Buddhadasa.org
หนังสือชุมนุมบทประพันธ์ ของ "สิริวยาส" › อ่านฉบับเต็ม

📖 ชุมนุมบทประพันธ์ ของ "สิริวยาส"

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ชุมนุมบทประพันธ์ ของ "สิริวยาส"

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.267 ชุมนุมบทประพันธ์ของ “สิริวยาส" ภาค ๑ ประเภทร้อยแก้ว มีเรื่อง :- เมื่อนักปราชญ์หัวเราะ ความหมายของ "มาเถอะเพื่อน”. น้ำพระทัยพระเวสสันดร: ท่านจะชอบอย่างไหน ? ปฤศนาคำทาย เรื่องชาย ๗ คน. เฉลยคำทาย เรื่องชาย ๗ คน. ปฤศนาคำทาย เรื่องยิงนกอินทรีย์ เฉลยคำทาย เรื่องยิงนกอินทรีย์ วิมุติภาพ 1 ๓

น.269 เมื่อนักปราชญ์หัวเราะ ! สิริวยาส เขียน คนเราตามธรรมดา มักหัวเราะเมื่อมีของยั่วใจในทางขบขัน หรือมิฉะนั้น ก็เพื่อจะแก้เก้ออย่างหนึ่งอย่างใดของตนเองนั้นแหละมาก ! แต่นักปราชญ์ที่แท้ ย่อมไม่หัวเราะเพราะเหตุผลเพียงเท่านี้เลย ค่าที่มีมันสมองสูงกว่า มีจิตแปลก กว่าโดยได้เห็นธรรมชาติลึกซึ้งกว่า หรือมีความรักความพอใจในสิ่งซึ่งมีคุณ" ลักษณะอันแปลกกัน. คนเราไม่ได้เป็นนักปราชญ์เพราะเคยเรียนมามาก หรือท่องได้มาก หรือ มีปฏิภาณแก้ตัวหลุดเป็นเปลาะๆได้ในทันทีอย่างขอไปที่ฯลฯเลย นอกจากเพราะ ความเห็นแจ้งภายในดวงจิต ซึ่งสภาวธรรมดาของธรรมชาติ จนหายหลง หายตื่น หายงง ในสิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบ เท่านั้น, เหตุนั้น นักปราชญ์ จึงหัวเราะเฉพาะเมื่อพบความจริงแห่งความเป็นนักปราชญ์เช่นนี้ แต่ตนเคย หลงละเมอสำคัญผิดเอาสิ่งอื่นมาแล้วอย่างสนุกสนานนั้นเอง. อาการหัวเราะ อย่างลึกซึ้งสูงค่าของท่าน ระรัวอยู่แต่ในภายใน แม้จะปรากฏออกมาภายนอก บ้าง ก็เพียง แย้ม ต่างจากนักปราชญ์ไม่แท้ ที่ปล่อยก๊ากออกมาอย่างสนั้น ถึงกับจุกในท้อง หรือน้ำตาหยดไหลก็มีอยู่โดยมาก. เพียงชั่วเวลา ๑ นาที ของเวลา ๑ เดือน หรือ ๑ ปีก็ทั้งยาก ที่เขา(ตาม ธรรมดา) จะมีความรู้สึกขึ้นเองตามธรรมชาติของจิตว่า การเสื่อมลาภเป็นต้น นั้นก็เป็นสภาวธรรมดาของชีวิต. ความรู้สึกชนิดนี้ ยากที่จะเกิด หรือไม่เกิด เสียเลย ตรงกันข้ามจากความรู้สึกว่า “ลาภๆ, ลาภของเรา-เกิดแก่เรา," บ. ๒

น.270 ซึ่งกรุ่นเต็มยกอยู่เสมอ. เมื่อมีอุบัติเหตุอันใด ทำให้เขาเสียทรัพย์ จนสิ้นเนื้อ ประดาตัวแทบผ้านุ่งก็ไม่มีขีดกาย และไม่มีทางจะเกิดลาภผลอันใดอีกต่อไป หรือ พลาดจากลาภผลอันใดอันหนึ่งที่เขาเพ่งจ้องอยู่ ดุจการตะครุบผิดชะมำหน้า แล้ว เกิดความรู้สึก อันโล่งใจขึ้นมาได้ เพราะจิตที่สละปลงตกลงไปได้ว่า "นี่ก็ ธรรมดาของชีวิตเหมือนกันดอกเว้ย ! เราฟังบทธรรมของนักธรรมเรื่อง โลกธรรมให้ก้องไป ก็หารู้รสชาติของโลกธรรมไม่ เพิ่งจะมารู้ วันนี้เอง ดอกพ่อเอ๊ย," ซึ่งเขาก็กลายเป็นนักปราชญ์ ขึ้นในขณะนั้น แล้วนักปราชญ์ก็ หัวเราะ ! - อยู่ไปมาอย่างสรวลแซ่และเบิกบานยิ่งนัก, แต่ก็เป็นการหัวเราะ อยู่ในภายใน ไม่แสดงอาการให้ใครเห็น. หรือเมื่อเขาได้ลาภก้อนใหญ่, หากเขารู้สึกเพลินเช่นเด็กได้ขนมที่ถูกปาก แล้ว เขาก็ยังเป็น "เขา" อยู่นั้นเอง. ในโลกนี้เขายังเป็น "เขา" กันอยู่ แทบทั้งนั้น. ต่อเมื่อใดเขาผู้นั้นรู้สึกว่า นี่ก็คือธรรมดาของชีวิตอย่างหนึ่ง ไม่แปลกหรือน่าอัศจรรย์ยิ่งไปกว่าธรรมดาหรือผู้อื่นตรงไหนเลยแล้ว เขาก็กลาย เป็นนักปราชญ์ขึ้น มีความรู้สึกในใจดุจดังว่าเตะลาภก้อนนั้นเล่นอย่างเสียไม่ได้ เช่นเดียวกับเขี่ยกะลาที่กลิ้งเกะกะ ขวางทางเดินอยู่ตรงหน้า ให้พ้นทางด้วยเท้า เหมือนกัน. แล้วนักปราชญ์ก็หัวเราะอย่างร่าเริงอีกวาระหนึ่งในภายใน ! การหัวเราะอย่างนักปราชญ์นี้ มีรสคือปีติและสุขใจเป็นอย่างมากในความ เกิดขึ้นแห่งญาณทัศนะของตน. ความเอิบอาบใจในรสนี้อาจทำให้เพลิน จน ไม่ต้องรับประทานอาหารเลย นานตั้งหลายๆสัปดาห์ก็ได้, เพราะมันเป็น การหัวเราะในภายใน นั้นเอง.

น.271 ความหมาย ของ " มาเถอะเพื่อน " เมื่อข้าพเจ้าถูกขอร้องให้อธิบายความหมายของบทประพันธ์ เรื่อง "มาเถอะเพื่อน" ข้าพเจ้าก็จำเป็นที่จะต้องอธิบายไป ตามสายตาของข้าพเจ้า มองเห็นและตามฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นพุทธบริษัท ทั้งที่บทประพันธ์นั้นกว้างพอที่ จะครอบไปได้ทั้งฝ่ายปรัชญาและสาสนาทั่วไป. เมื่อฟังดูด้วยหฺตาของพุทธ - บริษัท จะเห็นว่ากาพย์กลอนบทนี้ได้อมเนื้อความชั้นที่เราเรียกกันว่า ปรมัตถ์ ได้อย่างลึกซึ้งไม่น้อยน้ำคิด, น่าขัน, น่าสังเวช, และน่าชมศิลปะของผู้ประพันธ์. ถ้าหากว่านักกวีไทยเราส่วนมาก จะมาช่วยกันทำบทธรรมอันลึกซึ้งให้แปรรูป มาอยู่ในบทกลอนที่ชวนท่องชวนจำเช่นนี้ ให้มาก ๆ แล้ว มันก็เป็นความ รุ่งเรืองของสาสนาส่วนหนึ่ง และเป็นการชักจูงวิชาอักษรศาสตร์ และสาสนา ให้เข้าประสานกัน อันจะนำให้เกิดผลดียิ่งกว่าที่จะต่างฝ่ายต่างแยกกันอยู่ ซึ่ง ปรากฏผลว่านักสาสนาและนักอักษรศาสตร์ต่างก็รู้ หรือชำนาญแต่วิชาของตนๆ ด้านเดียว ยังผลให้เกิดขึ้นแก่ฝ่ายนักบวชคือ ไม่สามารถสอนศาสนาโดยวิธีทำ ผู้ฟังให้อาจหาญร่าเริง อันเป็นวิธีที่พระพุทธองค์ทรงใช้เป็นหลักสำคัญ. สำหรับบทความบทนี้ ที่จริงก็ไม่ถึงกับจำเป็นต้องให้ผู้อื่นช่วยอธิบาย สำหรับบางคน. แต่ยังมีอีกหลายคน ที่ต้องการให้ช่วยขยายความ, ข้าพเจ้า เสียคำขอร้องไม่ได้ ก็เพราะเห็นแก่คนพวกหลัง จึงขออธิบายไปตามสามารถ และตามความรู้ความเห็นอย่างพุทธศาสนิกแท้ดังต่อไปนี้ :- ตัวบทประพันธ์ มาเร็วเกลอ ! แล่นเรือ ไปด้วยข้า อรุณใหม่ นาฬิกา อ้าปีกหนี เราจะขึ้น ก้อนเมฆผล็อย ลอยเมฆี ร้องสดุดี 'อนันตชีพ’ พลางรีบไป อ้อไม่กล้ามาเพราะกลัวตัวจะพลาด ชั่วโมงซึ่ง หมายมาด หรือสหาย ? หรือขาติด ตรวนชีพ บีบใจกาย ? จงปัดหายและกล้าแกล้วแล้วเฟ้นฟรี จงฟาดพื้น อุปสัด ซึ่งปักขวาง จงฟังเสียง ลมคราง เป็นเพลงซึ่ ทั้งกุหลาบแสงจันทร์จับความลับมี และฟังดอก ลิลี่ กระซิบดาว ๗

น.272 นั่นเป็นเพลงบันเลงนานล้านปีแล้ว ล้านปีที่ มีศูนย์แน่ว คืนหนึ่ง; เอ้า ! มันกางโน๊ต สงแสง แดดจับวาว ส่งเสียงเร้า กระเซ้าทั่ว ทั้งจักรวาล รู้ตัวไว้ ! สลัดสาย ระยางซี เมื่อท่านมี โลกของท่าน ในตัวท่าน จึงคุยกับดาวรุ่งฤกษ์ อย่างเบิกบาน ถือท้ายเรือหมายสถานเมฆขลิบทอง ข่มอินทรีย์, เพราะ, โอ้มันชักใยเป็น ภาพลวงเล่น. จงเพ็น วิมุติก่อง ทางไปสู่ ศานติรส ไม่หมดมอง ก็เป็นของ ท่านเท่านั้น มันอยู่ใน. ( อธิบายความทีละบท ) มาเร็วเกลอ ! แล่นเรือ ไปด้วยข้า อรุณใหม่ นาฬิกา อ้าปีกหนี เราจะขึ้น ก้อนเมฆผล็อย ลอยเมฆี ร้องสดุดี 'อนันตชีพ’ พลางรีบไป เขาชวนเพื่อนของเขาว่าให้มาลงเรือ แล่นออกไปหาที่ที่ไม่ต้องว่ายเวียน หรือท่องเที่ยวอยู่ในส่งสารสาครอีกต่อไป. อรุณรุ่งรางเป็นเวลาเช้าตรู่ ขึ้นมาแล้ว. เวลาทุกๆชั่วโมง ก็เตรียมใส่ปีกหางสำหรับจะบินและกำลัง บินอยู่แล้ว. เวลาไม่คอยท่า. กลางคืนเราหลับ ก็ปรากฏคล้ายกับ ว่าเวลามันก็หลับเหมือนกัน, แต่เมื่อเราตื่น มองเห็นสิ่งต่างๆอยู่ สิ่งที่เรา ต้องการก็ไม่ปรากฏแก่เราสมใจอยาก เวลาจึงดูคล้ายกับว่ามันมีปีกสำหรับบิน อย่างเร็วให้เราไล่ตาม. และเวลามันก็บินจริงๆด้วย สำหรับผู้ที่ยังตกอยู่ ในฝั่งนี้ - ฝั่งโลกิยะ. เราจะปล่อยให้เวลาทิ้งเราไปหรือ บัดนี้เราทำอะไรอยู่ เวลาก็ล่วงไป ๆ ไม่ได้ ๆ เราจะต้องขี่ก้อนเมฆซึ่งเลื่อนลอยไปโดยเร็วด้วย อำนาจลมกรด คือปฏิปทาที่ดีแท้มีสัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำ มีสัมมาสมาธิเป็นกำลัง พัด. เราจะแล่นไป ๆ ขี่ เรือเมฆ” ของเราไป, ซึ่งในขณะนั้น เราจะ ร้องเพลงสดุดีสรรเสริญ " อนันต์ชีพ" ไปพลาง. อนันตชีพคืออะไรเล่า? คือ ภาวะแห่งความหลุดพ้นจากกิเลสเครื่องร้อยรัดแล้ว เข้าถึงความเป็นอยู่ที่ไม่รู้จัก

น.273 แปรผันหรือสิ้นสุดไป, ความดำรงอยู่ตลอดกาลหรือยิ่งกว่ากาล ความไม่ตาย เพราะไม่เกิดและไม่แปรปรวน นั่นคืออนันตชีพ. เราชอบใจอนันต์ชีพยิ่งนัก เรากำลังจะไปสู่อนันตชีพ. เราทนไม่ได้ จึงต้องร้องเพลงสดุดีอนันตชีพ ไปพลาง เพราะเรารู้จักอนันต์ชีพ ! อนันตชีพ = Eternity = อมตมหา นิพพาน ! อ้อไม่กล้า มาเพราะกลัว ตัวจะพลาด ชั่วโมงซึ่ง หมายมาด หรือสหาย ? หรือขาติด ตรวนชีพ บีบใจกาย ? จงปัดหาย และกล้าแกล้ว แล้วเฟ้นฟรี อ้อ เพื่อนของเราไม่มาลงเรือไปกับเราดอก ! สหาย, ท่านไม่อาจมา เพราะท่านกลัวว่า เมื่อไปกับเราเสียแล้ว ท่านจะพลาดจากชั่วโมงสำคัญ ซึ่ง ท่านมาดหมายไว้ทางนี้หรือ ? ชาวนาก็หวังร่าเริงในชั่วโมงที่ตนร่ำรวย เพราะ เก็บเกี่ยวและขายข้าว, พ่อค้า-ชั่วโมงแห่งความเป็นเศรษฐี, ข้าราชการและ นักการเมือง-ชั่วโมงแห่งความเป็นอธิบดีรัฐมนตรีนายกรัฐมนตรี, พระราชา -ชั่วโมงแห่งความเป็นจักรพรรดิราช, และคนทั่วไป-ชั่วโมงแห่งโชคลาภแม้ที่ จะได้จากการพนัน เช่น สลากกินแบ่ง อันเป็นชั่วโมงแห่งความฟูใจ ความ อิ่มเอิบไปด้วยสิ่งที่ตนชอบ. ท่านกลัวจะพลาดชั่วโมงนี้ไปเสียหรือสหาย? หรือ ว่าชาของท่านติดตรวนคืออารมณ์ และการงานที่แวดล้อมติดพันท่านอยู่นุ่งถุงไม่ มี่เวลาสร่าง? งานที่คั่งค้างอยู่ มันเป็นชื่อตรวนที่ผูกพันเราได้ทั้งเวลาตื่นและ หลับ ทั้งเวลาที่เราอยู่ใกล้และอยู่ไกล หรือทั้งที่บางที่เราได้มอบให้แก่ผู้ที่มาขอ รับเอาไปทำแล้ว. ตรวนชีพ, -ตรวนแห่งหัวใจผูกมัดท่านไว้กระนั้นหรือ ? บ.๓

น.274 อย่างไรกันแน่ ? ท่านไม่มาเพราะท่านเป็นห่วงชั่วโมงนั้น หรือท่านมา ไม่ได้เพราะขาติดตรวน ? บอกช้าที่เถิดสหาย ! จงฟาดพื้น อุปสัค ซึ่งปักขวาง จงฟังเสียง ลมคราง เป็นเพลงซึ่ ทั้งกุหลาบ แสงจันทร์จับ ความลับมี และพึงดอก ลิลี่ กระซิบดาว เมื่อเรานั่งสงบอยู่ในระหว่างธรรมชาติอันเงียบสงัด ฟังเสียงอันเกิดจาก ลมโชยมา เห็นภาพแห่งความไม่ดิ้นรนของสิ่งที่ปราศจากตัณหาในหัวใจ เช่น พุ่มไม้เป็นเงาดำมะเมื่อม เห็นดอกไม้แย้มกลีบเบิกบาน มีแววแห่งความสดชื่น ร่าเริงบริสุทธิ์ดังนี้ จะไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกอันใดขึ้นในหัวใจบ้างเจียวหรือ! ความรู้ คติ ความสลดสังเวชและอื่นๆ อาจเกิดขึ้นได้เสมอไป, นั่นคือเสียงกระ ซิบของลมโชย เสียงกระซิบของพุ่มกุหลาบ ของเงาดำ และอื่นๆ. ธรรม นิยามหรือความจริงแห่งความแปรปรวนเสมอ ความทรมานเพราะมันไม่เที่ยง และความไม่ควรรับเอาว่าเป็นของๆตน มันสิงอยู่ในสิ่งทั่วไป มันกระซิบส่ง ออกมาจากสิ่งทั่วไป และทุกเมื่อ ; แต่สหายเอ๋ยเมื่อ "เครื่องรับ" ของท่านไม่มี หรือไม่ดี มันก็ไม่ได้ยินเสียงกระซิบนั้นเลย. ปัญญาจักษุของท่านจะไม่เป็น สื่อให้ท่านบ้างเสียเลยเจียวหรือ ? ท่านจงฟังเสียงเพลงแห่งลมที่พัดโชยไปนั้น บ้างซิ, จงฟังระหัสลับอันปลุกเร้าดวงใจอย่างยิ่งของดอกกุหลาบที่งามเด่นเพราะ แสงจันทร์จับดอกนั้นบ้างซิ, ก็หรือจงตรับฟังเสียงที่ดอกพลับพลึง อันเบิกบาน ชาวโพลงในกลางคืน แหงนหน้ากระซิบกระซาบกันอยู่กับดวงดาวในอากาศเหล่า นั้นบ้างซิ, มันพูดกันว่ากระไร ? อ๋อ มันเยาะเย้ยว่ามนุษย์นีขี้ขลาดต่อการ ที่จะหลุดพ้นไปจากความทุกข์ทรมาน ขลาดต่อการที่จะไม่ต้องเกิดแล้วเกิดอีก.

น.275 ขลาดเพราะอะไร เพราะโลกนี้มี สิ่งหวานใจ ถ้าไม่ได้ระคนอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ก็เห็นว่ามันเป็นสภาพที่น่ากลัวที่สุด ดุร้ายและแห้งแล้งเหลือเกิน, และอ้อ ดอก กุหลาบมันพูดอย่างเย่อหยิ่งว่า มันส่งสารพวกมนุษย์นี้เหลือเกิน ไม่สดใสอย่าง บริสุทธิ์, มัวแต่หวานนอกชมใน สดใสเพราะวิทยาศาสตร์ ! ในวงการสมาคม นั้นนะท่านเขามีมรรยาทอย่างหนึ่ง ที่อื่นอย่างหนึ่ง. ส่วนตัวมันเองแจ่มใส อย่างแท้จริง ไม่เตียงลาต่อการที่จะฉาบย้อมความเหี่ยวแห้งกรอบเกรียมในภาย ในไว้ด้วยศิลปะ. และส่วนดอกพลับพลิ่งนั้นเล่า มันกระซิบต่อดวงดาวว่า ขอท่านจงเป็นพยานเถิด ข้าพเจ้าซื่อสัตย์บริสุทธิ์สมกับสีขาวของข้าพเจ้า และ ข้าพเจ้ารู้จักสมุทัยแห่งความขาวของข้าพเจ้าด้วย. แต่มนุษย์นั้นซิ เขาไม่ ลืมตาในเรื่องนี้ ทั้งที่เขาเกิดมาเป็นกลางๆ เหมาะที่จะขาวหรือดำก็ได้ แต่อนิจจา ฉันเห็นมีแต่คนดำ หรือขาวแต่นอกเป็นส่วนมาก. ดูเถิดฟังเถิดสหายเอ๋ย ! เสียงแห่งลมคราง ระหัสลับอันเร้นอยู่ในความสดใสแช่มชื่นของดอกกุหลาบภาย ใต้แสงจันทร์ และเสียงกระซิบเบาๆ ของเจ้าดอกพลับพลึงนั้นมันมีอะไรๆ ที่เป็น ประโยชน์อยู่มากและสูง, จริงๆ o o o o นั่นเป็นเพลง บันเลงนาน ล้านปีแล้ว ล้านปีที่ มีศูนย์แน่ว คืนหนึ่ง ; เอ้า ! มันกางโน๊ต สูงแสง แดดจับวาว ส่งเสียงเร้า กระเซ้าทั่ว ทั้งจักรวาล มันมีเพลงซึ่งบันเดงซับกันมาตั้งล้านปีแล้ว พวกเราหูหนวกกันเสียหมด หรือจึงไม่ได้ยิน ! ใครพับ ? ธรรมชาติอันเร้นลับ ! ขับเรื่องอะไร ? เรื่อง ความจริงอันประเสริฐ อันบรรยายเรื่องความทุกข์ และเหตุแห่งความทุกข์

น.276 ความพ้นทุกข์ และวิธีที่จะพ้นไว้อย่างแจ่มแจ้ง. พระพุทธเจ้าหูท่านไม่หนวก ท่านได้ยินและสอนให้พระสาวกรู้จักฟังเหมือนท่านด้วย. ในล้านปีนั้น สำหรับ คนๆหนึ่ง มีศูนย์กลางอยู่ที่คืนๆ หนึ่ง คือคืนแห่งการได้ยินนั้นเอง. คืน นั้นเป็นศูนย์กลาง ฝ่ายหนึ่งแห่งความมืดบอดทนทรมาน ฝ่ายหนึ่งแห่งความสว่าง และศานติ. อะไรจะดีไปกว่านี้อีกเล่า ! ก็โน้ตอันบรรยายถึงลักษณะทุกๆประการ ของเพลงขับเพลงนั้น มันส่งเด่นสูงอยู่ในที่แสงแดดจับอยู่อย่างไสวรุ่งเรืองอร่าม ทอตาสำหรับทุกๆ คน. เสียงต้องกังวาลของมันเร้ากระเช้าอย่างมีศิลปะอัน สูงสุดไปทั่วทุกๆจักรวาล ปานประหนึ่งว่ามีหัตถ์ทิพเป็นกายสิทธิ์คอยปลุกเขย่า โลกให้ตื่นอยู่เสมอ! ซบเซาจริงนะสหาย ! ท่านจึงไม่ได้ยินเพลงนี้. พระธรรมมิได้มีในที่ทุกสถาน ทุกกาล และส่องเข้าไปถึงได้ แม้ในที่ที่แสงอาทิตย์ส่องเข้าไปไม่ถึงดอกหรือ ? พระธรรมมิได้ส่องเข้าไป ถึงหีบหทัยของท่าน และก่อให้เกิดเสียงกระซิบให้ท่านได้ยิน ในภายในบ้างเจียว หรือ? ความจริงเป็นสิ่งที่เบ่งแสงส่องอยู่ในที่ทั่วไป. รู้ เห็น ฟัง เก็บ ได้จากของทุกสิ่ง เช่นเดียวกับที่ถ้าเราให้มีการเบียดสี่ที่ไหน ความร้อนจากที่ นั้นก็ปรากฏตัวขึ้นที่นั้น. ความจริงคือพระธรรม. พระธรรมคือเพลง ขับเพลงนั้น เป็นของธรรมชาติส่งเสียงขับวังเวงอยู่ทั่วไป แต่หูท่านหนวกเอง. ก็ทำไมไม่รักษาหูของท่านเสียเล่า สหาย ? รู้ตัวไว้ ! สลัดสาย ระยางซี เมื่อท่านมี โลกของท่าน ในตัวท่าน จึงคุยกับ ดาวรุ่งฤกษ์ อย่างเบิกบาน ถือท้ายเรือ หมายสถาน เมฆขลิบทอง

น.277 สหายเอ๋ย, ท่านจงรู้จักตัวของท่านเองเถิด. ท่านกำลังพุงถุงยุ่งยาก อยู่ด้วยอะไร ท่านก็ต้องทราบดีเป็นแน่. ท่านจงสบัดสายระยางรุงรังออก ไปเสียให้พ้นซิ. สายระยางที่ติ้งเครียดทุกๆ เส้น มันซึ่งกวดชีวิตของท่าน อยู่ทุกทิศทุกมุม ปานประหนึ่งว่านักโทษที่ถูกเขารึงรัดไว้ด้วยโซ่เหล็ก โยงเป็น ระยางไปหาหลักที่ปักไว้รอบๆ ตัวอย่างตึงเครียดแล้ว. การผูกหย่อนๆ แต่แก้ ยากหรือแก้ไม่ได้เลย นั้นยิ่งร้ายไปกว่าที่ผูกอย่างตึงเครียดแต่แก้ได้เสียอีก ; และ นั่นคือเครื่องผูกของหัวใจ เครื่องกดทับดวงใจ เครื่องทรมานหัวใจเล่นสนุกๆ ของอวิชชา เป็นสายระยางแห่งความรัก โกรธ เกลียด กลัว หลงใหล อาลัย อาวรณ์นานัปการ. ท่านจงสบัดมันเสียให้หมดจดเถิด, ท่านก็จะเป็นอิสระ แก่ตัวของตัว. เดี๋ยวนี้ยังเป็นตัวของมัน มิใช่ของท่าน. เมื่อไรท่านจะมีโลกของท่านในตัวท่านเอง ? เมื่อไรท่านจะมีทุกๆ สิ่งที่ท่านต้องการในตัวของท่านเอง จะเอาเมื่อไรและอย่างไรก็ได้ ? สหายเอ๋ย, ก็เมื่อท่านมีความรู้อันประเสริฐ รู้แจ้งเห็นจริงอย่างประจักษ์ในวิธีที่จะบันตุสุข ได้สมปรารถนานั้นนะซิ ท่านก็มีโลกของท่าน ในตัวของท่านเอง. โลกนี้ มิใช่ของท่านจริงๆดอก เพราะมันยังมีสิ่งที่ท่านไม่ต้องการ. แต่ "โลก ของท่าน" นั้น มันมีสิ่งทุกสิ่ง, และเฉพาะที่ท่านต้องการ หรือเป็นสภาคกันกับ ท่านเท่านั้น. ถ้าท่านจะมิชอบมีโลกของท่านในตัวของท่านเองแล้ว ก็แปลกละ! ก็เมื่อท่านมีโลกของท่านเองดังนี้แล้ว ท่านจะขัดสนอะไรกับด้วยเรื่องที่ท่าน จะนำเอาไปสนทนาเจรจากับเจ้าดาวรุ่ง. ทำไมท่านไม่สนทนากันได้อย่างสนุก สนานบานเบิกในเมื่อท่านไม่ติดขัดในเรื่องดีๆที่จะสนทนา. เรื่องอะไรที่สนทนา? ก็เรื่องแสงสว่างแห่งการครองชีพอย่างผาสุกนี้นะซิ, เพราะดาวรุ่งเป็นชื่อแห่ง ดาวที่เป็นบุพพนิมิตรของความสว่าง. ดาวนำชีพกับดาวนำวัน สนทนากันไม่ ได้สนุกละก็ ผิดไปตะสหาย. บ. ๔

น.278 เมื่อท่านแตกฉานในเรื่องสนทนากับดาวรุ่งแล้ว ทำไมท่านจะถือท้ายอัตต- ภาพนาวาของท่านให้ไปถึงที่ท่านปรารถนาไม่ได้. โน่นแน่, เมฆที่ริมขลิบทอง นครแก้วตั้งอยู่บนเมฆนั้น, มีอะไรบ้าง ? คำตอบบันจุอยู่ในมันสมองของท่าน อย่างเต็มปรี่แล้ว. ผู้ดำรงตนอยู่ในหลักอัฏฐังคิกมรรคหรือจะขัดสนต่อหลัก แห่งการครองชีพ, จะมืดมนท์ต่อทิศแห่งพระนิพพาน ? แม้ว่าจะเป็นทิศที่เขา ยังไม่เคยไป มันก็ปรากฏเด่นยิ่งกว่าดาวประจำรุ่งเสียอีก. โน่นแน่ อมต มหานคร บนเมฆที่ริมขลิบทอง ! ข่มอินทรีย์, เพราะ,โอ้มัน ชักใยเป็น ภาพล่วงเล่น. จงเฟ้น วิมุติก่อง ทางไปสู่ ศานติรส ไม่หมดมอง ก็เป็นของ ท่านเท่านั้น มันอยู่ใน. จงชำระอินทรีย์เถอะสหาย. จงชนะมาร ! มารคืออินทรีย์. อินทรีย์ คือความรู้สึกที่เกิดสืบต่อมาจากการสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. จง บังคับมันให้อยู่มือ. ให้ชนะ ! ทำไมเล่า ? เพราะว่า, อนิจจาเอ๋ยยัง ไม่รู้อิกรี, ก็เพราะมันมัวแต่จะชักใยแห่งภาพลวงตาอยู่เสมอ นั้นนะซี. เมื่อ ปล่อยมันไปตามประสาของมันแล้ว มันก็ชักใยหลอกเราให้หลงวนเวียน ใน ที่สุดก็ต้องสดุ้งหมุนไปหมุนมาเหลียวหน้าเหลียวหลัง รักโกรธ พอใจไม่พอใจ อยู่เสมอ. จงแสวงหาความหลุดพ้นอันใหญ่ยิ่งเถอะสหาย, ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้ว. เกิดมาทำไม ถ้าเพื่อทนทรมาน ? จะอยู่ไปทำไม ถ้าเพื่อทนทรมาน ? จะรับเอา มาไว้มากๆทำไม ถ้าเพื่อแบกถือทนทรมาน ? จะอาบย้อมไปทำไม ถ้าเพื่อทน ทรมาน ? สิ่งทั้งปวงบรรดามี ย่อมเป็นเครื่องทรมานจิตได้ทั้งนั้น ถ้าหากว่า

น.279 จิตตกเข้าไปเป็นทาสของมัน. เมื่อจิตหลุดพ้นออกมาเป็นอิสระได้ สิ่งทั้งหลาย ก็ไม่เป็นนายเราได้ ไม่ทรมานเราได้ ไม่เยาะเย้ยเราได้ ทั้งที่มันกำลังทำเข็ญ ให้แก่ผู้อื่นเป็นอันมาก ค่าที่ได้มอบจิตให้แก่มัน. อวิชชาทำให้เราไม่รู้ในเรื่อง นี้เราจึงตกเข้าไปเป็นทาสมันโดยไม่รู้สึกตัว รู้สึกก็แต่ความทุกข์ทรมานที่ได้รับ จากมันเท่านั้น, ความหลุดพ้นจึงเป็นสิ่งที่เราต้องตั้งใจเสาะแสวงอย่างจริงจัง ! ทางที่นำเราให้ไปถึงศานติ อันไม่มีที่สิ้นสุดนั้น เป็นของท่านผู้เดียว. ของใครก็ของผู้นั้น, เพราะว่าของใครก็อยู่ในใจผู้นั้น. ความเห็นอย่างแจ่ม แจ้งเป็นสิ่งที่ทำแทนกันไม่ได้ จึงสัมมาทิฏฐิของใคร ก็สามารถแต่จะเป็นสัมมา ทิฏฐิให้ผู้นั้นเท่านั้น. การก้าวเดินแห่งใจของท่าน จึงเป็นของท่านแต่ผู้เดียว, และทางที่ใจของท่านเดินไปแล้ว ก็เป็นของท่านแต่ผู้เดียวด้วย. ศาสนาที่สอน เรื่องความสุขทางจิต อันนอกเหนือออกไปจากวิชาการทางวัตถุ ย่อมสอนการ ช่วยตัวเอง การเดินของตนเอง การรู้ การหลุดพ้น การเสวยสุข ของตัวเอง. ตนเป็นคติของตน ตนเป็นที่พึ่งของตน ใครอื่น จะเป็นที่พึ่งให้แก่ตนอย่างไรได้. ความบริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตัวเพราะฉะนั้นวิธีที่จะทำความบริสุทธิ์ ให้แก่ตัว ก็ต้องเป็นของเฉพาะตัวด้วย. ใครอื่นจะช่วยทำใครให้บริสุทธิ์ หาได้ไม่. ท่านเดิน ท่านถึง เพราะเหตุใด, เพราะเหตุนั้น ทางนั้นเป็น ทางของท่านแต่ผู้เดียว. ของผู้อื่นก็เป็นของผู้อื่น แม้ว่าจะเหมือนกันที่สุด ท่านก็ไม่พึ่งเข้าใจว่าเป็นทางๆเดียวกัน เป็นแต่เหมือนกันเท่านั้น และเขาก็ชอบ เรียกว่าเดินทางเดียวกันด้วย, มันเป็นโวหารของคำพูดต่างหาก. ทางนั้นมันทอดยาวอยู่ในตัวของท่าน - ที่กาย วาจา ใจ ของท่าน, - ที่การกระทำของกาย วาจา ใจ ของท่าน. คติที่จะก่อให้เกิดความรู้ใน การอยากเดิน, การเดิน, และผลของการเดิน ท่าจะหาได้จากภายในตัวท่าน เท่านั้น ซึ่งจะเป็นของท่าน เพื่อท่าน โดยท่าน อย่างแท้จริง. พระ พุทธองค์ตรัสว่า "ความทุกข์, เหตุของความทุกข์, ความพ้นทุกข์ และทางให้

น.280 ถึงความพ้นทุกข์นั้น ตถาคตบัญญัติไว้อย่างพร้อมบริบูรณ์ ในกายที่ยาววาหนึ่ง นี้ อันมีพร้อมทั้งจิตและสัญญา." ของใครก็ของคนนั้นโดยเฉพาะ, เพราะ มันเป็นปัจจัตตัง. และของใคร ใครรู้ เพราะมันเป็นสันทิฏฐิโก. นี่แหละ สหายเอ๋ย มันอยู่ภายใน โดยแท้. ชั่วโมงที่ประเสริฐที่สุดมันมีอยู่ ณ กาล เมื่อท่านไปถึงที่นั่นแล้วต่างหาก. ท่านจะมัวห่วง ณ ที่นี้อยู่ไย ? ตัวบทของ A. C. AIber แปลและอธิบายโดย "สิริวยาส"

น.281 การบริจาคทานอีกประเภทหนึ่งซึ่งเข้าใจยากอย่างยิ่งนั้น ได้แก่ การบริจาคชนิดที่เป็น การสร้างจิตใจชนิดที่แข็งแกร่งพอที่จะ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลข้างหน้า หรือบริจาคชนิดที่ให้ เป็นการทำลายความยึดถือว่าตัวตน หรือของตนโดยเด็ดขาด. คนธรรมดาย่อมเห็นเป็นการโหดร้ายหรือบ้าหลัง. แต่ความ มุ่งหมายของการให้ทานชนิดนี้ยังบริสุทธิ์อยู่นั่นเอง. ถ้าเรา พิจารณาดูน้ำพระทัยของพระเวสสันดร ก็พอจะทราบความยาก เป็นพิเศษของทานชนิดนี้ได้บ้างไม่มากก็น้อย. สิริวยาส พอลูกสองคนได้ยินพ่อพูดจะยกตัวทั้งสองคนมอบให้เป็นทานแก่ชูชก ก็หนี ไปซ่อนเสียในสระ. พระเวสสันดรตามไปเรียกให้ขึ้นมาด้วยคำปลุกใจว่า เอหิ ดาด บียปุตฺต บู่เรถ มม ปารมิ พทย์ เมภิสิญเจล กโรถ วจนํ มม ยานนาวาว เม โหล อจลา ภวลาครา ชาติปาร์ ตริสสามิ สนุตาเรสส์ สเทวก์ ซึ่งแปลว่า "มาเถิดลูกรัก พ่อเอย ! ลูกจงช่วยทำการสร้างสมความดีของ พ่อให้เต็มเปี่ยมเถิด. ลูกจงช่วยรดหัวใจพ่อให้เย็น. จงทำตาม คำพ่อ. จงช่วยเป็นเรืออันแข็งแรงให้พ่อข้ามทะเลอันร้ายกาจไปให้ ได้เถิด. พ่อจะข้ามฟากไปจากการต้องเกิด และช่วยให้เทวดาแล มนุษย์ทั้งหลายข้ามไปได้ด้วย" ดังนี้. ปลุกใจเรื่อยไปจนกระทั่งถูกขึ้นมาด้วยขัตติยมานะและความรักพ่อรวมกัน พระเวสสันดรก็ยื่นมอบให้แก่ชูชกไป พลางยืนดูอยู่ด้วยความอิ่มพระทัย. บ. ๕ ๑๗

น.282 " ซุชกหาเถาวัลย์มาผูกข้อมือเด็ก เด็กไม่ยอมไป ดิ้นจะมาหาพ่อ แก ก็กระยากจนตากถูไปกับดิน โกรธขึ้นมาแกก็ตีด้วยไม้เท้า ไม่ปราณีว่าจะถูกที่ ตรงไหน ทั้งที่พระเวสสันดรยืนดูอยู่ตาปริบ ๆ : บางแผลก็บวม บางแผลก็ หนังขาด บางแผลเลือดไหล ทั่วๆไปที่ตัวทั้งสองคน ต่อหน้าพระเวสสันดร. พี่น้องรักกันมาก จนเมื่อน้องเห็นชูชกเงื้อหวดพี่ น้องก็ถลันเข้าไปบังรับเอาไว้. พี่เห็นชูชกเงื้อหวดน้อง พี่ก็ถลันเข้าบังรับเอาไว้ โดยไม่คิดว่าจะตีถูกหน้า ถูก ศีรษะ หรือถูกตรงไหน. หนทางขรุขระเดินยาก ตาพราหมณ์ล้มพลาดลง เชือกเถาวัลย์แข็ง บ่วงดีดออก ทำให้เด็กทั้งสองหลุดได้ รีบวิ่งไปหาพ่อ ไหว้พ่อให้ส่งสารแล้ว ทอดตื่นพ่อแน่นทั้งสองคน ตัวสั่นยิ่งกว่าลูกนก ร้องวิงวอนพ่อ. คำบาลีตอนนี้ว่า. อมฺมา จ ดาต นิกฺธฺตา ตฺวญฺจ โน ตาตฺ ทฺสติ ยาว อมฺมํ ว ปสฺเสมฺ ยถ โน ตาต ทสฺสสิ อมฺมา น ตาด นิกุชฺตา ดฺฺญจ โน ดาต ทสฺสสิ มา โน ตฺวํ ตาด อททา ยาว อมุมมาบี เอติ โน่, ซึ่งแปลว่า “พ่อจ๋า แม่ยังไม่อยู่ พ่ออย่าเพ่อให้ลูกแก่ตาพราหมณ์นั้น ไป. ถ้าพ่อจะให้จริง ก็รอให้แม่กลับมาให้เห็นก่อน จึงค่อยให้. พ่อจ๋า แม่ไม่อยู่ พ่อเห็นหน้าเราแทนแม่ไปพลางก่อนเถิด พ่ออย่าเพ่อให้ เราไป รอให้แม่กลับมาก่อน" ดังนี้. ร้องพลาง พูดพลาง กอดคืนพ่อพลาง กลิ้งเกลือกไปมาเหมือนจะดึง ขาพ่อให้ล้มลงด้วย. วิงวอนให้พ่อส่งสารถึงข้อที่ตัวกลัวชูชก ชี้ให้พ่อดู ลักษณะที่ร่างกายของชุชก ที่เด็กเห็นแล้วก็กลัว ซึ่งเรียกว่าบุรุษโทษ ๓๘ ประ- การ คือชูชกนั้น ตีนใหญ่คด เล็บมือเล็บตื่นดำ และเป็นหนองข้างใน ปลีน่อง ใหญ่ยานลงเป็นถุง ริมฝีปากข้างบนปกห้อยลงมามีดริมฝีปากล่าง น้ำลายเป็น ยางเหนียวไหลกอกสองแก้มอยู่เสมอ เขี้ยวยาวจนแลบออกมาจากปาก จมูก

น.283 ๑๕ น้ำพระท้อพระเวสสันดร หักยุบ ปลายจมูกเชิดขึ้นบน ท้องป่องกลมยื่นออกไปคล้ายหม้อใหญ่ สันหลัง คด ตาหล่ม ข้างหนึ่งใหญ่ข้างหนึ่งเล็ก หนวดแดงแข็งดังเส้นลวดทองแดง ผม โกรนสีเหลืองเหมือนสี่ใบลาน ตามตัวเส้นเอ็นนุนเกะกะ ผิวหนังตกกระต่างไป หมด ตาเหล่เหลือกเหลือง วาวเหมือนตาแมว ทางลำตัวคดไปมาถึงสามตอน คือคดที่คอ ที่หลัง และที่สะเอว ขาเกห่างกันมาก ขนตามตัวเส้นหยาบใหญ่ เหมือนขนหมู. “พ่อจ้ำ น่ากลัวว่า ตาแก่นี้จะมิใช่มนุษย์ แต่เป็นยักษ์แปลง ปลอมมาขอลูกไปเคี้ยวกิน. เมื่อตะกี้แกคร่ำลูกไป พ่อดูเฉยอยู่ได้ ใจของพ่อเหมือนก้อนหินหรือพ่อจ๋า หรือว่าเหมือนถูกเหล็กพืดรัดเอาไว้. ตาแก่ตีเราเท่าไร พ่อก็เฉย. ตาแก่นี้เห็นแต่จะได้ทรัพย์อย่างเดียว หามีความเมตตาปราณีไม่ แกจึงตีเราหนักๆ เหมือนตีวัว. ถึงอย่างไร พ่อจงให้น้องกัณหาอยู่ที่นี่เถิด น้องกัณหายังเล็กเกินไปไม่เคยทุกข์ พอ ไม่เห็นแม่ ก็เที่ยววิ่งร้อง เหมือนลูกวัวพลัดแม่." ยิ่งเห็นพระเวสสันดรเฉย เด็กๆ ก็ยิ่งคร่ำครวญเพราะคิดว่าพ่อหมดความ ปราณี. เด็กทั้งสองยิ่งรำพันถึงตัวเอง ถึงแม่ ถึงอาศรม ถึงของเล่นที่เคย เล่น ถึงที่ที่เคยเที่ยว. "พ่อจ๋า ตาพราหมณ์แกจะเฆี่ยนตีเท่าไร ๆ ความทุกข์นี้ก็ไม่ มากเหมือนที่จากพ่อจากแม่. ทุกข์ที่จากพ่อแม่นี้ ทุกข์มากกว่าที่ ตาพราหมณ์แกตี เป็นไหน ๆ การถูกเฆี่ยนถูกตี เป็นของธรรมดาที่เด็ก ๆ จะต้องได้รับ เกิดมาก็ต้องถูกตี แต่การที่จะต้องจากพ่อจากแม่นี้ไม่ควร จะมีเลย น้องกัณหาเอ๋ย แม่จะต้องเป็นกำพร้าเรา เราก็จะต้อง กำพร้าแม่. พ่อก็จะต้องกำพร้าเรา เราก็จะต้องกำพร้าพ่อ. แม่ และพ่อ เมื่อไม่เห็นเราทั้งกลางวันและกลางคืน มากเข้าก็จะผอม." เด็ก ๆรำพันอยู่เรื่อย จนกระทั่งชูชกตามมาแกะมือเอาไปจากขาของพระ เวสสันดร เพราะแกถือว่าได้ให้เป็นสิทธิแก่แกแล้ว. เด็ก ๆ ทั้งสองจึงตั้งตา

น.284 ฝากถึงแม่. “พ่อจ๋า ช่วยบอกแม่ด้วยนะ ว่าลูกและน้องกัณหาไม่ได้เจ็บไข้ อะไร อย่าให้แม่วิตกเลย. พ่อช่วยเอา ช้าง ม้า วัว (ตุ๊กตาบั้น ดินดิบ) ที่นั่นให้แม่ด้วย แม่จะได้สบายใจบ้าง แม่จะลดความโศก ลงได้บ้าง." พระเวสสันดรในตอนนี้ ถึงกับต้องข่มความรู้สึกฝากใจและสงสาร แต่ ในที่สุดก็ข่มไว้ได้. ซุชกพาเด็กทั้งสองไปได้ครู่หนึ่งล้มลงอีก และเด็กหลุด วิ่งมาทั้งเชือก วิ่งรวดเดี๋ยวมาถึงพ่อเลยทั้งสองคน. ซุชก ก็ตามมาจนถึง กระชากเด็กไปจากพ่อ ผูกให้แน่นหนากว่าแต่ก่อน ทั้งที่มือเด็กและมือตัว ใช้ ไม้เท้าบังคับให้เดินไปจนได้ ต่อหน้าต่อตาพระเวสสันดร. เด็กทั้งสองฟกช้ำ เลือดไหลตามตัว อิดโรยอ่อนเพลียสักเท่าไร แกก็ตี๋ และลากเอาไปจนได้. เด็กๆ ร้องอ้อนวอนให้พ่อช่วย ด้วยเสียงอิดโรยเหมือน จะสิ้นใจ ซุชกก็ยังกระชากและตีหนัก ๆ ไม่เลือกที่ ต่อหน้าต่อตาพระเวสสันดร นั่นเอง. การบังคับใจของพระเวสสันดรในตอนนี้ ถึงขนาดที่ หัวอกร้อน เหมือนไฟสุมอยู่ข้างในสักพันกอง หายใจทางจมูก ไม่พอจนต้องหายใจทางปาก น้ำตาเหมือนสีเลือดและร้อนเหมือน น้ำร้อนไหลนองออกมาพรุดๆ แต่ก็ยังมีสติ ไม่กลับใจ ไม่ชิง เอาเด็กกลับมา ปล่อยให้ชูชกพาไปจนได้ ได้เห็นลูกร้องรำพัน กันพลาง เดินห่างออกไปจนลับตา. เด็ก ๆ ร้องไห้พลาง รำพัน พลาง, "ตื่นของเราเจ็บเหลือทนแล้ว ทางก็ยังไกลเกิน. พระอาทิตย์ จะลับยอดเขาแล้ว ตาพราหมณ์ก็ยังตีให้รีบเดิน ไม่ให้หยุด. เรา

น.285 ทั้งสองขอกราบไหว้ภูต ปีศาจเทวดา ที่อยู่ในภูเขา ในต้นไม้และพื้นดิน. ทั้งนาคราชในสระโบกขรณี ในน้ำไหล ในห้วย ในเหว. ทั้งต้นไม้ ต้นหญ้า เถาวัลย์ อันมีอำนาจเป็นยาศักดิ์สิทธิ์ ขอจงช่วยเราด้วย. "จงช่วยบอกแม่ด้วยว่า เราไม่ได้เจ็บไข้อย่างไร นอกจากตา พราหมณ์นี้ตีและคร่าไปเท่านั้น. ช่วยบอกแม่ว่าถ้าแม่จะรีบตามมา ก็คงจะทัน, ให้แม่รีบตามมาทางลัดพอจุคน ๆ เดียวที่ลัดไปอาศรม. ช่วยบอกแม่ให้รีบกลับจากป่าเถิด จะทันช่วยเราพอดี. แม่ไปป่า หาผลไม้ กลับมาไม่เห็นลูก ก็จะทุกข์ ที่สุด. นี้ก็เกินเวลาแล้วแม่ ไม่มาเลย. หรือแม่จะหาเผือกมันและลูกไม้ได้มากในวันนี้ ถ้า แม่ได้มามาก ก็จะได้แบ่งให้ดาพราหมณ์นี้ ให้ลูกไม้บ้าง ให้น้ำผึ้งบ้าง แกก็เหนื่อยเหมือนกัน แกกินแล้วจะค่อยยังชั่ว สบายใจแล้วคง จะไม่ตีให้รีบเดิน. แม่จ๋า เท้าเจ็บจนเดินไม่ไหวแล้ว ตาพราหมณ์ ก็ยังตีให้รีบเดิน. แม่จงรีบมาช่วยเถิด." แปลตามตัว และเฉพาะเท่าที่มีในบาลี. นี่แล น้ำหนักของทานบริจาค ชนิดที่เป็นบทเรียนสำหรับอบรมใจ ให้แกร่งขนาดที่จะเป็นพระพุทธเจ้า หรืออาจตัดความยึดถือในตัวตน หรือในของ ๆ ตน. ถ้าเราเข้าใจการให้ทานชนิดนี้ก็เข้าใจความแตกต่าง ระหว่างหัวใจของคนธรรมดากับหัวใจของพระพุทธเจ้า. ลอง เทียบดูเพื่อให้รู้ความต่ำสูงเป็นพอ ไม่ถึงกับต้องลองบำเพ็ญดูดอก. บ. 6

น.286 โดย "สิริวยาส" ( จากบาลี เทวดาสํ. ส.สํ. ไตร. ล. ๑๕/๓/๗, และอรรถกถา ) ครั้งหนึ่ง เทพตนหนึ่งมีความพอใจในกามสุขอย่างล้นเหลือ ที่ตนกำลังได้ รับจากผลบุญอันกระทำไว้แต่ปางบรรพ์. ต่อจากนั้นก็มองเห็นประจักษ์ชัด ด้วยปัญญา โดยมิต้องเชื่อตามผู้อื่นเหมือนแต่ก่อนว่า บุญคืออะไร, มีอานุภาพ เพียงใด ให้ผลเป็นที่น่าพอใจอย่างไรเป็นต้น. ครั้นชมบุญและใคร่ครวญ สืบไปหนักเข้า ธรรมภาษิตก็มาปรากฏแจ่มแจ้งเป็นปฏิภาณขึ้นเองภายในใจว่า “ชีวิตเป็นของน้อยนิดเดียว เพราะ ถูก ชะรารุก เงียบ ๆ อยู่เสมอ. สำหรับคนที่ถูกชะรารุกเช่นนี้ หามีเครื่องต้านทานสู้รบอันใดไม่. ถ้า ใครเพ่งเห็นภาวะที่น่ากลัวอันนั้น ในความตายแล้ว ควรรีบที่สุดที่จะรีบ ได้ในการบำเพ็ญบุญ อันเป็นสิ่งเดียวที่จะนำมาซึ่งความสุข ( เช่นที่ตน กำลังได้รับอยู่อย่างนี้ )." เทพตนนี้คำนึงสืบไปว่า ตนควรจะอวดธรรมภาษิตของตนกะใครดีหนอ ที่จะทำให้มีชื่อเสียงเด่นเหนือทวยเทพทั้งปวง, หรืออย่างน้อยที่สุด เขาจะเข้าใจ ธรรมภาษิตนี้ ซาบซึ้งเช่นเดียวกับที่ตนเข้าใจ. ในที่สุด ก็นึกมาถึงพระผู้มี พระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ว่าเป็นผู้ที่เขาควรมาอวดวาทะของตน. เขามา เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าที่สาวัตถี จากดาวดึงส์ได้ชั่วเวลาที่นักพลศึกษาเหยียด แขนสบัดออกแล้วงอเข้าโดยเร็ว คือประมาณกระพริบตาหนึ่งก็จริง แต่เขาผิด คาดมาก เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงประทานให้แก่เขา ทำนองเดียวกับที่ เขาตั้งใจนำมาฝากให้พระองค์, ทั้งมันเป็นภาษิต ซึ่งทำให้เขาชงักและนำไป คิด ด้วยความกระวนกระวายตลอดเวลานานนัก. ๒ ๒

น.287 สำหรับท่านผู้อ่านทั้งหลาย, โดยการฟังเพียงเพื่อไพเราะหูก็ดี, หรือ โดยความรู้สึกของหัวใจ ที่ท่านกำลังรู้สึกอยู่ประจักษ์จิตในปัจจุบันกาล ก็ดี, หรือเพื่อที่ท่านจะยึดเป็นหลักฝึกหัด ดัด กาย วาจา ใจ ของท่านก็ดี ; อย่างไหน มันถูกกับอารมณ์ของท่าน ? ท่านจะชอบอย่างไหน ? นั้นขอให้เป็นหน้าที่ และซึมซาบเฉพาะตัวท่านเถิด เพราะพระธรรมเป็นเพียงความรู้สึก ซึ่งเป็น ปัจจัดตัง. ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ข้าพเจ้าควรจะเพียงแต่นำธรรมภาษิตทั้งคู่นั้น มาวางคู่กันไว้ให้ท่านเลือกเอาเองก็พอแล้ว. ถ้ามันสะกิดถูกใจจริงของท่าน ที่จุดใด ขอท่านจงยิ้มอยู่ผู้เดียวเถิด ; ข้าพเจ้าขอเพียงอนุโมทนา ! ธรรมภาษิต คู่นั้นมีใจความดังนี้ :- ของเทวดา อุปนัยติ ชีวิตมปุปมายุ’ ชะรารุก ชีพทุกวัน จึงสั้นไป หาไม่ได้ เครื่องต้านต่อ ข้อนั้นหนา ; สรุปนิตสฺส น สนฺติ ตาณา ; เมื่อเพ่งเห็น ภัยร้าย ในมรณา เอติ ภย์ พรรณ เปกฺขมาโน ปุญญานิ กยิราถ สุขาวหานิติ. ริบสถา ปนาบุญ หนุนสุขไว้. ของพระพุทธองค์ อุปเนียยุติ ชีวิตมปุ๊ปมายุ" ชะรารุก ชีพทุกวัน จึงสั้นเป็น หาไม่เห็น เครื่องต้านต่อ ข้อนั้น ; ให้ ผู้เพ่งเห็น ภัยทราม ในความตาย สรุปนิตสฺส น สนฺติ ตาณา; เอตํ ภยํ พรรณ เปกฺขมาโน โลกามิสํ ปชเห สนฺติเปกฺโข จุ่งคืนคาย เหยื่อล่อ พอใจ นิพพาน. บุญ กับ พระนิพพาน ! ท่านเลือกเอาอย่างหนึ่งตามพอใจเถิด !

