น.6 เพื่อนสหธรรมมิก และท่านสุภาพชน ทั้งหลาย ข้าฯ รู้สึกยินดีเปนอย่างยิ่งในที่นี้ ที่ได้พบเพื่อนนักศึกษา และรู้สึกสุขใจ เปนอย่างยิ่ง ที่ได้มานั่งอยู่ในท่ามกลางเพื่อนนักศึกษาธรรมของพระผู้มีพระภาค เจ้าร่วมกัน. วันนี้มีโอกาศแสดงธรรมกถา ซึ่งข้า ฯ ถือว่าเปนหน้าที่อันจะพึงทำ ต่อเพื่อนมนุษย์ ข้าฯ จึงมีความยินดีเปนพิเศษ และนึกในใจว่าควรจะมีข้อธรรมะ ที่อาจเข้าใจได้ทั่วไปที่สุดสำหรับมาแสดง. ในที่สุดก็เลือก็ได้หลักพระพุทธ- ภาษิตที่สั้นที่สุด แต่อมความหมายไว้มากที่สุด คือ ภาษิตที่ว่า "นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ" -"สุขอื่น นอกจากความสงบ แล้ว เปนไม่มี" ข้าฯ เห็นว่า หลักนี้ เปนหลักที่ใช้ได้ ทั้งทางทฤษฎี และทางปฏิบัติ ใช้ได้ตั้งแต่เบื้องต่ำที่สุดของการปฏิบัติธรรม จนถึงเบื้องสูงที่สุด ใช้ได้ ทั้งฆราวาสและบรรพชิต ใช้ได้ทั้งทางโลกและทางธรรม. เมื่อกล่าวขึ้นดังนี้ อาจมีความรู้สึกเกิดขึ้นในใจผู้ฟัง แตกต่างกันเปน พวก ๆ ไปก็ได้ เช่นอาจมีบางท่านเกิดความรู้สึกแย้งขึ้นมาในใจว่า ในขั้นต่ำ ๆ
น.7 หรือขั้นโลกนั้น ไม่อาจมีความสุขที่เกิดจากความสงบ หรือคนเราในขั้นนี้ ไม่ ควรไปสนใจกับความสงบ ควรจะสนใจต่อเมื่อเปนนักปฏิบัติขั้นสูงมากกว่า. หรืออาจมีบางท่าน ที่มีความชอบใจในภาษิตนี้จนตื่นเต้นมากไปก็ได้. เมื่อ เปนดังนี้ ขอให้ระงับความรู้สึกหรือความตื่นเต้นนั้น ๆ ไว้เสียก่อน และทำใน ใจถึงข้อความที่ข้าฯ จะได้กล่าวต่อไป ซึ่งข้าฯ ขอกล่าวย้ำหัวข้อที่จะอธิบายนั้น อีกครั้งหนึ่งว่า " สุขอื่น นอกไปจากความสงบแล้ว เป็นไม่มี ." สิ่งที่เรียกว่าความสงบนั้น มีอยู่หลายชั้น และยิ่งไปกว่านั้น มีทั้งที่แท้ และที่ปลอมเทียม. เพื่อให้เข้าใจคำว่า ความสงบ อย่างน้อยที่สุดพอเปน เค้า ๆ ในขั้นต้นนี้ เราอาจทำได้โดยพิจารณาตามแนวแห่งเหตุผล เพื่อหาข้อ เท็จจริงจากหัวข้อที่ยกมากล่าว อย่างเคร่าเสียชั้นหนึ่งก่อน ก็จะค่อย ๆ รู้จัก ตัวความสงบเข้าไปได้เปนขั้น ๆ ในภายหลัง. ความสงบนั้น เมื่อกล่าวตาม นัยแห่งตัวอักษร ย่อมหมายถึง ความที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเดือดพลุ่งขึ้นมาแล้ว ได้ยุบสงบลงไป. ความเดือดพลุ่งขึ้นมา เปนฝ่ายความทุกข์ หรือที่เรา สมมติเรียกกันว่าความทุกข์. ส่วนความยุบสงบลงไป เปนฝ่ายสุข หรือ สมมติเรียกว่าสุข. เมื่อกล่าวตามนัยแห่งความหมายทางจิตใจ ความสงบ ย่อมหมายถึงความจาง หรือความดับของความปรารถนาแห่งจิตใจของคนเรา. เราทุกคนมีความอยาก ความต้องการหรือความปรารถนา ใคร่จะได้สิ่งสนอง ความอยาก เพื่อมาทำให้ความอยากอันนั้น ยุบแฟบลงไปเปนความสงบ นี้เปน ความสงบตามความหมายของทางฝ่ายโลก. ส่วนตามความหมายของทางฝ่าย ธรรมนั้น เมื่อความอยากเกิดขึ้น แทนที่จะหาสิ่งสนองความอยากมาป้อนให้ เรากลับหาวิธีใดวิธีหนึ่ง ที่จะตัดรากของความอยากนั้นเสีย นี้เปนความสงบ อิกแบบหนึ่ง คือความสงบทางฝ่ายธรรม จัดเปนความสงบที่ถูกแท้ ตรงกัน ข้ามกับความสงบอย่างแรก ซึ่งเปนความสงบอย่างโลก จัดเปนความสงบ
น.8 ๓ อย่างเทียม. ความสงบที่แท้ ย่อมให้ความสุขที่แท้, ซึ่งโดยทำนอง เดียวกันและเท่ากันนั้น ความสงบที่เทียม ก็ให้ความสุขที่เทียม. อุทาหรณ์ ง่าย ๆ ที่จะช่วยให้เข้าใจในความสงบแท้และความสงบเทียมนั้น เช่นเมื่อคนเรา มีอาการปวดท้อง ซึ่งนับว่าเป็นความทุกข์โพลงขึ้นมา เราอาจทำให้สงบลงไปได้ โดยวิธีรับประทานยาร้อนระงับเส้นประสาทที่ท้อง ก็หายปวดท้องได้ แต่เปนอย่าง เทียม ไม่ช้าก็จะมีอาการชนิดเดียวกันหรือร้ายแรงไปกว่านั้นเกิดขึ้นมาอีก. ที นี้ใช้ยาระบายของเสียออก หรือยาที่ทำการตัดต้นเหตุ ของอาการปวดท้องให้ เด็ดขาดไป การหายปวดท้องนั้นก็เปนอย่างแท้. แต่นี่เป็นเพียงอุทาหรณ์หรือ ตัวอย่างทางวัตถุ. ส่วนทางธรรมก็ทำนองเดียวกัน เปนแต่ละเอียดซับซ้อน กว่ากัน. สรุปรวมความว่า ความสงบนั้น มีทั้งอย่างแท้ และอย่างเทียม. ผู้ที่เข้าใจว่า เรื่องทางฝ่ายโลกแล้วย่อมไม่มีความสงบ หรือไม่มีความ สุขเกิดจากความสงบ นั้นเปนเพราะมองข้ามความสงบหย่างโลก หรือหย่าง เทียมไปเสีย ซึ่งที่จริงมันก็เปนความสงบเหมือนกัน. ที่เปนหย่างโลก และ โลกหย่างต่ำ ๆ ที่สุดอีกด้วย ก็ยังอาจกล่าวได้ว่า ความสุขนั้นที่เกิดขึ้น ย่อม เกิดขึ้นจากความสงบเหมือนกัน. ตัวหย่างเช่นนายที่ดุร้ายคนหนึ่ง ตบตีบ่าว ของตนด้วยความโกรธ แกได้รับความพอใจหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งคือความ สุข หายโมโห ความร้อนของแกระงับลงไปได้ เปนความสงบ, แต่นั้นเปน ความสงบเทียม ความสุขของแกจึงกลายเปนของเทียม หย่างน่าเวทนาสงสาร ไปด้วย. แต่ถึงอย่างนั้นก็ดี เรายังจับใจความสำคัญได้ว่า ชื่อว่าความพอใจ หรือความสุขแล้ว ไม่ว่าชนิดไหน ย่อมมาจากความสงบทั้งนั้น. ถ้าเปน ความสงบชนิดแท้ ความสุขก็พลอยแท้ไปด้วย. ถ้าความสงบเทียม ความ สุขนั้นก็น่าสงสาร. ด้วยเหตุนี้ ข้าฯ จึงกล้ายืนยันพระพุทธภาษิตนั้นได้ อีกว่า สุขอื่นนอกจากความสงบแล้ว เปนไม่มี, และเราจะได้ พิจารณากันโดยละเอียด.
น.9 ทำไมสุขอื่นนอกจากความสงบ ไม่มี ? ทั้งนี้ เพราะมีความจริง สั้น ๆ ว่า สิ่งอื่นไม่สามารถกลบทับ หรือข่ม หรือตัดรากความอยากความ ปราถนาของจิตใจได้ จึงไม่ให้เกิดรสที่ชาวเราสมมติกันว่า ความสุข. หรือเมื่อ พิจารณาถึงอาการ ย่อมจะเห็นได้ว่า สิ่งที่ไม่สงบหรือลุกโพลงนั้น จะต้อง ไหล ลุก และเผาไหม้, เรื่อยไปจนกว่ามันจะซาลงและสงบ. ส่วนสิ่งที่สงบ ย่อมตรงกันข้าม เช่น น้ำที่สงบย่อมไม่ไหล ลมที่สงบย่อมไม่พัดไป ไฟที่ สงบย่อมไม่ลุก ดินที่สงบย่อมไม่มีการเผาไหม้ ดังนี้เปนต้น. การไหล การลุก หรือการเผาไหม้ ย่อมเปนความต้องการของธรรมชาตินั้น ๆ แม้มันจะ ไม่มีจิตใจ แต่ก็มีหรือเปนความต้องการของกฎธรรมชาติชนิดหนึ่ง, เพราะ ฉะนั้นมันจึงหยุดไม่ได้ หรือเมื่อหยุดเท่าใด ก็เป็นความสงบเท่านั้น. ส่วน การไหล การลุก การเผาไหม้ ของสิ่งที่มีชีวิต โดยเฉพาะของจิต เราย่อม เห็นได้อยู่ในตัวแล้วว่า มันไม่เปนความสุขเสียเลยแต่อย่างใด. อีกอย่างหนึ่ง สิ่งทุกสิ่ง ถูก "ความสงบ" ดูดเข้าไปหามันเสมอ เมื่อ มันมีการต้านทาน คือไม่ยอมเข้าหาความสงบ มันก็ต้องวิ่งว่อนไปมา ทำนอง เดียวกับอาทิตย์จักรวาฬ (Solar system) ซึ่งมีดวงอาทิตย์เปนศูนย์กลางแห่ง ความดึงดูด" ดึงดูดดาวพระเคราะห์ ต่าง ๆ ซึ่งมีการต้านทานในตัวมัน ให้วิ่ง อยู่รอบ ๆ ดวงอาทิตย์. ตลอดเวลาที่มันยังไม่เข้ารวมกับดวงอาทิตย์ได้ มันก็ จะถูกเบียดเบียนอยู่ด้วยการดูด, ตลอดเวลาที่มันยังถูกดูด มันก็จะต้องวิ่งว่อน ซึ่งเปนความไหล ความวุ่นวาย ไร้ความสงบ และเกิดความพัลวันยุ่งยาก ไปหมด. ส่วนในด้านนามธรรมก็ทำนองเดียวกัน นามและรูปทุกชิ้นทุกอันตก อยู่พายใต้ความดึงดูดของตัวความสงบ แต่เมื่อในตัวมันยังมีกำลังต้านทาน มันก็เข้าตัว "ความสงบ" ไม่ได้ ถึงกระนั้นมันก็ไม่เปนอิสระไปจากอำนาจดึงดูด ของความสงบ ทุกข์หรือความวุ่นวายจึงมีขึ้น และจักต้องมีเรื่อยไป จนกว่า
น.10 ๕ เมื่อใดมันเข้ารวมกับตัวความสงบ. หรืออีกอย่างหนึ่ง เมื่อมองดูโดยปฏิโลม คือมองทางสิ่งต่าง ๆ ที่กำลัง วุ่นวายอยู่ในบัดนี้ เราก็จะพบว่า ความดิ้นรนของธรรมชาติทุก ๆ สิ่งที่ยังมีการ ค้นรนอยู่นั้น มันดิ้นรนเพื่อจะสงบ มิใช่มันดิ้นรนเพื่อเหตุหย่าง อื่น. ตลอดเวลาที่ยังสงบไม่ได้ มันก็ต้องดิ้นไม่สิ้นสุด แม้ว่าการดิ้นนั้น จะมี อาการหรือรูปร่างต่างกันอย่างไรก็ตาม. การดิ้นรนของมนุษย์เราในด้านการ เมืองก็เพื่อความสงบสุขของชาติ แม้แต่ลัทธิคอมมูนิสม์ที่เราเห็นกันว่าโลดโผนหรือ เปนภัยจนถึงคิดช่วยกันกำจัด มันก็เนื่องมาจากความไม่สงบเปนมูลเหตุ จึง เกิดมีลัทธินั้นขึ้นในโลก อันเปนการเสนอวิธีทำความสงบให้แก่โลกอีกแบบ หนึ่ง ในเมื่อวิธีอื่นหรือแบบอื่นไม่เหมาะแก่ในสมัยหนึ่ง ๆ หรือถิ่นหนึ่ง ๆ. การสงคราม ก็คือการดิ้นรนของแต่ละประเทศ เพื่อหาทางออกไปสู่ความ สงบตามอุดมคติ หรือตามความจำเป็นของตน ๆ. การเศรษฐกิจของชาติ หรือส่วนตัวบุคคลก็ตาม เปนการดิ้นรนหาดุลยภาพ หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือความ สงบทางด้านปัจจัยแห่งการครองชีพ. การแต่งกายทั้งเพื่อความงามและเพื่อ ระเบียบ ล้วนแต่เปนความดิ้นรนของจิตที่มีสัญชาติฌานแห่งการอวดความงาม ของมัน ดังเช่นที่แม้แต่สัตว์ก็ทำเป็น. การศึกษา ก็คือการดิ้นรนของ สัญชาติญาณแห่งการอยากรู้อยากเห็น ซึ่งมีติดมาแต่กำเนิด และลุกลามยิ่ง ขึ้น ๆ ทุก ๆ วัน. การรับประทาน การนอน เหล่านี้ ก็เปนการดิ้นรนที่เห็นได้ โดยประจักษ์ของสัญชาติญานที่ต้องการขยายตัว ต้องการสับเปลี่ยน ซึ่งเปน ความหมายอันสำคัญของสิ่งที่มีชีวิตทั้งมวล. การบริโภคกาม ก็คือการดิ้นรน โดยไม่รู้สึก เพื่อหาสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาหยุดความต้องการของจิตใจส่วนหนึ่ง ๆ หรือตามความต้องการของสัญชาติญานแห่งการมุ่งสืบพันธุ์ล้วน ๆ แม้ที่สุด แต่การได้ตีเขาด่าเขาจนสมแค้น นั้นก็คือความดิ้นรนเพื่อหาความสงบ ด้วย
น.11 การระบายความร้อนหรือโทสะออกไปนั่นเอง. เมื่อเราพิจารณา ดูการเปนไป ของสัตว์และพืช เราก็ยังเห็นได้ โดยทำนองเดียวกันว่า ทุก ๆ ตัวหรือทุก ๆชนิด ดิ้นรนเข้าไปหาความสงบ เพราะว่าการแสวงหาและการกินอาหารของมันก็ดี การเจริญเติบโตของมันก็ดี ล้วนแต่เปนความดิ้นรนชนิดที่มันไม่รู้สึกตัว ว่า เพื่อเข้าหาความสงบ. แม้สัตว์หรือพืชนั้น ๆ จะรู้จักแต่เพียงการต้องการ อาหาร ต้องการงอกงามของมันเองเท่านั้น แต่กระนั้น การงอกงามของมัน ก็งอกไปเพื่อความหยุดงอก ไม่ต้องงอก ซึ่งมันเองยังไม่รู้จัก, เช่นเดียว กับที่แม้มนุษย์เราก็ไม่ค่อยรู้สึกกันว่า เรากินเพื่อจะไม่ต้องกิน, กินเพื่อจะได้ หยุดกิน, แต่ไม่รู้สึกอย่างมากในส่วนที่ว่า กินเพื่อถูกอกถูกใจ, ด้วยเหตุนั้น เอง ความดิ้นรนนั้นจึงกลายเป็นดิ้นรนหนักเข้า จนเปนการลืมตัวเต็มที่. หรือ ถ้าเราจะพิจารณาดูให้ละเอียดลงไปถึงธรรมชาติล้วน ๆ ที่ยังไม่ใช่สัตว์หรือ พืช เช่น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ธาตุต่าง ๆ ก็จะพบว่า ทั้งหมดนั้นเปนเพียง ปรากฏการณ์ของความดิ้นรนของธรรมชาติเองเท่านั้น ถ้าไม่มีการดิ้นรนอย่างใด อย่างหนึ่ง ก็จะไม่มีปรากฏการณ์อะไรแสดงออกมาให้ปรากฏเปนนั่นเปนนี้แก่ ตาเราได้เลย. ความดิ้นรนของสิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่นกรวดทราย เป็นต้น มีได้ ด้วยการที่มันตกอยู่ภายใต้กฎของอนิจจัง หรือความเปลี่ยนแปลงของธาตุ นั้น ๆ ด้วยอำนาจความดิ้นรนของเวลาอันเราวัดได้ ด้วยลักษณะอันหนึ่ง ๆ ของ อาการที่มันเปลี่ยนแปลงนั่นเอง ว่าเวลาได้ดิ้นรนไปเท่าไร. ความดิ้นรนของ เวลา (กาล) นั่นเอง ก็เปนการดิ้นรนเพื่อเข้าหาความสงบของเวลา คืออยู่ นอกเวลาซึ่งเป็นฝ่ายอสังขตะ หรือนิพพาน. เพราะฉะนั้น ตลอดเวลาที่ยังตก อยู่ภายใต้อำนาจของเวลา หรือของกฎแห่งความเปลี่ยนแปลง ธรรมชาติทุก ๆ อย่างจะต้องดิ้นรน เพื่อหาทางออกไปสู่ความไม่ต้องดิ้นรน, ซึ่งมันจะพบหรือ ไม่นั้น เปนเรื่องที่จะต้องศึกษากันเปนพิเศษ. ในที่นี้สรุปความแต่เพียงว่า
น.12 ๗ ทุกสิ่งทุกอย่าง ดิ้นรนไปหาความสงบ. ถ้ายังไม่ได้อยู่เพียงใด ความสุข ยังมีไม่ได้ ไม่ว่าจะเปนความสุขอย่างแท้ หรืออย่างเทียม. การดิ้นรนของ มนุษย์ ของสัตว์และพืช กระทั่งถึงของธรรมชาติล้วน ๆ ที่ไม่มีชีวิต ก็เพื่อจะ ระงับความต้องการอันใดอันหนึ่งเสมอ, แท้ที่จริงความต้องการของสิ่งที่ไม่มีชีวิต ก็เหมือนกับความต้องการของสิ่งที่มีชีวิตเหมือนกัน ต่างกันก็แต่ว่าในสิ่งที่ไม่มี ชีวิต มันไม่มีอะไรจะรู้สึกความต้องการของมันเท่านั้น. ทั้งนี้ก็เพราะว่าตัว ความต้องการนั้น เป็นเพียงปฏิกิริยาอันหนึ่ง ซึ่งเปนผลเกิดมาจากเหตุอื่น ๆ อีก หลายชั้น. เช่นความต้องการจะไปจากที่นี่ เปนผลเกิดมาจากอยู่ที่นี่ ถูก กระทบกระทั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเปนการดันให้ไปเสียจากที่นี่. ถ้าสิ่งที่ถูก กระทบนั้นมีจิต ก็รู้สึก และคิดนึกไปในด้านต่างๆ และเรียกการที่จะต้องไปเสีย จากที่นี่ว่า เปนความปรารถนาของตัวตน ของเขา. ถ้าจิตนั้นยังเปนนามธรรม ชั้นที่เลวเกินไป เช่นนามธรรมของชีวิตที่เปนพืช หรือครึ่งพืชครึ่งสัตว์ ความ รู้สึกนั้น ก็ไม่เด่นชัดเหมือนของมนุษย์ แต่ก็ยังเห็นว่านความต้องการของมัน เหมือนกัน เช่นเมื่อต้นไม้ ถูกบังแสงแดด มันก็ต้องการหลบออกไปหาแสงแดด. ส่วนธรรมชาติล้วน ๆ ที่ไม่มีชีวิตนั้น มีความต้องการที่มีรูปจางลงไปกว่านั้น เพราะเหตุที่ชีวิตของมันยังต่ำเกินไปจนเราไม่เรียกกันว่าชีวิต เปนชีวิตที่ยัง หลับอยู่ แต่มันก็ตกอยู่ภายใต้กฎแห่งการที่จะถูกผลักดันหรือปรุงแต่ง และมี ปฏิกิริยาเกิดขึ้นเปนรูปร่าง ว่ามันจะต้องเปนไปอย่างนั้น เปนไปอย่างนี้ ซึ่ง ถ้ามันมีความรู้สึก นั้นก็คือความต้องการของมัน. เพราะฉะนั้น เมื่อ พิจารณาดูถึงข้อที่ว่า ทุก ๆ สิ่งตกอยู่ภายใต้ อำนาจอันหนึ่ง คืออำนาจแห่งการ ปรุงแต่งหรือผลักดันแล้ว เราจะเห็นได้ ว่าทุกอย่างทั้งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ย่อมต้องได้รับปฏิกิริยาอันนี้ ซึ่งถูกสมมติเรียกว่าความต้องการนี้ ด้วยกันทั้ง นั้น. มันจึงดิ้นรนอย่างเดียวกัน คือดิ้นรนไปหาความหยุด
น.13 ถูกปรุงแต่ง หรือหยุดถูกผลักดัน อย่างเดียวกัน โดยไม่มีผิดกันแต่ อย่างใดเลย. มันจะต้องเปลี่ยนไป ๆ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วิวัฒนาการ เรื่อยไปจนกว่าจะถึงแดนที่ให้หยุดได้ ไม่มีการดิ้นรนอีกต่อไป ซึ่งเรียกตาม โวหารธรรมว่า นิพพานคือแดนเปนที่เข้าไปสงบของสิ่งที่มีปัจจัยปรุงแต่งทั้งปวง. ในระหว่างที่สิ่งเหล่านี้ กำลังดิ้นรนวนเวียนอยู่อย่างไม่รู้ จบ ก็เท่ากับ มันกำลังเดินทางไปสู่ความหยุด หรือความสงบ หรือนิพพาน ซึ่งเปนความ สงบอันแท้จริง. แต่ในระหว่างทาง ซึ่งยังมีความรู้น้อยเกินไป จะมีพบ บ้างเรื่อย ๆ ก็คือความสงบชนิดเทียม ซึ่งให้ความสุขอย่างเทียม ซึ่งทั้งนี้ย่อม แล้วแต่ว่า ธรรมชาติที่เปนความรู้แจ้ง ได้ค่อยเกิดมีขึ้นในสัตว์หรือสังขารนั้นๆ มากน้อยเพียงใด. ถ้าความรู้ค่อยมากขึ้น แม้พบความสงบที่ยังเปนของ เทียม ก็ยังดีกว่าที่จะไม่พบความสงบเสียเลย และเปนความจำเปนของการเดิน ทาง ที่จะต้องมีความสงบนี้หล่อเลี้ยงไป เพราะฉะนั้นจึงจัดว่า จะเปนความ สงบเทียมหรืออย่างไรก็ตาม นับว่าจำเป็นที่จะต้องมี และเราเรียกว่าความ สงบทั้งนั้น เช่นเดียวกับเพ็ชรพลอยหรือเงินทอง แม้จะเปนอย่างเทียม ก็ยัง พากันเรียกว่า เพ็ชร พลอย หรือ เงิน ทอง อยู่นั่นเอง ซึ่งแล้วแต่สติ ปัญญาหรือความรู้ของผู้พบ จะมีมากน้อยเพียงไร. คนเราสมมติสิ่งต่าง ๆ ตามความยึดถือของตน. คำว่าสงบอกสงบใจของคนบางคน มีความหมาย เพียงไม่ถูกลูกเด็ก ๆ เข้ามากลุ้มรุมรบกวนก็ได้, เพราะเขารู้จักความสงบเพียง เท่านั้น แม้กระนั้นก็ยังดีที่ว่ามันเปนเครื่องหล่อเลี้ยงให้ชีวิตหน่วยนั้นดิ้นรนไป ได้ต่อไป จนกว่าจะพบความสงบที่สูงขึ้น ในที่นี้ ควรจะทราบไว้ด้วยอีกอย่างหนึ่งว่า มักจะมีผู้เข้าใจคำว่า สงบ ผิดไปมาก ๆ จนหมายถึงความเกียจคร้าน หรืออยู่นิ่ง ๆ เพื่อให้เข้าใจคำนี้ ชัดไว้ พึ่งระลึกถึงข้อที่ข้าฯได้กล่าวมาแล้วข้างต้น คือความสงบนั้น หมาย
น.14 ๙ ถึงมีอะไรมาดับความต้องการที่ร้อนระอุอยู่นั้นเสีย และอาจมองพบได้ใน ความเปนไปของมนุษย์เรานี่เอง ว่าเท่าที่เปนอยู่ทุกวัน ๆ เราทุกคนล้วนแต่ อาศัยความสงบ เปนปัจจัยสำคัญของการครองชีวิตเปนมนุษย์แม้ที่สุดแต่เพื่อ ทำกิจเล็ก ๆ น้อย ๆ. ความสงบนั้นช่วยให้เราทำหน้าที่ของเรา ไม่ใช่ทำให้ ขี้เกียจเหลวไหล เช่นนักเรียน แม้อยากจะสอบไล่ได้เพียงใด ก็ต้องสงบความ อยากของตนเพื่อให้ เล่าเรียนไปได้ ด้วยความสงบ มิใช้ด้วยความร้อนระอุ. เมื่อเราพิจารณาดูโดยละเอียดถึงจิตใจของนักเรียนที่ขยันคนหนึ่ง เราอาจจะ พบว่า ความมานะอยากจะสอบไล่ได้ นั้นเกิดขึ้นรุนแรงพักหนึ่ง ซึ่งทำให้ความ คิดเดือดพล่านฝันที่จะสร้างวิมานในอากาศไปตามความคิดของเขา แต่แล้วก็เกิด ความคิดที่ว่าถ้าเขาจะสอบไล่ให้ ได้จริง ๆ ก็ต้องก้มหน้าก้มตาเรียน โดยลืม ทุกอย่างเสีย ชั่วคราว ซึ่งแม้ตัวความทะเยอทะยานที่จะสอบไล่ได้ นั้นก็ต้อง กดให้อยู่นิ่ง ๆ ไว้ ชั่วคราวเหมือนกัน เรียนไปด้วยความสงบเต็มที่ นี่ก็คือความ สงบแบบหนึ่ง ซึ่งมีสลับกันอยู่เป็นชั้น ๆ ไป ทุก ๆ ชั้นที่เขามีความพอใจ และ ทำให้นอนหลับได้. ชาวนาต้องรอผลแห่งการทำนาของตนด้วยความสงบ มิ ใช่ว่าหว่านลงไปเช้านี้ แล้วเย็นนี้จะเกี่ยวได้. ในนิคมสร้างตนเอง กว่าจะสร้าง ตนเองเสร็จ ก็ต้องใช้ความสงบหลายร้อยครั้ง. ข้าราชการเจ้าหน้าที่ ล้วน แต่ต้องสงบใจทำงานไปจนกว่าจะถึงวันเงินเดือนออก หรือเลื่อนตำแหน่ง พระ เณรก็ต้องสงบใจจากการเปนห่วงในโลกิยารมณ์ ทำกิจของบรรพชิต. ความ สงบชนิดที่ช่วยให้คนเราทำหน้าที่ต่าง ๆ ของตนได้ ตามที่กล่าวมานี้ เปนความ สงบที่เอียงไปข้างความสงบชนิดแท้จริง แต่ยังไม่ใช่ข้้นแท้ จริงอันเด็ดขาด, เนื่องจากความสงบที่ยังต้องมีการกดไว้หรือข่มไว้ และสงบชั่วเวลาที่ยังมีการ ข่ม. ความสงบชนิดนี้เปนไปในฝ่ายธรรม ไม่เหมือนความสงบอย่างโลก ซึ่ง
น.15 ต้องหาสิ่งสนองความอยากมาป้อนให้. ส่วนความสงบในฝ่ายธรรม เปน ไปเพื่อการทำลายตัวความอยากนั้นเสีย ซึ่งการทำลายนั้น แบ่งได้เปน ๒ ชั้น คือขั้นที่ข่มมันไว้ด้วยกำลังใจ ซึ่งเรียกตามทางฝ่ายสาสนาว่าสมถภาวนา, และขั้นต่อไปหรือขั้นสุดนั้น ตัดรากมันเสีย ด้วยการทำลายความเข้าใจผิดที่เปน ต้นเหตุให้เกิดความอยากนั้น ๆ เสีย ซึ่งเรียกตามโวหารสาสนาว่า ทำลาย อวิชชา, อันจัดเปนวิปัสนาภาวนา. ความสงบทั้งสองชนิดนี้ เปนความ สงบประเภทที่แท้จริง หรือสงเคราะห์ เข้าในฝ่ายแท้จริง ซึ่งมีมากเท่าใด ก็เปน ผลดีเท่านั้น และในเบื้องต้น ๆ ก็ได้ว่าศัยความสงบชนิดนี้เอง เปนกำลังก้าว ไปหาความสงบขั้นสูงสุดและเด็ดขาด. เพราะฉะนั้นเปนอันสรุปได้ ในตอนนี้ว่า ความสงบเปนของประจำวันที่เราจะต้องมี ต้องใช้ เราจึงเปนคนอยู่ได้ หรือ เปนต่อไปได้. ทุก ๆ คราวที่เราได้รับความเพลิดเพลิน หรือทำการงาน สำเร็จได้รับความพอใจ ก็เปนอันกล่าวได้ว่านั่นเกิดมาจากความสงบ ถ้า ไม่อย่างแท้ ก็อย่างเทียมเปนแน่ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความสงบของ มนุษย์ เรา มนุษย์เราส่วนมาก รู้จักความสงบผิดความจริงไปมาก ทั้งที่คำ ๆ นี้ ก็เปนคำที่มนุษย์ตั้งขึ้นใช้ กันเอง. พอเอ่ยชื่อว่าความสงบ ความสงบ ขึ้นใน สมัยนี้ บางคนถึงกับชงักและถอยหลัง โดยกลัวว่าความสงบนั้นทำให้เขา เหินห่างจากความสนุกสนานเพลิดเพลินต่าง ๆ เสียสิ้น แล้วไปอยู่เปนมุนีในป่า ซึ่งเขาไม่ยอมไปโดยเด็ดขาด และเกลียดเปนอย่างมาก, ชอบแต่จะให้คนอื่น ทั้งโลกไปหาความสงบ แล้วทิ้งเขาไว้ ในโลกแห่งความเพลิดเพลินเท่านั้น. แต่ ถ้าถามเขา เขาก็ตอบว่าชอบความสงบเหมือนกัน และพูดถึงความสงบกันเสมอๆ. บุคคลประเภทนี้ ไม่รู้จักก้าวหน้าจากความสงบชั้นต่ำไปยังความสงบชั้นสูง
น.16 ตามลำดับ ๆ คงสอบไล่หลักสูตรการเป็นคน ตกซ้ำแล้วซ้ำอีกหยู่นั้นเอง, ทั้ง ที่ทุกวัน ๆ เขาก็ตั้งอยู่ในความขอใจหรือความเพลิดเพลินอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่ง เป็นความสงบชั้นปลอมเทียม หรือเบื้องต้นอยู่แล้ว. แทนที่เขาศึกษาและเขยิบ เลื่อนขึ้นไปชั้นสูง กลับหยุดวนเวียนอยู่ในขั้นต้นนั้นเอง. นี่คือความไม่รู้จัก ความสงบ ซึ่งเกิดมาจากความเข้าใจผิดในคำว่าความสงบนั้นอีกต่อหนึ่ง. เมื่อพิจารณากันถึงความสงบชั้นสูง หรือความสงบอันแท้จริง เรายังมี ความเข้าใจผิดกันอยู่ย่ำอย่างหนึ่ง คือข้อก็ไม่เคยเข้าใจกันว่า มนุษย์และ สัตว์มีความใคร่จะสงบเปนสัญชาติญาณอัน หนง เหมือนกัน หรือพร้อมกันกับสัญชาติญานอื่น ๆ ที่มีอยู่ในตัว และบาง ที่จะเป็นสัญชาติญาณอันหัวหน้าด้วยซ้ำไป. แม้มนุษย์จะมีสัญชาติญานอันนี้อยู่ แต่ก็หาได้ ส่งเสริมหรือแก้ไขให้ เจริญงอกงามเหมือนสัญชาติญานอันอื่น ๆ ซึ่ง กล่าวขวัญถึงกันอยู่เสมอนั้นไม่ ยิ่งกว่านั้น ยังจะไม่ถูกนำมาใช้ หรือไม่รู้จักใช้ ด้วยซ้ำไป นอกจากที่ความจำเป็นบังคับ. มนุษย์เรามีความใคร่จะสงบเป็น สัญชาติญานจริงหรือไม่ เฟนสิ่งที่ควรพิจารณาดู. ในบางครั้ง ทำไมเราไม่ชอบให้ใครมาแหย่เรา รบกวนเรา ทำความ หนวกหูกีดขวางตาเรา โดยที่เราอยากนั่งคนเดียวของเราเงียบ ๆ แต่บาง ครั้งทำไม เราก็ไม่อยากอยู่นิ่ง ๆ อยากทำนั้นทำนี้. ข้อควรสงสัยจึงมีว่า อันไหนเป็นความต้องการของสัญชาติญาน. เมื่อพิจารณาดูถึงสัตว์ ซึ่งไม่ มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงจิตใจเหมือนมนุษย์ ยังคงเป็นไปตามธรรมชาติแท้ ๆ แล้วเราจะเห็นว่ามันต้องการความสงบมากกว่าต้องการความวุ่นวาย ต้องการอยู่ นิ่งมากกว่าวิ่งไปวิ่งมา ต้องการกินเพื่ออิ่ม ไม่เพื่อกินเล่นสนุก ๆ. นอกจาก
น.17 ความจำเป็นบังคับแล้ว มักไม่มีการเคลื่อนไหว. (งูบางชนิดอยู่นิ่ง ๆ ตั้ง วัน ๆ ที่มันเป็นอิสระไปไหนก็ไปได้ ซึ่งไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่ามัน อยากจะอยู่นิ่ง ๆ หรือขี้เกียจ), จนเราดูเหมือนว่า เมื่อความจำเป็นเนื่อง จากการบังคับของสัญชาติญานอื่น ๆ เช่นสัญชาติญาณแห่งการต้องการอาหาร มาบำรุงและขยายตัว หมดไปแล้ว สัญชาติญาณแห่งการใคร่จะสงบ ก็ปรากฏ แทนที่ ซึ่งดูเหมือนว่ามันเป็นทุนเดิมอยู่ในสันดานของมัน มิฉะนั้นการพักผ่อน ก็มีไม่ได้. เราพอจะเห็นได้ว่า ความใคร่จะสงบนี้ เป็นพื้นฐานของจิตอยู่ ตลอดกาล. พอความต้องการชนิดอื่น ๆ มีสิ่งมาสนองความอยากของมัน จนจืดชืดหรือระงับไปแล้ว มันก็แล่นลงสู่พื้นฐานเดิมคือความสงบ เช่นเดียว กับแมลงมุม มีเวลาของมันสำหรับนอนอยู่ที่ตรงใจกลางรัง มากกว่าเวลาที่ มันวิ่งไปตามชายรังเพื่อจับสัตว์. จิตของมนุษย์เราก็ทำนองเดียวกัน เมื่อผุด ขึ้นทำหน้าที่คิดนึกหรือรู้สึกอะไรเสร็จสิ้นแล้ว ก็ตกลงสู่พื้นฐานเดิม คือภวังค์ อยู่เป็นปรกติ, และแม้ เมื่อมันจะเป็นการคิดจากเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่ง ก็ต้องตกพื้นฐานเดิมคือภวังค์ เสียก่อนเหมือนกัน จึงเปลี่ยนไปได้ จนอาจ กล่าวได้ว่า เมื่อนับรวมการตกลงภวังค์ครั้งเล็กครั้งน้อยทุก ๆ ครั้งเข้าด้วยแล้ว วันหนึ่งกับคืนหนึ่ง เวลาที่อยู่ในภวังค์มากกว่าเวลาที่ขึ้นจากภวังค์. ยิ่ง สำหรับสัตว์ที่เป็นอยู่ของมันเอง โดยไม่มีมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว เวลาที่ สงบหรืออยู่ในภวังค์ ย่อมมากกว่าเวลาที่ขึ้นมาทำกิจต่าง ๆ มากนัก. ข้อนี้ ทำให้เกิดความเห็นว่า การที่มันตกลงสู่ความสงบทุก ๆ คราวที่มีโอกาศนั้น เป็นความต้องการของสัญชาติญาณ. เพราะ มัน "ลูกไปทำงาน" เฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้น. การที่คนเราทำงานมากกว่า สัตว์ ก็เพราะมนุษย์ได้ สร้างวิธีขยายกำลังของความคิดนึกให้ กว้างออกไปกว่า
น.18 สัตว์นั่นเอง และมีมูลมาจากตัณหาซึ่งเป็นฝักฝ่ายของความไม่สงบ. ด้วยเหตุนี้ เราจะได้ สัญชาติญานเป็น ๒ ฝ่าย คือสัญชาติญาณฝ่ายที่ใคร่ความสงบโดยตรง , กับสัญชาติญาณฝ่ายไม่สงบ. แต่เมื่อพิจารณาดูหย่างประณีตอีกครั้งหนึ่งแล้ว เรา จะมองเห็นตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้นเอง ว่าความไม่สงบหรือความดิ้นรน ต่าง ๆ นั้น มันก็คืนมาหาความสงบอิกนั่นเอง แม้จะเป็นความสงบอย่างเทียม หรืออย่างแท้ก็ตาม, ข้าว จึงเห็นว่า สัญชาติญาณชิ้นใหญ่ หรือชั้นหัวหน้าของจิต ก็คือการใคร่หรือการ แส่หาความสงบ ซึ่งถ้าไม่ทางตรงก็ทางอ้อม. ส่วนสัญชาติ ญานอื่น ๆ ที่มีลักษณะต่าง ๆ กันนั้น เป็นเพียงการใคร่ความสงบทางอ้อม เท่านั้น คือเพื่อจะสงบความใคร่ของมัน มันจึงดิ้นรนหา และไปจบลงคราว หนึ่ง ๆ ด้วยการสงบความอยากนั้นได้ เป็นคราว ๆ เช่น สัญชาติญาณแห่งการ ต้องการอาหารทำให้หิว สัญชาติญาณแห่งการต้องการสืบพันธุ์ ทำให้กลันต์ ฯลฯ เป็นต้น ครั้นได้มาแล้ว ก็สงบอยู่ในสภาพเดิมที่เป็นพื้นฐาน คือความสงบ ซึ่งเห็นได้ ว่าการดิ้นรนนั้น มีความมุ่งหมายมายังที่นี่. , ความพอใจนั้น ๆ ที่ เกิดขึ้นมากหรือน้อย ยั่งยืนหรือไม่ยั่งยืน ย่อมแล้วแต่ความสงบนั้น ๆ เป็น ชนิดใด คือแท้หรือเทียม. เมื่อเรามองเห็นชัดแล้วว่า สัญชาติญานฝ่ายที่มี ลักษณะไม่สงบทุก ๆ อย่าง ล้วนแต่หมุนมาหาความสงบ มีความสงบเฟนที่มุ่ง หมายในตอนหลัง ดังนี้แล้ว ปัญหาที่จะเกิดขึ้นว่า ความสงบเกิดก่อน หรือ ความไม่สงบเกิดอยู่ก่อน ( ทำนองไก่เกิดก่อนไข่ หรือไข่เกิดก่อนไก่) ก็มี ขึ้นไม่ได้ เพราะเราเห็นได้ว่า ความดิ้นรนนั้น เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น เพราะ เหตุปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งเข้าปรุงชั่วคราวเป็นคราว ๆ และแล้วในที่สุด ก็
น.19 เข้าสู่ภาวะก็สงบ หรือเข้าสู่ภาวะที่เหตุปัจจัยอะไรจะปรุงแต่งต่อไปอีกไม่ ได้ ซึ่งเป็นความสงบอันเด็ดขาดแท้จริง หรือนิพพาน. เมื่อนึกถึงหลักที่ว่า จิตนี้มักตกไปในกาม มีถามเป็นที่นอนจม ดิ้นรนแต่จะลงสู่ถาม เหมือนปลา ที่เขาโยนขึ้นบกค้นจะลงสู่น้ำเสมอแล้ว นั่นก็ยังเห็นได้ว่า มันดินลงสู่ความ สงบชนิดเทียม เพราะความต้องการอันนั้นเกิดมาจากความโง่ หรือฝ่ายอวิชชา. ถ้าฉลาดขึ้นเมื่อใด ก็จักดิ้นหาความสงบที่แท้มากขึ้นเมื่อนั้นๆ เพราะฉะนั้น เราควรเข้าใจเสียใหม่ว่า ความเอะอะวุ่นวายทั้งหลายนั้น คืออาการที่มันแส่ ไปหาความสงบของสัญชาติญาน. เมื่อความเข้าใจผิด ที่ทำให้คนเรากลัว ความสงบ หมดไปแล้ว ก็ไม่เป็นการยากอะไรเลยที่จะเข้าใจ และพอใจใน ความสงบ : ซึ่งคล้อยตามความต้องการของสัญชาติญานอยู่ก่อนแล้ว เรื่อง ของความสงบ จึงกลายเป็นเรื่องที่ไม่ยาก หรืออยู่นอกเหนือวิสัยที่จะศึกษา และทำได้, และมีความสุข. ความสงบ เป็นตัวความสุข เพราะเหตุไร? ความสงบเป็นสุขได้จริงและแน่นอน ก็เพราะมันตรงตามต้องการของสัญชาติญาณ ทำให้ความต้องการหรือความกระวนกระวายของจิตดับหายไป. หรือกล่าวอีก อย่างหนึ่ง ก็เพราะตรงกับความต้องการของธรรมชาติ. สิ่งทุกสิ่งเมื่อไม่มีอะไร มาผลักดันมันจะอยู่นึ่ง. สำหรับคนเรา ถ้าความโง่ ความอยาก ความยึดถือ หรือผลของกรรมไม่มาผลักดัน เราจะอยู่นิ่งๆ เอง ตามธรรมชาติ หรือดับสนิท. สัตวก็เหมือนกับคนเรา. พืชก็คล้ายกัน แต่ต่ำลงไปกว่านั้น. ธรรมชาติล้วน ๆ ที่ไร้ชีวิตจิตใจ ยิ่งเห็นได้ง่ายว่าถ้าไม่มีอะไรไปรบกวน มันจะอยู่เฉย ๆ ถ้าไม่มีพายุพัดมา น้ำก็จะไม่มีคลื่น ต้นไม้จะไม่หักโค่น ฯลฯ ทุกสิ่งจะสงบ เงียบ เป็นความเย็น.
น.20 อีกอย่างหนึ่ง เมื่อพิจารณากันในแง่การทรงตัวเพื่อตั้งอยู่ เราจะเห็นได้ ว่าความสงบ เป็นการสมดุลย์ (Balance), ไม่ต้องมีการทรงตัว มันก็ยืนหรือ ตั้งตัวอยู่ได้เอง. สิ่งที่ไม่สมดุลย์ จะต้องมีการหมุน หรือแล่นไป เอียง ไปอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเปนการทรงตัว เลี้ยงตัวให้ตั้งอยู่ได้ จึงเป็นภาระ หนักและวุ่นวาย, สิ่งที่ไม่สงบ หรือยังไม่มีการสมดุลย์อยู่ในตัวเอง จึงเป็น ทุกข์. เมื่อใดมีการสมดุลย์ ภาระหนักแห่งการทรงต์ ย่อมไม่มี มีแต่ความ เงียบ เบาสบาย นั่นคือความสงบ. แม้ความดี ความจริง และความยุติธรรม เหล่านี้ ก็เป็นตัวสมดุลย์ ตั้งอยู่เองได้ โดยไม่ต้องมีอะไรช่วยพยุง, เพราะ เหาว่าแท้ที่จริง สิ่งทั้งสามนี้ ก็คือตัวความสงบแบบหนึ่งนั้นเอง. ถ้าไม่ สมดุลย์หรือสงบ ก็ยังเป็นความดี ความจริง ความยุติธรรมขึ้นมาไม่ได้ แม้ จะถูกสมมติก็เป็นแต่เพียงในนาม. ความสมดุลย์หรือความสงบ จึงเป็นความ สุวอยู่ในตัวเอง เพราะหาว่ามันเป็นภาวะของการที่ความวุ่นวายหรือความ ทุกข์หมดเกลี้ยงไป เช่นเดียวกับเมื่อไม่มีมูลฝอยรกรุงรัง ที่นั้นก็สอาดเกลี้ยง เก ลาเอง โดยไม่ต้องสร้างความเกลี้ยงขึ้นมาใหม่. ส่วนความไม่สมดุลย์หรือ ความไม่สงบนั้น ต้องมีอะไรช่วยถ่วง ช่วยค้ำ เพราะมันคอยแต่จะล้มอยู่เสมอ เหมือนเด็กเพิ่งสอนเดินสอนยื่น, จักต้องมีการเอียงไปเอียงมา ด้วยอำนาจของ ส่วนที่ไม่สมดุลย์ นั่นเอง. ตัวอย่างในชั้นต่ำ ๆ เช่นเมื่อจิตมีความอยากในทาง กาม อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ เมื่อยังไม่ได้มา ก็ไม่มีการทรงตัว ต้องเอียงไป ทางที่ยังขาด จึงเป็นความวุ่นวายหรือทุกข์. ครั้นได้มา ก็มีการสมดุลย์ ได้ ชั่วขณะหนึ่ง จึงสงบไปรณะหนึ่ง เป็นความสุขหรือพอใจชั่วขณะหนึ่ง. แต่ เพราะเหตุที่ความสงบหรือสมดุลย์ชนิดนั้น ยังเป็นชนิดเทียม ไม่เท่าใดก็เกิด ความอยากอย่างใหม่ขึ้นมาอีก และวนเวียนกันอยู่อย่างนั้นเรื่อยไป. แต่ถึง อย่างไรก็ตาม เรายังเห็นได้ว่า ความสงบนั้นมีในขณะที่สมดุลย์ และเป็นสุข จริง. แต่จะเป็นชนิดแท้หรือเทียมนั้น ย่อมแล้วแต่กรณีย์. ความอยากได้
น.21 ลดลงไปเท่าใด ความสมดุลย์ ก็ใกล้ เข้ามาเท่านั้น ความสงบก็ใกล้ เข้ามาเท่านั้น หรือเมื่อพิจารณากันอีกด้านหนึ่ง เราจะพบว่าความสงบนั้น คือที่สุดจบ ของสิ่งทั้งปวง. สิ่งทั้งปวงย่อมไปสุดจบที่ความสงบ, ซึ่งในที่นี้หมายถึง ความสงบอย่างแท้. สิ่งใดก็ตาม เมื่อมันเดินทางไปยังไม่ถึงที่สุด มันก็ยัง ต้องเดินทางอยู่นั้นเอง. หรือเมื่อยังค้นหาที่สุดของมันไม่พบ มันก็ยังต้อง วนเวียนไปมาอยู่นั้นเอง. ความที่มันหยุดไม่ได้ นั่นคือความทุกข์. ความ ที่มันหยุดได้ คือความสุข หรือความสงบของมัน. สำหรับคนเรานั้น ความตายยังไม่ใช่ความสงบอันแท้จริง เพราะความตายยังเป็นเพียงการวิ่งไป วิ่งมาตอนหนึ่งเท่านั้น เช่นเดียวกับกลางวันและกลางคืน แม้สองอย่างนี้จะ ต่างกัน แต่ก็เป็นการล่วงไป ๆ ของเวลาด้วยกัน อย่างไม่มีผิดกันเลย จะพูด ว่ากลางวันกับกลางคืนเป็นของต่างตรงกันข้ามย่อมไม่ได้ , เพราะชั่วโมงของ กลางวันหรือกลางคืนก็ตาม ล่วงไปรวดเร็วอย่างเดียวกัน. ความตาย ซึ่ง เปรียบเสมือนเวลากลางคืนของการเวียนว่ายตายเกิด จึงยังมิใช่ความสงบ หรือการหยุด, เพื่อเข้าใจความข้อนี้ดี เราต้องนึกข้ามไปถึงสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่ง อยู่นอกอำนาจของกาลเวลา หรืออยู่นอกวงของการหมุนเวียน ไม่มีตาย ไม่ มีเกิด ในที่นั้นไม่มีเวลา เพราะเวลาไม่อาจล่วงไป ๆ ในที่นั้น. เมื่อเราไป ในงานฌาปนกิจ บทธรรมที่เราจะได้ยินเสมอ ๆ ก็คือบทว่า "สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง มีการเกิดขึ้นและการเสื่อมไปเป็นธรรมดา ครั้นเกิดขึ้นแล้วก็ย่อมดับ. ความเข้าไฟสงบรำงับของสังขารเหล่านั้น เป็นความสุข" ดังนี้ ( ซึ่งท่านว่า โดยภาษาบาลี ว่า อนิจฺจา วต สงฺขารา ฯลฯ เตสํ วูปสโม สุโข). โดย มากมักจะเข้าใจกันว่า การตายนั้นเอง คือความสงบของสังขาร. แท้ ที่จริง การตายซึ่งมีปรากฏในขณะนั้น เป็นเพียงการดับ ซึ่งเป็นตอนหนึ่งของความไม่ เที่ยงเท่านั้น, เพราะว่าสังขารนั้น ยังหมุนต่อไปในลักษณะอีกอย่างหนึ่ง. ส่วนความสงบรำงับของสังขารนั้น มันมีอยู่เองโดยไม่เกี่ยวกับเวลา เพราะ
น.22 ๑๗ ฉะนั้นมันจึงอาจมีได้ ทั้งที่เรายังเปนอยู่ คือยังไม่ตาย หรือเราจะตายไปแล้วก็ ตาม, ไม่มีเนื่องกันแต่อย่างใด. สิ่งใดที่ยังอยู่ใต้อำนาจของเวลา สิ่งนั้นจะ มีการจบสิ้นยังไม่ได้. การตายในความรู้สึกของคนธรรมดา ยังเกี่ยวเนื่องแน่น แฟ้นอยู่กับเวลา จึงยังไม่ใช่ตัว ความสงบรำงับของสัง- ขาร ในแดนอันเปนที่สงบรำงับของสังขาร, เปนเพียงการตาย ที่มีอยู่ที่ป่าช้า, ซึ่งเปนเพียงระยะหนึ่ง ของการเดินทางของ วิญญาณ. เมื่อใดวิญญาณนั้น ๆ ไปจนถึงที่สุดของมัน และสงบระงับไป ได้จริง จึงจะมีความสุขจริง, ถ้าสงบรำงับเล่น ๆ เช่น การตาย ก็เปน ความสุขเล่น ๆ ซึ่งไม่จริง. เมื่อการไปจนถึงที่สุด เปนการออกไปจากข้อผูกมัด, เช่นสังขารที่เข้าถึงความสงบ ย่อมพ้นจากข้อผูกมัดที่ว่าจะต้องเกิดต้องตายดังนี้ เป็นสิ่งที่ยอมรับรองกันทั่วไปแล้ว ความสงบก็ต้องเปนความสุข เพราะข้อ พิสูจน์ง่าย ๆ ว่า ความสงบก็คือการไปจนถึงที่สุด พ้นจากข้อผูกมัดแล้วนั่นเอง. ความสงบ เปนทฤษฎีทั่วไปของพุทธสาสนา ในส่วนปริยัติ คือ การศึกษาในสำนักเรียนก็ดี พุทธบริษัทเรียนเรื่องสงบ กาย วาจา ใจ หัวข้อที่เรียนทุกข้อ สรุปลงในนี้. ในส่วนปฏิบัติ คือ การ ทำจริง ๆ ก็ดี พุทธบริษัททำหรือพยายามปฏิบัติเพื่อสงบ กาย วาจา ใจ, แนว ปฏิบัติทุกแนว สรุปลงในนี้. แม้ในส่วนปฏิเวธ คือการได้รับผลของงาน ใน ขั้นสุดท้ายนั้นเล่า ก็หมายถึงได้รับผล คือความสงบเย็นของ กาย วาจา ใจ อิกนั้นเอง. ความสงบกาย สงบวาจา และสงบใจ ทั้งสามขั้นนี้ เปนความ สงบฝ่ายแท้ คือเปนการขูดเกลาความอยาก, มิใช่หาสิ่งสนองความอยากมา ป้อนให้สงบไปชั่วคราว ซึ่งเปนความสงบอย่างเทียม ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น.
น.23 รือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ความสงบเปนลักษณะสังเกตเฉพาะ (Characteristic) ของพุทธศาสนา. การกระทำ การพูด การคิด ใด ๆ ก็ตาม ถ้าหากมิได้ เปนไปเพื่อความสงบแล้ว พึงรู้ไว้ว่านั่นมิใช่ธรรมวินัยของพุทธสาสนา. คำ ว่าสงบ ย่อมคาบเกี่ยวไปถึงความรู้แจ้ง ความบริสุทธิ์ และความสุข อยู่ในตัว มันเองแล้ว ด้วยเหตุที่ว่า เมื่อมีความสงบเมื่อใด ย่อมมีความรู้แจ้งสิ่งทั้ง- ปวงตามที่เป็นจริง, มีความสงบเมื่อใด ย่อมมีความบริสุทธิ์ เพราะถ้ายังไม่ บริสุทธิ์ ก็สงบลงไม่ได้, มีความสงบเมื่อใด ย่อมหมายถึงมีความสุข เพราะ ไม่มีการวุ่นวายดังกล่าวแล้ว ด้วยเหตุนั้น จึงหมายถึงการไม่มีการเบียดเบียฬ ตน เบียดเบียฬผู้อื่น รวมอยู่ได้เสร็จ. และความสงบในที่นี้ หมายถึงความ สงบอย่างแท้ ทั้งนั้น. อาจมีผู้สงสัย เพราะเคยได้ยินมาว่าหลักของพุทธสาสนานั้น มีต่าง ๆ กัน เช่น อริยสัจจ์เปนต้น ทำไมในที่นี้จึงกล่าวว่า ได้แก่ความสงบ. ทั้งนี้ ก็เพราะ ว่ามันเปนอันเดียวกันนั่นเอง ต่างกันสักว่าชื่อ. ทุกข์และเหตุให้เกิดทุกข์ เปน ฝ่ายลุกขึ้นโพลง ๆ เพราะอำนาจอวิชชาเปนมูลเหตุอันต้นที่สุด. นิโรธความ ดับสนิทของทุกข์นั้น กับหนทางหรือวิธีที่จะให้ถึงความดับทุกข์ อันเรียกว่า มรรคมีองค์แปดนั้น ก็คือความสงบ และทางของความสงบนั่นเอง เพราะฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า คำว่าสงบ คำเดียวเท่านั้น คือใจความของพุทธสาสนา. หรือ พุทธสาสนา ก็คือความจริง เรื่องความสงบ, เปนหลักวิทยาศาสตรเรื่องความ สงบ ของทุก ๆ สิ่งที่วิ่งว่อนไปมาในสากลจักรวาฬ, เปนเรื่องที่สอนให้เรา สามารถเอาสากลจักรวาฬทั้งปวงมาไว้ในกำมือ และไม่ทำความยุ่งยากอันใด ให้แก่เราสืบไป ถ้าหากว่าเราสามารถเข้าถึงความสงบนั้นจริง, ซึ่งที่แท้ ก็ เปนสิ่งที่มีอยู่ในที่ทั่วไป แต่เราไม่เห็นเอง. ความสงบอาจค้นพบได้ ในที่ทั่วไป ความสงบนั้น คือ ตัวมหา-
น.24 อำนาจอันมหึมา ที่แฝงตัวคุ้มครองโลกเบื้องหลังความวุ่นวายนานาประการของ โลก, ปล่อยให้โลกอุบัติลุกเป็นไฟขึ้นมาเป็นคราว ๆ ซึ่งแท้ ที่จริงก็มิใช่เหตุ การณ์ อันร้ายแรงอย่างใดนัก เพราะว่าเมื่อเปรียบเทียบถึงสากลจักรวาฬทั้งสิ้น แล้ว โลกก็เป็นของนิดเดียว ราวหยิบมือหนึ่งเท่านั้น. เมื่อมนุษย์ไม่รู้จักตัว ความสงบซึ่งเป็น อัตตาตัวใหญ่ ของสำกลจักรวาฬ ก็เห็นโลกเป็น ของใหญ่โตอยู่เอง และพลอยเห็นเรื่องวุ่นวายต่าง ๆ ในโลก เป็นของใหญ่โต ไปด้วย ซึ่งทั้งที่จริงไม่ได้หนึ่งในด้านส่วนของสากลจักรวาฬ ส่วนที่ยังสงบ ดีอยู่, เสียงดังของการระเบิดในการสงครามทั้งหมด ไม่ดังเท่าเสียงของความ สงบซึ่งมนุษย์มักจะไม่ค่อยได้ ยิน. ถ้าใครจับตัวความสงบซึ่งเป็นอัตตาตัวใหญ่ ของโลกได้ ก็จะได้ยินเสียงของความสงบ อันไม่มีเสียงใดดังเท่า นั้นทันที. เมื่อจับไม่ได้ ก็ไม่รู้สึกว่ามีอยู่ เช่นเดียวกับการรับคลื่นวิทยุที่เมื่อรับไม่ได้ ก็ ไม่ได้ ยิน ทั้งที่มันแผ่กระจายอยู่ทั่วไปในที่นั้น ๆ หรืออาจรู้สึกว่ามันไม่มีเสีย ด้วยซ้ำไป. การที่ช้า ๆ เรียกความสงบ ว่าเป็นอัตตาตัวใหญ่ของสากลจักร- วาฬนั้น ก็เพราะว่า ถ้าจะกล่าวให้มีตัวมีตนกันแล้ว ควรชี้ไปยังตัวความ สงบ ซึ่งเป็นตัวมหาอำนาจครองโลก หรือสำกลจักรวาฬ เปนตัวซึ่งแผ่ซ่าน เป็นตัว ๆ เดียวกันไปทั่วหมด เป็นตัว ๆ เดียวกันซึ่งอาจพบได้ ในที่ทุก ๆ แห่ง ในสิ่งทุก ๆ สิ่ง ทุก ๆ เวลา ที่มีดวงตาชนิดที่จะมองเห็นได้. และมีอยู่เบื้อง หลังความวุ่นวายตรงนั้นเอง. รสของสิ่งใด ๆ ก็ตาม ไม่มีรสใดที่สูงหรือมี รสดีไปกว่ารสของความสงบ หรือที่เกิดจากความสงบ. แต่เนื่องจากไม่เคย พบตัวความสงบ จึงไม่เคยชิมและไม่ทราบว่าเปนรสเลิศกว่าสิ่งใด. เมื่อคน ที่จมแน่นอยู่ในโลก พากันพูดถึงความสงบนั้น พูดด้วยความรู้สึกที่เหมือน กับจะต้องกินยาถ่ายยารุที่มีรสขมขื่น แม้จะพูดถึงกันอยู่เสมอ ก็ไม่สามารถ
น.25 ชิมรสล่วงหน้าของความสงบได้ หรือแม้แต่คาดคะเนถูกว่ามันจักมีรสอย่างไร. รสอร่อยของ รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส อันใดอันหนึ่ง ซึ่งโลกถือกันว่า เลิศที่สุดนั้น เมื่อนำเข้าไปเปรียบเทียบแม้กับรสที่เกิดจากความซาบซ่านในทาง ธรรม ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ก็สู้กันไม่ได้เสียแล้ว อย่าว่าแต่จะนำเข้า ไปเปรียบกับรสเกิดแต่ความสงบอันสูงสุดแท้ จริงเลย. ข้าฯ เชื่อว่าเมื่อตัว ความสงบ ซึ่งควรเรียกมันว่า อัดตาใหญ่ (Universal Soul) ของทุก ๆ สิ่ง ปรากฏแก่ใจของใครก็ตาม เขาจะต้องรู้สึกว่า เขาได้ยินเสียงที่ดังที่สุด ได้เห็นสิ่งที่ใหญ่กว้างที่สุด และพบสิ่งที่มีรสเลิศที่สุด ทุกคนไป. ขอให้ท่านทั้งหลายลองคำณวนดูก็หรือว่า เสี่ยงที่ดังที่สุดในโลกนี้ (เช่น เสี่ยงระเบิดของภูเขาไฟที่ร้ายแรงเป็นต้น) ก็ยังไม่ได้ ยินทั้งโลกซึ่งเป็นส่วน น้อยรองสากลจักรวาฬ, แต่เสียงของความสงบนั้น ดังก้องทั่วสากลจักรวาฬ ทั้งหมด และดังอยู่ตลอดเวลา, เปนเสียงที่ร้องตะโกนให้ทราบถึงความที่สิ่งทั้ง ปวงเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา, ให้ทราบถึงความโง่เขลาเต่าตุ๋น ของผู้ที่มีความตื่น งง หลงใหลในโลก, และให้ทราบถึงความที่นิพพานหรือ ความสงบนั้นมีอยู่ทั่วไป สำหรับทุก ๆ คน, และมีอยู่ที่นี่แล้ว. เมื่อใดใคร เพิกโลกิยารมณ์อันเป็นเหมือนผ้าบังหุบังตาของตนออกเสียได้ ด้วยการมอง เห็นโลกในด้านในตามที่เป็นจริง เมื่อนั้น เขาจะได้ ยินเสียงของความสงบ (Voice of Silence) ที่ว่านี้, และทราบได้ว่ามันดังก้องเฟนเสียงอันเดียวกันอยู่ ตลอดสำกลจักรวาฬอย่างไร, 'เป็นรสที่เลิศกว่ารสทั้งปวงอย่างไร. ถ้าจิตใจ ของมนุษย์เรา ไม่ถูก ราคะ โทสะ โมหะ เข้าครอบงำ, ไม่มีความกลัว, ความ แก่ ความเจ็บ ความตาย เปนของไร้ความหมาย ดังนี้แล้ว จะมีอะไรอีกเล่า ที่เป็นความบรรเทิงเริงรื่นยิ่งไปกว่านั้น คือยิ่งไปกว่าเสียงหัวเราะอันก้องกังวาน ของความสงบ ที่เป็นอัตตาตัวใหญ่ของสำกลจักรวาฬ.
น.26 ความสงบ เป็นสิ่งที่เราอาจหาพบได้ในทุก ๆ สิ่ง ในทุก ๆ สถานที่ ทุกๆ เวลา ถ้าหากว่าเรามองดูสิ่งนั้น ๆ ในด้านใน.” (การมองในด้านใน เป็นอย่าง ไร ข้าวเคยอธิบายไว้อย่างยืดยาวแล้ว ในปาฐกถาเรื่อง " วิถีแห่งการเข้าถึง พุทธธรรม" คราวก่อน). ความสงบที่เราพบได้ ในสิ่งต่าง ๆ ทุกสิ่งนั้น นั้น เป็นเสมือนแกน หรือโครง เป็นที่เกาะจับของโลกิยธรรม หรือสังขารทั้งหลาย คือร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ต่าง ๆ เพราะเมื่อเพิกถอนโลกิยธรรมหรือสั่ง- ขารเหล่านั้นที่กำลังไหลเวียนออกไปเสียให้หมดสิ้น สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือความสงบ, ฉะนั้น ถ้าหากใครอยากจะมีอัตตา หรือตัวตนของตน ก็จงมีที่ความสงบที่ไม่ รู้จักดับสูญนั้นเถิด อย่ามีในส่วนที่เป็นร่างกาย หรือจิตใจ แต่อย่างหนึ่ง อย่างใดเลย, เช้าจะมีหวังที่จะพบ หรือเข้าถึง หรืออย่างน้อยก็ได้ ยินเสียง อันดังก้อง ของ " อัตตาใหญ่ของสากลจักรวาฬ" กล่าวคือความสงบอัน แท้จริงนั้นได้ โดยง่าย, ดีกว่าที่จะมีตัวตนเป็นกลุ่มเป็นก้อนเป็นหัวเช่นหูอย่าง นั้นอย่างนี้ ที่อื่น. การพบตัวความสงบ เท่ากับเป็นการพบแก่น หรือแก่น ของทุก ๆ สิ่ง รวมทั้งตัวเราเองและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรา. ความวุ่นวายต่าง ๆ เป็นเพียงผิวเปลือกหรือกะพี้ ซึ่งหาความจริงอันใดไม่ได้ ไม่มีความแน่นอน. ทำไมช้า ๆ จึงกล่าวว่า ความสงบเป็นมหาอำนาจที่คุ้มครองสำกลจักรวาฬ ก็ ด้วยเหตุว่าไม่มีอะไรทรงอำนาจมากเหมือนสิ่งนี้. สิ่งที่สิงซึมอยู่ในสิ่งทุก ๆ สิ่ง, สิ่งที่น้ำไหลท่วมไม่ได้ ไฟไหม้ ไม่ได้ ลมพัดให้เหี่ยวแห้งไม่ได้ ไม่เปลี่ยน แปลงไปตามเวลา ไม่มีอะไรผ่าตัดหรือทำให้เปลี่ยนแปลงอย่างใดได้. เป็นสิ่ง ที่ทุกคนจะต้องรับเอา ทุกคนต้องอาศัย เป็นสิ่งที่ดังก้องอยู่ในที่ทั่วไปในอนันต- จักรวาฬ เป็นสิ่งที่เมื่อทุกสิ่งแม้จะวุ่นวายยุ่งเหยิงเพียงใดก็ตาม ครั้นเข้าไปถึง แดนนั้น คือแดนของมหาอำนาจนั้นแล้ว จะต้องดับสนิทลง. ในสมัยหนึ่ง สากลจักรวาพรวมทั้งพระเป็นเจ้าด้วย จะต้องดับไป แต่มหาอำนาจนั้นจะต้องยัง
น.27 อยู่ คือความสงบนั้นจะต้องเหลืออยู่ เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่มีการเกิดขึ้น และการ ดับ จึงเป็นอนันตกาลหรืออนันตชีพ. ขอท่านทั้งหลายจงอย่าถอยหลังจากความ สงบ จงเปิดเครื่องรับของท่านขึ้นฟังเสียงของความสงบ ซึ่งเปนโน๊ตเพลง อันไพเราะ ดังก้องอยู่ไม่ขาดระยะ ในที่ทั่วไป. ท่านจงอาศัยเครื่องมือในการ รับ ที่พระพุทธองค์ทรงประทานไว้ กล่าวคือ ศีล สมาธิ และปัญญา. ศีล สมาธิ ปัญญา คือวิถีแห่งความสงบ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่ท่านทั้งหลายย่อมเคยได้ยินชื่อมามากแล้วนน เฟนวิถีที่จะนำไปสู่ความสงบอัน สูงสุด และพร้อมกันนั้น มันก็เป็นความสงบขั้นต่ำ ๆ พร้อมกันไปในตัว เป็นลำดับ ๆ ด้วย. ศีล คือปรกติภาพดั้งเดิมของกายวาจา ที่ไม่เป็นไปตามอำนาจกิเลส. ศีลแสดงรูปของมันให้ปรากฏอยู่ได้ ด้วยเจตนาที่จะรักษาปรกติภาพดั้งเดิมอัน บริสุทธิ์ ของบุคคลผู้ตั้งใจระมัดระวัง จนกระทั่งมันเป็นของอยู่ตัว แม้ ไม่ ระวังก็ไม่เปลี่ยนเป็นอื่น อันเรียกว่าเขามีศีลจริง ๆ แล้ว. การล่วงศีลหรือทุศีล ก็คือการลุกโพลงขึ้นของกิเลส ทำลายความสงบแล้วทลุออกมาทางกายวาจา. เมื่อยังมีศีล ก็หมายถึงยังสงบอยู่ได้ตามปรกติเดิม จึงจัดว่าเป็นความสงบ ชั้นหนึ่งได้ ในเบื้องต้น, ตลอดที่เจตนาระมัดระวังนั้นยังเป็นไปด้วยดี หรือว่า เคยชินจนไม่ต้องระวังแล้ว. คนเราควรพยายามทำตนให้ มีศีลชนิดหลัง คือ มีศีลที่เคยชินจนเปนปรกติในสันดาน จึงจะได้รับประโยชน์ หรือรับความสงบ จากศีลได้ เต็มที่. มิฉะนั้นจะยังไม่ได้รับความสะดวกและพอใจ. เปรียบ เหมือนเด็กที่เพิ่งเรียนหนังสือ ยังต้องท่องบ่นกันลืมอยู่เสมอ จะเรียกว่ารู้ หนังสือยังไม่ได้ ยังไม่ได้ รับประโยชน์หรือสดวกสบายเหมือนเด็กหรือผู้ใหญ่ ที่รู้หนังสือดีแล้ว, ไม่ต้องมัวท่องสระพยัญชนะเหมือนเด็กแรกเรียน, คนมี ศีลก็เหมือนกัน ต่อเมื่อมีได้โดยปรกติในสันดาน ไม่มีบกพร่อง เปนศีลชนิด
น.28 พระอริยเจ้าชมชื่นพอใจแล้ว ก็ชื่อว่าได้ความสงบอันแท้จริงในขั้นต้น มี โอกาศก้าวขึ้นชั้นต่อไปคือสมาธิได้ง่าย. เพราะเมื่อกายวาจาสงบดีไม่มีโทษ รบกวนแล้ว ใจก็สงบได้ ง่าย. สมาธิ คือปรกติภาพของจิตในส่วนที่ไม่มีความรู้สึกอันชั่วร้ายเกิดขึ้นรบ กวน คงแจ่มใสเหมาะแก่การศึกษา พิจารณาอรรถธรรมอันลึกซึ้งอยู่เสมอ และ สงบเยือกเย็นเป็นความผาสุขของจิต เปนการชิมรสของความสงบอันแท้จริง ล่วงหน้า ในปัจจุบันทันตาเห็น. ความรู้สึกที่ชั่วร้ายในที่นี้ ก็หมายถึงความ ทุกโพลงขึ้นของกิเลส เหมือนกัน แต่หมายถึงชนิดที่ไม่ถึงกับหลุดออกมาทาง ฉายวาจา เพียงแต่คุกรุ่นหรือปั่นป่วนอยู่ในภายใน โดยเฉพาะ ได้แก่ความ รู้สึกที่ปั่นป่วนไปในทางกามารมณ์ คุกรุ่นไปในทางพยาบาท มิ้นชาไปด้วย ความง่วงซึม . โยกโคลงไปด้วยความฟุ้งและความเบื่อ และมืดมัวอยู่ด้วย ความลังเล ไม่มีอะไรแน่นอน. ความรู้สึกอันชั่วร้ายเหล่านี้ รบกวนจิตใจ ให้หมดสุข จึงจำเป็นที่จะต้องมีวิธีอันแยบคาย สำหรับควบคุมไว้ ให้อยู่ใน อำนาจ เปนวิธีบังคับกันตรง ๆ ก็มี เฟนอุบายประคับประคองให้ มันพอใจไปใน ทางสงบก็มี เมื่อสงบอยู่ในสภาพปรกติ ก็เรียกว่ามีสมาธิ ที่เปนขั้นสูงถึงกับ สงบความรู้สึกคิดนึกทั้งปวง หยุดการหายใจ หรือแทบจะหยุดการไหลเวียน ทุก ๆ อย่าง จนดูคล้ายกับตายแล้ว ก็มี. หลักใจความของการที่จะทำจิตให้ เป็นสมาธิเห็นฟานดังนั้น ก็มีอยู่สั้น ๆ ว่า ในขั้นแรก พรากจิตออกมาเสียจาก การด้นไปตามความพอใจของมันเอง ซึ่งมักจะดินไปในฝ่ายชั่วร้ายเป็นธรรมดา นั้น ให้มาเกาะอยู่ที่อารมณ์อันใหม่ คืออารมณ์ของสมาธินั้นเอง เช่น การ เจริญอานาปานสติ ก็ให้ เกาะอยู่ที่ลมหายใจเป็นต้น จนมันมาเกาะแน่วอยู่ได้ แล้ว ค่อยๆ ผ่อนความรู้สึกในการเกาะนั้นให้ น้อยลง ๆ จนเงียบสนิทไปเป็นชั้นๆ ซึ่งลมหายใจ หรือการไหลเวียนของโลหิตเป็นต้น ก็ได้ เบาลงตามด้วย กระทั่ง
น.29 ยุด และดูเหมือนหยุด แล้วแต่ว่าจะเข้าไปได้ ถึงชั้นไหน ความรู้สึกยังมีอยู่ น้อยมากจนแทบไม่เป็นความรู้สึก จึงดูคล้ายกับตาย. ด้วยการกระทำอย่างนี้ กิเลสขนาดกลางคือความชั่วร้ายทางจิต ชนิดที่ไม่ถึงกับหลุดออกมาทางกายวาจา ก็เป็นอันรำงับโปโดยสิ้นเชิง แต่ว่ากิเลสชั้นละเอียด หรือเชื้อของกิเลสนั้น ยังคงซ่อนอยู่ในส่วนลึก ซึ่งจะต้องทำลายเสียอีกชั้นหนึ่งด้วยอำนาจวิปัสนา หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าปัญญา หรือญาณ, ซึ่งเมื่อทำลายได้ เด็ดขาดหมดเชื้อ ดังกล่าวนี้แล้ว ก็จะได้ พบความสงบอันสูงสุด ได้รับผลขั้นเด็ดขาด ไม่มีความ ทุกข์ อีกต่อไป. ปัญญา หรือวิปัสนานั้น คือเห็นแจ้งสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริง หรือได้ ยินเสียงของความสงบ : (Voice of Silence) เป็นความเห็นแจ้งที่เกิดขึ้นได้ เฉพาะต่อเมื่อจิตเป็นสมาธิเท่านั้น. การเห็นแจ้งนี้ บังคับเอาไม่ได้ จะทำ ได้ แต่เพียงประคองสมาธิไว้ ให้ดีตลอดเวลา ในลักษณะที่อำนวยแก่การพิจาร- ณาสิ่งทั้งปวง (ไม่จำเป็นต้องประณีตถึงขั้นไม่หายใจหรือคล้ายกับตาย), จนกว่า เมื่อใดความเห็นแจ้งจะปรากฏขึ้นเท่านั้น. ความเห็นแจ้งที่ปรากฏขึ้นถึงขีด สุดนั้น สามารถทำลายอวิชชา คือความหลง อันเป็นเชื้อของกิเลสทั้งหลาย ทั้งปวงให้หมดสิ้นไปได้ กิเลสจึงไม่อาจเกิดขึ้นอีกแม้ แต่อย่างใด ต่อนั้นไปศีล ก็จะมีอยู่ในตัวเอง สมาธิก็อยู่ในตัวเองเป็นปกติและเด็ดขาด. ความเห็น แจ้งย่อมเป็นเสมือนแสงอันแรงกล้า ที่สามารถส่องลึกลงไปทำลายเชื้ออันละเอียด ทั้งปวงในส่วนลึกที่สุดของสันดาน คือพื้นส่วนลึกที่สุดของจิต อันเป็นที่นอน แอบแฝงของเชื้อกิเลสเหล่านั้น. ส่วนลึกกล่าวคือความสงบ อันจะได้ รับในขั้นเห็นแจ้งอย่างเด็ดขาดนี้ จะมีเป็นอย่างไรนั้น ย่อมลึกซึ้งเหลือที่ จะพรรณา. ที่พอจะเข้าใจได้ กว้าง ๆ และทั่ว ๆ ไปแก่นักศึกษาที่รักเหตุผล นั้น ข้าฯ เห็นว่าควรพิจารณาย้อนไปจากโทษที่เกิดมาจากกิเลสชั้นละเอียด
น.30 นอนเป็นเชื้ออยู่ในสันดานนั้น แล้วคำณวนดูในข้อที่ว่า ถ้าหากว่าโทษนั้น สงบไฟสิ้นเชิงแล้ว มันจะเป็นความสงบที่แสนจะสงบสักเพียงใด. และการพิ _ จารณาโทษนั้น ๆ นั้นเล่า ก็เปนอย่างเดียวกับพิจารณาตัวเชื้อกิเลสที่ท่านจำ - แนกเป็นชนิด ๆ เรียกนามว่า อนุสัย (แปลว่ากิเลสที่นอนในสันดาน) นั่นเอง ซึ่ง เมื่อกล่าวตามหลักแห่งการบรรลุมรรคผลแล้ว พระอริยบุคคลชั้นพระอรหันต์ เท่านั้น ที่สามารถทำลายเชื้อเหล่านี้ได้หมดจดสิ้นเชิง. เชื้อกิเลสหรืออนุสัย เหล่านั้นคือ ๑. สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่ากายนี้ของตน ก่อให้เกิดความไม่สงบ อย่างไรบ้าง เราท่านทั้งหลายพอจะมองเห็นได้ไม่ยากนัก. การร้องไห้ ความรัก ความเกลียด ความหึงหวง ความโกรธ ฯลฯ เหล่านี้ ส่วนมาก ที่สุด มีมูลมาจากความเห็นกายนี้เป็นของตน ซึ่งทำให้พลอยรวบเอาของที่ เนื่องกับกายของตน กลายเป็นของ ๆ ตนไปด้วยอีกต่อหนึ่ง. ถ้าหากไม่มีความ เข้าใจผิดอันนี้แล้ว ทุกข์จะเบาบางลงไปสักเพียงใด หรือจะได้รับความสงบ สักเพียงใด. ร่างกายนี้ ประกอบด้วยวัตถุธาตุต่าง ๆ ซึ่งเปลี่ยนแปลงอยู่ เสมอ ไม่ใช่ตัวจิตใจหรือส่วนสำคัญอะไรนัก, แต่ความรู้สึกของคนผู้เป็น เจ้าของไม่อย่างนั้น กลายเป็นรู้สึกว่ากายนี้แหละเป็นตน เอาเสียทีเดียว. เช่นเมื่องูกัดนิ้วเท้าของเรา แทนที่จะรู้สึกว่า “งูกัดเพียงนิ้วเท้าของเรา " กลับไปรู้สึกว่า " งูกัดเรา" และเราจะตายแล้ว. ด้วยเหตุนี้เอง ในบรรดา ความหลงเอานั้นเอานี้เปนตนหลายต่อหลายอย่างด้วยกันนั้น ท่านยกเอาความ เห็นกายเป็นตน ขึ้นเป็นข้อต้น เพราะเป็นสิ่งที่ความหลงของคนเราจะต้อง คว้าหยิบขึ้นมาเป็นตนก่อนสิ่งอื่น, คือก่อนที่จะคว้าเอาจิตใจ หรือเอาธรรม ขึ้น มาเป็นตัวตน. ท่านจัดไว้ เปนกิเลสชั้นละเอียดข้อแรกที่สุด ก็สมแล้ว. ลอง พิจารณาซ้ำดูอีกครั้งที่หรือว่า ถ้าหากว่ากิเลสอนุสัยอันนี้หมดไป มันจะสงบ
น.31 ย็นเกิดขึ้นแทนสักเพียงใด เป็นสุขสักเพียงใด. ๒. วิจิกิจฉา ความลังเลของจิต ไม่แน่ว่าอะไรเป็นอย่างไรแน่. ชีวิตนี้คืออะไร, ตนจะเอาอะไรอย่างไร เท่าไร จากชีวิตนี้, พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ดีแน่หรือ, งานหรือสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่ในบัดนี้ ดีแน่หรือ จะสำเร็จได้หรือ, ตายเสียเปนสุขกว่าอยู่หรือ, ปัญหาเหล่านี้ล้วนแต่มืดมัว สลัวไปหมด เวลาหนึ่งเห็นอย่างหนึ่ง อิกเวลาหนึ่งเห็นอย่างหนึ่ง ดังนี้ ท่าน ลองทายดูที่หรือว่า ความไม่สงบอันนั้นมันจะเผาลนผู้นั้นสักเพียงไร. เขา อาจสงสัยได้ว่า ความดีนั้น เฟนสิ่งที่ดีแน่ละหรือ. ความชั่วนั้น เปนสิ่งชั่ว แน่ละหรือ เช่นนี้ได้เรื่อยไปไม่สิ้นสุด กระทั่งการทำกรรม และการรับผลกรรม ของตน ก็ล้วนแต่เป็นปัญหาที่รบกวนความสงสัยไม่รู้จักหมดสิ้น เป็นความปั่น ป่วนชนิดที่อาจทำให้ไม่ได้รับความพอใจใน การกิน การนอน การได้ลาภ และ การได้อย่างอื่น ๆ อย่างเต็มที่ หรือไม่ได้เลยก็ได้ ถ้าหากว่าความลังเลนั้น ๆ ได้รับสิ่งแวดล้อมกระตุ้นให้เป็นไปอย่างแรงกล้า. ความเป็นมนุษย์ของเราขาด ผลกำไรไป เพราะเหตุที่ไม่ได้รับผลอันควรจะได้รับ เพราะโทษอันนี้เอง. เพราะฉะนั้น เมื่อใดเราอาจดับมันเสียได้ เป็นผลดีเกิดขึ้นตรงกันข้ามกับโทษ เหล่านั้นทุก ๆ ประการแล้ว ท่านทั้งหลายลองคำณวนดูที่หรือว่า นั่นมันจะเป็น ความสงบเย็นแก่จิตใจนั้นสักเพียงไร เช่นสุขสักเพียงไร. โดยเฉพาะท่านที่ กำลังรับความยุ่งยากในใจเกี่ยวกับความรู้สึกชนิดนี้อยู่ในบัดนี้แล้ว ท่านจะ ทราบดีกว่าใคร ๆ ว่าความสงบนนเป็นยาหอมชื่นใจกว่ายาหอมใด ๆ จริงหรือไม่. ๓. สีลัพพตปรามาส ความลูบคลำศีลและวัตรให้กลายเป็นของผิด ความหมายเดิม. ข้อนี้หมายถึงการที่เข้าใจผิดในสิ่ง ๆ หนึ่ง จนถึงกับทำสิ่ง นั้นซึ่งมีความมุ่งหมายเปนอย่างหนึ่ง ให้กลายเป็นอย่างอื่นไปจนผิดความ
น.32 ประสงค์ เดิม ถึงกับทำสิ่งนั้นให้กลายเป็นของมีมลทินต่ำทรามไป. ทั้งนี้ เนื่องมาจากความหลงไหลในสิ่งที่ลึกลับอัศจรรย์ที่เข้าใจไม่ได้ มากกว่าที่จะ นิยมชมชอบสิ่งที่เปิดเผยชัดเจนเข้าใจได้ เช่นศีลวัตรข้อปฏิบัติต่าง ๆ ใน พระศาสนา ซึ่งที่แท้ มีเพื่อการขุดเกลากิเลสหาความสงบสุข กลับยึดถือไปว่า เป็นเครื่องมือที่จะทำผู้นั้นให้กลายเป็นผู้วิเศษ มีอำนาจกายสิทธิ์อย่างใดอย่าง หนึ่งเหนอคนธรรมดา จนถึงกับปฏิบัติด้วยความลุ่มหลง ยังผลให้เกิดขึ้นคือการ เสียจริตก็มี นั้นเป็นผลของการลูบคลำศีลวัตร ทำให้กลายเป็นของสกปรกไป. หรือเช่นพระพุทธรูป ซึ่งสร้างขึ้นบูชาตามความมุ่งหมายเดิม ก็เพียงเพื่อเป็น อนุสาวรีย์เครื่องเตือนใจให้ เกิดความระลึก และเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า, ครั้นต่อมา ความหลงอันเป็นสมบัติเดิมในใจของผู้นิยมของอัศจรรย์ ก็ทำ พระพุทธรูปนั้นให้กลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ สำหรับอ้อนวอนขอสิ่งต่าง ๆ ตามที่ ตนปรารถนา หรือตามแต่ที่ตนจะสมมติให้พระพุทธรูปนั้น ๆ มีอานุภาพอย่าง ใด เช่นกลายเป็นพระเครื่องรางเปนต้น. ความหลงอันนี้ นำความเสียหายมา ให้อย่างใหญ่หลวง โดยไม่รู้สึกตัว ก็คือนอกจากจะลูบคลำสิ่งบริสุทธิ์ให้กลาย เป็นของสกปรกไปแล้ว ยังทำให้มนุษย์ถอยหลังไกลไปจากความเป็นสัตว์ ที่อยู่ ในอำนาจแห่งเหตุผลมากเข้าเท่านั้น. การยึดถือสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ เป็นของ ศักดิ์สิทธิ์ด้วยอำนาจความขี้ขลาดของตนนั้น มีมาแล้วตั้งแต่สมัยมนุษย์ป่าเถื่อน และมีมากระทั่งถึงพระพุทธกาล. พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติความรู้สึกอันต่ำ ข้อนี้ ให้เป็นความโง่เขลาชนิดหนึ่ง ในบรรดาความโง่เขลาพวกต้นๆ ที่พระ อริยบุคคลขั้นต้นที่สุด คือพระโสดาบันจะพึ่งจะเสีย. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง สอนให้ ถือเอาบุญ หรือความดีที่ตนกระทำนั่นเอง เฟนเครื่องราง สำหรับเป็น เครื่องอุ่นใจปลอบใจให้กล้าหาญ ซึ่งเปนเครื่องรางอันสูงและแท้จริง ไม่ต้อง เอาความขลังเข้ามาช่วย ก็เปนเครื่องรางที่ทำหน้าที่ของมันจริง ๆ ธรรมเปน
น.33 ครื่องรางได้ ศักดิ์สิทธิ์กว่าสิ่งใดหมด ได้แก่ความเชื่อตัวเอง การเคารพตัวเอง ในการที่มีความดีอยู่ในตัว ความสัตย์ซื่อต่อหน้าที่ ความรักชาติ เหล่านี้เป็น ต้น เป็นธรรมะหรือองค์พระธรรม ที่เป็นเครื่องรางอันแท้จริง ซึ่งผู้มีจิตใจสูง พอสมควรจะมองเห็นได้ โดยทั่วไป ไม่ต้องมีการปลุกเสกชิ้นวัตถุอย่างใด อย่างหนึ่งขึ้นยึดถือ ซึ่งเป็นของง่อนแง่นคลอนแคลนยิ่งนัก. เมื่อยังไม่ สามารถใช้ของจริงให้ เฟนเครื่องรางจริงอยู่เพียงใด ก็ยังเรียกว่าอริยชน หรือ อารยชนไม่ได้อยู่เพียงนั้น, ยังไม่มีความจริง ยังไม่มีความสงบ เพราะยังมืด มัวต่อเหตุผล ต่อแนวทางที่จะนำไปสู่ขั้นสูงของจิต ไม่รู้จักต้นกระแสร์ที่จะไหล ไปสู่ความทุกข์, หรืออย่างน้อยที่สุดก็เปนผู้ มีการตั้งอยู่ในเหตุผลน้อยเกินไป จนน่าอันตรายแก่สังคม คือชักจูงกันทำสิ่งที่น่าสงสารตัวเอง เฟนความไม่ สงบชนิดที่ไม่รู้สึกตัว อย่างยิ่ง พระอริยบุคคลแม้ ขั้นต้นที่สุด คือพระ โสดาบัน ย่อมละการลูบคลำผิด ๆ ชนิดนี้ได้เด็ดขาด ไม่มีการถือที่พึ่งอันเท็จ เทียม เช่นถือต้นไม้ ศักดิ์สิทธิ์ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ วัตถุเครื่องรางที่ศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ, นอกจากเครื่องราง คือธรรมอย่างเดียว ส่วนพระอริยบุคคลชั้นสูงคือพระ อรหันต์นั้น พ้นจากการตายเสียแล้วด้วยอำนาจอมตธรรมที่ท่านบรรลุ เป็นอันไม่ มีปัญหายุ่งยากอันใดที่เกี่ยวกับความยึดถือหรือลูบคลำเลย. เมื่อใดพิจารณา เห็นความวุ่นวายอันเกิดจากความมืดบอดอันนี้ เมื่อนั้นย่อมจะเห็นได้ว่า การ ละเสียได้ ซึ่งสีลัพพตปรามาสนั้น จะเป็นความสงบเพียงใด และเป็นความสงบ แจ่มใส้ชนิดที่คนธรรมดายังไม่เคยรู้จักมาก่อนหรือไม่. อนุสัยหรือโทษที่เป็นตะกอนนอนขุ่น อยู่ในสันดานทั้งสามอย่างนี้ เฟน สิ่งที่พระโสดาบันจะต้องละเด็ดขาดมาแล้ว ในขณะที่บรรลุถึงภูมิธรรมชั้นนั้น. ท่านได้พบรุ่งอรุณอันแจ่มใสของพระนิพพาน เป็นรุ่งอรุณที่แสดงว่า พระนิพพาน จักตามมาในเบื้องหลังโดยแน่แท้ ในบรรดาพระอริยบุคคลซึ่งมีอยู่ด้วยกันสี่
น.34 พวกนั้น ท่านเป็นพวกแรก คือพวกที่แรกเริ่มย่างลงสู่กระแสร์หรือเกลียวอัน จะนำไปยังบรมสันติ หรือความสงบอย่างยิ่ง ที่เราสมมติให้เป็นอัตตาใหญ่ ของสำกลจักรวาฬนั้นเอง. ถ้าหากว่าท่านละอนุสัยสามประการนี้ได้ แล้ว และ ยังสามารถทำ ราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลงไปบางส่วนยิ่งกว่าที่จะละได้ เพียงอนุสัยสามอย่างล้วน ๆ แล้ว ท่านเป็นพระสกทาคามี คือพระอริยบุคคล ประเภทที่สอง. ๔. กามราคะ ความยินดีในกาม, ข้อนี้หมายเพียงความเยื่อใยใน ถามอันเป็นเชื้อที่มักเหลืออยู่ไม่ขาดสาย และจะได้แสนยาก. พระอริยบุคคล ประเภทที่หนึ่ง และประเภทที่สอง ละไม่ขาด, คงจะได้เฉพาะส่วนที่ค่อนข้าง หยาบ, การละส่วนที่ละเอียด หรือละได้ ขาดเชื้อนั้น เป็นหน้าที่ของพระอริย- บุคคลประเภทที่สาม. คำว่าถามหมายถึงความใคร่ หรือความยินดีในรส ของอารมณ์ที่ตรงกับความใคร่ของจิต. ความใคร่ในทางกาม ไม่หมายถึง เฉพาะที่ใคร่เพราะกำหนัดปฏิพัธด้วยความหลงไหลอย่างเดียวก็หาไม่ แต่ หมายครอบไปถึงความใคร่ที่เป็นไปตามธรรมชาติล้วน ๆ เช่นความใคร่ของ สัญชาติญาณแห่งการสืบพันธุ์ เป็นต้น ซึ่งมีได้กระทั่งแม้แก่พวกพืช. สำหรับ มนุษย์เรา ความใคร่อย่างหลงไหลนั้น พระอริยบุคคลชั้นแรกก็จะได้, แต่ความ ใคร่ที่เป็นไปอย่างธรรมชาตินั้น ท่านจัดเป็นชั้นที่พระอริยบุคคลประเภทที่สามจะ พึ่งละ, คือพระอนาคามี. อันกามราคะนั้น เมื่อคุกรุ่นขึ้นมาแล้ว ย่อมทำ ความไม่สงบทั้งแก่ตนและผู้อื่นเพียงไร ใครก็ทราบอยู่แล้ว, ฉะนั้นย่อมเป็นอัน ทราบได้ด้วยในตัวว่า ถ้าหากความรู้สึกอันแรงร้อนยากที่จะข่มนี้ ได้รำงับดับ สนิทลงไปโดยไม่มีการผืน หรือต้องทน มันจะเป็นความสงบและการพักผ่อน เพียงใด.
น.35 ปฏิฆะ ความหงุดหงิดคับแคบใจ, หมายถึงความรู้สึกจำพวก ความโกรธ หรือความไม่พอใจ ที่ยังเหลืออยู่แผ่ว ๆ พอทำให้รู้สึกอึดอัดบ้าง เล็กน้อย. ชนิดที่เป็นอย่างรุนแรงอันเรียกว่าโทสะนั้น ละขาดเสียแล้วแต่ชั้น ต้น ๆ เหลืออยู่เพียงเป็นเชือกรุ่น ๆ ซึ่งจะต้องละในชั้นนี้ และเป็นสิ่งที่ละ แสนยากเหมือนกัน. ปฏิฆะ อาจมีอยู่ในภายในไม่มีใครทราบ, หรือแม้แต่ ตัวเอง บางทีก็ไม่ทราบว่านี้อะไรมันเหลืออยู่ เปนความรำคาญ. ถ้าหาก ว่าหมดเกลี้ยงเกลาไปจากจิต จะเป็นความบริสุทธิ์ผุดผ่องเพียงไรนั้น เป็นของ ที่พอหยั่งทราบได้แล้วดุจกัน. อนุสัยที่สี่ ที่ห้า สองอย่างนี้ ถะขาดไปได้ ในพระอริยบุคคลประเภทที่ สาม คือพระอนาคามี เพิ่มจากที่เคยละมาแล้วในพระอริยบุคคลประเภทต้น. ๖. รูปราคะ ความยินดีพอใจในความสงบชนิดที่มีรูปธรรมอย่างใด อย่างหนึ่งเป็นที่ตั้ง. ข้อนี้บางทีจะเข้าใจยากสำหรับคนธรรมดาทั่วไป แต่ก็มี ทางที่จะเข้าใจได้ คือพระอริยบุคคลที่มีจิตใจสูงไม่กำหนัดยินดีในกามคุณได้ อีกต่อไปนั้น ก็มีสิ่งอื่นที่ทำให้ ท่านพอใจติดใจได้เหมือนกัน ข้อนั้นได้แก่สิ่ง สูงกว่าถามคุณขึ้นไป คือรสของความสุขอันเกิดจากฌาน หรือสมาธิชนิดที่มี อารมณ์เป็นวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดารูปฌานทั้งหลาย. รสของความ สงัดจากกาม แห้งสนิทจากกามนั้น ก็เปนรสที่ให้ความสุขชนิดที่อาจติดอกติดใจ ได้ สำหรับท่านที่มีใจสูงเห็นปานนั้น คือท่านอาจยินดีในรสของรูปฌานนั้นจน หลงติด ได้ เท่ากับที่คนธรรมดาหลงติดในกาม. จิตที่สูงเห็นปานนี้แล้ว ก็ยัง มิใช่ถึงที่สุดของคุณธรรมฝ่ายสูง ยังจะต้องก้าวหน้าต่อไป เพราะว่ารสของ สมาธินั้น ก็ยังเป็นของไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงเปนธรรมดา ถ้าหลงติดก็ก้าวไปไม่ ได้ จึงต้องละเสีย. แต่ขอให้คำณวนดูว่า เพียงแต่สงัดจากกาม เราท่าน
น.36 ก็ว่าสงบอย่างยิ่งอยู่แล้ว บัดนี้ท่านยังถือว่านั่นเป็นของหยาบ ยังทำความวุ่นวาย ให้ได้ ต้องก้าวต่อไปอีกเช่นนี้แล้ว ครั้นจะได้ อีกชั้นหนึ่งดังนี้ มันจะเป็นการ สงบที่ประณีตสักเพียงไร. ๗. อรูปราคะ ความยินดีหรือพอใจในความสงบชนิดที่มี อรูปธรรม เป็นที่ตั้ง. ข้อนี้สูงขึ้นไปจากข้อที่แล้วมา แต่ว่าทำนองเดียวกันมาก. คือเมื่อ ท่านละความติดในรูปฌานได้แล้ว อาจไปติดใจในอรูปฌาน ซึ่งเป็นของประ- ณีตสุขุมกว่าขึ้นไปอีกก็ได้ จึงเป็นสิ่งที่ต้องละเสียด้วยดุจกัน ซึ่งทำให้เห็นได้ ว่าเมื่อละได้แล้ว ย่อมเป็นความสงบยิ่งขึ้นไปอีกเพียงไร. การที่ท่านใช้นามศัพท์ ว่า ราคะ กับรสของฌานเช่นนี้ อาจทำให้ มีผู้เข้าใจผิดไปบ้างก็ได้ ว่าเป็น ความกำหนัดอย่างราคะที่พูดถึงกันอยู่ทั่วไป. ราคะในที่นี้ หมายแต่เพียง ความติดอกติดใจ หรือใจยอมติดอยู่ในสิ่งนั้น คือรสของฌาน เท่านั้น. ๘. มานะ ความสำคัญตนและคนอื่นว่าเฟนอย่างนั้นอย่างนี้ จนถึงกับ ให้เกิดการเปรียบเทียบขึ้นว่า แล้วกว่ากัน เสมอกัน หรือดีกว่ากัน, แล้วเกิด ความรู้สึกบางอย่างสืบไปอีก นี้เรียกว่ามานะ. ความหมายเช่นนี้ กว้าง กว่าที่หมายแต่เพียงว่าดื้อกระด้าง, ซึ่งความดื้อกระด้างนั้นก็เป็นมานะชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดมาแต่ความรู้สึกว่า เราเลวกว่าเขา เสมอเขา หรือดีกว่าเขา อย่าง ใดอย่างหนึ่งเสมอ. มานะนั้น อาจมีรูปเป็นความกระด้าง, ความน้อยใจเสีย ใจ, หรืออย่างอื่น ๆ ก็ได้อีกหลายประการ ล้วนแต่ทำความวุ่นวายให้เกิดขึ้น ทั้งแก่ตนและผู้อื่น, ที่เป็นอย่างละเอียดที่สุด ไม่แสดงออกมาถึงภายนอกให้ ผู้ อื่นรู้. ก็ยังเป็นความหนักแก่ตัวเอง ที่ตนจะต้องแบกธารความรู้สึก ที่เป็น การจัดตัวเองให้เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วพุมใจหรือน้อยใจก็ตาม หรือ น้อยที่สุดก็เป็นห่วงความเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ของตัว. ถ้าละได้ อีก ลอง คำณวนดูที่หรือว่า มันจะสงบเงียบเย็นสนิทมากขึ้นอีกเพียงไร.
น.37 อุทธิจจะ เชื้อของความรู้สึกที่ทำให้เกิดความตื่นเต้น หรือคิด เพลินไปในเรื่องราวหรือในอารมณ์บางอย่าง ที่ก่อให้เกิดความตื่นเต้นหรือ ฟุ้งซ่าน. การตื่นเต้นหรือฟุ้งซ่านในผลของงาน หรือในความดีที่ตนทำ สำเร็จ หรือเรื่องอันน่าตื่นเต้นอย่างอื่น ย่อมเป็นสิ่งยากที่จะห้าม, ในบาง คราว ทั้งที่เราไม่อยากจะคิดต่อไป มันก็ยังหยุดคิดไม่ได้ หลับแล้วก็ยัง อดฝันถึงไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมทำความวุ่นวายให้เปนธรรมดา แม้จะเป็น ความวุ่นวายที่ประณีต แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะมีอยู่ดุจกัน. ถ้ายังมีก็ไม่นับเป็น ความสงบจริง จึงเป็นสิ่งที่ต้องละเสีย, ๑๐. อวิชชา ความเขลาที่เป็นเชื้อนอนในสันดาน เป็นเหตุให้ ไม่รู้ สิ่งควรรู้ หรือให้รู้ผิดตรงข้ามกับที่ควรจะรู้ ทำให้เกิดอาการที่เรียกเส้นผม บังภูเขา หรือแสงสว่างบังลูกตา มองไม่เห็นสิ่งที่ควรจะเห็น, โดยเฉพาะ หมายถึงความไม่รู้ทุกข์ และความดับทุกข์อันเด็ดขาด. และที่สำคัญที่สุดนั้นก็ คือ ความไม่รู้ตัวเดียวนี้เอง เป็นมูลเหตุให้เกิดความเห็นผิดอย่างอื่นดังที่ กล่าวมาแล้วข้างต้นด้วย จึงเป็นเสมือนรากเง่าของกิเลสอื่น ๆ ทั้งสิ้น. เมื่อ ทำลายอวิชชาได้แล้ว กิเลสอื่นย่อมเป็นอันว่าถูกทำลายแล้วด้วย. แต่เมื่อ กิเลสอื่นถูกทำลาย อวิชชาอาจยังไม่ถูกทำลายก็ได้. เช่นเดียวกับการทำลาย ต้นไม้ ถ้าเพียงแต่ใบหรือกึ่งถูกทำลาย รากเง่าอาจไม่ถูกทำลายและยังไม่ตาย ก็ได้ ถ้ารากเง่าถูกทำลาย แม้ ใบกิ่งไม่ถูกทำลาย มันก็พลอยตายไปด้วย กันหมด. เพราะฉะนั้นย่อมเห็นได้ว่า การทำลายอวิชชาได้เด็ดขาดนั้น เช่น การทำลายกิเลสได้อย่างหมดจดสิ้นเชิงเพียงไร และจะเกิดความสงบชั้นสูงสุด ไม่มีความสงบอันใดสูงไปกว่านี้แล้วเพียงไร. เมื่อท่านทั้งหลายใคร่ครวญดูถึงอนุสัยแต่ละอย่าง ทั้ง ๑๐ อย่างตามที่ กล่าวมาแล้ว ซึ่งการอบรมปัญญาให้แก่กล้าแล้วตัดเสียได้ เช่นนี้ ย่อมจะ
น.38 เห็นได้แล้ ว่าปัญญาเป็นเครื่องปราบปรามอันเด็ดขาด. รองจากปัญญาลง ไปก็คือสมาธิ. รองจากสมาธิลงไปก็คือศีล ศีลเปรียบเหมือนเครื่อง กลบเกลื่อน, สมาธิเหมือนเครื่องข่ม, และปัญญาคือเครื่องตัดรากเด็ดขาด. ตัวอย่างเช่นในการปราบวัชพืช เช่นหญ้าคาอันรกรุงรังและเป็นโทษแก่สวน, อาจมีวิธีปราบที่หนักเบากว่ากันเป็นชั้น ๆ ก็ได้ เช่นวิธีที่เบาที่สุดก็ได้แก่การถาก ถาง มันจะราบเตียนไปชั่วคราว รากที่ยังเหลืออยู่ภายใต้จะงอกขึ้นมาอีกใน ไม่ช้า ถ้าไม่ถากถางซ้ำอีกอยู่เรื่อย ๆ นี่พอเปรียบกันได้ กับความสงบที่ได้ รับ ในชั้นศีล. วิธีที่สองได้แก่การเอาแผ่นหินหรือแผ่นกระดานทับไว้ มันจะราบ เตียนไปชั่วที่แผ่นหินนั้นยังกดอยู่ ดูเรียบร้อยเพราะมีแผ่นหินปูก็จริง แต่เมื่อยก ของทับนั้นขึ้นเสีย ไม่ช้ามันจะกลับงอกขึ้นอีก และต้องกดทับลงไปอีก. นี้ พอจะเปรียบกันได้ กับความสงบที่ได้รับในชั้นสมาธิ. ส่วนวิธีปราบอันสุดท้าย นั้นคือ การชุดรากของมันขึ้นมาแล้ว สุมไฟเผาให้เป็นขี้เถ้า ละลายลงใน แม่น้ำให้ สูญสิ้นไป ก็จะหมดจดเด็ดขาด และเป็นครั้งสุดท้ายจริง ๆ. นี้เปรียบ กันได้ กับการปราบและได้รับความสงบในชั้นปัญญาที่ถึงที่สุด. ด้วยเหตุผลและอุทาหรณ์ ดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ เราพอจะจับใจความสำคัญ ได้ว่า ถ้าความสงบที่เกิดขึ้นเป็นความสงบชั้นสูง ความสุขหรือความพอใจก็ จะเป็นชั้นสูง ซึ่งเป็นคนละชั้นกับความพอใจของคนธรรมดา หรือคนธรรมดา อาจไม่พอใจก็ได้. แต่ก็ยังมีความสงบขั้นต่ำ ที่พอเหมาะกับภูมิแห่งจิตใจ หรือ ต่ำลงไปกระทั่งถึงความสงบชั้นเทียม กล่าวคือความสงบชนิดที่ต้องขวนขวายหา สิ่งสนองความอยากมาป้อนให้ ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น. แต่ถึงกระนั้นก็ดี เราย่อมพบใจความอันน่าอัศจรรย์อยู่นั้นเอง คือว่า ความสุขหรือความพอใจ ที่เกิดมาจากสิ่งอื่นนั้น ย่อมไม่มี, เฟนสิ่งที่น่าศึกษา น่าพิจารณายิ่งนัก, แต่ตามนัยแห่งพุทธปรัชญานั้น ยังมีอรรถที่ลึกซึ้งเปนรสอร่อยแก่การศึกษา
น.39 และความรู้แจ้งยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก คือความจริงที่เราจะได้ พิจารณากันต่อไป อีกชั้นหนึ่งว่า สิ่งที่เราเรียกกันว่าความสุขนั้น มันเป็นของไม่มีตัวจริง เป็นคำ ที่สมมติขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสุขแท้หรือสุขเทียม คือสุขเกิดแต่โลกิยารมณ์ หรือ สุขเกิดแต่ธรรมก็ตาม. คือตามความเป็นจริงนั้น มีแต่ความทุกข์ ที่โพลงขึ้น กับ ความสงบลง ๆ ของความทุกข์ นั้น ๆ เท่านั้น พระองค์ จึงทรงแสดงเปิดเผย แก่โลก เพียงแต่ความทุกข์ กับความดับของทุกข์ เช่นที่ทรงแสดงไว้ในรูปแห่ง อริยสัจจ์สี่ประการ ซึ่งมีแต่ทุกข์, เหาให้เกิดทุกข์, ความดับทุกข์, และทาง ที่จะเข้าถึงความดับทุกข์นั้น. ไม่มีที่กรุงเอ่ยถึงความสุข เว้นแต่ในที่ซึ่งทรง แสดงด้วยโลกิยโวหารตามภาษาชาวโลก ซึ่งจะให้ ง่ายแก่การพึงของชาวโลก หรือเมื่อพูดกันด้วยสำนวนธรรมดา เช่นที่ว่า นิพพานํ ปรมํ สุขฺ นิพพานเฟน สุขอย่างยิ่ง ดังนี้เป็นต้นนั้น เท่านั้น. ภาษาของมนุษย์ มีเรียกสิ่งที่ตนชอบ ว่าความสุข เลยมีคำ ๆ นี้ที่เข้าใจกันดีอยู่แล้ว และเป็นต์ คู่กันกับค่าว่าทุกข์ ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ ตรัสรู้ ความจริง โดยเฉพาะมีเพียงอันเดียวโดด คือ ที่สุดของทุกข์ ซึ่งหมายความว่า ทุกข์ ทั้งมวลจะต้องดับลงที่นั้น จึงมีโวหารพูดที่พระองค์จะต้องทรงใช้ ถึงสองชนิด หรือโลกิยโวหาร เรียกที่สุด ทุกข์นั้นว่า ความสุข ดังที่มีตรัสถึงโดยทั่วไป, และโลกุตตรโวหาร เช่นที่ใช้ ทรงแสดงอริยสัจจ์ หรือปฏิจจสมุปบาทเป็นต้น ซึ่งไม่มีเอ่ยถึงคำว่าสุขเลย เมื่อ พูดถึงที่สุดเด็ดขาดของทุกข์แล้ว ก็หมดสิ้นกันเพียงแค่นั้น ซึ่งเป็นโวหาร ปรัชญา หรือวิทยาศาสตร. ถ้าเราเข้าใจความจริงในข้อนี้ดี เราก็จะรู้จัก สิ่งที่เราหลงเรียกกันว่าความสุขนั้นได้ ดียิ่งขึ้น และทราบชัดว่าพระพุทธองค์ ได้ทรงค้นพบหรือได้ตรัสรู้อะไรกันโดยชัดเจน และเราจะทราบได้ อีกอย่างหนึ่ง ด้วยว่า ของคู่ ๆ คือสุข ทุกข์, ดีชั่ว, เย็นร้อน ฯลฯ เหล่านี้ มีอยู่แต่ใน โลกิยโวหาร คือภาษาโลกเท่านั้น, ไม่มีในโลกุตตรโวหาร. เช่นการแสดงปฏิจจ
น.40 สมุปบาท เราจะเห็นได้ว่า ทรงแสดงเรื่องทุกขอย่างเดียว แสดงว่าทุกข์มีขึ้นและ มากขึ้น ๆ ได้อย่างไร , แล้วทุกข์นั้นน้อยลง ๆ จนถึงที่สุดทุกข์ได้อย่างไร. และ เมื่อทรงชักชวนใครมาประพฤติพรหมจรรย์ ในสำสนานี้ พระองค์ย่อมตรัสว่า มาประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์กันเถิด ดังนี้เป็นต้น, ไม่มีการเอ่ยถึงความสุข ซึ่งเป็นสิ่งสมมตินั้นเลย. คำว่าสุข ๆ เป็นของส้ม- มติ ทั้ง ๆ ที่มันเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดในหมู่มนุษย์ และกล่าวขวัญถึงกันมาก ที่สุดกว่าคำใด ๆ อย่างไรนั้น เราจะได้ พิจารณากันต่อไปอย่างละเอียด. "สุข" เป็นสิ่งสมมติ คำว่าสุข เป็นคำที่สมมติให้ แก่สิ่งที่ไม่มีตัว จริงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เมื่อมองดูตามแง่ของพุทธศาสนา. และแม้ เราจะมองดูกัน ด้วยแง่ของวิทยาศาสตร์หรือหลักของเหตุผลทั่วไป เราก็ยังพบว่าเป็นคำสมมติ เหมือนกัน. ถ้าเราจะมองหาตัวอย่างที่ง่าย ๆ ที่สุดเสียก่อน เพื่อเป็นเครื่อง ช่วยความเข้าใจ เราจะหาได้จากวิทยาศาสตร์นั้นเอง. เช่นวิทยาศาสตร์ก็พูด ได้แต่ว่าร้อนเท่านั้นเท่านี้ แต่ไม่อาจพูดว่าเย็นเท่านั้นเท่านี้ พร้อมไปด้วยกันทั้ง สองอย่าง. เมื่อพูดว่าร้อน ๑๐๐ องศา ย่อมหมายถึงร้อนจนทนไม่ไหว และเป็นการเผาไหม้อยู่แล้ว, เมื่อพูดว่าร้อน ๑๐ องศา ย่อมหมายถึงเย็นจน ทนไม่ไหว, หรือเมื่อพูดว่า • องศา ย่อมหมายถึงเกินกว่าที่จะเย็นเสียแล้วดังนี้. ความจริงก็เพราะมีความร้อนอยู่มากหรือน้อยต่างกันนั้นเอง เช่นเมื่อมีความ ร้อน ๑๐ องศาดังนี้ มนุษย์หนาวแทบตาย ทั้งที่ความรอนมีอยู่ ก็เรียกว่าเย็น, แต่ว่าอาจมีสัตว์ชนิดอื่น ที่ไม่เห็นว่าเย็นก็ได้, นั้นเป็นเราเอามาตรฐานความ รู้สึกของมนุษย์เป็นเครื่องสมมติ จึงมีร้อนมีเย็น ซึ่งตามความจริงควรจะมี อย่างเดียว เป็นแต่ว่ามันมากหรือน้อยเท่านั้น จึงจะเฟนคำพูดที่ถูกต้องตาม ความจริงหรือตายตัว และใช้ ได้ ทั่วไปไม่จำกัดเวลาและสถานที่ หรืออื่น ๆ.
น.41 นี่เราจะเห็นได้ ชัดเจนอย่างหนึ่งแล้วว่า คำว่าเย็น ๆ นั้น เราสมมติให้เข้าที่ความ ร้อนซึ่งค่อย ๆ ต่ำกว่า ๒๐ องศาลงมา ( แต่ตอนนี้ใครอาจยังร้อนอยู่ก็ได้ ), เมื่อลดมาถึง ๑๐-๑๕ องศา จึงจะรู้ชัดว่าเย็นแล้วจริง ๆ จนแทบทนไม่ไหว. เราสมมติคำว่าร้อน ให้ที่ความร้อน ๓๐๐ องค์ คือร้อนจนเผาไหม้ ได้แล้ว, ถ้าความร้อนทวีขึ้นไปจนถึง ๑๐๐๐ องศา เราอาจสมมติให้มันว่าร้อนที่สุด, แต่ ถ้าถึงล้านองศา เช่นความร้อนที่ดวงอาทิตย์ ดังนี้ มนุษย์คงจะจนคำพูดที่จะ เรียกมันว่าอะไรเปนแน่. เราได้ความชัดอีกอย่างหนึ่งว่า การสมมตินั้น ยาก ที่จะเอาความจริงแน่นอน, ควรจะบัญญัติ ( บัญญัติ ก็คล้ายสมมติเหมือนกัน แต่ชัดเจนกว่า) เป็นความจริงที่แน่ชัดขึ้นไปกว่า. เพราะเหตุนี้เอง วิทยาศาสตร์ จึงมีภาษาเฉพาะว่า ร้อนเท่านั้นเท่านี้ กระทั่งร้อนต่ำกว่า • องศา. ไม่มี ภาษาว่าเย็นเท่านั้นเท่านี้ คู่กัน. แต่สำหรับในพุทธปรัชญานั้น ยังมีความ หมายที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น คือว่า สุขนั้นไม่มีเอาเสียจริง ๆ เพราะถือว่าการที่ยัง ต้องเป็นสัตว์สังขารอยู่นั้น ยังเป็นความทุกข์อยู่ แม้มันจะเบาบางลงเท่าใด ก็ ยังเรียกว่า ทุกข์เท่านั้นอยู่นั้นเอง เมื่อทุกข์หมด เรียกว่า "ที่สุดทุกข์" แล้ว ก็ไม่มีอะไรอิก. ส่วนสุขนั้น คือคำที่สมมติให้แก่อาการตอนต้น ๆ ตอนใด ตอนหนึ่งก็ตาม ตามความพอใจของผู้สมมติ และอาจแตกต่างกันเป็นฟ้าแลดิน ก็ได้ สำหรับสุขของคนหนึ่ง กับของอีกคนหนึ่ง. เช่นคนหนึ่งกำลังเดือดร้อนหรือ เห็นเฟนทุกข์อยู่ในเมื่อต้องทำอะไรชนิดแบกเกียรติยศ หรือเรียกว่าขายผ้าเอา หน้ารอด, แต่อีกคนหนึ่งอาจเห็นเป็นสุขไปก็ได้. ดังนั้นเมื่อจะกล่าวให้ ถูก ตรงและชัดเจนหรืออย่างที่เรียกว่า ปรมัตถโวหารแล้ว ท่านจึงบัญญัติเอาที่ ทุกข์ และความลดลงของทุกข์ โดยลำดับ ๆ กว่าจะถึงทุกข์สูญ คือที่สุด ทุกข์. อาการต่าง ๆ ในระหว่างนั้น ใครจะสมมติว่าสุขหรืออะไร ก็แล้วแต่ จะพอใจ. นี่ย่อมเห็นได้ ว่า ที่เราเรียกกันว่าสุข ๆ นั้น หมายถึงความสงบ
น.42 ของความทุกข์ชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งจะเป็นอย่างแท้หรืออย่างเทียมก็ได้ ดังที่ กล่าวมาแล้วข้างต้น. เมื่อหมดทุกข์ ก็แปลว่าอยู่เหนือทุกข์ เหนือทุกสิ่งทุก อย่าง ไม่มีการยึดถืออะไรว่าเป็นอะไร เพราะการยึดถือว่าอย่างไรอยู่นั้น ยัง ไม่ใช่ที่สุดทุกข์ ยังเป็นทุกข์ชนิดหนึ่งเหมือนกัน แม้ ว่าจะมองเห็นยากเพียง ใดก็ตาม อีกประการหนึ่ง เมื่อพิจารณาดูถึงสิ่งที่เรียกว่าสุข ๆ ของคนเราแล้ว นอกจากจะพบว่ามันได้แก่ความที่ทุกข์สงบไปตามส่วนแล้ว ยังพบต่อไปว่า มัน ต้องมีทุกข์มาให้ เป็นพื้นฐานเสียก่อน สำหรับจะได้ คุขึ้นเป็นความไม่สงบ เช่น ความอยากได้ เป็นต้น และแล้วเมื่อสิ่งที่คนั้นสงบไป อย่างเด็ดขาดหรือไม่ เด็ดขาดก็ตาม อาการที่คนเราสมมติชื่อให้ ว่าความสุขก็เกิดขึ้น เช่นถ้าไม่มี อะไรยังให้เกิดความรักหรือความอยากเสียก่อน การได้สมรักหรือสมอยากก็ มีไม่ได้ ความสุขเพราะสิ่งนั้นเลยมีไม่ได้ ดูเป็นของหลอกลวงเต็มที่อยู่แล้ว. หรือถ้าพิจารณามาจากข้อที่ว่า สิ่งที่เราหลงเรียกว่าความสุขนั้น คือการถ่วง ให้สมดุลย์ กับความทุกข์ หรือความหลงไหลของเราในการที่สร้างความพร่อง หรือความเยี่ยงเอนไปทางหนึ่งทางใดเอาเอง สำหรับจะได้หลอกตัวเองว่าสุข ๆ เมื่อได้ สิ่งนั้นมาถ่วงให้แก่ตัณหาของตัวดังนี้แล้ว เราจะเห็นได้ว่า สุขนั้นก็คือ การหลอกตัวเองเท่านั้น. ข้อที่ว่าต้องมีทุกข์มาเป็นพื้นฐาน สำหรับให้คนเรา หาความสุข หรือทำนาหาความสุขบนความทุกข์ นั้น เป็นของที่เห็นกันได้ ทั่วไป มติของคริสตัง ก็คือว่ามีบาปดังเดิม (Original Sin) ของมนุษย์ โดยไม่ ต้องมีการสืบสวน หรือสืบสวนไม่ได้ ว่ามันมีมาแต่เมื่อไร และเพราะเหตุไร. โผล่ขึ้น ก็ให้มนุษย์มีบาปมาเต็มที่แล้ว ทำความดีไถ่ถอนบาปหาความสุข โดย การทำตามคำสอนของพระเป็นเจ้า. แม้ ในฝ่ายพุทธศาสนาเรา ก็ถือว่า ชาติ ชรา มรณะ หรือทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ มีมาจากอวิชชา และอวิชชานั้นมีได้ด้วยอวิชชา
น.43 เองนั่นเอง ซึ่งยอมรับรองว่าเป็นบาปดั้งเดิมของชีวิตทุก ๆ ชีวิตมาแล้วเหมือน กัน. โดยถือเสียว่า ถ้าไม่มือวิชชาเปนของปรุงแต่งแล้ว สัตว์ ในโลกนี้มี ขึ้นมาไม่ได้. ครั้นมี้ขึ้นมาแล้ว ก็มีบาปติดมาเสร็จแล้ว คือต้อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย และความทุกข์อย่างอื่น มี โลภะ โทสะ โมหะ เป็นของสำหรับเผาลน ตัวเองมาพร้อมดังนี้. ไม่มีอะไรอื่นอีกนอกจากเป็นไปตามอำนาจของกิเลส นั้น ๆ ได้ รับผลคือความทุกข์ แล้วก็หาวิธีบำบัดไปตามที่จำเป็นหรือตามที่จะคิด ออก. เมื่อบำบัดทุกข์ สิ้นไฟเท่าใด จะถือว่าสุขเกิดขึ้นมาอย่างไร เพราะที่ จริง เปนแต่ทุกข์ ส่วนมากน้อยลงไปบ้างเท่านั้น. เช่นเมื่ออุณหภูมิลดลงไป ๑๐ องศา จากร้อยองศา เราจะเรียกว่าเย็นเท่านั้นเท่านี้ไปทางไหนได้ นอก จากว่ามันร้อนน้อยลงเท่านั้น. ข้อที่ความทุกข์อันมีอยู่ก่อนมาสงบไป เฟน เพียงการถูกลดโทษ ไม่ใช่การได้ รางวัล มันจึงไม่ใช่ความสุขอยู่ในตัว เป็น เพียงความสุขที่โวหารโลกเรียกกัน การที่ตกอยู่ภายใต้ โมหะคือความหลง. ตามทางธรรม เห็นว่าการยอมตนอยู่ภายใต้ความเร่าร้อนของความกำหนัดยืน ดีในอารมณ์ที่กำหนัดนั้น เป็นความทุกข์, แต่ตามความรู้สึกของสัตว์ โลกที่ยัง ไม่รู้จักกิเลสอันนี้ ย่อมพอใจและเห็นเป็นความสุขไปเอง ความสุขจึงเกิดมีขึ้น ในโลกได้ และมีคำนามสำหรับเรียกดาดดื่นยิ่งกว่าความทุกข์ เสียอีก, ความ ทุกข์เป็นของมีอยู่แท้ แต่ไม่ค่อยมีใครเรียกหาหรือกล่าวขวัญถึงกันนัก คงเรียก ร้องเฉพาะความสุขซึ่งไม่ใช่ของมีอยู่จริง เป็นเพียงมายาที่เข้า ๆ ออก ๆ ตาม แต่ใครจะมีความคิดสูงต่ำ หรือตกอยู่ภายใต้ อำนาจกิเลสมากน้อยเพียงใด, และด้วยเหตุที่ความสุขเป็นนามศัพท์ ที่มีอิทธิพลเหนือจิตใจของสัตว์ มากกว่า ความทุกข์มากนัก จึงในการพูดกับชาวโลกเพื่อแนะข้อปฏิบัติธรรมให้ ต้อง พลอยใช้ คำว่าความสุขไปตามด้วย แทนที่จะใช้ ว่าความทุกข์ ซึ่งน้อยลงไป เพราะสัตว์ นั้น ๆ ไม่เคยนึกว่าตนมีทุกข์อยู่ในตนเป็นพื้นฐาน สำหรับไถ่ถอน
น.44 ออกไปเสีย มิหนำซ้ำยังสำคัญว่าตนกำลังจะมีสุข, โดยที่จิตใจในขณะนั้น ก็เพ่งมองอยู่ที่ความทุกข์ อันน้อยลงไปนั่นเอง. สิ่ง ๆ เดียวกันกลับให้ชื่อต่างกัน ทั้งนี้ก็เพราะความที่รู้จักสิ่งนั้นคนละแง่คนละมุม. เมื่อสิ่งที่เราหลงเรียกกันว่า ความสุข ๆ นั้น เป็นเพียงความกลบเกลื่อนหรืออย่างดีที่สุดก็เป็นการไถ่โทษบาป ของตัวเอง ดังนี้แล้ว สุขนั้นก็ย่อมไม่มีความจริง. และที่เห็นว่ามีอยู่นั้น ก็ เป็นเพียงมายา คือต้องมีความทุกข์ อันร้ายกาจมาเป็นพื้นฐานหรือต้นทุนให้เสีย ก่อน จึงค่อยทำการปลดเปลื้องมันออก เรียกส่วนที่ปลดเปลื้องออกได้ บ้าง นั้นว่าเป็นรางวัล หรือความสุขที่ตนได้ รับ เป็นกำไรของชีวิตนี้ ซึ่งถ้าพิจาร- ดูให้ดีแล้ว ตนจะรู้สึกเวทนาสงสารตัวเองเป็นที่ยิ่ง. คือเราจะต้องเฉือนขาของ เราเอง ให้เป็นแผลเสียก่อน เพื่อจะได้ รักษาแผลนั้น แล้วดีใจมีความสุขว่า เราหายจากแผล มีโชคดีมาก. ความไพเราะของดนตรี และความงามของ ศิลปะต่าง ๆ นั้น ไม่มีความต้องการในจิตใจของคนธรรมดา ที่ยังไม่มีแผลของ ความอยาก อันเกิดขึ้นเพราะไปลงทุนศึกษาว่า ดนตรีหรือศิลปะนั้น ๆมีความ ไพเราะและความงามอย่างไร. ชาวไร่ชาวนาที่ไร้ แผลอันนี้ ถูกหาว่าเป็นคน ป่าเถื่อนยังไม่เจริญ ซึ่งที่จริงนั้นเขาเป็นเพียงผู้ ที่ไม่ต้องรักษาแผลที่เขาจะเฉือน ทำมันขึ้นเองเท่านั้น. ก็เมื่อความสุขนั้น เป็นเพียงรางวัลที่ได้รับจากการที่ตน หลงทำให้เป็นแผล แล้วรักษาเอาเอง และรางวัลนั้นก็คือการที่ตนได้หายนั้น เอง ดังนี้แล้ว จะเห็นเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ว่า สุขนั้นไม่ใช่ของสมมติ หรือ เป็นเพียงคำพูดของสัตว์ โลกที่ยังมีตัณหาอุปาทาน. และเป็นโวหารพูดตายตัว ของโลก จนกระทั่งแม้ ท่านผู้ พ้นจากสมมติแล้ว ก็ต้องพลอยผสมโรงใช้ค่าๆ นี้ด้วย ในเมื่อจะพูดกับชาวโลกหรือพูดตามภาษาโลก เพราะว่าภาษาของ ชาวโลกนั้น ไม่มีค่าที่ตั้งไว้ สำหรับเรียกสิ่งที่ไม่เคยมีในโลก หรือที่พ้นวิสัย โลก.
น.45 หลักของพุทธศาสนามีอยู่อย่างชัดเจนแล้วว่า "ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์ เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป, นอกจากทุกข์แล้ว (ในโลกนี้) หามีอะไรเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปไม่." โลกุตตรโวหารเช่นนี้ อาจ จะฟังยากสำหรับผู้ที่กำลังมัวแต่จะเฉือนแผลขึ้นรักษาเอง โดยไม่รู้สึกตัว ขณะที่ทำตัวเองให้เป็นแผล ตนไม่รู้สึก เช่นขณะที่ตนเองอุตริไปยึดถือตาม เขาว่า นั้นคือความงามความไพเราะของศิลปะชั้นสูง, หรือที่ปล่อยให้คนหลงไป กำหนัดรักด้วยความยึดถือแน่นแฟ้นในสิ่งที่ตนรัก. แต่ข้อนี้จะโทษใครไม่ถนัด หรือจะติว่าเป็นความผิดของผู้นั้นเองก็ไม่ถนัด นอกจากจะปล่อยให้เป็นบาปกรรม' ของมนุษย์ ที่ได้เกิดขึ้นมาจากอวิชชาปรุงแต่ง. เพราะมือวิชชาเป็นแดนเกิด นั่นเอง จึงไม่รู้สึกเมื่อเฉือนตนให้เป็นแผลทุกครั้งไป. ในเรื่องใหญ่หรือเรื่อง สำคัญ ที่สุดอันถึงกับจะต้องใช้ ศีล สมาธิ ปัญญา เช่นเครื่องรักษาแผล ก็ เป็นเช่นเดียวกัน คืออวิชชาของผู้นั้นนั่นเอง ที่ทำทุกข์โทษต่าง ๆ ให้ เกิดขึ้นจน กว่าผู้นั้นจะรู้สึกได้ว่า ผู้ที่คลอดตนมานั่นเอง คือข้าศึกของตน และทำลายมัน (อวิชชาผู้คลอด) เสีย ซึ่งเมื่อท่านจะพูดให้ เปนคำลึกซึ้งกินใจ ท่านกล่าวว่า "ให้ฆ่าบิดามารดาของตนเสีย," หรือที่ข้า ฯ จะพูดในที่นี้ว่า ให้หัดมือ ที่เฉือนแผลให้แก่ตนเองนั้นเอง เสีย. เมื่อ" หดมือที่จะเฉือนแผลให้แก่ตน เอง" เสียได้แล้ว ก็จะไม่มีความวุ่นวายใดเกิดขึ้นอีกต่อไป และถึงที่สุดทุกข์ กันเพียงนั้น เพราะว่าการหดมือได้ นั้น ก็คือทำลายอวิชชาซึ่งเป็นรากเง่าของสิ่ง ทั้งปวง ที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์เสียได้เด็ดขาดนั้นเอง. เท่าที่กล่าว ย่อมเห็นได้ อีกชั้นหนึ่งว่า สุขนั้น ๆ เป็นของที่หลงสมมติกันขึ้นเพราะความเข้าใจผิด หรือ โดยเจาะจง ก็เพราะอำนาจอวิชชา ซึ่งในขณะนั้นได้เป็นผู้สร้างและครอบ ครองอยู่ตลอดเวลาที่เรายังไม่รู้จักมัน ,และทำลายมันเสียได้. นับเป็นข้อที่น่า ประหลาดอยู่.
น.46 ๔๑ และยังมีข้อที่น่าประหลาดไปกว่านั้นอีกประการหนึ่ง คือข้อที่ว่า แม้สุข นั้นจะเปนเพียงของที่สมมติขึ้น ยิ่งกว่านั้นยังเปนการสมมติผิดที่ ๆ ควรสมมติอิก ด้วย. เช่นความสุขที่เกิดจากได้อะไรสมปรารถนา แทนที่จะกล่าวว่าการได้ สมปรารถนา เปนความสุข, กลับไปกล่าวว่า วัตถุที่ได้นั้นเปนความสุข, ซึ่งจะได้พิจารณากันสืบไป. ความสุขที่สมมตินั้น สมมติผิด ที่เห็นว่าสมมติผิดได้ชัด ๆ นั้น เช่นเมื่อพูดว่า "นิพพานเปนสุขอย่างยิ่ง." ข้อนี้ใคร ๆ ย่อมเห็นได้แล้วว่า นิพพานนั้นอยู่เหนือการเปนสุขหรือเปนทุกข์. จิตที่ได้ประสพนิพพานต่างหาก เปนตัวได้รับความสุข, การที่จิตได้ความรู้สึกอย่างหนึ่งในเมื่อประสพกับนิพพาน ต่างหากเปนการได้สุขของจิต. และตัวความรู้สึกหรือรสที่ได้จากการ ประสพกับนิพพานนั่นเอง คือตัวความสุข, หาใช่ตัวนิพพานไม่. เพื่อให้เข้าใจ ความข้อนี้ได้ ง่าย ๆ เราควรเปรียบเทียบกับโวหารสามัญที่เรามักพูดกันอยู่ ทั่วไป ๆ เช่นคำพูดที่ว่า กรุงเทพ ฯ สนุก, ดังนี้ เราย่อมเห็นได้ ว่าสมมติ ความสนุกนั้นผิดที่เสียแล้ว. ที่จริงจิตที่พอใจในกรุงเทพ ฯ ต่างหาก ที่รู้สึก สนุก, ความรู้สึกของจิตที่พอใจต่างหากเปนความสนุก. กรุงเทพ ฯ เปน เพียงที่ ๆ ให้เกิดความสนุกแก่จิตของผู้ที่พอใจเท่านั้น. กรุงเทพฯ อาจเปน ทุกข์ หรือยัดเยียดสกปรกสำหรับอีกคนหนึ่งก็ได้ ซึ่งถ้าให้ถูกต้องจริง ๆแล้ว ย่อมกล่าวไม่ได้เลยว่าตัวกรุงนั้นสนุก หรือไม่สนุก. ความสนุกอยู่ที่จิตของ คนที่พอใจต่างหาก แต่โวหารพูดของชาวโลกย่อมโยกไปได้ตามอำนาจของ ความที่มัวแต่จะหลงไปเพลิดเพลิน เลยมองไม่เห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เปนจริงไป เลยเกิดการสมมติผิดที่ขึ้นในโวหารของโลก และกลายเปนของธรรมดาไป. เมื่อ ไม่พิจารณาโดยแยบคาย ก็ไม่เปนของสำคัญ. แต่สำหรับการถอนตัวออกจาก ทุกข์หรือทำความสงบนั้น ย่อมต้องอาศัยการพิจารณาโดยแยบคายอยู่ไม่น้อย
น.47 จึงควรฝึกหัดพิจารณาอย่างละเอียดไว้บ้าง. ในอุทาหรณ์ของคำว่า กรุงเทพฯ สนุก เราย่อมเห็นการสมมติผิดที่ฉันใด ในข้อว่า พระนิพพานเปนสุข ก็เปนการ สมมติผิดที่ฉันนั้น. ทั้งนั้นทั้งนี้ ก็เพราะเหตุที่สุขเปนของไม่มีจริง มีเพียงที่ สมมติให้แก่ความสงบของความทุกข์เปนขั้น ๆ ไปเท่านั้น. เมื่อเป็นของสม- มติไม่มีตัวจริงแล้ว การสมมติผิดที่ก็เปนของธรรมดาของสิ่งที่สมมติทั้งหลาย ไปด้วย ซึ่งเมื่อใดเห็นประจักษ์ในความจริงข้อนี้แล้ว ก็จะไม่มีการยึดถือ. แทนที่จะยึดถือว่าศีลเปนสุข ก็จะเห็นตามที่เป็นจริง ว่าศีลเนเครื่องให้เกิด ความสงบจากโทษทางกายและวาจา และเราเรียกรสที่ได้รับจากความสงบนั้นว่า ความสุข ซึ่งเปนการสมมติให้แก่การที่ความทุกข์มาน้อยลงไป คือดับไปส่วน หนึ่ง ๆ แทนที่จะยึดถือว่าสมาธิเปนสุข ก็จะเห็นตามที่เป็นจริงว่า สมาธิเปน เพียงเครื่องมือให้เกิดความสงบทางจิต และเราเรียกรสที่ได้รับจากความสงบ นั้นว่า ความสุข, ซึ่งเปนคำที่สมมติให้แก่การที่ความทุกข์ไดดับน้อยลงไป อีกส่วนหนึ่งอีก. แทนที่จะยึดปัญญาหรือวิปัสนาว่าเปนความสุข จะเห็นตาม ที่เป็นจริงว่าเปนเพียงเครื่องมือที่ตัดรากเชื้อกิเลส ที่นอนนิ่งอยู่ในสันดานให้ ขาดสูญ ไม่มีวันที่จะกำเริบขึ้นอีกต่อไป และได้รับความสงบอย่างเด็ดขาด และเราเรียกรสที่จิตได้รับจากความสงบอันนี้ว่าเปน ความสุขอย่าง ยิ่ง ซึ่งเป็นค่าที่สมมติให้แก่ที่สุดจบของความทุกข์นั่นเอง. ทั้งหมดนี้ เป็น ไปในฝ่ายที่เปนความสงบแท้ หรือเมื่อกล่าวโดยสมมติก็คือ สุขแท้. ส่วนในฝ่ายความสงบเทียมหรือสุขเทียมนั้น ก็เปนไปในทำนองเดียวกัน. เช่นแทนที่จะยึดถือว่า ลาภ ยศ สรรเสริญ เปนความสุข ก็จะเห็นตามที่เปน จริงว่า มันเปนสิ่งที่สนองความอยากของผู้อยากได้ เพื่อให้ความอยากนั้น ๆ ระงับสงบไปเปนครั้งคราวเท่านั้น และเราเรียกความไม่ดิ้นรนของตัณหา เพราะ
น.48 มันได้รับความพอใจชั่วคราวนั้น ว่าเป็นความสุข. และเพราะเหตุที่มันเป็น ความสงบอย่างเทียม ไม่ช้ามันก็จะกำเริบขึ้นอีก เหมือนกับเอาเหยื่อไปจ้าง เสื้อให้หยุดทำร้าย ซึ่งเป็นไปได้ เพียงชั่วคราว, มันจึงเป็นสุขเทียม, เป็น ความเท็จสองชั้น คือเป็นของสมมติชั้นหนึ่งแล้ว ยังเป็นของชั่วคราวอีกด้วย. สำหรับความพอใจหลงไหลในกามคุณ ของสัตว์ ที่ติดใจในกามคุณก็ทำนอง เดียวกันกับลาภยศเป็นต้นเหล่านั้น คือกามคุณที่ได้รับนั้น ๆ เปนเพียงเครื่อง ช่วยให้ตัณหาหยุดดิ้นรนไปชั่วคราว เพราะมีสิ่งสนองความพอใจมากลบเกลื่อน ไว้ จนกว่ามันจะเปลี่ยนไปเป็นความดิ้นรนในรูปอื่นหรือครั้งอื่น. เพราะฉะนั้น เปนอันกล่าวได้ว่า ถ้ามันยังกลับคุขึ้นมาเผาไหม้ ได้ ใหม่ แม้จะเล็กน้อยหรือ โดยอ้อมเพียงไรก็ตาม ยังไม่เรียกได้ว่า มันเป็นความสงบที่แท้ จริง และทุกข์ ดับไฟอย่างเด็ดขาด. ลักษณะของความสงบอย่างเทียม หรือสงบเพียงเอกเทศ ที่ค่อยสูงขึ้น ตามลำดับ ๆ จนกระทั่งถึงความสงบอันแท้จริงนั้น มีลักษณะพอเปนเครื่อง สังเกตอย่างเคร่า ๆ ดังต่อไปนี้. การได้ตามใจตัวไปเสียทุกอย่าง (Self - Indulgence) ในส่วนอารมณ์ ที่ตนปรารถนาทาง ตา หู จมูก ลิ้น และกายสัมผัส เหล่านี้ เป็นการได้ อะไรมากลบเกลื่อนความอยาก หรือป้อนความอยาก พอที่จะไม่รู้สึกเร่าร้อน ได้ ก็จริง แต่ในที่สุดก็ฉิบหาย เป็นความสุขที่เท็จเทียมที่สุด หาใช่ความสงบ ไม่. เมื่อมีอยู่ในที่ใด พึ่งรู้จักว่านั้นเป็นเพียงการได้ตามใจตัว. การฟุ่มเฟื่อย (Luxury) คือการมีสิ่งสวยงามสดวกสบายเกินกว่าที่จะ พึ่งมี ทำความพอใจให้ในตอนแรก ๆ ขณะที่ตนยังไม่เคยผ่าน คล้ายกับว่า เป็นแดนสวรรค์ในโลกนี้ ใจคงไม่ดิ้นรนอยู่ชั่วขณะที่ยังไม่เบื่อ ราวกะว่ามัน จะไม่มีความต้องการอันใดอีก แต่ในที่สุดก็เป็นของเกะกะรำคาญจนอยากจะ
น.49 พ้นไปเสีย ซึ่งเจ้าชายสิทธัตถะเคยผ่านมาแล้ว นี้ก็ไม่ใช่ความสงบ. มีในที่ใด พึ่งรู้ว่านั้นเป็นเพียงความฟุ่มเฟื่อย ได้ความสงบอย่างเทียม. ความเพลิน หรือนันทิ (Pleasure) คือความที่พอใจในรสที่ถูกอารมณ์ อย่างแรงกล้า อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งแม้ มีเพียงอย่างเดียวก็ได้. เป็นการ แวดวงให้กระแสร์ของตัณหาไหลเชี่ยวเป็นเกลียวแน่ไปทางใดทางหนึ่ง ซึ่งเฟน สมาธิของกาม นี้ก็หาใช่ความสงบอันแท้จริงไม่ มีขึ้นเมื่อใด พึ่งรู้ว่านั้นเป็น แต่ความเพลิน. ความสบาย หรือ สัปปายะ (Ease) คือการได้อะไรพอเหมาะ ๆ กับ ความต้องการที่ไม่มีมากเกินของขีดไปนัก เช่นได้ การกินอยู่ การสมาคม หรือสิ่งแวดล้อมที่พอเหมาะกับตน ทำความพอใจให้อย่างมาก นี่ก็ยังไม่ใช่ ตัวความสงบแท้ เป็นเพียงความสบาย ที่อาจใช้เป็นอุปกรณ์หาความสงบ สูงขึ้นไป. มีขึ้น ก็พึ่งรู้จักว่าเป็นเพียงความสบาย. ความสุข หรือ สุข (Happiness) หมายถึงความที่ได้รับความพอใจ จากการทำความดีสำเร็จ เป็นอย่าง ๆ ไป รู้สึกพูมใจด้วยเกียรติที่เป็นน้ำพัก น้ำแรงของตน ปกครองครอบครัวผู้คนได้เรียบร้อยสมหมายเหล่านี้ อาจเป็น เครื่องมือสำหรับศึกษาในด้านจิตใจ เพื่อค้นหาความสงบอย่างสูงได้ ง่ายเข้า. แต่ก็ยังไม่ใช่ความสงบตามความหมายของธรรม, จะเป็นความสงบได้ ก็ เฉพาะเพียงฝ่ายโลกและเฉพาะตัว. ข้า ฯ อยากจะยุติความสงบชนิดที่ไม่แท้ ไว้เพียงเท่านี้ เพราะรู้สึกว่าสูง พอแล้วที่จะเป็นบันไดก้าวไปหาความสงบตามแบบของโลกุตตระ ต่อไป, ได้แก่ ความสงบที่แท้ หรือเป็นฝักฝ่ายของฝ่ายแท้, กล่าวคือ ๑. ศีล สงบโทษทางกายวาจาได้ เพราะการปฏิบัติตามระบอบอย่าง
น.50 ใดอย่างหนึ่งนี้เป็นเหตุให้สงบใจ. ‘แต่ตัวศีลเอง เปนความสงบเพียงเอกเทศ ยังไม่ใช่สงบแท้ ถึงที่สุด. ๒. สมาธิ สงบโทษหรือความรู้สึกชั่วร้ายที่กลุ้มรุมจิต ได้ด้วย การทำตามสมาธิวิธีระบอบใดระบอบหนึ่ง. นี้เป็นเหตุให้เกิดปัญญา ที่สามารถ สงบเชื้อของกิเลสที่นอนในสันดาน แต่ตัวสมาธิเอง ก็เป็นความสงบโดยเอกกาล คือเฉพาะกาล ยังไม่ใช่สงบแท้ ถึงที่สุด. ๓. ปัญญา เป็นความรู้แจ้ง หรือแสงสว่างที่ส่องลงไปยังส่วนลึก ของสันดาน เพื่อชุดเกลาเชื้อกิเลสที่ตกตะกอนอยู่ในที่นั้น ได้หมดสิ้นไป เพื่อ ว่าจักเกิดปัญญาเห็นสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริง ส่งขึ้นมาจากภายใน, ความโง่ หลงสงบไปบ้างในขั้นนี้ก็จริง แต่ถ้ายังไม่เด็ดขาด ความสงบนั้นยังไม่แท้ จึง เป็นเครื่องมือของความสงบอย่างหนึ่ง ที่ไกล ต่อความสำเร็จ หรือหวังความ สำเร็จได้ โดยจะก้าวไปโดยลำดับ ๆ ที่พอพิจารณาได้อย่างละเอียดต่อไป. ๔. ความหน่าย (นิพพิทา) เมื่อเห็นสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริงด้วย อำนาจของปัญญาแล้ว ย่อมหมายความว่า ได้ เห็นความที่สิ่งทั้งปวงในโลก เป็นเพียงมายา ไม่เที่ยง เฟนทุกข์ เป็นอนัตตา จึงเกิดความระอา ไม่อยาก ทะเยอทะยานในการได้ อะไรอีก. แต่นี่ก็เป็นเพียง นิพพิทา ความหน่าย ซึ่ง ยังไม่ถึงความสงบเด็ดขาด." ๕. ความสำรอกสิ่งย้อม (วิราคะ) เมื่อหน่ายในโลกียารมณ์ ความย้อมติดอยู่ในโลกเหมือนสี่ที่ย้อมติดอยู่กับผ้า ก็สำรอกออก ละลายออก แต่นี่ก็เป็นเพียงความจากออก ของการย้อมใจด้วยอารมณ์ ยังไม่ใช่ตัวความ สงบเด็ดขาด, มีขึ้น ก็รู้ว่ายังเป็นเพียงวิราคะ. ๖. ความหลุดพ้น (วิมุตติ) เมื่อไม่ย้อมติด ก็หลุดออกได้จาก
น.51 โลก คือ จากถาม จากภาพ และจากวิภพ, ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหมุนไป กับโลก หรือหมุนไปในภพอีกต่อไป, แต่ก็ยังเป็นเพียงความรอดออกมาได้ ใหม่ ๆ ๗. ความบริสุทธิ์ (สุทธิ) เพื่อหลุดออกมาได้ ก็เป็นอิสระแก่ตัว มีความบริสุทธิ์จากสิ่งท่วมทับ ผูกมัด เย็บย้อม ทั้งที่เป็นเหตุและเฟนผล ทั้ง คุณและโทษ ทั้งดีและชั่ว ทั้งบุญและบาป ทุก ๆ ประการ ซึ่งต่อจากนั้น ก็คือความสงบอันแท้จริง. ๘. ความสงบ (สันติ) เพราะบริสุทธิ์จากสิ่งเศร้าหมองที่เคยพัวพัน ดังกล่าวมาแล้ว ก็สงบจากปวงทุกข์ สงบจากกิเลสพร้อมทั้งเชื้อ ไม่มีการหมุน ของวัฏฏสงสาร กรรมเก่ายกเลิก, กรรมใหม่ก็ไม่มี ความต้องเกิดใหม่ก็ไม่ มีหน้าที่ฉันจะพึ่งทำต่อไปอิล อย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่มี, ไม่มีการอยากได้ ไม่ มีการอยากเป็น อยากรู้ ไม่มีความสงสัยกระหายจะรู้ แจ้งในสิ่งใด ๆ, ไม่มี ข้อผูกมัดหรือบังคับว่า ต่อนี้ไปจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้, ใครรักไม่ได้ เกลียดไม่ได้ ไม่ทิ้งร่องรอยไว้ให้ใครตามพบ ฯลฯ และเป็นความสงบ เงียบเพราะไม่มีการกระทำ, ไม่มีการถูกกระทำ, การไปการมา, เหล่านี้คือ ความหมายของคำว่าสงบในที่นี้ ซึ่งเป็นความสงบอันเด็ดขาด. ๘. บรมสันติ (นิพพานธาตุ) หมายถึงภาวะแห่งความสงบ ของ ความสงบเอง ซึ่งช้า ฯ เคยสมมติเรียกมาแล้วในตอนต้น ๆ ว่า "อัตตา ใหญ่ของสากลจักรวาฬ", คือว่าเมื่อกวาดสากลจักรวาหนี้ทั้งหมดออกไปทิ้ง 1. คำว่าสังขาร เป็นคำบัญญัติเฉพาะ Technical term ที่กว้างมาก, คือหมายถึงทุกๆ สิ่งที่มีสิ่งอื่นปรุงแต่ง ทั้งที่เป็นวัตถุ และที่เป็นจิตใจ คือไม่มีอะไรที่ไม่เปนสังขาร นอกจากนิพ- พานอย่างเดียว. ท่านผู้อ่านผู้ฟังโปรดระวังให้ดี มิฉะนั้นจะเข้าใจผิด.
น.52 เสีย พร้อมทั้งเหา พร้อมทั้งปัจจัยของมัน พร้อมทั้งพระเป็นเจ้าผู้สร้าง และ เหตุที่ทำให้พระเป็นเจ้าต้องสร้าง เหล่านี้ออกไปหมดแล้ว ไม่มีส่วนเหลือทั้งฝ่าย รูปธรรมและฝ่ายนามธรรม (คือทั้งรูปธาตุ มโนธาตุ หรือวิญญาณธาตุ), อะไรยังเหลืออยู่ นั่นแหละป่าช้า ของสังขารทั้งหลาย เป็นที่เข้าไปสงบของ สังขารทั้งหลาย, ทรงตัวมันเองอยู่ได้ โดยไม่ต้องมีอะไรสร้าง ไม่ต้องมีอะ- ไรช่วย หรือปรุงแต่ง, เป็นตัวอนักชีพ ซึ่งไม่ต้องมีการเกิด การดับหรือการ ตาย การมาหรือการไปในตัวมันเอง แต่คงมีตัวมันเองอยู่ได้ โดยไม่ต้องมี การทรงตัว หรือมีการเปนชนิดที่เป็นความไหลเวียน ซึ่งเป็นการแบกตัวเอง หรือแบกความมีความเป็น ของตัวเองไว้ ดังเช่นที่สรรพสังขารทั้งหลายกระทำ กันอยู่ จึงเป็นความสงบเงียบจากความคับแคบวุ่นวายโดยเด็ดขาด ซึ่งเมื่อ จิตใดได้เข้าถึงแล้วย่อมรู้ ความสุขอันไม่เคยพบเห็นมาก่อน และสูงสุดเด็ดขาด เพียงเท่านั้นเอง, และเฟนการกล่าวได้ว่า ได้ ออกไปพ้นจากโลก หรือสิ่ง ทั้งปวงได้แล้ว โดยที่เมื่อรู้จัก " สิ่ง" สิ่งเดียวนี้แล้ว ความไม่เที่ยงผันแปร และความเป็นทุกข์ของสิ่งทั้งปวง ไม่อาจครอบงำจิตของผู้นั้นได้ อีกต่อไป จึง กล่าวได้ว่า เขาผู้นั้นได้เดินทางไปถึงที่สุดจบ หรือสุดสิ้น ของความทุกข์แล้ว. สรุปความว่า สุขอื่น นอกไปจากความสงบแล้วเป็นไม่มี. ถ้าความ สงบเป็นอย่างเทียม ความสุขนั้นก็เทียม. ถ้าความสงบเป็นอย่างแท้ ความสุข ก็แท้. สงบมากก็สุขมาก, สงบน้อยก็สุขน้อย. และนี้เป็นกฎตายตัวของธรรม ชาติ ทั้งฝ่ายรูฟและฝ่ายนาม. ข้า ฯ ขอจบธรรมกถาด้วยความสมควรแก่เวลา และขอขอบคุณท่าน ทั้งหลายที่ได้ตั้งอกตั้งใจฟัง มาตั้งแต่ต้นจนจบ. ขอให้ธรรม พระถะเมตตา จงเจริญแต่ท่านทุกเมื่อ. ขอจงมีแต่ความสวัสดี. สวัสดี.
Buddhadasa