Buddhadasa.org
หนังสือชุมนุมข้อคิดอิสระของพุทธทาสภิกขุ › อ่านฉบับเต็ม

📖 ชุมนุมข้อคิดอิสระของพุทธทาสภิกขุ

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ชุมนุมข้อคิดอิสระของพุทธทาสภิกขุ

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.575 ท่านผู้เจ้าของความเห็น มีความยินดีให้ผู้ประสงค์จะติดต่อ ทำการติดต่อกับ ท่านในลักษณะที่ว่าสถานการณ์ต่าง ๆ ยังคงอยู่ใน สภาพเช่นที่กล่าวถึงในบทความนั้น ๆ ทุกประการ. บทความเหล่านี้ ได้เคยลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ พุทธศาสนาของคณะธรรมทาน ตลอดเวลา ๒๐ ปีเศษมาแล้ว ในนามปากกาต่างๆ กันตามอารมณ์สนุก หรือโทมนัส ที่ เกิดขึ้นในขณะนั้นๆ แล้วแต่กรณี. บัดนี้ ท่านอยู่ ในวัยชราเกิน กว่าที่จะเขียนบทความทำนองนี้อีกต่อไปแล้ว จึงยอมให้รวบ รวมมาจัดพิมพ์ขึ้น. ท่านผู้เขียนเลย "ถูกด่า" เพราะ บทความเหล่านี้มาแล้วอย่างไร ก็ยังมีความยินดีที่จะ " ถูก ด่า" ต่อไปอีก โดยไม่มีกำหนด.

น.576 ในที่สุดนี้ สมาชิกสหายธรรมทานทุกคนมีความ หวังว่า ข้อคิดอิสระเหล่านี้ จะช่วยให้เกิดความคิดอิสระ แก่เพื่อนพุทธบริษัททั้งหลาย ทั้งในการปรับปรุงตัวเอง และ ปรับปรุงสิ่งต่าง ๆ อันเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาของเราให้เป็น ประโยชน์ และรุ่งเรืองยิ่งขึ้น ในยุคที่สมมติกันว่าเป็นกึ่ง พุทธกาลนี้ได้ไม่น้อยเลย. กองตำราคณะธรรมทาน ไชยา, ๑ สิงหาคม ๒๔๙๙

น.578 ลำดับ หัวข้อเรื่อง แห่งการคิดอย่างอิสระ หน้า ๑. ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ๑ นี้เป็นความจริงที่ไม่ตาย ใครจะเห็น อย่างไร ก็จริงอยู่อย่างเดิม ดีหรือชั่ว อยู่ที่ตัวการกระทำ ได้ดีหรือ ได้ชั่วในขณะทำเสร็จนั้นเอง สิ่งที่พลอยได้มาจากการทำดีทำชั่ว มีอยู่อีก ส่วนหนึ่ง ๒. ศาสดาของโลกสุดท้ายเหลือคนเดียว ๓ นิทานสมมติเรื่องมนุษย์เลือกคัดศาสดาเอาเอง เลือกเอาคุณสมบัติที่แน่ใจในความรู้ของตน เลือกเอาคุณสมบัติที่ทำได้แล้วตามที่รู้ที่สอน เลือกเอาคุณสมบัติที่มีการเสียสละกระทั่งชีวิต

น.579 (๒) เลือกเอาคุณสมบัติที่ได้เคยเสียสละมาแล้ว ในที่สุด ผู้ที่มีคุณสมบัติครบตามความ เรียกร้องเหลือคนเดียว ! ความรู้บริสุทธิ์ การปฏิบัติบริสุทธิ์ การ เสียสละบริสุทธิ์ ๓. ทางเดินของชีวิต ๙ ทุกชีวิตเป็นการเดินทางอยู่ ในตัว ทางสายไกล ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน คุณสมบัติที่ช่วยให้เดินสำเร็จทั้งโลกนี้ โลกหน้าและผลพันโลก โลกทุกวันนี้มีอันตรายหนัก ทุกชีวิต จำต้องมีทางเดินที่ถูกต้องปลอดภัย พุทธศาสนา เป็นตัวทางและการเดิน ทางครบถ้วน ช่วยกันเปิดหนทางนี้ ให้โล่งไว้

น.580 (๓) ๔. ศรัทธา ความเชื่ออย่างพุทธมามกะ ๑๗ เชื่อต่อเหตุผล และเป็นผู้อยู่ในอำนาจเหตุผล เชื่อพระพุทธองค์ ในฐานะผู้ทำตัวเองให้ พ้นทุกข์ แล้วแสดงความจริงไว้ให้ เชื่อพระธรรมในฐานะกฎความจริงที่ รู้แล้ว อาจปฏิบัติจนพ้นทุกข์ได้ เชื่อพระสงฆ์ในฐานะตัวอย่างมนุษย์ผู้รู้ ผู้ปฏิบัติ ผู้ได้รับผลของการปฏิบัติ เชื่อกฎธรรมชาติในฐานะที่ต้องทำกับมัน ให้ถูกต้อง เชื่อในเรื่องกรรม ทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่ว และวิธี ขึ้นอยู่เหนือกรรมนั้นในที่สุด เชื่อว่าตัวการกระทำที่ถูกต้องเป็นตัวศาสนา ๕. โลกอาจรอดได้ แม้เพราะกตัญญูกตเวที ๒๓ ทุกคนเป็นหนี้บุญคุณคนอื่นมาตั้งแต่อยู่ ในท้องมารดา

น.581 (๔) คนกตัญญูกตเวที คือผู้ยอมรับรู้ความ ที่ตนเป็นหนี้ และทำตอบแทน คนกตัญญูย่อมยอมรับรู้บุญคุณแม้ของ สัตว์ และสิ่งของที่เป็นสาธารณะ แม้ศัตรูคู่ปรปักษ์ คนกตัญญูก็ยังมอง ในแง่ว่าเป็นผู้มีบุญคุณต่อตนได้ เห็นคุณของสิ่งที่เห็นยาก แล้วจะเห็นคุณ ของบิดามารดาเป็นต้นได้มาก ศิษย์ดี ต้องใช้หนี้ครูอาจารย์ด้วยการทำ ประโยชน์สืบต่อไว้ ในโลก พระสงฆ์มีคุณแก่เราในการทนลำบาก สืบอายุพระศาสนา ความกตัญญูตามวิธีของพุทธบริษัท จะ เป็นการทำโลกให้ร่มเย็นไม่สิ้นสุด ถ้าหัวใจของทุกคนเต็มด้วยกตัญญูกตเว- ทิตา โลกรักงดงามและรอดได้

น.582 (๕) ๖. ธรรมะของพวกเรา ๔๐ ธรรมะ เป็นเสมือนพ่วงแพสำหรับข้ามฟาก แต่พวกเราโดยมากใช้แพนี้ในทาง ประหัตประหารกัน เริ่มจะรู้สึกถึงภัยในความผิดพลาด กันแล้ว ! ๗. น่าขัน อนัตตา ! ๔๓ แม้บอกให้วางเสียให้หมด ก็ยังถามว่า จะให้เอาอะไรต่อไป การที่ยังจะเอา เพราะยังมีตัวผู้จะเอา เหลืออยู่ ที่ถือว่ารอดได้ ทั้งมีตัวผู้รอดนั้น เป็นมือ อันเหนียวของภวตัณหา ความหลุดรอดหรือนิพพาน ไม่ใช่ตัว และไม่อาจเป็นตัว การไปจนถึงที่สุดได้นั้น ต้องไม่ยึดอะไร แม้แต่นิพพาน

น.583 (๖) แม้จิตที่รู้รสนิพพาน ก็ต้องไม่ใช่ตัว อัน เกิดมาจากความยึดถือ ๘. หลักอนัตตา กับ การอบรมประชาชน ๕๑ อนัตตามีแต่ ในพุทธศาสนา อาจใช้เย็น หลักทั้งทางฝ่ายโลกด้วย ควรส่อนอนัตตาที่ถูกวิธี แม้แก่เด็กเล็ก ๆ ปลูกฝั่งหลักอนัตตาชนิดที่อาจเอาไป ขยายได้เองตามวัย เป็นวิธีง่ายที่สุด ผู้สอนหลักธรรม มีความสำคัญยิ่งกว่า ตัวหลักธรรมเสียอีก สอนอนัตตา ด้วยการดำรงตนตามหลัก อนัตตา ๙. โทษที่สับปลับเป็นพิเศษของตัวตน ๕๙ โทษแห่งการถือตัวตนที่ซ่อนอยู่อย่าง เร้นลับอีกอย่างหนึ่งนั้นเห็นยาก การเมาเกียรติ แล้วเสียสละเพื่อผู้อื่นนั้น เป็นการทำเพื่อตัวตน

น.584 (๗) ประโยชน์ผู้อื่นแม้มาก ก็ไม่สำคัญเท่า ประโยชน์ตน ต้องทำประโยชน์ตนให้ได้เสียก่อน จึงจะ ทำประโยชน์ผู้อื่นได้ ผู้ที่ทำประโยชน์ตนเสร็จแล้วย่อมได้ชื่อ ว่าทำประโยชน์แก่ผู้อื่นอยู่ในตัว คนดีไม่กี่คน ก็ยังชนะคนไม่ดีมาก ๆ ได้ การขุดหลุมฝังทั้งตัวเองและผู้อื่น โทษอันเร้นลับของตัวตนอย่างหนึ่ง คือ "โรคดันออก" ไม่ยอมฟังคนอื่น ทุกอย่างกำลังแสดงธรรม แต่ไม่สำเร็จ ประโยชน์แก่คนที่เป็นโรคดันออก พุทธบริษัทสมาคมจะดีขึ้น ต่อเมื่อไม่มี โรคดันออก ! ๑๐. บุญ กับ กุศล ๘๐ บุญเป็นการทำให้ โข่ง กุศลเป็นการถาก ถางให้เตียน

น.585 (๘) การให้ทานที่เห็นเหมือนๆกัน แต่เป็นบุญ ก็ได้ เป็นกุศลก็ได้ ศิล ก็มีชนิดเป็นบุญ และเป็นกุศล สมาธิที่ตัณหาทิฏฐิลูบคลำ ไม่อาจเป็นกุศล ปัญญาเป็นได้แต่กุศลอย่างเดียว เพราะ ปัญญาคือตัวกุศลนั้นเอง มูลเหตุที่ไม่อาจแก้ปัญหาเรื่องบุญ ๆ กัน ได้ตลอดกัลปาวสาน ๑๑. นางฟ้า ๘๙ นางฟ้าที่คุ้มกันไม่ให้หลงใหลในนางมนุษย์ รสชาติของการศึกษา, การปฏิบัติ และ การรับผลของการปฏิบัติ ไม่มีใครเคยคิดว่ามีนางฟ้าอยู่ในตัวพระ- สัทธรรม ๑๒. ข้อคิดสำหรับการใช้สรรพนาม ๙๗ บรรพชิตควรนำในการที่จะทำอะไรให้ ตรงต่อหลักพุทธศาสนา

น.586 (๔) คำว่า อาตมา นั้นเน้นความมีตัวมีตน ส่งเสริมลัทธิอัตตาของพราหมณ์ คำสอนเรื่องอนัตตา มีในพุทธศาสนาเท่านั้น การใช้สรรพนามภิกษุให้ถูกหลักพุทธ ศาสนา จะช่วยให้เด็ก ๆ เข้าใจได้ ภิกษุควรมีคำแทนชื่อตัวเองเสียใหม่ ให้ ดีกว่าคำว่า อาตมา ๑๓. ข้อคิดเรื่องอุททิสมังสะ ๑๐๖ ประเพณีสืบ ๆ กันมาที่เป็นโทษ คือการ ฆ่าสัตว์เนื่องในการเลี้ยงพระ การบำเพ็ญบุญที่มีการฆ่า ย่อมไม่สะอาด การแก้ไขสิ่งที่เศร้าหมอง ต้องร่วมมือ กันทั้งชาวบ้านชาววัด ทรงสอนให้สาวกอบรมพรหมวิหาร โดย ไม่เห็นแก่ปากแก่ท้อง พุทธบริษัทนั้นเอง ควรสะสางการทำบุญ ในพุทธศาสนา

น.587 (๑๐) ๑๔. ข้อคิดสำหรับศีลข้อหนึ่ง ๑๑๔ การทำสัตว์ตายโดยไม่มีเจตนา ไม่ขาย สัตว์มีปราณ พืชผักก็มีปราณ ภิกษุฉันอาหารเนื้อหรือผักเท่าที่มีมาเอง ไม่ขาย ถ้าไม่ฉันเนื้อ จะถือเอาประโยชน์ทางธรรม ได้มากกว่า ถ้าภิกษุไม่ฉันเนื้อ ประโยชน์อย่างโลกๆ ก็ยังมีกว้างขวาง ไม่ทรงห้ามฉันเนื้อ ทั้งที่การงดฉันเป็นการ ปฏิบัติขูดเกลากว่า การงดเว้นฉันเนื้อ เป็นอุปกรณ์เพื่อชนะ ตัณหาได้เร็วเข้า ลังกาวตารสูตร ของฝ่ายมหายาน ๑๕. คุณค่าของปริยัติ ๑๕๓ ปริยัติธรรมเพื่อผลทางโลกก็มี ทางธรรมก็มี

น.588 (๑๑) ปริยัติ ทำให้ปฏิบัติเป็นไปได้และถูกตรง ปริยัติกับปฏิบัติ ต้องไปด้วยกัน อย่าได้ เย่อหยิ่งจองหองต่อกัน การเรียนปริยัติที่ไม่ก้าวถึงการปฏิบัติ ควรถูกตำหนิ แม้ปริยัติก็ควรได้รับความยูซา ๑๖. คันถธุระ กับ วิปัสนาธุระ ๑๖๔ คำ ๒ คำนี้เพิ่งถูกอ้างว่าเป็นคำที่พระ พุทธเจ้าตรัส ครั้งพุทธกาล ไม่มีการเล่าเรียนคันถธุระ อย่างเดี๋ยวนี้ สมัยนี้ คันถธุระกลายเป็นอุปกรณ์ของ วิปัสนาธุระอย่างจำเป็น คันถธุระ ก็ยังจะเป็นงูพิษแก่ผู้ที่ถือเอา ไม่ดีตลอดไป สาธกเรื่องพระเอกุททาน ผู้รู้น้อยแต่ ทรงธรรม

น.589 (๑๒) สาธกเรื่องโปฐิละ ผู้มากด้วยความรู้ แต่ มือเปล่า ข้อที่ท่านเคยถกเถียงกัน ว่าอะไรเป็น มูลรากของศาสนา ๑๗. ทำไมไม่ไปกับพระโลกนาถ ๑๘๒ เรื่องนี้เนื่องด้วยเกียรติของภิกษุไทย จึง ต้องระมัดระวัง ถ้าไปเพื่อบำเพ็ญสมณธรรม การเดินทาง ไม่เป็นการสะดวก ถ้าไปเพื่ออยากเที่ยว ก็ไม่ตรงกับหน้าที่ ของสมณะ การใช้ชื่อให้เหมือนกับพระพุทธเจ้า ไม่ สนิทหูสนิทใจคนไทย ควรรอดูการกระทำของผู้อ้างตัวเป็นพระ อรหันต์ไปก่อน

น.590 (๑๓) ๑๘. มรรคหนึ่ง-หรือมรรคแปด ? ๑๘๘ ที่เรียกว่ามรรคแปด หรือทางแปดแพร่งนั้น ผิดโดยแท้ เรียกเช่นนั้น ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ถึงกับไม่อาจปฏิบัติได้ ควรเรียกว่ามรรคอันประกอบด้วยองค์แปด ให้ตรงตามบาลี เรียกชื่อถูก จะทำให้มองเห็นความหมาย และเชื่อว่าตนก็ปฏิบัติได้ ๑๙. เพราะรู้ไม่ตรง จึงได้เถียงกัน ! ๑๙๕ เรื่องตาบอดคลำช้าง เถียงกันว่ากินเนื้อสัตว์ขายหรือไม่ขาย ก็ เหมือนพวกตาบอดคลำช้าง เนื้อที่บริสุทธิ์ คนบริสุทธิ์ควรฉันได้ ๒๐. เกี่ยวกับทำนายปักเวนท์ ๒๐๕ พระเจ้าปเสนทิโกศล แก้ฝัน อุสภา โควิ่งจากสี่ทิศ ทำท่าจะชนกัน แล้วเลิกราไป

น.591 (๑๔) รุกขา ต้นไม้มีดอกมีลูกตั้งแต่ยังเล็ก คาวิโย แม่โคกลับต้องกินนมลูก ควา 1 ลูกโคกลับถูกใช้ไถนา อสฺโส ม้าสองปาก ได้รับการป้อนเต็มที่ กํโส มนุษย์เอาถาดทองรองปัสสาวะสุนัข สิคาลี นางสุนัขกินเชือกหนัง จนฟัน ไม่ทัน กุมฺโภ มีแต่คนตักน้ำใส่โอ่งใหญ่ ไม่ นำพากับโอ่งเล็กรอย ๆ โปกขรณี กลางสระ น้ำขุ่น,ริมสระ น้ำใส อยากํ ข้าวหม้อเดียว สุกบ้าง ดิบข้าง จนทนํ แก่นจันทน์แดง แลกนมเปรี้ยว ลาวูนิ สิทฺติ น้ำเต้ากลวง กลับจมน้ำ สิลา ปุลวนฺติ ก้อนหินหนัก กลับลอยน้ำ มณฺฑูกิโย กณฺหสฺเป คิลฺติ เขียด กลิ่นงู

น.592 (๑๕) กากํ สุวณฺณา ปริวารยนฺติ ฝูงหงษ์ทอง เป็นบริวารกา ตสาวกา เอพักน์ ภายนฺติ แพะไล่กินเสือ ความหมายของการทำนายตามทางธรรม ๒๑. วโส อิสฺ สริยํ โลเก - อำนาจย่อม เป็นใหญ่ในโลก ๒๒๑ พุทธพจน์นี้ โดยแง่ของภาษา ต้อง พิจารณาดูคำว่า ‘อำนาจ' สิ่งที่ ใช้บังคับได้ทุกชนิด คืออำนาจ, แม้ แต่อำนาจกิเลส โลกไม่ว่างจากการปกครองของอำนาจ อำนาจกิเลสในภายใน เฉียบขาดกว่า อำนาจที่มาจากข้างนอก โลกเป็นไปตามอำนาจกิเลสของคน ยิ่ง กว่าอำนาจอื่นใด พุทธพจน์นี้ โดยแง่ศาสนา ต้องพิจารณา ความหมายของคำว่า "โลก"

น.593 (๑๖) โลกนี้บางคราวอยู่ใต้อำนาจอย่างโลก ๆ บางคราวก็อย่างธรรมะ อำนาจอย่างธรรมะ คือการไม่ต้องใช้ อำนาจทุกอย่าง ผู้ใดยังเป็นโลกมาก ๆ ต้องรีบหาอำนาจ ที่ ไม่โยกโคลง ๒๒. วันคืนแห่งกรรมฐาน ๒ ๓๑ ภาวนา คือการคิดจนปลงตกหรือเห็น แจ้ง มากกว่าข่มให้สงบ สิ่งที่ดับทุกข์ได้นั้น ต้องเป็นสิ่งที่คิดตก เห็นเอง สติสัมปชัญญะจะจับกิเลส ส่งให้ปัญญา จัดการ ให้ขบคิดตีปัญหา รวม ๆ ไว้ให้มากพอ แล้ววันหนึ่งจะ 'ตรัสรู้' วันคืนแห่งกรรมฐานคือการคิด; ศีล, ธุดงค์ สมาธิ เป็นเพียงอุปกรณ์

น.594 (๑๗) ๒๓. สังคายนาแต้มหัวตะ ๒๔๐ การชำระพระไตรปิฎกที่ทำ ๆ กันมา มีผู้ เรียกว่าเป็นเพียง ‘การแต้มหัวตะ’ ควรแปลพระไตรปิฎกออกมาโดยไม่ต้อง กลัวเขารู้ แล้วตัวจะลำบาก ควรสังคายนากันจริง ๆ ชนิดที่ไม่ใช่แต้ม หัวตะ และแปลออกมา ๒๔. ตามธรรมชาติ กับ การทรมาน ๒๔๖ การเป็นอยู่อย่างคล้อยตามธรรมชาติ ไม่เป็น การทรมาน ทรงวางหลักไม่ฝืนธรรมชาติ ไม่อ่อนแอ หรือทรมาน ธรรมชาติที่แท้จริง ไม่ดุร้ายต่อผู้เป็นอยู่ ตามธรรมชาติ โลกทุกวันนี้เป็นอยู่กันไปอย่างฝืนธรรม- ชาติ ด้วยใจนิยมอย่างผิด ๆ ประพฤติตามวินัยเท่านั้น จะเป็นการ คล้อยตามธรรมชาติไปด้วย

น.595 (๑๘) อุปสรรคแห่งการบำเพ็ญสมณะธรรมอยู่ ที่การไม่กล้าคล้อยตามธรรมชาติ ตอบจดหมายขยายความในเรื่องนี้ ตามธรรมชาติ ๒๕. บรรพชิต กับ การประดับ ๒๖๓ ความสวยงาม หมายถึงการสิ้นเปลือง การหลงติด และเป็นไปเพื่อทุกข์ เรื่องจีวรงาม ทำลายเศรษฐกิจของชาติ ไม่น้อย ผ้าย้อมฝาด ถูกอนามัย และงามอย่างลูก ตถาคต ให้เขาไห้วที่คุณความดี อย่าให้ติดกันแค่ จีวรสวย ๆ เลย ๒๖. พระสงฆ์ควรเลิกยาเสพติด ๒๗๐ พระอาจเป็นผู้นำในเรื่องการละของเสพ ติดได้ดี สมัยนี้รู้ชัดในโทษของสิ่งเสพติดแล้ว ควรหมุนเข้าหาธรรมกันเสียที

น.596 (๑๙) ถ้าสงฆ์พากันเลิกได้พร้อมกัน จะอยู่ เหนือกิเลสเป็นตัวอย่างแก่โลก ๒๗. "พระ" ที่ตรงตามตัวหนังสือ ๒๗๖ การถือพุทธศาสนาเกิดเป็น ๒ อย่าง ก็เพราะคนที่เข้าไปเกี่ยวข้อง พวกที่ถือตามตัวหนังสือ ก็มีแต่จะ อวดเคร่ง พวกที่ถือแต่ความหมาย ก็มีทางอวด หลวม พุทธศาสนาของไทย ต้องไม่ใช่ทั้งสอง อย่าง ๒๘. พวกไหนควรเป็นคน ? ไกล ๒๘๒ ปุถุชน น่าจะยังไม่ใช่คน ? "คน" ไม่น่าจะหมายแต่เพียงสัตว์ สองเท้า ให้ผู้พันกิเลสเป็น "คน" จะปลอดภัยกว่า ตัดสินตนเองว่าเป็นคนหรือไม่ ต่อเมื่อ รู้จักกิเลสดีแล้ว ซิ

น.597 (๒๐) ความเป็นคน อยู่ตรงระดับสูงสุดที่คนจะ ขึ้นไปถึงกันได้นั้นเอง ๒๙. จุดแท้จริงของความเป็นคน ! ๒๕๐ ความหมายอย่างทั่ว ๆ ไป คนคือผู้ที่มี อะไร ๆ มาก ๆ คน คือสัตว์ชนิดที่ได้รับความสงบน้อย กว่าสัตว์ที่มิใช่คน เกียรติของความเป็นคน คือการได้แขก อัตตาพวงใหญ่ ๆ คน คือสัตว์ที่รู้จักพยาบาทและแก้แค้น ในกรณีที่สัตว์อื่นทำไม่เย็น พวกที่ ไม่มีตัวตนเห็นจะไม่มีโอกาสได้ รับความยินยอมให้เป็นคน ๓๐. ระดับแห่งการปฏิบัติธรรม ๒๕๕ การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องเท่านั้น ที่เป็น เครื่องวัดอันแท้จริง การปฏิบัติธรรมขาดตอน ครั้งไทยเสีย กรุง ก็เป็นของธรรมดา

น.598 (๒๑) บัดนี้ เรากู้มาได้เพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ บำรุงแต่การเล่าเรียน ส่วนการทำตาม ที่เรียน ไม่สู้จะได้บำรุง อำนาจสูงสุดอยู่ในมือทายกทายิกา แต่ ยังไม่ได้ใช้ ๓๑. ศาสนศึกษาของเราทันสมัยหรือ ? ๓๐๗ เรายังล้าหลังต่างประเทศในด้านวิธีการ ศึกษา เรายังไม่ค่อยมีผู้อุทิศชีวิตให้ศาสนา ใน ด้านการค้นคว้าและรวบรวม หลายอย่างที่แสดงให้เห็นว่าเรายังไม่ได้ ทำอะไรเพียงพอ ยิ่งจัดการศาสนศึกษาได้ถูกต้อง ก็ยิ่ง เป็นอุปกรณ์แก่ขั้นปฏิบัติธรรม ๓๒. ยากตรงไหนหนอ ? ๓๒๑ จีวรสีหม่น ไม่ค่อยใช้กัน เพราะย้อม ยากหรือ ? เพราะยากที่จะหักใจห่มหรือ ?

น.599 ( ๒๒) เพราะอยากจะทำตนให้ลำบากหรือ ? ๓๓. ศพธรรมปาละ ! ๓๒๔ การเผาศพธรรมปาละ เป็นตัวอย่างอันดี ของชาวพุทธ งานพระศพของพระพุทธเจ้า ก็ไม่ยิ่ง ใหญ่เหมือนที่เราทำกันในสมัยนี้ พุทธบริษัทเราควรจัดงานศพกันให้เหมาะ สมและเป็นธรรมวินัยดีกว่า ๓๔. ห่วงสามเณร ๓๒๘ ชาติเอาใจใส่ลูกเสือและยุวชน ศาสนา ก็ควรเอาใจใส่สามเณร สามเณรมีการศึกษาหนักเกินวัย และ สภาพความเป็นอยู่ยังถูกละเลย ควรทำให้สามเณร ได้มีความนับถือ ตัวเองยิ่งขึ้นอีก ต้องปรับปรุงฐานะของยุวชนฝ่ายศาสนา โดยรีบด่วน

น.600 (๒๓) ๓๕. เรื่องนิกาย ๓๓๗ การถือนิกายเป็นการทำตัวเองให้แคบ ตัดรอนประโยชน์ส่วนรวม ทิฏฐิมานะหรือส่วนได้เสียของตนนั้น แหละ คือทางมาของการถือนิกาย ควรยกฐานะของผู้ต่ำต้อย แทนการ แยกพวกออกไป พุทธบริษัทถือเกณฑ์ที่ความถูกความดี จริง ๆ แทนถือประโยชน์ได้เสียหรือ พวก ๓๖. เค้าโครงการเผยแผ่พระพุทธศาสนา สำหรับปัจจุบัน ๓๔๘ เผยแผ่เพราะเห็นแก่หน้าที่ และทำตาม คำสั่งคำวิงวอนของพระศาสดา ต้องยึดคำสั่งฉบับที่หนึ่ง เป็นกำลังใจ เผยแผ่เพื่อโลกที่มีอันตรายหนักเวลานี้ ทั้งหมู่พุทธบริษัทเองด้วย ต้องเผยแผ่ไม่ให้ด้อยไปกว่าเพื่อนศาสนา อื่นๆ เสริมโมดิเรกแกล

น.601 (๒๔) การเผยแผ่ทำได้โดยทำให้เขารู้ ปฏิบัติ ให้เขาดู มีความสุขให้เขาเห็น เผยแม่ด้วยปริยัติ ต้องพร้อมด้วยหลัก การวิธีการเพื่อทำให้เขาเข้าใจ เผยแผ่ด้วยปฏิบัติ ต้องทำให้ดูเพื่อความ ไว้วางใจ แล้วอยากทำตาม เผยแผ่ด้วยปฏิเวธ ต้องมีความสุขให้ดู เป็นตัวอย่างอยู่เสมอไป ๓๗. วิสาขะรำลึก พ.ศ. ๒๔๘๔ ๓๘๑ ปัญหาเรื่องความเสื่อม และความเจริญ ของศาสนา ศาสนาเสื่อม เพราะพุทธบริษัททำผิด ความมุ่งหมายของพระศาสดา ต้องแก้ ไขด้วยให้รู้พุทธประสงค์และทำ ให้ถูกตรงยิ่งขึ้น งานศาสนาไม่ก้าวหน้า เพราะพุทธบริษัท คิดแคบเกินไป

น.602 (๒๕) ต้องปรับปรุงทุกด้าน ให้เห็นแก่ส่วนรวม มากขึ้น ๓๘. บันทึกเบ็ดเตล็ด ? ๓๕๐ ความเห็นเรื่องปีประสูติของพระพุทธเจ้า ความเห็นเรื่อง "สุกรมัททวะ" ความเห็นเรื่องความหมายของคำว่า "โพธิสัตว์" เรื่องความหมายของคำว่า "พระอรหันต์" เรื่องลัทธิล้างบาป ที่พลัดเข้ามามีใน พุทธศาสนา เรื่องความหมายของคำว่า "ภิกขุ" เรื่องการใช้ภาษาอังกฤษสำหรับคำว่า "ภิกษุ" ๓๙. บรรณวิจารณ์ ? ๓๙๗ หนังสือโยคสูตร ของปตัญชลี สวามี สัตยานันทบุรี แปล อภิธานัปัปทีปีกา และต้นบัญญัติ ของ พระสังฆราช กรมหลวงชินวร ฯ

น.603 (๒๖) หนังสือพุทธปรัชญา อธิบายด้วยวิทยา- ศาสตร์ ของสมัคร ยุราวาส หนังสือหัดธรรม สำหรับอุบาสกอุบาสิกา ๔๐. ความรู้สึกเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาใน ๔๑๙ ถิ่นไทยสุดทางใต้ ? ภาวะความเป็นอยู่ของพุทธบริษัทชาวไทย ถิ่นนี้ ควรช่วยเหลือพุทธบริษัทชาวไทย ที่ตก ค้างอยู่ในดินแดนอื่นอย่างยิ่ง

น.604 ภาพท่านพุทธทาสภิกขุ ถ่ายด้านหน้าของโรงมหรสพทางวิญญาณ สถานที่สอนพุทธศาสนาด้วยอุปกรณ์โสตทัศนศึกษา ภายในสวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

น.605 ทิวทัศน์บริเวณโรงมหรสพทางวิญญาณ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา สำนักของท่านพุทธทาสภิกขุ

น.606 4 พระธรรมทูตของกรมการศาสนาที่จะไปเผยแพร่พุทธศาสนายังต่างประเทศ ไปรับการอบรมจาก ท่านพุทธทาสภิกขุ ณ สวนโมกข์-ไชยา ในภาพนี้ท่านพุทธทาสภิกขุ กำลังนำเข้าสู่สวนโมกข์- -หลังจากออกมารับบินฑบาตร

น.608 ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว "ทำดี ได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" นี้เป็นความจริง อันไม่ตาย คือ ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง. แม้จะมีคน ในสมัยหนึ่งเกิดระแวงว่า ทำไมคนทำชั่วกลับร่ำ- รวยเร็ว คนทำดี กลับยากจนลง หรือเป็นอยู่ด้วย ความยากลำบากก็ตาม ความจริงก็ยังคงเป็นความ จริงว่า "ทำดีได้ดี, ทำชั่วได้ชั่ว" อยู่ตามเดิม ไม่ โยกคลอน. ทำดีได้ดีแน่, เพราะมันดีอยู่ที่ตัวการกระ- ทำนั้นเอง, และมันดีเสร็จแล้วตั้งแต่เมื่อทำ. แต่ที่ มันจะได้เงินหรืออื่น ๆ ด้วยหรือไม่ นั่นเป็นอีกส่วน หนึ่ง. แม้ทำชั่วก็เป็นอย่างเดียวกัน มันชั่วอยู่ที่ ตัวการกระทำนั้นเอง ไปทำเข้ามันก็ชั่วมาเสร็จ แล้วตั้งแต่เมื่อทำ จะได้เงินด้วยหรือไม่ นั่นอีก ส่วนหนึ่ง. ฉะนั้น "ทำดีต้องได้ดี, ทำชั่วต้องได้ชั่ว" โดยไม่มีทางหลีกเลี่ยงไปทางไหนพ้น

น.609 ทำดี, ได้ดี, และถ้าได้เงินมาด้วยมันก็เป็น “เงินดี" ทำชั่วได้ชั่ว, และถ้าได้เงินมาด้วยมันก็ เป็น "เงินชั่ว." เงินดี ทำเจ้าของให้เป็นเจ้าของ ที่ดี เย็นอกเย็นใจ. เงินชั่ว ทำเจ้าของให้เป็น "ปีศาจผู้สูบเลือดมนุษย์." ฉะนั้นแม้จะได้เงินมา มาก ด้วยการทำชั่ว ก็มีแต่จะยิ่งทำเจ้าของให้เป็น " ปีศาจ " มากยิ่งขึ้น ตามส่วนนั้นเอง. ฉะนั้น ความจริงคงหนีความจริงไปไม่พ้น ว่า "ทำดีได้ดี, ทำชั่วได้ชั่ว" อยู่จนตลอดกัลปาว- สานเป็นอย่างน้อย. ๒๙ พ.ย. ๙๓

น.610 สุดท้ายเหลือคนเดียว ครั้งหนึ่ง มนุษย์ในโลกได้เรียกประชุมบรรดา นักปราชญ์ทั้งหมด บรรดามีอยู่ในพื้นพิภพมาประชุมกัน ในห้องโถงแห่งหนึ่ง รวมเป็นจำนวน ๑๐๐ คน พอดี แล้ว กล่าวกะท่านปราชญ์เหล่านั้นว่า พวกเราต้องการศึกษา ของจริงจากพวกท่านทั้งหลาย ไม่ต้องการของเท็จ แม้แต่ ที่ท่านจะสอนไปด้วยความไม่รู้เท่าถึงการ เพราะฉะนั้น ท่าน ผู้ใดไม่แน่ใจว่าความรู้ของตนถูกต้องจริงแท้ทั้งหมด อาจจะ มีของผิดปนอยู่บ้างในคำสอนของตนแล้ว เชิญท่านผู้นั้นออก ไปเสียจากห้องนี้. พอขาดคำลง นักปราชญ์จำนวนหนึ่งได้เดิน ทะยอยกันออกไป พร้อมกับขีดประตูกระแทกดังปัง ๆ ด้วยความไม่พอใจ ในการที่พวกมนุษย์พากันกระทำเอา ถึงเพียงนั้น ; ในที่สุดเหลือนักปราชญ์อยู่ในห้องนั้นเพียง ๕๐ คน เท่านั้นที่กล้ายืนอยู่ เป็นการท้าทายถึงความรู้ อันถูกต้องของตนเอง.

น.611 แล้วพวกมนุษย์ได้พากันหันหน้าไปยังนัก- ปราชญ์ ๕๐ คนที่เหลือ แล้วกล่าวว่าเราขอแสดงความ เคารพต่อท่านทั้งหลาย ที่มีความเชื่อตัวเอง ในความ รู้ของตัวเอง แต่ พวกเราทั้งหลายในที่นี้มีความประสงค์ จะรู้จักท่านที่มีความรู้จริง และตนเองก็ได้ปฏิบัติตามความ รู้นั้นอยู่จริง ๆ ไม่เพียงแต่สอนผู้อื่นโหวก ๆ ไป เพราะฉะนั้น ท่านผู้ใดกล้ายืนยันว่า ตนเองก็ปฏิบัติได้เหมือนกับความรู้ ที่สอนเขาแล้ว จงยับยั้งอยู่ในห้องนี้. ท่านผู้ใดไม่กล้ายืนยัน ในความปฏิบัติของตน ผู้นั้นจงออกไป. พอขาดคำลง ได้มีเสียงประตูปึงปังยิ่งกว่าคราว ก่อน นักปราชญ์จำนวนหนึ่งได้กะวีกะวาดออกจากห้อง ไป ด้วยอารมณ์ที่รู้สึกว่า ตนถูกสบประมาทอย่างยิ่ง ในที่สุดมีนักปราชญ์เหลืออยู่ในห้องนั้นเพียง ๒๕ คน ที่ กล้ายืนยันความปฏิบัติจริงของตัว. พวกมนุษย์ได้ผินไปทางนักปราชญ์ยี่สิบห้าคน นั้นแล้วกล่าวว่า เรายินดีที่ได้เห็นผู้มีความเป็นอยู่อัน ตรงกันทั้งกายและใจ แต่เราอยากจะขอร้องว่า ในบรรดา ท่านทั้งหลายนี้ ท่านผู้ใดมีใจมากไปด้วยความกรุณาต่อสรรพ

น.612 สัตว์ในสากลโลก กล้าเสียสละประพฤติประโยชน์แก่เขาจน ยอมเสียชีวิตของตัว ท่านผู้นั้นจงหยุดอยู่ ในห้องนี้ ท่านผู้ ใดไม่กล้ายืนยันในการเสียสละชีวิตของตน เพื่อประโยชน์ สุขของสัตว์โลกแล้ว ท่านผู้นั้นจงออกไป. พอขาดคำลง นักปราชญ์จำนวนหนึ่งได้อันตร- ธานไปแล้ว บางคนออกไปตั้งแต่พวกมนุษย์เหล่านั้น กล่าวยังไม่ถึงพยางค์สุดท้าย เพราะตนเดาได้ว่าเขาจะ ว่าอย่างไร ทุกคนไม่พอใจอย่างแรงที่มนุษย์เรียกร้อง เอามากถึงเพียงนั้น ในที่สุดเหลือนักปราชญ์อยู่ในห้อง นั้นเพียง ๒ คน ที่ยืนยันในการเสียสละชีวิต. พวกมนุษย์ได้หันไปทำความเคารพต่อนัก- ปราชญ์สองท่านนั้นเป็นอย่างสูง ขอโอกาสแจ้งความ ปรารถนาแห่งใจของตนเป็นครั้งสุดท้ายอีกครั้งหนึ่ง แล้วกล่าวขึ้นว่า พวกเราขอร้องว่า ท่านผู้ใดกล้ายืนยันว่า ตนได้เคยเสียสละชีวิตเพื่อผู้อื่นมาแล้วแต่หลัง นับครั้งไม่ ถ้วนในอดีต, แม้ในปัจจุบันนี้ก็กำลังเสียสละสิ่งซึ่งมีค่าเทียบ เท่า หรือยิ่งกว่าชีวิต และพร้อมเสมอที่จะสละชีวิตเพื่อสัตว์ โลกทั้งมวล แม้ในอนาคตที่ถ้าหากจะพึงมี ก็พร้อมที่จะเสีย

น.613 ละเห็นปานนั้น ขอท่านผู้นั้นจงหยุดอยู่, ท่านผู้ใดไม่กล้า ยืนยัน จงออกไป. พอขาดคำลงไม่นาน มีนักปราชญ์เหลืออยู่ใน ห้องนั้นเพียง คนเดียว, พวกมนุษย์จึงถามนักปราชญ์ผู้ ยังคงยืนอยู่อย่างสง่านั้นว่า ท่านเล่าทำไมไม่ออกไป เสียด้วย. “เพราะว่าเรา มีสิ่งทั้งปวงตามที่ท่านขอร้อง กะเราว่า ผู้ใดมี ผู้นั้นจงหยุดอยู่. เรายืนยันใน ความรู้ ยืนยันในการปฏิบัติเหมือนที่มีความรู้ ยืน- ยันในการเสียสละชีวิตเพื่อผู้อื่น จะได้เข้าถึงความรู้ นั้น และยืนยันในการเคยเสียสละชีวิต หรือสิ่ง อันมีค่ายิ่งกว่าชีวิตมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนเป็นที่สุด เรามีสิ่งซึ่งท่านท้าทายและคาดคั้น เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ออกไป. มนุษย์ทั้งหลายพากันตัวสั่นเทิ้มด้วยความปลาย ปลื้ม และความพิศวงระคนกัน, เพราะได้พบบุคคลใน ความฝันของเขาแล้ว จึงพากันถามว่า ท่านเป็นใคร ที่ไหนมา ?

น.614 “ตถาคต บังเกิดขึ้นแล้วในโลก เป็นอร- หันต์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง ตรัสรู้ชอบด้วย ตนเอง สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ ไปดีรู้แจ้งโลก เป็นสารก็ฝึกคนควรฝึกไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นครูทั้ง ของเทวดาและมนุษย์ เป็นคนตื่น คนรู้ คนเบิกบาน จำแนกธรรมะออกสอนสัตว์ ตถาคตนั้นทำให้แจ้ง ซึ่งโลกนี้ ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่ สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา พร้อมทั้ง มนุษย์ด้วยปัญญา อันยิ่งเอง แล้วประกาศ. ตถาคต นั้น ชี้แจงธรรมไพเราะทั้งขั้นต้น ขั้นกลาง และ ขั้นปลาย, สอนคนให้เข้าใจในแบบแห่งการครอง ชีวิตอันประเสริฐ ด้วยวิธีอันบริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้น เชิง พร้อมทั้งหัวข้อ และความหมายอันละเอียด ทั่วถึง" - (มหาตัณหาสังขยสูตร มู ม. น ๔๘๙) "ตถาคตไม่ได้เป็นเทวดา ไม่ได้เป็นคน ธรรพ ไม่ได้เป็นยักษ์ ไม่ได้เป็นมนุษย์ดอก, อาสวะ เหล่าใดที่จะทำให้เราเป็นเทวดา เพราะยังละมันไม่ ได้ อาสวะเหล่านั้น เราละได้ขาด ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วนแล้ว ไม่ให้มีให้เกิดขึ้น

น.615 อีกต่อไป. อาสวะเหล่าใด ที่จะทำให้เราเป็น คน ธรรพ, หรือยักษ์, หรือมนุษย์, เพราะยังละมันไม่ได้ อาสวะเหล่านั้น เราละได้ขาด ถอนรากขึ้นแล้ว ทำ ให้เหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มีให้เป็นอีกต่อไป." "เปรียบเหมือนดอกบัวเขียว บัวหลวงหรือ บัวขาว มันเกิดในน้ำ เจริญในน้ำ โผล่ขึ้นมาพ้นน้ำ ตั้งอยู่ น้ำไม่เปียกติดมันได้ ฉันใดก็ฉันนั้น ที่ตถา- คตเกิดขึ้นในโลกก็จริง เจริญขึ้นในโลกก็จริง แต่ ตถาคตครอบงำโลกเสียได้ โลกไม่ฉาบทาแปด- เปื้อนเราเลย ท่านจงจำเราไว้ว่าเป็น "พุทธะ ๆ " ดังนี้เถิด." - (จตุก. ยํ. ๔๙.) มนุษย์ในโลกเหล่านั้น จึงพอใจในพระพุทธะแต่ พระองค์เดียวตั้งแต่นั้นมา. เขาพากันสละทุก ๆ อย่าง เพื่อทำตามคำสั่งสอนของพระองค์ เพราะว่าพระองค์ มีความรู้บริสุทธิ์ มีการปฏิบัติบริสุทธิ์ มีการเสีย สละบริสุทธิ์ และเคยเสียสละเพื่อสัตว์โลกมาแล้ว นั่นแล. ๑๐ เมย. ๙๑

น.616 ชีวิตคนเรานั้น แท้จริงคือการเดินทางชนิด หนึ่ง ซึ่งเดินจากความเต็มไปด้วยทุกข์ ไปยังที่สุด จบสิ้นของความทุกข์ ที่ตนเคยผ่านมาแล้วนั่นเอง. ไม่ว่าผู้นั้นจะทราบหรือไม่ทราบ รู้สึกหรือไม่รู้สึก ชีวิต ก็ยังคงเป็นการเดินทางเรื่อยอยู่นั้นเอง. เมื่อเดินไปทั้งไม่ ทราย ก็ย่อมมีความระหกระเหินบอบซ้ำเป็นธรรมดา. การเดินทางของชีวิตนี้ มิใช่เป็นการเดินทาง ด้วยเท้า ทางของชีวิตจึงมิใช่ทางที่จะเดินได้ด้วยเท้า อีกเช่นเดียวกัน. บัณฑิตทั้งหลายในกาลก่อน ได้พากัน สนใจใน "ทางชีวิต" กันมากเป็นพิเศษ ในฐานะที่เป็น ทางของจิต อันจะวิวัฒน์ไปในทางสูง ซึ่งจะไปได้สูง กว่าทางวัตถุหรือทางกาย อย่างที่จะเทียบกันไม่ได้เลย. สิ่งที่เรียกกันว่า ทาง ๆ นั้น แม้จะมีสายเดียว ก็จริง ตามธรรมดาต้องประกอบอยู่ด้วยองค์คุณหลาย ประการเสมอ. ทางเดินเท้าทางไกลแรมเดือนสายหนึ่ง

น.617 จะต้องประกอบด้วย สะพาน ร่มเงา ที่พักพาอาศัยระหว่าง ทาง การอารักขาคุ้มครองในระหว่างทาง การหาอาหาร ได้เสมอไปในระหว่างทาง ฯลฯ ดังนี้เป็นต้น ฉันใด ทาง ชีวิต แม้จะสายเดียวดิ่งไปสู่ความพ้นทุกข์ก็จริง แต่ก็ ต้องประกอบไข่ด้วยองค์คุณหลายประการ ฉันนั้น. ศาสนา เป็นองค์คุณอันสำคัญ โดยช่วยให้ชีวิตนี้ มีความสดชื่นเยือกเย็นพอที่จะเป็นอยู่ ไม่ร้อนเป็นไฟ เช่น เดียวกับน้ำเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงพฤกษชาติให้สดชื่นงอกงาม ตลอดเวลา ฉันใดก็ฉันนั้น. ปรัชญา เป็นองค์คุณที่ช่วยให้เกิดอุดมคติอันมี กำลังแรง ในการที่จะกระตุ้นให้ปฏิบัติตามศาสนาหรือหน้าที่ อื่น ๆ. ทำให้เกิดความเชื่อ ความเพียร และคุณธรรมอื่น ๆ ที่เป็นตัวกำลังสำคัญด้วยกันทั้งนั้น อย่างมากพอที่จะไม่เกิด การท้อถอยหรือโลเล หรือหันหลังกลับ. โดยสรุปก็คือ ช่วย ให้มีความเป็นนักปราชญ์ หรือมีปัญญาเครื่องดำเนินตนไปจน ลุถึงปลายทางที่ตนประสงค์ วิทยาศาสตร์ ช่วยให้เป็นผู้รู้จักเหตุผล ให้รู้จักใช้ เหตุผล และให้อยู่ในอำนาจแห่งเหตุผล เพื่อให้ชีวิตนี้ไม่

น.618 หลับหูหลับตาเดินไปอย่างโง่เง่างมงาย ซึ่งจะทำให้เดินไม่ถึง หรือถึงช้า และไม่ได้รับผลเป็นที่พอใจ. ศิลปะ โดยเฉพาะก็คือศิลปะแห่งการครองชีวิต หรือการบังคับตัวเองได้ ช่วยให้ชีวิตนี้ดูแจ่มใสงดงาม น่า ชุ่มชื่นใจ น่ารักใคร่ นำมาซึ่งความเพลิดเพลินในการก้าว หน้าไปด้วยความรู้ และการกระทำที่ดูงาม ทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย. ภูมิธรรม คือธรรมสมบัติหรือความดีความจริง ความยุติธรรม ที่ประกอบอยู่ที่เนื้อที่ตัว ช่วยเหลือให้เกิด บุคคลิกลักษณะ อันนำมาซึ่งความเลื่อมใส ความไว้วางใจ ความน่าคบหาสมาคมจากชีวิตรอบข้าง ทำให้ชีวิตนั้นตั้งอยู่ ในฐานะเป็นปูชนียบุคคลเป็นที่พึ่งแก่ตนเองได้ และเป็นเครื่อง ยึดเหนี่ยวของชีวิตทั้งหลาย. ความรู้ ช่วยให้มีความสามารถในการที่จะใช้ ความคิดและการวินิจฉัยสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง ในการ ตัดสินใจ การค้นคว้าทดลอง การแก้ไขอุปสักและอื่น ๆ ใน อันที่จะให้เกิดผลในการครองชีพ การสมาคม และอื่น ๆ ที่ จำเป็นทุกประการ โดยสมบูรณ์.

น.619 ติปัญญา ช่วยให้เกิดสมรรถภาพหรือปฏิภาณ ในการดำเนินงานของชีวิตให้สำเร็จลุล่วงไปได้ตามแนวของ ความรู้ ทำให้งานของชีวิตทุกชนิด ทุกระดับดำเนินไปได้ โดยง่าย โดยเร็ว โดยสมบูรณ์ และปลอดภัยโดยประการ ทั้งปวง. อนามัย ช่วยให้มีกำลังกาย อันเป็นบาทฐานแห่ง กำลังใจ มีความแคล่วคล่องว่องไว อาจหาญร่าเริง สะดวก กายสบายใจในการเป็นอยู่ของตน. ทำกายนี้ให้เป็นเหมือนม้า ที่เจ้าของเลี้ยงดูอย่างถูกต้องที่สุดแล้ว สามารถเป็นพาหนะ นำเจ้าของไปสู่ที่มุ่งหมายได้ ฉันใดก็ฉันนั้น. องค์คุณ ๘ ประการนี้ กำลังรวมกันเป็นทาง สายเดียวของข้าพเจ้า ช่วยให้ชีวิตของข้าพเจ้าดำเนิน ไปได้อย่างเป็นที่พอใจมาก จนถึงกับนึกอยากจะยืนยัน แก่เพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายทั้งหลายว่า จงลองเดินทาง สายนี้ อันประกอบด้วยองค์คุณ ๘ อย่างนี้ดูบ้างเถิด. ผล ในโลกนี้ก็คือ ทรัพย์ ชื่อเสียง และมิตรภาพก็ตาม ผล ในโลกหน้าคือ สุคติก็ตาม และผลอันสูงสุดพันจากโลก

น.620 ทั้งปวงคือนิพพานก็ตาม จักเป็นสิ่งที่หวังได้ครบถ้วน โดยไม่ต้องสงสัยเลย. องค์คุณทั้ง ๘ นี้ ต้องมีครบถ้วน พอเหมาะส่วน และเข้ากันสนิทพร้อมที่จะส่งเสริมซึ่งกันและกันอยู่ ตลอดเวลา จึงจะสำเร็จเป็นตัวทาง และเป็นการเดิน ทางในตัวมันเองอยู่แล้วทุกขณะ ไม่มีการถอยหลัง. โลกทุกวันนี้ มีอะไร ๆ มากเกินไป ในทางที่ จะผูกพันชีวิตนี้ ให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจ ของสิ่งที่ยืนคั้น เผาลน. เผลอไปเพียงนิดเดียว ก็จักลื่นไถลลงไปใน กองเพลิงชนิดที่ยากที่จะถอนตัวออกมาได้ และถึงกับ ตายอยู่ในกองเพลิงนั้นเป็นที่สุด. เพราะเหตุนั้น จึงเป็น การสมควรหรือจำเป็น สำหรับชีวิตทุกชีวิตที่จะต้อง แสวงหาทาง และมีทางของตนอันถูกต้องปลอดภัย เพื่อ ก้าวหน้าไปสู่ความสะอาดหมดจด สว่างไสว และ สงบเย็นสมตามความปรารถนา ไม่เสียทีที่ได้เวียน มา ในเกลียวแห่งวัฏฏสงสาร จนกระทั่งมามีชีวิตใน วันนี้กะเขาด้วยชีวิตหนึ่ง.

น.621 อันนี้เอาไว้ ให้ยังคงอยู่เป็นทางรอดของตนและ ของเพื่อนสัตว์ทั้งหลาย ตลอดกาลอันไม่มีที่สิ้นสุด ในนามแห่งพระพุทธองค์ผู้ทรงประกาศความจริง สากล แก่มนุษยชาติทั้งมวล. โมกขพลาราม ๑ กันยายน ๒๔๙๕

น.622 ศรัทธา ความเชื่ออย่างพุทธมามกะ ฉันปฏิญาณว่า ฉันมีความเชื่ออย่างพุทธ มามกะ ซึ่งอาจจะแตกต่างจากความเชื่อของชนเหล่า อื่น. ความเชื่อของพุทธมามกะนั้น คือ :- (๑) พุทธมามกะเชื่อโดยตรงต่อเหตุผล และด้วยความเป็นผู้อยู่ในอำนาจแห่งเหตุผล ข้อนี้ ย่อมทำให้ความเชื่อของฉันมีพอเหมาะพอสม ไม่มาก เกินไป ไม่น้อยเกินไป และเคียงคู่กันไปกับปัญญา. พุทธ มามกะถือกันเป็นแบบฉบับว่า การเชื่องมงายเป็นสิ่งที่ น่าอับอายอย่างยิ่ง. พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นจุดรวมแห่งความ นับถือของพุทธมามกะนั้น เป็นผู้ที่รู้และดำเนินไปตาม หลักแห่งการใช้เหตุผล จึงเป็นผู้กำจัดความงมงายของ โลก.

น.623 (๒) พุทธมามกะเชื่อว่า พระพุทธเจ้าเป็น ผู้ที่ได้บ่มพระองค์เองมาเป็นเวลาเพียงพอ จน สามารถลุถึงด้วยพระองค์เอง และทรงชี้ทางให้ มนุษย์มีความสะอาด ความสว่าง และความสงบ เย็นได้จริง. เมื่อได้พิจารณาดูประวัติแห่งคำสอนและ การกระทำของพระองค์แล้ว คนทุกคน แม้กระทั่งผู้ที่ ไม่นับถือพระองค์ ก็ย่อมเห็นได้ทันทีว่า พระองค์เป็นผู้ที่ สมบูรณ์ด้วยความสะอาด ความสว่าง และความสงบ ถึงที่สุด จนสามารถสอนผู้อื่นในเรื่องนี้, ธรรมะที่พระองค์ ได้ทรงบรรลุนั่นเองทำพระองค์ให้ ได้นามว่า พระพุทธเจ้า. (๓) พุทธมามกะเชื่อว่า พระธรรมที่พระ พุทธเจ้าได้ทรงบรรลุ และนำมาสอนนั้น คือความ จริงอันตายตัวของสิ่งทั้งปวง อันมีอำนาจที่จะบันดาล สิ่งทั้งปวงให้เป็นไปตามกฎนั้น และโดยเฉพาะที่มีค่าต่อ มนุษย์มากที่สุดก็คือ กฎความจริงที่รู้แล้ว สามารถทำ ผู้นั้นให้ปฏิบัติถูกในสิ่งทั้งปวง และพ้นทุกข์สิ้นเชิง. พระ ธรรมนี้มีอยู่ สำหรับให้มนุษย์เรียนรู้และทำตาม จน ได้รับผลจากการกระทำเป็นความพ้นทุกข์สิ้นเชิง ทั้ง ทางกายและทางใจ.

น.624 (๔) พุทธมามกะเชื่อว่า พระสงฆ์คือบรรดา มนุษย์ที่มีโชคดี มีโอกาสก่อนใคร ในการได้รู้ได้ ปฏิบัติ และได้รับผลของการปฏิบัติในพระธรรม ถึงขนาดที่พ้นจากทุกข์ยิ่งกว่าคนธรรมดา ด้วยความแนะ นำของพระพุทธเจ้า, พระสงฆ์จึงเป็นผู้ที่ควรได้รับความ นับถือ และถือเอาเป็นตัวอย่าง และเป็นที่บำเพ็ญบุญ ของ ผู้ที่ประสงค์จะได้บุญ. ใคร ๆ ก็อาจเป็นพระสงฆ์ที่แท้ จริงได้ ไม่ว่าชายหญิง บรรพชิต หรือฆราวาส เด็กหรือผู้ใหญ่ มั่งมี หรือยากจน. คนเป็นพระสงฆ์ ได้ด้วยการประพฤติ และการบรรลุธรรมที่มีอยู่ใน ตัวเขา. ไม่ใช่เพราะการเข้าพิธี หรือการเสกเป่า ต่างๆ. (๕) พุทธมามกะเชื่อว่า โลกนี้ไม่มีบุคคล ใดสร้าง หรือคอยบังคับให้เป็นไป. หากแต่เป็นสิ่ง ที่หมุนเวียนไปเองตามกฎของสังขารธรรม คือกฎ ธรรมชาติอันประจำอยู่ในส่วนต่าง ๆ ที่ประกอบกัน ขึ้นเป็นโลก. มันเป็นกฎธรรมดา หากแต่ว่ามีบางสิ่ง

น.625 ยางอย่างลึกลับซับซ้อน ประณีตและมหัศจรรย์ พอที่ จะทำให้คนบางพวกหลงไปว่า มีผู้วิเศษคนใดคนหนึ่ง เป็นผู้สร้างสิ่งต่างๆ. เมื่อมนุษย์เรามีความรู้เท่าทันความ เป็นไปของสิ่งเหล่านี้ ได้มากเพียงใด ก็สามารถปรับปรุง ตนเองให้ได้รับประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้น หรืออยู่กันได้ ด้วยความผาสุก มากเพียงนั้น. ไม่ต้องมีคัมภีร์ซึ่ง อ้างว่าส่งมาจากสวรรค์ คงมีแต่คัมภีร์ที่คนผู้เข้าถึง ธรรมะแล้ว รู้เห็นอย่างไร ก็ยอกไปอย่างนั้น จนผู้อื่น สามารถเข้าถึงธรรมะได้อย่างเดียวกัน ก็พอแล้วเรา เรียกคนเหล่านั้น ว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. (๖) พุทธมามกะเชื่อว่า มนุษย์แต่ละคน ล้วนมีกรรมหรือการกระทำของตนเอง เป็นเครื่อง อำนวยความสุข และความทุกข์แล้วแต่ว่าเขาได้ทำ ไว้อย่างไรในขณะที่แล้วมา. ทุกคนมีกรรมเป็นของตน เอง เป็นเครื่องปรุงแต่งตัวเอง บังคับความเป็นไปของตัว เองโดยเด็ดขาด จนกล่าวได้ว่า เรามีกรรมนั่นแหละเย็น ตัวเราเอง. ถ้าเขาอยากมี หรืออยากอยู่ในโลกที่งดงาม

น.626 เขาก็ต้องทำกรรมดีโดยส่วนเดียว. ถ้าเขาเบื่อต่อการ เป็นอยู่ในโลกทุก ๆ แบบ เขาก็มีวิธีทำให้จิตใจ ของเขาสูงพอที่จะไม่ทำอะไร ๆ ให้เป็นกรรมอย่าง หนึ่งอย่างใดขึ้นมาได้ และอยู่เหนือกรรมโดยประ การทั้งปวง. ผู้ที่ทำกรรมชั่วไว้ จักต้องได้รับโทษ หรือมีการทำคืนที่สมควรแก่กันเสียก่อน จึงจะพ้นจาก กรรมชั่วนั้น เว้นเสียแต่เขาได้ทำกรรมดีไว้มากอีกทาง หนึ่ง ถึงกับช่วยให้เขามีจิตใจสูง พ้นอำนาจของกรรม ไปเสียก่อนที่มันจะให้ผลได้. (๗) พุทธมามกะเชื่อว่า ตัวแท้ของศาสนา นั้น คือตัวการกระทำที่ถูกต้องตามกฎแห่งความจริง จนได้รับผลของการกระทำเป็นความสะอาด ความ สว่าง และความสงบจริง ๆ หาใช่เป็นเพียงคัมภีร์ หรือคำสั่งสอน หรือการสวดร้องท่องบ่น วิงวอน ขวง สรวงไม่. พุทธมามกะมีศาสนาของตนๆ อยู่ที่กาย วาจาใจอันสะอาดของตนเอง. ความสะอาด ความ สว่าง และความสงบนี้ คือความหมายอันแท้จริง ของคำว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งที่แท้

น.627 ทั้งสามองค์เป็นองค์เดียวกัน. พุทธมามกะจึ๋งทำใจ ของตนให้ปักดิ่งลงที่ความสะอาด ความสว่างและความ สงบเท่านั้น. ทั้งหมดนี้ คือความเชื่อ ๗ ประการ ของ พุทธมามกะ ๒๖ สิงหาคม ๒๔๙๘

น.628 คนทุกคนในโลก มีชีวิตอยู่ได้ และมีความ สะดวกสบายอยู่ได้ เพราะอาศัยความรู้สติปัญญา ความสามารถของผู้อื่น อันมีจำนวนมากจนนับ ไม่ไหว. หากไร้ปัจจัยอันสำคัญนี้เสียแล้ว เขาจะต้อง ตายแล้วตั้งแต่ออกจากท้องมารดาใหม่ ๆ เพราะไม่มี ยาจะกิน ไม่มีผ้าจะห่ม ไม่มีหลังคาจะอาศัย. เขาไม่ รู้จักหน้าค่าตาของผู้ให้กำเนิดการประกอบยา การทำ เครื่องนุ่งห่ม การทำที่อยู่อาศัย และวิชาความรู้ต่าง ๆ แต่เขาก็เป็นหนี้บุญคุณของบุคคลเหล่านั้นมาเสียแล้วตั้ง แต่ในท้องแม่. ฉะนั้น คนทุกคนมีความผูกพันในทาง หนี้บุญคุณต่อกันและกันจนนับไม่ไหว โดยไม่ต้อง กล่าวถึงบิดามารดาครูบาอาจารย์ ซึ่งเป็นหนี้บุญคุณ อยู่เหนือศรีษะโดยตรงเลย. แม้การที่คนในประเทศ

น.629 หนึ่ง ได้เป็นหนี้บุญคุณของคนในประเทศอื่น ก็เป็นสิ่ง ที่จะพิจารณาเห็นได้ไม่ยากเลย. ความรู้และยอมรับรู้ ในบุญคุณของผู้อื่นที่มีอยู่ เหนือตนนี้เรียกว่า กตัญญฺตา, การพยายามทำตอบแทน บุญคุณนั้น ๆ เรียกว่า กตเวทิตา. คนผู้รู้บุญคุณท่าน เรียกว่าคน กตัญญู, คนที่ทำตอบแทน เรียกว่า คน กตเวที. กตัญญูกตเวทิตา ความรู้บุญคุณท่านแล้วทำ ตอบแทนให้ปรากฏ นี้เป็นธรรมประคองโลกให้เป็นอยู่ ได้ และอยู่ด้วยความสงบสุข. คนในโลกแต่ละคน ยิ่ง ไม่รับรู้ ในความที่ตนเป็นหนี้บุญคุณของกันและกัน อย่าง ที่จะแยกกันไม่ออกยิ่งขึ้นเพียงใด ก็ยิ่งทำโลกให้เต็ม ไปด้วยความแข่งขันแย่งชิง โหดร้ายทารุณ และเกิด ลัทธิการเมือง อันทำโลกให้ระส่ำระสายมากยิ่งขึ้นเพียง นั้น. ฉะนั้นความสนใจในธรรมะ คือกตัญญูกตเวทิตา ธรรมนี้ นับว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งทีเดียว. ขนบ ธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามทั้งหลายของคนไทยเรา ล้วนแต่มีความกตัญญูกตเวทีเป็นที่ตั้งอันสำคัญ

น.630 และทั้งเป็นไปเพื่อรักษาและส่งเสริมคุณธรรมข้อนี้ ให้ยังคงมีอยู่ในโลกนี้อย่างแน่นแฟ้น พร้อมกันไป ในตัว. สนอกตัญญูอย่างยิ่ง คือคนที่ไม่ยอมรับว่าทุก คนในโลกเป็นหนี้บุญคุณต่อกัน อย่างแน่นแฟ้น คนที่มีความกตัญญูถึงที่สุด ก็คือคนที่ยอมรับ ว่า แม้แต่สัตว์พาหนะ เช่นวัวควาย ก็เป็นสิ่งที่มี บุญคุณ อย่าต้องกล่าวถึงบิดามารดาครูบาอาจารย์ เลย. ถ้าใครยอมรับรู้ในบุญคุณของวัวและควายเป็นต้น แล้ว บ้านเมืองนั้นจะเต็มไปด้วยความสงบสุข เพราะมีแต่ คนใจสูง รู้จักตอบแทนคุณแม้แก่วัวควาย แล้วจะเบียด เขียนเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งมีบุญคุณต่อกันยิ่งไปกว่า วัวและควายได้อย่างไรเล่า. บ้านเมืองนั้นจะอุดมสมบูรณ์ ด้วยวัวควายพันธุ์ ดีมีคุณภาพสูง มีมนุษย์ใจสูงเป็นเจ้า ของ ขยันทำมาหากินโดยปราศจากการเบียดเบียนกัน แม้แต่น้อย. ส่วนบิดามารดาครูบาอาจารย์นั้นไม่ต้อง กล่าวถึง เพราะจะตั้งอยู่ในฐานะเป็นเทวดา หรือ เย็น

น.631 ปูชนียบุคคล อยู่เหนือเศียรเกล้าของคนทุกคนทั่วไป จริง ๆ. คนที่มีความกตัญญูละเอียดยิ่งไปกว่านั้น ย่อมรู้จักบุญคุณของป่าไม้ ทุ่งนา ห้วยหนองคลองลำธาร ถนนหนทาง และสิ่งสาธารณะอื่น ๆ กระทั่งดอกไม้และ ผีเสื้อซึ่งยินไปมาอยู่โดยปราศจากความรู้จักมักคุ้นกับผู้ ใด. ผู้ไม่รู้คุณของย่า ย่อมทำลายย่าเสียด้วยความเห็น แก่ตัวข้างเดียว จนลูกหลานไม่มีไม้จะปลูกเรือนกันอีก ต่อไป จนห้วยหนองคลองลำธารเหือดแห้งเพราะป่าอัน เป็นกำเนิดน้ำนั้นถูกทำลายหมด ไม่มีความชื้นของย่าอัน จะคายน้ำออกมาเย็นลำธาร และจะดึงดูดเมฆฝนให้มา ตกเย็นฝน ณ ที่นั้นจนเพียงพอ. ผู้ไม่รู้บุญคุณของถนน คูคลอง ย่อมรุกเนื้อที่ถนนตรอกทางเดินให้แคบเข้าจน ไม่สำเร็จประโยชน์ดังบรรพบุรุษได้มุ่งหมายไว้. เขา ยอมทนลำบากในการไปมายามค่ำคืนดึกคืนทั้งในยาม ปรกติและยามคับขัน ไม่ยอมสละเนื้อที่ทำถนนหรือทาง เดินสาธารณะแม้แต่นิ้วเดียว. เขาตัดต้นไม้ผลในป่า

น.632 สาธารณะลงทั้งตัน เพียงเพื่อเอาผลของมันหายเดียว หรือกระยุงเดียวเท่านั้น. ถ้าเขาเป็นคนกตัญญู สิ่ง เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลย แผ่นดินจะร่ำรวยด้วยสิ่งอันจะ ทำความชื่นอกชื่นใจ ให้แก่คนทุกคนในโลกนี้ยิ่งขึ้น ทุกทีเพราะการทะนุถนอมและการบำรุงส่งเสริมของผู้มี กตัญญุตาธรรมเหล่านั้น. คนที่มีความกตัญญูอันละเอียดสุขุมยิ่งขึ้นไป กว่านั้นอีก ย่อมรู้จักบุญคุณของศัตรูและปรปักษ์ตลอด ถึงสิ่งอันเป็นอุปสรรคต่างๆชนิด. ศัตรูทำให้คนกตัญญู มีความฉลาดและก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปกว่าเดิม ทำให้ เขาประกอบด้วยคุณธรรมอันสูงยิ่งขึ้นด้วยความอด กลั้นอดทนและการเสียสละเป็นต้น. ผู้อิจฉาริษยา ทำให้เรากลายเป็นคนหนักแน่นมั่นคง และมีความ เมตตากรุณาชั้นสูงพิเศษที่คนธรรมดามีไม่ได้. อุป- สรรคทั้งหลาย ทำให้เรามีปัญญาเข้าใจโลกถูกต้อง ตามที่เป็นจริง ชนิดที่จะทำให้เรามีชีวิตอยู่ ในโลก ต่อไปด้วยความผาสุกยิ่งขึ้น. ความเจ็บไข้ และ ความยากลำบากทุกประการ ทำให้เราเกิดวิปัสนา-

น.633 ญาณปลงตกจนมองเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ จริง ๆ และทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานเพราะเหตุ นั้น. คนที่อกตัญญูไม่รู้คุณของสิ่งเหล่านี้ จักต้องล่มจม หรืออย่างน้อยก็ขุดหลุมฝังตัวเอง เพราะความโกรธตอบ ริษยาตอบ ความอัดอั้นตันใจเอะอะโวยวายมีจิตใจระส่ำ ระสาย ทำอะไรผิดพลาดไข่หมดทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว จัก ไม่เป็นการทำลายตนเองอย่างไรได้. ส่วนคนที่กตัญญู รู้คุณของสิ่งเหล่านี้ ย่อมทำโลกให้สงบเยือกเย็นงดงาม ยากที่จะเปรียบได้. เขาสามารถทำมารให้กลายเป็น พระ ทำยักษ์ให้กลายเป็นมนุษย์ที่ดี ทำคนตระ- หนี้ ให้กลายเป็นคนใจบุญสุนทรทาน ทำคนริษยา ให้กลายเป็นคนใจกว้าง แล้วจะไม่ทำโลกนี้ให้กลาย เป็นสวรรค์ได้อย่างไร. เขารู้คุณของศัตรู ในการที่ให้ บทเรียนอันประเสริฐสุดอันจะหาจากที่อื่นไม่ได้แก่เขา เขาจึงขอบคุณ และพยายามสนองตอบด้วยความดี. บุญ คุณของสัตรูมีอยู่มากเช่นนี้ จึงเป็นการยากที่คนกตัญญู จะมองข้ามไปเสียได้. ถ้าคนเราไม่มีศัตรูและอุปสรรค

น.634 เสียเลย โลกนี้จะไร้สิ่งที่เรียกกันว่าสมรรถภาพ. ผู้ ที่มองเห็นคุณของศัตรูและปรปักษ์ ย่อมไม่อาจที่จะก่อ ความยากเข็ญขึ้นในโลกได้แต่ประการใด. โลกสงบเย็น ไปกว่าระดับธรรมดา ก็เพราะมีบุคคลที่มีใจสูงถึงขนาด มองเห็นบุญคุณของศัตรูและอุปสรรคดังกล่าวแล้ว ซึ่ง นัยว่าเป็นคนกตัญญูที่ลึกซึ้งสุขุมถึงที่สุด. เมื่อแม้แต่ศัตรูและปรปักษ์ก็มีบุญคุณแก่ เราถึงเพียงนี้แล้ว จงคิดดูเถิดว่า บิดามารดาครูบา อาจารย์ ตลอดถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อันเป็นวัตถุสูงสุดนั้น จักเป็นสิ่งที่มีบุญคุณแก่เรา มากน้อยเพียงไร ? ทุกคนมิได้เกิดจากโพรงไม้ แต่เกิดในโพรง เล็ก ๆ ในครรโภทรของมารดาด้วยการร่วมมือของบิดา. เกิดมาแล้วมีชีวิตอยู่ได้และเจริญเติบโตต่อไปบนความ เสียสละของบิดามารดา และของทุกคนที่เข้ามามีส่วน เกี่ยวข้องอันมีจำนวนมากเหลือที่จะนับ. บัณฑิตทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ยกบิดามารดาขึ้นเป็นบุคคลแรก

น.635 ในเรื่องนี้ ก็เพราะเป็นบุคคลแรกในการให้กำเนิด ให้ ปัจจัยเครื่องยังชีวิต ให้ วิชาความรู้ ให้การอบรมทาง อุปนิสัยที่ดี และอื่น ๆ ที่เป็นผลดีอีกมากมาย. หากผู้ใด มีจิตทรามจนถึงกับไม่รู้คุณของบิดามารดาแล้ว ก็เป็น การสุดวิสัยที่เขาจักรู้คุณของปรปักษ์และศัตรูดังที่กล่าว แล้วได้. การซิมทรายในพระคุณของบิดามารดา จึง เป็นความกตัญญูหมายเลขหนึ่งของคนทุกชาติทุกภาษา ในโลกนี้ และโลกอื่น ๆ ทุกโลก. ผู้ไม่รู้คุณบิดามารดา ย่อมถูกจัดไว้ในฐานะเป็นบุคคลที่ใคร ๆ ไม่ควรไว้ใจ ในโลก. ผู้ที่จะได้ชื่อว่าเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา หรือกตัญญูต่อบิดามารดาอย่างแท้จริงนั้น ก็คือ ผู้ที่ ทำหน้าที่ยกบิดามารดาขึ้นจากนรกได้. บิดามารดา ย่อมตกนรกชื่อว่า "ปุตะ." นรกชื่อว่าปุตะนี้ ได้แก่ ความร้อนใจเป็นทุกข์หนักเพราะไม่มีบุตรที่จะเป็นเครื่อง ทำความชื่นชมยินดี ไม่มีบุตรที่จะสิบสกุล ไม่มี ที่จะเลี้ยงดูในยามที่ตนแก่ชราหรือเจ็บไข้ ไม่มีบุตรที่จะ บำเพ็ญกุศลทักษิณาทานให้เมื่อตนตายไปแล้ว. ครั้นได้

น.636 ลูกที่กตัญญูมา บิดามารดาก็ขึ้นจากนรกอันนี้โดยสิ้น- เชิง บุตรจึงได้ชื่อว่าผู้ที่ยกบิดามารดาขึ้นจากนรกเพราะ เหตุนี้. หากได้ลูกมาเป็นคนอกตัญญูไม่รู้คุณของบิดา มารดา ลูกคนนั้นเองกลายเป็นผู้จับบิดามารดาของตน ใส่ลงในนรกขุมนี้ ให้ลึกลงไปอีก จนยากที่จะขึ้นพ้นได้. คนบางคนเป็นคนเจ้าชู้มาแต่เล็ก เหลวไหลในการเล่า- เรียน หรือการอบรมตนให้เป็นคนดี ใช้เงินเปลืองผลาญ ทรัพย์สมบัติที่เกิดจากเหงื่อไคลของบิดามารดา ตาม ความสบายใจของตน หมกมุ่นอยู่ในความเสียหายโดย ไม่ต้องนี้กว่า มันเป็นการทรมานจิตใจของบิดามารดา สักเพียงใด ไม่เลี้ยงบิดามารดาทั้งด้วยอาหารกายและ อาหารใจ แต่รบกวนให้บิดามารดาเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน ของตนสืบไป ไม่มีที่สิ้นสุด ในฐานะอย่างเดียวกับคนใช้ รังเกียจบิดามารดาในยามแก่ชราหรือเจ็บไข้ราวกะว่า เป็นสิ่งที่น่าขยะแขยง หรือน่ารำคาญ. ลืมบิดามารดา หรือไม่รู้สึกว่ามีบิดามารดา ตั้งแต่บิดามารดายังมีชีวิต อยู่. บุคคลที่เป็นอย่างนี้ ไม่ได้ชื่อว่าบุตร, เพราะเหตุที่ ไม่ได้ยกบิดามารดาขึ้นจากนรกอันมีชื่อว่า ปุตะ นั่นเอง.

น.637 เขาเป็นได้มากเพียง ผล หรือ ลูก หรือก้อนอะไรที่ไม่ สะอาดก้อนหนึ่ง ที่หลุดออกมาจากท้องมารดาของเขา เท่านั้น เขาจึงมิใช่ผู้ที่จะทำโลกนี้ให้สะอาดหรือสงบได้ แต่อย่างใด เพราะความที่เขาเป็นผู้ที่มีจิตใจชนิดที่ไม่ อาจรู้สึกในบุญคุณของผู้ที่มีบุญคุณนั้นเอง. ส่วนผู้ที่ สามารถเป็นบุตรที่ดี คือสามารถยกบิดามารดาขึ้นจาก นรกชื่อว่า ปุตะ ได้นั้น ไม่ต้องสงสัยเลย เขามีอะไร พร้อมที่จะรู้สำนึกบุญคุณของโลก และตอบแทนคุณของ โลกด้วยการทำความสงบเย็นใส่ไว้ในโลกนั้นเอง. ผู้ รู้คุณของบิดามารดาแล้วพยายามทำตอบแทน จึงถูก จัดไว้ในฐานะที่เป็นที่นับถือ และไว้วางใจทั้งของเทวดา และมนุษย์. ครูบาอารย์คือผู้นำฝ่ายวิญญาณของกุลบุตร ที่เติบโตขึ้นมาในโลกนี้. การที่วิญญาณจะเดินไปถูก ทางหรือมีใจสูงได้นั้น เป็นสิ่งที่มีได้ยาก เป็นสิ่ง ที่ลี้ลับมีพิธีรีตองมากและต้องอบรมนาน ฉะนั้นจึง ต้องมีบุคคลขึ้นประเภทหนึ่งในโลกนี้ เพื่อรับภาระ อันนี้ และเราเรียกกันว่า ครูบาอาจารย์. การที่ต้อง

น.638 มีบุคคลประเภทนี้ขึ้นโดยเฉพาะ ก็เพราะว่าจะได้มีผู้ เชี่ยวชาญเฉพาะ หรือมีโอกาสอันเพียงพอในการทำ หน้าที่ของตน แต่คนสมัยนี้มีความคิดโน้มเอียงไปใน ทางที่ว่าครูบาอาจารย์เป็นลูกจ้าง หรือผู้รับจ้างทำหน้าที่ นั้น ๆ เพราะได้รับเงินเดือน หรือสิ่งของสำหรับบำรุง จากผู้ใดผู้หนึ่ง หรือทางใด ทางหนึ่ง. ความกตัญญูใน ครูบาอาจารย์จึงร่อยหรอไป. จริงอยู่ที่มีระเบียบให้เงิน เดือนหรือถวายปัจจัยเครื่องยังชีพแก่ครูบาอาจารย์แต่เมื่อ คิดดูแล้ว สิ่งที่ให้นั้นมีค่าเพียงเพื่อยังชีพอยู่ได้โดยไม่ ต้องไปประกอบอาชีพอื่นจนหมดเวลา ที่จะทำการอบรม สั่งสอน และเมื่อเปรียบเทียบกันดูกับสิ่งที่อาจารย์ประ- สิทธิ์ประศาสน์ให้ ย่อมจะเห็นได้ว่าความสูงทางฝ่ายวิญ- ญาณที่ได้รับจากครูบาอาจารย์นั้น มีค่ามากเกินกว่าค่า ของที่ใช้เป็นค่ายูชาครูบาอาจารย์ อย่างที่จะเปรียบกัน ไม่ได้เลย. ครูบาอาจารย์พ้นจากฐานะของความเป็น ลูกจ้าง แต่อยู่ในฐานะของความเป็นปูชนียบุคคล ก็เพราะ ให้สิ่งที่มีค่าสูงสุดแก่ศิษย์ ยิ่งกว่าที่ศิษย์จะตอบแทนไหว นี่เอง. แม้จะจากกันไปแล้วก็ยังเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจ ศิษย์ให้งดเว้นการทำในสิ่งที่ไม่ควรทำได้ ทุกคราวที่

น.639 ระลึกได้ถึงอาจารย์ ว่าได้เคยพร่ำสอน หรือขอร้อง หรือ แสดงความมุ่งหมายไว้อย่างไร. พืชแห่งความมีใจสูงที่ อาจารย์ได้เพาะหว่านไว้ในหัวใจของศิษย์นั้น แม้หาก จะไม่ออกผลในขณะนั้น ก็ยังอาจออกผลได้ในกาลภาย หลังเมื่อศิษย์เองแก่ชราไปแล้ว หรือแม้เมื่อจะสิ้นลม หายใจก็ยังเป็นสิ่งที่เป็นไปได้เสมอ. การได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง ได้อบรมตัวอย่างที่ดีจากอาจารย์ในแง่ต่าง ๆ เมื่อ อยู่ในสำนัก ย่อมเป็นเชื้ออันเร้นลับฝั่งอยู่ในสันดานของ ศิษย์โดยไม่รู้สึก สำหรับจะงอกงามเป็นสติปัญญาใน การก้าวหน้าหรือการกลับตัวจากทางที่ผิดในโอกาสหลัง ได้เสมอไป. ในกรณีปรกติ ครูบาอาจารย์ย่อมยกสถานะ ทางวิญญาณของศิษย์ ให้สูงต่อขึ้นไป จากที่บิดามารดา ได้ยกขึ้นไว้แล้ว เพราะเป็นบุคคลที่โลกจัดไว้เพื่อการนี้ โดยเฉพาะ. อาจารย์ต้องอดกลั้นอดทนเป็นพิเศษ และเอาใจใส่สอดส่องเป็นพิเศษ จึงจะสามารถ ปลูกฝังความสูงทางวิญญาณลงไปในจิตใจของศิษย์ ได้สำเร็จ, นั่นแหละ คือ เมตตาของอาจารย์. อาจารย์ต้องทำการศึกษาและอบรมตนเองให้มาก

น.640 เป็นพิเศษอยู่เสมอ จึงมีอะไรเพียงพอที่จะปลูกฝังให้ แก่ศิษย์, นั่นแหละ คือปัญญาหรือวิชชาของอาจารย์ อาจารย์จักต้องเสียสละมากอย่างนี้เสมอไป จึงไม่อยู่ใน ฐานะที่จะตกไปเป็นลูกจ้างของศิษย์ แต่กลับมีบุญคุณ อยู่เหนือศีรษะของศิษย์ทุกคน. ศิษย์ที่มีความกตัญญู จึงเป็นบุคคลที่มีความถูกต้อง และความสมประกอบอยู่ ในนิสัยสันดานของตน มีความเหมาะสมที่จะทำโลกนี้ ให้ร่มเย็น ด้วยความอดกลั้นอดทนและความเฉลียว ฉลาดของตนสืบไป. ความระลึกถึงบุญคุณของอาจารย์ มีแต่จะให้อยากทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนสืบไป ไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อรักษาเกียรติแห่งสำนักของอาจารย์ และอุทิศส่วนกุศลแก่อาจารย์พร้อมกันไปในตัว. พระผู้ มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ โดยตรงว่าเมื่อระลึกถึงคุณของ ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว มีทางที่ควรทำทางเดียวเท่านั้น คือ การทำความดีอันกว้างขวาง อุทิศแก่บุคคลนั้น หรือเป็น ที่ระลึกถึงบุคคลนั้น. การเส้นสรวง หรือการร้องไห้เป็น ต้น ไม่มีประโยชน์อันใดแก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วเลย ฉะนั้น

น.641 ผู้ที่รักอาจารย์และรู้คุณของอาจารย์ จึงตั้งหน้าตั้งตา บำเพ็ญประโยชน์แก่โลก. พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้พระนามว่าพระบรม ครู เพราะทรงสามารถยกวิญญาณของสัตว์ให้สูงขึ้น ได้จนถึงที่สุด ไม่ถูกความทุกข์ท่วมทับ อีกต่อ ไป จนทำให้บุคคลนั้น ๆ ได้นามว่า พระอริย- เจ้า. พระธรรม ของพระองค์ก็คือวิธีการยกวิญญาณให้ ขึ้นสูงพันจากน้ำ คือความทุกข์ โดยสิ้นเชิงได้นั่นเอง. พระสงฆ์ คือผู้ที่ทำได้ตามนั้นแล้วสืบอายุของพระธรรม มาจนถึงพวกเรา ทำพวกเราให้มีโอกาสได้รับสิ่งประ- เสริฐเหมือนกับได้รับจากพระพุทธเจ้าโดยตรง. พระ สาวกทั้งหลายเหล่านี้ ทนรับความลำบากทุกประการใน การสืบอายุพระศาสนา ทั้งนี้ก็เพราะความกตัญญูใน พระผู้มีพระภาคเจ้า. เรากล่าวได้โดยไม่ต้องกลัวผิดว่า ศาสนาเป็นมรดกตกทอดมาถึงพวกเราในสมัยนี้ได้ ก็เพราะความกตัญญูของเหล่าพระสาวก ที่ตั้งใจทำ ให้ตรงตามพระพุทธประสงค์นั้นเอง. ความกตัญญู ของพระสาวก ทำให้พระศาสนาสืบอายุมาได้เป็นพัน ๆ

น.642 ปี. โลกมีศาสนาเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ก็เพราะความเสีย สละด้วยอำนาจความกตัญญู ของบรรดาพระสาวกทั้ง หลาย. โลกมีธรรมเป็นเครื่องคุ้มครอง เพราะพุทธ บริษัทปักใจทำให้ตรงตามพระพุทธประสงค์ เพื่อสนอง พระคุณของพระพุทธองค์. เราจึงเห็นได้ว่าความกตัญญู เป็นธรรมที่คุ้มครองโลก สมควรที่เราทั้งหลาย จะช่วย กันรักษาเอาไว้อย่างมั่นคง. กล่าวโดยแท้จริงแล้ว ขนบธรรมเนียมประ- เพณีที่ดีงามของพุทธบริษัทล้วนแต่เกิดขึ้นมาเพราะ ความกตัญญูกตเวที; เป็นไปได้เพราะกตัญญูกตเวที; และมุ่งหมายจะชุบย้อมธรรมะ คือความกตัญญูกต- เวทีนี้ ให้ฝังแน่นอยู่ในจิตใจของบุตรหลานอันเป็น อนุชนสืบไปอย่างมั่นคง. จารีตประเพณีต่าง ๆ เช่น การปลงศพผู้เป็นอุปัชฌาย์อาจารย์เป็นต้นนั้น มุ่งหมาย จะซักซ้อมความกตัญญูกตเวทีในหัวใจของคนทุกคน ยิ่งกว่าที่จะมุ่งหมายอย่างอื่น จึงได้เกิดประเพณีทุ่มเท เพื่อการจัดงาน อย่างไม่คำนึงถึงความหมดเปลือง และความยากลำบากทุก ๆ ประการ. ทั้งนี้เพราะเห็น

น.643 ความจำเป็น ในการที่โลกเราจักต้องเป็นโลกที่อายย้อม อยู่ด้วยความกตัญญูกตเวที จึงจะเป็นโลกที่ร่มเย็นโดยนัย ที่กล่าวแล้ว. ศาสนาและจารีตประเพณีของคนทุกชาติ ทุกภาษา ล้วนแต่มีหลักเกณฑ์อย่างนี้. แต่สำหรับ พุทธศาสนาเรานั้น ยังมีหลักการที่จะระมัดระวังให้ ความหมดเปลืองนั้น หมดเปลืองไปในทางที่จะเป็น ประโยชน์แก่สังคมพร้อมกันไปในตัวด้วยอีกโสด หนึ่ง : ความกตัญญูของพุทธบริษัททั้งหลาย จึง เป็นไป เพื่อทำโลกให้ร่มเย็นอย่างน่าชื่นอกชื่นใจ แท้จริง .. ถ้าหากคนทุกคนในโลก ยอมรับรู้ถึงความจริง อันประเสริฐสุด คือความที่มนุษย์ทุกคนเป็นหนี้บุญคุณ ต่อกันและกัน แม้แก่คนที่เป็นศัตรูของกันและกันดังที่ กล่าวแล้ว โลกนี้จะเต็มไปด้วยการแข่งขันแย่งชิงกันทำ ความดี เพื่อเปลื้องหนี้บุญคุณของตน ๆ ให้ตนพ้นหนี้ อันนี้. ถ้าหัวใจของคนทุกคนในโลกนี้ เต็มไปด้วย ความกตัญญูกตเวทีจริง ๆ แล้ว โลกนี้จะเป็นโลก ที่งดงามยิ่งกว่าเทวโลก น่าอยู่ยิ่งกว่าเทวโลก ปลอด

น.644 ภัยยิ่งกว่าเทวโลก และน่าบูชาน่าปรารถนายิ่งกว่า เทวโลก โดยไม่ต้องสงสัยเลย. จงคิดดูให้ดีเถิด การที่เรามีความอดออมต่อ กันและกัน ไม่หุนหันพลันแล่นทำอะไรลงไปด้วยโทษ ทั้งหมด ก็เนื่องจากยังระลึกคนนั้นคนนี้ ระลึกบิดา มารดาพี่ป้าน้าอาของเรา ที่เคยมีความดีต่อเรา เราจึง ไม่ใจไม้ไส้ระกำต่อผู้ใดผู้หนึ่งลงไปได้ง่าย ๆ. แม้หาก เราจะผลุนผลันทำลงไป ก็ยังถึงกับเรียกตัวมาขอโทษ ให้อภัยกัน เพราะเห็นแก่คนนั้นคนนี้ตาดำ ๆ บ้าง เพราะเห็นแก่คนที่ตายไปแล้วข้างที่เคยดีต่อเรา หรือต่อ บิดามารดาของเราเป็นต้น. ความกตัญญู เป็นสิ่งที่นับ ว่า มีอำนาจแปลงยักษ์ให้กลายเป็นมนุษย์ได้ และ ทำโลกให้รอดและร่มเย็นได้ ดังกล่าวมาฉะนี้แล. เราทั้งหลายจงช่วยกันทะนุถนอมธรรมะอันประ- เสริฐข้อนี้ ให้ยังอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของโลก ด้วย ความพร้อมเพรียงและเสียสละอย่างยิ่ง ของพวกเราทุก คน ตลอดกาลนานเทอญ ฯ โมกขพลาราม ไชยา ๘ มีนาคม ๒๔๙๗

น.645 ธรรมะนั้น, ทั้งปริยัติธรรมและปฏิบัติธรรม พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า เป็นเสมือนหนึ่งพ่วง- แพ ที่สำหรับใช้ขี่ข้ามสาคร ไปถึง "ฝั่งโน้น" (คือ นิพพาน) แล้วก็จักขึ้นบก ไม่ยึดถือพ่วงแพนั้นไว้ เป็นของตน เช่นแบกหามขึ้นบกพาไปด้วย เป็นต้น. แต่พุทธบริษัทชาวเรา จะได้ใช้ "แพ” นั้น ขี่ข้ามโดยนัยดังกล่าวแล้ว หรือหาไม่ ก็ยากที่จะ ทราบได้. แต่ที่เห็นประจักษ์ชัดอยู่กับตาโดยทั่วไป อย่างดาดดื่นที่สุดนั้น ย่อมมีอยู่หรือเป็นไปโดย ประการอื่น : บางพวกได้ประดับประดาแพนั้นแล้ว ยกขึ้นแบกทูนไว้ เที่ยวร่อนไปร่อนมา เพื่อแสดง ให้เห็นว่า แพชองฉันช่างหรูเหลือเกิน. บางพวกก็ จัดไปในทำนองเป็นเครื่องประดับบ้าน หรือสถานที่ รับแขกของตน และใช้เป็นเครื่องรับแขกเช่นของ รับแขกตามธรรมดา. ซ้ำยังมีการประกวดแพ, หรือ

น.646 ชนแพกันในหมู่ชนบางพวก ผู้ชอบถกเถียง หรือ โต้วาทะด้วย. แต่บางพวกก็ได้รื้อแพชักไม้ไผ่ออก ขายเสีย ทีละลำสองลำจนหมด ไม่มีเหลือ หรือ ถึงกับบอกขาย ชนิดเอาเงินล่วงหน้า แล้วจะส่ง ไม้ไผ่ให้ทีหลัง. และที่ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคนบาง หมู่ได้ชักไม้ไผ่เหล่านั้นออกจากแพของตน ๆ แล้ว หวดเหวี่ยงประหารกันและกัน บนแพนั่นเอง จน ไม้ไผ่ค่อย ๆ แตกหักหมดสิ้นไปทั้งแพ และจมน้ำ ตายอยู่ในสงครามแห่งการเหวี่ยงกันด้วยภูมิรู้นั่น- เอง. บางพวกก็ชักไม้ไผ่นั้น ๆ ออกมาเสี้ยมให้ แหลม เป็นหลาว แล้วก็ตรงกันเข้าแทงกัน ด้วย หอกปากเหล่านั้น และคนก็ชอบดู ซึ่งอาจหาดูได้ แม้ตามโรงธรรมสภาต่าง ๆ โดยไม่ยากนัก ในที่สุด " ป่าไผ่" ก็ดูเหมือนจะเจริญงอก งามขึ้นไม่ทัน มีแต่ไม้ไผ่กะหรองกะแหรง มีคุณ- ภาพไม่เพียงพอแก่การทนคลื่นลมในมหาสมุทร. ผู้ที่สมัครจะใช้เป็นแพขี่ข้ามดูบ้าง ก็ไปได้เพียง ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ล้มเลิกเสียกลางห้วงก็มี. ครั้นนาน

น.647 เข้าก็หาคนที่จะเป็นผู้ข้ามฟากดูยากยิ่งขึ้น ไม่มี ตัวอย่างที่ดี กลายเป็นแม้แต่จะผูกแพ หรือถ่อแพ ก็ทำไม่เป็น และมีแต่จะสาปสูญไป ในส่วน วิธีการที่เป็นชั้นประณีตสุขุม คงเหลืออยู่แต่วิธี "ชะเลยศักดิ์" เทียบเพ่นพ่านอยู่ พอหาดูเล่นได้ ตามแกน ๆ. ในบัดนี้ ดูเหมือนกล่าวกันว่า พวกเราเริ่ม จะรู้สึกถึงภัยอันร้ายกาจนี้ และกะตือรือร้นจะแก้ไข กัน อย่างขะมักเขม้นแล้ว จนถึงกับบางพวกได้ รื้อแพลงจากทิ้งที่บูชาหรู ๆ เหล่านั้น เอาลงน้ำ เพื่อฝึกหัดการขับขี่กันต่อไป, และที่ไม่คิดขายไม้ ไผ่นั้น ๆ อีกต่อไปก็มีมาก. สาธุ 1 ขอให้เป็นเช่นนั้น, และโดยเร็ว ๆ ยิ่งขึ้นไปเถิด ! ๓ มีนาคม ๒๔๘๔

น.648 มันเป็นการน่าขันที่ไม่มีอะไรน่าขันเท่า. น่าขัน ที่ต้องการจะให้มีตัวตนที่แท้จริงเป็น ผู้หลุด แล้วหลุดไปมีตัวตนที่แท้จริงอยู่. ถ้าเราบอกเขาว่า "จงวางให้หมด." เขาก็ รับคำ แล้วย้อนถามเราว่า "เอ้า, วางหมดแล้ว ต่อ จากนี้ไปจะให้ยึดอะไรอีกเล่า ?" มันจึงน่าขัน. หรือ ท่านจะเห็นเป็นอย่างไร ? ก็ถ้าไปมีตัวตนอย่างใดอยู่ คือมีความรู้สึกว่ามี ตัวของตัวอะไรอยู่ มันจะวิมุติหลุดพ้นไปจากตัวตนนั้น ๆ ได้อย่างไรเล่า, เพราะยังมีความรู้สึกว่ามีอะไรที่เป็นตัว อยู่. ถ้าไม่มีความรู้สึกเช่นนั้น แม้มีตัว ก็จำเป็นอะไร ที่เขาจะเรียกมันว่าตัว ไว้ล่อผู้อื่นให้ค้นหาตัววนเวียนไป มาอยู่เล่า. ใจที่คอยจ้องจะยึดอะไรสักอย่างหนึ่งอยู่นั้น จะหลุดพ้นไปจากสิ่ง หรือความที่คอยจ้องจะยึดนั้น ไป

น.649 ได้เลย ; แม้สิ่งที่มันกำลังยึดอยู่ ก็ทำนองเดียวกัน, แล้วมันจะหลุดไปจากตัว ๆ นั้นได้อย่างไรเล่า. โดย เฉพาะวิมุติหรือความหลุดพ้นที่เป็นการลุถึงนิพพานใน พุทธศาสนานั้น จะมีความรู้สึกว่าอะไรเป็นตัวอยู่ที่ไหน เหลืออยู่ไม่ได้เลย. ความรู้สึกว่าตัว หรือแม้ที่สุดแต่ความอยากจะ บัญญัติว่า "ตัว" นั้นย่อมเป็นการแสดงอยู่แล้วว่า ยงมี ความยึดถือในความเป็นตัว เหลืออยู่ไม่มากก็น้อย. ผู้ ต้องการ "ตัว" หาพ้นไปจากตัวไม่ เหมือนคนมีความ รัก ย่อมหาพ้นไปจากความรักหรือสิ่งรักนั้น ๆ ไม่. ความเห็นว่าเย็น "ตัว" จึงเป็นเรือนจำ หรือกรงขังตน เองไว้ มิให้หลุดพ้นไปจากมัน .. จิตหรือตน หรืออะไร ก็ตาม ที่ยังหลงอยู่ในกรงแห่งความมีตัวดังนี้ ย่อมไม่ อิสระ และไม่อาจลุถึงธรรมสถานะอันหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า นิพพานได้เลย. "ตัว" ที่ผู้ใดผู้หนึ่งสร้างเป็นวิมานใน อากาศไว้ล่วงหน้านั้นก็เหมือนกัน เพราะตัวเหล่านี้ เป็น ตัวแห่งความยึด ซึ่งจะมีอยู่เพียงชั่วเวลาที่ยังหลงจะยึด หรือหลงยึดอยู่เท่านั้น.

น.650 พวกที่ต้องการตัว หรือต้องการจะไปมีตัวอยู่นี้ ก็เพราะความรักตัว ไม่อยากหมดตัว เสียดายนัก. บาง คนต้องการให้ตัวไปเป็นตัวรวมกันอยู่กับนิพพาน หรือ ตัวกลายเป็นนิพพานไป ทั้งที่ตนไม่เคยรู้จักนิพพาน (ความดับสนิทของสิ่งที่โพลงขึ้นและไหลเวียน) เสียเลย และไม่เคยนึกว่าในขณะแห่งการลุถึงนิพพานนั้น จะหา ความรู้สึกว่าตัว เหลืออยู่ไม่ได้. และถ้ารู้จักพระนิพพาน ก็จะไม่เกิดความต้องการอย่างนั้นขึ้น. นิพพานเป็น “ธรรม" อย่างหนึ่ง. พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างชัดเจน ว่า "ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา (คือไม่ใช่ตัว หรือไม่ใช่อัตตา)." ที่น่าขันที่สุด ก็คือมีการสอนว่ามีตัวตนที่แท้จริง อยู่ในเบญจขันธ์นี้ แต่มิใช่ตัวเบญจขันธ์เอง. "ตัว" ตัว นั้นแหละ จะเป็นผู้เดินไปตามอริยมรรคและเป็นผู้หลุดพ้น ออกไปมีตัวอยู่อย่างบริสุทธิ์แท้จริง. ฟังดูเถิด. ตัวหลุด ไปมีตัวอยู่อย่างบริสุทธิ์แท้จริง. เป็นตัวเดียวกับนิพพาน หรืออสังขตธรรมหรือโลกุตตรธรรม. จงมองดูตัณหา

น.651 อันเหนียวแน่นของคนที่กอดรัดตัวเพราะต้องการตัวเถิด เพราะปล่อยความเห็นว่าตัวออกเสียไม่ได้ จึงต้องถูกมัด ติดอยู่กับหลักต่ออันหนึ่ง ซึ่งจะหลุดออกมาไม่ได้ เพราะ ความไม่ส่างแห่งความต้องการตัวของตนเอง. บางคนคุยว่านิพพานเป็นตัวที่เขาเองยึดเอาไว้ ได้แล้ว. ข้อนี้ย่อมไม่ผิดกับที่คนบางคนไฟไหม้ชายเสื้อ ของเขาอยู่อย่างไม่รู้สึก, และเขาคุยว่าเขาดับไฟได้สิ้น เชิงแล้ว. นิพพานเย็นแดนที่ดับสนิทของความรู้สึกว่า "ตัว" ที่ลุกโพลงขึ้นเพราะอวิชชา. ฉะนั้น นิพพาน คือ ธรรมสถานะอันหนึ่ง ซึ่งจะปรากฏแก่ความรู้ได้ ก็ต่อ เมื่อ ไม่มีความเห็นหรือความสำคัญว่าอะไรเป็นตัว ในทุก ๆ สิ่ง. เพราะฉะนั้น "ตัว" ตัวที่ผู้กล่าวยกขึ้น เชิดนั้น ไม่ใช่นิพพาน อันไม่อยู่ในวิสัยที่ใครๆ จะจับ เชิดได้. ถ้าไม่เป็นเพราะเอาตัวอะไรขึ้นหลอกเพื่อนฝูง กันแล้วก็ต้องเป็นการหลอกตัวเอง เพราะหลงไป. ถาม : ทำไมพระนิพพานจึงไม่ใช่ตัว หรือไม่อาจ เป็นตัวให้แก่ผู้กล่าวนั้นได้ แม้ว่าพระนิพพานเป็นสิ่งที่มีอยู่ จริง เช่นนั้นหรือ ?

น.652 ตอบ : เพราะพระนิพพานอันมีอยู่จริงนั้น เป็น แดนที่ดับหมดแห่งความเห็นว่าตัว หรือเห็นว่ามีตัว เป็น ตัว. ถ้าคอยจ้องตัวอยู่, ความดับแห่งความเห็นว่าตัว ก็มีไม่ได้. มีบางคนเข้าใจว่า การดับความเห็นว่าตัว นั้น ดับเฉพาะความเห็นว่าตัว ที่มีในเบญจขันธ์เท่านั้น แล้วไปเห็นว่าตัวเอาที่มรรคผล และนิพพาน อย่างจริง จัง. ข้อนี้ขอให้เข้าใจว่า เป็นเพียงอุบายหลอกล่อตัวเอง ให้ก้าวไปข้างหน้าเท่านั้น. ดูมันก็ดีอยู่ แต่เมื่อวาง หรือ ดับความเห็นว่าตัวหมดมาเป็นลำดับ ๆ จนเหลืออยู่แต่ ที่นิพพานเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว จะต้องทำการดับความ เห็นว่าตัว ที่ตนมีใน "พระนิพพานในความเพ่ง" ของ ตนนั้น เสียด้วยอีกครั้งหนึ่ง จึงจะลุถึงนิพพาน (นิพพาน จริง). เพราะจะเข้าถึงนิพพาน พร้อมทั้งแยกความเห็น ว่าตัวรุงรังเข้าไปด้วยนั้นไม่ได้. น่าขัน ที่จะเข้าไปหา นิพพานพร้อมทั้งพาความรู้สึกว่า "พระนิพพานเย็นตัว" เข้าไปด้วย. ถ้าจะเปรียบเทียบแล้ว ก็คงเหมือนกับคลุม หนังเสือ หรือหนังราชสีห์ แล้วเดินเข้าไปจะทำสนิท

น.653 กับกวาง มันจะได้ผลเพียงใด. ถ้าหากพระนิพพานเป็น คนเช่นเราท่าน ก็คงจะเกลียดคนที่หาว่าแกเป็นตัว เอา มาก ๆ. เขาบอกเราตรง ๆ ว่า "จงวางให้หมด". เรา ตอบเขาว่า "ฉันวางหมดแล้วจ๊ะ, จะให้ฉันยึดอะไรต่อไป อีกเล่า". เขาบอกอีกว่า "จงวางให้หมดแล้วอย่าไปจับ อะไรมาแยกไว้อิก ด้วยการคิดจะยึด ; เพราะนั่นก็คือ การยึดถืออย่างหนึ่งเหมือนกัน". เราตอบว่า "จ๊ะ, ฉัน วางหมดแล้ว ไม่คิดจะยึดอะไรต่อไปอีกแล้ว. แล้วให้ ฉันยึดเอาพระนิพพานนะจ๊ะ". "ตายจริง, ฉันไม่ทราบ จะบอกท่านอย่างไรอีกแล้ว, บอกว่าให้ละความยึดถือให้ หมด ก็ยังกะเอาไว้ล่วงหน้าอีกว่า ตนจะคอยยึดนิพพาน อยู่เสมอไป. เมื่อมัวแต่คอยจ้องจะยึดเช่นนี้ ก็ยังอีกนาน นักกว่าจะได้พบพระนิพพาน คือความปล่อยวางหมด จนสิ้นเชิงในสิ่งทั้งปวง แม้ชั้นประณีตที่สุด และเห็น ได้ด้วยตนเองว่า "นิพพานเป็นสิ่งควรยึดว่าเป็นตัวตน หรือไม่ควรยึด." ถ้าหากหลักที่เราถือไว้ เป็นหลักที่

น.654 คด ๆ งอ ๆ ก็ดับความรู้สึกว่าตัวไม่ได้. เมื่อดับไม่ได้ ก็พบแต่ "นิพพานกุข่าว" ของตนเอง มันก็ยิ่งจะเป็นตัว เป็นตนกันหนักเข้ากระมัง." น่าขัน น่าขันและยิ่งกว่าน่าขันที่จะหลุดจาก ความมีตัวตน ไปมีตัวตนที่บริสุทธิ์อยู่อย่างไม่มีความ ยึดถือ, เสมือนหนึ่งไฟที่ปราศจากความร้อน, - ทั้งที่ ตัวตนเป็นสิ่งที่มีไม่ได้ ในเมื่อปราศจากความยึดถือด้วย ความหลงใหล. มันจะเป็นจิตหรืออะไรก็ตาม ที่ได้รู้รสของ นิพพานนั้นก็ดี หรือจะเป็นนิพพานเองที่จิตหรืออะไรนั้น รู้ได้ก็ดี ทั้งสองฝ่ายนั้น แต่ละฝ่ายหาใช่ตัวตนไม่ แต่ กระนั้น ก็มีผู้จะยึดถือเอาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นตัวของ เขาเองไว้เสมอ เพราะความที่ไม่ยอมสละความเป็น เจ้าของ. ความยึดถือตัว ในขั้นสุดท้ายเช่นนี้ ย่อม ประณีตเกินกว่าที่จะสังเกตเห็นได้ง่าย ๆ เช่นเดียวกับ คนตาเหล่ ย่อมเป็นการยากที่จะมองเห็นความตาเหล่ ของตนเอง ฉันใดก็ฉันนั้น. พุทธปรัชญาแห่งความ

น.655 มีอะไรที่ควรจะยึดถือว่าเป็นตัวของมัน หรือของใครนี้ จะเป็นหมันเสียแล้วหรืออย่างไร ? (และตัวฉันเองก็น่าขัน ที่มารู้สึกขัน. ถ้าฉันไม่ รู้สึกขัน มันก็ไม่น่าขันเลย ทั้งในเรื่องนี้ และในตัวเอง). ๒๒ ก.ย. ๘๕

น.656 เมื่อเอ่ยถึงคำว่า "อนัตตา," นักธรรมย่อมคุยได้ ว่ามีแต่ในพุทธศาสนาเท่านั้น หามีในศาสนาอื่นๆไม่ แท้จริงก็ เป็นเช่นนั้น แต่ทำไมเราจึงไม่เอาธรรมะข้อนี้ มาเป็นหลัก สั่งสอนประชาชนโดยตรง ให้สมกับว่าพุทธบริษัทมีธรรมชิ้น เอกอยู่อย่างหนึ่งนี้ ? หลักอนัตตา แบ่งออกได้ทั้งสองฝ่าย คือฝ่าย โลกิยะ และโลกุตตระ. ฝ่ายโลกุตตระจักยกไว้ เพราะ ไม่เกี่ยวกับประชาชนพลเมืองส่วนมาก ซึ่งยังต้องหมก อยู่ในวิสัยโลก, เป็นของสำหรับบรรพชิตผู้บำเพ็ญชั้น สูง. ส่วนที่เป็นชั้นโลกิยะนั้นแหละ ข้าพเจ้าเชื่อว่าเหมาะ แก่การอบรมฆราวาสทุกชั้น ตั้งแต่เด็กจนแก่ และได้ ผลดีกว่าหลักธรรมอื่น เพราะเย็นแก่นพุทธศาสนาที่ แท้จริง ซึ่งพระพุทธเจ้า ผู้เป็นยอดนักปราชญ์ได้บัญญัติ ขึ้น แปลกจากศาสนาทั้งปวง. สำหรับโวหารอย่าง

น.657 โลกิยะ หลักอนัตตาถอดใจความได้ว่า "ไม่เห็นแก่ ตน" ผู้สอนจงสอนว่า " อย่าเห็นแก่ตน" เพียงวลี เดียวเท่านั้น และตนเองก็ทำตัวอย่างการไม่เห็นแก่ตน ให้เขาดูอย่างจริงจังด้วย จะได้ผลดีเกินคาด. มากกว่า ที่จะสอนด้วยหลักธรรมอย่างอื่น อันเป็นฝอยหรือกิ่งก้าน ของหลักอนัตตานี้. "ลูกเอ๋ย. เจ้าเห็นแก่ตนเกินไปเสียแล้ว". นี่เป็นคำเตือนอย่างมีน้ำหนัก ในเมื่อเด็กเห็นแก่ความ สนุกหรือประโยชน์ส่วนตัวบางอย่างแล้วเบียดเบียนสัตว์ เล็ก ๆ หรือเพื่อนฝูงด้วยกัน หรือขะโมยของ ๆ ผู้อื่น มาเพื่อตนและพวกของตน ตลอดจนดื่มน้ำเมาในตอน แรก ๆ ด้วยความสนุกลุอำนาจแก่ใจตนและตลอดถึง เรื่องราวอื่น ๆ ทุกอย่าง ที่เป็นฝ่ายไม่ต้องการให้เด็กทำ. นี้เป็นฝ่ายศีล. "ลูกเอ๋ย. เจ้าจงเห็นแก่ผู้อื่นเถิด". นี่เย็น คำส่งเสริมให้เด็กๆ บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ด้วยเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ด้วยสิ่งของ ให้สงวน

น.658 สิทธิในของรักของกันและกัน ช่วยกันรักษาความสัจ แลกเปลี่ยนวิชาและปัญญาแก่กันอันเป็นหนทางแห่ง ความไม่ประมาท ตลอดถึงกัลยาณธรรมอย่างอื่น อัน เป็นฝ่ายที่ต้องการให้เด็กทำ. นี้เป็นฝ่ายธรรมคู่กับฝ่ายศีล. หลักอนัตตาเพียงสองข้อนี้เท่านั้น อาจจะทำ ให้เด็กแตกกิ่งแยกก้านสาขาออกเป็นศีลธรรมได้หลาย ร้อยประเภทโดยตนเอง ในเมื่อเจริญวัยขึ้นตามลำดับ. ให้ตั้งหลักในใจกลาง ๆ ว่า "ไม่ตัดรอนประโยชน์เราท่าน แต่จะบำเพ็ญประโยชน์ทุกฝ่ายให้ยิ่งขึ้นไป." เมื่อเด็กถาม ด้วยความสงสัยว่า การกระทำที่แปลกออกไปจากที่เคย ห้ามนี้ จะผิดหรือถูก ก็จงตอบเด็กนั้นว่า เทียบกับหลัก อนัตตาที่วางไว้ ดูเถิด. ถ้าเข้ากันก็เป็นการกระทำที่ถูก ถ้าไม่เข้ากันก็ผิด: ไม่ต้องถามก็ได้. นี่เป็นวิธีที่เด็กจะ เจริญด้วยปัญญาและความรู้ในเรื่องศีลและธรรม เด็ก ๆ หรือคนที่น้อยการศึกษา มีสมองพอแต่ จะรับหลักธรรมสั้น ๆ แต่อาจขยายเอาได้เอง และ ต้องเป็นหลักในพุทธศาสนาชิ้นเอก ฝั่งแน่นลงในดวงใจ แล้วมีฝอยใช้ได้ทุกอย่างจนตลอดชีวิต. นั้นได้แก่หลัก

น.659 อนัตตา. การห้ามไม่ให้ฆ่าสัตว์เป็นต้น อันเป็นฝอย หรือสาขาของหลักนี้ มีทั่วไปในศาสนาอื่น ยิ่งสอนมาก เข้า ก็จะงง จนไม่รู้ได้ว่าอันไหนเป็นแก่นเป็นกะพี้แห่ง พุทธศาสนา. เมื่อเขาโตขึ้นพอควร ก็จะต้องตรากตรำ ทำการงาน ไม่มีโอกาสเรียนหมวดธรรมแปดหมื่นสี่ พันให้เข้าใจทั่วถึงได้ เราควรให้หลักธรรมอันเป็นเข็ม คอนกรีต ฝั่งใจให้แน่นอนเสียก่อน เพียงอันเดียว ดี กว่าที่จะให้ส่ายไปส่ายมา จนเติบโตก็ยังจับหลักไม่ถูก หรือเข้าใจไปว่า ในพุทธศาสนามีหลักมากเหลือที่จะจำ. เด็ก ๆ หรือผู้ใหญ่ที่น้อยการศึกษา ควรจะได้รับความ อบรมอย่างเดียวกันด้วยหลักนี้. แต่อย่าลืมหลักสำคัญอีกอันหนึ่งว่า ต้องสอน ให้รู้จักหลักและความมุ่งหมายของหลักนั้น ๆ เช่น ศิล ปาณาติบาต สอนให้รู้จักเคารพสิทธิของกันและกัน ในทางร่างกายและชีวิต. ศีลอทินนาทาน- ในทาง สิ่งของ, ศีลกาเมสุมิจฉาจาร- ในทางน้ำใจ, ศีล ข้อมุสาวาท ไม่ให้เป็นคนหลอกลวงผู้อื่น, ข้อสุรา ห้ามไม่ให้เสพคบกับสิ่งที่ทำใจให้เหไปจากคลอง

น.660 ธรรม และใช่ว่าจะจำกัดสิ่งหรือเหตุการเท่าที่ระบุ อยู่ในข้อศีลก็หาไม่. ทั้งหมดนี้ทุกอย่างถ้าไม่มีการ เห็นแก่ตน ก็ไม่มีใครล่วง. เพราะฉะนั้น ศีลก็คือราก ฝอยหรือสาขาของหลักอนัตตานั่นเอง. หลักอนัตตานี้ จักงอกงามขึ้นภายในใจทุกที่จนแม้แต่ร่างกายชีวิต ก็ไม่ มีการยึดมั่นหวงแหน สละได้ในเมื่อควรสละ เซ่นสละ แก่ชาติ. คนเรา จะโลภจะโกรธ จะอิจฉาริษยา ถือตัว กระด้าง ก็เพราะการเห็นแก่ตนจัด. ศีลธรรมทุก ๆ อย่างมีหลักว่า จะขัดเกลาการเห็นแต่แก่ตนทั้งนั้น. นาน ไปข้างหน้า ถ้าผู้นี้จักบวชเป็นบรรพชิตบำเพ็ญฝ่าย โลกุตตระก็จะสะดวกและง่ายขึ้น เพราะเขาเคยอบรมมา แล้วในเบื้องต้น. อนัตตาจึงเป็นหลักอันเดียว ที่ใช้ตั้ง แต่ต่ำที่สุดจนถึงสูงที่สุด ตั้งแต่โลกิยะจนถึงโลกุตตระ คือนิพพาน ทุกชั้นทุกเพศมนุษย์ พระพุทธองค์จึงได้ทรง ยกขึ้นเป็นหลักธรรมอันเอกอุ. แต่ใช่ว่าจะสำคัญแต่หลักธรรมที่นำมาสอนก็หาไม่ ผู้สอนยิ่งสำคัญไปกว่านั้นอีก เพราะถึงจะเอาหลัก ธรรมที่ดีมาสอน แต่ตนเองไม่ปรารถนาที่จะตั้งอยู่ใน

น.661 หลักอันนั้นแล้ว จะให้ผู้อื่นทำตามได้อย่างไร. ถ้าอาการ ความเป็นอยู่ของตน ไม่ตรงต่อหลักนั้นแล้ว ผู้สอนจะเป็น ภิกษุหรือยิ่งกว่าภิกษุก็ไม่ได้ผล. การบังคับกันด้วยเรื่อง ศาสนานั้น เป็นอาการโหดร้ายผิดพุทธประสงค์ ซึ่งทรง ต้องการให้อธิบายให้เขาเชื้อด้วยเหตุผล, ไม่ควรทำทุก สมัย. ยิ่งบัดนี้เป็นสมัยที่ต้องพิสูจน์กันด้วยความจริง ไม่ ใช่สมัยใช้อำนาจหรือปาฏิหารย์บังคับชักจูง จึงไม่ควร ทำอย่างยิ่ง. การบังคับเป็นอาการแห่งกฎหมายที่ใช้แก่ ผู้กระทำผิดโดยเจตนา. สำหรับศิลธรรมนั้น ผู้สอนทำ ตัวอย่างแห่งการรับผลของศีลธรรมนั้นให้ดู ผู้อื่นก็ สมัครทำตามเอง. การสอนศาสนาที่สักแต่ว่าชื่อ ก็คือ การสอนที่ผู้สอนไม่ตั้งตนอยู่ในหลักนั้น ๆ ทั้งทางตรง และทางอ้อม. จะยกตัวอย่างในเรื่องศีลห้า. สมมติว่าผู้สอน เป็นภิกษุที่ยินดีฉันเนื้อหรือฟองไข่ที่รู้ชัดเจนว่า เขาทำ ขึ้นเฉพาะเลี้ยงพระ อันจัดเป็นอุททิสมังสะก็ดี หรือ สะเพร่าต่อสิทธิในร่างกายหรือชีวิตของสัตว์ใหญ่น้อยก็ ดี การสอนปาณาติบาตของภิกษุนั้นจักไม่ได้ผลแม้แก่

น.662 " ๕๗ เด็ก ๆ. และถ้าภิกษุนั้นประพฤติตัวเข้าไปในทำนอง มหาโจร ๕ จำพวก ในวินัยปิฎก” (ดูหนังสือชุดภาค ไตรปิฎกแปล เล่ม ๑ หน้า ๒๓) แล้ว ภิกษุนั้นไม่ควร สอนผู้อื่นด้วยเรื่องอทินนาทาน. ถ้าเธอเป็นผู้ไม่เคารพ ต่อสิทธิของผู้อื่น ในเรื่องประเพณีและของรักของหวง แหน ทุกอย่างเธอนั้นไม่ใช่ผู้ควรสอนเขา ด้วยเรื่อง กาเมสุมิจฉาจาร อันมีหลักมุ่งหมายเช่นนั้น. ถ้าเธอยัง เป็นนักเทศน์ที่เทศนาด้วยคำพูดอันเจือด้วยคำประจบผู้ฟัง อยู่หลายสิบเปอร์เซ็นต์เพื่อเห็นแก่สักการะหรืออะไรบาง อย่างเธอก็ไม่ควรสอนเขาด้วยเรื่องมุสาวาท. ถ้าเธอเป็น คนเมายศ เพาลาภ เมาซื้อเสียง ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งอคติ อันจัดเป็นการเมา ยิ่งไปกว่าการเมาสุราหรือเมรัยแล้ว การห้ามผู้อื่นไม่ให้เสพสุราเมรัยของเธอ คงไม่มีประ- โยชน์อะไร. ทุกอย่างที่กล่าวมานี้ ก็เป็นเพราะเธอเห็น แก่ตนเกินไป ไม่เคารพต่อหลักอนัตตาของพระพุทธเจ้า นั่นเอง. แม้ในศีลธรรมที่สูงขึ้นไปตามลำดับ ก็เป็น อย่างเดียวกัน. ๑. มหา. วิ. ไตร. ล. ๑ น. ๑๖๖ บ. ๒๓๑.

น.663 สอน จงอบรมตนเองด้วยหลักอนัตตา แล้ว สอนเรื่องหลักอนัตตาเถิด ผู้ฟังจะรับเอาได้สะดวก. ความ รู้ในศีลธรรมจะแผ่สาขาออกได้เองด้วยหลักนี้ ตาม ธรรมชาติของจิตใจ. คนเราจะดีได้ด้วยใจ. อำนาจ บังคับภายในใจของเขาเอง ที่เกิดจากความเชื่อความ เลื่อมใสด้วยความเห็นเองนั้น ดีกว่าที่เกิดจากการบังคับ ของผู้มีอำนาจภายนอก ที่ทำเพื่อแสวงหาชื่อเสียงใส่ตน เอง เพราะเขาไม่เป็นผู้เคารพต่อหลักอนัตตานั้น. จงอบรมหลักอนัตตาให้แก่มหาชนเถิด! การ อบรมนั้น คือการทำจนเห็นผลอานิสงส์ให้เขาดูแล้ว เขาก็สมัครทำตามเอง ! ๒๗ พ.ค. ๗๘

น.664 โดย พุทธทาสภิกขุ (จากบันทึกเส้นลวด ) วันนี้ จะชี้ให้เห็น โทษ ส่วนที่สับปลับเป็น พิเศษ ของความยึดถือว่ามีตัวมีตน ว่าเป็นตัวเป็นตน ของตน. ที่ว่าโทษสับปลับพิเศษนี้ หมายความว่าเป็น โทษโดยอ้อม และยากที่จะมองเห็น แต่ในที่สุด กลับเป็นโทษอย่างร้ายแรงยิ่งกว่าโทษโดยตรง หรือที่ เห็นได้โดยง่ายด้วยซ้ำไป. โทษที่เห็นได้โดยตรงของ ความมีตัวมีตนนั้น ก็เห็นกันอยู่ได้ง่าย ๆ ว่า ได้แก่ ความเห็นแก่ตน แล้วก็อยากอย่างนั้นอย่างนี้ ทำให้ ต้องดิ้นรนอย่างนั้นอย่างนี้ และความเห็นแก่ตนนี้ เป็น ความเข้าใจผิด จึงทำให้ทำสิ่งอื่นผิด ๆ ต่อกันไป ไม่รู้ จักสิ้นสุด ในที่สุด ก็ต้องมีความทุกข์ความเดือดร้อน

น.665 เนื่องจากการยึดถือ ว่ามีตัวตนของตนนั่นเอง. ความ ทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นโดยตรงเช่นนี้ เราเรียกว่าโทษ โดยตรง หรือโดยความเปิดเผยของความมีตัวตนหรือ ยึดถือตัวตน. แต่ในวันนี้ จักได้พูดถึงโทษโดยอ้อม คือ จะต้องมองเป็นพิเศษ จึงจะเห็นสิ่งที่เร้นลับอันนี้ ซึ่ง เมื่อเห็นแล้ว จะได้ชื่อว่าเห็นโทษของความยึดถือตัวตน นั้น โดยสิ้นเชิงหมดจด ไม่มีเหลือ คือส่วนที่เห็นได้ ง่าย ๆ ตรง ๆ ก็เห็น ส่วนที่เร้นลับซ่อนเร้นเป็นพิเศษ ยากที่จะเห็นนี้ ก็ได้เห็น ซึ่งถือว่าเป็นการเห็นโทษนั้น ทั้งหมด ; เพราะเหตุฉะนี้แหละ การพิจารณาให้เห็น โทษโดยอ้อม ของความมีตัวตน จึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำ อย่างยิ่ง. จงพยายามจนให้เห็นได้จริง ๆ เถิด จะได้ชื่อ ว่ารู้จักโทษของความมีตัวมีตนโดยสิ้นเชิง โทษโดยอ้อมหรือชนิดที่เร้นลับของความมีตัวตน นั้น ในที่นี้หมายถึง ความที่เมื่อมีความรู้สึกว่ามีตัวมี ตัวมีตนแล้ว ก็สาละวนต่อไป ในทางอีกทางหนึ่ง คือทางที่จะทำให้ตนเด่น. ความรู้สึกอันนี้เอง นำ ไปสู่ความหลงใหลในการทำประโยชน์อื่น จนลืม

น.666 ตนหรือหน้าที่โดยตรงของตน. ที่เลวร้ายไปกว่านั้น อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ นำไปสู่ความเป็นผู้ที่อยากจะ ระบายออก คือการอยากพูดออกไป ยิ่งกว่าการที่ จะรับเข้า หรือรับมาคิดนึกพิจารณาโดยละเอียด. การที่มุ่งหมายทำประโยชน์ผู้อื่น ของคนธรรมดาทั่วไป นั้นจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีความเห็นแก่ตนจัด, จะเป็น เพราะการเห็นแก่ผู้อื่นจัด ก็หามิได้, แต่ต้องเป็นการ เห็นแก่ตนจัด คือว่าอยากให้ตนเด่น อยากให้ตนดี อยากให้ตนเป็นคนเก่งกล้าสามารถเป็นต้น แม้ที่สุด การยอมเสียสละชีวิตเพื่อผู้อื่นนั้น นั่นก็คือการ เห็นแก่ ฅนที่จัด ที่แก่กล้าอย่างยิ่งอีกนั่นเอง. เมื่อมีความมัว เมาหลงใหล ในการที่จะแสดงความเด่นของตน ด้วย การทำประโยชน์ผู้อื่นเช่นนี้ มันก็เกิดเป็นเครื่องหุ้มห่อ หรือเครื่องขีดกั้นชั้นที่สอง ขึ้นมาอีก. ความขีดกั้นหุ้ม ห่อชั้นแรกคือความโง่เขลา ว่ามีตัวตน นี้นับว่าเป็นชั้น หนึ่งหรือชั้นแรก. ความรู้สึกว่ามีตัวตนนั้นเอง อยาก จะแสดงความเด่นของตน จึงเข้าไปสาละวนแสวงหา หนทางหรือวิธีการอย่างนั้นอย่างนี้ เพื่อจะทำประโยชน์

น.667 อื่น แล้วมัวเมาอยู่ในเกียรติยศความสรรเสริญ ใน การได้ทำประโยชน์ผู้อื่น. ความมัวเมาในเกียรติแห่ง การทำประโยชน์ผู้อื่นนี้เอง เย็นเครื่องขีดกั้นหุ้มห่อที่ ขึดทับลงไปอีกชั้นหนึ่ง เพราะฉะนั้น จึงถูกทับอยู่อย่าง น้อยเป็นสองชั้น ซึ่งทำให้ยากที่จะแกะออก หรือทำให้ เปิดออก จางออก ละลายออกได้ง่าย ๆ เพราะว่าย้อม ทับลงไปถึงสองชั้น ดังนี้เอง. สำหรับพระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสไว้ข้อหนึ่ง ซึ่ง น่าคิดน่าพินิจพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง คือข้อที่ว่า ‘อย่า ทำลายประโยชน์ของตนเสีย เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ ของผู้อื่น แม้มาก.’ ข้อนี้หมายความว่า ประโยชน์ของ ผู้อื่น แม้จะมาก ก็ไม่สำคัญยิ่งไปกว่าประโยชน์ตน แม้คน เดียว. ประโยชน์ตนแม้คนเดียวในที่นี้ หมายถึงประโยชน์ อันตนจะพึงได้รับในเมื่อตนทำลายความยึดถือ ว่าตัวตน ของตนเสียได้นั่นเอง, เรียกอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ การบรรลุ คุณธรรมชั้นสูง เป็นพระอริยเจ้า มีความเป็น พระอรหันต์เป็นที่สุดนี้ เรียกว่าประโยชน์ตน.

น.668 เมื่อบุคคลไปเห็นแก่ประโยชน์บุคคลอื่นแม้มาก คน โดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ตนนั้น ย่อมเป็นการทำ ให้ตนเปล่าจากประโยชน์แท้จริงอันตนจะพึงได้รับ, และ พร้อมกันนั้น ย่อมทำให้ตนไม่สามารถที่จะทำให้ผู้อื่น ได้รับประโยชน์ เช่นเดียวกับที่ตนจะพึงได้รับ. ตัวอย่าง ในที่นี้ ก็คือ เมื่อบุคคลคนหนึ่งไม่สามารถหรือไม่เอาใจ ใส่ไม่พยายามจะทำตนให้บรรลุอรหัตตผลแล้ว จะไปทำ คนเหล่าอื่นเป็นอันมากนั้นให้บรรลุอรหัตตผลได้อย่างไร ย่อมไม่มีหนทาง. เพราะเหตุฉะนั้น การทำประโยชน์ ของตนให้ดีเสียก่อน จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะทำให้ ตนสามารถทำประโยชน์ผู้อื่น ได้อย่างมีคุณค่าสมกัน; ถ้าผิดจากนี้แล้ว การทำประโยชน์ผู้อื่นนั้น จะเป็นประ- โยชน์ชั้นที่เล็ก ๆ น้อย ๆ ผิว ๆ เผิน ๆ หาสาระอันใด มิได้ แม้จะทำมากก็ไม่มีค่าคุ้มกันภัยที่ตนเสียเวลาไป ในการทำประโยชน์อย่างสูงสุดของตนเอง พระองค์จึง ได้ตรัสไว้ว่า ‘อย่าทำลายประโยชน์ของตน เพราะเห็น แก่ประโยชน์ของบุคคลอื่น แม้มาก’ ดั่งนี้.

น.669 ดังที่เราเห็น ๆ กันโดยทั่วไปนั้น ผู้ที่มีความ ยึดถือตัวตนอยู่ในใจนั้น ย่อมนึกถึงแต่เกียรติหรือ ความมีหน้ามีตาของตน ยิ่งกว่าที่จะนึกถึงความ หลุดพ้นจากความทุกข์ของตน เพราะฉะนั้นจึงทำการ หลอกลวงตนอยู่เสมอ ด้วยการเอากำลังกาย กำลัง ทรัพย์ เวลา และสิ่งต่าง ๆ ไปพล่าเสีย เพื่อประโยชน์ ของบุคคลอื่น เพื่อเอาหน้าเอาตา ให้แก่ตน, จนหมด เวลาหรือหมดกำลัง ในการที่จะทำประโยชน์ตนดั่งนี้. การที่ทำเช่นนี้ แม้มองดูอีกทางหนึ่ง อาจจะเข้าใจไปว่า เป็นความเมตตากรุณาก็จริง แต่ว่าความเมตตากรุณา ชนิดนี้ ยังไม่ถือว่าเป็นธรรมะบริสุทธิ์ เพราะทำไป เพื่อเห็นแก่เกียรติของตน. แม้จะเสียสละชีวิตของตน ออกกระทำ ก็ยังคงเห็นได้ว่า ไม่ใช่ธรรมะบริสุทธิ์อยู่ นั่นเอง. ตรงกันข้าม ถ้าบุคคลใด ทำลายความยึด ถือว่ามีตัวตน หรือของของตนให้ได้เสียก่อนแล้ว ทีนี้ ทำประโยชน์ผู้อื่น แม้จะเสียสละของเล็กน้อย สักว่าข้าวสารสักเมล็ดหนึ่งเท่านั้น ก็ยังได้ชื่อว่า

น.670 เป็นความเมตตากรุณาที่แท้จริง เป็นธรรมะบริสุทธิ์ ยิ่งกว่าบุคคลอีกคนหนึ่งซึ่งเสียสละชีวิต เพื่อประ- โยชน์คนอื่น ด้วยการแลกเอาเกียรติยศมาให้แก่ ตน. เราจึงเห็นได้ว่า การบริจาคหรือการทำประโยชน์ ผู้อื่น ด้วยการเห็นแก่เกียรติหรือทำไปด้วยอำนาจกิเลส คือความยึดถือตัวตนนั้น ไม่ใช่คุณธรรมอันสูงสุดเลย กลับจะเป็นเครื่องขีดกั้น ขีดยังคุณธรรมบริสุทธิ์เสีย ด้วยซ้ำไป พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงสอนว่า อย่าเพ่อไป เอาใจใส่กับสิ่งเหล่าอื่น มาเอาใจใส่กับการถอนตัวตน คือถอนกิเลสที่เป็นเหตุให้ยึดถือว่าตัวตน ให้จางให้ยาง ออกไปเสียก่อน จนไม่ให้มีความเห็นแก่ตน แล้วทำ อะไรลงไป ก็จะเป็นความเมตตากรุณาแท้ เป็นธรรมะ บริสุทธิ์ ซึ่งแม้เสียสละข้าวสารสักเมล็ดหนึ่ง ก็ยังจะ เย็นธรรมะที่สูงกว่าบุคคลอีกคนหนึ่ง ที่เสียสละชีวิตใน อุทาหรณ์ดังกล่าวแล้ว. นี้เราย่อมเห็นได้ว่า การทำ ประโยชน์ตนให้ได้เสียก่อนนั้น เป็นความสำคัญ และ เป็นความจำเป็นยิ่งกว่าที่จะไปเห็นประโยชน์ผู้อื่น แม้ มาก ดังที่พระองค์ได้ตรัสไว้จริง ๆ.

น.671 คำว่าทำประโยชน์ตน ในที่นี้ พระพุทธองค์ มิได้ทรงหมายถึงการกระทำอย่างอื่นเลย แต่ทรงหมาย ถึง การประพฤติปฏิบัติธรรมในทางจิตของตนให้สูง ให้สูง ให้สูงยิ่งขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งถอนกิเลส ทั้งหลายทั้งปวงออกเสียจากสันดานได้ แล้วเป็นผู้ ปราศจากกิเลส. นี้ได้ชื่อว่า เป็นผู้ถึงที่สุดแห่งประ- โยชน์ตน ทำให้ตนเป็นบุคคลที่ได้ชื่อว่ามีประโยชน์ตน อันทำเสร็จแล้ว มีประโยชน์ตนอันได้รับแล้ว, ต่อนั้นไป ก็สามารถทำประโยชน์ผู้อื่นได้อย่างสูงสุดดุจกัน คือ สามารถทำบุคคลทั้งหลาย ให้ได้รับประโยชน์อย่างยิ่ง ชนิดที่ตนไม่อาจจะทำให้เขาได้รับได้ ในเมื่อตนยังไม่ ได้ทำประโยชน์ตนเสียก่อน. การที่กล่าวดังนี้ ยังหมายถึงข้อที่บุคคลนั้น ซึ่ง เป็น ผู้ทำประโยชน์ตนสำเร็จแล้วนั้น ได้ชื่อว่าเป็น ผู้ที่ประเสริฐสุด แม้แต่เพียงแต่มีชีวิตอยู่เฉย ๆ ในโลกนี้ ก็เป็นประโยชน์แก่คนทั้งโลกเสียแล้ว ; แม้ไม่ต้องขวนขวายไปให้อะไรเขา ไปทำอะไรเขา ไป ช่วยเหลืออะไรเขา นั่งนอนยืนอยู่เฉย ๆ ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้

น.672 ได้ทำประโยชน์ให้แก่โลกเป็นอย่างยิ่งเสียแล้ว. เพราะ เหตุใดจึงเป็นดังนั้น ? เรื่องนี้ จะต้องคิดกันโดยละเอียด นับตั้งแต่ว่า เมื่อบุคคลผู้สำเร็จประโยชน์ตนถึงที่สุด แล้วนั้น เดินอยู่ก็ดี นั่งอยู่ก็ดี นอนก็ดี บุคคลอื่น ได้เห็นแล้ว ย่อมชื่อว่าได้เห็นสิ่งซึ่งประเสริฐสุด คือความปราศจากความทุกข์ หรือว่าได้เห็นตัวอย่าง ที่ประเสริฐสุด คือตัวอย่างแห่งบุคคลผู้ถึงที่สุดของความ ทุกข ไม่มีความทุกข์ ซึ่งเป็นการเห็นของจริง ไม่ใช่ เห็นของปลอมของเท็จ. การได้เห็นเช่นนี้ ท่านถือว่า เป็น ทัศนานุตตริยะ คือเย็นยอดสุดของการเห็น. ไม่มี การเห็นสิ่งใด ๆ จะสูงสุดไปกว่าการเห็นพระอริยเจ้า. เพราะฉะนั้น เพียงแต่ท่านอยู่เฉย ๆ ให้คนเห็น ก็เป็น การทำประโยชน์อย่างยิ่ง เหลือที่จะวัด เหลือที่จะคำ- นวณได้เสียแล้ว. ที่นี้ ถ้าจะมองดูให้ลึกซึ้งไปอีก ก็ยังจะมองเห็น ได้ว่า การที่มีบุคคลชนิดนี้ อยู่ในโลกเพียงคนเดียว เท่านั้น ก็สามารถจะมีน้ำหนักอันมหาศาลถ่วงโลก นี้ ให้หมุนหันไปในทางสงบ มีสันติสุข ไม่ให้

น.673 หมุนไปในทางที่จะลุกเป็นไฟเร่าร้อน. แต่ข้อนี้เป็น สิ่งที่ต้องพิจารณา เพราะว่าเป็นเรื่องที่ออกจะเร้นลับอยู่ สักหน่อย. ความดี ย่อมมีน้ำหนักมาก, คนดี ย่อมมีน้ำ หนักมาก, อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า ‘อปฺปาบี่ สนฺตา พหุเก ชินฺติ - สัตตบุรุษ คือคนดี แม้จะมี น้อยคน ก็สามารถชนะคนไม่ดี แม้มีจำนวนมาก ได้’ ข้อนี้ มีความหมายอันเร้นลับ ซึ่งบุคคลบางคน อาจจะมองไม่เห็น แล้วจะพากันร้องคัดค้านเซ็งแซ่ไป ที่เดียว. แต่สำหรับผู้ที่มีหูตาอันสว่างไสว เป็นผู้ใหญ่ เห็นโลกมามากแล้ว ย่อมพอจะเข้าใจได้ว่าคนดีหรือคน เก่ง คนสามารถ แม้มีเพียงคนเดียวเท่านั้น ก็สามารถ เอาชนะคนตั้งแสนตั้งล้าน ตั้งสิบล้าน ยี่สิบล้าน หรือ หลายร้อยล้านคนก็ได้ เพราะความดี มีอยู่จริง ๆ. สำหรับความดีหรือความประเสริฐในทางฝ่าย จิตใจหรือวิญญาณนี้ เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นตัว ยากที่จะ มองเห็นได้ เพราะฉะนั้น การชนะบุคคลที่มีความประ- เสริฐในทางวิญญาณนี้ จึงเป็นความชนะที่มองเห็นยาก ไปตาม ๆ กัน ทำให้บุคคลทั่ว ๆ ไปหลงสำคัญผิด เห็น

น.674 ไปว่าเป็นการชนะ หรือไม่อาจชนะได้แต่อย่างใด. ถ้า มีความเข้าใจอย่างนี้ ก็จำเป็นจะต้องเปรียบเทียบเอาเอง กับการที่ชนะในทางวัตถุ. ในทางโลก เช่นคน ๆ หนึ่ง สามารถชนะน้ำใจคนตั้งล้าน ๆ ให้เขาเชื่อฟัง ให้ทำตาม ก็ยังได้ ดังนี้ฉันใด, พระอรหันต์ทั้งหลายที่บำเพ็ญประ- โยชน์ตนถึงที่สุดแล้ว มีกำลังใจและมีสภาพของจิตใจ สูง เพราะความหลุดพ้นนั้น ก็ย่อมสามารถชนะจิตใจ ของบุคคลเหล่าอื่น ทั้งที่เป็นมนุษย์และเทวดา ซึ่งมี ความรู้ความคิด ในด้านจิตใจ หรือแม้ไม่มีความรู้ ความคิด ในด้านจิตใจมากมายอะไรก็ตาม ได้เป็นจำ- นวนมากกว่านั้น ฉะนั้น ; แต่ว่าเร้นลับ เพราะไม่เป็น ชิ้นเป็นก้อน ที่จะทำให้มองเห็น. ด้วยเหตุนี้ เราจึงควร พิจารณาให้เห็นความจริง ที่พระองค์ตรัสว่า ‘ประโยชน์ ตน มีความสำคัญยิ่งกว่าประโยชน์ของบุคคลอื่น แม้ มาก’ โดยนัยที่ว่า เมื่อทำประโยชน์ตนเสร็จแล้ว ก็จะ สามารถทำบุคคลอื่นให้กลายเป็นบุคคลที่มีความสุขหรือ มีประโยชน์ไปตาม ๆ กัน ถ้าหากไปมัวเห็นแก่ประ- โยชน์ผู้อื่น เพ่งจ้องแต่เกียรติจากการทำประโยชน์

น.675 ผู้อื่นแล้ว ก็เท่ากับตนเป็นผู้ไม่รู้จักอะไร ๆ ทั้งหมด ในโลกนี้ก็ว่าได้ เพราะว่าตัวของตัวเอง ก็ยังไม่รู้จัก คือไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนจะต้องทำก่อนนั้น คือการจัดการ กับตัวตน ; หรือไม่รู้ว่า ถ้าตนไม่สามารถจะแก้ปัญหา ของตนเองแล้ว จะสามารถไปแก้ปัญหาของคนอื่นได้ อย่างไร, ไม่รู้ความจริงในข้อที่ว่า ถ้าตนไม่มีความรู้ ความสามารถในการฝึกตนแล้ว จะไปฝึกคนอื่นได้ อย่างไร ; พระพุทธองค์ทรงพระประสงค์ให้จัดการกับ ตน หรือประโยชน์ของตนให้ลุล่วงไปเสียก่อน ที่จะไป จัดของบุคคลอื่น จึงได้ตรัสไว้ดั่งนี้. เมื่อพิจารณาดู เราจะเห็นได้ทันทีว่า เพราะ อำนาจของความยึดถือตัวตน แล้วยึดถือต่อไปถึงเกียรติ- ยศเกียรติศักดิ์ของตน ต้องการแต่จะแสดงความเด่น ของตน เอาแต่จะพูดให้ผู้อื่นฟัง แทนที่จะฟังเขาพูดให้ ดี, เพื่ออวดดีของตนเอง จนไม่มีดีจะอวด หรืออวด ความสามารถ อวดทรัพย์สมบัติ หรือสิ่งต่าง ๆ ตาม แต่กิเลสและตัณหาของตนต้องการ นั่นแหละ คือโทษ อันเร้นลับสับปลับของความยึดถือตัวตน คือยิ่งไปกว่า

น.676 ความเห็นแก่ตัวตนเฉย ๆ. นี้หมายความถึงว่า เมื่อ ความเห็นแก่ตัวตนนั้น ได้เขยิบออกไปอีกชั้นหนึ่ง จนถึงกับไปหลงใหลอยู่ในการทำประโยชน์ของ บุคคลอื่น เป็นการขุดหลุมฝังทั้งตนและผู้อื่นให้ จมแน่นอยู่ในโลกแล้ว มันย่อมได้รับโทษซ้อน ขึ้นเป็นสองชั้น สองเท่าทวีคูณ. โทษอันหลังที่ได้รับ คือการไปมัวเมาอยู่ในการทำประโยชน์ของบุคคลอื่นนั้น มันขีดกั้นการที่จะรื้อถอน ความยึดถือตัวตนอันเป็นโรค- ภัยดั้งเดิมของตน นั้น ให้เป็นสิ่งที่เร้นลับหรือจมมิดหาย ลงไปเสียทีเดียว จึงไม่มีการรื้อถอนตน และติดค้าง ซ้อนกันอยู่เป็นสองชั้นดั่งนี้ ; นี้เรียกว่า โทยอันเร้นลับ สับปลับเหลือประมาณ. โทษอันเร้นลับนี้แสดงตัวออกมาในลักษณะ ต่างๆ กัน มากมายเหลือที่จะนำมาวิสัชนาสาธยาย ให้ท่านฟังให้หมดสิ้นได้ แต่จะยกตัวอย่างมาเฉพาะ ที่เป็นกันอยู่โดยมาก หรือทั่ว ๆ ไป สิ่งนี้ก็คือว่า การ ที่บุคคลมีแต่ความรู้สึกที่ดันออกมา ในทางที่จะชิงพูด เอง ยิ่งกว่าความรู้สึกในที่จะทนฟังของบุคคลอื่น ๆ ให้

น.677 ชัดเจนละเอียดลออเท่าที่ผู้พูดมีความรู้เพื่อจะพูด. ผู้ที่มี ความประมาทอาจจะเห็นไปว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย. แต่ถ้ามีปัญญาพิจารณาแล้วจะเห็นว่าเรื่องนี้ ยิ่งไปกว่า เรื่องใหญ่ ๆ เสียอีก เพราะเหตุว่า ด้วยโทษอันนี้เองที่ ถึงกับทำบุคคลให้ไม่สามารถจะรู้ธรรมะอันลึกซึ้งใน เวลาที่สมควรจะรู้ เพราะเหตุที่มีของสิ่งนี้เอง มาขีดกั้น หรือมาดันเอาไว้ ไม่ให้สิ่งที่ควรจะเข้าไปสู่จิตใจของ ตนนั้นเข้าไปได้ อย่างมากเท่าที่ควร. ความเป็นอย่าง นี้ มีกันอยู่มาก ๆ ทั่วไป เท่าที่ได้สังเกตเห็นแล้ว รู้สึก ว่าแทบจะเป็นกันทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ทีเดียว. หรือกล่าว อีกทางหนึ่ง ก็อาจจะกล่าวได้ว่า เพราะคนส่วนมาก เป็นโรคอันนี้กันนั้นเอง การแสดงธรรมซึ่งทำกันอยู่ มากมาย จึงกลายเป็นหมัน, การพิมพ์โฆษณาด้วย หนังสือหนังหา ตำรับตำราต่างๆ ซึ่งทำกันอยู่มากมาย ก็กลายเป็นหมัน. หมายความว่า การที่การเผยแผ่ ความรู้ธรรมะ หรืออะไรต่าง ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ นั้น ไม่เกิดผลเต็มตามที่มันควรจะเกิด หรือเกิด น้อยเกินไป แทบจะว่าไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ใน

น.678 สมัยนี้นั้น เพราะเหตุที่ว่า คนแต่ละคนทุกคนมี "โรคดันออก" นี่เอง. โรคอะไร ? โรคที่เป็นไปใน ทำนองที่จะพ่นออก คือว่าข้างในกำลังเต็มอัดพร้อมที่จะ ดันออกอย่างเดียว, มีรู มีโอกาสสักนิดหนึ่ง ก็พ่น ออกมา, ไม่มีที่ว่างเหลืออยู่ ที่จะดูดซึมดูดซับเข้าไป คือว่าไม่มีโอกาสที่จะรับนั้นเอง. ยกตัวอย่างง่ายๆ บุคคลคนหนึ่งมีอุปนิสัย มี พื้นความรู้เดิม ๆ ก็พอสมควรที่จะรู้อะไร ๆ ได้ แต่เมื่อมี บุคคลหนึ่งมาบรรยาย มาเทศนา มาอธิบาย สิ่งใดสิ่ง หนึ่งให้ฟังนั้น บุคคลผู้ฟังนั้น ฟังด้วยความคิดจะจับส่วน ที่ผิดพลาดเป็นส่วนใหญ่, ดีไปกว่านั้น ก็ฟังสำหรับจะ หาโอกาสว่าจังหวะไหนที่จะมีบ้าง พอที่ตนจะพูดขึ้นเพื่อ แสดงภูมิของตนได้ข้างแล้ว ตนก็จะพูดทันที. แม้ในการ ที่ต้องทนฟังข้างเดียว เช่นการฟังเทศน์หรือปาฐกถา ก็ตาม คนทั่วไป ทนฟังเพื่อวิพากย์วิจารณ์ หรือเพื่อจะ จำเอาคำ หรือคติ ไปพูดบ้างเป็นของตนเอง แทนจะฟัง ให้ได้ใจความลึกซึ้งครบถ้วน เต็มตามที่มันมีอยู่ในใจ หรือในสติปัญญาของผู้พูดจริง ๆ เมื่อจิตใจคอยเพ่งจ้อง

น.679 แต่โอกาสจะดันออก ชนิดนี้แล้ว จิตใจส่วนไหนเล่า ที่จะเหลืออยู่ สำหรับรับเอาอรรถรส ที่ลึกซึ้ง แล้วไป พินิจพิจารณา ; เพราะเหตุฉะนั้น ธรรมที่แสดงตัวมัน เองอยู่ตามธรรมชาติทั่ว ๆ ไป จึงไม่สามารถจะเป็น ประโยชน์แก่บุคคลเหล่านี้ได้เลย. คำว่า "ฟังอย่างดี" (สุสฺสฺสํ) ในพุทธศาสนานั้น มีความหมายลึกเกิน กว่าที่คนส่วนมากในสมัยนี้จะเข้าใจหรือปฏิบัติได้. พระพุทธองค์ เพื่อจะตรัสธรรมะที่สำคัญ ๆ แก่ภิกษุทั้ง หลาย ย่อมตรัสเตือนเป็นคำแรก ให้ตั้งใจฟังให้เป็น อย่างดี (ตํ สุณาถ สาธุกํ) ก่อนเสมอไป จนจัดได้ว่า เป็นลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งของพระองค์ ที่ว่าธรรมซึ่งแสดงตัวเองอยู่ตามธรรมชาติทั่วๆ ไปนั้น เราต้องถือเอาตามคำที่บัณฑิตทั้งหลาย มีพระ พุทธเจ้าเป็นต้น ท่านได้กล่าวแล้วว่า บรรดาคำพูด ทั้งหลายล้วนแต่มีสาระแก่นสาร ควรแก่การพินิจ พิจารณา มีความลึกซึ้งอยู่ในตัวมันเองทั้งนั้น แม้ที่สุด แต่คำพูดของพวกเด็กหญิงทาสี ที่มีหน้าที่ทูนน้ำตักน้ำ ตามบ่อน้ำเป็นต้น. นี้พูดอย่างสมัยโบราณ ถ้าเป็นสมัย

น.680 นี้ก็หมายความว่า แม้แต่พวกคนชั้นลูกจ้าง กรรมกร ที่เขาพูดอะไรกันอยู่ ในคำพูดเหล่านั้น ก็มีสิ่งที่ถ้าพินิจ พิจารณา คิดดูให้เห็นอย่างลึกซึ้งแล้ว ก็สามารถที่จะ เป็นธรรมะธรรมโม ทำคนให้เบื่อหน่าย สลดสังเวช หรือปล่อยวางไปได้ทั้งนั้น. แต่มันยากหรือลึกเกินไป ในการที่บุคคลทั่วไป จะไปให้ความเคารพนับถือในคำ พูดเหล่านี้ แล้วหยิบขึ้นพินิจพิจารณา เพราะเหตุว่า แม้แต่คำพูดของครูบาอาจารย์ของตนเอง คนส่วน มากก็ยังฟังด้วยการคอยจ้อง เฝ้าจังหวะว่าเมื่อใด ตนจะพูดขึ้นได้บ้าง เพื่อจะแสดงให้อาจารย์หรือครู เหล่านั้นเห็นว่าตนก็มีความรู้อยู่เหมือนกัน. ยิ่งเมื่อ มีบุคคลอื่นเป็นชั้นศิษย์ ๆ ด้วยกัน นั่งอยู่ด้วยเป็นจำนวน มากแล้ว จิตใจที่จะเพ่งจ้องหาโอกาสเช่นนี้ ย่อมมีมาก ขึ้นไปกว่านั้น. ยิ่งถ้าเป็นที่ชุมนุมชน หรือเป็นสมาคม ใหญ่ ๆ แล้ว แทบจะกล่าวได้ว่า จิตใจของคนประเภท นั้นย่อมมีอยู่แต่การเพ่งจ้องจังหวะ ที่จะพูดหรือจะด้าน อย่างเดียว. เพราะเหตุฉะนี้ ถ้อยคำอันเป็นสาระนั้น แม้จะประกอบอยู่ด้วยคุณประโยชน์ตั้งมากมาย

น.681 เพียงใดก็ตาม แต่ผู้รับฟังก็รับฟังหรือจับเอาสาระ ไปได้ไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ หรือบางทีก็ไม่ได้สาระ อันใดเลย ได้แต่จังหวะที่ตนจะพูดได้บ้างเท่านั้น. ขอให้พินิจพิจารณาดูเถิด ว่าโรคภัยดังที่กล่าวนี้ มีจริง หรือไม่ และเป็นอยู่ในที่ทั่ว ๆ ไป โดยมากหรือหาไม่. คำว่านักธรรมะของเราในสมัยนี้นั้น หมาย ถึงบุคคลที่อยากจะแสดงตนในที่ชุมนุมชน และ หาโอกาส ‘พ่น’ อะไรที่อัดดันเต็มปรี่จนท้องอืดท้อง เพื่ออยู่ข้างใน ออกมามากกว่า ; คำว่านักธรรมใน สมัยนี้จึงไม่ได้เป็นอย่างเดียวกันกับที่เรียกว่าผู้ทรง ธรรม ในสมัยพุทธกาลเลย. โรคภัยอันนี้ ได้ระบาด และลุกลาม และได้เรื้อรังหมักหมมทับถมในสันดาน ของบุคคลมากยิ่งขึ้น จึงเป็นเหตุให้การศึกษาธรรมะ น้อมไปในทางที่จะมีไว้สำหรับตีฝีปากกันเล่นเท่านั้นเอง แล้วจะไปโทษใคร ; ในที่สุดส่วนใหญ่หรือแม้พุทธ- บริษัทในพุทธศาสนา ก็ได้กลายเป็นบุคคลท้องอืดกัน ไปหมด แทบจะไม่มีบุคคลที่ท้องว่าง ท้องโปร่ง พอที่ จะมีความสงบในภายในได้แม้แต่สักคนหนึ่งเลย. นี่แล

น.682 โทษอันสับปลับเป็นพิเศษอย่างหนึ่ง ของตัวตนที่น่าวิตก ! ถ้าจะเห็นว่าคำที่พูดนี้ เป็นคำเสียดสี ก็ขอให้ พิจารณาดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนเสียก่อนเถิด และก็ความ เข้าใจผิดในการยึดถือตัวตน แล้วมีความเข้าใจผิดซ้อน ในข้อที่เห็นแต่เกียรติยศของตนอีกนั่นเอง ที่ทำให้รู้สึก ว่าคำพูดชนิดนี้ เป็นคำด่า คือทำให้เห็นการพูดอะไร ไปตามจริง ตามตรง ถ้ามันเกิดไปกระทบกระทั่งกัน กับกิเลสของตนแล้ว มันก็กลายเป็นการด่า. แต่ถ้า บุคคลใด มีกิเลสน้อยเขาบาง หรือไม่มีกิเลส ได้ยิน ได้ฟังคำเช่นนี้ จะไม่รู้สึกว่าเป็นการค่าเลย กลับเห็น เป็นความจริงที่น่าฟัง น่ายิ้มแย้มไปเสียด้วยซ้ำไป. นี่ แหละ คำพูดชนิดเดียวกัน ทำให้บุคคลหนึ่งรู้สึกเป็น คำค่า และให้อีกบุคคลหนึ่งรู้สึกว่าเป็นคำพูดที่ต้องฟัง นี่ก็เพราะเหตุที่คนนั้นมี 'โรคท้องขึ้น’ และอีกคนหนึ่ง ไม่มี นั่นเอง. ถ้าหากว่าคนเราจะมาพยายามพินิจพิจาร- ณากันให้ละเอียดลออ ให้เห็นโรคที่เป็นกันอยู่โดยมาก คือ ‘โรคท้องขึ้น’ ชนิดที่กล่าวนี้ ว่ามันเป็นผลของการ เห็นแต่เกียรติของตน ซึ่งเกิดมาจากความมีตัวตน หรือ

น.683 ยึดถือตัวตนอย่างสับปลับ ให้ได้กันจริงๆ แล้ว ก็จะได้ ชื่อว่าเป็นผู้มองเห็นโทษอันเร้นลับอย่างยิ่ง ของความ ยึดถือตัวตนอย่างที่ว่ามา. เมื่อมามองเห็นชัดเจนว่า เราถูกทับหรือถูกขีด ซ้อนกันอยู่ถึงสองชั้นดั่งนี้แล้ว ก็ควรจะสามารถเพิกถอน ขึ้นเสียได้สักชั้นหนึ่ง จะได้เหลืออยู่เพียงชั้นเดียว แล้ว จะได้เพิกถอนเสียอีกชั้นหนึ่ง ก็จะหมดของที่ปิดที่ทับ แต่พวกที่เห็นไปว่า คำพูดเหล่านี้เป็นคำเสียดสีนั้น กลับ ไปรู้สึกเสียว่า ตนมีสิ่งที่ขีดทับแต่เพียงชั้นเดียว คือ ความรู้สึกยึดถือตัวตน ตามที่เขาว่า ๆ กันทั่วไปว่า นั่น แหละคือสิ่งที่กำลังหุ้มห่อขีดกั้นตน ที่ตนจะต้องรื้อถอน ; หาได้สำนึกไม่ ว่ามันมีอยู่อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งขีดอยู่อย่าง หนาทึบ คือความที่กำลังมัวเมาหลงใหล ในเกียรติ ของตน ในการประพฤติประโยชน์บุคคลอื่น แม้ที่สุด แต่ด้วยการอยาก ‘พ่น’ ให้บุคคลอื่นได้ยินได้ฟัง เพื่อ ให้เขามีความรู้หรือเพื่อให้นับถือตนก็ตาม. ถ้าหากว่า บุคคลใด มามองเห็นสิ่งที่ขีดทัยอันใหญ่หลวงชั้นนอกนี้ นั่นแล้ว บุคคลนั้นก็คงจะรีบกุลีกุจอในการที่จะฟาดฟัน

น.684 สิ่งขีดกั้นชั้นนอกนี้ ด้วยการพินิจพิจารณาดูอย่างละเอียด ลออ อย่างระมัดระวัง ในการที่จะไม่หลงใหลไป ใน การแสวงเกียรติแห่งการบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่นมากเกิน ไป จนถึงกับไม่มีโอกาสที่จะทำประโยชน์ตน ดังกล่าว แล้ว ; และจะเห็นสมกับที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า ‘บุคคลไม่ควรทำลายประโยชน์ตนให้เสียไป เพราะ เห็นแก่ประโยชน์บุคคลอื่น แม้มาก’ ดังพระบาลีว่า น อตฺตฺตฺถํ ปรตฺเถน พหุนาปี นหาปเย ฯ. ซึ่งมีใจ ความดังที่กล่าวแล้วนั้น. ถ้าหากทำได้ดังนี้เมื่อใด พุทธบริษัทสมาคมทั้งหลายของเรา จะมีความ สะอาด สว่าง และสงบยิ่งกว่าที่กำลังเป็นอยู่ในบัด นี้ อย่างที่จะเปรียบเทียบกันไม่ได้ทีเดียว.

น.685 มื่อใดมีการพิจารณากันให้ละเอียดถี่ถ้วน เมื่อ นั้น จะพบความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เรียกกันว่า "บุญ" กับสิ่งที่เรียกว่า "กุศล" บ้างไม่มากก็น้อย แล้วแต่ ความสามารถในการพินิจพิจารณา. แต่ว่าโดยเนื้อแท้ แล้ว บุญกับกุศลควรจะเป็นของคนละอย่าง หรือเรียก ได้ว่าตรงกันข้าม ตามความหมายของรูปศัพท์ แห่ง คำสองคำนี้ทีเดียว. คำว่า บุญ มีความหมายว่า ทำให้ฟู หรือ พองขึ้น บวมขึ้น นูนขึ้น, ส่วนคำว่า กุศล นั้นแปล ว่า แผ้วถางให้ราบเตียนไป. โดยความหมายเช่น นี้ เราย่อมเห็นได้ว่า เป็นของคนละอย่าง หรือ เดินคนละทาง บุญเป็นสิ่งที่ทำให้ฟูใจ พอใจ ซอยใจ เช่นทำ บุญให้ทาน หรือรักษาศีลก็ตาม แล้วก็ฟูใจ พอใจ อิ่ม- เอ๋ย หรือแม้ที่สุดแต่รู้สึกว่าตัวได้ทำสิ่งที่ทำยาก ใน

น.686 กรณีย์ที่ทำบุญเอาหน้าเอาเกียรติ อย่างนี้ก็ได้ชื่อว่าได้ บุญเหมือนกัน แม้จะเป็นบุญชนิดที่ไม่สู้จะแท้. หรือแม้ ในกรณีย์ที่ทำบุญด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพื่อเอาบุญกัน จริง ๆ ก็ยังอดฟูใจไม่ได้ว่าตนจะได้เกิดในสุคติโลก สวรรค์มีความปรารถนาอย่างนั้นอย่างนี้ ในภพนั้นภพนี้ อันเป็นภวตัณหานำไปสู่การเกิดในภพใหม่ เพื่อเป็น อย่างนั้นอย่างนี้ตามแต่ตนจะปรารถนา ไม่ออกไปจาก การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารได้ แม้จะไปเกิด ในโลกที่เป็นสุคติอย่างไรก็ตาม. ฉะนั้น ความหมาย ของคำว่าบุญ จึงหมายถึงสิ่งที่ ทำให้ฟูใจ และเวียน ไปเพื่อความเกิดอิก ไม่มีที่สิ้นสุดลงได้. ส่วนกุศลนั้น เป็นสิ่งที่ทำหน้าที่แผ้วถางสิ่ง กีดขวาง ผูกรัดหรือรกรุงรัง, ไม่ข้องแวะกับความ ฟูใจหรือพอใจเช่นนั้น แต่มีความมุ่งหมายจะ กำ- จัดเสียซึ่งสิ่งต่าง ๆ อันเป็นเหตุให้พัวพันอยู่ใน กิเลส หรือตัณหา อันเป็นเครื่องนำให้เกิดแล้ว เกิดอิก, และมีจุดมุ่งหมายกวาดล้างสิ่งเหล่านั้น ออกไปจากตัว ในเมื่อบุญต้องการจะโอบรัดเข้ามา

น.687 หาตัว ให้มีเป็นของของตัวมากขึ้น. ในเมื่อฝ่ายที่ ถือข้างบุญ ยึดถืออะไรเอาไว้มาก ๆ และพอใจดีใจ นั้น ฝ่ายที่ถือข้างกุศล ก็เห็นว่าการทำอย่างนั้นเป็น ความโง่เขลาขนาดเข้าไปกอดรัดงูเห่าทีเดียว. ฝ่าย ข้างกุศลหรือที่เรียกว่าฉลาดนั้น ต้องการจะปล่อย วางหรือผ่านพ้นไป ทั้งช่วยผู้อื่นให้ปล่อยวาง หรือ ผ่านพ้นไปด้วยกัน. ฝ่ายข้างกุศล จึงถือว่าฝ่ายข้าง บุญนั้นยังเป็นความมืดบอดอยู่. แต่ว่าบุญ กับ กุศล สองอย่างนี้ ทั้งที่มี เจตนารมณ์แตกต่างกัน ก็ยังมีการกระทำทางภาย นอกอย่างเดียวกัน ซึ่งทำให้เราหลงใหลในคำสองคำ นี้ อย่างฟั่นเฝือ. เพื่อจะให้เข้าใจกันได้ง่าย ๆ เราต้อง พิจารณาดูที่ตัวอย่างต่าง ๆ ที่เรากระทำกันอยู่จริง ๆ คือ :- ในการให้ทาน ถ้าให้เพราะจะเอาหน้าเอาเกียรติ หรือเอาของตอบแทนเป็นกำไร หรือเพื่อผูกมิตรหาพวก พ้อง หรือแม้ที่สุดแต่เพื่อให้ยังเกิดในสวรรค์ อย่างนี้ เรียกว่าให้ทานเอาบุญหรือได้บุญ. แต่ถ้าให้ทานอย่าง

น.688 ดียวกันนั่นเอง แต่ต้องการเพื่อขุดความขี้เหนียวของตัว ขูดความเห็นแก่ตัว หรือให้เพื่อค้ำจุนศาสนาเอาไว้ • เพราะเห็นว่าศาสนาเป็นเครื่องขูดทุกข์ของโลก หรือ ให้เพราะเมตตาล้วน ๆ โดยบริสุทธิ์ใจ หรืออำนาจเหตุ ผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งปัญญาเป็นผู้ชี้ขาดว่า ให้ไป เสียมีประโยชน์มากกว่าเอาไว้ อย่างนี้เรียกว่าให้ทาน เอากุศลหรือได้กุศล ซึ่งมันแตกต่าง ๆ ไปคนละทิศ ละทางกับการให้ทานเอาบุญ. เราจะเห็นได้กันสืบไป อิกว่า การให้ทานเอาบุญนั่นเอง ที่ทำให้เกิดการ ฟุ่มเฟือยขึ้นในสังคมฝ่ายผู้รับทาน จนกลายเป็น ผลร้ายขึ้นในวงพระศาสนาเอง หรือในวงสังคมรูปอื่น ๆ เช่นมีคนขอทานในประเทศมากเกินไปเป็นต้น. การให้ ทาน ถูกนักคิดพากันวิพากย์วิจารณ์ในแง่เสื่อมเสีย ก็ ได้แก่การให้ทานเอาบุญนี้เอง. ส่วนการให้ทานเอากุศล นั้น อยู่สูงพันการที่จะถูกเหยียดอย่างนี้ เพราะว่ามี ปัญญาหรือเหตุผลเข้าควบคุม. แม้ว่าเขาอยากจะให้ ทานเพื่อขูดเกลาความขี้เหนียวในจิตใจของเขา ก็

น.689 ยังมีปัญญารู้จักเหตุผลว่าควรให้ไปในรูปไหน, มิใช่ เป็นการให้ไปในรูปละโมภบุญหรือเมาบุญ เพราะ ว่ากุศลไม่ได้เป็นสิ่งที่หวานเหมือนกับบุญ จึงไม่มี ใครเมา และไม่ทำให้เกิดการเหลือเพื่อ ผิดความ สมดุลย์ขึ้นในวงสังคมได้เลย. นี่เราพอจะเห็นได้ว่า ให้ท่านเอาบุญ กับให้ทานเอากุศลนั่นผิดกันเป็นคนละอัน อย่างไร. ในการรักษาศีล ก็เป็นทำนองเดียวกันอีก. รัก- ษาศิลเอาบุญ คือรักษาไปทั้งที่ไม่รู้จักความมุ่งหมาย ของศีล เป็นแต่ยึดถือในรูปร่างของการรักษาศีล แล้ว รักษาเพื่ออวดเพื่อนฝูง หรือเพื่อแลกเอาสวรรค์ตามที่ นักพรรณนาอานิสงส์เขาพรรณนากันไว้ หรือทำอย่าง ละเมอไปตามความนิยมของคนที่มีอายุล่วงมาถึงวัยนั้น วัยนี้เป็นต้น. ยิ่งเคร่งเท่าใดยิ่งส่อความเห็นแก่ตัว และ ความยกตัวมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งมีความยุ่งยากในครอบ ครัว หรือวงสังคมเกิดขึ้นใหม่ ๆ แปลก ๆ เพราะความ เคร่งครัดในศิลของบุคคลประเภทนี้. อย่างนี้เรียกว่า รักษาศีลเอาบุญ. ส่วนบุคคลอีกประเภทหนึ่ง รักษาศีล

น.690 พียงเพื่อให้เกิดการบังคับตัวเองสำหรับจะเป็นทางให้ เกิดความบริสุทธิ์ และความสงบสุขแก่ตัวเองและเพื่อน มนุษย์ เพื่อใจสงบสำหรับเกิดปัญญาชั้นสูง นี้เรียกว่า รักษาศีลเอากุศล. รักษามีจำนวนเท่ากัน ลักษณะเดียว กัน ในวัดเดียวกัน แต่กลับเดินไปคนละทิศละทาง, อย่างนี้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นภาวะแห่งความแตกต่าง ระหว่างคำว่า บุญ กับคำว่า กุศล. คำว่ากุศลนั้น ทำ อย่างไรเสียก็ไม่มีทางตกหล่มจมปลักได้เลย ไม่ เหมือนกับคำว่าบุญ. และกินเข้าไปมากเท่าไรก็ ไม่มีเมา ไม่เกิดโทษ ไม่เป็นพิษ. ในขณะที่คำว่า บุญ แปลว่าเครื่องฟูใจนั้น คำว่ากุศล แปลว่าความ ฉลาดหรือเครื่องทำให้ฉลาด และปลอดภัยร้อยเปอร์ เซ็นต์. ในการเจริญสมาธิก็เป็นอย่างเดียวกันอีก. คือ สมาธิเอาบุญก็ได้ เอากุศลก็ได้. สมาธิเพื่อดูนั่นดูนี่ ติดต่อกับคนโน้นคนนี้ที่โลกอื่น ตามที่ตนกระหายจะทำ ให้เก่งกว่าคนอื่น หรือสมาธิเพื่อการไปเกิดในภพนั้น ภพนี้, อย่างนี้เรียกว่าสมาธิเอาบุญหรือได้บุญ เพราะ

น.691 ทำใจให้ฟู ให้พองตามความหมายของมันนั่นเอง ซึ่ง เป็นของที่ปรากฏว่าทำอันตรายแก่เจ้าของ ถึงกับต้อง รับการรักษาเป็นพิเศษ หรือรักษาไม่หายจนตลอดชีวิต ก็มีอยู่ไม่น้อย. เพราะว่า สมาธิเช่นนี้ มีตัณหาและ ทิฏฐิเป็นสมุฏฐาน แม้จะได้ผลอย่างดีที่สุด ก็เพียง ได้เกิดในวัฏฏสงสารตามที่ตนปรารถนาเท่านั้น. ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน. ส่วนสมาธิที่มีความมุ่ง- หมายเพื่อการบังคับใจตัวเองให้อยู่ในอำนาจ เพื่อ กวาดล้างกิเลสอันกลุ้มรุมจิตให้ราบเตียน ข่มขี่ มิจฉาทิฏฐิอันจรมาในปริมณฑลของจิต ทำจิตให้ ผ่องใสเป็นทางเกิดของวิปัสนา ปัญญาอันดิ่งไปยัง นิพพาน เช่นนี้เรียกว่าสมาธิได้กุศล. ไม่ทำอัน- ตรายใคร. ไม่ต้องหาหมอรักษา ไม่หลงวนเวียน ในวัฏฏสงสาร จึงตรงกันข้ามจากสมาธิเอาบุญ. ครั้นมาถึงปัญญา นี้ไม่มีแยกเป็นสองฝ่าย คือ ไม่มีปัญญาเอาบุญ เพราะตัวปัญญานั้นเป็นตัวกุศลเสีย เองแล้ว เป็นกุศลฝ่ายเดียว นำออกจากทุกข์อย่างเดียว แม้ยังจะต้องเกิดในโลกอีก เพราะยังไม่แก่ถึง

น.692 ๘๗) บุญ กับ กุศล ขนาด ก็มีความรู้สึกตัวเดินออกนอกวัฏฏสงสาร มี ทิศทางดิ่งไปยังนิพพานเสมอ ไม่วนเวียนจนติด หล่มจมเลน โดยความไม่รู้สึกตัว. ถ้ายังไม่ถึงขนาด นี้ ก็ยังไม่เรียกว่าปัญญา ในกองธรรมหรือธรรมขันธ์ ของพุทธศาสนา ดังเช่นปัญญาในทางอาชีพหาเลี้ยง ปากเลี้ยงท้องเป็นต้น ตามตัวอย่างที่เป็นอยู่ในเรื่องจริงที่เกี่ยวกับการ กระทำของพวกเราเอง ดังที่กล่าวมาแล้วนี้ ทำให้เรา เห็นได้ว่าการที่เราเผลอ หรือถึงกับหลงเอาบุญกับกุศล มาปนเปเป็นอันเดียวกันนั้น ได้ทำให้เกิดความสับสน อลเวงเพียงไร และทำให้คว้าไม่ถูกตัวสิ่งที่เราต้องการ จนเกิดความยุ่งยากสับสนอลหม่านในวงพวกพุทธบริษัท เองเพียงไร. ถ้าเรายังขึ้นทำสุ่มสี่สุ่มห้า เอาของสอง อย่างนี้เป็นของอันเดียวกันอย่างที่เรียกกันพล่อย ๆ ติด ปากชาวบ้านว่า “บุญกุศล ๆ” เช่นนี้อยู่สืบไปแล้ว เรา ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ อันเกี่ยวกับการทำบุญ กุศลนี้ ให้ลุล่วงไปด้วยดีจนตลอดกัลปาวสานก็ได้.

น.693 ถ้ากล่าวให้ชัด ๆ สั้นๆ บุญเป็นเครื่องหุ้ม ห่อกีดกั้นบาป ไม่ให้งอกงามหรือปรากฏ. หมด อำนาจบุญเมื่อใด บาปก็จะโผล่ออกมา และงอก งามสืบไปอีก. ส่วนกุศลนั้น เป็นเครื่องตัดรากเง่า ของบาป อยู่เรื่อยไปจนมันเหี่ยวแห้ง สูญสิ้นไม่มี เหลือ. ความต่างกันอย่างยิ่งย่อมมีอยู่ดังกล่าวนี้. คนปรารถนาบุญ จงได้บุญ ; คนปรารถนากุศล ก็จงได้กุศลและปลอดภัยตามความปรารถนา แล้วแต่ ใครจะมองเห็นและจะสมัครใจจะปรารถนาอย่างไร. ได้ เช่นนี้เมื่อใด จึงจะชื่อว่าพวกเรารู้จักบุญกุศลกันจริง ๆ รู้ทิศทางแห่งการก้าวหน้า และทิศทางที่วกเวียน ว่า เป็นของที่ไม่อาจจะเอามาเป็นอันเดียวกันได้เลย แม้จะ เรียกว่า "ทางๆ" เหมือนกันทั้งสองฝ่าย. วัดธารน้ำไหล ๒๕ มิ.ย. ๕๓

น.694 นางฟ้า วันหนึ่ง เพื่อนผู้หนึ่งถามข้าพเจ้าอย่างตรงไป ตรงมาว่า โรคกระสันถึงเพศตรงข้าม ไม่รบกวนย่ำยี ข้างดอกหรือ. ข้าพเจ้าเสตอบไปว่าจะรบกวนอะไรกันอีก ก็เมื่อข้าพเจ้าขลุกอยู่แต่กับนางฟ้าซึ่งหวานหอมอยู่ตาม ธรรมชาติ ทั้งกลางวันกลางคืนแล้ว ทำไมจะต้องใฝ่ ฝันถึงนางมนุษย์ ซึ่งว่ากันว่าต้องระงับกลิ่นด้วยการ ชำระขัดสีหรือบางทีก็ด้วยของหอมเครื่องลูบทา ด้วยเล่า, ถ้านางฟ้าของข้าพเจ้ายังคงชนะน้ำใจข้าพเจ้าอยู่เช่นนี้ เพียงไรแล้ว โรคชนิดนั้นคงไม่เกิดขึ้นได้เลย. เพื่อนของข้าพเจ้าได้หัวเราะร่วนงอไปงอมาด้วยความ ชอบใจ ทั้ง ๆ ที่ดูเหมือนไม่เข้าใจว่าอะไรกันแน่, เพราะ ในที่สุดได้กล่าวขึ้นว่า "มิน่า. ก็เมื่อท่านเป็นโรคที่ร้าย การยิ่งไปกว่าที่ผมถามนี้ ถึงไม่เป็นโรคเบา ๆ ที่เขาเป็น กันตามสัญชาติ หรือธรรมดา"

น.695 ข้าพเจ้ารู้สึกในความใหม่ต่อการเข้าใจ ถึงการ ครองชีพอย่างภิกษุของเพื่อนผู้นี้ทันที และทั้งกลัวว่า ความคิดที่วิปลาสเป็นอกุศล จะเกิดขึ้นครอบงำเขานาน เกินไป จึงชวนเขาทำความเข้าใจกันสืบไป โดยยืมเอา ข้อความของท่านผู้รู้ผู้หนึ่งมากล่าวให้เขาฟัง ทั้งพากย์ ยาลีและคำแปลดังต่อไปนี้ :- มุนินฺทวทนฺพุช- คพุกสมุภวสุนทรี ปาณินํ สรณ์ วาณี มยุหํ ปีณยตํ มนํ "นางฟ้า (กล่าวคือมวลพระพุทธพจน์อันท่านร้อยกรอง เข้าเป็นพระไตรปิฎก)8 แสนจะงดงาม เกิดผุดขึ้นจาก ห้องแห่งดอกปทุม กล่าวคือพระโอษฐ์แห่งพระ จอมมุนี, -มาเป็นที่ใฝ่ฝันถึง ของสัตว์ทั้งหลาย; ขอ จงผูกมัดดวงใจของข้าพเจ้าให้หลงใหลยินดี" ดังนี้. "มันจะเป็นนางฟ้าได้อย่างไร, ทำไมท่านจึง เห็นหนังสือเป็นนางฟ้า ? ผมไม่เข้าใจเลย." เขาถาม ๑. ถ้าสรุปความก็คือ พระธรรม ได้แก่ปริยัติธรรม.

น.696 ๕๑ นางฟ้า สอดโดยข้าพเจ้าไม่ทันอธิบาย. เมื่อข้าพเจ้า อธิบาย เขาก็ฟังด้วยความเอาใจใส่, ดังต่อไปนี้ : "ฉันไม่ได้หมายความว่า หนังสือเล่ม ๆ เย็น นางฟ้า แต่หมายเอารสชาติอันเกิดจากการศึกษาปริยัติ คือพระไตรปิฎก, หรือจากการปฏิบัติตามพระไตรปิฎก, หรือปฏิเวธ คือ การได้รู้ความจริงจนแจ่มแจ้งตามพระ ไตรปิฎก ต่างหากว่าเป็นนางฟ้า. คือมันทำให้ติดได้ เช่นเดียวกับที่ชายหนุ่มตามืดหลงใหลหญิงสาวที่ตนเห็น ว่าสวยและดีพร้อมกว่าหญิงใดในโลกต่างหาก. และมัน จะเป็นเช่นนี้ได้ก็ต่อเมื่อภิกษุหรือพระโยคาวาร์" ผู้นั้น เป็น ผู้หมกมุ่นสนใจในเรื่องนี้อย่างแท้จริง ด้วยตนมีอิทธิบาท ๔ อย่าง ในเรื่องของตนครบบริบูรณ์. ๔ อย่างคือ" การพอใจในเรื่องนั้น, การกล้าหาญพยายาม เสียสละ ได้ในสิ่งนั้น, การเอาใจใส่ฝักใฝ่ตลอดเวลาในสิ่งนั้น, และการคิดค้นหาเหตุผลและคำตอบอยู่เสมอ ในสิ่งนั้น. ผู้ใดมีอิทธิบาท ๔ อย่างนี้ พร้อมบริบูรณ์ในสิ่งใด ๒. ผู้ฝึกฝนภาวนา. ๓. ฉันทะ, วิริยะ, จิตตะ, วิมังสา.

น.697 สิ่งนั้นก็กลายเป็น "นางฟ้า" ของผู้นั้นทันที. ฉัน เคยเห็นบางคนมีไก่ ปลากัด โป ไพ่เป็นนางฟ้า, มีมวย มีม้าแข่ง รถยนต์แข่ง หรืออื่น ๆ เป็นนางฟ้าก็มีเป็น ที่สุด ซึ่งเขาเอาใจใส่มากกว่าบุตรภรรยาหรืองานอาชีพ ของเขาเสียอีก, ยอมหย่าผัวดีกว่าทิ้งไพ่ก็มี, ยอมให้ ความเสียหายเกิดแก่บุตรภรรยาเอาแต่เล่นสนุกก็มี. นี้ ก็เป็นเพราะอิทธิบาทในสิ่งนั้นของเขามีแรงกล้า. คาถา มุนินฺทวทนมฺพุช ฯลฯ นั้น ก็หมายถึงอำนาจของอิทธิบาท นั่นเอง. ท่านจงคิดดูที่หรือ ผู้ศึกษาปริยัติหรือพระไตร ปีฎกนั้น มีนางฟ้าชั้นเยี่ยมให้สัมผัสถึง ๔๕ นาง (พระ ไตรปิฎก ๔๕ เล่ม) และมีชั้นรองลงไปอีกหลายชั้นและ จำนวนมากมาย (คืออรรถกถา ฎีกา และคัมภีร์ต่าง ๆ อีกเป็นอันมาก บำรุงบำเรอใจผู้ศึกษาอย่างแรงในการ ให้ความรู้ทางหลักศีลธรรม, ปรัชญา ประวัติศาสตร์, โบราณคดี, ศิลปะ, และวัฒนธรรม, กวีนิพนธ์, และ อย่างอื่น ๆ อิกซึ่งเพลาลงไป. เมื่อผู้ใดเริ่มก่ออิทธิบาท สี่อย่างขึ้นในนางฟ้าเหล่านี้ พอให้ฟักตัวได้แล้ว ก็จะ

น.698 ๕๓ นางฟ้า ติดพันหลงใหลยิ่งกว่าติดผืน. ท่านคงได้เคยฟังเรื่องนัก ปราชญ์ผู้หนึ่งซึ่งคลุกอยู่กับหนังสือ ตั้งแต่ผมขนศีรษะ ยังมีสีดำ จนหงอกขาวไปทั้งในศีรษะ และในระหว่าง เวลาเหล่านั้น เขาลืมไปว่าเขามีภรรยาอยู่คนหนึ่งด้วย โดยไม่ได้ทำหน้าที่สามีแต่ประการใดเลย นอกจากอยู่ กับหนังสือเท่านั้น. ในส่วนการปฏิบัติธรรมเล่า ก็มีลดหลั่นชั้นเชิง ของ ศีล-สมาธิ-ปัญญา แปลก ๆ ต่าง ๆ กัน. ทุกชั้น ล้วนแต่เป็นนางฟ้า ให้ความเย็นฉ่ำ ทางกาย วาจา จิต ทั้งไม่ต้องรดน้ำหรืออาบน้ำ ก็ยังเย็นกว่าอาบน้ำ. ถ้าแข่งชั้นอีกอย่างหนึ่ง ก็เป็น ทาน ศีล ภาวนา. สำหรับ ชั้นภาวนาโดยเฉพาะแล้ว ทำให้ได้ดื่มรสแปลก ๆ ที่ ไม่เคยดื่มมาก่อน และผู้ไม่เคยดื่มคาดไม่ถึง. นางฟ้า หัวหน้าทั้งสามนี้ มีบริวาร คนละมาก ๆ แยกประเภท ได้ต่าง ๆ กัน ยิ่งชั้นภาวนาด้วยแล้ว พิสดารมาก, จะศึกษาได้จนตายไม่รู้จักจบก็ได้ จะเลาะลัดเอาแต่ที่ จำเป็นให้ถึงที่สุดเสียโดยเร็วก็ได้ และมีรสแปลก ๆ ใหม่ ๆ ตลอดเวลาที่พยายาม ไม่ต้องจืดซีด เบื่อหน่าย

น.699 พราะซ้ำ ๆ ซาก ๆ เหมือนที่เขาล้อกันว่า "รักกันดีกว่า กินแห้ว ครั้นรักกันแล้ว กินแห้วดีกว่า," นั้นเลย. ในส่วนปฏิเวธธรรม ยิ่งประณีตขึ้นไปกว่านั้น. ความโปร่งอกโปร่งใจ หมดความอยากนั่นอยากนี้ หมดความรู้สึกสงสัยในสิ่งต่าง ๆ ที่ตนเข้าใจว่ามีค่า ควรจะรู้ แต่ตนยังไม่รู้, หมดความสงสัยในสิ่งที่ตน ได้รู้ แล้ว ไม่สงสัยว่ามีอะไรที่ดีกว่านี้ เหลืออยู่อีก. เยือกเย็นแสนจะเย็นมีปิติซาบซ่านแปลกกว่าที่เคย ซาบซ่านกันตามธรรมดา และหยุดนิ่งสงบเงียบ ไม่รู้จักแปรผัน. นี่คือรสชาติที่หลั่งไหลออกมาจาก "นางฟ้า" ชั้นยอดเยี่ยมนี้. ใครสัมผัสแล้วเป็นไม่รู้จัก ลืม, หรือหมดภักดีไปได้เลย. ด้วยเหตุนี้เอง ท่านผู้เป็นเจ้าของคาถา มุนินฺ- ทวทนมฺพุช ฯลฯ นั้น จึงวางแบบแผนไว้ว่า ก่อนแต่จะ ลงมือศึกษาพระไตรปิฎกก็ดี ก่อนแต่จะเริ่มบริกรรม ภาวนาก็ดี ให้ระลึก, หรือท่อง, หรือพิจารณา ข้อความนี้ ทุกวัน ๆ ไป; เพื่อว่าให้งาน หรือ กรรมของตน ออก

น.700 ๕๕ นางฟ้า อิทธิพลผูกมัดตน ได้ดุจนางเทพธิดา ชนะน้ำใจชายหนุ่ม เหมือนกัน. และการกระทำเช่นว่านี้ ก็คือการก่อสร้าง ฐานของอิทธิบาทสี่อย่างในสิ่งนั้น ๆ ให้มั่นคงนั่นเอง. ฉันเข้าใจว่า การที่ธรรมทั้งสามประเภทนี้ ไม่ ค่อยเป็นนางฟ้านั่งเหนือหัวใจใครได้ ก็เพราะโดยมาก เราไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นได้นั่นเอง, และทั้งไม่พยายาม ให้เป็นเสียเลยด้วย: ฉันหวังใจเป็นอย่างมากว่า เพื่อน ฝูงของฉันทุกคนคงทำความพยายามในนางฟ้าชั้นพิเศษ นี้ดูบ้าง อย่างจริงๆ จัง ๆ เพราะนางเทพธิดาตาม ธรรมดา ๆ นั้นไม่แปลก และไม่ยากเลย อย่างไรเสีย ก็ต้องได้ และได้เหมือนกับที่เคยได้กันมาแล้วไม่นับได้ ว่ากี่ชั่วอายุคน หรือกี่ชาติก็ไม่เห็นแปลกปลาดออกไป อย่างไรเลย. ที่สุดแต่สัตว์เดรัจฉานก็พยายามเย็น และ สมหวังได้อย่างเดียวกัน. มันพ้องกันและซ้ำกันอย่างน่า เบื่อหน่ายเหลือเกิน. อธิบายมาเป็นนาน เข้าใจไหมเล่า?" "ฮือ ! นางฟ้าของท่าน! ผมไม่เคยสัมผัสว่าจะ มีรสชาติอย่างไร, และผมยังไม่อยากติดพันเลย. โอ้,

น.701 ย็นมากแล้ว ผมเห็นจะต้องลาที่ละครับ เคี้ยวนางเทพ ธิดาของผมจะหม่นหมองไป. ลาแล้วครับ." เพื่อนข้าพเจ้ากล่าวดังนี้แล้ว ก็รีบลุกไปโดยเร็ว จนทำให้ข้าพเจ้างงงัน ไม่ทราบว่าจะให้พรหรือรับลา ของเขาอย่างไร ในขณะที่เขากำลังมีมันสมองข่วน เช่นนั้น เพราะไม่แน่ใจว่าควรเสริม หรือปราบปราม เขาดี ในความรู้สึกที่ระบายออกมาเช่นนั้นของเขา. แต่อย่างไรก็ตามในที่สุด พอหายงง ข้าพเจ้าก็ได้ร้อง บอกส่งตามหลังเขาไปว่า "ท่านย่อมรู้ข้อที่ท่านควร ปฏิบัติต่อนางฟ้า หรือต่อแม่เทพธิดาของท่านเอง ดีกว่า ฉันอยู่แล้ว. หวังว่าคงเป็นสุขสำหรับท่าน และขอให้ เป็นสุขเถิด" ต่อนั้นไป เพื่อนคนนี้พบข้าพเจ้าทีไร คำแรก ที่เขาเอ่ยขึ้นก็เหมือนกันทุก ๆ คราว ราวกับเขาท่องไว้, ต่อจากนั้นจึงกล่าวคำทักทายตามธรรมเนียม. คำแรก นั้นว่า : "ฮือ, นางฟ้าของท่าน !... " ๓๐ พฤษภ. ๗๙ (บันทึกตามเค้าเรื่องจริงเรื่องหนึ่ง),

น.702 พุทธบริษัท คือผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพุทธ- ศาสนา. หน้าที่ก็คือการปฏิบัติตามพระพุทธศาสนา ทั้งในการประกอบอาชีวะและการพูด ตลอดถึงกิจการ อย่างอื่นทั่วไป. ทุกอย่างจะ ต้องทำ ให้ตรงหลักแห่ง พุทธศาสนา จึงจะเป็นเครื่องอิ่มเอิบใจในความเป็นพุทธ บริษัท ไม่ต้องนิกแล้วรังเกียจใจ หรือเมื่อถูกเขาตั้ง กระทู้ถามในเรื่องนั้นเข้า ก็หมดความกล้าหาญ แม้จะ มีอยู่ก็ต้องอธิบายไปอย่างข้างๆ คู ๆ ยิ่งสำหรับพุทธ บริษัทฝ่ายบรรพชิตแล้ว ยิ่งจักต้องก้าวไปด้วยความ รอบคอบ ในฐานเป็นผู้นำของพุทธบริษัทฝ่ายฆราวาส จึงจะเหมาะสม. มีเรื่องบางประการ ซึ่งถ้าคิดแล้วจะพบว่ายังไม่ เหมาะแก่พุทธบริษัทเลย ทั้งการแก้ไขก็ไม่เป็นการยาก บางอย่างก็ไม่ต้องการแก้ไข ต้องการเพียงหมุนหารูป เดิมหรือรูปใหม่ ซึ่งเมื่อทำแล้ว จะเป็นประโยชน์ยิ่งขึ้น

น.703 อย่างมาก มันมีหลายเรื่อง แต่จะต้องยกไว้สำหรับบาง เรื่อง, เฉพาะเรื่องที่ข้าพเจ้าข้องใจ และเคยรู้สึกอึดอัด ใจบ้างบางครั้งนั้น จะได้นำออกสู่ท่านผู้สนใจเพื่อช่วย กันขบคิด. และเรื่องนี้คือ การใช้สรรพนามว่า ‘อาตมา' สำหรับภิกษุ ในเมื่อพูดถึงตัวเอง. จะมีใครเคยคิดและวิจารณ์เรื่องนี้ หรือเป็นผู้ บัญญัติการใช้คำนี้โดยการแนะนำของใคร ข้าพเจ้า ไม่ทราบ และอยากทราย ; ในที่นี้, เมื่อยังไม่ทราบ, ก็จะแถลงความเห็นส่วนตนออกไป เพื่อเป็นการเสนอ ความเห็นในความหวังอยู่ว่า ถ้าเป็นกุศลอยู่ข้างแล้ว ความมุ่งหมายที่มีอยู่ จะดำเนินไปจนถึงความสำเร็จ เพราะเป็นเรื่องที่ทำคนเดียวไม่ได้. "อาตมา" แปลว่า ตัวตน. (ยืมมาจากภาษาสันสกฤต โดยอนุโลมรูปศัพท์เดิม คือ อตฺมฺ, ภาษาบาลีเป็น อฺตา) พุทธ- ศาสนาคือศาสนาที่ไม่มีการถือว่า ตัวตน (Soul), ได้ เกิดขึ้นเป็นประโยชน์อย่างสูงสุดแก่โลก ก็เพราะการ ทำลายลัทธิถือว่าตน ให้ โลกเห็นความจริงอันลึก ละเอียด. แต่พุทธบริษัทมาใช้คำว่าตัวตน เป็นสรรพ-

น.704 นามของตน และผู้ใช้ก็เป็นผู้นำคือฝ่ายบรรพชิตเสีย ด้วย. ตามธรรมเนียมภาษาไทย ภิกษุสามเณรพูดกับ ฆราวาสต่ำ ๆ ใช้สรรพนามว่าฉัน เหมือนคนทั่วไปใช้, แต่ครั้นพูดกับคนชั้นสูงขึ้น นิยมเป็นคำ "อาตมา" คือ ตัวตนนี้ เห็นว่าเป็นการสอนลัทธิตัวตนไปในตัวเสียแล้ว, แทนที่จะกระตุ้นเตือนใจให้ละลัทธิตนแก่กัน กลับย้อม นิสัยทีละนิด ๆ ด้วยสรรพนามคำนี้อยู่แทบทุกวันทุกคืน เคยอ่านหรือจำได้ว่า ยุคก่อน ๆ ภิกษุนิยมใช้คำว่า "รูป" แทนคำอาตมานี้คราวหนึ่ง. มันเป็นคำซึ่งกลั่น- กรองออกมาจากดวงใจอันเป็นพุทธแท้ เป็นการสะกิด และอบรมมิให้ลืมหลักแก่นของพุทธศาสนาอยู่ทุก ๆ คำพูดที่ปล่อยออกไป. แต่ได้เลิกใช้กันเสียเมื่อไร โดย เหตุไร ยังไม่มีใครเล่าให้ข้าพเจ้าฟัง. ถ้าเป็นเพียงการ เลิกไปเสียเฉย ๆ เพราะไม่เพราะหู หรืออะไรในทำนอง นั้นแล้ว ก็เป็นที่น่าเสียดายมาก. ปราชญ์วรรณคดีและประวัติศาสตร์ เช่นโปร- เฟสเสอร ริส เดวิดสฺ เป็นต้น กล่าวว่า นับแต่ยุค

น.705 ป่าเถื่อนไม่มีอารยธรรมเลย เรื่อยมา จนกว่าจะถึง วันที่พระองค์เทศนา อนัตตลักษณสูตร ที่ป่าอิสิป ตนนั้น โลกไม่เคยได้ฟังคำว่า "อนัตตา" คือไม่ใช่ ตัวตนนี้เลย. สัญชาตญาณของสัตว์ คือการเห็นแก่ ตัวเองเห็นว่าเป็นตนของตนนี้ เป็นความโง่ (อวิชชา) ของโลกดึกดำบรรพ์ แต่ครั้งยังเป็นคนครึ่งสัตว์ครึ่งโน้น สำเร็จเป็นคำพูดออกมาทางปาก ว่า ตน หรือ อัตตา หรือแล้วแต่ภาษาของประเทศนั้น ๆ แต่แปล และมี ความหมาย ว่าตนเหมือนกันหมด. นี้เป็นสิ่งฝั่งแน่น ในสันดานมาทุก ๆ ชาติของสัตว์ตนหนึ่ง ๆ จนกระทั่งมา ได้รับความขูดเกลา จากพระพุทธเจ้า. โปรเฟสเสอร ริส เดวิดสฺ ยังกล่าวโดยเฉพาะเจาะจงชาวยุโรปว่า ชาวยุโรปเป็นผู้มั่นคงต่อลัทธิว่าตัวตน มาแต่ดึกดำบรรพ์ เช่นเดียวกับมนุษย์ส่วนอื่นของโลกเหมือนกัน จึงเป็น การยากเท่ากัน ที่ชาวยุโรปจะมาเข้าใจลัทธิอนัตตา ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่ฝั่งสันดานของเขา เช่นเดียวกับ ส่วนของโลกที่หาอารยธรรมมิได้ทั้งหลาย.

น.706 นี่พอจะเป็นเครื่องรับรองว่า ลัทธิอัตตา เป็น ข้าศึกต่อพุทธศาสนา หรือเป็นฝ่ายอวิชชา. พุทธศาสนา แปลกจากศาสนาอื่นทุก ๆ ศาสนาในโลกนี้ ก็เพราะมี คำว่า "อนัตตา" นี่เอง. เราพุทธบริษัท สั่งสอนกันด้วย หลักอันนี้สืบมา ตั้งความเพียรขูดเกลาความโง่ของกัน และกัน เพื่อการเห็นอนัตตา เราจึงควรทำทุกอย่าง เพื่อให้คนทุกคนสนใจต่ออนัตตาอยู่เสมอ. การที่เราให้ คำว่า "อาตมา" เป็นสรรพนามของภิกษุผู้พูดนั้น จึง เป็นปัญหาที่ต้องพิสูจน์ ว่าส่วนข้างมากที่จะเป็นไปตาม ธรรมดา แห่งสัญชาตญาณในทางจิตวิทยานั้น คำนี้ จะเป็นการส่งเสริมลัทธิอัตตา หรืออนัตตา ? เราจะละอายบ้างไหม ถ้าปรากฏว่าในโลกแห่ง พุทธบริษัท มีคำพูดคำนี้ใช้สำหรับภิกษุแต่ในประเทศ เรา (สยาม). แต่ถึงเราจะละอายหรือไม่ก็ตาม มันควร คิดอยู่เสมอเพื่อความเจริญแห่งวิชชาและเพื่อความดับ ไปทีละน้อย ๆ แห่งอวิชชา. ข้าพเจ้าจะมีสติวิปลาส อย่างไรบ้างก็ไม่ทราบ แต่มองเห็นว่า น่าคิดอยู่มาก ทีเดียว และกำลังคิดอยู่เสมอ.

น.707 คำว่า ฉัน เรา ท่าน เขา แก เอ็ง ฯลฯ อะไร ก็ตามที่ ซึ่งฆราวาสเขาใช้กันนั้นไม่เป็นปัญหา เพราะ เขาเป็นฆราวาส และพูดตามโวหารโลก ที่กล่าวกัน มาพอให้ฟังกันถูก และเรียกกันว่าสมมติสัจจะในโลก หากบรรพชิตยืมมาใช้เพราะติดหรือซินมาแต่เด็ก ก็ไม่ แปลกอะไร แต่เมื่อถึงคราวที่ตั้งศัพท์ ใช้เองเฉพาะพวก ตน กลับตั้งเข็มแล่นจี้ไปยังลัทธิอัตตา ยิ่งไปกว่าคำว่า "ฉัน" "เรา" ฯลฯ เสียอีก. โดยโวหารหรือสำนวนไทย, เป็นการจูงฆราวาสแล่นไปหา อัตตาจนถึงตัวทีเดียว. เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเราจะยังคงใช้คำ "ฉัน, เรา," ไป ตามเดิมมิดีกว่าหรือ ? หรือคำอื่นซึ่งห่างลัทธิอัตตา ออกมาอีกหน่อยก็ยังดีกว่า. ยิ่งได้คำที่บ่งอนัตตาอยู่ซัด ๆ เช่นคำว่า "รูป." อย่างนี้ก็เป็นการสอนว่า "อนัตตา ! อนัตตา ! ฯลฯ" ก้องไปทั้งประเทศ ทุก ๆ วินาที ทีเดียว. "รูปนี้สักว่ารูป ไม่ใช่ตัวตน เรา เขา สัตว์ บุคคล, ไม่ควรถือว่าของเรา." คำนี้ คือหลักแห่งคำ สอน. เมื่อเด็ก ๆ ที่พึ่งจะรู้เดียงสาได้ฟังคำ "รูป" จาก คำพูดของภิกษุหรือสามเณร ก็จะถามผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่

น.708 ก็อธิบายง่ายที่สุดว่ามันเป็นเหตุอย่างนั้น ๆ ที่ท่านได้พูด ว่ารูป. เด็กผู้มีหัวใจยังใสสะอาดขาวเหมือนกระดาษที่ ยังไม่ได้เขียน, เฉพาะส่วนนี้, ก็จารึกคำสอนแห่ง อนัตตาไว้ทันที เป็นการลงรากอย่างมั่นคง. จิตต วิทยาสอนให้เรารู้กันทั่วไปแล้วว่า เมื่อจิตรับเอาหลัก ลัทธิใดเข้าไปลงรากเสียแล้ว, หลักอื่นซึ่งตรงกันข้าม จะได้รับแต่ความผลักดันจากจิตนั้น ไม่ยอมรับเข้าง่าย ๆ จนกว่าจะได้รื้อเก่าออกเสียก่อน. เราควรมอบลัทธิ อนัตตาให้แก่เด็ก โดยคำว่า "อนัตตา ๆ" ให้เป็น เหมือนนมหรือแป้ง ที่ได้เตรียมไว้สำหรับทารกใน วันที่จะเริ่มกินอาหารได้ที่เดียว. นมเป็นอาหารส่วน กาย. "อนัตตา" เป็นอาหารส่วนใจ หรือสันดาน เพื่อ ความงอกงามแห่งธรรมพฤกษชาติ อันจะงอกงามขึ้น เพื่อสันติสุขแก่เขา โดยลงมือขูดเกลาอวิชชาไปแต่แรก เกิดทีเดียว. อาจมีผู้กล่าวว่า คำ “อาตมา" ก็เป็นเหตุให้ เด็กถาม. แต่เมื่อถูกถามผู้ใหญ่จะอธิบายยาก เพราะ จะต้องอธิบายกลับตรงกันข้าม คือให้เด็กยึดเอาโดยตรง

น.709 ข้ามกับที่เขาได้ฟังอยู่บัดนี้ ซึ่งจิตตวิทยายอกแก่เราสืบไป ว่ามันเป็นการยากแก่สัญชาตญาณของเด็กเล็ก ๆ เช่น นี้ ที่จะให้เขากลับรูปของสิ่งนั้นโดยตนเอง. หากเขา ไม่เข้าใจ ก็จะรับเอาทั้งผิด ไม่ได้กลับ, หากเขากลับ ได้ก็เป็นการยากอย่างยิ่ง และได้ ไม่เกลี้ยงเกลา เพราะ สัญชาตญาณมีธรรมดาง่าย ๆ ตรง ๆ สำหรับเด็กขนาด นั้น. ข้อนี้ เป็นการยากแก่ผู้ใหญ่ด้วย เป็นการร้าย หรือใกล้อันตรายแก่เด็กด้วย ซึ่งเมื่อเกิดการจารึก "อัตตา" ลงไปในสมองจนมั่นคงพอ อย่างที่เรียกใน อภิธรรมว่า ชวนจิตแล่นเกินกว่า ๗ ครั้งแล้ว ก็ยาก ที่จะถอน ต้องลงทุนมาก. การเห็นเป็นตนของตน ทำให้เห็นแต่แก่ตน. การเห็นแก่ตนจะไม่ทำให้รักผู้อื่น จะไม่รักชาติ เพราะ ไม่เสียสละตน. แทนที่จะเห็นแก่ชาติตนไปสู้รบกับ ชาติอื่น จะกลับหาทางเอาตัวรอด ชนะไหนเข้าด้วย ไปเลย. นี้พอเป็นตัวอย่างเพียงเล็กน้อยของโทษอันเกิด แต่การเห็นแก่ตน, จึงเป็นอันว่า เราควรอบรมลัทธิ ไม่เห็นแก่ตน แม้ในทางโลกิยะ. ส่วนในทางโลกุตตระ

น.710 นั้น ธรรมเทศนาต่าง ๆ ก็บอกอยู่แล้วว่า ความเห็น "อนัตตา" นั้นประเสริฐเพียงไร. ที่นี้ปัญหาข้อสุดท้าย จึงมีว่า การใช้คำว่า "อาตมา" และการเลิกใช้คำนี้ไปใช้คำอื่น เช่นคำว่า "รูป" เป็นต้นแทนนั้น จะเป็นการนำมาซึ่งผลในทำนอง อนุโลมหรือโดยตรงต่อผลดังกล่าวมาแล้ว หรือไม่ ? ข้าพเจ้าเองอุตส่าห์เขียนมาเสียยืดยาว เพราะเวลานี้ มี เหตุผลในใจตนว่า เป็นไปได้. หากเป็นความเห็นที่ถูก ต้องและเหตุผลเพียงพอ ก็ใคร่จะขออ้อนวอนให้ผู้อ่าน หรือได้รู้จากผู้อ่านทุก ๆ คน ขบคิด ในเรื่อง "ข้อคิด เกี่ยวกับการใช้สรรพนาม" นี้ด้วย. ใจเป็นใหญ่ ! เมื่อ ใจเห็นและชอบหรือพอใจแล้ว กายหรือวาจามันก็เป็น ไปเอง เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าไม่เห็นว่าจำเป็น ในการ ที่จะขอร้องสืบไปว่า ภิกษุเราจงใช้สรรพนามเรียกตัว เองว่า "รูป" ดังยุคโบราณกันเถิด. เพราะใจของท่าน เป็นใหญ่ กว่าคำของข้าพเจ้า. เมื่อทั้งหมดตกลงใช้ ข้าพเจ้าเป็นผู้เอาด้วยแน่ ๆ. โมกขพลาราม ๑ ม.ค. ๗๗

น.711 ประเพณีบ้านนอก ที่ร้านฆ่าสัตว์ขายยังไม่เจริญ เมื่อถึงคราวทำบุญ เช่น สารทหรือการทำบุญประจำปี อย่างอื่นก็ดี หรือการมงคลบางอย่าง เช่น การวิวาห์ อันนิมนต์พระภิกษุไปสวดมนต์ และเลี้ยงก็ดี เป็นการ ปรากฏชัดเจนอยู่ด้วยกันทุกคนว่า ไก่ ปลา ฟองไก่ ฟองเป็ด ฯลฯ ถูกล้างผลาญอย่างมากมายกว่าธรรมดา ในวันนั้น เพื่อประกวดกันในเรื่องอาหารข้าง ด้วยคิดว่า เมื่อของอร่อยมาก ก็ได้บุญมากข้าง ล้วนแต่ฆ่าอุทิศ เจาะจงภิกษุโดยตรงแท้ ๆ ทายกเองก็รู้อยู่แก่ใจ (ยาง คนถ้าไม่ได้ทำถวายพระแล้วไม่ทำก็มี). ภิกษุสามเณร ก็รู้ คนนอกศาสนาก็รู้ ไม่มีใครที่ไม่รู้ เพราะเป็น ประเพณีที่สืบกันมานาน นานจนเลื่อนหรือลืมไปว่า เป็น การทำบาป. มันเป็นการทำขายใหม่ล้างบาปเก่า หรือ อย่างดีก็เปรียบเหมือนการหุงข้าวด้วยไม้พื้นที่ผุ ๆ และ ทั้งเปียกน้ำ, จะได้ผลเป็นอย่างไร ก็พอจะทรายกันอยู่ ทุกคนแล้ว.

น.712 พอใกล้ถึงวันกำหนด ก็เตรียมซื้อหาสิ่งของ เหล่านี้ หรือที่ตนเลี้ยงไว้เองก็ปรนปรือให้อ้วนท้วนเต็ม ที่ เช่นเดียวกับพวกจีนปรนไก่หรือห่านก่อนวันตรุสสำ- หรับฆ่ากินเอง, แต่ฆ่าในนามของเจ้าหรือผีเหมือนกัน, แล้วก็ "ฆ่าเพื่อทำบุญ” เช่นนี้. คิดดูเถิด มันจะเป็น อุททิสมังสะที่พระองค์ทรงห้ามหรือไม่ ? ถ้าเป็นแล้ว ทายกจะได้บุญสมตามที่ประสงค์ได้อย่างไร. เรื่องนี้ไม่ ยากในการคิดหรือการพิจารณา แต่ยากในการที่จะพูด จะอธิบาย เพราะมนฝืนกิเลสหรือฝืนความนิยมของคน จำนวนมาก. ข้าพเจ้าไม่มองเห็นข้อแก้ตัวอย่างใดเลย. ถ้าผู้ใดมี, โปรดบอกเล่าแก่กัน ให้ผ่องแผ้วในใจ และ บำเพ็ญกันสืบไปโดยขี่ติ ปราศจากกังขา. ถ้าหากว่า ไม่มี และมองเห็นตรงกันว่า แทนที่จะเป็นบุญ กลับ เป็นยายยิ่งขึ้น เหมือนเอาน้ำผสมอุจจาระมาล้างเท้า ซึ่งเพียงแต่เปื้อนด้วยฝุ่นละออง ให้เปื้อนยิ่งขึ้นแล้ว ก็ได้ โปรดร่วมมือร่วมใจกัน หาวิธีแก้ไขสะสางกันเสีย ใหม่, เพื่อความหมดจดบริสุทธิ์แก่บรรพชิตผู้บริโภค

น.713 และเป็นกุศลแก่ทายกสมหมาย และทั้งดีมีผลพอที่จะ อุทิศส่งไปให้เปตชนผู้ล่วงลับไปแล้วได้ด้วย. ข้าพเจ้าผู้แถลงความรู้สึกของตนเองดังนี้ มิใช่ เพื่อต้องการให้เป็นที่ขาดหมางกระทบกระเทือนเลยแม้ แต่น้อย นอกจากจะตั้งใจเพียงขอให้ช่วยกันชำระซัก- ฟอกการบำเพ็ญบุญของพวกเรากันเอง ให้สะอาดดีขึ้น เท่านั้น และขอให้มองเห็นอกของบรรพชิตที่ตั้งใจสำ- รวมศิล อันจะเป็นผู้รับและฉันอาหารนั้นข้าง. โปรด อย่าลืมว่า วิธีอื่นยังมีถมไป ที่เราจะเอิบอิ่มด้วยบุญได้ โดยห่างพ้นจากบาปอันนี้. หลักสั้น ๆ มีอยู่ว่า อย่าฆ่า สัตว์อุทิศ (คือเจาะจง) ถวายพระก็แล้วกัน. เพราะถ้า ท่านรู้อยู่ เห็นอยู่ หรือเพียงแต่นึกรังเกียจขึ้นมาเอง เพราะรู้ดีว่าเดี๋ยวนี้ชาวบ้านเขามีประเพณีเช่นนี้กันทั่วไป และทั้งภิกษุนั้นเอง ก็เคยเป็นชาวบ้านมาแล้วแต่ก่อน ด้วย ท่านก็จะรับและฉันอาหารนั้นไม่ได้. ถ้าขึ้นฉันก็ ต้องอาบัติทุก ๆ คำที่ฉัน. เช่นนี้แล้วบุญจะเกิดขึ้นได้ โดยอาการอย่างไร. ภิกษุต้องเป็นยาย คือต้องอาบัติ เพราะฉันสิ่งที่ตนรู้อยู่ว่าเขาฆ่าเพื่อถวายพระแท้ๆ เพราะ

น.714 ไม่ถึงวันที่จะไปทำบุญที่วัดพร้อม ๆ กัน เขาก็ไม่ฆ่า ทั้งทายกก็พูดกันทั่วไป ในเมื่อพบปะไต่ถามกันว่า, "ทำไปวัดพรุ่งนี้เช้า" ด้วยกันทั้งนั้น. ทายกเล่าก็เป็น ยาปโดยฆ่าเองบ้าง ใช้ผู้อื่นให้ฆ่าข้าง. เมื่อขายทั้ง ปฏิคาหกและทายกด้วยกันทั้งคู่เช่นนี้แล้ว บุญจะโผล่ ขึ้นมาได้อย่างไร. ทายกเอง หรือผู้ตายไปแล้วที่ทายก จะอุทิศให้ จะได้รับบุญอย่างไร. แต่ว่าความยุ่งยากเศร้าหมองอันนี้ คงไม่เป็น การยากจนเกินกว่าที่จะแก้ไข. ทายกหรือภิกษุฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง ก็สามารถแก้ไขได้. ถ้าร่วมมือกันแก้ไขทั้ง สองฝ่าย ก็จะยิ่งเร็วขึ้น. ทายกอย่าฆ่าเอง อย่าใช้ ให้เขาฆ่าทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เป็นแต่จะแสวงหา เอาจากที่เขามีขายกันอยู่ตามธรรมดา, อย่านิยมการ เห่อเหิม ในการประกวดกันด้วยอาหารที่ทำไป ด้วย อำนาจกิเลสซักนำ, อย่านำให้เกิดประเพณีที่เศร้าหมอง ทั้งทายกและปฏิคาหกเช่นนี้ขึ้นอีก, ที่มีมาแล้วช่วยกัน ทำลายเสีย. โดยวิธีนี้เองที่กล่าวว่าทายกฝ่ายเดียว ก็ อาจปัดเข่าความเสียหายอันนี้ให้หมดไปได้. เพราะถึง

น.715 อย่างไรก็ตาม ภิกษุไม่อาจฆ่าสัตว์บริโภคเองได้เลย. ที่เป็นมาแล้ว ก็เพราะทายกเป็นผู้ร่วมคิดสมรู้ ทั้งที่ เข้าใจผิด. ขอให้ทายกผู้แสวงบุญจริง ๆ จงพิจารณาดู เห็นจริงแล้วขอให้สำนึกไว้เสมอ. เมื่อทายกทำบริสุทธิ์ พระก็พลอยบริสุทธิ์ด้วย, จึงได้กล่าวว่าทายกฝ่ายเดียว ก็แก้ไขได้. แต่อย่างไรก็ดี ภิกษุที่มีศิลเป็นที่รักยิ่ง กว่าปากกว่าท้อง ฝ่ายเดียวก็แก้ ไขได้อีกเหมือนกัน คือเป็นผู้รักษาธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ไม่ยอมสมรู้กับ ทายกที่ทำทั้งไม่รู้สึกตัวในเรื่องนี้. เมื่อไม่ยอมฉันอาหาร ที่เศร้าหมอง ผิดธรรมผิดวินัยแล้ว, ครั้งเดียวเท่านั้น ทายกก็จะหมุนไปหาความบริสุทธิ์ได้. แต่ข้อนี้จะทำได้ ก็เฉพาะในเมื่อเราเป็นภิกษุที่มีศีลเป็นที่รักยิ่งกว่าปาก กว่าท้อง ทุก ๆ รูปด้วยกันเท่านั้น. 'ส่วนการร่วมมือร่วม แรงด้วยกันทั้งฝ่ายภิกษุและทายกนั้น เป็นอันว่าได้ กำลังแรงสองเท่าตัว จะรวดเร็วและง่ายดายขึ้นอีกมาก. ในกาลก่อน พระพุทธองค์เองก็ดี พระสาวกก็ดี มีวันคืนล่วงไป ๆ ด้วยอำนาจการซักซ้อมพรหมวิหาร

น.716 ธรรมอย่างชำนิชำนาญอยู่เสมอ. ที่เป็นพระขีณาสพแล้ว ก็ยังทำเพื่อเป็นทิฏฐานุคติแก่ผู้ที่ยังไม่เย็น เรื่องชนิดนี้ จึงเกิดขึ้นไม่ได้. การอบรมเมตตากรุณาให้ชำนาญอยู่ เสมอนั้น มีอำนาจมากพอที่จะไม่ให้สะเพร่าในเรื่องนี้ หรือถึงกับปล่อยให้ความเห็นแก่ปากแก่ท้องครอบงำเอา ซึ่งหน้าได้ง่าย ๆ เลย และนี้มันก็เป็นจุดหรือแก่นสาร อันสำคัญอันหนึ่ง ของความเป็นสมณะ. ในพระบาลีซีวก สูตร ๑ แสดงให้เห็นว่า พระพุทธองค์ไม่ทรงประสงค์ ให้สาวกทำหูทวนลม ในเรื่องนี้ แล้วอ้างว่าฉันไม่รู้ ๆ ดังนี้เลย. การที่หมอชีวกเข้าไปทูลถามเรื่องนี้ ก็เพราะ เขาประหลาดใจสุดที่จะทนได้แล้ว ในเมื่อได้ยินเขาว่ากัน ว่า สมณะในพระพุทธศาสนา ฉันเนื้อที่เขาฆ่าเจาะจง ถวายตน. ในบัดนี้ก็เช่นเดียวกัน มันจะขาดหูและขาดตา หรือขาดใจเป็นอันมากสำหรับผู้เคารพต่อธรรมวินัย ใน เมื่อได้เห็นหรือได้ยินว่า เรื่องชนิดนั้นได้เกิดขึ้นในบัดนี้ อีก. ๑. บาลีชีวกสูตร ม. ม. ไตร ล. ๑๓ น. ๔๘ บ. ๕๖ หรือจะพลิกดู ได้จาก พุทธศาสนาปีที่ ๑ เล่มที่ ๔ น. ๑๐๕.

น.717 ภิกษุยางพวกหรือบางนิกาย ที่สมัครไม่ฉันเนื้อ เสียเลย ก็เพราะเยื่อต่อการที่จะต้องคอยถามคอยระวัง ในเรื่องเช่นนี้ กลัวจะเป็นอุททิสมังสะ (คือเนื้อที่ไม่ควร ฉัน เพราะทายกฆ่าเจาะจงถวาย) ตามที่ตนระแวงอยู่ บ้าง, จะเป็นอกับขี่ยะมังสะสิบอย่าง (เนื้อไม่ควรฉันโดย กำเนิด เช่นเนื้อเสือเป็นต้น) ที่ทรงห้ามอย่างเด็ดขาด ข้าง. มันเป็นการขายที่จุบจิบหยุมหยิมน่ารำคาญอยู่ นับ ว่าเขาเหล่านั้นฉลาดในส่วนที่จะหาความสบายให้แก่จิต อยู่ ไม่น้อย. และที่จริงสำหรับเรื่องนี้ ถ้าจะไม่พยายาม ขูดเกลากันเสียแล้ว อาจเกิดการน้อยใจ หรือการโกรธ ขึ้นแก่บรรพชิตบางท่าน ที่อาหารส่วนของตนไม่มีเนื้อ สัตว์เป็นที่พอใจ เพราะตนเคยติดมาก่อน ก็เป็นได้. ขอท่านผู้หวังต่อความงดงามแห่งบุญ โปรด แนะนำส่งเสริมกันให้เป็นที่เข้าใจยิ่งขึ้นไปกว่าที่ข้าพเจ้า พูดมาแล้วแต่ย่อ ๆ นี้เถิด. ในที่นี้ ยังมิได้มุ่งหมายถึง กับว่าจะพากันเลิกบริโภคเนื้อสัตว์อย่างเด็ดขาด เป็น แต่ประสงค์ว่า ถ้าจะทำบุญด้วยเนื้อสัตว์นั้น ควรทำด้วย เนื้อที่บริสุทธิ์เท่านั้น จึงจะเป็นบุญขึ้นมาได้สมประสงค์

น.718 มิฉะนั้น จะกลายเป็นการทำบาป ใหม่ล้างบาปเก่า หรือ ทำความเศร้าหมองยุ่งยากเพิ่มให้แก่พระศาสนาอันเป็น ที่รักของตนไป โดยไม่รู้สึกถึงความร้ายกาจเลยแม้แต่ น้อย. มันเป็นสิ่งที่น่าสงสารยิ่งนัก หมายเหตุ : - ควรอ่านบาลีชีวกสูตร และอัฏฐกถาแห่งสูตรนั้น จากหนังสือพิมพ์พระพุทธศาสนา ปีที่ ๑, ภาค พระไตรปิฎกแปล หน้า ๑๐๕.

น.719 ศีลข้อหนึ่ง มีความมุ่งหมายเพื่อมิให้มีการ ฆ่าสัตว์โดยเจตนา. มีแง่คิดบางประการที่ยังเป็นปัญหา ข้อโต้เถียงกันอยู่ คือควรกินเนื้อหรือกินผัก. ท่านโลก นาถภิกขุชาวอิตาเลียนมีหลักประจำตัวว่า ภิกษุและอุบา- สกอุบาสิกาไม่ควรกินเนื้อสัตว์เลย โดยอ้างว่า เป็นการ ล่วงศีลข้อหนึ่ง โดยทางอ้อมและเป็นการเสียเมตตาไป. พวกเราชาวสยามผู้มีเลือดเนื้อเป็นพุทธมาหลาย ชั่วอายุ คนแล้ว ยังไม่เคยรู้สึกหรือจะรู้สึกอย่างท่านโลกนาถ เพราะเราเชื่อด้วยเหตุผลตามพระโอวาทว่า ถ้าไม่มี เจตนาก็ไม่เป็นกรรมอันจะให้ผล ซึ่งเป็นหลักอันใครจะ ค้านมิได้. ข้าพเจ้าก็เป็นผู้หนึ่งแห่งพุทธบริษัทชาวสยาม และยังมีความเห็นตรงในหลักนี้ทุกประการ. แต่ข้าพเจ้า มีข้อคิดบางอย่าง ซึ่งเห็นว่าเราไม่ควรนิ่งกันอยู่ ควร เผยแผ่ให้รู้สึกไว้ทั่วกันเฉพาะผู้ที่ยังไม่เคยรู้สึก

น.720 การทำให้สัตว์ตายโดยไม่มีเจตนานั้นไม่ บาป. เราเคยรังเกียจไหม ในความจริงประจำวันหนึ่ง ๆ คือ ทุก ๆ ครั้งที่เราหายใจ วิทยาศาสตร์บอกแก่เราว่า จุลินทรีย์ (germs) อาจติดลมหายใจเข้าไปด้วยหลายพัน ตัวต่อหนึ่งครั้ง. มันมีชีวิตอยู่ในอากาศ และมันเข้าไป ตายในปอดของเรา โดยเราหายใจเข้าไป. นี้บาปไหม ? ถ้าบาป ก็อย่าหายใจเพื่อช่วยชีวิตสัตว์ จำนวนหลาย หลาย - ล้าน - ล้าน ๆ ไว้ในชั่วชีวิตเราคนหนึ่ง ๆ ถ้ามิฉะนั้น จะเศร้าหมองใจ คือยาป. ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่บาป เพราะเราหายใจเพื่อมี ชีวิตอยู่ ไม่ใช่หายใจเพื่อฆ่าตัวจุลินทรีย์เหล่านั้น หาก เช่นนี้เป็นยาปแล้ว เราจะเคลื่อนไหวตัวมิได้เลย. ใคร จะนับได้ว่า เนื้อที่ชั่วฝ่าเท้าที่เหยียบลงไป จะมีชีวิตซึ่ง เรามองไม่เห็นอยู่ก็ชีวิต. แต่เราทายได้ และมันก็เป็น ความจริงว่ามี แต่ไม่ทราบจำนวนว่ากีชีวิต. เพราะ ฉะนั้นจึงต้องเข้าใจว่า ไม่ขายเพราะไม่มีเจตนา มิฉะนั้น แล้วเราไปไหนไม่ได้เลย. จะทำงานอาชีวะเซ่นไถนา เผาไร่ ขุดสวน ก็ไม่ได้หมด เพราะรู้อยู่ซัดว่าสัตว์จะ

น.721 ต้องตาย. แต่เราทำได้โดยไม่บาปก็เพราะเราไม่มี เจตนามิใช่หรือ. หลักที่ขายทั้งไม่มีเจตนานั้นเป็นหลัก แห่งลัทธิเดียรถิย์อื่น ซึ่งมีอยู่ก่อนพุทธกาล และยังคง มีมาจนถึงบัดนี้ เรียกกันว่าศาสนาเซน หรือไซนะ. ลัทธิ นี้เขาถือว่ามีชีวิตกระทั่งเม็ดกรวดเม็ดทราย เคลื่อนไหว ไปถูกมันเข้าก็ขายแล้ว เพราะทำให้มันเจ็บซ้ำหรือตาย เขาถือว่า มีศีลบริสุทธิ์เฉพาะเมื่อนั่งอยู่กะที่เท่านั้น ใช้ ของอ่อนนุ่มเซ่นหางนกยูงปัดฝุ่นแล้วนั่งบริกรรม จึงจะ เป็นเวลาที่บริสุทธิ์. ขอให้คิดดูว่าทั้งที่ลัทธินี้มีก่อนพุทธ- กาลกระทั่งบัดนี้ ได้แผ่ออกไปได้กี่มากน้อย. กี่คนใน โลกเป็นบริษัทของลัทธินี้ ? ข้อนี้น่าจะเป็นเหตุผลได้ข้าง กระมังว่า เพราะเขาถือจัดเกินไปจนเสียประโยชน์หรือ เหตุผลอันจะน้อมโลกให้เลื่อมใส. ปาณาติป่าตา เวรมณีสิกขาปทํ สมาทิยามิ = "ข้าพเจ้าสมาทานบทแห่งสิกขา คือเจตนาเป็นเครื่อง เว้นจากการทำสัตว์ มี ปาณะ ให้ตกล่วง." นี่เป็นการ แปลตรงตัวสิกขาบททุกตัวอักษร. สัตว์มีปาณะคืออะไร? อะไรคือปาณะ ?

น.722 ปาณะเป็นภาษาบาลี ภาษาไทยเรียกว่า ปราณ. ปราณคืออะไร ข้อนี้มีคำอธิบายมากเกินกว่าที่จะถกกัน ให้ละเอียดในที่นี้. จะกล่าวตามความเห็นของคนทั่วไป อย่างย่อ ๆ ตามหลักที่รับรองกัน. ปราณคือชีวิตที่ ละเอียดผสมอยู่ ในสิ่งต่าง ๆ ที่ยังเป็นอยู่. หมดปราณ หรือวายปราณก็ตาย. อรรถกถาแก้คำนี้ไว้ว่า ปาณํ ปรมตฺโต ชีวิตินทรีย์ = "กล่าวโดยปรมัตถ์ ชีวิติน ทรีย์ ชื่อว่าปราณ." หรือจะกลับกันว่า ปราณคือชีวิติน ทรีย์ก็ได้. ชีวิตินทรีย์ก็คือชีวิต หรือความเป็นอยู่. ใน ตัวสิกขาบท ก็ห้ามสิ่งที่มีปราณ (ไม่ได้บ่งว่าต้องมี วิญญาณด้วย), เพราะฉะนั้น การฆ่าสัตว์ที่มีปราณ ก็คือปาณาติบาต. ต้นไม้มีปราณไหม ? ตัวจุลินทรีย์ (germs) มี ปราณไหม ? ข้อนี้ออกจะพิสูจน์ยาก. ถ้าต้นไม้มีปราณ การฆ่าต้นไม้ด้วยเจตนาก็ขายแน่. ภิกษุฆ่าต้นไม้ทรง ปรับอาบัติเท่ากับฆ่าสัตว์.๑ ถ้าทำลายพืชของต้นไม้ ๑. หมายถึงอาบัติปาจิตตีย์เท่ากัน ตามสิกขาบทที่หนึ่ง แห่งภูตคาม วรรค, และสิกขาบทที่หนึ่ง แห่งสัปปาณวรรค.

น.723 ช่นเมล็ดพันธุ์ ผักที่ยังเพาะงอก ก็เป็นอายัติรองลงมา. นี้เพราะมันมีปราณหรือ ? กล่าวกันว่า ทรงบัญญัติข้อนี้ เพราะเพื่ออนุโลมตามธรรมเนียมยุคพุทธกาล ส่วน ข้าพเจ้ายังไม่เคยพบพุทธาธิบายในเรื่องนี้ มีแต่มติส่วน ตนว่า พระองค์ทรงเห็นว่า ต้นไม้มีชีวิต เมล็ดพืชก็มี ชีวิต แต่ว่าเป็นชีวิตที่ต่ำเตี้ยลงมา. ยังน้อยจนไม่ควร จะห้ามสำหรับฆราวาสผู้ยัง "หนา" อยู่. แต่มากพอที่ จะบัญญัติห้ามสำหรับพวกที่ออกบวช หรือผู้ที่ “บาง" แล้ว ; จึงทรงบัญญัติว่า บาปเฉพาะภิกษุ ภิกษุใช้เขา ถอนต้นไม้ หรือ "ฆ่า" ต้นไม้ ขายเท่ากับใช้ให้ฆ่าสัตว์. ภิกษุกินผักโดยเจตนา ก็ควรขายหรือไม่ขายเท่ากับกิน เนื้อสัตว์โดยเจตนา เพราะของสองสิ่งนี้ ทรงวางไว้ สำหรับภิกษุโดยเสมอกัน. การที่ภิกษุประกาศให้เขา ฆ่าต้นไม้ - ผัก เจาะจงตน ก็ควรเหมือนหรือเท่ากับการ บอกให้เขาฆ่าสัตว์เจาะจงตน. ชาวบ้านฆ่าผักหรือต้นไม้ เจาะจงพระ ก็ต้องเท่ากับฆ่าสัตว์เจาะจงพระ. สำหรับ ส่วนตัวพระ คือ พระคงฉันไม่ได้เช่นเดียวกัน. แต่ขอ ให้เข้าใจว่า พระยังมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ขาย ก็คือรับ

น.724 อาหารจากชาวบ้านมาตามแต่เขาจะให้อะไร และเป็น อาหารที่เขาไม่ได้มีเจตนาฆ่าเจาะจงพระ เป็นอาหาร บริสุทธิ์. เพราะฉะนั้น พระจึงไม่มีทางเลือก หรือ จำกัดอาหารได้เลยเป็นอันขาด. มันจะเป็นอะไรก็ตาม แต่ เมื่อเย็นอาหารที่กินได้สำหรับมนุษย์และไม่ผิดวินัย ก็รับมาฉันก็แล้วกัน. มิฉะนั้นจะเกิดขายขึ้นโดยส่วนใด ส่วนหนึ่งแน่นอน ในเมื่อบอกว่าต้องการผักหรือเนื้อ แล้ว ระบุให้เขาไปฆ่ามาให้. แต่อาจมีโอกาสในเมื่อมีผู้ฆ่า ขายอยู่ตามธรรมดาทั้งผักและเนื้อ โดยไม่ยายหรืออาจ บาปได้เท่ากัน โดยไม่มีข้อแตกต่างระหว่างเนื้อกับผัก สำหรับพระ, สำหรับกรณีที่ยาป. ส่วนสำหรับชาวบ้านโดยเฉพาะนั้น ผิดกัน เพราะมีข้อยกเว้นเช่นเดียวกับสิกขาบทอื่น ๆ เป็นอันมาก เนื่องจากอยู่ในชั้นที่ยัง "หนา" ดังว่ามาแล้ว. เขาฆ่า ต้นไม้ได้โดยไม่ขาย เพราะศีลของเขาจำกัดความแค่ นั้น. เพราะฉะนั้น เขาจึงฆ่าผักกินเองก็ได้ ถวายพระ ด้วยก็ได้ แต่เขาจะฆ่าสัตว์กินเองไม่ได้ แม้จะถวาย พระด้วยก็ตาม. นี่เพราะสิกขาบทผิดกันในชื่อที่เรียก

น.725 หมือนกัน. นอกจากสิกขาบทปาณาติบาตนี้แล้ว ยังมี อีกหลายสิกขาบทที่จำกัดความสูงต่ำกว่ากัน. เช่นน้ำ เมา เป็นอจิตตกอายัติสำหรับภิกษุดื่มทั้งไม่รู้ว่าเย็นน้ำ เมา ก็เป็นอายัติ, แต่อุบาสกไม่มีโทษ. อุบาสกทำ เมถุนกรรมได้โดยให้ถูกต้องตามประเพณี แต่ภิกษุเย็น ทำไม่ได้เลยทุกประการ. อุบาสกลักทรัพย์แล้วสมาทาน ศีลได้อีก, อวดอุตริมนุสสธรรมแล้ว ก็ต่อศีลข้อสี่อีก ได้. แต่ภิกษุลักทรัพย์เข้าขิด ๕ มาสก หรืออวดอุตริ มนุสสธรรมแล้ว ก็ "ตาย" จากภิกษุเอาทีเดียว, เหล่านี้ พอเป็นตัวอย่าง. รวมความว่า ภิกษุกับฆราวาสมีความ หมายแห่งศีลต่างกันคนละชั้น. โดยเฉพาะสำหรับ สิกขาบทที่ ๑ นี้ สรุปได้เป็นใจความว่า ภิกษุฆ่าเอง หรือให้ฆ่า ซึ่งสัตว์ เป็นบาปเช่นเดียวกับฆราวาส. ภิกษุฆ่าเองหรือให้ฆ่าซึ่งต้นไม้เป็นยาย แต่ไม่เช่นเดียว กับฆราวาส คือฆราวาสไม่ขาย. นี้หมายเฉพาะที่มี เจตนารู้อยู่. ถ้าไม่มีเจตนาแล้ว ไม่มีใครบาปเลย เช่นเดียวกับการหายใจทำให้จุลินทรีย์ตาย หรือเดิน กลางคืนเหยียบปลวก ซึ่งยกฝูงออกหากินกลางคืนตาย

น.726 เป็นต้น. เราไม่ควรถือโดยอ้อมค้อมค้านกันไปมาเลย จะ กลายเป็นการทำให้หดสั้นเข้า แทนการเผยแพร่ออกไป สำหรับพระศาสนา. เราจะต้องถือให้ตรง ! ให้มีเหตุผล เพียงพอ ! มิฉะนั้นแล้ว ภิกษุจะใช้เทียนไขก็ไม่ได้ ปลาวาฬจะถูกฆ่าเอาน้ำมันมากขึ้น, จะฉันยาถ่ายท้อง ก็ไม่ได้ พยาธิไส้เดือน ฯลฯ จะตาย จะถ่ายอุจจาระลง ในถานก็ไม่ได้ หนอนในหลุมยางตัวจะตาย ฯลฯ. ดูมัน เกินไปเสียแล้วกระมัง ! ท่านโลกนาถได้กล่าวผิดพลาดไปหรือ ? ภิกษุ ควรฉันเนื้ออีกต่อไปหรือ ? ก่อนแต่จะตัดสิน ขอให้ท่าน เข้าใจว่า ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น ไม่ได้มีส่วนในการ เป็นคำตอบของปัญหาสองข้อนี้เลย. ท่านโลกนาถกล่าว ไม่ผิด ! ถ้าไม่จำเป็นแล้ว - ภิกษุไม่ควรฉันเนื้อสัตว์เย็น อันขาด ! นี่คือหลักประเด็นที่จะได้อธิบายกันต่อไป. ในข้อแรกขอกล่าวเสียก่อนว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ เป็นคนฝ่ายโลกนาถภิกษุอิตาเลียน หรือฝ่ายใดหมด นอกจากฝ่ายที่ประกอบด้วยเหตุผล. ข้าพเจ้าเคยไป สนทนากับท่านโลกนาถเป็นเวลานาน บางตอนถึงกับ

น.727 กลายเป็นการโต้วาทะกันก็มี อย่างน้อยก็คงทำให้ข้าพ- เจ้ารู้จักท่านได้ข้าง. ข้าพเจ้ากล้ากล่าวว่า ท่านโลกนาถ กล่าวไม่ผิด ก็เพราะส่วนใหญ่กล่าวไม่ผิดจริง; และ เพราะข้าพเจ้าเป็นนักเพ่งแต่ฝ่ายดี จึงไม่สนใจถึงการ กล่าวพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของท่านโลกนาถนั้นเลย. อิก ประการหนึ่งเราจะต้องต้อนรับแขกต่างประเทศของเรา ด้วยเจตนาดีอย่างเดียวเสมอ. เราเป็นศิษย์พระพุทธองค์ ควรประกอบกรรมดีโดยส่วนเดียว. ส่วนใหญ่ที่กล้ากล่าวว่า ท่านโลกนาถกล่าว ไม่ผิดนั้น หมายถึง การชักชวนให้เราก้าวหน้าใน การอบรมใจ ดีกว่าที่จะนิ่งเฉยอยู่. เรื่องบางเรื่องที่มี ผู้เห็นเป็นสำคัญ แต่ข้าพเจ้าเห็นเป็นเพียงเกร็ดของเรื่อง ก็มีอยู่มาก เช่นการพิสูจน์ว่า พระพุทธองค์ฉันเนื้อหรือ ไม่ เป็นต้น. ความจริงพระพุทธองค์ต้องทรงฉันเนื้อแน่ ๆ แต่เป็นส่วนน้อยที่สุด เพราะหาฉันยากตามประเพณี พื้นเมืองของอินเดีย. แต่ท่านโลกนาถพยายามพิสูจน์ว่า ปัจฉิมบิณฑบาตเป็นเห็ดนั้น ขอให้เราให้อภัยแก่ท่าน อย่างเดียวกับที่โบราณาจารย์ของเรา หวังดีต่อเรา

น.728 อ้างว่าบนสวรรค์มีนางฟ้าเท่านั้นเท่านี้ เราจะยึดเอาเป็น กรรมสิทธิ์ได้ด้วยการบำเพ็ญบุญอย่างนั้นอย่างนี้ อันเป็น การต้อนคนเข้ามาในการปฏิบัติดีงาม แต่เราไม่ถือว่า ท่านกล่าวเท็จ กล่าวผิด หรืออะไรหมดก็แล้วกัน เพราะ เราเป็นคนเพ่งดีท่าเดียว. ข้อสำคัญ อยู่ที่โลกนาถภิกขุประสงค์ให้เรา ก้าวหน้าในสัมมาปฏิบัติ ! ข้าพเจ้าจึงว่าท่านกล่าวไม่ผิด เพราะเจตนาของท่าน ดี. การให้เว้นเนื้อเสพผัก เป็นการก้าวหน้าในสัม- มาปฏิบัติอย่างไร ก็เข้ากับปัญหาในประเด็นหลังของ ข้าพเจ้าแล้ว จะถือโอกาสตอบพร้อมกันไปคราวเดียว กัน ดังต่อไปนี้. คำว่า "จำเป็น" หมายถึง ความจำเป็นของ ภิกษุ ที่จะเลือกสั่งอาหารไม่ได้ ต้องฉันตามแต่ ที่จะได้มา ดังกล่าวมาแล้วในวันก่อน. แต่ขอให้เข้า ใจว่า สำหรับประเทศซึ่งนิยมกินผักปนเนื้อเช่นประเทศ เรานั้น เกือบจะไม่มีการจำเป็นอะไรนัก ที่จะต้องสั่ง อาหารผัก เพราะอย่างไรเสีย อาหารนั้นก็คงปรุงกัน

น.729 ทั้งเนื้อและผัก ซึ่งเราอาจเว้นเนื้อ ฉันแต่ผักได้เสมอ ไป และยังมีผลไม้อันอุดมกว่าเมืองหนาวอีกเป็นอันมาก. ความจำเป็นโดยเฉพาะมักเกิดในคราวเดินทาง หรือ ในการสมาคมกับพวกที่ชอบกินเนื้อล้วน ๆ เป็นต้น. แต่ เพราะเราจะต้องสมาคม เพื่อประกาศพระศาสนาแก่คน ทุกประเภท เราจึงมี ข้อแม้ ในเมื่อมีเหตุจำเป็น. ทั้ง เพื่อไม่ให้มีการเลี้ยงยากเย็นพิเศษเกิดขึ้นด้วย. ทำไมเราจึงไม่ควรกินเนื้อสัตว์ (ในเมื่อ ไม่จำเป็น) ? เพราะว่า เป็นการทำเพื่อยึดเอาประโยชน์ ทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม. เป็นการก้าวหน้าของสัม- มาปฏิบัติอันหนึ่ง ซึ่งได้ผลมาก แต่ลงทุนทางฝ่ายวัตถุ น้อยที่สุด ไปมากอยู่ทางฝ่ายใจ, ซึ่งจะแยกอธิบาย ดังนี้. ฝ่ายธรรม เช่น : ๑. เป็นการเลี้ยงง่ายยิ่งขึ้น. เพราะผักหาง่ายในหมู่คนยากจนเข็ญใจ มีการปรุง อาหารด้วยผักเป็นพื้น นักเสพผักย่อมไม่มีเวลาที่ต้อง กระวนกระวายเพราะอาหารไม่ถูกปากเลย ส่วนนักเสพ

น.730 เนื้อ ต้องเลียบเคียงเพื่อได้อุทิสมังสะบ่อย ๆ. ทายกเสี่ย ไม่ได้โดยในที่ ก็พยายามหาให้. ทายกที่มีใจเป็นกลาง เคยปรารภกับข้าพเจ้าเองหลายต่อหลายนักแล้ว ว่า สามารถเลี้ยงพระได้ตั้ง ๕๐ องค์ โดยไม่ต้องมีการ รู้สึกลำบากอะไรเลย ถ้าไม่เกี่ยวกับปลากับเนื้อ ซึ่ง บางคราวต้องฝืนใจทำไม่รู้ ไม่ชี้กันมาก ๆ มิใช่เห็นแก่ การที่มีราคาแพงกว่าผัก แต่เป็นเพราะรู้ดีว่ามันจะต้อง ถูกฆ่าเพื่อการเลี้ยงพระของเรา. มีอีกหลายคนที่แรก ที่ค้านว่า อาหารผักล้วนทำให้วุ่นวายลำบาก. แต่เมื่อ ได้ลองไปเพียงสองสามครั้ง กลับสารภาพว่า เป็นการ ง่ายยิ่งกว่าง่าย เพราะบางคราวไม่ต้องติดไฟเลยก็มี ตัณหาของนักเสพผักกับนักเสพเนื้อ มีแปลกกันอย่างไร จักกล่าวในข้อหลัง. เฉพาะข้อนี้ขอจงทรายไว้ว่า คนกิน เนื้อเพราะแพ้รสตัณหา, กินเพราะตัณหา, ไม่ใช่ เพราะให้เลี้ยงง่าย. ๒. เป็นการฝึกในส่วนสัจจธรรม. คนเราห่างจาก ความพ้นทุกข์ เพราะมีนิสัยเหลวใหลต่อตัวเอง, สัจจะ ในการกินผักเป็นแบบฝึกหัดที่น่าเพลิน บริสุทธิ์สะอาด

น.731 ได้ผลสูงเกินที่คนไม่เคยลองจะคาดถึง. มันเป็นอาหาร ที่จะหล่อเลี้ยง "ดวงความสัจจะ" ในใจของเราให้สม- บูรณ์ แข็งแรง ยิ่งกว่าแบบฝึกหัดอย่างอื่น ซึ่งเป็นแบบ ฝึกหัดที่ค่อนข้างง่ายโดยมาก, หรือยากที่จะได้ฝึก เพราะไม่สามารถนำมาเป็นเกมฝึกหัดประจำทุก ๆ วัน. เราต้องฝึกทุกวัน จึงจะได้ผลเร็ว การฝึกใจด้วยเรื่อง อาหาร อันเป็นสิ่งที่เราบริโภคทุกวัน จึงเหมาะมาก. อย่าลืมพระพุทธภาษิตที่มีใจความว่า สัจจะเป็นคู่กับผ้า กาสาวพัสตร์. ๓. เป็นการฝึกในส่วนทมธรรม. (การข่มใจให้ อยู่ในอำนาจ). คนเราเกิดมีทุกข์เพราะตัณหาหรือ ความอยากที่ข่มไว้ไม่อยู่. ข้อพิสูจน์เฉพาะเรื่องผักกับ เนื้อง่าย ๆ เช่นข้าพเจ้าเห็นชาวตำบลย่ำดอนสูง ๆ ขึ้น ไป อุตส่าห์หายอาหารผักลงมาแลกปลาแห้ง ๆ ทาง บ้านแถบริมทะเล ขึ้นไปรับประทาน, ทั้งที่ต้องเสียเวลา เป็นวัน ๆ และทั้งที่กลางบ้านของเขามีอาหารผักพวก เผือกมัน, มะพร้าว, ผัก, ฟัก, ฯลฯ อย่างสมบูรณ์ และ ทั้งที่อาหารเหล่านั้นยังเป็นของสดรสดี, สามารถบำรุง

น.732 ร่างกายได้มากกว่าปลาแห้ง ๆ จนราจับ ที่อุตส่าห์หาย หิ้วขึ้นไปไว้เป็นเสบียงกรังเป็นไหน ๆ. ผู้ที่ไม่มีการข่ม รสตัณหา จักต้องเป็นทาสของความทุกข์ และถอย หลังต่อการปฏิบัติธรรม. การข่มจิตด้วยอาหารการกิน ก็เหมาะมาก เพราะอาจมีการข่มได้ทุกวันดังกล่าวแล้ว การข่มจิตเสมอเป็นของคู่กับผ้ากาสาวพัสตร์. ควร ทราบว่า มันเป็นการยากอย่างยิ่ง ที่คนแพ้ลิ้นจะข่ม ตัณหา โดยเลือกกินแต่ผัก จากจานอาหารที่เขา ปรุงด้วยเนื้อและผักปนกันมา ! จงยึดเอาเกมที่เป็น เครื่องชนะตน อันนี้เถิด. ในการเลี้ยงพระของงาน ต่าง ๆ ข้าพเจ้าเคยเห็น เคยได้ยินเสียงเรียกเอ็ด แต่ อาหารเนื้อ ส่วนอาหารผักล้วนดูเหมือนเป็นการยากที่ จะได้ถูกเรียกกับเขา แล้วยังเหลือกลับไปอิก. แม้ อาหารที่ปรุงระคน ก็หายไปแต่ชิ้นเนื้อ ผักคงเหลือ ติดจานกลับไปก็มี. และยิ่งกว่านั้นก็คือ ควรทราบว่า แม่ครัวหรือเจ้าภาพเขารู้ตัวก่อนด้วยซ้ำ เขาจึงปรุง อาหารเนื้อไว้มากกว่าอาหารผักหลายเท่านัก. ทั้งนี้ ก็

น.733 เพราะตัณหาทั้งของฝ่ายทายกและปฏิคาหก ร่วมมือกัน "เบ่งอิทธิพล." ๔. เป็นการฝึกในส่วนสันโดษ. (การพอใจเท่าที่ มีที่ได้). ชีวิตพระย่อมได้อาหารชั้นพื้น ๆ โดยมาก. ข้าพเจ้าเคยเห็นบรรพชิตบางคนเว้นไม่รับอาหารจาก คนยากจน เพราะเลวเกินไป คือเป็นเพียงผักหรือผลไม้ ชั้นต่ำ แม้จะรับมาก็เพื่อทิ้ง. นี่เป็นตัวอย่างที่ไม่มีความ สันโดษ หรือถ่อมตน การฝึกเป็นนักเสพผักอย่างง่าย ๆ จะแก้ปัญหานี้ได้หมด. สันโดยเป็นทรัพย์ของบรรพชิต อย่างเอก. ๕. เป็นการฝึกในส่วนจาคะ. (การสละสิ่งอันเป็น ข้าศึกแก่ความสงบหรือพ้นทุกข์). นักเสพผักมีดวงจิต บริสุทธิ์ผ่องใส เกินกว่าที่จะนึกอยากในเมื่อเดินผ่าน ร้านอาหารนอกกาล หรือถึงกับนิกไปเอง ในเรื่องจะ บริโภคให้มีรสหลาก ๆ ; เพราะผักไม่ยั่วในการบริโภค มากไปกว่าเพียงเพื่ออย่าให้ตาย, ต่างกับเนื้อซึ่งยั่วให้ ติดรสและมัวเมาอยู่เสมอ. ความอยากในรสที่เกิน จำเป็นของชีวิต, ความหลงใหลในรส, ความหงุดหงิด

น.734 เมื่อไม่มีเนื้อที่อร่อยมาเป็นอาหาร ฯลฯ เหล่านี้ ข้าพเจ้า รับรองได้ว่า ไม่มีในใจของนักกินผักเลย. ส่วนนักเสพ เนื้อนั้น ย่อมทรายของท่านได้เอง เป็นปัจจัตตังเช่น เดียวกับธรรมะอย่างอื่น. ๖. เป็นการฝึกในส่วนปัญญา (ความรู้เท่าทัน ดวงจิตที่กลับกลอก). การกินอาหารจะบริสุทธิ์ได้นั้น ผู้กินต้องมีความรู้สึกแต่เพียงว่า "กินอาหาร" (ไม่ใช่ กินผักหรือเนื้อ, คาวหรือหวาน.) และเป็นอาหารที่ บริสุทธิ์. การที่จะปรับปรุงใจให้ละวางความยึดมั่นว่า เนื้อ - ผัก - หวาน - คาว ดี - ไม่ดี ฯลฯ เหล่านี้เย็นแบบ ฝึกหัดที่ยาก. แต่ถ้าใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นโทษของ การยึดมั่นในชื่ออาหาร มามีความสำคัญแต่เพียงว่าเป็น "อาหาร" ที่บริสุทธิ์แล้วก็บริโภคอยู่เสมอแล้ว นี่ก็ เป็นการก้าวก้าวใหญ่ของการปฏิบัติธรรม. ไม่มีอะไรดี ไปกว่าอาหารผัก ที่จะเป็นอารมณ์อันบังคับ ให้ท่าน ต้องใช้ปัญญาพิจารณามันอยู่เสมอทุกมื้อ, เพราะเนื้อ ทำให้หลงรส ผักทำให้ต้องยกใจขึ้นหารส เหมาะแก่ สันดานของสัตว์ ซึ่งมีกิเลสย้อมใจจับแน่นเป็นน้ำฝาด

น.735 แต่เดิม. แต่ปัญญาของท่านต้องมีอยู่เสมอว่า ไม่ใช่ จะไปนิพพานได้เพราะกินผัก เป็นเพียงการช่วยเหลือในการ ขูดเกลากิเลสทุกวันเท่านั้น. ไว้นาน ๆ จะทดลองความ รู้สึกในใจของท่านว่า จะบริสุทธิ์สะอาดพอหรือยัง ด้วย การลองรสอาหารที่ยั่วลิ้นเสียคราวหนึ่ง, คือเนื้อที่ปรุง ให้มีรสวิเศษนั่นเอง ก็ได้. ข้าพเจ้าเอง ไม่ได้มีความเห็นว่า ฝ่ายที่จะช่วย เหลือการขูดเกลาจิตใจต้องเย็นผัก, ความจริงมันควร เป็นอาหารชั้นเลว ๆ ไม่ประณิตก็พอแล้ว. แต่เมื่อใคร่ ครวญดูไป ๆ ก็มาตรงกับอาหารผัก. เพราะเนื้อนั้นทำ อย่างไรเสีย ก็ชวนกินอยู่ตามธรรมชาติ, แม้เพียงแต่ ต้มเฉย ๆ มันก็ยังยั่วตัณหาอยู่นั่นเอง. เพราะฉะนั้น ฝ่ายที่จะปรายตัณหาจึงกลายเป็นเกียรติยศของผัก, คือ อาหารที่จะข่มตัณหาได้, และมีแต่ทางบริสุทธิ์อย่าง เดียวโดยไม่มีการระวังเลยก็ได้, เหมาะสำหรับผู้ที่ ระแวงภัยในความประมาทอยู่เสมอ. ฝ่ายโลก เช่น : ๑. ผักมีคุณแก่ร่างกาย ยิ่งกว่าเนื้อหรือไม่, วิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ก็พอที่จะ

น.736 รับว่าจะทำให้มีโรคน้อย มีกำลังแข็งแรง มีดวงจิต สงขกว่ากินเนื้อ, (ชาวอินเดียด้วยกัน ที่เป็นพวกกินเนื้อ ดุร้ายกว่าพวกที่เป็นพราหมณ์ ไม่กินเนื้อโดยกำเนิด), มีความื้นในความอยาก - ความโกรธ ความมัวเมา น้อยลงเป็นอันมาก. ๒. ทางเศรษฐกิจ. ราคาผักกับเนื้อ ทราย กันอยู่แล้วว่าผิดกันเพียงไร. ของดีไม่ใช่มีหลักว่าต้อง แพงเสมอไป แต่ของแพงคือของสำหรับคนโง่ คน ทะเยอทะยาน. ของที่มีคุณภาพสมค่า หรือเกินค่า ไม่ใช่ของแพงแม้จะมีราคาเท่าไรก็ตาม และเป็นของ สำหรับคนฉลาด. อาหารเลว ๆ ไม่ได้ทำให้คนโง่ลงเลย ยิ่งเนื้อและผักแล้ว เนื้อเสียอีกกลับจะทำให้โง่ คือหลง รสของมันจนเคยซิน. คน ๆ เดียวกันนั่นเอง ถ้าเขา เป็นนักเสพผักจะเป็นคนเข้มแข็ง มีใจมั่นคง ไม่โยก เยกรวนเร ยิ่งกว่าเป็นนักเสพเนื้อ. (กินผักมากที่สุด กินเนื้อแต่เล็กน้อยเท่าที่จำเป็นจริง ๆ ก็เรียกว่านักเสพ ผัก. ผักหมายถึงผลไม้ - น้ำตาลสด - ขนม ฯ ล ฯ แม้ จะหมายถึงนมด้วยก็ได้.)

น.737 ธรรมชาติแท้ ๆ ต้องการให้เรากินผัก. ขอจงคิดให้ลึกหน่อยว่า ธรรมชาติสร้างสรรพวกเรา ให้มีความรักชีวิตของตนทุก ๆ คน. เราควรเห็นอก ของสัตว์ที่มีความรู้สึกด้วยกัน มิฉะนั้นก็ไม่มีธรรมเสีย เลย. ลองส่งดวงใจที่เป็นกลาง ๆ ไปทั่วใจสัตว์ทุกตัว ที่ต้องพรากผัว - เมีย - ลูก - แม่ - พ่อ ฯลฯ โดยถูก ฆ่า เป็นอาหาร แล้วลองเทียบถึงใจเราบ้าง, ถ้ามีพวกยักษ์ ใหญ่มาทำแก่เราเช่นนั้น เราจะรู้สึกอย่างไร ? เราจะ ถึงกับขอร้องให้พระเจ้าช่วยหรือไม่ ถ้ามีพระเจ้าที่จะ ช่วยได้ ? และคิดสืบไปว่า เมื่อเราอาจช่วย หรืออาจ เสียสละรสที่ปลายลิ้นเพื่อช่วยชีวิตสัตว์อื่น หรือผู้อื่นได้ แล้ว, ธรรมของมนุษย์ (สัตว์มีใจสูง) จะไม่ช่วยให้ เราทำเพื่อเห็นแก่อกเขาและอกเราบ้างเที่ยวหรือ. แม้ พระพุทธองค์ก็ทรงบำเพ็ญพระเมตตาบารมีอย่างกว้าง ขวาง. ทำไมเราจึงไม่ช่วยในเมื่อเรารู้ว่าเราอยู่ในฐานะ ที่จะช่วยได้ แม้ว่าไม่ช่วยก็ไม่ขายก็ตาม ? ธรรมชาติจะมีผักหญ้าผลไม้ พอให้เราบริโภค พอเพียงเสมอ. มนุษย์มากขึ้น ๆ ทุกปี, ส่วนสัตว์มี

น.738 น้อยลง ๆ ทุกปี. โลกมนุษย์ขยายตัวออก, โลกสัตว์ เดรัจฉานหดสั้นเข้า. ในที่สุด เนื้อจะไม่พอกันกิน ต้อง เลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง. ก็ที่ดินขนาดเท่ากัน สามารถ เลี้ยงสัตว์พอเพื่อมนุษย์ น้อยกว่าปลูกผักเพื่อมนุษย์, คิด ดู ที่หนึ่งไร่ เราอาจปลูกพืชพันธุ์ เลี้ยงคนได้หลาย สิบคนในปีเดียว แต่ไม่พอเพื่อเลี้ยงวัว ๑ ตัว สำหรับกินเนื้อและต้องหลายปี. ปัญหาจึงไปตกหนัก อยู่ที่เนื้อสัตว์จะไม่พอ. หาใช่ที่ผักจะไม่พอไม่. แม้ปลา ในมหาสมุทร ก็บอกสถิติตัวเองอยู่เรื่อย ๆ มาแล้วว่า จะต้องขาดมือลง. แต่ข้อสำคัญที่สุดนั้น คือมันไม่ให้ คุณไปกว่าผักเลย. มีนักปราชญ์ทางวิทยาศาสตร์ คำนวณว่า เนื่อง จากเกิดใหม่มากกว่าการตาย ในเวลานี้ได้มีจำนวน พลโลกเพิ่มขึ้นถึงปีละ ๒๑ ล้านคน, และต่อไปจะเพิ่ม มากทวีขึ้นอีก ถ้าไม่มีเหตุใดมาทำให้จำนวนลดน้อยลง, เป็นต้นว่า การสงครามหรือโรคภัยที่ร้ายแรงมาลด จำนวนลงเสียมาก ๆ เป็นพิเศษ, ในอีกร้อยปีจะมีจำนวน คนถึง ๕๐๐๐ ล้าน (ห้าพันล้าน) คน. ในเวลานั้นพื้น

น.739 ดินทุก ๆ แห่งจะต้องใช้เป็นที่ทำการเพาะปลูก เพื่อได้ อาหารมาเลี้ยงมนุษย์, ไม่มีที่ดินและอาหารผักพอที่จะ เลี้ยงสัตว์, มนุษย์จะต้องกินอาหารผักและข้าวโดยตรง แทนการกินเนื้อซึ่งเป็นการกินผักโดยทางอ้อม. มหา เศรษฐีจึงจะมีนมและเนื้อกินโดยเลี้ยงวัวไว้บนตึกชั้นสุด ยอด หรือในสวนข้าง ๆ บ้าน. เวลานี้มีคนเพียงประมาณ ๒๐๐๐ ล้านคน เรา มีจำนวนคนที่อดอยากอยู่มากมายเพียงไร ? อีกร้อยปี ข้างหน้าเมื่อมีคนถึง ๕๐๐๐ ล้านคน ภาวะของความ จนจะเป็นอย่างไร ความจำเป็นจะบังคับให้คนต้องกิน อาหารผักและเมล็ดข้าวเท่านั้น. สำหรับภิกษุ ไม่จำเป็นจะต้องรับรู้มาถึงเหตุผล ของฝ่ายโลกดังกล่าวมานี้ก็จริง แต่เพราะเป็นเพศนำ ของเพศอื่น จึงควรดำรงอยู่ในอาการที่เป็นไปฝ่ายข้าง พ้นทุกข์สงบเยือกเย็นอยู่เสมอ. ไม่เป็นคนดื้อด้านต่อ เหตุผล, ไม่เป็นคนเลี้ยงยาก, ไม่เป็นคนละเลยต่อการ ขูดเกลาความรู้สึกของธรรมดาฝ่ายต่ำ มีการเห็นแต่ แก่ตัวหรือความอร่อยของตัวเป็นต้น, ไม่เป็นผู้หาข้อ

น.740 แก้ตัวด้วยการตีโวหารฝีปาก, แต่จะเป็นคนรักความ ยุติธรรม, รักความสงบ, แผ่เมตตาไม่จำกัดวง - ไม่ จำกัดความรับผิดชอบ พร้อมด้วยเหตุผลอยู่เสมอ. เพราะฉะนั้น ภิกษุจึงไม่ควรนิ่งเฉยต่ออารมณ์ที่เกื้อกูล แก่ความก้าวหน้าในส่วนใจของตนแม้แต่น้อย. การเว้นบริโภคเนื้อ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทรงห้ามหรือ ฝืนพระบัญญัติสำหรับดวงใจที่ประสงค์เพื่อขูดเกลากิเลส ของตน - ดวงใจที่ไม่เอาคนนอกส่วนมากเป็นประมาณ - ดวงใจที่ไม่แพ้ลิ้น - ดวงใจที่ ไม่ประสงค์การตีโวหาร. การไม่บริโภคเนื้อ ก็เป็นธุดงค์อย่างเดียวกับธุดงค์อื่น ๆ ซึ่งทรงตรัสไว้ว่าเป็นการขูดเกลากิเลส แต่ก็ไม่ทรง บังคับกะเกณฑ์ให้ใครถือ. แต่เมื่อใครถือ ก็ทรงสรร- เสริญเป็นอย่างมาก เช่นทรงสรรเสริญพระมหากัสสป, ธุดงค์ ๑๓ อย่าง บางอย่าง เช่น เนสัชชิกังคะ ก็ไม่มี ใครเชื่อว่าเป็นพุทธภาษิตนัก, แม้จำนวนสิบสาม ก็ ไม่ใช่จำนวนที่ทรงแต่งตั้ง เมื่อเช่นนั้น การขูดเกลาใจ ด้วยการเว้นเนื้อก็เป็นสิ่งที่รวมลงได้ในธุดงค์ หรือมัช- ฌิมาปฏิปทานั่นเอง เพราะเข้ากันได้กับสิ่งที่ทรงอนุญาต ในฝ่ายธรรม มิใช่ฝ่ายศิลซึ่งเป็นการบังคับ.

น.741 ท่านคงประหลาดใจหรือสงสัยว่า ข้าพเจ้าเห็น แต่จะสนับสนุนมติของตนเอง จึงส่งเสริมให้ฝึกใจด้วย อาหารผัก. ข้อนี้ขอตอบว่า เพราะเป็นโอกาสที่จะ ฝึกฝนทดลอง ขูดเกลา ได้ทุกวันนั่นเอง. วิธีอย่างอื่น โดยมากเราต้องคอยระลึกขึ้นมา ไม่ได้ผ่านมาเฉพาะ หน้าเราทุกวัน ๆ เช่นอาหาร. และอีกอย่างหนึ่งคน ธรรมดาเราก็ติดรสอาหารกันแทบทั้งนั้น มันเป็นเครื่อง ทดลอง หรือวัดน้ำใจเรา เปรียบเหมือนออกสงคราม ต่อสู้ข้าศึกอยู่เสมอ. ถ้าไม่กลัวว่ามันเป็นเครื่องทดลอง วัดน้ำใจของท่านเกินไปแล้ว ท่านคงเห็นพ้องกับข้าพเจ้า ทีเดียวว่าเราควรยึดเอาบทเรียนประจำวันบทนี้เย็นแน่, เพราะมันจะเป็นผู้เตือนให้เราฝึกมันทุกวันที่เดียว, - เป็น บทเรียนที่ยาก แต่เปิดโอกาสให้เราฝึกได้ทุก ๆ วัน. ท่านอาจถามข้าพเจ้าว่า เราจะไปนิพพานด้วย การกินผักกันหรือ ? ข้าพเจ้าก็อาจตอบได้ โดยย้อนให้ ท่านตอบในตัวเองว่า เราจะไปนิพพานได้ โดยต้องบวช เป็นบรรพชิตเท่านั้นแลหรือ? ถ้าท่านตอบว่า การ บวชเป็นเพียงการช่วยให้เร็วเข้าเท่านั้น เพราะฆราวาส

น.742 ละ ๑๓๗ ก็บรรลุมรรคผลนิพพานได้แล้ว ข้าพเจ้าก็พิสูจน์ให้ ท่านได้ทันทีว่า การกินผักก็อย่างเดียวกัน เพราะเป็น การฝึกใจช่วยให้ไปถึงการชำนะตัณหาเร็วเข้า ดังกล่าว แล้ว. ถ้าใครจะพยายามพิสูจน์ว่า กินผักเพราะพระ พุทธองค์ไม่ฉันเนื้อ หรือกินเนื้อเย็นยายแล้ว ข้าพเจ้า ก็เห็นว่าไม่มีเหตุผลเพียงพออย่างเดียวกับท่าน, เพราะ เนื้อที่บริสุทธิ์ไม่ขาย และพระองค์ก็ฉันเนื้อ. ถ้าท่านยังแย้งว่า การกินผักไม่ได้เป็นการ ก้าวหน้าของปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้ามีคำตอบแต่เพียงว่า ท่านยังไม่รู้จักตัวปฏิบัติธรรมเสียเลย ท่านจะรู้จักการ กินผักซึ่งเป็นอุปกรณ์ ของการปฏิบัติธรรมอย่างไรได้. ขอให้ทรายว่า "การกินผักไม่ได้ถือเป็น ลัทธิหรือบัญญัติ". เราฝึกบทเรียนนี้ โดยไม่ได้ สมาทาน หรือปฏิญญาณ อย่างสมาทานลัทธิ หรือศีล. มันเป็นข้อปฏิบัติฝ่ายธรรมทางใจ ซึ่งเราอาศัยหลัก กาลามสูตร หรือโคตมีสูตรเป็นเครื่องมือตัดสินแล้ว ก็พบว่าเป็นแต่ฝ่ายถูก ฝ่ายให้คุณโดยส่วนเดียว เย็น การขูดเกลากิเลสซึ่งพระพุทธองค์สรรเสริญ. แต่ถ้า

น.743 ใครทำเพราะยึดมั่น ก็กลายเป็นสีลัพพตปรามาสยิ่งขึ้น. และถ้าบังคับกัน ก็กลายเป็นลัทธิของพระเทวทัต. ที่จริง หลักมัชฌิมาปฏิปทา สอนให้เราทำตามสิ่งที่เรามอง เห็นด้วยปัญญาว่าเป็นไปเพื่อความขูดเกลากิเลสเสมอ, แต่เรามองเห็นแล้วไม่ทำ ก็กลายเป็นเราไม่ปรารถนา ดีไปเอง, ส่วนผู้ที่ยังมองไม่เห็นนั้น ไม่อยู่ในวงนี้. มัชฌิมาปฏิปทาคือการทำดีโดยวงกว้าง ! วันนี้ข้าพเจ้าเขียนมาก จนคาดว่าบรรณาธิการ จะรังเกียจ เพราะจะแย่งเนื้อที่ของเรื่องแผนกอื่นมากไป จึงขอไว้อธิบายเพิ่มเติมในโอกาสหลังข้าง. แต่ขออย่า ลืมหลักสั้น ๆ ว่า เราไม่ได้เสพผักเพื่อเอาชื่อเสียงว่า เป็นนักเสพผัก ( Vegetarian ) เลย, เราก้าวหน้าใน การขูดเกลาใจเพื่อยึดเอาประโยชน์อันเกิดแต่การมี กิเลสเขายางอีกส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะฉะนั้น เมื่อท่าน ผู้ใดจะวิเคราะห์เหตุผลทั้งหลายของข้าพเจ้า โปรดใช้ กฎประจำใจอันนี้เข้าผสมด้วยเสมอ, และอย่าลืมว่า ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นคนฝ่ายโลกนาถภิกษุ หรือฝ่ายใคร นอกจากฝ่ายที่มีเหตุผล แล้วและตั้งหน้าปฏิบัติด้วย

น.744 ความเชื่อ - ความนับถือตนเองเท่านั้น. และข้อสำคัญ ที่สุดก็คือ ข้าพเจ้าไม่ได้ขอร้องให้ท่านเป็นนักผัก, เย็น แต่แสดงความคิดเห็นของข้าพเจ้าในเรื่องนี้ ขอร้อง เพียงให้ท่านนำไปคิดดู, เมื่อท่านคิดแล้วในกาลต่อไป ท่านจะเป็นนักผักหรือนักเนื้อ ก็แล้วแต่เหตุผลของ ท่าน. พุทธบุตรที่แท้จริง คือ "คนมีเหตุผล." ที่จริง นักเนื้อก็ไม่ใช่ผู้อันใครจะพึงรังเกียจเช่นเดียวกับผู้ไม่ สมาทานธุดงค์อย่างอื่น เช่นทรงไตรจีวร, หรืออยู่โคน ไม้เหมือนกัน, เพราะเป็นเรื่องที่ไม่บังคับ โมกขพลาราม ๑ ธันว์ ๗๗.

น.745 ประกอบข้อคิดเกี่ยวกับศีลข้อหนึ่ง ลังกาวตารสูตร ลังกาวตารสูตร เป็นคัมภีร์หลัก (text) ของ พุทธศาสนาฝ่ายมหายาน. เป็นคัมภีร์หนึ่งในเก้าคัมภีร์ซึ่ง เป็นคัมภีร์สำคัญ ที่เรียกว่าสูตร สูตรหนึ่งนั้นมิใช่สั้น ๆ เช่นที่เราเข้าใจกัน แต่เป็นหนังสือเล่มขนาดใหญ่ หรือ คัมภีร์หนึ่งนั่นเอง. ลังกาวตารสูตร พิมพ์ขึ้นเป็นภาษา สันสกฤต เมื่อ ค.ศ. ๑๙๒๒ โดยท่าน Bunyin Nangio, M.A. (oxon). D. Litt. Kyoto. สูตรน แปลเป็นภาษาจีนครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. ๔๔๓ โดยท่าน คุณภัทระแห่งอินเดีย, เป็นครั้งที่สองเมื่อ ค.ศ. ๕๑๓ โดยท่าน โพธ รุจิ แห่งอินเดีย. และครั้งที่สามเมื่อ ค.ศ. ๗๐๐ โดยท่านศึกษานันทะ แห่งอินเดียเหมือนกัน. เป็นสูตรว่าด้วยศีลธรรมล้วน. ภาคที่แปดแห่งลังกาวตารสูตรนี้ กล่าวถึงเรื่องการ กินเนื้อสัตว์โดยเฉพาะ เรียกว่า ภาคมางสภักษนปริวรรต. จากข้อความในภาคนี้ ย่อมเป็นการพิสูจน์ไว้อย่างเต็มที่ว่า สาวกในพระพุทธศาสนานิกายนี้จะเป็นบรรพชิต หรือ ฆราวาสก็ตาม จะไม่รับประทานเนื้อปลาหรือเนื้อสัตว์ ชนิดใดชนิดหนึ่งเลย. ต่อไปนี้เป็นข้อความบางตอน ซึ่ง ตัดตอนมาจากข้อความในภาคนั้น โดยเห็นว่าพวกเรา แม้ เป็นฝ่ายเถรวาท ( หินยาน ) ก็ควรได้อ่านฟังกันไว้บ้าง เป็นการประกอบการศึกษาเรื่องนี้ ด้วยใจอันเป็นอิสระ.

น.746 ข้อความในพระสูตรนั้น มีดังนี้ :- "พระตถาคตเจ้าผู้องค์อรหันต์ ได้ตรัสรู้อย่าง ถูกถ้วนแล้ว, และได้ตรัสความเย็นกุศลหรืออกุศล แห่งการบริโภคเนื้อสัตว์แก่เรา, เพื่อว่าเราและสาวก อื่น ๆ ในพระพุทธศาสนา ทั้งในปัจจุบันและอนาคต จะ ได้ประกาศสัจจธรรมอันนี้ แก่เขาเหล่าโน้นผู้บริโภค เนื้อสัตว์ เพื่อเป็นการทำลายความอยากในเนื้อสัตว์ ของเขานั้น ๆ เสีย." "พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า: โอ, มหา บัณฑิต ! ด้วยน้ำหนักแห่งเหตุผลอันมากมายเหลือจะ ประมวญ ย่งแสดงว่าเนื้อทุกชนิดเป็นสิ่งที่ควรปฏิเสธ โดยสาวกแห่งพระพุทธศาสนา ผู้มีใจเปี่ยมอยู่ด้วย ความกรุณา. สำหรับเขาเหล่านั้น เราจักกล่าวแต่ โดยย่อ ๆ. โอ, มหาบัณฑิต ! ในวัฏฏสงสารอันไม่มี ใครทรายที่สุดในเบื้องต้นนี้ สัตว์ผู้มีชีพได้พากันท่อง เที่ยวไปในการว่ายเวียนในการเกิดอิกตายอิก. ไม่มี สัตว์แม้แต่ตัวเดียว ที่ในบางสมัย ไม่เคยเป็น แม่ พ่อ

น.747 พี่น้องชาย พี่น้องหญิง ลูกชาย ลูกหญิง หรือ เครือญาติอย่างอื่น ๆ แก่กัน. สัตว์ตัวเดียวกัน ย่อมถือ ปฏิสนธิในภพต่าง ๆ เป็นกวาง หรือสัตว์สี่เท้าอื่น ๆ เป็นนก ฯลฯ ซึ่งยังนับได้ว่าเป็นเครือญาติของเราโดย ตรง. สาวกแห่งพระพุทธศาสนา จะทำลงไปได้ อย่างไรหนอ, จะเป็นผู้สำเร็จแล้ว หรือยังเป็นสาวก ธรรมดาก็ตาม ผู้เห็นอยู่ว่าสัตว์เหล่านี้ทั้งหมด เป็น ภราดรของตน, แล้วจะเชือดเถือเนื้อของมัน ? โอ, บัณฑิต ! เนื้อสุนัข เนื้อผ้า อูรู ม้า โค และเนื้อมนุษย์เหล่านี้เป็นเนื้อที่ประชาชนไม่รับประทาน. แม้กระนั้นเนื้อของสัตว์เหล่านี้ถูกนำมาปลอมขายในนาม ของเนื้อแกะ ภายในเมืองเพราะเห็นแก่เงิน. เพราะ เหตุนี้ เนื้อสัตว์จึงเป็นสิ่งไม่ควรกิน โดยสาวกแห่ง พระพุทธศาสนา. โอ, บัณฑิต! เพราะว่าเนื้อย่อมเกิดมาจาก เลือดและน้ำอสุจิ, เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นสิ่งไม่ควร บริโภค สำหรับสาวกแห่งพระพุทธศาสนา ผู้ประสงค์ ต่อความสะอาดบริสุทธิ์.

น.748 และเพราะมันเป็นการสร้างความหวาดกลัวให้ เกิดขึ้น ในระหว่างกันและกัน โอ, บัณฑิต! เพราะ ฉะนั้น เนื้อนี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรบริโภคโดยบรรพชิต แห่งพระพุทธศาสนา ผู้ประสงค์มิตรภาพในเพื่อนสัตว์ ด้วยกัน ทุกถ้วนหน้า. ตัวอย่างอันประจักษ์เช่น เมื่อ ได้เห็นนายพรานย่า ชาวประมง หรือนักกินเนื้ออื่น ๆ เดินมาแม้ในระยะอันไกล สัตว์ทั้งหลายก็สดุ้งกลัวเสีย แล้ว. บางครั้งหรือบางชนิดขาดใจตายเพราะความกลัว เนื่องจากมันรู้ ดีว่าเขาจะฆ่ามัน. ทำนองเดียวกัน สัตว์ ตัวน้อย ๆ อื่น ๆ ในท้องฟ้า ขนยก หรือในน้ำก็ตาม เมื่อได้เห็นนักกินเนื้อแต่ที่ไกล หรือได้กลิ่นด้วยจมูกอัน ไวของมัน ก็จะพากันวิ่งหนีไปไกล พร้อมกับความ รู้สึกอยู่ในใจว่า เขาเหล่านั้นเป็นผือสุรกายผู้ล้างผลาญ, นั่นเพราะความกลัวต่อความตายของมัน. เนื้อเป็นสิ่งที่ควรกินสำหรับผู้ใจดำอำมหิต, เป็นสิ่งที่มีกลิ่นน่ารังเกียจ, เป็นต้นเหตุของความเสื่อม เสีย, และเป็นสิ่งที่จะถูกห้ามกันโดยท่านสัตบุรุษ, โอ, บัณฑิต ! เนื้อนี้เป็นของไม่ควรบริโภคโดยพุทธสาวก.

น.749 สัตบุรุษย่อมบริโภคเฉพาะแต่อาหารที่ สมควรแต่ท่านผู้บริสุทธิ์, ไม่ยอมบริโภคเนื้อและเลือด เพราะฉะนั้นควรที่สาวกแห่งพระพุทธศาสนา จะต้องไม่ บริโภคเนื้อสัตว์เลย. พระพุทธเจ้าผู้ซึ่งเยือกเย็นไปด้วยพระกรุณา มี พระทัยเต็มเปี่ยมไปด้วยความเป็นที่พึ่งที่ป้องกันแก่ดวงใจ ของปวงสัตว์ และมีพระสัมปชัญญะสมบูรณ์พอที่จะไม่ ปล่อยให้เป็นโอกาส สำหรับความเสื่อมเสียระบาดขึ้น ได้เลยนั้น ย่อมจะทรงบัญญัติเนื้อสัตว์ว่าเป็นสิ่งไม่ควร บริโภค. โอ, บัณฑิต! ในโลกนี้มีคนเป็นอันมาก ซึ่ง กล่าวคำเท็จเทียมต่อพระพุทธดำรัส ให้ผิดไปจากความ จริง. เขากล่าวกันว่า บรรดาผู้ซึ่งคัดค้านอาหาร อัน สมควรแก่ท่านผู้บริสุทธิ์แห่งสมัยเพรงกาล ย่อมกิน อาหารเหมือนนักกินเนื้อ ย่อมเที่ยวใส่ความทุกข์เจ็บ ปวดให้แก่สัตว์น้อย ๆ ที่มีชีวิตอยู่ในอากาศ ขนยก และในน้ำ, เที่ยวรบกวนรังควานมัน ทั้งที่นี้และที่นั่น อยู่เสมอ. สมณภาพของเขาถูกทำลายเสียย่อยยับแล้ว, 2

น.750 พราหมณภาพของเขาถูกทำให้เศร้าหมองเสียแล้ว, เขา มิได้ประกอบด้วยศรัทธาและสมาจาร. คนชนิดนี้แหละ ที่กล่าวคำเท็จเทียมมากมายหลายชนิดแด่พระพุทธ วจนะ. โอ, บัณฑิต ! มีกลิ่นที่น่ารังเกียจ ไม่น่า บริโภคอยู่ ในเนื้อสัตว์ เช่นเดียวกับกลิ่นแห่งศพ. แม้ เหตุผลเพียงเท่านี้ เนื้อก็เป็นของไม่ควรบริโภคสำหรับ พุทธศาสนิกชนอยู่แล้ว. ถ้าหากว่าศพถูกเผา และ เนื้อสัตว์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ถูกเผา มันก็จะมีกลิ่นอันน่า รังเกียจไม่แตกต่างอะไรกันเลย, ดั่งนั้นบรรพชิตใน พระพุทธศาสนาผู้หวังความบริสุทธิ์ จะไม่บริโภคเนื้อ ใด ๆ เลย. เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกเกียจกันแล้ว สำหรับ ท่านผู้บริสุทธิ์ และสาวกของท่าน ในกรณีที่จะพยายาม เพื่อโมกษะและความตรัสรู้, เพราะฉะนั้นสาวกผู้ดำเนิน ตามทางอันสูงยิ่งนี้ ทั้งครอบครัวลูกหญิงชาย ย่อมรู้ อย่างเต็มใจว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกเกียจกัน ในทุก ๆ กรณีที่ พยายามเพื่อสมาธิ. โอ, บัณฑิต ! เพราะฉะนั้น เนื้อ ทุก ๆ ชนิดเย็นสิ่งที่ไม่ควรบริโภคสำหรับพุทธศาสนิก

น.751 ซึ่งเป็นผู้ปรารถนาจะมีสาธุคุณในทางจิต ทั้งเพื่อตนเอง และผู้อื่น. นักกินเนื้อ ย่อมเป็นเหยื่อแห่งโรคหลายชนิด เช่น โรคไส้เดือน โรคพยาธิ โรคเรื้อน โรคเจ็บใน ท้อง ฯลฯ. โอ, บัณฑิต! เรากำลังประกาศว่า การกินเนื้อสัตว์เป็นการกินเนื้อบุตรของตนเองอยู่ดังนี้, อย่างไรได้ ที่เราจะบัญญัติให้สาวกของเรากินเนื้อสัตว์ ซึ่งเป็นของจัดไว้ต้อนรับของพวกคนใจอำมหิต, เป็น ของถูกห้ามโดยท่านสัตบุรุษทั่วไป, เต็มไปด้วยมลทิน, ปราศจากคุณใด ๆ, ไม่เหมาะที่จะบริโภคสำหรับผู้ บริสุทธิ์, และเป็นของควรห้ามเด็ดขาด โดยประการ ทั้งปวง. โอ, บัณฑิต ! เราได้บัญญัติไว้แล้ว, สำหรับ อาหารอันสมควรซึ่งได้กำหนดนิยมกันมาแล้วโดย บรรดาท่านผู้บริสุทธิ์แห่งสมัยเพรงกาล, ได้แก่อาหาร ที่ปรุงขึ้น จากข้าว ลูกเดือย ข้าวสาลี สารแห่ง หญ้าบุญซะ อูรทะ และมสุร ฯลฯ นมส้ม น้ำนม นม น้ำตาลสด กุท (?) น้ำตาล และน้ำตาลกรวด ฯลฯ

น.752 โอ, บัณฑิต ! ในกาลก่อน มีพระราชาครอง ราชสมบัติอย่างผาสุกพระองค์หนึ่ง นามว่า ราชาสิงหะ เสาทโส. ต่อมาได้กลายเป็นผู้ละโมภอย่างแรงในการ บริโภคเนื้อ ในที่สุดถึงกับใช้เนื้อคนเป็นอาหาร เนื่อง จากความอยากได้เป็นไปแก่กล้าหนักเข้า. เพราะเหตุ นั้น พระองค์ถูกถอดจากความเป็นพระราชา โดย พระสหาย เสนาบดี และประยูรญาติของพระองค์เอง และคนอื่น ๆ. ต่อจากนั้น ต้องละราชสมบัติถูกเนรเทศ ออกไปจากแว่นแคว้นของพระองค์โดยประชาชน ต้อง รับทุกข์ทรมานอันใหญ่หลวง เนื่องจากเนื้อสัตว์เย็น ต้นเหตุ โอ, บัณฑิต ! ก็ในปัจจุบันชาตินี้เอง เขา เหล่านั้นซึ่งเคยซินเกินไปในการกินเนื้อสัตว์ ในมาตร- ฐานที่เมื่อความอยากเป็นไปรุนแรงเข้า ก็กินเนื้อคนได้ (ในยามขาดแคลน), ย่อมเป็นผู้ละโมภในการกิน และเย็น เหมือนปีศาจร้าย, ครั้นถึงอนาคตชาติหน้า เพราะอำนาจ จิตฝั่งแน่นในการอยากกินเนื้อ เขาย่อมตกไปสู่กำเนิด

น.753 แห่งสัตว์ที่กินเนื้อเป็นอาหาร เช่น สิงโต เสื้อ สุนัขป่า สุนัขใน แมว สุนัขจิ้งจอก นกเค้า และ ฯลฯ. โอ, บัณฑิต! มิใช่เพราะเนื้อจะเป็นของต้องกิน หรือการฆ่าเป็นของต้องทำก็หามิได้. ในกรณีนั้น ๆ ส่วน มากทั้งหมดเป็นเพราะการเห็นแก่เงิน, จึงสัตว์ที่มีชีวิต แม้จะเซื่องและปราศจากอันตรายแต่อย่างใด ก็ได้ถูก ฆ่า. การฆ่าเพราะเหตุอื่นนั้น มีน้อยที่สุด. มันเป็น การทรมานใจเขามาก ในเมื่อใจเต็มไปด้วยความอยาก กินเนื้ออย่างแรงกล้า. คนก็กินเนื้อคนได้ อยู่เสมอจะ ต้องกล่าวทำไมกะเนื้อสัตว์ เนื้อนก ฯลฯ. ส่วนมากที่สุด เนื่องจากความโง่เง่าเข้าใจผิด มนุษย์จึงได้รับความ กระวนกระวายใจ โดยความอยากในเนื้อสัตว์. คนฆ่า นก ฆ่าแกะ และปลา โดยใช้ข่ายหรือเครื่องกล. การ ฆ่ามันเหล่านั้นซึ่งเป็นสัตว์ หาอันตรายมิได้ นั่นก็เพื่อ ได้เงิน. โอ, บัณฑิต ! ในกรณีแห่งอาหารที่เราได้ บัญญัติแก่สาวกนั้น มิใช่เป็นเนื้อสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง เลย ซึ่งเป็นของควรกิน, . สัตว์ซึ่งเป็นของไม่ควรกิน

น.754 ไม่เป็นเหตุควรถูกกิน ไม่ใช่สิ่งที่ควรสมมติว่าควรกิน ในอนาคตกาล ในหมู่สงฆ์ของเราจะเกิดมีคนบางคน ซึ่งกำลังสมาทานข้อปฏิบัติแห่งบรรพชิต และกำลัง ปฏิญญาณตนเป็นสายยุตติย์ กำลังครองผ้ากาสาว- พัสตร์สีแดงหม่น จะเป็นผู้มัวเมาและประกอบตนคลุก เคล้า อยู่ในความเพลิดเพลิน. เขาจะมีจิตที่เต็มไป ด้วยความปรารถนาลามก บัญญัติข้อปฏิบัติที่ผิดแผน ขึ้นใหม่. เขาเหล่านั้น เป็นผู้อยากเงี่ยนเพราะติดรส และจะเรียบเรียงพระคัมภีร์ให้มีข้อความเท็จ อันจะเป็น เครื่องยืนยันและโต้แย้งอย่างพอเพียง สำหรับการกิน เนื้อสัตว์กัน, เขาจะบัญญัติสิ่งที่ตถาคตมิได้บัญญัติไว้. เขาจะกล่าวข้อความที่ส่งเสริมการกินเนื้อสัตว์. เขาจะ กล่าวว่าเราตถาคตได้บัญญัติไว้ ในเรื่องนี้ เช่นนี้ และ ว่าเราตถาคตนับมันเข้าไว้ ในสิ่งทั้งหลายที่ควรกิน, และ ว่าพระภควันต์ก็ ได้ทรงเสวยเนื้อโดยพระองค์เอง. แต่ โอ, บัณฑิต ! เรามิได้เคยบัญญัติเนื้อไว้ในสูตรใด ๆ หรือกล่าวว่ามันเป็นของควรกิน หรือนับมันเข้าในประ- เภทของดีที่ควรกิน.

น.755 อริยสาวกทั้งหลาย ไม่บริโภค แม้แต่สิ่งที่คนธรรมดาซอยกินนิยมกันว่าดี, เขาเหล่า นั้นจะมาบริโภคเนื้อและเลือดซึ่งเป็นของควรปฏิเสธได้ อย่างไรเล่า? เหล่าสาวกของเราตถาคต เป็นผู้เดิน ตามแนวแห่งสัจจธรรม. คนผู้มีปัญญาเครื่องคิดค้น ของตนเอง และบรรดาพุทธศาสนิกทั้งหลายอื่น (แห่ง พระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ) ก็เป็นเช่นเดียวกัน. เขาเหล่า นั้นมิใช่ผู้กินเนื้อสัตว์. พระตถาคตเจ้าทั้งหลายในกาล ก่อน ๆ ก็เป็นดังนั้น, .... พระตถาคตเจ้าทั้งหลาย มี สัจจธรรมเป็นพระกายของพระองค์ ทรงดำรงพระชนม์ ชีพอยู่ด้วยสัจจธรรม, ไม่ทรงดำรงกายด้วยเนื้อสัตว์. ท่าน เหล่านั้น ไม่เคยเสวยเนื้อสัตว์อย่างใด ๆ เลย. พระองค์ ทรงเพิกถอนความอยากในโลกิยวัตถุได้ทั้งหมดแล้ว. ท่านเหล่านั้นปราศจากมลจิตอันเป็นมูลแห่งความทุกข์. ท่านเต็มเปี่ยมด้วยปรีชาญาณอันไม่ข้องขัด ในอันจะหยั่ง ทรายสิ่งซึ่งเป็นกุศลและอกุศล ทรงทรายสิ่งทั้งปวง, เห็น แจ้งสิ่งทั้งปวง. พระองค์ทรงมองไปที่สรรพสัตว์ คล้าย กับที่บุตรของพระองค์เอง, ทรงประกอบด้วยมหากรุณา คุณ. โดยทำนองเดียวกันนี้ เราตถาคตเห็นสรรพสัตว์

น.756 เช่นเดียวกับบุตรของเราเอง. เราจะบัญญัติให้สาวก ของเรา บริโภคเนื้อลูกของเราได้อย่างไรเล่า ? และ เราเอง ก็จะบริโภคมันได้อย่างไรเล่า ? มันไม่มีข้อ ควรสงสัยเลยในเรื่องว่า เราได้บัญญัติให้สาวกบริโภค หรือเราได้บริโภคมันโดยตนเอง หรือไม่. (ในที่สุด ได้ตรัสคำที่ผูกเข้าเป็นคาถา ซึ่งจะยก มาในที่นี้แต่บางคาถา มีใจความว่า :- ) โอ, บัณฑิต ! พระชินวรได้ตรัสไว้แล้ว ว่า สุรา เนื้อ และหอมกระเทียม เป็น สิ่งที่พุทธศาสนิก หรือมหาพุทธ- ศาสนิกใด ๆ ไม่ควรบริโภค. (๑) บรรพชิตควรเว้นเสมอ จากเนื้อ สัตว์ หัวหอมและนานาประเภทแห่ง เครื่องดื่มอันมึนเมา, กระเทียม และ หัวผักกาด. (๕) เขาผู้ฆ่าสัตว์ชนิดใด ๆ ก็ตาม เพื่อ เงิน, และเขาผู้ซึ่งจ่ายเงินซื้อเนื้อนั้น,-

น.757 ทั้งสองพวกชื่อว่า เป็นผู้ประกอบอกุศล และจักจมลงในนรก โรรวะและ นรก ฯลฯ. (๔) เราบัญญัติห้ามเนื้อสัตว์ไว้ ในข้อ ความแห่งคัมภีร์เหล่านี้ คือ ๑. หัสติ กักสยะ, ๒. มหาเมฆะ, ๓. นิรวาณาง- คุลี มาลิกา, และ ๔. ลังกาวตาร สูตร. (๑๖) ฉันเดียวกันกับที่ ความถูกผูกพัน เป็นข้าศึกของความหลุดพ้นเป็น อิสระ ภาพ,เนื้อสัตว์สุราและฯลฯก็เป็นข้าศึก ของนิรวาณ (คือนิพพาน) ฉะนั้น. (๒๐) ดั่งนั้น เนื้อสัตว์ซึ่งเป็นของดูน่า กลัวแก่สรรพสัตว์ และเป็นอุปสรรค แก่การปฏิบัติเพื่อวิมุติ จึงเป็นของไม่ ควรกิน. นี่คือธงชัยแห่งอารยชน. (๒๔)

น.758 ( เขียนอุทิศแด่เพื่อนสหธรรมิก ผู้สนใจต่อปฏิบัติธรรมทุก ๆ ท่าน ) ในปัจจุบันนี้ ตามที่เราจะสังเกตเห็นได้ทั่วไป, มีอยู่ ๒ ทางที่พวกเราพากันลงเห็นในเรื่องเกี่ยวกับปริยัติ คือปริยัติเป็นเครื่องผูกมัดผู้ศึกษา ให้ข้าลาภ ข้ายศ ชื่อเสียง ฯลฯ, ทางหนึ่ง และอีกทางหนึ่ง คือ ปริยัติ เป็นอุปกรณ์อย่างมีคุณค่ายิ่ง ของการก้าวไปหาพระ นิพพาน ( ความพ้นทุกข์อย่างเด็ดขาด ). นักวิปัสนาธุระที่โง่เง่างมงาย มองปริยัติใน แง่แรก คือ เหยียดนักปริยัติว่า "ดีแต่จำไว้ ได้มาก ๆ พูดได้มาก ๆ." แต่ทั้งนี้ ก็มีเหตุผลที่จะนำให้เห็นเป็น ดั่งนั้นอยู่เหมือนกัน เหตุผลนี้ ก็ได้แก่นักปริยัติที่เรา เห็นกันอยู่โดยมากว่ากำลังพยายามเพื่อเป็นเช่นนั้น จริง ๆ. รู้ก็รู้อย่างจำไว้ได้, หรืออย่างดีก็แต่เพียงรู้จัก ตีความด้วยเหตุผลทางตรรก สำหรับให้พูดทลุปรุโปร่ง ไปได้ ไม่จนแต้มนั่งหน้าซีดเท่านั้น. ฉะนั้นจึงเป็นการ สมควร และถูกต้องแล้ว ที่นักปริยัติพวกนี้จะต้องถูกหา

น.759 ดังกล่าว. มันเป็นการยุติธรรมติดอก เมื่อเพ่งถึงตัว บุคคล แต่ไม่เป็นการยุติธรรมเลย เมื่อเพ่งถึงตัว ปริยัติ หรือตัวศาสนา เพราะเหตุว่า ปริยัติมิได้เป็น เครื่องมือสำหรับไว้ใช้ดั่งนั้น. นักปริยัติที่คดโกง มี เจตนาเลว ปรารถนาลามก ข้ากามต่างหาก ที่ศึกษา ปริยัติให้รู้มาก ๆ ไว้สำหรับทำนายนหลังคนที่โง่เขลา ยังไม่รู้จักพุทธศาสนา. นั่นเป็นนักปริยัติที่ปลอมเทียม ไม่ควรเรียกว่านักปริยัติ เรียกได้เพียงคนรับจ้างเลี้ยง วัว ตามที่กล่าวไว้ในอรรถกถา ธ. ขุ. ส่วนนักปริยัติ ที่แท้จริง ย่อมตรงกันข้าม, ไม่ทำให้ปริยัติถูกใส่ความ เหยียดหยามให้ตกต่ำเช่นนั้น. และนักวิปัสนาธุระที่ดี ไม่โง่เขลา ก็ไม่มองเห็นปริยัติในรูปนั้นเพราะมองถูก ตัวจริง, จึงไม่ยกหูซูหางเหมือนนักวิธีสนาธุระที่โง่ ๆ และข้าบุญ. นักปริยัติที่แท้จริง บริสุทธิ์ทั้งแท่งนั้น ย่อม รู้จักปริยัติที่ตนกำลังศึกษาหรือศึกษามาแล้ว โดยความ เป็นแผนที่อย่างถูกต้องของหนทางที่ตนจะก้าวเดิน จาก ความเต็มไปด้วยทุกข์ ไปสู่ความพ้นจากทุกข์อย่าง

น.760 เด็ดขาด! ยิ่งกว่านั้นยังรู้สึกว่า ปริยัติกำลังถูก เหยียดหยาม ผิดจากความจริง เป็นยุค "อาภัพ" ของปริยัติถูกของเน่าและคนเน่า มาแตะต้องให้แปด เปื้อน. ปริยัติ คือแผนที่แสดงภูมิประเทศและหนทาง, ปฏิบัติ คือการไต่เต้าดำเนินไปโดยอาศัยแผนที่นั้น และ ปฏิเวธ คือผลน่าชื่นใจที่ได้รับในเมื่อการเดินทาง ได้ทำไปสิ้นสุดลงแล้ว ! - นี่คือความจริง ของความ จริงยิ่งกว่าจริง แต่นักวิปัสนาที่ตาฟาง ย่อมเที่ยว โพนทนาว่า "ปริยัติเป็นเปลือก. การปฏิบัติ (อย่าง คลำ ๆ งม ๆ ของเขา) เป็นเยื่อใน, สัปปุรุษทายกทายิกา ทั้งหลาย อย่าหลงกินเปลือกเน้อ !" ขอเราท่านทั้งหลายจงคิดดูด้วยน้ำใจอันยุติธรรม เป็นกลาง ๆ เถิด, - คิดดูทั้งนักปริยัติ (คันถธุระ) และ นักปฏิบัติ (วิปัสนาธุระ), จงคิดดูให้เห็นตามที่เป็นจริง คือความจริง ที่เห็นกันอยู่อย่างทั่วไปว่า เมื่อแผนที่ หรือแนวทางไม่มีแสดงแล้ว เราจะเดินไปได้อย่างไร เราคงตายเสียก่อนเป็นหลายชาติ กว่าจะพบความจริง ..

น.761 ไม่ใช่ว่าโลกนี้อยู่เฉย ๆ ก็มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโผล่ ขึ้นมาได้. ก่อนหน้านั้นเป็นเวลานานเหลือที่จะนาน ได้ มีผู้คิดค้นหาความจริงคือความพ้นทุกข์หรือความสุข แล้วทิ้งร่องรอยไว้ให้แก่กัน ๆ สืบมา หลายหมื่นชั่วอายุ คน จึงเกิดพระพุทธเจ้าขึ้น เป็นจอมยอด ของนัก คิดค้น, เป็นคนสุดท้ายของคนพวกนั้นสำหรับยุคหนึ่งๆ. ตามตำนานหรือประวัติศาสตร์แห่งปรัชญาของ ตะวันออกคืออาเซีย โดยเฉพาะคือ อินเดียหรือชมพู ทวีปอันเป็นแดนเกิดแห่งมวญพระพุทธเจ้านั้นปรากฏว่า ครั้งดึกดำบรรพ์โน้น ในหมู่คนผู้มีความรู้สูงเพียงรู้จัก ยูชาอ้อนวอนสิ่งที่ตนเห็นว่าศักดิ์สิทธิ์ เช่น ไฟ ดวง อาทิตย์ พระเป็นเจ้าเหล่านั้น มีคนฉลาดบางคน ไม่ เห็นพ้องด้วยการกระทำเช่นนั้น, แต่มีความเห็นแผก ออกไปว่า ทางอื่นที่ดีกว่ามีอยู่, จึงปลีกตัวออกจากหมู่ ไปหาที่สงัดนั่งคิดค้น ก็พบแปลก ๆ และสูงขึ้นไปตาม ลำดับ, และเริ่มมีความรู้ประเภทที่เป็นวิสัยแห่งบัณฑิต หรือปัญญาขึ้นในยุคนี้. ท่านเหล่านี้ ได้สรุปความรู้สึก

น.762 นึกคิดให้เข้าเป็นใจความสั้น ๆ เรียกว่ามนต์ ที่คน ธรรมดาไม่เคยคิดจะเข้าใจ. เมื่อคนในบ้านเมืองเกิด สำนึกขึ้นมาว่า ซรอยท่านที่ปลีกตนออกไปอยู่ป่าเหล่า นั้น คงจะมีอะไรดี ๆ เป็นแน่ จึงอุตส่าห์ถ่อร่างตามไป ขอศึกษาถึงป่าลึก และได้มนต์นั้น ๆ มา ทั้งที่ตนไม่รู้ว่า หมายว่าอะไร ถึงรู้บ้างก็เป็นส่วนน้อย แต่ถือเป็นของ ศักดิ์สิทธิ์ สงวนไว้คิดค้นตีความในภายหลัง, ยุคนี้ เรียกว่า ยุคมนต์. เมื่อนานหนักเข้า มนต์ก็มีมากขึ้น เมื่อหลายองค์อาจารย์ก็มีหลักความหรือแนวคิดต่าง ๆ กัน มีผู้รวบรวมมนต์นั้น ๆ มาตีความ และอธิบายความ แก่ผู้อื่นที่อยากรู้อยากศึกษา. พวกนี้เรียกว่า พราหมณ์, คณาจารย์, หรือเจ้าลัทธิ, ต่างมีแนวคิดของตนเอง ทั้งนั้น ยุคนี้เรียกว่า ยุคพราหมณ์, ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า การศึกษาปริยัติได้เกิดขึ้นแล้วอย่างทั่วถึงทั้งในบ้านและ ในป่า. นักศึกษาที่ศึกษาจบในบ้าน แล้วก็หลีกออกไป อยู่ป่า ทอย ๆ กันสืบมา หลักวิชชาก็แพร่หลายและ สูงขึ้น จนมีผู้สามารถคิดค้นพบความจริงถึงยอดสุดได้ ด้วยตนเอง, แม้ไม่สามารถ บอกเล่าให้ผู้อื่นให้เข้าใจ

น.763 อย่างแจ่มแจ้ง ได้ทุกชั้นทุกสถานะบุคคลก็ตามที่ ก็ยัง ได้ชื่อว่าเป็นผู้ประดิษฐานความจริงอันประเสริฐ ให้มี มูลรากหยั่งลงในโลกนี้ เป็นแนวแห่งการศึกษาได้. ขอให้เราคิดดูว่า ถ้าพระปัจเจกพุทธะเหล่านี้ ไม่สามารถสั่งสอนผู้อื่นได้แม้แต่นิดเดียวแล้ว ทำไม พวกเราจะรู้จักท่านได้เล่า ว่าท่านมีความรู้ ความดีงาม ในตน จนควรแก่นามว่า "ปัจเจกพุทธะ." จึงเป็นอันว่า จะอย่างไรก็ตามย่อมมีการศึกษาหลักแห่งความจริงแท้ ( อริยสัจ) เกิดขึ้นแล้วอย่างทั่ว ๆ ไปในหมู่นักศึกษา ในยุคที่มีพระปัจเจกพุทธะเกิดขึ้นในโลก, ซึ่งเรียกการ ศึกษาในบ้านในเมืองว่า ปริยัติ ได้เหมือนกัน, เป็นเหตุ ให้คนหลีกออกอยู่ป่า เป็นปัจเจกพุทธะมากขึ้น ๆ โดย ลำดับ ๆ ซึ่งราวกะว่าได้ทำให้เมล็ดทรายทุกเม็ดแห่งใจ กลางของชมพูทวีป กลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ สามารถ ทำให้ผู้เหยียบย่ำ มีเลือดเนื้อแห่งความเป็นนักปราชญ์ หรือผู้รู้ความจริงไป, หรืออย่างน้อยก็เป็นนักศึกษา. ดัง เราจะเห็นได้ว่า ในยุคที่พระพุทธเจ้าของเราเกิดขึ้นนั้น ในมัธยมประเทศได้เต็มแน่น ออแอ ไปด้วยเจ้าลัทธิต่างๆ

น.764 อย่างเหลือเพื่อ เป็นเหตุให้พระองค์ทรงเที่ยวศึกษา "ปริยัติ" ที่มูลรากคันต้น ๆ ได้จากเจ้าลัทธิเหล่านี้ ได้ อย่างทั่วถึงและมากพอ ที่จะทรงนำมาสรุปบัญญัติเป็น หลักความจริง ให้ผู้อื่นเข้าใจง่าย แม้เป็นคนโง่เขลา. ปัญญาเครื่องแตกฉานในการพูดให้ผู้อื่นเข้าใจอย่างแจ่ม แจ้งเหมือนที่พระองค์เข้าใจ ก็เกิดออกมาจากการศึกษา อันมากมายทางเล่าเรียนด้วยปาก และคิดค้นด้วยใจ ของพระองค์เองนั้นเอง, พระองค์จึงทรงคุณสมบัติพร้อม มูลควรแก่พระนามว่า "พระสัมมาสัมพุทธเจ้า." ตามนัยดังกล่าวมาแล้วนี้ เราจะเห็นได้ทันทีว่า ปริยัติไม่ใช่ "เปลือก" อย่างที่นักวิปัสนาโง่ ๆ เข้าใจ, ที่แท้มันก็เป็นเยื่อเหมือนกัน เย็นแต่มันยังดิบอยู่ ต้อง มีวิธีทำให้สุกจึงจะเป็นประโยชน์ได้. ปริยัติเหมือนข้าว สาร, ปฏิบัติเหมือนวิธีทำข้าวสารให้กลายเป็นข้าวสุก และบริโภคลงไปในกระเพาะ หรือมีฉะนั้น ปริยัติเหมือน แก่นหินที่ยังไม่ ได้เจียรนัยยังดูคล้ายก้อนกรวด เมื่อ เจียรนัยแล้วจึงเป็นเพชรพลอย, วิธีเจียรนัยหรือทำก้อน กรวดให้เป็นเพชรพลอย ก็คือปฏิบัติ. สรุปได้สั้นๆ ว่า

น.765 มันเป็นบุรพภาคของกันและกันอย่างจำเป็น มิใช่แยก ออกกันได้อย่างเด็ดขาด ดั่งวิธีการโง่ ๆ ที่แยกเป็น พระอรัญญวาลี คามวาสี (พระบ้านพระป่า) หรือ นักวิปัสนาธุระและนักคันถธุระ แล้วไม่มีการส้ม- พันธ์แก่กันและกัน ดังที่เย่อหยิ่งจองหองต่อกันอยู่ ในบัดนี้เลย ความโง่เง่าอันนี้ ทำให้อีกพวกหนึ่ง ต้องกินข้าวสารดิบ ๆ และอีกพวกหนึ่ง ไม่มีข้าวสุก จะกิน เพราะตนเหยียดหยามประนามข้าวสาร. ขอให้ อำนาจคุณพระรัตนตรัย จงมาช่วยดลบันดาลให้ความ โง่เขลาอันนี้หายไปทันท่วงที ในยุคนี้ เถิด ! ขอนักวิปัสนาธุระ จงหยุดเหยียดนามอันเป็น มงคลยิ่งว่า "ปริยัติธรรม" เสียอย่างเด็ดขาด. เพราะ ปริยัติที่แท้จริงนั้นคือ อุปกรณ์อย่างจำเป็นสำหรับ วิปัสนาธุระ เช่นเดียวกับข้าวสารเป็นอุปกรณ์แห่งการ มีข้าวสุก. ไม่มีข้าวสารจะเอาข้าวสุกมาแต่ไหน. สิ่งที่ ท่านเคยเรียกหรือสำคัญว่า ปริยัตินั้น มันไม่ใช่ตัว ปริยัติแท้ ท่านสำคัญผิดไปเอง. ปริยัติที่แท้ คือการ ศึกษาให้รู้แนวของการปฏิบัติโดยเฉพาะ นั้นเอง,

น.766 ไม่ใช่การศึกษาภาษา การเทศน์ธรรม ดังที่ท่านเข้า ใจ, นั่นเป็นเพียงอุปกรณ์ของปริยัติอีกชั้นหนึ่ง ต่างหาก. เช่นเราพากันเรียนภาษาบาลี ซึ่งเป็นกุญแจคลังปริยัติ ก็เพื่อได้ปริยัติสมใจต่างหาก. การที่มองเพ่งไปยังนัก ปริยัติซึ่งกำลังเมาลาภ ย้ายศอยู่ แล้วเหมาเอาว่า นั่น เป็นคุณสมบัติอันแท้จริงของปริยัตินั้น ย่อมพลาดจาก ความจริงอย่างมากมายเกินไป. การที่โลกพากันเรียนปริยัติ แล้วแทนที่จะ กลายเป็นนักปฏิบัติต่อลำดับไป กลับมาวกเลี้ยวเป็นครู สอนปริยัติเสียทุกคนเช่นนี้ นำให้เกิดปริยัติปลอมเทียม ขึ้นได้ง่าย คือ เมื่อไม่มีใครปฏิบัติให้ลุถึงความจริงมา เป็นหลักส่อให้เห็นอยู่อย่างมั่นคง การปริยัติย่อมเกิด เสนียดเศร้าหมอง ขึ้นในตัว เพราะความสะเพร่ารู้ ไม่ ถึง,ความเดาสุ่ม ฯลฯ ของครูผู้สอนที่ไม่รู้จริงเห็นจริง ข้างเพราะความเห็นแต่แก่ตน อยากได้ลาภสักการะ ก็ หมุนแก้ไขปริยัติโดยโลภเจตนาข้าง, อยากให้ทายก เป็นเหยื่อของตน ก็หาเรื่องมาล่อหลอกให้หลงบ้าง,

น.767 ดังกล่าวนี้พวกเราควรจะทราบว่าไม่ใช่ปริยัติ หรือนัก ปริยัติอันจริงแท้ ที่นี้เรามองกันเฉพาะ ครูปริยัติที่บริสุทธิ์แท้ ไม่คดโกงล่อลวงใคร แต่ไม่ดำเนินตนให้ก้าวหน้าต่อไป ในการปฏิบัติอีกวาระหนึ่ง. ท่านเหล่านี้ เปรียบเหมือน ผู้ที่ศึกษารู้แผนที่ ได้อย่างถูกต้องเพียงพอแล้วไม่เดิน แต่สมัครเขียนแผนที่ขายผู้อื่นเรื่อย ๆ ไปเป็นอาชีพ, แม้ จะถูกติเตียนข้างโดยธรรมเนียมว่าเป็น "มดแดงแฝง มะม่วง" ข้างก็ตามทีเถิด แต่ผู้จะเดินควรรู้สึกขอบคุณ ท่านเหล่านี้ข้าง ในการที่ท่านเป็นผู้สืบวงศ์สิบประเพณี ไว้จนตกทอดกันมาถึงเราในยุคนี้, และทำให้เราผู้จะเดิน ได้รับความสะดวก. ข้าพเจ้าเองรู้สึกเคารพรักท่านเหล่านี้ อยู่ส่วน หนึ่ง จึงใคร่จะขอให้ท่านทั้งหลายที่เป็นเพื่อนสหธรรมิก ผู้ที่สนใจวิปัสนา อย่าเป็นคนข้าวิปัสนาจนเหยียดผู้อื่นที่ การกระทำของเขาได้ช่วยเรามาแล้วในตัว, และขอให้ เป็นผู้เคารพธรรมยิ่งกว่ากิเลสที่บัดซบของตนเอง โดย

น.768 ทำตนเป็นผู้เพ่งหาแต่ฝ่ายดี ด้านเดียวเถิด ท่านก็จะ พบคุณค่าอันเลอเลิศของปริยัติได้ด้วยตนเองเป็นแน่แท้, จงมองให้เห็นคุณค่าอันเลอเลิศของปริยัติอัน จริงแท้ ที่พวกนักวิปัสนาโง่ ๆ ในสมัยปัจจุบันนี้มอง ไม่เห็น แล้วมิหนำซ้ำกลับดูถูกเหยียดหยาม, - ให้ เห็นเสียโดยเร็วเถิด." ขณะพักแรมที่ปันตาราม นครศรีธรรมราช ๑๙ พฤษภาคม ๒๔๗๙ ๑. บทความชิ้นนี้ ทำให้ผู้เขียนได้รับบัตรสนเท่ห์ด่า ว่า อย่างหาชิ้นดีมิได้ จากบุคคลบางคน แม้ที่ เป็นบรรพชิต, และขอร้องให้คณะธรรมทาน ลงมติขับผู้เขียนเรื่องนี้ ออกจากกลุ่มชาวคณะ ธรรมทานให้ได้.

น.769 คำสองคำนี้ ค้นไม่พบในยาลีที่ขึ้นสู่สังคิติแล้ว เพิ่งจะมีในชั้นอรรถกถาเช่นอรรถกถาธรรมบทเป็นต้น ซึ่งแต่งเมื่อ ๔๐๐ ปีเศษ ภายหลังแต่พุทธปรินิพพาน, แต่บรรจุเข้าในพระโอษฐ์ว่าเป็นพุทธภาษิตด้วย, จึงเป็น อันว่า คำสองคำนี้เป็นคำที่บัญญัติขึ้นภายหลัง ซึ่งอาจ ทำให้ผู้ฟังเข้าใจว่า ธุระสองอย่างนี้ เป็นของคู่เคียงกัน มาแต่ครั้งพุทธกาลก็เป็นได้. ที่จริง คนครั้งโน้น ไม่ได้ ออกบวชเพื่อเป็นนักปราชญ์ หรือเป็นผู้มีลาภมียศ เหมือนครั้งหลัง ๆ จึงไม่ต้องมีการศึกษาเป็นพิธีรีตอง ทุ่มเททุนรอนของมหาชนเป็นการใหญ่โต เป็นแต่เมื่อ ได้คำแนะนำเบื้องต้นแล้ว ก็ตั้งหน้าค้นคว้าเอาด้วยกำลัง ความคิดทางใจ ซึ่งบัดนี้เรียกกันว่า วิปัสนาธุระ จน บรรลุผลได้ด้วยตนเอง เพราะความจริงนั้นเป็นสันทิฏ- ฐิโก. การเรียนมากหรือทรงจำมาก ทำให้ฟุ้งซ่าน อย่างเร้นลับ ดูแต่พระอานนท์เป็นตัวอย่าง. ครั้งโน้นไม่ มีคันถธุระ คือ การเรียนทรงจำพระไตรปิฎกเลย, ทั้ง

น.770 พระอภิธรรมก็เพิ่งจะปรากฏเป็นปีฎกขึ้นเมื่อพระองค์ ปรินิพพานแล้ว. ฉะนั้น คำที่ว่าพระศาสดาเองได้ตรัส ว่า การเรียนทรงจำพระไตรปิฎกเป็นคันถธุระนั้น จึง เป็นคำพูดที่คนชั้นหลังในยุคแต่งอรรถกถาธรรมบท ผูก ขึ้นแล้วบรรจุในพระโอษฐ์พระศาสดา. ก็การเพียงแต่ สั่งสอนกันว่า ท่านจงไปทำในใจอย่างนั้น ๆ เองเถิด เช่น นี้ไม่น่าจะจัดเป็นคันถธุระเลย. ถ้าสิ่งที่เรียกกันว่า วิปัสนาธุระ ซึ่งบัดนี้เราได้ชวนกันทับถมละเลย กลับ เป็นตัวที่ให้สำเร็จประโยชน์ได้จริง, ส่วนคันถธุระเป็น แต่ของเพิ่งเกิดภายหลัง คือ สมัยเมื่อเกิดการนิยมการ เรียนมากจริงๆ แล้ว ต่อไปเราจะควรทำอย่างไรกันดี ? เมื่อกล่าวโดยทั่วไป คันถธุระหรือปริยัติธรรม คือการเรียนให้รู้, คำว่าคันถธุระ แปลตามตัวพยัญชนะ ว่า ธุระเนื่องด้วยคัมภีร์, ส่วนวิปัสนาธุระหรือปฏิบัติ ธรรม คือ การทำจริงๆ จัง ๆ ในวิชาที่เรียนแล้วนั้น จนผลปรากฏขึ้น. คำว่าวิปัสนาธุระ แปลตามตัวพยัญ- ชนะว่า ธุระคือการทำเพื่อให้เห็นแจ้งฉาน.

น.771 นักคันถธุระอาจมีความรู้จนสอนผู้อื่นได้ แต่ ตนเองทำตามที่สอนเขาไม่ได้ก็ได้ ไม่มีการเสียหายใน หน้าที่คันถธุระอย่างไรเลย เพราะมีหน้าที่สอนตาม ตำราเท่านั้น เรียกว่านักปราชญ์ในโวหารโลก หวัง ผลคือบุญหรือการตอบแทนในการสอน เพราะตนเป็นผู้ เจ้าตำรา จะเป็นบรรพชิตหรือฆราวาสก็ได้. ส่วนนัก วิปัสนาธุระ คือ นักทำตามความรู้ที่ตนมี จนแน่ใจว่า เป็นประโยชน์จริงๆ แต่อาจสอนกันไม่ได้มาก เพราะ ไม่ใช่เรื่องสำหรับพูดด้วยปาก, แต่ก็อาจทำให้ดูได้จริงๆ เท่าที่ตนเคยทำจนได้ผลมาแล้ว. บางคนสอนผู้อื่นไม่ ได้เลยก็มี เช่น พระอรหันต์สุขวิปัสสก, เรียกว่า นักปราชญ์ในโวหารธรรม, ไม่จำกัดว่าจะเป็นบรรพชิต หรือฆราวาสเหมือนกัน. กล่าวให้สั้นที่สุด นักคันถธุระ คือ นักเรียนที่มีแต่ความรู้มาก ๆ ในวิชชาทั่วไปหลาย ชนิด, ส่วนนักวิปัสนาธุระ คือ นักทำในวิชชาที่ตนถนัด คุ้นเคยและชำนาญที่สุด, นี้เป็นการกล่าวแยกออกเพื่อ ให้เห็นความต่างกันโดยชัดเจน เพราะธุระสองแผนกนี้ เนื่องถึงกัน ซึ่งถ้าไม่วางหลักมุ่งหมายให้จำกัดลงไป

น.772 แล้ว ยากที่จะแยกออกให้เห็นได้. สำหรับผู้ที่เป็นนัก ทั้งสองอย่าง หาได้ยาก เพราะส่วนมากพอเสร็จคันถธุระ แล้ว มักติดแจอยู่เสียแหละมากกว่า, ถึงอย่างนั้นก็อาจ มิได้ทั้งสองอย่าง คือ ทั้งคันถธุระ และวิปัสนาธุระ, ถ้า หากเราจะพยายามกันจริง ๆ. ในสมัยปัจจุบันนี้ คันถธุระของพุทธบริษัทก็คือ การกระทำที่เต็มไปด้วยความมุ่งหวังและยากขั้นในการ ศึกษาธรรมและบาลี ตามหลักสูตรที่ท่านผู้เป็นประธาน วางไว้ให้เรียน, นักเรียน ๆ เพื่อหวังผลในความรู้ทาง วรรณคดีบ้าง เพื่ออาชีพข้าง เพื่อชื่อเสียงข้าง เพื่อการ ปฏิบัติต่อ ๆ ไปบ้าง. ส่วนวิธีสนาธุระนั้น เดี๋ยวนี้ยากที่จะ ตอบได้ เพราะไม่เคยปรากฏว่ามีที่ไหนเป็นหลักแหล่ง และเป็นชนิดที่ตรงต่อแบบแผนหรือพุทธประสงค์แท้ นอกจากจะมีแต่หนังสือที่กล่าวถึงข้าง หรือมีพอเป็น เครื่องประดับชื่อเสียง และเกียรติยศของหมู่คณะข้าง เล็กน้อยเท่านั้น ดูเหมือนต่างไม่ได้หวังผลแห่งวิปัสนา- ธุระตามที่กล่าวไว้ในปีฎกเลย.

น.773 ในครั้งพุทธกาล คือ เวลาที่พระองค์ยังทรงพระ ชนม์อยู่ ข้าพเจ้ามีเหตุผลพอที่จะรับรองให้มั่นใจได้ว่า ไม่มีคันถธุระเหมือนในสมัยนี้, นอกจากคนหนึ่ง ๆ จะมี การฟังเทศน์ หรือรับคำชี้แจงจากพระองค์บ้าง เพื่อให้ เข้าใจในตัวพรหมจรรย์ หรือการกระทำเพื่อความพัน ทุกข์นั้น ว่าเป็นอย่างไร, และมักส่งใจไปตามเทศนา สู่ตัวธรรมที่พระองค์ทรงนำมาแสดง ได้บรรลุมรรคผล เสียเมื่อจบเทศนา หรือภายในไม่กี่วันนั้นเอง. การ กระทำความเพียรหรือการเห็นแจ้งตามคำสั่งสอนของ พระองค์นั้น ๆ จัดเย็น "วิปัสนาธุระ" โดยตรง, คนผู้ นั้นเรียกว่า วิปัสสกบุคคล ครั้งนั้น ไม่มีการเรียนศาสนาเพื่อวรรณคดี หรือ เพื่อลาภยศเหมือนในบัดนี้หรือตอนหลัง ๆ, เพราะเขา เหล่านั้น ต่างสละลาภยศออกมาบวชด้วยกันทั้งสิ้น เช่น เดียวกับที่พระองค์ทรงทิ้งราชบัลลังก์ออกผนวช; จะรับ หรือแสวงลาภยศเมื่อบวชแล้วไปทำไมอิก (ข้าพเจ้าไม่ เจตนาเสียดสี เป็นแต่ตั้งใจจะชี้ความต่างกันเท่านั้น), ครั้งโน้น (คือครั้งที่พระองค์ยังอยู่) เต็มไปด้วยวิปัสนา-

น.774 ธุระอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับที่ครั้งนี้ เต็มแน่นไปด้วยคันถ- ธุระเหมือนกัน. เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุครั้งโน้น คนออกบวชเพราะเบื่อหน่ายทุกข์กันจริง ๆ. ครั้งนี้ออก ยวชตามประเพณีปรัมปราที่ว่า "๒๐ ปี เป็นต้องบวช" แม้ไม่กี่วันก็ได้, ถึงที่ยวชนานหน่อยก็มักเพื่อเดินสะพาน อาชีพ และชื่อเสียงให้สะดวกในการที่จะกลับสึกออกไป เท่านั้น, ส่วนน้อย ที่คงอยู่ได้โดยธรรม, และความ จริงสมัยนี้ ก็ต้องการกันแต่เพียงนี้ จึงไม่เป็นการแปลก อะไร และไม่น่าติเตียนอะไร นอกจากใครจะย้อนไป่นิยม พรรคและผล อย่างครั้งพุทธกาลขึ้นมาเท่านั้น. ครั้งพุทธกาล คณะสงฆ์ไม่ต้องมีภาระหนักใน เรื่องคันถธุระนี้ เพราะมีผู้ที่บรรลุมรรคผลแล้ว คอยตัก เตือนหรือทำตัวอย่างให้ดู. มาบัดนี้ ไม่ปรากฏตัว พระอริยบุคคลเช่นนั้น ถ้าใครประสงค์พ้นทุกข์ ต้อง ตั้งหน้าเล่าเรียนกันมากมายจนกว่าจะพบแก่นของพุทธ- ศาสนา พอที่จะทำตนให้เป็นสุขได้ คันถธุระจึงกลาย เป็น ของจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับในสมัยนี้ เพราะเป็น บันไดของวิปัสนาธุระ โดยตรง. แต่ถ้าเป็นนักเรียน

น.775 ที่เรียนเพื่อหวังอาชีพเป็นต้นแล้ว คันถธุระของเขาจะไม่ เนื่องกับวิปัสนาธุระโดยตรงเลย ไม่ต้องกล่าวถึงพรรค ผล ซึ่งอยู่หลังจากนั้นเข้าไปอีก. ไม่เป็นการจำเป็นแต่อย่างใด ที่จะต้องเรียนจน จบคันถธุระแล้วจึงปฏิบัติตามนั้น. ที่จริงคนที่เรียนจบ แต่ไม่ได้ทำอะไรลงไป ก็ยิ่งด้อยไปกว่าคนที่เรียนน้อย แต่ได้ทำเป็นชิ้นเป็นอัน. ส่วนการทำได้ทั้งสองอย่างนั้น ยิ่งประเสริฐไปอีก, แต่ธรรมชาติของชีวิตและร่างกาย มักไม่อำนวยให้ทำเช่นนั้นได้ไปทุกคน ข้าพเจ้าจะเปรียบเรื่องนี้ : คนหนึ่งสำเร็จ ปริญญาพฤกษศาสตร์ ถึงกับรู้จักว่าต้นไม้นี้ ๆ เรียก ชื่ออย่างนี้ในภาษาอังกฤษ เยอรมัน ละติน ฯลฯ, มัน ประกอบด้วยธาตุเป็นอย่างนั้น มีประวัติอย่างนั้น ๆ ฯลฯ, แต่เขาไม่ได้เคยปลูกมันเลย ยางที่ยังไม่เคยเห็นด้วย ซ้ำไป กับอีกคนหนึ่ง มีความรู้แต่เพียงเอาเมล็ดฝังดิน คอยบำรุงด้วยการรดน้ำพรวนดินเช่น ชาวบ้านนอกคอก นา เขาผ่านการกระทำและสังเกตมาโดยลำดับ ; ทั้ง

น.776 สองคนนี้ใครจะได้กินผลไม้, ใครจะไม่ตายเปล่า, หรือ กินจากที่คนอื่นปลูก, และใครจะมีความชำนาญกว่ากัน? ที่จริง ความรู้สูง ๆ มักจะไม่จูงให้เขามาจับจอย พรวนดิน, จะคอยแต่นั่งแต่งตำราตามที่เขาเรียนมา และถูกผู้อื่นยกย่องบูชาอยู่จนสูงลิบ, วงการอันเนื่องกัน ระหว่างคันถธุระและวิปัสนาธุระก็เช่นกัน มันเป็นการ ยากอย่างแรงที่ปริญญาปริยัติจะมาทนยุงทนแดด ฯลฯ โดยจะต้องทิ้งเครื่องบำรุงบำเรอต่าง ๆ. เขาแทบจะไม่ รู้รสชาติจริง ๆ ของการอยู่ในสุญญาคารที่สงัด, ของ ธุดงค์, ของสมาธิ คือ ฌานทั้งหลาย. ไฉนจะรู้สึกว่า เช่นนี้ ๆ เป็นอาการของการบรรลุผล หรือการตรัสรู้ แทงตลอดด้วยปัญญาอันเป็นปัจจัยตลักขณะ หรือรู้จัก ธรรมชาติของกิเลส คือ ความชั่วต่าง ๆ ว่ามีสภาวะเย็น เช่นไร และไฉนจะรู้จักช่วยคนให้พ้นทุกข์ทางใจ อัน เนื่องด้วยกิเลสนั้น ๆ ตามวิธีของพระพุทธเจ้าได้เล่า ? ใน อัลลคัททูปมสูตร ม.ม. ตรัสไว้ว่า คันถธุระ หรือปริยัติธรรม จะเป็น งูพิษ แก่ผู้ที่ยึดถือเอาไม่ดี คือ ไม่ได้เล่าเรียนด้วยตั้งใจว่า จะพ้นทุกข์นั่นเอง. ในนิรย-

น.777 วรรค ธ ขุ. ตรัสว่า การบวชที่ไม่ดี ก็เหมือนหญ้าคม ยางที่จับไม่ดี แล้วดึงมาจนขาดมือผู้จับนั้น. ทั้งนี้ก็หมาย คันถธุระที่ไม่เนื่องกับวิธีสนาธุระดังกล่าวแล้ว, เขาเอา วิชชาอย่างหนึ่ง ไปใช้ให้ทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่ง นั่นเอง. ส่วนคันถธุระที่ได้เนื่องติดต่อไปจนถึงวิปัสนาธุระ ย่อม ให้ผลดีคือความสุขแท้จริง ดังที่พระอรหันต์ทั้งหลาย เคยรับมาแล้ว. ในยุคอรรถกถาทั้งหลาย ได้วินิจฉัยเรื่องนี้ไว้ อย่างไรบ้าง ? ในอรรถกถาทั้งหลายท่านกล่าวไว้ต้องกัน ทั้งนั้น : แย่งธุระออกเป็นสองอย่างเช่นนี้แล้ว อธิบาย และแสดงตัวอย่างไว้ ซึ่งรวมความได้ว่า ปริยัติเย็น อายุของศาสนา ผู้ทำคันถธุระคือเรียนและสอนปริยัติ ก็คือผู้รักษาวงศ์หรือประเพณีของศาสนาไว้. ส่วนปฏิบัติ เป็นการกระทำเพื่อได้มรรคผลในศาสนา, นักวิปัสนา- ธุระคือผู้จะเสวยผลของการปฏิบัติอันเป็นโลกุตตร. ถ้า ถามว่าอย่างไหนดีกว่ากัน ย่อมตอบได้ยาก, ต้องแยก อีกที่หนึ่งว่า ถ้าว่าเย็นรากเง่าสักว่าให้ศาสนาคงมีอายุ อยู่ได้แล้วก็เป็นปริยัติ หรือคันถธุระ ถ้าจะให้ถึงที่สุด

น.778 สนาธุระ ๑๗๓ ถึงกับได้เสวยผลพิเศษกันจริงแล้ว ก็ต้องเป็นปฏิบัติ หรือวิปัสสนาธุระ. ส่วนในบาลีทั้งหลาย, สังเกตเห็นได้ว่า กล่าวยกการปฏิบัติ เป็นเลิศอย่างเดียว เพราะที่เรียกว่า สิกขา ๆ นั้น ท่านหมายเอากิริยาที่ทำจริง ๆ ต่างหาก เช่น สีลสิกขา ก็คือการทำไม่ให้มีที่ติในส่วนศีล, จิตต- สิกขาหรือปัญญาสิกขาก็อย่างเดียวกัน ไม่ใช่ประสงค์ เอาการท่องได้เขียนได้ตอบได้ก็หาไม่. ผู้ที่เรียนรู้พุทธ- ประวัติจนทราบพุทธประสงค์แล้ว ย่อมทายได้เองว่า พระองค์ทรงมุ่งหมายให้สาวกทำอะไรกัน. แม้ตกมาถึงรุ่นอรรถกถา ก็ยังมีเงาแห่งความ มุ่งหมายอย่างเดียวกันอยู่ไม่น้อย. ขอให้ลองอ่านเรื่อง เอกททาน และเรื่องโปฐิลที่ได้ยกมาใส่ไว้ตอนท้ายของ เรื่องนี้แล้ว. และมีในที่บางแห่ง เช่นมโนรถปูรณี อรรถกถาเอกนิบาตอังคุตตรนิกาย ท่านกล่าวยกคันถ- ธุระไว้ ในฐานเป็นเครื่องมือรักษารากเง่าของศาสนาไว้ อย่าให้ขาดเสียทีเดียว ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้ยกมาต่อท้าย เรื่องนี้ไว้แล้วเหมือนกัน. ในอรรถกถานี้ ท่านอธิบาย ไว้สืบไปเป็นใจความว่า คันถธุระเปรียบเหมือนการสลัก

น.779 หินบอกที่ซ่อนของขุมทรัพย์. ถ้าอักษรที่สลักยังอยู่ ขุม ทรัพย์ที่ซ่อนไว้ก็ยังไม่สูญหายไป (แม้จะมีใครขุดหรือ ไม่ก็ตาม), ได้ความว่า ปริยัติหรือคันถธุระเย็นแผนที่ บอกขุมทรัพย์, ปฏิบัติเป็นเหมือนการขุดทรัพย์, นัก ปริยัติเป็นผู้ชี้ขุมทรัพย์ นักปฏิบัติเป็นแต่ผู้ขุดทรัพย์ ตามคำบอกของนักปริยัติเท่านั้น, เหล่าพระเถระผู้ปฏิบัติ หมดเสียงในการที่จะเถียงว่าปฏิบัติเป็นมูลแห่งศาสนา ต้องยอมรับว่าปริยัติเป็นมูลรากแห่งศาสนา แม้ว่าพระ ธรรมของพระองค์เป็นสันทิฏฐิโก คือ ทุกคนเห็นได้ เฉพาะตน โดยไม่ต้องอาศัยผู้อื่นบอกเล่าก็ตาม แต่ ควรทราบว่าพระอรรถกถาจารย์ผู้กล่าวคำนี้ หรือพรรค พวกของท่านล้วนแต่เป็นนักปริยัติแท้. อย่างไรก็ดี คงได้ความชัดเจนอยู่อย่างเดิม คือ ถ้ามีแต่ปริยัติ ก็เหมือนกับทรัพย์ที่ยังจมดินอยู่อย่าง เดียวเท่านั้น เช่นเดียวกับประเทศสยามของเรามีแร่ดีๆ บางอย่างอยู่ในดินแต่ยังไม่ได้ขุดขึ้น เราจะได้ประโยชน์ อะไรจากสิ่งนั้นเล่า.

น.780 ศิลหรือสมาธิที่ตนกำลังประพฤติด้วยความเห็น แจ่มแจ้งใจว่า จะเป็นอุบายให้หลุดพ้นไปจากทุกข์ได้ ตามลำดับ ๆ ด้วยอาการเช่นนั้น ๆ ก็นับเนื่องเข้าใน วิธีสนาธุระ เพราะเป็นการกระทำจริง ๆ ไม่ต้องเกี่ยว กับตำรา. ส่วนการประพฤติที่เป็นไปเพื่อลวงตามหาชน ให้เขาหลงยูซาว่าเคร่งครัด แม้จะแสดงให้เขาเข้าใจว่า สูงถึงชั้นปัญญา คือ นั่งหลับตาภาวนาอยู่ด้วยอาการอัน เคร่งขรึม ก็ไม่ควรนับว่าเป็นวิปัสนาธุระเลย เป็นของ เท็จเทียมโดยแท้. ขอกล่าวรวบยอดสั้น ๆ อีกครั้งหนึ่งว่า คันถธุระ คือ การรู้ด้วยมังสจักษุ, อันเป็นเบื้องต้นของวิปัสนาธุระ ซึ่งได้แก่ การรู้ด้วยปัญญาจักษุ นั้นและ เพื่อนพุทธบริษัททั้งหลาย ! เราก้าวหน้ามาเต็ม ก้าว ก้าวหนึ่งแล้ว, ขอให้เราก้าวออกไปอีกก้าวเดียว เถิด คือ ก้าวแห่งการกระทำที่กำลังเรียกกันว่า วิปัสนา- ธุระ แล้วเราจะได้ทราบชัดเจนซึมซาบใจ ว่าคันถธุระ กับ วิปัสนาธุระเนื่องกันอย่างไร ยิ่งกว่าที่ข้าพเจ้าพูดมา ให้ฟังนี้เป็นอันมาก. ฯ

น.781 เรื่องพระเอกุททาน. (อรรถกถา ธัมมัฏฐวรรค ธ. ชุ. ๗. ๓๓๓) พระเอกุททานเถระนั้น อยู่ในซัฎย่าแห่งหนึ่ง แต่ผู้เดียว ความรู้ของท่านที่ขึ้นใจ มีแต่อุทานอันหนึ่ง เป็นคาถาความว่า :- "ความโศก ย่อมไม่มีแก่มุนีผู้ไม่ ประมาท มีจิตอันยิ่ง ศึกษาอยู่ในธรรม อันเป็นทางแห่งมุนีทั้งหลาย, เป็นผู้ คงที่ เข้าไปสงบระงับแล้ว มีสติอยู่ ทุกเมื่อ." เมื่อท่านกล่าวอุทานแต่ผู้เดียว เทวดาในย่านั้น ย่อมให้สาธุการเช่นเดียวกับเสี่ยงแผ่นดินชุด. วันหนึ่ง พระคันถธุระทรงไตรปิฎกสองรูป มีบริวารรูปละ ๕๐๐, ไปที่ย่านั้น ได้ทราบว่าเทวดาย่อมให้สาธุการแก่พระ เอกุททานเถระนั้นเป็นอันมาก ; ได้รับเชิญของพระเถระ แล้วแสดงธรรมมากมาย. เทวดาแม้รูปเดียวก็ไม่ได้ ให้สาธุการเลย. ท่านเหล่านั้นได้ ให้พระเถระกล่าว อุทานอันเดียวนั้นดูอีก เทวดาก็ให้สาธุการพร้อมกันดุจ

น.782 คันถะธุระกับวิปัสนาธุระ ๑๗๗ เสี่ยงแผ่นดินชุดอีก. ท่านเหล่านั้นหาว่าเทวดามุโซโล- กนะ ก็กลับไปทูลพระศาสดา. พระศาสดาตรัสตอบว่า "ภิกษุทั้งหลาย .... เราไม่เรียกคนที่เล่าเรียนได้มาก, กล่าวสอนได้มาก ว่าเป็นผู้ที่ทรงธรรมเลย, ส่วน ผู้ใดเรียนได้แม้คาถาเดียว แต่แทงตลอดอริยสัจ, ผู้นี้แหละเป็นผู้ทรงธรรม" และยังได้ตรัสคำที่ผูก เป็นกาพย์ (คือคาถา) ซ้ำอีกว่า : - "จะเป็นผู้ทรงธรรมเพราะกล่าว สอนผู้อื่นได้มากก็หาไม่. ผู้ใดได้ฟัง น้อย แต่เป็นผู้เห็นสัจธรรมด้วยนาม กาย, ผู้นั้นแหละ เป็นผู้ทรงธรรม, คือ ผู้ไม่ประมาทซึ่งธรรม." • พระอรรถกถาจารย์อธิบายพุทธภาษิตนี้ ไว้ดัง นี้ :- ผู้กล่าวธรรมได้มาก เพราะเหตุคือได้เล่าเรียน ได้ทรงจำ ได้สั่งสอน มีประมาณเท่าใด, จะเป็นผู้ทรง ธรรมด้วยเหตุมีประมาณเท่านั้น หาได้ไม่, เธอเป็นแต่ ๑. บาลีพุทธภาษิตคาถานี้ มาใน ธ. ชุ. ธัมมัฏฐวรรค, ไตร. ล. ๒๕.

น.783 ผู้รักษาวงศ์ ผู้รักษาประเพณี ( แห่งการเรียน ) เท่านั้น. ส่วนผู้ที่ฟังแม้แต่น้อย แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ ธรรม ; เพราะอาศัยอรรถอาศัยธรรม. เธอรู้ทุกขลัง เป็นต้นด้วยนามกาย จึงชื่อว่าเห็นสัจธรรมทั้งสี่ เธอ ผู้นั้นแหละ เป็นผู้ทรงธรรม. ผู้ที่ทำความเพียรหวังจะ แทงตลอดสัจจะอยู่ว่า 'วันนี้แหละ ในวันนี้แหละ,’ แม้ ผู้นี้ ก็ชื่อว่าผู้ทรงธรรมเหมือนกัน. ฯ เรื่องพระโปฐิละ (อรรถกถา มัคควักค์ ธ. ข. ) ท่านเป็นผู้ทรงพระไตรปิฎก สอนศิษย์ ๕๐๐ นับว่าเป็นดังนี้ถึง ๗ พระองค์ พระพุทธเจ้ามาแล้ว. พระ ศาสดาทรงดำริว่า จิตที่คิดจะทำอุยายออกจากทุกข์ ของเธอไม่มีเสียเลย จะต้องทำให้เธอสลดใจเสียบ้าง ตั้งแต่นั้นมา ทรงเรียกเธอว่า "โปฐิละเปล่า." เมื่อ เธอมาเฝ้าก็ตรัสว่า "อ้อ. โปฺละเปล่า! มาซิ ;" "อ้อ, โปฐิละเปล่า ! นั่งซิ ;" "เออ โปฐิละเปล่า ! ไปเถอะ ;" ครั้นเธอไปแล้ว ก็ตรัสส่งว่า "โปฺละเปล่า ! ไปแล้ว." พระเถระสลดใจสำนึกได้ว่า ที่ตรัสเรียกเช่นนี้

น.784 ก็เพราะตนเองไม่มีคุณวิเศษแม้แต่น้อย จึงตัดสินใจ เดินทางไปสู่อาวาสไกล. พระเถระในอาวาสนั้นปฏิเสธ ในการที่จะแนะนำสั่งสอนเสียหมด ส่งท่านไปสำนัก สามเณรน้อย ๆ รูปหนึ่งเป็นการทรมานมานะของท่านให้ สิ้นเชิง. ท่านอ้อนวอนสามเณรขอให้รับเป็นศิษย์ ซึ่ง สามเณรก็ได้ทรมานท่าน จนแน่ใจว่าหมดความถือตัว เช่นด้วยคำสั่งให้ลงไปในสระด้วยคำสั่งเพียงคำเดียว เป็นต้น. ในที่สุดเห็นว่าหมดมานะจริงแล้ว ก็บอกนัย แห่งความคิดให้อันหนึ่งว่า "จอมปลวกมีช่อง ๖ ช่อง เหี้ยเข้าอยู่ภายใน ผู้ที่อยากจะจับอุดเสีย ๕ ช่อง ขุดพังเข้าไปโดยช่องที่มันเข้าไปก็จะจับได้ นี้ ฉันใด, ท่านจงปิดกั้นทวารทั้งห้าในอารมณ์ อัน เป็นไปทวารทั้งหก, แล้วจัดการกะมโนทวารแต่ ทวารเดียว ฉันนั้น." พูดเพียงเท่านั้น ท่านเข้าใจแจ่มแจ้งเพราะเป็น พหูสูตรมาก่อน. เข้าใจชัดเจน ดุจประทีปโพลงขึ้น ภายในใจ หลีกเข้าสู่ที่สงัดเจริญสมณธรรมด้วยการ ส่งญาณไปในร่างกาย. ในที่สุดก็ได้สำเร็จเป็นพระ

น.785 ด้วยพุทธภาษิตที่พระองค์ทรงเปล่งพระโอภาส มาตรัสว่า :- "ปัญญาเกิดแต่การประกอบ, ความ สิ้นปัญญาเกิดแต่การไม่ประกอบ, ครั้น รู้ทางสองแพร่งแห่งความเจริญและ เสื่อมนี้แล้ว พึงประกอบตนไว้โดย ประการที่ปัญญาจะเจริญได้เถิด" เรื่องในมโนรถปูรณี ภาค ๑ หน้า ๙๘. เกิดการเถียงกันว่า "มูลรากของศาสนา คือ ปริยัติหรือปฏิบัติ ?" และให้อ้างบาลีมาสาธก, พระ พวกที่ประพฤติธุดงค์ตอบว่าปฏิบัติ, อ้างบาลีพุทธภาษิต ว่า "ดูก่อนสุภัทท์ ! ถ้าภิกษุพึงดำรงตนอยู่โดยชอบ ไซร์ โลกก็จะไม่ว่างเปล่าจากพระอรหันต์ทั้งหลาย." และยาลีอีกแห่งหนึ่งว่า "ดูก่อนมหาราช ! ศาสนาของ พระศาสดา มีปฏิบัติเป็นมูล ทรงอยู่ได้เพราะปฏิบัติ." พวกพระที่เป็นนักเทศน์ (คือธรรมกถึก) แย้ง ว่าปริยัติ, และอ้างพระสูตรว่า "สูตรทั้งหลายยังตั้งอยู่

น.786 เพียงใด วินัยยังรุ่งเรืองอยู่เพียงใด, สัตว์โลกยังเห็น แสงสว่างอยู่เพียงนั้น, เมื่อสูตรก็ไม่มี และวินัยก็เลอะ- เลือนไปแล้ว ความมืดจักเกิดขึ้นในโลกดุจตะวันตกดิน. เมื่อรักษาสูตรให้คงอยู่ได้ การปฏิบัติก็เป็นอันว่ารักษา ไว้เหมือนกัน." แล้วอธิบายว่า ปริยัติเหมือนการสลัก หินบอกที่ซ่อนขุมทรัพย์ ถ้าอักษรยังอยู่ ขุมทรัพย์ก็ ไม่สูญ. พระพวกถือธุดงค์หมดเสียง. ๒๗ พฤษภาคม ๒๔๗๗

น.787 ( คัดจากหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย ๒๔. ๑๑. ๗๖. ) (ทุกอย่างอันพึงมีพึงเกิดและจะเป็นไปด้วยดีหรือชั่ว นั้น อยู่ที่เหตุและผล. สมัยนี้และสมัยไหนก็ตาม จำเป็นอย่างยิ่งที่มนุษย์จะต้องพึ่งเหตุพึ่งผลในทางที่ ถูกที่ควรอยู่เสมอ เมื่อดังนั้นแล้ว สิทธิอันควรได้ รับจากการพูดการแย้งจึงควรมีอุดมเสรีดังที่ ปรากฏ เป็นถ้อยคำต่อไปนี้) พระ โลกนาถได้เดินทางมาชักชวนพระภิกษุ- สยาม ที่มีศรัทธายอมเสียสละออกเดินธุดงค์ไปเผยแผ่ พุทธศาสนาที่กรุงโรมและยรูซาเล็ม และเที่ยวไปรอย โลก. ข้าพเจ้าก็เป็นผู้มีความเสียสละทุกอย่างผู้หนึ่ง แต่ ทำไมข้าพเจ้าจึงไม่ไปกับพระโลกนาถ หรือไปกับพระ โลกนาถไม่ได้? แม้เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวข้าพเจ้าก็จริง แต่เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องไปถึงภิกษุที่จะไปกับท่าน และ เนื่องถึงชื่อเสียงของภิกษุแห่งสยามอยู่บ้าง ข้าพเจ้าเห็น ว่าควรแสดงออกมาเพื่อพุทธบริษัททั้งหลายฝั่งสักเล็ก น้อยดังนี้.

น.788 ประการแรกทีเดียว ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ตัว ข้าพเจ้าเองผ่านมาเพียงปริยัติธรรม ( การเรียนด้วย หนังสือ ) เท่านั้น ยังไม่เคยบำเพ็ญสมณธรรมให้บริบูรณ์ เต็มที่ตามที่เรียนมา. เมื่อในหลักแห่งการบำเพ็ญสมณ- ธรรมชั้นสมาธิมีอยู่ว่า การเดินทางก็เป็นปลิโพธ ( เครื่องเหนี่ยวรั้งขัดขวาง ) อันหนึ่ง ของการบำเพ็ญ สมาธิ ในปลิโพธ ๑๐ ประการแล้ว ข้าพเจ้าจะเดินทาง เพื่อศึกษาสมาธิไม่ได้เป็นอันขาด. (ถ้าผู้ใดจะศึกษาสมาธิใน ระหว่างเดินทาง ด้วยหวังผลสำเร็จแห่งสมาธิ ควรดูอัทธานปลีโพธ กัมมัฏฐานคหนนิเทศ วิสุทธิมรรค) เพราะเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึง ไม่เดินทางบำเพ็ญสมณธรรม ซึ่งหลักมีอยู่ว่า เราจะ ต้องได้สถานที่อันใดอันหนึ่งที่สงบสงัดต่างหาก จึงขอ ส่งเสริมให้เดินทาง แต่พวกที่สำเร็จปฏิบัติธรรมแล้ว พวกเดียว. ๒. ประการที่สอง ข้าพเจ้าไม่พอใจรับคำซัก ชวน "เที่ยวรอบโลก" เพราะการเต็มใจไปเที่ยวรอบโลก ไม่เป็นความหวังอันเป็นธรรมแท้ เป็นอกุศลเจตสิก. ผู้ จะไปทุกคนควรถามตนเองดูก่อน ว่าไปเพื่อเห็นแก่สมณ

น.789 ธรรมแท้ หรือเพื่อการ "เที่ยวรอบโลก." ขอท่านทั้ง หลายจงอย่าก้าวเท้าออกไป ด้วยอกุศลเจตสิกเลย จง ก้าวเท้าออกไปแต่ในเมื่อ ‘ธรรม’ ได้ผลักไสท่านเถิด มิฉะนั้น การไปจะไม่ดีไปกว่า- นักเดินทางเที่ยวทั้งหลาย. ข้าพเจ้าเองได้ถูกจิตใจหรือความรู้สึกดังกล่าวแล้วในข้อ ๑ ได้เหนี่ยวรั้งไว้ คือ มองไม่เห็นว่า มีความจริงใจใน การบำเพ็ญสมณธรรม นอกจากจะไปด้วยความอยาก เที่ยวเท่านั้น เพราะฉะนั้น จึงกลับความคิดอยากไปอย่าง แรงในตอนแรก ๆ กลายเป็นไม่ไปในการชักชวนครั้งนี้, แต่ข้าพเจ้าจะไปในวันหนึ่งข้างหน้า คือ วันหลังจากที่ ข้าพเจ้าได้ฝ่ายปฏิบัติธรรมไปบ้างแล้วตามควร และไป ในนามแห่งภิกษุไทย โดยเวลาและวิธีที่เชื่อตัวเองได้ว่า ควรไข่แล้ว. ๓. ข้าพเจ้าไม่เลื่อมใส ในพระโลกนาถเฉพาะ อย่างหนึ่ง คือ การที่ท่านตั้งนามตัวเองว่า "โลกนาถ" ซึ่งเป็นนามที่หมายเอาพระพุทธเจ้าจำพวกเดียวเท่า นั้น. ถ้าใจของข้าพเจ้าเชื่อว่า ท่านรูปนี้เป็นพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าจะไปกับท่านทันที แต่บัดนี้ข้าพเจ้ายังไม่เชื่อ ทำ

น.790 ให้เกิดความรังเกียจเล็กน้อย ; นี่ก็เป็นข้อหนึ่งที่ทำให้ ข้าพเจ้าไม่ไปกับท่าน. ในพระไตรปิฎกและคัมภีร์ที่เกี่ยว กับพระไตรปิฎกทั้งสิ้น, ไม่มีคำ - "โลกนาถ" - เป็น ชื่อของผู้อื่นนอกจากพระพุทธเจ้า. ผู้ที่เชื่อว่าท่าน โลกนาถผู้นี้เป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น, ที่จะไปกับท่านได้ อย่างสนิทใจ. ข้าพเจ้าคิดว่า แม้ท่านผู้นี้ตั้งความ ปรารถนามีจุดหมายสูงมาก ถึงกับจะแผ่ศาสนาทั่วโลก ก็ตาม ท่านก็ยังไม่ควรใช้นามนี้. หากท่านเปลี่ยน เป็นนามอื่นซึ่งมีความหมาย เพียงว่า สาวกผู้พยายามทำ ตามรอยพระองค์ เพื่อประโยชน์แก่โลกแล้ว จะทำ ให้ข้าพเจ้าอยากไปกับท่านข้างก็ได้. เวลานี้ข้าพเจ้าไม่ สนิทใจ คือ ไม่เชื่อและไม่เห็นสม. ๔. เมื่อปีก่อน ท่านพระโลกนาถนี้เคยพูดใน ที่ประชุมวันวิสาขะในอินเดียว่า ถ้ายังไม่สำเร็จอรหัตต. ผลเพียงใด จะยังไม่สั่งสอนผู้อื่นเพียงนั้น. บัดนี้ท่าน พระโลกนาถเริ่มการสั่งสอนโลก แปลว่าท่านเป็นพระ อรหันต์แล้ว เพราะท่านพูดจริง และข้าพเจ้าเชื่อว่า ท่านพยายามรักษาสัตย์. เป็นการสมควรแท้ที่พระ

น.791 จะออกสั่งสอนโลก. ส่วนข้าพเจ้าเองเชื่อตัวเอง ว่า ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ยังมีกิจที่จะต้องทำอยู่ จึงยัง ไม่สมควรไป. หากข้าพเจ้าสำเร็จกิจอันเป็นหน้าที่ของ ข้าพเจ้าเมื่อใดจึงจะตามท่านไปภายหลัง เพราะข้าพเจ้า เชื่อว่า การเดินทางและความหวังเที่ยวรอบโลก หรือ เที่ยวเพื่อมีความรู้ทางภาษา หรือวิชชาเกี่ยวด้วยโลกนี้ เป็นข้าศึกแก่กิจอันเป็นธรรมแท้ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้า จึงไม่ไป ทั้งบางคราวยังลังเลว่า เราควรรอดูการกระทำ ของผู้อ้างตัวเป็นพระอรหันต์ โดยอ้อมผู้นี้ไปก่อนจะดีกว่า กระมัง. เพราะเหตุผลดังว่ามานี้ ข้าพเจ้าจึงไปไม่ ได้ เพราะใจที่เป็นธรรมแท้จริงยังไม่อยากไป, นอก จากใจเจือโลกตื่น ๆ เห่อ ๆ อันเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าเป็น คราว ๆ เท่านั้น. นี้กล่าวเฉพาะตัวข้าพเจ้าผู้เดียว มัน เป็นบาปกรรมอันใดอยู่ข้าง. ส่วนผู้ที่ไปเพราะใจเชื่อ ธรรมแท้ (ไม่เจือโลก) แล้วข้าพเจ้าขออนุโมทนา และ ประคองไว้เหนือหัวใจของข้าพเจ้า ทั้งหวังอยู่ว่า ข้าพเจ้า จะตามท่านไปในโอกาสหลัง หรือมิฉะนั้นในวันหนึ่ง

น.792 ข้างหน้า ท่านจะมาเป็นผู้นำพวกคนเช่นข้าพเจ้าใน ขัดนี้ไปอีกครั้งหนึ่ง แต่บัดนี้ข้าพเจ้ายังไปไม่ได้. ถ้าพระโลกนาถหรือท่านผู้ใดจะแก้ปัญหายุ่ง ยากในใจ ดังกล่าวมาแล้วให้หายไป อาจทำให้ข้าพเจ้า กลับใจใหม่ และไปในเที่ยวนี้กับท่านก็ได้ ข้าพเจ้าหวัง คำชี้แจงของท่านเสมอ.

น.793 เพื่อนพุทธบริษัททั้งหลาย ! ขอเราจงช่วยกัน พิจารณาเรื่องสำคัญสักเรื่องหนึ่ง. เรื่องสำคัญนั้นคือจำนวน ของมรรคอันเป็นหนทางไปนิพพาน. มรรคนั้น มีหนึ่งหรือแปด แน่ ? เราจะได้เห็นในหน้าหนังสือและได้ยินบ่อย ๆ ว่า "มรรค แปดประการ" "ทางแปดทาง" "ทางแปดแพร่ง" "หน ทางแปดแพร่ง" เหล่านี้. ผู้ ฟังย่อมฟังได้ความว่า ทางไป พระนิพพาน มีแปดทางหรือแปดแพร่ง. คำว่า "มรรคหนึ่ง" แทบไม่ได้ยินเลย! ข้อนี้เป็นการปลูกความเข้าใจผิด หรือ ความเข้าใจถูกแก่เขาผู้นั้น ? ขอให้ข้าพเจ้าได้แสดงความ เห็นสักเล็กน้อย. หากเป็นความเห็นที่มีเหตุผลอันแท้จริง เพียงพอ ก็จักเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ได้เคยฟัง คำว่า "มรรค ๔ ประการ" หรือคำที่ทำนองเดียวกันนี้ เป็นอันมาก คำว่ามรรคแปด หรือทางแปดแพร่งนั้น ผิดแน่. ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่ใช่แปดแพร่งหรือแปดทาง. คำนี้บาลีว่า "อัฏฐังดิโก มัคโค." แปลว่า "ทาง

น.794 อบด้วยองค์แปด," คือต้องพร้อมด้วยองค์แปดจึงจะ เป็นพรรคหรือทางขึ้นมาได้, เช่น ในการทำขนม ต้อง พร้อมด้วยแป้ง - น้ำตาล - ไข่ - น้ำ และ ฯลฯ จึงจะ เป็นขนมขึ้นมาได้, ฉันใดก็ฉันนั้น. ถ้ายังแยกอย่างกัน อยู่ ก็ยังไม่สำเร็จเป็นพรรคอันนี้, ยังเป็นเพียงองค์แห่ง พรรคเหมือนกับที่ยังเป็นแป้งหรือน้ำตาลอยู่ ยังไม่เป็น ขนมเหมือนกัน. จะเรียกองค์แห่งพรรคว่า “พรรค" ไม่ ได้ เช่นเดียวกับที่จะเรียกแป้งว่าขนมไม่ได้ฉันนั้น. นี้ย่ง ชัดว่า คำว่าทางแปดทางหรือแปดแพร่งนั้น ผิด ประการที่สอง. ขอให้คิดดูว่าคนเดียวจะเดิน ทางแปดแพร่งได้อย่างไร ? ถ้าสมมติว่า มีทางแปดทาง ไปรวมจุดอันเดียวกันแล้ว เราจะต้องเดินทั้งแปดทาง ทำไม. เราเดินแต่ทางเดียวก็ถึงเสียแล้วมิใช่หรือ ? ถ้าหากว่าทางนั้นแยกออกเป็นแปดแพร่ง มันก็ต้องไปสู่ ที่แปดแห่งไม่ใช่แห่งเดียว นิพพานก็มีแปดแห่งไป. หากว่าแยกกันไปแล้วรวมกันอีก และใครจะเดินที่เดียว แปดทางได้, เป็นไปไม่ได้ นี้ก็ส่อให้เห็นว่า คำว่าทาง แปดทางย่อม ผิด อีก.

น.795 ประการที่สาม. มีพระบาลีว่า "เอกายโน ภิกฺขเว มฺโค," แปลว่า ภิกขุทั้งหลาย, หนทางเป็น เครื่องไปแห่งคนคนเดียว" ดังนี้. คนผู้เดียวจะไปในทาง แปดทางพร้อมกันไม่ได้ เพราะไม่มีการแข่งภาคคนผู้ไป นิพพาน. หรือจะให้ไปพร้อมกันคราวละแปดคน ทางหนึ่ง สำหรับคนหนึ่งก็ไม่ใช่ ข้อปฏิบัติสำหรับไปนิพพานนั้น มี หลายร้อยหลายพันอาการ. กิริยาที่ทำไม่ต้องเหมือนกัน, แต่ผลเป็นอย่างเดียวกัน. ต่างคนต่างได้ต่างถึง, จึง ตรัสว่าทางเย็นที่ไปแห่งคน ๆ เดียว. คำว่าทางแปดทาง นั้น ย่อม ผิด อีก. ประการที่สี่. ถ้าจะให้องค์พรรคองค์หนึ่ง ๆ เย็น ทางตอนหนึ่ง ๆ มันก็จะเป็นแปดทางจริง แต่ตอนหนึ่ง จะไปถึงนิพพานไม่ได้เลย. ลำพังทางหนึ่ง ๆ โดยเฉพาะ ที่เห็นได้ง่าย ๆ เช่น สัมมาวาจาอย่างเดียวจะไปจนถึง นิพพานได้อย่างไร ? ถ้าจะเอามันทั้งแปดทางมาต่อเป็น ทางเดียวกัน ก็ไม่มีใครเรียกว่าแปดทางหรือแปดแพร่ง เขาย่อมเรียกกันว่าทางแปดตอนหรือแปดระยะ นี้ก็เห็น ได้ว่า คำว่าทางแปดแพร่ง ย่อม ผิด อีก.

น.796 ประการที่ห้า. ถ้าจะให้เอาทางนั้นมาต่อกันเป็น แปดทางหรือแปดระยะ ก็เป็นพรรคที่ต้องการนี้ไม่ได้. องค์หนึ่งไม่ใช่ทางระยะหนึ่ง หรือตอนหนึ่งเหมือนทาง แปดระยะ. มันเป็นทางคือข้อปฏิบัติที่จะต้องทำพร้อม กลมเกลียวกันไปทั้งแปดองค์ เหมือนเชือกแปดเกลียว อันเรียกตามภาษาศาสนาว่า "ธรรมสามัคคี" จึงจะ สำเร็จเป็นทางคือมัชฌิมาปฏิปทานี้ได้. พระองค์จึงต้อง ตรัสว่า ทางประกอบด้วยองค์แปด, ไม่ตรัสว่าทาง แปด. จึงทำให้เห็นชัดเจนว่า คำว่าทางแปดทางหรือ แปดแพร่งนั้น ผิด โดยแท้ คำที่ผิด คำนี้ ให้เกิดผลแก่ผู้ฟังอย่างไร ? จากคำผิดคำนี้ ให้เกิดผลคือ ผู้ฟังจะหมด ปัญญาในการที่จะมั่นใจว่า ตนผู้เดียวอาจเดินทางแปด ทางพร้อม ๆ กัน, หรือมิฉะนั้น ก็จะยึดเอาแต่ทางหนึ่ง ซึ่งในที่สุดจะถึงนิพพานไม่ได้เลย. อย่างแรกทำให้หมด ศรัทธา. อย่างหลังทำให้ถูกอวิชชาท่วมทับยิ่งขึ้นกว่า

น.797 เก่า. รวมทั้งสองประการ เป็นการทำลายศรัทธาที่ถูก ต้อง และปลูกศรัทธาที่ผิดพลาดคือความเข้าใจผิดให้ เกิดขึ้นแก่เขา. จะเป็นการน่าสังเวชเพียงไร ถ้าเรายัง ปล่อยให้เพื่อนพุทธบริษัทยึดเอาคำผิดคำนี้ไว้ ด้วยมั่น ใจว่าถูกและจะเดินตาม. เมื่อรากเง่าคือศรัทธาผุพัง เน่าเปื่อยไปเสียแล้ว ลำต้นจะเจริญออกดอกและผลได้ อย่างไรเล่า. การพูดที่นำให้ผู้ศึกษาน้อย หรือเด็ก ๆ อม "ลัทธิผิด" เช่นนี้ไว้ น่าสยดสยองเพียงไร. การ พูดพล่อย ๆ ของเขา ไม่ใช่เป็นเหมือน หมู่ไม้อันงอก หนาขึ้น ๆ ปิดทางจนมิด ดอกหรือ. ถ้าเช่นนั้น เราจะบอกกับเขาเสียใหม่อย่างไร ? เราต้องบอกเขาว่า "มรรคหนึ่ง" หรือ "มรรค มีองค์แปด." คือมีทางยาวสายเดียว แต่ประกอบด้วย องค์หรือลักษณะแปดอย่าง. เปรียบเหมือนทางเดินเท้า อันยืดยาวสายหนึ่งไปถึงที่สุดโลก ถ้าสำเร็จประโยชน์ แก่ผู้เดิน ต้องประกอบด้วยองค์เป็นต้นว่า ๑, มีแผนที่ หรือคำแนะนำให้ผู้เดินเข้าใจพอ. ๒, มีแนวให้สังเกต

น.798 ทางที่ถูกได้, ๓, มีน้ำให้กินได้เป็นระยะ. ๔, มีบ้าน หรือที่พักได้เป็นระยะ. ๕, มีอาหารหากินได้เป็นระยะ. ๖. ไม่อยู่ใต้อำนาจสัตว์ร้ายและโจร. ๗, ไม่มีเชื้อโรค ที่ทำลายชีวิตผู้เดิน. และ ๘, สะดวกพอเดินไปได้จน ตลอด นี้ฉันใด, ทางไปนิพพานอันจะต้องเดินด้วยใจก็ ต้องประกอบด้วยองค์แปด ฉันนั้น. ทางไปนิพพานต้อง ประกอบด้วยองค์คือ ๑, ความรู้หรือความเห็นที่ถูกต้อง ในการไป รวมลงในคำว่าสัมมาทิฏฐิ. ๒, ดำริใน ระหว่างทางชอบ เรียกว่าสัมมาสังกัปโป. ๓, การ พูดจาในระหว่างทางก็ต้องชอบ เรียกว่าสัมมาวาจา. ๔, การงานในระหว่างทางก็ต้องซอย เรียกว่าสัมมากัม มันโต. ๕, ต้องแสวงหาเสบียงระหว่างทางโดยชอบ เรียกว่าสัมมาอาชีโว. ๖, ต้องพยายามในขณะเดินทาง ให้ซอย เรียกสัมมาวายาโม. ๗. ต้องควบคุมใจให้ระลึก แต่ในสิ่งที่ซอย เรียกว่าสัมมาสติ. และ ๘, ต้องดำรง ใจไว้ให้หนักแน่นสม่ำเสมอโดยชอบ เรียกว่าสัมมา- สมาธิ. เช่นนี้จักถึงที่ ๆ ตนปรารถนา คือนิพพาน. ถนน สำหรับเดินด้วยเท้าหรือกาย ย่อม เปรียบ กันได้กับทาง ที่จะต้องเดินด้วยข้อปฏิบัติ หรือใจดั่งนี้.

น.799 การบอกเช่นนี้ ให้เกิดผลอย่างไร ? การบอกเช่นนี้ ให้เกิดผลในทำนองตรงกันข้าม กับการบอกอย่างแรก. ผู้ฟังเข้าใจถูก. เขาเริ่มด้วยการ มองเห็นได้เอง เชื่อความสามารถตนเอง. มันเป็น ศรัทธาอย่างแน่นแฟ้น. เมื่อรากฐานมั่นคงแล้ว โครง ขนย่อมค่อย ๆ ก่อ ๆ ขึ้นไป ได้จนสำเร็จ. เป็นการน่าชื่น ใจเพียงไร ถ้าเราให้คำพูดที่ถูกต้องและชุ่มไปด้วยความ จริง แก่เพื่อนพุทธบริษัทด้วยกัน ! ความเห็นของข้าพเจ้ามีดังนี้ ข้าพเจ้าแถลง ความเห็นนี้ออกมาด้วยใจอันหวังดีต่อเพื่อนพุทธบริษัท ทั้งหลาย. ข้าพเจ้าหวังดีต่อบรรดาผู้เป็นเจ้าของคำว่า ทางแปดทาง และทางแปดแพร่ง นั้นด้วย. ข้าพเจ้า รับรองว่าข้าพเจ้าพูดด้วยความหวังดี, รับรองด้วยเกียรติ ยศแห่งความเป็นพุทธบริษัทของข้าพเจ้าทั้งหมด. ขอ จงใคร่ครวญเถิดเพื่อนพุทธบริษัททั้งหลาย !

น.800 เรื่องในเมืองสาวัตถี" : ครั้งนั้น สมณพราหมณ์ และปริพพาชก ผู้เป็นเดียรถีย์ชนิดต่าง ๆ เป็นอันมาก อาศัยอยู่ในเมืองสาวัตถี, ล้วนมีความเห็นต่าง ๆ กัน มี สิ่งที่เห็นว่าควรต่าง ๆ กัน ชอบใจต่าง ๆ กัน อาศัย ทิฏฐิและนิสัยต่าง ๆ กัน. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นนักพูดและนัก ความเห็นว่า "โลกเที่ยง. ลัทธินี้เท่านั้นจริง ลัทธิอื่น เหลว." อีกพวกหนึ่งว่า "โลกไม่เที่ยง. ลัทธิเท่านั้น จริง ลัทธิอื่นเหลว." อีกพวกหนึ่งว่า "โลก มีที่สิ้นสุด. ลัทธิเท่านั้น จริง ลัทธิอื่นเหลว." อีกพวกหนึ่งว่า "โลก ไม่มีที่สิ้นสุด. ลัทธินี้ เท่านั้นจริง ลัทธิอื่นเหลว." ๑. สูตรที่ ๔ ชัจจันธวัดค์ อุ. ขุ. ไตรปิฎกเล่ม ๒๕ หน้า ๑๗๙ บรรพ ๑๓๖.

น.801 อีกพวกหนึ่งว่า “ชีพก็ดวงนั้น ร่างกายก็ร่าง นั้น. ลัทธินี้เท่านั้นจริง ลัทธิอื่นเหลว." อีกพวกหนึ่งว่า "ชีพก็ดวงอื่น ร่างกายก็ร่าง อื่น. ลัทธินี้เท่านั้นจริง ลัทธิอื่นเหลว." อีกพวกหนึ่งว่า "ตายแล้ว ย่อมไปเป็นอย่างที่ เย็นมานี้อีก. ลัทธินี้เท่านั้นจริง ลัทธิอื่นเหลว." อีกพวกหนึ่งว่า "ตายแล้ว ย่อมไม่ไปเป็นอย่าง ที่เป็นมานี้อีก. ลัทธินี้เท่านั้นจริง ลัทธิอื่นเหลว." อีกพวกหนึ่งว่า "ตายแล้ว ไปเป็นอย่างที่เป็น มาแล้วนี้อีกก็มี, ไม่เป็นก็มี. ลัทธินี้เท่านั้นจริง ลัทธิอื่น เหลว." อีกพวกหนึ่งว่า "ตายแล้ว ไปเป็นอย่างที่เป็น มาแล้วอีกก็ไม่ใช่, ไม่เป็นก็ไม่ใช่. ลัทธินี้เท่านั้นจริง ลัทธิอื่นเหลว." สมณพราหมณ์เหล่านั้น แตกกัน ทะเลาะกัน วิวาทกัน ทิ่มแทงกันและกันอยู่ด้วยหอกปาก, ล้วนแต่ กล่าวว่า "อย่างนี้ถูก อย่างนั้นไม่ถูก, อย่างนั้นไม่ถูก อย่างนี้ซิถูก." ๆ

น.802 ครั้งนั้น ภิกษุเป็นอันมากครองจีวร ถือบาตร ไปบิณฑบาตในเมืองสาวัตถีเวลาเช้า. กลับจากบิณฑ- ยาด เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ นั่งโดย ที่ควร กรายทูล (เรื่องราว ตามที่ได้เห็นและได้ยิน มา)" กะพระผู้มีพระภาค ตรัสว่า :- "ภิกษุ ท.1 ในเมืองสาวัตถีนี้เอง มีพระราชา องค์หนึ่ง รับสั่งให้ราชบุรุษประชุมพวกคนตาบอดแต่ กำเนิดให้หมดในที่แห่งเดียวกัน แล้วรับสั่งให้นำช้างมา แสดงแก่คนตาบอด. ราชบุรุษนั้น นำช้างมาแล้วแสดง แก่คนตาบอดเหล่านั้น (โดยให้คลำ ), ให้คนตาบอด ยางพวกคลำที่หัวช้างแล้วบอกว่า ‘ช้างเป็นอย่างนี้นะ พ่อยอด !’ ให้ยางพวกคลำที่หู, บางพวกที่ปลายงา, บางพวกที่งวง, ยางพวกที่ตัว, บางพวกที่เท้า, บางพวก ที่หลัง บางพวกที่ต้นหาง, บางพวกที่ขนพวงหาง, แล้ว บอกว่า "ช้างเย็นอย่างนี้ ๆ นะพ่อยอด !" ทุกพวก. เสร็จ แล้วกราบทูลพระราชาว่าได้แสดงช้างแก่พวกคนตายอด ทั่วกันแล้ว. ๑. สำนวนบาลีต้องพูดซ้ำกับข้างต้นทุกตัวหนังสืออก รุงรังมาก ในที่นี้ จึงตัดความว่าตามที่เห็นมา.

น.803 พระราชานั้น เสด็จไปยังหมู่ชนตายอดแล้ว ตรัสถามว่า "พวกเจ้าเห็นช้างแล้วมิใช่หรือ?" "เห็น แล้ว เทวะ !" "พวกเจ้าว่าเห็นแล้ว, ถ้าเช่นนั้นช้างนั้น รูปร่างเป็นอย่างไร ?" ภิกษุ ท. 1 พวกที่ได้คลำหัวช้าง ทูลว่า “ช้าง เหมือน หม้อ เทวะ !" ภิกษุ ท. ! พวกที่ได้คลำหูช้าง ทูลว่า "ช้าง เหมือน กะดัง, เทวะ !" ภิกษุ ท. ! พวกที่ได้คลำปลายงาช้าง ทูลว่า "ช้างเหมือน ผาล, เทวะ !" ภิกษุ ท .! พวกที่ได้คลำงวงช้าง "ช้างเหมือน งอนไถ, เทวะ !" ภิกษุ ท .! พวกที่ได้คลำตัวช้าง ทูลว่า “ช้าง เหมือน ยุ้งข้าว, เทวะ !" ภิกษุ ท. 1 พวกที่ได้คลำเท้าช้าง ทูลว่า "ช้าง เหมือน เสาเรือน, เทวะ !" ภิกษุ ท. ! พวกที่ได้คลำหลังช้าง ทูลว่า “ช้าง เหมือน ครก (ปากครก ?) เทวะ !"

น.804 ภิกษุ ท. ! พวกที่ได้คลำท่อนหาง ทูลว่า "ช้าง เหมือน สาก, เทวะ !" ภิกษุ ท. ! พวกที่ได้คลำขนพวงหาง ทูลว่า "ช้างเหมือน ไม้กวาด, เทวะ !" ในที่สุด พวกคนตายอดเหล่านั้น ได้รบกัน ด้วยหมัด กล่าวว่า "ช้างเย็นอย่างนี้ ไม่ใช่อย่างนั้น, ช้างไม่ใช่อย่างนั้น เป็นอย่างนี้ ๆ" พระราชาทรงพอ พระทัยแล้ว. ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น ที่สมณพราหมณ์ ปริพพาซกผู้เป็นเดียรถีย์ต่างๆ เป็นผู้ยอดไม่มีจักขุ ไม่รู้ สิ่งเป็นประโยชน์ ไม่รู้สิ่งไม่เป็นประโยชน์ ไม่รู้ธรรม ไม่รู้อธรรม. เมื่อไม่รู้ ก็แตกกัน ทะเลาะกัน ทิ่มแทงกัน อยู่ด้วยหอกปาก กล่าวแย้งกันว่า "อย่างนี้ถูก อย่างนั้น ไม่ถูก, อย่างนั้นไม่ถูก อย่างนี้ซีถูก" ดังนี้. " พระผู้มีพระภาคทรงทราบเรื่องนี้แล้ว ได้ทรง เปล่งพระอุทานในขณะนั้นว่า :

น.805 "ได้ยินว่า สมณพราหมณ์พวกหนึ่งๆ ย่อม ติดแน่นในความเห็นอย่างหนึ่ง ๆ เหล่านั้น ๆ. หมู่ ชนที่คิดเห็นแต่ปลายข้างหนึ่งข้างเดียว ครั้นเข้าใจ สิ่งนั้น ๆ แตกต่างกันแล้ว ก็วิวาทกัน." ดังนี้.ฯ จบพระบาลีจตุตถสูตร แง่คิด : พระยาลีนี้ เป็นหลักอันแสดงว่า การ ที่เถียงกันก็เป็นเพราะต่างคนต่างเพ่งไปแง่เดียวๆ เท่าที่ ตนรู้สึกเช่นเดียวกับตาบอดคลำช้างคนละส่วนแล้ววิวาท กันฉะนั้น. การที่บัดนี้ปัญหาเรื่องกินเนื้อสัตว์ขาย หรือ ไม่ขายนั้นเรียกได้ว่า กำลังถกเถียงกันอยู่. เมื่อมีการ เถียงซึ่งมีเหตุผลฟังได้เท่ากันทั้งสองข้าง ก็น่าจะเป็น การเพ่งแง่เดียวของแต่ละฝ่ายเสียแล้วละกระมัง ? ข้าพเจ้าลองใคร่ครวญดูด้วยความตั้งอกตั้งใจ พบ เหตุผลเป็นเงา ๆ ว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น. ข้างหนึ่งตึงใน ฝ่ายศีล ข้างหนึ่งตึงในฝ่ายธรรม, มุ่งไปคนละด้าน. ที่มุ่งฝ่ายศิลอ้างว่าไม่มีเจตนาก็ไม่เป็นไร. อีกข้างหนึ่ง ขอให้เห็นแก่ธรรมให้ ซึ้งว่า ถ้าอาจช่วยชีวิตสัตว์ได้

น.806 โดยวิธีนั้น ๆ แล้ว ก็ควรช่วย. ข้างหนึ่งว่าภิกษุจะเป็น คนเลี้ยงยากไป, อีกข้างหนึ่งไพล่ไปว่า ก็เพื่อสอนชาว บ้านให้หมุนไปนะซิ. ต่างยึดปลายเงื่อนคนละฝ่ายดังนี้ การเถียงจึงไม่ระงับลงได้ จนเกิดการซู่ซ่าครึกโครมขึ้น ไม่เล็กน้อยเลย. ข้าพเจ้าเห็นว่า "คงจะ" ถูกด้วยกัน ทั้งสองฝ่าย คือ ถ้าไม่กินเนื้อได้ยิ่งดี ถ้ายังกินอยู่ดี เหมือนกัน แต่น้อยหน่อย ! พระพุทธองค์วางหลักใน เรื่องนี้ไว้เพียงพอแล้ว เพราะเพ่งคนละแง่ ดึงกันคน ละฝ่าย จึงมีการ "วิวาทกันอย่างเรียบ ๆ" เกิดขึ้น. หลักอันหนึ่งว่า "ถ้ารังเกียจแล้ว ห้ามไม่ให้ ภิกษุนั้นฉันเนื้อ" นั้น, ก็ถ้าการที่เธอพิจารณาเห็นซัก ว่าสัตว์ถูกฆ่าเพราะเหตุนั้น ๆ อาจช่วยได้เพราะเหตุนั้น ๆ ( คืออย่าฉัน ) ส่อว่าเกิดการรังเกียจอยู่ในตัว ขึ้นฉันก็ เป็นการขาย ร้อนใจตั้งแต่เมื่อฉันแล้ว จะต้องพิสูจน์ อะไรอีกเล่า. ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งเพลิน หรือติดในรส แม้ รู้หรือคาดคะเนได้ดีว่า งานเลี้ยงพระคราวนี้ เขาฆ่า สัตว์ หรือสั่งให้ฆ่าสัตว์เจาะจง (เช่นบอกให้เจ๊กเจ้า ของร้านฆ่ามากขึ้นอีกเท่านั้นเท่านี้ตัว) ก็ยังไม่สลดใจ

น.807 และรังเกียจ อ้างเอาความไม่รังเกียจเป็นหลัก ทำนองนี้ ก็ขัดกันอยู่เอง, ตีความคำว่ารังเกียจแคบไปจนฝ่ายหนึ่ง ไม่ยอม. ควรจะจำไว้ว่า พระองค์ไม่ได้ทรงห้ามเฉพาะ การฆ่าเท่านั้น. การฉันด้วยความนี้กรังเกียจอันใด อันหนึ่ง ก็เป็นสิ่งที่ทรงห้ามเด็ดขาดเหมือนกัน. ขณะที่ เคี้ยวเนื้อซึ่งรู้ชัดเจนในใจว่าตนอาจช่วยชีวิตไว้ได้นั้น ไม่ทำให้เกิดการสลดรังเกียจข้างเจียวหรือ 1 ถ้าเรา ถือหลักรังเกียจนี้ ให้ตรงจริง ก็ย่อมหาเนื้อที่บริสุทธิ์ฉัน ได้ยากอยู่เองแล้ว. ยิ่งสมัยนี้ ยิ่งน่าเวียนหัวในการ เลี้ยงพระยางแห่ง : ฟองไข่และเป็ดไก่ถูกฆ่าอุทิศแท้ ๆ เกือบทุกรายไป อย่างน้อยก็สั่งให้ฆ่าเพิ่มเป็นพิเศษ แต่ ไม่ค่อยเห็นใครแสดงความรังเกียจ. ดูสรวลเสเฮฮากัน ไปตลอดการเลี้ยงทั้งทายกและปฏิคาหก. นี้ออกจะเป็น การถือ ที่ หยิ่ง และ ตึง เกินไป ในทางหนึ่งเสียแล้ว กระมัง ? เมื่ออีกฝ่ายหนึ่ง คอยใคร่ครวญด้วยความตั้งอก ตั้งใจ ย่อมรู้สึกตรงกันข้ามอย่างแรงเป็นธรรมดา จน

น.808 จุกจิกเกินไป ถึงกับเนื้ออะไร ๆ ก็กินไม่ได้ไปเสียทั้งนั้น แม้เนื้อที่สัตว์กัดกันตายเอง ฯลฯ ก็ไม่ได้หมด, เย็น การถือรั้นจนเกินไป. พวกพรานเขาฆ่ากินเขาเอง ( หมายถึงไม่ใช่ขาย ) ภิกษุผ่านไป เขาถวาย จะเป็น เนื้อที่บาปอย่างไรได้, เกินไปอีกเหมือนกัน ! ต่างดึง ปลายกันไว้คนละข้างอย่างแรงเช่นนี้ จะร่วมหอกันได้ อย่างไร จึงต้องทิ่มแทงกันด้วยหอกปาก ในหน้าหนังสือ พิมพ์ซึ่งไม่เป็นของแปลก ขอจงใคร่ครวญเรื่องนี้ให้ซึ้งจริง ๆ เถิด จะ ปรองดองกันได้อย่างสนิททั้งสองฝ่าย. บาลีพระสูตรนี้ ยังมีเป็นข้อตักเตือนและระงับการเห็นต่างได้อีกเที่ยว หรือ. ข้าพเจ้าเห็นว่า ภิกษุจะฉันเนื้อที่บริสุทธิ์ ปราศจากการรังเกียจก็ควร. ขอแต่ ให้มีใจเที่ยงธรรม. รังเกียจที่ควรรังเกียจจริงๆ ก็แล้วกัน. เดี๋ยวนี้กลัวแต่จะ "ลืมรังเกียจ" เท่านั้น. ก็ถ้าหากว่าพุทธบริษัทใช้ศิษย์ หรือคนใช้ให้ไปซื้อ หรือแม้แต่ยอมให้เขาไปซื้อทั้งที่

น.809 ตนรู้อยู่ ซึ่งอาหารชนิดที่ผู้ขายต้องฆ่าสัตว์เดี๋ยวนั้น ( เช่นไข่ดาว ฯลฯ) ได้ โดยไม่ปรากฏว่ารังเกียจ หรือ รังเกียจแต่ในใจอ้างคำแก้ตัวได้ว่า "ฉันไม่ได้นิกนี่" แล้ว เรื่องนี้ก็เป็นอันว่า รู้กันได้เองเถิด ! ไชยา. ๑ ก.ย. ๗๗.

น.810 กเวนท์ ทำนายพระสุบินของพระเจ้าปเสนทิโกศล หรือ ที่เรียกกันอีกอย่างหนึ่งในเมืองเราเพี้ยนไปว่า "ทำนาย ปักเวนท์" นั้น เป็นเรื่องที่น่าคิดดูเล่น จะเป็นคิดเพราะ เชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม อย่างน้อยจะทำให้พบความเพลิน ในธรรม โดยเฉพาะคือความไม่เที่ยงของโลก และ เห็นสมจริงตามที่ท่านกล่าวนั้นข้างไม่มากก็น้อย. ความในฝันนั้น มีอยู่ ๑๖ ข้อ มีที่มาในยาลี คือ พระไตรปิฎกสยามรัฐเล่ม ๒๗ หน้า ๒๔, มีอธิบาย ละเอียดในอรรถกถาของพระยาลีนั้น คือ เอกนิบาต วัณณนา ภาค ๒ หน้า ๑๔๖, ส่วนที่แปลเป็นภาษา ไทยแล้ว คือชาดกฉบับหอสมุดวชิราวุธ เล่ม ๒ หน้า ๑๗๙. จะยกเอาหัวข้อบาลี ในพระไตรปิฎกมาใส่ไว้ใน ที่นี้ก่อนคือ : อุสภา รุกฺขา คาวิโย ควา จ อสฺโส กํโส สิดาลี จ กุมฺโภ โปกฺขรณี จ

น.811 อปากจนฺทนํ ลาวูนิ สีทฺติ, สิลา ปลวนฺติ, มณฑูกิโย กณฺฑสบู่เป คิลฺติ, กากํ สุวณฺณา ปริวารยนฺติ, ตสาวกา เอฬกานํ ภายนฺติ, วิปริ- ยาโย วตฺตฺติ นยิธมฺถิ. เรื่องมีว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงพระสุบิน ไปในคืนวันหนึ่งว่า ได้เห็นเรื่องประหลาด ไม่คิดว่า จะเป็นได้ถึง ๑๖ เรื่องด้วยกัน. พระนางมัลลิกา ทูล แนะนำให้ไข่ขอคำอธิบายจากพระผู้มีพระภาคเจ้า. ได้ รับคำทำนายแล้วจึงเขาใจหายกลัว. เรื่องในฝันและคำ ทำนายนั้น มีดังต่อไปนี้ :- (๑) อุสภา, ฝันว่าโคล่ำสันสี่ตัววิ่งมาจากทิศทั้งสี่ มีอาการเกรี้ยวกราดวิ่งเข้าหาดุจจะชนกันที่หน้าพระลาน หลวง พอเข้าใกล้กัน ก็ถอยห่างออกจากกันเสีย หาชนกัน ไม่. ข้อนี้ทรงทำนายว่า ไม่เกิดอะไรขึ้นแก่พระเจ้า ปเสนทิหรือใคร ๆ ในบัดนี้ (ครั้งนั้น) เลย แต่ว่าในกาล ข้างหน้าวันหนึ่ง เป็นสมัยที่พระราชา (ชนชั้นปกครอง)

น.812 และพลเมืองพากันประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นธรรม พากัน เดือดร้อนข้าวยากหมากแพง, กระทั่งฝนก็ไม่มีตก มี แต่ลั่นคำรามเฉย ๆ. (สำหรับในบัดนี้. น่าจะได้แก่การที่มหา ประเทศทั้งหลายเช็ดข้อระอาในการที่จะทำสงครามแก่กัน ได้แต่ คำรามกันเฉย ๆ เหมือนที่ยอรฺช เบอนารุด ชอว กล่าว. ส่วนอาการ เช่นนั้นจริง ๆ จะมาถึงเมื่อไรไม่ทราบได้). (๒) รุกฺหา, ต้นไม้ทั้งหลาย พองอกได้เพียง คืบหนึ่ง หรือศอกหนึ่ง ก็มีดอกและมีลูก. ทรงทำนายว่า ในกาลข้างหน้าสมัยหนึ่ง ที่เด็กหญิงจะมีราดดำฤษณา ไปสู่อำนาจบุรุษแต่เด็ก ๆ มีครรภ์และมีบุตร ทั้งที่วัย ยังไม่สมบูรณ์. (ข้อนี้หามีกล่าวถึงเด็กชายไม่ แต่ควรเข้าใจเอา ได้โดยนัยเพราะเมื่อเด็กหญิงเป็นได้ เด็กชายก็ต้องเป็นไปได้อย่าง เดียวกัน ทั้งดูเหมือนว่า เท่าที่ปรากฏอยู่แก่ตาเราทั่วไปในบัดนี้ ก็ พอที่จะรับรองข้อความอันนี้ได้แล้ว). (๓) ดาวิโย, แม่โคทั้งหลายต่างต้องพากัน ดูด กินนมของลูกโคที่ตนเพิ่งคลอดออกมาเอง. ทรงทำนายว่า รักมีสมัยหนึ่ง ซึ่งหมู่มนุษย์พากันละเลยต่อเซฏฐาปจา- ยนกรรม คือการนอบน้อมต่อท่านผู้เจริญกว่า โดยอายุ โดยชาติ โดยคุณสมบัติ, เด็กหนุ่มทั้งหลายสามารถ

น.813 หาเลี้ยงตัวเองตามใจซอย ได้ทรัพย์แล้ว ชอบใจก็แบ่ง ให้บิดามารดาที่แก่เฒ่า, ไม่ชอบใจก็ไม่แบ่ง ถือลัทธิ เสรีภาพแม้ต่อกฎแห่งธรรม คนแก่ทั้งหลายจักต้อง คอยประจบประแจงเอาใจเด็ก ๆ ของตน เพื่อขอรับประ- ทานไปวันหนึ่ง ๆ. (ในบัดนี้ ถ้าเป็นจริงตามเรื่องที่มีบางคนเขียน สดุดีหนุ่มหัวนอกบางคน ที่ทำแก่บิดามารดาของตน ก็พอนับได้ว่า มี ส่วนแห่งความจริงบ้าง, แต่ยังหาดูยากอยู่สักหน่อย. ขออย่าได้เป็น เช่นนั้นเลย). (๔) ควา จ, หมู่มนุษย์พากันจับลูกโคอ่อน ๆ เข้าเทียมแอก ปล่อยโคที่หนุ่มแน่นแข็งแรงเสีย ไม่เอาใจ ใส่ ผลที่ได้ก็คือความยุ่งยากไม่ลุล่วงสมหมาย. ทรงทำ นายว่าจักมีสมัยหนึ่ง ซึ่งพระราชา (ชนชั้นปกครอง) พากันมีความคิดเห็นตรงกันข้าม ปลดอำมาตย์ที่คง แก่งานออกเสียจากตำแหน่ง แต่งตั้งคนหนุ่มคนอง เข้าแทนที่. พวกครูอาจารย์ต้องเก็บตัวหุบปากเงียบ ไม่มีการเกี่ยวข้อง และพวกหนุ่มคนองเหล่านั้น ลาก เอากิจการของหมู่ของคณะเข้าหาความยุ่งยากหนักขึ้น ทุกที. (ข้าพเจ้าไม่อยากจะพูดว่า ในบัดนี้จะมีอาการเช่นนี้ที่ไหน บ้างหรือไม่, เห็นมีแต่คนหนุ่มที่สามารถอยู่ทั่ว ๆ ไป !).

น.814 บั๊กเวนท์ ๒๐๙ (๕) อสฺโส, ม้าตัวหนึ่ง มีปากทั้งสองข้าง (คง มีหัวสองหัวด้วย), มหาชนพากันเอากล้าข้าวเหนียวป้อนมัน ทั้งสองปากอย่างเหลือเพื่อ. ทรงทำนายว่า จักมีสมัยหนึ่ง ซึ่งผู้มีอำนาจตั้งมนุษย์ผู้ไม่ยุติธรรมไว้ในฐานเป็นผู้วินิจ- ฉัยคดี. เขาพากันเรียกเอาสินบนเอาจากคู่ความทั้งสอง ข้างเสียก่อน แล้วจึงตัดสินเอาตามพอใจตน. (ถ้าทั้งโลก พากันเข้าถึงสมัยนี้แล้ว น่ากลัวว่านั่นแหละคือฉากสุดท้ายของโลก) (๖) กิโล, มนุษย์ พากันขัดถาดสีทองคำราคา ตั้งแสน ให้สวยสะอาดแล้ว นำไปหาสุนัขจิ้งจอกให้ถ่ายปัส- สาวะใส่. ทรงทำนายว่าจักมีสมัยหนึ่ง ซึ่งคนตระกูล สูงตกอยู่ในความประมาท. พวกตระกูลหรือวรรณะ ต่ำ ๆ พากันยกตัวเองขึ้นได้ด้วยการศึกษา จนพระราชา ทรงแต่งตั้งแทนพวกตระกูลสูง. พวกตระกูลสูงจักต้อง ยอมให้บุตรธิดาของตนทำการสมรสกับพวกต่ำ ๆ. (ข้อนี้ แปลก ข้าพเจ้ายังคิดไม่ออกว่า ทำไมพระพุทธองค์ซึ่งได้นามว่าเป็นผู้ ทำลายลัทธิถือชาติตระกูล มาทรงจัดชั้นมนุษย์ด้วยตระกูลแทนการจัด ด้วยเอาความดีเป็นหลัก, หรือจะเป็นเพียงการกล่าวถึงความเป็นไป ของมนุษย์เท่านั้น).

น.815 ) สิตาลี, ชายผู้หนึ่งเอาหนังมาฟื้นเชือกอยู่บน ม้านั่ง ห้อยส่วนที่ฟันแล้วลงไปใต้ม้า นางสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง อยู่ ใต้นั้น มันกินเชือกที่ฟื้นแล้วนั้นเสียร่ำไป ไม่เป็นเชือก ขึ้นมาได้. ทรงทำนายว่า จักมีสมัยหนึ่ง ซึ่งเด็กหญิง พากันเสื่อมเสียศีลธรรม สาละวนแต่ในการตกแต่ง ร่างกายให้สวยงาม, โลเลในชายหนุ่ม, ดื่มน้ำเมา. ศึกษาวิชาการยั่วยวนบุรุษให้หลงใหล, ไม่ใส่ใจต่อ การเรือนของตน, ไปหาชู้ โดยกระโดดข้ามรั้วไปข้าง เข้าทางหน้าต่างข้าง, ทรัพย์ที่สามีตนหามาได้สักเท่าไร ก็รั่วไหลไปด้วยการหน้าไหว้หลังหลอกนั้น ๆ ไม่มีเวลา เหลือ, ทำงานเรือนสักว่าพอเป็นที่ ใช้เวลาทั้งหมด นอกนั้นเพื่อความเพลิดเพลินส่วนเดียว. (ขออย่าให้สมัยนี้ มาถึงพวกเราชาวสยาม ในยุคที่เรากำลังก่อร่างสร้างกำลังให้แก่ชาติ ประเทศของเราเลย, และถ้ามันจะมา ควรจะมาทางประเทศตะวันตก ซึ่งก้าวหน้าไปก่อน นั่นแหละมากกว่า, ซึ่งเราจะได้พากันฉวยเอา โอกาสนั้น เป็นเครื่องเตือนใจเราให้กลับตัวทัน. นี้หมายความว่า ถ้า มันจะมาจริง ๆ หรือกำลังมาอยู่, แต่ถ้าไม่มาเสียเลยนั่นแหละดีที่สุด. และดูเหมือนว่า ถ้าเราจะช่วยป้องกันไว้ มันคงไม่มาเยี่ยมประเทศ เราเป็นแน่).

น.816 (๘) กุมฺโภ, มีโอ่งน้ำใหญ่ตั้งอยู่ ใบหนึ่ง โอ่ง นิด ๆ ล้อมอยู่เป็นอันมากโดยรอบ, มนุษย์ทั่วทุกทิศพากัน ตักน้ำมาใส่แต่ โอ่งใบใหญ่นั้นท่าเดียว จนหกล้นไปแล้วก็ยัง ใส่ ไม่มีใครใส่ในโอ่งเล็ก ๆ นั้นบ้างเลย. ทรงทำนาย ว่า จักมีสมัยหนึ่ง ซึ่งราษฎรจักต้องทำงานหารายได้ บำรุงชนชั้นปกครอง หรือรัฐบาลโดยส่วนเดียว โดย ไม่ต้องนึกถึงการเก็บการมีของตนเอง. (ข้อนี้ถ้าหากว่าบำรุง ชาติประเทศด้วยความจำเป็นในสมัยที่ต้องทำการป้องกันตัวอย่างเต็มที่ ก็ไม่น่าจะถือว่าเป็นข้อเสียหาย. และอีกอย่างหนึ่ง ข้าพเจ้าเข้าใจว่า น่าจะได้แก่การที่ทุกวันนี้ การเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเป็นต้น มัน ช่วยให้คนมั่งมีมั่งคั่งยิ่งขึ้น เครื่องจักรแย่งแรงงานของคนจนเสีย หมด, โอ่งน้อยๆ จึงว่างพร่อง, โอ่งใหญ่เต็มล้น, ได้แก่ปัญหาคนจน ไม่มีงานทำนั่นเองกระมัง). โปลูรณี, มีสระน้ำใหญ่ ฝูงสัตว์ทุกชนิดพากัน ลงกินน้ำ, แต่น้ำลึก ๆ ที่กลางสระกลับขุ่นเป็นตม ส่วนริม ขอบสระใสแจ๋วเย็นสะอาด. ทรงทำนายว่า จักมีสมัยหนึ่ง ซึ่งในเมืองหลวงไม่เป็นที่อยู่อาศัยอันผาสุก มหาชน พากันหลีกออกไปหาที่อาศัยอันสำราญตามชนบท. ใน เมืองหลวงมีแต่ความยุ่งยาก ชนบทมีความเยือกเย็น

น.817 สบายดี, เมื่อในเมืองหลวงกำลังถูกบีบคั้นจากโจรภัย ราชภัยเป็นต้น ที่บ้านนอกเต็มไปด้วยความเมตตา กรุณาโดยไม่ต้องอาศัยอำนาจอาชญา. (ข้อนี้ท่านคงหมาย ถึงความยุ่งยากทางการเมืองหรือปัญหาเศรษฐกิจเป็นต้น มากกว่า ความป่าเถื่อน ที่จะเกิดขึ้นในเมืองหลวง). (๑๐) อปาก, ข้าวสุกที่บุคคลหุงในหม้อเดียวกัน ซีกหม้อข้างหนึ่งสุกดี, ข้างหนึ่งสุก ๆ ดิบ ๆ, อีกข้างหนึ่ง ดิบแท้. ทรงทำนายว่า จักมีสมัยหนึ่ง ซึ่งชนชั้นปก- ครอง รัฐบาล ราชตระกูล อำมาตย์ ราษฎร ทุกคน พากันถืออำนาจเป็นธรรม ไม่เคารพหลักธรรม กระทั่ง พวกเทวดาที่เนื่องอยู่กับมนุษย์ก็พลอยเป็นไปด้วย, เมื่อ เป็นเช่นนั้น ฝนจักตกไม่เสมอ, ในรัฐสิมาอันเดียวกัน ส่วนหนึ่งมีฝนตก, ส่วนหนึ่งไม่มีตกเลย, อีกส่วนหนึ่ง ตกเล็ก ๆ น้อย ๆ. (ข้อนี้คงหมายถึงชนิดที่มิใช่ธรรมชาติของ อุตุนิยม, คือเป็นเพราะเหตุนั้น ๆ บันดาลจริง ๆ. ข้าพเจ้าเข้าใจว่าคง เป็นการยากมากที่พวกเราจะได้เห็นเช่นนั้น. และอีกอย่างหนึ่ง คำว่า ฝน อาจเป็นชื่อของความผาสุกของประชาชนก็ได้ ฝากไว้พิจารณา ด้วย, โดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์ฝ่ายธรรมชาติวิทยา ก็ยังไม่ควร หัวเราะเยาะเร็วเกินไป, เพราะน่าจะมีอะไร ๆ อยู่มากที่เรายังคาด ไม่ถึง).

น.818 ถเวนท์ ๒๑๓ (๑๑) จนฺทน์, คนพวกหนึ่ง เอาแก่นจันทน์แดง อย่างดีราคาสูงสุดเป็นอันมาก ไปแลกนมเปรี้ยวอย่างเลว ๆ หม้อเดียวเท่านั้น. ทรงทำนายว่า จักมีสมัยหนึ่ง ซึ่ง นักบวชในศาสนานี้ ได้ศึกษาเล่าเรียนธรรมวินัยของ ตถาคต ซึ่งมีวิมุติเป็นคุณค่าอันเลิศ เป็นอันมากแล้ว พากันนำไปแลกลาภผล ด้วยเห็นแก่ปากแก่ท้องเล็ก ๆ น้อย ๆ. เขาจะนำเอาคำของตถาคตที่ติเตียนความโลภ ไปแสดงแก่มนุษย์ทั้งหลาย ให้มนุษย์ละความโลภนั้น ๆ โดยสละปัจจัยถวายตน. อลัชชีเหล่านั้นเมื่อไม่อาจถอน ตนออกจากความเป็นทาสในลาภ หรือตั้งอยู่ในฝักฝ่าย แห่งพระนิพพานได้ ก็ได้อาศัยความรู้ในทางอรรถะ พยัญชนะ หรือเสียงอันไพเราะแสดงธรรม ทายกผู้ หลงใหลในความรู้หรือเสียง ก็ถวายปัจจัยเป็นอันมาก. อลัซซีบางพวก จักนั่งแสดงธรรมเรื่องพระนิพพาน ตาม ข้างถนนทางสี่แพร่งและประตูของพระราชา (ประตูวัง?) เพื่อเห็นแก่เงินเพียงมาสกหนึ่ง (ประมาณยี่สิบสตางค์) เป็นอย่างต่ำ. เขาพากันนำเอาธรรมที่ตถาคตแสดงอัน ประกอบด้วยคุณค่าสูงสุด เพราะอาจยังสัตว์ให้ถึงพระ

น.819 นิพพาน ที่เขาทั้งหลายเรียนเอาแล้วเหล่านั้น ไปแลก เงินเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง. (ข้อนี้ทรงหมายถึงการกระทำ ของผู้ที่มุ่งลาภโดยส่วนเดียว, เพราะคนประเภทนี้ เป็นผู้ก่อให้เกิด ประเพณีว่าจ้างให้แสดงธรรมจนมีธรรมเนียมว่า "ไม่นิมนต์ ไม่มา น่าขัน” ขึ้น, ทั้งที่การแสดงธรรมเป็นหน้าที่ของบุตรตถาคตโดย ตรง ). (๑๒) ลาวูนิ สีทฺติ, น้ำเต้าแห้ง กลวงเปล่า ซึ่งตามธรรมดาย่อมลอยน้ำ กลับจมดิ่ง. ทรงทำนายว่า จักมีสมัยหนึ่ง ซึ่งโลกแปรปรวนจนถึงกับนิยมเชื่อถือ ถ้อยคำของคนคดโกง. ในราชสำนัก ในที่ประชุม ที่ วินิจฉัยความ ถ้อยคำของคนเท็จ คนประจบ ได้รับ การเชื่อถือ ในท่ามกลางสังฆสันนิบาต (ที่ประชุม ภิกษุสงฆ์ทั้งหมด) คนทุศิลที่อาศัยศาสนาหากิน ย่อม มีเสียงดัง มีคนเชื่อฟัง, คำของเขาเย็นดุจว่านำสัตว์ ออกจากทุกข์ไปสู่พระนิพพานได้. ส่วนคนมีศิลประพฤติ ตรงประพฤติชอบ ไม่มีเสียง, ดุจไม่เป็นถ้อยคำที่ยัง ผู้ฟังให้ออกจากทุกข์ได้. แม้ในการตัดสินอธิกรณ์เป็น ต้น ก็ทำนองเดียวกัน (เรื่องนี้ย่อมก่อให้เกิดความสังเวชเป็น

น.820 อันมาก ในเมื่อมาระลึกถึงว่า พวกนักบวชพากันถือศาสนาเงิน ขาย ใบเบิกทางไปสวรรค์ จนเกิดการปฏิวัติทางศาสนาแก่ประวัติศาสตร์ เช่นเรื่องมารุติน ลูเธอร์ เป็นต้น, มักจะมียุคหนึ่งเสมอทื่อธรรม พูด ข้อ, แต่ธรรมเป็นใบ้). (๑๓) สิลา ปุลวนฺติ, สิลาแน่นทึบ โตเท่าเรือน พากันลอยฟ้องอยู่เหนือน้ำ เหมือนเรือสำเภาที่มิได้บรรทุก สินค้า. ทรงทำนายว่าจักมีสมัยหนึ่ง ซึ่งโลกแปรปรวน ทำ คนตระกูลสูงให้ตกยากโดยมาก คนตระกูลต่ำกลับมั่งคั่ง และไม่เคารพคนตระกูลสูง. ในที่ประชุมก็คือที่ที่คน ไพร่ตระกูลต่ำพูดเยาะเย้ยถากถางคนผู้ดีตระกูลสูง, ใน ท่ามกลางสังฆสันนิบาต ก็คือที่ ที่พวกอลัชชีพูดกดขี่ ข่มเหง เยาะเย้ยถากถางภิกษุผู้เป็นลัชชี (ข้อนี้ถ้าเราจัก เพ่งในฝ่ายดี ควรเข้าใจว่า คนตระกูลสูงประมาทจนเคยตัว วงกลม ที่หนักมากก็หมุนไปตามกฎแห่งกรรมจนคนตระกูลสูงตกยาก คน ตระกูลต่ำที่ไม่ประมาทยกตัวเองขึ้นได้ ด้วยความรู้ความสามารถของ ตนจนมีฐานะ ดีกว่าคนชั้นสูงซึ่งเคยประมาทเขาว่า "คนเช่นเอง ข้าไม่ให้ลูกสาวของข้าดอก!" เช่นในอินเดียเดี๋ยวนี้ ปรากฏว่าคน วรรณสุทร บางคนมีความรู้ความสามารถสูงเยี่ยมก็มี, ผิดกันแต่ว่า ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาการที่เป็นกันทั้งหมดเท่านั้น ข้อนี้คล้ายกับข้อสิบสอง เพียงแต่กลับกันเสียเท่านั้น, พิจารณา อีกทางหนึ่งอาจเป็นสมัยที่คนดีซึ่งตกยากลงไปกลับฟื้นตัวขึ้นได้อิกจะ ดีกว่ากระมัง, จะได้ไม่ซ้ำกับข้อต้น และได้ความยืดออกไปอีก).

น.821 ) มณฺฑูกิโย กณฺฑสปฺเป คิลฺติ, นาง เขียดน้อย ไล่ตามงูเห่าตัวมหึมา ทันแล้วกลืนกินเสียเหมือน ที่มันกลืนกินก้านหน่อบัวอันอ่อนฉะนั้น. ทรงทำนายว่าจัก มิสมัยหนึ่ง ที่บุรุษพากันตกอยู่ในอำนาจสตรี เพราะ ความหลงใหลในกาม ทรัพย์ สมบัติ ข้าทาสกรรมกร อยู่ในมือหญิงผู้เป็นแม่เรือน หมดเลยเป็นเหตุให้เล่นตัว มีอำนาจเด็ดขาดอยู่เหนือสามีตน ไม่กล้าปริปากอะไร แม้แต่นิดเดียว. (ข้อนี้จะเป็นได้ในเมื่อสตรีเจริญด้วยศิลปะในการ ยั่วยวนถึงขีดสุด สามารถผูกมัดบุรุษไว้อยู่มือด้วยประการทั้งปวง, ถ้า จะมีผลดีบ้างก็เป็นผลดีต่อเมื่อไม่มีทางอื่น จะป้องกันสงครามโลก แล้วเท่านั้น, เพราะเชื่อว่าบางทีสตรีอาจห้ามบุรุษไม่ให้รบกันได้, สตรี ไม่ปรากฏว่าชอบรบ, ถึงจะรบก็ต้องเป็นการรบที่อ่อนแอเหมือนเพศ ของตน. นอกนั้นไม่มองเห็นแง่ดี). (๑๕) กากํ สุวณฺณา ปริวารยนฺติ, ราชหงษ์ สีทองทั้งหลาย เที่ยวแท่ห้อมล้อมอีกาสีดำไปทั่ว ๆ ทรง ทำนายว่า จักมีสมัยหนึ่ง ซึ่งราชตระกูล ไม่ได้รับ การเลี้ยงดูจากพระราชา โดยที่พระราชาระแวง คิด ตัดกำลังเสียหรือด้วยเหตุอึน ๆ ใดก็ตาม, ราชตระกูล

น.822 เหล่านั้น ต้องหันไปพึ่งพาอาศัยคนชั้นต่ำที่เป็นราษฎร เป็นต้น ซึ่งเป็นผู้มียศมีอำนาจ ได้รับการแต่งตั้งจาก พระราชา. (เมื่อโลก ปั่นป่วนด้วยปัญหาประชาธิปไตยยิ่งกว่า ที่เป็น อยู่ในบัดนี้นั่นแหละ ราชตระกูลจึงจะได้รับความกระทบกระเทือนถึง เพียงนั้น, แต่สำหรับในบัดนี้ สังเกตเห็นว่าการศึกษาย่อมช่วยให้ เหล่าราชตระกูลช่วยตัวเองได้เป็นอย่างดี เช่นที่เราเห็นได้ในวงการ เมืองของยุโรป อยู่บ่อย ๆ). (๑๖) ตสาวกา เอฟกานํ ภายนฺติ, แพะทั้ง หลายพากันไล่จับเสือมาเคี้ยวกินอยู่กรวบ ๆ ทรงทำนายว่า จักมีสมัยหนึ่งซึ่งพระราชาประพฤติผิดธรรม ทำคน ตระกูลต่ำให้มีอำนาจ ปราบปรามคนตระกูลสูงหรือ ราชตระกูลให้อยู่ในอำนาจของตน ตู่เอาทรัพย์สินเงิน ทองเสียด้วยอำนาจอันคดโกง หรือข่มขี่จนต้องยอมให้ พากันหลีกไปซบเซาอยู่ในที่เงียบ. ภิกษุที่เป็นขายทั้ง หลายพากันเขียดเขียนภิกษุที่ประพฤติธรรม เมื่อเธอ เหล่านั้นไม่ได้ความยุติธรรมจากพระราชาหรือใคร ๆ เป็นที่พึ่งของตนแล้ว ก็ต้องหลีกออกอยู่ตามป่าดง. (ข้อนี้ คล้ายข้อต้น ๆ ผิดกันเพียงที่ข้อนี้กล่าวเลยไปถึงการเบียดเบียน ใน เมื่อข้อแรก ๆ กล่าวเพียงขึ้นหน้าขึ้นตากว่ากัน. ทุก ๆ ข้อมีใจความ ตรงกัน คือข้อ ๑๒-๑๓-๑๔-๑๕-๑๖).

น.823 มื่อเราอ่านเรื่องนี้ด้วยการพิจารณาดูให้ดีแล้ว จะพบเจตนาเดิมของท่านว่าเป็นไปในทางให้คนเรารู้ตัว ล่วงหน้าถึงความไม่เที่ยงแท้ (อนิจจ์) ของโลก มากกว่า ที่จะให้เชื่อว่าเป็นเช่นนั้นไปทุกตัวอักษร, แม้ว่าเรื่องที่ กล่าวนั้น ในบัดนี้รับรองกันเป็นเรื่องจริงอยู่มากก็ตาม. โลกนี้เอาแน่เอานอนกะมันที่ไหนได้ ในเมื่อมันอาจ เปลี่ยนกลับไปกลับมา หน้ามือเป็นหลังมืออยู่เช่นนี้. พระเจ้าปเสนทิจะฝั่นจริงหรือไม่จริงนั้น เราไม่คิดก็ได้ ไม่เป็นปัญหาสำคัญ แต่ปัญหาสำคัญนั้นอยู่ที่ว่า เรา จะทำตัวเราเองให้เหมาะกับที่จะเป็นอยู่ในโลกอัน ไม่แน่ นอนนี้อย่างไรเท่านั้น, หากใครจะเชื่อถือเรื่องนี้ว่าเป็น เรื่องทำนายฝันที่แน่นอนอย่างยิ่งก็คงจะไม่ได้รับประ- โยชน์อะไร มากไปกว่าอ่านหนังสือทำนายฝันธรรมดา เล่มหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าเขาจะอ่านในฐานะเป็นเรื่อง หลักธรรม ที่แสดงความไม่เที่ยงที่สั่งสอนตัวเองไม่ให้ ทำตนเป็นอลัชซิ แต่ให้เป็นคนกตัญญู รักสงบคิดช่วย ตัวเองรักษาเกียรติยศของตัวเอง หรือโดยเฉพาะ เกียรติยศของสตรี ไม่ถือเสียว่าเมื่อเขาเหยียดหรือผลัก

น.824 แล้วก็พลอยโจน นั่นแหละ จะได้รับผลที่มีค่ายิ่ง, ไม่ใช่ เป็นเรื่องฝัน หรือเรื่องทำนายฝัน. ดูเหมือนยางคนอ่านเรื่องนี้ รู้ไว้เพื่อเตรียมตัว จะทอดอาลัยตายอยาก ว่ามันเป็นเรื่องที่จะมาถึงใน เร็ว ๆ นี้ และไม่มีทางแก้ไขอย่างใดเสียเลย. ข้าพเจ้า เข้าใจว่าบางทีมันอาจเป็นเรื่องความคิดเห็นที่เขาเชื่อกัน อยู่ก่อนพระพุทธองค์ยังเกิดก็เป็นได้ พระสังคีติกาจารย์ เห็นว่ามีประโยชน์ดีอยู่ จึงรวบรวมมาใส่ลงในพระไตร- ปีฎก. ต่อมาพระอรรถกถาจารย์ แต่งเนื้อเรื่องสรวม ลงให้เต็มบริบูรณ์ ในจุดประสงค์จะให้ผู้อ่านในชั้นหลัง รีบทำความดี หรือรักษาความดีไว้ให้มั่นคงเท่านั้น. เมื่อท่านไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเรื่องทำนายฝัน เราไม่ควร ใช้เป็นตำราทำนายฝัน หรือพยากรณ์ชตาของโลก, แต่พึงถือว่าเป็นเพียงเครื่องเร้าใจให้ทำดีเสียโดยเร็วเท่า นั้นเอง. พระพุทธศาสนาไม่ถือโชคชตา แต่ถือกฎแห่ง กรรม, ถ้าเราทำอยู่เช่นนี้ ผลจะไปเกิดเป็นอย่างอื่น ตามตำราโชคชตาหาได้ไม่ มันต้องเป็นไปตาม เหตุผลของมันเองอยู่นั้นและ

น.825 พราะฉะนั้น ทางดีที่สุดก็คือ การคิดหาคำ ตอบของปัญหาที่ว่า เราจะครองชีพอยู่อย่างไร จึงจะ เขาสบายอยู่ได้ในโลกอันมีอะไรไม่แน่นอนถึงเพียงนี้, และนั่นมันจะได้เป็นตัวอย่างให้ลูกหลานของเราถือเป็น ตัวอย่าง ในการที่จะครองชีพอยู่ สืบต่อจากเราไป. ๑ พฤษภาคม ๒๔๗๙

น.826 วโส อิสฺ สริยํ โลเก พระพุทธภาษิตข้อนี้ มีความหมายอย่างไรกัน แน่ มีผู้ไต่ถามกันมากในสมัยที่โลกกำลังหวั่นไหวโยก โคลงอยู่ตามอำนาจของอำนาจที่ครองโลก. ความสงสัย นั้นมีว่า พระพุทธเจ้าทรงหมายความว่าอย่างไร ในการ ตรัสพระพุทธพจน์ข้อนี้. คนพวกหนึ่งเห็นไปอย่างหนึ่ง อีกพวกหนึ่งเห็นไปอย่างหนึ่ง มีอยู่หลายพวกด้วยกัน ในที่นี้ จะวินิจฉัยกันเฉพาะแต่ ในแง่ของภาษาบาลี กับ แง่ของศาสนาเท่านั้น ไม่ โน้มเอียงไปหาแง่ของการ เมืองหรืออื่น ๆ. ในแง่ของภาษา เมื่อถือเอาตามตัวหนังสือ คำนี้แปลว่า "อำนาจย่อมเป็นใหญ่ในโลก" (เติมคำว่า โหติ ตามหลักธรรมดาของภาษาบาลี ในเมื่อประโยค นั้นๆเป็นประถมบุรุษ ทำให้แปลว่า ย่อมเป็น). คำว่า วโส ซึ่งแปลว่าอำนาจนั้น อรรถกถาจำกัดความหมายไว้ว่า วโส อาณาปวตฺตน์ ซึ่งแปลว่า "ความเป็นไปได้แห่ง

น.827 การใช้อาญา นี้เรียกว่าอำนาจ" แต่เนื่องจากคำว่า อาชญา หรือ อาญา ในภาษาบาลีนั้น ย่อมหมายถึง การบังคับ เพราะฉะนั้นจึงแปลเป็นไทยได้ชัดๆ ลงไปว่า "ความเป็นไปได้แห่งการบังคับให้ทำตาม นั่นเรียกว่า อำนาจ." ที่นี้ คำว่าอำนาจนั้น หมายถึงอำนาจของ อะไร คำตอบก็มีแต่ว่า สิ่งใดบังคับได้ หรือใช้บังคับได้ สิ่งนั้นเรียกว่าอำนาจทั้งนั้น. จะเป็นอำนาจกำลังกาย กำลังอาวุธ กำลังความคิด คำพูด หรืออำนาจทาง เศรษฐกิจ ทางการเมืองทางการทหารหรืออะไรก็ตาม หรือแม้ที่สุดแต่อำนาจของกิเลส ที่บังคับคนๆนั้นให้ทำ อย่างนั้นอย่างนี้ส่วนตัวเขาผู้เดียวก็ตาม นี้เรียกว่า "อำนาจ" ในที่นี้ทั้งสิ้น. เพราะฉะนั้น อำนาจของความ สำนึกผิดชอบชั่วดี หรือที่เรียกว่า ธรรมะ ที่บังคับคน ที่มีใจปรกติให้ทำดี นี้เรียกว่า อำนาจ ในที่นี้เหมือน กัน. โลกย่อมตกอยู่ภายใต้อำนาจเหล่านี้ ไม่อย่างใด ก็อย่างหนึ่ง แล้วแต่ว่าในสมัยนั้นโลกกำลังตกอยู่ใน สภาวะเช่นไร, คือว่าอำนาจชนิดไหนกำลังครองโลก.

น.828 โลกไม่เคยว่างจากการครองของอำนาจ. คำที่พูดว่า "อำนาจย่อมเย็นใหญ่ ในโลก" จึงเป็นคำพูดที่ถูกอย่าง ตายตัว หรือเรียกว่ากำปั้นทุบดิน ในเมื่อถือเอาตามแง่ แห่งภาษา ซึ่งเป็นแง่ที่ตรงไปตรงมา ตามธรรมชาติ ของภาษา. อำนาจที่ใช้บังคับผู้อื่น เช่นกำลังกาย กำลัง ความคิด กำลังเศรษฐกิจการเมืองหรืออะไรก็ตาม ใช้ บังคับกันอย่างไรในโลกนี้ เราเห็น ๆ กันอยู่แล้วนี้ เรียก ว่าอำนาจภายนอก ใช้บังคับโลกได้จริงแต่เป็นคราว ๆ ไม่แน่นอนเปลี่ยนแปลงมาก. ส่วนอำนาจที่บังคับ ตัวเอง คือกิเลสฝ่ายชั่ว กับความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ที่เรียกว่า ธรรมะนั้น เป็นอำนาจที่บังคับโลกอย่าง แน่นอน และตลอดกาล. เพราะเหตุว่า มนุษย์ในโลก ทุกคน แต่ละคนย่อมทำอะไรตามอำนาจสองอย่างนี้ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง คือพวกที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจ กิเลส ก็ทำชั่วตามกิเลส พวกที่ตกอยู่ภายใต้ความรู้สึก ผิดชอบชั่วดี ก็ทำตามความรู้จักผิดชอบชั่วดี, หรือคน คนเดียวกัน แต่ต่างขณะกัน ก็ย่อมผลัดกันตกอยู่ใต้

น.829 อำนาจสองอย่างนี้ทีละอย่างก็ได้. เมื่อคนทุกคนรวมกัน เข้า คือ โลก, ฉะนั้นลักษณะอาการ หรือหน้าตาหรือ ความเย็นไป หมุนไปของโลก จึงขึ้นอยู่แก่การกระทำ ของคนทุกคนในโลกซึ่งขึ้นอยู่กับอำนาจสองอย่างนี้ (คือ อำนาจกิเลส กับอำนาจรู้จักผิดชอบชั่วดี) อีกต่อหนึ่ง โดยเด็ดขาด. โลกเป็นไปตามอำนาจความรู้สึกในใจ ของมนุษย์ โดยเด็ดขาด ยิ่งกว่าอำนาจอื่นใดทั้งหมด. นี้เรียกว่า "อำนาจภายใน" ซึ่งมีอำนาจบังคับเด็ดขาด กว่าอำนาจภายนอก. เพราะอำนาจเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร หรืออะไรก็ตาม ที่มนุษย์สร้างขึ้น บังคับกันนั้น ย่อมอยู่ใต้ความบังคับของอำนาจกิเลส หรือความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ของมนุษย์ผู้กุมอำนาจภาย นอกเหล่านั้น อยู่ในขณะนั้น อีกต่อหนึ่ง, จึงเมื่อกล่าว ให้ถูกต้อง ท่านกล่าวว่าโลกนี้ถูกขั้น ถูกปรุง ถูก ดัดแปลง ไปตามความต้องการแห่งกิเลสของมนุษย์ ทั้งหมดที่อยู่ในโลกนั่นเอง. เรียกว่าอำนาจอันเร้นลับ ที่บังคับโลกอยู่จริง ๆ นั้น คืออำนาจของกิเลส หาใช่

น.830 อำนาจเล็กๆ น้อยๆ เช่นอาวุธเป็นต้นนั้นไม่ เพราะอำนาจ การใช้อาวุธนั้น เป็นเพียงส่วนน้อยของอำนาจกิเลส นั่นเอง คือกิเลสของชนกลุ่มหนึ่งผู้ใช้อาวุธ. เพราะฉะนั้น เท่าที่กล่าวมา ย่อมชี้ให้เห็น ความถูกต้องของพระพุทธภาษิตอันนี้ ซึ่งเป็นความถูก ต้องอย่างไม่มีผิดพลาดได้ ตามหลักแห่งภาษา. ที่นี้ ก็ยังเหลือแง่ที่สอง คือแง่ ศาสนา. ในแง่ของศาสนา หรือศีลธรรม หรือ มอรัล นั้น เราพบไดจากต้นตอหรือมูลเหตุของการที่มีผู้มาทูล ถามความข้อนี้ และพระองค์ได้ตรัสตอบออกไป ว่ามี ความหมายอย่างไร : หรือชั้นไหน. เราต้องพิจารณาดูที่ คำถาม ตัวผู้ถาม และการตอบ ที่ตอบให้ตรงกับคำถาม หรือภูมิของผู้ถาม, เราจึงจะทราบความหมายอันแท้จริง ของประโยค ๆ นี้. เรื่องมีอยู่ในพระไตรปิฎกเล่ม ๑๕ หน้า ๖๐ ฉบับสยามรัฐ เป็นเรื่องเทวดาหรือผู้ที่เป็น โลกจัด มาถามในความหมายชั้นโลก ๆ คือถามพร้อม คราวเดียวกัน ๔ ข้อว่า

น.831 อะไรเป็นใหญ่ในโลก ? อะไรเป็นยอดสุดของภัณฑะ ( หมายถึงทรัพย์ สมบัติที่พึงมี ) ? อะไรในโลกนี้ที่จะเปรียบกันได้กับขี้สนิมของอาวุธ? อะไรเป็นตัวเสนียดในโลก ? ตรัสตอบว่า อำนาจ เป็นใหญ่ในโลก. ผู้หญิง เป็นยอดสุดของภัณฑะ. ความโกรธ เป็นของที่เปรียบกันได้กับ ขี้สนิมของอาวุธ. พวกโจร เป็นเสนียดในโลก เหล่านี้ เราจะเห็นได้ว่า ผู้ถามทูลถามด้วยความรู้สึก หรือระดับจิตใจอย่างโลก ๆ พระองค์จึงตรัสตอบไปใน ระดับต่ำ ๆ อย่างโลก ๆ อีกอย่างเดียวกัน, คำตอบจึงเป็น อย่างที่เห็นอยู่นั้น. โดยเฉพาะข้อสอง ยิ่งจำกัดว่าเป็น คำตอบสำหรับผู้ชาย ด้วยซ้ำไป. ที่ว่าระดับของความรู้สึกมีอยู่หลายระดับ คำถาม กับคำตอบต้องตรงระดับนั้น เราเห็นได้ว่าเป็นเรื่อง

น.832 ธรรมดาสามัญที่เราก็ใช้กันอยู่. ปัญหาๆเดียว เด็กเล็กๆ ถาม ก็ตอบอย่างหนึ่ง เด็กโต ๆ ถาม ก็ตอบอย่างหนึ่ง คนโง่ถาม ก็ตอบอย่างหนึ่ง เพื่อนที่ฉลาดทัน ๆ กันถาม ก็ต้องตอบอิกอย่างหนึ่ง. เช่นลูกเล็ก ๆ ถามว่า อะไร เป็นของดีนะพ่อ พ่อก็ตอบไข่อย่างหนึ่ง และคำตอบนั้น คงเอาไปใช้ไม่ได้สำหรับตอบกับเพื่อนฝูง ที่อยู่ในระดับ เดียวกัน. ที่นี้ สำหรับที่เกี่ยวกับศาสนานั้น แข่งชั้นออก เป็นเพียงสองชั้น คือชั้นโลก ๆ หรือวิสัยความคิดนึกของ คนธรรมดาสามัญอย่างหนึ่ง และชั้นธรรม คือชั้นที่ตรง กันข้ามกับโลก. พวกที่เป็นชั้นโลก ต้องการเงิน แต่ พวกชั้นธรรม ต้องการนิพพาน ซึ่งตรงกันข้ามกับเงิน. เมื่อถือตามหลักนี้แล้ว ปัญหาของเทวดาและคำตอบ ในเรื่องนี้ของพระพุทธเจ้านั้น เป็นชั้นโลก ๆ คือชั้นที่ยัง ถือสมมติตัวตนต่ำ ๆ. ความหมายก็มีขึ้นว่า สำหรับ โลก ๆ หรืออย่างชั้นโลก ๆ กันแล้วอำนาจย่อมเป็นใหญ่. แต่ถ้าสำหรับชั้นธรรม ( ที่ตรงกันข้ามกับโลก) แล้ว

น.833 สิ่งซึ่งตรงกันข้ามกับอำนาจ ย่อมเป็นใหญ่ ได้แก่การ ไม่ใช้อำนาจ แต่ปล่อยไปตามเหตุผลหรือความจริง นั่นเอง ซึ่งคลอดออกมาเป็นความรัก ความยุติธรรม ความดีงามถูกต้องอย่างอื่น ที่ไม่ต้องใช้อำนาจซึ่งตรง กันข้ามกับอำนาจ, อันเป็นทางนำไปสู่นิพพาน. คำว่า โลก ในภาษาบาลีนั้น ก็เช่นเดียวกับใน ภาษาไทย คือหมายความได้สองอย่าง: โลกหมายถึง ตัวโลกหรือแผ่นดิน ก็ได้, โลกหมายถึงวิสัย หรือระดับ จิตใจ หรือภูมิชั้นของความรู้สึก ที่ยังต่ำอย่างโลกก็ได้ ซึ่งเพ่งเอา โลกใจที่ยังต่ำ. ในภาษาไทยเรา เมื่อใคร พูดว่า "เฮ้ย แกมันโลกเกินไป," นี้ย่อมหมายความว่า เขาตำหนิว่าคนนั้นมีระดับจิตใจต่ำเกินไป ไม่มีธรรมะ. ในภาษาบาลี ก็อย่างเดียวกัน. ฉะนั้น คำว่า "ในโลก" แห่งประโยคว่า "อะไรเป็นใหญ่ในโลก" หรือใน ประโยคที่ตอบว่า "อำนาจย่อมเป็นใหญ่ในโลก" นั้น ย่อมหมายความว่า "ในระดับโลก ๆ กันแล้ว ต้องถือว่า อำนาจนั่นแหละ เป็นใหญ่" ดังนี้ก็ได้. และถอดออก มาได้ โดยนัยตรงกันข้ามอีกว่า "ในชั้นธรรมะกันแล้ว

น.834 วโส อิสฺสริยํ โลเก ๒๒๙ ต้องถือว่า "สิ่งที่ตรงกันข้ามจากอำนาจ" นั่นแหละ เป็นใหญ่." โลกเรานี้ ในบางคราวตกอยู่ใต้อำนาจอย่าง โลกๆ บางคราวก็ตกอยู่ใต้อำนาจธรรม. แต่อำนาจโลก กับอำนาจธรรมนั้นต่างกัน. อำนาจโลกใช้อำนาจบังคับ แต่อำนาจธรรม ย่อมใช้อำนาจในการปล่อย คือไม่ บังคับนั่นเอง. ดังนั้น จึงเป็นการตรงกันข้าม และมี ความหมายไขว้กันอยู่หน่อยหนึ่ง ด้วยความดิ้นได้ของ ภาษา แต่ว่ามีหลักตายตัว คือเป็นของคู่กัน และตรง กันข้ามดังที่กล่าวมาแล้ว. เพราะฉะนั้น เราถอดใจความจากพระพุทธ ภาษิตนั้นได้ชัดๆว่า "ในวิสัยโลก อำนาจย่อมเป็นใหญ่" ซึ่งเป็นคำอมตะ ไม่มีทางจะผิดไปได้ มีคำอธิบายสอง ประเภทหรือสองแง่ ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น. ผู้ที่รู้สึกตัว ว่ายังอยู่ในวิสัยโลก จงเร่งรีบหาอำนาจที่ดีจริงและ เด็ดขาด กล่าวคือ อำนาจความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ที่จะใช้บังคับตัวได้ ซึ่งสูงกว่าอำนาจอื่นใด และ

น.835 ให้ผลถาวรกว้างขวางกว่าอำนาจอื่นใด ทุกประการ, และไม่มีทางสะท้อนเป็นผลร้ายที่หลัง เหมือน อำนาจเงินหรืออำนาจอาวุธ ซึ่งบางคราวหรือ บางแห่งก็มีอำนาจเหนือโลกเหมือนกัน แต่โยก โคลงเหลือเกิน. เขาพุทธทอง ๑๕ สิงหาคม ๒๔๙๒

น.836 (จดหมายในสวนโมกษ์ ฯ) ภิกษุผู้อาศัยในสวนโมกข์ ฯ ไม่มีการพบ และสนทนากัน ในสมัยภาวนา. หากจะมีข้อบอก เล่าแก่กัน ก็ใช้การเขียนใส่ทิ้งไว้ให้กันตามสถาน กลาง เช่น ที่อ่านหนังสือเป็นต้น. จึงมีจดหมาย ที่เขียนเต็มไปด้วยข้อธรรม หรือวิธีปฏิบัติธรรม บางอย่าง, เราจะเสาะแสวงมาลง เผยแผ่ใน หนังสือพิมพ์พุทธศาสนาเป็นพิเศษเสมอ. - บ.พ. กระต๊อบ ๒, สวนโมกข์ ฯ, ๒๑ สิงหาคม ๒๔๗๗. สาสนปัชโชตภิกขุ ที่นับถือ. ผมอยากจะซ้อมหรือย้ำความเข้าใจในหลักการ ฝึกภาวนา สำหรับฐานะอย่างเรา ๆ ด้วยกันอีกว่า ขอ ให้มีการคิด (วิปัสนา) ให้มากที่สุด อย่าสงข (สมถะ) เสียตะพึด หรือมากจนเกินควร. เพราะเหตุไร ? เพราะ เหตุว่าไม่มีใครเคยบรรลุวิมุติด้วยการสงบเลย, บรรลุ ด้วยการคิดจนปลงตกทั้งนั้น. ปลงตกคือเห็นทะลุแจ้ง

น.837 ฉานซิมซายใจในสิ่งนั้น. จริงอยู่ ที่หลักธรรมย่งว่า สมถะอยู่หน้า วิปัสนาอยู่ข้างหลัง, แต่ถ้าเราไม่ก้าว หน้า เราจะไปได้อย่างไร ? สมถะจำเป็นแต่ ในเมื่อ วิตกชั่วร้ายรบกวน ถ้ามันไม่รบกวนแล้ว อย่าไปคิดถึง สมถะเลย เว้นไว้แต่คิดแล้วมันฟุ้งเกินไปเท่านั้น เรามี สมถะไว้กำรายเมื่อฟุ้งดีกว่านอนใจใช้ให้ทำหน้าที่ข่ม อย่างเดียว. อกุศลวิตกที่เกิดขึ้น ถ้าข่มไว้ด้วยสมถะ ก็ต้องข่มกันเรื่อยไป. สู้ทำลายมันเสียให้แหลกละเอียด ด้วยการคิด (คือวิปัสนา) ไม่ได้. อีกอย่างหนึ่ง สมถะ หรือสมาธิเอาไว้เป็นการเข้าอยู่พักผ่อนเพื่อความสุขใน บางคราวเท่านั้นก็ได้. ถ้ายังมีหน้าที่ทำลายกิเลสแล้ว จงจำไว้ว่า ต้อง "วิปัสนา" เท่านั้น, สมถะ ไม่ให้ สำเร็จประโยชน์ถึงที่สุดได้. ก็เมื่อเสนาสนะของเราสงัดดีพอ วิสภาคารมณ์ ต่าง ๆ ก็มีน้อยถึงปานนี้แล้วสมถะส่วนซึ่งจำเป็นเฉพาะ เสนาสนะคลุกคลี มีวิสภาคารมณ์มากนั้น ก็เกือบไม่ จำเป็นสำหรับเรา. ผมใคร่ครวญเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

น.838 ทั้งวิธีเจริญสมาธิของต่างประเทศหรือฝ่ายมหายาน. เขา ฝึกใจด้วยการข่มหรือทรมานกันแต่ในเบื้องต้นเป็นส่วน น้อย จะให้ ได้ผลดีต้องคิดให้ตกไป ในเรื่องนั้น ๆ. สมาธิ เป็นเหมือนเอาของหนักทับความชั่วไว้, ส่วนปัญญาหรือ วิปัสนา เป็นการตัดต้นไฟได้แก่การขุดทิ้งรื้อทิ้งที่เดียว. สมถะย่อมชวนเพลิน และเป็นความสุขก็จริง แต่เป็น อันตรายต่อเมื่อเปลี่ยนสถานที่ หรือกระทบวิสภา- คารมณ์. สมถะที่ได้อุดหนิมิตหรือปฏิภาคนิมิต จะ มีอำนาจต่อเมื่อเจริญสำเร็จได้คล่องแคล่วตามปรารถนา และอาจสู้รบวิสภาคารมณ์ได้. เช่นเราทำอุดหนิมิต ของอสุภอันหนึ่งได้สำเร็จ พออารมณ์ยั่วยวนผ่าน เรา นิกเอานิมิตนั้นมาเป็นรั้ว เช่นนี้ย่อมสำเร็จผลดี แต่ ขอให้เข้าใจว่า นั่นไม่ใช่กิริยาแห่งสมถะ (สงบ) แท้ เป็นตัววิปัสนาส่วนหนึ่งทีเดียว ขอให้สังเกตให้มาก. เราไม่พึงเชื่อลัทธิเกี่ยวกับความสงบชนิดยึดมั่น ถือมั่น อย่างโบราณบางอย่าง ซึ่งไม่ได้เอาผลแท้จริง เป็นเกณฑ์หรือเครื่องวัด, เขาเอาพิธีและกิริยาอาการ หรือของแปลก ๆ เป็นเครื่องวัด, ผลที่ได้จึงไม่ตรงตาม

น.839 ที่ทรงประสงค์. ขอจงสังเกตดูในยาลีให้มาก จะเห็น ได้ว่าไม่มีกล่าวถึงวิธีของสมถะนัก, แต่มามีอย่างวิตถาร ในคัมภีร์ชั้นหลัง ๆ ส่วนที่กล่าวทำนองวิปัสนา ย่อมมี ดาดดื่นทีเดียว. อย่าลืมว่าเราต้องการพ้นทุกข์ เรา ต้องมุ่งเฉพาะสิ่งที่ดับทุกข์ได้ และสิ่งนั้นเราต้องคิดเห็น ได้เองอย่างประจักษ์ใจ ไม่ต้องเชื่ออารมณ์ผู้สอน กัมมฐานตามไป ผู้สำเร็จสมาธิหรือสมาบัติ ยังเข้า ตะรางได้, ส่วนผู้มีวิปัสนาจะไม่เข้าตะรางเลย. พวกเรา หวังปัญญาวิมุติ ไม่หวังเจโตวิมุติ. ผมมั่นใจว่าคุณ เป็นนักค้นคว้าและเห็นแก่การ ศึกษาแท้ ผมจึงพูดตรง ๆ. ขออย่าให้เชื่อตามไปในพิธี แห่งสมาธิที่สืบกันมาอย่างปรัมปรา ด้วยการทำตาม ๆ กันก็ดี หรือด้วยหนังสือบางเล่มก็ดี- จงเลือกเอาเฉพาะ ที่ไว้ใจได้ และใคร่ครวญเห็นเหตุผลเสียก่อน จึงยึด เอาเป็นหลักในใจ. ข้อสำคัญอยู่ที่การใคร่ครวญเท่านั้น. วิธีที่ผมชอบในบัดนี้คือ :- สติสัมปชัญญะเป็น ตัวยามระวังเหตุให้แก่ใจอยู่เสมอ ทุกข์, บาปอกุศล,

น.840 ลามกธรรม, อันใดผ่านมา เป็นต้นว่าความกำหนัด ความอาลัยระลึกถึง ความห่วงใย ความหงุดหงิด ความ มินซา ฯลฯ ผ่านมาแม้เล็กน้อย สติสัมปชัญญะที่บำรุง ฝึกฝนไว้ จะเป็นผู้จับมันส่งไปยังกองปัญญา (วิปัสนา) ทันที, ค้นหาว่านี่มันมาอย่างไรกัน ? อะไรเป็นเหตุ ? อะไร เป็นผล ? จะให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง? ทำลายมันได้อย่างไร ในกาลต่อไป ? ป้องกันอย่างไร? - แล้วก็กระทำโดย วิธีนั้น ๆ นี่แหละ ควรเย็นความเป็นอยู่ วันหนึ่ง ๆ ของนักภาวนา ตามที่ผมเข้าใจ และเห็นว่าดีที่สุด. การฆ่ากิเลสที่เข้ามาติดตาข่ายของเราเสมอไปทุกครั้ง นั่นคือ "พระนิพพาน" น้อย ๆ ของเราทุกครั้ง. นิพ- พานแห่งกิเลส ! อริยมรรคน้อย ๆ ก็ตัดกิเลสตัว น้อย ๆ ขุดรากของมันออกทีละน้อย ๆ. เราได้ หน่วงอริยผลทีละน้อย ๆ เสมอไปทุกคราว, จะได้ไปถึง ไหนแล้วนั้น อย่าคิดเลย คิดอย่างเดียวโดด ๆ คือเรา จะก้าวหน้า เรื่อยไปเท่านั้น ก็พอแล้ว. เมื่อเห็นว่ากิริยา เช่นนี้ขุดเกลากิเลสแล้วเป็นลงมือทันที. เพราะฉะนั้น จึงขอเตือนคุณผู้ที่ผมถือเป็นน้องชายโดยพรรยาอายุว่า

น.841 อย่าทำลายเวลา ให้หมดไปด้วย "การสงบตะพืด" เสียท่าเดียว มันจะไม่เป็นการก้าวหน้า. และจะถอย หลัง ในเมื่อรสชาติแห่งความสงบมันขีดซีดจางลง, เพราะยังเป็นโลกิยะ. ที่ทวาร ทั้ง ๖ เฉพาะตา หู จมูก ลิ้น กาย ควร ซิ่งตาข่ายไว้พอสมควร. เสนาสนะของเราสงัดพอแล้ว และเราก็ตัดการคลุกคลีลงไข่แล้วเป็นอย่างมากตลอด ถึงอาหารก็ปราศจากโทษ. ยังเหลือแต่ทวารที่ ๖ คือ ใจ นี่แหละสำคัญนัก. จงซึ่งตาข่ายกล่าวคือ สติสัม- ปชัญญะให้ละเอียดถี่ยิบทีเดียว เพราะศัตรูที่ลอดเข้าไป ถึงด่านนี้ ย่อมตัวเล็กมาก ต้องทำกะมันโดยแยบคาย. สำหรับคุณ มีบางอย่างเยี่ยมกว่าผม เช่นกำลังใจเป็นต้น, จึงขอให้คุณตั้งหน้าพยายามให้เต็มที่เถิด จะต้องสำเร็จ แน่นอน ไม่ต้องนึกถึงว่า เรียนมามาก เรียนมาน้อย ข้อนั้นไม่สู้สำคัญในการจับกิเลสฆ่า. ข้อนั้นมีประโยชน์ สำหรับการบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่นเท่านั้น, และควรทำ แต่บางคนหรือบางส่วนที่ควรทำ.

น.842 สำหรับการคิด, ถ้าไม่แยบคายก็ดูเหมือนจะ ไม่มีอะไรคิด ดูนั่นก็ไม่เป็นเรื่อง นี่ก็ไม่เป็นเรื่องเอาที่ เดียว. แต่ถ้าคิดให้แยบคายแล้ว มีมากถมไป. คอย คิดแต่เรื่องในใจของตนวันหนึ่งก็พอแล้ว คิดหาเหตุผล ลงไปเป็นชั้น ๆ มันมีหลายร้อยหลายพันชั้นนัก คิดได้ ลึกเท่าใด ก็ยิ่งวิเศษ เพราะจะรื้อรากของมันได้มากๆ นี่ผมกล่าวเฉพาะเรื่องแห่งความทุกข์ และการดับทุกข์ ปัญหา นิพพานคืออะไร? นี่คิดได้ทุกวัน มีแง่ให้คิด กระทั่งทุกอิริยาบถ จนเมื่อ ฉัน ดื่ม ไปถาน ไปดูปลา ในสระ ฯลฯ ก็ล้วนแต่มีแง่สำหรับคิดทั้งนั้น. พระพุทธ- องค์ทรงเห็นสิ่งต่าง ๆ แล้วคิดติปัญหานั้นเรื่อย ๆ จน ทะลุปรุไปหมด ก็เพราะทรงคิดมาแล้วเป็นอย่างมาก นั่นเอง, คิดมาก่อนตรัสรู้! คิดมาแต่ชาติก่อน ! การ คิดได้มารวบรวมเหตุผลตัดสินเป็นหนึ่งเด็ดขาดลงไปใน วันตรัสรู้ เพราะถึงที่สุดแห่งการคิดแต่เพียงนั้น เท่า นั้นแล้ว. ตอนแรกทรงค้นคว้าเรื่อย ๆ มาว่าอะไรคือ ทุกข์, อะไรให้เกิดทุกข์, อะไรดับทุกข์ได้, อะไรให้ถึง ความดับทุกข์นั้น ? เมื่อรวบรวมเหตุผลได้มากพอ ก็

น.843 รงพบความจริงอันนี้ ถูกต้องคงที่ไม่แปรปรวนอิก. พวกเราเป็นสาวกของพระองค์ จะไม่เดินตาม รอยพระยุคลบาทอย่างไรเล่า. ถึงเราจะไม่เป็นพระพุทธ เจ้าก็จริง แต่เราต้องรู้อริยสัจ อย่างเดียวกับที่พระองค์ รู้เพื่อความสิ้นทุกข์ของเรา. เราต้องพยายามแต่เรื่องนี้ เท่านั้น. เพราะฉะนั้นเราต้องคิด, ต้องมีการคิดค้นคว้า พร้อมกับการทดลองทำดูด้วยในสิ่งที่ทำได้ เช่นข้อที่ ทรงกล่าวว่า ทำอย่างนี้ ๆ ช่วยเหลือในการคิดให้ดำเนิน เป็นผลสำเร็จโดยเร็ว. ศีล, ธุดงค์, สมาธิ เป็นเพียง อุปกรณ์แห่งการคิด ข้อสำคัญตัวจริงอยู่ที่การคิดเพราะ ฉะนั้น เป็นอันสรุปความได้ว่า "วันคืนแห่งกรรมฐาน คือการคิด !" หาใช่ความสงบรำงับ หาความสุขเกิด แต่วิเวกตะพึดไปอย่างเดียวไม่. อาการสงบเคร่งขรึม มีผู้เลื่อมใสนิยมมากก็จริง แต่ผลสำคัญอยู่ที่การคิด. เราสงบเพื่อให้คิดได้ลึกซึ้ง ไม่ใช่เมื่อสงบก็พอแล้ว. อาจกล่าวเป็นหลักได้ว่าถ้าตามธรรมดาเราเป็นผู้ที่คิดได้ เต็มที่ โดยไม่ใช่เย็นนักราคจริตหรือโทสจริตแล้ว เรา ก้าวหน้าการคิดอย่างเดียวก็พอ. การคิดตกแล้วนั่น

น.844 แหละ กลับเป็นอาวุธสำหรับทำลายราคะ โทสะ โมหะ ที่แม้ยังไม่เคยผ่านออกมาปรากฏแก่ใจเลย (อนุสัย). เมื่อคิดตกแล้ว สิ่งต่าง ๆ อันเป็นความชั่ว ก็พลอยตก ไปหมดสิ้น. การคิดตกมีมากน้อยเป็นขั้น ๆ แต่ไม่ค่อย มีใครนิ๊กกี่คนดอกว่า นั่นแหละ คือสิ่งที่เราเรียกกัน เสียว่า บรรลุมรรคผล, จึงทำให้เราไม่เห็นเต็มที่ใน คุณค่าของการคิดให้ตก. คิดตกหมด ก็บรรลุพระ นิพพาน นั่นเอง. วันคืนแห่งกรรมฐานที่แท้จริง คือ วันคืนแห่งการคิด! พ. อินทปัญโญ

น.845 ชำระกันที่เมืองลังกาเมื่อสังคายนาชั้นหลัง ซึ่ง เขายกย่องว่าเป็นการสำคัญมาก คงจะได้เลือกฟื้นกันจริง ๆ ไม่ใช่แต้มหัวตะ อย่างสังคายนากรุงเทพฯ .... ข้างบนนี้ เป็นพระราชปรารภของสมเด็จพระ- พุทธเจ้าหลวงยี่ยมหาราชแห่งสยาม ซึ่งแสดงความว่า ในประเทศสยามมิได้มีการทำสังคายนากันอย่างจริงเลย แม้เราจะเรียกกันว่าเป็นการทำสังคายนา ในครั้งชำระ และลงพิมพ์พระไตรปิฎกเป็นเล่มหนังสือด้วยอักษรไทย ในรัชกาลที่ห้า เพราะเป็นเพียง "การแต้มหัวตะ" คือตรวจแต้มหัวตัว ต. ซึ่งขาดวิ่นให้เต็มเข้าเท่านั้น หมายความว่า ชำระเพียงตัวอักษรที่ผิดเพี้ยนไปบางตัว ตามธรรมดาของการลอกคัดด้วยมือ. เพราะเหตุนี้ ข้อความที่ผิดพลาดจึงคงเดิม ตามที่มีอยู่ก่อนเราทำ ๑. พระราชวิจารณ์เทียบลัทธิพุทธศาสนาฝ่ายหินยานกับมหายาน ฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๗๑ หน้า ๑๓.

น.846 สังคายนาอย่างครบถ้วน, จึงทรงประทานนามการทำ สังคายนาเช่นนี้ว่า สังคายนา "แต้มหัวตะ." มาบัดนี้, เมื่อเร็วๆ นี้ กรมศิลปากรขออนุมัติ พระมหาเถรสมาคมแห่งสยาม เพื่อแปลพระไตรปิฎก ทั้งหมดออกเป็นภาษาไทยพิมพ์ ให้แพร่หลาย, แต่ไม่ สำเร็จ และกลับได้ความว่าในพระไตรปิฎกทั้งหมดนั้น มีเนื้อความซึ่งไม่ควรแปลออกสู่การอ่านของมหาชนอยู่ เป็นอันมาก จึงให้ระงับเสีย. นี่เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า การทำสังคายนาอย่าง "แต้มหัวตะ" นั้นไม่เพียงพอแก่ เกียรติยศและความต้องการของสยามได้บ้างกระมัง. ถ้าหากว่า ไม่เป็นการทำสังคายนาแต้มหัวตะ แล้ว เนื้อความที่ว่าไม่ควรแปลออกนั้น คงไม่มีเหลืออยู่ ในพระไตรปิฎกสยามรัฐ. และแม้เนื้อความที่เป็นวินัย บัญญัติจะมีเรื่องหยาบคาย อันกล่าวไว้ตามอุบัติเหตุของ เรื่องนั้น ๆ อยู่บ้าง ก็มิใช่เป็นเรื่องเสียหายอันใด คง ไม่อยู่ในกรอบของความรู้สึกที่ว่าไม่ควรแปล. เมื่อตกมาถึงสมัยนี้ และเป็นเช่นนี้แล้ว พระ มหาเถรสมาคมแห่งสยามยุคนี้จะไม่มีความสามารถ

น.847 เพื่อจัดทำสังคายนาพระธรรมวินัย ชนิดที่ไม่ใช่ "แต้ม หัวตะ" เสียบ้างเลยเที่ยวหรือ ? มหาชนรวมทั้งผู้เขียน ด้วย เชื่อว่าถ้าพยายาม คงสามารถทำได้, และท่าน คงพยายามเพื่อเห็นแก่สัตว์โลกผู้ใคร่จะทรายเนื้อความ แห่งพระไตรปิฎกเหมือนคนคอแห้ง ใคร่จะดื่มน้ำ. ในประเทศญี่ปุ่น ได้มีการแปลพระไตรปิฎก ออกเป็นภาษาญี่ปุ่นแล้ว (ร้อยกว่าเล่ม)". ที่แปลออกเป็น ภาษาอังกฤษ และอื่น ๆ อีกหลายภาษา ก็ยังมากกว่า ที่แปลออกมาเป็นภาษาไทยแล้ว, และเวลานี้สมาคม มหาโพธิก็กำลังแปลออกเป็นภาษาฮินดู เพื่อเห็นแก่คน ชั้นต่ำในอินเดียทั่วไป. ทำไมประเทศสยามอันเป็นที่รัก ของคนไทย ยังต้องมัวโยกโย้ แสดงความไม่สามารถ อยู่เช่นนี้เล่า? ถ้าพระไตรปิฎกยังมีข้อเท็จเทียมป่น ปลอมอยู่ ก็ขอให้ชาวเราได้ร่วมกันทำสังคายนา ด้วย การเสียสละเพื่อเห็นแก่พระศาสนา สมชื่อและปฏิญญา ของพุทธบริษัทเสียโดยเร็ว. แม้หากว่าจะแปลออกมา ๑. ข้าพเจ้าได้ทราบและได้เห็นบัญชีรายละเอียดแยกเล่ม จาก พรตญี่ปุ่นรูปหนึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้.

น.848 ทั้งอย่างนั้น และหมายเหตุส่วนที่สงสัยว่าเท็จเทียมไว้ ให้ชัด โฆษณาสู่การวินิจฉัยของนักปราชญ์ และมิใช่ นักปราชญ์โดยทั่วไป ๆ เสียคราวหนึ่งก่อน ในกาลข้าง หน้าเราก็จะมีพระคัมภีร์ที่บริสุทธิ์สะอาดโดยน้ำพัก น้ำแรงสมองของชาวเราเองเป็นแน่ ประเทศสยามก็จะ ได้ชื่อว่าไม่เสียชาติที่ได้รับเกียรติว่า เป็นผู้นำแห่ง ประเทศที่ทรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา. เราได้ทำ สังคายนา คือทำความหมดจดสะอาดให้แก่พระคัมภีร์ อันศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างเดียวกับที่ประเทศอื่นๆ ซึ่งได้กระทำ มาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือลังกา. มีคนส่วนน้อยบางพวกเข้าใจไปว่า ถ้าแปล พระไตรปิฎกทั้งหมดออกมาไม่มีส่วนยั้งไว้ วินัยปิฎกก็ จะถูกแปลด้วย ฆราวาสก็จะรู้วินัยของพระ แล้วพระ จะลำบากคับแคบ ท่านจึงไม่คิดจะแปลกันกระมัง ดังนี้ ก็มี. ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าจะเป็นเช่นนี้ได้เลย ในสยาม ยังมีพระภิกษุที่เป็นลัชชีอยู่ ท่านเหล่านั้น ไม่ต้องถึงกับ

น.849 "ขีดกิน" หรือเป็นอยู่โดยต้องปกปิดข้อกฎวินัยของ ท่านไว้. ท่านยังเป็นผู้บริสุทธิ์เปิดเผยได้อยู่มากท่าน และเราก็หวัง ในท่านเหล่านี้เอง ที่จะช่วยทำสังคายนา แม้จะต้องเสียสละอย่างอดตาหลับขับตานอน. ส่วนที่ นอกจากท่านเช่นนี้ ยังคิดไปอย่างที่บางคนสงสัยนั้น เราจะไปหวังเอาอะไรในท่านเล่า ปล่อยให้เย็นสุกรยักษ์ ไปตามอรรถกถาตามประสาของท่านเถิด แม้จะมี ความรู้มาก ก็ไม่ควรไปเชื้อเชิญมาร่วมมือ. ในนามแห่งบรรดาพุทธมามกะอันแท้จริง ทั้งหลายในสยาม ข้าพเจ้าขอวิงวอน ณ วาระนี้ว่า ขอพระ เป็นเจ้าผู้สามารถทั้งหลาย จงพร้อมกันจับพระคัมภีร์ขึ้น ทำสังคายนา และแปลออกสู่ภาษาไทย เพื่อเห็นแก่ สัตว์ โลกทั้งหลาย ณ กาลบัดนี้เถิด, และพร้อมกันนั้น ขอโปรดอย่าลืมนึกถึงโทษของการทำสังคายนาอย่าง "แต้มหัวตะ" ดังที่เป็นมาแล้วนั้น กำกับใจไปในขณะ ทำด้วยเถิด !

น.850 และขออำนาจคุณงามความดีในใจของพุทธ มามกะทุก ๆ คน จงออกอิทธิพลให้ความปรารถนาอันดี งามนี้ ของพวกเราเป็นผลสำเร็จเพรียบพร้อมทันตาเห็น ในเวลาอันควรจงทุกประการ เทอญ ! ๑ มิ.ย. ๗๙

น.851 (อ่านแล้วทราบว่า ในเรื่องนี้ พระศาสดาทรงวางหลักไว้อย่างไร) การอยู่ตามธรรมชาติ กับ การทรมาน มิใช่ อย่างเดียวกัน ! ผู้มีชีวิตอยู่อย่างคล้อยตามธรรมชาติ ไม่เป็นการทรมานตนเลย กลับเป็นผู้มีความสุขดีเสีย อีก. การฝืนธรรมชาติเป็นการทรมาน แต่เราโดยมาก มักมีความเห็นในข้อนี้ ตรงกันข้ามทีเดียว ที่แกล้งเห็น เอาเพื่อประโยชน์บางอย่างก็มี. มีผู้ถามข้าพเจ้าหลาย คนนักแล้วว่า การที่พระภิกษุถือเสนาสนะเลว ๆ ไม่มี มุ้งหมอนตากแดดกรำฝน ฯลฯ เหล่านี้ เป็นการทรมาน และผิดธรรมชาติของมนุษย์มิใช่หรือ. เมื่อข้าพเจ้า ย้อนถามว่า เขาเข้าใจว่าอะไรเย็นเส้นกลางที่ปั่นว่า เพียงนี้คล้อยตามธรรมชาติ, เลยนี้ไป ฝืนธรรมชาติ ? เขาก็หาคำตอบมาให้แก่ข้าพเจ้าไม่ได้ ตกลงว่าข้าพเจ้า จะต้องพูดไปฝ่ายเดียว ให้เขาฟังตามความรู้เห็นของ ข้าพเจ้า.

น.852 กล่าวอย่างกว้าง ๆ ธรรมชาติคือสภาพหรือ อาการที่เกิดขึ้นและเย็นไป อยู่ตามธรรมดาของมัน (สังขารธรรม) นั่งเอง. ในโลก มีความร้อน ฯลฯ ความ หนาวและมีสิ่งต่าง ๆ ที่มีคุณสมบัติประจำตัวแปลก ๆ กัน ต่างไม่เข้าใครออกใคร ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้ ผู้ประพฤติตนให้มีการกินอยู่หลับนอนเหมาะแก่ธรรม- ชาติ ไม่ใช่คอยหลีกหลบเพราะกลัวธรรมชาติหรือฝืน ธรรมชาติแล้วจะเป็นสุขสบายแข็งแรง. เช่นธรรมชาติ มีร้อนหนาว ผู้ใดคอยแต่จะหลีกหลบหรือต่อสู้ขัดขวาง ธรรมชาติ จะหาความสุขมิได้ เพราะต้องคอยหลบ- หลีกต่อสู้อยู่เสมอ, ทั้งกลับจะมีความเห็นไปว่า ธรรม- ชาติที่แท้จริงตามธรรมดาเป็นการดุร้ายทรมาน และ การได้อยู่ตามสบายของตนนั่นแหละเป็นธรรมชาติ เช่น นี้มีอยู่โดยมาก. เมื่อเอาคน ๒ คนนี้ มาถามว่าอะไร เป็นธรรมชาติ อะไรเป็นการทรมาน ก็จะแย้งกัน หลายคนก็ยิ่งหลายความเห็น ผลที่สุดตัดสินไม่ได้ว่า อะไรเป็นการคล้อย อะไรเป็นการฝืน. คนขวัญอ่อน สนิมสร้อยในกรุง ว่าอยู่ที่ใต้ร่มไม้หรือที่กำยัง เป็น

น.853 การคล้อยตามธรรมชาติ การอยู่กลางแดดลม ผิด ธรรมชาติมนุษย์ (ที่เขาจะเห็นว่า เป็นธรรมชาติของ สัตว์เดรัจฉาน), แต่ชาวบ้านนอกกล่าวว่า อยู่กลาง ทุ่งนาหรือทะเลวันยังค่ำ ก็เป็นธรรมชาติ ผลสุดท้าย จับหลักไม่ได้ว่า เราควรจัดการกับธรรมชาติอย่างไร จึงจะอยู่เป็นสุข เพราะไม่รู้ว่าแค่ไหนเป็นธรรมชาติ. ถ้าเอาชาวเอสกิโมที่ขั้วโลกเหนือ กับชาวนิโกรกลาง ทะเลทรายในอาฟริกามาพูดกันด้วยแล้ว ยิ่งไม่เป็นเรื่อง ใหญ่ในเรื่องธรรมชาติร้อนกับหนาว. ต่อไปนี้จะกล่าว เฉพาะวงการแห่งธรรมชาติที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา คือ ภิกษุผู้ปฏิบัติสมณธรรม แม้ว่าพระพุทธเจ้า ผู้ประทานกำเนิดพุทธ- ศาสนา ได้ทรงวางกฎบัญญัติสำหรับภิกษุสงฆ์ที่เกี่ยว กับธรรมชาติไว้ พอเป็นเครื่องสังเกตจับหลักฐานแล้ว ว่าควรทำอย่างไรในการคล้อยตามธรรมชาติ, แต่เรา อย่าเพ่อเชื่อพระองค์ ในทันที ควรจะคิดดูให้เห็นจริง เสียก่อน เพราะได้ตรัสไว้ ในบาลีหลายแห่งเป็นใจ ความว่า แม้คำที่ตถาคตตรัสเอง ก็อย่าเพ่อเชื่อ ก่อน

น.854 แต่จะได้ตริตรองจนเห็นจริง ไม่เห็นจริงไม่ต้องเชื่อ และ ไม่เย็นมิจฉาทิฏฐิ. คนเชื่อง่ายเป็นคนงมงาย และ พระองค์ไม่ต้องพระประสงค์ พระพุทธเจ้าทรงห้ามไม่ให้ภิกษุใช้ร่มและรอง เท้าในที่ใกล้บ้าน หรือในละแวกบ้าน ผู้ขึ้นใช้ถูกปรับ อาบัติอย่างหนึ่งทุกก้าวที่เดินไป เว้นแต่ป่วย ไม่ใช่กัน ช่วย ; ให้ปลงผมสู้กับแดด ; ห้ามไม่ให้ติดไฟผิง เพราะหนาว (ปรับปาจิตตีย์เท่ากับแกล้งฆ่าสัตว์ให้ ตาย) ; สำหรับผู้ประพฤติธรรมของสมณะ ให้อาศัย โคนไม้ ป่า ที่กลางแจ้ง ถ้ำ ลอมฟาง ฯลฯ ซึ่งทุก ๆ อย่างรวมความว่าให้เรา แข็ง ต่อธรรมชาติ ไม่ใช่ ให้อ่อนหรือหลบหลีกธรรมชาติเป็นคนอ่อนแอ, ถึงแม้ พระองค์เอง ก็ทรงถือหลักอย่างเดียวกัน. การซินหรือ การแข็งต่อธรรมชาติ เป็นประโยชน์มากที่สุดทั้งทาง โลกและทางธรรม เป็น ยาวิเศษที่สุด สำหรับการ ป้องกันโรคอันเกิดแต่ร้อนและหนาวทุกอย่าง (เช่นหวัด เป็นต้น). ผู้หลบตนอยู่แต่ ในชายคา ครั้นเผลอถูกแดด หรือฝนนิดเดียว ก็เจ็บไป, ยางคนอยู่ได้เพราะยานัตถุ

น.855 ขาดวันเดียวเป็นหวัด, แต่สำหรับภิกษุที่มีชีวิตอยู่ตาม หลักของพระองค์แล้ว ไม่ต้องคอยหลบหรือใช้ยานัตถุ แม้แต่นิดเดียว ก็จะไม่เป็นหวัดเป็นต้นเลย, เพียงเท่านี้ ก็ทำให้เห็นได้ว่า ธรรมชาติที่แท้จริง ไม่เป็นสิ่ง ดุร้ายต่อผู้เป็นอยู่ตามธรรมชาติ, เว้นแต่ท่านไม่เชื่อ พระพุทธเจ้า ชอบสำอาง อวดมั่งมี รักยศและเห่อ ความนิยม, มีชีวิตอยู่ไม่เหมาะแก่ธรรมชาติ จนกลาย เป็นคนอ่อนแอไปเท่านั้น. เดี๋ยวนี้ โลกก็ยังมีธรรมชาติ เช่นเดิม ถ้าเขารักที่จะอยู่ในโลกนี้ ก็ควรทำตนให้ เหมาะแก่ธรรมชาติของโลก ในการกินอยู่หลับนอน ใช้สอยทุกอย่าง จึงจะชื่อว่าเป็นคนฉลาดต่อโลก และ สมควรอยู่ในโลก ไม่เป็นการทรมานตนเลย. ครั้งสมัยอายุหินเชื่อกันว่าคนเราไม่นุ่งผ้า ไม่มี บ้านเรือนอยู่นอนกลางดิน ฯลฯ กินเหมือนสัตว์, แต่ เขาไม่ต้องยุ่งใจ ไม่ต้องมีรองเท้า ฯลฯ ไม่ต้องมีหมอ ตำแยไม่ต้องมีโรงพยาบาล ถึงอย่างนั้นก็มีชีวิตอยู่ได้ และเป็นบรรพบุรุษเกิดลูกหลานสืบมา คือพวกเรานี้ ! ในพวกท่านเหล่านั้น แค่ไหนเป็นธรรมชาติ แค่ไหน

น.856 เป็นการทรมาน ยากที่จะบอก. ที่จริงคนหลัง ๆ ต่างหาก อุตริซิวิลัยส์ พยายามแก้ไขความเป็นอยู่ ให้แปลกไป ทุกที ความทุกข์เกิดมากขึ้นเท่ากับความซิวิลัยส์, เพราะธรรมชาติคงอยู่ตามเดิม ส่วนความซิวิลัยส์เดิน หน้าเรื่อย. ถ้าเรายังไม่ได้แก้ไขความซิวิลัยส์ให้เข้า รูปกับธรรมชาติเพียงใด อย่าหวังเลยว่าจะได้รับ สุขกายสุขใจเต็มที่ และนั่นแหละ เป็นการทรมาน ภายในอย่างใหญ่หลวง. การอยู่ตามธรรมชาติหาเย็น การทรมานไม่. พระพุทธเจ้าท่านฉลาดกว่าพวกเรา เหลือที่จะกำหนดได้ และสอนให้มีชีวิตอยู่ตามธรรม- ชาติ ซึ่งพวกเราสมัยนี้มักจะเห็นว่าไม่จำเป็น ไม่มี ประโยชน์ และเป็นการทรมานไปเสีย. ถ้าเหล่าพระสงฆ์ทั่วไป อันเป็นผู้นำของโลก พุทธศาสนิก จะเปลี่ยนเป็นมามีชีวิตให้คล้อยตามธรรม- ชาติตรงตามพุทธประสงฆ์จริง ๆ แล้ว ไม่ทะเยอทะยาน แสวงวัตถุตามโลกนิยม มุ่งผลแห่งการบำเพ็ญสมณ- ธรรม, โลกก็ไม่ติเตียน เพราะเป็นเพศหนึ่งจากฆรา- วาส และเป็นธนาคาริกบุคคล ไม่มีเหย้าเรือนและสิ่ง

น.857 องเป็นกรรมสิทธิ์ แทนที่จะใช้พรมเจียมต่างประเทศ ชายครุย หนุนหมอนแพรยัดนุ่น ฯลฯ ลองเปลี่ยนมา ใช้นอนบนฟากหรือกระดาน ที่เพียงแต่มีสังฆาฏิรอง หนุนแขนหรือท่อนไม้ ฯลฯ เปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นโลก นิยม ให้กลับเป็นธรรมนิยมด้วยการคล้อยตามธรรมชาติ ให้หมดจะเป็นบุญคุณแก่โลกอย่างสูงสุด กุฏิใหญ่และ ติ๊กคอนกรีต จงลองยกให้เป็นโรงเรียนหรือโรงพยาบาล แล้วถือเสนาสนะกลางดินกั้น รอบ ๆ มุงด้วยจากหรือ แฝกคา ยกแคร่สูงไม่เกิน ๘ นิ้วตรงกลาง เพียงเพื่อ อยู่หน้าฝน หน้าแล้งก็เก็บสัมภาระเหล่านี้ฝากใครไว้ หรือให้ใครเสีย แล้วเที่ยวไปสั่งสอนสัตว์ตามความเป็น อยู่ครั้งพุทธกาล- (ดูพระไตรปิฎกเล่ม ๑ หน้า ๑๕ บรรพ ๑๙), ตลอดจนถึงเรื่องอาหาร จีวร ยาแก้ไข้ ก็มีนัยอันพึง ปฏิบัติอย่างเดียวกัน; ก็จะเกิดผลอย่างคาดไม่ถึง เช่น ความเป็นสมณะที่มีใจบริสุทธิ์ผ่องใสแท้ เป็นศิษย์ ตถาคตเต็มที่, โลกจะรู้จักทำใจให้เป็นสุขเห็นโทษแห่ง ความซิวิลัยส์, เศรษฐกิจแห่งประเทศนั้นจะดีขึ้นมาก ถ้าคณะสงฆ์จะหมุนให้ตรงตามพุทธบัญญัติยิ่งขึ้น โดย

น.858 ไม่ขัดกับโลกอย่างใดเลย เพราะเป็นคนละเพศกับ ฆราวาส ดังกล่าวแล้ว. การปฏิบัติสมณธรรม ยากกว่า การเป็นอยู่อย่างคล้อยตามธรรมชาติมาก เพราะฉะนั้น การคล้อยตามธรรมชาติต้องไม่เป็นของยาก สำหรับ ภิกษุผู้ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรมพึ่งจะบำเพ็ญได้ อาจมีผู้แย้งว่า โลกเจริญมากแล้ว ทางศาสนา ควรเจริญตามโลก ภิกษุไม่ควรมีชีวิตอยู่อย่างครั้ง พุทธกาล. ขอตอบว่า พระพุทธเจ้าเป็นกษัตริย์กำเนิด ในวังหลวง, การเป็นอยู่ในวัง คงดีกว่าการเป็นอยู่ของ ภิกษุเรา ๆ ในสมัยที่เจริญแล้วนี้, พระองค์กลับสละ พระราชวัง ไปอยู่โคนไม้ เป็นการอยู่ตามธรรมชาติ และโดยการเป็นอยู่เช่นนั้นเป็นการแสดงทางดับทุกข์ ทั้งเป็นตัวอย่างแห่งการวางหลักสำหรับความสุขในชีวิต ว่าต้องเป็นอย่างนั้น ๆ ก็ครั้งนั้นโลกยังไม่ซิวิลัยส์, พระองค์ยังต้องทรงคล้อยตามธรรมชาติถึงเพียงนั้น ; บัดนี้โลกซิวิลัยส์ไปข้างฝ่ายทุกข์ ข้างฝ่ายความยุ่งเหยิง

น.859 ทะเยอทะยานด้วยตัณหายิ่งไปกว่าครั้งพุทธกาล เพราะ ฉะนั้นเรา - ภิกษุสงฆ์ผู้จะเป็นตัวอย่างแห่งคนผู้มีความ สุขน่าจะต้องแสดงตัวอย่างให้รัดกุมยิ่งขึ้นไปอีก. ตัว อย่างเช่นครั้งโน้น ภิกษุตามธรรมดา ฉันข้าวปลาย เกวียนกับน้ำผักดอง ( ดูไตรปิฎกเล่ม ๑ หน้า ๓๖๗ บรรพ ๕๔๓ ) แล้ว ครั้งนี้ควรฉันข้าวปลายเกวียนล้วน หรืออะไรที่มีค่าเท่าข้าวปลายเกวียนแล้วนั่นแหละจิ๋งจะ ถูก. โลกแถกถลาขึ้นไป ในฝ่ายทุกข์ ธรรมต้องกดลง ในฝ่ายสุขให้เท่ากัน จึงจะทันกัน. ถ้าธรรมชาติมัวคลาน ตามหลังโลกเสียแล้ว อย่าหวังเลยที่โลกจะถือเอาเป็น ตัวอย่าง ยิ่งจะกลับดูถูกด้วยซ้ำไป. ครั้งพุทธกาลคล้อย ตามธรรมชาติเท่าไร ครั้งนี้เรา-ภิกษุสงฆ์ควรจะคล้อย ตามธรรมชาติ ให้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นเท่านั้น ( คือเท่ากับ ที่โลกหมุนไปหาทุกข์ ), จึงจะชนะโลก, เพราะมีกฎ แห่งความจริงอยู่ว่า การกระท้อนกลับ ต้องเท่ากับกำลัง ดันส่ง ผลจึงทันกัน.

น.860 มันไม่เป็นการยากอย่างใดเลย, เพียงแต่ทำตน ให้ตรงต่อพุทธบัญญัติหรือธรรมวินัยให้ยิ่งขึ้นไปอีกกว่า ที่เป็นอยู่เท่านั้นก็จะคล้อยตามธรรมชาติยิ่งขึ้นเองทุกที่ ไม่เป็นการทรมานหรืออัตตกิลมถานุโยค, เราเผลอกัน ไปมาก จนคนรุ่นหลังเห็นกามสุขัลลิกานโยคบางอย่าง เป็นการคล้อยตามธรรมชาติหรือระดับที่พอเหมาะพอดี ในชีวิตแห่งสมณะไปเสียแล้ว. ถ้าทำได้เช่นนั้น การ ปกครองสงฆ์จะง่ายเข้า ภิกษุยังเหลือแต่ผู้ตั้งใจจริง นอกนั้นจะสึกออกไปเองจนหมด การบำเพ็ญสมณะ ธรรมเวลานี้ มีด่านสำคัญสกัดหน้าอยู่ คือ การ ไม่อาจมีชีวิตอย่างคล้อยตามธรรมชาติ ดังในพุทธ บัญญัตินั้นเอง, ผ่านด่านนี้ไปได้จะมีหวังอย่างมาก, การบวชจะมีผลมากถึงที่สุดจริงๆ ไม่เพียงแต่เรียนได้ มากแล้ว ออกันแน่นอยู่ไม่ก้าวหน้าไป จนยัดเยียดกัน เนื่องจากหวั่นไหวต่อความสำคัญผิดว่า การเป็นอยู่ตาม ธรรมชาติเป็นการทรมานหรืออัตตกิลมถานุโยคนั้นเอง.

น.861 วามถูกต้องแท้จริงจะอยู่อย่างไร ขอลองพิจารณาดู เถิด, ข้าพเจ้าอยู่ในพวกที่มีความเห็นว่า :- ตามธรรมชาติ ไม่เป็น การทรมาน. ฝืนธรรมชาติ เป็น การทรมาน. ซิวิลัยส์ในสมัยนี้ เป็น การฝืนธรรมชาติ ไม่ซิวิลัยส์ชนิดนี้ เป็น การตามธรรมชาติ

น.862 ( จดหมาย ตอบ "นกแก้ว" และ "เถื่อนป่า" ) ( บรรณาธิการได้ส่งความเห็นแย้ง หรือ ทักท้วง ของ "นกแก้ว" และ "เถื่อนป่า" มาให้ข้าพเจ้าพร้อมกับบอกว่า หน้ากระดาษ จำกัดไม่พอจะลงในหน้าหนังสือพิมพ์, จึงส่งต้นฉบับ มายังข้าพเจ้า ให้ข้าพเจ้าเก็บข้อความจากคำทักท้วงนั้น ๆ ขึ้นตอบ อธิบายพร้อมกันไปเลย, ให้เป็นการประหยัดหน้ากระดาษได้ ๒ ใน ๓๑ ซึ่งข้าพเจ้าจะได้ตอบดังนี้ ). ไชยา, วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๗. ท่าน "นกแก้ว" และ "เถื่อนป่า" ก่อนอื่นทั้งหมด ข้าพเจ้าขอขอบใจท่านผู้รักการ • ศึกษา และพอใจการพูดอะไร ๆ ให้แจ่มแจ้งชัดเจนทั้งสอง ท่าน ในการที่อุตส่าห์เขียนคำทักท้วงส่งไปอย่างยืดยาว ด้วย ความสนใจอย่างไม่น้อย. ข้าพเจ้าขอแสดงความลำบากใจในการที่จะตอบท่าน เพราะว่าท่านมิได้ใคร่ครวญคำพูดของข้าพเจ้า ให้พบหลัก ความมุ่งหมายของการเขียนเรื่องนี้, และอีกประการหนึ่ง

น.863 เราเข้าใจคำว่าธรรมชาติต่าง ๆ กัน. แต่อย่างไรก็ดีข้าพเจ้า จะพยายามอีกครั้งหนึ่ง ที่จะนำท่านไปสู่แนวความเห็นอันเดิม ของข้าพเจ้าในบทความนั้นให้เข้าใจตรงกันบ้าง ไม่มากก็ น้อย ให้จงได้ ข้าพเจ้าพยายามจะบอกเพื่อนพุทธบริษัททั่วไปว่า ความเป็นอยู่ที่เป็นไปตาม หรือเป็นการคล้อยตามธรรมชาติ นั้น ไม่เป็นการทรมาน คือไม่เป็นทุกข์ : แต่เป็นความ เป็นอยู่ที่เหมาะกับผู้แสวงสุขฝ่ายใจอย่างสงบ ๆ. และคำว่า "ธรรมชาติ" มิได้หมายถึงให้เปลือยกาย กินของดิบ นอน กลางดิน ฯลฯ เช่นสมัยอายุหินนั้นเลย, แต่หมายถึงการ คล้อยตามธรรมชาติด้วยสติปัญญาของมนุษย์ในสมัยที่รู้จัก หุงต้ม นุ่งห่ม อยู่เหย้าเรือนแล้วต่างหาก, แต่ขออย่าหนี หน้าธรรมชาติจนเกินไป ราวกับว่าตนจะไม่ต้องพบกับ ธรรมชาติเสียเลย ให้รับหน้าธรรมชาติที่ควรรับได้เข้าไว้ให้ เคยชิน แล้วจะอยู่เป็นสุข. ท่านทั้งสองว่า ถ้าให้อยู่ตามธรรมชาติต้องปล่อย ไปตามที่เกิดมาอย่างไร คือ ไม่ต้องนุ่งผ้า ไม่ต้องกิน อาหาร ไม่ต้องเช็ดถูขี้ไคล ขี้ฟัน ฯลฯ ซึ่งรวมความว่า

น.864 ไม่ทำอะไรหมดเช่นนี้ จึงจะถูก. ขอตอบว่า ข้าพเจ้า ( หรือ แม้ ผู้อ่านทั่วไป ) ฟังไม่เข้าใจว่า เป็นการมีชีวิตอยู่อย่าง คล้อยตามธรรมชาติของมนุษย์ ในยุคนี้ ได้อย่างไร เลย, เพราะนักศึกษาทั่วไปไม่มีใครเข้าใจว่า ต้องมีอาการ เช่นนั้น เท่านั้น จึงจะเป็นธรรมชาติ, ถ้าเราจะมองหลัก ธรรมชาติด้วยสายตาอันแจ่มใส ก็จะเห็นสมตามหลัก วิทยาศาสตร์ที่เข้าใจกันว่า สิ่งซึ่งเป็นไปเอง เรียกว่า ธรรมชาติ, แต่ธรรมชาติเป็นสิ่งที่หมุนเวียนเป็นวงกลมตาม กฎแห่งสังสารวัฏฏ์ จึงต้องแล้วแต่ยุคของธรรมชาติที่กำลัง เป็นไปอยู่. ไม่ว่ายุคเสื่อมหรือเจริญ ย่อมเรียกว่าธรรมชาติ ด้วยกันทั้งนั้น แม้จะต่างกันราวกะฟ้าและดิน. เพราะฉะนั้น ใครเกิดในยุคไหน ธรรมชาติสำหรับผู้นั้น ต้องเป็นสภาพ ในยุคนั้น. เมื่อโลกยังร้อนเป็นไฟ. ยังกรุ่น. ค่อยเย็นลง. จนเกิดมีมนุษย์คนแรกในโลก เหล่านี้ ไม่ใช่กฎเกณฑ์ ธรรมชาติของคนในบัดนี้. ยุคโน้นคนไม่นุ่งผ้า แต่เขามี ขนยาว ๆ ทั่ว ๆ ตัวเหมือนหมี แล้วจะให้คนหนังนิ่ม ๆ ไม่มี ขนหนา ๆ ในบัดนี้เปลือยกายอย่างในยุคโน้น ได้อย่างไร.

น.865 คำว่า คล้อยตามธรรมชาติของข้าพเจ้า หมาย ว่า ทำตนให้คุ้นเคยกับธรรมชาติในยุคที่ตนเกิดอยู่นั้น ให้มากที่สุด จะไม่เป็นการทนทุกข์ทรมานเลย ยิ่ง สำหรับบรรพชิตผู้ประสงค์ปฏิบัติธรรมตามอย่างพระ พุทธองค์แล้ว ต้องเป็นนักคล้อยตามธรรมชาติเหมือน พระองค์" คือมีชีวิตอยู่อย่างง่าย ๆ ไม่เป็นคนถนอมตน ด้วยกลัวธรรมชาติเช่นแดดลมเป็นต้น. เจตนาของ ข้าพเจ้าประสงค์เพียงป้องกันความกลัวธรรมชาติของ คนสนิมสร้อยเท่านั้น, โดยเฉพาะก็พวกบรรพชิตที่มี การเป็นอยู่อย่างอ่อนแอ เห็นอะไรเป็นทรมานไปหมด จนแม้แต่จะออกจากกุฏิไปถาน ก็ต้องกางร่มสรวม รองเท้าเป็นธรรมดา, เมื่อเอ่ยถึงธุดงค์ เช่น รุกข- มูลิกังคะ หรืออัพโภกาสิกังคะ แล้วก็เกลียดกลัวตัวสั่น. ชาวไร่ชาวสวนเขาดีกว่าท่านเหล่านี้มาก, ทำงานกลาง แดดได้ตลอดวัน. ๑. เพื่อความกระจ่างแห่งเรื่องนี้ ควรอ่านพุทธประวัติจาก พระโอษฐ์ ตอนออกผนวช แล้วแสวงธรรมโดยวิธีต่าง ๆ.

น.866 ข้าพเจ้าไม่ยอมตอบคำถามยางคำที่คมกริบของ ท่าน เพราะออกนอกแนวความมุ่งหมายของข้าพเจ้า มากไป, และไม่ได้ประสงค์สอนวิชาธรรมชาติ ใน หนังสือซึ่งมีความมุ่งหมายรื้อฟื้น และส่งเสริมการ ปฏิบัติธรรม และมีหน้ากระดาษจำกัดเช่นนี้, มุ่งแต่ จะพิสูจน์เฉพาะข้อว่า เราไม่ควรกลัวธรรมชาติเกินไป ต้องพยายามคุ้นเคยกันกับมัน จึงจะสะดวกกับปฏิปทา ของผู้แสวงสุข. ส่วนการขอปัญหาธรรมชาติธรรมดา นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เพราะมิใช่ทางพ้นทุกข์ เย็น เพียงการขอปัญหาทางภาษาซึ่งไม่มีใครตัดสิน ข้าพเจ้า จึงของด. เฉพาะในที่นี้ เป็นแต่วางหลักทางภาษาสั้นๆ ว่า อาการที่เป็นไปเองติดต่อยืดยาว ไม่มีที่สิ้นสุด คู่กันกับวัฏฏสงสารจนกระทั่งวิวัฏฏะ รวมเรียกว่า ธรรมชาติ ; อาการน้อย ๆ ส่วนหนึ่งหรือเรื่องหนึ่ง ๆ ของ ธรรมชาติ ที่เราจะมองได้เป็นแง่ ๆ หนึ่ง ๆ เรียกว่า ธรรมดา. ธรรมชาติหรือธรรมดาบางส่วน ไม่เกี่ยว กับสุขทุกข์ของมนุษย์ แต่ส่วนไหนที่เกี่ยวกับมนุษย์ และ

น.867 นุษย์อาจเอาชนะได้ก่อนแล้ว ส่วนนั้นแหละ ข้าพเจ้า หมายถึงในที่นี้ ที่ให้เราพยายามชนะมันด้วยวิธี "หนามยอก หนามบ่ง"" ซึ่งข้าพเจ้าเรียกว่า เป็นการ มีชีวิตอยู่อย่างคล้อยตามธรรมชาติ, ซินต่อธรรมชาติ จนไม่มีทุกข์เกิดเพราะเหตุนั้น. ข้าพเจ้าพยายามเข็นท่าน ให้เข้าในกรอบแห่ง ความมุ่งหมายอันเก่าของข้าพเจ้า. ท่านจะประสงค์ เหมือนข้าพเจ้าหรือไม่ ข้าพเจ้าไม่แน่ใจ. สำหรับ ข้าพเจ้าเอง มีหน้าที่เพียงชักชวนเพื่อนอย่าให้กลัว ธรรมชาติเท่านั้น. ถ้าอย่างไรท่านลองอ่านบทความของ ข้าพเจ้าอีกที จะช่วยให้ท่านพบความมุ่งหมายแท้จริง ของข้าพเจ้าได้บ้าง. ขอขอบคุณในความสนใจของท่าน เป็นอย่างมาก, และหวังว่าจะได้ติดต่อกันอีก. ด้วยความรักใคร่อย่างฉันเพื่อนพุทธบริษัทร่วม สังฆบิดา ! ๑. หนามที่เข้าไปในเนื้อ ขณะที่มันตำของมันเอง กับขณะที่คน แทงเข้าไป เพื่อเอาหนามอีกอันออกนั้น ย่อมต่างกัน จนไม่อาจจะ เปรียบกันได้ : หนามแทงกับหนามบ่ง.

น.868 การประดับ คือการตกแต่งเพื่อความสวยงาม ทั้งที่ร่างกายและภายนอกกาย. บรรพชิต แปลว่า นักบวช, คำว่า บวช แปลว่าเว้นหมด, คำว่าหมด หมายเอาทุกอย่างที่เป็นไปเพื่อทุกข์. เพราะฉะนั้นคำว่า บรรพชิต ก็คือผู้เว้นจากสิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ นั่นเอง. การประดับเพื่อความสวยงามทุกอย่าง เป็นไป เพื่อทุกข์ เพราะฉะนั้น บรรพชิตจึงต้องเว้นจากการ ประดับซึ่งพระองค์จัดเป็นฝ่ายกามสุขัลลิกานุโยค และ เป็นของควรแก่ฆราวาสผู้บริโภคกาม จำพวกเดียว. เหตุไรการประดับ จึงเป็นไปเพื่อทุกข์ ? เพราะ เหตุว่า เป็นไปเพื่อความหมดเปลืองในสิ่งที่ไม่จำเป็น ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นการย้อมใจให้ ชุ่มด้วยความกำหนัด ความเมา ความเพลิดเพลิน มีนิสัยเอียงไปฝ่ายข้างเล่น, สำหรับบรรพชิตแล้ว ยังเป็นการผลาญกำลังทรัพย์ของ

น.869 ผู้อื่นโดยไม่จำเป็น ไม่สมนามว่าบรรพชิต. ด้วยเหตุผล สามอย่างนี้ บรรพชิตจึงต้องระวังและละเว้นให้สมชื่อ. สำหรับการหมดเปลือง หรือเศรษฐกิจนั้น เป็น สิ่งต้องระวังอย่างยิ่ง เพราะตนเองต้องอาศัยผู้อื่นเป็นอยู่. พระองค์ได้ทรงทำตัวอย่างในข้อนี้อย่างดีเลิศ. ถ้าหาก ว่าเหล่าสาวกพากันทำตามพระองค์แล้ว ความทุกข์ เพราะเหตุนี้จักหายไป. ข้าพเจ้าจะบรรยาย : จีวร. พระองค์ทรงใช้เอง และสรรเสริญ ซักชวนสาวกในผ้าเก่าที่เขาทิ้งหรือเรียกกันว่า ผ้า ยังสุกุล. สีย้อม ใช้น้ำฝาด อันเกิดจากแก่นไม้ เปลือกไม้ ใบไม้ เป็นต้น ไม่เป็นทุกข์ ในการแสวงหา และใช้สรอย ไม่เป็นที่ปรารถนาของพวกโจรจะแย่งชิง หรือขโมย เป็นอันว่า ไม่มีการประดับหรือตกแต่งใน เรื่องจีวรนี้. ยัดนี้ รูปการได้เปลี่ยนแปลงจนคล้ายกับว่าออก นอกทางไป หมุนมาข้างการประดับตกแต่ง อย่าว่า แต่จะใช้ผ้าบังสุกุลเลย ผ้าใหม่ที่เนื้อเลวสักหน่อยก็ใช้

น.870 กันไม่ได้เสียแล้ว ไม่ต้องคำนึงถึงความทนทาน. ข้าพเจ้าเคยเห็นผ้าไตรพระราชทานเนื้อหนามั่นคงดี พอ ตกมาถึงภิกษุบางรูป ( ไม่ใช่ทั่วไป) ก็เอาทั้งไตรนั้น ไปแลกเปลี่ยนจีวรเนื้อยางเพียงผืนเดียว เพราะเธอต้อง การผ้าเนื้อยางซึ่งไม่กี่วันก็จะขาด แต่สะสวยกะทัดรัด ในเวลาใช้. ภิกษุสามเณรประมาณสองแสนรูป ปีหนึ่ง ต้องจ่ายเงินให้ต่างประเทศค่าจีวร ประมาณ ๒ ล้าน บาท" ซึ่งถ้าใช้ผ้าบังสุกุลแบบพุทธกาล จะไม่ต้องจ่าย เงินนี้ออกนอกประเทศ. ถ้าใช้ผ้าหนาทนทาน จะลด ค่าผ้าลงมาอีกหลายเท่าตัว. ส่วนสีย้อมก็เหมือนกัน แทนที่จะใช้น้ำฝาด ก็ เปลี่ยนเป็นใช้สีฝรั่ง น่าจะไม่ใช่เพราะความสะดวก แต่เป็นเพราะสวยงามหรือนิยม. ที่จริง การย้อมด้วยดิน หรือด้วยน้ำฝาดนั้น ถ้าภิกษุนิยมใช้แล้ว จะมีผู้จัดหา ถวายสะดวกขึ้นไปอีกเพราะเป็นของกลางบ้านไม่ต้องซื้อ. คนจนเพียงใด ก็อาจต้มน้ำแก่นไม้หรือเปลือกไม้ถวาย ๑. บทความเรื่องนี้ เขียนในขณะที่ไตรจีวร มีราคาไตรละ ประมาณ ๑๐ บาท โดยเฉลี่ย.

น.871 ได้. การอ้างว่า สีฝรั่งก็เป็นวัตถุที่ทำจากน้ำฝาดนั้น ไม่เป็นข้อที่มีเหตุผลเพียงพอ เพราะใช้ด้วยมุ่งสวย. ภิกษุสามเณรในสยามประมาณสองแสนรูป ค่าสีย้อม ผ้าอย่างเดียว ที่ต้องจ่ายให้ฝรั่ง คิดถัวรูปหนึ่ง ปีละ ๕๐ สตางค์ สองแสนรูป ก็แสนบาท, สิบปีล้านบาท. ถ้าเราพร้อมใจกันใช้ดินหรือน้ำฝาดเปลือกไม้ตรง ตามวินัยจริง ๆ แล้ว เราจะไม่ต้องเสียเงินจำนวนนี้ ภิกษุพม่า ลังกา ธิเบต ส่วนมาก เขาจะเป็นเช่นไร ก็ตาม ได้ยินว่า เขาใช้ดินและแก่นไม้กันทั้งนั้น. การ ย้อมติดแน่นหนากว่ากัน, ปีหนึ่งย้อมเพียง ๒-๓ ครั้ง. ผิดกับสีฝรั่งซึ่งต้องย้อมต้นเดือนปลายเดือน เมื่อพูดถึงอนามัย การย้อมด้วยดินเหลืองหรือ น้ำฝาด เป็นดีกว่าอย่างอื่น เมื่อติดดีแล้วซักจนสะอาด ผึ่งแดดได้ เรียบร้อยดีผิดกับสีฝรั่งซึ่งจะทำอย่างนั้น ไม่ได้ เพราะจะลอกเสียหมด ; แถมมีต่างเค็มปนอยู่ อับชื้นง่ายกว่า พอถูกฝนละลายเย็นเมือกจับผิวเนื้อ ไม่ เป็นอนามัยที่ดีเลย เพราะรู้สึกคันชอบกล เข้าตาก็รู้สึก

น.872 แสบ, แต่เนื่องจากสีสวยเป็นที่ต้องตาคนโดยมากจึงได้ ทนเอา และเรากำลังนิยมกันอยู่อย่างแน่นแฟ้น. เมื่อพูดถึงความสวยงาม. การย้อมด้วยน้ำฝาด ตามวินัยนั้น เป็นการสวยอย่างลูกตถาคต. การย้อมสี ฝรั่งอย่างขาดหูขาดตา เป็นการสวยอย่างคฤหัสถ์ ผู้บริโภคกาม. นักใช้สีฝรั่ง เห็นนักใช้น้ำฝาดเป็นคน ปอน, นักใช้สิน้ำฝาด ก็เห็นนักใช้สีฝรั่งเป็นคนบ้ากาม คือข้าสีอันจัดเข้าในรูปารมณ์ ; ต่างซัดกันไปมาอย่างนี้ ในที่สุดปรากฏอยู่ ในสมัยนี้ว่า นักใช้สีน้ำฝาด ได้ ยอมแพ้นักใช้สีฝรั่งไปแล้ว. การสวยอย่างบุตรตถาคต ได้สายสูญไป ! ข้าพเจ้าเคยพบในอรรถกถา บ่งความที่ทำให้ มั่นใจตอนหนึ่งว่า พระอานนท์ห่มจีวรใหม่สีแดงหม่น ( ถ้าใหม่เป็นสีแดงหม่นแล้ว เก่าเข้าจะเป็นสีอะไร ), แต่ไม่มีใครในครั้งนั้นกล่าวว่า พระอานนท์ใช้ของปอน เพราะสีเช่นนั้นเป็นสีธรรมดาในครั้งนั้น. พระอานนท์ อยู่ ใกล้ชิดพระองค์ ย่อมมีการนุ่งห่มอย่างถูกต้อง. ก่อนคือขาดปะและมอมแมมต่างหาก ครั้งนั้นปรากฏว่า

น.873 มีแต่พระโมฆราชผู้เดียว. มาสมัยนี้ ย้อมน้ำฝาดใหม่ๆ ไม่ทันใช้ ก็เห็นเป็นของป่อน เข้าที่ประชุมไม่ได้ไปแล้ว. จงพิจารณาดูเถิด ซิวิลัยส์แห่งความฉิบหายจากพระ ธรรมครอบงำใจเราแล้วหรือยัง? ถ้าพระศาสดาได้เสด็จ มาเห็นในบัดนี้ จะทรงชอบใจในการกระทำนี้หรือไม่ ? สำหรับผู้ที่ระบบไห้วบูชาบรรพชิตก็เหมือนกัน, นักปราชญ์เขาไหว้บูชาคุณความดีที่มีอยู่ในตัวคนต่าง หาก เขาไม่ได้ไหว้ตัวคน หรือไหว้จิวรที่เก่าปอน กะรุ่งกะริ่งนั้นเลย. การย้อมจีวรให้สวย ๆ เพื่อให้เขา ได้ให้วนั้น จะดูกระไรอยู่ คล้ายกับว่าผู้รับไหว้ ไม่มีคุณ สมบัติอะไร นอกจากจีวรสวย, และผู้ให้ถึงมงายจน หาที่เปรียบมิได้. ถึงแม้ฝ่ายคนจำพวกที่ดูหมิ่นก็ เหมือนกัน เขาดูถูกจีวรที่ปอนต่างหาก เขาไม่ได้ดู ถูกเรา เรารักษาแต่คุณความดีของเราไว้ ปล่อยให้จีวร เป็นผู้รับคำดูถูกแต่ส่วนตัวมันเองก็แล้วกัน. เรากับจีวร นั้นเป็นคนละสิ่ง. ข้าพเจ้าได้พูดถึงการประดับเนื่องด้วย

น.874 จีวรเย็นทางมาแห่งทุกข์ เพราะความหมดเปลืองและ ย้อมใจไม่ควรแก่เพศเพียงพอแล้ว วันหลังจะได้พูดถึง การเป็นทุกข์ที่เนื่องด้วยเสนาสนะ อันเต็มไปด้วยการ ประดับตกแต่งอีกตามควร, ถ้ามีผู้พอใจฟัง ขอจงได้รับความหวังดีด้วยน้ำใจจริง จาก ข้าพเจ้าด้วย.

น.875 หมาก พลู บุหรี่ น้ำชา ฯลฯ และสิ่งอื่น บางอย่างที่เป็นของเสพติดนั้นไม่เป็นของจำเป็นแก่ร่าง กาย กลับให้โทษเสียด้วยซ้ำ. แม้ว่าในหมู่สงฆ์ ได้เคยเสพติดกันมาแต่บุราณกาล ชวนกันสมมติเป็น ของไม่มีโทษไปแล้วก็ตาม (สมมติ หมาก ให้เป็นเภสัช, พลู เป็นคิลานเภสัช ย่อเรียกแต่เพียงว่าคิลา, บ้านนอกเรียกเพี้ยน เป็นเกลา) ถึงกระนั้น มันก็ยังทำหน้าที่แก่ผู้เสพ คือทำ ให้ติดตามธรรมชาติเดิมของมันอยู่นั่นเอง. ยัดนี้การศึกษาเจริญมาก พอที่จะทำให้เรา รู้จักคุณและโทษของสิ่งบางอย่างแล้ว ไม่ใช่สมัย งมงาย, พระสงฆ์เป็นผู้ถือประทีปนำทางของมหาชน เป็นผู้ ให้แสงสว่างแก่เขา ควรทำตัวอย่างในเรื่องนี้. คำว่าพระ ถือกันว่ามาจากศัพท์วร ซึ่งแปลว่าประเสริฐ. สงฆ์ แปลว่าหมู่ คำว่าพระสงฆ์ จึงเกิดเป็นสถาบัน ขึ้นว่าเป็นหมู่แห่งผู้ประเสริฐ เพราะฉะนั้น ผู้ประเสริฐ

น.876 น่าจะยังคงเป็นผู้เสพยาเสพติดในสมัยที่รู้สึกแล้วนั้นไม่ ได้. ธรรมดาสิ่งที่รู้ว่าชั่วจะต้องชวนกันเลิก มิฉะนั้น จะห่างจากหลักมัชฌิมาปฏิปทา คืออัฏฐังคิกมรรค อัน เป็นหลักสำคัญในพุทธศาสนา. ถ้าหากพระสงฆ์ซึ่งมหาชนนับถือและเชื่อฟัง เลิกยาเสพติดได้แล้ว มหาชนก็จะได้พากันเลิกตาม. มหาชนมีหน้าที่ประกอบอาชีพอันเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของ ประเทศ ไม่มีโอกาสค้นคว้าความรู้ จึงได้มอบกาย ถวายตัวให้พระสงฆ์เป็นผู้นำทางของตน. เกียรติยศอัน สูงสุดนี้ควรจะรักษาไว้ ด้วยการนำเขาไปสู่แสงสว่าง ให้จงได้ ตามที่เขายอมมอบให้เป็นผู้นำทางจริง ๆ. แม้ว่าการเสพหมาก พลู บุหรี่ จะได้สืบปรำ ปรากันมานานแล้ว ก็ไม่เป็นข้อแก้ตัวอันใดที่จะทำ ให้เราเห็นไปว่า ควรเสพต่อไข่ตามเคย. เราไม่จำเป็น ต้องติเราเองในสิ่งที่ได้สืบกันมาผิด เพราะไม่มีเจตนา ชั่ว และครั้งโน้นเย็นสมัยงมงาย, แต่เมื่อเรารู้สึกแล้ว เป็นการแน่นอนทีเดียว ที่เราควรแก้ไขทันที เพื่อ รักษาเกียรติยศแห่งคำว่าผู้ประเสริฐไว้; ในทางธรรม

น.877 จะได้ชื่อว่า หมุนลงหามัชฌิมาปฏิปทา, ทางโลกก็ได้ ชื่อว่า ช่วยเศรษฐกิจหรือโภคกิจของชาติประเทศด้วย การตัดรายจ่ายอันไม่จำเป็น หาประโยชน์มิได้ กลับให้ โทษเสียด้วยซ้ำ. พระสงฆ์เป็นเพศที่มีการเลี้ยงชีพ เนื่องด้วยผู้อื่น สำหรับสิ่งไม่จำเป็น ควรพยายามตัดท่อน ไปอย่าให้เหลือ. สินค้าอื่น ๆ เช่น กระโถน ที่เขี่ยบุหรี่ ถ้วยชา บ้าน ฯลฯ ก็จะพลอยเข้าเมืองน้อยลงไป. เวลา อันมีค่าสูงสุดของผู้เสพ และของผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น เด็กเทกระโถน ประเคนหมาก ก็จะได้หมุนเอาไปใช้ ในทางที่เป็นประโยชน์ยิ่งขึ้นไป. นักวิปัสนาธุระจะไม่ ต้องออกจากที่สงบสำหรับบำเพ็ญเพียรเพราะเงี่ยนหมาก หรือต้องนำเข้าไปด้วย ให้รุงรังและขัดขวางต่อการ กระทำ. ผู้สันโดยตามเพศแห่งสมณะจะเขากายเข้าใจ จากยาเสพติดที่ติดแล้วเว้นไม่ได้อันนี้. อาหารเป็นสิ่งจำเป็น แม้เราจะต้องกินทุกวันก็ ไม่จัดเป็นยาเสพติด และยังได้ประโยชน์. หมาก พลู บุหรี่ น้ำชา ฯลฯ ไม่จำเป็น, บริโภคแล้วกลับให้โทษ.

น.878 ตามหลักวินัยที่นิยมกันมานั้น ควรแก้ไขเสียใหม่ โดย สงเคราะห์สิ่งเหล่านี้เข้าในพวกอกัปปิยะ เช่นยาผื่นเป็น ต้น ก็น่าจะตรงต่อพุทธประสงค์มากกว่าที่จะสงเคราะห์ ยายุหรี่เข้าในยาแก้ไข้. การสงเคราะห์ยาเสพติดเข้า ในยาแก้ ไข้ ก็เพราะเอาคนที่ติดงอมแงมมาเป็นเกณฑ์ ตัดสิน หรือผู้ตัดสิน. ผู้ที่ไม่เสพมาแต่เด็กและไม่ริ หัดเสพ ด้วยเห็นว่าโก้เก๋อย่างใด กลับสะดวกสบาย กว่ามาก. ทุกคนคงอย่างเดียวกันเพราะเป็นมนุษย์ เหมือนกัน แต่เป็นเพราะมักจะพากันเห็นเป็นของน่าดู ในสมาคม ฝืนหัดเสพจนติดกลายเป็นของทิ้งไม่ได้. ข้าพเจ้าท้าได้ว่าธรรมชาติของ ลิ้น ปาก คอ ปอด ไม่ ต้องการรสของบุหรี่หรือหมากเลย. ครั้งแรกที่เดียว ต้องฝืนเสพเพราะเห็นแก่อะไรบางอย่างทั้งนั้น. ขอให้พระสงฆ์ทั้งสิ้น จงพร้อมใจกันเลิกยาเสพ ติดอันสืบปรำปรามานี้เสีย เพื่อเห็นแก่ความสุขของ ตนเอง และความสะดวกในการบำเพ็ญสมณธรรม, เห็นแก่สุขของผู้อื่นคือชาติประเทศ, เห็นแก่ธรรม และ

น.879 แก่เกียรติยศอันสูงสุดของพระสงฆ์เอง. ขอคณะสงฆ์ จงออกกฎให้ผู้จะเข้ามาบวชเลิกยาเสพติดเหล่านี้เสีย ก่อน จึงจะรับบวชให้. แม้พวกเก่าจำเป็นต้องเสพอยู่ ก็ไม่น่าจะถือเป็นแง่สำหรับค้าน เพราะกฎหมายบาง อย่างในโลก เขายกเว้นเฉพาะคนบางพวก เช่นผู้ที่เกิด หรือมีอยู่ก่อนออกกฎหมายนั้น ๆ ก็ยังมี; แต่ถ้าเล็กได้ พร้อมกันนั่นแหละ เป็นการประเสริฐสุดที่จะเปรียบได้ เพราะส่อน้ำใจอันเข้มแข็งเหนือกิเลสกลุ้มรุม คือความ เงี่ยนนั้นได้ โดยทั่วหน้ากัน. แท้ที่จริง ผู้มีความรู้เป็นอันมากลงความเห็นว่า ถ้าผู้ใดมีกำลังใจอ่อนแอจนแม้แต่เลิกยาเสพติดเล็กน้อย เหล่านี้ก็ไม่ได้แล้ว เขาจะปฏิบัติธรรมอันสูงของพระ พุทธเจ้า ซึ่งต้องการกำลังใจเข้มแข็งถึงกับให้อธิย- ฐานได้ว่า ยอมให้เลือดเนื้อแห้งไปไม่ยอมเลิกความ เพียร ก่อนแต่ได้บรรลุผลอันสูงสุดนั้นอย่างไรได้. ขอ พระสงฆ์จงเลิกยาเสพติดนี้เถิด มหาชนจะได้เลิกตาม บิดามารดาจะสอนบุตรน้อย ๆ ได้ง่าย ๆ ว่า เจ้าจงดู

น.880 อย่างพระสงฆ์เถอะลูก. โลกจะได้เปล่งเสียงกึกก้อง พร้อมกันว่า พุทธบริษัทไม่เลวเลย ศิษย์พระโคดมไม่ ใช่คนงมงายดอก เพราะเขาเว้นสิ่งที่ถึงคราวควรจะ เว้นได้ด้วยใจอันเข้มแข็ง. ๒๗ พฤษภาคม ๒๔๘๐

น.881 "พระ" ที่ตรงตามตัวหนังสือ การถือพุทธศาสนา ที่มุ่งตรงแต่ตามตัวหนังสือ กับ การถือที่มุ่งจะเอาแต่ ใจความนั้น ย่อมทำให้เกิดผลแตกแยก ตรงกันข้ามเป็นสองฝ่าย เกิดบุคคลเป็นสองพวก และโดย เฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือเกิดพุทธศาสนาเป็นสองชนิดนั่นเอง, และผลที่ตามมาก็คือความปั่นป่วน. พวกที่ถือตรงตามตัวหนังสือ นั้น ครั้นความ ต้องการของตนเกิดขัดกันขึ้นกับความหมายเดิม ก็ถือเลศ เอาแง่ตามตัวหนังสือนั่นเอง เป็นข้อแก้ตัว. ในส่วนวินัย เช่นห้ามรับเงิน ก็มีเงินได้เป็นจำนวนมาก โดยแก้ตัวว่า วินัยห้ามรับเท่านั้น ; หรือการห้ามนั่งบนเบาะสำลี แต่ก็ นั่งบนเบาะนวมมีสปริงเป็นต้นได้ เพราะวินัยมิได้ห้ามไว้. เตียงเหล็กมีเท้าสูง เอาแผ่นกระดานมาตีปะ ให้ดูปกลงมา เป็นแม่แคร่จนเท้าเหลือนิดเดียว เตียงตัวนั้นเอง ก็กลาย เป็นเตียงที่ใช้ได้ไม่ผิดวินัยไป ดังนี้เป็นต้น. การมีเงินได้ โดยไม่ต้องมีการรับเงินเช่นนี้ เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็น

น.882 ว่าเกิดมาจากการ แกล้ง ถือตามตัวหนังสือ. ถ้าจะมองดู แม้ในพวกที่หวังดี โดยบริสุทธิ์ใจ ก็ยังมีอาการอย่างอื่น ๆ เช่นที่เรียกกันเป็นเชิงล้อว่า "เถรส่องบาตร" เป็นต้น เป็น ตัวอย่างแห่งการถือตรงตามตัวหนังสืออยู่มากเหมือนกัน. ใน เมืองไทย ฤดูฝนไม่ตรงกับเดือนฤดูฝนในอินเดียภาคกลาง แต่เมืองไทยก็ต้องถือระยะกาลจำพรรษาอย่างของอินเดีย จน ปรากฏว่า ในบางส่วนของประเทศไทย ฝนเพิ่งจะตกเมื่อ พระออกพรรษาแล้วก็มี. นี่ก็ดูไม่แพ้อาการของตาเถรที่ ส่องบาตร. ในส่วนธรรม ก็ไม่แพ้ในเรื่องของวินัย. มีผู้ เข้าใจความหมายของคำว่า สัพพัญญู เป็นพระพุทธองค์ ทรงรู้อะไรไปหมดทุกอย่าง รู้ภาษาทุกภาษาในโลก รู้วิชา ทุกอย่างที่ โลกมี ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และแถมอนาคต กะทั่งเวลาที่พระองค์หลับ. ทั้งนี้เพราะคำว่าสัพพัญญู แปล ว่า ผู้รู้สิ่งทั้งปวง. พระองค์ทรงรู้จักถิ่นฐานในโลกทุกแง่ ทุกมุม เพราะพระองค์เป็นโลกวิทู ดังนี้ก็มี. ครั้นใครสัก คนหนึ่งแย้งว่าพระองค์ไม่เคยเสด็จไปอเมริกา เพราะอเม- ริกายังไม่เกิด การเถียงกันอย่างคอเป็นเอ็นก็เกิดขึ้น ว่า ทรงทราบด้วยอนาคตญาณ.

น.883 ส่วน พวกที่ถือเอาแต่ใจความ นั้นเล่า ครั้น ความต้องการของตนเกิดขัดขวางกันขึ้นกับความหมายเดิม หรือที่เคยถือกันมา ก็ยิ่งมีทางออกมากกว่าพวกที่ถือตรงตาม ตัวหนังสือเสียอีก ถ้าหากจะเดินไปในแนวของการแกล้ง ถือ, เพราะการแปลความหมายนั้น จะแปลไปอย่างไรก็ได้ ไม่ค่อยมีขีดจำกัด. ครั้นเห็นว่าวินัยบางอย่างเป็นอุปสรรค ของการงานก็ประกาศเลิกกันเสียตรง ๆ อย่างเปิดเผย เท่า ๆ กับที่พวกถือตรงตามตัวหนังสือ เลิกกันอ้อม ๆ หรือลับ ๆ. ความเปลี่ยนแปลงของโลกนับด้วยศตวรรษ ๆ ย่อมทำให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เหลือที่มนุษย์เราจะยังคงยึด ถือหลักเกณฑ์บางอย่าง ที่ตั้งไว้เมื่อหลายพันปีมาแล้วได้. เช่นในบัดนี้ไม่มีภิกษุณีแล้ว แต่ภิกษุก็ยังต้องสวดปาฏิโมกข์ ส่วนที่ว่าด้วยระเบียบอันจะพึงปฏิบัติต่อภิกษุณีอยู่นั่นเอง ทั้ง ที่ภิกษุพวกนั้นก็ถืออย่างเด็ดขาดว่าภิกษุณีจะมีขึ้นในโลกอีก ไม่ได้เป็นอันขาด. ทั้งนี้เพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่าภิกษุยังคงถือ วินัยครบ ๒๒๗ สิกขาบท (รวมทั้งสิกขาบทที่เกี่ยวกับภิกษุณี ด้วย) เท่านั้นกะมัง ดูก็น่าอัศจรรย์อยู่. ฝ่ายพวกที่ถือเอา

น.884 แต่ใจความ ก็เปลี่ยนแปลงสิกขาบทที่จะยกขึ้นสวดเป็น ปาฏิโมกข์เอาตามชอบใจ แล้วแต่เหตุผลและกาละเทศะ จนกระทั่งบทสวดที่เคยเป็นวินัย กลายเป็นบทธรรมไปก็มี ทั้งนี้เนื่องจาก มุ่งเอาความรอดพ้นจากทุกข์เป็นของสำคัญ ไม่เห็นว่าระเบียบเล็ก ๆ น้อย ๆ ประจำหมู่ เป็นของสำคัญ. พวกที่ถือตามตัวหนังสือมีโอกาส "อวดเคร่ง" ได้ มากเพียงใด พวกที่ถือเอาแต่ใจความก็มีโอกาส "อวดหลวม" ได้มากเพียงนั้น. แต่ถ้าปราศจากเจตนา อันบริสุทธิ์เสียแล้ว ทั้งพวกที่เคร่งจัดและหลวมจัด ก็ยังคง ไม่เฉียดต่อนิพพานอยู่นั่นเอง, โดยที่ต่างก็ถือ "ขวาสุด" และ "ซ้ายสุด" ไปเสียคนละทาง. ตามที่เขาสมมติกันนั้น พวกขวาสุดก็คือพวกเถรวาท หรือหินยาน, พวกซ้ายสุด คือพวกอาจาริยวาท หรือมหายาน. และตามที่เขาเชื่อกัน นั้น พุทธศาสนาในยุคพุทธกาล ไม่เป็นทั้งอย่างเถรวาท และอย่างมหายาน. ข้าพเจ้าไม่ประสงค์ ให้พุทธศาสนาในประเทศไทย ที่รักของเรา เป็นอย่างขวาสุดหรือซ้ายสุด. แต่ต้องการให้

น.885 ป็นไปอย่างที่เรียกว่า "พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ" (สาตุถํ สพฺพยญฺชน์) เป็นที่น่าเคารพ น่าไว้ใจยิ่งกว่าพุทธ ศาสนาในถิ่นไหน ๆ ของโลก. ถ้าศาสนายังต้องอาศัยความ ทรงอยู่ของชาติ และความจำเป็นทางการเมืองเป็นของด่วน กว่าความต้องการของทางศาสนาแล้ว พระที่ตรงตามตัว หนังสือน่าจะช่วยอะไรแก่ชาติไม่ได้, และพระพวกที่ถือแต่ ใจความนั้นเล่า ก็น่าจะได้แต่พลิกศาสนาให้หัวกลับ และ ลงอยู่ภายใต้ชาติเท่านั้นเอง, ซึ่งรวมความว่า ชาติจะไม่ได้ รับประโยชน์อะไรเลยจากทั้งสองฝ่าย. ฝ่ายหนึ่งจะนั่งดูตา ปริบ ๆ อีกฝ่ายหนึ่งจะฉุดพาล้มลุกคลุกคลานไปจนเสีย หลัก. ท่านลองนึกดูที่หรือว่า ข้างไหนจะเป็นพุทธศาสนา หรือศาสนาที่มีประโยชน์แก่มนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ พวกไทยเรา. สังฆสภาของประเทศไหนก็ตาม จะเป็นไปอย่าง ขวาสุด หรือซ้ายสุด หรือสายกลางนั้น ย่อมแล้วแต่จิตใจ ของสมาชิกส่วนมากเป็นข้อสำคัญ. แต่ข้อที่สำคัญยิ่งไปกว่า นั้นอีก ก็คือข้อที่ว่า ทำไมสมาชิกนั้น ๆ จะรู้สึกว่า แค่ไหน

น.886 เป็นการเอียงไปฝ่ายขวา และแค่ไหนเป็นการเอียงไปฝ่าย ซ้าย ได้เล่า ถ้าหากว่าท่านนั้น ๆ ก็ล้วนแต่คลอดขึ้นมาภาย ในหมู่ของบุคคลที่เป็นขวาสุด หรือซ้ายสุด อย่างใดอย่าง หนึ่งมาเสียแล้วแต่กำเนิด ๑๒ กันยายน ๒๔๘๖

น.887 ? ปุถุชนเป็นผู้เห็นแก่ตัว ตรงกันข้ามจากพระอริย- เจ้า ซึ่งไม่เห็นแก่ตัว โดยเฉพาะคือพระอรหันต์. ใครควร จะเป็นคนกันแน่ ? เดี๋ยวนี้เราเป็นคนกันแล้ว หรือว่า เรา จักค่อยเป็นคนกัน ต่อเมื่อสูงขึ้นถึงขีดพระอริยเจ้า ? คำ แปลที่แท้จริงของคำว่าคนนั้น เหมาะสมกับสัตว์ที่ยังมีกิเลส กำลัง พูด คิด ทำอยู่ด้วยอำนาจกิเลส, หรือว่าเหมาะสม กับสัตว์ที่ปราศจากกิเลสแล้ว ? ข้าพเจ้าควรพยายามเพื่อ เป็นคนหรือเพื่ออย่าให้เป็นคน, หรือว่าแม้ไม่พยายาม ข้าพเจ้าก็เป็นคนอยู่แล้ว ? ทั้งนี้ตลอดถึงเพื่อนฝูงที่รักใคร่ นับถือของข้าพเจ้าด้วย เขาเหล่านั้นควรพยายามอย่างไร ? ถ้าปุถุชนเป็นคน พระอริยเจ้าก็ไม่ใช่คน หรือพ้น คนไปแล้ว. ถ้าจะให้พระอริยเจ้าเป็นคน ปุถุชนก็ยังไม่ใช่ คน ยังไม่ถึงความเป็นคน. ยิ่งถ้าเป็นปุถุชนที่เข้มจัดเกินไป ด้วยแล้ว ก็ยิ่งไกลจากความเป็นคนมากขึ้น. แม้เราจะจัด ให้พระอริยเจ้าชั้นพระอรหันต์ เป็นบุคคลที่เต็มเปี่ยมด้วย

น.888 ความเป็นคนแล้ว พระอริยเจ้าชั้นรอง ๆ ลงมา เช่นพระ อนาคามี สกทาคามี พระโสดาบันน์ ก็คือผู้มีความเป็นคน ที่แรกเริ่มขึ้นตามลำดับเท่านั้น ปุถุชนยังเป็นผู้พร่อง หรือยัง ไม่ถึงขีดแห่งความเป็นคนอยู่นั้นเอง เพราะเรายอมรับกันว่า ปุถุชนนั้น แม้จะดีอย่างไร ก็ยังมี โลภะ โทษะ โมหะ เต็ม ๖๐๐ เปอร์เซ็นต์อยู่. ถ้าเราจะชวนกันแบ่งคนออกเป็น ๒ ประเภท และ ให้เป็นคนเสมอกันทั้งสองประเภท คือทั้งปุถุชนและพระ อริยเจ้าแล้ว เราจะต้องผิดฝ่ายหนึ่งแน่นอน เพราะมันตรง กันข้าม ซ้ำบางทีเราจะต้องชดใช้ความเสียหายเนื่องจากการ จัดอันผิดๆ นั้น อย่างน่าหวาดเสียวอีกด้วยกระมัง. ที่ข้าพเจ้า กล่าวว่าจะผิดฝ่ายหนึ่งแน่นอนนั้น หมายความว่ามันจะเป็น เช่นนั้นไม่ได้. ของที่ตรงกันข้าม จะดีเหมือนกันหรือเท่ากัน ไม่ได้. อย่างที่จะได้ก็ต้องเป็นว่า ดีอย่างของเทียม และดี อย่างของแท้, ซึ่งจะทำให้เกิดมี "คนเทียม" และ "คนแท้" ขึ้น ซึ่งมิใช่วิสัย. เดี๋ยวนี้พวกเรากำลังแย่งกันเป็นคนอยู่ อย่างแย้งกัน ต่างก็อ้างว่าเป็นคนด้วยกัน ทั้งที่เป็นอยู่อย่าง

น.889 ตรงกันข้าม. ทั้งนี้ก็เพราะเราไม่ทราบกันว่าคนคืออะไรนั่นเอง. คนชั้นปราชญ์ของโลก ก็ยังยอมจำนนต่อปัญหาว่าคนคือ อะไรอยู่บ่อย ๆ. เราจะบัญญัติให้สิ่งที่เรียกว่า "คน" นี้เป็น ฝ่ายสูง คือฝ่ายอริยะ หรือฝ่ายต่ำ คือปุถุชน ? นี่เป็น ปัญหาที่น่าวินิจฉัยลงไปให้เด็ดขาด. อาจมีผู้เสนอว่า เราควรบัญญัติว่า มีคนดี คนชั่ว คนพร่อง คนเต็มโดยให้คำว่าคนเป็นคำกลาง. ถ้าเช่นนั้น เรา จะได้จุดหมายแห่งความเป็นคนเพียงว่า "สัตว์สองเท้าชนิด หนึ่ง" เท่านั้น. และนั่นไม่ใช่คำตอบของปัญหาที่ว่า อะไรเป็น จุดของความเป็นคน และพวกไหนเป็นคน, เพราะเหตุว่าถ้า ถือเช่นนั้น เราก็เป็นคนอยู่ด้วยกันหมดทุกคนแล้ว, คนดี ก็เป็นคน คนชั่วก็เป็นคน คนพร่องก็คน คนเต็มก็คน กระทั่งคนบ้าก็เป็นคน, จะต้องไปพยายามค้นหา เพื่อพยายาม ทำตนให้เป็นคนทำไมกันอีก และไม่มีประโยชน์แก่การ ศึกษาทางปรัชญาแต่อย่างใด ; ซ้ำปัญหายุ่งยากยังจะตาม มาอีก. เช่นอย่างไรเรียกว่าดี อย่างไรเรียกว่าชั่ว. เมื่อเรา พูดกันว่า "ความรู้" เช่นนี้ เราต้องหมายความตรงกันหมด ว่า รู้ฝ่ายข้างดี. แต่ปัญหาก็ยังมีอีกว่า ถึงขีดไหนจึงจะ

น.890 เรียกว่าดี. ถ้าจะให้เป็นดีมากดีน้อย ก็น่ากลัวว่าในสิ่งนั้น ๆ จะไม่มีสิ่งชั่ว เพราะทุก ๆ อย่างย่อมมีอะไรดีอย่างน้อยก็ นิดหนึ่งเสมอ. ของที่โลกสมมติกันว่าชั่ว มันก็มีดีอย่างใด อย่างหนึ่ง อย่างน้อยที่สุด ก็ตรงที่มันมีคุณสมบัติ สำหรับ ให้เราศึกษาหาคู่เทียบ ให้รู้จักสิ่งที่ตรงกันข้ามกับมัน คือ สิ่งที่ดี. ความผิดก็เป็นครูเท่ากับความถูก, และเป็นได้ เด็ดขาด ยิ่งกว่าความถูกเสียด้วยซ้ำ. ถ้าจะให้คำว่าคน เป็นฝ่ายต่ำ พระอรหันต์ก็ ไม่ใช่คน. ถ้าให้คนเป็นฝ่ายสูง คือฝ่ายอริยะ เดี๋ยวนี้ พวกเราปุถุชนก็ยังไม่ใช่คน หรืออย่างดีที่สุด ก็เป็นเพียง "คนโดยสมมติ" เช่นเดียวกับที่เรามีสงฆ์สมมติ หรือ สมมติสงฆ์เป็นต้น ซึ่งที่แท้ก็ยังมิใช่คนหรือสงฆ์จริง ๆ อยู่ นั่นเอง เพราะต้องจัดโดยอนุโลมหรือสมมติให้. ถ้าเราจะ เดินสายกลาง คือให้คนอยู่ในระหว่างดีระหว่างชั่วเสียที จะดีกระมัง ; แต่เราก็ไม่รู้อีกนั่นแหละว่า ตรงไหน มัน เป็นจุดกลาง ระหว่างดีกับชั่ว ระหว่างสูงกับต่ำ. ถ้าคำว่า คน มาจากคำว่า "ชน" ซึ่งแปลว่าผู้เกิด มา, สัตว์ทุกชนิดกระทั่งแมว ก็จะกลายเป็นคนไปหมด

น.891 ราจะจับจุดสำคัญของคำว่าคนไม่ได้เอาเสียเลย. ถ้าจะให้ คำว่าคนมาจากคำว่า "มนุษย์" บัญญัติคำแปลโดยเฉพาะว่า สัตว์มีใจสูง, เช่นนี้ เราพอจะได้เค้าเงื่อนและเหตุผลที่ว่า คำว่าคนควรจะเป็นฝ่ายสูงหรือฝ่ายต่ำ, และทั้งยังได้ช่วย กระตุ้นให้เราตะลีตะลาน ทำตนให้เป็นคนเสียโดยเร็วด้วย. "สัตว์ที่มีใจสูง" หมายความว่าใจสูง จนของสกปรกทั้ง- หลายกระโดดกระเด็นขึ้นไปเปื้อนไม่ได้. ต้นไม้ที่สูงจริง ควายวัวก็ไม่อาจทำโคลนเลนให้เปื้อนใบหรือยอดของมันได้ โคลนเป็นของสกปรก แต่สัตว์เหล่านั้นไม่รู้สึกว่าสกปรก เพราะมันเคยชินกันมาแต่กำเนิด. คนเราเห็นว่าโคลนเป็น ของสกปรก แต่ถ้าเคยลงไปนอนอยู่จนชิน ก็หายรู้สึก เช่นนั้น เช่นเดียวกับหนอนในพริก ไม่เคยรู้สึกว่าพริก เป็นของเผ็ดร้อนนั่นเอง. มนุษย์เรานอนจมอยู่ในกิเลส หรือธรรมชาติฝ่ายต่ำจนชิน เหมือนควายชินต่อการนอนปลัก จึงไม่เห็นเป็นของสกปรกหรือต่ำ หรือมีจิตอันต่ำ. เมื่อมา พูดกันถึงเรื่องทำให้สูง ก็เลยไม่ทราบว่าจะสูงไปทางไหน. บางทีจะเป็นเพราะข้อนี้เองกระมัง ที่ทำให้ปุถุชนรู้สึกทะนง อยู่ในใจว่า เราก็เป็นคน เท่า ๆ กับที่พระอรหันต์ท่านเป็น

น.892 กัน จะมีแปลกกันบ้าง ก็แต่พลความเล็กน้อยอื่น ๆ ซึ่ง มิใช่แก่นสารของความเป็นคน. ถ้าเหตุผลชี้ไปในทำนองที่ กล่าวมาแล้ว การที่จะให้คำว่าคน เป็นคำกลาง น่าจะไม่ ถูกเป็นแน่นอน, การให้คำว่าคน เป็นความหมายของฝ่าย สูง นั่นควรจะถูกกว่า. สมมติว่า เราสามารถกวาดล้างกิเลสทั้งหลาย ออก ไปจากใจเราได้หมดแล้ว ลองถามตัวเองดูว่า มันมีความสูง อะไรเกิดขึ้นหรือไม่, และเดี๋ยวนี้เราสูงขึ้นมา จนโคลน เหล่านั้นกระเด็นขึ้นมาเปื้อนเราไม่ถึง จริง ๆ หรือไม่. เรา อาจกล่าวด้วยความซื่อตรงต่อตัวเอง ว่าเราเป็นคน หรือ เราไม่เป็นคนกันในตอนนี้เอง. เราลองช่วยกันคิดดูที่หรือว่า เราคงจะตอบว่ากระ- ไรกัน ? เด็กเล็ก ๆ ก็เคยคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่เสมอ คิด ว่ารู้อะไร หรือตัดสินอะไร ถูกต้องแล้วเสมอ เรื่อย ๆ มาพร้อมกับที่ตนเติบโตขึ้นมาเรื่อย ๆ. เราเคยเป็นเด็กกัน มาแล้วทุกคน เรารู้สึกว่าเราเป็นผู้ใหญ่กันจริง ๆ นั้น เมื่อ ไรเล่า ? หรือว่าจนเราตาย เราก็ยังไม่เคยพบกันเข้ากับ

น.893 วามเป็นผู้ใหญ่ เพราะเรายังทำอะไรผิดพลาดอยู่นั่นเอง. ทำไมจึงมีเสียงว่า บางคนมีอายุมากแล้ว ก็ยังไม่เป็นผู้ใหญ่ คือยังเป็นเด็ก. จุดหมายของความเป็นผู้ใหญ่ (มิใช่เด็ก) อยู่ที่อะไรกันเล่า. เมื่อเราสมบูรณ์ด้วยกำลังกาย ความรู้ ปัญญา เต็มที่แล้ว, เราเคยรู้สึกกันว่าเราเป็นผู้ใหญ่ หรือ ว่าเราเลยผู้ใหญ่จนกลายเป็นไม่ใช่ผู้ใหญ่ ไปเสียแล้ว ? นี้ เป็นปัญหาจำเป็น. ข้อนี้เอง ถ้าเราคิดออก ก็อาจทำให้เรา หยั่งทราบได้ทันทีว่า เราจะตอบว่าอย่างไร ในเมื่อเราถูก ถามว่า ถ้ากวาดกิเลสไปได้หมดแล้ว เราเป็นคนหรือว่า มิใช่คน, หรือว่าคนก็มิใช่ มิใช่คนก็มิใช่. ข้าพเจ้าไม่หาญพอที่จะแถลงความคิดเห็นอันใดอิก นอกจากว่าตามธรรมชาติ คนเราไม่น่าจะเป็นไปได้ ในข้อ ที่ว่าเราเป็นอะไรอื่น ซึ่งเลยจากความเป็น " ผู้ใหญ่" ไป เสียแล้ว. ในแง่นี้ ความรู้สึกของเราจะไปสิ้นสุดลงแค่ ความเป็นผู้ใหญ่ เพราะถ้าเลยกว่านั้นขึ้นไป เราก็ไม่รู้ว่า เป็นอะไร. ฉะนั้น ในปัญหาเรื่องความเป็นคนก็เช่นเดียว กัน คือถ้าเราพอใจในความเป็นคน ความสูงไปสุดลงได้ เพียงไหน, ความเป็นคนตามความรู้สึกในใจเรา ก็คงจะ

น.894 ไปหยุดลงเพียงนั้น. และนี่แลคือคำตอบ หรืออย่างน้อย ที่สุดก็อาจเป็นคำตอบ ของปัญหาที่ว่า เกียรติ์ของความเป็น คนนั้น น่าจะได้แก่บุคคลประเภทแรก หรือประเภทหลัง ในบรรดาบุคคลสองประเภทที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คือปุถุชน หรือพระอริยเจ้ากันแน่ ? ๑ ตุลาคม ๒๔๘๔

น.895 ! ข้าพเจ้าเคยพบคนหลายคน ที่มีความรู้สึกภายในใจ รุนแรงจนแสดงออกมาทางกายวาจาว่า ท่านแน่ใจเป็นที่สุด แล้ว ว่าท่านเป็นคนเต็มเปี่ยมตามคำแปลหรือความหมาย ของคำว่า คน. ท่านหยิ่งตัวเองเพราะเหตุนี้ และเห็นว่า เรื่องที่พวกเพื่อน ๆ นำมาคุยมาเล่าให้ฟังนั้น ยังต่ำเกินไป ไม่ถึงขีดของความเป็นคน หรือเป็นเรื่องลัทธิครี เก่าเกิน สมัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น. ทีนี้ ข้าพเจ้าตั้งอกตั้งใจพิจารณาดูจุดแท้จริงแห่ง ความเป็นคน ของท่านเหล่านั้นว่าคืออะไรกันแน่. ในที่สุด พบว่า จุดแห่งความเป็นคนของท่านเหล่านี้ ตามที่ท่านเข้า ใจ, ก็คือการที่ท่านสามารถหารายได้มาก ๆ ทำงานเบา มี ยศศักดิ์สูง ๆ และสามารถหาความเพลิดเพลินทุกประการ มาให้แก่ตนได้ ตามวิธีหรือลักษณะที่นิยมกันว่าเป็นการ กระทำของคนชั้นสูง. หรือจะสรุปให้สั้นที่สุด ความเป็น คนของท่านก็คือ ความมีเกียรติยศอันสูงสุดนั่นเอง. เมื่อ

น.896 เป็นเช่นนี้ เข็มอันชี้จุดแห่งความเป็นคนของท่าน ก็ได้ชี้ บ่งไปยัง การได้ทำงานชนิดมีเกียรติมากมีผลมากนั่นเอง และทำด้วยตัณหาคือความอยากเป็นนั่นเป็นนี้. ความเห็นอย่างแจ่มแจ้ง ได้ขยายตัวออกไปตาม แนวนั้นอีกว่า คนคือสัตว์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเห็นแก่ตัวจัด เป็น ทายแห่งความทะเยอทะยานของตัว ยิ่งกว่าสัตว์อื่น ๆ ทุก ชนิด. และคนคงมิใช่สัตว์ที่เกิดมาเพื่ออิสรภาพและความ สุขอันสงบ, เพราะถ้าเกิดมาเพื่อความสุขสงบ ก็คงไม่ยอม ตนเป็นทานของความเห็นแก่ตัว ที่บังคับให้ทำให้คิดเพื่อตัว ทุกๆ ชั่วโมง แม้เวลาหลับก็ยังฝัน แม้บนเตียงที่นอน เจ็บ ก็ยังครุ่นคิดเพื่อการหาสิ่งบำเรอตัว. สัตว์ที่ไม่ใช่ คน ย่อมได้รับการพักผ่อนหรือความสงบ ยิ่งกว่า สัตว์ที่เรียกว่าคนประเภทนี้มากนัก. อีกอย่างหนึ่ง คนคือสัตว์ชนิดหนึ่ง ซึ่งขยาย "พวง อัตตา" หรือ "พวงตัว" ออกเรื่อย ๆ โดยไม่มีเวลาสิ้นสุด และการขยายนั้นก็เพื่อตนจะได้แบกไว้เองเท่านั้น. ครั้งแรก มีอัตตาหรือตัวเพียงตัวเดียว พอ "ความเป็นคน" มากขึ้น ก็มี ภรรยา สามี ลูกหลาน ข้าทายบริวาร หรืออันเตวาสิก

น.897 สัทธิวิหาริกพอกขึ้นเป็นพวง. เมื่อสิ่งที่เรียกว่า "บุญ บารมี" มากขึ้น บริวารเหล่านั้น ต่างก็มีการขยายพวงของ ตัวออกไป ๆ และพวงน้อย ๆ เหล่านั้น รวมกันเป็นพวง ใหญ่พวงเดียวอีกต่อหนึ่ง โดยมีอัตตาตัวแรกนั่นเอง อ้า ออกรับเป็นเจ้าของพวงผู้มีเกียรติ หยิ่งตัวเองเสมอว่าการที่ สามารถหิ้วพวงใหญ่ ๆ เช่นนั้นไว้ได้นั้น เป็น "เกียรติยศ อันสูงสุด." นี่เป็นจุดหมายของความเป็นคนปริยายหนึ่ง ซึ่ง น่าจะสรุปได้สั้นๆ ว่า เกียรติ์ของความเป็นคน ก็คือ การ เกิดมาเพื่อแบกพวงอัตตาพวงใหญ่ ๆ นั่นเองกระมัง อิกปริยายหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างจะเด่นอยู่มาก ก็คือ ว่า คนได้แก่สัตว์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเอาเปรียบผู้อื่นเป็น และ รู้สึกว่าผู้อื่นเอาเปรียบตน ก็เป็น. ความรู้สึกเช่นนี้ เป็น ความรู้สึกที่หาได้ยากในสัตว์จำพวกนกหนู. เมื่อ "ความ เป็นคน" ยังน้อยอยู่ ก็ไม่ค่อยรู้สึกว่าใครเอาเปรียบตน หรือ ลูบคมตน. เมื่อความเป็นคนชนิดที่กล่าวนั้นมีมากขึ้น เรื่อง นิดเดียวและชนิดเดียวกันนั่นเอง กลับเห็นเป็นเรื่องที่ผู้อื่น ลูบคมตน เอาเปรียบตน ไม่เคารพตนผู้เป็นหัวหน้าหมู่ อย่างใหญ่หลวง และมักหาเรื่องลงโทษลูกหมู่หรือลูกพวง

น.898 เป็นการประดับเกียรติของตน. ถ้าจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็ได้ ว่า คนคือสัตว์ที่รู้จักผูกโกรธ หรือแก้แค้นเพื่อนฝูง ด้วยกัน ในกรณีที่สัตว์ซึ่งต่ำกว่าคนทำเช่นนั้นไม่ เป็น. จุดหมายของความเป็นคนตามนัยนี้ น่าจะได้แก่ การไม่ยอมให้ใครมาลูบคมเล่นได้นั่นเอง. เมื่อข้าพเจ้าได้สังเกตลักษณะแห่งความเป็นคน ของบรรดาท่าน ซึ่งท่านแน่ใจตัวเองว่าถึงขีดสุดของความเป็น คน จนพบว่าท่านหมายถึงอะไร โดยนัยที่กล่าวมาแล้ว ก็ ยังไม่แน่ว่าข้าพเจ้าเข้าใจท่านเหล่านั้นได้ถูกต้อง ทำให้ต้อง ซักซ้อมดูอิกเป็นหลายครั้ง แต่ในที่สุดก็ไม่พบอะไรมากไป กว่านั้น จึงยุติว่าความเป็นคนตามความหมายธรรมดา เท่า ที่มีที่เป็นกันอยู่ในจิตใจมนุษย์เรานั้น ไปได้ไกลเพียงแค่ นั้นเอง. แต่อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ายังไม่พอใจว่า ความ เป็นคนมีเพียงเท่านั้น น่าจะมีเป็นอย่างอื่น. ทีนี้ เราจงชวนกันมามองไปยังบุคคลประเภทที่ไม่ มีอัตตา เห็นตนเองและผู้อื่นเป็นเช่นกับพืชพรรณธัญญาชาติ ซึ่งต่างก็เกิดขึ้นแล้วเจริญงอกงามและดับไปในที่สุด ตาม เรื่องของตน ๆ. พวงอัตตาของคนประเภทนี้ก่อขึ้นไม่ติด

น.899 รั้นหนักเข้า ตัวเองก็ไม่มี คนหรือสัตว์ก็ไม่มี ไม่เห็นแก่ ตัว ไม่ถือพวกถือพวง ไม่รู้สึกว่าได้เกียรต์หรือเสียเกียรติ ทำงานเพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้ของร่างกายนี้ เพียงเพื่อต้าน ทานธรรมชาติใช้หนี้ธรรมชาติ ตามที่ปัญญาบ่งให้ทำ เฉพาะ ในด้านกาย เช่นพ่อแม่เลี้ยงตนมา ก็เลี้ยงตอบแทน เมื่อ ยังไม่หลุด ก็ต้องเลี้ยงลูกหลานของตนเอง ใช้หนี้ธรรมชาติ อันนี้ ไม่รู้สึกว่ามีใครเสียเปรียบได้เปรียบ ในโลกนี้มีแต่ สิ่งทั้งหลายที่หมุนไปตามเหตุตามปัจจัย, ยินดีที่จะให้อภัย กันเสมอ, ถือหลักความจริงเป็นแนวแห่งการครองชีพ, ไม่ แสวง "บุญบารมี" มาเพื่อใช้อำนวยการสำเร็จตามความใคร่ ให้แก่ความทะเยอทะยานอยากของตน, ไม่อ้าออกรับสิ่ง ทั้งหลายมาเป็นของตน. เหล่านี้ เมื่อเรามองซึ้งลงไปถึงหัว ใจของเขา เรากลับพบว่าจุดแห่งความเป็นคนของเขานั้น ตรงกันข้าม จากของคนจำพวกที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. ใน ที่สุดข้าพเจ้าก็กระทบกันกับปัญหาว่า ถ้าเช่นนั้น พวกไหน เล่าเป็น คนที่แท้จริง ตามความหมายซึ่งอาจเป็นที่พอใจได้ ด้วยกันทุกฝ่าย. ๒๐ กันยายน ๒๔๘๔

น.900 การที่ภิกษุสงฆ์มีมากหรือน้อย ไม่ได้เย็น เครื่องวัดความเสื่อม หรือความเจริญของพุทธศาสนา ที่แน่นอน. ถ้ามาก แต่บวชกันอย่างครั้งต้น ๆ รัชกาล แห่งอโศกมหาราชก่อนการทำสังคายนา ก็ไม่เรียกว่า เจริญ. ถ้าน้อยอย่างครั้งตอนปลายรัชกาลเมื่อทำ สังคายนาแล้ว หรืออย่างครั้งพระเจ้าปิฎกธร สะสาง พุทธศาสนาในพม่า” ก็ยังเรียกได้ว่าเจริญกว่า. ลาภ ที่เหลือเกินภาวะของสมณะก็เหมือนกัน ไม่ได้เป็นเครื่อง หมายว่าพุทธศาสนาเจริญ, แต่เป็นอันตรายอย่างยิ่งแก่ พุทธศาสนา ดังที่พระองค์ตรัสไว้ ในเวรัญชภัณฑ์วินัย ขี่ถูกมีใจความว่า เมื่อใดลาภเหลือเพื่อในศาสนา เมื่อ นั้นเสนียดก็เกิดขึ้นในศาสนา จนต้องบัญญัติวินัยเพิ่ม ขึ้น. เพียงเท่านี้ก็เห็นได้ว่า การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง ๑. ดูศิลาจารึกกัลยาณี ฉบับหอสมุดวชิรญาณ.

น.901 อย่างเดียวเท่านั้น ที่จะเป็นระดับสำหรับวัดความเสื่อม และความเจริญได้อย่างแน่นอน ดุจปรอทวัดความร้อน แห่งอากาศ ฉันใดก็ฉันนั้น. ครั้งกรุงสยามเสียแก่พม่า บ้านเมืองแตก สาแหรกขาด พระคัมภีร์และวัดวาอารามถูกเผา, เพราะต้องคอยต่อสู้ข้าศึก และได้รับความลำบากยาก แค้น, การปริยัติและปฏิบัติธรรมได้หยุดชะงักรวนเรไป คราวหนึ่ง, ในที่บางแห่งถึงกับสาปศูนย์ เป็นเหตุให้ ภิกษุรุ่นต่อมาแห่งถิ่นนั้น ๆ ได้ประพฤติผิดแผน จนถึง กับชนไก่ กัดปลา ดื่มน้ำเมา ฯลฯ ได้ทุกอย่างโดย ออกหน้าออกตาเพราะตนเองก็ไม่รู้ว่าผิด ใคร ๆ ก็ไม่รู้ ว่าผิด และไม่ได้เอาใจใส่. แม้การปฏิบัติบางอย่างก็ เดาสิบ ๆ กันมาจนผิดความมุ่งหมายเดิม เช่นถือว่าการ เดินจงกรมทำให้อาบัติตกไปจากตน, สร้างกุฏิใหญ่อยู่ เองต้องสังฆาทิเสสแล้ว ออกเที่ยวป่า (ธุดงค์) ทรมาน ตนเสียคราวหนึ่งก็พัน ไม่ต้องอยู่กรรม เป็นต้น. วิปัสนา กรรมฐาน เปลี่ยนเป็นมีความมุ่งหมายเชื้อเชิญพระเจ้า

น.902 มาโปรด ฯลฯ เป็นต้น, ที่เป็นบ้านนอกปลายแดนได้ยิน ว่ายังเหลือสืบมาจนถึงเวลานี้ก็ยังมี. นี่เป็นยุคเสื่อมแห่ง ปฏิบัติธรรมในสยาม. แต่ขอให้เข้าใจว่า คนเหล่านั้น ทำผิด ๆ เพราะไม่รู้ ไม่ใช่เพราะรู้แล้วยังขึ้นทำ, ไม่น่า จะตำหนิ. สมัยต่อมา เมื่อทางบ้านเมืองรื้อร่างฟื้นตัวขึ้น ได้แล้ว พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณต่อชาติอย่างยิ่ง ได้ทรงเหลียวมาจัดการเกี่ยวกับศาสนาทันที. ชั้นแรก ก็รวยรวมคัมภีร์ที่ยังเหลือจากถูกเผา บำรุงการปริยัติ. ในรัชกาลที่ ๒-๓ มิราชกุสโลยายอันประเสริฐที่ทำให้ ปริยัติเจริญรวดเร็ว คือมีการยกย่องและถวายจตุปัจจัย อย่างมากแก่ผู้ที่พยายามศึกษาปริยัติได้ บิดามารดา ของผู้เป็นเปรียญ ได้รับพระราชทานที่บ้านเรือน ถ้า เป็นทาสใครอยู่ก็หลุดจากทาส (ลูกโปรดพ่อแม่เห็น ทันตา) ฯลฯ เป็นต้น. เป็นการจำเป็นและถูกต้องที่สุด ที่จะต้องทำเช่นนั้นในยุคนั้น. เมื่อปริยัติเจริญ มีนัก ปริยัติมากพอแล้ว พระมหากษัตริย์สืบมาก็ได้บำรุงโดย

น.903 วรแก่ภาวะของกาล ครั้งรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังทรวงผนวช ได้ทรง ประทานกำเนิดสงฆ์คณะธรรมยุตินิกาย เพราะความ ไม่พอพระทัยในการปฏิบัติของสงฆ์หมู่ใหญ่เวลานั้น มาถึงสมัยนี้ การปริยัตินับว่าเจริญที่สุดกว่ายุคไหนใน ประวัติการทั้งสิ้น. ภิกษุสามเณรตลอดถึงฆราวาส ได้ ศึกษาทั่วถึงในหลักพุทธศาสนา : การปฏิบัติก็ฟื้นตัวดี ขึ้นกว่าเก่า แต่เรายังไม่ถือว่า พุทธศาสนาของเรา เจริญแท้ เพราะการปฏิบัติธรรมยังไม่เจริญถึงขีดสุด ยังไม่ปรากฏว่ามีใครได้รับผลแห่งสมณปฏิบัติขั้นสูง ดังกล่าวไว้ในคัมภีร์ การที่จะเอาการปฏิบัติผิด ๆ ครั้ง เสียกรุงในที่บางแห่งมาติเป็นหลักประเมินนั้นไม่ได้ เพราะนั่นเป็นแต่ฝ่ายผิด หรือตกไปข้างต่ำ. ขัดนี้เรา เพียงแต่ถอนตนขึ้นจากฝ่ายผิดที่ร้ายแรง จนน่ารังเกียจ ตา ขึ้นมาตั้งอยู่ในระดับกลาง เท่านั้น มหาชนทั้ง ชาติประเทศของเรา ได้ลงทุนรอนใหญ่โตในการบำรุง ปริยัติ บำรุงศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมอันเกี่ยวด้วย

น.904 พุทธศาสนา เช่น โบสถ์ วิหารโรงเรียน ฯลฯ, บำรุง ภิกษุสามเณรจำนวนแสน, ขาดส่วนที่ควรจะได้ เสีย ส่วนที่เสียไปอย่างมากมาย. เราจึงควรเอาใจใส่คำนวณ ดูว่าเราได้รับผลคุ้มกันอย่างไร. เมื่อเหลียวมาดูตัวผู้ปฏิบัติธรรมตามอัฏฐังคิก- มรรคจริง ๆ รู้สึกกันว่าหาได้ยาก ส่วนมากมีแต่นัก เรียนปริยัติ กำลังเจริญด้วยลาภผล ส่วนโลกิยะ อยู่เย็น สุข แต่ช้อนมาข้างกามสุขัลลิกานุโยค คือเจือไปด้วย กิเลส. เราพากันเผลอตัวไปนั่นเอง จึงไม่ได้รับสุขชนิด ที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ครั้งกระโน้นได้รับ. เรายัง สละ "อัตตา" หรือความเห็นแก่อัตตากันไม่ได้, เพราะ ยังไม่พยายามตามหลักที่พระองค์ตรัสสอนไว้ ให้เต็มที่ เราไม่ค่อยมีเวลาประกอบการละ "โลภะ โทยะ โมหะ" เพราะยุ่งด้วยการปริยัติไม่มีที่สิ้นสุดพอเพียง. เรายังไม่ ได้รับผลอันชื่นใจจากปริยัติ เพราะเราบำรุงแต่การ ให้เรียนมาก ๆ ส่วนการให้ทำตามที่เรียน ไม่ได้ บำรุงถึงอย่างนั้น, การเรียนกับการอบรม ต่างกัน

น.905 นละอย่าง ผู้สอนยังเห็นแก่ตัว ผู้ทำก็ยากที่จะทำตาม ได้ด้วยการมอบกายถวายจิต. ขัดนี้เราก็ยังสงสัยกันอยู่ เสมอว่า "ปริยัติยังไม่พอ" เช่นเดียวกับฝ่ายอาณาจักร ที่เชื่อแน่นอนว่าการศึกษาของพลเมืองยังน้อยนักเหมือน กัน. อีกอย่างหนึ่ง เรายุ่งด้วยการแสวงและรักษาลาภ ที่ได้มาแล้วและยังจะได้ต่อไป ; ยุ่งด้วยการปฏิสังขรณ์ ถาวรวัตถุ ที่นิยมสร้างกันขึ้นจนเกินต้องการ ; ยุ่งด้วย การสร้างใหม่ประกวดให้ทัดเทียมกัน แม้ว่าของเก่าพอ จะอยู่ไปได้ หรือยังไม่จำเป็น; ยุ่งด้วยการควบคุม ปกครองผู้ที่เราไม่ได้อบรมให้ดำเนินตนตามหลักพระ พุทธเจ้าจริงๆ นอกจากให้เขาเรียนมากๆ อย่างเดียวเกิน ไปจนหัวแข็ง ปกครองยาก. ภาระท่วมทัยคณะสงฆ์มาก ขึ้นทุกที จนกลายเป็นต้องใช้ "สังฆอาณาจักร" เพราะ การใช้อาญาดูยิ่งหนาขึ้น. เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การ ปฏิบัติหรือการบำเพ็ญสมณธรรมแท้จริง อันต้องการ ความสงบเรียบร้อยในเบื้องต้น จะโผล่ขึ้น เจริญขึ้นใน สมัยที่ความเห็นผิดและความยุ่งยากกำลังเข้มงวดนี้ได้

น.906 อย่างไร. เราพุทธบริษัททุกคน ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ขอจงช่วยกันแบ่งเบาภาระอันหนักนี้ โดยยื่นมือเข้ามา ร่วมกันบำรุงปฏิบัติ • ให้ยิ่งขึ้นไป. ความชั่วความผิดที่ แล้ว ๆ มา ขว้างไปเสียทางหนึ่งไม่ต้องสะสาง เพราะ เป็นสิ่งที่แล้วไปแล้ว, ระงับเสียด้วยวิธีติณวัตถารกะ เพื่อภิกษุสงฆ์จะสามัคคีกลมเกลียวกันยิ่งขึ้น ไม่มีการ ถือพวกถือนิกายด้วยความรังเกียจในการปฏิบัติแห่งกัน และกัน จนไม่สมัครจะร่วมสังฆกรรม, แล้วเราจงมา เริ่มต้นกันใหม่. บรรพชิตเลิกการประกวดอภินิหาร สมบัติบริวาร ที่มีไว้หรือสร้างขึ้นเพื่อประดับเกียรติยศและชื่อเสียง. จะรับลาภผลแต่เพียงเพื่อยังชีวิตให้เป็นไป และกิจการ บางอย่างที่จำเป็น. ธุระที่สมควรสละให้เจ้าหน้าที่ฝ่าย ฆราวาสได้ก็มอบให้เสียเด็ดขาด. ลาภผลที่รวมไว้ ก่อน ๆ สละออกบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่น หรือสละเสีย ด้วยหลักอนัตตา อย่าหวังเอาไปไว้ประดับศพหรือหวัง อย่างใด. สั่งสอนอบรมกันให้ ไต่ไปแต่ ในทางธรรมแท้

น.907 สมกับซื้อของสมณะ. มีการงานและจิตใจบริสุทธิ์อย่าง ยิ่ง กางแผ่ออกให้ ใครดูได้จริง ไม่ต้องปกปิดซ่อนเร้น แม้แต่เล็กน้อย ยอมให้ใครสอบสวนตรวจดูความ บริสุทธิ์สะอาดของตนด้วยพระวินัยถ้ามีใครยังสงสัยอยู่, การบริโภคใช้สรอย ไม่ต้องฟุ่มเฟือยและโอ่โถงเย็น ท้องพระโรงจนเข้าหลักว่า "ธรรมเหล่าใด เป็นไปเพื่อ ความกำหนัดย้อมใจสั่งสมกิเลส" เป็นต้น. จะสละเรี่ยว แรงบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่นจริง ๆ ให้ทุกรูปโดยไม่หวัง อะไรตอบแทน แม้แต่ซื้อเสียง. ผู้รับเป็นครู หรือ ธรรมกถึก ถ้าเขาไม่ให้เงินเดือนหรือไม่มีเครื่องกัณฑ์ ก็ไม่แสดงธรรมสั่งสอน หรือสั่งสอนแต่แปลกกันมาก เช่นนี้ไม่ใช่เป็นการบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่นอย่างพุทธ จริยา, จักต้องแก้ไขกันเสียใหม่. การตรากตรำทำเพื่อ ลาภยศชื่อเสียงนั้น เป็นโลก, ไม่ใช่ธรรม. ธรรม ต้องทำด้วยการสละ เพื่อสละทุกอย่างรวมทั้งชีวิต. นัก ปฏิบัติธรรม ต้องค้นคว้าให้พบสุขทางใจจริงๆ เพื่อผู้อื่น จะได้ดูเป็นตัวอย่างทำตาม. โลกุตตรสุขเป็นสิ่งที่โลก กำลังต้องการ. โลกบัดนี้อ่อนเพลียไปตามกันแล้ว,

น.908 คณะสงฆ์แห่งพุทธศาสนา จะเป็นผู้ถือประทีปนำโลกไป ให้ถึงความสุขชนิดที่แท้จริง. อย่ามัวแต่แก้ตัวว่า ฉัน สมัครทำประโยชน์ฝ่ายโลกิยะ หรือทำการปกครอง คณะไปเสียทั้งนั้น. ถ้าเป็นได้เช่นนี้ คณะสงฆ์จะเบา ภาระลง ไม่ต้องการเงินสำหรับใช้มากมาย ไม่ต้องมี เอเย่นต์ทำการค้าขายให้ (เช่นกรมกัลปนา) ซึ่งทำให้ มีงานมากยุ่งใหญ่เพราะเมื่อมีอยู่ก็อยากใช้. หลักสำคัญ มีว่าสำหรับพุทธศาสนาแล้ว เงินเป็นงูพิษซึ่งแฝงตัวอยู่ ใกล้ๆ นั่นเอง. ระดับการปฏิบัติธรรมจะวิ่งสูงขึ้นในไม่ช้า ถ้าเราจะพร้อมใจกันช่วยเหลือคนละเล็กละน้อยแต่ จริงจังอย่างว่ามานี้ พุทธบริษัทที่เป็นฆราวาส จะช่วยบำรุงได้ใน การนี้ ก็โดยการเลือกบำรุงแต่ผู้ที่พยายามศึกษาและ ปฏิบัติถูกทางจริงๆ ตามหลักตัดสินธรรมวินัย ๘ อย่าง ที่เรียกว่า โคตมีสูตร. สำหรับผู้แกล้งปฏิบัติให้ผิดๆ ทั้งรู้ๆ ด้วยความไม่ละอายนั้น เมื่อหมดหนทางที่จะทำ ได้ด้วยความเคารพจริงๆ แล้ว จะพูดกระทบกระเทือน

น.909 พื่อให้สำนึกตัวก็ได้ จะติเตียนโดยตรงก็ได้ไม่มีขาย. ครั้งพุทธกาลขอให้ทราบว่า สิกขาบทในพระปาฏิโมกข์ น้อยใหญ่ทั้งหลายนั้น เพราะชาวบ้านติเตียน พระองค์ จึงทรงบัญญัติขึ้น. บางสึกขายหย่งว่า อริยสาวก ที่ เป็นอุบาสกอุบาสิกา ในพระพุทธศาสนาเป็นผู้ติเตียน ก็มี ภิกษุสงฆ์ ติเตียนเองก็มี. การติเตียนนั้น สำหรับ ผู้ไม่มีความรู้อาจติเตียนผิดก็ได้ แต่น้อยนัก. แท้จริง การติเตียนได้เคยมีคุณานิสงส์มากมายมาแล้ว แต่ครั้ง พุทธกาลโน้น. บัดนี้ธรรมวินัยแพร่หลาย ผู้รู้ย่อมติได้ . ถูกต้อง. การติว่าไม่ทำตามที่รู้ที่เรียน ผืนทำนอกทาง ทั้งรู้ ๆ เป็นการติเพื่อก่อให้ดีขึ้น ไม่ใช่ติเพื่อทำลาย ไม่ ผิดหลักพุทธศาสนา. การเตือนด้วยอาการติวัวกระทบ คราดนั้น เนื่องจากเราเคารพต่อเพศอันสูง และผู้ติ ต้องทำความแน่ใจตนเองให้ชัดเจนว่า ติคนที่ทำผิด หรือติเฉพาะส่วนที่ทำผิด ไม่ได้ติเตียนสงฆ์หรือ อริยสงฆ์ ซึ่งเป็นรัตนะอันประเสริฐ. ในการปกครองแบบประชาธิปไตย อำนาจสูงสุด อยู่ที่ราษฎรทั้งหลายฉันใดในวงแห่งภิกษุสงฆ์ที่ยัง

น.910 เช่นปุถุชน อำนาจสูงสุดก็อยู่ที่มหาชนผู้บำรุงด้วยปัจจัยสี่ ฉันนั้น. ประธานสงฆ์ทุกประเภท ก็ไม่มีอำนาจลึกซึ้ง เหมือนมหาชน และท่านไม่กี่องค์ที่ไหนจะสอดส่องไป ได้ทั่วถึง. อาชญาสงฆ์ก็เช่นเดียวกับกฎหมายจะมีโทษ ก็ต่อเมื่อจับจำเลยได้พร้อมทั้งพยานหลักฐาน. ถ้า มหาชนไม่ช่วยเหลือท่านแล้ว การปกครองจะไม่เรียบ ร้อยตามที่ต้องการ ประธานสงฆ์เป็นผู้ถือพระพุทธบัญญัติ มหาชนเป็นหูเป็นตาช่วยระวังให้ทั่วๆ ไป ให้ตั้งอยู่ใน พุทธบัญญัตินั้น และฟ้องต่อเจ้าหน้าที่ในเมื่อเกิดผู้เป็น อลัชชีขึ้น. เลือกสรรเสริญบำรุงเมื่อภิกษุสามเณร ประพฤติดี, ติเตียนขัดขวางเมื่อประพฤติผิดแผน, ทำ เช่นนี้พุทธศาสนาอันเป็นที่รักของชาวไทยและพุทธ บริษัททั่วโลก จะบริสุทธิ์ หรือเหลือแต่ที่บริสุทธิ์. หรือเจริญขึ้นสูงถึงที่สุด สมกับที่พระพุทธเจ้าทรงมอบ พุทธศาสนาไว้กับพุทธบริษัทสี่คือพวกเรา. ถ้าเราไม่ ช่วยกันชำระสะสางพวกเรากันเองแล้ว ใครที่ ไหนเล่าจะช่วยเรา. เราต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ร่วมกัน

น.911 ๓๐๖ • ชุมนุมข้อคิดอิสระ จะมานิ่งดูดายให้ใครก่อมลทินให้แก่ศาสนา โดยพา กันถือว่า ใครทำ ใครได้ นั้นไม่ได้. ในที่เช่นนี้แหละ ควรถือภาษิตพังเพยว่า "ปลาเน่าตัวเดียว เหม็นหมด ทั้งหนอง." ผู้ที่วางเฉย จนเข็ดโอกาสแก่ผู้เหลวไหล โดยบำรุงไม่เลือกนั้นแหละ อาจกลายเป็นผู้สมคบกัน ทำลายพุทธศาสนาของตนเองได้ โดยไม่รู้สึกตัว ยุกติเป็นอย่างไร ขอท่านผู้รู้ทั้งหลาย ใคร่ครวญดู ๑๐ เมษายน ๒๔๗๗

น.912 ? ยาพิษเมื่อเคลือบน้ำตาลแล้ว อาจหลงดื่มได้โดยง่าย, และไปรู้ตัวว่าเป็นยาพิษก็ต่อเมื่อสายเสียแล้ว. เสียง สรรเสริญเยินยอเซ็งแซ่ว่า เรามีพุทธศาสนาเจริญ แล้วนั้น อาจกลายเป็นพิษขึ้นวันหนึ่งก็ได้. เพื่อเป็น การไม่ประมาท เรามาลองพิจารณา และวินิจฉัย เรื่องนี้กันดูโดยละเอียดเถิด. หากมันจะมิใช่ยาพิษที่ เคลือบหุ้ม ก็ไม่เสียเวลาอะไร เท่ากับเป็นการระวัง ตัว และหาทางให้ปลอดภัยยิ่งขึ้นไว้เสมอ. การศึกษาทางศาสนาของเรานี้ เมื่อเพ่งแต่เผิน ๆ แล้ว อาจเห็นไปว่าเจริญแล้วจริง เพราะตามชนบทหรือ หัวเมืองต่าง ๆ มีสถานที่ศึกษาพุทธศาสนาอย่างเพียบ พร้อม แม้จะไม่เดินทางไปศึกษาในกรุง ซึ่งนับว่าเป็น สถานที่ศึกษาสูงสุดของประเทศ ก็อาจหาสถานที่ศึกษา ตามบ้านนอกก็ได้ แต่ถ้าใช้วิจารณญาณเพ่งให้ถี่ถ้วน หรือลึกเข้าไปกว่านี้สักหน่อยแล้วจะเห็นได้ว่า การศึกษา ทางพระศาสนาที่สูงซึ้ง ตลอดถึงการศึกษาวิธีเปรียบ

น.913 ทียบกับศาสนาอื่น ๆ หรือกับศาสตร์ อื่น ๆ เช่นวิทยา- ศาสตร์เป็นต้น และการเผยแพร่ออกนอกประเทศของ ประเทศเรานั้น ยังล้าหลังนักศึกษาในต่างประเทศอยู่ มากนัก. เมื่อเปรียบเทียบการศึกษาของต่างประเทศ กับประเทศเราแล้วจะเห็นได้ทันทีว่า ประเทศเรายัง ล้าหลังอยู่ หรือยังไม่สูงพอ ในส่วนคุณภาพยางอย่าง. เมื่อมองไปยังจำนวนผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาแล้ว ก็ มีไม่น้อยกว่าต่างประเทศเขาเลย หรือต่างประเทศอาจ จะมีน้อยกว่าก็เป็นได้. แต่ถึงแม้ว่ามีจำนวนน้อยคนก็ จริง ถ้าคนนั้น ๆ เป็นผู้ขวนขวายจริง, รู้จริง, พลีชีวิต เพื่อการศึกษาจริง, ทำงานให้แก่ศาสนาอย่างไม่คิดถึง ชีวิตของตน ; เขาก็ได้รับความเจริญเร็ว และกำลัง ก้าวหน้าไปสู่ผลสำเร็จอันสูงได้อย่างรวดเร็ว โดย เผยแพร่ศาสนาไปทั่วโลกได้. ในประเทศของเรานี้ จำนวนนักบวชของศาสนาเกือบตั้งสองแสนเศษ อาจ ทำให้พระศาสนาเจริญได้เป็นอย่างดีทีเดียว แต่หาเป็น เช่นนั้นไม่! นี่เป็นเพราะเหตุไร? ก็เพราะเหตุว่า ใน จำนวนนักบวชและนักศาสนาตั้งแสน ๆ นั้น จะเอานัก

น.914 ศึกษาที่อุทิศชีวิตแก่ศาสนาอย่างแท้จริงเพียง ๑ ใน ๑๐๐ ก็ยากเต็มที มีแต่นักศึกษาตามประเพณีเสียเป็น ส่วนใหญ่. เมื่อไม่มีการพลีชีวิตเพื่อศาสนศึกษาที่แท้ จริงแล้ว พุทธศาสนาในประเทศเรา ก็ยังไม่เจริญสูงซึ้ง จนสามารถขยายตัวครอบงำสากลโลก และมีผู้สามารถ เทียมทันนักศึกษาในต่างประเทศเขาได้ แท้จริง พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่อยู่ในความ สนใจของคน เกือบทั้งโลก. ปรากฏว่าเกือบหนึ่งในสาม ของพลโลกเวลานี้ถือพุทธศาสนา, และทุก ๆ มุมของ โลกย่อมมีพุทธศาสนาประจำอยู่ กับทั้งยังมีผู้นำไปเผย แพร่ในที่ต่าง ๆ อีก เป็นจำนวนมาก. แต่นั่นเป็นฝีมือ ของผู้เผยแพร่ชาวต่างประเทศทั้งนั้น. ในต่างประเทศมี สมาคมพุทธศาสนาเกือบทุก ๆ แห่ง ที่มีคนนับถือพุทธ ศาสนาแล้ว เช่นเวลานี้ประเทศญี่ปุ่นมีสมาคมยุวพุทธ ใหญ่ที่สุดในโลกและมีนักศึกษาชั้นสูงที่กำลังทำงานติด ต่อเรื่องทางพุทธปรัชญาทั่วโลก. ยังมีที่พม่าและลังกา อิก. นี่เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าการเผยแพร่พุทธ-

น.915 ศาสนาในต่างประเทศเจริญสูงในทางคุณภาพเพียงไร ? ถ้าประเทศเราจัดตั้งสมาคมที่มีสมรรถภาพเช่นนั้น ข้าง แล้ว กิจการพระศาสนาในประเทศเราก็จะไม่น้อยหน้า ต่ำตาไปกว่าต่างประเทศเลย. แต่นี้ประเทศเราไม่มีกิจ การทำนองนั้น. เพราะเหตุไร ? เพราะประเทศเรามิได้ มีนักศึกษาที่มีความรู้เกี่ยวกับศาสนาทันสมัย และประ- ชาชนเป็นจำนวนมาก ไม่ได้เอาใจใส่ต่อพุทธศาสนา ให้สูงเป็นพิเศษมากไปกว่าการงานอย่างอื่น ! เราไม่มี พวกที่รักศาสนาอย่างชีวิตจิตใจที่เรียกว่า Religionist มากกว่าพวกพม่าและลังกาจึงไม่สามารถตั้งสมาคม เช่นนั้นขึ้นได้ มีแต่นักศึกษาชั้นสามัญ หรือผู้ขวนขวาย ฝ่ายวัตถุเสียโดยมาก. แม้แสดงตัวหรือเปล่งวาจาว่า เป็นพุทธมามกะแล้วก็จริง แต่ก็ยังมี "ข้อซ่อนเร้นยาง อย่าง" แฝงอยู่ข้างหลัง. เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วกิจการ ศาสนศึกษาของประเทศเราจะเจริญสูงวิเศษอย่างไรได้. แม้ว่าประเทศเรามี จำนวนพลเมืองที่เป็นนักบวชและนัก ศึกษาศาสนาเกือบสามแสนก็ดีแต่ยังทำให้พุทธศาสนา

น.916 รุ่งโรจน์ไม่ได้. นี่ก็เพราะเรายังขาดอะไรบางอย่างอยู่ ก็ได้, เช่น ขาดความเอาจริง, ขาดหลักสูตรการศึกษา ที่เหมาะสมัย, หรือยังมีหลักสูตรไม่เพียงพอ และไม่มี ผู้ที่พลีชีวิตเพื่อการศึกษาจริง ๆ ฯลฯ. เรามาพิจารณา ดูเหตุการณ์กันสัก ๒-๓ ข้อคงต่อไปนี้ :- ๑. ถ้าจะลองนึกถึงการที่มหาวิทยาลัย เคม- บริดจ์ ในอังกฤษ ส่งปริญญาสูงสุด [Ph. D.] ของ มหาวิทยาลัย มาถวายพระภิกษุนักศึกษาบางรูปใน ลังกา เช่นท่าน ป. วชิรญาณ เป็นต้นแล้ว ย่อม ทำให้เราเห็นว่าเรายังไม่มีนักศึกษาชนิดนั้น ถ้ามีก็ มีไปอย่างอื่น ที่ไม่สามารถเขียนหนังสือเรื่องพุทธ ปรัชญา เป็นภาษาอังกฤษให้โลกอ่านได้. อังกฤษ อยากเอาอกเอาใจ หรือไม่อยากเอาอกเอาใจต่อเรา และลังกา ซึ่งเป็นปัญหาทางการเมืองนั้น อาจมี เท่า ๆ กันระหว่างเรากับลังกา. ในส่วนนี้ จึงไม่ควร ระแวงไปว่าเป็นแง่ของการเมือง. ๒. เราควรคิดว่า ทำไมชาวยุโรปและ

น.917 อเมริกาที่เป็นนักศึกษา เมื่อต้องการจะบวชเป็น พระภิกษุหรือเพียงแต่ศึกษาหลักพุทธศาสนา ย่อม พากันมาศึกษาที่พม่า หรือลังกา, หรือมิฉะนั้น ก็ ผ่านเมืองไทย ตรงไปญี่ปุ่น. นี่เป็นเครื่องชี้ให้เห็น ได้หรือไม่ว่า เขายอเราเพียงลม ๆ แล้ง ๆ เท่านั้น ว่าเรามีพุทธศาสนาเจริญ หรือคำว่าเจริญของเรา หมายเพียงปริมาณ มิใช่โดยคุณภาพ. ปราชญ์ทาง พุทธศาสนา ในพม่า ลังกาและญี่ปุ่น เคยเขียน ตำราพุทธศาสนา เป็นภาษากลางของโลก (คือ ภาษาอังกฤษ) เป็นเล่ม ๆ แม้แต่พระลามะในธิเบต ก็ทำได้เช่นนี้, แต่พระภิกษุไทยเรายังไม่ปรากฏ เรื่องนี้ถ้าเป็นเพียงเพราะเราไม่มีความรู้ภาษาอัง กฤษก็พอทำเนา, แต่ถ้ากลายเป็นว่า เราไม่มีความรู้ ทางพุทธปรัชญา ที่จะอธิบายได้อย่างสมหลัก วิทยาศาสตร์ และทันสมัยด้วยแล้วก็ต้องเป็นอัน ว่า เรายังล้าหลังเขาอยู่อย่างมากมาย ! ๓. เท่าที่เราเห็นกันอยู่อย่างประจักษ์เวลา

น.918 นี้ หนังสือเรื่องเดียวกัน เช่นเรื่องพุทธประวัติ ฝรั่งแต่งได้เรื่องสมบูรณ์จริง ๆ กว้านเอาข้อความ ในบาลีอรรถกถามาหมดแล้ว ยังรวบเอาฝ่ายมหา ยานมาประกอบไว้ให้และเทียบเคียงกับประวัติ ศาสตร์สากลของโลก ซึ่งเขารู้แตกฉานดีไว้ทุก- ตอน เป็นหนังสือเล่มโตกว่าของเราหลายเท่านัก. และซ้ำยังมีหลายคนทำ มีหลายฉบับด้วยกัน. เรา มีเช่นนี้หรือ ? หรือเราก็สามารถ แต่เราไม่อยากทำ หรือว่าการศาสนศึกษาของเรายังหลับอยู่ในส่วนนี้. ๔. หนังสือพิมพ์ทางพุทธศาสนา ที่จัด ออกโดยสถานศาสนศึกษาสูงสุดของประเทศ คือ หนังสือพิมพ์ธรรมจักษุ ของมหามกุฎราชวิทยาลัย เวลานี้ มีสมาชิกเพียงจำนวนร้อย ๆ เท่านั้น ไม่ ถึงพัน ๆ นี่ย่อมเป็นเครื่องแสดงว่า เรายังมีนัก ศึกษาน้อยเหลือเกิน. ยิ่งถ้าจะคัดเอาเฉพาะที่เป็น นักศึกษาจริง ๆ จากจำนวนร้อย ๆ นั้นแล้ว คง เหลือเพียงจำนวนไม่กี่คนเท่านั้น. นี้ย่อมเป็นเครื่อง

น.919 แสดงอยู่ในตัวแล้วว่า เรายังไม่มี นักศึกษาขนาด ที่จะสามารถกู้เกียรติยศของชาติ ให้ทันสมัยใน สมัยนี้ได้. ถ้าเพ่งเฉพาะหลักสูตรที่ศึกษาอยู่ในเวลานี้แล้ว นับว่ายังไม่เพียงพอ หรือยังไม่ทันสมัยพอ ประกอบกับ ทั้งผู้ที่ศึกษานั้น ไม่ได้รับความรู้เต็มหลักสูตรเสียด้วย ซ้ำ เพราะการสอบไล่ยังไม่รัดกุมพอ ! ไม่เชื่อลองจับ นักธรรมเอกบางคนมาสอบความรู้นักธรรมเอกใหม่ดู จะปรากฏว่ามีความรู้ไม่ได้หนึ่งในสิบของหลักสูตรก็มี ! เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ยิ่งทำให้มีความรู้ ไม่พอลงไปอีก. และบางคนเรียนเพราะถูกบังคับก็มี เรียนเพื่ออย่าให้ อยู่ว่าง ๆ ก็มี เรียนตามเพื่อนก็มี หรือเรียนพอให้สอย ได้ประกาศนียบัตร เพื่อให้เขารู้ว่า ตนสอบได้ชั้นนั้น ชั้นนี้, แต่หาได้นึกถึงความรู้ที่ตนได้นั้น ว่าจะสมกับที่ แสดงตนให้ชาวโลกเห็นว่าได้ชั้นนั้นชั้นนี้หรือไม่ ! เมื่อ มีการศึกษาอยู่อย่างนี้แล้ว เข้าใจว่า สักร้อยชาติพัน ชาติ ศาสนาก็เจริญขึ้นมาไม่ได้เลย ! และจะทำให้

น.920 อนุชนผู้ตามมายุคหลัง ๆ ยิ่งเข้าใจผิดต่อพุทธศาสนา มากขึ้นเสมอ จนผลที่สุดไม่มีความนิยมในศาสนศึกษา เหลืออยู่เลย. บางคนมีความรู้พอที่จะทำงานให้ศาสนาได้ข้าง หรือพอที่จะทำประโยชน์ให้แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้ บ้าง แต่ก็ไม่ได้นำมาใช้ในส่วนที่เกี่ยวกับศาสนา, หรือ กลับนำไปใช้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์แคบ ๆ ทางโลก ๆ, เท่ากับไม่ได้นำมาใช้, ซึ่งไม่คุ้มค่าเวลาที่ได้ลงทุน ศึกษาไป. นี้เช่นเดียวกับที่ท่านเปรียบไว้ว่า "ความรู้เป็น เหมือนยาพิษ เพราะการที่ไม่ใช้, อาหารเป็นเหมือน ยาพิษ เพราะไม่ย่อย" เมื่อเพ่งไปในทางหลักวิชชาที่ศึกษากันอยู่, หลักวิชชาที่ศึกษาอยู่เวลานี้ตามสถานที่ต่าง ๆ, นับว่า ยังไม่บริบูรณ์พอ ที่จะสามารถทำผู้ศึกษาให้เชี่ยวชาญ แตกฉานทางศาสนาได้. เรามีหลักสูตรการศึกษาที่ สำคัญแล้วก็จริง แต่ยังไม่สามารถยังผลสำเร็จให้เกิด ขึ้นได้เต็มที่ ซึ่งจะเห็นได้ว่า เวลานี้มีนักศึกษาที่สำเร็จ

น.921 การศึกษาฝ่ายพุทธศาสนาชั้นสูงสุดของประเทศเรา ผู้ใดข้างที่สามารถทำงานให้ศาสนาจริง ๆ หรือบรรลุ ผลสำเร็จในทางปฏิบัติธรรมได้ข้างสักกี่คน ? ข้อนี้ดุจ การสร้างเรือน แม้เมื่อเรามีเสาพร้อมบริบูรณ์แล้ว ก็ ยังเป็นเรือนให้อยู่ไม่ได้ ยังจะต้องอาศัยเครื่องทัพพ- สัมภาระอื่นๆอีก จึงจะกลายเป็นเรือนที่สมบูรณ์ขึ้นได้ จะ ทำผู้อยู่ ให้สบายได้. การศาสนศึกษาก็เช่นเดียวกัน จะ มุ่งศึกษาแต่ตัวศาสนาอย่างเดียว ย่อมไม่พอ ยังจะต้อง อาศัยหลักวิชชาอื่น ๆ อีก จึงจะสม หรือทันสมัยได้. วิชชาความรู้รอบตัว เช่น อักษรศาสตร์, วิทยาศาสตร์, ประวัติศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ฯลฯ เหล่านี้เป็น ยุพพภาค ของผู้ที่จะศึกษาธรรมะเบื้องสูงขึ้นไป. เมื่อ ได้ผ่านวิชชาเหล่านี้ไปแล้ว การศึกษาหลักธรรมะขั้น สูง ๆ ต่อไปย่อมเป็นของไม่ยากเลย เพราะมีพื้นฐานดี แล้ว ; เช่นเดียวกับการขึ้นบันได ชั้นแรกจะก้าวขึ้นขั้น สุดไม่ได้ จำเป็นจะต้องก้าวขึ้นไปทีละขั้น ๆ จนถึงขั้น

น.922 ที่สุด ; การศึกษาพุทธศาสนาก็เช่นนั้น ชั้นแรกจะ เรียนเอามรรคผลนิพพานทีเดียว ย่อมไม่เป็นผลสำเร็จ ดังท่านผู้รู้คนหนึ่งกล่าวว่า "การศึกษาของพระ ท่าน ขึ้นทางปลายลงมาหาโคน, ส่วนเราต้องการขึ้นจากโคน ไปหาปลาย." นี้หมายถึงไม่มีความรู้สามัญเป็นพื้นฐาน เพียงพอ จับเข้าก็ศึกษาและสอนพุทธปรัชญา เลย กลายเป็นนกแก้วที่เทศน์ได้ข้อเท่านั้น. วิชชาเหล่านี้เป็น เครื่องมืออันดี ในอนาคตในการคิดค้นพุทธปรัชญาด้วย วิธีวิปัสนา หรือในการประกาศศาสนาสั่งสอนประชาชน เพื่อจะได้พิสูจน์ทางเหตุผลให้เขาเห็นได้อย่างแจ่มแจ้ง ยิ่งการสอนศาสนาแก่นักศึกษาหนุ่มแล้ว สิ่งเหล่านี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี เพื่อจะชี้สิ่งต่าง ๆ ให้เขาเห็น ง่าย ๆ. หากปราศจากสิ่งเหล่านี้เสียแล้ว นับว่าเป็นการ ยากอยู่ไม่น้อย. ในเมืองไทยเราเวลานี้ สมมติว่าถ้ามี นักศึกษาชาวต่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยที่เชี่ยวชาญ ต่อหลักวิทยาศาสตร์ ตรรกวิทยาและอื่น ๆ มาขอ

น.923 ศึกษาหลักพุทธปรัชญา โดยจะต้องเปิดโอกาสให้เขา ถามอย่างไม่อั้นประตูแล้ว เวลานี้เรามีภิกษุหรือ เจ้าหน้าที่ทางศาสนาคนไหนบ้าง ที่สามารถรับหน้านัก ศึกษาชนิดนั้น ให้ได้ผลเป็นที่พอใจ. แม้พระพุทธองค์ ก็ยังเคยทรงศึกษาวิชชาพื้น สามัญเหล่านี้, ปรากฏว่าเมื่อพระองค์ยังทรงพระเยาว์อยู่ พระองค์ได้ทรงศึกษาวิชชาเหล่านี้ครบบริบูรณ์จาก สำนักอาจารย์ จนหมดความรู้ของอาจารย์ผู้สอนในสมัย นั้น และวิชชาอันนี้เป็นเครื่องมืออันสำคัญในการ ค้นหาธรรมะเบื้องสูงของพระองค์ โดยเฉพาะ, พระองค์ ทรงสามารถประกาศศาสนาของพระองค์ ได้คล่อง แคล่วโดยไม่ติดขัดอะไร เพราะพระองค์มีหลักวิทยา อันดี ในการที่จะสั่งสอนประชาชน. ทุก ๆ สิ่งที่พระองค์ ทรงบัญญัติขึ้น ย่อมเป็นสิ่งที่มีเหตุผลเพียงพอ. พระองค์ สามารถหมุนคนซึ่งถือศาสนาอื่น ให้มารับถือพุทธ ศาสนาได้เช่นคราวพระองค์ทรงทรมานพวกชฎิลพันคน เป็นอาทิ.

น.924 หากว่าประเทศเรายังมัวหลงจัดการศึกษากันอยู่ เพียงเท่านี้แล้ว พุทธศาสนาจะเจริญขึ้นไปกว่าที่เป็นอยู่ ในเวลานี้ไม่ได้. เมื่อไรได้ปรับปรุงการศึกษาให้ทันสมัย ยิ่งขึ้น เมื่อนั้นแหละพุทธศาสนาประเทศเราจะเจริญ รุ่งเรือง ทันต่างประเทศ ตราบใดที่ยังมีนักศึกษาที่ตก หลุมฝ่ายวัตถุมากอยู่เพียงไร ตราบนั้นความเสื่อมสูญ ของพุทธศาสนาจะมีมากขึ้นเพียงนั้น ! ทั้งนี้ มิใช่เพื่อแกล้งติตัวเองหรือชาติเราเอง. ต้องการเพียงให้ทราบว่าการงานแผนกนี้ของเรายัง ล้าหลัง. ถ้าเรามัวหลงทะนงอยู่ จะกลายเป็นเรื่อง กระต่ายวิ่งแข่งกับเต่าในนิทานสุภาษิตไป ผลสุดท้าย เราก็อยู่ปลายแถว และจะรู้สึกเสียดายเกียรติ์อันหอม หวล ที่บรรพบุรุษของเราได้สร้างไว้ให้ และมาหลุด มือไปเสีย, นั่นคือเกียรติ์แห่ง การเป็นประเทศที่มี พุทธศาสนาเจริญที่สุดในโลก ! ถ้าว่าไปในทางธรรม เราก็อาจกล่าวได้ว่า เรา ยิ่งมีการศึกษาเจริญก้าวหน้าเพียงใด ก็ยิ่งเป็นอุปกรณ์

น.925 อันวิเศษแก่การปฏิบัติธรรมมากเพียงนั้น. เราจะมีผู้ บรรลุคุณวิเศษเบื้องสูงได้ง่ายมากเข้า. ฉะนั้นจึงสรุปความได้ว่า การขะมักเขม้นขวน ขวายให้งานแผนกศาสนศึกษาของเราเจริญชิ้นนั้น ย่อม เป็นความดีความถูกโดยประการทั้งปวง. ขอพวกเราจง ตื่นให้ทันกาล เสียโดยเร็วเถิด ! ขอท่านผู้มีอำนาจ อภินิหารในการบริหารพระศาสนา ทั้งโดยตรงและ โดยอ้อม ได้โปรดหยิบเรื่องนี้ขึ้นพิจารณาเถิด ! ๘ กันยายน ๒๔๘๑

น.926 เมื่อเดือนพฤศจิกายน ที่แล้วมานี้ ข้าพเจ้าได้ พบภิกษุชาวต่างประเทศรูปหนึ่งบนรถไฟด่วน ไปร- กรุงเทพ ฯ ได้สนทนากันตลอดทาง แต่มีอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งในการสนทนานั้น หาได้มีการตกลงกันได้แต่อย่าง ใดไม่. เรื่องนั้นคือ ภิกษุรูปนั้นได้ชี้ที่ผ้าจีวรย้อมน้ำ กรักสีหม่นจัดของข้าพเจ้าแล้ว บอกว่า นี้ยากที่ใครจะ ทำได้ ข้าพเจ้าปฏิเสธ แล้วซักไซร้ว่าทำไมเล่า? ผล ที่ได้รับก็คือ ยิ้ม, ทั้งเชื่อว่าแม้ข้าพเจ้าจะถามอีกสัก เท่าไร ผลที่ได้คงยิ้มอีกนั่นเอง. และเมื่อถึงกรุงเทพ ฯ แล้วเราก็จากกัน. ตั้งแต่วันนั้นมา ข้าพเจ้ามีปัญหาข้องใจอยู่เสมอ ว่า การห่มจีวรสีเหลืองหม่นนั้น ยากตรงไหนหนอ ? ยากที่ตรงย้อมได้ยากกระมัง. แต่ก็สงสัยว่า จะ ยากได้อย่างไร เพราะการย้อมด้วยน้ำฝาดนั้นติดทน

น.927 ไม่ค่อยต้องซักและย้อมบ่อย ๆ เหมือนจีวรที่ถูกบำรุงสี ให้จับตาและสดใส. เพียงแต่เราลืม ๆ เสียต่อการตก แต่งจีวรย้อมด้วยน้ำแก่นขนุนอย่างง่าย ๆ สัก ๓-๔ ครั้ง มันก็กลายเป็นสีหม่น ที่ทนแดดทนฝน ดินฟ้าอากาศ ได้มั่นคงเท่านั้นเอง. เข้าใจว่าไม่ยากตรงที่ย้อมเสียแล้ว เพราะมันง่ายแสนง่าย. ยากตรงที่ใคร ๆ ยากที่จะหักใจห่มจีวรชนิดนี้ กระมัง. แต่ทำไมในเมืองไทยสมัยโบราณ จึงเห็นว่า มีห่มกันอยู่โดยมาก เพียงแต่เราอยากให้มีกังวลเรื่อง จีวรน้อยลง เพราะย้อมด้วยน้ำฝาดติดแน่นดีกว่าสี กระป๋อง นำไปย้อม แล้วก็สขาย. ทำไมจะไม่มีใคร อยากสบาย. การทำเพื่อความสบายนั้น ต้องหักใจด้วย เที่ยวหรือ, น่าจะเป็นไปไม่ได้. หากจะคิดเลยไปถึงว่า ดูแปลกตาในหมู่เพื่อน ฝูง แล้วกระดากตัวเอง จึงยากที่ใครจะสมัครห่ม, ถ้าเช่นนั้นแล้ว ไม่ควรเรียกว่า ยากอยู่ที่จิวรเซ่นของ

น.928 ข้าพเจ้าเลย. ยากอยู่ที่คนเราไม่อยากหาความผาสุกให้ แก่ตัวเองต่างหาก. ก็คนเราล้วนแต่เป็นคนโกหกตัวเอง ด้วยกันทั้งนั้น โดยปากว่าอยากสุข แต่ใจกลับเกลียด การกระทำเพื่อความสุข กระนั้นหรือ? น่าจะเป็นไป ไม่ได้อีก, เพราะเหล่าสมณสากยปุตติย์ คงไม่ "เป็น" เอามากถึงอย่างนั้น ถ้าเช่นนั้นแล้ว การห่มจีวรสีเหลืองหม่น ที่ ข้าพเจ้าถูกทักว่า ยาก นั้น มันจะ ยากตรงไหนหนอ? ๑ ม.ค. ๗๗

น.929 ท่านสิริเทวมิต ธรรมปาละ เป็นผู้ทำประโยชน์ ให้แก่โลก โดยเที่ยวเผยแผ่พุทธศาสนารอยโลกหลาย ครั้ง ตั้งสาขาสมาคมไว้ทุกประเทศที่สำคัญ และติดต่อ กันทั่วโลก. พยายามเอาคืนมาซึ่งกรรมสิทธิ์พุทธปูชนีย- สถาน เช่น พุทธคยาเป็นต้น จนได้สิทธิบางอย่างจาก มือคนนอกศาสนาที่ทำการล่วงเกินดูหมิ่นก็มี เป็นงาน กว้างขวาง ถึงกับใช้เงินสร้างสาธารณประโยชน์จำนวน ล้าน ๆ ได้ โดยมีผู้เต็มใจบริจาค. ในที่สุดเมื่อคราว รับอัฏฐิของท่านและการบรรจุในสถูป ในโกลัมโบ เกาะ ลังกา มีมหาชนมาร่วมพิธีด้วยความรักความเลื่อมใส กว่า ๑๐๐,๐๐๐ (แสน) คน ซึ่งเชื่อว่ามากกว่าคราว พุทธปรินิพพาน. แต่การเผาศพท่านที่อิสิปตนะ (สาร- นารถ) นั้น ได้ใช้เงินจำนวนน้อยที่สุด เพียงแต่เอา ผ้าคลุมศพวางบนแคร่ นำไปเผาขนเชิงตะกอนกลาง พื้นดิน มี ไม้ ไผ่ไม่ได้พันกระดาษหรืออะไรเลยปักสี่มุม ซิ่งผ้าขาวพอเป็นเพดานนิดหน่อยเท่านั้น และเผาได้.

น.930 ถ้าหากว่าผู้จัดการสมาคมมหาโพธิมีความประ- สงค์จะทำพิธีให้ใหญ่โต ใช้เงินจำนวนหมื่น ๆ ก็ได้ แต่เขากลับใช้เงินเพียงไม่กี่บาทในการนี้ เพราะเขารู้ ความประสงค์ของท่านธรรมป่าละดี. เราจงลืมตาดู แล้วนำมาเปรียบกับศพคนสำคัญทางพระพุทธศาสนาใน ประเทศเรา เช่นงานศพพระเถระองค์ใดก็ได้ ที่ใช้เงิน ในการประดับประดาตกแต่งเป็นจำนวนพัน ๆ. ขอให้ ทราบว่าเงินจำนวนนี้ พอที่จะใช้สร้างตึกพยาบาล หรือ โรงเรียนสำหรับเด็กอนาถา” ได้อย่างไม่เล็ก ในยามที่ ประเทศเรากำลังต้องการนี้. เราทำถูกหรือยัง เราได้ สันโดยต่อการประกวดอภินิหาร ประพฤติเป็นธรรม ตรงตามหลักพุทธศาสนาหรือเปล่า. ถ้าเราจะถือการศพท่านธรรมปาละเป็นคติ โดย การสละกิเลสที่ทำให้อยากอวดอภินิหารเมื่อตายแล้วเสีย ไม่ให้มีการจ่ายเงินในการประดับตกแต่งศพ หรือ อย่างอื่นที่ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แล้วใช้เงินจำนวนนั้น ๑. เรื่องนี้ เขียนในสมัยที่การเงินของประเทศยังมีค่าสูง ใน ขนาดสร้างโรงเรียนได้ด้วยเงินเพียงพัน ๆ.

น.931 สร้างสาธารณประโยชน์ เช่น โรงเรียนเป็นต้น เพียงคราวละโรง เชื่อว่าประเทศจะเต็มไปด้วย โรงเรียน ภายในไม่กี่ปีนี้. ความเชื่อมั่นปรัมปราใน การทำพิธีอันเกี่ยวกับศาสนา ในทางหว่านเงินให้เป็น อากาศธาตุ ที่เราเทศนาสั่งสอนอบรมกันมานานแล้ว นั้น ควรหยิบขึ้นมาพิจารณาดูกันเสียใหม่ อย่าหลับ ตาเมาหรืออยากให้เขาผู้อยู่ข้างหลังบูชาศพตน ซึ่ง ความจริง แม้ไม่ต้องเทียบส่วน ก็อาจเป็นการ กระทำที่โอ่โถงยิ่งกว่าพระศพพระพุทธเจ้าของเรา เสียอีก. ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่างานศพพระพุทธเจ้าจะครื้น เครงเหมือนที่เราเชื่อ และเข้าใจกันโดยมากตามคัมภีร์ ซึ่งอาจารย์รุ่นหลังได้พรรณนาไว้เกินกว่าเหตุ. พระองค์ หรือพระอรหันต์ เช่น พระมหากัสสป เป็นต้น เป็นผู้ มีธุดงค์สันโดษ และรู้จักสิ่งควรทำ สิ่งควรหมดเปลือง ตามแนวมัชฌิมาปฏิปทาซึ่งเว้นขาดจากกามสุขัลลิกานุ โยคนั้นอย่างยิ่ง. เราควรลืมตาดูบ้างเถิด ! เพื่อเห็นแก่ ประเทศเรายามเผชิญโรคภัยทางเศรษฐกิจ, เห็นแก่

น.932 หลักธรรมของพระองค์ซึ่งทรงวางไว้เกียดกันกิเลส. และ เห็นแก่การอาบเหงื่อต่างน้ำของทายกยางเหล่า ผู้บริจาค ทรัพย์เรี่ยราดเพื่อทำพิธีศพเช่นนี้แล้ว ควรนำคติอันนี้ (อันที่ข้าพเจ้าเก็บได้นี้) มาใช้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นธรรม และยุติธรรมให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จึงจะไม่เย็น พุทธบริษัทกันแต่ปาก. เลิกการอ้างเอากุศล หรือความกตัญญู มา เย็นเครื่องอ้างเอาเงินมาสนุกสนานกันเสียบ้างเถิด อย่างน้อยที่สุดควรหยิบลักษณะการศพของธรรมปาละ เป็นต้นนี้ ขึ้นมาพิจารณาเทียบคุณความดีที่ท่านธรรม ปาละได้ทำให้แก่โลก กับญาติหรืออาจารย์ผู้ที่เราจะจัด การศพต่อไปข้างหน้า แล้วทำให้พอเหมาะมาตราต่อ กันเถิด. พระพุทธภาษิตที่ตรัสว่า ธรรมเหล่าใดเป็น ไปเพื่อความอยากใหญ่ -เพื่อความไม่สันโดษเป็น ต้น ไม่เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา" จึงจักไม่ เป็นหมันเปล่า, และเราก็จะเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริงทุก หยดเลือดยิ่งขึ้นอีก. สิงหาคม ๒๔๗๗

น.933 ลูกเสือและยุวชน ถูกยกขึ้นเป็นกำลัง ของชาติส่วนหนึ่งอย่างออกหน้าออกตา ; แต่ว่า สามเณรซึ่งเป็นกำลังส่วนหนึ่งของศาสนา ทำนอง เดียวกับที่ยุวชนเป็นให้แก่ชาตินั้น ดูเหมือนจะมี ผู้มองข้ามพ้นไป, สามเณรจึงไม่เด่นในศาสนา เหมือนที่ยุวชนเด่นในชาติ. เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่สามเณรได้รับความเอา ใจใส่ น้อยกว่าที่ทางยุวชนได้รับจากชาติ. เมื่อเรา ไม่เอาใจใส่กับยุวชนให้มากพอ ผลร้ายย่อมเกิด ขึ้นแก่ชาติ ; และทำนองเดียวกันนั้นผลร้ายบาง ประการย่อมเกิดขึ้นแก่ศาสนา ในเมื่อสามเณร ไม่ได้รับความเอาใจใส่ที่มากพอ. การที่คณะสงฆ์ จัดให้สามเณรกับภิกษุเรียน และสอบไล่เป็นอย่างเดียวกัน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นั้น ไม่

น.934 ชื่อว่าทางการได้เอาใจใส่ในสามเณร เท่ากับที่เอาใจใส่ ต่อภิกษุ. มิหนำซ้ำบางอย่างยังเป็นการรุนแรงต่อจิตใจ ของสามเณรด้วยซ้ำไป, เช่นการเรียนและสอบนักธรรม ชั้นเอก เนื่องจากหลักสูตรอันเดียวกัน สามเณรจะ ต้องจดจำปาฏิโมกข์ของภิกษุ และศึกษาวิธีการ ปกครองหมู่คณะ ตลอดจนการทำสังฆกรรม เช่น เดียวกับพระมหาเถระ เช่นนี้ เป็นการทรมานสมอง น้อย ๆ ของสามเณรโดยไม่รู้สึก ผิดหลักสุขภาพและ จิตวิทยา เช่นกับที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในโลกเขาย่อม จำกัดอายุฝ่ายต่ำของผู้จะเข้าไปเป็นนิสิตไว้ เพื่อไม่ให้ เด็กที่ยังอ่อนเกินไป เข้าไปศึกษาวิชาที่ยากเกินไป เช่น กับที่สามเณรต้องศึกษาเรื่องของพระมหาเถระเป็นต้น ในบัดนี้. ถ้าลองเอาใจใส่สอดส่องดูไปในเรื่องนี้แล้ว ย่อม จะเกิดความคิดว่า สามเณรไม่ควรเรียนหลักสูตร เดียวกัน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ กับภิกษุ แต่ควรมีหลัก สูตรที่จัดไว้เฉพาะ เพื่อให้เหมาะแก่สมองของคนใน

น.935 วัยต่ำ และให้เหมาะแก่การที่จะเป็นภิกษุผู้มีความรู้ ความสามารถรอบตัวในวันข้างหน้า. และเราอาจลง เห็นร่วมกันว่า การที่เราขาดภิกษุผู้สามารถทำกิจพระ ศาสนาอย่างกว้างขวางในสมัยที่โลกกำลังหมุนจี้ด้วย ความก้าวหน้าเช่นนี้ น่าจะมีมูลมาจากการที่ไม่ได้เอา ใจใส่จ้ำจี้จ้ำไช จัดหลักสูตรการศึกษาโดยเฉพาะของ สามเณร ได้เหมาะจริง ๆ อยู่บ้างก็เป็นได้. การที่ สามเณรชิงเรียนหลักสูตรชั้นมหาเถระเรียน เสีย ตั้งแต่แรกเช่นนี้ ย่อมหมดโอกาสที่จะได้เรียนวิชา เบื้องต้นบางสิ่งบางอย่างที่จะทำให้สามเณรผู้นั้น เป็นพระมหาเถระที่ปราชญ์เปรื่องที่สุดในภายหลัง ทั้งสมองยังถูกทรมานมาให้แกรนเสียแต่เล็ก เสื่อม คุณภาพไปในภายหลัง ทั้งร่างกายก็อ่อนแอจนเป็น เหยื่อแห่งโรค เช่นวัณโรคได้อย่างง่ายดาย ดังที่ ปรากฏอยู่ในแถลงการณ์คณะสงฆ์ อันจะเป็นสถิติได้ ว่า เปรียญหนุ่มที่ถึงแก่มรณภาพนั้น มรณภาพด้วย วัณโรคมากที่สุด. รัฐบาลควรจะขอให้คณะสงฆ์วาง

น.936 ระเบียบที่เป็นการดูแลสุขภาพ ทั้งทางกายและทางจิต ของสามเณร ให้มากที่สุดเป็นพิเศษขึ้นอีกส่วนหนึ่ง เพื่อว่ายุวชนของศาสนา จะได้เป็นกำลังของศาสนา อย่างเต็มที่ในอนาคต. นี่เป็นข้อหนึ่ง ที่สามเณรควรได้รับความเอาใจ ใส่เพิ่มขึ้นคือในด้านหลักสูตรของการศึกษาที่เกี่ยวถึง สุขภาพด้วย ทั้งทางกายและทางจิต อีกด้านหนึ่งนั้น คือฐานะแห่งการปฏิบัติธรรม ในด้านการปฏิบัติธรรมและคุณธรรมทางจิตนี้ เราย่อม เคยได้ยินได้ฟังกันมาว่า สามเณรที่เป็นพระอรหันต์ก็ มีอยู่หลายองค์ ปรากฏอยู่ในปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งเมื่อ ใคร่ครวญดูแล้ว ก็พอจะเห็นตามได้, แต่ว่าเป็นส่วน น้อยมาก เมื่อนำมาเทียบกับจำนวนภิกษุที่เป็นพระ อรหันต์. ครั้นล่วงมาถึงปัจจุบันนี้ ในที่บางแห่ง สามเณรก็คือคนใช้ คนครัวเราดี ๆ นี่เอง. แม้ว่า สามเณรจะศึกษาหลักสูตรเดียวกันกับภิกษุ มีความรู้ เท่ากัน สามเณรก็ไม่ได้รับเกียรติ ในพิธีการต่างๆเช่น

น.937 ดียวกับภิกษุ, ไม่ได้รับความไว้วางใจในภูมิธรรมเช่น เดียวกับภิกษุ ซ้ำยางที่ยังเป็นพวกที่สำหรับขับสำหรับ ลัย หยอก อยู่ดังนี้แล้ว ความนับถือตัวเอง จะเกิด ขึ้นในใจสามเณรได้อย่างไร. คนเราเมื่อขาดความนับถือตัวเองแล้ว ย่อมมี จิตใจสูงขึ้นไม่ได้ โดยเด็ดขาด เพราะฉะนั้นการที่ภูมิ ธรรมและเกียรติ์ของสามเณรไม่สูงขึ้นมากพอ ก็น่าจะ เป็นเพราะขาดความเอาใจใส่ที่มากพอเหมือนกันนั่นเอง. การที่สามเณรบางคนไปได้ไกลเป็นพิเศษ เช่นเย็น เปรียญเก้าประโยคตั้งแต่ยังเป็นสามเณรนั้น เนื่องจาก ในตัวเขามีอะไรที่ธรรมชาติใส่มาเป็นพิเศษต่างหาก แต่ถ้าหากว่าได้รับความเอาใจใส่ที่ถูกต้องเข้าด้วย ก็ยิ่ง จะไปได้ ไกลกว่านั้น ทันสมัยกว่านั้น สามารถกว่านั้น เมื่อสามเณรถูกเอาใจใส่จนเกิดความนับถือตัวเอง ว่าเป็นยุวชนของศาสนา และมีความสำคัญอย่างยิ่ง จนเขาจัดอะไร ๆ ให้เฉพาะด้วยความเอาใจใส่แล้ว ก็จะมีความพยายามยกฐานะของตนขึ้นอีก จนมีภูมิ-

น.938 ๓๓าล ห่วงสามเณร ธรรมทั้งทางมรรยาทและทางจิตรุ่งเรืองยิ่งขึ้นกว่า เก่า ก่อให้เกิดความเอ็นดู ความรัก ซึ่งเป็นอำนาจ ที่จะเอาชนะน้ำใจคนดุร้ายได้เป็นอย่างมาก. เราเคยอ่านพบในคัมภีร์กันแล้ว ว่ามีสามเณร หลายรูปที่ความน่าเอ็นดู และความฉลาดของท่านได้ ทรมานมหาจักรพรรดิ์ เช่นพระเจ้าอโสกราช ให้อ่อน โยนและยอมรับนับถือท่านได้, และทำการบางอย่างที่ ภิกษุไม่อาจทำสำเร็จได้ ดังนี้เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่แสดง ว่า สามเณรนั้นเมื่อได้รับการเอาใจใส่ที่ถูกต้องแล้ว จะมี ความสำคัญไม่น้อย เพียงไร. ถ้าเราจะส่งสามเณรที่ ฉลาดเท่ากับพระ ไปเผยแพร่ศาสนาด้วยกันในยุโรป บางทีสามเณร จะทำงานได้ผลมากกว่า เพราะความ น่าเอ็นดูและอื่น ๆ. ข้อที่สามเณรยังเป็นเด็ก นั่นย่อม หมายว่ามีราคะโทสะน้อยกว่าผู้ใหญ่ด้วย แม้จะฉลาด น้อยกว่า ก็มีความลับลมคมในน้อยกว่าซึ่งถ้ามีการเอา ใจใส่สั่งสอนให้ถูกทางแล้ว เราอาจรักษาความบริสุทธิ์ ดั้งเดิมของธรรมชาติอันนี้ไว้ได้ และยังอาจส่งเสริมให้ เจริญงอกงามไปในทางที่จะมีกิเลสเขายางได้อีกด้วย.

น.939 ราอาจได้คนที่มีการเสียสละจริง อุทิศตนแก่ศาสนา หรือส่วนรวมจริง มีความรู้เพียงพอจริง สำหรับทำงาน ให้แก่ศาสนา ถ้าว่าเราจะ หันมาเอาใจใส่กับยุวชน ของศาสนา กล่าวคือสามเณร ให้เป็นอย่างประณีต จริง ๆ. เมื่อเราหันไปมองดูกลุ่มชนต่างๆ ที่กำลังทำงาน ด้วยความเสียสละให้แก่ชาติอยู่ ในบัดนี้แล้ว เราจะพบ ว่าลัทธิชาตินิยมของแต่ละประเทศนั้น ไม่ใช่เพียงแต่ เขาตั้งขึ้นเพื่อเป็นหลักสำหรับให้ผู้ใหญ่ยึดถือหรือจำไว้ แต่ได้ตั้งขึ้นเพื่อช่วยกันหาวิธีกรอกใส่ลงในสมอง ของยุวชน ที่กำลังเดินตามมาทีเดียว จึงในไม่กี่ปี นัก เขาก็ได้คนหนุ่มที่กล้าหาญจริง ๆ เอาชีวิตเข้าแลก เพื่อชาติได้จริง ๆ เป็นจำนวนมากพอ เป็นที่น่าอัศจรรย์ แก่ผู้ ได้เห็นทั่วไปได้จริง ๆ เขาเอาใจใส่ ในยุวชนมาก กว่าในผู้ใหญ่ เพราะว่าจะเป็นผู้ที่ปั้นขึ้นมาแบบใหม่ เขาจึงปั้นคนของเขาได้จริง ๆ.

น.940 โดยทำนองเดียวกันนี้ ในฝ่ายศาสนาเรา ซึ่งมีหน้าที่เป็นที่พึ่งแก่โลก เราก็จะต้องมีคนจริง ทำนองเดียวกันนั้นสำหรับทำหน้าที่ เราจึงต้องเอา ใจใส่กับสามเณร ซึ่งยังอยู่ในขีดที่ฝึกฝนได้ง่าย กว่าภิกษุ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่แล้วหรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็คือเอาใจใส่ฝึกฝนกันให้อย่างยิ่งเสียแต่แรกเริ่มที่ จะฝึกได้ ดีกว่ามาเอาใจใส่ฝึกฝนเมื่อปลายมือเป็น ไหน ๆ เพราะฉะนั้น สามเณรควรได้รับความ เอาใจใส่ในสมัยที่โลกกำลังปั่นป่วนนี้ ให้มากกว่า ในสมัยก่อน ๆ ซึ่งเหตุการณ์ผิดกันอย่างตรงกัน ข้าม. ผู้เขียนเรื่องนี้แม้ไม่มีลูก แต่ก็มีหลานและเด็ก อื่น ๆ ที่ถือว่าเหมือนลูกเหมือนหลาน. เด็ก ๆ เหล่านี้ ควรจะได้บวชเป็นสามเณรดี หรือควรจะให้เล่าเรียน ไปอย่างฆราวาส แล้วข้ามไปบวชเป็นพระเลยทีเดียวดี นี้เป็นปัญหาที่เชื่อว่าคงจะมีอยู่แก่ท่านผู้อื่นอีกเป็นจำนวน มาก. และข้อที่ทำให้ลังเลในการส่งเข้ามาเป็นสามเณร ก็คือข้อที่ หลักสูตรแห่งการศึกษาของสามเณรใน

น.941 บัดนี้ ไม่ค่อยจะเหมาะสมกับสมองของเด็ก ๆ ดัง กล่าวมาแล้วข้างต้นนั่นเอง และทั้ง สถานะและสภาพ ความเป็นอยู่ของสามเณร ยังไม่ได้รับความเอาใจใส่ในการ ควบคุมมากพอที่จะปลอดภัย และน่าเลื่อมใสจับอกจับใจ เท่าที่ควรจะได้ให้มากที่สุด. เพราะฉะนั้น จึงได้แต่เฝ้า ใฝ่ฝันว่า เมื่อไรหนอสามเณรจะได้รับการปรับปรุงเย็น พิเศษส่วนหนึ่งโดยเฉพาะ เช่นเดียวกับที่ยุวชนทหาร ของชาติ ได้รับจากชาติเป็นพิเศษจากทางการทหาร. ๑๐ ก.ย. ๘๕ ๑ ในสมัยปัจจุบันนี้ มีการแก้ไขปรับปรุง จัดการศึกษา ที่นับว่าเหมาะ แก่สามเณรขึ้นแล้ว บางอย่าง และบางแห่ง.

น.942 ปุจฉา - วิสัชนาสนุก ๆ เรื่องนิกาย การถือนิกายที่มันเป็นอย่างไรกันแน่ครับ ผมออกจะสงสัยเสียแล้วละว่า มันจะเป็นการให้ เกิดผลดีหรือร้าย ? การถือนิกายเป็นการทำตัวเองให้แคบ หรือ กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือตัดทอนผลดีของตัวเองให้น้อยลง โดยไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด. และการเสียหายที่ เป็นส่วนรวมยังมีอีกส่วนหนึ่งด้วย. ทำตัวเองให้แคบอย่างไรกันครับ ? ลองคิดดูก็อาจเห็นได้ง่าย ๆ และชัด ๆ คือ ถ้า ถือว่าทั้งโลกนี้ อะไรดีเรารับเอาเป็นของเรา อะไรไม่ดี เราไม่รับเอา เราก็มีทางที่จะได้รับของดีมาก หรือ ทั้งหมดของที่โลกนี้จะมีให้. แต่ถ้าเราไปเกิดแบ่งเป็น นิกาย คือเป็นพวกเขาพวกเราขึ้น เราก็ถือเฉพาะที่

น.943 ป็นพวกเรา แล้วในพวกเรานั้น มีดีมีชั่ว ต้องคัดชั่ว ออกอีกทีหนึ่ง เหลือที่ดีก็ยิ่งมีน้อยยิ่งขึ้นอีก. แล้วถ้า หากว่าโลกนี้มีตั้งสมมติว่าสิบนิกาย ตนก็แข่งเอามาได้ เพียง หนึ่งในสิบ ของโลกทั้งหมด แล้วในหนึ่งในสิบนั้น ก็ยังต้องมาแยกเป็นดีหรือชั่วอิก ตนก็ยิ่งยังเหลือน้อย มาก แล้วฉวยหากว่าส่วนที่ดีที่สุดของโลกไปอยู่ใน นิกายอื่นแล้ว ตนก็ไม่มีทางที่จะได้รับของที่ดีอันนั้น เพราะตนถือนิกาย. นี่แหละจึงว่าการถือนิกายนั้นแม้ ไม่ถึงขนาดที่จะทำให้รบราฆ่าฟันกัน ก็ยังเป็นผลเสีย คือทำตัวเองให้อยู่ในวงแคบ. เห็นได้ชัด ๆ ว่าเป็นการ ตัดรอนทางมาแห่งความดีของตัวเอง. ทีนี้ถ้าเราจะถือว่า อะไรทั้งหมดในโลกนี้ ส่วนที่ดีเป็นของเราหรือนิกายเรา. ส่วนที่ชั่วเป็น นิกายเขา อย่างนี้จะเรียกว่าถือนิกายไหมครับ ? อย่างนี้ไม่เรียกว่าถือนิกาย เพราะเหตุว่าการ ถือนิกายที่กำลังถือกันอยู่ในเวลานี้ เป็นการถือพวกพ้อง ถือฝักถือฝ่าย มีชาติตระกูล หรือมีประโยชน์ได้เสีย

น.944 ของตน หรือมีทิฏฐิมานะอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือสิ่ง อื่น ๆ ที่เป็นไปอย่างอคติของตน เป็นเครื่องแข่งนิกาย แล้วถือไว้ด้วยทิฏฐิมานะอันนั้น แม้ในพวกอื่นจะมิติก็ ไม่ยอมรับนับถือ แล้วยังคิดหาทางทำลายกันด้วยอุขาย ที่แยบคายต่าง ๆ รวมความว่า การถือนิกายนั้น ไม่ ได้ถือเอาดีหรือชั่วเป็นประมาณ แต่เอาพวกเป็นประ- มาณ, ซึ่งทำให้มีหลายนิกาย แต่ละนิกาย เพ่งประ- โยชน์ที่ได้ของพวกตนเป็นสำคัญ ส่วนการถือรวยทั้ง โลก อะไรดีเอาไว้ถือ อะไรชั่วไม่เอาใจใส่ อย่างนี้ ไม่เป็นนิกาย ไม่เป็นการถือนิกาย แต่เป็นการถือธรรมะ เป็นใหญ่ ไม่มีอคติ ไม่อาจจัดเป็นอคติ. ถ้าคนทั้งโลก ถือกันดังนี้จริง โลกนี้ก็มีแต่ความผาสุก ไม่มีการแย่งดี กันในระหว่างพวก ถ้าอย่างนั้นผมยังสงสัยว่า การถือว่าเรา เป็นพุทธศาสนิกพวกอื่นหรือศาสนาอื่น ไม่ใช่พวก เราดังนี้ มิเป็นการถือนิกายไปหรือ ? นั่นเป็นเพราะเข้าใจผิดในศาสนาของตัว จน เกิดความรู้สึกเป็นนิกาย. ที่ถูกนั้น พุทธศาสนาไม่เป็น

น.945 ของใคร แต่เป็นของพวกผู้รู้ คือรู้ถูกหรือรู้ความจริง ของโลก. คำว่า "พุทธ" เป็นสามัญนาม แปลว่า คน ผู้รู้, ไม่ได้เป็นวิสามัญนาม คือเป็นซื้อของใครคนใด คนหนึ่ง และพุทธะนั้นมีมากคนนับไม่ถ้วน ที่รู้เองครบ ถ้วนเรียกว่า สัมมาสัมพุทธะ และก็มีมากองค์เหมือน กัน เป็นยุค ๆ คราว ๆ ไป. ฉะนั้น ใครรู้ความจริง หรือ ถือความจริงความถูก ตามกฎของความจริง คือกฎ ธรรมชาติแล้ว คนนั้นเป็นพุทธะ คือรู้จักเลือกเอาแต่ ฝ่ายดี ซึ่งย่อมจะตรงกันหมดไม่ว่าที่มุมโลกไหน. แม้ จะมีคนบางคนเข้าใจผิด ถือผิด แต่เข้าใจว่าถูกแล้วยึด ถือเอาไว้ นั่นก็ยังผิดอยู่นั่นเอง เป็นพุทธะไปไม่ได้ และ นั่นแหละคืออาการแห่งต้นตอของการถือนิกาย. ถ้า ผู้ใดปล่อยไว้กว้าง ๆ ถือถูกเป็นประมาณ ทำให้ดียิ่งขึ้น ไปตามเหตุผล ถือว่าความจริงความถูกนั้นเป็นของ กลางเอามาถือเป็นของเราไม่ได้ เพราะเราอาจโง่ถือผิด เพราะเข้าใจผิด ไม่มีลัทธิของเราตามความยึดถือของ เรา เราคอยแต่ไตร่ตรองไข่ตามอำนาจแห่งเหตุผลอยู่ เสมอแล้วนั้น จะมีแต่การถือถูกเรื่อยไป และเป็นพุทธ

น.946 ศาสนาบริสุทธิ์ ไม่มีนิกาย. ปลอดภัยในการที่จะไม่มี การผูกมัดรักริงขึ้นเป็นรูปนิกายด้วยอำนาจตัณหามานะ ทิฏฐิ คงถือศาสนาพุทธ คือศาสนากลางในฝ่ายดีของ โลกได้ จนถึงที่สุด คือรู้ความจริงสูงสุดถึงขั้นที่ว่า ไม่มีอะไรเย็นของใคร (สิ่งทั้งปวงไม่เป็นของใคร เพราะ ไม่มีสัตว์มีบุคคล) อันเป็นความจริงของธรรมชาติ หรือ กฎของธรรมชาติ. เพราะฉะนั้น การถือพุทธศาสนา ที่ถูกต้อง จึงไม่เป็นนิกาย, เว้นไว้แต่ถือผิดพุทธศาสนา คือถือพุทธศาสนาชนิดที่ตัณหามานะทิฏฐิของตนขั้น เอาเองด้วยอำนาจการเล่าเรียนผิด คือเรียนปริยัติด้วย อำนาจการลูบคลำของตัณหาและทิฏฐินั้นเอง. ในพระปาฏิโมกข์ มีข้อห้ามมิให้ภิกษุถวาย ของแก่นักบวชพวกอื่นด้วยมือตนเอง เช่นนี้ยัง มิเป็นเครื่องหมายของการถือนิกายในพุทธศาสนา อีกหรือครับ ? ฉันเชื่อว่ามิใช่เป็นเครื่องหมายของการถือนิกาย เพราะพระพุทธเจ้าหรือผู้รู้นั้นย่อมไม่มีมานะทิฏฐิในการ

น.947 ถือพวกถือนิกาย การที่ห้ามนี้ ต้องมีเหตุผลเป็นมาอย่าง อื่น เช่นเป็นแต่เพียงเครื่องหมายว่า เรายังไม่อาจจะ รับรองว่าเขาจะเข้ากันกับเราได้ ทั้งที่เขาอาจดีเท่า เรา. เราปล่อยไว้ตามธรรมชาติ ดีกว่าที่จะไปแสดง อาการออกไปในทำนอง ว่าเรารับรองว่าเขารู้และ ประพฤติเหมือนเรา ปล่อยให้เขารับรองตัวเองดีกว่า. นี่ก็ย่อมแสดงว่า ทิ้งไว้ให้ความดีหรือความถูกต้องเย็น เครื่องตัดสินตัวเอง. ไม่ใช่เพราะดูหมิ่นเขาว่าเขาเย็น พวกประพฤติผิดหรือรังเกียจว่าเขาไม่ทำตามเรา ซึ่งมี ตัณหาทิฏฐิของการถือนิกายเข้าพัวพันอยู่. เราเห็นอยู่ แล้วว่า พระพุทธเจ้าย่อมสนทนาธรรมะด้วยนักบวช ศาสนาอื่นด้วยความเต็มพระทัย ไม่มีการรังเกียจ ซึ่ง จัดเป็นการให้ธรรมโภชนิยะ อันสูงยิ่งไปกว่าข้าวสุก หรืออาหารธรรมดา. ทั้งนี้เพราะพระองค์ ไม่ทรงถือว่า ข้อปฏิบัติปลีกย่อยภายนอกเป็นของสำคัญ. ถ้าหากว่า สิกขาบทข้อที่หนึ่งแห่งอเจลกวรรคในพระปาฏิโมกข์

น.948 เป็นข้อแสดงความตึงเครียดของการถือนิกายแล้ว ผม กล้าพูดว่าสิกขาบทนั้นเป็นของปลอม เพิ่งถูกปนเข้ามา ในพระปาฏิโมกข์ ในรุ่นหลังซึ่งมีการถือลัทธินิกายจัด หลังแต่พระพุทธเจ้าปรินิพพานนานแล้ว เพราะลักษณะ ของการถือตัวจัดนั้น ไม่ใช่พระปฏิปทาของพระ พุทธเจ้า. สิกขาบทนี้หรือบทอื่นซึ่งคล้ายกัน ถูกเข้า ใจผิด แปลความหมายไปในทางส่งเสริมการถือตัวจัด แทนที่จะเป็นไปตามความหมายเดิม หรือมิฉะนั้นก็เป็น ของปลอมดังกล่าวแล้ว. เพราะเมื่อเราเอาหลักใหญ่ซึ่ง เป็นพระปฏิปทาตรง ๆ ชัด ๆ เข้าจับดู เราไม่อาจจะเกิด ความคิดว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ถือตัวจัด หรือถือนิกาย จนไม่เอาดีหรือชั่ว ผิดหรือถูกเป็นประมาณ แต่ไปเอา พวกพ้องเป็นประมาณ หรือเอาประโยชน์ได้เสียของ พวกตนเป็นประมาณ. แล้วเรายังจะถือว่า มนุษย์อีกฝ่ายหนึ่งใน โลก ที่ยังเป็นพาล ยังประพฤติชั่ว หรือยังไม่รู้นั้น ก็เป็นพวกเราเหมือนกันหรือครับ ? เพราะว่าเรา ไม่ถือนิกาย ?

น.949 แน่นอน ! เราต้องถือว่าพวกเรา. ถ้าเปรียบ เทียบก็เหมือนกับน้องชายของเราที่ยังเล็ก ยังโง่ ยังทำ อะไรผิด ๆ ซึ่งเราจะต้องหาทางแก้ไขเขา ไม่ใช่ตัดเขา ทิ้งเสียจากโลกนี้ ด้วยความรังเกียจของเรา ซึ่งเอาแต่ ตัณหาและทิฏฐิของเราเป็นประมาณ. แต่ต้องเข้าใจไป ถึงว่าการลงโทษด้วยการไม่ยอมสมาคมด้วย กว่าเขา จะกลับใจเสียใหม่ อย่างนี้ไม่ใช่การแยกนิกาย, แต่ เป็นการลงโทษตามพระวินัยชนิดหนึ่งด้วย. ถ้าเขาไม่เชื่อเรา แล้วกลับโกรธเรา ทำตน เป็นศัตรูกับเราโดยเปิดเผยเล่าครับ ? เราก็ยังคงรู้สึกว่า ในโลกมีเพียงคนรู้กับคน ไม่รู้ และเป็นหน้าที่ของคนรู้ที่จะต้องจัดการให้คนที่ยัง ไม่รู้นั้น กลายเป็นคนรู้สิบต่อไป ด้วยคิดเสียว่าเมื่อ ก่อนเราเองก็ไม่รู้ และซั่วเท่า ๆ เขานั้นเหมือนกัน. เขา อยู่ในสภาพที่น่าสงสารกว่าเรา เราจะไปโกรธเขา ทำไม. เมื่อเขายังไม่รู้ เขาก็ต้องคือ ไม่รู้คุณคน และ โกรธได้แม้ต่อผู้หวังดี. เขาตกหนักถึงเพียงนี้ แล้วเรา

น.950 จะไปโกรธตอบเขา และผลักเขาออกไปด้วยกิเลสอัน เป็นเหตุให้โกรธตอยนั้นทำไม. เรามีแต่ตั้งความ เมตตากรุณาที่จะให้เขากลับตัว และพยายามช่วยเขา ไปตามที่เราจะทำได้ก็พอแล้ว. เขาเป็นแต่ลูก หรือศิษย์ ที่คือของเราเอง, เราไม่จำเป็นต้องสร้างกิเลสขึ้นใหม่ สำหรับรังเกียจเขา แล้วคิดทำลายเขา. เพราะโลกนี้ ไม่ใช่สำหรับเราฝ่ายเดียว มันสำหรับเขาด้วยเท่าๆกัน. ก็ถ้าจะไม่ ให้ยึดถือหมู่ ใดนิกายหนึ่ง ว่า เป็นพวกที่ทำดีทำถูกแล้ว คนที่มีปัญญาน้อยเช่น กระผมอย่างนี้ จะเอาปัญญาที่ไหนมาตัดสินว่า ผมควรประพฤติตามใคร หรือเลือกเข้าข้างฝ่ายที่ ถูกได้เล่าครับ ? ในเรื่องนี้เราต้องเข้าใจว่า หมู่หรือพระสงฆ์ คือหมู่ที่ปฏิบัติชอบนั้น ได้แก่คนทุกคนในโลกที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติซอยไม่ว่าจะอยู่ที่มุมโลกไหน จึงไม่สามารถแข่ง ได้ด้วยการกำหนดตัวคน จำนวนคน หรือการกำหนด แม้ที่กิริยาท่าทางที่ตัวเขาเพราะกิริยาท่าทางนั้น ยังเป็น

น.951 สิ่งที่พรางตากันได้ ต้องเอาภายในใจเป็นเกณฑ์ หรือ อย่างจะสังเกตได้ก็คือสังเกตที่การกระทำส่วนใหญ่ทั่ว ไปที่แสดงถึงจิตใจจริงๆ ไม่ใช่กิริยาอาการเล็กๆ น้อย ๆ ที่อาจอำพรางตากันชั่วเวลาที่อยู่ต่อหน้ากันเท่านั้น. ฉะนั้นการที่จะยึดฉลากหรือยี่ห้อว่าพวกไหนดี พวกไหน ชั่วด้วยการแต่งตั้งนั้น ย่อมไม่ตรงกับความจริงเสมอไป เราจะต้องปล่อยให้ความจริงเป็นผู้แยก หรือกรรมของ เขาเองเป็นผู้แยก และเขารู้ได้เฉพาะเขา เราไม่อาจ พลอยรู้ได้ด้วยในส่วนจิตใจ อย่างมากที่จะรู้ได้ก็เพียงว่า เขาเป็นผู้ที่พยายามจะทำดีหรือไม่ เขาทำเพื่อตัวฝ่าย เดียวหรือเพื่อผู้อื่นด้วย ทำนองนี้เท่านั้นเอง. หน้าที่ของ เราจึงมีแต่พยายามทำดีจริง ๆ ตามคำสั่งสอนซึ่งมีหลัก มีเกณฑ์อยู่แล้ว หรือทำตามผู้ที่เราเลือกเฟ้นแล้ว ว่า เป็นผู้พยายามทำดีตามหลักเกณฑ์นั้นจริงๆ หรือทำ ตามผู้ที่ถือหลักชนิดที่ไม่เห็นแก่ตัวข้างเดียว ย่อมทำ เพื่อเพื่อนมนุษย์ทั้งหลายด้วย ซึ่งในไม่ช้าเราก็พบกรุย หรือแนวทางของความดีด้วยตัวเองเป็นภายใน และเดิน

น.952 ไปได้ ไม่ผิดทาง. ธรรมะของโลกมีหลักอย่างเดียวกัน ทั้งนั้น จะแบ่งแยกได้ก็เพียงสูงต่ำ หรือไปได้ใกล้ไกล กว่ากันเพียงไรเท่านั้น. ถ้าผิดจากนั้นก็เป็นฝ่ายอธรรม. สำหรับฝ่ายที่เป็นธรรมแล้ว ไม่สามารถแยกได้อีกว่า ฝ่ายใดถูกฝ่ายใดผิด มีแต่แยกระดับสูงต่ำ ตามกำลัง ของผู้ปฏิบัติเท่านั้นเอง แล้วก็เป็นพวกเดียวกัน โดย ไม่มีนิกาย ซึ่งต่างฝ่ายต่างรักษาผลประโยชน์ของตัว. ครับ ผมพอจะเข้าใจบ้างแล้วว่า การถือ นิกายก็คือการวิ่งเข้าไปในกรงของกิเลส และ จำกัดตัวให้แคบเข้าอีก เท่านั้นเอง !

น.953 สำหรับสมัยปัจจุบัน ( โดยสังเขป ) ปรารภเหตุ งานเผยแผ่พระศาสนานั้น โดยเนื้อแท้เย็น การนำ หรือการยกวิญญาณของมนุษย์ ให้สูงขึ้น มิใช่เป็นงานโฆษณาชวนเชื่อ หรือโฆษณาขายสินค้า อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเป็นเพียงการข่าวประกาศให้ มหาชนได้ยินได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยได้ยินได้ฟังก็หามิได้. วิธีการทำการโปรปกานดา หรือการโฆษณาตลอดถึง เครื่องมือเครื่องใช้ ในการโฆษณาเหล่านั้นเป็นเพียง ๑. ทำขึ้นโดยคำสั่งของเจ้าคณะตรวจการภาค ๔; และทำขึ้น จากข้อสังเกต ในขณะทำงานเผยแผ่ศาสนา ทั้งโดยส่วนราชการและ ส่วนตัว ตลอดเวลาทำการอบรมสั่งสอน กว่า ๑๐ ปี, นำเสนอใน พ.ศ. ๒๔๙๖.

น.954 เครื่องมือในการเผยแผ่เท่านั้น จึงต้องถือเป็นหลักใน เบื้องต้นว่าตัว การเผยแผ่ที่แท้จริงนั้น คือการยก สถานะทางวิญญาณของมหาชนให้สูงขึ้น โดยตรง. แท้จริงแล้ว เหตุที่ทำให้เราขวนขวายในการ เผยแผ่พุทธศาสนากันในปัจจุบันนี้นั้น มิใช่เพียงแต่เป็น เพราะสถานการณ์ของบ้านเมือง ต้องการให้ช่วยกัน รื้อพื้นและส่งเสริมการประพฤติศิลธรรมของประชาชน เท่านั้นก็หามิได้ แต่เป็นเพราะ หน้าที่โดยตรงของ พุทธบริษัท ที่จะต้องทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนา. โดยเฉพาะสำหรับภิกษุสงฆ์แล้ว งานเผยแผ่พระศาสนา ย่อมเย็นหน้าที่โดยตรงอยู่ทุกยุคทุกสมัย จึงควรถือเป็น มติที่ตรงเป็นอันเดียวกันว่า งานเผยแผ่พระศาสนานั้น เป็นสิ่งที่จะต้องทำเป็นประจำ โดยไม่มีระยะว่างเว้น และให้เหมาะแก่ยุคแก่สมัยไปทุกยุคทุกสมัย ดัง เช่นที่ชาวคริสเตียนเขาทำกัน. สิ่งที่จะกระตุ้นเตือนให้เกิดกำลังใจอันเข้มแข็ง ในการเผยแผ่พระศาสนานั้น มิได้อยู่ที่พระพุทธภาษิต

น.955 อันเป็นหลักธรรมทั่ว ๆ ไป ดังเช่นพระพุทธภาษิตว่า "สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ" เป็นต้น ก็หาไม่ แต่ ย่อมมาจากพระพุทธดำรัส อันเป็นทั้ง คำสั่งและคำวิง- วอนของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่ดำรัสสั่งใน คราวส่งพระสาวกชุดแรก ๖๐ รูป ออกทำการเผยแผ่ พระศาสนา ดังที่ปรากฏอยู่ใน มหาวัดค์แห่งวินัยปิฎก โดยพระบาลีว่า "มุตฺตาห์ ภิกฺขเว สพฺพ ปาเสหิ เย จ ทิพฺพา เย จ มานุสา ฯลฯ" เย็นอาทิ. พระพุทธดำรัสนี้ เมื่อพิจารณาดูอย่างถี่ถ้วน ละเอียดละออแล้ว จะรู้สึกว่าเป็นทั้ง คำเกลี่ยกล่อม ปลุกใจ คำวิงวอนให้ทำตามพระพุทธประสงค์ และ เป็นทั้งคำสั่งให้ทำงาน. พระยาลีนี้ ถ้าแปลตามตัว อักษร โดนสำนวนที่เป็นธรรมชาติธรรมดา ดังที่ชาว คริสเตียนเขาแปลคำสั่งสอนของพระยีซัส ไคร์ส กัน แล้ว ก็จะมีใจความดังต่อไปนี้ "ลูกเอ๋ย บัดนี้พ่อก็ พ้นแล้วจากบ่วงทั้งหลายทั้งที่เป็นของทิพย์ และที่ เป็นของมนุษย์. แม้ลูกทั้งหลายเล่า ก็พ้นแล้วจาก บ่วงทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของทิพย์และเป็นของมนุษย์.

น.956 ลูกเอ๋ย ลูกทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไปเถิด เพื่อประ- โยชน์เกื้อกูลแก่คนจำนวนมาก เพื่อเห็นแก่ความสุข ของคนจำนวนมาก เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก เพื่อ ความสุข เพื่อคุณประโยชน์แก่เทวดาและมนุษย์ ทั้งหลาย. ลูกทั้งหลาย อย่าไปทางเดียวกันถึงสอง คนเลย. ลูกเอ๋ย ลูกทั้งหลายจงแสดงธรรมให้ งดงามในเบื้องต้น ให้งดงามในท่ามกลาง ให้ งดงามในเบื้องปลาย ลูกทั้งหลายจงประกาศ แบบ แห่งการครองชีวิตอันประเสริฐ (คือพรหมจรรย์) ให้ มีทั้งหัวข้อและมีทั้งความหมายให้ถูกต้องบริบูรณ์ สิ้นเชิงเถิด. สัตว์ที่มีธุลีในดวงตาแต่เพียงเล็ก น้อยก็มีอยู่ ซึ่งจักเสื่อมจากคุณอันใหญ่หลวง เพราะไม่ได้ฟังธรรม. สัตว์ที่จะเข้าถึงธรรม จักมีเป็นแน่แท้. ลูกเอ๋ย แม้พ่อก็จักไปยังตำบลอุรุ เวลาเสนานิคม เพื่อแสดงธรรมด้วยเหมือนกัน" ดังนี้. คำสั่งฉบับที่หนึ่ง นี้ ถ้าเราจะพิจารณาด้วยการ พินิจพิเคราะห์แล้ว จะเห็นว่า ยางตอนเป็นคำเกลี้ย

น.957 กล่อมปลุกใจและบางตอนเป็นคำวิงวอน อย่างแท้จริง. อำนาจอันนี้ ย่อมมีมากพอที่จะกระตุ้นให้เกิดกำลังใจ จนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยหรือขลาดกลัวในการทำงานเผย แผ่พระศาสนา ซึ่งจะต้องลำบากตรากตรำอยู่ไม่น้อย เลย ฉะนั้น ควรถือเอาพระพุทธภาษิตนี้ ขึ้นเป็น คำ ขวัญประจำองค์การเผยแผ่พระศาสนา เพื่อเป็น เครื่องกระตุ้นให้เกิดกำลังใจอย่ารู้จักหมดสิ้นดังกล่าว แล้ว. โดย คำสั่งฉบับที่หนึ่ง นี้เอง ที่ทำให้เราต้อง ลุกขึ้นจัด วางโครงการอันถาวร เพื่อการเผยแผ่ พระศาสนา. เนื่องจาก โลกสมัยปัจจุบันนี้ มีความเปลี่ยน แปลงก้าวหน้าผิดจากสมัยพุทธกาล อย่างที่จะ เปรียบกันไม่ได้ ดังนั้น งานเผยแผ่พระศาสนาจึงไม่ สามารถจะมีเพียงแต่การจารึกออกสั่งสอนอย่างเดียว จำต้องมีโดยวิธีอื่นอีกทุก ๆ วิธี ที่จะพึงกระทำให้เหมาะ สมแก่มนุษย์แห่งสมัยปัจจุบัน ซึ่งมีการศึกษาการงาน และการดำรงชีพซึ่งผิดกันไกล. อีกประการหนึ่ง สิ่ง สำคัญจะต้องนึกถึงคือความที่สมัยปัจจุบัน มีสิ่งที่ยั่ว

น.958 มนุษย์ให้ละเมิดศีลธรรมมากยิ่งกว่าสมัยโบราณอย่างที่ จะเปรียบกันไม่ได้ การเผยแผ่พระศาสนาจึงต้องรัดกุม และเข้มแข็งขึ้นตาม ให้สมส่วนกัน ซึ่งทำให้เกิดเป็น ปัญหาอันใหม่ ขึ้น. อีกทางหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยกว่าที่ กล่าวมาแล้ว ก็คือแม้ใน หมู่ชนที่เป็นพุทธบริษัท นับถือพุทธศาสนาอยู่เองแล้ว ก็เกิดมีโรคบังคับ ตัวเองไม่ได้กันอย่างขนานใหญ่ ได้พากันละเมิดศิล ธรรมนั้น ๆ ทั้งที่ตนทราบอยู่เป็นอย่างดี หรือทรายได้ อย่างเหลือเพื่อแล้ว ก็มีอยู่เป็นอันมาก. ข้อนี้ทำให้ต้อง คิดค้นหา วิธีการเผยแผ่พระศาสนาในแง่ใหม่อีก แง่หนึ่ง ซึ่งจะทำให้ผู้รู้ศาสนาดีแล้ว มีการบังคับตัว เองได้ มากขึ้นตามส่วนแห่งความรู้ของตน, อาการ เช่นนี้เกือบจะกล่าวได้ว่า ไม่เคยมีในยุคพุทธกาล หรือ ยุคแรก ๆ, แต่มีในยุคที่พระศาสนาเผชิญหน้ากับความ เจริญแผนใหม่ของโลก แห่งสมัยปัจจุบันโดยเฉพาะ ฉะนั้น การเผยแผ่ ในส่วนนี้ ย่อมมีความมุ่งหมายใน อันที่จะยึดหน่วงคนให้ ยังคงรักศาสนาของตน ต่อไป

น.959 ตามเดิม ซึ่งนับว่าเป็นการกระทำที่ยากยิ่ง จนถึงกับจะ ต้องค้นคว้าหา โครงการวิธีการเผยแผ่เป็นพิเศษ กันขึ้นอีกส่วนหนึ่ง. เมื่อเหลียวดูไปอีกทางหนึ่ง เรามีภาระที่จะ เผยแผ่พระพุทธศาสนา แข่งขันกันไปกับศาสนา อื่น ๆ ซึ่งมีอยู่รอบตัวเรา หรืออย่างน้อยที่สุด ก็พอ ให้เคียงคู่กันไปได้. ข้อนี้ทำเราให้ต้องมี วิธีการเผยแผ่ อันรอบคอบครบถ้วน งดงามทั้งในเบื้องต้น ทั้งใน ท่ามกลาง และเบื้องปลาย มีทั้งอัตถะและพยัญชนะ ถูกต้องสิ้นเชิง ตามที่มีพระพุทธดำรัสสั่งไว้นั้น อย่าง จริงจัง. ศาสนาอื่นทางศาสนาได้ใช้วิธีการอันไม่น่าใช้ คือไม่เป็นธรรม ชนิดที่เราจะทำตอบเขาเช่นนั้นไม่ไหว. แม้เราจะถือหลักว่า ของจริงย่อมทนต่อการพิสูจน์ก็จริง เราก็ไม่อาจรอจนกว่าความจริงจะพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งมัก จะสายเกินไปในสมัยที่โลกหมุนเร็วเช่นนี้. ฉะนั้น เรา จึงต้องมีแผนการณ์ที่รัดกุมขึ้นอีกส่วนหนึ่ง เพื่อผลอันนี้. ถ้าหากเรา จะหวังให้มากไป ถึงกับจะให้ พระพุทธศาสนาช่วยสร้างสันติภาพอันถาวรให้แก่

น.960 โลกแห่งสมัยนี้โดยเร็ว ด้วยแล้ว ก็ยิ่งมีความจำเป็น ที่เราจะต้องมีแผนการณ์สำหรับ การเผยแผ่พระ ศาสนาที่รัดกุมละเอียดละออครบถ้วนขึ้นไปอีก จึง จะสามารถทำการเผยแผ่ให้แก่เอกชนและกลุ่มชนที่ ทรงอำนาจในการทำโลก ให้หมุนไปได้ตามความ ปรารถนาของตน ซึ่งล้วนแต่เป็นกลุ่มชนที่มีการศึกษา สูง มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบกว้างขวาง เหลือประมาณได้. เมื่อถือเอาเหตุผลทั้งหลายดังที่กล่าวมา ขึ้นเป็น เครื่องวินิจฉัยแล้ว ก็พอจะเห็นได้ชัดเจนว่า :- (๑) เราจักต้องมีการเผยแผ่พระศาสนาเป็น การประจำ ; (๒) เราจักต้องมีคำขวัญหรืออุดมคติ ที่ สามารถกระตุ้นกำลังใจได้จริง ๆ; (๓) เราจักต้องมีโครงการ ที่ประกอบด้วย หลักวิชาถูกต้องตามกฎธรรมชาติ และเหมาะสม

น.961 แก่สมัย ภูมิประเทศ และเหตุการณ์ของโลก จริง ๆ ; (๔) เราจักต้องหาทุน อบรมบุคคล และ มีสำนักงานการเผยแผ่ที่สมบูรณ์ด้วยกำลังหรือ สมรรถภาพ ตามโครงการนั้น ๆ ในเวลาอันสมควร และเพียงพอ ; และทั้งนี้ มีภาระหนักอยู่ที่การกำหนดโครง การให้ถูกต้องและเหมาะสมแล้ว พยายามร่วม มือกันทำตามโครงการนั้นจนสุดกำลังสืบไป. การวางโครงการนั้น เป็นของยากที่จะวางให้ ครบถ้วนถูกต้องได้จริง ๆ มักจะเป็นโครงการที่ดูงดงาม แต่แล้วปฏิบัติตามนั้นไม่ได้ เพราะยากหรือเพราะชวน เยื่อมากกว่าชวนปฏิบัติ; แต่ถึงอย่างนั้น ก็เป็นสิ่งที่ หลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงต้องช่วยกันค้นคว้าหารากฐาน และ วางรูปโครงขึ้นบนรากฐานอันมั่นคงสืบไป. จากข้อ สังเกตที่ได้ผ่านมาแต่หนหลังเป็นเวลานานปี ข้าพเจ้า มีความคิดเห็นเป็นเค้า โครงสังเขปดังต่อไปนี้ :-

น.962 ก. ประเภทของการเผยแผ่ โดยทั่วไป คำว่าการเผยแผ่นั้น มักจะเข้าใจ กันเสียแต่ว่าเป็นการทำให้ได้ยินได้ฟัง โดยเฉพาะคือ การเทศนาสั่งสอน นี้นับว่ายังไม่สมบูรณ์. งานเผยแผ่ ทำนองนั้น นับรวมเข้าในองค์ปริยัติล้วนๆ ยังไม่สามา- รถจับใจคนผู้จะรับได้เต็มเปี่ยม; จักต้องขยายออกไปถึง การเผยแผ่ด้วยการปฏิบัติธรรมและปฏิเวธธรรม ด้วยจึงจะครบถ้วน. ในที่สุดจะได้หลักแห่งการเผยแผ่ที่ สมบูรณ์ดังนี้ :- (๑) เผยแผ่ด้วยการให้ ได้ยินให้ได้ฟังทุก วิถีทาง (หลักปริยัติธรรม.) นำให้เกิดผลคือ ความรู้ ความเข้าใจ ความสนใจ ตามส่วน. ( ๒) เผยแผ่ด้วยการทำสิ่งดีและยากให้ เขาดู (หลักปฏิบัติธรรม.) นำให้เกิดผลคือ ความ เลื่อมใส และความไว้วางใจ โดยเฉพาะ.

น.963 เผยแผ่ด้วยการเป็นผู้มีความสุขให้ เขาดู (หลักปฏิเวธธรรม.) นำให้เกิดผลคือ กำลังใจ และความอยากจะลองดูเดี๋ยวนั้น. ซึ่งทั้งสามประเภทนี้ อาจจะจำแนกเป็นราย ละเอียดได้แต่ละประเภท ๆ อย่างมากมายทีเดียว ดังจะ ได้จำแนกออกไป คือ (๑) ให้ได้ยินได้ฟังโดยทุกวิถีทาง ด้วยการกระทำ ดังต่อไปนี้ :- ๑. พิมพ์โฆษณาสมุดเอกสาร และหนังสือ พิมพ์ขึ้นให้แพร่หลาย กระทั่งมีหนังสือ ธรรมะฉบับวางตามรถไฟโดยสาร หรือ โฮเต็ลชั้นสูง ดังที่ชาวคริสเตียนเขาทำ กัน. ๒. ทัศนศึกษา แสดงให้เข้าใจเรื่องราวด้วย ภาพ ด้วยสิ่งของและอื่น ๆ. ๓. การจาริกสั่งสอน ด้วยคำสอนและบุคคล ที่เหมาะสมแก่กาละเทศะ.

น.965 บริการ การสงเคราะห์สาธารณะกุศล ต่าง ๆ เช่นโรงพยาบาลเป็นต้นของทาง ศาสนา, ซึ่งแซกการสอนศาสนาไว้ในตัว. (๒) ทำสิ่งที่ดีและทำยากให้ดู มีการกระทำดัง ต่อไปนี้ :- ๑. มีการเรียนจริง ๆ และทันสมัยให้เขาเห็น จนเกิดความเลื่อมใส. ๒. ปฏิบัติธรรมและวินัยเคร่งครัดให้เขาดูจน เกิดความเลื่อมใส .. ๓. ปฏิบัติสมณธรรมเป็นพิเศษ เพื่อมรรค ผล นิพพาน โดยตรง ให้ปรากฏ ๔. ทำศาสนกิจบริสุทธิ์ เคร่งครัด และ สมบูรณ์ทั้ง ๔ องค์การให้ปรากฏ ๕. นำหน้าฆราวาสในการทำอะไรด้วยความ เสียสละ และเมตตาจริง ๆ. ๖. สงฆ์ไม่แตกสามัคคี มีระเบียบ และทัน สมัย. ๗. พระสามารถเย็นที่พึ่ง ได้ทุกกรณี ทั้งทาง กายและทางจิต.

น.966 (๓) ทำตนเป็นผู้มีความสุขให้ดู มีการกระทำ ดังต่อไปนี้ :- ๑. สงฆ์แต่ละองค์ ๆ มีอินทรีย์ผ่องใสและอิ่ม เอิบ (แม้คนขวชใหม่). ๒. สงฆ์แต่ละคณะ มีความสงบสุขเรียบร้อย น่ายูซาเลื่อมใสจริง. ๓. พิสูจน์ถึงความที่ตนไม่ถูกไฟ คือ ราคะ โทยะ โมหะเผา ในกรณีที่คนทั่วไปถูกเผา. ๔. แสดงกำลังใจว่าอยู่เหนืออันตรายทั้งหลาย ทุกกรณีและสถานะการณ์ ๕. มีอำนาจอยู่เหนือกรรมให้เขาดู. ๖. มีจิตใจอยู่เหนือพิษสงของการเกิดแก่เจ็บ ตายให้เขาดู. ๗. สะอาด สว่าง สงบ ถึงขีดสุดให้ดู.

น.967 ข. ผู้ที่จะรับการเผยแผ่ เพื่อให้การอยรมสั่งสอนเป็นไปอย่างถูกฝาถูก ตัว ซึมซาบถึงส่วนลึกของจิตใจ จำเป็นจะต้องพิจารณา ถึงลักษณะของบุคคล ผู้จะรับการเผยแผ่เป็นพิเศษ. ที่ แล้วมามักจะเป็นการกระทำอย่างเครื่องจักร โดยให้คำ สั่งสอนอบรมเหมือน ๆ กันไปทุกประเภท ซึ่งอย่างมาก จะแยกกันก็จะแยกกันเพียงเด็ก ผู้ใหญ่ ข้าราชการ หรือประชาชน เป็นส่วนใหญ่. แต่แท้ที่จริงนั้น จักต้อง หยิบขึ้นพิจารณาแยกกันให้ละเอียดและให้ ได้รับผลโดย เฉพาะ ยิ่งกว่านั้นอีกมาก. โดยเฉพาะผู้ที่มีหน้าที่หรือ อาชีพผิดจากคนธรรมดาอย่างมาก เช่น ทหาร หรือ ตำรวจ ซึ่งจะต้องใช้อาวุธ ควรจะได้รับการอบรมให้เข้า ใจใช้อาวุธอย่างไร จึงจะไม่เป็นการฆ่าคนที่เป็นยาย เป็นต้น. การแยกประเภทบุคคลที่ควร รับคำสั่งสอนนั้น พึ่งถือเอาลักษณะเฉพาะของบุคคลโดยหลักเกณฑ์ต่างๆ กันและแยกกันเป็นพวก ๆ ดังนี้ :-

น.968 (๑) แบ่งตามเหตุการณ์ มี ๓ พวก คือ ๑. ผู้มีเหตุการณ์ตามปรกติวิสัย หรือเป็นอยู่ ตามปรกติ. ๒. ผู้มีความทุกข์ร้อน หรือมีปัญหาเฉพาะตน เป็นของเฉพาะหน้า. ๓. บ้านเมืองที่กำลังอยู่ในภาวะคับขันกันทั้ง หมด. (๒) แบ่งตามวัยของบุคคล มี ๔ พวก คือ ๑. เด็กทารกที่กำลังนอนในเบาะ (ซึ่งยังมอง ข้ามกันไปเสียโดยไม่เห็นความจำเป็น ซึ่ง ที่แท้เป็นความจำเป็นที่จะต้องจัดให้ได้รับ การแวดล้อมหรืออบรมที่ถูกต้องยิ่งกว่า ประเภทใดหมด). ๒. เด็กนักเรียน. ๓. คนหนุ่มสาว. ๔. พ่อบ้านแม่เรือน. ๕. ผู้เฒ่า.

น.969 แบ่งตามภาวะหน้าที่การงาน มี ๒๔ พวก (เป็นอย่างน้อย) คือ ๑. ประชาชนทั่วไป. ๒. ข้าราชการพลเรือน. ๓. ตำรวจ. ๔. ทหาร ( มีอุดมคติที่ต้องได้รับการอบรม ผิดจากตำรวจมากจึงแยก). ๕. นักเรียน ก. ชาย (แยกรุ่น) ; ข. หญิง (แยกรุ่น). ๖. ครู และผู้มีหน้าที่อบรมคนอื่นทุกประเภท. ๗. กำนันผู้ใหญ่บ้าน. ๘. นักโทษ หรือผู้ถูกกักตัว. ๙. คนวัยคนองที่กำลังเกเร ไร้การอบรม. ๑๐. นักศึกษาชั้นสูง, คนเตรียมไปต่างประเทศ ๑๑. ชาวต่างประเทศ ก. ที่ไร้การศึกษา ; ข. ที่มีการศึกษาสูง มี วัฒนธรรมสูง.

น.970 ชาวต่างศาสนาที่เคร่งศาสนาของตน ๆ (แต่ต้องรับการอบรมด้วย) ๑๓. พุทธบริษัทต่างนิกาย. ๑๔. นักประพันธ์, กวี. ๑๕. กรรมกร. ๑๖. ผู้มีอาชีพขัดต่อธรรมวินัย ๑๗. คนยากจน คนตกทุกข์ คนขอทาน. ๑๘. คนพิการ คนมีโรคกรรม. ๑๙. คนกำลังจะตาย คนเจ็บ คนจะถูกประหาร. ๒๐. อุบาสกอุบาสิกาทั่วไป. ๒๑. ภิกษุสามเณร ก. ทั่วไป; ข. เจ้าคณะพระคณา- ธิการ. ๒๒. เจ้าหน้าที่ทำการอบรมเผยแผ่ทุกประเภท. ๒๓. กลุ่มชนที่กำลังตกอยู่ในภาวะฉุกเฉินหรือ มหาภัย. ๒๔. ราชสำนัก.

น.971 โดยสรุปรวบยอด มีเพียง ๓ พวก คือ ๑. พวกที่อยากจะฟังอยู่แล้ว. ๒. พวกที่รู้สึกเย็นกลาง ๆ. ๓. พวกที่ไม่อยากฟัง แต่ถูกเกณฑ์หรือ บังคับมา. (ทั้ง ๓ พวกนี้ถ้ารวมคราวเดียวกันแล้ว ทำการ อบรมยากอย่างยิ่ง). ค. อำนาจหรือทางมาแห่งความสำเร็จตาม โครงการ (โดยย่อ) ความสำเร็จตามโครงการดังกล่าวแล้วข้างต้น อาจมีมาหรือต้องแสวงโดยทางดังต่อไปนี้ : - (๑) อำนาจบังคับ (เช่นอำนาจกฎหมาย อำนาจเงิน ฯลฯ). (๒) ของล่อใจ และการเกลี้ยกล่อม.

น.972 (๓) การสงเคราะห์บริสุทธิ์ หรือการทำให้ เห็นใจให้บูชาขึ้นมาเอง. (๔) ปาฏิหาริย์ (การทำให้ยอมนับถือทุกชนิด แม้ที่เป็นอย่างต่ำที่สุด). (๕) การทำให้เลื่อมใส โดยการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ. (๖) การทำให้มองเห็นหรือเข้าใจ ในธรรม อันลึกที่เป็นตัวแท้ ของพุทธศาสนา. ทั้งหมด นี้ มีรายละเอียดซึ่งจะต้องจำแนกออก ไข่ตามสมควรแก่บุคคลและเหตุการณ์ อันจะต้อง พิจารณาเฉพาะเรื่อง เป็นพิเศษ. ฆ. บุคคลผู้เกี่ยวข้อง และต้องประสานงาน งานเผยแผ่ของประเทศ จะมีผลสมบูรณ์และ รวดเร็ว จะต้องอาศัยความเกี่ยวข้อง ในการร่วมมือ และประสานงานของบุคคลเหล่านี้ ซึ่งแต่ละฝ่ายจะต้อง

น.973 ใช้อำนาจและความสามารถของตนอย่างเต็มที่ คือ (๑) คณะรัฐบาลในส่วนกลาง ให้การริเริ่ม ให้โอกาส และให้อำนาจ. (๒) เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลในท้องถิ่น ให้ความ พร้อมเพรียงร่วมมือที่แท้จริง. (๓) คณะสงฆ์ส่วนกลาง ให้ความสนับสนุน ให้อำนาจ และโครงการ. (๔) คณะสงฆ์ท้องถิ่น ให้ความร่วมมือ อย่าง แท้จริง โดยทุกวิถีทางที่จะทำได้ (๕) ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายวิชาการเผยแผ่ให้ความรู้ ให้หลักการและวิธีการณ์ (๖) ผู้ออกทำการเผยแผ่ ให้การเสียสละ อย่างแท้จริง. (๗) ทายกให้ความสะดวก. (๘) หัวหน้าคณะบุคคลต่าง ๆ รู้สึกในความ จำเป็นที่คนของตนควรจะได้รับการอบรม

น.974 เป็นประจำ (ส่วนมากที่เป็นอยู่ กลับเห็น เป็นของน่ารังเกียจ). (๔) บิดามารดาหรือผู้ปกครอง ให้ความร่วม มือด้วยความรู้สึกแท้จริง. (๑๐) ศิลปิน เช่นนักประพันธ์ ให้ความช่วย เหลือ ให้ความร่วมมือในการที่จะให้การ เผยแผ่บางอย่างมีความงาม และความ ไพเราะ เท่าที่จะทำได้. (๑๑) หมอ แพทย์ ให้ความร่วมมือ ด้วยการ แซกธรรมลงไปในงานในหน้าที่ ตลอด ถึงมีธรรมะชนิดที่แสดงว่าเป็นแพทย์ชาว พุทธจริง ๆ (ที่กำลังเป็นอยู่ส่วนมาก เหมือนกับนายจ้าง ที่มินชา หรือถึงกับ โหดร้าย จนคนไข้ต้องวิ่งไปพึ่งโรงพยา- บาลมิชชั่นต่างศาสนา ก็ยังมี). (๑๒) ครู อาจารย์ สามัญทั่วไป ให้ความร่วม มือ ด้วยการแซกศาสนาในบทเรียนและ การเป็นอยู่ ให้มากที่สุดที่จะทำได้ (ที่

น.975 เป็นอยู่ส่วนมาก แม้ครูเอง ก็เกลียดการ เป็นชาวพุทธ). (๑๓) ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ให้ความร่วมมือใน การช่วยทำการเผยแผ่ชั้น "ทำตัวอย่าง ในการทำสิ่งที่ดีและทำยากให้ดู" (คือ หลักปฏิบัติ). (๑๔) ผู้มีคุณธรรมสูงหรือพระอริยะเจ้า ช่วย ทำการเผยแผ่ชั้น "มีความสุขให้ดู" (คือ หลักปฏิเวธ). (๑๕) ล่าม (จะต้องมีเพียงพอ แก่การที่จะถ่าย ธรรมะจากภาษาเดิมลงสู่ภาษาต่างๆ. ใน ปัจจุบันนี้ นับว่ายังไม่มี). (๑๖) นักหนังสือพิมพ์ ให้การร่วมมือด้วยแซก ธรรมะลง ในหน้าหนังสือเป็นประจำ และเกียดกันสิ่งที่ยุวชนและคนทั่วไปไม่ ควรได้ยินได้ฟัง ไม่ให้ปรากฏในหน้า หนังสือของตน ด้วยการเสียสละที่แท้ จริง ไม่เห็นแก่ได้. (เพราะในสมัย

น.976 ปัจจุบันนี้ หนังสือพิมพ์เป็นสิ่งที่กำลังจูง วิญญาณของคนในโลก ยิ่งกว่าสิ่งใด ทั้งหมด). (๑๗) ผู้มีบริการ การโฆษณาทั่วไป กระทั่งถึง บริษัทวิทยุกระจายเสียงที่ทำการส่งคราว เดียวทั่วโลก ให้ความร่วมมือโดยทุก วิถีทาง. ง. หน่วยองค์การเจ้าหน้าที่เผยแผ่ ฝ่ายคณะสงฆ์ หน่วยองค์การเจ้าหน้าที่ฝ่ายคณะสงฆ์ อย่าง น้อยที่สุดจะต้องมีเป็นชั้น ๆ ดังต่อไปนี้ (ซึ่งส่วนมากก็ มีอยู่เกือบครบแล้ว) :- (๑) องค์การเผยแผ่ส่วนกลาง (คือสังฆ- มนตรี ที่มีอยู่แล้ว). (๒) องค์การเผยแผ่ประจำภาค (ยังไม่มี). (๓) องค์การเผยแผ่ประจำจังหวัด (มีอยู่แล้ว).

น.977 องค์การเผยแผ่ประจำอำเภอ (มีอยู่แล้ว). (๕) องค์การเผยแผ่ประจำตำบล (ยังไม่มี). เพื่อให้เกิดผลสมตามความมุ่งหมายเป็นลำดับ ควรกำหนดหน้าที่ขององค์การเผยแผ่แต่ละชั้น ๆ ดัง ต่อไปนี้ (๑) องค์การเผยแผ่ส่วนกลาง มีหน้าที่อย่างน้อย คือ ๑. มีกองค้นคว้าหาข้อธรรมและอุดมคติ อัน เหมาะสำหรับบุคคลที่จะรับการเผยแผ่ทั้ง ๒๔ ประเภท (ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น) ให้ เพียงพอและทันสมัยอยู่เสมอ. ๒. มีกองอบรมเจ้าหน้าที่เผยแผ่จังหวัด ทำ การอบรมเฉพาะราย และเรียกอบรมใหญ่ ประจำปีทุกปี. ๓. มีกองเอกสารและหนังสือพิมพ์ พิมพ์ออก เป็นของส่วนกลางเป็นประจำ,

น.978 มีกองวิธีการ ซึ่งมีหน้าที่คิดค้น ออกแบบ จัดหา สนับสนุน ตรวจสอบ วิธีการ เครื่องมือและหน่วยองค์การต่าง ๆ อยู่เย็น ประจำ. ๕. มีกองสื่อสัมพันธ์ เพื่อประสานงานระหว่าง บุคคลที่ต้องประสานกันทั้ง ๑๗ ประเภท (ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น) เพื่อให้ได้มาซึ่ง กำลังและความสำเร็จของทุกฝ่าย. (๒) องค์การเผยแผ่ประจำภาค มีหน้าที่อย่าง น้อย คือ ๑. เรียกอบรมเผยแผ่ประจำอำเภอทุกอำเภอ เป็นประจำปี. ๒. จัดพิมพ์ สมุดเอกสาร และหนังสือพิมพ์ รายคาบของภาคออกเผยแผ่เป็นประจำ และเป็นหนังสือแถลงกิจการของภาคไป ในตัว. ๓. เสนอ หรือรับมา หรือจัดทำ หรือปรับปรุง วิธีการต่าง ๆ ให้ลุถึงความสำเร็จ ตามที่ เผยแผ่ส่วนกลางได้กำหนดไว้.

น.979 แสวงหาทุน หรือกำลัง ในการเผยแผ่ เพื่อส่งให้แก่ส่วนกลางตามที่จะทำได้ (ปรากฏตามที่แล้วมา เห็นได้ว่าองค์การ นี้จะต้องใช้ทุนไม่น้อยกว่าองค์การอื่น และทั้งยังไม่เคยมีการช่วยหาทุนส่งขึ้น มาจากเบื้องล่างเหมือนองค์การอื่นเลย เพราะยังไม่ได้ทำเป็นล่ำเป็นสัน). ๕. ทำการอบรมเอง หรือสมทบการอบรม แล้วแต่กรณี ในเขตภาคของตน ทุก โอกาส. (๓) องค์การเผยแผ่ประจำจังหวัด มีหน้าที่ อย่างน้อย คือ ๑. เรียกอบรมองค์การเผยแผ่ประจำตำบล ทุกตำบลที่มี เป็นประจำปี. ๒. จัดพิมพ์สมุดเอกสาร (หรือหนังสือพิมพ์ ถ้าสามารถ) ขึ้นเป็นของจังหวัด ตามควร

น.980 แก่สถานะของจังหวัด เป็นประจำตาม กำหนด. ๓. เสนอ หรือรับมา หรือจัดทำ หรือ ปรับปรุงวิธีการต่างๆ ให้ลุถึงความสำเร็จ ตามที่เจ้าคณะเหนือกำหนดไว้. ๔. แสวงหาทุน หรือกำลัง ในการเผยแผ่ เพื่อส่งให้แก่ภาคตามที่จะทำได้. ๕. ทำการอบรม หรือสมทบการอบรม แล้ว แต่กรณี ในเขตจังหวัดของตน ทุก โอกาส. (๔) องค์การเผยแผ่ประจำอำเภอ มีหน้าที่ อย่างน้อย คือ ๑. เสนอ หรือรับมา หรือจัดทำ หรือ ปรับปรุงวิธีการต่าง ๆ ให้ลุถึงความสำเร็จ ตามที่เจ้าคณะเหนือกำหนดไว้. ๒. แสวงหาทุน หรือกำลัง ในการเผยแผ่ เพื่อส่งให้แก่จังหวัดตามที่จะทำได้

น.981 ทำการอบรม หรือสมทบการอบรม แล้ว แต่กรณี ในเขตอำเภอของตนทุกโอกาส (๕) องค์การเผยแผ่ประจำตำบล มีหน้าที่ อย่างน้อย คือ ๑. เสนอ หรือรับมา หรือจัดทำ หรือปรับ ปรุงวิธีการต่าง ๆ ให้ลุถึงความสำเร็จ ตามที่เจ้าคณะเหนือกำหนดไว้. ๒. แสวงหาทุน หรือกำลังในการเผยแผ่ เพื่อส่งให้อำเภอตามที่จะทำได้ ๓. ทำการอบรม หรือสมทบการอบรม แล้ว แต่กรณี ในเขตตำบลของตน ทุกโอกาส หมายเหตุ :- ทั้งนี้อาจมีการแก้ไข หรือยกเว้นเป็น พิเศษบางประการ สำหรับบางจังหวัด บางอำเภอ หรือบางตำบล แล้วแต่ สถานะของภูมิภาคนั้น ๆ.

น.982 จ. หน่วยองค์การเจ้าหน้าที่เผยแผ่ ฝ่ายบ้านเมือง เนื่องจากทางฝ่ายราชการบ้านเมือง ได้จัดให้มี วัฒนธรรม ภาค จังหวัด อำเภอ หรือตำบลอยู่แล้ว จึง ไม่จำต้องจัดเจ้าหน้าที่เผยแผ่ทางศาสนาขึ้นโดยเฉพาะ อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นการหมดเปลือง และมีมากกว่าเหตุ ไป. ให้เจ้าหน้าที่ทางวัฒนธรรมและทางอื่น ๆ เช่น ทาง มหาดไทย เป็นต้น ให้การร่วมมือตามควรแต่กรณี ก็ เป็นการเพียงพอแล้ว. ทั้งนี้เนื่องจากหน้าที่หรือหลัก วิชาในการเผยแผ่ศาสนานั้น เจ้าหน้าที่ทางฝ่ายสงฆ์ ย่อมมีเพียงพออยู่แล้ว. ฉ. งานเผยแผ่ประเภทที่ ๒๐ ตามหลักปฏิบัติธรรม งานเผยแผ่ที่จำแนกเป็นหลักการและวิธีการ ต่าง ๆ หลายแผนกข้างต้นนั้น ล้วนเป็นงานเผยแผ่

น.983 ประเภทที่ ๑ ซึ่งยึดหลักปริยัติธรรม กล่าวคือ การ เผยแผ่ด้วยการจัดการทำให้ได้ยินได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคย ได้ยินได้ฟัง เพื่อให้ได้ ความรู้ สำหรับการปฏิบัติ ส่วนงานเผยแผ่ประเภทที่ ๒ ซึ่งยึดหลัก ปฏิบัติเป็นประธานนั้น หมายถึงการทำตัวอย่างให้เขาดู ในสิ่งที่ดีและทำยาก เพื่อให้ได้ ความไว้วางใจและ เป็นความเลื่อมใส ซึ่งเป็นของจำเป็นอย่างยิ่ง และ เป็นทางมาแห่งความสำเร็จแท้จริง. งานเผยแผ่ประเภทที่ ๒ (ตามหลักปฏิบัติ) นี้ มีหลักการย่อ ๆ รวม ๗ ข้อ ดังที่ได้จำแนกไว้แล้วข้าง ต้น และยังไม่จำเป็นจะต้องวางเค้าโครงการละเอียด ในชั้นนี้ เพราะยังสูงเกินไปบ้าง เพราะเป็นไปในตัวเอง ตามธรรมชาติอยู่แล้วข้าง และเพราะยังเผื่ออยู่ข้าง คงถือหลักกว้าง ๆ ไข่ก่อนแต่เพียงว่า ให้องค์การทุก องค์การ (มีอยู่แล้ว ๔ องค์การ แต่ควรเพิ่มขึ้นใหม่ อีก ๑ องค์การ) คือ ๑. องค์การปกครอง ; ๒. องค์การศึกษา ;

น.984 องค์การเผยแผ่ ; ๔. องค์การสาธารณูปการ ; ๕. องค์การสมณธรรม (ซึ่งจะต้องจัดตั้ง ขึ้นใหม่) ; ต่างทำหน้าที่ของตน ด้วยการเสียสละอดทนอย่างเคร่ง- ครัด ให้ประชาชนเห็น, ก็จะเป็นการเผยแผ่พระ ศาสนาประเภทที่ ๒ (คือเผยแผ่ด้วยการทำให้ดู) ชนิด ที่จะได้ผลอย่างเพียงพอ. พิ่งถือเป็นหลักได้ในกรณีนี้ ว่า องค์การทุก องค์การ เมื่อได้ทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องและ สมบูรณ์แล้ว ย่อมกลายเป็น "องค์การเผยแผ่ พระศาสนาในตัวเอง" ไปทุก ๆ องค์การที่เดียว. ซ. งานเผยแผ่ประเภทที่ ๓ ตามหลักปฏิเวธธรรม งานเผยแผ่ประเภทนี้ มีหลักใหญ่ ๆ โดยย่อ ดังที่ได้จำแนกไว้แล้วข้างต้น ๗ ข้อ.

น.985 งานเผยแผ่ประเภทนี้ หมายถึงเพียงแต่พระ อริยะเจ้า มาแสดงตัวให้ปรากฏแก่ประชาชนเท่านั้น ก็จะเป็นการเผยแผ่พระศาสนาอย่างสูงสุด ของท่าน ทุก ๆ อริยาบท เช่นเดียวกับพระอัสซิ เพียงแต่เดินให้ อุปติสกุลบุตร เห็นเท่านั้นก็เป็นการเผยแผ่พระศาสนา ชั้นสูงสุดแล้ว. งานเผยแผ่ประเภทนี้ นำให้เกิดผล คือ ความอยากจะลองทำเดี๋ยวนั้น การเผยแผ่พระศาสนา ด้วยการทำตนเป็น ตัวอย่างแห่งบุคคลผู้มีความสุขให้ดูนี้ เป็นขั้นที่มีผลมาก ที่สุด แต่ก็ทำได้ยากอย่างที่สุด และไม่อาจวางโครง การชนิดที่จะจำแนกอย่างนั้นอย่างนี้ได้. ในที่นี้ ขอแต่ เพียงให้ผู้ที่ได้ประสบผลอันเลิศของธรรมะแล้ว เพียงใด จงเป็นอยู่อย่างเปิดเผยเพียงนั้น เพื่อ เกิดกำลังใจแก่ผู้ที่ได้พบเห็นก็พอแล้ว. เมื่อได้ปฏิบัติหน้าที่แห่งการเผยแผ่ ประเภท ต้น ๆ สำเร็จดีแล้ว การเผยแผ่ประเภทนี้ จึงจะเป็น สิ่งที่หยิบขึ้นวินิจฉัยโดยละเอียด ; หรือมิฉะนั้นก็ยกไว้ ให้เป็นหน้าที่ขององค์การสมณธรรม (ซึ่งควรจะตั้งขึ้น โดยเร็วอย่างยิ่ง) โดยเฉพาะก็แล้วกัน.

น.986 พ.ศ. ๒๔๘๔ คณะกรมการอำเภอไชยา ได้มาขอฟังความเห็น และข้อสังเกตส่วนตัวของข้าพเจ้า ที่เกี่ยวกับความเสื่อมและ ความก้าวหน้าของพุทธศาสนา เพื่อนำไปรวมวินิจฉัยกับความ เห็นของบุคคลอื่น ๆ และนำส่งคณะกรมการจังหวัด ตามที่ • ทางราชการมีคำสั่งมา. ข้าพเจ้าได้แถลงความเห็นส่วนตัวให้ ไปตามที่จะได้, เป็นการร่วมมือกัน. แต่อย่างไรก็ตาม บันทึก นี้ยังเป็นเพียงหัวข้อย่อ ๆ เท่านั้น. ข้อไขโดยละเอียด พร้อม ทั้งอุทาหรณ์มีอยู่อย่างไร เป็นไปเพียงไหน จะได้บรรยายกัน ในโอกาสหลัง. ขออุทิศความคิดเห็นครั้งนี้ในเรื่องนี้ เป็น พุทธบูชาแด่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เนื่องในสมัยวิสาขะ- บูชาศกนี้. พุทธทาสภิกขุ คำถาม ใคร่จะทราบว่า พระพุทธศาสนาซึ่งเป็นที่เคารพ สักการะของประชาชนทั่วไปนั้น มี ๑. มูลเหตุแห่งความเสื่อมโทรมอย่างไร ?

น.987 จะมีวิธีการณ์แก้ไขความเสื่อมโทรม นั้นประการใด ? ๓. มูลเหตุแห่งการไม่ก้าวหน้า มีอย่างไร ? ๔. จะมีวิธีการส่งเสริมให้ก้าวหน้า ด้วย วิธีใด ? ในวิธีการส่งเสริมให้ก้าวหน้านั้น ให้แยกออก เป็น ก. ส่งเสริมให้ก้าวหน้าในทางศาสนา. ข. ๑๑ ๑๑ ปกครอง. ค. " ๑๑ การเมือง. ง. 66 ๑๑ เศรษฐกิจ. จ. ๑๑ " วัฒนธรรม. คำตอบ คำถามทั้ง ๔ ข้อนี้ เกี่ยวพันกันทั้งหมด แต่ อาจแยกตอบพอสังเกตเห็นได้เป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้ ๑. พระศาสนาเสื่อมโทรม เพราะมีพุทธบริษัท

น.988 • ประพฤติผิด ความมุ่งหมายของพระศาสนามาก ขึ้น ในด้านต่าง ๆ คือ :- ก. การบำรุง หรือการทำบุญให้ทาน ของ ทายก. ข. การศึกษาปริยัติ ของบรรพชิต ค. การปฏิบัติ ของบรรพชิต. ๒. ต้องแก้ไขการเสื่อมโทรมนั้น ๆ ด้วยการกวด ขัน ให้พุทธบริษัทพากันประพฤติถูกต้องตรง ตามพระพุทธประสงค์ และความมุ่งหมายของ พระพุทธศาสนามากขึ้น :- ก. โดยใช้อุบาย แก่ผู้ที่ยังมีภูมิต่ำ ข. โดยใช้อำนาจบางประการ ในฐานะที่ ควร. ค. โดยการศึกษา. ง. โดยการพร่ำชี้ให้เห็นความสำคัญ (อบ รม). ๓. มูลเหตุที่พระพุทธศาสนาไม่ก้าวหน้า อยู่ที่

น.989 พุทธบริษัทมีความคิดแคบ เอาตัวรอดส่วนตน เกินไป คือ :- ก. พวกแสวงลาภ ก็เห็นแก่ลาภเกินไป. ข. พวกแสวงนิพพาน ก็เห็นแก่ความสุข ส่วนตนเกินไป. ๔. ส่งเสริมให้ก้าวหน้าได้ โดยการทำให้พุทธ- บริษัทพากันเห็นแก่ผู้อื่นหรือส่วนรวม ให้มาก ขึ้นในด้านต่อไปนี้ :- ก. ด้านศาสนา ๑. บรรพชิตอดทน และเสียสละเพื่อจัดการปริยัติ ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น. ๒. บรรชิตเสียสละ เพื่อการทำตัวอย่างในการ ปฏิบัติ ให้ดูดดื่มใจจริง ๆ. ๓. ทายกสละเพื่อส่งเสริมเฉพาะคนที่ทำดีจริง ๆ ให้ทำได้สะดวก. ๔. ให้พลเมืองรอบรู้ และยึดถือธรรมหรือเหตุผล ได้จริง โดยไม่ต้องถือปัจจัยภายนอก เช่น เครื่องรางเป็นต้น.

น.990 ข. ด้านการปกครอง ๑. พระวางวิธีการสั่งสอนให้รัดกุมยิ่งขึ้น. ๒. พระใช้อิทธิพลทางการเกี่ยวข้องผูกพัน เพื่อ บังคับประชาชนให้ประพฤติธรรมยิ่งขึ้น. ๓. พระใช้อิทธิพลในทางจิต เพื่อให้ประชาชน ประพฤติธรรมยิ่งขึ้น. ๔. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ล้วนแต่ต้องเป็นพุทธ มามกะตัวอย่าง. ๕. นักบวชเข้าร่วมมือตามที่จะทำได้ ในการ สาธารณสุข การศึกษา การรักษาความสงบ เรียบร้อยของชาติ ค. ด้านการเมือง ในด้านนี้ ต้องมีจุดหมายในกิจการฝ่ายศาสนา ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองให้คล้อยตามฝ่ายการเมืองให้ มากเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ผิดหลักธรรมวินัย โดยถือ หลักความจริงที่ว่า ความต้องการทางการเมือง ย่อม จำเป็นกว่าความต้องการทางศาสนา, และความจำเป็น

น.991 ทางการเมือง สำคัญกว่าความจำเป็นทางศาสนา. ทั้งนี้ เพราะอย่างไรเสีย จักต้องทรงความมีชาติไว้ให้ได้ ก่อน และตัวศาสนาที่แท้จริง ไม่จำต้องอิงวัตถุ คง อาศัยแต่การประพฤติ และคุณธรรมในใจมากกว่า. แยกออกได้ดังนี้ ๑. การเมืองภายในประเทศ : ข้อนี้ไม่เป็นปัญหาที่ เด่นนัก เพราะว่า พลเมืองที่เป็นพุทธบริษัทที่ดี และถูกต้องจริง ๆ นั้น ย่อมเหมาะสมอยู่แล้ว ทุกประการในการที่จะเป็น กสิกร กรรมกร พ่อค้า นายช่าง นายงาน ข้ารัฐการ ตลอด จนถึงเป็นเจ้าหน้าที่และทหารก็ดี ความเป็น พลเมืองดีเห็นปานนี้ ย่อมอำนวยประโยชน์ทางการ เมืองทุก ๆ แง่อยู่แล้ว สำคัญอยู่ก็แต่ที่จะพยายาม ให้พลเมืองเป็นพุทธบริษัทที่ดีได้อย่างไรเท่านั้น. คำ ตอบมีอยู่แล้วในด้านอันว่าด้วยศาสนา. ๒. การเมืองนอกประเทศ : ก. จักต้องให้ พุทธศาสนาแห่งประเทศไทย

น.992 แพร่ไปมีอิทธิพลในต่างประเทศ ทำนอง เดียวกับที่ลัทธิ โรมันแคทลิค เป็นต้น ครอบงำพวกเราบางเหล่าอยู่ในปัจจุบันนี้. ข. วางตนให้เพื่อนประเทศเห็นใจว่า ตนเป็น ประเทศที่ตั้งอยู่ ในธรรมจริง ๆ. ค. เชื่อมไมตรีจิตกับพุทธบริษัททั่วโลก เพื่อ ความเห็นอกเห็นใจกันยามคับขัน และ ร่วมมือ. ง. ประเทศไทย ต้องกล้าพยายามเป็นจุดศูนย์ กลางทางพุทธศาสนาของโลก ให้ได้ทั้ง ส่วนการศึกษา และการปฏิบัติ ซึ่งรวม ศิลปะและวัฒนธรรมอยู่ด้วย. ง. ด้านเศรษฐกิจ ๑. บรรพชิตไม่สุรุ่ยสุร่ายและอ่อนแอ ๒. ควบคุมสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และความ เป็นอยู่ในวัด ไม่ให้ผลาญทรัพย์และแรงงาน ของชาติ ในส่วนที่ไม่จำเป็น.

น.993 เลิกความคิดที่ถือกันว่า "การบวชเป็นการพัก ผ่อน" อย่างเด็ดขาด. ๔. ทางวัดร่วมมือด้วยเท่าที่จะทำได้ ในการชล- ประทาน การเกษตร การคมนาคม การส่ง- เสรมสินค้าในประเทศ และอื่น ๆ ที่เข้าไป เกี่ยวข้องด้วยได้โดยไม่ผิดธรรมวินัย. จ. ด้านวัฒนธรรม พุทธศาสนาจะเป็นรากฐานของวัฒนธรรม แม้ แห่งสมัยปัจจุบันนี้ ได้ดีเพียงไรนั้น เรามีพุทธศาสนา ที่แผ่เข้าไปเป็นรากฐานของวัฒนธรรมญี่ปุ่น เป็นตัว อย่างที่ดีที่สุดอยู่แล้ว. และยิ่งกว่านั้น ยังมีความจริง อยู่ว่า ไม่มีหลักวัฒนธรรมอันใด ที่จะมีอะไรนอกออกไป จากหลักธรรมแห่งพุทธศาสนา. ฉะนั้นในที่นี้จึงต้องการเป็น อย่างมาก แต่เพียงว่าเราจะทำอย่างไร การประพฤติ ธรรมจะได้รับการนิยมมากขึ้นเท่านั้น. ขอแสดงความ เห็นเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมโดยตรงไว้ใน ที่นี้ว่า

น.994 บรรพชิตกล้าทำเป็นตัวอย่างจริง ๆ ( เช่นการ เลิกของเสพติด). ๒. วัดไม่ยอมรับคนที่มาจากตระกูล ซึ่งทำผิดหลัก วัฒนธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ให้มีสิทธิอัน ชอบธรรมในวัด (เช่น เข้ามาบวชเป็นต้น). ๓. พร่ำชี้แจงและอบรมกันจนเห็นความจริงที่ว่า หลักวัฒนธรรม ก็คือหลักพระธรรมอัน ศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง. ๔. วัดขนาดใหญ่ ต้องมีพิพิธภัณฑ์อันจูงใจในทาง ฟื้นฟูวัฒนธรรมของชาติ ๕. ทุกวัด ต้องรับผิดชอบในความเสื่อมและความ เจริญทางวัฒนธรรมของหมู่บ้านที่วัดนั้นตั้งอยู่. ๑๓ เม.ย. ๘๕

น.995 การประสูติของพระพุทธเจ้า ตามพระคัมภีร์ ที่เขียนกันขึ้นในฝ่ายทักษิณนิกายของพวกเรานั้น เมื่อ เทียบกับคริสตศักราช ปรากฏว่า ประสูติเมื่อ ๖ ๒๓ ปี ก่อนคริสต์, แต่ที่นักค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ตะวันตก ยุคปัจจุบัน ลงความเห็นนั้นเป็นอันเดียวกันว่า ประสูติเมื่อ ๕ ๖๓ ปีก่อนคริสต์เท่านั้น ผิดกันถึง ๖๐ ปี. รู้สึกลำบาก ทุกคราว เมื่อพูดถึงกำหนดชี้อันเกี่ยวกับพุทธศาสนา กับ นักประวัติศาสตร์. เราเชื่อตามที่เรานับปีสืบกันมา ไม่ ทราบได้ว่าสืบกันมาอย่างไร โดยทางไหน, นักประวัติ- ศาสตร์ ก็เชื่อไปตามหลักฐานต่างๆ ที่ช่วยกันพิจารณา ภูมิและเทียบเคียงกับผู้นั้นผู้นี้ ในยุคร่วม ๆ กัน แล้วก็ ลงสันนิษฐานเอา โดยไม่ฟังเสียงคัมภีร์ของผู้ใดเลย, เพราะไม่ไว้ใจขรัวคนแรกที่เขียนคัมภีร์นั่นเอง. เขาว่า

น.996 กันว่า ถ้าเชื่อตามคัมภีร์เหล่านี้ (ซึ่งแรกทีเดียว ออก จากคนผู้เดียว) แล้ว ประวัติการณ์อื่น ๆ อีกเป็นอันมาก จะพลาดและแย้งกันวุ่นไปหมด. แต่ถ้ายืนพื้นประวัติ การณ์นั้น ๆ ไว้อย่างลงกันเรียบร้อย, จะมีขัดกันอยู่ก็ เพียงอย่างเดียว คือกำหนดปี ที่กล่าวไว้ตามคัมภีร์ของ พวกเราเท่านั้น. เรื่องทรงรับบิณฑบาตของนายขุนทะ กันมารยุตต์ แห่งเมืองปาวา, พระยาลิกล่าวว่า ทรงฉัน "สูกรมัท- ทวะ" ที่นายจุนทะจัดถวายแล้วก็ทรงประชวรหนักด้วย โรคลงพระโลหิตอย่างแรง. "สุกรมัททวะ" คืออะไร เล่า ? พระอรรถกถาจารย์อธิบายไว้ (ราว พ.ศ. ๙๐๐ เศษ) ว่าเนื้อลูกหมูหนุ่ม ๆ, พวกเราที่ศึกษาคัมภีร์ ของท่าน ก็แปลและเชื่อกันมาอย่างนั้น. มาเมื่อสิบ กว่าปีมานี้ นักปราชญ์ฝ่ายตะวันตกที่เข้ามาศึกษาพระ

น.997 ยาลี ได้พร้อมกันลงสันนิษฐานแปลไว้ว่า “สูกรมัททวะ" คือสิ่งหนึ่งซึ่งมีอยู่ในอินเดียตอนเหนือ ชาวบ้านเรียกกัน ว่า สุกรกันทะ (คำพฤกษศาสตร์สากลว่า Tuber indicum), ได้แก่เห็ดหรือเง่าใต้ดิน (Truffle) ชนิด หนึ่ง. ความจริงจะได้แก่ฝ่ายไหน คิดเล่น ๆ ดูก็ไม่เสีย หายอะไร. ถ้าแปลศัพท์ ๒ ศัพท์นั้นดูอย่างง่าย ๆ ตื้น ๆ ที่สุด ก็จะได้ดังนี้ สุกรมัททวะ = ของหวานปาก หวาน คอของหมู, หรือส่วนที่อ่อน ๆ หวาน ๆ ของหมูก็ได้. สุกรกันทะ = หัวเง่าใต้ดิน ที่ซอยใจแก่หมู. นี่เห็นได้ว่า ในเชิงศัพท์แล้ว นักแปลตะวันตก ไม่เชื่อเกียรติ์ของ พวกเราเลย. คำว่า "โพธิสัตว์" ตามความหมายของพวก เราว่าได้แก่สัตว์ที่ในชาติข้างหน้าโน้น ๆ จะได้เป็นพระ- พุทธเจ้าเวลานี้กำลังเย็น ปลาดุก, นกยูง, หรือวานร

น.998 หรืออะไรซึ่งมิใช่คนก็ได้ ; แต่พวกมหายานเขาว่า ได้เฉพาะแก่ผู้ที่บำเพ็ญทสบารมีเต็มที่จนอาจเป็นพระ- พุทธเจ้าได้แล้ว แต่ยังไม่อยากบรรลุนิพพาน ขอผัดทำ การช่วยเหลือเพื่อนสัตว์ด้วยกันก่อน, โพธิสัตว์ของเขา จึงมีมากเต็มไปหมดและเป็นกันได้ทุกคน, ทั้งเขาเทียบ กับพวกเราว่า โพธิสัตว์ตรงกับผู้บรรลุพระอรหันต์แล้ว. นี่คือการแตกต่างกันอย่างลิบลับ ของคำว่าโพธิสัตว์ ใน ระหว่างหินยานกับมหายาน. .... .... ผู้ที่ตัดกิเลสได้หมดจดบรรลุพระอรหัตตผล แล้วนั้น เรียกโดยภาษาต่าง ๆ กัน. ไทยเราเรียก “อรหันต์;" บาลีก็เป็น "อรหฺต ," จีนเรียก "ยิงกอง" (Yingkong), หรืออีกอย่างหนึ่งว่า "โลฮัน" (Lohan); ญี่ปุ่นเรียก "อารกัน" (Arakan) ; ธิเบตเรียก ทครับ ฉีม-ปา (Dgrabchom-pa) ; (เสียงธิเบตไม่รับรองว่า ข้าพเจ้าออกได้ถูกต้องให้ถือเอาอักษรโรมันเป็นเกณฑ์).

น.999 นี่แสดงให้เห็นว่า พุทธบริษัทต้องไม่หลงใหลยึดมั่นใน เสียง, จะเรียกว่าตัวอะไรก็ได้ ขอแต่ให้ได้บรรลุ สถานะที่หมดความชั่วร้ายในใจ เป็นสุขอย่างเยือกเย็น สุดที่จะเย็นก็แล้วกัน .... .--- - --- "ผู้ช่วยล้างบาป" นั้น ไม่มีเลยในพุทธศาสนา, พระพุทธองค์ทรงสอนว่า "ความเพียรเพื่อหลุดพ้น เย็น สิ่งที่พวกท่านต้องทำเอาเอง. ตถาคตเป็นแต่ผู้บอกวิธี เท่านั้น. อริยมรรคมีองค์แปดเป็นวิธี. ท่านไต่ไปตาม วิธีนั้นแล้วจักถึงสถานะที่ไม่มีความตาย" ดังนี้. แต่ต่อ มาเมื่อพุทธศาสนาได้แยกออกเป็นหลายนิกาย เพราะ ผู้แยกหวังให้เหมาะแก่ชนนั้น ๆ ได้เกิดกลายเป็นมีผู้ล้าง ยายขึ้นในพระพุทธศาสนา, ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ที่ว่านี้ ก็เป็นลัทธิที่โลกรู้จักมากเหมือนกัน ได้แก่ลัทธิมหายาน ที่สอนให้ถือ พระอมิตาภาพุทธะ. ใครออกพระนามท่าน หรือนึกไว้ในใจเสมอ บาปก็ร่วงหล่นหมดไป. ลัทธิ เช่นนี้ โดยเฉพาะได้แก่ นิกายตาริกิ ซึ่งเจริญแพร่หลาย

น.1000 อยู่ในประเทศญี่ปุ่น, ยิ่งกว่าที่อื่น ๆ. ชาวตะวันตกเลย เชื่อไปว่า พุทธศาสนาก็มีผู้รับบาปของสัตว์ ; เราควร รู้ตัวไว้1 .. ๑๐ .... ที่สุดนี้ ก็มาถึงคำว่า "ภิกขุ." ในเมื่อจะต้อง แปลคำนี้แล้ว โปรดอย่าแปลกันว่า นักขอ หรือนักบวช, คนหัวโล้น, นักวัด, พระสงฆ์, องค์ซี, หรือขรัวตา อย่างใดอย่างหนึ่งเลย ขอให้แปลอย่างถูกตรงจริง ๆ ว่า "คนพวกหนึ่งซึ่งเห็นความน่าเบื่อของการที่ต้อง เกิด ๆ ตาย ๆ วนเวียนอยู่ในกรอบวงของอาการ อย่างที่เป็นมาแล้วไม่รู้จบ, แล้วก็หลีกออกคิดค้น หาวิธีที่จะทำให้หลุดพ้นออกไปจากความเป็นอย่าง นั้น, หรือจะสอนผู้อื่นเพื่อเป็นอย่างนั้นด้วยพลาง." นี่คือภิกษุ. ใครที่ไม่ทำอย่างนี้ ผู้นั้นมิใช่ภิกขุและไม่ ใช่ภิกษุ. ถ้าแปลไม่ถูก ก็อย่าแปลเลย, เรียกทับลงไป

น.1001 ภิกขุ ดีกว่า จะไม่ยาปเพราะทำให้โลกรู้จักภิกขุผิด ไปจากความจริง โดยไม่รู้สึก ...- และเมื่อจะแปลเป็นภาษาอังกฤษก็อย่างเดียว กันอีก, โปรดอย่าแปลคำนี้ว่า Monk, Mendicant, Friar, Almsman, Priest, หรือ Ascetic, อย่างหนึ่ง อย่างใดเลย, เพราะนั่นเป็นชื่อของเอเย่นต์ของพระเป็น เจ้าข้าง, ผู้รับจ้างล้างขายบ้าง, ผู้บูชายัญญ์ข้าง ทรมาน ตนข้าง. จงใช้คำว่า Bhikkhu อยู่ตรง ๆ ทีเดียว มิฉะนั้น ท่านจะเป็นผู้ที่ขยี้เกียรติ์ของคำว่า ภิกขุ ให้จมดินอย่าง ไม่มีเหลือเลย. อีกอย่างหนึ่งควรจำใส่ใจไว้ว่า ถ้า สนทนากับพระภิกขุต่างประเทศในประโยคเป็น ต้นว่า "ท่านเป็นพระมากี่ปีแล้ว ?" ดังนี้ อย่าใช้คำว่า "Priest เป็นต้นแทนคำว่าพระเป็นอันขาด, เขาจะดูหมิ่นท่าน ในใจว่าไม่รู้จักพุทธศาสนาของตนเอง, และจะไม่ยินดี สนทนากับท่านเต็มที่ ..

น.1002 โยคสูตรของปตัญชลี โดย สวามีสัตยานันทปุรี หนังสือพิมพ์พุทธศาสนา ได้เปิดหน้าบรรณวิจารณ์ (Book review) ขึ้นเพื่อวิจารณ์หนังสือบางเล่ม ที่ควรแก่พุทธศาสนิก ผู้ขวนขวายต่อการศึกษา ควรทราบและแสวงมาศึกษา. เราได้เริ่มจับ เอาหนังสือ โยคสูตรของปตัญชลี ซึ่งท่านสวามีสัตยา นันท ปุรี สำนัก งานธรรมาศรมศาสตร์ กรุงเทพฯ แปลและทำคำอธิบายประกอบ ขึ้นวิจารณ์ก่อน. หนังสือเล่มนี้ เจ้าคุณภะรตราชสุพิช ได้ส่งไปถวายใน สำนักโมกขพลาราม เพื่อการศึกษาของพระภิกษุสามเณรในที่นั้น เป็น จำนวน ๕ เล่ม ปรากฏว่า ตรงกับความประสงค์ ในการศึกษาหา ความรู้พิเศษที่เกี่ยวกับสมาธิ ดังที่ท่านพุทธทาสภิกขุให้คำวิจารณ์ ไว้ดังต่อไปนี้ :- หนังสือเช่นโยคสูตรนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ใคร่ ศึกษา ให้ทราบเรื่องของสมาธิอย่างแท้จริง. แม้ว่า ผู้แต่งหนังสือเล่มนี้ มิได้เป็นภิกษุในพุทธศาสนาโดย ตรง ท่านก็ได้บรรยายถึงเรื่องของสมาธิในอินเดียยุค โบราณ และชั้นดีที่สุดไว้อย่างสมบูรณ์ เหมาะกับผู้ที่

น.1003 สนใจในสมาธิในยุคนี้จะอ่าน. เมื่อพระพุทธองค์ตรัสถึง เรื่องสมาธิ เช่นฌานสี่เป็นต้น ในพระโอวาทของ พระองค์ ก็ตรัสเพียงลักษณะที่เป็นผล และเพียงยาง อย่าง มิได้ตรัสถึงวิธีบำเพ็ญและอื่น ๆ โดยละเอียด เพราะเป็นเรื่องที่เข้าใจกันอยู่ทั่วไปแล้ว ในสมัยนั้น, และ ทั้งเป็นการนำมาตรัสเพียงเพื่อให้เป็นบุรพภาค ติดต่อ กับเรื่องที่สูงขึ้นไป ที่พระองค์ตั้งพระทัยจะตรัสอย่าง พิสดาร. เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องของสมาธิจึงมีอยู่ใน ปกรณ์ชั้นสังคีติน้อยเกินไป. ครั้นตกมาถึงสมัยนี้- สมัย ซึ่งสมาธิไม่ใช่ของดาดดื่น และเป็นที่เข้าใจกันทั่วไป ใน หมู่นักบวช-เข้า ข้อความเพียงเท่าที่ปรากฏ อยู่ในพระ คัมภีร์นั้น จึงไม่เพียงพอแก่ความอยากรู้ของนักศึกษา ที่ตั้งใจจะศึกษาให้รู้อย่างสมบูรณ์จริง เราจึงต้องการ หนังสือประกอบการศึกษาประเภทนี้ นอกออกไปอิก, แม้ ว่ามิได้เป็นหนังสือที่แต่งโดยภิกษุในพุทธศาสนาโดยตรง ก็ตาม. แม้ว่าในสมัยอรรถกถา (๖๐๐ ปี จากพุทธปริ- นิพพานต่อมา) จะมีการร้อยกรองหนังสือเรื่องสมาธิไว้ บ้าง เช่นหนังสือวิสุทธิมรรคเป็นต้น ก็ยังไม่ทำให้

น.1004 ผู้ตั้งใจศึกษาจริง ๆ รู้สึกว่าพอได้เลย. นี่เป็นเหตุอัน สำคัญที่ทำให้ทนอยู่ไม่ได้ ในการที่ทำการค้นคว้าออก ไปนอกวงของพวกพุทธบริษัทเราโดยเฉพาะ. ข้าพเจ้า ขวนขวายค้นคว้าจากหนังสือต่าง ๆ เช่นหนังสือของท่าน วิเวกานันทะสวามี, ท่านราม- กฤษณา เป็นต้น ได้พบทำนองเดียวกันเข้าอิก คือกล่าว ถึงแต่ย่อ ๆ ในอันเกี่ยวกับสมาธิโดยทั่วไป มักกล่าว โดยพิสดาร แต่เรื่องทฤษฎีต่าง ๆ ที่เป็นผลของสมาธิ อันสูงขึ้นไปจากนั้น. ในที่สุดมาเมื่อได้พบหนังสือโยค สูตรของท่านปัญชลี (พ.ศ. ๓๐๐ - ๔๐๐) ซึ่งแปลสู่ ภาษาไทยโดยท่านสวามีสัตยานันท์ แห่งสำนักงาน ธรรมาศรมศาสตร์ เข้า รู้สึกว่าเป็นหนังสือที่อาจให้ ความรู้ ในเรื่องนี้โดยพิสดาร และพอเพียงแก่ "การ ประกอบการศึกษา". หนังสือโยคสูตรนี้ บทที่ ๑ ว่าด้วยความหมาย ของคำสมาธิหรือโยคะ และผลที่โยคะจะนำไปถึง คือ ความหลุดพ้น ว่ามีลักษณะเช่นไร เป็นต้น. บทที่ ๒

น.1005 ด้วยวิธีเริ่ม และบำเพ็ญโยคะจนถอนตัวออกได้จาก โลกิยวิสัย, บทที่ ๓ - ๔ ว่าด้วยการผ่านสมาธิขั้นนี้ ไปสู่โลกุตตรภูมิ ความรู้เบ็ดเตล็ดต่าง ๆ ที่กล่าวถึงวิธีนั่ง วิธี กำหนดหรือบังคับลมหายใจ อาหารการกินอยู่หลับ นอน ฯลฯ เหล่านี้ มีทั้งที่ตรงกันกับที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ ของฝ่ายเรา, ทั้งที่ไม่ตรง และทั้งที่เพียงแต่จะช่วยให้ เราเข้าใจข้อความบางอย่างในคัมภีร์ของเราโดยละเอียด ขึ้น. ส่วนความรู้พิเศษ เช่นเรื่องเกี่ยวกับอาตมันเป็นต้น นั้น เป็นของที่น้ำรู้น่าฟังไว้ เหมือนกัน, เพื่อเป็นเครื่อง เรื่องปัญญา ข้าพเจ้าใคร่ที่จะไปอินเดีย เนื่องจากเพื่อเสาะ หา "ความรู้ประกอบ" เหล่านี้ เมื่อท่านสวามี ได้ทำ สิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการให้ปรากฏขึ้นในเมืองไทย ใกล้ ๆ เช่นนี้ ก็นับว่าเป็นลาภแก่ข้าพเจ้ามาก และอดที่จะ ขอบคุณเป็นส่วนพิเศษไม่ได้, และแทนในนามบรรดา ผู้ที่ใคร่จะศึกษาเรื่องนี้ให้กว้างขวาง แวดล้อมคัมภีร์ ของตน, ทั่วไป. หวังว่าท่านสวามีคงจะพยายามทำเล่ม

น.1006 ที่ ๒ ที่ ๓ สืบกันไปเป็นลำดับ และพยายามทำคำอธิ- ยายเป็นพิเศษ เปรียบเทียบข้อความนั้น ๆ กับข้อความ ในคัมภีร์ฝ่ายพุทธศาสนา ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ตามความ รู้เท่าที่ท่านมีในฝ่ายพุทธศาสนา. ที่สุดนี้ ขอแสดง ความขอบใจซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ในการที่ท่านได้ทำให้ความ จำเป็น ที่พวกเราจะต้องไปแสดงหาความรู้พิเศษชนิดนี้ ถึงอินเดีย ให้ยังเหลือน้อยลงมาด้วยเป็นอย่างมาก. โมกขพลาราม ๒๐ ก.ค. ๘๐

น.1007 อภิธานับปที บีกาแปลไทย ไว้อาลัย สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ในรอบปีนี้ เหตุการณ์ที่ปลุกเร้าความรู้สึก ของปวงสยามพุทธศาสนิกอย่างยิ่งอันหนึ่ง ก็คือ การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า. คณะ เราไม่สามารถที่จะกล่าวแก่ท่านทั้งหลาย ตามประ- เพณีว่าเรามีความเสียใจหรือสลดใจเพราะเหตุนี้. ทั้งนี้เพราะว่า นอกจากนั่นจะเป็นเครื่องช่วยรับรอง พระพุทธภาษิตที่ว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา และ สพฺเพหิ ปีเยหิ มนาเปหิ นานาภาโว วินาภาโว ให้ เราเห็นความจริงและมั่นคงในพระพุทธโอวาทยิ่ง ขึ้นไปแล้ว มันยังเป็นการดี, ความหลุดพ้น, ของ พระองค์ท่าน ที่เราทั้งหลายควรอนุโมทนา หรือ แสดงความยินดีด้วยพระองค์ท่านอย่างยิ่ง. ทั้งนี้

น.1008 หมายถึงว่าพระองค์ท่านได้มีพระชนม์อยู่มาจนแก่ หง่อม ยังเหลือยู่แต่เวลาสำหรับทนทรมานแล้ว อีกอย่างหนึ่งพระองค์ท่านได้ทรงบำเพ็ญหน้าที่ของ พระองค์มา อย่างสุดสามารถ หรือเต็มความ สามารถของพระองค์ท่านแล้ว ควรที่จะได้รับการ พักผ่อน หรือหลุดพ้นเสียบ้าง. เมื่อพระองค์ท่าน ได้ทรงรำงับสังขาร ถึงการหยุดพัก ด้วยการหยุด หรือดับลง ซึ่งไม่มีการหยุดพักอย่างอื่นใดเสมอ เช่นนี้ เราจึงขออนุโมทนาในการประสพความรำงับ ชั่วคราว ของพระองค์ท่านอย่างมากด้วยมุทิตาจิต. อนึ่ง ความกตัญญูของเรา ไม่ได้ปลุกใจ เราให้ขวนขวายจัดงานบำเพ็ญกุศลเพื่อพระองค์ ท่านแต่อย่างใด. แต่อีกด้านหนึ่ง มันได้ปลุกให้ เราสอดส่องมองหาพระเกียรติคุณ ของพระองค์ ท่าน บางประการที่เงียบอยู่ ดุจดังว่ามหาชนได้ พากันลืมเสียทีเดียว. นั่นคืองานบางอย่าง ที่พระ- องค์ท่านทรงกระทำไว้เพื่อเรา อย่างแท้จริง. งาน วรรณกรรมชิ้นเอก ของพระองค์ท่าน คือการ

น.1009 ร้อยกรองหนังสืออภิธานัปปที่ปีกา, ที่รองลงมา คือ หนังสือต้นบัญญัติสิกขาบท ในภิกขุวิภังค์. เพื่อ เป็นที่ระลึก หรือไว้อาลัยแด่พระองค์ท่าน คณะ เราได้ขอให้ผู้ที่รู้จักหนังสือสองเล่มนี้ดี ทำการ วิจารณ์หนังสือสองเล่มนี้ ให้ปรากฏเกียรติคุณของ พระองค์ท่านสืบไป และในที่นี้ ได้ตกลงให้ท่าน อินฺทปญฺโญภิกขุ เป็นผู้วิจารณ์. คำวิจารณ์นั้น มี ดังที่เราได้นำลง ต่อไปนี้ :- .... ...- .... อนมนุญฺญคุณของสมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระ- องค์นี้ นั้น นอกจากการทรงซักนำชน ให้น้อมไปใน ทางสัมมาปฏิบัติ ตามเยี่ยงผู้เป็นประมุขทั้งหลาย ใน กาลก่อน ๆ แล้ว ยังมีพระคุณวิเศษอีกอันหนึ่ง คืองาน วรรณกรรม. พระองค์ทรงแปลชาดก และร้อยกรอง เรื่องเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ ไว้มาก, ได้ทรงถอดหนังสืออภิธา- นัไปที่ขี่กาออกสู่ภาษาไทย และทรงคัดเรื่องอุบัติเหตุ ของพระวินัยบัญญัติทุก ๆ สิกขาบท ออกมาร้อยกรอง

น.1010 ขึ้นเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง. งานสองชิ้นหลังนี้น่าชมใน พระวิริยะอุตสาหะ และน่าระลึกถึงพระเดชพระคุณ ที่ ทำให้เราท่านได้รับความสะดวก ในการศึกษา เป็น อันมาก. เราจงมาพิจารณากันดูในที่นี้. คัมภีร์อภิธานัปปทียีกา ในครั้งแรกของเดิม เป็นภาษาบาลี แต่งโดยพระโมคคัลลายนะ พระมหา เถระชาวลังกา เมื่อราว พ.ศ. ๑๖๘๕ ถึง พ.ศ. ๑๗๐๐ เป็นคัมภีร์อภิธานที่ขึ้นชื่อลือชา เช่นเดียวกับคัมภีร์ โมคคัลลายนะ ซึ่งแต่งโดยพระมหาเถระองค์เดียวกัน และมีชื่อเหมือนเจ้าของ. คัมภีร์นี้เป็นคัมภีร์ที่ประมวล ศัพท์หรือคำภาษาบาลีมากที่สุด มาร้อยกรองไว้ด้วย หลักการอันแปลก คือเก็บคำที่คล้าย ๆ กัน หรือเป็น ไวพจน์ของกัน มาร้อยกรองเข้าเป็นกาพย์กลอน ( ที่ เรียกว่าคาถา ) ให้ท่องจำได้โดยง่าย เมื่อแปลออก ศัพท์หนึ่ง ศัพท์อื่นก็พลอยออกไปด้วยทั้งพวก เฉพาะ ศัพท์ที่แปลว่าพระพุทธเจ้า มีถึง ๓๒ ศัพท์, ที่แปลว่า นิพพาน มีถึง ๔๖ ศัพท์, กระทำดังนี้เรื่อย ๆ ไป จน ถึงศัพท์เล็กศัพท์น้อย. มีคัมภีร์ชื่อ อภิธานัปปที่ขี่กาสูจิ

น.1011 อิกคัมภีร์หนึ่ง ช่วยแก้อรรถให้แปลออกโดยง่าย. ฉบับ มคธนี้ ให้สำเร็จประโยชน์ได้ คือ เป็นประมวลของคำ ยาลีทั้งหมด ที่เมื่อผู้ใดจะแปลออกสู่ภาษาของตนภาษา ใดก็ทำได้โดยง่าย. สมเด็จพระสังฆราชเจ้าครั้งยังทรงดำรงพระยศ เป็นกรมหมื่น ได้ทรงถอดออกสู่ภาษาไทย พร้อมทั้ง ทรงให้คำแปลไว้อย่างครบถ้วน. เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ ได้ พิมพ์ขึ้นเป็นเล่มเสร็จเรียบร้อยเป็นครั้งแรก. พระองค์ ได้ทรงจัดให้สำเร็จประโยชน์ได้หลายทางเช่น แพนก หนึ่ง ทรงจัดไว้ในรูปคาถาอย่างเดิม สะดวกแก่การ ท่องจำ และได้เห็นของเดิม, ทรงให้คำแปลไทยไว้ ข้าง ๆ เสร็จ. อิกแผนกหนึ่ง ทรงให้จัดลำดับศัพท์ตาม ลำดับอักษรเป็นเกณฑ์ เช่นการจัดพจนานุกรมบาลีทั่ว ไป, อิกแพนกหนึ่ง ตัดสนธิที่ยาก ๆ ทั้งหมดไว้ให้ดู และอิกแพนกหนึ่งเป็นพวกอัพยยศัพท์พร้อมทั้งคำแปล, และศัพท์ที่ศัพท์เดียว แปลได้หลายอย่าง ก็ได้จัดแยก ออกเป็นพิเศษอีกพวกหนึ่งด้วย. นับว่าเป็นยอดของหนัง- สื่ออภิธาน ที่สยามเรามีอยู่ในเวลานี้ เป็นของจำเป็น

น.1012 ) สำหรับผู้ที่จะศึกษาภาษาบาลี ให้ลุถึงฝั่งฝาจริง ๆ. นัก ฿ หนังสือบาลีย่อมซิมซายในความน่าเคารพ ต่อพระดำริ ของพระองค์ท่านอยู่ด้วยกันทุกคนแล้ว. แต่น่าคิดอยู่อย่างหนึ่ง ที่หนังสือนี้หาได้เป็น หนังสือที่แพร่หลาย สมลักษณะของตนไม่ คงเป็น เพียงหนังสือชั้นพิเศษ ที่มีผู้รู้จักน้อยเหลือเกิน, ราคา ขายครั้งแรกเล่มหนึ่งถึง ๒๕ บาท, เดี๋ยวนี้ได้ยินว่า ลดลงเหลือราว ๑๕ บาท, ถ้าหาซื้อหนังสือเก่าที่ใช้ แล้ว ก็ยังไม่ต่ำกว่า ๑๐ บาท ทั้งยังหายากเหลือประ- มาณ. ข้าพเจ้าเห็นว่า ถ้าจะให้หนังสือนี้มีประโยชน์ แผ่กว้างขวางเช่นเดียวกับพระเกียรติ และเมตตาคุณ ของพระองค์ท่าน ผู้ร้อยกรองแล้ว ท่านผู้ที่ได้รับมรดก ลิขสิทธิ์วรรณกรรม น่าจะทำการโฆษณาและเปลี่ยน- แปลงหลักการณ์บางอย่าง เช่นจำหน่ายให้ถูกลงกว่า เก่า และควรมีฉบับราคาถูก ที่พิมพ์ด้วยกระดาษเลว, ใช้ตัวอักษรเล็ก ๆ ให้เล่มเล็กและยางลง ราคาจะได้ถูก สำหรับนักเรียนที่มีทุนน้อยจะได้อาจซื้อหาไว้สำหรับตน ได้ และทำการโฆษณาขึ้นบ้าง เท่าที่สมควรเท่านั้น

น.1013 ก็จะนำมาซึ่งผลอันน่าชื่นใจเป็นหลายประการ. ข้อแรก จะทำให้พระคุณของพระองค์ท่าน จับใจนักบาลีในสยาม ยิ่งขึ้น จะทำให้สยามมีการศึกษาบาลีที่กว้างขวางขึ้น กว่าเดิม และในที่สุดจะทำให้พระองค์ท่านกลายเป็น "บุรุษที่ไม่รู้จักตาย" ได้อีกพระองค์หนึ่ง ในเมื่อหนัง- สือเล่มนี้ได้แพร่หลายไป เพื่อคอยอำนวยความสะดวก ใจให้แก่นักยาลีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง. หนังสือเล่มที่สอง คือ ต้นบัญญัติ เป็นหนังสือ เล่มหนึ่งอีกเหมือนกัน ที่ถ้าได้บรรจุเข้าไปในหลักสูตร นักธรรม ชั้นใดชั้นหนึ่งที่สมควร ก็จะไม่เป็นการซ้ำ- ซากกับหนังสือเล่มหนึ่งเล่มใด ที่มีอยู่ในหลักสูตรแล้ว และยังกลับ จะช่วยให้นักเรียนเข้าใจความมุ่งหมายของ สิกขาบทหนึ่ง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งแม้แต่หนังสือวินัยมุขที่ กำลังใช้เป็นหลักสูตร ก็ยังบกพร่องไปในส่วนนี้. และ ในหนังสือวินัยมุขนั่งเอง พระมหาสมณเจ้ายังทรงกล่าว ไว้ว่า ความมุ่งหมายของสิกขาบทหนึ่ง ๆ นั้นเป็นของ สำคัญในการตีความโดยพิสดาร ของสิกขาบทนั้น ๆ. หนังสือต้นบัญญัติ จะช่วยให้เราทรายต้นเหตุ ที่ได้

น.1014 ทรงบัญญัติสิกขาบทนั้น ๆ ขึ้น จึงเหมาะสำหรับนักธรรม ที่ยังไม่สามารถค้นได้ด้วยตนเองจากพระไตรปิฎก. ฉะนั้นถ้าหากว่า หนังสือเล่มนี้ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับวง การนักธรรมเมื่อใด ก็จะช่วยให้การศึกษากว้างขวางขึ้น ได้ส่วนหนึ่งเป็นแท้. แม้ที่สุดแต่นักอ่านหนังสือวรรณคดี ทั่วไป ถ้ามาจับหนังสือเล่มนี้อ่าน ท่านจะได้ความรู้ เบ็ดเตล็ดที่เกี่ยวกับจารีตประเพณี, ความเป็นอยู่ของ บรรพชิต, สังคมวิทยา ฯ ล ฯ ในยุคโบราณได้ไม่น้อย. แม้นี้ ก็เป็นทางเฉลิมพระเกียรติคุณ ของพระองค์ท่านให้ ไพศาลได้ส่วนหนึ่ง. หวังว่า ท่านผู้ได้รับมรดกลิขสิทธิ์ คงจะได้พิจารณา โดยทำนองเดียวกันกับหนังสืออภิธา- นับไปทีบีกา ที่กล่าวแล้ว. ที่สุดนี้ ข้าพเจ้าอาจกล่าวได้ว่า เรายิ่งวิจารณ์ ถึงคุณค่าของงานวรรณกรรมของพระองค์ท่านมากขึ้น เพียงใด เราก็จะยิ่งซึมซาบในพระมนุญฺญคุณของพระ องค์ท่านขึ้นเพียงนั้น และนั่นจะช่วยให้เราลืมพระองค์ ท่านได้ยากกว่าที่เราจะเพียงประกอบพิธีสลดใจ และ บำเพ็ญทักษิณานุประทาน อันเอิกเกริกอย่างเดียว ซึ่ง

น.1015 ดูเหมือนว่ามักค่อย ๆ จางหายไป พร้อมกับเสียงอึกทึก ครึกโครมของงานนั่นเอง. วรรณกรรมของพระองค์ท่าน ไม่ได้ผ่านเข้ามาในวงการศึกษาของชาติ ให้พอสมกับ คุณค่าของมัน. นี่จะเป็นเพราะเหตุใด ข้าพเจ้าตอบไม่ได้ แต่ยืนยันได้อย่างหนึ่งว่า มิใช่เพราะวรรณกรรมของ พระองค์ท่านไม่ดีพอ หามิได้. ฉะนั้น เพื่อไว้อาลัยในพระองค์ท่าน ผู้ลาจาก เราไปเพื่อความพักผ่อน ข้าพเจ้าขอเตือนพวกเรา เหล่า พุทธบริษัทแห่งสยาม ให้ระลึกว่างานที่สำเร็จขึ้นด้วย พระวิริยภาพของพระองค์บางอย่างนั้น จะมีชีวิตอยู่เป็นคู่ กับความจงรักและความกตัญญูกตเวทีของผู้ที่จงรักและ กตเวทีได้ตลอดกาลนาน ถ้าหากว่าจะช่วยกันมองแล้ว และแก้ไขรูปการบางอย่างสักเล็กน้อย. โมกขพลาราม ๑๖ ธ.ค. ๘๐

น.1016 พุทธปรัชญา อธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ เมื่อไม่นานมานี้ มีหนังสือทางพุทธศาสนาที่ อธิบายโดยหลักวิทยาศาสตร์ พิมพ์ออกโฆษณาเล่มหนึ่ง ชื่อหนังสือ “พุทธปรัชญาอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์" โดย นายสมัคร ยุราวาศ ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ ณ โรงเรียน แร่หลวง กรุงลอนดอน. ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นหนังสือที่น่า เอาใจใส่อย่างยิ่ง, และน่าแปลกประหลาด ที่นักเรียน หนุ่มๆ ที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียน สามารถอธิบาย ปรัชญาสูง ๆ เช่น เรื่องกรรม อนัตตา และนิพพาน ได้อย่างแจ่มแจ้งยิ่งนัก. ข้าพเจ้ากล้ากล่าวว่าผู้เขียนเย็น คนแรก ที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกสนใจในนักศึกษาหนุ่ม ผู้ซึ่งสามารถอธิบายหลักพุทธศาสนาด้วยวิทยาศาสตร์ อย่างน่าพิศวง

น.1017 หนังสือเล่มนี้ จะช่วยให้ผู้อ่านเห็นอย่างแจ่มแจ้ง ว่า วิทยาศาสตร์ เย็น "บียมิตร " ของพุทธศาสนา อย่างไม่มีเปรียบ : อาจอธิบายให้ลงรอยกันได้โดย ประการทั้งปวง. ภิกษุสามเณรควรอ่าน เพราะช่วยให้ รู้จักหลักวิทยาศาสตร์ได้อย่างลึกซึ้งทันใจ, และง่าย เพราะไก่ไปจากหลักพุทธศาสนาซึ่งตน ชำนาญอยู่แล้ว. นักเรียนวิทยาศาสตร์หนุ่ม ๆ ก็ควรอ่าน เพราะจะได้ รู้จัก "ยอด" ของวิทยาศาสตร์เร็วเข้า และได้ความรู้ ทางศาสนาชั้นสูงๆ เป็นกำไร. ในท้ายที่สุดในวงการของ พุทธศาสนา ก็จะมีผู้ที่สามารถพูดและผู้ฟัง ที่ถูกฝาถูก ตัวต่อกัน ในเมื่อเราต้องการจะคุยกันถึงเนื้อหาอันแท้ จริงของพุทธศาสนา ซึ่งเป็นยอดแห่งปรัชญาทั้งหลาย. หนังสือเล่มนี้ จะช่วยให้ท่านสามารถช่วยกู้ พุทธศาสนาของเราเองให้รุ่งเรืองยิ่งขึ้น, ช่วยให้เห็นว่า เราไม่จำเป็นที่จะต้องคิดตั้งศาสนากันใหม่อย่างที่คน สมัยนี้ใฝ่ฝันกันนัก. ผู้เขียนกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

น.1018 "นักบวชชาวอินเดียคนหนึ่งกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า เขา กับอาจารย์กำลังสร้างศาสนาใหม่ ซึ่งจะรับได้ไม่ว่า ที่ไหน ในโลก. ศาสนานี้จะมีชื่อว่า ศาสนาสากล และจะรวมเอาศาสนาต่าง ๆ ที่เป็นใหญ่ในโลกเวลานี้ไว้ หมด. ข้อนี้เราต้องคอยดู และข้าพเจ้ากล้าทายจากที่ ได้คิดมาอย่างรอบคอบแล้วว่า ศาสนาสากลของเขาคือ ศาสนาพุทธ นั่นเอง. เพราะว่าคำสอนในศาสนาอื่นมี อยู่ทั้งหมดแล้วในพุทธศาสนา." ข้าพเจ้า (ผู้วิจารณ์) เข้าใจว่า เมื่อต้องการจะ ชี้ให้เห็นว่า โลกทั้งหมดเป็นเพียง มายา แล้ว ไม่มี อะไรดีไปกว่าการอธิบายด้วยกฎแห่งกาลและอวกาศ (time and space) ดังที่อธิบายไว้ในหนังสือเล่มนี้. นัก ศึกษาหนุ่มที่เคยเรียนวิทยาศาสตร์มาแล้ว จะจับฉวย ได้ง่ายทุกคน. และเขาจะเห็นได้อย่างประจักษ์ว่า พุทธปรัชญา เก่ง กว่าวิทยาศาสตร์สักปานใด. มนุษย์ ในสมัยนี้มอยดวงใจให้แก่หลักวิทยาศาสตร์ เพราะถือว่า ซอยแก่เหตุผล มีเหตุผล เปิดเผยและเห็นเองเชื่อเอง. แต่ถ้าเข้าใจหลักพุทธศาสนา อันอธิบายขนานกันกับ

น.1019 วิทยาศาสตร์เช่นนี้แล้วเขาจะกลับใจ ยูซาพุทธศาสนา ยิ่งกว่าวิทยาศาสตร์ ถึงกับให้นามแก่พุทธศาสนาใหม่ ว่า ศาสนาที่เป็นยอดแห่งวิทยาศาสตร์, และเชื่อจริง ว่าพุทธศาสนาไม่มีหลบ หรือจำนนต่อการพิสูจน์ของ วิธีการณ์ใด ๆ. ความจริงโลกคืออะไร ? เสียงที่ไพเราะคือ อะไร ? รูปที่สวยงามจะบอกจับใจคืออะไร ? ฯลฯ จะอ่าน ทรายได้จากบทที่ว่า สัมพัทธธรรม และสัมผัสส์. บทที่ ผู้เขียนวางไว้อย่างงดงาม และเป็นประโยชน์แก่คน ทุกคนมากที่สุด ก็คือบทอันว่าด้วยใจที่เป็นอิสระแก่กาล และอวกาศ กับใจที่ไม่เป็นอิสระแก่กาลและอวกาศ เมื่อกล่าวโดยเทียบเคียงกับพุทธศาสนาแล้ว ใจที่เป็น อิสระแก่กาลและอวกาศ ก็คือใจที่เห็นอนัตตา หมด ตัณหา เห็นโลกโดยความเป็นของว่าง ประสบกันกับ นิพพาน อันเป็นที่สุดทุกข์นั่นเอง, ถ้าหากว่าผู้เห็น เห็นอย่างเห็นด้วยใจจริง (realisation) มิใช่เห็นด้วย การเรียนทฤษฎี

น.1020 ข้าพเจ้าอ่านแล้วรู้สึกว่า เอาเถอะ โลกยิ่งมี การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์มากขึ้นเพียงใด ก็เท่ากับ ยิ่งค้นคว้า เพื่อเพิ่มเหตุผลให้แก่พุทธศาสนาเพียงนั้น. ความจริงย่อมจะยิ่งปรากฏตัวออกเอง ในเมื่อยิ่งมีผู้ไป คุ้ยเขี่ย หรือยุแหย่มากเข้า. ครั้นได้ทรายมาอีกว่าผู้เขียน ได้พยายามแปลเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อคนยุโรปอ่าน อีกด้วย ก็ทำให้อดคิดล่วงหน้าไปไม่ได้ว่า พุทธศาสนา เราอาจจะมีโชคดีอยู่ไม่น้อยที่เกิดมีผู้ ช่วยแผ่ศาสนา ให้ในยางแขนง อย่างเหมาะสมแก่กาล คือกาลที่โลก นักศึกษา กำลังมีดวงใจอันเหมาะ แก่ พุทธศาสนาอย่าง ยิ่งแล้ว. ขอให้ "นายสมัคร" คนที่สอง สาม ฯลฯ เกิดขึ้นโดยเร็วเถิด. หรือถ้าจะไม่มีคนที่สอง สาม ฯลฯ เกิดจริง ๆ แล้ว, ก็ขอให้นายสมัครคนที่หนึ่งอุทิศตัวเย็น คนของศาสนาอย่างเต็มที่เถิด. อินฺทปญฺภิกขุ โมกขพลาราม ๒๗ เม. ย. ๘๑ (ทราบว่าหนังสือนี้ บิดาของผู้เขียนพิมพ์แจก และมีส่วนผู้อื่นพิมพ์ จำหน่ายเอากุศลเป็นกำไร ราคา ๒๗๐ หน้า ต่อ ๕๐ สตางค์)

น.1021 หนังสือหักธรรมสำหรับอุบาสกอุบาสิกา ข้าพเจ้ารู้สึกว่า หนังสือที่น่าสนใจ สำหรับ อุบาสก อุบาสิกา ได้เกิดขึ้นอย่างไม่เคยนึกฝันมาก่อน อีกเล่มหนึ่ง คือ หนังสือหัดธรรม, ไม่ปรากฏนาม ผู้แต่ง แต่ปรากฏว่า ท่านเจ้าคุณสมเด็จพระพุทธ โฆษาจารย์ วัดเทพศิรินทร เป็นผู้ตรวจแก้. หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือขนาดใหญ่ยาวถึง ๔๑ บท แต่ละบทบรรจุข้อความเป็นเรื่องยาวเรื่องหนึ่ง ๆ, แต่งเป็นคำถามคำตอบระหว่างคนสองคนขึ้นไป ไม่มี สำนวนโยกโย้ แต่มีสำนวนชนิดที่ลดเลี้ยวเข้าหาความ จริง หรืออรรถอันลึกซึ้งได้รวดเร็วและง่ายดาย น่าชม เชยความสามารถของผู้แต่ง. ตามธรรมดา อุบาสก อุยาสิกา ไม่ค่อยสามารถอ่านหนังสือ ที่อยู่ในรูปคำภีร์ เดิมแล้วเก็บเอาใจความมาประติดประต่อกัน เฉพาะที่ เป็นเรื่องตรงกับความรู้สึกในใจของตน หรือที่ตนควร

น.1022 ทราย และต้องการจะทราบจริง ๆ มันเป็นการสมควร อย่างยิ่ง ที่มีหนังสือชนิดที่บรรจุข้อความเฉพาะที่อยู่ใน แนวคิด และความเป็นไปของพุทธบริษัทประเภทนี้ และ แต่งไว้ โดยสำนวนโวหารที่ง่าย ๆ สำหรับการกำหนด จดจำเช่นนี้. เมื่อคำนวณดูตามสถิติแล้ว ความจริง ย่อม มีผู้ที่มีความต้องการในหนังสือเล่มนี้ อย่างน้อยจำนวน แสนคน (หมายตลอดถึงอุบาสิกาทั้งประเทศสยาม), แต่ น่าเสียดายที่หนังสือเล่มนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป และ คงพิมพ์ขึ้นเป็นจำนวนน้อย เพียงพันสองพันเล่ม. ถ้า หากว่าเจ้าของผู้ถือลิขสิทธิ์จะสละลิขสิทธิ์ ให้มีผู้พิมพ์ ขายพิมพ์แจกได้ตามชอบใจ ให้แพร่หลายออกไปโดย เร็วแล้ว ระดับความรู้ของอุบาสกอุบาสิกา ในเมืองเรา จะเขยิบสูงขึ้นอีกชั้นหนึ่ง และผู้ได้รับประโยชน์ จาก หนังสือเล่มนี้แล้ว ควรบอกกล่าวเพื่อนฝูงที่ยังไม่เคย อ่านให้ได้อ่านด้วย. อนึ่ง ถ้าหากในการพิมพ์ครั้งต่อไป หนังสือ เล่มนี้จะได้รับการแก้ไขในการวางรูปหน้า, บรรทัด

น.1023 ตัวอักษร, ให้สะดวกหรือง่าย ต่อการอ่านเสียใหม่ ยาง ประการแล้ว จะสำเร็จประโยชน์ยิ่งขึ้นกว่าที่จะพิมพ์ อยู่ในรูปที่ใช้ตัวอักษรอย่างเดียวกันหมด และไม่มีการ ย่อหน้า หรือมีอะไรให้เป็นที่สังเกตในระหว่างคำพูดของ ฝ่ายถามและฝ่ายแก้.

น.1024 ความรู้สึกเกี่ยวกับ พระพุทธศาสนาในถิ่นไทย สุดทางใต้ เมื่อเดือนเมษายนที่แล้วมา ข้าพเจ้าได้มีโอ- กาสเที่ยวชมกิจการและภาวะทางพระพุทธศาสนาบาง อย่างในถิ่นของชาวไทยสุดแดนทางทิศใต้ ; ได้ไปที่ จ.ว. นราธิวาส และเลยไปกลันตัน อันได้ตกไปเป็นเขตของ อังกฤษ. มีเรื่องน่าบรรยายสู่กันฟังอยู่บ้าง เพื่อประโยชน์ ทั้งแก่ผู้ฟัง และสิ่งที่ถูกนำมาบรรยาย, เท่าที่ข้าพเจ้าได้ ไปเห็นมาชั่วเวลาเล็กน้อย. ๑. เรื่องนี้ เป็นบันทึกตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๘ นมนานมาแล้ว บัดนี้เหตุการณ์เปลี่ยนไปมาก. การนำมาพิมพ์ไว้ในที่นี้ เป็นเพียงเพื่อ ประกอบการพิจารณาบางอย่างเท่านั้น, ข้อความบางอย่างที่ได้ตัดออกเสีย จาก เมื่อบทความนี้ ได้รับการพิมพ์ครั้งแรก ก็ยังมี.

น.1025 ที่จังหวัดกลันตัน กล่าวได้ว่า ในดินแดนไทยที่ตกไปเป็นของ อังกฤษแล้วนั้น มีพี่น้องชาวไทยเรา อาศัยอยู่สุดสิ้นลง เพียง จ. ว. นี้เท่านั้น ต่อนั้นไปไม่มี (นี่หมายถึงที่มีภูมิ ลำเนาเป็นหมู่บ้านจริง ๆ มาแต่ครั้งยังเป็นของไทย ). พลเมืองของจ.ว.นี้เป็นแขกมลายู มีคนไทยเป็นส่วนน้อย แซกอยู่เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ มีวัดอยู่กลาง ประจำหมู่บ้าน ทั้งจังหวัดมีเพียง ๑๗ วัด. ไม่มีวัดที่ในตัวเมือง (โกตาบารู ), มีแต่ที่หมู่บ้านนอก ๆห่างเมืองออกไปมาก. คนไทยในแถบนี้ มีรูปร่าง การแต่งกาย น้ำเสียง เหมือน กับแขก นอกจากจะสังเกตตรงที่พูดภาษาไทย และยก มือไหว้พระ เมื่อพบแล้ว ดูเหมือนจะสังเกตยากทีเดียว ว่าเป็นแขกหรือไทย. ถ้าพบเขาภายนอกบ้าน, ข้าพเจ้า ใคร่จะยืนยันว่า "เขาไหว้พระกันทุกคน." พี่น้องชาวไทยเหล่านี้ แม้จะต้องขยันในกิจการ งานอาชีพยิ่งกว่าชายไทยในเขตสยาม (เพราะการเก็บ ภาษีรายได้แรงกว่า) ก็จริง แต่กระนั้นก็ยังพยายามหา

น.1026 โอกาสไปสู่วัดเพื่อบำเพ็ญกิจทางพุทธศาสนา ดูราวกับ ว่า วัดเท่านั้นที่เป็นเครื่องชุ่มชื่นใจของเขาทั้งหลายยิ่ง กว่าสิ่งอื่น, วัดได้เป็นคู่ทุกข์คู่ยากอย่างที่จะแยกกันมิได้ ดังจะเห็นได้ว่า ทุก ๆ เย็นมีชาวบ้านจำนวนสิบ ๆ คนไป ที่วัดพร้อมกันสวดมนต์และสนทนาธรรมทุก ๆ วันทั้งปี ๆ มิใช่เฉพาะแต่วันอุโบสถหรือคราวพรรษาเป็นต้น. ได้ ช่วยกันประคับประคองวัดไว้ได้เป็นปรกติราบรื่น ทั้งที่มิ ได้รับความช่วยเหลือจากทางบ้านเมือง ของรัฐบาล อังกฤษแต่อย่างใด นอกจากการคุ้มภัยตามธรรมดาบ้าน เมือง และปล่อยให้จัดการเอาเองเท่านั้น. ที่นี่ไม่มีการปกครองคณะสงฆ์อย่างในสยาม วัดใคร ๆ ก็ปกครองจัดการวางระเบียบแบบแผนกันเอง ไม่ขึ้นวัดอื่น หรือมีเจ้าคณะปกครองเป็นชั้น ๆ เพราะ เหตุนี้การศึกษาธรรมจึงไม่มีเป็นกิจลักษณะ นอกจาก ศึกษากันเองด้วยหนังสือที่ได้ไปจากสยาม. เรื่องนี้แทน ที่จะเห็นเป็นของน่าติเตียน ขอให้ช่วยกันเห็นอกและ

น.1027 สงสารพี่น้องชาวไทยเหล่านั้น ที่ช่วยกันประคองพุทธ- ศาสนาเท่าที่มีอยู่ให้หายสาบสูญไปเสียได้. การเรียน หนังสือไทยไม่มีสอนในโรงเรียน อาศัยศึกษาที่วัดเมื่อ จะบวช จิ้งยิ่งเป็นการยากอีกอย่างหนึ่งที่จะมีการศึกษา ธรรมและบาลีอันเจริญได้เหมือนในเขตสยาม ซึ่งมี การศึกษาหนังสือไทยเย็นพื้นเดิมอยู่ก่อนแล้ว. พี่น้องชาวไทยที่นั่นกำลังต้องการธรรมทั้งฝ่าย ปริยัติและปฏิบัติ ดังข้าพเจ้าสังเกตเห็นจากการให้มี ธรรมเทศนาถึงสองครั้ง ชั่วขณะที่ข้าพเจ้าพักอยู่ที่วัด แห่งหนึ่งไม่กี่ชั่วโมง. ขอพี่น้องชาวไทยในสยามจง ช่วยกันทำความติดต่อและช่วยเหลือพี่น้องที่ยังตกอยู่ใน ถิ่นอันไกลนั้น ตามควรเถิด. ทางที่จะช่วยก็เช่นส่ง หนังสือที่เป็นประโยชน์แก่การศึกษาไปให้, หรือส่งครู ไปให้, หรือถ้ามีเวลาก็ไปอบรมสั่งสอนให้ โดยตนเอง สมทบกับภิกษุที่มีความสามารถอยู่ข้างทางโน้นแล้ว. ถ้าคณะสงฆ์หรือมหามกุฏราชวิทยาลัย หรือผู้มีอิทธิพล

น.1028 ในการพระศาสนาผู้อื่น ๆ จะแผ่เมตตากายกรรมไปยัง พี่น้องชาวไทยเหล่านี้บ้างแล้ว จะเป็นกุศลแก่คนไทย ในถิ่นนี้หาน้อยไม่, เป็นการช่วยเหลือคนไทยอย่าง ทั่วถึง ดุจฝนตกทั่วทุกหย่อมหญ้าทีเดียว. ที่จังหวัดนราธิวาส ควรทรายเสียก่อนว่า ทางสุดแดนสยามทางใต้ นั้น การพระศาสนายังไม่สู้เจริญ เนื่องจากพลเมือง เป็นไทยอิสลามแทบทั้งนั้น การปกครองทางคณะสงฆ์ ได้รวมเอา จ.ว. นราธิวาส จ.ว. ยะลา จ.ว. ปัตตานี เข้าเป็นจังหวัดเดียวกัน, เพราะมีวัดและภิกษุสามเณร น้อย. สำหรับ จ.ว. นราธิวาส ทางคณะสงฆ์เป็นเพียง แขวง (อำเภอ). ที่ศูนย์กลางจังหวัด มีวัดเพียงวัดเดียว และก็พอเพียงแก่ความต้องการของพลเมืองในบริเวณ จังหวัดนั้นแล้ว. กิจการพระศาสนาทางฝ่ายวัตถุ (การ ก่อสร้าง), การปริยัติ, และการปฏิบัติ นับได้ว่าเริ่ม เจริญขึ้นเป็นลำดับ

น.1029 วัดบางนราได้ให้ปฏิสันถารแก่ข้าพเจ้าเย็น อย่างดี จนนอกจากจะลืมเสียมิได้แล้ว ยังจะต้องนำ มากล่าวไว้ ในที่นี้อีกด้วย. ปรกติของพลเมืองที่บางนรา นั้น ข้าพเจ้าใคร่จะกล่าวว่า ต้องการธรรมะชั้นกลาง และขั้นสูงมากกว่าศีลธรรมขั้นต่ำ เช่นศีลห้า คงเนื่อง มาจากปรกติของคนแถบนี้ สุภาพเรียบร้อยอยู่เองแล้ว เจ้าหน้าที่ทางบ้านเมืองย่อมทราบความข้อนี้ได้ดี ถึงกับ กล่าวกับข้าพเจ้าก็หลายคน ที่ข้าพเจ้าสังเกตเห็นเองก็ มีมาก เช่น การทิ้งสิ่งของเครื่องใช้ไว้ตามศาลาหรือ ที่อื่น ๆ ซึ่งไม่มีคนรักษาก็ปลอดภัย ต่างกับที่ จ.ว. อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางในกรุง. ถ้าชาวนราจะรักษา เกียรติอันนี้ไว้ได้ยั่งยืนแล้ว จะชื่อว่าเป็นแดนแห่ง ศีลธรรมแท้แห่งหนึ่งทีเดียว แต่เป็นที่น่าเสียใจว่าเวลานี้ ดูเหมือนศีลธรรมประเภทนี้ได้เริ่มเสื่อมลงพอสังเกตเห็น ได้ เชื่อกันว่าเป็นเพราะชาวแปลกถิ่นมาก่อหรือมาสอน ให้กลับกลายนิสัย. นราที่เคยต้องการการอบรมสั่งสอน ศีลธรรมขั้นต่ำแต่น้อย ๆ จะกลายเป็นเริ่มต้องการมาก

น.1030 ขึ้น ซึ่งข้าพเจ้าใคร่จะเตือนให้พี่น้องชาวนรารู้ตัวไว้ให้ ทันท่วงที, เพื่อการป้องกัน หรือการแก้ไขอันเหมาะสม. เป็นการน่าประหลาดอีกอย่างหนึ่ง ที่ทางปลาย แดนเช่นนี้ทั่วไป ยังมีการสอนวิปัสนาแบบปรัมปราเหลือ อยู่ ยังมีฆราวาสเป็นครูสอน มิศิษย์เป็นฆราวาส ชาวบ้าน ไม่มีภิกษุสามเณรเลย, ซึ่งถ้าฟังไม่ซอยด้วย เหตุผลแล้ว ผู้ฟังอาจเข้าใจไปว่า นักวิปัสนามีแต่ที่เป็น ชาวบ้าน ไม่มีที่เป็นภิกษุสามเณร คล้ายกับว่าภิกษุ สามเณรกลับมีธุระหน้าที่ตรงกันข้าม. ข้อนี้เป็นเพราะ การสั่งสอนประเภทนี้ ในที่นี้ยังไม่บริสุทธิ์สะอาดพอที่จะ ให้ภิกษุสามเณร หรือพุทธบริษัทผู้มีการศึกษามามาก พอควรแล้ว เลื่อมใสและเชื่อถือได้ เช่นยังมีการเก็บค่า ธรรมเนียม, การไม่ยอมตอบข้อซักถามของผู้อยากทราบ เป็นต้น. โดยนัยส่วนนี้เราอาจสรุปได้ ว่าในถิ่นที่ ศีลธรรมของชาวเมือง ยังไม่ถูกทำลายด้วยการเจริญ หรือเศรษฐกิจแผนใหม่เอี่ยมนั้น ชาวเมืองย่อมต้องการ ความสุขในทางธรรมสูงขึ้นไป ถึงกับศึกษาในส่วนใจ

น.1031 ด้วยความหวังสุข. ถ้าเป็นโชคดีที่มีการสั่งสอนอย่าง บริสุทธิ์ถูกทางก็ดีไป, ถ้าพลาดก็อันตรายเต็มที่ เพราะ เป็นช่องที่ผู้มีความหวังไม่บริสุทธิ์นั้น ๆ จะต้มยำเล่นได้ ตามสบายใจ. ขอให้เพื่อนพุทธบริษัททั้งหลายช่วยทำ อารักขาให้แก่กันและกันในส่วนนี้ให้มาก เราจึงจะ ปลอดภัย และฐานะของวิปัสนาธุระหรือการปฏิบัติธรรม ขั้นสูง จะไม่ถูกเหยียบย่ำดูแคลนโดยคนที่เข้าใจผิด, พุทธศาสนาอันเป็นที่รักร่วมกันของชาวเราจึงจะส่องแสง รุ่งโรจน์ขึ้นได้โดยลำดับ ที่อำเภอตากใบ จ.ว. นี้ มีวัดที่สะอาดอากาศดี น่าอยู่อาศัย แต่ข้าพเจ้าพักที่นี่ไม่นาน ยากที่จะทราย ถึงสภาพความเป็นอยู่ละเอียด แต่เท่าที่สังเกตเห็น พอจะสรุปได้ว่า ศีลธรรมของชาวเมืองยังคงสะอาดดี เหมือนอากาศที่นั่นอยู่นั่นเอง นอกจากนั้นก็ตามธรรมดา ของถิ่นอันอยู่สุดปลายแดนดังกล่าวมาแล้ว. วัดชลธารา- สิงเหของถิ่นนี้ ได้ให้การปฏิสันถาวรอย่างน่าอิ่มใจ เช่นเดียวกัน.

น.1032 ที่อำเภอสุไหงยาดีของ จ.ว. นี้ ข้าพเจ้าได้เห็น นายอำเภอ ใช้เวลาว่างขวนขวายเพื่อความเจริญของ พระศาสนา หรือศีลธรรมของพลเมือง โดยทำนอง เดียวกัน, เย็นที่หวังได้ว่า แม้ว่ายังมีความเจริญอย่าง กะปลกกะเปลี้ย ก็เป็นการดำเนินขึ้นสู่ความเจริญ เรื่อยๆตามฐานะ, เป็นที่น่าปลื้มใจอยู่; ในถิ่นที่มีแต่ไทย อิสลามเป็นส่วนมากเช่นนี้ ย่อมก้าวได้ช้า ๆ. ที่ตำบล โกโล๊กของอำเภอนี้ มีวัดที่เป็นอยู่อย่างน่าประหลาด ใจอยู่วัดหนึ่ง คือ เป็นวัดที่สร้างขึ้น และตั้งอยู่ได้โดย อาศัยความพร้อมเพรียงของคณะพนักงานรถไฟ. พนัก- งานรถไฟทุกแผนก ตั้งแต่สุไหงโกโล๊ก (สุดแดนไทย ทางใต้) ขึ้นมาถึงหาดใหญ่ ยอมเฉลี่ยรายได้บำรุง ตามกำลัง. ที่วัดนี้ ข้าพเจ้าได้เห็นพระภิกษุจำนวน ยี่สิบเศษ และเด็กวัดรวมทั้งเจ้านาคจำนวนสามสิบเศษ ทั้งที่ชาวบ้านรอบ ๆ วัดเป็นไทยพุทธศาสนิกไม่กี่สิบคน เลย มีแต่ไทยอิสลามิกแทบทั้งนั้น

น.1033 ข้าพเจ้าพยายามจดจำเหตุการณ์เหล่านี้มา บรรยาย ให้ท่านผู้เป็นเพื่อนพุทธบริษัททั้งหลายฝั่ง โดย มิได้หวังอย่างอื่นนอกจากหวังว่า ท่านผู้ฟัง, สิ่งใดที่อาจ เป็นทิฏฐานุคติแก่ตนหรือถิ่นของตนได้แล้ว ก็จักได้ ถือเอา และถ้าเห็นส่วนใดที่เป็นโอกาส ให้ตนได้ ช่วยเหลือชาวไทยในสุดแดนทางใต้แล้ว ก็ขอให้ช่วย, เพราะตามความสังเกตของข้าพเจ้า เห็นว่า การพุทธ- ศาสนาทางสุดแดนทางใต้ของสยามนั้น ยังมีความเจริญ ย่อหย่อนกว่าทางอื่นอยู่มาก และเชื่อว่ากำลังต้องการ ความช่วยเหลืออยู่อย่างไม่น้อยเลย. ๓ พฤษภาคม ๒๔๗๘

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต