Buddhadasa.org
หนังสือชาวพุทธที่ดี ย่อมเป็นคริสต์ที่ดี › อ่านฉบับเต็ม

📖 ชาวพุทธที่ดี ย่อมเป็นคริสต์ที่ดี

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ สวนโมกข ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๒๓ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ · วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๒๓

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.8 ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในการทำบุญล้ออายุ ทั้งหลาย ! การล้ออายุปีนี้ดูจะไม่มีรสชาติอะไร เพราะกล่าวถึงแต่เรื่อง ที่เขาเข้าใจผิดต่ออาตมา เขากล่าวร้ายกันต่าง ๆ นานา ไปตามความ คิดเห็นของตน เอามาพิจารณาดู มีลักษณะเหมือนกับแกล้งสาดโคลน ก็มี หรือทำกระเด็นมาโดยไม่เจตนาก็มี จนถึงกะว่าเราเหยียบไม่ดี มันกระเด็นขึ้นมาก็มี มันเป็นการล้อสำหรับอาตมามากกว่า แต่อย่างไร ก็ดี ถือเอาโอกาสสิ่งที่ยังเข้าใจผิดกันอยู่นี้ มาทำความเข้าใจกันเสียใหม่ เป็นการทบทวนผู้ที่เข้าใจอยู่บ้างแล้ว และเพื่อให้ผู้ที่ยังไม่เข้าใจ ก็จะ ได้เข้าใจยิ่งขึ้น แล้วก็จะได้เอาไปใช้ ให้เป็นประโยชน์ได้ เป็นเรื่องต่อกันมาจากการบรรยายใน ๒ ครั้งที่แล้วมา บัดนี้ ก็มาถึงเรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ภาษาคน -ภาษาธรรม เกี่ยวกับภาษาคน ภาษาธรรมนี้ ก็มีผู้กล่าวหาว่าเรื่องนอกรีต นอกรอย ไม่ควรจะทำให้ยุ่งยากขึ้นมา เป็น ๒ ภาษา เป็น ๓ ภาษา และเขาหาว่าเป็นเรื่องที่ว่าเอาเอง

น.9 ใส โดยเนื้อแท้แล้ว ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคนได้ทราบ ไว้ว่า ข้อความในพระคัมภีร์ ไม่ว่าคัมภีร์แห่งศาสนาใดศาสนา ไหน มีการกล่าวไว้เป็น ๒ ภาษา ถ้าเราถือเอาผิด คือที่กล่าว ไว้ในภาษาคน มาถือเอาเป็นภาษาธรรม หรือที่กล่าวไว้เป็น ภาษาธรรม มาถือเอาเป็นภาษาคน อย่างนี้มันก็จะจับใจความ ของพระคัมภีร์แห่งศาสนานั้น ๆ ผิดไปหมด อย่างในพระพุทธศาสนาเรา ก็มีข้อความที่พระองค์ ตรัสเอง ในเรื่องเดียวกัน แต่ตรัสอย่างหนึ่งเป็นภาษาคน ตรัสอย่างหนึ่งเป็นภาษาธรรม ที่ตรัสโดยภาษาคน เช่นตรัสว่า "เรามีความเกิดเป็นธรรมดา ไม่พ้นความเกิดไปได้ มีความแก่เป็น ธรรมดาไม่พ้นความแก่ไปได้ มีความตายเป็นธรรมดา ไม่พ้นความตาย ไปได้ และเราจะต้องเป็นไปตามกรรม ไม่ฝืนกรรมไปได้" นี่ท่าน ตรัสไว้ในภาษาคน ถ้าเราไม่พ้นความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปได้ แล้ว พระพุทธศาสนาจะมีประโยชน์อะไร พระพุทธศาสนานี้เป็นที่รู้ กันอยู่ว่า จะทำให้เราพ้นจากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย และให้เราพ้นกรรม อยู่เหนือกรรม หรือสิ้นสุด แห่งกรรม ในที่อื่นพระองค์ก็ตรัสข้อความในลักษณะที่ให้เราพ้น จากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ตรัสถึงกรรม ไม่ดำไม่ขาว เป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมทั้งปวง มีคำยืนยันว่า บรรลุถึงซึ่งความสิ้นแห่งกรรมได้

น.10 ๓ เมื่อท่านทั้งหลายสวดมาถึงบทว่า เรามีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดา ไม่พ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตายไปได้นี่ ไม่รู้ สึกสะดุดกันบ้างหรืออย่างไร ? ครั้นจะเอา ประโยชน์อันสูงสุดจากพระพุทธศาสนา ก็ เป็นที่รู้กันอยู่ว่า จะเอาผล คือพ้น หรืออยู่เหนือจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นี้ก็พอจะมองเห็นแล้วว่า ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ นั้น มันเหมือนกับเด็ก ๆ มองเห็นอยู่ว่าเรากำลังแก่ เรากำลัง เจ็บ แล้วเรากำลังจะตาย แล้วทุกคนต้องตาย คือให้เกิดความ รู้สึกขึ้นมาว่าเราไม่พ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปได้ นี่ เรียกว่าภาษาคน ภาษาวัตถุ เอาร่างกายนี้เป็นหลัก จึงเห็น ว่าไม่พ้นจากเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปได้ ครั้นมาถึงภาษาธรรม เราพ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้ เป็นเรื่องทางจิตใจ เราต้องทำทางใจ ต้องบรรลุ ธรรมทางจิตใจ จนมองเห็นว่าไม่ได้มีตัวตน สัตว์บุคคลอะไร ที่เป็น "เรา" นี้ก็ยกให้เป็นของสังขารไป ไม่ใช่ของเรา เพราะ ไม่มีตัวเรา เข้าถึงความจริงอย่างนี้ ไม่เอาร่างกายเป็นหลัก เอาจิต ที่หลุดพ้นเป็นหลัก มันก็ไม่มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย แก่เรา จิตก็ไม่รับเอาความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้น มาเป็นของจิต ดังนั้น จิตจึงหลุดพ้นได้

น.11 ๔ คำกล่าวทีหลังจึงว่า เราพ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้ หรือว่า เราพ้นจากกรรม อยู่เหนือกรรมได้ นี่แหละ เรียกว่า ภาษาธรรม ถ้าพูดภาษาคน เราก็ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตายไป แม้พระพุทธเจ้าก็ต้องตาย ท่านทั้งหลายระวังให้ดี ๆ ว่าแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ต้อง ตายนี่ นั่นมันพูดภาษาคน พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วไม่มีความ ตายแก่พระพุทธเจ้าอีก นี่มันภาษาธรรม ฉะนั้น พูดอะไรก็ ต้องระวังกันหน่อย อย่าพูดให้พระอรหันต์ตาย หรือพระพุทธเจ้า ที่เป็นจอมพระอรหันต์ ก็ตาย อย่างนี้ นั้นมันพูดภาษาคน มัน ถูกสำหรับเด็ก ๆ พึ่ง ไม่จริงและไม่ถูก สำหรับผู้ที่มีความรู้พึง ถ้าว่า โดยเนื้อแท้แล้ว พระอรหันต์จะตายไม่ได้ พระพุทธเจ้าจะตายไม่ได้ เพราะหมายถึงจิตที่หลุดพ้นแล้วจาก ความยึดถือว่า ตัวตน ไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ถ้าว่าเราไม่ พ้นจากกรรมได้ ไม่อยู่เหนือกรรม ไม่สิ้นกรรมได้ พุทธศาสนา ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เดี๋ยวนี้ก็สอนให้รู้จักเพิกถอนตัวตนจน ไม่มีที่ตั้งแห่งกรรม กรรมก็ไม่เกิดได้ เราจึงสิ้นกรรม อยู่เหนือ กรรม ได้รับประโยชน์สูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ คือมีจิตใจ อยู่เหนือกรรม เมื่อเขาไม่เข้าใจ เขาจะเห็นว่ามันทำความยุ่งยากเกี่ยว กับภาษาคน และภาษาธรรมอย่างนี้ การที่จะให้ถือเอาข้างเดียว ภาษาใดภาษาหนึ่งนั้น มันก็เป็นไปไม่ได้ เช่น ถ้ามีแต่ภาษา

น.12 ๕ ธรรมมันก็มีปัญหา คนธรรมดาทั่วไปก็รู้ไม่ได้ ว่าเรานี้ไม่มี ตัวเรา เราไม่ได้เกิด ไม่ได้แก่ ไม่ได้เจ็บ ไม่ได้ตาย คน ธรรมดารู้ไม่ได้ เพราะคนธรรมดารู้สึกอยู่ มองเห็นอยู่ตาม ธรรมดาว่า เราเกิดมาแล้วก็แก่ เจ็บ ตาย เรื่องที่ต้องเป็นไปตามกรรม ก็เหมือนกัน เราเห็นกัน อยู่ เราคิดกันอยู่ ไม่ใช่เกิดมาแล้วจะรู้สึก จะรู้จักความไม่มี ตัวตน แล้วก็ไม่ต้องเป็นไปตามกรรม อย่างนี้ก็ทำไม่ได้ เราต้องรู้จักแบ่งแยกให้ดี ว่าภาษาคนพูดว่าอย่างไร มีความหมายอย่างไร ก็เข้าใจกันให้ได้ ให้ถูก ให้ตรง ตาม ภาษาคน คือภาษาสมมติ ตามความรู้สึกของคนธรรมดาสามัญ ทีนี้พอมาถึงผู้ที่รู้ธรรมะ รู้ความหลุดพ้น ก็พูดไปอีกอย่างหนึ่ง เอ้า, ไม่มีคนโว้ย ! ไม่มีใครเกิด แก่ เจ็บ ตาย โว้ย ! ไม่มีใครที่เป็น ไปตามกรรมโว้ย ! นี่จิตมันหลุดพ้น หมายความว่า อย่างนี้ ถ้าพูดสำหรับลูกเด็ก ๆ พูดภาษาคน ก็พูดว่าพระ- พุทธเจ้าตายแล้ว เหมือนที่เด็กๆ เขาพูดกัน แม้จะใช้คำว่า พระพุทธเจ้านิพพานแล้ว ก็คือตายนั่นเอง ตามภาษาลูกเด็ก ๆ แต่ถ้าพูดภาษาผู้รู้หรือภาษาธรรม พระพุทธเจ้าไม่มีวันตาย พระพุทธเจ้าอยู่เป็นนิรันดร อยู่คู่กับเราเป็นนิรันดร การใช้คำพูดผิด ให้โทษกว้างขวาง เช่นว่า พระ- พุทธเจ้านิพพานแล้ว คือ ตายแล้ว หรือนิพพานแล้วไม่ได้เหลือ อยู่ ก็เป็นปมด้อยเกิดขึ้นแก่พุทธศาสนา คือพวกศาสนาคริส-

น.13 ๖ เตียน เมื่อแรกเข้ามาในประเทศไทยใหม่ ๆ เขาก็มาศึกษา สอบสวน เรื่องหลักของพุทธบริษัทว่าถือกันอยู่อย่างไร พุทธ- บริษัทที่รู้ แต่ภาษาคน ก็ตอบไปว่าพระพุทธเจ้านิพพานแล้ว คือตายแล้ว ทีนี้พวกมิชชันนารีเขาก็ถามขึ้นว่า คุณจะพึ่งคนที่ ตายแล้ว มิได้มีอยู่ดี หรือว่าพึ่งคนที่ไม่รู้จักตายและมีอยู่ตลอด เวลาดี พระเจ้านี่ไม่รู้จักตาย มีอยู่ตลอดเวลา พระพุทธเจ้าตาย แล้ว นิพพานแล้ว คุณจะเลือกพึ่งใคร พึ่งคนที่ตายแล้วดี หรือว่าพึ่งคนที่ยังอยู่ดี นี่พุทธบริษัทเคยทำปมด้อยอย่างนี้ นี้ เป็นเรื่องจริง ที่เขาบันทึกอยู่ในเรื่องราวที่เป็นเรื่องจริง ขอให้คิดดูเถิดว่า การพูดไปโดยภาษาคน งมงาย พระพุทธเจ้าตายแล้วไม่ได้เหลืออยู่ แล้ว เราก็ร้องตะโกนว่าพึ่ง พระพุทธ พึ่งพระธรรม พึ่งพระสงฆ์ พึ่งพระพุทธเจ้าที่ตายแล้ว จะ พึงได้อย่างไร พระพุทธเจ้าที่เป็นที่พึ่งได้ต้องยังอยู่ ต้องไม่ตาย ขอให้รู้จักพูดภาษาคนกันให้ดีๆ รู้จักพูดภาษาธรรมกันให้ดี ๆ ต้องไม่ให้ปนกันด้วย ทีนี้ ภาษาคน -ภาษาธรรม มันยังมีประโยชน์ คือ จะใช้แปลถ้อยคำที่มีกันอยู่ทุก ๆ ศาสนา ภาษาคนที่เขาพูดไว้ สำหรับประโยชน์ทางศีลธรรม ให้พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลพิเศษ อย่างในพระคัมภีร์ว่า พระพุทธเจ้าประสูติออกมาก็เดินได้ และเดินได้ ๗ ก้าว อย่างนี้เป็นต้น มีเทวดามารับพระกุมาร ก่อนมนุษย์ เขาให้เทวดารับ แล้วจึงส่งให้มนุษย์

น.14 ๗ นี้มันก็เกิดความยุ่งยากลำบากให้แก่เด็กๆ หรือนักศึกษา เด็ก ๆ มันไม่เชื่อว่า พระพุทธเจ้ามีจริง เพราะว่าเรื่องเกี่ยวกับ พระพุทธเจ้านี้ มันพ้นวิสัยที่จะเชื่อว่ามีจริง เช่น พอเกิดมา ก็เดินได้อย่างนี้ นั้นเป็นการกล่าวอย่างภาษาคนเพื่อให้เกิด ความศักดิ์สิทธิ์ในความหมายของภาษาคน ถ้าคนเชื่อ ก็ดีไป ในที่บางแห่ง บางยุค บางสมัย คนเขาเชื่อมันก็ดีไป แต่พอมา ถึงยุค ถึงสมัย ที่คนไม่เชื่อ มันก็เกิดเป็นปัญหาขึ้น ฉะนั้น เราจึงต้องอธิบายโดยภาษาธรรม ว่าพระพุทธ- เจ้าเกิดนี้ไม่ใช่ประสูติ ไม่ใช่หมายถึงการประสูติจากครรภ์ พระมารดา พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาในโลก เมื่อวันวิสาขบูชา ถ้าผู้รู้ถึงที่สุดก็ว่า พระพุทธเจ้าเกิด ก็คือการสิ้นไปแห่งกิเลส คือการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั่นเอง เรียกว่า พระพุทธเจ้าเกิด เกิดขึ้นในโลก คือว่าความเป็นพระพุทธเจ้าได้เกิดขึ้นในบุคคล คนหนึ่ง ซึ่งเกิดหรือคลอดมาจากครรภ์พระมารดาตั้ง ๓๕ ปีแล้ว อายุ ๓๕ ปีแล้ว จึงเกิดเป็นพระพุทธเจ้า เกิดอย่างนี้ท่านก็ เดินได้ เกิดเป็นพระพุทธเจ้าท่านก็เดินได้ คือว่า กล่าวกันโดย ภาษาธรรม การเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า หมายถึงพระศาสนา เกิดขึ้น แล้วก็แผ่ไปได้ ใน ๗ แคว้น ๗ ประเทศ ในประเทศ อินเดียสมัยนั้น ก็หมายความว่า พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นมาแล้ว ไม่ติด ไม่ต้น ไม่ตายด้าน เผยแผ่ไปได้อย่างรวดเร็ว เหมือนกะไฟ

น.15 ๘ ลามป่า เมื่อการตรัสรู้ของพระองค์ทำลายทิฏฐิของคนที่เป็น มิจฉาทิฏฐิ หรือลัทธิต่างๆ ที่ตรงกันข้าม ที่ต่อต้าน มันต่อต้าน ไม่ได้ ลัทธิของพระองค์แผ่ไปได้โดยรวดเร็ว นี่เรียกว่าใน ๗ ประเทศนี้ ก็แผ่ไปได้ในเวลาอันสั้น ถึงกับว่า พอเกิดขึ้นมา เป็นพุทธศาสนาก็แผ่ไปได้ เป็นอย่างนี้ ก็ไม่ขัดกัน เด็ก ๆ ก็ จะรับพระพุทธเจ้าได้ ว่าพอท่านเกิดมา ไม่มีใครต่อต้านได้ คำสอนของท่านแผ่ไปโดยเร็ว ที่ว่า พระพุทธเจ้าเกิดขึ้น พระพุทธเจ้าประสูติ เทวดา รับก่อนมนุษย์ มนุษย์นี่หมายถึงคนธรรมดา เทวดาหมายถึง คนฉลาดหรือคนชั้นสูง การเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าเป็นที่ เข้าใจแจ่มแจ้งแก่คนชั้นสูงที่มีการศึกษา เขาก็รับได้และรับ ก่อนคนธรรมดาที่ไม่มีการศึกษา คนโง่เง่า คนธรรมดานีก็รับ ทีหลัง รับได้ทีหลัง คนชั้นพระราชา มหากษัตริย์ หรือคน ชั้นเจ้าลัทธิที่เฉลียวฉลาด เช่น ชฎิล เป็นต้น นี่เขารับได้ก่อน เขาเข้าใจได้ก่อน เข้าใจได้ทันที แพร่หลายเป็นปึกแผ่น ใน คนชั้นเทวดาเหล่านี้ แล้วจึงค่อย ๆ ลงไปถึงคนชาวบ้านธรรมดา ชาวไร่ ชาวนา ค่อยรู้กันในทีหลังหรือยุคหลัง ข้อความที่เป็นตำนานทางนิยาย ว่าภายในปี ๒ ปี พระพุทธเจ้าก็ขึ้นไปโปรดพระมารดาในเทวโลก ถ้าเราอธิบาย อย่างภาษาธรรมก็เข้าใจได้ ว่าเทวดาเขาได้ก่อน เขาฉลาด เขารับเอาก่อน แล้วคนชาวบ้านก็รับเอาทีหลัง ประโยชน์ ของภาษาคนและภาษาธรรมมันมีอยู่อย่างนี้

น.16 ๙ ถ้าว่าไม่แปลความภาษาคนให้เป็นภาษาธรรมแล้ว มันจะขัดกันไปหมด และโดยเฉพาะในระหว่างศาสนา ศาสนา แต่ละศาสนา มีคำกล่าวในภาษาคนบ้าง ภาษาธรรมบ้างตาม แบบของตน ถ้าไม่แปลความข้อนี้ ให้เป็นภาษาธรรมแล้ว มัน ก็จะเข้ากันไม่ได้ เดี๋ยวนี้เราจะต้องทำความเข้าใจ ระหว่างศาสนา จึง ต้องรู้จักอธิบายธรรมะในภาษาธรรม ถ้าไม่อธิบายในภาษา ธรรม เรื่องเกี่ยวกับพระศาสดา ก็จะเป็นนิยายไปหมดสิ้น เป็นนิยายอย่างที่เขาเรียกว่า Mythology คือมันเป็นนิยายไปหมด สิ้น อย่างว่า พระพุทธเจ้าเกิดมาก็เดินได้อย่างนี้ มันเป็นเรื่อง นิยายไป ที่ต้องบังคับให้เชื่อ แต่ถ้าแปลความโดยภาษาธรรม แล้ว ไม่ต้องบังคับให้เชื่อ มันก็เข้าใจได้ ศาสนาอื่น ๆ ก็เหมือนกัน อย่างข้อความในคัมภีร์ คริสเตียนใบแรก หน้าแรก พระเจ้าสร้างแสงสว่างก่อนสร้าง ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ เด็ก ๆ ก็เข้าใจไม่ได้ เพราะมันเห็นอยู่ ทุกวัน และมันเรียนมาแล้วว่า แสงสว่างนั้นมาจากดวงอาทิตย์ คำว่า แสงสว่าง ในวันแรกที่สร้างนั้นมันมีความหมายในภาษา ธรรม ไม่ใช่ในภาษาคน คือมันเป็นอำนาจอะไรอันหนึ่ง ที่ สร้างดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ขึ้นมาอีกทีหนึ่ง พระเจ้าสร้าง แสงสว่างในวันที่หนึ่ง แล้วต่อวันที่สี่โน่น จึงสร้างดวง อาทิตย์ ดวงจันทร์ ในระยะ ๗ วันนั้น เด็กก็เข้าใจไม่ได้

น.17 ๑๐ คำว่า แสงสว่าง ที่สร้างในวันที่หนึ่งนั้น มันคืออะไร ? ก็ตอบปัญหาโดยภาษาธรรม คืออำนาจที่จะทำให้สิ่งต่าง ๆ เกิด ขึ้น และวิวัฒนาการเป็นไป นั่นแหละคือกฎของธรรมชาติ แต่นี่เอามาเรียกว่า แสงสว่าง สิ่งแรกที่มีอยู่มีอยู่ก่อนสิ่งอื่น ก็คือ กฎของธรรมชาติหรืออำนาจที่จะให้เกิดวิวัฒนาการเป็นไป มันมีอยู่แล้วตั้งแต่วันที่หนึ่ง ต่อถึงวันที่สี่ หรือยุคที่สี่ อะไรที่สี่ จึงจะเกิดดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ขึ้นมา มันก็ไม่ผิด เป็นข้อ ความที่รับได้ เด็กๆก็รับได้ นักศึกษาสมัยนี้ก็รับได้ ทางฝ่าย พุทธก็รับได้ทางฝ่ายคริสต์ก็รับได้ ว่ามีอำนาจอะไรอันหนึ่ง ซึ่งสามารถบันดาลให้สิ่งทั้งหลายเป็นไป มีอยู่ก่อนสิ่งใด แล้วสิ่งต่าง ๆ ก็เกิดขึ้น ตามลำดับ สิ่งนี้ก็ได้แก่คำว่า ธรรม ในความหมายที่ ๒ คือ กฎของธรรมชาติ ถ้าเราใช้ภาษาธรรมในกรณีที่ต้องใช้ภาษาธรรม ก็จะ ไม่มีอะไรขัดขวางกันเลย สำหรับข้อความในพระศาสนา ใน คัมภีร์ของแต่ละศาสนา อาตมาจึงรู้สึกว่ามันมีความจำเป็น อย่างยิ่ง หรือมันมีประโยชน์อย่างยิ่ง ที่เราจะต้องใช้ภาษา ธรรมให้ถูกเรื่อง ใช้ภาษาคนให้ถูกเรื่อง แล้วเราก็จะเข้าใจ ศาสนาของเราเองได้ดีขึ้นถึงที่สุด แล้วเราก็จะเข้าใจซึ่งกันและ กันในระหว่างศาสนา จึงได้ผลอันกว้างขวาง ทำความร่วมมือ กันได้ในการที่จะสร้างสันติภาพให้แก่โลกนี้ นี่คือภาษาคน ภาษาธรรม ที่ได้มองเห็น แล้วก็บอกขึ้น และกล่าวขึ้น

น.18 ๑๑ ที่จริงเขาก็มีพูดกันอยู่ก่อนบ้างเหมือนกัน แต่เขาเรียก อีกอย่างหนึ่ง อย่างที่เขาใช้คำว่าปุคลาธิษฐานกับ ธรรมาธิษฐาน ปุคลาธิษฐาน แปลว่า ตั้งทับบุคคล ธรรมาธิษฐาน แปลว่า ตั้งทับธรรม ฉะนั้น คำกล่าวที่เป็นปุคลาธิษฐาน มันระบุไป ยังบุคคลหรือวัตถุ ที่เป็นธรรมาธิษฐานก็ระบุไปยังธรรมหรือ นามธรรม ซึ่งมิใช่วัตถุ ถ้าเอาไปปนกันแล้ว จะไม่รู้เรื่อง หรือถ้าแสดงโดยบุคลาธิษฐาน มันไม่ลึกซึ้ง เพราะมันติดวัตถุ ถ้าแสดงโดยธรรมาธิษฐาน จะลึกซึ้งถึงที่สุด เพราะมันไม่ติด อยู่ที่วัตถุ นี่มามองเห็นว่าคนธรรมดาสามัญนี่ พูดกันแต่ปุคลา- ธิษฐาน ภาษาพูดของเขาจึงเป็นภาษาคน คนธรรมดา ภาษา กลางถนน ภาษากลางตลาด ต่อเมื่อเป็นนักปราชญ์ เป็น ฤๅษีมุนี มีสติปัญญาในทางธรรม จึงจะมองเห็นลึกกว่า ก็พูด ในภาษาธรรม ฉะนั้นเราจึงได้รับประโยชน์จากภาษาธรรม แต่ก็ยังมีคนคัดค้าน เยาะเย้ยว่า ทำให้มันยุ่ง ก็ตามใจ เดี๋ยวนี้เรื่อง ภาษาคน - ภาษาธรรม เป็นที่สนใจของ ชาวต่างประเทศมาก หลังจากที่แปลเป็นภาษาอังกฤษแล้ว ก็มี บุคคลติดต่อขออนุญาตแปลเป็นภาษาอื่น ๆ ต่อไปอีก เช่นกำลัง แปลเป็นภาษาเยอรมันอยู่ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าการใช้ภาษาคน - ภาษาธรรม แพร่หลายกว้างขวางออกไป ความสัมพันธ์ใน ทางศาสนา ระหว่างศาสนา ก็จะดีขึ้นเป็นแน่นอน ไม่มีเรื่อง

น.19 ๑๒ เหลืออยู่สำหรับเด็ก ๆ จะสงสัยว่ามันเป็นเรื่องนิยาย ไม่เป็น วิทยาศาสตร์ ไม่เป็นอะไรต่าง ๆ ถ้าจะล้อ มันก็ล้อคนที่ไม่รู้จักภาษาคน- ภาษาธรรม ต่าง หาก ทำไมจะต้องมาล้อเราที่รู้จักและต้องการจะใช้ภาษาคน - ภาษาธรรม เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นเรื่องที่น่าหวัวขึ้นมาอีก ชั้นหนึ่ง น่าล้อขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง คือตั้งใจจะทำให้ดี ให้มี ประโยชน์ ให้สำเร็จประโยชน์ได้กว้างขวาง ก็ยังมาถูกล้อ นี้อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องต่อไปอีก ก็จะพูดถึงเรื่องที่เราเรียกกันว่า นิกาย เซ็น อยากจะคุยโตสักหน่อยว่า เรื่องนิกายเซ็นนี่ รู้จักกันขึ้น ในภาษาไทยนี้ ก็เพราะอาตมานะ นี่จะคุยโตอย่างนี้ ก่อนนี้ ในภาษาไทย ไม่สนในคำว่า เซ็น ไม่รู้จัก ไม่รู้เรื่อง จนถึง วันหนึ่ง จึงได้แปลหนังสือ เว่ยหล่าง พิมพ์ออกมาเป็นภาษาไทย จึงเกิดเอะอะ ๆ อะไรกันขึ้น เรื่องเซ็นอย่างนั้น เรื่องเซ็นอย่างนี้ แล้วเราก็ต้องรับบาป โดยเขาหาว่าเป็นเซ็น นิยมเซ็น สั่งสอน เซ็น เขาว่าอาตมานี่นิยมเซ็น สั่งสอนเซ็น นับถือเซ็น ต่อมาหนังสือ ฮวงโป ก็แปลออกมาอีก เรื่องเซ็น มัน ก็เป็นที่สนใจกันมาก เช่นมีการนิยมสั่งซื้อหนังสือเซ็นที่เป็น ภาษาอังกฤษ เข้ามาขายกันในเมืองไทยยกใหญ่ หรือเป็นที่รู้ จักกันกว้างขวาง ก่อนนี้ไม่มีใครได้ยินไม่รู้จักคำว่าเซ็น ก็บอก ได้ว่า คนพูดนั้นมันไม่รู้ข้อเท็จจริงอันนี้ อาตมาไม่ได้นิยมเซ็น

น.20 หรือว่าถือเซ็น หรือสอนเซ็นอะไร เซ็นไม่ดีอะไรไปกว่าพุทธ- ศาสนาชนิดที่เรามี ๆ กันอยู่แล้ว พระพุทธศาสนาอย่างเซ็นก็ เป็นที่น่าสนใจ ใครไปเรียนไปรู้จัก ก็ต้องฉลาดยิ่งขึ้นไป กว่าเดิม พุทธศาสนาอย่างแบบเซ็นนี้ เกิดขึ้นในประเทศจีน เขาเรียกว่า เซี้ยง เขาไม่ได้เรียกว่า เซ็น ดอก ต่อเมื่อไปถึง ประเทศญี่ปุ่น จึงเรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า ZEN พุทธศาสนา อย่างเซ็นนี่ มันเกิดขึ้นเพราะความจำเป็น คือเมื่อพุทธศาสนา ไปถึงประเทศจีน ในสมัยนั้นคนเขาฉลาดอยู่แล้วด้วยลัทธิขงจื๊อ ลัทธิเหลาจื๊อ มันฉลาดอย่างยิ่งอยู่แล้ว แล้วพุทธศาสนาเข้าไป ที่ม ๆ อย่างธรรมดาสามัญอย่างนี้ ไม่ปรับปรุงแก้ไขเสียใหม่ ไม่เข้ารูปกันได้กับหัวของคนที่มันฉลาดอยู่ด้วยลัทธิขงจื๊อ เหลา- จื้อ มันจะไปไม่รอด ไม่มีใครเอา ฉะนั้น พุทธศาสนาจึงต้อง ปรับปรุงเสียใหม่ ปรับตัวเสียใหม่ ให้เป็นที่สนใจของคนฉลาดอยู่ด้วย ลัทธิขงจื้อหรือเหลาจื้อ จึงต้องเกิดพุทธศาสนาอย่างเซ็น ขึ้นมาใน ประเทศจีน นี่ค่าของมันเป็นอย่างนี้ มันจึงน่าสนใจ แต่บางคนเข้าใจผิด คิดว่า เซ็นนี่เป็นมหายาน หรือ พุทธศาสนาอย่างมหายาน มันเป็นไปไม่ได้ มหายานนั้นเขาไป ตามเนื้อผ้าสำหรับคนทั่ว ๆ ไป พุทธศาสนาอย่างเซ็นนี้ มันเกิด ขึ้นเพื่อจะล้อ ล้อพวกมหายานมากกว่า มันเป็นเรื่องของ สติปัญญา เรื่องของมหายานนั้นอยู่กับความเชื่อ นิกายสุขาวดี

น.21 ๑๔ อมิตาภะ เพียงแต่เชื่อเรื่องพระพุทธเจ้าอมิตาภะก็รอดตัวได้ พวกเซ็นเขาล้อ มีคำล้อที่คมคายต่าง ๆ นานา เซ็นนั้นไม่ใช่ มหายาน มันเกิดขึ้นเพื่อจะล้อมหายาน ทีนี้ เมื่อมาเทียบกับเถรวาทเรา เซ็นมันก็ไม่ใช่ เถรวาทอีก ดูมันจะมีส่วนคล้ายเถรวาท แต่ว่ามันไปทำให้ เข้มข้น เหมือนกับเอาไปทำให้งวดเข้าให้มันเข้มข้น แล้วก็ใส่ วิธีการให้เฉียบแหลมรวดเร็ว คมคาย มันเกิดเป็นเซ็นขึ้นมา อีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่มหายาน และไม่ใช่เถรวาท ทีนี้ พวกเราในเมืองไทยนี้เป็นพวกเถรวาท ออกจะ ยึดหลักตามตัวหนังสือแน่นแฟ้นอยู่มาก นี่ควรจะได้ฟังหรือ รู้เรื่องของพวกอื่นบ้าง โดยเฉพาะของพวกเซ็น เพื่อจะทำให้ เกิดความเฉลียวฉลาดขึ้นมาอีกแบบหนึ่ง ซึ่งมีประโยชน์ไม่ให้ โทษอะไร เพราะฉะนั้น จึงยืนยันว่า เรื่องเซ็นนี้ไม่เสียหลาย ศึกษาให้เข้าใจแล้วเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ เป็นวิธีการ อันหนึ่ง ที่จะใช้ให้เป็นประโยชน์ เป็นการทำสมาธิกับ ปัญญาพร้อมกันไป ไม่ต้องแยกกัน อย่างนี้เรียกว่าวิธีของเซ็น ใครมาแยกตัว แยกสมาธิ แยกปัญญา ออกเป็นเรื่อง ๆ นี้ มันงุ่มง่าม มันหลายเรื่อง มันดึงกัน เขาจึงเอามารวมกันเป็น เรื่องเดียว ศีลก็อยู่รวมอยู่ในเซ็น สมาธิก็รวมกันอยู่กับปัญญา แล้วก็เป็นเซ็น เราจึงได้เรียกว่า นิกายรวดเร็ว นิกายฉับพลัน

น.22 ๑๕ ไม่รู้ก็ไม่รู้ ถ้ารู้มันก็แทงเหมือนกะรวดเดียวตลอดเหมือนกะฟ้า แลบ เหมือนกะสายฟ้าแลบ ฉะนั้น จึงเป็นวิธีการอันหนึ่ง สำหรับทำให้เร็วเท่านั้นเอง ส่วนหลักของธรรมะนั้นก็เป็นอย่างเดียวกัน คือสอน ให้เห็นความจริงที่ว่าไม่ใช่ตัวตน แต่เขาให้คำมันแปลกออกไป เช่นใช้คำว่า จิตเดิม จิตเดิมแท้ จิตดั้งเดิม เดิมก่อนที่เกิดโง่ว่ามี ตัวตนนั่นแหละคือจุดหมายของเซ็น จิตที่มาหลงโง่จนมีตัวมีตน ติดอยู่ในดีในชั่ว ในบุญในบาป ในวัฏฏสงสารนี่ มันไม่ดับทุกข์ ฉะนั้น มุ่งเอาจิตก่อนแต่ที่จะโง่อย่างนี้ จึงได้เรียกว่า จิตเดิม หรือจิตแท้ หรือจิตจริง คือจิตล้วน ๆ ทำนองจิตประภัสสร ของเถรวาทเรา เขาจึงต้องการจะพบจิตอันนั้น จิตชนิดนั้น ก็เรียกว่า บรรลุถึงจิตเดิมแท้ ก็มีประโยชน์ไปตามแบบของ การที่มีจิต ก่อนแต่ที่มันจะโง่ หรือมันปลดเปลื้องความโง่ออก ไปเสียได้เป็นจิตเดิม เขาก็พูดเปรียบเทียบในภาษาคนว่า เหมือนกับจิตของ เด็กในท้องมารดา จิตของเด็กในท้องมารดา ก่อนคลอดออก มานั้น มันไม่มีกิเลสตัณหาอะไร มันปรุงอะไรไม่ได้ มันยัง เป็นจิตล้วน ๆ แต่ก็ขอให้เข้าใจนะ ให้เห็นอกเห็นใจเขาบ้าง เขาอุปมาไว้อย่างนี้ เพราะมันไม่มีอุปมาอย่างอื่นจะดีกว่านี้ นักค้าน นักด่า มันก็คอยแต่จะค้านคอยแต่จะด่า จนไม่ได้รับ ประโยชน์อะไร

น.23 ๑๖ นี่เราควรจะรู้ว่า พวกที่เขามีวิธีพูดอย่างนี้ มีวิธีสอน อย่างนี้ มีจุดมุ่งหมายให้ใครๆ เข้าถึงจิตที่ไม่โง่ จิตก่อนแต่จะ โง่ เป็นจิตล้วน ๆ เป็นจิต Pure เป็นจิตเดิม ขอให้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า เซ็น โดยหลักอย่างนี้ แล้ว ก็เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่หลักธรรมะ ในฝ่ายเถรวาทด้วย ได้ ในนิกายเซ็นนั้นไปเน้นเรื่องสุญญตามากที่สุด เรื่องตถตา เรื่องสุญญตานี้ เขาใช้มากที่สุด เอามาพูดจามากที่สุด ก็คือ วิธีของเซ็น ให้เข้าถึงสุญญตาหรือตถาตานั้น โดยเร็วที่สุด นี่คือ เซ็น พวกคนที่เขาไม่เห็นด้วย เขาก็ด่าอาตมาตามเคย ว่า ขบถต่อพุทธศาสนา ไปยืมเอาลัทธิอื่นที่ไม่ใช่พุทธศาสนามา สั่งสอน นี่ไม่จริง เราไม่ได้นิยมเซ็น หรือถือเซ็น หรือเอน ไปหาเซ็น เราต้องการจะให้ฉลาดไม่น้อยกว่าพวกเซ็น รู้เรื่อง ของพวกเซ็น เท่าที่จะไม่ขัดขวางกับเรื่องของเถรวาท เอามา ประกอบให้ฉลาด ให้ลืมหูลืมตาขึ้นมาอีกส่วนหนึ่ง อย่าให้ มัวงมโง่หลับหูหลับตาอยู่ จนไม่รู้ว่าพวกอื่นเขามีวิธีสอนอย่างไร คนพวกหนึ่งเขาขอบใจอาตมา ที่ว่าทำให้ได้มีการ ศึกษา และรู้จักเรื่องเซ็นขึ้นในเมืองไทย แต่คนอีกพวกหนึ่ง เขาด่า ประณามว่าทำให้เกิดความไขว้เขวยุ่งยากเอามิจฉาทิฏฐิ มาสอน นี่ใครเป็นผู้ที่ควรจะถูกล้อ หรืออาตมาควรจะถูกล้อ คิดเอาเองก็แล้วกัน

น.24 ๑๗ แต่วันนี้ อยากจะล้อตัวเองว่ามันโชคดีอะไรนะ ทำ ที่เดียวได้ผลมาก ทั้งถูกด่าและถูกชม ใครมันทำอะไรได้กำไร อย่างนี้บ้าง ทำทีเดียวได้ทั้ง ๒ อย่าง คือทั้งถูกด่าและถูกชม เขามักจะได้กันเพียงข้างเดียว ได้ถูกด่าก็ถูกด่าไปข้างเดียว ได้ถูกชมก็ชมไปข้างเดียว อาตมานี่โชคดี ได้ทั้งถูกชมและถูกด่า แล้วก็ด่าอย่างแรงเสียด้วย คือทำให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ มันก็แรง ที่สุดแล้ว สำหรับที่จะเป็นการด่ากันในแบบของชาวพุทธ นี้ เรื่องเซ็น ทีนี้เรื่องต่อไป ก็จะพูดถึงเรื่อง คริสต์ เอาเรื่องคริส- เตียนมาพูด มาอธิบาย มาทำความเข้าใจ ก็เพื่อจะทำความ เข้าใจ ระหว่างศาสนาให้มันกลมกลืนกันได้ ไม่ใช่ต้องการ ให้เปลี่ยนศาสนา ท่านทั้งหลายคงจะยังจำได้ ว่าอาตมาได้มี ปณิธานตั้งไว้ว่า ๑. จะทำความเข้าใจระหว่างศาสนา ให้เข้าใจกันดี และ ๒. ต้องการให้แต่ละคนในศาสนาของตน รู้ซึ้งถึง ศาสนาของตนถึงที่สุด ๓. ต้องการจะให้โลกนี้เป็นอิสระ ออกมาเสียจาก อำนาจของวัตถุนิยม ปณิธานซึ่งมันออกจะใหญ่โตอยู่มาก ได้ตั้งใจไว้อย่างนี้ ทีนี้ก็ได้พยายามเรื่อยๆ มา ที่จะทำความเข้าใจระหว่างศาสนา และให้ทุกคนเข้าใจศาสนาของตนดียิ่งขึ้น มันก็รวมถึงการให้

น.25 ๑๘ รู้จักใช้ ภาษาคน - ภาษาธรรม ให้ศึกษาศาสนาของตน ๆ เข้าใจ ดีแล้วก็จะพบว่า เมื่อกล่าวโดยภาษาธรรมแล้ว ทุกศาสนา มันก็มีอะไรที่เข้ากันได้และเหมือนกัน คือความหมด หมดความเห็น แก่ตน หมดความมีตนเป็นของตน เหลืออยู่แต่สิ่งหนึ่งซึ่งประเสริฐ วิเศษ ไม่รู้จักเกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างนี้เป็นต้น เขาจะเรียกว่า พระเจ้าก็ได้ เราจะเรียกว่าพระนิพพานก็ได้ คือมันมีสถานะ อันหนึ่ง ซึ่งเมื่อเข้าถึงแล้ว ไม่มีความทุกข์ก็แล้วกัน นี้วิธีการ ที่จะให้เข้าถึงจุด ๆ นั้น มันก็ต่างกันบ้าง แต่มันก็ต่างกันแต่ เพียงผิวเปลือก ส่วนเนื้อในมันก็ตรงกัน ตรงที่ว่า "รักผู้อื่น" เหมือนที่วันนี้เราก็ได้พูดกันมาแล้ว ได้อธิบายกันแล้วว่า ทุกศาสนามีหัวใจคือความ "รักผู้อื่น" ไม่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ ผู้อื่น นี้มันเหมือนกันที่ตรงนี้ ทุกศาสนาทำความเข้าใจกันได้ที่ ตรงนี้ โดยเฉพาะศาสนาคริสเตียน เราต้องการจะทำความเข้าใจกันในระหว่างศาสนา เพื่อ ประโยชน์แก่มนุษย์ทั้งโลก เรื่องนี้มันช่วยไม่ได้เสียแล้ว คือ ในข้อที่ว่า มันต้องมีศาสนา แล้วก็ต่างคนต่างถือศาสนาของ ตน ๆ มันไม่เหมือนกับยุคแรก ที่ยังไม่มีศาสนา แตกแยกกัน เป็นแต่ละศาสนาอย่างนี้ เดี๋ยวนี้มันได้แตกแยกแล้ว มันก็มี ศาสนาหลายศาสนา คือความสุข หรือสันติสุขของโลก ของคน ทั้งโลกนี้ มันต้องรวมถึงข้อที่ศาสนาทุกศาสนานี่ช่วยกัน ทำ ให้คนแต่ละคนเข้าถึงหัวใจของศาสนาของตน ๆ ก็ไม่มีความทุกข์ ก็มีความสงบสุข อยู่ร่วมกันได้ จึงพยายามทำความเข้าใจกับ

น.26 ๑๙ ศาสนาอื่น และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือ คริสตศาสนา ที่มี อิทธิพลมากที่เข้าครอบคลุมอยู่ในที่ทั่วๆ ไป เพราะว่าชนชาติ ที่เขาถือคริสตศาสนานั้น เขามีอำนาจ เขามีกำลัง เขามีอะไร ต่างๆ ก็เป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องต้อนรับกันให้ดี ๆ สัมพันธ์กันให้ดี ๆ ไม่ต้องทะเลาะวิวาทกันเพราะอำนาจของ ศาสนา แล้วมนุษย์ก็จะอยู่กันเป็นผาสุกอย่างนี้ อาตมาจึงพยายามที่จะชี้ความเหมือนกันในระหว่างศาสนา เช่นว่าระหว่างพุทธกับคริสต์มันก็เกิดปฏิกิริยาขึ้นมาทันที ฝ่าย คริสต์เขาก็ระแวงว่า เราจะไปกลืนศาสนาของเขา เขาก็มอง อาตมาในฐานะเป็นศัตรู ที่ไว้ใจไม่ได้ ตั้งใจจะกลืนศาสนา ของเขา ทีนี้ฝ่ายพุทธเราก็มองอาตมาว่า ขบถต่อพระพุทธเจ้า เสียแล้ว ไปสอนคริสเตียนเสียแล้ว ไปยกย่องคริสเตียนเสียแล้ว เขาก็ด่าว่าเป็นคนขบถ เลยได้กำไรมากอีกเหมือนกัน ได้กำไร ทั้งขึ้นทั้งล่อง ฝ่ายโน้นก็ด่า ฝ่ายนี้ก็ด่า ใครเคยทำได้อย่างนี้ บ้าง มีกำไรมาก คือถูกด่าทั้งขึ้นทั้งล่อง นี่เรื่องที่มันจะต้อง เอามาพูดกัน ว่าจะล้อหรือไม่ล้อก็แล้วแต่ แล้วใครควรจะเป็น ผู้ถูกล้อ อาตมาควรถูกล้อ หรือคนที่ด่าอาตมานั่นแหละเป็นคน ที่ควรจะถูกล้อ เรื่องศาสนาแต่ละศาสนานี เขามีวิธีปฏิบัติเป็น หลักการของเขาทั้งนั้น ถ้าหลักการนั้นมันสมเหตุผลตาม ธรรมชาติ มันก็ได้ผลดี เดี๋ยวนี้ เรามองเห็นว่าหลักการบางอย่าง

น.27 ๒๐ ในศาสนาคริสเตียน เขาทำไว้ดี เขาทำให้ลูกเด็ก ๆ มีพระเจ้า เชื่อพระเจ้าอย่างมั่นคง เขาก็ไม่ทำบาปทำชั่วเพราะกลัวพระเจ้า ฝ่ายพุทธเราก็เหมือนกันแหละ มีอะไรอันหนึ่ง ที่ทำ ให้กลัวบาป อยากได้บุญ แล้วก็ไม่ทำบาป แต่วิธีการบางที มันยังไม่แน่นแฟ้น ไม่เข้มแข็งมันย่อหย่อน จึงอยากจะใช้วิธี การบางอย่างของคริสเตียน ที่ทำให้เกิดความเชื่ออย่างมั่นคง ในสิ่งที่สูงสุดสำหรับศาสนา จึงแนะว่าวิธีการของคริสเตียน ทุกอย่าง ให้เอามาดัดแปลง เอามาใช้อย่างของเราได้ เช่นเขา ถือว่ามีพระเจ้าผู้สร้าง เราก็มีพระธรรมเจ้าเป็นผู้สร้าง เราต้อง รัก เราต้องเชื่อฟัง เราต้องอ้อนวอน หรือประจบพระเจ้า คือ พยายามทำให้ดีที่สุด ให้ถูกใจพระเจ้า พระเจ้าต้องการให้ทำดี ก็ทำดีที่สุด พยายามทำดีที่สุดนั้นแหละคือการอ้อนวอนพระเจ้า แล้วเราต้องขอบคุณพระเจ้า ลูกเด็ก ๆ น่ะสอนให้มัน ขอบคุณพระเจ้า ถ้ามันยังไม่รู้ว่าอะไร ก็สุดแท้แต่สอนให้มัน เชื่อว่ามีพระเจ้า มีพระธรรมเจ้า มีอะไรเป็นสิ่งสูงสุด นั้นแหละ มันทำให้เรามีชีวิตรอดอยู่ได้ หรือสร้างเราให้เกิดขึ้นมา ฉะนั้น เราจะต้องนึกถึงและขอบคุณ เช่นว่าได้กินอาหารนี่ เพราะอำนาจของพระเจ้า ที่มีอาหารกินและได้กินอาหาร แล้ว ก็ไม่ตายเสียในวันหนึ่ง ๆ พอจะนอน ก็ขอบคุณพระเจ้า ว่าได้ ช่วยสร้างให้รอดชีวิตมาวันหนึ่ง ๆ นี้ก็คือยึดถือในพระธรรม มากขึ้นนั่นเอง จะเรียกว่าพระธรรมไม่ขลัง สู้เรียกว่าพระเจ้า

น.28 ๒๑ ไม่ได้ เราก็ขอบคุณพระเจ้า หรือขอบคุณพระธรรม ก็แล้ว แต่จะชอบ ถ้าทำผิด ต้องขอโทษให้พระเจ้ายกบาป เราหัวเราะ เยาะพวกคริสเตียน อาตมาก็เคยหัวเราะเยาะ ว่า ยกบาปอะไร กัน พระจะยกบาปให้ชาวบ้านได้อย่างไร เราไม่รู้เรื่อง นี้ถึงที่สุด พระก็เป็นผู้แทนพระเจ้า จะยกบาปให้ชาวบ้าน เมื่อชาวบ้านทำผิด ก็ไปสารภาพกับพระ พูดจากันให้ถึงขนาด ที่ว่า เสียใจอย่างยิ่ง จะเลิกละความชั่วอันนี้ ขอให้พระเจ้า ยกโทษ โปรดให้เป็นคนบริสุทธิ์ต่อไป พิธีการอันนี้มันก็มี ประโยชน์ คือทำให้คนไม่ปกปิดความชั่ว ถ้าวิธีการอันนี้บ้าบอแล้ว วิธีการแสดงอาบัติของ พระสงฆ์ก็บ้าบอเหมือนกัน ถ้าไม่บ้าไม่บอ มันก็ไม่บ้าไม่บอ ด้วยกัน ในการที่จะทำตนหรือจะชำระตนให้สะอาด มันมีวิธี อยู่อย่างนี้ พวกคริสเตียน เขาทำจริงจังยิ่งกว่าเรา ทุกโบสถ์ มีที่สำหรับจะรับบาป จะแก้บาป แล้วก็ทำกันจริงๆจังๆ ดู คล้ายกับว่าช่างมีบาปมากเสียเหลือเกิน เราไม่ไปแก้บาปนั้น เพราะมันปกปิดเอาไว้ เพราะมันหมักหมมเอาไว้ ระวังให้ดี เดี๋ยวจะเต็มไปด้วยบาป ฉะนั้น อย่าไปดูถูกหลักการหรือวิธีการ ของคริสเตียน ถ้าจะเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ ก็เอามาใช้ ก็แล้วกัน เขาสงวนลิขสิทธิ์ไม่ได้ดอก มันเป็นเรื่องสมมติ

น.29 ๒๒ รวมความว่า การศึกษาคริสเตียน ทำความเข้าใจ ระหว่างคริสเตียนนี้ จะมีประโยชน์แก่โลก โลกจะมีสันติได้ เพราะมนุษย์มีความรักผู้อื่น เอาละเป็นอันว่า ประกาศตัว เปิดเผยเสียทีว่า อาตมาไม่ได้นิยมคริสเตียน หรือว่าเปลี่ยน ศาสนา ไปถือคริสเตียน แล้วก็สอนศาสนาคริสเตียน แต่ต้อง การจะให้ทุกศาสนาเข้ากันได้ ร่วมมือกันได้ เพราะมันเหมือน กันโดยหัวใจ โดยจิตใจ เราก็ควรจะสนิทสนมกันได้ ไม่ควร ตั้งข้อรังเกียจ เกลียดชัง ด้วยกิเลสเดิม ๆ ที่มันมีมึง มีกู มีสู มีตู แล้วมันก็มุ่งร้ายต่อกัน ไม่ไว้ใจกัน ระแวงกันอยู่ เผลอเข้าวัน หนึ่ง มันก็ทำร้ายกัน ฉะนั้น เรามาตั้งปณิธานกันเสียใหม่ว่า จะทำความ เข้าใจระหว่างศาสนาให้ร่วมมือกันได้คือเป็นมนุษย์ด้วยกันก็ แล้วกัน มีธรรมะสำหรับความสงบสุขในหมู่มนุษย์ก็แล้วกัน อย่าต้องเป็นพวกนั้นพวกนี้ หรือจะเอาความสุขแต่พวกตัว ให้พวกอื่นเป็นทุกข์ เพราะว่าเป็นพวกอื่น อย่างนี้มันไม่ถูกแน่ มันเป็นความเห็นแก่ตัว ที่มันเข้มข้น จนไม่ยอมเปิดโอกาส หรือเปิดช่องให้ผู้อื่น มาเป็นเหมือนเราได้ อาตมายังยืนยันอยู่ต่อไปตามเดิมว่า ถ้าเขาเป็นคริส- เตียนที่ดี เขาก็เป็นชาวพุทธที่ดีรวมอยู่แล้วในนั้นเสร็จ หรือ ถ้าใครเป็นชาวพุทธที่ดี ก็จะมีความเป็นคริสเตียนรวมอยู่ใน นั้นเสร็จ คือเขาต้องรักผู้อื่นนั่นเอง ฉะนั้นถ้าเรามีความรักผู้อื่น

น.30 ๒๓ มันก็พอแล้วที่จะเป็นได้คราวเดียวทั้ง ๓ ชนิด คือเป็นพุทธ เป็นคริสต์ เป็นอิสลามได้ ถ้าเรามีความรักผู้อื่น เพราะว่ามัน ดีด้วยกันทุกศาสนา เพราะมันรักผู้อื่น ที่เราแยกเป็นเขา เป็นเรา แล้วรักกันไม่ได้นั้นแหละ มันจะผิดต่อหลักศาสนา แม้ของตนเอง การที่เรารักพวกคริส- เตียนไม่ได้นั้นคือเราจะไม่เป็นพุทธบริษัท ระวังให้ดี มันจะ ผิดหลักศาสนาของตนเอง ไม่อาจจะรักผู้อื่นในฐานะเป็น เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ถ้าลงสร้าง ความระแวงขึ้นมาแล้ว ไม่เท่าไรก็จะได้เป็นข้าศึกต่อกัน มัน ต้องขจัดออกไปเสีย สำหรับความยึดมั่นถือมั่นเป็นกู เป็นสู เป็นเขา เป็นเรา ต้องไม่มี เพราะว่ามันเป็นเพื่อนเกิดแก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ถ้าเขาจะมาเอาชาวพุทธทั้งหมด ไป เป็นชาวคริสต์ที่ดีก็ยกให้เลย มันเป็นชาวคริสต์ที่ดีในโลก แต่ อย่าลืมว่า ถ้าเขาเป็นชาวคริสต์ที่ดี มันก็เป็นชาวพุทธที่ดี เหมือนกัน พร้อมกันด้วย ปัญหามันก็ไม่ควรจะมีในข้อนี้ ถ้าเราไปเพ่งเรื่องทางวัตถุ ประโยชน์ทางวัตถุ เราก็ จะยอมกันไม่ได้ ถ้าเราเพ่งในส่วนที่เป็นธรรมะ อันลึกซึ้งสูง สุดแล้ว มันก็ไม่มีที่ว่าจำเป็นจะต้องขัดขวาง หรือจะต้องยิน ยอมอะไรที่ไหน มันเป็นไปเองของมัน เป็นไปตามกฎเกณฑ์ ของธรรมชาติ โดยมันมีความถูกต้องอย่างไร แล้วมันก็เป็นไป ตามนั้น เราเป็นมนุษย์ที่มีคุณธรรมแห่งความเป็นมนุษย์คือมี

น.31 ๒๔ จิตใจสูง มีจิตใจกว้าง รักผู้อื่นได้ด้วยจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้น นั้น แหละ คือปัญหามันจะหมด แต่นี่เราทำไม่ได้ เขาเป็นเขา เรา เป็นเรา เขาจะกลืนเรา เราก็จะกลืนเขา มันก็เลยได้ทะเลาะ วิวาทกัน สงครามศาสนานั้นมันก็จะเกิดขึ้นได้เพราะเหตุนี้ เพราะแต่ละฝ่ายไม่เข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน ๆ นั่นเอง การศึกษาศาสนาอื่นเพื่อให้เข้าใจ เพื่อให้รักกันได้นี่คิดว่าเป็น สิ่งที่ดี มีประโยชน์ ควรกระทำ ขอให้ตั้งใจด้วยการที่จะไม่มี ศัตรู ไม่มีผู้อื่นซึ่งเป็นศัตรู ให้มันตรงตามหลักของพระ- ศาสนานั้น ๆ เป็นอันว่า อาตมาไม่ได้เป็นคริสเตียน ไม่ได้สอน ศาสนาคริสเตียน แต่ต้องการให้ทุกศาสนาเข้าใจกันและกัน ร่วมมือกัน สร้างสันติสุขให้แก่มนุษย์ทั้งโลกเท่านั้น อุบาย วิธีจะมีอย่างไร ก็ไปคิดกันดู ไปช่วยกันคิดดู วิธีไหนจะลึกล้ำ ที่สุดก็ใช้วิธีนั้น นี่ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องศาสนาคริสเตียน ทีนี้ ก็จะพูดเรื่องถัดไปอีก ก็มาถึงเรื่อง คอมมูนิสต์ อันนี้สับสนที่สุด คืออาตมาถูกหาว่าเป็นคอมมูนิสต์โดยมีบัตร สนเท่ห์ทั่วประเทศ ว่าอาตมากับท่านปัญญา ฯ เป็นคอมมูนิสต์ อย่างนี้ก็มี แล้วมันก็เงียบหายไปไหนแล้ว ก็ไม่รู้ มีคนส่งมา ให้ที่นี่ก็หลายแผ่น บอกว่าอาตมาเป็นคอมมูนิสต์ เขาใช้คำว่า คอมมูนิสต์ยาสั่ง คือไม่ได้ทำเดี๋ยวนี้แต่วางแผนการไว้ในอนา- คต สำหรับทุกคนจะเป็นคอมมูนิสต์

น.32 ๒๕ ทีนี้ก็ลองฟังดู อาตมาจะเป็นคอมมูนิสต์ได้อย่างไร พูดอยู่ตลอดเวลาว่า เราจะฆ่าคอมมูนิสต์ด้วยความรักผู้อื่น จะทำ ให้ศาสนานี้เป็นยาพิษสำหรับทำลายคอมมูนิสต์ หรือโทษอัน ตรายที่เกิดจากลัทธิคอมมูนิสต์จะถูกขจัดออกไป คนที่เขาได้รับประโยชน์จากการกล่าวหาอาตมาว่า เป็นคอมมูนิสต์นั้น เขาเป็นผู้โฆษณา จะด้วยอิจฉาหรือจะด้วย หวังอะไรก็ไม่ทราบ เขาจะได้รับประโยชน์ ถ้ามีการพูดกันขึ้น ว่า อาตมาเป็นคอมมูนิสต์ คอมมูนิสต์มันก็เข้ามาเกี่ยวข้องกับ อาตมาในลักษณะอย่างนี้ เรียกว่าถูกด่าก็มี แล้วถ้าว่าโฆษณา บัตรสนเท่ห์นั้น มันประสบความสำเร็จคือคนเชื่อ ก็จะกล่าว ได้ว่าคนไทยตั้ง ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ ก็จะเกลียดอาตมาเข้ากระ ดูกดำเพราะว่าคนตั้ง ๘๐ เปอร์เซ็นต์เกลียดคอมมูนิสต์ ถ้ามีการ ทำให้เชื่อว่าอาตมาเป็นคอมมิวนิสต์คนตั้ง ๘๐ เปอร์เซ็นต์นั้น ก็จะเกลียดอาตมา ถ้าคนมีในประเทศไทย ๔๐ ล้านคน ๘๐ เปอร์เซ็นต์มันก็กว่า ๓๐ ล้านคน ที่จะมารุมกันเกลียดอาตมา ว่าเป็นคอมมูนิสต์ เรื่องมันก็ดูใหญ่โตอยู่ ทีนี้มันก็ไม่ได้เป็นคอมมูนิสต์ ยังมีธรรมะสำหรับจะ ช่วยกำจัดสิ่งเลวร้ายในโลกนี้ซึ่งจะเป็นลัทธิคอมมูนิสต์ ลัทธิ อะไรก็ตามใจ มันก็ไม่มีใครเชื่อกันกี่คนว่าอาตมาเป็นคอมมู- นิสต์ดูจะไม่มีใครเชื่อ แต่ว่ามีคนอิจฉา แกล้งว่า แกล้งโฆษณา ว่า เป็นคอมมูนิสต์ ถ้าเขาจะว่าเป็นคอมมูนิสต์ เราก็ทำอะไร เขาไม่ได้ เราก็ว่าเขาไม่ได้ แต่อยากจะพูดว่า ถ้าเป็นคอมมู-

น.33 ๒๖ นิสต์ ก็จะเป็นคอมมูนิสต์ที่ดีกว่าคอมมูนิสต์ที่เขาเป็น ๆ กันอยู่ แล้ว คอมมูนิสต์นี่เขาก็แปลกนะคือเขามีความมุ่งหมายที่จะ ทำโลกให้เป็นสุขให้สงบสุขเหมือนกัน คุณอย่าไปเข้าใจคอม- มูนิสต์ผิดไปเสียโดยประการทั้งปวง คิดดูซิ หลักการของลัทธิ คอมมูนิสต์ เขาก็มุ่งหมายว่าจะจัดให้โลกนี้มีสันติ มีความสงบ สุข แต่เหตุผลของเขามันต่างจากเรา วิธีการของเขามันต่างจาก ของเรา วิธีการที่จะสร้างสันติสุขขึ้นในโลกนี้ มันไม่เหมือนกับ ของเราชาวพุทธ ชาวพุทธนี้ก็ต้องการจะจัดให้โลกมีสันติ คอมมูนิสต์ ก็ต้องการให้โลกมีสันติ นี่มันเหมือนกันตรงนี้ คอมมูนิสต์กับ พุทธศาสนาเหมือนกันที่ตรงนี้ แต่พอไปดูวิธีการที่จะทำให้โลก มีสันติ กลับต่างกัน คอมมูนิสต์เขาต้องฆ่าพวกหนึ่งให้หมดไป โลกจึงจะมีสันติ เขามีหลักอย่างนั้น เรามันมีหลักว่าทุกคน ต้องรักกัน จนไม่มีเขาไม่มีเรา โลกนี้จึงจะมีสันติ ฉะนั้นถ้าเราทำได้อย่างนี้ เราก็เป็นคอมมูนิสต์ที่ดี กว่า คอมมูนิสต์ที่ประเสริฐกว่า ตรงที่เราทำให้โลกนี้มีสันติ ด้วยวิธีการอย่างนี้ซึ่งไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ นี่ถ้าจะเป็นคอม- มูนิสต์กันละก็ ขอให้เป็นคอมมูนิสต์ที่ดีกว่า ที่เหนือกว่าคอมมู- นิสต์กันอย่างนี้ มันก็ยังดี มันมีประโยชน์แก่โลก ถ้าว่าช่วย กันสร้างสันติภาพให้โลก พูดอย่างนี้ มันก็หมื่นเหม่สำหรับจะ

น.34 ๒๗ ถูกจับไปเป็นคอมมูนิสต์ ไม่พูดดีกว่า แต่ถึงอย่างไรก็ดี ความ มุ่งหมายที่จะสร้างสันติในโลกนี้ก็ยังมีอยู่ตลอดเวลา ขอให้เข้า ใจอย่างนี้ อาตมาไม่ได้เป็นคอมมูนิสต์ เพราะมันรู้ว่าอะไรคือ อะไร แต่ก็มีคนแต่งตั้งให้เป็นคอมมูนิสต์ชั้นเอกเสียด้วย ขอให้ทุกคนมีศาสนาของตน เข้าถึงศาสนาของตน แล้วก็เข้มแข็งพอที่จะรับหน้าคอมมูนิสต์ อย่าไปหลงโง่เขลาว่า คอมมูนิสต์มาพุทธศาสนาหมด พุทธศาสนาไม่เลวถึงขนาดนั้น พุทธศาสนาไม่อ่อนแอถึงขนาดนั้น พุทธศาสนาไม่เปราะ หรือ เปราะถึงขนาดนั้น พุทธศาสนาต้องเป็นเหมือนภูเขา คอมมูนิสต์ เข้ามาเอาหัวชนภูเขามันก็ต้องตายเองแหละ เรามีธรรมะที่เป็น หัวใจของศาสนาถึงที่สุดเอาไว้ มันก็จะต้องต่อต้านคอมมูนิสต์ กำจัดคอมมูนิสต์ คอมมูนิสต์เข้ามามันก็ตายหมดไปเลย เหมือน อย่างที่ว่าเป็นยาพิษ สำหรับกำจัดศัตรูพืช นี่คือความรักผู้อื่น เดี๋ยวนี้ เราก็รักได้ แม้แต่รัก คอมมูนิสต์ คือเราสงสารเขา อยากให้เขากลับใจเสียใหม่ให้ ถูกต้อง ให้เขารู้จักรักผู้อื่น ความคิดที่ว่า จะฆ่าพวกนายทุน มันก็หมดไปเอง มันก็ไม่มีปัญหาเหลืออยู่ เพราะทุกคนมันอยู่ กันด้วยความรักเพื่อนมนุษย์ เอาละเรื่องคอมมูนิสต์มันก็มี อย่างนี้ ใครควรจะถูกล้อ อาตมาควรจะถูกล้อ หรือว่าคนที่ เขากล่าวหาควรจะเป็นผู้ที่ถูกล้อ

น.35 ๒๘ ทีนี้ ก็มาถึงเรื่องที่สำคัญยิ่งขึ้นทุกที คือเขากล่าวหา ว่าอาตมาสอนผิด ๆ เกี่ยวกับเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท เขามีสอน ปฏิจจสมุปบาทอย่างคร่อมภพคร่อมชาติตามหลักของศีลธรรม คือให้คนกลัวบาปกลัวกรรมไปตามแบบของศีลธรรม นั้นมัน ก็มีอยู่อย่างหนึ่งส่วนหนึ่ง แล้วก็มีมานานแล้ว นี่เรามาบอกว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทนั้นน่ะ มันไม่ใช่อย่างนั้น มันต้องดีกว่า นั้น มันต้องเร็วกว่านั้น คือว่า ในชาติหนึ่งนี้หรือแม้ในวัน หนึ่งนี้ มันก็มีปฏิจจสมุปบาทเป็นวง ๆ ไป เกิดขึ้นทีไรเป็นทุกข์ ทุกที่ เราต้องป้องกันไม่ให้เกิด หรือพอเกิดขึ้นมา ก็หยุดเสีย ให้ได้ ทำลายเสียให้ได้ นี้เราก็อยู่เหนือความทุกข์ ถ้าเราทำ ได้อย่างนี้ เราก็ไม่ต้องเวียนว่ายไปในกองทุกข์ในชาติหน้า ในชาติหลัง มันก็ป้องกันเสียได้ ด้วยการประพฤติกระทำที่ถูก ต้องในชาตินี้ คือไม่เกิดกิเลสเกิดความทุกข์ตามแบบของ ปฏิจจสมุปบาท และอาตมาก็ไม่ได้บอกเลิก ไม่ได้ปฏิเสธ ปฏิจจสมุปบาทแบบที่เขาสอนกันอยู่เดิม ขอให้เขาสอนกัน ไปตามเดิม แบบคร่อมภพคร่อมชาติ เข้าใจง่าย พึ่งง่าย สำหรับคนพวกหนึ่ง มีประโยชน์ทางศีลธรรม แต่ถ้าพูดอย่างปรมัตถธรรมกันแล้ว มันก็พูดอย่างนี้ พูดเสียใหม่ว่าไม่ต้องคร่อมภพคร่อมชาติ หรือว่าถ้าจะให้คร่อม ภพคร่อมชาติก็ได้เหมือนกัน แต่ต้องอธิบายคำว่า "ชาติ" กัน เสียใหม่ คือคำว่า "ชาติ" ชนิดที่เกิดตัวกูขึ้นมาครั้งหนึ่ง เรียก ว่าชาติ ฉะนั้น ในวันหนึ่งเราก็มีได้หลายชาติ หลายสิบชาติ

น.36 ๒๕ ก็คร่อมภพคร่อมชาติกันอยู่ที่ตรงนี้ ไม่ต้องเข้าโลง ก็มีการเกิด การดับคร่อมภพคร่อมชาติได้มาก นี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ที่อธิบายตรงตามพระพุทธประสงค์ พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ชัดเจนมาก ถ้ามีเวทนา มี ตัณหา มันก็มีอุปาทาน มีภพ และมีชาติ วันหนึ่งเรามีตัณหา ๑๐๐ ครั้ง เราก็มีชาติ ๑๐๐ ครั้ง ฉะนั้น กว่าจะตาย ก็มีกัน เป็นหมื่นชาติ แสนชาติก็ได้ พระบาลีปฏิจจสมุปบาทตรัสไว้ ชัดเจนอย่างนี้ เมื่อใดมีตัณหา ก็จะมีอุปาทาน มีภพ มีชาติ ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว เข้าโลงไปแล้ว แล้วคนมันมีตัณหาได้ เป็นสิบๆ ครั้ง เป็นร้อยๆ ครั้ง ฉะนั้น จะต้องจัดการให้ ถูกเรื่องกันกับที่มันมีตัณหา มีกิเลส มีชาติ มีทุกข์ เป็นร้อย ๆ ครั้ง ทำอย่าให้มันเกิดขึ้นที่นี่ มันก็ไม่มีทางที่จะเกิดในชาติ หน้า ถ้าเชื่อว่าชาติหน้ามีจริง มันก็มี แต่ว่าเรื่องที่จะต้องทำ ก็ต้องทำที่นี่ ทำที่ชาตินี้แล้วมีผลไปถึงชาติอื่น ๆ เราจะให้มัน ผูกพันกันจนแก้ไขไม่ได้ จนระงับมันไม่ได้นี่ มันไม่มีประโยชน์ อะไร เราต้องแก้ไขมันได้ ทุกที่ที่ความทุกข์เกิดขึ้น มีปฏิจจ- สมุปบาททีไร ก็มีความทุกข์ที่นั่น นีชาติอย่างนี้ ทำความเข้าใจไม่ยาก จะว่าชาติจากท้อง แม่นั้นมันก็จริง ตายคือร่างกายนี้ทำลายไป นั้นมันก็จริง แต่ถ้า ไม่มีชาติชนิดที่เกิดด้วยอุปาทานแล้ว มันก็ไม่มีความหมาย อะไรเกิดจากท้องแม่ หรือแก่ หรือตายนี้ ก็ไม่มีความหมายอะไร

น.37 ๓๐ ถ้าไม่มีชาติที่เป็นตัวกู - ของกู เกิดอยู่ในใจก่อน การเกิดจาก ท้องแม่นี้ มันเกิดแล้ว มันก็ตายด้านอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่มี ทุกข์อะไร จนกว่าจะเกิดชาติแบบตัวกู - ของกู เกิดตัณหา อุปาทานขึ้นมาในใจ มันมีตัวกูขึ้นมา อย่างนี้แล้ว มันจึงไปรับเอาชาติที่เกิดจากท้องแม่ หรือแก่ตาม ธรรมชาติตามธรรมดานั้น เอามาเป็นของกู มันจึงมีทุกข์เกิด ขึ้นมา เพราะเกิด แก่ เจ็บ ตาย ในความหมายธรรมดา ถ้า ไม่มีชาติในความหมายพิเศษ คือในภาษาธรรมแล้ว ชาติใน ความหมายธรรมดา ก็ไม่มีความหมายอะไร มันตายด้านอยู่ อย่างนั้น ไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรได้ พอมีชาติเป็นตัวกูด้วย อุปาทานขึ้นมา อะไร ๆ มันจะลุกขึ้นมา ประดังหน้ากันมาที เดียว ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ของกูก็จะมี ความหมายขึ้นมา เกิดความกลัว เกิดความหวาดระแวงอะไร ขึ้นมา นี่ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็เป็นขึ้นมา เพราะว่าเรามี "ชาติ" ชนิดที่เป็นตัณหาอุปาทาน นี่คือว่า "ชาติ" ในปฏิจจ- สมุปบาทนั้น พระพุทธเจ้าท่านประสงค์ชาติอย่างนี้ ชาติที่ เป็นตัณหาอุปาทาน อุปาทานว่าเรา ว่าของเรานี่ มันได้เกิด ขึ้นเมื่อไร อะไร ๆ ทั้งหมดก็จะมาเป็นปัญหาแก่จิตชนิดนั้น ความได้ความเสีย ความแพ้ความชนะอะไร มันก็มามีปัญหา เกิดเป็นปัญหาขึ้นมา

น.38 ๓๑ ฉะนั้น จึงว่าเกิดทุกที แล้วก็เป็นทุกข์ทุกที เกิดเป็น ความรู้สึกเป็นตัวกูขึ้นมาทีไร จะต้องเป็นทุกข์ทุกที สิ่งที่มัน อยู่ใกล้ที่สุดนั้น มันจะเข้ามารบกวนความรู้สึก ความเกิด ความ แก่ เจ็บ ตาย นี่ก็จะวิ่งเข้ามาเป็นปัญหา แล้วก็ประเภทที่มัน เป็นความทุกข์ทนยากอย่างยิ่ง โสกปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ก็จะมีความหมายขึ้นมา ความกระทบกับสิ่งที่ไม่รัก ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ปรารถนาสิ่งใดแล้วก็ไม่ได้ตามที่ ต้องการ มันก็จะเข้ามา เพราะมันมีที่ตั้งที่ตัวกู ถ้าไม่เกิดความ รู้สึกว่า เป็นตัวกู มันไม่มีที่ตั้ง สิ่งเหล่านั้นมันก็ไม่รู้จะเข้ามา ได้อย่างไร มาตั้งที่ไหน มันไม่มีที่ตั้ง นั่นแหละคือชาติในความหมายภาษาธรรม มันได้เกิด ขึ้นแล้ว มันก็เป็นที่ตั้งแห่งชาติในภาษาคน ชาติภาษาคนเกิด จากท้องแม่ ชาติภาษาธรรมเกิดจากตัณหาอุปาทาน ชาติใน ภาษาธรรมต้องเกิดก่อน แล้วชาติในภาษาคนจึงจะมีที่ตั้งที่ อาศัย เป็นความทุกข์ น่าหวาดกลัวขึ้นมาอย่างนี้ อาตมาอธิบายอย่างนี้ด้วยความเชื่อว่า ตรงตามพระ- พุทธประสงค์ ตรงตามพระพุทธดำรัสของพระพุทธเจ้า ในการ ตรัสเรื่องปฏิจจสมุปบาท ทีนี้ก็อธิบายออกมา หลังจากที่ได้ งมงายค้นคว้ามาตั้ง ๕๐ ปีเห็นจะได้ อาตมาสนใจเรื่องปฏิจจ- สมุปบาทตั้งแต่แรกบวช แล้วก็อธิบายผิด ๆถูก ๆ เรื่อยมา ตั้ง หลายบี ๒๐ ปีเห็นจะได้ เพิ่งมาเข้าใจถูกต้อง เห็นเงื่อนงำขึ้นมา

น.39 ๓๒ จนมีความแน่ใจว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ แล้วก็อธิบายไว้อย่างนี้ ก็มีคนด้านคนด่า คนด้านคนด่านั้น เขาเพิ่งมาศึกษาหรือว่าสน ใจเรื่องนี้ แล้วก็มาค้านมาด่า ซึ่งอาตมาได้สนใจเรื่องนี้มาตั้งแต่ ก่อนเขาเกิดโน่น เราสนใจเรื่องนี้มาแล้ว แล้วก็ได้ผลเป็น อย่างนี้ ก็พูดขึ้นไว้ แล้วคนที่เพิ่งสนใจเมื่อวานนี้ เขาด่าเราได้ ก็เป็นเรื่องที่น่าหวัว หรือน่าล้อ ว่ามันมีกำไรมากเกินไป ขอให้ทุกคนเข้าใจว่าปฏิจจสมุปบาทนี้ จะมีอยู่เป็น ๒ ชนิด ชนิดที่คร่อมภพ คร่อมชาติ ก็ว่ากันไปตามแบบเดิม ไม่ต้องยกเลิก เขาว่าอาตมาเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นเจ้าลัทธิ ตั้งลัทธิ ใหม่ ยกเลิกของเดิม มาบัญญัติใหม่นี่ ไม่จริง ของเดิมที่ แท้จริงที่พระพุทธเจ้าตรัสนั้น คือ หลักปฏิจจสมุปบาทที่เรา เพิ่งศึกษาค้นพบ สังเกตเห็น แล้วก็อธิบายเป็นปฏิจจสมุปบาท ในภาษาธรรม ไม่ต้องคร่อมภพ คร่อมชาติ ชนิดที่เข้าโลง ถ้ามันจะคร่อมภพ คร่อมชาติ ก็ภพชาติ ที่มันเกิดได้ วันหนึ่ง หลายสิบ หลายร้อยภพ หลายร้อยชาติ นั่นเอง มันก็มีการ คร่อมภพ คร่อมชาติ อยู่ในกระแสนี้ คืนวันหนึ่ง ก็มีการ คร่อมภพ คร่อมชาติ ได้หลายครั้ง หลายหน ส่วนที่ไปคร่อม ภพ คร่อมชาติด้วยวิธีตายแล้วเข้าโลงนั้น มันสั้นมาก มันก็ เพียงชาติเดียว ๒ ชาติ มันน้อยมาก อย่างนี้มันคร่อมภพ คร่อมชาติมากเสียกว่า จนมันไม่ไหวในวันหนึ่ง ๆ

น.40 ๓๓ นี้ปฏิจจสมุปบาทในภาษาธรรม ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว เข้าโลงแล้ว จึงจะมีเรื่องของปฏิจจสมุปบาท มันมีเรื่องปฏิจจ- สมุปบาทครบอยู่ในความรู้สึกคิดนึกครั้งหนึ่ง คราวหนึ่ง ที่เกิด ตัณหา อุปาทาน พอเผลอสติ มีผัสสะ มีเวทนา แล้วเกิด ตัณหา อุปาทาน มันก็มีภพ มีชาติ ครั้งหนึ่ง จะกินเวลากี่ วินาที กี่นาที ก็ตามใจ ตั้งวันก็ได้ นี่คือปฏิจจสมุปบาทที่น่า กลัว ควรจะสนใจก่อน ควรจะเข้าใจให้ถูกต้องแล้วควบคุมมัน ให้ได้ คือมีสติเพียงพอ แล้วก็ทำวิปัสสนา ฝึกกันให้มีสติ ให้เพียงพอ แล้วโดยอำนาจของสตินั้นจะคุ้มกันการเกิดแห่ง ปฏิจจสมุปบาทได้ ให้เราคล่องแคล่วในการที่จะมีสติที่สุด ให้มีสติทันเวลาที่มีผัสสะ มีเวทนา แล้วตัณหาก็เกิดไม่ได้ อุปาทานก็เกิดไม่ได้ ภพ ชาติ ก็ไม่มี ในวันหนึ่ง ๆ ก็ไม่มีภพ ไม่มีชาติ ที่เป็นตัวทุกข์ นี่ประโยชน์ของการควบคุมปฏิจจ- สมุปบาทได้ มันมีอยู่อย่างนี้ ปฏิจจสมุปบาทที่เป็นความจริงอย่างนี้เท่านั้น ที่ สามารถควบคุมได้ หรือว่าได้รับประโยชน์ อานิสงส์จากการ ที่ควบคุมได้ ถ้าความทุกข์มันมีอยู่เดี๋ยวนี้ ที่จะไปควบคุมกัน ชาติหน้า แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร หมายความว่าชาติ อย่างเข้าโลงไปแล้ว ความทุกข์มีอยู่ในชาตินี้ แล้วจะไปกำจัด ความทุกข์หลังจากเข้าโลงไปแล้ว มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร หรือมันมีอยู่กันคนละชาติอย่างนั้น มันก็ทำอะไรกันไม่ได้ แล้วมันก็นานเกินไป มันไม่สมเหตุสมผลที่ว่าเกิดตัณหาทีไร

น.41 ๓๔ ต้องมีภพ มีชาติ ทุกที นั้นเป็นปัญหาที่หนึ่ง ก็มันกินตั้ง ๓ ชาติ ชนิดที่เข้าโลง แล้วมันก็ไม่มีเหตุผล ที่ว่า เกิดตัณหาทีไร ก็มีภพ มีชาติ ทุกที มองดูให้ดี ให้รู้จักตัณหาอุปาทานที่เกิด อยู่เป็นประจำวัน ว่านั่นแหละคือตัวแท้ของปฏิจจสมุปบาท มีสติป้องกันไว้ให้ได้ อย่าให้มันเกิด. ถ้ามีสติไม่พอ ก็รีบไปฝึกสติโดยวิธีกรรมฐาน ให้ มีสติพอ มาทันเวลาทุกทีที่มีผัสสะ และมีเวทนา อธิบาย ปฏิจจสมุปบาทที่ทำให้สำเร็จประโยชน์ คือ ปฏิบัติได้ ได้รับ ผลจริง กลับถูกด่าหาว่าเป็นเจ้าลัทธิ ลบล้างคำสอนของพระ- พุทธเจ้า มาว่าเองเสียใหม่ ข้อนี้มันช่วยไม่ได้ เพราะว่า เขา เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างหนึ่ง แล้วอาตมาเข้าใจ คำสอนของพระพุทธเจ้าอีกอย่างหนึ่ง พอเอามาเทียบกันเข้า ก็เรียกว่ามันขัดขวางกันโดยประการทั้งปวง แล้วกล่าวหากันว่า ท่านอธิบายผิด ข้าพเจ้าเท่านั้นอธิบายถูก จะเป็นอย่างไร ก็ลองนึกดู นี่เอามาพูดให้ฟังว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทที่ลึกซึ้ง กว่าเรื่องทั้งปวงนั้นน่ะ มันเกี่ยวข้องกับอาตมาอย่างนี้ เป็นเหตุ ให้ถูกคัดค้านบ้าง ถูกด่าบ้าง ถูกประณามบ้าง มันก็เหมือน กับว่า สาดโคลนมาโดยความเข้าใจผิด ก็ให้อภัยได้ เอ้า ทีนี้ ก็มาถึงเรื่อง "กรรม" พูดเรื่องกรรมกัน ดีกว่า พูดถึงเรื่องกรรมนี่ ก็อย่างเดียวกันอีก ถ้าพูดโดยภาษา คน มันก็คือ ทำกรรม ก็ได้รับผลกรรม มันก็ไม่มีทางที่จะ หลีกเลี่ยงได้ ภาษาคนมันแย่อย่างนี้ เรามีกรรมเป็นของตัว

น.42 ๓๕ ไม่พ้นจากกรรมไปได้ ต้องเป็นไปตามกรรมเสมอ นี่พูด ภาษาคน พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสอย่างนี้ และที่ท่านตรัสว่าอยู่ เหนือกรรมคือกรรมชนิดที่ไม่ดำไม่ขาวเป็นกรรมชนิดที่ทำลาย ตัวตนเสียได้ ก็เลยไม่ต้องเป็นไปตามกรรม ไม่มีการกระทำ กรรม ไม่ต้องเป็นไปตามกรรม นี่กรรมในพระพุทธศาสนานี ต้องไกลไปถึงนั้น ไม่ใช่มาหยุดอยู่ตรงที่ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่ใช่หยุดอยู่ที่ตรงนี้ ถ้าหยุดอยู่เพียงแค่นี้ ศาสนาอื่นเขาก็สอน พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงพวกกรรมวาทีเหล่าอื่น เดียรถีย์อื่น ไม่ใช่เดียรถีย์นี้เขาก็สอนเรื่องกรรมกันอยู่แล้ว แล้วก็ไม่ได้ บอกถึงเรื่องสั้นกรรมหรือเหนือกรรม กรรมในลัทธิอื่น มัน มีอยู่ที่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แล้วมันจบอยู่แค่นั้น ก็ทน ทรมานไปตามกรรม นี่พุทธศาสนาต้องการให้มีกรรมอีกชนิดหนึ่ง ทำ ความสิ้นสุดให้แก่กรรมเหล่านี้ แล้วจะอยู่เหนือกรรม อย่างนี้ จึงจะเป็นพุทธศาสนา กรรมอันนี้ก็คือการกระทำให้มันถูกต้อง จนเกิดความรู้แจ่มแจ้งขึ้นมาจริงๆ ว่า ไม่มีใครทำกรรม ไม่มี ใครเกิด ไม่มีใครตาย คนที่เขาโกรธมาก เขาสอนเรื่องผลกรรม ทำในชาตินี้ ได้ในชาติหน้า ไปเน้นความมีตัวตนอย่างนั้น พอเราไป บอกว่าไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย เขาก็โกรธใหญ่ ประณามอาตมาว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ เลิกล้างเรื่องกรรม. อาตมาไม่ได้เลิกล้างเรื่องกรรม แต่บอกเรื่องกรรม ในพุทธศาสนาให้ถึงที่สุด คือถึงขั้นที่เป็นกรรม ที่ทำความ

น.43 ๓๖ สิ้นสุดแห่งกรรมทั้งหลาย กรรมดำ กรรมขาว กรรมต่าง มัน เจือกันระหว่างดำกับขาวนี่ มันเป็นเรื่องหมุนไปตามกรรม เราจะต้องมีกรรมอีกชนิดหนึ่ง ไม่ดำไม่ขาว มาเลิกล้างกรรม เหล่านี้เสียให้หมด คือเรื่องของอริยมรรค อริยมรรคเป็นกรรม ไม่ดำไม่ขาว จะมากำจัดกรรมดำ กรรมขาว คือดีชั่ว บุญบาป สุข ทุกข์ กุศล อกุศล นี่ เสียให้หมด นี่คือกรรมในพระพุทธ ศาสนา พอเรามาพูดถึงอย่างนี้ เขาก็หาว่า อ้าว เลิกล้าง ลัทธิกรรมหมดแล้ว เลิกลัทธิเรื่องกรรมที่เป็นไปตามกรรม หมดแล้ว เราจะมาติดต้นอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ? มันพ้นกรรม ไปไม่ได้ เราต้องไปให้ถึงจุดที่ว่า ให้พ้นกรรม ตามที่พระ พุทธเจ้าท่านสอน เขาจะมายืนยันเรื่องกรรมเขาก็ยืนยันอย่าง ประหลาดที่สุดแหละ เป็นเรื่องที่เขาถือว่าเขาเก่งที่สุด คือ เขาจะพูดเรื่องกรรมให้มีผลกรรม เข้ารูปเข้าแบบกันอย่าง ในอรรถกถาว่า ที่ว่า คนคนหนึ่งมันเอาเชื้อเพลิงพันรอบคอสัตว์ ตัวหนึ่ง แล้วมันจุดไฟ นี่คือการทำกรรม แล้วมันก็ตายไป ไปเกิดเป็นกา แล้วกาตัวนั้นก็บินไปในอากาศ ไปถึงที่แห่งหนึ่ง ไฟ กำลังไหม้บ้าน แล้วสังเวียนหม้อที่กำลังลุกเป็นไฟปลิวขึ้นไปในอากาศ เพราะความดันของไฟ แล้วกาตัวนั้นก็บินมาพอดี หัวสอดเข้าไปในบ่วง สังเวียนหม้อ แล้วมันก็เลยตาย ในรูปแบบเดียวกับที่มันเคยทำกับสัตว์ ตัวหนึ่งในชาติก่อนนั้น

น.44 ๓๗ เขาต้องการจะอธิบายเน้นหนัก ให้กลัวบาป กลัว กรรมกันอย่างยิ่ง แล้วก็หยุดอยู่เพียงแค่นี้ เราไม่เห็นด้วย เรา ต้องการให้มันออกไป ถึงขนาดที่เรียกว่า พ้นกรรม คือเรื่อง ที่ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย ไม่มีตัว ไม่มีตน ที่จะเป็นสัตว์ เป็นบุคคล คนหนึ่งพูดภาษาธรรม คนหนึ่งพูดภาษาคน มันก็ เข้าใจกันไม่ได้ แล้วผู้ที่ต้องการจะพูดภาษาธรรมให้เรื่องกรรม มันเป็นไปถึงที่สุดนี้ ก็กลายเป็นฝ่ายที่ถูกด่า ถูกหาว่าเลิกหลัก ลัทธิกรรมที่ถูกต้อง ไปว่าเอาเองใหม่ว่า ไม่มีกรรม ว่าอยู่ เหนือกรรม ว่าไม่มีใครเกิด ว่าไม่มีใครตาย ขอให้ช่วยสังเกต กันไว้ให้ดี ๆ ว่าอาตมาไม่ได้เลิก เรื่องกรรมคงมีอยู่ แต่ไม่ ยอมหยุดอยู่ที่ตรงนั้น ว่ามันติดอยู่กับกรรมนั้นตลอดไป เราจะ ต้องหมดกรรม เหนือกรรม สิ้นกรรมกันให้จงได้ คือการบรรลุ มรรค ผล ขั้นสุดท้ายนั่นเอง. นี้จึงขอเตือนอีกครั้งหนึ่งว่า เรามีกรรมเป็นของตัว ไม่พ้นจากกรรมนี้ไปได้ ก็มีอยู่ แต่พุทธภาษิตที่แสดงความสิ้น ไปแห่งกรรม ก็มีอยู่ และนั่นแหละคือจุดมุ่งหมาย ที่จะไปถึง พระนิพพาน พระนิพพานต้องอยู่เหนือกรรม ต้องเป็นความ สิ้นกรรม พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสไว้ ถ้าคนมันโง่ มันก็จะเห็นว่า พระพุทธเจ้าตรัสอะไร ไม่คงแก่ร่องแก่รอย ไม่ยุติ เดี๋ยวว่า พ้นจากกรรมไปไม่ได้ เดี๋ยวว่าพ้นจากกรรมได้ ว่าเดี๋ยวต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่พ้นจากความเกิด แก่ เจ็บตาย ไปได้ เดี๋ยวก็

น.45 ๓๘ ว่า พ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตายได้ นี่คนโง่มันก็จะกล่าว หาพระพุทธเจ้าว่าพูดอะไรไม่คงแก่ร่องแก่รอย เมื่อเขากล่าวหาพระพุทธเจ้าได้ ทำไมเขาจะกล่าวหา อาตมาซึ่งเป็นเด็ก ๆ เล็กๆ ลูกศิษย์ คนรับใช้ของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ มันก็ต้องได้ อาตมาจึงไม่แปลก ที่เขาจะกล่าวหาหรือ ว่าด่าว่าอาตมาพูดอะไรไม่คงแก่ร่องแก่รอย ไม่พูดตามที่เขาพูด แล้วก็ยกเลิกหลักเดิม ๆ ของเขาเสีย นี่ไม่ถูก ไม่ได้ยกเลิก ยิ่ง รับรองหนักขึ้นไปอีก เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริง เป็นมาตาม ลำดับ ก็พูดให้ชัดเลย ว่าทำดี - ดี ทำชั่ว - ชั่ว คำว่า ได้ ไม่ต้องพูดถึงกัน เขาพูดกันว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว อาตมา ก็ว่ายังผิด ยังโง่ ต้องพูดว่า พอทำดี ก็ดีเท่านั้นแหละ พอทำชั่วก็ชั่ว เท่านั้นแหละ ไม่ต้องรอให้ได้ ขณะจิตหนึ่งประกอบด้วยกิเลส ขณะจิตถัดมาก็เป็นขณะจิตที่ทำกรรม คือคิดนึกไปตามอำนาจ ของกิเลส ที่นี้ขณะจิตที่ถัดไปอีก ก็คือเป็นวิบาก ได้รับผล กรรม ติดกันไปเลย ไม่ต้องรอเป็นชั่วโมง หรือไม่ต้องรอ เป็นวัน เป็นเดือน เป็นชาติ ต่อเข้าโลงแล้วจึงจะได้รับผล กรรม เพราะว่าการกระทำกรรมอย่างนี้ บัญญัติแล้วว่าดี ทำ เข้ามันก็ดีเท่านั้น ไม่ต้องรอให้ได้ ได้ดี กรรมอย่างนี้มันชั่ว พอไปทำเข้า มันก็ชั่วทันที ไม่ต้องรอ. ว่าคอยว่าจะได้ความชั่ว ได้ผลชั่ว พอทำแล้วมันชั่วทันที นั้นมันเป็นผลชั่วแล้ว จึงขอ ให้พูดเสียใหม่

น.46 ๓๙ อาตมาขอร้องว่าถ้าจะพูดให้ถูกให้ดี ต้องพูดกันเสีย ใหม่ว่า ทำดี - ดี ทำชั่ว-ชั่ว ไม่ต้องมี "ได้" อีกทีหนึ่ง แล้ว บางทีก็เกิดไม่ได้ เกิดไม่ได้ขึ้นมาทันที เกิดข้ามภพ ข้ามชาติ ก็เลยเกิดสงสัยว่า คนนี้ทำไมทำบาป แล้วกลับรวย กลับมีชื่อ เสียง คนนี้ทำดี แล้วกลับยากจน มันก็เป็นปัญหามาก กฎของกรรมนั้นมันมีชัดเจนว่า ทำดีก็ดีทันที ทำชั่วก็ ชั่วทันที ขณะจิตกลุ่มที่แรกเป็นกิเลส ขณะจิตกลุ่มถัดมาจาก นั้น ก็เป็นการกระทำกรรม เป็นมโนกรรม หรือออกมาเป็น กายกรรม วจีกรรมก็ได้ แล้วขณะจิตกลุ่มถัดมาอีก ก็เป็นการ ได้รับวิบาก คือเป็นจิตดี จิตเลว จิตชั่ว จะเป็นจิตอะไรก็ตาม แล้วแต่การกระทำกรรมนั้นอย่างไร นี่มันแน่นอนอย่างนี้ สรุปแล้ว เราก็ไม่ได้สอนเรื่องกรรมอย่างที่เขาเชื่อ กันอยู่ แต่เรามาพูดใหม่ให้มันชัด ให้มันสมบูรณ์ ว่าเรื่อง กรรมเป็นอย่างนี้ แล้วมีหนทางที่จะทำความสิ้นกรรมให้หมด กรรม เป็นนิพพานได้ กรรมจะหมดไปได้ ก็ต่อเมื่อมีอริย- มรรคญาณ เห็นความไม่มีตัวไม่มีตน ทำลายอุปาทาน ว่าตัว ตนเสียได้ กรรมจึงจะสิ้นไป ดังนั้น เราจึงต้องมีความรู้ธรรมะ คือบรรลุธรรมะถึงขนาดที่ถอนอัตตาตัวตนเสียได้ เอาละ เป็น อันว่าไม่ได้เลิกสอนเรื่องกรรมที่เขามีอยู่อย่างครึ่ง ๆ กลาง ๆ แต่ได้เสริม ยอดเรื่องกรรมให้ไปจนถึงที่สุด คือความสิ้นแห่งกรรม เรื่องมันมีอยู่ อย่างนี้ ถ้าถูกด่ามันก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ เพราะเราต้องการ จะพูดความจริง นิกสมกมีผลต่อนิยมกันกติกา

น.47 ๔๐ ในวงของปฏิจจสมุปบาทนั่นแหละ มันมีกิเลสที่เป็น เหตุให้ทำกรรม ปฏิจจสมุปบาทเริ่มต้นด้วยการกระทบทาง อาตนะ เกิดผัสสะ แล้วเกิดเวทนา แล้วก็เกิดตัณหา ตัณหา นี่ก็คือกิเลส เกิดอุปาทาน คือพอเป็นภพ มันก็เป็นกรรม เป็น กรรมภพ พอหลังจากกรรมภพ มันก็เป็นชาติ นี่เป็นวิบากที่ เกิดขึ้นมา เป็นชาติ แล้ววิบากอื่น ๆ ที่เนื่องอยู่กับชาติ มันก็ มีเข้ามา คือความทุกข์เกี่ยวกับความเกิด แก่ เจ็บ ตาย อะไรก็ตาม มันก็เข้ามาแฝงอยู่กับวิบาก คือ ชาติ ดังนั้น ใน วงของปฏิจจสมุปบาทอันแสนจะรวดเร็วนั่นแหละ มันมีทั้งกิเลส มันมี ทั้งกรรม มีทั้งการรับผลกรรม อย่างแน่นอนที่สุด ไม่ต้องไปรอต่อ ตายแล้ว ให้มองเห็นอย่างนี้ นี่เป็นความรู้ที่ถูกต้อง ที่อาจจะปฏิบัติได้ แล้วก็ได้ รับผล ส่วนความรู้พื้นเพื่อนนั้น มันปฏิบัติไม่ได้ เมื่อไม่ได้ ปฏิบัติมันก็ไม่ได้รับผล ฉะนั้นก็ต้องมีความรู้ชนิดที่ปฏิบัติได้ นี่จึงจะได้รับประโยชน์ สมตามความมุ่งหมายของพุทธบริษัท ผู้นับถือพระพุทธศาสนา ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และได้ พบพระพุทธศาสนา เอ้า ขอให้ทนกันหน่อย แม้ว่าเวลามันจะหมดไปตั้ง ๒ ชั่วโมงแล้ว ก็จะพูดให้จบ เรื่องถัดไปก็คือ ถูกด่าว่าการอธิบายเรื่อง "วัฏฏสงสาร กับนิพพาน" วัฏฏสงสารกับนิพพาน เป็นเรื่องที่แฝดกันอยู่

น.48 ๔๑ เสมอ เพราะว่านิพพานเป็นเรื่องสิ้นสุดแห่งวัฏฏสงสาร จึงมี เรื่องวัฏฏสงสารกับเรื่องนิพพาน ซึ่งเป็นเรื่องสั้นสุดแห่งวัฏฏ- สงสาร เขากล่าวหาว่าอาตมาอธิบายเรื่องวัฏฏสงสารผิดจาก พระพุทธวจนะ เพราะว่าเขาต้องการจะอธิบายให้มันเป็น ๓ ชาติ ชาตินี้ทำกรรม ชาติหน้าได้รับผลกรรม แล้วก็มีกิเลส สำหรับจะทำกรรมต่อไปอีก มันคร่อมกันเป็นชาติ ๆๆ ๆๆ ชนิดที่เข้าโลง เขาเรียกว่า เวียนว่ายตายเกิดไปในวัฏฏสงสาร เป็นชาติ ๆๆๆๆ เกี่ยวกันอย่างนั้น เรียกว่า วัฏฏสงสาร มันกินเวลาตั้ง ๓ ชาติ จึงจะได้วัฏฏสงสารวงหนึ่ง ทีนี้อาตมามาศึกษาแล้ว มาพิจารณาดูแล้ว มันไม่ใช่ อย่างนั้น อย่างนั้นมันนานเกินไป เกิดกิเลสก็ทำกรรม แล้ว ได้รับวิบาก เดี๋ยวนี้ที่ตรงนี้ เป็นวัฏฏสงสารได้ ขณะจิตหนึ่ง กลุ่มแรกนี้เป็นกิเลส ขณะจิตกลุ่มถัดมา เป็นการกระทำกรรม ขณะจิตกลุ่มถัดมาเป็นการได้รับวิบาก แล้วมันก็วนกันอยู่อย่าง · นี้ ถ้าเรามีสติสมบูรณ์เพียงพอ เราหยุดชะงักวัฏฏสงสารนี้ได้ หยุดชะงักกิเลสเสียได้ ก็ไม่มีกรรม หรือหยุดกระทำกรรมได้ แล้ว คือหยุดชะงักกรรม ไม่ยึดถือกรรมมีสติพอ มันก็ยังได้ แปลว่าเราควบคุมวัฏฏสงสารได้ ตามสมควรแก่สติ ปัญญา การมีสติปัญญาก็ควบคุมกิเลสได้นี่ เรียกว่า วัฏฏสง- สารมันก็สิ้นฤทธิ์ หมดฤทธิ์ มันไม่ต้องรอต่อตายแล้ว ตั้ง ๓ ชาติ ในวันหนึ่งนี้ก็มีวัฏฏสงสารได้ตั้งหลายๆ วง เกิดกิเลสที่ หนึ่ง ก็มีวัฏฏสงสารที่หนึ่ง แล้วมันก็ครบวงของมันเอง

น.49 ๔ ๒ นี้เขาหาว่าคำอธิบายผิด เรียกเป็นมิจฉาทิฏฐิเล็ก ล้างของเก่ามาตั้งเอาเอง มาว่าเป็นลัทธิใหม่ ก็ตามใจ เรามี ความมุ่งหมายจะให้คนเอาชนะวัฏฏสงสารให้ได้โดยเร็ว และ ไม่ต้องรอกันนาน ๆ วัฏฏสงสารไกล ๆ นาน ๆ อย่างนั้น ไม่ น่ากลัว ไม่มีพิษร้ายอะไร วัฏฏสงสารที่ย้ำเอา ๆ ๆ เหมือนกับ ย้ำหัวตะปูที่นี่และเดี๋ยวนี้ นี่อันตรายมาก เราต้องรู้จักมันให้ดี ๆ ควบคุมมันให้ได้ ป้องกันมันให้ได้ อย่าให้มันเกิดขึ้นมา นี่ วัฏฏสงสารวงหนึ่งของคำอธิบายในแบบนี้ คือในแบบภาษา ธรรมนี มันจะกินเวลาชั่วอึดใจเดียว ชั่ววินาทีเดียวก็ได้ มัน เป็นวัฏฏสงสารวงหนึ่ง ไม่ต้องรอเกิดตาย เกิดตาย เข้าโลง แล้ว เข้าโลงอีกตั้ง ๓ ชาติ จึงจะเป็นวัฏฏสงสาร ฉะนั้นใน วันหนึ่ง ๆ มีวัฏฏสงสารตั้งหลายวงเกี่ยวข้องกันไป คล้องกัน ไป เนื่องกันไป เพราะมันเป็นเหตุเป็นปัจจัย แก่กันและกันได้ มีกิเลส ทำกรรม รับผลกรรม กรรมมันก็ส่งให้เกิด กิเลสใหม่ มันก็เนื่องกันได้ การได้รับผลกรรม มันก็อนุโลม กัน หรือเข้ารูปกันได้กับกรรมแต่หนหลัง หรือว่ากรรมของ วัฏฏสงสารวงอื่น ช่วยปรุงแต่งกรรมในวัฏฏสงสารอื่น นี้ก็เรียก ว่า ข้ามภพ ข้ามชาติได้เหมือนกัน โดยที่คนไม่ต้องตาย วัฏฏ- สงสารที่มีความหมายที่จะมีประโยชน์และรีบด่วน มันมีอยู่ อย่างนี้ แล้วมันก็มีผลดีตรงที่ว่า เราจะสามารถควบคุมมันได้ จนกระทั่งว่า สามารถจะตัดมันให้ขาดไปเลย ตัดวัฏฏสงสารได้

น.50 ๔๓ อ้าว ที่นี้ ก็มาถึงเรื่องที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้ถูกด่า สุดเหวี่ยง ก็คือคำพูดที่อาตมาได้พูดว่า "ในวัฏฏสงสารมีนิพ- พาน" หรือว่า "นิพพานหาพบได้ในวัฏฏสงสาร" นี่เขาไม่ เข้าใจ เราพูดว่าต้องดับไฟที่ไฟ ต้องดับทุกข์ที่ทุกข์ ดับความ ทุกข์ที่ความทุกข์ ฉะนั้นในไฟนั้น มันมีความดับไฟซ่อนอยู่ ดูให้ดี ในความทุกข์ มันมีความดับทุกข์ซ่อนอยู่ ดูให้ดี จึง ได้พูดว่า ในนั้นจะหาพบสิ่งที่ตรงกันข้าม อย่างนี้ก็เรียกว่าหา นิพพานในวัฏฏสงสาร ไปนั่งพิจารณาดูต้นมะพร้าว นาฬิเกร์ ในสระนาฬิเกร์ เป็นภาพเปรียบที่ดีที่สุด ว่าต้นมะพร้าวนั่น เป็นนิพพาน ก็อยู่ท่ามกลางวัฏฏสงสาร คือทะเลขี้ผึ้ง ซึ่ง เปรียบเหมือนน้ำ ดี ชั่ว บุญ บาป สุข ทุกข์ นั่นมันเป็น ทะเลขี้ผึ้ง เป็นวัฏฏสงสาร ต้นมะพร้าวอยู่ที่กลาง นั่นแหละ ไปหาเถอะจะพบ ถ้าไปหาที่อื่นแล้วไม่มีวันพบ จะไปหาความ ดับทุกข์ที่อื่น ไม่พบหรอก ต้องหาที่ความทุกข์ จะไปหา การดับไฟที่อื่น ไม่มีทางพบหรอก ต้องหาที่ไฟนั่นแหละ ทำไฟให้มันดับเถอะ มันก็จะเป็นความดับไฟอยู่ที่นั่น ก้อนหินก้อนนี้ วางอยู่ที่ตรงนี้ ใคร ๆ ก็เห็นว่ามีก้อน หินก้อนนี้อยู่ที่ตรงนี้ แล้วใครมีปัญญาพอที่จะมองเห็นว่า ความ ไม่มีก้อนหินก้อนนี้ มันก็อยู่ในก้อนหินก้อนนี้ ก็คือลองเอา ก้อนหินก้อนนี้ออกไปเสียซิ มันก็จะมีความไม่มีก้อนหินก้อน นี้อยู่ที่ตรงนี้เหมือนกัน ฉะนั้น ถ้าตามันแหลม มันก็จะพอ มองเห็นว่าความไม่มีก้อนหินก้อนนี้ มันก็อยู่ในก้อนหินก้อนนี้

น.51 ๔๔ นี่เราจะให้มันง่ายขึ้น ให้มันอยู่ที่ตรงนี้ เพื่อจะจัดการกับมัน ได้ว่าต้องดับทุกข์ที่ความทุกข์ เหมือนกะดับไฟที่ไฟ ดับไฟที่ อื่นมันจะดับได้อย่างไร ดับทุกข์ก็ต้องดับที่ความทุกข์ มันจึง จะหมดความทุกข์ ฉะนั้น ดูให้ดีว่า ความดับทุกข์หาพบในความทุกข์ นั่นแหละ คือความหมายของคำว่านิพพานมีอยู่ในวัฏฏสงสาร มองให้ดี ๆ พอพูดอย่างนี้ ก็ถูกด่า ถูกรุมกันด่า ว่ามันบ้าแล้ว นิพพานมันตรงกันข้ามกับวัฏฏสงสาร มันจะอยู่ตรงนั้นได้ อย่างไรเราบอกว่า นั่นแหละดูให้ดี มันจะมีอยู่ในนั้น ถ้า อย่างนั้นมันจะหาพบที่ไหนล่ะ จะหาความดับทุกข์พบได้ที่ไหน ถ้าไม่หาในความทุกข์ ไปคิดดูเอง ไปคิดดูใหม่ ว่าต้องดับทุกข์ ที่ความทุกข์ จึงจะหาพบนิพพานในวัฏฏสงสาร ไปหาที่อื่นไม่ พบ ไม่มี ทีนี้ มันมีเงื่อนงำ คือ พูดอย่างอื่นอีกก็ได้ คือข้อที่ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า ความทุกข์ก็ดี เหตุให้เกิดทุกข์ก็ดี ความดับแห่งความทุกข์ก็ดี วิธีดับแห่งความทุกข์ก็ดี ตถาคตบัญญัติไว้ ว่ามีอยู่ในกายนี้ ที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ ที่ยังเป็น ๆ คือ มีจิตมีใจ มีสัญญา กายที่เป็น ๆ นั่นแหละ มันมีความทุกข์ เหตุให้เกิด ทุกข์ ความดับทุกข์ และทางให้ถึงความดับทุกข์ ทุกข์ก็คือ ความทุกข์ มีอยู่ในกายนี้ แล้วความดับทุกข์ คือ นิโรธ นั้น คือนิพพาน มันก็มีอยู่ในกายนี้ ในกายนี้มันก็หาพบทั้งความ

น.52 ๔๕ ทุกข์และความดับทุกข์ อยู่ด้วยกันในกายนี้ ที่ยังมีชีวิตเป็น ๆ อยู่ นี่จะไม่ยอมให้พูดว่า หาพบความทุกข์ และความ ดับทุกข์ อยู่ในที่เดียวกัน นี่เป็นเหตุให้พบนิพพานกับวัฏฏ- สงสารในที่เดียวกัน คือในจิตนี้ ในกายนี้ ในกายนี้หมาย ความถึงในจิตนี้ กายนี้มันเป็นเปลือก จิตมันเป็นตัวสาระ เป็น ตัวจริง ที่นั่นแหละมันมีครบหมด คือ อริยสัจจ์ ๔ มันเกี่ยว ข้องกับจิต รู้ได้ด้วยจิต ถึงได้ด้วยจิต ดับทุกข์ได้ก็ด้วยจิต อาศัยกายเป็นที่ตั้งเหมือนกับเป็นที่ตั้งสำนักงาน ฉะนั้น ในจิต นั้นแหละ จะพบทั้งนิพพานและทั้งวัฏฏสงสาร จิตหลุดพ้น เมื่อใด มันก็มีนิพพานอยู่ที่ความหลุดพ้นนั้น เราก็ไม่ต้องเกี่ยว ข้องกับวัฏฏสงสารนี่มันจะได้ง่ายขึ้นมาอีกว่า ให้มองดูที่วัฏฏ- สงสาร จนมองเห็นนิพพาน คือสภาพที่ตรงกันข้าม แล้วมัน ดับวัฏฏสงสารเสียได้ นี่ไปคิดดูให้ดีเถอะว่า ถ้าเราพูดในภาษาคนนิพพาน กับวัฏฏสงสารมันอยู่คนละแห่ง คืออยู่คนละทิศ แล้ว มันจะดับมันได้อย่างไร มันน่าหวัวมาก แต่ถ้าเราพูดในภาษา ธรรมแล้วนิพพานกับวัฏฏสงสารมันก็อยู่ในที่เดียวกัน แล้วจะ ต้องมีนิพพานลงไปบนวัฏฏสงสาร คือดับวัฏฏสงสารเสีย อาตมาพูดอย่างนี้ เขาหาว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ เลิกล้างพระ พุทธศาสนา เลิกล้างคำสอนของพระพุทธเจ้า ว่าเอาเอง เสีย ที่ที่เป็นพุทธทาส คือรับใช้พระพุทธเจ้า แล้วก็มาพูดอะไรให้

น.53 ๔๖ หักล้างพระพุทธเจ้า มันเป็นการด่ากี่มากน้อย อาตมาก็เห็นว่า มันดี มันเป็นการเสียสละมาก ได้บุญมากยิ่งขึ้นไปอีก ทำ อะไรมันง่าย มันสะดวก มันไม่ต้องเจ็บ มันไม่ต้องปวด มัน ไม่ต้องทน แล้วมันก็ได้บุญนิดเดียว ถ้ามันพื้นผ่ามาก อดทน มาก มันก็ได้บุญมาก นี้ใครยิ่งด่ายิ่งดี แล้วได้ดีเพราะเขาด่า ที่มันจะเลวจะชั่วเหมือนที่เขาด่านั้น ไม่เป็นไปได้หรอก แต่ ว่ามันยิ่งดีไปอีกทางหนึ่ง เช่นว่า มันไม่เป็นไปอย่างที่เขาด่า มันกลับเป็นความดีตรงกันข้าม เป็นอย่างนี้ ขืนพูดให้หมดทุกเรื่อง มันคงจะไม่ไหว บางคนจะนึกค่า อาตมาอยู่ในใจแล้วก็ได้ มันดึกแล้วจะรวบรัดให้มันจบเสียที เรื่องที่เขาด่าเรื่องสุดท้ายที่น่าหวัวที่สุด ที่จะเอามาพูด ในวันนี้ ก็คืออาตมาบอกว่า ยิ่งเรียนพระไตรปิฎก "ยิ่งไม่รู้ พระพุทธศาสนา" แล้วคนโง่ คนบ้า มันก็ชูหัวกันสลอน ด่า อาตมาว่าดูถูกพระไตรปิฎก คิดดูซิ ดูถูกพระไตรปิฎกหรือไม่ ยิ่งไปเรียนพระไตรปิฎก มันก็ยิ่งไปเรียนบาลี มีความไพเราะ ทางวรรณคดี ยิ่งติดพระไตรปิฎก ยกหูชูหางเป็นผู้เก่งกล้า ไม่ปฏิบัติเลย จมอยู่ในพระไตรปิฎก นี่ยิ่งเรียนพระไตรปิฎกยิ่งไม่ รู้พุทธศาสนา ยิ่งไปติดอยู่กับเล่มหนังสือตำรับตำรา มันก็รู้อยู่เท่านั้น แหละ ไม่รู้ของจริง ซึ่งต้องรู้ด้วยใจ ไม่เกี่ยวกับตัวหนังสือ เขาถามว่าถ้าอย่างนั้นเรียนอะไรล่ะ ที่จะทำให้รู้พุทธ- ศาสนา? มันต้องเรียนของจริง เรียนลงมาที่ตัวเบญจขันธ์

น.54 ๔๗ ร่างกายนี่ ความทุกข์นี่ เรียนลงไปที่ความทุกข์ เรียนลงไปที่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ดูลงไปที่ตรงนั้น อย่าไปดูที่ตัว หนังสือเป็นแถวๆ ในพระไตรปิฎก นั้นมันติดกลายเป็นหนอน หนังสือ ยิ่งเรียนพระไตรปิฎก ยิ่งไม่รู้ธรรมะ ยิ่งไม่รู้พุทธ- ศาสนา แต่พอมาเรียนที่ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัม- มารมณ์ เรียนลงไป ดูลงไป ที่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญ- ญาณ ที่นี่ซิมันจึงจะรู้พุทธศาสนา บางคนก็ยอม ว่า เออ ถูกแล้ว บางคนก็ไม่ยอม ด่า อยู่เรื่อย ว่านี้มันดูถูกพระไตรปิฎก มันคัดค้านพระไตรปิฎก มันทำลายคุณค่าของพระไตรปิฎกก็ตามใจ ไม่โกรธเท่าไร ก็ด่าไปให้มันสุดเหวี่ยง อาตมายังคงพูดอยู่อย่างนี้แหละว่า ยิ่งเรียนพระไตรปิฎก ยิ่งไม่พบพระพุทธศาสนา มันน่าขันนะ ถ้าพูดตามภาษาคนมันก็เป็นไปไม่ได้ ถ้าพูดตามภาษาธรรม มันเป็นไปได้ ยิ่งเรียนพระไตรปิฎก ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา ยิ่งไปติดตัวหนังสือ เหมือนกับที่คนเรียน พระไตรปิฎกขี้ปดขี้ลัก ในพระคัมภีร์ก็มีอยู่ พระพุทธเจ้าก็ ตรัสว่า ไอ้โมฆบุรุษ คนกำมือเปล่าเรียนจบพระไตรปิฎกไม่มี ธรรมะเลย มันไม่ต้องเรียนจบพระไตรปิฎก ก็มีธรรมะได้ แต่ว่า เขามีพระไตรปิฎกอีกแบบหนึ่ง คือพระไตรปิฎกที่มันมีอยู่ตาม

น.55 ๔๘ เนื้อตามตัว ตามจิตตามใจนี่ อ่านได้ไม่รู้จักจบสิ้นเหมือนกัน ฉะนั้นพระไตรปิฎกที่เป็นตัวหนังสือ ที่บันทึกหรือบรรยายนี้ มันก็ปิดบังธรรมะได้ พระไตรปิฎกปิดบังพระธรรมได้ ถ้าไป เรียนพระไตรปิฎกอย่างที่เขาเรียนกันทุกวันนี้ ต่อให้ฝรั่งมาเรียน จบพระไตรปิฎกเป็นร้อยเที่ยว พันเที่ยว มันก็ไม่รู้จักพุทธศาสนาก็ได้ เพราะมันเรียนไปในวิธีของหนังสือ เรียนไปในวิธีของวรรณ- คดี มันก็ไม่พบกับตัวธรรมชาติ. มาเรียนที่ธรรมชาติ จะพบธรรมะเร็ว ขอให้เข้าใจ ให้มากเท่าที่จะเข้าใจได้ เช่น อาตมาจะกล้าพูดว่า การที่มัว พึ่งอาตมาพูดมันง่าย แม้แต่เรื่องที่อาตมาเขียน ก็ไม่ช่วยให้พบ พระพุทธเจ้า ไม่ช่วยให้พบพระพุทธศาสนา หรือพระธรรม สิ่งที่จะช่วยให้พบพระพุทธศาสนาหรือพระธรรม ต้องเรียนที่ตัว เองที่เนื้อที่ตัว ที่ความทุกข์ที่มันมีอยู่ในเนื้อในตัว อย่างนี้จะพบ ธรรมะเร็ว. ใครจะเลิกอ่านธรรมะเสียได้ ก็ดีเหมือนกัน แต่ต้อง มาอ่านหนังสือเล่มนี้ อ่านหนังสือที่เป็นเนื้อเป็นตัว ร่างกาย ยาววาหนึ่งนี้ มีทั้งสัญญาและใจ มีอะไร ๆ ครบอยู่ในนั้น อริย- สัจจ์ทั้ง ๔ มีครบอยู่ในนั้น มาอ่านหนังสือเล่มนี้ จะรู้เร็ว หนังสือทั้งหลายที่มีอยู่เป็นตู้ๆ นั่น เป็นคำอธิบายวิธีที่จะมา อ่านหนังสือเล่มนี้เท่านั้นแหละ เรียนพระไตรปิฎกก็เพื่อรู้วิธี ที่มาอ่านธรรมะที่ธรรมชาติ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ตา หู จมูก

น.56 ๔๙ ลิ้น กาย ใจ ที่เบญจขันธ์ อะไรต่างๆ เรียนหนังสือเล่มโน้น มาเพื่ออ่านหนังสือเล่มนี้ อ่านหนังสือเล่มนี้จบ ก็มีธรรมะ เพียงเท่านี้ * * * ขอขอบคุณท่านทั้งหลายที่มาร่วมในการทำบุญล้ออายุ ของอาตมา ขอบคุณท่านทั้งหลายที่ให้ของขวัญอย่างที่รู้กันอยู่ ว่าให้อย่างไร ขอแสดงความขอบใจ พูดซ้ำ พูดซ้ำ อีกครั้ง หนึ่งว่า ของขวัญนี้มีประโยชน์แก่อาตมา ช่วยเป็นพยาน ช่วยเป็นเครื่องรับรองให้เห็นได้ว่า อดข้าววันหนึ่งนี้ไม่ตาย แล้วยังมีเรี่ยวแรงที่จะพูดได้ตั้ง หลาย ๆ ชั่วโมง ถ้าวันนี้ฉัน อาหาร แล้วพูดไม่ได้อย่างนี้ พูดไม่ได้นานเท่านี้ จะพูดอะไร ให้มันละเอียดลออ ถี่ถ้วนก็ไม่ได้ เพราะมันอิ่ม เพราะมันมึน ด้วยอาหาร มันรบกวน คือไม่กินอาหารเสียสักวันหนึ่ง มัน กลับพูดได้ หรือว่าคล่องแคล่ว หรือว่าเบาสบาย หรือว่องไว นี่เป็นเครื่องยืนยันว่าไม่ตาย ฉะนั้น ทุกคนที่ให้ของขวัญใน วันนี้ ไม่กินอาหารวันหนึ่งนี้ ไม่เห็นใครตาย ไม่เห็นใคร เป็นลม แล้วมานั่งพึง มันก็ยังรู้เรื่อง นี่คือเอาข้อนี้ขอบคุณว่า ช่วยเป็นประจักษ์พยานว่า อดข้าววันหนึ่งไม่ตาย ก็ยังทำอะไร ได้ ขอให้คนทั้งหลายกล้าในการที่จะไม่กลัวเรื่องที่ไม่มีอะไร จะกิน เมื่อเราเว้นกันเสียได้สักวันหนึ่ง สองวันนี้ ก็เว้นได้ หลายวันก็ยังได้ มันไม่ตายหรอก ถ้าตาย ก็ตายเพราะมันโง่

น.57 ๕๐ ไปกลัว แล้วก็เกิดเป็นลม เพราะความโง่ความกลัว มันก็อาจ จะตายได้ แต่ถ้ามีจิตใจเข้มแข็ง มุ่งจ้องอยู่ที่ธรรมะอย่างใด อย่างหนึ่ง ข้อใดข้อหนึ่งแล้วก็ไม่ตาย อย่างที่พระพุทธเจ้าท่าน อดเสวยพระกระยาหาร ๗ วัน ๑๗ วัน อะไรตามเรื่องราว ที่เขาเขียนไว้นั้น เป็นเรื่องที่เชื่อได้ว่าเป็นความจริง ไม่ตาย เพราะมันอยู่ด้วยปีติปราโมทย์อย่างอื่น ถูกลอตเตอรี่ที่หนึ่ง รางวัลใหญ่ ๆ นี้ คงจะยินดี กินข้าวไม่ลงไปสักวัน สองวันก็ได้ แล้วมันก็ไม่ตาย มันอยู่ด้วยความดีใจ ถ้าเราพอใจธรรมะ ดีใจอยู่ในธรรมะ มันก็ไม่หิว ไม่กินอาหาร มันก็อยู่ได้ เพราะ ความพอใจนั้น ๆ ท่านทั้งหลายช่วยเป็นประจักษ์พยานว่าไม่ตาย อยู่ได้ อาตมาก็ขอบคุณในการให้ของขวัญ นี้ก็ยังจะยึดถือเอาของขวัญ นี้เป็นหลักสืบต่อไป เผื่อว่าจะเกิดชอบใจขึ้นมา ถ้าเขาให้ ของขวัญอย่างนี้แก่กันและกันแล้ว ก็จะช่วยมนุษย์ได้มาก ไม่ กินข้าววันหนึ่งไม่ตาย ถ้าคน ๔๐ ล้านคน ไม่กินข้าวกันทั้ง ๔๐ ล้านคน ก็จะประหยัดเงินได้อย่างน้อย ๔๐๐ ล้านบาท ใน วันหนึ่ง ทำเดือนละครั้ง ก็จะประหยัดเงินได้ตั้งพัน ๆ ล้านบาท เพื่อแก้การขาดดุลย์การค้าของรัฐบาล นี่ข้อที่ถูกด่าเพราะพูดว่า ยิ่งเรียนพระไตรปิฎก ยิ่ง ไม่รู้พุทธศาสนา ไปเกี่ยวกับผู้มีสติปัญญาคนหนึ่งที่คุรุสภา ที่ กรุงเทพฯ ถึงเดี๋ยวนี้ เราก็ยังยืนยันอย่างนี้ คนนั้นเขาก็ไม่ยอม

น.58 ๕๑ รับว่าอย่างนี้ มันก็ยังคงคาราคาซังอยู่จนเดี๋ยวนี้ อาตมาก็ขอ ยืนยันตลอดไปว่า ยิ่ง เรียนพระไตรปิฎก ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา เพราะ ว่ามันเป็นคำพูดในภาษาธรรม ถ้าพูดในภาษาคนก็พูดได้ ยิ่ง เรียนพระไตรปิฎก ยิ่งรู้พระพุทธศาสนา แล้วเขาก็เคยยึดถือ กันอย่างนั้น ต้องเรียนพระไตรปิฎก จึงจะรู้พุทธศาสนา วาณี อันว่านางฟ้า กล่าวคือ พระไตรปิฎก จงผูกมัด รัดถึงจิตใจของข้าพเจ้าให้ติดอยู่กับวาณี คือ พระไตรปิฎก ข้อ ความอย่างนี้ก็เคยมี เขาใช้เป็นมนต์สำหรับท่องบ่น สำหรับ ผู้ที่จะศึกษาพระไตรปิฎกด้วยความหลงใหล เรียนให้มันจบ ก็เรียกว่า คาถาวาณี ใช้สำหรับการเรียนปริยัติ คือพระไตร- ปีฎก มุนินฺทวทนฺพุช- คพฺภสมฺภวสุนฺทรี ปาณีนํ สรณ์ วาณี มยุห์ ปีณยตํ มนํ ว่าณีคือนางฟ้า กล่าวคือ พระไตรปิฎก ซึ่งเป็นสรณะ ของหมู่สัตว์ที่เกิดจากดอกบัว กล่าวคือพระโอษฐ์ของพระพุทธ เจ้า ซึ่งเป็นจอมมุนี ปากของพระพุทธเจ้านั้นมันคือดอกบัว แล้วนางฟ้านั้นก็เกิดในดอกบัว ออกมาเป็นพระไตรปิฎก คือ วาณี ขอให้นางฟ้านี้ ผูกมัดรัดรึงจิตใจของข้าพเจ้า ให้ถึงที่สุด ข้าพเจ้าจะเรียนจบพระไตรปิฎกได้ มยุหํ ปีณยต์ มนํ จงผูก มัดรัดถึงจิตใจของข้าพเจ้าถึงที่สุด ข้าพเจ้าก็จะได้สมรสกับวาณี

น.59 ๕๒ อย่างนี้มันเป็นการพูดภาษาคน ไม่ใช่พูดภาษาธรรม มันก็พูดได้ว่า ยิ่งเรียนพระไตรปิฎก ยิ่งรู้พระศาสนา เขาพูด ได้ เขามีสิทธิที่จะพูดได้ แต่พุทธศาสนาแบบไหนไม่รู้ จะ เป็นพุทธศาสนาแบบปริยัติเสียมากกว่า แล้วก็ไม่ได้ปฏิบัติ ก็เลยไม่ได้พุทธศาสนาอย่างปฏิเวธ คือการดับทุกข์จริง. นี่เรามาแยกเสีย แยกออกมาเสีย ว่ายิ่งเรียนพระไตร ปีฎก ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา มาเรียน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ กันดีกว่า แล้วก็จะรู้พุทธศาสนา จะ เห็นแจ้งพุทธศาสนา ท่านผู้ใดจะเลือกเอาอย่างไหน ก็มีสิทธิ เสรีภาพให้เลือกเอาเอง อาตมาก็ได้แต่บอกว่า ความรู้สึกมันมี อยู่อย่างนี้ เอาละ เป็นอันว่าได้ถูกเขากล่าวหานานาประการ ยังมีอีก มาก มากกว่านี้อีกมาก มันไม่มีเวลาพอที่จะพูดกันให้จบสิ้น ก็พูดเท่าที่ เวลามันมี ก็เป็นอันว่าพูดครั้งที่ ๓ นี่ ก็จบลงเพียงเท่านี้. พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒-๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๒ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ.๒๕๒๓ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต