Buddhadasa.org
หนังสือความว่าง-จิตว่าง › อ่านฉบับเต็ม

📖 ความว่าง-จิตว่าง

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ความว่าง-จิตว่าง

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.2 ส. ค. ส ๒๕๐๙ สวนอุศมมูลนิธิมีวัตถุประสงค์ไว้ข้อหนึ่ง เกี่ยวกับ การเผยแพร่พุทธธรรมด้วยการสร้างหนังสือ ตำรา หรือ อบรม ฯลฯ ตามโอกาสที่จะจัดได้ ตามกำลังเงินของผู้ศรัทธา บริจาค. ข้าพเจ้าได้จัดพิมพ์หนังสือเรื่อง ความว่าง-จิตว่าง ซึ่งเป็นคำบรรยายของท่าน พระราชชัยกวี ( พุทธทาสภิกขุ ) สำหรับศึกษาและแจกเป็นธรรมบรรณาการแก่มิตรสหาย ใน วาระปีใหม่ ๒๕๐๙ จึงขอบริจาคหนังสือนี้จำนวน ๘๐๐ เล่ม ให้แก่สวนอุดมมูลนิธิเพื่อแจกเป็น ธรรมวิทยาทาน ตาม วัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้นด้วย อันความว่าง - จิตว่าง - ทางสงบ นั้นอาจพบ ไม่ยากลำบากเหลือ แต่ถ้ายืด "เราเก่ง" เบ่งเข้าเจือ อุปาทานไม่เชื่อ ย่อมเบื่อใจ พระพุทธองค์ทรงเน้น เป็นหนักหนา เช่นโสฬสปัญหาตรัสแจ่มใส

น.3 ถึงความว่างจิตว่างกระจ่างไป ไม่มีใครพิศเพ่งเล่งแลดู ขอเชิญชวนมวลมิตรคิดสอบค้น ดวงจิตเราจักพ้น ความอดสู ไม่เชื่อใครก็ได้,เพียงใฝ่รู้ ว่าจิตอยู่ ว่างแล้ว แคล้ววุ่นเอย ๏ ขอท่านผู้มีทุกข์จงพ้นทุกข์ ผู้มีภัยไล่รุกจงสุขี ไม่มีภัยใดใดมาย่ำยี และท่านที่หวังนิพพาน, นิพพานเทอญ ๏ จงรักษาศีล, ประพฤติธรรม ภาวนา, กอบกรรมควรสรรเสริญ เพื่อประสบมนุญผลคลเจริญ กล้าเผชิญโลกอุดรพ้นร้อนเอย -จาก- อรุณวดี สุวรรณกนิษฐ์ สถานปฏิบัติธรรมสวนอุดมมูลนิธิ เลขที่ ๗๗ ถนนสุขุมวิท ตำบลหนองบอน อำเภอพระโขนง จ.ว. พระนคร ๑ มกราคม ๒๕๐๙

น.4 ความว่าง - จิตว่าง พระราชชัยกวี ( พุทธทาสภิกขุ อินฺทปญฺโญ ) บรรยาย ณ หอประชุม คุรุสภา เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๐๘ ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายธรรมะในวันนี้ เป็นการบรรยายที่- คาบเกี่ยวกันกับการบรรยาย ที่อาตมาได้เคย บรรยาย ที่นี่สอง- ครั้งที่แล้วมา. ขอทบทวนความจำแด่ท่านทั้งหลาย ที่เคยมา ฟังในคราวก่อนอีกครั้งหนึ่งว่า ในการบรรยายครั้งที่หนึ่งนั้น ซึ่งเป็นการอภิปรายธรรมะด้วยกันได้ให้หัวข้อที่จะบรรยายไว้ สามหัวข้อ :- หัวข้อที่ ๑ งานคือการปฏิบัติธรรม หัวข้อที่ ๒ การทำงานด้วยจิตว่าง และ หัวข้อที่ ๓ หมวดธรรมที่จะพึงใช้ในการทำงานด้วย

น.5 ๒ จิตว่าง; แต่แล้วในที่สุด การบรรยายครั้งที่ ๑ นั้น ก็ บรรยายได้ หรืออภิปรายกันได้ เพียงหัวข้อเดียวคือ งานคือการปฏิบัติธรรม; แม้ในการบรรยายครั้งที่ ๒. อภิปรายครั้งที่ ๒ ซึ่งตั้งใจไว้ว่า จะกล่าวให้จบอีกทั้งสอง หัวข้อที่เหลือก็เป็นไปไม่ได้; การบรรยายครั้งที่ ๒ ก็ได้แต่ กล่าวถึง การทำงานด้วยจิตว่าง แต่ภายในหัวข้อเรื่องว่า "เราจะถือพุทธศาสนากันอย่างไร." โดยใจความก็คือ การที่ เป็นอยู่หรือทำการงานด้วยจิตว่างนั้น คือ วิธีที่เราจะถือ พุทธศาสนาให้ - ลัดได้ - ตรงได้, ให้ได้ประโยชน์เต็มที่. หัวข้อที่ ๓ ก็ยังคงเหลืออยู่จนกระทั่งบัดนี้ คือ หัวข้อที่ว่า หมวดธรรมอันจะพึงใช้ในการทำงานด้วยจิตว่าง: ดังนั้น จะต้องทบทวนความจำ และความเข้าใจ อีกสักเล็กน้อย. ที่ว่า การทำงานคือการปฏิบัติธรรมนั้น เป็นหลัก สำคัญที่สุด : ให้ถือว่า การประพฤติถูกต้องในหน้าที่การ- งานนั้น คือ การปฏิบัติธรรม, และก็งานนั้น ก็เพื่อการ ปฏิบัติธรรม, และ งานนั้น ก็ เพื่องานนั้นเอง, ไม่ใช่ เพื่อตัวเราหรือเพื่อของเรา. ถ้าทำความเข้าใจได้อย่างนี้ การ

น.6 ๓ งานนั้นจะกลายเป็น การปฏิบัติธรรม พร้อมกันไปในตัว; กับการได้รับประโยชน์จากการงาน เป็นการก้าวหน้าในทาง ธรรม พร้อมกันไปกับการก้าวหน้าในการประกอบอาชีพ หรือการดำรงชีพ การเป็นอยู่ทุก ๆ อย่าง นี่แหละคือใจ ความสำคัญของการบรรยายในครั้งแรก ในครั้งที่สอง ที่ว่า ทำงานด้วยจิตว่าง นี้หมายความ ว่า ธรรมะมีไว้สำหรับให้คนเราประกอบการงานได้ สำเร็จเต็มที่ และไม่ต้องเป็นทุกข์; ดังนั้น จึงมีระเบียบ วิธีปฏิบัติ ชะนิดที่จะทำให้การงานนั้นไม่เป็นทุกข์ ถ้า- เราทำด้วยจิตวุ่น ตามปรกติชาวโลก ตามธรรมดาสามัญแล้ว งานนั้นจะเป็นทุกข์ จะไม่รู้สึกสนุก และเพราะจิตใจวุ่นนั้นเอง งานนั้นจะไม่ได้ผลดีเต็มที่. เพราะฉะนั้น เราจึงมีอุบายวิธี ที่จะเรียกว่า เคล็ด หรืออะไรก็สุดแท้ สำหรับทำงานให้ไม่ เป็นทุกข์ ให้ได้ผลเต็มที่ และอันนี้เอง เป็นความมุ่งหมาย ของสิ่งที่เรียกว่า "ธรรมะ" หรือ พระธรรม หรือ พระพุทธ- ประสงค์. พระพุทธองค์ตรัสรู้ขึ้นมาในโลกเพื่อช่วยสัตว์โลก แล้วก็ช่วยตรงไหน, ก็ช่วยตรงที่ไม่ให้มีความทุกข์ ให้มี ความทุกข์น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้. และมีความมุ่งหมายที่จะ

น.7 ๔ ช่วย ไม่ให้มีความทุกข์เลย. เพราะฉนั้นพุทธบริษัทจึงมีการ ศึกษาและการปฏิบัติ ต่างจากพวกที่ไม่เป็นพุทธบริษัท เป็น ธรรมดา แม้แต่การงานก็ยังทำด้วยจิตอีกชนิดหนึ่งซึ่งไม่ใช่ จิตของคนธรรมดาสามัญ ที่ไม่ได้รับการอบรมในทางธรรม อาตมาได้ให้หัวข้อว่า "ทำงานด้วยจิตว่าง" ทีนี้ ปัญหาเรื่องจิตว่างนี้ยังค้างคาอยู่มาก จะเป็น เพราะว่า พูดไม่ละเอียดชัดเจน หรือว่า เพราะผู้ฟังไม่อาจ จะเข้าใจก็สุดแท้; มีความเห็นที่ขัดแย้ง เพราะความเข้าใจกัน ไม่ได้อยู่หลายอย่าง ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยกันถึง ความหมายของคำว่า "จิตว่าง" อีกบ้างตามสมควร ในการ บรรยายครั้งนี้ จึงจะสามารถบรรยายหัวข้อที่สามได้. อาตมา จึงขอโอกาสในเบื้องต้นนี้ ทบทวนความเข้าใจ ที่เกี่ยวกับ คำว่า “จิตว่าง" อันแรกที่สุด ขอให้ระลึกว่า คำว่า "ความว่าง" หรือ "จิตว่าง" นี้ เป็นเรื่องของบุคคลที่มีสติปัญญา. พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องนี้ โดยการตรัสรู้ของพระองค์, ตรัสรู้ถึงที่สุด แล้วก็ สอนสัตว์ที่มีอุปนิสัยพอสมควร ที่-

น.8 ๕ เรียกว่า เนยฺยบุคคล. คือคนที่พอจะเข้าใจได้. ดังนั้น ทำให้เรานึกเลยไปถึงว่า :- สิ่งที่เรียกว่า ศาสนา-ศาสนา ในโลกนี้ อย่างน้อย ก็มีอยู่ด้วยกันสองแบบ คือ ตรงกันข้าม. ศาสนาแบบหนึ่ง อิงศรัทธา-คือความเชื่อ, ฟังจากผู้อื่น. และเชื่อตามผู้อื่น, และอาศัยผู้อื่น เป็นที่พึ่ง อย่างนี้ก็มีอยู่ในโลกหลายศาสนา หรือหลายแบบ. ส่วนศาสนาอีกแบบหนึ่งนั้น อิงปัญญา เชื่อ ตัวเอง เห็นด้วยตนเอง และพึ่งตนเอง, พุทธศาสนาอยู่ใน พวกหลังนี้. ดังนั้น เรื่อง ความว่าง ในพระพุทธศาสนานี้ เป็น เรื่องของปัญญา ไม่ใช่เป็นเรื่องของความเชื่อ เมื่อพูดมาถึงเรื่องของศาสนาสองแบบ คือศาสนาที่ อิงความเชื่อ กับศาสนาที่อิงปัญญาอย่างนี้แล้ว อาตมาก็จะ ถือโอกาสเลยไปพูดถึง อาการที่เชื่อตนเอง, เห็นของตน เอง, ทำของตนเอง, และพึ่ง ตนเอง นี้สักหน่อย เพื่อจะ ช่วยให้เข้าใจเรื่อง ความว่าง ดีขึ้น และยังเนื่องถึงอีกข้อ หนึ่ง ซึ่งในการอภิปรายสองครั้งที่แล้วมา ไม่ได้ทำความเข้า ใจกันกับอาจารย์คึกฤทธิ์ ฯ คือข้อที่อาจารย์คึกฤทธิ์ ฯ เสนอ ว่า ในพุทธศาสนานี้ ควรจะมีด็อกม่า (Dogma) กันขึ้นเสียที.

น.9 ๖ เรื่องด็อกม่า (Dogma) นี้ อาตมารู้สึกว่า มีความ เห็นตรงกันข้ามโดยประการทั้งปวงกับอาจารย์คึกฤทธิ์ ฯ ; เพราะฉะนั้นจึงไม่เอ่ยถึง จึงไม่ได้แสดงความคิดเห็นเป็นการ อภิปราย; เพราะเห็นอยู่ว่า เข้าใจผิดอย่างตรงกันข้าม, ไม่ เหมือนกับเรื่องบางเรื่อง หรือเรื่องอื่น ๆ ซึ่งเข้าใจตรงกัน บ้าง หรือผิดกันบ้างก็เล็ก ๆ น้อย ๆ . สำหรับเรื่องด็อกม่า ( Dogma) นี้ จะพูดถึงพอ เป็นเครื่องช่วยความเข้าใจสำหรับท่านทั้งหลาย ให้ทราบว่า ในพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาอิงปัญญานั้น สิ่งซึ่งเรียกว่า ด็อกม่า (Dogma) หรือ Dogmatic System นี้มีไม่ได้; เพราะ เป็นเรื่องของศาสนาที่อิงความเชื่อ เกี่ยวกับคำ ๆ นี้ เข้าใจได้ง่าย ในเมื่ออาตมาจะยก ตัวอย่างว่า: - เมื่อ ๒๐ กว่าปีมาแล้ว อาตมาได้อ่านหนังสือข่าว ที่มีผู้สัมภาษณ์ฝรั่งชาวต่างประเทศที่เข้ามาถือ พุทธศาสนา ; เขาถามฝรั่งนั้นว่า ทำไมจึงเปลี่ยนจากศาสนาเดิม มาถือ พุทธศาสนา ฝรั่งคนนั้นตอบว่า เพราะเบื่อด็อกม่าเสียเต็มที จึงได้ละจากศาสนาเดิมมาสู่พุทธศาสนา. สิ่งที่เรียกว่า ด็อกม่า (Dogma) นั้น ก็คือ มติที่องค์ การที่ทรงอำนาจของศาสนานั้นบัญญัติขึ้น ให้ถือกัน อย่าง

น.10 ๗ ที่ไม่ให้วิพากษ์ วิจารณ์แต่ประการใด. ให้เชื่อ ให้ยอมรับ ด้วยอำนาจ หรือ Authority ของศาสนานั้น, เขาเรียกว่า Settle opinion : - แปลว่า มติอันนี้ตายตัว; และก็ตั้งไว้อย่างที่ เรียกว่า ผูกขาด. ให้นึกถึงคำว่า ด็อกม่า (Dogma) หรือ Dogmatic ในภาษาพูดธรรมดาก็แล้วกัน, คือการพูดอย่าง ปิดปากคนอื่น อย่างที่เรียกว่า โอหัง (Arrogancy) คือว่า พูดได้ มีอำนาจพูดได้ข้างเดียว คนอื่นพูดด้วยไม่ได้ นี่ แหละ Dogmatic นี้. ถ้ามาว่าเป็นด็อกม่าทางศาสนา ก็คือ อำนาจของโบสถ์นั้น บัญญัติอะไรไว้ตายตัวแล้ว ไม่ต้อง วิพากษ์วิจารณ์; เพราะฉะนั้นลัทธิมีด็อกม่า (Dogma) นี้มีได้ แต่ในศาสนาที่อิงความเชื่อเป็นหลัก, เชื่อผู้อื่นจะเป็นพระ เป็นเจ้าหรืออะไรก็ตาม, แล้วก็ต้องพึ่งผู้อื่น, ซึ่งจะเป็นพระ เป็นเจ้าหรืออะไรก็ตาม, มีความเห็นของตัวไม่ได้ ต้องเห็น ตามที่ได้สอนไว้ และได้วางไว้เป็นหลักให้เชื่อ ทีนี้. พุทธศาสนาเป็นเรื่องของศาสนาที่อิงปัญญา, อิงสติปัญญาของตัวเอง อย่างหลักเรื่อง กาลามสูตรเป็นต้น นั่นแหละ เป็นเครื่องห้ามกัน ไม่ให้มีสิ่งที่เรียกว่าด็อกม่า (Dogma) ขึ้นมาได้. ในศาสนาประเภทที่เป็นศาสนาปัญญา แม้แต่พระพุทธเจ้า ท่านก็ยังตรัสว่า: อย่าเชื่อฉัน ต้องฟัง

น.11 ๘ ดูว่า พูดอย่างไร มีเหตุผลอย่างไร, เข้าใจ, มองเห็นแล้ว จึงเชื่อ, กลายเป็นเชื่อผู้นั้นเอง. สาวกของพระองค์ เช่น พระสารีบุตร ก็ยืนยันกับพระพุทธเจ้าอย่างนั้น ในที่เฉพาะ พระพักตร์, พระพุทธเจ้าก็สาธุอย่างยิ่ง ว่าเป็นการกระทำ ที่ถูก. ศาสนาที่อิงความเชื่อ กับที่อิงปัญญา ต่างกันอยู่อย่าง นี้; เพราะฉะนั้นเรื่องจิตว่างนี้เป็นใจความแท้ของพุทธศาสนา จะทำไว้ในรูปของด็อกม่าไม่ได้; ท่านจะต้องไปคิดจะเห็น, จน เข้าใจ, จนใช้ประโยชน์ได้ด้วยตนเอง. เราต้องเตรียมตัว ที่จะเป็นพุทธบริษัทด้วยการ ใช้ปัญญา ไม่ใช่ด้วยการใช้ความเชื่อ. แม้ว่าในพุทธ- ศาสนานี้จะมีคำว่าศรัทธา-คือความเชื่อ แต่คำว่า "ความเชื่อ" นั้นผิดกัน มีความหมายผิดกัน. ความเชื่ออย่างหนึ่ง เชื่อ ตามที่ผู้อื่นบัญญัติไว้ กล่าวไว้ อย่างที่กล่าวมาแล้วในศาสนา ที่มีด็อกม่า; ส่วนในพุทธศาสนานี้ ต้องเชื่อหลังจากปัญญา เมื่อได้ใช้ปัญญาของตน พิจารณาไปโดยทั่วถึง เข้าใจแล้ว จึงเชื่อ; เมื่อยังไม่เข้าใจ ไม่ต้องเชื่อ ปัดทิ้งไว้ก่อนทำความ เข้าใจกันไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเข้าใจ แล้วจึงเชื่อ; เพราะ ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า "ศรัทธา" นี้ จึงต่างกันกับความเชื่อชนิด ที่เชื่อทันที หรือเชื่อตามผู้อื่น ส่วนข้อที่ พุทธบริษัทอุบาสก

น.12 ๙ อุบาสิกาบางพวก เชื่อพระพุทธ เชื่อพระธรรม เชื่อ- พระสงฆ์ เชื่อกรรม เชื่ออะไรตายไปก่อน โดยไม่มีปัญญา นั้นนั่นมันเป็นความจำเป็นของบุคคลนั้น ไม่ใช่เป็นหลักของ พุทธศาสนาเลย แม้แต่ประการใด. เขาไม่เข้าใจ แต่เขารัก ที่จะเชื่อ เขารักที่จะเกี่ยวข้องด้วย เขาก็เชื่อ แต่ ความเชื่อ นั้นไม่สำเร็จประโยชน์อันใด บางทีกลับกลายเป็นกรง ขังวิญญาณของบุคคลประเภทนั้น ให้ตายด้านอยู่เพียง เท่านั้น ; เพราะเขาไม่สามารถ จะทำให้เป็นไปในรูปของ ปัญญา ฉะนั้นจึงเรียกว่า ความเชื่อในพุทธศาสนานั้น ไม่ เหมือนกับความเชื่อในลัทธิฝ่ายที่เรียกกันว่า ศาสนาที่อิง ความเชื่อ. ความเชื่อของพุทธบริษัทอยู่ในศาสนาที่อิงปัญญาเป็น หลักนี้ เราก็จะต้องใช้ปัญญา. อย่าได้เชื่ออาตมา หรืออย่าได้ เชื่อใครๆ หรือแม้แต่พระพุทธเจ้าเอง, อาตมากล้าพูดอย่างนี้ ก็พูดตาม พระพุทธเจ้าท่านตรัส ว่า "ท่านจงเป็นอิสระใน การที่จะคิด จะนึก จะพิจารณา จะเข้าใจ ในข้อปฏิบัติ นั้นๆ,และมีหลักในการที่จะพึ่งตัวเองเสมอ. ที่เรียกว่า "พึ่งตัวเอง" นี้ก็เหมือนกัน ยังฟังเข้า ใจผิดกันอยู่มาก; ส่วนมากก็ได้ยินได้ฟังประโยคที่ว่า อตฺตาหิ

น.13 ๑๐ อตฺตโนนาโถ ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน , ซึ่งเป็นพุทธภาษิต ; แต่ คนก็ไม่เข้าใจ ยังร้องว่า " พึ่งพระพุทธเจ้า, พึ่งพระ ธรรม, พึ่งพระสงฆ์ " อยู่นั่น; นั่นก็เพราะไม่เข้าถึง พระพุทธ, พระธรรม, พระสงฆ์, จริงๆ นั่นเอง ถ้าเข้าถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จริง หมายความว่า :- ตนเองได้ทำตนเอง ให้มีจิตใจเหมือน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, มีจิตใจที่ เป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ - จิตใจนั้นก็เป็นที่พึ่ง ให้แก่ตน. นี้คือการที่เรียกว่า "พึ่งตน". พระพุทธเจ้าท่านทรงเป็นผู้ชี้ทางให้เราพึ่งตน, หน ทางที่ท่านชี้นั้นประเสริฐ ไม่มีใครเสมอเหมือน และท่านก็ ทรงปัดออกไปว่า ไม่ใช่ว่า ให้พึ่งท่าน แต่ให้พึ่งตน. นี่เราจะมองเห็นความประเสริฐที่สุดของพระพุทธเจ้า ที่ท่าน ไม่ต้องการอะไร ที่จะเอาบุญเอาคุณอะไรแก่พวกเรา ปล่อย ให้เป็นอิสระ ที่จะคิด จะวินิจฉัย จะวิพากษ์วิจารณ์แม้แต่พระ พุทธเจ้าเอง; แล้วก็มองเห็นจริงได้เท่าไร ก็เชื่อตนเอง แล้ว ก็ทำเอง แล้วก็ได้ผลเอง แล้วก็เป็นที่พึ่งแก่ตนเอง. ทีนี้ เรื่อง จิตว่าง เป็นอันว่าปัดศรัทธาทิ้งออกไป ได้เลย ไม่ต้องเชื่อ; ท่านจงมีอิสระที่จะไม่เชื่อเป็นอันขาด แต่ขอร้อง ที่จะใ ห้วินิจฉัยด้วยสติปัญญาให้ดีที่สุด ให้

น.14 ๑๑ สุดความสามารถของท่าน; ซึ่งอาตมาจะได้ซ้อมความเข้าใจ เกี่ยวกับคำๆ นี้ต่อไปตามสมควร ก่อนแต่ที่จะกล่าวถึงหมวด ธรรม ที่จะพึงใช้ในการทำงานด้วยจิตว่าง ถ้าเรารู้เรื่องจิต ว่างดี เราก็ทำงานด้วยจิตว่างได้. ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ จิตว่าง, หรือคำๆ นี้มีอยู่ หลายๆ แง่ หลายๆ มุม; อาตมาจะประมวลเอามาเท่าที่เห็น ว่าจำเป็น: - ข้อแรก ก็คือ ความหมายของคำว่า "จิตว่าง" จิตว่างในที่นี้ หมายถึงว่างจากกิเลส, ว่างจากความรู้สึก ว่า ตัวเรา หรือตัวกู. ถ้ามันเดือดจัดก็เป็นตัวกู, ถ้ามัน เนือยๆ ก็เป็นตัวเรา คำว่า "ว่าง" มิได้หมายความว่า ไม่มีจิต, และ ไม่ได้หมายความว่า จิตมิได้มีความรู้สึก อะไร. ขึ้นชื่อว่า จิต แล้ว ต้องมีความรู้ ต้องมีความ รู้สึก เพราะธรรมชาติของจิตเป็นอย่างนั้นเอง. ที่นี้ก็มีอยู่ แต่ว่า จิตนี้จะรู้สึกว่างหรือรู้สึกวุ่น, ถ้าจิตนี้รู้สึกว่าง เราก็เรียกว่า "จิตว่าง" : ถ้าจิตนี้รู้สึกวุ่น เราก็เรียกว่า วุ่น, ว่า "จิตวุ่น". ถ้าว่าง หมายความว่า ว่างจากกิเลส, จากความรู้สึกที่เป็นอุปาทาน ว่า ตัวเรา หรือว่า ของเรา ลองคิดดูว่า เมื่อจิตนี้ว่างจากความรู้สึกว่า ตัวเรา, ตัวเรา

น.15 ๑๒ ก็ไม่มี, มีแต่จิตล้วน จริงหรือไม่จริง ก็ลองคิดดูเอง. เมื่อจิตว่างจากความรู้สึกที่เป็น Concept ว่า "ตัวเรา," สิ่งที่เรียกว่า "ตัวเรา" ซึ่งเป็นมายานั้น ก็ไม่มี ก็เหลือ อยู่แต่จิตนั้น จึงเรียกว่า จิตว่าง- คือว่างจากตัวเรา; เมื่อ ใดมีตัวเราขึ้นมา เมื่อนั้นเรียกว่าจิตบวกอยู่กับความรู้สึกว่า "ตัวเรา" คือมีตัวเรา ฉะนั้นจิตนั้นไม่ว่าง และวุ่นด้วย. ใน ข้อนี้ขอให้จำเพียงสั้นๆ ไว้ก่อนว่า "ที่ว่าว่างนี้ ว่างจาก กิเลส ที่เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึก อันเป็นมายา ว่า ตัวเรา ว่าของเรา; ในขณะใด เราไม่มีความรู้สึกเป็นตัวเรา เป็นของเรา, ตัวอย่างเช่น :- ขณะที่ท่านกำลังนั่งอยู่ที่นี่ แม้แต่ จะมีความคิดไปทางไหน เกิดปัญญาอย่างไร ก็ไม่ได้ เกิดความ รู้สึกไปในทางตัวเรา; อย่างนี้เรียกว่า ท่านทั้งหลายกำลังมี จิตว่างจากตัวเรา. ต่อเมื่อใด ได้มีอะไรมากระทบ เกิด ความรู้สึกไปในทางกิเลส ตัณหา อุปาทาน เป็นตัวเรา เป็นของเรา เป็นเรื่องได้ เป็นเรื่องเสีย, เป็นเรื่องรัก โกรธ เกลียด กลัว อะไรทำนองนี้แล้ว จึงจะเรียกว่า จิตประ- กอบอยู่ด้วยอุปาทานที่เรียกว่า ตัวเรา อย่างนี้เรียกว่า จิต ไม่ว่าง เพราะจิตมีตัวเรา. ในขณะที่จิตว่าง แม้ ว่าง ตาม ธรรมชาติปราศจากความรู้สึกว่า ตัวเรา อาตมาเรียกว่า

น.16 ๑๓ "จิตว่าง" นี่แหละ เมื่อจิตว่างจากความรู้สึกว่าตัวเรา สิ่งที่ เรียกว่า "ตัวเรา" ก็ไม่มี มีแต่ จิตล้วนๆ ประกอบอยู่ด้วย ความรู้สึกอะไรก็ได้ ตามประสาของจิต ขอแต่อย่ามี ตัวเราก็แล้วกัน. ปัญหาถัดไปก็ว่า ทำไมจึงได้ใช้คำว่า "จิตว่าง" ซึ่งฟังดูก็แปลกประหลาด แต่ที่จริง คำนี้ ไม่แปลกประหลาด มีหลักมีเกณฑ์อยู่ในพระคัมภีร์ หรือในคำสอนของพระ- พุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าท่านได้ทรงสอนเรื่องความว่างนี้มาก มาย ในพระไตรปิฎก ไปเปิดดูเองก็แล้วกัน. ทีนี้ในเมื่อใด จิตมีความว่างเป็นอารมณ์ หรือมีสิ่ง ใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งจิตไม่ได้ผูก จิตไม่ได้ยึดถือสิ่งนั้น ว่าเป็นตัวตน ของตนแล้ว ก็เรียกว่า จิตมีสิ่งซึ่งว่างจากตัวตนเป็นอารมณ์; จิตอย่างนี้ไม่สะดวกที่จะเรียกเป็นอย่างอื่น นอกจากจะ เรียกว่าจิตว่าง. ไม่มีคำไหนดีกว่า, ที่จะเรียกสั้นๆ ง่ายๆ ว่า "จิตว่าง" เพื่อฟังกันสะดวก; ไม่มีเหตุอื่นดีกว่า ที่จะ ไปเรียกอย่างอื่น. ท่านลองคิดดูว่า คำไหนที่จะเหมาะ สำหรับ เรียกจิตที่กำลังไม่มีตัว, ไม่มีของตัว, จิตที่กำลังไม่มีความรู้ สึกว่า เป็นตัว, ไม่มีความรู้สึกว่าเป็น ของของตัว จะเอา คำไหน. คำพูดคำไหน มาเรียกจิตชนิดนี้ ให้ดีไปกว่า คำ

น.17 ๑๔ ว่า จิตว่าง. อาตมาให้ความคิด ให้ความเป็นอิสระทางความ คิดแก่ท่านทั้งหลาย ที่จะไปคิดดูเอาเองว่า จะมีคำไหนที่ เหมาะกว่า คำว่า จิตว่าง ที่จะเอามาใช้เรียกจิต ในขณะ ที่ไม่มีความรู้สึกว่า เป็นตัว หรือว่า อะไรเป็นของของตัว; เพราะฉะนั้นอาตมาจึงได้ใช้คำๆ นี้ เพื่อประหยัดเวลาของพวก เรา ในการที่จะเข้าใจ, เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย เข้าใจได้เร็ว; แต่ อาจจะเนื่องจากเป็นคำใหม่ สร้างความตื่นเต้นให้แก่ ท่านทั้งหลายเกินไป ก็เลยยังเข้าใจไม่ได้ นั้นก็เป็นอีก เรื่องหนึ่ง. แต่เท่าที่อาตมาได้พยายามใคร่ครวญอย่างยิ่ง แล้วเห็นว่าเรียกอย่างนี้ ถูก ตรง ทั้งโดยคำพูด-คือพยัญชนะ และทั้งโดยความหมาย-คืออรรถ ; โดยตัวหนังสือก็ตรงตาม- เรื่อง: โดยความหมายก็ตรงตามเรื่อง เพราะฉนั้น จึงได้ เรียกว่า "จิตว่าง" หรือใช้คำ ๆ นี้เรียกจิตชนิดนี้. เรื่องถัดไป, เรื่อง ที่มาของเรื่องความว่างหรือจิต ว่าง นี้. นี่แทบจะไม่มีปัญหาอะไร อาตมาก็ได้เคยบอก หลายครั้งหลายหนแล้ว แต่บางท่านอาจจะไม่สนใจ ดังนั้น จึงต้องนำมากล่าวใหม่คือ :- ข้อที่มีบุคคลเป็นฆราวาสกลุ่มหนึ่งไปเฝ้าพระพุทธ- องค์ แล้วทูลแก่พระพุทธองค์ว่า. "ขอพระองค์จงแสดง

น.18 ๑๕ ธรรมซึ่งเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่พวกข้าพเจ้าทั้งหลายตลอด กาลนาน : พวกข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นฆราวาสครองเรือน แออัดอยู่ด้วยบุตรภรรยา ลูบไล้กระแจะของหอม; ขอ พระองค์จงแสดงสิ่งซึ่งเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพระองค์ ตลอดกาลนาน." พระพุทธองค์ทรงแสดงเรื่อง "สุญญตา" โดยหัวข้อที่สุด เป็นใจความว่า; - เย เต สุตฺตนฺตา - สูตรทั้งหลายเหล่าใด ตถาคต ภาสิตา - อันเป็นคำที่ตถาคตได้ภาษิตไว้ คมฺภีรา - ลึกซึ้ง คมฺภีรตฺถา - มีอรรถอันลึกซึ้ง โลกุตฺตรา - อยู่เหนือโลก สุญญตปฺปฏิสงฺยุตฺตา - ประกอบอยู่ด้วยความว่าง นี่แหละ ตามตัวบาลีเป็นอย่างนี้. โดยใจความ ก็คือว่า :- ให้ฆราวาสเหล่านั้นสนใจ ในคำสอน ที่พระองค์ได้ทรงบัญญัติไว้เอง ที่กล่าวถึงเรื่อง เหนือโลก หรือสูงขึ้นไปกว่าโลก อันเป็นเรื่องลึกซึ้ง และ มีเนื้อความ มีอรรถอันลึกซึ้ง ประกอบเฉพาะอยู่ด้วย

น.19 ๑๖ เรื่อง ความว่าง และขยายความออกไปอีก, พระองค์ทรง ขยายความว่า ข้อความที่จะกล่าวกันต่อไป ในโอกาสหลัง คือวิจิตรไพเราะด้วยตัวอักษร ชวนให้ฟังนั้น ล้วนแต่ไม่ ประกอบด้วย สุญญตา - คือความว่าง; แต่ว่าคนจะชอบ เรื่องชนิดนั้นกันมากขึ้นทุกที และเรื่องชนิดนั้นไม่ใช่ เรื่องที่ตถาคตกล่าว. พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า ถ้าเป็นคำกล่าวของ- พระองค์ จะต้องกล่าวถึงเรื่อง สุญญตา-คือความว่าง; ถ้า เป็นเรื่องคนอื่นกล่าว เขากล่าวกันอย่างตามใจชอบ ตาม ที่จะรู้สึกว่า ไพเราะ สนุกสนาน, หรือว่า มีรสมีชาติใน ทางใช้ความคิด เป็นนักปราชญ์ หรืออะไรก็ตาม แล้วเขา ก็ไม่กล่าวเรื่อง สุญญตา ว่า อันนี้แหละเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ เกื้อกูล แก่ท่านทั้งหลายตลอดกาลนาน, คือเรื่องสุญญตานี้ เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์แก่ฆราวาสทั้งหลายตลอดกาลนาน. นี้ ไม่ควรจะเป็นปัญหาอีกแล้ว, เพราะคำถามก็ได้ถามตรง ๆ คำตรัสของพระพุทธองค์ก็ได้ตรัสตรง ๆ แก่คนที่เป็นฆราวาส; เพราะฉะนั้นไม่ควรจะเข้าใจไปว่า เรื่องสุญญตานั้นไม่ใช่เรื่อง ของฆราวาส เป็นเรื่องของนักบวชชั้นสูงหรืออะไรทำนองนั้น ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด เรื่องสุญญตา - ความว่าง นี้มีใจความหรือมีเนื้อ

น.20 ๑๗ ความ มีความหมายกว้าง ใช้ได้แก่คนทุกพวก ทุกระดับ แม้ที่เป็นฆราวาส; เพราะเหตุใด จึงเป็นอย่างนั้น คำตอบ ง่ายนิดเดียว เพราะว่า เรื่องอื่นไม่ดับทุกข์ นอกจากเรื่อง สุญญตาแล้ว ไม่เป็นเรื่องดับทุกข์ แลไม่ใช่เป็นเรื่องที่- พระตถาคตกล่าว และไม่ใช่เป็นเรื่องที่ชวนให้ขึ้นเหนือโลก แต่เป็นเรื่องที่ชวนให้จมอยู่ในโลก. ฆราวาสก็จมอยู่ในโลก พอแล้ว ฉะนั้นเมื่อฆราวาสต้องการอะไรที่ดี ก็ควรจะเป็น เรื่องที่ถอนตนขึ้นมาจากความจมอยู่ในโลก เพราะ เหตุฉะนี้เอง พระพุทธองค์จึงได้ตรัสเรื่องสุญญตา แม้แก่ ฆราวาส ว่าเหมาะแม้แก่ฆราวาสที่ครองเรือน แออัดอยู่ ด้วยบุตรภรรยา ลูบไล้ของหอมอย่างนี้เป็นต้น นี่เรียกว่า เป็น ที่มาของเรื่องความว่างโดยตรง ที่นี้ ก็คือ หลักทั่ว ๆ ไป จะเป็นหลักข้อไหนก็ได้ ซึ่งแสดงถึงความที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ว่างจากตัวตน ว่างจาก ความเป็นของของตนหรือของใครเช่นประโยคว่า : - ธรรมทั้ง หลายทั้งปวงเป็นอนัตตา หรือประโยคว่า : - ธรรมทั้ง หลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรจะเข้าไปยึดมั่นถือมั่น โดยความเป็นตัวตน, ของตน. นี่คือการแสดงให้ทราบว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ว่าอะไรหมด เป็นสิ่งที่ ไม่ควรไปยึด ถือ ว่าเป็นตัว เป็นตน หรือเป็นของของตน เพราะมันว่าง

น.21 ๑๘ นั่นเอง. แม้แต่ตัว ความว่าง นั่นเองก็ไม่ควรจะถูกยึดถือว่า เป็นตัว เป็นตน ของใคร หรือของความว่าง นั้นเอง; เป็น อันว่า สิ่งที่เรียกว่า ความว่างนี่คือ ธรรมชาติที่แท้จริง หรือ สภาวะที่แท้จริงของสิ่งทั้งปวง. เราควรจะสนใจ จนรู้จักสิ่งทั้งปวง ให้ถูกตรง ตามที่เป็นจริง เราจึงจะทำอะไรถูกต้องกับสิ่งทั้งปวง. ถ้าเราเข้าใจสิ่งทั้งปวงผิด เราจะไปจัด ไปทำ เกี่ยวข้องกับ สิ่งทั้งปวงให้ถูกได้อย่างไร. นี่ใจความสำคัญของสิ่งทั้งปวง ที่พาดพิงถึง มนุษย์ พาดพิงถึงความสุข ความทุกข์ ของมนุษย์ ก็คือ สภาพที่ สิ่งทั้งปวงเป็นของว่างจากตัวตน ที่ควรยึด ถือ. ควรยึดมั่น ถือมั่น, หรือความสำคัญมั่นหมายว่า ตัวเรา หรือว่าของเรา, พูดให้ชัดลงไปว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ทุก สิ่งไม่ว่าอะไรหมด ว่างจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน หรือเป็นของของตน. เดี๋ยวนี้คนธรรมดาสามัญทั่วไป คอย เพ่งเล็ง หรือจ้องจับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ส่วนหนึ่งอยู่เสมอ ที่จะเอา เป็นตัวตนเป็นของของตน; ดังนั้นจึงถือว่า ยังไม่เข้าใจสิ่งทั้ง ปวงตามที่เป็นจริง แต่ด้วยเหตุนั้นแหละ จึงมีความทุกข์อยู่ บ่อยๆ; ถ้าเราจะเข้าใจสิ่งทั้งปวงได้ เราต้องศึกษากันในส่วนนี้ ก่อน: คือส่วนที่ว่า สิ่งทั้งปวงว่างจากตัวตน ว่างจากของ ของตน. ไม่ควรไปทำความสำคัญมั่นหมายในสิ่งใดว่า เป็นตัว ตน, หรือเป็นของของตน;แต่แล้วเราก็เข้าไปเกี่ยวข้อง,ไปกระทำ

น.22 ๑๙ ไปจัด, ไปทำ ต่อสิ่งนั้นๆ โดยเหมาะสมกับที่สิ่งนั้น ๆ เป็น สิ่งที่ว่างจากตัวตน เราจึงชนะ. เราจึงชนะ หมายความว่า เราไม่มีความทุกข์เพราะเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้นๆ; นี้เรียกว่า เราชนะสิ่งทั้งปวงด้วยวิชาความรู้เรื่องความว่างหรือสุญญ ตา. นี่เรียกว่าเรื่อง ความว่าง นี้เป็นเรื่องที่มีหลักฐานที่มา. ซึ่งเป็นพระพุทธภาษิตโดยตรง, ทรงระบุไว้ว่า เหมาะสำ หรับฆราวาสอย่างนี้ อยากรู้เรื่องนี้ด้วยตนเอง ก็ไปเปิดดู ได้ใน สังยุตตนิกาย คือพระไตรปิฎกส่วนที่เป็น สุตตันต- บีฎก และภาคที่เรียกว่า สังยุตตนิกายมหาวารวรรค. ข้อต่อไป ที่เราเข้าใจผิดกัน จนเข้าใจเรื่องนี้ ไม่ได้ ก็คือว่า พุทธบริษัทในประเทศไทยเรา ซึ่งเป็นประ- เทศที่ถือกันว่าเจริญรุ่งเรืองโดยพระพุทธศาสนา: แต่ พุทธ บริษัทส่วนมากเข้าใจอะไรบางอย่าง ไม่ตรงตามความ จริงของพระพุทธวัจนะ หรือของหลักธรรม ก็มี, เช่นเข้า ใจไปว่า : - จิตนี้มีกิเลสเป็นพื้นฐาน จิตนี้มีความรู้สึกเป็น กิเลส เป็นตัวกู เป็นของกูอยู่เป็นพื้นฐาน ตลอดทุกลม หายใจเข้าออก เรียกว่ามีกิเลสอยู่เป็นพื้นฐานแล้วเราเข้าไป แกะมัน ไปเขี่ยมัน ไปคุยมัน ไปเปลื้องมันทีละเล็กละน้อย, แล้วก็ว่างจากกิเลสนั้น เป็นครั้ง ๆ คราว ๆ นิด ๆ หน่อยๆ.

น.23 ๒๐ ความเข้าใจอย่างนี้ถูกหรือผิด ท่านลองคิดดู; อาตมาบอกว่า จิตของคนเรานี้มีความว่าง ปราศจากกิเลสอยู่เป็นพื้นฐาน กิเลสนั้นเพิ่งมาเป็นคราว ๆ และเป็นเรื่องเล็กน้อย เป็น คราว ๆ. ขอให้เราลองคิดดู พิจารณาดู สังเกตดู ของตัวเรา เองเป็นประมาณว่า จิตของเราว่างอยู่เป็นพื้นฐาน หรือว่า วุ่นด้วยกิเลส อยู่เป็นพื้นฐาน. ถ้าเอาพระพุทธภาษิตเป็นหลัก มันก็ง่ายนิดเดียว แต่เดี๋ยวจะหาว่าเกณฑ์ให้เชื่อ บังคับให้ เชื่อ หรือจะเกิดเป็นด็อกม่าอะไรขึ้นมาอย่างนี้ ไม่จำเป็น; แต่พระพุทธภาษิตก็มีอยู่ว่า : - ปภสุสร มิททํ ภิกฺขเว จิตตํ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิงนี้ ประภัสสร. อาคนฺตุเกหิ อุปกิเลเสหิ อุปกิลิตถํ - แปลว่าจิตนี้ เศร้าหมองแล้ว เพราะอุปกิเลสที่เป็นอาคันตุกะเข้ามา. นี้ตามตัวหนังสือว่าอย่างนี้ว่า จิตนี้มีธรรมชาติเป็น ประภัสสร. คำว่าประภัสสร คือใสกระจ่าง มีรัสมีรอบตัว ไม่ มีเศร้าหมอง ไม่มีกิเลส; แต่เมื่อใดกิเลสจรเข้ามาเป็นแขก เป็นอาคันตุกะเข้ามา เมื่อนั้นก็เศร้าหมองไปขณะหนึ่ง อย่างนี้

น.24 ๒๑ จริงหรือไม่; เป็นจริงตามพุทธภาษิตนี้หรือไม่ ท่านลองไป เฝ้าสังเกตจิตใจของท่านดูเอง แล้วท่านก็ตัดสินเอาเอง. อาตมาเห็นว่า นี้เป็นหลักพื้นฐาน ที่จะทำให้เข้าใจ เรื่องต่าง ๆ ได้หรือไม่ได้; เพราะว่า ถ้าเราถือเสียว่า จิตมี กิเลส มีความวุ่น เป็นพื้นฐานแล้ว เรื่องมันก็ต้องแปลกกัน กับที่จะถือว่า "จิตนี้มีความว่างอยู่เป็นพื้นฐาน" เพราะ ว่า เมื่อจิตมีความว่างอยู่เป็นพื้นฐานแล้ว เราไม่ต้อง ทำอะไรมาก เราเพียงแต่มีสติระวัง อย่าให้แขกขึ้นมาบน เรือนของเรา หรือว่า ถ้าแขกมา เราก็ต้องต้อนรับ อย่าง ที่ไม่ใช่ ให้มาทำความเศร้าหมองให้แก่เรา. แต่ถ้าถือ เสียว่าจิตนี้มีกิเลส อยู่เป็นพื้นฐาน หรือว่าเป็นตัวกิเลสอยู่ เป็นพื้นฐาน; ต้องไปแกะ ต้องไปกด ต้องไปกวาด ต้อง ไปล้างอะไรเป็นการใหญ่ จึงจะสะอาดขึ้นมาสักนิดหนึ่ง วัน หนึ่งก็ทำให้สะอาดไปสักครั้งหนึ่งได้โดยยาก อย่างนี้แล้ว ก็ กลายเป็นว่ามีเรื่องมาก มีภาระมาก มีหน้าที่มาก มีความ ยากลำบากมาก เหมือนกับที่ท้อถอยอยู่ทั่ว ๆ ไป นี่เพียง แต่ หลักพื้นฐาน มันก็มีความสำคัญ อย่างนี้เสียแล้ว; ฉะนั้น เราจะต้อง ชำระสะสางความเข้าใจพื้นฐานหรือหลักพื้นฐาน อย่างนี้กันเสียก่อน.

น.25 ๒๒ ลองคิดดูให้ดีว่า ถ้าจิตนี้วุ่น คือเศร้าหมองอยู่ด้วย กิเลส เป็นความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความอะไรต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ, เป็นความวุ่นเป็นพื้นฐาน แล้ว พวกเราก็คงไม่ได้มีชีวิตรอดมาจนถึงวันนี้ หรือมานั่ง อยู่ที่นี่ได้; เราจะต้องเป็นโรคเส้นประสาท เราจะต้องวิกลจริต เราจะต้องตาย เพราะฉะนั้น จึงขอบใจความว่าง ขอบใจ ความว่างอย่างยิ่ง ซึ่งมีอยู่เป็นพื้นฐาน ซึ่งทำให้มีระยะเวลา ยาวพอ. ที่เป็นความพักผ่อน ที่เป็นความดำรงอยู่ได้ของจิตที่ ทำให้เราไม่ต้องเป็นโรคเส้นประสาท ไม่ต้องเป็นโรควิกล- จริตหรือตาย. ฉะนั้นจึงต้องขอบใจความว่าง ที่ทำให้เรา รอดชีวิตอยู่ได้ และมานั่งฟังกันอยู่ที่นี่ได้ ท่านทั้งหลาย ลองไปคิดดู. ทีนี้ ที่จะต้องทราบต่อไป ที่เป็น หลักพื้นฐาน ก็คือ ว่า เมื่อ จิตมีธรรมชาติประภัสสร อย่างนี้แล้ว มันหมาย ความว่าอย่างไร ? ประภัสสร หมายความว่ามี รัศมีรอบ ตัว ใสกระจ่าง อย่างนี้ก็แปลว่า จิตที่ยังไม่ถูกกิเลสเป็น อาคันตุกะ เข้ามาครอบงำนั้น จิตนั้นเป็นประภัสสร, จิตนั้น สมบูรณ์อยู่ด้วยความหมายของคำว่า จิต หรือของคำว่า มโน, มโนธาตุ, จิตตธาตุ, วิญญาณธาตุ, ธ-า-ตุ ซึ่งแปลว่า

น.26 ๒ ๓ ธาตุ ความหมายของคำว่าจิต ว่ามโน อะไรเหล่านี้. ใน ฐานะที่เป็นธาตุ ชนิดหนึ่ง ก็คือมีคุณสมบัติ รู้, รู้, รู้ได้อยู่ ในตัวเอง; แต่เมื่อใดมันเสียคุณสมบัติแท้ของมัน มันจึงไม่ รู้ เช่นอวิชชาครอบงำ กิเลสครอบงำ มันก็สูญเสียคุณ สมบัติ เป็นรู้ผิด หรือไม่รู้: ถ้ามันมีความเป็นอิสระ เป็น ประภัสสร มันมีส่วนที่จะรู้ และวิวัฒนาการขึ้นไปตามลำดับ จนรู้ถึงที่สุด. เพราะฉะนั้น เราจึงมองเห็นได้ โดยไม่ต้อง เชื่อคนอื่นว่า ;- "ในขณะที่จิตเราว่าง โปร่ง แจ่มใส ไม่มีกิเลสรบกวนนั้น เป็นจิตที่สมบูรณ์อยู่ด้วยสติสัมป ชัญญะ เป็นจิตที่สมบูรณ์เต็มเปี่ยมอยู่ด้วยปัญญา สม- บูรณ์อยู่ด้วยปกติภาวะ หรือปกติภาพของมันเอง; เมื่อ จิตนี้อยู่ในปกติภาพของมันเองแล้ว สมบูรณ์อยู่ด้วยสติปัญญา สมบูรณ์ด้วยสติสัมปชัญญะ ท่านลองไปเปรียบเทียบดูว่า เวลาที่เรามีจิตว่าง โปร่ง มีปัญญาอย่างไร มีสัมปชัญญะ อย่าง ไร; พอจิตเราวุ่นวาย เราสูญเสียสัมปชัญญะ สูญเสียปัญญา อย่างไร ฉะนั้นจิตว่าง กับจิตวุ่นนี้ มันจะเหมือนกันได้ อย่างไร มันจะต้องต่างกันอย่างตรงกันข้ามเสมอ.

น.27 ๒๔ จิตที่แท้จริง ที่ควรแก่นามว่า จิต นั้น ต้องว่าง คือจิตที่เป็นประภัสสร แต่พออาคันตุกะ คือกิเลสเข้ามา ครอบงำเสียแล้ว สูญเสียการเป็นจิตแล้ว เราก็ไม่ควรจะเรียก ว่าจิต มันเป็นเพียงของที่กำลังปรุงแต่ง กระวนกระวาย กระ สับกระส่าย อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น; ถ้าเรียกว่าจิต ก็ต้อง เรียกว่า จิตวุ่น ผิดไปจากสภาพเดิม เหมือนน้ำที่ลมเป่าให้เป็น คลื่น อยู่ในรูปของคลื่นเสียแล้ว ไม่ใช่น้ำที่สงบเงียบ จิต ว่าง ก็คืออยู่ในปกติเดิม ว่าง สงบ เงียบ ไม่ทุกข์ มี สติปัญญาเต็มที่. พวกที่เขาถือหลักอย่างนี้อย่างรุนแรงเขาก็ พูดเสียง่าย ๆ ว่า .- จิตคือความว่าง-ความว่างคือจิต, ความว่างคือพุทธะ-พุทธะคือความว่าง, เหล่านี้เป็น อันเดียวกันหมด หมายความว่า เมื่อจิตมีความว่างเป็นอารมณ์ นี้ย่อมมีความเป็นพุทธะ คืออะไรได้อยู่ที่นั่น; ฉะนั้น ความ ว่างกับพุทธะจึงเป็นอันเดียวกัน และเมื่อจิตแท้-คือ- ขณะที่ มันว่าง,ฉะนั้นความว่างก็คือจิต .- จิตก็คือความว่าง. และ ขณะที่จิตว่างนั้นอยู่ในธรรมชาติเดิมของมัน ประกอบอยู่ ด้วย ธรรม ตรงตามความหมาย; ฉะนั้น จึงว่า: -

น.28 ๒๕ ความว่าง คือธรรมะ - ธรรมะก็คือความว่าง- ความว่างก็คือจิต-จิตก็คือความว่าง, เป็นเรื่องเดียว กันหมด. แต่อาตมาไม่ได้แนะนำให้เชื่อหรือให้ยึดถือหลัก เกณฑ์เหล่านั้น โดยที่ไม่ได้พิจารณาดูให้ดีเสียก่อน: และทั้ง เป็นกฎเกณฑ์หรือ หลัก ที่อยู่ในฝ่ายมหายาน คือพุทธศาสนา อย่างมหายาน; เราไม่จำเป็นที่จะต้องรับเอามาทันที แต่เรา จะพิจารณาดูว่า มันเกี่ยวข้องกับมนุษย์อย่างไร และเกี่ยว ข้องกับหลักพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทอย่างไร. เมื่อเอามารวมๆ กันแล้ว เป็นสามฝ่าย คือเราด้วย พระพุทธศาสนาอย่าง เถรวาทด้วย พระพุทธศาสนาอย่างมหายานด้วยแล้ว เราควร จะได้หลักเกณฑ์อย่างไร จึงจะช่วยตัวเองได้ ในการที่จะไม่ ต้องเป็นทุกข์ เฉพาะในที่นี้ อาตมาอยากจะขอให้พิจารณาส่วน สำคัญในข้อที่ว่า ขณะที่จิตว่าง นั้น จิตสมบูรณ์อยู่ด้วยสติ สัมปชัญญะ สมบูรณ์อยู่ด้วยปัญญา และ อยู่ในปกติภาวะ ของมัน. ในขณะที่จิตวุ่นนั้น สูญเสีย สติสัมปชัญญะ สูญเสีย ปัญญา ไม่อยู่ในปกติภาพของมัน; ดังนั้น จิตว่าง ก็คือ จิต ที่ไม่ถูกกิเลสครอบงำ และอยู่ด้วยปกติภาพเดิมของมัน คือ

น.29 ๒๖ สติปัญญา. ส่วนจิตวุ่นนั้นคือจิตที่ถูกกิเลสครอบงำ สูญเสีย ปกติภาพเดิมแล้ว ปราศจากสติปัญญา ปราศจากสติสัมป- ชัญญะโดยสิ้นเชิง. เมื่อท่านเปรียบเทียบกันดู รู้จักจิตว่างเป็นอย่างไรใน ลักษณะเช่นนี้แล้ว เข้าใจว่า ท่านทั้งหลายคงจะไม่มีความ ขลาด ความกลัว ต่อจิตว่าง เหมือนคนบางคน ซึ่งกลัวคำ ว่า "จิตว่าง" นี้ อย่างกลัวผี กลัวเสือ กลัวอะไรทำนองนั้น; เพราะเขาไม่เข้าใจ จึงมองเห็นเป็นสิ่งที่น่ากลัว, เพราะว่า เขามีตัวตน หรือความคิดเห็น เป็นไปในทางตัวตนมากเกิน ไป จนได้ยินคำว่าว่างแล้วก็สะดุ้ง. ข้อนี้เปรียบกันได้กับพวก พรหม ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า :- "พวกพรหม พอได้ ยินคำว่า ละเสียซึ่งสักกายะแล้วก็สะดุ้ง กลัว เหมือน กับความตายมาถึง" เพราะว่าพวกพรหม มี สักกายะ จัด คือมีตัวตนจัด; เพราะทะนงว่าเป็นตัวตนที่บริสุทธิ์ มีความ สุขที่สุด พอได้ยินคำว่า จะละเสียซึ่งสักการะเท่านั้น ก็ รู้สึกเหมือนจะถูกฆ่าให้ตาย. คนบางคน พอได้ยินคำว่า "จิตว่าง" หรือ"ความว่าง ก็รู้สึกว่าเหมือนจะถูกฆ่าให้ตาย เพราะไม่มีอะไรที่จะเป็นตัว

น.30 ๒๗ ตน หรือเป็นของของตน: แต่ถ้าได้ทำความเข้าใจกันให้เห็นชัด ว่า 'จิตว่างมีลักษณะอย่างไร" เขาจะไม่กลัว และเขาจะรู้ ว่า สิ่งที่เรียกว่า จิตว่างนี้ จำเป็นเสียแล้ว. จำเป็นที่เรา จะต้องรักษาให้คงอยู่ในสภาพว่างตลอดเวลา อย่าให้ วุ่นขึ้นมาได้ แล้วเราก็จะสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ และ เรา จะไม่มีความทุกข์เลย จะมีชีวิตเป็นอยู่โดยไม่ต้องมีความ ทุกข์เลย และมีกำลังสติปัญญาอย่างยิ่งที่จะทำความก้าวหน้า ต่อไป; ดังนั้น จึงไม่กลัวความว่าง และไม่เห็นว่า ความ ว่างเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ เพราะว่า ความว่างเป็นเรื่อง ความจริงอย่างยิ่ง. ทีนี้ - ลองคิดกันดู ถึงข้อแย้ง ที่มีคนเอามาให้ดู หรือบอกให้ทราบว่า มีการแย้ง เช่นแย้งว่า "จิตว่างนี้เป็นสิ่งที่ มีไม่ได้ เพราะว่า จิตต้องมีอารมณ์เสมอ จะว่างจากอารมณ์ ไม่ได้" ข้อแย้งนี้ เป็นข้อแย้งของคนที่อภิธรรมเข้าตา เกินไป จนตาฟาง, เราไม่ได้บอกว่า จิตว่างนี้ ไม่มีอารมณ์ จิตว่างนี้ก็ยังมีอารมณ์ อย่างน้อยที่สุดก็มีภาวะแห่งความว่าง นั้นเองเป็นอารมณ์ เช่น พระอรหันต์ก็มีภาวะแห่งความว่าง เป็นอารมณ์ หรือว่า คนเราตามธรรมดาเรามีอารมณ์อยู่ใน

น.31 ๒๘ ขณะไหน ถ้าจิตไม่ได้ยึดถืออารมณ์นั้นโดยความเป็นตัวตน หรือเป็นของของตนแล้ว ก็เรียกว่ามีความว่างเป็นอารมณ์ ได้ เหมือนกัน แต่ถ้าไปยึดถือในอารมณ์นั้นว่าเป็นตัวตนหรือของ ตน โดยอุปาทานอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วอย่างนี้เรียกว่ามีอารมณ์ ชนิดที่เป็นความวุ่น. เราตามปกติ ถ้าไม่ยึดตือในอารมณ์ ใด แม้จะกำหนดอารมณ์นั้นอยู่ก็เรียกว่า ยังเป็นอารมณ์ ที่ว่างจากตัวตนจากความยึดถือ จิตนี้ก็ยังว่างจากของของตน จิตมีสิ่งที่ไม่ถูกยึดมั่นด้วยอุปาทาน เป็นอารมณ์แล้วเป็นใช้ ได้แม้จะมี รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสอะไรเป็นอารมณ์ก็ตาม ถ้าไม่ยึดถือสิ่งนั้นโดยความเป็นตัวตนแล้ว ก็เรียกว่า ยังมี สิ่งที่ว่างจากความยึดถือเป็นอารมณ์เรียกสั้นๆว่า มีความว่าง นั้นเป็นอารมณ์. นี่ก็เป็นอันว่าทำความเข้าใจกันเสียใหม่ ว่า ไม่ได้กล่าวว่า จิตว่างนั้นไม่มีอารมณ์ จิตจะต้องมีอารมณ์ นั้นเป็นธรรมดา ถ้าเป็นจิตว่าง ก็มีความว่างหรืออารมณ์ที่ ว่างจากความยึดถือนั่นแหละเป็นอารมณ์ บางคนแย้งว่า"จิตว่างหรือว่าทฤษฎี หรือการปฏิบัติเรื่อง จิตว่างนี้ ไม่ใช่ข้อปฏิบัติของชาวเมือง ชาวบ้าน ร้านตลาด อย่างนี้ขอ ตอบว่าทฤษฎี หรือ การปฏิบัติเรื่องจิตว่างนี้ ยิ่งจำเป็นที่สุด สำหรับชาวบ้าน ร้านตลาด เพราะว่าชาวบ้าน ร้านตลาดนี้

น.32 ๒๙ ร้อน, ร้อนกว่าพวกนักบวช, ร้อนกว่าพวกที่อยู่ในป่าในดง ใครที่ร้อนมาก คนนั้นควรจะได้รับของเย็นมาแก้โดยเร็ว. ดัง นั้นแหละ พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัส ถึง สุญญตา แก่ฆราวาส กลุ่มหนึ่ง ซึ่งไปทูลถาม; ว่าให้ใช้สุญญตา เป็นหลักปฏิบัติ สำหรับเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ท่านทั้งหลายตลอดกาลนาน." เมื่อชาวบ้านชาวเมืองเป็นผู้ที่ร้อนมาก, กรรมกรทั้งหลายเป็น ผู้ที่มีความทุกข์ร้อนมาก เขาก็ต้องศึกษาสิ่งที่จะช่วยขจัดความ ร้อนนั้นออกไป; นี่ก็คือ ความมุ่งหมายของคำว่า จิตว่าง โดยแท้จริง คือมุ่งหมาย จะใช้เป็นเครื่องดับร้อนของคน ที่กำลังร้อน ทีนี้ ที่ว่า แย้งว่า “ความว่างหรือจิตว่างนี้เป็นเรื่องของ พระอรหันต์ จะเป็นเรื่องของปุถุชนมีกิเลสไม่ได้; เพราะว่า พระ อรหันต์เป็นผู้ที่ว่างจากอุปาทาน ส่วนปุถุชนต้องมีอุปาทาน ว่างไม่ได้." นี่ก็เป็นความเข้าใจผิดอย่างเดียวกับที่กล่าวมาแล้วว่า คือต้อง เข้าใจเสียให้ถูกว่า สิ่งที่เรียกว่า อุปาทานความสำคัญมั่น หมายว่าตัวเรา ว่าของเรานั้น ไม่ได้เกิดอยู่ตลอดกาล ท่านไปคิดดูให้ดี ความรู้สึกสำคัญมั่นหมายว่าตัวกู ว่าของกูนี้ คือกิเลส สิ่งนี้ไม่ได้เกิดอยู่ตลอดเวลา มีความ ว่างจากอุปาทานอยู่มากกว่า ที่วุ่นอยู่ด้วยอุปาทาน; ถ้าเราวุ่น

น.33 ๓๐ อยู่ด้วยอุปาทานทุกลมหายใจเข้าออกแล้ว เราก็เป็นโรคเส้น ประสาท เป็นโรควิกลจริต และตายแล้ว อย่างเดียวกัน; หากแต่ว่า ความว่างจากอุปาทานตามธรรมชาติอย่างนี้ ไม่ เหมือนกับของพระอรหันต์ ตรงที่ว่า ของพระอรหันต์นั้นเป็น ความว่างที่ถาวร เพราะท่านมีสติสมบูรณ์. ผู้ที่เป็นนักธรรมะ ตัวจัด ตัวยง คงจะยอมรับเป็นอันเดียวกันว่า พระอรหันต์ นั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าความเป็นผู้มีสติสมบูรณ์ นี้เป็นหลัก เกณฑ์ในพระไตรปิฎก. สติสมบูรณ์ คือไม่ขาดระยะ; ไม่ขาด ระยะ-ก็แปลว่า-กิเลส-หรือ ความทุกข์-หมดโอกาสที่จะเกิด กิเลส-หรือ-ความทุกข์- หมดโอกาสที่จะเกิดโดยสิ้นเชิง,สติ สมบูรณ์อย่างนั้นคือ ความว่างสมบูรณ์ติดต่อกันโดยสม บูรณ์. ส่วน ปุถุชนนี้ก็ว่างอยู่เป็นพื้นฐาน แต่อุปาทานมา แทรกแซงเป็นครั้งคราว เราก็มีหน้าที่ ที่จะขจัดออกไป โดยวิธีคุมให้มันว่างอยู่เสมอ; เพราะฉนั้นจึงมีคำสอนใน ข้อปฏิบัติเรื่องความว่าง. คำว่า ความว่าง หรือ จิตว่างนี้ ไม่ได้เล็งถึงธรรมะข้ออื่นๆ เช่น คำว่า :- ความอดกลั้น, ความข่มจิต หรืออะไรทำนองนั้น. มีความหมายตรงตาม ตัวของมันเองว่า จิตที่ว่างอยู่ด้วยกิเลสตัณหาอุปาทาน ในขณะที่มีสติสัมปชัญญะอยู่; ไม่ปล่อยให้กิเลส ตัณหา อุปาทาน เกิดขึ้น นี่เป็นที่สิ่งต้องทำความเข้าใจโดยตรง.

น.34 ๓๑ ที่ว่า "เราจะทำงานด้วยจิตว่าง หรือว่า จะเอาประ โยชน์อะไรจากการทำงานโดยจิตว่าง. เราควรจะนึกดูต่อ ไป ถึงข้อที่ว่า เราทำอะไรในขณะที่จิตวุ่นนั้น มันเป็นอย่างไร; เราทำอะไรในขณะที่จิตว่างนี้ มันแปลกกันอย่างไร; ยกตัว อย่างเช่น การพูดจา. ถ้าพูดด้วยจิตว่าง มันเป็นอย่างไร, พูด ด้วยจิตวุ่น มันเป็นอย่างไร, จิตวุ่น มีตัวกู มีของกู แฝง อยู่บ้าง ออกหน้ามาเลยบ้าง แล้วก็พูดภาษาที่ไม่ใช่มนุษย์; จิตที่ว่าง ไม่มีตัวกู ไม่มีของกูนี้ พูดออกมาเป็นภาษาที่ไพเราะ เป็นภาษามนุษย์ นี่เราก็จำเป็นอย่างยิ่ง ที่เราจำเป็นจะต้องมี จิตว่างในการพูด. ที่นี้ เมื่อพูดถึง ความหวัง คนก็คิดว่า ชีวิตนี้อยู่ ด้วยความหวัง; ถูกแล้ว แต่ว่า ความหวังนั้น ควรจะเป็น ความหวังของจิตว่าง ไม่ใช่ความหวังของจิตวุ่น. จิตว่าง ประกอบอยู่ด้วยสติปัญญา สติสัมปชัญญะ อย่างที่ได้กล่าวมา แล้วมากมาย; เพราะฉะนั้น ถ้ามีความหวังด้วยจิตว่างก็คือ หวังด้วยสติปัญญา - ด้วยวิชชา - ด้วยญาณ - ด้วยปัญญา, นี้ จิตว่างนี้หวังอยู่ด้วยอำนาจของสติปัญญา. ส่วนจิตวุ่นนั้น หวังอยู่ด้วยกิเลส ตัณหา ที่นี้คนโดยมากรู้จักแต่เรื่องความ หวังด้วยกิเลส ตัณหา จึงเข้าใจผิดไปเสียว่า :- ความหวังมี

น.35 ๓๒ แต่อย่างเดียว ที่เป็นกิเลสตัณหาเท่านั้น; ไม่รู้ว่าความหวัง ของจิตที่ประกอบด้วยสติปัญญานั้นก็มีอยู่เหมือนกัน. เพราะ ฉะนั้นพึงเข้าใจกันเสียใหม่ว่า หวังด้วยวิชชา, ไม่ใช่หวังด้วย อวิชชา. หวังด้วยวิชชาย่อมต่างกับหวังด้วยอวิชชา; วิชชา กับ อวิชชาย่อมต่างตรงกันข้ามเสมอ. เราจะมีความหวัง ก็ให้ หวังด้วยวิชชา - ปัญญา - แสงสว่าง - ความรู้ - สติปัญญา. นี่ก็คือความเข้าใจผิดที่เต็มไปในเมืองไทย ทั่วทุกหัวระแหง ก็ว่าได้; คือไปเข้าใจหรือถือกันเสียว่า ถ้าลงอยาก หรือหวัง แล้ว เป็นกิเลสตัณหาทั้งนั้น จนพูดว่า ถ้าอยากแล้วก็เป็น กิเลสตัณหาทั้งนั้น เป็นความโลภทั้งนั้น นี้ผิดอย่างยิ่ง มันต้องมีข้อเท็จจริงกันเสียก่อนว่า ความอยากนั้น อยากด้วยอำนาจของ วิชชา หรืออยากด้วยอำนาจของ อวิชชา; ถ้าอยากด้วยอำนาจของอวิชชา ความอยากนั้น เรียกว่าตัณหา และเป็นมูลเหตุให้เกิดทุกข์; เหมือนกับที่ พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในอริยสัจจ์ว่า :- ตัณหาเป็นเหตุให้ เกิดทุกข์. แต่อย่าลืมว่าสิ่งที่เรียกว่า ตัณหา ในที่นั้น คือ ความอยาก ที่มีรากฐานอยู่ที่อวิชชา. จงไปท่อง ปฏิจจ- สมุปบาท ดู. เริ่มต้นด้วย :- อวิชชา - สังขาร - วิญญาณ- นามรูป - อายตนะ - เวทนา - ตัณหา - อุปาทาน - ภพ - ชาติ -

น.36 ๓๓ ทุกข์ฯ ตัณหานี้มีรากฐานอยู่ที่ อวิชชา: แต่ทว่า ความ ประสงค์หรือความต้องการที่มิได้มีรากฐานอยู่ที่อวิชชา แต่ มีรากฐานอยู่ที่ ปัญญา หรือ วิชชา เช่น, ความประสงค์ หรือความต้องการที่จะดับกิเลส, ดับตัณหา, ดับทุกข์แล้ว ความอยากอย่างนี้ไม่ควรจะเรียกว่าตัณหา. ถ้าจะมีใครไป เรียกว่า ตัณหาบ้าง ก็เรียกเพียงว่า พูดตามภาษาชาวบ้าน ไม่ใช่ความจริง. ตัณหาจะมาจากวิชชาไม่ได้ จะต้องมา จากอวิชชา; เพราะฉะนั้นความอยากหรือความโลภ หรือ อะไรเหล่านี้วินิจฉัยกันดูดี ๆ จะได้มีความเข้าใจถูกต้อง, คือ กล้าหวัง, กล้าอยากให้ถูกวิธี ที่ไม่เป็นกิเลส ไม่เป็นตัณหา เช่น ความหวังด้วยจิตว่าง ความอยากด้วยจิตว่าง ความ ต้องการด้วยจิตว่าง ในการที่จะทำการงาน, ในการที่จะกินอาหาร, ใน การที่จะแสวงหาอาหาร, ในการที่จะทำอะไรก็ตาม ถ้าหวัง หรือทำไปด้วยจิตว่างนี้ ไม่เป็นกิเลส ไม่เป็นตัณหา ไม่เป็น ความโลภ เพราะว่ามีมูลมาจาก วิชชา; ต่อเมื่อมีมูลมาจาก อวิชชา จึงจะเป็นโลภตัณหา ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เพราะ ฉะนั้นจงเป็นผู้ที่มีจิตว่าง สำหรับที่จะหวัง, สำหรับ ต้องการ, สำหรับดำเนินงาน นี่อานิสงส์ของความว่างเป็นอย่างนี้.

น.37 ๓๔ อาตมาอยากจะพูดถึง อานิสงส์ ที่น่านึกอีกสักอย่าง หนึ่งว่า เราลองนึกดูถึงคำว่า "เปรต" ซึ่งเป็นคำที่น่ากลัว คำว่าเปรตนี้มีความหมาย ตรงที่ว่า มีความอยาก และมี ความต้องการมาก แล้วก็ต้องการด้วยกิเลสตัณหา, แล้วก็ ได้สนองความอยากทีละนิด ๆ; เทียบในอัตราว่า เขามีท้อง เท่าภูเขา และมีปากเท่ารูเข็ม แล้วเขาจะกินอาหารให้อิ่ม ทันใจได้อย่างไร นี่คนสมัยนี้เป็นอย่างนี้กันหรือไม่. คนสมัย นี้ เปรียบเหมือนกับคนมีท้องเท่าภูเขา มี ปากเท่ารูเข็ม หรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็แปลว่าคนสมัยนี้เป็นเปรตกันมาก ยิ่งขึ้น และคงจะเป็นโรคประสาทกันมากยิ่งขึ้น เป็นโรค วิกลจริตกันมากยิ่งขึ้น ฆ่าตัวตายกันมากยิ่งขึ้น นี่เพราะว่าเขา ไม่ได้ทำงานด้วยจิตว่าง ไม่ได้เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง จึงมีอาการ ที่ว่า ท้องเท่าภูเขา ปากเท่ารูเข็มนี้ มากขึ้น ๆ มากขึ้นๆ นี่ถ้า รู้จักเรื่องของจิตว่าง แล้วทำงานด้วยจิตว่าง อาการที่เรียกว่า ท้องเท่าภูเขา ปากเท่ารูเข็มจะหายไป ช่วยได้มาก ถึงอย่างนี้ แม้สิ่งที่น่ากลัวอื่น ๆ ที่เรียกว่า อบายภูมิ เช่น นรก, นรกหมายถึงความถูกลงโทษ หรือว่าร้อนอยู่ด้วยความ อยาก ; เดรัจฉาน หมายความว่า ความโง่เง่า ; เปรต

น.38 ๓๕ หมายความว่า อยากมาก หิว และไม่พอ ; อสุรกาย หมาย ถึงความกลัว. ศัตรูของมนุษย์ เช่น ความกลัว ความอยาก ความหิว ความโง่เง่า, การถูกลงโทษอย่างนี้ จิตว่างจะป้องกัน ตัวได้ แก้ได้โดยสิ้นเชิง ; คือ จิตว่างมีอานุภาพที่จะทั้งป๋อง กัน และทั้งแก้ไข ไม่ให้สิ่งที่เรียกว่าอบายภูมิหรือนรก ใน ความหมายอย่างนี้เกิดขึ้นได้. ถ้าเราทำงานด้วยจิตว่าง เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง เราจะไม่มีความร้อน ไม่มีการถูกลง โทษ ไม่มีความโง่เง่า ไม่มีความหิวชนิดที่อยากไม่พอ ไม่มีความกลัวอะไรหมด นี้เรียกว่าขึ้นจากอบายภูมิด้วย อำนาจของการเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง แม้ว่าจะเป็นเรื่องการ ทำงาน เพื่อส่วนรวม เช่นเพื่อประเทศชาติก็ต้องนึกถึงข้อที่ ทำงานเพื่องาน. ทำงานด้วยจิตว่าง นั้นคือ ทำงานเพื่องาน ประเทศที่จะเจริญทางเศรษฐกิจ คนของเขาจะต้องมุ่งมั่นใน การงานจนลืมตัวเอง ; ถ้าไม่ลืมตัวเอง ยังเห็นแก่ตัวอยู่แล้ว จะมีแต่การคดโกง มีแต่การทำงานที่ไม่ประณีตสุขุม, เขามี ความหวัง. มีความต้องการ ด้วยจิตที่ประกอบด้วยสติปัญญา ที่จะทำการงาน ; และในขณะที่ทำการงานนั้น ลืมตัวหมด มีอยู่แต่งาน มีอยู่เฉพาะหน้า แต่ งานกับสติปัญญา คือจิตว่าง

น.39 ๓๖ แล้วจิตว่างก็ทำงานไปอย่างน่าประหลาด น่าอัศจรรย์ในการ ค้นคว้าสิ่งที่ยากเย็น เช่น :- ค้นคว้าเรื่อง Electronic เรื่องปรมาณู, เรื่องออกไปสู่นอกโลก หรืออะไรก็ตาม. นัก ค้นคว้าเหล่านั้นจะต้องลืม. ลืมตัวเอง, ลืมแม้กระทั่งแต่การ กินอาหาร การอะไรต่าง ๆ มีสมาธิอยู่แต่ในงานด้วยสติ ปัญญาทั้งนั้น : ลืมตัว ลืมสิ่งที่เป็นของตัว ลืมอะไรหมด ในขณะนั้น ต้องมีจิตอย่างนี้ จึงจะทำงานอย่างนั้นได้. นอกจาก เวลานั้น เขาจะมีความเห็นแก่ตัวเกิดขึ้นบ้างก็ตามใจเขา; แต่ ว่าในวินาทีนี้ หรือนาทีแห่งการทำงานนั้น ต้องทำด้วยจิตว่าง คือไม่มีตัว; เขาจึงพบอะไรใหม่ ๆ ชนิดที่มนุษย์ธรรมดา สามัญไม่อาจจะค้นพบได้. ฤๅษี มุนี อะไรต่าง ๆ ที่อยู่ในป่าในดง ที่จะค้นหลัก ปรัชญา หรือจะค้นนึก ธรรมะก็เหมือนกัน ค้นจนลืมตัว ค้น จนลืมกินอาหาร จนลืมว่ากลางวันหรือกลางคืน จนลืมว่า กี่อาทิตย์แล้ว กี่เดือนแล้ว อย่างนี้เป็นต้น; เพราะทำไป ด้วยจิตที่มุ่งมั่น ด้วยสมาธิในงานนั้น เพื่องานอย่างเดียว, ไม่ใช่ตัวกู ไม่ใช่ของกู นี่คือผู้ที่รู้จักเอาจิตว่างไปใช้เป็น ประโยชน์ในการสร้างชาติ สร้างประเทศ สร้างบ้านสร้างเมือง ค้นคว้าสิ่งต่าง ๆ แม้ที่สุดแต่ การพัฒนาการ ที่เราต้องการ

น.40 ๓๗ กันนัก ว่า "ชาติไทยต้องพัฒนา" ก็อย่าลืมว่า การพัฒนา ทางวัตถุ หรือพัฒนาแก่คน นั้น ไปไม่รอด ต้องพัฒนาจิตใจ, การพัฒนาจิตใจ นั้นจะสำเร็จได้จริงจักต้องเรียน รู้เรื่องจิตว่าง ว่า เป็นอย่างไรเสียก่อน; เพื่อเขาจะได้เป็น คนที่บริสุทธิ์ เป็นคนที่ไม่มีตัวกู ของกู อยู่ได้ มากกว่าที่ จะมีตัวกู ของกู. เขาจะทำงานเพื่องาน อย่างที่เป็นอุดมคติ หรือเป็น Summum Bonum ของศีลธรรมสากลทั่วโลก และ แม้ของพระพุทธศาสนา. ทำงานเพื่องาน ไม่มีตัวกูของกู เข้ามาแทรกแซง มีแต่สติสัมปชัญญะ ทำไป งานสำเร็จ ผลงานนั้นไม่ไปไหน เสีย เมื่อต้องการก็ได้ เมื่อไม่ต้องการก็ได้; แต่เพราะความ ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นนั่นแหละไม่เป็นทุกข์ ทั้งในขณะที่ทำงาน หรือว่าทำงานสำเร็จแล้ว นี่เราต้องพัฒนาที่จิตใจ ไม่ ใช่พัฒนาที่ตัวคน หรือที่วัตถุ: ขืนพัฒนาตัวคนหรือ วัตถุแล้ว มันก็เป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปอย่างที่เรียกว่า เหมือนกับหลับตากินผึ้ง, นี่เป็นภาษาสำนวนปักษ์ใต้ มันต้อง ทนมากเกินไป ให้ผึ้งต่อย; หรือว่าต้องบังคับ อย่างทำนอง "ข่มเขาวัวให้กินหญ้า" คนเขาไม่อยากจะทำโดยสุจริต

น.41 ๓๘ บังคับกันอย่างไรๆ มันก็ไม่สุจริตได้; เพราะว่าไม่ได้พัฒนา จิตใจไปมัวพัฒนาวัตถุ และไปพัฒนาเพียงแค่เปลือกนอกของ คน. ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยจิตว่างทั้งนั้น อาศัย หลักเกณฑ์ หรือความรู้ เรื่องจิตว่างทั้งนั้น จึงจะสำเร็จประ โยชน์ ได้. อาตมาอยากจะกล่าวเป็นสำนวนโวหารอีกอย่างหนึ่ง ว่า จิตว่างนี้ หรือ ความว่างนี้ เป็นดนตรีอันไพเราะอยู่ ในตัวมันเอง, ชีวิตจะมีสภาพเหมือนดนตรีอันไพเราะ ต่อ เมื่อเรามีจิตว่าง. ในขณะใดที่เรามีจิตว่างชีวิตเป็นดนตรี มัน เป็นสิ่งที่น่าชื่นใจสักเท่าไร. พอมีจิตวุ่น ชีวิตนี้ก็หมด ความเป็นดนตรี คือมีแต่ความมืดมัว เศร้าหมอง เร่าร้อน ไม่สงบสะอาดสว่างเยือกเย็น ไม่มีความไพเราะเหมือนกับ ดนตรี. จิตที่เป็นประภัสสรไม่มีกิเลสครอบงำ เป็นดนตรีอยู่ ในตัวมันเอง คือให้ความชุ่มชื่น ไพเราะ อยู่ในตัวมัน เอง; เราเรียกว่าเป็นดนตรีทางวิญญาณ หรืออะไรก็แล้วแต่ จะเรียก ไม่ใช่ดนตรี ดีด สี ตี เป่า อย่างที่เราเห็น ๆ กันอยู่ แต่ความหมายนั้นอย่างเดียวกัน คือความไพเราะเหลือที่จะ กล่าวได้ เพราะฉะนั้น ดนตรีที่แท้ก็คือ ความไพเราะ ความ สวยงาม ความเยือกเย็นอะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งได้รับ ได้ยิน ได้ฟัง ได้สัมผัส ในขณะที่มีจิตว่าง.

น.42 ๓๙ ทีนี้ พอมานึกถึงดนตรีที่เราใช้กันอยู่ในเวลานี้ เราก็ ควรจะอ่านออกแล้วว่า ดนตรีหรือบทเพลง หรือทำนอง เพลงก็ตาม มันมีอยู่สองชนิด; คือเร้าให้จิตวุ่นวายก็มี, ดน- ตรีหรือบทเพลงที่กล่อมจิตให้สงบ เย็นลงไป ให้ว่างก็มี เพราะฉะนั้น ดนตรีที่แท้จริง ที่ถูกต้องกับความต้องการตาม ธรรมชาตินั้น จะต้องเป็นดนตรีที่ทำให้จิตว่างลง, ว่างลง สงบเย็นลง, สงบเย็นลง. แต่เดี๋ยวนี้เราไม่ชอบ เราไปชอบ ดนตรีของภูตผีปีศาจ ที่ยุ ที่กระตุ้น ให้จิตเต้นเร่า ๆ ๆ เหมือน ภูตผีปีศาจ นี้เรียกว่าส่งเสริมให้จิตวุ่น; และเมื่อเรานิยมกัน อย่างนี้ทั่ว ๆ ไปแล้ว ก็แปลว่า เรานิยมความมีจิตวุ่น เป็น พื้นฐานของสังคม ไม่นิยมความว่าง ไม่นิยมความเป็นอยู่ ด้วยจิตว่าง ฉะนั้นจึงเข้าใจกันยาก พูดกันเท่าไรก็ยากที่จะ เข้าใจกันได้. นึกดูถึงดนตรีของปู่ ย่า ตา ยายในสมัยโบราณ ล้วนแต่มีทำนองเป็นไปในทางช่วยตล่อมกล่อมเกลาให้จิตว่าง แต่ ลูกหลานอุตริสร้างแต่ดนตรีชนิดที่จะทำให้จิตวุ่น, เพราะไปนิยมคนต่างประเทศ ที่เขาไม่ประสีประสาในเรื่องนี้ เตลิดเปิดเปิงไปในทางความวุ่นนั้น เอามาเป็นครู. แม้ แต่ละคร เราก็ยังเคยได้ยินได้ฟังว่า เขาใช้ผู้ชายล้วนๆแสดง ละคร เหมือนสมัยเช็กสเปียร์ในประเทศอังกฤษ ละครใช้

น.43 ๔๐ ผู้ชายล้วน อย่างนี้มันน่าเอ็นดู ทั้งตล่อมให้เกิดความรู้ สติปัญญา; ไม่ทำให้จิตวุ่น ส่งเสริมไปในทางจิตว่าง. ทีนี้ กิเลสของคนสมัยหลัง แก้ไข เอาผู้หญิงเป็นผู้หญิง, ผู้ชายเป็น ผู้ชาย แสดงบทบาทที่ยั่วมากขึ้นทุกที ละครจึงเป็นเครื่องมือ ส่งเสริมจิตวุ่นไป. แม้ที่สุดแต่ โนรา เขาเล่นเป็นผู้ชายล้วน; แม้ละครปราโมทัยสมัยหนึ่งเล่นแต่ผู้หญิงล้วน บทอย่างนี้มัน น่าเอ็นดู และมันส่งเสริมไปในทางว่าง. ทีนี้เราไม่เอา เรา เปลี่ยนแปลงให้มันตรงตามกิเลส ตัณหา ไปทุกสิ่งทุกอย่าง; นี่ เรียกว่า เรา เอียง น้อม มาในทางที่จะมีจิตวุ่น มันก็ต้องได้ วุ่นโดยแน่นอน. ในที่สุด เราจะพิจารณากันถึงสิ่งที่เราต้องการ สิ่งนั้น ก็คือ ฤทธิ์ หรือ กำลังในการทำงาน; พลังของจิตที่มาจาก จิตว่างนั้นเป็นพลังอย่างหนึ่ง; พลังของจิตที่มาจาก จิตวุ่น นั้น มันเป็นพลังอีกอย่างหนึ่ง; อย่าไปเข้าใจว่า พลัง ของจิต, พลังของจิต แล้วมันจะเหมือนกัน. พลังของจิตที่มา จากจิตที่เป็นประภัสสรนั้นอย่างหนึ่ง; พลังของจิตที่มาจากจิต ที่เศร้าหมองแล้วนั้นมันเป็นอีกอย่างหนึ่ง. พลังที่มาจากจิต- ว่าง ก็คือ พลังของธรรมะ, พลังที่แบ่งจากธรรม, แบ่งมา

น.44 ๔๑ จากพระพุทธเจ้า. ขอย้ำใหม่ว่า พลังของจิตที่มาจากจิตว่าง นั้น, คือพลังของธรรมะ, พลังที่แบ่งมาจากธรรมะ, พลังที่ แบ่งมาจากพระพุทธเจ้า. ส่วนพลังของจิตที่มาจากจิตวุ่นนั้น แบ่งมาจากภูตผีปีศาจ แล้วมันจะเหมือนกันได้อย่างไร. พลัง ของจิตที่ประภัสสรนั้นมีสติปัญญาสมบูรณ์ เฉลียวฉลาดว่องไว ทำงานได้ดีกว่าและสนุกกว่า ส่วนพลังที่มาจากจิตวุ่นนั้น ตรง กันข้าม. ทีนี้ ถ้าเราจะพูดถึงสิ่งที่เรียกว่าพลังนี้ เรียกสิ่งนี้ว่า ฤทธิ์ คือให้มันขลัง ให้มันมากขึ้นอีกสักหน่อย; เราก็ยังจะ ต้องพูดว่า : - ฤทธิ์นั้นต้องแสดงด้วยจิตว่าง ไม่ใช่แสดง ด้วยจิตวุ่น. ถ้าแสดงด้วยจิตวุ่นก็เป็นเพียงความมุทะลุของ ภูตผีปีศาจอะไรชนิดหนึ่ง ไม่ใช่ฤทธิ์ แต่ถ้าเป็นฤทธิ์ที่จะสำ- เร็จในประโยชน์ของฤทธิ์ต้องแสดงด้วยจิตว่าง. พระอรหันต์ แสดงฤทธิ์ได้ไม่มีใครเหมือน ก็แสดงด้วยจิตว่าง แสดงได้ ดีกว่า สูงกว่า. ทีนี้ ปุถุชนที่เป็นยักษ์ เป็นมารในเรื่องราว ต่าง ๆ ที่เราได้ยินได้ฟัง แม้ว่าเขาจะแสดงฤทธิ์ ก็ต้องแสดง ฤทธิ์ด้วยจิตว่าง ไม่ใช่จิตวุ่น; แม้ว่าเขาเป็นยักษ์เป็นมาร แต่ ถ้าเมื่อถึงคราวที่ต้องแสดงฤทธิ์ เขาต้องทำจิตให้ว่าง ให้เป็น สมาธิ จึงจะแสดงฤทธิ์ได้. ถ้าเราจะเชื่อข้อความบางประโยค

น.45 ๔๒ ในหนังสือ เช่นหนังสือรามเกียรติ์ว่า เมื่อยักษ์ เช่น กุมภ- กรรณ ถูกบาดเจ็บสาหัส ลุกแทบจะไม่ได้ แล้วเขาก็ร่าย มนต์ ลูบตัวทีเดียวหายหมด ลุกขึ้นต่อสู้ได้: ท่านคงจะคิด ว่า นี้ทำไปด้วยจิตวุ่น เป็นตัวกู ของกู: อย่าได้คิดไปอย่าง นั้น. เมื่อเขารู้ว่า เขาเจ็บป่วย เขาจะตาย จะสู้ไม่ได้ มันต้อง เป็นเรื่องตัวกู ของกู; และถ้าเขาคิดด้วยสติปัญญา ก็ยังไม่ มากมาย; แต่เมื่อเขาจะแสดงฤทธิ์ของจิต เขาจะต้องมีจิตว่าง ต้องลืมความเป็นตัวกูนั้น ต้องบริกรรม ต้องกระทำพิธี ตาม เรื่องของการรวบรวมกำลังจิต ที่เป็นจิตว่าง แล้วจึงจะแสดง ฤทธิ์ได้, แล้วจึงจะลูบตัวให้หายกระดูกหัก หายอะไรต่าง ๆ. แล้วก็ลุกขึ้นรบได้ต่อไป. อาตมาจึงยืนยันว่า แม้แต่ฤทธิ์ก็ ต้องแสดงด้วยจิตว่าง. ฤทธิ์ของพระอรหันต์ไม่ต้องพูดถึง, ฤทธิ์ของพระพุทธเจ้าไม่ต้องพูดถึง, แม้แต่ฤทธิ์ของยักษ์ของ มารก็ยังต้องแสดงด้วยจิตว่าง. เป็นอันว่า ไม่มีอะไรที่จะไม่ทำด้วยจิตว่าง ถ้าเรา ต้องการประโยชน์อันแท้จริง ประกอบไปด้วยธรรม สมควร แก่มนุษย์ที่มีปัญญาเอาตัวรอดได้. นี่คือข้อปลีกย่อยเกี่ยวกับ เรื่องของความว่างทุกแง่ทุกมุม ที่จะทำความเข้าใจกันเสียใหม่ ในฐานะที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา.

น.46 ๔๓ อย่าลืมว่า ความว่างอย่างยิ่งนั้น คือ นิพพาน, เราได้ยินได้ฟังว่า :- นิพฺพานํ ปรมํ สุญญํ - ว่างถึงที่สุด นั่นคือ นิพพาน; เดี๋ยวนี้เราไม่ได้พูดถึง ว่างถึงที่สุด, เรากำลังพูดถึงความว่าง ชนิดที่จะเอามาเป็นเครื่องมือ ในการทำการงาน ในการที่จะเป็นอยู่ในโลกนี้โดยไม่เป็น- ทุกข์; เพราะฉะนั้นขอให้กำหนดกฎเกณฑ์เหล่านี้ไว้ให้ดี ๆ จะได้เข้าใจถูกต้อง. อาตมาจึงขอยืนยันต่อไปตามเดิมว่า :- - ให้ชาวนาทุกคนทำงานด้วยจิตว่าง - ให้กรรมกรทุกคนทำงานด้วยจิตว่าง - แม้ท่านจะตีลูกตีหลานก็จงตีด้วยจิตว่าง - แม้ท่านจะสู้คดีเป็นความกันที่ศาล ก็จงทำไป ด้วยจิตว่าง จะได้เปรียบโดยทุกประการ - แม้จำเป็นจะต้องด่าใครสักคำ ถ้าจำเป็น มีสติ- ปัญญาที่ถูกต้อง ก็จงด่าด้วยจิตว่าง อย่าทำไปด้วยจิตวุ่น ประกอบไปด้วยกิเลส ดังที่กล่าวมาแล้ว. ที่ยังคงยืนยันอยู่อย่างนี้ตามเดิมว่า เรื่องจิตว่างเป็น อย่างนี้ เป็นของขวัญที่พระพุทธเจ้าท่านประทานไว้สำหรับ

น.47 ๔๔ คนที่วุ่น สำหรับคนที่ร้อน. ขอให้สนใจกันในรูปนี้ ความ เข้าใจผิดอย่างนี้มีมากเป็นพื้นฐานจึงยังเข้าใจไม่ได้ แต่อาตมา เชื่อว่า สักวันหนึ่ง จะต้องเข้าใจได้. เวลาที่เหลือต่อไปนี้ ก็จะได้กล่าวถึง หมวดธรรมะ ที่จะช่วยเรา ในการทำงานด้วยจิตว่าง. ปัญหาอันแรก เกิดขึ้นปะทะเราอยู่ข้อหนึ่ง คือว่า พุทธบริษัทในเมืองไทย แทบทั้งหมด มีความเข้าใจอยู่ว่า หลักธรรมชั้นสูงคือเรื่อง โลกุตตรธรรมนั้น ต้องแยกออกไปเด็ดขาดจากเรื่องของ ชาวบ้าน, จากเรื่องของโลก นี่เขาถือกันอย่างนั้น เขาเชื่อ กันอย่างนั้น; คือแยกโลกุตตรธรรม หรือข้อปฏิบัติธรรม ขั้นสูง นี้ออกไปจากชาวบ้าน ไม่ใช่เรื่องของชาวบ้าน ไม่ใช่ เรื่องของชาวโลก, นี้มันผิด. เดี๋ยวจะพิสูจน์ให้เห็นว่าผิด อย่างไร. โดยที่แท้นั้นจะต้องเป็นสิ่งเดียวกันเสมอ จะผิด กันบ้างก็แต่เพียงปริมาณจะผิดกันบ้างก็แต่เพียงระดับ. หลักธรรมอันใดที่ใช้ปฏิบัติเพื่อไปนิพพาน เพื่ออยู่ เหนือโลก หลักธรรมอันนั้นกำลังจะต้องใช้ แม้สำหรับคนที่

น.48 ๔๕ อยู่ในโลก เพราะว่า ความทุกข์มันเหมือนกัน กิเลสมัน เหมือนกัน ปัญหามันเหมือนกัน อย่างว่า :- พระรัตนตรัย คือ พระพุทธ, พระธรรม, พระสงฆ์, เราไม่อาจจะแยกว่า พระรัตนตรัยชนิดนี้เป็นของชาวบ้าน, พระรัตนตรัยชนิดนี้เป็นของภิกษุที่อยู่ในป่า, หรือที่จะปฏิบัติ เพื่อออกไปจากโลก; มันก็ต้องเป็นรัตนตรัยเดียวกันนั่น แหละ. ขอแต่ให้ถูก ให้ตรง ให้จริงเท่านั้น. พระรัตนตรัย สำหรับชาวบ้านก็อย่างนั้น พระรัตนตรัยสำหรับภิกษุที่อยู่ใน ป่าก็อย่างนั้น พระรัตนตรัยสำหรับพระอริยเจ้าในขั้นต้น ๆ ก็อย่างนั้น. ทำไมจะต้องไปแยก อิทธิบาท ๔ ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นธรรมะสำหรับทำ- ความสำเร็จ; อิทธิบาท ๔ นี่ ชาวบ้านต้องใช้และท่านก็รู้ กันอยู่แล้ว และยอมรับกันอยู่แล้วว่า ชาวบ้านนั้นใช้อิทธิ- บาท ๔ ได้ ในการทำหน้าที่การงานให้สำเร็จ แล้วอิทธิบาท ๔ นั้น มันก็อย่างเดียวกันกับที่จะใช้ปฏิบัติ เพื่อไปนิพพาน. อิทธิบาทเพื่อไปนิพพานนี้ ความหมายอย่างไร มีอะไรอย่างไร มันก็ยังคงเอามาใช้กันกับชาวบ้าน หรือกิจการของชาวบ้าน

น.49 ๔๖ ได้, ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ๔ อย่างนี้, หากแต่ว่า มันจะมีปริมาณ มากน้อยกว่ากัน หรือคนละระดับ แต่เนื้อแท้ เหมือนกัน. ลองอ่านถึงลักษณะของ อิทธิบาท ที่เป็นขั้น- สูงสุด พระพุทธเจ้าตรัสว่า :- "ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้น ๆ ย่อมจะเจริญอิทธิบาทประกอบ พร้อมด้วยธรรม เครื่องปรุง, มีสมาธิอันสัมปยุตต์ด้วย ฉันทะ เป็น ประธาน, ด้วยวิริยะเป็นประธาน, ด้วยจิตตะเป็นประธาน, ด้วย- วิมังสาเป็นประธาน." แยกไปทีละข้ออย่างนี้ "ว่าด้วยอาการ อย่างนี้ ฉันทะของเราจะมี, ความหดเหี่ยวจักไม่มี, ความหยุดนิ่ง จักไม่มี, ความหยุดอยู่ในภายในจักไม่มี, ความฟุ้งออกไปภาย นอกจักไม่มี. เราเป็นผู้มีสัญญาในกาลก่อน และเบื้องหน้าอยู่เสมอ จนจัดให้เป็นไปได้ว่า ก่อนนี้ฉันใด ต่อไปก็ฉันนั้น, ต่อไปฉันใดก่อน หน้านี้ก็ฉันนั้น, เบื้องล่างฉันใด เบื้องบนฉันนั้น เบื้องบนฉันใด เบื้องล่างเช่นนั้น: กลางคืนฉันใด กลางวันฉันนั้น, กลางวันฉันใด กลางคืนฉันนั้น : เธอย่อมอบรมจิตอันมีแสงสว่างด้วยจิตอันเปิด แล้ว ไม่มีอะไรพัวพัน ให้เจริญอยู่ในอาการอย่างนี้." นี่เริ่มบรรยายคุณสมบัติของอิทธิบาทขั้นสูงสุดที่สุดแล้ว ที่จะบำเพ็ญในขณะที่บรรลุมรรคผล; แต่แล้วท่านลองพิจารณา

น.50 ๔๗ ดูว่า ทุก ๆ ประโยค หรือทุกวลีนี้ มีความหมายเหมือนกับ ที่จะเอามาใช้กับเรื่องของฆราวาส เขาต้องบำเพ็ญอิทธิบาทในลักษณะที่เป็นสมาธิ, มี- ความรู้สึกที่เป็น ฉันทะ หรือวิริยะ หรือจิตตะ เป็นต้นนั้น เป็นประธานของสมาธินั้น จนว่า ความหดเหี่ยวท้อแท้ก็ไม่มี. ความหยุดนิ่งก็ไม่มี, ความหยุดอยู่ในภายใน สยบอยู่ในภายใน ก็ไม่มี, ความฟังซ่านออกไปภายนอกก็ไม่มี. แต่ก่อนอย่างไร เดี๋ยวนี้อย่างนั้น ก็หมายความว่า ความสม่ำเสมอ. เขาไม่ ได้เป็นบุคคลที่ว่า ที่แล้วมาอ่อนแอ ที่แล้วมากล้าหาญ ที- หลังอ่อนแอ อย่างนี้ไม่มี ที่ว่า ก่อนเป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้ก็เป็นอย่างนั้น, เบื้องบนอย่างไร เบื้องล่างก็ฉันนั้น, กลางวันอย่างไร . กลางคืนก็ฉันนั้น หมายความว่า เหมือนกันทั้งกลางวัน กลางคืน สำหรับความมีอิทธิบาท. มีจิตที่มีแสงสว่าง มีจิตที่เปิดแล้ว คือ ไม่มีกิเลส มาปิด ไม่มีอะไรพัวพัน. นี่แม้ว่าจะเป็นสำนวนที่สูงถึงขนาด

น.51 ๔๘ ที่ว่า มีจิตอันเปิดแล้ว ไม่มีอะไรพัวพัน ก็ยังมาใช้ได้กับว่า เมื่อเราจะทำการงาน ทำไร่ทำนานี้ เราก็ต้องมีจิตอย่างนี้ เพราะฉะนั้นท่านจงคิดดูว่า การที่ท่านมองเห็นอยู่ บ้างแล้วว่า ธรรมะขั้นสูง ที่ไปนิพพาน เช่นอิทธิบาท ๔ นี้ ก็เอามาใช้เป็นเรื่องของชาวบ้านได้, ทีนี้. ธรรมะ เช่น มรรคมีองค์แปด: มีองค์แปด เป็นความถูกต้อง ๘ ประการนั้น แม้แต่คนเพิ่งจะเริ่มศึกษา ก็รู้ได้ว่า นี้ชาวบ้านปฏิบัติได้ ทั้ง ๆ ที่ มัชฌิมาปฏิปทานี้ พระพุทธองค์ตรัสไว้ในฐานะเป็นข้อปฏิบัติเพื่อบรรลุ- นิพพาน. นี่แสดงว่า ข้อปฏิบัติเพื่อบรรลุนิพพานโดยตรงนั้น ใช้กับชาวบ้านชั้นต้น ชั้นต่ำที่สุดก็ได้, เช่นมรรคมีองค์ แปดนี้. เรื่องที่สูงสุด เป็นเรื่อง สุญญตา, พระพุทธเจ้าก็ ตรัสแก่ฆราวาสกลุ่มนั้น ในฐานะที่ยืนยันว่า เหมาะสำหรับ ฆราวาส. เพราะฉะนั้น เลิกเข้าใจว่า มีธรรมะที่แบ่งแยก เป็นของพระอย่างหนึ่ง ของชาวบ้านอย่างหนึ่ง, ของผู้ที่จะ

น.52 ๔๙ ไปนิพพานอย่างหนึ่ง, ของผู้ที่ต้องการทำการงานในโลกอย่าง หนึ่ง. เลิกความคิดอย่างนี้กันเสียที. มันเป็นความคิดที่เขลา มันผิดกันแต่เพียงผิวภายนอก ที่เปลือก เนื้อแท้ของมัน เหมือนกัน; เพราะฉะนั้นอาตมาจึงยกเอาหมวดธรรมะซึ่งหลีก ไม่พ้น จะต้องเป็นหมวดธรรมสำหรับปฏิบัติเพื่อบรรลุนิพ- พานนั่นแหละ มาเป็นหลักวางไว้สำหรับของฆราวาสที่จะทำ มาหากิน ที่จะต้องทำงานด้วยจิตว่าง ดังที่กล่าวมาแล้ว. หมวดธรรมะที่จะช่วยเรา ในการทำงานด้วย จิตว่าง นั้น. จึงพูดเป็นหัวข้อว่า :- เมื่อจะต้องการทำงาน ด้วยจิตว่าง ก็จงใช้หลักของ โพชฌงค์ ๗ ประการ เป็น หลักปฏิบัติในการที่จะทำงานด้วยจิตว่าง. บางคนจะสะดุ้ง เพราะว่า โพชฌงค์ ๗ ประการนั้นเป็นองค์สำหรับการตรัสรู้ เป็นพระอรหันต; แต่แล้วทำไมมาว่าเป็นเรื่องทำมาหากิน ของ ชาวบ้าน นี่ขอให้ฟังกันต่อไป. แต่ อย่าลืม ว่า หมวดธรรม ทั้งหลายที่ ได้ยกมาเป็นตัวอย่างข้างต้นแล้วนั้น เป็นหมวด ธรรมในขั้นบรรลุนิพพาน แล้วมาเป็นเรื่องของชาวบ้านได้;

น.53 ๕๐ โพชฌงค์ ๗ ประการนี้ก็เหมือนกัน; ขอแต่เพียงว่าให้เข้าใจ ความหมายของธรรมะนั้น ๆ ให้กว้างขวาง ให้ถูกต้อง และ ให้สมบูรณ์ จนรู้ว่า เราจะจัดเอามาปรับให้เหมาะกันกับการ งานของชาวบ้านได้อย่างไร เช่นอิทธิบาท ๔ ก็ยกตัวอย่างให้ เห็นแล้วว่าใช้กันได้ดีทั้งผู้ที่จะไปนิพพาน และผู้ที่จะทำการ งานที่บ้าน. ที่นี้ สำหรับเรื่อง โพชฌงค์ ๗ ประการ นั้น เรา ต้องถือว่า สิ่งที่เรียกว่าโพชฌงค์นี้ แปลว่า องค์แห่งการตรัส- รู้ คือ เครื่องมือสำหรับทำงานให้สำเร็จ เป็นมรรค เป็น ผล ในทุกชนิด และทุกกรณี. ท่านจงถือว่า พระพุทธ- เจ้าได้ตรัสธรรมะนี้ ไว้ในฐานะที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จเป็น มรรคเป็นผลในทุกชนิดและทุกกรณี. ทุกชนิดทุกกรณี นี้หมาย ความว่า ทั้งในทางโลกและทั้งทางธรรม ทั้งอย่างต่ำทั้งอย่าง สูง. เราถอดเอาใจความมาใช้ให้เหมาะสมแก่เรื่อง อย่างที่ เรียกว่า ประยุกต์ให้ถูกกันกับระดับเท่านั้นเอง ทีนี้เราจะดู ตัวสิ่งที่เรียกว่า โพชฌงค์ ไปตามลำดับ.

น.54 ๕๑ ข้อที่ ๑ เรียกว่า สติโพชฌงค์หรือ สติสัมโพชฌงค์, ตัวแท้ก็คือสติ. สติ นี่ก็คือการระลึกอย่างทั่วถึง รอบคอบ ในทุกสิ่งที่เกี่ยวกับตน หรือว่าทุกสิ่งที่อาจจะระลึกเอามาได้, นี่คือความหมายที่แท้จริงของสิ่งที่เรียกว่า สติ. ระลึกอย่างทั่ว ถึง รอบคอบที่สุดว่า อะไรเป็นอย่างไร, มีลักษณะอย่างไร, คืออะไร, จากอะไร. เพื่ออะไร, โดยวิธีไร, อย่างนี้ในทุก สิ่งที่มันจะเกี่ยวข้องกับตน หรือว่าที่ตนอาจจะระลึกออกมาได้. นี่เป็นอันแรกที่เราจะต้องทำ. ข้อที่ ๒ เรียกว่า ธัมมวิจจยะ สัมโพชฌงค์, นี่ก็ แปลว่า วิจัยสิ่งนั้นๆ; วิจัยธรรมหรือวิจัยสิ่งนั้น ๆ นี่หมายความ ว่าเราเลือก เราวิจัย, นี่คือเราศึกษาให้รู้ เพื่อจะเลือกได้สิ่งที่ เหมาะกับปัญหาของเรา,เหมาะกับสมรรถภาพของเรา, เหมาะ กับอุปนิสัยของเรา, เหมาะกับโรค, หรือเหมาะกับทุกข์ของ เรา; แล้วเราก็มาวินิจฉัยอีกทีหนึ่งว่า จะใช้หรือจะปฏิบัติ, หรือ จะกระทำให้ถึงที่สุดได้อย่างไร. อย่างนี้เรียกว่า ธัมมวิจจยะ สัมโพชฌงค์.

น.55 ๕๒ ข้อที่ ๓ วิริยะสัมโพชฌงค์ หมายความว่า หลัง จากนั้นก็ใช้ความกล้าหาญ, ความเข้มแข็ง, ความอดทน, ความ พากเพียร. ความบากบั่น กระทำสิ่งนั้น คือสิ่งที่เลือกแล้ว นั้น ในความควบคุมของสติสัมปชัญญะ และธรรมวิจัยที่กล่าว มาแล้วในข้อที่ ๒, ไม่มีทางที่จิตจะวุ่นวายขึ้นมาได้ เพราะ อำนาจอย่างนี้. ข้อที่ ๔ เรียกว่า ปีติสันโพชฌงค์ จะต้องมีความ พอใจ, มีความอิ่มใจ มีความสนุกสนานในการกระทำหล่อ เลี้ยงความพากเพียรนั้นไว้เสมอ มีความพอใจ มีความอิ่ม ใจ มีความสนุกสนานในการกระทำ ที่ทำงาน เพื่องาน ประ กอบไปด้วยคำนี้อยู่เสมอ. ให้เป็นกำลังสำหรับหล่อเลี้ยงความ พากเพียรอยู่เสมอได้: อย่าได้ไปเอากำลัง ตัวกู ของกู ที่ พลุ่งพล่านด้วยความกระหาย ความทะเยอทะยาน อะไรอย่าง นั้น เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงเป็นอันขาด; แต่ให้หล่อเลี้ยงไว้ ด้วยความพอใจที่เป็นธรรม ความอิ่มใจที่เป็นธรรม ความ สนุกสนานที่เป็นธรรม ที่เกิดจากการกระทำนั้น ๆ มาหล่อ เลี้ยงไว้เสมอ ทีนี้วิริยะ: - พากเพียรนี้ ก็เป็นไปอย่างสม่ำ เสมอเพราะปีติหล่อเลี้ยงไว้.

น.56 ๕๓ ข้อที่ ๕ เรียกว่า ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์, นี้คือปรับ ปรุงทุกอย่างเท่าที่แล้ว ๆ มา ให้มันเข้ารูป, ให้มันลงรูปให้ มันกลมกลืนกันเป็นอันดี ที่ภาษาธรรมะเราเรียกว่า สมังคี หรือ ธัมมสมังคี; เพราะมีธรรมหลายข้อ ธรรมะเหล่านั้นจะ ต้องถูกปรับปรุงกันให้ดีจนกระทั่งกลมเกลียวเป็นสิ่งเดียวกัน ไม่แยกกันอยู่เป็นสิ่ง ๆ อย่างนี้เรียกว่า การเข้ารูป หรือการ ลงรูปของธรรมะนั้น ๆ ซึ่งเราปฏิบัติอยู่, หรือของการงาน การทำมาหากินอะไรก็ตามที่เรากำลังกระทำอยู่ ไม่มีการกระ- ทบกระทั่งภายใน ไม่มีการกระทบกระทั่งภายนอก ไม่มีการ ถอยกลับ เพราะความที่มันลงรูปเป็นอันดี. ข้อที่ ๖ คือ สมาธิสัมโพชฌงค์ นี่ถึงระยะการที่จะ ต้อง ทุ่มเทกำลังจิต ทั้งหมดทั้งปวงลงไปในงานนั้นหรือใน การกระทำนั้น เป็นสมาธิที่เต็มเปี่ยม ที่มีกำลังกล้าแข็ง มี คุณสมบัติสามประการคือว่าบริสุทธิ์ เรียกว่า ปริสุทฺโธ บริสุทธิ์ ไม่มีความรู้สึกสงสัย, ระแวง, ลังเล, รังเกียจ, แล้วก็ สมาหิโต คือความมั่นคง ไม่ว็อกแว็ก มีพลังที่แท้จริง คือ พลังจาก จิตว่าง เป็นเครื่องสร้างความมั่นคง แล้วก็มี กุมมนีโย -คือ

น.57 ๕๔ อ่อนโยนนิ่มนวลควรแก่การงานไปทั้งหมด. นี่ที่เรียกว่า Active ที่สุด นี่คือความหมายของคำว่า สมาธิสัมโพชฌงค์ ข้อที่ ๗ ข้อสุดท้าย เรียกว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันนี้แปลว่า เฉย ก็จริง; แต่มีความหมายพิเศษคือปล่อยให้ สิ่งที่ลงรูปได้ที่แล้ว ทุ่มเทสมาธิเต็มที่แล้วนั้น เป็นไปตาม เรื่องของมัน คือปล่อยให้สิ่งที่ได้ที่ดีแล้วนั้นแล่นฉิวไป ตามกฎเกณฑ์ของมัน. อาการของผู้นั้นมีอาการเหมือนกับ เฉย มันเหมือนกับว่า เราเตรียมรถของเรา หรืออะไรต่างๆ ที่เกี่ยวกับรถของเราได้ที่แล้ว ก็ขับเฉย เพียงแต่ถือพวง มาลัยเฉย รถก็แล่นฉิวไปเรื่อยจนกว่าจะถึงที่สุด. ใจความ สำคัญอยู่ตรงที่ รอได้ คอยได้ ด้วยความสงบ จนกว่าจะ ถึงที่สุด. คนสมัยนี้รออะไรไม่ได้ คอยไม่ได้ มีจิตใจเร่าร้อน เดือดพล่านอยู่เสมอไม่มีอุเบกขาในทุกกรณี นี่มันขัดกันอย่าง ยิ่ง. นี่ท่านลองคิดดูว่า ธรรมะ ๗ ประการนี้สำหรับการ ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์นั้น เอามาใช้ในการทำมาหากินหรือ ทำงานด้วยจิตว่าง ของชาวนา ของกรรมกรได้อย่างไร, ของลูกเด็ก ๆ ที่จะเล่าเรียนเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างไร,

น.58 ๕๕ ของคนหนุ่มคนสาวที่จะตั้งตนได้อย่างไร. เขามีโพชฌงค์ที่ ๑ คือความรำลึกรอบคอบไปทุกสิ่ง ทุกด้าน ทุกแง่ ทุกมุม; เขา มีโพชฌงค์ข้อที่ ๒ คือเลือกเอาด้วยสติปัญญา ที่เหมาะแก่ อุปนิสัยเป็นต้นของเขา; แล้วเขาเป็นคนจริง ระดมทุ่มเท กำลังเป็นต้น, ความพากเพียรอะไรลงไปจริง ๆ ; แล้ว เขา ฉลาดที่จะรักษากำลังของความเพียรนี้ไว้ได้ด้วย สร้าง ความพอใจหรือปีติที่เป็นธรรมหล่อเลี้ยงไว้เรื่อย - ความพาก เพียรก็มีแต่จะยิ่งมีกำลังมากขึ้น แล้วเขาก็จัดให้มันลง รูป เพราะว่าถึงระยะที่จะต้องจัดให้มันเข้ารูป ลงรูปด้วย ความเฉลียวฉลาด, ให้ทุกสิ่งที่มันเกี่ยวข้องกันนั้นทำให้มัน เข้ารูป หรือลงรูปเป็น ธัมมสมังคี-คือธรรมทั้งหลายเข้ารูป ลงรูปกัน, นี่ก็คือว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เขาทำนั้นมันเข้ารูป ลงรูป กันแล้ว; เขาจึงระดมทุ่มเทกำลังหรือพลังทางจิตลงไปทั้ง หมดจนถึงที่สุด; แล้วเขาก็อดทนอยู่ด้วยความสงบเสงี่ยม จนกว่าจะถึงนาทีที่เกิดผลโดยสมบูรณ์. นี่หลักของโพชฌงค์ เป็นอย่างนี้. ขอยืนยันว่า นี้เป็นหลักที่จำเป็นแก่คนทุกคนที่ยังมี ชีวิตอยู่ จะเป็นคนชนิดไหน ประเภทไหน ระดับไหนก็ตาม

น.59 ๕๖ ยังเป็นฆราวาสครองเรือนอย่างยิ่งก็ตาม; ถ้าใช้หลักเกณฑ์ อันนี้ทำการงาน จึงจะเรียกว่า ทำการงานอยู่ด้วยจิตว่าง ไม่มีกิเลสเข้ามาแทรกแซงในการงานนั้นจะทำไร่ ทำนา ค้า ขาย หรือว่าเด็ก ๆ จะตั้งต้นเรียนหนังสือ ตั้งตัว ก็พยายาม ชี้แจงให้เขารู้จักใช้หลักเกณฑ์ ๗ ประการนี้. ทีนี้ คนที่จะปฏิบัติธรรมะ วิปัสสนา กัมมัฏฐาน อะไรเพื่อบรรลุมรรคผล ก็ต้องใช้หลัก ๗ ประการนี้; แม้แต่ เป็นพระพุทธเจ้าท่านก็ยังพอพระทัยของท่าน จนเมื่อท่าน เจ็บป่วย ประชวรขึ้นมา ยังต้องเรียกภิกษุองค์ใดองค์ หนึ่ง มาออกชื่อธรรมะทั้ง ๗ ประการ นี้ให้ท่านได้ยิน แล้วท่านก็ หายป่วยเหมือนปลิดทิ้งในขณะนั้น ซึ่งท่าน ทั้งหลายก็เคยอ่าน เรื่องในพระคัมภีร์มาแล้ว ย่อมได้ยินได้ฟังมากมาย จนถึงกับ เกิดพิธีธรรมเนียมว่าคนเจ็บหนัก เอาพระมาสวดโพชฌงค์ ๗ ประการให้ฟังอย่างนี้เป็นต้น. มันดีมาก ตั้งแต่ต้นจน ปลายอย่างนี้; เพราะฉะนั้นขอให้พยายามศึกษากันให้ละเอียด ละออ. ที่จริงก็เป็นหมวดธรรมะที่ได้ยินได้ฟัง ได้ศึกษาเล่า เรียนกันอยู่ในโรงเรียนนักธรรม ตามวัดตามวาทั่วไปแล้ว แต่เชื่อว่ายังจับเอาใจความ หรือว่าสาระที่แท้จริงไม่ได้ จึงเอา

น.60 ๕๗ มาใช้เป็นประโยชน์ไม่ได้ ประยุกต์ไม่ได้ apply อะไรทำ นองนี้. อาตมาเอามายืนยันหนักหนาอย่างนี้ ก็เพราะว่า มีวิธีเดียวนี่ ที่ดีที่สุด ที่ลัดสั้นที่สุด และทำได้ง่ายๆ ที่ สุด ที่จะทำงานด้วยจิตว่าง ในเมื่อได้ใช้หมวดธรรมะ ๗ ประการนี้; เพราะหมวดธรรม ๗ ประการนี้ก็คือการกระทำ ไปด้วยความว่างหรือจิตว่างนั่นเอง คือว่าในขณะที่มีจิต ว่างแล้ว จะประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ๗ ประการนี้ ได้ง่ายที่ สุด เหมือนกับที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า "เมื่อจิตว่าง เมื่อนั้นสมบูรณ์อยู่ด้วยสติปัญญาเป็นต้น สมบูรณ์อยู่ด้วย ปัญญาเป็นต้น" และเป็นสมาธิอยู่ตามธรรมชาติในตัวมัน เอง คือในจิตว่างนั้น. ทีนี้เรามาทำให้เป็นระบบที่ดี ที่รัดกุม ให้สบหลักวิชา, ให้เห็นชัดโดยไม่ต้องเชื่อคนอื่น, ไม่ต้อง อาศัยศรัทธา งมงาย, อาศัยปัญญา ตามแบบของพุทธศาสนา อยู่เสมอ. แล้วก็จงใช้หลักธรรมะเหล่านี้คือ ๗ ประการนี้ที่ เรียกว่าโพชฌงค์ ก็จะได้ชื่อว่า เป็นผู้ทำงานด้วยจิตว่าง มี ชีวิตอยู่ด้วยจิตว่าง.

น.61 ๕๘ ในที่สุดนี้ซึ่งเวลาจะหมดลงนี้ ก็ขอทบทวนความจำ เพียงข้อเดียวว่า ;- อย่าลืมว่า หลักโลกุตตรธรรมนั้นใช้ได้ อย่างเดียวกัน แม้กับการทำการงานของคนที่อยู่ในโลก; เพราะว่า คนที่อยู่ในโลกก็คือคนที่ต้องการจะข้ามขึ้นจากโลก เพราะว่า ถ้าไม่ต้องการข้ามขึ้นจากโลกก็คือจมอยู่ในกอง ทุกข์. เมื่อต้องการที่จะข้ามขึ้นจากโลกก็มุ่งหมายโลกุต ตระ; เพราะฉะนั้นหลักของโลกุตตระจึงเป็นหลักสำหรับความ ดับทุกข์ ดับทุกข์ทั้งปวงดับทุกข์ในทุกกรณีมีความหมาย ครอบคลุมเป็นอันเดียวกันหมด ตั้งแต่เบื้องสูงที่สุดลง มาจนถึงเบื้องต่ำที่สุด, อย่าได้แยกเป็นธรรมะสองฝ่ายว่า ธรรมะชาวบ้าน, ธรรมะที่วัด, ธรรมะสำหรับไปนิพพาน, ธรรมะสำหรับจมอยู่ในโลก. ไม่มีธรรมะข้อไหนที่พระพุทธ เจ้าได้วางไว้สำหรับให้คนจมอยู่ในโลก มีแต่ธรรมะที่จะถอน คนขึ้นเหนือโลกทั้งนั้น, แม้ว่าให้ทำมาหากินนี่ก็เพื่อให้ฉลาด จนถอนตนขึ้น ออกไปจากโลก. และเมื่อการทำมาหากินผิด วิธี นำมาซึ่งความทุกข์แล้ว ก็จะใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือสำ- หรับทำให้ถูกวิธี. อย่าให้การทำมาหากินนั้นเป็นทุกข์ขึ้นมา ได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องศึกษาเรื่อง จิตชนิดหนึ่ง ซึ่งธรรม- ชาติมี ไว้ ให้เราเป็นพื้นฐาน. เราควบคุมให้ดี รักษาให้

น.62 ๕๙ ดี จัดแจงให้ดี พัฒนามันให้ดี มันก็จะเป็นประโยชน์อย่าง ยิ่งแก่เรา ไม่มีสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ยิ่งไปกว่านี้แล้ว; และ จิตว่างนี้จะเป็นเหมือนกับสาระพัดนึก คือใช้อะไรก็ได้; ใน กรณีใดที่เป็นปัญหาแล้วจะแก้ได้หมด ฉะนั้นอาตมาจึงขอ ยืนยันไปตามเดิมว่า ทำงานด้วยจิตว่าง ในฐานะที่ว่า เป็นวันขึ้นปีใหม่มาหยก ๆ อยากจะ ขอส่งความสุขปีใหม่นี้ด้วย "จิตว่าง" โดยคำที่เคยยืนยัน แล้วผูกขึ้นเป็นคำกลอนว่า :- จงทำงาน ทุกชนิด ด้วยจิตว่าง ยกผลงาน ให้ความว่าง ทุกอย่างสิ้น กินอาหาร ของความว่าง อย่างพระกิน ตายเสร็จสิ้น แล้วในตัว แต่หัวที. ข้อความนี้ก็ได้กล่าวอภิปรายกันแล้ว ในการบรรยาย ครั้งที่แล้วมา นี่เอามากล่าวอีก; แต่ว่าฝากไว้จำง่ายในรูปของ บทกลอนว่า :- ทำงานทุกอย่างทุกชนิด จงทำด้วยจิตว่าง, และได้ผลงานมาเท่าไรอย่างไร อย่ากล้าสำคัญมั่นหมายว่าเป็น

น.63 ๖๐ ของตน หรือของกู จงยกให้แก่ความว่างของธรรมชาติ, นั่นแหละมันจะไม่ขบไม่กัดไม่อะไรเรา, ทีนี้เราจงกินผลงาน นั้น ใช้ผลงานนั้น ก็เรียกว่า กินของความว่าง; เมื่อมีจิตว่าง ก็กินของความว่างได้ ไม่มีอะไรที่จะขัดขวางได้. เหมือนพระ กินอาหารของความว่างนั้น หมายความว่าภิกษุที่แท้จริงย่อม สำนึกในความไม่มีตัวตน หรือของตนอยู่เสมอ โดยบท ปัจจ- เวกขณ์; ที่มีความหมายอย่างนั้น คือ - นิสฺสตฺโต-นิชฺชีโว- สุญโญ, ไม่ใช่ชิว่ะ, ไม่ใช่สัตว์, ไม่ใช่บุคคล, ว่าง เปล่าจากตัวตน กำลังเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนือง นิจ ทั้งอาหารที่กินและทั้งตัวผู้กินอาหารนั้นด้วย. อย่างนี้ เรียกว่า กินอาหารของความว่าง ก็กินได้ด้วยจิตว่างไม่มี ทุกข์เลย. ส่วนความตายนั้นหมดสิ้นกันไปแล้วตั้งแต่ทีแรก ตั้งแต่ที่มีจิตว่างมาแต่เดิม เพียงแต่เราหลงไป ทำให้จิตวุ่น ให้โง่ขึ้นมาก็มีตัวตนขึ้นมาอีก. พอจิตวุ่นระงับไป, กิเลส ระงับไป, อุปาทานระงับไป มันก็ว่างไปตามเดิม ไม่มีตัว ตนอีก; เมื่อไม่มีตัวตน มันก็ไม่ตาย ไม่มีความตาย. นี่จึง บอกให้ทราบว่า ที่แท้ ที่ถูก ที่จริงนั้น ความตายนั้นเป็น สิ่งที่มิ ได้มีมาแล้วแต่หัวที ที่แรกโน้น; แต่เพราะความหลง ความโง่ของตนเข้าไปยึดมั่นในสิ่งเหล่านี้ ความตายจึงมีขึ้น

น.64 ๖๑ มาบ่อย ๆ คือ กลัวตาย, เป็นปัญหาเพราะความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ขึ้นมาบ่อย ๆ. แต่ถ้าเราเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง มา ทำงานด้วยจิตว่าง กินอาหารของความว่าง อย่างที่ว่าแล้ว. สิ่งที่เรียกความตายจะสิ้นสุดมาแล้วตั้งแต่ทีแรก ไม่มารบกวน อีกต่อไป ไม่มีตัวเราที่จะต้องตาย ไม่มีความสำคัญมั่นหมาย ว่าอะไรเป็นตัวเรา. นี่คือคำบรรยายตอนสุดท้ายเรียกว่า หลักธรรมะที่ จะช่วยให้เราสามารถทำงานด้วยจิตว่าง มีอยู่ดังที่กล่าวมานี้ นับว่าอาตมาได้กล่าวสิ่งที่ได้ตั้งใจไว้ว่าจะกล่าวทั้ง๓ขั้น ๓ ตอน จบไปแล้วโดยบริบูรณ์ ในวันนี้จึงหวังอยู่ว่า ท่านทั้งหลายที่ หวังจะได้ประโยชน์จากการบรรยายนี้ จะได้นำไปพินิจพิจารณา ดูโดยไม่ต้องเชื่ออาตมา แม้แต่ประการใด คงเชื่อตัวเองได้ ตามหลักของพุทธศาสนา เพียงแต่ขอให้พิจารณาอย่างละ เอียด แยบคายและนั่นแหละจะกลายเป็นสิ่งที่ เรียกว่ารู้เอง เห็นเอง ปฏิบัติเอง ช่วยตัวเองได้ เป็นหลักเกณฑ์ของพระ- พุทธศาสนา โดยแท้จริง. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ เพราะความสม ควรแก่เวลาเพียงเท่านี้.

น.65 พิมพ์ที่ บริษัท ศิริพัสดุ์ จำกัด 5 สุขุมวิท 49 พระนคร พิไลวัน สินธุโสภณ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา 2508

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต