น.163 นโม ตฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ อิงฺฆ อญฺเญปิ ปุจฺฉสฺสุ ปุถู สมณพฺราหฺมเณ ยทิ สจฺจา ทมา จาคา ขนฺตฺยา ภิยฺโยธ วิชฺชตี ติ. ( สคาถวรรค. สํ. ๑๕/๓๑๖/๘๔๕ ) บัดนี้ อาตมาภาพจะได้วิสัชนาในธรรมิกถาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อ เป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธาความเชื่อ และวิริยะความพากเพียร ของท่านทั้งหลาย ให้เจริญงอกงามก้าวหน้า ในทางแห่งพระศาสนาของสมเด็จ พระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในโลก. ช. ๑ ๑
น.164 แม้ว่าธรรมเทศนาในวันนี้ เป็นธรรมเทศนาที่จัดให้มีขึ้นตามความมุ่งหมาย ของรัฐบาลก็ตาม แต่ธรรมเทศนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าย่อมเป็นของจำเป็น อยู่เสมอไป ไม่ว่าเวลาไหน และจัดขึ้นโดยใคร. ที่เป็นดังนี้ ก็เพราะเหตุว่า ธรรม เทศนาทั้งหลาย ย่อมเป็นอาหารแก่จิตใจ ทำให้ความเป็นมนุษย์ ในภายใน มีความเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ เหมือนต้นไม้ที่เต็มไปด้วยแก่นฉะนั้น. เปรียบ เหมือนต้นไม้ต้นหนึ่ง ดูภายนอนจากที่ไกลก็เป็นต้นไม้ที่มีพุ่มดกเขียวชอุ่ม และ แถมมีดอกด้วย, แต่ครั้นเดินเข้าไปดูถึงโคนต้นในที่ใกล้ กลับเป็นต้นไม้ที่กลวง เป็นโพรงแต่ต้นจนถึงปลาย. บุรุษผู้มีความต้องการด้วยแก่นไม้ มาชะโงก หน้ามองดูต้นไม้ที่กลวงเป็นโพรงแล้ว พากันส่ายหน้าสั่นศีรษะหันหลังกลับ ข้อ นี้ฉันใด, บัณฑิตผู้มีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณามองดูความเป็นมนุษย์ของคน บางคนแล้ว ก็พากันส่ายหน้า สั่นศีรษะหันหลังกลับ ฉันใดก็ฉันนั้น. ทั้งนี้ เพราะว่า ความเป็นมนุษย์ของบุคคลนั้น มีความกลวงเป็นโพรง คือมี ความเป็นมนุษย์แต่ซีกกาย ส่วนภายใน คือซีกใจนั้นปราศจากความเป็น มนุษย์ เพราะขาดอาหารทางใจ จึงทำให้มีความเป็นมนุษย์ แต่เพียงครึ่ง เดียว, หรือมีความเป็นมนุษย์ที่กลวงเป็นโพรง ดังกล่าวแล้ว. ความสมบูรณ์ในทางวัตถุ ทำให้ทางกายเจริญฉันใด ความสมบูรณ์ใน ทางธรรมก็ทำให้จิตใจเจริญฉันนั้น. เมื่อเราให้อาหารทางวัตถุ เช่นข้าว น้ำ เป็นต้น แก่ร่างกายเป็นประจำวันอยู่ทุกวัน เราก็ควรให้อาหารทางใจ แก่ใจควบคู่กันไปด้วย. ถ้ามิฉะนั้นแล้ว จะเกิดความไม่ยุติธรรมอย่าง- ยิ่ง และมีผลคือ มีความเจริญแต่ทางกาย ส่วนใจนั้นขาดอาหาร ตีบลีบตายไป. เราจงพากันให้ความยุติธรรมแก่ทางใจ โดยทำการให้ อาหารเป็นประจำวันให้สมส่วนกันนั้นเอง.
น.165 การฟังธรรมเทศนานั้น นับว่าเป็นวิธีหนึ่งซึ่งเป็นการให้อาหารแก่จิต- ใจอย่างสะดวกที่สุด. แม้ว่าจะมีการให้อาหารทางใจแก่จิตใจโดยหลายวิธี ด้วยกัน มีการสวดมนต์ภาวนา รักษาศีล ให้ทาน เป็นต้นก็ตาม แต่การฟัง ธรรมเทศนายังคงเป็นวิธีที่สะดวกที่สุด ได้ผลมากที่สุดอยู่นั่นเอง เพราะเป็นวิธี ที่จะทำให้เกิดความสะอาด สว่าง และสงบ แก่จิตใจโดยตรง. ใจมากไป ด้วยความสะอาด สว่าง สงบ ยิ่งขึ้นเพียงใด ก็นับว่าเป็นความเจริญแก่จิตใจเพียง นั้น. ใจที่สะอาดสว่างสงบนั้นแล เป็นความหมายอันแท้จริง ของความเป็นมนุษย์ อันจะทำให้เกิดสันติสุขทั้งฝ่ายตนเองและผู้อื่น สามารถจะบั่นทอนแก้ไขความทุกข์ยาก และปัญหานานาประการให้ หมดสิ้นไปได้ ทำให้เป็นผู้ที่ไม่ต้องถูกเรียกตัวมาอบรมอีกต่อไป. จึงขอ วิงวอนท่านทั้งหลาย ว่าอย่าได้มีความอิดหนาระอาใจในการที่จะต้องฟังธรรม- เทศนา ไม่ว่าจะแสดงโดยใคร ที่ไหน และเวลาไร และแม้ว่าจะเป็นการซ้ำ• ซากเพียงใดด้วย. ขอให้นึกดูในเรื่องการรับประทานอาหาร ที่เรารับประทานกันอยู่ทุกวันและ ทุกคนเถิด. อาหารนั้นซ้ำซาก คือไม่มีอะไรมากไปกว่า ข้าว ปลา เนื้อ ผัก ผลไม้ เราก็ยังกินกันอยู่ทุกวันไม่มีเบื่อ. ถึงทีที่จะต้องให้อาหารใจอย่าง ซ้ำซากบ้างทำไม เราจะต้องเบื่อ. เราจงพิจารณาดูอย่างยุติธรรม ให้เห็น ความจริงที่ว่า อาหารมีข้าวปลาเป็นต้น ที่เราบริโภคอย่างซ้ำซากทุกๆ วัน แม้จะซ้ำอย่างไร มันก็ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตอยู่ได้ทั้งที่ซ้ำๆ ซากๆ. อาหารใจก็ต้องเป็นอย่างเดียวกัน คือทำให้ใจเจริญได้ ทั้งที่เป็นการซ้ำ ๆ ซาก ๆ. อีกประการหนึ่ง อาหารที่บำรุงร่างกายให้เจริญนั้น ไม่จำเป็น ต้องเป็นอาหารที่มีรสประหลาดและเอร็ดอร่อย, ขอแต่ให้เป็นอาหารที่แท้จริง
น.166 ถูกต้องตามหลักแห่งอาหารก็แล้วกัน แม้จะไม่งดงามหรือเอร็ดอร่อย เมื่อ ย่อยได้ ก็สามารถบำรุงร่างกายได้ ฉันใด, ธรรมเทศนาที่เป็นอาหารใจ ก็ฉันนั้น ไม่จำเป็น จะต้องแปลกปลาดสนุกสนานฟังเพลิน, ขอแต่ให้ เป็นธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าแล้ว แม้จะจืดชืดปานใด ก็ย่อมบำรุงใจ ให้เจริญได้ทั้งนั้น ฉันนั้น. ขอแต่ให้ท่านทั้งหลายบริโภค และย่อยให้ได้ คือพยายามทำความเข้าใจ น้อมนำไปพิจารณาจนเห็นความจริงแห่งธรรม นั้นๆ แล้ว ย่อมทำให้ใจของท่านเจริญงอกงามด้วยความสะอาด สว่าง และสงบ เป็นแน่แท้. อาตมาจึงขอวิงวอนท่านทั้งหลายซ้ำอีกครั้งหนึ่งว่า จงอย่าได้อิดหนาระอาใจ ในการที่จะฟังธรรมเทศนา ซึ่งที่แท้ เป็นการให้อาหารในทางใจ แม้ว่าจะต้องทำทุกวัน และยังเป็น การซ้ำซาก ไม่มีรสชาติอันสนุกสนาน อีกด้วย. ขอให้พยายาม บริโภค และพยายามย่อยให้ได้แล้วอาหารนั้นก็จะทำหน้าที่ของมันเอง โดยไม่ ต้องสงสัย คือทำให้ใจเจริญงอกงามควบคู่กันไปกับความเจริญในทางกาย จน ไม่ต้องเป็นผู้ที่มีความเป็นมนุษย์ชนิดที่มีความกลวงเป็นโพรงดังที่กล่าวมาแล้ว. .... .... .... .... โดยเฉพาะธรรมเทศนาซึ่งเป็นการอบรมในวันนี้ รัฐบาลมีความมุ่งหมาย ให้เป็น การช่วยกันแก้ไขสิ่งร้ายให้กลายเป็นดี ในทางฝ่ายใจ ควบคู่กันไป กับการแก้ไขทางวัตถุ ซึ่งก็ได้กำลังขมักเขม้นแก้ไขกันอยู่ทุกทาง แล้ว. ในทางวัตถุมีการแก้ไขสิ่งสลักหักพังอันเนื่องมาจากภัยสงคราม และอื่นๆ แก้ไขความขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภค แก้ไขในด้านเศรษฐกิจ การทหาร การเมือง ฯลฯ ทุกวิถีทาง ที่หวังว่าจะเป็นผลดีแก่ประเทศชาติ แต่ ถ้า
น.167 ปราศจากการแก้ไขในทางฝ่ายใจ ซึ่งเป็นประธานแห่งสิ่งทั้งหลาย เสีย ก่อนแล้ว การแก้ไขอย่างอื่น ๆ ย่อมทำไปไม่ได้ คือไม่สามารถแก้ไขให้ลุ- ล่วงไป แม้ว่าจะมีความคิดและแผนการที่ดีเพียงใดก็ตาม. ปัญหายุ่งยาก ในการแก้ไขเหล่านี้ เมื่อมองดูโดยทั่วไปแล้ว คล้ายกับเป็นปัญหาที่มีมากมาย หลายปัญหา. แต่ที่แท้นั้นมีเพียงปัญหาเดียว คือการ แก้ไขความ เป็นมนุษย์ของแต่ละคนให้ดี ให้ถูกต้องเท่านั้นแล้วปัญหาต่างๆ จะเป็นอันถูกแก้ไขหมด และเป็นผลสำเร็จทุกประการ. เพราะ ว่าสิ่งทั้งหมดนี้เนื่องเป็นอันเดียวกัน. ปัญหายุ่งยากทุกอย่างในโลกนี้ ย่อมเนื่องเป็นอันเดียวกัน. ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาของโลกทั้งโลก ปัญหาของประเทศ ปัญหาของบ้าน เมือง จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ครอบครัว จนกระทั่งปัญหาส่วน ตัวของบุคคลเป็นคนๆ ไป ย่อมรวมอยู่ที่สภาพความตกต่ำในทาง ฝ่ายจิตใจ ของคนแต่ละคนในโลกนั่นเอง. เพราะฉะนั้น ในการแก้ ปัญหาเหล่านี้ ย่อมมีความเนื่องเป็นอันเดียวกัน เช่นเดียวกันอีก, คือ เมื่อ แก้ปัญหาส่วนตัวสำเร็จ ย่อมเป็นการแก้ปัญหาของครอบครัวสำเร็จ ของหมู่ บ้าน ของตำบล ของอำเภอ จังหวัด บ้านเมือง ประเทศ ชาติ ตลอดจน ของโลกทั้งสิ้นได้สำเร็จ, กล่าวคือ การที่ ต่างคนต่างตั้งหน้าแก้ไขสภาพ ความตกต่ำในทางใจให้สูงขึ้นมาได้ เท่านั้นเอง. เมื่อทุกคนมีใจ สูงพอแล้ว ปัญหา หรือความทุกข์ยากต่างๆ ในโลกนี้จะสูญสิ้น ไปในพริบตาเดียวกันนั้น. ฉะนั้น ความตกต่ำในใจของใครมีอยู่ ก็ ขอให้คนนั้นแก้ของตนเอง เสร็จแล้วจะเป็นการแก้ปัญหาของโลกทั้งหมดขึ้นมา ช. ๒
น.168 เอง. ขอให้พิจารณาให้เห็นความจริงที่ว่า ปัญหาอันมากมาย ซึ่งเราดูแล้ว ท้อใจว่า จะแก้กันไม่ไหวนี้ ที่แท้มันเป็นปัญหาเพียงอันเดียว คือภาวะความ ตกต่ำในทางใจ เพราะใจขาดอาหารดังที่กล่าวมาแล้ว. ขอให้เราทุกคน จงพากันทำความเข้าใจ แล้วช่วยกันแก้ปัญหาอันนี้ ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาของ โลกทั้งหมดขึ้นมาเองในภายหลัง. ของใครก็ให้คนนั้นตั้งอกตั้งใจแก้เถิด จะ เป็นผลดีแก่ตัวเอง และแก่ประเทศชาติหรือโลกทั้งสิ้นพร้อมกันอยู่ในตัว. จง ช่วยกันแก้ไขภาวะความตกต่ำในทางใจของตนๆ แล้วท่านจะเป็นผู้ชนะในทุกๆ สถานะการณ์ของโลก. การแก้ไขทุกอย่าง เราเห็นกันอยู่เป็นอย่างดีแล้ว ว่าเราต้องทราบถึง สมุฏฐาน หรือต้นเหตุของความยุ่งยากเหล่านั้นเสียก่อน. ในการที่เราจะ ร่วมมือกันแก้ไขสถานะการณ์ของประเทศ หรือของโลก ให้ดีขึ้นก็ตาม, หรือ แก้ไขตัวเราเองโดยเฉพาะก็ตาม เราจึงต้องทราบถึงสมุฏฐานของมัน, เมื่อ ถามขึ้นว่า ความทุกข์ยากในโลก เกิดมาจากอะไร ? อาตมาขอตอบว่า ความทุกข์ยากในโลกทุกชนิด เกิดมาจากการที่คนในโลกไม่เป็น มนุษย์กัน นั่นเอง. เป็นกันอย่างมากแต่เพียงคน ไม่สูงขึ้นไป ถึงเป็นมนุษย์. การกล่าวเช่นนี้ มิใช่เป็นการกล่าวเล่นสนุกๆ หรือเพื่อ เล่นสำนวนอย่างใดก็หามิได้ ที่แท้เป็นความจริงเช่นนั้น ซึ่งจะได้วิสัชนาให้ ท่านฟัง. การเป็นคน กับ การเป็นมนุษย์นั้น ต่างกันไกลลิบ. การ เป็นคนนั้น พอสักว่า ได้เกิดมา ก็เป็นคนได้แล้ว ; ส่วนการเป็นมนุษย์ นั้นหมายเฉพาะผู้มีใจสูง. ใจสูงชนิดที่น้ำ กล่าวคือความชั่วหรือความ
น.169 ทุกข์ ท่วมไม่ถึง. คำว่ามนุษย์ๆ นี้ แยกศัพท์ออกได้ง่ายๆ สองคำคือ มนุษย์ รวมกันเป็นมนุษย์, มน แปลว่า ใจ อุษย์ แปลว่า สูง. คำ ว่า มนุษย์ จึงแปลกันได้ง่ายๆ ว่า มีใจสูง. ส่วนคำว่า คน นั้น มีความ หมายมาจากคำว่า ชน ซึ่งแปลได้ง่ายๆ อีกว่า เกิดมา. เพราะฉะนั้น พอ ได้เกิดมา ก็ได้เป็นคนแล้วแน่นอน, แต่จะเป็นมนุษย์หรือไม่นั้น อีกปัญหา หนึ่งต่างหาก คืออยู่ที่ว่าใจสูงหรือไม่สูง. ถ้าใจสูง ก็เป็นมนุษย์ได้, ถ้า ใจไม่สูง ก็เป็นมนุษย์ไม่ได้ อย่างมากจะเป็นได้ ก็แต่เพียง คน เท่านั้น เอง. ฉะนั้น การเป็น มนุษย์ กับการเป็น คน จึงต่างกันเป็นคนละอย่าง. เราจงเลิกแปลคำว่า มนุษย์ ว่า คน กันเสียทีเถิด ยกไว้ให้สำหรับลูกเด็กๆ ในโรงเรียนแปลกันในชั้นนั้น, สำหรับผู้ใหญ่และอยู่ในสภาพที่เผชิญกันอยู่กับ สถานะการณ์อันยุ่งยากของโลกนี้ เราต้องเข้าใจในความหมายของคำว่ามนุษย์ ให้ถูกต้องจริงๆ แล้วท่านทั้งหลายก็จะเห็นจริงกับอาตมาว่า ความทุกข์ยาก ในโลกทุกอย่างและทุกยุค มันเกิดมาจากการที่คนในโลกไม่เป็น มนุษย์กันนั้นเอง. คำว่าใจสูงๆ ในที่นี้มีความหมายอย่างไร จะต้องทำความเข้าใจ กันโดยละเอียด. ที่ดินที่สูงหรือที่ดอน เราหมายถึงที่ที่น้ำท่วมไม่ถึง. ใจสูง ก็เป็นอย่างเดียวกัน คือหมายถึง ใจชนิดที่น้ำกล่าวคือกิเลส หรือความ ชัว ท่วมขึ้นไปไม่ถึง. หัวใจที่น้ำชนิดนี้ท่วมไม่ถึงนั้น ย่อมมีลักษณะ สะอาด สว่าง และสงบเย็น. ความสะอาด ความสว่าง และความ สงบเย็น ของใจนั่นเอง คือ ความสูงของใจ. ใจที่สูงเช่นนี้ แล้ว ท่านลองคิดดูให้ดี ๆ ว่า จะมีความทุกข์เกิดขึ้นจากคนๆ นี้ ได้อย่างไร,
น.170 หรือมีปัญหาอะไรบ้างที่คนซึ่งมีหัวใจสูงเช่นนี้จะแก้ไขไม่สำเร็จ ? พระพุทธ- เจ้า เป็นยอดของมนุษย์ ก็เพราะท่านมีความสะอาด ความสว่าง และความ สงบของใจมากถึงที่สุดจริงๆ นั่นเอง. พระสงฆ์สาวกทั้งหลาย ก็คือผู้ที่ มีใจสูงโดยนัยนั้นอย่างเดียวกัน ตามมากตามน้อย เป็นลดหลั่นกันลงมา. ฝ่าย บุถุชนคนธรรมดานั้น ใจอยู่ในระดับแบนราบไม่มีความสูงเสียเลย. ส่วน กัลยาณปุถุชนนั้น ใจมีความสูงพอสมควรแก่การที่จะเรียกตัวเองว่ามนุษย์อยู่ บ้าง. ถ้าคนในโลก พากันเป็นกัลยาณปุถุชนให้ได้กันทุกคน เท่านั้น ความทุกข์ยากในโลกจะไม่เกิดขึ้นได้เลย และเราจะ ได้รับสิ่งที่ใฝ่ฝันหากันนัก คือสิ่งที่เรียกกันว่า "สันติภาพอัน ถาวร." คนในสมัยนี้ ไม่เป็นมนุษย์กันมากยิ่งขึ้น. อย่าเข้าใจว่าคนใน สมัยนี้ มีการศึกษาเจริญ แล้วจะมีความเป็นมนุษย์กันมากขึ้น. การ ศึกษานั้น มิได้มีความหมายว่าสามารถทำให้ใจมีความสะอาด สว่าง และ สงบ. เมื่อใช้การศึกษาผิด แม้จะมีการศึกษามากเพียงไร ก็ มีแต่จะยิ่งทำใจให้สกปรก มืดมัว และเร่าร้อนมากขึ้นเพียงนั้น. ขอให้คนในโลกแห่งสมัยนี้ อย่าหลงทะนงตัวว่า มีใจสูง เพราะเหตุที่มีการ ศึกษากว้างขวางนั้นเลย. ขอให้วัดดูด้วยกฎเกณฑ์อันแท้จริง คือความที่ใจ สะอาด สว่าง และสงบ หรือไม่นั้นเสียก่อน• เพราะถ้าใจไม่เป็นเช่นนี้แล้ว ทำอย่างไรเสีย น้ำคือกิเลสหรือความชั่ว ย่อมท่วมใจนั้นได้ เป็นแน่ นอน และจะเห็นผลของความที่ไม่มีใจสูงอย่างประจักษ์ชัดออกมา.
น.171 คนสมัยนี้ พากันเป็นมนุษย์น้อยลงๆ หรือไม่เป็นมนุษย์ มากยิ่งขึ้นนั้น เพราะใจต่ำลงๆ. ใจต่ำลง ๆ เพราะต่าง คนต่าง พากันหันหลังให้ศาสนา ของตน ๆ มากยิ่งขึ้น แล้วแต่ตนจะถือศาสนา อะไร ล้วนพากันหันหลังให้ศาสนาของตนมากยิ่งขึ้นๆ ทั้งนั้น. ที่พากัน หันหลังให้ศาสนาของตนๆ มากยิ่งขึ้นนั้น เพราะเหตุที่เห็นได้ง่าย ๆ สองอย่างคือ ความถูกกระทบกระเทือนจากภัยต่างๆ มีภัยหลังสงครามเป็นต้น และเพราะ ในโลกมีสิ่งยั่วยวนให้คนหันหลังให้ศาสนาของตนมากขึ้น ตามส่วนของ การศึกษาที่ยิ่งเจริญมากขึ้นนั่นเอง จนเหลือที่คนธรรมดาแห่งสมัยนี้ จะทนมีใจ คอเป็นปรกติอยู่ได้. การหันหลังให้ศาสนานั้น คือ การตามใจตัว เอง. ก่อนหน้านี้ เคยตามพระทัยหรือตามใจพระศาสดาของตนๆ แล้ว แต่พระศาสดาได้ทรงสั่งสอนไว้อย่างไรก็พากันทำตาม และอยู่ในกรอบแห่ง ศีลธรรมของศาสนานั้นได้. บัดนี้พากันตามใจตัวของตัว หันหลังให้ พระศาสดา เมินเฉยต่อหลักพระศาสนา เพื่อให้ได้ตามใจตัวในการหา ความสนุกสนานเอร็ดอร่อยเพลิดเพลิน หรือ ความสุขทางเนื้อหนัง. ยิ่งตามใจตัวมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งหันหลังให้ศาสนาของตนมากขึ้นเท่านั้น. ยิ่ง หันหลังให้ศาสนามากขึ้นเท่าไร ใจก็ยิ่งต่ำลงๆ เท่านั้น. การตามใจตัวเอง ทำให้ใจต่ำลงเพราะเหตุใด ? เพราะ เหตุว่า การตามใจตัวเองนั้น คือ การตามใจกิเลส. สิ่งที่เรียก ว่า กิเลสนั้นคือสิ่งที่ทำให้ ใจ สกปรก มืดมัว และเร่าร้อน. ทุก ๆ ศาสนาเรียกกิเลสโดยบุคคลาธิษฐานว่า ผีปีศาจบ้าง พญามารบ้าง ซาตาน บ้าง แล้วแต่จะเรียกตามภาษาแห่งศาสนานั้นๆ แต่ความหมายก็ตรงกันหมด. ฉะนั้น การตามใจตัวเอง เพราะเห็นแก่ความสุขทางเนื้อหนัง ก็ ช. ๓
น.172 การตามใจภูตผีปีศาจนั้นเอง. เมื่อละจากการตามใจพระศาสดา มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น มาตามใจภูตผีปีศาจแล้ว จะไม่ให้ใจต่ำ ได้อย่างไร. เหตุนี้แหละ จึงกล้ากล่าวว่า การตามใจตัวเองนั้น ทำ ให้ใจต่ำลงๆ. ที่นี้ทางฝ่ายตรงกันข้าม คือ การบังคับตัวเอง ย่อมนำมาซึ่งความ มีใจสูง อันเป็นความหมายของความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง. พราะเหตุว่า การบังคับตัวเอง ไม่ให้ตามใจตัวเอง แต่ไปตามใจพระคำสดาของตน ๆ นั้น ทำให้มีใจสะอาด สว่าง และสงบเย็นมากขึ้น. ไม่ตกเป็นลูกสมุนของผีปีศาจ พญามาร หรือซาตานเป็นต้น อีกต่อไป. การบังคับตัวเองนี้ คือคำสอน ของทุก ๆ ศาสนาในโลก, และโดยเฉพาะพระพุทธศาสนานั้น ย่อม เป็นการสอนให้ทำการบังคับตัวเองโดยสิ้นเชิง. เราอาจกล่าวได้ว่า พระ พุทธวจนะทั้งหมดในพระไตรปิฎกนั้น ทุกคำสอนให้บังคับตัวเอง. ศีล คือบังคับตัวเองทางด้านกายและวาจาโดยเด็ดขาด โดยไม่มีช่องทางที่จะตามใจ ภูตผีปีศาจเหลืออยู่เลย. สมาธิ คือการบังคับตัวเองในด้านจิตใจโดยเด็ด ขาด โดยไม่มีช่องทางที่จะตามใจกิเลส หรือเปิดโอกาสให้กิเลสอิกเหมือนกัน. ส่วน ปัญญา นั้นคือการทำลายรากเง่าของกิเลสอันเป็นเหตุให้ตามใจตัวเอง เสียโดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรเหลืออยู่สำหรับจะงอกเงยเป็นการตามใจตัวเองได้อีก ต่อไป. แล้วในพระไตรปิฎกทุกๆ หน้านั้น มีอะไรมากไปกว่า ศีล- สมาธิ - ปัญญา เล่า ? เราจึงกล่าวได้ว่า พระพุทธศาสนานั้น คือ ศาสนาแห่ง การบังคับตัวเองทั้งตุ้น.
น.173 ติด วิถีแห่งการบรรเทาทุกข์ การตามใจตัวเอง หรือการตามใจกิเลสนั้น คือ การละทิ้ง ศาสนา ไปสวามิภักดิ์ต่อภูตผีปีศาจซึ่งทำหน้าที่ทรมานสัตว์โลก หรือถึงกับล้างผลาญโลกในบางคราว. ความทุกข์ยากในโลก ทุกชนิด ทุกยุคทุกสมัย เกิดจากการตามใจตัวเอง หรือการตามใจภูตผี ปีศาจนี้ ทั้งนั้น. คำว่า ภูตผีปีศาจ นี้เป็นชื่อของใจซึ่งปราศจาก ความสะอาด สว่าง สงบ, แต่เป็นใจที่สกปรก มืดมัว เร่า ร้อน. ขอให้ท่านทั้งหลายคิดดูเถิดว่า ความทุกข์ยากชนิดไหนบ้างในโลก นี้ ที่ไม่เกิดมาจากใจของคนที่มี ใจสกปรกมืดมัวและเร่าร้อน กล่าวคือใจที่ เอาแต่การตามใจตัวเองในการแสวงหาความสุขทางเนื้อหนัง. ความเสื่อม เสียทางศีลธรรมและวัฒนธรรมนั้น มาจากอะไร ถ้ามิใช่มาจากภูตผีปีศาจแห่ง การตามใจตัวเอง เราลองพิจารณากันดูในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญและ จำเป็นที่สุดสำหรับพวกเราที่ตกลงใจกันว่า จะทำการแก้ไขสภาพความตกต่ำใน ทางด้านจิตใจ เพื่อประโยชน์แก่พวกเราเองและแก่โลกทั้งสิ้น. ศีลธรรมที่เป็นหลักทั่วไปคือศีลห้าประการ. ศีลข้อหนึ่ง ซึ่งห้ามการทำลายชีวิตนั้น ศีลข้อนี้จะมีอยู่ได้ ก็ด้วยการบังคับตัวเองไว้ได้เท่า นั้น. ครั้นปราศจากการบังคับตัวเอง ซึ่งหมายถึงมือเท้าปากท้อง เมื่อไร แล้ว ศีลข้อนี้ก็กระจัดกระจายหมด. คนที่ไร้การบังคับตัวเอง ย่อมฆ่าสัตว์ ได้เพื่อประโยชน์เพียงความสนุกสนาน หรือสนุกมือ, แม้สัตว์ที่มีบุญคุณอยู่ เหนือศีรษะคนทุกคนที่กินข้าว เช่นวัวควาย เป็นต้น เราก็ยังได้เห็นคนพากันฆ่า สัตว์เหล่านี้กินเพื่อความเมามาย, กินเพื่อบำเรอภูตผีปีศาจแห่งการตามใจตัว เอง แทนการกินเป็นอาหารตามปรกติ. ใจที่ล่าขนาดที่มองไม่เห็น
น.174 ศีลข้อที่สี่ ซึ่งห้ามการกล่าวคำไม่จริง ต้องเสียไปก็เพราะคนบังคับตัว ให้อยู่ในความสัตย์จริงหรือในทำนองคลองธรรมไม่ได้. การกล่าวเท็จทางวาจา ทางตัวหนังสือ ทางกิริยาท่าทางก็ตาม ล้วนแต่มีความมุ่งหมายเพื่อให้ได้ประ- โยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งแก่ตัวทั้งนั้น อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อความสนุกสนาน หรือ ได้เกียรติว่าคุยเรื่องโกหกสนุก. โดยทั่วไปกล่าวเท็จกันก็เพื่อให้ได้ประโยชน์ แก่ตัวหรือพวกพ้องของตัว เช่น การเป็นพยานเท็จเพื่อค่าจ้าง หรือเพื่อพวกพ้อง ของตัวจะได้ชนะในคดี, เราจึงถือเอาใจความได้ว่า การกล่าวเท็จนั้น คือ การหาประโยชน์ใส่ตัว หรือ พวกของตัวโดยใช้วาจาเป็นเครื่องมือ นั่นเอง. เมื่อบังคับตัวเองไม่ได้ในทางที่จะไม่แสวงหาประโยชน์ โดยไม่ชอบ ธรรม คนก็กล่าวเท็จด้วยวาจา ซึ่งไม่ต้องลงทุนลงแรงมากเหมือนกระทำอย่าง อื่น. ศีลข้อนี้ก็เสียไป. โลกเราปั่นป่วนส่วนมากที่สุดสมัยนี้ก็เนื่องจาก การไม่มีศีลธรรมข้อนี้ของพวกนักการเมืองเจ้าเล่ห์ของโลกนั่นเอง. เล่ห์ เหลี่ยมต่าง ๆ นั้นก็มิใช่อะไรอื่นไปจากการกล่าวเท็จด้วยกิริยา ซึ่งภูตผีปีศาจ แห่งการตามใจตัวเองเข้ามาบังคับให้ทำ. ศีลข้อที่ห้า ซึ่งห้ามการดื่มน้ำเมา เราจะยิ่งเห็นชัดขึ้นไปอีกว่าศีลข้อนี้ เสียไปเพราะการตามใจตัวเองล้วนๆ. น้ำเมามิใช่ยามิใช่อาหาร. ถ้า ใช้เป็นยาหรืออาหารก็ใช้อย่างอื่น หรือโดยวิธีอื่น ซึ่งผิดจาก ที่ใช้กันอยู่อย่าง น้ำเมา คือ เพื่อมอมตัวเองให้เกิดอาการและความรู้สึกอย่างภูตผีปีศาจขึ้น ในใจของตัวเอง. ในสมัยที่คนหันหลังให้คำสนาของตนมากขึ้นเช่นนี้ คน ก็ย่อมกินน้ำเมามากขึ้นกว่าแต่ก่อนเป็นธรรมดา ซึ่งทำให้ความเป็นมนุษย์น้อย ลงๆ และมีความเป็นภูตผีปีศาจมากขึ้นๆ ในโลกนี้. แม้ในประเทศ ไทยเรา ก็เห็นได้ว่าคนกินน้ำเมากันมากขึ้น. ในระยะสิบปี
น.175 มานี้ พลเมืองของประเทศไทยมิได้เพิ่มขึ้นถึงหนึ่งเท่าตัวเลย, แต่ในระยะ สิบปีมานี้ ปริมาณการผลิตน้ำเมาเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว จนท่านผู้เฒ่า บางคนเกิดความฉงนในกองน้ำเมาที่กองอยู่เต็มท่าเรือ หรือสถานีรถไฟ ว่าน้ำ เมาจำนวนมากมายเหล่านี้ เขาจะเอาไปอาบช้างอาบม้าที่ไหนกันหนอ. แต่ ใครๆ ก็ย่อมทราบดีว่าน้ำเมาเหล่านั้น ในที่สุดไม่ได้หายไปทางไหน. ในข้อนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน จงได้คิดดูเถิดว่า เมื่อใจเราสูงเป็นมนุษย์ คือ มี ความสะอาด สว่าง และสงบอยู่ในใจนั้น น้ำเมาจะดื้อเข้าไปในปาก ของเราได้หรือไม่. และเมื่อใจของเราต่ำเป็นปีศาจ คือ ใจสกปรก มืดมัวและเร่าร้อน น้ำเมาเข้าไปในคอโดยง่ายดายเพียงไร แล้วในที่สุด ก็จะตอบคำถามได้ด้วยตัวของท่านเองว่า มนุษย์กินเหล้า หรือผีกินเหล้ากัน แน่ ? เมื่อน้ำเมา คือ สิ่งที่ทำคนให้หมดจากความเป็นมนุษย์ แต่ให้ เกิดมีความเป็นผีปีศาจขึ้นแทนดังนี้แล้ว ผู้ดื่มจะทำการแก้ไขภาวะตกต่ำในทาง ใจของตนเองได้โดยวิธีไร ? เมื่อแก้ไขของตัวเองก็ไม่ได้แล้ว จะช่วยแก้ไข ของบ้านเมือง หรือประเทศชาติ ได้อย่างไรต่อไปอีก ขอให้ลองนึก. เพราะ ปีศาจแห่งการตามใจตัวเองตัวเดียวกันนั้นเอง ที่ทำให้คำสอนของพระศาสดาใน ข้อนี้เป็นหมันไป แม้ในหมู่แห่งคนที่เรียกตัวเองว่า พุทธบริษัท ในสมัยนี้ เป็น จำนวนไม่น้อย. การตามใจตัวเอง เป็นปีศาจแห่งการทำลายล้าง ได้ทำลาย ศีลธรรมของศาสนา ๕ ประการหมดสิ้นแล้ว ยังทำลายต่อไปถึงธรรมะข้อ อื่นๆ ต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งมีแต่จะทำให้การหันหลังให้ศาสนาดำเนินต่อ ไปไม่มีที่สิ้นสุดเช่นกัน, เป็นไฟผ้าปิดบังดวงตาไม่ให้เห็นสิ่งที่ควรจะเห็น, พรางตาทำให้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว, ทำให้เห็นแต่ช่องทางสำหรับ
น.176 ก้ตัว ในเมื่อตน ต้องการจะเหยียบย่ำศีลธรรม เพื่อก้าวไปสู่การ ตามใจตัวเองที่ยิ่งๆ ขึ้นไป. สิ่งที่มีอยู่ทั่วไป ทุกหนทุกแห่ง แต่ไม่ มีใครหยิบขึ้นมาพิจารณาให้เห็นพิษสงของปีศาจตัวนี้ เช่น การเล่นการพนัน และการดูการเล่น เป็นต้น ซึ่งอาตมาจะเปรียบเทียบให้ท่านทั้งหลายคิดดู. ท่านนั่งฟังเทศน์อยู่ที่นี่ บางคนอาจรู้สึกเมื่อยหลังแล้ว เวลาก็ยังไม่ถึงชั่วโมง, แต่ถ้านั่งเล่นการพนันก็นั่งได้ด้วยความรู้สึกสนุกสนาน ตั้งหลายๆ ชั่วโมงก็ไม่ เคยบ่นเมื่อยหลัง เท่านั่งฟังเทศน์. บางคนที่ปีศาจสิ่งยิ่งไปกว่านั้น ก็นั่งอยู่ กับ วงไพ่ ได้ถึง ๒๔ ชั่วโมง โดยไม่ต้องลุก. ให้เขาเอาอาหารมาให้บริโภค ที่ตรงนั้น และถ้าทำได้ ก็จะถ่ายอุจจาระปัสสาวะที่ตรงนั้นด้วยซ้ำไป ทั้งนี้ก็ เพื่ออย่าให้ต้องละไปจากวงนั่นเอง. ถ้าต้องนั่งฟังเทศน์นานถึงเท่านั้น เขา จะบ่นสักเท่าไร ท่านลองหลับตานึกดูเอง และนึกดูต่อไปด้วยว่าการบ่นใน ลักษณะเช่นนี้อย่างนี้นั้น เป็นการบ่นที่ออกมาจากจิตใจที่มีความสูงอย่างมีความ เป็นมนุษย์ หรือออกมาจากจิตใจที่มีความต่ำอย่างมีความเป็นภูตผีปีศาจแห่ง การตามใจตัวเอง, พูดกันง่ายๆ ก็คือ มนุษย์บ่น หรือผีบ่น กันแน่. อบายมุขหรือ ประตูนรกประตูนี้เปิดกว้างทั่วไป หมดเพราะอะไร. เรา มีดประตูนรกประตูนี้กันไม่สำเร็จ ทั้งที่ตำรวจเต็มเมือง เพราะอะไร ถ้ามิใช่ เพราะอำนาจของปีศาจแห่งการตามใจตัวเอง ที่ทำให้นั่งฟังเทศน์สักชั่วโมงเดียว ก็รู้สึกเมื่อยหลัง ดังนี้. อบายมุข ข้อการดูการเล่นหรือมหรสพต่างๆ ก็ทำนองเดียวกันอีก. ถ้าจะต้องไปฟังเทศน์ตามวัดหรือที่ใดก็ตาม ก็มีความรู้สึกออกมาจากภายในว่า ไม่มีเวลา ไม่มีคนอยู่บ้าน. ครั้นถึงที่จะไปดูหนัง ทุกคืนก็มีเวลา, ไป กันทั้งพ่อทั้งแม่ทั้งลูก ก็มีคนเฝ้าบ้าน คือลูกกุญแจ. ถ้าจะต้องทำงานใน หน้าที่ของตนให้มากล้าหน่อย ก็รู้สึกเหนื่อยและสุขภาพทรุดโทรม แต่เต้นรำ
น.177 หรือรำวงได้ถึงตีหนึ่งตีสอง ไม่มีความรู้สึกเหนื่อยหรือรู้สึกกลัวสุขภาพทรุด- โทรม. ท่านทั้งหลายจงคิดดูเองเถิดว่า นี่เป็นเพราะมันมีอะไรเข้าสิง ถ้า หากมิใช่ปีศาจตัวเดียวกันนั่นอีก กล่าวคือ ปีศาจแห่งการตามใจตัวเอง ที่สิงคนเพื่อให้หันหลังให้ศาสนา โดยทำให้หลงไปว่าความเป็นมนุษย์ที่ ถูกต้อง มีอยู่ในนั้น, หรือความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องสมัยนี้ ต้องเป็นเช่นนี้, ซึ่งท่านจะเห็นได้ต่อไปอีกว่า ถ้าคนในโลกตกอยู่ภายใต้อำนาจของปีศาจตัวนี้กัน ทั้งหมดแล้ว โลกเราจะอยู่ในสภาพเช่นไร. สิ่งที่เรียกว่า อบายมุข หรือ ประตูนรก ก็จะเปลี่ยนความหมายเป็นประตูอะไรไป ในเมื่อคนจำนวนมากพากัน นิยมเดินเข้าไปสู่ประตูนี้ด้วยชื่นตามากขึ้น. แล้วเราจะพากันแก้ไขภาวะความตก- ต่ำในทางใจ ซึ่งเป็นมูลเหตุอันสำคัญของความตกต่ำทั้งหลายได้อย่างไร. เรา พากันเดินลงสู่ประตูแห่งอบายมุข. หล่าน ทั้งที่ปากร้องบอกบ่าวแก่กันและกัน ให้ ช่วยกันแก้ไขความเสื่อมโทรมทางเศรษฐกิจ ทางศีลธรรม ทางวัฒนธรรมและ อื่นๆ อยู่เป็นคุ้งเป็นแคว. เหล่านี้เป็นเพราะการถูกหลอนของปีศาจตัวไหน ถ้ามิใช่ปีศาจของการตามใจตัวเองตัวเดียวกันนั้น. ในแง่ของความมีวัฒนธรรมนั้น จะยิ่งเห็นได้ง่ายกว่าทางอื่น. วัฒน- ธรรมนั้น คือ ความมีระเบียบเรียบร้อยอันเป็นที่ตั้งแห่งความผาสุก และ น่าเลื่อมใสในการกินอาหาร การแต่งกาย การอยู่อาศัย การเจ็บไข้ การ สมาคม เป็นต้น. แต่แล้วท่านทั้งหลาย ลองหยั่งคิดดูสักแวบหนึ่ง ว่า คนที่ถูกปีศาจแห่งการตามใจตัวเอง เข้าสิง นั้น จะสามารถรักษาระเบียบเหล่า นี้ให้ถึงขนาดเป็นที่ตั้งแห่งความผาสุกและความน่าเลื่อมใสได้อย่างไรกัน เมื่อ ผีตามใจตัวเองเข้าสิงแล้ว เพียงแต่อากาศร้อนนิดเดียว ก็เปลือยตัวออก มาสู่ที่ธารกำนัล ; เพียงเพื่อความสะดวก ก็เททิ้งของโสโครกไว้ประดับ ๒. ๕
น.178 บริเวณบ้าน หรือที่สาธารณะ ; เพียงแต่ตามใจผีที่ตะกละ ก็มีการกินที่ มุมมามไร้ระเบียบ. ฯลฯ เหล่านี้เป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดแจ้ง ว่า ความมี วัฒนธรรมนั้น อยู่รวมกันไม่ได้กับปีศาจแห่งการตามใจตัวเอง. ถ้าคนยังมีใจสูงถึงขนาดที่ยังเห็นวัฒนธรรมเป็นของมีค่าและจำเป็นอยู่ ก็ต้อง ระมัดระวังปีศาจอันร้ายกาจตัวนี้ ทีนี้ เราจะพิจารณากันถึงความยากเข็ญนานาประการของโลก เช่นส่ง- ครามเป็นต้น ว่ามีมูลมาจากอะไร. สำหรับปัญหาความยุ่งยากที่พวกเรา กำลังได้รับ และขอร้องให้ร่วมมือกันทำการแก้ไขกันเป็นการใหญ่ในเวลานี้นั้น ก็กล่าวได้ว่าเป็นผลอันสืบเนื่องมาจากการที่โลกมีสงคราม. ยิ่งมีสงคราม ขนาดใหญ่เพียงไร ก็ยิ่งมีผลสืบเนื่อง เป็นความทุกข์ยากขนาดใหญ่ตามขึ้นเพียง นั้น. การทำสงครามก็ดี ความยากเข็ญอย่างอื่นๆ ก็ดี แม้จะมีรูปร่าง ผิดแปลกแตกต่างกันเพียงไร ย่อมมีมูลเหตุอย่างเดียวกันทั้งนั้น กล่าวคือการ ที่คนในโลกเป็นมนุษย์กันน้อยลงทุกที หรือไม่เป็นกันเสียเลยนั่นเอง ; เป็นกันแต่เพียงคน คือ มีใจต่ำอยู่ในระดับแบนราบ ไม่มีความสูงเป็น ความสะอาด สว่าง และสงบ เพราะอำนาจการตามใจตัวดังที่กล่าวแล้ว คน ในโลกยิ่งตามใจตัวเองยิ่งขึ้นเพียงไร ก็ยิ่งทำโลกให้ประสพกับสงครามเร็วยิ่ง ขึ้น ถียิ่งขึ้น และขนาดรุนแรงยิ่งขึ้นเพียงนั้น. ข้อนี้เป็นเพราะเหตุใด อาตมาขอร้องให้เราทั้งหลายจงได้พิจารณากันดู ให้ละเอียดลออเป็น พิเศษ. การตามใจตัวเอง เป็นสิ่งที่นำไปสู่สงครามอย่างที่จะหลีก เลี่ยงไม่ได้นั้น เป็นเพราะการตามใจตัวเองเป็นสิ่งที่ไม่มีความ สิ้นสุด. ยิ่งตามใจตัวเองให้มากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งออกห่างไปจากความรู้ สึกอิ่มรู้สึกพอ มากขึ้นเท่านั้น. แม้ชาวโลกจะพากันถือหลักตามใจตัวเอง แล้วพยายามกันให้มากเพียงไร ก็ไม่มีวันหรือเวลาที่จะได้ประสพความสำเร็จใน
น.179 เรื่องนี้ เพราะกิเลสตัวนี้ ย่อมมีปรกติวิ่งออกหน้าสิ่งต่างๆ ที่ประดิษฐ์ขึ้นสนอง ความอยากของตน อย่างไม่มีเวลาที่จะไล่ทันได้กันเลย. ไฟไม่เคยอิ่มเคยพอ ด้วยเชื้อเพลิงฉันใด การตามใจตัวเองก็ไม่มีวันอิ่มวันพอด้วยสิ่งที่ช่วยกัน ประดิษฐ์ขึ้นบำรุงบำเรอตัวเองฉันนั้น. เรายิ่งเอาเชื้อเพลิงโหมเข้าไปในไฟ อย่างประชดแดกดัน เพื่อให้มันอิ่มมันพอกันเสียที มันกลับกลายเป็นไฟกอง ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม มีความร้อนสูงยิ่งขึ้นกว่าเดิม สามารถทำการเผาผลาญให้เชื่อ เพลิงเหล่านั้นสิ้นไปเร็วกว่าเดิม. แม้เราจะประชดด้วยเชื้อเพลิง ให้เป็นไฟที่ พุ่งสูงถึงพรหมโลก มันก็ยิ่งเป็นไฟที่ต้องการเชื้อเพลิงเพิ่มมากขึ้นอีก อยู่ นั่นเอง ข้อนี้ฉันใด การตามใจตัวเองของคนในโลก แม้จะ พยายามตามกันสักเท่าใด ๆ ก็ยิ่งมีแต่จะทำให้ยิ่งอยากตามใจตัว มากยิ่งขึ้นไปกว่านั้น อยู่เพียงนั้น. ครั้นบังคับการตามใจตัวไว้ไม่ ได้ ก็ต้องตกเป็นทาสของอารมณ์ ก้มหน้าแสวงหาสิ่งมาสนองความอยากของตน ด้วยความสมัครใจ. ยิ่งสนองมากเข้าเท่าใด ก็ยิ่งทำให้ตกเป็นทาสของอารมณ์ มากเข้าเท่านั้น จนกระทั่งหาสิ่งมาสนองความอยากของตน โดยทางที่ชอบธรรม ไม่ทันแก่ความต้องการ ในที่สุดก็ต้องหาทางแสวงโดยไม่คำนึงถึงความผิดถูก ชั่วดี ซึ่งอันนี้เอง เป็นทางมาแห่งการแข่งขันแย่งชิงกัน จนเกิดการเบียดเบียน กัน ซึ่งเราเรียกกันว่าสงคราม ในเมื่อการเบียดเบียนนั้นขยายตัวออกไปเป็นงาน ของส่วนรวม คือประเทศชาติ. ในสมัยที่คนในโลกอวดกันว่าเจริญด้วยการศึกษานี้ มิได้หมายความว่าคน จะสามารถหยุดการตามใจตัวเอง โดยที่สามารถประดิษฐ์สร้างสิ่งต่างๆ ขึ้น สนองความอยากของตนจนรู้สึกว่าอิ่มว่าพอ. ตรงกันข้าม, ยิ่งมีการศึกษา มากก็ยิ่งรู้จักอยากให้แปลกๆ วิตถารออกไป. ยิ่งประดิษฐ์อะไรขึ้นมาสนอง ความอยากอย่างแปลกๆ ความอยากก็ยิ่งแล่นออกหน้าสิ่งที่สร้างขึ้นสนอง.
น.180 ม้ว่าในสมัยวิทยาศาสตร์ ที่คนสามารถสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นบำเรอซึ่งกันและ กันจนดูคล้ายของทิพย์เข้าไป ความอยากใหม่ ๆ ในการที่จะตามใจตัวเอง ก็ยิ่งทวีขึ้นตามส่วน. การศึกษาอันกว้างขวางของคนในโลกแห่งสมัย นี้ จึงเลยกลายเป็นเพียง เครื่องมือสำหรับสร้างสรรค์เหยื่อสำหรับ บวงสรวงปีศาจแห่งการตามใจตัวเองไปจนหมดสิ้น ซึ่งมีแต่จะทำ ตัวให้ตกเป็นทาสแห่งอารมณ์มากยิ่งกว่าแต่ก่อนอย่างน่าสมเพช. มติ มหาชนโลกเอาแต่จะให้ทุกคนได้มีความสนุกสนานเอร็ดอร่อย ทาง เนื้อหนัง มากขึ้นไปไม่มีขีดสุด ภายใต้นามศัพท์อันไพเราะว่า การอยู่ดีกินดี. การศึกษาค้นคว้าก็ต้องหมุนเข็มแห่งความมุ่งหมาย มุ่งไปทางนี้. นักการเมืองก็ตาม นักเศรษฐกิจก็ตาม นักการทหารก็ตาม ล้วนแต่มีหน้าที่ทำเพื่อให้สำเร็จตามความประสงค์อันนี้, จึงได้ใช้อุบายทาง เศรษฐกิจ การเมือง และการทหารนั่นเอง สำหรับกวาดล้อมเอาประโยชน์ ของผู้อื่นมาเป็นของตน ทั้งทางตรงและทางอ้อม, ทั้งต่อหน้าและลับหลัง. เมื่อฝ่ายหนึ่งรู้ทันและต้านทานหรือป้องกันก็ตาม สิ่งที่เรียกว่า สงครามก็เป็นสิ่ง ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้. ยิ่งมีการศึกษาค้นคว้ามากเพียงใด ก็ยิ่งสามารถบีบบังคับ ผู้อื่นให้ยอมแพ้ จนต้องสนองสิ่งที่ต้องประสงค์ให้แก่ตนเพียงนั้น. เมื่อต่าง ฝ่ายต่างเร่งมือตั้งหน้าศึกษาค้นคว้ายิ่งขึ้นไป เครื่องมือในการทำสงคราม ทั้ง ชนิดร้อนและเย็นก็มีประสิทธิภาพมากพอที่จะล้างผลาญกันให้วอดวาย และมีผล สะท้อนสืบเนื่องไปอย่างกว้างขวางและเนิ่นนานยิ่งขึ้นเพียงนั้น. เพราะฉะนั้น การศึกษาซึ่งควรจะเป็นเครื่องมือสร้างสันติภาพ ก็มากลายเป็นเครื่องมือ
น.181 ของปีศาจแห่งการตามใจตัวเอง สุมเผาสัตว์โลกให้รุมร้อนไปทุกหัวระแหง. แม้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสงคราม ก็ยังต้องพลอยลำบากยากเข็ญเนื่องมาจากภัย สงคราม ดังที่ท่านทั้งหลายก็พอจะมองเห็นได้อยู่เองแล้ว, เราอาจกล่าวได้ว่า ความเดือดร้อนเกิดขึ้นที่ไหน เราจะค้นพบปีศาจแห่งการตามใจตัว เองซ่อนตัวอยู่ภายใต้ในที่นั้นเสมอไป. รวมความสั้นๆ ว่า เมื่อ ปีศาจแห่งการตามใจตัวเอง ยังสิงใจคนในโลกอยู่เพียงใดแล้ว การศึกษา ก็ตาม การค้นคว้าก็ตาม การปฏิบัติงานไปตามหลักแห่งการศึกษาค้นคว้า นั้นๆ ก็ตาม ย่อมกลายเป็นเครื่องทำโลกให้ลุกเป็นไฟ อย่างไม่มีวันจะดับ ได้ อย่างผิดตรงกันข้ามจากวัตถุที่ประสงค์ของการศึกษา ที่เราเคยพากัน หวังว่าจะเป็นเครื่องนำมาซึ่งสันติภาพอันถาวร. ทั้งหมดนี้ เป็นเพราะ อะไร ถ้ามิใช่เพราะอำนาจปีศาจแห่งการตามใจตัวเอง ที่ทำคนให้หันหลังให้ ศาสนาของตนๆ ยิ่งขึ้นดังที่กล่าวมาแล้ว. ความเจริญก้าวหน้าในทาง ตามใจตัวเอง เพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขทางเนื้อทางหนังอย่างไม่ มีการอิ่มการพอนี้เอง เป็นมูลเหตุอันแท้จริงของสงคราม ทั้งใน อดีต ปัจจุบัน และอนาคต. แม้ว่าจะได้อวดอ้างว่าสามารถจัดให้ถูก ต้องแนบเนียนฉลาดเฉลียวเพียงไร การเห็นแก่ความสุขทางเนื้อหนัง ยังคงเป็น บ่อเกิดของความยากเข็ญในโลก อย่างเร้นลับลึกซึ้งแนบเนียนเพียงนั้นอยู่นั้นเอง. เมื่อโลกเราตกลึกเข้ามาในหล่มนี้ถึงเพียงนี้แล้ว เราก็พากันสอดส่ายตาหา สู่ทางสำหรับแก้ไข. แต่ในที่สุด ผลก็จะยังคงเป็นความล้มเหลวอย่างเดียว กันอีก ในเมื่อผู้ที่ทำการแก้ไขยังสมัครที่จะบูชาปีศาจแห่งการตามใจตัวเองอยู่ ร่ำไป. โรคร้าย เกิดขึ้นมาจากการตามใจตัวเอง แล้วยังจะขึ้นใช้ยา แก้ คือ การตามใจตัวเองอีก มันก็เหมือนกับเอาน้ำโคลนมาล้างมือที่เปื้อน ช. 6
น.182 โคลนอีกนั่นเอง. รวมความว่า การที่ความยากเข็ญเกิดขึ้นในโลก และทวียิ่งๆ ขึ้นไปตามส่วนแห่งความเจริญ ของการศึกษาก็ตาม และการที่เราพากันแก้ไขสิ่งร้ายเหล่านี้ให้กลายดีไม่ได้ก็ตาม ทั้ง หมดนี้เป็นเพราะอำนาจของผีตัวเดียวกัน คือ ผีแห่งการตามใจตัว เอง ดังกล่าวแล้ว. ฉะนั้น เราจึงมาช่วยกันกำจัดศัตรูอันร้ายกาจของโลก ตัวนี้กันเถิด. อาตมาได้เอ่ยชื่อถึงการตามใจตัวเองมานับด้วยสิบ ๆ ครั้ง เช่น นี้ ก็เนื่องมาจากมันมีความสำคัญในการก่อทุกข์เข็ญขึ้นในโลก ทั้งโดยส่วน บุคคลและส่วนรวมจริงๆ. ในการที่จะกำจัดศัตรู อันร้ายกาจของโลกตัวนี้ เราต้อง ใช้อาวุธที่เป็นของตรงกันข้าม กล่าวคือการบังคับตัวเอง. เรา ต้องเลิกตามใจตัวเอง แล้วหันไปตามใจพระศาสดาของตนๆ. และการตามใจศาสดาของตนๆ ก็คือ การปฏิบัติตามคำสอนใน พระศาสนาอย่างเคร่งครัด. ศาสนาทุกศาสนาตรงกันหมด คือ บังคับตัวเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ การตามใจตัวเอง ก็สูญหายไป จากโลก และผีร้ายตัวที่สำคัญนั้น ก็จะไม่เยี่ยมกรายมาอีก. ในการบังคับตัวเองนี้ จะเป็นทั้งการแก้ไขความทุกข์ที่มีอยู่แล้วให้ หมดไป และป้องกันความทุกข์ใหม่ไม่ให้เกิดขึ้น. ฉะนั้น เราจงตั้งอกตั้งใจในการที่จะอาศัยหลักแห่งพระศาสนา เพื่อการ บังคับตัวเองกันจงทุกคนเถิด
น.183 สำหรับท่านทั้งหลาย ที่เป็นพุทธบริษัท และโดยเฉพาะเป็นฆราวาส ด้วยนี้ อาดมาขอบอกว่าเป็นโชคดี ที่สุด ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงประทาน ธรรมะ สำหรับฆราวาสไว้โดยเฉพาะ เพื่อการแก้ไขความทุกข์ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นแก่ ฆราวาสทั้งหลายโดยสิ้นเชิง. ธรรมะ ที่กล่าวนี้มีชื่อว่า ฆราวาสธรรม คือ ธรรม สำหรับฆราวาสโดยตรง. ในการที่เราจะแก้ปัญหาส่วนตัว ส่วน ครอบครัว ปัญหาของบ้านเมือง ของประเทศชาติ หรือของโลกทั้งสิ้นก็ตาม ธรรมะ หมวดนี้ย่อมมีอำนาจเพียงพอที่จะใช้ได้ในทุกกรณี. แม้ที่สุดแต่ ท่านจะเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ เลิกตามใจตัวในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ท่านก็ต้อง ใช้ธรรมะหมวดนี้ ซึ่งเป็น แก้วสาระพัดนึกสำหรับฆราวาส. เราจะ บังคับตัวเองให้ละเว้นอะไร หรือให้แก้ไขอะไรสำเร็จไม่ได้ ถ้าปราศจากธรรมะ หมวดที่เรียกว่า ฆราวาสธรรม นี้ ซึ่งมีอยู่ ๔ ข้อด้วยกัน. ข้อแรกคือ ความจริงใจ หรือเรียกโดยภาษาบาลีว่า สัจจะ. ความ จริงใจนี้ หมายถึงความซื่อตรงไม่คดโกงต่อบุคคล ต่อเวลา ต่อหน้าที่การงาน ต่อคำพูดของตัวเอง หรือถ้าสรุปความให้สั้นที่สุดแล้ว ก็คือ ซื่อตรงต่อตัวเอง ซึ่งหมายถึงเกียรติยศ แห่งความเป็นมนุษย์ของตนนั่นเอง. เมื่อเราเรียกตัวเรา ว่า มนุษย์ เราก็ต้องซื่อตรงต่อความหมายของคำว่า มนุษย์ และเป็น มนุษย์ ให้ได้อย่างถูกต้องตามความหมาย คือมีใจสูง เพราะใจสะอาด สว่าง และ สงบ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. เมื่อเราซื่อตรงต่อตัวเอง หรือความเป็น มนุษย์ของเราได้แล้ว ไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องกลัว เราย่อมซื่อตรงต่อบุคคล ต่อ หน้าที่การงาน ต่อเวลา ต่อคำพูด และต่ออะไรได้ทุกอย่าง. เพราะฉะนั้น
น.184 ขอให้เราทุกคนจงภาวนาตั้งจิตอธิษฐานในการที่จะเป็นมนุษย์ให้ได้จริงๆ ไม่ เป็นแต่เพียงคน ดังที่กล่าวแล้ว ท่านอาจจะแย้งว่า การที่ใครๆ จะมีความจริงใจ หรือความซื่อตรงต่อ ตัวเองนี้ มิใช่เป็นของง่าย. มิใช่จะมีได้ง่ายๆ อย่างปากพูดเช่นนี้, อาตมา ขอรับว่าเป็นความจริงเช่นนั้น แต่ว่าเราไม่ต้องตกใจ เมื่อใครต้องการจะ มีสัจจะให้ได้จริง ๆ ไม่เพียงแต่ปากว่าหรือตั้งใจอยู่แต่ในใจแล้ว ก็มีทางที่จะ ทำได้สำเร็จ คือมีธรรมะข้อที่สองต่อไป ซึ่งเรียกว่า "การบีบบังคับใจ " หรือเรียกเป็นภาษาบาลีว่า ทมะ. สำหรับการบีบบังคับใจนี้ พระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสไว้อย่างไพเราะน่าฟังที่สุดว่า " ท่านทั้งหลาย จงบีบบังคับใจของ ท่านให้อยู่ในอำนาจของท่าน เหมือนควาญช้างที่ฉลาด สามารถบังคับช้าง ที่ตกน้ำมัน ฉะนั้น." คำที่เราจะต้องสนใจให้ดีๆ นั้นมีอยู่คำหนึ่ง ซึ่งท่าน จะต้องสนใจจริงๆ คือ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า หมอช้างที่ฉลาด, มิได้ตรัส ว่าหมอช้างเฉยๆ หรือหมอช้างที่โง่เขลา. เพราะถ้าเป็นหมอช้างธรรมดา หรือหมอช้างที่โง่เขลาแล้ว ก็รังแต่จะถูกช้างสลัดให้ตกลงมา และเหยียบหรือทำ อันตรายให้บี้แบนไปเท่านั้น หาสามารถบังคับช้างที่ตกมันให้อยู่ในอำนาจได้ไม่ ก็ใจของคนเรา ที่มีปีศาจแห่งการตามใจตัวเอง เพื่อความสุขทางเนื้อทางหนังเข้า สิงอยู่นั้น มันเป็นสิ่งที่กลับกลอกและดุร้ายยิ่งกว่าช้างที่ตกน้ำมันเป็นไหนๆ แล้ว เราจะเป็นหมอช้างที่โง่เขลา บังคับมันได้อย่างไร ขอให้ท่านทั้งหลายลองคิดดู. ในการบีบบังคับใจให้อยู่ในอำนาจเพื่อรักษาสัจจะเอาไว้ให้ได้นั้น เราต้องอาศัย การทำตนให้เป็นเสมือนหมอช้างที่ฉลาด สามารถรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของช้างทุก- ประการ ก็ย่อมมีทางที่จะบีบบังคับได้สำเร็จ. มารยาหรือเล่ห์เหลี่ยมของใจ ที่คอยแต่จะเถลไถลมีอยู่อย่างไรในใจของเรา เราก็พอจะรู้ แต่ดูเหมือนเราไม่
น.185 มัครที่จะเป็นหมอช้างที่ฉลาดนั้นมากกว่า โดยหาทางแก้ตัวต่างๆ นานา จนได้ เป็นหมอช้างที่เหลวไหลไม่ได้เรื่อง. สิ่งที่เราจำต้องรู้ต่อไปเป็นอันดับที่สามนั้นก็คือข้อที่ว่า เมื่อมีการบีบบังคับ ใจแล้ว ก็ย่อมจะต้องเกิดการเจ็บปวดขึ้นเป็นธรรมดา, เพราะฉะนั้น เรา จำเป็นต้องมีธรรมะข้อที่สามต่อไป ซึ่งเรียกว่า " ความอดกลั้น " หรือเรียก เป็นภาษาบาลีว่า ขันตี. ขันตีนี้ หมายถึงความอดทนได้ รอได้ คอย ได้ จนกว่าจะประสพความสำเร็จ. ขอให้คิดดูเถิดว่า แม้ในกรณีที่ทำ ชั่วทำเลว ก็ยังต้องอาศัยความอดกลั้นอดทนรอได้คอยได้เหมือนกัน แล้ว เหตุไรในกรณีที่เป็นการทำความดี ซึ่งยากไปกว่าการทำความชั่วนั้น จะไม่ ต้องมีความอดกลั้นอดทนกันเล่า. โจรขโมยที่พยายามทำการปลันสดมภ์ หรือตัดช่องย่องเบา เขาก็ยังต้องอดทนต่อลมฝนยุงริ้นเหน็ดเหนื่อยในเวลาค่ำคืน ดึกดื่น บางทีก็วันแล้ววันเล่าเดือนแล้วเดือนเล่า จนกว่าจะทำโจรกรรมรายนั้นๆ ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นการอดกลั้นอดทนรอได้คอยได้อยู่ไม่น้อย แม้ในกรณีที่ทำชั่ว แล้วทำไมมนุษย์ที่จะทำการบีบบังคับใจเพื่อแก้ไขความทุกข์ยากในโลก ซึ่งนับว่า เป็นความดีอันใหญ่หลวงนี้ จะไม่ต้องพยายามทำการอดกลั้นอดทนรอได้คอยได้ ด้วยเล่า. มันเนื่องมาจากความปราศจากการอดกลั้น อดทน รอ ได้ คอยได้ นี่เอง ที่เราพากันไม่สามารถกำจัดสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ( เช่นคอรับชั่นต่าง ๆ ) ให้สำเร็จลงไปได้. ฉะนั้นในกรณีที่เรา จะเป็นผู้บีบบังคับใจได้สำเร็จ เราจะต้องอดกลั้นอดทน แม้จะต้องทนจนเลือด นัยตาไหล เราก็ยอมทนจนกว่าจะประสพผลสำเร็จ. เราจะอดกลั้นต่อทุกข- เวทนาที่เกิดขึ้นเพราะโรคภัยไข้เจ็บ, เราจะอดทนต่อดินฟ้าอากาศ ความ เหนื่อยยากลำบากหรืออุปสรรคอื่นๆ อันจะเกิดขึ้นในขณะที่เราประกอบการ ช ๗
น.186 คนาของพุทธทาสภิกขุ เล่ม ๓ งานอันเป็นหน้าที่ของเรา, เราจะอดกลั้นต่อคำนินทาว่าร้ายปรามาสดูหมิ่นของ คนจำพวกหนึ่ง ซึ่งจำเป็นจะต้องมีอยู่ในโลกนี้ด้วยเหมือนกัน. เมื่อเราอด- กลั้นได้ทุกประการดังนี้แล้ว กระทั่งอดทนต่อความยั่วเย้าของอารมณ์ ซึ่งเป็น เหยื่อของปีศาจแห่งการตามใจตัวเองได้ทุกๆ อย่าง เราก็เป็นผู้ที่บีบบังคับใจได้ สำเร็จ มีความจริงใจในการเป็นมนุษย์ ที่ถูกต้องได้สำเร็จสมตามความ ประสงค์ แต่เพื่อมิให้ต้องอดทนมากเกินไป จนถึงกับทนไม่ไหว พระพุทธเจ้าท่านยัง ได้ทรงประทานธรรมะสำหรับฆราวาสข้อที่สี่ไว้ให้อีก เรียกว่า " การระบาย สิ่งชั่วร้ายออกจากใจอยู่เสมอ." หรือเรียกเป็นภาษาบาลีว่า จาคะ. การระบายสิ่งซึ่งไม่ควรจะอยู่ในใจให้ออกไปเสียจากใจอยู่เสมอๆ นั้น เป็น การช่วยให้มีสัจจะได้โดยง่าย ช่วยให้มีการบีบบังคับใจได้สำเร็จโดยง่าย และช่วยให้ไม่มีอะไรที่ต้องทนจนมากเกินไป เพราะฉะนั้นจึงเป็นข้อสุด- ท้าย หรือข้อสำคัญที่เราจะต้องตั้งใจทำกันจริงๆ โดยไม่มีระยะว่างเว้น. เราจะต้องพยายามเหมือนคนใช้สะบู่ซักผ้าจนผ้าขาวสะอาด. สะบู่ซักใจ ก็ คือขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ดีงาม ตลอดขึ้นไปถึงข้อวัตรปฏิบัติตามทางแห่ง ศาสนามีการสวดมนต์ภาวนา การควบคุมกาย วาจาจิต การนึกถึงโลกหน้า นึกถึงความตาย นึกถึงบุญกุศล นึกถึงบรรพบุรุษ นึกถึงเกียรติของความเป็น มนุษย์อันถูกต้องของเราเอง ฯลฯ เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นสะบู่ซักใจ เพื่อซักเอา สิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในใจ ออกเสียจากใจได้ทั้งนั้น. เราทั้งหลายจงพยายามทำ การบริจาคสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในใจ ให้หมดไปจากใจ จนมีใจ สะอาด สว่าง และสงบเย็น ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเถิด สิ่งร้ายก็จะถูกแก้ไขให้กลายเป็นดี และไม่มีสิ่งร้ายใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นอีกต่อไป. ปัญหาต่างๆ ก็จะหมดสิ้น ไม่
น.187 ว่าจะเป็นปัญหาส่วนตัว ส่วนครอบครัว ส่วนบ้านเมือง ส่วนประเทศชาติ หรือ ของโลกทั้งสิ้นโดยส่วนรวม. ด้วยการที่เพียงแต่พยายามทำการบำเพ็ญฆราวาสธรรม ๔ ประการ คือ สัจ· จะ ทมะ ขันตี และจาคะ ให้ครบถ้วนบริบูรณ์เท่านั้น จะเป็นการประพฤติธรรมะ หมดทั้งพระไตรปิฎกอย่างครบถ้วนทีเดียว เพราะ พระไตรปิฎกมีใจความ สำคัญเพียงอย่างเดียว กล่าวคือการบังคับตัวเอง ซึ่งเราสามารถทำได้เป็น ผลสำเร็จเพราะมี ความจริงใจ, การบีบบังคับใจ, ความอดกลั้นอดทน รอได้ คอยได้ และการพยายามระบายสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในใจออกเสีย จากใจอยู่เสมอ. เมื่อเป็นคนบังคับตัวเองได้สำเร็จดังนี้แล้ว ฆราวาสผู้นั้นยังมี อะไรเหลืออยู่เป็นปัญหายุ่งยากทั้งแก่ตนและแก่ผู้อื่นอีกต่อไปเล่า. เขาเป็น ผู้ชนะทุกอย่างทุกประการ ชนะทั้งในโลกนี้ และชนะทั้งในโลกหน้า ไม่มีอะไร เหลืออยู่เป็นข้อบกพร่องแม้แต่น้อย เพราะอาศัยธรรมะที่เรียกว่าฆราวาสธรรม ๔ ประการนี้. เพราะเหตุนี้เอง พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงท้าของท่านไว้ว่า "ไม่ เชื่อ ก็จงลองไปถามสมณพราหมณ์ พวกอื่นเป็นอันมากดูเถิดว่า ยังมีธรรมะเหล่าไหนอีกเล่า ที่เหมาะสำหรับฆราวาส ยิ่งไปกว่า ธรรมะสี่ประการคือ สัจจะ ทมะ ขันตี และจาคะ," ดังบทบาลี แห่งสคาถวรรค สํยุตฺตนิกาย ที่ยกไว้เป็นหัวข้อข้างต้นแห่งเทศนานี้. ขอให้ ท่านทั้งหลายทุกคนที่เป็นฆราวาส จงได้สนใจ ในธรรมะอันเป็นเหมือน แก้ว สารพัดนึกของฆราวาส ที่พระองค์ทรงประทานไว้เป็นของขวัญอันประเสริฐ สุดดวงนี้ ด้วยความไม่ประมาทอย่างยิ่งเถิด. ท่านจะสามารถแก้ปัญหายุ่งยาก ทุก ๆ ชนิดที่เข้ามาเผชิญหน้าท่าน ให้ลุล่วงไปได้ทุกอย่างจริง ๆ.
น.188 สำหรับผู้ประพฤติธรรมนั้น แม้จะประพฤติเพื่อประโยชน์สุขของตน เป็นเบื้องหน้าก็ตาม แต่ในที่สุดผลได้นั้นจะแผ่ซ่านไปทั่วโลก ทำให้กลาย เป็นผู้ประพฤติประโยชน์แก่โลกไปโดยไม่รู้สึกตัว. ทั้งนี้ ก็เพราะว่าโลก ทั้งโลกนี้ เปรียบเหมือนเรือลำเดียว. ทุกคนที่อยู่ในโลก ที่ยังมีจิตใจ เป็นอย่างวิสัยโลก ย่อมได้รับผลอันเป็นชตากรรมของโลกร่วมกัน ไม่ว่า จะเป็นทางร้ายหรือทางดี. เมื่อโลกนี้เร่าร้อน พลโลกก็พลอยเร่าร้อนกัน ไปหมด ไม่มากก็น้อย เพราะอยู่ร่วมใน เรือโลกลำเดียวกัน ไม่เลือกว่า จะเป็นบุคคลที่เป็นต้นเหตุทำโลกให้เดือดร้อน หรือบุคคลอื่นที่อยู่เฉยๆ หรือ บุคคลที่กำลังบำเพ็ญประโยชน์ อันเป็นผลดีแก่โลกอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่. เปรียบเหมือนเมื่อใครคนหนึ่งที่นั่งไปด้วยกันในเรือลำเดียวกัน เกิดอาละวาดขึ้น มาทำให้เรือลำนั้นจมลงไป หรือเอียงวูบวาบ ก็ย่อมทำให้ทุกคนต้องจมน้ำ หรือเวียนศีรษะกันไปทั้งลำเรือ ไม่ยกเว้นว่าใครเป็นตัวการ หรือนั่งอยู่เฉยๆ หรือถึงกับพยายามถ่วงป้องกันเอาไว้ไม่ให้เรือเอียง. โลกนี้ก็ฉันนั้น คือ มี ลักษณะเป็นเรือลำเดียว ที่คนทุกคนในเรือโลกลำนี้จะต้องรับชตากรรมร่วมกัน ในเมื่อใครคนหนึ่งเกิดอาละวาดทำชั่วขึ้นในเรือลำนี้. ในทางฝ่ายตรงกันข้าม คือการทำความดีก็เป็นอย่างเดียวกันอีก. เมื่อใครคนใดคนหนึ่ง พยุงเรือ เอาไว้ได้ ไม่ให้คว่ำลงไป ทุกคนที่นั่งอยู่ในเรือก็รอดจากการเปียกน้ำ หรือ การเวียนศีรษะเพราะเรือโคลง. ไม่ว่าเขาจะเป็นพวกที่เขย่าเรือให้จม หรือ เป็นพวกที่นั่งอยู่เฉยๆ หรือเป็นพวกที่พยายามช่วยพยุงเรือไว้. ฉะนั้น ผู้ที่ ประพฤติธรรมในโลกนี้ ย่อมได้ชื่อว่า เป็นผู้ประพฤติประโยชน์ แก่โลกโดยส่วนรวมอยู่เสมอไป. ธรรมะ ยังมีผู้ประพฤติอยู่ในโลก แม้แต่เพียงคนเดียว อยู่เพียงใด โลกก็ยังชื่อว่ามีธรรมเป็นร่มโพธิ์ไทร
น.189 คุ้มครองโลกไม่ให้ล่มจมอยู่เพียงนั้น. เราไม่ต้องวิตกว่าคนส่วนมากเขา ไม่ประพฤติธรรมะกัน เพราะว่าอธรรมนั้นมีกำลังน้อย. พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสว่า อปฺปาบี สฺตา พหุเก ชินฺติ ซึ่งมีใจความว่า คนดีแม้มีน้อย ก็สามารถเอาชนะคนไม่ดีแม้มีจำนวนมากได้. ทั้งนี้ก็เพราะว่า ธรรมะเป็นสิ่งที่มีกำลัง อธรรม เป็นสิ่งไม่มีกำลังอันแท้จริง. เพียงแต่ พวกพุทธบริษัทเรา ซึ่งมีอยู่ในโลกนี้ในเวลานี้ก็หลายสิบล้านคน พากันประพฤติ ธรรมะเท่านั้น ก็จะสามารถเป็นลูกตุ้มถ่วงเรือโลกลำนี้เอาไว้ ไม่ให้ล่มจม, หรือ ให้แล่นไปสู่ความล่มจมช้าเข้าเป็นอย่างน้อย, เรือโลกยังไม่ล่มจม หรือล่ม จมช้าออกไปเพียงใด นั่นย่อมเป็นผลแห่งการประพฤติธรรมของพวกพุทธบริษัท ผู้มีความกรุณาต่อพลโลกทั้งมวลอยู่เพียงนั้น. เรา จงพากันประพฤติธรรมะ เถิด แม้แต่เพียงคนเดียวก็ยังได้ชื่อว่าเป็นลูกตุ้มที่ถ่วงโลกให้ล่มจมช้าเข้า อยู่นั่นเอง. ส่วน ผลที่เราได้รับเป็นพิเศษนั้นก็คือความปรกติสุข อยู่ได้ ไม่ว่าโลกจะหมุนไปสู่ภาวะเช่นไร ถ้าหากเราพากันประ พฤติธรรมะของพระองค์ให้ขึ้นถึงขั้นสูงสุดได้จริง จนสามารถ ปล่อยวางความยึดถือในสิ่งทั้งปวง. สรุปความว่า ธรรมะอย่าง เดียวเท่านั้น ที่ช่วยได้ ไม่ว่าในกรณีป้องกัน หรือกรณีแก้ไข, และ ไม่ว่าในกรณีที่คนทั้งโลกพากันประพฤติธรรมะกันทั้งหมด หรือในกรณีที่มี เหลือประพฤติอธรรมอยู่แต่เราผู้เดียวเท่านั้น. การประพฤติธรรมะ จึง เป็นการถูกโดยประการทั้งปวง ไม่มีทางผิดเลย. ขอย้ำอีกว่า ฆราวาสเพียงแต่ประพฤติฆราวาสธรรม ๔ ประการให้ได้จริงๆ เท่านั้น จะ เป็นการประพฤติธรรมะครบถ้วนหมดทั้งพระไตรปิฎก. จึงไม่เป็นการยาก เลย ในการที่ฆราวาสคนใดคนหนึ่งประสงค์จะประพฤติธรรมให้เป็นประโยชน์ ช. ๘
น.190 สุขแก่โลกโดยส่วนรวม, อาตมา จึงขอวิงวอนท่านทั้งหลายให้หันหน้า เข้า พึ่งธรรมะ และใช้ธรรมะนั้นเป็นเครื่องปลดเปลื้องความทุกข์ยากโดยประการ ทั้งปวง. ที่นี่ก่อนแต่จะจบธรรมเทศนานี้ อาตมาใคร่จะขอร้องให้เราทุกคนทำความ สนใจใน คำว่า "ข้าราชการ." ทั้งอาตมาเองและท่านทั้งหลาย ที่นั่ง ฟังล้วนแต่มีความเกี่ยวข้องอย่างสำคัญกับคำๆ นี้, และทั้งธรรมเทศนาในวัน นี้ ก็เป็นธรรมเทศนาชนิดที่เรียกว่าทำการอบรมข้าราชการ เราจึงควรทำความ สนใจ ในคำว่า ข้าราชการ กันเป็นพิเศษ. ท่านบางคน อาจจะกำลังนึกหัวเราะเยาะอาตมาอยู่ในใจ ว่าจะเอามะพร้าว อะไรมาขายส่วน ? เพราะท่านอยู่ในฐานะที่เป็นข้าราชการอย่างชัดแจ้ง และ บำเพ็ญหน้าที่ของข้าราชการ อย่างเต็มที่อยู่แล้วเป็นประจำวัน. ความจริง ก็เป็นดังนั้น แต่ว่าอาตมาอยากจะระบุอุดมคติของคำว่าข้าราชการให้ชัดเจน และ เป็นอย่างพุทธบริษัทแท้ คำว่า ข้าราชการคำนี้ทำอย่างไรเสีย ก็ต้องแปลว่า "ผู้ที่ทำงานของ พระราชา" อย่างที่ใครจะเถียงไม่ขึ้น. แต่ครั้นมาถึงคำว่า ราชา คือ อะไร ท่านคงจะมีความคิดเห็นแตกต่างกัน และบางคนอาจกำลังงงอยู่ก็เป็นได้. แต่เผอิญเป็นโชคดี ที่มีพุทธภาษิตอธิบายคำๆ นี้ไว้อย่างชัดแจ้งใน บาลีอัคคัญญ- สูตร ทีฆนิกาย ๑๑/ ๘๗/๕๑ เราที่เป็นพุทธบริษัทจึงไม่ต้องลำบากในการที่จะดี ความหมายของคำๆ นี้ แต่เราจะถือเอาตามพระพุทธวจนะนั้นทีเดียว. เมื่อ
น.191 เราทราบคำว่า ราชา แปลว่าอะไร จนทราบได้ดีว่าอุดมคติของค้าๆ นี้ หมาย ถึงอะไรแล้ว เราก็จะทำ " งานของพระราชา” ได้อย่างถูกต้อง บริสุทธิ์ผุด- ผ่อง โดยไม่ต้องสงสัยเลย จึงขอให้ช่วยกันสนใจในคำๆ นี้เป็นพิเศษ ซึ่ง เมื่อ เราทำได้ดีแล้ว งานในหน้าที่ของเราจะไม่เป็นเพียงงานอาชีพ แต่จะกลาย เป็นงานการกุศลอันประเสริฐไปด้วยในตัว. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเล่าไว้ในสูตรนั้น ถึงมูลเหตุของการที่คำว่า " ราชา" คำนี้จะเกิดขึ้นในโลก ว่าในสมัยแรกที่มนุษย์เพิ่งจะมีกันขึ้นในโลก คนอยู่กันอย่างไม่มีการปกครอง คือ อยู่กันตามธรรมชาติ. ครั้นมีมากคน ขึ้น ความเดือดร้อนก็เกิดขึ้นเนื่องจากมีคนประพฤติเกเร เช่นขโมยข้าวที่คนอื่น ทำไว้เป็นต้น และนับวันแต่จะมีเรื่องชนิดนี้มากมายขึ้นทุกที. ครั้นมาถึง วันหนึ่ง มนุษย์เหล่านั้นเหลือที่จะทนความเดือดร้อนต่อไปไหว ได้หาทางแก้ไข จนในที่สุดตกลงกันสมมติให้มนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งมีร่างกายแข็งแรง รูปร่างงดงาม น่าเลื่อมใส มีสติปัญญาดี ประพฤติตัวน่านับถือน่าไว้วางใจเป็นต้น ให้เป็นหัว หน้าผู้ทำหน้าที่แบ่งปันที่ดิน สั่งสอนสิ่งที่ควรแนะนำสั่งสอน ลงโทษคนทำผิด กติกา และให้รางวัลคนทำดีทำถูกเป็นต้น. เมื่อมนุษย์ผู้ได้รับสมมติคนนี้ ปฏิบัติหน้าที่ของตนมาไม่นานนัก ผลก็เกิดขึ้นอย่างตรงข้าม อย่างที่ไม่เคยมี มาแต่ก่อน คือ อยู่เป็นสุขสงบไม่มีใครต้องเดือดร้อนชนิดที่บาลีท่านมักใช้สำนวน ว่า นอนไม่ต้องปิดประตูเรือนหรือทำบ้านไม่ต้องมีประตู มารดาเอาแต่ให้ลูก น้อยๆ เต้นรำอยู่ที่หน้าอกเพราะไม่มีเรื่องร้อนใจ ดังนี้เป็นต้น. เมื่อมนุษย์ เหล่านั้นซึมซาบในรสของความสงบสุขอันใหม่นี้มากเข้าๆ จนถึงวันดีคืนดี วันหนึ่ง คำพูดได้หลุดออกมาเองจากปากของคนเหล่านั้น ว่า "ราชาๆ."
น.192 ท่านอย่าหลงผิดว่า คำว่าราชานี้เป็นคำพิเศษ หรือคำสมมติแต่งตั้ง, สำหรับเราซึ่งไม่ใช่มีภาษาบาลีเป็นภาษาของตน ยึดถือเอาความหมายของคำๆ นี้สูงไปเสียทางหนึ่งแล้ว, แต่สำหรับมนุษย์เหล่านั้น ซึ่งเป็นเจ้าของภาษานั้น รู้สึกในคำๆ นี้ อย่างธรรมดาเหมือนคำๆ อื่น คือ หมายความว่า " ผู้ที่ทำ ความยินดีพอใจให้เกิดแก่คนอื่น." คำว่า ราชา นี้ รากหรือธาตุ ของคำก็คือ รช ซึ่งแปลว่า กำหนัด หรือยินดี นั่นเอง. รากคำคำนี้สำเร็จ รูปเป็นคำอื่นต่างๆ กันออกไป เช่นคำว่า ราคะ เป็นต้น ซึ่งหมายถึงความ กำหนัดยินดีทางกามารมณ์โดยเฉพาะ แต่นั่นมันยินดีจัดเกินไป. ขอให้ ท่านผู้ฟังทุกคนกำหนดความหมายของคำว่าราชาๆ นี้ไว้อย่างถูกต้อง. พระ- ราชา มิได้หมายถึงผู้มีอำนาจตัดคอคน หรือเสกสรรค์คนให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็หามิได้ นั่นเป็นเพียงส่วนประกอบของการกระทำ เพื่อทำหน้าที่ตามอุดมคติ แต่อุดมคติของคำๆ นี้อยู่ที่ " ทำความยินดีพอใจให้เกิดแก่ผู้อื่น " ซึ่งไม่จำ- เป็นจะต้องตัดคอคนเลยก็ได้. เอาความสั้นๆ ก็คือว่า "ผู้ทำความยินดีให้ เกิดขึ้นในบ้านเมือง" นั่นเอง. เมื่อพระราชา คือผู้ทำความยินดีให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองดังนี้แล้ว คำว่า ข้าราชการ หรือผู้ที่ทำงานของพระราชา ก็เลยหมายความเป็น "ผู้ที่ทำ ความยินดี ให้เกิดขึ้นทั่วบ้านทั่วเมือง " ไปด้วย, เมื่อเราตีราคาของ ความยินดีที่เราได้ทำให้เกิดขึ้นในหัวใจของคนทั่วบ้านทั่วเมืองดูว่า มีราคาสัก เท่าไรแล้ว จะรู้สึกว่ามันมากมายเกินกว่าที่จะนำมาเปรียบกันกับค่าของเงินเดือน ที่ได้รับอยู่เป็นประจำเดือน จนเกินกว่าที่จะถูกเรียกว่าลูกจ้าง ; และที่ถูกควร จะถูกจัดไว้ในฐานะเป็นปูชนียบุคคล ประเภทหนึ่ง, ดังที่ในสมัยโบราณถึง กับจัดชนพวกนี้ นับเนื่องไว้ในวรรณะกษัตริย์ทั้งหมด หาได้จัดไว้ในวรรณะ- ไวศยะ หรือคู่พระไม่ ขอให้ลองคิดดู. เมื่อคนผู้ถูกนับเนื่องไว้ในวรรณะ-
น.193 ษัตริย์หรือข้าราชการเหล่านี้ทำหน้าที่ของตนจริงๆ คือเพ่งจ้องแต่จะให้ความ ยินดีเกิดขึ้นในหัวใจของคนทั้งหลาย โดยมิได้เพ่งเล็งอยู่ที่เบี้ยเลี้ยงชีพ ซึ่งมัน น้อยเกินไปเพียงสักว่าเลี้ยงชีวิตอยู่ได้ไม่ตายเช่นนั้นแล้ว ความเสียสละของตน เหล่านั้นย่อมมากพอที่จะถูกจัดไว้ในฐานะเป็นปูชนียบุคคลของคนทั้งหลาย คือ เสียสละความสุขส่วนตัวทุกๆ ประการ เพื่อให้คนอื่นนอนตาหลับโดยไม่ต้องบีด ประตูเรือน และให้แม่ลูกอ่อนนอนให้ลูกเล็กเต้นรำอยู่บนหัวอกได้ตลอดวันจริงๆ. ครั้นมาถึงสมัยใดสมัยหนึ่ง คนประเภทนี้ ลืมอุดมคติของตนมากขึ้น เพ่ง เล็งแต่ผลทางวัตถุมากขึ้น แม้จะมีการอยู่ดีกินดีมากขึ้น แต่ค่าในทางความ เป็นปูชนียบุคคลนั้นลดถอยลงไป จนกระทั่งหมดความเป็นปูชนียบุคคล และเลยกลายเป็นลูกจ้าง ซึ่งมันผิดความมุ่งหมายเดิมของคำว่า ราชา หรือ ผู้ที่ทำงานของพระราชา ซึ่งที่แท้เป็นปูชนียบุคคลประเภทหนึ่ง. นี่แหละ คือผลของการที่ถือเสียว่า "อุดมคติกินไม่ได้ เงินซื้ออะไรกินได้." ขอ ให้พวกเราทุกคน จงบูชาอุดมคติของคำว่าข้าราชการ อย่าหลงไปยึดถือสิ่งที่ จะลดเราจากฐานะของปูชนียบุคคล ลงมาสู่ฐานะของความเป็นลูกจ้าง อีก ต่อไปเลย. ผู้ ที่ไม่ทำความยินดี ให้เกิดขึ้นในหัวใจของผู้ อื่นนั้น หาใช่ข้าราชการไม่. เรื่องที่จะต้องเอาใจใส่ต่อไปมีอยู่อีกว่า พระราชาทางฝ่ายโลก ก็ทำความ ยินดีปราโมทย์อย่างโลกๆ ให้เกิดในหัวใจคน เช่นนอนไม่ต้องขีดประตูเรือน ดังที่กล่าวมาแล้ว. แต่ยังมีความยินดีอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งจำเป็นสำหรับคน ทุกคนเหมือนกัน ได้แก่ความยินดีทางฝ่ายธรรม หรือฝ่ายวิญญาณ. ถ้าท่าน คนไหนไม่หนีวัดจนเกินไป เคยฟังเทศน์ฟังธรรมมาบ้างแล้ว ท่านคงจะเคยได้ ยินคำว่า "ธรรมราชา ” หรือ “ พระธรรมราชา ” มาบ้างแล้วเป็นแน่. พระ ช. ๙
น.194 ผู้มีพระภาคเจ้าทรงเรียกพระองค์เองว่า ธรรมราชา อยู่ทั่วไปในพระไตรปิฎก ( โดยเฉพาะ เช่นบาลีเสลสูตร มัชฌิมนิกาย ๑๓/๕๕๔) ซึ่งหมายความว่าพระองค์ก็เป็น พระราชา แต่เป็น พระราชาทางฝ่ายธรรม ทำความยินดีให้เกิดขึ้นในหัวใจ ของสัตว์ตามทางธรรม ให้ได้ความสงบเย็นทั้งโลกนี้และโลกหน้า ชนิดที่ เงินหรืออำนาจใดๆ ทำให้ไม่ได้นั่นเอง. และเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรง เป็นพระราชาด้วยเช่นนี้แล้ว ภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย เช่น อาตมาเป็นต้น ก็พลอย เป็นข้าราชการไปด้วย แต่เป็น ข้าราชการของพระธรรมราชา มีหน้าที่ ทำงานให้เกิดความยินดีในทางธรรม ขึ้นในหัวใจของเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะคือความมีหัวใจสูงด้วยการบังคับตัวเองเป็นต้น ดังที่กล่าวมาแล้ว. ด้วยเหตุนี้แหละ อาตมาจึงถือโอกาสในฐานะที่ท่านทั้งหลาย กับอาตมาก็เป็น เพื่อนข้าราชการด้วยกัน กล่าวอะไรออกมาตรงๆ โดยไม่ต้องเกรงใจกันจน ตลอดเวลาที่ทำการเทศนาในวันนี้. ขอให้ท่านทั้งหลายถือเสมือนหนึ่งว่าเป็น การปรับทุกข์กันในบรรดาเพื่อนข้าราชการด้วยกัน เพื่อกู้ฐานะของข้าราช- การ ให้พ้นจากฐานะลูกจ้าง ขึ้นมาอยู่ในฐานะของ ปูชนียบุคคล นั่นเอง. คำพูดที่หนักเบาไปบ้างนั้น ล้วนแต่เกิดจากน้ำใสใจจริงที่หวังดี. ที่นี้ อาตมาจะขอร้องให้ท่านทั้งหลาย นึกคิดดูต่อไปอย่างแยบคายอีกอันดับ หนึ่ง คือคิดดูในข้อที่ว่า แม้ว่า ท่านเป็นข้าราชการโดยตรงของรัฐบาลแห่ง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่วนอาตมาเป็นข้าราชการของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่แล้วในที่สุด ทั้งอาตมาและท่านทั้งหลายล้วนแต่เป็น พุทธบริษัทของพระ- สัมมาสัมพุทธเจ้า. ด้วยเหตุนี้แหละ ท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี่ทุกคน เป็น ข้าราชการของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วย แม้ไม่โดยตรง อย่างน้อย ก็โดยอ้อม. เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ท่านจะมีข้อแก้ตัวอะไร ในการที่ท่านจะ
น.195 ไม่รับฟังความคิดเห็นส่วนตัวของอาตมา ในฐานะที่เราเป็นเพื่อนข้าราชการร่วม กัน. และ ท่านจะมีข้อแก้ตัวอะไร ในการที่เมื่อท่านทั้งหลายก็เป็นข้า- ราชการของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อยู่ด้วยอีกแผนกหนึ่งแล้ว ท่านจะไม่ เชื่อพึงพระองค์ ซึ่งทรงมี คำสั่งสอนล้วนแต่จะทำเราทั้งหลาย ให้ หลุดจากฐานะของความเป็นลูกจ้าง ขึ้นไปสู่ฐานะของความเป็น ปูชนียบุคคล ดังกล่าวแล้ว. ด้วยเหตุนี้แหละ เราทั้งหลายจะต้องทำการ บังคับตัวเองอย่างเฉียบขาด เพราะคำสอนของพระองค์ทุกๆ คำเป็นเช่นนั้น เราทั้งหลายต้องสวามิภักดิ์ต่อพระองค์ เป็นบริษัทของพระองค์ -อย่าเผลอจน ปล่อยให้ตกไปเป็นสมุนลูกน้องของปีศาจแห่งการตามใจตัวเองอีกเลย. ปีศาจ แห่งการตามใจตัวเองนี้ เขาเรียกว่ากิเลสบ้าง พญามารบ้าง ซาตานบ้าง และ อื่นๆ อีกเป็นอันมาก แล้วการเป็นสมุนลูกน้องของสิ่งเหล่านี้ จะมีเกียรติที่ ตรงไหน. ทั้งหมดนี้ คือการปรับทุกข์ และการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว ของอาตมากับบรรดาเพื่อนข้าราชการทั้งหลาย ด้วยเจตนาอันเป็นกุศลแท้จริง ขอจงได้รับไปพิจารณาดูด้วยความเห็นอกเห็นใจเถิด. ส่วนข้อสุดท้ายที่อาตมาจะกล่าวแก่ท่านทั้งหลายในวันนี้ ก็คือการเตือนยา ว่า ของจริงจักยังคงเป็นของจริงอยู่เสมอ ไม่อาจเปลี่ยนเป็นของไม่จริงไป ได้จนตลอดอนันตกาล. ขอท่านทั้งหลายจงอย่าได้ลังเลในข้อนี้เลย. และ ของจริงที่เด็ดขาดที่สุด และจำเป็นที่เราทั้งหลายจะต้องยึดถือ ที่ สุดนั้น ก็คือ ความจริงข้อที่ว่า " ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว " นั่นเอง. ทำดีต้องดี ทำชั่วต้องชั่ว เสมอไปจนตลอดกัลปาวสานหรือยิ่ง
น.196 ว่าเป็นอย่างน้อย. แต่มันมีข้อที่ทำให้เกิดการลังเลหรือเข้าใจผิดอยู่มาก ตรงที่ผลพลอยได้นี่เอง. สิ่งที่อาตมาเรียกว่า ผลพลอยได้นี้ คือ เงินทอง ชื่อเสียงเกียรติยศและลาภผลอื่นๆ ที่เป็นวัตถุ. ท่านอาจพิจารณาเห็นได้ ด้วยตนเองโดยไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่นว่า ความดี หรือความชั่ว นั้นมันไม่ใช่วัตถุ เช่นเงินเป็นต้น. ความดี มันดีอยู่แล้วในตัวการกระทำทาง กาย วาจา ใจ นั่นเอง. พอทำเสร็จ มันก็ดีเสร็จแล้วเหมือนกัน เพราะมันดีอยู่ในตัวการกระทำนั้น จึงพอทำเสร็จมันก็ดีเสร็จแล้ว. ทางฝ่าย ทำชั่วก็เป็นอย่างเดียวกันอีก คือ ชั่วอยู่ในตัวการกระทำทาง กาย วาจา ใจ นั่นเอง. พอทำเสร็จ มันก็ชั่วเสร็จแล้ว มันเป็นของแน่นอนตายตัวเช่นนี้ อย่างไม่มีทางที่จะแปรผัน และท่านทั้งหลาย ก็ย่อมจะพิจารณาเห็นได้เองจริงๆ. แต่ที่มันไม่แน่นอนและชวนให้ ลังเลนั้น คือผลที่พลอยได้มาจากการกระทำนั้นๆ เช่น เงิน หรือชื่อเสียงเป็นต้น ดังที่กล่าวมาแล้ว. การทำดี ดีเสร็จแล้วตั้งแต่เมื่อ ทำเสร็จ แต่จะได้เงินด้วยหรือไม่ ได้ชื่อเสียงด้วยหรือไม่ นี้มันไม่แน่. บาง ที่ได้ บางทีก็ไม่ได้ ท่านก็เห็นกันอยู่ทุกคนแล้ว, การทำชั่วก็เหมือนกัน ชั่ว เสร็จตั้งแต่เมื่อทำเสร็จ แต่จะได้เงินด้วยหรือไม่ มันไม่แน่ บางทีก็ได้ บางทีก็ ไม่ได้ ตามที่ต้องการ. บางทีก็ได้ชื่อเสียงด้วย ทั้งที่เป็นการทำผิดขนบ ธรรมเนียมประเพณี หรือบัญญัติแห่งศาสนา แต่เผอิญมันไปตรงกับความนิยม ของคนพวกที่เหยียบย่ำขนบธรรมเนียมประเพณี หรือบทบัญญัติของศาสนา ด้วยกันเข้า, หรือบางทีได้ชื่อเสียงจากการทำชั่ว เพราะการปรากฏมันไป ปรากฏอีกอย่างหนึ่ง ส่วนความชั่วนั้นถูกซ่อนเอาไว้ ดังนี้ก็มี. . นี่ท่านจะ เห็นได้ชัดเจนด้วยตนเองโดยไม่ต้องเชื่อตามคนอื่นอีกแล้วว่า ผลพลอยได้จาก
น.197 การทำดีและทำชั่วที่เป็นเงินทองหรือชื่อเสียงนั้น มันไม่แน่ บางทีก็ได้ บางทีก็ ไม่ได้ ทั้งจากการทำดีและทำชั่ว แต่ที่นี้มันไปแน่นอนเด็ดขาดตามกฎธรรมชาติอันเดิมอยู่อีกว่า ถ้าผล พลอยได้คือเงินเป็นต้นนั้น มันพลอยได้มาจากการทำดี ก็เป็น ผลพลอยได้ที่ดี คือเป็น " เงินดี." ถ้าเงินอย่างเดียวกัน นั่นแหละ เป็นผลพลอยได้มาจากการทำชั่ว มันก็เป็นผลพลอยได้ ที่ชั่ว คือเป็น “เงินชั่ว" มันจะต่างกันอย่างไร ขอให้ท่านทั้งหลาย ลองคิดดูต่อไปอีกนิดหนึ่ง ก็จะเห็นแจ้งด้วยตนเอง. เงินที่พลอยได้มาจากการทำดี เป็น- " เงินดี" นั้น ทำให้เจ้าของ เงินเป็นคนดี เอามาเลี้ยงร่างกายก็เป็นร่างกายดี. เลี้ยงเมียก็เป็นเมียดี. เลี้ยงพ่อแม่ก็ทำพ่อแม่ให้เป็นพ่อแม่ดี. เอาไปบำรุงศาสนา ก็ทำให้ ศาสนาบริสุทธิ์ และเจริญอย่างถูกต้องตามความประสงค์ของพระพุทธองค์. ตายแล้วก็ยังไปสวรรค์ เงินดีมันทำให้ดีตลอด เช่นนี้. ส่วนเงินพลอยได้ ที่ได้มาจากการทำชั่วและเป็น " เงินชั่ว " นั้น มันกลับตรงกันข้ามอย่างหน้ากับหลัง, คือทำให้เจ้าของเงินเป็นคนชั่ว เพราะเงินมันชั่ว. เอาไปเลี้ยงร่างกายแม้อย่างถูกต้อง ( คือมิใช่เอาไป ซื้อแม่โขงหรือสำมเลเทเมาอย่างอื่น ฯลฯ ) มันก็ทำให้เป็นร่างกายชั่ว. เลี้ยง ลูก ก็ทำให้ลูกพลอยชั่วโดยไม่รู้สึก. เลี้ยงเมียก็พลอยทำให้เมียมีส่วนชั่ว. เลี้ยงพ่อแม่ที่แก่เฒ่า ก็พลอยทำให้พ่อแม่ชั่ว. เอาไปทำบุญ ก็ทำให้ ช. ๑๐
น.198 ศาสนาพลอยเศร้าหมอง และเป็นที่ตั้งแห่งความดูหมิ่นของคนในศาสนา อื่น. ตายแล้วก็ยังไปนรกกันทั้งพวก. เงินชั่วมันก็ชั่วตลอดสาย เช่นนี้ แล้วมันจะมีทางจะสับสนปนเปกันอย่างไร. ใครบ้างมีอานุภาพมาแก้ไข กฎอันนี้. แม้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง ท่านก็ทรงรับว่า ไม่ทรง สามารถแก้ไขกฎอันนี้ คือกฎที่ว่า "ทำดีได้ดี, ทำชั่วได้ชั่ว" เพราะมัน มิได้เป็นกฎที่พระองค์ทรงตั้งขึ้นเหมือนวินัยต่างๆ ซึ่งอาจแก้ไขได้, แต่มัน เป็นกฎของความจริง กฎของธรรมชาติอันเด็ดขาด ซึ่งธรรมชาติเองก็ไม่ สามารถแก้ไขได้อีกเลย. ขอให้พวกเราทั้งหลายจงปราศจากการลังเลในข้อ ที่ว่า "ทำดี ดี, ทำชั่ว ชั่ว” นี้โดยสิ้นเชิงเถิด. สรุปความในข้อนี้ อีกครั้งหนึ่งอย่างสั้นๆ ว่า :- ทำดี ดีเสร็จแล้วตั้งแต่เมื่อทำเสร็จ. ทำชั่ว ก็ชั่วเสร็จ แล้วตั้งแต่เมื่อทำเสร็จ. ทั้งนี้เพราะว่า มันดีหรือชั่วอยู่แล้ว ในตัวการกระทำ ที่เรากระทำกันทั้งทางกาย วาจา และทางใจ. ส่วนผลพลอยได้ที่เป็นเงินทองหรือชื่อเสียงนั้นมันไม่แน่ บางที มันก็ได้ บางทีมันก็ไม่ได้ ทั้งฝ่ายทำดีและทำชั่ว เพราะเหตุ ว่า มันเป็นเพียงผลพลอยได้. แต่มันไปแน่ดักอยู่ข้างหน้าอย่าง เด็ดขาดอีกชั้นหนึ่งว่า ถ้าเงินนั้นพลอยได้มาจากการทำดีก็เป็น เงินดี. ถ้าพลอยได้มาจากการทำชั่ว ก็เป็นเงินบัว. ชื่อ เสียงที่พลอยได้มาจากการทำดีก็เป็นชื่อเสียงแท้หรือบริสุทธิ์. ถ้า ชื่อเสียงพลอยได้มาจากการทำชั่วก็เป็นชื่อเสียงเก็. เงินดีทำ
น.199 ให้เจ้าของเป็นคนดี. ลูกเมียพ่อแม่ที่พลอยได้รับเลี้ยง ก็พลอย เป็นคนดี, ทำศาสนาให้บริสุทธิ์และเจริญในเมื่อเอาไปบำรุง พระศาสนา. ตายแล้วก็ไปสวรรค์กันทั้งคณะ. เงินชั่ว นั้น ทำเจ้าของให้เป็น "ผี ผู้สูบเลือดเพื่อนมนุษย์." เพราะ เป็น เงิน ที่ บีบ บังคับ เอา มาจาก เจ้าของ ที่ไม่ ประสงค์ จะให้, และได้มาโดยวิธีอันเร้นลับ ทำนองเดียวกับผีที่แอบสูบเลือด มนุษย์. เมื่อเอาไปเลี้ยงลูกเมียพ่อแม่ ก็พลอยทำให้กลาย เป็นผีสูบเลือดมนุษย์กันทั้งพวก, ทำศาสนาให้ถูกดูหมิ่นเมื่อเอา ไปบำรุงศาสนา ตายแล้วก็ไปนรกกันทั้งคณะ ( หรือพูดภาษาผี ก็ ว่าทั้งโขยง ). แล้วเราจะเอามาสับเปลี่ยนกันได้อย่างไร. ทำ ดี ดีตลอดไปแต่ต้นจนอวสาน, ทำชั่ว ก็ชั่วแต่ต้นจนตลอด อวสานโดยเด็ดขาดแน่นอนเสมอ. เมื่อเรามีความเชื่อเด็ดขาดลงไปว่า ของจริง ยังคงเป็นของจริงอยู่เสมอ จนตลอดอนันตกาลแล้ว เราจงพยายามชำระสระล่างสิ่งที่ไม่ดี ถ้าหากมันมีอยู่, และพยายามทำแต่สิ่งที่ดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป จนถึงที่สุดแห่งความดี และตุถึงพระ- นิพพานได้ในที่สุด. ขออย่าได้ถือเสียว่าอุดมคตินั้นกินไม่ได้ เงินซื้ออะไร กินได้. ที่แท้แล้ว อุดมคตินั้นมันยิ่งกว่าสิ่งที่กินได้อย่างที่เปรียบ กันไม่ได้เลย เพราะอย่างน้อยที่สุด อุดมคตินั่นแหละ จะอำนวย ให้ซึ่งความเป็นมนุษย์อันถูกต้อง อำนวยให้ซึ่งความเป็นข้าราช-
น.200 การอันถูกต้อง และอยู่ในฐานะเป็นปูชนียบุคคล แทนฐานะแห่ง การเป็นลูกจ้าง, อำนวยให้ซึ่งความเป็นพุทธบริษัทที่ถูกต้อง มีความ สุขทั้งโลกนี้และโลกหน้าเป็นรางวัล รวมทั้งอำนวยให้ซึ่งเงิน และชื่อเสียง อย่างเหลือหลาย และเป็นเงินดีชนิดที่จะไม่ทำเจ้าของให้กลายเป็นผีผู้สืบ เลือดมนุษย์. ในที่สุดนี้ ขอวิงวอนเพื่อนข้าราชการทั้งหลายว่า จงอย่าได้ประมาท. จง ตั้งอยู่ในเหตุผล. จงยึดถือของจริง. จงพยายามรักษาอุดมคติแห่ง หน้าที่การงานของตนให้เกิดผลสมกับสมญาแห่งหน้าที่การงานนั้นๆ เมื่อ เป็นเช่นนี้แล้ว ไม่ต้องมีใครมาอ้างคุณพระรัตนตรัยแล้ว อวยพรให้ แก่ท่านเพื่อความสุขความเจริญของท่านดอก ท่านก็จะมีความสุขความเจริญ อันสมบูรณ์แท้จริง เพราะความดี ที่ทำกันนั้น เป็นตัวพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เสียเองแล้ว. คนสมัยนี้มัวแต่ อะไรๆ ก็อ้างคุณพระรัตนตรัย แต่แล้วก็มีการกระทำที่ขบถต่อพระรัตน- ตรัย อย่างหน้ามือ เป็นหลังมือ จึงได้รับแต่การโกลาหลวุ่นวาย. เราเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริง ก็ต้องทำตามคำสอนของพระองค์ คือ ทำดีด้วยการยึดหลัก ทำดี ได้ดี แล้วจะต้องไปพึ่งขอพรจากใครทำไม. ขอให้ท่านคิดพึ่งตนเองตามคำสอนของพระองค์ แล้วเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่ทุกเมื่อ เถิด จะประสพสิ่งอันพึงปรารถนาแท้จริงโดยครบถ้วนเอง. ด้วยเหตุนี้แล อาดมาจึงไม่อ้างคุณพระรัตนตรัย แล้วทำการอวยพรแก่ท่านทั้งหลายในที่นี้ ซึ่ง 5
Buddhadasa