น.288 ข้อความเรื่องนี้ เป็นปัญหาธรรมของเก่า ที่ผูกขึ้นโดยสำนวนโวหาร และ ความคิดของพี่น้องชาวไทย ภาคอิสาน. "เพื่อน" ผู้หนึ่งส่งมาให้ข้าพเจ้า. เห็นว่าเป็นอาหารแห่งความคิด ที่มีรสชาติอยู่มาก จึงส่งมาฝากท่านผู้อ่าน ลองคิดดูว่าทั้ง ๓๗ ข้อนั้น ได้แก่อะไรเอ่ย ? -- สิริวยาส. หยั้งมีกระทาซ้าย เจ็ดคืน ถึกนางผีเสื้อ จั๊บใส่ของเหล็ก กะท๊าซ่ายเลานั่น พากันเว่า จาต้าน หัวมวนไปหม่ำ แหล่วแล้ซบเซายู ยังมีกะทาชาย เจ็ดคน ถูกนางผีเสื้อ จับใส่ข้องเหล็ก กะทาชายเหล่านั้น พากันพูดจาหารือ หัวเราะสนุกไปมา แล้วแถซบเซาอยู่ กะท้าซ่ายพุหนึ่งนั่น เลา บ่ ปาก วา "บ่ได้หยิ่นเสียงนกอีเอี้ยงห้อง กิ๊นหมากโผ้ใช้ แซ็วแซ็วเสียงบ่หมีโตห้อง โต๋น่องจิ๊กโต๋พี โต๋พีจิ๊กโต๋น่อง เลาบ่เถิกนวยตา กินปูกินปา ผัดเข่าม้าทางกน" กะทาชายผู้หนึ่งนั้นไม่พูด (แต่มีเสียง)ว่า ไม่ได้ยินเสียง นกเอี้ยงร้อง กินลูกโพธิ์ลูกไทร แซ่ ๆ เสียง (แต่)ไม่มีตัวร้อง ตัวน้องจิกตัวพี ตัวพี่จิกตัวน้อง แต่ไม่ถูกลูกนัยตา กินปูกินปลา เข้ามาทางกัน. ๒๔

น.289 กะท้าช่ายพูหนึ่ง แล้ บ่ปาก วา กะทาชาย ( อีก ) ผู้หนึ่งแต ไม่พูด ( แต่เสียง ) ว่า “อยากได้นะพ้อข่อยม้ายิ่งเด" อยากได้หน้าไม้ของพ่อฉันมายิ่ง นัก กะท้าช่ายพูหนึ่ง แล้วปาก วา กะทาชาย ( อีก ) ผู้หนึ่งแล ไม่พูด ( แต่เสียง ) ว่า "น่ะพ่อเจ้าน่อยใยปานใด ?" หน้าไม้ของพ่อเจ้าน้อยใหญ่สักปานใด “หน่ะพ้อข่อยแสนคน ขึ้นขาเดียวบ่กง ผอข่อยขึ้นขาซ่ายก่งม้า เหล้าก็หมอบๆเข้าหัวเท่างาย่าง อย่างย่งย่ง หัวแทบขี้ดิน จ้อนพาขึ้นปกหล้ามป่ายตีน ถุยเซ้งโล้งลากขี่ดิน จำกัน แน้ไซกัน ไปถึงกะโปงตา พะเว้อพะว้าตก ผัดอยู่เถิงปายหม่าย ต๊กไซน่ามดังปาก ต๊กไซบุ๊กดังทวน ต๊กไซปายาป้อง ดังก้องทั่วเมือง" หน้าไม้ของพ่อฉันแสนคน ชิ้นข้างเดียวก็ไม่ก่ง แต่พ่อฉันขึ้นด้วยขาซ้าย ก็ก่งมา แกก็หมอบๆเข้าไปหัวแกสูงจดถึงยาง เดินสูงโหย่งๆ หัวจดดิน ถูกผ้านุ่งขึ้นสูง ปกปลายตืน ปลดชายผ้าลงลากดิน ถึงกัน เล็งหมายกันนก ยิ่งไปถูกกระบอกตา นกผวาตก ลงถึงปลายยอดไม้ ตกลงในน้ำ ดังปุ๊ก ตกลงบนบก ดังตูม ตกบนป่าหญ้าปล้อง ดังก้องทั่วเมือง กะท้าซ่ายพูหนึ่งแล้ บ่ปาก วา กะทาชาย ( อีก ) ผู้หนึ่งแถ ไม่พูด ( แต่เสียง ) ว่า “อยากได้พาพ่อข่อยมาฝั่นเบื้องเด" อยากได้พร้าของพ่อฉัน มาหั้นดูนัก บ. ๗

น.290 , ๒๖ ชุมนุมบทประพันธ์ของ “สิริวยาส" "พ่าพอเจ้า น่อยใยปานใด ?" พร้าของพ่อเจ้า น้อยใหญ่ปานใด "ฆ่าพอข่อย เล็มน้อยน่อย พร้าของพ่อฉัน เล่มน้อยนิดเดียว แบกบาบังหฺ แบกที่ป่าบังหุ คมหมั้นบางทอคู้หน้าต้อน" คุมมันบางเท่าหัวคันนาใหญ่ กะท้าช่ายพูหนึ่งแล้ บ่ปาก วา กะทาชาย ( อีก ) ผู้หนึ่งแต ไม่พูด ( แต่เสียง ) ว่า “อยากได้หมื่อพอข่อย ม้าต้มเบื่องเด" อยากได้หม้อของพ่อฉัน มาต้มดูนัก "หม้อพ่อเจ่า น่อยใยปานใด ?" หม้อของพ่อเจ้า น้อยใหญ่ปานใด "หมื่อพอข่อย นวยน้อยน่อย นวยท่อบัดถะพี่ ปัดถะผีหลวงบ่พ้อส่วนเซี่ยว หมอนั่น เบื้องนึงพือดพุง ๆ เบื้องนึง พ็อดไพ่ฟาย หม้อของพ่อฉัน หน่วยเล็ก ๆ ลูกเท่าปถพี ปถพีใหญ่ ไม่เท่าส่วนเสี้ยว ( ของหม้อ ) หม้อถูกนั้น ข้างหนึ่งเดือดพลุ่ง ๆ ข้างหนึ่ง เดือดเนือยๆ เบื้องนึงหน่ายสำเก่าขี่เนื้อไปค่า ข้างหนึ่ง นายสำเภาขี่เรือไปค้า เด็กน้อย เหล่นบักบ้า อยู่ในท่องหน้าว้า เด็กน้อยเล่นสะบ้า อยู่ในท้องนาวา. กะท้าซ่ายพูหนึ่งแล้ บปากวา กะทาชาย ( อีก ) ผู้หนึ่งแถ ไม่พูด ( แต่เสียง ) ว่า

น.291 “อยากได้จองพ้อ ข่อยมาตักเบื้องเด" อยากได้จวักของพ่อฉัน มาตักดูนัก "จองพ้อเจ่า น้อยใยปานใด ?" จรักของพ่อเจ้าน้อยใหญ่ปานใด จองพอข่อย น้อยน่อย จวักของพ่อฉัน คันน้อย ๆ ตักบาดนึ่ง ได้บ้าน ตักที่หนึ่ง ได้บ้าน ต้านบาดนึง ได้เมือง คว้านที่หนึ่ง ได้เมือง ตักเคืองๆ ถึกหัวผีเสื้อ ตักเนือง ๆ ถูกหัวผีเสีย ผีเสื้อย่าน แล่นหนี้ผะลั่น." ผีเสื้อกลัว แล่นหนีไปทันที. ข้อที่อยากทราบว่าได้แก่อะไรเอ่ยนั้น ๑. ชายเจ็ดคน, ๒. นางผีเสื้อ, ๓. ข้องเหล็ก, ๔. หัวเราะแล้ว ร้องไห้, ๕. ไม่สุดแต่มีเสียงออกมา, ๖. ไม่ได้ยินเสียงแต่ฟังรู้, ๗. นก ร้องแต่ไม่มีตัวนก, ๘. ลูกโพธิ์ไทร, ๘. น้องจิกพี่ พี่จิกน้อง, ๑๐. ไม่ ถูกลูกตา. ๑๑. กินปูปลาทางกัน, ๑๒. หน้าไม้ที่จะยิงนก, ๑๓ พ่อของ ชายคนที่สอง, ๑๔. ขาซ้ายก่งมา, ๑๕. หมอบราบ จนหัวจดกิงยาง, ๑๖. เดินเถิงๆ หัวจดดิน, ๑๗. ถกผ้านุ่งขึ้นมาให้สูง แต่มันก็กลับจดปลายตื่น, ๑๘. ปล่อยผ้านุ่งให้ตกลงไป มันกลับถึงกัน, ๑๙. ยิงหมายกัน ถูกลูกตานก, ๒ .. นกตกดิ่งลงมา อยู่บนยอดไม้สุด, ๒๑. ถ้าตกลงในน้ำ ดังปีก, ๒๒, ถ้า ตกลงบนบกดังตูม, ๒๓, ถ้าตกลงบนหญ้า ดังก้องทั่วเมือง, ๒๔. พร้าของ พ่อ, ๒๕. เล็กขนาดแบกบ่า บังหู, ๒๖. คมพร้าบางเท่าหัวคันนา, ๒๗.พ่อ ของคนที่สาม, ๒๘. หม้อของพ่อ, ๒๙. ข้างหนึ่งเดือดพลุ่งๆ. ๓๐. ข้าง หนึ่งเดือดเนือยๆ. ๓๑. ข้างหนึ่งนายสำเภาขี่เรือไปค้า, ๓๒. เด็กเล่นสะบ้า, ๓๓. พ่อของคนที่สี่, ๓๔. จวัก, ๓๕. ตักที่หนึ่งได้บ้าน, ๓๖. คว้านที่หนึ่ง ได้เมือง, ๓๗. ครั้นดักเสมอ ๆ ถูกหัวผีเสื้อ.

น.292 “สิริวยาส"" ขอเชิญ ท่านขบข้อ ปฤศนา ตามแต่ ท่านจักสา- มารถได้ ได้แก่อะไร, ได้ ๓๗ อย่าง วางหลั่นมา จนสุด โปรดซื้อรรถแถลง. "สิริวยาส"

น.293 ขอเฉลยดังต่อไปนี้ ชายเจ็ดคน : พละ ๕ นาม ๑ รูป ๑. พละ ๕ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา. นางผีเสื้อ : ทุกขสมุทัย คือตัณหา อันเป็นมูลแห่งความทุกข์ หรือผูกมัดไว้ในกองทุกข์ กรงเหล็ก หัวเราะแล้วร้อง : อุปาทาน รวมทั้งภพ ๓ ด้วย. : อาการของคนหลงอยู่ด้วยอวิชชา. ไม่พูด แต่มีเสียง : คิดพล่านอยู่ในใจ ดังก้องอยู่ภายใน รับรู้ถึงผู้อื่น ทางกระแสจิต, หรือทางอาการที่แสดงออกมาอย่าง เด่นชัด ยิ่งกว่าเสียงพูดเสียอีก. ไม่ได้ยินเสียง แต่รู้ เรื่อง: รู้ความหมายอันลึกซึ้ง โดยไม่ต้องอธิบาย. นกร้อง ไม่มีตัว : พล่ามเพ้อไปตามตัณหา แต่ใจที่รู้สึกผิดชอบ หรือ ตั้งมั่นนั้นไม่มี, หมายถึงอาการที่เป็นไปตามตัณหา หรืออวิชชาส่วนหนึ่ง. ลูกโพธิ์ไทร : ปริยัติธรรม ปฏิบัติธรรม ปฏิเวธธรรม, ซึ่ง หมายความว่าถ้าสัตว์หลงใหลเหล่านั้นกินพระลัทธ- ธรรมเป็นอาหารแล้วไม่มากก็น้อย จักมีชีวิตอยู่ได้, มีฉะนั้น จะวินาศไปเสียก่อนแล้ว. ๒๙ บ. ๘

น.294 น้องจีกพี่ พี่จิกน้อง : สัตว์นั้น ๆ ไม่เคยสามัคคีกัน เพราะอำนาจกิเลส เช่น อิสลา มานะ เป็นต้น. ไม่ถูกลูกตา : แต่สัตว์นั้นๆ ไม่สามารถปราบ หรือทรมานกันและ กัน ให้สงบได้ เพราะต่างตัวต่างไม่มีปัญญาพอที่จะ ชี้แจง ให้เข้าใจตรงกันได้, คือไม่มีปัญญาที่จะเจาะ แทงสมุฏ ฐานของการแตกร้าวสามัคคี. กินเข้ามาทางกัน : สัตว์เหล่านี้ ไม่รู้จักธรรมว่าเป็นของประเสริฐ แม้ จะฟังธรรมหรือประพฤติธรรม ก็ทำไปอย่างงมงาย เท่านั้น ไม่รู้คุณค่า และทำให้สมค่า, จึงเหมือน กับกินเข้ามาทางกัน. หน้าไม้ยิงนก : มัชฌิมาปฏิปทา ระเบียบแห่งการปฏิบัติหมู่หนึ่งซึ่ง สมหลักเหตุผล สามารถทำลายความชั่วได้. พ่อของคนที่ ๒ : อิทธิบาททั้ง ๔ คือ ฉันทะ - พอใจทำ, วิริยะ - เพียรทำ, จิตตะ - ผักไผ่ทำ, วิมังสา - สอด ส่องทำ. ขึ้นด้วยขาข้างซ้าย : คนที่มีอิทธิบาท ทำได้สำเร็จง่ายๆ, ส่วนคนที่ ไม่มีอิทธิบาท ตั้งแสนคนรวมกัน ก็ทำไม่สำเร็จ, จึ่งว่าคนอื่นแสนคน ขึ้นหน้าไม้ไม่ได้, ส่วนพ่อฉัน ขึ้นได้ด้วยขาข้างซ้ายเท่านั้น, เพราะมีอิทธิบาท. หมอบ แต่หัวจดกึ่งยาง : แม้ดูเป็นคนถ่อมตัวต่ำเตี้ย แต่มีดวงใจสูงยิ่งนัก. เดินเถิ่งๆ หัวจดดิน : องอาจ ผึ่งผาย เก่งกล้า ที่สุด แต่สุภาพ อ่อนน้อม นิ่มนวล ที่สุด. ถลกผ้าขึ้นแต่ปกติน : ทะมัดทะแมงในการงานอย่างยิ่ง, แต่ไม่มีการดื่มตัว มีสติคุ้มครองตัวอยู่เสมอ.

น.295 ปล่อยผ้านุ่ง แต่ถึงกัน : แม้จะผ่าเข้าไปในขีดที่มืดมนท์ ตนไม่เคยทำ ก็มี สัมปชัญญะ ส่องสว่างอยู่ในตนเสมอ ไม่เผลอ ตัวได้. ระวังให้มีทางหนีออกได้อยู่เสมอ. หมายยิงกัน ถูกตา : รู้จักจับใจความ แห่งธรรม ได้ถูกตรงจุดสำคัญ ทั้งที่ดูราวกับเป็นคนไม่รู้อะไร. ตกอยู่บนยอดไม้ : คือกลับตัวได้เอง, โดยไม่ต้องถึงกับตกอบาย แล้วจึงรู้สึก เช่นคนโดยมาก. ตกในน้ำ ดังปีก : คนชนิดนี้ แม้ตกไปฝ่ายกามคุณ ซึ่งเปรียบเหมือน น้ำ ก็หาถูกน้ำไม่ คือไม่หลงใหล, จึงไม่ดังตูม. ตกใส่บก ดังตูม : คนชนิดนี้ แม้ตกไปในฝ่ายที่ตรงกันข้ามกับถามคุณ คือตกไปในอนิฏฐารมณ์ที่แสบเผ็ดก็หาอึดอัดระคาย เคืองเป็นเดือดเป็นแค้น เหมือนคนธรรมดาไม่ กลับ เย็นเฉื่อยยิ้มได้ จึงเหมือนกับลงน้ำที่เยือกเย็นและ ดังตูม. ตกบนหญ้าแห้ง ดังก้องทั่วเมือง : ผู้ทรงธรรม แม้อยู่ในตระกูลยากจน- ในป่าดง ก็มีเกียรติก้องทั่วประเทศ. พร้าของพ่อ แบกป่าบังหู : ความคมของปัญญา ที่รู้จริงเห็นจริง. : ครั้นมีปัญญาชนิดนั้นไว้ ปิดหูเสียก็ได้ คือหมายถึง ไม่ต้องฟัง หรือเชื่ออย่างงมงายจากผู้อื่น. คมบางเท่าคันนาใหญ่ : ปัญญานั้น ถึงจะคมกริบสักปานใด ก็ต้องมีความ หนักแน่นมั่นคง เปรียบหัวคันนา. พ่อของคนที่ ๓ : คนที่ ๓ คือสติ. พ่อของคนที่ ๓ คืออุเบกขา. อุเบกขา คือการคุมภาวะที่ถูกต้องดีแล้ว ให้ตั้งมั่น เฉยอยู่. หยุดอยู่ในภาวะนั้นๆ อย่างเสม่ำเสมอ.

น.296 หม้อของพ่อ เดือดพลุ่งๆ เดือดเนือยๆ นายสำเภาไปค้า เด็กเล่นสะบ้า : สกลกายทั้งหมด เปรียบเหมือนหม้อ โดยอรรถ ว่า มีผู้สร้างขึ้น, และจักต้องแตกทำลายเป็นต้น. : โทสะ ที่เดือดพล่านในสกลกาย. : โมหะ. : โลภะ. : คิดรวย อย่างสร้างวิมานในอากาศ อันมีประจำ สันดานของผู้มีโลภะ โทษะ โมหะ คิดชนะ คิดดี เลิศ กว่าคน. พ่อของคนที่ ๔ : คือ หิริโอตตัปปะ อันเป็นที่ตั้งแห่งกุศลความดี ทั้งมวล. จวัก : สัมมาปฏิบัติ คือการประพฤติชนิดที่จะ "ตัก" ความทุกข์ออกทั้งเสียเรื่อยๆ ไป. ตักที่หนึ่ง ได้บ้าน : รักษาศีล ได้รับสุขชั้นกามาวจร. กว้านที่หนึ่ง ได้เมือง : เจริญสมาธิ ได้รับสุขชั้นรูปา และอรูปาวจร. ตักเนือง ๆถูกหัวผีเสื้อ : เจริญจนถึงชั้นปัญญา ก็คว้าพบอวิชชา ซึ่งเป็น มูลแห่งตัณหา ที่เป็นตัวนางผีเสื้อ. สำหรับชายทั้ง ๓ คนนั้น เบิ้มผู้ถามเสีย ๒ คน ได้แก่นาม และรูป. การที่ต้องเป็นคน ๒ คน เพราะนามและรูปต้องอาศัยกัน จึงทำกิจได้. ทั้งหมด ๓๗ ข้อ ปัญหา ตอบแต่ เพียงที่สา- มารถรู้ อย่างอื่น ได้แล ที่จริง อาจวิสัชนา หวังว่า จักมีผู้ อื่นชี้อื่นแถลง. "สิริวยาส"

น.297 ข้อความต่อไปนี้ เป็นปัญหาธรรม ที่ผูกขึ้นโดยสำนวนโวหาร และความคิดของพี่น้องชาวไทย ภาคอิสาณ. "เพื่อนผู้หนึ่ง” ส่งมาให้ข้าพเจ้า เห็นว่า เป็น อาหาร แห่งความคิด ที่มีรสดี เหมือนกัน จึงส่งมาฝากเพื่อน ผู้อ่านลองย่อยดูบ้างตามใจชอบ -- "สิริวยาส" ดูล่า นางจิตตากุมาร ดูก่อน นางจิตตกุมาร เจ้าจงไปยังเมืองฟ้าล้าณะสีพุ่นกอน เจ้าจงไปยังเมืองพาราณสีโน้นเสียก่อน ยั้งจักได้ผ่าฝืนออนเช็ดนามตา เจ้าจะได้ผ้าเนื้ออ่อน เช็ดน้ำตา ยั้งหมี้สะกุน๊า นกอินทรีย์ทั้งห้า ยังมีสกุณา นกอินทรีย์ห้าตัว จับอยู่พึกษา ต้นเดือ จับอยู่ ที่ต้นมะเดื่อ ต้นเดือนั้น จะตูบุบผา มีดอก อยู่สี่ดอก ต้นมะเดือนั้น จตุปุปู่ผา มีดอก สีดอก แต่ละดอกละดอก มีแก้วอยู่ไหน้ นกอินทรีทั้งห่านั้น แต่ละดอกๆ มีแก้วอยู่ภายใน จับจิกกินดอกเดือนั้น นกอินทรีย์ทั้งห้าตัวนั้น จิกกินดอกมะเดีย อยู่ทุกวันทุกวัน อยู่ทุก ๆ วัน. เจ้าจงไปหยิ่งนกอินทรี้ เจ้าจงไปยิงนกอินทรีย์ ทั้งห้าตัวนั้นให้ตาย ทั้งท่านั่นให้ตาย บ. ๙ ๓๓

น.298 แล้วจึงถือเอาแก้วทั้งสี่ดวงนั้น แล้วจงเอาแก้วสี่ดวงนั้นมา ให้เจ้าไม่เอาต๋นไม่ตนหนึ่ง ให้เจ้าไปเอาต้นไม้ต้นหนึ่ง ปายมันเบี้ยเมื่อฟ้าฮอดพึม ปลายมันเตี้ยถึงฟ้าจดพรหม กกหมันเท่าอะเว้จไผ่ลุม รากแก้วมันถึงอเวจีภายใต้ ม๊าเห็ดหน้าเก้งสำหลับยิ้ง มาทำหน้าไม้สำหรับยิง ให้ไปเอาต้นปอปานเบี้ย ให้ไปเอาต้นปอป่านเตี้ย ม๊าเห็ดหน่าเก๋ง มาฟื้นทำลาย ให้เอาหนวดเตา เขากะตาย มากำลูก ให้เอาหนวดเต่า เขากระต่าย มาทำดอกหน้าไม้ นกอินทรีทั้งห่านั่น ถ่าหยิ่งโตเดียว นกอินทรีย์ห้าตัว ถ้ายิ่งแต่ตัวเดียว มั่นเลาเอากันกับคืนม้าได้ มันกลับช่วยกันชิงเอาคืนไปได้ ต้องยิ้งให้หมั้นตายพ้อมกันทั้งห่าโต ต้องยิงให้มันตายพร้อมกันทั้งห้าตัว ให้ยิ่งเวลามันอ้าปากคื่น ให้ยิงเวลามันอ้าปากขึ้น ให่วาค้าถา อ๊ะอา อี๊ อี ให้ว่าคาถา อะยา อิอิ ออีฺ ◌ฺ เอ โอ ไอ เฮา อำ อะ อือ ◌ฺฺ เอโอ ไอเอา ยำอะ แหล๊วจึงหยิ่ง. แล้วจึงยิงไป. ข้อที่อยากทราบว่าได้แก่อะไรเอ่ยนั้น คือ ๑ นางจิตตกุมาร ๒ เมืองพาราณสี ๓ ผ้าเนื้ออ่อนเช็ดน้ำตา ๕ นก อินทรีย์ห้าตัว ๕ ต้นมะเดื่อ 6 ดอกมะเดื่อสี่ดอก ๗ แก้วในดอกมะเดื่อ ๘ กิน ดอกมะเดื่อทุกวัน ๙ ต้องยิงนกห้าตัวนี้ ๑๐ แล้วเอาแก้วมา ๑๑ ต้นเตี้ยจดพรหม ๑๒ รากถึงอเวจี ๑๓ ปอบ้านเตี้ยทำสาย ๑๔ หนวดเต่าเขากระต่ายทำลูก ๑๕ ต้อง ยิ่งหมดทั้งห้าตัว ๒๖ ยิ่งตัวเดียวมันช่วยกันกู้ กลับคืนอีก ๑๗ ยิ่งเวลามันอ้าปาก ๑๘ ว่าคาถา อะอาอิอิ ฯลฯ.

น.299 ขอเชิญ ท่านขบข้อ ปฤศนา ตามแต่ ท่านจักสา- มารถได้ ๑๘ อย่าง วางหลั่นมา จนสุด โปรดซี้อรรถแถลง. ได้แก่อะไร ได้ "สิริวยาส"

น.300 งเอาแก้ว - : นกตายแล้ว ก็ได้ตุผลอันเป็นสุข เหมือนกับได้ เหล่านั้นมา แก้วมา. ) ( วิธีฆ่านก ) เอาไม้ต้นเตี้ย - ถึงฟ้าจดพรหม : ต่ำเตี้ย แต่ถึงฟ้าจดพรหมโลกนั้น หมายถึงว่า แม้จะสูงสุดประเสริฐเพียงใด แต่ก็เป็นวิสัยที่คน ธรรมดาบุถุชนเราจะตุถึงได้. คือมรรคผลนั้น ไม่เหลือวิสัย. รากมันหยั่งถึงอเวจี : ข้อนี้ หมายความรวมกับข้อบน คือ เราจะต้องรู้จัก โลกในทุกด้าน มีใจกว้างพอที่จะแผ่เมตตาและความ รู้สึกอันเป็นการศึกษาไปทั่วทั้งเบื้องบนเบื้องล่างและ โดยรอบ. ต้นบ้านปอเตี้ยทำสาย : ความเพียรพยายามในเบื้องต้นอย่างเหนียวแน่นอย่าง ที่เรียกว่ายอมสละเลือดเนื้อ, หรือชีวิต. หนวดเต่า เขากระต่ายทำลูก : เอาตนพึ่งตน ( อฺตา หิ อฺตโน นาโถ ). ตนเป็น ของสมติมไม่มีตัวจริงเหมือนหนวดเต่าเขากระต่าย. แต่เมื่อความยึดถือยังมี เพราะความหลงอยู่ตราบใด ก็ต้องมีตนและการยึดมั่นตนอยู่ตราบนั้น. ให้ใช้ ความถือมั่นนั้นให้เป็นประโยชน์เถิด จะหลุดพ้นจาก คนเสียได้. คนไหนรู้สึกทุกข์, ตนนั้นจะต้อง ถอนตัวเองจากพุทธ์ ทั้งที่ความจริงตนแท้จริงไม่มี. หนามยอกเอาหนามนั้นแหละเขี่ยหนามออก. ต้องยิ่งมันทั้งห้าตัว : ต้องเอาชนะอินทรีย์ทั้งห้า คือเอาชนะที่ใจอย่างเดียว ให้ได้ มันก็เป็นการชนะพร้อมกันทั้งห้า.

น.301 ยิงนกอินทรีย์ ยิงตายตัวเดียว - : หมายถึงจะไปมัวปราบที่ตรงแห่งใดแห่งหนึ่ง โดยไม่ มันช่วยกู้ กันคืนได้ จัดการที่ตรงใจอันเป็นต้นเค้านั้น มันจะระงับไปเพียง ชั่วที่นั่นชั่วคราว ไม่เท่าไรก็กลับเกิดใหม่ เพราะ เหยื่อของตัณหามีทางเข้ามาจากทางอื่นอีก. เช่น ข่มอารมณ์ทางตาได้ มันก็มีทางเข้ามาทางหู ทาง จมูก เป็นต้นอีก. ตัณหาอุปาทานก็ยังคงงอก งามอยู่ได้. ยิงเวลามันอ้าปาก : คือเมื่อใจกำลังเป็นสมาธิแน่วแน่ บริสุทธิ์ นิ่มนวล อ่อนโยน ควรแก่การงานทางจิต. ว่าคาถา อะอา - ฯลฯ อำอะ : คือวิปัสนาปัญญา ที่มีแนวการพิจารณาทั่วถึงแจ่มใส จนเห็นสิ่งทั้งปวงทั้งหลายตามที่เป็นจริง อันเป็นทาง แห่งความหลุดพ้นจากสิ่งนั้นๆ หรือจากโลกทั้งมวล. แล้วยิงไป ในที่นี้หมายถึงจับเอาตัวพรรคได้ มิใช่ ยิ่งสุ่มซึ่งผิดก็ได้. คำว่า ยิ่ง คำหลังนี้ หมาย ถึงการได้บรรลุผลโดยตรง. ทั้งหมด ๑๘ ข้อ ปัญหา ตอบแต่ เพียงที่สา - มารถรู้ อย่างอื่น ได้แล, ที่จริง อาจวิสัชนา หวังว่า จักมีผู้ อื่นชี้อรรถแถลง. “สิริวยาส" ๓๐ พฤศจิก. ๔๔.

น.302 · มีหีบน้อยๆ หีบหนึ่ง เป็นหีบ ตะกั่ว, และ แสง สว่างก็ส่องลงตรงหีบนั้น ; หีบน้อยกระท้อนแสง ส่งรัศมีขาวเป็นเงินยวง, เพราะมันกลอกไปมา อยู่ในกลางแสงจันทร์, และมันพูดว่า : "นี่แหละคือตัวข้าเน้อ ? .... " · และแล้ว, อีกวันหนึ่ง, มันถูกรุกใส่โดยความทุกข์, หีบตะกั่วน้อย ได้เปิดอ้าอย่างกว้าง ; ( กาย - วิญญาณ ค่อยคลายตัวลงแล้ว ) และจ้องดู, ในภายใน เป็นหีบ ทอง บริสุทธิ์แท้ อีกหีบหนึ่ง ! ณ ท่ามกลางแสงอาทิตย์, หีบ ทอง แสดงแววแห่งความจำนงต่าง ๆ ออกมานอกหน้า ; มันกระดุกกระดิกตัวเองไปมา เพื่อเอียงข้าง, ทุก ๆ ข้างให้รับ แสง ซึ่งฉายเป็นรัศมี, พลางมันพูดว่า : "นี่แหละคือตัวข้าเน้อ !.... " ๔๐

น.303 • กระทั่งวันซึ่ง "ทุกข์" เข้าครอบงำมัน ในที่สุด เพื่อที่จะเป็ดมันออก เพราะถึงรอบเวนของมันแล้ว .... (ดวงจิต กำลังพยายามปล่อยวางอยู่ซึ่ง "ตัวตน" ) และ อนิจจาเอ๋ย ! ในภายในเป็นหีบ แก้วเจียรนัย ใส่เหน่ง ! หีบแก้วปล่อยให้แสงสว่างเข้าไปในตัวมัน, และ แสงสว่างก็ส่องผ่านมันลงไป, แต่กระจายออกเป็นรัศมีส์ต่างๆ เพราะมุมเหลี่ยมเป็นอเนกของแก้วเจียรนัยนั่นเอง, ซึ่งก็ได้พูดว่า : "นี่แหละคือตัวข้าเน้อ !.... " · นานมากระทั่งถึงวันสุดท้าย. ถูกรุกไล่โดย "ความระหายต่อสัจจธรรม," มันก็ได้เปิดอ้ากว้างออกอีก ..... ( อัตตา ได้สละตัวมันเอง โดยเด็ดขาดแล้ว ) และ, โอ้! ในภายใน มันเป็น ที่ว่างปล่า, เป็น ความไม่มีอะไร ..... และ แสงก็ส่องสว่างอยู่ในภายใน ความว่างเปล่า นั้น ..... ที่นี่ ไม่มี "ฉัน" ไม่มี "ตัวตน" ของ ตะกั่ว ทอง หรือแก้วมณี แต่มี แสงสว่าง อย่างเดียว ...... “สิริวยาส" แปลตรงๆ ตามรูปลักษณะโคลง จาก "LIBERATION" ของ "the Nothingness" บ. ๑๑

น.304 ภาค ๒ ประเภทกลอน มีเรื่อง :- ขโณ มา โว อุปจฺจคา ภัทเทกรัตติคาถา ผี ๆ สางๆ ดอกสร้อยแสดงธรรม วัว กับ คน พยศของ "คนตรง" โลกนี้คืออะไรแน่ ? เมื่อธรรมทูตมา สิงคาโลวาทสูตรคาถา โลกซึ่งเลิศกว่า มาเถอะเพื่อน พร่ำหาวิมุติ มนุษย์ปัญญา นิราศลพบุรี ชุมเห็ดท่า ! เวลาท่านมีนาทีเดียวดอก ! สมัยโน้นเมื่อยังเที่ยวหาอัตตา ! ๔๓

น.305 ขโณ มา โว อุปฺจคา เวลาอันสำคัญ ซึ่งผ่านมาเป็นครั้งคราว อย่าผ่านพ้นท่านไปเสียเลย ! พระพุทธภาษิต นาควรรค ธ. ขุ You have only just a minute, เวลานั้น จำเพาะมี นาทีหนึ่ง Only sixty seconds in it. เพียงหกสิบ ตากะพริบ รีบคะนึง Forced upon you can't refuse it, บังคับผึ้ง ต้องไม่พลาด หนอชาติชาย, Did'nt seek it did'nt choose it, อย่าหาพ้น ภูมิของตัว อย่ามัวคลำ It's up to you to use it, มันเกิดมา ให้ท่านทำ ตามกาลหมาย You must suffer if you lose it, ถ้าปล่อยล่วง เลยไป, ต้อง เข้าคลองร้าย Give account if you - abuse it. และเกิดเรื่อง เคืองระคาย ถ้านาย "แพ้." You have only just a minute, สหายเอ๋ย ระยะนี้ นาทีเอก Only sixty seconds in it, อย่าโหยกเหยก มีหกสิบ กะพริบแน่ Just a tiny little minute, นาทีน้อย กะจิหริด พินิจแล้ But Eternity is in it. อนันตสุข มีแน่ ๆ ในนี้เอย. from "Dhamma-Bold Upasaka" translated by "I. P." ๔ ๕ ม. ๑๒

น.306 ภัทเทกรัตต์ "เขาผู้ซึ่ง แม้มีชีวิตเพียงวันเดียว ก็น่าสรรเสริญ." อดีตํ นปูปฏิกงเข นานวาดเมยูย อนาคตํ ยทตีตํ ปหินฺตํ อปฺปตฺตฺญจ อนาคต ปฺจุปฺปนฺนญจ โย ธมฺมํ ตฺถ ตฺถ วิปสฺสติ อส์หิรํ อส์กุปฺปํ ตํ วิทฺธา อนุพฺรหเย. อฺเชว กิจุดมาตปูป์ โก ชญญา พรณ์ สุเว น หฺ โน สงครนฺเตน มหาเล่เนน มฺจุนา. เอว์ วิหารมาตาปี้ ยโหรตฺตมตฺทิต ตํ เว ภทฺเทกรตฺโตติ สนฺโต อาจิกุชเต มุนิ พระพุทธภาษิต อุปริ. ม. สิ่งล่วงแล้ว แล้วไป อย่าใฝ่หา ที่ไม่มา ก็อย่าพึ่ง คนึงหวัง อันวันวาน ผ่านพ้น ไม่วนวัง วันข้างหน้า หรือก็ยัง ไม่มาเลย. ผู้ใดเพ็น เห็นชัด ปัจจุบัน เรื่องนั่นนั้น แจ่มกระจ่าง อย่างเปิดเผย ไม่แง่นงอน คลอนคลั่ง ดั่งเช่นเคย รู้แล้วเลย ยิ่งเร้า ให้ก้าวไป. วันนี้เอง เร่งกระทำ ซึ่งหน้าที่ อันวันตาย แม้พรุ่งนี้ ใครรู้ได้ เพราะไม่อาจ บอกปัด หรือผัดไว้ ต่อความตาย และมหา เสนามัน. ผู้มีเพียร เวียนเป็น อยู่เช่นนี้ ทั้งทิพา ราตรี แข็งขยัน นั่นแหละผู้ “ภัทเท -กรัตต์" อัน สัตตบุรุษ ผู้รู้ , ท่าน กล่าวกันเอย. “สิริวยาส" แปลและประพันธ์.

น.307 Let past be past; nor future longings house ; The past is dead, the morrow not yet born Whoso with insight scans his heart to-day, Let him ensue eternel Changelessness ! Toil then to-day. To-morrow death may come, Who knows? No bargain holds death's host at day. Whoso by day and night unceasingly, Lives still to struggle onward, he it Is called True Saint ;- the Perfect Sage is he. (from M. B. J)

น.308 ผี ๆ สาง ๆ ! สาง ค่ำ ฤายามเย็น ผี มี ผีอวดให้ เราเห็น ตัวเทอญ ก็ได้ เทว - ดา ว่ามีเอ็น ดูเสด็จ หน่อยรา ดา ดาด อากาศให้ ปะแล้วเป็นยอม. กรมหมื่นนราธิป. 13 1313 13 มีจริง ใยนึ่ง อยู่ผีเอ๋ย ได้อ่าน พระนิพนธ์ ข้างบนใย มีปาก เหมือน(?) พูดไม่ได้ ขึ้นหนี ผีคง จะศูนย์พันธุ์ สาง เอ๋ยล่าง เคียงข้าง เป็นเพื่อนผี สาง ขายหู ดูที ผีไปพลาง สาง หลอกใคร ไม่ได้ ถ้าไร้ผี สาง พึ่งผี เสมอไป แต่ไรมา เทวดา เขาว่า เก่งกว่าผี เทวดา ท่าจะไม่ อ่านข้อความ เทาดา ถ้าไม่มี โรงพิมพ์ไว้ เทวดา แม้ว่า ไม่คุ้นเคย มา พูดกัน ด้วยภาษา เสียงมนุษย์ มา พุกกัน ผาง ๆ อย่างตรง ๆ มา ให้เห็น จมูกหู รู้จักหน้า มา เร็วเถิด "สัปเหร่อ" รู้สึกกลัว ใยไม่เอ่ย อรรถแจ้ง แถลงไข ผียังไม่ โผล่มา พูดจากัน หรือ ? จงใช้ ปากกา ซิผีฉัน สักหน่อยท่าน ไม่เส้นผี ที่วายวาง. มาด้วยกัน ทุกที เรียก "ผีสาง" หรือจึงวาง ตัวเสงี่ยม เจียมวาจา? หรือจึงหนี แอบหลัง ผีบังหน้า ระวังหนา ผีตาย ลางวายตาม. เรื่องฤทธิ์ อยู่ฟ้า น่าเกรงขาม ที่วอนถาม มีหรือไม่ ไม่ตอบเลย ก็ลองใช้ วิทยุ กล่าวเฉลย ออกปากเอ่ย ยิ้มได้ นายมัน,-คง," อย่าใช้พูด ในฝัน ท่านประสงค์ เขาไม่โกง รังแก อย่าแก้ตัว ยังดีกว่า ปล่อยไว้ อย่างหลัว ๆ ขึ้นช้าไป ใครหวัว ไม่รู้เลย. "สิริวยาส" •. เรื่องนี้เขียนสมัยที่วิทยุไทย มีนายมั่น - อง. ๔๘

น.309 ดอกสร้อยแสดงธรรม ๒๔ ฉากของชีวิต โดย "สิริวยาส" เรื่องนำ คราวหนึ่ง จากความมืด ตูช้ ได้เห็นภาพ, จากความเงียบสงัด ตูข้าได้ยินเสียง. ทั้งภาพและเสียงเหล่านั้น ตูข้าเชื่อว่าคงจะเป็นประโยชน์ แก่ท่านผู้อ่านบ้าง จึงเขียนส่งมาฝากหนังสือพิมพ์พุทธศาสนา ดังนี้ :- ความเอ๋ย ความเกิด เจ็บปวดทั้ง แม่ลูก เหมือนถูกไฟ เกิดเพื่อกิน เพื่อเล่น หรือเพื่อหลับ หรือเกิดเพียง เพื่อเติบโต เช่นโคฬา ความเอ๋ย ความเป็นเด็ก เพียงได้กิน ได้เล่น ก็เย็นใจ เพราะผู้ใหญ่ ใจกระพือ หรือจึงเศร้า ถ้าผู้ใหญ่ ใจเล็ก" เหมือนเด็กอ่อน จงดูเถิด ยากเข็ญ เป็นไหน ๆ เพื่ออะไร กันแน่ ลองแก้มา หรือเพื่อรับ มรดก กระมังหนา ? ส่วนดูว่า เกิดเพื่อก่อ บ่อบุญเธย. ตัวยังเล็ก ใจก็เล็ก ไม่อยากใหญ่ ไม่มีไฟ สุมเผา ให้เร่าร้อน. มิน่าเล่า จึงมัก สท้อนถอน คงเร่าร้อน น้อยกว่าที่ มีอยู่เฮย. ๑. ใจเล็ก หมายถึงรู้ สันโดษฐ ข่มตัณหาที่กระพือไม่มีขนาดวัดได้. บ. ๑๓ ๔๙

น.310 ความเอ๋ย ความเติบโต อันเติบกาย เติบง่าย กว่าเติบใจ ส่วนเติบใจ เติบยาก ลำบากนัก ปรนแต่กาย ใจก็ตาย ไปจากตัว ถึงม้าโค ก็รู้เติม เขยิบได้ กินเข้าไป ก็เติบได้ ไม่ต้องกลัว มีแต่มัก แฟบไป เพราะใจชั่ว ใยจะมัว เติบกาย ขายหน้าเอย ! ความเอ๋ย ความหนุ่ม แต่ที่แท้ ความร้อน ระอุแรง ล่วงละเมิด ศิลธรรม ทำกรรมชั่ว โอ้ ! ความหนุ่ม ! หนุ่มเช่นนี้ ดีอะไร ? ต่อเมื่อใด เย็นซึ่ง จึงดีเอย. เหมือนไฟสุม ขอนไม้ ไม่เห็นแสง ถูกศรแผลง คลุ้มคลั่ง ขังอยู่ใน ; นั้นจะมัว บ้าตะบึง ไปถึงไหน, ความเอ๋ย ความสาว คือเฝ้าแต่ง ไปท่าเดียว ทั้งเขียวแดง ถึงงามรูป งามทรัพย์ และงามวิทย์ หรือธรรมชาติ สร้างเพื่อ ตกแต่งไป เหมือนไฟวาว แวบไหว ให้เห็นแสง ตั้งหน้าแข่ง กันจริงๆ กว่าสิ่งใด. ไม่สนิท เหมือนงามธรรม จรรยาได้ จะหยุดได้ ต่อแก่เฒ่า หรือเจ้าเอย ! ความเอ๋ย ความคนอง แม้ฝนตก ฟ้าร้อง ให้ก้องไป เมื่อคิดไป ไยคนอง แต่ห้องหอ ไฮมิลอง "คนองธรรม" บำเพ็ญตัว ถึงในห้อง ก็กล้า เข้าหาได้ ถ้าลงได้ คึกคนอง ไม่ต้องกลัว มัวกก กอ นัวเนีย เรื่องเมียผัว ให้หยุดรัว ระริกเร้า นะเจ้าเอย ! ความเอ๋ย ความขวนขวาย ไหน ! อยู่ไหน ? ขีดเพียงพอ ขอดูที, บอกตรงๆ เช่นนิ มิทางช่วย คือขวนขวาย สัจจธรรม ที่ถ้ำนัย กระทั่งตาย มิเห็นหยุด ทรุดนั่งนี่ ! อ้อไม่มี ดอกหรือเจ้า ! เราขอบใจ ให้สดสวย เย็นฉ่ำ กว่าน้ำไหล มาใส่ใจ บ้างซิเจ้า ไม่เศร้าเอย.

น.311 ทะยาน มีประจำ สันดาน ไม่หลุดถอน มันร่านหา สิ่งใหม่สวย ตราบม้วยมรณ์ ไม่พักสอน ป่วยการ ร่านเป็นเอง ! ยามตายก็ เป็นสหาย เพื่อนจุติด ชะเง้อหา ใหม่เรื่อยไป ไม่หมดเพลง เที่ยวร่านริ กันใหม่; ใจเขย่ง มันเหมาะเหม็ง แก่ใคร ว่าไปเอย ? ความเอ๋ย ความกิน กินแปลกๆ แผกชนิด คิดขึ้นมา เพื่อตัณหา หรือเพื่อ เนื้อหนังตัว ? ชอบรสแปลก และพร่ำเพรื่อ "อยู่เพื่อกิน มิใช่กิน เพื่ออยู่" ดูน่าหัว ถ้ากินเพื่อ ใจผ่องใส ไม่ขุ่นมัว เพียงกายว่อง คล่องตัว ชั่วไหมเอย ? เป็นทาสลิ้น ดิ้นรน ขวนขวายหา ความเอ๋ย ความอยู่ เขาชมตัว มัวแย้ม แก้มแทบปริ อยู่ในโลก เขาโลก แหละเป็นครู ถ้าหลงโลก ก็หมุนติด กับโลกไป เพื่อหราหรู อวดกัน กระนั้นซี ! อุตริ จริงหนอเจ้า น่าเศร้าใจ. อยู่เพื่อรู้ ความจริงดอก จะบอกให้ จะหยุดใต้ ต่อเมื่อไร ไม่เห็นเอย. ความเอ๋ย ความสุข "แกก็สุข ฉันก็สุข ทุกเวลา" ถ้าเราเผา ตัวตัณหา ก็ท่า "สุข" เขาว่า "สุข !สุขเน้อ !! " อย่าเห่อไป ใครๆ ทุก คนชอบเจ้า เฝ้าวิ่งหา แต่ดูหน้า ตาแห้ง ; ยังแคลงใจ : ถ้ามันเผา เราก็ "สุก" หรือเกรียมได้ มันสุขเย็น หรือสุกไหม้ ให้แน่เลย. ความเอ๋ย ความทุกข์โศก ยังหลงมัว "ตัวตน" อยู่กลใด ทุกสิ่งสรรพ เกิดดับ อยู่ตามธรรม ต้องพลอยเข็ญ พลอยทุก ทุกทำนอง ของมีอยู่ คู่โลก อย่าสงสัย เป็นต้องได้ โศกแน่ แม้แต่ลอง ใจเจ้ากรรม เข้ารับเอา เป็นเจ้าของ แล้วแต่ของ ของ "ตน" เป็น เช่นไรเลย. ๑. ตัณหาหรือความทะยานของสัตว์ เป็นเหตุให้ถือปฏิสนธิใหม่,

น.312 ความเอ๋ย ความเจ็บไข้ อ๋อ ! มิใช่, มีไว้ เพื่อฝึกปรือ คืออย่าง่าน : นาน ๆ ผ่านมาครั้ง ถ้ามิชอบ แก่เจ็บตาย และว่ายวน ความเอ๋ย ความแก่ เมื่อความแก่ ล่วงกาล มานานปี ไม่ยกเว้น ใคร ๆ ไม่ลำเอียง เพราะฉะนั้น เราท่าน ทั้งหญิงชาย มันมีไว้ ทุกข์กันเล่น เช่นนั้นหรือ ? ให้รีบรื้อ ความรู้ ขึ้นสู่ตน ; คิดดูมั้ง วันสบาย มากหลายหน จงรีบค้น พระนิพพาน อย่าคร้านเอย. เป็นเพื่อนแท้ ของความตาย ไม่หน่ายหนี้ ก็มอบเวน หน้าที่ ให้ความตาย มิให้ใคร หลีกเลี่ยง หรือเถียงได้ รีบทำดี ก่อนตาย ให้มากเอย. ความเอ๋ย ความรู้สึก เวลาเหลือ น้อยกระไร แทบไม่พอ ทำอย่างใด ใจเย็น แสนจะเย็น พบให้ได้ ก่อนตาย ไม่ตายเปล่า ได้สำนึก เมื่อใกล้ ตายนี้หนอ มัวรีรอ เห็นจะแย่ แน่ละเรา. ต้องรีบเฟ้น ใส่ตัว ไม่มัวเขลา ไม่เกิดเปล่า เปลืองเปล่า นะเราเอย. ความเอ๋ย ความตาย คือตายเน่า ตายหนอน เป็นบ่อนเบื่อ ถ้าตัวตาย ไว้ลาย ให้โลกเห็น ตายแต่เปลือก เยื่อในอยู่ คู่โลกไป สิ้นซื้อหาย เพราะไม่มี ความดีเหลือ น่าเหม็นเบื่อ ตายเช่นนี้ ดีอะไร ? ก็เหมือนเป็น อยู่คู่หล้า อย่าสงสัย เป็นประโยชน์ แก่ใครๆ ไม่สิ้นเอย. ความเอ๋ย ความเกิดใหม่. เกิดเพื่อวิ่ง แข่งกันใหม่ ใช่ไหมคน ! ที่มั่งมี อยากทวี ยิ่งขึ้นไป, ต้องเกิดใหม่ ใหลหลง จน งง งวย เกิดทำไม กันอีกเล่า ! เราฉงน ที่ยากจน ยิ่งอยากลอง : เกิดปองรวย, เผลอก็ไพล่ มาต้นแถว" แล้วคิดขอย "ไม่รู้ด้วย ! เกิดทำไม ไม่คิดเลย." ๑. มาต้นแถว = กลับทรุดใหม่

น.313 หลง ว่าถ้าตน พ้นออก นอกกรุงไป "แสงสว่าง บังลูกตา" น่าขบขัน ! อันหนอนพริก ว่าพริกเย็น ไม่เป็นพิษ เกิดในกรง ตายในกรง ; ไม่ทายได้ จะสุขศานต์ ปานใด ไม่เคยคิด เราติดมัน กลับเห็น เป็นมันติด ! ร้อนสักนิด ใครว่าร้อน ห่อนเชื่อเลย. ความเอ๋ย ความว่ายเวียน เพียงแต่เปลี่ยน กายดอก จะบอกให้ ดวงกมล ทพระกำ อยู่ร่ำไป เปลี่ยนฉากใหม่ ! เรื่องเก่า เศร้าเช่นเดิม !" ความอยาก,ร่าน หาญเหิม เพิ่มทุกชาติ เหมือนยิ่งสาด น้ำมันใส่ ให้ไฟเหิม เมื่อ "ไฟ" อ่อน หย่อนไป ใส่"พื้น" เติม เฝ้าส่งเสริม ความใคร่ ว่ายไป!เฮย. ความเอ๋ย ความตรัสรู้ หยุดเวียนว่าย คล้ายครู ผู้ชี้เช่น คือรู้ ชัด เกิดแก่ตายฝ่าย"ลำเค็ญ" ฆ่าตัณหา นายช่าง ให้วางวาย อวิชชา ตัณหาเป็น "ผู้ปลูกทุกข์" อวิชชา ดับหาย ก็ลุ สุข, มรรคมีองค์ แปดประการ "ทางผ่านทุกข์" ไปสู่สุข คือฆ่า ตัณหาเอย ความเอ๋ย ความหลุดพ้น ได้ผ่านด่าน พ้นการ ต้องเกิดตาย ยวิชชา ดับแล้วเห็น ตามเป็นจริง มากอดรัด ด้วยดวงใจ ไว้กระชับ หลังจากต้น ค้นหา มามากหลาย เพิ่งสมหมาย ได้บัดนี้ ดีใจรับ ว่าสรรพสิ่ง ผูกเรา เพราะเราจับ เดี๋ยวนี้กลับ ตรงกันข้าม งามนักเอย. ๑. ฉากใหม่เรื่องเก่า = เกิดมาชาติไร ก็แสดงเรื่อง "ยึดตัวตน” ทุกชาติจนกว่าจะหยุดแสดง. ๒. คล้ายครู = คล้ายพระพุทธองค์. ๓. สุขในที่ นี้หมายถึงพระนิพพาน เป็นอสังขตธรรม จึงว่าลุไม่ว่าเกิด, เพราะใครทำพระ นิพพานให้เกิดขึ้นด้วยการกระทำของตนไม่ได้, พระนิพพานมีอยู่เองก่อนแล้ว ป. ๑๕

น.314 ความเอ๋ย ความหยุดแล่น ในบัดนี้ ไม่มีที่ ซึ่งอยากยุค บัดนี้เหยื่อ โลกนั้น เป็นหมันเปล่า เจ้าแม่เอ๋ย ความหยุดได้ ไม่มีความ ความเอ๋ย ความไม่เกิด รู้ว่าเกิดมาเพื่อเรียน ให้รู้ตรง - ความเยือกเย็น สูงสุด หยุดอยู่ ที่ ถ้ามีเหตุ ให้เกิด อยู่เพียงใด พระเอ๋ย พระนิพพาน ! แห่งห้วงน้ำ ความทุกข์ ซึ่งบุกมา เคยเหยียบซ้ำ รอยเก่า ไม่ก้าวไป แต่ นี้ไป แม้ใคร จะชัง,รัก, เคย อกแอ่น วิ่งว่าย มิได้หยุด เพราะใจหลุด จากโลก ไม่แล่นตาม, สำหรับเรา ล่อไม่จับ ไม่รับหวาม เกี่ยวเกาะกาม นี้เย็นเหลือ ทุกเมื่อเลย เพราะความรู้อันประเสริฐ ไม่ไหลหลง ที่ไม่หลง ไหลเกิด เตลิดไป. ความไม่มี เหตุให้เกิดไปใหม่ ต้องเกิดไป ทนไป ไม่เว้นเอย. คือความผ่าน ไปกระทั่ง ถึงฝั่งฝา มีรู้ว่า ก็ชาติ อนาถนัก บัดนี้ได้ ชำนะทุกข์ สุขใจหนัก ใครหนอจัก จับเราได้ ไม่เห็นเอย. “สิริวยาส" อุทิศแด่ "‘ผู้คนองธรรม" ๒๓ มิถุน. ๘๑

น.315 วัว !!! วัวเอ๋ย วัวดี มันสูงสด เยือกเย็น ไม่เป็นโคลน ไม่ต้องเกิด แก่ตาย ไม่สืบพันธุ์ มาเร็ว ๆ เถิดเจ้า อย่าเขลาไป ฉันเอ๋ย ฉันไม่เข้าใจ ก็ฉันชอบ หญ้าแห้ง ในแปลงนา มีนางโค นายโค ออกโซไป (นึก) โอ้ ! พ่อนาย ผู้ใจดี นี่ท่าเลอะ ? วัวเอ๋ย วัวมหาจำเริญ เห็นกงจักร เป็นดอกบัว ชั่วไม่เบา อันคนเมา หรือจะนึก ว่าตัวเมา ! คนพูดมาก หรือรู้สึกว่าตัวโว ! มาเร็วซี่ ! ไปเที่ยวที่ถิ่นโน้น ไม่มีโจร ไม่มีเสื้อ ดีเหลือใจ รับประกัน สุขยิ่ง ไม่ วิ่งไขว่ ดีกระไร พ่องัวดี มาซี่ ! มา ! ! ไม่เห็นมี ดีอะไร ที่นัยว่า อยู่ที่นี่ดีกว่า เพื่อนช้าเยอะ มีลูกหลาน เล็กใหญ่. ท่านไปเถอะ ! ขอที่เถอะ พ่อนาย อย่าย้ายเรา. *** อย่ามัวเมา เขลาเกิน ไปนักเจ้า เจ้าเคลิ้มคลั่ง ฟังเรา ก่อนเถอะ โค อันคนเขลา หรือจะนึก ว่าตัวโง่ ! เป็นบุญโข ต่อเมื่อ เชื่อปราชญ์เดือน! ๕๕

น.316 ฉันเอ๋ย ฉันไม่รู้ ไม่ชี้ นักปราชญ์ ใย มาจู้จี้ กับสัตว์เถื่อน เป็นโคฬา ท่านจะพา ขึ้นอยู่เรือน นายเดือนเปื้อน เองกระมัง จงชั่งใจ ! โบราณว่า ยื่นแก้ว ให้วานร จะเหนื่อยเปล่า เปลืองเปล่า สักเท่าไร เฮามุ้งหมอน ให้หมาหมู คิดดูใหม่ ! ดูไม่ไป ควรว่าตู รู้รักนาย ! วัวเอ๋ย วัวดื้อ มีข้อขวาง อ้างแอบ เหลือแยบคาย ข้อแก้ตัว ของคนเหลว ไม่เลวเลย ข้ารู้ดอก ว่าเจ้าใช้ เกลือจิ้มเกลือ สำนวนติ๊ก ฝึกปรือ เป็นคุ้งสาย อันแบบนี้ เขาเคยใช้ กันจนเบื่อ แต่ช้าเคย รู้ทัน ไม่ฟันเผือ นี่ก็เพื่อ จมแช่ อย่าแก้เลย ! เราเอ๋ย เราไม่อยากฟัง เราเกิดมา เพื่อสิ่งซึ่ง เราอยากเชย เราไม่อยาก สุขกว่าที่ เรามีชม เมื่อมีสิ่ง ซึ่งถูก ใจไม่เบา นายแหละคลั่ง ไปเปล่า ๆ เจ้าแม่เอ๋ย น่าขวยเขิน เกินเลย ก็ช่างเรา ถึงโคลนตม เหม็นนัก ของหมักเน่า มิไยใคร จะด่าเรา ก็ด่ามา ! วัวเอ๋ย วัวชั้น ถ้าเชื่อฟัง และเจ้า ตามเรามา แต่ชี้แจง เท่าไร่ ไม่ฟังกัน จนเจ้าได้ ซิมลอง ของต้องใจ เราพากัน ซะยั้นชะยอ ก็เพราะว่า จะมีท่า สุขเย็น เป็นพันไป ถ้ากระนั้น ฉันจะชัก ฉุดผลักไส แล้วจะไม่ อยากกลับ ฉันรับประกัน ! เราเอ๋ย เรายอมตาย ถึงจะเอา เพลินลน จนเป็นควัน แม้ฉันอาจ เรียนรู้ อาจตุถึง ขอเป็นวัว เสมอไป ตามนัยก่อน ถึงหัวขาด กันทลาย ก็ไม่พรั้น ก็ยอมสุก ตรงนั้น ไม่ก้าวจร ก็มีพึง ใจประสงค์ ตรงท่านสอน จะบั่นทอน อย่างไร ตามใจนาย !

น.317 ๕๗ วัว ! ! ! ? 2 ? ? จนเอ๋ย จนใจ ยอมหลับหู หลับตา สู้ ท่าตาย เมื่อเช่นนี้ มิให้ปล่อย ไปตามกรรม หรือจะมี วิธีหย่อน ผ่อนหนักเบา ? เคยพบไหม วัวเช่นนี้ พี่น้องทั้งหลาย มาพนัน ขันทาย กันก็เอา. แล้วจะให้ เราทำ ฉันใดเล่า ? เมื่อรู้เค้า เล่ากันฟัง วันหลังเอย. ขออุทิศแด่เพื่อนรักที่ "ตาย" อยู่ "สิริวยาส" ๑๖ สิงห์. ๒๔๘๐ บ. ๑๕

น.318 เห็นคนเขา ขัดกัน ฉันสลด เพราะต่างฝ่าย ต่างดี มีพยศ บ้างคดด้วย เจตนา พยศร้าย บ้างคดเพราะ จำใจ, พูดไม่ทัน- แต่ดูค่อย ยังชั่ว กว่าตัวแกล้ง ที่พูดมาก ไปแล้ว ต้องเลี้ยวลด นิพยศ ธรรมดา ไม่น่าคิด พยศของ คนตรง ซิน่ากลัว ถือว่าตัว ตรงจริง จึงยิ่งยึด ถึงนอนนั่ง ก็คลุ้มคลั่ง คอยแต่คิด ทั้งฝ่ายคด ฝ่ายตรง หลงพอกัน ! ยังมากมาย สุดจะแก้ ให้สุทธิศันต์ ระวังปาก คอมัน ก็ต้องคด, มุ่งแอบแฝง มารยา มาเป็นขด, ให้มันหด จนต้องคด เพื่อปลดตัว, มันย่อมมี ประจำจิต กันอยู่ทั่ว มันมืดมัว ลึกซึ้ง พึ่งพินิจ, ไว้เต็มอึด เรื่อยไป อยู่ในจิต ว่าเราถูก เขาผิด อยู่ร่ำไป. คิดว่าดี กว่าเขา ซิเราแย่ ส่วนตัวเอง บาปลิ๊ก นึกให้ไกล เขาติดซ้าย เราติดขวา ถ้ามานึก แม้ติดซ้าย เลวกว่า ไม่น่าดู มันเพียงแต่ ดีกว่าคน ที่ยังเลว เฝ้าเกลียดซ้าย รักขวา เป็นบ้าใจ มันเพียงแต่ ดีกว่าคน ที่บาปใหญ่ มันบาปเบา อยู่เมื่อไร ให้ นิกดู, มันยังติด เหลือลึก กันทั้งคู่ แต่ติดขวา มันก็หรู อยู่เมื่อไร ? ส่วนตัวเอง ก็ยังเหลว ไม่ไปไหน มันยิ่งไพล่ หลัดห่าง ทางนิพพาน, ๕๘

น.319 ชะเง้อดู พระนิพพาน ไม่ วี่แวว ขึ้นติดซ้าย ติดขวา ท่าป่วยการ เพราะมันวน อยู่แถว ใกล้ๆ บ้าน มันยิ่งนาน เนิ่นไป วันไม่พอ. ชื่อว่าโลกมันต้องโยกกันอยู่เรื่อย ทั้งคนคด คนตรง ยังคงรอ เมื่อขึ้นไปพ้น"ตรง" ไม่หลงโลก จะดับโศก สิ้นทุกข์ พ้นสุขี เป็นสุทธิ์คันติ์ หวานมัน ก็ไม่มี ผิดจากนี้ ก็กลับผิด ติดกันไป. มิรู้ เหนื่อย โลกมันเป็น เช่นนี้หนอ จมอยู่บ่อ เรื้อรัง ทั้งตาปี. ยิ่งจะให้ตรงมากยิ่งคดลึก ! อยากจะตรง เพราะอยากดี อยากมีชัย อวดว่าตรง ตามเขาว่า น่าสรรเสริญ ที่อยากตรง เพื่อให้ใคร เขาอุ้มชู จิตที่แจ่ม จนปล่อย เสียได้หมด พ้นคดตรง จนไม่หลง ในเรามัน เป็นข้าศึก เร้นลับ กลับร้ายใหญ่. มันตรงอยู่ เมื่อไร ? ใครคิดดู. ยังตรงเกิน ต้องนอนจม พยศอยู่. ไว้ให้หนู เด็กๆ เขา เราโตครัน. ทั้งตรง - คด ไม่เห็น เป็นแผกผัน จะสุทธิ์ศันติพ้นโลกหมดโยกเอย. "สิริวยาส" ๒๕ ก.พ. ๙๔

น.320 โลกนี้คือ ถ้ำมืด ไม่เห็นแสง ไม่มีความ แจ่มแจ้ง ไม่เฉลียว คิด-พูด-ทำ โมหา ไปท่าเดียว ลองคิดเที่ยว "โลกสว่าง” ข้างหน้ากัน ! โลกนี้คือ ร่มไม้ ได้อาศัย บัดเดี๋ยวใจ พักร้อน แล้วผ่อนผัน ออกไปสู่ โลกอื่น อีกหมื่นพัน ไขยึดมั่น หมายมี โลกนี้นาน ! โลกนี้เหมือน ทางผ่าน ที่รกเรียว เพื่อทนสู้ อดเปรี้ยว ไปกินหวาน พ้นโลกนี้ มียิ่ง กว่าอ้อยตาล เมื่อพบพาน ‘ อมฤ ตโลกา" ! ๖๐

น.321 โลกนี้เพียง บทเรียน ให้เพียรอ่าน หมั่นวิจาร ตื้นลึก รีบศึกษา ให้รอบรู้ แจ่มจน พ้นมายา แล้วโลกมา เป็นบ่าว เราร่ำไป ! โลกนี้คือ เครื่องลอง ของมารร้าย ไว้สอบไล่ ว่าใคร ยังหลงใหล ว่าใครบ้า ใครเขลา เฝ้าจมใน หล่มโลกใหญ่ ติดตัง ทั้งชั่วดี ! โลกเรานี้ ที่แท้ คือ โรงละคร ไม่ตองสอน แสดงถูก ทุกวิถี ออกโรงกัน จริงจัง ทั้งตาปี ตามท่วงที อวิชชา ลากพาไป ! โลกนี้เปรียบ ปานว่า มหาสมุทร ปลา มนุษย์ ผุดว่าย อยู่ไหว ๆ เพราะตัณหา หมื่นวิถี เข้าจี้ใจ วิ่งขวักไขว่ เหยื่อดี มีไม่พอ ! บ.๑๖

น.322 โลกนี้คือ กรงไก่ เขาใส่ไว้ จะนำไป แล่เนื้อ ไม่เหลือหลอ จิ๊กกันเอง ในกรง ได้ลงคอ เฝ้าตั้งข้อ รบกัน ฉันนึกกลัว ! จงดูเถิด โลกนี้ มีหลายแง่ ดูให้แน่ น่าสรวล เป็นชวนหัว หรือชวนเศร้า โศกสลด ถึงหดตัว ดูให้ทั่ว ถ้วนความ ตามแสดง ? จะดูมัน แง่ไหน ตามใจเถิด แต่ให้เกิด ปัญญา มาเป็นแสง ส่องทางเดิน, ชีวา ราคาแพง อย่าให้แพลง พลาดพลั้ง ระวังเอย ! “สิริวยาส" ๒๗ พ.ค. ๔๕

น.323 "สิริวยาส" มีหมู่บ้าน หนึ่งหนอ ขอกล่าวขาน ตั้งเก่าแก่ มาแต่ โบราณกาล มีชลธาร ล้อมรอบ เป็นขอบคัน ในบัดนี้ มีคน เกลื่อนกล่นนัก เดินไขว่ขวัก ไปมา แต่น่าขัน : ทุก ๆ คน มิได้มี "ชีวิต" กัน น่าอัศจรรย์ สงสัย เชิญไตร่ตรอง. สิ่งที่มี มากมาย ในบ้านนี้ คือเจดีย์ วัดวา อารามผอง ทั้งโรงสวด โบสถ์สุเหร่า ล้วนเป๋าร้อง กันรวมกอง สวดบ่น ท่องมนตรา พุทธรูป เทวรูป และอื่น ๆ ดูดาษดื่น สร้างสรรค์ กันนักหนา ซื้อขายเป็น สินค้า ก็ทั่วไป รวมเรียกว่า รูปพระ ปฏิมา ล้วนแต่สร้าง บุ่มบ่าม เอาตามฝัน ดูน่าขัน คนสร้าง พระเจ้าได้ ! มีรูปร่าง ต่างกัน ฝันของใคร ก็สร้างไป อย่างเราท่าน ปั้นตุ๊กตา บางบ้านใช้ รูปอื่น ปั้นขึ้นแทน เป็นเครื่องหมาย ตามแกน เพราะไม่กล้า จะสร้างรูป เหมือนรูป ท่านศาสดา ด้วยกลัวฟ้า จะพิโรธ ลงโทษทัณฑ์. มีนักบวช เหลือหลาย เป็นนายหน้า ของฟากฟ้า ตัวแทน แดนสวรรค์ คอยทำการ สื่อสาส์น ให้ผูกพัน ติดต่อกัน กับโลก ทิลี้ลับ ๖๓

น.324 ให้คนตาย ได้เกิด ในโลกา ที่เป็นสุข แก่กล้า ไม่แตกดับ ให้คนเป็น สวัสดี มั่งมีทรัพย์ และเกียรติศัพท์ สมาคม อุดมมี อันนักบวช นั้น ๆ ท่านหยิ่งยศ เพราะปรากฏ ลือชา สง่าศรี พูดค่อย ๆ คมขำ สำรวมดี ทำพิธี สั่งสอน ห่อนเว้นวัน ให้ทายก ทายิกา สละทรัพย์ แล้วท่านรับ นิกมา ก็น่าขัน ธรรมบัญญัติ จริยา นานานั้น บัญญัติกัน เพื่อใช้ กับฝ่ายเดียว." มีนักพูด ปรมัตถ์ ได้จัดจ้าน แต่ฟุ้งซ่าน ใจตระหนี่ แสนขี้เหนียว กระทบกระแทก แตกดัน กันเป็นเกลียว เพราะต่างเชี่ยว ชาญธรรม ดูลำพอง สิ่งอัศจรรย์ เหลือหลาย ในบ้านนี้ คือข้อที่ บทพระธรรม คัมภีร์ผอง ปะปนกัน ยุ่งขิง ถ้ายิ่งมอง ยิ่งเห็นต้อง ไฟเผา แหละเข้าที่ กรรมฐาน ภาวนา ตามตลาด ดูเกลื่อนกลาด ในป่าลับ กลับเงียบฉี่ ผู้ ให้ทาน ขัดสน กว่าคนที่- มาขอทาน สิ่งนี้ ช่างแปลกเกิน. คนกำยำ กล้ามเนื้อ ดูเหลือลาย เดินเซกาย อ่อนระทวย น่าขวยเขิน คนผอมเหลือง เปรื่องปราด องอาจเดิน ดูเพลิดเพลิน เริงร่า น่าขันจริง ! ๑. คำบัญญัตินั้น ใช้บังคับแก่ฝ่ายผู้ฟังหรือผู้ถูกสอนฝ่ายเดียว, หาใช้แก่ฝ่ายผู้สอน หรือ ผู้ออกบัญญัติด้วยไม่.

น.325 คนเตี้ยต่ำ นำจูง คนสูงสุด ฝ่ายบุรุษ เป็นควาย ให้ฝ่ายหญิง คนมีแรง แข็งซึ้ง ต้องพึ่งพิง- คนอ่อนแอ, แอบอิง ไม่เว้นวัน คนเปลือยกาย ผายผัน เป็นหมู่ๆ ตามหนทาง จับคู่ ดูเหิมหรรษ์ คนนุ่งผ้า ซุกซ่อน นอนเงียบครัน อยู่ในห้อง ทั้งวัน ไม่ออกมา ทุก ๆ คน โกรธกัน ปั้นหน้าไว้ ถือตัวใคร ตัวมัน มีปัญญา ราวกะว่า รักใคร่, ใจริษยา ต่างตั้งหน้า แข่งขัน กันร่ำไป นี่แหละหลัก ศีลธรรม ของบ้านนี้ หรือสิ่งที่ ดีงาม ตามวิสัย ของชาวบ้าน ขณะนี้ มีหลักไว้ ว่า"ถ้าใคร ดีกว่าฉัน ต้องปั่นรอน" ไม่ยอมยัก เปลี่ยนใหม่ ไม่ยอมถอน ทุก ๆ บ้าน ถือกัน มั่นคงนัก พวกชาวบ้าน อิ่มใจ ไม่ โศกร้อน ลือกระฉ่อน เราเจริญ เกินบ้านใด. ครั้นวันหนึ่ง ถึงยาม ฤกษ์งามนัก มีคนพรัก พร้อมพรั่ง กว่าครั้งไหน ที่ห้าแยก วงเวียน โล่งเตียนไกล คนหมู่ใหญ่ ประชุมพร้อม อดออมกัน มีเสียงร้อง ก้องมา ว่า "ฟังก่อน จงผันผ่อน กันบ้าง ฟังเสียงฉัน เราคือทูต แห่งธรรม ประจำกัลป์ มาหาท่าน เพื่อเร้า ให้เข้าใจ บ. ๑๗

น.326 ประวัติศาสตร์ บันทึกการณ์ ไว้นานแล้ว ว่าความเคย ผ่องแผ้ว แต่ไหนๆ มามืดมัว หม่นหมาง จืดจางไป เพราะเหตุไร รู้ หรือเจ้า เราถามที่ ?" เสียงหมู่คน ร้องค้าน" ท่านหลับตา หรือจึ่งว่า เราหมอง ไม่ผ่องศรี หมู่บ้านเรา เราเห็น เยือกเย็นดี ยิ่งทวี ศานติสุข ทุกยุคมา หมู่บ้านนี้ สิวิไลซ์ คืบไปมาก ใยท่านถาก ถางเล่น เช่นนั้นขา หรือท่านมี ข้อพิสูจน์ จะพูดจา ก็ลองว่า ออกไป เราใคร่ฟัง." ธรรมทูต ซึ่งภิปราย ขยายเค้า ว่า"เออเจ้า มิได้แล มาแต่หลัง มีชีวิต สั้น ๆ มันปิดบัง ดังถูกขัง ไว้ในกรง จึงหลงไป คือชีวิต ชาติเดียว จะเหลียวเห็น เหตุการณ์เป็น ต้นปลาย ได้ไฉน อายุบ้าน มากมาย ไม่มีใคร จะรู้ได้ ว่านาน กี่ล้านปี ในบางยุค งามงด ดูสดใส ทั้งกายใจ เยือกเย็น เป็นสุขี นับได้ว่า มี"ชีวิต" ชนิดนี้ ต่างกับที่ เกิดมาทุกข์ ไม่สุขเลย.

น.327 กิดมาเปล่า เท่ากับ ไร้ "ชีวิต" แท้ จงคิดดู ให้แน่ เถิดท่านเอ๋ย สิวิไลซ์ มิได้หมาย ว่าสุขเลย หรือแพร่เผย สุขกระแส ให้แก่กัน" "จงรักษา หลักใจ ให้ผ่องผุด อันทางแห่ง สุขสุด จงเชื่อฉัน มีหลักเกณฑ์ ง่ายๆ สบายครัน อย่าเย้ยหยัน ว่ามันง่าย แล้วไร้คุณ ไม่จำต้อง ปองอยาก ให้มากนัก มีแต่มัก จูงใจ ให้หันหุน ไปตามความ ใหลหลง เลย งง งุน เฝ้าแข่งขัน กันเป็นจรณ์ กระเจิงไป จนเห็นเลว เป็นดี มีเกียรติยศ ได้ปรากฏ บึงชา จะหาไหน ที่เป็นธรรม งามดี ไม่มีใคร เอาใจใส่ ซ่อนตัว กลัวเขาเบียน" "คนไร้ธรรม์ ฟันเพื่อน เหมือนเปลือยกาย มันน่าอาย อวดได้ ไม่คลื่นเหียน คนมีธรรม รู้ อาย ไม่ว่ายเวียน จุ่งดูให้ แนบเนียน มีอาภรณ์ อาจสุขเย็น เห็นประจักษ์ เพราะรักตัว ไม่เมามัว รักกิเลส เป็นเหตุถอน-

น.328 ตนออกจาก ความจริง สิ่งถาวร จนเห็นกง จักรร้อน เป็นดอกบัว ความเห่อเหิม เพิ่มตัณหา ให้กล้าจัด เหมือนหลงสร้าง สมบัติ ไว้ทูนหัว ยิ่งมีมาก หนักมาก ยิ่งยากตัว ทั้งยิ่งกลัว ความวิบัติ ขึ้นบัดดล." "จงรักษา ดวงใจ ให้ผ่องแผ้ว อย่าทิ้งแนว การถือ คือเหตุผล อย่าถือแต่ ตามตำรา จะพาตน ให้เวียนวน ติดตั้ง นั่งเปิดดู อย่าถือแต่ ครูเก่า เฝ้าส่องบาตร ต้องฉลาด ความหมาย สมัยสู อย่ามัวแต่ อ้างย้ำ ว่าคำครู แต่ไม่รู้ ความจริง นั้นสิ่งใด อย่ามัวแต่ ถือตาม ความนึกเดา ที่เคยเขลา เก่าแก่ แต่ไหนๆ ต้องฉลาด ขูดเขลา ปัดเป่าไป ให้ดวงใจ แจ่มตรู เห็นลู่ทาง." "อันลัทธิ นานา น่าเวียนหัว จงถอนตัว ออกมา เสียให้ห่าง เรื่องพระเจ้า เรื่องสวรรค์ นั้นเหมือนยาง

น.329 ป็นตังเหนียว กั้นกาง ดวงวิญญาณ เป็นกรงทอง จองจำ จำกัดเขต น่าทุเรศ กลับรัก เป็นหลักฐาน ความหลุดพ้น ใช่อร่อย เช่นอ้อยตาล ทั้งไม่ลาน ตาพราว ราวเพชรพลอย รสสวรรค์ นั้นเสพติด พิษฉมัง ถูกกักขัง ก็ไม่รู้ เหมือนปูหอย อยู่แต่รู มิได้รู้ เรื่องนกน้อย ที่บินลอย เวหา ว่าปานใด อย่ามัวเขลา เมาบุญ ว่าอุ่นจิต จะกลายเป็น ยาพิษ ขึ้นก็ได้ ถ้าหลงติด จิตยึด ตะพึดไป เป็นต้องได้ แบกยัน ตัวสั้นเที่ยว." "อัน "ชีวิต" ที่แท้ นั้นสดชื่น ไม่มีผื่น มีหวัน หรือสั้นเสียว เห็นทุกสิ่ง รวมเข้า เป็นสิ่งเดียว ล้วนไม่น่า เกาะเกี่ยว ทั้งบาปบุญ สิ่งนั้นๆเป็นเหมือนของเกลื่อนกลาด บ. ๑๘

น.330 ที่เป็นบาป เก็บกวาด ทิ้งใต้ถุน ทีเป็นบุญ มีไว้ เพียงเจือจุน ใช้เป็นคุณ สะดวกดาย คล้ายรถเรือ หรือบ่าวไพร่ มีไว้ ใช้, ใช่ไว้แบก ; กลัวตกแตก ใจสั่น ประหวั่นเหลือ เรากินเกลือ ใช่จะต้อง บูชาเกลือ บุญเหมือนเรือ มีไว้ขี่ ไปนิพาน มิใช่เพื่อ ไว้ประดับ ให้สวยหรู เที่ยวอวดชู แบกไป ทุกสถาน หรือลอยล่อง ไปในโลก โอฆกันดาร ไม่อยากข้าม ขึ้นนิพพาน เสียดายเรือ อัน "ชีวิต" อิสระ นั้นนะเจ้า เบาแสนเบา โปร่งดี ไม่มีเผื่อ ลอยละล่อง ฟ้องไป ไม่มีเบื่อ ครั้นถึงแล้ว ทิ้งเรือ ไม่แบกไป เจ้าพ่อเอ๋ย คิดดู ให้ดีดี สร้างเรือนี้ ก็เพียงข้าม ชลาสัย มิใช่เพื่อ อวดแข่ง แย่งชิงชัย ว่าของใคร มาก, สวย, ร่ำรวยเอย."

น.331 พวกชาวบ้าน ร้องค้าน ขึ้นเสียงแข็ง พวกหนึ่งแย้ง แถมด่า ว่า "พ่อเอ๋ย พูดอะไร ไม่เห็น เป็นเรื่องเลย พ่อคนบ้า นี้มาเย้ย ข้าหรือไร ให้เราพลอย บ้าบอ หรือไฉน เจ้าเป็นมาร ปีศาจ มาลวงล่อ ตัวผีร้าย ต่อฉัน ให้หันไกล ทั้งมาติ เตียนบุญ คุณสวรรค์ โบสถ์ วิหาร มากมาย จะให้เอา หากพวกข้า หมุนทำ ตามคำมึง พูดอะไร ไม่เห็น จะเข้าที่ พูดเป็นคุ้ง เป็นแคว แต่เหลวไหล ไปเสียเถิด ขึ้นอยู่ จะต้องตาย จากคลองธรรม อำไพ ในบ้านเรา แล้วจะทำ อย่างไรกัน พ่อคนเขลา ไปทิ้งเสีย ไหนเล่า พ่อคนดี จะเข้าถึง พระเจ้า อย่างไรนี้ ซ้ำยังมี แต่จะทำ ให้วอดวาย เพราะเป็นคำ ดลใจ ของผีร้าย อ้ายฉิบหาย จงไป ในทันที." ทูตแห่งธรรมเหลือจะพร่ำแถลงไข สู้ ไม่ไหว จำต้อง บ่ายหน้าหนี พลางสังเกต ได้ว่า มีผู้ที่ พอเข้าใจ ได้ดี สี่ห้าคน แต่คนน้อย ไหนจะสู้ คนหมู่มาก ถูกมะพร้าว ยัดปาก ไม่เป็นผล ไม่ว่าใคร ต้องเป็นไป ตามกรรมตน จึงจรดล รีบกลับ ไปฉับพลัน. ฿ 6 ๑ ® หมู่บ้านซึ่ง กล่าวนี้ อยู่ ที่ไหน หรือว่าเรา ทั้งหมด นี้ด้วยกัน ก็ชาวบ้าน บ้านนั้น ดังฉันกล่าว และเรียกเขา เองว่า "คน" ผู้เฟื่องฟู ทั้งอยู่ ใน สมัยสิ- วิ ไลซ์นัก ธรรมทูต พูดเพ้อ ไปหรือไร ท่านเคยคิด หรือไม่ สหายฉัน ก็อยู่ใน บ้านนั้น น่าคิดดู เรียกบ้านเขา เองว่า "โลก" ซึ่งคนอยู่ ด้วยความรู้ และภูมิธรรม อันอำไพ ไม่มียุค ไหนจัก เกินไปได้ ขอฝากให้ ท่านคิด พินิจเอย.

น.332 ( เฉพาะคาถา ) แปลและประพันธ์เป็นกลอน จากสูตรที่ ๑๓ แห่งทีฆนิกาย ในพระไตรปิฎกเล่ม ๑๑ หน้า ๑๕๕ ปาณาติปาโต อทินฺนินาทานํ® มุสาวาโท ปรุจฺจติ ปรทารคมนญเจว น ปสํสฺติ ปณฺฑิตา. ปลงชีพสัตว์ วายปราณ การลักทรัพย์ คำสับปลับ ซึ่งโลก ชอบกล่าวขาน การเล่นช์ นอกจิต มิจฉาจาร บัณฑิตท่าน ไม่กล่าว สรรเสริญเอย. ฉนฺทา โทสา ภยา มโห โย ธมฺมํ อธิวตฺตฺติ นิหิยติ ตสฺส ยโส กาฬปฺเข ว จนฺทิมา. ฉนฺทา โทสา ภยา โมหา โย ธมฺมํ นาติวตฺตฺติ อาปูรติ ตฺส ยโส สุกุกปกเข ว จนฺทิมา. เพราะรัก, โกรธ, โฉด, กลัว, แล้วกลัวบาป ทำหยามหยาบ เหยียบธรรม ลำเอียงเขลา เกียรติคุณ บุญหนัก จักเสื่อมเซา ดุจจันทร์เจ้า วันแรม ไม่แจ่มจันทร์. ถึงรักโกรธ โฉดกลัว ไม่กลัวบาป ไม่หยามหยาบ เหยียบธรรม ลำเอียงหัน เกียรติคุณ บุญหนัก จักฟูพลัน ประดุจจันทร์ ยิ่งกระจ่าง ข้างขึ้นเอย. ๑. การแปลงเป็นกลอน ได้พยายามให้เนื้อความคงบาทต่อบาท, อาจทำให้ความไพเราะ เสียไปบ้างในบางแห่ง, ถึงกระนั้นบางแห่งก็ยังยากที่จะให้ตรงกันคำต่อคำทีเดียว. ๗๒

น.333 สีดำ พระบาลีสิงคาโลวาทสูตร โหติ ปานสขา นาม โหติ สมุมิยสมุมิโย โย จ อตฺเถสุ ชาเตสุ สหาโย โหติ โส สขา. เพื่อนเพราะกิน เหล้าด้วยกัน นั้นมีมาก เพื่อนแต่ปาก สักว่าเพื่อน ก็เกลื่อนหลาย ส่วนเพื่อนใด ในเมื่อกิจ เกิดมากมาย ช่วยจนตาย นั่นแหละเพื่อน อย่าเพื่อนเอย อุสสูรเสยฺยา ปรการเสวนา การนอนสาย, การทำลาย ลูกเมียท่าน, เวรปุปสงฺโค จ อนตฺถตา จ ปาปา จ มิตฺตา สุกทริยตา จ เอเต ฉ ฐานา ปุริสํ ธิสยนฺติ. การก่อเรื่อง ร้าวราน, การเหลวไหล, เพื่อนเลวทราม, ความตระหนี่ ถี่เกินไป, หกอย่างนี้ ทำให้ชาย ชั่วชาติเอย. ปาปมิตฺโต ปาปสโข ปาปอาจาร โคจโร อสฺมา โลกา ปรมฺหา จ อุกยา ธิสเต นโร. อฺขิตฺถิโย วารุณี นจจคีตํ ทิวา โสปฺป ปาริจริยา อกาเล ปาปา จ มิตฺตา สุกทริยตา จ เอเต ฉ ฐานา ปุริสํ ธิสยนฺติ. มีมิตรชั่ว เพื่อนชั่ว พลอยกลัวบาป มรรยาทหยาบ เที่ยวซุกซน คนฉุยฉาย ทั้งชาตินี้ ชาติโน้น เมื่อตนตาย มีแต่ร้าย ทั้งสองชาติ พินาศ์เยย. การพนัน, ผู้หญิง, เหล้า, เฝ้าซับฟ้อน, กลางวันนอน ให้นวดพั้น ใช่กาลไซร้, เพื่อนเลวทราม, ความตระหนี่ ถี่เกินไป, หกอย่างนี้ นำให้ชาย ชั่วชาติเอย. อฺเขหิ ทิพฺพฺติ สุรํ บีวนฺติ ยนฺติตฺถิโย ปาณสมา ปเรสํ นิหินเสวี น จ ฒิวุฑเสวี นิหียนฺติ กาลปฺเขว จนฺทิมา การพนัน มันเมา เหล้าดื่มกู้ ลอบทำชู้ คู่ชีวิต ของมิตรหลาย หลบบัณฑิต มาสนิท คนสิ้นอายุ ค่อย ๆ ตาย" ลงเหมือนจันทร์ วันแรมเอย. •. คุณความดีตาย, คือ เสื่อม. บ. ๑๙

น.334 โย วารุณี อธโน อภิจฺฉโน บี่ปาโสสิ อตฺถปาคโต อุทกมิว อิณํ วิคาหติ อากุลํ กาฬติ ขิปูปมตฺตฺโน. เป็นนักเหล้า เปล่าทรัพย์ กลับอยากใหญ่ อยากเท่าไร ไม่ตั้งหน้า หาทรัพย์สรอย สู้ เป็นหนี้ ท่วมถม จมไม่ถอย" ต่อมาหน่อย ก็ยุบยับ ฉับพลันเอย. น ทิวาสุปฺปสีเลน รตฺติบุญฐานเทสฺสินา นิจฺจํ มฺเตน โสณฺเทน สกุกา อาวสิตุ® พริ. กลางวันนอน ห่อนเว้น เช่นนกเค้า กลางคืนเล่า หลักงาน สันดานหนา เป็นหัวไม้ เมามาย ไม่สร่างซา คนเช่นนี้ ไม่มีท่า ครองเรือนเอย. อติสต์ อติอุณฺหิ อติสายมิทํ อนุ อิติ วิสฺสฺฐกมฺมฺเต อตฺถา อฺเจฺติ มาณเว. หนุ่มผู้อ้าง ว่าหนาวนัก, หรือร้อนนัก, หรือผ่อนพัก เถอะวันนี้ นี่เย็นเหลือ ; งานทับถม บ่มเหม็น อยู่เป็นเบื่อ ต้องกัดเกลือ เพราะประโยชน์ โดดพ้นไป. โย จ สิตญจ อุณฺ หญฺจ ติณาภิยโย น มญฺญติ กรํ ปุริสกิจจานิ โส สุขา น วิหายติ. ชายหนุ่มใด ไม่อาทร เรื่องร้อนเย็น สำคัญเห็น ไม่ยิ่ง กว่าหยักไย่๒ งานของคน ตนขยัน ตะบันไป ก็จักไม่ เสื่อมสุข ทุกเมื่อเอย. ๑. สมัยโบราณ เรื่องหนี้สินเป็นอาชญา คนไม่มีหลักฐานอะไรเลย ก็มีผู้ ให้ติดหนี้. ๒. ในที่นี้หมายถึงเศษหญ้า เศษฟาง.

น.335 ๗๕ สิงคาโลวาทสูตร อญฺญทฺฺหโร มิตฺโต โย จ มิตฺโต วิจโปรโม อนุปฺปียญจ โย อาหุ อปาเยสฺ จ โย สขา. เอเต อมิตฺเต จตฺตาโร อิติ วิญญาย ปณฺฑิโต อารกา ปริวชูเชยุย มคฺคํ ปฏิภย์ ยถา. อุปกาโร จ โย มิตฺโต สุขทุกฺโข จ โย สขา อตฺถฺขาย จ โย มิตฺโต โย จ มิตฺตานุกมฺปโก. เอเต บี มิตฺเต จตฺตาโร อิติ วิญญาย ปณฺฑิโต สกุกจฺจํ ปฏิรูปาเสยฺย มาตา ปุตฺติ๋ว โอรสํ มิตรหนึ่งคอย แต่ขนไป ไม่หยุดขน มิตรบางคน ดีแต่พูด ต้องอุดหู อีกพวกหนึ่ง ตามประจบ ดั่งนบครู มิตรบางเหล่า ชะลอสู่ สิ่งเสื่อมทราม : ทั้งสี่พวก นี้หรือ คือ "อมิตร" ปราชญ์พินิจ รู้ แกว แล้วเกรงขาม, พึงหลีกห่าง อย่างพ่อค้า พยายาม หลีกเขตคาม หรือมรรคา อันน่ากลัว. มิตรหนึ่งเอื้อ อุปการ เจือจานมิตร หนึ่งร่วมทุกข์ สุขสนิท ดั่งเมียผัว มิตรหนึ่งพร่ำ สอนสั่ง ให้ตั้งตัว หนึ่งระรัว ด้วยเอ็นดู อยู่ทุกวัน : ทั้งสี่พวก นี้หรือ ชื่อ "มิตร" แท้ ปราชญ์พินิจ รู้ แน่ แล กล่าวขวัญ จุ่งคบหา ให้งดงาม ตามผูกพัน ผูกให้มั่น เหมือนแม่ลูก ผูกกันเอย ปณฺฑิโต สิลสมฺปนฺโน ชลํ อคฺคีวฺ ภาสติ โกเค สำหรมานสฺส ภมรสุเสว อิริยโต. โภคา สนฺนิจฺจย์ ยนฺติ คนฉลาด ถึงพร้อม ด้วยศิลปวง ย่อมโชติช่วง เช่นเพลิง ถเกิงแสง เมื่อขวายขวน ธนทรัพย์ อยู่กับแรง เสาะแสวง แข็งขัน ทันภมร โภคทรัพย์ ขยับถึง ซึ่งผลดอก •. แมลงภู่, ผึ้งที่ชนเกษรดอกไม้.

น.336 วมุมิโกวูปจียติ เอว์ โภเค สมาทริตฺวา อลมตฺโต กุเล คิห. จตุธา วิภเช โภเค สเว มิตฺตานิ คนฺถติ เอเกน โภเค ภุญเชยุย ทฺวีหิ กมฺมํ ปโยชเย จตฺตฺถญจ นิธาเปยุย ฮาปทาสุ ภวิสฺสติ. ค่อยงอกงาม วันมิกา® อุทาหรณ์ โดยนัยนี้ ฐาปนา โภคากร อุทาหรณ์ ฆราวาส สามารถแท้ ได้ทรัพย์แล้ว พึงจำแนก แจกสี่ส่วน เจือจานทั่ว ท่านที่ควร เจือจากแน่ รวมส่วนเดียว กับเลี้ยงตน ปนกันแล้ อิกสองส่วน เพิ่มแก่ ต้นทุนงาน ส่วนที่สี่ เก็บไว้ ให้มั่นคง หากพลาดลง จักได้ ก่อกู้ ฐาน" ภัยประชิด บีดกั้น ได้ทันกาล หรือต่อต้าน พิบัติได้ ดั่งใจเอย. มาตา บีตา ทิสา ปุพฺพา ทิศเบื้องหน้า มารดา บิดาเรา อาจริยา ทฺขิณา ทิสา อาจารย์เล่า เบื้องขวา อย่าหลงใหล ปุตฺตทารา ทิสา ปฺฉา ทิศเบื้องหลัง เมียลูก ซึ่งผูกใจ มิตฺตามจฺจา จ อุตฺตรา. ทิศเบื้องซ้าย ญาติสนิท และมิตรปวง ทิศเบื้องต่ำ บ่าวไพร่ รับใช้ตน ทาสกมฺมกรา เหฏฐา อุทฺธิ สมณพราหมณา ทิศเบื้องบน สงฆ์ชี มีบุญหลวง เอตา ทิสา นมสฺเสขุย ทิศเหล่านี้ พึ่งสักการ และบาลบวง อลมตฺโต กุเล คิห. ผู้ เด่นดวง ฆราวาส อย่าพลาดเอย. ปณฺฑิโต สีลสมฺปนฺโน บัณฑิตผู้ สดสวย ด้วยศีลธรรม ๑. วัมมิกา คือ จอมปลวก. ๒. บทกลอนของบาลีหมดลงเสีย ก่อนที่จะครบคำกลอน ๔ บาทของกลอนภาษาไทย จึง ขยายความของคำว่า อาปทาสุ ให้พิศดารออกไปอีกสองบาทกลอนดังนี้.

น.337 สโณฺห จ ปฏิภาณวา พูดหวานฉ่ำ ปฏิภาณ ท่านคมสัน นิวาตฺตฺติ อตฺถทฺโธ ตาทิโส ลภเต ยสํ. ถ่อมกายใจ ไม่ต้นดือ และถือรั้น ผู้เช่นนั้น ย่อมได้ยศ ปรากฏเอย. ฯ อุฏ ฐานโก อนลโส อาบทาสฺ น เวธติ อจฺฉิฺทฺตฺติ เมธาวี ตาทิโส ลภเต ยสํ. ลุกขึ้นบาก บั่นงาน ไม่คร้านเกียจ ภัยเบียนเบียด ยังคงมั่น ไม่สั่นเสียว ดำเนินงาน ไม่มีขาด ทั้งปราชญ์เปรียว ผู้นั้นเที่ยว ประเทืองยศ ปรากฏเอย. ฯ สงฺคาหโก มิตฺตกโร วทัญญู วิตมจฺฉโร เนตา วิเนตา อนุเนตา ตาทิโส ลภเต ยสํ ผู้ สงเคราะห์ หว่านเพาะ ซึ่งมิตรภาพ รู้ ซึมซาบ ธรรมวินัย ไม่แหนหวง แนะนำชน ฝน, ดัด, ซึ่งสัตว์ปวง ผู้ เด่นดวง นั้นย่อมได้ ยศใหญ่เอย.ฯ ทานญจ บี่ยวชุชญจ อตฺถจริยา จ ยา อิธ สมานตา จ ธมฺเมสุ ตฺถ ตฺถ ยถารห์. เอเต โข สงฺคหา โลเก รถสุสานิว ยายโต เอเต จ สงฺคหา นาสฺสุ น มาตา ปุตฺตการณา ลเภถ มานํ ปูชํ วา บีตา วา ปุตฺตการณา. บ. ๒๐ การให้ปัน, การพูด คำไพเราะ, การประพฤติ ประโยชน์เหมาะใดๆนั้น, การวางตน กลเกลอ เสมอกัน เป็นชั้น ๆ เหมาะตาม ที่งามนัก ในโลกต้อง มีอารี อย่างนี้ไว้ รถแล่นได้ ไม่หลุด เพราะหมุดสลัก หากไม่เป็น เช่นนี้ ที่ร้ายนัก. จากลูกรัก แม่ไม่ได้ รับผลใด ความนับถือ หรือว่า บูชาคุณ หรือลูกอาจ ทารุณ บิดาได้.

น.338 ยสุมา จ สงฺคหา เอเต เพราะเหตุความ ไมตรี นี้ดีไซร้ สมเปกฺขนฺติ ปณฺฑิตา ปราชญ์ทั้งหลาย จึ่งตั้งหน้า ตั้งตาเจริญ ตสฺมา มหตฺติ ปปฺโปนฺติ และเหตุนั้น ท่านได้ ความยิ่งใหญ่ ปาสํสา จ ภวนฺติ เต. คนทั้งหลาย พากัน กล่าวสรรเสริญ [ท่านนั้นเป็น เช่นผู้นำ โลกดำเนิน ไปสู่ความ จำเริญ อย่าเมินเอย ] "สิริวยาส" ๑๒ พ.ค. ๒๔๘๐

น.339 แม่ลูกสนทนากันถึงเรื่องแดนลี้ลับ หรือ โลกซึ่งเลิศกว่า THE BETTER LAND (I) "I hear thee speak of the Better Land, โอ, แม่จ๋า ฟังแม่ว่า ดูลึกซึ้ง แม่กล่าวถึง เรื่อง "โลก ที่เลิศกว่า" Thou call'st its children a happy band ; ทั้งมีเด็ก น้อยใหญ่ ไร้โรคา แม่เรียกว่า "เด็กหมู่ ซึ่งอยู่สุข" Mother, oh! where is that radiant shore ? โอ, แม่จ๋า อยากทราบว่า อยู่ทางไหน ซึ่งเป็นแดน แจ่มใส ไร้ความทุกข์ ? Shall we not seek it, and weep no more ไม่ลองหา หรือไร ใจปลื้มปลุก โลกสนุก ซึ่งไม่ต้อง ร้องไห้เลย Is it where the flower of the orange blows, หรือมันอยู่ แถบที่ มีต้นส้ม ดอกถูก ลม กลิ่นแพร่ คุณแม่เอ๋ย And the fire-flies glance through the myrtle boughs ?" มีหิ่งห้อย พราวๆ คราวชมเชย "ไม่เบื่อเลย ไม้เขียว ขจีจริง. "Not there, not there, my child !" โอ, ไม่ใช่ ลูกเอ๋ย ไม่ใช่แน่ ลูกของแม่, ไม่ใช่ ผิดใหญ่ยิ่ง ๗๙

น.340 "สิริวยาส" (II) "Is it where the feathery palm-trees rise, หรือเป็นที่มีป่าลุม ดูงามจริง ใบงามยิ่ง อย่างขนนก ซึ่งปกยาว And the date grows ripe under sunny skies ? ทั้งมีหมู่ อินทผลัม ลูกสุกแล้ว จับแสงแดดพร่างแพร้วอยู่กลางหาว? Or' midst the green islands on glittering seas, หรือเกาะเขียวกลางสมุทรสุดสะกาว เพราะแพรวพราว ด้วยละลอก กลอกแสงจันทร์ Where fragrant forests perfume the breez, มีป่าหอม ย้อมลม ซึ่งเชยพัด ให้หอมจัด ไปไกล ชื่นใจฉะนั้น And strange bright birds, on their starry wings, นกแปลก ๆ นานา สารพัน บนปีกมัน ดูดั่ง ประดับดาว Bear the rich hues of all glorious things ?" ประดับด้วย สีสด หยดย้อยดี ครบทุกสี ใช่ไหม ที่ลูกกล่าว ? "Not there, not there, my child !" โอ, ไม่ใช่ ลูกเอ๋ย นั่นผิดเค้า : ลูกของแม่, เรื่องราว ยังไกลกัน. (III) "Is it far away in some region old, ถ้าอย่างนั้น เห็นจะเป็น ถิ่นโบราณ ที่นมนาน ไกลไป ยิ่งกว่านั้น Where the rivers wander o'ver sands of gold ; มีลำธาร ผ่านไหล น้ำใสครัน บนทรายทอง ผ่องพรรณ แลวิไล Where the burning rays of the ruby shine, แร่ทับทิม ส่องแสง อยู่แดงฉาน รัศมี พุ่งผ่าน เหมือนลุกไหม้ And the diamond lights up the secret mine. มีแสงเพชร ทอแสง จากเพชรใน บ่อเพชรใหญ่ ณ ที่นั่น สำคัญรู้

น.341 ๘๑ โลกซึ่งเลิศกว่า And the pearl gleams forth from the coral strand ; มีไข่มุกด์ สุกใส ไขศรีปลั่ง ตามริมฝั่ง กะรังหิน ระกะอยู่ Is it there, sweet mother, that Better Land ?". นั่นหรือ "โลก ที่เลิศกว่า" แม่ว่าดู ให้ลูกรู้ เถิดแม่ ผู้ ชื่นใจ. "Not there, not there, my child !" โอ, ไม่ใช่ ลูกเอ๋ย ไม่ใช่แน่ ลูกของแม่, ไม่ใช่ ยิ่งไกลใหญ่ ! (IV) "Eye hath not seen it, my gentle boy ; ตาไม่อาจ มองเห็นโลก ที่พูดไว้, พ่อขวัญใจ ของแม่, แม่เพ่งหนัก Ear hath not heard its songs of joy, ; หูไม่อาจ ยินเสียง ที่ลึกซึ้ง เป็นเพลงซึ่ง เบิกบาน สำราญนัก Dreams can not picture a world so fair ; ถึงความฝัน ก็ไม่ สามารถจัก ฝันเห็นโลก น่ารัก ที่กล่าวนั้น Sorrow and death may not enter there ; คือความทุกข์ ความตาย อันร้ายกาจ ก็ไม่อาจ เข้าไป ในเขตนั่น Time doth not breathe on its fadeless bloom ; ความล่วงกาล ไม่อาจผ่าน หรือห้ำหั่น "ดอกไม้อัน มีรู้เหี่ยว" ให้เหี่ยวไป For beyond the clouds and beyond the tomb - เพราะพ้นเมฆ หมอกมอ ซึ่งห่อหุ้ม และพ้นการ มีหลุม เพื่อศพใส่ It's there, it,s there, my child !" นั่นแหละลูก, โลกซึ่ง แม่พูดไว้ นั่นแหละให้ เข้าใจถูก ลูกแม่เอย. “สิริวยาส" แปลและประพันธ์ • ธันว์. ๒๔๘๑ บ. ๒๑

น.342 จาก the "COME", by Miss A.C. Albers แปล, ประพันธ์ และอธิบายคำ โดย "สิริวยาส" Come, friend, sit in my boat and sail with me. The dawn is fresh, the hours are on the wing, We'll sail the clouds and sailing on, will sing A ringing antem of Eternity. มาเร็ว เกลอ, แล่นเรือ ไปด้วยข้า อรุณใหม่ นาฬิกา อ้าบึกหนี เราจะขึ้น ก้อนเมฆผล็อย ลอยเมฆี สดุดี "อนันต์ชีพ" พลาง, รีบไป. You dare not come for fear that you may lose One fleeting hour that holds on earth-born chance ? Your feet are bound by chain of circumstance ? Shake off that chain, by fearless, free and choose. อ้อ ไม่กล้า มา, เพราะกลัว ตัวจะพลาด “ชั่วโมงซึ่ง หมายมาด" หรือสหาย ? หรือขาติด ตรวนชีพ บีบใจกาย ? จงปัดหาย และกล้าแกล้ว แล้วเฟ้นฟรี ๘๒

น.343 Break every obstacles that progress bars, Harken the carol of the wind that blows, The fervent secret of the moonlit rose, And hear the lily whisper to the stars. องฟาดพื้น อุปสรรค ซึ่งปักขวาง จงฟังเสียง ลมคราง เป็นเพลงซี่ ทั้งกุหลาบ แสงจันทร์จับ ความลับมี และพังดอก พลับพลึงที่ กระซิบดาว. There is a song that rings through million years, Those million years that centre in a night. It sends its notes unto the sunlit height Its echoes vibrating throughout the spheres. มีเพลงบัน- เลงนาน ล้านปีแล้ว ล้านปีที่ มีศูนย์แน่ว คืนหนึ่ง, เอ้า ! มันส่งโน๊ต สูง, แสง แดดจับวาว ส่งเสียงเร้า กระเซ้าทั่ว ทั้งจักรวาล. Know your own self ; shake off life's sullen shroud. You hold within yourself your Universe : Then freely with the morning star converse And steer your boat unto yon gold-edged cloud. รู้ตัวไว้, สลัดสาย ระยางซี ก็ท่านมี โลกของท่าน ในตัวท่าน : จึงคุยกับ "ดาวรุ่งฤกษ์" อย่างเบิกบาน ถือท้ายเรือ หมายสถาน เมฆ ขลิบทอง.

น.344 Control the senses, for, alas they spin Webs of illusion. Seek the Great Release. The path that leads unto the endless peace Is yours alone ; it lies within, within. ข่มอินทรีย์. เพราะ, โอ้ ! มัน ชักใยเป็น -- ภาพลวงเล่น ; จุ่งเพ็น วิมุติก่อง, ทางไปสู่ ศานติรส ไม่หมดมอง ก็เป็นของ ท่านเท่านั้น มันอยู่ใน-(อยู่ในเอย). คำอธิบายความมีอยู่ที่หน้า ๑

น.345 พร่ำหาวิมุติ Come now, sit under trees and effort make. จงมาเถิด นั่งลง ตรงรุกขมูล แล้วเพิ่มพูล พากเพียร เวียนค้นหา Who knows, perhaps, you might to Wisdom wake. ใครอาจรู้ อาจทาย ท่านได้นา ? เหมาะที่ท่า ท่านลุถึง ซึ่งญาณพล. Walk up and down, the Eightfold path to gain. เฝ้าจงกรม ไปมา ค้นหามรรค จนประจักษ์ แปดองค์ ประสงค์ผล. Who knows, perhaps, you will sweet Peace attain. ใครหนออาจ รู้ทาย ให้ท่านยล ? ท่านอาจดล ศานติธรรม อันล้ำรส. Walk up and down, and let the whole earth shake. เมื่อจงกรม ไปมา ค้นหาไป และเขี่ยได้ โลกระรัว ทั่วไปหมด. The Devas know you will to Wisdom wake. ฝูงทวยเทพ ซิรู้ ไม่กู้สด ว่าท่านจด ถึงธรรม ซึ่งล้ำญาณ. By sheer might and main, Nibbana attain. เมื่อทั้งเกียรติ เกลียดศักดิ์ รักสงบ ก็จะพบ นิพพานได้ ตั้งใจขาน I know you will the Highest Freedom gain. อาตมา แหละรู้ชัด อุบัติการณ์ ว่าตัวท่าน จะดุถึง ซึ่งวิมุติ, บ. ๒ ๒ ๘๕

น.346 Follow the Buddha, strive hard for the Prize. คงดำเนิน ตามรอย พระพุทธองค์ บากบั่นม่ง หมายรางวัล อันเอกอุดม์ As sure as sun's rise, to Freedom you will rise ! แน่ตั้งอาทิตย์อุทัย ไม่มีชุด ท่านจะยุด วิมุติได้ ตั้งใจเอย ! “สิริวยาส" แปล และประพันธ์

น.347 เชิญมาเถิด ! เชิญมาเถิด และนั่งนี้ ที่รุกขมูล เมื่อเพิ่มพูน ความเพียร เวียนค้นหา ใครอาจรู้ อาจทาย ท่านได้นา ? เหมาะที่ท่า ลุถึง ซึ่งญาณพล. เฝ้าจงกรม ไปมา ค้นหามรรค ให้ประจักษ์ ครบองค์ คงเป็นผล ใครหนออาจ รู้ทาย ให้ท่านยล ? ท่านอาจดล ศานติธรรม อันล้ำรส. เมื่อจงกรม ไปมา ค้นหาไป และเขี่ยได้ ดูตัว ทั่วไปหมด ฝูงทวยเทพ แหละรู้ ไม่คุ้คด ว่าท่านจรด ถึงธรรม ที่ล้ำญาณ. เมื่อทิ้งเกียรติ เกลียดศักดิ์ รักสงบ ก็จะพบ นิพพานได้ ดั่งไขขาน ตัวท่านแหละ รู้ชัด อุบัติการณ์ ว่าตัวท่าน เองถึง ซึ่งวิมุติ. จงดำเนิน พระพุทธองค์ ตามรอย บากบั่นม่ง รางวัล อันเอกอุตม์ แน่ดั่งอา - ทิตย์อุทัย ไม่มีทรุด ท่านจะยุด วิมุติได้ ไม่เปล่าเอย. " สิริวยาส " ๘๗

น.348 สหายเอย เฉยได้ อย่างไรหนอ ท่านทั้งผอง ผ่องใส น้ำใจคอ เมื่อท่านคิด เนื้อความ ไปตามธรรม มาคิดข้อ สงสัย ให้หายมัว ก็เหมือนนำ เหาพราก ไปจากหัว พันโง่เงอะ งมงาย เช่นควายวัว และช่วยตัว ให้สว่าง หนทางไป. ข้อสงสัย ในปัญหา เป็นวาที ว่า "คนเรา มีดี ที่ตรงไหน ?" ท่านเคยคิด ดูบ้าง หรืออย่างไร ถึงแม้ใน กายตน วานค้นดู อะไรเป็น ความดี มีน้อยมาก วานกระชาก ออกมา อย่าไขหู ให้เขาเห็น ว่าประเสริฐ ได้เชิดชู เขาจะดู อย่างบ้าง ฝ่ายข้างดี. คนหรือสัตว์ เกิดมา กินอาหาร มีอาการ คล้ายกัน ไม่ผันหนี รู้รักโกรธ โฉดฉลาด สามารถมี ไฮวจี เรียกร้อง ไม่พ้องกัน หนึ่งมนุษย์ หนึ่งสัตว์ เดียรัจฉาน เนาสถาน ร่วมโลกา ดูน่าขัน มเรื่องราว นานา สารพรรณ แต่ว่าฉัน ขอถาม ถึงความดี : ๘๘

น.349 มนุษยปัญหา ๘๕ ใครก็เห็น ช้าง, ควาย เมื่อตายลง เจ้าของคง ได้ส่วน ซึ่งเป็นศรี คือเขาหนัง เนื่อง1 ราคามี จะเผาจี่ ซื้อขาย ก็ง่ายครัน เพียงกระดูก ก็ยังขาย ได้ทรัพย์มาก ได้กู้ยาก นึกมา ก็น่าขัน ที่คนเรา พอดับ ลงฉับพลัน ได้จำหน่าย ขายปัน ไม่เห็นที่ ยิ่งกว่านั้น ซ้ำร้าย ต้องจ่ายเงิน ต้องวิ่งเดิน ลูกเต้า ผู้ เผาผี ถึงจนยาก ขายฝาก ทรัพย์ที่มี เพื่อเผาจี้ บิดาตน สู้ ทนเอา ทั้งกระดูก หนังเนื้อ ไม่เหลือหลอ ไหม้ ไม่พอ ร่ายกาย ให้ไฟเผา ไม่เห็นใคร ซื้อหา ตีค่าเรา เสร็จแล้วเขา ทิ้งเที่ยว ไม่เหลียวแล. นั้น ! คนเรา มีดี ที่ตรงไหน ? เห็นหรือไร บอกบ้าง ล้างเบาะแส ผีหนอนเน่า ใครเล่า จะกอแก ถึงพ่อแม่ ก็ต้องทิ้ง อย่ากริ่งใจ, จำเดิมแต่ ต้นมนุษย์ ยังสุดต่ำ เที่ยวนอนถ้ำ โขดเขิน เนินไสล บ้างกินปลา กินเนื้อ เช่นเสือไพร พืนเขี้ยวใหญ่ ขนหนา เที่ยวหากิน. ลองคิดดู หมู่มนุษย์ สุดจะแปลก สมัยแรก เรียกว่า อายุหิน บ. ๒๓

น.350 จะพูดจา เหมือนบ้าใบ้ ไม่ใคร่ยิน วัตถุศิ- ลาทำ ประจำตน สมัยสอง รองมา อายุเหล็ก คนค่อยเล็ก แต่ใจ ยิ่งใฝ่ฝน รู้จักหา โลหะใช้ ได้ทุกคน ใช้ประจญ ทั้งใช้ อีกหลายนัย. สมัยสาม รู้หา สัตว์มาเลี้ยง ตามใกล้เคียง เคหา ที่อาศัย ไม่ต้องเร่ ร่อนหา ตามป่าไพร ก็ยังได้ กินนอน ผ่อนรำคาญ. สมัยสี่ นี้ปัญญา นับว่าเหมาะ รู้จักเพาะ พืชงาม ตามสถาน เรียกสมัย เพาะปลูก® ถูกเหตุการณ์ แต่ว่านาน กว่าจะเป็น ได้เช่นนี้ นับด้วยหมื่น หมื่นปี มีกำหนด โง่ค่อยหมด หยาบค่อยบาง สำอางศรี รู้จักคิด ของแปลก ๆ แผกวิธี ทั้งกวี อักษรศาสตร์ เริ่มวาดทำ. รู้จักคิด กลไก เครื่องไฟฟ้า มีตำรา ราชครู ดูก็ขำ อันความรู้ นั้นหนอ ขอให้จำ ว่าคนดำ ดาษ ดื่น เมื่อหมื่นปี ตอนต้น ๆ วงศา ของมานุษย์ ที่เที่ยวสุด งุ่มง่าน ตามประสี ได้เริ่มก่อ ก่อนใคร ในโลกีย์ ถึงไม่ดี ก็นับว่า ต้นอาจารย์. สิ่งใดท่าน คิดได้ ในครั้งแรก ไม่สู้แปลก ยังคิด ไม่ วิตถาร

น.351 พอคนนั้น ตายดับ ไปกับถาด คนภายหลัง คิดอ่าน เป็นหลั่นไป : คนแรกจับ สัตว์ป่า เอามาเลี้ยง ฝึกได้เพียง ขี่ขับ ไม่รับไถ คนที่หลัง รู้ผสม พืชพันธุ์ ไว้ เป็นสัตว์บ้าน ใช้ได้ ไม่เลือกงาน กระทั่งรู้ รีดนม อุดมรส มาเชยชด โอชา แห่งอาหาร ใช้ขนเขา หนังงา นานาการ ยิ่งรู้ อ่าน รู้ทำ ให้ล้ำเลย ค่อยประดิษฐ์ คิดเปลี่ยน เพี้ยนจากเก่า จนเพริศเพรา ไปทุกท่า เจ้าข้าเอ๋ย แต่ที่แท้ ที่แรกเล่า คนเก่าเคย เริ่มเปิดเผย ค้นคว้า มานานปี นับว่ายิ่ง ปรีชา และสามารถ ยิ่งฉลาด ขึ้นทุกยุค ยิ่งสุขี ลูก หลาน เหลน ยิ่งง่าย สบายดี เพราะสืบที่ ทำนอง ของปู่ตา ทั้งความรู้ ความเห็น ช่างเจนจบ ยิ่งค้นพบ แล้วใจ ยิ่งใฝ่หา ข้อบกพร่อง ใดใด แก้ไขมา ยิ่งนานช้า ยิ่งทวี วิธีการณ์. จนเกิดองค์ สรรเพชญ์ผู้ มุนีนาถ ที่สามารถ ข้ามล่วง ห่วงสงสาร

น.352 ทรงสอนสัตว์ ลัดห่าง หนทางพาล สร้างประสาน กิจก่อ เป็นบ่อบุญ พวกเราทั้ง หญิงชาย ไม่ไร้สุข ได้พ้นทุกข์ นับว่าเลิศ ประเสริฐสุนทร์ ทุก ๆ ท่าน ล่วงมา ล้วนการุณ เคยอุดหนุน โลกา วิชากร. แต่ทุกท่าน เมื่อวาย ร่างกายท่าน ไม่แก่นสาร ตายเบื่อ เป็นเหยื่อหนอน แม้อุทิศ ให้พระเพลิง เชิงตะกอน ยังเดือดร้อน ต้องทำศพ บรรจบทาน. นั้น ! คนเรา มีดี ที่ตรงไหน ? จึงนำให้ คนรัก เป็นหลักฐาน ทั้งทำให้ เขาจบ นบสักการ เพราะเป็นพาล หรือบัณฑิต ลองคิดดู. นี้แน่ะท่าน ถ้วนหน้า อย่าว่าฉัน พูดแดกดัน ข้างเดียว พึงเสียวหุ ฉันเพียงชวน ถ้วนทุกคน ค้นเหลี่ยมคู เมื่อท่านรู้ แล้วจงทำ ให้อำไพ อย่าหลงตน ว่าเราจน ด้วยสินทรัพย์ แต่มัวจับ กลุ่มญาติมิตร ผิดวิสัย อย่าติตน ว่าเป็นคน เกิดถิ่นไกล อันช้างเผือก ผู้พิไล เกิดไพรวัน อย่าท้อจิต คิดว่า อายุแก่

น.353 เพราะที่แท้ คนดีได้ ใกล้อาสัญ อย่าเพ่อตี ค่าตัว ว่าชั่วครัน ที่ชั่วนั้น เพราะใจ ไม่มุ่งดี จงตั้งจิต คิดข้าง ทางศึกษา หาวิชา ช่วยตัว อย่ามัวหนี จงคิดหา ทรัพย์สร้าง หนทางมี ถึงได้น้อย ค่อยทวี ไม่กี่วัน จงคิดกู้ ซูตน ให้พ้นยาก ทนลำบาก สุขคงมา ไม่อาสัญ จงคิดหา ชื่อเสียง เอาเยี่ยงกัน ให้สมพรรณ ผิวหน้า ว่าชาติชาย จงถนอม กล่อมเกลี้ยง เลี้ยงครอบครัว ให้สมตัว หน่อเนื้อ สืบเชื้อสาย จงรู้จัก รักทั่ว ถึงวัวควาย อย่าทำร้าย สรรพสัตว์ ให้ขัดแคลน จงตั้งจิต เมตตา อารีรอบ ตามระบอบ ยลแยบ เป็นแบบแผน จงประกอบ กุศลสร้าง ข้างเมืองแมน หวังสุขแสน แดนสวรรค์ เป็นหลั่นไป. เชื่อฉันเถิด คิดหา ท่าวิธี ให้พบว่า เราดี ได้ทางไหน บ.๒๔

น.354 จงทำทาง นั้นค่อย ๆ อย่าปล่อยใจ คงจะได้ พบผล หนทางดี อันพรรณไม้ สัตว์ป่า ผิดกว่าคน ลูกไม้เหลือง หล่นมา ราคามี มีดอกผล หนังงา เป็นภาษี ฝูงสัตว์สิ้น ชีวิ มีคนกิน เนื้อหนังเรา เน่าหนอน ใครห่อนอยาก กลับมีมาก คุณค่า น่าถวิล เพราะเหตุไร ไขความ ไปตามจินต์ เป็นระบิล แบบฉบับ ไว้กับกาล. เหตุนี้หนอ ขอท่าน อย่านานนึก จงรีบตรึก ตรองความ ตามบรรหาร เราอาศัย โลกนี้ มิใช่นาน ต่างจะลาญ ชีพม้วย ไปด้วยกัน. โลกนี้เปรียบ ศาลา ให้อาศัย ประเดี๋ยวใจ ผ่อนพัก แล้วจักผัน ทางที่ดี เมื่อพราก ไปจากมัน ควรสร้างสรร ส่งเสริม เพิ่มคะแนน เมื่อเราได้ เกิดมา ในอาโลก ได้พ้นโศก พ้นภัย สบายแสน จึงควรสร้าง สิ่งชอบ ไว้ตอบแทน ให้เป็นแดน ดื่มสุข ขึ้นทุกกาล. คุณความดี ของท่าน กาลก่อน ๆ ที่ท่านสอน ไว้ประจักษ์ เป็นหลักฐาน เราเกิดมา อาศัย ได้สำราญ ควรหรือผ่าน พ้นไป ไม่คำนึง.

น.355 อันพวกเรา เนาหลัง ได้นั่งสุข ควรจะฉุก ใจตรึก ระลึกถึง สมทบเพิ่ม เติมไว้ ให้อลอึง อย่าถือมึง ถือกู ดูแคบเกิน. ทำความดี เปลื้องหนี้ ที่ค้างเก่า ให้บางเบา เยาว์ลง คงไม่เขิน ลูกหลานเห็น เป็นตัวอย่าง ไม่หมางเมิน คงทำเกิน ไปกว่า ปู่ตาตน ตระกูลนั้น ก็ทวี ขึ้นศรีแสง เป็นเรี่ยวแรง รัฐบาล การกุศล มิตรสหาย ถ้วนทุกท่าน อย่าม่านมนท์ รู้รักตน ดลธรรม ไว้ค้ำชู ไม่กี่วัน ชีวา ต้องลาลับ ถึงกายดับ ชื่อยัง พึงเพราะหู ขอเชิญเถิด เชิญทุกท่าน วานค้นดู เพื่อให้รู้ "คนเราดี ที่ไหน ?" เลย. “สิริวยาส" ๒๑ เมษ. ๗๔

น.356 บันทึกการเที่ยวด้วยรถยนต์ ๑ วัน ของ อินทปัญโญ ประพันธ์เป็นกลอน โดย "สิริวยาส" คำนำ นิราศเรา ไร้รัก ไม่พักผืน จะไปไหน ไปได้ คล้ายลูกปืน วันหรือคืน เหมือนกัน ไม่ผันแปร. ส่วนผู้ อื่น อย่างไร ยังไม่รู้ ที่มีคู่ เคียงข้าง ไม่ห่างแห ยามพลัดคู่ เรียกนิราศ อนาถแด ส่วนตัวเรา เพียงแต่ นิราศวัด. การไปกลับ ลพบุรี เรียกนิราศ ดูอนาถ ใจอยู่ พึงหูขัด แต่ก็ไม่ รู้ จะเรียก อะไรชัด จึงขอผัด เรียกนิราศ เอาไว้ที่. เพราะหากเป็น สมัยก่อน ไปอย่างนั้น กลับในวัน เดียวทัน ก็ใช่ที่ ๕๖

น.357 คงจะต้อง รอนแรม หลายราตรี พอจะมี เนื้อนิราศ คืนดาษไป. ๔ เป็นอันว่า วันเดียว ของเดี๋ยวนี้ เท่ากับสี่ ห้าวัน นั้นหรือไม่ หรืออาจเท่า กับปี มีเลศนัย ที่ต้องไข จึงเห็น เป็นอัศจรรย์. ๕ สมมติว่า สุนทรภู่ ครูกลอนแปด ต้องตากแดด กรำฟ้า แทบอาสัญ เดินทางไป ลพบุรี มีเรื่องสำคัญ เพราะคมนา- คมนั้น กันดารเกิน. 6 ความร้อนใจ ร้อนรัก เข้าหมักหมม ยิ่งระทม ด้วยวิตก ระหกระเหิน ซ้ำไฟรัก เข้าหัก ความเพลิดเพลิน ต้องทนเดิน นับเท้า ที่ก้าวไป. 00 คงรู้สึก คืนวัน มันช่างช้า ราวกะว่า เดือนตะวัน นั้นไถล เที่ยวเกี๊ยวดาว สวยๆ ด้วยคลั่งไคล้ จึงทำให้ เวลา นั้นช้าจริง. ๘ ๑๕ วัน นึกระอา ว่าตั้งปี เกินกว่านี้ คงจะคลั่ง ดั่งผีสิง เราอาศัย เหตุนี้ เป็นที่อิง ว่าสมัยมี รถ วิ่ง นี้ย่นครัน. ๙ ซึ่งวันเดียว หากจะมี เนื้อนิราศ ยาวยืดยาด เท่าไร ไม่เห็นขัน ม. ๒๕

น.358 นาที สมัยนี้ เท่า ๑ วัน สมัยท่าน สุนทร แน่นอนเที่ยว. ฉะนั้นเรา ไม่กลัว ใครหัวเราะ ใครจะคอย ค่อนเคาะ ไม่สั่นเสียว เขียนนิราศ รุ่มร่าม ไปตามเกลียว แม้ไม่เชี่ยว ชาญทำ ก็คลำลอง. เนื้อนิราศ Is Se zia ที่ ๑๕ เมษา ๘๔ เป็นวันที่ สนุกใจ ไม่หม่นหมอง จากวัดไป๑ ลพบุรี ที่หมายปอง แต่ทำนอง นิราศเรา เศร้าไม่ลง. ทั้งอาจารย์ มิตรสหาย นั่งใกล้ชิด สามเณรศิษย์ ไปได้ ดั่งประสงค์ อยู่เคียงข้าง พร้อมหน้า รวม ๕ องค์ พูดตามตรง นิราศเรา นั้นเบาใจ. ๑๓ ดา ไซ ๑. วัดในที่นี้ หมายถึงวัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ ซึ่งผู้เป็นเจ้าของนิราศ เข้าไปพักเมื่อเข้าไป กรุงเทพฯ.

น.359 บาตรงไหน ? ตรงที่ คุณสัญญา๑ มีสะเบียง ติดมา เป็นไหนๆ แม้จะเกิด อุบัติเหตุ ประเภทใด ท่านว่าไม่ ต้องอด เพราะรถครัว. ๑ ๕ คุณพังงา อุตส่าห์พา คนมาช่วย เพราะเห็นด้วย ตรงตาม ความเห็นผัว ตามหลักธรรม ที่ว่า อย่าเห็นแก่ตัว ความเมามัว ถือมั่น จะบรรเทา. ๑๕ คุณอุดม ลัดพลี มีใจช่วย เจ้าคุณให้ มาด้วย กับเพื่อนเขา ล้วนเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ ให้แก่เรา เหลือจะเอา อะไรวัด ให้ชัดเจน. ๑๖ อีกนายเยือน นายฉาย สองนายนี้ มาทุกที ปีไร ย่อมได้เห็น ทุก ๆ เช้า ส่งข้าว เป็นวรรคเวร วันนี้เป็น สารถี ขับจี้เที่ยว. คล้ายกับ ลอย ลิ่ว ๆ ปลิวพันดิน เราไม่ชิน ในใจ ให้นึกเสียว ขับเช่นนี้ เข็มชี้ ว่าโมงเดียว รถจะเที่ยว ไปกว่า ๕๐ ไมล์. ๑๘ ออกจากวัด เวลา ๕ น. ครึ่ง เพียงครู่หนึ่ง มาได้ เป็นไหนๆ ๑. หมายถึง นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ผู้ติดตามมาให้ความอนุเคราะห์ตลอดเวลา.

น.360 ถึงบางเขน วัดประชา ธิปไตย” เพิ่งสร้างใหม่ งามตา ถ้าวิจาร. ก็ชวนคิด ตรงที่สร้าง ติดถนน ทั้งใกล้กับ ชุมชน หลายสถาน อาจ ศักดิ์สิทธิ์ น้อยไป เพราะใกล้ย่าน ที่ว่าการ สุขศาลา อยู่หน้าวัด. หากคนมา จากอื่น หวังชื้นจิต อาจรู้สึก ศักดิ์สิทธิ์ ด้อยลงถนัด หรือมาธุระ จะได้เห็น อยู่ชัดๆ ไม่อาจจัด ว่าจาริก นมัสการ. งานธุดงค์ หายไป เพราะง่ายเกิน หากต้องเดิน สักนิด จึงวิตถาร เช่นอยู่ลับ เข้าไป พอประมาณ ครึ่งกิโล ไกลย่าน ชมรมชน. อย่าให้รถ เข้าไปได้ ต้องใช้เท้า ใครจะเข้า เพียรบ้าง ข้างกุศล ดูแต่ไกล ก็ศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิ์ดล- ใจให้คน ซึมซาบ อาบหัวใจ. ๒ ๓ ๒๐ ๒ ก ทั้งเสียงรถ เสียงคน ไม่กวนพระ เห็นว่าจะ ผาสุก หาน้อยไม่ สมเป็นวัด ขึ้นหน้า กว่าวัดใด ของแดนไทย ในระบอบ รัฐธรรมนูญ. ๒๔ ๔ ๑. ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระศรีมหาธาตุ.

น.361 มื่อไปดู ยังมิใกล้ จะสำเร็จ กว่าจะเสร็จ ใช้เงิน เลขหลายสูญ ตามเขากะ ว่า ๗ แสน จึงสมบูรณ์ เห็นจะต้อง ทวีคูณ ดอกกระมัง. ๒ ๕ เจดีย์ใหญ่ ตรงหน้า ตระหง่านนัก พระธาตุจัก จุไว้ เป็นของขลัง ทูตได้มา จากประเทศ อินเดียดัง พวกฝรั่ง มอบให้ เป็นไมตรี. ๕๖ ทั้งสองข้าง เจดีย์ มีฐานโพธิ์ สร้างใหญ่โต ว่าจะปลูก ต้นพระศรี มหาโพธิ์ ให้คล้ายเกาะ กลางวารี ดูเข้าที่ คงจะงาม ตามต้องการ. ๒ ๗ ตรงเข้าไป หลังเจดีย์ มีโรงโบสถ์ ตามเขาโจท จะเป็นโรง มหาศาล ไม่มีโบสถ์ วัดใด ใหญ่เปรียบปาน สมเป็นงาน เชิดประชา ธิปไตย. โบสถ์หลังนี้ ที่เห็น เป็นมุขสาม เพิ่มความงาม ให้เด่น เป็นไหนๆ เลยเดินเข้า ไปดู ที่ข้างใน น่าใส่ใจ ในวิธี ที่จัดทำ. ๒๓ ๙ พระประธาน อยู่ลึกสุด ของมุขกลาง มุขสองข้าง นัยว่า จะจัดสำ- หรับชายหญิง คนละฝ่าย ได้พึงธรรม หรือกอปรกรรม ใดๆ ไม่ปะปน. ๓๐ บ ๒๖

น.362 "สิริวยาส" ติดหลังโบสถ์ โรงเรียน สำหรับสอน ส่วนทางตอน ซ้ายไป เป็นถนน ไปยังหมู่ กุฏิสงฆ์ ดำรงตน ไม่ระคน จัดสร้าง ห่าง ๆ กัน ทางหลังวัด ว่าจัด สำหรับพระ ได้ชำระ อาบัติ อันล้ำสัน ได้แก่สัง - ฆาทิเสส ซึ่งทุกวัน ๓ ๑ ดูเหหัน ห่างไป ไม่ค่อยปลง. ๓ ๒ เพราะปิดไว้ หรือเพราะไม่ มี ใครต้อง ยังนึกข้อง ใจมาก หากประสงค์ ที่นี้จัก สะดวกดาย ใครจำนง จะได้ตรง มาที่นี่ เห็นดีงาม. ๓๓ ส่วนศาลา การเปรียญ ไม่เห็นมี จะสร้างที่ ตรงไหน ไม่ได้ถาม อันวัดนี้ ทีท่า สง่างาม สมกับความ ก้าวหน้า อารยไทย. ๓๕ เจ้าคุณพหล นายก ได้ข่าวเพิ่ม จะบวชเป็น ประเดิม ด้วยเลื่อมใส คนอื่นๆ จะบวชตาม ตามกะไว้ คงจะไม่ หย่อนร้อย คอยสาธุการ ๓๕ เลยจากนี้ ไปหน่อย ถึงหลักสี่

น.363 มือนุส สาวรีย์ ทหารหาญ ที่สิ้นชีพ คราวกบฏ กำเริบราญ ปี ๗๖ ใครผ่าน ก็นึกชม. ๓๖ ที่ตัวตาย ไว้ลาย แห่งคนกล้า พอสมค่า แห่งชีวิต สนิทสนม ให้ลูกไทย ใจกล้า น่านิยม ถืออุดม ทัศนีย์ อย่างนี้เทอญ. ๓๗ ถึงดอนเมือง มิเห็นเมือง แต่เลื่องชื่อ ไม่แพ้เมือง กล่าวคือ ที่เหาะเหิน ของทหาร อากาศ สามารถเกิน ไทยเจริญ ไม่แพ้ใคร ในเรื่องบิน. ๓๗ สนามดี พลเก่ง นายก็กาจ เคยใช้ความ สามารถ สมถวิล เมื่อคราวไทย ร้องขอ คืนแดนดิน อินโดจีน รามือ มีชื่อดัง. ๓๙ การบินได้ ดูคล้าย มนุษย์ชาติ จะสามารถ ไปไหน ทันใจหวัง แต่ปรากฏ ต่อมา ว่าใจยัง ส่งความคลั่ง ไปหน้า เร็วกว่าบิน. ๕๑ มนุษย์เรา จึงยัง ร้อนระหาย ยังต้องเกิด แก่ตาย อยู่นิจศิล

น.364 ต่อเมื่อใจ รำงับได้ แม้เดินดิน ใจก็เย็น กว่าหิน ในท้องคลอง อันความอยาก จะรำงับ ดับลงได้ นั้นมิใช่ เพราะเรา ตามสนอง สิ่งที่อยาก ให้ทัน ดังมันปอง แต่เพราะต้อง ฆ่ามัน ให้บรรลัย. ๕๒ ให้ปัญญา บงการ แทนร่านอยาก” ความร้อนไม่ มีมาก อย่าสงสัย ทั้งอาจผลิต กิจการ งานใดๆ ให้ล่วงไป ด้วยดี มีสุขเย็น ๔๓ ถึงรังสิต แรกกะ จะฉันเช้า ครั้นหยุดเข้า จริงๆ ก็กลับเห็น ว่ายังเช้า ฉันข้าว ไม่จำเป็น ลงเดินเล่น แก้ขัดข้อ พอสมควร. เนินสะพาน ยามเช้า อากาศสด นาน นานจึง มีรถ ที่แล่นสวน รู้สึกแสน จะสบาย ไร้สิ่งกวน ๑. หมายถึง ตามปรกติ ในใจคนเรา มีตัณหา หรือความปรารถนา ขึ้นนั่งบัลลังก์ บงการ แก่ใจ, ในที่นี้ ให้เอาตัณหาลงเสีย และให้ปัญญา หรือความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ขึ้น บงการแทน เป็นประจำตลอดเวลา แล้วก็จะมีแต่ความเย็น.

น.365 มีของชวน ให้ชม อยู่ถมไป. ๔๕ เครื่องพ่นโคลน จากคลอง ยังหยุดนิ่ง ทุก ๆ สิ่ง เพิ่งตื่น จากหลับใหล ส่วนพวกเรา รื่นเริง บันเทิงใจ เนื่องจากได้ ผ่านมา อากาศดี. ๔๖ พอเตรียมไป ฝนปรอย พลอยบังคับ ให้รีบขับ รถไป หยุดไยนี้ สักครู่หนึ่ง ถึงเวลา ท่าเหมาะดี เจ้า Morris ซึ่งมี คุณสัญญา ๔๗ หยุดกึกลง โบกมือ คือให้หยุด De-soto ก็สุด จะผืนผ้า เพราะ Morris "นะ" ดี มีครัวมา เป็นอาญา สิทธิ์ยิ่ง กว่าสิ่งใด ! ๔๘ เห็นสะพาน รอมร่อ อยู่ต่อหน้า เรานึกว่า คงมี วารีไหล จะสะดวก ล้างจาน วานขับไป พอให้ ใกล้ สะพาน เป็นการดี. ครั้นไปถึง เข้าจริง ยิ่งซ้ำร้าย เป็นน้ำโคลน คลองตาย ไม่ไหลรี่ ทั้งหญ้ารก ปกตลิ่ง ลานไม่มี เลยวิ่งจี๋ ต่อไป จนได้ลาน. อยู่ริมทาง ข้างคู ดูสะอาด มีหญ้าลาด ต่างพรม ผะสมผะสาน ๕๐ บ. ๒๗

น.366 สื้อ, กระดาษ, ลาดถวาย ท่านอาจารย์๑ สำเร็จการ ภัตกิจ สนิทใจ. ๕๑ สังเกตด ฉันหมู่ กลางทุ่งนา มีรสกว่า ที่วัด เป็นไหนๆ ความแปลกตา โปร่งจิต ติดเข้าไป ในคำข้าว หรือไร่ จึ่งรสทวี ? ๕๒ จะว่าเหนื่อย ก็มิใช่ เพราะใช้รถ ว่าหิวอด ก็มิใช่ ยังเช้านี้ หรือจะว่า แกงกับ ปรับปรุงดี ก็ใช่ที เพราะเป็น เช่นทุกวัน. ๕๓ สันดานจิต ชอบเวียน เปลี่ยนเสมอ มันเฝ้าเพ้อ หาใหม่ ใฝ่กระสัน จะเปลี่ยนรส เปลี่ยนที่ เปลี่ยนสิ่งอัน- แวดล้อมมัน เปลี่ยนเวลา เปลี่ยนอารมณ์. ๕๔ รสของความ เปลี่ยนแปลง แฝงเจืออยู่ จึงได้ดู เป็นรส ที่เหมาะสม เป็น รสแห่ง อนิจฺจํ ช่างลับลม ไม่รู้ถึง จึงงม ว่าเลิศดี. ๕๕ ๑. หมายถึง อาจารย์ ของผู้เป็นเจ้าของนิราศ ซึ่งได้มาด้วย.

น.367 ตามธรรมดา ถ้าไม่มี ความเปลี่ยนแปลง มาบังแฝง คนจะเบื่อ จนเหลือที่- จะเป็นคน ทนอยู่ ในโลกนี้ หนักเข้ามี แต่อยาก ให้ดับไป. ๕๖ ดับจากโลก เพราะโลก มันน่าชัง แต่ใครบ้าง รู้สึก เช่นนี้ได้ เพราะโลกมี อนิจฺจํ บังเอาไว้ คนเราใช้ อนิจฺจํ ขังตัวเอง. ๕ ๗ อันชีวิต นี้หรือ คือความไหล ของกายใจ ในเกลียว ที่เหมาะเหมง ตามความลวง ของอารมณ์ บ่มตัวเต่ง ให้สุกเปล่ง อยู่ด้วยหลอก ตลอดมา. ๕๘ อันความหลอก คือรส อร่อยนัก ที่คอยชัก หุ่นใจ ให้ใฝ่หา- ความหลอกใหม่ มาเป็นเหยื่อ ของวิญญาณ์ เรื่อยไปกว่า จะดับเน่า เป็นเถ้าไป. ๕๙ ตัวอย่างน้อย ๆ มี วันนี้แล้ว มันมีแนว คิดดู พอเห็นได้ ฉันข้าวกับ แกงเนื้อ เหลือพอใจ ไม่ทันไร เร่หา ข้างปลาเค็ม. 60

น.368 ด็อ๘ ชุมนุมบทประพันธ์ของ “สิริวยาส" ไม่กี่คำ จำลา หาหอยเปรี้ยว ที่ต้องเคี้ยว กับผัก เพราะรสเข้ม แล้วกลับมา หาหมูหวาน น้ำตาลเต็ม เที่ยววนเล็ม หลอกลิ้น กินรสลวง. จึงพอใจ ในการกิน จนสิ้นชีพ ซึ่งรีดบีบ ชีวิต อย่างใหญ่หลวง ทั้งที่นึก อยู่เสมอ ยังเผลอทวง เอานั้นนี่ บำบวง ลิ้นของตน. ๖๒ ถ้าไม่นึก จะไป ถึงไหนนั้น ลองนึกดู เถิดท่าน ผู้มุ่งผล- ข้างสงบ และพบ ความจริงจน- ข้ามขึ้นพ้น สงสาร นิพพานไป. ๖๓ พอฉันเสร็จ แดดอ่อน มีส่องแสง ต่างจัดแจง เก็บล้าง กันขวักไขว่ เก็บหมดแล้ว ตรวจซ้ำ สิ่งใดๆ ไม่มีอะไร หลงตา ก็พากัน มาขึ้นรถ ออกวิ่ง ดิ่งไปเหนือ ๖๔ ดูโล่งเหลือ ทุ่งนา หน้าคิมหันต์ ถ้าหน้าฝน จะได้เห็น เป็นอัศจรรย์ คือข้าวอัน เขียวสด สุดสายตา. ๖๕

น.369 แล้วมันเวียน เปลี่ยนไป คล้ายเกิดตาย ของพวกเรา หญิงชาย ทุกภาษา อันพวกเรา เหล่านั่ง ในรถมา เหมือนต้นข้าว คราวครา วสันตกาล. 66 ไม่นานนัก จักเป็น เช่นต้นข้าว เวียนถึงคราว เดือนห้า น่าสงสาร ในวันนี้ เราสนุก สนานปาน- ว่าเราท่าน อยู่เหนือ ความว่ายเวียน. ๖๗ ครั้นเวลา คราหัน มาบรรจบ เราก็พบ "เดือนห้า" ช่างพาเหียร เฝ้าร่ำหา “เดือนสิบสอง" มัวปองเพียร จนมันเปลี่ยน กลับหลัง ดั้งต้องการ. ๖๘ แต่บางท่าน ถือหลัก ว่าชีวิต มีเพียงนิด หนึ่งมิใช่ ว่ายสงสาร เกิดหนเดียว ตายครั้งเดียว ไม่เกี่ยวพาน กับชาติไหน อีกท่าน รีบ "ดื่ม" ไป. ๖๙ ดูต้นข้าว ซิเจ้า อย่าดูทุ่ง มันไม่ยุ่ง ใจคิด ชนิดไหน เขาหว่านมา มันก็งอก ออกรวงให้ ๒. ๒๘

น.370 ขาเกี่ยวแล้ว แห้งตาย ไปเป็นดิน. ส่วนบางคน ว่าอย่าไป พิไรรู้ เอาอย่างหมู อ้วนนอน นิจศิล จะเกิดตาย หรือไม่ ไม่ควรจิน- ตนานึก ดีดดิ้น ไปป่วยการ. ๗๑ จงดูอย่าง ปูนา อย่าดูข้าว มันคอยเฝ้า นอนรู ดูอาหาร ขโมยกิน กล้าอ่อน นอนทำงาน ทำนาบน หลังท่าน สบายใจ. ๗๒ รถวิ่งมา หลายเลี้ยว อย่าง "เปรี้ยว" จัด มีลมพัด ล่องถนน ทนไม่ไหว ฝุ่นของรถ คันหน้า มากลุ้มไป ต้องทิ้งให้ ห่างกัน เกือบสุดตา. วันยิ่งสาย แดดยิ่งส่อง ต้องถนน ความร้อนพ่น ผ่านไป ตามใบหน้า ถนนร้อน หล้อหมุน ตะบึงมา ความเสียดสี มีกล้า สมทบกัน ความร้อนเกิด ที่ยาง อย่างเอกอุตม์ คือร้อนสุด จะคลำได้ มิใช่สัน- นิษฐานเอา คือเรา ได้คลำมัน ช่างร้อนครัน ขึ้นถือ ต้องมือพอง. ๗๓ ๗๔

น.371 คือว่ารถ Morris เกิดยางแตก แต่ไม่แปลก รือหยิบ ล้อที่สอง ใต้ที่นั่ง แกงหก ไปเป็นกอง เปลี่ยนได้คล่อง กินเวลา ๕ นาที. คุณสัญญา ว่ามันแตก เพราะร้อนเหลือ เราไม่เชื่อ คลำดู จึงรู้ที่ ว่ามันร้อน เหมือนกะ อะไรดี ความรู้ นี้ ชวนให้ พิจารณา. ๗๗ ความเบียดสี มีได้ ทั้งหมุนๆ เหมือนกับคน เวียนไป ในสังสา- รจักรร้อน บดขยี้ ที่กลิ้งมา ความร้อนกล้า เกิดก่อ รอบล้อมัน. คือร้อนเกิด ร้อนแก่ แลร้อนตาย ร้อนโรคร้าย เรื่อยไป ให้นึกขัน เนื่องจากไฟ คือกิเลส ฤทธิ์เดชครัน ยิ่งหมุนหัน ก็ยิ่งร้อน ไม่ผ่อนซา. ๗๙ ถ้าสังเกต ถี่ถ้วน น่าควรเข็ด แต่ปลาเคย ติดเบ็ด มันกลับกล้า มาติดอีก จนตาย ไร้ปัญญา เพราะเหตุว่า เหยื่อล่อ มันจ่อใจ. ๘๐

น.372 คุณสัญญา จะกล้า ท้าถนน ที่ร้อนรน ขับเชี่ยว อีกหรือไม่ นั่นแหละมี คำตอบ ครอบเกี่ยวไป ถึงเรื่องใน วัฏฏีวน คิดค้นดู. ราว 6 น. ทุ่งนา หายหน้าไป มีหมู่ไม้ ข้างทาง อย่างรุปหรู่ ถนนเลี้ยว ไปมา เหมือนท่างู แต่ไม่สู้ ขรุขระ พอสบาย. สักครู่หนึ่ง มาถึง ทางสามแยก ๘๒ ทางขวาแปลก ลาดยาง ไปพระฉาย ส่วนทางใหญ่ ไม่ลาด เพียงดาดทราย เราลองทาย คงเพื่อชวน ให้แวะชม. ก็ทางสั้น นิดเดียว ไม่เปลืองมาก ทั้งเป็นการ บริจาค บูชาสม- แก่ปูชนียสถาน สราญรมย์ เป็นอุดม คติงาน เจือจานกัน. คืองานอุต สาหกรรม การท่องเที่ยว จะเป็นไป โดดเดียว อย่างไรนั่น ๘ ๔ ต้องอาศัย ปูชนียสถานอัน เป็นสำคัญ คนจึงติด แต่ไรมา. ๘๕ ถนนน้อย คล้อยไป ตามข้างเขา ประเดี๋ยวเรา ก็ถึง ซึ่งภูผา

น.373 อันถือกัน ว่ามี พระฉายา ขององค์พระ ศาสดา มาไหว้กัน. ๑๖ หน้าเขานี้ มีที่ สำนักสงฆ์ ๒-๓ องค์ เพิ่งเสร็จ ฉันจังหัน ในวันนี้ มีทายก อเนกนันต์ บำเพ็ญบุญ เสียงสนั่น มีกลองยาว. ๔๗ ลงจากรถ เดินตรง ไปหน้าผา ที่ตั้งชัน มีศิลา สีเกือบขาว ปนสีดำ ลายแดง บันไดราว หลายสิบคัน ซันก้าว เหนื่อยพอแรง. สุดบันได มีชาน ชิดกับผา ยื่นออกมา ก่อราว กั้นเข้มแข็ง ต่างเงยหา พระฉาย บ้างชี้แจง บ้างก็แย้ง นี่นั่น เป็นควันไป. เห็นพระฉาย หลายองค์ ยุ่งไปหมด นึกแล้วอด ขบขัน กันไม่ไหว ในที่สุด นายเยือน เอือนออกให้ ว่านั่นไง เศียร, องค์, ตรงนี้ๆ. ๙๐ ต่างก็ร้อง อือออ พอเห็นสม ต่างนึกชม นายเยือน ในข้อที่ เห็นพระฉาย ชัดกว่าใคร บรรดามี ต่างยินดี เตรียมท่า นมัสการ. พอมีคน ขึ้นมา จากในวัด ถือกุญแจ พวงถนัด มากล่าวขาน บ. ๒๙

น.374 ว่าเชิญครับ แล้วก็ไข เป็ดใบบาน ประตูใหญ่ ให้ผ่าน เข้าระเบียง ทางซ้ายมือ. เดินหัวร่อ กันกุ๊กกิ๊ก ไม่รู้สึก แรกขึ้นมา คิดว่าเฉลียง สำหรับเก็บ เข้าของ เตินมองเมียง เข้าข้างใน หยุดเถียง กันเสียที. ๙๓ ๙๒ เห็นธูปเทียน บึกอยู่ ดูกลาดเกลื่อน ข้างนายเขื่อน ร้องอ๋อ ท่านอยู่นี่ หาไม่ยาก ดอกหนา แล้วครานี้ เอามือชี้ ชักให้ดู อยู่ลนลาน. เป็นลายแดง ของหิน ในเนื้อผา ผุดขึ้นมา ด้วยอิทธิ ปาฏิหาริย์ หรือเป็นเพียง ธรรมดา น่าวิจาร แต่ใครเล่า จะหาญ ไปแย้งยัน. ๙๕ ๙๔. ว่าลายหิน เป็นเอง ตามธรรมชาติ ผะเอินคล้าย รูปวาด ไม่เห็นขัน มนุษย์เรา เบาปัญญา ก็พากัน เห็นนี่นั่น เป็นรูปพระ ดะไปเอง. ๙๖ เหมือนดูดาว ในท้องฟ้า ถ้าจะดู ให้เป็นรูป ปลาปู ก็เหมาะเหมง เป็นจระเข้ เหหัน กันครื้นเครง สมมติเก่ง เพราะเราอยาก จะมีมัน. อยากจะให้ เป็นว่า พระศาสดา ๙ ๗

น.375 เคยเสด็จ เข้ามา ประเทศฉัน ในข้อนี้ ประเทศไหน ก็พากัน มีนี่นั่น เป็นหลักฐาน วานคิดเอา. ๙๘ ในเมืองจีน ยังมีเมือง ราชคฤห์ กระนี้รึ ใครจะยอม น้อยหน้าเขา จะต้องมี อะไรบ้าง ข้างเมืองเรา อย่าให้เปล่า จะเสียการ ฐานถิ่นครู. ๙๙ ที่ผานี้ มีเพียง ลายศิลา ตั้งมากมาย ใครมา ก็เห็นอยู่ มีลายชนิด เดียวกัน นั้นพรั่งพรู แต่ลายหนึ่ง ผะเอ็นดู คล้ายรูปคน. เพียงครึ่งท่อน ตอนนาภี ถึงศีรษะ ไม่แจ่มจะ เป็นหูตา อย่าฉงน เพียงเงาๆ คร่าวๆ ยิ่งเฝ้ายล ความคิดต้น ◌ุ่มไป ไม่เข้าที่. ๑๐๑ เขาแจกธูป เทียนให้ เราไหว้พระ ถูกแล้วละ มิได้ไหว้ ลายหินนี่ เราไหว้พระ พุทธคุณ บรรดามี ในโลกนี้ ทั่วไป ไม่งายงม. ๓๐๒ การพูดว่า ชวนกันไป "ไหว้พระฉาย" น่าจะย้าย พูดใหม่ ให้เหมาะสม

น.376 ว่า "ไหว้พระ ที่พระฉาย" จึงคายคม ธรรมนิยม จริงอย่างนี้ มิฟันเพื่อน. ไหว้พระฉาย จะได้ อะไรนั้น ๓๐๓ กับไหว้ท่าน องค์ตรัสรู้ ดูไม่เหมือน ถ้าหลงไป ไหว้หินผา ท่าเลอะเลือน ที่ตรัสเตือน นั้นต้องไหว้ ให้ถูกองค์. ถึงไหว้ที่ พระกาย พระองค์จริง ก็ไม่ยิ่ง กว่าศิลา อย่ามัวหลง เพราะตรัสว่า ถ้าไม่เห็น พระธรรมตรง ชื่อว่าไม่ เห็นองค์ พระทศพล." แม้ผู้นั้น จะจับชาย พระจีวร เที่ยวเร่ร่อน ไปด้วย ทุกแห่งหน ชื่อว่าเห็น เพียงรูปกาย หมายสกนธ์ เป็น แยบ ยล ลึกซึ้ง พึ่งใคร่ครวญ. เราก่อกาย มาไหว้ กันถึงนี้ ๑๐๖ และทั้งมี จิตมั่น ไม่ผันผวน กล้าสละ เรี่ยวแรง แต่งกระบวน มีครบถ้วน หมดเปลือง นั้นเรื่องอะไร. อันความจริง เราพอรู้ อยู่แจ่มแจ้ง ๑๐๗ ๑. โย ธมฺมํ ปฺสติ โส มํ ปสฺสติ, โย ธมฺมํ น ปฺสติ โส มํ น ปฺสติ. ผู้ใดเห็น ธรรมผู้นั้นเห็นเรา, ผู้ใดไม่เห็นธรรม ผู้นั้นไม่เห็นเรา.

น.377 ว่าพระมี ทุกแห่ง แล้วไฉน จะต้องมา ถึงนี้ ผิดที่ไป เอาพระใช้ บังหน้า หาความเพลิน. ๓๐๘ เที่ยวบีคนิค แก้เกี้ยว ว่าเที่ยวไหว้ กระนั้นหรือ จะให้ เขาสรรเสริญ หรือคิดไป เช่นนี้ ผิดที่เกิน เราขอเชิญ ตรองดู อย่าวู่วาม. ๑๐๙ การเดินทาง นมัสการ สถานไกล ใจความใหญ่ ไม่เป็น ดังเช่นถาม ความมุ่งหมาย อยู่ที่ จะใช้ความ ยากลำบาก พรากกาม อันอาลัย. ๑๑๐ ขึ้นเป็นเครื่อง บูชา พระสุคต ให้ปรากฏ สัทธา จะหาไหน แทนที่เคย บูชา ด้วยปัจจัย หรือธูปเทียน ง่ายๆ ไม่ขูดเกลา. ๑๑๑ ความเหนื่อยยาก เป็นการขูด เกลากิเลส การ พราก เพื่อน ต่างเพศ ที่ร้อนเร่า เป็นความกล้า สมค่า ที่จะเอา ขึ้นจบเกล้า บูชา พระชินวร. บูชายิ่ง ตรงที่เรา เอาอย่างพระ ๑๑๒ ม. ๓ ๐ ฿

น.378 รบชนะ กิเลสมาร ตามท่านสอน จะเหนื่อยยาก เท่าไร ไม่อาทร เฝ้าบั้นรอน ไฟกิเลส ให้ซาลง. จัดได้ว่า พยายาม เดินตามคลอง ได้ถูกต้อง ตามพระพุทธประสงค์ การสละ อย่างนี้ มีค่ายง ๑๑๓ ยิ่งกว่าของ บูชา ๕๐๐ เกวียน ๑๑๔ เราจึงกล้า กล่าวอ้าง ดั่งข้างต้น เป็นกุศล นานสนิท สถิตเสถียร- ในสันดาน กว่าบูชา ด้วยธูปเทียน ซึ่งจะเปลี่ยน แปลงไว เหมือนไฟนั้น. ๑๑๕ บูชาด้วย กายใจ ได้ผลกว่า- การบูชา ด้วยของ รับรองมั่น และทั้งมี พุทธวัจน์ ตรัสยืนยัน เป็นสำคัญ ในคัมภีร์ ที่ครูบา. ๑๑๖ เสร็จไหว้พระ เที่ยวไถล ปีนป่ายเขา ดูลาดเลา ชมวิว ของทิวผา เป็นของแปลก สำหรับผู้ นานนานมา ได้เย็นตา เย็นใจ กำไรแรง ๑๑๗ หน้าผานี้ มีชื่อ คนเขียนขีด บ้างก็เป็น รอยกรีด ด้วยของแข็ง

น.379 อุตส่าห์จารึกไว้ คล้ายแสดง ความคำแหง ที่อุตส่าห์ มาสุดไกล. ๑๑๗ พระนามย่อ จ. ป. ร. ก็มีอยู่ เรานับดู เห็นว่า พระองค์ได้ เสร็จมา ๕ ครั้ง ช่างกระไร จารึกไว้ ชักนำ คนทำตาม. ๓๑๙ โดยเสด็จ ตามอย่าง ข้างกุศล ยังมีพวก สัปดน ที่หยาบหยาม เอาชื่อตน เขียนทับ บนพระนาม จนต้องมี ป้ายห้าม จะจับกุม. ๓๒๐ ที่บางชื่อ เขียนไว้ คล้ายแสดง ความร้อนแรง ในใจ ถูกไฟสุม เหมือนเขียนท้า หาตำรวจ มาควบคุม ไปชุมนุม คลองสาน" วานคิดเอา. ๑๒๑ เมื่อเดินเลียบ ตามไหล่ ไปด้านเหนือ สนุกเหลือ พบทาง ขึ้นยอดเขา บ้างขึ้นได้ ถึงยอด เพราะยังเยาว์ ส่วนตัวเรา ขึ้นได้ พอใกล้เคียง. ๑ ๒ ๒๒ เหนื่อยพิลึก นึกถึงกฎ ของนิวตัน" เราไม่เคย เชื่อมัน เคยนึกเถียง ๑. คลองสาน ในที่นี้ หมายถึง โรงพยาบาลโรคจิต ที่ปากคลองสาน ธนบุรี ๒. หมายถึง Newton ผู้ สอนกฎ Gravity ว่าด้วยทุกๆ สิ่งย่อมถูกแรงของโลก ดูด เข้าหาศูนย์กลางของโลก.

น.380 มาวันนี้ พิกลนัก ชักจะเอียง ไปตามเสียง ของท่านศาสตราจารย์. ๑๐ ๒๓๐ ๓ คือไฉน ไยขา มาหนักมาก เหมือนมีของ ผูกลาก น่าสงสาร เมื่อยกขา ขึ้นก้าว ราวจะคลาน น้ำหนักขา เพิ่มประมาณ สัก ๑๐๐ ปอนด์. ๓๒๔ เมื่อเดินดิน ยกไป ได้คล่อง ๆ ไม่เห็นต้อง คอนซา, มาสังหรณ์ ว่าเอ๊ะโลก ดูดไว้ มิให้จร ไปสู่ยอด สิงขร ดอกกระมัง. ๑๒๕ ยิ่งขึ้นไป ยอดเขา ยิ่งห่างโลก ยิ่งต้องใช้ แรงกระโชก จึ่งสมหวัง เมื่อเดินดิน มิเห็นต้อง ใช้กำลัง- ส่วนที่รั้ง จากแรงดูด ของโลกเลย. ๑๒๖ ค่อยเข้าใจ ในเรื่อง โลกดึงดูด ตามที่นิว ตันพูด ไว้เปิดเผย ก่อนหน้านี้ มิเข้าใจ ข้อเปรียบเปรย เพราะไม่เคย นึกคิด อย่างติดพัน. ๑๒๗ ปีนขึ้นไป ใจเต้น อยู่บิ๊กบิ๊ก ความรู้สึก ในกายา ก็น่าขัน ตอนบนเบา เป็นสำลี ผิดที่ครัน ตอนขานั้น แทบจะกลาย เป็นหินไป. ๑๒๘ จมูกเล่า ก็แคบ เอามาก ๆ ต้องใช้ปาก แทนจมูก สนุกใหญ่

น.381 หยุดนิดหนึ่ง แข็งข้อ ปืนต่อไป พอจะใกล้ ยอดเขา เราต้องยอม. ๑๒๙ ปล่อยให้เขา ขึ้นไป ตามใจสมัคร เราหยุดพัก เพื่อเป็น การถนอม แรงเอาไว้ ขากลับ สำหรับออม กำลังไว้ ใช้พร้อม กลัวพลาดแพลง. ๓๓๐ ขาเดินลง ลุ่น ๆ ไป คล้ายใครดัน ก้าวขาแทบ ไม่ทัน มันเลยแกว่ง เปะปะไป พอไม่ ล้มตะแคง รู้สึกว่า ขาแข็ง เสียหมดดี. ๓๓๑ หวนระลึก ถึงนิวตัน อีกชั้นหนึ่ง โลกมันดึง จริงจัง แล้วครั้งนี้ ดดจนแทบ ล้มคะมำ ชำสิ้นที่ คล้ายวิ่งจี๋ ประเดี๋ยวหนึ่ง ถึงพื้นดิน. ๑ ๓๓ ถึงพื้นราบ ปลาบปลื้ม อย่างประหลาด หมด "อำนาจ นิวตัน" ขวัญเกือบบิ่น มีเหงื่ออาบ ต่างน้ำ ยามไหลริน คอแห้ง, น้ำ องุ่นสิ้น ไปเป็นกอง. องุ่นเอ๋ย เจ้าก็มี ข้อประหลาด มาถึงนี้ รสชาติ ไม่มีสอง ๑๓๓ อยู่กรุงเทพ รสด้อย กว่าเป็นกอง ทั้งที่เจ้า เป็นของ หีบเดียวกัน. ๓๓๕ ข้างน้ำแข็ง ก็เห็น ว่าเย็นเหลือ เย็นกว่าเมื่อ อยู่ภารา ดูน่าขัน บ.๓ ๑

น.382 ได้ผะสม กับองุ่น บุญรอด. วัน- นี้รสนั้น เอกอุตม์ เป็นสุดใจ. ๑๓๕ ทำให้เรา อดไม่ได้ ต้องนึกถึง เจ้าของซึ่ง จัดมา เป็นไหนๆ คุณสัญญา วันนี้ มีกำไร เพราะเงินได้ เพิ่มค่ามัน ไม่ทันรู้ . คือจ่ายทรัพย์ ซื้อหา มาเท่านี้ ๑๓๖ ถ้ากินที่ ธรรมดา ก็รู้อยู่ ว่าได้รส ของมัน ตามคันคู ดูไม่สู้ มีกำไร เท่าใดเลย. ๓๓๗ แต่วันนี้ มันให้ รสแก่เรา มากหลายเท่า เกินธรรมดา หนาเพื่อนเอ๋ย มากกี่เท่า เท่ากับเพิ่ม ขึ้นกว่าเคย เท่านั้นเท่า, เราเลย ได้ของแพง. ๓๓๘ แต่จ่ายเงิน น้อย ๆ เท่าของถูก มิใช่ปลูก ลัทธิใหม่ ใคร่แถลง ลัทธินี้ ดีหรือไม่ ไม่ขอแจง ลองใช้แรง มันสมอง ตรองดูเอง. ๑๓๙ มีอะไร ถ้าใช้ เมื่อประสงค์- จะใช้อย่าง ยิ่งยง และตรงเผง ย่อมให้ผล ชุ่มชื่น อย่างครื้นเครง เป็นเลขง เศษฐกิจ ชนิดดี. ๑๕๘

น.383 จากพระฉาย บ่ายหน้า ไปทางเก่า ประเดี๋ยวเรา ก็ถึง ซึ่งวิถี ทางสายใหญ่ ไปจังหวัด สระบุรี รถวิ่งรี่ เร็วตะบึง จนถึงเมือง. ๑๔๑ เมื่อหยุดให้ คุณสัญญา หาซื้อพี่ลุม เดินเล่นริม แควป่าสัก น้ำเขียวเหลือง ตลิ่งสูง เหลือประมาณ พานจะเปลือง แรงงานเรื่อง ขึ้นลง ตรงผึ้งชล. ๑๔๒ เห็นได้ว่า แม่น้ำ ตอนปลายสาย ตลิ่งสูง มากมาย ชักไร้ผล ยามน้ำหลาก อันตราย ร้ายเต็มทน แต่ฝูงชน ต้องอาศัย ไปตามเพลง. ๓๕๓ ส่วนแม่น้ำ ตอนล่าง ใกล้ทะเล ไม่แสร้งเส อวดได้ ว่าเหมาะเหมง ตลิ่งลาด สะดวกดาย ไม่ต้องเกรง ความอลเวง เมื่อน้ำหลาก ไม่ยากเย็น. ๑๔๔ จะปลูกสร้าง โรงร้าน หรือท่าเรือ สบายเหลือ ถมไป ใครก็เห็น เช่นกรุงเทพ มั่งคั่ง สองฝั่งเป็น- ไม่พูดเล่น กรุงทอง ของชาวไทย. ๑๕๕ อันสายชีพ ชาวเรา ก็เช่นกัน ตอนต้นๆดูมัน ออกยุ่งใหญ่ ต้องต่อสู้ ตีรัน เป็นควันไป

น.384 กว่าจะได้ ราบรื่น ผื่นแทบตาย กระแสมรรค องค์แปด ไปนิพพาน ก็เปรียบปาน กระแส แม่น้ำหมาย” ต้นกระแส ปั่นป่วน ล้วนวุ่นวาย อันต้นน้ำ เราหมาย บุกชน. ต้องโรมรัน พันตู กับกิเลส มีความหลง เป็นเหตุ ให้สับสน แล้วต่อสู้ กับกรรม ลำพังตน อยู่หันเหียน เวียนวน ในสาคร. กระทั่งเกิด ปัญญา พอพาตัว ก็บ่ายหัว ตัดวน; ชลกระฉ่อน เพราะต้องว่าย ทวนกระแส อย่างแน่นอน กว่าจะออก พ้นบ่อน มฤตยู. ๑๔๙ ส่วนแม่น้ำ กลางสาย เราหมายถึง องค์มรรคซึ่ง เกลียวกลม สมกันอยู่ ๑. ความเหมือน ในที่นี้ พระองค์ตรัสไว้ว่า มรรคมีองค์แปด มีความเอียงลาดไปนิพพาน เหมือนแม่น้ำทุกสายพื้นเอียงไปสู่มหาสมุทร. นี้เป็นความเหมือนอย่างหนึ่ง. อีก อย่างหนึ่ง ซึ่งหมายถึง ในที่นี้ คือต้นน้ำกันดาร ลำบาก, เหมือนตอนแรกๆ ของการ ประพฤติธรรม ตามมรรคแปด. ครั้นประพฤติไป ได้เข้ารูปแล้ว ก็สะดวกสบาย เหมือนตอนแม่น้ำใหญ่ใกล้ทะเลสะดวกแก่การสัญจรฉะนั้น.

น.385 ของผู้ละ บุถุชน ตลโคตรภู" แล้วก้าวสู่ มรรคผล จนนิพพาน. ๑๕๐ พระนิพพาน จอมสมุทร คือที่หมาย ของแม่น้ำ ทุกสาย ทรงบรรหาร เป็นที่กว้าง ว่างกิเลส สนิทนาน ไม่ร้อนเร่า เผาผลาญ เหมือนต้นทาง. ๑๕๓ เป็นที่หมาย สายชีพ มารวมสุข เป็นที่สุด แห่งทุกข์ ความเมาสร่าง ทุก ๆ สาย กลายกลับ เป็น "สิ่งกลาง" แม้ว่าต่าง แปลกกัน ชั้นเดิมมา. ๑๕๒ กระแสชีพ หรือว่า กระแสน้ำ พอจะนำ เปรียบกัน กระนั้นหนา น้ำแควนี้ ครั้นไหลถึง สมุททา ก็เปลี่ยนจาก น้ำท่า เป็นน้ำเค็ม. ๑๕๓ ที่เขียวใส ไร้สิ่ง ปฏิกูล สิ่งเน่าร้าย หายสูญ เช่นกับเข็ม ที่ตกลง ในสมุทร อันสุดเต็ม เหลือจะเล็ม เลาะหา เรื่องราคี. ๑๕๕ ๑. โคตรภู แปลว่า ข้ามโคตร” หมายถึงบุคคลผู้กำลังจะจากความเป็นปุถุชน ไปสู่ความ เป็นพระอริยเจ้า, ซึ่งการนั้นใช้เวลาเพียงชั่วขณะจิตหนึ่ง. บ. ๓ ๒๓

น.386 ยามสัตว์ชีพ เข้าถึง ซึ่งนิพพาน ก็เปรียบปาน ความเปลี่ยน ของน้ำนี่ สิ่งโสโครก ถูกซัด ไว้ฝั่งนี้ ฝั่งโลกีย์ เกลือกกลั้ว อยู่ชั่วกัลป. ๑๕๕ ชะโงกสะพาน แควป่าสัก ชักจะหวิว ดูน้ำลิ่ว ลงไป เหมือนในฝัน ได้เดินเล่น หน่อยหนึ่ง ซึ่งดีครัน ขึ้นรถผัน ผายไป ไม่หยุดนาน. ๑๕๖ ๑๐ น. กึ่ง ถึงที่ พระพุทธบาท ถนนลาด ยางเห็น เป็นสถาน แปลกกว่าคราว ก่อนมา น่าวิจาร ดูเตียนโล่ง ตระการ มีร้านรวง. ๑๕๗ เราเคยมา ครั้งหนึ่ง ปี ๗๐ ผิดกันลิบ ในใจ ให้นึกห่วง ว่าการจัด รูปนี้ มีที่ท้วง ขอเชิญปวง มิตรสหาย ใคร่ครวญดู. ๓๕๘ มีบางอย่าง จะคล้าย วัดสามปลื้ม" ไม่ควรลืม ว่าพระพุท- ธองค์อยู่ ในสถาน วิเวก ไม่อึ๊งอู้ ๑. คือวัดจักรวรรดิ ในกรุงเทพฯ. หมายความว่า พระพุทธบาท สถานศักดิ์สิทธิ์ ซึ่ง เคยตั้งอยู่ท่ามกลางเงียบสงัด เยือกเย็น จะมากลายเป็นตั้งอยู่ในอัดแอแช่เสียง ไม่น่าเลื่อมใส ไม่เยือกเย็นใจ,

น.387 ด้วยเสียงโลก รกหู รำคาญตา. ๓๕๙ เราเคยหวัง ว่าเข้าไป ใกล้พระบาท ควรได้รับ อำนาจ ที่จักสา- มารถดลใจ ให้ได้รส พระธรรมา เป็นเครื่องอาบ วิญญาณ์ ให้เยือกเย็น. ๑๖๐ ให้คล้าย ๆ ไปเฝ้า พระองค์จริง ชุ่มชื้นใจ อย่างยิ่ง ดั่งนึกเห็น ว่าพระองค์ ทรงประทับ ที่หลีกเร้น พวกเราเป็น ผู้ ลอบมอง คอยจ้องดู. ๑๖๑ พอเสด็จ ออกมา จากป่าชัฎ เรานมัส การกราบ ราบเรียบอยู่ ความเยือกเย็น ในใจ ไหลพรั่งพรู จนเรารู้ สึกชื่น สุดตื้นตัน. ๑๒๒ พระโปรดเสียง น้อย ๆ คือเบา ๆ ทรงตำหนิ ผู้เขลา ส่งเสียงลั่น ในถิ่นที่ ของพระองค์ ต้องเงียบครัน มิใช่ที่ พากัน เล่นเกรียวกราว. ๑๖๓ เรามาเที่ยว คราวหลัง ในครั้งนี้ ใช่วันมี เทศกาล แต่อื้อฉาว ด้วยเสียงเด็ก ชายหญิง หมู่ใหญ่ยาว ไล่กัน, รุ่น หนุ่มสาว ก็มีปน. ๑๖๔ แรกขึ้นไป ประตู ติดกุญแจ เกาะซี่เหล็ก มองแล นึกฉงน แล้วรู้ว่า เจ้าหน้าที่ ๔-๕ คน

น.388 ทำหน้าที่ ของตน ขุดลอกทอง. ๑๖๕ ตามหน้าที่ มิให้ใคร เข้าไปยุ่ง เราเลยมุ่ง ไปพัก ด้านหน้าของ- พระมณฑป มีศาลา สง่ามอง ลมพัดต้อง สูงสบาย หายเหนื่อยมา. ศาลาโล่ง หลังนี้ เย็นดีนัก ทั้งอาจจัก แลลิ่ว เห็นทิวผา อันเขียวเหลือง เนื่องกัน เป็นขวัญตา ทั้งมองเห็น มรรคา น่าดูครับ. ๑๖๗ ขึ้นยอดเขา คราวไร เป็นได้นึก ราวกับฝึก ปัญญา ดูน่าขัน มองเห็นคน ข้างล่าง ต่างๆกัน ทั้งสัตว์พรรณ พฤกษา บรรดามี. ๑๖๘ เหมือนตุ๊กตา ก่ายกอง ของธรรมชาติ ชวนอนาถ แกมสนุก เป็นสุขี ความหลงใหล ตามวิสัย แห่งโลกีย์ ต้องวิ่งรี่ ไปมา ตัณหากวน. ๑๖๙ บังคับให้ วิ่งวน เที่ยวค้นเหยื่อ ไม่มีเบื่อ คิดมา ก็น่าสรวล พวกเราวิ่ง มาถึงนี้ ก็แต่ล้วน

น.389 น่าจะเป็น เพราะมันกวน ด้วยกระมัง ! ๑๗๐ โอ้เพื่อนสัตว์ สารพัด นานาเหล่า ต้องเกิดเฒ่า เจ็บตาย ไม่วายหวัง- จะเกิดใหม่ เรื่อยไป ไม่ยอมฟัง จนกระทั่ง คล้ายปลา ในสาคร. ๑๗๓ ถึงมีบก ก็คล้าย กับไร้บก จึงต้องตก น้ำไป ไม่หลุดถอน ทิ้งของจริง วิ่งไปเต้น เป็นละคร อยู่หย็องแหย่ง ว้าว่อน วนไปมา. ๑ ๗/๒๒ แต่ละคร โรงนี้ ดูยากเหลือ จะดูได้ ต่อเมื่อ ขึ้นยอดผา แล้วมองดู ข้างล่าง อย่างปรีชา ๑๗๓ จึงเห็นปลา คือมนุษย์ ดำผุดนุง. อยู่ในน้ำ คือกาม ตามตนหวัง ไม่คิดหน้า คิดหลัง เฝ้าแต่มุ่ง จะให้ได้ เหยื่อมา ค้นหาฟัง ธุระยุ่ง ดกดื่น ทั้งคืนวัน ๑๗๕ 1 ที่บางตัว หัวหน้า ต้องพาฝูง ต้องชักจูง กันไป ชวนให้ขัน กลัวลูกหลาน เหลนเหล่า ที่เขลาครัน บ. ๓ ๓

น.390 จะพากัน วอดวาย ให้กลุ้มใจ. ๑๗๕ ดูเป็นพวง พ่วงเข้า ยาวเป็นหาง ดูแตกต่าง ปลาโทน เป็นไหนๆ ปลามุนี ที่หลีก เข้าป่าไพร เนื่องจากให้ นึกเบื่อ กับเหยื่อเมือง. ๑๗๖ กินตัวเดียว นอนตัวเดียว เที่ยวสันโดษฐ์ ตามเขาโขด ก็มี ห่มสีเหลือง มานะกล้า ใช้เวลา ให้หมดเปลือง ไปในเรื่อง ถอนตัว ไม่มัวมัน. ๑๗๗ ใคร่จะขึ้น จากน้ำ ไปตามบก มิให้ตก น้ำใหม่ เฝ้าใฝ่ฝัน เป็นสัตว์บก แห้งสนิท ผิดพงศ์พันธุ์ ประสบสันติ์ แสนจะเย็น และเป็นเอง. ๑๗๘ โดยมิต้อง รดน้ำ หรืออยู่น้ำ ก็เย็นฉ่ำ เรื่อยไป ตัวไหนเก่ง ก็ลุได้ เร็วไว ไม่ต้องเกรง ความทุกข์ร้อน อลเวง” จะบีฑา. ๑๗๙ ดำเนินตาม รอยพระ บาทยุคล ๑. อลเวง ในที่นี้ หมายถึง ความเอิกเกริก ยัดเยียด อัดแอ ด้วยสิ่งไม่สบอารมณ์ของ พระอริยเจ้า.

น.391 นับว่าตน มีดี ที่ได้สาย มารถเห็นรอย พุทธบาท ประจักษ์ตา แห่งปัญญา ภายใน ไม่คว้าเอา- ๑๘๐ พระบาทหิน ชิ้นแทน พระบาทจริง" มาเป็นสิ่ง ยึดถือ ไปตามเขา_ ผู้ยังหย่อน อินทรีย์ มีญาณเยาว์, นับว่าเข้า ถึงพระบาท ไม่พลาดเลย. ๑๘๑ ส่วนนอกนั้น จัดเป็นชั้น ผิวเปลือกนอก ซึ่งจะต้อง ค่อยลอก อย่าหยุดเฉย กว่าจะถึง พระบาทจริง สิ่งที่เคย- ไม่เปิดเผย เปิดออก เช่นบอกมา. ๑๑ น. พอถึง เวลาเพล ก็พอเห็น มีคน มาตามหา ไปฉันเพล ที่ร้าน ขายน้ำชา จึงได้พา กันไป ไม่รอนาน. คุณพังงา หัวหน้า กองเสบียง ๑๗๓ จัดไว้เลี้ยง เราไม่ ฉันอาหาร ขอแต่น้ำ คอแห้ง พอแรงการ ได้น้ำหวาน แช่เย็น ดื่มเล่นพลาง, ๑๘๔ ๑. พระบาทจริง หมายถึง ธรรมะ ที่เป็นองค์ตถาคต.

น.392 นึกรำพึง ถึงเรื่อง ที่เปลืองเปล่า ถ้าไม่ร่วม กับเขา ก็ดูขวาง เช่นฉันเพล ถ้าไม่ฉัน ท่านว่าวาง ตัวไปข้าง อวดดี ที่รำคาญ. ๑๘๕ แต่วันนี้ ล้วนกันเอง ไม่เกรงใคร ทั้งอยากให้ ท้องว่าง จึงขอขาน ไม่ต้องฉัน ในใจ ให้เบิกบาน นึกเขียนสาร ในสมอง คล่องอย่างเคย. ๑๘๖ การฉันเพล ทุกคราว เราฉันเล่น เพราะไม่เห็น มันหิว รู้สึกเฉย ฉันแต่เพียง สนุกสนาน ฐานเพื่อนเอ๋ย- ปากชักชวน มันเลย เป็นติดไป. ๓๘๗ จนเป็นว่า ถึงเวลา นึกจะฉัน เป็นเรื่องตาม ใจมัน หาควรไม่ เว้นแต่คราว จำเป็น เห็นน้ำใจ จึงฉันให้ เป็นพิธี ไมตรีงาม. ๑๘๘ ขืนตามใจ ลิ้นปาก มันอยากเรื่อย ไม่รู้เหนื่อย ปากท้อง ไม่ต้องถาม มันยืดหด ได้มาก เป็นอยากถาม- ะคุณตาม ที่เรียก "รสารมณ์”. ๑๘๙ เป็นคู่กับ ชิวหา ยตนะ รู้ไม่จะ เพียงพอ หรือเหมาะสม

น.393 ที่ขีดไหน กินไป ยิ่งติดจม ในอารมณ์ ทางลิ้น ปลิ้นตัวเอง. ๑๙๐ จึงได้รับ ความรู้ แต่ฝ่ายอร่อย มีแต่ปล่อย ตามไป ใจโฉงเฉง ปรุงนั้นนี่ พิถีพิถัน กันตามเพลง มันจึงเก่ง แต่ฝ่ายกิน ลิ้นคนเรา. ส่วนฝ่ายตรงกันข้าม ข่มความอยาก มิค่อยรู้ อะไรมาก จึงยังเขลา ขาดความรู้ ฝ่ายตรงข้าม แล้วจะเอา อะไรเล่า เทียบเคียง เรียงกันดู. ๑๙๒ ไม่สร้างสม ทุนรอน ซ่อนเอาไว้ แล้วจะเอา อะไร ไปรบสู้ กับข้าศึก คือกิเลส ซึ่งโจมจู่ เข้าบุกบั้น เราอยู่ อุส่าห์ตรอง. ๑๙๓ เหตุฉะนั้น จงศึกษา เรื่องกล้าข่ม ความอยากให้ เลิกล้ม ไปทั้งผอง ปล่อยให้มัน หิวเล่น เป็นเงินทอง ใคร ไม่ลอง ท้ามัน นั้นโง่ตาย. ๑๙๔ ม. ๓ ๔

น.394 เสร็จการฉัน พากัน กลับไปใหม่ เข้าข้างใน ได้สม อารมณ์หมาย เขาเสร็จการ ลอกทอง ได้พบนาย คนเฝ้านอน ทอดกาย ระกะไป. ในมณฑป บ้างอ่าน หนังสือพิมพ์ บ้างนอนริม หลุมพระบาท หาคลาดไม่ ขอบพระบาท เหมือนหมอน ซ้อนหลายใบ บ้างก็ใช้ เป็นที่อิง พักพิงกาย. ๑๙๕ ที่บ้างนอน ไม่ลุก เพื่อนปลุกบอก ๑๙๖ ให้ลูกออก เขาพา กันขยาย ที่ให้เรา เข้าไหว้ ได้ง่ายดาย ถ้วนทุกนาย เราหนอ ขอขอบใจ. ๑๙๗ ความอารี ท่านมี เรารู้ อยู่ ล้วนสุภาพ ต่อผู้" มากราบไหว้ แต่ให้ดี กว่านี้ น่าคิดไว้ ถ้าอย่าให้ สถานนี้ เป็นที่นอน. ๑๙๘ หรือนั่งเล่น กันเช่น กลางสนาม จะดุงาม หรือไม่ ใช่เราค่อน เพียงเตือนกัน ฉันเพื่อนไทย อย่าใจร้อน หากคนจร มาจาก ประเทศไกล. ๑๙๙ เห็นพวกเรา ไม่เคร่งหนัก ที่ศักดิ์สิทธิ์ เขาจะนึก ในจิต เป็นไฉน บางทีอาจ ติเหมา เอาคนไทย

น.395 อ่อนวินัย และไม่หนัก รักพระองค์- ๒๐๐ ให้มากพอ แก่นาม พุทธมามกะ ซึ่งใครๆ ก็จะ ไม่ประสงค์ ให้ดูหมื่น เราเล่น เช่นนั้นจง_ ระมัดระวัง ให้คง ควรแก่งาน. ให้หนักไว้ เข้าที ดีกว่าเพลา ๘ ควรจะเอา ระเบียบ วินัยทหาร เคร่งครัดไว้ อย่าให้ มันหย่อนยาน สมัยนี้ วิธีการ ต้องเปลี่ยนแปลง. ๒๓ ๐ ๒๑ ให้เข็งขัน ทันโลก ที่หมุนจี๋ อย่าให้มี เฉื่อยชา จะแสลง แก่การก้าว ไปข้างหน้า, ถ้าขัดแย้ง อาจเป็นแกล้ง ชาติไทย ไม่รู้ ตัว. ๒๓ ๐ ๓ สถานที่ ศักดิ์สิทธิ์ ชนิดนี้ ควรเป็นที่ กราบไหว้ กันให้หัว พวกหนึ่งไหว้, พวกหนึ่งใช้ กันเนียนัว เพื่อเล่นหัว นอนนั่ง อย่างบ้านเรือน. ๒๐.๐ ๔ พร้อมกันไป ในที่ อย่างนี้แล้ว คงไม่แคล้ว ต่างชาติ เขาหยิบเงื่อน ไปติฉิน นินทา ว่าฟันเพื่อน

น.396 โปรดช่วยเตือน พวกเรา ขัดเกลากัน. ๒๐๕ ในมณฑป มีรอยบาท ขนาดใหญ่ ถ้าเท่าของ จริงไซร้ ก็น่าขัน คนนอนใน ได้ดี ผิดที่ครัน ถ้าเช่นนั้น พระองค์ คงสูงราว ๒๐๖ สัก ๘ วา อย่างน้อย ไม่สงสัย ที่โตใหญ่ งดงาม นั้นตามข่าว ว่าเป็นเพราะ ปาฏิหารย์ จึงใหญ่ยาว ไว้ให้ชาว เราระลึก นึกถึงคุณ. ที่กว้างใหญ่ ไพศาล กว่าสามโลก ทรงเป็นผู้ ดับโศก สัตว์ที่หมุน ๒๐๗ ไปตามวัฏ ภูสงสาร ฐานการุณ เป็นบ่อบุญ ของสัตว์ ปัดมลทิน. เพราะเป็นอัจฉริยะ มนุษย์พัน ไปกว่าชน ใดๆ ในทุกถิ่น ควรมีรอย โตกว่าใคร ในแผ่นดิน โลกทั้งสิ้น มีใคร ใหญ่เปรียบปาน ? ๒๐๙ ๒๐๘ เห็นรอยใหญ่ ควรจะได้ รู้สำนึก ถึงพระคุณ อันพิลึก มหาศาล เห็นรอยงาม ควรทำตาม พระพจมาลย์ ประกอบการ งานดี ที่กายใจ. ๒ ๑๐

น.397 ห็นทองปิด ควรคิด ทำดีบ้าง เหมือนกับสร้าง อนุสาวรีย์ไว้ เห็นเขากราบ ควรจะปลูก ศรัทธาไป ในภายใน ดิ่งลง และคงทน. เห็นเขามา จากไกล ให้นิกรู้ ว่าพระองค์ ทรงอยู่ ทุกแห่งหน เห็นเขาเหนื่อย พึ่งรู้ ว่าเขาคน ผู้ ใช้ความ อดทน เป็นธูปเทียน. ๒๒๓ ๑๐ ๒๓๐ เห็นเขาจุด สักการ จงอ่านออก ว่ามิใช่ เรื่องหลอก รีบน้อมเศียร เห็นเทียนลุก ปลุกใจ ให้แนบเนียน เผากิเลส ราบเตียน หมดเยื่อใย. เห็นธูปจุด หอมเย็น จงเห็นอรรถ พระพุทธรัตน์ หอมกว่า เป็นไหนๆ เห็นเนื้อหิน องค์พระบาท จงคาดไว้ ว่าคงได้ สงบเย็น เห็นปานกัน. ๒๑๔ เห็นเสื้อเงิน จงรู้ว่า เงินเป็นของ สำหรับรอง บาทา น้ำสรวลสันต์ เห็นทองเกลื่อน กล่นไป ให้รู้ทัน ว่าทองนั้น ของใช้ ใช่นายคน. ๒๑๕ บ. ๓ ๕

น.398 "สิริวยาส" พุทธสถาน แห่งนี้ มีเครื่องประดับ ที่อาจนับ เป็นศิลป์ไทย ไปทุกหน แต่ที่เชิง บันได ไยสัปดน สิงโตจีน สองตน มายืนเคียง. สะดุดตา หมายว่า กระไรกัน ๒๑๖ อาจแปรผัน ความหมาย ได้หลายเสี่ยง เช่นเปิดรับ ชาวจีน มาร่วมเรียง ตามแบบเยี่ยง สามัคคี ดีเหมือนกัน. แต่อาจแปล ว่าไทย เคยไร้ศิลป์ ๒๑๗ ต้องยืมจีน มาใช้ ให้นึกขัน หรือแปลว่า อิทธิพล ของจีนนั้น เคยตั้งมั่น เหนือวัฒนธรรมไทย. ๒๑๘ จนปัดเป่า อย่างไร ก็ไม่หมด ยังปรากฏ จนทุกวัน นั้นใช่ไหม ถึงหางขาด ขาหัก รักษาไว้ • จนแทบไม่ ดูออก ว่าสิงโต. ๒๑๙ พวกเรายืน มุงดู ด้วยพิศวง เด็กคนหนึ่ง เดินตรง มาคุยโอ่ แล้วขอสตางค์ อ้างได้ชี้ นายสิงโต นางสิงโต ตัวไหน อย่างไรกัน. ๒๒๐ หินเมืองไทย หาได้ ไม่ยากนัก เช่นที่สลัก เป็นเจดีย์ มีสีสรร

น.399 ป็นหินสบู่ ตั้งอยู่ ก็งามครัน ที่เสาบัน ใดบน คนชอบดู. ถ้าหากได้ สำรวจ ตรวจหามา สลักให้ ออกหน้า ก็ควรอยู่ จะช่วยให้ ศิลปะไทย ได้เฟื่องฟู จนพอกู้ เกียรติไทย ให้คืนคง. ราวเที่ยงตรง ลงจาก พระพุทธบาท ขึ้นรถไป ตามมาด หมายประสงค์ ประเดี๋ยวหนึ่ง ถึงนิคม อุดมมง - คลนาม ยิ่งยง น่าใส่ใจ. ๒๓ ๒๓๐ ๓ เรียก "นิคม สร้างตนเอง" เก่งสมชื่อ ที่ไทยถือ พุทธสาสน์ อันผ่องใส นิยมการ พึ่งตน มาแต่ไร เป็นหลักใหญ่ ตรัสสอน แต่ก่อนมา. ๒๓๐ ๒๓ ๔ มิไย ใคร จะพึ่ง ซึ่งพระเจ้า แต่พวกเรา ชาวพุท ธสาสนา ผู้เชื่อฟัง โอวาท พระศาสดา พึ่งธรรมา คือพึ่ง ซึ่งตัวเอง. ประกอบกรรม นำมา ซึ่งโภคผล ตั้งแต่ต้น จนปลาย ได้เหมาะเหมง

น.400 ทั้งทางโลก ทางธรรม ต่างยำเกรง ถือเลขง สร้างตัว อยู่ทั่วกัน. ๒๕๖ อัตตาหิ อัตตาโน นาโถ แปล ว่าตัวพึ่ง ตัวแน่ ถ้าบิดผัน เป็นอื่นไป วนเวียน พาเหียรครัน พึ่งเขานั้น ไม่ “หนึ่ง” เหมือนพึ่งตัว. ๒๓๐ ๒๐ ๑ อันพึ่งท่าน พึ่งได้ แต่บางสิ่ง เช่นพึ่งพิง ผ่านเกล้า เจ้าอยู่หัว หรือพึ่งแรง คนใช้ จนควายวัว ใช่จะพ้น พึ่งตัว ไปเมื่อไร. ๒ ๒๔ ต้องทำดี จึ่งจะมี ที่ให้พึ่ง ไม่มีดี นิดหนึ่ง พึ่งเขาไฉน ทำดีไป พึ่งตัว ของตัวไป จึงจะได้ ที่พึ่ง ซึ่งถาวร. พึ่งผู้ อื่น พึ่งได้ แต่ภายนอก ท่านเพียงแต่ กล่าวบอก หรือพร่ำสอน ต้องทำจริง เพียรจริง ทุกสิ่งตอน- นี้จึงถอน ตัวได้ ไม่ตกจม. ๒๐๒๙ ๒๓๑

น.401 จะตกจน หรือว่า จะตกนรก ตนต้องยก ตนเอง ให้เหมาะสม ตนไม่ยก ให้เขายก นั้นพกลม จะตกหล่ม ตายเปล่า ไม่เข้าการ. จงทำดี เถิดจะมี คนเขายก ๒๓ ๓๓ และจะตก รางวัล ท่านสงสาร ธรรมชาติ รักษากฎ นี้มานาน ซึ่งเราท่าน ย่อมรู้ อยู่แก่ใจ. ๒๓๐ ๓ ๒๓ ท่านผู้ใด ใจซึ่ง จนถึงว่า ไม่เวทนา คนดี หามีไม่ กฎธรรมดา มีมา แต่ไรๆ เพราะใครๆ ก็ต้องแพ้ แก่คนดี. ความน่ารัก หนักกว่า ความน่ากลัว ถนอมตัว ให้มาก มีศักดิ์ศรี_ กว่าการใช้ ผลการ ที่ตนมี ในวิธี ทุจริต อันผิดธรรม. เหตุฉะนั้น พวกเรา ชาวนิคม รีบระดม แต่ตาม ที่งามขำ เป็นการช่วย สร้างชาติ กาจกำยำ ให้สมน้ำ สมเนื้อ อย่าเบื่องาน. ๒๓๐ ๓๕ บ. ๓ ๖

น.402 พอบ่ายคล้อย หน่อยหนึ่ง ถึงเขตเมือง ที่ลือเลื่อง ลพบุรี นครทหาร ๒๓๖ ความรอบรู้ สันทัด ของรัฐบาล บ่งให้ท่าน จัดสร้าง อย่างเอาจริง. การป้องกัน ท่านว่า ดีกว่าแก้ ถูกต้องแน่ คือไม่ ประมาทยิ่ง สมัยนี้ มิใช่ สมัยอิง- ผู้อื่นใด ไฉนนึ่ง หรือไทยเรา. ๒ ๓ ๑ อันงานบ้าน การเมือง เรื่องวิ่งทำ มัวจิ้มงำ จักต้อง ล้าหลังเขา เศรษฐกิจ วัฒนธรรม รีบจ้ำเอา จะได้เบา แรงกาย เมื่อปลายมือ. ๒๓๘ ลพบุรี ชิ้นหนึ่ง ซึ่งเราจัด เพื่อป้องปัด เหตุร้าย ทั้งได้ถือ เป็นชิ้นใหญ่ ได้แสดง ให้ระบือ ว่าไทยคือ นักศิลปะ อย่าระราน. ๒ ๓๙ สิ่งแรกที่ ผู้ไป จะได้เห็น เรียกสระแก้ว งามเด่น เป็นสถาน ที่หย่อนใจ สวยดี มีสะพาน ไปกลางสระ ตระการ มีสิ่งชวน. ให้รักชาติ แบบรัฐ ธรรมนูญ ได้เกื้อกูล จิตใจ ไปตามส่วน ๒ ๔๐

น.403 งานก่อสร้าง อย่างนี้ ที่สมควร เข้าขบวน ชั้นวิจิตร วิสสุกรรม. ๒๕๑ คุณสัญญา เรียกให้ ลงถ่ายรูป แดดร้อนวูบ นึกขึ้นมา ก็น่าขำ รูปคงติด หน้าแปลก เป็นแขกดำ ไม่เคยนำ มาให้รู้" ดูคนเดียว. แดดร้อนเหลือ สุดที่ จะเดินชม มีแต่ลม ไม่มีไม้ ที่ใบเขียว - ไอแดดร้อน ผ่านหน้า มาเป็นเกลียว นึกเฉลียว ทะเลทราย ร้ายเท่าไร. ๒๔๓ คงจะยิ่ง กว่านี้ ยังมีคน สัปดน ท่องเที่ยว กันไปได้ ลงเดินเล่น หน่อยหนึ่ง ชักแปลกใจ ฉวยเป็นไข้ กวนเขา ไม่เข้าการ ๒ ๔๔ ลานซิเมนต์ ใหญ่อ้อม ล้อมสระศรี ถนนมี ยางลาด เคียงขนาน เพิ่งสร้างใหม่ คงมีกลิ่น เหม็นไปนาน ผิดกับลาน ธรรมชาติ มันจัดทำ. ๒๔๕ รอบ บริเวณ สระศรี มีอาคาร ดูตระหง่าน งามเด่น เป็นที่สำ- หรับให้เช่า ประกอบการ งานประจำ มีหลายลำ หลายแพนก แปลกๆตา. -๒๔๖ แต่ละหลัง ห่างกัน มีชั้นช่อง เหมือนไว้ล่อง ไฟงาน ตามที่สา-

น.404 มารถจัดให้ ปลอดภัย เมื่อไฟมา ทั้งอนา มัยดี มีกฎเกณฑ์. ๒ ๔๗ อันร้านค้า เคยเห็น เนื่องเป็นแถว แต่ที่นี่ ล้วนแล้ว หลังเด่น ๆ สมคติ ว่าตัว ของตัวเป็น ที่พึ่งแล ที่เร้น แก่ตัวเอง. ต้องสร้างตัว ปรับตัว รักษาตัว ๒๔๘ รุดหน้าตัว อย่ามัว ทำโฉงเฉง รับผิดชอบ แก่ตัว อย่ามัวเกรง ความเหนื่อยยาก อลเวง จักอดตาย. ๒๔๙ คุณสัญญา แวะหา ร้านปะยาง มีสตางค์ แต่มิสม อารมณ์หมาย ยางที่แตก ยับขาด กระจัดกระจาย สุดที่จะ ซ่อมให้ ได้รูปวง. จะซื้อใหม่ ไม่มี แม้มีทอง ๒๕๕๐ ก็ไม่อาจ ได้ของ ที่ประสงค์ เพราะไม่มี จริง ๆ ยิ่งนึกปลง สังเวชตรง เงินนี้ ก็มีลวง. ใครหนอว่า เงินนี้สารพัดนึก ๒๕๑ ยังผิดลึก มากไป ผิดใหญ่หลวง ยิ่งในถิ่น กันดาร ไร้ร้านรวง

น.405 ค่าของเงิน ตกร่วง แทบหมดเลย. ๒ ๕๒ ในป่าดง ไมตรี ดีกว่าเงิน เคยบังเอิน พบมา หนาเพื่อนเอ๋ย หากผู้ ใด สงสัย เพราะไม่เคย อย่าเพ่อเอ่ย ข้อค้าน วานลองดู ๒๕ ๓๐ เป็นอันว่า ลพบุรี ที่พึ่งสร้าง ยังไม่ครบ บางอย่าง ยังขาดอยู่ ต้องหาทาง ช่วยกระเตื้อง ให้เฟื่องฟู สมเป็นอู่ เขี้ยวงา รักษากาย. ๒๕๔ ทางตอนนี้ นามประเทือง ว่าเมืองใหม่ ส่วนตอนใน เมืองเก่า เรามุ่งหมาย จะดูทั้ง สองเมือง ยอมเปลืองกาย ค่ายทหาร พระนารายน์ อยู่ย่านกลาง. ๒๕๕ มีเนินดิน เขียวสด รู้สึกเหมาะ ขับรถเลาะ เลียบไป ไม่สู้ ห่าง ประเดี๋ยวหนึ่ง ถึงเขต รถไฟ, ทาง รถไฟขวาง หน้าอยู่ ดูก็ดี. ๒๒๕๖ มีโรงแรม เป็นของ ทหารหาญ ศาลพระกาฬ ใกล้กัน ขันเต็มที่ ฝูงลิงบน ต้นไทร ใหญ่น้อยมี หลายสิบตัว เห็นที่ ไม่ดูเลย. ๒๕๗ กล้าลงมา รับของ จากมือคน บ.๓ ๗

น.406 ไม่รุกรน หรี่ตา วางหน้าเฉย เป็นสัตว์ปราชญ์ ฉลาดทำ ความคุ้นเคย ได้งอกเงย ลาภผล จนเหลือกิน. ๒๕๘ วางท่าที มิให้ คนหวาดกลัว แต่มิใช่ ปล่อยตัว จนหมดสิ้น ยังมีท่า น้ำขาม ยามลงดิน เป็นนักปลิ้น แกมปราชญ์ ฉลาดพอ. ๒๕๙ เป็นขอทาน แกมโกง โต้ง ๆ อยู่ เรายืนดู นึกไป ให้หัวร่อ เลยไม่อยาก ให้อะไร ไม่นึกพอ- ใจจะต่อ ไมตรี กับพี่ลิง. ความไว้ใจ หาได้ยาก ในโลกนี้ ๒๖๐ หรือ ? ลิงนี่ จึงระแวง อยู่บางสิ่ง สัญชาติญาณ ที่เป็นของ สัตว์จริง ๆ คือ "ความกริ่ง" ข้อหนึ่งแน่ เป็นแท้เที่ยว. ๒๖๓ โลกเราเอ๋ย ถ้ายังเห็น เช่นว่ามา อย่าอวดว่า สูงส่ง จงเฉลียว แม้แต่สัตว์ ก็ระแวง ตำแหน่งเดียว กับที่คน ขับเคี่ยว กันไปมา. ๒๐ ๖ ๒๓ เพราะมีความ ระแวง แฝงเจืออยู่ มิ่งจะดี กว่ากู เลยกันท่า จนฆ่าฟัน กันเลือด เป็นธารา

น.407 สุนัขป่า ดีกว่าลิง ยังกริ่งใจ. ๒๓ ๖๓ มนุษย์เรา เอากำเหนิด เกิดจากลิง มีส่วนจริง อยู่บ้าง หรือหาไม่ เราไม่ขอ ชี้ขาด พรวดพราดไป แต่ข้อใหญ่ คล้ายกัน นั้นมากมาย. ๒๖๕ ถ้าไร้ความ รู้สึก อันสูงจริง ที่จะดี กว่าลิง นั้นอย่าหมาย เมื่อเปรียบเทียบ สุขทุกข์ ในใจกาย มีแง่หลาย ที่คนอ่อน หย่อนกว่าลิง. ๒๓๖๕ ฟากตรงข้าม ทางรถไฟ ต่อไปนั้น คือเมืองเก่า เคยสำคัญ เป็นอย่างยิ่ง มีซากตึก ชวนให้นึก ถึงความจริง ว่าทุกสิ่ง อนิจฺจํ ทั้งวันคืน. ๒๖๖ ซากบ้านเจ้าพระยา วิชาเยนทร์ ยังดูเด่น อิฐกอง อยู่ดกดื่น แสดงแวว ของฝรั่ง ที่ชั่งปืน ว่าคงยืน เด่นกว่าใคร สมัยเพรง. เข้ามาเป็น อาจารย์ ท่านโปรดเลี้ยง มีชื่อเสียง ทั้งที่ถูก คิดข่มเหง มีวิชา สามารถ ยกตัวเอง

น.408 คนเราเก่ง เพราะวิชา อุตส่าห์เรียน. ๒๖๘ ลิงจะเผือก เพราะขน มันสีขาว ส่วนคนเรา เผือกได้ ใครก้มเศียร ก็เนื่องจาก ศึกษา ไม่อาเกียรณ" ใครพากเพียร เผือกได้ ไม่เว้นตน. ฝรั่งเผือก ผิวขาว เปล่าแก่นสาร เที่ยวเพ่นพ่าน มีได้ ทุกแห่งหน ๒๖๙ คนเราเผือก ไม่ได้ เพียงกายยล- เป็นสีขาว เผือกคน ใช่เผือกลิง. ๒๗๐ ฝรั่งเป็น ครูเรา ใช่เขาเผือก ที่ตรงเปลือก อย่าคิด ให้ผิดยิ่ง มัวเลือนแบบ ที่ตรงเปลือก จะ"เผือกลิง" แล้วจะยิ่ง กว่า ไม่เผือก เลือกให้ดี ๒๗๑ จะเอาอย่าง ฝรั่งบ้าง เลือกข้างเหมาะ จึ๋งอาจเพาะ ศักดา สง่าศรี วิชาเยนทร์ เป็นอนุส สาวรีย์ ฝรั่งที่ ไม่เผือก แต่เปลือกตัว. ๒ ๗๒ ๑. ไม่จับจด.

น.409 สมเด็จพระ นารายณ์ มหาราช ทรงเป็นปราชญ์ เลือกได้ ไม่เกลือกกลั้ว นำชาติไทย รุดหน้า อย่างน่ากลัว แต่ไม่มัว เมาฝรั่ง เช่นบางคน. ๒๗๓ ในเมืองเก่า เราเข้า ไปหน่อยหนึ่ง อึงคะนึง ตอนตลาด ขาดถนน- ที่ใหญ่กว้าง ทางเดิน แคบเต็มทน อลวน ระอาใจ ไม่ชวนชม. ๒๓๗๔ บางคนแวะ เข้าไป ในตลาด ฆราวาส คงเที่ยวหา ซื้อขนม ส่วนพวกเรา อยากหา ที่มีลม ร้อนระงม ที่ไหนเย็น เฟ้นหาด. รถเลี้ยวเข้า จอดหลังบ้าน วิชาเยนทร์ ๒๔ ๗๕ เลยได้เห็น ใกล้ชิด น่าคิดอยู่ สร้างแข็งแรง ท่าแสดง ฝีมือครู ให้เรารู้ ทั่วกัน เป็นสัญญาณ. ๒๗๖ อันสมัย ตื่นตัว อย่ามัวหลับ จะต้องรับ ทุกข์ใหญ่ มหาศาล มีบางพวก กำลัง ดำเนินงาน ที่รุกราน เอเชีย เป็นเบี้ยบน. ๒๑๗๗ ต้องลืมตา ดูโลก ให้กว้างๆ บ. ๓ ๘

น.410 จึงจะสร้าง ชาติไทย ได้เป็นผล จงเปลี่ยนแปร แก้ลำ อย่าทำงน รู้ปรับตน เข้ากับโลก ที่หมุนมา. ๒๗๘ ตอนขากลับ แวะเลี้ยว เที่ยวสวนสัตว์ ของเพิ่งจัด เมืองเรา ยังไม่สา - มารถจัดได้ เร็ววัน ทันเวลา หรือขึ้นหน้า เหมือนเขา เราค่อยทำ. ๒๗๙ อันสวนสัตว์ จัดเพื่อ การศึกษา หาวิชา เรื่องสัตว์ มีอรรถล้ำ เพื่อความเพลิน พร้อมกันไป ทั้งได้นำ คนให้ค้ำ จุนสัตว์ สมบัติเมือง. ๒ ๘๐ รู้รักสัตว์ ก็อาจจัด เป็นนักศิลป์ เพราะมีชิ้น น่าดู น่ารู้เรื่อง ที่ยากๆ ถ้าหาก อาจยักเยี้ยง ให้ฟังเฟื่อง ก็เป็นอุต สาหกรรม. ๒๘๑ ชวนให้คน มาเที่ยว จากถิ่นไกล ได้ซื้อขาย และเป็นการ อุปถัมภ์ ให้บ้านเมือง เรืองรุ่ง ผะดุงอำ- นาจของชาติ วัฒนธรรม พลอยจำเริญ. ๒ ๘ ๒ พอผ่านหน้า สวนสัตว์ ก็เห็นเสือ

น.411 ประหลาดเหลือ เสือปั้น ควรสรรเสริญ อยู่บนแท่น ไว้ชวน คนผ่านเดิน ให้เกิดอยาก เพลิดเพลิน เข้าไปดู. ๒๘๓ พอเข้าไป ในสวน ชวนสบาย ตามต้นไม้ มีป้าย แขวนติดอยู่ บอกชื่อไม้ ไว้ตาม ตำหรับครู ได้ความรู้ เรื่องไม้ หลายประการ. ๒ ๘๔ ที่เคยฟัง แต่เขา เล่ากันเล่น บัดนี้ได้ มาเห็น เป็นแก่นสาร เท่านี้ก็ พอที่ จะเบิกบาน เป็นสถาน อวยประโยชน์ ได้โปรดพึง. ๒๔๘๕ คือชวนกัน มาดู เพื่อรู้ ความ ทั้งสมตาม รัฐบาล ท่านจงหวัง ให้ชาวเรา รอบรู้ ชูกำลัง- แก่ปัญญา ได้ทั้ง ความสบาย. ๒๓๘๖ เข้าประตู เราเลี้ยว ไปทางขวา บ้างแยกไป ตามประสา ที่ตนหมาย เราพอใจ แวะตรง กรงเสือลาย คุณสัญญา แอบถ่าย "เรากับมัน”. ๒๓๘๗ เล่นอย่างนี้ ที่จะให้ เราคล้ายเสือ ไม่ยอมเชื่อ นึกมา ก็น่าขัน อันเสือนี้ มันมี ทั้งเล็บฟัน และเขี้ยวอัน คมกล้า น่าหวาดกลัว. ๒ ๘๘

น.412 แต่ถูกคน ลบลาย ใส่กรงขัง ต้องลงนั่ง เป็นแมว ที่ตาถั่ว" เสือมากลาย เป็นมิใช่ เสือทั้งตัว เพราะตามัว มึนเขลา จนเข้ากรง. หมดอำนาจ วาสนา นะเสือเอ๋ย ไม่รู้เลย มาแพ้ แก่ความหลง ความเป็นเสือ หมดไป ไม่ทะนง ต้องนั่งงง หมดแวว เป็นแมวเจือ. ๒๙๐ ๒๘๙ ภิกษุเรา เมา "อามิส" เข้าวันใด จะติด "กรง เหล็กใหญ่" คล้ายกับเสือ หมดลายพระ จะเห็น ดังเช่นเรือ ทำลายลง ยามเมื่อ ยังกางใบ. ๒๙๓ เสือหมดลาย เพราะเหยื่อ, ถึงเสือพระ จะเลิกละ หมดลาย ใช่สิ่งไหน เพราะ “เหยื่อ” อีก นั้นเอง เป็นไรไป ถนอมลาย หลีกเหยื่อ เถอะเสือเรา. ๒๙๒ ควรถ่ายรูป กับเสือ ที่เสรี เป็นตัวอย่าง ดี ๆ ได้แก่เขา คุณสัญญา ไม่กล้า ไปถ่ายเอา 1 ๑. ในที่นี้ หมายถึง ตาฟาง ใช้การไม่ได้.

น.413 รูปของเจ้า เสือที่ เสรีแรง. ๒ ๙ ๓ อันบุตรพระ ตถาคต นั้นคือเสือ ซุ่มจับเหยื่อ คือมรรคผล อย่างขันแข็ง อยู่ในป่า คือภาวนา ดั้งท่านแจง แยกแขนง เรียกสติ ปัฏฐานธรรม. ๒๙๔ มีกายา เวทนา และจิตตา ทั้งธัมมา ๔ นี้" เป็นที่สำ- หรับให้เสือ ซุ่มหมอบ ลอบขย้ำ เอาตัวเนื้อ" มากำ ไว้ในมือ. ๒๙๕ เสือตัวใด เลยละ สติปัฏฐาน ก็กลายเป็น แมวบ้าน มิเห็นหรือ เสือเป็นแมว แล้วข่าว ก็เล่าลือ ต้องสิ้นชื่อ เสียงเสือ เพราะเหยื่อยวน. ๒๕๖ เสือรูปไหน ถ้าไม่ สำรวมแล้ว เป็นไม่แคล้ว เข้าเค้า ให้เขาสรวล ถ้าเสือสำ รวมดี มีของกวน ก็ไม่ป่วน ปั้นแล้ว ย่อมแคล้วกรง. ๒๙๗ . นี้เป็นคำย่อ, คำเต็ม คือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิต- ตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และธัมมานุ ปัสสนาสติปัฏฐาน. ๒. เนื้อ คือมรรคผล และนิพพาน. บ. ๓๙

น.414 แล้วแวะไป ดูสัตว์ ชื่อ "สมเสร็จ" จมูกเพ็ด ไปได้ ดังมันประสงค์ ดูเหมือนอาจ สุดของ มีช่องตรง โดยส่งลง ในท้อง ของมันเลย. หรืออย่างไร ถามใคร ให้รู้แน่ ๒ ๙๘ กลับมีแต่ ย้อนถาม ไม่เฉลย ทรวดทรงมัน เหมือนช้าง อย่างจะเคย มีวิวัฒน์ เกี่ยวเกย สายเดียวกัน. ๒๙๙ แต่หางหาย ไม่มี ที่เป็นแรด ที่ได้แฝด .กับช้าง อยู่ข้างฝัน ! ตัวมันนิ่ม หนังอ่อน ขนเป็นมัน ชวนให้สัน นิษฐานวาง ไปข้างวัว. สีมันดำ เหมือนหมี, มีจุดพราว ๓๐๐ เหมือนกวางดาว ดูเถิด มิใช่ชั่ว หัวเหมือนหมู ดูซิ สัตว์หลายตัว มาประสม กลมกลั้ว เป็นตัวเดียว. ๓๐๑ เรียก "สมเสร็จ" ครบถ้วน ล้วนมีให้ ใครดูได้, รู้สึก นึกเฉลียว- ถึงพุทธสาสน์ ที่สามารถ จะกลมเกลียว- คติโลก ยึดเหนี่ยว ได้หลายเพลง : ๓๐๑ คือพุทธศาสนา ถ้าจะดู เป็นคอมมูนิสมุ ๑. Communism คือ มติ ที่ให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน ทำร่วมกัน เฉลี่ยกัน เสมอ กัน และกุกันว่าเป็นสาสนาพระศรีอารย์ ซึ่งเห็นว่าจะเป็นไปได้ ก็ต่อมนุษย์เราทุกคนมี ความดีมาก ขนาดเป็นอริยบุคคลไปแล้วทุกคน จึงจะมีใจซื่อตรงต่อกัน ไม่เกิดเรื่อง ไม่ต้องใช้อาชญา มีใจกว้างขวางและวางใจกันได้แม้ในสิทธิส่วนตัวทั้งปวง.

น.415 (100น นิราศลพบุรี ๑๕๕ ก็ไม่ผิด ดูได้ คล้ายตรงเผง หรือจะดู เป็นโซชลิสมฺ" ติดตาเต็ง ก็พอเล็ง ดูได้ ไม่ขัดตา. ๓๐๓ ทั้งเป็นคอน เซอเวอตีฟ" รีบเล็งดู คือหนักอยู่ ในธรรม-เนียมรักษา ทั้งอาจเป็น ไลเบอราล์ พร้อมกันมา คือใจกล้า แก้ไข ไม่มืดมัว. ๓๐๕ จะว่าเป็น ดีมอแคร็ต* ก็ว่าได้ คือประชา ธิปไตย มิใช่ชั่ว ๒. Socialism ในที่นี้หมายถึง มติใหญ่ ๆ ที่จัดให้คนที่แข็งแรงกว่า มั่งมีกว่า มียศกว่า ยอมสละเผื่อแผ่คนที่อ่อนแอกว่า จนกว่า ด้อยกว่า ไม่หวังตอบแทน. ๓. Conservatism คือมติที่ให้รักษาธรรมเนียมเก่าเคร่งครัด ไม่ยอมแก้ไข แม้เพื่อให้ เหมาะสมัย เช่นการรักษาสิกขาบทบางข้อของฝ่ายเถรวาท ทั้งที่เรื่องนั้นไม่มีแล้วในสมัยนี้ · หรืออยู่ในประเทศที่มีหลักธรรมชาติต่างกันเป็นฟ้าแลดิน. ๔. Liberalism คือมติที่คิดแก้ไขให้เหมาะแก่กาลและเทศ ทั้งโดยตรงและอนุโลม เช่นที่พวกพุทธศาสนาฝ่ายมหายานกระทำอย่างตรง ๆ และฝ่ายเถรวาทบางนิกาย กระทำ อย่างอ้อม ๆ บางอย่าง. ๕. Democrat ประชาธิปไตย หมายถึงสงฆ์ทั้งหมดเป็นใหญ่ ทำอะไรต้องทำด้วยญัตติของ สงฆ์ ใครด้านขึ้นแม้เพียงคนเดียว ก็ล่มเลย (นี้ดีแต่แบ่งสงฆ์ออกเป็นหมู่ย่อย ๆ และ อยู่กันภายใต้อิทธิพลบางอย่าง ของพระเถระ หัวหน้า มิฉะนั้น จะทำอะไรไม่ได้เลย). ใครจะมาบวชจากสกุลสูงต่ำอย่างไร การศึกษามากน้อยกว่ากันอย่างไร แก่อ่อนกว่ากัน อย่างไร จะถูกจัดลำดับสำหรับการเคารพ และสิทธิได้รับประโยชน์กันใหม่ ตามลำดับ พรรษาที่บวชก่อนหลังและให้ถือว่าเป็นภิกษุมีสังวาสเสมอกันหมด,

น.416 หรือดูเป็น ดิคเตเต้อร" ก็น่ากลัว เพราะพระองค์ ทรงตัว เหนือวินัย. จะว่าเป็น พัสซิสมฺ หรือนาซิสมุ“ เพราะเหตุคิด ถือชาติ ก็พอไข หรือจะว่า บูชิโด ซาโมไร เพราะสอนให้ แกว่นกล้า ท่าก็มี. ๓๐๖ ๓๑๕ ๖. Dictatorship หมายถึงเผด็จการ ที่พระองค์ ได้ทรงกระทำเมื่อพระองค์ยังทรงพระ- ขนมชีพอยู่. พระองค์ทรงเป็นผู้บัญชาการพระศาสนาอย่างเผด็จการโดยตรง เป็นผู้ อยู่เหนือวินัยทุกข้อ ทรงชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับการปกครองทุกอย่าง เพิ่งมาเปลี่ยนให้ สงฆ์เป็นใหญ่กันเมื่อเสด็จปรินิพพานเสียแล้ว แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีท่าทีเปิดไว้ให้พระ มหาเถระเผด็จการได้ในเรื่องบางอย่าง จึงพอจะกล่าวได้เหมือนกันว่า มีกำเนิดเลือดเนื้อ เป็นเผด็จการมาก่อน. ๗. Fascism หรือ Nazism ในที่นี้หมายถึง Nationalism ที่รุนแรงทั่ว ๆ ไป. ได้แก่มติที่ถือชาติหรือหลงชาติของตัวเองอย่างแรงกล้า. ในวงการพุทธศาสนา เรา จะพบบัญญัติไม่ให้ภิกษุไหว้กราบ ไม่ให้กินร่วม เป็นต้น กับบรรพชิตแห่งศาสนาอื่น ไม่ให้ยื่นของบริโภค ให้ด้วยมือตน แก่นักบวชบางเหล่า, และห้ามมิให้ทายกอุบาสก อุบาสิกา แสวงหาบุญญเขตในศาสนาอื่น นอกจากสาสนาของตัว. ถ้านักบวช ศาสนาอื่น กลับใจจะมาบวชในสาสนานี้ จักถูก "วัดน้ำใจ" เสียก่อน เป็นเวลา ๔ เดือน เต็ม ด้วยระเบียบวิธีที่เป็นการทรมาน. นี่ก็มีแวว แห่งการถือตัวอยู่ไม่น้อย. ๘. Bushido หรือ Samurai อันเป็นลัทธินักรบของญี่ปุ่น หมายถึงมติที่นิยมการแกว่น กล้าชนิดที่ไม่คำนึงถึงชีวิต เข้มแข็งและบึกบึน มีขันติ มีสมาธิ เพราะยึดมั่นอยู่ใน แนวปรัชญา อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เป็นอย่างนั้น. โดยเฉพาะพุทธศาสนานิกาย ธยานะ (เซ็น) ในญี่ปุ่น ย่อมมีส่วนในการให้กำเนิดแก่ปรัชญาของพวกซามูรายอยู่มาก เป็นหลักที่นำให้เป็นสมาธิ ให้เสียสละและเข้มแข็ง ทำนองภควัตคีตา ของฮินดู.

น.417 เป็นปานธีอีสมฺ® คิดมา ก็น่าอยู่ เพราะบางหมู่ มี "ประ ถมจิต" นี่ จะว่าเป็น ธีอีสมุ” ก็ถูกดี มีวิธี นบไห้ว ให้ช่วยตัว. ๓๐๗ ว่าจะเป็น เอธีอิสม" ก็คิดเห็น ไม่ไหว้เช่น พระเป็นเจ้า กลับเข้าหัว จะว่าเป็น ดวลลีสมฺ๑๒ ก็ไม่มัว ถือดีชั่ว เป็นอยู่ ของคู่มี. ๓๔๗ ๙. Pantheism คือมติที่ถือว่า สิ่งต่างๆ ในโลกทั้งหมด หรือนอกโลกด้วยก็ตาม ได้ ออกมาจากสิ่งเดียวกัน และเป็นอันเดียวกันกับสิ่งนั้นที่เป็นแดนเกิดของตน เช่น ถือว่า พระเป็นเจ้ากับโลกของพระองค์นั้น อันเดียวกัน, หรืออัตตากับปรมอัตตาเป็นอันเดียว กันเป็นต้น. พุทธศาสนาเรามีบางพวกถือว่า มี "ประถมจิต" หรือจิตเดิมอันเป็น ที่เกิดของสังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งหลาย, บางพวกเรียกจิตเดิมนี้ว่า อาทิพุทธ ก็มี ตัวเดิมกับตัวที่แยกออกมานั้นเป็นอันเดียวกัน. ๑๐. Theism คือ มติที่ถือสิ่ง หรือผู้มีอานุภาพคุ้มครอง ชนิดมีอำนาจเหนือสิ่งอื่น แล้วก็ นบไหว้ให้ช่วยตน. พุทธศาสนาที่ปฏิบัติกันอยู่นั้น แม้ถือกรรม ก็ยังมีบางพวกและ บางแห่งเคารพพระองค์ เช่นเคารพพระเป็นเจ้า พากันขออำนาจคุ้มกันอันผิดวิสัยด้วย การสวดอ้อนวอนหรืออธิษฐาน อันผิดธรรมวิสัย เนื่องจากความจำเป็นบางอย่างบังคับ ให้ทำ. และยังมีการอ้างพระอินทร์ พระพรหม และเทวดา เสื้อเมือง เป็นสรณะ ก็มาก ซึ่งเมื่อขอความคุ้มกันได้จากสิ่งหรือบุคคลเหล่านี้แล้วจะถือหลักกรรมได้อย่างไร ถ้าหากว่าลักษณะแห่งการนบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่พึ่งยังมีให้เห็นอยู่แม้แต่น้อยเพียงใด แล้ว ก็อาจจัดเป็นพวก ธีอีสมุ ได้บ้างอยู่นั่นเอง. ๑๑. Atheism ไม่เชื่อว่า มีพระเป็นเจ้าเสียเลย ซึ่งเป็นมติ อันเด็ดขาด ดั้งเดิมของ พุทธศาสนา. ๑๒. Dualism ถือว่าทุก ๆ สิ่ง มีคู่ หรือเป็นของคู่, เช่น มีร้อนมีเย็น, มีสุขมีทุกข์, มีดีมีชั่ว ไม่มีอะไรที่ไม่เป็นคู่. บ. ๔๐

น.418 เป็นโมนิสม” ก็ได้ ถือฝ่ายเดียว ไม่ยอมเที่ยว ถือของคู่ ไม่สูสี หรือเกณฑ์เป็น ไนฮิลลิสมฺ” ก็ถูกดี เพราะไม่ชี้ "ตัว" อะไร ที่ไหนกัน. จะว่าเป็น สปิริจวลลิสมฺ” ก็ถูกแท้ เพราะมุ่งแน่ ทางจิต ไม่บิดผัน จะว่าแม็ต ซีเรียลลิสมฺ” ก็ถูกครัน สอนสวรรค์ สอนให้รวย ด้วยโลกีย์. ๓๑๐ ๓๐๙ ฉะนั้นสาส- นาเรา เข้าได้จบ ไม่เคยกระทบ กับใคร ในโลกนี้ เว้นแต่เขา แกล้งมา อย่างกาลี ซึ่งอาจมี ได้บ้าง ในบางตอน. ด้วยเหตุนี้ พวกเรา อย่าเขลาหลง เกจด ๑๓. Monism ถือว่าไม่มีคู่ อะไรล้วนไม่มีคู่ มีแต่ของเดี๋ยว, เช่น พูดว่าทั้งหมด มีแต่ ทุกข์เท่านั้น แล้วทุกข์น้อยลงๆ จนเป็นทุกข์ • ไม่มีสุขดอก, ที่พูดเป็นคู่ เช่นสุขทุกข์ ดีชั่วนั้น เป็นสมมติชั้นต้น. ๑๔. Nihilism ปฏิเสธว่า ไม่มีอะไรเลยทั้งหมด ไม่มีตัวเราตัวเขา ที่เป็นผู้ทำบาปทำบุญ, นามทั้งหลาย เป็นเพียงบัญญัติ ไม่มีตัวจริง. ๑๕. Spiritualism เห็นด้านจิตหรือด้านวิญญาณ เป็นของใหญ่ของสำคัญกว่าด้านตายหรือ วัตถุ คิดแก้ไขและแสวงสุขแต่ตามวิธีทางใจ แทนที่จะแสวงหาทางวัตถุ หรือรูปกาย, คนพวกนี้ ถือหลักว่า "กายอยู่ในใจ". ๑๖. Materialism เห็นด้านรูปหรือวัตถุ เป็นส่วนสำคัญกว่าด้านจิตวิญญาณ เช่น พวกที่ ถือว่า ถ้ากายสุข ใจก็สุขเอง จะไปไหนเสีย, หาวัตถุไว้ให้มากเถิด. คนพวกนี้ ถือว่า "ใจอยู่ในกาย".

น.419 รีบเรียนให้ เห็นตรง พระองค์สอน จะรู้ว่า เป็นอะไร ได้แน่นอน เมื่อบั่นรอน กิเลสเย็น เป็นนิพพาน. ๓๑๒ จากสมเสร็จ ได้ดู สุนัขจิ้งจอก มีเกียรติทาง กลิ้งกลอก หลายสถาน จนไม่มี สัตว์ใด จะเปรียบปาน ในตำนาน รู้อยู่ ทุกผู้คน. ๓๑๓ จะเผยอรรถ สัตว์นี้ ที่ไม่เหมาะ มีแต่เพาะ พาลวิสัย ไม่เป็นผล นึกไว้แต่ เพียงรักษา เกียรติของตน อย่าให้ป่น เกียรติจิ้งจอก บอกเบา ๆ. ๓๑๔ นอกจากนี้ มีสัตว์ อีกหลายอย่าง เดินดูพลาง พึ่งคน พวกหนึ่งเขา คุยเฮฮา ห่างมาก จากพวกเรา กำลังเย้า กันดัง ๆ ชั่งเปรียบเปรย. ๓๑๕ ว่ามาเร็ว ดูช้าง อย่างเขาพูด จมูกดูด กินน้ำ ขำจริงเหวย ถึงไม่ก้ม สุดได้ สบายเลย เท่ารากเตย แกว่งกวัด พืดขามัน. ทางหนึ่งว่า มาดูลิง วิ่งหยองแหย่ง ก้นมันแดง ออกจ้า ดูน่าขัน

น.420 ๑๖๐ = ชุมนุมบทประพันธ์ของ "สิริวยาส" แน่ ! ยักคิ้ว ลิ่วตา แสยะพืน มันเกี่ยวฉัน หรืออย่างไร ชายตายดู. ๓๑๗ มาเร็ว ๆ ดูหมี เป็นสีมืด อ้ายดำบิด ยืนสองขา น่าดูอยู่ สัตว์รักเมีย ยอมเสีย ชีวิตฺ ตามเขารู้ หมีเท่านั้น รักกันจริง. ๓๑๘ มาเร็ว ๆ ดูนี้ ซิหมีขาว คำที่กล่าว "ดำเหมือนหมี" นี้ผิดยิ่ง “ขาวเหมือนหมี" ก็พูดได้ ใครค้านติง บอกให้วิ่ง มาดูหมี ตัวนี้เที่ยว. ๓๑๙ ในสวนสัตว์ เฮฮา น่าขบขัน ถ้าเป็นวัน ที่มี คนมาเที่ยว กันมาก ๆ คงสนุก กว่านี้เจียว เราคนเดียว เหลือจะจำ นำมาแจง. ๓๒๐ มีโคเถื่อน หน้าขาว ราวกับทา มีหมูป่า ขนหลัง มันตั้งแข็ง นกอึม แข้งขา มันแสดง ว่าแข็งแกร่ง มิใช่สัตว์ ในเมืองเรา ๓๒๐๑ นกกระทุง ชาวประมง มีสวิง นกยูง หยิ่ง ทีสง่า แต่ว่าเขลา นกกะเรียน เลียนเสียงช้าง หรือช้างเอา- เยี่ยงนก, เขา เรียกโกญ จนาทกัน." ๓๒๒ ๑. ช้างร้อง เรียกว่ามัน โกญจนาท, โกญจนาท แปลว่า เสียงร้องของนกกะเรียน. แล้ว เสียงมันก็เลียน คล้ายกันด้วย.

น.421 นกฟะแลม มิงโก คล้ายกันมาก แต่ว่าปาก มันงุ้ม จนดูขัน นกเหล่านี้ ล้วนแต่ ตัวของมัน โตทั้งนั้น ควรไปดู ทุกผู้คน. ๓๒ ๙ กลางสวนนี้ มีนกน้อย นานาชนิด บ้างวิจิตร บ้างแปลก ในสีขน มีนกฮุก หน้าตา ก็น่ายล หรือจะว่า น่าพิกล ก็ถูกที. ๓ ๒ ๕ นกหลายอย่าง ที่ยัง ไม่เคยเห็น ก็ได้มา ดูเล่น ในวันนี้ ในกรงราว ยาวยืด แต่ปั่นที่ กั้นเป็นห้อง พอดี เป็นช่องไป. ๓๒๕ บ้างกินเนื้อ กินปลา เป็นอาหาร บ้างก็กิน ข้าวสาร กินใบไม้ กินเมล็ด พรรณผักกาด กระทั่งทราย ทั้งผล, ผัก, กล้วยกล้าย มีให้กิน. ๓๒๖ บ้างนอนนั่ง บ้างกระโดด โลดเต้นอยู่ บ้างดิ้นพรู บ้างซึมเซา เช่นเข้าศีล บ้างพลอดกัน ออกจ้อ บ้างงอตีน บ้างก็บิน มาไป อยู่ในกรุง. ๓ ๒๓ ๗ แต่ทุกตัว ย่อมกระหาย จะใคร่ออก มาจากคอก กรงนั้น มันประสงค์ บ ๔ ๑

น.422 จะบินอย่าง เสรี มีป่าพง เป็นที่พา ฝูงลง เล่นสบาย. ๓๒๘ โอ้นกเอ๋ย เคยคิด กันบ้างไหม ว่ามนุษย์ น้อยใหญ่ มากเหลือหลาย ก็ติดกรง เหมือนกับเจ้า ทั้งเพรางาย หรือเที่ยงบ่าย เย็นค่ำ ติดร่ำไป. ๓๒๙ ทั้งกรงไม้ กรงเหล็ก และกรงทอง ล้วนเป็นของ เขาหา มาสวมใส่ ให้ตัวเอง แล้วไม่อยาก จะจากไกล เหตุไฉน เจ้าจึงอยาก จะจากมัน. พวกเทวดา เก่งกว่า มนุษย์นัก ก็ยิ่งรัก กรงทอง ของสวรรค์ ถึงพวกพรหม สูงสุด ก็ดุจกัน สมัครมั่น อยู่วง "กรงอัตตา". เจ้าอยากเก่ง กว่าคน กระนั้นหรือ ๓๓๐ ๓๓๗

น.423 อยากมีชื่อ ช่างน่ารัก เป็นนักหนา ขออวยพร ให้สมหวัง ตั้งสัตยา- ธิษฐานว่า ด้วยอำนาจ ความจริงใจ. ที่เราเอง ก็ไม่ชอบ จะอยู่กรง เป็นความจริง ดิ่งลง อย่าสงสัย อำนาจความ จริงนี้ เจ้าจงได้ ออกจากกรง เร็วไว เถิดนกเอย. อันเพื่อนรัก ที่สมัคร จะจากกรง หาได้ยาก ยิ่งยง ช่างนอนเฉย อย่างเกรงใจ ก็ไม่ตอบ อะไรเลย บ้างก็เย้ย เยาะให้ได้รำคาญ. ๓๓ ๕ ตา ๓ ๕๑ แต่เพื่อนรัก ที่จัก ลากเข้าไป ในกรงใหญ่ หาได้ แทบทุกสถาน เราจึ่งนิก โมทนา สาธุการ ความคิดอ่าน ของเจ้า จงเข้าใจ ๓๓๕ จากสวนสัตว์ เกือบโมงสาม ตามเวลา รออยู่หน้า โรงมห รสพใหญ่ ล้วนแต่เป็น ของทหาร ทั้งนั้นไป จัดแบบใหม่ อย่างศาลา เฉลิมกรุง. ๓๓๖

น.424 ’ น้ำแข็งหมด ของขาย ก็ไม่เห็น เติมน้ำเย็น ให้ท้อง ไม่ต้องยุ่ง พวกหลายมือ ซื้อหา กันนังนุง พวกมื้อเดียว” กระทั่งรุ่ง ไม่หิวเลย. ๓๓๑ ทีแรกกะ ว่าจะไป เขาพระงาม แต่ได้ความ คนไปมา เขาเฉลย ถนนไม่ดี มีมาก ไม่ชดเชย อาจยางแตก ลงเอย ณ กลางทาง. ๓๓๘ เลยตกลง ขับตรง มาทางเก่า เพื่อกลับเข้า กรุงเทพ ไม่อางขนาง ไม่มีที่ แวะไหน ขับไปพลาง ความร้อนสร่าง เย็นสบาย ได้ตาก ลม. เร็วตะบึง หึ่งมา บ้างตาหนัก ๓๓๙ เพราะนานนัก คอตก อยู่หงกหงม คือหลับไป ทนไม่ไหว ในอารมณ์ วิวงามๆ มีถม ไม่อยากดู ๓๔๐ ดีแต่ไม่ เป็นคนขับ กะเขาบ้าง จะได้นอน ข้างทาง กันทั้งหมู่ ให้นึกชม สารถี ที่ถึงครู ควรที่ผู้ นั่งไป ขอบใจแก ๓๔๓ หยุดลงเดิน ยืดขา ๔-๕ ครั้ง จนกระทั่ง ถึงกรุง ก็ค่ำแท้ ๑. พวกหลายมื้อ หมายถึง พวกฆราวาส, พวกมื้อเดียว คือ พระ ถือเอกาสนิกังคะ ฉันหนเดียว,

น.425 ทุ่มเศษ พอสบาย ไม่เชื่อนแซ ขอจบแต่ เพียงนี้ นิราศเรา. ๓๕๒ ..... .... ... . จบนิราศ ขอประกาศ น้ำใจจริง สุดจะนึ่ง ทนได้ ขอบใจเขา บรรดาผู้ เอื้อเพื่อ เหลือจะเอา คำใดเข้า มาวัด จัดเป็นกลอน. ค่าของดื่ม ของกิน ลิ้นไปมาก ๓๕๓ ยอมลำบาก สุดจะเขียน เป็นอักษร สิ้นน้ำมัน ประมาณยี่ สิบแกลลอน ความสึกหรอ โยกคลอน ของรถยนตร์. ๓๕๔ ทั้งหมดนี้ เป็นพลี แก่ความรัก เราประจักษ์ แก่ใจ ใช่หวังผล เป็นวัตถุ ตอบแทน, ขอบคุณจน กว่าตัวตน จะเลิกหลุด วิมุติเอย. ๓๔๕ สวัสดี ! "สิริวยาส" ๒๑ มิถุนายน ๒๔๘๔ ค. ๕๒

น.426 ฉันเดินเดี่ยว เที่ยวเล่น เช่นเมฆน้อย ที่แล่นลอย ล่วงละหาน หุบเหวผา ได้สบทิว ไม้ดอก ริมธารา ชุมเห็ดท่า เหลืองระยับ "ทิวทัพไชย"" ริมละหาน ลมเฉื่อย พฤกษาชะโงก ช่อกระโชก เล่นลม อยู่ไหวไหว ปลั่งสีทอง ล่องลาย เป็นสายไกล ตั้งดาวใน ทางช้าง กลางราตรี เป็นทางเหลือง ลางหาย สุดสายเนตร ขนานเขตร โค้งของ นทีศรี เหลือบตาครั้ง หนึ่งเห็น ตั้งหมื่นมี กระซิกกระซี่ รำร่าย เพราะลมพา ๑. ดอกเหลืองสะพรั่งเป็นทิวไปตามริมท่าเหมือนกองทัพแห่งกาสาวพัสตร์อันชำนะกิเลสมาร ทั้งหลาย. ๑๖๔

น.427 คลื่นใกล้ๆ คล้ายช่วย ระบำเต้น ดูคลื่นเป็น ประกายพราว ราวหรรษา กวีพบ ก็ได้ แต่ปรีดา ในกลางหมู่ บุษบา : ลืมประพันธ์. ฉันแลแล จนลืม, แต่ ได้คิดนึก "เอ๊ะ! นี่ผลิต ผลอะไร มอบให้ฉัน!" เพราะบ่อยครั้ง เมื่อฉันนั่ง สงบวัน ที่ใจนั้น ว่างโปร่ง อารมณ์ดี มันโพลงขึ้น ที่ตาใน ให้ฉันเห็น สิ่งซึ่งเป็น "พรแห่ง วิเวก"" นี่ แล้วใจฉัน ตันเต็ม ด้วยปรีดี ชมมาลี ตาใน ไม่เบื่อเอย. “สิริวยาส" เลียนอย่าง Daffodills ของ W. Wordsworth. ๑๒ พฤศจิกายน ๒๔๘๔ ๑. "พรแห่งวิเวก" หมายถึงความ สะอาด สว่าง สงบ บางชนิดอันเกิดในขั้นอุดคหนิมิตร ซึ่งนำให้รู้สึกความสงบเย็นบ้างไม่มากก็น้อย.

น.428 เวลาท่านมี นาทีเดียวดอก ! เวลาท่านมี นาทีเดียวดอก You have only just a minute, กำหนดมีบอก หกสิบเซกันดู Only sixty seconds in it, สำทับลับท่าน อย่าหาญพลาดมัน Forced upon you can't refuse it, อย่ามัวค้นนั้น เลือกนี้โน่นไป. Did'nt seek it did'nt choose it. เกิดขึ้นกับท่าน งานซึ่งต้องทำ It is up to you to use it. เป็นต้องหมองคล้ำ ถ้าท่านทำไก๋ You must suffer if you lose it. นุงถุงยุ่งยาก หากท่านทำ "ไขว้" Give an account if you abuse it. เหตุมันมีให้ ท่านนาทีเดียว You have only just a minute. หกสิบเซกันดู เร่งขยันอย่าพลาด Only sixty seconds in it ถึงนิดผิดคาด ไม่น่าแลเหลียว Just a tiny little minute, แต่สุขเอกอุตม์ ห่อนสุดสิ้นเที่ยว But ETERNITY inheres in it. ค่ายิ่งจริงเจียว ในมันนั่นเอย. Original from "Dhamma-bold" Upasaka translated by "I. P." Poetized by "Sirivyasa". ๑๖๒

น.429 โดย "สิริวยาส" สมัยโน้นนานมาแล้ว เมื่อข้าพเจ้าสาละวนเที่ยวเสาะแสวงหาอัตตา ข้าพเจ้าหาได้มาหลาย "ตัว" เป็นลำดับ ๆ แต่เมื่อคบกันนานเข้า ก็ได้ทราบว่ามันเป็นพิษ ทำเอาข้าพเจ้าลำบากทุกตัว. ตัวไหนที่ว่าชั้นสูงชั้นดี หรือ “ชั้นแท้จริง” มากเพียงใด มันยิ่ง "ร้าย” อย่างเร้นลับจับยากเพียงนั้น, คือ ทำให้ติดตั้งอยู่ โดยรู้สึกว่าไม่ติด. ข้าพเจ้าหาโอกาสสอบสวนหนักๆ เข้า ก็พบว่า ตัวเอง โง่เอง สมน้ำหน้าแล้ว. ทุกๆ สิ่งมันไม่เป็นอัตตาไปได้เลย ! แม้ที่สุดแต่สิ่งที่บัญญัตินามกัน ว่า พระนิพพาน นั่นก็หาเป็นอัตตาไปได้ไม่. เราได้หลงจับเอาพระนิพพานหรือธรรมประเภท ที่เป็นอสังขตธรรมเป็นตัวอัตตาตัวสุดท้าย, นั่นก็เป็นความโง่ครั้งสุดท้าย. ทิ้งความคิดอันนี้เสีย ก็หายโง่เป็นครั้งสุดท้ายอีกเหมือนกัน. เราอยากจะมีอัตตากันมากเกินไป หลงไปจับอนัตตามา เป็นอัตตาเอาเอง มันก็เป็นอัตตาให้เราจริงเหมือนกัน, แต่แล้วก็เป็นได้เพียงชั่วเวลาที่เราหลงไป ตั้งให้มันเข้าอย่างเขลา ๆ เท่านั้น พอหายหลง มันก็ปรากฏเป็นอนัตตาตามธรรมชาติ หรือตาม สภาพธรรมดาเดิมของมัน : จึงสมน้ำหน้าแล้ว. แต่นั้นมา ข้าพเจ้าไม่กล้าพอที่จะให้ตัวเองเป็นอัตตา หรือไปเที่ยวอุตริมีอัตตาที่นั่นที่นี้ ใน นั้นในนี้ อีกต่อไป. เลยรู้สึกสบายดี. ครั้นนึกอยากจะ "ขยายโง่" ให้เพื่อนๆกันทราบไว้ ป้องกันตัวบ้าง ก็เลยเขียนส่งมายังหนังสือพิมพ์พุทธศาสนา. ถ้าเพื่อนคนใด"โดนอัตตากัด" เอาอีก แล้วจะหาว่าข้าพเจ้าไม่บอกนั้น คงไม่ยุติธรรมแน่. เมื่อข้าพเจ้าถูกอัตตา "กัด" เอาจน "เช็ด"นั้น ข้าพเจ้าได้บันทึกความจำไว้ ตามอำนาจอารมณ์รุนแรงที่รู้สึก "เช็ด." ฉะนั้นถ้า ในบันทึกนี้ มีถ้อยคำรุนแรงถึงกับดูเป็นบ้าหลังหรือโสกโดกไปบ้างแล้ว ก็ขอได้ โปรดให้อภัย โดย ถือเสียว่าเป็นเรื่องนมนานมาแล้ว และนั่นแหละเป็นเหมือนระดับเครื่องวัดความรู้ สึก "เช็ด" ของ ข้าพเจ้าว่ามีมากหรือน้อยเพียงใด เทอญ. ต่อไปนี้ เป็นสำเนาบันทึกที่กล่าวนั้น : บ.๕ ๓ ๑๖๗

น.430 " สมัยหนึ่ง เมื่อเราเที่ยวหา "อัตตา" *** โอ้น่าหัว ตัวอัตตา ฉันจะบ้า เที่ยวหาแก หาไม่ได้ กลัวจะแย่ ต้องทนแส่ หาร่ำไป เที่ยววิ่งหา ขรัวใหญ่ ๆ ฉันนบไหว้ แล้ววอนถาม "หลวงพ่อครับ โปรดทราบความ ผมทิ้งกาม หาอัตตา คือตัวตน ที่เป็นสา- ระมีท่า น่าพึ่งพิง ขอได้โปรด บอกความจริง อย่าประวิง ผมเลยครับ."" สมัยสอง เมื่อเราได้รับ "อัตตา" $$2 ฉันผ่านขรัว เป็นตับ ๆ ! อัตตานับ เกือบสิบตัว รับเอามา ล้วนน่ากลัว ทั้งน่าหัว : มันจะกัดกัน ! มันตะคอก กันน่าขัน ดูเป็นควัน แย่งกันบอก "อ้ายนั่นเป็น อัตตาหลอก ตัวข้าดอก ฮัตตาจริง." ตัวหนึ่งแย้ง : "อ้ายหมอนั่น ลิง ซ้ำผีสิง อย่าเชื่อมัน ข้าแหละ ตัว ฮัตตา, มั่น- คงแท้ท่าน อย่าสงสัย" ข้างอีกตัว แย้งเข้าให้ : "มันเหลวใหล ทั้งสองตัว อัตตาปลอม นาย ! ไสหัว อ้ายชาติชั่ว ไปเสียเถิด คือกำเนิด อัตตา เกิด ทั้งเนื้อตัว กระผมแหละ ดั่งทองแท้ ไม่เกลือกกลั้ว ด้วยธาตุชั่ว สักนิดเดียว." ตัวที่สี่ แย้งเสียงเขียว "โดยแน่เที่ยว มันหลอกนาย." ตัวต่อมา แย้งวุ่นวาย ล้มละลาย กันเป็นลำดับ

น.431 กระทั่งตัว สุดท้ายขับ ตัวอื่นดับ ไปทุกตัว ร้องประกาศ ว่า "อย่ากลัว นี่แหละตัว ‘อัตตา’ ละ มีแต่จะ เที่ยงถาวร ผมจะบอก กระผมนะ อยู่มาได้ หลายพุทธันดร ฤารู้ห่อน แปรปรวนไป ไม่ต้องอา- ตั้งอยู่ได้ ศัยอะไร ด้วยตนเอง ถึงจะมี นักปราชญ์เก่ง มาพิศเพ่ง พิจารณา ก็จะพบ แต่ความถา วรสืบมา และต่อไป เพราะไม่มี สิ่งใดๆ อาจผลักไส หรือแต่งปรุง ทั้งตัวข้า ก็ไม่ยุ่ง ไม่มาดมุ่ง สิ่งใดหมด สงบอยู่ ไร้เจตน์จด ต่ออนาคต หรืออดีต มีอยู่ได้ ไร้ขอบขีด อันเกะกีด แม้สักทาง แสนปลอดโปร่ง ดั่งความว่าง และเย็นอย่าง ไม่เปรียบได้ ไม่ต้องเกิด จากสิ่งใด หรือเมื่อไหร่ ก็มีอยู่ ไม่มีการดับ ไม่มีการอยู่ แต่คงอยู่ ทุกครู่ยาม เมื่อผู้ใด ใจงดงาม ประพฤติตาม พระองค์สอน จะเข้าถึง ผมแน่นอน สิ้นทุกข์ร้อน และสุขเย็นเหลือ." สมัยสาม เมื่อเราหลงติด "อัตตา" ฉันลองดู ก็เกิดเชื่อ ทั้งตัวเนื้อ สละให้มัน สุขใหม่ ๆ ประหลาดครัน ประดังกัน เกิดขึ้นมา ฉันดีใจ จนเป็นบ้า บ้าเมื่อหา ! บ้าเมื่อได้! ในโลกนี้ ไม่มีใคร สุขมากไป กว่าเราแล้ว

น.432 พวกโง่ ๆ เหมือนหลักแจว เทศน์แจ้ว ๆ ว่าไม่มีอัตตา เป็นพวกหลง ไม่มีท่า แล้วยังพา คนอื่นหลง กล่าวคำตู่ พระพุทธองค์ ที่ได้ทรง สอนให้หา ! ยามนี้ฉัน เหมือนคนป่า เพิ่งได้มา พบนมเนย ถ้าแขกขอ เป็นลูกเขย เพียงให้เนย ก็ยอมรับ. ฉับมีศิษย์ เป็นตับ ๆ ล้วนแต่จับ ได้ตัวอัตตา เขายกให้ฉัน เป็นหัวหน้า "จอมอัตตา" เป็นจ่าโขลง. สมัยสี่ เมื่อเราโกย "อัตตา" ทิ้ง *** % นานต่อมา ฉันเปิดโปง อัตตาโกง ออกได้เอง คือยิ่งนาน ยิ่งต้องเบ่ง- ตัว, เขย่ง แบกอัตตา. เมื่อแรกได้ กำลังน้ำ จึงไม่รู้ว่า แบกอะไรไว้ ครั้นความบ้า ซาลงไป เอ๊ะ ! อะไร ขี่คอเราอยู่ รู้สึกหนัก เหลียวขึ้นดู เห็นหัวหู "อ้ายหมอนั่นเอง ! " ตอนแรกๆ ใจเพ่งเล็ง ว่าตัวเก่ง พบของแปลก ใจตื่นเต้น ทั้งต้องแบก ก็ไม่รู้สึก ตอนแรกๆ ตัวอย่างมี ที่น่านึก คนกินปลาหมึก แห้งเผาไฟ เคี้ยวอะหร่อย น้ำลายไหล ครั้นกินไป ตั้งค่อนตัว ความอะหร่อย ค่อยสลัว พอหมดตัว แหม ! คางเมื่อย ! ปลาอะไร เหมือนขี้เลื่อย แสนจะเหนื่อย ที่เคี้ยวมึง ! เช่นเดียวกัน, ฉะนั้นจึง ฉันตะลึง ไปเป็นครู่ พอนึกได้ ใช้ท่าครู มันไม่ทันรู้ ฉันสลัดแรง "กลิ้งเหมือนแตง นอนแอ้งแม้ง อยู่ข้างกระได." ตัวอัตตา

น.433 ตะโกนศิษย์ มาไวๆ แล้วบอกให้ เหลียวหลังดู อัตตาที่ ขี่คออยู่ ดูให้รู้ สบัดออกเสีย. ให้อย่าเมีย ดุงัวเงีย กันไปหมด ยิ่งกว่าใช้ แย้งขึ้นว่า "ไม่เห็นกด- คอ; อย่าปด ซิอาจารย์ ผมกำลัง มีสุขศานต์ ยิ่งกว่าผ่าน เมืองเทวดา." ฉันเหลืออด เกือบหมดท่า แต่นึกได้ว่า เพราะเราเอง จะด่าเขา ก็นึกเกรง เลยเพ่งเล็ง หาวิธี เฝ้าพร่ำสอน แจกแจงชี้ เป็นปีๆ ทนทำไป โกยอัตตา ทั้งหมดได้ จึงโล่งใจ, "เช็ดจนตาย !” สมัยห้า เมื่อเราหมด "อัตตา" *** 3% ฟังนี้เถิด เพื่อนทั้งหลาย จงขวนขวาย วิจารณ์ดู นั้นมีอยู่ ต่อเมื่อหมู่ อัตตาหมด. บรมสุข แฝงอย่างลี้ลับ! อัตตาตัว- สุดท้าย ขด- ตัว หัวหด มือเป็นเหน็บ- อย่างแรง จับ ไฟกระชับ ก็ไม่รู้สึก: เช่นเดียวกัน มันอยู่ลึก จนเรานึก ว่าไม่ใช่อัตตา. พระนิพพาน นั้นจะมา ปรากฏตา ในภายใน คือดวงตา แห่งจิตใจ ที่แจ่มใส ไม่หลงงม- ว่านิพพาน นั่นคือบรม- อัตตา สม ควรได้เป็น. ขอเราท่าน จุ๋งมองเห็น ความโง่เป็น อันสุดท้าย ม. ๔ ๔

น.434 คือความอยาก จะคงให้มี"ตัว" ไว้ สักตัวเสมอ ! เมื่อครั้งแรก แบก "กระเชอ" ซึ่งเต็มเอ่อ ด้วยหินหนัก คือ "รูปขันธ์ สำคัญรัก ครั้นรู้จัก ก็ทิ้งมัน ไว้แทนที่ แต่หยิบเอา "เวทนาขันธ์" ต่อมาเห็น เป็นอ้ายอัปรีย์ ทิ้งเสียที อ้ายเวทนา ขึ้นแบกดัน แต่ก็ยืด ตัว "สัญญา" ขึ้นแบกร่า ไว้แทนกัน หรือมายึด "สังขารขันธ์" "วิญญาณขันธ์" เป็นลำดับ เบื่อภายใน ไพล่มาจับ ภายนอกนับ ขึ้นเป็นตัวตน คือทานและศีล บุญกุศล กระทั่งมรรคผล เปลี่ยนกันมา ในที่สุด ก็เข้าคว้า หน้าบานร่า "แบกนิพพาน” ! โอ้ ! คิดมา น่าสงสาร หยิบนิพพาน ผิดตัวไป โดยเหตุที่ "ความพอใจ ในรสใหม่ เมื่อจิตจะวาง- ธรรมทุกสิ่ง ในเบื้องล่าง ได้หมดทุกอย่าง" นั้นก็สุขเหลือ. ยังไม่พ้นแท้ มีฟันเผื่อ ซึ่งติดใจเชื่อ ว่านี้แล้ว "อัตตา". "นิพพานตัวอย่าง" ให้ล่วงหน้า เลยหลงคว้า พาเที่ยวอวดคน. คิดดูเถิด ใจสับปะดน ไม่อยากพ้น ไปจากอัตตา ใครว่าอะไร มันก็ไม่ว่า ขอแต่ได้บ้า ตามอยากจะเรียก อยากบัญญัติ ให้คนสำเหนียก มันขอให้เรียก ว่า "ตัวตน" มันขอมีอยู่ ให้คนคิดค้น ให้คนได้ตน ตัวนี้เอง พิสูจน์ให้ ได้ทุกเพลง เขาว่าเก่ง ยิ่งยึดเต็มที่.

น.435 เจ้าแม่เอ๋ย พอกันที อ้ายอัตตานี้ มัน "อัดลูกตา" ! โกยทิ้งทะเล ให้ปลาบ้า กิน สมน้ำหน้า มันก็ไม่กิน ! ลอยเพ่นพ่าน ตามวาริน มีคนเก็บกิน โลกก็ยังมี"อัตตา" ! จบ. ๒๓ มกราคม ๒๔๘๓

น.436 ปฏิณณกะ สิ่งที่ชนะเลิศ สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ สพฺพรสํ ธมฺมรโส ชินาติ สพฺพรติ ธมฺมรติ ชินาติ ตฺหฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ ธ. ขุ. ธรรมทาน ชนะทาน ทั้งปวงแล้ รสธรรมะ ชนะแน่ ซึ่งรสหลาย ความรักธรรม ล้ำรัก ที่มากมาย ตัณหาวาย ชนะทุกข์ ทุกอย่างเอย. "สิริวยาส" การแพ้การชนะ ชยํ เวรํ ปสวติ ทุกฺขํ เสติ ปราชิโต อุปสนฺโต สุขํ เสติ หิตฺวา ชยปราชย์ ธ. ขุ. ผู้ชนะ ย่อมถูก ผูกอาฆาฏ ผู้ พ่ายแพ้ นอนอนาถ ฤทัยถอน ผู้สงบ นอนสุข ไม่ทุกข์ร้อน เพราะเลิกถอนเสียทั้งแพ้ แลชนะ. "สิริวยาส" เรื่องของตน อตฺตนาว กต์ ปาป อตฺตนา สํกลิสฺสติ อตฺตนา อกตํ ปาป อตฺตนาว วิสุชฌติ. ธ. ซุ. ทำชั่ว ด้วยตน มืดมนท์ อลเวง ต้องเศร้า หมองเอง ใครเล่า แบ่งเบา เมื่อไม่ ทำชั่ว ด้วยตัว ของเรา ไม่ต้อง พึ่งเขา ก็ผ่อง ใสเอง. "สิริวยาส" *** ๑๗๔

น.437 ภาค ๓ ประเภทโคลง มเรอง : - หัวใจพุทธศาสนา เสียงจากป่าช้า โลกนิติภาษิต ความนึกชั่วขณะ "ขุดจอมปลวก" "เนื้อหน้าบึ้ง" คาถาธรรมบทคำโคลง. บ.๔ ๕ ๑๗๕

น.438 สพฺพปาปฺส อกรณ์ สจิตฺตปริโยทปนํ กุสลสฺสูปสมุปทา เอตํ พุทธานสาสน์ ( ธ. ขุ. ๒๕/๓๙) การไม่ทำบาปทุก ๆ อย่าง, การทำกุศลให้ถึงพร้อม, การทำจิตของตนให้แผ้ว, ๓ อย่างนี้เป็นพุทธศาสนา. ( พุทธทาส แปล ). Abstain from doing evil, ceaselessly do good, keep the heart clean. This is the exhortation of the Buddhas. ( ธรรมปาละ แปล ). มวลบาปอย่ากร์ปแท้ ! นิดก็ตาม เสริมสำกุศลงาม จุ่งพร้อม ! จิตตน ฝึกทุกยาม ให้ผ่อง ! พุทธสาสน์ ซึ่งสั่งซ้อม เยี่ยงนี้ทุกพระองค์! ("สิริวยาส" ประพันธ์ ) ๑๗๗

น.439 า โดย “สิริวยาส" เรื่องนำ (โคลงดั้นวิวิธมาลี ) ๑ สายัณห์ เย็นย่ำใกล้ ลับแสง กัสสก๒ จูงโคผัน แสงสูรย์ ระเรือแดง สู่เหย้า ดาษทุ่ง นกหก โผผกเจ้า เขตรัง บัดดล ความค่ำเข้า จำคาม มืดมาก จันทร์ก็ยัง อยู่เร้น สัตว์ค่ำ คล้ำคลาตาม แต่ชอบ ข้าน้อย นั่งสยบเหล้น " ป่าสูง ๑. พยางค์สุดท้ายบท ยังมีสัมผัสกับพยางค์ที่ห้าของบาทที่สอง แห่งบทต่อไป. อ่านเน้น ให้สัมผัสรับกัน จึงเป็นโคลงดั้นวิวิธมาลีเกี่ยวพันกันไป. ๒. อ่าน กัดสถ, = ชาวนา. ๓. เหล้น = เล่น; ในที่นี้ต้องการโท. ๑๗๘

น.440 ธี ป่านี้ เป็นป่าช้า เยือกเย็น โลกว่า มีแต่จูง จิตเศร้า ส่วนหมู่ ภิกษุเห็น เป็นสุข ตูข้า จึงพลอยเต้า ติดมา ห่าง ๆ ต่างนั่งน้อม จิตปลง ทุกคำ ทุกคืนครา ใคร่รู้ ข้าน้อย ไม่ปลงลง เพราะเด็ก แม้กระนั้น ก็สู้ ฝึกทำ ป่าโน้น แล้วป่านี้ เหลือหลาย เคยเที่ยว ทนตรากตรำ มากแล้ว กระทั่ง คาบนี้ผาย สู่ป่า นั้นอ ต่างนั่ง วางจิตแผ้ว ผ่องพึง บัดเดี๋ยว ตูข้าเคลิ้ม ผีอยไป ตื่นแท้ ตาหลับ แต่หยัง ป่าพูด เสียงแจ่มใส ค่อยค่อย หัวเราะ เยาะเย้ยแล้ ขอดคม ใจความ หยามเหยียดผู้ ตกโลก ดั่งตกตม ใหลหลง ว่ายป้วน สำคัญ ว่าตัวยง จึงหยิ่ง ตกบ่อ ตัวเองล้วน แต่ตัง ม. ๕๖

น.441 ข้าจึง จำจดข้อ คมขำ มาเพื่อ สู่กันพึง คิดแก้ ลืมบ้าง ที่ไม่สำ- คัญดอก ก็พอ : เอาแต่ ใจความแท้ เสียงที่ตูซ้ำได้ยิน ! "ปิ๊งชา ! ลาโลกแล้ว ลงหลุม ดินสู่ดิน น้ำก็ ศักดิ์ยศ หมดแรงคุม สู่น้ำ แม้ยศ ศักดิ์เอง เหอ ! เอ่อ ! ! รักยศ ถ้ำ กว่าธรรม ! พุ่มฟาย ! มลายชีพแล้ว จบกัน ตาย ถูกเผา, เป็นจำ ลาภทรัพย์ นับแต่วัน อยู่เหย้า เป็นอื่น เหอ ! เฮ่อ ! ! รักทรัพย์ก้าว กว่าธรรม ! หราหรู ! จู่เจ็บแล้ว พองอืด น้ำหนองหนำ จู่ตาย เน่าคลุ้ง อยู่ไหน ? คู่ โฉมฉาย ใยมิกก ? เหอ ! เฮ่อ !! หลงรูป กุ้ง เคียดธรรม !

น.442 อ๋อแอ๋ ! แย่ยับแล้ว มลายขันธ์ เร็ว ! ช่วย เอาเหล้าทำ สอดจ้าง ยมบาล ช่วยแก้ปัญ- ซีกลับ เหอ ! เอ่อ !! ดื่มเหล้า อ้าง อวดธรรม ! เช้าบ่อน ! เย็นบ่อน ! คุ้ง หนี้ทับ ใจตาย โปถั่ว ฯลฯ ใยมิยำ- สลัดแล้ว ถวายเทพ เพื่อเทพกลับ พเคราะห์ลูกเมียเล่า เหอ ! เฮ่อ !! เห็นบ่อนแก้ว กว่าธรรม! เฮีฮ่า ! ลาโลกแล้ว กริบเสียง เมีย, แม่. น้ำตาหน้า เนตรหน้า เพลิดเพลิน เฟล็ดได้เพียง แค่วิก แค่ฮอล เหอ ! เอ่อ !! ว่าข้าบ้า บอกธรรม! •. กลับพเคราะห์ลุกเมียที่อยู่ข้างหลัง ที่ยากจนเดือดร้อน ให้กลับร่ำรวยอยู่เย็นเป็นสุข,

น.443 จริงซี่ ! ท่านบ้าบอก ธรรมกัน เพราะเหตุ ที่ธรรมนำ โลกแล้ ห่างทุกข์ สบสุขทัน ใจอยาก เป็นสุข ซึ่งเที่ยงแท้ จุ่งเห็น ! ธรรม ! ธรรม ! ! ธรรม เท่านั้น ที่สมาน โลกนี้ โลกหน้าเย็น ยิ่งน้ำ ใครคบ เสพ" ธรรมฐาน คู่ชีพ ตนสุข เมียลูกซ้ำ สุขตาม ! โลกนี้ : ธรรมไปให้ ลืมตัว หูเบิก ตาเบิกยาม อยากรู้ รัก โกรธ โฉด เกลียด กลัว ไข่เฉียด ใจและ ถูกธรรม์ นั้น เพราะเห็นและสู้ โลกหน้า : ถ้าเชื่อ, ให้ เชื่อเถิด ว่าสุข ดั้งเหล็ก ติดแม่มัน เท่านั้น จิตเลิศ สู่ภพเลิศ โดยเฉพาะ อิธโลกดี โลกหน้าสบั้น ; อย่า จา, ! ๑. คบ เสพธรรม เป็นสำนวนบาลี หมายความว่า ประพฤติธรรมเป็นอาจิณ.

น.444 เสี่ยงจากป่าช้า โลกนี้ แล้วโลกโน้น เที่ยวไป ฯลฯเที่ยวไป รวัฏฏร้อน ก็ทราบว่า สังสำ- ใคร่พ้น จึงคิดไข รู้ถูก ทุกข์สท้อน ปรมัตถ์ หลุดลง : ความอยาก ! เป็นเหตุให้ เกิดความ ทุกข์นอ ไม่อยาก ทุกข์ก็ปลง ปลิดแล้ ความอยาก นั้นมีสาม ประเภท อยากได้ อยากเป็น แม้ อยากสูญ ! อุปาทาน ! เป็นเรื่องให้ หลงอยาก" : คือยึด นี่นั้นพูน พอก รั้น ทุกสิ่ง ใช่ตน, กราก- เข้ายึด เกิดชอบ เกิดซัง ชั้น กรวดทราย ! ๑. หมายถึงทิฏฐปาทาน ยึดมั่นเพราะทิฏฐิ และอวิชชุปาทาน ยึดมั่นเพราะอวิชชาฯ แล้วเกิดความหลงใหลติดแน่นอยู่ ในสิ่งนั้นๆ ที่ตนรัก เป็นต้น. ม. ๔ ๗

น.445 กายเน่า ! ไพล่ยึดให้ เป็นตน ขึ้นมา หลงรัก ยิ่งชู้ชาย รักชู้ รูปเสียง เสาะเปรอปรน เบาหนัก ก็เข้าสู้ กายเน่า ! เพื่อมัน ! ! อารมณ์, ความคิด, ทั้ง ดวงใจ ที่คิด มิใช่ ตัวตน อัน ยึดได้ เป็นเพียง สิ่งเป็นไป เขาก็ หลงยึดไว้ ตามเหตุ ที่มี ว่าตน ! นามรูป, เขายึดให้ ผลลัพธ์ คือทุกข์ทน เป็นตัว ขึ้นแล้ว หนักแท้ เพราะ ภาระ ที่มัว ใจถูกกด เพียบแปล้ มุ่นหมก สุดปลง. มิหนำ ลูกเมีย ทั้ง ของพ่วง พวงตน, พะวง เพิ่มพ่วง "พวงตน" มอง ตนยึด ทั้งพวง, ต้าน เงินทอง ฯลฯ ทุกด้าน ใหญ่, ยึด ต่อมา ๑. นามรูป คือใจกับกาย ของปวงสัตว์.

น.446 อุปาทาน การยึดไว้ เหลือมือ เกิดจาก อวิชชา ครอบให้ คือความ ไม่รู้, หรือ รู้ ผิด มันจึง วางมิได้, อุส่าห์ตัน. อวิชชา เป็นเปลือกหุ้ม ที่ปลาด "ของเที่ยง" มันปิดกัน “ของลวง" กลับขยายดาษ มิตแท้ ตื่นหมด โอ้โลก ! ยิ่งเพียบแปล้ สุขไฉน ? มิจฉา ทิฏฐิ นั้น บ่อลึก ตกค่ำ ตกเข้าไป ไม่รู้ ยิ่งตก ยิ่งไม่นึก ว่าตก ตกบ่อทิฏฐิ ผู้- ตก, เพลิน ! กามคุณ คือห้วงน้ำ ปลา : มนุษย์ เวียนว่าย ไล่หยอกเอิน อิ่มชู้ ต่างตัว ต่างดำผุด โผว่าย เรื่องบก' บ่เคยรู้ ว่ามี ! ๑. บก คือขณะที่ดวงจิตเป็นอิสระจากถามทุกอย่างและทุกทาง,

น.447 สัมผัส กำหนัดนั้น "เครื่องจักร" ในกาย : อารมณ์ พบอินทรีย์ เข้าแล้ว ทำงาน เที่ยงตรงหลัก ต่างหาก แต่โลก หลงว่า "แก้ว" คำถาม. เช่นนี้ แล้วจักให้ เย็นเยือก ไฉนฤๅ ฝากแล้ว ทุกข์หนัก เผาลนลาม โลกเอย โลกถูกเปลือก หนาห่อ ใยมิพึ่ง ยอดแก้ว" สกัดมัน ? สดุ้งตื่น ! • . . . เท่านี้ ตูข้าก็ ตื่นตก ใจแล ตัวสั่น หวั่นไหวงัน งกแท้ แต่อุส่าห์ สกด อก ใจนึก รวมอรรถ อันลึกแล้ เล่ามา ๑. อารมณ์ คือสิ่งที่เราจะเห็น จะพึง-ดม ลิ้มรส-สัมผัส-และรู้ สึก, อินทรีย์ คือ ตา หฺ จมูก ลิ้น กาย ใจ, เรียกอีกอย่างหนึ่งเป็นคู่กันว่า อายตนะภายนอกภายใน. ๒. ยอดแก้ว ได้แก่แก้วสามดวง : พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์, ซึ่งเรียกอีก อย่างหนึ่งว่า แก้วสามดวง หรือเพชรสามเม็ด

น.448 ตูข้า หวังว่าผู้ จักอาจ แก้อรรถา - จึงเขียน ส่งมายัง ใครจัก อาจช่วยชี้ ; สดับพึง ( บางผู้ ) ธิอรรถนี้ "พุทธสาส-นา" แล ช่วยเทอญ ! "สิริวยาส" ๒๒ กุมภ์, ๘๐ บ.๕ ๘

น.449 ตูลํ สลฺลฺกํ โลเก ตโต วุฑฺฒานโมวาโท ตโต จปลชาติโก ปมาโท พุทฺธสาสเน. สำลี เบาแม่นแท้ โลกสมมุติ กว่านั้น คนหลอก กลับเบารุด เด็กดื้อ ยิ่งเบา, ทุด ! เบากว่า อิกนา ผู้ปรามาท ในธรรม, ชั้น- สุดสิ้นเบาเกิน. ปาสาณฉตฺติ ครุกํ ตโต วุฑฺฒานโมวาโท ตโต เทวานาจิกฺขณ์ ตโต พุทฺธสฺส วาาจน์ ฉัตรหิน ว่าหนักแล้ว คำเทพ ท่านสำแดง ยังระแวง หนักล้ำ หนักกว่า โอวาท พฤฒาแรง ส่วนพระพุทธพจน์ ถ้ำ เกียรติน้ำหนักเกิน. ๑๘๘

น.450 อสฺฌายมลา มฺตา อนุฏฐานมลา ฆรา มลํ วณฺณสฺส โกสฺชํ ปมาโท รฺฺโต มลํ สาธยาย ยั้งหยุดแล้ว คนบ่หมั้น เรือนก็มี มนต์ทวี- มลนา มล กลั้ว คราญคร้าน คร้ำมลฉวี วรรณหม่น มลประมาท จักรื้อรั้ว แห่งผู้ รักตน. อิตฺถีนญจ ธนํ รูป ภิกขุนญฺจ ธนํ สีลิ ปุริสานํ วิชฺชา ธนํ ราชูนญจ ธนํ พลั งามรูป เป็นทรัพย์ต้น- ทุนหญิง ชาญเวท เป็นทรัพย์ศฤงค์ บุรุษได้ ศีลวัตร เป็นทรัพย์จริง ของภิก- ษุนา ท่านท้าวจอมชน. หมู่พล เป็นทรัพย์ไท้ ( แปลและประพันธ์เป็นโคลงโดย "สิริวยาส" )

น.451 ความนึกชั่วขณะ ต้นยอ ! ลอย ลอย ! ผล็อยจากต้น กระทั่ง ยอดยอ, ขำ ยอ, ปิ่น ชื่นอีก ฯลฯ ปักเป้า"! มีเกียรติ ดังมีตีน๒ จึงชอบ : ใช่เกิด ให้โลกเล้า ล่อตน ! เหตุนั้น ท่านพร่ำซี้ ฉานฉาน ว่าอย่า หลงใหล วน ว่ายบ้วน สรรเสริญ เปรียบเหล้าหวาน เมาลึก ชิมแต่ รู้ รสถ้วน ถูกพอ ! "สิริวยาส" ผู้ขบถ ! สะดุ้ง ทุกครั้งกราบ ปฏิมา : ขบถต่อ "อนันตฐานิก" นึกรู้ ! ทุกครั้ง กราบเวลา จะหลับ ก็ดี คือขบถ ต่อพระผู้ "อนันตกาลิก์" ! "สิริวยาส" ๑. ปักเป้า = คนเมายอ. ๒. มีเกียรติไว้เป็นโอกาสทำประโยชน์ อย่าเมาเกียรติ, ๑๙๐

น.452 ชุดจอมปลวก ปฤศนาโคลงทาย เป็นปัญหาเกี่ยวกับมรรคผลนิพพานโดยตรง, มีอยู่ ในพระไตรปิฎก ล. ๑๒ น. ๒๘๒ ตัดเอามาแต่ตัวปัญหาและแปลเป็นโคลงโดย "สิริวยาส" มีจอม ปลวกหนึ่งนั้น อัศจรรย์ (๑. จอมปลวก ) ยามค่ำ บังหวนควัน อัดไว้ ( ๒. กลางคืนมืด ) รุ่งโรจน์ แรงแล ( ๓. กลางวันโพลง ) กลางวัน ลุกโพลงครัน พราหมณ์บอกศิษย์ตนให้ ขุดค้นอย่าเขลา. ( ๔. พราหมณ์ ) (๕. ศิษย์ ) เอาเหล็กคม ขุดค้น หาไป (๖. เหล็กมีคม ) บ่เนิ่น นานเท่าใด พบไม้ ( ๗. การขุดหา ) เป็นลูกสลัก, ไย ศิษย์บอกอาจารย์ให้ มาอยู่ นี่นอ ( ๘. ไม้ลิ่มสลัก ) ทราบด้วยจิตฉงน. พลางอาจารย์ กล่าวถ้อย สาธก ว่าพบอะไร จุ่งยก ขึ้นไว้ แล้วขุดต่อไป ตก ถึงที่ สุดแล ได้กี่อย่าง บอกให้ เพื่อนรู้ ดูกัน. ม. ๔ ๙ ๑๙๑

น.453 ศิษทำตามท่าน ด้วย เคารพ ( 8. ตัวอึ้ง ) ขุดต่อ ไปก็พบ อึ่งน้อย ยกแล้ว ชุดประสพ ต่อรัก -ยาแล มีแพร่ง สองแพร่ง ข้อย อกอั้นตันเหลือ. ( ๑๐. ถนนสองแพร่ง ) ยกแล้ว ขุดต่อ, ได้ ผ้ากรอง แป้งแล ( ... ผ้ากรองแป้ง) ขุดต่อ พบเต่ามอง น่าสะดุ้ง (๑๒. เต่า ) ต่อมา พบเขียงรอง- เนื้อสับ ( ๑๓. เชียงรองสับ ) ยกออก ขุดต่อคุ้ง พบชิ้นเนื้อกอง. (๑๔. ชิ้นเนื้อ ) ยกชิ้นเนื้อแล้วชุด ต่อไป พบพญานาคใหญ่ ไฮ อยู่นี้ (๑๕. พระยานาค ) ทิ้งเสียมจอบ วิ่งไว บอกท่านอาจารย์ ชี้ บ่หยุด ฉุดให้มาเห็น ซึ่งท่านอาจารย์ ห้าม : "สุเมธเอย” สุปล่อย พญานาคเฉย อย่าไปกระทบ กระทั่งเลย อยู่นั้น น้อมนอบ อย่าดื้อรั้น จงนอบ น้อมแล นะเจ้าเราสอน." • . . . ขอเชิญ ท่านขบชัย เรียงอย่าง ทางด้านขวา ระบุไว้ ปฤศนา สิบห้าอย่าง วางหลั้นมา ได้แก่อะไร , ได้ จนสุด โปรดชีอรรถแถลง. ๑. สุเมธ เป็นชื่อของศิษย์ ผู้นั้น.

น.454 ( คำตอบโดยเฉพาะมีอยู่ ในบาลี คำไขความเป็นของ "สิริวยาส" ) จอมปลวก นั้นได้แก่ ร่างกาย เป็นประมวล แห่งธรรม, มาย- สุข, ทุกข์, เหตุ, ผล, ภาย- น่าชุด คือน่าค้น มากล้น ในเพียบ พร้อมแล คิดให้ถนัดเห็น. lar ยามค่ำ ควันอัดกลุ้ม คือ วิตก วิจารณ์ จัด "พรุ่งนี้ จักรีบรัด ถ่ายฝาก กังวลแปล้ กลัดขัด หนักแท้ : ประกอบกิจ อะไรพ่อ ?" ปลิตได้ฤๅไหว. ๓ กลางวัน โพลงลุกขึ้น คือ ต่างคน ต่างไป กอปร์กิจ ต่าง ๆ ใน บ่หยุด บ่ หย่อนเต้น เป็นไฟ ขมักเขม้น หน้าที่ ตักได้ตักเอา ๑๕๓

น.455 · พราหมณ์, เปรียบด้วยพระผู้ ๔ พุทธองค์ สอนตั้ง สาวก จง เซี้ยค้น หาธรรม เครื่องปลดปลง จากทุกข์ กว่าจิต จักผ่อง พัน พบแล้วพูนศานต์ ๕ สุเมธ ศิษย์ ได้แก่ 1 ผู้ซึ่ง พากเพียร ยก จากโอฆสงสาร ตก มีหน้าที่ คิดค้น สาวก จิตพัน- ติ๊กอยู่ เรียกผู้เสขสงฆ์," ๖ เหล็กคม ควรเทียบด้วย เจาะสกัด แท่งทิวผา เป็นทั้งเครื่องมือ, อา- รู้มี รู้ใช้ให้- ๗ ปัญญา ผ่านได้ วุธก็ ได้แล เหมาะแล้วลุประสงค์. การขุด นั้นได้แก่ หมั่นสดับ หมั่นศึกษา หมั่นประพฤติ หมั้นพิจารณา ไม่กลัว ไม่ตื่นเต้น วิริยา- รัมภ์เอย หมั่นเฟ้น ถ้วนทบ ละเอียดเที่ยว แต่ต้องมัชฌิม. ๑. ต้องการเอกก็เขียน น่า. ๒. เสขะ คือผู้ที่ยังต้องศึกษาเพื่อให้ลุอรหัตต์.

น.456 ชุดจอมปลวก ๑๕๕ ๘ ลิ่มสลัก นั้นเทียบด้วย สลักจิต ติดตรึงตรา อยู่ใน เหล่าโลกิยา- บรรพต ครึ่งโลก แม้ แน่นแท้ รมณ์ซับ ซาบเอย ฉุดฉัยฤๅไหว. ตัวอึ่ง ถูกเกาะเข้า ขุ่นมัว ยิ่งยั่ว ยิ่งพองตัว เบ่งสู้ ยอมตาย ไม่ยอมกลัว ตาหลับ สู้ แล เปรียบตั้งความโกรธ, รู้- ติ๊กแล้วสลดแรง. ทาง สองแพร่ง ได้แก่ ความลัง เลแล ยึดโลกหรือธรรม ยัง- บวชหรือ อยู่เรือน ? พะวัง รับ, ปั๊ด, หรือ หนี สู้ ? ไม่รู้ พะว้าวุ่น ใจเอย อิเหลือล้วนเลยเหลว. ๑๑ ผ้ากรองแป้ง เปรียบด้วย นิวรณ์ คือเครื่อง กั้นจิต จร จาก"รู้" รัก, โกรธ, ง่วงงุน, รอน ฟุ้งซ่าน, สงสัย, อู้ ราญจิต อบกลั้วมัวเสมอ. บ. ๕ ๐ อวิชชาวน

น.457 เต่า คือ ความยึดมั่นๆ เบญจขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญ์ สืบไว้ สังขาร วิญญาณ อัน สัตว์ยึด เต็มหนัก ต้วมเตี้ยมคล้าย เต่าแท้และขัน. ๑๓ เขียงรองสับเนื้อ เปรียบ รัก โคก เกลียด กลัว หมุน จิตสัตว์ จักเป็นจุณ เหตุเหยื่อ ยวนยั่วเย้า กามคุณ ห้าแส มั่วเคล้า ป่าการนอนบดีที่ ยับแหลก แล้วพี่ หยุดยั้งยอมไฉน. ชิ้นเนื้อ นั้นได้แก่ ความกำ หนัดนอ สัตว์เคล้า- 1 เรียกนันทิราด นำ รูป เสียง กลิ่น รส ส้ม- หลงติด กระทั่งเข้า ผัสลึก เหลือแถ ช เขตเมื่อมฤตยู. ๑๕ พระยานาค คือท่านผู้ ขีณา สพแล เพราะเหตุ ท่านหมดอา- สวะแล้ว จึงเป็น ยอดสัตว์นา- ประหนึ่ง เพชรน้ำแผ้ว นาเหล่า กระทบให้ไฉนควร. ๑. เมื่อต้องการโท เขียนหมั้น.

น.458 ตุข้า ขยายอรรถข้อ ปฤศินา ๑๕ อย่าง ทางด้านขวา ระบุไว้ เพื่อผู้ เปรื่องปรีชา พึ่งเล่น หลากแล หากนึก. จุ่งบิ๊กคล้าย เด็กเพ้อละเมอผัน. "สิริวยาส" ๓ มี. ค. ๘๑

น.459 ปฤศนาโคลงทาย เป็นปัญหาเกี่ยวกับความหลงและความฉลาดของหมู่สัตว์, ในพระไตรที่ถูก ล, ๑๒ น. ๒๓๘ ตัดเอามาแต่ตัวปัญหา และแปลเป็นโคลงโดย “สิริวยาส" มีบึงใหญ่ หนึ่งนั้น อัศจรรย์ ๑. บึงใหญ่ ? เป็นที่ เนื้อพากัน ดื่มน้ำ ๒. ฝูงเนื้อที่ดื่มน้ำ ? มีบุรุษ หนึ่งอาธรรม์ คิดฆ่า เนื้อแล ๓. บุรุษผู้คิดฆ่า ? โดยปิดทางปลอด, ซ้ำ สกัดให้เนื้อเห. ๔. ขีดทางปลอด ? เขาเปิดทางร้าย ให้ เนื้อหวน ลงแล ๕. เปิดทางร้าย ? เนื้อหนุ่ม จัดไว้ยวน แม่เนื้อ ๖. เนื้อล่อตัวผู้ ? นางเนื้อ จัดไว้ชวน เนื้อหนุ่ม ๓. เนื้อล่อตัวเมีย ? เขาฆ่า ห่อนกูลเกื้อ เกือบสิ้นฝูงสมัน. , เนื้อวอดวาย ? เกิดมี บุรุษผู้ หวังดี 6. บุรุษผู้ เมตตา ? หวังสวัสดิ์ ปีดทางกลี จิตเกื้อ ๑๐. ปี่ดทางร้าย ? เปิดทาง ปลอดไพรี แก่สัตว์ ·๑. เปิดทางปลอด ? เนื้อซึ่ง หลอกล่อเนื้อ ขจัดสิ้นห่อนเห็น ๑๒. กำจัดเนื้อล่อหมด? ๑๕๘

น.460 บัดดล ฝูงเนื้อปลอด ภัยพาน เพ็ญสวัสดิ พอกพูนการ สืบเชื้อ ๑๓. ฝูงเนื้อเป็นสุข ? กระทั่ง ลูกเหลนหลาน มีสุข. คิดเถิด ! ปฤศนาเกือ แก่ข้างคติธรรม. ขอเชิญ ท่านขบข้อ ปฤศนา สิบสามอย่าง เหล่านี้ เรียงอย่าง ทางด้านขวา ระบุไว้ สิบสามอย่าง วางหลั่นมา ได้แก่อะไรเอ่ย ? ได้แก่อะไร ? ได้- จนสุด โปรดซื้อรรถแถลง. บ. ๕ ๑

น.461 " ( คำตอบโดยเฉพาะ มีอยู่ในบาลี, คำไขความเป็นของ "สิริวยาส" ) บึงใหญ่ นั้นได้แก่ ถามคุณ ห้าแถ ที่ซึ่ง ทุกสัตว์หมุน จิตจ้อง ดูดดื่ม หมกจมรุน แรงมาก ดุจตั้ง ฝูงปลาต้อง ติดน้ำธรรมดา. โดย เนื้อฝูง ลงดื่มน้ำ ความใคร่ ในกามรุด ตัณหา ระหายสุด เวียนวิ่ง ลงสู่ท่า คือมนุษย์ รุกหน้า ถอนไถ่ ดื่มได้ ดื่มเอา. ๓ บุรุษ ผู้มุ่งร้าย คือสภาพ แห่งความพาล คุณธรรม ที่สุทธิ์ศานต์ รังแต่ จะคอยง้าง เรียกมาร พวกล้าง - สว่างจิต เงื่อนให้หายบาย. ๑. ถ้าต้องการโท เขียนถ้า. ๒๐๐

น.462 & ปิดทางปลอด เปรียบด้วย กลบทาง ชอบแถ เห็นชอบ, ตริชอบ, ฯลฯ วาง อันเรียกว่า อัษฎาง- จิตแผ้ว” คิกมรรค ทางดิ่ง สู่เมืองแก้ว เกียรติก้อง ฮ ม ต เมือง. ๕ เปิดทางร้าย เปรียบด้วย เห็นผิด, ตรีผิด, ฯลฯ วาง เรียกว่า อนัษฎาง- - ทางดิ่ง สู่คอกเล้า มืดต่อคืออบาย. ๖ เนื้อหนุ่ม มีไว้ล่อ น เนื้อนาง ได้แก่ ความรัก ปาง อำนาจ ความเพลิน วาง ยิ่งรัก ก็ยิ่งใช้ จิตผิด เสมอแล แต่ยิ่งเพลินเหลือ. ๗ นางเนื้อ ล่อหนุ่มเนื้อ คิดนาง ได้แก่ อวิชชา วาง ท่อนไม้ ทั้งท่อน ทิดา ปาง ปองเพ่ง” ห่อนนิก ว่าสิ่งร้าย ท่อนรู้เขี่ยหรือ ? •. จิตแผ้ว : สัมมาสมาธิ ๒. ความรักอย่างบอดใบ้ ไม่ลืมหูลืมตาอ้าปาก. ๑. เมื่อเพ่งแต่จะได้ ย่อมไม่มองเห็นภัย แม้ที่เป็นอันตรายต่อชีวิต. เผยทาง ผิดแล จิตเศร้า คิกมรรค บอดใบ้™

น.463 เนื้อวอดวาย เปรียบด้วย โลกงง งุนแต หลงรัก หลงใหล หลง- เวียนว่าย ในวัฏฏส่ง- ละโมภม้วย สารจักร แห่งเกิด แห่งตายด้วย จิตใต้ใหลหลง. เกิดมี บุรุษผู้ หวังดี คือพระ ศากยมุนี พุทธเจ้า ทอดองค์ ไถ่ถอนซ์- วิตสัตว์ ก่อนแต่ จะเสด็จเข้า เขตข้างโลกอุดร. ๑๐ ปิดทางร้าย เปรียบด้วย คือมิจฉาจริต ทิฏ- ให้หมู่ สัตว์พินิจ รู้รักตัว รู้ย้าย ชผด ฐิร้าย เห็นโทษ เองแล ออกข้างทางเกษม. เปิดทางสวัสดิ์ เปรียบได้ สุจริต ทิฏฐิวาง ไม่ติ้ง ไม่หย่อน ปาง ยิ่งสุข ยิ่งรู้ย้าย แก่ทาง ถูกแต่ ชอบไว้ ครองชีพ ย่างเข้าเขตญาณ.

น.464 กำจัด เนื้อล่อ สั้น ๑๒ ทรงหมาย บุบผชาติ๑ แห่งมารสลาย แหลกแล้ง "กะลาครอบ" ๒ แห่งโลกกระจาย จักษุ สัตว์แจ่มแจ้ง จางออก เลือกได้ฝ่ายสูง. ๑๓ ฝูงเนื้อ เป็นสุขสิ้น ภัยกษัย หมดโลภ หมดหลงใหล สามารถ อยู่เหนือวิสัย สละหลุด หยุดถูกต้อน หมดร้อน อามิษ" โลกแล * ต่อเข้ากรงตาย. ตุข้า ขยายอรรถข้อ ๓๓ อย่าง ทางด้านขวา ระบุไว้ พั้งเล่น หลากแล ปฤศนา เพื่อผู้ เปรื่องปรีชา หากนึก จุ่งนี้กคล้าย เด็กเพ้อละเมอฝัน. "สิริวยาส" ๑๖ กรกฎ ๘๒ ๑. ในหลักธรรม เรียกดอกไม้แห่งมาร ย่อมหมายถึง รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส ประเภทที่ยวนใจ, แหลกแล้ง หมายถึงถูกเหยียบย้ำหมด และหยุดตกลงในดวงใจอีกต่อไป, ๒. กะลาครอบ - อวิชชา, สัตว์ถูกครอบไว้ ใต้กะลา จึงบอดอยู่เอง. ๓. อามิน - เหยื่อ. ม. ๕ ๒

น.465 ประพันธ์โดย "สิริวยาส" ๑ มโนปุพฺพงคมา ธมฺมา มโนเสฏฐา มโนมยา มนสา เจ ปทุฎ ฐน ภาสติ วา กโรติ วา ตโต นํ ทุกฺขมเนวติ จกฺกิว วฺโต ปทํ ฯ สิ่งทั้งปวงมีใจเป็นผู้นำให้ทำ มีใจเป็นหัวหน้าบังคับ มีใจเป็นผู้สร้างขึ้น ถ้าคนเรามีใจชั่ว จะ พูดก็ตาม จะทำก็ตาม เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ความทุกข์จักติดตามเขาเหมือนล้อตามเท้าวัวที่ลาก เกวียนไป. สรรพสิ่ง มีจิตแล้ จูงนำ จิตประเสริฐ จิตกระทำ เกิดให้ ผู้ ใด หากจิตระยำ แล้วกล่าว ทำฤๅ ดุจล้อ เบียนโคไข้ แต่นั้นทุกข์ตาม. ๒๐๔

น.466 มโนปฺพุพงคมา ธมฺมา มโนเสฏฐา มโนมยา มนสา เจ ปสนเนน ภาสติ วา กโรติ วา ตโต นํ สุขมเนวติ ฉายาว อนุปายินี ฯ สิ่งทั้งปวงมีใจเป็นผู้นำให้ทำ มีใจเป็นหัวหน้าบังคับ มีใจเป็นผู้สร้างขึ้น. ถ้าคนเรามีใจดี จะ พูดก็ตามจะทำก็ตาม เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ความสุขจักติดตามเขาเสมือนเงาตามตน. สรรพสิ่ง มีจิตแล้ จูงนำ จิตประเสริฐ จิตกระทำ เกิดให้ ผู้ใด หากจิตอำ- ไพกล่าว ทำฤๅ แต่นั้นสุขตาม. ดุจเงา ติดตนใกล้ ๓ อฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ อชินิ มํ อหาสิ เม เย จ ตํ อุปนยุหฺติ เวรํ เตสํ น สมุมติ ฯ “มันได้ด่าเรา มันได้ตีเรา มันได้ชนะเรา มันได้ลักของๆเราไป" - พวกใดเข้าไปผูกเจ็บไว้ ในใจดั่งนี้ ความจองล้างจองผลาญของพวกนั้น ไม่อาจสงบลงได้เลย. "มันตี มันด่า ทั้ง มันมี ชัยแล มันลอบ นำทรัพย์ โดย ปลอกปลิ้น - พวกใด ครุ่นเครียดทวี จิตผูก ฉะนี้นอ เวรแห่ง พวกนั้นสิ้น สงบไฉน.

น.467 อฺโกจฺฉิ มํ อวธิมํ อชินิ มํ อทาสี เม เย จ ตํ นูปนยุหฺติ เวริ เตสูปสมมติ ฯ "มันได้ด่าเรา มันได้ตีเรา มันได้ชนะเรา มันได้ลักของๆเราไป" -พวกใดไม่เข้าไปผูกเจบ ไว้ในใจดังนี้ ความจองล้างจองผลาญของพวกนั้นย่อมสงบได้. "มันตี มันด่า ทั้ง มันมี ชัยแล มันลอบ นำทรัพย์โดย ปลอกปลิ้น”_ พวกใด ไม่ผูกกลี โทษจิต ฉะนี้นอ เวรแห่ง พวกนั้นสิ้น สงบลง. ๕ • น หิ เวเรน เวรานิ สมุมนุติธ กุทาจน์ อเวเรน จ สมฺมฺติ เอส ธมฺโม สนฺตโน ฯ ในโลกนี้ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับได้ด้วยเวรเลย, แต่ว่ามันย่อมระงับ ไปได้ด้วยความไม่จองเวร, คติธรรมนี้เป็นของเก่าไม่รู้ จักตาย. เวรใด ในโลกนี้ นานา เวรนา ห่อนสงบ เพราะผูกเวร ยืดเยื้อ หากสงบ ก็เพราะสา- มารถสละ เวรนอ ธรรมนี มีสืบเชื้อ แต่บรรพ์.

น.468 ปเร จ น วิชานนฺติ โย จ ตฺถ วิชานนฺติ มยเมตฺถ ยมาม เส ตโต สมฺมฺติ เมธคา ฯ พวกโน้น ไม่หยั่งรู้ดอกว่า "พวกเราจะพากันฉิบหายก็เพราะเรื่องทะเลาะกันนี่เอง." ส่วนพวกใด หยั่งรู้ความข้อนี้ การวิวาทย่อมระงับไป เพราะอาศัยชนพวกนั้น. พวกอื่น ตื่นดาดแท้ เปล่านา ห่อนทราบ ว่าจักวาย เพราะอนี้ พวกใด หากปรีชา รู้สึก ข้อพิพาท พึ่งพวกนี้ หลุบไป. ๗ สุภานุปฺสี วิทรฺตํ โภชนมฺหิ อมตฺตฺญฺญฺํ ติ เว ปสหตี มาโร อินฺทฺริเยสฺ อสิวุตํ กุสีตํ หันวิริยํ วาโต รุกฺขํว ทุพฺพลํ ฯ ผู้ซึ่งติดใจดูด้วยความหลงใหลว่างามอยู่เสมอ ไม่สำรวมอินทรีย์เสียเลย ไม่รู้ ประมาณใน การบริโภค เกียจคร้าน ไร้วิริยภาพ, -มารย่อมย่ำยีเขาแหลกลาญ เหมือนลมพายุย่ำยี ต้นไม้อ่อนแอหักยับเยิน ฉะนั้น มารมุ่ง ยีย่ำผู้ ปล่อยจิต, เสพตะกลาม ไม่ยั้ง หลงงาม แสนเกียจ, เกลียดการตาม มารฉุด เฉก ลมรั้ง กอปกิจ รุกข์ล้มล่มโครม. บ. ๕ ๓

น.469 อสุภานุป์สฺสี วิหรฺตํ โภชนมฺหิ จ มตฺตฺญฺญฺํ ตํ เว นปฺปสติ มาโร อินฺทฺริเยสฺ สุสิวุตํ สทฺธิ อารทุธวิรย์ วาโต เสลิว ปฺฺตํ ฯ ผู้ซึ่งไม่ติดใจด้วยความหลงใหลว่างาม มีความสำรวมเป็นอย่างดีในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้ ประมาณ ในการบริโภค มีสัทธา ปรารภเพียร, - มารย่อมย่ำยีเขาไม่ได้ ดุจลมไม่อาจย่ำยีภูเขาสิลา แท่งทึบ ฉะนั้น. มารห่อน ยียำผู้ คุมจิต, เสพด้วยความ ถ่มงาม หยั่งรั้ง เชื่อถูก, ปลูกเพียรตาม กอปกิจ ทึบแท้ลมระอา. มารหลีก เช่นผาตั้ง ๙ อนิกุกสาโว กาสาวํ โย วตฺถํ ปริทเหสุสติ ฮเปโต ทมสจฺเจน น โส กาสาวมรหติ ฯ เขาอยากจะนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ แต่เขายังมีกิเลสเครื่องย้อมจิตแน่นดั่งน้ำฝาด ปราศจาก การบังคับตัวเองและสัจจะ, เขาผู้นั้นยังไม่มีค่าควรแก่การนุ่งผ้ากาสาวพัสตร์. กิเลส เปรียบดังน้ำ ฝาดยา จับจิต ผู้ ใดยัง ห่อนรื้อ ทมจิต ปราศทั้งวา- จาสัตย์ จักทรง กสาวพัสตร์ ฮื้อ ไม่ควร.

น.470 (๒๐๙ ๑๐ โย จ วนฺตกสาวสฺส สีเลสุ สุสมาหิโต อุเปโต ทมสจฺเจน ส เว กาสาวมรหติ ฯ ผู้ใดสำรอกกิเลสเครื่องย้อมจิตดุจน้ำฝาดออกเสียได้ ตั้งมั่นอยู่ด้วยดีในสีลทั้งหลาย ประกอบ ด้วยการบังคับตนเองและสัจจะ ผู้ นั้นแหละควรแก่การนุ่งผ้ากาสาวพัสตร์. กิเลส เปรียบตั้งน้ำ ฝาดยา สำรอก เคลื่อนคลายคืน ออกแล้ว สีลมั้น มีสัตยา ทมจิต จักทรง กสาวพัสตร์แผ้ว ย่อมควร. ๑๑ อสาเร สารมติโน สาเร จาสารทฺสิโน มิจฉาสงกปปโคจรา ฯ เต สาร์ นาธิคจฺฉนฺติ พวกใด ไปเห็นสิ่งไม่มีสาระ ว่ามีสาระ และกลับเห็นสิ่งมีสาระว่าไม่มีสาระ, ชนพวกนั้น จะไม่ประสพสิ่งอันมีสาระ มีแต่ความใฝ่ฝันผิดเสมอไป โดยท่าเดียว. ไร้สาระ เห็นว่าแก้ว แก่นสาร มีแก่นสาระ กลับ ว่าบ้า พวกนี้ ห่อนพบพาน สาระสิ่ง หน่อยเลย มีแต่ จักไขว่คว้า คว่ำเหลว.

น.471 สารญฺจ สารโต ญฺวา อสารญจ อสารโต เต สาร์ อธิคจฺฉนฺติ สมฺมาสงุกปฺปโคจรา ฯ พวกใดรู้จักสิ่งที่มีสาระ โดยความเป็นสิ่งมีสาระ รู้จักสิ่งไม่มีสาระ โดยความเป็นสิ่งไม่มีสาระ พวกนั้นย่อมได้ประสพสิ่งอันเป็นสาระ มีความใฝ่ฝันถูกตรงเสมอไป โดยส่วนเดียว. ไร้สาระ รู้ว่าไร้ แก่นสาร มีแก่นสาระ รู้ ว่าแก้ว พวกนี้ ต้องพบพาน สาระสิ่ง แน่เที่ยว ฝันใฝ่ ไข่เคลื่อนแคล้ว คลาดผล. ๑๓ ยถา อคาร์ ทุจฺฉนฺนํ วุฎฐิ เอวํ อภาวิต จิตฺติ ราโค สมติวิชฺมติ สมติวิชฺฌติ ฯ เปรียบเหมือนเรือนที่มุงไม่ดี ฝนย่อมรั่วรดฉันใด จิตที่เจ้าของไม่ได้อบรมให้ดี ราคะก็ย่อม รั่วรดเหมือนกัน ฉะนั้น. หลังคา มุงชั่วแล้ว ฉิบหาย ฝนย่อมรั้ว รดพรู ผุชื้น เสมือนจิต อันหยาบคาย การบ่ม ราคะ จักร่าริ้น รั้วสุม.

น.472 ยถา อคาร์ สุจฺฉนฺนํ เอว์ สุภาวิติ จิตฺติ วุฏฐิ น สมติวิชุมติ ราโค· น สมติวิชฺฌติ ฯ เปรียบเหมือนเรือนที่มุงอย่างดี ฝนย่อมรั่วรดไม่ได้ฉันใด, จิตที่เจ้าของอบรมเป็นอย่างดีแล้ว ราคะย่อมรั่วรดไม่ได้ เหมือนกันฉะนั้น. หลังคา มุงสนิทแล้ว ฝนมิอาจ รดเอา สบาย ม แฉะชิน เหมือนจิต ที่แยบคาย การบ่ม ราคะ ฤๅร่าริน รั้วสุม. ๑๕ อิธ โสจติ เปจฺจ โสจติ ปาปการี อุภยตฺถ โสจติ โส โสจติ โส วิหญฺญฺติ ทิสฺวา กมุมกิลิฺฐมฺตโนฯ เขาโศกในโลกนี้ ละโลกนี้ ไปแล้วก็ยังโศก คนทำชั่วย่อมโศกในโลกทั้งสอง, เขาเศร้าโศก เขาเดือดร้อน เพราะเห็นกรรมอันแปดเบื่อนของตนเอง. เป็นโศก ตายแล้วโศก ซนชั่ว มั่วโศก รุม สุมเอา. ห่อนเขยื้อน สุมโศก เดือดร้อนเผา เพราะพบ แต่ของเปื้อน ทุกโลก เปรอะตน. บ. ๕ ๔

น.473 อิธ โมทติ เปจฺจ โมทติ กตปุญฺโญ อุภยตฺถ โมทติ โส โมทติ โส ปโมทติ ทิสฺวา กมฺวิสุทฺธิมฺตโน. เขาเริงรื่นอยู่ ในโลกนี้ ละโลกนี้ไปแล้วก็ยังเริงรื่น, คนทำดีแล้ว ย่อมเริงรื่นในโลกทั้งสอง. เขาเริงรื่น เขาปราโมท ก็เพราะพบเห็นแต่กรรมอันบริสุทธิ์ของตนเอง. โลกนี้ เริงรื่นล้น เหลือหลาย ไปสู่ ปรโลก ยัง ยิ่งแจ้ว บุญบ่ม เบิกบานสบาย ทุกโลก เพราะพบ แต่สิ่งแผ้ว ผองธรรม. ๑๗ อิธ ตปฺปติ เปจฺจ ตปฺปติ ปาปการี อุภยตฺถ ตปฺปติ ปาป เม กตฺติ ตปฺปติ ภิยโย ตปฺปติ ทุคติ คโต. เขาร้อนเร่าอยู่ ในโลกนี้ ละโลกนี้ ไปแล้วก็ยังร้อนเร่า. ชาตินี้เดือดร้อนอยู่ด้วยความร้อนใจ ว่า "เราได้ทำบาปไว้," ครั้นไปสู่ทุคติแล้ว ยังเดือดร้อนไปกว่านั้นอีก. เป็นร้อน ตายยิ่งร้อน ใจหาย สองโลก โศกร้อนไป เถิดเจ้า ร้อนอยู่ ว่า "บาปหลาย กูประกอบ" สู่นรก แล้วยิ่งเศร้า โศกแสน.

น.474 อิธ นนฺทติ เปจฺจ นนฺทติ กตฺปุญฺโญ อุยฺถ นฺทติ ภิยโย นนฺทติ สุคติ คโต. ปุญฺญํ เม กตฺติ นนฺทติ เขาเพลินใจในโลกนี้ ละโลกนี้ ไปแล้วก็ยังเพลินใจ. ชาตินี้เพลินใจอยู่ด้วยความดีใจว่า “เราได้ทำบุญไว้," ครั้นไปสู่สุคติแล้ว ยังเพลินใจยิ่งไปกว่านั้นอีก. เพลินธรรม ตายแล้วยิ่ง เพลินขยาย สนุกล้น สองโลก คนมีบุญ เพลินอยู่ ว่า "บุญหลาย กูประกอบ" สุคติ แล้วยิ่งพัน สุดเพลิน® ๑๙ พหุมูบี เจ สหิติ ภาสมาโน น ตกฺกโร โหติ นโร ปมตฺโต โคโปร คาโว คณย์ ปเรสํ น ภาควา สามญญสฺส โหต. แม้เขาจะพูดคำที่เป็นธรรมมีประโยชน์ ได้มากๆ แต่เป็นคนมัวเมาไม่ประพฤติตามนั้น, เขาก็ไม่ มีส่วนดื่มรสของความเป็นสมณะ เช่นเดียวกับคนเลี้ยงโคของคนอื่น ( ซึ่งไม่มีส่วนจะได้ลิ้ม โอชารสอันเกิดจากโคที่เขาเลี้ยงนั้น ) ฉันนั้น. คุยธรรม ได้เพราะพร้อม เหลือหลาย แต่กลับ ประมาทการ- ประพฤติไว้ รือจัก ได้ดื่มดาย ธรรมรส เช่นเด็กเลี้ยงโค ไร้ ดื่มนม ..

น.475 อปฺปมบี เจ สหิติ ภาสมาโน ธมฺมฺส โหติ อนุธมฺมจารี ราคญ จ โทสญฺ จ ปหาย โมห์ สมุมปฺปชาโน สุวิมุตฺตจิตฺโต อนุปาทิยาโน อิธ วา หุรี วา ส ภาควา สามญญสฺส โหติ. แม้เขาจะพูดคำที่เป็นธรรมมีประโยชน์ ได้แต่เพียงเล็กน้อย แต่เขาประพฤติตามธรรมนั้นได้ ละราคะ โทสะ โมหะได้ รอบรู้" มีจิตหลุดพ้นแล้ว ไม่ยึดมั่นอะไรในโลกนี้ หรือโลกไหน. เขานั่นแหละ มีส่วนดื่มรสแห่งความเป็นสมณะ. คุยธรรม ได้เล็กน้อย แต่ประพฤติ รอนกิเลส จืดเย็น รอบรู้ จิตหลุด เพราะไม่ยึด สักสิ่ง เขานั้นแหละ คือผู้ ดื่มธรรม. ๒๑ อปฺปมาโท อมติ ปทํ ปมาโท มฺจุโน ปทํ อปฺมฺตา น มียนฺติ เย ปมตฺตา ยถา มตา. ไม่ประมาท เป็นทางไปสู่ความไม่ตาย, ประมาท เป็นทางของความตาย. พวกที่ไม่ประมาท ไม่มีวันตาย, พวกที่ประมาท ก็คือตายอยู่แล้ว. ไม่ประมาท ทางติ่งแท้ ไปนิพพาน ประมาท คือทางตาย เร่งยั้ง, ไม่ประมาท ไม่มีการ พวกประมาท ตายตั้ง ตายดอก แต่เป็น.

น.476 อฺุฐานวโต สติมโต สุจิกมมสฺส นิสมุมการิโน สญฺญตสฺส จ ธมฺมชีวิโน อปฺปมตฺตสฺส ยโส ภิวฑฺฒติ. สำหรับผู้ที่มีความพากเพียร มีสติ มีการงานสะอาด ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำเสมอ สำรวมดี เป็นอยู่ตามคลองธรรม ไม่ประมาท ยศย่อมเจริญแก่เขาทุกเมื่อ. มีเพียร มีสติทั้ง กรรมสะอาด คิดก่อนทำ สำรวม ทุกด้าน ครองตน ไม่ประมาท รู้ พินิจ ยศใหญ่ จักซ้องซ่าน สู่ตน. ๒๓ อุฎฐาเนนปุปมาเทน สญฺญเมน ทเมน จ ทิป กยิราถ เมธาวี ยํ โอโฆ นาภิกรติ. ปราชญ์สร้างเกาะที่น้ำท่วมไม่ถึงได้ ด้วยความเพียร ความไม่ประมาท ความสำรวมตน และความบังคับตน. วิริยะ อัประมาท ทั้ง ความสำ รวมแล ความข่ม บังคับตน สี่นี้ พึ่งเป็น เครื่องมือทำ หมู่เกาะ น้ำจัก ไม่บดบี้ ระบาดถึง. บ. ๕๕

น.477 ปมาทมนุบุญชนฺติ อปฺปมาทญจ เมธาวี พาลา ทฺมฺเมธิโน ชานา ธนํ เสฏฺธิว รกฺขติ. พวกคนเขลาปัญญาทราม รังแต่จะประกอบความประมาทอยู่ เสมอ. ส่วนนักปราชญ์ระมัดระวัง ในความไม่ประมาท เหมือนมนุษย์รักษาทรัพย์อันประเสริฐ ก็ปานกัน. รังแต่ ประมาทรั้น เนื่องเนื่อง คือพวก ผู้พาลเขลา ฉลาดน้อย พวกผู้ ปัญญาเรือง รักไม่ ประมาทแล ดุจดัง รักทรัพย์สร้อย ประเสริฐสาร. ๒๕ มา ปมาทมนุบุญเช มา กามรติสนุกว์ อปฺปมตฺโต หิ ฌายนฺโต ปป โปติ วิปุลํ สุขํ. อย่ามัวประกอบตนในความประมาทเลย, อย่ามัวเมาชิดชมในความกำหนัดทาง ถามเลย. เพราะเมื่อไม่ประมาท สงบจิตอยู่ได้ ย่อมจะลุถึงสุขอันสูงกว่า. อย่ามัว ลุ่มหลงให้ เนิ่นนาน เลิกมั่ว มัวจมกาม รติเร้า เพียรเพ่ง ไปในฌาน จิตสุข จักเคลื่อนเข้า หน่อยเถิด เขตสูง.

น.478 ๒๑๗ ศาลาธรรมบทคำโคลง ๒๖ ปมาทํ อปฺปมาเทน ยทา นฺทฺติ ปณฑิโต ปญญาปาสาทมารุยุห อโสโก โสกินี ปชํ ปพฺพตฏฺโฐ ว ภุมมฏฐ ธีโร พาเล อเวกฺขติ. ยามใด คนฉลาดละความประมาทเสียได้ด้วยความไม่ประมาท ยามนั้นชื่อว่าขึ้นสุ'ยอดปราสาท แห่งปัญญา เป็นคนไม่โศก มองลงมาเห็นหมู่คนเขลาที่กำลังโศก ดุจดั่งคนยืนบนยอดเขา มองลงมาที่พื้นดิน ฉะนั้น. ยามใด ละประมาทด้วย ไม่หลง คือนั้น ขึ้นปราสาท โศกแล้ง เห็นชัด หมู่ คนคง จมปลัก ตั้งอยู่ ยอดเขาแกล้ง มองดิน. ๒๗ อปฺปมตฺโต ปมตฺเตสุ อพลสฺสํว สีฆสฺโส สุตฺเตสุ พหุชาคโร หิตฺวา ยาติ สุเมธโส. เมื่อคนอื่นพากันประมาท เขาไม่ประมาท, เมื่อคนอื่นพากันหลับ เขาตื๋นอยู่’อย่างแจ่มใส, เขานั่นแหละมีปัญญานัก จักขึ้นหน้าพวกคนเขลาเลยไปลิบ เหมือนม้าแข่งฝีเท้าเร็ว วิ่งขึ้นหน้า ม้ากะจอก ฉะนั้น. โลกเมา เมาเถิด ไม่ โลกหลับ หลับเถอะตน ยอมเมา ตื่นแท้ ขอไปก่อน ก้าวเอา ห่างลิบ ม้าวิ่ง ทิ้งม้าแปล้ เปรียบปาน.

น.479 อปฺมาเทน มฆวา เทวานํ เสฏฺฐฺตํ คโต อปฺปมาทํ ปสํสฺติ ปมาโท ครหิโต สทา. ท้าวมัฆวานอาศัยความไม่ประมาท จึงขึ้นสู่ถานะเป็นจอมเทพในสวงสวรรค์, ฉะนั้น ผู้รู้จึง พากันสรรเสริญความไม่ประมาท, และติเตียนความประมาทกันทุกเมื่อ. อินท์ท่าน เทอดท่านด้วย อัประมาท ธรรมแล จึ๋งจู่ ขึ้นเป็นจอม เทพถ้วน เป็นธรรม ที่ปวงปราชญ์ เปรมยก ตรงข้าม ความประมาท ล้วน ท่านฉิน. ๒๙ อปฺปมาทรโต ภิกฺขุ ปมาเท ภยทฺสิ วา สญฺโญชนํ อณฺ® กูลํ ฑหํ อคฺคิว คจฺฉติ. ภิกษุ ผู้ชอบใจในความไม่ประมาท เห็นภัยในความประมาทอยู่ ทุกเมื่อ เธอย่อมเผาสัญโยชน์ น้อยใหญ่ของเธอได้ ดั่งไฟไหม้ป่า ลามไป ฉะนั้น. สมณะ ผู้ชอบใช้ อัประมาท ธรรมนอ คือท่าน เห็นโทษใน ประมาทได้ รุดหน้า ตั้งไฟฉกาจ ลามป่า สังโยชน์ ใหญ่น้อยไหม้ บ่ รอ.

น.480 no อปฺปมาทรโต ภิกฺฺ ปมาเท ภยทสฺสี วา อภพฺโพ ปริหานาย นิพฺพานสุ เสว สนฺติเก. ภิกษุผู้ชอบใจในความไม่ประมาท เห็นภัยในความประมาทอยู่ ทุกเมื่อ เธอนั้นไม่อยู่ในวิสัย ที่จะตกต่ำ แต่เป็นผู้อยู่’ ใกล้นิพพานโดยแท้ .. สมณะ ผู้ชอบใช้ คือท่าน เห็นโทษใน อัประมาท ธรรมนอ ประมาทนั้น ไม่พอ เพื่อจักพลาด พลัดเสื่อม คือท่าน อยู่ใกล้ขั้น นิพาน. ม. ๕ ๖

น.481 ภาค ๔ ประเภทกาพย์ มีเรื่อง :- ธรรมทานของเรา. ฉันทำงานมากเหลือทน. ธรรมและอธรรม. บทอธิษฐานของพุทธบริษัท, ๒๒๑ บ. ๕๖ ก

น.482 ธรรมทานของพวกเรา ฉบงง ๑๖ ธรรมทาน ใช่การ อวดดี ดีไม่ค่อยมี ขึ้นอวด ก็หมด อดเอง ธรรมทาน การกล่าว ตามเพลง ใช่พูดโฉงเฉง ที่แท้ ก็การ หว่านธรรม ธรรมทาน คือการ จูงนำ ในพุทธสาสน์สำ - หรับเรา เหล่าพุทธ มามกา "ธรรมทาน" พวกเรา เอาภา- ระสอนศาสนา เป็นทาน อันเอก อวยไป ธรรมทาน ของเรา เหล่าไทย ยังไม่ทันสมัย แท้นัก น๊ะท่าน วานตรอง ธรรมทาน ล้ำทาน ทั้งผอง เพื่อนเอ๋ยควรมอง ญี่ปุ่น ฯลฯฝรั่ง ลังกา ธรรมทาน เขาวาง กว้างกว่า ทันสมัยกว่า ทั้งแปล ทั้งแต่ง ทั้งกวี ฯ ธรรมทาน ใหม่สด รสดี ก็เพราะพิสูจน์ ซี ถูกหลัก สมเกณฑ์ เด่นจริง ธรรมทาน "บริมาณ!" ไม่ยิ่ง "คุณภาพ !" สียิ่ง น่ากริ่ง น่านึก ฝึกฝืน ๒๐๒๓ บ. ๕๗

น.483 " ธรรมทาน งานครู, รู้กัน ยิ่งป่วย ยิ่งทราม ส่วนใจ ว่าโลกทุกวัน ธรรมทาน ควรได้ ศาสตร์สมัย- ใหม่เป็นทาสใช้ เป็นกระสาย เป็นสื่อ มือรอง ธรรมทาน ซึ่งคม สมปอง สมจิตมิตรผอง ผู้ศึกษาแผน ปัจจุบัน ธรรมทาน ต้องต้าน ทานทัน วิทยาศาสตร์อัน ยะยั้ว ยั่วหนุ่ม กลุ้มกาม ธรรมทาน เมื่อซ่าน สูงตาม ใหม่สดงดงาม จึ่งต้าน ทานทัน มันหนอ "ธรรมทาน !" พวกเรา อย่ารอ อย่าต้องใครง้อ ใครจ้าง ! จึงขาน ทานธรรม ธรรมทาน เรามี กี่คำ ธรรมทาน ที่ดี ต้องไข พูดให้เป็นส่ำ เป็นแสง ส่องซึ้ง ถึงใจ ธรรมทาน ปานอ้อย อ่อยอิ่ง ขยายอรรถออกให้ เป็นเรื่อง ของคน จริง ๆ ครี ครี พริ้ง พริ้ง หรือเรื่อง อ่านจำ ตำรา ธรรมทาน ปานนั้น ท่านว่า "เป็นเรื่องฟากฟ้า ใช่เรื่อง ของฉัน ขันเอย!" โดย "สิริวยาส" ในนามคณะเผยแพร่พุทธศาสนาทั่วไป ๑๕ ธันว์. ๗๙

น.484 ฉบงง ๑๖ ฉันทำงานมากเหลือทน " แต่สุขใจจน จักโลดจักเต้นเผ่นผยอง. ทั้งนี้เพราะจิตคิดปอง เพียงว่าเราครอง ชีพอยู่เพื่ออยู่ตามธรรม ตามเหตุตามปัจจัยนำ อันเป็นตามกรรม สมสำไว้เองเพรงกาล. หากตายเหมือนได้หยุดงาน หลับหนึ่งรัตติกาล พักผ่อนหย่อนใจไว้ที. รุ่งขึ้นจับงานขมี ขมันทันที สืบต่องานค้างปางบรรพ์ วันใหม่คือเกิดใหม่นั้น- แหละช่างตรงกัน : เกิดวัน, ตายคืน, คลื่น วัฏฏ- สงสารคือการประหัฐ นานาวิกติ เพื่อได้สิ่งชอบปลอบใจ. ใครหวังสุขสานติปานใด นั่นแล้วแต่ใคร มองเห็นสุขได้ด้วยตน. ๒๒๕

น.485 ส่วนฉันมั่นหมายไม่ล้น- ไป กว่า ว่า ตน เกิดมาเพียงเพื่อทำงาน ตามเหตุคือปัจจยาการ เพื่อ ตน และท่าน รู้โลกชนะโลกโศกสูญ ธรรมชาติสร้างให้สมบูรณ์ กายใจจำรูญ ขอบใจธรรมชาติเหลือหลาย ! แม้ สร้าง เพื่อ เกิด แก่ ตาย แต่ ก็ สร้าง ให้ ฉันได้โอกาสแข็งขัน พื้น ฝ่า หน้า ที่ ทุก อัน รุด หน้าตะบัน เพื่อถึงที่สุดก่อนใคร. เมื่อ เพื่อน พา กัน หลับ ใหล ฉัน ขยัน ใหญ่ ดุจเพื่อนไล่ติดตามหลัง. หน้าที่ ชีวิตติด คัง เปรียบเทียบ ก็ ดัง หนี้สินยิ่งทับถมตน กั้น หน้า ปาน ว่า วัง วน เมื่อ ไร่ จัก พัน พบถิ่นอิสระสุขสานต์. จาก นี่ ถึงที่ นิพพาน เรา ต้อง ผ่าน ด่าน คืองานของชีพนั่นเอง. กฎ นี้แน่ กว่า ตา เต็ง ถึง ใคร จะ เก่ง ก็หลีกหลักนี้ไม่ไหว. เหตุ นั้น การ กิจ ชนิด ใด อัน จ๊ก เป็น ไป เพื่อประโยชน์ตนท่านก็ตาม

น.486 จงรีบฟันฝ่าพยายาม ทำให้งดงาม หนี้ธรรมชาติเปลืองเปลื้องไป กระทั้งความยึดแห่งใจ ในสรรพสิ่งไซร้ จักเบื่อจักหน่ายวายลง ปัญญาพาให้เห็นตรง หมดโลภโกรธหลง ก็หยุดวนวังสังสาร์. เร็วเถิดเพื่อนเราอย่าช้า งานใดสบหน้า รีบพันรีบผ่าอย่าทิ้ง งานมากตายเร็วก็จริง แต่มันก็กลิ้ง ไปเพื่อพักหยุดดุจกัน ! "สิริวยาส" ๑๓ กุมภ์ ๘๑ ๒. ๕ ๘

น.487 พระราชนิพนธ์บางตอน ของ สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า พระมงกุฎเกล้าฯ เรองนี้ เป็นข้อความบางตอนในพระราชนิพนธ์ ของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า พระมหาธีรราช, ซึ่งทรงพระ นิพนธ์ ไว้เป็นกาพย์ตลอดเรื่อง จากข้อความในธรรมาธรรมะ- ชาดก. ในที่นี้ ได้ตัดตอนเอามาเฉพาะส่วนที่เป็นธรรมภาษิต ส่วนท้องเรื่องเรียงเสียใหม่เป็นคำร้อยแก้วพอเชื่อมความติดต่อ กันได้, แต่ก็มีใจความตามแนวเดิม, โดย "'สิริวยาส" ธรรมะเทวบุตร ทรงเครื่องขาวล้วน มีลีลาศส่อความบริสุทธิ์และกล้าหาญ ประทับบนรถทอง ประพาสรอบโลก เวียนมาสู่ชมพูทวีปโดยเบื้องขวา ประทาน โอวาทแก่ประชาชาวโลก ทุกชั้นวรรณะซึ่งพากันมาเฝ้าเรียงราย ว่า :- ดูก่อน นิกรชน อกุศล บถกรรม ทั้งสิบ ประการจำ และละเว้น อย่าเห็นดี การฆ่า ประดาสัตว์ ฤ ประโยชน์ บ่พึ่งมี อันว่า ดวงชีวี เป็นสิ่งที่ ควรถนอม ถือเอา ซึ่งทรัพย์สิน อันเจ้าของ มิยินยอม เขานั้น เสียดายย่อม จิตตะขึ้ง เป็นหนักหนา ๒๒๘

น.488 การล่วง ประเวณี ณ บุตรี และภรรยา ของชาย ผู้อื่นลา- มกะกิจ บ่บังควร กล่าวปด และลดเลี้ยว พจนา มิรู้สงวน ย่อมจะ เป็นสิ่งชวน นระฆัง เป็นพ้นไป ส่อเสียด เพราะเกลียดชัง บ่ มิยัง ประโยชน์ ใด เสื่อมยศ และลดไม- ตริระหว่าง คณาสลาย ก็ต้องทน ซึ่งหยาบคาย พูดหยาบ กระทบคน เจรจา กับเขาร้าย ฤ ว่าเขา จะตอบดี พูดจา ที่เพ้อเจ้อ วจะสา ระบบมี ทำตน ให้เป็นที่ นรชน เขานินทา มุ่งใจ และใฝ่ทรัพ_ ยะด้วยโล กะเจตนา ทำให้ ผู้อื่นพา กันตำหนิ มิรู้หาย อีกความ พยาบาท มนะมุ่ง จำนงร้าย ฤ จะพั้น ซึ่งเวรา ก่อเวร มิรู้ วาย เชื่อผิด และเห็นผิด สิจะนิจ จะเสื่อมพา เศร้าหมอง มิผ่องผา สุกะรื่น ฤดีสะบาย สิกะมล จะพึ่งหมาย ละสิ่ง อกุศล เหมาะยิ่ง ทั้งหญิงชาย สุจริต ณ ไตรทวาร จงมุ่ง บำเพ็ญมา- บำรุง บิดามาร- ตุ ปีตุ ปัฏฐานการ ตรให้ เสวยสุข

น.489 ใครทำ ฉนี้ไซร้ ก็จะได้ นิราศทุกข์ และจะได้ คระไลสวรรค์ เษานาน สราญสุข ยศใหญ่ จะมาถึง กิติพึ่ง จะตามทัน เป็นนิจ จะนิรัน- - ดระย่อม จะหรรษา. ฝ่ายอธรรมะเทวบุตรทรงเครื่องดำล้วน มีลีลาศมหิทธิกำยำต่อความเหี้ยม โหด ประทับบนรถไม่ดำดง ประพาสรอบโลก เวียนมาสู่ชมพูทวีปโดยเบื้องซ้าย ประทานโอวาทแก่ประชาชาวโลกที่กำลังพากันระย่ออยู่โดยทั่วไป ว่า - ดูรา ประชาราษฎร์ จงนึก ถึงฐานตน ไม่สู้ อมรแมน ฝูงสัตว์ ณ กลางไพร ทั้งนี้ เพราะขี้ขลาด ต่างมัว แต่กลัวชน ผู้ใฝ่ ซึ่งอำนาจ ใครขวาง ณ มรรคา อยากมี ซึ่งทรัพย์สิ่ง เมื่อใด จะได้ทัน กำลัง อยู่กับใคร ใครอ่อน ก็ปะรา- พระชาติ นิกรชน ว่าตกต่ำ อยู่เพียงใด ฤ ว่าแม้น ปิศาจใต้ ก็ยังเก่ง กว่าฝูงคน บ่มิอาจ จะช่วยตน จะตำหนิ และนินทา ก็ต้องอาจ และหาญกล้า ก็ต้องปอง ประหารพลัน จะมานึ่ง อยู่เฉยฉะนั้น มนะมุ่ง และปรารถนา สิก็ใช้ กำลังคร่าห์ ชิตะแน่ มิสงสัย

น.490 สตรี ผู้ มีโฉม ศุภลัก ษณาไซร้ ควรถือ ว่ามี ไว้ เป็นสมบัติ ณ กลางเมือง ใครเขลา ก็เอาเปรียบ และมุสา ประดิษฐ์เรื่อง, ลวงล่อ บ่ ต้องเปลือง ธนะหา กำไรงาม เมื่อเห็น ซึ่งโอกาส ผู้ฉลาด พยายาม ส่อเสียด และใส่ความ และประโยชน์ ณ ตนถึง ใครท้วง ฤ ทักว่า เขานั้น สิแน่จึ่ง ก็จงด่า ให้เสียงอิ่ง จะขยาด และเกรงเรา พูดเล่น ไม่เป็นสา- ระสำหรับ จะแก้เหงา กระทบ กระเทียบเขา ก็สนุก สนานดี ใครจน จะทนยาก คิดปอง ซึ่งของดี และลำบาก อยู่ใยมี ณ ผู้ อื่น อันเก็บงำ ใครทำ ให้เจ็บใจ สิก็ควร จะจดจำ ไว้หา โอกาศทำ ทุษะบ้าง เพื่อสาใจ คำสอน ของอาจารย์ ก็บุราณ เกินสมัย จะนั่ง ใยดีใย จงประพฤติ ตามจิตตู บิดร และมารดา ก็ชรา หนักหนาอยู่ เลี้ยงไว้ ทำไมดู บ. ๕ ๙ นับจะเปลือง มิควรการ

น.491 "สิริวยาส" เขาให้ กำเนิดเรา กฎธรรม =ดาท่าน ก็มิใช่ เช่นให้ทาน ว่าเป็นของ ไม่อัศจรรย์ มามัว แต่กลัวบาป อยากสุข สนุกนัน- ก็จะอยู่ ทำไมกัน ทิก็ต้อง ดำริห์แสวง ใครมี กำลังอ่อน ก็ต้องแพ้ ผู้ มีแรง ก็จะสม อารมณ์ปอง. ใครเดช สำแดง ธรรมะเทวะบุตรกับอะธรรมะเทวบุตร ประทับรถมาพบกันเข้ากลางเวหา, จึงธรรมะเทวบุตรร้องกล่าว โดยสุภาพอ่อนหวาน ว่า :- "ดูก่อนอธรรมผู้มหาศาล เราขอให้ท่าน อธรรมตอบว่า "ฉันใด หลีกทางให้เราเดินไป." เราจะหลีกให้, เราก็ไม่หย่อนศักดิ์ศรี." สิทธิย่อมมี ธรรมะจึ่งว่า "เรานี้ ที่ควรจะได้ทางจร. เพราะว่าเราชวนชนนิกร ให้จิตสุนทร บำเพ็ญกุศลจรรยา. เราทำให้ชนนานา สมณะอีกพราหมณาจารย์ ได้ มียศฐา- นะเลิศประเสริฐทุกสถาน สรรเสริญทุกวาร เพราะเรานี้เที่ยงธรรมา

น.492 อีกทั้งมนุษย์เทวา น้อมจิตบูชา ทุกเมื่อเพราะรักความดี อธรรมตอบว่า "ข้านี้ รีพลมากมี ไม่ต้องประหวั่นพรั่นใจ ไม่เคยยอมให้แก่ใคร วันนี้ไฉน จักยอมให้ทางท่านจร." ธรรมะว่า "เราเกิดก่อน ในโลกอัมพร ตัวเราเก่ากว่าแก่กว่า อธรรมเธอเกิดตามมา ใหญ่ยิ่งยศถา อธรรมว่า "คำอ้อนวอน ผู้น้อยควรให้ทางจร." หรือพจนากร อ้างเหตุสมควรใดๆ ไม่ทำให้เรานี้ไซร้ ยอมหลีกทางให้ เพื่อธรรมเทพจรลี มาเถิดรบกันวันนี้ ใครชนะควรมี สิทธิได้ทางเดินไป." ธรรมะว่า "เออตามใจ อันเรานี้ไซร้ ประกอบด้วยสรรพคุณา มีทั้งกำลังวังชา ทั่วทิศบรรฎาฤทธิ์ เกียรติยศหา ผู้ ใดเสมอไม่มี อธรรมเธอนี จักเอาชำนะอย่างไร ?" อธรรมยิ้มแย้มเฉลยไข ว่าธรรมดาไซร้ เขาย่อมเอาเหล็กตีทอง

น.493 เอาทองตีเหล็กเป็นของ ไม่สามารถลอง แม้เราฆ่าท่านมรณา เพราะเหตุว่าผิดธรรมดา เหล็กก็จะน่า ว่าแล้วต้อนพลกำยำ นิยมประดุจทองคำ. ! " ตรูเข้ากระทำ ประยุทธ ณ กลางอัมพร. ทัพฝ่ายอธรรมเข้ารบ อย่างเหี้ยมโหด ฝ่ายธรรม รบด้วยความจำเป็น และสลดใจในการล้างผลาญ คิดใคร่จะยอมแพ้แก่อะธรรม. แต่ด้วยอำนาจ กุศล ความชำนะจักมีแก่ธรรมเสมอ, อธรรมเทพบุตรจึงตกรถ ขมำลงมา ซ้ำแผ่นดินก็สูบติดไว้แน่น ธรรมะเทวบุตร จึงลงจากรถ ฟาดพื้นยธรรมจนตาย แล้วให้ขุดหลุมลึกฝังไว้ใต้แผ่นดิน พลางโอวาทแก่ประชาชน ผู้มาสร้องสาธุการ ว่า :- ดูรา ประชาราษฎร์ แห่งการ สงครามนี้ ธรรมะ และอธรรม- อันผล จะพึ่งให้ อธรรม ย่อมนำสู่ ธรรมะ จะนำพลัน เสพธรรม ะส่งให้ แม้เสพ อะธรรมพา ในกาล อนาคต ข่มธรรม ะทำลาย ท่านอาจเห็น คติดี อย่าระแวง และสงสัย มะทั้งสอง สิ่งนี้ไซร้ บ่ มิมี เสมอกัน นิราบาย เป็นแม่นมั้น ให้ถึงสุ คตินา ถึงเจริญ ทุกทิวา " ให้พินาศ และฉิบหาย ก็จะมี ผู้มุ่งหมาย และประทุษ มนุษโลก

น.494 เชื่อถือ กำลังแสน หวังครอบ ประดาโลก สัญญา มีตรามั่น ละทิ้ง ธรรมะสิ้น หญิงชาย และทารก ถูกราญ ประหารเห็น ฝ่ายพวก อะธรรมเหิม ทำการ ประหารอย่าง ฝ่ายพวก ที่รักธรรม ก็คง มิยอมให้ จักชวน กันรวบรวม รวมทรัพย์ สพริบพรั่ง ชวนกัน ประจัญต่อ เข้มแข็ง กำแหงมี ลงท้าย ฝ่ายธรรมะ อธรรม ะคงต้อง อันว่า มนุษโลก · อธรรม ะราญรอน ภายหลัง ข้างฝ่ายธรรม เพราะธรรม ย่อมรักษ์ ม. ๖๐ และจะขึ้น เป็นหัวโจก และเป็นใหญ่ ในแดนดิน ก็จะเรียก กระดาษชิ้น เพราะอ้างคำ ว่า "จำเป็น" ก็จะตก ที่ลำเค็ญ บ่ มีมี อะไรขวาง ก็จะเริ่ม จะริทาง ที่มนุษย์ มิเคยใช้ ถึงจะคิด ระอาใจ พวกอธรรม ได้สมหวัง พลกาจ กำลังขลัง เป็นสัมพันธไมตรี พวกอธรรม ะเสนี สุจริต ะธรรมสนอง จะชำนะ ดังใจปอง ปะราชัย เป็นแน่นอน ยังโชคดี ไม่ย่อหย่อน ก็ชำนะ แต่ชั่วพัก จะชำนะ ประสิทธิศักดิ์ ผู้ประพฤติ ณ คลองธรรม

น.495 อันคำ เราทำนาย ชนทั้งหลาย จงจดจำ เถิดจะได้ เจริญสุข จงมุ่ง ถนอมธรรม ถึงแม้ อธรรมข่ม : ขี่อารมณ์ ให้มีทุกข์ ลงท้าย เมื่อหมดยุค ก็จะได้ เกษมสานต์ ถือธรรม ะผ่องใส จึงจะได้ เป็นสุขสราญ ถือธรรม ะเที่ยงนาน ก็จะได้ ไปสู่สวรรค์. ฯ ตรัสเสร็จ ธรรมเทพบุตรก็ประพาสไปรอบทวีปชมพู ในท่ามกลางเสียง สาธุการของนิกรชน และที่พบุบผา ซึ่งสิริเทพกัญญา โปรยลงมาเกลื่อนกลุ่ม อยู่ทั่วไป. ขอจบเรื่องนี้ลงด้วยพระราชสัตยาธิษฐาน ของพระบาทสมเด็จ พระมหาธีรราชเจ้า ผู้ทรงพระนิพนธ์กาพย์เรื่องนี้ ว่า :- น หิ ธมฺโม อธมฺโม จ อุโภ สมวิภาคิ โน อธมฺโม นิรย์ เนติ ธมฺโม ป่าเปติ สุคติ "ธรรมกับอธรรม ให้ผลหาเสมอกันใหม่ ; อธรรมย่อมจักนำชน ไปสู่นรก, แต่ธรรมย่อมจักนำชนให้ข้ามพ้นบาปไปสู่สุคติ." -ด้วย อำนาจสัจวาจาภาษิตนี้ ขอความสุขสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล อิฐวิบูลผล จงบังเกิดมีแต่ท่านผู้ ที่อ่านเรื่องนี้ จงทุกเมื่อเทอญ.

น.496 ( เพื่อเปรียบเทียบกับของสาสนาอื่น ) แปล และประพันธ์เป็นกาพย์ โดย "สิริวยาส" ฿-409-6 บทที่ ๑ อิมินา ปุญญูกมุเมน ด้วยบุญนี้ อุทิศให้ อุปฺฌายา คุณฺตฺตรา อุปัชฌาย์" ผู้เลิศคุณ และอาจารย์ ผู้เกื้อหนุน อาจริยูปการา จ มาตาปีตา จ ญาตกา ทั้งพ่อแม่ และปวงญาติ สุริ โย จนฺทิมา ราชา สูรย์จันทร์ แลราชา คุณวนฺตา นราปี จ ผู้ทรงคุณ หรือสูงชาติ พรหมมารา จ อินฺทา จ พรหมมาร และอินทราช โลกปาลา จ เทวตา ทั้งทวยเทพ และโลกบาล ยโม มิตฺตา มนุสสา จ ยมราช มนุษย์มิตร ๑. อุปัชฌาย์คำนี้ ของเดิมหมายถึงผู้สอนศิลปศาสตร์และวิชาชีพทั้งปวง. ในวรรณคดีสันสกฤต โบราณ ผู้ สอนวิชาดนตรี เช่นการรู้ดีดพิณเป็นต้นให้แก่ศิษย์ ก็เรียกว่าเป็นอุปัชฌาย์. ส่วน อาจารย์นั้น โดยทั่วไปหมายถึงผู้ สอนหนังสือ หรือฝึกมรรยาท, ๒. สุรย์จันทร์ ในที่นี้ หมายถึงสิ่งที่มีคุณ แม้ไม่มีชีวิต พุทธบริษัทถือว่าเป็นสิ่งที่ควรนึกถึง อย่างสิ่งที่มีชีวิต และควรได้รับความขอบคุณและหวังดี โดยจิตใจด้วยกัน. ๒๓๐ ๓๐

น.497 มฺมฺตา เวริกาปี จ สพฺเพ สฺตา สุขี โหนตุ ปุญญานิ ปกตานิ เม สุข จ ติวิธิ เทนตุ ชิปป์ ปาเปถ โวมติ ผู้ เป็นกลาง๑ ผู้จ้องผลาญ ขอให้ เป็นสุขศานต์ ทุกทั่วหน้า อย่าทุกข์ทน บุญผอง ที่ข้าทำ จงช่วยอำ นายศุภผล ให้สุข สามอย่างล้น ให้ลุถึง นิพพาน"พลัน." บทที่ ๒๓ เยเกจิ ขุพฺทกา ปาณา มหฺตาปิ มยา หตา เยจาเนเก ปมาเทน กายวาจามเนเหว ปุญฺญํ เม อนุโมทนตุ คณฺหฺตุ ผลมุตฺตม เวรา โน เจ ปมุญจนตุ สัตว์เล็ก ทั้งหลายใด ทั้งสัตว์ใหญ่ เราห้ำหั่น มิใช่น้อย เพราะเผลอผลัน ทางกายา วาจาจิต จงอนุโม ทนากุศล ถือเอาผล อันอุกฤษฎ์ ถ้าเวรมี จงเปลื้องปลิด ๑. มนุษย์ผู้เป็นกลาง = ผู้ไม่รักไม่ชัง มิตร = ผู้รัก. ผู้จ้องผลาญ = ผู้ชัง. ๒. การแสดงความหวังดี หรือการอำนวยพรให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด ตามแบบของพุทธบริษัทนั้น คือ ความหวังให้ ได้นิพพานเป็นที่สุด ตามแบบนี้ ซึ่งควรถือว่าเป็นลักษณะเฉพาะของพุทธบริษัท จริงๆ. ถ้าจะว่าเพียงเท่านี้ ไม่ว่าต่อไปอีก ให้เปลี่ยน นิพพานพลัน เป็น นิพพานเทอญ.

น.498 สพฺพโทสํ ขมฺตุ เม อดโทษข้า อย่าผูกไว้." บทที่ ๓ ย์กิญจิ กุสล กมฺมํ กตฺตฺพํ กิริยํ มม กาเยน วาจามนสา ติทเส สุคติ กต์ เย สตฺตา สญญิโน อตฺถิ เย จสตฺตา อสญญิโน กตํ ปุญญผลํ มยุห์ สพฺเพ ภาคี กวนตุ เต เย ตํ กตํ สุวิทิต ทินฺนํ ปุญญผลํ มยา เย จตฺถ น ชานนฺติ เทวา คนฺตฺวา นิเวทยุ® สพฺเพ โลกมฺหิ เย สตฺตา ชีวนุตาหารเหตุคา กุศลกรรม อย่างใดหนึ่ง เป็นกิจซึ่ง ควรฝักใฝ่ ด้วยกาย วาจาใจ เราทำแล้ว เพื่อสู่สวรรค์ สัตว์ใด มีสัญญา หรือหาไม่ เป็นอสัญญ์" ผลบุญ ข้าทำนั้น ทุก ๆ สัตว์ จงมีส่วน สัตว์ใดรู้ ก็เป็นอัน ว่าข้าให้ แล้วตามควร สัตว์ใด มิรู้ ถ้วน เทพเจ้า ช่วยเล่าขาน ปวงสัตว์ ในโลกีย์ ที่เป็นอยู่ ด้วยอาหาร ๑. ถ้าจะว่าเพียงเท่านี้ ไม่ว่าต่อไปอีก ให้เปลี่ยน อย่าผูกไว้ เป็น ทั่วหน้าเทอญ. ๒. อสัญญีสัตว์ หมายถึงพรหมประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่ประสงค์จะมีจิตที่ทำการคิดนึกได้ เพราะเห็น ว่า จิตนี้เอง เป็นที่ตั้งของความทุกข์. ไม่มีจิต ก็ ไม่มีทุกข์. ม. ๖ ๓

น.499 มนุญญํ โภชน์ สพฺเพ ลภฺตุ มม เจตสา จงได้ โภชน์สำราญ ตามเจตนา ข้าอาณัติ" บทที่ ๔ อิมินา ปุญญกมฺเมน ด้วยบุญนี้ ที่เราทำ อิมินา อุทฺทิเสน จ และอุทิศ ให้ปวงสัตว์ ซิปปาห์ สุลเภ เจว เราพลันได้ ซึ่งการตัด ตณฺฺปาทานเฉทน์ ขาดตัณหา อุปาทาน" สิ่งชั่ว ในดวงใจ เย สนฺตาเน หินา ธมฺมา ยาว นิพฺพานโต มมํ นสฺสฺตุ สพฺพทา เยว กว่าเราจะ ถึงนิพพาน มลายสิ้น จากสันดาน ยตฺถ ชาโต ภเว ภเว ทุก ๆ ภพ ที่เราเกิด อุชุจิตฺตํ สติ ปญญา มีจิตตรง แลสติ ทั้งปัญญา อันประเสริฐ พร้อมทั้ง ความเพียรเลิศ สฺเลโซ วิริยฺหินา เป็นเครื่องขูด กิเลศหาย กาตุญฺจ วิริเยสุ เม โอกาส อย่าพึงมี แก่หมู่มาร ที่มุ่งหมาย ๑. ถ้าจะว่าเพียงเท่านี้ ไม่ว่าต่อไปอีก ให้เปลี่ยน ข้าอาณัติ เป็น ของช้าเทอญ. ๒. การตัดตัณหาอุปาทานนั้น หมายถึงตัดกิเลสทั้งหมด โดยสิ้นเชิง.

น.500 กาตุญจ วิริเยสุ เม เพื่อจะ ประทุษร้าย ทำลายล้าง ความเพียรจม” พุทธาทิปวโร นาโถ พระพุทธ์ผู้ บวรนาถ ธมฺโม นาโถ วฺตฺตโม พระธรรมที่ พึ่งอุดม นาโถ ปจฺเจกพุทฺโธ จ พระปัจเจ กพุทธ์๒ สม- สงฺโฆ นาโถตฺตโร มมํ ทบพระสงฆ์ ที่พึ่งผยอง เตโสตฺตมานุภาเวน ด้วยอา นุภาพนั้น มาโรกาสํ ลภนฺตุ มา ขอหมู่มาร อย่าได้ช่อง เดชบุญ ทั้งสิบ"ป้อง ทสปุญญานุภาเวน มาโรกาสํ ลภนฺตุ มา อย่าเปิดโอกาสแก่มาร ( เทอญ ). ๑. มาร ในที่นี้ หมายถึงสิ่งที่ทำลายความเพียรในทางดีงามของสัตว์. ๒. พระปัจเจกพุทธ์นั้น หมายถึงพระพุทธเจ้าอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่ทำการสั่งสอนสัตว์ แต่ผิดจาก พระอรหันต์ทั่วไป ตรงที่พระพุทธเจ้าเหล่านี้ ตรัสรู้เองได้. ๓. บุญทั้ง ๑๐ คือ ทาน ศีล ภาวนา การถ่อมตน การช่วยเหลือผู้ อื่น การให้ส่วนบุญ การรับ อนุโมทนาส่วนบุญที่เขาให้ การฟังธรรม การบอกธรรมแก่ผู้อื่น และการทำความเห็นให้ถูกต้อง.

น.501 ภาค ๕ ประเภทฉันท์ ม่เรือง :- บทสดุดีพระพุทธองค์ผู้หลุดพ้น. พุทธนิคมประณิธาน. บ. ๖๒๒ ๒๔๓

น.502 พระพุทธสดุดี พระพุทธองค์ - ผู้หลุดพ้น ! “สิริวยาส" ประพันธ์ สัททูลวิธีฬิตฉันท์ ๑๙ เครื่องหมาย องค์ชินะพุทธ์ พิสุทธิ์ อริยญาณ คือดอก ประทุมมาลย์ พิมส. ท่านผู้ คุ้มคณะเรา และเหล่า นิกรชน ! ผู้มี พระเนตรกด ประทุม ! ผู้ชี้ ช่องชนะมาร ! ประทาน ธีรมคุม คุ้มบาป ! แนะบุญกุม บ ราง ! บึ่มชีพ จะจากร่าง พระทน- ยามค้น หาอมตะธรรม ระกำ กมล ปาง Thy Symbol is the Lotus pure Our Master thou ! the Lotus-Eyed ! Our Leader, Guardian and Our Guide ! In search of Truths thou didst endure ทุกข์ยาก เหลือจะประมาณ ประหาร หทยต้น ธรรมดา มนุษย์ต้น มีไหว พิมพา ทาระประจักษ์ พระรัก ประดุจนัยน์, บัลลังก์ และโภไคย, พระทิง; โอรส เพิ่งจะประสพ พระหลบ ประดุจสิ่ง- จองจำ, และลำศฤงค์, พระบั๊ด, หลีกหนี แน่วพระหทัย จะใคร่ วิมุติตัด จากโซ่ และตรวนมัด ณะใจ, Starvation, suff'ring, pov'rty, pain ; Thy sweet Yasodhara and the throne, Thy new-born babe and all thy own Thou didst renounce, -to break the Chain- ๒๔๕

น.503 ซึ่งล่าม ชีพ, และกระทำ กระหน่ำ หทยะให้ ดิ้นแด่ว ตะแด่วคล้าย จะลาญ ; เป็นนัก โทษทุษะแรง และแห่ง สุ บิน พล่าน เหตุความ ทะยานร่าน ระรน, สายชีพ แห่ง ชน ชีพ ก็รีบ ดะ คร ดล สู่ทุกข์ ทะเลวน มิว่าง, ลุกล้ม, ล้มและก็ซ้ำ มิหนำ กมล สร่าง นี่เป็น "ระบิลกลาง" ณะชีพ ! That fetters Life and make us all Such prisoners of Desire-dream ; In suff'ring floweth thus the stream Of human life from fall to fall ! เพื่อพบ อิสรผล และพ้น ทุกรบีบ จากวัง พระหลีกรีบ คระไล โอ้! องค์ อิสรมนุษย์! แคะขุด "วชิระ" ให้ แก่ผู้ ประสงค์ใคร่ จะพบ ยามค้น หาอมตภาพ พระทราบ ชีวระบบ นานา ประการครบ ประมวล แห่งปวง ชีวประวัติ ถนัด ภวะขบวน เพลงกาลประการถ้วน พระทราบ In quest of Freedom thou didst go O Liberator thou of Man ! And seeking thou didst find the Plan Of cosmic Life in th' long ago ! ทุกท่าน ต้องชนะการ ทะยาน กมลหยาบ ต่อยตัด ขจัดบาป ประลัย จึ่งเขา จักประลุทาง กระจ่าง บุรพนัย ดุจดั่งพระองค์ได้ เสด็จ "ตัวตน"-ทิฏฐิวิกล เกาะตน และคหะเท็จ ต้องตัด และปัดเช็ค เสมอ โดยตัด ต้นกระบิไฟ ณะไพร ส ณ ฑ เน้อ คืออิน ทรีย์ ๑ เห่อ ณะโลก And all must conquer craving who Like thee will find the Ancient Way, The ego maya-self must slay And the forest-fires of senses cut thro ! ๑. ไฟป่าแห่งอินทรีย์, อินทรีย์ คือ การติดอารมณ์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย.

น.504 พระพุทธองค์ - ผู้ หลุดพ้น ! ๒๔๗ โอ้ ! องค์ อวยสุขพัสส์ ๒ ขจัด ส ก ล โศก ของสัตว์ วิบัติโภค และเข็ญ ! โอ้ ! เอก องค์บี่ยะมิตร สนิท หทยเป็น แก่นกและ เนื้อเห็น ถนัด ! เห็นภาพ องคมุเนนทร์ ก็เห็น สุวนิทัศน ทวยชน ประจักษ์ชัด กะใจ- คือเห็น ชีพสุขุดม ผสม วิ บุ ล ไส- รีภาพ ๓ เพราะซาบใน นิพาน. O thou a Prophet of th' Poor ! A Lover of the bird and beast ! In thee may all the nations meet, And Life and Freedom new secure ! "สิริวยาส" ประพันธ์ ตามแนวแห่ง "Buddha, the Liberator by T. L. Vaswani" ๒. ท่าฝนแห่งความสุข. ๓. ไสรีภาพ = เสรีภาพ ( สัน, ไสวริน ). ม.๖๓

น.505 มาณวกฉันท์ ๘ 0 .. 0 0 .. 0 0 .. 0 0 . . 0 ปวงคณะเรา บุญนิธิสร้าง เหล่ายุวชน ห่างทุรกรรม มุ่งมนะชวน บาป บ มีทำ ขวายและกระทำ บ่มหฤทัย “พุทธนิคม" สม พ จ นาม เหตุก็เพราะความ เพื่ออดิสัย แน่วมนะใน คุณ สม บัติ ( พระ )รัตนตรัย สุข :ตระการ มุ่งมนะฝึก ศึกษากิจ เพื่อจะสฤษฎ์ วิท ย ฐาน โมห์มนะแผ้ว สร้าง พ ถ. ญาณ แล้วจะสมาน ธรรมะประสาน เพื่อจะประจักษ์ แก่ชิพเรา เกียรติคุณเพรา พริงกะตระกูล รานอุประสรรค เยี่ยงคณะเขา ผู้สุข ศานต์ พูน พ ล เอา คารวตรง เพื่อมนะมัน องค์ พระพุทธ์ ขันชนะการ ผู้บริสุทธิ์ ทุกขประหาร เหตุชนะมาร เยี่ยงกะพระองค์ คารวยิง ดึง ณ พระธรรม ซึ่งอุประถัมภ์ โลก :ประจง เพื่อประตุสุข เย็นมนะยง ยิ่ง ซ ล เย็น ทุกขณะ, คง รักคณะสงฆ์ ซึ่งจะธำรง คารวหนัก ศาสนเพ็ญ เพื่อจะประคอง ปองมนะเป็น เยี่ยง, ก ล เห็น ซึ่งสุวนิทัศน์ คารวการ มาร ด ร ชนก เกิดสรรปก คุ้มภัยพิบัติ ๒๔๘

น.506 เป็นบุรพา- จาริยชัด แน่ว ณ มนัส สนองคุณะแน่ ตำรวครู ผู้สุประสิทธิ์ สรรพสุวิทย์ เต็ม วุฒิแท้ รักคณะครู รู้คุณะแต้ วิท ยะแปล้ เหตุคุรุพูน แน่วมนะหนัก รักสกชาติ ยิ่งชิวอาตม์ ศาสนนุกูล รักษะกระษัตริย์ รัฏฐะธรรมนูญ เทอดฐิตินาน แน่วมนะเห็น เป็นทุษะเที่ยง มอบมนะทุน ธรรมะวิจาน หากจะละเลียง บัณฑิตสอน คือดนุเขลา ตอนบุรพกาล เยาว์พละ, ยล โทษจะพะพาน พรรณะจะหม่น เหลือคณนา เยี่ยง ก ล กา กลางคณะยูง ฝูง ชนพา กันครหา พ่อก็จะรุก ให้คนเห็น แม่ก็จะเข็ญ ชื่อก็จะชัว ตัวก็จะทุกข์ ทรัพย์จะสลาย สหายก็จะเร้น เหตุ " เพราะเห็น ว่าคนุทราม สูญกิติศัพท์ โลกก็มินับ เสื่อมกะตระกูล ว่า "ชน” ตาม ธรรมะประเภท ชาติก็จะอ่อน เหตุนิรความ หย่อน พล ภาพ สมบูรณตาม ใครก็กระหนาบ ธรรมะวิธี ดุ บ มิติ พูนภยะมี ทุกขะกระดี่ เหลือจะประมาณ คําสันจะสูญ “พุทธนิคม" บ่มคณะมา ด้วยมนะสา- มัคคิสมาน เพื่อประตุฝัง ดั่งประณิฐาน คือประจุศานต์ สุขอุดมงค์ ขอคณะเรา เอามนะรู้ ธรรมะกระทู้ วัตถุประสงค์ จวบอวสาน-ชีพและ ของคณะตน สนมนะตรง ธรรมะประจง "สิริวยาส" ประพันธ์สำหรับนักเรียน ร. ร. พุทธนิคม สวด ๕ สิงห์ ๘๐ ๑ ตรงนี้อ่าน ตุ ด้วย.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต