Buddhadasa.org
หนังสือเคล็ดสู่อิสระ › อ่านฉบับเต็ม

📖 เคล็ดสู่อิสระ

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — เคล็ดสู่อิสระ

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.11 ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์ ครั้งที่ ๖ ของภาคอาสาฬห- บูชานี้ จักได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ปฏิปทาปริทัศน์ ต่อไป ตามเดิม. และต้องขอทบทวนข้อความที่ได้กล่าวไปแล้วใน ครั้งก่อน ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้ระลึกได้ และให้เรื่องเป็นไป ติดต่อกัน. ในครั้งที่ ๑ ได้พูดถึง ปฏิปัตติปัญหา คือ ปัญหา ที่ทำให้เราปฏิบัติธรรมะกันไม่ค่อยจะได้ในโลกนี้ เพราะว่า ในโลกนี้มันมีอะไรที่เป็นข้าศึกแก่การปฏิบัติมากขึ้นทุกที.

น.12 ได้พูดถึง ปัญหาอันเนื่องมาแต่ปริยัติ คือ การปริยัติที่ไม่ถูกต้องไม่เพียงพอ เฟ้อบ้าง เป็นงูพิษ เสียบ้าง การปฏิบัติก็ไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น. ในครั้งที่ ๓ ได้พูดถึง ปัญหาที่มีอยู่ในตัวการปฏิบัติ นั้นเอง เพราะว่าการปฏิบัติไม่พอเหมาะพอดีไม่รู้ว่าหัวใจ ของเรื่องการปฏิบัติทุกเรื่องมันอยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มองข้ามเรื่องนี้ไปเสีย. ในครั้งที่ ๔ พูดถึงเรื่อง ปัญหาที่ตกค้างอยู่ในปฏิเวธ คือ แม้ในขั้นที่การปฏิบัติให้ผลแล้ว ก็ยังมีปัญหาเหลืออยู่ เพราะผลบางอย่างเป็นเครื่องยั่วยวนให้เป็นไปในทางแห่งความ ยึดมั่นถือมั่น เช่น ไปหลงในความสุขสบายเสียอย่างนี้ ก็มี บางทีผลที่ได้ก็กลับกำเริบ คือว่า ได้แล้วกลับไม่ได้ เพราะว่ารักษาไว้ไม่ดีอย่างนี้ก็มี เข้าใจคำว่า "ทิฏฐธรรม" หรือ "สัมปรายิกะ" ผิดจากความหมายแห่งความเป็นจริง ทำให้ผลของการปฏิบัตินั้นไม่ตรงตามที่เป็นจริงอย่างนี้ก็มี นี้เรียกว่าล้วนแต่เป็นปัญหาที่มาจากสิ่งนั้น สิ่งนี้ สิ่งโน้น แม้ในตัวผลของการปฏิบัติก็ยังเป็นปัญหาอยู่.

น.13 ได้ประมวลภาพของการปฏิบัติในทุก แบบที่เคยมีมาแล้ว หรือกำลังมีอยู่ ทำนองจะบอกให้รู้ว่า ในโลกนี้มันมีวิธีการปฏิบัติที่แตกต่างกันอยู่อย่างไรเป็นพวก ๆ ไป ไม่ควรจะถือว่าพวกไหนผิด เพราะว่าก็มีการปฏิบัติที่ เหมาะสมแก่บุคคลผู้ปฏิบัติเสมอไป. คนโง่มาก ก็มีการปฏิบัติแบบที่เหมาะสำหรับคนโง่ มาก คนโง่น้อย ก็ต้องมีการปฏิบัติที่เหมาะสำหรับคนโง่น้อย คนฉลาดมาก ก็มีการปฏิบัติชนิดที่เหมาะสมกับความฉลาด ของเขา ไม่อย่างนั้นเขาจะไม่สนใจและไม่นึกสนุก คนฉลาด น้อยก็ลดลงมาอีก ทีนี้ คนที่อยู่ตรงกลางทั่ว ๆ ไปนี้ก็มีมาก ก็ใช้แบบที่มันเป็นแบบฉบับที่ยึดถือกันมานาน ใช้ได้สำหรับ ทุกคนก็แล้วกัน. ขอให้ทบทวนว่า มันมีแบบการปฏิบัติมากแบบ อย่าง ที่ได้เอามากล่าวให้ฟังในครั้งที่แล้วมา ถ้าจะสรุปเป็นหมู่ มันก็จะมีสัก ๙ หรือ ๑๐ หมู่ ๑๐ พวก คือ แบบที่ว่าจะต้อง มี สัทธา วิริยะ ปัญญา ชนิดที่แยกกันเป็นอย่าง ๆ หรือ ว่าจะรวมกันทั้ง ๓ อย่าง แล้วยังมีแบบที่ให้เกิดผลอย่าง เชื่องช้า หรือว่าให้เกิดผลอย่าง ฉับพลันทันที.

น.14 ๔ นี้มันไม่เหมือนกัน แล้วแต่แบบของการปฏิบัตินั้น ๆ และยังมีแบบที่ว่า พูดได้มากมาย ไม่รู้จักจบจักสิ้น ซึ่งกลับ ตรงกันข้ามกับแบบที่ว่า "พูดคำเดียวก็พอ" เช่นว่า "ทำลายความยึดมั่นถือมั่น" คำเดียวนี้ก็พอ ไม่ต้องพูด อะไรให้มัน มากมายให้มันเวียนหัว. แล้วก็ยังมีการปฏิบัติพวกที่เรียกว่า ต้องเอาจริงเอาจัง ต้องเคร่งเครียด ต้องทำกันอย่างสุดเหวี่ยง ไปทั้งหมด. และอีกอย่างหนึ่งมันก็ตรงกันข้าม คือมีความรู้สึก เหมือนกับว่า มิได้ทำอะไรเลย. ทีนี้ แบบหนึ่งที่วิเศษ หรือพิเศษ ก็ว่า "หุบปาก ตะพืด" มองเห็นธรรมไปในทางที่ว่า เอามาบรรยายไม่ได้ ด้วยคำพูดนี้ มันก็ตรงกันข้ามกับพวกที่ปากโป้งอยู่ตลอดเวลา อย่างนั้น อย่างนี้ พูดมาก. นี้แหละมันจะมีอย่างน้อยก็สัก ๙ พวก หรือ ๑๐ พวก อย่างนี้ ถ้าจัดเป็นคู่ ๆ ก็จะได้สัก ๕ คู่ ในฐานะที่มันตรง กันข้าม,

น.15 ๕ ทั้งหมดนี้ให้ถือว่ามันมีไว้เผื่อเลือก สำหรับคนที่โง่มาก คนที่โง่น้อย คนฉลาดมาก คนฉลาดน้อย คนเอาจริง ไม่เอาจริง หรือว่าคนระดับปานกลางทั่ว ๆ ไป เหล่านี้เป็น สิ่งที่จะต้องมองดูให้เห็นอย่างแจ่มแจ้ง เหมือนกับว่า เราขึ้น ไปบนท้องฟ้า ในที่สูง มองลงมาข้างล่างเราก็จะเห็นอะไร ได้หลาย ๆ อย่างในคราวเดียว. แต่อย่างไรก็ดี เรื่องของการปฏิบัตินี้ยังมีอีกมากสำหรับ จะพูดต่อไป การที่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระพุทธภาษิต ตามหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่เป็นระบอบ ๆ นั้น จะไว้พูดกัน ทีหลังสุด. ในวันนี้ ก็จะแนะให้เห็นการปฏิบัติในแบบหนึ่ง รูปหนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวกับปริยัติ ฉะนั้น จึงให้หัวข้อการบรรยาย ในวันนี้ ว่า "ปรมัตถปฏิปทา ที่ไม่เกี่ยวกับปริยัติเลย" ท่านจะต้องทำความเข้าใจคำเหล่านี้ก่อน "ปรมัตถะ" แปลว่าอย่างไร ? สำหรับคำนี้แปลว่า "มีอรรถอย่างยิ่ง" คืออย่างสูงสุด หรืออย่างลึกซึ้ง พวกชาวบ้านก็พูดเป็น คือ พูดว่า ปรมัตถ์ บางทีก็มาคู่กันกับคำสามคำ คือ พระวินัย พระสูตร พระปรมัตถ์.

น.16 ๖ เมื่อพูดถึงว่า "ปรมัตถ์" ก็หมายถึงธรรมะสูงสุด ลึกซึ้งที่สุด มีค่ามากที่สุด แต่แล้วความหมายก็ยังเปลี่ยนไป ๆ จนเหลือเพียงเป็นเรื่องที่ลึกลับที่สุด อย่างนี้ก็ได้. เมื่อกล่าวโดยกลาง ๆ ทั่ว ๆ ไป คำว่า "ปรมัตถ์" ก็แปลว่า มีอรรถ หรือประโยชน์อย่างสูงสุด ปรมัตถปฏิปทา ก็คือ การปฏิบัติเพื่อประโยชน์อันสูงสุด การปฏิบัติเพื่อ ประโยชน์อันสูงสุด มันก็ต้องมีเป็นแบบ ๆ ไป และคนทั่วไป ก็จะคิดว่าจะต้องมีการเรียนที่มากพอ มีการปฏิบัติที่สุดเหวี่ยง แล้วเราก็จะได้ประโยชน์อันสูงสุดนั้น ถ้าเป็นอย่างนั้น ปรมัตถปฏิปทานั้น จะต้องเนื่องด้วยปริยัติมากทีเดียว. เดี๋ยวนี้จะบอกให้ทราบว่า มันยังมีอยู่อีกอย่างหนึ่งคือ ปรมัตถปฏิปทาที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกันกับปริยัติเลย. สำหรับคำว่า "ปริยัติ" รู้กันอยู่ดีแล้วว่า หมายถึง การเรียนพระพุทธวจนะ ในแง่ของอักษรศาสตร์หรือวรรณคดี อย่างแตกฉาน นี้เรียกว่า ปริยัติ เรียนพระไตรปิฎก และ คำอธิบายพระไตรปิฎกในแง่ของศัพทศาสตร์ หรืออะไรต่าง ๆ

น.17 ๗ อย่างแตกฉาน อย่างนี้เรียกว่า "ปริยัติ" แม้ไม่แตกฉาน ก็ยังคงเรียกว่า "ปริยัติ" เพราะมันต้องเรียนมาก. ทีนี้ การที่จะมีระบอบการปฏิบัติในชั้นสูงสุด เพื่อ ประโยชน์สูงสุด โดยไม่เกี่ยวกับปริยัติเลยนั้น มันจะเป็น อย่างไร ? นี้มันก็ต้องเป็น ปรมัตถ์ของชาวไร่ชาวนา ของ คุณตาคุณยายที่ถึงกับไม่รู้หนังสือ. เราควรจะคิดว่า คุณตาคุณยายที่ไม่รู้หนังสือ จะมี ความรู้ปรมัตถ์ได้อย่างไร ? หรือจะปฏิบัติปรมัตถ์ได้อย่างไร ? ขอยืนยันในที่นี้ว่า มันก็มีอยู่แบบหนึ่ง สำหรับชาวไร่ชาวนา คุณตาคุณยาย ที่แม้แต่ไม่รู้หนังสือ ก็มีเรื่องปรมัตถ์ และ การปฏิบัติในชั้นปรมัตถ์ ดังนั้น มันก็ต้องไม่ใช่ธรรมดา เมื่อไม่ใช่ธรรมดา มันก็ต้องเป็นเคล็ด หรือเป็นกลอุบาย ซึ่งจะต้องใช้วิธีไม่เหมือนกัน. เมื่อไม่เกี่ยวกับปริยัติมันก็ต้องมีอื่นมาแทน มันก็ต้อง เป็นเรื่องเคล็ด เรื่องอุบาย เรื่องปริศนา ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ต้อง เกี่ยวกับปริยัติก็แล้วกัน ก็สำเร็จประโยชน์ได้สำหรับข้อที่ว่า คนเหล่านั้นจะไม่ต้องมีความทุกข์เลย มันปรมัตถ์อยู่ที่ตรงนี้ ต่างหาก .

น.18 ๘ ถ้าว่าโดยที่ถูกที่จริง การปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เรียกว่า อุบาย ทั้งนั้น อย่างง่าย อย่างยาก อย่างไหนก็ต้อง เรียกว่า อุบาย ทั้งนั้น มันเป็นวิธีที่จะเข้าถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในลักษณะที่ไม่ยากลำบากเกินไป แล้วก็สำเร็จตามความ ประสงค์. ดังนั้น คำว่า "อุบาย" ในภาษาธรรมะแท้ ๆ ก็จะ ต้องตรงกับคำว่า "เทคนิค" เป็นต้น แห่งสมัยนี้ เรามี เทคนิคก็เพื่อให้ทำได้ง่าย ทำได้สำเร็จ แล้วก็ทำได้โดยที่ เป็นที่น่าพอใจไม่หมดเปลือง ไม่ลงทุนมาก อะไรทำนองนี้ จะเรียกว่า อุบาย ก็ได้ เรียก เคล็ด ก็ได้. คุณตาคุณยายทั้งหลายที่ไม่รู้หนังสือก็จำเป็นต้องใช้วิธี ที่เรียกว่าเคล็ดหรืออุบายโดยเฉพาะ นี่คือปรมัตถปฏิปทา ของคุณตาคุณยาย หรือคนทำนองนี้ โดยที่ไม่ต้องเกี่ยวกับ ปริยัติเลย เหมาะสำหรับคนที่ไม่อาจจะเรียนปริยัติโดยเฉพาะ นี้อย่างหนึ่ง. ที่นี้มาดูให้ดีต่อไป ก็จะมองเห็นว่า แม้ เคล็ดสำหรับ คุณตาคุณยายที่ไม่รู้หนังสือนี้ มันก็ยังใช้ได้กับนักปราชญ์

น.19 ๙ ที่ฉลาดที่สุด เพราะว่านักปราชญ์อาจจะรู้มาก จนความรู้ ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ก็มีอยู่ทั่ว ๆ ไป แต่พอมาใช้เคล็ดหรือ อุบายของคุณตาคุณยาย ที่โง่ ๆ ง่ายๆ กลับสำเร็จประโยชน์ นักปราชญ์ที่มีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดนั่นแหละ อาจจะ ใช้อุบายหรือเคล็ดง่าย ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับปริยัติเลยนี้ได้เหมือนกัน. นี่แหละ อย่าว่าแต่ที่จะใช้สำหรับมนุษย์เลย ต่อให้ พวกเทวดา ถ้ามีเป็นฝูง ๆ อยู่ที่ไหนก็ตามใจ เขาก็ยัง อาจจะใช้เคล็ดของคุณยายคุณตานี้แหละ ปฏิบัติธรรม เพื่อ ความหลุดพ้นได้เหมือนกัน. พวกเทวดาก็หมายความว่าพวกที่เอาแต่สนุกสนาน ไม่มี ความรับผิดชอบ ไม่มีความบากบั่นอดทนอะไร แล้วเขาจะ เอากำลัง เอาความอดทนที่ไหนมาศึกษาเล่าเรียนปริยัติ ซึ่ง ลำบากมาก ก็เลยต้องใช้อุบายที่เป็นเคล็ด หรือเป็นของ ง่าย ๆ โดยไม่ต้องเรียนปริยัติอีกนั่นเอง. ดังนั้น ขออย่าให้ผู้ใดมาดูหมิ่นเคล็ดหรืออุบายที่มีไว้ สำหรับปรมัตถปฏิปทา โดยที่ไม่ต้องเกี่ยวกับปริยัติ ดังที่ ได้กล่าวมาแล้ว.

น.20 ๑๐ อุบายนั้นมันจะมีอะไรบ้าง ก็จะได้พูดกันไปทีละ อย่าง ๆ พอเป็นตัวอย่าง พอให้มองเห็นชัดว่า สิ่งที่เรียกว่า เคล็ดหรืออุบายทำนองนี้นั้น มันคืออะไร ? และว่าจะปฏิบัติ กันได้อย่างไร ? เท่าที่สำรวจดูจากทุก ๆ แบบ จากทุก ๆ ฝ่ายในหมู่ พุทธบริษัทเรา หมายความว่า ทั้งเถรวาททั้งมหายาน หรือ ทั้งที่ไม่ใช่เถรวาทไม่ใช่มหายานก็ตาม ก็เห็นว่ามันมีอยู่มาก เหมือนกัน ที่เขาใช้วิธีเคล็ดหรืออุบาย โดยไม่ต้องเกี่ยวกับ ปริยัติ เอามาประมวลแล้วก็ลองเลือกเอาคัดเอามาเล่าสู่กันฟัง ให้เป็นตัวอย่าง. สำหรับเคล็ดหรืออุบายที่มีความแตกต่างกัน จนถึง ขนาดที่จะแยกให้ต่างกันออกไปเป็นพวก ๆ พวกที่หนึ่ง อยากจะเรียกชื่อในที่นี้ว่า "พวกปริศนา" คือ พวกที่ใช้ปริศนาสำหรับคำนึงคำนวณอยู่เสมอ แต่ใน หัวข้อปริศนานั้นเพียงข้อเดียว. พวกที่สอง อยากจะเรียกว่าพวกที่ใช้ “มนตรา" หรือ บางพวกก็เรียกว่า "ธารณี" "มนตรา" หรือ "ธารณี"

น.21 ๑๑ แล้วแต่จะเรียก นี้คือใช้คำสำหรับตวาดอยู่เสมอ เขาพูดว่า ตวาดผี ตวาดยักษ์ ตวาดมาร อะไรก็ตามใจ ที่แท้มันก็คือ ตวาดความโง่ของตัวเอง หรือตวาดกิเลสนั่นแหละมากกว่า. พวกที่สาม คือ พวกใช้สติระลึกอยู่ในสิ่งที่ได้ผ่าน มาแล้ว อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน หรือเจนจัด อย่าให้สตินั้น มืดมัวไปได้. จะได้อธิบายกันทีละอย่าง พอให้เป็นทางแห่งความ เข้าใจ :- พวกที่ ๑ ปริศนา พวกที่หนึ่ง ที่เรียกว่าใช้ปริศนานั้น ดูเหมือนปู่ย่า ตายายของเราจะได้ใช้กันมาก เพราะเห็นได้ว่าเรามีปริศนา อะไรเหลืออยู่มากจนกระทั่งบัดนี้ ถ้าใครคิดออกแล้วก็ ต้อง ใช้คำว่า "กินไม่สิ้นเลย" คือ มันจะมีผลไม่รู้จักหมด จักสิ้น จนกระทั่งไปถึงนิพพาน ปริศนานั่นก็มียากมีง่ายไป ตามเรื่อง หรือว่าตามระดับของผู้ที่จะคิด แต่รวมความแล้ว มันก็คือปริศนา.

น.22 ๑๒ ถ้าอย่างเดี๋ยวนี้ อาตมาก็ผูกขึ้นให้คิดกันมานานแล้ว เหมือนกัน เมื่อยี่สิบปีก่อน ก็เริ่มลองใช้วิธีให้คิดปริศนา ก็รู้สึกว่าคนแก่ ๆ ที่ไม่รู้หนังสือนั้น ก็ได้รับประโยชน์อยู่. ปริศนาคือคำที่เข้าใจไม่ได้ทันที และมีอยู่มาก พวก ชาวไร่ ชาวนา ฉลาดขึ้นมาได้ ก็เพราะ สิ่งที่เรียกว่า "ปริศนา" และโดยเฉพาะคนที่ไม่รู้หนังสือ เขาฉลาดขึ้นมา ได้ก็ด้วยการทายปริศนาซึ่งกันและกัน. " ตั้งแต่เด็กเล็กๆ มา ก็มีวิธีการทายปริศนา พอเป็น ผู้ใหญ่เต็มที่แล้ว ปริศนามันก็ลึก หรือว่าเลื่อนชั้นขึ้นไป ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป จนถึงกับต้องให้ชื่อใหม่ว่า "ปริศนาธรรม" ถ้าเป็น "ปริศนาโลก" ก็ทำให้ฉลาดอย่างโลก "ปริศนา ธรรม" ก็ทำให้ฉลาดอย่างธรรม ถ้าเป็นธรรมอันลึก มันก็ทำให้ถึงนิพพานได้. เดี๋ยวนี้ ที่นี่เรามี คำเป็นปริศนาว่า "ตายเสียก่อน ตาย" เมื่อแรกฟังก็งง ไม่รู้ว่าอะไรไปทางไหน ก็ค่อย ๆ คิดไป ถ้ามันทำได้จริง มันต้องมีการตายอะไรอย่างใดอย่าง หนึ่ง ก่อนแต่จะตายชนิดเข้าโลง ตายชนิดเข้าโลง ตาย อย่างไรก็เห็น ๆ กันอยู่ นั้นคือ ตายในความหมายหนึ่ง.

น.23 ๑๓ ตายเสียก่อนตายเข้าโลง นั้นคือตายอย่างไร ? ก็คง จะคิดต่อไปถึงว่าต้องทำอะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งมีความหมายเหมือน กับคนตายแล้ว แต่ว่าร่างกายไม่ต้องตาย และยังจะไม่มีความ ทุกข์อะไรด้วย และเมื่อตัวเราไม่มีแล้ว ส่วนที่เหลืออยู่มันก็ ต้องทำประโยชน์ผู้อื่นเท่านั้นเอง นี่แหละ "ตายเสียก่อนตาย" มันเกิดมีความหมายขึ้นมาเป็นอย่างนี้ นึกไปพลาง นึกอยู่ เรื่อย ๆ มันก็ทำให้เข้าใจมากขึ้นทุกทีในความหมายของคำว่า "ตายเสียก่อนตาย" ยิ่งนึกออก มันก็ยิ่งรู้ธรรมะมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งทำอย่างนั้นได้ ก็เลยได้บรรลุ "อมตธรรม" คือ ธรรมที่ทำบุคคลนั้นไม่ให้ตาย. ถ้าคิดอยู่ เขาเรียกว่า "ปริศนา" ถ้าพ่นเป็นเสียง ออกมา เขาเรียกว่า "มนต์" หรือ "มนตรา" "ธารณี" ในที่นี้เราเอาแต่คิด คิดอยู่เพื่อให้มันหาคำตอบออกมาจาก ข้างใน ก็คือ ฝังปริศนานี้ลงไปในดวงวิญญาณ ให้มัน คอยคำตอบอยู่เสมอ โอกาสดี วันใดวันหนึ่ง มันก็รู้แจ้ง ขึ้นมานิดหนึ่ง ๆ พอตื่นนอนขึ้นมาก็รู้ขึ้นมาเอง มากหรือ กว้าง หรือไกลออกไปกว่าเมื่อวาน อย่างนี้เป็นต้น.

น.24 ๑๔ การอยู่ด้วยปริศนาข้อนี้ข้อเดียวไม่ต้องพะวง คือ คน หนึ่งก็มีปริศนาข้อเดียวก็พอ ถ้าหลายข้อมันก็จะสับสน นึกถึงอยู่แต่ว่า "ตายเสียก่อนตาย" ให้ได้ ตามที่เพื่อนเขา แนะให้ หรือว่าอาจารย์แนะให้ หรือว่ารับเอามาจากใคร ก็ตามใจ ก็ทำให้ถูกตรงตามคำพูดนั้นว่า เราเป็นผู้ตาย เสร็จแล้ว ก่อนแต่ที่ร่างกายมันจะตายเข้าโลงไป เรื่องมัน จะเหลือแคบเข้าทุกที เพราะว่าคนที่จะตายเข้าโลงนั้นเอาไป ทิ้งเสียแล้ว เหลือแต่ตายอีกชนิดหนึ่งของสิ่งที่ไม่ต้องตาย เข้าโลง. นึกถึงปริศนาอยู่ก็เลยค้นว่า ทำอย่างไรเราจึงจะ เหมือนคนตายแล้ว ? ในเมื่อเรายังมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่รู้สึกอะไรได้อยู่ ก็เลยเปรียบเทียบไปในแง่ที่ว่า คนที่ มันมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รับสัมผัสอะไรมา แล้วก็เอา มาคิดนึกเป็นเรื่องกิเลสตัณหา เป็นตัวกู - ของกูนี้ นี้คือ มันเกิดอยู่ทุกครั้งที่ตา หู จมูก ลิ้น เป็นต้น ได้รับสัมผัส อะไร มันจึงได้โง่ไป. ฉะนั้นถ้าอย่าให้ ตา หู จมูก ฯลฯ นี้มันโง่ไป มันก็ ไม่เกิดเป็นกิเลสตัณหา เป็นตัวกู - ของกู สำหรับจะมีความ

น.25 ๑๕ ทุกข์ นี้ก็พอจะเรียกได้ว่า เป็นการตายก่อนตาย พอได้ เค้าเงื่อนอย่างนี้แล้ว ก็พยายามรักษาไว้ให้มันชัดเจนมากขึ้น ก้าวหน้ามากขึ้น. การอยู่ด้วยปริศนาเพียงว่า " ตายเสียก่อนตาย " นี้คือไม่ต้องเรียนปริยัติ ไม่ต้องลำบากในเรื่องการพูดจา ไต่ถาม หรือว่าอะไรให้มันมากมาย เพราะว่าปริศนานี้เขามี กติกาตายตัวอยู่อย่างหนึ่งว่า ห้ามไม่ให้ถามใคร พอไปถาม ใครเข้า เขาบอกเสียแล้ว ก็หมดความเป็นปริศนา ฉะนั้น ถ้าจะเอาวิธีปริศนาเป็นที่พึ่ง ก็อย่าถามใคร พยายามอย่า ถามใคร แต่อาจจะฟังได้. เรื่องตายก่อนตายนี้ ไม่ทราบว่าใครได้ตั้งเป็นปริศนา ขึ้น อาตมาก็บอกไม่ได้ เพราะว่าได้ยินมาเมื่อไร ก็ชักจะ ลืมเสียแล้ว แต่ปริศนานั้นมีอยู่ว่า "ความงามนั้นอยู่ที่ ซากผี ความดีอยู่ที่ละ พระนั้นอยู่ที่จริง นิพพานอยู่ที่ ตายเสียก่อนตาย" มีอยู่เป็น ๔ ข้อ ลองคิดดูทั้ง ๔ ข้อ ก็จะยิ่งง่ายขึ้น ว่า "งามอยู่ที่ซากผี ดีอยู่ที่ละออกไป อย่าเอา เข้ามา แล้วก็พระอยู่ที่จริง นิพพานอยู่ที่ตายเสียก่อนตาย"

น.26 ๑๖ มันต้องเป็นเรื่องของปู่ย่าตายาย บรรพบุรุษคนใดคนหนึ่งพูด ลูกหลานจึงพูดสืบ ๆ กันมา. ขอสารภาพที่นี่เดี๋ยวนี้ว่า อาตมาเองก็ได้รับเกียรติ รับสมญาว่าเป็นนักปริยัติ แต่แล้วก็โง่ ไม่ได้รับประโยชน์ ที่น่าพอใจ จากปริยัติเหล่านั้น แต่ได้รับประโยชน์จาก ปริศนาที่ว่า "ตายเสียก่อนตาย" นี้แหละมากกว่า. ฉะนั้นข้อที่ว่า ปริศนาของยายแก่ มีประโยชน์กับ นักปริยัติที่มีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด นั้น มันก็ได้แก่ ข้อนี้เอง ขอให้จำไว้อย่างนี้ว่า "ตายเสียก่อนตาย" สองสาม พยางค์เท่านั้น จะเป็น ปรมัตถปฏิปทา ที่ไม่เนื่องกันกับ ปริยัติ แต่ประการใด เพราะต้องเอาความรู้ในใจล้วนมา เป็นคำตอบ. ปริศนานั้น มันก็มีอยู่มากอย่าง มากข้อ อย่างที่พูด กันขึ้นมาใหม่ประโยคหนึ่งว่า "ต้องปากอย่างใจอย่างซี" ไม่ต้องทำอะไรมาก ทำตนเป็นคน "ปากอย่างใจอย่างซี" คำว่า "ปากอย่างใจอย่างซี" นั้นคือ ปริศนา ถ้าเป็นคน "ปากอย่างใจอย่าง" ก็หมายความว่าจะได้นิพพาน เหมือน ๆ กับว่า "ตายก่อนตาย" ก็จะได้นิพพาน. ทีนี้เราพูดว่า

น.27 ๑๗ "ปากอย่างใจอย่าง" นั้นแหละจะได้นิพพาน ถ้าปากพูดว่า "ตัวกู - ของกู" ใจก็อย่าเป็น "ตัวกู - ของกู" ปากกับใจ ไม่ตรงกันเลย ปากเป็นเรื่องสมมติเป็นเรื่องโลก โลกียโวหาร ใช้ปากพูดไป แต่ใจมันไม่เป็นไปอย่างนั้น มันไม่เอาด้วย ใจมันรู้ความจริงแจ่มแจ้งอยู่เสมอไป เลยเก็บไว้ในใจ ปากก็พูดไป เช่น ปากพูดว่าฉันมีเงินยี่สิบล้าน นี้ก็ว่าไป แต่ ใจมันก็ว่าไม่มีสักสตางค์แดงเดียว นี้เรียกว่า ปากอย่างหนึ่ง ใจอย่างหนึ่ง ปากนี้จำเป็นจะต้องพูดตามภาษาชาวโลก ซึ่งมีแต่ความ ยึดถือ ภาษาอื่นไม่มีให้พูด เพราะฉะนั้น เราต้องพูดภาษา ของบุคคลที่ยึดถือนี้ มันหลีกไม่ได้ แต่ส่วนใจนั้นใครจะทำ อะไรเราได้ เมื่อรู้เห็นแจ่มแจ้งอย่างไร มันก็เอาของมัน อย่างนั้น ฉะนั้น จึงมีทางที่จิตใจมันจะรู้สึกนึกคิดอย่างถูก ต้อง เป็นอิสระ ว่าตัวฉันก็ยังไม่มี มองดูซี ! มันไม่มี ตัวฉัน แล้วฉันจะมีเงินได้อย่างไรตั้งยี่สิบล้าน ในเมื่อตัวฉัน เองก็มิได้มี ใจมันรู้สึกเสียอย่างนี้ มันจึงเกิดอาการที่เรียกว่า "ปากอย่างใจอย่าง" ขึ้นมา.

น.28 ๑๘ ถ้าถือปริศนาข้อนี้เป็นที่พึ่ง ก็ต้องพยายามหัดให้มาก ฝึกฝนให้มาก ที่จะให้มันเป็นคนละอย่างอยู่เรื่อยไป ให้ปาก อย่างใจอย่าง อยู่เรื่อยไป บางทีเราจะต้องด่าว่าสั่งสอนคนนั้น คนนี้ แต่ใจก็อย่าเป็นอย่างนั้น. พระพุทธเจ้าท่านตรัสคำที่เราอาจจะไม่เชื่อ และไม่ อยากจะเชื่อว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัส คือคำที่รุนแรงมาก ตรัสแก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติอย่างดื้อดึง นี้ก็ต้องเชื่อว่า พระพุทธเจ้าต้องเป็น บุคคล ปากอย่างใจอย่างเหมือนกัน ; เพราะคำนั้นมันรุนแรงมาก หรือเป็นคำด่าเป็นโวหารของ การด่าที่รุนแรงมาก นี่ก็เลยพึ่งอุบายที่ว่า ปากอย่างใจอย่าง นี้แหละ จะทำให้ประโยชน์ต่าง ๆ เป็นไปได้โดยไม่มีความ ทุกข์. ถ้าปากอย่างไรแล้วใจอย่างนั้น แล้วมันก็มีความทุกข์ เสร็จแล้ว เพราะว่าปากเลวใจมันก็เลว ปากโกรธใจมัน ก็โกรธ มันก็เรียกว่า มันเลวเสียก่อนแต่ที่ปากจะพูด นี่แหละ คนที่ปากกับใจตรงกัน จะต้องเป็นอย่างนี้ คือมันพูดออกมา จากใจ ส่วนคนที่ว่าปากอย่างใจอย่างนี้ มันไม่ได้พูดจากใจ มันพูดจากสติปัญญา จากญาณทัสสนะ จากความรู้แจ้ง

น.29 ๑๙ ว่าเราจะต้องพูดอย่างไร โดยไม่ต้องตรงกับความรู้สึกในใจ เพราะว่าเรื่องที่จะพูดนี้ มันพูดกับคนในโลกที่ยึดมั่นถือมั่น จึงต้องพูดตามภาษาอย่างนั้น ภาษาของชาวโลกนี่ ใช้พูดกันทั้งคนธรรมดาสามัญ ทั้งพระอริยเจ้า และพระพุทธเจ้า แต่ส่วนในใจนั้น ไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกัน เรามีหลักปฏิบัติในทำนองที่ เป็นปริศนา ที่ต้องคิดอยู่ว่า "ปากอย่างใจอย่าง" นี่ก็เป็น ตัวอย่างอันหนึ่ง ที่เอามาแสดงให้ดู. ปริศนาใหม่ ๆ สมัยอวกาศ ปิงปอง อะไรนี้ ก็เช่น ปัญหาว่า “จุดเย็นสูงสุดนั้น มันอยู่ที่กลางเตาหลอม" เตาหลอมเหล็กที่ร้อนเหลือประมาณนั่นแหละ ที่ศูนย์กลาง ของมันนั่นแหละเป็นจุดที่เย็นที่สุด นี้มันเป็นปริศนา ถ้ามอง ไม่เห็นมันก็ไม่มีทางจะเข้าใจ ถ้าทำความเข้าใจได้ มันก็จะ รู้ธรรมะทั้งหมดทั้งสิ้นได้เหมือนกัน. ถ้าเราจะเอาไปจับกันเข้า กับหลักธรรมะในพระพุทธ ศาสนาพื้นฐานที่มีมาแต่เดิม เรามีหลักว่า "เย็นที่สุดนั้น มันก็คือความดับของความร้อนที่สุด" หมายความว่า ร้อน เท่าไร ถ้าดับลงไปได้ มันก็เย็นเท่านั้น คือเย็นเท่ากับ

น.30 ๒๐ ที่ความร้อนเท่านั้นมันดับไปได้ ดังนั้น ถ้าความร้อนที่สุด มันดับไป ความเย็นมันก็ต้องเย็นที่สุด ขอให้ไปหาความเย็น ที่สุด ตรงที่ความดับของความร้อนที่ร้อนที่สุด อย่างใน วัฏฏสงสารร้อนที่สุด ดับลงไปมันก็จะเย็นที่สุด คือเป็น นิพพาน ต้องหานิพพานคือเย็นที่สุด ตรงที่ความดับของ ความร้อนที่สุดในวัฏฏสงสาร. ที่สวนโมกข์ ฯ นี่ก็มีสระนาฬิเกร์ เป็นภาพนิมิต สำหรับเตือนสติ วัฏฏสงสารมันร้อนที่สุด ดับลงไปมันก็เป็น นิพพานอยู่ที่กลางวัฏฏสงสาร ที่ใจกลางแห่งวัฏฏสงสาร. ทีนี้ พูดให้ มันเป็นปริศนาน่าตกใจ ก็ว่า เย็นที่สุด นั้นมันอยู่ที่ตรงใจกลางของเตาหลอมเหล็ก โดยเราถือเอา มาตรฐานว่า ความร้อนสูงสุดที่มนุษย์เกี่ยวข้องนี้ คงจะไม่มี อะไรร้อนไปกว่าตรงจุดกลางเตาหลอมเหล็กขนาดใหญ่ ก็เลย ตั้งปริศนาให้ตัวเองว่า "เย็นที่สุดอยู่กลางเตาหลอมเหล็ก" นี้คือ การที่จะปฏิบัติได้กันทุกระดับ มีใจความสรุป ได้ว่า พอมันมีเรื่องร้อน เรื่องเสีย วิบัติ ขาดทุน ฉิบหาย อะไรขึ้นมา ก็นึกถึงปริศนาข้อนี้ ว่าเย็นที่สุดนั้นมันอยู่กลาง เตาหลอมเหล็กนะโว้ย ! เดี๋ยวนี้เราก็ไม่ได้ร้อนเท่าไร

น.31 ๒๑ ตัวอย่าง เช่นว่าค้าขายขาดทุนไปสัก ๒-๓ ล้าน ที่ตรงนั้น แหละ หาให้ดีจะพบเย็น ๒ - ๓ ล้าน หรือว่าลูกตายเมียตาย อะไรตายนี้มันร้อน แต่ถ้าหาให้ดีมันจะเย็นเท่ากันนั่นแหละ ให้ดับอันนั้นเสีย มันก็จะกลายเป็นตรงกันข้าม ดังนั้น ถ้าร้อนเท่าไร ก็จะหาพบความเย็นได้เท่านั้น. เดี๋ยวนี้ คนแต่ละคนมันก็มีเรื่องร้อนอยู่เป็นประจำวัน เดี๋ยวเสียนั่น เดี๋ยวเสียนี่ เดี๋ยวเสียโน้น เดี๋ยววิบัติอย่างนั้น เดี๋ยววิบัติอย่างนี้ ล้วนแต่มีเรื่องร้อน สำหรับคนโง่มันจะ ร้อน แต่สำหรับคนไม่โง่ มันก็ทำให้เย็นได้ ร้อนเท่าไร มันก็จะทำให้เย็นได้เท่านั้น. เรื่องนี้เคยให้คำเปรียบเทียบไว้อีกอย่างหนึ่งว่า "ดูให้ดี มีแต่ได้ไม่มีเสีย" ที่มันเสียไป เสียเงิน เสียของ เสียลูก เสียเมีย เสียอะไรต่าง ๆ นั้น ถ้าดูให้ดีมันจะมีแต่การได้ มีการ ได้อะไรที่มีค่ามากกว่าของที่เสียไป เช่นว่าเสียเงินไป ล้านหนึ่ง ดูให้ดีเถิด จะได้อะไรเป็น ความรู้ซึ่งมีค่ามากกว่า เงินที่เสียไปล้านหนึ่ง. เดี๋ยวนี้คนมันโง่ ดูไม่เป็น มันก็เสีย

น.32 ๒๒ ล้านหนึ่งเปล่า ๆ แล้วมันก็ได้ความร้อนอย่างอื่นมาอีก มัน เลยไม่ได้อะไร. ถ้าหากถือหลักที่เชื่อแน่ว่า "จุดเย็นที่สุด มันอยู่ที่ กลางความร้อนที่สุด" หรือ "ท่ามกลางความร้อนนั้น มันมี จุดเย็น" ก็หาให้พบ ก็เลยสามารถที่จะทำให้ร้อนกลายเป็นเย็น ได้หมดโดยไม่มีเสียอะไร ถ้าเสียอะไรไป มันกลายเป็นได้ ไปหมด หรือมากกว่าไปหมด แม้แต่เสียเกียรติ เสียชื่อเสียง เสียอะไรเหล่านี้ที่เรียกว่าเสียหายกันมาก ถ้าทำให้ดีมันกลาย เป็นได้ ได้อะไรชนิดหนึ่งซึ่งมีค่ามาก คือ ความฉลาด ในเรื่องของชีวิต ของธรรมะ นี่แหละเรียกว่ามันมีค่ามาก แต่อย่าเข้าใจไปในทำนองที่เกเร เดี๋ยวจะเข้าใจว่า ถ้าอย่าง นั้นก็แกล้งทำให้มันเสียชื่อเสียงเสียซี แกล้งทำให้มันเสีย เงินซี อย่างนี้มันก็เป็นอันธพาลพูด เราไม่ได้แนะอย่างนั้น สิ่งเหล่านั้นมันก็เป็นไปตามธรรมดา เป็นอยู่ตามธรรมดา เช่นว่าคนค้าขายจะต้องขาดทุนบ้างเป็นต้น คนเกิดมาแล้ว จะต้องมีบุตร ภรรยา สามี เดี๋ยวก็จะต้องมีคนนั้นตาย คนนี้ตาย อย่างนี้มันมีอยู่แล้ว ไม่ต้องไปฆ่ามันให้ตาย แต่ ว่าที่มันมีอยู่แล้ว แล้วมันจะตายไป มันจะเสียไปนี้ ดูให้ดี

น.33 ๒๓ อย่าให้กลายเป็นเรื่องเสีย นี้แหละมันจะอนุโลมได้ในหลัก เดียวกันนี้ว่า ตรงไหนมีร้อน ตรงนั้นมีเย็น ร้อนเท่าไร จะเย็นเท่านั้น ร้อนที่สุด ก็จะมีเย็นที่สุด. เรื่องทำนองนี้ ก็มีที่เป็นปริศนาใหม่ ๆ นี้เอง คือใน โรงหนังของเรามีภาพเขียนภาพหนึ่ง ให้ชื่อว่า "เสียงของ มือที่ตบข้างเดียว" ใครพูดทีแรกก็ไม่ทราบ แต่พูดต่อ ๆ กัน มา แล้วก็มีคนพยายามเขียนรูปภาพเพื่อจะใช้กับคำพูดนี้ กันหลาย ๆ คน เราก็มีภาพหนึ่ง เอาของ Shermann มา ได้ให้ชื่อว่า "เสียงของการตบมือข้างเดียว" ภาพนั้นมันแสดง ให้เห็นว่า มือที่ตบข้างเดียวนั้น มันมีเสียงดังไม่มีเสียง ใดเท่า คนทีแรกฟังก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ก็จะหาว่า บ้าอีกแล้ว มือข้างเดียวจะตบอย่างไร มันก็ตบลม ตบฟ้า มันก็ไม่ดัง เขาไปมองอย่างนั้นเป็นเรื่องวัตถุไป. ทีนี้ เรามองให้เป็นเรื่องทางจิตใจ มือตบข้างเดียวนั้น หมายความว่า เมื่อมีการกระทบทางอายตนะ แล้วจิตมันไม่ รับเอามาสำหรับปรุงเป็นตัวกู-ของกู การกระทบนั้นก็เลย กลายเป็นหมันไป ตาเห็นรูปก็เป็นหมันไป หูฟังเสียงก็เป็น หมันไป จมูกได้กลิ่นก็เป็นหมันไป ฯลฯ เพราะมันไม่รับ

น.34 ๒๔ เอามาทำปฏิกิริยา มีพระพุทธภาษิตใช้อธิบายความข้อนี้ว่า “เห็นก็จงสักว่าเห็น ได้ยินก็สักว่าได้ฟัง ได้ดมก็สักว่า ได้กลิ่น ฯลฯ" คือมันไม่ปรุงต่อไปอีก ที่จะไปเกิดเป็น ตัณหา เกิดเป็นอุปาทาน. พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างนี้ว่า "ถ้าเห็นสักว่าเห็น ได้ยินสักว่าได้ยิน ฯลฯ แล้วเมื่อนั้นจะไม่มี ตัวเธอ เกิดขึ้น" เมื่อไม่มีตัวเธอเกิดขึ้น มันก็ไม่มีปัญหา คือไม่มีอยู่ที่ไหน หรือไปไหน มาไหน แม้จะตายไปมันก็ไม่มีทั้งนั้น เพราะ มันไม่มีตัวเรา ไม่มีตัวกู-ของกูเกิดขึ้น นี่เรียกว่าเหมือนกับ ตบมือข้างเดียว ตบไปเถอะ มันก็มีแต่ผล คือ ความสงบเย็น เป็นนิพพานเป็นธรรมะสูงสุด คือเป็นนิพพาน ดังนั้น เรา เรียกว่า "เสียงที่ดังที่สุด ก้องไปไกลทั่วจักรวาล คือ เสียงแห่งนิพพาน" ตบมือข้างเดียวมีเสียงก้องไปทั่วจักรวาล ตบมือ สองข้างดังเปาะแปะอยู่ที่ตรงนี้ ไม่กี่ว่า ถ้าความคิดของใคร มันชอบอย่างนี้ ก็ยึดถือเอาปริศนาข้อนี้ ว่าเสียงของการ ตบมือข้างเดียวนี้แหละ มันดังก้องไปทั่วจักรวาล แล้วมัน ยังจะยิ่งกว่านั้น คือมันจะซึมซาบเข้าไปในแผ่นดิน หรือว่า

น.35 ๒๕ ในทุกหนทุกแห่ง ไม่มียกเว้นอะไร คือความไม่ยึดถือให้เกิด เป็นตัวกู-ของกูขึ้นมา ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ข้างเดียว นั้น มันจะทำอะไรก็ให้ทำไปเถอะ มันไม่มีปฏิกิริยาที่จะเกิด ขึ้นเป็นตัณหา อุปาทาน เป็นต้น ปริศนานี้เรียกว่า "ตบมือ ข้างเดียวเสียงดังไม่มีที่สิ้นสุด" เสียงดังไม่มีประมาณไม่มี ที่สิ้นสุด. ปริศนาอย่างของพวกเซ็นก็มีมาก ถ้าคิดได้ก็ได้รับ ความรู้ หรือเห็นธรรมไปตามลำดับ แล้วปัญหาที่คล้ายของ พวกเซ็นนี้ในพระไตรปิฎกก็ยังจะพอมี เช่นเรื่องพระจุลล- ปันถกที่พระพุทธเจ้าท่านให้เศษผ้าชิ้นหนึ่ง ให้ไปบริกรรม ในเมื่อขยำเศษผ้านั้นว่า "ผ้าเช็ดฝุ่น ก็เช็ดฝุ่นซี ! ผ้าเช็ด ฝุ่น ก็เช็ดฝุ่นซี !" มีเท่านั้น ภิกษุองค์นี้ทำไปเรื่อย ๆ จนในเวลาหนึ่งก็เป็นพระอรหันต์วูบวาบขึ้นมา เพราะขยำ เศษผ้าแล้วก็ว่า "ผ้าเช็ดฝุ่น ก็เช็ดฝุ่นซี !" มันมีความ หมายหลายอย่างเหลือเกินจากคำพูดว่า ผ้าเช็ดฝุ่นก็เช็ดฝุ่น ความหมายหลายแขนง เช่นอย่างเลวที่สุด มันก็ต้องว่า มันทำหน้าที่ของมัน เดี๋ยวนี้คนเรานี้ ไม่ค่อยจะทำหน้าที่ ของคน ความหมายที่มันสูงขึ้นไปก็คือ มันเปลี่ยนแปลงจาก ผ้าขาวเป็นผ้าเศร้าหมองด้วยขี้ไคล ถ้าเห็นสูงขึ้นไปกว่านั้น

น.36 ๒๖ ก็เห็นว่า มันไม่มีอะไรที่นอกไปจากธรรมดา จะมีฝุ่น หรือจะไม่มีฝุ่น จะเปื้อนฝุ่นหรือจะไม่เปื้อนฝุ่น จะเช็ดหรือ จะไม่เช็ด มันก็เป็นเรื่อง ธรรมดา ภิกษุองค์นั้นท่านก็เลย เป็นพระอรหันต์ เพราะปริศนาที่ว่า "รโชหรณํ รชํ หรติ" ซึ่งแปลว่า "ผ้าเช็ดฝุ่น มันก็เช็ดฝุ่น" มีเท่านี้เอง. ปัญหาหรือปริศนา มีอีกมากมายหลายร้อยหลายพัน ก็ได้จะยกตัวอย่างมาให้ฟังสัก ๓-๔ อย่าง : - ตัวอย่างพวกที่ ๑ ถ้าเราไม่รู้หนังสือ ไม่มีอะไรเป็น ชาวไร่ชาวนาที่โง่เขลา ก็ปฏิบัติเพื่อปรมัตถปฏิปทาได้ เรียก ว่าเป็นนักปราชญ์ชาวนาก็ได้ เคยเห็นคำพูดในหนังสือต่าง ประเทศบ่อย ๆ ว่า farmer philosopher หรือ philosopher farmer ก็มี นักปรัชญาชาวนา หรือชาวนานักปรัชญา เขา ไม่ต้องเรียนจบพระไตรปิฎก หรือจบคัมภีร์ตำราอะไรเป็น หอบ ๆ เขาอยู่แต่กับหัวคันนา แต่เขาก็เป็น ปรัชญาเมธี รู้สิ่งที่ทำให้จิตใจมีความสุขยิ่ง หรือดีไปเสียกว่านักปรัชญา เมธี ที่อยู่กับหนังสือเป็นหอบ ๆ หาบ ๆ หรือว่าเต็มไปทั้ง หลังตึก เต็มไปแต่หนังสือ นักปรัชญาบ้าหนังสือชนิดนั้น ก็ไม่มีความสุขมากเท่านักปรัชญาชาวนา ที่มีความคิดนึก

น.37 ๒๗ รู้สึกเกิดขึ้นมาจากท้องนา เขาเห็นเดิน เห็นทราย เห็นกบ เห็นเขียด หรือเห็นอะไรก็ตาม ที่ทำให้เขาสามารถจะไม่ยึด มั่นถือมั่นได้ ก็เรียกว่าประเสริฐหรือวิเศษไปเสียทั้งนั้น ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างของการปฏิบัติในเคล็ดหรืออุบาย ที่จะ บำเพ็ญการปฏิบัติในชั้นปรมัตถ์ได้ โดยไม่ต้องเกี่ยวกับการ ศึกษาปริยัติเลย เรียกว่า "ปริศนา" นี่เป็นตัวอย่างพวก ที่หนึ่ง. พวกที่ ๒ มนตรา, ธารณี ตัวอย่างพวกที่ ๒ จะเรียกว่า "มนตรา" หรือจะยืม คำว่า "ธารณี" คำทางฝ่ายนิกายอื่นมาใช้ก็ได้ เพราะความ หมายมันเหมือนกัน คือคำที่ใช้สำหรับ ตวาดกิเลส เราจะ ต้องมีคำพูดที่เหมาะที่สุด หรือว่าตรงกับอุปนิสัยใจคอของตัว ที่สุดขึ้นมา สักคำหนึ่งก่อน ถ้ารู้แจ้งเห็นจริงดี ใช้อันนี้เป็น มนต์สำหรับตวาดกิเลส ให้แตกกระจัดกระจายไป ยกตัวอย่าง เหมือนกับคำว่า "ตายเสียก่อนตาย" ซึ่งเป็นปริศนานั้นแหละ ใช้อย่างปริศนามันก็ไปอย่างหนึ่ง ถ้าจะใช้อย่าง "ธารณี" หรือ "มนตรา" มันก็ใช้ไปอีกอย่างหนึ่ง.

น.38 ๒๘ พอมันมีเค้าเงื่อนว่ากิเลสมันจะตั้งขึ้นในใจ ก็ตวาดมัน ไปด้วยคำว่า "ตายก่อนตาย !" "กูตายก่อนตายแล้วนะโว้ย" แค่นี้มันก็กลับหายไป ไปสู่สภาพเดิม เราควรจะใช้คำที่มัน รุนแรงกว่านั้น เพราะมันเป็นคำตวาดหรือคำด่า เราคิดคำ เอาเองก็ได้ เช่นว่า " ไอ้บ้า ไอ้บ้ามาอีกแล้วโว้ย !" นี้แหละ เป็น "มนตรา" เป็น "ธารณี" สำหรับตวาดกิเลสให้มันกลับ ไป ถ้าทำอย่างนี้อยู่บ่อย ๆ มันก็มีสติดีขึ้น ๆ หรือเช่นพูดว่า "ออกไป ! ออกไป!" เท่านี้ก็พอ ถ้าเรารู้ความหมายของคำว่า "ออกไป ออกไป" นี่ดี แต่ คนที่อยู่ข้าง ๆ เขาไม่รู้ว่าเราว่าอะไร เดี๋ยวเขาจะว่าบ้าก็ได้ หรือว่าค่ำคืนดึกดื่น นั่งตวาดอยู่ว่า "ออกไป ออกไป !" คนอื่นเขาก็ว่าไอ้นี่มันละเมอ แต่ก็ "ออกไป ออกไป" นี้เรา มีความหมายว่าเรามีสติรู้ว่า ไอ้กิเลสนี่มาอีกแล้ว นี่แหละ "ออกไป ออกไป ! " บางทีเราจะมีคำที่มันง่ายที่สุด เช่นว่า "ก็กูไม่ได้เกิด มาเพื่อความทุกข์นี่โว้ย !" คิดดูซิจะมีผลอย่างไร ? เดี๋ยวนี้ คนมันไม่เอาใจใส่ที่ว่า จะรู้จักสิ่งเหล่านั้นอย่างไร ? จึงมา นั่งร้องไห้อยู่ ปัญหานิดหนึ่งก็มาร้องไห้ได้ ไม่ควรจะเป็น

น.39 ๒๙ ปัญหามันก็เป็นปัญหาขึ้นมา นี้ควรจะตวาดออกไปด้วยคำ หยาบคายว่า "กูไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นทุกข์นี่โว้ย" มันก็หาย ไปเหมือนกัน นี่แหละ "มนตร์" "มนตรา" มันก็มีอย่าง นี้แหละ ที่จะใช้ให้เป็นประโยชน์ได้. หรือบางทีก็ว่า "ไม่มีตัวกูแล้วนะโว้ย !" คนอื่น ฟังไม่ถูก แต่เราฟังถูก "ไม่มีตัวกูแล้วนะโว้ย" นี้สิ่งกลุ้ม รุมจิตใจต่าง ๆ ก็สลายหายไปในทันที จะว่า "อนิจจังโว้ย อนัตตาโว้ย สุญญตาโว้ย" ก็ได้ ไม่ต้องให้ใครได้ยินก็ได้ เขาจะได้ไม่หาว่า บ้า หรือละเมอ. มันแล้วแต่ใครจะเข้าใจอันไหนดีที่สุด ก็จะนำมาใช้ เป็นมนตร์ได้ สำหรับตวาดกิเลส แต่เขาอาจจะเรียกกันว่า ตวาดผี ตวาดยักษ์ ตวาดมาร อะไรก็แล้วแต่เขาจะเรียก ถ้าสำหรับเด็ก ๆ มันก็ต้องคิดว่า ตวาดผี ตวาดมาร ตวาด ยักษ์ แต่ถ้าสำหรับคนที่รู้อะไรแล้ว นี้มันก็คือ ตวาดกิเลส ที่มันจะก่อหวอดของปฏิจจสมุปบาท หรืออะไรอย่างนี้ขึ้นมา ก็ตวาดให้กลับหลังถอยไป. นี่ไม่ต้องมีความรู้อะไรมากไปกว่าที่ว่า "กูไม่ได้เกิดมา เพื่อมีความทุกข์นี่โว้ย !" นี่ยายแก่ตาแก่ที่เป็นชาวนา ก็อาจจะ

น.40 ๓๐ ตวาดเป็น นี้เรียกว่าใช้ "ธารณี" หรือ "มนตรา" เป็น เคล็ดอย่างหนึ่ง เป็นตัวอย่าง อย่างนี้ก็พอจะเข้าใจได้ นี้อย่างที่สอง. พวกที่ ๓ ใช้สติระลึกอยู่ในสิ่งที่ได้ผ่านมา ตัวอย่างที่ ๓ อยากจะเรียกชื่อว่า "มีสติในสิ่งที่ เจนจัดอยู่เสมอ" นี้ก็เคยอธิบายแนะนำกันมานาน นมนาน แล้ว ว่าให้ใช้หลักว่า "ไม่มีอะไรที่มันน่าเอาน่าเป็น" ให้คนที่มีอายุมาก ๆ พิจารณาถึงสิ่งต่าง ๆ ที่มันเป็นมาแล้วว่า "มันไม่มีอะไรโว้ย ที่มันน่าเอาหรือน่าเป็น" แยกออกไป ๒ พวก เป็นพวกที่น่า เอา อย่างหนึ่ง พวกที่น่า เป็น อย่างหนึ่ง. ในโลกนี้ ในสากลจักรวาล หรือทุกจักรวาล หรือ ทุกสถานที่ ทุก ๆ เวลา ไม่มีอะไรที่น่าเอา ไม่มีอะไรที่น่า เป็น นี้มันทำได้แม้โดยชาวนา-ชาวไร่ ที่เป็นผู้มีอายุมาก แก่แล้ว เห็นอะไรมามากแล้ว แล้วก็ไม่คิดอะไรมาก คือว่า ไม่มีความคิดที่จะไปโลกพระจันทร์ หรือไปอะไรที่ไหนกะเขา แต่ว่ารู้จักสิ่งต่าง ๆ ที่กำลังแวดล้อมตัวอยู่นี่เป็นอย่างดี ว่าไม่มี อะไรที่น่าเอา ไม่มีอะไรที่น่าเป็น โดยแท้จริงเลย.

น.41 ๓๑ กลุ่มที่ ๑ คำว่า “เอา" นั้นหมายความว่า เอาด้วยกาม ตัณหา จะเอานั่นจะเอานี่ คือจะเอาวัตถุสิ่งของอันใดอันหนึ่ง มา นี่เรียกว่า "เอา" ถ้าเขาได้ผ่านโลกมานานพอสมควรว่า อะไรเป็นอะไร อะไรเป็นอะไร อะไรเคยเล่นงานเอาจนแย่ ไปเลยเท่าไร แล้วเขาก็จะรู้สึกได้ว่ามันไม่น่าเอา ช้าง ม้า วัว ควาย ไร่ นา ข้าวของ เงินทอง เพชรพลอย ภรรยา สามี ลูก หลาน หรืออะไรก็ตามใจ โดยที่แท้แล้วมันก็ไม่ น่าเอา. แต่ต้องเข้าใจให้ถูกต้องเสียว่า คำว่า "เอา" ในที่นี้ คือ เอาด้วยอุปาทาน ด้วยกิเลสตัณหา ด้วยอวิชชา หรือ ด้วยความโง่ ไปเอาเข้าด้วยจิตใจอย่างนั้น มันกัดเอาทุกที พอไปเอาอะไรเข้าที่ไหน เมื่อไร มันกัดเอาทุกที เงิน ทอง ข้าว ของ ช้าง ม้า วัว ควาย ไร่ นา เพชร พลอย หรือ จินดา บุตร ภรรยา สามี อะไรก็ตามใจ พอมันโง่ไป “เอา" เข้าเท่านั้นแหละ มันก็กัดเอาทันที. ทีนี้ ไม่ต้องมีความสำคัญมั่นหมายด้วยอุปาทาน มัน ก็อยู่กันไปได้ วัว ควาย ไร่ นา ฯลฯ มันก็ไม่กัดเอา ใช้สอยไปได้ ทำนาไปได้ บุตร ภรรยา สามี ก็ทำหน้าที่

น.42 ๓๒ อะไรกันไปได้ พอเกิดโง่ ไปเอาเท่านั้นแหละ "เอา" เมื่อไร มันกัดเอาเมื่อนั้น หมายความว่า เกิดความยึดมั่น ถือมั่นเข้าเมื่อไร มันก็มีความทุกข์เมื่อนั้น เมื่อไม่มีความ ยึดมั่นถือมั่น มันก็อยู่ด้วยกัน ใช้สอยด้วยกันได้ โดยที่ ไม่ต้องมีความทุกข์ นี่แหละอย่าไป "เอา" เข้า. ถ้าคนมันเห็นโลกมาก เห็นอะไรมาก มันก็จะคิดไป เองในทำนองที่ว่า "ไม่น่าเอา" มากกว่านั้น คือว่า "อย่า ไปเอากับมันเลยตั้งแต่แรก ก็ยังดีกว่า" นี้มันเป็นชั้นที่ ไกลออกไป ในชั้นที่กำลังเกี่ยวข้องกันอยู่นี้ ก็อย่าเอาด้วย อุปาทานด้วยอะไร หนักเข้าก็รู้ว่า ถ้าอย่ามาเกี่ยวข้องกัน เสียเลยตั้งแต่ทีแรก ก็ยังจะดีกว่าเสียอีก ดังนั้น นักปรัชญา ชาวนาที่เรียนจากท้องนี้ มันเห็นได้ชัดเจนว่า "ไม่น่าเอา" สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ไม่น่าเอา ดังนั้นเราจึงไม่ "เอา" เรา ไม่มีจิตใจที่จะเอาเป็นของเรา วัว ควาย ไร่ นา ข้าวเปลือก ข้าวสาร อะไรทุกอย่างที่มันอยู่กับเรานี้ เราจะไม่มีจิตใจ ที่จะไปยึดครองมัน หรือเอามันเป็นของเรา อย่างนี้ นี้ก็เกิด เป็นชาวนาที่ตรัสรู้ขึ้นมาในทุ่งนานั่นเองว่า ไม่มีอะไรที่น่า เอาด้วยความยึดมั่นถือมั่น.

น.43 ๓๓ ถึงแม้สิ่งที่เราพูดกันอยู่ว่า กิน ว่า กาม ว่า เกียรติ สามอย่างนี้ก็ไม่น่าเอา ไปคิดดูเถอะ ไปเอาเมื่อไร มันกัด เอาเมื่อนั้น เรื่องกิน เรื่องกาม - กามารมณ์ เรื่องเกียรติ นี่แหละ ไป "เอา" เมื่อไร มันกัดเอาเมื่อนั้น มันจึงเป็น สิ่งที่ไม่น่าเอา จิตใจอย่าไป "เอา" มันเข้า มันก็ไม่กัดเอา แต่ว่าไป เกี่ยวข้อง มันก็ได้ ในเมื่อมันต้องเกี่ยวข้อง. เพราะว่าเรื่องกินเราต้องกิน ไม่กินมันก็ตาย ร่างกาย มันก็ตาย เพราะฉะนั้น เราต้องกิน แต่ ใจอย่าไปยึดมั่น ถือมั่นชนิดที่เรียกว่าเอาด้วยจิตใจ ก็ทำไป ก็กินไป ด้วย จิตใจที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น. เรื่องกามารมณ์นี้มีมากมายหลายระดับ มันก็เกี่ยวข้อง ตามที่มันควรจะเกี่ยวข้อง แต่ อย่าไปหลงยึดมั่นถือมั่น มันจะกัดเอา มันจะนั่งร้องไห้ หรือมันจะไปฆ่าตัวตายในที่สุด. เรื่องเกียรตินี้ก็อย่างเดียวกันแหละ พอไปเอามันเข้า มันก็กัดเอาทันที เกียรติบางอย่างมันหลีกไม่พ้น เพราะว่า คนอื่นตั้งให้ ถ้าเราจะทำอะไรที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น เขาก็ สมมติให้เป็นคนมีเกียรติ มีความดี มีคุณธรรม อะไรขึ้นมา

น.44 ๓๔ ทันที เราจึงหลีกไม่ได้ แต่ว่าเราอย่าไป "เอา" กะมัน คือ อย่าไปหลงมันเข้า แม้มันจะมาหา หรือมันจะเกลื่อนไปหมด ก็ตาม อย่าไป "เอา" มันเข้า ถ้าไปเอาด้วยอวิชชาอุปาทาน มันก็จะกัดเอา. ข้อนี้ ถ้านานเข้า นานเข้า อายุมากเข้า ก็มองเห็น ได้ชัดว่า แม้แต่สิ่งที่เรียกว่ากิน ว่ากาม ว่าเกียรติ นี้ก็ไม่น่า เอา ตามธรรมดานั้นมันไม่น่าเอา แล้วก็อย่าไปเอา เข้าไป เกี่ยวข้องด้วยโดยไม่ต้องการ "เอา" คำว่า "การเอา" ในที่นี้หมายถึงเอาด้วยอุปาทาน คือความรู้สึกของจิตใจที่ยึด มั่นหมายมั่น หรือความสำคัญมั่นหมาย. ยังมีคำที่ไพเราะกว่านี้ เช่นคำว่า มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ พูดกันมาก โดยเฉพาะ คนแก่ ๆ รุ่นก่อน ทำบุญอะไรหน่อยก็ปรารถนามนุษย์ สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ ปรารถนากันอยู่แต่ อย่างนั้น แล้วบางทีก็ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ามันคืออะไร แต่ว่า โดยที่แท้แล้วมันก็ไม่น่า "เอา" แต่ทำไมพุทธบริษัทคุณย่า คุณยายพื้นฐานทั่วไป ยังปรารถนามนุษย์สมบัติ สวรรค์ สมบัติ นิพพานสมบัติ เพราะมันเป็นธรรมเนียม คน

น.45 ๓๕ ก่อน ๆ เขาสอนให้เด็ก ๆ รู้จักปรารถนาสิ่งนั้น ว่าดีกว่าไป ปรารถนาอย่างอื่น .. มนุษย์สมบัติ ก็คือว่าได้อะไรอย่างมนุษย์ควรจะได้ สวรรค์สมบัติ ก็คืออย่างที่เรียกกันว่า "สวรรค์" มันเป็น อย่างนั้น แต่มันก็ดีกว่ามนุษย์ตรงที่ว่าไม่ต้องเสียเหงื่อ ถ้า เป็นมนุษย์สมบัติ ก็ต้องเอาเหงื่อไคลไปแลกเอามา จึงจะได้ ความเอร็ดอร่อยทางอายตนะนั้น ๆ แต่ถ้าเป็นสวรรค์สมบัติ นั้น ไม่ต้องออกเหงื่อออกอะไร มันก็ได้ความเอร็ดอร่อย ทางอายตนะนั้น ๆ อย่างมาก และประณีต และวิเศษ นี่ก็ เรียกว่าสวรรค์สมบัติ. ส่วน นิพพานสมบัติ นั้น คนมันว่าเอาเอง นิพพาน เป็นสมบัติให้ใครไม่ได้ แล้วก็นิพพานนี้ ถ้าเป็นนิพพาน แท้จริงแล้ว ก็จะไม่ตกเป็นวัตถุหรือเป็นอารมณ์ สำหรับ ใครจะไปเอาได้ เพราะมันเป็น ความดับสลายแห่ง "ตัวกู" มันต้องไม่มีตัวกูเสียก่อนจึงจะถึงนิพพานได้ ถ้าจิตไม่มี ตัวกูแล้วอะไรจะไปเอาอะไรได้, ถ้าจิตยังมีตัวกู มันก็ยังไม่ ถึงนิพพาน ถ้าจิตหมดตัวกู จึงจะถึงนิพพาน เพราะฉะนั้น จิตที่ไม่มีตัวกูมันจึงไม่เอาอะไร ดังนั้นการที่จะเอานิพพาพ

น.46 ๓๖ สมบัตินั้น มันฝันละเมอ ๆ เพ้อ ๆ ไปตาม คำพูดที่มันติด ปากเกี่ยวโยงกันว่า มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพาน สมบัติ เท่านั้นเอง -. การพูดไว้อย่างนั้นก็ดีเหมือนกัน สำหรับคนทั่วไปเขา จะได้ปรารถนา แต่ถ้าคนที่มันถึงเข้าแล้ว มันจะสั่นหัวทั้งนั้น ว่าไม่น่าเอาทั้งนั้น และโดยเฉพาะ นิพพานสมบัตินั้น ถ้าคิดจะเอาอยู่แล้ว เป็นไม่ได้แน่ ก็เลยมองเห็นชัดว่า "มันไม่น่าเอา" ไป "เอา" เข้า มันกัดเอาทันที มนุษย์ สมบัติก็ กัดอย่างมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ ก็ กัดอย่าง สวรรค์สมบัติ, นิพพานสมบัติชนิดนั้นมันว่าเอาเอง แล้ว มันก็ กัดให้อย่างที่คนเขลามันไปว่าเอาเอง สมมติเอาเอง นิพพานที่แท้จริง มันไม่มีอะไรเหลือสำหรับจะให้ยึดถือ เป็นตัวเราหรือเป็นของเรา, ถ้าหากว่าผู้ใดได้บรรลุคุณธรรมสูงไปกว่านั้นแล้ว มอง ย้อนกลับลงมาข้างล่างจะเห็นว่า เรื่องมนุษย์สมบัติ สวรรค์ สมบัติ นิพพานสมบัตินี้ มันเป็น เรื่องของคนโง่ที่ยังอยาก จะได้ ยังอยากจะเอาอยู่ ผู้ที่มองเห็นแล้ว พิจารณาเห็น อยู่ ก็จะเห็นว่า สิ่งที่เป็นเพียงของปรุงแต่งกันอยู่ แล้ว

น.47 ๓๗ จิตใจไปเอามาปรุงแต่ง สำหรับเป็นความคิดนึกปรารถนา โดยต้องการจะยึดมั่นถือมั่น ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแต่ไม่น่าเอา เพราะว่าอย่างน้อยที่สุด มันเป็น ของหลอก หรือเป็น มายา อยู่ในตัวมันเอง ด้วยเหตุที่ว่า จิตใจมันคิดนึก หรือมันปรุง แต่งขึ้นมา. สำหรับคำว่า "มายา" มายา นี้ ก็อธิบายยาก สำหรับคนชาวบ้านทั่วไป ถ้ารู้สึกอยู่แก่ใจ เขาก็จะไม่รู้สึกว่า มายา เช่นได้ความเอร็ดอร่อยทางอายตนะ กำลังอร่อยอยู่ใน ใจ เขาจะไม่ถือว่ามายา เพราะมันรู้สึกอยู่ในใจ แต่ผู้รู้ธรรม ทั้งหลายจะเห็นว่า นั่นคือมายา คือความรู้สึกอร่อย หรือ ความอร่อย ตัวความอร่อย นี้เป็นมายา มันเป็นความ ปรุงแต่งตามกฎเกณฑ์ของสังขารของธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง เป็นฝ่ายจิตใจจะเกิดความรู้สึกอย่างนี้เสมอ โดยไม่ได้มีตัว จริง ฉะนั้น จึงถือว่า ความสุขก็เป็นมายา ความทุกข์ ก็เป็นมายา ไม่ทุกข์ไม่สุขก็เป็นมายา เวทนาก็เป็นมายา เวทนาปรุงตัณหาขึ้นมา ตัณหาก็เป็นมายา ตัณหาจะปรุง อุปาทานขึ้นมาอีก อุปาทานนั้นก็ยิ่งเป็นมายา ทั้งหมดมาจาก อวิชชา อวิชชาก็เป็นมายา ดังนั้น สิ่งที่ถือกันว่ามีอยู่จริง

น.48 ๓๘ เช่นร่างกายนี้ ก็เป็นมายา จิตใจที่มีอยู่จริง ก็เป็นมายา พฤติทั้งหมดของจิตใจก็เป็นมายา ถ้าเห็นอย่างนี้แล้วมัน จะสั่นหัว คือไม่อยากจะเอาสิ่งที่เรียกว่าเป็นมายา เพราะ มันเอาไม่ได้ มันก็ไม่เอาเอง ก็เลยไม่มีอะไรที่น่าเอาสำหรับ ผู้ที่เห็นความจริงของสิ่งทั้งปวง แต่ถ้าพูดกันอย่างนี้ มันก็ เลยเถิด เป็นเรื่องของปริยัติ ต้องมีความรู้เรื่องปริยัติ จึงจะ รู้จักถึงขนาดนี้. ทีนี้เอาเรื่องของชาวนา กลับไปเป็นชาวนากันใหม่ ก็รู้ว่าเท่าที่มันหลงมาตั้งแต่เด็กจนแก่แล้วนี่ ไม่เห็นอะไร ที่มันจริงจังเลย สู้จิตอยู่เฉย ๆ ไม่เอาอะไร ไม่ติดในอะไร หรือไม่รู้สึกอะไรไปเสียเลยจะดีกว่า รู้สึกสุข มันก็เหนื่อย ไปตามแบบของคนที่รู้สึกว่าเป็นสุข รู้สึกทุกข์ มันก็ยิ่ง กระวนกระวาย แต่ถ้าไม่ต้องรู้สึกว่าสุขว่าทุกข์ มันจะเป็น การพักผ่อนคือสบาย ดังนั้นเราไม่อยากเอาอะไร ทุกข์ก็ไม่ อยากเอา สุขก็ไม่อยากเอา คือไม่อยากเอาอะไรก็แล้วกัน นี้เรียกว่าอยู่ว่าง ๆ นี่เรียกว่าไม่มีอะไรที่น่าเอา แยกไว้พวก หนึ่ง เรียกว่า "ไม่น่าเอา" เพราะว่า "เอา" นี่ "เอา" ด้วยกามตัณหา.

น.49 ๓๙ กลุ่มที่สอง เป็นพวกที่ "ไม่น่าเป็น" คือ เป็นด้วย ภวตัณหา การเป็นนั่น เป็นนี่ เป็นโน้น ไม่มีอะไรที่น่า เป็น บรรดาสิ่งที่เป็นเหยื่อของภวตัณหา ไม่มีอะไร อันไหนที่น่าเป็น ความหมายของคำว่า "เอา" เป็นอย่างไร ความหมายของคำว่า "เป็น" ก็เป็นอย่างนั้น หมายความว่า ถ้าเอาต้องเอาด้วยตัณหาอุปาทาน จึงจะเรียกว่า "เอา" ถ้าจิตไม่ได้เอาด้วยตัณหาอุปาทาน มันก็ยังเป็น "ปากอย่าง ใจอย่าง" คือใจมันไม่ได้เอา อย่างนี้เรียกว่าไม่ได้เอา แต่ ข้างนอกเขาก็สมมติว่า "เอา" เช่นต้องไปรับบิณฑบาต แม้เป็นพระอรหันต์ก็ต้องไปบิณฑบาต ไปรับเอาบิณฑบาต มาแล้วก็ฉัน ใคร ๆ ที่ยังไม่รู้ธรรมะ ก็เห็นว่า "เอา" มีการ เอา มีการรับ แต่ในจิตใจของท่านไม่มีความรู้สึกว่า "เอา" โดยเนื้อแท้ แต่ปากต้องเรียกว่า "เอา". คำว่า "เป็น" ก็เหมือนกันแหละ; ถ้าเป็นกันจริง ๆ มันต้อง "เป็น" กันด้วยอุปาทานว่า ฉันเป็นนั้น ฉันเป็นนี่ แต่ถ้าจิตมันไม่ยอมรับ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็ไม่ได้เป็น อะไร มันเป็นเรื่องสมมติ เขาจะว่าเราเป็นอะไรก็ตามใจเขาซี แต่เรา ในใจของเรา ไม่ได้เป็นอะไรก็แล้วกัน เพราะเหตุว่า

น.50 ๔๐ เรามองเห็นว่าไม่มีอะไรที่มันน่าเป็น ความไม่มีอะไรที่น่า เป็นนี้ มีเรื่องสนุกมากที่จะพิจารณา มันมากมายหลายร้อย หลายพันอย่างก็ได้ ไปคิดเอาเองก็แล้วกัน อะไรบ้างที่มัน น่าเป็น ? แล้วก็อย่าลืมว่า คำว่า "เป็น" นี้ คือเป็นด้วย ความยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวฉัน แล้วก็รู้สึกว่าฉันเป็น นี่ไม่ใช่ มันเป็นอยู่ตามธรรมชาติ เช่นเราเกิดมาเป็นคนนี่ เป็นคนนี่ ตามลำพัง มันเป็นอยู่ตามธรรมชาติ เรื่องนี้ไม่เกี่ยว ต่อเมื่อ มันมีความคิดนึกรู้สึกว่า ฉันนี่เป็น ฉันเป็นคน ฉันมีชีวิต อยู่ ฉันเป็นผู้หญิง ฉันเป็นผู้ชาย ฉันเป็นนั่น - เป็นนี่ ด้วยความหมายที่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว จึงจะเรียกว่า "เป็น" ถ้าไปมั่นหมายว่าเป็นอะไร มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ เพราะมีความโง่ มันจึงทำให้มั่นหมายว่า ฉันเป็นอะไร แม้เรื่องฉันเป็นผัวฉันเป็นเมียนี่แหละ ทีแรกมันก็ไม่ได้เป็น จิตใจมันก็ไม่ได้เป็น แต่พอมีอะไรไปทำให้เกิดความมั่นหมาย ว่า "เป็น" ขึ้นมาเท่านั้น มันก็เกิดเป็นขึ้นมา คือเป็นผัว เป็นเมีย เป็นอะไรขึ้นมา ก่อนนี้มันเป็นเมื่อไหร่ ? หรือว่า เวลาที่ไม่ได้สำคัญมั่นหมายเช่นนั้น มันก็ไม่ได้มีความเป็นผัว

น.51 ๔๑ เป็นเมีย ในความหมายอะไร แต่เขาก็ยังเป็นผัวเป็นเมียเป็น อะไรกันตามกฎหมาย เพราะฉะนั้น คำว่า เป็น ในที่นี้ มันมี ความเป็นเมื่อสำคัญมั่นหมายเท่านั้น เช่นเดียวกับ คำว่า "เอา" นี่ก็ลองไปคิดดูว่า เป็นอะไรบ้างที่มันน่าเป็น ถ้าไม่ ยึดถือเข้าในความหมายว่า "เป็น" เข้าแล้ว มันก็มีอะไรบ้าง ที่มันน่าเป็น ? เด็ก ๆ ไม่เข้าใจหรอก แต่ถ้าคนมีอายุขึ้นมา ถึงกลางคนแล้ว ก็จะเริ่มเข้าใจ อายุมากถึงปลายคน คืออายุ เป็นคนที่เห็นโลกมาตั้ง ๗๐ ปี ๘๐ ปี อย่างนี้จะเห็นได้มาก ที่สุดว่า ล้วนแต่ ไม่น่าเป็น ไปคิดดูเอาเอง อะไรที่เด็ก ๆ เขาคิดว่า น่าเป็น น่าเอา น่าเป็น คนแก่ ๆ จะสั่นหัว. ทีนี้ มีเรื่องที่จะให้คิดกันมาก ได้สนุกกันมาก ก็ลอง คิดดู :- การคิดนี้จะต้องมีวิธีเทียบคู่เสมอ ขอให้จำไว้ ถ้าไม่ เช่นนั้นมันจะลำบาก มันเข้าใจยาก หรือลำบาก ควรจะยกมา ทั้งคู่ทีละคู่ที่มันตรงกันข้าม สุดเหวี่ยงเลยยิ่งดี จะยกมาทั้งคู่ แล้วพิจารณาดูว่า อะไรที่น่าเป็น เช่นว่าเป็นสัตว์ กับเป็นคน

น.52 ๔๒ เป็นสัตว์เดรัจฉาน กับ เป็นมนุษย์ นี่คู่หนึ่งแล้ว คู่แรก อันไหนมันน่าเป็น คนแก่ ๆ จะสั่นหัว แต่เด็ก ๆ ยังไม่แน่ อาจจะอยากเป็นแมว เป็นนก เป็นอะไรก็ได้ แต่คนแก่จะสั่นหัว เป็นคนก็ไม่ไหว เป็นสัตว์ก็ไม่ไหว นึกแล้วก็อ่อนใจ ไม่ต้องอธิบายก็พอจะเข้าใจ. ถ้าอย่างนั้น ลดลงไปอีกว่า เป็นก้อนหิน ก้อนนี้แหละ และกับ เป็นคน นี่แหละ สองอย่างนี้อันไหนน่าเป็น ? มันก็ สั่นหัวอีก. ถ้าอย่างนั้น เป็นต้นไม้ บ้าง กับ เป็นคน มันก็สั่น หัวอีก ทีนี้ เป็นขี้ฝุ่น กับ เป็นคน อันไหนมันน่าเป็น เป็นเทวดา กับ เป็นมนุษย์ อันไหนมันน่าเป็น ? ถ้ามันยังน่าเป็นอยู่แล้ว คนนั้นมันโง่ทั้งนั้น พูดอย่างนี้ เลยดีกว่า ถ้ามันมองเห็นตามสมควรในเรื่องของ "ปฏิจจ- สมุปบาท" หรือว่าในเรื่องของ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตัณหา อุปาทาน นี่มันก็สั่นหัวทั้งนั้น ไม่อยากเป็นขี้ฝุ่น แล้วก็ไม่อยากเป็นมนุษย์ ไม่อยากเป็นเทวดา.

น.53 ๔๓ ส่วนปลีกย่อยรายละเอียดนั้น มันยิ่งแย่กว่านั้น : เป็น คนจน กับเป็น คนมั่งมี อันไหนมันน่าเป็น ? ถ้าไม่รู้จัก ความมั่งมีนั่นแหละ มันอาจจะอยากเป็นคนมั่งมี เพราะคน โดยมากมันจน แต่ถ้าคนเขารู้จักทั้งสองอย่าง เขาจะสั่นหัว คนมั่งมีมันก็บ้าไปตามประสาของคนมั่งมี มันมีความทุกข์ ความร้อนดิ้นรนไปตามประสาคนมั่งมี ดังนั้น ถ้าเราลอง ไปเข้าสิงวิญญาณคนมั่งมีดูบ้าง จะรู้ว่าไม่ไหว เป็น เศรษฐี กับเป็น ขอทาน ถ้ารู้จักมันจริงมันก็ไม่อยากเป็นทั้งเศรษฐี ทั้งขอทาน. เป็น เจ้าชีวิต กับเป็น ราษฎร ลองคิดดูเถอะ ให้ เป็นเจ้าชีวิตและเป็นราษฎร อันไหนน่าเป็น ? ให้เป็น ช้าง ตัวโต ๆ กับเป็น มดคันตัวเล็ก ๆ อันไหนมันน่าเป็น ? เป็น ราชสีห์ กับเป็น แมว นี่มันคล้ายกันมาก มันก็สั่นหัว เป็น ราชสีห์ก็ไม่สนุก เป็นแมวก็ไม่สนุก. ทีนี้มันเกี่ยวกับสมมติว่าเป็น ผู้แพ้ กับเป็น ผู้ชนะ อัน ไหนมันน่าเป็น ? เป็นคนแพ้ก็มานอนระทมทุกข์ เป็นคน ชนะก็เป็นคนถูกระแวงอยู่ด้วยการจองเวร แล้วมันมีอะไร

น.54 ๔๔ มาก ใครที่ชนะผู้อื่นแล้ว ชนะความ หรือชนะวิวาท อะไร กันก็ตาม คนที่ชนะนั้นก็นอนไม่หลับ เท่ากับคนแพ้. หรือว่าเป็น คนเอาเปรียบผู้อื่นได้ กับเป็น คนที่ถูก ผู้อื่นเอาเปรียบ สองคนนี้ คนไหนมันน่าเป็น ? แต่ถ้าว่า ตามจริงแล้ว มันก็เป็นคนเอาเปรียบผู้อื่นกันอยู่ทุกคนใช่ ไหม ? เผลอไม่ได้ เผลอแล้วก็จะเอาเปรียบคนอื่นอยู่ทุกคน แต่มาคิดดูให้ดีเถอะว่า เป็นคนเอาเปรียบเขา กับเป็นคนที่ เขาเอาเปรียบนั้น อันไหนมันน่าชื่นใจ ? มันไม่มี. เป็นคน ถูกนินทา หรือ ถูกสรรเสริญ คนก็ชอบ สรรเสริญ อยากให้เขาสรรเสริญ เขาไม่สรรเสริญ ก็อยาก ให้เขาสรรเสริญ ถ้าคนที่มันรู้จักดีทั้งสองอย่างแล้ว มันไม่ อยาก ไม่อยากจะถูกสรรเสริญ ไม่อยากจะถูกนินทา มัน เป็นเรื่องบ้าเท่า ๆ กัน นี่คือไม่น่าเป็น. สมมติประเภทในครอบครัวว่า เป็น พ่อ กับเป็น ลูก หรือว่าเป็น แม่ กับเป็น ลูก เดี๋ยวนี้คนแก่ ๆ เคยเป็นแม่ เคยเป็นพ่อ กันมาแล้ว ก็ลองเหลือบตาไปดูทีว่า เป็นพ่อ นี่มันน่าสนุกไหม ? เป็นแม่นี่มันน่าสนุกไหม ? ถ้าเด็กเล็ก ๆ เป็นลูกมันยังไม่ค่อยรู้จัก มันอาจจะตอบผิดก็ได้ แต่ถ้ามัน

น.55 ๔๕ โตขึ้นมาสักหน่อย มันก็รู้ว่ามันไม่ไหวเหมือนกัน คู่นี้ก็ ไม่ไหว คือเป็นพ่อแม่กับเป็นลูกนี่แหละ อันไหนมันน่าเป็น ถ้าเกิดความยึดมั่นแล้ว จะมีความทุกข์อย่างลูก มีความทุกข์ อย่างแม่ แม่มีความยึดมั่น จะมีความทุกข์อย่างแม่ ลูกมี ความยึดมั่น จะมีความทุกข์อย่างลูก ลูกมันยึดมั่นว่า มันจะ เอานั่นมันจะเอานี่ พ่อแม่ต้องให้อย่างนั้นอย่างนี้ อย่างเด็ก เดี๋ยวนี้แล้วเกิดมามันก็คิดว่าต้องมีโทรทัศน์ มีตู้เย็น มีวิทยุ มีอะไรให้พร้อมเสร็จ นี้ก็เลยทึกทักเอาว่า คนเราเกิดมาต้อง ได้อย่างนี้ พ่อแม่ต้องให้ ต้องหาให้ ต้องรับผิดชอบในการ ที่จะหาให้ ลูกสมัยนมันโง่มากถึงขนาดนี้ พ่อแม่มันก็โง่ มากที่ทำให้ลูกเกิดความคิดความเข้าใจไปอย่างนั้น มันก็ เลยเป็นลูกชนิดที่เหมือนกับบ้า ๆ บอ ๆ อย่างนั้นแหละ มัน ไม่รู้คุณของพ่อแม่ หรือมันไม่รู้จะต้องทำอย่างไร ปัญหามัน ยุ่งไปหมด ดังนั้น เป็นลูกก็ไม่สนุก เป็นพ่อ-แม่ก็ไม่สนุก. หรือว่าเป็น ผัว เป็น เมีย เป็นสามี-ภรรยา ก็ไป คิดเอาเอง ว่าอันไหนมันน่าเป็น ? อาตมาพูดเดี๋ยวมันจะ ลำบาก.

น.56 ๔๖ เป็น ลูกศิษย์ กับเป็น อาจารย์ อันไหนมันน่าเป็น ? ก็สั่นหัว เดี๋ยวนี้สั่นหัว คือตัวอาตมาเอง ลูกศิษย์ก็ไม่อยาก เป็น อาจารย์ก็ไม่อยากเป็น มันเป็นเรื่องรบกวน เป็นเรื่อง วุ่นวาย สู้ไม่เป็นอะไรไม่ได้ นี่หมายถึงว่า เป็นด้วยความ ลืมตัว ด้วยความยึดมั่นถือมั่นแล้ว มันเหมือนกับตกนรก ทั้งเป็น เป็นลูกศิษย์ก็ไม่สนุก เป็นอาจารย์ก็ไม่สนุก. เป็น ผู้บังคับ กับเป็น ผู้ถูกเขาบังคับ นี่ก็ปัญหามี มากเดี๋ยวนี้ เป็นผู้บังคับเขา ก็ร้อนแบบผู้บังคับเขา เป็นผู้ ถูกเขาบังคับ มันก็ไม่ได้อย่างที่ตัวต้องการ ได้นายที่ไม่ดี นั้นมันก็มีความทุกข์เหมือนกับตกนรกทั้งเป็น ก็เลยไม่ไหว ทั้งคู่. เป็น สัตว์นรก กับ สัตว์เทวดา นี้มันไกลกันมาก เรื่องนี้ไม่ใช่ยืนยันว่ามันมีอยู่จริง แต่พูดว่าถ้ามันมีอยู่จริง ตามที่เขาว่ากันนั้นแหละ เป็นสัตว์นรกกับเป็นเทวดา อัน ไหนมันน่าเป็น ? ไปดูให้ดีซี่. ให้มันไกลกว่านั้นอีกก็ว่าเป็น เปรต แล้วก็เป็น พรหม ในพรหมโลก นี่ต่างกันมาก อันไหนมันน่าเป็น ? ถ้าไม่ รู้จักมันอาจจะหลงไปว่า อันนั้นน่าเป็น อันนี้น่าเป็น.

น.57 ๔๗ การเป็นพรหมในพรหมโลก นี้มีความหมายว่า มี "ตัวกู-ของกู" จัด ยิ่งกว่าสัตว์ประเภทไหนหมด ผู้ที่ถอน ตัวกูของกูยากที่สุด ก็คือพวกพรหม ตามหลักธรรมะมีอยู่ อย่างนั้น แล้วก็มองเห็นได้ เพราะมันไม่มีความทุกข์อย่าง อื่นอีกแล้ว มันมีจิตที่บริสุทธิ์ แต่มันยังมี "ตัวกู-ของกู" ที่ละไม่ได้อยู่ตรงนี้ ยังมีตัวกูของกูอย่างเดียว อย่างอื่นมัน ไม่มีอะไรรบกวน มันไม่ข้องแวะกามารมณ์ ไม่ข้องแวะ อะไรทั้งหลายที่คนอื่นเขาข้องแวะ สิ่งเหล่านั้นไม่รบกวนทำ ให้สบาย แต่ "ตัวกู-ของกู" ยังอยู่ ฉะนั้น พวกพรหมนี้เป็น พวกที่กลัวตายมากกว่าพวกไหนหมด เพราะเขาสบายมาก เขาจึงกลัวตายมาก หรือว่าเรื่องเบ็ดเตล็ดเช่นว่าจะเป็น คนกะเทย ดีหรือ ว่าเป็น คนปกติ ดี ? นี่มันคงจะตอบกันได้ ทีนี้เราอยากจะ เปรียบเทียบว่าเป็น กะเทยไม่ถึงคน นี่ กับเป็น พรหมใน พรหมโลก อย่างไหนดี ? ถ้าว่ากะเทยมันไม่มีความรู้สึกทาง หญิง-ทางชาย มันก็คล้ายๆ กับพรหมในบางความหมาย แต่มันคนโง่หรือว่าคนไม่มีความรู้สึก พรหมก็เป็นกะเทย

น.58 ๔๘ เหมือนกัน เพราะพรหมนี้มีความรู้สึกอยู่เหนือกามารมณ์ ดังนั้น พวกพรหมจึงไม่มีเพศหญิงไม่มีเพศชาย มันเป็น กะเทยสูงสุดในทางจิตใจ ทางวิญญาณ นี่ กะเทย ชาวบ้าน กับ กะเทยพรหม นี่ อันไหนมันน่าเป็น ? คิดดู มันก็จะสั่นหัวอีกตามเคย. หรือว่าเป็นอุภโตพยัญชนกะ หรือว่าเป็น คนสองเพศ กับเป็น คนเพศเดียว เอามาเปรียบกันให้หมด ยุ่งอยู่ในกาม กับไม่ยุ่งอยู่ในกาม กามาวจร ยุ่งอยู่ ในกาม กับรูปาวจร และอรูปาวจร ไม่ยุ่งอยู่กับกามเลย แต่ยังมีตัวกูของกู อันไหนมันน่าเป็น ? หรือว่าข้อปฏิบัติที่ปฏิบัติกันอยู่ในทางศาสนา ทาง กามสุขัลลิกานุโยค กับ อัตตกิลมถานุโยค นี่จะเข้าใจได้ ง่ายว่าอันไหนที่มันน่าเป็น ? ในเมื่อสองอย่างนี้มันตรงกันข้าม อันหนึ่งหมกมุ่นในกามที่สุด อันหนึ่งเกลียดขยะแขยงกาม ที่สุด จนจะทำลายอวัยวะเครื่องบริโภคกามให้สูญเสียไปเลย นี่คือพวกอัตตกิลถานุโยคกับกามสุขัลลิกานุโยค. สองพวกนี้ พวกไหนมันน่าเป็น ? จะเลือกเอาข้างไหน สำหรับจะเป็น ? มันก็จะสั่นหัวอีก.

น.59 ๔๙ ทั้งสองพวกนี้ บางทีพระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า "อาคาฬห ปฏิปทา" กับ "นิชฌามปฏิปทา" พวกหมกมุ่นในกามเรียก ว่า อาคาฬหปฏิปทา คือ พวกเปียกชุ่ม พวกเกลียดกาม ทำลายร่างกาย ทำลายตัวเองนั้น เรียกว่า นิชฌาณปฏิปทา แปลว่า พวกเผาไหม้ ความหมายคือ เปียกชุ่มกับเผาไหม้ สองอย่างนี้ อันไหนมันน่าเป็น ? ชาวบ้านที่หมกมุ่นในกามนี้เขาเรียกว่า อาคาฬหปฏิปทา "เปียกชุ่ม" เป็นฤๅษีชีไพรเกลียดกาม ทำลายอวัยวะแห่ง การบริโภคกาม บำเพ็ญตบะนี้เขาเรียกว่า นิชฌามปฏิปทา "เผาไหม้" การปฏิบัติที่เป็นระเบียบเผาไหม้กับระบบเปียกชุ่ม นี้ อันไหนมันน่าเป็น ? ทีนี้ เอาความรู้สึกที่ว่า เย็น ร้อน สวย ไม่สวย เป็น หอม เป็นเหม็น เป็นไพเราะ ไม่เพราะ ไปเทียบเอาเอง เถอะ มันมีคู่ให้เทียบมากมาย นี่ยกมาให้พอเป็นตัวอย่าง. เป็น ฆราวาส ก็ไม่ไหว เป็น นักบวช ก็ไม่ไหว ถ้าใจมันยึดมั่นถือมั่น มันบ้าทั้งสองฝ่าย เป็นนักบวชก็ต้อง ไม่ใช่เพื่อยึดมั่นถือมั่นในความเป็นนักบวช จะเป็น พระฤๅษี

น.60 ๕๐ หรือจะเป็น ลิงที่ฤๅษีเลี้ยง นี่ก็ไม่ไหว จะเป็น มนุษย์ หรือว่าเป็น ครึ่งมนุษย์ ที่เขาเรียกว่า กินนร นี่ก็ไม่ไหว มารพรหม ยม ยักษ์ ก็ไม่ไหว กระทั่งว่าเป็น เผด็จการ ก็ ไม่ไหว ไม่เผด็จการ ก็ไม่ไหว เสรีประชาธิปไตย ก็ไม่ ไหว คอมมิวนิสต์ ก็ไม่ไหว อย่าพูดให้ละเอียดเลย เดี๋ยว มันจะเป็นเรื่องการเมืองยุ่งยากกันไป พิจารณาดูเถอะ มัน ตรงกันข้ามแท้ ๆ แต่มันก็ไม่ไหวทั้งสองอย่าง เป็น นายทุน ก็ไม่ไหว เป็น กรรมกร ก็ไม่ไหว เป็น วัตถุนิยม ก็ไม่ไหว เป็น วิญญาณนิยมสุดโต่ง ก็ไม่ไหว เป็น มึง ก็ไม่ไหว เป็น กู ก็ไม่ไหว เพราะมันอธิบายได้ชัดว่า เป็น มึงนั้น ก็ยึดมั่นถือมั่นตัวเขาเต็มที่ เป็น กูก็ยึดมั่นถือมั่นตัวเรา เต็มที่ ไม่ไหวทั้งนั้น. หรือว่าจะเป็น กระผม กับเป็น ใต้เท้า เป็น เกล้า กระหม่อม กับเป็น ฝ่าพระบาท นี้มันก็ไม่ไหวเท่ากันแหละ เท่ากับเป็นมึงเป็นกูนั้นแหละ เดี๋ยวนี้มันมีมากมายจนเอามา พูดกันไม่หวาดไหว เป็นหญิงก็ไม่ไหว เป็นชายก็ไม่ไหว เป็น ตัวผู้ ก็ไม่ไหว เป็น ตัวเมีย ก็ไม่ไหว จะเป็น ผู้

น.61 ๕๑ เวียนว่าย ก็ไม่ไหว เป็น ผู้หยุดอยู่ตรงนี้ มันก็ไม่ไหว ผู้มา ก็ไม่ไหว ผู้ไป ก็ไม่ไหว ผู้หยุดอยู่ ก็ยังไม่ไหว เป็น ผู้อยู่ ก็ไม่ไหว ผู้ตาย ก็ไม่ไหว ทุกคู่บอกว่า "ไม่น่าเป็น" ที่ว่าเมื่อไม่อยากเป็น จะทำอย่างไร ? ก็อย่ายึดมั่นถือมั่น พอไม่ยึดมั่นถือมั่น มันก็ไม่เป็นอะไรหมด มันไม่เป็น ชนิดไหนหมด ทั้งที่อยู่ในโลกนี้ ทำอยู่อย่างนี้ การเป็นพระ โสดาบัน เป็นพระสกิทาคามี เป็นพระอนาคามีในที่สุดก็ทำ อยู่อย่างนี้ ยังประกอบการงานอยู่อย่างนี้ แต่จิตใจมิได้ยึดมั่น เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้เป็นอะไร ไม่ได้เป็นอะไรยิ่งขึ้น ๆพอถึง ระดับที่เป็นพระอรหันต์ ก็ไม่เป็นอะไรเลย ไม่ได้เป็น อะไรเลยแม้แต่เป็นคน หรือว่า เป็นพระอรหันต์ ก็ไม่ ได้เป็น นี่เอามาพูดพอให้เป็นแนวสำหรับคิดนึกว่า มันไม่มี อะไรที่น่าเอา นี้อย่างหนึ่ง ไม่มีอะไรที่น่าเป็น นี้อีกอย่าง หนึ่ง แล้วก็อย่าลืมคำว่า "เอา" คำว่า "เป็น" สองคำนี้ หมายถึง กิริยาอาการของอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น งอกออกมาจากตัณหา ตัณหางอกออกมาจากอวิชชา ที่มา

น.62 ๕๒ ทำหน้าที่อยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ดังนั้นอย่าเผลอให้ อวิชชามันมาเป็นเจ้าเป็นนายอยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำให้เกิดเป็นตัณหา อุปาทาน. เมื่อเราไม่มีความมี หรือไม่มีความเป็น ไม่มีความ เอาไม่มีความเป็น ไม่มีกามตัณหา ไม่มีช่องทางที่จะเกิดกาม ตัณหาหรือเกิดภวตัณหา ถ้ามันเป็นอย่างนี้แล้ว วิภวตัณหา ก็ไม่มีช่องทาง เพราะว่าเราไม่ได้เอา และ ไม่ได้เป็น ดังนั้นตัณหาที่อยากจะไม่เป็นไม่เอาอะไรซึ่งเรียกว่าวิภวตัณหา มันจึงไม่มีที่ตั้ง หรือว่าถ้ามันอยากจะตาย ก็เอามาไว้ในคู่ เหล่านี้ที่ว่า ถ้าวิภวตัณหา ก็หมายความว่าอยากจะตายก็เอา มาไว้ในคู่เหล่านี้ที่ว่า คนตาย ก็ไม่น่าเป็น คนเป็น ก็ไม่ น่าเป็น ก็เลยเป็นว่า มันไม่มีที่เหลืออยู่แล้วที่ตรงไหน สำหรับที่จะเอาหรือที่จะเป็น. เรื่องอย่างนี้ไม่ต้องเรียนพระไตรปิฎก เพราะว่าใน พระไตรปิฎก ก็ไม่ได้เขียนไว้อย่างนี้ จะหาไม่พบคำพูด ในพระไตรปิฎกที่เขียนอย่างนี้ ที่ว่าอะไรที่น่าเป็น แล้ว เทียบคู่ให้ดูอย่างนี้ มันไม่มี แต่ว่า ชาวไร่ชาวนาที่เป็น นักคิดนักนึก ก็จะนึกได้เอง ตัวมีความทุกข์ เพราะยึดมั่น

น.63 ๕๓ ในความเป็นอะไร ก็ดูให้ดี แล้วก็จะรู้สึกขึ้นมาว่าอันนี้มัน ไม่น่าเป็น อันนี้มันไม่น่าเอา ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ชาวนานี่จะมีความทุกข์ เพราะสิ่งที่ชาวนามี คือตรัสว่า คนมีวัว ก็จะต้องทุกข์ เพราะวัว คนมีนา ก็จะต้องทุกข์เพราะนา คนมีข้าว เปลือก ก็จะต้องทุกข์เพราะข้าวเปลือก ข้อนั้นพระพุทธ เจ้าท่านตรัส หมายถึงความยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้นแหละ ชาวนา คนนั้นมันยึดมั่นถือมั่น เรื่องวัว เรื่องนา เรื่องข้าวเปลือก ชาวนานั้นมีความยึดมั่นถือมั่นในการเป็นชาวนา และในสิ่ง ที่ชาวนามีแล้วจึงมีความทุกข์ ถ้าว่าชาวนาคนหนึ่งเขาเกิดนึก ได้เองว่าน้ำตาไหลเพราะเหตุไร เขาจะมองเห็นว่าอันนั้นมัน ไม่ไหว เราอย่าไปคิดอย่างนั้น เราก็คิดอย่างอื่นเสีย ถ้าพูดเป็นคำรวม ก็เรียกว่า "อุปธิ" "สิ่งใดเป็น อุปธิ สิ่งนั้นจะเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์" สิ่งใดเป็นที่ตั้งแห่ง ความยึดถือ ก็เรียกสิ่งนั้นว่า อุปธิ มันเป็นอุปธิได้ทั้งหมด ไม่ว่าอะไรสักอย่างเดียว มันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือได้ ทั้งนั้น ทุกอย่างเป็นอุปธิได้ เราอย่าไปยึดถือเข้า จะได้ไม่

น.64 ๕๔ เป็นทุกข์ ความทุกข์นี้ มาจากความยึดถือที่มีอยู่ในสิ่งที่ เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือคืออุปธิ. ร่างกายนี้ก็เป็นอุปธิ คือเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ พอเรายึดถือร่างกายก็มีความทุกข์ ความรู้สึกคิดนึกในใจ ก็เป็นอุปธิ เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ พอไปยึดถือเข้าก็เป็น ทุกข์ อะไรที่มันอยู่ข้างนอก ถ้าถูกยึดถือเอามาเป็นความ รู้สึกข้างใน ก็เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือและเป็นทุกข์ เพราะ ฉะนั้น ข้างนอกก็เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ ข้างในก็เป็นที่ ตั้งแห่งความยึดถือ เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือได้หมด เว้น พระนิพพานอย่างเดียว ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ. ธรรมบริสุทธิ์ ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง เรียกว่า อสังขตะ นี่ไม่อาจเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ แต่ว่าคนอาจจะไปยึดถือ คนมันดื้อไปยึดถือ เช่นยึดถือพระนิพพานก็ได้ มันว่าเอา เองว่า "นิพพานของเรา" ถ้าอย่างนี้มันไม่เป็นนิพพาน ถ้า ยังมีความรู้สึกว่านิพพานของเรา อย่างนี้ไม่ถึงนิพพาน แต่ เมื่อจิตไม่ยึดถืออะไร มันจึงจะเป็นนิพพาน เพราะฉะนั้น ในนิพพานจึงไม่มีความยึดถือ แม้ในสิ่งที่ไม่มีเหตุปัจจัยปรุง

น.65 ๕๕ แต่ง จึงไม่มีความยึดถือสิ้นเชิง ถ้ารู้ถึงขนาดนี้ ก็เรียกว่า หมดสิ่งที่ควรจะรู้ รู้ว่าไม่มีอะไรที่ควรจะยึดถือ ถ้าพูดเป็น ภาษาบาลีก็ว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" - "ธรรมทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรยึดถือว่าตัวเรา ว่าของเรา" ทีนี้ ชาวนาไม่ได้เรียนคำกล่าวประโยคนี้ เพราะ มีแต่ในพระไตรปิฎก ก็ดูเอาเองซีว่าอะไรล่ะที่ไปยึดถือเข้า แล้วจะไม่เป็นทุกข์ ? ที่ไปรักเข้าแล้ว จะไม่เป็นทุกข์ ? ที่ไป เกลียดเข้าแล้ว จะไม่เป็นทุกข์ ? มันไม่มี ! ยึดถือด้วยรักก็มี ทุกข์อย่างหนึ่ง ยึดถือด้วยเกลียดก็มีทุกข์อีกอย่างหนึ่ง ดังนั้น ไม่มีอะไรที่ไปยึดถือเข้าแล้ว จะไม่มีความทุกข์ เพราะ ฉะนั้น คนที่เป็น ชาวนาก็มีโอกาสที่จะบำเพ็ญ "ปรมัตถ ปฏิปทา" โดยไม่ต้องเกี่ยวกับพระไตรปิฎก. อย่าเสียใจ อย่าอ่อนใจ ว่าเป็นชาวนา เป็นผู้หญิง หรือเป็นยายแก่ไม่รู้หนังสือ ไม่ได้เรียนพระไตรปิฎก แล้ว จะไม่รู้เรื่องนิพพาน. ขอให้เรียนนิพพานเอาจากทุ่งนา อะไรมีอยู่เป็นที่ ตั้งแห่งความยึดถือแล้วเป็นทุกข์ ก็เรียนจากสิ่งนั้น แล้วก็

น.66 ๕๖ เรียนจากสิ่งที่มากกว่านั้น คือความเป็นพ่อ-เป็นแม่-เป็นลูก นี่มันน่าเป็นไหม ? เป็นผัว เป็นเมีย น่าเป็นไหม ? เป็นเมีย น้อย เป็นเมียหลวง น่าเป็นไหม ? เป็นอะไร เป็นอย่าง ไหนก็เรียนเอาเองก็แล้วกัน จนเห็นว่ามันไม่มีอะไรที่น่าเป็น แล้วไม่มีอะไรที่น่าเอา ก็หมายความว่าไม่มีอะไรที่น่าไป ยึดถือ เพื่อจะเอาเพื่อจะเป็น นี่ก็รู้ ธรรมะหมดทั้งพระไตร ปีฎกโดยไม่เคยไปแตะต้องพระไตรปิฎก. ปฏิบัติอย่างนี้ อาตมาเรียกว่า "ปรมัตถปฏิปทา ที่ ไม่เกี่ยวกับปริยัติ" ไม่เกี่ยวกับพระไตรปิฎกส่วนไหนหมด ไม่ต้องเรียนพระไตรปิฎกอย่างที่เขาเรียกกัน แต่ก็สามารถ ที่จะปฏิบัติในขั้น “ปรมัติถปฏิปทา" ได้ จึงเอามาพูดให้ฟัง ในวันนี้ให้มันเสร็จเรื่องเปะ ๆ ปะ ๆ นอกแบบนอกแผนนี้เสีย ทีก่อน แล้วครั้งต่อ ๆ ไป ก็จะพูดแต่เรื่องที่มันมีแบบแผนชัด เจน แต่ก็ไม่พ้นจากปริยัติหรือจากพระไตรปิฎก. นี้แปลว่า เรื่องนอกพระไตรปิฎก นี้เราพูดกันเรื่อย ๆ มา เป็นครั้งที่ ๖ ถึงวันนี้แล้ว เป็น เรื่องที่ถ้าไม่เอามา พูดก็จะไม่เคยได้ยินก็ได้ เพราะว่ามันไม่มีเขียนไว้ที่ไหน

น.67 ๕๗ มันเป็นเรื่องที่ไม่มีการเขียนไว้ในคัมภีร์ไหน ดังนั้นต้องเป็น เรื่องที่ต้องสังเกตเอาเอง จากสิ่งต่าง ๆ ที่แวดล้อมอยู่ จึง เอามาพูดเสียก่อนให้หมดปัญหา หมดเรื่องที่นอกพระคัมภีร์ นี่ข้อนี้ชี้ให้เห็นว่ามันมีการปฏิบัติได้ มีการบรรลุมรรคผลได้ โดยที่ไม่ต้องเกี่ยวกับปริยัติ. พอเสร็จแผนกนี้แล้ว ก็จะพูดกันให้ละเอียดถี่ถ้วนใน เรื่องอันเกี่ยวกับปริยัติ ซึ่งมีหลักเกณฑ์มาก มีอะไรมาก มี เทคนิคมาก น่าสนใจมาก ต่อไปในโอกาสหลัง วันนี้พูด เรื่อง "ปรมัตถปฏิปทา" อันสูงสุดแต่ไม่เกี่ยวกับปริยัติ เลย คล้าย ๆ กับนิกายเซ็น อย่างพวกของเว่ยหล่างเขาพูด ว่า เซ็นมันไม่เนื่องกับหนังสือ มันไม่เนื่องกับพระไตรปิฎก ส่วนคนที่เขาอยากจะเกี่ยวข้องกับพระไตรปิฎก ก็ทำไปพวก หนึ่ง แต่พวกที่ไม่สามารถจะเกี่ยวข้อง ก็ยังมีแนวทางที่จะ เอาตัวรอดได้ อย่างนี้จะเรียกว่าเซ็นก็ได้ ไม่เรียกก็ได้. ที่พูดนี้มันก็ไม่ใช่เซ็น และไม่เรียกว่าเซ็น ไม่ได้มา จากคัมภีร์ของเซ็น คือว่ามาจาก คัมภีร์คือตัวคนเรา นี่แหละ เป็นคัมภีร์ที่ดีกว่าอะไร ๆ หมด คนที่ยังมีชีวิตอยู่ยังเป็น ๆ

น.68 ๕๘ อยู่ ยังมีกิเลสตัณหา มีความสุข มีความทุกข์ นี่แหละ คือพระคัมภีร์ที่ดีที่สุด พอเปิดอ่านเข้าแล้ว ก็จะพบอย่างนี้ แล้วจะสรุปได้ว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเอา-น่าเป็น" พออะไรจะ เข้ามาเอา-มาเป็น ก็ตวาดมันว่า "ไอ้บ้า ! มาอีกแล้ว" มันก็ หายไป หดหัวหายไป เรื่องก็มีเท่านี้เอง จงมีสติให้ทัน ท่วงทีที่จะตวาดให้มันกลับไป. อาตมาอยากจะเสนอว่า นี่แหละเหมาะแล้วสำหรับคน แก่ คนเฒ่า คนไม่รู้หนังสือ ชาวไร่ ชาวนา เป็น ปรมัตถ ปฏิปทา ที่ไม่เกี่ยวกับปริยัติเลย. โอกาสการบรรยายในวันนี้ ก็เห็นว่ามันสมควรแก่ เวลาแล้ว ขอโอกาสให้พระสงฆ์ทั้งหลาย สวดคณะสาธยาย ข้อความที่ส่งเสริมการปฏิบัติโดยแท้จริง ต่อไป. ๏

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต