Buddhadasa.org

คำสอนผู้บวชใหม่ ตอนที่ ๙ — การบรรยายครั้งที่ ๙ เป็นพระต้องปฏิบัติให้สมกับเป็นพระ

คำสอนผู้บวชใหม่ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — คำสอนผู้บวชใหม่ (๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.9 การบรรยายครั้งที่ ๖ จุดหมายปลายทางของการบวช ผลที่หวังในการบวชของแต่ละคน ๑๔๐ จุดหมายปลายทางของการบวชที่แท้จริง ๑๕๑ จุดหมายปลายทางที่เรียกว่า “ว่าง” ๑๕๖ จุดหมายปลายทางขึ้นอยู่กับความรู้สึกของแต่ละคน ๑๕๙ หลักสำคัญควรจำ โลกนี้ว่างจากตัวตน ๑๖๒ การบรรยายครั้งที่ ๗ จะเป็นพระให้มากเข้าไว้ได้อย่างไร ต้องออกมาเสียจากความเป็นฆราวาสให้มากที่สุด ๑๖๗ เป็นอยู่อย่างพระจะไม่ใช้เงิน ๑๖๘ ไม่ใช้ของอย่างฆราวาส ๑๗๑ อย่าเห็นแก่ความสุขอย่างฆราวาส ๑๗๗ ต้องเสียสละในการเสพติด ๑๘๐ กินอยู่ต่ำที่สุด แต่มีการกระทำสูงที่สุด ๑๘๑ ต้องฝึกทำประโยชน์ผู้อื่นเท่ากับประโยชน์ตน ๑๘๖ การบรรยายครั้งที่ ๘ จะเป็นพระให้มากเข้าไว้ได้อย่างไร (ต่อ) การเข้าใกล้ความเป็นบรรพชิตให้มากที่สุด ๑๙๓ หลักการเป็นบรรพชิตให้มากขึ้น ๑๙๙ ข้อ ๑. สำรวมในปาฏิโมกข์ ๑๙๙ ข้อ ๒. สำรวมอินทรีย์ ๒๐๒

น.10 ข้อ ๓. ต้องมีหิริ โอตตัปปะ ๒๐๗ ข้อ ๔. มีสติสัมปชัญญะในทุกสิ่งทุกเวลา ๒๑๒ ข้อ ๕. ขันติเป็นกำลังของผู้สำรวม ๒๑๔ ข้อ ๖. การบังคับตนเอง ๒๑๙ การบรรยาย ครั้งที่ ๙ เป็นพระต้องปฏิบัติให้สมกับเป็นพระ ต้องสนใจเคารพคำสอนของพระพุทธองค์ ๒๒๔ การเรียนปริยัติ อย่าให้กลายเป็นงูพิษ ๒๒๘ ต้องทำหน้าที่ของสงฆ์ตามพระพุทธประสงค์ ๒๓๑ ต้องปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม ๒๔๐ อย่ามองแง่ร้าย ช่วยแก้ไขด้วยเมตตา ๒๔๒ เป็นพระต้องไม่เป็นศัตรูต่อใคร ๒๔๘ พึงตัดต้นเหตุของความมีจิตทราม ๒๕๐ พระภิกษุสามเณรที่ขาดแคลนปัจจัย แต่ต้องการหนังสือเล่มนี้ไว้เพื่อศึกษาและปฏิบัติธรรม กองทุนแพร่ธรรม อตัมมโย ยินดีจัดถวายท่านละ ๑ เล่ม กรุณาแจ้งความจำนงได้ที่ คุณธเนศ ปรีชาพานิช ( โทร. ๕๘๘-๓๘๘๗ ) ๘๒ ถนนเทศบาลนิมิตรเหนือ ซอย ๔ ลาดยาว บางเขน กรุงเทพ ๑๐๙๐๐ (โปรดจ่าหน้าตัวบรรจง และส่งแสตมป์ ๒ บาท ๕ ดวงเป็นค่าส่งด้วย)

น.11 ความเป็นพระ. ความเป็นพระ คือจิตพราก จากกิเลส รู้สังเกต ไม่ประมาท ฉลาดเฉลียว สำรวมระวัง รักษาใจ ไปท่าเดียว เพื่อหลีกเลี้ยว ภัยทั้งสาม ไม่ตามตอม. จากเรื่องกิน เรื่องกาม และเรื่องเกียรติ เห็นเสนียด ในร้อนเย็น ทั้งเหม็นหอม ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ไม่ออมชอม กิเลสล้อม ลวงเท่าไร ไม่หลงลม. จิตสะอาด ใจสว่าง มโนสงบ ทั้งครันครบ กายวจี ที่เหมาะสม. ความเป็นพระ จึงชนะ เหนืออารมณ์ โลกนิยม กระหยิ่มใจ จึงไหว้แล ฯ ภาพลายเซ็น พุทธทาส อินทปัญโญ

น.12 เรื่องการบวช. การพูดอย่างวันนี้ ด้วยความเป็นห่วงผู้บวชใหม่ , โดยเป็นห่วงว่าผู้บวชใหม่มีเวลาน้อย จะไม่ได้อะไรมากที่สุด เท่าที่ควรจะได้. ถ้าประมาทหรืออวดดีมันก็คงคิดว่าไม่มีความ สำคัญอะไรที่จะต้องพูด. แต่ถ้าพิจารณาดูแล้ว ก็มีทางที่จะ ได้หรือจะเสีย จะไม่ได้, มากอยู่. นี่ จึงขอให้ตั้งใจฟังดู ; โดยเฉพาะผู้บวชใหม่แล้ว ต้องการจะพูดเวลาอย่างนี้ เย็น ๆ ด้วย, แล้วก็เวลาอย่างนี้, พูดกลางวัน ในห้องเรียนในชั้นเรียน ก็คิดว่าไม่ค่อยดี. เมื่อวานก็พูดถึงเรื่องที่เฉพาะหน้า, คือ เรื่อง ถือนิสัย นั้น ก็เป็นเรื่องหนึ่งซึ่งมีความสำคัญว่า มัน จะ แก้ความกระด้างทิฏฐิมานะ หรือ ความมักง่าย ความสะเพร่า. อบรมพระนวกะ ครั้งที่ ๑ : ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๑๔

น.13 ๒ ความหมายของการบวช. วันนี้ก็อยากจะพูดถึงเรื่องเบื้องต้นทั่วไป คือความหมาย ของคำว่า "บวช" นี้ เท่าที่รู้กันว่า บวชคืออะไร นี้ มัน ยังน้อย ; คือบวชเพียงท่าทาง กิริยาท่าทาง กับขนบธรรมเนียม ประเพณี, ไม่ค่อยสนใจกันถึงเรื่องทางจิตใจ. จงลอง ฟัง ๆ ดูว่ามันยังมีอะไรอีก นอกจากโกนหัว อยู่อย่างนักบวช ในวัด ; นี้มันยังมีอะไรอีก. ใจความสำคัญมันมีว่า ฝึกฝนบังคับตัวเอง, ฝึกฝนการบังคับกิเลส, บังคับ ตัวเอง, ที่สูงขึ้นไปจากที่ฆราวาสเขาจะบังคับกันอยู่. ถ้าว่า โดยที่แท้ เรื่องบวชนี้เป็นเรื่องของคนที่พอใจ หรือ อิ่มแล้วในเรื่องของความเป็นคฤหัสถ์. นี่ตามหลักทั่วไป แล้วก็เคยบอกให้ทราบแล้ว หลังจากความเป็นคฤหัสถ์ จะเป็น วนปรัสถ์ ที่อยู่ด้วยความสงบ. ดังนั้น เรื่องบวชมันอยู่ที่นี่ ตอนมีอายุ เกษียณอายุ จากความเป็นผู้ครองเรือน ๕๐ - ๖๐ ปี อายุ ๕๐ - ๖๐ ปี ก็พอดี. ผมอยากจะบอกนิดหนึ่งว่า ผมก็พยายามสังเกตมาก ก็รู้สึกทีเดียวว่า ไม่ใช่ด้วยอุปาทาน : ว่าอายุ ๖๐ ปีนี้เริ่ม

น.14 ๓ เปลี่ยนแปลงมากทางจิตใจ, เขาคงถือเอาข้อเท็จจริงอันนี้ พูดกันมาแต่เดิมแต่ก่อนโบราณกาลนี้ อายุ ๖๐ ปีนี้ มันพอ กันที่สำหรับเรื่องยุ่ง ๆ. ต่อมานี่ในเมืองไทยใช้อายุ ๖๐ ปี เป็นกำหนดเกษียณอายุราชการ เป็นต้น ; ก็เข้ากันกับของ โบราณที่เขาวางไว้แล้ว คือถือเป็นหลักกันมาตามที่ธรรมชาติ มันบังคับ. ขอให้ลองสังเกตต่อเมื่อมีอายุ ๖๐ ปี ด้วยตนเอง จะมีอะไรแสดงให้เห็นมาก ; แต่ถ้าไม่สังเกตมันก็ไม่เห็น มันคล้าย ๆ กับว่า จะทรุดวูบวาบลงไปทางร่างกายโดยทั่ว ๆ ไปนี้ คืออ่อนสมรรถภาพในทาง ตา หู จมูก อะไร, พวกที่เป็น ความรู้สึก ความอดทน ความนึกคิด ความจดจำ. ถ้า ต่อสู้ได้ใน ๓ - ๔ ปีต่อมา มันจะค่อยกระเตื้องขึ้นอีกทีหนึ่ง แต่มันเปลี่ยนไปอยู่ในรูปของคนแก่แล้ว. นี่หมายความว่า ไม่ได้เป็นโรคอะไร เป็นไปตามธรรมชาติแท้ ๆ; เพราะ ฉะนั้นธรรมเนียมโบราณ ก็เมื่อพอใจแก่ความเป็นฆราวาสแล้ว เขาก็ออกบวช. ต่อมามันเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะ ในเมืองไทยนี้ มีธรรมเนียมบวชตั้งแต่หนุ่ม ๆ, หรือบวชชั่วคราว ในระหว่าง ที่อายุยังไม่มาก ; เป็นธรรมเนียมใหม่. เนื่องจากเจ้านาย

น.15 ๔ หรือเจ้าแผ่นดินอะไรนี้ เขาบวชกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ประชาชน ก็เลยถือเอาเป็นตัวอย่างและทำตาม. ทีนี้มัน มีการบวชอีก ชนิดหนึ่ง ซึ่งความหมายไม่เหมือนกัน ; ที่แท้ก็ไม่ใช่การบวช มันคือโรงเรียนนั่นเอง. สมัยโบราณเขาไม่มีโรงเรียนเหมือน อย่างที่เดี๋ยวนี้, มันก็คือ สำนักหรืออาศรมของผู้มีความรู้เปิดขึ้น เพื่อรับคนหนุ่มให้ได้รู้ในสิ่งที่ควรจะรู้ มีระยะเวลาจำกัด ; เห็น พอสมควรแล้ว บอกว่าพอ พอ ออกไปได้ ไปเผชิญโลก. อย่างนี้ที่จริงไม่ใช่เรื่องบวช เป็นเรื่องไปเรียนอะไร เหมือนกับไปเรียนสำนักทิศาปาโมกข์ อะไรทำนองนั้น. เดี๋ยวนี้ที่เราบวชกันในเมืองไทย คนหนุ่มนี้มันก็อยู่ ในรูปนี้, ในอย่างหลังนี้. ผู้ใหญ่ คนเฒ่า คนแก่ ก็มอง เห็นว่า ; คนหนุ่มถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติ ไม่มีการควบคุม มากเป็นพิเศษในระยะนั้น จะมีจิตใจที่อันตรายเสียหายได้. ฉะนั้น ให้บวชเณร บวชพระเมื่อหนุ่ม ๆ แล้วก็มาอยู่ในระเบียบ ที่เข้มงวดกวดขัน; มันก็ เปลี่ยนนิสัยเป็นคนที่มีระเบียบ ขึ้นมา ; จำเป็นมากสำหรับคนบ้านนอก. แต่ถ้าไปเรียนใน โรงเรียน ในมหาวิทยาลัยอย่างเดี๋ยวนี้ มันก็ทดแทนกันได้ ถ้าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยนั้นมันดี มีหลักการที่ให้คนหนุ่ม

น.16 ๕ อยู่ในกรอบ อยู่ในขอบเขต หรือการบังคับตัวเอง เพื่อ ความอดกลั้น อดทนเพื่ออะไรทุกอย่าง, พอตกมาถึงเดี๋ยวนี้ มันเสียหมด, เสียหมดทั้ง สองทาง. ในทางวัดนี้ก็เกือบจะไม่มีอะไ ร ที่จะเป็นการ ให้บังคับตัวเองอย่างเข้มงวด อย่างเป็นระยะยาว. ทาง โรงเรียน ทางมหาวิทยาลัย ก็ไปรับวัฒนธรรมใหม่มา, ครูบังคับศิษย์ไม่ได้ ตีไม่ได้ ระเบียบไม่ต้องมี. ศิษย์ก็เลย เป็นลิงทะโมน ไม่เคารพครู หรือมีอะไรมากไปกว่านั้น อย่างที่เห็นกันอยู่. ดังนั้น นักเรียน นักศึกษา ไม่พบกับ การบังคับตัวเองตามแบบของพรหมจารี ก็เตลิดเปิดเปิง จนเป็นอันธพาลทางวิญญาณมาก; รู้อะไรก็เรียนเพื่อ ปากเพื่อท้อง, ปริญญาทั้งหลายเพื่อปากเพื่อท้อง ไม่มีเพื่อ บังคับจิตใจกัน. เป็น พระเป็นเณรสมัยก่อน ก็มีวิชาชีพที่มีให้ เรียน โดยมากการช่าง แต่นั้นไม่ใช่ความมุ่งหมาย ; มุ่งหมาย ให้อยู่ในกรอบ ในขอบเขต ในการบังคับตัวเอง, เป็น ระเบียบเรียบร้อยอย่างพรหมจารี, ประพฤติพรหมจรรย์. ถ้านอกจากจะเรียนอะไรบ้าง วิชาช่างอะไรบ้าง ที่วัดในสมัย

น.17 ๖ โบราณมีให้เรียน, หรือมันเรียนกันไปในตัวนั้น มันก็เป็น พิเศษ ถือเป็นของพิเศษ ไม่ใช่ความมุ่งหมาย. ความ มุ่งหมายให้คนหนุ่มที่กำลังมีความกดดันมากนี้ทางจิต ทาง กิเลส เรียกกันหยาบ ๆ ว่า กลัดมัน อะไรนี้ ไปอยู่ในขอบเขต ; ไปอยู่ในที่ หรือในกรอบวง ที่มันบีบคั้นการกลัดมันนั้น มันยังอยู่ในระเบียบ ให้เป็นไปถูกต้อง นี้ก็เลยเป็นผลดี. แต่ตกมาถึงเดี๋ยวนี้ มันก็เป็นอย่างอื่น, เรียนนักธรรม, เรียน บาลี นี่ไม่ช่วยในเรื่องนี้. ถ้ามีความรู้ในทางหนังสือ ทาง อักษรศาสตร์ ซึ่งล้วนแต่กระตุ้นจิตใจ ให้เห่อเหิมทะเยอทะยาน มันก็มีความกลัดมันอีกแบบหนึ่งในวัดนี่เอง. ก็แปลว่า ไม่เป็น ที่พึ่งแล้ว วัดนี่ ในทางนี้. ทีนี้ทางโรงเรียน ทางมหาวิทยาลัย ก็เหมือนกัน ไม่มีอะไรที่จะบีบคั้นการกลัดมันของหนุ่มสาว ; เพราะ ระเบียบใหม่มันเปิด อย่างที่ไม่รู้ว่าไปไหน ตามกันฝรั่ง ในเรื่องนี้ มันก็อยู่กันอย่างคนกลัดมัน ไม่มีคำว่า "ครูบา อาจารย์" ไม่มีคำว่า "ลูกศิษย์" ; แล้วสอนให้เรียกร้องสิทธิ เต็ม ๑๐๐% หรือเกิน ๑๐๐ % อยู่เสมอ. ลูกศิษย์จึงเรียกร้อง สิทธิที่ไม่ควรจะเรียกร้อง, ทำตัวเป็นอุปสรรค หรือ เป็น

น.18 ๗ ปรปักษ์กับครู ฃครูกับนักเรียนนี่ก็เลยไม่ได้รับโอกาสในเรื่อง การบีบคั้นในการกลัดมัน. ที่ถูกต้องมุ่งหมายที่จะควบคุมการกลัดมันเป็นข้อแรก เป็นประการสำคัญ, แล้วต่อนั้นก็เรียน ๆ เรียนสิ่งที่ควรจะ เรียน เรียนวิชาความรู้ไปด้วย. การควบคุมจิตใจนั่นแหละ เป็นข้อแรก หรือความมุ่งหมาย. เดี๋ยวนี้พวกฝรั่งทำเสียหมด เป็นตัวอย่างที่เลวที่สุดไปตามกัน เขาก็ไม่มีการฝึกฝนทางจิต ทางวิญญาณ ให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ; พอดีมาพบ กันเข้ากับประชาธิปไตย. เด็กใช้เป็นเครื่องมือสำหรับเตลิด เปิดเปิงไปตามกิเลส มันก็ยุ่งกันมากขึ้นทุกที ไม่มีความ สงบสุข ; สู้สมัยคนที่ไม่ค่อยรู้หนังสือไม่ได้. ความเป็น อันธพาลในเมืองหลวงหนาแน่น จนผมนึกทีไรแล้วก็สลดใจ. เมื่อ ๔๐ -๕๐ ปีมา ผมยังไม่ทันบวช เคยไป กรุงเทพฯ ไม่พบอันธพาลแบบกลางถนนหลวงอย่างเดี๋ยวนี้. นั่งรถลากไปกับจีนรถลากสองต่อสอง จากทางล่างขึ้นไปทาง ท่าพระจันทร์, แล้วข้ามเรือไปบางกอกน้อย ไม่ค่อยพบใคร แล้วก็ไม่มีอันตรายอะไร ทุกหนทุกแห่งก็ยังเป็นอย่างนั้น, ได้ความว่า เดี๋ยวนี้ไม่ได้, ทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว มันเต็มไป

น.19 ๘ ด้วยอันตรายอย่างอื่น, ไม่ใช่อันตรายเฉพาะอันธพาล. แม้แต่ กลางวันแสก ๆ. นี่แสดงว่า คนเรามันไปกันใหญ่แล้ว ไม่เชื่อ พระ เชื่อเจ้า ไม่เชื่อบุญ ไม่เชื่อบาป ไม่เชื่ออะไร ; เพราะ ไม่เคยพูดกันถึงเรื่องนี้, การเล่าเรียน เรียนแต่เพียงว่าหา แสวงหา เพื่อความต้องการของเราได้มากที่สุดเท่าไร เป็นการดี ; เพียงเท่านี้มันก็เสียหลักแล้ว จิตใจไม่ถือว่าดี หรือชั่วแล้ว ถือว่าได้แล้วก็ดี. นี่เรียกว่าเราหมดที่พึ่งทางวัด ตามแบบวัด นี้ก็เลวลง หรือหมดไป, ทางโรงเรียน ทาง การศึกษาแผนใหม่ มันก็ไม่ให้อะไร ในเรื่องนี้ ; กลับยุ แต่ให้อยาก หรือ ให้แสวงหาอย่างแรงกล้า เท่านั้น. นี่ผม ขออภัยที่พูดว่า ปริญญายาวเป็นหาง มีแต่ปริญญาที่ยุให้ ทะเยอทะยาน, มีความปรารถนา มีความต้องการ มีความ ดิ้นรน. ทีนี้พวกคุณมาบวช เป็นนิสิตมาบวช ลาบวช ระหว่างปิดภาค หรือว่าลาบวช ข้าราชการลาบวช อะไรก็ตาม มันมีช่อง มีโอกาส ที่ว่าระหว่างสามเดือนนี้ขอให้ได้รับอะไร ที่เป็นความมุ่งหมายเดิมอันแท้จริงของการบวช, นี้ขอโอกาส

น.20 ๙ พูดนิดหนึ่งว่ามีบางท่านที่บวชมาแต่อื่น อุปัชฌาย์จะสอน ความหมายของคำว่า บวช อย่างไรก็ไม่ทราบแต่ถ้าผมบวชแล้ว สอนทุกที จนรำคาญที่จะฟังแล้ว. สำหรับคำว่า บวช-บวช แปลว่า เว้นหมด ไปหมด จากภาวะ หรือการกระทำชนิดที่ฆราวาสเขาทำ . นี่ก็ เว้นหมดจากสิ่งที่ต้องเว้นตามวินัยของการบวช ; คือทั้งหมด นั้นเป็นการบีบคั้น บังคับตัวเอง บังคับจิตใจ บังคับอะไร ต่างๆ ในรูปใหม่ ; ให้ได้รับการบีบคั้น. เมื่ออยู่ในระเบียบ ในวินัย สิกขาบทนี้ มันมีการบีบคั้น ; ก็ช่วยไม่ได้. ดังนั้น ถ้าคิดบวชเพื่อจะมาหาความสนุกสนาน ก็เป็นความคิดที่ผิด, ผิดอย่างไม่มีอะไรเหลือ. ถ้าคิดว่าจะเข้ามาสู่การบีบคั้น การ ขูดเกลา แล้วก็ มันถูกที่สุด. มีพระพุทธภาษิตตรัสไว้ ตรง ๆ สั้น ๆ ว่า พรหมจรรย์ ของเรา ของตถาคตนี้เป็นไปเพื่อการขูดเกลา ; นี่ช่วยจำไว้ด้วย. ชีวิตการบวชนี่ก็เรียกว่า พรหมจรรย์. พระพุทธเจ้าท่าน เปิดเผย ท่านยืนยันเหมือนจะบอกให้รู้ว่า ; พรหมจรรย์นี้ เป็นไปเพื่อการขูดเกลา. มีความหมายอย่างเดียวกันว่า เป็นแผลเน่าแผลอะไรนี้ ขูดเนื้อเน่าออกไปให้เหลือแต่เนื้อดี,

น.21 ๑๐ ใส่ยาให้หาย นั่นแหละขูดเกลา ; หมายความว่าอย่างนั้น นี่พรหมจรรย์นี้ เป็นไปเพื่อการขูดเกลา ก็คือว่า ขูดเกลา พิษร้าย พิษ หรือ วิเสวนา พิษร้ายกาจของคนหนุ่ม ที่มันเพิ่มขึ้น ๆ ทุกวัน ๆ เพราะการตามใจตัวเอง, ใคร บังคับไม่ได้ ; แม้แต่พ่อแม่ก็บังคับไม่ได้ ; นี่คือเนื้อร้าย หรือพิษร้าย. ตัวหนังสือว่า วิเสวนา นี้แปลว่า เสพมาผิด ๆ คบเสพ มาผิด ๆ ; เช่น เราเป็นเด็ก พ่อแม่บังคับไม่ได้ มันก็เกิด จากความเกิดการคบเสพกับสิ่งชั่ว สิ่งผิด นั่นแหละ ทีละ นิดๆๆ ๆ มีลักษณะยิ่งใหญ่ คือ การตามใจตัวเอง ตามใจ กิเลส ตามใจตัวเอง; แล้วก็ทำอะไรอีกมากมาย ที่ไม่ น่าดู. นั่นคือเนื้อร้ายที่ว่า พรหมจรรย์นี้จะต้องขูด. ถ้าบวชจริงกัน จะบวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง ก็ต้องเอาให้จริงในระหว่าง ๓ เดือนที่บวชนี้ คือ ยอมให้ถูกขูด. อย่าคิดตามที่เคยชินอยู่ เรื่องกิน เรื่องนอน เรื่องนุ่ง เรื่องห่ม เรื่องอะไร ก็สุดแท้ ทุกเรื่องไปเลย ขอให้อยู่ในระเบียบ ; แล้วระเบียบนั้นจะช่วยขูด พรหมจรรย์ของพระพุทธเจ้า จะช่วยขูดให้สะอาดไปหมดทางกาย ทางวาจา ทางใจ, หรือ

น.22 ๑๐ อิริยาบถไหน เดิน ยืน นั่ง นอน กิน อาบ ถ่าย, กระทั่งถึง การคิดการนึกอะไรต่าง ๆ มันจะช่วยขุดให้เหลือแต่ส่วนที่ สะอาด ไม่มีโทษ. ถ้าเอากันจริง ๆ ๓ เดือนนี้จะช่วยได้มาก. นี่เรียกว่าบวชภาษาไทย, ในภาษาบาลีว่า ปัพพัชชา = ป.ว.ช. ปั่พ คือ ป พัพ ซ้อนกันสองตัว คือ พ หรือ ว, ชา คือ ช, ป.ว.ช. นี้ บวช. บวช แปลว่า เว้นหมด ไปหมด ไปหมด เว้นหมด, ป เท่ากับว่า หมด ว - ข เท่ากับว่า ไป หรือ เว้น, จำอันนี้ ไว้ด้วย. มัน ต้องเว้นหมดจากเมื่อเป็นฆราวาส ความคิด การกระทำ การพูดจา อะไรต่างๆ นี้ ต้องเว้น; การกิน การอยู่ การนุ่ง การห่ม ก็เว้นหมด ; คือเว้นความคิดนึก อย่างฆราวาส แล้วก็มารับเอาระเบียบวินัย. วินัยที่เป็น หลักก็คือปาฏิโมกข์ อุตส่าห์อ่านที่เป็นภาษาไทย นี่เรียกว่า วินัย. ที่ละเอียดปลีกย่อยหยุมหยิม ก็เรียก "อภิวินัย" ทำได้ เท่าไรก็ได้ เว้นบ้างก็ได้ นี่เป็นส่วนอภิวินัย, แต่ว่าวินัย แท้ ๆ นั้น ไม่มีโอกาสให้เว้น ไม่มีข้อยกเว้น ต้องถือวินัยที่ เรียกว่า ปาฏิโมกข์ ที่ว่า ๒๒๗ สิกขาบท ; เดี๋ยวนี้ไม่ค่อย ถึงแล้ว เพราะเหตุการณ์บางอย่างเปลี่ยนแปลง จนไม่มีสิ่ง

น.23 ๑๒ เหล่านั้น เช่น ไม่มีภิกษุณีไม่มีแล้ว ข้อปฏิบัติ ๒๒๗ นั้น ก็ เหลือไม่ถึง ๒๒๗. แต่ว่าต้องทำ ต้องทำกันเต็มที่. ไป อ่านดู มันทั้งหมดเลย. ทีนี้อ่านดู ขอให้อ่านชนิดจับความหมายให้ได้ อย่าถือตามตัวหนังสือ, จะยกตัวอย่าง ; เช่นว่า เป็น อาบัติปาจิตตีย์ เพราะการหัวเราะในน้ำ, คือไปเล่นน้ำแล้วไป หัวเราะเล่นกันอยู่ในน้ำ ในสระ ในลำธาร อะไรก็ตาม เป็น อาบัติปาจิตตีย์ เพราะหัวเราะในน้ำ ตัวหนังสือมันว่าอย่างนั้น ความหมาย ของมันนั้น เพราะเล่นน้ำเหมือนกับเด็ก ๆ ; ทีนี้ต้องขยายความหมายออกไปว่า เล่นอย่างอื่นที่คล้ายกับ เล่นน้ำ ก็เล่นไม่ได้เหมือนกัน พระพุทธเจ้าท่านมุ่งหมายที่ จะไม่ให้ทำในความหมายอย่างนั้น. ว่ายน้ำนั้น เมื่อต้องว่าย หรือมันมีอันตราย หรือจะหัดว่ายน้ำ ไม่เป็นอาบัติข้อนี้. แต่ถ้าเล่นน้ำเพื่อความสนุกสนานนั้นแล้วก็เป็นอาบัติ. เขา ไม่ให้เล่นหัวอย่างเด็กในที่อย่างนั้น; ก็ต้องเว้นหมด. เราซื่อตรงต่อตัวเอง อย่าเป็นเหมือนคนชาวบ้าน ฆราวาส เรียนกฎหมายเพื่อหาทางแก้ตัว เพื่อหาทางทำผิด ไม่ให้ต้องผิดกฎหมาย เพื่อช่วยคนทำผิด เขาเรียนกันอย่างนั้น.

น.24 ๑๓ เราเรียนวินัยเพื่ออย่างนั้นไม่ได้ ต้องเรียนวินัยเพื่อปฏิบัติ ; "ไม่ใช่เรียนวินัยเพื่อแก้ตัวว่า ไม่ผิดวินัย หาช่องแก้ตัว. ที่นี้ โลกเลวลง ก็เพราะเขาเรียนกฎหมายกันในลักษณะอย่างนี้ เรียนกฎหมายเพื่อแก้ตัวให้ตัวเอง หรือพรรคพวกของตัว. เรียนกฎหมายเพื่อจะเอาเปรียบผู้อื่น คณะอื่น หมู่อื่น หรือ ประเทศอื่น เมื่อมีกรณีเกิดขึ้นระหว่างประเทศ ก็จะใช้วิชา กฎหมาย เพื่อจะช่วยตัวให้เอาเปรียบผู้อื่น มันเป็นเช่นนี้ ; เพราะมนุษย์มันเลวลง มันเห็นแก่ตัวมาก. เราบวชเข้ามาในศาสนานี้ จะเรียนวินัยในลักษณะ อย่างนั้นไม่ได้ เรียนวินัยเพื่อให้รู้หลัก รู้ความมุ่งหมาย แล้วปฏิบัติให้ตรงจุด ตรงความมุ่งหมาย แล้วก็ไม่งมงาย ชนิดถือตามตัวหนังสือว่า "เพราะหัวเราะในน้ำ" ตัวหนังสือ มันว่าอย่างนี้. ที่จริงก็เป็นตัวหนังสือที่ถูกต้อง และดีที่สุด ; หัวเราะในน้ำก็คือ ไปหาความสนุกสนานในน้ำ. ที่เขาแปล เป็นภาษาไทยให้เรียน ดูเหมือนยังไม่ค่อยถูก ; เป็นอาบัติ ปาจิตตีย์ เพราะว่ายน้ำเล่น ; เช่นนี้ยังไม่ถูก, ถูกไม่หมด บาลีเดิมเขาว่า อุทเก หสฺสธมฺเม ปาจิตฺติยํ; ตามตัวหนังสือ แต่ละตัว แปลว่า เป็นปาจิตตีย์ เพราะหัวเราะในน้ำ. จะ

น.25 ๑๔ ว่ายน้ำ หรือไม่ว่ายน้ำก็ตาม แต่ลงไปเล่นน้ำ หยอกกันเล่น หัวเราะกันได้ในน้ำ ก็เรียกว่า เล่นน้ำ เป็นปาจิตตีย์เพราะ เล่นน้ำเพื่อความสนุกสนาน ; ไม่ใช่ว่ายน้ำเล่นอย่างเดียว อื่นด้วยก็ได้ จะต้องเรียนให้รู้ ความหมายมันเป็นอย่างนี้. จะถือตามตัวหนังสือก็ดี ดีกว่าความหมายที่มันผิด. แต่ว่า ถือตามตัวหนังสืออย่างเดียว ไม่ถือตามความหมายที่กว้างที่ถูก มันไม่ค่อยดี. ทุกๆ องค์ ต้องมีหนังสือนวโกวาท. ถ้าบวช ที่นี่ก็ต้องระบุให้ซื้อหนังสือ อุปสมบทวิธีและบุพพกิจภิกษุใหม่ เล่มหนึ่ง นวโกวาท เล่มหนึ่ง สองเล่มก็พอที่จะเรียน. เมื่อปฏิบัติตามวินัยเหล่านั้น มันก็มีการบีบบังคับ ตัวเอง ส่วนที่เป็นของเลวให้รีบบีบให้ออกไป ให้เหลือแต่ ของไม่เลว คือดีนั่นเอง. ที่นี้อยากจะขอร้องทุก ๆ องค์ โดยเฉพาะที่บวชใหม่ว่า จงเสียสละ, เสียสละความสุขสนุกสนาน เสียสละความเห็นแก่นอนแก่พักแก่ผ่อน อะไรนี่. พยายาม ให้พระพุทธเจ้าเป็นเหมือนแพทย์ ถือเหล็กคม ๆ มาขูด แผลเน่าของเรา. พูดอย่างอุปมาให้จำง่าย ถ้าเราปฏิบัติ อย่างนี้ มันจะเป็นเหมือนอย่างนั้นจริงๆ เหมือนกับพระ- พุทธเจ้ามีชีวิตอยู่ ถือเหล็กคม ๆ มาขูดแผลเน่าที่เนื้อที่ตัว ของเรา ; ขอให้นึกให้เห็นอย่างนี้.

น.26 ๑๕ ขอให้เห็นอย่างเดียวกับที่พูดเมื่อคืนนี้ว่า; โดย หลักการที่พระพุทธเจ้าท่านได้วางไว้อย่างมีอะไรในตัว อย่าง ลึกซึ้ง จะทำให้ศาสนาอยู่ได้, จะทำให้พระศาสนาอยู่ได้ กี่พันปีก็ได้, โดยไม่ต้องมีอะไรภายนอก ชนิดที่เป็นการบีบ บังคับ ลงโทษลงทัณฑ์กันเหมือนเดี๋ยวนี้. การมีกฎหมาย คณะสงฆ์ หรือกฎหมายทางบ้านเมืองขึ้นมาบังคับพระนี้เป็น ของไม่ถูกต้อง ; แต่ว่าจำเป็นเพราะว่าคนมันเลวลง จึง ต้องให้กฎบังคับทางโลกออกกฎหมายมาบังคับพระอีกที่หนึ่ง ; เพราะว่าพระไม่ทำตามหลักการที่พระพุทธเจ้าท่านวางไว้. ถ้า พระเราทำตามหลักการที่พระพุทธเจ้าท่านวางไว้ จะไม่มี ความจำเป็นอะไรที่ต้องมีกฎหมายคณะสงฆ์. นี่ ขอให้จงรักภักดีต่อพระพุทธเจ้า แล้วการ บวชนี้จะเป็นการบวชที่ได้ผลเหลือที่จะกล่าว ได้ผลมหา ศาล ; ตัวเองก็ได้, ญาติพี่น้อง บิดามารดาก็ได้, เพื่อน มนุษย์ก็ได้, ศาสนาเองก็พลอยได้. ผมบอกอานิสงส์อย่างนี้ อานิสงส์ของการบวช ผู้บวชได้มากที่สุด คือเปลี่ยนหมด ข้างในเปลี่ยนไปในทางที่ถูกต้อง, แล้วญาติทั้งหลาย มีบิดา มารดาเป็นต้นพลอยอิ่มอกอิ่มใจ พลอยได้รับส่วนกุศล ; คือ

น.27 ๑๖ ว่าเป็นญาติในพระศาสนามากขึ้น คือมีหัวใจเข้ามาในศาสนา มากขึ้น. แล้วช่วยกันทำสิ่งนี้ให้มีอยู่ในโลก โลกนี้ก็จะมี สันติ และศาสนาก็จะไม่ขาดสูญ, มีการสืบอายุพระศาสนา ต่อไปอีก ได้ผลดีอย่างนี้. ดังนั้นจึงหวังว่า ๓ เดือนเท่านั้นที่ลาบวชนี้ บวช ใหม่นี้คงจะยินดีทุกคนที่บวชอยู่หลาย ๆ ปี อยู่ตลอดชีวิตนั้น ก็มีการที่ต้องทำ ต้องทนมาก; แต่ชั่ว ๓ เดือน ๔ เดือน ที่บวชนี่ ควรจะปักใจอดกลั้น อดทน ให้มันได้ ให้มันได้เต็มที่ อย่าไปมองคนอื่นในแง่อื่นที่จะทำให้ท้อถอย ถ้ามีเพื่อน บรรพชิตที่เลว ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปสนใจ หรือเอาอย่าง ; เพราะเราต้องการจะทำให้ดีที่สุด. มันช่วยไม่ได้ เพราะมัน อยู่กันมาก ๆ บวชตามที่เป็นประเพณี แล้วมันต้องมีคนที่เลว หรือมีพระมีเณรที่เลว ติดเข้ามาบ้าง; นี้อย่าเอาไปเป็น ข้ออ้าง. ต้องถือเอาพระเณรที่ดี เป็นตัวอย่าง เป็นข้ออ้าง ไว้เสมอ. เดี๋ยวนี้มักจะว่า คนนั้นเขาทำถึงอย่างนั้น เราไม่ได้ ทำถึงอย่างนั้น ก็ควรจะทำได้. อย่างนี้มันจะเลวลง ๆ เพราะ ไปเอาคนเลวมาเป็นเครื่องอ้าง. ในโลกกำลังเป็นอย่างนี้ นักเรียนหรือว่าอะไร ก็เหมือนกัน, ไปเอาผู้เลวเป็น เครื่องอ้าง มันก็เลยกระโจนตามกันไป.

น.28 ๑๗ พระพุทธเจ้าท่านมีระเบียบ มีวินัย อะไรอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่ทำอย่างนั้น ; ให้สลัดคนเลวทิ้งไปเสีย ไม่เอาอย่าง ไม่อะไร. แต่ไม่จำเป็นต้องไปทะเลาะกับเขา . เราไม่รู้ ไม่ชี้, ดูแต่ว่า อะไรมันถูกต้อง ก็เอาอย่างนั้น ให้ทัน กับเวลาที่ว่า เราบวช ๓ -๔ เดือนนี้ ต้องได้อะไรมาก อย่าไปทำรั่วไหล หกไปเสีย โดยไปสนใจ เรื่องทำนองอย่าง นั้น. พระพุทธเจ้าท่านขอร้อง วิงวอนอะไรมากมาย ที่ว่า ให้มีศีลเสมอกัน มีความคิดเห็นเสมอกัน เหมือนกันนี้. แต่ มันเป็นไปไม่ค่อยได้ มีศีลเสมอกันไม่ได้, ได้โดยยาก มีความคิดเห็นเสมอกัน ไปในแนวเดียวกัน ก็ยิ่งจะไม่ได้ ; ทั้งที่พระพุทธเจ้า ขอร้องวิงวอน วางไว้เป็นหลักว่า จงมีศีล สามัญญตา ทิฏฐิสามัญญตา. แต่ขอให้ทุกคนพยายาม ทำที่จะให้เป็นอย่างนั้น, จะเสมอกันนี้ ไม่ใช่ว่าให้ไปตามใจ ใครคนใดคนหนึ่ง; ให้เอาตามที่พระพุทธเจ้าท่านวางไว้ อย่างไร ; เมื่อทุกคนปฏิบัติอย่างนั้น หรือคิดไปในแนวนั้น ความคิดและการปฏิบัติมันก็เหมือนกันได้ มันมีหลักอยู่ อย่างนี้.

น.29 ๑๘ ทีนี้เมื่อ คนบางคนเขาไม่ทำ ก็ยกให้เป็นคน เลวไปเสียก็แล้วกัน, บางองค์ก็เห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว เห็นแก่กิน เห็นแก่เกียรติ เห็นแก่อะไรอย่างนี้, มันก็อยู่ใน พวกเลว, ก็อย่าไปสนใจเลย. ไม่ว่าวัดไหน มันต้องมีพระเลว, ถึงแม้ในวัดของพระพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาล ก็มีพระเลว ไปอ่านดูประวัติทั้งหลายในวินัยปิฎก พระพุทธเจ้าท่านสอน ให้ตั้งตัวเอง ที่จะไม่เลวไปตามนั้น หนักๆ เข้าคนเลวมัน ก็อยู่ไม่ได้. เปรียบในเรื่องนี้ว่า เหมือนกับซากศพ ทะเล มันจะชัดขึ้นหาด ; หรือของต่าง ๆ ที่ไม่ควรอยู่ในทะเล คลื่นในทะเลมันจะสาดขึ้นมาบนบก. ทีนี้เมื่อแต่ละองค์ถือ วินัยนี้ ไม่รู้ไม่ชี้คนเลว คนเลวก็จะอยู่ไม่ได้เอง ไม่เร็วก็ช้า ไม่ช้าก็เร็วนี้. นี้เป็นปัญหาส่วนหนึ่งที่ว่า จะปฏิบัติกับคน เลว ถ้ามันมี ; เราก็ทำตัวเหมือนกับว่าเรามีความต้านทาน มีอะไรคุ้มครอง ; เพราะเรามีเวลาจำกัด บวชเวลาจำกัด บวชใหม่นี้ ศึกษาในส่วนที่ควรศึกษา เป็นพวกไปเป็นเรื่อง ๆ ไป.

น.30 ๑๙ ความหมายของคำ "ศึกษา" ทางศาสนา. ทีนี้ก็มาถึงคำว่า ศึกษา คำว่า "ศึกษา" ในภาษา ศาสนานี้ หมายถึงการบีบบังคับ บังคับตัวเอง เรียกว่า ศึกษา. เรียนพระไตรปิฎก เรียนนักธรรม เรียนบาลีนี้ พระพุทธเจ้าท่านไม่เรียกว่า ศึกษา ; ไม่มีกิจการปริยัติ ใน สมัยพระพุทธเจ้า. ดังนั้น มันจึงไม่เคยเรียก ไม่ถูกเรียก ไม่รู้เรื่อง มีแต่ปฏิบัติเท่านั้น คือรับคำบอกเพียงไม่กี่คำ เอา ไปปฏิบัติเป็นเดือน ๆ แล้วก็ได้รับคำบอก หรือคำแนะนำที่ เหมาะแก่ตนด้วย, ไม่เหมือนกันทุกคน ไม่ใช่เรียนอะไร เหมือน ๆ กันทุกคน. คำว่า ศึกษา ก็คือ บีบบังคับตัวเอง ให้อยู่ใน วินัย ในศีล ในสมาธิ ในปัญญาสิกขา. ศีลสิกขา เช่น วินัยควบคุมตัวเอง และหมู่คณะ, สมาธิสิกขา, หรือจิตตสิกขา ฝึกฝนจิต บังคับจิต ให้จิตอยู่ในความถูกต้อง, และก็มีอำนาจ มีกำลังที่จะทำงานของจิต, ปัญญาสิกขา ก็คือ ทำให้เกิด ปัญญา รู้สิ่งที่ควรจะรู้ถูกต้องตามที่เป็นจริง ; ไม่ใช่รู้หนังสือ ไม่ใช่ท่องสูตร ท่องอะไร. ปัญญาสิกขา หมายถึงให้รู้ตัว

น.31 ๒๐ ความทุกข์ ตัวเหตุให้เกิดทุกข์ ตัวอะไรจากภายใน จากตัวจริง จากของจริง, อย่างนี้เรียกว่าปัญญาสิกขาตามความมุ่งหมาย ของคำว่า ปัญญาสิกขา. ส่วนปัญญาเรียนปริยัติ เรียนสุตะนั้น มันอีกอันหนึ่ง ไม่รวมอยู่ในนี้. นี้ขอให้พูดกัน คุยกัน ปรึกษาหารือกันแต่ในเรื่อง ของหน้าที่ ศีลสิกขา จิตตสิกขา ปัญญาสิกขา ๓ สิกขานี้ ให้มันสนุกไปกันแต่ในทางที่จะรู้ ; แล้วก็ปฏิบัติในส่วนนี้ เท่านั้นเอง ไม่มีอะไร ที่เรียกว่าบวช บวช หรือบรรพชา มีเท่านี้เอง : มีศีลสิกขา เพื่อขูดเกลา เวลาเนื้อเน่า ๆ ใหญ่ ๆ เลว ๆ, จิตตสิกขาก็ขูดเกลาที่รองลงไป, ปัญญาสิกขาก็ ขูดเกลาชั้นละเอียด ๆ ชั้นที่ดูคล้าย ๆ กับว่าไม่มีอันตราย แต่อันตรายลึก. นี่มันมีเพียง ๓ อย่างนี้ : ศีล สมาธิ ปัญญา. ทำไป ๆ สมบูรณ์เมื่อไร เป็นพระอรหันต์เมื่อนั้น. ยังไม่ถึง ความสมบูรณ์ ก็เป็นอะไรที่รอง ๆ ลงมา อย่างน้อยก็เป็นภิกษุ สามเณรที่ดี. บวชแล้วต้องปฏิบัติที่ขูดเกลากิเลส. ให้ผู้บวชใหม่ทุกคนถือว่า เวลามีน้อยมาก; ถ้า ไปสนใจนอกเรื่อง ไปสนใจนั่นนี่ หม่นหมอง ฟุ้งซ่าน อะไร อยู่ จะไม่ได้ผลตามที่ควรจะได้ ในระยะเวลา ๓-๔ เดือนนี้.

น.32 ๒๑ ทีนี้ก็มีเรื่องอื่น ๆ ที่มันเบ็ดเตล็ดออกไปจาก ๓ เรื่อง นี้: เรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา นี้เป็น ๓ เรื่อง, ถ้ารวม แล้วก็ คือเรื่องเดียว คือ พรหมจรรย์ที่ขูดเกลากิเลส แยก เป็น ๓ เรื่อง คือ ศีล สมาธิ ปัญญา, ใน ๓ เรื่องนี้จะแยก เป็นเรื่องย่อยอีกเท่าไรก็ได้ แต่รวมแล้วมันเป็นเรื่องขูดเกลา, ให้เป็นเรื่องขูดเกลาไปตั้งแต่เรื่องเบื้องต้นที่สุด. เรื่องกิน เรื่องนอน เรื่องอยู่ เรื่องนุ่ง เรื่องห่ม เรื่องใช้เรื่องสอย นี้ เราก็ไม่ต้องถามใครนักก็ได้ ; คือ ให้คิดเอาเอง ว่า กินอยู่ นุ่งห่ม ใช้สอย สิ่งของอะไรต่างๆ ในลักษณะอย่างไร มันเป็นการขูดเกลาความมักมาก ความเห็นแก่ตัว. เมื่อก่อนบวชเคยอยู่สบาย นั่ง นอน กิน อยู่ อะไร มันสบาย พอบวชเข้ามันก็เปลี่ยนแปลงไป, คำว่า สบาย ต้อง เปลี่ยนไป เป็นสบายอย่างบรรพชิต. สบายนี้เขาเรียกว่า สบายเหมือนกัน. พอบวชแล้ว จะกินอยู่ ใช้สอยอะไรอย่าง เมื่อไม่ได้บวชนั้นไม่ได้ ; เช่นในเรื่องที่นอนสบาย ของใช้ สวยงาม อะไรต่าง ๆ นี้. ที่เคยสบายเมื่อเป็นฆราวาสนั้น กลายเป็นอบาย หรือฉิบหาย หรือว่าเป็นทุกข์แก่ผู้ที่บวช. ผู้ที่บวชจึงต้องใช้เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ไม้สอย อาหารการ

น.33 ๒๒ กิน อะไรต่าง ๆ เปลี่ยนรูปไป ให้มันสบายแก่ความเป็น นักบวช : กินน้อย กินง่าย กินเลว อะไรก็ได้. ยิ่ง สบาย สำหรับผู้บวช ก็คือมันสบายแก่การกำจัดกิเลส, เรา เคยกินอยู่ที่บ้านนั้นมันสบายแก่การตามใจกิเลส คือสบายแก่ กิเลส ทีนี้พอบวชมันต้องเปลี่ยนให้เป็นเรื่องสบายแก่การ กำจัดกิเลส ; คือสบายแก่พระธรรม แก่ธรรมะ แก่ความ เป็นธรรม การมีธรรม การประกอบด้วยธรรม. นอนง่าย ๆ หนุนหมอนไม้ อะไรต่าง ๆ ก็ตาม กลับสบาย สบายที่สุด สำหรับการกำจัดกิเลส, จะช่วยให้กำจัดกิเลสนั้นง่ายเข้า. อาหาร ก็เหมือนกัน ที่เคยอร่อย เคยติดในรสอาหาร นั้น มันสบายแก่กิเลส ; ก็เปลี่ยนเป็นให้มันถูกต้อง หรือ สบายแก่การกำจัดกิเลส แก่พระธรรม ตามแบบ ตาม ระเบียบที่มีอยู่ ก็ กินอาหารสักว่ายังชีวิตให้เป็นไป, นี้ไม่ใช่หมายกินอาหารให้อร่อย. อยู่ที่บ้านมันไม่ใช่กินอาหาร มันกินกามารมณ์ชนิดหนึ่งทางลิ้น, กามารมณ์หรือกามคุณ ; กินเพื่ออร่อย นั่นมันก็กินกามารมณ์หรือกามคุณ. ถ้ากิน เพื่อชีวิตอยู่ได้อย่างถูกต้องนี้ ก็กินอาหาร กินอาหารอย่าง ถูกต้อง ไม่เป็นกามารมณ์. เราต้องเปลี่ยนมาเป็นกินอยู่

น.34 ๒๓ นุ่งห่ม ใช้สอย อะไร อย่างที่ไม่เป็นกามารมณ์ ; แต่เป็น ปัจจัยที่จำเป็นแก่การมีชีวิตอยู่นี้. แต่เดี๋ยวจะเข้าใจผิดว่า จะไม่ต้องมีจีวรสวย เรียบร้อย อย่างนี้; นี่ความหมายที่ลึกมันอยู่ที่อย่างอื่น. จีวรนี้ไม่ ต้องการให้สวย ต้องการให้ตัดให้แหลก ; ไม่ให้เป็นที่ ปรารถนาแห่งโจร นี้ขโมยไม่ต้องการ เพราะมันถูกตัดแหลก แล้วมาเย็บ ปะ. จีวรที่แท้ ต้องเป็นอย่างนี้ แล้วก็ ย้อมให้ มันทนทาน, แล้ว เป็นสีที่เหมาะสม สำหรับผู้เป็น นักบวชจะไม่ลำบาก. นี่มาเห็นว่า โอ๊ย ! จีวรต้องเย็บสวย ต้องผ้าเนื้อดี ต้องย้อมสีสวย แล้วก็กลายเป็นสวยไปเลย ; นี้มันผิด ผิดไปหมด. บริโภคอาหาร ก็เหมือนกัน ต้องเป็นเปรต - ปรทตฺตูปชีวี. นี่ เป็นผู้ที่มีชีวิตอยู่ได้ เพราะสิ่งที่ผู้อื่นให้ อย่างเราฉันกันอยู่ทุกวันนี้ ถือว่าชาวบ้านให้ หรือแม้แต่ โรงครัวให้ก็ต้องถือเป็นผู้อื่นให้. เราไม่ได้ไปบีบบังคับเขา ว่า ให้ทำอย่างนั้น อย่างนี้ ; เขาจะทำมาตามเห็นสมควร. ฉะนั้นเรา ต้องกินอาหารตามที่เรียกว่า ตามที่ผู้อื่นให้ ตามมีตามได้. บางทีก็อร่อย บางทีก็ไม่อร่อย บางทีก็

น.35 ๒๔ มากไป บางทีก็น้อยไป บางทีก็เย็นชืด มันก็แล้วแต่มันจะ เป็นไป. นั่นแหละจึงจะเรียกว่า กินอาหารอย่างพระ. ที่อยู่อาศัย ก็นับว่า ไม่มีปัญหาละ ที่จัดให้อยู่นี้ มันก็ถูกต้อง อย่าไปเปลี่ยนแปลงมัน ; อยู่ง่าย ๆ แต่ละ ส่วน เป็นส่วน ๆ ไป. เรื่อง ยาแก้โรค นี่ ของเดิมแท้ ๆ เภสัชที่ทำประกอบ ขึ้นมาโดยใช้น้ำมุตรเป็นหลัก. เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีใครรู้จัก ทำไม่ เป็น, ทำไม่ได้; ก็ ให้ถือหลักว่า ให้มันง่ายให้มันไป ตาม ธรรมชาติ. อย่าให้กลายเป็นหยูกยาที่มันสำอางหรืออะไร. แต่เรื่องนี้ไม่เป็นไร เพราะไม่มีใครอยากกินยา เพื่อความเอร็ด อร่อย หรือเพื่อกามารมณ์ ; ก็แปลว่า ใช้ยาตามที่มันจำเป็น เพื่อจะแก้โรค. แต่ต้องยอมรับด้วยความอดทน อย่าไป นึกถึงว่า มันต้องไม่เจ็บ ต้องไม่ขม ต้องไม่อะไร ทำนองนั้น, ให้มันขม ให้มันเจ็บ ให้มันอะไรไปตามเรื่อง มันหายก็แล้ว กัน. สมัยพระพุทธเจ้า ในสมัยโน้น มันง่ายมาก. พูด ไปมันก็ยืดยาว แต่สรุปความว่า คนมันมีชีวิต หรือ มีความ เป็นอยู่ ชนิดที่มีโรคภัยไข้เจ็บน้อย ; ไม่รู้จักโรคเส้นประสาท

น.36 ๒๕ ไม่รู้จักความดันโลหิตสูง ไม่รู้จักเบาหวาน ไม่รู้จักอะไร ทำนองนี้. โรคเหล่านี้เป็นของสมัยใหม่ เพิ่งเกิดเมื่อมนุษย์ มีภาระมาก มีความวิตกกังวลมาก ; ฉะนั้นเขาจึงมีโรคชนิดที่ มันธรรมดา ธรรมชาติเหลือเกิน, เป็นได้ยาก หายได้ง่าย จึง ใช้ยา มูตร คูถ เถ้า ดิน อะไรได้ . มูตร คือ ปัสสาวะ คูถ คือ อุจจาระ ขี้เถ้า และก็ ดิน, สี่อย่างนี้เป็นยาที่ภิกษุคว้ามาฉันได้ ที่ไหนก็ได้ ; ไม่ต้อง ประเคน เรียกว่าไม่ต้องประเคน แต่อาจเอามาผสมปนเป ปรุงแต่งกันไปได้. ใช้ดินเป็นเยื่อยา ใช้มูตรเป็นน้ำละลายยา ; แล้วเอาไปผึ่งแดดให้เปลี่ยนแปลง ให้กลายเป็นของกินได้ ; แล้วมันก็แก้โรคอะไรหลายอย่างจริงเหมือนกัน. โรคที่มนุษย์ จะเป็นตามธรรมชาติแล้ว มันก็หายแน่ แต่โรคบ้าบอของคน สมัยนี้อาจจะแก้ไม่ได้ เพราะว่ามันเกินไป เกินธรรมชาติ. เราดูสัตว์เดียรัจฉานเป็นโรคน้อย เป็นโรคภัยไข้เจ็บ น้อย; เมื่อพันปีมาแล้วเป็นอย่างไร มันก็มีโรคภัยไข้เจ็บ เท่านั้นแหละ. แต่ มนุษย์นี้มีโรคภัยไข้เจ็บใหม่ สมัยใหม่ ยิ่งใหม่ขึ้นทุกที ; เพราะความเป็นอยู่มันเปลี่ยนแปลง. คน เดี๋ยวนี้จะต้องใส่ฟันชุดใหม่เมื่ออายุ ๒๐ - ๓๐ ปีก็มี เพราะ

น.37 ๒๖ อาหารการกินเปลี่ยนแปลง อะไรเปลี่ยนแปลง ๆ. แต่สุนัข มันไม่เคยใส่พันใหม่ อยู่ไปจนตัวตายเหมือนกับที่แล้วมา ; เพราะมันไม่มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องกิน เรื่องอะไร. ทีนี้ มีการเปลี่ยนแปลงในการเป็นอยู่ การกิน อะไรมาก สิ่งเหล่านี้ ฟันก็ชำรุดเร็ว. ผมเดี๋ยวนี้อายุ ๖๖ ปี ยังใช้พันชุดเดิม แม้ว่าบางอันจะผู้ไปบ้าง ต้องถอนทิ้ง เท่าที่เหลืออยู่ยังใช้ได้ ไม่ได้เติม ไม่ได้อะไร ที่โหว่ก็โหว่ อยู่อย่างนั้นเองยังใช้ได้ ; เพราะว่าผมยังกินอาหาร กินอะไร ไปตามแบบเดิมหรือตามแบบวินัยของพระ. แต่คนที่เขา เปลี่ยนไปกินอาหารแบบสำอาง แบบสำรวย แบบพร่ำเพรื่อ หรือได้รับเชื้อโรคชนิดนี้มาจากบิดามารดา จึงทำให้ฟันเลวลง. นี่มันก็ยิ่งไปกันใหญ่ จะเลวลงทุกทีจนต้องใส่ฟันปลอมกัน ตั้งแต่อายุ ๒๐ - ๓๐. นี่ความเปลี่ยนแปลงของโลก ของ มนุษย์ละไปในทางให้มีโรคมาก ให้ทุกข์มาก ให้ลำบากมาก. ดังนั้น ในระหว่างบวชนี้ อุตส่าห์ศึกษาให้เข้าใจ จะได้ไปจัดแจง เอาไปปรับปรุงให้มันพอเหมาะสม, นี่ก็เป็น เรื่องที่สำคัญ สำคัญตรงที่รู้ว่า กิเลสตัณหามันกำลังครอบงำ โลกทั้งโลก ทำให้โลกเปลี่ยนแปลง โรคภัยไข้เจ็บก็

น.38 ๒๗ เปลี่ยนแปลง อะไรก็เปลี่ยนแปลง เลยยุ่งยากไปหมด จน ไม่รู้จะรักษากันอย่างไรแล้ว, โรคนี่มันก้าวหน้านำความ สามารถของหมอ ของเจ้าหน้าที่รักษาโรคอยู่เรื่อยไป. ถ้า สมัยโบราณมันแทบจะไม่มีอะไรในลักษณะอย่างนี้ แล้วก็เป็น ยาก หายง่ายอย่างที่ว่า. เพราะร่างกายมันมีความต้านทาน สูงมาก เข้มแข็งมาก. เดี๋ยวนี้อะไรนิดหนึ่งก็ท้องเสียแล้ว เพราะว่ามันอ่อนแอเต็มที, แต่คนสมัยโบราณครั้งกระโน้นกิน อะไรเข้าไปก็ได้ ท้องไม่เสีย ; เช่น พวกโยคีกินรากไม้ กิน ใบไม้ กินอะไร อยู่ได้ โดยไม่ตาย ไม่เจ็บไข้ มีแรงทำอะไรได้ เดี๋ยวนี้ที่เขายังเป็นอยู่กันอย่างโยคีสมัยโบราณก็มี พอหาดูได้ที่ อินเดีย แถวฤๅษีเกศ แถวนั้นไปดูก็ได้ เขากินอาหารนิดหนึ่ง เขาก็แข็งแรงมาก. เอาละ, สรุปความกันที่หนึ่งก็ได้ว่า เราบวชนี้ เพื่อจะมาเรียนเรื่องที่หาเรียนที่อื่นไม่ได้ คือเรียนเรื่อง ทางจิตใจ. ให้มีจิตใจเข้มแข็ง คืออบรมดีแล้ว จะไปเผชิญ กันกับโลกที่มันแสนจะเลวลงทุกที จะเป็นบ้ามากขึ้นทุกที. ถ้าไม่อย่างนี้แล้วก็ไม่มีประโยชน์ อย่าบวชเลย ป่วยการ ไม่ คุ้มค่าที่บวช ; ใช้คำอย่างอื่นก็ว่า เรามาบวชเพื่อเตรียม

น.39 ๒๘ ตัวให้พร้อม ที่จะกลับไปอยู่ในโลก ที่มันเต็มไปด้วย คนบ้า มากขึ้นทุกที. ผมนึกดูแล้ว ไม่มีคำอื่นที่จะชัดเจน เหมือนอย่างนี้ ; ในโลกนี้จะมีคนบ้ามากขึ้นทุกทีแล้วเราจะ ต้องอยู่ร่วมโลกกับคนบ้านี่, นี้มันลำบากยุ่งยากเหลือประมาณ หันมาบวชก็มีโอกาสจะศึกษาวิธีของพระพุทธเจ้า. ที่ถ้าใคร มีความรู้ความสามารถโดยวิธีนี้ พอจะอยู่ไปได้ร่วมโลกกันกับ คนในโลก ที่มันบ้ามากขึ้นทุกที; คือเราจะไม่เป็นทุกข์, พูดง่าย ๆ ว่าเราจะต้องไม่เป็นทุกข์, ถ้าเรามีวิชาความรู้อันนี้ ของพระพุทธเจ้า โลกบ้า ๆ นั้นจะไม่ทำให้เราเป็นทุกข์ได้ นี่อานิสงส์เท่านี้ก็พอแล้ว. แต่นั่นเราก็พลอยเป็นบ้าไปด้วย เลยไม่รู้ว่าใครบ้า หรือใครดี หรือว่ามีความทุกข์จนจะต้องตาย นี้ก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุอะไร ? หรือจะแก้ไขกันอย่างไร ? อย่าหาว่าตำหนิติเตียนหรือนินทาใคร ขอยกตัวอย่าง เรื่องอาจารย์อะไรที่มหาวิทยาลัย ที่ถูกผู้หญิง อาจารย์อะไร ยิงตายในรถยนต์ ที่กรุงเทพฯ เมื่อสองสามวันนี้. คุณเอา ไปคิดเองก็แล้วกัน ว่าเรื่องอย่างนี้มีไม่ได้ ; มีไม่ได้ เมื่อ สมัยก่อน การเปลี่ยนแปลงการปกครองนี้ ก็มีไม่ได้ เป็น อธิการบดีมหาวิทยาลัย แล้วถูกอาจารย์ โทอะไร เป็นผู้หญิง

น.40 ๒๙ ยิงตายในรถ. เราก็เรียกว่าคนมีความรู้, คนถูกยิงตายก็มี ความรู้, คนยิงก็มีความรู้ แล้ว เรื่องที่ไม่จำเป็นจะต้องมี ทำไมจึงมี. เอาไปคิดดู. เรื่องอย่างนี้ทำให้รู้ว่า การศึกษายังไม่พอในทาง ที่จะทำให้คนเราเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง ขออภัยที่จะพูดว่า เมื่อคุณมีอายุเพียง ๒๐ - ๓๐ ปีนี้ คุณไม่ได้เห็นว่าเมื่อ ๕๐- ๖๐ ปีมาแล้ว ต่างกันอย่างไร. ผมยังพอทันเห็น คำว่า ครู หมายความว่าอะไร ? คำว่าลูกศิษย์ หมายความว่าอะไร ? คำว่า เพื่อน หมายความว่าอะไร ? มันต่างกันหมด ต่างกันลิบลับ. แต่เดี๋ยวนี้ไม่มี : ไม่มีครูบาอาจารย์, ไม่มีลูกศิษย์, ไม่มีเพื่อน กระทั่งไม่มีบิดามารดาแล้ว ; คือมันไม่ถูกต้องตามความหมาย ของคำเหล่านั้น ; ก็เรียกว่าไม่มี ก็เรียกว่า ในโลกมีคนบ้า มากขึ้นทุกที. ผมนั่งรถยนต์ไปในกรุงเทพฯ ชอบนั่งข้างหน้ากับ คนขับรถ ไม่ชอบนั่งข้างใน และก็บอกเตือนอยู่เสมอว่า ; เราต้องเผื่อคนบ้าไว้บ้างนะ เธอขับรถนี่ต้องเผื่อว่ารถคันอื่น มันเป็นคนบ้า, นี่ ถ้าคิดว่ามันเท่ากันแล้วมันไม่ได้ เดี๋ยวมัน เกิดเรื่องแน่. ถ้าคิดว่าเรากำลังขับรถรวมกันอยู่กับคนบ้า

น.41 ๓๐ เราก็จะได้ระมัดระวังมากขึ้น จะได้ให้โอกาสแก่เขา ให้เขาไป ผมนั่งกับคุณสัญญา ธรรมศักดิ์ ข้างหน้าด้วยกัน วันหนึ่ง ตรงที่เลี้ยวถนนมหาชัยนี่แหละ มีรถคันหนึ่งเป็นรถแท็กซี่ มันทำผิด มันเลยเกิดการเฉียดเหมือนจะชนกัน เพราะการผิด ของเขา. เขายังด่าใส่หน้าคุณสัญญาว่า "มึงผิดนี่" นี่ต้องถือ ว่าอย่างนี้. คุณสัญญา ธรรมศักดิ์ นี่แหละ ; ให้ถือว่า เรามันอยู่ร่วมโลกกับคนบ้ามากขึ้น. มันต้องมีอะไรที่จะต้อง ระวัง, ยอมเสียเปรียบ ยอมเสียเวลา ผ่อนผันอะไรกันมากขึ้น ที่อยู่ในโลกที่ร่วมโลกกับคนบ้า. ระหว่างบวชเป็นโอกาสดีสำหรับฝึกตน. ในระหว่างที่บวชนี้ ขอให้ฝึกการอดทน การให้ อภัย , การอดทน, การที่เราจะต้องเป็นฝ่ายทนให้แก่คนบ้า ทีนี้ถ้าคุณ ไม่ฝึกไว้ให้ดีคุณจะทนไม่ได้ แล้วจะไปมีเรื่อง กับคนบ้า, นี่ ดีไหม ? ลองคิดดู. ระหว่างที่บวช ๒ - ๓ เดือนนี้ มันมีบทเรียนที่ยาก ที่ลึก ที่อะไร ที่จะต้องฝึกฝน ; และ มันรวมกันอยู่ในคำเดียวกันกับคำว่าพรหมจรรย์ของ พระพุทธเจ้า. ความไม่อดทนนั่นคือโรคร้าย เนื้อเน่าอะไร

น.42 ๓๑ อันหนึ่ง ; ต้องขูดออกไป ต้องอดทน ; ความไม่อภัย ก็ต้อง ขูดออกไป, ความไม่เสียสละก็ต้องขูดออกไป, กระทั่ง ความมักใหญ่ใฝ่สูง, ความทะเยอทะยาน ความไม่ดี อะไร ล้วนแต่ต้องขูดออกไป ขูดออกไป ; ไม่บวช มั น ไม่ค่อยมีโอกาสจะรู้สึก หรือขูด มันยุ่งไปหมด. โอกาสที่บวชนี่ วิเศษที่สุด ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด ที่จะศึกษาเรื่องที่ละเอียดประณีต เกี่ยวกับจิตใจ เกี่ยวกับโลก นี้ว่า มันกำลังเป็นอย่างไรมากขึ้นทุกที. แล้วไม่ต้องพูดถึง คนนอก ; แม้แต่คนในครอบครัว บุตร ภรรยา นี่ก็เหมือน กัน มันจะมีอะไร มีปัญหามากขึ้นทุกทีแล้ว. ถ้าเราไม่ ฉลาด ไม่อดทนพอ ไม่อะไรพอ มันต้องเกิดเรื่อง. การจะ บังคับผู้อื่นต้องบังคับตัวเองได้ ; บังคับตัวเองไม่ได้ จะบังคับผู้อื่นไม่ได้, ไม่มีทาง. มันก็ไปทำให้เกิดเรื่อง เกิดราว เกิดโมโหโทโส ตีกันตายเสียก่อน. ฉะนั้น โอกาส ที่บวช นั้นแหละ คือโอกาสที่จะฝึกฝนการบังคับตัวเอง อย่างยิ่ง และก็ทุกแง่ทุกมุม, กลับออกไปจะได้เป็นคนละคน, เป็นคนที่เรียกว่า มีเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองไม่ให้ไปเป็น อันตรายอะไรได้ ; แขวนพระเครื่องคุ้มครอง มันคุ้ม

น.43 ๓๒ ไม่ได้, ถ้าจิตใจไม่รู้ธรรม, ไม่มีธรรมะ ไม่มีความเฉลียว ฉลาด ความรอบคอบ ความอดทน ความอะไรเหล่านี้. นี่เป็นตัวธรรมะที่เป็นพระพุทธเจ้าที่คุ้มครองคน รูปพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องรางแขวนคอ มันคุ้มครองไม่ได้ เราต้องอาศัยสิ่งนั้นให้ระลึกนึกถึงพระพุทธเจ้า แล้ว ปฏิบัติ ตามพระพุทธเจ้า จึงจะคุ้มครองได้. เอาพระพุทธเจ้า จริงไว้ในใจเสียดีกว่า, ดีกว่าเอารูปของท่านมาแขวนคอ ก็คือ อุตส่าห์ทำเสียตอนนี้ ตอนที่บวชอยู่นี่แหละ, มันเกิดพระ- พุทธเจ้าจริง รู้จักพระพุทธเจ้าจริง, คุณธรรมที่เป็นพระ- พุทธเจ้านั้น มาอยู่ที่ในใจของเราจริงๆ : ความสะอาด สว่าง สงบ กระจายออกไปเป็นความรอบรู้ เป็นความ รอบคอบ เป็นสติสัมปชัญญะ เป็นความอดกลั้นอดทน เป็นการให้อภัย เป็นการยิ้มได้ แม้เมื่อถูกเอาเปรียบ ถูกโกง, นั้นแหละเป็นคุณธรรมแล้ว สรุปแล้วก็ขอเตือนไว้สักประโยคหนึ่ง ช่วยจำไป ด้วย. ถ้ามันเกิดยุ่งยากด้วยปัญหาอะไรขึ้น ก็ให้หยุด ชะงักเสียทีหนึ่งก่อน อย่าเพ่อทำลงไปตามนั้น ; สำรวมจิตใจ แล้วก็ถามว่า ถามตัวเองนั่นแหละว่า นี่ ถ้าหากว่าพระ-

น.44 ๓๓ พุทธเจ้ามาอยู่ที่นี่ เราทูลถามท่านเรื่องนี้ ท่านจะแนะนำ อย่างไร. ถ้าเราไปถามพระพุทธเจ้า ท่านจะแนะนำอย่างไร ? เอาประโยคนี้ไว้ใช้เมื่อมันเกิดปัญหายุ่งยากขึ้นในใจ, หรือเมื่อ เผชิญหน้าข้าศึกศัตรูปรปักษ์อะไรต่าง ๆ ; พระพุทธเจ้าจะ แนะนำอย่างไร ? เดี๋ยวเราก็จะนึกได้ พระพุทธเจ้าจะแนะนำ ให้เสียสละ ให้อภัย ให้ไม่โกรธ ให้อะไรทำนองนั้นในทางที่ ปลอดภัยเสมอ. ทีนี้ ถ้าปล่อยไปตามอำนาจของเรา ก็คือ กิเลสนั่นแหละ กูก็ไม่ยอมมึง ; มันก็มีเรื่อง. โอกาสอื่น ไม่มีทางที่จะฝึกฝน, ระหว่างบวชนี่แหละมีทางที่จะฝึกฝน. เพราะฉะนั้น คำว่า บวช ๆ ๆ ๆ ๆ นั่น มันหมายความว่า อย่างนี้. ขอให้ผู้บวชใหม่ทุกองค์ ที่มีเวลาจำกัดนี้เข้าใจ และให้มันเป็นบวชที่บวชจริง ๆ เข้มข้นขึ้นทุกเดือน ๆ กว่าจะ ลาสิกขาออกไป. นี่ผมอยากจะพูดอีกนิดหน่อยก่อนจบนี้ว่า ที่นี่มัน ไม่เหมือนกับที่เขาใช้เป็นหลักกัน ในที่อื่นหรือวัดอื่นบางวัด หรือส่วนมาก เขาให้เรียนนวโกวาท หรือให้เรียนดิหิปฏิบัติ เรื่องทิศหกนั้น ; ผมว่าไม่จำเป็นละ มันไม่ใช่หัวใจ ไป อ่านเมื่อไรก็ได้ มันเห็นอยู่ง่าย ๆ. แต่เรียนก็ดีเหมือนกัน

น.45 ๓๔ ถึงแม้ว่าบวชระยะสั้นจะสึกนี้ ก็ให้เรียนหัวใจ ถึงหัวใจของ การบวช คือการบังคับตัวเองให้ได้ บังคับจิตใจไว้ ให้ได้. มี พระพุทธภาษิตว่า บังคับจิตของตัวไว้ให้ได้ เหมือนควาญช้างที่ฉลาดสามารถบังคับช้างตกมันก็ได้ ถ้าควาญช้างไม่ฉลาดจริง มันบังคับช้างที่ตกมันไม่ได้. มัน ต้องเป็นควาญช้างพิเศษ ที่เขาเรียกว่า ควาญช้างหัตถาโรหะ คำนั้นมันไม่ใช่คนเลี้ยงช้าง มันเกิดมาในตระกูลผู้เชี่ยวชาญ ในการบังคับช้างนี้เรื่อย ๆ มา เรื่อย ๆ มา ทำอาชีพนี้เรื่อยมา ฉลาดไปหมด จนกระทั่งรู้หรือบังคับช้างตกมันได้ .. . นี่เรา ก็เหมือนกัน ต้องบังคับจิตได้. จิตนี่เหมือนกับช้าง บางเวลาก็เหมือนตกมันเหมือน กัน จนเราเสียหายไป; เพราะ บางเวลาจิตมันเหมือนกับ ช้างตกมัน แล้วก็บังคับไม่อยู่ ก็ฉิบหาย ดังนั้น จึงต้อง บังคับได้ยิ่งขึ้น ๆ ๆ ไม่ให้มีการผลุนผลันด้วยอำนาจของโลภะ โทสะ โมหะ, ฝึกการบังคับจิตอย่างเดียวนี้ เป็นการบวช ; อื่น ๆ มันก็จะเป็นการบังคับไปหมด, กาย วาจา ใจ เหล่านี้ มันถูกบังคับไปหมด. นี่ เมื่อวานเราพูดเรื่องการบวชต้องมี

น.46 ๓๕ อุปัชฌายะ และต้องร่วมมือกับอุปัชฌาย์อาจารย์ ให้เกิด ความปลอดภัยแก่ทุกฝ่าย จะไม่มีความเสียหายแก่ศาสนา มี แต่ความเจริญกันทุกฝ่าย. วันนี้ขยายความชัดออกไปว่า บวชนี่ บวชเข้ามาแล้วนี่ อุปัชฌาย์อาจารย์กับเราก็ร่วมมือกัน กับเราในการที่จะช่วยให้เราบังคับจิตใจ การบังคับจิตได้นั่น- แหละคือพรหมจรรย์, คือการขูดเกลาสิ่งที่ต้องขูดเกลา บวช คืออย่างนี้ มันหมดไป หมดไป หมดไกลออกไปจากสิ่งที่ควร จะไกลออกไป. เอาละ พอกันที.

น.47 การบวชคือการประพฤติพรหมจรรย์ ให้สะอาดเหมือนสังข์ที่ขัดดีแล้ว. การบรรยายในตอนนี้ คงเป็นการบรรยายสำหรับ ผู้บวชใหม่ต่อไปเรื่อยๆ ก่อน เพราะว่าผู้บวชใหม่มีเวลาจำกัด อย่างหนึ่ง แล้วควรจะได้ทำอะไรที่เป็นการถูกต้องไปตั้งแต่ ต้นมือ ก็จะได้ไม่ต้องเสียใจทีหลัง, จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ไม่ควรจะขาดประโยชน์ที่ควรจะได้ ; ฉะนั้น ขอให้สนใจ ฟัง เพื่อให้ได้ประโยชน์เท่าที่จะได้. การบวชทำให้ปฏิบัติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ ได้. วันนี้ก็จะไม่มีเรื่องอะไรมาก นอกจากเรื่องที่เกี่ยวกับ คำพูดสำคัญประโยคหนึ่ง ซึ่งพบในพระบาลีมากที่สุด อยู่ใน รูปของพระพุทธภาษิตทั้งนั้น, คือพระพุทธเจ้าเมื่อตรัสถึงการ บวช ของบุคคลผู้ออกบวช ก็จะตรัสประโยคนี้ คือเมื่อ อบรมพระนวกะ ครั้งที่ ๒ : ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๐๔

น.48 ๓๘ มีใครถามว่า สาวกในศาสนานี้ออกบวชเพื่ออะไรก็ตาม, หรือ เมื่อพระองค์จะทรงเล่าเองว่า ระเบียบการบวชในศาสนานี้ ตั้งต้นขึ้นมาอย่างใด แล้วเป็นอย่างไร ? ก็จะตรัสถึง ข้อที่ว่า ผู้ได้ฟังธรรมะแล้ว เข้าใจธรรมะอย่างทั่วถึงแล้ว จะรู้สึกว่า การจะประพฤติพรหมจรรย์ดังที่กล่าวนั้น ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ ด้วยดี เป็นการกระทำได้ยากเกินไป ; ดังนั้น เราจักปลงผม และหนวด ออกบวชจากเรือน ถึงความเป็นผู้ไม่มีเรือน ประ- พฤติพรหมจรรย์นั้น. ประโยคที่สำคัญก็คือ ประโยคที่ว่า การจะประ- พฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วยดี เหมือนสังข์ ที่ขัดดีแล้วนั้นทำได้ยาก สำหรับการอยู่ครองเรือน ฉะนั้น จึงออกบวช, สั้นเข้ามาอีกก็ว่า จะประพฤติพรหมจรรย์ให้ บริสุทธิ์บริบูรณ์เหมือนสังข์ หอยสังข์ ที่เขาขัดดีแล้วนั้น ต้องบวช, พูดกลับอีกทีหนึ่งก็ว่า บวชเพื่อได้ประพฤติ พรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วยดี เหมือนสังข์ที่เขา ขัดแล้ว ขัดดีแล้ว ; ประโยคนี้มีเท่านี้ เพื่อจะประพฤติ พรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ เหมือนสังข์ที่เขาขัดดีแล้ว, บริสุทธิ์ หมายความว่า สะอาด, สังข์ที่ขัดดีแล้ว มีความสะอาด ขาว.

น.49 ๓๙ นี่คือ ความมุ่งหมายของการบวช เพราะว่าจะขัด สังข์ให้ขาวไม่ได้ ในการเป็นผู้ครองเรือน จึงออกบวช ; เราก็ควรอยู่ในพวกนี้ คือว่า ออกบวชนี้ ก็เพื่อจะประพฤติ พรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ เหมือนสังข์ที่เขาขัดดี แล้ว อย่างอื่นดูไม่มีความสำคัญเท่า. เรื่องนี้ก็น่าแปลกเหมือนกัน คือว่าเปรียบการบวช ด้วยหอยสังข์ที่เขาขัดดีแล้ว ; สังข์นี้มีอยู่ในทะเล เป็นสัตว์ ทะเล ประเทศอินเดียส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าที่เสด็จไป เสด็จมาอยู่นั้น ไกลทะเล ไกลเอามาก ๆ ฉะนั้น หอยสังข์นี้ คงเป็นสิ่งที่แพร่หลาย ในฐานะเป็นสิ่งที่สำคัญ หรือมีค่า, หรือมีความศักดิ์สิทธิ์อะไรสักอย่าง, มันจึงมีทั่วไปถึงประเทศ อินเดียส่วนที่ไกลทะเลเหลือประมาณ ทำไมจะต้องเปรียบ กับหอยสังข์ด้วย ? เอาละ, เรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ก็ตามใจ เราอยู่ใกล้ทะเล เห็นหอยสังข์ สังข์ที่เขาขัดดีแล้วเป็นอย่างไร ก็ถือเอามาทำไว้ในใจกันลืม, ว่าบวชน่ะขัดหอยสังข์กัน อย่างนี้ก็ได้ กันลืม, พรหมจรรย์เปรียบเหมือนหอยสังข์ ที่ขัดจนขาวถึงที่สุด. ชัญและสัญญ. แกดเจ้างถ้า

น.50 ๔๐ ต้องตามความหมายของพรหมจรรย์. ทีนี้ มันก็มามีปัญหาตรงคำว่า พรหมจรรย์คืออะไร ? ตัวหนังสือแปลว่า การประพฤติหรือความประพฤติที่ประเสริฐ สูงสุด คำว่า พรหม นี้ ถ้าไม่เป็นชื่อของสัตว์บางชนิด ก็มีความ หมายว่า ประเสริฐที่สุด สูงสุด, พรหมจรรย์ - ประพฤติ ประเสริฐที่สุด มีความหมายในภาษาบาลีกว้าง, มี ความหมายในภาษาไทยแคบนิดเดียว เพราะเหตุใดก็อย่าไป รู้มัน ว่าพรหมจรรย์ในภาษาไทย หมายถึงเรื่องอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับผู้หญิงอะไรนี้เสียมากกว่า. นี่น่าหัวหรือน่า สงสาร, ส่วนพรหมจรรย์ในภาษาบาลีของพุทธศาสนา หมายถึงการประพฤติปฏิบัติทั้งหมดในพระศาสนา เพื่อ ไปนิพพาน, เพื่อบรรลุผลสุดท้าย คือนิพพาน. ภิกษุคือ ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ละคน ๆ เป็น เพื่อนพรหมจรรย์ด้วยกัน, ประพฤติพรหมจรรย์ร่วมกัน เรียก ว่า สพรหมจารี เหมือนที่เราสวดพระธรรมเตือนตนเองว่า ... สพรหมจารีหิ ปฏฺโจน มงกุ ภวิสสามิ .... เพื่อนพรหมจรรย์ ด้วยกันถาม เราต้องไม่เก้อเขิน เพราะเรามีอะไรดีพอที่จะ e ไ

น.51 ๔๑ ไม่เก้อเขิน. นี่แปลว่าเรียกทุก ๆ รูปที่เป็นนักบวชนี้ว่า เป็น ผู้ประพฤติพรหมจรรย์. ในที่บางแห่งบางสูตรในบาลี ท้าวสักกะเทวราช ประกาศตัวเองเป็นสพรหมจารีแก่ภิกษุ ก็มี, นี่เป็นเรื่องพิเศษ จะเป็นตามธรรมเนียม หรือพูดแต่ปากก็ได้, หรือว่าถ้าพูด ด้วยใจจริง ก็หมายความว่าเป็นผู้ตั้งใจจะประพฤติอย่างเดียวกับ ภิกษุ. แต่ว่าภาษาพูดมันดิ้นได้ มันกำกวมได้ นับถือศาสนา ร่วมกัน ก็เรียกว่าเป็น สพรหมจารี ต่อกัน. เราไม่เอาเรื่องเหล่านั้นเป็นประมาณ, เอาเรื่องของ ภิกษุของบรรพชิต อย่างเดียวเป็นหลัก ประพฤติพรหม- จรรย์ให้บริสุทธิ์ เหมือนสังข์ที่ขัดดีแล้ว อย่างสุดความ สามารถ. ที่นี้ตัว พรหมจรรย์ของภิกษุนั้นคืออะไร ถ้าไป ตอบกันอย่างนักเรียนปริยัติในโรงเรียน มันก็อย่างนั้นอย่างนี้ อย่างโน้น เดี๋ยวก็มากเข้า ๆ จนในที่สุดก็เวียนหัว, แบบรู้มาก แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร. ฉะนั้น ขอ ให้ระบุลงไปยังสิ่ง ๓ สิ่ง ที่เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา, พูดอย่างนี้ก็เป็นภาษา แขก ใช้คำว่าอย่างนี้ พูดว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ยังเป็นภาษา แขก ภาษาต่างประเทศ เป็นภาษาเฉพาะ.

น.52 ๔๒ นี้พูดเป็นภาษาความหมายเสียเลย ไม่เรียกภาษาคำ คำที่เป็นคำพูดเฉพาะที่เรียกว่า พยัญชนะ เช่น ศีล สมาธิ ปัญญา นี้ก็เรียกว่า เป็นคำภาษาหนังสือหรือพยัญชนะ ไม่สนใจ ก็ได้, ถ้าสามารถจะ จับเอาความหมายของมันได้ ; ความ หมายของมันก็มี ๓ ข้อ ตามนั้นแหละ นี่คอยฟังให้ดี แล้ว มันจะง่ายนิดเดียว ทั้งในการจำและการปฏิบัติ :- ข้อ ๑ ถ้าพูดถึงศีล ก็คือว่า ไม่มีผิด ไม่มีความ ผิด ไม่มีผิด หรือจะพูดว่า ไม่สกปรก ไม่เศร้าหมอง ไม่มี ตำหนิอะไรก็ได้, แล้วแต่จะพูด พูดกลาง ๆ ว่า ไม่มีผิดทาง กาย วาจา. ข้อ ๒ สมาธิ ก็คือไม่มีการกระทำผิดใน ทางจิต. ข้อ ๓ ไม่มีการกระทำผิดในทางความคิดเห็น หรือที่เรียกว่า ปัญญา. ถ้าจำคำเหล่านี้ได้ก็ไปหาคำอธิบาย เอาเองได้. ไม่มีผิดในทางกาย ทางวาจา ก็คือ มีกายวาจา สะอาดบริสุทธิ์ เหมือนสังข์ที่ขัดแล้วส่วนหนึ่ง ขั้นหนึ่ง. ทีนี้ ไม่มีผิดทางจิต จิตก็บริสุทธิ์ แต่บริสุทธิ์ อย่างของจิต ในขั้นของจิต. ยังไม่หมด ; ต้องถึงขั้นที่ ๓ คือว่า ไม่มีการ 1 ก

น.53 ๔๓ กระทำผิด หรือไม่มีความผิดในทางความคิดเห็น คือ ปัญญา เรื่องของ ปัญญา. นี้เราต้องแยกให้เห็นชัดว่า มันต่างกันอย่างไร กาย วาจา นี้เข้าใจได้แล้วว่า มันส่วนข้างนอก คือการทำหรือ การพูด, ที่นี้จิตนั้นเป็นส่วนภายใน หมายความว่า ถ้าตั้ง ไว้ผิดมันก็ร้อน เป็นความร้อน ด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง อะไรขึ้นมา จนร้อนใจ คือจิตไม่สงบ. ถ้าตั้ง ไว้ผิดจิตจะไม่สงบ, ถ้าตั้งไว้ถูก มันก็พอจะมีความสงบ หรือ หาความสุขได้ แต่ไม่สว่างไสว ไม่บริสุทธิ์ถึงที่สุด. ฉะนั้น จึงมีเรื่องอีกเรื่องหนึ่งเรื่องสุดท้าย คือเรื่อง ปัญญา แปลว่า ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจความคิดเห็น ความอะไร ก็ตามที่เกี่ยวกับปัญญานั้น ต้องถูกต้องด้วย. เราไม่ทำผิดทางกายทางวาจา ก็มีความสบายส่วน หนึ่ง, แล้วมันก็ไม่กระทบกระทั่งใครแน่ ถ้าทำไม่ผิดทั้งทาง กายทางวาจา. ถ้าทำผิดทางกายทางวาจา มันก็ไปกระทบ คนนั้นคนนี้ เข้า มัน พลอยยุ่งไปมาก ; นี้ก็ พยายามทำ ให้ไม่มีผิดขั้นต้น คือทางกาย ทางวาจา เหมือนกับเอา หอยสังข์มาลิดหนามออก ยังไม่ทันจะขัด. สายดินหมดติมา

น.54 ๔๔ ทีนี้ ในขั้นต่อไปก็ไม่ให้เกิดความผิดในทางจิต คือ จิตขุ่นขึ้นมา มี นิวรณ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นความขุ่น, เป็นความร้อน เป็นความมืดมัว เป็นความรำคาญ เป็นความ ทรมานอะไรขึ้นมา. อย่าให้มันมี อย่างนี้เรียกว่าไม่ผิดในทาง จิต, ผิดทางจิตนี้มันเดือดร้อนอยู่คนเดียว เพราะว่าลำพัง แต่คิดอยู่ในใจ มันทำให้คนอื่นเดือดร้อนไม่ได้ ไม่เหมือน กับทางกายทางวาจา. ทีนี้ เราคนเดียวไม่เดือดร้อน แล้ว แต่ก็ยังโง่ มันไปเดือดร้อนอย่างลึกซึ้ง อย่างไม่รู้สึกตัว, มีความทุกข์ อย่างไม่รู้สึกตัว เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นดีเป็นชั่ว มันกลับกันอยู่. ฉะนั้น ต้องมีความถูกต้องในทางปัญญา อีกที. ทิฏฐิความเห็นต้องเป็นสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่มิจฉาทิฏฐิ อาจจะใช้คำภาษาต่างประเทศ เช่นภาษาอังกฤษมาช่วยแบ่ง เขต จำกัดเขต ทางฟิสิกส์ คือทางเนื้อหนัง แล้วก็ทาง mental คือทางจิต แล้วทาง spiritual คือทางปัญญาหรือทางวิญญาณ. ถ้าไม่มีความผิดใน ๓ ทางนี้แล้ว ก็เรียกว่าไม่มี อะไรที่จะผิด มันเหมือนกับสังข์ที่ขัดดีแล้ว. ใน ขั้น ศีล ก็เหมือนกับ ลิดหนามหอยออก, ขั้น สมาธิ ก็เหมือนกับ ด ข 62 แ อ ท

น.55 ๔๕ ขัดมันได้รูป หรือ เรียบ, ขั้น ปัญญา ก็ขัดเป็นเงาขาวเลย. เมื่อเรา ตั้งหลักไว้อย่างนี้แล้ว มันจะทำไปได้เอง ถูกเอง, แม้เราจะไม่ได้เรียนสิกขาบท เรียนปาฏิโมกข์ เรียนอะไรต่าง ๆ อย่างที่สอนที่ท่องอะไรกันอยู่นี้ มันก็ไม่อาจทำผิด คือว่าส่วน ที่มันไม่รู้ มันก็ยังไม่เป็นอันตรายอะไร, ส่วนที่พอจะรู้ได้ ด้วยสามัญสำนึกนี้ มันก็มาก. ชื่อตรงต่อตนเองย่อมประพฤติพรหมจรรย์ได้. ฉะนั้น ขอให้เข้าใจว่า เรื่องศีล นี้ ไม่ใช่เหลือวิสัย ที่จะรู้ หรือเหลือวิสัยที่จะคิดนึกเอาเอง ว่ามันเป็นอย่างไร, อะไรควรจะห้าม อะไรควรจะไม่ห้าม, ถ้าใช้สติปัญญาสักหน่อย แล้วก็เป็นคนบริสุทธิ์ใจ คือ ซื่อตรงต่อตัวเอง, คิดนึก อะไรออกไปมันก็ต้องรู้ว่า นี้ผิดหรือนี้ถูก นี้ควรทำนี้ไม่ ควรทำ. เดี๋ยวนี้มันเป็นคนคด กบฏ หรือ หลอกลวงตัวเอง มันก็เลยไม่รู้ว่า อะไรที่จะไม่ควรทำ อะไรควรทำ เพราะมันอยากทำตามกิเลส, อำนาจของกิเลส มันมีมากกว่า ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี มันก็ตัดสินใจไปในทางที่ว่า จะทำ

น.56 ๔๖ ตามที่กิเลสทำ, แล้วไม่มีใครมาห้าม หรือไม่รู้เรื่องศีล เรื่องวินัย ก็เลยไม่ต้องถือ. นี้มันหลอกลวงตัวเอง ถ้าเราเป็นคนซื่อตรงต่อตนเองโดยบริสุทธิ์ใจแล้ว มันก็รู้ว่าอะไรไม่ควรทำทางกายทางวาจา คือ ถ้ามันทำลาย ผู้อื่น ทำลายตัวเอง แล้ว มันก็ ไม่ควรทำ, นึกถึงอกเขา อกเราว่า เมื่อเราไม่ชอบ เขาก็ไม่ชอบ สิ่งนั้นก็ไม่ควรทำแน่. นี่ถือหลักเพียงเท่านี้ก็พอที่จะมีศีลทั้งหมด ในพระปาฏิโมกข์ หรือในอะไรก็ตาม, เมื่อถือหลักอย่างนี้ก็จะมีศีลบริสุทธิ์ ไปตั้งแต่แรกบวช ยังไม่ทันจะลงปาฏิโมกข์. 9 1 ครั้งพุทธกาลก็ไม่ใช่ว่าจะมีการลงปาฏิโมกข์ที่หาได้ โดยง่าย คืออยู่ในที่ที่ไม่อาจจะมีปาฏิโมกข์ก็มี ; แต่โดย เหตุที่เขาเป็นคนซื่อตรงต่อตัวเอง เขาจึงรู้ได้ด้วยสามัญ สำนึก ว่านี้ไม่ควรแน่ นี้ไม่ควรแน่ นี้ไม่ควรแน่, เขาตั้งใจ มาแต่บ้านแล้วว่าจะทำให้ดีที่สุดเหมือนสังข์ที่ขัดดีแล้ว ฉะนั้น จึงมีศีล. จิตแจ่มใส, โปร่ง แล้วนิวรณ์ก็มีไม่ได้. ทีนี้พอมาถึงขั้นที่ ๒ ขั้นจิต คือนิวรณ์ ก็รู้ได้ เองว่า ความคิดที่จะเอียงไปทางกามารมณ์ ไม่มีแน่ สั่นหัว, ค ไ ที ร e ـه ส P

น.57 ๔๗ ความคิดที่จะเกลียดชังพยาบาท โกรธแค้นใครก็ไม่มีแน่ ไม่ต้องมีใครมาบอก เด็ก ๆ มันก็รู้ มันรู้ได้ด้วยสามัญสำนึก. ทีนี้ ที่ ๓ ถีนะมิทธะ ความที่จิตใจมันอ่อนเพลีย เอือม ระอา มึนชา ง่วงเหงานี้ มันก็ไม่มีแน่. อันถัดไปว่า อุทธจจกุกกุจจะ ฟุ้งซ่าน ฟุ้งเฟ้อ ความคิดที่ฟุ้งเฟ้อฟุ้ง- ซ่าน, ซึ่งธรรมดาใคร ๆ ก็เกลียดทั้งนั้น. อันสุดท้ายก็เรียกว่า วิจิกิจฉา เขาแปลว่า ความลังเล โดยเนื้อแท้คือความไม่แน่ ความมีใจไม่แน่นอนลงไปว่า จะเอาอย่างไรลงไป นี้ก็เป็นสิ่ง ที่น่าเกลียดชัง แล้วมีความทุกข์ แล้วน่าติเตียน. ตามหลัก ธรรมะบัญญัติ ความผิดหรือความเลว หรือความไม่สะอาดใน ทางจิตไว้เพียงเท่านี้ : นิวรณ์ ๕ อย่าง. ทีนี้ถ้าเราจะถือหลักแต่เพียงว่า เราจะมีใจคอที่โปร่ง ที่แจ่มใส ไม่ร้อนไม่มัว ไม่อะไรเหล่านี้ มันก็ถูกของมันเอง ในตัวแล้ว ; อย่างออกบวชมาแล้ว ถ้าใจมันยังเอียงไปทาง กาม มันก็โอ้นี่บ้าแล้ว มันก็ไม่เอาได้ โดยความรู้สึกตามสามัญ สำนึก แล้วเรื่องโกรธ ชาวบ้านเขาก็รู้ว่าไม่ดี, แล้วทำไม นักบวชจะไม่รู้ เรื่องนี้ก็เหมือนกัน. ฉะนั้น เราจึงถือหลัก รวมเสียว่า ความไม่สะอาดในทางจิต ความไม่สะอาดของ จิตนี้ จะต้องสลัดไปให้หมดด้วยสามัญสำนึกก็ทำได้, ขอให้ มันมีใจซื่อตรงบริสุทธิ์ต่อตัวเองเท่านั้น. INHONO UREUS

น.58 ๔๘ สิกขาบทเกิดขึ้น เพราะมีคนเลวเข้ามาบวช. ขอให้รู้ไว้ด้วยว่า วินัยสิกขาบท ต่าง ๆ นั้น เกิด ขึ้นเพราะคนเลวเข้ามาบวช, ตามหลักฐานที่มีอยู่ในพระ- บาลี วินัยต่าง ๆ ซึ่งบัญญัติ เมื่อมีคนมาบวชมากเข้า ๆ จนมี เรื่องจึงได้บัญญัติ. อย่างในสมัยแรกๆ หรือพระเบญจวัคคีย์ มีพระสาวกตั้ง ๖๐ รูป หรือเป็นร้อยเป็นพันรูปขึ้นมาแล้ว ก็ยังไม่ได้บัญญัติวินัยเลย เพราะเป็นคนดีทั้งนั้น ภายในไม่ กี่เดือนก็มีพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป เป็นสาวกของพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า นี้ไม่มีเรื่องวินัย ไม่มีบัญญัติวินัย ไม่มีปาฏิโมกข์ เพราะไม่ต้องบัญญัติ. ต่อมาอีกกี่ปีไม่ทราบ จึงมีเรื่องบัญญัติ นั้น บัญญัตินี้ บัญญัติโน่นขึ้นมา แล้วก็เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปก่อน เรื่องใหญ่เรื่องปาราชิกเรื่องอะไรนี้ยัง ยังไม่มี หลายปี เต็มทีจึงจะมีเรื่องชนิดที่ต้องบัญญัติปาราชิกนี้. ใน ชั้นแรกก็มีวินัยพวกอภิสมาจารก่อน ว่าสัทธิ วิหาริกจะต้องปฏิบัติต่ออุปัชฌาย์อาจารย์อย่างไร, นี่พวกนี้ บัญญัติก่อน ตัวปาฏิโมกข์แท้ๆ เพิ่งบัญญัติมีที่หลังเมื่อ มีคนไม่ซื่อตรงต่อตัวเอง, คนทุจริตมาบวช เข้ามาในนี้. ทีแรกมีแต่คนดีบวช ไม่ต้องบัญญัติวินัยอะไรเลย ทีนี้คนดี

น.59 ๔๙ แต่ยังไม่รู้ขนบธรรมเนียมประเพณี มันมีความเสียหายขึ้นแก่ การปกครองของหมู่คณะที่มันมากเข้า ๆ จึงต้องบัญญัติ อย่างนี้ก่อน. ถ้าสมมุติว่าเราแต่ละองค์ ๆ เป็นคนดี เป็นผู้เข้ามา บวชที่ดี ก็ไม่ต้องบัญญัติ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเรียนวินัย ก็ได้; แต่เดี๋ยวนี้มันมีคนเลว ต้องพูดตรง ๆ ว่ามีคนเลว แม้ในวัดนี้ก็มีพระเณรที่เลว ที่มีจิตใจที่ไม่ประกอบด้วยธรรม ที่ว่าไม่พินิจพิจารณาอะไร เอาแต่ความสะดวกปาก สะดวกมือ สะดวกเท้าของตน ทำนั่นทำนี่ ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายมาแต่บ้าน ว่าจะเข้ามาประพฤติปฏิบัติพรหมจรรย์ ให้บริสุทธิ์สมบูรณ์ เหมือนสังข์ที่ขัดดีแล้ว; เพราะฉะนั้น ก็มีการพูดการทำอะไร เป็นนักเลง เป็นอันธพาล เป็นอะไรอยู่ไม่น้อย ในการ พูดการจาต่อเพื่อนภิกษุสามเณรด้วยกัน, นี่เป็นสิ่งที่มันอยู่ คนละระดับ หรือเดินคนละทาง จึงจำเป็นต้องมีวินัย มีอะไรชนิดที่สำหรับคนเลว. ฉะนั้น ปาฏิโมกข์ ๒๒๗ สิกขาบทมันสำหรับคนเลวทั้งนั้น, คนเลวมาก ไม่มากก็น้อย ไปอ่านดูเถอะ ปาฏิโมกข์ทั้ง ๒๒๗ สิกขาบท มันสำหรับ คนเลวเท่านั้นที่จะทำ ถ้าเรามีจิตใจสูงพอสมควรแล้ว

น.60 ๕๐ มันทำไม่ได้เอง ในตัวปาฏิโมกข์ทั้งหลายนั้น แม้จะหยอก จะล้อกัน หรือจะพูดกระทบกระเทียบกัน เงื้อมือกันนี้ มันก็ มีไม่ได้, เป็นผู้ดี มีสมบัติผู้ดีหน่อย ก็ไม่ต้องท่องแล้วสิกขาบท เหล่านั้น คนเลวยังไกลกันกับข้อที่ว่า ประพฤติพรหมจรรย์ เหมือนสังข์ที่ขัดดีแล้ว ซึ่งมันเป็นเรื่องสำหรับคนดีเคารพ นับถือตัวเอง บูชาตัวเอง ไม่มัวยกหูชูหางอยู่. การมาบวชเพื่อปฏิบัติ ศีล สมาธิปัญญาให้ถูกตรง. นี้มันเป็นความจริงที่จะต้องพูด พอเรียนอะไรจำได้ หน่อยก็ยกหูชูหาง ว่าเราเก่งกว่าคนที่จำไม่ได้ พอสอบไล่ได้ อะไรได้หน่อย ก็ยกหูชูหางว่า เราเก่งกว่าคนที่สอบไล่ไม่ได้, เรามีฝีไม้ลายมือในการขีดการเขียน การอะไรสักหน่อย ก็ยกหู ชูหางว่า เราเก่งกว่าคนที่ทำไม่ได้ แม้ในแง่อื่น ๆ ในการ งานศิลปะอะไรก็ตาม มันเป็นเรื่องสำหรับที่จะมีการยกหู ชูหางเตลิดเปิดเปิงไปทางนั้น, ฉะนั้น ขอให้มุ่งตรงไปยังว่า เราไม่ต้องการจะมาเอาสิ่งเหล่านี้, เราต้องการจะประพฤติ พรหมจรรย์ ขัดหอยสังข์, ระวังกายวาจาไม่ให้ไปสกปรก

น.61 ๕๑ เข้า, จิตไม่ให้ไปสกปรกเข้า, ทิฏฐิความคิดความเห็น ก็ไม่ให้ไปสกปรกเข้า. เรื่องทิฏฐิความคิดความเห็นนี้มันไปชั้นลึก มัน ไม่เบียดเบียนใครหรือมันไม่เป็นบาปขนาดหนัก มันเป็นบาป ขนาดละเอียด เป็นความเศร้าหมองขนาดละเอียด แต่ถ้าไม่รู้ มันก็ทำให้มีความทุกข์ คือไม่รู้ดีไม่รู้ชั่ว ไม่รู้ความจริง จน ถึงกับว่า ไม่ยึดถือดีชั่ว. เรื่องศีลเรื่องสมาธิ นี้ เป็นเรื่อง กันความชั่ว ถ้าพอดีพอสบายแล้วมันก็ไม่ยึดถือ; ฉะนั้น จึงต้องมีจิตที่เก่งกว่านั้น, คือปัญญา เพื่อจะ ไม่ยึดถือดีหรือ ชั่ว สติปัญญาที่แท้จึงจะสะอาดอีกทีหนึ่ง ; ยกตัวอย่างเช่นว่า ตายแล้วเกิดหรือไม่เกิดนี้ ถ้ามีความเห็นผิด ก็เรียกว่า มันก็ชั่ว ในฝ่ายทิฏฐิความคิดความเห็น, ไม่ได้ชั่วฝ่ายจิตหรือฝ่ายกาย วาจา. คำว่า ทิฏฐิ หมายความว่าอย่างนี้ ไปยึดมั่นความดี เข้า ก็เป็นทุกข์เพราะความดี ; อย่างนี้ ไม่ผิดในทางศีล ไม่ผิดในทางสมาธิ แต่ผิดในทางปัญญา. นี้จะเข้าใจยาก อยู่ในอันที่ ๓ นี้ คือปัญญา ความคิดเห็นจะถูกต้องอย่างไร เข้าใจยาก, ก็ต้องดูคนที่มีความดีแล้วนอนไม่หลับ, คนที่ไม่

น.62 ๕๒ ทำชั่วมีแต่ความดี แล้วก็ยังนอนไม่หลับ เพราะความเห็นหรือ ทิฏฐิ หรือความเข้าใจบางอย่าง มันไม่ถูก มันก็รบกวนด้านลึก ส่วนลึกของจิต คือทางวิญญาณ ทางสติปัญญา. ถ้าพูดเป็นภาษาชาวบ้านธรรมดา ความถูกต้องทาง กายทางวาจา นี้เรียกว่าศีล, ความถูกต้องทางจิต นี้เรียกว่า สมาธิ, ความถูกต้องทางความเข้าใจ ความคิดเห็น นี้เรียกว่า ปัญญา ; ๓ อย่างนี้ คือพรหมจรรย์. ถ้าพูดเป็นความ สะอาด ก็ได้ สะอาด ทางกาย วาจา เป็นศีล, สะอาดทาง จิต เป็นสมาธิ, สะอาดทางทิฏฐิ ความคิดเห็น ความเข้าใจ นี้ เป็นปัญญา. นี้ถ้าสมมุติว่าเราไม่รู้หรือไม่สนใจกับคำ ๓ คำนี้ ก็ ถือเอาความไม่ผิด หรือความถูกต้อง หรือความสะอาดใน ความรู้สึกทั้งหลาย เท่าที่เราจะทำได้ ก็ทำให้หมด ที่เรายังไม่ ทราบก็ไต่ถามต่อไป มันไปอยู่ในส่วนลึก, ส่วนที่จะปล่อย วาง หรือไม่ยึดมั่นถือมั่น เว้นชั่วแล้วทำดี แล้วจิตสะอาด ไม่ยึดถือชั่วหรือดีนั้น คือหมดกันเท่านั้น, พรหมจรรย์มี เท่านั้น. พรหมจรรย์ขั้นลิดหนามหอย คือไม่ทำชั่ว ขนาด

น.63 ๕๓ ที่มาทำให้เกลี้ยงลงไปอีก ราบลงไปอีก ได้รูปได้ร่าง คือ ทำดี ทีนี้ก็ ไม่ยึดถือทั้งชั่วและดี คือ มีจิตใจบริสุทธิ์แท้ นั้น ก็คือขัดเงา ขัดเงาให้เป็นเงา. ต้องปฏิบัติไม่ผิดเสียแต่แรก. เอาละ, ทีนี้ขอให้เข้าใจว่า การพูดอย่างนี้ ไม่ใช่ พูดเพื่อให้เกิดความเฉื่อยชา ท้อถอยในการศึกษาเล่าเรียน, หรือจะเข้าใจว่าพูดเพื่อไม่ต้องเรียนสิกขาวินัย ไม่ต้องเรียน อะไร, มันก็ค่อยๆ เรียน มันก็จะเข้าใจเพิ่มขึ้น แล้วเข้าใจ สิ่งที่เข้าใจทีแรกนี้มากขึ้น" พูดเพื่อให้รู้จักถือหลักชนิดที่ จะผิดไม่ได้ไปตั้งแต่ทีแรก. คำว่า กระทำผิดไม่ได้ ไป ตั้งแต่ไม่ทันจะเรียนปาฏิโมกข์ มันจะมีได้โดยวิธีอย่างนี้ เพราะเรายังไม่ได้เรียนแม้แต่ปาฏิโมกข์, ยังไม่ได้เรียนแม้แต่ การทำสมาธิ ไม่ได้เรียนอะไรอีกมากมาย แล้ว เราจะไม่ผิด ในเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร ? ก็ต้องโดยวิธีอย่างที่ว่านี้. คนไม่รู้กฎหมายจะไม่ผิดกฎหมายได้ โดยวิธีใด ? ก็ ต้องใช้สามัญสำนึก หรือถือความบริสุทธิ์ใจเป็นหลัก มันก็ยากที่จะทำอะไรผิดกฎหมาย ในทางวินัยก็เหมือนกัน ซื่อ

น.64 ๕๔ ตรงต่อตัวเองเข้าไว้ มันก็ถูก ของมันหมด เพราะ อย่าง น้อยมันก็สอนให้ ว่าพอทำผิดอย่างใดอย่างหนึ่ง มันก็ มีความทุกข์ขึ้นมาลงโทษทันที : ทุกข์อย่างหยาบ ทุกข์ อย่างกลาง ทุกข์อย่างละเอียด มันก็เกิดขึ้นมาลงโทษผู้ทำผิด ทันที. ความทุกข์นั่นแหละเขาเรียกว่าความสกปรกถึงที่สุด กิเลสก็สกปรก ; แต่ถ้าถึงมีความทุกข์แล้ว คือสกปรกถึงที่สุด ฉะนั้น อย่ามีอะไรที่รู้สึกว่ามันสกปรก. นี่คือความหมาย ของคำว่าประพฤติพรหมจรรย์ให้เหมือนสังข์ที่ขัดดีแล้ว, เป็นพุทธภาษิต พูดถึงไม่รู้กี่สิบครั้งเกี่ยวกับเรื่องนี้. ฉะนั้น ผู้บวชใหม่ลองนึกถึงหลักอันนี้ มันจะเป็น เครื่องคุ้มครองปลอดภัยที่สุด, แล้วก็ค่อย ๆ เรียนไป เรียน สิกขาบท เรียนปาฏิโมกข์ จะพบว่า อ้าว, มันก็อยู่ที่ตรงนี้ทุก ๆ ข้อ มันจะมาอยู่ที่ตรงนี้ เพราะเป็นคนไม่สะอาด ไม่ซื่อตรง ต่อตัวเอง จึงผิดข้อนั้นผิดข้อนี้. เราเอาเครื่องรางอันเดียว ศักดิ์สิทธิ์มาคุ้มเราไว้ มันก็ไม่ทำผิดทุกข้อ ความรู้สึกซื่อตรง เคารพตัวเอง นับถือตัวเอง บริสุทธิ์ใจ. ถือศีลตัวใหญ่ ตัวเดียวนี้ไว้ก่อนเถอะ จะมีศีลทุกข้อทุกตัว, แล้วก็ต้องด้วย ความไม่ประมาท. เดี๋ยวนี้ก็ด้วยความประมาท ภิกษุสาม-

น.65 ๕๕ เณรที่พูดพล่าม ที่ยกหูชูหาง ที่อะไรต่างๆ ไม่ใช่มันไม่รู้ มันพอจะรู้ แต่ไม่มีความบังคับตัว มันมีความประมาท ไม่มี ความบังคับตัว. บางทีก็ไปพูดไปทำในเรื่องที่ไม่ควรพูด ไม่ควรทำ นี้ตั้งใจว่าจะประพฤติพรหมจรรย์ให้เหมือนสังข์ที่ ขัดดีแล้ว แล้วก็ด้วยความไม่ประมาท ประพฤติพรหมจรรย์ต้องไม่ประมาท ความไม่ประมาท ที่พูดกันแล้ว คือความมีสติ ความหลาย ๆ อย่างที่มันเป็นไปในทางความถูกต้อง. แล้ว ความไม่ประมาทนี้ก็รวมอยู่ในพวกปัญญา เป็นการขัดเงา การที่มีความไม่ประมาท มันก็มีความรู้ความเข้าใจให้ถูกต้อง แบ่งออกมาบางส่วน มาใช้สำหรับเป็นเครื่องมือ เรียกเครื่อง- มือขัด เป็นความไม่ประมาท, ตั้งความมุ่งหมายไว้ถูกต้อง ด้วย อาศัยสามัญสำนึกว่านี้สกปรก ว่านี้สกปรก, นี้ก็ สกปรก, ก็มองเห็นที่กายวาจานั้นประเภทหนึ่ง ที่จิต ตัวจิต ส่วนที่เกี่ยวกับจิตตามธรรมชาตินี้ส่วนหนึ่ง จิตส่วนนี้ มัน เนื่องอยู่กับกายวาจา ส่วนสติปัญญาความคิดเห็นนั้นอีกส่วน

น.66 ๕๖ หนึ่งก็ไม่สกปรก เห็นดีเป็นชั่ว เห็นชั่วเป็นดี นี้เรียกว่า สกปรก โง่ก็คือสกปรก. . . . . . . . . . . . . . . . . วันนี้ก็ตั้งใจจะพูดเพียงประโยคเดียวนี้ว่า มีจิตใจ ที่ปักแน่วแน่ลงไปว่า จะประพฤติพรหมจรรย์ เหมือน สังข์ที่ขัดดีแล้ว. สรุปรวมอยู่ในคำ ๓ คำ ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าไม่อยากใช้คำบาลีเหล่านั้น ก็ใช้คำว่า ไม่มีความ ผิดที่กายวาจา, ไม่มีความผิดที่จิต, ไม่มีความผิดที่ความ คิดเห็น. หลักการนี้ใช้สำหรับคนทั่วไปได้. ถ้าจะพูดให้กว้างขวางออกไป เป็นเรื่องของคน ทั่วไป ไม่จำกัดอยู่ในวงศาสนา ก็ยังมีหลักเกณฑ์ที่จะ ต้องขยายออกไปอีกหน่อย นี้ลองฟังให้ดีว่า เราจะมีกาย วาจาที่เหมาะสม ที่ถูกต้องคือเหมาะสม, เหมาะสมคือถูก ต้อง แล้วเราก็จะ มีจิตที่สามารถ มีจิตที่มีคุณสมบัติสามารถ ในการทำหน้าที่ของมัน แล้วเรา มีความรู้ถูกต้องเพียงพอ

น.67 ๕๗ ที่ควรจะรู้, นี่คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่ครอบจักรวาล จะไป ใช้กับคนพวกไหน ที่ไหนก็ได้ เทวดาก็ได้ มนุษย์ก็ได้ เราจะมีกายวาจาที่เหมาะสม ที่ถูกต้องหรือ เหมาะสม เราจะมีจิตที่เหมาะสม มีความรู้ความเข้าใจที่ เหมาะสม ; ธรรมดาถ้าเราไม่ระวัง เรามีกายวาจาที่ไม่ เหมาะสม คือมันไปกระทบกระทั่งผู้อื่นเข้า หรือว่าทำให้ตัวเอง เดือดร้อนได้ นี้ไม่เหมาะสม. จิตไม่เหมาะสม คือไม่มี สมรรถภาพในการที่จะทำหน้าที่ หรือทำการงานทางจิต, ต้องอบรมให้จิตมันอยู่ในสภาพอย่างนี้ เรียกว่า สมาธิ. ทีนี้ เรามี ความรู้ที่มนุษย์ควรจะรู้ คือเท่าที่มันจะดับทุกข์ของ มนุษย์ได้ ต้องรู้, ๓ อย่างนี้เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ เป็นไตรสิกขาของสัตว์มีชีวิตสากลจักรวาล ไม่จำกัดอยู่แต่ใน วงของพุทธศาสนา. ทีนี้เราจะเอาให้ดี ดีถึงระดับ ถึงขั้นที่พระพุทธ- เจ้าท่านวางไว้ เราจึงเรียกว่า เราจะประพฤติพรหมจรรย์ ในพุทธศาสนา ถึงขนาดนั้น มีความสะอาดทางกายวาจา, มีความสะอาดทางจิต, มีความสะอาดทางปัญญา ทางทิฏฐิ นี้ก็หมดแล้ว.

น.68 ๕๘ นี่คือวิธีที่พระอรหันต์ในกาลก่อนท่านใช้กัน หรือ เป็นอยู่ ไม่รู้เรื่องปาฏิโมกข์, ไม่รู้เรื่องอะไรมากมาย, ไม่รู้ มากอย่างที่เรียกว่า อภิธรรม ปรมัตถ์ ไม่รู้ดอก; ท่าน รู้แต่ว่ามีความจริงใจใน ๓ อย่างนี้, ทุก ๆ อย่างมันเป็นถูก ขึ้นมาเอง, ทำถูกขึ้นมาเอง, คิดถูกขึ้นมาเอง, เข้าใจถูกขึ้น มาเอง แล้วก็เป็นพระอรหันต์ด้วย. นี่ เราเกิดสมัยนี้ก็ยังถือหลักอันนี้ได้ แต่แล้วจะ ไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น คือว่าศึกษาออกไป ๆ ๆ แล้วก็พยายาม บังคับตัวเองนี้มากเข้า ๆ ก็เท่านั้นเอง เรียกว่า ประพฤติ พรหมจรรย์ ; เมื่อเราทำเต็มที่ สุดความสามารถแล้วก็ พอ ไม่มีข้อติเตียนส่วนไหน, มันก็เป็นการทำให้ขาวสะอาด เหมือนสังข์ที่ขัดดีแล้วเป็นแน่นอน. ใช้คำว่าขัดดีต้องฟังไว้บ้าง ขัดดี ขัดไม่ดีขาวไม่ได้ จะขัดให้ตายก็ขาวไม่ได้ ; ต้องขัดถูกต้อง ขัดโดยวิธีที่ ถูกต้อง, ขัดดี ขัดพอดี มันจึงจะขาวสะอาดได้, ขัดไม่ดี ก็ทะลุเปล่า ๆ, พังทลายเปล่า ๆ, มันก็ไม่ขาวได้ นี่มันบ้าบิ่น มันอวดดี มันประมาท, ทำอย่างมุทะลุดุดัน มันก็ไม่สำเร็จ ประโยชน์. อีกทางหนึ่งก็ ขี้เกียจ อ่อนแอ เหลวไหล

น.69 ๕๙ โลเล เหลาะแหละ มันก็ไม่ได้เหมือนกัน, ทั้งหมดนี้ ไม่เรียกว่าขัดดี ; ถ้าขัดดีแล้ว ขัดถูกต้อง ขัดพอดี ขัดเต็มที่ ก็มีผลตามที่ต้องการ. นี่ความสำคัญเพียงประโยคเดียว ที่พบมากในพระ- บาลี : ออกบวชประพฤติพรหมจรรย์ โดยหวังว่า จะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ เหมือนสังข์ ที่ขัดดีแล้ว. วันนี้ขอพูดเพียงเท่านี้.

น.71 คำที่ใช้เป็นชื่อภิกษุในพระพุทธศาสนา. การบรรยายในวันนี้ ก็ยังจะให้เป็นการบรรยาย เพื่อ ประโยชน์แก่ภิกษุใหม่ต่อไปอีก. สำหรับในวันนี้อยากจะพูด ถึง คำที่ใช้เป็นชื่อของพวกเรา ภิกษุในพระพุทธศาสนา. ถ้าหากว่า รู้จักใช้คำ เหล่านี้ ซึ่ง เป็นชื่อของภิกษุ ก็ย่อมจะ ช่วยได้มากเหมือนกัน, คือ ช่วยให้เกิดความขยันขันแข็ง ใน ส่วนที่ควรกระทำนี้ส่วนหนึ่ง, และ ช่วยให้เกิดความกลัวความ ละอายในส่วนที่ไม่ควรกระทำ นี้ส่วนหนึ่ง. เมื่อเป็นไปด้วยดี ทั้งสองส่วนนี้อย่างนี้ ก็เรียกว่า มันเป็นกุศล, คือเป็นสิ่งที่ เป็นไปในทางดี. สำหรับ คำที่เป็นชื่อของภิกษุ นั้น นอกจากคำว่า ภิกษุ แล้ว มัน มีอีกหลายคำ ถ้ากล่าวไปตามเหตุการณ์ ที่ กระทำกันในการอุปสมบท. อบรมพระนวกะ ครั้งที่ ๓ : ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๔

น.72 ๖๒ คำแรกก็คือว่า อุปสัมบัน เป็นคำบาลีก็เป็น อุปสมฺปนฺน, อุปสัมบัน แปลตามความหมายที่รู้กันอยู่ ก็คือ ผู้ที่อุปสมบทแล้ว. ถ้าไม่รู้ว่าอุปสมบทแปลว่าอะไร ยังรู้น้อย ไป. อุปสมบท ก็ดี อุปสัมบัน ก็ดี เป็นคำเดียวกัน, แปลว่า เข้าไปถึง, ก็เข้าไปถึงความเป็นภิกษุ. อุปสมบท เป็น คำนาม, อุปสัมบันเป็นกิริยานาม คือผู้เข้าไปถึงแล้ว. อุป- สมบท นี้ว่าการอุปสมบท เข้าไปถึงอะไร ? เข้าไปถึงความ เป็นภิกษุ คำว่า ภิกษุ ก็เป็นชื่อ, คำว่า อุปสมฺปนฺน หรือ อุปสมฺปนฺโน ก็เป็นชื่อ. ทีนี้พอมาบอกอนุสาสน์ ตัวอย่างเช่น บทปฐม- ปาราชิก ว่า : อุปสมฺปนฺเนน ภิกฺขุนา เมถุโน ธมฺโม น ปฏิ- เสวิตพฺโพ อนฺตมโส ติรจฺฉานคตายปิ โย ภิกฺขุ เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสวติ แล้วมีคำว่า อสฺสมโณ โหติ อสกฺยปุตฺติโย ฯลฯ ตรงนี้ มีคำว่า สมโณ คำหนึ่ง, แล้วว่า สกฺยปุตฺติโย คำหนึ่ง; ถ้าเป็นปาราชิกไปแล้ว ก็ไม่เป็น สมโณ, แล้วก็ ไม่เป็น สกุยปุตฺติโย, ก็เรียกว่า อสฺสมโณ คือไม่ใช่สมโณ, และ อสกฺยปุตฺติโย คือไม่ใช่ สากยปุตติยะ. คำ ๒ คำนี้ โดยมากใช้ต่อกัน เป็น สมณสากฺยปุตฺติย, จะแยกเป็น ๒ คำ

น.73 ๖๓ เป็นสมณะ คำหนึ่งก็ได้ เป็นสากยปุตติยะ คำหนึ่งก็ได้. แต่ ในการใช้ทั่ว ๆ ไป มันต่อกันเป็นคำเดียว เป็น สมณสากย- ปุตติยะ. สมณะ ก็แปลว่า ผู้สงบรำงับ, ศัพท์นี้แปลว่า สงบรำงับ ผู้มีความสงบรำงับ ก็เรียกว่า สมณะ . นี้ สากฺยปุตฺติย นี้ต้องสังเกตให้ดี มันมีคำว่า อิยะ อยู่ตอนท้าย, มีปัจจัยอิยะอยู่ตอนท้าย สากฺยปุตฺต จึงเป็น สากยปุตติย. สมณสากยปุตฺติย เป็นชื่อของพวกเรา, สากฺยปุตฺต เป็น ชื่อของพระพุทธเจ้า, พระพุทธเจ้าท่านเป็นลูกของสากยะ ดังนั้น จึงเรียกท่านว่า สากยปุตตะ. ส่วนพวกเราเป็นลูกหรือ เป็นคนของท่านอีกทีหนึ่ง ก็เลยเรียกว่า สากยะปุตติยะ ด้วยการบวชนี้ พลอยทำให้เราเป็นผู้มีชื่อสกุล วงศ์สกุลว่า สากยะ ไปด้วย คือสากยปุตติยะ. ฉะนั้น เรา นึกถึงคำนี้อยู่เสมอ มันก็มีกำลังใจที่จะทำอะไรให้ดี สมชื่อสมเกียรติ. จึงขอให้นึก, ถ้านึกจะเป็นภิกษุสามเณร ที่เลวไม่ได้. ภิกษุสามเณรที่เลว ๆ อยู่เดี๋ยวนี้ ก็เพราะไม่รู้ คำนี้, จะไปนึกอะไรได้ เพราะไม่รู้เสียเลยว่าตัวเป็น สมณ- สากยปุตติยะ.

น.74 ๖๔ ทีนี้คำต่อไป ที่อยากจะให้รู้กันไว้ในเวลานี้ ก็คือ คำว่า ชิโนรส มาจากคำ ๒ คำประกอบกัน, ชินะ คำหนึ่ง โอรส คำหนึ่ง, ชิน+โอรส เป็น ชิโนรส, แล้วก็มักจะเติม คำว่า พุทธะเข้าไปข้างหน้า เป็น พุทธชิโนรส, แม้จะไม่ เติมคำว่า พุทธ เข้าไปข้างหน้า ก็มีความหมายเท่า ๆ กัน เพราะ ชินะ นี้หมายถึงพระพุทธเจ้า, โอรส แปลว่า ลูก ตัวหนังสือ นี้แปลว่า "เกิดจากอก" : โอระสะ โอระ แปลว่า อก, สะ มาจาก ชะ แปลว่า เกิด โอรส แปลว่า "เกิดแต่อก", ชินะ- ผู้ชนะ, พุทธ-พระพุทธเจ้า, พุทธชิโนรส - แปลว่า ลูก ของพระพุทธเจ้า ผู้ชนะ. คำอย่างนี้มีมาแล้วในหนังสือ เก่ามาก ราวพันปี สองพันปี, แม้จะไม่ใช่เป็นคำที่มีอยู่ใน พระไตรปิฎก ก็เป็นหนังสือที่เก่ามาก ที่เป็นคำอธิบายใน พระไตรปิฎกหรือที่เนื่องกัน, หรือว่าอาจจะมีในพระไตรปิฎก แต่ผมไม่ได้สังเกตเห็นก็ได้ แต่เท่าที่นึกได้เดี๋ยวนี้ นึกไม่ได้ ว่าอยู่ที่ตรงไหนบ้าง. รู้จักคำที่เขาเรียกผู้บวชไว้เพื่อสำนึกตน. ขอให้นึกถึงคำเหล่านี้ :- เป็นอุปสัมบัน ก็ผู้ อุปสมบทแล้ว, แล้วเป็น สมณสากยปุตติยะ-เป็นผู้เป็น

น.75 ๖๕ เหล่ากอ หรือเป็นคนของ, หรือ เป็นบุตรก็ได้ของพระ สมณสากยปุตตะ, - พุทธชิ โนรส เป็นโอรสของพระพุทธ เจ้า ผู้ชนะ, เอาเท่านี้ก็พอ, ยังมีอีกแยะ. นี้คำที่ใกล้ชิดที่สุด ที่ใช้กันอยู่ใกล้ชิดที่สุด โดยเฉพาะในวันบวชนี้ก็พูดถึงคำว่า สมณสากยปุตติยะ, แล้วเมื่อวันบวชนั้นมีการประกาศญัตติ เป็นภาษาบาลี แล้วมีการสวด อนุสาวนา อีก ๓ ครั้ง, ใน ที่สุดบอกว่า อุปสัมปันโน สังเฆนะ แล้วก็ออกชื่อคนนั้น ๆ ๆ ซึ่งแปลว่าสงฆ์ให้อุปสมบทแล้ว แก่อุปสัมปทาเปกข์ ชื่อนั้น ๆ. ทีนี้ขอให้นึกให้ดี ถ้าเราบวชคนเดียว ก็จะมีอุปสัมปันโน สังเฆนะ และก็ออกชื่อเรา, ถ้าบวชหลายคนก็ อุปสัมปันนา สังเฆนา แล้วก็ออกชื่อทุกคน ๒ คน หรือ ๓ คน. ฉะนั้นคำว่า อุปสัมปันโน ถูกใช้แก่เรา ในวัน ที่บวช ในการที่มีการประกาศกรรมวาจา ในการสวดกรรม วาจา, จึงถือเอาคำนี้เป็นคำแรก เป็นคำเริ่มต้น ว่าอุปสัม- ปันโน-เข้าถึงแล้ว, เข้าถึงแล้วซึ่งหมู่สงฆ์ ซึ่งภิกษุสงฆ์ เราเข้าไปถึงหรือเข้าไปสู่แล้วซึ่งภิกษุสงฆ์ ฉะนั้นเดี๋ยวนี้เราก็ เป็นอุปสัมปันโนตลอดมา. ทีนี้ไวพจน์ที่ใช้แทนกันได้ อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า เป็น สมณสากยปุตติยะ เป็น พุทธ ชิโนรส.

น.76 ๖๖ ทีนี้ก็ต้องมานึกถึง บทสวดพระพุทธภาษิต ในพระบาลี ทสธัมมสูตร ประโยคต้นขึ้นว่า เววัณณิยัมหิ อัชชูปะคะโต สวดกันอยู่เสมอบทนี้ เววัณณิยัมหิ อัชชูปะคะโต. เววัณณิยะ แปลว่า มีวรรณะหรือเพศที่ผิดแปลกไปแล้ว, อัมหิ - เราเป็น อัชชะ - วันนี้ อะปะคะโต - เข้าถึงแล้ว เราเข้าถึงแล้วซึ่ง ความเป็นผู้มีวรรณะแปลกไปแล้วในวันนี้ เป็นภาษาบาลีว่า อย่างนี้ตามตัวหนังสือ, แต่ถ้าเป็นภาษาไทยง่าย ๆ ความ หมายเอาแต่ความหมายมีว่า : เดี๋ยวนี้เรามีวรรณะ คือเพศ ต่างไปจากคฤหัสถ์แล้ว คือเป็นบรรพชิตแล้ว, มันก็ เป็นการเตือนตัวเองอยู่ทุกวัน ๆ. แล้วยังมี บทอื่น ถัดไปว่า :- บัดนี้เราทำอะไรอยู่ เรา เป็นอย่างไรอยู่ ในเมื่อวันคืนมันล่วงไป ๆ กถมฺภูตสฺส เม รตฺตินฺทิวา -วันคืนล่วงไป ๆ เรากำลังเป็นอย่างไรอยู่ กถมฺภูโต ว่าเป็นอย่างไรอยู่ ถ้าเรานึกอยู่อย่างนี้ ก็หมายความว่า เรา นึกถึงความเป็นภิกษุเป็นบรรพชิตเป็นอุปสัมบัน, เป็นสมณะ สากยปุตติยะ, เป็นพุทธชิโนรส อยู่ มันก็ปลอดภัย มันเลว ไม่ได้. พูดกันตรงๆ หยาบคายหน่อยว่า จะเป็นภิกษุสาม- เณรที่เลวไม่ได้ , ถ้าปฏิบัติตามพระบาลีทสธัมมสูตรอยู่

น.77 ๖๗ แล้วก็ระลึกถึงชื่อต่าง ๆ ซึ่งเป็นชื่อของภิกษุอยู่ในหลาย ๆ ชื่อ อย่างที่ว่ามาแล้ว. ทีนี้เราก็จะพูดกันทีละชื่อ ขอให้จดจำความหมายไว้ ให้ดี ๆ. คำว่า "บรรพชิต" นั้นคือคำว่า บวช เป็นคำ กริยา, ปพฺพชิโต แปลว่า บวช ปพฺพชิต แล้ว คือ บวชแล้ว ป-ว-ช บวชแล้ว, ทีนี้ ถ้าอยากจะรู้ว่า บวช คืออะไร คืออย่างไร มันก็ต้อง ดูที่คำว่า "ปพฺพชิต" นั้นอีก. ป แปลว่า หมด, พช หรือ วช นั้น แปลว่า เว้น หรือ ไป, บรรพชิตะ หรือ ป ว ช นี้ก็แปลว่า ไปหมด หรือเว้นหมดจากเพศฆราวาส เป็น บรรพชิต, พูดให้ไกล ให้กว้าง เว้นจากโลก ไปแล้วจาก โลก เว้นแล้วจากโลก, นี้คือคำว่าบวชหรือคำว่า บรรพชิต. ความหมายมันถึงอย่างนี้ ถ้า เรามัวหลับตาอยู่ มันก็ไม่รู้ว่า จะทำอะไรให้มันเป็นบวช. มันก็ต้องทำตนให้เป็นผู้ไปแล้ว เว้นแล้ว สะอาด หมดแล้ว ไปหมดแล้ว เว้นหมดแล้ว จากที่ต้องเว้น ใน ที่นี้ก็คือ ความเป็นฆราวาสในขั้นต้น, ฉะนั้น จึงไม่นุ่งห่ม อย่างฆราวาส ไม่พูดจาอย่างฆราวาส ไม่กระทำอย่าง ฆราวาส ไม่กินอยู่อย่างฆราวาส ไม่อะไร ๆ อย่างฆราวาส

น.78 ๖๘ ทั้งหมด ตลอดถึงไม่คิดไม่นึกไม่ฝันอย่างฆราวาส. นี่ขั้นต้น แห่งความไปหมดจากฆราวาส. ที่สูงขึ้นไปอีก : ไปหมดจากโลก, ความเป็นโลก, เป็นโลกิยะ, ในบ้านในเรือนเป็นโลก, นี้ก็เว้นไปเสีย, อะไร ที่เป็นเรื่องอย่างโลก ๆ ก็เว้นเสีย, ก็เรียกว่าเว้นเรื่องโลก. ฉะนั้นจึงพูดถึงการสละทรัพย์สมบัติ สละบิดามารดา สละทุก อย่างที่มันเป็นโลก ๆ กระทั่งสละอารมณ์ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เรียกว่าสละโลก สละรสอร่อยในโลก ; ทำได้ อย่างนี้เป็นบรรพชิต เขียนความหมายของคำว่า "บรรพชิต" ไว้อย่างนี้. แล้วบวชแล้ว, เป็นผู้บวช. บรรพชิตก็แปลว่า ผู้บวช, ผู้บวช ก็คือไปหมด เว้นหมด จากความเป็น ฆราวาส หรือจากเรื่องโลก ๆ. ทีนี้ก็ เป็นอนุปสัมบัน คือการที่เว้นมาจากข้างโน้น ก็มาถึงข้างนี้ เข้ามาถึงข้างนี้ เข้าถึงความเป็นภิกษุ เข้า ถึงภิกษุสงฆ์ เข้าถึงหมู่ของสงฆ์ เข้าไปในหมู่ของสงฆ์. ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ ให้ถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ เราไม่ เข้าไปอยู่ในหมู่สงฆ์นั้นได้. การเข้าไปอยู่ในหมู่สงฆ์ได้ ต้องให้สงฆ์ทั้งหลายนั้นยอมรับ มันจึงเป็นการผูกพัน

น.79 ๖๙ ผูกมัดหรือบังคับอีกส่วนหนึ่ง สำหรับการเข้าไปอยู่ในหมู่ สงฆ์นั้น. นี้เป็นระเบียบวินัยส่วนหนึ่ง มิได้เกี่ยวกับ การปฏิบัติเพื่อนิพพาน, ระเบียบปฏิบัติเพื่อให้เข้าไปอยู่ใน หมู่สงฆ์นั้นได้, นี่คือวินัยที่เป็นการบวช เพื่อว่าเราต้อง การที่จะอยู่ในหมู่สงฆ์ ในคณะสงฆ์ เราจึงต้องยอม ยอม เสียสละอิสรภาพของเรา, ยอมทำตามระเบียบเหล่านั้น ก็ เพื่อจะให้เป็นสมาชิกในภิกษุสงฆ์ ตอนนี้อยากจะบอกให้ทราบเสียเลยก็ได้ว่า ถ้าเรา ไม่ต้องการสิทธิ ที่จะเข้าอยู่ในภิกษุสงฆ์ เราไม่บวชก็ ได้, เราก็ประพฤติปฏิบัติ เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานก็ได้ เหมือนกัน, ก็เป็นภิกษุชนิดอื่น ไม่เป็นภิกษุในหมู่สงฆ์นี้. หรือถ้าสมมุติว่า เราศึกษาเล่าเรียนรู้ธรรมวินัย หรือธรรมะ ก็แล้วกัน ไม่พูดถึงวินัยก็ได้ ว่าปฏิบัติอย่างไรจะบรรลุมรรค ผล นิพพาน, เราก็ออกไปหาความสะดวกที่ป่า ที่ถ้ำ ที่ภูเขา ที่ไหนก็ตามใจ แต่ไม่ต้องการเข้ามาอยู่ในภิกษุสงฆ์นี้ ก็ได้ เหมือนกัน ถ้าต้องการอย่างนั้น. นี้กลัว แต่ว่าจะทำไปไม่ ได้, เพราะว่าไม่ได้มีการศึกษา อบรม แนะนำ ตัก เตือน. ถ้าทำได้ มันก็ไปได้ แต่ไม่มีสิทธิ์อะไรทั้งหลาย

น.80 ๗๐ เนื่องด้วยหมู่สงฆ์นี้. สิทธิในทางออกเสียงหรือในทางได้รับ ลาภผลประโยชน์ก็ตาม ไม่มีส่วนไม่มีสิทธิ เพราะเราไม่เป็น สมาชิกในหมู่สงฆ์นี้, เราเป็นเพียงภิกษุเดี่ยว ๆ ไม่เนื่อง ด้วยภิกษุสงฆ์นี้ ก็ไปตามเรื่องของตัว, เชื่อว่ามีเหมือนกัน คือ เป็นแบบ ปัจเจกพุทธะ หรือว่าเป็นแบบภิกษุล้วน ๆ ที่เป็นภิกษุในความหมายอีกอันหนึ่ง คือ ไม่เป็นภิกษุสงฆ์, เป็นภิกษุเดี่ยว ภิกษุเอกชนล้วน ๆ, ไม่ถือวินัยตามแบบของ ภิกษุสงฆ์นี้ ก็เลยเป็นภิกษุของตัวเอง ถ้าชอบก็ทำได้ เดี๋ยวนี้เรา เป็นภิกษุซึ่งเป็นหน่วยหนึ่งในภิกษุ สงฆ์นี้ เพราะฉะนั้น ต้องปฏิบัติทุกอย่าง ที่เป็นระเบียบ ของภิกษุสงฆ์นี้; เรา จะต้องถือศีล อย่างนี้, และ จะ ต้องถือปาฏิโมกข์ อย่างนี้, เราจะต้องลงปาฏิโมกข์อย่างนี้, เราจะ ต้องปวารณา อย่างนี้, เราจะต้องทำทุกอย่าง เพื่อ ความมีสิทธิที่จะอยู่ในภิกษุสงฆ์ คณะสงฆ์นี้ของพระ- พุทธเจ้า. นี้คือเป็นอุปสัมปันนะ เป็นอุปสัมบัน เข้ามา ถึงภิกษุสงฆ์นี้แล้ว. แล้ว เรื่องวินัยนี้เป็นเรื่องที่ฝรั่งเขาไม่ชอบ ฝรั่งเขา อยากจะเป็นอิสระ คืออยากจะปฏิบัติธรรมะในพระพุทธศาสนา

น.81 ๗๑ ทั้งหมด แต่ไม่ต้องการจะถือวินัย ; ถ้าเป็นอย่างนี้เขาก็ ไปเรียนธรรมะ แล้ว ก็ไปปฏิบัติเอาเอง แต่ว่ามันยาก เหมือนกัน, สู้ยอมเสียสละเสียอิสรภาพบางอย่าง คือ ความสะดวกสบาย เสียสละไปเสีย, แล้วก็ มาบวชเป็นภิกษุ ในภิกษุสงฆ์นี้ดีกว่า, เป็นหน่วยหนึ่ง เป็นสมาชิกคนหนึ่ง ของภิกษุสงฆ์นี้ ; ก็แปลว่าต้องยอม ต้องเสียสละ และ ต้องยอมปฏิบัติเต็มที่ในส่วนวินัย. นี้คือคำว่า อุปสัมปันนะ - เข้าถึงแล้วซึ่งหมู่แห่งภิกษุ ซึ่งคณะแห่งภิกษุ ซึ่งสังฆะแห่ง ภิกษุ. ทำความเข้าใจคำว่าภิกษุ. ทีนี้ก็อยากจะพูดถึงคำว่า "ภิกษุ" เสียเลย. คำว่า ภิกษุ ถ้าพูดกันอย่างตรงไปตรงมา ก็เป็นคำที่ใช้กันอยู่ทั่วไป สำหรับ ใช้แก่นักบวช ชนิดที่มีชีวิตอยู่ด้วยของที่เขาให้. คำนี้ถือกันว่า มาจากคำว่า ภิกขะ ซึ่งแปลว่า ขอ, ภิกขุ - ผู้มีการขอ, ผู้มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการขอ, แต่ขออย่างภิกขุไม่ใช่ อย่างขอทาน. นี้รู้กันเสียเลยว่า ขอทานกับขออย่างภิกษุ นั้น มันต่างกันอย่างไร ? ขอทานนั้นคือหมดปัญญาที่จะช่วย

น.82 ๗๒ ตัวเอง เพราะทุพพลภาพบ้างหรืออะไรบ้าง, หรือว่าไม่อยาก จะช่วยตัวเอง มันก็เลยขอทาน เป็นคนขอทาน. คำที่ตรง กว่านี้คือคำว่า ยา จะ กะ แปลว่า ขอ, ผู้ขอ ขอทาน อย่าง ขอทานธรรมดา, เป็นภาษาไทยเรียกว่า ยาจก. ที่ภิกษุขอนี้ มันหมายความว่า ขออย่างผู้มีสิทธิ อันชอบธรรม ที่ควรจะขอ หรือควรจะได้รับ ก็หมาย- ความว่า เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ คือผู้ประพฤติความ ดี เพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง ทั้งแก่ตัวเองแก่ผู้อื่น; แล้ว เมื่อทำหน้าที่นี้อยู่ มันจึงมีสิทธิที่จะขอ : ขอรับ ความสะดวก เพื่อไม่ต้องไปทำไร่ทำนา ทำมาหากิน; นี้ เรียกว่ามีสิทธิที่จะขอ ไม่เป็นหนี้ เพราะว่าทำความดีมีค่ามาก กว่าวัตถุที่ขอ, ก็เลยเป็นผู้ขออีกแบบหนึ่ง ผู้ขอมีสิทธิที่ควร ขอ ซึ่งไม่ใช่อย่างเดียวกับยาจก ที่ขอเพราะว่าเขาอยากจะขอ ; แล้วไม่เหมือนกับ วณิพก ซึ่งเขาใช้ศิลปอะไรไปแลกเปลี่ยน วัตถุที่ได้รับนั้นบ้าง. ฉะนั้น ภิกษุจึงเป็นผู้ขออีกแบบหนึ่ง ต่างหาก, แล้ว คำนี้ใช้ทั่วไปแก่นักบวชในศาสนาอื่นใน ลัทธิอื่นด้วย, ในพุทธศาสนาก็ใช้คำนี้ด้วย คำว่า ภิกษุ. เดี๋ยวนี้เราก็เพ่งเล็งหาความหมายของ คำว่า ภิกษุ ที่ดีกว่าคำนั้น; คือคำที่แปลว่า ขอ มันออกจะเป็นเรื่อง ล 2 เ 1 เ 2 เ แ อ วั ต 2 ผ 2 ผ

น.83 ๗๓ แสร้งว่าอยู่สักหน่อย คือว่า แยกศัพท์กันเสียใหม่ เป็น ภย์ อิกฺข เห็นภัย; ในภาษาไทยใช้มาก : ภิกษุ คือผู้เห็นภัยใน วัฏฏสงสาร. ดูกรสงฆ์ผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร ก็ได้เหมือนกัน, ตัวหนังสือมันอำนวยเหมือนกัน ตัดบทเป็น ภยํ อิกฺข ก็แปลว่า ผู้เห็นภัย, นี้มีเกียรติหน่อย. ผู้เห็นภัย ก็หมายความว่า ผู้เห็นทุกข์เห็นโทษ ที่มีอยู่ในชีวิตตามธรรมดาในวัฏฏ สงสารนี้, แล้วก็ดิ้นรนต่อสู้ เพื่อจะออกไปเสียจากภัย อันนี้. นี่คือ ความหมายของคำว่า ภิกษุ เห็นความ เป็นอยู่อย่างธรรมดานี้ เป็นภัยเป็นอันตราย แล้วก็ ปฏิบัติ ประพฤติพรหมจรรย์ นี้เป็นการต่อสู้การดิ้นรน เพื่อจะออกไปเสียจากความเป็นอย่างนี้. ภิกษุคือผู้เห็น ภัยในวัฏฏสงสารอย่างนี้ก็มีเกียรติสูงขึ้นมาจากที่จะแปลว่าผู้ขอ, แต่ในที่สุดมันก็ยังหลีกคำว่าผู้ขอไปไม่ได้ เพราะมันมีระเบียบ อย่างอื่นบังคับอยู่ว่า ให้มีชีวิตอยู่ด้วยการช่วยเหลือของผู้อื่น ทีนี้ กิริยาอาการที่จะใช้ในการขอ อะไรต่าง ๆ นั้น ไปศึกษาเอาเอง จากพระวินัย, เช่นว่า ห้ามไม่ให้ไปออก ปากขอ, อย่าไปออกปากขอ. เพราะว่าได้มาก็ถือว่าผิด วินัย, จะกินเข้าไปก็ผิดวินัยไปหมด.ระเบียบการขอ :

น.84 ๗๔ ไม่ให้ออกปากขอ หรือไม่ให้ทำอะไรชนิดที่เป็นการขออย่าง คนธรรมดา, เขาจึง ให้ไปแสดงตัว ว่าอยู่ในฐานะที่ต้อง การความช่วยเหลือ, เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ อยู่ใน ฐานะที่ต้องการความช่วยเหลือ เช่น ถือภาชนะใส่อาหาร ไปแสดงตัวในที่ ๆ เหมาะสม แล้วคนเขาเห็นเข้าเขาก็ให้ ; เพราะว่าธรรมเนียมนี้มีมาแต่บรมโบราณดึกดำบรรพ์ เมื่อ ขออย่างนี้ไม่ได้ก็ยอมอด, ไม่ยอมขอด้วยการออกปาก หรือ ว่าทำอะไรชนิดที่มันไม่น่าดู. เดี๋ยวนี้มันสบายในเรื่องนี้ เพราะมันเกิดเป็นสถาบันในทางการกระทำขึ้นมา, ประชาชน ทั้งหมดรู้ว่า คืออย่างนี้ คืออย่างนี้ นี้เขาชิงให้เสียก่อน ก่อน จะแสดงตัว หรืออุตส่าห์เอามาให้ ปัญหามันก็หมดไป. เหลืออยู่แต่ว่า เห็นภัยในวัฏฏสงสาร, นั่นคือ จะต้องพิจารณา. ภิกษุจะต้องมีชีวิตอยู่ด้วยการพิจารณา, ถ้าปราศจากพิจารณา คือปัจจเวกขณ์แล้วก็เรียกว่า ผิดแล้ว. คำโบราณเขาว่าไว้ดีว่า ถ้าไม่ปัจจเวกขณ์ไม่พิจารณาธรรม ไปกิน อาหารของเขาเข้าไปเท่าไร ตายไปต้องไปเกิดเป็นวัวเป็นควาย เป็นอะไร ทำงานหนักใช้ค่าอาหารเหล่านั้น, คนแต่โบราณ เขาพูดไว้อย่างนี้ เพื่อให้ภิกษุสามเณรสำนึกไว้, ผู้ที่ เ เ ข 1 บ แ

น.85 ๗๕ แรกบวชเข้ามาไม่รู้อะไรก็กลัวเหมือนกัน ฉะนั้น มันก็มี ประโยชน์ กลัวอย่างมีประโยชน์ อย่างฉันข้าว หรือว่าไปรับ บิณฑบาตมาฉัน ไม่ปัจจเวกขณ์ ยถา ปจฺจยํ ปวตฺตมานํ ฯลฯ ที่มีอยู่นั้น ตายไปก็ไปเป็นวัวเป็นควาย ทำงานหนักใช้ค่าอาหาร เหล่านั้น. คำนี้ถูกต้องที่สุด คือพูดไว้ในภาษาที่มันธรรมดา เกินไป. ถ้าเราไม่มีคุณสมบัติอะไรพอ สำหรับของ ที่ไปรับมาบริโภค ก็เรียกว่าเป็นหนี้ - เป็นหนี้ - เป็นหนี้ สะสมทับถมลงไปในตัว. เปลื้องหนี้ได้โดยการทำหน้าที่ ของตัว คือประพฤติพรหมจรรย์, แล้วก็ทำ ศีล สมาธิ ปัญญา, ก็อยู่ที่พิจารณา, เมื่อพิจารณาธรรมอยู่นั้น เป็นทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา. นี้ค่อยพูดกันวันหลังก็แล้วกัน, เพียงแต่ พิจารณาธรรมอยู่นี้ ทำกรรมฐาน ทำอานาปานสติอะไรอยู่นี้ มีครบทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา นี้เป็นหลัก. ฉะนั้นพวก ภิกษุที่จะเป็นผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร ก็ต้องพิจารณาภัยในวัฏฏสงสารนี้อยู่ ; เมื่อทำอย่างนี้อยู่ ก็แปลว่ามีสิทธิที่จะรับอาหาร รับจตุปัจจัยทั้งหลายจากทายก- ทายิกามาใช้สอย. เราจะขอ อย่างขอทานไม่ได้ ก็ต้องขอ

น.86 ๗๖ ตามวิธีที่ขอสำหรับภิกขุ คือทำตัวให้เป็นผู้มีค่า เป็นเจ้าหนี้ มีประโยชน์ ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อให้โลกนี้มันจะมี การออกจากความทุกข์ได้, แล้วก็ไปยืนให้เขาเห็น เขาก็ให้. นี้คำว่า “ภิกขุ" ขอให้รู้ใจความของคำ ๆ นี้ไว้ เพื่อทำตน ให้เป็นภิกษุ. ความเป็นสมณสากยปุตติยะ. ปภาแก้มลิง ทีนี้ก็มาถึงคำที่สูงขึ้นไป อย่างที่ว่ามาแล้ว เช่นคำว่า สมณสากยปุตฺติย ; มันจะเกิดขึ้นโดยวิธีใดก็ยาก. ดูเหมือน เป็นคำที่ พระพุทธเจ้าท่านจะเคยใช้และรับรอง ในความหมาย อันนี้ ว่าการบวชนี้คือการเกิดใหม่, เกิดมาเป็น อริยะ, หรือ เกิดมาเป็นสากยปุตติยะ ; แปลว่าการเข้ามาสู่พรหมจรรย์นี้ เป็นการเกิดใหม่, แล้วเกิดเป็นอะไร เกิดเป็นอริยะหรือเป็น สากยปุตติยะ หรือคำอื่น ๆ มีอีก. ถึงแม้ว่าเรายังไม่เป็น พระอริยบุคคล เช่นพระโสดาบันเป็นต้น, นี้ก็อยู่ในฝักฝ่าย ของการที่จะเกิดเป็นอริยะ เขานับฝากไว้ทางฝ่ายโน้น เรียก ว่าเกิดใหม่. คือเกิดใหม่เป็น สมณสากยปุตติยะ, นี้ก็คล้าย กับว่าเป็นสิทธิที่พระพุทธเจ้าท่านประทานให้, แล้ว ประพฤติ 2 1 เ ห เ ใ 1 เ พ ป อ

น.87 ๗๗ พรหมจรรย์อย่างถูกต้อง ก็มีสิทธิที่จะใช้คำว่า สากย. ปุตติยะ แก่ตัวเอง, เป็นคนหรือเป็นลูกหลาน หรือเป็น อะไรของพระสากยปุตตะ คือพระพุทธเจ้านั้น. พูดอย่างนี้ ดูเหมือนเป็นเรื่องเกียรติ หรือเป็นเรื่อง หลงใหลในเกียรติ ; แต่ความมุ่งหมายไม่ใช่ให้หลงใหลใน เกียรติ, มุ่งหมายจะให้รักษาฐานะของความเป็นภิกษุ ให้ถูกต้อง ให้สมกัน หรือจะเรียกว่าเป็นเพื่อชักชวน ให้ เกิดกำลังใจก็ได้เหมือนกันมันไม่เสียหายอะไร, เพียงแต่เรา อย่ายึดมั่นถือมั่นในแบบที่เรียกว่าเห่อหรือโง่เขลา ก็แล้ว กัน.เรื่องโง่เขลา เรื่องเห่อ ในลักษณะอย่างนี้มีมาก, เห่อใน มรรค ผล นิพพาน จนเป็นบ้าไปเลยก็มี .. นี่เรา อยากจะทำตัวให้สมกับเป็นลูกของพระพุทธเจ้า หรือเป็นญาติ ของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นสากยปุตตะแล้ว, สรุปความว่า ท่าน ต้องการให้เราทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ก็เป็นคนของ ท่าน. สำหรับคำว่า สากยะ มีความหมายอย่างไร ก็ไปอ่าน เอาเองในหนังสือพระพุทธประวัติ ; แต่อยากจะแนะให้เห็น หรือสังเกตไว้สักหน่อยหนึ่งว่า คำว่า สากยะ นี้ถ้าพูดตามภาษา

น.88 ๗๘ ธรรมดาตามกฎหมายตามอะไร ก็หมายความว่า เป็นชื่อสกุล กษัตริย์สกุลหนึ่ง เท่านั้นเอง. แต่ความหมายของคำ ๆ นี้ในทาง นามธรรม ก็แปลว่าผู้สามารถ; เพราะว่า ศากย หรือ สกุก ก็ตาม คำเดียวนี้ แล้วแต่จะเป็นคำบาลีหรือสันสกฤต, เรา ใช้คำสันสกฤตกันในเมืองไทยว่า ศากยะ แปลว่า ผู้สามารถ. นี่เป็นศากยะกันสักที มันก็ต้องเป็นผู้สามารถ, อย่าเป็นคนโลเลเหลาะแหละ ไร้ความสามารถ, เป็น ศากยะบุตร คือบุตรของผู้สามารถ ผู้สามารถก็คือพระพุทธเจ้า, สามารถในสิ่งสูงสุด. นี้เราจะยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ตามใจ เถอะ แต่ว่าขนบธรรมเนียมประเพณีมันมีอยู่ สำหรับต้อง ยอมรับ นับตั้งแต่ในวันที่เราบวช ก็บอกอนุสาสน์ว่าอย่างนั้น : อย่าทำตัวให้ไม่เป็นสมณสากยปุตติยะ แล้วเราก็นิ่งอยู่ แปลว่าเราก็ยอมรับ, ก็ไม่ได้รับเพราะเห่อหรือเพราะอยากจะดี จะเด่น ไปในการเห่อยึดมั่นถือมั่น, เอาเพียงว่าทำตัวให้สม กับที่ว่า ขนบธรรมเนียมประเพณีมันยัดเยียดให้เรา, หลีก ไม่ได้หลีกไม่พ้น, เช่นบวชเป็นพระเข้ามาแล้ว มันหลีกไม่พ้น มันก็ต้องทำอย่างพระเท่านั้น, นี้คำว่าพระมันก็มีความหมาย หลายชนิดออกไป .. 1 4 เ 6

น.89 ๗๙ ความหมายของ พุทธชิโนรส. ที่นี้ คำสุดท้าย ว่าพุทธชิโนรส ; พอบวชเข้า โดย สมมติก็เป็นพุทธชิโนรส; ขนบธรรมเนียมมีอยู่อย่างนี้ เป็นโอรสของพระพุทธเจ้าผู้ชนะมาร, ชิ-น แปลว่า ชนะ คือชนะมาร , พุทธะ ก็หมายถึง พระพุทธเจ้า, โอรส หมาย ถึงลูก. นี่ไม่มีทางหลีก มันเกิดไปเป็นลูกของพระพุทธเจ้า แล้วผู้ชนะมารด้วย มันไม่มีทางหลีกเลย, ทำอย่างอื่นไม่ได้ ทั้งนั้น นอกจากทำตนให้เป็นผู้ชนะมาร อย่างเดียว กันกับพ่อ. การชนะมารก็เป็นเรื่องของการปฏิบัติ ธรรมล้วน, ศึกษาต่อไปให้รู้วิธีชนะมาร. มารในที่นี้ก็หมายถึง กิเลสโดยตรง อื่น ๆ ก็ไม่ เป็นมารอะไรนัก เป็นมารที่ไม่น่ากลัว หรือไม่ยากเย็นอะไรนัก นี่ ชนะมาร คือกิเลส เป็นบทเรียนที่ยากที่สุดสำหรับ มนุษย์ ; เราไม่รู้จักกิเลสด้วยซ้ำไป ไม่รู้จักตัวเราด้วยซ้ำไป, ไม่รู้จักตัวเราก็คือไม่รู้จักกิเลส ถ้าเข้าใจว่าตัวเรามันก็เป็นกิเลส ชนิดหนึ่ง. ต่อเมื่อรู้ว่าไม่มีตัวเรา มีแต่สังขารตามธรรมชาติ เป็นไป อย่างนี้เรียกว่า ชนะกิเลส ชนะตัวเรา ชนะสิ่งที่ เรียกว่าตัวเราก็ได้, คือชนะกิเลสสูงสุด.

น.90 ๘๐ นี้ แต่ละวันยังมี ตัวเรา ตัวเขา ตัวกู ตัวสู กระทบ กระทั่งกันอยู่ อึดอัดอยู่ด้วยการกระทบกระทั่งนี้, อย่างนี้ มันก็ไม่ชนะมาร, ไม่เป็นลูกของพระพุทธเจ้าผู้ชนะมาร. เราต้องระวัง ระวังอย่าให้มาร คือตัวกู-ของกูนี้เกิดขึ้น ในจิต, ให้มันเป็นจิตที่ประกอบอยู่ด้วยธรรม, ปราศจาก ความหมายมันว่าเป็นตัวกู-ของกู เรียกว่าว่างจากตัวกู-ของกู, ตัวกู-ของกูตายหมด. ชนะมาร มีความหมายอย่างเดียว กับที่พระพุทธเจ้าท่านชนะมาร ที่โคนต้นโพธิ์ในวันตรัสรู้ นั้น, คือสิ่งเดียวกัน. มารนั้นเขาเขียนเป็นรูปภาพ เขาเขียน เป็นยักษ์เป็นมารหน้าตาน่าเกลียด นั้นเป็นรูปภาพที่จะแสดง สิ่งที่แท้มันเขียนเป็นรูปภาพยาก มันเขียนไม่ได้ เมื่อครั้งที่แล้วมา ก็พูดถึงเรื่องสังข์ที่ขัดดีแล้ว, ถ้า นึกถึงเรื่องนั้นได้ก็ต้องเข้าใจว่า การขัดสังข์ให้เป็นสังข์ที่ ขัดดีแล้วนั้น คือเรื่องทำให้ชนะมาร. ขัดด้วยศีลขัดด้วย สมาธิ ขัดด้วยปัญญา, แล้วที่นี้ก็ชนะมารด้วยศีล ด้วย สมาธิ ด้วยปัญญา. กิเลสมันทำให้ กาย วาจา เสียไป, ทำให้จิตเสียไป, ทำให้ดวงวิญญาณเสียไป, ถือว่าเป็น มารเพราะเหตุนี้. กระทูรณสินสอด สร้อยสัตยากรณี ค ไ แ ค ค เ ถ ข ข ม ม ค 2 ซี เ ที่

น.91 ๘๑ คำว่า มาร นี้แปลว่า ผู้ทำให้ตาย หรือผู้ฆ่า ; มาร มาจากคำว่า ม -- ร, ม-ร แปลว่า ตาย, วิภัติปัจจัยของ คำมันทำให้แปลว่า ผู้ทำให้ตาย คือผู้ฆ่า, ในทางวัตถุหมายถึง ฆ่าให้สิ้นชีวิต, ในทางวิญญาณหมายถึงฆ่าให้หมดความดี ให้ หมดคุณค่า หมดความดี ร่างกายไม่ต้องตายก็ได้. นี้เรา เรียกว่า มาร, มารคือผู้ฆ่าความดีเสียหมด, หมดความดี. ถ้ามารทางวัตถุในทางกาย ก็คือตัดคอให้ร่างกายมันตายไปเอง หรือกินเสียเลย, คำว่า ชนะมารในทางธรรมในพระพุทธ ศาสนา หมายถึงว่า ฆ่ากิเลส, ฆ่าสิ่งที่จะมาฆ่าความดีหรือ คุณค่าของความเป็นมนุษย์, สูงขึ้นกว่านั้นก็เป็นคุณค่าของ ความเป็นมนุษย์ ที่จะมีความสุขหรือไม่มีทุกข์, ค่ามันอยู่ที่ ไม่มีทุกข์ ซึ่งสมมติเรียกว่า เป็นพระอรหันต์ เป็นอะไรก็ แล้วแต่, มันเป็นเรื่องสมมติ. เราควรจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ มันเกิดไม่ได้ เพราะมาร นี้เอง. เราพูดเป็นภาษาธรรมดา ซึ่งใคร ๆ ก็ยอมรับได้ว่า มารคือสิ่งที่ตัดโอกาสให้หมดไป เลย ในการที่มนุษย์จะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ทีนี้มารตัวเล็ก ๆ ก็ลดต่ำ ๆ ลงมา เป็นสิ่งที่มันควรจะได้ แล้ว

น.92 ๘๒ มันไม่ได้ เป็นเสนามารตัวเล็ก ๆ. คำนี้เอาไปใช้ได้ในทุกเรื่อง ทุกกรณี ในชีวิตเป็นอยู่ของคนเรา, อุปสรรคที่ทำให้ไม่ได้ รับความดีเรียกว่า มาร. ฉะนั้น ขอให้พยายามตั้งต้นตั้งแต่จุดนี้ขึ้นไป, คือ อย่าให้มีอุปสรรค ในการที่จะได้รับความดี แม้ในขั้น ตั้งต้น เริ่มตั้งต้น เรื่อย ๆ ไปจนกระทั่งถึงความดีสูงสุด เราก็ ไม่มีมาร, มันก็ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้; ทำ อย่างนี้เรียกว่าชนะมาร, มารหมดความหมายหมดค่าไปเอง เท่ากับว่ามารนั้นมันตาย. เป็นผู้ชนะมารในลักษณะอย่างนี้ นี้คือการทำเหมือนพระพุทธเจ้า ผู้เป็นบิดา. คำว่า โอรส นี้มันคู่กับคำว่า บิดาหรือชนก เพราะโอรสแปลว่า เกิด, ชนก แปลว่า ผู้ให้เกิด. ที่พูดนี้ไม่ประสงค์จะให้เป็นเรื่องของอักษรศาสตร์ หรือวรรณคดี หรืออะไรทำนองนั้น, พูดเป็นเรื่องธรรมะ โดยตรง เพื่อให้เกิด หิริ และโอตตัปปะ ในเมื่อบกพร่อง ในการทำหน้าที่ ให้สมกับชื่อเสียง เหล่านี้, แล้วเกิด ความกลัวความละอาย ไม่กล้าปล่อยให้เป็นอย่างนั้น, ทีนี้อีกทาง ตรงกันข้าม ก็ ให้เกิดความกล้าหาญ, มีกำลังใจเข้มแข็ง

น.93 ๘๓ ที่จะให้มีคุณสมบัติตามนั้น, หรือเป็นผู้มีโชคดี เพราะ ได้โอกาสที่จะเป็นได้ถึงขนาดนี้ คือเป็น พุทธชิโนรส เป็นต้น. นี้ขอให้ ทบทวนให้ดี, คำว่า บรรพชิต ผู้บวช, ผู้เข้ามาบวช บวชแล้วก็เป็นผู้เข้าถึงการบวช คือ อุปสัมปัน เข้าถึงความเป็นภิกษุในภิกษุสงฆ์, แล้วก็เป็นสมณะ เป็น สากยปุตติยะ, แล้วเป็นพุทธชิโนรสในที่สุด คือเป็น เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าท่านเป็น ในส่วนที่เป็นความดับทุกข์ เสียได้ ส่วนอื่นไม่ต้องพูด. เหมือนกับพระพุทธเจ้า เฉพาะ ในส่วนที่เป็นการดับทุกข์เสียได้ คือ ชนะมาร ชนะกิเลสและ ความทุกข์. นี่ขอร้อง โดยเฉพาะ ผู้บวชใหม่นี้, อย่าเป็นผู้ ประมาทไปตั้งแต่ทีแรก, นึกถึงแต่เรื่องเหล่านี้ไว้เถอะ มัน จะช่วยคุ้มครองได้. อย่าประมาท, ถ้าประมาท คือค่อย ๆ ปล่อยไปทีละนิด เดี๋ยวก็ไม่รู้ไปถึงไหนกัน, คือมันไป มากจนไม่รู้ถึงไหนแล้ว, ไม่รู้สึกตัวด้วย, ฉะนั้น เราหาทาง หรือ หาเครื่องมืออุปกรณ์อะไรต่างๆ ที่จะมาแวดล้อมไว้ อย่าให้เกิดความประมาทได้.

น.94 ๘๔ ถ้อยคำทั้งหลาย ที่พูดกันมา ๒ - ๓ ครั้งนี้ ก็เพื่อ ประโยชน์อย่างนี้ทั้งนั้น เพื่อเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้ เกิดความประมาท, เพื่อให้เกิดกำลังใจ เกิดความ กล้าหาญ, ทำตนให้ได้รับสิ่งที่ผู้ออกมาบวชจะพึงได้รับ. เรื่องที่กล่าวนี้ มีสำนวนเป็นพุทธภาษิตเหมือนกัน ว่า "กุล- บุตรผู้มีศรัทธา บวชจากเรือน พึงได้รับประโยชน์ใด เธอได้รับ ประโยชน์นั้นแล้ว" พูดเป็นภาษาบ้านเราก็ว่า บวชเพื่อจะ เอาอะไรกัน เราก็ได้รับสิ่งนั้นแล้ว. เรื่องมันก็มีเท่านั้นเอง โดยหัวข้อโดยใจความ. ม ถ้าบวชออกมาทีหนึ่งแล้วไม่ได้รับสิ่งที่ ผู้บวชควรจะได้รับ มันก็เรียกว่าฉิบหายหมด. นี่ สำหรับวันนี้ก็พอกันที. ๑ 2 ธ เ 6 ข ไ ใ 2

น.95 กิจวัตรของพระธรรมชาติ. การบรรยายวันนี้ ก็อยากจะให้เป็นการบรรยายเพื่อ ประโยชน์แก่ผู้บวชใหม่ต่อไปอีก เนื่องจากเห็นว่า มีความคิด หรือ อุดมคติบางอย่าง ที่เป็นของเก่า ๆ ยังมีอยู่, แล้วก็ ไม่เป็นที่ทราบกันในหมู่คนปัจจุบัน คือ ในหมู่ภิกษุสามเณร ในปัจจุบัน นั้นก็เป็นสิ่งที่เคยช่วยคนก่อน ๆ ให้รอดตัวมาได้ ข้อนี้หมายความว่า คนก่อน ๆ ภิกษุสามเณร อุปัชฌาย์อาจารย์ก่อนนี้เขาไม่ได้รู้อะไรมาก แต่แล้วก็เอาตัว รอดมาได้ สืบศาสนามาถึงพวกเราได้, นี้พวกเราก็ควร จะยอมเสียเวลา พิจารณาดูกันบ้าง. อาจารย์ผู้เฒ่าคนหนึ่งซึ่งคุ้นเคยกับผม ได้พูดว่า สมัยนี้เขาเป็นพระวิทยาศาสตร์กันทั้งเพ, ผมสมัครเป็นพระ ธรรมชาติ, ท่านว่าอย่างนั้น คือ แบ่งพระออกเป็น ๒ พวก เป็นพระวิทยาศาสตร์กับพระธรรมชาติ, ท่านไม่รู้ว่าจะเรียก ว่าอะไร ท่านเรียกด้วยคำ ๒ คำนี้. อบรมพระนวกา ครั้งที่ ๔ : ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๑๔

น.96 ๘๖ พระวิทยาศาสตร์ก็เป็นพระสมัยใหม่ ปรุดปราด ในการศึกษาเล่าเรียน การอะไรต่าง ๆ, พระธรรมชาติก็ไม่ค่อย จะรู้อะไร ดูมันทึม ๆ ไปตามแบบเก่าหรือคนหัวเก่า ; แล้ว ต่อมาพระธรรมชาติก็ค่อยๆ หายไปยิ่งขึ้น ๆ พระวิทยาศาสตร์ ก็มีมากขึ้น ๆ จนเต็มไปหมด, ท่านว่าอย่างนั้น, นี้เป็นเรื่อง ไม่กี่ปีมานี้เอง. พระธรรมชาติ ปฏิบัติกิจวัตรแบบเก่า. พระธรรมชาติ ของท่าน ก็คือพระที่เอาตามแบบ เก่า ๆ ไม่รู้อะไรมาก รู้แต่กิจวัตร ๑๐ อย่างเท่านั้น, แล้วก็ ปฏิบตอย่างสุดชีวิตจิตใจ แล้วก็รอดมาได้, ฉะนั้น ลองฟัง ดูว่า ๑๐ อย่างนี้มันเป็นอย่างไร ; แล้วก็ถ้าทำกันอย่างเต็มที่ ก็ทำให้เป็นพระธรรมชาติ พระป่าพระเถื่อนพระอะไรทำนอง นั้น, แต่ว่าเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ทันสมัย โบรม โบราณเต็มที. ที่เรียกว่า กิจวัตร ๑๐ ประการ นี้ พูดรวม ๆ กัน ไปทั้งกิจ และ วัตร ; กิจนั้นคือบังคับให้ต้องทำ, วัตรนั้น ปล่อยตามใจชอบ, รวมกันเป็นกิจวัตร ; เพราะว่าข้อนี้ 2 ข ป มัน ก็ไ ซอ อ โด กิ ย ฉ ที ส ไ เข

น.97 ๘๗ มันเอาแน่ไม่ได้ บางทีที่บางคนเห็นว่าจำเป็น, อีกส่วนหนึ่ง ก็ไม่เห็นว่าจำเป็น หรือสิ่งที่เรียกว่าวัตรนั้น คือปล่อยตามใจ ชอบนั้น บางคนเห็นว่า สำคัญ บังคับให้ต้องทำ. ดังนั้น อาจารย์แต่โบรมโบราณท่านไม่ค่อยแยกกัน ไม่แยกกัน โดยตัวหนังสือ ไม่แยกกันให้มันยุ่งทางคำพูด, รวมเรียกว่า กิจวัตรก็แล้วกัน ข้อ ๑ บิณฑบาต ข้อ ๒ กวาดวัด ข้อ ๓ ปลงอาบัติ ฯลฯ ท่องกันง่ายๆ อย่างนี้ เรียกว่า กิจวัตร. กิจวัตรข้อ ๑ : บิณฑบาต. ฟังทีแรก คล้าย ๆ กับว่า - มัน ต้องไปบิณฑบาต เพราะถ้าไม่ไปก็ไม่มีอะไรฉันก็เลยจำเป็น. แต่ว่าครูบาอาจารย์ สมัยโบราณเขาไม่ได้ถืออย่างนั้น เขาถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ไปบิณฑบาตนี้เป็นการกระทำที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ไปก็ไม่เป็น พระ, ถือกันอย่างนั้น ไม่ต้องอธิบาย ไม่ต้องอธิบายอะไร มาก. นี่คือวิธีการของคนสมัยเก่า ไม่ต้องอธิบายกันมาก, ยกให้เป็นความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ทำก็ใช้ไม่ได้ ว่าอย่างนั้น ฉะนั้น จึงต้องไปบิณฑบาต ที่จริงก็ตรงกับหลักนิสสัย ๔ ที่บอกอนุศาสน์ กันตั้งแต่วันบวช ว่า บรรพชาอาศัยการ

น.98 ๘๘ บิณฑบาต ; เพราะฉะนั้น ก็ต้องถือเป็นหลักว่า เป็นพระ ก็ต้องไปบิณฑบาต ยกให้เป็นข้อศักดิ์สิทธิ์เสีย ทีนี้เรามามองดูว่า บิณฑบาต มีความหมายอย่างไร ความหมาย อันแรก มันตั้งต้นด้วยว่า ไม่ให้หุงข้าวกิน ; คำว่าหุงข้าวกิน มันไม่ได้มีความหมายแต่เพียงว่าหุงข้าวกิน มันมีความหมายถึงว่า มันตามใจตัว, หรือมันจะเอาตามใจ ตัว, หรือมัน ผิดความมุ่งหมาย ผิดเจตนารมณ์ของการ เป็นนักบวช ฉะนั้น จึงห้ามไม่ให้นักบวชหุงข้าวกิน ; ถ้าหุงข้าวกินก็เป็นอาบัติ ก็คือกินสิ่งที่เป็นอาบัติ หรือกิน อาบัติเข้าไป. แม้แต่สะสมอาหาร ไว้ในที่อยู่ก็ยังไม่ได้, รับประเคนเก็บไว้ค้างคืนก็ไม่ได้, อย่างนี้เป็นต้น. ฉะนั้น อย่าให้มันแคบ ตามตัวหนังสือ ให้มันกว้าง ว่าเราจะได้ประโยชน์ กี่อย่าง หรือกี่มากอย่าง ไม่ให้หุง ข้าวกิน เพราะมันผิดเรื่องของพระ ก็ขยายความออกไปว่า : ไม่ทำมาหากิน ไม่ปรุงอะไรกิน ไม่ทำตามปากตามลิ้น, แล้วก็ไม่มีภาระด้วยการสะสมหุงอาหาร. ที่นี้มองไปข้างนอก มันก็เป็นการลดตัวเองให้เป็นคนขอทาน, ว่า ขออย่างคน ขอทาน นี้มันช่วยลดความยกหู - ชูหาง ถือเนื้อถือตัว. 7 ก ค เ เ 2 ใ ข 2 ข ม แ ก็ อ

น.99 ๘๙ แล้วก็ยังมีผลอย่างอื่นอีกมาก ; เช่นว่า จะต้องไม่ ขี้เกียจ, ไปบิณฑบาตก็คือไม่ขี้เกียจหรือ นอนสาย ; ฉะนั้น มันก็ต้องไม่ขี้เกียจ. ลองนึกดูบางวัน ขี้เกียจจะไปบิณฑบาต แล้วมัน ยังได้สิ่งที่มองไม่เห็น คือว่าไม่มองกัน คืออนามัย ก็ต้องเดินไปออกกำลัง, อากาศเช้า ๆ ก็ยิ่งดี มันก็เป็นเรื่อง อนามัย. ทีนี้ เกี่ยวกับผู้อื่น มันก็เป็นการ ทำให้ผู้อื่นได้บุญ ทำให้มีความมั่นคงแก่การตั้งอยู่ของศาสนา อะไรเหล่านี้ เป็นต้น, มันมากเหลือเกิน แต่คำพูดมันเพียงว่าบิณฑบาต คำเดียว. ฉะนั้นคนโบราณ ครูบาอาจารย์แต่กาลก่อน เขาถือ เป็นคำศักดิ์สิทธิ์คำหนึ่ง, เป็นกิจวัตรข้อแรกว่า จะต้อง บิณฑบาต. นี่ผมพูดให้ฟังแต่ใจความย่อ ๆ ไปคิดเอาเอง ให้มันมากออกไปให้ได้. กิจวัตรข้อ ๒ : กวาดวัด. กวาดวัด ตามตัวหนังสือก็คือ กวาดลานวัด, การ. กวาดลานวัดนี้เป็นของศักดิ์สิทธิ์ เช่นเดียวกัน เป็นการ กระทำที่ศักดิ์สิทธิ์ ; ฉะนั้น สมัยก่อนเขาทำในฐานะมันเป็น

น.100 ๙๐ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ต้องใช้ คือว่า อุปัชฌาย์อาจารย์ไม่ต้องใช้ มีพระกวาดวัดด้วยความเชื่อในทำนองศักดิ์สิทธิ์ ไม่กวาดมันก็ ใช้ไม่ได้ หรือไม่เป็นพระ อะไรทำนองนี้ไปเลย. นี้ถ้าทันเห็นวัดสมัยโบราณ ก็จะเห็นไม้กวาดมีมาก ไม้กวาดมีมากเกินจำนวนพระเณร, แล้วผู้ถวายไม้กวาดเขาถือ ว่าเป็นอานิสงส์อย่างยิ่ง. เขาอุตส่าห์เอาไม้กวาดหรืออุปกรณ์ ของการทำไม้กวาดมาให้, ไม้กวาดนั้นเป็นก้านต้นปาล์ม ชนิดหนึ่ง ก้านยาวแข็งเท่าดินสอ เอามามัดมาขัดกันให้ดี, แล้วก็เป็นไม้ เขาเรียกว่าไม้กราด ที่แท้ก็คือไม้กวาด, ยาว ตั้ง ๖ ศอก ๘ ศอกอย่างนี้ จับที่ตรงกลางมันมีแรงเหวี่ยง แรงเหวี่ยง ๒ ข้างก็เหวี่ยง. การใช้ไม้กวาดชนิดนี้ผมทันเห็น และทันใช้ทันกวาด ; เมื่อแรกบวชใหม่ ๆ เดี๋ยวนี้หายไปหมด. เหงื่อโทรม การใช้ไม้กวาดชนิดนี้ กลับมาจากบิณฑบาต ก็จับไม้กวาดแล้วเหงื่อโทรม, สักพักหนึ่งแล้วก็ไปอาบน้ำ แล้วก็ตีกลองฉัน. ฉะนั้น หญ้ามันขึ้นไม่ได้ด้วยอำนาจของ ไม้กราดชนิดนี้ มันแรงมาก, เม็ดของหญ้าที่มันตกลง แล้ว จะงอกเป็นหน่อหญ้าขึ้นมานี้ ถูกกวาดทั้งหมด, แล้วยัง

น.101 ขีด กวาดลานที่ปูกระเบื้อง กวาดลานพระเจดีย์ ฐานพระเจดีย์ ใต้ต้นโพธิ์อย่างนี้. เขาไม่ได้มุ่งหมายความสะอาดเพราะการกวาด นั้น อย่างเดียว, นี้ก็มุ่งหมาย เหมือนกัน คือความเป็น ระเบียบเรียบร้อย ความสะอาดของวัดวาอารามมันเป็น เครื่องประทับใจ ; แต่ ความมุ่งหมายส่วนใหญ่ คือ ให้กวาดหัวใจของคนกวาด คือกวาดความเห็นแก่ตัว. ฉะนั้น ลองสังเกตดู เอาไม้กวาดนี้ไป กวาดแล้วสังเกตดูว่า มัน กวาดหัวใจของเราหรือเปล่า ? ไม้กวาดมันไม่ได้กวาดแต่พื้นดิน มันกวาดหัวใจของคนกวาดให้สะอาดด้วย, แล้ว ถ้าใครกวาด อยู่ได้ คนนั้นก็ต้องมีการเสียสละความเห็นแก่ตัวออกไป คือกวาดความเห็นแก่ตัว เรียกว่ากวาดกิเลสก็ได้เหมือนกัน ความเห็นแก่ตัวนี้ ทำให้โลภ ทำให้โกรธ ทำให้หลง มาจาก ความเห็นแก่ตัว, กวาดความเห็นแก่ตัวคือกวาดกิเลส ใน เมื่อกวาดดินกวาดพื้นดิน มันกลายเป็นกวาดกิเลสในใจ แต่ แล้วก็ไม่มีใครรู้สึก ไม่ต้องการพิสูจน์และไม่รู้สึก นี่คนประเภทนี้ ที่ว่า พระธรรมชาติ ไม่ใช่พระ วิทยาศาสตร์ พระธรรมชาติ มีอะไรสำหรับทำให้มีความ

น.102 ๙๒ เป็นพระมาก โดยไม่ต้องเล่าเรียน โดยไม่ได้เล่าไม่ได้ เรียน ไม่ได้สอบไล่ ไม่ได้อะไร, แต่มันมีการ กวาดกิเลส โดยไม่รู้สึกตัว อยู่หลาย ๆ อย่าง. ฉะนั้น ความเป็นพระจึง น่าดูกว่า พระวิทยาศาสตร์ เรียนเก่งพูดมาก แต่ก็ ยกหูชูหาง เสียสูง ความเป็นพระมันก็น้อย เพราะจิตใจมันไม่ถูกกวาด. นี่เขาจึงเรียกว่า เป็น กิจวัตรข้อสำคัญ ข้อที่ ๒ กวาดวัด มุ่งหมายผลว่าเป็นการกวาดหรือทำลายกิเลส, ความเห็นแก่ตัวออกไปเสีย, แล้วก็เห็นแก่ส่วนรวม เห็น แก่พระศาสนา ส่วนที่เป็นอนามัย ออกกำลังตอนเช้า เหงื่อ ไหลนี้มันก็ดีอยู่เหมือนกัน เขาก็ไม่ได้รู้ ไม่ได้นึกกันในแง่นี้ ถ้านึกในแง่นี้ก็เป็นธรรมดาไม่ศักดิ์สิทธิ์ กวาดลานพระเจดีย์ กวาดลานต้นโพธิ์ นี้มีมากในพระคัมภีร์เก่า ๆ จะพูดถึงกันมาก. เดี๋ยวนี้จะไม่ค่อยกวาดกัน แม้พระบ้านนอกก็ไม่ กวาด พระในกรุงก็มีลูกจ้างของวัดคอยทำให้ มันก็เลยเปลี่ยน แปลงหมด ; ผลที่เคยได้ก็ไม่ได้, ความศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครอง จิตใจอย่างลึกซึ้ง อย่างมองไม่เห็น นี้ก็เลยหมดไป ๆ. นี้ ลองไปคิดดู, ลองเป็นพระธรรมชาติ ถือเอาประโยชน์ใน แนวนี้กันดูบ้าง. whileนิติกรรม โดยดูหลสถิ เ ย 2 อ 2 ค ซุ ห ๑ ป ข้ เจ

น.103 ๙๓ กิจวัตรข้อที่ ๓ : ปลงอาบัติ ข้อที่ ๓. เรียกว่า ปลงอาบัติ; บิณฑบาต กวาดวัด ปลงอาบัติ ก็ถือเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์อีก เหมือนกัน. พอฉัน ข้าวเสร็จนี้ลุกนั่งยอง ๆ ปลงอาบัติที่โรงฉันนั้นเอง เป็นคู่ ๆ ๆ เต็มไปทั้งโรงฉัน ; ถ้ามีพระมาก ๆ เขาทำกันอย่างนี้ ด้วย ความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ ทีนี้มันเกิดเป็น ปัญหาขึ้นมา บางคนก็คิดไปในแง่ว่างมงาย ทำอย่างงมงาย, อาบัติต้องหรือไม่ต้องก็ตามใจ, พอฉันข้าวเสร็จ ก็ลุกขึ้นนั่ง ยอง ๆ เป็นคู่ ๆ ปลงอาบัติ, ทุกๆ องค์ก็ท่องจำได้แม่นยำ ปลง อาบัติ แล้ว ส่วนมากก็ไม่รู้ว่าว่าอะไร แต่ในใจรู้ว่านี้ปลงอาบีต. ปลงอาบัตินั้นมีในวินัยในบาลี ระบุชัดว่าเรารู้ว่า เราเป็นอาบัติอะไร, แล้ว ไปบอกเพื่อนให้รู้ สัญญาว่า จะไม่ทำอีก นี้เรียกว่าปลงอาบัติ. พวกที่ถืออย่างนั้นมันก็ ไม่ค่อยได้ปลงอาบัติเหมือนกัน, บางทีก็เถลไถลไปเสีย. พวก ที่ถืออย่างงมงายนี้ ปลงอาบัติทุกวัน ๆ. เราดู เจตนาของวินัย หรือว่าระเบียบธรรมเนียม ข้อนี้ ก็คือ ต้องการให้เป็นคนไม่ปกปิดความลับ เป็น

น.104 ๙๔ คนเปิดเผย เป็นคนว่าง่าย; แต่แล้วก็มักจะทำกันเสีย ความมุ่งหมาย คือว่าทำกันตามธรรมเนียม ทำพอเป็นพิธี, แต่ ถึงอย่างไรก็ตาม สังเกตดูแล้วรู้สึกว่ายังมีหิริโอตตัปปะกันอยู่ มากกว่า กว่าพวกที่เห็นว่าปลงอาบัติแบบนี้มันงมงาย. ทีนี้อีกทีหนึ่งหลังจากฉันอาหารแล้วพอค่ำลง สวด มนต์หัวค่ำ แบบนี้ก็มีปลงอีกเหมือนกัน ปลงก่อนหรือปลง หลังก็เห็นมีปลงกันอยู่มาก อย่างน้อยวันละ ๒ ครั้ง : ฉันข้าว เสร็จครั้งหนึ่ง, แล้วพอจะทำวัตรสวดมนต์เย็นนี้ หรือว่า เสร็จแล้วก็ตามอีกครั้งหนึ่งวันละ ๒ ครั้งปลงอาบัติ มีหรือไม่มี ก็ไม่รู้ ก็เลยต้องใช้คำพูด สำหรับปลงอาบัตินั้นแปลกออกไป จากที่ในบาลี คือในบาลีระบุชัดว่า เราต้องอาบัติชื่ออะไรเพราะ เหตุใด, วิธีนี้ก็ไม่รู้ว่าต้องอาบัติอะไร ก็เลยต้องใช้รวม ๆ ว่า อาบัติทั้งปวง อาบัติที่ข้าพเจ้าต้อง, อาบัติทุกอย่าง เกิดคำว่า อาบัติทั้งปวงขึ้นมา มันก็เป็นสิ่งที่ น่านึกดูว่า คนงมงายแบบนั้น, กับคนที่ไม่ทำเสียเลยนั้น คนไหนจะดีกว่ากัน คือว่า อันนั้นจะช่วยสร้างนิสัยจิตใจของเรา ให้เป็นผู้ไม่ปิดบัง ความชั่ว ให้เป็นผู้พร้อมเสมอที่จะเปิดเผยความผิด

น.105 ๙๕ ความชั่ว อะไรของตัวเอง นี้ถ้ามันมีผลในทำนองนี้อยู่ แล้วก็ ควรทำอย่างยิ่งเป็นประจำวัน, เขาจึงเรียกว่ากิจวัตร, การปลงอาบัติกลายเป็นกิจวัตร เช่นเดียวกับที่ไปบิณฑบาต ทุกวัน กวาดวัดทุกวัน ปลงอาบัติทุกวัน. ส่วนวันพิเศษนั้นไม่ต้องพูดถึง คือในการที่จะไป ร่วมสังฆกรรม หรือทำปาฏิโมกข์อะไรก็ ปลงอาบัติก่อน, ก่อนจะไปลงปาฏิโมกข์นี้ก็ปลงอาบัติก่อน ให้เป็นที่แน่ว่าเรา ไม่มีอาบัติ เมื่อเขาถามไล่สิกขาบทไปทีละข้อ ๆ เราก็ไม่มีอาบัติ เราก็นิ่งอยู่ได้. การนึ่งอยู่ของเราก็เป็นสิ่งที่มีความหมาย แต่ถ้าเรา ต้องอาบัติแล้วไปนึ่งอยู่มันก็ผิดก็มีอาบัติเกิดขึ้น ที่นั่นทันที คืออาบัตินึ่งทั้งรู้อยู่ว่าเรามีอาบัติ มันก็เกิดเป็น อาบัติใหม่ขึ้นที่นั่น. หรือถ้าเป็นสังฆกรรม แม้ไม่ใช่ลง ปาฏิโมกข์ ; เช่นไปบวชนาค ไปนั่งหัตถบาส เขาจะปลง อาบัติกันก่อน แล้วจึงจะเข้าไปนั่งหัตถบาส แปลว่าทำให้ดีที่สุด ว่าให้ทุกคนไม่มีอาบัติ แล้วก็ไปนั่งประชุมกันเป็นสงฆ์ เพื่อ ทำการอุปสมบท, เขามีเจตนาอย่างนั้น ก็แปลว่าเป็นผู้ที่ ระมัดระวังดีอยู่มาก.

น.106 ๙๖ ควรจะไปศึกษาเรื่องปลงอาบัติ แม้ว่ามันจะดูงมงาย ไปสักหน่อย ถ้าว่าปลงทุกวัน, ก็ถือว่า เรามุ่งหมายที่จะฝึก นิสัยให้มันเป็นคนเปิดเผย ก็ยังมีทางออกดีกว่าจะให้มัน ปล่อย ๆไปจนลืมไปเลย กระทั่งได้อาบัติไม่ถูก คือ ไม่มีการ ปลงอาบัติ ก็เป็นเหตุให้เป็นไปในทางที่จะปิดบังอาบัติ หนักเข้าๆ, แล้วมันก็ลืมตัวมากเข้า ๆ นี้เป็นพระวิทยา- ศาสตร์ , วิทยาศาสตร์แห่งการหลอกลวง ไม่เป็นพระ- ธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ที่เปิดเผย. ฉะนั้น เมื่อบวชใหม่ ๆ ก็อย่าได้ประมาทในข้อนี้ เป็น ธรรมเนียมเก่าแก่ ซึ่งเขาเห็นเป็นงมงาย ; แต่ผมว่ายังดีอยู่ ยังมีประโยชน์มากอยู่. เป็นอันว่า ปลงอาบัติทุกวันทั้งเช้า ทั้งเย็น เพื่อสร้างนิสัยให้เป็นผู้เปิดเผย สมัยนั้นเขาไม่มี การศึกษาเล่าเรียน, ไม่รู้เรื่อง ปาฏิโมกข์นี้ก็ไม่รู้ ฟังก็พึ่ง อย่างนั้นเป็นภาษาบาลี, แล้วก็ไม่รู้ว่าอาบัติอะไรคืออะไร แต่ มีนิสัยกลัวบาปกลัวอาบัติเต็มที่, ระวังเท่าที่จะทำได้ ละเว้น ระวังเท่าที่จะทำได้เสมอ, แล้วก็ ปลงอาบัติป้องกันตัวอยู่ เรื่อย ทั้งเช้าทั้งเย็น.

น.107 ๙๗ นี่คือ พระธรรมชาติ พระป่า พระเถื่อนทั้งนั้น, ไม่ใช่พระวิทยาศาสตร์ซึ่งมีความรู้มาก, แก้ตัวได้มาก แก้ตัวได้จนไม่มีอาบัติ เพราะเรียนเพื่อแก้ตัวหรือป้องกันตัว. เหมือนกับที่เดี๋ยวนี้ เขาเรียนกฎหมายกัน เพื่อช่วยคนผิดหรือ ช่วยตัวเองในการทำผิด โลกมันก็เปลี่ยนแปลงไปมาก. กิจวัตรข้อ ๔ : ทำวัตรสวดมนต์ กิจวัตร ข้อที่ ๔. เรื่อง ทำวัตรสวดมนต์ ; ทบทวน มาดู บิณฑบาต กวาดวัด ปลงอาบัติ แล้ว ทำวัตรสวดมนต์. เราทำวัตรเช้าทำวัตรเย็น, แล้วก็แถมยังสวดมนต์เล็ก ๆ น้อยๆ. ทำวัตร กับ สวดมนต์ นั้น ไม่ใช่สิ่งเดียวกันดอก ; ทำวัตร นั้นกระทำให้เป็นกิจวัตร ในการไป เหมือนกับไปเฝ้า พระพุทธเจ้าประจำวัน, สวดมนต์เป็นการศึกษาเล่าเรียน เรียนมนต์ เรียนคือความรู้. บททำวัตรก็คือ นมัสการ หรือ สดุดีสรรเสริญ รวมทั้งอ้อนวอน ใหเกิดความสุข, ในบททำวัตรเช้าเย็น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถ้าทำถูกวิธี จะมีอาการ เหมือนกับเราไปเฝ้าพระพุทธองค์ทั้งเช้าทั้งเย็น คล้าย ๆ

น.108 ๙๘ กับว่าเกิดอยู่ในสมัยเดียวกัน : ตอนเช้าก็ไปพบพระพุทธเจ้า ครั้งหนึ่ง, ตอนเย็นไปพบพระพุทธเจ้าอีกครั้งหนึ่งเหมือน พระครั้งพุทธกาล. เพราะฉะนั้น เราจะต้องทำวัตรให้ถึง ขนาด ด้วยจิตใจที่ซึมทราบอยู่ในคุณของพระพุทธเจ้า พระ- ธรรม พระสงฆ์ ซึมทราบอยู่จริง ๆ, เหมือนกับมีพระพุทธเจ้า มาจริงๆ หรือว่าเหมือนกับเราไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ถึงองค์ท่าน จริง ๆ อย่างนี้เรียกว่าทำวัตร. เดี๋ยวนี้เราก็มีคำแปล รู้ได้ ง่าย ; สมัยผมแรกบวช ไม่รู้ว่าอะไร หาคำแปลดูที่ไหนก็ ไม่ได้ ก็ยังทำ, ยังทำด้วยความยึดมั่นถือมั่นเป็นของศักดิ์ สิทธิ์. เดี๋ยวนี้ก็ทำให้เป็นของจริงขึ้นมาได้ โดยรู้ คำแปล, ทำจิตใจให้ซึมทราบ รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ, รู้สึก ซึมทราบเอิบอาบพอใจยินดี มีความสุข มีจิตใจเหมือนพระ- พุทธเจ้า เหมือนพระธรรม พระสงฆ์ ขณะหนึ่ง ชั่วขณะ หนึ่งก็ยังดี, ก็ยังดีกว่าไม่ทำ; เพราะเมื่อไปนั่งทำวัตร สวดมนต์นั้นทำจริง ๆ พอลุกขึ้นไปแล้วมันก็ติดไปด้วย มัน ไม่ใช่หมดเลย มันเกิดเป็นการสร้างนิสัยขึ้นมาใหม่อันหนึ่ง. อีกทางหนึ่ง คือมีจิตใจเป็นพระพุทธ พระธรรม พระ- สงฆ์ อยู่เป็นประจำ ที่เรียกว่าได้บุญได้กุศล ได้อะไรแล้ว แต่จะเรียกในการทำวัตรสวดมนต์นี้.

น.109 ซีซี ฉะนั้น ขอร้องให้พิจารณาดูให้ดี ๆ ในเรื่องนี้ อย่าทำ แต่เพียงว่า เกรงใจผู้ใดหรือว่าเป็นระเบียบบังคับแล้วก็ไปทำ มันไม่ค่อยได้บุญ .. นี่ เราก็ทำด้วยคิดว่าจะฝึกหัดนิสัยให้ เป็นคนสม่ำเสมอ ตรงต่อเวลา ขยัน ทำจิตใจให้ประกอบ ไปด้วยธรรมะเหมือนพระพุทธเจ้า วันละ ๒ ครั้ง คือ ทำวัตรเช้าทำวัตรเย็น. ทีนี้ที่จริงกว่านั้น เขาก็ยังมีทำตามแบบที่เขาวางไว้ สำหรับทำเวลาจะนอน หรือเวลาอื่น ๆ ที่เขาพอใจจะทำ ก็ เกินวันละ ๒ ครั้ง. อาจารย์ผู้เฒ่าท่านเป็นอย่างนั้น ทำวัตร เช้าทำวัตรเย็นในโบสถ์ในศาลานี้ไม่นับ, ท่านว่ามันเป็นตาม ธรรมเนียมตามระเบียบ. พอจะนอนก็ต้องทำอีก, พอตื่น นอนหัวรุ่งไก่ขัน ก่อนรุ่งนี้ยังทำอีก, อย่างนี้ไม่ได้ทำเป็นหมู่ ทำเฉพาะตัว ก็ถือเป็นเรื่องทำสมาธิภาวนาอะไรไปด้วย เสร็จ, แล้วเขาก็สวดอย่างเดียวกันอย่างนี้ นี้ก็เลยเป็นตั้ง ๔ ครั้ง ถ้านับที่ทำอย่างระเบียบในโบสถ์ในศาลาเช้า-เย็นแล้ว ยังทำเวลาจะนอนเวลาตื่นนอนอีกทีหนึ่งเป็น ๔ ครั้ง, มีจิตใจ ใกล้ชิดพระพุทธเจ้าวันหนึ่ง ๔ ครั้ง. นี้ก็เป็นตามธรรมชาติ ไม่รู้อะไรมาก รู้แต่ว่ามันได้บุญ มันเป็นที่สบายใจ เหมือน กับไปเฝ้าพระพุทธเจ้า.

น.110 ๑๐๐ ข้อนี้มองเห็นได้เลยว่า มัน เหมือนกันทุกศาสนา เขากำหนดวันเวลาไว้เป็นระยะ ๆ ที่จะให้บริษัทนั้น คือ ศาสนิกมีจิตใจเป็นพิเศษ คือเข้าถึงพระ เข้าถึงพระเจ้า วันหนึ่งกี่ครั้ง. อย่าง ศาสนาอิสลาม ที่ทำละหมาด นี้มี ๔ ครั้ง, อย่างน้อย ๕ ครั้ง กำหนดไว้เวลาอย่างนั้น ๆ ฉะนั้น ผู้ที่ นับถือศาสนาไม่บกพร่อง เขาจะทำครบ ๕ ครั้ง, ให้สังเกตดู พวกที่ถือศาสนาอิสลาม จะพยายามทำให้ครบ ๕ ครั้ง, พวก ที่อยู่ในร้านขายของ พอถึงเวลาเขาก็ปลีกตัว แอบไปทำ ละหมาด แล้วก็วิ่งออกมาขายของ, พวกที่เดินทางอยู่ใน รถไฟ ผมก็เคยเห็นเขาทำในรถไฟ และครั้งสุดท้ายตอนเย็น ตอนนี้ก็ทำในที่อาบน้ำ ตามริมลำธารที่ไปอาบน้ำ ครบ ๕ ครั้ง เสมอ. ศาสนาอื่นก็มีไปตามรูปตามแบบของเขา ซึ่ง ความมุ่งหมายก็เหมือนกันหมด, เป็นเวลาที่เราไปหา พระเจ้า ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า, หรือไปหาพระเจ้าตาม แบบของเขา, ฉะนั้นมันจึงมีผล คือว่ามีนิสัยที่น่าเลื่อมใส น่านับถือ ซื่อตรงหรือว่าเอาจริง หรือว่าบึกบึน, เป็นคน ตรงต่อเวลา, เป็นคนจริงบึกบึน, แล้วมันมีความเป็นสมาธิ ธ นี้ ว ม ท ท ท ห้ เบ โค แ ค ง่า ทํ ใน ค

น.111 ๑๐๑ หัดความเป็นสมาธิ ให้มันมีอยู่เป็นระยะ ๆ ๆ นิสัยของความ เป็นสมาธิมันก็มีมากเข้า. คนพวกนี้มีสมาธิอยู่โดยกำเนิด โดยสายเลือดมาก ; ระวังให้ดีเถอะ พวกเราจะโลเล เหลาะ แหละอ่อนแอ ๆ จะสู้พวกนั้นไม่ได้ พวกที่ทำละหมาด ๕ ครั้ง จะเก่งกว่าเรา. ที่มากกว่านั้นก็ยังถือลูกประคำ ทำสมาธิ ง่าย ๆ ด้วยลูกประคำอยู่ตลอดเวลา, จะเดินไปเที่ยวเล่นหรือจะ ทำอะไร แม้แต่ขายของบางทีถ้ามีโอกาสทำได้ เขาก็ทำอยู่ ในจิตในใจ เหมือนกับหัดสมาธิ, หัดความเป็นสมาธิ นี่คำว่า ไหว้พระสวดมนต์นี้ ได้คุ้มครองพระ ธรรมชาติมากแต่หนหลัง ; ถ้าพระวิทยาศาสตร์เขาไม่ทำ, นี่ความแตกต่างระหว่างใหม่กับเก่า. เขาถือเป็นกิจวัตร ทำ วัตรสวดมนต์ มีความหมายหลายอย่าง, แต่ส่วนใหญ่ก็ มุ่งหมายคล้าย ๆ กับว่า เราไปถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นพิเศษประจำวัน เพราะระเบียบมันบังคับให้ ทำ จนกว่าจะซื่อตรงต่อตัวเอง โดยระเบียบไม่ต้องบังคับให้ ทำก็ทำ ก่อนแต่นอนหรือว่าตื่นนอนขึ้นมา ฉะนั้น จึงเป็น คนที่มีนิสัยจิตใจเป็นระเบียบหนักแน่นมั่นคง.

น.112 ้อ ๕ : ขวนขวายปัจจเวกขณ์. ทีนี้ข้อต่อไปพูดให้จำง่าย : ให้มันเนื่อง ๆ กันไป : ขวนขวายปัจจเวกขณ์ภาวนา ทบทวนดู บิณฑบาต กวาดวัด ปลงอาบัติ ทำวัตรสวดมนต์ ขวนขวายปัจจเวกขณ์ ภาวนา เรียกสั้น ๆ ว่า ปัจจเวกขณ์ ปัจจเวกขณ์นี้ก็เป็นกิจวัตรที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่มีผล อย่างยิ่ง แต่แล้วก็เหมือนกันอีก ก็ทำกันไปในรูปที่ว่างมงาย. ปัจจเวกขณ์โดยเฉพาะก็คือ ปัจจเวกขณ์ ปัจจัย ๔ จีวร, บิณฑบาต, เสนาสนะ และเภสัช ที่เราสวดกันอยู่ สวด ปัจจเวกขณ์ สวดเป็นสวดมนต์ไปอย่างนั้น เอามาสวดแปล, สวดอย่างนี้เป็นสวดมนต์ไป. ถ้า ปัจจเวกขณ์จริงๆ ต้อง ทำตามลำพัง ทำอยู่ในใจ, พิจารณาให้ได้ความจริงตาม แนวนั้น ตามแนวของคำพูดที่มีอยู่ในปัจจเวกขณ์. ในสมัยโบราณนี้ไม่รู้ ผมก็ไม่รู้ เมื่อบวชเข้ามาก็ไม่รู้ แต่ก็ขยันปัจจเวกขณ์ มีความหมายที่เหมา ๆ เอา ที่ปัจจเวกขณ์ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานเภสัช นับตั้งแต่ได้บุญ แล้วก็ขลัง. แต่ถ้าเราดู ตามความหมายของถ้อยคำ พ ก ฿ ม ไ ค ม น ส เ วั เ เข ปี ◌ี่ ท พิ

น.113 ๑๐๓ เหล่านั้น เป็นธรรมะอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะบทธาตุ ปัจจเวกขณ์ เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ; ฉะนั้น การ ที่ปัจจเวกขณ์อยู่อย่างนั้น ก็คือเอาหัวใจของพุทธศาสนามา พิจารณา มาทำให้อยู่กับเนื้อกับตัว กับจิตกับใจ. สมัยแรกทีเดียวมันคงทำสำเร็จประโยชน์ตรงตาม นั้นแหละ, แล้วต่อมามันเสื่อมมันเปลี่ยนแปลง มันถึงยุคถึง สมัยที่เสื่อม มันก็ไม่รู้ แต่ก็ยังทำกันอยู่ ก็ยังดี. พอเราบวช เข้ามา เพื่อนก็จะบอกว่า ถ้าไม่ปัจจเวกขณ์แล้วละก็ ตายไปเป็น วัวเป็นควาย ใช้หนี้ข้าวปลาอาหารที่ไปเอาของชาวบ้านมาฉัน, เพียงเท่านี้มันก็พอแล้ว กลัวพอแล้ว ก็ขยันปัจจเวกขณ์ มีเครื่องนับ, เขาเรียกว่าสายประคำ มันมีร้อยแปดเม็ดถ้าเต็มที่ มันก็เลื่อนไปทีละเม็ด ๆๆ พอครบหัวถึงท้าย แปลว่าตัวเรา ได้ปัจจเวกขณ์ไป ๑๐๘ ครั้ง. ถ้าลูกประคำนั้น มันมีเพียง ครึ่งหนึ่ง มี ๕๔ ก็ต้องทำ ๒ เที่ยว ทำ ๒ รอบจึงจะได้ ๑๐๘ นั้น : หัวรุ่งก็ ๑๐๘, ก่อนจะนอนก็ต้อง ๑๐๘, ๑๐๘ เที่ยว ก็ไม่รู้ว่าอะไร. เดี๋ยวนี้ เรารู้คำแปล รู้ได้ว่าหัวใจพระพุทธ ศาสนา เรื่องสุญญตา เรื่องนิสสัตโต นิชชีโว สุญโญ, หัวใจ

น.114 ๑๐๔ แท้จริงของพระพุทธศาสนา บวชเข้าก็ให้เรียน เรียนแล้วก็ ปัจจเวกขณ์ทุกวัน ๆ วันละ ๑๐๘ ครั้ง มันก็น่าเลื่อมใส น่า ชื่นใจ น่าอนุโมทนาถึงจะกลายเป็นเรื่องเหลวไหลงมงายก็ได้ เมื่อบวชเพียงในระยะอันสั้น บวชพรรษาเดียวใน ระยะอันสั้น ก็ตั้งใจทำให้มันดีที่สุดทุกอย่าง เรียกว่าเป็นเวลา ที่ทำได้มาก หรือรวยกันใหญ่สักที, อะไร ๆ ต่าง ๆ ที่มันทำ กันได้ ที่มันมีเจตนารมณ์ถูกต้อง แท้จริง บริสุทธิ์ ประเสริฐนี้ ทำให้หมด : บิณฑบาต กวาดวัด ปลงอาบัติ ทำวัตรสวด มนต์ ขวนขวายปัจจเวกขณ์ภาวนา ก็เป็นพระธรรมชาติ พ้นจากความเป็นพระวิทยาศาสตร์ ผมเห็นว่า จำเป็นหรือเหมาะสม ถึงกับจำเป็น สำหรับพวกเราที่อยู่ที่นี่ อยู่ตามแบบนี้ ; ถ้าไม่อย่างนั้นจะ มาอยู่ที่นี่ทำไม อยู่เพื่อเป็นโอกาสให้ทำสิ่งเหล่านี้สุดฝีไม้ ลายมือ สุดความสามารถ ให้ได้ผลทางจิตใจมาก ๆ นี่ช่วยกัน จำไว้ พระอุปัชฌายอาจารย์แต่ก่อนท่านทำมาอย่างนี้ รอดตัว กันมาได้อย่างนี้ เพื่อเป็นพระธรรมชาติ ไม่เป็นพระวิทยา- ศาสตร์ แม้งมงายนี่ก็คุ้มกันได้. เดี๋ยวนี้เราพ้นจากความ 2 ก 1 เ บ เ เ ม ว ก วั 2 น ง อ ใ 2

น.115 ๑๐๕ งมงาย เพราะเรารู้ - รู้ - รู้สิ่งเหล่านั้น, ความมุ่งหมาย อย่างไร ว่าอย่างไร . นี่ วันนี้ก็มีเวลา พูดได้ ครึ่งหนึ่ง คือ ๕ อย่างของ กิจวัตร, ทั้ง ๑๐ อย่าง : บิณฑบาต กวาดวัด ปลงอาบัติ ทำ วัตรสวดมนต์ ขวนขวายปัจจเวกขณ์ภาวนา. ปัจจเวกขณ์ นี้มันเป็นภาวนาอยู่ในตัวเสร็จ พิจารณาปัจจัยตามแนวที่ได้ วางไว้ เป็นปัจจเวกขณ์ด้วย, แล้วก็เป็นภาวนาด้วย. ภาวนา มุ่งหมายให้เป็นกรรมฐาน ให้เป็นการเจริญกรรมฐานมันก็ เหมือนกัน, ปัจจเวกขณ์ ก็แปลว่า พิจารณา ปัจจ นี้แปลว่า เฉพาะ, อิกขะ แปลว่า ดู, ปัจจอิกขะนี่มันสำเร็จรูปเป็น ปัจจเวกขณ์ คือดูเฉพาะเจาะจง เรียกว่าปัจจเวกขณ์โดยเฉพาะ ปัจจัย ๔, แล้วยังมีบทอื่นอีก อภิณหปัจจเวกขณ์ แล้ว ก็ทศธรรม ก็ยังมีอีกปัจจเวกขณ์ ๔ นี้ ทำลงไปเถอะ ก็เป็น ปัจจเวกขณ์ เป็นภาวนา เครื่องนุ่งห่ม เรื่องของกินที่อยู่อาศัย เรื่องเยียวยารักษาโรค นี้ถ้าไม่ได้ไปทำกรรมฐานอะไรพิเศษ ถือว่าให้มันดี ให้มันเด่น ให้มันอุตริวิตถารจนเป็นบ้าไปเลย, เพียงเท่านี้ มันพอสำหรับที่จะทำกรรมฐาน ทำภาวนา. ทำปัจจเวกขณ์นี้

น.116 ๑๐๖ ถ้าพิจารณา สุญญตา อนัตตา นิสสัตโต นิชชี โว สุญโญ อยู่นี้ คือหัวใจของพุทธศาสนา. ให้ขวนขวายให้เต็มที่ ให้สูง ขึ้น ๆ ละเอียดลออขึ้น กว้างขวางขึ้นแล้วก็ได้ผล, ได้ผล แท้จริง คือไม่ใช่พิธีรีตอง เดี๋ยวนี้เขาไปทำเป็นพิธีรีตอง เพราะความเห่อ ๆ กันไปอีกแบบหนึ่ง เพื่อจะได้เป็นพระโสดา- บัน สกิทาคามี อนาคามี มีอยู่มาก มันก็ยิ่งเหลวไปอีก. เราไม่หวังที่จะเป็นนั่นเป็นนี่ เราหวังที่จะพิจารณา ให้รู้ ให้เห็นจริง ให้ไม่มีทางที่จะเกิดกิเลส มันจะเป็น อย่างไรก็ตามใจ ก็ต้องเป็นในพวกนั้นเหมือนกัน ; แต่เราไม่ อยากรู้ชื่อว่าเป็นโสดาบัน สกิทาคามี ไม่อยากจะรู้ชื่อ, ไปรู้ เข้ามันก็กลายเป็นให้โทษทันที คือมันยึดมั่นถือมั่นจองหอง พองขนอะไรขึ้นมาไม่ทันรู้ตัวก็ได้ อย่าไปรู้ดีกว่า ; แต่ว่า ทำเต็มที่ ในลักษณะที่มันจะขูดเกลากิเลส. ฉะนั้น อย่าเห็นแก่ความสุขในการนอน นี่เป็น หลักอีกอันก็เข้ามาช่วยได้, อย่าขี้เกียจ นอนหัวค่ำเกินไป ต้องคิดนึกทางจิตทางใจพอสมควร แล้วก็นอนลงไป ด้วยสติสัมปชัญญะ, นี้ค่อยพูดกันคราวอื่น แล้วขยันตื่น คือไม่นอนสาย จะได้มีเวลาคิดนึกปัจจเวกขณ์อะไรก็ได้. อย่า 6 ใ ข 2 ด อ

น.117 ๑๐๗ ทำที่นอนให้สบายนัก, เครื่องใช้เครื่องนอนอย่าให้มันสบาย นัก มันจะนอนมากเกินสมควร, แล้วเราก็สามารถทำกิจวัตร ต่าง ๆ ได้. ถ้าเราเห็นแก่นอน เห็นแก่สบาย เห็นแก่ อะไร มันก็ทำไม่ได้. นี้ก็เห็นว่าวิเศษ คือดีสำหรับผู้ที่บวชใหม่ แล้วก็บวช ในระยะอันจำกัด ให้รีบกอบโกยเอาประโยชน์ วันนี้ก็พอกัน เท่านี้ที ตั้ง ๕ อย่าง.

น.118 องพระธรรมชาติ. (ต่อ) การบรรยายวันนี้เป็นการบรรยายต่อจากคืนที่แล้วมา ให้จบ คือเราได้พูดกันถึงเรื่อง กิจวัตร ๑๐ ประการ ในฐานะ เป็นของโบราณ ที่อุปัชฌายอาจารย์แต่ก่อนเขารอดตัวกันมาได้ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้, แล้วก็ไม่ได้เรียนอะไรมาก หรือสามารถ อะไรมากไปกว่านี้ แล้วก็เรียกตัวเองว่าพระตามธรรมชาติ พระป่า ไม่ใช่พระวิทยาศาสตร์ที่รู้อะไรมากจนท่วมหัว แล้ว ก็เอาตัวไม่รอด. บางทีก็ยิ่งเลวร้ายลงไป เพราะความประมาท นี้ผมเห็นว่า มันเป็นเรื่องที่น่านึกมากทีเดียวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมัยนี้ จึงเอามาพูดให้ฟัง หัวข้อที่พูดแล้วคือบิณฑบาต กวาดวัด ปลงอาบัติ ทำ วัตรสวดมนต์ ขวนขวายปัจจเวกขณ์ภาวนา, นี่พูดให้เป็น คำคล้องจองกันเพื่อจำง่าย แต่ว่าแต่ละคำนั้น มันมิได้มีความ หมายตามตัวหนังสืออย่างเดียว มีความหมายอะไรบางอย่างลึก ไปกว่านั้นมาก ก็อย่างที่พูดแล้ว.

น.119 ้อที่ ๖ : อุปัฏฐากอุปัชฌายอาจารย์. ทีนี้เหลือต่อไป ก็เป็นข้อ ๖ อุปัฏฐากอุปัชฌาย อาจารย์. คำว่าอุปัฏฐากอุปัชฌายอาจารย์นี้ ที่จริงก็เป็น เรื่องที่มีบัญญัติไว้ในวินัยเป็นเรื่องอุปัชฌายวัตร อาจา- ริยวัตร ที่สัทธิวิหาริกจะพึงกระทำแก่อุปัชฌายอาจารย์ ของตน ในฐานะเป็นผู้ถือนิสัย, อันนี้เองเป็นหลักใหญ่ ของข้อนี้ เรียกว่าอุปัฏฐากอุปัชฌายอาจารย์ เพราะนิสัยมันมี บังคับไว้ว่าจะต้องเอาใจใส่เช่นนั้น แล้วก็ต่างฝ่ายต่างเอาใจใส่ ซึ่งกันและกันด้วย. ที่มากไปกว่าการอุปัฏฐาก ก็คือว่า เป็นการ- ศึกษาหาความรู้จากอุปัชฌายอาจารย์ ; ผู้ใดใกล้ชิด อุปัชฌายอาจารย์ หรือว่าเป็นที่รักของอุปัชฌายอาจารย์, ก็มี โอกาสที่จะได้รับความรู้มาก. ฉะนั้นศิษย์สมัยโบราณ จึง พยายามที่จะใกล้ชิดหรืออุปัฏฐากอุปัชฌายอาจารย์, แล้วก็ เป็นมาจนถึงสมัยเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้. ผมก็ยังทันเห็นแล้วก็ ยังมีส่วนที่กระทำอย่างนั้นด้วยเหมือนกัน ; แม้ว่าอุปัชฌาย- อาจารย์ก็สอนฟรี เงินเดือนก็ไม่ได้ ไม่ได้สอนเอาเงินเดือน

น.120 ๑๑๑ กันอย่างเดี๋ยวนี้, มักจะใช้เวลากลางคืนด้วย แม้เด็ก ๆ ก็ อุปัฏฐากอาจารย์ พระเณรอุปัฏฐากอาจารย์เป็นเรื่องธรรมดา. มันมีผลทางจิตใจอีกอย่างหนึ่งคือความรักใคร่ ความ เป็นกันเอง ความผูกพันด้วยจิตใจนี้มีมาก; เดี๋ยวนี้ ไม่ใคร่มี บางทีก็เป็นข้าศึกไปเลยก็มี สมัยเดี๋ยวนี้สัทธิวิหาริก นั้นเอง เป็นข้าศึกผู้คิดล้มล้างอุปัชฌายอาจารย์ก็มี การอุปัฏฐากอุปัชฌายอาจารย์สมัยโน้น ก็เลยกลาย เป็นของศักดิ์สิทธิ์ไปอย่างหนึ่งด้วย, เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เด็ก เล็ก ๆ ก็ถือมาเป็นระเบียบ ว่าต้องทำให้มันศักดิ์สิทธิ์. ฉะนั้น การที่ไม่เคารพครูบาอาจารย์มันมีไม่ได้, ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ ซึ่งศิษย์ ไม่มีความเคารพในครูบาอาจารย์, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักเรียนทางฝ่ายฆราวาส เรื่องมันจึงมีปัญหาใหม่เกิดขึ้น คือ มีความเสียหายหรืออะไร อย่างที่รู้กันอยู่แล้ว ฉะนั้นสมัย โบราณ จึงมีสิ่งที่เป็นของขลังของศักดิ์สิทธิ์ คุ้มครองจิตใจ ของคนเรามาก, เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีด้วย เป็นตัว ธรรมะตัวศาสนาด้วย. ขอเล่านอกเรื่องไปหน่อยว่า เด็ก ๆ นั้นต้องอุปัฏฐาก อาจารย์ โดยเฉพาะก็ขึ้นเหยียบ แล้วอาจารย์ก็คุยอะไรตลอด

น.121 ๑๑๒ เวลาให้ฟัง ในระหว่างที่ขึ้นเหยียบอยู่บนอาจารย์. อย่างนี้ รุ่นผมเคยนะ, แล้วก็เคยทำ แม้แก่กับบิดามารดาด้วยมาแต่ ทีแรก . มันมีอะไรหลายอย่าง ที่ว่า จะขึ้นไปเหยียบนั้น มันต้องกราบบิดามารดา แล้วจึงจะขึ้นไปเหยียบได้, อาจารย์ก็ยิ่งต้องทำ อย่างนั้นมาก มันเป็นความผูกพันด้วย เป็นความรักฝังแน่นด้วย เป็นความเคารพอย่างยิ่งด้วย พร้อม ๆ กันไป. ขอให้ไปเทียบเคียงดูเองว่า จิตใจมันต่างกันมากกับ เด็กที่ไม่เคยทำอย่างนี้, เด็กที่ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยทำอย่างที่ว่านี้ ไม่เคยกราบตีนพ่อแม่ ไม่เคยเหยียบ ไม่เคยทำอะไรอย่าง ธรรมเนียมโบรมโบราณ งมๆ ง่าย ๆ ที่เขาว่ากันนั้น ความรัก ระหว่างบุตรกับบิดามารดานี้มันจืดจางลงไปมาก, แล้วมีเหตุ อื่นเข้ามาประกอบอีกด้วย ก็เลยไม่ค่อยจะเป็นบุตรที่ดีของ บิดามารดา ไม่ค่อยเป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์. เกี่ยวกับข้อนี้ มันต้องถือเป็นหลักถึงขนาดที่ว่า แม้ ว่าเราจะรู้สึกว่าอุปัชฌายอาจารย์รู้อะไรน้อยกว่าเรา เราก็ยัง เคารพอุปัชฌายอาจารย์นี้อย่างยิ่ง ทั้งที่รู้อยู่อย่างนั้นมันเคารพ ความเป็นอุปัชฌายอาจารย์ ไม่ได้เอาความรู้มาเป็นเครื่องวัด

น.122 ๑๑๓ สมัยนี้เขาก็หาว่างมงายแล้วก็ดูเอาเองก็แล้วกัน มันมีความ โกลาหลวุ่นวายอย่างไรบ้าง ; ฉะนั้นสมัยก่อนมันจึงเยือกเย็น หรือสงบแบบธรรมชาติ ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ นี้ข้อหนึ่ง. กิจวัตรข้อ ๗ : การบริหารสิ่งต่าง ๆ. ข้อ ๗ กิจวัตร ก็ว่า บริหารสิ่งของในร่างกาย นี้ ช่วยจำง่ายเป็นคำคล้องจอง บริหารสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง แล้วก็ร่างกายคือร่างกายของตัวเอง สิ่งที่ต้องช่วยกันดูแล รักษาบริหารนี้มีอยู่อย่างนี้ การบริหารวัตถุสิ่งของเครื่องใช้ไม้สอย บริหาร ร่างกายนี้ เป็นวินัยโดยตรง, โดยเฉพาะอย่างยิ่งวินัยพวก อภิสมาจาร วินัยนอกปาฏิโมกข์ เป็นวินัยที่ช่วยให้มันงดงาม น่าดูยิ่งขึ้น. วินัยในปาฏิโมกข์เพียงแต่ไม่ให้สกปรก แล้วก็ ให้เรียบร้อย ส่วนวินัยนอกจากปาฏิโมกข์นั้น เพื่อให้สวยงาม ยิ่งขึ้น แต่ว่าวินัยในปาฏิโมกข์ที่เกี่ยวกับบริหารสิ่งของใน ร่างกายนี้ ก็มีบ้างเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่มี. ขอให้รู้ว่า สมัยโบราณไม่เจริญด้วยความรู้ทางหยูกยา หรือทางอะไรต่าง ๆ เหมือนอย่างสมัยนี้ ; ฉะนั้นเขาก็มีการ

น.123 ๑๑๔ บริหารชนิดที่เป็นเครื่องป้องกันอยู่ในตัว โดยไม่ต้องให้ผู้นั้น รู้ก็ได้ เมื่อปฏิบัติอยู่ตามคำแนะนำสั่งสอนเก่าแก่ มันก็มี การป้องกันความเสียหาย ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ป้องกัน ทุกอย่าง, แล้วก็ถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์อีกตามเคย. ขึ้นชื่อว่า กิจวัตร แล้ว ต้องเป็นศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้น ทำ ด้วยความรู้สึก ว่ามันขลัง, มีความศักดิ์สิทธิ์ จึงต้องทำ โดยรายละเอียด มันก็มีมาก คือว่า ไม่ให้มันเสียหาย ให้มันเรียบร้อย ให้ ปลอดภัย ให้ไม่เจ็บไม่ไข้ โดยมีผลเป็นการทำให้ไม่สะเพร่า เป็นคนที่ระมัดระวังดี ไม่สะเพร่า, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ของ สงฆ์นั้น ไ ปเกี่ยวข้องเข้าโดยไม่ระมัดระวังอย่างยิ่งแล้ว มันก็มีทางที่เป็นอาบัติ. ตัวอย่าง เช่นว่า ไปนั่งนอนลงบนที่นั่งที่นอนเตียงตั่ง อะไรก็ตาม ด้วยหลังที่ไม่ได้มีจีวรรอง, พูดตรง ๆ ก็หมายความ ว่า เหงื่อมันไปถูกที่เครื่องใช้เหล่านั้น อย่างนี้ก็ ถือว่าเป็นอาบัติ จำนวนมากนับไม่ไหว จำนวนเท่ากับเส้นขนที่มันมีอยู่ในที่ที่ พื้นหลังเปล่า ๆ ไปถูกเข้ากับเสนาสนะ หรือสิ่งของที่เขาทำ บริกรรมไว้ดี เขาทำความสะอาด หรือว่าขัดมัน หรืออะไร ก็สุดแท้ ที่เขาทำบริกรรมไว้ดี.

น.124 ๑๑๕ ไปคิดเปรียบเทียบดู ก็แล้วกัน ว่าความมุ่งหมาย ในธรรมวินัยนี้มันมีอย่างไร ลึกตื้นอย่างไร กว้างแคบ อย่างไร. ฉะนั้นเอาอันนี้เป็นเครื่องวินิจฉัยแล้วก็ไปตีได้ ถึงอันอื่น ๆ อีกต่อไป, นี้เรียกว่า สิ่งของเครื่องใช้ไม้สอย. เกี่ยวกับร่างกาย นี้ก็มีไปตามแบบของคนโบราณ ยกตัวอย่าง เช่น ถ่ายอุจจาระห้ามไม่ให้เบ่งแรง, การเบ่ง อุจจาระแรงเป็นอาบัติ. คนที่ปฏิบัติตามก็ไม่รู้ว่าเหตุใดจึง เป็นอาบัติ เพราะเหตุไรจึงเป็นอาบัติ ; แต่ก็ต้องถือ ยังมี อะไรอีกมากที่มีความมุ่งหมายอย่างเดียวกันนี้, คือไม่เอื้อเฟื้อ ต่อร่างกาย. การเบ่งอุจจาระแรงก็หมายความว่า ทำทารุณ ต่อร่างกาย ซึ่งก็จะมีผลร้ายได้จริง ๆ ด้วยเหมือนกัน. ลองดูซิ มันก็มีการชอกช้ำ หรือมีการเป็นริดสีดวงได้โดยง่ายอะไร ทำนองนี้ ฉะนั้น คำว่าบริหารวัตถุและร่างกายนี้ มันกลายเป็น ของลึกลับ หรือว่าศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้ เดี๋ยวนี้ เราไม่ค่อยสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ของใช้ ไม้สอย ก็ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ทั้งที่เป็นของสงฆ์และเป็นของ ส่วนตัว ; ถ้าเป็นของสงฆ์ก็ยิ่งเสียหายมาก, ของส่วนตัว ก็ยังเป็นอาบัติ ไม่เอื้อเฟื้อแก่ทรัพย์สมบัติส่วนตัวนี้ เป็น

น.125 ๑๑๖ อาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์อย่างนี้เป็นต้น ไปอ่านดูในวินัย เช่น เรื่องบาตร มีหลายอย่าง ไม่เอื้อเฟื้อบาตร, ไม่เอื้อเฟื้อ จีวร จนมันชำรุดไป หรืออยู่ในลักษณะที่อาจจะชำรุดแน่นอน สูญหายแน่นอน, อย่างนี้ก็เป็นอาบัตินิสสัคคียะ. อาบัติ เกี่ยวกับจีวรข้อแรก เมื่อไม่ให้จีวรอยู่ในความคุ้มครอง ที่ปลอดภัยเกิน ๒๔ ชั่วโมงก็ปรับเป็นอาบัตินิสสัคคีย์- ปาจิตตีย์. ผมขอร้องให้ ทุกองค์อย่าทำเล่น ๆ กับวินัย เหล่านี้, อย่าดูถูกว่าเล็กน้อยบ้าง พ้นสมัยบ้างอะไรทำนองนี้ เพราะว่า วินัยเหล่านี้ บทบัญญัติเหล่านี้ ที่ทำให้คน เปลี่ยนนิสัย ไปในทางที่จะเหมาะสม ที่จะเป็นพระ- อริยเจ้า, คือท่านเป็นอย่างนี้ ฉะนั้นต้องสนใจ ตรงนี้อยากจะขอบอกแถมพกเป็นพิเศษว่า จะถือ เอาตรง ๆ ตามตัวหนังสือนั้นไม่ได้ มันมีความหมายอะไรลึก ซ่อนอยู่มากกว่าตัวหนังสือ แล้วตัวหนังสือที่แปลออกมา ๒ ทอด ๓ ทอดนี้มันเปลี่ยนแปลง มันก็น่าเห็นใจเพราะว่ามัน จำเป็นจะต้องใช้ภาษาไทยธรรมดาบ้าง ให้มันรัดกุมสั้นบ้าง นี้ก็มีวินัยหลายบทในนวโกวาทนั้น เรียงตัวหนังสือไว้ใน ลักษณะที่อาจจะเข้าใจเขวไปบ้าง หรือแคบไปบ้าง เกินไปบ้าง ;

น.126 ๑๑๗ ฉะนั้น ต้องพยายามดูไปถึงตัวหนังสือโดยตรง ที่แปลมาโดย ตรงจากบาลี คือ คำแปลที่มีอยู่ในหนังสือวินัยมุขเล่ม ๑ ไป เทียบเคียงคำแปลดู คำแปลในวินัยมุขเล่ม ๑ นั้นตรงตามตัว บาลี, ส่วนนวโกวาทที่ให้นักเรียนท่องนี้ ไม่ตรง ย่นย่อ ให้สั้นแล้วก็เปลี่ยนถ้อยคำไปตามความประสงค์ของผู้เรียบเรียง. ฉะนั้นอย่าเอามาเถียงกัน อย่ามาทะเลาะกันด้วยข้อความ บางอย่างที่มันกำกวม หรือตีความได้หลายอย่าง, แล้วใน ที่สุดก็ผิดทั้ง ๒ คน ทะเลาะกันเปล่า ๆ. นี้ต้องพยายามศึกษาให้เพียงพอ ; ถ้าสงสัยข้อความ ในหนังสือนวโกวาท แล้วก็เปิดดูในหนังสือวินัยมุขเล่ม ๑ ซึ่งผู้แต่งคนเดียวกัน สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณด้วยกัน ทีนี้ก็จะไม่มีอะไรที่จะเข้าใจผิด รู้ความถูกต้องตามตัวหนังสือ แล้วรู้ความหมายถูกต้องอีกทีหนึ่ง นี้เมื่อรู้เรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารร่างกาย การบริหาร สิ่งของดีแล้ว ก็เรียกว่าในข้อนี้ใช้ได้นี่ เรื่องกิจวัตรข้อที่ให้ เอาใจใส่กับวัตถุสิ่งของและร่างกายของตนเอง สิ่งของนั้นมี ทั้งของสงฆ์และของส่วนตัว, ให้เป็นผู้มีความละเอียดอ่อน ระมัดระวัง ไม่ประมาทในสิ่งเหล่านี้จนเป็นนิสัย นี่คือความ มุ่งหมายของกิจวัตร.

น.127 ๑๑๘ กิจวัตรข้อ ๘ : ขวนขวายในธรรมวินัย. ข้อที่ ๘ ก็ขวนขวายในธรรมวินัย นี่เป็นการ ศึกษาเล่าเรียนขึ้นมาที่ตรงนี้, ขวนขวายในธรรมวินัย ขั้นแรก ก็เพื่อเรียน, ขั้นต่อไปก็เพื่อปฏิบัติ. ส่วนผลของการ ปฏิบัติ ก็ย่อมได้ตามสมควรแก่การปฏิบัติ ; เรื่องที่จะพูด ถึงจึงมีแต่เรื่องเรียนและเรื่องปฏิบัติ สมัยโบราณพระตามธรรมชาติ พระเถื่อนตาม ธรรมชาติ ไม่ได้เรียนมากเหมือนพระเดี๋ยวนี้ ไม่มีหนังสือ เรียน, ฉะนั้นจึงเรียนจากการดูตัวอย่าง แล้วก็ทำตาม ๆ กันมา. เรื่องวินัยนี้ก็เห็นอาจารย์ทำก็ทำ หรือไม่เข้าใจบ้าง ก็ถาม เห็นอาจารย์ทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น จนเกิดเรื่องน่าหัว คือเมื่อทำตามกันโดยไม่ต้องไต่ถาม หนักเข้ามันก็มีเรื่อง น่าหัวเกิดขึ้น ที่เขาเรียกว่าเถรส่องบาตร. ข้อนี้มันมีมูลมาจากว่า ต้องตรวจรอยร้าวของบาตร ว่าถึงขนาดที่จะเปลี่ยนได้หรือยัง, มันเป็นบาตรดิน เมื่อเช็ด ล้างเสร็จแล้วก็ส่องดู. ลูกศิษย์เห็นอาจารย์ส่องก็ส่องบ้าง ก็เป็นแต่เพียงว่าให้มันส่องบาตรดู ไม่รู้ว่าส่องทำไม เลย

น.128 ๑๑๙ เป็นเรื่องที่น่าหัว, เรียกว่าเถรส่องบาตร ทำตาม ๆ กันมา มันก็ช่วยไม่ได้ ในสมัยนั้น ซึ่งไม่ค่อยจะมีการศึกษา. แต่ ถึงอย่างนั้นมันก็อยู่กันมาได้ รอดตัวกันมาได้ ด้วยการเอา อย่าง หนังสือไม่มีสักเล่ม เอาอาจารย์เป็นหนังสือ ดูทำตาม อย่าง แต่ก็มีความประมาทน้อยกว่าพระที่มีหนังสือเป็นหาบๆ หอบ ๆ อย่างสมัยนี้ เพราะไปถือโดยทางจิตใจ ทางขลังทาง ศักดิ์สิทธิ์, เช่นส่องบาตรนี้ก็เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ต้องทำ เดี๋ยวนี้เราก็มีการศึกษา เล่าเรียน ที่แก้ปัญหา เหล่านี้ออกไปได้ ; ขอให้ถือเอาประโยชน์นี้ให้ได้มากที่สุด อย่าประมาทเสีย, อย่าประมาทตามที่มีอะไรมากแล้วก็ทำ หวัด ๆ ไปหมด มันเนื่องมาจากว่าจะเป็นพระวิทยาศาสตร์กัน หรือว่าจะเป็นพระตามธรรมชาติ. ถ้าเป็นพระตามธรรมชาติ ก็ไม่ประมาทแน่ ระวังตัวแจ ถ่อมตัวที่สุด, ถ้าเป็นพระ- วิทยาศาสตร์ก็ตรงกันข้าม ขอให้แน่ใจในข้อนี้ไว้ก่อน. นี้ ขวนขวายธรรมะและวินัย, เรียนธรรมะเรียน วินัย แล้วก็ปฏิบัติธรรมะและวินัย. สำหรับคำว่า ธรรมะ และวินัยนี้ บางองค์ก็อาจจะทราบดีแล้ว บางองค์อาจยังไม่ ทราบ ; ขอให้จำ เป็น หลักสำคัญ ๆ ว่า ธรรมะนั้นทรง

น.129 ๑๒๐ แสดง, วินัยนั้นทรงบัญญัติ.พระพุทธเจ้าท่านใช้คำ อย่างนี้ ; ธรรมะทรงแสดง หมายความว่า มันลี้ลับต้อง เอาออกมาแสดง เป็นกฎธรรมชาติ เป็นเรื่องของธรรมชาติ มันลี้ลับ ทรงค้นพบด้วยสติปัญญาอันลึกซึ้ง แล้วก็เอา มาแสดงแก่ผู้ที่ ไม่รู้, ใช้คำว่าแสดง- เทสิโต, ส่วน วินัย นั้น ใช้คำว่าบัญญัติ เหมือนกับบัญญัติกฎหมาย เห็นว่า อะไรควรบัญญัติก็ใช้อำนาจเด็ดขาด, เผด็จการบัญญัติ _ ปัญญตโต. เราจะต้องรับเอาทั้ง ๒ อย่าง : วินัยนั้นจำเป็น สำหรับที่จะต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ แล้วโดยมากก็เป็นเรื่อง จำเป็น ก็รู้กันอยู่แล้ว เช่น ปาฏิโมกข์ นอกปาฏิโมกข์ มีข้อห้ามอย่างไรบ้าง นี้เป็นการบัญญัติ, ถ้าไม่บัญญัติ หมู่ คณะก็ไม่เรียบร้อย, จากความไม่เรียบร้อยนั้น ก็จะ ชวนกันรวนเร, จากความรวนเรก็จะกลายเป็นเลอะ- เลือน. ฉะนั้นวินัยจึงเป็นเรื่องป้องกันความรวนเรการเลอะ เลือนของหมู่คณะ แม้ว่าจะประกอบขึ้นด้วยบุคคล ก็มุ่งหมาย หมู่คณะเป็นส่วนใหญ่ ความอยู่ได้แห่งหมู่คณะ คืออยู่ได้ทุกคน. ปรากฏว่าพระพุทธเจ้าบางพระองค์ ไม่บัญญัติวินัย สอนแต่ เ " เ คุ ขู่ 2 ไ 1 ๘ วิ ท ช ข ธ E “ ต

น.130 ๑๒๑ ธรรมะดับทุกข์อย่างเดียว พอสิ้นพระพุทธเจ้าไป ก็ล้มละลาย หมด อยู่ไม่ได้. พระพุทธเจ้า พระองค์นี้อยู่ในจำพวกที่บัญญัติ วินัย ไม่เพียงแต่แสดงธรรม, เป็นคำที่มีปรากฏอยู่ใน พระบาลี แต่ท่านก็ค่อย ๆ บัญญัติเพิ่มขึ้น ๆ ตามเหตุการณ์ ที่มันเกิดขึ้นจริง ขึ้นมาเรื่อย ๆ ไม่ใช่บัญญัติไว้ล่วงหน้า. ตอนแรก ๆ มีแต่ผู้ที่มีเจตนาดี เจตนาบริสุทธิ์เข้ามาบวช ไม่ได้ บัญญัติวินัย ไม่ต้องบัญญัติวินัย. ความมีเจตนาดีมันเป็นไป ได้เองานินต่อมาเมื่อนานเข้าคนที่ไม่ควรจะบวชก็เกิดอยากจะ บวชกับเขาบ้าง ด้วยเหตุอย่างใดก็ตาม ก็เลยมีคนไม่ดีเข้ามา จึงต้องบัญญัติวินัยชนิดที่น่าเกลียดน่าชังเลวมาก ; ส่วนนี้ จ เรียกว่า วินัย น.เป็นระเบียบบังคับเกี่ยวกับการปกครอง. 9 คำว่า วินัย แปลว่า เครื่องนำไป เครื่องพาไป อย่างดี, วิ แปล ว่า ดี วิเศษ, นยะ แปลว่า นำไป,วินัยแปลว่าเครื่องนำไป อย่างดี ให้มันเรียบร้อยราบรื่นไปได้ถึงตลิ่ง ถึงฝั่งเลย. ธรรมะเป็นเรื่องที่มิใช่วินัย : มันผิดกันตรงที่ว่าจะ เป็นของส่วนบุคคลไม่มุ่งหมายหมู่คณะ, ◌ึก มุ่งหมายบุคคล ก ใครสามารถปฏิบัติได้เท่าไรก็ปฏิบัติเพื่อความรอดของ

น.131 ๑๒๒ ตัว. ฉะนั้น เรื่องมันจึงเป็นเรื่องทางจิตใจ อบรมไปใน ทางจิตใจ เพื่อไม่ให้มันเกิดสิ่งที่เรียกว่ากิเลสและความทุกข์ ทางจิตใจขึ้นมา, แต่ไม่บังคับ ใครอยากมีความทุกข์ก็ทุกข์ไป, ไม่ต้องสนใจก็ได้ ปล่อยให้ธรรมชาติบังคับ ให้ตัวเองบังคับ ตัวเอง เพราะทนอยู่ไม่ไหว ในการที่จะเป็นทุกข์ เพราะ จิตใจมันไม่ดี คือเพราะมีกิเลส. ความมุ่งหมายของการบวชครั้งแรกเริ่มเดิมที ก็มุ่ง หมายส่วนนี้ ไม่ได้มุ่งหมายว่าจะบวชเพื่อรักษาวินัย. บวช มาเพื่อจะปฏิบัติธรรมให้ดับทุกข์ ให้เป็นผู้ที่ไม่มีความ ทุกข์, เรามุ่งหมายกันด้านเดียวนี้. ต่อมาเมื่อมากเข้า มี คนเลวติดเข้ามาด้วยจึงต้องมีวินัย. ฉะนั้นผู้ที่มีความ เคารพนับถือตัวเองดี มีความบริสุทธิ์ใจดี จึงไม่ค่อยมีปัญหา เกี่ยวกับวินัย วินัยที่จะผิดโดยที่ไม่รู้ เรียกว่าไม่มีก็ได้ มันมี น้อย แล้วก็ไม่ร้ายแรงอะไร. ฉะนั้น ขอให้ ทุก ๆ องค์เคารพตัวเองให้มาก ให้ คงมีความมุ่งหมายที่จะรู้และดับทุกข์ อย่าให้ต้องมารบ กวนเป็นปัญหากันกับเรื่องทางวินัย ; เมื่อเรามีเจตนาดี แล้ว เรื่องวินัยมันก็เหลือน้อยมาก ศึกษาให้รู้มันก็ดี รู้วินัย

น.132 ๑๒๓ แล้วถ้ามันมีเจตนาดี ตั้งไว้ดี มีความบริสุทธิ์ใจ, ขออภัยที่ จะพูดว่า ถ้ามีความเป็นผู้ดีติดอยู่แล้ว วินัยก็จะเป็นหมันไปได้ คือไม่มีทางที่จะผิดวินัยได้. นี่ถ้ารู้เรื่องนี้มันก็จะทำให้ความ ยากนั้นกลายเป็นความง่ายได้, ข้อปฏิบัติมันจะเหลือน้อย มาก มันไม่มากมายเหมือนที่เรา คิดกัน ว่ามันมากมายจน ปฏิบัติไม่ไหว ต้องสึกออกไป; นั่นเพราะไม่เคารพ ตัวเอง, ไม่ซื่อตรงต่อตัวเอง. ถ้าเราไปพิจารณาดูถึง ประวัติหรือความเป็นมา ของผู้บวช ครั้งกระโน้น เป็นพระอรหันต์กันมากมายนั้น มี มากมาย ส่วนมากหรือส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องวินัย ตอนแรก ๆ ไม่รู้เรื่องวินัย. ไหน ๆ เล่าให้ฟังแล้ว ก็จะเล่าเสียเลยว่า เป็นพระอรหันต์แล้ว วินัยยังไม่ได้บัญญัติเลย ก็มีการ ทำบางอย่างที่ไม่รู้ เช่นไปบิณฑบาตเมื่อไรก็ได้, กลางคืนก็ ไปบิณฑบาตฉันได้ แล้วแต่หิวขึ้นมาเมื่อไร ก็ยังไม่ผิดวินัย ตอนนั้น ; แม้เป็นพระอรหันต์ก็ยังทำอย่างนั้น ไปบิณฑ- บาตเมื่อไรก็ได้, ฉันเมื่อไรก็ได้. ต่อมามัน เกิดเรื่องยุ่งยาก ลำบาก เพราะเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติขึ้นมาเอง เลิกไปบิณฑบาตตอนค่ำตอนบ่ายตอนเย็นก็ไม่ฉัน, ฉัน

น.133 ๑๒๔ ได้ในระยะเวลาจำกัดที่เรียกว่าในกาล คือ เช้าถึงเที่ยงอย่างนี้, มันก็ดีขึ้น พอบัญญัติวินัยแล้วก็ถือเหมือนกันหมด พระ- อรหันต์หรือไม่พระอรหันต์ก็ต้องถือเหมือนกันหมด ให้มัน สม่ำเสมอเหมือนกันไปหมด, นี่คือวินัย เป็นอย่างนี้ ... เดี๋ยวนี้ ก็มีที่เข้ารูปเข้ารอยไปหมดแล้ว ไม่มีปัญหา มีเจตนาบริสุทธิ์ ปฏิบัติไปได้ ,พรม"ถ้าว่าจะผิดวินัย ก็เพราะว่าเจตนามันไม่ดี จะผิดวินัยทั้งที่ไม่รู้นั้น มีไม่ได้เดี๋ยวนี้.ดอน! ,ผลงเรือ ฉะนั้น เรียกว่า ให้ขวนขวายธรรมะและวินัยควบ คู่กันไป, เป็นสิ่งที่ต้องควบคู่กันไป ให้สมกับที่ เมื่อพระ- พุทธเจ้าจะปรินิพพาน หรือที่เรียกว่า จะสิ้นพระชนม์อยู่หยก ๆ ก็ยังตรัสถึงข้อนี้ ว่าธรรมที่แสดงแล้ว วินัยที่บัญญัติแล้ว นี้ จักอยู่เป็นศาสดาแก่พวกเธอทั้งหลาย ในกาลเป็นที่ล่วงลับไป แห่งเรา, ว่าพระองค์นิพพานแล้ว ให้ธรรมะและวินัยนี้อยู่ เป็นพระศาสดาแทน. ฉะนั้น ขอให้ทุก ๆ องค์ยอมรับในข้อนี้ เคารพธรรมะและวินัยเหมือนเคารพพระพุทธเจ้า, หรือ มีพระพุทธเจ้าอยู่จนทุกวันนี้ ในรูปของธรรมะและวินัย แล้ว ขอให้เคารพนับถือหรือปฏิบัติในฐานะที่มันเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ข 6 13 F F ถ 9 ม 2 2 ไ น ฉ ผ บ ส ๘ ย G เ V

น.134 ๑๒๕ ผมพูดถึงคำว่าศักดิ์สิทธิ์มาหลายคำแล้ว ก็อยากจะ บอกต่อไปอีกหน่อยหนึ่งว่า ความเชื่อในทางเป็นของศักดิ์- สิทธิ์นี้ ถ้ามันมี หรือถ้ามัน เป็นไปในทางที่ถูกแล้วมัน ยิ่งดี ดีกว่าไม่เชื่อในทางศักดิ์สิทธิ์ คือมันมี จิตใจที่จะทำกัน เต็มที่ ทำอย่างเต็มความสามารถ ทำอย่างสุดชีวิตจิตใจ; ฉะนั้น มีความศักดิ์สิทธิ์ในสิ่งที่ถูกที่ควรไว้ก็ดี แต่ถ้ามัน ผิดแล้วมันก็งมงาย เรื่องความศักดิ์สิทธิ์. ฉะนั้น เมื่อรู้ว่า ถูกต้องแน่แล้ว ก็ถือให้มันศักดิ์สิทธิ์, ถือให้มันขลังให้ มันศักดิ์สิทธิ์ไปเลย ก็ไม่มีส่วนที่จะงมงาย. คำว่าศักดิ์สิทธิ์ นี้มีความหมายได้ทั้ง ๒ อย่าง คือ ทั้งที่งมงาย และ ทั้งที่ ไม่งมงาย. ขอให้ขวนขวายธรรมะวินัย ในฐานะเป็นองค์ พระศาสดาที่ยังอยู่กับพวกเราจนถึงปัจจุบันนี้, เป็น คำสั่งประเภทพินัยกรรม. ที่เรียกว่า พินัยกรรมก็คือ คำสั่งที่จวนจะตาย จวนจะสิ้นชีวิต, มีอยู่ ๒-๓ ข้อ : เรื่องไม่ประมาท เรื่องเอาธรรมวินัยเป็นพระศาสดา ต่อ ไป. นี้เราเห็นเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ เพราะว่าพระพุทธองค์ ทรงพยายามจะตรัสเป็นคำสุดท้าย.

น.135 ๑๒๖ กิจวัตรข้อ ๙ : เอาใจใส่กิจของสงฆ์. ข้อ ๙ กิจวัตรข้อต่อไป ก็อยากจะให้ชื่อว่า เอา ใจใส่ของสงฆ์และกิจของสงฆ์ บริหารสิ่งของร่างกายเมื่อกี้ นั้น มันเป็นเรื่องส่วนตัว หรือเป็นเรื่องที่ไม่ใหญ่โต คือ มองออกไปถึง เอาใจใส่ของสงฆ์และกิจของสงฆ์นี้ เป็น เรื่องใหญ่โต เป็นเรื่องบังคับรุนแรงขึ้น. พระศาสนา อยู่มาได้ ด้วยการที่ภิกษุเคารพสิทธิของสงฆ์ หรือสถา- บันของสงฆ์ แล้วชาวบ้านก็พลอยผสมโรงอย่างดีที่สุด เคารพ สถาบันของสงฆ์ สิทธิของสงฆ์ สมบัติของสงฆ์, ช่วยกัน เอาใจใส่ แปลว่าเมื่อเทียบกับของส่วนตัวแล้ว มันไกลกันลิบ ผิดกันหลายสิบเท่า. ฉะนั้น มีอะไรที่เป็นของสงฆ์ก็ช่วย กันรักษา หรือถ้าขโมยของสงฆ์ ชาวบ้านถือว่าบาปยิ่งกว่า ขโมยของบุคคลหลาย ๆ เท่า, เช่น วัดวาอารามเป็นของสงฆ์ เป็นของศักดิ์สิทธิ์นี้ ไม่กล้าทำอะไรล่วงล้ำสิทธิของสงฆ์ สมัยก่อนอย่างผลไม้ในวัดก็ถือว่าเป็นของสงฆ์ไม่กล้ากิน หล่นอยู่ก็ไม่กล้าเก็บกิน, สมัยผมทันเห็นบ้าง เมื่อเด็ก ๆ ผม ทันเห็นอยู่บ้าง. เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ความรู้สึกอย่างนี้ไม่มี ข 2 ล 1 ว ผ 2 ม

น.136 ๑๒๗ ทีนี้มันยิ่งไปกว่านั้นอีกมากมาย ที่ถือปฏิบัติกันอยู่ ว่า เข้ามาในวัด เดินกลับออกไป นี้ ต้องระวังแม้แต่ ฝุ่นติดเท้าออกจากวัดไปนี้ก็มิได้, กลัวติดไปบ้านแล้วก็จะ มีบาป, ดินหรือทรายของวัดจะถูกนำไปบ้าน. เขาจะบัดจะ ล้างอะไรกัน จะสลัดกันอย่างดีจึงจะเดินออกไปบ้าน, แล้ว บางคนก็กลัวมาก ว่าจะไม่บริสุทธิ์จะไม่แน่นอน ก็พยายาม ที่จะขนดินข้างนอกวัดมาใส่ในวัดอยู่บ่อย ๆ เพื่อเป็นหลัก ประกันไว้ว่า เราไม่มีการเอาดินในวัดออกไปที่บ้าน นี่ผมขอให้คุณช่วยคิดดู ช่วยคำนวณดู ว่ามัน เท่าไร จิตใจมันเป็นอย่างไร ; เปรียบกับคนเดี๋ยวนี้มัน เป็นอย่างไร, ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราเคยเป็นอย่างไร พระเจ้า พระสงฆ์ที่เป็นตามธรรมชาติพระเถื่อนนั้นเป็นอย่างไร, นี่ ความเคารพในของสงฆ์ สิทธิของสงฆ์ มีมากถึงขนาดนี้. ทีนี้ กิจของสงฆ์, กิจใดที่บัญญัติไว้ในวินัย เป็นหน้าที่ของสงฆ์ ; อย่างนั้นเขาเรียกว่า กิจสงฆ์ จะต้องช่วยกันกระทำบ้าง จะต้องช่วยกันรักษาไว้บ้าง จะต้องเอาใจใส่ ทั้งนั้น. คำว่า "สงฆ์" นี้เป็นคำที่น่ากลัว สำหรับคนโบราณ พอพูดว่าของสงฆ์ สั่นหัว. เขารู้เรื่องที่ว่า

น.137 ๑๒๘ คนพวกหนึ่งกินของสงฆ์ก่อนสงฆ์ ตายไปเป็นเปรตร้องตะโกน ทุ สะ นะ โส อยู่ทุกวันทุกคืน. นี่มันมีส่วนที่จะเปรียบเทียบดูว่า คนโง่คนฉลาดนี้ ใครจะดีกว่ากันในแง่อย่างนี้ คนโง่ในที่นี้หมายความว่า คนซื่อไม่ใช่คนโง่เสียเลย, มันเป็นคนซื่อ มันก็ถือจริง แล้วก็ ถือบิดามารดาปู่ย่าตายายของเราทุกคน เคยถือกันมาอย่างนั้น ลูกหลานมันก็เปลี่ยนไป ๆ ที่นี้สำหรับที่จะต้องปฏิบัติกันเดี๋ยวนี้ ก็ขอให้สังเกต เอาเอง วัตถุสิ่งของ หรือ กิจกรรมหรืออะไรที่เป็นของ สงฆ์ ต้องถือว่าศักดิ์สิทธิ์ แล้ว ช่วยกันทำ เพื่อคณะสงฆ์ หรือพระศาสนานี้จะอยู่ได้. ผมสังเกตอะไรบางอย่างดูแล้ว ไม่เข้าใจ หนังสือที่โต๊ะที่มีไว้ให้อ่าน ครั้งหนึ่งเคยประทับตรา ไว้ทุกเล่ม ว่าหนังสือนี้เป็นของสงฆ์ ห้ามเอาไปเป็นของ ส่วนตัว แต่แล้วมันก็หายไปจนหมดได้เหมือนกัน, ไม่รู้ว่า ใครที่เอาไป. . เดี๋ยวนี้ขี้เกียจประทับแล้ว ; ถ้าเราช่วยกัน รักษาของสงฆ์ หรือของกลางในความหมายทั่วไปของสังคม ของสมาคม ของสังคมของประเทศนี้ก็ดีมาก คงจะมีความ ผาสุกกันยิ่งกว่านี้.มา เดี๋ยวนี้ไม่มีใครรัก ไม่มีใครเคารพ

น.138 ๑๒๙ หรือว่ารักษาของสงฆ์ ? ของสาธารณะ ของประเทศชาติ เพราะมันเสียเจตนารมณ์อันนี้ไปเสีย : ถ้าอย่างไรก็ ขอให้ ยังมีอยู่ในพวกพระเรานี้ เมื่อพวกชาวบ้านเขาไม่ถือ ช่างเขา, เราถือกันไปก่อน, เป็นพระธรรมชาติ อย่าเพ่อ เป็นพระวิทยาศาสตร์เลย.นิสิตภาระของการก่อกพุงอด จำคำว่า สงฆ์ ๆ ไว้ให้ดีๆ หมายถึงสงฆ์ทั้งหมด ในพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่าพระสงฆ์ ไม่ใช่ว่าสงฆ์ ๔ องค์ ขึ้นไปเรียกว่าสงฆ์ นั้นก็ถูกแล้ว ; ๔ องค์ขึ้นไปก็เพื่อที่ กระทำหน้าที่บางอย่าง ตามที่วินัยบัญญัติไว้ว่าให้ทำได้ในนาม ของสงฆ์. แต่เมื่อพูดว่า ของสงฆ์หรือ คณะสงฆ์แล้ว มัน หมายถึงสงฆ์ทั้งหมดในพุทธศาสนา ทั้งในอดีตกาล ทั้งใน ปัจจุบัน, กา ทั้งในอนาคตข้างหน้า อินจะอยู่ได้โดยวิธีใดขอให้ ช่วยกันเจอ ชาวบ้านไม่ค่อยเข้าใจ เข้าใจว่าพระองค์หนึ่งก็เป็น พระสงฆ์ 3 เพราะว่าไปเห็นที่เขาส่งพระรูปเดียวไปในนามของ คณะสงฆ์ ไปทำอะไรในนามของคณะสงฆ์อย่างนี้, วินัยก็ ถือว่ากระทำแก่สงฆ์ หรือคณะสงฆ์เป็นผู้ทำ ชาวบ้านเขา ไม่เข้าใจ ที่ว่าพระรูปหนึ่งก็เป็นสงฆ์ เลยเรียกว่าสงฆ์ ๆ ติดปาก กันโดยไม่รู้จบและรอชิพบรูนิติ UgูกระบวนBuncandy

น.139 ๑๓๐ วินัยนี้บัญญัติไว้ว่า ในกิจกรรมบางอย่างส่งภิกษุ เพียงรูปเดียว แทนในนามสงฆ์ไปกระทำ ถือว่าการ กระทำนั้น เป็นการกระทำของพระสงฆ์ทั้งหมด ; อย่างที่เขาถวายสังฆทานตอนเช้านี้ ก็หมายถึงสงฆ์ทั้งหมดใน พระพุทธศาสนา, แล้ววินัยมีอยู่ว่า ภิกษุจำนวนเท่าใดมาถึง เข้าให้ทำไปใน นามของภิกษุสงฆ์ทั้งหมดในพระพุทธศาสนา, ถ้ารู้ถึงขอบเขต เจตนาอันนี้กันเสียบ้างก็ดี มันจะได้มีความ เจริญ. กิจวัตรข้อ ๑๐ : ดำรงตนให้น่าไหว้. กิจวัตรข้อสุดท้ายข้อ ๑๐ ดำรงตนให้น่าไหว้ นี่ พอจะเข้าใจกันได้ มันไม่ลึกลับอะไร ก็หมายถึงการสำรวม ระวังรักษาสมณะสารูป, มันมีคำที่ต้องจำไว้ตลอดเวลาอยู่ คำหนึ่งว่า สมณะ แล้วก็ สารูป, บางคนไม่รู้ว่าอะไรก็ได้ สมณะก็แปลว่าสมณะ, สารูป นี้ก็แปลว่า มีรูปที่สมควรกัน, สมณะสารูป ก็ มีรูปที่สมควรกันกับความเป็นสมณะ ; ฉะนั้น ในวินัยจะมีพูดถึงมาก สมณะสารูป, เดี๋ยวก็สมณะสารูป ให้ ทุกองค์มีสมณะสารูป คือมีรูปหรือภาวะที่สมควรกันกับ

น.140 ๑๓๑ ความเป็นสมณะ, อาจจะให้กินความเลยไปถึงรูปร่างตาม ธรรมชาติก็ได้. เดี๋ยวนี้ก็ถือกันเป็นระเบียบเป็นวินัย อยู่เหมือน กัน : คนที่รูปร่างไม่สมประกอบ ก็ไม่ให้อุปัชฌาย์ ยอมรับเข้ามาบวช, ถึงวินัยเดิมของพระพุทธเจ้าก็มุ่งหมาย อย่างนี้ ว่าอย่าให้คนที่รูปร่างไม่สมประกอบเข้ามาบวช. เดี๋ยวนี้ยังเหลืออยู่แต่เพียงว่า ครบอาการ ๓๒, อาการ ๓๒ ไม่วิปริต ผม ขน เล็บ ฟัน หนังอะไรต่าง ๆ ไม่วิปริตก็ให้บวช และควรเพ่งเล็งไปถึงว่า คนที่ขามันขาดไปข้างหนึ่ง หรือว่า เดินต้องใช้ไม้เท้าหรืออะไรที่มันล้วนแต่น่าเกลียด ควรจะ ป้องกันเสียแต่ทีแรก, อย่าให้เข้ามา. ให้เขาบวชตาขาวบวช ตาเถรไปก่อนก็แล้วกัน มันจะมามีอาการน่าเกลียดในหมู่สงฆ์. แต่คำว่า สมณะสารูปไม่ได้หมายความไปถึงข้อนั้น หมายความว่าคนที่มีอะไร ๆ ครบบริบูรณ์, มีรูปร่างเป็น ปกตินี้ จะต้องมีความประพฤติกิริยาท่าทางพูดจาสมกับ ความเป็นสมณะ. ฉะนั้นจึง ได้แก่การสำรวม สำรวม ทุกอย่างให้ถูกกับเรื่องของสมณะ ซึ่งแปลว่าผู้สงบ ; ถ้าจะจาระไนกันแล้วไม่ไหว มันเป็นชั่วโมง ๆ เป็นตั้งหลาย

น.141 ๑๓๒ ร้อยหลายพันเรื่อง จะกิน จะดื่ม จะอาบ จะถ่ายทุกอย่างไป เลย แม้แต่ว่าเคี้ยวเร็ว ๆ นี้ ก็ไม่ใช่สมณะสารูป. นี่ขออภัย ที่พูดอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าเจตนาจะกระทบใคร ไม่ใช่, เคี้ยวอาหาร เร็ว ๆ นี้ไม่ใช่สมณะสารูป, เปลี่ยนเสียดีกว่า หรือทำอะไรเร็ว ๆ ทำอะไรหวัด ๆ,แม้แต่เพียงกินอาหารอย่างเดียวนี้ก็ดูเถอะ เสขิยวัตรนั้น ๗๕ ข้อแล้ว ยังมีมากกว่านั้นอีก, ๗๕ ข้อใน ท้ายปาฏิโมกข์นั้น ก็สมณะสารูปทั้งนั้น, ไปอ่านดูก็จะพบ ยืนถ่ายปัสสาวะ, บ้วนน้ำลายในที่ไม่ควรบ้วน ฯลฯ ผิดสมณะ สารูปไปหมด.ก๊กไว้โลกมันกลับมา ก่อผลินผลิตพละคม พูดง่าย ๆ ว่า มีสมบัติผู้ดี ก็แล้วกัน ตามหลักที่จะ รู้ได้ด้วยสามัญสำนึกแล้วก็มีหวังที่จะไม่เสียสมณะสารูป มันน่าเกลียด ; แม้แต่การนุ่งห่ม มันก็มีมาก ที่จะต้องเป็น สมณะสารูป ไม่นุ่งห่มเปลือยกายออกไปสู่ที่สาธารณะ ไม่เป็น สมณะสารูป, นอนกลางวันไม่ปิดประตู เผลอเข้ามีอะไรที่ น่าเกลียดแสดงออกมา ก็เรียกว่าไม่มีสมณะสารูป, มันมาก มายอย่างนี้ เอามาพูดไม่ไหว, ให้รู้ได้ด้วยความรู้สึกฝ่ายสูง ว่าอะไรมันไม่น่าดูมันน่าเกลียดแล้วก็อย่ามี, เท่าที่มีระบุ อยู่ในวินัย ก็ถือให้เคร่ง."แต้ว นี้เรียกว่าดำรงตนให้มีสมณะ

น.142 ๑๓๓ สารูป ก็เกิดอาการที่น่าเคารพน่าบูชา น่าอะไร ไปตาม ความมุ่งหมาย ที่เขาถือกันมาแต่ดึกดำบรรพ์โน้น ว่าสมณะนั้น เพียงแต่ได้เห็นก็เป็นมงคล, เพียงแต่ได้เห็นพระสมณะก็เป็น ความสุข เป็นสวัสดี เป็นมงคล เป็นลาภ เป็นอะไรต่าง ๆ เพราะว่าเห็นพระสมณะแล้ว ก็เห็นความสงบ, เห็นภาวะแห่ง ความสงบ ความสะอาด ความสว่าง. ฉะนั้นอย่าทำเล่น, อย่าเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ในการที่จะดำรงตนให้มี สมณะสารูป ; ฉะนั้นเรื่องพูดเล่นพูดหัวอย่างนี้ต้อง ไม่มี. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า พูดไม่ประกอบด้วยธรรม ด้วยวินัยนั้น ไปนอนเสียดีกว่า ทั้งที่การนอนเป็นสิ่งที่เลว อย่างหนึ่งอยู่แล้ว คือ พระพุทธเจ้าท่านติเตียนการนอน โดยเฉพาะการนอนกลางวัน ถือเป็นเรื่องของคนประมาท ; แต่ว่า ถ้าพูดเรื่องไม่มีสาระแล้ว ไปนอนเสียดีกว่า, พูด โขมงโฉงเฉง พูดอะไรที่ไม่มีประโยชน์ เรียกว่าไม่มีสมณะ- สารูปในทางวาจา ทางกายมันก็กลุ่มใหญ่ กลุ่มหนึ่งแล้ว ทาง วาจายังมีอีก. ฉะนั้น หุบปากให้มาก ๆ มีทางปลอดภัย การ ต้องปิดปาก ต้องมีเสียงน้อย, ๒ มีหลายสูตรในพระยาสี

น.143 ๑๓๔ พระพุทธเจ้าแสดงถึงพระพุทธประสงค์ให้ภิกษุทั้งหลายมีเสียง น้อย คือพูดเบา. ครั้งหนึ่ง ภิกษุพูดจากันเอ็ดตะโร คือมากันมาก มาถึงเจ้าวัดก็ต้อนรับทักทายปราศรัยอาคันตุกะ ก็พูดดัง, นี้ พูดดัง ได้ยินไปถึงพระพุทธเจ้า. ท่านตรัสถามว่ามันเกิดเรื่อง อะไรกัน เสียงเหมือนกับชาวบ้านแย่งซื้อปลาจากเรือขาวประมง. พระอานนท์บอกว่ามีพระมาใหม่พวกหนึ่ง กำลังทักทาย ปราศรัยกัน. ท่านตรัสว่า ไปให้หมด ไปเดี๋ยวนี้ ไปให้ หมด, คือว่า ไล่กลับเลย ไม่ให้เข้ามา คือตรัสถึงเรื่อง มีเสียงน้อยคือพูดเบาๆ. ให้ไปเปลี่ยนเสียใหม่, ให้ไป กลับตัวเสียใหม่, ให้ขอโทษกันเสียใหม่ ค่อยเข้ามา มีมากมาย. พระองค์เองก็มีเสียงน้อย, ชักชวนในความ มีเสียงน้อย, สรรเสริญในความมีเสียงน้อย. นี่ สมณะ สารูปในทางวาจา เรื่องตะโกนกัน เรื่องหยอกกัน, เรื่อง อะไรอย่างนี้ไม่มี ถ้ามีสมณะสารูปในทางวาจา. เอาละ, เป็นอันว่า มีสมณะสารูปทั้งทางกายและ ทั้งทางวาจา นี้ก็คือการดำรงตนให้น่าไหว้, ตั้งอยู่ได้ใน ความมีหิริและโอตตัปปะ ความละอายต่อบาป ความกลัว

น.144 ๑๓๕ ต่อบาป, คือรู้จักละอาย รู้จักกลัว ก็เป็นผู้ที่ไม่กล้าปล่อย ไปตามความสบายสะดวก, เป็นผู้สำรวมระวังอยู่เสมอ เพื่อ ความมีสมณะสารูป ไม่เสียทีที่ว่าอยู่ในหมู่สงฆ์ที่นิยมความมี สมณะสารูป. นี่เป็นกิจวัตรข้อสุดท้าย ซึ่งมันศักดิ์สิทธิ์ที่สุด. เดี๋ยวนี้ผมอยากจะยืนยัน หรือว่ากล้าท้าทายยืนยันว่า เดี๋ยวนี้ ปัจจุบันนี้ ชาวบ้านเขาเกลียดน้ำหน้าพระที่มีสติ ปัญญาความรู้ มียศมีศักดิ์ แต่มันโขมงโฉงเฉงไม่มี สมณะสารูป แล้วไปบูชาไปเลื่อมใสพระบางองค์ที่ไม่ค่อย จะพูด เดินเหินนั่งนอนสำรวมระวัง แต่ ไม่มีความรู้อะไร ไม่ได้เป็นนักธรรม ไม่ได้เป็นเปรียญอะไร. ที่เมืองนี้ก็มี เมื่อเร็ว ๆ นี้ ท่านที่อยู่ที่วัดที่พุมเรียง คนนับถือเคารพมาก ที่สุดเลย, เพราะสมณะสารูปนั่นแหละ ท่านพูดก็ไม่ค่อยจะ เป็น, แต่เป็นคนซื่อตรงต่อตัวเองที่สุด เป็นคนกลัวบาป ที่สุด มีสมณะสารูปดีที่สุด, มีคนเคารพรักนับถือยิ่งกว่า พระทั้งหลาย, ผมก็สู้ท่านไม่ได้ ให้เป็นเจ้าคุณรวมกันสัก ๑๐ คน ชาวบ้านก็ไม่รักไม่นับถือเท่าท่าน, เพราะความมี สมณะสารูป ผมก็รู้สึกอย่างนั้น. สภ าม วยกังไ

น.145 ๑๓๖ พระองค์หนึ่งเดี๋ยวนี้ก็ตายไปแล้ว อยู่ทางเหนือขึ้น ไปทางปากหมาก ก่อนนี้ก็มีอยู่องค์หนึ่ง น่าเลื่อมใสมาก แล้วก็ไม่ค่อยรู้อะไร, ความไม่ค่อยรู้อะไรนั้น ทำให้สำรวมมาก กลัวมาก, เรียบร้อยเหมือนกับพระบวชใหม่อยู่เสมอ จน กระทั่งแก่เฒ่าสิ้นชีวิตไป ก็เป็นผู้สำรวมเคร่งครัดระมัด ระวังเหมือนพระบวชใหม่. นี่พูดว่า พระบวชใหม่นี้ ขอให้รับทราบกันไว้ด้วยว่า มันเป็นคำที่เขาพูดกันว่า เคร่งเหมือนพระบวชใหม่ วันแรก ๆ บวช, พอหลายๆ วันเข้า ระวังให้ดี จะค่อย ๆ จางความ เคร่ง. ถ้าใครเคร่งได้สม่ำเสมอสักพรรษาหนึ่ง เป็นพระ บวชใหม่ตลอดพรรษาอย่างนี้ก็ตรงตามความมุ่งหมาย. ถ้าเรา ไปพูดกับพระแก่ ๆ องค์หนึ่ง คือไม่ใช่ ไปพูดกับท่าน พูด ลับหลังก็ได้ว่า ท่านองค์นี้เคร่งเหมือนพระบวชใหม่. ผู้ที่ ถูกพูดถึงจะรู้สึกภูมิใจ รู้สึกว่าเป็นเกียรติยศสูงสุด. ขอให้ พระใหม่รับทราบไว้ด้วย, อย่าทำให้เสียชื่อพระบวชใหม่. นี่อันสุดท้าย มีสมณะสารูปทั้งทางกายทั้งทาง วาจา เป็นผู้มีภาวะที่น่าไหว้น่าบูชา เป็นกิจวัตรที่ต้อง ระวังรักษา, แต่ไม่ใช่เพื่อหลอกลวงใคร.

น.146 ๑๓๗ กิจวัตร บิณฑบาต กวาดวัด ปลงอาบัติ ทำ วัตรสวดมนต์ ขวนขวายปัจจเวกขณ์และภาวนา, อุปัฏ- จากอุปัชฌายอาจารย์, บริหารสิ่งของและร่างกาย, ขวน ขวายในธรรมวินัย เอาใจใส่กิจสงฆ์ของสงฆ์, ดำรงตน ให้น่าไหว้. นี่ ผมเล่าเรื่องโบราณของพระธรรมชาติ ไม่ ใช่พระวิทยาศาสตร์ให้ฟัง โดยหวังจะให้ทราบว่าเขารอดตัว กันมาได้ด้วยลักษณะอย่างนี้ แล้วก็ทำตามเยี่ยงตามอย่างกันมา ไม่มีหนังสือหนังหาตำรับตำราที่จะเล่าจะเรียน, เห็นตัวอย่าง แล้วก็ทำตาม ก็รอดตัวมาได้ อยู่ในสภาพที่น่าดูกว่าเดี๋ยวนี้ ซึ่งมีอะไรท่วมหัวท่วมหูเป็นวิทยาศาสตร์ไปเสียหมด. ขอ ร้องให้เอาไปคิดไปนึก ให้ถือเอาประโยชน์ให้ได้มาก ที่สุดที่จะทำได้ เกี่ยวกับกิจวัตร ๑๐ ประการ. นี้ขอพูดกันเท่านี้ วันนี้.

น.147 จุดหมายปลายทางของการบวช. การบรรยายในวันนี้ ก็ยังอยากจะพูดถึง เรื่องที่ เกี่ยวกับผู้บวชใหม่ อีกสักครั้งหนึ่ง ซึ่งจะพูดโดยหัวข้อว่า "จุดหมายปลายทางของการบวช". เราก็ได้พูดเรื่องการ บวชในแง่มุมต่าง ๆ มาพอสมควรแล้ว, ทีนี้ก็อยากจะพูดรวบ รัดไปถึง จุดหมายปลายทาง แล้วก็อยู่ในลักษณะที่จำเป็น สำหรับผู้บวชใหม่เท่านั้นเอง. คำว่า จุดหมายปลายทาง ในที่นี้ ก็หมายถึง จุดหมาย ปลายทางที่สุจริต หรือถูกต้อง, หมายถึง การบวชของพระ- ธรรมชาติ เราประดิษฐ์คำนี้ขึ้นเรียก ตามอาจารย์เก่า ๆ เขา เรียกล้อ. พระพวกหนึ่งเป็นพระธรรมชาติ, พระอีกพวก หนึ่งเป็นพระวิทยาศาสตร์ ก็เข้าใจกันดีแล้วว่าหมายถึงอะไร. จุดหมายปลายทางในที่นี้ ก็หมายถึงจุดหมายปลายทาง ตามวิธีของพวกที่ถูกต้องตามธรรมชาติ. อบรมพระนวกะ ครั้งที่ ๖ : ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๑๔

น.148 ๑๔๐ ผลที่หวังในการบวชของแต่ละคน. ที่ว่าเป็นวิทยาศาสตร์ นั้น ก็หมายถึง มีอะไรปิด บัง หรือถึงกับว่า ไม่ซื่อตรงต่ออุดมคติ ก็ได้แก่การใช้ การบวชนี้เป็นเครื่องมือข้ามฟาก, เขาใช้คำกันอย่างนี้ ต้องการจะมีอาชีพอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ไปไม่ถึง ก็ใช้ การบวชเป็นเครื่องมือข้ามฟากไปให้ถึง. พวกนี้จึง บวช เข้ามาเพื่อจะเรียนวิชาที่จะใช้เป็นประโยชน์สำหรับเป็น เรือจ้างใช้ข้ามฟากไปยังอาชีพที่ตัวต้องการในที่สุด ก็คือ มาเล่าเรียนปริยัติในแบบใดแบบหนึ่ง ให้ได้วิทยฐานะสูง ๆ แล้วไปสมัครทำงานหรือหาอาชีพ ก็สำเร็จไปเป็นส่วนมาก. สมัย เมื่อไม่นานมานี้ จะพบว่า เป็นผู้พิพากษา เป็น อัยการ เป็นทนายความ อะไรมากมายเหลือเกิน ที่ ออกไปได้โดยวิธีนี้ เป็นเปรียญหลายประโยค แล้วก็ไป เรียนกฎหมาย ก็ได้ ; ถ้าไม่บวชเสียก่อนมันเรียนไม่ได้ เขาไม่ให้เรียน. แต่ที่เป็นบ้าก็มาก พระหนุ่มมีความคิด หรือแผนการอย่างนี้ แล้วก็เรียนไม่ได้อย่างใจ ทั้งที่ว่ามี ปัญญามีความเฉลียวฉลาด มันก็ไม่ได้ทันอกทันใจ กลัดกลุ้ม เป็นโรคประสาทเป็นบ้าไปก็มีมากเหมือนกัน, อย่างนี้มัน เป็น

น.149 ๑๔๑ เรื่องนอกวัตถุประสงค์ของการบวช, เราเลยเรียกว่า เป็นเรื่องของพระวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่พระตามธรรมชาติ ; เป็นพระตามธรรมชาติก็ต้องไปตามเรื่องราวของการบวชที่ตรง ต่อความมุ่งหมาย ให้มีจุดหมายปลายทางถึงที่สุดอย่างถูกต้อง ซึ่งเราจะได้รู้กันต่อไป. เพื่อที่จะเข้าใจเรื่องนี้ ก็จะต้องพูดในแง่ของการ เปรียบเทียบ ตามธรรมเนียมดั้งเดิม คนแก่บวช, คน ที่เบื่อโลกแล้วบวช. เดี๋ยวนี้ในประเทศไทยเราก็มี ธรรมเนียมคนหนุ่มบวช, คนแก่กลับไม่ค่อยบวช, นี่มัน ออกจะขวางกันอยู่กับความมุ่งหมายดั้งเดิม. แต่ก็ยังใช้ได้ เรียกว่าไม่เสียหาย คนแก่ก็ยังมีบวช อยากจะหาความสุขใน บั้นปลายของชีวิต แต่มีบวชน้อยเข้า ; เพราะว่าสมัยนี้ ความเจริญในทางวัตถุทางวิทยาศาสตร์ ช่วยให้คนแก่เพลิด เพลินไปได้จนเข้าโลง, ไม่ต้องออกมาแสวงหาความสงบสุข อย่างแท้จริงในการบวช. คนแก่หาความสนุกสนานไปได้จน เข้าโลง เพราะความก้าวหน้าทางวิทยาการแผนใหม่ แต่ถึง กระนั้นก็ยังมีคนแก่ที่บวช ออกมาเพื่อแสวงหาความสุขใน บั้นปลายของชีวิตอย่างถูกต้อง ตามความมุ่งหมายดั้งเดิม,

น.150 ๑๔๒ แต่พอมาดู เราจะเห็นว่า คนหนุ่มบวชมาก ในสองแสนกว่า รูปนี้ จะเป็นคนหนุ่มตั้งสองแสน ทีนี้ จะมีความมุ่งหมายต่างกันอย่างไร ? คนแก่ก็มี ความมุ่งหมายไปตามเดิม เพื่อจะแสวงหาความสุขใน บั้นปลายของชีวิต ตามระบอบระเบียบของพวก วนปรัสถ์ เบื่อโลกเข้าก็ต้องการความสงบ. ทีนี้ คนหนุ่มก็ มีอย่างว่า จะต้องแบ่งเป็นสองพวก : พวกที่จะบวชเพื่อ ใช้การบวชเป็นเรือจ้าง นี้ก็มีพวกหนึ่ง เราไม่พูดถึง, จะพูดถึงแต่ คนหนุ่มที่มีเจตนาบริสุทธิ์ ก็กลายเป็นบวช เพื่อว่า จะเป็นพรหมจารี ซึ่งมีความหมายว่าเป็นการ บังคับตัวเอง, คนหนุ่มบวช ไม่ว่าสมัยดึกดำบรรพ์โน้น หรือสมัยพุทธกาล หรือว่าสมัยนี้ ถ้าออกบวชแต่หนุ่มก็มุ่ง หมายที่จะบังคับตัวเองทั้งนั้น ; เหมือนกับว่าไปเข้าโรงเรียน ชนิดหนึ่งอย่างที่ว่ามาแล้ว. แต่เดี๋ยวนี้เราก็มีการเรียน ศึกษา เล่าเรียนนานาชนิดโดยไม่ต้องบวช, ยังเหลืออยู่แต่โรงเรียน สำหรับที่จะฝึกการบังคับตัวเองคือเป็นพรหมจารี. นี่ถ้าถือเอาตามความหมายที่ถูกต้อง คนหนุ่มสมัย นี้บวชเพื่อจะเป็นพรหมจารี เรียกว่า เข้าโรงเรียนการ

น.151 ๑๔๓ บังคับตัวเองอย่างเข้มงวดกวดขันที่สุด, จะบวชพระหรือ จะบวชชี หรืออะไร ก็ให้เป็นการบวชที่มุ่งหมายเพื่อจะบังคับ ตัวเอง. ดูให้ดีแล้วจะเห็นว่า ชีวิตในบ้านเรือนนั้น มัน ยากที่จะมีการบังคับตัวเอง, แม้จะให้บิดามารดาช่วยบังคับ มันก็ยากเข้าทุกที. สมัยปัจจุบันนี้สมัยใหม่นี้ เด็ก ๆ ที่จะได้ รับการบังคับจากบิดามารดา ก็หาได้ยากเข้าทุกที, จากครู บาอาจารย์ในโรงเรียน ก็ยากเข้าทุกที ฉะนั้นการที่บังคับตัว เองก็ยิ่งไม่มี โตขึ้นมาจนถึงเป็นคนหนุ่มเต็มที่นี่เขตอันตราย จิตใจมันมุทะลุดุดัน ไม่มีการบังคับตัวเอง แล้วทำอะไรผิด พลาด. มีธรรมเนียมเก่าพูดกันอยู่ว่า, อายุ ๑๙ ต้องบวช โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่เกิดวันเสาร์อย่างนี้, คำพูดนั้นฟังดู คล้ายกับไสยศาสตร์ ; แต่ที่แท้มันก็เป็นวิทยาศาสตร์ เป็น ความจริงที่แท้จริง คนหนุ่มอายุ ๑๙ กำลังมุทะลุดุดัน คนเกิด วันเสาร์ เขาว่าพระราหูถึงเข้า มันก็จะติดตะราง มันก็มีจริง ๆ ด้วย, ฉะนั้น เขาจึงกลัวกันนัก ให้ลูกหลานบวชเมื่ออายุ ๑๙.

น.152 ๑๔๔ นี่ความจริงที่มันซ่อนเร้นอยู่ในนั้น ก็คือว่า มันจะ ได้เข้ามาอยู่วัด ให้ได้รับการบีบบังคับจากการบวช มันอยู่ ในกรอบในวง มันไปทำอะไรที่มุทะลุดุดันจนถึงกับติดตะราง ได้ยาก, แล้วมันบวชเสียสักสี่ห้าพรรษา มันก็อายุเข้าไปถึง เกือบ ๒๕ ปี สึกออกไปมันก็จะปลอดภัย. หลักเกณฑ์อันนี้ ยังใช้ได้จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ แม้ว่าจะเป็นคนหนุ่มที่มีการ ศึกษาดี มีอะไรดี มันก็ยังขาดวิชาเกี่ยวกับการบังคับตัว เอง ชนิดที่ละเอียดประณีตสุขุม ; ฉะนั้น ขอให้บวชด้วย ความมุ่งหมายที่จะเป็นพรหมจารีอย่างนี้ นี่แม้ว่าจะถือหลักง่ายๆ อย่างกิจวัตร ๑๐ ประการ :- บิณฑบาต กวาดวัด ปลงอาบัติ ทำวัตรสวดมนต์ ฯลฯ. เหล่านี้มันก็ช่วยได้เต็มที่, จะเป็นการบังคับตัวเองไปทุกกระ- เบียดนิ้ว. เราก็ค่อย ๆ ทำให้มันประณีตละเอียดยิ่งขึ้นไป. นี่ คนหนุ่มบวชด้วยความมุ่งหมายอย่างนี้ เรียกว่า จะ เป็นพรหมจารีที่ดี. เกี่ยวกับ พรหมจารี คำ ๆ นี้ ก็อยากจะพูดสำหรับผู้ที่ ยังไม่เคยฟัง ส่วนมากก็เคยฟังแล้ว ว่า คนมีปัญญาแต่โบราณ กาลในประเทศอินเดียนั้น เขายุติความคิด เกี่ยวกับวัยของ

น.153 ๑๔๕ มนุษย์ว่ามีอยู่ ๔ วัย : วัยแรกคือ พรหมจารี ตั้งแต่เด็กไป จนถึงที่จะมีบ้านเรือนมีครอบครัว นี้เรียกว่าพรหมจารี, มี ครอบครัวแล้วก็เป็น คฤหัสถ์ ไปจนถึง จุดเอือมระอาของ ความเป็นคฤหัสถ์, แล้วก็ ถึงขั้นวัย วนปรัสถ์ ออกไปอยู่ ในที่สงบสงัด, แล้วเมื่อเป็นที่พอใจแล้ว ก็ทำหน้าที่ใหม่ คือเป็น สันยาสี, เป็นที่พึ่งเป็นที่ปรึกษาให้แสงสว่างทาง วิญญาณแก่คนหนุ่ม ๆ ลูกหลานต่อไป เรียกว่าเป็นแสงสว่างใน ทางวิญญาณแก่คนทั้งปวง ถ้าได้ครบอย่างนี้ ถือว่าประเสริฐ ที่สุดสำหรับมนุษย์คนหนึ่ง. ใน ขั้นพรหมจารีนี้ มีความมุ่งหมายที่จะให้อยู่ ในกรอบระเบียบวินัยอย่างเต็มที่ เพื่อจิตใจจะได้ถูกการ ฝึกฝน บีบบังคับให้มีการบังคับตนเองบ้าง แล้วต่อไปจะไม่มี ใครช่วยบังคับในเมื่อไปเป็นคฤหัสถ์แล้ว. นี้เป็นพรหมจารี นี้ก็มีโอกาสที่จะให้ระเบียบวินัย ครูบาอาจารย์อะไรต่าง ๆ รวมทั้งพ่อแม่ด้วย ช่วยกันบีบบังคับ, แล้วก็มาให้พรหมจรรย์ หรือศาสนาของพระพุทธเจ้าช่วยบีบบังคับขัดเกลาในระดับ สุดท้าย. นี้เขาจึงมีธรรมเนียมว่าบวชเสียสักครั้งหนึ่ง ก่อนแต่จะแต่งงาน ; เพราะว่าเมื่อการแต่งงานมันมีแน่

น.154 ๑๔๖ แล้ว การบวชเสียสักครั้งหนึ่ง คือเข้ามาโรงเรียนบีบ บังคับจิตใจของตนเอง อย่างละเอียดลออ ประณีต สุขุม ลึกซึ้งเสียสักพักหนึ่ง แล้วก็เหมาะที่จะไปเป็นคฤหัสถ์. คำภาษาโบราณเขาเรียกว่าบัณฑิต อยู่ในอาศรม ใดอาศรมหนึ่งจนเป็นที่พอใจของอาจารย์ เห็นว่าควรที่จะออก ไปได้ ควรจะไปต่อสู้โลกได้ แล้วก็ให้เป็นบัณฑิต ให้มัน ออกไป ธรรมเนียมนี้ยังมีใช้อยู่ในประเทศอินเดีย, ประเทศ ไทยเราเหลือแต่คำว่า ทิด ทิด ซึ่งมาจากคำว่าบัณฑิต ซึ่ง ออกเสียงคำว่าบัณฑิตไม่ถูกต้อง แต่ในที่สุดมันกลายเป็น เรื่องป้ำเป๋อน่าหัวเราะ เป็นทิดนี้กลายเป็นคนงุ่มง่ามงมงาย ไม่เป็นบัณฑิต, ตรงกันข้ามความมุ่งหมายเดิม เพราะว่า เมื่อบวชมันไม่ได้ประพฤติอย่างถูกต้องตามแบบของพรหมจารี คือไม่เป็นพระเป็นเณรที่ถูกต้อง จึงออกมาเป็นทิด เป็น คำล้อ. ถ้าว่ามี การบวชที่ถูกต้องจริง บวชจริง บวชให้ มันก้าวหน้าไปทุกชั่วโมง นี้ก็ไปสู่จุดที่เป็นบัณฑิตได้, แม้ จะกลับออกไปสู่โลกอีก ก็มีอะไร ๆ พร้อมบริบูรณ์สำหรับจะไป เป็นคฤหัสถ์. นี่ ธรรมเนียมบวชของคนหนุ่มมันมุ่งหมาย

น.155 ๑๔๗ อย่างนี้, และยังคงใช้ได้แม้กระทั่งทุกวันนี้ เพียงแต่จะต้อง ปรับปรุงขยับขยาย ให้มันตรงจุดถูกต้องให้มากขึ้นเท่านั้นเอง, แล้วก็ ไปเป็นคฤหัสถ์ที่ดี ก้าวหน้าไปได้โดยเร็ว, มันถึง จุดหมายของความเป็นคฤหัสถ์แล้วก็ไปเป็นวนปรัสถ์ เป็นสันยาสีได้ตามลำดับ. นี้ สรุปความว่า คนแก่ก็บวชเพื่อแสวงหาความ สุขในบั้นปลายชีวิต คนหนุ่มก็บวชเพื่อเป็นพรหมจารี บังคับตัวเองอย่างดี เพื่อ ไปเป็นคฤหัสถ์ที่ดีแล้วก็ไปเป็นผู้ มีความสุขในเบื้องปลายอีกเหมือนกัน คือมีการเป็นอยู่อย่าง เหมือนกับบวชอีกครั้งหนึ่ง. แต่เป็นบวชเพื่อเสวยความสุข, ไม่ใช่บวชเพื่อบังคับตัวเองอย่างเดี๋ยวนี้. นี่มันต่างกันอยู่ อย่างนี้ เดี๋ยวนี้เราก็เป็นคนหนุ่มบวช นี้ก็อยู่ในความมุ่ง หมายข้อหลังที่จะเป็นพรหมจารีที่สมบูรณ์. ทีนี้ปัญหามันก็มีต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องปัญหาปลีกย่อย คำว่า หนุ่ม หรือ แก่ นี้จะเอาอายุเป็นประมาณ มันก็ไม่ถูก นัก, ต้องเอาความรู้สึกทางจิตใจ, สติปัญญาความรู้สึก ของจิต นี้เป็นหลัก. ผู้ที่มีความรู้สึกสูงก็เรียกว่าคนแก่ ดังนั้นคนแก่มีได้หรือเป็นได้ทั้ง ๆ ที่อายุยังน้อย ๆ เพราะมี

น.156 ๑๔๘ จิตใจสูง มีความรู้สึกสูง. นี้เราก็มี คนหนุ่มหรืออายุน้อย แต่จิตใจก็สูงเหมือนคนแก่. ทีนี้ในทางกลับตรงข้าม มันก็มี คนแก่ที่ยังเป็นเด็ก คือคนมีอายุมากเป็นสิบ ๆ ปี แต่ยังมีความรู้สึกเท่าเด็ก มาบวชเข้ามันก็เหมือนกับเด็ก ๆ บวช คนแก่ที่เป็นเด็ก, เด็กที่เป็นคนแก่, มันตรงกันข้ามอยู่ อย่างนี้. ทีนี้เมื่อมาบวช มันก็มีผลต่างกันอีกนั่นแหละ ต่างอย่างตรงกันข้าม. คนหนุ่มที่จิตใจสูง มันก็มาบวช เกิดได้รับผลกว้างขวาง เป็นพรหมจารี เป็นวนปรัสถ์ พร้อมกันไปได้ในคราวเดียวกัน คือคนที่มีจิตใจสูงมีสติปัญญา สูงนี้ มันก็ทำพร้อมกันไปได้, เรียนเพื่อบังคับตัวเองอย่าง พรหมจารีก็ทำได้, แล้วอาจจะเสวยความสุขสูงสุดจากการบวช อย่างวนปรัสถ์เลยก็ได้ ในครั้งพุทธกาลก็มีคนอย่างนี้ คน หนุ่มที่มีจิตใจสูงก็ออกไปบวช อย่างนี้ก็มี มีผลเหมือนกับ คนแก่ด้วย ก็เป็นที่น่าพอใจ หรือน่าชื่นใจยิ่งขึ้นไปอีก, เมื่อ มีกุลบุตรชนิดนี้ออกไปบวช ก็ได้ผลสองเท่า. นี้ส่วน คนแก่ที่ยังเป็นเด็กนั้น มันก็เป็นคนไม่ สมประกอบ มีจิตใจไม่สมประกอบ อายุตั้งสิบ ๆ ปีแล้วยังมี ค 2 เ เ ไ เ ค 2 1 7 ค P 2 2 2 9

น.157 ๑๔๙ อะไรเหมือนเด็กนี้ ไปบวชเข้ามันก็ไม่ได้อะไรเลย, ประโยชน์อย่างที่คนหนุ่มจะพึงได้ก็ไม่ได้, ประโยชน์ อย่างที่คนแก่จะพึงได้ก็ไม่ได้ กลายเป็นไม่ได้อะไรเลย. ส่วน คนหนุ่มที่มีจิตใจสูงอย่างคนแก่ กลับได้ทั้งสองอย่าง มันต่าง กันอยู่อย่างนี้, ขอให้มองเป็นข้อเท็จจริงกว้าง ๆ อย่างนี้ นี่เรียกว่าพูดกันอย่างให้มันหมดทุกประเภท ลองทบทวนดูว่า คนหนุ่มตามธรรมดาบวชแล้ว ก็ได้ฝึกความเป็นพรหมจารี, คนแก่บวชแล้วก็ได้รับ ความสุขในบั้นปลายของชีวิต แต่ถ้าเผอิญคนหนุ่มมีความ เป็นคนแก่อยู่ในตัว คือสติปัญญาดี, มีไอคิวดี อะไรที่เขา เรียกกันนั้น มันก็เลยได้ทั้งสองอย่าง ; อย่างที่คนหนุ่มจะพึง ได้ มันก็ได้ อย่างที่คนแก่จะพึงได้มันก็ได้ด้วย. ทีนี้ถ้าเป็น คนแก่ที่ยังเป็นเด็ก มันก็ไม่ได้อะไรสักอย่างเดียว, มันก็ไป บวชเป็น ... ไม่รู้จะเรียกอะไรดี เป็นหลวงตาเป็นอะไรก็แล้ว แต่จะเรียก คือมันไม่ได้อะไร ทั้งที่อย่างที่คนแก่จะพึงได้ นี่เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ขอให้สังเกตดูเอาเองว่า จุดหมาย ปลายทางมันอยู่ที่ตรงไหน จุดหมายปลายทางของการบวชอันแท้ คนหนุ่มจะพึงได้.

น.158 ๑๕๐ จริงนั้น มันอยู่ที่ตรงไหน ? ถ้าคนหนุ่มออกบวชเพื่อกลับ ออกไปเป็นคฤหัสถ์อีก แล้วก็มีสติปัญญาสูง ก็จะได้ทั้งวิชา สำหรับคนหนุ่มควรจะได้คือการบังคับตัวเอง แล้วก็ได้รับ ความสุขสงบในระยะนั้นด้วย. คนหนุ่มทั่วไปเป็นอย่างนี้. แต่ยังมีคนหนุ่มอีกไม่กี่คน ที่บวชเพื่อจุดหมาย ปลายทางสูงสุดโดยแท้จริง คือคนหนุ่มที่ไปบวชแล้วเป็น พระอรหันต์ ในประวัติศาสตร์ ในพุทธศาสนาของเรา, ใน พระบาลีมีไม่กี่คน นับตัวถ้วน ที่คนหนุ่มไปบวชแล้วเป็น พระอรหันต์ไปเลย นี้มีลักษณะเป็น genius หรือเป็นอะไร อยู่เป็นพิเศษ นี่ต้องเป็นเรื่องยกเว้น แต่ก็ไม่พ้นไปจากที่ว่า เขาได้ถึงจุดหมายปลายทางของการบวช. ถ้ามีเวลาก็ไปหา อ่านดูเอง ประวัติของพระอรหันต์ ประเภทที่ออกบวช ตั้งแต่ยังหนุ่ม แล้วไปเป็นพระอรหันต์ มีไม่กี่คน น้อยมาก จนไม่อาจยกมากล่าวได้ว่า มีอยู่ประเภทหนึ่ง เพราะส่วนมาก จะบวชต่อเมื่อผ่านโลกผ่านชีวิตมาแล้วอย่างสมบูรณ์ ไปพบ พระพุทธเจ้าไม่กี่นาที ก็เป็นพระอรหันต์ไปก็มี .. เพื่อ!

น.159 ๑๕๑ จุดหมายปลายทางของการบวชแท้จริง อยู่เหนือประโยชน์ใด ๆ. แม่ ทีนี้เมื่อเป็นพระอรหันต์ คือจุดหมายปลายทางของ การบวชที่แท้จริง มันก็หมด หมดความเป็นอะไรทุกอย่าง ; นี่คือข้อที่อยากจะพูด ให้รู้ไว้บ้างในวันนี้ว่า เมื่อถึงจุดหมาย ปลายทางของการบวช คือความเป็นพระอรหันต์ ก็ หมดความเป็นคนหนุ่มหรือความเป็นคนแก่. พระอร- หันต์อยู่เหนือความเป็นคนหนุ่มหรือความเป็นคนแก่, แม้จะ ชอบเรียกว่าเป็นคนแก่เป็นพระเถระเป็นอะไร ; แต่ที่แท้จริง นั้นพ้นจากการเป็นคนหนุ่ม หรือพ้นจากการเป็นคนแก่ มัน เลยไป, พ้นจากความเป็นคนหนุ่มนั้นถูกแล้ว แต่มันเลยไป พ้นจากความเป็นคนแก่อีกที. แม้พระอรหันต์หนุ่ม ๆ นี้ก็ ไม่เป็นคนหนุ่มหรือไม่เป็นคนแก่ เพราะมีจิตใจเปลี่ยนไปหมด อยู่เหนือประโยชน์ทุกอย่าง, อยู่เหนือความต้องการทุกอย่าง, ความหนุ่มความแก่เลยไม่มีความหมาย นี่ขอให้จำหลักอันนี้ไว้ว่า ถ้าว่าจิตใจมันอยู่เหนือ ความอยาก ความประสงค์ หรือความต้องการ หรือ

น.160 ๑๕๒ ประโยชน์ใด ๆ โดยประการทั้งปวงแล้ว คำที่จะเรียกเขา ว่าเป็นอย่างไรนั้น มันจะหมดความหมายไปทันที. นี่คือ ความหมายของคำว่าเป็นพระอรหันต์ ที่ถูกต้องที่สุด, เป็น พระอรหันต์หมายความว่าจิตใจมันอยู่เหนือ เหนือทั้งหมด เหนืออำนาจของสิ่งที่จะมาทำให้ต้องการ อยากได้ เหนือความ ต้องการ เหนือความอยาก เหนือประโยชน์ใด ๆ ทั้งหมด มัน ก็เลยพูดไม่ได้ว่าเป็นอะไร. นี้เป็นหลักในพระพุทธศาสนาที่ สำคัญข้อหนึ่ง จำไปด้วย แล้วไปคิดต่อไปข้างหน้า ว่าเมื่อ จิตใจอยู่เหนือความต้องการอะไรแล้ว ก็กลายเป็นมนุษย์อะไร ก็ไม่รู้ ที่อยู่เหนือการบัญญัติว่าเขาจะเป็นอะไรได้อีกต่อไป สิ่ง สมมตินั้นก็สมมติเรียกกันไปตามเรื่องว่า เป็นหญิง เป็นชาย เป็นพระ เป็นฆราวาส เป็นคนฉลาด เป็นคนโง่ อะไรก็ตามใจ นั้นมันคนไม่รู้ พูด ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็หมายความว่า อยู่ เหนือความเป็นอะไร : เหนือบวช หรือเหนือไม่บวช เหนือหนุ่ม เหนือแก่ เหนือความเป็นหญิง เหนือความ เป็นชาย เขาเรียกว่าเหนือไปทั้งหมดที่มันเป็นคู่ ๆ เหนือแพ้ เหนือชนะ เหนือการได้ เหนือการเสีย เหนือดี เหนือชั่ว 1 ท 1 “ เ 1 เ 2 4 2 ไ ไ

น.161 ๑๕๓ เหนือบุญ เหนือบาป เหนือสุข เหนือทุกข์ ไม่เกี่ยวกับ สิ่งที่เป็นคู่ ๆ เหล่านี้อีกต่อไป ก็เลยพ้น จากความที่จะถูก บัญญัติว่าเป็นอะไร. ชาวบ้านก็สมมติไปตามเรื่อง จะ เรียกท่านว่าเป็นอะไร คือว่าชาวโลกจะเรียกท่านว่าอย่างไรตาม สมมุติของโลก ก็เรียกไป ; แต่จิตใจของท่านอยู่เหนือ ความเป็นอย่างนั้นทั้งหมด เพราะฉะนั้นจึงถือว่า ท่าน อยู่เหนือการที่จะถูกเรียกว่าอะไร จะเรียกว่าผู้ชายก็ไม่ได้, เพราะความต้องการอย่างผู้ชายจะไม่มีเหลืออยู่เลย ถ้าเป็นพระ อรหันต์ผู้หญิง ก็จะเรียกว่าผู้หญิงก็ไม่ได้ เพราะไม่มีความ ต้องการอย่างผู้หญิงเหลืออยู่เลย จะเรียกว่าเป็นคนดีก็ไม่ได้ เพราะไม่ต้องการจะดีอะไร ไม่ต้องมีดีอะไร ไม่อยากจะดีอะไร ไม่ยึดถืออะไรว่าเป็นความดี จะว่าคนชั่วก็ไม่ได้ มันอยู่เหนือ ที่จะเป็นคนชั่วได้ ควรจะสนใจคำพูดชนิดนี้กันไว้บ้าง จะเข้าใจจุดหมาย ปลายทางของพระอรหันต์ได้ง่ายขึ้น จะมีใครมาทำให้แพ้ก็ไม่ ได้ และจะไม่ชนะอะไรด้วย, จะไม่ต้องการชนะอะไรด้วย ไม่ต้องการบุญ แล้วก็ไม่มีการทำบาป มันอยู่เหนือบุญเหนือ บาปอย่างนี้, ไม่ต้องการความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ ความ

น.162 ๑๕๔ สุขก็ไม่มีความหมาย ความทุกข์ก็ไม่มีความหมาย. ฉะนั้น จึงเรียกว่า ไม่ใช่คนเป็นสุขหรือคนเป็นทุกข์ จะพูดกันสัก วันหนึ่งก็ได้ ว่า ท่านที่เป็นพระอรหันต์นั้น จะอยู่เหนือ การบัญญัติสมมติของชาวโลก ที่จะไปสมมุติบัญญัติให้ว่า เป็นอะไร, มันก็เรียกเพ้อ ๆ สมมุติเพ้อ ๆ ไปอย่างนั้น ใน จิตใจโดยสภาวะแล้วมันไม่เป็นอะไรอย่างนั้นได้, รวมทั้งไม่ เป็นพระหรือไม่เป็นฆราวาสด้วย จิตใจอย่างฆราวาสก็ไม่มี, จิตใจอย่างที่ว่า ฉันเป็นพระก็ไม่มี มันเหนือนั่นไปอีก. แต่ คนทั้งหลายก็ต้องเรียกว่า คนนี้เป็นพระ เพราะรูปร่าง เครื่อง แต่งตัว เป็นอยู่นั้นอยู่อย่างพระ ก็ต้องเรียกว่าเป็นพระ แต่ ว่าจิตใจของพระอรหันต์อยู่เหนือนั้น, อยู่เหนือความหมาย อย่างนั้น ฉะนั้นจึงเรียกว่าเหนือความเป็นฆราวาส, เหนือ ความเป็นพระ รวมกันหมดนี้เรียกว่า อยู่เหนือโลกโดยประการ ทั้งปวง. นี่ จุดหมายปลายทางของการบวชอยู่ที่นี่ จะ ชอบหรือไม่ชอบก็ตามใจ แต่ตามธรรมชาติแท้จริง มันอยู่ที่นี่ ใครจะต้องการหรือไม่ต้องการก็สุดแท้, มันเป็นเรื่องส่วนตัว

น.163 ๑๕๕ มันเป็นสิทธิ์ที่จะเลือกเอาได้ จะต้องการเพียงเท่าไรหรือจะต้อง การทั้งหมด. ถ้าต้องการ เพียงว่า สึกออกไปผจญโลก ก็รีบ ฝึกบทเรียนพรหมจารีให้มากขึ้น บังคับตัวเองให้แคล่วคล่อง ว่องไว คือบังคับกิเลสชนิดที่มันจะเป็นอันตรายให้มันอยู่ใน อำนาจให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่หุนหันพลันแล่น ไม่ สะเพร่า ไม่อวดดี ไม่อะไรทุกอย่าง ไม่ขี้รัก ขี้โกรธ ขี้เกลียด ไม่กลัว ไม่ทั้งนั้น, แต่ไม่เป็นพระอรหันต์ เพียงแต่บังคับ ส่วนที่ควรจะบังคับ เพื่อไม่ให้เกิดการเสียหายขึ้น ในการที่ จะไปอยู่ในท่ามกลางโลก ที่มันเต็มไปด้วยความยั่ว ยั่วให้รัก ยั่วให้เกลียด ยั่วให้โกรธ ยั่วให้กลัว ถ้าหากว่าต้องการมากไปกว่านั้น ก็คือต้องการ ความสุขแบบที่ไม่ใช่โลก ๆ ไม่ใช่ฆราวาส ก็ขวนขวาย ไปทางที่จะให้ได้ ; ถ้าได้ถึงที่สุด คืออย่างที่เรียกว่าเป็น พระอรหันต์ แต่อย่าทำไปด้วยความตั้งใจว่า จะได้เป็น ต้องทำไปด้วยความตั้งใจว่า จะขจัดความทุกข์ หรือเหตุ ให้เกิดความทุกข์นี้มากขึ้น ๆ ๆ ตามลำดับ จะไปจบลงตรงที่

น.164 ๑๕๖ ว่าพ้นจากความเป็นอะไร จิตใจได้หมดความยึดถือว่า เรา เป็นอะไร โดยประการทั้งปวง นี้ไม่มีอะไรจะทำให้ทุกข์ได้ คือมันพ้นกระทั่งว่า พ้นจากความรู้สึกว่าเรามีชีวิตอยู่หรือเราตายแล้ว ความมีชีวิต อยู่หรือความตายแล้วนี้ ไม่มีความหมาย, ต้องการแต่จิตชนิดที่ ไม่รู้จักจะมาเป็นทุกข์ แต่ก็ไม่ได้หลงหรือหวังจะได้มีความสุข, นั่นแหละ เขาเรียกว่า ว่าง. คำนี้ฟังยาก คนฟังไม่ออก ไม่เข้าใจ เอาความโง่ของตัวเองเข้ามาวัดก็เข้าใจคำว่า ความว่าง ในพุทธศาสนาไม่ได้ เอาไปล้อเลียนกันบ้าง เอาไปทำอะไร กันบ้างตามที่ตัวเข้าใจ มันเป็นเรื่องที่ยังไกลกว่าที่คนเหล่านี้ จะเข้าใจได้, แต่นี่เอามาบอกให้ฟังว่า มันจะไปจบที่ความว่าง คือความไม่เป็นอะไร. จุดหมายปลายทางที่เรียกว่า ว่าง. เมื่อพระพุทธเจ้าท่านมีเวลาว่าง คือไม่ติดอะไร ไม่ทำ อะไร ท่านก็ อยู่ด้วยความว่าง เรียกว่า สุญญตาวิหาร วิหาร แปลว่า อยู่, สุญญตา แปลว่า ความว่าง คือ อยู่ด้วยจิตที่ว่างจาก

น.165 ๑๕๗ ความรู้สึกว่าเป็นอะไร, อย่างมากจะรู้สึกแต่เพียงว่า อายตนะ มันยังรู้สึกอะไรได้อยู่ แต่มันก็ไม่ต้องการอะไร คือมันไม่ตาย. นี่มันไปจบลงที่นี่ เป็นพระอรหันต์ชั้นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ ไม่มีอะไรที่จะไปไกลมากไปกว่าความว่างได้ นี้ คำว่า ว่างนี้ ใช้ความหมายธรรมดา เป็น หัวข้อสำหรับหาความหมายก็ได้, ถ้าพูดว่า ว่าง มันต้อง หมายความว่า ไม่มีขนาด ไม่มีรูปร่าง ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีอะไรทุกอย่าง ที่มันมี ๆ กัน ไม่มีมิติใด ๆ จึงจะว่าง, แล้วก็ ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกันกับความเปลี่ยนแปลงสึกหรอนี้ มันไม่เกี่ยวกันเลย กับสิ่งที่เรียกว่าความว่าง. ถ้าเป็นความ ว่างแล้ว มันไม่เกี่ยวกับเวลา ฉะนั้นมันจึงไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือไม่ชราไม่แก่เฒ่า ; ถ้านอกจากสิ่งนี้แล้ว มันจะต้องมีการ เปลี่ยนแปลงในทางไปด้วยกันกับเวลา แล้วก็ชราแล้วแก่เฒ่า หรือแตกดับ. ฉะนั้นความว่างจึงเป็นสิ่งที่แปลกประหลาด คือไม่ เป็นอะไรเหมือนที่เรารู้จัก มันจึงเป็น eternity หรือ เป็น อนันตกาล เป็น immortality คือ เป็นความที่ไม่รู้จักตาย เป็นอะไรอีกหลายๆ อย่าง. นี้ถ้าเรียกโดยสมมติ ก็เรียกกัน

น.166 ๑๕๘ อย่างนี้ ; เมื่อจิตที่มันไปถึงที่สุดตามวิธีของการบวชประพฤติ พรหมจรรย์นี้ มันไปที่นั่น มันไปมีจุดจบที่นั่น นี้ใครจะถึง หรือไม่ถึง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง, แต่เอาตามธรรมชาติ ตาม ผลที่เกิดออกมาจากธรรมชาติมันบังคับ การบวชมันเป็น อย่างนี้ มันไปที่จุดนั้น มันสมกันกับคำว่าไปหมดเว้นหมด. เคยบอกให้ฟังแล้วว่า คำว่า บวช ป-ว-ช นี้ ป ว่า หมด ว.ช ว่า ไป ปวช ว่าไปหมด ไปหมดจากทุกสิ่ง, ก็คือ เหนือทุกสิ่ง ว่างจากทุกสิ่ง ถ้ามีตัวมันเอง ก็คือตัวความว่าง ซึ่งไม่เป็นอะไร, แต่เขาก็ไม่เรียก ว่านั่นเป็นตัวขึ้นมาอีก ให้มันว่างเด็ดขาดไปเลย ไม่ต้องเป็นตัวความว่างอะไรขึ้น มาอีก. ฉะนั้นคำที่พูดว่า ออกบวชเพื่อแสวงหาความสุขใน บั้นปลายแห่งชีวิตนี้ มันกลายเป็นคำพูด หรือเป็นเรื่องของ เด็กอมมือ นี้มันยังติดความสุข จะหาความสุข จะเอาความสุข นี้เป็นเด็กอมมือ .. ถ้ามีการบวชอย่างถูกต้อง มันไปพ้น นั่นไปอีก หรือจะบัญญัติว่า พ้นนั่นไปอีก คือไม่เป็นอะไร นี้เป็นความสุข ก็ได้เหมือนกัน ; แต่อย่าลืมว่านี่เขาไม่เรียกว่า ความสุข มันอยู่เหนือความสุขเหนือความทุกข์ เหนืออะไร

น.167 ๑๕๙ หมด เหนือความเป็นทุก ๆ ชนิด นี้จะถือว่านั่นเป็นความสุข ก็ได้ แต่เป็นเรื่องว่าเอาเอง สมมติบัญญัติเอาเอง ว่าเอา เอง แต่แล้วเราก็ยังจำเป็นที่จะต้องใช้คำพูดชนิดนี้ พูดกันอยู่ เช่นว่า พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง หรือนำมาซึ่งความสุข อย่างยิ่ง เป็นคำพูดสมมติ, เป็นคำพูดโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อให้คนเกิดความสนใจในสิ่งที่เรียกว่านิพพาน. นิพพาน นั้นเป็นที่สิ้นสุด เป็นที่ดับหมดแห่งสิ่งทั้งปวง, ก็คือ ว่างอีกเหมือนกัน ; ฉะนั้นจึงมีคำกล่าวว่า ว่างที่สุด ถึง ที่สุดนั้น คือนิพพาน. จุดหมายปลายทางของการบวชนี้ ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของคนนั้น. นี่ จุดหมายปลายทางของการบวช มันมีอยู่อย่างนี้. ผมก็ต้องพูดไปตามหน้าที่ อย่าเข้าใจว่าจะเป็นการโฆษณา ชวนเชื่อ หรือขู่ให้กลัวหรืออะไร, ก็อย่าได้คิดไปอย่างนั้น แต่ ต้องการจะให้ทุกคนทราบว่า จุดหมายปลายทางของ การบวชที่แท้จริง มันอยู่ที่ไหน, นี้ มันก็ขึ้นอยู่แก่ความ รู้สึกของคนนั้น ถ้ายังต้องการอะไรอย่างกิเลสของเขาต้องการ

น.168 ๑๖๐ ถ้าการบวชมันจะช่วยให้เขาได้สิ่งนั้น เขาก็เอาทันทีเลย แล้ว บางทีก็เป็นเรื่องงมงายมายาอย่างยิ่ง เช่นสมัยก่อนเขามีเหมือนกัน เขาว่าบวชนี้จะได้ไป สวรรค์ คนมันก็เลยบวชเพื่อที่จะได้ไปสวรรค์ นี่น่าหัวเราะ มาก. ที่จริงเรื่องบวชที่แท้นั้น คือเรื่องที่แยกตัวออกมา จากสวรรค์ ไม่ไปลุ่มหลงสวรรค์ ; แต่เมื่อคนมันชอบสวรรค์ แล้วก็บอกว่าบวชจะได้ไปสวรรค์ คนมันก็บวช. นี้ก็ประพฤติ พรหมจรรย์อย่างนักบวช, ต่อมาถึงจะค่อยบอกว่ามีอะไรที่ดี กว่าสวรรค์ ที่จะได้จากการบวชนี้ มันก็ค่อยเลื่อนเข้าไปหา นิพพาน. นี้ถ้าคนมันต่ำมากเกินไป ก็บวชเพื่อเป็นสะพาน เป็นเรือจ้าง ออกไปหาอาชีพอย่างที่ว่ามาแล้ว, หรือถ้าดี กว่านั้นบริสุทธิ์กว่านั้น ก็บวชเพื่อให้รู้จักบังคับตัวเอง, สามารถที่จะไปเผชิญกับโลก ที่มันจะโกลาหลวุ่นวายมากขึ้น ก็ทำหน้าที่ของเราให้ได้ดีที่สุด อย่างนี้มันก็ดี, อย่างนี้ก็ดีมาก อยู่แล้ว, หรือดีที่สุดอยู่แล้วสำหรับฆราวาส. ถ้าบวชเพื่อ จะให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ยิ่งไปกว่านั้น มันก็ ต้องไปตามทางของพระอรหันต์ อย่างที่ว่ามาแล้วนั่นเอง.

น.169 ๑๖๑ แล้วมันก็น่าหัวที่จะไปพูดว่า บวชเพื่อเข้าถึงความ ว่างไปในที่สุด คนเกือบทั้งโลกเขาฟังไม่เข้าใจ แล้วก็สั่นหัว แล้วหาว่าบ้าก็ได้. แต่ที่แท้มันจริงอย่างนั้น บวชแล้วไป ตามทางของการบวชอย่างถูกต้อง ถึงจุดหมายปลายทาง มันจะไปถึงความว่าง ซึ่งไม่เป็นอะไรเลย. ที่นี้คนเขารู้จัก ความว่างหรือคำว่าว่าง แต่ในแง่ที่ไม่น่าเสน่หา แง่ร้ายก็ไม่ มีใครเอา จนกว่าเมื่อไรจะรู้ว่า โอ๊ย ! อยู่ในโลกนี้มันเหมือน กับตกนรกทั้งเป็น หรือแม้ไม่ถึงกับตกนรกทั้งเป็น มันก็ยัด เยียดเบียดเสียดอึดอัดนี่ ที่อึดอัดที่สุดก็คือกามารมณ์นั่นแหละ ก็อยากจะออกจากที่อึดอัด อยากจะไปสู่ที่ความว่างความโล่ง กว่านี้ พอเดินไปทางนี้ มันก็พบว่างมากยิ่ง ๆ ขึ้นไป ว่างยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนกระทั่งว่างจริง คือเป็นเรื่องว่างจากความมีตัวกู หรือของกู ก็เรียกว่าว่างจากตัวตน, นั้นคือจุดจบของ พรหมจรรย์. พรหมจรรย์ไปสุดลงแค่นี้ ไม่มีอะไรที่จะ ต้องปฏิบัติเลยนี้ไปอีก จะเรียกว่าอะไรก็ตามใจ จะเรียกว่า ไม่มีทุกข์ก็ได้, จะเรียกว่าไม่ตายก็ได้, จะเรียกว่าว่างก็ได้. นี้ขอให้นึกทบทวนไปถึงเรื่องที่เรา ได้ พูดกันมาตั้ง แต่วันแรก ว่าบวชทำไม คืออะไร, อย่างไร, เรื่อย ๆ มา

น.170 ๑๖๒ แล้วเมื่อบวชเข้ามาในศาสนานี้ นับตั้งแต่ว่าจะต้องมีอุปัชฌาย์ มีอาจารย์เป็นผู้ควบคุม, แล้วก็เดินเตาะแตะ ๆ มาเหมือนเด็ก สอนเดิน จนถึงเขตที่ว่าพ้น พ้นนิสัย เดินเองได้ มันก็เดิน ไปไหน, มันก็เดินมานี่ สู่ความเป็นนักบวชที่ดี, เป็น บรรพชิตที่ดีที่ถูกต้อง แล้วก็ไปต่อไป ๆ จนกระทั่งมันจะ อยู่เหนือทุกสิ่ง เพราะว่ามันมีแต่ความว่าง หลักสำคัญควรจำ โลกนี้ว่างจากตัวตน. หลักสำคัญที่ควรจะจำไว้เพียง ๒ - ๓ คำว่า ทุกสิ่งที่ มันเป็นอยู่ในโลก ในสากลจักรวาล ในอะไรก็ตามนี้ เราเรียก ว่าโลกก็แล้วกัน โลกนี้เป็นของว่าง เพราะไม่มีสาระ อันแท้จริงที่ตรงไหน มันเป็นการไหลเวียนของสิ่งที่ปรุง แต่งซึ่งกันและกัน สร้างสรรค์ปรุงแต่งซึ่งกันและกันไปเรื่อย. ถ้าพบความจริงข้อนี้เขาเรียกว่า เห็นว่า โลกนี้ว่างจากตัวตน, โลกว่างจากตัวตน เป็นเพียงกระแสแห่งความไม่เที่ยง ; ถ้า เห็นโลกอย่างนี้ ว่าโลกอย่างนี้แล้ว จิตมันก็ว่าง คือมัน ไม่รู้จะไปจับฉวยเอาอะไรมาเป็นตัวตน, ไม่ไปสำคัญมั่นหมาย จับฉวยที่จุดใดจุดหนึ่งว่าเป็นตัวตน. นี่เขาเรียกว่า จิตมันก็

น.171 ๑๖๓ ว่างจากการจับฉวย เป็นภาษาทาง spiritual, ทางภาษาที่สูง กว่าที่มนุษย์จะเข้าใจได้ ไม่ใช่ภาษาวัตถุ คือว่างแล้วก็ไม่มี อะไร นี่ มันว่างเพราะมันไม่เห็นว่าอะไรมีค่าหรือเป็น ตัวตน, ไม่เห็นว่ามีอะไรที่จะไปจับไปฉวย ไปยึด ไปเกาะ ไปอะไรได้, นี้มันเป็นความว่างอย่างนี้ ความว่างอย่างนี้ เป็นจุดหมายปลายทางของ การบวช ที่ถูกต้องตามธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ของพุทธศาสนา คือศาสนาที่เราบวชเข้ามาอุทิศพระ- พุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้เรื่องนี้ แล้วก็สอนเรื่องนี้ เพื่อผลอย่างนี้, เรียกไปตามภาษาโบรมโบราณ ที่เขา เรียกมาแต่ดั้งเดิมว่า นิพพาน เป็นจุดหมายปลายทางของการบวช. นิพพาน นี้แปลว่าเย็น ถ้าถามว่าทำไม, ถ้าเย็นแล้วจะว่างได้อย่างไร, ก็เป็นเย็นในทางแบบวิญญาณ ภาษา spiritual ทางวิญญาณ เย็นอย่างแบบวิญญาณ, เย็นอย่างแบบวิญญาณ คือ ต้อง ว่างจากสิ่งรบกวนทั้งหลาย จิตนี้จึงจะเย็น, จะมีความเย็น ชนิดนั้น. นี้ขอให้สังเกตให้เห็นเสียว่า จะเรียกว่าอะไรก็ได้ จะเรียกว่านิพพานก็ได้, จะเรียกว่าอำมฤตก็ได้, จะเรียก

น.172 ๑๖๔ ว่าที่สุดสิ้นของความทุกข์ก็ได้, ความดับหมดไม่มีอะไร เหลือก็ได้ ; นี่แหละไวพจน์คำแทนชื่อของนิพพาน, แต่ที่ ถูกต้องตามความจริงที่สุด ก็คือคำว่าว่าง ว่างถึงที่สุด ที่สุด อยู่ที่นั่น นี้คนเรามันยังหวังที่จะมีผล ก็ให้ว่า มันไม่มีทุกข์ หรือสบาย หรือเย็น, คนมันไม่อยากตาย ก็รู้ว่านี้จุดนี้ตรงนี้ คือไม่ตาย คือความไม่ตาย. นี้ไปเอาความต้องการของมนุษย์ มาใส่ให้ เป็นชื่อที่ทำให้เกิดความปรารถนา ความหวัง ความ ประสงค์ ; ถ้าไม่อย่างนั้นจะไม่สนใจเอาเสียเลย, นี้ถ้ามาสนใจ แล้วเดินไป ๆ ตามนั้นก็พบเอง, ไม่ต้องใครบอกก็จะรู้ว่า อุ๊ย ! มันไม่มีอะไรที่ต้องประสงค์, สิ้นสุดแห่งความประสงค์. พูด ด้วยภาษาที่ถูกต้องที่สุดก็ว่าว่างนี่เอง, ไม่มีอะไรวนเวียน เป็นวัฏฏสงสาร, ไม่มีอะไรทำให้เกิดทนทุกข์ทรมาน, ไม่มีอะไรทั้งหมดทั้งสิ้น เรียกว่า "ว่าง". เอาละ เห็นว่า เป็นการเพียงพอที่เราจะชี้แนวทาง หรือว่า outline ทั้งหลายของสิ่งที่เกี่ยวกับการบวชนี้ว่ามันมีจุด มุ่งหมายดิ่งไปที่ไหน แล้วก็อย่าไปกลัว ; ทำในใจให้แจ่ม แจ้งชัดเจนไว้เถอะ เราจะเอาแค่ไหนก็เอาแค่นั้นแหละ. ห แ ด ไ เ โ 6 2

น.173 ๑๖๕ แต่ให้รู้ไว้ทั้งหมด เผื่อโชคดีมันดีมันจะได้ทั้งหมด, ถ้าจะ ต้องกลับออกไปอีก ก็ได้เยอะแยะเหมือนกัน คือได้จิตใจใหม่, ได้สมรรถภาพทางจิตใจใหม่ ได้อะไรใหม่ๆ แล้วเราจะไป เผชิญโลกที่แสนจะรบกวนนี้ ให้มันอยู่เหนือเข้าไว้ตามสมควร, โดยความหมายอันเดียวกัน ว่า ว่างจากการรบกวนตาม สมควร แม้จะไม่ว่างหมด. นี่ขอร้องว่าให้ได้อย่างนี้อย่าง น้อย เป็นอย่างน้อยเมื่อกลับออกไป. พอกันทีสำหรับคำว่า จุดหมายปลายทางของการบวช สำหรับวันนี้.

น.175 จะเป็นพระให้มากเข้าไว้ได้อย่างไร ? การบรรยายในวันนี้ ก็ยังอยากจะพูดเกี่ยวกับการ บวชต่อไปอีก แต่ว่าไม่ใช่การบวชสำหรับพระบวชใหม่ จะ พูดอย่างกว้าง ๆ แม้พระบวชเก่าก็จะต้องสนใจ หรือใช้เป็น ประโยชน์ได้. จะพูดโดยหัวข้อว่า จะเป็นพระให้มากที่สุด เข้าไว้ได้อย่างไร ซึ่งพระเก่าก็มักจะลืม พระใหม่ก็ยังไม่ได้ เคยพังบางส่วนที่ควรจะได้ฟัง สำหรับเรื่องที่จะไปหาอ่านดูได้ จากหนังสือนั้น ก็ไม่จำเป็นจะต้องเอามาพูดก็ได้ แต่เรื่อง เบ็ดเตล็ดออกไปจากนั้น มันต้องพูด. ต้องออกมาเสียจากฆราวาสให้มากที่สุด. เมื่อมีหัวข้อขึ้นมาว่า จะเป็นพระกันให้ได้มาก อย่างไรนี้ ก็คิดนึกเอาเองบ้างก็ได้ แต่ผมจะพูดโดยหัวข้อที่ ว่าธรรมดาสามัญ ที่ไม่ค่อยจะคิดนึกกัน, แล้วบางทียังจะ เห็นว่าไม่สำคัญด้วยซ้ำไป. โดยหลักใหญ่ๆ เราก็ต้องพูดว่า อบรมพระนวกะ ครั้งที่ ๗ : ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๑๔

น.176 ๑๖๘ เรา จะหมดจากความเป็นฆราวาส แล้วก็เป็นพระให้ถึง ที่สุด, คือหมดจากความเป็นฆราวาสให้ได้มากที่สุดได้เท่าไร แล้วก็เป็นพระให้ได้มากที่สุดด้วย. ที่ว่าหมดจากความเป็น ฆราวาสนี้โดยส่วนใหญ่ก็มองเห็นกันได้อีก; แต่เดี๋ยวนี้เมื่อ เป็นพระเข้าแล้วนี้ ยังมีข้อเบ็ดเตล็ดปลีกย่อย แต่ว่าอาจจะ เอามาใช้ให้เป็นหลักปฏิบัติได้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง. เดี๋ยวนี้ เราก็ไม่กินอยู่ นุ่งห่ม พูดจา กิริยาอะไร อย่างฆราวาส แล้ว แต่มันก็ยังมีอะไรติดมา. เป็นอยู่อย่างพระจะไม่ใช้เงิน. เช่นว่า การเป็นอยู่ของพระ อย่างนี้ ถ้าใครจะทำได้ มากเท่าไร ก็จะต้องไม่มีการใช้เงิน หรือใช้ทรัพย์สมบัติ หรือ ใช้เงินนี่มากเท่านั้น. ฉะนั้น ผู้ที่จะบวชชั่วคราวก็ควรจะ สนใจให้มาก คือในระหว่างที่บวชอยู่นี้ จะลองถือหลัก ในข้อที่ว่า จะไม่ใช้เงิน พยายามเป็นอยู่ให้เหมือนกับ พระ. สิ่งที่จำเป็นจะต้องใช้เงินนั้น มันก็มีอยู่เหมือนกัน , แต่ว่าเรามักจะวาดไว้กว้างเกินไป เพราะไม่ได้ตั้งข้อสังเกต ระมัดระวังให้มากในเรื่องนี้ ก็เลยไม่มองเห็น ในแง่ที่ว่า

น.177 ๑๖๙ บางทีเราอาจจะงดเสียไม่ใช้ นี้มีมาก. เดี๋ยวนี้ มีข้อขลุกขลัก ขัดแย้ง, บวชใหม่ในระยะสั้น มีนั่นมีนี่ จะต้องทำ จะ ต้องใช้ มันก็เลยต้องใช้เงิน ; แต่ถ้าเตรียมให้ดี ชั่ว เวลาที่เหลือนี้ ลองอธิษฐานการไม่ใช้เงิน หรือว่าใช้ก็ให้ มันถึงขนาดที่เรียกว่า เรื่องเป็นเรื่องตาย นี้เพราะว่าฆราวาส ต้องใช้เงินนั่นนี่, มาเป็นพระเข้าก็เลยตรงกันข้าม พยายาม จะมีชีวิตที่ไม่ต้องใช้เงิน. ไปคิดนึกให้มาก ไปพยายามให้มาก มันจะลดลงได้ มาก, คิดไปถึงครั้งพุทธกาลเลย ไม่รู้จักเงิน, แล้วนัก บวชที่แท้ของเขาก็ไม่รู้เรื่องนี้ เพราะไม่ใช่พระขอทาน เดี๋ยวนี้ก็ยังมีมากในอินเดีย พระนักบวชที่เขาไม่ใช้เงิน, ไม่มี เงินและไม่ใช้เงินจริง ๆ ไม่ใช่นักบวชในพุทธศาสนา. ภิกษุ ไทยเราไปในอินเดีย ก็ไปใช้เงิน ยิ่งใช้เงินเป็นเบี้ย, ดูเหมือน ประเทศไทยจะรวยกว่าประเทศไหน ๆ ในบรรดาที่ไปอยู่กันใน อินเดีย. แต่ว่า พระที่แท้จริง แต่เดิมของเขานั้น จะไม่รู้จัก เงิน จะไม่ใช้เงิน, มันเป็นศีล เป็นระเบียบ เป็นวินัย เป็นธรรมเนียม. ประดุจไซส์

น.178 ๑๗๐ ถ้าภิกษุในพุทธศาสนาแล้ว ตั้งแต่ครั้งพุทธกาล แล้วก็เรื่อยมาจนถึงสมัยที่มันยังไม่เจริญ ก็ยัง ไม่มีการใช้เงิน, และก็ไม่มีเงินจะใช้ด้วย มันประกอบกัน, ทุกอย่างทำได้โดย ไม่ต้องใช้เงิน. การเล่าเรียนบอกกันด้วยปาก เมื่อเอาจริง มันก็มีความรู้เหมือนกัน แม้จะต้องมีขีดมีเขียนมีอ่าน ก็ใช้ เวลากลางวัน, กลางคืนไม่มีตะเกียง เป็นอย่างนี้ ลองอยู่ อย่างนั้นดูบ้าง. ผมเคยเป็นปี ๆ มาแล้ว คือว่าลองอยู่อย่าง ให้มันเป็นพระในความหมายที่ถูกต้องให้มากที่สุด. เมื่อพูดถึง ตะเกียงที่จะเรียนหนังสือนี้ พระเณร เดี๋ยวนี้เห็นว่าจำเป็นที่สุด, ต้องมีเงินซื้อน้ำมัน ซื้อ ตะเกียง. พระสมัยอุปัชฌายอาจารย์ ของรุ่นผมนี้ก็ยังมีท่าน เล่าให้ฟัง เรียนหนังสือด้วยกองขยะ คือกวาดใบไม้มารวม ๆ ไว้ตั้งแต่กลางวัน พอกลางคืนก็จุดกองขยะ แล้วเรียนหนังสือ ที่ตรงนั้น เป่าวูบแล้วก็อ่านเสียทีหนึ่ง แล้วก็นั่งคิดนั่งนึกนั่ง ท่อง เบ่าวูบให้ไฟลุกที่หนึ่ง ก็รีบดูเสียทีหนึ่ง. นี้ก็เป็นของ ธรรมดา เพราะเงินไม่มีจะใช้, หรือไม่อยากจะใช้เงิน หรือ ว่ามันขลังขึ้นมาอย่างไรก็ตามใจ มันก็มีความเป็นพระมาก ไม่ต้องสงสัยไปคิดดูเถอะ ยิ่งใช้เงินน้อยเท่าไร ยิ่งเป็น

น.179 ๑๗๑ พระมากเท่านั้น, ยิ่งไม่ใช้เงินเลยก็ยิ่งเป็นพระถึงที่สุดใน ด้านนี้. ลองไปปรับปรุงขยับขยายดู ชั่วเวลาที่เหลืออยู่ที่ จะทำได้ มันจะได้ชิมดูรู้รสทุกอย่างทุกประการ เพราะเมื่อ เราไม่บวชเราก็ใช้เงินกันอย่างว่ามันเป็นเครื่องอำนวยอะไร ทุกอย่าง พอบวชเข้ามาเราจะไม่ใช้ มันก็หาทางออกได้. นี่ยกตัวอย่างอย่างนี้ ก็ไปหาหลักเกณฑ์สรุปเอาเอง ว่า มันจะทำได้อย่างไรสักกี่อย่าง. อธิษฐานว่าจะไม่ใช้เงิน, ยิ่งไม่ใช้เงินยิ่งเป็นพระมาก, เมื่อไม่ใช้ก็หมายความว่าไม่ ต้องมี เป็นผู้สละแล้ว ออกบวชแล้ว ก็ไม่มี ทำอย่างนี้ มันต้องทำถึงความหมายของมันด้วยจิตใจจริง ๆ แล้วก็จะรู้สึก อย่างไร, รู้สึกสบายหรือรู้สึกอย่างไร, เราอ่อนแอกันก็ เพราะมีเงินใช้. มีความคิดผัน การิสมสินคบอร์ดก ไม่ใช้ของอย่างฆราวาส. ทีนี้ ข้อถัดไปก็อยากจะพูดว่า ไม่มีหรือไม่ใช้ ของอย่าง ฆราวาส แล้วก็ จะมีหรือใช้ของแบบอนาคาริก คือแบบนักบวช เช่นเดียวกับเราใช้เครื่องนุ่งห่มจีวรแบบนี้ บาตรจีวรแบบนี้. ทีนี้ของอื่น ๆ มันก็จะต้องมีหลักอยู่อย่าง

น.180 ๑๗๒ เดียวกัน ของที่มันสวย ของที่มันแพง ของที่มันหรู ต้อง ไม่มี, ยิ่งไม่มีเท่าไรก็ยิ่งเป็นพระมากเท่านั้น. ฉะนั้นขอให้ ลองดู ไม่ได้หมายความว่าจะทำได้ตลอดชีวิต แต่ผมก็เคย ลองเป็นระยะยาวรู้สึกว่ามันดีกว่ามาก มันสบายกว่ากันมาก เกือบจะไม่ต้องมีอะไร. ถ้าเป็นอยู่อย่างพระจริง ๆ เกือบจะไม่ ต้องมีอะไร. มีดินสอปากกา สำหรับเขียนหนังสือ นี้มันก็ยังมาก แล้ว, ยังมีไฟฉาย มีอะไรนี้ มันก็ยิ่งมากขึ้นไปอีก, สิ่ง เหล่านี้มันก็ไม่เคยมีสำหรับพระ หรือนักบวชแต่กาลก่อน. เดี๋ยวนี้ก็ยกเว้นหรือว่าผ่อนผันให้ตามสมควร แล้วก็ดู อย่า ให้มันเกินความจำเป็น และอย่าเข้าข้างตัว, ไม่จำเป็นมัน ก็ต้องไม่จำเป็นจริงๆ เดี๋ยวก็ แก้ตัวให้ตัวเอง หลักการ เหล่านี้มันก็สูญเสียไป. ของที่ไม่ใช้ ไม่ต้องมีไม่ต้องใช้โดยแน่นอน ยังมี อีกแยะที่ใช้กันอยู่เดี๋ยวนี้, ก็ลองหันไปใช้อย่างครั้งพุทธกาลดู บ้าง เช่นเครื่องชำระฟันอย่างนี้ ก็ไม่ต้องมีแปรงสีฟัน หรือยาสีฟัน, ครั้งพุทธกาล เขาใช้อะไร ใช้เคี้ยวกิ่งไม้สด เล็ก ๆ ชนิดที่จะเอามาใช้เคี้ยวได้ แทบทุกชนิดใช้ได้ ; แล้ว

น.181 ๑๗๓ พูดถึง ประโยชน์มันมีมากมาย คือได้รู้เรื่องในวินัยที่เกี่ยวกับ ไม้สีฟัน ได้รู้ของจริงเกี่ยวกับไม้สีฟันของพระ, แล้วยังจะรู้ ประโยชน์อานิสงส์อันแท้จริงของมันด้วย. คนที่เล่าเรียนมา อาจจะไม่เชื่อ ไม้ถูพื้นอย่างครั้งพุทธกาล นี่ไปอ่านดูในวินัย เรื่องราวในวินัย เขาพรรณนาอานิสงส์ไว้ หลายอย่างหลาย ประการ เช่น พื้นทน, เช่น ย่อยอาหารดี, เช่น ขับเสลดดี มีหลายอย่าง, ผมก็จำไม่ค่อยได้ แต่รู้สึกว่ามันจริงทั้งนั้นเลย. เดี๋ยวนี้ที่อินเดียก็ยังใช้กันอยู่ทั่วไป แม้แต่ชาวบ้านก็ ใช้วิธีการชำระฟันอย่างพระครั้งพุทธกาล ; ไม้เท่า ๆ ดินสอ ไม้สด ตัดยาวสักคืบหนึ่ง แล้วเคี้ยวเข้ามาให้ยุ่ยเป็นขน, ถูพันไปพลางเคี้ยวให้ยุ่ยต่อไปอีก, ไม้ที่ดีที่สุด เช่นไม้สะเดา ไม้ข่อย, ไม้ข่อยดีที่สุดเท่าที่ลองมาแล้ว พันก็ขาว ขาวใส เหมือนกับพันแมว. . ไปลองดูซิ ถ้าใช้ ไม้ข่อยเคี้ยว อยู่เป็น ประจำ พันจะขาวใสเหมือนกับฟันแมว.นี่เราใช้ยาถูพัน หอม ๆ ใช้แปรงอย่างนั้นอย่างนี้ จนกระทั่งใช้แปรงไฟฟ้า, เดี๋ยวนี้มีคนซื้อมาให้ผมเหมือนกัน นึกแล้วก็น่าหัว, หัวก็ไม่ รู้จะหัวกับใคร เขาจะโกรธเอา. เอาละ, อย่าคิดอะไรมาก, คิดว่าลองมันให้รู้เรื่องต่าง ๆ ที่มันเป็นเรื่องในพระบาลี ว่า เป็นพระกันอย่างไร.

น.182 ๑๗๔ นี่เวลาอ่านกิจวัตร วัตรต่าง ๆ เกี่ยวกับสิ่งของเครื่อง ใช้นี้ สังเกตให้มาก จับใจความให้ได้ ไปพิจารณาดูเองว่าสี- ใดควรจะตัดออกไปได้. สมัยปู่ย่าตายายนี้ก็ยังไม่มีอะไรมาก คือยังคล้ายครั้งพุทธกาลอยู่มาก มีการใช้ของอย่างอนาคาริก ใช้เดี๋ยวนี้เรามันเคยชินมาตั้งแต่เล็ก อย่าง สบู่ถูตัวนี้ต้องมี ไม่มีมันระคายรำคาญ นี้มันก็จริง : แต่ก็ใช้อย่างที่มันพอ แก้ปัญหา ไม่ต้องให้มันหอมหรือให้มันเป็นอะไรมากนัก ในบาลีเขามีพูดถึงว่า ในโรงอาบน้ำของวัดนั้น มีกอง ไฟติดไว้ด้วย แล้วก็มีรางที่เขาใส่ของหมักนิดหนึ่ง เป็นดิน เป็นขี้เถ้าอะไรเหล่านี้ แล้วจะมี ไม้ยาอะไรบ้างก็ไม่ทราบ มัน หมักไว้เป็นของเละ ๆ สำหรับเอามาถูตัว ถู ๆ ตัวให้ทั่ว แล้ว ก็ล้างน้ำเหมือนกับเราใช้สบู่, มันก็มีผลเหมือนกัน. ผมเคย ลองแล้วมันมีผล ดินนั้นมันเข้าไปในรูขน. ขี้เถ้านี้มันก็มี ผลอย่างเดียวกับสบู่, มันเป็นธาตุอย่างเดียวกับสบู่ ด่างนี้ แล้วเขายังมียางไม้อะไรบางชนิด เอามาไล้ ๆ ๆ ๆ เหมือนกับ ไล้ โคลนเหมือนกับเอาโคลนมาทาตัว แล้วไปล้างน้ำให้สะอาด อาบน้ำ. ไฟนั้นมีไว้สำหรับย่าง รมให้เหงื่อออก เมื่อต้องการ ให้เหงื่อออก, แล้วจึงมาอาบน้ำวิธีอย่างว่า ถ้าอยากรู้เรื่องนี้

น.183 ๑๗๕ ก็ลองเอาดินเหนียวในลำธารถูเข้าดู เอาดินเหนียวมาได้ตัวถู ๆ ถูเข้า พอทั่วดีรอนิดหน่อย แล้วไปล้างน้ำ, มันก็มีผล มีผล เหมือนที่ว่าเราไม่มีสบู่จะใช้ แล้วมันแก้ปัญหาได้อย่างนั้น, มันช่วยดูดหรือซับเอาเหงื่อ หรือน้ำมันในเหงื่อออกไปได้มาก ผิดกันมากกับที่ว่าไม่ทำอย่างนี้, ลำพังน้ำเหงื่อมันไม่ถูกทำให้ หลุดออกจากผิวหนังง่ายนัก ; ถ้าใช้ดินเหนียวช่วยดินโคลน ช่วย แล้วมันออกไปได้เกือบหมด. นี่ลองไปนึกอย่างนี้ดูบ้าง ที่เรารู้สึกว่าจำเป็น เช่น สบู่ถูตัว ยาถูฟัน ถ่านไฟฉาย อะไรอย่างนี้ ไปแก้ไขเสียให้ มันเป็นพระมากขึ้น คือจะเว้นเลยหรือไม่เว้นเลยสุดแท้นะ, ผมไม่ได้บอกอย่างนั้น แต่แก้ไขให้เป็นพระมากขึ้น. นี้ยารักษาโรคในบาลีนั้นมี มูตร ลูก เถ้า ดิน อุจจาระ ปัสสาวะ, ขี้เถ้าและดิน อุจจาระ ปัสสาวะนี้ก็เกี่ยวกับ ของสัตว์มากกว่าของคน เช่นวัวเป็นต้น, ขี้เถ้าแล้วก็ดิน ธรรมดา เป็นของไม่ต้องประเคน.ท้องอืดกินดิน บางชนิดเข้าไปมันหาย, กินถ่านไฟเข้าไป มันหาย ก็อยู่ ในพวกขี้เถ้า. ปัสสาวะ นี้คนสมัยนี้คงไม่เชื่อ มันเป็นของ ที่ออกมาจากสัตว์หรือคนก็ตาม มันระงับความร้อน, กิน

น.184 ๑๗๖ เข้าไปแล้วมันระงับความร้อน. คนเป็นไข้นี่กินน้ำปัสสาวะ เข้าไประงับความร้อนได้, พวกที่นิยมเป็นยาเสียง ก็เอา ปัสสาวะเหมือนกันหมักเข้า ทำอย่างไรก็ไม่ทราบ มันทำให้ เสียงดี ทำให้เส้นเสียงในคอมันดี .. น้ำปัสสาวะเขาผสม กับยาสมุนไพร แล้วผึ่งแดดไว้หลาย ๆ วันนี้ มันกลาย เป็นสิ่งที่ไม่น่าเกลียด กลิ่นไม่เหม็นอะไร ไม่น่าเกลียดกินได้, นี้ธรรมชาติ. เดี๋ยวนี้ก็มองข้ามไปหมดแล้ว แต่มันอาจ จะดีที่สุด พอเหมาะที่สุดสำหรับความเป็นพระ, ก็ยังใช้กันอยู่ มาก ที่เขาอยากจะใช้ หรืออยากจะเป็นอยู่ให้ตรงกับครั้ง พุทธกาล ยังมีอยู่อีกมาก. พระตามป่าตามถ้ำตามอะไร ไม่ อยากจะใช้ยาสมัยใหม่. นี้เรียกว่าเครื่องใช้ไม้สอย กระทั่ง หยูกยา ก็ให้เป็นคล้ายครั้งพุทธกาล อย่าง จีวรนี้มันดีมากเกินไป ครั้งพุทธกาลเขา ใช้จีวรที่ทำด้วยผ้าที่ทำด้วยมือ มันหนาแล้วมันหยาบ แล้ว มันหนัก แล้วมันถูเนื้อเพราะมันหยาบเส้น มันหยาบมันแข็ง, จะได้ใช้ผ้าอย่างปัจจุบันนี้สักที ดูจะเป็นของวิเศษประเสริฐ เป็นอดิเรกอย่างยิ่ง พระทั้งหลายจะใช้ผ้าฝ้ายที่ทำด้วยมือ ตามธรรมชาติ ที่ชาวบ้านเขาทำกันอยู่ เส้นหนาหนาแล้วก็

น.185 ๑๗๗ คม. อาจารย์ของผมเคยใช้ บางเวลาท่านก็เล่าให้ฟัง พี่สาว ทำให้ พอห่มจีวรเสร็จแล้ว เอาสังฆาฏิมาพาดเข้าตามธรรมดา นี้ เสมอหูพอดี ท่านบอก นั่นแหละเขาใช้อย่างนั้น มันทั้ง หนัก ทั้งรำคาญ ทั้งหลาย ๆ อย่าง. เขาก็อยู่กันมาได้ ทำ กันได้, มีความอดทนมีอะไรมาก ตรงกับครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าท่านมีจีวรพิเศษ คือทำดีหน่อย เนื้อมันบาง หน่อย, มีว่าคราวหนึ่งให้ประทานไปแก่พระมหากัสสป ใน ฐานะที่โปรดปรานอะไรขึ้นมา ว่าสันโดษดีหรืออะไรดี. นี่สรุปแล้วว่า จะเป็นพระได้มากที่สุดได้อย่างไร ในข้อนี้ ก็ใช้ของที่มันตรงตามแบบของบรรพชิต ของ นักบวช. อย่างน้อยก็เพื่อรู้เรื่อง อย่างดีก็ให้รู้ผลอันแท้ จริงของมันว่า มันทำให้จิตใจของผู้นั้นเป็นอย่างไร, จะรู้ความเป็นพระกันได้จริงๆ ก็ตอนนี้ ; ถ้าไม่ลองมัน ก็ไม่รู้ ว่าจิตใจของความเป็นพระ มันจะมีอดทน สันโดษ มักน้อย บังคับอะไรได้อย่างไร. menหมอกร์ผักต่ำตาม อย่าเห็นแก่ความสุขอย่างฆราวาส. ข้อต่อไปก็อยากจะพูดเรื่อง อย่าเห็นแก่ความสุข เพราะ ฆราวาสเราตามสบายตามใจ ตามสบาย จึงเคยชินเป็น

น.186 ๑๗๘ นิสัย จะเอาความสุขเข้าไว้ไม่ว่าอะไร : จะนอนที่นอนหรือ หมอนหรืออะไร เราก็ต้องการความสุข แม้แต่เรื่องนอน ที่ ที่จะนอน และเวลา ที่จะนอน แล้วก็นอนให้มากเข้าไว้ แสวงหาความสุขจากการกิน การบริโภค การนอนให้มากเข้าไว้. ทีนี้ถ้าอยาก จะเป็นพระ แล้วก็ต้องลดลงให้น้อยเข้าไว้, ยิ่งน้อยเท่าไรก็ยิ่งเป็นพระมากเท่านั้น. มีบาลีพระพุทธภาษิต ขอร้องให้ใช้หมอนไม้ ใช้ท่อนไม้แทนหมอน เพื่อว่าจะเป็น ผู้ไม่เห็นแก่การนอน เห็นความสุขจากการนอนหรือนอนมาก. นี่เป็นตัวอย่าง เรื่องอื่นก็เหมือนกัน เอาที่ความหมายว่า หมอนไม้นั้นมันแข็งกระด้างมันก็นอนมากเกินจำเป็นไม่ได้. ทีนี้ เรื่องเสือก็เหมือนกันแหละ ให้มันไปในรูปนั้นให้มี ความหมายอย่างนั้น เพื่อไม่แสวงหาความสุขจากการกินหรือ การนอน, นอนเท่าที่จำเป็น สำหรับนักบวชมีบัญญัติ แต่งตั้งกันไว้ก่อนพุทธกาล, ครั้งพุทธกาล ที่เรียกว่าสีหไสยา นอนในท่าบังคับตัวเอง นอนตะแคงข้างขวา อย่างพระพุทธรูป นอน นั่นแหละ, พระนอนที่เขาทำตามวัดต่าง ๆ คือแบบนั้น แล้วก็ นอนเพียงหนึ่งในสามของคืน คือสี่ชั่วโมง นอนสี่ชั่วโมง ถือว่าพอดี. คนเดี๋ยวนี้จะคัดค้าน ว่าจะไม่พอดี จะไม่สบาย

น.187 ๑๗๙ ก็ไปลองดู ; ตถ้าใจคอปรกติ แล้วอยู่อย่างพระอย่างที่ว่า ไม่อิ่มมาก ไม่อะไรมาก แล้วก็มีการทำจิตใจถูกต้องตามวิธี ของพระ นอนสี่ชั่วโมงนี้พอดีแน่, พอดี พอสบายพอดี พอ สดชื่นแข็งแรง. แต่เดี๋ยวนี้ เขาว่ากันอย่างอื่น พวกแพทย์ พวกอะไรที่เขารู้เรื่องนี้ เขาพูดไว้เป็นอย่างอื่น ต้องนอน แปดชั่วโมง บ้าง อะไรบ้าง ; ระหว่างที่เป็นพระลองดู แต่ต้องเป็นอยู่อย่างพระตลอดวัน, มีใจคอที่ปรกติ สงบรำงับ ใช้อะไรน้อย คือใช้กำลังทางกายทางจิตอะไรน้อย, แล้ว เมื่อ จิตมันไม่ประกอบอยู่ด้วยโลภะ โทสะ โมหะ นั้น มันเป็น การพักผ่อนทางด้านลึก ด้านวิญญาณอยู่มาก, ดังนั้น การ พักผ่อนทางร่างกายก็ไม่ต้องการมาก. นี่เรียกว่าจะเป็นพระมากขึ้น ; ถ้าตัดการแสวงหา ความสุขจากการกิน การนอน การอะไรต่าง ๆ ออกไปได้เท่าไร, เรื่องสวดมนต์ภาวนา เล่าเรียนธรรมะบาลีนั้นก็ดีไปอย่างอื่น, แต่มันจะไม่ได้ช่วยให้เป็นพระมาก เหมือนกับที่ทำอย่างที่ว่า นี้. นี้ที่จะเป็นพระได้มาก ก็อยู่ที่มันละอะไรได้มาก.

น.188 ๑๘๐ rition ต้องเสียสละในการเสพติด. ข้อถัดไปมันคู่กัน คือว่า เมื่อสมัครจะถืออย่างนี้ แล้ว มันก็ต้องเสียสละ เสียสละที่เราเคยเสพติด หมายถึงการ ปล่อยตามใจตามอารมณ์ การเล่นการหัวการอะไรต่าง ๆ การ คลุกคลีกันเป็นหมู่ การหัวเราะ, หมายความว่า การปล่อย ตามสบาย นั่นแหละคือความไม่เป็นพระ เพราะว่าไม่ได้ ควบคุม ไม่ได้บังคับ ไม่ได้สำรวม, ก็เลย ต้องเสียสละให้ มันหมดเท่าที่จะเสียสละได้ ; ไม่ต้องพูดถึงสิ่งที่ไม่น่าดู อย่างอื่น เรื่องเสพติดร้ายแรง เรื่องบุหรี่เรื่องอะไรที่มัน เสพติดแบบนี้นั้น นี้มันร้ายยิ่งขึ้นไปอีก มันต้องไม่มีแล้ว. แต่ทีนี้แม้แต่เพียงเรื่องที่ว่า ชอบคุยกัน ชอบหัวเราะกัน ชอบคลุกคลีกันเป็นหมู่ ชอบสรวลเสเฮฮาเหล่านี้ ต้อง สละ, คือมันก็สละยาก แต่ถ้าอยากเป็นพระให้มากต้อง สละสิ่งเหล่านี้, ยิ่งในพุทธศาสนานี้ ยิ่งต้องการอย่างนี้มาก จะไม่มีเสียงสรวลเสเฮฮาหัวเราะลั่น ได้ยินแต่ไกล. ไป ค้นหารายละเอียดเอาเอง นี่บอกให้แต่ความหมาย ที่ว่ามีความ หมายว่า เรื่องเล่นหัวสรวลเสเฮฮาปล่อยตามอารมณ์ มีมาก • เท่าไรก็ว่าเป็นพระน้อยลงเท่านั้น, สละเสียได้เท่าไร ก็มีความ 2 ไ 2 2 5 1 E จ 5 ข " 2 ข เ ข

น.189 ๑๘๑ เป็นพระมากขึ้นเท่านั้น, สรวลเสเฮฮาตามสบายใจ เป็นเรื่อง ของฆราวาส พอเป็นพระมันก็เลยตรงกันข้าม. กินอยู่ต่ำที่สุด แต่มีการกระทำสูงที่สุด. นี่ถัดไปอีก ก็อยากจะสรุปเป็นหัวข้อว่า กินอยู่ให้ มันต่ำที่สุด แล้วมีการประพฤติกระทำที่มันสูงที่สุด. ไม่ใช่ของฝรั่งใหม่ ๆ ที่พูดกันเรื่อง plain living, high thinking นี้ มันเป็น ของที่มีอยู่ในบาลีในเรื่องราวของทางศาสนา มา ตั้งแต่พัน ๆ ปีแล้ว. การกินการอยู่มันต่ำเหลือประมาณนี้, เหมือนที่เราพูดกัน สำหรับพวกเราที่นี่ กินข้าวจานแมว อาบน้ำในดู มีความหมายให้กินให้อยู่ให้มันต่ำที่สุด เท่าที่ จะทำได้. ถ้ากินอยู่ดีมันก็ต้องมีอาหารดีมีอะไรเป็นลักษณะ คหบดีไป ที่นี้ กินอาหารชนิดที่เรียกว่าต่ำที่สุด คือตามที่ ชาวบ้านที่ยากจนเขาจะมีให้ เราเป็นเปรตชนิดหนึ่ง กินอยู่ ด้วยสิ่งที่ผู้อื่นให้. เรื่องในพุทธประวัติ ประเภทวรรณคดี พรรณนา ตอน ที่พระพุทธเจ้าออกผนวชแล้ว อาหารมื้อแรกนี้จะอาเจียนออก มา เพราะไปได้มาจากบ้านคนยากจนเข็ญใจ หรือว่าชาวบ้าน

น.190 ๑๘๒ ร้านตลาด ตามที่เขาจะใส่ลงไปในบาตร. อาหารมื้อก่อน โน้นมันเป็นเรื่องในวังหลวง, เดี๋ยวนี้มาเป็นคนขอทาน มันคล้าย ๆ จะอาเจียนออกมา, ต้องปรับตัวเอาเอง ต้องสอน ตัวเองกันมากเหมือนกัน จึงจะฉันได้. นี้ก็เปลี่ยนมาเป็น เรียกว่ากินอยู่อย่างต่ำโดยกะทันหัน ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมี เพราะว่าวัดทั้งหลายก็มีอาหารการกินไม่ค่อยผิดจากที่บ้านนัก ; แต่ว่าที่นี่เราอยากให้มันผิด ให้มันง่ายเท่าที่จะง่ายได้. อาบน้ำในคู มันมีความหมายไกลออกไป ไม่ใช่ ฉะเพาะว่าอาบน้ำตามธรรมชาติในลำธาร คือหมายความว่ามี หลักว่ามันต้องง่ายไปหมด ไม่ต้องมีห้องน้ำ ไม่ต้องมีอะไร, เมื่ออาบน้ำเราไปอาบที่ลำธาร เมื่อส้วมมันก็ต้องไปที่ส้วมที่ ไว้ใช้รวมกัน, ไม่ต้องมีส้วมในห้องนอนหรือใกล้ห้องนอน. ข้อนี้มันเนื่องกันหมดกับ จิตใจ อะไรสะดวกมันก็มีความ ประมาทมากขึ้น, ถ้าไม่สะดวกมันก็ต้องระมัดระวังมาก ขึ้น. ผมก็เคยนึกได้และรู้สึกว่า ไม่กล้าจะฉันอะไรตอน หัวค่ำให้มันโลดโผนไปนัก เช่นมะขามป้อมอะไรต่าง ๆ เพราะ ว่าส้วมมันอยู่ไกลมาก มันอยู่ที่มุมวัดโน่น แล้วมันไปทาง ป่าช้าด้วยก็เลยไม่อยากจะไปส้วมดึก ๆ มันก็เป็นเหตุให้ต้อง ว ค ใ ใ จ 2 ไ เ 1 เ ไ ส ด เป ระ

น.191 ๑๘๓ ระวังเรื่องฉัน เรื่องอยู่ เรื่องท้อง เรื่องไส้ ก็ดีเหมือนกัน. ดังนั้นการที่มีห้องน้ำห้องส้วมไว้ไกล ๆ นั่นแหละมันช่วยให้ เป็นธรรมชาติ อยู่อย่างธรรมชาติ หรือเป็นพระมากขึ้น. เรื่องกิน เรื่องอยู่ เรื่องนุ่ง เรื่องห่ม เรื่องใช้ เรื่อง สอยอะไรให้มันต่ำ ในระดับต่ำ แต่ไม่ใช่เลว ; คำว่า ต่ำ ไม่ได้หมายความว่าเลว. เรื่องการกระทำทางกายทาง วาจาทางใจนี้ ให้มันสูงสุดเท่าที่จะสูงได้ สำหรับความคิด ความมุ่งหมายอะไรนั้นให้มันสูงถึงนิพพาน มีความมุ่งหมายที่ จะไปนิพพาน คืออยู่เหนือโลกเหนือทุกสิ่ง ที่มันน่าเกลียด น่าชัง เป็นความทุกข์ทรมาน พระเณรสมัยนี้ก็ลืมตัวกันหมดในเรื่องนี้ โดยเฉพาะ ในเมืองหลวง ไม่มีใครคิดจะกินอยู่อย่างต่ำ, อุตส่าห์ ขวนขวายให้มันมีการกินอยู่อย่างสูง, แล้วการกระทำนั้นก็ ไม่สูง เพียงแต่เล่าเรียนอะไรเพื่อประโยชน์ในอนาคต เพื่อ เป็นอาชีพ เรียนเป็นเปรียญ ๙ ประโยคนี้ เพื่อจะออกไป รับราชการทีเดียวได้ตำแหน่งพอเลี้ยงชีวิต อย่างนี้ไม่สูง. ฉะนั้น พระป่าที่ไม่รู้อะไร ทำนองนั้น ไม่รู้อะไรกับเขา แต่ว่า มีจิตใจสูง มีความมุ่งหมายสูง มีการกระทำสูง, ในบาลี

น.192 ๑๘๔ เขาเขียนว่า เทวดาไหว้พระพวกนี้ ในหนังสือภาษาบาลี ไม่ใช่ ในพระไตรปิฎก ในพระไตรปิฎกก็อาจจะมี แต่นี้หมายถึงใน อรรถกถามีเยอะแยะไปหมด เทวดาไม่ไหว้ ไม่ไหว้พระที่ทรง พระไตรปิฎก, ไปไหว้พระที่ไม่รู้ปริยัติแต่มีการบังคับตัวเอง สำรวมดี แสดงว่าครั้งโน้นเขาก็รู้เรื่องนี้กัน. เขาคิดนึก เรื่องนี้กันว่า สูงนั้นมันสูงที่เป็นเรื่องของธรรมะ มีกาย วาจา ใจ บริสุทธิ์สะอาด แล้วสูง, ไม่ใช่มีวิทยฐานะให้ สอบไล่ได้มาก. ทีนี้ผมยังเชื่ออยู่เสมอว่า แม้ออกไปเป็นฆราวาส หลักเกณฑ์อันนี้ก็ใช้ได้แต่ต้องกล้า กล้าพอ เป็นอยู่อย่างต่ำ มีการกระทำอย่างสูง. ที่นี้โลกมันจะฉิบหายเพราะข้อนี้ ทั้งโลกนี้มันตะกละในเรื่องความสุข เรื่องกินเรื่องอยู่อะไรนี้ จิตใจมันก็ไม่สูง ; เพราะมันกินอยู่สูง จิตใจมันก็หล่น ลงมาต่ำ จิตใจทราม เห็นแก่ตัวเอาเปรียบผู้อื่นโดยรู้สึกว่า ไม่เป็นเรื่องที่เสียหายอะไร ถึงกับจะแก้ศีลธรรม แก้ไขระบบ ศีลธรรมกันแล้ว, นี่ศีลกาเมสุมิจฉาจารนี้ไม่ต้องมีแล้วใน โลกนี้. นี่ผลของการตามใจตัวเรื่องเนื้อหนัง, ปัญหา ทั้งโลกมันเกิดขึ้น เพราะการที่เป็นทาสของวัตถุนิยม

น.193 ๑๘๕ เพราะว่ามันอยากกินอยู่สูง แล้วใจมันก็ลงต่ำมาเอง ถ้าจะ กินอยู่ต่ำใจมันก็ต้องหนี ไปทางสูง, ??? เป็นเรื่องที่ธรรมชาติ บันดาลให้เป็นไป คล้าย ๆ มันเป็นอย่างนั้นอยู่โดยธรรมชาติ ถ้าเราพ่ายแพ้แก่รสอร่อย จิตใจมันก็ต่ำ, เราชนะต่อรส อร่อย จิตใจมันก็สูง มันก็มีเท่านี้เอง. เมื่อยังเป็นพระอยู่นี้ ก็ยังต้องทำให้มันดี ให้มันมากกว่าที่เป็นฆราวาส ฆราวาสก็ ควรทำอย่างนี้เหมือนกัน เดี๋ยวนี้ไปดูซิ ที่พระไม่เป็นพระ เณรไม่เป็นเณร มันอยู่ที่ตรงนี้ ทั่วไปทั้งประเทศ แล้วเราก็พลอยเป็นกับเขา ด้วย เพราะสิ่งต่าง ๆ มันผลักดันเข้ามา. ฉะนั้นในขั้นแรก ของการบวชนี้ พยายามต่อสู้ให้มันถึงจุดที่แท้จริงของ ความเป็นนักบวชนี้เข้าไว้ แล้วจึงค่อย ๆ ผ่อนมันไปโดยสติ สัมปชัญญะ, ถ้าครั้งแรกไม่รู้สึกกันเสียเลยนี้ มันก็ไปใหญ่ ไปชนิดที่ไม่มีอะไรแปลกกว่าที่ไม่ได้บวช. เดี๋ยวนี้เราพูด กันในหัวข้อที่ว่าอยากจะเป็นพระให้มากที่สุดเข้าไว้นี้ จะต้อง ทำอย่างไร ก็รีบทำเสียด้วย.

น.194 ๑๘๖ ระหว่างบวชต้องฝึกทำประโยชน์ผู้อื่น เท่ากับประโยชน์ตน. ทีนี้ อันสุดท้ายสำหรับวันนี้ ก็อยากจะพูดอีกข้อหนึ่ง คือว่า ระหว่างบวชนี้ต้องฝึก ในลักษณะที่เรียกว่า ประโยชน์ ของผู้อื่นนั่นแหละคือประโยชน์ของตัว. ให้ถือว่า ประโยชน์ ของผู้อื่นนั่นแหละคือประโยชน์ของเรา ; เมื่อเป็น ฆราวาส เราทำอะไรเพื่อตัวเราทั้งนั้น มันก็ชินเป็นนิสัย ตั้งแต่เกิดมาใคร ๆ ก็ทำเพื่อตัวทั้งนั้น ; น้อยนักที่จะทำเพื่อ ผู้อื่น ; ที่ทำเพื่อผู้อื่นนั้น ก็เพื่อเอากำไรกลับมาหาตัว ถึง ทำเพื่อประเทศชาติ ก็ทำเพื่อตัว เพราะว่าประเทศชาติของ ตัว เมื่อประเทศชาติยังอยู่เราก็อยู่ อย่างนี้เป็นต้น. แล้ว เนื้อแท้มันก็ไม่ได้ทำถึงขนาดนั้น เพราะมันยึดมั่นถือมั่น ถือ เกียรติถืออะไรไปมากกว่า มันก็เรื่องเป็นเพื่อตัวทั้งนั้น แม้จะ พูดว่าเพื่อผู้อื่น หรือเพื่อประเทศชาติ ในฆราวาสเขาทำกันก็ เพื่อตัวนั่นแหละ เพราะมันมีตัว, ถ้าจะให้เพื่อผู้อื่นจริง ๆ มัน ต้องเอาตัวนี้ออกไป, ไม่มีตัวที่จะเห็นแก่ตัว หรือเพื่อ ตัว มันก็เป็นเพื่อผู้อื่น

น.195 ๑๘๗ นี่เป็นพระนี้ ก็เรียกว่าสละญาติ สละทรัพย์สมบัติ สละบ้าน สละเรือน สละอะไร จนกระทั่งสละตัว เพราะ หลักของพุทธศาสนาเป็นอย่างนั้น มันก็สละตัว, พยายาม สละตัวทุก ๆ ลมหายใจเข้าออก ทีนี้มันทำไม่ได้ ก็ทำ บทเรียนให้มันง่ายลงไป ให้คิดเสียว่า เห็นแก่ตัวนี้มัน เลวทราม แล้วก็เห็นไม่ได้ ก็หาอุบายให้ไม่เห็นแก่ตัว, ให้ถือว่าประโยชน์ที่ทำไปเพื่อผู้อื่นนั้นเป็นประโยชน์ ของตัว, ถ้าทำเพื่อผู้อื่นเท่าไร ความเห็นแก่ตัวมันก็ลดลงไป เท่านั้น ทำเพื่อผู้อื่นเท่าไร ก็ไม่ทำเพื่อตัวเท่านั้น. ให้จิตใจ สูงขึ้นไปกว่าธรรมดา และนึกจะทำแต่ประโยชน์ผู้อื่น อย่าให้ วกเข้าไปหาตัวเหมือนที่แล้ว ๆ มา. นี่เป็นเรื่องใหม่ หรือ ชิมดูของใหม่ ชิมดูความเป็นนักบวช. นักบวชที่พูดว่า เราออกบวชเพื่อบรรลุนิพพาน อย่างนี้ ฟังดูคล้าย ๆ กับว่าเพื่อตัว ; แต่ถ้ามีความมุ่งหมาย อย่างนั้น ไม่มีวันพบกับนิพพานดอก. แต่คำพูดมันก็พูดกัน อย่างนั้น, เอาตัวรอดกันที่ อะไรกันที ไปนิพพาน มันพูด อย่างหลับตา. ถ้าจะไปนิพพานจริง มันต้องหมดตัว, ต้องไม่มีตัว, จะเอาตัวไหนมาเป็นของตัวหรือเพื่อตัว จะเอา

น.196 ๑๘๘ ตัวรอด ไม่มีตัวรอดอยู่อีก มันก็ไม่มี, มันไม่มีหลักในพุทธ ศาสนาอย่างนั้น. จิตรอดได้ คือจิตรอดจากความยึดมั่น ถือมั่นว่าตัวนั้น, ความยึดมั่นถือมั่นนั้นมันเป็นตัว ถ้าจิต รอดไปจากความรู้สึกอันนี้ได้ นี้จิตก็หลุดพ้น, ไม่ใช่เอามา เป็นตวก เอามาเป็นของกูกันอีก, จิตหลุดพ้นนั้นคือมันว่าง ไปจากความมีตัว. หลักที่ว่า เอาประโยชน์ผู้อื่นมาแทน ประโยชน์ตัว หรือเป็นประโยชน์ตัวนั้น มันจะช่วยได้มา ตั้งแต่ต้นไปเลย ตั้งแต่แรกลงมือปฏิบัติ นี่ขอให้สังเกตเพียงนิดเดียว ว่า อยู่ที่บ้านเป็น ฆราวาสนั้นทำเพื่อตัวทั้งนั้น , ทีนี้พอมาบวชเข้าแล้วก็ ลองกลับตรงกันข้ามดู ; เพื่อตัวนั้นพักไว้ที่ หรือเหวี่ยง ไปเสียทางหนึ่งชั่วคราว, แล้วก็มานึกในลักษณะที่มันไม่เป็น ตัว, มันไม่ใช่เพื่อตัว ที่นี้มันทำประโยชน์ ผู้อื่นก็ได้รับ มัน ไม่ได้ทำเพื่อเรา ผู้อื่นก็ได้รับ แล้วมันก็ตรงกับประโยชน์ของ ผู้อื่นมากขึ้นๆ แล้วกิเลสของเรามันจะน้อยลงๆๆๆ นี่มา กลายเป็นประโยชน์ตัวที่ตรงนี้, ประโยชน์ผู้อื่นมากลายเป็น ประโยชน์ตัวที่ตรงนี้. เราทำเพื่อประโยชน์ผู้อื่น แล้ว กิเลสของเรามันก็น้อยลง, ถ้าใครจะทำอะไรเพื่อผู้อื่น เพื่อ ไข ใช้ พ เช ให้ เท อ้า สะ เห อย เป็ กิจ ไป ป ◌ี่ ท 3

น.197 ๑๘๙ ประเทศชาติ เพื่อสากลโลก อะไรก็ตาม ต้องทำไปในลักษณะ ที่ว่า ความเห็นแก่ตัวมันน้อยลง. นี้ กวาดลานวัด บิณฑบาต กวาดวัด ในเรื่อง กิจวัตรนี้ มันก็กวาดความเห็นแก่ตัวในหัวใจเรา แต่เรา ไปกวาดวัดให้สะอาด หรือว่าให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์ ให้วัด สะอาด ให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์ แล้วเราได้รับเพียงความไม่ เห็นแก่ตัว หรือเห็นแก่ตัวลดน้อยลง ลดน้อยลง, นี้เป็นอยู่ อย่างนี้แหละ. คือว่าเจตนารมณ์ของความเป็นบรรพชิต เป็นนักบวช เป็นผู้บวช อย่างอื่นไม่สำคัญเท่า เรื่องเรียนบาลี เรื่องเรียนนักธรรมนั้น ก็เรียน ไปเถอะ มันมีประโยชน์อย่างอื่น ; แต่มันจะไม่ช่วย ให้เป็นพระมากขึ้น ได้ แล้วเผลอเข้ามันทำลายความเป็น พระเสียอีกก็มี. แต่มันมีประโยชน์อย่างอื่นในเมื่อเราไม่เผลอ เช่นเราจะมีความรู้กว้างขวางลึกซึ้ง แล้วไปทำประโยชน์ผู้อื่น ให้ลึกซึ้งได้เหมือนกัน ; แต่มันเป็นของอันตราย, เพียง เท่านั้นมันไม่พอ. ถ้าส่วนนี้มันไม่เข้าไปช่วยกำกับไว้ด้วย อันนั้นจะเป็นอันตรายเมื่อไรก็ไม่รู้. sator leles ontonihun

น.198 ๑๙๐ ฉะนั้น คุณธรรมที่เป็นพระแท้จริงต้องมีมาก แล้ว เหนือกว่าการงานชนิดที่ไปเล่าไปเรียน ไปทำอย่างชนิดที่ให้ เห็นแก่ตัว. เราต้องมีอย่างที่ไม่เห็นแก่ตัวเหนือเข้าไว้ มากเข้าไว้ เพื่อจะไปควบคุมชนิดที่มันจะทำให้เห็นแก่ตัว ถ้าไม่เช่นนั้นล้มละลาย ; หมายถึงพระที่จะอยู่ต่อไปข้าง หน้า จะอยู่ไปถึงขนาดที่เรียกว่า ไม่มีกำหนดจะทำประโยชน์ ในศาสนาอะไรนี้, แต่แล้วมันล้มละลายได้ ถ้าความเป็นพระ มันน้อยลง ๆ ถ้าต้องการให้มันมากขึ้น ๆ ผมคิดว่า อย่างที่ผม ว่านี้จะช่วยได้. ทีนี้ พระบวชใหม่ แล้ว บวชในระยะสั้น ก็ควร จะได้ชิม ได้เข้าถึงเจตนารมณ์อันนี้หรือชีวิตแบบนี้ ได้ชิม มัน ต้องมีประโยชน์, จะอยู่หรือจะสึกออกไป เพราะว่า มันเคยรู้รสของความเป็นพระที่ถูกต้องและมากเพียงพอ นี่คือข้อที่ว่า จะเป็นพระให้มากเข้าไว้ได้โดยวิธี ใด นับตั้งแต่ต้อง ไม่ใช้เงินใช้คำสั้น ๆ ว่า ไม่ใช้เงินซึ่งเป็น ปัจจัยสำหรับหล่อเลี้ยงความต้องการ, มีของใช้ของอย่าง พระ, ไม่แสวงสุขจากการกินการนอน นอนให้อร่อย กินให้อร่อย อะไรให้อร่อย ; ถ้าต้องการอย่างนั้นต้องเสียสละ

น.199 ๑๙๑ ต้องยอมเสียสละความเอร็ดอร่อยเหล่านั้น, การเล่นการหัว การสนุกสนานคลุกคลี, ก็ต้องเสียสละ. ให้สมัครอยู่ อย่างต่ำ หรืออย่างปอนในทางการเป็นอยู่ การกินการอยู่, ส่วนการกระทำทางกายวาจาใจนั้น ให้มันสูงสุด แลว ถือเอา ประโยชน์ผู้อื่นเป็นประโยชน์ตัว. หลักเกณฑ์เหล่านี้มันก็ไม่มีเขียนไว้ชัด ๆ ในหนังสือ ตำรา แต่มันก็ถอดเอามาจากหลักเกณฑ์ในหนังสือตำราที่พูด ไว้ มีความหมายแฝงอยู่ในนั้น, กลัวว่าจะมองด้วยตนเอง ไม่เห็น ก็เอามาพูดให้ฟัง เพื่อใครอยากจะเป็นพระให้มาก ที่สุดเร็ว ๆ จะได้เอาไปคิดดู มีทางที่จะเป็นไปได้. วันนี้ก็พอกันที.

น.201 จะเป็นพระให้มากเข้าไว้ได้อย่างไร ? (ต่อ) การบรรยายวันนี้ ก็อยากจะพูด เรื่อง จะเป็นพระ ให้มากที่สุดเอาไว้ได้อย่างไร? ต่อจากเมื่อครั้งที่แล้วมาอีก สักประเภทหนึ่ง คือว่าที่พูดมาแล้วแต่ครั้งก่อนนั้นเป็นประ- เภทที่เราออกมาเสียจากความเป็นฆราวาสให้มากที่สุด ทีนี้ก็ จะได้พูดประเภทที่ว่าจะเข้าไปใกล้ไปสู่ความเป็นบรรพชิตให้ มากที่สุด. การเข้าใกล้ความเป็นบรรพชิตให้มากที่สุด พวกที่ออกมาจากความเป็น ฆราวาสให้มากที่สุดนั้น มันก็มีใจความชัดอยู่แล้วว่าอะไรเป็นเรื่องที่ฆราวาสเขาทำอยู่ ประจำ เราเว้นให้มากที่สุดเท่าที่จะเว้นได้ ที่นี้เรื่องประเภท ที่ว่า บรรพชิตเขาทำกันอยู่อย่างไร เราก็จะทำให้มาก อบรมพระนวกะ ครั้งที่ ๘ : ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๑๔

น.202 ๑๙๔ ที่สุดเท่าที่จะทำได้, รวมกันเป็น ๒ ประเภท มันก็เป็นเรื่อง ที่ทำให้เป็นพระได้มากที่สุดเข้าไว้ จนสุดความสามารถ เรื่องที่จะเว้นจากความเป็นฆราวาสนั้น ก็มีอย่างที่ พูดมาแล้ว ; ให้ทบทวนจับหลักได้ว่า ที่จำเป็นแก่ฆราวาส นั้น ไม่จำเป็นแก่บรรพชิต, ที่ฆราวาสเขาชอบนั้น บรรพชิตไม่จำเป็นจะต้องชอบ, เรื่องของฆราวาสมันไม่ จำเป็นบ้าง เกินบ้าง ไม่สมควรบ้าง แก่บรรพชิต. นี้ก็เห็น เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมทั้งนั้น. แล้วยิ่งกว่านั้นก็คือว่า เรื่อง ไม่จำเป็นหรือไม่เหมาะสมเหล่านั้น มันทำให้ลำบาก, ทำให้เป็นทุกข์ถ้าเราไม่รู้เท่า มันก็เป็นทุกข์โดยไม่จำเป็น. เดี๋ยวนี้เราอยู่ในโลกที่มันเจริญด้วยเครื่องบำรุงบำเรอมนุษย์ มักจะเขลาไปก็ได้ ว่าอะไรจำเป็น อะไรไม่จำเป็น ; ฉะนั้น ขอให้ตัดสินมันตรงไปตรงมา ถือหลักว่า สลัดออกไปเสียได้ เท่าไร ก็ยิ่งดีเท่านั้น. ผมเคยประสบปัญหาเหล่านี้ หรือ ว่าเคยประสบข้อเท็จจริงเหล่านี้มากเหมือนกัน, ถ้าตั้งใจจะทำ ให้มันดีที่สุด แล้วก็โดยไม่ต้องกลัวอะไร ก็มีเรื่องพอที่จะพูด ให้พึ่งได้ต่อไป.

น.203 ๑๙๕ นี้ข้อเท็จจริงมันมีอยู่ว่า เดี๋ยวนี้เราทำอะไรมาก ไปกว่าหน้าที่ของบรรพชิต ตามปกติอย่างในสมัยพุทธกาล มันก็มีอยู่มากอย่าง. เช่นการศึกษาเล่าเรียนทำให้ต้องมี เครื่องใช้ไม้สอย หนังสือหนังหา ตำรับตำรา ; เมื่อมี การเผยแพร่ ในโลกปัจจุบันนี้ ก็ต้องมีเครื่องใช้ไม้สอย ; นี่มัน ทำให้ยุ่ง จนบางทีก็ตัดสินไม่ค่อยถูก ; แต่เราก็เอา ความซื่อสัตย์ต่ออุดมคติ หรือต่อตัวเองเป็นหลัก ไม่จำ เป็นก็อย่ามี, แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่จะบวชในเวลาอัน สั้นนี้ทำได้มากกว่า เพราะว่ามันไม่มีเรื่องอะไรมาก เหมือน จะอยู่นานหรือจะต้องทำอะไรหลาย ๆ อย่าง. ขอให้ไปตัดสิน เอาเอง ว่าเราจะขมวดความเป็นพระนี้ให้มันมากเท่าไร จะ เอาให้ถึงที่สุด เพราะเราบวชในเวลาอันสั้น อยู่ในเวลาอันสั้น จะได้เข้าถึงความเป็นพระ, แล้วก็รู้รสของมันจนเอาไปใช้ให้ เป็นหลักสำหรับพินิจพิจารณาอะไรได้. ข้อที่น่าอัศจรรย์อย่างหนึ่ง ก็คือว่า สิ่งเหล่านี้ มี เข้ามาเท่าไร มันทำให้เราเป็นพระน้อยลงไป, หรือเป็น คนนี่น้อยลงไป เป็นพระน้อยลงไป, ก็หมายความว่ามันไป เป็นฆราวาสเสียมาก, เป็นคนน้อยลงไป ก็หมายความว่ายิ่ง

น.204 ๑๙๖ ไปกว่านั้นอีก คือ ทำให้เราลืมตัว. สิ่งที่ไม่จำเป็น สิ่ง ที่เป็นไปเพื่ออะไรทำนองนี้ ทำให้เราเป็นพระน้อย ทำให้เป็น คนน้อย. คราวหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ก็ได้เห็นเด็ก ๆ คน หนุ่มเขาต้องมีนาฬิกาข้อมือกับปากกาหมึกซึม, แล้วก็มีกัน อย่างน่าหัวที่สุดเลย กระทั่งเด็กชาวนา นั่นมันเป็นตัวอย่าง ที่ว่า ความนิยมหรือความเห่อ หรือความลืมตัว ; เรื่อง ของพระมันไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น คือมันละเอียดไปกว่านั้น ไม่ต้องมีนั่นมีนี่. พระครั้งพุทธกาลนี้ ท่านไม่มีอย่างสมัยนี้ เช่น นาฬิกา, ไม่มีนาฬิกาทำอย่างไรจึงจะรู้เวลากันบ้าง เขาก็ฝึก สัญชาตญาณให้รู้. ถ้าเป็นเวลานอนนี้ตื่นขึ้นมา มันรู้ได้ จากความรู้สึกสบาย สดชื่น เพียงพอหรือไม่, รู้ได้ว่าเรานอน พอหรือยัง เวลาจะประมาณสักเท่าไร แล้วก็ฝึกไป ๆ จนมัน รู้ได้ จนมันตื่นนอนได้ตรงตามเวลาที่ต้องการ. ออกมา ข้างนอกก็ ดูธรรมชาติ โดยเฉพาะก็คือ ดาว ; วินัย ก็มี ธรรมะ ก็มี อนุญาตให้ศึกษาความรู้เรื่องดาว แต่ไม่ใช่ เพื่อเป็นโหร, รู้เรื่องดาวว่าดาวอะไรชื่ออะไร ในฤดูเดือนไหน มันเป็นอย่างไร พอแหงนขึ้นไปบนฟ้า ก็รู้ได้ว่ามันประมาณ ม เข แ เ ห เรี เ 2 ว M ( เ 1 โ เ ข ธ

น.205 ๑๙๗ สักกี่ทุ่มแล้ว. ฉะนั้นในคำบอกวัตรสำหรับภิกษุจึงมีชื่อ ดาว ๒๗ ดาวอยู่ด้วย, รู้ วัน เดือน ปี รู้ดาวรู้ชื่อดาวทั้งหลายแล้ว ก็ศึกษาจนรู้ ว่ารูปร่างนั้นเรียกดาวนั้น ฤดูไหนมันขึ้นเวลา ไหนมันตกเวลาไหน มันก็ได้เหมือนกันว่ากี่ชั่วโมง กี่นาฬิกา. ถ้าไม่มีดาว ก็ต้องใช้สันนิษฐานเอาอย่างอื่น บ างทีก็อาศัย เสียงสัตว์ตามธรรมชาติ ก็รู้เหมือนกัน นกบางชนิดบ้าง เสียงไก่บ้าง พอเรามีนาฬิกาใช้ เราก็เลยไม่รู้เรื่องดาว, แล้ว มันก็ขี้เกียจที่จะนั่งจำเรื่องดวงดาวที่มันเปลี่ยนแปลงไปแต่ละ วัน ละวัน. เดี๋ยวนี้เลยไม่มีความรู้เรื่องดาว ทำให้เก่งน้อยลง, ทำให้ต้องมีนาฬิกาในที่สุด. นี้เป็นตัวอย่างเรียกว่า เ ราละทิ้ง ธรรมชาติไกลออกไป เราก็รู้อะไรน้อยเข้า; ถ้าจะให้มัน เป็นผู้ที่ไม่มีทรัพย์สมบัติเครื่องใช้ไม้สอยอะไรเท่าไร ก็ต้อง หันไปหาวิชาความรู้ธรรมชาติให้มันมากขึ้น, ยกตัวอย่างเพียง เรื่องที่ไม่ค่อยจำเป็นเช่นเวลานี้. เรื่องไข้เรื่องเจ็บเรื่องต่าง ๆ ก็ยิ่งมีแบบมีวิธีที่เฉพาะ มากขึ้นไปอีก, แล้วก็รอดตายกันมาได้ จิตใจเข้มแข็ง ร่างกาย เข้มแข็ง เจ็บไข้ยาก. ถ้าเป็นอยู่ตามแบบของนักบวช แท้จริงเจ็บไข้ยากที่สุด เพราะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์

น.206 ๑๙๘ เรื่องอุบัติเหตุก็มีน้อย เจ็บไข้เพราะอุบัติเหตุก็มีน้อย, เพราะ มีร่างกายเข้มแข็งนี้ มันก็มีการย่อยอาหารดี มีการเจ็บไข้ยาก เช่นเรื่องท้องเสียยากหรืออะไรยากทำนองนี้ เพราะจิตใจมันดี มันก็ไม่ปวดหัว มันก็ไม่มีวิตกกังวล, ไม่เป็นโรคประสาท ไม่มีความดันสูง. โรคเหล่านี้เป็นโรคใหม่ทั้งนั้น บอกแล้วก็ จะไม่เชื่อ, โรคความดันสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน เป็น โรคสมัยใหม่ทั้งนั้น ถ้าคนมีการเป็นอยู่อย่างใกล้ชิดธรรมชาติ ตามแบบของบรรพชิตสมัยโบราณเป็นยาก เพราะมันไม่ต้อง มีเรื่องจะต้องวิตกกังวล, มันมีจิตใจสดชื่นอยู่เสมอ. เรื่อง เลือดเรื่องลมเรื่องโลหิตไม่มี เป็นธรรมชาติที่ปกติ. เขาก็ ไม่ค่อยต้องมีอะไรมาก ไม่ต้องมีปัญหามาก ตายก็ตาย อยู่ก็อยู่. นี่ความเป็นพระมันอยู่ที่นี่. ของที่แข็งที่คนสมัยนี้กินไม่ได้ กินแล้วไม่ย่อย สมัยนั้นเขากินกันย่อย กินใบไม้ กินรากไม้ กินของที่มันแข็งย่อยไม่ได้ กินย่อยได้ เพราะใจมันดี กระทั่ง กินหญ้าก็ยังจะได้. นี้เป็นหลักใหญ่ๆ คือว่าเว้นสิ่งไม่จำเป็น หรือสิ่ง เหลือเฟือ หรือสิ่งอะไรออกไปได้โดยวิธีใดก็ลองดูบ้าง เข

น.207 ๑๙๙ ไหนๆ ก็บวช อยากให้รู้เรื่องบวช มันก็ยิ่งไกลความเป็น ฆราวาสออกมาลิบ ทีนี้ก็เข้ามาใกล้ความเป็นบรรพชิต ก็ไถล เข้าไปให้มันมากที่สุดอีก. หลักการเป็นบรรพชิตให้มากขึ้น. ความเป็นบรรพชิตมากขึ้นนี้ ก็มีเป็นหัวข้อพอ สังเกตได้ เป็นข้อ ๆ ไปอย่างเดียวกันอีก :- ข้อ ๑. สำรวมในปาฏิโมกข์. ข้อแรก ก็อยากจะระบุถึงเรื่องสำรวมในสิกขาบท คือในวินัย สำรวมในปาฏิโมกข์เขาเรียกอย่างนั้น, เป็นผู้ที่ ขวนขวาย จะให้รู้ว่าอะไรห้าม แล้วก็ไม่ทำ แม้ว่าเราจะ สามารถป้องกันได้เกือบทั้งหมด ด้วยการที่ตั้งหลักว่า จะมี เจตนาบริสุทธิ์ มีจิตใจบริสุทธิ์ มันก็จะทำให้เว้นได้ด้วยอัต- โนมัติ, ไม่ล่วงด้วยอัตโนมัติมาก. แต่แล้วก็ยังควรจะศึกษา เพิ่มเติมให้รู้อีก ให้มันละเอียด เพราะเหตุว่าตามหลักของ การสำรวมในปาฏิ โมกข์นี้เขามุ่งหมายจะให้เป็นผู้ถือหลัก ว่า เห็นเป็นโทษอันใหญ่หลวง, เห็นเป็นภัยเป็นอันตรายอัน ใหญ่หลวง แม้ในโทษที่มีประมาณน้อย.

น.208 ๒๐๐ ประโยคนี้ช่วยจำไว้ด้วย เห็นเป็นภัยอันใหญ่ หลวง แม้ในโทษที่มีประมาณน้อย ตัวสิกขาบทที่ถือกัน ว่าเล็กน้อยอะไรน้อย, เขาไม่ต้องการให้ถือว่ามันเป็นเรื่องเล็ก น้อย, ให้ถือว่าเป็นเรื่องอันตรายที่ใหญ่หลวง ไม่มีอะไรเล็ก น้อย, ถ้าพูดถึง ความผิดหรืออาบัติแล้วไม่มีอะไรเล็ก น้อย ; ที่แล้วมาเรามักจะ นิดเดียว เล็กน้อย หรือไม่สำคัญ เรามักจะถือกันมาอย่างนั้น. เดี๋ยวนี้ต้องเปลี่ยนใหม่แล้ว ไม่มี อะไรเล็กน้อย เป็นอันตรายอย่างใหญ่โต แม้ในสิ่งที่มีประ- มาณน้อย ; เช่นไปเด็ดใบไม้เล่นสักใบหนึ่ง นี้ ก็เป็น อาบัติปาจิตตีย์ใช่ไหม ? ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย, จะถือว่า ใหญ่เท่าเรื่องฆ่าคน, นี้ที่มันน้อยไปกว่านั้นอีก ก็ยิ่งให้มัน ใหญ่เข้าไว้, ให้มันน่ากลัวเข้าไว้ เปลี่ยนนิสัย ไม่มีอะไรเล็ก น้อย, ไม่ดูถูกว่าเล็กน้อย ทั้งในส่วนความดีและความ ชั่ว. ความชั่วนี้เล็กน้อยพูดไม่ได้ จะต้องเป็นเรื่องที่น่ากลัว ที่สุด ความดีนี้เล็กน้อยไม่ต้องทำก็ได้, มันจะดีอะไรไปได้ ก็ต้องว่ามันใหญ่ที่สุดมันก็ต้องทำ, ความชั่วเล็กน้อยก็ต้อง ละ, ความดีเล็กน้อยก็ต้องทำ ให้เป็นเรื่องใหญ่ไปให้ หมด, ถือหลักอย่างนี้จึงจะสำรวมที่เรียกว่าปาฏิโมกข์ไว้ได้

น.209 ๒๐๑ มิฉะนั้นเราจะเป็นคนหยาบ เป็นคนหยาบคาย เป็นคนสะเพร่า เป็นคนประมาท, ฟสรุปความเขาเรียกว่า เป็นคนประมาท คนประมาทคือคนตายแล้ว, นี่เป็นพุทธภาษิต. ลองไประมัดระวังสังเกตทำสถิติดู เราจะเห็นเป็น เรื่องเล็กน้อยไปแทบทั้งนั้นไม่สนใจ วันหนึ่ง ๆ ไม่รู้กี่เรื่องต่อ กี่เรื่องคือเราปล่อยให้มันผ่านไป โดยไม่แก้ไข ไม่ระวังไม่สนใจ ทำอะไรผิดไปในทางที่แสดงให้เห็นว่า ไม่มีสติ เสียสติ ต้อง เป็นเรื่องใหญ่โตแล้ว ; เช่นทำแก้วน้ำแตกใบหนึ่งนี้ ไม่ ใช่เรื่องเล็กน้อยแล้ว ไม่ใช่เป็นเรื่องเท่ากับราคาถ้วยแก้ว, เป็นเรื่องความเลวของภิกษุผู้ไม่มีสติสัมปชัญญะ แม้ ในเรื่องง่าย ๆ เรื่องอื่น ๆ ก็ถือหลักอย่างเดียวกัน, ไม่ใช่ทำ แก้วของสงฆ์แตก ทำแก้วของตัวเองแตกอย่างนี้ คือเสีย ความเป็นบรรพชิตผู้มีสติสัมปชัญญะ ; จะโดยเหตุใดก็ตาม ไม่ต้องแก้ตัวด้วย. พอลมพัดประตูหน้าต่างทำให้แก้วตก แตก ก็เพราะว่าเรามันสะเพร่า ไม่ดูว่าลมมันจะพัด, หรือ ถ้าเราทำไว้ ไม่ดี แมวมันมาช่วยทำให้แตก. ก็ต้องโทษเรา มันสะเพร่าอีก อย่าไปโทษแมว เพราะต้องการละเอียดสุขุม

น.210 ๒๐๒ ในลักษณะอย่างนี้ จึงจะสามารถรักษาสำรวมปาฏิโมกข์ไว้ ได้ เห็นภัยแม้ในโทษที่มีประมาณน้อยอยู่ได้. นี้ตัวสิกขาบทต่าง ๆ มันชัดอยู่แล้ว ไปเปิดดูเอาเอง ในปาฏิโมกข์ ไม่มีเรื่องแก้ตัว คือไม่ใช่รู้ปาฏิโมกข์สำหรับ จะแก้ตัว. คนสมัยนี้เขาเรียนกฎหมายกันเพื่อแก้ตัวเรา เป็น บรรพชิตทำอย่างนั้นไม่ได้, ฉะนั้นข้อแรก ให้เราถือว่า สำรวมในพระปาฏิโมกข์ พระปาฏิโมกข์คือระเบียบวินัย ที่เป็นหลักเป็นประธาน ข้อ ๒. สำรวมอินทรีย์. นี้ข้อถัดไป ก็อยากระบุถึงสำรวมอินทรีย์ คำว่า อินทรีย์ ก็หมายความถึง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖ อย่างนี้ เรียกว่า อินทรีย์ ซึ่งแปลว่า มี ความสำคัญมาก ทั้งในการที่จะให้โทษ และในการที่จะให้คุณ ถ้าได้ยินคำว่า อินทรียะในพุทธศาสนา ภาษาบาลีในพุทธ- ศาสนาก็ให้เข้าใจเสียว่า มันเป็นเรื่องใหญ่. เรื่องสำคัญมาก ถ้าทำผิดให้โทษมาก, ถ้าทำถูกก็ให้คุณมาก. ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นเรื่องใหญ่ของมนุษย์ ทำถูกก็เป็นคุณมหา-

น.211 ๒๐๓ ศาล, ทำผิดก็เป็นโทษมหาศาล. กิเลสเกิดขึ้นเพราะการไม่ สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจให้ถูกต้อง เมื่อสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้ถูกต้อง ก็มีแต่ความสุข. เดี๋ยว นี้ที่เป็นอยู่มาก ก็คือ สำรวมไว้ไม่ถูกต้อง ไม่สำรวมบ้าง, สำรวมไม่เพียงพอบ้าง หรือว่าสำรวมผิดวิธีบ้าง เพราะไม่รู้ จริง ในทางเสียหาย คนเราเกิดกิเลสเพราะว่าการสำรวม สิ่งเหล่านี้ ไม่เพียงพอ. การสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ขึ้นอยู่กับ สิ่งที่เรียกว่าสติ ; พอมีอะไรมากระทบตา หรือมากระทบ ทางหู ทางจมูกเป็นต้น ถ้าสติมาไม่ทัน หรือเขาเรียกว่า สติ ไม่มี ก็ทำไปตามอำนาจกิเลส ตามความรู้สึกฝ่ายต่ำ ซึ่ง มันคอยแต่จะไหลไปทางฝ่ายต่ำ มันก็ไหลไปเองในทางฝ่ายต่ำ เพราะมันไหลไปง่าย. ของที่จะไหลไปทางต่ำมันไหลไปง่าย, เรื่องทางวัตถุนี้เห็นได้ง่าย การดึงดูดของโลกมันมีอยู่ตลอด เวลา ก็ไหลไปทางฝ่ายต่ำ เอียงลาดไปทางนั้น. นี้ทางจิตใจ ก็เหมือนกัน กิเลส อาสวะ คือ ความเคยชินในทาง ฝ่ายต่ำมันมีอยู่ตลอดเวลา มันก็ปราศจากสติ การกระทบ อารมณ์นั้นจะไหลไปทางฝ่ายต่ำ คือฝ่ายที่เป็นกิเลส มันก็เกิด ความเสียหายขึ้น เดือดร้อนตัวเอง เดือดร้อนผู้อื่น.

น.212 ๒๐๔ ฉะนั้น จงหัดในข้อนี้ให้มาก คือว่าเอาจริงเอาจัง กันเลย บันทึกทำสถิติหรือทำตารางแสดงในวันหนึ่ง ๆ มัน เผลออย่างไร มันเผลอเท่าใด มันช้าไปเท่าไร, สติมันมาช้า ไปเท่าไร ก็จะทำให้มันมาเร็วขึ้นแล้วไม่เผลอ อีกทางหนึ่ง เราจะต้องฝึกด้วยหลักที่ว่า จะไม่ทำความรู้สึกหรือคิด นึกหรือตัดสินอะไรลงไป ก่อนที่จะไม่รู้สึกตัวให้เต็มที่ เสียก่อน. อย่าทำชนิดที่ว่า เข้ามาก็ปุบก็ไปทำนองนั้น, มันต้องมีความรู้สึกสมบูรณ์ก่อน แล้วจึงจะคิด หรือจะนึก หรือจะทำ หรือจะพูด หรืออะไรออกไป. อันนี้ต้องฝึก หมายความว่าอันนี้ต้องทำให้ช้าลง ไม่ใช่ทำให้เร็วเข้า, แต่ว่า สติที่จะรับการกระทบนั้นต้องเร็ว การที่รู้สึกว่ามันกระทบ จะต้องมีสติอย่างไรบ้าง ; แต่ครั้นมาถึง คราวที่จะทำปฏิ- กิริยาตอบ ต่อสิ่งนั้น นี่ทำให้มันช้าหน่อย อย่าให้มัน ผลุนผลันออกไป. เราไหวตัวในเรื่องนี้ให้เร็วหมายความ ว่ามันเข้ามา แต่ว่าที่จะบัดกลับออกไปนั้นต้องให้มันถูกต้อง มันต้องมีช้าพอสมควร. นิทานสอนเด็กเรื่องนับสิบเสียก่อน แล้วจึงค่อยพูด หรือค่อยอะไรนั้น เป็นหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน. เมื่อเราถือ 1 เ 1 ข 2 P อ 2 1 6 2 อ จ P

น.213 ๒๐๕ หลักอย่างนี้ ก็สามารถจะควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจได้ อย่าให้มันเกิดการบกพร่องรั่วไหลเข้ามาทางนั้น. สิ่งเหล่านี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งก็เรียกว่า ทวาร, คำว่า ทวาร นั้น ก็คือ ประตู, แปลว่า ประตู. ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้เป็นประตูไหลเข้าไหลออกของ อารมณ์และความคิด, อารมณ์จากข้างนอกเข้ามา แล้ว ความคิดของเราออกไปข้างนอก, เป็นที่เข้าที่ออกของสิ่งเหล่า นี้ จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทวาร. นี้ถ้าควบคุมประตูหรือ ทวารนี้ไม่ดี ก็ดูเอาเองก็แล้วกันมันจะเกิดอะไรขึ้น ชื่อที่ลึก ออกไปสูงออกไป ก็มีอีกชื่อหนึ่ง เรียกว่า อายตนะ, ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรียกว่า อายตนะ, อายตนะนั้นมันเป็นสิ่งที่ทำหน้าที่กระทบ, เป็นที่สำหรับการ กระทบ contact ตรงนั้นมันจะต้องมีการกระทบระหว่างของ สองอย่าง, ความหมายอย่างนี้เขาเรียกว่า อายตนะ คือตานั้น เป็นที่ที่รูปข้างนอกกับความรู้สึกทางตา หรือตาข้างในนี้จะ กระทบกัน ฉะนั้นตานั้นจึงเป็นอายตนะ. สิ่งทั้ง ๖ นี้มีชื่อต่าง ๆ กัน แล้วแต่จะไปเพ่งถึง หน้าที่หรือว่าคุณสมบัติหรืออะไร เรียกว่าอินทรีย์ เพราะมี

น.214 ๒๐๖ ความสำคัญมาก, เรียกว่าทวาร เพราะมันจะเป็นที่เข้าออก ของดีหรือชั่ว ของคุณหรือโทษ, เรียกว่าอายตนะ มันตรง ที่จะเกิดเรื่อง มีการกระทบระหว่างอายตนะข้างนอกกับ อายตนะข้างใน เกิดวิญญาณขึ้น เกิดผัสสะ เกิดเวทนาจะเกิด ตัณหา จะเกิดอุปาทาน จะเกิดภพเกิดชาติ แล้วจะเกิดทุกข์ ; คำว่า อายตนะ มีความหมายอย่างนี้ ความรู้เบื้องต้นอย่างนี้ พระบวชใหม่ควรจะ ทราบ เพื่อผลดีในการที่จะสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; ที่จริงจะไม่รู้จักชื่อสิ่งเหล่านี้ก็ได้ ถ้าถือหลักแต่ว่าจะสำรวม มันก็ใช้ได้เหมือนกัน แต่ถ้ารู้มนก็จะดีกว่า มันจะง่ายขึ้นจะดี กว่า คนสมัยก่อนบวชแล้วก็ไม่ได้รู้เรื่องนี้ คำเหล่านี้ ; แต่ ก็สำรวมดีเหมือนกัน โดยมีความจริงใจ ทีนี้เราก็มีความจริง ใจด้วย มีความรู้เรื่องนี้ด้วย ก็ทำได้ดีกว่าด้วย. ที่จริง ฆราวาสก็ต้องมีการสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนี้ แต่เขาก็ไม่ค่อยพูดถึงกัน ยอมรับความเสียหาย ยอมรับอะไรระคนปนกันไป, เรื่องสนุกกับเรื่องความทุกข์นี้ ระคนปนกันไป โดยเขาจะถือว่าความสนุกนี้ต้องซื้อเอาด้วย ความทุกข์, นั้นมันถูกของฆราวาส ของพระใช้ไม่ได้. 9 เ เ ๕ 4 เ

น.215 ๒๐๗ เดี๋ยวนี้เรามาเป็นพระ ประพฤติพรหมจรรย์นี้ก็เพื่อจะแก้ไข ส่วนนี้ ไม่ต้องซื้อความสนุกด้วยความทุกข์, ต้องการ ความบริสุทธิ์ ต้องรู้ทางมาแห่งความไม่บริสุทธิ์ ก็คือพวก เหล่านี้ ทวารเหล่านี้ สำรวมไว้ได้มันก็มีความบริสุทธิ์หรือ ไม่ทุกข์ ก็มีแต่ความบริสุทธิ์ ความไม่ทุกข์. ฆราวาสก็ ตามใจเขา แต่ว่าเป็น บรรพชิตนี้ต้องถือหนัก อย่างนี้, เรียกว่า สำรวมอินทรีย์ สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ต่อมาจากสำรวมในปาฏิโมกข์ ก็มาถึงสำรวมอินทรีย์. ข้อ ๓. ต้องระวัง มีหิริโอตตัปปะ. ทีนี้ข้อถัดไปก็อยากจะระบุว่า ได้แก่สิ่งที่เรียกหิริ และโอตตัปปะ ; หิริ คือ ความละอาย โอตตัปปะ คือ ความกลัว. ถ้าเรา ไม่มีความละอายไม่มีความกลัวแล้ว มันสำรวมสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ ; เพราะเราไม่กลัว ไม่กลัว ความทุกข์, เพราะเราไม่ละอายใคร ใครจะติเตียน คือไม่ ละอายความผิดความเลว เราไม่ละอาย. ขอให้ไปดูเถอะเรื่อง ทั้งหลายในโลกนี้ มัน ทำสิ่งที่ไม่ควรทำนี้ ก็เพราะไม่มีหิริ และ โอตตัปปะ คือ ไม่ละอาย และไม่กลัว กันตอนได้

น.216 ๒๐๘ เรื่องนี้เป็นรากฐานตั้งแต่เรื่องต่ำที่สุด จนไปถึงสูง ที่สุด ตั้งแต่เรื่องในบ้านในเรือน ไม่ใช่หลักธรรมะ ธรรม เมอะอะไร, อยู่ที่นี่ อยู่ที่ ๆ ความละอายและความกลัวนี้ที่จะ ช่วยให้เรียบร้อยอยู่ได้ กระทั่ง มาปฏิบัติธรรมะ กระทั่ง จะ ไปนิพพาน นี้ก็ต้องอาศัยความกลัวต่อความทุกข์ ละเอียดยิ่งขึ้นทุกที, มีแล้วละอายแก่ใจเอง เมื่อทำผิด พลาด, มีความทุกข์เกิดขึ้นไม่มีใครรู้ ก็ละอายแก่ตัวเอง เหลือประมาณ. เด็ก ๆ ก็ไม่ทำอะไรให้มันผิดพลาด, อย่างหกล้ม ถ้าหกล้มเขาละอาย เขากลัวเจ็บด้วย นั่นแหละหมายความ ว่าหิริและโอตตัปปะมันตั้งต้นที่นั่น ; ถ้าหกล้มมันก็ละอาย เพื่อนฝูงทั้งหลาย แล้วมันก็เจ็บด้วย ความหมายละอายและ ในเรื่องศีลธรรมถ้ามีหิริโอตตัปปะ มันทำไม่ได้ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกามนี้มันทำไม่ได้, เรื่อง ปรมัตถ- ธรรมที่จะปล่อยให้ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความ ยึดมั่นถือมั่นเกิดก็ทำไม่ได้เหมือนกัน. ผล sellwal sh กลัวอยู่ที่นี่. ทีนี้ก็ขึ้นมาถึงเรื่องศีลธรรม ก็มีความละอาย อย่างเดียวกัน ความกลัวอย่างเดียวกัน ขึ้นมาถึงเรื่องมี ปรมัตถธรรม เรื่องกิเลสอันลึกซึ้งก็ยังอาศัยของสองอย่างนี้

น.217 ๒๐๙ จงใช้หิริ และ โอตตัปปะนี้ เป็นเครื่องช่วยสนับ สนุนคือเป็นรากฐานอยู่ เป็นรากฐานที่สำคัญอยู่ ไม่สำรวม วินัยได้ ก็เพราะไม่มีหิริโอตตัปปะ, ไม่ระวัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ขาดหิริโอตตัปปะอยู่มาก.พอมีอันนี้ นี่ก็ เรียกว่ารากฐาน มีการสำรวมได้ดีเพราะมีหิริและโอต- ตัปปะ ; ฉะนั้นเราต้องทำให้มันถี่ยิบเข้าไว้ ความละอาย และความกลัวนี้ ให้มีในทุกกรณี ให้มันถี่ยิบไว้ คืออย่า ประมาท, ให้มันเหมือนกับตะแกรงที่ตามันถี่ยิบ ไม่มีอะไร มันรั่วไปได้ง่ายๆ แล้วสิ่งต่าง ๆ จะดีขึ้นได้โดยง่าย จะทำได้ ง่ายขึ้นด้วย ในการที่จะทำให้ดี. เดี๋ยวนี้โลกทั้ง โลกกำลังเสื่อมในข้อนี้ เสื่อมก็ เพราะเหตุอย่างเดียวกันอีก เพราะไปหลงใหลในวัตถุนิยม เอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง ก็ทำให้หิริโอตตัปปะ สิ้นไป ๆ ๆ ๆ. กระทั่งเดี๋ยวนี้การเปลือยกายจะไม่มีความหมาย เป็นความเปลือยกายแล้ว, ได้ยินข่าววิทยุว่า มหาวิทยาลัย ไหนต้อนรับน้องใหม่กันโดยจับนิสิตน้องใหม่ที่เป็นผู้หญิง เปลือยกาย เท็จจริงอย่างไรก็ไม่รู้! ไปแต่วิทยุมี นี่ไปถึง ขนาดนี้ เรื่องอนาจารมันก็กลายเป็นไม่มีไป กลายเป็น

น.218 ๒๑๐ ไม่ใช่อนาจารไป มันก็เข้ามาทีละนิด ๆ ๆ. การแต่งกาย ของสตรี, แล้ว เรื่องที่เสียหายอย่างอื่น ก็พลอยตามหลัง มา กลายเป็นไม่ผิด จะยกเลิกศีลข้อกาเมสุมิจฉาจาร และ ข้ออื่น ๆ ที่คล้าย ๆ กัน นี่คือผลของการที่ว่า ไม่มีหิริและ โอตตัปปะ เกี่ยวกับข้อนี้ ขอให้นึกถึงปัจจเวกขณ์ของเราที่ปัจจ- เวกขณ์อยู่ทุกวัน : เรื่องจีวร ห่มจีวรนี้ก็ไม่ใช่เพื่อนั่นเพื่อ นี่เลย เพื่อจะปกปิดอวัยวะอันจะทำความละอายให้กำเริบ ทำหิริให้เสียไป ; ถ้าเราไม่นุ่งผ้า เพราะเราไม่ละอาย นี้เรา นุ่งผ้าเพื่อจะป้องกันในข้อนี้ คือยังมีรู้สึกละอายอยู่ สิ่งที่ทำ หิริให้กำเริบ ก็ปกปิดไว้ แล้วจึงห่มจีวรอย่างที่เราห่ม นุ่งห่มปกปิดร่างกายอย่างที่ห่ม. ที่นี้ ผู้นำไปด้านนี้คือพวกฝรั่งเขาค่อยๆ เปิดมัน เปิด มัน เปิดมัน จนจะไม่ต้องปิดกันแล้วเดี๋ยวนี้, แล้วมันไม่ได้อยู่ ที่ตรงนั้นดอก มันอยู่ที่จิตใจเลวลง ๆ มันไม่ได้ตรงที่ร่าง กายถูกเปิด แต่มันอยู่ที่จิตใจเลวลง ๆ ; แต่เขาก็ว่าดี ว่าดี ว่าไม่ต้องลำบากไม่ต้องยึดถือ นั่นแหละวิญญาณของฮิปปี้. พวกฝรั่งเมื่อก่อนเขาก็ปิดกายมากกว่า พวกฝ่ายตะวันออก

น.219 ๒๑๑ ทั้งหญิงทั้งชาย ดูรูปภาพเก่า ๆ เกินกว่า ๑๐๐ ปี ผู้หญิงเขาแต่ง ตัวกันอย่างไร, แล้วเดี๋ยวนี้เขาแต่งตัวกันอย่างไร, แล้วพวก ตะวันออกไปตามเขา ก็เลยหมดสิ่งที่เคยดี ; ฉะนั้น หิริ- โอตตัปปะ ก็เสียไป ๆ. เรากำลังเดือดร้อน เพราะข้อนี้ เรื่อง อันธพาล เรื่องเด็กหนุ่มไม่อยู่ในระเบียบวินัย มันมีมูลมาจาก ข้อนี้,กี่ชนิด ๆกี่ร้อยชนิด ก็มีมูลมาจากข้อนี้ เพราะมัน ขาดหิริและโอตตัปปะ. ทีนี้ในฐานะที่เป็น บรรพชิต จะต้องทำอย่างดีที่สุด สุดความสามารถ ไม่อย่างนั้นไม่ เป็นพระ. นี่อย่าทำเล่นไป. คำสองคำนี่ว่าหิริโอตตัปปะ เมื่อ เด็ก ๆ แม่บอกให้สวดทุกคืน, เราเด็ก ๆ จะต้องสวดมนต์ ว่า หิริโอตฺตปปสมฺปนฺนา สุกกธมฺมสมาหิตา สนฺโตสปปุริสา โลเก เทวธมฺมาติ วุจฺจเร ทีแรกก็ไม่รู้ว่าอะไร ก็สวดไป อย่างนั้น. เดี๋ยวนี้ก็ยังจำได้ว่ามันสวดไปทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าอะไร แล้วบอกว่าหิริโอตตัปปะนี้เป็นเทวธรรม เป็นธรรมะสูงสุด ถ้าเด็ก ๆ เข้าใจกันอย่างนี้แล้ว ถือกันมาอย่างนี้ก็ดีนะ. หิริโอตฺตปปสมฺปนฺนา - สมบูรณ์ด้วยหิริ และโอตตัปปะ สุกฺธมฺมสมาหิตา - ถึงพร้อมด้วยธรรมะอันขาวสะอาด สนฺโต

น.220 ๒๑๒ สปปริสา - เป็นสัตบุรุษ ผู้สงบรำงับ, นี่เขาว่า เทวธมฺมาติ วุจฺจเร - นี่คือเทวธรรม. ถ้าโลกมีสิ่งนี้สิ่งเดียว ก็มีสันติภาพ ถาวร. นี่คือความหมายของคำว่าหิริและโอตตัปปะ ข้อ ๔. มีสติสัมปชัญญะในทุกสิ่งทุกเวลา. นี้เรื่องที่ ๔ ก็อยากจะพูดย้ำ เรื่อง สติสัมปชัญญะ, สติสัมปชัญญะนั้นโดยหลักทั่วไป คือว่าสติในทุกสิ่งในทุก เวลา : สติต้องมีในทุกสิ่ง ในทุกเวลา ในทุกสถานที่ จะใช้คำไหนก็ตามใจ. แต่ที่สำคัญที่สุดก็ในเรื่องที่มันเกี่ยว ข้องกับเราเป็นประจำวัน เรื่องกิน เรื่องอยู่ เรื่องนุ่ง เรื่องห่ม เรื่องเจ็บเรื่องไข้ เรื่องที่มันเกี่ยวข้องกันอยู่กับเรา ; ฉะนั้น ภิกษุจึงปัจจเวกขณ์ปัจจัย ๔ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานเภสัช มีสติอยู่เสมอ. ฉะนั้น เมื่อเราเป็นพระ จะให้เป็นพระมาก ๆ ก็ต้อง มีสติมากในสิ่งที่มันมาเกี่ยวข้องกับเราโดยตรง, เอาหลักที่มัน กำลังเกี่ยวข้องอยู่กับเราโดยตรง จะต้องมีสติกับมันในที่ทุกหน ทุกแห่ง ทุกเวลา ทุกเมื่อ ทุกสิ่ง ทุกเวลา แล้วก็ทุกหนทุก แห่ง เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ต้องมีสติ. หลักเกณฑ์อย่างนี้ก็เอา เ 2 1 ๕ ใ 2 ใ เ ๕ ร ใ 2 ก ก ส ๘ ไ ค

น.221 ๒๑๓ ไปใช้ได้ที่บ้านอีก ไม่ต้องสงสัยไม่มีปัญหาอะไร. แต่เดี๋ยวนี้ ความเป็นพระ นั้น ถ้าเราถือว่าเหมือนกับว่า ในระดับสูง เหมือนกับเพชรกับพลอยเหมือนกับทองคำอย่างนั้น ไม่อยาก ให้มันเศร้าหมอง, ให้ถนอมความมีค่าของพระ เหมือน กับถนอมเพชร พลอย ทองชมภูนุช ใช้คำอย่างนี้ทองชั้นดีที่ สุด. นี้เราเป็นพระจะถนอมความเป็นพระในลักษณะอย่างนั้น ก็โดยอาศัย สติสัมปชัญญะ. สติ ความระลึก, สัมปชัญญะ ความรู้ตัว เขียนอยู่ ในนวโกวาทไปอ่านดู. ระลึกได้ นี้ มันต้องคงอยู่ ถ้าไม่ อย่างนั้นมันหายไปเสียอีกได้ หรือที่ถูกกว่านั้น, สัมปชัญญะ เป็นความรู้ ความรู้ที่เราเคยรู้มา มัน ถูกดึงมาใช้ได้ด้วย อำนาจของสติ แล้วถ้ามันแยกกันอยู่ มันก็ไม่สำเร็จ ประโยชน์เลย. แต่ในกรณีทั่วๆไป คำว่า สติ ก็รวม สัมปชัญญะไว้ด้วยเสร็จ ฉะนั้น จึงไม่ค่อยพูดคำหลัง พูดแต่คำ หน้า คำว่าสติก็พอ เมื่อพูดว่าสติแล้วขอให้ถือว่ามีสัมปชัญญะ รวมอยู่ในนั้นด้วย ; ถ้าจะพูดให้เต็มคำ ก็ว่าสติสัมปชัญญะ, ถ้าพูดย่อก็ว่าสติ. สติคือความรู้ ที่วิ่งมาทันท่วงทีในเรื่องที่ มันเกิดขึ้นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ

น.222 ๒๑๔ ฉะนั้นเราจะต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา เพราะคนเรามันมีเรื่องอยู่ ตลอดเวลาก็ว่าได้ เรื่องป้องกัน เรื่องรักษา เรื่องต่อสู้ มันมี ทุกเวลา ฉะนั้น จึงมีพระพุทธภาษิต หรือธรรมภาษิต หรือ อะไรภาษิต ตรงกันหมดว่า สตินี้ ต้องใช้ คือต้องมี และ ต้องใช้ในที่ทั้งปวงในทุกกรณี ไปทดสอบดู ถึงความที่เรามันมีสติมาช้าบ้าง สัมปชัญญะไม่พอบ้าง ; นี้ต้องเสียใจทีหลัง เพราะเหตุนี้ ไม่ใช่จะไม่รู้ แต่ว่า ความรู้มันมาไม่ทันเพราะไม่มีสติ เหมือนกับไม่รู้, ความรู้ที่มันนึกไม่ได้ มันก็เหมือนกับไม่รู้ นี่คือโทษที่มันขาดสติ. พูดกันแต่หัวข้อก็พอจะได้ เพราะว่า เราพูดหลาย ๆ เรื่อง, พูดแต่เค้าความ รายละเอียดไปหาอ่าน ได้จากหนังสืออื่นข้างหน้า. ข้อ ๕. ขันติ เป็นกำลังของผู้สำรวม. นี้ข้อถัดไป เรียกว่า ขันติ ขันติแปลว่าความอดทน มีความหมายสำคัญว่า ขนตี พลิว ยตีนํ - ขันตีนั่นแหละเป็น กำลังของผู้สำรวม คือทำเป็นพรตในการสำรวม. จาก ค บ เด คร บั ค ยด พ ติ จ ทั้ง ใน ภา ยต 1. ข

น.223 ๒๑๕ ตรงนี้อยากจะเล่านิดหน่อยถึงคำ ยตี ยตีนํก็ของยตี ทั้งหลาย ยติ เดี๋ยวนี้เราไม่ค่อยได้ยินแล้ว. กคำว่ายติไปมีแต่ ในหนังสือเก่า ๆ หรือว่าคำที่มันเป็นระเบียบเกินไป มันเป็น ภาษาอินเดียใต้ ใช้อยู่ในอินเดียใต้ เรียกนักบวชทั้งหลายว่า ยตี ยุติ ยุติ กริยา รากศัพท์มันแปลว่า ผู้สำรวม ระวัง เดี๋ยวนี้เห็นใช้อยู่ในสัญญาบัตรตราตั้งมีบ่อย เรียกว่า ยุติ- คณิสสร. อย่างชื่อผมนี้ก็มี : ราชยกวี สมาธินทรีย์ คณาธิ- บัตต์ โมกขพลวัฑฒนสุนทร ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี. คำว่า ยติคณิสสร นั่นคือหัวหน้า, หัวหน้าของยุติ ยติ ในที่นี้หมายถึง บรรพชิต เป็นภาษาอินเดียใต้ใช้ทั่วไป พวกพราหมณ์มาจากอินเดียใต้มาสอนคนไทยเรา เลยคำ ๆ นี้ ติดอยู่ในภาษาชั้นสูงคือภาษาสันสกฤต หรือภาษาที่เนื่องมา จากภาษาสันสกฤต ทีนี้บาลีมีว่า ขนตี พลิว ยตีนํ - ขันตี ความอดทน เป็นกำลังของยุติทั้งหลาย ยติคือคำ ๆ นี้ ว่าผู้ บำเพ็ญพรต ในอินเดียเขาใช้เป็นความกลาง ๆ. ผู้ที่จะบำเพ็ญพรตอย่างที่ว่ามาแล้วแต่ต้น เพื่อที่จะ ให้มีอะไรบริสุทธิ์หมดจดสะอาด ต้องมีความอดทนเป็นเบื้อง หน้า ถ้าไม่มีความอดทนแล้วมันล้มละลายแหละ, เขาเรียก

น.224 ๒๑๖ อย่างล้อ ๆ ว่าขันแตก นี่เป็นภาษาไทยเอามาล้อ, ขันตีเป็น ภาษาบาลี แปลว่า ความอดทน ขันแตกนี้หมายความขันตัก น้ำมันแตก ตีจนแตก ถ้าไม่มีความอดทน ขาดความอดทน พรหมจรรย์ ล้มละลาย. อดทนต่ออะไร ? อดทนต่อสิ่งที่บีบคั้น, แล้ว สิ่งที่บีบคั้นที่สุดไม่มีอะไรยิ่งกว่า การบีบคั้นของกิเลส ไปมัวสอนกันแต่ว่า ทนหนาว ทนร้อน ทนแดด ทนร้อน ทนเจ็บปวด เรื่องเด็กอมมือทั้งนั้น ; เพราะเด็ก ๆ มันก็ อดทนได้ ทนหนาว ทนร้อน เด็กก็อดทนได้ ทนแดด ทนฝน ทนอะไรต่าง ๆ ทนถูกเฆี่ยนยังทนได้ ทนเก่ง. ฉะนั้น ความ อดทนที่แท้มันคือทนต่อการบีบคั้นของกิเลส นี้ทนยาก, มันบีบคั้นไปทางราคะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง, แม้ที่ สุดมันจะบีบคั้นให้ไปดูหนังดูละครนี้มันยากที่จะทนได้. ฉะนั้นเราต้องสมัครอดทน จะเจ็บปวดก็ต้อง อดทน ทนเจ็บ ทนปวด มันจึงจะว่าทนได้เพราะมันบีบคั้น มาก, มันเหมือนกับเผา เหมือนกับจี้ด้วยไฟ มันจี้มันเผาหัวใจ เมื่อราคะเกิดขึ้น นี้เราก็ทน ทนก็เหมือนกับเผาหัวใจ, แต่ก็ ต้องทนได้ เราก็หาวิธีระบายหรือวิธีแก้ไขอย่างอื่นให้มันทน ไ ไ ข 6 ใ ไ 9 1 1 9 เ 1 V

น.225 ๒๑๗ ได้ก็แล้วกัน, มันเป็นเรื่องที่ต้องทนไปตั้งแต่เรื่องเล็กที่สุด ไปจนถึงเรื่องใหญ่ที่สุด คือบีบคั้นของกิเลส ทนหนาวทนร้อน ทนยุงกัด ทนอะไรต่าง ๆ ทนได้ ทนหิวกระหายก็ทนได้ ทนที่ยากขึ้นไปอีก ถึงขนาดกลางก็คือว่า ทนการ สบประมาท, ทนต่อความบีบคั้นทางธรรมชาติ เรื่อง หนาวเรื่องร้อนอย่างนี้ เรียกว่า ระดับต่ำที่สุด. นี้สูงขึ้น ไปตรงกลางคือ ทนต่อการสบประมาท, แล้ว สูงสุด ก็คือ ทนต่อการบีบคั้นของกิเลส แต่ถ้าว่ากันอย่างเอาเปรียบ ก็มีส่วนถูก, ทั้งหมดเป็นการอดทนบีบคั้นของกิเลส ทนยุง กัด ทนแดด ทนฝนนี้ก็เถอะ กิเลสต้องการให้หนีไปเสีย หนีแดดหนีฝนไปเสีย เราไม่หนีเราจะทนต่อการทำงาน นี้ก็ เรียกว่าทนต่อการบีบคั้นของกิเลส. ฉะนั้นทนแดดทนฝน อยู่กลางไร่ กลางนานี้ ก็ทนต่อการบีบคั้นของกิเลสที่มันบอก ว่าไปเสียเถอะ อย่าทำเลย ที่เขาหยามน้ำหน้าเขาสบประมาทนี้ ยากที่จะทนได้ กิเลสมันพลุ่งขึ้นมา ออกรับต่อสู้. ฉะนั้น ต้องอดทนต่อการพลุ่งของกิเลส จึงทนอยู่ได้, ไม่โกรธ ตอบไม่ตีตอบ ไม่อะไร ไม่ลุแก่โทษะ ที่เขาสบประมาท. ที่นี้ ไม่มีใครสบประมาทแล้ว อยู่ตัวคนเดียว ที่เงียบ ๆ เสียด้วย

น.226 ๒๑๘ ก็มีการบีบคั้นของกิเลส หลาย ๆ ชนิด, เช่นราคะ ทำให้ นอนไม่หลับ ก็ต้องต่อสู้ด้วยการอดทน ด้วยวิธี ด้วยอุบาย ที่ฉลาด ให้มันทนได้ ให้มันผ่านไปได้ จนชนะได้ในที่สุด นี่คือกำลังของผู้บำเพ็ญพรต. เราจะเป็นพระได้มากเท่าไร ก็อยู่ที่ว่าเราอดทน ได้มากหรือน้อย, ยิ่งมีภาระหน้าที่มาก ยิ่งเป็นครูบาอาจารย์ ยิ่งต้องอดทนมาก, ยิ่งเป็นผู้บังคับบัญชาเขามากเท่าไร ยิ่งต้อง เป็นผู้อดทนมากเท่านั้น, ไม่อย่างนั้นล้มละลายหมด ไปสังเกต ดูเถอะ ไม่ใช่ว่าเป็นนายเขาแล้วจะไม่ต้องอดทน จะไป บีบคั้นเอาแก่ผู้น้อยได้, ยิ่งเป็นอาจารย์ ยิ่งเป็นนายยิ่งเป็นอะไร ยิ่งจะต้องอดทน, ไม่อย่างนั้นล้มละลาย เพราะมันมีแต่คนที่ จะทำให้ทนไม่ไหว, มีเรื่องยั่วเรื่องรบกวนความรู้สึกอะไร ต่าง ๆ สารพัดอย่าง ยิ่งเป็นอาจารย์ก็ยิ่งมีลูกศิษย์ที่จะทำให้เกิด กิเลสมาก, ยิ่งเป็นผู้บังคับบัญชาคนมากออกไปเท่าไร ก็ยิ่งจะ ต้องเผชิญกับสิ่งนี้มากเกินกว่าธรรมดา ; ถ้าอดทนไม่ได้ ไม่ เท่าไรละหกคะเมน นี้เรียกว่า ขันติเป็นกำลังใจที่จะต่อสู้ ของผู้บำเพ็ญพรตทั้งหลาย.

น.227 ๒๑๙ ข้อ ๖. การบังคับตนเอง. อันสุดท้ายเรียกว่า การบังคับตัวเอง, มีสุภาษิตว่า ผู้บังคับตัวเองได้เป็นยอดมนุษย์ ทนฺโต เสฏโจ มนุสเสสฺ ; ทฺโต - ผู้บังคับตัวเองได้, เสฏฺโธ คือประเสริฐที่สุด เลิศที่สุด ยอดที่สุด, มนุสฺเสสฺ - ในหมู่มนุษย์ แปลตามภาษา ธรรมดาง่าย ๆ ว่าคนที่บังคับตัวเองได้เป็นยอดมนุษย์. นี่คุณ ก็ไปดู ใครบังคับตัวเองได้กี่คน ? เรื่องแรกที่สุดก็คือ เรื่อง โกรธ ไม่โกรธ บังคับตัวเองได้ แล้วก็ไม่โลภ หรือว่า ไม่บ้ากาม นี้ก็บังคับตัวเองได้ ; ส่วน ไม่มีโมหะ ไม่มี อวิชชานั้นยากมาก มันเป็นการบังคับชนิดที่มองไม่เห็น. รวมความว่าการบังคับตัวเองนี้ ก็คล้ายๆ กันกับขันติที่แล้วมา มันแบ่งเป็น ๒ แผนกได้ : บังคับตัวเองในกรณี ที่มีบุรุษ ที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ มาเกี่ยวข้องคือผู้อื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง, แล้ว อีกทีก็ บังคับตัวเองในเรื่องจิตใจภายในล้วน ๆ ไม่มีใคร มาเกี่ยวข้อง ก็บังคับได้ คำว่าทมะที่แท้มันแปลว่า ฝึก, ฝึกก็คือบังคับ จะมี การฝึกอะไรต้องบังคับสิ่งนั้น ; จะฝึกจิตก็ต้องบังคับจิต, จะ

น.228 ๒๒๐ ฝึกสุนัขหรือแมวหรืออะไรก็ต้องบังคับสุนัข มันต้องบังคับ ด้วยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่ง มันจึงจะฝึกไปได้อย่างนั้นอย่างนี้ อย่างโน้น. ฉะนั้นจะฝึกจิต ต้องบังคับจิต มันเป็นเรื่อง เดียวกัน ปริสทฺมสารถิ, เป็นไวพจน์ที่ใช้เรียกพระพุทธเจ้า เป็นสารถีผู้ฝึกบุรุษไม่มีสารถีอื่นยิ่งกว่า คือท่านฝึกหรือบังคับ คนทั้งเทวดาทั้งมนุษย์สัตว์นี้ ให้ไปตามคลองของธรรมะ ไม่มีสารถีอื่นยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า, เป็นสารถีฝึกคน ฝึกได้ เพราะท่านฝึกตัวเองเสร็จแล้ว เป็น ทนฺโต คือตัวเองฝึกตัวเอง แล้ว เป็นยอดคน แล้วจึงไปฝึกคนอื่นได้ ฉะนั้น ผู้ใดมีหน้าที่ ที่จะฝึกคนอื่น บังคับคนอื่น ควบคุมคนอื่น จงทำใจตัวเองให้ได้เสียก่อน, ควบคุม ตัวเอง ฝึกตัวเองให้ได้ แล้ว จึงจะฝึกคนอื่นได้, ชนะ ตัวเองได้แล้วจึงชนะคนอื่นได้ นี้เป็นหลักพุทธศาสนา, ให้ขัดเกลาตัวเอง ตัวเองต้องทำได้ก่อน จึงจะไปให้คนอื่นทำได้ นี่ยิ่งเห็นได้ชัดว่า ทำได้เท่าไร ก็ยิ่งเป็นพระมากเท่านั้น, ชนะ ตัวเองได้ ฝึกตัวเองได้ บังคับตัวเองได้เท่าไร เป็น พระมากเท่านั้น. แยกผิด เริ่มเหินกันเสียออกหยก 2 1 ต 2 ข เ เ เ ข ข 6 " 2

น.229 ๒๒๑ นี่ สำรวมปาฏิโมกข์ สำรวมอินทรีย์ มีหิริโอต- ตัปปะ มีสติสัมปชัญญะมีความอดกลั้นอดทน มีการ บังคับตน ก็พอแล้ว, อะไรมันก็จะมารวมกันอยู่ในนี้, จะ ขยายออกไปก็ได้ จะลดลงไปอีกก็ได้. นี้พูดพอให้มันสังเกต เห็นง่าย ๆ จำไว้ได้ง่าย ๆ เราบวชในเวลาอันสั้น พยายาม เป็นพระให้มากที่สุด เข้าไว้ ในลักษณะอย่างนี้ คือประเภท แรกให้ไกลมาเสียจากความเป็นฆราวาส, แล้ว ประเภท หลังนี่คือให้ใกล้เข้าไปในการเป็นบรรพชิต ก็เลยได้เป็น พระมาก, มันก็ไม่มีอะไรดีกว่านี้ในการที่มาบวช. บวช ชนิดไหนก็ตาม ชนิดชั่วคราวหรือชนิดถาวร ไม่มีอะไรดีกว่า นี้ มีแต่ ทำความเป็นพระให้มากเข้าไว้ สุดความสามารถ ของตนให้น่าดูด้วย สำเร็จประโยชน์ด้วย แล้วก็น่าดูคือสวยดี ใช้ประโยชน์อย่างเดียวก็ยังไม่ค่อยดีเท่าไร ต้องให้น่าดูด้วย. เอาละ, เรื่อง จะเป็นพระให้มากเข้าไว้ได้อย่างไร ก็พอกันที.

น.230 พระต้องปฏิบัติให้สมเป็นพระ. เนื่องจากได้พูดถึงเรื่องสำหรับภิกษุใหม่ มาเป็นเวลา พอสมควรแล้ว ทีนี้ก็จะได้พูดเรื่องของภิกษุทั่วไป คือทั้งเก่า ทั้งใหม่ต่อไป ตามความมุ่งหมายของขนบธรรมเนียมประเพณี เกี่ยวกับการเข้าพรรษา ซึ่งจะต้องมีการอบรมแนะนำ สั่งสอน กันไปตามเรื่อง. เวลานี้ก็เป็นเวลาในพรรษา เข้าพรรษา ก็รู้กันอยู่ แล้ว, แล้วเคยพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า เป็นเวลาที่จะต้องทำอะไร ให้ดีเป็นพิเศษ อย่าให้มันเหมือนกันไปหมด นอกพรรษา ใน พรรษาเหมือนกันไปหมดอย่างที่เห็น ๆ กันอยู่ เช่นยังมีการ ไปเที่ยว มาเที่ยวที่นี่หรือไปธุระที่อื่น ไปเดินทางไกล ไป กรุงเทพฯ ไปไหนเหมือนกับไม่ใช่เป็นเวลาพรรษา ขอให้ สังเกตดู. ถ้าดูในรถ เรือ ยานพาหนะอะไรนี้ รู้สึกว่ามันยัง มากไป, นี้แสดงว่าไม่ค่อยจะถือบทบัญญัติที่เป็นพระพุทธ ประสงค์ อบรมพระนวกะ ครั้งที่ ๙ : ๒ สิงหาคม ๒๕๑๔

น.231 ๒๒๔ มีพระมาที่นี่, ผม ถามว่ามาทำไม ? บอกว่ามาเที่ยว. เขาไม่รู้สึกว่าละอายหรือกระดาก, เขาตอบว่ามาเที่ยว อย่างเดียวกับนอกพรรษา, นึกอยากไปไหนก็ไป ไปต่าง จังหวัดหรือไปไหน, ไม่ค่อยได้คิดไปในทำนองที่ว่า เราจะ พยายามไม่ไปไหน จะรอกิจธุระต่าง ๆ ไว้ก่อน ออกพรรษา แล้วจึงจะไป, อย่างนี้เป็นต้น, นี้มันย่อมแสดงถึงจิตใจ ว่า ไม่สนใจหรือไม่เคารพต่อพระพุทธประสงค์. ต้องสนใจเคารพคำสอนของพระพุทธองค์ ถ้าพูดว่า ไม่เคารพต่อพระพุทธประสงค์ แล้วขอ ให้เข้าใจเถอะมันแย่แล้ว. ผมเคยบอกหลายครั้งหลายหนว่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้ดี, ท่านทำอย่างผู้ดี, วิธีการระเบียบ วินัยต่าง ๆ ท่านวางไว้อย่างผู้ดี, ไม่ใช่สำหรับคนหน้าด้าน หรือคนเลว หรือคนอะไรทำนองนี้. ขอให้ไปดูระเบียบวินัย ดูอะไรต่าง ๆ, กระทั่งว่า ให้ศาสนาของพระองค์อยู่ยืนมา ได้อย่างไร ก็ทำในลักษณะที่คนรักดีจะช่วยกันรักษาไว้ ได้. ฉะนั้นขอให้ถือว่า มันไม่ต้องมีเรื่องที่จะต้องใช้อำนาจ ใช้อาชญา ใช้คำหยาบ อะไรทำนองนี้, แล้วก็ไม่ว่าเรื่องวินัย

น.232 ๒๒๕ หรือ เรื่องเป็นอยู่เล็ก ๆ น้อย ๆ อะไรก็เหมือนกัน ยังมี เลวอยู่มาก, เห็นง่าย ๆ เช่น พูดเสียงดัง, พระพุทธเจ้า ท่านทรงอ้อนวอน ขอวิงวอน ในสูตรนับไม่ถ้วนให้ เป็นผู้มีเสียงน้อย, จงชักชวนกันในการเป็นผู้มีเสียงน้อย, นี่เรามันยังพูดเสียงดังกันอยู่. นี้มันเลวอย่างไม่รู้สึกตัว. ผม จะยอมเป็นคนเลวคนรับบาป, พระพุทธเจ้าท่านไม่พูดหยาบ ผมก็พูดหยาบ เพราะว่าพวกเราไม่ค่อยเอื้อเฟื้อในพระ- พุทธประสงค์, แต่ผมพูดอะไรนี้ ก็มิได้หมายความว่า เป็น อย่างนั้นทุกองค์ทุกรูป แต่ก็ยังมีอยู่มาก. ในพรรษานี้ ขอร้องให้ระมัดระวัง ตั้งใจสำรวมเป็น พิเศษ อย่าโลเลเหลาะแหละ เหมือนที่เป็นอยู่ตลอดเวลา, สิ่งไร ที่สำรวมได้ขอให้สำรวม. ที่ง่ายที่สุด เช่น ไม่พูดเสียงดัง เป็นต้น มันโง่ มันอวดดี มันคือ ฉะนั้นจึงทำได้ โดยไม่เคารพ พระพุทธประสงค์. นี้มันง่ายที่สุดละเรื่องที่ว่าไม่พูดเสียงดังนี้ ต้องถือว่าเป็นเรื่องง่ายที่สุด ที่ควรจะทำได้ก่อน. ทีนี้มันยังมี เรื่องอื่น ๆ อีกมาก ที่มันทำยากขึ้นไป, เดี๋ยวนี้เรื่องที่ไม่ยาก มันกลายเป็นเรื่องยาก ก็เพราะว่า เราไม่เอาใจใส่ ปล่อยปละ ละเลย มันเกิดเป็นความเคยชินขึ้นมา ไม่รู้สึกว่า นี้

น.233 ๒๒๖ เสียหายอย่างยิ่ง, มันก็เตลิดไปเรื่อย จนไม่มีอะไรที่รู้สึกว่า เสียหายอย่างยิ่ง. เราอยู่กันนี้ เหมือนกับแก๊ง นี่ใช้คำบ้า ๆ บอ ๆ แต่ว่าเป็น แก๊ง ของคนทำดี. ผมเห็นว่าหรือรู้สึกว่า เราอยู่ กันเหมือนอย่างแก๊ง ซึ่งมีความหมายว่า : คนหลาย ๆ คนอยู่ รวมกัน ตั้งหน้าตั้งตาที่จะทำอะไร ที่เป็นวัตถุประสงค์หรือ อุดมคติของแก๊ง, ถ้าเป็นโจรก็ทำอย่างโจร ถ้าเป็นบัณฑิตก็ ต้องทำอย่างบัณฑิต. ใช้คำว่าแก๊งนั้น มุ่งหมายจะให้ถือ เอาความหมายที่ว่า เราทำอย่างเงียบๆ ไม่อวด ไม่แสดง ไม่ โฆษณาอะไร, ซุ่มทำอย่างเงียบ ๆ เหมือนแก๊งโจร พระพุทธ เจ้าท่านก็ต้องประสงค์อย่างนั้น, ไม่ให้ไปแสดงตัวแบบ โฆษณา ก็มีอยู่ข้อหนึ่งว่า : "ยินดีในที่สงัดหรือไม่ ?" แต่ แล้วก็มีข้อเตือนว่า "หน้าที่ที่จะต้องทำทำแล้วหรือยัง" ที่ท่าน แสดงไว้บ่อย ๆ มีในพระบาลี ทสธัมมสูตร - บรรพชิตควร พิจารณาเนือง ๆ ๑๐ ประการ, แล้ว เคารพให้มาก, เคารพ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเท่ากับเคารพพระพุทธเจ้า, เพราะ เหตุที่ว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างนั้นว่า :- "ธรรมวินัย ที่แสดงแล้ว บัญญัติแล้วจะอยู่เป็นศาสดาของพวกเธอ หลังจาก ที่ตถาคตล่วงลับไปแล้วโดยร่างกาย."

น.234 ๒๒๗ ถ้าเรามานึกถึงคำสั่งสอนที่ว่า ได้มีมาอย่างไร ก็เรียน มามากแล้ว, โดยเฉพาะผู้ที่บวชเก่า ก็เรียนมาไม่น้อยกว่า หนึ่งปีสองปี ก็รู้ว่ามันเป็นอย่างไร แต่แล้ว คำสั่งสอน เหล่านั้น ยังไม่ได้รับการเคารพมากอย่างเพียงพอกัน มันก็เลย เหมือนกับไม่มีพระพุทธเจ้า .. ก็กลายเป็นเรื่อง อะไร, ลองคิดดู. เราบวชแสดงอาการอย่างเป็นพระ ปฏิญญา ยืนยันตัวว่าเป็นพระ แต่แล้วก็ไม่มีเจตนา ไม่มีจิตใจโดยแท้ จริง ที่จะเคารพพระพุทธเจ้า, ไปมีใจเคารพกิเลสเคารพ ความสบายความตามใจตัว นี่มันก็มีผลอย่างร้ายเกิดขึ้น คือ แทนที่จะเป็นแก๊งพระ มันก็กลายเป็นแก๊งโจร. เป็นแก๊งโจร โดยสูตร ๆ หนึ่งว่า : รับปัจจัย ๔ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ เภสัช ของทายกเหล่าใดมาบริโภค จักเป็นไป เพื่อประโยชน์กำไรเกื้อกูลแก่ทาย กทายิกาทั้งหลาย เหล่านั้น. ทีนี้ เราไม่ได้ทำตัวให้เป็นอย่างนั้น มันก็เลย เป็นเรื่องที่ มีคำเรียกว่า โกหญฺญ คือ ผู้หลอกลวง บริโภค ปัจจัยของชาวบ้านของประชาชน, แล้วก็ไม่ได้ทำตามความ มุ่งหมาย หรือว่าสถาบันที่ตั้งขึ้นไว้ในทางจิตใจ เป็นที่รู้กัน อยู่ว่าพระจะต้องทำอย่างไร ชาวบ้านจะทำอย่างไร. ข้อตกลง

น.235 ๒๒๘ อันนี้เป็นสถาบัน โดยไม่ต้องมีใครบังคับ, ไม่ต้องมี กฎหมายบังคับ แต่ว่ามีธรรมะ มีวินัยบังคับ หรือว่าแสดง ไว้อย่างเด็ดขาด. ฉะนั้น ทุกวัน ๆ จะต้องทำให้เป็นผลเป็น กำไรแก่ทายกทายิกาผู้เป็นเจ้าของปัจจัย ๔, เพราะฉะนั้นใน เวลาที่เป็นฤดูกาลเข้าพรรษานี้ ขอให้ทดสอบตัวเองดู ว่า ได้ทำอะไรคุ้มค่า หรือว่าเป็นผลเป็นกำไรเกินค่า แก่บุคคล ผู้ถวายจตุปัจจัย. การเรียนปริยัติ อย่าให้กลายเป็นงูพิษ. ผมเคยพูดแล้ว แล้วก็จะพูดอีก ว่า ลำพังเรียน นักธรรมเรียนบาลี นี้ไม่พอ, นอกจากจะ ไม่พอแล้วอาจ กลายเป็นโจร เป็นแก๊งโจรไปอีกเพราะเหตุนั้นก็ได้ ; ถ้า หากว่าเรียนนี้เรียนเพื่อตัวเอง เพื่อดีเพื่อเด่นของตัวเอง ไม่ใช่เพื่อศาสนาของพระพุทธเจ้า. การเรียนพระปริยัตินั้น มันก็กลายเป็นเพื่อตัวเองก่อน, ก็เพื่อเป็นเครื่องมือเพื่อทำ ประโยชน์แก่ตัว, แล้วพอเป็นอย่างนั้นมากเข้า ๆ มันก็ กลาย เป็นงูพิษอย่างที่ตรัสไว้ใน อลคททูปมสูตร : ปริยัติเปรียบ เหมือนงูพิษ คือ มันฆ่าบุคคลผู้เรียนนั้นให้ตาย.

น.236 ๒๒๙ คำว่า ฆ่าผู้เรียนให้ตาย นี้มีความหมายหลายชั้น, แต่ ว่ามีความหมายรวม ๆ กันอยู่ที่ว่า มันจะต้องฉิบหายไปจาก พระศาสนา, นั้นคือว่างูพิษที่กัดให้ตาย, ปริยัติที่กลายเป็น งูพิษแล้วก็กัดผู้เล่าเรียนให้ตาย. ลองคิดดูให้ละเอียดว่า ทุกวันเราเรียน ๆ เรียน ๆ, แต่ว่าได้เจตนาเพื่อดีเพื่อเด่น เพื่อ อะไรของตัวทั้งนั้น, ไม่ได้เรียนเพื่อเคารพพระพุทธเจ้า หรือว่าเพื่อปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ; นี้มันก็ต้องเสียนิสัย ทุกวัน ๆ; แล้วพร้อมกันนั้น มันก็ ประมาทอวดดี หัวแข็ง ยกหูชูหาง ขึ้นทุกวัน, เพราะว่ารู้มากแล้ว มันก็พูดเสียงดัง นี้ไม่เท่าไรก็เห็นช่องทาง ว่าจะออกไป, จะสึกออกไปหา ประโยชน์ได้จากการเล่าเรียนนี้, เป็นเปรียญหลายประโยค เพราะมีช่องทาง. นี้มันก็เป็นงูพิษที่กัด, แล้วในที่สุดมันก็ ไม่เจริญงอกงามในทางของพระศาสนา คือในทางของ มรรค ผล นิพพาน ; มันก็ต้องกลับออกไปเป็นฆราวาส. นี้ก็เรียกว่าตายเหมือนกัน, หรือว่าไม่สึก แต่อยู่ในวัดนี้ก็อยู่ อย่างไม่มีความหมายตามทางธรรมทางวินัย, นี้ก็เรียกว่าตาย เหมือนกัน, อยู่ในวัดนี้ก็ระวังให้ดี มันก็ตายจากศาสนาได้ เหมือนกัน ถ้าการเป็นอยู่ประจำวันนั้น มันไม่เป็นไปตามที่

น.237 ๒๓๐ พระพุทธเจ้าท่านต้องการ ; เพราะมีเขียนไว้ในวินัยก็มาก ในธรรมะก็มี, คือว่าภิกษุบางประเภทอยู่เพื่อหากิน อาศัย อะไรต่างๆ เพื่อหากิน, อย่างนี้ก็เรียกว่า ตายแล้ว เหมือนกัน. นี้ชี้ระบุเฉพาะเรื่องปริยัติ ; ฉะนั้น อย่าเพ่อยกหู ชูหางว่า เรียนปริยัติแล้วก็ดี, มันยังไม่แน่ แต่มันดี สำหรับคนนั้น ที่ว่าเรียนอะไรนิดหน่อยก็ยกหูชูหางพูดเสียง ดัง, ก็ดีเท่านั้น คนนั้นมันคิดว่าดี ; แต่แล้วทางธรรมะทาง วินัยไม่ถืออย่างนั้น ไม่มีหลักอย่างนั้น. สำหรับครั้งพุทธกาล การเรียนปริยัตินี้แทบจะมองไม่เห็น, คือรับคำสั่งสอนข้อใด ข้อหนึ่งไป พูดกันไม่กี่คำ, นั่นคือปริยัติ แล้วก็ไปปฏิบัติ เดี๋ยวนี้เรียนมากมีสอบมีอะไร ก็ได้เหมือนกัน, ในส่วนนั้น มันไม่ผิด, แต่ว่าเมื่อเรียนเข้าไปแล้วก็ต้องระวังให้ดี มันยิ่ง กลายเป็นงูพิษได้มากขึ้น. . ถ้าว่ามันมีอะไร ๆ ที่เป็นขบถต่อ พระพุทธประสงค์ไปหมดแล้ว มันก็เรียกว่าไม่มีอะไรเหลือ คือตาย, ตายหมด. โอกาสการจำพรรษานี้ โดยเฉพาะสำหรับภิกษุเก่า จะต้องถือเป็นเวลาพิเศษโอกาสเฉพาะที่จะต้องทำอะไรให้เป็น 1 เ ใ V ® 1 9 ใ 2 ๕ ร 2 P ว

น.238 ๒๓๑ พิเศษ อย่างน้อยก็เรื่อง ทดสอบตัวเอง ว่าอย่างน้อยใน พรรษานี้ มันดีกว่านอกพรรษา, แล้วก็ว่าพรรษานี้ดีกว่า พรรษาที่แล้วมา, แล้วก็จะดีขึ้นไปอย่างนั้นทุก ๆ พรรษา. ถ้า ไปทดสอบดูด้วยความสุจริตซื่อตรงดีแล้ว กลับเห็นมัน ตรงกันข้าม มันก็ ควรจะเสียใจให้มาก; คือความฉิบหาย ในพรหมจรรย์นี้. ต้องทำหน้าที่ของสงฆ์ตามพระพุทธประสงค์. นี้คือเรื่องที่อยากจะพูดรวม ๆ กันไป ทั้งภิกษุใหม่ ภิกษุเก่า แล้วก็อยากจะพูดโดยหัวข้อที่ง่ายที่สุดคือ ที่ท่อง อยู่ทุก ๆ วันว่า - สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ - สงฆ์ สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติดีแล้ว ; อุชุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโม - ปฏิบัติตรงแล้ว ; ญายปฏิปนฺโน - ปฏิบัติเพื่อรู้, สามีจิปฏิปนฺโน - ปฏิบัติสมควร สมควรแก่ ความสมควร แก่ความเป็นธรรม. สี่คำนี้ คิดดู เราก็สวด อยู่ทุกวัน ว่าอยู่ทุกวัน, แล้วก็เล็งถึงตัวเราเองว่าเราจะต้อง ปฏิบัติดี ; สุ แปลว่า ดี, อฺุ แปลว่า ตรง, ฌาย แปลว่า เพื่อรู้ หรือว่าอีกทีหนึ่งก็เพื่อออกไปได้จากกองทุกข์ นี้ สามีจิ

น.239 ๒๓๒ สมควร สมควรแก่การเป็นพระ, ไม่ต้องถามว่าสมควรแก่ อะไร เพราะควรจะรู้ได้เองว่า สมควรแก่ความเป็นพระเป็น ภิกษุ. สาวกสงฺโฆ - เป็นสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ต้องปฏิบัติสมควรแก่การเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค- เจ้า. นี่พระสงฆ์มีอยู่ ๔ จำพวกโดยหัวข้อใหญ่ ๆ. ถ้า หมายถึงกำลังกระทำอยู่และทำเสร็จแล้ว, กำลังกระทำอยู่ และทำเสร็จแล้ว นี้ก็เลยกลายเป็น ๘; เพราะเรื่องมันมี ๔ เรื่อง ; กำลังกระทำอยู่ ก็เรียกว่าพวกหนึ่ง, ทำได้ผลเสร็จ แล้ว ก็เรียกว่าพวกหนึ่ง ; ก็เลยเป็น ๘ พวก สวดอยู่ ทุกวันว่า ๔ คุ๊ ๘ จำพวก. ในภาษาไทยเราดีมาก มีคำว่า "พระ" ใช้, ใน อินเดีย ในพม่า ในลังกาเขาไม่เคยพบ. เขาใช้ คำว่า พระ เรียกผู้ที่เป็นสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านี้ว่าพระ ก็เป็นคำที่เกิดขึ้นในประเทศไทย, เป็นภาษาไทยขึ้นมาแต่ครั้ง ไหนก็ไม่รู้ เรียกอะไร ๆ ที่ประเสริฐแล้ว ก็ว่าพระทั้งนั้น, "เป็นคนก็ได้จะเป็นสิ่งของก็ได้. ทีนี้ถ้าเราพูดถึงพระเฉย ๆ ก็ต้องหมายถึงคน, แล้วก็เล็งถึงผู้เป็นนักบวช เป็นที่เคารพ สักการะของมหาชน, นี้ก็เรียกว่า พระ. ถ้าดูตามตัวหนังสือ

น.240 ๒๓๓ พระก็มาจากคำว่า วร, วร นี้ ว กับ พ ใช้แทนกันได้ สำหรับ ภาษาบาลี, มาเป็นพระ พูดอย่างนี้ก็ไม่มีค้านได้. แต่จะ ถูกหรือไม่ถูกก็ไม่ทราบ ; ว่า วร มา เป็นพระ, วร แปลว่า ประเสริฐ ; เพราะฉะนั้น พระก็ เป็นผู้ประเสริฐ. นี้ถ้า ถามกันว่า ประเสริฐกันที่ตรงไหน ก็ต้องนึกถึง ๔ ข้อนั้น ก่อนว่า, - สุปฏิปนฺโน -ปฏิบัติดี, อุชุปฏิปนฺโน - ปฏิบัติ ตรง, ญายปฏิปนฺโน - ปฏิบัติเพื่อให้รู้, และ สามีจิ - สมควร แก่การเป็นพระ, พอครบ ๔ นี้ก็เป็นพระ ก็ประเสริฐจริง ๆ ด้วย สมตามคำที่ใช้อยู่. นี้ บวชแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นพระ จะโดยทาง อะไรก็ตาม, โดยทางภาษาหรือทางคำพูด ที่ประชาชนเขา รับรู้ ยอมรับรู้และรู้กันอยู่ถือกันอยู่ จนเกิดเป็นทำนอง สัญญาโดยไม่ต้องเซ็นกัน ว่าพระก็ต้องปฏิบัติดี ทายกทายิกา จะเป็นผู้เลี้ยง. นี่สัญญาระหว่างพระกับชาวบ้านที่ไม่ต้อง เซ็น, ไม่ต้องเซ็นชื่อ แต่มันมีอย่างจริงจัง แล้วก็หลีกไม่ได้ ด้วย. ฉะนั้นถ้ายังเป็นพระอยู่ ยังแสดงภาวะเป็นพระอยู่ ก็ไม่มีทางหลีกเลี่ยง ; ต้องทำให้เป็นพระ. นี้เมื่อ เป็นพระแล้ว มันก็มีประโยชน์ทั้งแก่ตัวเองและแก่มหาชน ;

น.241 ๒๓๔ มหาชนได้บุญมากได้กำไรมาก, ตัวพระนั้นเอง ก็ได้รับประ- โยชน์ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก คือ ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะ ได้, ได้รับผลของพระธรรมของธรรมะ มันก็เป็นเรื่องดีไป หมด. เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า ไม่เคยคิดอย่างนี้มาก่อน, ผมก็ขอร้องเดี๋ยวนี้ว่าให้คิด, ถ้าไม่คิดจะต้องฉิบหาย, ถ้า ไม่คิดอย่างนี้และไม่ถือหลักอย่างนี้จะต้องฉิบหาย โดยไม่ต้องมี ใครมาแกล้ง มาแช่ง มาอะไร มันก็ฆ่าตัวมันเอง. นี้ก็ พูดกับพระเก่าๆ มา ก็พูดแล้วหลายหน แหละ พูดอย่างนี้. มีพระใหม่มาก็พูดทุกปี ทุกปีที่มีการ บวชเข้ามาใหม่. ที่นี้ทำไมจึงพูด ? ก็ไปนึกเอาเองก็แล้วกัน, จะนึกในแง่ไหนก็ได้, นึกในแง่ร้ายก็ได้, นึกในแง่ดีก็ได้ ที่ว่าจะนึกในแง่ร้ายก็ได้ ในแง่ดีก็ได้ มันก็หมายความว่า แล้ว แต่ชอบ แล้วแต่นิสัยสันดาน. แต่มันมีหลักว่า จะนึกในแง่ ไหนก็ได้ เฉพาะต่อเมื่อการนึกในลักษณะอย่างนั้น มันเป็น ประโยชน์แก่ตัวผู้นึก , ถ้ามันเป็นประโยชน์แก่ตัวผู้นึกแล้ว ก็ใช้ได้. สำหรับผมนั้น มันเป็นหน้าที่ที่จะต้องพูด, นี่เพียง เท่านี้ก็พอสำหรับผม. ทำไมจึงพูด ? ก็เพราะเป็นหน้าที่ที่

น.242 ๒๓๕ จะต้องพูด. ถ้าพูดอย่างอื่น เดี๋ยวจะไม่เชื่อ; ถ้าพูดว่า หน้าที่แล้วมันก็ต้องจำเป็นจะต้องเชื่อ เพราะวินัยเขาบังคับ. ในฐานะที่เป็นครูบาอาจารย์ วินัยเขาบังคับให้ต้องทำ หน้าที่ของครูบาอาจารย์, ธรรมะเขาบังคับให้ต้องทำ หน้าที่ครูบาอาจารย์ ; แล้วความที่เขาเรียกเราว่า อาจารย์ นั่นแหละมันบังคับให้เราต้องทำหน้าที่ของอาจารย์, ฉะนั้น มันจึงมองแต่ในแง่เดียว, คือแง่ที่ว่าจะต้องทำหน้าที่. . ผม รับใช้พระพุทธเจ้า ก็ไม่มีหน้าที่อื่นอีก มีหน้าที่แต่ที่จะแนะนำ สั่งสอน เท่าที่จะแนะนำสั่งสอนได้ แก่ผู้อื่น ; เพราะว่านี้ มันเป็นพระพุทธประสงค์, ฉะนั้นควรจะเห็นอกเห็นใจกันใน ข้อนี้, เพราะมันเป็นหน้าที่. และคนที่ไม่ทำหน้าที่ก็คือ คนบ้า คนโง่ คนเลว คนฉิบหาย คนใช้ไม่ได้ คนที่ไม่ ทำหน้าที่ของตัว. ฉะนั้นก็เป็นอันว่า ทุกคนต้องทำสิ่งที่เป็นหน้าที่. เกิดมาทำไมก็รู้ แล้วก็ทำหน้าที่นั้น, เดี๋ยวนี้ก็เกิดมาแล้ว แล้ว ก็มีเรื่องแฝงเข้ามาเฉพาะ คือ เป็นพระ ก็ต้องทำหน้าที่ของ พระ. พระคืออะไรก็พูดกันแล้ว คือ ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติอะไรเป็นต้น ก็ทำหน้าที่นั้น

น.243 ๒๓๖ แต่ขอให้นึกกว้าง ๆ นึกเป็นส่วนรวมกว้าง ๆ ว่าเรา เป็นคนที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า, แล้วเราก็จงเป็นคนของ โลก ของคนทั้งโลก ของมหาชนกันเถอะ, เพราะว่าพระ- พุทธเจ้าท่านมีพระพุทธประสงค์อย่างนั้น, แล้วทำอะไร ๆ เดี๋ยวก็ ตรัสวิงวอนว่า จงทำสิ่งที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ มหาชน ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์, แถมเทวดาเข้ามาด้วย. หน้าที่ สิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูล หิตสุขะ เป็นประโยชน์ เป็นความเกื้อกูลทั้งแก่เทวดาและมนุษย์. เขาใช้คำอื่นอีกมาก ซึ่งไม่มีทางหลีก ให้เห็นแก่สรรพสิ่งที่มันมีชีวิต มันรู้สึกคิด นึกได้, เราจะต้องทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่มัน. ทีนี้ถ้าวันหนึ่งคืนหนึ่ง เรามาเหลาะแหละ ๆ หัวเราะ เหาะแหะอยู่แต่เรื่องของตัว, จะทำประโยชน์อะไรก็เพื่อตัว บางทีก็เป็นของเล็ก ๆ น้อย ๆ เหมือนกับเด็ก ๆ เพื่อกิน เพื่อ เล่น เพื่ออะไรอย่างเด็ก ๆ มันก็ไม่ไหว, เทียบกันแล้วมันก็ ไม่ไหว คือมันตั้งหมื่นตั้งแสน แล้วก็ได้เพียง ๑ คะแนน อย่างนี้, งานหรือหน้าที่ที่มันมีคะแนนเต็มตั้งหมื่นตั้งแสน แล้วเราทำได้คะแนนเดียว.

น.244 ๒๓๗ พึ่งรู้จักหลบหลีกไปหาความสงบ. เพราะฉะนั้นขอให้ไปนึก ให้ถือตามหลักของพระ- พุทธเจ้าว่า เราจะหลีก, หลีกออกจากจับกลุ่มกันหัวเราะนั้น, แล้วก็ไปหาความว่าง ความสงบสงัด, เพื่อจะได้คิด, มันก็ คิดได้มาก นึกได้มาก, ถ้าเราอดเผลอไม่ได้ เผลอเป็นจับ กลุ่มกันหัวเราะกัน มันจะคิดอะไรได้, มันก็ไม่ได้คิด, นาน ๆ เข้าก็ลืมหมด. เวลาที่หลีกออกไปสู่ที่สงัด คิดนึกศึกษา อะไรของตัวนี้ ต้องถือว่าเป็นประจำเป็นพื้นฐาน, แล้ว เวลาส่วนน้อยที่จะพบปะกันบ้างพูดคุยกันบ้าง ก็ให้เป็น ธรรมกถา คือเรื่องที่ประกอบไปด้วยธรรม. อย่าพูดเดียรัจฉานกถา, ได้ยินมากเหลือเกินในวัด เรานี้ ยังพูดเดียรัจฉานกถาอยู่มาก, พูดเรื่องการเมือง, วิจารณ์คนนั้นคนนี้. นี่เดียรัจฉานกถาทั้งนั้น, แล้วโดยมากก็ เป็นพระที่มีความรู้มีอะไร เคยร่ำเคยเรียนมาเสียอีก, พระที่ ไม่เคยก็พูดไม่ใคร่เป็น. ขอให้จำไว้ด้วยว่า ใช้คำพูดนอก เรื่องของธรรมวินัย แล้วยังแถมไปวิจารณ์คนนั้นคนนี้แล้ว ละก็เป็นเรื่องเสียหาย ทั้งนั้น. เรื่องวิจารณ์นี้ ไม่เคยมีเรื่องดี นี้ เป็นเดียรัจฉานกถา หลายต่อ. . ตอน

น.245 ๒๓๘ อย่าอ่านหนังสือพิมพ์ เลย, ถ้าจะอ่านบ้างก็ให้ อ่านในลักษณะที่ปลอดภัย. ผมนี้ยอมรับปฏิญญา ผม อ่านหนังสือพิมพ์, แต่ผมอ่านโดยมีความมุ่งหมายว่า จะรู้ว่า จะช่วยเขาอย่างไร. นี้โดยมากมาอ่านเรื่องการเมือง ย้อม ตัวเองให้หลงใหลในเรื่องการเมือง เรื่องวีรบุรุษ เรื่องอะไรนี้, นี้เหมือนกับเด็ก ๆ, หรือไปอ่านเรื่องการเมืองชนิดที่เอามา วิจารณ์อย่างเหมือนกับฆราวาส อย่างนี้, นี้คือเดียรัจฉานกถา สำหรับภิกษุ, มาพูดกันเอ็ดตะโรไปหมด อย่างนี้ไม่ใช่ ธรรมกถา. ก็มี พระพุทธภาษิตว่า ถ้าไม่กล่าวธรรมกถาแล้ว ไป นอนเสียดีกว่า ทั้งๆ ที่การนอนนั้นเป็นของเลวอยู่มากแล้ว สำหรับบรรพชิต. การไปนอนกลางวันนี้ เป็นของเลวอยู่ มากแล้วสำหรับบรรพชิต, ถ้าไม่พูดธรรมกถา ก็ยังยอมว่าให้ ไปนอนเสีย, คือ อย่าไปพูดเดรัจฉานกถา, อย่าพูดที่ไม่ เป็นธรรมไม่เป็นวินัยเลย. เรื่องนี้มีอยู่แล้วในนวโกวาท, อะไรเป็นธรรมะอะไรเป็นวินัย. ที่เห็นชัดอยู่ ชอบพูดเรื่อง เกี่ยวกับการเมือง เกี่ยวกับความคิดเห็นซึ่งไม่เกี่ยวข้องกันกับ ตนเลย. ส่วนเรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เรื่อง 1 เ เ ว ไ อ 2 ถ อ ข เ ฉ ก ค ม ใ

น.246 ๒๓๙ มรรค ผล นิพพานนั้นไม่พูด ไม่สนุก ไม่มีใครชวนกันสนุก ในเรื่องนี้. ไปพูดเรื่องคนนั้นคนนี้ เป็นบุคคลในประวัติ- ศาสตร์ ในประวัติการเมือง ในอะไรต่าง ๆ ซึ่งไม่เกี่ยวข้อง กับเรา, แล้วพูดไปก็ไม่มีประโยชน์ มีแต่โทษมากกว่า. ฉะนั้นว่าอยู่ในที่สงัดเป็นพื้นฐาน, ถ้าออกมาพบกันบ้าง ก็ อย่าพูด ถ้าพูดก็พูดด้วยธรรมกถา, แล้วก็ต้องประหยัดปาก ประหยัดคำ สงวนไว้ให้มากที่สุด, ไม่จำเป็นแล้วก็จะไม่พูด. การอ่านหนังสือพิมพ์นั้น อ่านแล้วมันชวนให้พูด ถ้ามันไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องตายเพราะเหตุนั้นละก็ อย่าเพ่อ อ่านดีกว่า. ถ้าอ่านก็ต้องระวังให้ดี, ทำสติให้ดี, จะอ่าน หนังสือพิมพ์บ้างระวังทำสติให้ดี ; มันมีแต่เผลอได้ง่าย. เดี๋ยวนี้ให้ถือว่าเราอยู่ในฐานะที่สูง สูงกว่าธรรมดา สูงกว่า แต่ก่อน มีบาลีใน บทที่ ๑ ว่า เววณฺณิยมฺหิ อชฺญฺปคโต - เดี๋ยวนี้เรามีวรรณะผิดแปลกไปจากเมื่อก่อนแล้ว ก็หมายความ ว่าสูงกว่าเมื่อก่อน : ฉะนั้นเราจะต้องทำอะไรเหมือนเมื่อก่อน ไม่ได้. เมื่อก่อนนี้เราอ่านหนังสือพิมพ์ด้วยจิตใจอย่างไร, เดี๋ยวนี้เราจะอ่านหนังสือพิมพ์ด้วยจิตใจอย่างนั้นไม่ได้.

น.247 ๒๔๐ นี่เราจะพูดเล่นพูดหัวพูดอะไรกันอย่างนั้นไม่ได้ มัน จะไปเป็นลบ มันไม่ใช่เป็นบวก, เดี๋ยวมันจะลบ ๆ ลบ ๆ จนไม่มีอะไรเหลือ. . ยิ่งเราคิดจะบวชในหนึ่งพรรษา หรือ ในระยะสั้น ๆ ยิ่งต้องระวังให้ดี เดี๋ยวมันจะเป็นลบ, ลบแล้ว มันจะหมด, ถึงแม้บวชหลายพรรษาก็ตามเถอะ ถ้าประมาท แล้วมันก็มีแต่ลบ, ถ้าเป็นคนประมาทแล้ว มันจะมีแต่ลบ มันลบเรื่อยไป มันก็หมดเหมือนกัน. เดี๋ยวนี้ก็ เริ่มเข้าพรรษา เข้ามาแล้ว ก็ให้ปักใจ ให้ดี ให้มันเป็นบวกตามความประสงค์ของพระพุทธเจ้า. คือว่า เอาความประสงค์ของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก ; พอค่ำลง เรารู้ว่าเราทำตามความประสงค์นั้นแล้ว ก็ให้ถือว่าเป็น คะแนนบวกเรื่อย ๆ ไป. แล้วมันตรงกันข้ามกับที่เป็น คะแนนลบ, ซึ่งไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปไว้ไหน เพราะไม่เคารพ พระพุทธเจ้า ไม่เชื่อฟัง ต้องปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม. นี่ ท่องบทสวด. สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ, อุชุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ, ญายปฏิปนฺโน ภควโต 9 2 A P อ ก เ เ ท ส ก ค ท 2 ต ก โ 4 4

น.248 ๒๔๑ สาวกสงฺโฆ, สามีจิปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ. ไว้ เสมอ. ปฏิบัติดี ก็ให้รู้อยู่แล้วว่าดีอย่างไร, ดีมันดับ- ทุกข์ได้. ตรงก็ ตรงอย่างไร มันก็ตรงต่อพระพุทธประสงค์, ตรงต่อความประสงค์ของพระพุทธเจ้า เพื่อดับทุกข์เหมือน กัน. ปฏิบัติให้รู้ ก็ให้สว่างไสว, มันก็ดับทุกข์เหมือนกัน. ปฏิบัติสมควร นี้มีความหมายกว้าง : มันควรไปทุกอย่าง ที่มันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย, ใช้คำว่าสมควรแก่ธรรมก็ได้เหมือน กัน, ปฏิบัติธรรมให้สมควร แก่ธรรม นี้มองความหมาย กว้าง พูดตั้งชั่วโมงก็ไม่หมด. คือให้มันถูกไปให้หมด ให้ เหมาะสมพอดีไปให้หมด, อย่าให้ขาดอย่าให้เกิน. แล้วก็ยังมีบทกำกับตอนท้าย : อาหุเนยฺโย ปาหุเนยฺโย อญชลีกรณีโย กระทั่ง ปุญฺญฺเขตฺตํ โลกสฺส. ไปคิดดูมาก ๆ มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า. อาหุเนยฺโย ปาหุเนยฺโย นี้ คิดได้ทุกวัน, " ตัวหนังสือไม่แน่ แต่แน่ที่สุดคือความหมาย ที่คุณไปเอามาจากบ้านตอนเข้านี้ เป็น ปาหุเนยฺโย, ที่เขาเอามา ถวายถึงที่นี้เป็นอาหุเนยฺโย. สองคู่นี้ถูกแน่ แต่ตัวหนังสือ จะตรงหรือไม่ ก็จำไม่ค่อยแม่น, แต่คำสองคำนี้หมายความว่า ที่เราไปเอาหรือเขามีไว้ต้อนรับ เขามีไว้ต้อนรับ หรือเขา

น.249 ๒๔๒ เอามาให้เรา แล้วก็ยังมี ทกฺขิเณยฺโย อันนี้สำคัญมาก ; ทักษิณา นี้ทำเพื่อผู้ตายไปแล้ว ; เรามีคุณสมบัติพอที่จะ บริโภคอาหาร ที่จัดขึ้นเพื่อเป็นทักษิณาแก่บุคคลที่ตายไปแล้ว. อญชลีกรณีโย ควรแก่การกราบไหว้ของมหาชน. แก อนุตฺตรํ ปุญฺญฺเขตฺตํ โลกสฺส - เป็นนาบุญ ให้เกิดบุญแก่มหาชน ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. อย่ามองแง่ร้าย, ช่วยแก้ไขด้วยเมตตา. ฉะนั้น อย่าทุจริตต่อหลักการเหล่านี้ ; ให้มัน ควรเถอะ แล้วไม่เป็นไร แล้วก็ ไม่ต้องขวนขวายหากิน ; เลิกทีเถอะที่เป็นพระค้าขายหากิน, มีพระเสียชื่ออยู่ในวัดนี้ เอารูปผมไปขายบ้าง, เอาเทปอัดเสียง เอาเสียงนี้ไปขายโดย อ้อมบ้าง. อย่างนั้นมันเกินไปแล้ว อย่าทำเลย, มันเป็น การค้าขาย ; เป็นบรรพชิตค้าขายไม่ได้ มันหมดความ เป็นบรรพชิต, เพราะเราต้องทำดี มีสิทธิมีอะไร แล้วเขามา ถวายให้ได้บุญ, เขามาถวายให้เรากินแล้วเขาได้บุญ. ครั้งหนึ่งมีคำพูดที่ร้ายแรงมากของคนชื่อ นรินทร์ กลึง ; บางคนยังเกิดไม่ทัน แต่ผมทัน เขาพิมพ์หนังสือค่า

น.250 ๒๔๓ กระทั่งพระสังฆราชลงมา ว่าพระทำอะไรไม่ตรงตามอุดมคติ ของพระ, ไม่ควรจะบริโภคอาหารของทายกทั้งหลาย. มี ประโยค ๆ หนึ่งซึ่งน่าหัวว่า : เอามาให้กิน แล้วยังไหว้อีกด้วย. เขาใช้คำว่าอย่างนี้ เขาอุตส่าห์เอามาให้กิน เอามาถวายพระ แล้วยังไหว้แล้วไหว้เล่า, ไหว้แล้วไหว้อีกด้วย; นี่คิดดูเถอะ ไม่มีใครเขาทำที่ไหนอย่างนั้น นี้เขาก็ด่าพระว่าไม่มี อะไรเหลือ, ไม่สมกับที่ว่า เอามาให้กินแล้วยังไหว้ อีกด้วย, ใจความว่าอย่างนั้น ; ก็ไม่เคยเห็นใครจับนรินทร์ กลึงนี้ ไปฟ้องหมิ่นประมาทหรืออะไร, แกก็ด่าไปจนตาย ไปแล้วในที่สุด. นี้เราก็มีหน้าที่ที่จะดูว่า คำด่านี้มันจริงหรือไม่จริง สำหรับเรา ; ถ้าไม่จริงก็แล้วไป. เราไม่ต้องไปตอบเขา เราก็พอใจตัวเอง, เราก็พยายามทำไม่ให้คำด่าเหล่านั้นมา ถึงเราได้. นายนรินทร์ กลึง คนนี้เขียนไปรษณียบัตรไป ค่าผม ทำนองด่าว่า "ถ้าเขาบอกว่า ท่านกำลังปฏิบัติไม่คุ้ม อะไรนี้, ท่านจะว่าอย่างไร" ผมก็ไม่ได้ตอบ วันหนึ่งแกบุก เข้าไปถึงในห้อง ห้องผมอยู่ห้องเล็กๆ ที่วัดปทุมคงคา ไป ถามอย่างเดียวกันนี้แหละ. ผมก็บอกว่า ผมไม่ตอบ คือ, "ฉัน

น.251 ๒๔๔ ไม่ตอบ" แกก็ทำอะไรไม่ได้, บังเบ๊ง ๆ นิดหนึ่งแล้วก็ ออกไป. นี้ก็ผมไม่ตอบจริง แต่ผมนึกมาก, ยิ่งไม่ตอบก็ยิ่ง นึกมาก นึกตลอดเวลานึกตลอดวันตลอดคืน นึกอยู่ตลอด เวลา; แล้วสิ่งเหล่านี้ลืมไม่ได้ แล้วก็ไม่ลืม, แล้วก็มีผล ทำให้คิดนึกทำอะไรในลักษณะที่ให้มันคุ้ม คุ้มค่าข้าวสุก ไว้เสมอ ตรงพระพุทธประสงค์อยู่เสมอ. นี่จึงมาเกิดมี สวนโมกข์ มีอะไรขึ้น จนมาอยู่ที่นี่ จนเป็นเหตุให้เราได้พบ กันที่นี่ ในลักษณะอย่างนี้ ในวันนี้. มันล้วนแต่เป็นผล ของความรู้สึกกลัว รู้สึกละอาย รู้สึกอะไรหมด; แล้วก็ ไม่ได้ไปตอบ ไม่ได้ไปเถียง ไม่ได้ไปอะไรกับใคร ; แต่ รู้ว่าอะไรจะต้องทำ แล้วก็จะทำ. ผมก็ยังอยากจะขอร้องให้ทุก ๆ องค์ ถืออย่างเดียว กันนี้ : อย่าไปโกรธอย่าไปว่าเขา; ยิ่งไปว่าจะยิ่งขาดทุน จะยิ่งมีส่วนจริง. เราก็มาคิดว่า เราจะต้องทำอย่างไร เมื่อเขาว่าอย่างนั้น, แล้วก็ทำไปก็แล้วกัน. . อย่าไป ทะเลาะกับชาวบ้าน อย่าไปทะเลาะกับเพื่อนฝูง, อยู่ด้วยกัน

น.252 ๒๔๕ ยังทะเลาะกัน คนนั้นเคร่งคนนี้ไม่เคร่ง, นี่ขอร้องว่า อย่า ไปสนใจ, เราทำของเราให้ถูกต้อง ไม่เท่าไรเขาก็ละอาย ไปเอง, แล้วมันก็เปลี่ยนได้. ถ้าเราไปว่าไปบ่นเขา นั่น- แหละเขาจะยิ่งดื้อ; เพราะว่าสันดานของกิเลสมันเป็นอย่าง นั้นเอง, มันก็ไม่ค่อยจะดื้อไม่ค่อยจะอะไรนัก พอถูกว่าเข้า มันก็จะดื้อขึ้นมาทันที. ฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า อย่าไปว่ามัน อย่า ไปดูมัน, ดูแต่ของเรา ที่ว่าเราทำดีแล้วหรือยัง : น ปเรสิ วิโลมานิ น ปเรสํ กตากตํ อตฺตฺโน ว อเวกเขยย กตานิ อกตานิ จ, ตรัสยืดยาวอย่างนี้ทั้งนั้น; ว่าอย่าไปดูมัน มัน พูดดีพูดร้าย ทำดีทำเลวอะไร, ดูแต่ว่าของเรามันดีแล้วหรือ ยัง. ถ้าอย่างนี้ไม่เท่าไรก็ดีกันหมด, แล้วก็ไม่มีทะเลาะ วิวาทกันด้วย. ถ้าเราไปมองผู้อื่นในแง่ผิดแง่ร้าย เรามันก็ พลอยร้ายไปด้วย ; แล้วไม่เท่าไร มันจะสร้างนิสัยให้เรา เป็นผู้มองอะไรในแง่ร้าย ; แล้วจะยกตัวโดยไม่ทันรู้ ที่จะ ไม่ให้มีคนเลวในโลกนี้ มันก็ไม่ได้ มันก็ต้องมี, อยู่ในวัด

น.253 ๒๔๖ มันก็ต้องมี ; จะไม่ให้มีแกะดำนี้ มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ถ้ามันมีแกะดำขึ้นมา ธรรมวินัยนี้ก็มีอยู่ว่า จะต้องทำอย่างไร ; แต่ไม่มีดอกที่จะให้ไปเล่นงานกันด้วยวาจา ด้วยการกระทำนั้น ไม่มี ; มีแต่ ให้ทำอย่างสุภาพอย่างดีที่สุด สมตามที่ว่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้ดี ; ท่านไม่ต้องการให้ทะเลาะวิวาท กัน, ตอนจบของปาฏิโมกข์นั้น ให้ฟังดูเถอะ, ทุกครั้งที่จะ ปาฏิโมกข์มีว่า ไม่เป็นไปเพื่อวิวาทกัน เป็นไปเพื่อ สามัคคีกัน เป็นไปเพื่อความอยู่กัน เป็นผาสุก ทั้งนั้น ; ฉะนั้นไม่มีละที่ว่า จะไปว่าเขา ไปดุเขา หรือมองในแง่ร้าย. แล้วแก้ไขได้ด้วยเราไม่ยอมทำเลว ไม่ยอมทำชั่ว ไม่ยอมทำผิด ไม่เท่าไรมันก็ทนอยู่ไม่ได้ ; มันก็มีการเปลี่ยนแปลง. ถ้าเราไปว่าเขา เขาโกรธเขายิ่งเอาใหญ่ ; มันก็ ยิ่งเลวใหญ่ แล้วมันจะได้ทะเลาะวิวาทกันด้วย. ฉะนั้น การ ช่วยกันให้ดีไปได้ รอดไปได้นั้น ต้องทำด้วยอุบายที่ฉลาด ถูกต้องตามธรรมวินัย ; ผู้ทำต้องมีความรู้สึกที่ดี, คือ ไม่ร้าย ไม่โกรธ ไม่ดูหมิ่น ไม่เกลียดชัง ไม่อะไรหมด. อย่าไปเกลียดชัง แกะดำตัวนั้นหรือเหล่านั้น ; จงพยายาม ที่จะทำให้เราไม่คำก็แล้วกัน : ผลสุดท้ายมันก็อยู่ไม่ได้ไปเอง.

น.254 ๒๔๗ ถ้าอยู่ได้มันก็เปลี่ยนดำเป็นขาว ; ถ้ามันไม่ยอมเปลี่ยนมันก็ อยู่ไม่ได้ มันก็ต้องลาออกไปเอง. มันจริงอย่าง พระพุทธเจ้า ท่านว่า : ธรรมวินัยนี้เหมือนมหาสมุทร ซากศพตกลงไป มันจะชัดขึ้นฝั่ง ไม่ยอมให้อยู่. ที่พูดอย่างนี้ มันก็เหมือนกับที่ผมพูดเสมอ ว่า พระพุทธเจ้าท่านได้จัดแจงไว้ดีแล้ว คือมันจะมีความเป็น ไปโดยอัตโนมัติในตัวมันเอง ในลักษณะที่ว่า แกะดำมันจะอยู่ ไม่ได้ มันจะต้องค่อยๆ ขาว, หรือมิฉะนั้นมันก็จะต้องค่อยๆ หลีกไป. นี้ เราอย่าทำเป็นแกะดำตัวใหม่ คือไปมีความ คิดร้ายมุ่งร้าย ไปก่อการทะเลาะวิวาทก่ออะไรขึ้นมา. ก็มี การอดกลั้นอดทน มีสติสัมปชัญญะ มีการบังคับตัวเอง เหมือนคำพูดที่พูดเมื่อคืนสุดท้าย ครั้งที่แล้วมานี้. รถอดวิว เราเป็นพระก็ประเสริฐ ประเสริฐก็อยู่เหนือการ เบียดเบียน เหนือการทะเลาะวิวาท, เหนือการเบียดเบียน ก็ประเสริฐ. ถ้าเราไปอยู่ด้วยความเกลียดชัง ความอิดหนา ระอาใจ นั้นมันเป็นบาปอยู่ในตัวแล้ว เป็นกิเลสด้วย เป็น บาปอยู่ในตัวด้วย. พอเผลอแล้วมันจะย้อมนิสัยของ เราให้เป็นอย่างนั้นมากขึ้น ; เพราะฉะนั้นอย่าไปมองใน

น.255 ๒๔๘ แง่ร้ายดีกว่า, มองในแง่ดีมันคิดช่วยกันได้, ถ้ามองในแง่ร้าย มันคิดทำลายกัน. ถ้ามันเป็นแกะดำ ก็ต้องคิดว่า อุจจาระ ของมันก็ยังใช้เป็นปุ๋ยต้นไม้ได้, มันคงไม่เลวทั้งหมด. คิด อย่างนี้ก็เรียกว่า คิดไปในแง่ดีแล้ว ก็ช่วยกันแก้ไขให้มัน รอดชีวิตอยู่ ให้มันเป็นไปในทางที่จะเป็นประโยชน์. เป็นพระต้องไม่เป็นศัตรูต่อใคร. นี้ผมพูดอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าพูดแบบนอกคัมภีร์ ; ไทร นี้ คือใจความของพระคัมภีร์ที่มีอยู่. ไปมัวพูดตามตัวหนังสือ ในพระคัมภีร์นั้นมันฟังยาก แล้วมันมากนัก ก็เลยรวบรัดมา พูดในภาษาอย่างนี้ โวหารอย่างนี้ ซึ่งเป็นใจความของพระ- คัมภีร์เหล่านั้น. ถ้าเพิ่งบวช เรียนนวโกวาท ก็ดูสูตร สาราณิยธรรมสูตร. ให้รัก ให้มีเมตตา ไม่มีประมาณไม่เลือก ไม่มีคัดเลือก, มีความหวังดี ไม่มีใครที่เป็นศัตรูต่อกัน และกัน ; นั่นแหละคือ พระ, เป็นพระอยู่ที่นี่. ถ้ามัน เกิดมีเวรมีภัยมีอึดอัดขัดใจอะไรอยู่ มันหมดความเป็นพระ ทันที.

น.256 ๒๔๙ ถึง แม้เราจะเห็นว่าผู้ใดมีความชั่วมีความผิด เรา ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปอึดอัดขัดใจ ให้มันเป็นกิเลส; เราต้องมีปัญญาขึ้นมาสำหรับจะแก้ไข, ไม่ได้คิดว่าจะ เห็นแก่ตัว, แต่ก็ตัดบทง่าย ๆ เอามันไปฝั่งเสีย, ฆ่าให้ตาย เอาไปฝั่งเสีย อย่างนี้ก็ไม่ถูก นั้นมันเห็นแก่ตัวมากเกินไป. หรือจะเอาไปย้อมเป็นแมว ย้อมไปขายให้คนอื่นเสีย นี้ก็ทำ ไม่ได้เหมือนกัน มันไปหลอกลวงคนอื่นอีก ; ก็พยายาม แก้ไขกันไป ; เป็นเรื่องอยู่ในวัด ในครอบครัว ในใต้บังคับ บัญชาอะไรก็ตาม. นี้ไม่ได้พูดเฉพาะเรื่องวัดวา พูดถึงเรื่องบ้านเรื่อง เรือน เรื่องหน้าที่การงานราชการอะไรด้วยเหมือนกัน ; ถ้า มันไม่ดี ก็ต้องช่วยกันแก้ไข ด้วยความเมตตากรุณา จนถึงวาระสุดท้าย ; จะเอาไปหลอกขายให้คนอื่นก็ไม่ถูก, จะตีให้ตายก็ไม่ถูก: อย่างมากที่สุดก็คือว่า ไม่ยุ่งด้วย นั้น แหละมากที่สุดแล้วในธรรมวินัยนี้. การฆ่าคนก็คือการไม่ยุ่ง ด้วย ; พระพุทธเจ้าท่านว่าอย่างนี้ ; แต่ ถ้ายังมีช่องทาง ที่จะช่วยเหลือกันได้แล้วก็ยังยุ่งด้วย ช่วยแก้ไขให้มันดี ขึ้น, ถ้ามันไม่ไหว ก็ไม่ยุ่งด้วยเลยเป็นอันขาด. อริยโวหาร

น.257 ๒๕๐ คือสำนวนพูดของพระอริยเจ้า เขาเรียกว่า นี้คือฆ่า. ใน เมื่อ ทุกคนถือหลักอย่างนี้ ก็ไม่มีอะไรจะเกิดขึ้น ใน ลักษณะที่ทำให้หมดความเป็นพระ, หมดความเป็นพุทธ บริษัท หรือพุทธศาสนา ซึ่งไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่ เบียดเบียนผู้อื่น, หมายความว่าไม่มีใครเดือดร้อน. เดี๋ยวนี้พุทธศาสนาเรากำลังเฉ กำลังเถลไถลผิดลู่ ผิดแนวทางของพระพุทธเจ้าอยู่อย่างน่าวิตกเหมือนกัน, แต่ วิตกไปก็ไม่มีประโยชน์, แก้ไขไปเท่าที่แก้ไขได้, พยายาม นึกศึกษาไปถึงหลักหัวใจของพระธรรมนี้ให้มันเข้าใจเสีย แล้ว พยายามทำไปตามนั้น, จับหัวใจของพระธรรมของพระศาสนา ให้ได้ แล้วก็ทำไปตามนั้น. พึงตัดต้นเหตุของความมีจิตทราม. เดี๋ยวนี้สิ่งที่เรียกว่า ต้นเหตุหรือปัจจัยของความ มีจิตทรามจิตต่ำ นั้นมันมากขึ้นทุกที, ในโลกนี้ในบ้านเมือง ผมไม่ค่อยได้ไปไหนกับเขา พอไปสักทีหนึ่งมันก็รู้สึกมาก มากเกินไป, ไปนั่งที่ร้านที่เขามีไว้ขายเครื่องดื่ม ที่ริมทะเล ที่บ้านดอน เพราะมันต้องเข้าไปพักสักนิดแล้วจะกลับ เขา

น.258 ๒๕๑ จะเลี้ยงน้ำแข็ง, เข้าไปในบริเวณนั้น ไม่รู้จะหันหน้าไปทาง ไหน มีแต่รูปปฏิทินกาลันเดอร์ภาพเปลือยทั้งนั้น, ไม่ว่าจะ เหลียวไปทางด้านไหนทิศไหน. นี่มันมีสัญลักษณ์ของความ มีจิตทรามอย่างนี้ไปทุกหนทุกแห่ง ; นั้นมันมากเหลือเกิน, คล้าย ๆ กับว่า ถ้าไม่มีภาพเหล่านี้มาติดไว้แล้ว ก็จะขายของ ไม่ได้อะไรทำนองนั้น, คล้าย ๆ กับอย่างนั้น : ถ้าไม่อย่างนั้น ทำไมจะต้องเอามาติดไว้มากมายอย่างนั้น, ไม่ว่าจะเหลียวไป ทางไหนหลบไม่พ้น นี่ระวังให้ดี ที่อยู่ส่วนตัวของพระของเณร บางรูป บางวัด ก็มีภาพอย่างนี้. นี่แสดงว่าความมีจิตทรามมัน มีมากเข้ามา อย่างนี้ถึงอย่างนี้ ; "แล้วก็ไปเทียบกันดูก็แล้ว กันว่า ถ้ามันถึงขนาดนี้แล้ว มันจะนึกถึงพระพุทธเจ้าได้ อย่างไร. นี้เป็นเรื่องที่ว่าต่ำที่สุด ถ้ามันดึงลงถึงขนาดนี้แล้วก็ ไม่ไหว, แล้วก็ลำบาก, เดี๋ยวนี้ ไม่ว่าหนังสือพิมพ์รายวัน หนังสือรายเดือน หนังสืออะไร มันก็จะมีแต่ภาพอย่างนี้ ขึ้นมาเรื่อยๆ มากขึ้น ๆ; เพราะมีจิตทรามกันทั่วทั้ง ประเทศ ทั้งผู้ทำ และ ผู้ควบคุมการกระทำ .? มันเป็นของ

น.259 ๒๕๒ ที่ไม่ลามกอนาจารไปในที่สุด. แต่แล้วความจริงมันก็ไม่ใช่ อย่างนั้น เมื่อตะกี้มีหนังสือพิมพ์นิดหนึ่ง เขียนว่า; ชาว อังกฤษไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ประหลาดใจที่ว่า ใน โรงงานทั้งหลายที่กรรมกรอยู่ ไม่มีภาพอย่างนี้, ไม่มีภาพ กาลันเดอร์เปลือยอย่างนี้, แล้วก็มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย อะไรอีกมาก. นี่แสดงว่าในประเทศอังกฤษก็ยังมี ; ใน เมืองไทยนี้ ไม่ต้องถามละ ไปดูเถอะว่ากรรมกรเขาเป็นประ- ชาธิปไตย เขาจะแขวนรูปอะไรก็ได้ เขตทำงานส่วนตัวของ เขามีแต่รูปอย่างนี้. ที่ปั๊มน้ำมัน ที่ท่าเรือตรงโน้น ไปดูเถอะ เต็มไปด้วยภาพอย่างนี้, ไม่รู้แขวนไว้ให้ใครดู. แต่คนที่ เป็นเจ้าของนั้นมันชอบ. นี้ลองเทียบจิตใจดู ลองเทียบจิต ใจของคนเหล่านั้นดูมันต่างกันอย่างไร ? คนที่เอาภาพเหล่านี้ มาแขวนไว้มากมาย กับคนที่ไม่ยอมมี มันต้องต่างกันมาก. ฉะนั้น ขอให้พระเณรทั้งหลายถือเป็น หลักที่ว่า, สิ่งชนิดนี้มันต้องไม่มี; คือสิ่งที่จะแสดงความมีจิต ทราม, หรือจะดึงไปสู่ความมีจิตทรามอะไรต่าง ๆ ต้องไม่มี.

น.260 ๒๕๓ ถ้าไม่เช่นนั้นละก็ป่วยการ, ป่วยการที่จะว่ามาปฏิบัติอะไร หรือว่าต่อสู้กับอะไร, มันพ่ายแพ้หมดแล้ว. นี่พูดกันในวันนี้ ก็เพียงแต่ว่า ให้ลองหยิบสิ่งเหล่านี้ ขึ้นไปพิจารณาดู ให้พบความจริงเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ ว่ามันเป็น อย่างไร ; และขอให้พยายามชำระสะสาง ความไม่บังคับตัว เองทั้งหลายแหล่เหล่านี้ ให้มันหมดไป ๆ หมด ๆไป, แล้วถ้า ใครมันเกิดนั่นนี่ขึ้นมา ก็อย่าไปพลอยมีจิตใจขุ่นหมอง ขุ่นมัว เศร้าหมองด้วย; ช่วยกันเป็นแกะขาวไว้เรื่อย แกะดำมันก็ จะค่อย ๆ กลายไปเอง หรือมันก็หนีไปเอง. ขอให้มีแต่ ความสงบในหมู่สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า อนูป วาโท อนูปมาโต ปาฏิโมกเข จ สํวโร ฯลฯ นี้เราสวดทุกวัน, ขอให้มันสมกับที่ว่า เราสวดทุกวัน. วันนี้พอกันที เพียงเท่านี้.

น.261 รายชื่อหนังสือที่จัดพิมพ์แล้ว ๑. มาเลื่อนชั้นตัวเองกันดีกว่า ๑๐ บาท ๒. อุดมคติอนุบาล ๒๐ บาท ๓. เด็กดีต้องมีธรรมะ ๑๒ บาท ๔. อตัมมยตาเท่าที่ควรรู้จักกันไว้บ้าง ๑๐ บาท ๕. อตัมมยตา ๑๐๐ แง่มุม ๒๕ บาท ๖. ยาระงับสรรพโรค ๑๒ บาท ๗. การบำเพ็ญบารมีที่ถูกแนวทาง ๑๒ บาท ๘. พุทธวิธีชนะทุกข์ ๑๒ บาท ๙. การบริหารธุรกิจแบบพุทธ ๒๐ บาท ๑๐. แก่อย่างฉลาดและเป็นสุข ๒๐ บาท ๑๑. สักวันหนึ่งท่านจะชอบสิ่งนี้ ๑๐ บาท ๑๒. ทำอย่างไรจึงจะไม่มีทุกข์ ๑๐ บาท ๑๓. หัวใจของธรรมะโดยหลักพื้นฐาน ๑๒ บาท ๑๔. ลักษณะ ๘๐ ประการของพุทธศาสนา ๕๐ บาท ๑๕. ธรรมะสำหรับคนเจ็บไข้ ๑๒ บาท สั่งซื้อจำนวนมาก มีส่วนลดพิเศษ โปรดติดต่อ คุณสุพิศ วัจนะรัตน์ โทร. ๔๖๘๒๘๕๗

น.262 อดัมมโย ลด ละ เลิก เลื่อน นวกานุสาสน์ หรือคำสอนผู้บวชใหม่เล่มนี้ ท่าน อาจารย์พุทธทาสบรรยายให้ความเข้าใจเรื่อง การบวช การ ประพฤติพรหมจรรย์ ความหมายของคำที่ใช้เรียกภิกษุใน พุทธศาสนา กิจวัตรที่สำคัญของพระ อันได้แก่ บิณฑบาต กวาดวัด ปลงอาบัติ ทำวัตรสวดมนต์ ขวนขวายปัจจเวกขณ์- ภาวนา อุปัฏฐากอุปัชฌาย์อาจารย์ บริหารสิ่งของและร่างกาย ขวนขวายในธรรมวินัย เอาใจใส่กิจของสงฆ์ ดำรงตนให้ น่าไหว้ และปฏิบัติตนให้สมกับเป็นพระที่ชาวบ้านกราบไหว้ บูชา ซึ่งจะช่วยให้ผู้บวชใหม่เข้าใจจุดหมายปลายทางที่แท้จริง ของการบวชและการปฏิบัติธรรมได้เป็นอย่างดี บางตอนจากคำนำ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต