น.22 จิตหนึ่ง นี้ เป็นสิ่งซึ่งเธอเห็นว่าตำตาเธออยู่แท้ ๆ แต่จงลองไป ใช้เหตุผล (ว่ามันเป็นอะไร เป็นต้น) กับมันเข้าดูซิ, เธอจักหล่นลงไป สู่ความผิดพลาดทันที. สิ่งนี้เป็นเหมือนกับความว่างอันปราศจากขอบ ทุก ๆ ด้าน ซึ่งไม่อาจหยั่งหรือวัดได้. ๓ จิตหนึ่ง นี้เท่านั้น เป็นพุทธะ. ไม่มีความแตกต่างระหว่าง พุทธะ กับสัตว์โลกทั้งหลาย. เพียงแต่ว่าสัตว์โลกทั้งหลาย ไม่ยึดมั่น ต่อรูปธรรมต่าง ๆ เสีย และเพราะเหตุนั้น จึงได้แสวงหา พุทธภาวะ จาก ภายนอก. การแสวงหาของสัตว์เหล่านั้น นั่นเอง ทำให้เขาพลาดจาก พุทธภาวะ . การทำเช่นนั้นเท่ากับการใช้สิ่งซึ่งเป็น พุทธะ ให้เที่ยวแสวง หา พุทธะ และการใช้จิตให้เที่ยวจับฉวย จิต ๑ . แม้ว่าเขาเหล่านั้นจะ ได้พยายามจนสุดความสามารถของเขา อยู่ตั้งกัปป์หนึ่งเต็ม ๆ เขาก็จะ ไม่สามารถลุถึงมันได้เลย. เขาไม่รู้ว่า ถ้าเขาเองเพียงแต่หยุดความคิด ปรุงแต่ง ๒ และหมดความกระวนกระวายเพราะการแสวงหาเสียเท่านั้น, พุทธะ ก็จะปรากฏตรงหน้าเขา, เพราะว่า จิต นี้ ก็คือ พุทธะ นั่นเองและ พุทธะ ก็คือสิ่งมีชีวิตทั้งหลายทั้งปวง นั่นเอง. สิ่ง ๆ นี้ เมื่อปรากฏ อยู่ที่สามัญสัตว์ จะเป็นสิ่งเล็กน้อยก็หาไม่, และเมื่อปรากฏอยู่ ที่พระ พุทธเจ้าทั้งหลาย จะเป็นสิ่งใหญ่หลวง ก็หาไม่. ๔ + + + ๑. กล่าวให้ฟังง่ายที่สุด ก็เหมือนคนสวมหมวกอยู่แล้ว เที่ยวหาหมวก เพราะไม่รู้จักหมวก. -ผู้แปลเป็นไทย. ๒. ความคิดปรุงแต่ง คือความไม่รู้สิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง แล้วก็เกิดความคิดขึ้นในรูปต่าง ๆ เรื่อยไป ด้วยอำนาจของความไม่รู้ ผสมกับอำนาจของสิ่งแวดล้อมปรุงตนอยู่. -ผู้แปลเป็นไทย.
น.23 สำหรับการบำเพ็ญปารมิตาทั้งหก ๑ ก็ดี การบำเพ็ญ ข้อวัตรปฏิ- บัติที่คล้ายๆ กันอีกเป็นจำนวนมากก็ดี หรือการได้บุญมากมายนับไม่ถ้วน เหมือนจำนวนเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาก็ดี เหล่านี้นั้น จงคิดดูเถิด ถ้า เมื่อเธอเป็นผู้ สมบูรณ์โดยสัจจะพื้นฐานในทุก ๆ กรณีอยู่แล้ว (คือเป็น จิตหนึ่ง หรือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพุทธะทั้งหลายอยู่ แล้ว) เธอก็ไม่ควร พยายามจะเพิ่มเติมอะไรให้แก่สิ่งซึ่งสมบูรณ์อยู่แล้วนั้น ด้วยการบำเพ็ญ วัตรปฏิบัติต่าง ๆ ซึ่งไร้ความหมายเหล่านั้นมิใช่หรือ. เมื่อไรโอกาส อำนวยให้ทำ ก็ทำมันไป และเมื่อโอกาสผ่านไปแล้ว อยู่เฉย ๆ ก็ แล้วกัน. ๕ ถ้าเธอยังไม่เห็นตระหนักอย่างเด็ดขาดลงไปว่า จิต นั้น คือ พุทธะ ก็ดี, และถ้าเธอยังยึดมั่นถือมั่น ต่อรูปธรรมต่างๆ อยู่ก็ดี ต่อวัตรปฏิ- บัติต่าง ๆ ก็ดี และต่อพิธีการบำเพ็ญบุญกุศลต่าง ๆ ก็ดี แนวความคิด ของเธอก็ยังคงผิดพลาดอยู่ และไม่เข้าร่องเข้ารอยกันกับ ทาง ๒ ทางโน้น เสียเลย. ๖ จิตหนึ่ง นั่นแหละ คือ พุทธะ, ไม่มีพุทธะอื่นใดที่ไหนอีก ไม่ มีจิตอื่นใดที่ไหนอีก. มันแจ่มจ้าและไร้ตำหนิ เช่นเดียวกับความว่าง คือมันไม่มีรูปร่างหรือปรากฏการณ์ใด ๆ เลย. การใช้จิตของเธอให้ปรุง ๑. ปารมีตาทั้งหก คือ ทาน ศีล ขันติ วิริยะ สมาธิ และปัญญา. ๒. ทาง ทางโน้น คำนี้เป็นสำนวนที่ต้องการความหมายเป็นพิเศษ คือหมายถึงวิธีปฏิบัติที่ ทำให้จิตหนึ่ง หรือพุทธะแท้ ปรากฏได้เท่านั้น ผู้แปลเป็นไทย.
น.24 ความคิดฝันไปต่าง ๆ นั้น เท่ากับเธอละทิ้งเนื้อหาอันเป็นสาระเสีย แล้ว ไปผูกพันตัวเองอยู่กับรูปธรรม ซึ่งเป็นเหมือนกับเปลือก. ๗ พุทธะ ซึ่งมีอยู่ตลอดกาลนั้น ไม่ใช่พุทธะทางรูปธรรม หรือ พุทธะของความยึดมั่นถือมั่น. การปฏิบัติปารมิตาทั้งหก และการบำเพ็ญ ข้อวัตรปฏิบัติต่าง ๆ ที่คล้ายคลึงกันอีกเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ด้วยเจตนา ที่จะได้เป็นพุทธะสักองค์หนึ่งนั้น เป็นการปฏิบัติชนิดคืบหน้าทีละขั้นๆ. แต่ พุทธะ ซึ่งมีอยู่ตลอดกาลดังที่กล่าวแล้วนั้น หาใช่พุทธะที่ลุถึงได้ ด้วยการปฏิบัติเป็นชั้น ๆ เช่นนั้นไม่. ๘ เรื่องมันเพียงแต่ตื่น และลืมตาต่อ จิตหนึ่ง นั้นเท่านั้น และไม่มี อะไรที่จะต้องบรรลุถึงอะไร. นี่แหละ คือ พุทธะ ที่แท้จริง. พุทธะ และสัตว์โลกทั้งหลาย คือ จิตหนึ่ง นี้เท่านั้น ไม่มีอะไรอื่น นอกไป จากนี้อีกเลย. ๙ + + + ๓ จิต เป็นเหมือนความว่าง ซึ่งภายในนั้น ย่อมไม่มีความสับสน และความไม่ดีต่าง ๆ ดังจะเห็นได้ในเมื่อดวงอาทิตย์ผ่านไปในที่ว่างนั้น ย่อมส่องแสงแสงไปได้ทั้งสี่มุมโลก. เพราะว่าเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น และให้ ความสว่างทั่วทั้งพื้นโลก ความว่างที่แท้จริงนั้น ก็ไม่ได้สว่างขึ้น ; และ เมื่อพระอาทิตย์ตก ความว่างก็ไม่ได้มืดลง. ปรากฏการณ์ของความ สว่างและความมืด ย่อมสับเปลี่ยนซึ่งกันและกัน แต่ธรรมชาติของความ ว่างยังคงไม่เปลี่ยนแปลงอยู่นั่นเอง. ๑๐
น.25 จิต ของ พุทธะ และของสัตว์ทั้งหลาย ก็เป็นเช่นนั้น. ถ้า เธอมองดู พุทธะ ว่าเป็นผู้ แสดงออกซึ่งความปรากฏของสิ่งที่บริสุทธิ์ ผ่องใส และรู้แจ้ง ก็ดี, หรือมองดูสัตว์โลกทั้งหลาย ว่าเป็นผู้แสดงออกซึ่ง ความปรากฏของสิ่งที่โง่เง่า มืดมนท์ และมีอาการสลบไสลก็ดี, ความ รู้สึกนึกคิดเหล่านี้ อันเป็นผลเกิดจากความยึดมั่นต่อรูปธรรมนั้น จะ กันเธอไว้เสีย จากความรู้ อันสูงสุด ถึงแม้เธอจะได้ปฏิบัติมาตลอด กี่กัปป์ นับไม่ถ้วน ประดุจเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาแล้วก็ตาม. ๑๑ มีแต่ จิตหนึ่ง นี้เท่านั้น และไม่มีสิ่งอื่นใด แม้แต่อนุภาคเดียว ที่จะอิงอาศัยได้ เพราะว่า จิต นั่นเอง คือ พุทธะ. ถ้าพวกเธอซึ่งเป็น นัก ศึกษาเรื่อง ทาง ทางโน้น ยังไม่ลืมตาต่อสิ่งซึ่งเป็นสาระ กล่าวคือ จิต นี้, พวกเธอจะปิดบัง จิต นั้นเสีย ด้วยความคิดปรุงแต่งของเธอเอง. พวกเธอจะเที่ยวแสวงหาพุทธะนอกตัวเธอเอง และพวกเธอจะยังคงยึดมั่น ต่อรูปธรรมทั้งหลาย, ต่อการปฏิบัติเมาบุญต่างๆ และสิ่งอื่น ๆ ทำนอง นั้น. ทั้งหมดนี้ เป็นอันตราย และไม่ใช่หนทางอันนำไปสู่ความรู้ อันสูงสุดที่กล่าวนั้น แต่อย่างใดเลย. ๑๒ + + + ๔ การถวายทานใด ๆ ต่อพระพุทธเจ้าทั้งปวงในสากลโลก ไม่เท่า กับการถวายทานต่อผู้ที่ดำเนินตาม ทาง โน้น แม้เพียงคนเดียว ซึ่งเป็น ผู้กำจัดความคิดปรุงแต่งเสียได้แล้ว. เพราะเหตุใดเล่า ? เพราะบุคคล ประเภทนั้น ย่อมไม่ก่อความคิดในรูปใด ๆ ทั้งสิ้น. ๑๓ ป. ๒
น.26 เนื้อแท้แห่ง สิ่งสูงสุด สิ่งนั้น โดยภายในแล้ว ย่อมเหมือน กับไม้หรือหิน คือภายในนั้นปราศจากความเคลื่อนไหว และโดยภายนอก แล้ว ย่อมเหมือนความว่าง กล่าวคือปราศจากขอบเขตหรือสิ่งกีดขวาง ใด ๆ. สิ่ง นี้มิใช่เป็นฝ่ายนามธรรม (หรือฝ่ายกรรตุการก) หรือฝ่าย รูปธรรม (หรือฝ่ายกรรมการก), มันไม่มีที่ตั้งเฉพาะ ไม่มีรูปร่าง และ ไม่อาจจะหายไปได้. ๑๔ ผู้ที่รีบจะไปให้ถึง ก็ไม่กล้าเข้าไป เพราะกลัวว่าจะพุ่งลงไปสู่ที่ ว่าง โดยไม่มีสิ่งใดจะให้เกาะ หรือให้อาศัยไม่ให้ตก. เมื่อเป็นอย่าง นั้น เขาจึงดูอยู่แต่ที่ขอบ และถอยออกมา. ข้อนี้ เล็งถึงพวกแสวง หาความหลุดพ้นโดยการเรียนรู้. . เพราะฉะนั้น พวกที่แสวงหาความ หลุดพ้นโดยการเรียนรู้ จึงมีมากเหมือนขนสัตว์, และพวกที่ได้ประสบ ความรู้ แห่ง ทาง ทางโน้นด้วยใจตนเอง มีน้อยเหมือนเขาสัตว์. ๑๕ + + + ๕ พระโพธิสัตว์มัญชูศรี เป็นตัวแทนกฎแห่งธรรมที่เป็นมูลฐาน ของสัตว์ และพระโพธิสัตว์สมันตภัทร เป็นตัวแทนแห่งกรรม. สิ่งแรก หมายถึงกฎแห่งความว่างอันแท้จริง และไม่ถูกกำจัดเขต, และสิ่งหลัง หมายถึงการเคลื่อนไหวที่ไม่รู้จักหมดกำลัง ซึ่งอยู่ ภายนอกวงเขตของ รูปธรรม. ๑๖
น.27 พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เป็นตัวแทนของความเมตตากรุณา อันไม่มีที่สิ้นสุด, พระโพธิสัตว์ มหาสถามะ เป็นตัวแทนของปัญญาอัน ยิ่งใหญ่ และวิมลกีรติ เป็นตัวแทนของชื่ออันไร้ตำหนิ. คำว่าไร้ ตำหนิ เล็งถึงธรรมชาติอันแท้จริงของสิ่งทั้งปวง, ในเมื่อคำว่า ชื่อ เล็งถึง รูปร่าง ; ถึงกระนั้น รูปโดยแท้จริงก็ยังเป็นสิ่ง ๆ เดียว กันกับธรรมชาติที่ แท้จริง, ดังนั้นจึงเกิดมีคำรวมว่า "ชื่ออันไร้ตำหนิ" ดังนี้. ๑๗ คุณสมบัติทั้งหลายเหล่านี้ ซึ่งถูกทำเป็นบุคคลาธิษฐาน ว่าเป็น โพธิสัตว์ผู้ยิ่งใหญ่ ชื่อนั้นชื่อนี้ขึ้นมาเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นสิ่งซึ่งมีประจำ อยู่ในคนเรา และก็ไม่แยกออกไปต่างหากจาก จิตหนึ่ง ที่กล่าวแล้ว. จงลืมตาดูมันเถิด, มันอยู่ที่ตรงนั้นเอง. พวกเธอซึ่งเป็นนักศึกษาเรื่อง ทาง ทางโน้น เมื่อไม่ลืมตาต่อสิ่ง ๆ นี้ ซึ่งมีอยู่ในใจของเธอเองแล้ว, และยึดมั่นถือมั่นต่อปรากฏการณ์ต่าง ๆ หรือแสวงหาสิ่งบางสิ่งฝ่ายรูป- ธรรมภายนอกใจของเธอเอง อยู่ดังนี้ ย่อมเท่ากับหันหลังให้ต่อ ทาง ทาง โน้นด้วยกันทุกคน. ๑๘ เม็ดทรายแห่งแม่น้ำคงคานั้นนะหรือ ! พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึง ทรายเหล่านี้ว่า : "ถ้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และพระโพธิสัตว์ทั้งปวง ทุก ๆ พระองค์ รวมทั้งพระอินทร์และเทพเจ้าทั้งหมด พากันดำเนินไป บนทรายเหล่านั้น ทรายเหล่านั้นก็ไม่มีความยินดีปรีดาอะไร ; และถ้าโค แกะ สัตว์เลื้อยคลาน และมดแมลงต่าง ๆ ทั้งหลาย จะพากันเหยียบย่ำ เลื้อยคลานไปบนมัน ทรายนั้นก็ไม่รู้สึกโกรธ. สำหรับเพชรนิลจินดา
น.28 และเครื่องหอม ทรายนั้นก็ไม่มีความปรารถนา. และสำหรับความปฏิกูล ของคูถและมูลอันมีกลิ่นเหม็น ทรายนั้นก็ไม่มีความรังเกียจ." ๑๙ + + + ๖ จิต นี้ มิใช่จิตซึ่งเป็นความคิดปรุงแต่ง มันเป็นสิ่งซึ่งอยู่ ต่างหาก ปราศจากการเกี่ยวข้องกับรูปธรรมโดยสิ้นเชิง. ฉะนั้น พระ พุทธเจ้าทั้งหลาย และสัตว์โลกทั้งปวง จึงไม่แตกต่างกันเลย. ถ้าพวก เธอเพียงแต่สามารถปลดเปลื้องตนเอง ออกเสียจากความคิดปรุงแต่งเท่านั้น พวกเธอจะประสบความสำเร็จทุกอย่าง. แต่ถ้าพวกเธอ ซึ่งเป็นนักศึกษาเรื่อง ทาง ทางโน้น ไม่ปลด- เปลื้องตัวเอง จากความคิดปรุงแต่งเสียให้ได้ในฉับพลันแล้ว แม้จะ เพียรพยายามอยู่ กัปป์แล้วกัปป์เล่า เธอก็จะไม่ประสบความสำเร็จนั้น เลย. ถ้าพวกเธอถูกผูกพันอยู่กับการปฏิบัติเพื่อหวังบุญต่าง ๆ ตามแบบ ของยานทั้งสาม ๑ อยู่ดังนี้ เธอจะไม่สามารถลุถึงความรู้ แจ้งได้เลย ๒๑ อย่างไรก็ดี การรู้ แจ้งแทงตลอดต่อ จิตหนึ่ง นี้ อาจจะมีได้ทั้ง จากการปฏิบัติซึ่งกินเวลาน้อยหรือกินเวลานาน. มีอยู่ หลายคน ที่เมื่อได้ ฟังคำสอนนี้แล้ว สามารถปลดเปลื้องความคิดปรุงแต่งออกจากตนได้ โดยแว็บเดียว. แต่ก็ยังมีพวกอื่น ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างนี้ โดยการ ๑. ยานทั้ง ๓ นี้ หมายถึงลัทธินิกายอื่น ซึ่งมิใช่เซ็น ซึ่งพวกนิกายเซ็นเห็นเป็นของงุ่มง่าม
น.29 ปฏิบัติตามหลักแห่งศรัทธา ๑๐ ภูมิ ๑๐ กรรม ๑๐ และบุญกิริยาวัตถุ ๑๐. และยังมีพวกอื่นอีก ซึ่งประสบความสำเร็จ หลังจากการปฏิบัติตามหลัก แห่งภูมิ ๑๐ ของความก้าวหน้าของพระโพธิสัตว์. ๑ แต่ไม่ว่าเขาจะอยู่ เหนือความคิดปรุงแต่งเหล่านั้นได้ ด้วยทางที่ยาวหรือสั้นก็ตาม ผลที่ลุ ถึง ก็มีแต่สิ่งเดียว คือภาวะแห่ง สภาวะ อย่างหนึ่งเท่านั้น : ที่แท้ไม่ มีการบำเพ็ญบุญและการทำให้เห็นแจ้งอะไร ที่ต้องทำ. คำพูดที่ว่า ไม่มี อะไรที่ต้องลุถึงนั่น มันไม่ใช่คำพูดพล่อย ๆ แต่เป็นความจริง. ๒๒ ยิ่งกว่านั้นไปอีก ไม่ว่าเธอจะประสบความสำเร็จตามความมุ่ง- หมาย ของเธอ ได้ด้วยเวลาชั่วความรู้สึกแว็บเดียว หรือตลอดเวลายาว นาน แห่งการบำเพ็ญตามหลัก แห่งภูมิทั้งสิบของความก้าวหน้า ของพระ โพธิสัตว์ก็ตาม ผลที่ได้รับก็ จะเป็นอย่างเดียวกัน, เพราะภาวะแห่ง สภาวะ อันนี้ เป็นสิ่งซึ่งไม่มีอันดับลดหลั่น. เพราะฉะนั้น วิธีอย่างหลัง จึงเป็นวิธีที่ทำให้เสียเวลาเป็นกัปป์ ๆ ด้วยต้องทนทุกข์ และพากเพียร เปล่า ๆ โดยไม่จำเป็น. ๒ ๒๓ + + + ๗ การสร้างสมความดีและความชั่ว ทั้งสองอย่างนี้ เนื่องมาจาก ความยึดมั่นถือมั่นต่อรูปธรรม. ผู้ที่ยึดมั่นในรูปธรรม ซึ่งทำความชั่ว จะ ๑. เป็นระเบียบการปฏิบัติอย่างมากมาย วิจิตรพิสดาร ซึ่งไม่มีในคัมภีร์ฝ่ายเถรวาท, และ ยิ่งไปกว่าเถรวาท. ๒. พวกนี้ถือว่า เมื่อไม่ทำอะไร ๆ เพราะอยากได้ หรืออยากลุถึงอะไรเลย นั่นแหละ สภาวะ เดิมที่ปราศจากทุกข์ จะปรากฏออกมาเอง. ป. ๓
น.30 ต้องทนรับการเกิดแล้วเกิดอีก ด้วยประการต่าง ๆ อย่างไม่จำเป็น. ส่วน ผู้ที่ยึดมั่นในรูปธรรม ซึ่งทำความดี ก็ทำตัวเองให้ตกลงเป็นทาสของ ความพยายาม และความรู้สึกว่าตนเป็นผู้ขาดแคลนอยู่เสมอ โดยเท่า- เทียมกัน อย่างไม่มีที่มุ่งหมาย. ในทั้งสองกรณีนั้น มันจะเป็นการดี เสียกว่า ถ้าหากว่าเขาจะทำให้เกิดความเห็นแจ้งในตนเองอย่างฉับพลัน และ ในการที่จะยึด หลักธรรม อันเป็นหลักมูลฐานของสัตว์ทั้งหลาย ดังที่ กล่าวแล้ว. ๒๔ หลักธรรม ที่กล่าวนี้ ก็คือ จิต ซึ่งถ้านอกไปจากนั้นแล้ว ก็ ไม่มีหลักธรรมใด ๆ เลย ; และ จิต นี้แหละ คือ หลักธรรม ซึ่งถ้านอก ไปจากนั้นแล้ว มันก็ไม่มีจิต. จิต นั้น โดยตัวมันเอง ก็ไม่ใช่จิต, แต่ถึงกระนั้น มันก็ยังไม่ใช่ มิใช่จิต. การที่กล่าวว่า จิต นั้นมิใช่จิตดังนี้ นั่นแหละ ย่อมหมายความถึงสิ่งบางสิ่ง ซึ่งมีอยู่จริง. ขอให้มีความ เข้าใจอย่างนิ่งเงียบเถิด ! ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น. ๒๕ จงเลิกละการคิดและการอธิบายเสียให้หมดสิ้น. เมื่อนั้น เรา อาจจะกล่าวได้ว่า คลองแห่งคำพูดได้ถูกตัดขาดไปแล้ว และพฤติของ จิตก็ถูกเพิกถอนขึ้นสิ้นเชิงแล้ว. ๒๖ จิต นั้น คือ พุทธโยนิ ๑ อันบริสุทธิ์ ที่มีประจำอยู่แล้วในคนทุก คน. สัตว์ซึ่งมีความรู้สึกนึกคิดกระดุกกระดิกได้ทั้งหมดก็ดี, และพระ- พุทธเจ้า พร้อมทั้งพระโพธิสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงก็ดี ล้วนแต่เป็นของ ๑ หมายถึงกำเนิดและต้นตอ แห่งความเป็นพุทธะ. -ผู้ แปลเป็นไทย.
น.31 แห่ง ธรรมชาติ อันหนึ่งนี้เท่านั้น และไม่แตกต่างกันเลย. ความแตกต่างทั้งหลาย เกิดขึ้นจากความคิดผิด ๆ เท่านั้น และย่อมนำไปสู่การก่อสร้างกรรมทั้งปวงทุกชนิด ไม่มีหยุด. ๒๗ . . . ๘ ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ ดั้งเดิมของเรานั้น โดยความจริงอันสูงสุดแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายแห่งความเป็นตัวตนแม้แต่สักปรมาณูเดียว. สิ่ง นี้ เป็น ความว่าง, เป็นสิ่งที่มีอยู่ในที่ทุกแห่ง, สงบเงียบและไม่มีอะไรเจือปน ; มันเป็นศานติสุขที่รุ่งเรืองและเร้นลับ ; และก็หมดกันเพียงเท่านั้นเอง. จงเข้าไปสู่สิ่งนี้ได้ลึกซึ้ง โดยการลืมตาต่อมัน ด้วยตัวเธอเอง. ๒๘ สิ่งซึ่งอยู่ตรงหน้าเธอนั่นแหละ คือ สิ่ง สิ่งนั้น ในอัตราที่เต็มที่ทั้งหมดทั้งสิ้นของมัน และสมบูรณ์ถึงที่สุดแล้ว. ไม่มีอะไรนอกไปจากนี้อีกแล้ว. ถึงแม้เธอได้ก้าวไปจนถึง ความเป็นพุทธะ โดยผ่านทางภูมิทั้งสิบ แห่งความก้าวหน้าของพระโพธิสัตว์ ทีละขั้น ๆ ไปตามลำดับ จนกระทั่งวาระสุดท้าย เธอได้ลุถึงความรู้แจ้งเต็มที โดยแว็บเดียวก็ตาม, เธอก็จะเพียงแต่ได้เห็นแจ้ง ซึ่ง ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ อันนั้น ซึ่งที่แท้ก็ได้มีอยู่ในตัวเธอแล้วตลอดเวลา. การปฏิบัติก้าวหน้าตามลำดับดังกล่าวแล้วทั้งหมดของเธอนั้น ก็หาได้เป็นการเพิ่มอะไรให้แก่ สิ่ง สิ่งนี้ไม่เลย แม้แต่หน่อยเดียว. ๒๙
น.32 ในที่สุด เธอก็จะมองเห็นว่า การบำเพ็ญบุญและผลที่เธอได้รับมาตลอดเวลาเป็นกัปป์ ๆ นั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่าการกระทำในความฝันอันไร้ตัวจริง. นั่นแหละ คือข้อที่ว่า ทำไมพระตถาคตจึงตรัสว่า : "โดยแท้จริงแล้ว เราตถาคตไม่ได้ลุถึงอะไร จากการตรัสรู้ ที่สมบูรณ์และไม่มีอะไรยิ่งกว่า. ถ้ามีอะไรที่ได้ลุถึงแล้ว ๑ พระพุทธเจ้าที่ปังกร ก็จะไม่ทรงทำการพยากรณ์เกี่ยวกับเรา" ดังนี้. ๓๐ พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ด้วยว่า : " ธรรมสภาวะ นี้ เป็นสิ่งซึ่งไม่มีทางที่จะถูกแยกเป็นฝักฝ่ายโดยเด็ดขาด เช่นไม่เป็นของสูงหรือของต่ำ, และมันมีชื่อว่าโพธิ." สิ่ง นี้ คือจิตล้วน ๆ ที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.มันเป็นที่กำเนิดของทุก ๆ สิ่ง. และไม่ว่าจะปรากฏออกมาเป็นแม่น้ำและภูเขาในโลก ซึ่งมีรูปร่าง หรือเป็นสิ่งอื่นที่ไม่มีรูปร่าง หรือเป็นสิ่งที่ ซึมแทรกอยู่ทั่วสากลโลก ก็ตาม มันก็ยังเป็นสิ่งซึ่งไม่มีทางที่จะถูกแยกเป็นฝักฝ่ายโดยเด็ดขาดอยู่นั่นเอง, ไม่มีทางที่จะเกิดสมญาต่างๆ เช่นสมญาว่า "ตัวเอง" หรือ "ผู้อื่น" ขึ้นมาได้เลย. ๓๑ . . . ๙ จิต ล้วน ๆ นี้ ซึ่งเป็นที่กำเนิดของสิ่งทุกสิ่ง ย่อมส่องแสงอยู่ตลอดกาล และส่องความสว่างจ้าแห่งความสมบูรณ์ของมันเอง ลง ๑. คำกล่าวทำนองนี้ เป็นสำนวนของท่านฮวงโปเอง ที่ถือว่าการตรัสรู้ ไม่มีผู้ตรัสรู้ สิ่งที่ถูกตรัสรู้ สิ่งที่ไม่ถูกตรัสรู้ และผู้ที่ไม่ตรัสรู้ใดๆ เลย. เพราะความเป็นของว่างด้วยกันทั้งหมดและท่านถือว่า แม้พระพุทธะทีปังกร ก็ทรงมีหลักอย่างนี้ ซึ่งมีอ้างหลายแห่ง โดยตรงบ้าง โดยอ้อมบ้าง. -ผู้แปลเป็นไทย.
น.33 บนสิ่งทั้งปวง. แต่ชาวโลกไม่ประสีประสาลืมตาต่อมัน ไปมัวเข้าใจ เอาแต่สิ่งซึ่งทำหน้าที่ดู ทำหน้าที่ฟัง ทำหน้าที่รู้สึก และทำหน้าที่คิดนึก ว่านั่นแหละคือ จิต. เขาเหล่านั้นถูกการดู การฟัง การรู้สึก และการ คิดนึกของเขาเอง ทำเขาให้ตาบอด เขาจึงไม่รู้สึกต่อแสงอันสว่างจ้า ของสิ่งซึ่งเป็นต้นกำเนิดทางฝ่ายจิต. ๓๒ ถ้าเขาเหล่านั้น จะเพียงแต่ได้ขจัด ความคิดปรุงแต่ง เสียชั่วแว็บ เดียวเท่านั้น สิ่งซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสิ่งทั้งปวงดังที่กล่าวนั้น จะแสดง ตัวมันเองออกมาทันที เหมือนดวงอาทิตย์ที่โผล่ขึ้นมาท่ามกลางที่ว่าง และส่องสว่างทั่วจักรวาล โดยปราศจากสิ่งบดบังและขอบเขต. ๓๓ เพราะฉะนั้น ถ้าพวกเธอซึ่งเป็นนักศึกษาเรื่อง ทาง ทางโน้น มุ่งทำความก้าวหน้าโดยการดู การฟัง การรู้สึก และการคิดนึกอยู่ เมื่อ ถูกหลอกโดยสัญญาต่าง ๆ ของเธอเองเสียแล้ว ทางที่เธอจะเดินตรงไป ยัง จิต โน้น ก็จะถูกตัดขาดออก และเธอก็จะหาทางเข้าไม่พบ. ๓๔ พวกเธอจงเพียงแต่มองให้เห็นชัดว่า แม้ จิต จริงแท้นั้น จะ เป็นสิ่งที่ถูกกล่าวร่วมอยู่ กับสัญญาเหล่านี้ก็ตาม มันก็ไม่ได้ตั้งอยู่ในฐานะ เป็นส่วนประกอบของสัญญาเหล่านี้ แต่ก็ไม่ได้แยกออกไปต่างหากจาก สัญญาเหล่านี้. ๓๕ เธอไม่ควรตั้งต้นการใช้เหตุผลไปจากสัญญาเหล่านี้ หรือยอม ให้มันก่อความคิดปรุงแต่งขึ้นมา, แม้กระนั้น เธอก็ไม่ควรแสวงหา จิตหนึ่ง นั้น ในที่ต่างหากไปจากสัญญาเหล่านั้น หรือละทิ้งสัญญาเหล่า- ป. ๔
น.34 นั้นเสีย ในการคิดค้น ธรรม นั้นของเธอ. พวกเธออย่าเก็บมันไว้ และ อย่าทิ้งมันเสีย หรือพวกเธออย่าอยู่ในมัน และอย่าแยกไปจากมัน. เบื้อง บนก็ตาม เบื้องล่างก็ตาม และรอบ ๆ ตัวเธอก็ตาม สิ่งทุกสิ่งย่อมมีอยู่ เองตามปรกติ เพราะว่าไม่มีที่ไหน ที่อยู่ ภายนอกของ พุทธะ หรือ จิต นั้น. ๓๖ + + + ๑๐ เมื่อชาวโลกได้ฟังคำกล่าวว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรง ถ่ายทอด ธรรม คือ จิต , เขาก็พากันเหมาเอาว่า มีอะไรบางสิ่ง ซึ่งจะ ต้องลุถึงหรือเห็นแจ้งต่างหากไปจาก จิต และเพราะเหตุนั้น เขาจึงใช้ จิต เพื่อการแสวงหา ธรรม โดยไม่รู้ เลยว่า จิต และ ธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ เขาพากันแสวงหานั้น เป็นสิ่ง ๆ เดียวกัน. ๓๗ จิต ไม่ใช่สิ่งซึ่งอาจนำไปใช้แสวงหาสิ่งอื่น นอกจาก จิต เพราะ ถ้าทำดังนั้น แม้เวลาล่วงไปแล้ว เป็นล้าน ๆ กัปป์ วันแห่งความสำเร็จ ก็ยังไม่โผล่มาให้เห็นอยู่นั่นเอง. การทำตามวิธีนั้น ไม่สามารถจะนำมา เปรียบกันได้กับวิธีแห่งการขจัดความคิดปรุงแต่งโดยฉับพลัน ซึ่งนั่น แหละ คือตัว ธรรม อันเป็นหลักมูล. ๓๘ เหมือนอย่างว่านักรบคนหนึ่ง เขาลืมไปว่าได้ประดับไข่มุกของ ตนไว้หน้าผากตัวเอง เรียบร้อยแล้ว ได้เที่ยวแสวงหามันไปในที่ทุก
น.35 แห่ง เขาอาจจะเที่ยวหาไปได้ทั่วทั้งโลก แต่ก็มิอาจจะพบมันได้. ถ้าแต่ เผอิญมีใครสักคนหนึ่ง ซึ่งรู้ว่านักรบคนนั้นทำผิดอยู่อย่างไร แล้วไปชี้ ไข่มุกที่หน้าผากของเขา ให้เขาเห็น นักรบคนนั้นก็จะเกิดความรู้ แจ้งขึ้น ในทันใดนั้น ว่าไข่มุกได้อยู่ที่นั่นแล้วตลอดเวลา. ๓๙ ข้อนี้ฉันใด เรื่องของพวกเธอก็เป็นฉันนั้น คือถ้าพวกเธอซึ่ง เป็นนักศึกษาเรื่อง ทาง ทางโน้น กำลังสำคัญผิดเกี่ยวกับ จิต จริงแท้ของ เธอเอง คือจับฉวยความจริงไม่ได้ว่า จิต นั่นแหละ คือ พุทธะ ดังนี้แล้ว พวกเธอก็จะต้องเที่ยวแสวงหาพุทธะนั้น ไปในที่ทุกหนทุกแห่ง เฝ้า สาละวนอยู่ แต่กับการบำเพ็ญวัตรปฏิบัติ และการเก็บเกี่ยวผลของการ ปฏิบัติ มีประการต่างๆ มัวหวังอยู่แต่การที่จะลุถึงซึ่งความรู้ แจ้ง โดย ทางการปฏิบัติที่ค่อย ๆ คืบ ค่อย ๆ คลาน ไปด้วยอาการเช่นนี้เท่านั้น. แต่แม้ว่าจะได้แสวงหา ด้วยความขยันขันแข็งอยู่ ตลอดเวลาเป็นกัปป์ ๆ พวกเธอก็ไม่สามารถลุถึง ทาง ทางโน้นได้เลย. ๔๐ วิธีการอย่างนี้ ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้กับวิธีการชนิดฉับ- พลัน กล่าวคือการขจัดความคิดปรุงแต่ง โดยอาศัยความรู้อันเด็ดขาดว่า ไม่มีอะไรเลย ที่จะตั้งอยู่ อย่างไม่ต้องแปรผัน ไม่มีอะไรเลย ที่จะ อิงอาศัยได้ ไม่มีอะไรเลย ที่จะมอบความไว้วางใจได้ ไม่มีอะไรเลย ที่ควรเข้าไปอยู่อาศัย ไม่มีอะไรเลย ที่ตั้งอยู่ในฐานะเป็นผู้กระทำ หรือ ผู้ถูกกระทำ. ๔๑ มัน ต้อง โดย การป้องกัน ไม่ให้ความคิดปรุงแต่งเกิดขึ้นมาได้ เท่านั้น ที่พวกเธอจะสามารถรู้ แจ้งเห็นแจ้งต่อ โพธิ ; และเมื่อเธอทำได้
น.36 ดังนั้น เธอก็จะเห็นแจ้งต่อ พุทธะ ซึ่งมีอยู่ใน จิต ของเธอเองตลอด เวลา ได้จริง !. ๔๒ ความดิ้นรนตลอดเวลาเป็นกัป ป์ ๆ เหล่านั้น จะพิสูจน์ตัวมัน เองให้เห็นว่า เป็นความพากเพียรที่เสียแรงเปล่า อย่างมหึมา ; เปรียบ เหมือนกับเมื่อนักรบผู้นั้น ได้พบไข่มุกของเขาแล้ว เขาก็เพียงแต่ค้น พบสิ่งซึ่งแขวนอยู่ที่หน้าผากของเขาเอง มาตลอดเวลาแล้วเท่านั้น ; และ เหมือนกับการพบไข่มุกของเขานั่นเอง ที่แท้ก็ไม่มีอะไรที่ต้องทำ เกี่ยว กับความเพียรของเขา ที่ไปเที่ยวค้นหามันทุกหนทุกแห่ง. เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า : "โดยแท้จริงแล้ว เราตถาคตไม่ได้ลุถึงผลอะไร จากการตรัสรู้ที่สมบูรณ์และ ที่ไม่มีอะไรอื่นยิ่งกว่า." ๔๓ โดยทรงเกรงว่าประชาชนจะไม่เชื่อคำตรัสข้อนี้ พระองค์จึง ทรงดึงความสนใจมายังสิ่งซึ่งมนุษย์เห็นได้ โดยการเห็น ๕ วิธี ๑ และ สิ่งซึ่งมนุษย์พูดกันอยู่แล้ว ด้วยการพูด ๕ วิธีดุจกัน. ดังนั้นคำกล่าวนี้ จึงมิใช่พูดพล่อย ๆ แต่ประการใดเลย แต่ได้แสดงถึงสัจจะอันสูงสุด ทีเดียว. ๔๔ + + + ๑๑ นักศึกษาเรื่อง ทาง ทางโน้น ควรจะแน่แก่ใจว่า ธาตุทั้งสี่ ที่ ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกายนั้น ไม่ได้ทำให้เกิดมี "ตัวตน" ขึ้นมาได้ ๑. คือเห็นด้วยตาเนื้อ ตาทิพย์ ตาปัญญา ตาธรรม และตาพุทธะ,
น.37 และ "ตัวตน" ก็มิใช่เป็นความมีอยู่จริง, และว่าจากข้อเท็จจริงนี้เอง ทำให้ลงสันนิษฐานได้ว่า ร่างกายนั้น ไม่ใช่ทั้ง "ตัวตน" ไม่ใช่ทั้ง ความมีอยู่จริง. ๔๕ ยิ่งไปกว่านั้นอีก, ส่วนประกอบ ๕ ส่วน ซึ่งประกอบกันขึ้น เป็นจิต (ตามที่รู้ กันอยู่ ทั่วไป) ก็ไม่ก่อให้เกิด "ตัวตน" หรือความมีอยู่ จริงขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้น จึงสันนิษฐานลงไปได้ว่า จิต (ซึ่งเรียกกันว่า ตัวตน) นั้น ไม่ได้เป็นทั้ง "ตัวตน" หรือทั้งความมีอยู่ จริง ๔๖ อวัยวะแห่งอายตนะทั้งหก ๑ (รวมสมองอยู่ด้วย) พร้อมทั้ง สัญญา ๖ อย่าง ๒ และอารมณ์ ๖ ชนิด ๓ ของสัญญานั้น ซึ่งได้ก่อให้เกิด โลกทางอายตนะขึ้นมานี้ ก็เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการทำความเข้าใจใน ทำนองเดียวกันกับที่กล่าวนั้น. ๔๗ สิ่งทั้ง ๑๘ ซึ่งเนื่องด้วยอายตนะดังที่กล่าวแล้วนั้น จะโดยแยก กันหรือรวมกันก็ตาม ย่อมเป็นของว่าง. มันอยู่แต่ จิต - ต้นกำเนิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกจำกัดในทุกทิศทุกทาง และประกอบด้วยความไม่มีอะไร เจือปนอย่างเด็ดขาด. ๔๘ + + + ๑. คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ (ซึ่งใช้คำว่าสมองในที่นี้). ๒. คือความรู้สึกในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัสทางผิวหนัง และในความรู้สึกทางใจ ๓. คือในตัวรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางผิวหนัง และความรู้สึกทางใจเอง. ป. ๕
น.38 ตามที่กล่าวมาแล้วนี้ ย่อมมีการกินอย่างมีกิเลสตัณหา และ การกินอย่างมีสติปัญญา. เมื่อร่างกายซึ่งประกอบด้วยธาตุทั้งสี่ กระ วนกระวายอยู่เพราะการบีบคั้นของความหิว และเธอต้องให้อาหารแก่มัน ถ้าปราศจากการละโมภ ก็เรียกว่าเป็นการกินอย่างมีสติปัญญา. ๔๙ ในทำนองที่ตรงกันข้าม ถ้าเธอมีความยินดีอย่างตะกละ ใน อาหารที่มีความสะอาดและรสอร่อย ก็ชื่อว่าเธอยอมให้มีการแบ่งแยก เป็นฝักฝ่าย อันเป็นความรู้สึกซึ่งเกิดมาจากความเข้าใจผิด ขึ้นมาแล้ว. การที่เพียงแต่จะปรนเปรออวัยวะทางรส โดยปราศจากการรู้แจ้งว่า เมื่อไรหรือเพียงไหน เป็นการบริโภคเพียงพอแล้ว นั่นแหละ คือการ บริโภคอย่างมีกิเลสตัณหา. ๕๐ + + + ๑๓ พวกสาวก (ยาน) ลุถึงการตรัสรู้ โดยการฟังธรรม ดังนั้น เขาจึงถูกเรียกว่า สาวก. พวกสาวกเหล่านั้น ไม่มีความเข้าใจอย่างทั่วถึง ต่อจิตของตนเอง แต่ก็ได้ยอมให้ความคิดต่าง ๆ เกิดขึ้นจากการฟัง ธรรมนั้น. ๕๑ ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะได้ยิน ถึงความมีอยู่ ของ โพธิ และ นิพพา น โดยทางกำลังจิตที่เหนือธรรมชาติมนุษย์ก็ตาม หรือโดยบังเอิญมีโชคดี
น.39 ก็ตาม หรือจากการได้ยินได้ฟังคำสอนก็ตาม, เขาจะลุถึง ความเป็นพุทธะ ได้ ก็ต้องหลังจากเวลาอันยืดยาว ตั้ง ๓ กัปป์ล่วงไปแล้วเท่านั้น. วิธี ทั้ง ๓ นี้ เป็นวิธีของพวกสาวก (ยาน) ดังนั้นเขาจึงถูกขนานนามว่า สาวกพุทธะ. ๕๒ แต่การทำตัวเองให้ลืมตาโดยฉับพลัน ต่อความจริงที่ว่า จิต ของเธอนั่นแหละ คือ พุทธะ และว่า ไม่มีอะไรที่จะต้องบรรลุ หรือ "ไม่มีอะไรสักสิ่งเดียวที่จะต้องปฏิบัติ ; นี้คือวิธีชั้นยอดสุด ; นี้คือวิธีที่จะ ทำให้เป็น พุทธะ ได้อย่างแท้จริง. ๕๓ สิ่งที่ควรกลัวมีอยู่ แต่ว่า พวกเธอซึ่งเป็นนักศึกษาเรื่อง ทาง ทางโน้น เมื่อความคิดเกิดขึ้นแม้เพียงอย่างเดียว ก็จะกลายเป็นว่า เธอได้สร้างสิ่งกีดขวางขึ้น ระหว่างเธอเองกับ ทาง ทางโน้นเสีย. ๕๔ จากขณะจิตหนึ่งถึงขณะจิตหนึ่ง ก็ไม่มี (การก่อ) รูป (ของ ความคิดปรุงแต่ง), จากขณะจิตหนึ่งถึงขณะจิตหนึ่ง ก็ไม่มีการกระทำ (กรรม) นั่นแหละ คือวิธีที่จะเป็น พุทธะ ละ. ๕๕ ถ้าพวกเธอซึ่งเป็นนักศึกษาเรื่อง ทาง ทางโน้น ปรารถนาที่จะ เป็น พุทธะ พวกเธอไม่ต้องศึกษาคำสอนใด ๆ หมด จะเรียนแต่เพียงว่า ทำอย่างไร จึงจะเว้นขาดจากการแสวงหา หรือการผูกพันตัวเอง ต่อสิ่ง ทุกสิ่งเท่านั้น. เมื่อไม่มีอะไรถูกแสวงหา ข้อนี้หมายความว่า จิต ไม่เกิด, เมื่อไม่มีการยึดมั่นถือมั่นอยู่ ข้อนี้หมายความว่า จิต ไม่ถูกทำลาย ; สิ่ง ซึ่งไม่เกิดและไม่ถูกทำลาย นั่นแหละ คือ พุทธะ. ๕๖
น.40 วิธีการตั้งแปดหมื่นสี่พันวิธี สำหรับต่อสู้สิงซึ่งเป็นมายาหลอก- ลวง จำนวนแปดหมื่นสี่พันอย่างนั้น เป็นเพียงคำพูดอย่างบุคคลาธิษฐาน เพื่อชักชวนคนให้มาสู่ ประตู นี้เท่านั้น. ๕๗ ตามที่จริงแล้ว ไม่มีสักอย่างเดียว ที่มีอยู่ จริง. การสลัดสิ่ง ทุก ๆ สิ่งออกไปเสีย นั่นแหละ คือ ตัวธรรม , ผู้ซึ่งเข้าใจความจริงข้อนี้ นั่นแหละ คือ พุทธะ, แต่การสลัดสิ่งที่เป็นมายา ทุกสิ่ง ออกไปเสียนั้น ต้องไม่เหลือธรรมะอะไร ๆ ไว้ให้ยึดกันอีกจริง ๆ. ๕๘ ☸ ☸ ☸ ๑๔ ถ้าพวกเธอผู้ เป็นนักศึกษาเรื่อง ทาง ทางโน้น ประสงค์จะ ได้ความรู้. เรื่องของสิ่งอันเร้นลับใหญ่หลวงนี้ พวกเธอก็เพียงแต่เว้น ขาดจากการยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งทุกสิ่งเสีย เว้นแต่ จิต นั้นอย่างเดียว. ๕๙ การกล่าวว่า ธรรมกาย ที่แท้จริงของ พุทธะ ย่อมเหมือนกับ ความว่าง นั้น เป็นวิธีกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ของการที่จะกล่าวว่า ธรรมกาย คือ ความว่าง หรือว่า ความว่าง คือ ธรรมกาย ก็ตาม. ๖๐ คนทั้งหลายมักจะอวดอ้างว่า ธรรมกาย มีอยู่ ในความว่าง และ ว่า ความว่าง บรรจุไว้ซึ่ง ธรรมกาย นี้เป็นเพราะเขาไม่รู้ แจ้งเห็นจริง ว่าสิ่งทั้งสองนั้นเป็นเพียงของสิ่งเดียว และเป็นอันเดียวกัน. แต่ถ้าพวก เธอให้คำกำจัดความลงไปว่า ความว่าง นั้น เป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ตั้งอยู่
น.41 ถ้าเป็นดังนั้น ความว่าง นั้นก็ไม่ใช่ ธรรมกาย. และถ้าพวกเธอให้คำ จำกัดความลงไปว่า ธรรมกาย นั้น เป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ ถ้าเป็น ดังนั้น ธรรมกาย นั้นก็ไม่ใช่ ความว่าง. ๖๑ พวกเธอจงเพียงแต่ละเว้นเสียจากความคิด ที่เป็นไปในทาง ความมีตัวมีตน อันเกี่ยวกับ ความว่าง นั้นเสียเท่านั้น เพราะเมื่อเป็น ดังนั้น นั่นแหละ คือ ธรรมกาย : และถ้าพวกเธอเพียงแต่ละเว้นเสียจาก ความคิดที่เป็นไปในทางความมีตัวมีตนใด ๆ อันเกี่ยวกับ ธรรมกาย นั้น เสียเท่านั้น ก็พอแล้ว, ทำไมเล่า เพราะถ้าเป็นดังนั้น นั่นแหละ คือ ความว่าง. ๖๒ สิ่งทั้งสองนี้ ไม่แตกต่างจากกันและกันเลย หรือนัยหนึ่งก็คือ ไม่มีความแตกต่างใด ๆ ในระหว่างสามัญสัตว์ทั้งปวง กับพระพุทธเจ้า ทั้งหลาย, หรือระหว่างสังสารวัฏ กับนิพพาน, หรือระหว่างโมหะ กับ โพธิ. เมื่อรูปบัญญัติ ๑ เหล่านี้ ถูกเพิกถอนไปแล้วทั้งหมดทั้งสิ้น นั่น แหละคือ พุทธะ. ๖๓ คนธรรมดาสามัญมองดูแต่สิ่งแวดล้อมรอบตัวเขา พร้อมกัน นั้น พวกผู้ปฏิบัติฝ่าย ทาง นี้ ก็มองดูไปยัง จิต, แต่ ธรรม ที่แท้จริงนั้น คือไม่ใส่ใจมันเลยทั้งสองอย่าง. ๖๔ อย่างแรก ง่ายพอใช้, อย่างหลังนั้น ยากมาก. คนทั้งหลาย ไม่กล้าที่จะทำความรู้สึกว่าตนไม่มีจิตของตน โดยกลัวอยู่ ว่าจะตกลงไป ๑ รูปบัญญัติ หมายถึงการบัญญัติชื่อ, และบัญญัติอย่างคติทวินิยม เช่นว่า ดี-ชั่ว. บุญ-บาป, พุทธะ-สามัญสัตว์ ฯลฯ. ป. ๖
น.42 ในความว่าง ซึ่งปราศจากที่เกาะที่ยึด ในการตกนั้น. เขาเหล่านั้นไม่รู้ว่า ความว่าง นั้น ไม่ได้เป็นความว่างอย่างที่พวกเขารู้ กันอยู่ ตามธรรมดา แต่เป็น "เมือง" ๑ แห่ง ธรรม อันแท้จริง, ๖๕ ธรรมชาติที่เป็นความรู้แจ้งทางฝ่ายจิตนี้ เป็นสิ่งที่ไม่มีการเริ่ม ต้น เป็นของเก่าเท่าความว่าง ไม่อยู่ภายใต้อำนาจของการเกิดหรือการ ทำลาย ไม่ตั้งอยู่ หรือไม่ ไม่ตั้งอยู่ ไม่ใช่ของมีมลทินหรือของบริสุทธิ์ ไม่ อึกทึกครึกโครมหรือเงียบสงบ ไม่แก่ไม่หนุ่ม ไม่กินเนื้อที่ ไม่มีภายใน ไม่มีภายนอก ไม่มีขนาด ไม่มีรูปร่าง ไม่มีทั้งสีหรือเสียง. ๖๖ สิ่งนี้ เป็นสิ่งซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ หรือเป็นที่ถูกแสวงหา ไม่อาจจะเข้าใจได้ด้วยปัญญา หรือความรู้. อธิบายไม่ได้ด้วยคำพูด สัมผัสไม่ได้อย่างวัตถุ หรือไม่ลุถึงได้ด้วยการประกอบบุญกุศลใดๆ. ๖๗ พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ รวมทั้งสิ่งซึ่งมีชีวิต ที่เคลื่อนไหวได้ทั้งหมด ย่อมมีส่วนใน ธรรมชาติของนิพพาน อันใหญ่ หลวงนี้ทั้งนั้น. ธรรมชาติที่กล่าวนี้คือ จิต ; จิต ก็คือ พุทธะ และ พุทธะ ก็คือ ธรรม. ๖๘ ความคิดใด ๆ ที่ออกไปนอกลู่นอกทาง ของความจริงที่กล่าวนี้ ย่อมเป็นความคิดที่ผิดโดยสิ้นเชิง. พวกเธอไม่อาจจะใช้ จิต ให้แสวงหา จิต, ใช้ พุทธะ ให้แสวงหา พุทธะ, หรือใช้ ธรรม ให้แสวงหา ธรรม. ๖๙ ๑. คำว่า เมือง ในที่นี้ มีความหมายเช่นคำว่าเมือง ในเมื่อมีการพูดว่า เมืองนรก เมือง สวรรค์ เมืองนิพพาน. - ผู้แปลเป็นไทย.
น.43 เพราะฉะนั้น พวกเธอซึ่งเป็นนักศึกษาเรื่อง ทาง ทางโน้น ควร จะละเว้นความคิดปรุงแต่งเสียทันที. ขอให้เข้าใจอย่างเงียบเชียบ อย่าง เดียวก็เป็นพอ ! ๗๐ พฤติกรรมทางจิตไม่ว่าชนิดไหนหมด ต้องนำเราไปสู่ ความผิด พลาดทั้งนั้น. มีที่ต้องทำอยู่ ก็แต่เพียงการถ่ายทอดจิต ด้วย จิต เท่านั้น. นี้คือทัศนะอย่างเดียวที่ต้องถือไว้. ๗๑ จงระวังอย่าให้เพ่งเล็งไปทางภายนอกไปยังสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทางวัตถุ. การเข้าใจผิดว่าสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทางวัตถุ มีอยู่ เพื่อจิตนั้น ก็เท่ากับไปเข้าใจโจร ว่าลูกของเธอ ๑ ๗๒ ๑๕ มันต้องเป็นไป ในทางที่ จะขจัด เสียซึ่งความโลภ ความโกรธ และความไม่รู้ เท่านั้น ที่ความสำรวม ความสงบ และปัญญาตั้งอยู่. ถ้าไม่มีความหลงผิดแล้ว การตรัสรู้จะมีขึ้นได้อย่างไร ? ด้วยเหตุนั้น ท่าน โพธิธรรมจึงได้กล่าวว่า "พระพุทธเจ้าได้ประกาศธรรมทั้งปวง โดยมุ่ง หวังที่จะขจัดเสียซึ่งลู่ทางทุกๆ ชนิดแห่งความคิดปรุงแต่ง ถ้าฉัน ๑. มีเรื่องเล่าว่า คน ๆ หนึ่ง เข้าใจผิดโจรคนหนึ่ง ว่าเป็นลูกชายของตน ที่หายสาบสูญไปนานแล้วต้อนรับเขาอย่างอบอุ่น เป็นเหตุให้โจรขโมยเอาทรัพย์ที่มีอยู่ไปเกือบหมด. พวกที่มอบความไว้วางใจให้กับสิ่งต่างๆ ทางวัตถุ เป็นพวกที่ตกอยู่ในอันตรายที่จะต้องสูญเสียสิ่งที่มีค่าสูงที่สุดกว่าสิ่งทั้งหลาย นั่นคือกุญแจ ที่จะใช้ไขปริศนาชีวิต เพื่อเปิดประตูพระนิพพาน.
น.44 ปราศจากความคิดปรุงแต่งโดยสิ้นเชิงแล้ว ธรรมทั้งปวง จะมีประโยชน์ อะไรแก่ฉัน ?'๑ ดังนี้. ๗๓ พวกเธอจงอย่าผูกพันตัวเองกับสิ่งใด นอกจากกับ ธรรมชาติ แห่งความเป็นพุทธะ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสิ่งทั้งปวง. สมมติว่าพวกเธอ เอาเพชรพลอยจำนวนนับไม่ถ้วน ไปประดับเข้าที่ความว่าง จงคิดดูเถิด ว่า มันจะติดอยู่ที่นั่นได้อย่างไร ?. ๗๔ ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ นั้น เป็นเหมือนกับความว่าง แม้เธอจะประดับมันด้วยบุญกุศลและปัญญา อันมากจนประมาณมิได้ ก็จงคิดดูเถิดว่า สิ่งเหล่านั้นจะติดอยู่ ที่ ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ นั้นได้อย่างไร ?๒ บุญและปัญญาชนิดนั้น ก็รังแต่จะปิดคลุมธรรมชาติ ดั้งเดิมของ พุทธภาวะ เสีย และทำให้มันกลายเป็นสิ่งที่เห็นไม่ได้ ไป เสียเท่านั้น. ๗๕ ลัทธิที่มีชื่อว่า "ลัทธิแสดงมูลฐานของจิต" (อันปฏิบัติกันอยู่ ในนิกายอื่นบางนิกาย) นั้น วางหลักคำสอนไว้ว่า สิ่งทุกสิ่งก่อตั้งขึ้นใน จิต และว่า สิ่งเหล่านั้นแสดงตัวเองออกมาให้เห็นได้ ก็ต่อเมื่อได้สัมผัส กันกับอารมณ์ภายนอก และไม่แสดงอะไรเลย เมื่ออารมณ์ภายนอก ไม่มี. แต่นี่มันผิดอยู่ ตรงที่ไปคิดว่าสิ่งแวดล้อมเหล่านั้น เป็นอีกสิ่งหนึ่ง ๑. หมายความว่า ถ้าคนเราไม่มีความคิดปรุงแต่ง ก็จะไม่มีปัญหาที่จะต้องใช้ธรรมะ เพื่อสิ่งใด ๆ เลย เพราะไม่มีความทุกข์อยู่ แล้ว. ๒. เพชรพลอยในที่นี้หมายถึงบุญกุศลทุกชนิด ซึ่งพวกนิกายอื่นถือว่าจำเป็น แต่พวกนิกายเซ็น ถือว่าสิ่งเหล่านั้นเกิดจากคติทวินิยม และเป็นอุปสรรคต่อการเห็นแจ้งจิตหนึ่งนั้น.
น.45 ต่างหาก นอกไปจากธรรมชาติอันบริสุทธิ์ และเปลี่ยนแปลงไม่ได้ของ สิ่งทั้งปวง. ๗๖ ลัทธิที่มีชื่อว่า "ลัทธิแว่นส่องสมาธิและปัญญา” (หมายถึง มหายานซึ่งมิใช่เซ็นอีกนิกายหนึ่ง) นั้น ต้องการประโยชน์ของการเห็น การฟัง การสัมผัส และความรู้ที่เกิดจากการกระทำเหล่านั้น ซึ่งล้วนแต่ นำไปสู่ภาวะแห่งความสงบ ซึ่งสลับกันอยู่กับความวุ่นวาย อย่างไม่มีที่ สิ้นสุด. แต่สิ่งเหล่านี้เกี่ยวกันอยู่กับความคิดต่าง ๆ ซึ่งมีรากฐานอยู่ที่ อารมณ์ต่าง ๆ ที่แวดล้อมมัน ; มันเป็นการกระทำอย่างขอไปที และเป็น เพียงส่วนหนึ่งของรากเง่าแห่งกุศลชั้นต่ำ ๆ. รากเง่าของกุศลชั้นนี้ สามารถเพียงแต่ทำให้คนเข้าใจสิ่งซึ่งเขาได้ยินได้ฟังเท่านั้น. ๗๗ ถ้าเธอต้องการเข้าถึงตัวความตรัสรู้ด้วยตัวเธอเองจริง ๆ เธอต้อง ไม่ปล่อยตัวไปตามความคิดเช่นนั้น. สิ่งเหล่านั้นทั้งหมด เป็นธรรม ประเภทเครื่องแวดล้อม ซึ่งเนื่องกันอยู่กับสิ่งต่าง ๆ อันเป็นอยู่และไม่ ได้เป็นอยู่ ซึ่งมีรากฐานอยู่บนความมีอยู่ และความไม่มีอยู่. ถ้าเธอ จะเพียงแต่ทำจิตให้ว่างจากความคิด เรื่องความมีอยู่และความไม่มีอยู่ เกี่ยวกับสิ่งทุก ๆ สิ่ง จริง ๆ ได้เท่านั้น เธอก็จะลุถึงธรรมตัวจริงได้ ๗๘ ๑๖ เมื่อวันหนึ่งค่ำเดือนเก้า ท่านครูบาได้กล่าวกับข้าพเจ้าว่า : นับตั้งแต่วันที่ท่านโพธิธรรมผู้ปรมาจารย์ ได้มาถึงประเทศจีน ป. ๗
น.46 ป็นต้นมา ท่านได้พูดถึง จิตหนึ่ง นี้เท่านั้น และได้ถ่ายทอด ธรรมหนึ่ง นี้แต่อย่างเดียวเท่านั้น. ท่านได้ใช้ พุทธะ (คือ จิตหนึ่ง ที่กล่าวแล้ว นั่นเอง) นี้ ถ่ายทอด พุทธะ นี้ ไม่เคยกล่าวถึงพุทธะอื่นใดเลย. ท่าน ได้ใช้ ธรรมะ นี้ ถ่ายทอด ธรรมะ นี้เท่านั้น ไม่เคยกล่าวถึงธรรมะอื่น ใดเลย. ๗๙ ธรรมะ ที่กล่าวนั้น เป็น ธรรม ที่ไม่อาจบรรยายได้ด้วยคำพูด และ พุทธะ นั้น ก็เป็น พุทธะ ที่ไม่เห็นได้ด้วยตา หรือคลำได้ด้วยมือ, เพราะว่าโดยที่จริงนั้น สิ่งทั้งสองนั้นก็คือ จิตล้วน ซึ่งเป็นต้นกำเนิด ของสิ่งทั้งปวงนั่นเอง. นี่แหละ คือสัจจะ ซึ่งมีอยู่เพียงอย่างเดียว, ข้อ อื่นนอกไปจากนี้ เป็นสัจจะเทียม. ๘๐ ปรัชญา คือความรู้แจ้ง. ความรู้แจ้ง คือ จิต-ต้นกำเหนิด ดั้งเดิมซึ่งปราศจากรูป. ๘๑ คนธรรมดาทั่วไป ไม่แสวงหา ทาง ทางโน้น เขาเหล่านั้นได้ แต่ปล่อยตนไปตามอำนาจของอายตนอทั้งหก ซึ่งย่อมนำเขาวกกลับไปสู่ การกำเนิดในคติทั้งหก ๑ ไปตามเดิม, นักศึกษาเรื่อง ทาง ทางโน้น ก็ยัง พลัดตกไปสู่ พวกมารร้ายได้ โดยการยอมให้ตนเองเกิดมีความคิดอย่าง สังสารวัฏ ๒ ขึ้นมา แม้เพียงครั้งเดียว. ถ้าเขายอมให้ความคิดชนิดที่นำ ไปสู่ความสำคัญมั่นหมายมีประการต่างๆ เกิดขึ้นแก่เขาเองเพียงครั้ง เดียว เขาก็จะตกไปสู่ความเป็นมิจฉาทิฏฐิ. ๘๒ ๑. คติทั้งหก หมายถึงกำเนิดสัตว์ชนิดต่าง ๆ ตั้งแต่ต่ำที่สุด เช่นนรก สูงขึ้นไปจนถึงขั้นสูงสุด เช่นพรหม. - ผู้ แปลเป็นไทย ๒. คือความคิดที่ประกอบด้วยกิเลสตัณหา อันเป็นเหตุให้ทำกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งลงไป จนต้องรับผลของกรรมนั้น แล้วมีกิเลสตัณหาต่อไป โดยไม่มีที่สิ้นสุด. - ผู้ แปลเป็นไทย.
น.47 การถือว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น และการพยายามขจัดความ เป็นอย่างนั้นเสียนั้น ก็จะทำให้ตกลงไปอยู่ ในระหว่างบรรดาพวกสาวก (ยาน). ๑ การถือว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เกิดขึ้น แต่ก็อยู่ ในวิสัยที่จะแตกทำลาย ไปนั้น ก็จะทำให้ตกลงไปอยู่ ในระหว่างบรรดาพวกปัจเจกะ (ยาน) ๒ ๘๓ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น, ไม่มีอะไรทำลายไป. จงเหวี่ยงคติทวินิยม ไปเสียให้พ้น รวมทั้งความชอบและความไม่ชอบของเธอด้วย. สิ่งที่ มีอยู่ จริง ๆ เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น คือ จิตหนึ่ง นี้เท่านั้น. เมื่อเธอเข้าถึง สิ่ง ๆ นี้ ด้วยใจแล้ว เธอก็จะได้ขึ้นสู่ ราชรถแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย (พุทธยาน). ๘๔ ๑๗ คนธรรมดาทั่วไปทุกคน พากันปล่อยตัวไปตามความคิดปรุง- แต่ง ซึ่งอาศัยปรากฏการณ์ทั้งหลายที่แวดล้อมอยู่ เพราะฉะนั้น เขาจึง เกิดความรู้สึกที่เป็นความรักและความชัง. ถ้าจะขจัดปรากฏการณ์ซึ่งเป็น เครื่องแวดล้อมเหล่านั้นเสีย เธอก็เพียงแต่หยุดความคิดปรุงแต่งของเธอ เสีย. เมื่อการคิดปรุงแต่งหยุดไป ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เป็นเครื่อง แวดล้อม ก็กลายเป็นของว่างเปล่า ; เมื่อปรากฏการณ์ต่าง ๆ กลายเป็น ของว่างเปล่า ความคิดก็สิ้นสุดลง. ๘๕ ๑. ตามปรกติ ฮวงโป ใช้คำว่าสาวกนี้ อย่างมีความหมายว่า หินยาน. พวกหินยานเป็นพวกทวินิยม ในข้อที่ว่าเขาต้องการจะข้ามสังสารวัฏ เพื่อไปสู่ นิพพาน ในขณะที่ฝ่ายเซ็นถือว่าสังสารวัฏกับนิพพาน เป็นของอันเดียวกัน. ๒. ตามปรกติ ฮวงโป ใช้คำ ๆ นี้ อย่างมีความหมายว่า พวกมัธยามิกะ หรือพวกยานกลาง.
น.48 แต่ถ้าเธอพยายามขจัดสิ่งแวดล้อมเหล่านั้น โดยไม่ทำให้การ คิดปรุงแต่งหยุดไปเสียก่อน เธอจะไม่ประสบความสำเร็จ กลับมีแต่จะ เพิ่มกำลังให้แก่สิ่งแวดล้อมเหล่านั้น ให้รบกวนเธอหนักขึ้น. ๘๖ เพราะฉะนั้นสิ่งทั้งปวงก็ไม่ได้เป็นอะไร นอกจาก จิต คือ จิต ซึ่งสัมผัสไม่ได้ทางอายตนะ. เมื่อเป็นดังนี้แล้ว อะไรเล่า ที่เธอหวังว่า อาจจะบรรลุได้ ?. ๘๗ พวกที่เป็นนักศึกษาด้วยปรัชญา (ของเซ็น) ย่อมถือว่าไม่มี อะไรเลย ที่จะต้องสัมผัสได้ด้วยอายตนะ, เมื่อเป็นดังนั้น เขาจึงหยุดคิดถึง ยานทั้งสาม. ๑ ๘๘ มีความจริงอยู่ ก็แต่เพียง ความจริง อย่างเดียวนั้น ซึ่งเป็นความ จริงที่ไม่ต้องรู้ หรือต้องลุถึง. การพูดว่า "ข้าพเจ้าสามารถ รู้ ถึงสิ่งบาง สิ่ง" หรือ "ข้าพเจ้าสามารถ ลุ ถึงสิ่งบางสิ่ง" นั้น คือการจัดตัวเองไปไว้ ในระหว่างบรรดาคนผู้ เป็นนักอวดโอ้. พวกคนที่สบัดฝุ่นที่เครื่องนุ่งห่ม ของเขา แล้วลุกไปจากที่ประชุม ดังที่มีกล่าวอยู่ในสัทธรรมบุณฑริกสูตร นั่นแหละคือคนพวกนี้ทีเดียว ๒ ๘๙ เพราะเหตุดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "โดยแท้จริงแล้ว เราตถาคตไม่ได้ลุถึงผลอะไร จากการตรัสรู้ของเรา" ดังนี้. มีอยู่ ก็แต่ ความเข้าใจซึมซาบอย่างเงียบกริบและเร้นลับที่สุด เท่านั้น ไม่มีอะไร อีกแล้ว. ๙๐ ๑. คือนิกายอื่นอีก ๓ นิกาย ซึ่งไม่ใช่เซ็น เพราะมีคำสอนในระบบค่อยเป็นค่อยไป จนกว่าจะตรัสรู้ ๒. คนพวกที่คิดว่าเขาเข้าใจธรรม และมีความอิ่มใจตัวเองอย่างสุดซึ้ง.
น.49 ถ้าคนธรรมดาสามัญคนหนึ่ง เมื่อเขาร่อแร่จวนจะตาย หากว่า เขาสามารถเพียงแต่เห็นว่ามูลธาตุทั้งห้า ซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นวิญญาณ นั้น เป็นของว่างเปล่า ; และว่ามูลธาตุทั้งสี่ทางรูปกายนั้น ไม่ใช่สิ่งซึ่ง ประกอบกันขึ้นเป็นตัว "ข้าพเจ้า" และว่า จิต จริงแท้นั้น ไม่มีรูปร่าง และไม่ใช่สิ่งที่มีการมาหรือการไป ; และว่า ธรรมชาติเดิมแท้ของเขานั้น เป็นสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่งมิได้มีการตั้งต้นขึ้นที่การเกิด หรือมิได้มีการสิ้นสุดลง ที่การตายของเขา แต่เป็นของสิ่งเดียวรวด และปราศจากการเคลื่อนไหว ใด ๆ ในส่วนลึกจริง ๆ ของมันทั้งหมด ; และว่า จิต ของเขา กับสิ่ง ต่าง ๆ ซึ่งแวดล้อมเขาอยู่นั้น เป็นสิ่ง ๆ เดียวกัน : ถ้าเขาสามารถ ทำได้ตามนี้จริง ๆ เขาจะลุถึงการรู้ แจ้งเห็นแจ้งได้โดยแว็บเดียว ในขณะ นั้น. ๙๑ เขาจะเป็นผู้ที่ไม่ต้องข้องเกี่ยวกับโลกทั้ง ๓ อีกต่อไป เขาจะ เป็นผู้อยู่เหนือโลกได้. เขาจะไม่มีการโน้มเอียงไปสู่การเกิดใหม่อีก แม้แต่นิดเดียว. ๙๒ แม้หากว่าเขาจะได้มองเห็นภาพอันรุ่งโรจน์ ของพระพุทธเจ้าทุก พระองค์ กำลังเสด็จมาต้อนรับเขา ห้อมล้อมไปด้วยสิ่งอันวิจิตรตระการตา ทุกชนิด เขาก็ไม่เกิดความรู้สึกอยากเข้าไปใกล้สิ่งเหล่านั้น. หรือ ถ้าเขาจะได้มองเห็นสิ่งอันน่าหวาดเสียวทุก ๆ ชนิด มาแวดล้อมอยู่รอบตัว เขา เขาก็จะไม่รู้สึกกลัวเลย. ๙๓ ป. ๘
น.50 ขาจะเป็นแต่ตัวของเขาเองเท่านั้น ปราศจากความคิดปรุงแต่ง โดยสิ้นเชิง และเป็นสิ่ง ๆ เดียวกันกับ สิ่งสูงสุด สิ่งนั้น. เขาจะได้ ลุถึงภาวะแห่งความที่ไม่มีอะไรปรุงแต่งได้อีกต่อไป. ฉะนั้น นี่แหละ คือหลักธรรมะที่เป็นหลักมูลฐานในที่นี้ ๑ ๙๔ ๑๙ ในวันแปดค่ำของเดือนที่สิบ ท่านครูบาได้กล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า : ลัทธิที่มีชื่อว่า นครแห่งมายา นั้น ได้กล่าวถึงยานสองอย่าง, ภูมิสิบแห่งการก้าวหน้าของโพธิสัตว์, และการตรัสรู้เต็มที่สองแบบ. เรื่องทั้งหมดนี้ เป็นคำสอนที่มีอิทธิพลในการเร้าความสนใจของประชา- ชน, แต่แล้วมันก็ยังคงเป็นเพียงสิ่งของในนครแห่งมายา ๒ สมชื่อของมัน อยู่นั่นเอง. ๙๕ ถิ่นที่เรียกว่า แดนแห่งสิ่งล้ำค่านั้น (ถ้ามีจริง) ก็คือ จิต จริงแท้ ซึ่งเป็น เนื้อแท้ดั้งเดิมของพระพุทธเจ้า และเป็นขุมทรัพย์แห่งสภาวะ อันแท้จริงของพวกเราเอง. เพชรพลอยเหล่านี้ วัดหรือตวงไม่ได้ สะ- สมให้มากขึ้นก็ไม่ได้. ๙๖ ๑. ข้อความแห่งบรรพที่ ๑๘ นี้ บางทีจะเป็นคำอธิบายชั้นเลิศของนิกายเซ็นชิ้นหนึ่ง เพราะว่ามันได้ประมวลเอาสติปัญญาอันกว้างขวางและแหลมคมทั้งหมดทั้งสิ้นเข้ามาไว้ในถ้อยคำเพียงไม่กี่คำ ๒. คำ ๆ นี้ นำมาจากสัทธธรรมปุณฑริกสูตร และในสูตรนั้นเล็งถึงนิพพานที่เป็นอย่างชั่วคราวและไม่สมบูรณ์. ตามความเห็นของเซ็นนั้นเห็นว่าคำสอนของนิกายเป็นอันมากอาศัยความเชื่อในข้อที่ว่า การตรัสรู้ ต้องเป็นไปอย่างช้า ๆ ตามลำดับ เพราะฉะนั้นจึงนำสาวกเหล่านั้นไปสู่นครแห่งมายา เพราะคำสอนเหล่านั้นนำไปสู่ลัทธิทวินิยม ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง อย่างที่เห็นอยู่ได้ ชัดแจ้ง.
น.51 เมื่อพุทธะหรือสามัญสัตว์ทั้งหลายเอง ก็ยังไม่มี, และสิ่งซึ่ง จะเป็นตัวตนผู้ทำหรือตัวตนถูกกระทำ ก็ยังไม่มีเสียเองแล้ว นครแห่ง สิ่งล้ำค่าจะมีได้ที่ไหนอย่างไรเล่า ?. ๙๗ ถ้าพวกเธอถามว่า "เอาละครับ นครแห่งมายา มีอยู่มากพอแล้ว ส่วนแดนแห่งสิ่งล้ำค่านั้นเล่า มันอยู่ที่ไหนกัน ?" ดังนี้ ฉันขอตอบว่า มันเป็นถิ่นซึ่งไม่มีทิศทางที่ไม่อาจชี้ให้แก่เธอได้. เพราะว่าถ้ามันเป็นสิ่ง ที่ไม่อาจจะชี้ได้ มันก็ต้องเป็นถิ่นที่มีอยู่ในอวกาศมิใช่หรือ, เมื่อเป็น ดังนั้น มันก็ไม่อาจจะเป็นแดนแห่งสิ่งล้ำค่าที่จริงแท้อะไร ๆ ไปได้เลย. อย่างมากที่สุดที่เราจะพูดได้ ก็คือว่ามันอยู่แค่จมูกนี่เอง. มันเป็นสิ่งที่ ไม่อาจระบุตรง ๆ ลงไปได้ก็จริง แต่เมื่อใดพวกเธอมีความเข้าใจซึมซาบ ถึงเนื้อแท้ของมันอยู่อย่างหุบปากเงียบ พูดอะไรไม่ออกแล้ว มันก็อยู่ที่ ตรงนั้นแหละ. ๙๘ ☸ ☸ ☸ ๒๐ พวกลัทธิอิจฉันติกา เป็นพวกที่มีหลักลัทธิอันไม่สมบูรณ์, สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงซึ่งมีอยู่ในคติภพทั้งหกนี้ ซึ่งมีทั้งพวกมหายานและ หีนยานรวมอยู่ด้วยนั้น ถ้าเขาไม่มีความเชื่อต่อ พุทธภาวะ อันเป็นสิ่งที่ ไม่มีอะไรยิ่งกว่า ซึ่งมีอยู่ในตัวเขาเองแล้ว, ก็เป็นการสมควรแล้ว ที่จะ ถูกขนานนามว่าเป็นพวกอิจฉันติกา ที่มีรากเง่าแห่งกุศลอันขาดด้วนเสีย แล้ว. ๙๙
น.52 พวกพระโพธิสัตว์ต่าง ๆ ซึ่งมีความเชื่อใน พุทธธรรม อย่าง ลึกซึ้ง และไม่ยอมรับการแบ่งแยก เป็นมหายาน และหีนยานแล้วก็ตาม แต่ถ้ายังไม่เห็นแจ้งต่อ สภาวะหนึ่ง เดียว ของพุทธะทั้งหลายและสัตว์ โลกทั้งปวงแล้ว ก็ควรถูกขนานนามว่าเป็นพวกอิจฉันติกา ประเภทที่ รากเง่าแห่งกุศลยังดีอยู่. ๑๐๐ พวกที่การรู้แจ้งของเขาส่วนใหญ่ มีมูลมาจากการได้ยินได้ฟัง ธรรมที่มีผู้แสดงนั้น ถูกขนานนามว่าพวกสาวก. พวกที่รู้แจ้งเห็นแจ้ง ด้วยการซาบซึ้งต่อกฎแห่งกรรม ถูกขนานนามว่าพวกปัจเจกพุทธะ. พวก ที่เป็นพุทธะ โดยไม่ได้มาจากการรู้ แจ้งเห็นแจ้งอันแท้จริง ซึ่งแสวงหา เอาได้จากใจของเขาเองนั้น ถูกขนานนามว่าพวกสุตพุทธะ ๑๐๑ นักศึกษาเรื่อง ทาง ทางนี้แทบทั้งหมด รู้แจ้งโดยทางธรรมะซึ่ง สอนกันเป็นคำพูด ไม่ใช่โดยทางธรรมะที่เห็นด้วยใจ. แม้ว่าเขาจะ ได้ทำความพากเพียรมาแล้วเป็นกัปป์ ๆ ไม่ขาดสาย เขาก็จะไม่เป็น ผู้ที่กลมกลืนกันได้กับ เนื้อแท้ดั้งเดิมของพุทธะ. พวกที่ไม่รู้แจ้งเห็น แจ้งภายใน จิต ของเขาเอง ได้แต่ฟังธรรมซึ่งสอนกันด้วยคำพูดนั้น สร้าง แสงสว่างให้จิตเอาเอง และไปเห็นความสำคัญอยู่ที่คำสอน ดังนั้นเขาจึง มัวแต่ก้าวไปทีละชั้น ๆ ไม่ประสีประสาต่อ จิตเดิมแท้ ของตนเองเลย.๑๐๒ เพื่อเป็นดังนั้น ถ้าเธอเพียงแต่มีความเข้าใจซึมซาบต่อ จิต อย่างหุบปากเงียบ ไม่ต้องพูดอะไรเท่านั้น เธอก็ไม่จำเป็นต้องเที่ยว
น.53 แสวงหาธรรมใด ๆ เลย เพราะเมื่อทำได้ดังนั้น จิต นั่นแหละ คือ ธรรมะ นั้น. ๑ ๑๐๓ ☸ ☸ ☸ ๒๑ คนเป็นอันมากมักถูกปิดกั้นเสียจากการรู้แจ้งต่อ จิต โดย ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ซึ่งแวดล้อมอยู่รอบ ๆ ตัวเขา และถูกปิดกั้นเสีย จากการรู้ แจ้งต่อหลักธรรมที่สำคัญที่สุด โดยเหตุการณ์ต่าง ๆ เฉพาะตน ดังนั้นเขาจึงพยายามหาทางหลีกเลี่ยงจากปรากฏการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่ง แวดล้อมเหล่านั้นเสีย ด้วยหวังจะทำจิตของเขาให้สงบ หรือพยายาม ที่จะระงับเหตุการณ์ต่าง ๆ เสีย ด้วยหวังจะยึดหน่วงเอาธรรมะนั้นให้ได้. เขาไม่เห็นแจ่มแจ้งว่า การทำอย่างนี้ เป็นการกลบเกลื่อนปรากฏการณ์ ต่าง ๆ ด้วยจิต, กลบเกลื่อนเหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยหลักธรรม. ๑๐๔ จงเพียงแต่ทำจิตของเธอให้ว่างเท่านั้น ปรากฏการณ์ที่เป็นสิ่ง แวดล้อมต่าง ๆ ก็จะเป็นของว่างไปในตัวของมันเอง จงให้หลักการต่าง ๆ หยุดแกว่ง แล้วเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็หยุดวุ่นวายได้ด้วยตัวมันเอง. จงอย่า ใช้ จิต ไปในทางอุตริแผลง ๆ เช่นโน้นเลย. ๑๐๕ ๑. ข้อความทั้งหมดแห่งบรรพนี้ มุ่งหมายที่จะชี้ให้กระจ่างว่า ถึงแม้ว่าพุทธศาสนาแบบนิกาย ค่อยเป็นค่อยไปทีละขั้น จะยังทำให้เกิดผลได้จริงก็ตาม มันก็กินเวลานาน หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ยังไม่สมบูรณ์ ในเมื่อนำไปเปรียบกันกับผลที่ได้รับจากการปฏิบัติทางเซ็น. ป. ๙
น.54 คนส่วนมากขี้ขลาดต่อการทำจิตของตนให้ว่าง โดยเกรงไป ว่าเขาจะพลัดตกลงไปในความว่าง เขาเหล่านั้นไม่ทราบว่า จิต ของเขา เองเป็น ค วามว่าง . คนโง่มัวแต่หลบหลีกปรากฏการณ์ต่าง ๆ ไม่หลบ- หลีกจากความคิดปรุงแต่ง, ส่วนคนฉลาดย่อมหลบหลีกความคิดปรุงแต่ง และไม่ต้องหลบหลีกปรากฏการณ์. ๑ ๑๐๖ ☸ ☸ ☸ ๒๒ จิตของพระโพธิสัตว์นั้น เหมือนกับความว่าง เพราะท่านได้ เพิกถอนสิ่งต่าง ๆ ออกเสีย และไม่ปรารถนา แม้แต่จะสร้างสม บุญกุศล. ๒ ๑๐๗ การเพิกถอนนั้นมีวิธีอยู่ ๓ ชนิดด้วยกัน. เมื่อทุก ๆ สิ่งทั้งภายในและภายนอก ทั้งรูปธรรมและนามธรรม ถูกเพิกถอนแล้ว, เมื่อความยึดมั่นถือมั่นต่าง ๆ ไม่มีเหลืออยู่ เช่น เดียวกันกับใน ความว่าง , เมื่อการกระทำทั้งหมด เป็นไปแต่ตามควร แก่สถานที่และสิ่งแวดล้อมล้วน ๆ (ไม่มีกิเลสเจือปน), และเมื่อความ รู้สึกว่ามีตัวตน ในฐานะเป็นผู้กระทำและความรู้สึกว่ามีตัวตนในฐานะเป็น ๑. คำสอนอันลึกซึ้งนี้ ส่วนหนึ่งได้เล็งถึงพวกพุทธบริษัท ซึ่งปฏิบัติสมาธิภาวนาโดยหวังจะ ถอนออกซึ่งโลกฝ่ายวัตถุเพียงชั่วคราว. ๒. ในที่นี้พึงเข้าใจเสียด้วยว่า ความหมายของคำว่า โพธิสัตว์ อย่างเถรวาท กับอย่าง มหายานนั้นต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็ต่างกันอยู่อย่างนี้, ผู้ แปลเป็นไทย.
น.55 ผู้ถูกกระทำ นั้นถูกเลิกล้างไปหมดแล้ว -นั่นคือวิธีแห่งการเพิกถอน ชนิดสูงสุด. ๑๐๘ เมื่อในขณะหนึ่ง หนทาง ทางนี้ มีการดำเนินโดยการประกอบ กุศลกรรมมีประการต่างๆ และอีกในขณะหนึ่ง การเพิกถอนกุศลเหล่านั้น ก็มีอยู่ และไม่ดำรงความหวังที่จะรับผลแห่งบุญกุศลเหล่านั้นไว้ -นั่นคือ วิธีแห่งการเพิกถอนชนิดกลาง ๆ. ๑๐๙ เมื่อการประกอบบุญกุศลทุกชนิด ได้ทำไปเพื่อหวังที่ได้รับผล ตอบแทน ของบุคคลผู้ซึ่งแม้จะมีความรู้เรื่อง ความว่าง โดยได้ยินได้ฟัง ธรรมะ ข้อนี้ แล้วทำตนเป็น (ประหนึ่งว่า) ผู้ไม่ยึดถือ -นั่นคือ วิธีแห่งการเพิกถอนชนิดต่ำที่สุด ๑๑๐ วิธีชนิดแรก เหมือนกับไต้ลุกโพลง ที่ถือส่องยื่นไปข้างหน้า อันไม่สามารถจะทำให้หลงทางไปได้, วิธีชนิดที่สอง เหมือนกับได้ ลุกโพลง ที่ถือยื่นไปข้าง ๆ ซึ่งบางทีก็เห็นทาง บางทีก็มืด, ส่วนวิธี ที่สามนั้น เหมือนกับได้ลุกโพลง ที่ถือไขว้ไปทางหลัง จนกระทั่งหลุม มีอยู่ ข้างหน้า ก็มองไม่เห็น. ๑ ๑๑๑ ☸ ☸ ☸ ๒๓ ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เห็นได้ว่า จิตของพระโพธิสัตว์นั้น เหมือนกับความว่าง และสิ่งทุกสิ่งถูกเพิกถอนหมดสิ้น โดยจิตนั้น. ๑ วิธีการเพิกถอนทั้งสามนี้ คงจะเล็งถึง เซ็น มหายาน และหินยาน ตามลำดับ.
น.56 มื่อความคิดต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอดีตไม่ถูกยึดถือไว้ นั่นคือการเพิก ถอนส่วนอดีต. เมื่อความคิดต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับปัจจุบันไม่ถูกยึดถือไว้ นั่นคือการเพิกถอนส่วนปัจจุบัน. เมื่อความคิดต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอนาคต ไม่ถูกยึดถือไว้ นั่นคือการเพิกถอนส่วนอนาคต. นี้เรียกว่าการเพิกถอน ถึงที่สุดทั้ง ๓ กาล. ๑๑๒ จำเต็มแต่พระตถาคตผู้ได้ทรงมอบ ธรรมะ แก่พระมหากาศยปะ (กัสสป) มาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ จิต ได้ถูกถ่ายทอดด้วย จิต ตลอดมา และ จิต เหล่านี้ ล้วนแต่เป็น จิต ๆ เดียวกัน. ๑๑๓ การถ่ายทอด ความว่าง ให้กันและกันนั้น ไม่สามารถทำได้ โดยทางคำพูด. การถ่ายทอดตามความหมายทางฝ่ายวัตถุนั้น ไม่ สามารถใช้กันได้กับ ธรรมะ . เมื่อเป็นดังนั้น จิต เป็นสิ่งที่ถูกถ่ายทอด ด้วย จิต และ จิต เหล่านี้ไม่แตกต่างกันเลย. ๑๑๔ การถ่ายทอด และการรับการถ่ายทอด ทั้งสองอย่างนี้ เป็น ความเข้าใจอันเร้นลับ ที่เข้าใจได้ยากที่สุด จนถึงกับไม่มีกี่คนจริง ๆ ที่สามารถรับเอาได้. ๑๑๕ ถึงอย่างไรก็ตาม ตามความเป็นจริงนั้น จิต นั้นก็ยังมิใช่ จิต และการถ่ายทอดนั้น ก็มิใช่การถ่ายทอดที่เป็นจริงเป็นจังอะไรเลย. ๑๑๖ ☸ ☸ ☸
น.57 พุทธะองค์หนึ่ง มีกาย ๓ กาย. โดยคำว่า ธรรมกาย ย่อม หมายถึง ธรรมะ (ธรรมดา) แห่ง ความว่าง อันมีอยู่ในที่ทุกแห่ง ของ ธรรมชาติอันแท้จริงที่เป็นอยู่ เอง ของสิ่งทุกสิ่ง. โดยคำว่าสัม- โภคกาย ย่อมหมายถึง ธรรมะ (สภาวะธรรมดา) แห่งความบริ- สุทธิ์สากลอันสำคัญยิ่งของสิ่งทั้งปวง. โดยคำว่า นิรมานกาย ย่อม หมายถึง ธรรม ต่าง ๆ แห่งวัตรปฏิบัติ ๖ ประการ ซึ่งนำไปสู่นิพพาน และอุบายวิธีอื่น ๆ ทำนองนั้นทั้งหมดทั้งสิ้นด้วยกัน. ๑๑๗ ธรรม (ธรรมดา) ของ ธรรมกาย นั้น ไม่อาจแสวงหาได้โดย ทางการพูด หรือโดยทางการฟัง หรือโดยทางตัวหนังสือ. ไม่มีอะไร ที่อาจจะพูด หรือทำให้เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นรูปเป็นร่าง ขึ้นมาให้ เห็นได้. มีอยู่ก็แต่ความว่างแห่งสภาวะธรรมดาที่แท้จริง ของสิ่งทุก สิ่งซึ่งเป็นอยู่เอง อันมีอยู่ ในที่ทุกหนทุกแห่ง และไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น อีก. เพราะฉะนั้นการบอกให้รู้ว่า ไม่มี ธรรมะที่ต้องอธิบายด้วย คำพูดนั้นแหละเรียกว่าการเผยแผ่ธรรม ละ. ๑๑๘ สัมโภคกาย และ นิรมานกาย ทั้งสองอย่างนี้ ย่อมตอบสนอง ด้วยการปรากฏต่าง ๆ ซึ่งเหมาะสมแก่สิ่งแวดล้อมเฉพาะอย่าง. ธรรมะ ต่าง ๆ ที่มีผู้นำมากล่าว เพื่อสนองแก่เหตุการณ์ต่างๆ โดยทางความรู้สึก ทางอายตนะและในทุก ๆ ชนิดแห่งรูปและแบบนั้น ไม่มีอันไหนเลย ป. ๑๐
น.58 ที่เป็น ธรรมะ จริง. ดังนั้น จึงมีคำกล่าวว่า สัมโภคกาย ก็ตาม นิรมาน- กาย ก็ตาม หาใช่พุทธะที่แท้จริงไม่ ทั้งไม่ใช่ผู้ประกาศธรรมะด้วย. ๑ ๑๑๙ + + + ๒๕ คำว่า เอกสภาวะ เล็งถึงสิ่งที่มีความรุ่งเรืองทางฝ่ายจิต ซึ่งมี เนื้อหาเป็นอันเดียวกันหมดสิ่งหนึ่ง ซึ่งแบ่งแยกออกเป็นมูลธาตุ ที่เจือ กันอย่างสนิทสนมเป็นเนื้อเดียวกัน มีจำนวน ๖ ธาตุ, สิ่งที่มีความรุ่ง- เรื่องทางฝ่ายจิต ซึ่งมีเนื้อหาเป็นอันเดียวกันดังที่กล่าวนั้น ก็คือ จิตหนึ่ง นั่นเอง, พร้อมกันนั้น มูลธาตุทั้งหก ที่มีการเจือกันอย่างสนิทนั้น ก็คืออวัยวะแห่งอายตนะทั้งหกอีกนั่นเอง. ๑๒๐ อวัยวะแห่งอายตนะทั้งหกเหล่านี้ ต่างก็เข้าคลุกคลีกันกับสิ่งที่ จะทำให้มันเศร้าหมอง กล่าวคือตากับรูป หูกับเสียง จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส กายกับโผฏฐัพพะ และใจกับธรรมารมณ์. ในขณะแห่งการ สัมผัสระหว่างอวัยวะเหล่านี้ กับวัตถุที่มันสัมผัส ย่อมเกิดความรู้สึกทาง ๑ ตามปรกติ ฮวงโปมักใช้คำสันสกฤต ตามความหมายของตนเอง จึงมีการอธิบายไปอย่างนั้น. ตามที่รู้ กันอยู่ทั่วไปนั้น ธรรมกาย หมายถึงลักษณะอันสูงสุดของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ๆ กล่าวคือเช่นลักษณะที่เรียกกันว่า สัจจธรรมอันเด็ดขาด เป็นต้น. สัมโภคกาย นั้นเป็น พระกายของพระพุทธเจ้าที่รุ่งเรืองเพราะความอยู่เหนือโลก. และนิรมานกาย อาจจะหมายถึงการแปลงรูป ชนิดใดก็ได้ ที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จมาปรากฏในโลกนี้. ส่วนในนิกายเซ็นนั้นสิ่งแรก หมายถึงธรรมที่สูงสุด ที่อยู่ในรูปที่ใคร ๆ จะคิดเอาไม่ได้ และเป็นรูปที่สมบูรณ์ที่สุด. สิ่งที่สอง หมายถึงสัจจธรรมสูงสุดที่อยู่ในรูปความคิด ที่มนุษย์สามัญที่มีความรู้ แจ้งแล้ว อาจจะหยั่งทราบได้ ได้แก่ความบริสุทธิ์ และสภาวะแห่งความเป็นอันเดียวกัน ของสิ่งทั้งปวง ซึ่งเป็นสิ่งพิ ศษที่สุด. สิ่งที่สาม นั้นหมายถึงวิธีปฏิบัติต่าง ๆ ที่เราหวังจะใช้เพื่อลุถึงความเข้าใจซึมซาบ ต่อสัจจะอันสูงสุดนั้น.
น.59 อารมณ์ขึ้นอีก ๖ ชนิด (คือเวทนา) ดังนั้น จึงทำให้เกิดมีสิ่งซึ่งเนื่องกัน อยู่ กับอายตนะขึ้นเป็น ๑๘ อย่างด้วยกัน. ๑๒๑ ถ้าพวกเธอเข้าใจได้ว่า สิ่งซึ่งเนื่องกันอยู่กับอายตนะทั้ง ๑๘ อย่าง เหล่านี้ ไม่มีความมีอยู่ที่เป็นตัวเป็นตนอะไรเลย เธอก็จะอาจคุม มูลธาตุที่มีการเจือกันอย่างสนิททั้ง ๖ ธาตุนั้น เข้าเป็นสิ่งซึ่งมีความสว่าง ไสวทางฝ่ายจิตเพียงสิ่งเดียวได้ สิ่งซึ่งมีความสว่างไสวทางฝ่ายจิตสิ่งเดียว ซึ่งได้แก่ จิตหนึ่ง นั้นเอง. ๑๒๒ นักศึกษาทุกคนแห่ง ทาง ทางนี้ ย่อมรู้ข้อนี้ดี แต่เขาไม่สามารถ จะเว้นเสียจากการสร้างรูปความคิดต่าง ๆ อันเกี่ยวกับ "สิ่งซึ่งมีความ รุ่งเรืองทางฝ่ายจิตสิ่งเดียว" และมูลธาตุต่าง ๆ ที่เจือกันสนิท ๖ อย่างนั้น. เมื่อเป็นอย่างนั้น เขาก็กลายเป็นผู้ถูกจองจำ อยู่กับความยึดถือในความ มีอยู่ ต่าง ๆ และพลาดจากการได้รับความเข้าใจ ชนิดที่หุบปากเงียบ ไม่ต้องพูดในเรื่อง จิตเดิมแท้. ๑ ๑๒๓ + + + ๒๖ เมื่อพระตถาคตได้ทรงแสดงพระองค์ให้ปรากฏในโลกนี้ พระ องค์ทรงปรารถนาที่จะประกาศแต่ สัจจยาน เพียงอย่างเดียว แต่ ประชาชนจะไม่เชื่อพระองค์ และจะพากันจมลงในทะเลแห่งส่งสาร เพราะ พากันหัวเราะเยาะพระองค์ ด้วยความไม่เชื่อ. ๑๒๕ •. ข้อนี้เล็งถึงพวกที่สามารถเข้าใจธรรมะได้อย่างเฉลียวฉลาด แต่ยังไม่สามารถทำได้ สำเร็จ ในการสลัดภาระแห่งความคิดเสียได้.
น.60 อีกประการหนึ่ง ถ้าหากว่าพระองค์จะไม่ตรัสอะไรเสียเลย ข้อนั้นก็จะเป็นการเห็นแก่ตัว และพระองค์ก็จะไม่สามารถกระจายความรู้ เรื่อง ทาง อันเร้นลับนั้น ให้เป็นคุณประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงได้. ดังนั้น พระองค์จึงทรงใช้วิธีที่เหมาะสม คือการประกาศว่า มียานอยู่ ๓ ยาน. ๑๒๕ อย่างไรก็ตาม "เมื่อยานทั้งสามนี้ เป็นสิ่งที่ใหญ่เล็กกว่ากันและ กันอยู่ มันจึงเกิดมีคำสอนตื้นและคำสอนลึกขึ้นมา อย่างที่ไม่อาจจะ หลีกเลี่ยงได้ -แต่ก็ไม่มีอันไหนที่เป็น ธรรมะ เดิมแท้. ดังนั้นจึงมีคำ กล่าวไว้ว่า มีแต่ ทางแห่งยาน ยานเดียว, ถ้ามันเกิดมีมากกว่านั้น มันก็ ไม่อาจเป็นของจริงไปได้ . ๑๒๖ นอกไปกว่านั้นอีก มันไม่มีวิธีทางใดเลย ที่จะบรรยายถึง ธรรม แห่ง จิตหนึ่ง นี้ ให้แก่กันและกันได้โดยเด็ดขาด. เมื่อเป็นดังนั้น พระ ตถาคตจึงได้รับสั่งให้พระมหากาศยปะมาเฝ้า และนั่งกับพระองค์บน อาสนะแห่งการประกาศสัจจธรรม ทรงมอบ ธรรม แห่ง จิตหนึ่ง นี้ ซึ่ง เป็นธรรมที่ไม่เกี่ยวกับคำพูดแต่ประการใดเลย ให้แก่ท่านเป็นพิเศษ. ธรรมะ ที่ไม่อาจจะแตกแขนงข้อนี้ เป็น ธรรม ที่ต้องปฏิบัติเป็นพิเศษ ต่างหากจากธรรมเหล่าอื่น, และผู้ที่จะรู้ แจ้งเห็นแจ้งซึ่ง ธรรม นี้ โดย มิต้องมีการเอ่ยปากพูดกันนั่นแหละ จะได้ลุถึงภาวะแห่ง ความเป็นพุทธะ นั้น. ๑๒๗ + + +
น.61 ถาม : ทาง นั้นเป็นอย่างไร และต้องเดินมันอย่างไร ? ตอบ : เธอจะสมมติให้ ทาง นั้น เป็นของชนิดไหนกันนะ จนถึงกับเธอ อยากจะเดิน ? ๑๒๘ ถาม : อาจารย์ มีคำแนะนำอะไรบ้าง ที่จะให้แก่ศิษย์ ในที่ทั่ว ๆ ไป เพื่อปฏิบัติธยานะและศึกษาธรรม ? ตอบ : ถ้อยคำต่างๆ ที่ใช้เป็น เครื่องดึงดูด ความสนใจ ของพวกปัญญา ทึบนั้น ใช้อาศัยอะไรไม่ได้หรอก. ๑๒๙ ถาม : ถ้าคำสอนเหล่าโน้น มุ่งหมายสำหรับพวกปัญญาทึบแล้ว กระ- ผมก็ยังต้องการจะฟังว่า ธรรมะอะไร ที่ใช้สอนพวกที่มี ปัญญากว้างขวางจริง ๆ. ตอบ : ถ้าเขาเหล่านั้นเป็นคนมีปัญญากว้างขวางจริง ๆ แล้ว เขาจะหา พบคนที่เขาควรเดินตาม ได้ที่ไหนเล่า ? ถ้าเขาแสวงจากภายใน ตัวเขา เขาพบว่าไม่มีอะไรที่เป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว คิดดูเถิดว่า เขาจะพบธรรมะที่ควรแก่ความสนใจของเขา ในที่อื่น ๆ ภายนอก นั้น น้อยมากลงไปอีกเพียงไร ! อย่ามองมุ่งไปยังสิ่งซึ่งพวก นักเผยแผ่ทั้งหลายเรียกกันว่า ธรรมะ เลย, เพราะธรรมะชนิด นั้น จะเป็นธรรมะอะไรที่ไหนได้ ? ๑๓๐ ถาม : ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว เราไม่ควรแสวงหาสิ่งใด ๆ กับบ้างเลยเชียว หรือ ? ป. ๑๑
น.62 ตอบ : ด้วยการทำอย่างนั้นแหละ พวกเธอจะประหยัดความเหน็ด เหนื่อยทางจิต ให้เธอเองได้มากที่สุด. ๑๓๑ ถาม : แต่สิ่งทุก ๆ สิ่ง จะต้องถูกขจัดไปด้วยการปฏิบัติวิธีนี้นี่ แล้วจะ ว่าไม่มีอะไรเลย ได้อย่างไรกัน. ตอบ : ใครเป็นคนเรียกสิ่งทุก ๆ สิ่งนั้น ว่าไม่มีอะไร ? ใครเป็นคน เรียก ? มันมีแต่พวกเธอต้องการแสวงหาอะไรสักอย่างหนึ่ง เท่านั้นเอง. ๑๓๒ ถาม : ถ้าไม่มีความจำเป็นต้องแสวงหา ทำไมท่านอาจารย์จะต้องกล่าว ว่า ไม่ใช่ทุก ๆ สิ่ง จะต้องถูกขจัดไปดังนี้ด้วยเล่า ? (มัน ย่อมหมายความว่า มีสิ่งบางสิ่งเหลืออยู่ให้แสวงหา มิใช่หรือ ?) ตอบ : การไม่แสวงหา คือการอยู่สงบ. ใครได้บอกเธอ ว่าให้ขจัด มันเสียตะพึดเล่า ? ดูความว่างที่ตรงหน้าเธอนี่ซิ. เธอจะ สร้างมันขึ้น หรือขจัดมันไปได้อย่างไรกันหนอ ? ๑๓๓ ถาม : ถ้ากระผมสามารถเข้าถึง ธรรมะ นั้นได้เล่า มันจะเป็นเหมือน ความว่างนี้ไหม ? ตอบ : อาตมาได้อธิบายให้แก่พวกเธอแล้ว ทั้งเช้าและเย็น ว่า ความว่าง นั้น เป็นทั้ง หนึ่ง และเป็นทั้ง หลายซับหลายซ้อน. อาตมา กล่าวความข้อนี้ในฐานะที่มันเหมาะสมสำหรับระยะเริ่มแรก แต่ พวกเธอก็กำลังสร้างรูปความคิดต่าง ๆ ขึ้นจากมันเรื่อยเปื่อย ไป. ๑๓๔
น.63 ถาม : ท่านอาจารย์หมายความว่า พวกเรา ไม่ควรมีการสร้างรูปความคิด ต่างๆ เหมือนกับที่มนุษย์ธรรมดาทำกันอยู่ เป็นปรกติดังนั้นหรือ ? ตอบ : อาตมาไม่ได้ห้ามพวกเธอ เธอดอก แต่รูปความคิดต่าง ๆ นั้น มัน ขึ้นอยู่ กับอายตนะ, เมื่อใดความรู้สึกทางอายตนะเกิดขึ้น ปัญญา ก็ถูกปิดเสียทันที ๑๓๕ ถาม : ถ้าอย่างนั้นเราควรหลีกเลี่ยงจากความรู้สึกทุกชนิด แม้ที่เกี่ยวกับ ธรรมะ นั้น ดังนั้นหรือ ? ตอบ : ถ้าในที่ที่ไม่มีความรู้สึก เกิดขึ้นเล่า ใครคนไหน กล้ากล่าวว่า เธอพูดถูก ? ๑๓๖ ถาม : ทำไมท่านอาจารย์จึงกล่าวราวกับว่า ผมเป็นฝ่ายผิดไปเสีย ทั้งหมดในทุกคำถาม ที่ผมได้ถามท่านอาจารย์ ? ตอบ : เธอเป็นบุคคลที่ไม่เข้าใจอะไร ๆ ที่เขาพูดให้ฟัง. ไอ้ทั้งหมด ที่เรียกว่า ผิด - ผิด นั้น มันอะไรกันนะ ?” ๑๓๗ ๒๘ ถาม : จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ท่านอาจารย์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าผิดไปเสียทุก สิ่ง เท่าที่กระผมได้กล่าวไปแล้ว. ท่านอาจารย์ไม่ได้ทำอะไร เลย ในการที่จะชี้ให้พวกเราเห็น ธรรมะ ที่แท้จริง. ๑. ฮวงโป มิได้มุ่งหมายเฉพาะแต่จะให้ลูกศิษย์ถอนคติทวินิยมเสีย เพียงอย่างเดียว (ผิด หรือ ถูก นั้น เป็นคติทวินิยม คือเป็นมายา) ซ้ำยังต้องการให้ลูกศิษย์รู้จักการพูดที่ ไม่ผิดทางตรรกอีกด้วย.
น.64 พวกเธอต้องไม่ปล่อยให้คำว่า "ทาง" คำนี้ จูงเธอไปสู่ การก่อรูป แห่งความคิดขึ้นในจิต ว่าเป็นทางสำหรับเท้าเดิน (ถนน). ด้วยเหตุนี้ แหละ จึงมีคำกล่าวไว้ว่า "เมื่อปลาตัวนั้นถูกจับได้แล้ว เราก็ไม่สนใจ กับ ลอบ อีกต่อไป" ดังนี้. ๑๔๖ เมื่อใดกายและจิต มีการโพล่งออกไปเอง ถึงธรรมชาติเดิม ของมันได้ ๑ ทาง ทางนั้นก็เป็นอันว่าเดินเสร็จแล้ว และ จิต ก็เป็นอัน ว่าถูกเข้าใจซึมซาบแล้ว. ๑๔๗ สมณะ ได้นามว่าสมณะ ก็เพราะรู้ แจ้งแทงตลอดแหล่งกำเกิด เดิมของสิ่งทั้งปวง. ผล คือความเป็นสมณะเช่นนั้น ลุถึงได้ ด้วย การทำความสิ้นสุดให้แก่ความกระหายใคร่จะถึงทุกอย่างเสีย, มันไม่ได้ มาจากการศึกษาจากตำราเลย. ๑๔๘ ๓๐ บัดนี้ ถ้าเธอมัวแต่สาละวนในการใช้จิตของเธอเอง แสวงหา จิต, มัวอยู่ แต่จะฟังคำสอนจากผู้อื่น และหวังอยู่ แต่จะลุถึงจุดหมาย ปลายทางด้วยการศึกษาล้วน ๆ แล้ว เมื่อไรเล่า เธอจะประสบความ สำเร็จสักที ? ๑๔๙ ๑. เหมือนแสงสว่างที่มีของบังอยู่ พอเอาของบังออก แสงก็โพล่งถึงสิ่งที่มันส่องได้ทันที -ผู้แปลเป็นไทย.
น.65 คนโบราณบางคน มีจิตใจแหลมคม เขารีบสลัดความรู้ทั้งหมด เสียได้ ในทันทีที่ได้ฟังธรรมซึ่งประกาศออกมา. ดังนั้นเขาจึงได้นามว่า "ปราชญ์ผู้ซึ่งสลัดการศึกษาเสียได้ แล้วมาอาศัยอยู่กับการโพล่งรวดเดียว ถึงตัว ธรรมะ ได้ในตัวเอง" ๑๕๐ คนในทุกวันนี้ ได้แต่แสวงเพื่อจะยัดไส้ตัวเอง ด้วยความรู้ และความสามารถในการใช้เหตุผลทางอนุมาน แสวงหาความรู้ทางพระ- คัมภีร์อยู่ ทั่วทุกหนทุกแห่ง และเรียกการทำอย่างนั้น ว่าการปฏิบัติธรรม. เขาเหล่านั้นไม่รู้ ว่าความรู้และสติปัญญาชนิดนั้น ยิ่งมีมาก ก็ยิ่งมีผล ในทางตรงกันข้าม คือเป็นการสุมกองสิ่งกีดขวาง ให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก นั่นเอง. ลำพังการรวบเอาความรู้ต่าง ๆ เข้าไว้อย่างท่วมหัวนั้น มัน เหมือนกับเด็กที่ทำตนให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อย เพราะสวาปามเต้าหู้ เข้าไปมากเกินไป. พวกที่ศึกษาเรื่อง ทาง ทางโน้น ตามแบบของพวก ตรียาน นั้น เหมือนกับเด็กคนนี้ทุกอย่าง. ทั้งหมดเท่าที่เธอจะเรียกคน พวกนี้ให้ดีที่สุดได้ ก็คือเรียกเขาว่า พวกคนที่เดือดร้อนเพราะท้อง เสีย. ๑๕๑ เมื่อสิ่งที่เรียกว่า ความรู้และสติปัญญาอันเฉลียวฉลาดชนิดนั้น เกิดย่อมไม่ได้ขึ้นมา มันก็กลายเป็นพิษขึ้น เพราะมันเป็นได้แต่เพียงของ ในเครือเดียวกันกับสังสารวัฎเท่านั้น. ในฝ่าย ธรรมอันสูงสุด นั้น ไม่มี ของชนิดนี้เลย. ดังนั้นจึงมีคำกล่าวไว้ว่า : “ในคลังแสงสรรพาวุธแห่ง ราชาธิปัตย์ หามี ดาบแห่งความเป็นเช่นนั้น ไม่" ดังนี้. ๑๕๒
น.66 ความคิดรูปต่าง ๆ ซึ่งเธอได้ก่อมันขึ้นในอดีต (เหลืออยู่ใน รูปแห่งสัญญาต่าง ๆ ) นั้น ต้องสลัดทิ้งเสียให้หมด แล้วแทนที่เข้าไว้ ด้วยความว่าง. เมื่อใด คติทวินินิยม สิ้นสุดลง เมื่อนั้นก็มี ความว่าง แห่งตถาคตครรภ. ๑ ๑๕๓ คำว่า "ตถาคตครรภ" หมายถึงสิ่งที่ไม่มีเนื้อที่พอให้สิ่งใด ซึ่งมีขนาดแม้เท่าเส้นขนเล็กที่สุด ตั้งอยู่ได้. นั่นแหละ คือข้อที่ว่า เหตุใด พระธรรมราชา (พระพุทธเจ้า) ผู้ที่ได้ทำลายความยึดถือว่ามีตัว มีตนลงเสียได้ ได้ทรงแสดงพระองค์ให้ปรากฏออกมาในในโลกนี้ และ นั่นแหละ คือข้อที่ทำไมพระองค์จึงตรัสว่า "เมื่อเรามีอยู่ในที่เฉพาะ พระพักตร์ พระพุทธีปั่งกร เรารู้สึกว่าไม่มีอะไร แม้แต่อนุภาคเดียว สำหรับเรา เพื่อจะลุถึง ,๒ ดังนี้ ๑๕๔ คำตรัสนี้ เป็นคำตรัสที่มุ่งหมายโดยตรง เพื่อให้ทำความรู้ และ สติปัญญาชนิดนั้น ของพวกเธอ ให้เป็นของว่างเสีย. ๑๕๕ มีแต่พวกที่เว้นขาด จากร่องรอย ของการปฏิบัติอย่างคว้าไปคว้ามา เพราะติดแน่นในความรู้ ของตน (ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น) ทุกอย่างทุก ชนิดเสียได้ และเว้นขาดจากการหวังพึ่งสิ่งใด ๆ ทั้งหมดแล้วเท่านั้นที่จะ สามารถเป็นผู้สงบถึงที่สุดได้. ๑๕๖ ๑. ที่กำเนิดแห่งพระตถาคตเจ้าทั้งหลาย. ๒. คำกล่าวข้อนี้ เข้าใจว่าฮวงโป กล่าวไปตามหลักธรรมของตนเอง และคงจะเป็นคำกล่าวที่ แม้แต่มหายานพวกอื่นก็กลืนไม่ลง โดยไม่ต้องพูดถึงเถรวาทเลย. ข้อนี้ หมายความว่า การตรัสรู้ ตามแบบนี้ ไม่ต้องมีการลุถึงอะไร มีแต่ทำให้รู้จักสภาวะเดิมแท้ของตนเท่านั้นอีกนั่นเอง. ผู้ แปลเป็นไทย.
น.67 คำสอนตามพระคัมภีร์ ของยานทั้งสามนั้น ก็เป็นแต่เพียงยา บำบัดความเจ็บ ในขั้นปฐมพยาบาลเท่านั้น. คำสอนเหล่านั้นถูกสอนไป เพื่อสนองความต้องการในทำนองนั้น ดังนั้นมันจึงเป็นของมีคุณค่าเพียง ชั่วคราว และขัดกันไปขัดกันมา อยู่ในตัวมันเอง. ถ้าเพียงแต่ความ จริงข้อนี้ เป็นที่กระจ่างกันแล้ว ก็จะไม่มีอะไรเหลืออยู่ให้เป็นที่ สงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อไป. ๑๕๗ ยิ่งไปกว่านั้นทั้งหมดก็คือ มันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะไม่ไป เลือกเอาคำสอนที่เหมาะเฉพาะบางโอกาส บางเรื่อง แล้วเอามาถือว่ามัน เป็นความคิดที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้อีกต่อไป เพราะมันจับใจเขา โดยการ ที่มันปรากฏอยู่เป็นส่วนหนึ่งในพระคัมภีร์. ทำไมจึงเป็นดังนั้นเล่า ? เพราะว่าตามความจริงดังนั้น ไม่มีธรรม (สิ่ง) ใด ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ซึ่งความข้อนี้ พระตถาคตก็ได้ประกาศไว้แล้ว. คนในนิกายเราจะไม่ แย้งเลย ในข้อที่ว่า สิ่งทำนองนี้คงจะมีได้. ๑๕๘ เรารู้ จักทำให้การเคลื่อนไหวต่าง ๆ ทางจิต หยุดเสียทั้งหมด เท่านั้น และเพราะเหตุนั้น ย่อมได้รับความสงบอันแท้จริง. โดย แน่นอนเราไม่ตั้งต้นด้วยการคิดสิ่งต่างๆ ออกมามากมาย แล้วจบลงแค่ความ ฉงนสนเท่ห์นานาชนิด. ๑๕๙ + + + ป. ๑๓
น.68 ถาม : จากข้อความทั้งหมด เท่าที่อาจารย์ได้กล่าวไปแล้ว ได้ความว่า จิต คือ พุทธะ, แต่มันไม่กระจ่างในข้อที่ว่า หมายถึงจิตชนิด ไหนในประโยคที่ว่า "จิต ซึ่งเป็น พุทธะ" นั้น. ตอบ : เธอมีจิตอยู่ แล้วก็่มากน้อยเล่า ? ๑๖๐ ถาม : ก็แต่ว่า พุทธะ นั้น เป็นจิตธรรมดา หรือจิตที่ตรัสรู้ แล้วเล่า ? ตอบ : ก็ในโลกนี้ ที่ตรงไหนเล่า ที่เธอเก็บจิตธรรมดา และจิตที่ตรัสรู้ แล้ว ของเธอไว้ ? ๑๖๑ ถาม : ในคำสอนของ ยานทั้งสาม มีกล่าวไว้ว่า มีจิตอยู่ ทั้งสองอย่าง ทำไมท่านอาจารย์จึงปฏิเสธมันเสียเล่า ? ตอบ : ในคำสอนแห่ง ยานทั้งสาม นั้น มีการอธิบายอย่างกระจ่างอยู่แล้ว ว่าทั้งจิตธรรมดา และจิตที่ตรัสรู้ แล้วนั้น ก็ล้วนแต่เป็นมายา. เธอไม่เข้าใจเอง. ความยึดมั่นต่อความคิดว่าสิ่งทั้งปวงมีอยู่ ทั้ง หมดนี้ เป็นความสำคัญผิด ไปเอาของลวงเหล่านั้นมาเป็น สัจจะ. ความคิดต่าง ๆ ชนิดนั้น จะไม่เป็นมายาได้อย่างไร กัน ? เมื่อเป็นมายา มันก็บัง จิต นั้นเสียจากเธอ. ๑๖๒ ถ้าเธอเพียงแต่ขจัดความคิดว่ามีจิตธรรมดา มีจิตตรัสรู้ แล้ว นั้นออกไปเสียจากเธอเท่านั้น เธอจะพบว่าไม่มีพุทธะ อะไรที่ไหนอีก นอกจาก พุทธะ ในจิตของตนเอง ๑๖๓
น.69 เมื่อท่านอาจารย์ โพธิธรรม จากตะวันตกมาถึง, ท่านได้ ชี้ออกไปว่า สิ่งซึ่งคนทุกคนมีส่วนประกอบร่วมอยู่ด้วยนั่นแหละ คือ พุทธะ. คนจำพวกเธอ พากันเตลิดไปด้วยความเข้าใจผิด คือไปจับฉวยเอาความคิดเช่นว่า "อย่างธรรมดา" หรือ "อย่าง ตรัสรู้แล้ว" ขึ้นมา. พร้อมกันนั้น ก็บังคับความคิดต่าง ๆ ของเธอ ให้เตลิดออกไปข้างนอก สู่ ที่ซึ่งมันพากันควบห้อไป เหมือนกะม้า ! ทั้งหมดนี้ มันขึ้นครอบคลุมปิดบัง จิต ของ พวกเธอเอง ! ดังนั้น ฉันจึงบอกเธอ ว่า จิต คือ พุทธะ. ๑๖๔ ในทันทีที่ความคิด หรือความรู้สึกทางอายตนะเกิดขึ้น พวกเธอก็พลัดตกลงสู่ คติทวินิยม. กาลเวลาทั้งหมด ซึ่งปราศ- จากการตั้งต้นและขณะซึ่งเป็นปัจจุบันขณะหนึ่งนั้น เป็นของ อันเดียวกัน. ไม่มีนี้ ไม่มีโน้น. การเข้าใจซึมซาบในสัจจะ ข้อนี้เรียกว่าการรู้ แจ้งเห็นแจ้งที่สมบูรณ์และไม่มีอะไรเหนือ.๑๒๕ ถาม : ถ้อยคำที่ท่านอาจารย์กล่าวมานี้ มีรากฐานอยู่บนหลักธรรมอะไร ? ตอบ : เอ้า หาหลักหาเหล็กกันทำไมอีกเล่า ? พอสักว่าเธอมีหลัก เท่านั้น เธอก็พลัดผลุงลงไปสู่ ความคิดแบบคติทวินิยมทันที. ๑๖๖ ถาม : เมื่อตะกี้นี้เอง ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงอดีตซึ่งไม่มีใครรู้ ว่าตั้งต้น เมื่อไร กับปัจจุบันนั้น เป็นของอันเดียวกัน. ด้วยการ กล่าวอย่างนั้น ท่านอาจารย์หมายถึงอะไร ?
น.70 ตอบ : มันเป็นเพราะการแสวงหาด้วยความอยากของเธอแท้ ๆ ที่เธอ ไปทำมันให้มีความแตกต่างกันขึ้น ระหว่างของสองอย่างนี้. ถ้า เธอจะหยุดการแสวงด้วยความอยากเสียได้ แล้วมันจะมีความ แตกต่างใด ๆ ในระหว่างของสองอย่างนี้ได้อย่างไร ? ๑๖๗ ถาม : ถ้ามันไม่แตกต่างกันแล้ว ทำไมท่านอาจารย์ จึงใช้คำเรียกมัน ต่างกันเล่า ? ตอบ : ถ้าเธอไม่ไปเอ่ยถึง “อย่างธรรมดา" กับ "อย่างตรัสรู้แล้ว" ขึ้นมาแล้ว ใครเล่าจะอยากลำบาก ไปพูดกันถึงเรื่องชนิดนี้. เมื่อสิ่งซึ่งจัดเป็นอย่าง ๆ พวก ๆ เหล่านั้น ก็มิได้มีอยู่จริงแล้ว จิต ก็มิได้เป็น "จิต" จริง. และเมื่อทั้ง จิต และทั้งสิ่งซึ่ง ถูกจัดเป็นอย่าง ๆ พวก ๆ เหล่านั้น โดยแท้จริงเป็นมายาแล้ว, เธอจะหวังหาสิ่งใด ๆ ได้ที่ไหนกันเล่า ? ๑๖๘ + + + ๓๒ ถาม : มายา ได้บัง จิต ของเราเอง เสียจากเรา, แต่จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ท่านอาจารย์ ก็ยังไม่ได้สอนพวกเรา ว่าทำอย่างไร จึงจะกำจัด มายานั้นเสียได้. ตอบ : การเกิดขึ้นของมายาก็ดี การถอนมายาออกเสียได้ก็ดี ล้วนแต่ เป็นมายาด้วยกัน. มายามิใช่สิ่งซึ่งมีรกรากอยู่ใน ความจริง มันตั้งอยู่ได้ ก็เพราะความคิดแบบทวินิยมของพวกเธอ. หาก
น.71 พวกเธอเพียงแต่หยุดปล่อยตนไป ตามความคิด ที่ทำให้ เกิดของ เป็นคู่ตรงกันข้าม เช่น "อย่างธรรมดา" กับ "อย่างตรัสรู้แล้ว" เสียเท่านั้น มายาก็จะสิ้นสุดลงไปได้เองทันที. และแล้วเธอยัง ขืนอยากจะทำลายมัน ในที่ทุก ๆ แห่งที่มันอาจจะมีอยู่ เธอจะพบ ว่าไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่เลย แม้เท่าเส้นขนเดียว ให้เธอเกาะ. นี่แหละ คือความหมายของคำที่ว่า "ฉันจะปล่อยเสียทั้งสองมือ เพราะเมื่อเป็นดังนั้นแล้ว ฉันจะพบ พุทธะ ใน จิต ของฉันโดย แน่แท้" นั่นเอง ๑๖๙ ถาม : ถ้าไม่มีอะไรให้เกาะยึดเสียเลยแล้ว ธรรมะ จะถูกถ่ายทอดได้ อย่างไรกัน ? ตอบ : มันเป็นการถ่ายทอด จิต ด้วย จิต . ๑๗๐ ถาม : ถ้า จิต เป็นสิ่งที่ถูกใช้สำหรับการถ่ายทอด ทำไมท่านอาจารย์ จึงกล่าวว่า จิต ก็ไม่ได้ตั้งอยู่ เหมือนกัน ดังนี้เล่า ? ตอบ : การไม่ได้รับ ธรรมะ อะไรเลย นั่นแหละ เรียกว่าการถ่ายทอด จิต. การเข้าใจซึมซาบ จิต ชนิดนี้ หมายความว่าไม่มีจิต และไม่มีธรรมะ. ๑๗ด ถาม : ถ้าไม่มี จิต และไม่มี ธรรมะ แล้ว การถ่ายทอด หมายถึงอะไร กันเล่า ? ตอบ : พวกเธอได้ยินคนเขาพูดกันถึงการถ่ายทอด จิต แล้วพวกเธอ ก็พูดกันถึงอะไรบางอย่าง ที่พวกเธอเองหวังจะได้รับ. ดังนั้น ป. ๑๔
น.72 ท่านอาจารย์โพธิธรรม จึงกล่าวว่า : -ธรรมชาติแท้ของ จิต นั้น ถ้าเข้าใจซึมซาบแล้ว -คำพูดของมนุษย์ไม่สามารถหว่านล้อม หรือเปิดเผยมันได้ -ความตรัสรู้ คือความไม่มีอะไรให้ใครต้องลุถึง, -และผู้ซึ่งได้ตรัสรู้แล้ว ก็ไม่พูด ว่าเขารู้อะไร . ถ้าเผอิญอาตมาทำความกระจ่างในข้อนี้ให้แก่พวกเธอ อาตมา สงสัยว่าพวกเธอจะทนมันได้หรือไม่. ๑๗๒ ๓๓ ถาม : ความว่าง ซึ่งเห็นแผ่อยู่ตรงหน้าเรา ในสายตาของเรานั้น เป็น สิ่งที่เห็นได้ว่ามีอยู่จริง. เมื่อเป็นดังนั้น มิเป็นว่า ท่านอาจารย์ กำลังชี้ไปยังสิ่งบางสิ่ง ซึ่งเห็น ๆ อยู่ และกำลังเห็น จิต อยู่ใน มันไปหรือ ? ตอบ : จิตชนิดไหนกันนะ ที่ฉันจะอาจบอกให้เธอดูได้ ในสิ่งต่าง ๆ ที่ เป็นวิสัยแห่งการดูด้วยตา ? สมมติว่าเธอดูเห็นได้ มันจะเป็น แต่เพียง จิต ส่วนที่เป็นแสงสะท้อนกลับ อยู่ตามสิ่งต่าง ๆ ที่เห็น ได้ด้วยตาเท่านั้นเอง. เธอจะเป็นเหมือนคนที่กำลังมองดูหน้า ตัวเองในกระจกเงา แม้เธออาจจะเห็นมันได้กระจ่างเหมือนของ จริงไปทุกอย่าง เธอก็ยังคงเป็นเพียงผู้มองอยู่ที่เงาสะท้อนล้วนๆ
น.73 เท่านั้นเอง. นี่มันมีผลคุ้มค่าอะไรที่ไหนกัน ที่ทำให้พวกเธอต้องวิ่งมาหาอาตมา ? ๑๗๓ ถาม : ถ้าไม่ให้เราเห็นด้วยอำนาจของแสงสะท้อนแล้ว เมื่อไรเล่า เราจะเห็นกันได้สักที ? ตอบ : ตลอดเวลาที่พวกเธอยังฝากตัวเองไว้กับ "ด้วยอำนาจ ของ" อยู่ดังนี้ พวกเธอก็จะตกอยู่ภายใต้อำนาจของสิ่งเป็น มายาบางสิ่งอยู่ร่ำไป. เมื่อไรพวกเธอจะเข้าใจได้สำเร็จกัน สักทีนะ ? แทนที่จะปฏิบัติตามผู้ ที่บอกให้เธออ้ามือกว้าง หมดทั้งสองมือ เหมือนคนไม่มีอะไรจะปล่อยอีกแล้ว เธอก็ ไปมัวเสียแรงในการเที่ยวโอ้อวดว่ามีอะไร สาระพัด อย่าง. ๑๗๔ ถาม : แม้ผู้ที่เข้าใจเรื่องแสงสะท้อนดี แสงสะท้อนก็ยังไม่มีอยู่อีก หรือ? ตอบ : ถ้าของเป็นดุ้น ๆ ก็ยังไม่มีตัวตนที่ตั้งอยู่เสียแล้ว มันจะยิ่ง ไม่มีมากลงไปอีกสักเท่าไร ในการที่เราจะเอาอะไรกับสิ่งที่ เป็นเพียงแสงสะท้อน. อย่าเที่ยวได้พูดพร่ำเหมือนคนเดิน ฝันลืมตา(คนเดินละเมอ) ไปให้มากเลย. ๑๗๕ เมื่อก้าวเข้าไปในศาลาธรรมประจำเมือง ท่านอาจรย์ได้ประกาศออกมาว่า : “การมีความรู้ต่าง ๆ มากมายหลายประเภทนั้น ไม่อาจจะเปรียบกันได้ กับ การที่สามารถ เพิกถอนเสีย ซึ่งการแสวงหา เสีย ทุกสิ่ง,ซึ่งการทำได้อย่างนั้น เป็นสิ่งเลิศสุด เหนือสิ่งทั้งปวง. จิต มิได้เป็น
น.74 สิ่งที่มีมากมายหลายชนิด. ไม่มีหลักธรรมแท้จริงอะไร ที่อาจจะพูดกันได้โดยทางคำพูด" ๑๗๖ เมื่อไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก ก็ต้องเลิกประชุม ! + + + ๓๔ ถาม : สัจจะอย่างโลก หมายความว่าอะไร ? ตอบ : เธอจะไปทำอะไรกับไม้กาฝากชนิดนั้นนะ ? ความจริง คือ ความบริสุทธิ์ถึงที่สุด, ทำไมจะต้องไปถกกันถึงคำที่ไม่ บริสุทธิ์เหล่านั้นเล่า ? ความที่ปราศจากความคิดนึกต่าง ๆ อย่างเด็ดขาดเรียกว่า ปรีชาของความมีจิตปรกติ. ๑๗๗ ทุกวันไม่ว่าเดินอยู่ ยืนอยู่ นั่งอยู่ หรือนอนอยู่ก็ตามหรือในการพูดจาทั้งหมดก็ตาม จงยังคงเป็นผู้มีจิตปราศจากการยึดถือ ทุก ๆ อย่างในสิ่งแวดล้อมทั้งปวง. ไม่ว่าจะพูด หรือแม้เพียงแต่กระพริบตา ขอให้ทำมันไปด้วยความที่จิตปรกติถึงที่สุด. ๑๗๘ เดี๋ยวนี้ เรากำลังอยู่ ในตอนปลายของระยะห้าร้อยปีที่ ๓ นับแต่พุทธปรินิพพานมา นักศึกษาเซ็นแทบทั้งหมด ได้เอียงไปในทางยึดถือเสียงและรูปทุกชนิด. ๑๗๙ ทำไมพวกเธอจึงไม่ลอกแบบเรา ด้วยการปลดเปลื้องความคิดทุกอย่างออกไปเสีย ราวกะว่ามันมิได้มีอยู่ เลย หรือ
น.75 ราวกะว่ามันเป็นไม้ผุ ๆ ชิ้นหนึ่ง หินก้อนหนึ่ง หรือขี้เถ้าที่ชืดแล้ว เท่านั้นเล่า? หรือลอกแบบเรา ด้วยการตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ อย่างแผ่วเบาที่สุด เท่าที่ควรจะทำได้ ในแต่ละโอกาสเล่า ? ถ้าเธอไม่ทำอย่างนั้น และเผอิญตายลงเดี๋ยวนี้ เธอจะถูกทรมาน โดยยมบาล. ๑ ๑๘๐ พวกเธอต้องหลีกเลี่ยงจากคำสอนเรื่องความมีอยู่ และ เรื่องความไม่มีอยู่ เสียให้หมด เพราะ จิต นั้น เหมือนกับดวง อาทิตย์ ในข้อที่มันอยู่ในความว่างตลอดนิรันดร, ส่องแสงได้ โดยธรรมชาติของมันเอง และส่องแสงโดยไม่ตั้งใจจะส่องแสง. นี่ไม่ใช่สิ่งซึ่งพวกเธออาจจะทำให้สำเร็จได้ โดยปราศจากความ พากเพียร แต่เมื่อเธอลุถึงขั้นที่ไม่มีความยึดถือต่อสิ่งใด ๆ หมด แล้วเธอก็จะเป็นผู้ ทำอยู่ เหมือนที่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ท่านทำ. ๑๘๑ การทำอย่างนี้ จะเป็นการกระทำที่เข้าร่องเข้ารอยกันได้ จริง ๆ กับคำที่กล่าวว่า : "จงทำจิตให้เป็นจิตชนิดที่ไม่อิงอาศัย อยู่บนอะไรเลย” ๒ เพราะว่านี่แหละ คือ ธรรมกายแท้ ของเธอ ซึ่งเรียกได้ว่า การตรัสรู้ ที่สมบูรณ์ ถึงที่สุด. ๑๘๒ ๑. คือเจ้าแห่งนรก โดยบุคคลาธิษฐาน (โดยธรรมาธิษฐาน หมายถึงความทุกข์ต่าง ๆ ที่จะ เกิดขึ้นเนื่องจากการตาย ) ๒. ธรรมภาษิต ที่สำคัญที่สุด จากวัชรสูตร. ป. ๑๕
น.76 ถ้าเธอไม่สามารถเข้าใจซึมซาบในข้อนี้ แม้เธอจะมี ความรู้ อย่างลึกซึ้งจากการศึกษาของเธอ หรือแม้เธอจะมีความ พากเพียรอย่างสาหัส และบำเพ็ญทุกกรกิริยาอย่างตึงเครียด ที่สุด เธอก็จะยังคงล้มเหลวต่อการรู้ จิตของเธอเอง อยู่นั่น เอง. ความพยายามทั้งหมดของเธอจะเดินผิดทาง และเธอก็ จะเข้าไปสมทบในครอบครัวของมาร โดยแน่นอน. อานิสงส์ อะไรกัน ที่เธอจะได้รับจากวัตรปฏิบัติชนิดนี้ ? ๑๘๓ มันเหมือนกับที่ครั้งหนึ่ง ท่านอาจารย์ ชิกุ้ง Chih Kung) ได้พูดไว้ว่า : “พุทธะ" นั้น คือสิ่งซึ่งจิตของเธอเองสร้างขึ้นแท้ ๆ เมื่อเป็นดังนั้น จะแสวงหา พุทธะ นั้น จากพระคัมภีร์ต่าง ๆ ได้ อย่างไรกัน ?" ดังนี้. ๑๘๔ แม้พวกเธอจะได้ศึกษาถึงเรื่อง ทำอย่างไรจึงจะบรรลุถึง ความเป็นพระโพธิสัตว์สามประเภท ความเป็นพระอรหันต์สี่ ประเภท และภูมิทั้งสิบแห่งการก้าวหน้า ต่อการตรัสรู้ ของพระ- โพธิสัตว์ จนกระทั่งใจของเธอเต็มไปด้วยความรู้ เหล่านี้แล้ว ก็ตาม เธอก็จะยังคงทำตัวให้เคว้งคว้างอยู่ ตรงกลาง ระหว่าง "อย่างธรรมดา" และ "อย่างตรัสรู้แล้ว" อยู่ นั้นเอง. ๑๘๕ การที่ไม่ดูให้รู้ ว่าวิธีการแห่งการปฏิบัติ เพื่อลูถึง ทาง ทางโน้นทุกวิธี ล้วนแต่กินเวลานิดเดียวทั้งนั้น นั่นเป็นสังสาริก- ธรรม(คือสิ่งที่ทำให้เวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร ไม่รู้สร่าง). ๑๘๖
น.77 แรงยิงของมัน เมื่อใช้ไปแล้วครั้งเดียว ( ก็หมด), ลูกศรก็ตกดิน -พวกเธอสร้างขึ้นแต่ชีวิต ชนิดที่ไม่ทำให้ความหวังของเธอเต็มได้ - ช่างอยู่ ต่ำกว่าประตูแห่ง โคตรภู เสียนี่กระไร -ซึ่งจากนั้น กระโดดแพล็บเดียว ก็ถึง พุทธเกษตร ! ๑ ๑๘๗ มันเป็นเพราะว่าเธอไม่อยู่ ในพวกที่กระโดดแพล็บเดียว ถึง เธอยังคงดันทุรังไปในทางที่จะเรียนให้ทั่วจบ ถึงวิธีการ ต่าง ๆ ที่พวกคนโบราณตั้งไว้ เพื่อการมีความรู้ ที่ยังอยู่ในระดับ ของความคิดปรุงแต่ง. ๑๘๘ ท่านอาจารย์ ชิกุง ยังได้กล่าวไว้ด้วยว่า : "ถ้าเธอไม่พบ อาจารย์ชั้นยอด เธอก็กลืนยา มหายานเข้าไป เป็นหมันเปล่า !" ดังนี้. ๑๘๙ + + + ๓๕ ถ้าพวกเธอจะใช้เวลาของเธอทั้งหมด ไม่ว่าเดินอยู่" ยืนอยู่ นั่งอยู่ หรือนอนอยู่ก็ตาม ให้เป็นการฝึกฝนเพื่อจะหยุดเสีย ซึ่งการ กระทำต่างๆ ของจิตของเธอเอง ในการที่จะก่อรูปความคิดต่างๆ ขึ้น, เมื่อ เป็นดังนั้น เธอก็จะเป็นผู้ เที่ยงแท้ต่อการลุถึงจุดหมายปลายทางขั้นสุด- ท้าย. เนื่องจากธรรมที่เป็นกำลังของเธอยังมีไม่พอ เธอจึงไม่สามารถ ที่จะข้ามสังสารวัฏได้ ด้วยการกระโดดทีเดียวถึง, แต่เมื่อห้าหรือสิบปี ๑. โคตรภู หมายถึงสุดยอดของความเป็นมนุษย์ธรรมดา หลังจากนั้นก็เป็นพระอริยเจ้า. พุทธเกษตร หมายถึงเขตของความเป็นพระอริยเจ้า. ผู้ แปลเป็นไทย.
น.78 ผ่านไป เธอก็จะมีการตั้งต้นที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน แล้วก็จะสามารถ ก้าวหน้าต่อไปได้เอง เป็นธรรมดา. ๑๙๐ แต่มันเป็นเพราะเธอไม่เป็นบุคคลประเภทนั้น เธอจึงรู้สึกว่า จำเป็นต้องใช้จิตของเธอเอง ใน "การศึกษาธยานะ" และ "ศึกษาเรื่อง ทาง ทางโน้น." การทำอย่างนั้น มันมีอะไรเกี่ยวกับพุทธศาสนาด้วย เล่า ? ๑๙๑ ดังนั้นจึงมีคำกล่าวว่า ทั้งหมดเท่าที่พระตถาคตได้สอนนั้น มี อยู่ เพียงเพื่อจะกลับใจมหาชน, มันเหมือนกับแสร้งลวงว่าใบไม้เหลือง ๆ เป็นทองคำแท้, เพื่อให้น้ำตาของเด็กหยุดไหล เท่านั้น, ฉะนั้นมันต้อง ไม่ถูกถือว่าเป็นความจริงที่เด็ดขาดแต่ประการใด. ถ้าเธอถือเอาเป็น ความจริง เธอก็มิใช่สมาชิกแห่งนิกายเรา, แล้วมันจะมีผลอะไรกับ ธรรมชาติเดิมแท้ของเธอเล่า ? ๑๙๒ ดังนั้น ข้อความในสูตรจึงกล่าวว่า "สิ่งซึ่งเรียกว่าปัญญาอัน สมบูรณ์ถึงที่สุดนั้น หมายความว่าไม่มีอะไรเลยจริง ๆ ที่ต้องลุถึง." ถ้าเธอสามารถเข้าใจความหมายข้อนี้ด้วย เธอก็จะเห็นอย่างแจ่มแจ้งว่า ทั้ง พุทธวิถี และ มารวิถี ก็ล้วนแต่พลาดจากเป้าหมายนี้สิ้นเชิงโดย เท่ากัน. ๑๙๔ จักรวาลเดิมที่รุ่งเรืองและบริสุทธิ์นั้น ไม่ใช่ของเหลี่ยมหรือ ของกลม ไม่ใช่ของใหญ่หรือของเล็ก มันปราศจากความแตกต่างว่า ยาวหรือสั้นใด ๆ ทั้งหมด มันอยู่ เหนือการเกี่ยวข้อง เหนือการกระทำ เหนืออวิชชา และเหนือการตรัสรู้. ๑๙๔
น.79 พวกเธอต้องเห็นให้ชัดลงไปว่า โดยแท้จริงแล้ว ไม่มีอะไร เลย - ไม่มีทั้งมนุษย์สามัญ ไม่มีทั้งพุทธะทั้งหลาย. มหาโลกธาตุมี จำนวนนับไม่ถ้วนดุจเม็ดทรายในโลก ก็เป็นเพียงฟองน้ำเม็ดเล็ก ๆ. ญาณทั้งหลายและอริยะภาวะทั้งปวง เป็นเพียงเส้นแฉก ๆ ของแสงฟ้า แลบ. ในบรรดาสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด ไม่มีอะไรซึ่งมีตัวแท้ของ จิต. ๑๙๕ ธรรมกาย ตั้งแต่โบราณกาลมา จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ รวมทั้ง พระพุทธเจ้าทั้งปวง และพระสังฆปริณายกทั้งหลาย เป็น หนึ่ง. แล้ว มันจะขาดอะไรไปสักเส้นขนเดียว ได้อย่างไรกันเล่า ? ๑๙๖ ถ้าแม้เธอเข้าใจความข้อนี้ เธอต้องทำความพากเพียรเข้มแข็ง ถึงที่สุด. ตลอดทั้งชีวิตนี้ พวกเธอไม่อาจจะมีอะไรเป็นที่แน่นอน อยู่ ทุกเวลา ว่าจะได้มีชีวิตอยู่ ยาว จนกระทั่งได้หายใจอีกครั้งหนึ่ง หรือไม่. ๑๙๗ + + + ๓๖ ถาม : ท่านพระสังฆปริณายกองค์ที่หก เป็นคนไม่รู้ หนังสือ ทำไมท่าน จึงได้รับมอบผ้ากาสาวพัสตร์เครื่องหมายตำแหน่ง ซึ่งได้ยกท่าน สู่ตำแหน่งนั้น ? ท่านเชนสุ ย (Shen Hsiu) (เพื่อนนักศึกษาคู่ แข่งขันคนหนึ่ง)อยู่ในฐานะสูงกว่าศิษย์อื่นๆ ตั้งห้าร้อยคน เพราะ เป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอน และสามารถอธิบายความหมายอันลึกซึ้ง ป. ๑๖
น.80 ของพระสูตรต่าง ๆ ได้ถึง ๓๒ คัมภีร์ ทำไมท่านจึงไม่ได้รับ ผ้ากาสาวพัสตรนั้น ? ตอบ : เพราะว่าท่านเชนสย ยังคงปล่อยตนไปในความคิดปรุงแต่ง คือ ในธรรมที่นำไปสู่ การกระทำ. ประโยคที่ว่า "เมื่อเธอปฏิบัติ เธอจึงจะบรรลุ" นั้น ท่านองค์นั้นก็ยังยึดถือว่าเป็นของจริงอยู่. ดังนั้นพระสังฆปริณายกองค์ที่ห้า ท่านจึงทำการมอบหมายธรรม แก่ท่านฮุยเหน่ง ( เว่ยหล่าง). ชั่วขณะนั้นเอง ท่านฮุยเหน่ง ได้บรรลุถึงความเข้าใจซึมซาบชนิดที่ไม่ต้องมีคำพูด และได้รับ ธรรมหฤทัยอันลึกซึ้งที่สุด ของพระตถาคตไปอย่างเงียบกริบ. นั่นแหละ คือข้อที่ว่าทำไม ธรรม นั้น จึงถูกถ่ายทอดไปยัง ท่าน. ๑๙๘ พวกเธอไม่เห็นว่า หลักคำสอน อันเป็นรากฐานของธรรม นั้น คือหลักที่ว่า ไม่มีธรรม, ถึงกระนั้น หลักที่ว่าไม่มีธรรม นั่นแหละ เป็นธรรมอยู่ ในตัวมันเอง ; และบัดนี้ หลักที่ว่า ธรรมไม่มีนั้น ก็ได้ถูกถ่ายทอดไปแล้ว, หลักที่ว่า มีธรรม จะ เป็นธรรมได้อย่างไรกัน ?. " ๑๙๙ ๑. ข้อความนี้ เป็นข้อความที่เข้าใจได้ยากที่สุด เมื่อผู้ แปลเป็นภาษาอังกฤษก็ได้ลงเชิงอรรถ ไว้ว่า ผู้ แปลเองก็ไม่ทราบว่าของเดิมมีความหมายอย่างไร จนต้องอาศัยคำแปลของผู้ เชี่ยวชาญอีก คนหนึ่ง ที่ฮ่องกง ซึ่งมีนามว่า Mr. I. T. Pun. เพราะเห็นว่าเป็นคำแปลที่ดีที่สุด เท่าที่จะหาได้, ดังนี้แล้ว การแปลเป็นภาษาไทย ก็อยู่ในฐานะที่จะต้องบอกกล่าวว่า แปลไปตามแต่จะแปลได้ ใกล้ชิดกับคำแปลของผู้ แปลเป็นภาษาอังกฤษได้เพียงใด เช่นเดียวกัน. ผู้ แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ ยืนยันว่าข้อความตอนนี้ ถ้าถอดออกมาตรง ๆ คำต่อคำ จะเป็นดังนี้ : "Dharma original Dharma not Dharma, not Dharma Dharma also Dharma, now transmit not Dharma Dharma, Dharma Dharma how-can le Dharma" -ผู้ แปลเป็นไทย.
น.81 ใครก็ตามเข้าใจซึมซาบความหมายของข้อความนี้ ย่อม ควรที่จะได้นามว่า ภิกษุ, คือผู้ซึ่งเชี่ยวชาญต่อ "ธรรมปฏิบัติ" ๒๐๐ ถ้าเธอไม่เชื่อความข้อนี้ เธอต้องอธิบายความหมายของเรื่อง ต่อไปนี้ดู : ท่าน เว่ยมิง (Wei Ming) ได้ปืนขึ้นไปยังยอดสุด แห่งภูเขา ต่ายื่น ( Ta Yu ) เพื่อพบพระสังฆปริณายกองค์ที่หก. ท่านสังฆปริณายกได้ถามว่า มาทำไม มาเพื่อจีวร หรือมาเพื่อ ธรรม ? ท่านเว่ยมิงได้ตอบว่า ไม่ได้มาเพื่อจีวร แต่มาเพื่อ ธรรม ; เมื่อเป็นดังนั้น พระสังฆปริณายกได้กล่าวว่า : "ขอให้ ท่านทำจิตของท่านให้เป็นสมาธิสักขณะหนึ่ง และเว้นการคิดใน ความหมายของคำว่า ดีและชั่ว เสียให้หมด." ท่านเว่ยมิงได้ ทำตามสั่ง, และพระสังฆปริณายกได้กล่าวต่อไปว่า : เมื่อท่าน ไม่คิดถึงความดี และไม่คิดถึงความชั่วอยู่ ตรงขณะนี้แหละ เธอจงย้อนกลับไปสู่ภาวะที่เธอได้เป็นอยู่ ในขณะก่อนแต่ที่ มารดาบิดาของเธอเองเกิดมา." พอพูดจบ ท่านเว่ยมิงก็ได้ลุ ถึงความเข้าใจซึมซาบชนิดที่ไม่ต้อง มีเสียงพูด ได้โดยแว็บเดียว. ต่อจากนั้นท่านได้หมอบลงบนพื้นดิน และได้กล่าวว่า : ข้าพเจ้า เหมือนกับคนที่ดื่มน้ำอยู่ ย่อมรู้ ได้ด้วยตนเอง ว่ามันเย็นอย่างไร. ข้าพเจ้าได้อยู่กับท่านสังฆปรินายกองค์ ที่ห้า และศิษย์ทั้งหลาย ของท่านมาเป็นเวลา ๓๐ ปี แต่เพิ่งวันนี้เอง ที่ข้าพเจ้าสามารถ ขจัดความผิดพลาดต่าง ๆ ในวิธีคิดอย่างเก่า ของข้าพเจ้าเสียได้." พระสังฆปริณายกองค์ที่หก ได้ตรัสว่า : "ถูกแล้ว" อย่างน้อย ที่สุด บัดนี้ท่านย่อมเข้าใจว่า ทำไมเมื่อพระสังฆปริณายกองค์ ที่
น.82 หนึ่ง จากอินเดียมาถึง ท่านจึงได้ชี้ตรงไป แต่ที่ จิต ของคน, ซึ่งโดย จิต นั้นเอง เขาเหล่านั้นสามารถรู้ แจ้งเห็นแจ้ง ถึง ธรรมชาติ เดิมแท้ของเขา และกลายเป็น พุทธะ ได้, และข้อ ที่ว่า ทำไม พระสังฆปริณายกองค์นั้น จึงไม่เคยพูดถึงสิ่งอื่น นอกไปจากนี้เลย," ๒๐๑ เรายังไม่เห็นกันอีกหรือ ว่าทำไมเมื่อพระอานนท์ได้ถาม พระมหากาศยปะว่า พระพุทธองค์ซึ่งโลกบูชา ได้ทรงมอบหมาย อะไรให้อีก พร้อมกับจีวรทอง, พระมหากาศยปะจึงร้องขึ้นว่า “อานนท์ !” เมื่อพระอานนท์ขานตอบ ด้วยความเคารพว่า "อะไรครับ ?" ดังนี้ ท่านมหากาศยปะได้กล่าวต่อไปว่า: "ทิ้งเสาธงลงเสียที่ประตูวัดเถิด" ดังนี้. นี่แหละ คือนิมิตซึ่ง พระสังฆปริณายก (สายอินเดีย) องค์ที่หนึ่ง ท่านได้ให้แก่ พระอานนท์. ๒๐๒ ตลอดเวลา ๓๐ ปี ที่พระอานนท์คนฉลาด ปฏิบตรับใช้ ตามพระพุทธประสงค์ส่วนพระองค์มา แต่เนื่องจากท่านเป็นคน รักการได้ความรู้ มากเกินไป, พระพุทธองค์จึงได้ทรงตักเตือน ท่าน โดยตรัสว่า : "แม้เธอเที่ยวหาความรู้ อยู่ตั้ง ๑๐๐๐ วัน มันก็ยังทำประโยชน์ให้แก่เธอได้น้อยกว่าการฝึกฝนเรื่อง ทาง ทางนี้โดยเฉพาะ แม้เพียงวันเดียว. ถ้าเธอไม่ฝึกฝนมัน เธอจะ ไม่สามารถย่อยได้ แม้แต่น้ำหยดเดียว !" ๒๐๓ + + + - จบบันทึกชิ้นเชา -
น.83 ภาคสอง บันทึก วาน ลิง คำสอนของครูบา ฮวงโป (ควนชิ) แห่งนิกายเซ็น [ประมวลคำสนทนา คำสอน และเรื่องเบ็ดเตล็ด ซึ่งบันทึกไว้โดยเบ๋ย-สุ่ย ในขณะที่ท่านผู้นี้ดำรงตำแหน่งข้าหลวงแห่งเมืองวาน-ลิง และได้พบกับท่าน ครูบาที่นั่น] ๑ ถาม : ในบรรดาคนที่ชุมนุมกันอยู่ ประมาณ ๔-๕ ร้อยคน บนภูเขานี้ มี สักกี่คน ที่ได้เข้าใจในคำสอนของท่านอาจารย์ อย่างเต็มที่ ? ตอบ : จำนวนที่ว่านั้นไม่อาจจะทราบได้ทำไม เพราะว่า ทาง ของอาตมา เป็นไปในทางการปลุกจิตให้ตื่นออกมา มันจะ ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดได้อย่างไรกัน คำพูดจะมีผลได้ บ้าง ก็ต่อเมื่อพูดใส่หูเด็ก ๆ ที่ยังไม่เคยได้รับการสั่งสอนอะไร มาก่อนเท่านั้น. ๒ ถาม : พุทธะ (ซึ่งหมายถึงสิ่งสูงสุด) นั้นคืออะไร ? ตอบ : จิต คือ พุทธะ ในเมื่อการสิ้นสุดแห่งความคิดปรุงแต่งเป็นทาง พอสักว่า เธอหยุดการปลุกเร้าความคิดปรุงและการคิดค้นใน ป.๑๗
น.84 รื่องอันว่าด้วยความมีอยู่ และความไม่มีอยู่, ความยาวและความ สั้น, คนอื่นหรือตัวเอง, ผู้ทำหรือผู้ถูกกระทำ, และเรื่องอื่น ทำนองนี้เสียให้สิ้นเท่านั้น เธอจะพบว่า จิต ของเธอเป็น พุทธะ โดยแท้จริง, ว่า พุทธะ คือ จิต โดยแท้จริง และว่า จิตเป็น สิ่งที่คล้ายกับ ความว่าง เพราะฉะนั้น จึงมีคำจารึกไว้ว่า "ธรรมกาย อันแท้จริงนั้นคล้ายกับความว่าง" จงอย่าแสวงหาสิ่งอื่นใด นอกไปจากสิ่งนี้ มิฉะนั้นแล้ว การแสวงหาของพวกเธอจะจบลงด้วยความเศร้า, แม้พวกเธอจะ บำเพ็ญบารมีทั้งหก ตลอดกัปป์เป็นอันมากเท่าจำนวนเม็ดทราย ในแม่น้ำคงคา รวมทั้งวัตรปฏิบัติอย่างอื่นที่จะทำให้ได้ตรัสรู้ อีกทั้งหมดทั้งสิ้นก็ตาม เธอก็ยังหยุดอยู่ไกลจากจุดหมายปลายทางอยู่นั่นเอง ทำไมเล่า ? เพราะว่าการทำเช่นนั้น เป็นการสร้างกรรม ไม่มีหยุด, และเมื่อกุศลกรรมที่ได้สร้างขึ้นนั้น หมดอำนาจลง พวกเธอก็จะกลับไปกำเนิดในภูมิอันต่ำอีก ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีคำจารึกไว้อีกว่า "สัมโภคกาย" นั้น ไม่ใช่พุทธะที่แท้จริง หรือผู้ประกาศธรรมะก็ไม่ใช่" ๑. คำว่าว่างในที่นี้ หมายถึงคว่ำหรือยึดไม่ได้ มิใช่หมายถึงไม่มีอะไร. ๒. กายสูงสุดของพุทธะ. ๓. กายเสวยสุขของพุทธะ. ๔. นี้หมายความว่า รูปแห่งพุทธะในอุดมคติหรืออย่างในโลกพระเจ้าก็ตาม เป็นสิ่งที่ไม่มีจริง เพราะถูกเอ่ยถึงสักว่าด้วยความยึดถือในความมีความเป็น สำหรับคนโง่อ้อนวอน, ฉะนั้น จึงเป็น เพียงแขนงหนึ่งที่กระเด็นออกไปจากจิตหนึ่ง เท่านั้น.
น.85 พียงแต่เธอมาร์ จักธรรมชาติแท้ แห่งจิตของเธอเองเท่านั้น ซึ่งในธรรมชาตินั้นไม่มีตนเองไม่มีผู้อื่น, แล้วเธอก็จะเป็นพุทธะองค์หนึ่งจริง ๆ ๓ ถาม : เมื่อยอมรับว่า คนรู้ แจ้งเห็นแจ้งแล้ว ซึ่งหยุดความคิดปรุงแต่ง ของตนเสียได้ คือ พุทธะ ดังนี้แล้ว ก็คนที่ยังโง่อยู่ เล่า เมื่อ หยุดคิดอย่างปรุงแต่งเสียหมดแล้ว จะมีกลายเป็นคนหลงลืมไม่ สมปฤติไปหรือ ? ตอบ : ไม่มีคนรู้ แจ้งเห็นแจ้ง, ไม่มีคนที่ยังโง่อยู่, และไม่มีแม้ความ หลงลืมไม่มีสมปฤดี. ถึงกระนั้นก็เถอะ แม้ว่าโดยหลักทั่วไป สิ่งทุกสิ่งจะปราศจากความมีอยู่ อย่างเป็นวัตถุตัวตนก็ตาม พวก เธอก็ต้องไม่คิดไปในทำนองที่ว่า ไม่มีสิ่งใดที่มีอยู่และแม้ว่า สิ่งทั้งหลายมิใช่เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ พวกเธอก็ต้องไม่ไปคิดว่าสิ่งใด สิ่งหนึ่งมีอยู่. ความคิดว่า "มีอยู่" ก็ตาม ความคิดว่า "ไม่มีอยู่ " ก็ตาม ทั้งสองอย่างล้วนแต่เป็นความคิดเคยตัว ไม่ดีอะไรไป กว่าสิ่งซึ่งเป็นมายาทั้งหลาย ดังนั้นจึงมีคำจารึกไว้ว่า สิ่งใดก็ ตาม ที่เข้าใจเอาเองตามความรู้สึกทางอายตนะ ย่อมเป็นเหมือนกับ
น.86 มายา, ข้อนี้หมายถึงทุกสิ่ง นัมตั้งแต่สิ่งที่เป็นเพียงความคิด ไป จนถึงสิ่งที่มีชีวิตเป็นอยู่จริง ๆ " ๒๑๐ ท่านอาจารย์ผู้ ก่อกำเนิดนิกายเซ็นของเรา ๑ ไม่ได้สอน อะไรให้แก่สาวกของท่านเลย นอกจากการทำให้ว่างไปโดยสิ้น- เชิง ซึ่งนำไปสู่การเพิกถอนเสียซึ่งความรู้สึกต่างๆ ทางอายตนะ. ในการทำให้ว่างโดยสิ้นเชิงนี่เอง ทาง ของพวกพุทธะทั้งหลาย ได้เป็นไปอย่างรุ่งเรือง, และในขณะเดียวกันนั้นเอง จากการ เที่ยวแยกออกไปว่านั่นเป็นนั่น นี่เป็นนี่อย่างตรงกันข้ามเป็นคู่ ๆ นั่นแหละ ฝูงปีศาจร้ายก็รุ่งเรืองโชติช่วงขึ้นมา. ๒๑๑ ๔ ถาม : ถ้า จิต กับ พุทธะ เป็นของสิ่งเดียวกันโดยเนื้อแท้แล้ว เราจะ ต้องปฏิบัติต่อไปในปารมิตาทั้งหก และการปฏิบัติอื่น ๆ ดังที่ กล่าวไว้ในแบบฉบับเพื่อการตรัสรู้นั้น ๆ หรือไม่เล่า ? ตอบ : การตรัสรู้ ย่อมโพล่งออกมาจากจิตโดยตรง ไม่มีอะไรเกี่ยวกับ การบำเพ็ญปารมิตาทั้งหกและข้อปฏิบัติอื่นใด ของพวกเธอเลย. การปฏิบัติบำเพ็ญทำนองนี้ ทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นเพียงอุบายสำหรับ กุมเอาประโยชน์ทางวัตถุ อันเนื่องอยู่กับปัญหาชีวิตประจำวัน เท่านั้นเอง. ๒ ๑๒ ๑. หมายถึงท่านโพธิธรรม.
น.87 ถึงแม้ การตรัสรู้ก็ตาม สิ่งสูงสุดก็ตาม ภาวะแห่งสัจจะ ก็ตาม การบรรลุฉับพลันก็ตาม ธรรมกาย และอื่น ๆ ทั้งหมด ลงไปจนถึงภูมิแห่งการก้าวหน้าทั้งสิบก็ตาม อริยผลทั้งสี่ อริย ภาวะและมรรคญาณก็ตาม ทุกอย่างล้วนแต่เป็นเพียงความคิด เอาด้วยความคิด เพื่อช่วยประคับประคองเราไประหว่างสังสาร วัฏเท่านั้น. ทั้งหมดนั้นไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำเกี่ยวกับจิตที่เป็น พุทธะแต่ประการใดเลย. ๒๑๓ เนื่องจาก จิต คือ พุทธะ , วิธีที่ฉลาดเพื่อลุถึงสิ่ง ๆ นี้ ก็คือการเพาะให้ พุทธะ-จิต นั้น ผลิออกมาให้เห็นเท่านั้นเอง. เพียงแต่เธอทำมันให้ว่างจากความคิดปรุงแต่งต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่ นำไปสู่การเกิดและการดับอยู่ตลอดกาล และนำไปสู่ความทุกข์ เดือดร้อนใจของสัตว์ โลกและโลกอื่น ๆ, เสียให้สิ้นเชิงเท่านั้น พวกเธอก็จะไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องมีวิธีปฏิบัติเพื่อการตรัสรู้ และอะไรทำนองนั้น นานาชนิดเลย. ๒๑๔ ฉะนั้นจึงมีคำจารึกไว้ว่า :- -คำสอนของพุทธะทั้งหมด มีวัตถุประสงด์ข้อนี้เพียงข้อเดียว - -คือ พาพวกเราข้ามขึ้นให้พ้นเสียจากภูมิแห่งความคิด . ๑ - บัดนี้, ถ้าข้าพเจ้าหยุดการคิดของข้าพเจ้าได้สำเร็จแล้ว -ประโยชน์อะไรด้วยธรรมะทั้งหลายที่พุทธะได้สอนไว้ ? ๒๑๕ ๑. ข้อนี้หมายถึงสามารถปฏิบัติจนหยุดพฤตติของความคิดปรุงแต่งต่าง ๆ เสียได้ ไม่มีอะไร สามารถปรุงให้จิตคิดไปตามอำนาจกิเลสตัณหาได้อีกต่อไป เป็นจิตที่ว่างจากสิ่งปรุงแต่งและกาคิดทั้งปวง เป็นตัวธรรม หรือพุทธะ หรือธรรมชาติเดิมแท้ อยู่ในความเป็นอย่างนั้น. - ผู้ แปลเป็นไทย ป. ๑๘
น.88 นับตั้งแต่พระพุทธะโคตมะ ลงมาจนตลอดสายของพระสังฆปรินายกทั้งหลาย กระทั่งถึงท่านโพธิธรรมเป็นที่สุด ไม่มีใครเคยสอนว่ามีอะไร นอกจาก จิตหนึ่ง นี้, หรืออีกนัยหนึ่งก็คือสิ่งที่รู้กันอยู่ว่า ได้แก่ ยาน แห่ง ความรอดเพียงยานเดียว . ดังนั้น แม้พวกเธอจะเที่ยวแสวงกันให้ตลอดสากลจักรวาล เธอก็จะไม่พบยานอื่นใดเลย. ไม่มีที่ไหนดอก ที่โอวาทข้อนี้จะแตกหน่อแตกกิ่งออกไปได้มากหลาย. คุณภาพเพียงอย่างเดียวของมัน คือ จริงตลอดกาล, ดังนั้น จึงเป็นคำสอนที่รับเอาได้ยาก. ๒๑๖ เมื่อท่านโพธิธรรมได้มาสู่ประเทศจีน จนลุถึงอาณาจักรเหลียง และอาณาจักรเว่ย, ก็มีแต่ท่านสาธุคุณ โก องค์เดียวเท่านั้น ที่ได้รับการเห็นแจ้งอย่างไม่ต้องเอ่ยปากพูดสักคำเดียวต่อ จิต ของเราเอง. ในทันทีที่มีการทำอธิบายแก่ท่าน ท่านเข้าใจได้ว่า จิต คือ พุทธะ , และว่า ใจและกายของแต่ละคนนั้นไม่เป็นอะไรเลย. คำสอนนี้เรียกว่า มหายาน. ๒๑๗ เนื้อแท้ ของมหายานนั้น คือ ความว่างสิ้นเชิงจากของที่ตรงกันข้ามเป็นคู่ๆ. ท่านโพธิธรรมได้มีความเชื่ออย่างแน่นแฟ้นในการ เป็น อันหนึ่งอันเดียวกันกับเนื้อหาอันแท้จริงของสากลจักรวาล ในชีวิตทันตาเห็นนี้ ! ๒๑๙ ๑- มหายานในประโยคนี้ หมายถึงมหายานอย่างนิกายเซ็น. - ผู้ แปลเป็นไทย.
น.89 จิต กับ "เนื้อหา" อันนี้ ไม่มีความแตกต่างกันเลยแม้แต่นิดเดียว -คือว่า "เนื้อหา” นั้นแหละ คือ จิต. สิ่งทั้งสองนี้ไม่สามารถแยกกันได้เลย. เพราะเหตุที่ท่านอาจารย์ได้เปิดเผย ความข้อนี้เอง ท่านจึงได้รับสมญาตำแหน่ง สังฆปรินายกแห่งนิกายของเรา, และเพราะเหตุนั้น จึงมีคำจารึกไว้ว่า "ขณะที่มีการเห็นแจ้งต่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ของ จิต และ “เนื้อหา” อันนั้น ซึ่งก่อให้เกิดมีหลักสัจจธรรมขึ้นมานั่นแหละ เป็นขณะที่อาจกล่าวได้อย่างแท้จริงว่า "ขณะแห่งการเลิกล้างการพร่ำพูดบรรยายกันเสียที." ๒๑๙ + + + ๕ ถาม : พระพุทธเจ้าทรงช่วยสัตว์โลกทั้งหลาย ให้หลุดพ้นจาก สังสารวัฏได้อย่างแท้จริงหรือ ? ตอบ : ตามสภาพที่เป็นจริงนั้น หามีสัตว์โลกทั้งหลาย ที่ต้องรับการ ปลดปล่อยโดยพระตถาคตไม่เลย. ถ้าเมื่อตนเองก็มิได้มีสภาพ ที่เป็นตัวตนอันแท้จริงอย่างใดแล้ว, คิดดูเถิด, สิ่งอื่นนอกไป จากตน จะเป็นสิ่งที่มีสภาพแห่งความเป็นตัวตน น้อยลงไปอีก สักเท่าไรเล่า. ดังนั้น จึงไม่มีทั้งพุทธะ ไม่มีทั้งสัตว์โลกทั้ง หลายที่ตั้งอยู่โดยสภาพที่เป็นตัวตนอันแท้จริงเลย. ๒๒๐ + + +
น.90 ถาม : ถึงอย่างไรก็ยังมีคำจารึกไว้ว่า "ใครก็ตาม ที่ประกอบอยู่ด้วย พุทธลักษณะ ๓๒ ประการ ย่อมเป็นผู้สามารถปลดปล่อยสัตว์ โลกทั้งหลาย จากสังสารทุกข์." ท่านอาจารย์จะปฏิเสธความ ข้อนี้ได้อย่างไร ? ตอบ : สิ่งใดๆ ที่ประกอบอยู่ด้วยลักษณะ ใด ๆ ล้วนแต่เป็นมายาทั้งสิ้น. ต่อเมื่อรู้ชัดแจ้งว่า ลักษณะทุกลักษณะหาใช่ลักษณะไม่ นั่น- แหละพวกเธอจึงจะรู้จักพระตถาคตเจ้า. ๒๒๑ พระพุทธเจ้าก็ดี สัตว์ โลกทั้งหลายก็ดี ทั้งสองอย่างนี้ เป็นเพียงความคิดปรุงขึ้นมาอย่างผิด ๆ ในจิตของเธอเองนานา ชนิดเท่านั้น. เป็นเพราะพวกเธอไม่ได้รู้จัก จิตจริงแท้ พวก เธอจึงได้ลวงตัวเอง ด้วยความคิดปรุงแต่งในทางความมีตัวมีตน ทำนองนั้น. ๒๒๒ ถ้าเธอยังจะถือว่ามีพุทธะอยู่ เ ธอก็จะถูกปิดกั้นเสียด้วย พุทธะนั้นนั่นเอง. และเมื่อเธอยังจะถือว่า มีสัตว์ โลกทั้งหลาย อยู่ เธอก็จะถูกปิดกั้นเสียด้วยสัตว์ โลกทั้งหลายเหล่านั้น นั่นเอง. ความคิดปรุงแต่งที่เป็นคติทวินิยม เช่นเห็นว่ามี "สัตว์ ที่ยังโง่ หลง" หรือ "สัตว์ที่ตรัสรู้แล้ว," มี "บริสุทธิ์" หรือ "ไม่ บริสุทธิ์" ดังนี้เป็นต้นก็ตาม นั่นแหละคือสิ่งกีดกั้นปิดบังไม่ให้ เห็นแจ้ง. ๒๒๓
น.91 มันเป็นเพราะจิตของพวกเธอ ถูกปิดกั้นเสียด้วยสิ่ง เหล่านั้นนั่นเอง ธรรมจักรจึงยังจำเป็นที่จะต้องหมุนไปๆ ๑ มัน เหมือนกับลิงที่ขว้างอะไรลงไปแล้วหยิบมันขึ้นมาอีก ขว้างอะไร ลงไปแล้วหยิบขึ้นมาอีก ดังนี้เรื่อยไปไม่มีหยุดนี้เป็นฉันใด, พวกเธอและการศึกษาของพวกเธอก็เป็นฉันนั้น. ๒๒๔ ทั้งหมดเท่าที่เธอควรปรารถนานั้น มันมีแต่หยุด "การ ศึกษา" ของเธอเสีย, เลิกล้างความคิดว่า โง่หรือฉลาด บริสุทธิ์ หรือไม่บริสุทธิ์ ใหญ่หรือเล็ก เป็นต้น เสียให้สิ้นเชิง, ตัดความ ยึดมั่นถือมั่น และหยุดการกระทำกรรมเสียอย่างเด็ดขาดเท่านั้น, สิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เป็นเพียงสิ่งที่เพิ่มความลำบากให้มากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกนิดหน่อยเท่านั้น, หรือเป็นเพียงเครื่อง ประดับประดา ( ที่ไม่จำเป็น) ภายใน จิตหนึ่ง นั้นเท่านั้น. ๒๒๕ อาตมาได้ยินว่าพวกเธอได้เคยศึกษาสูตรต่างๆ แห่งตรี- ยาน ทั้งสิบสองหมวด. สิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เป็นเพียงข้อคิดที่ เขาระบายกันออกไปพล่อย ๆ ตามที่เคยประสบ เพราะเคยปาก เท่านั้น. พวกเธอจะต้องสลัดออกไปเสียให้หมดจริง ๆ. ๒๒๖ ดังนั้นพวกเธอจงสลัดเสียให้ได้ ทุกสิ่งที่เคยเรียนเข้าไว้ ซึ่งมันไม่มีอะไรมากไปกว่าผ้าปูนอนที่เขาปูให้เธอเมื่อคราวเจ็บไข้ เท่านั้น. ๒๒๗ ๑. หมายความว่า หลักธรรมอย่างโลกียะ ซึ่งถือเคร่งตามตำหรับของพวกที่ยึดมั่นในตัว คำสอน จะต้องมีสอนกันเรื่อยไป. ป. ๑๙
น.92 มันเป็นได้เฉพาะต่อเมื่อพวกเธอ ได้สลัด ความรู้สึก สำคัญมั่นหมายต่าง ๆ เสียทั้งหมด จนไม่มีอะไรเหลืออยู่ใน สภาพที่เป็นตัวตนให้ยึดถืออีกต่อไป, และเฉพาะต่อเมื่อ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่แวดล้อมเธอ ไม่สามารถสกัดกั้นปิดบัง เธอได้อีกเลย, และเฉพาะต่อเมื่อ พวกเธอได้พรากตัวเองออกมา เสียจากความคิดอย่างคติทวินิยมได้ตลอดแนว ไม่มีเหลือ ให้รู้สึกว่า มีคนที่ "ยังโง่" และคนที่ "ตรัสรู้แล้ว" อีกต่อ ไปจริง ๆ เท่านั้น ที่พวกเธอจะนำตนขึ้นสู่สมญาว่า พุทธะ ผู้อยู่เหนือโลกได้ในที่สุด, ๒๒๘ ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ จึงมีคำจารึกไว้ว่า "การเชื่ออย่าง หมอบราบคาบแก้วของพวกเธอนั้นเป็นสิ่งที่ไร้ผล. อย่าปลง ความเชื่อลงไปในพิธีรีตองต่าง ๆ ทำนองนั้น. รีบหนีไปเสีย โดยเร็ว จากความเห็นผิดเชื่อผิดทำนองนั้น." ๒๒๙ เนื่องจาก จิต เป็นสิ่งที่ไม่อาจถูกแบ่งแยกให้ไปเป็นนั่น เป็นนี่ได้เลย เพราะฉะนั้นปรากฏการณ์ทั้งหลายที่ปรากฏแก่ เราก็ต้องไม่ถูกแยกเป็นชนิดนั้นชนิดนี้ ตามคติทวินิยม โดยเท่า เทียมกัน ๑ ๒๓๐ ๑. จิต หรือ ความว่าง แบ่งแยกเป็นส่วน ๆ ไม่ได้ ฉะนั้นจึงไม่มีทางที่จะแบ่งแยกเป็นชนิด นั้นชนิดนี้ จนเกิดมีของคู่ตรงกันข้าม เช่น ชนิดดี ชนิดชั่ว เป็นต้นได้, เพราะฉะนั้นปรา- กฎการณ์ทั้งหลาย ซึ่งธรรมชาติเดิมก็คือจิตนั้น จึงไม่ควรถูกจัดแบ่งเป็นพวกเป็นชั้น จนเกิดมีคู่ตรง กันข้ามอย่างเดียวกัน การที่เราเห็น หรือเรารู้สึกเป็นสิ่ง ๆ และจัดเป็นพวกเป็นคู่นั้น เป็นความ หลงผิด, -ผู้แปลเป็นไทย.
น.93 เนื่องจาก จิต เป็นสิ่งที่อยู่เหนือการกระทำกรรมทั้งปวง ดังที่ปรากฏการณ์ทั้งหลายก็ต้องเป็นเช่นนั้นด้วย. ๑ ๒๓๑ ปรากฏการณ์ทุกอย่างตามที่ปรากฏแก่เราอยู่นี้ เป็นสิ่ง สร้างสรรขึ้นของความคิด. ๒ เพราะฉะนั้น อาตมาจึงต้องการแต่ เพียงให้ทำจิตของเราให้ว่าง เพื่อจะได้พบความจริงว่า ทุกสิ่ง ทั้งหมดนั้นเป็นของว่างจริง ๆ. วัตถุหรืออารมณ์ต่าง ๆ ที่รู้สึก กันอยู่ทางอายตนะทั้งหลาย ก็ล้วนแต่เป็นอย่างเดียวกันกับปรา- กฏการณ์ทั้งหลายที่กล่าวแล้ว ไม่ว่ามันจะอยู่ในจำพวกไหน สักกี่หมื่นกี่แสนจำพวกก็ตาม. ๒๓๒ ความว่างอันใหญ่หลวงที่ครอบงำสิ่งทั้งปวง อยู่ทุกทิศทุก ทางนั้น เป็นเนื้อแท้อันเดียวกันกับ จิต นั้น. และเนื่องจาก จิต นั้น เป็นสิ่งที่ไม่อาจถูกแยกเป็นส่วน ๆ ได้ ตามธรรมชาติในตัว มันเอง ดังนั้นสิ่งต่าง ๆ ทุกสิ่งจึงต้องเป็นเช่นนั้นด้วย. ๓ ๒๓๓ ความมีความเป็นนานาชนิด ที่ปรากฏแก่พวกเธอว่าต่างๆ กันนั้น มันเป็นเพราะความสำคัญหมายของเธอเองต่างหาก ๑. จิต หรือ ความว่าง อยู่เหนือกรรม คือมันไม่ทำกรรม หรือรับผลกรรม. ฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏแก่เราทุกสิ่ง ซึ่งมาจากจิตนั้น ก็ไม่ควรเป็นกรรม หรือเป็นเหตุให้เราทำกรรม ไม่ยั่วให้ เราทำกรรม. ไม่เกี่ยวกับความคิดปรุงแต่ง, ไม่สร้างให้เกิดความคิดปรุงแต่ง, -ผู้แปลเป็นไทย ๒. สิ่งทุกสิ่งที่เรารู้สึก หรือคิดว่ามันเป็นอะไรต่าง ๆ นั้น เป็นเราเห็นไปเอง คิดไปเองว่า เป็นเช่นนั้น เพราะความหลงของเรา และความเป็นมายาของมัน. ตัวจริงมันว่าง. - ผู้แปลเป็นไทย ๓. ความว่าง หรือ จิตนั้น แบ่งเป็นส่วนไม่ได้, เมื่อสิ่งต่าง ๆ ความจริงเป็นของว่าง ก็ให้ มันว่างเป็นอันเดียวกันหมด ไม่ควรไปแบ่งแยกเป็นส่วน จนมีส่วนดีส่วนชั่วเป็นต้น -ผู้แปลเป็นไทย
น.94 ที่ต่างกันอยู่ในตัวมัน แล้วไปทำให้รู้สึกต่อของข้างนอกว่าต่างกัน นานาชนิด ทำนองเดียวกันแท้กับสีสรรต่าง ๆ ของอาหารทิพย์ ของพวกเทวดา ที่เขากล่าวกันว่ามีต่าง ๆ กัน ตามควรแก่บุญ กุศลของพวกเทวดาองค์หนึ่ง ๆ ซึ่งเสวยมัน. ๒๓๔ อนุตตรสัมมาสัมโพธิ นั้นเป็นชื่อของการเห็นแจ้งว่า บรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ในสากลจักรวาลนั้น ตามความจริง แล้วท่านมิได้มีลักษณะแห่งความเป็นพระพุทธเจ้าอะไร ๆ โดย เฉพาะที่เราอาจจะแยกออกมาให้เห็นได้แม้แต่น้อยเลย. มีอยู่ก็ แต่ จิตหนึ่ง เท่านั้น ๒๓๕ ตามที่จริงแล้ว ไม่มีความทวีตัวเป็นความเอนกอนันต์ แห่งรูปทั้งหลาย ๑ ไม่มีความรุ่งเรืองอย่างสวรรค์, ไม่มีชัยชนะ อย่างรุ่งโรจน์, หรือไม่มีการยอมจำนนต่อผู้ชนะ. ๒ เนื่องจาก ไม่มีชัยชนะอย่างรุ่งโรจน์ ดังนั้นจึงไม่อาจมีการได้สมัญญา ตามแบบฉบับว่าใครได้เป็นพุทธะสักองค์หนึ่ง, และเนื่องจาก ไม่มีการพ่ายแพ้ จึงไม่อาจมีการได้สมัญญาตามแบบฉบับนั้น ๆ ว่าใครเป็นสามัญสัตว์, ไปได้เลย. + + + ๑. รูปในที่นี้ หมายถึงทั้งสิ่งที่มีรูป หรือลักษณะของสิ่งที่มีรูป. ๒. ชนะ คือพระพุทธเจ้าชนะกิเลส. จำนน คือกิเลสจำนนต่อพระพุทธเจ้า.
น.95 ถาม : แม้ว่า จิต นั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปลักษณะ แต่ท่านอาจารย์อาจปฏิเสธ ได้อย่างไรว่าไม่มีพุทธลักษณะ ๓๒ ประการ, หรือไม่มีอุดมภาพ ๘๐ ประการ ซึ่งสัตว์อาศัยข้ามฟากแห่งสังสารวัฏได้ ? ตอบ : ลักษณะ ๓๒ ประการ ก็เพียงสักว่าลักษณะของรูป, สิ่งใด ก็ตามที่มีรูป สิ่งนั้นเป็นมายา. อุดมภาพ ๘๐ ประการนั้น ก็ยัง ตกอยู่ในวงของสสาร (วัตถุ) อยู่นั่นเอง. ผู้ใดก็ตาม สำคัญว่าตัวตนมีอยู่ในสสาร ก็เป็นผู้ที่กำลัง เดินผิดทาง. ดังนี้เขาจึงไม่สามารถเข้าใจเรื่องของพระตถาคต เจ้า ได้อย่างถูกต้องเลย. ๒๓๗ ๘ ถาม : เนื้อหาอันแท้จริงของพระพุทธเจ้า ต่างจากเนื้อหาอันแท้จริงของ สามัญสัตว์ทั้งปวงโดยสิ้นเชิง หรือว่าเป็นอันเดียวกัน ตอบ : เนื้อหาอันแท้จริง ย่อมไม่มีทางที่จะไปเป็นความเป็นอันเดียวกัน ? หรือเป็นของต่างกันกับสิ่งใด ๆ เลย. ๒๓๘ ถ้าพวกเธอ ไปรับเอาคำสอนตามแบบฉบับของพวกตรียาน มาศึกษาให้เห็นความแตกต่างระหว่างพุทธภาวะ กับสภาวะ ของสามัญสัตว์ทั้งหลายอยู่ พวกเธอก็จะต้องสร้างกรรมแห่ง ป. ๒๐
น.96 ตรียานขึ้นสำหรับตัวเอง ครั้นแล้วความเป็นสิ่งเดียวกัน หรือ ความแตกต่างกันนานาชนิด ก็จะเกิดมีขึ้นมา ในฐานะที่เป็นผล ของการทำเช่นนั้น. ๒๓๙ แต่ถ้าพวกเธอถือตามคำสอนแห่งพุทธยาน ซึ่งถ่ายทอด ให้โดยท่านโพธิธรรม เธอจะไม่มีการพูดถึงสิ่งเหล่านี้เลย, เธอ จะเพ่งตรงไปยัง จิตหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ปราศจากความเป็นอัน เดียวกัน หรือความแตกต่างกัน, ปราศจากความเป็นเหตุและ ความเป็นผล (เป็นต้น). ๑ ๒๔๐ ด้วยเหตุดังนั้น จึงมีคำจารึกไว้ว่า "มีหนทางแต่ทางเดียว ของพวกเอกยานเท่านั้น, ไม่มีทางที่สอง ทางที่สาม, เว้นเสีย แต่ทางหลาย ๆ แบบที่พระพุทธเจ้าท่านใช้แต่เพียงในฐานะเป็น อุบายล้วน ๆ เพื่อเปลื้องสัตว์ที่ยังจมอยู่ในความหลงผิดเต็มที่ เท่านั้น." ๒๔๑ + + + ๙ ถาม : ทำไมพระโพธิสัตว์แห่งอนันตภาวะ จึงไม่สามารถมองเห็นเครื่อง หมายศักดิ์สิทธิ์ที่มงกุฎแห่งพระเศียรของพระพุทธเจ้าเล่า ? ๒ ๑. นี้มิได้หมายความว่า ฮวงโปตั้งใจจะปฏิเสธกฎแห่งกรรมว่าใช้ไม่ได้ ในฐานะที่ใช้กับ โลกที่ขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ในสังสารวัฏ. (มุ่งกล่าวแต่ว่า กฎแห่งกรรม ไม่เกี่ยวกับ จิตหนึ่ง). ๒. เห็นได้ชัดว่า คำถามข้อนี้มิได้ถามคราวเดียวกันกับคำถามที่แล้วมา.
น.97 ตอบ : สำหรับท่าน ไม่มีอะไรเลยที่จะเห็นจริง ๆ. ทำไม ? เพราะ พระโพธิสัตว์แห่งอนันตภาวะนั้นคือพระตถาคต, ทั้งยังแถมอีก ว่า ความประสงค์ ที่จะดู ย่อมไม่เกิดขึ้นเลย. ๒๔๒ คำอุปมานั้น มุ่งหมายที่จะป้องกันพวกเธอเสียจากการ คิดว่า พุทธะและสามัญสัตว์ ทั้งหลายนั้น มีตัวมีตนอยู่มากมาย แล้วเธอก็ตกลงไปสู่ความหลงผิด แห่งความมีอยู่อย่างแตกต่างกัน เป็นพิเศษนั่นเอง. ๒๔๓ ข้อนี้เป็นคำเตือนที่ต่อต้านความคิดที่ว่า ตัวตนมีอยู่หรือ ไม่มีอยู่. และเพราะคิดเช่นนั้น จึงตกลงไปสู่ ความผิดพลาด แห่งความคิดว่ามีอยู่ อย่างแตกต่างกันเป็นพิเศษ. และทั้งเพื่อ ต่อต้านความคิดที่ว่ามีบุคคลที่ยังโง่หลงอยู่ และบุคคลที่ตรัสรู้ แล้ว ซึ่งเพราะคิดเช่นนั้น จึงได้ตกลงไปสู่ความหลงผิดชนิด เดียวกับที่กล่าวแล้ว. ๒๔๔ มีได้แต่คน ที่สามารถเปลื้องตน ออกมาเสียจากความคิด ทำนองนั้นโดยสิ้นเชิงเท่านั้น ที่จะสามารถมีกาย แห่งอนันต- ภาวะได้. ความคิดปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวง เรียกได้ว่า ความ เห็นผิด. ๒๔๕ ผู้ถือลัทธิผิด ๆ เช่นนั้น ย่อมยินดีในการทวีความคิด ปรุงแต่ง แต่พระโพธิสัตว์ยังคงนิ่งเงียบ อยู่ในท่ามกลางฝูงคน จำพวกนี้ทั้งหมด. ๒๔๖
น.98 คำว่า "ตถาคต" หมายถึงตถาตา (คือความเป็นตามที่ เป็นจริง ๆ ) ของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ปรากฏให้เราเห็น, เพราะ ฉะนั้น จึงมีคำไว้ว่า "พระเมตไตรย ก็เป็นเช่นนี้ มุนีและ ปราชญ์ทั้งหลายก็เป็นเช่นนี้." ๒๔๗ ตถาตา มิได้มีอยู่ในสิ่งที่อาจเกิดขึ้น หรืออาจสลายลง, ตถาตามิได้มีอยู่ในสิ่งซึ่งมองเห็นได้ หรือฟังได้ยินได้. มงกุฎ แห่งพระเศียรของพระตถาคตนั้น เป็นเพียงความคิดที่ผู้กล่าวได้ เล็งถึงภาวะแห่งความสมบูรณ์, แต่ว่ามันไม่ใช่ความสมบูรณ์ ชนิดที่พวกเธอจะรู้สึกต่อมันได้โดยทางอายตนะ. ฉะนั้นพวก เธออย่าได้ตกลงไปสู่การคิดปรุงแต่ง เรื่องความสมบูรณ์ ตาม ความคิดว่ามีตัวมีตนเลย. ๒๔๘ ยิ่งกว่านั้นมันยังมีอีกว่า พุทธกาย หรือ สิ่ง สูง สุด นั้น ย่อมอยู่เหนือ การกระทำทั้งปวง ซึ่งเป็นไปในทางการก่อรูปต่าง ๆ. เพราะฉะนั้น พวกเธอต้องระวังการหลงทำความแบ่งแยกสิ่งต่าง ๆ เป็นนั่นเป็นนี่ คู่กันอย่างนั้นอย่างนี้ ในบรรดาสิ่งทั้งหลายนับ ด้วยหมื่นแสน ซึ่งมีรูปต่าง ๆ กัน. ๑ ๒๔๙ สังขารธรรมทั้งปวง เกิดขึ้นตั้งอยู่ชั่วขณะแล้วดับไป นี้ เทียบได้กับความไม่มีอะไรล้วน ๆ. ส่วนมหาศุนยตา หรือ ๑. หมายความว่าสิ่งต่าง ๆ มากมายเท่าไร รูปต่างกันอย่างไร ที่แท้เป็นสิ่งเดียวกันโดยความ เป็นความว่างอย่างเดียวกัน หรือจิตหนึ่งนั้น. ไม่ควรเห็นเป็นพวก ๆ ซึ่งทำให้รักอย่างนั้น ชัง อย่างนี้ - ผู้แปลเป็นไทย.
น.99 ความว่างอันใหญ่หลวง นั้น เป็นภาวะแห่งความสมบูรณ์ ซึ่งใน นั้นไม่มีทั้งความพร่องและความล้น, เป็นความสงบเงียบอย่างมี ระเบียบ ซึ่งในนั้นการกระทำทั้งปวงย่อมหยุดนิ่ง. ๑ ๒๕๐ พวกเธออย่าขืนไปคิดว่า อาจจะมีส่วนอื่น ๆ ซึ่งอยู่นอก ออกไปจาก มหาศุนยตา นี้, การดันทุลังไปเช่นนั้น จะนำพวก เธอไปสู่ การคิดแบ่งแยกสิ่งต่าง ๆ เป็นพวก ๆ โดยไม่มีทางที่จะ หลีกเลี่ยงได้เลย. ฉะนั้น จึงมีคำจารึกไว้ว่า "ภาวะแห่งความ สมบูรณ์นั้น ๒ คือมหาสมุทรแห่งญาณ, ส่วนสังสารวัฏนั้น คือ ความสัปสนที่หมุนเชี่ยวอยู่. ๒๕๑ เมื่อเราพูดกันว่า ความรู้ที่ "ฉัน" ได้รับ, การศึกษาที่ “ฉัน" ได้กระทำ, ความเข้าใจอันลึกซึ้ง "ของฉัน," ความหลุด พ้นจากการเวียนเกิด"ของฉัน," วิถีชีวิตในทางธรรม "ของฉัน," ดังนี้นั้น ความสำเร็จของเราย่อมทำให้ความคิดเหล่านี้รู้สึกเป็น สุขแก่เราเป็นที่สุด, แต่ความพลาดของเรา ทำให้มันดูน่าทุเรศ ไป. ทั้งหมดนั้น จะเป็นประโยชน์อะไรที่ไหนกัน ? ๒๕๒ ๑. ในที่นี้เป็นการเทียบให้เห็นความแตกต่าง ระหว่างคำว่า “ว่าง" ซึ่งหมายถึงความเปลี่ยน- แปลงซึ่งในนั้นสิ่งต่าง ๆ สลายตัวอยู่เรื่อย, กับมหาศุนยตา หรือความว่างมหาศาลที่ครอบคลุมโลก ทั้งปวง ซึมอยู่ในสิ่งทุกสิ่ง และเป็นความว่างที่เป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด ไม่มีทางแบ่งแยกได้. เมื่อนักวิทยาศาสตร์พูดถึงเนื้อหาสากลของโลก เขาอาจไปกล่าวเอาความไหลเวียนไม่หยุดของ สังขารธรรมทั้งปวงที่ประกอบกันขึ้นเป็นโลกก็ได้, เพราะว่ามหาศุนยตาซึ่งเป็นเนื้อหาของสากลโลก อย่างแท้จริงนั้น ไม่สามารถอนุมานเอาได้จากกฎต่าง ๆ ที่ควบคุมโลกแห่งความไหลเวียน หรือ มีอยู่ชั่วขณะ ๆ เช่นนั้น เมื่อนำมาเปรียบกับมหาศุนยตาแล้ว "เนื้อของสากลโลก" ทำนองนั้น ยังเป็นเพียงความคิดในทำนองมีตัวตนที่พัวพันกันยุ่งเท่านั้น. ๒. หมายถึงนิพพาน. ป. ๒๑
น.100 ฉันขอตักเตือน พวกเธอให้คงสภาพสงบเงียบ อยู่อย่างมีระเบียบและอยู่เหนือกรรมทั้งปวง, อย่าลวงตนเองด้วยความคิดปรุงแต่งของตนเอง, และอย่าเที่ยวมองหาสัจจธรรมในที่ใด ๆ เลย เพราะว่าทั้งหมดที่เราประสงค์นั้น คือการเว้นขาดจากการยอมให้ความคิดปรุงแต่งเกิดขึ้น. ๒๕๓ มันเป็นสิ่งที่ชัดแจ้งแล้วว่า ความคิดต่าง ๆ ภายในใจและความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดมาจากอารมณ์ภายนอกนั้น เป็นสิ่งที่นำให้เดินผิดทางได้โดยเท่ากัน ; และว่าทางแห่งพุทธะทั้งหลายก็เป็นอันตรายแก่เธอเช่นเดียวกับทางแห่งมารทั้งหลาย. * ดังนั้นเมื่อพระโพธิสัตว์มัญชูศรีได้หลงพลัดเข้าไปสู่คติทวินิยม ชั่วคราวท่านได้พบตัวเองว่าถูกบีบให้เตี้ยแคระโดยภูเขาเหล็กสองลูกซึ่งปิดกั้นโดยไม่มีทางออก. ๒๕๔ แต่พระมัญชูศรีมีความเข้าใจที่แท้จริง ในเมื่อพระสมันตภัทรมีแต่ความรู้ชั่วแล่น. แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อความเข้าใจอันแท้จริงกับความรู้ชั่วแล่น ได้เข้าผสมกันอย่างเหมาะส่วนเป็นอันเดียวกันแล้ว ก็จะปรากฏว่าทั้งสองอย่างนั้นมิได้มี อยู่อีกต่อไป. มีอยู่ก็แต่ จิตหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ทั้งพุทธะและทั้งสัตว์ทั้งหลาย ทั้งนี้เพราะว่าใน จิตหนึ่ง นั้น มิได้มีคติทวินิยมเช่นนั้น. ๒๕๕ ☸ หมายถึงเมื่อมีความคิดไปในทางมีตัวมีตนเป็นนั่นเป็นนี่. เพราะเพียงแต่ความคิดว่ามีทางก็เป็นอันตรายต่อความเข้าใจถูกเสียแล้ว, ยิ่งไปคิดถึงกับมีพุทธะมีมารเป็นเจ้าของทางขึ้นมาอีก ก็ยิ่งผิดไปใหญ่โต. ความคิดว่ามีทาง และมีจุดหมายปลายทางนั้น เป็นความคิดปรุงแต่ง และทำให้เกิดความคิดปรุงแต่งสืบไปไม่มีหยุด. -ผู้แปลเป็นไทย.
น.101 ในทันที ที่พวกเธอมีความคิดว่า พุทธะ ขึ้นมา เธอก็ต้องถูกบังคับให้มีความคิดว่า สามัญสัตว์ทั้งหลาย ตามขึ้นมา, หรือให้คิดเป็นความคิดรวบยอด และความคิดไม่รวบยอด, ความคิดกว้างขวางและความคิดขี้เหร่ขึ้นมา, ซึ่งมันจะจองจำเธอไว้ในระหว่างภูเขาเหล็กสองลูกนั้นอีกโดยแน่นอน. ๒๕๖ ในกรณีที่มีอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรม เกิดขึ้นมาจากการคิดค้นอย่างคติทวินิยมนั้น, ท่านโพธิธรรมแนะให้แก้ไขด้วยการที่ท่านเพียงแต่ชี้ตรงไปยัง จิต และ เนื้อหาอันแท้จริง ดั้งเดิมของเรา ในฐานะซึ่งตามความจริงแท้แล้ว เป็นพุทธะอยู่แล้วทั้งหมด. ท่านมิได้มอบวิธีการผิด ๆ ในการทำตนเองให้สมบูรณ์มาให้เลย, ท่านมิได้เป็นพวกนิกายแบบที่มีการบรรลุอย่างค่อยเป็นค่อยไป. ๒๕๗ หลักคำสอนของท่าน ไม่ยอมรับว่ามีสิ่งที่มีคุณลักษณะอันทำให้ได้ชื่อ สว่าง และ มืด. เมื่อสิ่งนั้น ๑ ไม่ใช่ความสว่าง, ก็จงดูให้เห็นว่าไม่มีความสว่างอะไรที่ไหน ! เมื่อสิ่งนั้นไม่ใช่ความมืด ก็จงดูให้เห็นว่านั่นมันไม่มีความมืดอะไรที่ไหน ! ดังนั้นจึงมีผลตามมาว่า ไม่มีความมืด ๒ หรือปลายสุดของความมืด. ๓ ๒๕๘ ใครก็ตาม ที่เข้ามาสู่ประตูแห่งนิกายของเรา เขาต้องจัดการกับทุก ๆ สิ่ง ด้วยอำนาจของสติปัญญา ๔ ล้วน ๆ เท่านั้น. ๑. หมายถึงสัจจธรรม. ๒. หมายถึงอวิชชา. ๓. หมายถึงความตรัสรู้ ๕. หมายถึง มนัส ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของจิตมนุษย์ ซึ่งเราอาจอาศัยข้ามจากการคิดปรุงแต่ง ไปสู่ญาณได้.
น.102 วามรู้สึกด้วยใจจริงชนิดนี้เท่านั้น ที่เรียกว่า ธรรมะ, เมื่อ ธรรมะถูกรู้ อย่างประจักษ์แล้ว เราย่อมพูดถึงพุทธะได้. ครั้นรู้ ประจักษ์ต่อไปว่า โดยความจริงแล้ว ไม่มีทั้งธรรมะ ไม่มีทั้ง พุทธะ นั่นเรียกว่าเข้าถึงสังฆะ ซึ่งกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็เรียกว่า “บรรพชิตผู้อยู่เหนือกรรมทั้งปวง" นั่นเอง, แล้วผลที่เกิดขึ้น ทั้งหมดอาจเรียกได้ว่า ตรีรัตนะ หรือเพชรพลอยสามชนิดใน เนื้อหาอันเดียวกัน. ๑ ๒๕๙ บรรดาพวกที่แสวงหาสัจจธรรม เขาต้องไม่แสวงหาจาก พุทธะ จากธรรมะ หรือจากสังฆะ. เขาจะต้องไม่แสวงหา จากที่ใดเลย. เมื่อพุทธะไม่ถูกแสวง ก็ไม่มีพุทธะที่จะต้องพบ! เมื่อธรรมะไม่ถูกแสวง ก็ไม่มีธรรมะที่จะต้องพบ ! เมื่อสังฆะ ไม่ถูกแสวง ก็เป็นว่าไม่มีสังฆะเลย !. ๒๖๐ + + + ๑๐ ถาม : ท่านอาจารย์เอง ก็เป็นพระสงฆ์องค์หนึ่งอยู่ในสังฆะ ในบัดนี้ และเป็นที่เห็นชัดกันอยู่ แล้วว่า ท่านอาจารย์กำลังง่วนอยู่กับ การประกาศธรรมะ. แล้วท่านอาจารย์ประกาศออกมาว่าไม่มี ทั้ง สังฆะ ไม่มีทั้งธรรมะ ได้อย่างไรกัน ? ๓ ฮวงโปพูดอย่างวิธีซ่อนเงื่อนเช่นนี้ อาจทำผู้ฟังบางคนให้ตะลึง, แต่เป็นที่กระจ่างใน ข้อที่หวังจะกระตุกคนไปสู่ ความเห็นแจ้งอันลึกโดยฉับพลันเท่านั้นเอง เสียดายที่ความขบขัน อย่างน่ามหัศจรรย์เหล่านี้ ไม่สามารถถ่ายออกมาได้ในการแปล.
น.103 ตอบ : ถ้าพวกเธอสำคัญไปว่ามีธรรมะที่การปรกาศ เธอก็จะขอร้อง อาตมาให้แสดงมัน, แต่เธอเรียกร้องหา "อาตมา” ชนิดที่ เล็งถึงความมีอยู่อย่างพิเศษอีกชนิดหนึ่งแล้ว ! ธรรมะนั้นหาใช่ ธรรมะที่เธอกำลังขอร้องไม่ -มันคือ จิตหนึ่ง โน้น ! ๒๖๑ เพราะเหตุนั้นเอง ท่านโพธิธรรม จึงกล่าวไว้ว่า :- แม้เราได้ถ่ายทอดให้แล้ว ซึ่งธรรมแห่ง จิต , ธรรมะก็จะเป็นธรรมะไปได้อย่างไรกัน ? เพราะว่า ไม่ใช่ทั้งธรรมะ ไม่ใช่ทั้ง จิต ที่สามารถมีอยู่อย่างมีความเป็นตัวเป็นตน. เข้าใจข้อนี้เท่านั้น เธอจึงจะเข้าใจ ธรรมะซึ่งถ่ายทอดด้วย จิต ถึง จิต . ๒๖๒ ความรู้ อยู่ว่า ในสัจจธรรมนั้น ไม่มีอะไรเลยแม้สักอย่าง เดียวที่ดำรงอยู่ ซึ่งอาจยึดถือได้ เข้าถึงได้ บรรลุได้ ตรัสรู้ ได้ หรือเสวยได้ ! นั่นแหละคือการนั่งอยู่ในโพธิมลฑล. ๒๖๓ โพธิมณฑล คือภาวะซึ่งอยู่ในนั้น ไม่มีความคิดเกิดขึ้น เป็นรูปต่าง ๆ, ในนั้นแหละที่พวกเธอจะได้ลืมตาต่อความว่าง อันแท้จริงของสิ่งทั้งปวงที่ปรากฏแก่มนุษย์, และเรียกได้อีก อย่างหนึ่งว่า เป็นความว่างอย่างยิ่งยวด แห่งตถาคตครรภ์. ๑ ๒๖๔ ไม่มีอะไรเลยสักสิ่งเดี่ยวที่มีอยู่, ดังนั้นฝนสกปรกจะจับได้ที่ตรงไหน ? ๑. ครรภ์แห่งพระตถาคตทั้งปวง หมายถึงที่กำเนิดของสิ่งทั้งปวง รวมทั้งสามัญสัตวัและพระ พุทธเจ้าทั้งหลายด้วย, ป. ๒๒
น.104 ถ้าท่านเข้าใจถึงหัวใจของความจริงเรื่องนี้, ทำไมจะต้องพร่ำถึงความสุขชั้นเลิศด้วยเล่า ? ๑ ๒๖๕ ๑๑ ถาม : ถ้า "ไม่มีอะไรเลยสักสิ่งเดียว ที่มีอยู่" ดังนี้แล้ว เราจะเอ่ยถึง ปรากฏการณ์ทั้งหลาย ในฐานะที่มิได้เป็นสิ่งที่มีอยู่ ได้อย่างไร หรือ ? ตอบ : คำว่ามิได้มีอยู่" ก็เป็นคำพูดที่ผิดเช่นเดียวกับคำตรงข้ามที่ว่า "มีอยู่." โพธินั้น หมายถึงความไม่มีแห่งความคิดว่ามีอยู่ หรือมิได้มีอยู่. ๒๖๖ ๑๒ ถาม : พุทธะ คืออะไร ? ๒ ตปบ : จิต ของเธอ คือพุทธะ. พุทธะคือ จิต . จิต กับพุทธะ เป็นสิ่งที่ ไม่แยกจากกันได้. เพราะฉะนั้น จึงมีคำจารึกไว้ว่า "สิ่งซึ่งได้แก่ ๑. โศลกของเว่ยหล่างบทนี้ ประสงค์จะปฏิเสธความคิดที่ว่า ใจเหมือนกระจกเงาที่ต้องเช็ด ฝุ่น คือกิเลสเสมอ. ทั้งนี้เพราะความคิดนี้นำไปสู่คติทวินิยม, นอกจากนั้นยังเป็นการแสดงความ มีตัวมีตนว่ามีอยู่ในธรรมชาติแห่งจิตเดิมแท้ระดับใดระดับหนึ่ง. ‘ฝุ่นกับกระจกเงา เป็นความว่าง ตัวเดียวกันแท้. ๒ คำถามข้อนี้ อาจเป็นของเพิ่มเติมทีหลัง.
น.105 จิต นั่นแหละคือพุทธะ. ถ้ามันเป็นสิ่งอื่นนอกไปจาก จิต, มันก็เป็นสิ่งอื่นนอกไปจากพุทธะ โดยแน่นอน. ๒๖๗ ๑๓ ถาม : ถ้าจิตของเราเองก็เป็นพุทธะ ท่านโพธิธรรมเมื่อมาจากอินเดีย ท่านถ่ายทอดธรรมของท่านได้อย่างไร ? ตอบ : เมื่อท่านโพธิธรรมมาจากอินเดีย ท่านถ่ายทอดแต่ จิต-พุทธะ เท่านั้น. ท่านเพียงแต่ชี้ความจริงในข้อที่ว่า จิตของพวกเราทุกคน เป็นอันเดียวกับพุทธะมาแล้วแต่แรกเริ่มเดิมทีทีเดียว และไม่มี ทางที่จะแยกกันได้แต่อย่างใดเลย. นั้นแหละคือข้อที่ว่า ทำไม เราจึงเรียกท่านว่า สังฆปริณายกของเรา. ๒๖๘ ใครก็ตาม เข้าใจความจริงข้อนี้ได้ทันที เขาก็อยู่เหนือ การนำของพระอรหันต์ทั้งหลาย และอยู่เหนือคำสอนอันถนัด ปากถนัดถือของพวกยานทั้งสาม ไม่ว่าจะเป็นยานใด ได้ ทั้งหมดในทันทีอีกเหมือนกัน. ๒๖๙ พวกเธอ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กับพุทธะ มาตลอดเวลา ดังนั้นอย่าเที่ยวลวงใครๆ ว่าเธอลุถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียว นี้ได้ ด้วยการปฏิบัตินานานาชนิด. ๑ ๒๗๐ ๑. เราไม่สามารถเป็นอะไร ที่เราได้เป็นอยู่ แล้วตลอดเวลาได้อีก. เราสามารถเพียงแต่รู้ ถึงภาวะดั้งเดิมของเราอย่างลึกซึ้งโดยประจักษ์เท่านั้น ซึ่งก่อนหน้านี้ มันถูกบังด้วยเมฆแห่ง มายา คืออวิชชา.
น.106 ถาม : ถ้าเป็นดังนั้นจริง ธรรมะอะไรกันเล่า ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ได้ทรงนำมาสอน ในเมื่อพระองค์เสด็จมาปรากฏต่อโลก ? ตอบ : เมื่อพระพุทธะทั้งหลาย มาปรากฏพระองค์ ในโลกนี้ พระองค์ ไม่ได้ทรงประกาศอะไรเลย นอนจาก จิตหนึ่ง นี้เท่านั้น. ดังนั้น พระพุทธโคตมะ จึงได้ถ่ายทอดธรรมให้แก่ พระมหากาศยปะ อย่างเงียบกริบว่า จิตหนึ่ง ซึ่งเป็นเนื้อหาอันแท้จริงของสิ่งทุกสิ่ง นั้น เป็นสิ่งที่แผ่กว้างควบคู่เป็นเนื้อเดียวกันไปกับ ความว่าง และบรรจุเต็มอยู่ ทั่วในทุกสิ่งที่ปรากฏอยู่ในโลก, นี้และคือ สิ่งที่เรียกว่าบทบัญญัติของพระพุทธเจ้าทั้งปวง ๒๗๑ พวกเธอ จงวิพากษ์วิจารณ์ ดู ตาม ที่ เธอจะทำได้กันเถิด, พวกเธอจะสามารถแม้แต่จะหวังว่าจะเข้าถึงสัจจะอันนี้ได้ โดย ทางคำสอน ได้อย่างไรกัน ? หรือว่ามันจะเป็นสิ่งที่รู้ โดย ประจักษ์ ได้โดยวิธีของนามธรรมหรือรูปธรรม ได้อย่างไรกัน. ๒๗๒ เมื่อเป็นดังนี้ ความเข้าใจอย่างเต็มที่ จะมาสู่พวกเธอได้ ก็แต่โดยทางหรือวิธีที่ลี้ลับไม่อาจอธิบายได้เท่านั้น. ๒๗๓ วิธีที่จะเข้าถึง จึตหนึ่ง นี้ได้จริง ๆ นั้น เรียกว่า ปากทาง แห่งความนิ่งเงียบเหนือกรรมทั้งปวง . ถ้าพวกเธออยากจะ เข้าใจก็จงรู้ไว้ว่า ความรู้ประจักษ์ต่อสิ่ง ๆ นี้ โดยฉับพลันนั้น จะมีมา ต่อเมื่อจิตถูกชำระชะล้างแล้วอย่างสิ้นเชิง จากใยยุ่งของ มโนกรรมที่เป็นความคิดปรุงแต่ง และที่แบ่งแยกสิ่งทั้งปวงเป็น พวก ๆ คู่ ๆ ตามแบบคติทวินิยมเท่านั้น. ๒๗๔
น.107 พวกที่แสวงหาสัจจธรรมนี้ โดยวิธีของการใช้สติปัญญา และการศึกษานั้น มีแต่จะถอยห่างออกไปจากมันทุกที ๆ เท่านั้นเอง. ๒๗๕ จนกว่าเมื่อไร ความคิดของเธอหยุดแตกกิ่งแตกก้านทางโน้น ทางนี้เสียทุก ๆ ทาง, จนกว่าเมื่อไร พวกเธอจะสลัดความคิดในการ แสวงหาอะไรบางอย่าง เสียได้ทุก ๆ อย่าง, และจนกว่าเมื่อไร จิตของ พวกเธอหยุดการเคลื่อนไหวเสียได้ราวกะว่า มันเป็นท่อนไม้หรือก้อนหิน เท่านั้น ที่พวกเธอจะเดินถูกทาง ไปสู่ ปากประตู ที่กล่าวนั้นได้, ๑ ๓๗๖ ๑๕ ถาม : แม้ในขณะนี้แท้ ๆ ความคิดผิด ๆ นานาชนิด ก็กำลังไหลพล่าน อยู่ในใจของพวกเรา. แล้วท่านอาจารย์กล่าวได้อย่างไรกันว่า พวกเราจะไม่มีมันเล่า ? ตอบ : ความผิดเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนจริง. ทั้งหมดนั่นเป็นเพียงผลิต ผลที่พวกเธอคิดมันขึ้นมาเอง. และถ้าพวกเธอรู้ว่า จิต คือ พุทธะ และว่า จิต นั้น โดยพื้นฐานแล้วเป็นสิ่งปร ศจากความ ผิด, เมื่อใดความคิดต่าง ๆ เกิดขึ้น พวกเธอจะเห็นได้โดยประ- จักษ์ว่า ความคิดเหล่านั้นแหละ เป็นอะไร ๆ ทั้งหมดที่ทำให้ ความผิดเกิดขึ้น. ถ้าพวกเธอห้ามกันความคิดปรุงแต่งเสียได้ ทุกคราว และทำกระแสแห่งความคิดให้หยุดไหลเสียได้ ก็ ย่อมไม่มีความผิดใด ๆ เหลืออยู่ที่พวกเธอได้เองโดยธรรมชาติ. เพราะฉะนั้น จึงมีคำกล่าวไว้ว่า "เมื่อความคิดต่าง ๆ เกิดขึ้น สิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดก็ต้องเกิดขึ้น. เมื่อความคิดต่าง ๆ ดับหาย ไป สิ่งต่าง ๆ ทั้งหมด ก็ต้องดับหายไป." ๒๗๗ ๑. คำว่าปากประตูในที่นี้ เป็นคำกล่าวอย่างปุคคลาธิษฐาน ราวกะเป็นบ้านเมือง เพื่อความ สะดวา และหมายถึงปากประตูแห่ง ความสงบเงียบอยู่เหนือกรรม นั่นเอง, - ผู้แปลเป็นไทย ป. ๒๓
น.108 ถาม : เมื่อความคิดอันผิด ๆ ทั้งหลายกำลังเกิดอยู่ในใจของพวกเรา ใน ขณะนั้น พุทธะไปอยู่เสียที่ไหน ? ตอบ ; ในขณะนั้น พวกเธอกำลังตระหนักแน่ ต่อความคิดอันผิด เหล่านั้น. ความตระหนักของพวกเธอนั่นเอง คือพุทธะ ยังไงละ. บางที่พวกเธออาจเข้าใจได้กระมังว่า ถ้าพวกเธอ เพียงแต่เปลื้องกระแสแห่งความคิด ซึ่งล้วนแต่เป็นมายาทุกกระ- แส ออกไปเสียให้หมดเท่านั้น มันก็ไม่มีพุทธะพุทเธอะอะไร ที่ไหนกัน. ๒๗๘ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นเล่า ? เพราะว่า เมื่อใดพวกเธอยอมให้ พฤติแห่งจิตของเธอไปผลิตผลออกมาเป็นความคิดว่า พุทธะ เมื่อนั้นชื่อว่า เธอกำลังไปนำเอาความมีความเป็นฝ่ายรูปธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งสามารถ เอามาทำให้เป็นผู้ตรัสรู้ได้ มาปั้นให้เป็นตัวเป็นตนขึ้นมาเอง. ๒๗๙ โดยทำนองเดียวกัน, ความคิดปรุงใด ๆ ของสัตว์ทั้งหลายที่ กำลังกระหายต่อความหลุดพ้น ย่อมสร้างภาวะแห่งความเป็นเช่นนั้น ขึ้นเป็น เป้าหมายชนิดที่พวกเธอกำลังเล็งถึงกันอยู่ ในบัดนี้. กรรมวิธีทางสติปัญญา และการเคลื่อนไหวของความคิดทั้งหมดทุกชนิด เป็นผลเกิดมาจากความคิด ปรุงแต่งของพวกเธอเอง ซึ่งไปจับฉวยเอานั่นนี่มาคิดให้เป็นตัวเป็นตน ขึ้นมา. ๒๘๐ ถ้าพวกเธอเว้นขาดจากการคิดปรุงแต่งอย่างสิ้นเชิง แล้วพุทธะ จะมีที่ตั้งอยู่ที่ไหนกัน ? พวกเธอกำลังอยู่ในสภาพเข้าตาจน เหมือน
น.109 โพธิสัตว์มัญชูศรี ผู้ซึ่งพอสักว่าได้ยอมตนให้เกิดความคิดว่ามีพระพุทธเจ้า ในฐานะที่มีตัวตนอย่างรูปธรรม, ก็กลายเป็นคนแคระ และตกอยู่ ในที่บีบ- อัดของภูเขาเหล็กสองลูกอยู่ ทุกทิศทุกทาง. ๒๘๑ + + + ๑๗ ถาม : ก็ในขณะแห่งการตรัสรู้ นั้นเล่า พุทธะอยู่ที่ไหน ? ตอบ : คำถามของพวกเธอ พลุ่ งออกมาจากไหนกัน ? ความรู้สึกเช่น นั้นของพวกเธอ โผล่ออกมาจากไหนกัน ? เมื่อใดคำพูดหยุด เงียบ การเคลื่อนไหวทุกอย่างหยุดสนิท, ภาพและเสียงทุกชนิด อันตรธานไปหมด. เมื่อนั้นแหละ พุทธกิจแห่งการปลดปล่อย สัตว์ ได้กำลังเป็นไป อย่างแท้จริง. เมื่อเป็นดังนี้ พวก เธอจะแสวงหาพุทธะที่ไหนกัน ? ๒๘๒ พวกเธอไม่สามารถใส่หัวอีกหัวหนึ่งลงบนหัวของเธอ หรือใส่ ปากอีกปากหนึ่งเข้าที่ปากของเธอ ; ยิ่งกว่านั้นอีก, พวกเธอต้องเว้น ขาดสิ่งที่แตกต่างตรงกันข้ามเป็นคู่ ๆ ทุกชนิดทีเดียว. ๑ ภูเขาก็เป็นภูเขา. น้ำก็เป็นน้ำ. บรรพชิตก็เป็นบรรพชิต. ชาวบ้านก็เป็นชาวบ้าน แต่ ว่าภูเขาเหล่านี้ แม่น้ำเหล่านี้ โลกเองทั้งหมด พร้อมทั้งดวงอาทิตย์ ดวง จันทร์ และดวงดาวทั้งหลาย, ทั้งหมดนั้นไม่มีอะไรสักอย่างเดียวที่ตั้งอยู่ ภายนอกจิตของเธอ ! ๒๘๓ ๑. เนื่องจากความจริง เราเป็นพุทธะอยู่เองแล้ว การแสวงหาพุทธะมาจากที่อื่นอีก ย่อมเท่า กับวางหัวอีกหัวหนึ่ง ลงเป็นหัวของเราที่มีอยู่แล้ว.
น.110 กลโลกธาตุอันไพศาล ก็ตั้งอยู่แต่ภายในเธอเท่านั้น, เมื่อ เป็นดังนั้น มีที่อื่นที่ไหนอีกเล่า ที่จะหาพบสิ่งต่างๆ ที่มีปรากฏการณ์ นานาชนิด, ภายนอกของจิตไม่มีอะไรเลย. ทิวเขาเขียวเป็นพืดจับ สายตาของพวกเธออยู่ทุกทิศทุกทางก็ดี ฟ้าอันเวิ้งว้างซึ่งเธอเห็นสว่างจ้า อยู่เหนือโลกก็ดี ทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรสักเส้นผมเดียว ที่อยู่นอกออกไป จากความคิดที่พวกเธอคิดมันขึ้นมาเอง ! ดังนั้นจึงเป็นอันว่า ภาพและ เสียงแต่ละอย่างทุก ๆ อย่าง เป็นเพียง จักษุแห่งปัญญาของพุทธะ. ๑ ๒๘๔ ปรากฏการณ์ทั้งหล ย ไม่เกิดขึ้นได้โดยลำพังตนเอง แต่ต้อง อาศัยสิ่งแวดล้อมปรุงแต่ง. ๒ และมันได้แก่ความปรากฏของสิ่งเหล่านั้น ที่ปรากฏออกมาเป็นวัตถุและเรื่องราวต่างๆ นั่นเอง ที่ทำให้เกิดความจำเป็น ที่จะต้องมีวิชาความรู้ ชนิดที่เป็นของเหมาะเฉพาะตัวคนเป็นคน ๆ ไป, ขึ้นมา. ๒๘๕ พวกเธออาจพูดไปได้ตลอดทั้งวัน ถึงกระนั้นก็มีอะไรบ้างที่ได้ พูดออกมา ? พวกเธออาจฟังไปได้ตั้งเช้าจนพลบค่ำ ถึงกระนั้น ก็มี อะไรบ้างที่เธอได้ยิน ? เพราะฉะนั้น แม้ว่าพระโคตมะพุทธะ จะได้ทรง ประกาศธรรมเป็นเวลาถึง ๔๙ ปี, โดยความจริงแล้ว ไม่มีถ้อยคำใด ๆ ซึ่งพระองค์ได้ตรัสเลย. ๓ ๒๘๖ ๑. จักษุแห่งปัญญาของพุทธะ ตามธรรมดาคำนี้หมายถึงจักษุที่เราใช้เพื่อเข้าใจความเป็นเอก- ภาวะของสิ่งทุก ๆ สิ่ง. แต่อย่างไรก็ตาม ฮวงโปมิได้กล่าวว่า "เห็นแล้วโดยจักษุนั้น," แต่ได้ กล่าวว่า "เป็นจักษุ" เสียเลย, โดยเหตุนั้นเป็นอันว่าหมายถึงผู้ดู และสิ่งที่ถฺกดู. ๒, คือสิ่งแวดล้อมปรุงแต่งทางฝ่ายน ม รรม” ที่ ราสร้างมันขึ้นมาเอง ; (คิดเอาเอง). ๓. ตัวคำพูด เป็นสิ่งที่ไหลพล่อย ๆ และเป็นมายา. ตัวความจริงนั้น อยู่เหนือคำพูด, แต่ เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความได้ผ่านมาแล้ว (Exp rience) อย่างเงียบและลึกจึงรู้ได้ ; ฉะนั้น เมื่อมองกันอย่างจริงแท้ถึงที่สุด ไม่มีคำพูดที่พระองค์ได้ตรัส.
น.111 ไป ๙๓ ถาม : สมมติว่าทั้งหมดนั้นเป็นเช่นนั้นจริง แล้วภาวะเช่นไรโดยเฉพาะ เล่า ที่ถูกหมายถึงโดยความหมายของคำว่า โพธิ ? ตอบ : โพธิมิใช่เป็นภาวะ. พระพุทธองค์ก็มิได้ทรงลุถึงโพธิ. สัตว์ ทั้งปวง ก็มิได้ ไร้จากโพธิ. มันมิใช่สิ่งที่ถึงได้ด้วยกาย หรือ แสวงหาได้ด้วยใจ. สัตว์ทั้งหลาย ทั้งปวง เป็นสิ่งที่มีรูป เป็นอันเดียวกันกับโพธิ เสร็จเรียบร้อยมาแล้ว. ๒๘๗ ๑๙ ถาม : แล้วคนเราจะ "ลุถึง โพธิ-จิต " ได้อย่างไรกันเล่า ? ตอบ : โพธิ มิได้เป็นสิ่งที่ต้องลุถึง. ๑ เดี๋ยวนี้นี่แหละ, ถ้าพวกเธอ สามารถเข้าใจ ซึมซาบ ถึงความที่มันเป็น สิ่งที่ไม่ต้องมีการลุถึง ด้วยใจเธอเอง และเป็นผู้แน่ใจจริง ๆ ว่า ไม่มีอะไรเลยที่ใคร ๆ เคยลุถึงแล้ว, เธอก็จะเป็นผู้มีโพธิ-จิต ไปแล้วทันที. ๒๘๘ เพราะเหตุที่ โพธิมิได้เป็นภาวะอย่างใดอย่างหนึ่ง มันจึงมิได้ เป็นอะไรๆ เพื่อให้เธอลุถึง. เพราะฉะนั้นจึงมีคำจารึกเกี่ยวกับพระพุทธะ โคตมะ ไว้ว่า "เมื่อตถาคตยังท่องเที่ยวอยู่ ในพุทธสมัยของพระพุทธเจ้า ทีปังกร ก็ไม่มีอะไรแม้แต่นิดเดียวที่เราจะต้องบรรลุ. ในเวลานั้นเอง ที่พระพุทธเจ้าทีปังกรได้ทรงพยากรณ์ว่า แม้เราตถาคตก็เหมือนกัน จะเป็น พุทธะองค์หนึ่ง," ดังนี้. ๒๘๙ ๑. ลุถึงในที่นี้ จะใช้คำว่ารู้สึก, ฉวยเอา, เข้าถึง, เห็นแจ้ง, คิดได้ ฯลฯ อะไรก็ได้. ป. ๒๔
น.112 ถ้าพวกเธอทราบโดยประจักษ์ว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง เป็นของ อันเดียวกันกับโพธิมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเธอก็จะหยุดคิดถึงโพธิ ใน ฐานะเป็นสิ่งที่ต้องลุถึง. เธออาจได้ยินมาแล้วเมื่อไม่นานมานี้เอง ถึงคน เขาพูดกันเรื่อง "การลุถึงโพธิ-จิต," แต่นั่นอาจเรียกได้ว่า เป็นวิธี ที่ฉลาดที่สุด ที่เขาใช้เพื่อขับไล่พุทธะไปเสียจากเธอ ! ๒๙๐ โดยการปฏิบัติโดยวิธีนั้น พวกเธอก็ได้แต่เพียงแสดงท่าทีว่า จะเข้าถึงพุทธภาวะให้สำเร็จ. แม้เธอจะใช้เวลากัลป์แล้วกัลป์เล่า ใน การปฏิบัติเช่นนั้น เธอก็จะเข้าถึงได้เพียงสัมโภคกาย และนิรมานกาย เท่านั้น. แล้วข้อนั้นมันเกี่ยวอะไรกันเล่า กับพุทธภาวะดั้งเดิม และ แท้จริง ของพวกเธอ ? ๑ ด้วยเหตุนี้แหละ จึงมีคำจารึกไว้ว่า "การแสวง หาพุทธะข้างนอก เพื่อให้ได้พุทธะที่มีรูปนั้น ไม่มีอะไรเลยที่พวกเธอ จะต้องทำ," ดังนี้. ๒๙๑ + + + ๒๐ ถาม : ถ้าชาวเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพุทธะ (สิ่งสูงสุด) อยู่ - ตลอดเวลา แล้ว ทำไมจะอย่างไรก็ตาม ก็ยังมีสัตว์ที่เกิดในกำเนิดทั้งสี่ และอยู่ในภูมิทั้งหก ซึ่งแต่ละตน ๆ ก็มีรูปลักษณะเฉพาะ และ ความปรากฏต่าง ๆ กัน ตามกำเนิดและภูมิของตน ๆ ด้วยเล่า ? ๑. คือเธอจะถึงได้แต่พุทธะที่เป็นกายเนื้อและกายทิพย์ ซึ่งผู้รู้ถือว่ายังเป็นของไม่เที่ยงแท้ ถาวร, แต่ยังขาดธรรมกายซึ่งเป็นพุทธะแท้ ที่เป็นอันเดียวกับสิ่งสูงสุด.
น.113 ตอบ : ธาตุแท้ซึ่งเป็นเนื้อหาของพุทธะนั้น เป็นสิ่ง ๆ เดียว ซึ่งเต็มเปี่ยม อยู่ทั้งหมด, ไม่มีการล้น ไม่มีการพร่อง. มันแซกซึมอยู่ ในภูมิแห่งความเป็นอยู่ของสัตว์ทั้งหกภูมิ ถึงกระนั้น มันก็ยัง เป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งเต็มเปี่ยมอยู่เสมอทุกหนทุกแห่ง. ดังนั้น ปรากฏการณ์อันมากมายนับไม่ถ้วนในสากลจักรวาฬนี้ ทุก ๆ อย่าง ล้วนแต่เป็นพุทธะ (สิ่งสูงสุด) นั้น ทั้งนั้น. ๒๙๒ เนื้อหาแห่งพุทธะนี้ อาจจะเปรียบกันได้กับปรอทจำนวนหนึ่ง ซึ่งเมื่อกระจัดกระจายไปทุกทิศทุกทางแล้ว ย่อมกลับรวมตัวเป็นสิ่งสมบูรณ์ สิ่งเดียวได้ในที่ทุกหนทุกแห่ง. เมื่อยังไม่กระจัดกระจาย มันเป็นธรรม- ชาติแห่งของสิ่งเดียว -ของสิ่งเดียวซึ่งประกอบอยู่ด้วยของทั้งหมด หรือ ของทั้งหมด ซึ่งประกอบกันเป็นของสิ่งเดียว. ๑ ๒๙ ๓ ๑. คำกล่าวตอนนี้ ฟังดูคล้ายลัทธิอาตมันของอุปนิษัทไป. มันจะเป็นเพราะฮวงโปกล่าวเช่น นั้นจริง, หรือว่า คนฟัง ๆ ผิดแล้วจดไว้เช่นนั้น, หรือว่าในการแปลครั้งต่อ ๆ มาได้แปลผิดออกไป, หรือมีใครเขียนไขความออกไปเช่นนั้น นับว่าเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาดู. ข้าพเจ้าเห็นว่า เนื่องจาก ข้อความตอนนี้ มันขัดกับข้อความตอนอื่น ๆ ทั้งหมด ในข้อที่กระเดียดไปเป็นลัทธิอุปนิษัท เพียง ตอนเดียว : จึงควรยกให้เป็นประโยชน์แก่ข้อความทั้งหมด หรือแก่ฮวงโปเองก็สุดแท้ ว่าจะต้อง พิจารณาสอดส่องให้เห็นว่า คำสอนของฮวงโปนี้ ต้องไม่มีหลักอย่างเดียวกับอุปนิษัท, ข้อความ ในบรรพ (ปารากราฟ) ถัดลงไปนั้นเอง พอจะแสดงให้เห็นได้ว่า เราไม่ถือว่ามีการรวมตัวของ ส่วนต่าง ๆ เข้าเป็นส่วนเดียวทำนอง อาตมันไปรวมกับปรมาตมัน, เราถือแต่เพียงว่า จิตหรือ ธรรม หรือความว่าง ซึ่งเป็นตัวแท้ของสากลจักรวาฬนั้น ตัวเดียวกันตลอด และเป็นอยู่ เช่นนั้น ไม่มีการแยกตัว หรือกลับรวมตัวแต่อย่างใด. การกล่าวให้มีการแยกตัวและรวมตัวนั้น เป็นการ กล่าวเพียงเพื่อทำอุปมา ให้เข้าใจอาการที่ปรากฏการณ์ทั้งหลายงอกขึ้นสะพรั่งในรูปและอาการ ต่าง ๆ กัน ทั้งที่ที่แท้ ตัวแท้ของมันเป็นของอย่างเดียวเหมือนกันหมด กล่าวคือตัวความว่าง หรือ จิต หรือธรรม หรือพุทธะ ซึ่งได้แก่ตัวธรรมชาติหนึ่งเดียวเท่านั้น - ผู้ แปลเป็นไทย.
น.114 ส่วนรูปร่างและปรากฏการณ์ต่าง ๆ ซึ่งมันแสดงออกมาอีกทาง หนึ่งนั้น เปรียบเหมือนกับที่อยู่อาศัย. เหมือนกันแท้กับคน ย่อมทิ้ง โรงเลี้ยงสัตว์เพื่อเอาบ้านที่สบายฉันใด คนเราก็เปลี่ยนร่างที่เป็นกายมนุษย์ เพื่อกายสวรรค์ และเปลี่ยนสูงขึ้นไปโดยทำนองนั้น จนกระทั่งถึงชั้น ปัจเจกพุทธะ ชั้นโพธิสัตว์ และชั้นพุทธะทั้งหลาย. ๒๙๔ แต่ปรากฏการณ์ทุก ๆ อย่างนั้น ล้วนแต่เป็นสิ่งที่พวกเธอได้ แสวงหา หรือได้ทอดทิ้งโดยเสมอกันด้วยกันทั้งนั้น, เพราะฉะนั้น จึง เกิดมีผลคือความแตกต่างกันในระหว่างสิ่งเหล่านั้น. แต่มันจะเป็นไปได้ อย่างไร ในข้อที่ว่า ตัวธรรมชาติเดิมและเป็นเนื้อหาแท้ของสากลจักรวาฬ นั้น จะตกอยู่ภายใต้อำนาจของการถูกทำให้แตกต่างกันเช่นนั้น ? ๒๙๕ ๒๑ ถาม : ด้วยอาการอย่างไร ที่พุทธะทั้งหลายย่อมประกาศธรรมแก่ สรรพสัตว์ เนื่องจากความเมตตาและความกรุณา อันมหาศาล ของท่าน ? ตอบ : พวกเรากล่าวถึงความเมตตาและความกรุณาของท่าน ว่าเป็นสิ่ง มหาศาล ก็เพราะว่า มันอยู่เหนือกฎแห่งความเป็นเหตุและ ผล (ดังนั้น มันจึงไม่มีขอบขีดจำกัด), โดยคำว่า เมตตา โดย แท้จริง หมายความว่า ไม่รู้สึกว่ามีพุทธะที่จะเป็นผู้ตรัสรู้ ; พร้อมกันนั้นคำว่า กรุณา โดยแท้จริง ย่อมหมายความว่า ไม่ รู้สึกว่ามีสัตว์ทั้งหลายที่จะต้องปลดปล่อย. ๑ ๒๙๖ ๑. พวกอาจารย์ฝ่ายเซ็น ซึ่งมีใจมุ่งมาดปรารถนาแต่อย่างเดียว ในการที่จะนำศิษย์ ให้ขึ้นพ้น จากการถูกลวงด้วยของเป็นคู่ จะสอนเขาให้ละเสียแม้ความคิดเห็นเกี่ยวกับความกรุณาเช่นนี้ เพราะมันนำไปสู่ ความคิดเห็นเป็นของคู่ ๆ ตรงกันข้าม. จะปฏิบัติได้ก็เฉพาะผู้ที่สามารถปฏิบัติ มิใช่เพื่อทำตัวให้พอใจ เพื่อสวรรค์ หรือเพื่อผลในโลก.
น.115 โดยความจริงแล้ว ธรรมของพุทธะเหล่านั้น มิได้ถูกสอน โดยทางคำพูด หรือโดยวิธีทำความเข้าใจกันโดยวิธีอื่นใด ; ทางฝ่ายผู้ ฟังนั้นเล่า ไม่มีใครได้ยิน หรือได้บรรลุอะไรเลย. มันเหมือนกับ ศาสนาในฝัน สอนประชาชนในฝัน. ๒๙๗ เมื่อกล่าวถึงการสั่งสอน ทั้งหมดเหล่านี้, ถ้าหากว่าเห็นแก่ ทางอันประเสริฐนั้น อาตมาก็จะกล่าวแก่ท่าน จากความรู้อันลึก และนำท่านไปข้างหน้า และท่านอาจจะเข้าใจคำที่อาตมากล่าวได้โดยแน่นอน แต่สำหรับความเมตตาและความกรุณานั้น ถ้าสมมติว่าอาตมาจะเอาสิ่งต่าง ๆมาคิด และทำการศึกษาถึงความคิดเห็นของคนอื่นๆ เพื่อเห็นแก่พวกเธอ โดยการกระทำทั้งสองอย่างนี้ จะไม่ช่วยให้พวกเธอเข้าถึงความรอบรู้ต่อจิตของเธอเอง จากภายในตัวเธอเองได้เลย. ดังนั้น ในที่สุด สิ่งทั้งสองนี้ จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย. ๒๙๘ ๒ ๒ ถาม : อะไรคือความหมายคำว่า "ความขยันอย่างกระตือรือล้น" ๑? ตอบ : ความขยันอย่างกระตือรือล้น ที่มีรูปแห่งการประสพความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ถึงที่สุดนั้น คือความที่ ความรู้สึกแตกต่างกันเป็นคู่ เช่นว่า "กายของฉัน," "ใจของฉัน," เป็นต้น ได้หมดไปจากใจของพวกเธอโดยสิ้นเชิง นั่นเอง. ๒๙๙ ๑. เป็นบารมีอย่างหนึ่ง ในบรรดาบารมีทั้งหก. ป. ๒๕
น.116 ในทันทีที่พวกเธอเริ่มแสวงหาอะไรบางอย่าง ภายนอกจาก จิต ของเธอเอง พวกเธอย่อมเป็นเหมือนกลิราชา๑ ผู้มัวเมาด้วยการล่าเนื้อ. แต่พอพวกเธอห้ามกันจิตของพวกเธอเสีย จากการท่องเที่ยวไปภายนอกตัว มันเองเท่านั้น เธอเป็นกษันติฤษีองค์หนึ่ง ขึ้นมาแล้ว. "ไม่มีกาย-ไม่ มีจิต" -นี้คือ ทาง ของพุทธะทั้งหลาย. ๓๐๐ ๒ ๓ ถาม : ถ้ากระผมปฏิบัติ ทาง นี้ และเว้นขาดจากกรรมวิธีต่าง ๆ ทาง- สติปัญญาและการปรุงแต่งเสียให้หมดสิ้น กระผมจะเป็นผู้ เที่ยงแท้ต่อการบรรลุ ถึงจุดหมายปลายทางหรือไม่ ? ตอบ : การไม่ใช้สติปัญญาอะไรเลยเช่นนั้น เป็นการปฏิบัติตาม ทาง นี้ อยู่แล้ว ! ทำไมจะต้องพูดถึงการบรรลุ หรือการไม่บรรลุเช่นนี้ กันอีกเล่า ? เรื่องมันมีอย่างนี้ คือ :- โดยการคิดถึงอะไรบางอย่าง เธอย่อมสร้างความมีอยู่ (ของ ตัวตนอย่างใดอย่างหนึ่ง) ขึ้นมาอย่างหนึ่ง ; และโดยการคิดถึงความไม่มี อะไร เธอย่อมสร้างความมีอยู่ (ของความไม่มีอะไร) ขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง. ขอให้การคิดในทำนองที่ผิด ๆ เช่นนี้ จงสูญสิ้นไปโดดเด็ดขาดเถิด แล้วก็ จะไม่มีอะไรเหลืออยู่ ให้เธอต้องเที่ยวแสวงอีกต่อไป ! ๓๐๑ ๑. กลิราชาเป็นผู้ ที่มีคำกล่าวไว้ว่า ได้ทำการหั่นแหลกฤษีจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีโพธิสัตว์องค์หนึ่ง รวมอยู่ด้วย. โพธิสัตว์นี้คือ กษันติฤษี ผู้ถูกแล่เนื้อเพราะความถือขันตีมั่นไม่ปริปากปฏิเสธ คุณของขันติธรรม.
น.117 ถาม : "การข้ามขึ้นพ้นจากโลกทั้งสาม" ๑ - หมายความว่าอย่างไร ? ตอบ : การข้ามขึ้นพ้นจากโลกทั้งสาม เล็งถึงการขึ้นอยู่เหนือความเป็น ของคู่ แห่งความดีและความชั่ว. พุทธะทั้งหลายอุบัติขึ้น ในโลก ก็โดยประสงค์จะทำความสิ้นสุดให้แก่ปรากฏการณ์ ทั้งหลาย ที่เป็นกาม รูป และอรูป. สำหรับพวกเธอก็ เหมือนกัน โลกทั้งสามจะดับหายไป ถ้าหากเธอได้ลุถึงขั้นที่อยู่ เหนือการคิด. ๓๐๒ โดยทำนองตรงกันข้าม, ถ้าพวกเธอยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ ในความ สังเกตเห็นว่า ยังมีอะไรบางอย่าง, แม้จะเล็กเท่าเศษหนึ่งส่วนร้อยของ ธุลีเม็ดหนึ่งก็ตาม, อาจตั้งอยู่ ได้โดยความเป็นตัวเป็นตน อยู่ดังนี้แล้ว ต่อให้ความเชี่ยวชาญแตกฉานอย่างสมบูรณ์ ในคัมภีร์ฝ่ายมหายานทั้งหมด ก็ยังล้มเหลวต่อการที่ช่วยเธอให้เอาชนะเหนือโลกทั้งสามได้อยู่ นั่นเอง. ๓๐๓ ต่อเมื่อส่วนที่ละเอียดที่สุด ๒ ทุก ๆ ส่วน ถูกเห็นเป็นความ ไม่มีตัวตนไปแล้วทั้งหมดเท่านั้น มหายานจึงจะสามารถทำความสำเร็จให้ เธอในเรื่องนี้ได้. ๓๐๔ + + + ๑. สามคือ กาม รูป และอรูป. อรูปมิได้หมายถึงความว่างหรือ มหาศุนยตา, หมายความ แต่เพียงว่า เป็นภาวะอย่างหนึ่งในภาวะทั้งสาม ที่ประกอบกันขึ้นเป็นสังสาร. ๒. หมายความว่า แม้ปรมาณูหนึ่ง ๆ ก็มิได้มีความมีอยู่อย่างเป็นตัวตน, ไม่ว่าจะเป็นปรมาณู ทางสสาร, หรือปรมาณูทางวิญญาณ ซึ่งเชื่อว่ามี โดยพวกนักมตาพืสิค ฝ่ายศาสนา.
น.118 วันหนึ่งเมื่อได้นั่งในห้องประชุมใหญ่แล้ว ท่านครูบา ได้เริ่มกล่าว ข้อความเหล่านี้. เนื่องจาก จิต คือ พุทธะ (สิ่งสูงสุด) มันย่อมรวมสิ่งทุกสิ่งเข้า ไว้ในตัวมัน นับตั้งแต่พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ แล้วทั้งหลาย เป็นที่สุดในเบื้อง สูง ลงไปจนกระทั่งถึงสัตว์ประเภทที่ต่ำต้อยที่สุด ซึ่งเป็นสัตว์เลื้อยคลาน อยู่ด้วยอก และแมลงต่าง ๆ, เป็นที่สุดในเบื้องต่ำ. ๓๐๕ สิ่งเหล่านั้นทุกสิ่ง ย่อมมีส่วนแห่งธรรมชาติของความเป็นพุทธะ เท่ากันหมด, และทุก ๆ สิ่งมีเนื้อหาเป็นอันเดียวกันกับ จิตหนึ่ง นั้น. ดังนั้น เมื่อท่านโพธิธรรมได้มาถึงจากตะวันตก ท่านมิได้ถ่ายทอดอะไรให้ เลย นอกจาก ธรรมะ แห่ง จิตหนึ่ง นี้เท่านั้น. ท่านได้ชี้ตรงไปยัง ความจริงที่ว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงได้เป็นสิ่งที่มีเนื้อหาเป็นอันเดียวกันกับ พุทธะ อยู่แล้วตลอดเวลา. ๓๐๖ ท่านโพธิธรรมมิได้ปฏิบัติตาม "วิธีแห่งการบรรลุ" ผิด ๆ ของ คนเหล่าโน้น แม้แต่ประการใดเลย. และถ้าพวกเธอ เพียงแต่สามารถ ทำความเข้าใจใน จิต ของเธอนี้ให้สำเร็จ แล้วค้นพบธรรมชาติอันแท้ จริงของพวกเธอได้ด้วยความเข้าใจอันนั้น เท่านั้นมันก็จะเป็นที่แน่นอนว่า ไม่มีอะไรที่พวกเธอต้องแสวงหา แม้แต่อย่างใดเลย. ๓๐๗ + + + ๒๖ ถาม :- ถ้าเป็นดังนั้น คนเราทำความเข้าใจใน จิต ของตนเอง ให้สำเร็จ ได้อย่างไร ?
น.119 ตอบ : ก็อ้ายสิ่งที่ถามปัญหานี้ออกมานั้นแหละ คือ จิต ของเธอเองแล้ว ละ. แต่ถ้าทำความสงบอยู่ จริง ๆ และเว้นขาดจากการ คิดนึก ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของจิตแม้ที่น้อยที่สุดเสียให้ได้ จริง ๆ ตัวแท้ของมันก็จะปรากฏออกมาเป็นของว่าง, แล้วเธอ จะได้พบว่ามันเป็นสิ่งที่ปราศจากรูป มันมิได้กินเนื้อที่อะไร ๆ ในที่ไหนแม้จุดเดียว และมิได้ตกลงสู่ การบัญญัติว่า เป็น พวกที่มีความเป็นอยู่ หรือไม่มีความเป็นอยู่ แม้แต่ประการ ใดเลย. ๓๐๘ เพราะเหตุที่สิ่งนี้ เป็นสิ่งที่เรารู้สึกต่อมันไม่ได้โดยทางอายตนะ ท่านโพธิธรรมจึงกล่าวว่า จิต ซึ่งเป็นตัวธรรมชาติแท้ ของคนเรา นั้น เป็น ครรภ์ ซึ่งมิได้มีใครทำให้เกิดขึ้น และเป็นสิ่งทำลายไม่ได้ ในการทำ ปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ นั้น มันเปลี่ยนรูปตัวมันเอง ออก มาเป็นปรากฏการณ์ต่าง ๆ. เพื่อความสะดวกในการพูด เราพูดถึง จิต ในฐานะที่เป็นตัว สติปัญญา, แต่ในขณะที่มันมิได้ทำการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม (คือ มิได้เป็นตัวสติปัญญาที่คิดนึก หรือสร้างสิ่งต่าง ๆ) นั้น มันเป็นสิ่งที่ไม่ อาจถูกกล่าวถึง ในการที่จะบัญญัติว่ามันเป็นความมีอยู่ หรือมิใช่ความมี อยู่. ยิ่งไปกว่านั้นอีก แม้ในขณะที่มันทำหน้าที่สร้างสิ่งต่างๆขึ้นมาในฐานะ ที่ตอบสนองต่อกฎแห่งความเป็นเหตุและผลของกันและกันนั้น มันก็ยัง เป็นสิ่งที่เรารู้สึกต่อมันไม่ได้โดยทางอายตนะ ( ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ มโนทวาร) อยู่นั่นเอง. ๓๑๐ ถ้าเธอทราบความจริงข้อนี้ และทำความสงบเงียบสนิทอยู่ ในภาวะแห่งความไม่มีอะไร ในขณะนั้น พวกเธอกำลังเดินอยู่แล้วใน ทาง แห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย โดยแท้จริง เพราะเหตุฉะนี้เอง สูตรจึงกล่าวไว้ ป. ๒๖
น.120 อย่างจริงจังว่า "จงเจริญจิตซึ่งหยุดอยู่บนความไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น" ดังนี้. ๓๑๑ บรรดาสัตว์ทั้งหลาย ที่ผูกพันอยู่กับวงล้อแห่งการเวียนเกิด เวียนตายนั้น เป็นสิ่งที่ถูกสร้างย้อนกลับมาจากกรรมแห่งตัณหาของเขาเอง ! หัวใจของเขายังผูกพันอยู่กับภูมิแห่งกำเนิดทั้งหกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ฉะนั้น จึงยังผูกพันตนอยู่ กับความทุกข์กายทุกข์ใจทุก ๆ ชนิด. ๓๑๒ ฉิงหมิ่ง ๑ พูดว่า "มีคนจำพวกที่มีจิตเหมือนจิตของวานร ซึ่งเป็นพวกที่สอนได้ยากนัก เป็นพวกที่ต้องการข้อบัญญัติและคำสอนทุก ชนิด ที่จะเอาไปใช้บีบบังคับจิตของตนให้ยอมจำนน เท่านั้นเอง." ดังนั้น เมื่อความคิดเกิดขึ้น ธรรมะต่าง ๆ ที่เขาศึกษาอัดเข้าไว้ทุกชนิดก็ตามมา, แต่แล้วมันก็สูญสิ้นไปเพราะการหยุดลงของความคิดนั่น เอง. ๓๑๓ เราเห็นได้จากข้อนี้เองว่า ธรรมะแต่ละชนิด ทุกชนิดเป็นเพียง การสร้างสรรของ จิต . สัตว์ทุกจำพวก คือจะเป็น มนุษย์ เทวดา สัตว์ทนทุกข์ในนรก อสูร และสัตว์อื่น ๆ ทุกชนิดบรรดาที่เกิดอยู่ ในภูมิ กำเนิดทั้งหก ก็ตาม ทุก ๆ จำพวกล้วนแต่เป็นสิ่งที่ จิต เสกสรรขึ้น. ๓๑๔ ถ้าพวกเธอจะเพียงแต่ศึกษาให้ทราบว่า ทำอย่างไรจึงจะประสบ ความสำเร็จในการที่จะไม่ให้สติปัญญาทำหน้าที่ของมัน เท่านั้น โซ่แห่ง สังสารวัฏก็จะหักเผา. ออกไปทันที. ๓๑๕ จงเลิกละความคิดผิด ๆ ที่นำไปสู่ การจำแนกต่าง ๆ อย่างผิดๆ เหล่านั้นเสียให้หมดสิ้นเถิด ! ไม่มีตัวเอง ไม่มีผู้อื่น, ไม่มีอยากอย่างผิด อยากอย่างถูก, ไม่มีเกลียด ไม่มีรัก, ไม่มีชนะ ไม่มีล้มเหลว. ๓๑๖ ๑. เป็นชื่อของอุบาสกผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่ง.
น.121 เพียงแต่สลัดขบวนการแห่งความคิด ทั้งในทางสติปัญญาและทางคิดปรุงแต่งเสียเท่านั้น ธรรมชาติเดิมแท้ของพวกเธอก็จะแสดงความบริสุทธิ์ดั้งเดิมของมันออกมา. วิธีนี้วิธีเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้ลุถึงความตรัสรู้ ที่จะทำให้เห็นธรรม ที่จะทำให้เป็นพุทธะขึ้นมา และอื่นๆ ที่เหลืออีกทั้งหมด. ๓๑๗ ถ้าเว้นความเข้าใจในข้อนี้เสียแล้ว ความรู้ อันมากมายทั้งหมดทั้งสิ้นของพวกเธอก็ดี ความพยายามอย่างเจ็บปวดเพื่อให้ก้าวหน้าของเธอก็ดี การบำเพ็ญตบะต่างๆ เกี่ยวกับอาหารและการนุ่งห่มของเธอก็ดี จะไม่ช่วยเธอให้มีความรู้เรื่อง จิต ของเธอเองได้เลย. ๓๑๘ สิ่งเหล่านั้นหมดทั้งสามอย่าง ต้องจัดไว้ว่าเป็นของมายา เพราะอย่างไหนก็ตามในสามอย่างนั้น ย่อมนำพวกเธอไปสู่ การเกิดใหม่ ในหมู่พวกมารร้าย ซึ่งเป็นสัตรูของธรรม หรือมิฉะนั้นก็เกิดในบรรดาปีศาจ ซึ่งสันดานหยาบ. ผลสุดท้ายชนิดไหนกันเล่าที่จะถูกสนองด้วยการแสวงหาทำนองนั้น ! ๓๑๙ ฉิ กุง กล่าวว่า "ร่างกายของเราทั้งหลาย เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นของจิตของเราเอง." แต่ใครหวังที่จะได้รับความรู้ เช่นนี้จากตำราได้อย่างไร ? ถ้าพวกเธอเพียงแต่เข้าใจธรรมชาติแห่ง จิต ของเธอเองให้ได้ และทำที่สุดจบให้แก่การคิดจำแนกแจกแจงต่างๆ เสียให้ได้เท่านั้น มันก็ไม่มีเนื้อที่เหลือไว้ให้ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ แม้แต่เมล็ดเดียว. ๓๒๐ ฉิง หมี่ง ได้บรรยายความข้อนี้ไว้ เป็นโศลกบทหนึ่งว่า :- - เพียงแต่ปูเสื่อออกเท่านั้น - เพื่อจะได้นอนลงให้ราบจริงๆ - เมื่อความคิดถูกผูกติดอยู่กับเตียง
น.122 เหมือนคนไข้หนัก นอนแบบอยู่กับเตียง. - กรรมทั้งหลายจะสิ้นสุดลง - และความคิดต่างๆ ย่อมสลายไป. - นั่นแหละคือสิ่งที่หมายถึงด้วยคำว่า โพธิ ! ๓๒๑ ตามที่มันเป็นอยู่จริงนั้น คือ ตลอดเวลาที่จิตของพวกเธอยังอยู่ในวิสัยที่จะต้องเคลื่อนไหวในการคิดแม้แต่นิดเดียว เธอก็จะยังคงถูกปิดล้อมอยู่ ในวงของความหลงผิด ในการที่จะถือว่า "ยังหลงใหล" และตรัสรู้แล้ว ว่าเป็นภาวะที่แตกแยกต่างกัน. ๓๒๒ ความหลงผิดอันนี้ จะยืนกรานอยู่เช่นนั้น โดยไม่คำนึงถึงความรู้มหายานอันกว้างขวางของเธอ หรือความมีอุปนิสัยที่สามารถจะผ่านอรหัตตภูมิทั้งสี่ และโพธิภูมิทั้งสิบอยู่แล้ว ของพวกเธอเลย ; ทั้งนี้เพราะว่า การแสวงหาทำนองนั้น เป็นของชั่วแล่น, แม้ความเพียรอันแข็งขันของเธอ ก็จะต้องประสบโชคเป็นความล้มเหลว เหมือนกันแท้กับลูกศรที่เพลี่ยงพลาดในวิธียิง ขึ้นไปไม่ได้สูง ต้องลงนอนหมดแรงอยู่กลางดิน ใกล้ๆ ผู้ยิงนั่นเอง. ๓๒๓ แม้ว่าความรู้ และอุปนิสัยเหล่านั้นจะมีอยู่ เธอก็ยังเป็นที่แน่นอนว่าจะต้องพบตนเองวกกลับมาสู่วงล้อ ของความเกิด และความตายอยู่ร่ำไป. การปล่อยตนให้เดินไปตามทางปฏิบัติเช่นนี้ ย่อมเป็นการแสดงอยู่แล้วโดยปริยาย ถึงความล้มเหลวของเธอ ในการที่จะเข้าใจถึงความหมายอันแท้จริงของพุทธะ. แน่นอนทีเดียว, การยอมทนทุกข์ทรมานอย่างใหญ่หลวงโดยไม่จำเป็นเช่นนี้ มิใช่อะไรอื่น นอกจากความผิดพลาดอันมหาศาล จริงไหมเล่า? ๓๒๔
น.123 ฉิกุง ได้กล่าวไว้ในที่อื่นอีกว่า "ถ้าท่านไม่ได้พบกับศาสดาผู้ สามารถข้ามขึ้นเหนือโลกทั้งหลายแล้ว ท่านก็จะต้องกลืนยาของมหายาน- ธรรมเรื่อยไป โดยไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลย." ๓๒๕ บัดนี้ หากพวกเธอได้ปฏิบัติ ในการรักษาจิตของพวกเธอให้ ปราศจากพฤติการเคลื่อนไหวใด ๆ อยู่ตลอดเวลา ทั้งเดิน ยืน นั่ง นอน ก็ดี ; ในการเพ่งจิตทั้งหมด เฉพาะต่อการที่จะไม่สร้างความคิดใดๆ ขึ้น, ต่อความไม่ยึดถือว่ามีของคู่, ต่อความไม่อิงอาศัยสิ่งอื่นใดในภายนอก, หรือ ต่อความไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดก็ดี ; ในการปล่อยให้สิ่งทั้งปวงเป็นไปตาม เรื่องตามราวของมันทั้งวัน ๆ ราวกะว่าเธอเจ็บหนักเกินไปกว่าที่จะไปเป็น ห่วงด้วยได้ก็ดี ; และในการมีจิตของเธอเหมือนหินแท่งทึบที่ไม่มีรอยต้อง อุดต้องซ่อมแล้ว ; เมื่อนั้นแหละ ธรรมทั้งหลายจะซึมเข้าไปในความเข้าใจ ของเธอ ทะลุปรุโปร่งแล้วปรุโปร่งอีก ชั่วเวลาอีกเล็กน้อย เธอก็จะ ได้พบว่าตัวเองเป็นอิสระแล้ว อย่างมั่นคง. ๓๒๖ เมื่อเป็นดังนั้น เธอจะได้พบเป็นครั้งแรก ในชีวิตอันมากมาย หลายชนิดของเธอว่า ปฏิกิริยาของเธอต่อปรากฏการณ์ต่าง ๆ ได้ลดลง และ ในที่สุด เธอจะได้ข้ามขึ้นเหนือโลกทั้งสาม, และมหาชนจะได้กล่าวกันว่า พุทธะองค์หนึ่ง ได้ปรากฏขึ้นในโลกแล้ว. ความรู้ อันบริสุทธิ์และปราศจากกิเลส ย่อมแสดงโดยปริยายอยู่ แล้วว่า เป็นการทำความสิ้นสุดให้แก่ความคิดและความฝัน อันไหลเรื่อย, ทั้งนี้เพราะว่า โดยทางนั้นเอง เธอได้หยุดสร้างกรรมอันนำไปสู่ การเกิดใหม่ ไม่ว่าจะเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ หรือเป็นสัตว์ที่ทนทุกข์ในนรก. ๓๒๗ คราใด ที่กรรมวิธีของจิตทุกชนิดหยุดลงแล้ว กรรมก็จะไม่ถูก สร้างขึ้นแม้แต่สักอนุภาคเดียว. เมื่อเป็นดังนั้นแล้ว แม้ในชาตินี้เอง ใจและกายของเธอก็เป็นสิ่งที่เป็นอิสระแล้ว โดยสมบูรณ์. ๓๒๘ ป. ๒๗
น.124 แม้สมมติว่าข้อนี้ยังไม่ให้ผลแก่เธอ ถึงกับปลดเปลื้องเธอเสียจาก การเกิดใหม่ได้ทันที อย่างน้อยที่สุดเธอก็ยังแน่ใจได้ว่า การเกิดใหม่นั้น จะเป็นไปในลักษณะที่เธอปรารถนาทุกประการ. สูตรมีข้อความปรากฏ อยู่ว่า "โพธิสัตว์ทั้งหลาย มีการเกิดใหม่ในรูปตามที่ตนปรารถนาทุกประ- การ." ๓๒๙ แต่ถ้าเผอิญโพธิสัตว์เหล่านั้นเกิดถอยกำลัง ในการรักษาจิตของ ท่านให้เป็นอิสสระจากความคิดปรุงแต่ง ความยึดมั่นถือมั่นในรูป ก็จะลาก ตัวท่านกลับมาสู่ โลกแห่งปรากฏการณ์ อีก, แล้วรูปเหล่านั้นแต่ละอย่างก็จะ สร้างกรรมของมารขึ้นสำหรับท่าน ! ๓๓๐ ลักษณะเช่นนั้น ย่อมมีอยู่ในการปฏิบัติของพวกนิกายดินแดน บริสุทธิ์ (Pure Land Sect) ด้วยเหมือนกัน เพราะการปฏิบัติเหล่านี้ ทั้งหมด เป็นไปเพื่อการสร้างกรรม, ดังนั้นเราอาจเรียกข้อปฏิบัติเหล่านั้น ได้ว่า เป็นเครื่องปิดบังพุทธะ. ครั้นเครื่องปิดบังเหล่านี้ได้ปิดกั้นจิต ของเธอแล้ว 'โซ่แห่งความปรุงแต่งโดยความเป็นเหตุและผลแก่กันและกัน ก็จะรึงรัดเธอเข้าอย่างแน่นแฟ้นอีก ลากตัวเธอกลับไปยังภาวะแห่งบุคคลที่ ยังไม่มีการหลุดพ้นแต่ประการใดเลย.๑ ๓๓๑ ๑. นิกายดินแดนบริสุทธิ์นี้ ยืนยันให้มอบศรัทธาเด็ดขาดในพระอมิตาภะ คือพระพุทธะ แห่งแสงสว่างและชีวิตอันไม่มีขอบเขต ถือหลักว่าศรัทธาอันเต็มเปี่ยมเช่นนั้น จะรับประกันการ ได้เกิดในสวรรค์ ซึ่งจะมีการเตรียมเพื่อการตรัสรู้ ถึงที่สุดโดยแน่นอนที่นั้น ในลักษณะที่น่าปลื้มใจ ที่สุด. พวกนิกายเซ็นถือตรงกันข้าม อ้างอยู่เสมอว่าศรัทธาในอมิตากะเช่นนั้น เป็นปฏิปักษ์ต่อ การเชื้อในตัวเอง ซึ่งพระโคตมะพุทธะได้ทรงสอนไว้ว่าเป็นทางที่แน่นอนแต่ทางเดียว. อย่างไร ก็ตาม คำสอนของพวกนิกายดินแดนบริสุทธิ์ที่มีการเข้าใจถูกต้องดีแล้ว ไม่คานกับนิกายเซ็นเลย เพราะความหมายที่แท้ของอมิตาภะคือเนื้อหาแห่งความเป็นพุทธะ ที่มีอยู่แล้วในคนเรา, การเกิด ในสวรรค์ของท่าน ก็คือการตื่นขึ้นแห่งจิตของผู้ปฏิบัติ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเนื้อหาแห่ง ความเป็นพุทธะ ที่กล่าวแล้วนั่นเอง.
น.125 ด้วยเหตุดังกล่าวนั้น ธรรมะทั้งหมดดังที่คนเหล่านั้นอวดอ้างไป ในทำนองว่าสามารถนำคนไปสู่ การตรัสรู้ได้นั้น ไม่มีความจริงอยู่ในนั้นเลย. พระพุทธวจนะ ทั้งหลาย เป็นสิ่งที่ประสงค์ให้เป็นเครื่องล่อที่ เหมาะ สม สามารถเกิดผลได้จริง ในการจูงคนออกมาเสียจากความมืดของอวิชชา อันเลวร้ายเท่านั้น มันเหมือนกันแท้กับที่คนเลี้ยง เอาใบไม้เหลือง ๆ บอก ว่าเป็นทองคำ เพื่อล่อให้เด็กหยุดร้องไห้. ๓๓๒ สัมมาสัมโพธิเป็นชื่ออีกชื่อหนึ่ง ของการเห็นแจ้งชัดว่า ไม่มี ธรรมใดเลยที่ไม่เป็นโมฆะ เมื่อเธอเข้าใจความจริงข้อนี้แล้ว ของ หลอกเล่นเหล่านั้น จะมีประโยชน์อะไรแก่เธอ ? ๓๓๓ เธอควรดำเนินตนต่อไปในลักษณะที่อนุโลมกัน ได้อย่างกลมกลืน กับสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตปัจจุบันของเธอ ตามที่โอกาสอันเหมาะสม จะเกิดขึ้น ไถ่ถอนกรรมเก่าที่เคยสะสมไว้แต่ปางก่อนให้น้อยลงไป, และ ที่ยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมดนั้น เธอต้องหลีกเลี่ยงการสร้างกรรมใหม่ ๆ ที่จะ ตอบสนองแก่เธอขึ้นมาอีกอย่างเด็ดขาด. ๓๓๔ จิต ย่อมเต็มไปด้วยความใสกระจ่างอย่างมีประภัสสร ดังนั้นมัน ย่อมขจัดเสียซึ่งความมืด แห่งความคิดดั้งเดิม ทั้งหลายของพวกเธอ, ฉิ หมิ่ง กล่าวไว้ว่า "จงปลดเปลื้องตัวท่านทั้งหลาย ออกเสียจากทุก ๆ สิ่ง," ข้อ ความในสัทธรรมปุณฑริกสูตร ซึ่งกล่าวถึงการเสียเวลาไปตั้งยี่สิบปีเต็ม ใน การโกยปุ๋ยทิ้งเสีย ย่อมแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการที่จะขับไล่สิ่ง ทุกสิ่ง ซึ่งเอียงไปในทางคิดปรุงแต่ง เสียจากใจของพวกเธอ. ๓๓๕ ๑. ไม่เป็นโมฆะในที่นี้ จากคำว่า Valid หมายถึงควรยึดถือตลอดกาล -ผู้ แปลเป็นไทย.
น.126 ข้อความอีกแห่งหนึ่งในสูตรเดียวกันนั่นเอง ได้ระบุให้เห็นว่า กองปุ๋ยคอกเหล่านั้น ต้องขนใส่เกวียนไปทั้งเสียด้วยอภิปรัชญาและเล่ห์ อุบายอันแยบคาย. ดังนั้น "ครรภ์แห่งพระตถาคตทั้งหลาย" จึงเป็น สิ่งว่างและสงบเงียบอย่างแท้จริง ไม่ประกอบอยู่กับสิ่ง (ธรรม) ใด ๆ ที่เป็นตัวตน แต่อย่างใดหรือชนิดใดเลย. และเพราะเหตุนั้นเอง สูตร จึงมีคำกล่าวว่า "ทั่วทุก ๆ อาณาจักรแห่งพุทธะทั้งหลาย ย่อมเป็นของว่าง โดยเสมอกัน," ๓๓๖ แม้คนพวกอื่นอาจจะพูดกัน ถึงเรื่องทางของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ว่าเป็นสิ่งที่อาจลุถึงได้ด้วยการบำเพ็ญบุญมีประการต่างๆ หรือด้วยการศึกษา ซึ่งสูตรทั้งหลายก็ตาม เธอต้องไม่มีอะไรที่ต้องทำ เกี่ยวกับความคิดชนิดนั้น. ๓๓๗ การเกิดความรู้สึกซึมซาบได้ในเวลาชั่วกระพริบตาเดียว ว่าผู้ กระทำและสิ่งที่ถูกกระทำ (จิตและวัตถุ) เป็นของสิ่งเดียวกัน นั่นแหละ จะนำไปสู่ความเข้าใจอันลึกซึ้งและลึกลับเหนือคำพูด, และโดยความเข้าใจ อันนี้เอง พวกเธอจะลืมตาต่อสัจจะของเซ็น. ๓๓๘ เมื่อเธอบังเอิญพบกับคนบางคน ซึ่งไม่มีความเข้าใจอะไรเลย เธอ ต้องยืนยันที่จะขอเป็นผู้ที่ไม่รู้อะไร, แม้เขาผู้นั้นอาจด็อกดีใจอยู่ด้วยการ ค้นพบ "ทางเพื่อการตรัสรู้" อะไรบางอย่างของเขา แม้กระนั้นเธอก็ต้อง ไม่ยอมให้เขาจูงไป, เธอจะไม่ได้รับความยินดีปรีดาอะไร แต่จะต้องทน รับความโทมนัสและความผิดหวัง. ความคิดชนิดนั้นของเขา จะมี อะไรที่เกี่ยวกับการศึกษาเซ็นด้วยเล่า ? ๓๓๙ ๑. หมายความว่า สวรรค์ทางตะวันตกของอมิตากะพุทธะ ก็ว่างเหมือนพุทธเกษตรอื่น ๆ ทั้งหมด.
น.127 แม้หากว่าเธอได้รับ "วิธีการณ์" อะไรบางอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ มาจากเขาจริง มันก็จะเป็นแต่เพียงสิ่ง (ธรรม) ที่สร้างขึ้นมาจากความคิด หามีอะไรเกี่ยวกับเซ็นไม่เลย. เพราะเหตุนั้นเอง ท่านโพธิธรรมจึงได้ เข้าฌานนิ่ง ๆ หันหน้าเข้าผนังถ้ำเสีย, ท่านไม่หาทางที่จะนำคนให้มีความ คิดเห็นต่าง ๆ นา นา. ดังนั้นจึงมีคำจารึกไว้ว่า "การนำออกมาจากใจ เสียให้หมดสิ้น แม้กระทั่งหลักซึ่งเป็นที่เกิดแห่งการประกอบกรรมต่าง ๆ นั่นแหละคือคำสอนที่แท้จริง ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย, ส่วนคติทวินิยม นั้น เป็นเรื่องในวงของหมู่มาร ในขณะเดียวกันนั่นเอง." ๓๔๐ ธรรมชาติแท้ของเธอนั้น เป็นสิ่งซึ่งมิได้หายไปจากเธอแม้ในขณะ ที่เธอกำลังหลงผิดด้วยอวิชชา, และมิได้รับกลับมาในขณะที่เธอมีการตรัสรู้. มันเป็น ธรรมชาติ แห่ง ภูตตถตา . ในธรรมชาตินี้ ไม่มีทั้งอวิชชา ไม่มีทั้งสัมมาทิฏฐิ. มันเต็มอยู่ในความว่างทั่วทุกหนทุกแห่ง และเป็น เนื้อหาอันแท้จริงของ จิตหนึ่ง นั่นเอง. เมื่อเป็นดังนั้นแล้ว อารมณ์ต่าง ๆ ที่จิตของพวกเธอได้สร้างขึ้น (ทั้งฝ่ายรูปธรรมและนามธรรม) จะเป็นสิ่ง ที่อยู่ภายนอกของ ความว่าง นั้น ได้อย่างไรกันเล่า ? ๓๔๑ โดยหลักมูลฐานแล้ว ความว่าง นั้น เป็นสิ่งซึ่งปราศจากมิติต่าง ๆ แห่งการกินเนื้อที่ ปราศจากกิเลส ปราศจากกรรม ปราศจากอวิชชาและ ปราศจากสัมมาทิฏฐิ. พวกเธอต้องเข้าใจอย่างกระจ่างชัดว่า ในสิ่งนี้ไม่มี อะไรเลย ไม่มีคนธรรมดา ไม่มีพระพุทธเจ้า, เพราะว่าใน ความว่าง นี้ ไม่มีอะไรบรรจุอยู่แม้เท่าเส้นผมที่เล็กที่สุด อันจะเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ โดยทางมิติ (หรือกฎแห่งการกินเนื้อที่) เลย. มันไม่ต้องอาศัยอะไร และไม่ติดเนื่องอยู่กับสิ่งใด. ๓๔๒ ป. ๒๘
น.128 ความว่าง นั้น เป็นสิ่งที่สิ่งซึมอยู่ ทั่วทุกหนทุกแห่ง เป็นความ งามที่ไร้ตำหนิ, เป็นสิ่งซึ่งมีอยู่ได้โดยตัวมันเอง และเป็นสิ่งสูงสุดที่ไม่มี อะไรสร้างขึ้น. เมื่อเป็นดังนั้นแล้ว มันจะเกิดเป็นปัญหาที่จะต้องถกเถียง กันขึ้นได้อย่างไรในข้อที่ว่า พระพุทธะ ที่แท้ ไม่มีปาก และมิได้ประกาศ ธรรมใด ๆ เลย และว่า การได้ยิน ที่แท้ นั้น ไม่ต้องการหู เพราะว่า ใครหนอ อาจได้ยินมันได้ ? โอ, มันเป็นเพชรพลอยที่อยู่เหนือการ ตีค่าทั้งปวงเสียจริง ๆ ! ๑ ๓๔๓ ๑. ข้อความตอนนี้ ซึ่งท่านครูบาในรูปที่ใกล้ชิดที่สุดต่อความจริงของท่าน ในการบรรยายสิ่ง ซึ่งไม่น่าจะบรรยายได้ ได้ใช้คำในการบรรยายนั้น ถึงสิ่งซึ่ง "เป็นความงามที่ไร้ตำหนิ อันสิ่งซึม อยู่ ในสิ่งทุกสิ่ง" นั้น ควรจะเป็นคำตอบที่เพียงพอแล้ว สำหรับผู้ที่วิจารณ์ว่า พุทธศาสนาเป็นลัทธิ มองด้านร้าย (Pessimistic) ซึ่งเหมาเอาว่า คำสอนเรื่องศูนยตาหรือความว่างนั้น เทียบค่าของ นิพพานเท่ากับดับไม่มีอะไรเหลือ.
น.129 ภาคปกิณณะ บันทึก วาน - ลิง คำสอนของครูบา ฮวงโป (ตวนชิ) แห่งนิกายเซ็น ๒ ๗ ครั้งแรกทีเดียว ท่านครูบาของพวกเราได้มาจาก ฟูเกียน (Fukien) แต่ท่านได้ปฏิญญา( ที่จะอยู่) บนภูเขาฮวงโป ในเขตซึ่งปกครองโดยข้าหลวง ประจำเขต ๆ นี้ ตั้งแต่ท่านยังหนุ่มมาก. ๑ ที่กลางหน้าผากของท่านมีก้อน เล็กๆ ก้อนหนึ่งโผล่ขึ้นมามีรูปคล้ายไข่มุกด์. น้ำเสียงของท่านนุ่มนวลและ น่าฟัง, มรรยาทของท่านเสงี่ยมและสงบ. หลังจากการบวชของท่านไม่กี่ที่นัก ขณะที่เดินทางไปยังภูเขาเทียน ไท้ (T'ien Tai) ท่านได้พบกับภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งในไม่ช้าก็สนิทสนมกันราวกะ ว่าเพื่อนรักเก่าแก่ ดังนั้นท่านจึงร่วมเดินทางต่อไปด้วยกันสองรูป. เมื่อได้เห็นว่าหนทางนั้น มีกระแสน้ำเชี่ยวที่ไหลมาจากภูเขาขวาง หน้าอยู่ ท่านครูบาของเราได้หยุดยืนค้ำกายด้วยไม้เท้านิ่งอยู่, ซึ่ง ณ ที่นั้น เองเพื่อนของท่านได้ขอร้องให้ท่านเดินทางต่อ. ท่านครูบาได้ตอบว่า "ไม่ละ, ท่านไปก่อนเถอะ." ดังนั้น เพื่อนของท่าน จึงลอยหมวกฟางกันฝนใบใหญ่ของเขาลงในกระแสน้ำเชี่ยว และข้ามไปสู่ ฟากข้างโน้นได้โดยง่าย. ๑. เนื่องจากชื่อของภูเขาลูกนี้เอง ที่ทำให้ท่านครูบา ซึ่งมีชื่อมาแต่เดิมว่า ชิ - หยิน (Hsi Yun) ได้นามใหม่ว่า ฮวงโป เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายมาจนทุกวันนี้. ๑๑๑
น.130 ถอนใจ กล่าวว่า "เรายอมให้คนอย่างนี้ติดตามเรา มาแล้วตลอดทาง ! เราควรจะได้ฆ่าเขาเสียก่อนหน้านี้ ด้วยไม้เท้านี้ !”๑ ๓๕๔ ๒๘ ครั้งหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่ง เมื่อเข้าไปขออนุญาตต่อครูบา เกว่ย - สุ่ง เพื่อออกเดินทางต่อไป ได้ถูกท่านครูบานั้น ถาม ว่าเขาตั้งใจที่จะไปที่ไหน. ภิกษุนั้น ตอบ ว่า "กระผมตั้งใจจะไปเยี่ยมสำนักทุกสำนัก ที่มี การสอนเซ็นครบทั้ง ๕ แบบ." ท่านครูบา เกว่ย-ส่ง ได้ร้องขึ้นว่า "เอ้า, ที่สำนักอื่น ๆ อาจ จะมีครบทั้ง ๕ แบบ, แต่พวกเราที่นี่มีเพียงแบบเดียว." ครั้นภิกษุถามขึ้นว่าแบบนั้นเป็นอย่างไร เขาก็ได้รับการฟาด เข้าให้โป้งหนึ่ง. เขาร้องลั่นด้วยความตกใจว่า "ผมทราบแล้วครับ, ผมทราบแล้วครับ !" ท่าน เกว่ย-ส่ง คำรามออกมาว่า "พูดออกมาซี่, พูดออกมา ซี่ !" ภิกษุนั้นก็ทำท่าว่าจะพูดต่อไป ในทันใดนั้นเขาก็ได้รับการฟาดเข้า ให้อีกโป้งหนึ่ง. ๑. เรื่องนี้ดูจะหมายความว่า ภิกษุรูปนั้นได้แสดงปาฏิหาริย์อย่างหนึ่ง ซึ่งการฝึกฌานสามารถ ทำให้เกิดขึ้นได้ แต่ควรจะถือว่าเป็นเพียรผลพลอยได้เท่านั้น ไม่ควรนำออกใช้เว้นแต่ในกรณีที่น่า หวาดเสียวกับขันจริง ๆ เท่านั้น. ท่านฮวงโปนึกเกลียดภิกษุนั้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากการที่ แสดงออกมาเช่นนั้น
น.131 หลังจากนั้น ภิกษุนั้นไปถึงสำนักครูบาของเรา และเมื่อถูกถาม โดยท่านครูบาฮวงโปว่ามาจากไหน เขาก็ตอบว่าเพิ่งมาจากสำนักของท่าน ครูบา เกว่ย-สุ่ง หยก ๆ นี่เอง. ท่านครูบาของเราได้ถามว่า "เธอได้รับคำสอนอะไรจากท่าน ผู้นั้น ?" เมื่อเป็นดังนั้น ภิกษุรูปนั้นก็เล่าเรื่องดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นให้ ฟังทุกประการ. ในท่ามกลางที่ประชุมครั้งต่อมา ท่านครูบาของเราได้ถือเอาเรื่อง ของภิกษุรูปนั้นเป็นหัวข้อสำหรับบรรยาย และได้พูดว่า "ท่านครูบา หม่า ๑ นี้ ช่างเลิศกว่าบรรดาท่านที่รู้ อย่างลึกซึ้ง ทั้ง ๘๔ รูป เสียจริง ๆ ! ปัญหา ต่าง ๆ ที่คนเขาพากันถามทั้งหมดนั้น ไม่ดีไปกว่าปุ๋ยคอกที่เปียกแฉะชุ่มไป ทั้งพื้นดิน ส่งกลิ่นเหม็นกลุ้มอยู่ทั่วไป. มีแต่ท่าน เกว่ย-สุ่ง ผู้เดียว เท่านั้นที่ควรคู่ต่อการแก้เผ็ดกับมัน. ๒ ๓๔๕ + + + ๑. ชื่อนี้ เป็นชื่อสมญาอีกชื่อหนึ่งของครูบา เกว่ย-สุ่ง. ๒. บรรดาผู้ที่คุ้นเคยกับหนังสือเรื่องเซ็นของ ด.ร. ซูซูกิ ไม่ควรจะตีความหมายให้ผิดๆ ไปว่า การฟาดโป้งเป้งเข้าให้ ของครูบาเกว่ย - สุ่งนั้น เป็นการกระทำที่หยาบคายโทษะร้ายโดยไม่ จำเป็น, หรือว่าคำพูดอันแข็งกร้าวของท่านฮวงโปนั้นเป็นสิ่งหยาบช้าไม่สุภาพ. มันเป็นสิ่งที่อาจกล่าว ได้ว่าการตี และคำพูดแข็งกร้าว ที่ทำไปอย่างถูกต้องกับกาลเวลานั้น มันส่งให้เกิด ซาโตริ (Satori) หรือญาณที่โพลงออกมาอย่างสายฟ้าแลบ. ภิกษุหนุ่มรูปนั้น กำลังแสวงหาวิธีที่จะถอนตัวออกมา จากโลกโดยอาศัยวิปัสสนาที่ลึกซึ้ง, การฟาดให้โป้งที่แรกของท่านเกว่ย-สุ่งนั้น หวังจะให้เป็น ยาแก้พิษ เพราะมันหมายความว่า "มือกระดูกและกล้ามซึ่งบัดนี้ทำให้เธอเจ็บปวดนั้น นั่นแหละ เป็นสิ่งสูงสุดแท้จริง เหมือนความกระหายอย่างแรงกล้า ที่เธอได้รับในขณะแห่งวิปัสสนา. การ ฟาดให้เป็นโป้งที่สองนั้น แสดงถึงภิกษุนั้นมีความโง่ในการพยายามแสดงความรู้ ฉับพลันในธรรม ของตนออกมาเป็นคำพูด ป. ๒๙
น.132 ครั้งหนึ่ง ท่านครูบาของเราได้เข้าร่วมในที่ประชุมแห่งหนึ่ง ที่สำนัก งานของข้าหลวงควบคุมเกลือแห่งพระจักรพรรดิ ๑ ซึ่งในการประชุมคราว นั้นมีจักรพรรดิ ไต้-ชุง ในขณะที่สมาทานศีลอย่างสามเณร ๒ รวมอยู่ ด้วยคนหนึ่ง สามเณรได้สังเกตเห็นท่านครูบาของเรา เข้าไปในห้องโถงที่ตั้ง เครื่องบูชา และทำการหมอบกราบต่อพระพุทธรูปสามครั้ง ; เนื่องจากเหตุนั้น สามเณรจึงได้ถามท่านครูบาว่า "ถ้าเราไม่ต้อง แสวงหาอะไรจากพุทธะ ธรรมะ หรือสังฆะแล้ว พระคุณเจ้าหมอบกราบ สามครั้งเช่นนั้น เพื่อแสวงหาอะไร ?" ท่านครูบาได้ตอบว่า "แม้ว่าเราไม่แสวงหาอะไรจากพระพุทธ จากพระธรรม หรือจากพระสงฆ์ ก็ตาม มันเป็นธรรมเนียมของเรา ที่จะ ต้องแสดงความเคารพโดยวิธีนี้." "แล้วการทำเช่นนั้น มันได้สนองเจตนาอะไรของเราให้สมประ- สงค์ ได้บ้าง ?" สามเณรได้ขืนซักต่อไป จนทำให้ถูกตบโดยกระทันหัน เข้าครั้งหนึ่ง. สามเณรได้ร้องขึ้นว่า "โอ ท่านนี้หยาบจริง !" ๑. ชื่อสำนักงานนี้แปลกจนเราไม่แน่ใจว่าจะเป็นอะไรแน่ ต้นฉบับเดิมคือ Bureau of Imperial Salt Commissioners. -- ผู้แปลเป็นไทย. ๒. สามเณรในที่นี้ ยังสงสัยอยู่ ว่าจะเป็นในสมัยที่พระจักรพรรดิยังเด็กอยู่ บวชเป็นสามเณร หรือว่าในสมัยที่เป็นจักรพรรดิแล้วออกถือศีลสิบเป็นครั้งคราว หรือบวชเป็นสามเณรแน่ ผู้แปล จากภาษาจีน สันนิษฐานว่าเป็นการเสด็จออกถือศีลสิบเป็นครั้งคราวมากกว่า -- ผู้แปลเป็นไทย.
น.133 ร้องขึ้นว่า "หยาบชนิดไหนกัน ? จงนึกว่าเป็นการ ทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างละเอียดกับหยาบ ก็แล้วกัน." กล่าว ดังนั้นแล้ว ก็ตบหน้าสามเณรเข้าอีกฉาดหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้สามเณรเอง ต้องแจวอ้าวไปที่อื่น !" ๓๔๖ ๓๐ ในคราวท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ ท่านครูบาของเราได้ไปเยี่ยมครูบา นาน - ฉื่น (Nan Ch'uan) ซึ่งเป็นผู้แก่อาวุโส. วันหนึ่งในเวลาอาหาร ท่านถือเอาภาชนะอาหารของท่านแล้ว นั่งลงตรงข้ามเก้าอี้อันสูงของท่าน นาน-ฉื่น เป็นการนั่งคู่กัน. ท่าน นาน - ฉื่น เห็นดังนั้น ก็ได้ก้าวลงมาเพื่อทำการต้อนรับ ท่าน และได้ถามท่านว่า “ท่านที่เคารพ ท่านได้ดำเนินตาม ทาง นี้มาเป็น เวลานานเท่าไรแล้ว ?" ๑. การทำรุนแรงเช่นนี้ สำหรับผู้ที่ทราบระเบียบหรือธรรมเนียมทางตะวันออกดี ย่อมรู้สึก ขนหัวลุก. การที่ท่านฮวงโปกล้าตบหน้าพระจักรพรรดิ ซึ่งถือกันว่าเป็นบุตรแห่งสวรรค์หรือ อะไรทำนองนั้นนั้น ย่อมหมายถึงทั้งเอกสิทธิ์พิเศษส่วนตัวของครูบาเอง และความไม่กลัวอะไร เลย โดยเด็ดขาด อันเป็นผลเนื่องมาจากความเห็นแจ้งแน่วแน่ไม่หวั่นไหว ว่าชีวิตในสังสารวัฏนี้ เป็นเพียงความฝัน. ความที่พระจักรพรรดิเต็มใจรับการตบหน้า โดยไม่คิดแก้แค้นนั้น ย่อม แสดงถึงความนิยมชมชอบอย่างลึกซึ้งของพระจักรพรรดิเอง ที่มีต่อท่านครูบา. เรื่องนี้ ต้อง ระลึกไว้ด้วยว่าฮวงโป ซึ่งเป็นเพียงศรูบาคนหนึ่ง ในบรรดาพวกครูบาทั้งหลายแห่งนิกายย่อย ๆ ซึ่ง ไม่มีอำนาจเหนืออำนาจอาณาจักรแต่ประการใดเลย ไม่สามารถจะเปรียบกันได้กับโปป หรือ อารฺคบิซอบของฝ่ายตะวันตก ซึ่งภายใต้เหตุการณ์ใด ๆ ก็ตาม ย่อมสามารถลงโทษหรือคว่ำบาตร จักรพรรดิที่กำลังครอบครองอาณาจักรใดๆได้ โดยไม่มีความผิดเพราะถืออำนาจที่ตัวเองเป็นเจ้าแห่ง สังฆมณทลทั้งปวง ซึ่งรวมทั้งศาสนิกที่เป็นคฤหัสถ์ด้วย,
น.134 "ตั้งแต่ก่อนศักราชของภิศมราชามาทีเดียว," ท่านครูบาตอบ." ท่าน นาน - ฉื่น ได้ร้องขึ้นว่า "แน่น๊ะ ? ก็มันดูราวกะว่า ท่านครูบา หม่า ๒ มีหลานปู่ ที่เข้าท่าเข้าที่อยู่ ที่นี่คนหนึ่ง. ๓ " ดังนั้น ท่านครูบาของเราได้เดินออกไปเสียอย่างเงียบกริบ. ต่อมาสองสามวัน เมื่อท่านครูบาของเรากำลังจะออกเดินทางไป ท่าน นาน-ฉื่น ได้ท้วงว่า "ท่านเป็นคนใหญ่โต ทำไมจึงสวมหมวก ขนาดน่าหัวเราะเช่นนั้นเล่า ? "อ้อ, เพราะมันบรรจุโลกธาตุไว้จำนวนมหึมานั่นเอง," ท่าน ครูบาตอบ. "เอ้า, แล้วของผมเล่า เป็นยังไร ?" ท่าน นาน-ฉื่น ถาม, แต่ท่านครูบาของเราได้สวมหมวก และได้เดินออกไปเสียแล้ว. ๔ ๓๔๗ ๑. การกล่าวเช่นนี้หมายความว่า ท่านได้เดินมาแล้วใน ทาง นี้ ตั้งหลายกัปป์ก่อนกัล์ป ปัจจุบันของโลกจะได้ตั้งต้น, -เป็นการเล็งถึงอนันตกาลซึ่งเราทุกคนมีส่วนร่วมเป็นเช่นนั้นด้วยกัน ทุกคน โดยเหตุผลที่ว่าเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับ จิตหนึ่ง นั้น ๒. หมายถึงตัวท่าน นาน - ฉื่น เอง. ๓. หลานปู่ในที่นี้ หมายถึงผู้ สืบสายลายลงมาทางฝ่ายวิญญาณ คือฝ่ายธรรม. ๔. เรื่องขนาดของหมวกนี้ ผู้ เขียนคำอธิบายฝ่ายญี่ปุ่นว่า หมวกนั้นขนาดใหญ่ เกิน, แต่ฝ่าย จีนว่าเล็กเกิน, ซึ่งเข้าใจว่าถูกกว่า และเข้ากับเนื้อเรื่อง, การที่ท่านครูบาออกเดินไปเสียนั้น ท่าน หมายความว่าท่านมีข้อขัดแย้งที่ดีกว่า. ข้อความตอนแรกของเรื่องนี้ เล็งถึงอนันตกาล แห่งกาล เวลาที่สัตว์เป็นอันเดียวกับ จิตหนึ่ง นั้น ข้อความตอนปลายเล็งถึงความว่าง ซึ่งเป็นอันเดียวกัน กับ จิตหนึ่ง อีกนั่นเอง. คำพูดว่า หมวกเล็กเกิน แต่บรรจุอนันตกาลและความว่างไว้ทั้งหมด ฟังดูเข้าที่กว่าที่จะพูดว่าหมวกใบนั้นใหญ่เกิน. ประโยคที่ทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้นนั้น ตัวบทเดิมมี อยู่ว่า ไต โก ฮฺลี่ฮฺ ตฺซู ตา ลี้ ( ) ซึ่งแปลว่า สวมหมวกขนาดเล็กใบหนึ่ง, แต่ คำว่า ตา ซึ่งแปลว่าขนาด หรือมีขนาด นั้น ตามธรรมดาหมายถึง ‘ใหญ่" ก็ได้ ดังนั้นจึงเกิดมี ทางเข้าใจไขว้กันได้ตรงที่ถือเอาสำนวนพูดของปากตลาดผิดกันระหว่างจีนกับญี่ปุ่นนั่นเอง.
น.135 อีกคราวหนึ่ง ท่านครูบาของเรานั่งอยู่ในห้องน้ำชา ท่าน นาน-อื่น ได้ลงมาและถามท่านว่า “ข้อที่ว่า ‘ญาณทัศนะอันแจ่มแจ้งต่อพุทธสภาวะ ย่อมเป็นผลเกิดมาจากการศึกษาธยานะ และปรัชญา’ นั้นมันหมายความ อย่างไรกัน ?" ท่านครูบาของเราได้ตอบว่า ' มันหมายความว่า ตั้งแต่เช้าจนค่ำ เราต้องไม่ยึดถือมั่นในสิ่งใดเลยแม้แต่สิ่งเดียว." "แต่นั่น มิใช่เป็นเพียงการตีความหมายเอาตามความเห็นส่วนตัว ของท่านที่เคารพเอง ดอกหรือ !" ท่าน นาน-ฉี่น กล่าว. "ข้าพเจ้าจะเป็นคนทะลึ่งอวดดีถึงเพียงนั้นได้อย่างไรกันหนอ ?" ท่านครูบาของเราตอบ. "ดีแล้ว ท่านที่เคารพ, คนเป็นอันมากอาจจะยอมจ่ายเงินสด ๆ ออกไปเพื่อเป็นค่าน้ำข้าว, แต่กับคนพวกไหนนะ ที่ท่านจะขอร้องให้เขา บริจาคอะไร ๆ เพื่อรองเท้าฟางที่ถักเองในครัวเรือนชนิดนั้นสักคู่หนึ่ง?" ตอนนี้ท่านครูบาของเราคงนิ่งเงียบอยู่. ต่อมา เว่ยชานได้เอ่ยถึงเหตุการณ์ตอนนี้กับยางชาน และถามว่า การนึ่งของครูบาของเรานั้น หมายถึงการแพ้ได้หรือไม่. “โอ, ไม่ได้ดอก ! คุณก็รู้อยู่แน่ ๆ แล้วนี่ว่า ท่านครูบา ฮวงโปนั้น มีความเฉลียวฉลาดอย่างกะเสือ มิใช่หรือ ?" "ความลึกซึ้งของคุณช่างไม่มีขอบเขตเสียจริง ๆ เว่ยชานอุทาน." ๓๔๘ ๑. นาน-ฉัน ได้แกล้งใช้ถ้อยคำซึ่งเป็นการเหยียดหยาม "การออกความเห็น" ของครูบา ฮวงโป. การนิ่งของท่านครูบา มีความสำคัญอย่างลึกซึ้ง, มันหมายความว่า ท่านครูบาไม่ได้ หมกมุ่นอยู่แต่กับการออกความเห็น, และบางทีจะยิ่งไปกว่านั้นอีก ในข้อที่ว่า คำว่า ' ของท่าน ที่เคารพ " นั้น คำว่า “ท่าน" ย่อมไม่มีความหมายอย่างใดเลยด้วย. แต่ว่ามันต้องเป็นบุคคล ขนาดยางชาน จึงจะแทงตลอดในความหมายข้อนี้. ป. ๓๐
น.136 ครั้งหนึ่ง ท่านครูบาของเราได้ขออนุญาตเพื่อออกไปข้างนอกสักครู่ และท่าน นาน - ชาน ได้ถามว่า จะไป ไหน. "ข้าพเจ้าจะออกไปเอาผักสักหน่อยเท่านั้นเอง.', ท่านครูบา ตอบ. "ท่านจะใช้อะไรตัดผักเหล่านั้นเล่า ?" ท่าน นาน-ชาน ถาม. ท่านครูบาของเรา ได้ชูมืดของท่านขึ้น, ทันใดนั้น ท่าน นาน - ชาน ได้ท้วงว่า "อ้าว, การทำอย่างนั้น ใช้ได้สำหรับแขก แต่ ใช้ไม่ได้สำหรับเจ้าของบ้าน." ท่านครูบาของเราได้แสดงความชอบใจด้วยการโค้ง ๓ ครั้ง. ๑ ๓๔๙ + + + ๓๓ วันหนึ่ง ภิกษุผู้ มาใหม่ห้ารูปด้วยกัน ได้ปรากฏตัวต่อหน้าท่านครูบา ของเรา คราวเดียวกันทั้งหมู่ . ภิกษุองค์หนึ่งในบรรดาภิกษุเหล่านั้น แทนที่ จะทำความเคารพตามธรรมเนียม กลับยืนเอามือเขียนอากาศเป็นรูปวงกลม อยู่ ตรงหน้า. "ท่านทราบไหมว่า ทำอย่างไรจึงจะเป็นสุนัขไล่เนื้อที่ดี ?" ท่าน ครูบาของเรา ได้กล่าวถามภิกษุรูปนั้น. ๑. ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ปริศนาเรื่องนี้ยากที่จะเข้าใจ. แม้ท่านธยานาจารย์ เจ็น - เหว่น ซึ่งไม่ ค่อยรู้สึกลำบากในการตอบคำถามข้ออื่น ๆ ของข้าพเจ้า ท่านก็ได้นึ่งสำหรับคำถามข้อนี้. - ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงจำเป็นที่จะต้องสันนิษฐานเอาเอง ว่าคำพูดที่เข้าใจยากนั้น หมายความว่า "ดีแล้ว, จงใช้มันทุกสิ่งทุกอย่าง, แต่อย่าให้มันใช้ท่าน." ซึ่งแปลความว่า "ควรทำการใช้อย่าง ระมัดระวัง และ ชั่วคราว สำหรับอุปกรณ์ภายนอกต่าง ๆ เพื่อการตรัสร้ ู. การตีความเช่นนี้ จะดีหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ตรงกับลัทธิที่ท่านฮวงโปมีอยู่อย่างแน่นแฟ้น ไม่น้อยเลย.
น.137 "ข้าพเจ้าต้องติดตามกลิ่นของเลียงผา ซิครับ!" "ถ้าเลียงผาเป็นสัตว์ไม่มีกลิ่นเล่า เธอจะติดตามอะไร ?" "ถ้าดังนั้น ผมต้องติดตามรอยกับของมัน ซิครับ." "ถ้ารอยกับของมันก็ไม่มีเล่า เธอจะทำอย่างไร ?" "ข้าพเจ้าก็ยังติดตามร่องรอยอย่างอื่น ๆ ของสัตว์นั้นได้ อยู่นี่ ครับ." "ถ้าร่องรอยอะไร ๆ ก็ไม่มีเล่า เธอจะ ติดตามอะไรได้อย่างไร?" "ในกรณีเช่นนั้น มันต้องเป็นเลียงผาที่ตายแล้ว โดยแน่นอน." ภิกษุรูปนั้นได้ตอบไปในที่สุด. ท่านครูบาของเราไม่ได้กล่าวอะไรอีกเลยในขณะนั้น, แต่ในวัน- รุ่งขึ้น ครั้นเสร็จการแสดงธรรมแล้ว ท่านได้ขอร้องว่า "ภิกษุผู้ เป็นนักล่า เลียงผาเมื่อวานนี้ .โปรดก้าวออกมาที่นี่." ภิกษุรูปนั้นกระทำตาม และ ท่านครูบาของเราได้ถามขึ้นว่า "สหายที่เคารพของข้าพเจ้า. เมื่อวานนี้ ท่านถูกปล่อยไปโดยไม่มีการพูดอะไร. ท่านทราบไหมว่ามันหมายความว่า อย่างไร ?” เมื่อเห็นว่าภิกษุนั้นไม่มีคำตอบอะไร ท่าบครูบาได้กล่าวต่อไปว่า "อ้าว. ท่านจะเรียกตัวเองว่าเป็นภิกษุที่แท้จริงรูปหนึ่ง ก็ได้, แต่ที่แท้ ท่านเป็นเพียงสามเณรปริยัติสมัครเล่นรูปหนึ่งเท่านั้นเอง." ๓๕๐ ๑. คำกล่าวทักอย่างให้เกียรติของฮวงโป ที่กล่าวแก่ภิกษุนั้น หมายความว่าท่านฮวงโปพร้อม ที่ทำตนเป็นคนเสมอกัน ตามความประสงค์ของภิกษุนั้นที่แสดงออกมาด้วยการเขียนวงกลมใน อากาศ ( ซึ่งหมายถึง ความว่าง หรือ จิตหนึ่ง เป็นที่ว่าเขาได้บรรลุแล้ว ซึ่งสมควรที่ท่าน ฮวงโปจะยอมรับนับถือเขาว่าเป็นผู้ เสมอกัน ). ต่อเมื่อภิกษุรูปนั้น ได้แสดงความโง่ในเรื่อง เซ็นออกมา ท่านครูบาจึงตัดสินใจที่จะพิสูจน์ต่อหน้าธารกำนัล. ความจริงนั้นมีอยู่ ว่าเลียงผาเป็น สัญญลักษณ์ของ จิตหนึ่ง (หรือนิพพาน) ซึ่งย่อมไม่แสดงร่องรอยใดๆเลย เพราะเป็นสิ่งที่ว่าง จากคุณลักษณะต่าง ๆ โดยสิ้นเชิง. เลียงผาที่ตายแล้ว ต้องหมายถึงภาวะแห่งความศูนย์เปล่าหรือ ไม่มีอะไรเลยซึ่งหาใช่ จิตหนึ่ง ไม่.
น.138 ครั้งหนึ่ง พอท่านครูบาของเราเลิกการประชุมเทศนารอบประจำวัน ที่อาวาส กาย-ยวน ใกล้ ๆ กับฮุงเจา บังเอิญข้าพเจ้า ( เป่ยสุ่ ยผู้ บันทึก เรื่องนี้ ) ได้ไปถึงบริเวณนั้นพอดี. ทันใดนั้นเอง ข้าพเจ้าได้เหลือบเห็น ภาพเขียนที่ฝาผนังภาพหนึ่ง และเมื่อได้ถามภิกษุผู้เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลสถาน ที่นั้น ก็ได้ทราบว่าเป็นภาพของภิกษุผู้มีชื่อเสียงรูปหนึ่ง. ข้าพเจ้าได้พูดว่า "จริงหรือนี่ ? ถูกแล้ว, กระผมได้เห็นภาพ เหมือนของท่านผู้ นั้นอยู่ตรงหน้าผม, แต่ตัวจริงของบุคคลนั้นเล่า อยู่ที่ ไหน ?” คำถามของข้าพเจ้าได้รับคำตอบเป็นเพียงดุษณีภาพ, ๑ ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงท้วงว่า "แต่ที่แท้นั้น พวกภิกษุที่บรรลุเซ็น ก็มี อยู่ ในวิหารนี้มิใช่หรือ ? "ถูกแล้ว', มี อยู่ หนึ่ง. ๒ หลังจากนั้น ข้าพเจ้าได้ขอพบที่ประชุมใหญ่พร้อมทั้งท่านครูบา และได้เล่าถึงการสนทนาเมื่อตะก็หยก ๆ แก่ท่าน. "เป๋ย-สุ่ ย !" ท่านร้องขึ้นดัง ๆ "ขอรับ !" ข้าพเจ้าขานรับด้วยความเคารพ. " เธอ อยู่ที่ ไหน ? " เมื่อได้เห็นว่าไม่มีคำตอบใด ๆ ที่อาจตอบแก่คำถามเช่นนั้นได้ ข้าพเจ้าก็ได้ขอร้องให้ท่านครูบาของเรา กลับเข้าไปในโรงแสดงธรรมและ แสดงธรรมต่อไป. ๓๕๓ ๑. ดุษณีภาพเช่นนี้ ส่องความว่า บุคลลนั้นมิได้มีอยู่ ที่ไหน หรือมิใช่ ไม่มีอยู่ที่ไหน. อย่าง แรกเป็นเพราะ "ตัวตน" อันแท้จริงของเขานั้น มิได้เป็นความมีอยู่อันพิเศษอย่างไร. อย่างหลัง เป็นเพราะ "ตัวตน" ชั่วครู่ ยามของเขานั้น ก็เคยมีอยู่ที่ใดที่หนึ่งในโลกนี้ โดยไม่ต้องสงสัย* ๒. คำตอบที่ลึกซึ้งนี้ มีความหมายสองอย่าง คือ "หนึ่ง" ตามความหมายของฮวงโป, และ "หนึ่ง"
Buddhadasa