น.4 ข้อ ๑ ถึง ๒๓ ๑. ปัญหา : การปฏิบัติที่จะให้ สีล สมาธิ ปัญญาดำรงอยู่ได้ เสมอนั้น จะกระทำอย่างไร. ตอบ : ต้องเจริญไว้เสมอๆ เปนธรรมดา อย่างยิ่ง เช่นเดียวกับที่เมื่อไม่อยากให้ไฟดับ ก็ต้องคอย เพิ่มฟืนไว้เสมอ. สีลสมาธิปัญญาในขั้นนี้คือขั้นที่มักจะ ไม่ค่อยมีเสียเสมอนี้เปนฝ่ายสังขารธรรม คือต้องมีอะไร เปนปัจจัยปรุงแต่งมันไว้ จึงว่าเหมือนกับต้องใส่ฟืนเพิ่ม เข้าไว้. หิริโอตตัปปะ เปนฟืนของสีล, ธรรมปิติ เปน ฟืนของสมาธิ, และสมาธิเป็นฟืนของปัญญา. ถ้าเติม ถ่านเติมฟืนไว้เสมอ มันก็ดำรงอยู่ได้เรื่อย.
น.5 ๒ แต่ควรทราบไว้ด้วยว่า สีลสมาธิปัญญานั้น เปรียบ เหมือนเรือ สำหรับอาศัยขี่ข้ามไปฟากที่ปราศจากทุกข์ ไม่มีทุกข์ ขึ้นจากเรืออยู่บนฝั่งแล้ว กิจที่จะต้องดำรง สีลสมาธิปัญญาก็ไม่มีอีกต่อไป. นี่จะขี่เรือกันเรื่อยไม่ ยอมขึ้นบกเจียวหรือ. โดยมากที่สุด ไม่คำนึงถึงการ ไปข้างหน้า เกาะแต่ในสิ่งที่กำลังยึดถืออยู่ เกินไป ก็ไป ไม่ได้เหมือนกัน. แต่ที่อวดดีหรือประมาทจนจับอะไร ไม่ติดเลย ก็มีมาก. ฉะนั้นคำว่าดำรงสีลสมาธิปัญญา ไว้เสมอในที่นี้ ขอให้ หมายความแต่เพียงว่า ในขั้นที่ ยังกำลังต้องใช้เรืออยู่ จึงต้องบำรุงบุรณะให้สมบูรณ์ และสะดวกอยู่เสมอ. มิฉะนั้นจะมัวแต่จมแล้วจมอิก อยู่ ในทะเล คือความทุกข์ โศกของการเกิดมาเปนสัตว์ แห่งวัฏฏสงสาร. ในการสำรวมระวังรักษาสิ่งทั้งสามนี้ ต้องใช้ สติ เปนผู้ทำการ ไม่เผลอจนดับไปเสีย หรือหรี่ไป, ถ้า เผลอไป ต้องรีบก่อขึ้นใหม่โดยถูกต้อง ไม่ลืมความ บกพร่องผิดพลาดที่แล้วๆมา ไม่มากไม่น้อย ไม่ช้าไม่
น.6 ๓ เร็ว. และต้องไม่ลืมด้วยว่า เรามีที่ซึ่งจะต้องไปให้ ถึง อันจะไม่ต้องมัวลำบากเรื่องบำรุงเรือกันอยู่ ร่ำไป ฉะนี้. รู้ แต่วิธีบำรุงเรืออย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้จัก เดินทางไปโดยเร็วด้วย. และความหมายในข้อปัญหาที่ ถามนั้น คงหมายถึงการรีบไปอยู่บ้าง. สีลพอเปรียบ ได้ กับลำเรือ, สมาธิกับเสบียงหรือเครื่องใช้ สรอยอัน อำนวยความสุขสบายไปในเรือ, ปัญญาคือเครื่องจักร หรือกำลังที่ทำให้เรือแล่นไปโดยเร็ว. ทั้งสามนี้ย่อม เป็นสิ่งสำคัญด้วยกันทั้งนั้น, แต่ปัญญาเป็นสิ่งสำคัญกว่า ในการถึง, อย่างที่ตรัสว่า คนย่อมหลุดพ้นด้วยปัญญา. สมาธิสำคัญกว่าในการอดทนหนักแน่น ทำไปจนกว่าจะ ถึง, สิ่งสำคัญกว่า ในการที่จะทรงตัวอยู่ ให้ได้ ใน เมื่อไปไม่ได้ ก็อย่าให้ ล่มเสียก่อน. รวมความว่า มีสติเติมพฟืนเลี้ยงไฟไปจนกว่าจะเผา กิเลสและความทุกข์ ให้ หมดสิ้นไป จนกว่าจะ" 'นั่งพัก" ได้. ต่อจากนั้นก็หมดหน้าที่, ธรรมชาติที่บริสุทธิ์ย่อม จัดการของตัวมันเอง.
น.7 ๔ ๒. ปัญหา : ปฏิบัติอย่างไร จึงจะละกิเลส ได้ สิ้นเชิง ? ตอบ : อะไรเปนที่ตั้งของกิเลสจงโค่นสิ่งนั้นเสีย. เราอยาก เราโกรธ เราหลงใหลมัวเมา, นี่จะเห็นได้ ว่ากิเลสตั้งอยู่บนตัวเรา หรืออัตตา ซึ่งเป็นตัวผู้ทำผู้ พูด ผู้คิด ทางอายตนะต่างๆ. ตัวเรามาจากหรือตั้ง อยู่บนอวิชชา. ความไม่รู้ตามเป็นจริง เรียกว่า อวิชชา ทำให้จิตต์สำคัญตัวเปนตัวขึ้นมา ซึ่งเปนผู้ อยากผู้โกรธผู้มัวเมาหลงใหล. ถ้ามีความรู้จริง ไม่ เกิดการยึดถือว่าเปนตัวเราขึ้น ก็ไม่มี ผู้อยาก ผู้โกรธ และผู้หลงใหล คือไม่รู้ว่าจะอยากหรือโกรธหรือหลง- ใหลไปให้ใคร. ความอยากเกิดขึ้นจากความเห็นแก่ตัว เสมอ มิฉะนั้นจะอยากไม่ได้. แต่เมื่อเราเองมีความ หลงใหลหรือการเห็นแก่ตัวเปนฝ่ายตัวเราเสียแล้ว ก็ เห็นเปนฝ่ายถูกไปเสีย เลยทำให้ไม่มีผู้ ละ. ความเห็น แก่ตัว เปนเหตุให้ ทำดีทำชั่วได้ ตามแต่ความเห็นแก่
น.8 ๕ ตัวนั้นจะเปนไปในรูปไหน. ทั้งดีและทั้งชั่ว ถ้าไปยึด ถือมันเข้าก็เปนกิเลส. ความหมดกิเลสสิ้นเชิงนั้น ต้อง พ้นเสียทั้งดีและชั่ว บาปให้ ไปอบาย, บุญให้ ไปสุคติ, ทั้งอบายและสุคติย่อมอยู่ในวงของสงสารวัฏฏ์ มีกิเลส พัวพัน, ต้องพ้นบุญพ้นบาปซึ่งเรียกว่าวิมุติ จึงจะหมด กิเลสสิ้นเชิงแท้จริง. อันการละกิเลสนั้น ละไปได้ สามชะนิดคือ (๑) ละ ไปชั่วคราว เพราะจิตต์ ประสพกับอารมณ์ ที่เป็นกุศล บางประการ ความรู้สึกที่เปนกิเลสหลบไปเองตามกฎ ธรรมดา เช่นความกำหนัดหายไปในขณะที่พบกับสิ่งที่ ปฏิกูล แม้ โดยบังเอิญ. (๒) ละไปเพราะข่มมันไว้ ด้วยอำนาจวิธีการปฏิบัติที่มีหลักมีเกณฑ์ คือสมาธิวิธี, ตลอดเวลานี้ กิเลสไม่ปรากฏ, แต่ก็เป็นของชั่วคราว คือชั่ว เวลาที่ประพฤติ ปฏิบัติ อย่างนั้น อยู่เท่านั้น. (๓ ) ละได้เด็ดขาดเพราะปัญญาอันสมบูรณ์ เห็นสิ่ง ทั้งหลายตามที่เปนจริง ถอนอัตตาอันเปนที่ตั้งแห่งกิเลส เสียได้ ไม่มีอวิชชาอันเป็นเหตุให้เกิดอัตตาหรือตวของ ตัว ที่เป็นเหตุให้ อยาก โกรธ หลงใหล เพื่อตัวหรือ
น.9 ๖ เพราะเหตุเห็นแก่ตัว. ถ้าจะเปรียบการละกิเลส เหมือน การปราบหญ้าคาที่รกรุงรัง, อย่างที่หนึ่ง เปรียบเหมือน ถากเอาหรือเอาไฟจุด ไม่กี่วันก็ขึ้นมาใหม่, อย่างที่สอง เหมือนเอาไม้ หรืออิฐไปปูทับไว้ ยกเสียเมื่อใด ก็งอก ขึ้นมาอิก, และอย่างที่สาม ย่อมเหมือนกับการฟื้นแผ่น ดินรื้อเอารากของมันขึ้นมาจนหมดสิ้น ใส่ครกตำละเอียด ทั้งต้นทั้งราก ตากแห้งเผาไฟเอาขี้เถ้าละลายแม่น้ำไป. เมื่อปรากฏว่า ปัญญาสามารถละกิเลสได้ สิ้นเชิง ดังนี้ การปฏิบัติที่ละกิเลสได้สิ้นเชิง ก็คือการปฏิบัติที่ เปนไปเพื่ออบรมปัญญาให้แก่กล้าถึงที่สุด นั่นเอง. การอบรมปัญญา เนื่องมาจากสีลสมาธิเปนเบื้อง ต้น และเฝ้าใช้เหตุผล หัดคิดหัดนึกของตนเอง อย่าง ขมักเขม้น เอาให้ได้ก่อนแต่จะตาย เหมือนคนที่อยาก ได้เงิน รีบหาเงินไม่มัวรอคอยถูกลอตเตอรี่. พยายาม ใช้เรื่องจริงของชีวิต เปนวัตถุสำหรับการคิด อย่าหลง ใหลยึดถือหมู่คณะ ว่ามีเกียรติยศเป็นศิษย์ ของสำนัก นั้นสำนักนี้แล้วต้องหลุดพ้น หรือเป็นคนวิเศษ อย่ายึด ถือหนังสือตำราเสมอไป จนจิตต์ใจของตัวไม่มีความ
น.10 ๗ คิดของมันเอง กลายเปนคนเพียงแต่จำเก่งพูดเก่ง, ความ คิดนึกทุกเรื่องต้องมีเหตุผลเด่นชัด ไม่มัวๆหรือสลัวๆ เปนวิจิกิจฉา และอย่าถือรั้นความคิดเห็นของตน จนไม่ มีทางฟื้นฟูให้ ถูกต้องยิ่งๆขึ้นไป, และข้อสำคัญที่สุดก็ คือ อย่าทำสิ่งนี้ด้วยเหตุสักว่า โก้ เก๋ หรือตามบรรพบุรุษ อย่างเดียว. เมื่อมีหลักดังว่านี้แล้ว วันคืนจะล่วงไป ด้วยความเจริญงอกงามของปัญญา มีความสามารถ มากขึ้นในการคิด คิดอะไรออกเร็วและถูกต้องดี แม่นยำ ไม่คิดแล้วคิดอีกหรือวนเวียน ลืมหน้าลืมหลัง. ถ้า เรื่องที่เป็นอารมณ์ ของปัญญาชั้นละเอียดผ่านมา ก็ สามารถจับฉวยเอาได้ทันทีทุกเรื่อง และมองเห็นความ จริงแจ่มใสพร้อมกันไปในตัว พบคำอธิบายกว้างขวาง ทั้งเพื่อตนเองและผู้อื่น พร้อมอยู่ในนั้นเสร็จ. ขณะนี้ จะมองเห็นความโง่เขลาของชีวิตของตนเอง ที่ผ่านมา แล้วแต่หลังอย่างน่าสลดสังเวช และมองเห็นความ หลงใหลของโลกที่เปนปัจจุบันน์ ดุจดังว่าอยู่บนที่สูงมอง เด็กทารก กำลังเล่นทรายเล่นโคลน อยู่ อย่าง ไม่ ประสี_ ประสา และเย่อหยิ่งในสิ่งที่ตัวมีตัวได้ หรือตัวทำได้
น.11 ๘ ว่าเก่งกว่าใคร หรือเบียดเบียนกันในระหว่างผู้แข่งขัน, ต่างฝ่ายต่างหลงยึดถือตัวหรือเกียรติยศของตัว แล้วก็ กรากเข้าใส่กัน ซึ่งเปนฉากทั่วไปของละครโลก. เห็น ความ เกิดขึ้น แล้วแปรไป จนกว่าจะแตกสลายของ ธรรมชาติต่างๆที่แวดล้อมตัวเอง จนกล่าวได้ว่าโลกและ โลกิยธรรมทั้งหลาย เปนเพียงธรรมชาติล้วนๆ กลิ้งไปๆ เท่านั้น และกลิ้งไปเพราะเหตุและปัจจัยที่แวดล้อม. แม้ แต่จิตต์เองก็หมุนกลิ้งไปในวันหนึ่งๆ ไม่รู้ได้ว่าสักกี่แบบ และกี่ร้อยกี่พันครั้ง. มันยึดถือหรือจับฉวยตัวเอง ใน บางขณะขึ้นยึดถือ สำหรับดีใจหรือเสียใจตามเรื่องที่เกิด ขึ้น และตรงกับลักษณะที่มันควรจะพอใจหรือเสียใจ, หรือเพิ่งสมมติเรียกกันในชั้นหลังเองต่างหากว่า เช่นนั้น ดีใจ เช่นนั้นเสียใจ, เช่นเดียวกับที่เห็นน้ำไหลซึมออก มาจากภูเขา ก็สมมติว่าภูเขาร้องไห้ หรือผีในภูเขาร้อง ให้ ดังนี้ก็มี. แท้ที่จริงเป็นเพียงฉากหนึ่งท่าหนึ่ง หรือ ลักษณะหนึ่งๆของธรรมชาติที่กลิ้งไปเท่านั้น, แต่เพราะ ประชุมแห่งธรรมชาติเหล่านี้ มีปากพูดได้ มีใจนึกได้ ก็ นึกและพูด ไปตามที่มันจะอยากพูด อยากเรียก ไปตาม
น.12 ๙ อวิชชาและตัณหาของมันเท่านั้น. กิเลสย่อมมีอยู่ในที่ ทุกแห่งที่มีความงมงายหรืออวิชชา คือภาวะแห่งความ ไม่รู้จริง. ในที่ใดไม่มีความรู้จริง, ธรรมชาติที่เปน เครื่องเศร้าหมองเผาลนก็มีในที่นั้น และที่เรากำลังเรียก กันอยู่บัดนี้ว่ากิเลสนั่นเอง. ในที่ใดมีความรู้จริง ใน ที่นั้นไม่มีกิเลส. เช่นเดียวกับทางวัตถุ ที่ใดมีแสง อาทิตย์ ที่นั้นก็ไม่มีความมืดฉันนั้น. อุส่าห์อบรมการ คิดตามเหตุผล โดยนัยอันกล่าวมาแล้วเถิด ความรู้จริง จักเกิดขึ้น และกิเลสจักหมดไปโดยสิ้นเชิง. ๓. ปัญหา : การที่จะมีสติสัมปชัญญะอยู่. เสมอนั้น จะกระทำอย่างไร ? ตอบ : ต้องรักษาไว้ด้วยการกระทำให้มากจน ชำนาญ, ได้แก่การฝึกฝนสติสัมปชัญญะนั่นเอง ให้ ซ้ำซากจนชำนาญ. รักษาหรือฝึกฝนด้วยสติอิกนั่นเอง.
น.13 ๑๐ ในเรื่องนี้ต้องเข้าใจเสียก่อนว่า ต้องเพ่งเอาผล ของมันเปนส่วนใหญ่. คือว่า ผลอันเกิดจากมีสตินั้น มีลักษณะเป็นอย่างไร ถ้าผลนั้นยังอยู่ ก็แปลว่าสตินั้น ยังอยู่ ยังไม่เสียไป แม้ว่าในขณะนั้นผู้นั้นจะหลับไป หรืออยู่ในภวังค์ หรืออยู่ในฌานก็ตาม เรียกว่ามีสติ ตลอดเวลา. เมื่อสติมี สัมปชัญญะก็มีเสมอ เพราะ เมื่อ ระลึกได้ ก็ย่อมต้อง รู้สึกตัว เปนธรรมดา. มี ผู้เข้าใจเขวไปต่างๆ ในเมื่อพูดขึ้นว่ามีสติทุกอิริยาบถ เช่นเข้าใจว่าคนหลับจะมีสติได้ อย่างไร. เพื่อชี้ให้เห็นชัดในส่วนนี้ คนหลับที่มีสติ เช่นตื่น ได้ตรงตามกำหนด, ตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกในใจอันเดิม นั่นเอง คือเมื่อจะหลับไป มีความแจ่มแจ้งในทางธรรม อย่างไร ตื่นขึ้นก็แจ่มแจ้งอย่างนั้น ติดต่อกันไป จนถึง ความหลับและตื่นครั้งหลังๆ ไม่มีสิ้นสุด ไม่มีระยะที่ ความเศร้าหมอง หรือ ความทุกข์แซกแซงเข้ามาได้. ส่วนผู้ที่ไม่มีสติ งัวเงียตรงกันข้ามไปหมดทุกๆอย่าง หรือถึงกับละเมอเพ้อฝันไป เพราะโทษที่ไม่มีการฝึกสติ. ต่อไปนี้เปนแบบย่อๆ แห่งวิธีการฝึกสติ.
น.14 ๑๑ ผู้แสวงสุขด้วยการควบคุมสติให้อยู่ ในลักษณะ ของความสุขที่เยือกเย็นอยู่เสมอนั้น จะต้องรู้จักตัด ทอนเรื่องต่างๆ ที่ไม่จำเปนในใจออกเสียให้ มากที่สุดที่ จะมากได้ และคงเพ่งแต่ในแง่ดี ปัดเรื่องร้ายทิ้งเสียใน ฐานที่เปนเรื่องซึ่งแม้นึกถึงก็ไม่เปนประโยชน์, หากจะ เอาเรื่องมานึก ต้องนึกเพ่งแต่ในด้านดี จนในที่สุดรู้สึก ว่าตัวมีความดี มีสุข และทุกสิ่งพร้อมที่จะเปนอุปกรณ์ แก่การศึกษา พินิจพิจารณาหาความจริง ให้ตนเอง เปนคนมีประสาทสงบ ไม่มักตื่นและระแวงในสิ่งต่างๆ หรือไม่แน่ใจว่าจะเปนสิ่งที่ถูกต้อง. หัดนึกก่อนพูด ย่อมเป็นคนเสงี่ยมพูดช้าทำช้า. ครั้งแรกๆหรือสมัย แรกๆ อาจเสียเวลามากกว่าผู้อื่นเล็กน้อย แต่เมื่อฝึก จนเคยแล้ว จะใช้เวลาเท่าๆกัน คือนึกได้เร็วทันทีเสมอ ถือหลักว่า ถ้ายังนึกไม่ได้ชัดเจน ว่าตนอยู่ในภาวะเช่น ไร พูดกับใครอยู่ เรื่องคล้ายกันนี้เคยมีมาแล้ว ซึ่งน่า จะระวังโดยหยาบๆ หรือทั่วๆไปอย่างไรในการพูดเปน ต้นแล้ว, จะไม่ยอมพูดออกมา หรือทำลงไป. ในการ พูด การทำ และการตัดสินใจ ทั้งสามอย่างนี้ ถือหลัก
น.15 ๑๒ อย่างเดียวกันหมด. นานเข้าจะเปนสิ่งที่เคยตัว นอน ไม่ละเมอ ไม่พลิกตัวโดยไม่ตื่นเสียก่อน เปนไข้ตาม ธรรมดาจะไม่เพ้อ เปนต้น, และเมื่อติดต่อกับผู้อื่นใน การสมาคม จะไม่ผิดพลาดได้ง่าย. ที่นี้ ในด้านเกี่ยวกับการยินดียินร้ายในอารมณ์ ที่ มากระทบ ถือหลักอย่างเดียวกันอิกนั่นเอง แต่เกี่ยวกับ การตัดสินใจ คือว่า ถ้ายังไม่ได้คิดจนรอบคอบแล้วจะ ไม่ตัดสินใจ ในการชอบหรือไม่ชอบ พอใจหรือเกลียด, จะ"รอไว้ก่อน" เสมอไป. ถ้าถือว่าตัวเราไม่มี ก็ อาจปัดอารมณ์ได้เสมอว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เกิดกับเรา "รอไว้ก่อน" ยังไม่โกรธ ยังไม่รัก หรือไม่อะไรหมด จนกว่าจะได้พิจารณาดูแล้วว่า แม้เปนเรื่องเกี่ยวกับกาย หรือจิตต์ ควรจะจัดการกับมันอย่างไรจึงจะดีที่สุด. ในการพูดจา หรือติดต่อ กับอารมณ์ อันเปนอันตราย แก่ใจ จะต้องถือหลักให้มั่นที่สุดว่า จะไม่ตัดสินอะไร เด็ดขาดลงไปในขณะนั้น เว้นแต่เปนเรื่องที่ง่ายเหลือเกิน หรือเรื่องธรรมดาเท่านั้น. และต้องคิดไว้เสมอว่า อิฏ- ฐารมณ์ หรือ อนิฏฐารมณ์ ก็ตาม ย่อมเปนเหมือน
น.16 ๑๓ ประกายที่แลบอยู่ ทั่วไปในโลก, แต่ถ้าใจไม่รับก็เท่ากับ ไม่มี และไม่ทำอันตรายแก่ใจ. ที่นี้ ในส่วนที่จะกั้นเสียไม่ให้เข้าไปยุ่มย่ามในใจ ทีเดียว ก็คือผูกใจไว้กับสิ่งที่ดีงามที่สุดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้ซาบซึ้งและเยือกเย็นอยู่ในใจเสมอ (เช่นพวกนักภาวนา ซาบซึ้งอยู่กับเรื่องไตรลักษณ์ เป็นต้น) อารมณ์ ผ่าน มามันไม่รับเอาง่ายๆ เช่นที่เรากำลังเพลินใจอะไรอยู่ ใครเรียกบางทีไม่ได้ยิน, ยุงกัดไม่รู้สึก เปนต้น. เลือกเรื่องที่ดีๆ ที่เคยได้รับประโยชน์ มาเปนเรื่อง ประจำใจ จะเปนความพอใจในความรู้ใหม่ๆที่ได้รับ หรือความสุขที่ประหลาดในทางธรรม หรือความดีงาม ในตัวเอง จนรู้สึกเคารพตัวเองเปนต้น กระทั่งถึงการ ทำภาวนาเปนที่สุด ซึ่งแล้วแต่เรื่องไหนจะเหมาะ ข้อนี้ ย่อมกันไม่ให้รับเอาอารมณ์ ง่ายๆ หรือเห็นเปนของ เล็กน้อยน่าหัวเราะไปได้ ทั้งที่มันเปนเรื่องที่เคยเกลียด เคยกลัวอย่างใหญ่โตมาก่อน. ใจที่อิ่มอยู่ในแบบแห่ง ธรรมนั้น กลัวยาก รักยาก เกลียดยาก และยากไป หมด รู้สึกแต่จะชุ่มเย็นอยู่ด้วยรสแห่งธรรมอย่างเดียว.
น.17 ๑๔ เปนใบบัวที่น้ำหยดไม่เปียก เปนภูเขาที่ไข่ปาไม่กระเทือน ไปได้ ตลอดเวลาที่มันเปนเช่นนั้น. ความจำให้แม่นๆ และความชำนาญ ก็เปนสิ่งที่จำเปนและต้องการมาก ใน เรื่องนี้. เวลาจะพักผ่อนหรือนอนหลับ จะต้องสะสางและ ย้ำความจำและความรู้สึกเปนพิเศษ คือจำภาวะที่จะ ม่อยหลับลงไปให้ แม่นๆ เพื่อจะได้ ตื่นกลับขึ้นมาด้วย ภาวะเช่นนั้น. เช่นก่อนจะหลับไป อย่างน้อยที่สุดจะ ต้องรู้สึกชัดเจนอย่างง่ายๆสักแวบหนึ่งว่า ตนนอนบน อะไร และมันตั้งอยู่บนอะไร กระทั่งแผ่นดินที่รองรับ เรือนของเรา ทางไหนเปนทิศไหน มีอะไรตั้งอยู่ ทางไหน ซึ่งเมื่อดับไฟมืดแล้ว ก็ยังเห็นได้แจ่มแจ้งว่า อะไรเปน อย่างไรทางไหน, แล้วจึงปล่อยให้ใจคงเหลืออยู่แต่รส ของความเยือกเย็นในทางธรรม เช่นพอใจในความดี งามของตัวเอง ความเคารพตัวเอง เปนต้น ด้วยอำนาจ ความจำไว้แต่รสของความสุข ไม่จำต้องคิดถึงมูลเหตุ และความเปนมา อันจะทำให้ฟุ้งซ่าน, ให้ใจมีความ รู้สึกง่ายๆ ด้วยความจำในรสของความสุขความพอใจ
น.18 ๑๕ ดุจว่าเปนสิ่งที่อาบอยู่ทั่วตัว สดชื่นเยียกเย็นอยู่ทั่วตัว เหมือนทาไว้ ; ใจเปนสมาธิอย่างง่ายๆและจะหลับไป เอง. ในเมื่อจะตื่น, ด้วยเหตุที่ตนฝึกการรู้สึกตัวก่อน ตื่นอยู่เสมอ, จะตื่นได้ อย่างสุภาพ คือใจตื่นขึ้นมาก่อน โดยไม่ยอมกระดุกกระดิกพลิกไปข้างไหน จนกว่าจะได้ มีความรู้สึกย้อนถอยหลังตามลำดับ เหมือนเมื่อแรกนอน คือรสของธรรมที่ตนอาบไว้ และตนนอนอยู่บนอะไร ทางไหนเปนทิศไหนเปนต้น จึงค่อยลืมตา และเรียกความ จำต่างๆที่สำคัญๆ เช่นเราจะต้องพบกับอารมณ์ และ เราจะไม่ยอมหวั่นไหวต่ออารมณ์ เปนต้น เหล่านี้แล้ว จึงค่อยลุกขึ้น. ฟังดูคล้ายกับยึดยาดน่ารำคาญ แต่มัน จะรวดเร็ว และใช้เวลาน้อย เปนคนตื่นเร็วไม่งัวเงีย สมองโปร่งและแจ่มใสทันทีได้ โดยใช้ เวลาเพียงเล็ก น้อย น้อยกว่าคนตื่นอืดอาดบางคนเปนอันมาก. การ ฝึกเช่นนี้ มิใช่ได้ผลฉะเพาะเกี่ยวกับการนอน แต่จะได้ ผลเกี่ยวกับนิสสัยที่เดียว คือจะทำให้เปนคนมีนิสสัย ตื่น ในทางจิตต์ สดชื่นเยือกเย็น และมีสติสมบูรณ์ เสมอ. โดยสรุปความ มันเปนบทเรียนที่จะทำผู้ฝึกให้ กลายเปน
น.19 ๑๖ คนที่ "รู้สึกตัวได้ทุกคราว ก่อนแต่จะพูด, ทำ, และ ตัดสินใจ." อิกส่วนหนึ่ง ซึ่งเปนส่วนที่สำหรับใช้เมื่อเรื่องเลย ไปเสียมากแล้ว เช่นเผลอสติทำไปตามอำนาจความเผลอ เสียแล้ว. ขั้นนี้จะต้องอาศัยสติสัมปชัญญะในการกลับ ตัว หรือถอนตัวออกมาให้ทันท่วงที. ถ้าหากไม่เปน คนมีนิสสัยดูหมิ่นของเล็กน้อยมาแต่ก่อน ก็ย่อมเผลอแต่ น้อยๆ และกลับตัวได้ง่าย. เรื่องต่างๆทุกๆเรื่อง ย่อม มีเปนตอนๆเสมอ ถ้าตนเปนคนฝึกตนอยู่ ตามแบบข้าง ต้น ตนจะชงักเองในเมื่อเข้าไปถึงตอนใดตอนหนึ่ง ที่ รู้สึกว่ามันแปลก, เปนปัญหา, หรือกระทบกระทั่งใจ ของตัวเป็นพิเศษ, จะชงักและรอเอาไว้คิดก่อน และก็ จะจับได้ ในเมื่อเอามาคิดในขณะที่จิตต์ใจปกติ. การ พลาดนั้นๆ ก็ไม่มากมาย และเปนทางให้ฉลาดยิ่งขึ้นใน กาลต่อไป. ความผิดก็เปนบทเรียน เท่าๆกับความถูก ถ้ามีสติจะศึกษาได้ทุกเมื่อ และทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าเรื่องดี เรื่องร้าย. สติสัมปชัญญะที่สูงขึ้นไป ถึงขั้นละกิเลสอนุสัย ก็
น.20 ๑๗ เปนไปทำนองนี้ แต่อาศัยความสูงและแก่กล้าของปัญญา เรื่องที่ความคิดและการควบคุม ก็สูงขึ้นไปตาม, กระทั่ง ละความถือตัวถือตน หรือกิเลสได้ หมดจด. ๔. ปัญหา : จิตต์กับอารมณ์นั้น ต่างกัน อย่างไร ? ตอบ : ธรรมชาติที่เปนนามธรรมชะนิดหนึ่ง ซึ่ง เปนเหมือนจุดศูนย์กลางของสิ่งที่มีชีวิตทุกๆสิ่ง นั้นคือ จิตต์. จะสูงหรือต่ำ ย่อมแล้วแต่ว่าสิ่งนั้นๆเปนสิ่ง ที่มีชีวิตอยู่ในขั้นไหน เลวประณีตเพียงไร. จิตต์ มี ธรรมชาติเบาและเร็วในการที่จะรู้สึก คือเปลี่ยนแปลงตัว มันเองในเมื่อมีอะไรเข้าไปเกี่ยวข้องกับมัน. สิ่งที่เข้า ไปเกี่ยวข้องกับมันจากภายนอกนี้ เรียกว่าอารมณ์. คำ ว่าภายนอกนี้ หมายถึงนอกจากตัวจิตต์ คือนอกจาก จิตต์ในขณะนั้น. เพราะว่าความจำในกาลก่อนๆมา
น.21 ๑๘ ก็กลับเปนอารมณ์ของจิตต์ขึ้นได้เหมือนกัน และก็เรียก ว่าอารมณ์ด้วย โดยไม่ต้องอาศัยการติดต่อทางตาหรือ หูในขณะนั้น. คำว่าจิตต์ แปลว่าผู้ก่อเรื่อง คืออะไรจะเปนเรื่อง ขึ้นได้ ก็เพราะจิตต์ นับตั้งแต่ก่อตัวเองขึ้นในเบื้องต้น และก่อเรื่องต่างๆสืบไปอยู่ไม่รู้จบ จนกว่ามันจะดับ สนิทไปอย่างไม่มีเชื้อเหลือ. คำว่าอารมณ์ แปลว่าที่เกาะเหนี่ยว, คือเปนที่ เกาะเหนี่ยวของจิตต์. จิตต์ เปนผู้เกาะ, อารมณ์เปน สิ่งที่ถูกเกาะ ต่างกันอย่างนี้. ๕. ปัญหา : ใจที่รู้สึกว่าใจเปนตัวของเรา ที่ นับว่าเป็นกิเลส กับใจที่ไม่รู้สึกว่าใจเปนตัว ของเรา ที่ไม่นับว่าเปนกิเลสนั้น ต่างกัน อย่างไร ?
น.22 ๑๙ ตอบ : ข้อความในตัวปัญหาเอง ก็เกือบจะ ชัดแจ้งอยู่แล้ว. อย่างแรกเปนใจที่มีความยึดถือ หนัก และเปนทุกข์ เศร้าหมอง มีความเห็นแก่ตัว. อย่าง หลังตรงกันข้ามทุกอย่าง. อันการยึดถือตัวตน ภายในอัตตภาพนี้ ก็คือการ ยึดเอาใจเปนตัวนั่นเอง และเปนสัญชาติญาณ หรือ สันดาน ซึ่งยึดเปนมาแต่เดิม โดยเปนกฎธรรมชาติของ สิ่งที่มีชีวิต มิฉะนั้นมันก็ปฏิสนธิขึ้นมาไม่ได้ หากไม่มี ความยึดถืออันนี้ติดเป็นเชื้อมาด้วย. ความยึดถือว่า มีตัวของตัว เปนเหตุให้ ทำกรรมได้ทั้งดีและชั่ว ซึ่งถือ ว่าเปนกิเลสเหมือนกันทั้งสองอย่าง เพราะแม้ความดี หรือบุญ ก็เปนเหตุผูกมัดให้ ติดและวนเวียนไปในสง_ สารวัฏฏ์ แต่เมื่อเรายังไม่อาจหลุดพ้นอยู่เพียงใด ก็ ต้องทำดีอยู่ เพียงนั้น ทั้งนี้เพราะว่า ติดในฝ่ายดี ยังดี กว่าติดในฝ่ายชั่ว จึงต้องทำดีและยึดถือตัวเพื่อทำดีไป ก่อน. ครั้นเมื่อมีความรู้สึกอันสูงพอที่พ้นอยู่เหนือสิ่ง ทั้งปวง จึ่งวางทั้งหมด และใจก็ไม่ยึดถือตนว่าเปนตน
น.23 ๒๐ ของตน หมดเครื่องเศร้าหมองทั้งที่เป็นฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว. คนที่ไม่ยึดถืออะไรเสียเลย ย่อมไม่ทำอะไรเสียเลย หรือทำก็ไม่เปนอันทำ จึงต่างกันเปนอันมากกับคนที่ อยากทำอะไรอยู่ และทำก็เปนอันทำ, ซึ่งได้แก่คนที่ยัง มีความยึดถือว่าเปนตัวอยู่. ในขั้นโลกกิยะ มีความ จำเปนที่จะต้องยึดถือ หรือมีการยึดถืออยู่เอง ซึ่งเปน เหตุให้ กลัวบาปและรักบุญ. พวกที่ไม่กลัวปาบหรือ รักบุญ โดยความฝืน หรือสำคัญผิด ก็มี แต่มิใช่หมด ความยึดถือ, เช่นพวกโจรหรือคนพาลเปนต้น, พวกนี้ ยึดถือตัวอย่างหยาบยิ่งขึ้นไปอีก คือเห็นแก่ตัวจนหลง_ ไหล ไม่รู้จักกฎความจริง เห็นกงจักรเปนดอกบัว. จึงกล่าวได้ ในที่สุดว่า ใจที่ไม่ยึดถือนั้นสูงมาก และ เป็นคนละชะนิดทีเดียว, ผู้มีใจชะนิดนี้ เท่ากับว่าอยู่ใน โลกอีกโลกหนึ่ง คนละโลกกับผู้ที่ยังต้องยึดถือ, คือมัน เปนโลกที่ปราศจากบุญและปราศจากบาป, ต่างกับโลก นี้ซึ่งมีบุญและบาปหนาแน่น. เมื่อยังต้องอยู่ในโลกนี้ คือยังต้องยึดถือ จำเปน จะต้องยึดในฝ่ายที่เป็นเหตุให้ทำดี กลัวความชั่ว ให้
น.24 ๒๑ ความเห็นแก่ตนเปนรากฐานของสีลธรรม รักตัวสงวน ตัว เพื่อยกตัวขึ้นสู่สภาพที่สูงขึ้นไปเปนลำดับ. มัน เหมือนกับหนามยอก จะต้องใช้ หนามบ่ง ; เมื่อความ ยึดถือเป็นเหตุให้ หลงติด ก็ต้องใช้ ความยึดถือนั่นเอง เปนเหตุให้ รักตัว ถอนตัวออกมาเสีย จากความยึดถือ. ความที่ยังยึดถือ กับความที่หมดความยึดถือแล้ว ต่าง กันตามนัยที่เปรียบเทียบมานี้. ๖. ปัญหา : การที่จะปฏิบัติเพื่อพ้นความทุกข์ นั้น ปฏิบัติอย่างไร ? ตอบ : จงใช้ แก้วสารพัดนึกของตนเองให้ ถูก ต้อง. ทุกคนมีแก้วสารพัดนึกของตน สำหรับนึกเอา อะไรได้ทุกอย่าง เสียแต่นึกไม่เปน. ในกายอันยาว วาหนึ่งพร้อมทั้งสัญญาและใจนี้ พระองค์ ตรัสว่ามี ความดับทุกข์ รวมอยู่ด้วยเสร็จ ซึ่งมีกฎธรรมชาติอยู่
น.25 ๒๒ ว่า ถ้าจัดการค้นหาถูกต้องก็พบ, ไม่ถูกก็ไม่พบ. ถ้า ยังไม่พบก็ต้องไม่เข้าใจไปอย่างอื่น นอกจากว่า เรายัง ทำไม่ถูกกฎของธรรมชาตินั่นเอง. ต้องช่วยตัวเอง เพราะคนทุกคนเปนผู้สร้างตัวเอง โดยอาศัยกฎธรรม_ ชาติอันนี้. เบื้องต้นต้องศึกษา จนสามารถใช้ ความ คิดของตนเองเปน มิใช่ติดอยู่แต่ในสิ่งที่ได้ศึกษามาหรือ ได้ฟังมา, เมื่อคิดเห็นว่าจะต้องทำเช่นนั้นเช่นนี้แล้ว ต้องทำจริงๆ ทุกข้อหรือทุกคำ เพียงแต่คิดว่าอาหารนี่ดี มาก แล้วไม่กิน ย่อมหาประโยชน์ อันใดมิได้, จึงต้อง อาศัยความบังคับใจรวบรัดเอาในเบื้องต้น ให้ทำไป จริงๆ ตามหลักแห่งความจริง. ทำไปพลางสังเกต ไปพลาง ความรู้ ค่อยฟักตัวและขยายตัวสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เอง เมื่อมีเวลาว่าง ก็ศึกษาหรือฟังเพิ่มเติมจากภาย นอกบ้าง ตามควร. แต่งานที่แท้จริง ก็คือคิดของ ตัวเอง และพยายามฝึกตัวให้ ทำได้ตามที่มองเห็นว่าใช้ ได้. ทุกคนรู้ว่ายาเสพติดไม่ดี แต่ทุกคนก็ยังใช้ ยา เสพติด. บางทีความบังคับใจของตนเองไม่มากพอ ต้องคล้อยตามความนิยมของหมู่มาก เช่นเอาหมึกเขียน
น.26 ๒๓ ปากเขียนคิ้ว ซึ่งย่อมแสดงว่า ยังไม่มีตัวของตัว ให้ ตัวแก่สิ่งเหล่านั้นเสียแล้ว ก็ย่อมไม่มีกำลังหรืออำนาจที่ จะบังคับตัว (ในที่นี้คือจิตต์ ), ให้ทำไปชะนิดที่เรียก กันว่า พ้นทุกข์. ทุกคนอย่าหลอกตัวเองเช่นนั้น ไม่ งามหลอกว่างามก็ทำเปน, เมื่อเบื้องต้นง่ายๆก็หลอก เช่นนี้แล้ว หลอกชั้นสูงๆ เช่นหลอกว่าตัวมีตัวของตน ซึ่งตนยึดถือหลงใหล มีบุคคล เรา เขา ขึ้นมา กระทั่งมี นั่นมีนี่อันเปนที่ยึดถืออย่างหลงใหลของอุปาทาน ก็หลุด ออกไม่ได้. แก้วสารพัดนึกที่มีอยู่ก็เปนหมัน. แก้ว นี้คือสิทธิหรือความจริง อันมีอยู่ในตัวเราทุกคน ที่ทำ ให้เราทำอะไรได้ ตามใจเรา และเมื่อทำแล้ว ย่อมมีผล เกิดขึ้นตามควรแก่การกระทำเสมอ. เมื่อเราไม่ทำให้ ดี แก้วนั้นก็อำนวยให้สิ่งที่ไม่ดี, มันตามใจเรา ยอม ให้เลือกถึงเพียงนี้. เพราะฉะนั้นการที่จะทำความพ้น ทุกข์ ก็คือการใช้ แก้วสารพัดนึกนี้ อย่างซื่อตรงต่อตัว เอง ทำอะไรทำจริง, เมื่อยังไม่ได้ ผล ก็ต้องเข้าใจว่า เพราะยังทำไม่จริงมากพอ. และบังคับตัวให้เลือกเอา ฝ่ายที่เปนไปเพื่อพ้นทุกข์ให้แน่ๆ. ผู้ที่พ้นทุกข์มาแล้ว
น.27 ๒๔ ในกาลก่อน ไม่ได้เคยเรียนอะไรมาก แต่มีกำลังในการ กระทำจริง หรือใช้แก้วอันนี้ถูกต้องมาก. จึงกล่าวว่า ให้ใช้แก้วสารพัดนึกของตนให้ถูกต้อง. ๗. ปัญหา : อะไรมาทำให้จิตต์หวั่นไหว แปรปรวนไปต่างๆ ? ตอบ : ความต้องการอันเกิดมาจากความหลง ไม่รู้จริงในสิ่งทั้งปวง เปนผู้กระทำ. ต้องการจะได้, ต้องการจะมีจะเปน, ต้องการจะไม่มีไม่เปน, ทั้งสาม อย่างนี้ เป็นตัวการ, และมันเกิดมาจากอวิชชาหรือความ ไม่รู้, เมื่อมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามเปนจริงและรู้แล้ว ความต้องการก็ไม่มีไปเอง เพราะสิ่งทั้งปวงนั้น ตาม ความจริงมีลักษณะ ไม่น่าต้องการอย่างใดเลย. เมื่อ จิตต์เลื่อนสถานะตัวเอง มาอยู่ในภาวะที่ไม่มีความต้อง การอะไรอิก นั่นคือที่สุดทุกข์ อันความเกิดแก่เจ็บตาย ตามเข้าไปไม่ถึง.
น.28 ๒๕ ๘. ปัญหา : การทำสติให้มีความรู้เท่าสังขาร นั้น ทำอย่างไร ? ตอบ : อย่ารับเอาทันที สำหรับสิ่งที่เปนภาย นอก, กำหนดสติไว้เสมอจนเคยชิน กลายเป็นนิสสัย หรือสันดานไป สำหรับที่เปนภายใน. ที่เปนภายนอก ไม่รับเอาทันที คือเมื่ออารมณ์อันใดมากระทบ ต้อง ปฏิเสธไว้ทีก่อนว่า ไม่ได้เกิดขึ้นแก่เรา เพราะไม่มีเรา, หรือถ้าอยากจะมีเรา ก็ต้องคิดว่าสิ่งนั้นไม่ใช่เพื่อเรา ดอกกระมัง, อาจเปนเพราะคนโง่ๆหลับตาขว้างอะไร เล่นก็ได้, หรือถ้าเขาส่งมาเพื่อเรา เราก็มีสิทธิที่จะเลือก ว่า"เอาหรือไม่เอา," การหลีกอารมณ์ ในโลกหลีกไม่ พ้น แต่ถ้าเราไม่รู้สึกในสิ่งนั้นๆหรือไม่รับเอา มันก็เท่า กับไม่มี, เราจึงควรเกิดความรู้สึกพิจารณาเสียก่อน ทุกครั้งไป ถ้าอารมณ์นั้นเป็นความดี และเรายังอยู่ ใน ขั้นที่ต้องการความดี (ยังไม่หลุดพ้น) ก็เอาไว้ก่อน เพื่อเปนเรือเปนแพข้ามปวงโลกิยธรรม หรือความทุกข์.
น.29 ๒๖ ถ้าอารมณ์ นั้นไม่ดี ก็คืนให้ธรรมชาติเสีย, เหมือนไป เลือกซื้อผลไม้ ในตลาด. ที่เปนฝ่ายในเช่นความคิดนึก ของตัวเองที่เกิดขึ้น ต้องปล่อยให้สติเกิดนำหน้าก่อน เสมอ สำเร็จได้ด้วยการฝึก, หรือเมื่อเกิดเสียแล้ว และไม่ดี สตินั่นอีก จะเปนเครื่องกั้น กันให้ไปในทาง ที่ดี หรือดับเสียด้วยอุบายแห่งวิกขัมภมหาน คือสมาธิ อย่างง่ายๆ ได้แก่การเปลี่ยนเรื่องนึก สลดใจ เกลียด กลัว สิ่งที่ไม่ดี เหมือนนึกถึงเรื่องที่เคยถูกลงโทษมา แล้ว. การฝึกจิตต์ เปนเรื่องทางฝ่ายจิตตวิทยา คน ธรรมดา มักไม่เคยคิดว่าจะฝึกได้ ถึงเพียงนั้นเพียงนี้, เพียงแต่เห็นละครสัตว์ ก็ยังอัศจรรย์ ว่าเขาฝึกเก่งเสีย มากแล้ว หรือสัตว์นั้นไม่น่าจะฝึกได้ ถึงเพียงนั้น, แต่ จิตต์ ยังไปได้ไกลเกินคาดกว่านั้น คือถึงกับตรงกันข้าม ทีเดียว, ยึดถือเปนไม่ยึดถือ, ติดเปนหลุด, ร้อนเปนเย็น, ต้องการแต่ให้ฝึกให้มากพอเท่านั้น. สังขารที่เปนภาย ในอันละเอียดแท้จริงยิ่งขึ้นไปนั้น หมายถึงกิเลสอัน ละเอียดที่ปรุง แต่อยู่เงียบๆในสันดาน, สังขารประเภท นี้ ต้องอาศัยการศึกษา ชะนิดปัญญาสิกขา อย่างเดียว,
น.30 ๒๗ พยายามไปจนกว่าจะรู้ เมื่อรู้ก็รู้เท่า. รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เปนสังขารภายนอกโดยตรงๆ, ธรรมารมณ์ เปนภายนอกโดยอ้อม, อกุศลเจตสิกเช่นนิวรณ์ห้าอย่าง เปนภายในชั้นหยาบ, สัญโยชน์อนุสัยเหล่านี้ เปนภาย ในอันละเอียด, เมื่อสังขารมีเปนชั้นๆต่างกันอย่างนี้ การรู้เท่าจึงต้องมีอุบายต่างๆกัน ตามชั้นด้วย. ๙. ปัญหา : เพราะอะไร เราจึงยังละ สัญโยชน์ให้ขาดไม่ได้ ? ตอบ : เพราะเครื่องมือยังไม่พอ หรือไม่มี กำลังพอ. (อันที่จริงสัญโยชน์นั้นต้องตัด มิใช่ละ, เพราะเป็นสิ่งที่ผูกพันเราอยู่ เราจะวิ่งไปข้างไหนย่อม ติดไปด้วย, จะแก้ก็ไม่ออก เพราะไม่แสดงให้เห็นเงื่อน ปมที่มันผูก, มันเป็นสิ่งที่รั้งดึงจิตต์ ให้ ติดอยู่กับโลกิย_ ธรรม เกลือกกลั้วอยู่แต่กับโลกิยธรรม ถอนออกไป
น.31 ๒๘ ไม่ไหว โลกิยธรรมเปนสิ่งให้เกิดทุกข์เสมอ จึงเลย กล่าวเสียว่ามันผูกเราไว้กับกองทุกข์ ต้องทำลายมัน เสีย จิตต์ ก็หลุดพ้นออกไปเอง. ทำลายด้วยปัญญา เครื่องตรัสรู้, ฉะนั้นน่าจะใช้ คำว่าตัด มากกว่าละ). ที่ว่าเครื่องมือไม่พอ คือมรรคมีองค์แปด หรือสีลสมาธิ ปัญญายังมีไม่พอ ต้องศึกษาเพิ่มขึ้นให้ถูกทาง. การ ทำให้ถูกทางเปนของสำคัญ, เพราะถ้าผิดทางแม้จะทำ มากทำจริงก็ไร้ผล เช่นเรือวิ่งเร็ว แต่วิ่งผิดทางวนเวียน ก็ไปไม่ถึงเหมือนกัน, ถึงจะวิ่งช้า แต่ขอให้หนักแน่น และถูกทาง จะได้รับผลอันน่าชื่นใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ ทีละนิด ก็มีค่าสูง. สัญโยชน์ คือสายระยางของอวิชชา ผูกจิตต์ให้หลงติดในโลกิยธรรม อันเปนอารมณ์ ต้น เหตุของการไปไม่ได้นั้น อยู่ที่สัญโยชน์ มิใช่อยู่ที่ อารมณ์ บางคนตรงไปจัดการกับอารมณ์ แต่ก็ทำไม่ ได้ เพราะไม่มีใครสามารถทำอารมณ์ให้หมดไปจาก โลก, ถ้าตนยังยึดถือ อะไร ๆก็เปนอารมณ์ ไปหมด เลยวนเวียนอยู่ ณะที่นั่นเอง. จิตต์ เหมือนกับนักโทษ หรือเชลยที่ถูกจับตัวไปผูกมัดไว้ โดยข้าศึก. จงหาวิธี
น.32 ๒๙ เจาะคุกหรือตัดตรวนหนี โดยสร้างเครื่องมือให้พอเพียง ด้วยวิธีอันแยบคาย มีเหตุผลของตนเองจริงๆ เปนหลัก คำนวณ ทำไปเรื่อยตามวิธีที่ทำเปนผลดีมาแล้ว แม้คราว ละน้อย ด้วยความฉลาดที่ข้าศึกไม่สามารถต้านทานได้ หรือล่วงรู้. ทำไมจิตต์ ของเราชอบตกไปในความ รู้สึกที่ อยาก, โกรธ, มัวเมา, ซึ่งมีความทุกข์ แนบเนื่อง อยู่ด้วย, นั่นเพราะสัญโยชน์ นี่เองเป็นเหมือนเชือกที่ โยงถึงกันไว้, ถ้าจิตต์ หยุดนิ่งเสียก็แล้วไป, ถ้าเคลือน ไหว ก็ต้องไหลไปตามกระแส ไปยังความโลภโกรธ หลงอันนั้นเป็นธรรมดา นี่เปนลักษณะประจำตัวจิตต์ ในเมื่อยังมีสัญโยชน์. ครั้นตัดได้แล้ว ตรงกันข้าม, หลุดเปนอิสสระอยู่เหนือโลกิยธรรม เรียกว่าโลกุตตร_ จิตต์ หรือจิตต์ ที่พ้นแล้วจากโลก ประสพกันแล้วกับ ที่สุดทุกข์. บางทีอาจเข้าใจผิดไป คือไม่ได้ตัดหรือละ เปน แต่ข่มไว้ด้วยกำลังใจหรือสมาธิ หรือการส่งใจไปเสีย ในอารมณ์ ที่เป็นกุศล, ซึ่งเป็นการข่มหรือกลบไว้ มิ ใช่การละหรือตัด, แล้วก็เข้าใจว่าทำไมจึงตัดได้ไม่ขาด.
น.33 ๓๐ ความจริงถ้าละหรือตัด ย่อมขาดเลย ไม่กลับอิก, ส่วน ที่ข่มหรือกลบเกลื่อนไว้ ด้วยสิ่งอื่นนั้น กลับมาปรากฏอิก เพราะมันไม่ถูกทำลาย เปนแต่หลบหน้าไปชั่วคราว, และ บ่อยที่สุดก็ได้. ถ้าละได้ ก็ต้องขาด. ๑๐. ปัญหา : ความรู้จริงเห็นจริงนั้น หมาย ถึงรู้อะไร ? ตอบ : รู้สิ่งที่เมื่อรู้แล้วทำให้ใจหมดความ อยากรู้สิ่งอื่นๆอิกต่อไป. ถ้ารู้สิ่งใดแล้วก็ยังอยากรู้สิ่ง อื่นอยู่อิก พึงทราบเถิดว่าสิ่งที่รู้นั้น เท็จ " และการรู้ นั้นก็ต้องเท็จไปตามด้วย. ความรู้ที่ทำให้รู้ว่า ทุกข์ ไม่มีแก่เราต่อไปอีก เราไม่มีการว่ายเวียนมาในหมู่ทุกข์ อิกต่อไป ความเกิดไม่มีอิกต่อไป เพราะก่อนนี้เคยหลง ไปต่างๆนาๆ บัดนี้ไม่หลงไม่ยึดถือสิ่งใดหมด ดังนี้ ๑. เท็จ ในที่นี้ หมายถึงยังไม่จริงพอ, เท็จต่อความหลุดพ้น,
น.34 ๓๑ เปนต้น, ชื่อว่ารู้จริงเห็นจริงแล้ว. และความจริงนี้ หาเรียนได้ จากเบ็ญจขันธ์ หรือกายอันยาวประมาณวา หนึ่งพร้อมทั้งใจนี่เอง เปนโรงเรียน. เรารวมเรียก โรงเรียนของเราทั้งหมดว่า สังขารธรรม หรือโลกิย_ ธรรม เมื่อรู้สิ่งเหล่านี้ดี ก็รู้สิ่งตรงกันข้าม คือรู้ วิสังขารธรรม หรือโลกุตตรธรรม, เช่นเดียวกับถ้าเรา รู้จัก "ความมี" ได้ดีถึงที่สุดแล้ว เราก็ต้องรู้จัก "ความ ไม่มี" ซึ่งเปนสิ่งตรงกันข้ามด้วย, โดยปัดสิ่งที่มีออกไป เสียให้พ้น. ตัวอย่างเช่น เราเห็นพระจันทร์ ในน้ำ เราไม่รู้ จริงๆ, แต่รู้เท็จว่า พระจันทร์ มีอยู่ในนั้นจริงๆ ใคร ๆก็เห็นเหมือนกัน. ครั้นทำการศึกษาต่างๆ จน ในที่สุดลองเทน้ำออกเสีย หรือแหงนขึ้นดูพระจันทร์ ใน ท้องฟ้า เราก็รู้จริงในขั้นนี้ว่า พระจันทร์ที่นั่นที่เราๆ เคยหลงนั้นไม่มี. ถึงพระจันทร์ ในท้องฟ้านั่นก็อิก เหมือนกัน คงไม่มีเช่นเดียวกับที่พระจันทร์ ในขันน้ำไม่มี ถ้าเรามองตามแง่ของปรมัตถธรรม (ไม่ใช่มองตามแง่ โลก), เช่นเดียวกับที่สัตว์ บุคคลไม่มี ตามนัยแห่ง ปรมัตถ์ฉันนั้น. เมื่อใดรู้ ความจริงที่เรารู้แล้ว รู้สึก
น.35 ๓๒ ว่าเท่านี้พอแล้ว เพราะพ้นทุกข์จริง ไม่อยากรู้อะไรอิก เมื่อนั้น ชื่อว่ารู้จริงเห็นจริง. ข้อนี้อาจกว้างแคบกัน ได้ตามลักษณะของบุคคลผู้รู้ แต่ตรงกันโดยฐานเปน ความจริง ที่ทำให้พอใจ หมดความอยากรู้อิกต่อไป เพราะสิ่งที่รู้นั้นทำให้ ไม่ปรารถนาอะไรอีก. ๑๑. ปัญหา : จิตต์ เป็นสังขารหรือวิสังขาร ? ตอบ : ปัญหาข้อนี้ เป็นปัญหาเกี่ยวกับทฤษฎี ล้วนๆ ทั้งเปนการ ถามล่วงหน้า ถึงสิ่งที่อยากจะเข้าใจ หรือมิฉะนั้นก็เพื่อสอบสวนความเข้าใจ หรือหลักเกณฑ์ อะไรบางอย่าง, เพราะว่าถ้าผู้ถามรู้จักสิ่งเรียกว่าจิตต์ ดีแล้ว จะไม่ตั้งคำถามเช่นนี้. เพราะฉะนั้นจำเปนที่จะ ต้องกล่าวกันไปถึงว่า จิตต์ กับสังขารและวิสังขาร คือ อะไร, แล้วผู้ถามจะเข้าใจได้เอง และตรงตามที่ต้องการ.
น.36 ๓๓ สิ่งที่เรียกว่าจิตต์นั้น มีความเข้าใจกันเปนสอง อย่าง (หรือบางทีอาจหลายอย่าง ). พวกหนึ่งหมาย ถึงนามธรรมที่เกิดมาจากเหตุปัจจัย เช่นอวิชชาเปนต้น. และพวกนี้ นับจิตต์เนื่องอยู่ในขันธ์ห้านั่นเอง คือเป็น ตัววิญญาณขันธ์, อิกพวกหนึ่งถือว่าจิตต์ เปนสิ่งหนึ่ง อิกต่างหากจากเบ็ญจขันธ์ เปนสิ่งที่ไม่มีเหตุปัจจัยปรุง เปนอมตะหรือนิพพานอยู่เองตามธรรมชาติ, (ซึ่งเรียก กันว่าพวกขันธ์หก). ผู้ที่ศึกษาตามคัมภีร์ ที่มีอยู่ เช่น พระไตรปิฎก ส่วนมากที่สุดเห็นเปนอย่างแรก. ส่วนคำว่าสังขารกับวิสังขารนั้น ต้องจับความ หมายของคำว่าสังขารให้พอเพียงเสียก่อน แล้วจะรู้ ความหมายของคำว่าวิสังขารได้ดี. สังขารที่ถามในที่นี้, มิใช่สังขารขันธ์ ในเบ็ญจขันธ์, และมิใช่สังขาร ในคำที่ว่า"เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึง มีสังขาร," แต่เปนคำบัญญัติของมันเองอีกคำหนึ่ง ซึ่ง ใช้ เปนคำสำหรับแบ่งประเภทธรรม หรือสิ่งทั้งปวง, คือสิ่งทั้งหลายบรรดามีในโลกนี้ และนอกโลกทั้งหมดนั้น เราแบ่งได้เป็นสองพวกเท่านั้น คือถ้าสิ่งใดเปนสิ่งที่มีสิ่ง
น.37 ๓๔ อื่นเป็นเหตุเปนปัจจัยปรุงแต่งมันขึ้นมา หรือตั้งอยู่ได้ เพราะมีสิ่งอื่นเปนเหตุ มีสิ่งอื่นเป็นส่วนประกอบของตัว สิ่งนั้นๆจัดเปนพวก "สังขาร" แปลว่าสิ่งซึ่งมีของปรุง แต่ง, และทั้งมันเองก็จะปรุงแต่งสิ่งอื่นสืบไปด้วย. ถ้า สิ่งใดไม่มีเหตุปรุงแต่ง หรือเป็นที่ตั้งอาศัยดังว่านั้น มี อยู่ได้ด้วยตนเองตลอดอนันตกาล เปนอมตะ ไม่มีการ เกิด แปร และการดับ, สิ่งนั้นเปน "วิสังขาร ," แปล ว่า สิ่งที่ไม่มีสิ่งอื่นปรุงแต่ง และทั้งตัวมันเองก็ไม่ปรุง แต่งสิ่งใดด้วย. ปัญหาจึงเหลืออยู่ว่า คำว่าจิตต์ที่ผู้ถามๆนั้น หมายเอาอะไรเปนจิตต์, ถ้าหมายเอานามธรรมที่ทำการ คิดนึกได้ รู้สึกได้ เกิดได้ดับได้ จิตต์ ก็เปนสังขาร, [ สำหรับผู้ตอบเอง ก็อยู่ในพวกนี้ คือใช้ นามศัพท์ว่า "จิตต์"นี้ ให้เปนเพียงชื่อของนามธรรม อันเป็น ธรรมชาติที่คิดนึกได้ ชะนิดหนึ่งเท่านั้น ]. แต่ถ้าในที่อื่น ซึ่งผู้อื่นเขาใช้อย่างอื่น เขาอาจเอาคำๆเดียวกันนี้ ไป ใช้เปนชื่อของธรรมอื่น ที่มีลักษณะที่ตรงกันข้ามก็ได้, เพราะฉะนั้นควรถามกันเสียให้ดีก่อนว่า ที่ท่านว่าจิตต์ ๆ
น.38 ๓๕ นั้น ท่านหมายถึงอะไร, แล้วจึงค่อยตอบว่าเปนสังขาร หรือวิสังขาร . ๑๒. ปัญหา : จิตต์ที่เปนโคตรภูญาณนั้น เมื่อจะแทงตลอดอริยสัจนั้น จะต้องมีไตร_ ลักษณญาณอิกหรือไม่ ? ตอบ : ปัญหาข้อนี้ก็จำต้องปรับความเข้าใจ กันบ้าง เพื่อผู้ถามกับผู้ตอบจะได้เข้าใจตรงกันแน่เสีย ก่อน. จิตต์ ที่ประกอบด้วยโคตรภูญาณ (ไม่ใช่เปน โคตรภูญาณเสียเอง ) นั้น หมายถึงจิตต์ที่อยู่ในกึ่ง กลางระหว่างโลกิยะกับโลกฺตตระ, ถ้าสมมติว่าจิตต์ นี้ มีขาสองขา ในขณะนี้ ก็ขาหนึ่งเหยียบอยู่ ฝั่งโลกิยะ, อีกขาหนึ่งก้าวเข้าไปเหยียบอยู่ฝั่งโลกุตตระแล้ว เปน ขณะที่เร็วแวบเดียว เพราะคำว่าโคตรภูย่อมหมายถึง ระยะหัวเลี้ยวหัวต่อที่มีอยู่นิดเดียวจริงๆ, (คำว่าโคตรภู
น.39 ๓๖ คำนี้ที่เปนคำเดิมแท้ตามโวหารธรรมดานั้น เปนคำกลาง หมายถึงสิ่งที่กำลังจะแปร เปนสิ่งตรงกันข้ามทุกสิ่ง ; เช่นใบไม้สุกเต็มที่จะหล่น ก็เรียกโคตรภูเหมือนกัน, เจ้านาคที่กำลังสวดญัตติจตุตถกรรม จะละจากเพศ ฆราวาสเปนภิกษุในขณะนั้นอย่างเด็ดขาด ก็เรียกโคตรภู เหมือนกัน แต่ทั้งนี้ พึงเข้าใจว่าย่อมหมายเอาขณะนิด เดียวที่มันเปลี่ยน และเปลี่ยนแน่ ไม่นึกกลับ. ส่วนคำ ว่าโคตรภูญาณ ( เติมคำว่าญาณเข้ามา และเปนคำ บัญญัติฉะเพาะใช้ ในการบรรลุมรรผล ) นั้นหมายถึง ความรู้ของจิตต์ ในขณะที่มันกำลังเปลี่ยนจากโลกิยะ เปนโลกุตตระนั่นเอง. ที่ถามว่าในขณะนั้น จะต้อง มีไตรลักษณญาณ อิกหรือไม่ นี้, คำว่า " จะต้อง " ย่อมหมายถึงการต้อง ใช้ ความพากเพียรพยายามหรือมิใช่, ถ้าใช่ ขอตอบ ว่าลองคิดดูตามตัวอย่างต่อไปนี้. รถจักรยานที่กำลัง วิ่งไปโดยเร็ว ขึ้นสะพานโค้งสูงถึงยอดสูงของสะพานแล้ว กำลังเร็วในตัวเองของรถ ก็ยังไม่หมด ทีนี้การที่จะ เลื่อนลงไปสู่พื้นถนนราบฝ่ายโน้นนั้น คนขี่จะต้องใช้
น.40 ๓๗ ความพยายามหรือไม่ ? ใบไม้ที่เหลืองแล้ว สุกจัด แล้ว ความที่ยิ่งสุกจัดขึ้นไปอิกตามกฎของธรรมชาติ ก็ ยังดำเนินไปเรื่อยๆ ดังนี้ใบไม้ นั้น จะหล่นเองโดยไม่ ต้องใช้ ความพยายามหรือไม่ ? ทั้งหมดนี้ เราจะเห็นได้เองว่า จะต้องมีไตร_ ลักษณญาณหรือไม่ในขณะแห่งโคตรภูญาณ. กำลัง พุ่งไปข้างหน้า เปรียบกันได้กับกำลังของไตรลักษณ์_ ญาณ มันมีแรงมากพอที่ไม่ต้องจำเปนใช้ ในขณะนั้น แต่ก็มีกำลังในตัวเหลืออยู่. อิกประการหนึ่ง อัฏฐัง_ คิกมรรคนั้น ทรงตรัสไว้ว่า เอียงเทไปหาพระนิพพาน อยู่แล้ว เช่นเดียวกับแม่น้ำทุกสาย มีธรรมดาเอียงเทไป หามหาสมุทร น้ำในแม่น้ำจึงไปอื่นไม่ได้, โดยทำนองที่ คล้ายกัน เมื่ออริยมรรคมีองค์แปดเปนธรรมสมังคี สมบูรณ์แล้ว ก็นับว่าถึงขั้นที่ได้เข็นตนจนล้ำเข้าไปใน เขตต์ที่เอียงลาดไปหาพระนิพพานแล้ว มันก็เลื่อนลอย ไปเอง และเปนของแน่นอนต่อนิพพาน แม้ไม่ใช้ความ พยายามเสียเลยก็ถึง แต่ถ้าใช้ความพยายามที่ถูกทาง เพิ่มเข้าอีก มันก็ถึงเร็วเข้ากว่าธรรมดาอิกเท่านั้น, เช่น
น.41 ๓๘ เดียวกับรถจักรยานที่ลงสะพาน ไม่ถีบก็ลงเอง แต่ถ้า ช่วยถีบเข้าอิก มันจะเปนอย่างไร คงไม่มีปัญหา. และเมื่อพิจารณาโดยละเอียด จะเห็นได้ว่ากำลัง ของไตรลักษณญาณยังหาหมดสิ้นไม่ มันยังคงส่งมา อยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับกำลังพุ่งของสิ่งธรรมดา อย่างอื่น. แต่ที่ผู้ถามๆว่า จะต้องใช้ไหม ซึ่งหมาย ถึงเจตนาหรือการกำหนดด้วยเจตนาโดยฉะเพาะ เหมือน เมื่อแรกฝึกยังไม่มาถึงขั้นนี้นั้น ย่อมจะต้องตอบว่า ไม่ต้อง, เพราะมันมีอยู่เองแล้ว. และมันจะต้องซึม ซาบอยู่เองตลอดกาลนาน. ๑๓. ปัญหา : จิตต์ที่หลุดพ้นไปจากอารมณ์ ทั้งปวงนั้น จะเรียกว่าวิมุติจิตต์ได้หรือไม่ ? ตอบ : ถ้าคำว่าหลุดพ้นที่ถามมานี้ หมายถึง "การไปยึดถือด้วยอุปาทาน" แล้ว เรียกว่าวิมุติจิตต์ ได้.
น.42 ๓๙ เพราะคำว่าอารมณ์ทั้งปวง ย่อมหมายถึงทุกๆสิ่งที่จิตต์ สัมผัสได้. วิมุติจิตต์ในที่นี้ ย่อมหมายถึงจิตต์ ที่หลุดพ้นของผู้ บรรลุอรหัตตผลแล้ว. แม้จะมีบางท่าน แยกการหลุด พ้นหรือนิพพานเปนสี่ครั้ง ตามจำนวนของมรรคผลสี่ขั้น ก็ตาม การหลุดพ้นที่ถามมาในที่นี้ ก็อาจจะแยกเปนสี่ขั้น ได้ ตามนั้น ตามสูงตามต่ำนั่นอิก. ปัญหาข้อนี้ เปนการบอกลักษณะแล้วให้ ทายตัว, เช่นถามว่าสัตว์ มีรูปร่างเช่นนั้นๆ เรียกว่าสัตว์ ชื่อนั้น ใช่ไหม. ถ้าเปนการได้เห็นมาแล้วจริง เพียงแต่ไม่รู้ จักชื่อเช่นนี้ ก็ไม่เปนไร, และน่าอนุโมทนาเท่ากัน. แต่ อาจจะมีคนนึกขำที่คล้ายๆกับถามว่า คนที่เอาตรวนออก ได้หมดแล้ว ชื่อว่าคนหลุดจากตรวนใช่ไหม. ๑๔. ปัญหา : ชีวิตแห่งการครองเรือน ล่อ แหลมต่ออันตรายมาก จะปฏิบัติตนต่อ กิจการนั้นอย่างไร จึงจะพ้นอันตรายได้ ?
น.43 ๔๐ ตอบ : ปัญหาข้อนี้ทำให้ คิดไปถึงบัว ที่เกิดใน เลนในตม แต่ทำไมไม่สกปรกไปตาม กลับงามดี, และ เกิดแช่อยู่ในน้ำ ทำไมไม่เปียกน้ำ. อิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์ ทั้งหลาย เหมือน กับประกาย ที่แลบแปลบๆปลาบๆอยู่ ทั่วๆไปทั้งผิวโลก และเปนกฎธรรมดา. มันเกิดขึ้นมาเองตามเรื่อง หรือ เหตุปัจจัยของมันเอง เช่นเดียวกับ แดด ลม ฝน พายุ เปนต้น. มันต้องมีในโลก, และมันก็ต้องทำงานตาม หน้าที่ของมันในโลก ถ้าขาดเสีย สัตตโลกก็จะโง่ลงไป มาก ค่าที่ไม่มีปัญหาชีวิต สำหรับศึกษา. เมื่อมันมี ให้ศึกษา เราไม่ศึกษา กลับไปคล้อยตามหรือยั่วมัน เล่น แล้วเข้าใจว่ามันเปนสิ่งที่ทำอันตราย. เขาด่าเรา ถ้าเราไม่ได้ยิน, เสียงนั้น ก็ไม่ทำ อันตราย, ครั้นเราได้ยิน, โกรธ และเจ็บ ; มันทำ อันตราย. ข้อนี้อย่างไรกันแน่ ? เสียงที่เขาส่งมา เปนผู้ทำอันตรายเรา, หรือว่า ความได้ยินของเราเอง ทำอันตรายเราเอง. เขาไม่ได้ด่าเรา มีคนช่างยุมา
น.44 ๔๑ บอกว่าคนนั้นด่าเรา เราก็โกรธคนนั้น และเจ็บใจ, นี่ ไม่มีเสียงด่าส่งมาเลย เราก็เจ็บและรู้สึกว่าถูกทำอันตราย ทั้งที่ไม่มีเสียงส่งมา. ถ้าไม่รับเอาเสียง หรือปลูก ความเชื่อขึ้นเอง การด่าหรือการทำอันตรายนั้นๆ จะ เปนผลขึ้นมาอย่างไรได้. ฉะนั้น ความจริงมันอยู่ที่ ว่าอารมณ์ นั้นๆ มันไม่ได้ทำอันตรายอะไรเราดอก, มัน อยู่ที่ความฟังหรือความรับของเราเอง. ถ้าเรารับเอา อารมณ์อันใดเข้าใส่ตน มันก็ต้องเปนเราเองนั่นแหละ ที่จะต้องเปนผู้รับผิดชอบเอง ในความยุ่งยากภายในที่ เราก่อมันขึ้น. คนนอกไม่อาจทำหรือได้เคยทำอันตราย ใครเลย ความรับเอาอารมณ์ของผู้นั้นเองต่างหาก เปนสิ่งที่ทำอันตรายผู้นั้นเอง. ความยุ่งยากอันใดเกิด ขึ้น ที่เรารู้สึกว่ามีใครทำเรานั้น ความจริงเกิดจาก การที่เราบังคับตัวเองอย่าให้รับเอาอารมณ์ ไม่ได้. ถ้าเราบังคับตัวเองอย่าให้รับเอาอารมณ์ได้ อารมณ์ นั้นก็เท่ากับไม่มี และไม่ทำอันตรายเราแต่อย่างใด. ความชะนะตัวเองเช่นนี้ เปนเหมือนสิ่งที่สามารถป้องกัน เชื้อโรคอันมีอยู่ทั่วไปในอากาศ มิให้เกิดเปนพิษขึ้น
น.45 ๔๒ กับเรา เช่นเดียวกับเชื้อโรคต่างๆที่ปลิวไปได้ตามลม เช่นเชื้อวรรณโรค ย่อมมีอยู่ทั่วไป ยากที่ใครจะหลบ พ้น แต่ที่ทุกคนไม่เปนวรรณโรคนั้น ก็เพราะมีอำนาจ ต้านทานในโลหิตในร่างกายของผู้นั้นมากพอ เชื้อจุลิน_ ทรีย์เข้าไปก่อพืชพันธุ์ ไม่ได้. ความที่เราสามารถบังคับ ตัวเอง เปนเครื่องป้องกันอันตรายอันประเสริฐ, เมื่อ ชะนะตัวเองแล้ว ย่อมชะนะสิ่งทั้งปวงในโลก. แม้จะ เปนคนอ่อนแอโดยเพศ โดยกำลังทรัพย์ กำลังกายและ อำนาจก็ตาม จะเปนผู้ที่ไม่มีใครเอาชะนะได้ แม้ที่สุด แต่ความตาย. อาชีพบางประเภทบังคับให้ผู้ประกอบ ต้องประสพต่ออนิฏฐารมณ์ได้มาก เช่นคนค้าขายต้อง ทนวาจาหยาบคายของคนซื้อ ทนายความต้องอดทนต่อ ความเสียดสีของฝ่ายปรปักษ์ ยิ่งอยู่ในสตรีเพศ ยิ่ง ต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะฉะนั้นทางที่จะไม่เปนภัย ต่อการ งานและจิตต์ใจ ก็คือการบังคับจิตต์ หรือตัวเอง ได้เด็ดขาด ให้อารมณ์นั้นเปนสักแต่ว่าอารมณ์ ไป ไม่ มีพิษแก่เราแต่อย่างใด จึงจะเอาชะนะคนหรืออารมณ์ ที่ เปนสัตรูได้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม.
น.46 ๔๓ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เปนอนิฏฐารมณ์ มิได้ เปนอันตรายมากเท่าสิ่งที่เป็นอิฏฐารมณ์ พูดตรงๆก็คือ สิ่งที่เรารัก ทำอันตรายยิ่งกว่าสิ่งเราเกลียด. เมื่อ คำนึงถึงส่วนใหญ่แล้ว สิ่งที่เราพอใจ ทำให้เราหลงใหล ไม่รู้สึก จึงยากที่จะบังคับ และทำอันตรายชะนิดที่ยึด เยื้อเรื้อรัง โดยเกรอะกรังอยู่ในใจไม่รู้ สร่าง กระทั่ง ล่วงไปเป็นสิบๆปี ก็ยังอาลัยอาวรณ์ ถึง, ส่วนเรื่อง ของความโกรธนั้น แม้ จะเป็นชะนิดพยาบาท (ถ้ามิใช่ มีเรื่องรักเปนมูล) จะสูญหายไปจากจิตต์ โดยเร็ว และ โดยง่าย. ในโลกนี้มีของเพียงสองอย่างเท่านั้น คือ ของที่ทำให้รักหรือพอใจ กับสิ่งที่ทำให้เกลียดหรือไม่ พอใจ. สิ่งที่ไม่ทำความรู้สึกสองอย่างนี้ให้เกิดขึ้น แม้มีก็เท่ากับไม่มี. สิ่งที่ทำอันตรายต่อจิตต์ ใจของ คนเรา จึงมีเพียงสองอย่างเท่านั้น. เมื่อระวังได้ โดย ทำตัวเองให้ไม่รับเอาอารมณ์ หรือที่เรียกกันว่ารู้เท่า อารมณ์ มันก็ไม่มีโอกาสผ่านเข้าไปในใจ และก่อ เรื่องขึ้น.
น.47 ๔๔ ถ้าทำได้ตามหลักแห่งอนัตตา คือไม่มีตัวเรา มี แต่ความสับสนหมุนเวียนของธรรมหรือธรรมชาติ, ก็ มีความรู้สึกประจำอยู่เสมอ ในการที่จะไม่มีผู้ถูกทำ หรือผู้ทำ, ไม่มีเรามีเขา ซึ่งไม่มีกระทั่งผู้หญิงผู้ชาย นักบวชหรือคนครองเรือน คงมีแต่ธรรมชาติคือจิตต์ ดิ้นรนไปจนกว่าจะพบความรู้ ความสงบ หรือความ หลุดพ้นจากการวนเวียนเท่านั้น. ปัญญาของจิตต์ จะ เปนผู้ควบคุมความไม่มีเขามีเรามีตัวมีตน ให้ดำเนิน ไปในทางที่ดีงาม คือที่เปนไปเพื่อหลุดพ้น จึงไม่ออก นอกคลองแห่งสีลธรรมไปเอง. ถ้าเข้าถึงความจริง อันนี้ได้ ปัญหาเรื่องฆราวาสต่างกับนักบวช ก็หมดไป เพราะถ้าใครยังหนาอยู่ แม้จะเปนนักบวชหรือฆราวาส ก็ตาม ย่อมมีกิเลสเท่ากันก็ได้ เปนแต่ต่างกันเปนคนละ รูปเท่านั้น. กิเลสเท่านั้น ที่เปนธรรมอันทำอันตราย. มิใช่อารมณ์. ใบบัวอยู่กับน้ำแท้ ๆ แต่ไม่มีโอกาส เปียกน้ำ, ทำอย่างไรก็ไม่เปียก, แต่ของบางอย่างเพียง. แต่อากาศชื้นสักนิดเดียวเท่านั้น ก็เปียกไปหมด ความจริง
น.48 ๔๕ มีอยู่ดังนี้. และควรเข้าใจคำว่า "ครองเรือน" ให้ ถูกต้องด้วย. ๑๕. ปัญหา : จิตต์เมื่อได้ กระทบกับอารมณ์ ย่อมเกิดความพอใจและไม่พอใจขึ้น จะทำ อย่างไร จึงจะให้รู้เสียก่อนที่มันจะเกิด ขึ้น ? ตอบ : ต้องมีสติ ในการที่จะหลีกเลี่ยงเสีย ถ้า หลีกเลี่ยงได้, และมีสติในการที่จะไม่รับเอาอารมณ์เข้า ไปในจิตต์ ถ้ากระทบกันแล้ว. (คำว่าอารมณ์ ตามภาษาธรรมะ ย่อมหมายถึงสิ่งที่มากระทบ จิตต์, แล้วเกิดเป็นเวทนา หรือสังขาร (เจตสิกธรรม) ขึ้นในจิตต์ เอง แต่ภาษาไทยเราเรียกเจตสิกธรรมนี้ว่า อารมณ์เหมือนกัน, เช่น เมื่อพูดว่า "กำลังมีอารมณ์ร้าย, วันนี้อารมณ์เขาไม่ดี อย่าไปกวน เขา" เปนต้น. ในปัญหานี้ คำที่ว่า ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น ย่อมหมาย ถึงเจตสิกธรรมนั้นจะเกิดขึ้น หลังจากที่อารมณ์จากภายนอกกระทบ แล้ว).
น.49 ๔๖ การมีสติที่จะเลี่ยงอารมณ์ หมายถึงความฉลาด เฉลียวบางอย่าง เช่นรู้ว่าตรงไหนยุงชุมก็ไม่เข้าไป. การมีสติในอันที่จะไม่รับเอาอารมณ์ เปรียบเหมือน เอามุ้งหรือเครื่องกันยุงอย่างอื่นเข้าไปด้วย ในเมื่อต้อง เข้าไป. สติในขั้นนี้ หมายถึงการรู้เท่าอารมณ์ ดัง ที่อธิบายแล้วในข้อบน. แต่มันยากอยู่ที่การปฏิบัติ หรือจะทำให้ได้ เพราะนั่นเป็นเพียงหลักวิชชา. เช่นรู้ ว่าถ้าไม่รับเอาอารมณ์เข้าใส่ใจ มันก็ไม่เกิดเรื่องขึ้นมา ได้, แต่เมื่อใจเป็นสิ่งที่มีธรรมชาติรับเอาอารมณ์เสีย แล้ว ทำอย่างไร มันจึงจะมาเปนไม่รับเอาไปได้เล่า, นี่เปนปัญหาของฝ่ายการปฏิบัติ. การรับเอาอารมณ์ แล้วพอใจ หรือไม่พอใจ นั้น เป็นสัญชาติญาณของจิตต์คู่เคียงกันมา ไม่รู้ได้ว่ากี่ปี มาแล้ว หรือกี่ชาติมาแล้ว, เปนของเคยชินเปนสันดาน, ฉะนั้นการที่จะแก้สันดาน จึงเปนปัญหาที่ค่อนข้างยาก. แต่ก็มีทางแก้ได้ตามกำลังของการปฏิบัติ. สมมติว่า เราเคยตบยุงชินมาแต่เด็กๆ จนเป็นผู้ใหญ่มากแล้ว มา ต้องรักษาสีล ไม่ตบยุง เรามีวิธีอย่างไรที่ว่า พอรู้สึก
น.50 ๔๗ เจ็บแปลบที่ตรงไหนแล้ว จะไม่ตบลงไปที่ตรงนั้นเหมือน อย่างเคย. ข้อนี้จะต้องย้อนไปอิกขั้นหนึ่งว่า ทำไมพอ เจ็บแปลบ เราจึงตบ. เพราะว่าเราจำได้ ว่า เจ็บชะนิด นั้นหรือลักษณะนั้น เปนยุงแน่ รู้ได้เร็วโดยความซ้ำ ซากและเคยชิน เราจึงตบลงไป โดยไม่ต้องเห็นตัวยุง ก็รู้ว่าที่นั่นมียุง. ไม่ใช่แมลงผึ้ง, ไม่ใช่เข็มหรือหนาม หรือไฟจุด. แต่ว่าสติหรือความจำชะนิดนี้ เปนเพียง กึ่งสำนึกคือ พอรู้ว่าคงเปนสิ่งนั้นแน่เท่านั้น, และก็ อาศัยความเคยชิน. ครั้นเมื่อเราจะสำรวมไม่ตบ เรา จึงมีระยะยั้งตัวทัน ไม่ตบ ไม่ปัด ไม่เขี่ย ลงไปทั้งที่ ยังไม่ได้ ดูเสียก่อน จึงสามารถห้ามความเคยชินเปนปีๆ ของเรามาแต่หลังได้. ในเรื่องอารมณ์ ก็เหมือนกัน เมื่อเราจะเข้าไปติด ต่อกับบุคคลใดหรือสิ่งใด ควรรู้ก่อนว่า มันจะต้องมี อารมณ์ เกิดขึ้น ถ้าไม่ใช่ทางพอใจก็ทางที่ไม่พอใจ. เราจะไม่เผลอไปจนรับเอาตามแง่นั้น, เรามีเพียงความ รู้สึกว่าเราควรปฏิบัติต่ออารมณ์ นั้นอย่างไร หรือหน้า ที่ของเรามีเพียงใด ในการมาที่นี้ เท่านั้น. ครั้นติดต่อ
น.51 ๔๘ เข้าแล้ว และมีอารมณ์ส่งมาจริงๆ เราจะอาจรู้ได้ โดย สังหรณ์ด้วยอำนาจความเคยชินในกาลก่อน ว่ามันจะ ทำเราให้หวั่นไหวไปได้หรือไม่ หรือเราได้หวั่นไหวไป แล้วหรือยัง. และจะต้องพูดกะตัวเองว่า เรื่องนี้อย่า เพ่อก่อน เอาไว้ คิดดูให้ดีเสียก่อน จึงค่อยตัดสิน. หรือ ว่า เราเปนผู้ยินดียินร้าย, ถ้ากิเลสเปนผู้ยินดียินร้าย ก็ ต้องเอาไว้ก่อน ยังไม่ใช่เรื่องที่จะจัดการกันในขณะนี้. ต้องเอาไปส่งให้ ปัญญา เปนผู้จัดการ ; เหมือนบุตร ที่ดี จะต้องไปถามแม่เสียก่อนว่าเรื่องนี้ควรทำอย่างไร. แม้จะเก็บไว้จนลืมเสีย ก็ไม่เห็นน่าเสียดายอะไร. โดยอุบายเพียงเท่านี้ ก็สามารถป้องกันความยินดี ยินร้ายตามอารมณ์ได้ ก่อนแต่ที่มันจะเกิดขึ้น. ปัญหา อาจเหลืออยู่ต่อไปอิกนิดหนึ่งว่า ทำอย่างไรจึงจะบังคับ ตัวได้ถึงอย่างนั้น. ข้อนี้ต้องอาศัยความรักตัว รู้จัก เข็ดหลาบ มีปัญญารุ่งเรืองอยู่เสมอว่า นั้นมันเปนไฟ และไฟจริงๆ ก็จะไม่เผลอจับไฟอิก เช่นเดียวกับที่เราไม่ จับไฟตามธรรมดา. แต่อย่างไรก็ตาม จำต้องอาศัย ความเข้มแข็งและเด็ดขาด เปนเครื่องช่วยเหลืออยู่ด้วย
น.52 ๔๙ ทุกๆเรื่อง ถ้าเราลืมไปเสียว่าสิ่งนี้เปนไฟ. เข้าไป ใกล้มันต้องระวังให้ดี, มันก็เผาเราได้, แต่ถ้าเรารู้สึก อยู่ไม่มีลืม มันก็เผาเราไม่ได้ เรากลับจะใช้มันทำ ประโยชน์ได้ ตามที่เราต้องการ. ๑๖. ปัญหา : จิตต์ที่หลุดพ้นเปนอิสสระจาก กิเลสแล้ว ความรู้ ว่าจิตต์บริสุทธิ์เปน อัตตาหรือไม่ ? ตอบ : ถ้าคำว่าอัตตา หมายถึงสิ่งที่มั่นคง ถาวร ไม่แปรผัน ไม่มีอะไรปรุงแต่ง, ความรู้นั้น ก็ เปนอัตตาไม่ได้ เพราะตัวความรู้นั้น ยังดับได้ และ เกิดขึ้นเพราะมีเหตุของมันเอง. ถ้าคำว่าอัตตา หมายเอาเพียงสภาพที่หลอกลวง เกิดขึ้นเปนเพียงมายา เพราะอำนาจอวิชชาหรือความ หลง หาสาระอันใดมิได้, ตัวความรู้นั้น ก็เปนอัตตา
น.53 ๕๐ ไม่ได้อิก เพราะความรู้ที่ว่านั้น ไม่ลวง และมิใช่มายา. ถ้าคำว่าอัตตา หมายเอาจิตต์, ความรู้ นั้นก็เปน อัตตาอิกไม่ได้, เพราะความรู้ เปน เพียง สิ่ง อิก สิ่ง หนึ่ง ที่เกิดขึ้นกับจิตต์ ที่ได้รับการศึกษาพอแล้ว. ถ้าคำว่าอัตตา หมายเอาสิ่งที่คนไทยเราเรียกกันว่า เจตภูต หรือชีโว ที่เปนตัวท่องเที่ยวจากร่างนี้สู่ร่างโน้น หรือที่ชอบเรียกกันว่า ผี (ตามที่เชื่อกันในคนบางพวก), ความรู้ก็มิใช่อัตตาอิกนั่นเอง. ๑๗. ปัญหา : กิเลสเปนสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลัง หรือเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ. ตอบ : ข้อความวรรคหลังในตัวปัญหายังฟัง ไม่ถนัดนัก. แต่จับเค้าได้ ว่าคงถามว่า กิเลสเป็นสิ่งที่ เพิ่งเกิดภายหลัง หรือมีอยู่เองแล้วในสันดาน ตาม ธรรมชาติ.
น.54 ๕๑ กิเลสคือความ โลภ โกรธ หลง เปนเพียงผลที่ แสดงออกเป็นคราวๆของอวิชชา. แม้กิเลสหยาบๆ อย่างอื่นที่เกิดต่อมาจากโลภโกรธหลง ก็เกิดเปนคราวๆ จึงนับว่า เพิ่งเกิด. ส่วนอวิชชาหรือเชื้อเดิมของกิเลส นั้น มีอยู่เองตามธรรมชาติในสันดาน. แต่บางคราว เราก็เรียกอวิชชาว่าเปนกิเลสเหมือนกัน จำต้องจำกัด ความให้สั้นลงเปนอย่างๆดังนี้. มีกิเลสอย่างละเอียด ที่จำแนกชื่อออกไปอิกหมวดหนึ่ง เรียกว่าอนุสัย มีเจ็ด อย่าง และมีชื่อว่าอวิชชารวมอยู่อย่างหนึ่งด้วยนั้น ก็ คือ โลภะ โทษะ โมหะ ที่จำแนกออกไปโดยละเอียด, และคำว่านอนรออยู่ในสันดาน ย่อมมีความหมายเพียง ว่าพร้อมที่จะเกิด, เพราะเมื่อกล่าวตามนัยแห่งปรมัตถ์ เจตสิกธรรมย่อมพร้อมที่จะผสมจิตต์เกิดขึ้นเสมอ แล้ว แต่เมื่อไรจะมีอายตนะภายนอกกระทบ, และอายตนะนั้นๆ เปนสื่อแห่งกิเลสชื่อไร. ถ้าเราเรียกว่าเปนกิเลส ต่อ เมื่อเกิดเปนเรื่องราวสมบูรณ์ แล้ว ควรจะนับว่าเพิ่ง เกิดสิ้น นอกจากอวิชชาอย่างเดียว, และคำว่าอวิชชา คำนี้ หมายความกว้างกว่าอวิชชาที่มาในหมวดธรรม
น.55 ๕๒ หลายๆอย่างด้วยกัน เช่นที่มาในอนุสัยเป็นต้น ซึ่งในที่ นั้น มักหมายความเหมือนกับโมหะเท่านั้น, หรือมิฉะนั้น หมายถึงส่วนที่เหลืออยู่เปนความหลงล้วนๆ ในเมื่อได้ ลบกิเลสชื่ออื่นข้างๆออกเสียแล้ว. ๑๘. ปัญหา : คำที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระ นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่งนั้นเปนสุขอย่างไร ? ตอบ : สุขอยู่ที่จิตต์ มิใช่สุขอยู่ที่พระ นิพพาน. พระนิพพานเอง ไม่สุขไม่ทุกข์ และไม่อาจ กล่าวได้ว่าเป็นอย่างไรด้วย. คำนี้เปนโวหารพูด ทำ ให้บางคนหลงไปว่าสุขที่ตัวพระนิพพานเอง เพราะท่าน กล่าวว่า นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง. ในภาษาไทยเรา ก็มีโวหารพูดที่คล้ายๆนี้ เช่นเรา พูดว่า "กรุงเทพ ฯ สนุกมาก" ดังนี้ เรามิได้ หมายความ ว่ากรุงเทพฯ สนุก แต่เราหมายความถึงใจของคนที่พอใจ
น.56 ๕๓ ในกรุงเทพฯ ต่างหาก สนุก. พระอรหันต์อาจจะกล่าว ว่ากรุงเทพฯ น่าอึดอัดมาก หรือสกปรกมากก็ได้ เท่ากัน. เพราะฉะนั้น ตัวกรุงเทพ ฯ เองนั้น เราไม่อาจกล่าวได้ ว่าอย่างไร และสนุกกะเขาไม่เปน. ส่วนใจของผู้พอ ใจเพราะตรงกับความต้องการของเขานั่นต่างหาก รู้สึก สนุก. แต่ก็ต้องพูดว่ากรุงเทพฯ สนุก ซึ่งเปนสำนวน ของภาษา. มีผู้กล่าวอยู่เสมอว่า นิพพานพ้นบุญพันบาป พ้น สุขพ้นทุกข์ ดังนี้, อาจเกิดความสงสัยว่าถ้าอย่างนั้น จะเปนสุขอย่างไร. ข้อนี้ขอตอบว่า เมื่อจิตต์ หลุดพ้น แล้วจากอวิชชาเครื่องหุ้มห่อ จิตต์ก็พบกับพระนิพพาน หรือสภาพแห่งความปราศจากอวิชชา ปราศจากกิเลส ปราศจากทุกข์ได้ทันที เช่นเดียวกับเมื่อยกกะลาครอบ ขึ้นเสีย สัตว์ตัวน้อย ๆที่อยู่ภายใต้กะลามาก่อน ย่อม ได้รับแสงสว่าง ทันที. เมื่อ จิตต์ ลุ ถึง สภาพ นั้น มันย่อมรู้สึกโปร่งและเยือกเย็นเอง หมดความดิ้นรน อยากได้ทุกๆอย่าง โดยไม่ต้องได้อามิสสินจ้างอันใด จากภายนอกดังแต่ก่อน, มันเปนนิรามิสสุขชั้นพิเศษ
น.57 ๕๔ มิใช่เวทนาอันเกิดมาจากการสัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ อันเปนสิ่งที่มีสิ่งอื่นปรุงแต่ง คืออารมณ์ สามัญ. จิตต์ หลุดพ้น และรู้ว่าตัวเองหลุดพ้น ไม่มีอะไรที่จะยึด ถือหรือต้องยึดถือ ไม่ต้องพึ่งใครเพราะไม่ต้องการที่พึ่ง ไม่สงสัยอะไรเพราะไม่อยากรู้ อะไรอิก ฯลฯ เหล่านี้เปน รสที่จิตต์ได้รับ และรับเองโดยไม่ต้องมีเจตนา เช่นเดียว กับตัวสัตว์ ได้รับแสงสว่างเมื่อยกกะลาครอบขึ้นเสียได้. นี่คือความหมายของคำว่า นิพพานเปนสุขอย่างยิ่ง. สุขนี้ มิใช่สุขเวทนา เพราะไม่มีเหตุมีปัจจัย. ไม่ ควรเรียกว่าสุขเลย, แต่เราก็ไม่รู้ จะเรียกว่าอะไร ถ้า จะให้ คนที่ยังไม่เคยได้ ถึงฟังถูก ก็ต้องเรียกทับซ้ำลงไป อิกว่าสุข ทั้งที่คำนั้นมีความหมายอย่างหนึ่งอยู่แล้ว. แต่ถ้าเรียกให้ ถูกจริงๆแล้ว ควรเรียกแต่เพียงว่า"ที่สุด ทุกข์," เพราะเป็นที่สุดจบของความทุกข์ ทั้งมวล. ความมีอยู่แห่งสังขารธรรมหรือโลกิยธรรม ทั้งหมดคือ ตัวทุกข์ เพราะฉะนั้น โลกนี้ จึงคือทุกข์, ความไม่มี แห่งสังขารธรรมหรือโลกิยธรรม คือที่สุดของความทุกข์ หรือแดนเปนที่ดับสนิทของความทุกข์ ทั้งมวล นั่นคือ
น.58 ๕๕ นิพพาน. แต่การกล่าวอย่างนี้ ไม่ถูกกับนิสสัยของ สัตว์ ผู้เคยชินกับความอยากสุข ทะเยอทะยานต่อสุข มาก่อน จึงต้องกล่าวว่าเปนสุขอย่างยิ่งหรือยอดสุข เลย ทำให้เขาเหล่านั้นคาดฝันผิดความจริงไปถนัดก็มี. เช่น บางคนหมายความว่าความสุข ได้แก่สวรรค์ เป็นต้น ยอดสุข ก็คือยอดของสวรรค์ หรือสวรรค์ร้อยเท่าพันเท่า ก็มี. แต่ก็จนใจที่ไม่มีคำอื่นจะมาใช้ให้เขาฟังถูก. เพราะเหตุนี้ จึงเกิดการกล่าวว่านิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ขึ้น ซึ่งบางคนถึงกับฝันว่าเป็นบ้านเป็นนครไป. ๑๙. ปัญหา : ที่กล่าวว่า เมื่อบรรลุพระ อรหันต์ในเพศฆราวาส จะต้องนิพพานภาย ใน ๗ วัน ถ้าบวชเปนภิกษุจะมีชีวิตต่อไป อิก ที่เปนเช่นนี้เพราะเหตุใด ? ตอบ : ข้อนี้เปนนัยแห่งการอนุมาน, ยังไม่ เคยมีใครตาย. ความสำคัญในเรื่องนี้ อยู่ที่ความหมาย
น.59 ๕๖ ของคำว่า เพศฆราวาสหรือบรรพชิต. เพศฆราวาส ต้องหมายถึงการหนาแน่น หมักหมมอยู่กับเรื่องของ โลกิยะ เช่นคนที่เป็น ฆราวาสจริงๆ กระทำกันอยู่ เพศบรรพชิต ต้องหมายถึงเพศที่สละสิ่งเหล่านั้นออกไป แล้ว. อย่าหมายเพียงโกนหัว นุ่งผ้าเหลืองอยู่วัด เท่านั้น, เพราะถ้าเปนเช่นนั้น จะทำให้ไม่ต่างกับฆราวาส ซึ่งพระอรหันต์ ก็จะต้องตาย อิกเหมือนกัน ทั้งที่อยู่ ในเพศที่เรียกกันว่า ภิกษุแล้ว. ก็ทำไมจึงต้องตาย เพราะอยู่ ในเพศฆราวาส ถ้าหากว่า ท่านเกิดไปอยู่เข้า ? ทำไมปลาน้ำจืดจึงตาย เมื่อต้องไปอยู่ในน้ำเค็ม ? เพราะเกลือที่อยู่ในน้ำนั้น มันไม่ถูกกันกับตัวของปลา น้ำจืด. ในเพศฆราวาสที่เป็นฆราวาสจริงๆ มีอะไรซึ่ง คล้ายกับเกลือ. แม้พระอรหันต์จะเคยเปนฆราวาสมา ก่อน ซึ่งเปรียบเหมือนกับเคยอยู่น้ำเค็มมาก่อนแล้ว แต่ บัดนี้มากลายตรงกันข้ามเสียแล้ว กายของท่านไม่ถูกกับ ที่อยู่เก่าอีกต่อไป. สำหรับใจของท่าน แม้จะให้อยู่ ก็เท่ากับไม่อยู่ เพราะความที่ใจไม่ยึดถือสิ่งใด. แต่ ส่วนกายซึ่งเปนวัตถุนั้น เมื่อได้สิ่งแวดล้อมที่เปนข้าศึก
น.60 ๕๗ ย่อมกระสับกระส่าย เลยต้องอนุมานเอาว่าจะต้องตาย ใน ๗ วัน. ที่ต้องอนุมาน ก็เพราะว่า พระอรหันต์ ท่านไม่ เคยอยู่ และท่านอยู่ไม่ได้ ในเพศฆราวาส, ถึงจะให้ ท่านอยู่ที่บ้าน นุ่งผ้าสี ท่านก็ต้องมีอะไร ๆ ในตัวท่านที่ เป็นบรรพชิตอยู่นั่นเอง ไม่มีอะไรมาทำใจให้เปลี่ยน เป็นใจฆราวาสไปได้ มันจึงเท่ากับจับมาขังคุก เมื่อถูก บังคับ (ซึ่งทำได้ แต่ทางกาย) หนักเข้า ก็ต้องตายไป โดยส่วนกายหรือสังขารธรรม แต่ท่านหาตายได้ไม่. เพราะฉะนั้นจึงกล่าวว่า ไม่มีใครสามารถจับพระอรหันต์ ใส่ลงไปในเพศฆราวาสได้เลย. ท่านจึงไม่เคยอยู่ เพราะเหตุนี้. ทีนี้สมมติว่าถ้าอยู่ หรือขืนอยู่ จะต้อง มอดดับไปเหมือนไฟที่เขาวางไว้ กลางฝน. จึงมีคำว่า นัยว่า, ในเมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้. ทั้งนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็น ลักษณะแห่งความเปลี่ยนแปลงของท่านว่า มีอยู่อย่าง น่าปลาดใจอย่างไรเท่านั้น. แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหาก ว่าเกิดมีใครที่บังคับให้ท่านครองชีพอย่างฆราวาส ให้ ได้ จริงๆ ก็จะต้องตายจริง ด้วยเหตุดังกล่าวแล้ว, แต่
น.61 ๕๘ มันไม่เปนวิสัยที่ใครจะบังคับท่านได้ เพราะเหตุที่จิตต์ เปลี่ยนไปจนตรงกันข้าม. แม้ทั้งมนุษย์ เทวดา พรหม หรืออะไรอื่นอิกทั้งหมดรวมกัน ก็ไม่สามารถ เปลี่ยนใจท่านได้ เพราะฉะนั้น ท่านจะครองชีพอย่าง ฆราวาสบริโภคกามได้อย่างไร. และไม่เคยมีใครทำ ให้ท่านตายได้เพราะเหตุนี้. ๒๐. ปัญหา : อารมณ์เปนสิ่งที่เปลี่ยนแปลง ได้ง่าย บางขณะเราก็รู้เท่า แต่บางขณะ เราก็ไม่รู้ ทำอย่างไรเราจึงจะรู้ทันอารมณ์ ที่เกิดขึ้นนั้น เสมอไป. ตอบ : คำว่าอารมณ์ในที่นี้ คงหมายเอา ความรู้สึกของจิตต์ในภายใน ที่เปลี่ยนแปลงไปตาม อารมณ์ภายนอก เพราะพูดว่าอารมณ์ ที่เกิดขึ้นแทนคำ ว่าอารมณ์ที่มากระทบ, เช่นที่เปนโวหารภาษาไทยว่า
น.62 ๕๙ อารมณ์ กำลังร้าย อารมณ์ กำลังดี เปนต้น. การที่ จะไม่ให้เกิดอารมณ์ดีหรืออารมณ์ร้ายขึ้นในใจ เพราะ สิ่งต่าง ๆที่มากระทบจากภายนอก หรือเกิดขึ้นในภายใน ก็ตามนั้น หมายความว่าไม่ให้เกิดขึ้นได้เลย. ส่วนที่ ว่า จะรู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเสมอไป นั้น อาจ จะหมายไปถึงว่า รู้ต่อเมื่อมันเกิดเสียแล้ว. การรู้ ทีหลังเช่นนี้ มีประโยชน์น้อย สู้รู้เท่าอารมณ์ที่มา กระทบ ก่อนแต่ที่อารมณ์ดีหรืออารมณ์ร้ายจะเกิดขึ้น ในภายใน ไม่ได้. ฉะนั้น จะสรุปความของปัญหา เสียใหม่ให้ชัดเจนว่า "ทำอย่างไร จึงจะรู้เท่าทัน อารมณ์ภายนอกที่มากระทบ จนไม่อาจเกิดเปน อารมณ์ดีหรือร้ายขึ้นในภายในได้ ?" ปัญหาอย่างเดียวกันนี้ ได้ตอบมาแล้วในรายอื่น, ในที่นี้จะ ตอบขยายออกไปฉะเพาะส่วนที่ยังไม่เคยตอบ หรือยังไม่ชัด. เหมือนกับเราเดินเข้าไปในตลาดครั้งแรก กับครั้ง หลังๆ ย่อมมีความรู้สึกในสิ่งต่างๆที่อยากจะได้ต่างๆ กัน. ครั้งแรกอาจพอใจหรือไม่พอใจในสิ่งต่างๆ อย่าง ที่เรียกว่า "ทึ่ง," แต่ครั้งต่อๆมาค่อยน้อยเข้าทุกที จน
น.63 ๖๐ เหลือเพียงบางสิ่ง หรือในที่สุดเปนสิ่งธรรมดาไปหมด. อาจจับหลักได้ ชั้นหนึ่งว่า สิ่งที่เคยชินกันแล้ว ย่อมทำ ความรู้สึกให้แก่ใจน้อยทั้งในทางที่พอใจ และไม่พอใจ และความเคยชินนั้น ก็คือการรู้จักมันดีจนจืดชืดไปแล้ว. อารมณ์ต่างๆ เรารู้จักมันแต่ในด้านที่แปลกปลาด เพ่ง แต่ความแตกต่างของ รูปร่าง เวลา สถานที่ เป็นต้น, แต่ ไม่เพ่งไปในด้านที่เป็นสำคัญลักษณะ เช่นความไม่เที่ยง เปนทุกข์ เปนอนัตตา ของอารมณ์ เหล่านั้น, เราจึง ไม่เกิดความเคยชินในอารมณ์ ในทำนองที่จะไม่ยินดี ยืนร้ายขึ้นมาได้. เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุด เพื่อจะทำ ให้ มันกลายเป็นของซ้ำซากเหมือนกันหมด ก็คือฝึกการ เพ่งดูอารมณ์ทั้งปวง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบันน์ โดยฐานเปนสิ่งเสมอกัน คือล้วนแต่เป็น อนิจจํ ทุกขํ อนัตตา, มีเหตุปัจจัยปรุงขึ้นเปนลักษณะต่างๆ, เมื่อ จิตต์ ของเราไม่รู้มันดี ในแง่นี้มันก็เข้ายั่วเย้า หรือปรุง จิตต์ให้วุ่นวายสับสน ละจากภาวะอันปกติไปได้ ทันที. ถ้าจิตต์ เรารู้เท่า และทำให้ เปนของเคยชินต่อการ พิจารณาอยู่ทุกๆวันแล้ว ก็ย่อมจืดไปเอง. สมมติ
น.64 ๖๑ ว่าใครมาด่าเราทุกวันๆ สัก ๒ ปี การด่าในวันท้ายๆ ก็กลายเปนของน่าหัวเราะ หรือเห็นขันไปได้. เพราะฉะนั้น จึงควรทำในใจไว้เสมอว่า อารมณ์ ทั้งหลาย เปนเพียงของธรรมดา ทั้งนั้น, แต่ที่เราถึงกับ ไปรัก หรือเกลียดมัน เอามากๆ ก็โดยที่เราไม่ได้นึก หรือไม่นึกเห็นว่า มันเปนของธรรมดาอย่างไรเท่านั้น เอง. ใจคนเรามีความรู้สึกหรือความฉลาดสูงต่ำอยู่ เป็นชั้นๆ แล้วแต่การศึกษาอบรมของเรา. ใจที่อยู่ ในภูมิอันสูงสุดแล้ว ย่อมรู้จักอารมณ์ดีทุกๆชะนิด จึง เลยไม่เห็นแปลกปลาด ถึงกับจะต้องไปรักด้วย หรือ เกลียดด้วย. ยิ่งอบรมใจได้สูงมาก ก็ยิ่งเฉยต่อ อารมณ์ได้มาก สนใจแต่ในสิ่งที่ดี ที่ปัญญาเปนผู้ชัก จูง. เด็กบ้านนอกแรกเข้าไปในกรุง ย่อมลานตาด้วย สิ่งของแปลก ซึ่งเด็กในกรุงไม่ค่อยสนใจนัก, นั้นเป็น เพราะความรู้สึกสูงกว่ากัน. ใจที่ได้รับการศึกษามาก ก็รู้จักอารมณ์ได้มาก ใจที่ศึกษาน้อย ก็รู้จักอารมณ์ ได้น้อย ฉันนั้น. ทางที่ดีก็คือศึกษาให้รู้จักอารมณ์ ในด้านที่เปนของธรรมดาเสียให้ ทั่วถึง, ศึกษาได้ทั้งใน
น.65 ๖๒ ที่ต่อหน้า และในที่ลับหลังอารมณ์ ด้วยสติควบคุมไม่ ให้การศึกษานั้นๆเผลอ . กลายเปนการย้อนความรัก หรือความเกลียดยิ่งขึ้น ซึ่งเปนการติดอารมณ์ แทน การรู้อารมณ์. สติปัฏฐานก็คือการฝึกฝนการรู้จัก อารมณ์ โดยความเปนของใช่สัตว์ ใช่บุคคลที่ควรยึด ถือหรือหวั่นไหวหามิได้. ทั้งตัวเราเอง และทั้งอารมณ์ ที่มากระทบ กระทบแล้ว และจะมากระทบข้างหน้า ก็ ล้วนแต่สักว่าธรรมที่มีเหตุ หมุนกลิ้งไปตามเหตุ ทำ ไมจะต้องยึดถือหรือหวั่นไหวด้วยเล่า. การทำเช่นนี้ เป็นชั้นลึกซึ้ง คือทำลายเสียให้หมดพิษหรือหมดฤทธิ์ ทีเดียว ไม่ต้องระวังก็ไม่อาจเกิดโทษอันใดขึ้นมาได้. ๒๑. ปัญหา : ความสุขที่เกิดจากการปฏิบัติ ธรรมนั้น เปนความสุขชะนิดไหน ? ผิด จากความสุขที่เราเข้าใจอยู่อย่างไร ? ตอบ : เป็นความสุขชะนิดที่ไม่ต้องอาศัยวัตถุ หรือสิ่งของภายนอกเข้าช่วยเหลือ, ไม่ติดเหยื่อหรือ
น.66 ๖๓ อารมณ์ในโลก อันจะทำให้เราตกเป็นฝ่ายที่จะต้องวิ่ง ว่อนไปตามโลก เพราะอยากได้ เหยื่อนั้นๆ, ไม่มีสิ่งใด ที่เราหวังและอยากได้ หรืออยากรู้ อยากเห็น หรือ สงสัย อีกต่อไป. ส่วนสุขตามที่เราเข้าใจกันอยู่นั้น คือสุขอย่างโลกๆ ตรงกันข้ามทุกชนิดกับสุขที่เกิดจาก การปฏิบัติธรรม. ตามธรรมดา คนเรามีความรู้สึกสุขอย่างโลกๆ มาแต่เล็ก คือสุขก็เมื่อได้รับความพอใจ อันเกิดจาก การได้ สิ่งที่ตนอยากจะได้ ทุกๆสิ่ง ตั้งแต่อยากได้ ของ กินของเล่น ของเริงรมย์ ทางอินทรีย์ ลาภ ยศ ชื่อ เสียง และเครื่องอำนวยความสะดวกสบายอื่นๆ แต่ เพราะว่าความอยากนั้นก็ดี สิ่งที่ได้มาสนองแก่ความ อยากนั้นก็ดี ล้วนผันแปรอยู่เสมอ ไม่สามารถทำความ พอใจให้ ตลอดเวลานาน, ได้ แต่ฉะเพาะครู่ยาม, เรา จึงไม่ได้รับความสุข ได้รับแต่ความเพลิดเพลินชั่วครู่ ยาม ซึ่งเราหลงไปเองว่าความสุข. ครั้นต่อๆมา ก็ พบแต่ความเหนื่อย และความวนเวียนเที่ยววิ่งหาเหยื่อ. ที่มี"บุญ" หน่อย ก็ได้เหยื่อมาหล่อเลี้ยงความอยาก
น.67 ๖๔ ไม่ขาดสาย จึงทำให้มัวเมาอยู่ในความเพลิดเพลินนั้นๆ ได้จนตาย และหลายชาติ, แต่ที่สุดแห่งความอยากไม่ ปรากฏ. ในการที่ต้องวิ่งตามเหยื่อตั้งหลายภพ หลาย ชาตินี่เอง ทำให้เกิดบาปแซกแซง ล้มลุกคลุกคลานกัน ไปตามเรื่อง, แม้เพียงชาติเดียว, ปีเดียว, หรือแม้ที่สุด แต่วันเดียว, ถ้าเรามองให้ดี ให้สุขุมแล้ว จะเห็นว่ามี การขึ้นๆลงๆหลายๆครั้ง วนเวียนอยู่ในอารมณ์ต่างๆ ที่แปลกกันฉะเพาะ รูปร่าง แต่เหมือนกันโดยลักษณะ สำคัญ คือ "หลอกทั้งนั้น," จึงเกิดความหน่าย ที่จะ พัวพันอยู่กับของลวง. สิ่งที่เคยเข้าใจว่าสุข มากลาย เปนเพียงความเพลินชั่วครู่ยาม ต้องเปลี่ยนแปลงตามวัย อยู่เสมอ วิ่งไปวิ่งมาไม่มีหยุด. จึงเกิดความเห็นแจ้ง ขึ้นมาว่า “สุขที่ต้องอิงอามิสหรือเหยื่อ อันเปนสุขตาม วิสัยโลกนี้ เล่นกล เปนมายา โดยตรง," จึงคิดหาทาง เอาชะนะมัน คือหาลักษณะที่ตรงกันข้าม. เมื่อเอา ชะนะแล้วได้รับรสใหม่อันหนึ่ง ซึ่งต่อไปนี้ จะเรียกว่า นิรามิสสุข - สุขไม่ต้องอาศัยเหยื่อ, หรือสุขอันเกิดแต่ การปฏิบัติธรรม คือวิธีการที่เราจะเอาชะนะอารมณ์อัน
น.68 ๖๕ เปนมายาเหล่านั้นเอง. นิรามิสสุข ไม่ต้องอาศัยการได้หรือการมีของรัก ไม่ต้องอาศัยวัตถุสิ่งของอันเปนภายนอก, เปนการ สะสางความโง่หลงได้ หมด ตัณหาก็หมดไปตาม จิตต์ หยุดจากการทะเยอตามสิ่งที่เปนมายาชั่วคราว ได้รับ รสความเย็น อันเกิดจากการไม่ฝ่อขึ้น ไม่ลุกขึ้น ไม่ ต้องวิ่งไปวิ่งมา สว่าง แจ่มใส บริสุทธิ์ อันเปนลักษณะ ที่ไม่เคยรับมาก่อน และที่ผู้ไม่เคยรับจะคาดคะเนว่าเปน อย่างไรไม่ได้. ต่อนั้นไป ก็เปนผู้ชะนะอารมณ์ อยู่ โดยธรรมชาติ อันอะไรมายั่วให้ รักหรือเกลียดไม่ได้ อีกต่อไป. เมื่อจิตต์ไม่ต้องกระหืดกระหอบอิกต่อไป เราจึงเรียกว่าสุขที่แท้จริง มีชีวิตอยู่ ในโลกโดยเอาโลก เปนทาษ แทนที่ตนเคยเปนทาษโลกมาก่อน อย่างตรง ข้าม. มีอำนาจอยู่เหนืออารมณ์ แทนที่อารมณ์เคย มีอำนาจเหนือตนมาก่อน (ในฐานที่ทำให้รักหรือเกลียด ได้ทุกเมื่อ) อย่างตรงข้าม. นิรามิสสุขนี้ ไม่ใช่สุขตามที่เราเข้าใจกันอยู่ เพราะเปนของที่คาดไม่ถึง จะเริ่มสนใจได้ ก็ต่อเมื่อมี
น.69 ๖๖ การศึกษามากพอ หรือต่อเมื่อเบื่อระอาต่อความไม่ แน่นอนของโลกิยสุข หรือสามิสสุขมาเสียก่อน. เมื่อ สนใจแล้ว ถึงเริ่มฝึกฝนตนตามแนวใหม่, ฝึกฝนแล้ว จึงจะได้รู้จักสุขอันใหม่ และเข้าใจมันได้. มันจึง ต่างกับสุขที่เราเข้าใจกันอยู่โดยทุกๆทาง คือทั้งมูลเหตุ ทั้งความสนใจ การปฏิบัติ ผลที่ได้รับ รสชาติ คุณสมบัติ และอื่นๆ ทั้งมวล. ๒๒. ปัญหา : ความสุขในทางโลกที่เราเข้า ใจว่าสุขๆนั้น เปนความสุขที่นึกเอาจาก อารมณ์ ที่มาสร้างความพอใจของตนๆ - เมื่ออารมณ์ยักย้ายไปอิก ก็เปลี่ยนแปลง ·ไปตาม, คำที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า อนิจจํ ทุกขํ อนัตตา คงจะเนื่องมาจากเหตุนี้ กระมัง ?
น.70 ๖๗ ตอบ : อนิจจํ ทุกขํ อนัตตา ของพระพุทธเจ้า หมายถึงลักษณะนั้นถูกแล้ว, แต่หมายกว้างไปถึง ทุกข์ และอุเบกขาด้วย. หมายความว่าสุขก็ตาม ทุกข์ ก็ตาม อุเบกขาก็ตาม. ย่อมเป็นของที่เป็น อนิจจํ ทุกขํ อนัตตา โดยเท่ากัน. และการกล่าวสามัญญลักษณะ ทั้งสามนี้ เนื่องมาจากการมองเห็นลักษณะของสังขาร หรือโลกิยธรรมทั้งสิ้น ตามที่เปนจริงว่ามีอยู่อย่างไร โดยชัดเจนแล้ว จึงทรงสรุปความตรัสขึ้นดังนั้น. ๒๓. ปัญหา : ขั้นสุดของการสอน และ ปฏิบัติตามหลักพุทธสานานั้น คือให้เพิก ถอนอัตตานุทิฏฐิออกคงเหลือแต่อนัตตา, ที่สุดเมื่อเปนอนัตตาแล้ว ก็ไม่มีอะไร เลย ไม่มีใครสุข ไม่มีใครทุกข์ เปน กลางอยู่ในความว่างเปล่า. ดังนี้ จึง
น.71 ๖๘ สงสัยอยู่ว่า เมื่อไม่มีใครรับผลของความ สุข ซึ่งเกิดจากการปฏิบัติธรรม แล้ว อะไรเล่าที่เปนผู้รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้ อยู่ จบแล้ว กรณียะได้ทำ เสร็จแล้ว กิจอื่นอันจะต้องทำเช่นนี้ไม่ มีอีก ? ตอบ : ควรจะคิดดูว่าอะไรเล่า ที่ก่อนนี้เปนผู้ รู้ว่า ยังเป็นทุกข์, ชาติยังไม่สิ้น พรหมจรรย์ยังไม่จบ กรณียะยังทำไม่เสร็จ ยังมีกิจที่ต้องทำอีก. ในตอน หลังก็สิ่งนั้นเอง เปนผู้รู้. ผู้ถามอาจเข้าใจว่า เมื่อยังถอนอัตตาไม่ได้ อัตตานั้นแหละเปนผู้รู้. ที่จริงนั้น อัตตาเป็นเพียงสิ่ง ที่เกิดขึ้นเพราะความรู้ผิด. ถ้าจะให้ อัตตาเปนผู้รู้ พระ นิพพาน ก็แปลว่าอัตตานั้นเปนคนละอย่างกับนิพพาน เพราะจะต้องเป็นผู้รู้นิพพาน. และเมื่อถอนอัตตาออก
น.72 ๖๙ เสียแล้ว ในตอนหลังก็เลยไม่มีผู้รู้นิพพานไป. แต่เรายัง มีผู้รู้อยู่ จึงเกิดเปนปัญหาว่าอะไรรู้. โดยเจาะจงตัว ผู้รู้ในที่ทั้งปวงนั้น คือจิตต์, นับตั้งแต่รู้ผิดมาจนถึงรู้ ถูก และรู้ว่ามันเองรู้ถูกแล้ว ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีอะไร ผลักใสให้เกิดต่อไปอิก จะต้องดับสนิทลง เปนชาติสุด ท้ายของตนเอง คือจิตต์ เอง. สิ่งที่ยังเหลืออยู่ตลอด อนันตกาล ก็คือนิพพานหรืออสังขตธรรม หรือเรียก อิกอย่างหนึ่งว่าสภาพแห่งวิสังขาร. และสิ่งนี้เองที่บาง ท่านเรียกว่าอัตตาที่แท้จริง และเปนผู้อยู่ตลอดอนันตกาล. ทั้งนี้เพราะท่านเหล่านั้นอยากให้มีตัวเหลืออยู่ เสียดายที่ จะต้องดับไป. ยิ่งกว่านั้นตัวที่เหลืออยู่ ยังคิดนึกและ รู้สึกอะไรได้อิก ซึ่งมันเป็นการยึดถือหรือติดอยู่ในสิ่ง นั้นโดยแท้ เช่นพอใจในความรู้ ความสุข ความ บริสุทธิ์ของตัว. นิพพานหรืออสังขตธรรม ไม่ใช่จิตต์ จะมีความ รู้สึกคิดนึกเช่นนั้นไม่ได้ จึงเห็นได้ว่า ผู้นั้นได้บัญญัติ จิตต์ ที่บริสุทธิ์ให้เปนนิพพานเข้าแล้ว, และให้รู้อะไร ได้ด้วย. ทำให้ วนเวียนกันใหญ่. ที่แท้ ตัวที่ยืน
น.73 ๗๐ โรงตลอดมาแต่ต้น คือจิตต์นั่นเอง รู้ผิดมามากมาย จนกระทั่งรู้ถูก และรู้ว่าตัวเองรู้ถูก และรู้ว่าจะดับเปน ครั้งสุดท้าย ไม่เวียนมาใหม่อก เหมือนที่แล้วๆมา. การที่มีอัตตา หรือความรู้สึกว่าอัตตาเกิดขึ้นนั้น เปน เพียงความเข้าใจผิด ยึดถือตัวเอง เพราะตัวเปนผู้ทำ อะไรได้ และได้รับผลของสิ่งนั้น และเวียนเกิดเวียน ตาย เพราะมีเหตุปัจจัยยังไม่เด็ดขาด ปรุงหรือบำรุง ให้คงมีอยู่เสมอ. ต่อมารู้ ความจริง ว่าตัวของตัว ไม่มี มีแต่สิ่งที่เปนไปตามเหตุปัจจัย และบัญญัติเรียก สิ่งนั้นว่าจิตต์, สิ่งนี้ว่ารูป, สิ่งโน้นว่าเจตสิก, เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนั้น ไม่มีใครเป็นเจ้าของใคร เปนแต่หมุนไป ตามปัจจัยด้วยกัน มีความรู้ผิดเห็นผิด แล้วยึดถือเปน เรา เปนของเราขึ้นมาเอง จึงได้ทุกข์ และเวียนเกิด เวียนตาย มีกิจหรือพรหมจรรย์ที่ต้องทำต้องปฏิบัติ เพื่อให้ พ้นจากทุกข์. การที่จะพ้นจากทุกข์ จึงต้อง เปนการเข้าใจหรือรู้เสียใหม่ให้ถูก คือรู้ว่าไม่มีเรา ไม่มีสิ่งที่ควรยึดถือว่าเรา หรือของเรา มีแต่สิ่งที่ต่างก็
น.74 ๗๑ หมุนไปตามเหตุปัจจัย กับสภาพอันหนึ่งที่เปนความหยุด หมุนของสิ่งนั้นๆ เท่านั้น. สิ่งแรกเราเรียกสังขตธรรม. สิ่งหลังเรียกอสังขตธรรม ล้วนแต่เปนธรรม หรือ ธรรมชาติอย่างนั้นๆเท่านั้น ไม่ใช่ตัวตนของใครที่ไหน เป็นธรรมล้วนๆ. เมื่อจิตต์รู้ความจริงเช่นนี้ ก็ปล่อย วางภาระหนัก คือตัวตนในส่วนสังขตธรรมเสีย และทั้งไม่ ไปยึดจับเอาฝ่ายอสังขตธรรมขึ้นมาเปนตัวตนด้วย มัน จึงผ่องแผ้วบริสุทธิ์ และรู้ว่าตัวเปนเช่นนั้น จนกว่าจะ ดับไปเปนครั้งสุดท้าย เช่นจิตต์ ของพระอรหันต์ ทั้งปวง. พวกสังขตธรรมหรือสังขาร เกิดดับๆ อยู่ในตัว ตามธรรมดา, พวกอสังขตธรรมหรือวิสังขาร หยุดนิ่ง อยู่โดยไม่มีการเกิดดับ. แต่ทั้งสองพวกนี้ ไม่ใช่ อัตตา ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าอัตตาอยู่ในสิ่งทั้งสองนี้ หรือ ไม่ควรยึดถือแม้ด้วยความคิด ว่าสิ่งนี้ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นอัตตา, แม้ที่สุดแต่อสังขตธรรม. ความรู้ ทุกๆ อย่าง หรือจิตต์ผู้รู้ ทุกๆชะนิด เปนสังขตธรรม มี เกิดแล้วมีดับ การรู้นั้นเปนของชั่วคราวเท่านั้น. แม้ ที่รู้ว่าตนพ้นแล้ว.
น.75 ๗๒ ลักษณะของจิตต์กล่าวไว้แล้ว ในเรื่อง "ชีวิตกับ นิพพาน," จิตต์เปนของเปลี่ยนตัวได้เสมอ มันจึงเปลี่ยน จากไม่รู้ มาเปนรู้ผิด และเปนรู้ถูกในภายหลัง. เพราะ ฉะนั้น จิตต์นั่นเองเปนผู้รู้ตลอดเวลา ไม่มีอัตตาที่เปน ผู้รู้ นอกไปจากจิตต์. ถ้าอยากจะมีอัตตา ก็ต้องมี ที่จิตต์ นั่นเอง. และมันจะได้ดับพร้อมกัน ไปกับการ บรรลุอรหัตตผล. พิมพ์ที่โรงพิมพ์ธรรมทาน ริมทางรถไฟ ไชยา พิมพ์ ๕๐๐ ฉะบับ, นายธรรมทาส พานิช ผู้พิมพ์โฆษณา ๓ ตุลาคม ๒๔๘๒
น.76 หนังสือพิมพ์ พระพุทธสาสนา ของคณะธรรมทาน ริมทางรถไฟ ไชยา ∞∞∞∞∞∞∞ เปนหนังสือพิมพ์ทางพุทธสาสนา ที่จัดออก อย่างสมสมัย มีเรื่องและข่าวต่างประเทศ เรื่องรวบ รวมจาก บาลี พระไตรปิฎก คำอธิบายหลักธรรม ในพุทธสาสนา สำหรับคนหนุ่มที่มีการศึกษาดี, ความรู้ ความเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม, เรื่องที่ ส่งเสริมการปฏิบัติธรรมให้ เจริญรุ่งเรืองขึ้น และ ยังมีเรื่องเปนภาษาต่างประเทศ ในบางฉะบับ. เป็นหนังสือที่เหมาะแก่อุบาสกอุบาสิกา, นัก ศึกษาหนุ่ม, นักธรรม, นักปฏิบัติ และคฤหัสถ์ทั่วไป ออกรายตรีมาส (สามเดือนครั้ง) ฉะบับแรก ออกในวิสาขมาส อัตราค่าบำรุง ปีละ ๑ บาท ส่งต่างประเทศและ ทางอากาศปีละ ๑.๒๕ บาท. การส่งเงินต้องส่ง พร้อมกับบอกรับ ในนาม : นายธรรมทาส พานิช ผู้จัดการคณะธรรมทาน. (ส่งแสตมป์ ๑๒ ส.ต. ขอฉะบับตัวอย่างมาดูก็ได้ )
Buddhadasa