไม่ได้ ต้องฉลาดถึงที่สุดจึงจะเข้าใจเรื่องความว่าง ได้ นี่มันมีอยู่ ๔ อย่าง แจกออกไปดูซิว่า ถูกต้องทางกาย มันก็ถูกต้องทางกาล ทางเวลา ทางการหายใจ ทางลม หายใจ การใช้ลมหายใจ การใช้เลือดลม เนื้อหนัง แม้ที่สุด เรื่องทางเพศที่ยังไม่มีความหมาย เช่นเด็กยังเล็กเกินไป อย่างนี้ก็เป็นเรื่องทางกาย ทางเพศของเด็กที่ยังเล็กเกินไป มันก็เรื่องถูกต้องทางกายเหมือนกัน ไปนับเอาเอง ถูกต้องทางจิต จิตความคิดนึก เจตสิก หน้าที่ทำงาน ของจิตนี่ จะเป็นเรื่องของเวทนา สังขาร วิญญาณอะไร ก็เรียกว่ามันเป็นเรื่องของจิตทั้งนั้น ให้มันอยู่ในลักษณะ ที่ถูกต้องเสียให้หมด เป็นเรื่องถูกต้องทางจิต ทีนี้ถูกต้องทางตัวตน ตัวตนมักจะเกิดขึ้นมาโดยแบบ อกุศลเลวร้ายก็ได้ แบบกุศลที่ไม่เลวร้ายก็ได้ คำว่า กุศล กับ คำว่าอกุศลนี่ช่วยสังเกตไว้ให้ดี อย่าให้มันโง่ซะอีก กุศล มันแปลว่า ตัดสิ่งที่ควรตัด กุศะ ควรตัด หญ้ากุศะ หญ้า รถควรตัด เมื่อตัดก็เรียกว่าเป็นกุศล ถ้ามันไปตัดไอ้ที่

น.12 ๕ ไม่ควรตัดมันก็เสียหาย หรือ ไม่ได้ตัดสิ่งที่ควรตัดมันก็ เสียหาย เลวร้าย นี่ก็เรียกว่าอกุศล มันถูกต้องในเรื่อง ของตัวตนทั้งฝ่ายกุศล ทั้งฝ่ายอกุศล มันก็ปลอดภัย เจริญ รุ่งเรือง นี่เรียกว่าเรื่องตัวตน ตรวจสอบเรื่องของตัวตน ให้มันถูกต้องเสียให้หมด มันได้ตัดสิ่งที่ควรตัด ไม่ต้อง ไปตัดสิ่งที่ไม่ควรตัด นั่นแหละเรียกว่าถูกต้องในเรื่อง กุศล เรื่องอกุศล ถ้านับเป็นอย่าง ๆ มันก็มากมาย หลาย สิบ หลายร้อยเรื่องเหมือนกันแหละ นี่เป็นเรื่องตัวตน ตัวตน ๆ ที่ควรตัดเก็บออกไป ที่ไม่ต้องตัดก็ควรเจริญไว้ก็เอาไว้ ตัวตนอย่างดี นี่เราก็เรียกว่าเรื่องตัวตน ถ้าเป็นเรื่องว่างมันก็ว่าง ว่างมีความหมายมาก ว่าง อย่างโง่ ๆ ก็มี มันก็พูดว่าไม่มีอะไรหรอก คือว่าง คือมัน โง่ที่สุดละ ไม่มีอะไรก็คือว่าง ว่างที่ฉลาดกว่านั้น มันว่าง ที่ไม่เป็นโทษ ว่างที่มีแต่คุณ มีแต่ประโยชน์และสมค่ากับ ที่มันว่าง ตัวอย่างว่า มันไม่มีอะไรเลยก็เรียกว่า ว่างแต่ ไม่มีค่าอะไร ถ้าว่ามันมีอะไรแต่ว่ามันว่างอย่างมีประโยชน์ มันก็ยังมีประโยชน์ แต่นี่มันว่างอย่างสูญญากาศไม่มีอะไร เลย มันก็ยังมีประโยชน์ในบางแง่มุมเพราะมันไม่รบกวน ใคร ไม่ทำอะไรแก่ใคร ถ้ามันว่างอย่างที่ว่า ว่างจากตัณหา อุปาทาน ไม่มีกิเลส ตัณหา อุปาทาน นั่นมันว่างจริง ไม่มี สิ่งที่เป็นโทษเพราะว่ามันว่างจริง ว่างจากทุกสิ่งที่ทำให้ เกิดโทษ ฟังดูให้ดี มันว่างจากทุกสิ่งที่ทำให้เกิดโทษ แม้

น.13 ๖ แต่สิ่งที่ไม่ควรจะมีก็ให้มันว่างไปเสียด้วย เพราะมันไม่ รบกวน นี่ถ้าได้อย่างนี้แล้วก็เรียกว่า มันว่าง ว่างสูงสุดนั้นพระพุทธเจ้าท่านเรียกไว้ด้วยถ้อยคำที่ ไพเราะ มันจะฟังยากสำหรับคนบางคน ท่านเรียกว่า ปรมา- บุตรสุญญตา ยืดยาวเห็นมั้ย ปรมะอย่างยิ่ง อนุตร ไม่มีอะไร ยิ่งกว่า สุญญตา ว่าง ความว่างอย่างยิ่ง ที่ไม่มีอะไรยิ่งกว่า ว่างจากกิเลสตัณหา ว่างจากสิ่งเลวร้าย ว่างจากทุก ๆ สิ่ง ที่มันควรจะว่างออกไป แล้วมันจะมีอะไรเหลือล่ะ มันจะมี อะไรเป็นปัญหาเล่า นี่คือว่างอย่างประเสริฐที่สุด แต่ถ้า พูดให้มันสั้นที่สุดก็ว่างจากกิเลสตัณหา ว่างจากอุปาทาน ว่างจากความยึดมั่นว่าตัวกูว่าของกู แล้วท่านก็ทำจิตให้มี ความว่างอยู่ในแบบนั้น ไม่ให้อะไรมาแทรกแซงให้เกิด ความไม่ว่าง มันก็ว่างถึงที่สุด ก็ยกตัวอย่างพระพุทธเจ้า ท่านอยู่ด้วยความว่าง มี คำกล่าวว่า ตถาคตอยู่ด้วยสุญญตาวิหาร คือ ตถาคตอยู่ ด้วยวิหาร คือความว่าง สุญญตาวิหาร วิหารคือความว่าง สุญญตาวิหาร ธรรมะเป็นเครื่องอยู่ด้วยความว่าง อะไร มันก็ว่าง ไม่รบกวน ไม่เกิดการรบกวนใด ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น อย่างพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เองว่า ใครจะมา เอ้ากษัตริย์ พวกกษัตริย์มากันเต็มบ้านเต็มเมือง จิตของตถาคตก็ยัง ว่างอยู่อย่างนั้น โจรผู้ร้ายเลวร้ายมากันเต็มบ้านเต็มเมือง จิตของตถาคตก็ยังว่างอยู่อย่างนั้น อุบาสก อุบาสิกามา

น.14 ๗ กันเต็มบ้านเต็มเมือง กระทั่งว่านักปราชญ์ราชบัณฑิตมา กันเต็มบ้านเต็มเมือง ทหารมากันเต็มบ้านเต็มเมือง คน ผู้ร้ายมากันเต็มบ้านเต็มเมือง ก็ยังว่างอยู่อย่างนั้น ว่างอย่าง จิตเดียวนั่นแหละตลอดไป นี่เรียกว่าว่าง ว่างอย่างสุญญตา- วิหาร อยู่ด้วยความว่างตลอดไป นี่ท่านอยู่ได้ถึงอย่างนี้ ส่วนพวกเราคนเรามันไม่ได้ว่างอย่างนั้น อะไรเข้ามา หน่อยก็รบกวนจิตใจ เป็นเรื่องรัก เรื่องโกรธ เรื่องเกลียด เรื่องกลัว เรื่องตื่นเต้น เรื่องวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉา ริษยา หวงหึงกัน จะว่างกันได้อย่างไร เพียงแต่อะไรมาให้ เห็นกันสักนิดมันก็ไม่ว่างแล้ว พูดกันให้มันง่ายที่สุดก็ว่า เช่น ใครถืออะไรมานิดเดียวเท่านั้นจิตมันก็ไม่ว่าง มันคิดละโมบ โลภลาภ มันคิดจะเอาเป็นตัวตน เป็นอะไร เพียงแต่บุรุษ- ไปรษณีย์ถือซองจดหมายถือซองโทรเลขมา คนโง่มันไม่ว่าง แล้วเห็นไหม มันอย่างจะรู้ว่าจดหมายนั่นว่าอะไร มันมาดี มาร้ายอย่างไร บุรุษไปรษณีย์เอาจดหมายอะไรดีอะไรร้ายมา ให้อย่างไร มันก็ไม่ว่างเสียแล้วเพียงเท่านี้ เห็นบุรุษไปรษณีย์ ถือจดหมายมาฉบับเดียวมันก็ไม่ว่างอย่างยิ่งเป็นภูเขาเลากา แล้ว จะว่างอย่างพระพุทธเจ้าว่างได้อย่างไร ยกตัวอย่าง เทียบให้ดูว่ามันต่างกันถึงอย่างนี้ มันจะมีเรื่องราวกี่ร้อยกี่พัน เรื่องก็ตาม ท่านก็ยังว่างอยู่อย่างนี้ ที่ว่าไม่ยินดีไม่ยินร้าย ยังปกติว่างจากอารมณ์ร้าย นี่ก็เรียกว่าว่าง ถูกต้องของความว่างเป็น ๔ ทาง ๔ อย่าง

น.15 ๘ รวมกันคือ ว่างทางกาย ว่างทางจิต ว่างทางตัวตน และก็ ว่างทางความว่างนั่นเอง คำสุดท้ายนี้ซ้ำกัน ว่างจากความ ว่าง ๑. ว่างทางกาย ๒. ว่างทางจิต ๓. ว่างทางตัวตน ๔. ว่างทางความว่าง ๔ อย่างนี้ถ้ายังจำไม่ได้ก็ขอใช้คำว่า บรมโง่ โง่อย่างเหลือประมาณที่ว่า ๔ คำนี้มันก็ยังจำไม่ได้ ว่างทางกาย ว่างทางจิต ว่างทางตัวตน ว่างทางความว่าง นั่นเอง ถ้ายอมคิดนึกสักหน่อยเท่านั้น มันจะคิดนึกทะลุ ปรุโปร่งไปหมด เป็นกี่สิบอย่างกี่ร้อยอย่างก็ได้ แต่แล้ว ขอให้มันมารวมอยู่ที่ความว่าง ในความหมายใหญ่ ๆ ๔ หัวข้อ ทีนี้ ถ้าจะให้รวมมาเป็นหัวข้อเดียวขอยกเอา ความ ถูกต้อง ถ้ามีความถูกต้องแล้วมันจะว่างหมดทุกอย่าง ไม่มีอะไรผิด เมื่อไม่มีอะไรผิดมันก็ไม่กลัดกลุ้ม ไม่กระทบ กระเทือน ไม่มีเรื่องร้าย มันก็มีแต่เรื่องสงบ มีแต่เรื่องว่าง เพราะฉะนั้น จึงขอให้ถือเป็นหลักว่า ๔ เรื่องนี้แหละสำคัญ ที่สุด อาตมาขอท้าทายว่า ไปคิดนึกมาเป็นอย่างยิ่งตลอด เวลาเป็นสิบ ๆ ปี มารู้ว่าเรื่องความว่าง ๔ อย่างนี้แหละ สำคัญที่สุด ให้พวกฝรั่งมันคิดกันไปกี่ร้อยกี่พันปีก็ไม่ได้มาก ไปกว่านี้ เราคนไทยไม่ต้องคิดร้อยปี พันปี มันก็อาจจะว่าง ได้ในเรื่อง ๔ ว่าง ว่างทางกาย ว่างทางจิต ว่างทางตัวตน ว่างทางความว่างนั่นเอง เมื่อมันมีความเห็นแก่ตนมันก็ไม่มีความว่างชนิด

น.16 ๙ ไหนหมด มันมีความเห็นแก่ตน มันเป็นตัวตน ทางกาย มันก็ยุ่งยากลำบากไปหมด ทางจิตก็ยุ่งยากลำบากไปหมด ทางมีตัวตนก็ยุ่งเหยิงไปหมด ความว่างก็หาไม่พบ ถ้าคุณ ไม่ชอบก็ตามใจคุณ ไม่ต้องสนใจก็ได้ แต่ที่เอามาพูดนี่ พูดเพื่อขอยืนยันว่า ๔ อย่างว่างนี่มันพอ พอจนไม่รู้จะพอ อย่างไร ขอให้ว่าง ๔ อย่างนี้ ถูกต้องทางกาย มันก็ว่าง ทางกาย ถูกต้องทางจิตว่างทางจิต ถูกต้องทางตัวตน มันก็ว่างทางตัวตน ถูกต้องทางความว่าง มันก็ถูกต้องทาง ความว่าง เอามารวมกันเสียเป็นความว่างอันเดียวกันก็ได้ ว่างอย่างถูกต้องใน ๔ ความหมายนี้ ขอยืนยันว่าคุ้มค่า คุณจะมีอายุต่อไปอีกกี่ปี กี่สิบปี หรือคุณจะโง่ต่อไปอีกกี่ปี กี่สิบปีก็ขอให้แก้ปัญหาด้วยข้อนี้ จนมีความถูกต้องใน ๔ ทางนี้ มันจะแก้ปัญหาทุกชนิดได้ จะขอโง่ไปอีกกี่พันปี หมื่นปี แสนปีก็โง่ไปเถิด แต่ถ้าว่า มันถูกต้องได้ทั้ง ๔ อย่างนี้แล้ว มันก็หมดเลย หมดเรื่อง ที่จะยุ่งยากลำบาก เรื่องที่จะเป็นปัญหานานาชนิด นี่ขอให้อะไรกัน สงสารอาตมาหน่อยก็ได้ เพราะไม่มี แรงจะพูด ไม่ค่อยมีแรงจะพูด แล้วก็ทนพูดมาได้ ๒๐ นาที แล้ว ก็จะขอพูดให้มันจบไปเสียว่า จงสนใจเรื่องเพียง ๔ เรื่อง ความถูกต้องเพียง ๔ เรื่อง ความถูกต้องทางกาย ถูกต้องทางจิต ถูกต้องทางตัวตน ถูกต้องทางความว่าง นั่นเอง จะพูดทบทวนไปมากี่ครั้งกี่หนก็ขอให้มันถูกต้อง

น.17 ๑๐ อยู่อย่างนี้ มันมีอยู่ ๔ ว่าง มันจะเป็นไทย เป็นจีน เป็น แขก ฝรั่งมังค่าอะไรที่ไหนมาก็ท้าทายว่า ถ้าแก ไม่มีความ ถูกต้องอย่างนี้ แก ไม่ได้รับประโยชน์จากพระพุทธศาสนา ให้ไปเรียนเมืองนอกเมืองนามา ปริญญายาวเป็นหางก็ ไม่สำเร็จประโยชน์ในการที่จะเป็นสุขตามหลักของพระ- พุทธศาสนา ถ้าว่าสามารถที่จะแก้ปัญหาสะสางปัญหา จัดกระทำให้มันถูกต้องใน ๔ ประการนี้ ว่างทางกาย ว่างทางจิต ว่างทางตัวตน ว่างทางสติปัญญา แล้วมันจะ คุ้มค่า คุ้มค่า ไปหมด เป็นมนุษย์ที่มีประโยชน์คุ้มค่าไป หมด มีอายุอยู่เพียงวันสองวัน ปีสองปีมันก็มีประโยชน์ เหลือหลาย คุ้มค่ากันไปหมด ถ้าไม่อย่างนั้นให้มันมีชีวิต อยู่เป็นร้อยปี พันปี หมื่นปี แสนปีมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร คุ้มค่ากันที่ตรงไหน ขอให้สนใจคำ ๔ คำเถอะพูดแล้วพูดอีกไม่กลัวใครว่า พูดซ้ำ ๆ ซาก ๆ ให้ จำให้แม่นยำ ถูกต้อง เพื่อให้มันล้าง ความโง่ออกไปเสียโดยเร็ว ความโง่คือความไม่ถูกต้อง ขอให้ล้าง ลบล้างเลิกล้างความไม่ถูกต้องออกไปเสียโดย เร็ว แล้วก็มันจะมีแต่ความถูกต้อง ความถูกต้องทางกาย ถูกต้องทางจิต ถูกต้องทางตัวตน ถูกต้องทางความว่าง ขอซ้ำ ๆ ซาก ๆ อยู่ตรงนี้ว่าความว่างทางกายมันก็มีอยู่ แยะ ดึงคำว่ากายออกมาดูซี่ กายนี่หมายถึงเวลา ก็ได้ ลม หายใจ ก็ได้ เนื้อหนัง ก็ได้ โลหิตก็ ได้ รูปร่าง ก็ได้ แม้แต่ว่า

น.18 ๑๑ วัตถุ ที่เป็นวัตถุนี่ก็ได้ก็ เรียกว่าทางกายเหมือนกัน ให้มัน ถูกต้องไปทุก ๆ ทาง อย่างนี้ มันถูกต้องทางกาย ใครแจก ออกไปได้หลาย ๆ อย่างก็เป็นความฉลาดของคนนั้น แต่ก็พอจะ คิดเห็นกันได้อย่างน้อยสักสิบอย่างแน่ ๆ ถ้าไม่โง่เกินไป จะพบความถูกต้องทางกาย ทางจิต ก็เหมือนกัน ทางจิต ทางเจตสิก ทางเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ความคิด ความนึก ความรู้สึก ความยึดมั่นถือมั่น แม้แต่สัญชาตญาณที่มันรู้จักยึดถือ เอาเองก็ยังถูกต้องได้โดยสัญชาตญาณ โดยสัญชาตญาณ มันก็ยังถูกต้องของมันได้ นี่เรียกว่ามันถูกต้องทางจิต ทีนี้ ตัวตน ตัวตนที่ มันยุ่งยาก เป็นตัวตน เป็นตัวกูของกู นับตั้งแต่แรกมา แล้วก็ผิดหมด แล้วก็ค่อย ๆ ถูกเข้า ถูก แล้วก็ยึดถือความถูก มีความถูกต้องแล้วมันยังยึดถือความ ถูกต้อง ยึดถือตัวตนว่าถูกต้อง มันโง่อย่างไม่รู้จะเรียกว่า อะไรแล้ว มันยังยึดถือว่าตัวตนถูกต้อง ตัวตนของกูดี ตัวตน ของกูวิเศษ อย่างนี้ มันก็เป็นคนโง่ เพราะว่ามันยึดถือ ตัวตน ไม่ต้องยึดถือทั้งเรื่องดีและเรื่องชั่วแล้วมันก็ไม่มีความ ทุกข์อะไร พระพุทธเจ้าท่านไม่ยึดถือทั้งเรื่องดีเรื่องชั่ว แต่ คนโง่มันยึดถือทั้งเรื่องดีเรื่องชั่ว พูดกันนักหนาใช้คำว่า posi- tive negative อะไรให้เป็น positive อย่าให้เป็น negative คนยึดถือเรื่องชั่วเรื่องดีมันบ้าดีบ้าชั่ว มัน ยึดถือเรื่องดีเรื่อง

น.19 ๑๒ ชั่ว ตัวตนของ มันหลงอยู่แต่เรื่องบ้าดีบ้าชั่ว นี่มันเป็นเรื่อง ที่ว่ายุ่งอยู่ด้วยตัวตน เดี๋ยวความรักมา เดี๋ยวความเกลียดมา เดี๋ยวความโกรธมา เดี๋ยวความกลัวมา เดี๋ยวความตื่นเต้นมา วิตกกังวลมา อาลัยอาวรณ์มา อิจฉาริษยาหวงหึงมา ยุ่งแต่ เรื่องตัวตน นี่ไปคิดดูว่ามันกี่มากน้อย มันยุ่งกันไปหมด มัน ตื่นเต้นกดดันกันไปหมด อยู่ดี ๆ มันก็อยากจะไปดูมวยให้ มันตื่นเต้น อยู่ดี ๆ มันก็อยากไปดูฟุตบอลให้มันตื่นเต้น อยู่ ดี ๆ มันก็ไปประกวดประชันอย่างนั้นอย่างนี้ มันตื่นเต้น มันชอบความตื่นเต้น นั่นนะคือความยุ่ง เป็นตัวตน เป็น ความยุ่ง ถ้าเราพูดอย่างนี้ คนหลายคนก็แช่งอยู่ในใจแล้ว ทำไม มันจะไม่ให้ไปคิดนึกรู้สึกในทางเอร็ดอร่อยสวยงามร่ำรวย อะไรกันบ้าง ก็เอาสิ ถ้าชอบอย่างนั้นมันก็เอาสิ แต่ถ้า จะไม่ให้มันตื่นเต้น ไม่ยุ่งยากแล้วล่ะก็ ไม่เอาดีกว่า ความ หมายของคำว่า ตัวตน เพียงคำเดียวมีปัญหามากมาย ตัวตนอย่างดี ตัวตนอย่างเลว ดีเท่าไรมันก็หนักอึ้งเท่านั้น ตัวตน ถ้าดีเท่าไร ยิ่งดีเท่าไรก็ยิ่งเป็นปัญหาและยิ่งหนัก อึ้งเท่านั้น หนักเป็นของหนักเท่านั้น ยิ่งดีเท่าไร ถ้า ยิ่งร้าย เท่าไร มันก็ยิ่งเลวร้ายเจ็บปวดรวดร้าวเท่านั้น นี่เรียกว่า ตัวตน ตัวตน ตัวตน ใช้ไม่ได้ ตัวตนดีก็หนักไปแบบดี ตัวตน ร้ายมันก็เผาผลาญไปตามแบบร้าย ใครบ้าดี เมาดี หลง ดี บ้าบุญ เมาบุญ หลงบุญก็ลองดูสิ มันจะประสบกันเข้า

น.20 ๑๓ กับความเผารนเลวร้ายไปหมด นี่เรียกว่ามันทำผิดในทาง ตัวตน ที่จริงมันก็มี ๒ คำ ตัวตน กับ ของตน ถ้าว่ามีตัวตน มีอะไรเป็นตัวตนมันก็เป็นของของตนด้วย เพียงเท่านี้ก็ พอแล้วที่จะยุ่ง มีได้เป็นหมื่นอย่างแสนอย่าง ด้วยความยุ่ง ว่าเป็นตัวตน ลองคิดดูเองว่าถ้าไปหลงแต่สิ่งเหล่านี้ มันโง่ กี่มากน้อย ลองคิดดูให้ดี ทีนี้ส่วน ว่าง นี่มันไม่มีคำจะพูด พูดยากเข้าใจยาก แต่ก็ต้องขอพูดว่า คนโง่แล้วมันจะไม่รู้เรื่องความว่าง คุณ จะโกรธหรือไม่โกรธก็สุดแท้ คนโง่แล้วมันไม่รู้เรื่องความ ว่าง แล้วแต่ว่ามันจะค่อยบรรเทาความโง่ลง แล้วเกิดความ ว่างขึ้นมา เพราะว่า ความว่างเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยากสำหรับ คนธรรมดา ต้องเรียนรู้ เคยคิดนึกศึกษามามากมันจึงจะ รู้ได้พอสมควร ที่จะรู้สึกได้มากเหมือนพระพุทธเจ้านั้น อย่างหวังเลย ต่อเมื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นพระอรหันต์ แล้วเท่านั้น มันจึงจะรู้เรื่องความว่างสูงสุดที่เรียกว่า ปรมา- นุตตรสุญญตา เดี๋ยวนี้มันก็มีแต่ความไม่ว่างจนไม่รู้ว่า จะเรียกว่าอะไร มันไม่ว่างจนไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไร ขอให้สนใจความว่างหรือว่าความถูกต้องก็ได้ ๔ ความ หมาย ถูกต้องทางกาย ถูกต้องทางจิต ถูกต้องทางตัวตน ถูกต้องทางความว่าง แม้แต่ว่าถูกต้องทางกายอย่างเดียว ก็เหลือหลายแล้ว เหลือหลาย ประโยชน์เหลือหลายแล้ว ถ้า

น.21 ๑๔ แถมถูกต้องทางจิตเข้าไปเลยยิ่งเหลือหลาย ถูกต้องทางตัวตน ก็ยิ่งเหลือหลาย มากมายเหลือหลาย ถูกต้องทางความว่าง แล้วถึงที่สุดเลย นี่เรียกว่า ความถูกต้องซึ่งมันทำให้เกิด ความว่างจากปัญหา ไม่ทำให้ชีวิตนี้เป็นทุกข์ ไม่ทำให้ ชีวิตนี้มันกัดเจ้าของ ถ้าชีวิตมันยังกัดเจ้าของมันก็เลวกว่า หมา เพราะหมามันยังไม่กัดเจ้าของ ควรต้องทำให้มันรู้ เรื่องของความถูกต้อง ถูกต้องทางกาย ถูกต้องทางจิต ถูกต้องทางตัวตน ถูกต้องทางความว่าง เดี๋ยวนี้มันมีแต่ ความไม่ถูกต้อง ตรงกันข้ามก็มีคำเดียว ไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้อง คือมันถูกต้อง คือมันดีหมด ถูกต้องหมด ถ้าไม่ถูกต้องมัน ก็คือเลวหมดหรือชั่วหมด มันอยู่ตรงกันข้ามเป็นความถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง ถูกต้องทางกาย ถูกต้องทางจิต ถูกต้อง ทางตัวตน ถูกต้องทางความว่าง ทีนี้มันมีการทำผิด มันไม่ถูกต้อง เป็นชีวิตกัดเจ้าของ สมน้ำหน้ามัน ชีวิตที่มันกัดเจ้าของ เป็นสุนัขที่กัดเจ้าของ ให้เหลือแต่กระดูก ขอให้ระวังสังวรไว้ว่า เพียง ๔ หัวข้อ นี้ก็พอ ถูกต้องทางกาย ถูกต้องทางจิต ถูกต้องทางตัวตน ถูกต้องทางความว่าง อย่าทำให้ผิดกฎเกณฑ์อันนี้หรือความ จริงอันนี้ มันมีแต่ความถูกต้องทางกาย ทางจิต ทางตัวตน และทางความว่างนั่นเอง พอมันทำผิดมันก็เกิดผลตรงกันข้าม หมาสุนัขมันจะกัดเจ้าของเรื่อยไปเพราะมันทำผิด แล้วก็จะบอกอีกสักข้อหนึ่งอย่าเพิ่งหัวเราะนะว่า ถ้า

น.22 ๑๕ มันทำผิดใน ๔ อย่างนี้ ขอยืนยันด้วย ๔ อย่างนี้ มันก็จะ เกิดอาการที่โง่เขลาที่สุด มันจะเกิดอาการเป็นตลิ่ง เป็น ตลิ่งไหล ใครเคยเห็นบ้างตลิ่งไหล แต่แม่น้ำกลับไม่ไหล แม่น้ำคือน้ำกลับหยุด คุณไปเปรียบความโง่เอาเองเถอะ ว่ามันโง่กี่มากน้อย ถ้ามันโง่จนตลิ่งไหลและลำธารน้ำหยุด อย่างนี้มันจะตรงกันข้ามสักกี่มากน้อย คุณคิดดูอย่างนี้ ถ้า ทำผิดมันก็ผิด ตลิ่งมันก็ไหลลำธารมันก็หยุด เรียกว่ามัน ทำผิดจนถึงกับลำธารหยุด ตลิ่งกลับไหล บ้ากี่มากน้อย ที่พูดอย่างนี้ มันทำผิดจนตลิ่ง ก้อนหินก้อนผาอะไรมันก็ไหล แล้วลำธารมันหยุด ผิ ดทางตัวตน มันทำผิดทางกาย มันก็เกิดการหยุด ชะงักในทางกาย หรือทางความถูกต้องของกาย ก็เรียกว่า อะไรก็เรียกดูมันผิดพลาดในทางกาย ลำธารน้ำก็หยุดไหล แต่ตลิ่งกลับไหล อย่าโง่จนถึงกับว่าตลิ่งมันไหล แล้วลำธาร น้ำมันหยุด คุณลองดูลองสังเกตดู ถ้ามันโง่ตลิ่งมันไหล ถ้ามัน โง่ลำธารน้ำมันหยุด จริงไม่จริงก็ไว้คิดดูเอง ไม่จริงก็มา ด่าอาตมาก็แล้วกัน ถ้าว่ามันทำผิดทางตัวตนมันจะยุ่งไปหมด จนตลิ่งไหล จนลำธารน้ำหยุดไหล ไม่ได้รับประโยชน์อะไร ตลิ่งที่ควรจะหยุดมันก็เป็นปัญหาขึ้นมาเสีย ลำธารน้ำที่ควร จะไหลมันก็ไม่ไหล มันก็เป็นปัญหาขึ้นมาเสีย เพราะฉะนั้นคนที่โง่ที่สุด นั่นนะมันเป็นผู้ทำให้ตลิ่ง ไหลแล้วก็ลำธารน้ำหยุด ไปเปรียบเทียบดูเองว่า มันจะมี

น.23 ๑๖ ความหมายอย่างไร กี่มากน้อย ก็ขอร้องว่า อย่าทำให้เป็น คนชนิดที่ตลิ่งไหลแล้วก็ลำธารน้ำหยุด เพราะมันให้โทษ ให้โทษในการที่ทำให้ตลิ่งไหล ลำธารน้ำมันหยุด จะเรียก ว่าพูดภาษาอะไรก็ตามใจคุณ แต่ขอพูดให้แสดงความจริง ให้เห็นว่ามันเป็นได้ถึงขนาดนั้น ถ้ามันทำผิดตลิ่งมันก็จะ ไหล ลำธารน้ำมันก็จะหยุด แล้วคุณจะเอาอะไร จะทำ อะไรได้ เป็นอันว่าขออย่าให้ทำให้เกิดความผิด ขอทำให้เกิด ความถูกด้วยคำพูดคำเดียวว่า ความถูกต้อง แล้วมันหมด ปัญหา ถ้าไม่ถูกต้องแล้วก็มันเต็มไปด้วยปัญหา ทำให้ มันถูกต้องจนกว่าหมดปัญหาทางร่างกาย หมดปัญหาทาง จิตใจ หมดปัญหาทางตัวตน ตัวกูของกู แล้วก็หมดปัญหา ทางความว่าง อาตมาขอยืนยันว่า สิ่งที่มีประโยชน์ที่สุด ที่ควรจะเอามาพูดก็คือเรื่องนี้ ใครไม่เชื่อก็ได้ ใครไม่เชื่อ ก็เอาไปใคร่ครวญดู คิดดู ถ้ายังไม่เห็นด้วยต่อไปอีกก็ด่า อาตมาก็ได้ แต่ขอพูดยืนยันอย่างนี้ว่า ถ้าทำผิดเรื่องของ ความจริง เรื่องของความถูกต้องแล้ว ตลิ่งมันจะไหล ลำธาร น้ำมันจะหยุด แล้วคุณจะได้รับประโยชน์อะไร เอาละเป็นว่าเวลาที่เขากะให้มันหมดแล้ว พูดเกินเวลา เข้าไปแล้ว สรุปเสียทีว่า ขอให้เกิดความถูกต้อง สัมมา แปลว่าถูกต้อง สัมมัตตะ หรือ สัมมัตตตา แปลว่าความถูกต้อง ขอให้มีแต่ความถูกต้อง พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องนี้ว่าเป็น

น.24 ๑๗ ตัวพรหมจรรย์ ตัวความถูกต้องนั่นนะเป็นตัวพรหมจรรย์ ขอให้รักษาตัวพรหมจรรย์ไว้ให้ได้ให้เป็นความถูกต้อง อยู่ตลอดไป แต่ท่านอุปมาอีกอย่างหนึ่งว่า มันเป็นยาที่ทำให้อาเจียน ออกมา อาเจียนสิ่งเลวร้ายออกมาเสีย เรียกว่าเป็นยาที่ ทำให้ถ่ายสิ่งสกปรกโสโครกโรคร้ายออกมาเสีย คุณลอง กินยานี้ พรหมจรรย์นี่มันจะถ่ายสิ่ง ไม่พึงปรารถนาแล้ว ก็จะมีแต่สิ่งที่ควรปรารถนา มันก็มีแต่ความถูกต้องเป็น ตัวพรหมจรรย์ซึ่งคนบางคนเขาก็ไม่เคยได้ยินได้ฟังกัน คำนี้ สัมมัตตะ ความถูกต้องเป็นยาสำรอก สำรอกให้อาเจียน เป็นยาถ่ายให้หมดโรคร้าย แต่อาตมาเอามาพูดง่าย ๆ ว่า ให้มันถูกต้องทั้ง ๔ ความหมาย ถูกต้องทางกาย ถูกต้อง ทางตัวตน ถูกต้องทางว่าง ก็จะมีอะไรอย่างที่ว่ามาแล้ว ก็ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า สิ่งที่ชื่อว่าว่างหรือความว่างนั้น เป็นสิ่งสูงสุด สูงสุดจนไม่มีปัญหา จนไม่มีปัญหาอะไรรอ หน้าอยู่ได้ในสิ่งที่เรียกว่า ความว่างหรือว่าความถูกต้อง มีแต่ความถูกต้องไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง จึงขอท้าทายว่า คุณจงพยายาม มันจะมีผลสูงสุด จะไปพูดกับพวกฝรั่ง พวกเจ๊ก พวกจีน พวกแขก พวกไหนก็ตามใจเถอะ ก็ขอ ให้ท้าทายว่า ธรรมะข้อเดียวในพระพุทธศาสนานั้นชื่อ ว่า ความถูกต้อง ถูกต้องทางกาย ถูกต้องทางจิต ถูกต้อง ทางตัวตน ถูกต้องทางว่าง

น.25 ๑๘ แต่ถ้าใครจะพูดให้มันแปลกออกไปก็ได้ว่า ถูกต้อง ทางทิฏฐิเป็นสัมมาทิฏฐิ ถูกต้องทางความหวังเป็นสัมมา- สังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันตา สัมมาอาชีโว สัมมา- วายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ก็คือความถูกต้องเหมือนกัน เพราะมันเรียกกันว่า สัมมา กำกับอยู่ด้วย ถ้าถูกต้องทาง ญาณะ ถูกต้องทางวิมุตติ เป็นสัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ แล้วก็จบเลย จบความถูกต้อง ความถูกต้องโดยส่วนเหตุ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ถูกต้องโดยส่วนผลมีถูกต้อง ๒ คือถูกต้องทางญาณะ ความ รู้ที่ถูกต้อง ถูกต้องทางวิมุตติ ความหลุดพ้นที่ถูกต้อง ทั้ง หมดนี้ก็สำเร็จมาแต่ความถูกต้องเพียงอย่างเดียว ความ ถูกต้องเพียงอย่างเดียวให้เกิดความถูกต้องได้ทุก ๆ ชนิด เพราะมันแทนชื่อกันได้ แต่ขอให้จำชื่อที่สูงสุด ไม่มีอัน ใดสูงสุดเท่าว่า ความถูกต้อง เป็นตัวคุณศัพท์ก็แปลว่า สัมมา เป็นตัวนามศัพท์ก็แปลว่า สัมมัตตะ สัมมัตตะ นี่คือ ความถูกต้อง พวกนักธรรมไม่เคยได้ยินก็ได้คำเหล่านี้ หรือ ได้ยินแล้วไม่สนใจก็ได้ มันก็อยู่ในพวกโง่เท่าเดิมเหมือนกันละ ถ้ามันสนใจในเรื่องของความถูกต้อง ๔ อย่างนี้แล้วมัน ก็ฉลาดขึ้น ฉลาดขึ้น อาตมาต้องขอยุติการบรรยายด้วยความที่มันหมดแรง มันสมควรแก่เวลา ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคนจงตั้งจิตภาวนา ธรรมะสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนา ว่า ความถูกต้อง ความ

น.26 ๑๙ ถูกต้อง ไปว่าความถูกต้องดูสักร้อยครั้งพันครั้งมันคงจะ ซึมซาบเข้าไปบ้างแล้วก็ค่อยขยาย ถูกต้องทางกาย ถูก ต้องทางจิต ถูกต้องทางตัวตน ถูกต้องทางความว่างก็ยิ่งดี นี่เป็น ๔ อย่างเมื่อถูกต้องทางอัฏฐังคิกมรรคมี ๘ อย่าง ก็ได้เหมือนกัน ถูกต้องเพิ่มทางสัมมัตตะ ๒ อย่างเป็น ๑๐ อย่าง เป็นถูกต้อง ๑๐ อย่างก็ได้เหมือนกัน แต่ว่า ๑๐ อย่าง หรือกี่อย่างมันรวมอยู่ที่คำ ๆ เดียวว่า ความถูกต้อง เดี๋ยวนี้มันไม่มีความถูกต้อง มันก็มีแต่ความขัดแย้ง ความขัดแย้งก็เรียกว่า อุปัททวะ คำเดียวกับคำว่าอุบาทว์ อุปัททวะ เพราะมันไม่ถูกต้อง ถ้ามันถูกต้องมันก็ไม่ขัดแย้ง มีแต่เรื่องที่ไหลไปในทางดี แล้วผลของมันก็คือว่า ตลิ่งมัน ก็ไม่ต้องไหล ลำธารน้ำมันก็ไม่ต้องหยุด เรื่องก็สมควรแก่เวลา ขอยุติไว้ แล้วท่านทั้งหลายไป ใคร่ครวญดู ให้เห็นความจริงของสิ่งเหล่านี้โดยประการ ทั้งปวง แล้วถือเอาประโยชน์ให้ได้กันทุกคนจากความหมาย แห่งคำว่า ความถูกต้อง เรียกหาความถูกต้องกันให้มาก ๆ เข้าไว้ให้ดี ปัญหาทางการเมืองก็ไม่มี ปัญหาทางเศรษฐกิจ ก็ไม่มี ปัญหาทางสังคมก็ไม่มี ปัญหาทางอบายมุขอะไร ๆ ก็ไม่มี ไม่มีไปหมด เป็นธรรมะที่ดีที่ใช้แก้ปัญหาได้ทุก ๆ ประการ ขอยุติลงด้วยความสมควรแก่เวลา แม้จะพูดรุนแรง ไปบ้างก็ไม่ขออภัย เพราะว่าเป็นเรื่องที่มันจริงอย่างนั้น

น.27 ๒๐ ตามความประสงค์ของพระพุทธเจ้าด้วย ใครจะโกรธจะ เคืองอย่างไรก็ตามใจ ไม่ต้องขออภัย ขอยุติการบรรยาย แล้วค่อยฟังธรรมะกันใหม่ ที่ที่กำหนดไว้สำหรับบรรยาย ธรรมะนี้อยู่อีกที่หนึ่งซึ่งตามปกติจะบรรยายธรรมะกัน เรื่อย ๆ ไป จนกว่าจะถึงเวลา ถ้าเข้าใจเรื่องตลิ่งไหล แม่น้ำ ไหลได้ดีก็จะดี ไม่ต้องไปหยุดแม่น้ำไหล ไหลด้วยกันทั้ง ๒ อย่าง ศึกษาธรรมะกันต่อไปด้วยความอดทนคุ้มค่า ของเวลาไม่ว่างวันที่เราจะใช้กันให้ถึงที่สุด มีความถูกต้อง และชีวิตไม่กัดเจ้าของ ชีวิตไม่กัดเจ้าของเพราะมีแต่ความ ถูกต้อง เอาความไม่ถูกต้องมาแล้วมันจะกัดเจ้าของทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องทางการเมือง ไม่มีความถูกต้อง แล้วชีวิตกัดเจ้าของเหลือแต่กระดูก.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต