Buddhadasa.org
หนังสือชุมนุมเรื่องยาวของพุทธทาสภิกขุ (รวม 9 เรื่อง) › อ่านฉบับเต็ม

📖 ชุมนุมเรื่องยาวของพุทธทาสภิกขุ (รวม 9 เรื่อง)

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ชุมนุมเรื่องยาวของพุทธทาสภิกขุ (รวม 9 เรื่อง)

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.755 (๑๒) ชุมนุมเรื่องยาวของพุทธทาสภิกขุ การแปลคำว่าอวิชชา ให้กลมกลืนกับคำว่าพระเป็นเจ้า ๑๖๗ คำแปลที่ถูกต้องของคำว่า อวิชชา ๑๖๗ สรุปความว่า ผู้สร้างโลกคืออวิชชา ๓๖๘ ( ๒) โลกเกิดขึ้นมาอย่างไร ตัณหาซึ่งมาจากอวิชชาเป็นเครื่องบันดาลให้โลกเกิดขึ้น ๑๖๙ ข้อพิสูจน์มีอยู่ที่ภาวะอันไม่สะอาดสว่างสงบของโลกนั่นเอง ๑๖๙ วิวัฒนาการต่างๆ เป็นไปด้วยอำนาจตัณหา ๑๖๙ ฆ่าผู้สร้างโลกเสียดี หรือยอมบูชาดี ๑๗๐ ความหวังเมื่อตายแล้วเป็นหัวใจของลัทธิที่คิดพึ่งพระเจ้า ๑๗๑ พุทธศาสนาต้องการฆ่าตัณหาในปัจจุบัน, หวังผลในปัจจุบัน ๑๗๙ พระเป็นเจ้าไม่อาจห้าม การเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ของสิ่งทั้งปวง ๑๗๓ เข้าใจว่าโลกมีผู้สร้าง เพราะเห็นโลกในระยะอันสั้นเกินไป ๑๗๔ โลกคือปรากฏการณ์แห่งความหมุนเวียนของธรรมชาติล้วนๆ ๑๗๖ การเกิด การแปรเปลี่ยน และการดับของโลก อาศัยเหตุในตัวเอง ๑๗๗ ทั้งที่เชื่ออานุภาพของพระเจ้า ก็ยังคิดสร้างอาวุธไว้เป็นคู่มือ ๑๗๘ ความเชื่อ เรื่องพระเจ้าค่อยๆ หายไปในยุควิทยาศาสตร์ ๑๗๘ ความคิดเรื่องพระเจ้า มีเพียงยุคเดียวในหลายยุคของโลก ๑๗๙ โลกเป็นมาได้และคงเป็นต่อไปเพราะอำนาจพระเจ้าตัณหา ๑๗๙ เงื่อนต้นที่สุดของโลกคือสภาพแห่งความไม่รู้จักตัวมันเอง = อวิชชา ๑๘๐ แท้จริง คนหรือโลกก็มิได้มีอยู่จริงแล้วใครจะเป็นผู้สร้างเล่า ๑๘๑ วิชชาเกิดขึ้น โลกเป็นเพียงมายา การสร้างโลกก็เป็นเพียงมายา ๑๘๒ (๓ ) ความทุกข์ของโลกมีมาแต่ไหน ทุกข์มาจากอวิชชาที่ทำให้อยากในกาม ๑๘๒ ทุกข์มาจากอวิชชาที่ทำให้อยากในความเป็นนั้นเป็นนี่ ๑๘๓

น.756 (๑๓) สารบาญ ทุกข์มาจากอวิชชาที่ทำให้อยากในความไม่เป็นนั้นเป็นนี้ ๑๘๖ เหตุแห่งทุกข์นี้สูงเกินกว่าที่คนธรรมดาจะเข้าใจได้ ๑๘๘ อวิชชากับความอยาก เป็นมายาสองซ้อน และถูกถือเป็นพระเจ้า ๑๘๙ รูปธรรมและนามธรรมเป็นเพียงความไหลเวียน ไม่ใช่ตัวตน ๑๙๐ สิ่งที่ถูกสร้างก็ไม่มีตัวจริง แล้วตัวผู้สร้างจะมีได้อย่างไร ๑๙๐ ความทุกข์คืออาการตอนหนึ่งของความหมุนเวียน ๑๙๑ โลกคือตัวทุกข์ มาจากตัณหา ซึ่งมาจากอวิชชาอีกต่อหนึ่ง ๑๙๒ (๔) มนุษย์อยู่ในโลกเพื่ออะไร มนุษย์อยู่ในโลกเพื่อดับทุกข์ด้วยการฆ่าตัณหาและอวิชชา ๑๙๒ จุดปลายทางของมนุษย์ คือความเป็นอิสระจากทุกข์ ๑๙๓ ความดีความชั่วเป็นบ่วงผูกมัดมนุษย์ ๑๙๕ ความดี แม้ถึงที่สุด ก็ยังมิใช่ความหลุดพ้นจากทุกข์ ๑๙๕ กามาวจรภูมิ - รูปาวจรภูมิ - อรูปาวจรภูมิ ยังเป็นโลกและมีทุกข์ ๑๙๖ ภูมิที่พ้นจากทุกข์คือ โลกุตตรภูมิ มีที่สุดเป็นนิพพาน หยุดหมุนเวียน ๑๙๗ คำว่าสุข หรือความรู้สึกว่าสุข เป็นของลวง ๑๙๗ นิพพานที่อยู่เหนือสุขเหนือทุกข์นั้น เข้าใจยากกว่าเรื่องพระเป็นเจ้า ๑๙๘ นิพพานไม่มีรสของเป็นสุขหรือทุกข์, เป็นจุดปลายทางของมนุษย์ ๑๙๙ โลกมีอยู่ชั่วระยะที่เรายังหลงยึดถือด้วยอุปาทาน ๒๐๐ พระธรรมคือกฎของโลกและความดับสนิทของโลก ๒๐๐ ลำดับแห่งการพิจารณาโดยประจักษ์ เพื่อถอนตนขึ้นจากโลก ๒๐๑ ความหลง และความเชื่ออย่างงมงาย เป็นสิ่งที่มีอยู่โดยไม่รู้สึกตัว เราไม่ต้องการพระเจ้าผู้สร้าง ซึ่งสร้างได้แต่ความดีกับความชั่ว ๒๐๒ ๒๐๑ พระเจ้าเป็นที่หลงติดของผู้ที่หลงติดในความดี ๒๐๓ พุทธศาสนาสอนให้ละชั่ว - ทำดี - ทำใจหมดจดจากความยึดชั่วและดี ย. ( ๔ ) ๒๐๓

น.757 (๑๔) ชุมนุมเรื่องยาวของพุทธทาสภิกขุ ความดีคือโซ่ตรวนแห่งภพ ซึ่งจะต้องทำลายให้ขาดออก ๒๐๕ สรุปความรวมกันทั้ง ๔ ตอน ศาสนาต่างๆ แตกแยกกันเพราะให้ความหมายของคำว่าสุขต่างกัน ๒๐๕ คำว่า “สุขนิรันดร ” เป็นทั้งยาหอม และโซ่ล่ามขา ๒๐๖ ความเป็นทุกชนิด เป็นการผูกมัดผู้เป็นอยู่ในตัวมันเอง ๒๐๖ การสอนให้ยึดพระเจ้า ก็เพียงเพื่อยึดมนุษย์ไว้ในศีลธรรม ๒๐๗ จำเป็นที่จะต้องบอกว่าพระเจ้าเป็นสิ่งที่ใครๆ เข้าใจไม่ได้ ๒๐๗ ในพุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า ไม่มีตัวตนที่พระเจ้าสร้าง ๒๐๘ มนุษย์หรือโลก มีสภาพดุจตัวหุ่นหรือละคร ๒๐๘ เมื่อได้ " ซึมซาบ" ในโลกดีแล้ว จิตก็อยากหยุดหมุนไปตามโลก ๒๐๙ ถ้าแปลพระเจ้าเป็นกฎแห่งกรรม จะลงกันได้กับพุทธศาสนา ๒ ๑๐ พุทธศาสนามิใช่คำสอนที่พระเจ้าประทานลงมาจากสวรรค์ ๒๑๐ เมื่อเห็นชีวิตหรือโลกว่าเป็นเพียงมายา ปัญหาต่างๆ ก็สิ้นสุดลงทันที ๒๑๑

น.758 คำปรารภเมื่อพิมพ์ครั้งแรก ทุกสิ่งซึ่งได้มีการจัดสร้างขึ้น ล้วนแต่มีความมุ่งหมายอย่างแรงกล้า ในผลอันใดอันหนึ่งเป็นปรารภเหตุ. การจัดสถานส่งเสริมวิปัสนาธุระทุกแห่ง ก็อยู่ภายใต้หลักนี้ คือมี การปฏิบัติธรรม เป็นความมุ่งหมาย. เมื่อมีปฏิบัติ- ธรรมแล้ว ความมุ่งหมายก็ค่อยงอกเงยไปถึงการเผยแผ่ธรรม โดยผู้ปฏิบัติ ได้แล้ว แม้เพียงเอกเทศก็ได้, และทั้งหมดนี้รวมเรียก เรียกว่า การรื้อฟื้น และเผยแผ่พระพุทธศาสนาในส่วนปฏิบัติธรรม และปฏิเวธธรรม. แม้ว่าสมัยนี้ จะเป็นสมัยที่พุทธบริษัทได้ละเลยต่อปฏิบัติธรรมชั้นสูง, เป็นการยากที่ใครจะเห็นพ้อง เข้าใจ หรือนิยม ในกิจการของพระพุทธศาสนา ส่วนนี้ก็ดี แต่ถึงกระนั้นการกระทำของคณะต่างๆ ก็ล้วนแต่ได้ผลไปแล้วสูง กว่าที่คาดหมายไว้ เช่นภายหลังจาการ โฆษณาด้วยหนังสือพิมพ์พระพุทธ- ศาสนาของคณะธรรมทาน ซึ่งเป็นไปในเวลาไม่กี่มากน้อย การตื่นตัวของ พุทธบริษัทในส่วนปฏิบัติธรรมและการเผยแผ่ก็มีขึ้น ดังจะสังเกตเห็นได้ว่า จำนวนสมาคม ซึ่งมีเข็มมุ่งหมายส่งเสริมปฏิบัติธรรม, สถานที่สำหรับปฏิ- บัติธรรมโดยเฉพาะส่วนวิปัสนาธุระ, และพุทธบริษัทผู้ทั้งที่กลับใจมารัก ปฏิบัติธรรม ซึ่งเคยละเลยหรือไม่ชอบมาก่อน และผู้เริ่มสนใจในปฏิบัติธรรม เป็นครั้งแรก หรือสนใจยิ่งขึ้นกว่าเก่า เหล่านี้ กำลังทวีตามกันขึ้นเรื่อยๆ. ก็ และเราพอจะเข้าใจกันได้ว่า : นี่เป็นเครื่องหมายหรือนิมิตรน้อยๆ ของความ เจริญแห่งพระพุทธศาสนา ในยุคที่เราให้ชื่อกันว่า เป็นสมัย กึ่ง พุทธกาล ได้กระมัง. ย. ๑

น.759 แต่เพราะว่า การปฏิบัติธรรม มิได้เป็นกิจของชีวิตเฉพาะแก่พุทธบริษัท ที่เป็นภิกษุหรือสามเณรเท่านั้น ยังเป็นกิจทั่วไปแก่ชีวิตมนุษย์ทุกรูปทุกนาม แลซ้ำเป็นงานที่มีข้อแอบแฝง ค่อนข้างจะวิตถารสลับสำหรับสมัยนี้ จึงควร ช่วยกันร่วมมือ พยายามแล้วพยายามอีก เพื่อให้เรื่องนี้เปลี่ยนจากภาวะที่คว่ำ มาเป็นภาวะที่หงาย, จากภาวะแห่งสิ่งที่สำหรับไว้บูชา หรือนึกถึงชั่วครั้งคราว มาเป็นภาวะแห่งสิ่งที่ทำคู่กับชีวิตประจำวัน, ให้เข้าใจกันได้ชัดเจนถูกต้อง และทั่วถึง. คณะธรรมทานได้ขอร้องให้ข้าพเจ้าเผยแผ่แง่คิด อันเกี่ยวกับ ปฏิบัติธรรมนี้บางแง่เท่าที่จะสามารถ. ข้าพเจ้ายินดีเขียนเผยแผ่แทนในนามของ คณะ โดยปราศจากความบิดพลิ้วหรือกลัวเกรงแต่อย่างใด เพราะงานนี้ข้าพ- เจ้าถือว่าเป็นกิจในชีวิตของข้าพเจ้า ด้วยความรู้สึกทั้งหมด. การเขียนได้ เขียนตามเหตุผลที่ข้าพเจ้าค้นคว้ารวบรวมไว้ เพื่อเป็นแนวสำหรับตนเอง ใน บัดนี้และเบื้องหน้า. เมื่อก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน ข้าพเจ้าได้ไปแสดงเทศนาเรื่อง "การส่งเสริม ปฏิบัติธรรม" ณ ที่พุทธธรรมสมาคม สาขาจังหวัดนครศรีธรรมราช, ซึ่ง ในเทศนานั้น ข้าพเจ้ามุ่งกล่าวเฉพาะวิธีการณ์ของการ ร่วมมือกันส่งเสริม ปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะ หาได้กล่าวถึงตัวปฏิบัติธรรมโดยละเอียดไม่. เมื่อ เทศนานี้ได้ถูกพิมพ์ขึ้นผ่านสายตา และความพิจารณ์ของท่านผู้ได้อ่านมาแล้ว นำให้คิดเห็นว่า ควรมีการเพิ่มเติมในส่วนที่ยังขาดของเทศนานั้น คือคำอธิบาย ของการปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะขึ้นให้เต็ม จึงจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านเต็มที่, ด้วยเหตุนี้จึงเขียนเรื่องนี้ขึ้นตามที่เห็นควร และเท่าที่จะสามารถ เพื่อหวังว่าจะ เป็นเงื่อนแรก ที่จะดึงดูดให้ใจของผู้อื่นมีความสามารถยิ่งขึ้นไป ช่วยกันคิดช่วย กันเขียน และเปิดเผยส่วนที่ยังขาด จนกว่าจะพอเพียงในวงการณ์ของการรื้อ ฟื้นปฏิบัติธรรมนี้.

น.760 ส เรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้าเขียนอย่างตรงไปตรงมา ไม่มัวอ้อมค้อมด้วยความกลัวแต่อย่าง ใด เหตุว่าเพราะความกลัวนี่เอง ซึ่งทำให้ไม่มีใครหยิบเอาปัญหาปฏิบัติธรรม ขึ้นคิดกันอย่างการงานแผนกอื่น จนในที่สุดกลายเป็นของมีแต่ชื่อ หรือไว้ สรรเสริญกันอย่างลมๆ ไป. ข้าพเจ้าเขียนด้วยความเสียสละล่วงหน้าทุกๆ อย่าง เผื่อหากว่าจะต้องมีการสละบางอย่าง เช่นถูกหาว่าอวดดีในเมื่อเขียน ลงไปแล้ว. การเขียนนี้เป็นการเขียนภายในนามแห่งผู้เป็นทาสของพระ พุทธองค์ ผู้ซึ่งข้าพเจ้าได้ทูลถวายสิทธิ์ เพื่อเกิดเป็นพระพุทธสมมติขึ้นบ่งการ ให้ข้าพเจ้าทำทุกๆ อย่างโดยทันที ในขณะที่ความรู้สึกเกิดขึ้นภายในใจของ ข้าพเจ้าเอง ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องกระทำด้วยความพยายามทั้งหมดที่มีอยู่ รวมทั้ง ชีวิต เพื่อบำรุงรักษาพระศาสนาของพระองค์ ในส่วนที่ยังขาดอยู่. สิ่งนั้น, ซึ่งในบัดนี้ได้แก่การปฏิบัติธรรมโดยแท้ ต่อไปนี้ เป็นคำบรรยายเรื่องการปฏิบัติธรรมตามที่ปรารภมาแล้วข้างต้น อันได้แบ่งออกเป็น ๔ ตอน และบรรยายไปเป็นตอนๆ โดยลำดับ.

น.761 -- ปฏิบัติธรรมคือยอดศิลปะอันจำเป็น สำหรับชีวิตมนุษย์ ชีวิตแห่งการเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร คือชีวิตแห่งการต่อสู้เพื่อชนะสิ่ง ที่ไม่ชอบใจ "และได้สิ่งที่ชอบใจ ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนไม่ ทราบได้ว่าก่อส่งไชยครั้ง ดุจคนยืนย่ำเท้าอยู่ที่เดียว การปฏิบัติธรรมกับ นั่นเอง. ชีวิตนี้เป็นสิ่งที่เนื่องเป็นสายเดียวกันตลอด การต่อสู้แห่งชีวิต. ทุกชาติที่ยังเวียนว่ายอยู่ ด้วยอำนาจตัณหาที่ทะเยอ ทะยานต่อการเกิด เพื่อให้มีให้เป็นอยู่เสมอ. แม้กระนั้นปรากฏการณ์ของ ชีวิตก็มีขึ้นห่างกันมากเป็นระยะๆ และน้อยๆ เหมือนทุ่นสถานีโทรเลขทางไกล ใต้มหาสมุทรซึ่งโผล่เป็นเพียงแห่งๆ : ส่วนที่จมมืดมิดอยู่มีมากกว่ามาก, เราจึงรู้จักชีวิตแห่งสงสารจักรของเราน้อยเกินไป - เกินกว่าที่เราจะดำเนินชีวิต อันเต็มไปด้วยการต่อสู้ ให้ราบรื่นได้จริงๆ. มิหนำซ้ำการที่เราตื่นขึ้น ครั้งหนึ่งๆ ก็เป็นเพียงการตื่นภายในเขตต์ที่ “ ข้าศึก" เป็นฝ่ายได้เปรียบเรา คอยที่เราพร้อมอยู่ ดุจเราถูกจับผูกตาแล้วนำไปปล่อยในที่ซึ่งพวกเขาได้ซุ่ม ซ่อนอยู่ เพื่อคอยทำความหลงเข้าใจผิดให้แก่เราอย่างพร้อมเพรียงแล้ว, - ข้า ศึกของเราคืออวิชชา ! เหตุนั้นชีวิตของเราจึงคือห่วงลูกโซ่ ซึ่งเต็มไปด้วย การต่อสู้ชนิดที่จะเอาชนะได้แสนยาก. บางอย่างเรายังไม่รู้สึกถึงด้วยซ้ำ ไป ว่าเป็นการต่อสู้ ทั้งที่ความจริงในขณะนั้น เรากำลังทำการต่อสู้อยู่. เมื่อชีวิตแห่งการต่อสู้เป็นความจริงข้อหนึ่งแล้ว สิ่งที่เราต้องการเป็นสิ่งที่ สำคัญที่สุด ก็คือวิธีที่เราจะต่อสู้อย่างไรจึงจะเอาชนะได้เด็ดขาด. และถ้า ๔

น.762 มื่อวิธีการณ์แห่งการต่อสู้เป็นความต้องการอย่างจำเป็นของชีวิตแล้ว ก็แปล ว่าชีวิตต้องการการปฏิบัติธรรม เพราะว่า วิธีการณ์แห่งการปฏิบัติธรรม ก็คือ วิธีต่อสู้เพื่อเอาชนะได้เด็ดขาด ของชีวิตอันท่องเที่ยวไปใน สงสารสาครนั้นเอง. วิธีการณ์แห่งการปฏิบัติธรรมโดยย่อ คือการกระทำเพื่อให้เรารู้เห็น แจ้งชัด ซึ่งวัฏฏสงสารแห่งชีวิตได้ตลอดสายสัมพันธ์อันยืดยาว ซึ่งพร้อมกัน นั้น , เราจักพบและรู้จักวิธีต่อสู้ในชีวิตได้ด้วยตนเองด้วย. เพราะฉะนั้น จะมี อะไรอีกเล่า, ซึ่งเป็นความต้องการอย่างจำเป็นของชีวิต, นอกจากการ ปฏิบัติธรรม ! เราจึงควรสนใจต่อการศึกษาปรัชญาแห่งชีวิต เพื่อจะช่วยให้ เรารับเอาการปฏิบัติธรรมเข้ามาสู่เราได้ อย่างงดงามสืบไป. วิสัย โลกิยะ คือธรรมดาแห่งมนุษย์โลกที่ยังถูกปกคลุมอยู่ด้วยข่าย คือ อวิชชา โดยอวิชชา, มนุษย์จะรู้จักความสุข เพียงแค่อามิสสุข ซึ่งควรเรียกว่าความเพลิด ธรรมดามนุษยโลกย่อม เพลินแห่งใจมากกว่า, แล้วก็ยึดถือเอาว่านั้น ไม่ได้ รับ สุขที่แท้จริง. คือความสุขที่แท้จริง โลกนี้มีเหยื่อหรือ อามิสคือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสที่ยวนใจ, มนุษย์ที่ยังกินเหยื่อติดเหยื่อ เรียกว่ายังอยู่ในวิสัยโลกิยะอย่างเต็มที่ รู้จักความสุขแต่สิ่งที่ตนชอบหรือกำหนัด จึงไม่ได้รับสุขที่แท้จริง เพราะไม่เคยนึกฝันถึงสุขอื่นให้นอกไปกว่าที่ความอยาก ของตนชักนำ. เหล่าผู้ที่ยังพอใจต่อโลก หรือต่อความเป็นอยู่ในโลก เรียกว่า มนุษยโลก, ฉะนั้นธรรมดามนุษยโลก จึงคือความเป็นผู้พอใจติดอยู่ในโลกหรือ ในความเป็นไปของโลก - ในโลก - เพื่อโลก, ส่วนผู้รู้จักโลกจนดับความ พอใจในโลกทุกๆ ชนิดเสียได้ คือผู้ข้ามขึ้นพ้นจากโลก (โลกุตตร) หรือผู้ที่ไม่ถือ เอาความพอใจต่อโลกเป็นอาหารแห่งชีวิตนั่นเอง. ท่านเป็นผู้อยู่เหนือธรรมดา มนุษย์โลก ได้รับสุขอันแท้จริง กล่าวคือความเป็นอิสระเหนือวิสัยโลก ได้แก่ ย. ๒

น.763 ความสงบเยือกเย็นใจ เพราะไม่หลงโลก แล้วและระหกระเหินไปตาม ด้วย ความติดโลก. เราจักค่อย ๆ ก้าว จากธรรมดามนุษยโลก ขึ้นสู่สถานะอันอยู่เหนือ ธรรมดามนุษยโลกได้ด้วย การปฏิบัติธรรม ! เราจะพบชีวิตที่เป็นอิสสระสูง โปร่งเหมือนท้องฟ้าในกลางหาวได้เพราะเหตุนั้น. หลักการศึกษาทางโลกทั้งหลาย แม้เมื่อได้ทำตามเต็มที่แล้ว ก็คงเป็น เพียงเครื่องพยุงปลอบโยนชีวิตของผู้นั้น ให้ เพลิดเพลินไปคราวหนึ่ง ๆ กว่าจะถึงกาลาว- สุขที่หลอกลวง คือสิ่งที่ สาน. มนุษย์ต้องเป็นทาสในการปลอบโยนตัว มนุษย์ปรุงขึ้น เพียงเพื่อ เอง ด้วยการหาเหยื่อให้อย่างแปลกๆ เสมอไป หลอก เลี้ยง ตัณหาของ เหยื่อนั้น เรียกว่า "กาม" คือสิ่งที่มันใคร่, จะ ตนเอง ไม่มี ที่สุดสั้น. เป็นอะไรก็ได้ ขอแต่ให้แปลกๆ เปลี่ยนหน้ากัน เข้ามาแล้ว ก็เป็นพอใจของมนุษย์. และเพราะการที่ต้องค้นคว้าหาเหยื่อ ใหม่ๆ ให้ตนเองอย่างไม่มีเวลาหยุดหย่อนนี้ มนุษย์จึงมีธรรมดาตรากตรำใจอยู่ เสมอ, มีโดยมากถึงกับแห่งผาก. ทั้งนี้ก็เพราะหลักการศึกษาที่เขายึดถือไว้นั้น เป็นไปเพื่อความสะสมทุกข์ อยากใหญ่ โหมเพลิงให้แก่ไฟกิเลส ปรนปรือตัณหา ของเขาเองให้ลุกลามจนเกินกว่าเหยื่อที่เขามีไว้สำหรับเลี้ยง. ธรรมดามนุษย์ เมื่อมีสิ่งนี้สมใจอยากแล้ว ก็ปราปรือตัณหาให้อยากสิ่งอื่นอีก : โลกมนุษย์ นิยมกันว่า ของแปลกของใหม่ ของที่ไม่เคยพบเห็น เป็นของวิเศษ แทนที่จะเข้า ใจว่า การชนะทุกอย่าง คือไม่อยากในอะไรทุกอย่าง เป็นของวิเศษ. เถ้าถ่านของตัณหาเกลื่อนกลาดไปหมด : ตัณหาได้แผดเผาหัวใจแล้วทิ้ง ซากที่เป็นเถ้าถ่านไว้ สิ่งนั้นคือ บ้านหลังเก่า ภรรยาคนแรก แหวนเพ็ชรวง ก่า ตึก ๗ ชั้นที่สร้างก่อนตึก ๒๐ ชั้น ฯลฯ เป็นต้นเหล่านี้ ก็ล้วนแต่สิ่งที่มนุษย์ เคยกล้ายืนยันแก่ตัวเองและผู้อื่นว่าเป็นความสุข แต่มันก็คือ ฟื้น หรือเชื้อเพลิง

น.764 พื่อตัณหาเท่านั้น ถ้าเขายังเป็นผู้ที่อยู่ใต้กะลาครอบแห่งอวิชชา. เราจะค่อยๆ รู้จักและชนะความสุขที่หลอกลวงได้ที่จะเล็กละน้อย ก็ด้วย การปฏิบัติธรรม ! มีผู้กลัวไปว่า ถ้าดับตัณหาเสียแล้ว จะทำให้หมดความอยาก ชีวิตนี้ ก็จะกลายเป็นของจืดชืดแห้งแล้งไม่เป็นรส, ข้อนี้เป็นความกลัวซึ่งมีอวิชชาเป็น ฐานราก. ขอให้ดูพระพุทธองค์และบรรดาพระอรหันต์ขีณาสพทั้งหลายใน อดีตกาล : ท่านเป็นผู้ดับตัณหาได้หมดจดสิ้นเชิง รื้อถอนได้กระทั่งรากแล้ว แต่ยังคงประพฤติ อวิชชาทำให้มนุษย์กลัว ประโยชน์แก่โลกได้เต็มที่อย่างเดิม. ท่าน ต่อ ความสุขที่จริงแท้. มิได้ทำงานนั้นๆ ด้วยความอยาก หรือความรู้สึก ว่าต้องขวนขวาย เพราะการต่อสู้ในชีวิตแห่งส่งสารวัฏฏ์ของท่าน ได้เป็นไปถึงที่ สุดถึงกับท่านรู้จักธรรมชาติ หรือยถาสภาวะของส่งสารวัฏฏ์ และของพลโลกทั้ง ที่หมุนไปตามเกลียวแห่งสงสารและที่หักวงล้อมแห่งสงสารได้แล้ว, ท่านคงทำกิจ การงานทั้งหลายตามธรรมชาติของพลโลกก่อนจะต้องทำให้แก่โลก, ไม่ใช่เพราะ ความอยากหรือหน้าที่บังคับท่าน แต่เป็นความกรุณา หรือวิชชา หรือความรู้สึก อันงดงามอย่างอื่น เช่นความรู้สึกในหน้าที่ของพลโลกเป็นต้น อาราธนาให้ทำ, - ทำอย่างเป็นพลโลกผู้ข้ามขึ้นพ้นจากโลก ชนะโลกด้วยน้ำใจโดยทุกทาง. แทนที่จะเหน็ดเหนื่อยหรือทุกข์ร้อน กลับเยือกเย็นตลอดเวลา จึงควรจะเห็นเสียให้ ชัดเจนว่า ใช่ว่าหมดตัณหาหรือความอยากแล้ว ชีวิตจะแห้งแล้ง ไม่ประกอบ กิจอันใดเสียเลย ก็หาไม่ : เพียงแต่ก่อน ๆ เคยทำทุกอย่างเพราะความอยาก ภายหลังทำเพราะความรู้สึกอันงดงามภายในใจ มีความกรุณา ความรู้จัก ยถาสภาวะของพลโลก ฯลฯ เท่านั้น, และทำเฉพาะสิ่งเป็นไปเพื่อความเยือก เย็นสุดซึ้งแห่งใจฝ่ายเดียว. แม้พระอริยบุคคลที่ต่ำลงมา มีความอยากอันเบา บางแล้ว ก็ยังมีชีวิตแห่งการครองเรือนได้อย่างชุ่มชื่นเยือกเย็นตามสถานะ

น.765 ฏิบัติธรรม จะช่วยให้เราหายหลง หายกลัวความสุขที่จริงแท้ ! ความสุขที่จริงแท้ ไม่ใช่สุขเกิดแต่ทรัพย์ ยศ ชื่อเสียง ซึ่งเป็นเหมือน เหยื่อของโลก เพราะมันเป็นเหมือนความสุขของปลาที่กลืนเหยื่อ อันมีเบ็ดติด เข้าไปด้วย และจะเกิดอะไรขึ้นภายหลัง ทุกคนพอจะทราบได้ดี. สุขที่แท้ จริง คือความที่ใจเอาชนะสิ่งต่างๆ ได้เสมอ, ไม่มีการร้อนใจ - หวั่นใจ - กลัว - รัก - โกรธ - เกลียด ฯลฯ เลย, - ตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ และคงบริโภค นุ่งห่ม ประกอบการงาน อยู่เช่นเดียวกับเพื่อน มนุษย์ทั้งหลาย. ใจที่เป็นอิสสระจากสิ่งที่จะ สุขที่แท้จริง คือความ ย่ำยีเบียดเบียนให้ฟูขึ้นหรือเหี่ยวลง ให้วิ่งไป สงบ เยือก เย็น แห่งใจ วิ่งมา ให้เต้นเร็วเต้นช้า ลุ่มๆ ดอนๆ, - นั้น - เย็น แสน จะเย็น. คือใจที่เป็นสุข, ได้แก่ใจที่สงบเยือกเย็นแสน จะเย็น เพราะปราศจากไฟทางจิตทุกๆ อย่าง. ผู้ชนะตน คือมีใจชนะสิ่ง ทั้งปวงอันมาเกี่ยวข้องกับตน หรือมีอยู่ในตน ทั้งที่เป็นอยู่เองตามธรรมชาติ หรือมนุษย์ปรุงแต่งกันขึ้นมาใหม่. สิ่งต่างๆ ที่มากระทบบุคคลเช่นนี้ จะ กระเด็นออกเหมือนลูกยาง ซึ่งถูกปาไปที่หินมหึมาและเป็นแท่งทึบ มิได้ทำความ ซ้ำซอกอันใดให้หินนั้นเลย. ผู้มีสุขแท้จริงถึงที่สุดยอดเช่นนั้น คือพระ อรหันต์ - ผู้หมดเชื้อของความชั่วในใจทุกๆ อย่างทุกๆ ประการ ภายหลังแต่การ ปฏิบัติธรรม ตามแนวแห่งคำสอนของพระพุทธองค์ ได้ถึงที่สุดแล้ว. ที่รองลง มา ก็ได้แก่ผู้กำลังปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์ ในเวลาต่อไป. เราจะค่อยๆ พบสุขที่จริงแท้ยิ่งขึ้น ก็ด้วย การปฏิบัติธรรม ! ผู้ที่ดำเนินชีวิตไปตามรอยแห่งพระอรหันต์ คือผู้พยายามตัดเครื่องผูก มัดตนเอง เพื่ออิสรภาพ. มนุษย์มีกิเลส เครื่องหมักดองใจให้เศร้าหมอง มาแต่กพ สุขที่แท้จริงโดยชื่อ เรียก ว่ามรรคผล และนิพพาน. ก่อนๆ. ความเศร้าหมองนั้น ทำหน้าที่

น.766 ชื่ เรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม เหนี่ยวรั้ง หรือผูกรัดดวงจิตให้ตกไปฝ่ายอวิชชา หรือฝ่ายต่ำอยู่ตลอดกาล จน กว่าจะตัดหรือทำลายมันเสียได้ด้วยอาวุธ คือปัญญา หรือวิชชา อันเกิดแต่การ ปฏิบัติธรรม. ตัดได้มากน้อยเท่าใดสุขก็เกิดขึ้นเท่านั้น ท่านแบ่งชั้นไว้เป็นสี่ มีโสดาปัตติผลเป็นต้น มีอรหัตผลเป็นที่สุด. เมื่อตัดกิเลสเครื่องเศร้าหมอง ผูกรัดให้ หมดสิ้นเชิง ทุกข์ดับหมด ท่านเรียกว่านิพพาน. เรื่องนี้จะกล่าว โดยละเอียดในตอนหลังๆ. แท้จริง ถ้าเราไม่ตลึงคำว่ามรรคผลนิพพาน อันเป็นนามที่ถูกยกขึ้น บูชานาน จนมนุษย์ลืมไปว่าเป็นของสำหรับเราเองแล้ว เราจะค่อยๆ พบได้เอง ว่าคำนี้เป็นเพียงชื่อของผลแห่งงานอันเป็นหน้าที่ที่มนุษย์ทุกคน จำเป็น จะต้องทำ เพื่อความสุขทางใจ สูงขึ้นไปตามลำดับจนถึงผลอันสุดท้าย เท่านั้น. คำว่า "อริยบุคคล" จะไม่เป็นของมีค่าอะไรเลย ถ้าหากว่าคำนี้มิได้เป็น ชื่อแห่ง สถานะ ที่มนุษย์ธรรมดา สามารถลุถึงได้. คำนี้ เป็นชื่อของมนุษย์ผู้ไม่เหลวไหลต่อการแสวง ผู้ได้มรรคผล หรือ สุขแท้จริง จนในที่สุดก็ได้บรรลุสุขนั้น. เราจะ อริยบุคคล คือมนุษย์ อ่านตำราที่เป็นประวัติและกิจการของพระอริยบุคคล ให้จบแล้วจบอีกสักกี่เล่มก็ได้ แต่เราจะเป็นอริย- ผู้มีสุข ชนิดแท้จริง. บุคคลไม่ได้เลย. จะเป็นได้ก็ต่อเมื่อได้รับความสุขชนิดนั้นแล้วต่างหาก. การปฏิบัติธรรม หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวิปัสนาธุระนั้น คือการ ฝึกฝนเป็นลำดับติดต่อกันทุกๆ วันตามวิธีที่ พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน, เพื่อให้ชีวิต ปฏิบัติธรรมเป็นการทำชีวิต ของผู้นั้นก้าวขึ้นสู่ความสงบเยือกเย็น แสน ให้เป็นสุข ชนิด แท้จริง. จะเย็น จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งความสุข ที่วิสัยมนุษย์จะยึดถือเอาได้. ไม่มีทางอื่นใดจากการปฏิบัติธรรม ที่มนุษย์จะ ใช้เป็นเครื่องดำเนินชีวิตของตนๆ ให้ก้าวเข้าไปใกล้ความสุขยิ่งขึ้นทุกที. ก็ ย. ๓

น.767 ริยัติธรรมนั้น คือการเล่าเรียนศึกษาส่วนหลักวิชชาที่กล่าวถึงการปฏิบัติธรรม, - เป็นเพียงบุพพภาคของการปฏิบัติธรรม. เมื่อผู้นั้นประพฤติเต็มที่ทั้งสอง อย่างแล้ว จะเนื่องกันเหมือนผีเสื้อที่กลายมาจากตัวแก้วของมันเอง อันเปรียบ ได้กับปริยัติ, ต่อเมื่อการปฏิบัติได้ก้าวหน้าดำเนินไปดีแล้ว จึงเกิดผล คือความ สุขขึ้นตามส่วนมากน้อยแห่งการก้าว. ความสุขที่เกิดขึ้นนี้ เป็นสุขที่จริงแท้ เพราะฉะนั้น ปฏิบัติธรรม จึงคือการก้าวจากทุกข์ไปหาความสุข ซึ่งมีพระนิพพาน เป็นจุดหมาย ไม่ใช่เป็นการถอยหลังเข้าคลอง หรือเป็นการทำอย่างคร่ำครึพัน สมัย ดังที่ยังคงมีคนส่วนมากเข้าใจ. แต่เป็นการก้าวเพื่อความ สุขชนิดที่แท้จริง. การปฏิบัติธรรมมิใช่เป็นเพียงการแสดงแบบ หรือแสดงท่าทางด้วยกิริยา อาการภายนอก แท้จริงเป็นการปฏิวัติดวงใจ ของผู้ปฏิบัตินั้นเอง ให้กลับกลายจากความ การปฏิบัติธรรม เป็น เป็นแหล่งที่รับทุกข์ มาเป็นแหล่งที่เต็มไปด้วย การปฏิวัติ ของดวง จิต. สุข, จากความเป็นทาส ไปสู่ความเป็น อิสสระจากธรรมชาติฝ่ายต่ำของใจทุกๆ ประการ, ดวงจิตที่เคยถูกอวิชชา หุ้มห่อ กลับกลายเป็นจิตที่ผ่องใสแหลมคมต่อการทำลายรากเง่าของความ ทุกข์ หรือสิ่งที่ตนไม่พึงประสงค์, รวมความว่า เปลี่ยนดวงจิตที่เคยก่อ- สร้างทุกข์ ให้กลายเป็นก่อสร้างสุขเพื่อตัวเอง อาการกิริยาที่ฝึกฝนบำเพ็ญแต่ภายนอก เช่น ศีล ธุดงค์ สมาธินั้นๆ ก็คือการ เริ่มลงมือปฏิวัติดวงจิตเป็นลำดับๆ จากหยาบไปหาละเอียดนั้นเอง. อาการ ภายนอกเป็นเพียงเครื่องหมาย แต่ไม่เป็นเครื่องหมายที่แน่นอนเสมอไป เพราะ ถ้าผู้ใดปฏิบัติปฏิปทาเหล่านี้ เป็นโลกาธิปไตยเพียงภายนอกให้โลกสรรเสริญ แล้ว หาจัดเป็นปฏิบัติธรรมได้ไม่ จัดเป็นการทำปลอมปฏิบัติธรรม : โดยนัยนี้ จะเห็นได้ว่า การ ปฏิบัติธรรม คือการปฏิวัติดวงจิตแท้ๆ. - ปฏิวัติดวงจิตที่ เคยทุกข์ให้เป็นสุข ปฏิวัติสุขที่ไม่แท้ให้เป็นสุขที่แท้จริง จนกว่าจะตุถึงยอดสุข

น.768 กิริยาปฏิวัติในที่นี้ คือการปลดเปลื้องชีวิตให้หลุดพ้นจากแอกอธิปไตย แห่งกิเลส ปราบกิเลสให้หมดอิทธิพล ให้เป็นอิสสระแก่ตัวเองได้ ! กิเลสนั้นได้แก่ความรู้สึกตามสัญชาตญาณที่เป็นไปในฝ่ายต่ำ คือตามที่มัน นึกใคร่อย่างไร, และเป็นความรู้สึกของจิตที่ยังไม่ได้รับการศึกษา หรือขูด เกลาตามวิธีที่ถูกตรงตามหลักความจริง. กิเลสเป็นของแฝงอยู่กับจิต และ ปรากฏตัวให้เห็นต่อเมื่อมีสิ่งยั่วให้มันลุกโพลง หรือพล่านขึ้นเป็นคราวๆ แล้วก็ หายตัวเงียบแฝงอยู่, ดุจเดียวกับตัวหนังสือลับที่เขียนด้วยหมึกลับ ปรากฏให้ เห็นต่อเมื่อแช่กระดาษลงในน้ำ, แห้งแล้วก็หายเสียฉะนั้น. เพราะมันแฝงตัว อยู่ได้อย่างลี้ลับ - อย่างที่ค้นไม่เห็นตัว, แต่มันอาจโผล่ออกมาเมื่อไรก็ได้ในที่ ทุกกาลทุกสถาน มันจึงเป็นเหมือนกับเป็น "สมบัติกายสิทธิ์ " ของจิต ที่มีไว้ สำหรับการเล่นท่องเที่ยวไปในทะเลทุกข์ด้วยกัน. เหมือนคนกับเรือฉะนั้น. บางแห่งเราเรียกกิเลสนี้ว่า " กิเลสอย่างละเอียด," เพราะนอนในสันดานและ เรียกปรากฏการณ์ของกิเลสที่ปรากฏอยู่ในใจ ว่า "กิเลสอย่างกลาง" และที่ ปรากฏออกมากระทั้งทางกายวาจาว่า "กิเลสอย่างหยาบ." และเราวางหลักต่อ ไปว่าศีลเป็นคู่ปรับกับกิเลสอย่างหยาบ, สมาธิเป็นคู่ปรับกับกิเลสอย่างกลาง และปัญญาเป็นคู่ปรับกับกิเลสอย่างละเอียด, และเรียกการบำเพ็ญธรรมที่เป็น คู่ปรับทั้งสามอย่างนี้ว่าการปฏิบัติธรรม ! การปฏิบัติธรรมคือการบำเพ็ญให้เต็มที่ในข้อปฏิบัติต่างๆ อันยืนลงแล้ว เรียกว่าศีล- สมาธิ - ปัญญา. ศีลคือการชำระกายและวาจาให้บริสุทธิ์ปราศ- * จากโทษ, เมื่อบริสุทธิ์แล้วเป็นเครื่องช่วยให้เกิดสมาธิ, สมาธิคือความที่ใจ ผ่องใสตั้งมั่นเป็นจุดเดียว มีกำลังกล้าแข็งสำหรับการคิดปัญหาอันลี้ลับ. การดี ปัญหาลี้ลับ ก็คือการบำเพ็ญปัญญานั้นเอง. เรียก อีกอย่างหนึ่ง ว่า วิปัสนา ภาวนา. ปฏิบัติธรรมในขั้นสูง คือการ พระพุทธ ภาษิต เหลือ ที่จะ ประมาณได้ ตี แตก ใน ปัญหา ของ ชีวิต.

น.769 ด์ ไผ่ ชุมนุมเรื่องยาวของพุทธทาสภิกขุ ที่สอนให้ภิกษุในพระศาสนานี้เจริญศีล-สมาธิ - ปัญญา. สมาธิและปัญญา เป็นงานทางใจชั้นประณีตที่สุด. เพื่อให้เร็วเข้า จึงทรงสอนให้ตัดปลิโพธ เครื่องกังวลรบกวนต่างๆ แล้วหลีกออกบำเพ็ญในที่สงัด ดังที่ทรงระบุไว้ คือ โคนไม้, ป่า, และเรือนว่าง ได้แก่ถ้ำ ซอกเขา ป่าช้า ลอมฟาง กลางแจ้ง ป่าชัฎ. ทรงสอนให้ตั้งหน้าคิดให้เห็นแจ้งตลอดเป็นลำดับไป เริ่มตั้งแต่การพิจารณาร่าง กายนี้ ค้นให้พบสภาวะธรรมดาตามที่เป็นจริงอย่างไร จนหายยึดมั่น, สลัด เครื่องเศร้าหมองของดวงจิตต์ออกให้สิ้นเชิง มีปรีชาญาณไม่ติดขัดในปัญหา อันเกี่ยวกับชีวิต โดยเฉพาะคือสุขและทุกข์อีกสืบไป. นี่คือการ ปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นการทำลายรากเง่าของความทุกข์ อันได้ แก่อวิชชา ซึ่งมัวหลงยึดเอาทุกข์ หรือสุขที่ไม่แท้จริง ให้หมดสิ้นไป แล้ว บรรลุสุขที่แท้จริงได้. นี่เป็นการกล่าวอย่างสรุป. ปฏิบัติธรรม คือศิลปะแห่งการครองชีพ !

น.770 - ๒ - การกระทำที่เรียกว่าปฏิบัติธรรม มนุษย์เรา มีจิตต่างกันเป็นชั้นๆ คือที่ยังชอบใจในกาม ยังไม่เบื่อกาม ก็มี ที่เบื่อกามแล้ว แต่ยังไม่เบื่อในการเกิดแล้วเกิด อีกก็มี ที่เบื่อการเกิด อยากดับไม่มีอะไรเหลือก็มี คำว่าปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้น แม้ว่าจะมีการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์เหมือนกัน โดยวงกว้าง. ก็จริง แต่ขั้นของการปฏิบัติยังต้องต่างชั้นกันอยู่นั้น เอง. แนวของการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์นั้น เรียกว่ามรรคมีองค์แปด. ผู้ที่ใจ ยังไม่ปรารถนาพระนิพพาน ยังปรารถนากามอยู่ ก็ดำเนินหนักแต่เพียงบางองค์ หรือจะทุกองค์ก็แต่หย่อน ๆ ที่สูงขึ้นไปก็แก่กล้าขึ้นไปตามส่วน ถ้าปรารถนา พระนิพพาน ก็แก่กล้าอย่างถึงที่สุด ถึงกับสละเหย้าเรือนออกรีบเร่งการบำเพ็ญ โดยชีวิตที่ปราศจากเรือนที่เดียว. โดยนัยนี้ ย่อมเห็นได้ว่าปฏิบัติธรรมมีเป็น ขั้นๆ โดยสรุปก็คือ ของพวกฆราวาสประเภทหนึ่ง ของบรรพชิตประเภทหนึ่ง, แต่ก็มีแนวคือมรรคมีองค์แปดอันเดียวกันทั้งนั้น หลักการปฏิบัติธรรมคือมรรคมีองค์แปดนั้น เป็นทางให้ถึงความดับทุกข์. ความดับทุกข์คือการดังตัณหา ความทะเยอทะยานอยากดิ้นรนในชีวิตได้หมด. ผู้เป็นฆราวาสยังปรารถนากาม ดับเพียงบางส่วน เฉพาะที่ทำให้ดิ้นรนจนหมดสุข ในทางกาม, แล้วประกอบกิจการงานต่างๆ อย่างขมักเขม้น ด้วยความรู้สึกว่า เป็นพลโลกหน่วยหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่ทำกิจให้แก่โลกตามวิสัย หรือด้วยความกตัญ- ญูกตเวที ความรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของชีวิตโดยธรรมชาติเป็นต้น แทนที่จะขมัก เขม้นด้วยความทะเยอทะยานอยาก อันเป็นไฟแผดเผาจิต. ส่วนผู้เป็นบรรพชิต ย. ๔ ๑๓

น.771 นั้นเหมือนกัน. แม้จะเปรียบกับแม่น้ำลำคลอง ซึ่งประกอบด้วยองค์คุณ ครบบริบูรณ์อย่างอื่นก็ได้โดยนัยเดียวกัน ประสงค์แต่ให้เข้าใจความชัดเจนว่า เป็นปฏิปทา ที่ต้องได้รับกำลังจากส่วนย่อยๆ แปดส่วน ร่วมกำลังเป็นจุดเดียว กันเท่านั้น. ในบรรดายถาสภาวะทั้งหลาย เช่นถ้าเอาน้ำสาดเข้าที่ไฟ ไฟย่อมดับ ซึ่ง จัดเป็นกฎ หรือ ‘ธรรม’ ที่แน่นอนอันหนึ่ง แต่ไม่มี มนุษย์ใดที่เป็นผู้สร้างไฟ หรือสร้างน้ำ ซึ่งเป็น พระพุทธ องค์ ธรรมชาติวัตถุนั้นเลย จะมีก็แต่มนุษย์ผู้รู้กฎนี้ เป็นเพียงผู้ชี้ทาง. คือรู้ว่าเอาน้ำสาดแล้วไฟก็ดับเป็นคนแรก แล้ว สอนต่อๆ กันไปได้ ฉันใด พระพุทธองค์ก็ฉันนั้น : พระองค์ไม่ได้ทรงสร้าง พรรคนี้ขึ้น เป็นแต่ทรงค้นพบเป็นคนแรก แล้วชี้ทางให้ผู้ปรารถนาสุขเดินไป, เดินแทนกันไม่ได้ เพราะเป็นส่วนใจ ไม่ใช่ส่วนวัตถุเช่นการดับไฟ ซึ่งอาจช่วย สาดแทนกันได้. ไฟเปรียบเหมือนทุกข์ก็จริง แต่ไฟเป็นส่วนวัตถุ การ สาดก็เป็นส่วนกาย จึงแทนกันได้ : ทุกข์ในที่นี้เป็นส่วนใจ ( Mental) ซึ่ง ต่างคนต่างรู้เห็นของตน เรียกในภาษาธรรมว่า สันทิฏฐิโก จึงทำแทนกัน ไม่ได้, เช่นเดียวกับที่ เราไม่อาจศึกษา วิชา ความรู้ ในโรงเรียน แทนกันได้ ฉันนั้นเหมือนกัน, พระพุทธองค์จึงเพียงแต่ทรงชี้ว่า นี่เรียกว่าทุกข์ นี่ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ นี่เป็นความดับทุกข์ นี่ทางที่จะทำผู้เดินให้ลุถึงความดับ ทุกข์ เป็นสิ่งที่จะทำให้มารและเสนามารตามไม่พบ เป็นทางที่ท่านทั้งหลาย ต้องพยายามเอาโดยตนเอง ตถาคตเป็นแต่ ผู้บอกทาง เท่านั้น. การปฏิบัติธรรมทุกขั้นทุกตอน รวมลงในมรรคอันประกอบด้วยองค์ แปด หรือเรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา. องค์ ทั้งแปดแห่งมรรคนี้ย่นรวมกันแล้ว คงเหลือ การปฏิบัติธรรม มี เพียงสามได้แก่ ศีล-สมาธิ-ปัญญา. องค์ มัชฌิมาปฏิปทา เป็นหลัก.

น.772 ทั้งแปดรวมกันเป็นแรงเดียว เราเรียกว่ามรรค, เพราะฉะนั้น ศีล-สมาธิ - ปัญญา เมื่อรวมเป็นแรงเดียวกัน ก็คือมรรคอิกนั่นเอง. องค์แปดแห่งมรรค - หรือสิกขา ๓ อย่าง - หรือมรรค อันเกิดจากการวมแรงขององค์ - หรือสิกขา เหล่านั้น จึงเป็นอย่างเดียวกัน และนั่นคือหลักแห่งการปฏิบัติธรรม ! ปฏิบัติธรรม เป็นของจำเป็นสำหรับชีวิตทุกชีวิต, เว้นแต่ชีวิตที่ได้ก้าวถึงจุดปลายทางแห่งมรรค จบกิจที่จะต้องทำอีกต่อไปแล้วเท่านั้น. ในองค์แปดนั้น จัดเป็นสิกขาสาม ดังต่อไปนี้ .. ๑. ความเข้าใจถูกต้อง ย่อมต้องการใช้ในกิจการทั่วไปทุกประเภท ทั้งฝ่ายโลกและธรรม. แต่ สำหรับฝ่ายธรรม เฉพาะชั้นสูงอันเกี่ยวกับ ความแตกต่างกัน ใน การเห็นทุกข์หรืออาสวะ ซึ่งจัดเป็นการเห็น หน้าที่ แห่งองค์มรรค อริยสัจจ์นั้น ย่อมต้องการฝึกฝนอย่างจริงจัง เป็นพิเศษ, ต้องมีสมาธิหรือความตั้งใจชอบเป็นเครื่องหนุนส่ง, เพื่อให้แหลมคม, มีกำลังยิ่งขึ้นเป็นลำดับและเร็วเข้า พระองค์ได้สอนให้สาวกหลีกจากความคลุก- คดี ออกหาความสงัดตั้งหน้าตั้งตาทำ ด้วยการพยายามสุดที่บุรุษจะพยายามได้. เพราะเป็นข้อนำทางแห่งข้ออื่น จึงเป็นข้อแรก. ๒. ความใฝ่ใจถูกต้อง คือ คิดหาทางออกไปจากทุกข์ตามกฎแห่งเหตุและผล ที่เห็นชอบมาแล้วในขั้นต้นนั้น เอง, ตั้งต้นแต่การใฝ่ใจที่น้อมไปในการออกบวช การไม่เพ่งร้าย การไม่ทำ ทุกข์ให้แก่ผู้อื่นแม้เพราะเผลอ รวมทั้งความใฝ่ใจถูกต้องทุกๆ อย่างที่เป็นไปเพื่อ ความหลุดพ้นจากสิ่งที่มนุษย์ไม่ประสงค์. จัดเป็นข้อสอง. ทั้งสององค์นี้ จัดเป็นพวกปัญญาที่เรียกว่าปัญญาสิกขา. ๓. การพูดจาถูกต้อง ๔. การกระทำถูกต้อง ๕. การดำรงชีพถูกต้อง เหล่านี้เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนว่า จำเป็นสำหรับสมาคมแห่งมนุษย์เพียงไร จะเป็น ผู้ดำเนินตนไปตามโลก (โลกิยะ) หรือตามธรรมที่จะข้ามขึ้นจากโลก(สู่โลกุตตระ) ย. ๕

น.773 ก็ล้วนแต่ต้องการอย่างจำเป็นเท่ากัน แม้จะแตกต่างกัน ก็เพียงการสูงต่ำกว่า กันในระหว่างชั้น หรือเพศแห่งบุคคล เช่นฆราวาสก็เป็นอย่างหนึ่ง บรรพชิตก็ เป็นอย่างหนึ่ง แต่ความมุ่งหมายอย่างเดียวกัน. ทั้งสามองค์นี้จัดเป็นพวกศีล เรียกว่าศีลสิกขา เป็นสิ่งที่โดยมากมักมี มาได้ตั้งแต่มนุษย์เริ่มรู้จักความเป็นผู้ใหญ่และไม่ยาก. คนธรรมดาที่ยังไม่ได้ ดำเนินในพรรค ก็มีองค์มรรคในส่วนนี้แล้วโดยมาก เมื่อเขาหมุนมาดำเนินใน พรรค จึงมักมีที่จะต้องทำเพิ่มเติมเพียง ๕ องค์เท่านั้น. ๖. ความพากเพียรถูกต้อง นี้เป็นส่วนใจที่บากบั่นในอันที่จะก้าวหน้า ไม่ ถอยหลังจากทางดำเนินตามมรรค ถึงกับมีการอธิษฐานอย่างแรงกล้า. ๗. การ ระลึกประจำใจถูกต้อง คือระลึกแต่ในสิ่งที่เกื้อหนุนแก่ปัญญา ที่จะแทงให้ตลอด อวิชชาที่ครอบงำตนอยู่โดยเฉพาะได้แก่กายนี้ และธรรมอันเนื่องกับกายนี้ เมื่อ พบความจริงของกายนี้ อวิชชาหรือหัวหน้าแห่งมูลทุกข์ก็สิ้นไป. ๘. การ ตั้งมั่นใจถูกต้อง ได้แก่สมาธิ เป็นของจำเป็นในกิจการทุกอย่าง สำหรับในที่นี้ เป็นอาการของใจที่รวมกำลังเป็นจุดเดียว กล้าแข็งพอที่จะให้เกิดปัญญาทำการ แทงตลอดอวิชชาได้ และยังเป็นการพักผ่อนของใจ ซึ่งเป็นเหมือนการลับให้ แหลมคมอยู่เสมอด้วย” - ทั้งสามองค์นี้ จัดเป็นพวกสมาธิเรียกสมาธิสิกขาหรือจิตสิกขา. ที่เป็นฝ่ายโลก ก็ย่อมเห็นมีการใช้คุณธรรมเหล่านี้อยู่ทั่วไป, ที่เป็นฝ่ายธรรมโดยเฉพาะขั้นสูง จำเป็นจะต้องหลีกออกบำเพ็ญในที่สงัด เพื่อความสะดวกและสำเร็จได้รวดเร็ว. คำอธิบายขององค์มรรค เท่าที่ปรากฏอยู่โดยตรง มีไม่มากเลย อาจทำ ให้มีผู้เห็นไปว่า องค์พรรคมิได้กว้างพอที่จะครอบ ข้อปฏิบัติทั้งปวงไว้ได้ เช่น สันโดษ ธุดงค์ ความหมายอันมีวง- ปัจจเวกรณ์ อินทรีย์สังวร ฯลฯ เหล่านี้ จะรวม กว้างขององค์มรรค. ๑. สมาธิภาวนาโดยเฉพาะเป็นอยู่อย่างไรนั้น เป็นเรื่องยาวอีกเรื่องหนึ่ง หากมีโอกาสจะได้ บรรยายอีกส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องนั้น ในกาลต่อไป,

น.774 ตร์ เรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม อยู่ในองค์มรรคไม่ได้ก็เป็นได้. ความจริงความหมายขององค์มรรค แต่ละองค์ กว้างขวางคาบเกี่ยวไปถึงปฏิปทา ที่ชุดเกลากิเลสอย่างทั่วถึง ดังจะได้กล่าวเฉพาะ องค์สัมมาทิฏฐิ พอเป็นแนวคิดได้บ้างเฉพาะที่อยู่ในกรอบวงของการปฏิบัติ สัมมาทิฏฐิ = ความเข้าใจถูกต้อง คือเข้าใจถูกอย่างทั่วถึงว่า ทุกข์นั้นเป็น อย่างไร อย่างหยาบๆ ที่ปรากฏชัดๆ เป็นอย่างไร, อย่าง ละเอียดที่แอบแฝง แม้คิดค้นอยู่ก็ยากที่จะเห็นได้นั้น เป็น เป็นตัวอย่างเช่นส้ม- อย่างไร มีกี่อย่าง กี่ประเภท, เหตุให้เกิดทุกข์นั้น มาทิฏฐิ = ความ เป็นอย่างไร ส่งทอยกันมาเป็นลำดับอย่างไร ทั้งตอน เข้า ใจ ถูก ต้อง ที่เห็นง่ายและเห็นยาก, ความดับสนิทของทุกข์ต้องมีภาวะ อย่างไร คืออะไร มีลำดับอย่างไร สิ้นเชิงอย่างไร ไม่สิ้นเชิงอย่างไร, ทาง ให้ถึงความดับทุกข์ คืออะไร, เดินให้ถึงได้อย่างไร ย่อมเห็นถูก เข้าใจถูก พร้อมทั้งลักษณะและอาการ เหตุและผล อย่างบริบูรณ์. สัมมาทิฏฐิมีทั้ง ที่เป็นโลกิยะ คือของบุคคล ที่ต้องขวนขวาย ปฏิบัติก้าวหน้าอยู่ และทั้งที่เป็น โลกุตตระ คือ ของพระอริยบุคคลต้นๆ, ส่วนของพระอรหันต์นั้น เรียกนาม เป็นวิชชา และเรียกว่าองค์แห่งพรรค เพราะท่านถึงที่สุดแล้ว. ในบาลีมหาจัดตารีสกสูตร มัชฌิมนิกาย พระพุทธองค์ตรัสว่า สัมมาทิฏฐิ เป็นหัวหน้าขององค์อันเป็นทางพ้นทุกข์ทั้งหลาย โดยเป็นเหตุให้รู้ประจักษ์ชัดเจน ว่าเช่นนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เช่นนี้เป็นสัมมาทิฏฐิ, เช่นนี้มิจฉาสังกัปปะเช่นนี้สัมมา- สังกัปปะ ฯลฯ เช่นนี้มิจฉาอาชีวะ เช่นนี้สัมมาอาชีวะ ทั้งอย่างต่ำและอย่างสูง, รวมความว่าเห็นทั้งฝ่ายผิดและฝ่ายถูกทั้งสองทาง, เป็นเหตุให้เกิดความเชื่อหรือ ศรัทธา เพราะฉะนั้นสิ่งที่อนุโลมเข้าได้กับสัมมาทิฏฐิ เช่นศรัทธาเป็นต้น ก็นับ รวมหรือสงเคราะห์ลงในสัมมาทิฏฐินี้ด้วย. แม้ความเห็นถูกที่เป็นแต่ฝ ย ทฤษฎีอื่นมิใช่ตัวปฏิบัติ เช่นความเห็นว่าทานมีผล กรรมที่ทำแล้วก็มีผล ไม่สูญ เปล่า, โลกหน้ามี สวรรค์ อุปปาติกสัตว์มี ผู้รู้แจ้งทั่วถึงซึ่งโลกนี้และโลกอื่น มี ฯลฯ เหล่านี้ก็เรียกว่าสัมมาทิฏฐิด้วย.

น.775 ในองค์อื่นๆ เช่นสัมมาสังกัปปะเป็นต้นก็อย่างเดียวกัน : เช่นดำริใน ธุดงค์เป็นต้น ก็ชื่อว่าดำริออกจากกาม สังกัปปะมีวัตถุที่มุ่งหมายทั่วไปทุกข้อ ปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อพ้นทุกข์, จึงเห็นได้ว่า มรรคมีองค์แปด เป็นปฏิปทาที่ครอบ ข้อปฏิบัติทุกอย่างไว้โดยพร้อมมูล. ที่เราจะเห็นได้ว่า ความหมายขององค์ มรรคองค์หนึ่งๆ มีวงกว้างเพียงใด, แต่การที่ท่านแสดงอธิบายแต่ย่อๆ ก็เพราะ หยิบขึ้นเฉพาะส่วนที่สำคัญ หรือเป็นคำที่มีความหมายกว้างอยู่เองแล้วเท่านั้น. ปฏิปทาต่างๆ ที่ขูดเกลา กาย วาจา ให้ปราศจากโทษรวมเรียกว่าศีล ที่ ทำจิตให้ตั้งมั่นปราศจากนิวรณ์รวมเรียกว่าสมาธิ, ที่ทำดวงความคิดให้แหลม คมเห็นแจ้งสิ่งที่ต้องการจะเห็น รวมเรียกว่าปัญญา, มรรคมีองค์แปดได้ ครอบศีล สมาธิ ปัญญาไว้ทั้งหมด, มีทั้งขนาดต่ำ กลาง สูง สุดแต่ใคร จะยึดเอาเพียงไหน, และมีปริมาณพอเหมาะแก่กันและกันในแปดองค์นั้น จึง สามัคคีกลมเกลียวกันเป็นมรรคได้. ในองค์ทั้งแปดนั้น มีสัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำ ให้คาบเกี่ยวกันหมด อย่างทั่วถึง คือการเห็นว่าเช่นนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เช่นนี้เป็นสัมมาทิฏฐิ นี่จัดเป็นสัมมาทิฏฐิของผู้ ความคาบเกี่ยวกัน นั้น. การเห็นถูก ทำให้เขาพยายามละฝ่าย ขององค์มรรค. ข้างผิด และเจริญฝ่ายข้างถูกแทน การพยายาม นั้น จัดเป็นสัมมาวายามะของเขา. ขณะที่เขามีสติในการพยายาม และ เจริญเช่นนั้น สตินั้น ก็จัดเป็นสัมมาสติของเขาด้วย. ในการละและเจริญธรรมอื่น เช่นละมิจฉาสังกัปปะ เจริญสัมมาสังกับปะ ละมิจฉาวาจา เจริญสัมมาวาจา ฯลฯ ก็มีนัยอย่างเดียวกัน. หลักนี้ก็มี ในบาลีมหาจัตตารีส์กสูตรนั้นเอง. ถ้าสมมติว่ามีมนุษย์บริษัทหนึ่ง แปดคน ต่างช่วยเหลือกันอย่างประสาน แน่นแฟ้นกลมเกลียวเป็นอย่างดี, ในแปดคนนั้น รับสมมติเป็นผู้นำหน้าคนหนึ่ง

น.776 ประธานก็คือสัมมาสมาธิ และเป็นประธานคนหนึ่งแล้ว ผู้นำก็คือสัมมาทิฏฐิ โดยแท้. ถ้าเปรียบด้วยการปรุงยาแผนปัจจุ- บัน สัมมาสมาธิคือตัวยาหัวหน้า สัมมาทิฏฐิ สัมมาสมาธิ เป็นประ- ธานแห่งองค์มรรค ท. คือตัวยาที่จะนำยาให้แล่นไปโดยซาบซ่าน องค์ นอกนั้น ก็ช่วยเหลืออย่างอื่น เช่นตัวยาส่วนที่ ช่วยแต่งกลิ่น ชูกำลัง กลบรสขม กินง่าย ไม่อาเจียน ฯลฯ เป็นต้น จนในที่สุด ตัวยาหัวหน้าก็ได้ทำการบำบัดโรคได้ตามต้องการ. องค์มรรคบางองค์ เป็นส่วนหยาบและสะสมขึ้นในตัวเราได้โดยง่าย คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ. สามองค์นี้ มักถูกอบรมให้สำเร็จเป็นวิรัติ องค์มรรคที่อบรมได้ ส่วนหนึ่งๆ คราวหนึ่งๆ ย่อมเป็นต้นทุน ที่สะสม ไว้ในใจ อยู่เนืองนิจ. เจตสิกจำพวกกุศลเจตสิก มีเป็นเชื้อนอนนิ่ง อยู่ในสันดาน เตรียมพร้อมที่จะมาเกิดผสม จิตคราวเดียวกันกับองค์มรรคอื่นๆ อัน มักเกิดขึ้นต่อเมื่อได้โอกาสอันเหมาะ ( เช่น สัมมาสมาธิเป็นต้น ) อยู่เสมอ. แม้องค์มรรคส่วนที่ยากๆ เช่นสัมมา- ทิฏฐิ-สติ สมาธิ ก็เหมือนกัน ที่ได้ฝึกฝนอบรมมาเท่าใด ก็เข้าไปนอนเนื่อง ติดอยู่ในสันดานเป็นกุศลเจตสิกอยู่อย่างเดียวกัน รอคอยกันจนกว่าจะครบทุก องค์ และมีสัดส่วนพอดีแก่กัน ก็ประชุมกันเป็นอริยมรรคขึ้น ตัดกิเลสหรือ สัญโญชน์ให้หมดไปได้คราวหนึ่ง ตามกำลังหรือชั้นของตน. อาการ สะสมกำลังแห่งองค์มรรคนี้ ตรัสเรียกว่า " การอบรมทำให้มาก." สัมมาทิฏฐิที่เป็นตัวนำ เกิดขึ้นอ่อนๆ ก่อน, เกิดขึ้นเท่าใด ก็จูงองค์ อื่นๆ ให้เกิดขึ้นตามส่วน องค์ที่เกิดขึ้นนั้นกลับช่วยอุดหนุนสัมมาทิฏฐิให้คมกล้า ขึ้นไปอีก สัมมาทิฏฐินั้นก็จูงองค์นั้นๆ ให้กล้าขึ้นอีก และส่งเสริมชักจูงกันไปต่อ ไปอิกโดยทำนองนี้ จนกว่าจะถึงขีดที่เพียงพอ และสามัคคีพร้อมกันได้ครบองค์. ย. ๖

น.777 การอบรมทำให้มากอยู่เสมอนี้เอง คือระยะแห่งปฏิบัติธรรม, ยิ่งมากก็ยิ่งเร็ว ยิ่ง อธิษฐานใจกล้าก็ยิ่งแรง, ยิ่งในที่วิเวกก็ยิ่งสุขุมลึกซึ้ง, ยิ่งชำนาญก็ยิ่งคมกล้า. มรรคประกอบด้วยอังคาพยพ ๘ ส่วน คล้ายกองทัพใหญ่ที่ประกอบด้วย กอง ย่อย แปด กอง มี กองรบ กองช่าง, กอง สะเบียง ฯลฯ เป็นต้น เราจะสังเกตเห็นได้ มรรคต่อสู้ทุกข์ในชีวิต ว่า " กองทัพมรรค" มีสัมมาทิฏฐิเป็นผู้นำ. ด้วย ความ สามัคคีกัน. สัมมาทิฏฐิคือความเห็นที่ถูกต้อง จัดเป็นตัว ปัญญา ถูกยกขึ้นเป็นกองแรก เพราะเป็นการจำเป็นที่จะต้องเป็นอย่างนั้น. องค์มรรคที่เป็นปัญญาในเบื้องต้น เปรียบเหมือนคนที่มองเห็นรังทุกข์แล้วจับมีด คือปัญญานั้นถือไว้ในมือ ดำริเพื่อจะตัดรากเรื้อรังทุกข์ เขายืนเหยียบอยู่อย่าง มั่นคง บนแผ่นดินคือองค์พรรคที่เป็นส่วนศีลเช่นสัมมาวาจาเป็นต้น, แล้วก็ลง มือลับมีดนั้นให้คมกริบด้วยหิน อันได้แก่องค์มรรคส่วนที่เป็นสมาธิ มีดเล่ม นั้นคมกริบ เตรียมพร้อมที่จะตัดรากแห่งความทุกข์ ได้ด้วยความประชุมพร้อม ร่วมแรงแห่งองค์มรรคโดยมิแตกแยก ดุจเชือกแปดเกลียวเข้ากันสนิท. ในกลุ่มรากเง่าของความทุกข์ มีอวิชชา เป็นรากเง่าหรือรากแก้วใหญ่ แบ่งแยกเป็นรากทุกข์ ขนาดย่อมๆ ลงไป เป็นลำดับ เช่นในหลักแห่งปฏิจสมุปบาท ทรงตรัสว่ามีอวิชชา มรรคเป็นธรรมสมังคี เป็นเงื่อนต้น, ทุกข์เป็นปลายเงื่อน. อวิชชา แล้ว ก็ ตัด สัญโญชน์ จึงเป็นบ่อเกิดแห่งความรู้สึก อันชั่วร้ายทุกๆ อย่าง ในภายในใจมนุษย์. ความรู้สึกอันชั่วร้ายหรือกิเลสเหล่านี้ ทำหน้าที่ผูกรัด มนุษย์ไว้กับความทุกข์นานับประการ ซึ่งมนุษย์หลงก่อขึ้นเองด้วยอำนาจอวิชชา นั้นอีกเหมือนกัน. ความรู้สึกอันชั่วร้ายเหล่านั้น จึงมีชื่อว่า เครื่องผูกสัตว์ หรือสัญโญชน์ มีอยู่ ๑๐ ชนิดนับทั้งอวิชชาด้วย ดุจปลาหมึกยักษ์มีหนวด ๓๐ เส้นช่วยกันรึงรัด. หนวดหรือสัญโญชน์เหล่านี้ จะถูกตัดขาดออกเป็นลำดับๆ

น.778 ด้วยมืดอริยมรรคอันคมกริบ. ในมรรคมีองค์อันระคนกันแล้วนั้น สัมมา- สมาธิมีกำลังเพียงใด ก็ก่อให้เกิดความคมเพื่อการตัดได้มากเพียงนั้น หรือ สร้างมีดอริยมรรคได้เพียงนั้น. กิเลส หรือ ความชั่วร้ายภายในใจ เมื่อกล่าวโดยขนาด ย่อมมีอยู่ ๒๓ ประเภท คือหยาบ และละเอียด. ที่หยาบ ได้แก่ชนิดที่แรงกล้า จนเกิดเป็นเจตนาขึ้นปรากฏ สัญโญชน์เป็นกิเลสชั้น ชัดๆ แก่ผู้นั้น หรือผู้อื่น เช่น อภิชฌาวิสมโลภ ละเอียด ปราณีต ต้อง โทษ และ มิจฉาทิฏฐิอย่างหยาบๆ เป็นต้น. ตัด ด้วย โล กฺต ตร กุศล. กิเลสที่หยาบ : และมีเจตนาเช่นนี้ เราอาจจะข่มได้ ด้วยโลกิยกุศล ซึ่งยังมีเจตนาอยู่อย่างเดียวกัน เป็นการข่ม การปราบกันตรงๆ ตลอดเวลาที่กิเลสหยาบๆ นั้นยังมีอยู่. ส่วนกิเลสชั้นละเอียดอันนอนนิ่งในสันดาน ซึ่งเรียกว่าอนุสัย, อาสวะ, เป็นต้นนั้น ไม่มีเจตนา เป็นเพียงเชื้อร้ายซึ่งคอยแต่ จะก่อให้เกิดกิเลสอันมีเจตนา อีกต่อหนึ่ง. กิเลสชั้นนี้ ไม่อาจข่ม หรือปราบ มันได้ด้วยโลกิยกุศลอันประกอบด้วยเจตนา ต้องตัดด้วย โลกุตตรกุศลคือตัว อริยมรรคญาณ. อริยมรรคญาณ เกิดขึ้นได้จากการอบรมองค์แปด ของ อริยมรรคนั่นเอง ให้เข้าไปนอนเนื่องอยู่ในสันดาน ทำนองเดียวกับที่อนุสัย เข้า ไปนอนเนื่องอยู่ก่อน. อบรมไปทีละเล็กละน้อย ทีละองค์สององค์ ตามแต่ องค์ ไหนจะอบรมได้ง่ายและก่อน สำเร็จเป็นกุศลธรรม นอนเนื่องอยู่ กว่าจะมี โอกาสพร้อมเพรียงครบทั้งแปดองค์เมื่อใด ก็กลายเป็นโลกุตตรกุศลเจตสิก สร้างจิตดวงที่มีนามว่า อริยมรรคญาณ ขึ้นตัดอนุสัย หรือสัญโญชน์ได้. ยังไม่ ครบหรือกำลังไม่เพียงพอกัน ก็ยังไม่รวมกันได้. โดยมากสัมมาสมาธิมักเป็น องค์ที่ล้าหลังเขา, องค์อื่นๆ รออยู่ก่อน เมื่อสัมมาสมาธิเกิด ก็เข้าผสมกัน มีกำ- ลังกล้าขึ้นในขณะนั้นทันที. การผสมนี้ อาจจะเป็นในขณะพยายามเจริญวิปัสนา ของผู้บำเพ็ญเพียร หรือของผู้ฟังเทศน์เฉพาะพระพักตร์ชั่วประเดี๋ยวก็ได้ เพราะ

น.779 ป็นเพียงความดีของจิต อันเป็นนามธรรมแสนจะรวดเร็วรวมกัน เหมาะเข้า เมื่อใด ก็รวมกันได้เมื่อนั้น. องค์มรรคแต่ละองค์เมื่อยังรวมกันไม่ได้ ก็ยังเป็นโลกิยกุศลชนิดมี เจตนา, เมื่อเป็นสมังดีแล้ว กลายเป็นโลกุตตรกุศล ไม่มีเจตนาไป, การ ที่ตัดสัญโญชน์ได้ก็เพราะเป็นข้าศึกกันอยู่ตามธรรมชาติ เช่นแมวกับหนู แม้ ไม่ต้องยุก็ฆ่ากันเอง, แสงสว่างเกิดขึ้นความมืดก็หายไปเอง จึงกล่าวว่าตัว อริยมรรค และอนุสัยนี้ต่างเป็น "ธรรมชั้นที่ไม่มีเจตนา" ด้วยกัน, ปราบปราม กันได้โดยสภาพตัวเอง. เราจึงมีหน้าที่แต่เพียงอบรมองค์มรรคให้เต็มที่อยู่ เสมอ, ก็กลายเป็นกุศลชั้นประณีต ทันกับความประณีตของสัญโญชน์หรือ อนุสัยและประชุมกันเป็นอริยมรรคตัดสัญโญชน์ ในลำดับแห่งสัจจานุโลมิกญาณ นั่นเอง” กิเลสละเอียดหรือสัญโญชน์นั้น ๆ มีอยู่แล้วโดยไม่ต้องอบรมขึ้น. การพยายามจนกว่าจะมีอริยมรรคขึ้นได้นั้น เรียกว่า การอบรมทำให้ มาก หรือเป็นตัว การปฏิบัติธรรม แท้. องค์พรรคที่ประชุมกลมเกลียวกันไป จนถึงที่สุดให้สำเร็จเป็นอริยมรรค ขึ้นได้นั้น จะยังไม่สำเร็จได้ในขณะแห่งสมาธิ ( คือสมถภาวนา ) หรือในขณะแห่งปัญญา กิริยาที่องค์มรรคประชุม (คือวิปัสสนาภาวนา) ตอนต้นๆ, แต่จะสำเร็จใน กันสำเร็จ เป็นอริยมรรค. ที่สุดปลายแห่งวิปัสนา อันต่อเนื่องกับโลกุตตร- ญาณ หรือมรรคจิตดวงที่แรก คือภายหลังที่สัจจานุโลมิกญาณ ( หรือ โคตรภูญาณ ) ได้เกิดขึ้นแล้ว ในระยะสุดท้ายแห่งขั้นของการบำเพ็ญที่เรียกว่า ๑. คำบรรยายเหล่านี้ และต่อๆ ไป เป็นการบรรยายตามเหตุผลที่ได้ค้นคว้ารวบรวมไว้ เพื่อ เป็นแนวเดิน หรือกรุยทางของข้าพเจ้าเองเท่านั้น ไม่ต้องการให้ท่านเข้าใจว่า เป็นสิ่งที่ผู้เขียน บรรลุหรือผ่านมาแล้วโดยตนเองเลยแม้แต่น้อย. วิชชานี้ยังมืดมัวลึกลับ ก็เพราะเหตุที่ไม่กล้า บรรยายกันนี่เอง, เราจงเสียสละและไม่กลัวในการที่บรรยาย เพื่อความชัดเจนของวิชชานี้กันจง ทุกๆ คน ในไม่ช้าก็จะกลับยุคเงินยุคทองแห่งมรรคผลได้อีกกระมัง

น.780 วิปัสนา ( ดูลำดับวิปัสนาญาณทั้งเก้าข้างหน้า ). กิริยาที่ประชุมกัน ตกแต่งตัว อริยพรรคขึ้นได้สำเร็จนั้น ได้แก่กุศลเจตสิก” คือความดีงามหรือธรรมฝ่ายสูง ภายในใจ อันสำเร็จมาแต่องค์มรรคองค์หนึ่งๆ ที่ได้อบรมบ่มไว้ในสันดานมา แต่ก่อนบ้าง ที่เพิ่งอบรมเพิ่มเติมให้เกิดขึ้นในขณะนั้นบ้าง ได้ร่วมกำลังกัน ปรุง แต่งจิตที่เป็นตัวปัญญาหรือญาณดวงหนึ่งให้ปรากฏตัวขึ้น เพื่อทำลายกิเลสหรือ อวิชชา และทำวิชชาให้เกิด, ทำลายความมืด ทำความสว่างให้เกิดพร้อมในขณะ เดียวกัน ทำนองจุดไฟขึ้นแล้ว ไส้ก็ถูกเผาไหม้ น้ำมันก็ระเหยกลายตัวไป แสง สว่างก็เกิดขึ้นความมืดได้หายไป เหล่านี้ ย่อมเป็นไปในขณะเดียวกันทั้งห้าอย่าง. เรื่องตอนนี้ทั้งหมด มีแนวและเหตุผลย่อๆ พอเป็นเค้าความดังต่อไปนี้ :- กุศลเจตสิกชื่อสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ของกัลยาณปุถุชน ย่อมมักเพียบพร้อมล้นเหลือมากกว่าองค์มรรคองค์อื่นๆ อยู่ในสันดาน รอคอย องค์อื่น ๆ อยู่ ดุจต้นทุนเดิมหรือฐานราก โดยเกิดมาแต่การ บำเพ็ญเต็มที่ในชั้น ศีล ซึ่งเป็นขั้นแรก. ส่วนองค์อื่น ๆ นั้น : ที่เป็นพวกสัมมาทิฏฐิ ในระยะแรก มีเพียงเพื่อให้ผู้นั้นเห็นแนวทางในการบำเพ็ญมัชฌิมาปฏิปทา มีความเชื่อ และ ความเห็นว่าดีในการบำเพ็ญ, สัมมาสังกัปปะ ก็มีเท่าเทียมกับกำลังในระยะแรก ของสัมมาทิฏฐิ เพราะอาศัยสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้น ทำนองมองเห็นเท่าใด ก็อยาก ได้เท่านั้น แต่ว่ามากพอที่จะให้เกิดองค์อื่นๆ ตามลำดับ. สัมมาวายามะ ก็ทำ นองเดียวกับสัมมาสังกัปปะในส่วนปริมาณ แปลกกันก็แต่สัมมาวายามะ มีแซก อยู่ในองค์มรรคทุกองค์ คือมองเห็นแล้วพยายามทำในองค์ไหน การพยายาม นั้นก็ชื่อว่า สัมมาวายามะในองค์นั้นในที่นั้น. สัมมาสตินั้น ครั้นได้อาศัย สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ เป็นต้น เป็นบาทฐาน ก็มีการดำเนินเป็นไปอยู่อย่าง ติดต่อกันแล้ว และทำสัมมาสมาธิให้เกิดขึ้นได้ในขณะแห่งสัมมาสตินั้นเอง จนยก ๑ กุศลเจตสิกเหล่านี้ ที่คงมีชื่อตรงตามชื่อองค์มรรคตามเดิมก็มี เช่นกุศลเจตสิกชื่อ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ, ที่มีชื่อเป็นอย่างอื่นจากองค์มรรมก็มี เช่น สติ บัญญินทรีย์ ฯลฯ เป็นต้นก็มี แต่ที่แท้ก็คือองค์มรรคนั้นๆ นั่นเอง แม้จะมีชื่อแปลกและมากออกไป. ย. ๗

น.781 ขึ้นสู่วิปัสนาภาวนาเกิดญาณปรีชาต่างๆ ขึ้น ซึ่งจัดเป็นตัวปัญญาหรือตัวสัมมา ทิฏฐิที่เกิดเพิ่มใหม่. จึงเป็นอันกล่าวได้ว่า สัมมาสมาธิเมื่อเกิดขึ้น และมี กำลังยิ่งขึ้นเพียงใด ก็ย้อนกลับไปเพิ่มกำลังให้แก่สัมมาทิฏฐิ ( องค์ตัน ) เพียงนั้น. สัมมาทิฏฐิใหม่ที่มีกำลังพลังมากยิ่งขึ้น ( ในขณะแห่งวิปัสนาญาณทั้งเก้า อันต่อลำดับจากสมาธิ ) จนเพียงพอแก่ความต้องการแล้ว ก็หมุน หรือส่งเสริม องค์อื่นๆ โดยเฉพาะที่ยังบกพร่องอยู่ให้มีเต็มที่, เมื่อได้ประมาณอันเหมาะ พอ แก่การรวมกำลัง ก็รวมกำลังกันตกแต่งให้เกิดจิตดวงหนึ่ง เพื่อแทงตลอดอริย- สัจจ์ด้วยกำลังของสัมมาทิฏฐิ ซึ่งได้กลายรูปเป็นตัวญาณไปแล้ว และทำลาย สัญโญชน์ ๓ อย่างข้างต้น ให้หมดไปขั้นหนึ่ง เรียกว่า โสดาปัตติมรรคญาณ. ถ้ากำลังแรงนั้นยังมีมากอยู่, จิตตกภวังค์ใบครั้งหนึ่ง คือเสร็จขณะแห่ง โสดาปัตติมรรคจิตดับไปแล้ว ก็กลับประชุมกันปรุงแต่งสกทาคามิมรรคจิต ขึ้น ตัดสัญโญชน์ ที่ยังเหลืออีกสืบไป เป็นลำดับๆ โดยทำนองนี้ (ตามนัยละเอียด อันจะกล่าวในตอนว่าด้วยการตัดสัญโญชน์ ) จนกว่าจะหมดกำลังของอริยมรรค ที่มีอยู่ในขณะนั้น. แต่ว่าขณะแห่งจิตที่ตกภวังค์แล้วเกิดใหม่นั้น เร็วมาก และติดต่อกัน จนยากที่จะกำหนดแบ่งตอนได้ด้วยความรู้สึกตามธรรมดา จึง กล่าวกันเสียว่า ได้บรรลุขั้นนั้นๆ เลยทีเดียว, เช่นบรรลุพระอนาคามิมรรค หรือ อรหัตตมรรค อย่างใดอย่างหนึ่งเลยทีเดียว, แทนที่จะกล่าวว่า บรรลุพระ โสดา แล้วบรรลุพระสกทาคา แล้วบรรลุพระอนาคา โดยไม่จำเป็น. การแบ่ง โดยละเอียดนั้น มีไว้สำหรับนักปริยัติแห่งวิชาปรมัตถ์. ถ้ากำลังอริยมรรคในครั้งนั้น หมดเสียแค่มรรคผลขั้นต้น ก็ต้องพยายาม อบรมเพื่อขั้นสูงต่อไปอีก จนกว่าจะมีกำลังเพียงพอ ซึ่งจะมีได้ช้าหรือเร็วนั้น แล้วแต่พันธกรณีย์, จนกว่าจะลุถึงที่สุดคือพระอรหันต์. ที่ว่าองค์พรรคประชุมกันสี่ครั้ง ก็คือในขณะที่ประชุมกันเพื่อความสำเร็จ แห่ง ๑. โสดาปัตติมรรคญาณ.

น.782 สกทาคามิมรรคญาณ, ๓. อนาคามิมรรคญาณ, ๔. อรหัตตมรรคญาณ, แต่จะสำเร็จติดต่อกันในรวดเดียวทั้ง 4 ครั้ง คือบรรลุอรหัตต์ในขณะนั้นเลย หรือต้องข้ามวัน ข้ามเดือน ข้ามปี ข้ามชาติ จึงบรรลุได้ทั้งหมด ก็สุดแล้วแต่อินทรีย์ ” หรืออุปนิสัย คือ กำลังองค์มรรค องค์หนึ่งๆ ที่เข้าไปนอนเนื่องอยู่ในสันดาน โดยการอบรม, ซึ่งเรียกอีก อย่างหนึ่งว่า การปฏิบัติธรรม ของผู้นั้นนั่นเอง. อรหันตประวัติทั้งมวล ย่อมแสดงอยู่ชัดเจนแล้วว่า บางคนบรรลุมรรคผล ได้ในขณะฟังจากผู้อื่นนั้นเอง. บางคน ต้องประกอบความเพียร อย่างแรงกล้า ใน กัมมัฏฐานภาวนา. จึงมักให้เกิดข้อ สงสัยว่าทำไมจึงต่างกัน, และทำไมท่านจึง กล่าวว่าผู้นั้นบรรลุพระอรหัตต์ไม่ถือมั่นด้วย อริยมรรคที่เกิดในขณะฟัง และที่เกิดในขณะแห่งการ บำเพ็ญภาวนาโดยแรงกล้า อุปาทานในขณะฟังนั้น. น่าจะมีผู้บรรลุอรหัตต์เลย โดยไม่ต้องผ่านพระโสดา เป็นต้นกระมัง ? สำหรับปัญหาข้อแรกนั้น จะได้กล่าวในตอนหลังๆ ส่วนข้อหลังนั้น เป็น เพราะผู้นั้น มีอุปนิสัยแห่องค์พรรคในสันดาน และปัญญาบารมีแก่กล้าเต็มที่ มาก่อน พอได้ฟัง ก็เป็นโอกาสให้ญาณทัศนปรีชา แล่นถึงที่สุด เกิดแสงสว่าง ความเห็นแจ้งชัดตามเป็นจริงชนิดแรงกล้า แทงตลอดโปร่งไปตามลำดับในรวด เดียว ดุจคนมีกำลังแข็งแรง ก้าวขึ้นบันไดซึ่งมี ๔ ขั้นติดต่อกันไป ต่างกับผู้ที่ ต้องพยายามทำความเพียรในภาวนา ซึ่งเปรียบเหมือนคนป่วยเกือบหมดแรง พะ ยุงตัวก้าวขึ้นบันไดขั้นหนึ่งแล้วก็ต้องหยุด รอรวบรวมกำลังจนกว่าจะมีพอเพื่อ ๑. อินทรีย์ ในที่นี้ คือ หมายถึงคุณสมบัติเป็นตัวสมรรถภาพชั้นหัวหน้าอันหนึ่งๆ ได้ แก่สัทธินทรีย์. วิริยินทรีย์, สตินทรีย์. สมาธินทรีย์, บัญญินทรีย์. ที่มีอยู่ในตนในขณะนั้น.

น.783 ก้าวขึ้นอีกขั้นหนึ่ง โดยลำดับๆ พักละขั้นจนกว่าจะหมดเหมือนกัน. ดวงจิตของ ผู้บรรลุพระอรหันต์รวดเดียวได้เลยนั้น ก็ต้องผ่านสถานะแห่งจิตของชั้นโสดา, สกทาคา, อนาคา โดยลำดับๆ แต่โดยไม่ต้องกำหนดและไม่จำเป็นที่ผู้นั้นจะ ต้องรู้สึก เพราะธรรมชาติของจิตจะต้องเกิดความสว่าง คิดตก แทงตลอด ในเรื่องของอวิชชาหรือกิเลสอย่างนั้นๆ ก่อน แล้วจึงตามต่อๆ กันขึ้นถึงความ สว่างขั้นสูงขึ้นไปเอง โดยไร้เจตนาแห่งการคิดค้นคว้าหรือทำความเพียร เช่น เดียวกับไฟไม้เถาวัลย์แห้งๆ ที่คลุมต้นไม้สูงๆ อยู่ได้ คราวเดียวถึงยอดเลย แม้ มันจะต้องไหม้ข้างล่างก่อนแล้วจึงตามภูๆ ขึ้นไปตามลำดับโดยเร็ว เพราะอำนาจ ความร้อน ที่เกิดใหม่เพิ่มกำลังให้แก่ไฟเป็นตอนๆ ไปมากยิ่งขึ้น, ไหม้จนถึงยอด ได้ ก็ไม่มีใครกำหนดหรือบัญญัติว่า มันไหม้ตรงนั้น แล้วจึงไหม้ตรงนั้นๆ เป็นลำดับๆ เช่นนั้น : ซึ่งที่แท้ก็เป็นความจริง. เราลองเทียบเคียงดูกับเมื่อเราตีปัญหายุ่งยากเนื่องโยงซับซ้อน. ถ้า เหตุผลของการเตรียมพร้อมมากพอ ได้แง่คิดนิดเดียว โดยใครบอกให้ เราก็ เกิดความแจ่มแจ้งคิดตก เรื่องนั้นแล้วเรื่องนี้ แล้วเรื่องโน้นวูบวาบไปถึงเรื่องที่ แม้ใครจะตั้งกระทู้ถามขึ้นใหม่อย่างไร ก็เป็นตอบได้หมดในแง่ปัญหา อันมี ประเด็นเดียวกันเป็นมูลเหตุ นี่ก็คือทำนองแห่งการเกิดของอริยมรรค ของ บุคคลผู้ชิปปาภิญญา, ฉันใดก็ฉันนั้น. ส่วนผู้ที่ต้องทำความเพียรสร้างอริย- พรรคถึง ๔ ครั้ง ก็เช่นกับไฟที่ต้องตั้งพิธีสุมถึง ๔ คราว ซึ่งเป็นเพราะเชื้อสด เกิน หรือสุ่มไม่ถูกวิธี, นั่นเอง, แต่สำหรับผู้ที่ทำความเพียรพยายามอย่างหนัก แล้วบรรลุถึงพระอรหัตต์ได้โดยรวดเดียว ก็เช่นเดียวกับผู้เป็นชิปปาภิญญา ต่าง กันแต่ผู้ชิปปาภิญญาได้รับคำสะกิจจากผู้อื่นนิดเดียวก็รู้ ส่วนผู้นี้ต้องแกะเซียขูด เกลาด้วยตนเองนานจึงจะรู้เท่าทัน. ต่อไปนี้ เป็นลำดับของการตัดสัญโญชน์. บรรดาความรู้สึกอันชั่วร้ายภายในใจ ถ้าเพ่งส่วนที่หยาบๆ เห็นได้ง่าย

น.784 ก็เรียกกันว่ากิเลส. ประมวลเข้าเป็นพวกๆ มี ๓ พวกคือ โลภ โกรธ หลง, หรือราคะ โทษะ โมหะ. ถ้าเพ่งส่วนที่ละเอียดแบ่งออกไปแล้ว เรียกกันว่า อนุสัย ( เพราะนอนนิ่งอยู่ในสันดาน ) บ้าง, เรียกสัญโญชน์ ( เพราะผูกจิตสัตว์ ไว้ ) บ้าง ฯลฯ. ในที่นี้จะยกขึ้นกล่าวเฉพาะในเมื่อทำหน้าที่ผูกจิต สัตว์ หรือ เมื่อเรียกว่า สัญโญชน์ มี ๑๐ ชนิด คือ :- ๑. สักกายทิฏฐิ = ความเห็นที่ยัง สัญโญชน์ ๑๐ อย่าง ซึ่ง งมอยู่ว่ากายของตน. เป็นความชั่วในประเภท ผูกรัด มนุษย์ ไว้ กับ ทุกข์. โมหะ. ทำให้ยึดมั่นผิดๆ อย่างหนักหน่วง ว่ากาย หรือสิ่งเนื่องด้วยกายนี้เป็นของตน เลยเป็นการรับทุกข์เข้าใส่ตนอย่าง เต็มที่ กระทั่งถึงความทุกข์ ก็กลายเป็นของตนไป. ๒๓. วิจิกิจฉา = ความสงสัยลังเล ไม่แน่ใจในการเชื่อถือตัวเอง, - การ ยึดหลักครองชีพของตัวเอง, - การยึดเอาที่พึ่งหรือปฏิปทำเป็นเครื่องเปลื้องทุกข์ จากตัวเอง, ทำให้เกิดความเหลวไหลโลเลในการที่จะเอาชนะทุกข์จนตลอดชาติ หรือตลอดเวลาที่ยังตัดมันไม่ได้, เป็นความชั่วประเภทโมหะ. ๓. สีลัพพตปรามาส = ความยึดถือศีลและวัตรต่างๆ ผิดความมุ่งหมาย เดิม หรือหลงยึดถือให้เป็นอนุภาพที่ศักดิ์สิทธิ์ แทนการยึดถือคุณ โดยเหตุผล ในศีลหรือปฏิปทาต่างๆ ที่บำเพ็ญเพื่อพ้นทุกข์, เช่นยึดว่ากัมมัฏฐานจะทำให้เป็นผู้ วิเศษ แทนที่จะเข้าใจว่าเป็นการขูดเกลารากเง่าของทุกข์เป็นต้น. เป็นความ ชั่วประเภทโมหะ. ๔. กามราคะ = ความติดใจรักในพัศดุถาม ด้วยอำนาจกิเลสกาม ตลอดถึงความติดใจในภพหรือโลกที่มีกามคุณ, เป็นเงื่อนของความรัก ความ อาลัย ห่วงใย มัวหมก อยู่ในกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ยั่วจิต เป็นความชั่วประเภทราคะ หรือโลภะอย่างประณีต. ๕. ปฏิฆะ = ความหงุดหงิดขุ่นข้องเพราะความไม่พอใจ, เป็น ความกลัดกลุ้มอย่างเงียบ ๆ แม้ไม่โผงผางแต่ก็ยากที่จะดับได้ เพราะคิดขึ้นมา ย. ๘

น.785 องอยู่เสมอ. ตลอดถึงความน้อยอกน้อยใจเพราะความคับแค้นกลุ้มรุม. เป็น ความชั่วประเภทโทษะชั้นประณีต. สัญโญชน์ทั้งห้าอย่างนี้ จัดเป็นอย่างต่ำ จึงมีชื่อว่า โอรัมภาคิย- สัญโญชน์ = สัญโญชน์ฝ่ายข้างต่ำ สามารถผูกมัดสัตว์ ไว้กับภพต่ำ คือกามภพ ได้แก่สถานะที่เราเรียกกันว่ามนุษย์และสวรรค์พวกกามาวจร. ๖. รูปราคะ = ความคิดใจรักในสุข หรือความรู้สึกที่เกิดแต่รูปฌาน หรือในภพอันเป็นวิสัยแห่งรูปฌานคือรูปภพ, ตลอดถึงความรักจนยึดมั่นใน สมาธิประเภทรูปกัมมัฏฐาน, คือในรูปาวจรกุศล. เป็นความชั่ว" ประเภท ราคะประณีต. ๗. อรูปราคะ = ความติดใจรักในความรู้สึกอันเกิดแต่อรูปฌาน หรือ ในภพอันเป็นวิสัยแห่งอรูปฌาน คืออรูปภพ, ตลอดถึงความรักจนยึดมั่นในสมาธิ ประเภทอรูปกัมมัฏฐาน, คือในอรูปาวจรกุศล เป็นความชั่วประเภทราคะ ประณีต. ๘. มานะ = ความยึดถือต่อสถานะของตัวว่าเป็นนั้นเป็นนี้ โดยกำเนิด หรือแต่งตั้งก็ตาม อันเป็นเหตุให้น้อมนำไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น จนรู้สึกว่า ตัว ดีกว่าเขาบ้าง, ตัวเสมอเขาบ้าง, ตัวเลวกว่าเขาบ้าง, แล้วเกิดความหวั่นไหว ไปโดยประการต่างๆ ตามกรณีย์ เป็นต้นเหตุแห่งความยกตัวข่มท่าน, ความ ริษยา, ความใฝ่สูงเป็นต้น. เป็นความชั่วประเภทโมหะ. ๙. อุทธัจจะ = ความรู้สึกที่ทำให้ตื่นเต้น หรือสนใจ ทึ่ง อยากรู้อยาก เห็นอยากเข้าใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพราะความหวั่นระแวงสงสัย กลัว หรือเพลินจนบังคับไม่อยู่ หรือจนรำคาญ หรือแม้แต่เป็นความคิดที่แล่น เกินกว่าเหตุ ตามธรรมชาติของใจที่ไม่สามารถควบคุมบังคับ, หรือเป็นการ ปล่อยใจของผู้ที่อ่อนแอต่อการที่จะคุมใจตนไว้ได้. เป็นความชั่วประเภทโมหะ • พฤติการณ์เช่นนี้ ในขั้นต่ำๆ เราไม่เรียกว่าความชั่ว, ครั้นมาถึงขั้นสูง กลับเป็นความ ชั่วไป เพราะผูกมัดให้ติดอยู่ ในความวงเวียนวัฏฏะส่วนหนึ่ง.

น.786 อวิชชา = ความไม่รู้สิ่งที่ควรรู้ตามที่เป็นจริง ที่ประจำสันดาน สัตว์อันมีมาแต่เดิม ตลอดถึงความรู้ที่ผิดพลาดจากสภาพความจริง ที่ถูกอบรม ให้เกิดขึ้นใหม่, เป็นข้าศึกต่อปัญญาหรือวิชชา เป็นเค้ามูลให้เกิดความชั่วร้าย อื่น ๆ ขึ้นได้ทุกๆ ประการ. สัญโญชน์ทั้งห้าอย่างข้างปลายนี้ จัดเป็นอย่างประณีตสูงขึ้นไป จึง มีชื่อว่า อุทธัมภาคิยสัญโญชน์ - สัญโญชน์ฝ่ายสูง สามารถผูกมัดสัตว์ไว้แม้ ในภพอันสูง ได้แก่รูปภพ และอรูปภาพ, อันเป็นสถานะที่เรียกกันตามธรรมดา ว่าพรหมโลก. ดวงจิตหรือปัญญาที่ถูกอบรมด้วยวิปัสนาภาวนา หรือปฏิบัติธรรมชั้นสุด จนคมกล้าสำเร็จเป็น " มีดอริยมรรค" ถึงขีดที่เรียกได้ว่า โสดาปัตติมรรคญาณ แล้ว มีกำลังสามารถตัดสัญโญชน์ที่ ๑-๒-๓ ( คือสักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส ) ให้ ลำดับ แห่ง การตัด ขาดลงได้. ถ้ายังตัดไม่ได้ ก็ไม่คมถึงขีดที่ เรียกว่า โสดาปัตติมรรคญาณ. จิตที่ปรากฏ สัญโญชน์ของมรรค. ขึ้น โดยเป็นผลของการตัด ในลำดับติดต่อกันนั้นเรียกว่า โสดาปัตติผลญาณ, คน ผู้นั้นมีนามว่า พระโสดาบัน, เป็นผู้ถึงกระแสที่ไหลไปสู่พระนิพพาน ไม่มี การเวียนกลับเป็นธรรมดา เที่ยงแท้ต่อการตรัสรู้พร้อม คือเป็นพระอรหันต์ ใน เวลาข้างหน้า มีช้าเร็วกว่ากันบ้าง แล้วแต่อินทรีย์ หรืออุปนิสสัยส่วนอื่นๆ ส่วนสัญ โญชน์ที่ยังเหลือแม้ไม่ได้ตัด ก็เบาบางกว่าเมื่อเป็นปุถุชน. จิตของพระโสดาบัน ถูกอบรมโดยวิธีเดิมให้ประณีตยิ่งขึ้นไปอีก จน ถึงขีดที่เรียกว่า สกทาคามีมรรคญาณนั้น คงตัดสัญโญชน์ได้เท่าเดิม คือเท่าที่ โสดาปัตติมรรคตัด แต่ว่าสัญโญชน์ชื่ออื่นถูกขูดเกลาเบาบางลงอีกบ้าง เฉพาะ ส่วนที่หยาบ ๆ อันเรียกว่า โลภ โกรธ หลง, เบาบางกว่าพระโสดาบัน. จิตต่อลำดับไป เรียกว่า สกทาคามิมรรคญาณ, คนผู้นั้นมีนามว่า พระสกทาคามี = ผู้มาสู่ มนุษย์โลกอีกคราวเดียว.

น.787 ต่ำ โดย ชุมนุมเรื่องยาวของพุทธทาสภิกขุ จิตแห่งพระสกทาคามี ถูกอบรม โดยวิธีเดิมให้ประณีตยิ่งขึ้นไปอีก จน ถึงขีดที่เรียกว่า อนาคามิมรรคญาณนั้น ตัดสัญโญชน์ได้อีกสอง คือสัญโญชน์ ที่ ๔-๕ ( ได้แก่กามราคะ, ปฏิฆะ ) รวมเป็นห้าสัญโญชน์, จิตที่ต่อไปในลำดับ เรียกอนาคามิมรรคญาณ, ผู้นั้นมีนามว่า พระอนาคามี = ผู้ไม่มาสู่มนุษย์โลกอิก. จิตแห่งอนาคามี ที่ถูกอบรมให้ประณีตยิ่งขึ้นไปอีก จนถึงกับตัด สัญโญชน์ได้หมดทั้งสิบ เรียกอรหัตตมรรคญาณ, จิตในลำดับชื่ออรหัต" ผลญาณ, ผู้นั้นมีนามว่า พระอรหันต์ ก็แต่ว่าการอบรมจิตนั้น มีระยะเวลาไม่ตายตัวว่าจะต้องมีกำหนด เท่านั้นเท่านี้ถึงขั้นนั้นชั้นนี้, อาจจะรวดเดียวถึงพระอรหันต์เลย หรือเพียงสกทา- คาหรืออนาคาก็ได้ ย่อมแล้วแต่คุณภาพของกิริยา คือการอบรมจิตภาวนานั้นๆ ของบุคคลนั้นเป็นคนๆ ไป. และแม้ว่าการหมดสัญโญชน์เท่ากัน แต่อาจมีคุณ วิเศษส่วนอื่นสูงต่ำกว่ากัน เพราะฉะนั้นในพระอริยบุคคลชื่อเดียวกันจึงมีการแบ่ง ประเภทกันอีกตามความสามารถพิเศษมากน้อย, เป็นเรื่องพิเศษ ซึ่งต้องมีการ อธิบายอย่างยืดยาวอีกเรื่องหนึ่ง. ข้อสำคัญมีอยู่แต่ว่า เรามีสัญโญชน์หรือ ไม่ เราเกลียดและอยากตัดมันหรือไม่, ถ้ามีการอยากตัด การอบรมอริยมรรค ก็เป็นหน้าที่ของเราทันที ไม่จำเป็นต้องจำกัดว่าบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ เพราะ เมื่อตัดแล้ว ความสุขก็เกิดขึ้นโดยสมภาพ. แม้เราจะไม่ตัดทั้งหมดเพียงแต่ ตัดบ้างในส่วนที่เราเห็นโทษชัดๆ ก็อาจมองเห็นความสุขได้อย่างไม่น้อยอยู่แล้ว. เปรียบเทียบในส่วนนี้ : ชีวิตธรรมดา เปรียบเหมือนคนในประเทศที่ รู้สึกว่ามีเจ้านายที่โหดร้ายทารุณเหลือเกิน. เจ้านายที่ทารุณได้แก่มวลกิเลส อันมีอวิชชาเป็นหัวหน้า บังคับประเทศนั้นให้กลับกลายเป็นคนชั่วร้าย ตามตา ไปจนเกิดทุกข์, พรรคคือกองทัพที่มนุษย์ผู้รู้สึกตัวแอบสะสมขึ้น เพื่อทำการปฏิ- วัติทำตนให้เป็นสุขเป็นอิสระ ; เป็นกองทัพที่มีองคาพยพแปดส่วน มีสัมมาทิฏฐิ เป็นกองหน้า สัมมาสมาธิเป็นกองหลวง นอกนั้นก็รับหน้าที่อื่นๆ เป็นแผนกไป แต่

น.788 ทุกส่วนกลมเกลียวเป็นอันเดียวกันแล้วก็เข้ารบ, ทำลายข้าศึกพินาศไปโดยลำดับ จนกว่าจะหมดจดราบคาบ. อาจารย์ก่อน ๆ ชอบผูกเป็นเรื่องนิทาน เรียกเรื่อง กายนคร, เรื่องท้าวจิตตราช ฯลฯ เป็นต้น เพื่อให้คนปัญญาน้อยจำไว้ก่อน พอเป็นหลักคิด แต่โดยมากมักไม่สมความมุ่งหมายเดิม คือผู้ฟังมักยึดมั่นใน บุคคลาธิษฐานนั้น ๆ จนเกิดทิฏฐิวิปริตอื่น ๆ ยิ่งขึ้นอิก, ที่ยึดมั่นเพียงกึ่งเดียว ท่อนเดียว เพราะเข้าใจว่าพอแล้วเลิกเสียกลางคันก็มากกว่ามาก. กล่าวโดยย่อจนถึงที่สุด : ความชั่วที่ดองสันดานอยู่ในใจ เปรียบได้กับ ข้าศึก เพราะเป็นเหตุก่อให้เกิดทุกข์, การอบรมมรรคเปรียบกันได้กับการ ดำเนินการปราบข้าศึก, อริยผลเปรียบได้กับความสงบ อันเกิดจากความ หมดข้าศึกนั้น: มนุษย์เรามีความชั่วภายใน คืออวิชชา, ตัณหา, เป็นต้น ดองสันดานอยู่ มรรค เป็นเหตุ ของผล ทุกคน จึงได้รับทุกข์อยู่เสมอตั้งแต่เกิดมา ซึ่งเป็นชื่อของความสุข และมีความทุกข์บางอย่าง ที่เราไม่รู้จักมันว่า เป็นความทุกข์. เรามีความต้องการพรรคเป็นเครื่องระงับความชั่วร้ายอันนี้อยู่ ตามธรรมชาติ เพื่อรับผลคือความสุขตลอดไปในชีวิตโดยไม่รู้สึกตัว เนื่องจาก อวิชชาเป็นต้นนั่นเองปิดบังไว้อีกชั้นหนึ่ง. ผู้ปฏิบัติจนมรรคเกิดขึ้นได้ ย่อม มีความแจ่มแจ้งต่อชีวิต รู้จักทุกข์สุขตามที่เป็นจริง รู้จักตัวของตัวถูก ตรงตามเป็นจริง, รู้จักหน้าที่ของชีวิต และมองเห็นแนวแห่งความหลงงม ที่ผ่านมาแล้ว, และได้รับผลคือความสงบสุขแห่งใจเป็นเครื่องตอบแทน. กิริยาที่ดำเนินตามพรรคนั่นเอง เป็นการต่อสู้ในชีวิต เพื่อความสุขสงบ. ทาง ดำเนินนี้ เป็นวิชชาที่นักปราชญ์อื่นไม่เคยค้นขึ้นมาสอนได้ นอกจากพระพุทธ- เจ้าพวกเดียว หรือจะกล่าวว่า ผู้ที่ค้นวิชชานี้ขึ้นมาแสดงแก่โลกได้ เขาเรียก ว่าพระพุทธเจ้าก็ได้. บ. ๙

น.789 การปฏิบัติธรรมของผู้ที่ปรารภเป็นโลกาธิปโดย หรืออัตตาธิปไตย เพื่อ การครองชีวิตให้เรียบร้อยไปวันหนึ่ง ๆ นั้น ย่อมต่าง จากการปฏิบัติธรรมของผู้ปรารภธรรมาธิปไตย ที่ เค้าโครง ของ ปฏิ- มุงอุบายเป็นเครื่องออกจากทุกข์จนถึงขั้นสูงสุด คือ บัติธรรม โดยสรุป ความดับไม่เหลือ ได้แก่พระนิพพาน. ในที่นี้จะ กล่าวเฉพาะของผู้ปรารภเป็นธรรมาธิปไตย เพราะเป็นใบติดต่อกันเสมอต้นเสมอ ปลาย จากต่ำจนถึงยอด ตลอดไปจนถึงผลที่ได้. แบ่งออกเป็น ๕ ตอน คือ ศีล, สมาธิ, ปัญญา, มรรคผล และนิพพาน. อธิบายย่อ ๆ มีวงกว้างๆ ดังนี้ :- ศีล แปลว่า ปรกติ เรียบ นิ่ง สงบ, แต่หมายเฉพาะขั้นแรก คือส่วน กายกับวาจา, ได้แก่มรรยาทที่ยกกันขึ้นแล้วว่า เช่นนี้ๆ ควรแก่เพศ หรือชั้นนี้ๆ จะต้องประพฤติต่อตนเอง และ ๑. ศีล ต่อสังคมแห่งมนุษย์ และสัตว์เหล่าอื่น ตลอดถึงสิ่งต่างๆ แม้ไม่มีวิญญาณ อันตนจะเกี่ยวข้องถึงกันได้โดยทางกายและวาจา. หรือเรา อาจวางหลักเกณฑ์ได้อีกอย่างหนึ่ง โดยเพ่งผล ว่า มรรยาทที่จะไม่ให้ความ เดือดร้อนใจ ( วิปปฏิสาร ) เกิดขึ้นแก่เราโดยกายวาจา เราเรียกว่า ศีล. ในชั้นศีล เพ่งกายวาจาเป็นใหญ่ หรือเพ่งเอาภายนอกเป็นใหญ่ คือ ถ้าภายนอกยังเรียบร้อยตามวินัย แม้ใจจะเสียไปบ้างในภายใน ก็ไม่นับว่าเสีย ในส่วนศีล เป็นเพียงด่างพร้อย. และข้อห้ามของเพศหนึ่ง อาจไม่เป็นข้อห้าม สำหรับอิกเพศหนึ่ง เพราะศีลมีเฉพาะเป็นเพศๆ ไป, เช่นเพศคฤหัสถ์, บรรพชิต. ศีล เมื่อกล่าวโดยกว้างๆ ต่อไปอีก ย่อมหมายตลอดถึง : การสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่าให้อาการที่แสดงความยินดียินร้ายปรากฏออกไป ภายนอก, การมีสติสัมปชัญญะ ในอิริยาบถ ในการบริโภค อย่าให้มีอาการ น่าเกลียด เหล่านี้เป็นต้นด้วย. เมื่อประพฤติเต็มที่แล้ว ศีลย่อมช่วยเหลือสมาธิ

น.790 เป็นอย่างดี โดยระงับวิปปฏิสารต่างๆ ที่เกิดจากภายนอก และเป็นข้าศึกในเบื้อง ต้นของสมาธิเสียได้หมดจดสิ้นเชิง. เมื่ออาการทางกายและวาจาอันเป็นภายนอก เป็นของบริสุทธิ์ เพราะ ปฏิปทาอันเป็นส่วนศีลซึ่งเป็นเหมือนบันไดขั้นแรกแล้ว ต่อ จากนั้นก็ลงมืออบรมจิตให้เป็นสมาธิ คือให้สมควร ๒. สมาธิ แก่การตีปัญหาเรื่องความพันทุกข์ อันลึกซึ้ง สืบไปเป็น บันไดขั้นที่สอง. ตามธรรมดา จิตย่อมหลุกหลิกกลิ้งกลอกจนได้ตกไปใน อารมณ์ที่มันชอบและพอใจอยู่เสมอ การที่จะให้มันรวมกำลัง แล้วคิดนึกเพื่อ ความพ้นทุกข์จึงเป็นของผืนและยากอย่างแสนเข็น สำหรับผู้ที่มีจิตยังไม่หน่าย ในทุกข์ ยังไม่สลดสังเวช โดยได้พิจารณาเห็นความจริงมาก่อน. แต่เป็นการ ง่ายสำหรับผู้ที่หน่ายทุกข์ถึงกับแสวงความพันทุกข์มาแล้ว. คนที่หน่ายทุกข์มา ก่อนแล้วแม้ไม่มีการทำในสมาธิมากมายนัก เพียงได้ฟังแต่พุทธโอวาท ก็ตรัสรู้ ได้ง่าย. ส่วนผู้ที่ยังไม่หน่ายย่อมมีด่านที่ดีผ่าไปได้โดยยากสะกัดหน้าอยู่ คือ การอบรมสมาธิ เพื่อบังคับจิตให้มองเห็นและหน่ายทุกข์ เช่นเดียวกับผู้ที่หน่าย ได้เองมาก่อนแล้ว เหมือนกัน : ต่อจากนั้นก็เข้ารูปเดียวกัน. สมาธิคือการบังคับจิตให้ดิ่งแน่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเราใช้เป็น อารมณ์ ให้ใจเกาะ หรือมัดใจไว้กับสิ่งนั้นด้วยเชือกคือสติของเราเอง. สิ่งที่ จะใช้เป็นอารมณ์นั้น จะเป็นอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่เป็นสิ่งที่ยั่วใจให้กำเริบ. ใน แบบแผนของสมาธิที่มีมาแต่ก่อน ท่านเลือกสรรขึ้นไว้ ๔๐ อย่าง, ซึ่งที่จริงมีอยู่ หลายร้อยหลายพันอย่าง, แต่ท่านเลือกเอาเฉพาะที่ดีกว่าขึ้นตั้งเป็นตำราไว้. ใน ๔๐ อย่างนั้น ถ้าเป็นพวกที่เป็นนิมิตให้ใจเกาะให้แน่น ก็เป็นอารมณ์จนถึง เป็นอัปปนาสมาธิ เกิดฌานขึ้นได้ เช่น กสิณ และอานาปานสติเป็นต้น, ที่ไม่อาจ เป็นอารมณ์ให้ใจเกาะได้แน่นแฟ้น เพราะไม่มีวัตถุ ก็ให้สำเร็จเพียงอุปจาร สมาธิไม่เกิดฌานได้ เช่นพุทธานุสสติ ฯลฯ สีลานุสสติเป็นต้น.

น.791 กิริยาที่จิตเข้าไปจับอยู่ในอารมณ์ที่จัดให้เป็นนิมิตนั้นๆ เรียกว่าวิตก, กิริยาที่จิตพิจารณาคลึงเคล้าอยู่กับอารมณ์ โดยอาการอันละเอียด เรียกว่า วิจาร. เมื่อควบคุมวิตกวิจารให้ดำเนินอยู่ติดต่อเป็นลำดับไม่ขาดสายด้วยอำ- นาจสติ จนถึงกับจิตที่ผูกมัดไว้กับอารมณ์เป็นฝ่ายแพ้ ยอมสงบลงนึ่งแน่วเหมือน วัวที่ถูกมัดไว้กับเสาเขื่อน ดิ้นไปตื้นมาเป็นเวลานาน จนเหนื่อยอ่อนแล้วก็ล้มลง อยู่ตรงโคนเสาแล้ว เรียกว่าจิตสงบ, เมื่อสงบก็เกิดปีติ แล้วและเกิดสุขใน ลำดับไป ถ้าหากอารมณ์ที่ใช้เป็นนิมิต เป็นพวกที่ใจจับแน่นได้ดังที่กล่าวมา แล้ว องค์ฌานคือ วิตก วิจาร บีติ สุข ก็จะมีกล้าแข็งพอที่จะทำให้จิตดิ่งเป็น อารมณ์เดียวถึงที่สุดที่จะดิ่งได้ ก็เกิดอาการที่เรียกว่า เอกัคคตา ขึ้น สมาธินั้น จึงเป็นอัปนาสมาธิ. เมื่อพร้อมด้วยองค์ห้า คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ก็เรียกว่า ปฐมฌาน. ถ้าหากอารมณ์ที่ใช้เป็นนิมิต เป็นพวกอารมณ์ที่ใจจับแน่นไม่ได้ เช่น พุทธานุสสติเป็นต้น, วิตก วิจาร ปีติ สุข ก็เป็นองค์ที่มีกำลังอ่อนแอ ไม่ทำ จิตให้ดิ่งถึงที่สุดจนเรียกว่า เอกคตตา ได้ สมาธินั้นเป็นเพียงอุปจารสมาธิไม่ มีฌาน, เพราะองค์มีกำลังอ่อน จึงเดี๋ยวตั้งอยู่ในสมาธิ เดี๋ยวก็ตกภวังค์ แล้ว เปลี่ยนอารมณ์เป็นอื่น ( คือไม่เป็นสมาธิ) เสีย เหมือนเด็กเพิ่งหัดยืน เดี๋ยวยืนได้ เดี๋ยวล้มลงไป อยู่เสมอ, แต่อย่างไรก็ดี ในขณะที่เป็นอุปจารสมาธิ ผู้บำเพ็ญ เพียรอาจน้อมยกขึ้นสู่วิปัสสนาภาวนา เพื่อแทงตลอดไตรลักษณ์ได้อย่างเดียวกับ จิตที่เป็นฌาน ยังผลคือการเห็นแจ้งอันเป็นผลโดยตรงให้เกิดได้เหมือนกัน ผิด กันบ้างก็ตรงที่สามารถอย่างอื่น ที่เป็นส่วนพิเศษเช่นอิทธาภิสังขารเป็นต้นเท่านั้น. หรือมิฉะนั้นจะเปลี่ยนอารมณ์ เจริญสมาธิที่เป็นชนิดอัปปนา ให้เกิดเสียก่อนก็ได้. จิตที่เป็นสมาธิ คือจิตที่สงบ เปลี่ยนตัวเป็นธรรมชาติที่อยู่ใต้อำนาจ ของสติได้สนิทสนมแนบเนียน. จะน้อมนึกไปอย่างไร ให้เห็นอะไรได้ตามต้อง การ โดยควรแก่กำลังสมาธิที่มีกำลังกล้าหรือไม่กล้า เหมาะสมหรือไม่เหมาะ

น.792 สม. โดยเฉพาะสำหรับผู้หวังพ้นทุกข์อย่างเดียว มิได้หวังอิทธิวิธี ย่อม ฝึกเพียงเพื่อสามารถน้อมไปพิจารณากาย -หรือขันธ์ทั้งห้า แยกแยะออกพิจารณา ทุกส่วน ที่สงสัยว่าจะเป็นตัวตนที่เที่ยง ที่ยั่งยืน และเป็นสุขอยู่ตรงไหนบ้างทั้งใน กายตน และนอกกายตนคือของผู้อื่น จนกว่าจะเห็นแจ้ง. ระยะที่ได้น้อมจิต อันเป็นสมาธิแล้ว ไปพิจารณากาย จนเห็นแจ้งสภาพของกายนั้น เป็นระยะแห่ง ปัญญาหรือวิปัสนา. จิตที่เป็นสมาธิแล้ว อันเจ้าของประคองควบคุมให้คงที่สม่ำเสมออยู่ เป็นธรรมชาติที่อ่อนโยน ควรแก่การน้อมไป เพื่อเกิด การเห็นภาพปัจจุบันแห่งสิ่งที่ต้องการจะเห็น ภาพ ๓. ปัญญา คือมโนคติภาพที่ใจเพ่งอย่างแรง จนเกิดขึ้นได้ตามต้อง การ คือตามความรู้สึกที่เกิดขึ้นว่าอยากเห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ด้วยการน้อมใจไปอย่าง แรงกล้าด้วยสมาธิ ภาพนั้นย่อมปรากฏตามที่ผู้นั้นเคยเห็นตามที่เป็นจริง, ที่ เคยรู้เรื่องมาก่อน หรือมิฉะนั้น ก็ตามที่ตนเชื่อว่าต้องเป็นอย่างนั้นๆ ( สำหรับสิ่งที่ ไม่เคยเห็น ) โดยไม่ทำความสงสัยให้เกิดแก่ตัวเองอย่างใดเลย. เมื่อเห็น ภาพที่ต้องการคือภาพที่พอใจยึดมั่นถือมั่นอยู่ จะเป็นภาพความเป็นไปแห่งกาย ของสัตว์, สังขาร, กามสุข, หรือสวรรค์อันใดก็ตาม แล้วก็ทำความรู้สึกใน การพิจารณาให้เกิดขึ้น ทั้งในส่วนรวมและส่วนย่อย พลิกแพลงไปมา ตั้งแต่ ความเกิดขึ้น ความค่อยแปรไป จนถึงความดับในที่สุด จนเกิดความเห็นชนิดที่ ต้องการ เช่นอุทยัพพยานุบัสนาญ ณ ภังคานุบัสนาญาณ ( ดูในแผนที่ ) เป็นต้น เป็นลำดับไป, ทุกคราวที่เห็นแจ้งชั้นหนึ่งๆ จิตย่อมแปรไปตามลำดับๆ ตาม เหตุผลของการเห็น ส่งต่อกันไปเองจนกว่าจะถึงสัจจานโลมิกญาณ อันเป็นวิบัส- นาญาณหรือปัญญาดวงสุดท้าย ซึ่งต่อจากนั้นก็เป็นการบรรลุมรรคผล (ดูแผนที่). ผู้ที่เจริญภาวนาในขั้นนี้ ต้องไม่ยึดถือภาพที่เห็นว่าเป็นสิ่งควรยึดถือแม้แต่ ประการใด ให้ยึดเพียงเพื่อเป็นวัตถุสำหรับทำการพิจารณาหาความจริง ของ ย. ๑๐

น.793 สภาพธรรมดา คือ อนิจจลักษณะ ทุกขลักษณะ และอนัดตลักษณะซึ่งเป็นของ มีค่าที่ต้องการต่างหาก มโนคติภาพนั้นๆ เป็นเพียงสิ่งที่เราต้องการจะเห็น แล้วใจก็สร้างให้เท่านั้นเอง," เป็นการสร้างอย่างประณีต เพราะเป็นจำพวก นามธรรม. ทั้งนี้ เพื่อให้ใจคิดหาความจริงของสิ่งที่เคยหลงใหล จนหน่าย และคลายกำหนัดเท่านั้น. เมื่อใจหน่ายและคลายกำหนัดในโลกได้แล้ว ภาพ นั้นๆ จะเป็นอะไรก็ไม่เป็นสิ่งสำคัญ เป็นเพียงเครื่องมือช่วยให้ใจหลุดพ้นไปเท่า นั้น. แต่มีผู้ไม่มีการศึกษาเพียงพอในเรื่องนี้ ยึดถือภาพเหล่านี้ ถึงกับเป็น บ้าเป็นหลังไป ก็มีอยู่เป็นอันมาก และเป็นทางหากินของอาจารย์วิปัสนาประเภท หนึ่ง. ในการแสดงฤทธิ์, ผู้แสดงได้ปลูกมโนคติภาพอย่างแจ่มชัดขึ้นในใจ ก็เพียงเพื่อเป็นจอหรือเป็นสนาม ( object ) ที่ให้ผู้อื่นได้เห็นภาพนั้นๆ ตามที่ตน บังคับให้เห็นอย่างไรเท่านั้น. ผู้นั้นหายึดถือภาพนั้นว่าเป็นของจริงแต่อย่างใดไม่ เพราะเป็นมโนคติภาพที่ประณีต ทำนองเดียวกับภาพในความฝัน ในเมื่อผู้ฝันยัง ไม่ตื่นจากฝันเหมือนกัน เป็นแต่ประณีตกว่ากันมากมายหลายเท่า เท่านั้น, ฉันใด ก็ฉันนั้น. การเจริญปัญญาภาวนาที่ไม่มีเข็มในทางอภิญญาหรือแสดงฤทธิ์นั้น เป็น ความประสงค์อันแท้จริงของพุทธศาสนา หรือเป็นตัวปฏิบัติธรรมชั้นสูงสุด, การ แสดงฤทธิ์ เป็นเพียงความสามารถพิเศษหรือผลพิเศษอีกส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ผลที่มุ่ง หมายของงานนี้, กลับจะเป็นเครื่องกังวลเนิ่นช้า คือต้องฝึกสมาธิชนิดอัปปนา ให้ได้ชำนาญแทบทุกอย่างก่อน ซึ่งไม่จำเป็นแก่ผู้มุ่งแสวงความพ้นทุกข์ โดย ถ่ายเดียว. การแสดงฤทธิ์ได้ ไม่ใช่ความพ้นทุกข์แต่อย่างใด นอกจากจะ เป็นเครื่องทำคนให้เลื่อมใส มีประโยชน์ในการแผ่ลัทธิบ้างเท่านั้น, เหมาะใน ยุคที่คนนิยมฤทธิ์ แต่ไม่เหมาะในยุคแห่งบุคคลที่มีมันสมองเดือดพล่านอยู่ด้วยการ ๑. ในโลกนี้ไม่มีอะไรเลย นอกจากสิ่งที่ใจสร้างขึ้น คือที่ใจรู้เห็น. ถ้าไม่มีใจอย่าง เดียวเท่านั้น โลกนี้หรืออะไรๆ ก็ไม่มีเลยสักอย่างเดียว.

น.794 ค้นหาเหตุผลเลย. ปัญญาสิกขาที่แท้จริงคือการทำเพื่อเห็นแจ้ง ความเกิดขึ้น และเสื่อมไป - ความดับ, - ความน่ากลัวของสิ่งที่มีธรรมชาติ เกิดดับ ไม่รู้จักสุดสั้นนั้นๆ, - ความ เห็น สิ่งนั้น ประกอบด้วยความต่ำทราม, - ความเบื่อต่อสิ่งนั้น ที่ตนเคยหลงใหลมาก่อน, - ความใคร่จะพ้นไป เสีย, - ความหาทางพ้น, - ความพบทางพ้น คือการวางเฉยต่อสังขาร แล้วก็มีความวางเฉยต่อสังขารนั้นๆ อย่างแรงกล้า จนกำลังจิตทั้งหมดนั้น เตรียมตัวพร้อมที่จะให้ธรรมชาติฝ่ายสูงซึ่งได้สะสมไว้ในสันดาน ลงมือทำลาย ธรรมชาติฝ่ายต่ำที่ดองสันดาน ให้หมดไปโดยควรแก่กำลังจิตและปัญญาที่ได้ อบรมขึ้นมากหรือน้อยตามส่วน ในขณะนั้นอย่างรุนแรง จึงทำให้รู้สึกคล้ายกับ ว่า มีอะไรหล่นตูม หรือแตกกระจาย. กำลังของธรรมชาติฝ่ายสูงในที่นี้ หมายเอาองค์มรรคที่ได้อบรมไว้ : ที่ เป็นของธรรมชาติฝ่ายต่ำ คือกิเลสที่ละเอียด จำพวกอนุสัยหรือสัญโญชน์ อัน เป็นของเข้านอนเนื่องนิ่งๆ อยู่ในสันดานไร้เจตนาอยู่ด้วยกัน. ธรรมชาติฝ่ายสูง ได้โอกาสแล้ว ก็จะรวมกำลังกันเป็นจุดเดียว ซึ่งเรียกว่าอริยมรรค ดังอธิบาย มาแล้วข้างต้น ๆ กล่าวโดยเฉพาะอย่างเดียว ธรรมชาติฝ่ายต่ำคือ อวิชชา, ที่มีชื่อเรียก อย่างอื่นว่า ความมืดบอด ความไม่รู้ ฯลฯ เป็นต้น. ธรรมชาติฝ่ายสูงคือ วิชชา มีชื่อเรียกอย่างอื่นว่า ปัญญา, แสงสว่าง, จักษุ ฯลฯ เป็นต้น. อวิชชาและ วิชชานี้ ล้วนมีพวก หรือบริวารเกิดแต่ตน แยกไปจากตนมากด้วยกัน, แต่เรา รวมเรียกว่า อวิชชา หรือ วิชชา ก็พอแล้ว. งานที่เรียกว่าปฏิบัติธรรมสิ้นสุดลงเพียงนี้ ต่อนี้ไปเป็นผลของงาน เรียก ว่าปฏิเวธธรรม ติดเนื่องกับปฏิบัติธรรมที่ทำเต็มที่ เหมือนผีเสื้อเนื่องมาจาก ตัวแก้วที่เต็มแก่แล้วฉะนั้น ( ดูแผนที่แสดงลำดับ ).

น.795 เนื้อหาของความดีที่ร่วมกำลังกันได้โดยอำนาจสมาธิและปัญญา สำเร็จ เป็นเจตสิกธรรม ปรุงแต่งจิตหรือความรู้สึกดวง หนึ่งขึ้นเป็นจิตพิเศษ เรียกว่า พรรคจิต หรือ ๔. มรรคผล มรรคญาณ, เรียกในทำนองปุคคลาธิษฐานว่า "พระขรรค์เพชร์." จิตนี้ปรากฏขึ้นโดยอาการที่ตัด หรือทำลายสัญโญชน์ เนื่องพร้อมในขณะเดียวกันไป เพราะสิ่งอื่นได้เตรียมหรือมีอยู่พร้อมแล้ว. ขณะจิตนี้เรียก ขณะแห่งมรรคจิต, ตั้งอยู่ชั่วขณะจิตหนึ่งแล้วก็ดับไป เกิดจิตที่เรียกว่าผลจิต หรือผลญาณขึ้นต่อลำดับ มรรคญาณผลญาณ แบ่งเป็น 4 ระยะ หรือ ๔ ตอน ดังกล่าวมาแล้ว ข้างต้น ในตอนอันว่าด้วยตัดสัญโญชน์, มีอาการทำนองเดียวกัน แปลกกันแต่ที่สูง ต่ำกว่ากันเท่านั้น. เมื่อผลจิตที่สุดท้าย คืออรหัตตผลเกิดแล้ว เรียกว่า หมดระยะแห่งมรรคผล. เป็นระยะแห่งนิพพานสืบไป. พรรคเปรียบเหมือนการตัดฟันสายรึงรัด ตัดได้มากน้อยตามขั้นของ พรรค, ผลคือการเป็นอิสสระตามส่วนที่หลุดมาได้ ก่อน, และผลสุดท้ายคือการหลุดหมดไม่มีการรึงรัด ๕. นิพพาน อีกต่อไป. ความเป็นอิสสระต่อจากผลครั้งสุดท้าย เป็นของคงที่ยั่งยืน เป็นอิสสระที่เต็มเปี่ยมไปด้วยศานติ. ปราศจากความชั่วเก่า เพราะกรรมเก่าสั้นไป, กรรมใหม่ก็ไม่มีทั้งฝ่ายบาปและบุญ, พระอรหันต์ ไม่มีเจตนาทำกรรมทั้งบาปและบุญ, สิ่งที่ทำลงไป จึงเป็นเพียง "กิริยา" เฉยๆ ไม่เป็นกรรมที่จะเกิดวิบาก, นี้เรียกว่า กรรมใหม่ก็ไม่เกิดอีกต่อไป จึงเป็นผู้ อยู่เหนือกรรม เหนือกฎแห่งกรรม. บุญและบาปไม่แตะต้องท่านอีกต่อไป เรียกว่าหมดอาสวะเครื่องดองสันดาน, จิตลอยสูงบริสุทธิ์ปราศจากความยึดมั่น หรือถูกยึดมั่น เรียกว่าผู้ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน. ไม่มีสิ่งก่อให้เกิดทุกข์ หรือ สุขชนิดที่ประกอบด้วยเหตุปัจจัยที่เป็นไปกับด้วยอาสวะ มีสุขในสวรรค์เป็นต้น.

น.796 ย. . ๑๐ ก. แผนที่ลำดับ ของ ปฏิบัติธรรม และ ปฏิเวธธรรม ๑. ปาติโมกขสังวรศีล - ศีลเป็นประธาน ก. สำหรับฆราวาส คือ ศีลห้า หรืออุโบสถศีล. ๑. ศีล ข. สำหรับบรรพชิต คือ ศีลสิบ หรือ ๒๒๗ ข้อ. ๒. อินทรีย์สังวรศีล - การสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้สงบ ปราศจากร้อน. ๓. อาชีวปาริสุทธศีล - การหาเลี้ยงชีพดำรงชีวิตอย่างบริสุทธิ์. ๔. ปัจจัยสันนิสสิตศีล - การมีสติสัมปชัญญะบริโภคใช้สอยปัจจัยที่จำเป็นแก่ชีวิต. ( ทำเต็มที่ในส่วนศีล แล้วก็ก้าวขึ้นขั้นสมาธิต่อไป ) ๒. สมาธิ - ( เริ่มบริกรรม ) บริกรรมนิมิตต์ - บริกรรมภาวนา. ๙. อุปจารสมาธิ อุดคหนิมิตต์ - อุปจารภาวนา. ปฏิบัติ - ๖. อัปปนาสมาธิ - ปฏิภาคนิมิตต์ _ อัปปนาภาวนา, มี ๔ คือ :- ก. ปฐมฌาน มีองค์ ๕ ข. ทุติยฌาน มีองค์ ๓๐ ค. ตติยฌาน มีองค์ ๒๒ ง. จตุตถฌาน มีองค์ ๒ ( มีสมาธิแต่พอควรแล้ว ก็เจริญปัญญา หรือวิปัสนาต่อไป ) ๗. อุทยัพพยานุปัสนาญาณ - ปัญญา เห็นความเกิดขึ้นและเสื่อมไปๆ ของสิ่งที่ตนเคยยึดถือต่างๆ. ๘. ภังคานุปัสนาญาณ - " " ความแตกดับทำลายลง ของสรรพสิ่งเหล่านั้น. ๙. ภยตุปัฏฐานญาณ - >> >> สรรพสิ่งนั้นๆ ส่อสภาพอันน่ากลัวอยู่ตามธรรมชาติ. ๓. ปัญญา ๑๐. อาทินวานุปัสนาญาณ ๓๑ ๑๑ โทษคือความเลวทราม ที่แฝงประจำอยู่ในสิ่งนั้นๆ. ๑๑. นิพพิทานุปัสนาญาณ - " ให้เกิดความสลดเบื่อหน่ายในสิ่งที่เคยยึดถือนั้นๆ. ๑๒. มุจจิตฺกัมมยตาญาณ - " ให้เกิดความใคร่ที่จะหลีกไปพันไม่เกี่ยวข้องด้วย. ๑๓ ปฏิสังขานุปัสนาญาณ - ๑๑ เป็นเครื่องหาทางที่จะพัน. ๑๔. สังขารุเปกขาญาณ - >> มองเห็นความวางเฉยในสรรพสังขาร ว่าเป็นทางพัน. ๑๙. สัจจานุโลมิกญาณ · ที่เตรียมพร้อมเพื่อจะแทงตลอดอริยสัจจ์สี. ( สัจจานุโลมิกญาณเป็นวิปัสนาญาณตัวสุดท้าย เต็มที่แล้ว ก็เกิดอริยมรรคญาณ ) ๑๖. โสดาปัตติมรรคญาณ ทำหน้าที่ตัด สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส. ๑๗. โสดาปัตติผลญาณ แบ่งเป็นพวกคือ : เอกพิธี โรลังโกละ ลักตักชัตตุปรมะ. ๑๘. สกทาคามิมรรคญาณ ตัดสัญโญชน์ได้เท่าโสดาปัตติมรรค แต่มี โลภะ โทษะ โมหะ เบาบางกว่า. ( ญาณนี้ไม่ปรากฏว่าเคยแบ่งชั้นกันเหมือนญ ณอื่น ). ๔. มรรคผล - ตัด สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ. ๑๙. สกทาคามิผลญาณ ๒๐. อนาคามิมรรคญาณ ๒๑. อนาคามิผลญาณ มี. ๕ พวก คือ : อันตรา, อุปหัจจ, สสังขาร, อสังขาร, อุทธฺโสตะ ๒๒. อรหัตตมรรคญาณ ตัดได้มากกว่าอนาคามิมรรค อิก ๕ คือ รูปราคะ, อรูปราคะ, มานะ, อุทธิจจะ และ อวิชชา เป็นเหตุให้รู้อริยสัจจ์ถึงที่สุดตามเป็นจริง. ปฏิเวธ- มี ๔ พวกคือ : สุกขวิปัสสก, เตวิชช. ฉพภิญญ และปฏิสัมภิทัปปัตตะ ( ผลอันสุดยอดเกิดแล้ว ต่อนั้นเรียกว่าบรรลุนิพพาน คือ :- ) ๕. นิพพาน - ๒๓. อรหัตตผลญาณ ๒๕. อนุปาทิเสสนิพพาน ๒๔. สอุปาทิเสสนิพพาน ( นิพพาน ) พระอรหันต์ผู้หมดกิเลสแล้ว ยังมีชีวิตอยู่, ( กิเลสนิพพาน ). ( ปรินิพพาน ) พระอรหันต์ผู้ถึงอายุขัย หรือมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม แล้วเบญจขันธ์แยกจากกัน, ( ขันธนิพพาน ). ในแบบนี้ ศีล - สมาธิ - ปัญญา เป็นโลกิยะ, มรรคผล - นิพพาน เป็นโลกุตตระ.

น.797 จิตสงบเงียบเพราะปราศจากเครื่องรบกวน จึงมีสุขชนิดปราศจากเหยื่อ, หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่ายอดสุข เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ก็เพียงสักว่า รูปขันธ์อัน เป็นที่เคยอยู่อาศัยของความทุกข์ คงยังเหลืออยู่ แต่ทุกข์นั้นหามีไม่ ขันธ์ อื่น ๆ ยังคงเหลือสักว่าขันธ์ ไม่เป็นอุปาทานขันธ์อีกต่อไป เพราะท่านวางมัน ได้แล้ว ตัดรากหรือพืชที่จะงอกงามต่อไปได้ขาดแล้ว ยังคงรอแต่เวลาที่มันจะ แตกดับตามธรรมชาติของมันเองเท่านั้น. ระยะนี้เรียกกันทั่วๆ ไปว่า สอุปา- ทิเสสนิพพาน = ความดับกิเลสที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ได้หมดจดยังมีแต่เบ็ญจขันธ์ เหลือ. เรียกกันสั้นๆ ว่านิพพาน.๑ เมื่ออยู่มาจนถึงอายุขัย ขันธ์ก็ดับไปตามธรรมชาติของมัน เพราะเป็น ไปตามปัจจัย, หรือเพราะเหตุอุบัททวะอย่างอื่น อันมาทำลายเบ็ญจขันธ์นั้นก่อน ถึงอายุขัยก็ตาม ขันธ์ก็แตกทำลายแยกจากกัน. แต่ว่าการดับครั้งนี้เป็นการ ดับที่ไม่มีเชื้อเหลือ สำหรับคุมขันธ์ใหม่อีกต่อไป ดับหายเหมือนเปลวประทีป ที่หมดน้ำมันดับไป ไม่มีเปลวเหลืออยู่ และไม่รู้ว่าหายไปไหน เปลวใหม่ก็ ไม่มีขึ้นได้เพราะหมดเชื้อเท่านั้นเอง, เป็นการดับของกายเปล่าๆ จิตเปล่าๆ, - เปล่าจากบุญและบาป เรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพาน = ดับไม่มีเบ็ญจขันธ์ เหลือ, ไม่มีเชื้ออะไรเหลืออีกต่อไป. เรียกกันสั้นๆ ว่า ปรินิพพาน เพื่อให้ ต่างจากอย่างแรก พอเป็นเครื่องกำหนด : นิพพาน และปรินิพพาน ! มรรคผลนิพพาน นี้ คือผลของการปฏิบัติธรรม ! ( พึงใคร่ครวญดูลำดับ ในแผนที่ ). พระองค์คือผู้ที่โลกเป็นหนี้สินต่อ อย่างใหญ่หลวงเหลือที่จะไถ่ถอนได้ ทั้งนี้ ก็เพราะทรงทำความเกษมให้แก่โลกด้วยการแสดงมรรค อันเป็นหนทาง ๑. การเรียกการดับกิเลสสิ้นเชิง เหลือแต่ขันธ์บริสุทธิ์ ว่า สอุปาทิเสสนิพพานนี้ แม้จะรับรอง กันทั่วไป ก็ยังขัดกับหลักในบาลีบางแห่ง ซึ่งจะต้องวินิจฉัยกันยืดยาว. ในที่นี้ให้ถือว่า ชื่อเรียก จะเรียกว่าอย่างไร ไม่สู้ สำคัญ. ให้ถือเอากิริยาอาการจริงๆ เป็นหลักก็แล้วกัน. ย. ๑๑

น.798 แห่งการครองชีพอย่างสงบสุขนั้นเอง. เป็นยอดศิลปะ แต่สาธารณะในการที่ ทุกคนสามารถปฏิบัติได้. ได้ทรงทำอย่างไร ปรากฏอยู่ในพระพุทธภาษิตดอน หนึ่ง ดังจะสาธยกมาดังนี้ :- "ภิกษุ ท. ! บึงที่อาศัยดื่มน้ำมีอยู่ในป่าแห่ง หนึ่ง. บุรุษผู้หนึ่งใคร่จะล้างผลาญฝูงเนื้อที่อาศัยดื่มน้ำในบึงนั้น เขาบีดทางที่ฝูง เนื้อจะพ้นภัยรอดไปเสียได้ เปิดทางที่เป็นภัยแก่ฝูงเนื้อ วางเนื้อต่อไว้ทั้งผู้และ เมีย เนื้อป่าฝูงนั้น ก็วอดวายเบาบางลงไป. บุรุษอีกผู้หนึ่ง ใคร่ความสวัสดีต่อเนื้อฝูงนั้น ทรงช่วยโลกให้ พ้น ภัย เขาเปิดทางที่ปลอดภัยให้แก่ฝูงเนื้อ บีดทางที่ ด้วยการทรง แสดงมรรค เป็นภัย และกำจัดเนื้อล่อที่วางไว้นั้นเสีย ใน กาลต่อมา เนื้อฝูงนั้นก็ถึงความสวัสดี ทวีจำนวนมากขึ้น ข้อนี้เป็นฉันใด ; ภิกษุ ท. ! เราทำอุปมาเพื่อให้พวกเธอเข้าใจเนื้อความได้ชัด. คำอธิบายของ อุปมาคือ : บึงใหญ่เป็นชื่อแห่งกามคุณทั้งปวง, เนื้อฝูงใหญ่เป็นชื่อแห่งสัตว์ โลก ท., บุรุษผู้หวังร้ายเป็นชื่อแห่งมาร, ทางที่เป็นภัยเป็นชื่อแห่งมิจฉามรรคอัน ประกอบด้วยองค์แปดคือ เห็นผิด คิดผิด พูดผิด การงานผิด ครองชีพผิด พยายาม ผิด ระลึกผิด ตั้งใจมั่นผิด. เนื้อล่อตัวผู้ เป็นชื่อแห่งความกำหนัด ด้วยอำนาจ แห่งความเพลิน, เนื้อล่อตัวเมีย เป็นชื่อแห่งอวิชชา, บุรุษผู้หวังความสวัสดี เป็นชื่อ เห่งตถาคต, ทางที่ปลอดภัย เป็นชื่อแห่งอริยมรรคมีองค์แปด คือเห็นถูก คิดถูก พูดถูก การงานถูก ดำรงชีพถูก พยายามถูก ระลึกถูก ตั้งใจมันถูก. " ภิกษุ ท. ! ทางสวัสดีเราเปิดไว้แล้ว ทางร้ายเรามีดแล้ว เนื้อตัวผู้และ ตัวเมีย เราได้กำจัดแล้ว ด้วยประการฉะนี้ " ( เทวชาวิดักกสูตร มฺ ม. ๒๓๘ ). มหาวิทยาลัยที่สั่งสอนเรื่องความสุขอันสูงสุดแท้จริง โดยเฉพาะมีอยู่ใน โลกนี้แต่แห่งเดียว คือพระพุทธศาสนา. หลักวิทยาศาสตร์ ที่มุ่งค้นคว้าเฉพาะศิลปะ แห่งยอดสุขในโลกนี้มีแต่หลักเดียว คือหลัก ลอง ของการปฏิบัติธรรม พุทธศาสนา. นักวิทยาศาสตร์ที่สูงสุด กายนี้เป็นเหมือนห้องทด

น.799 ก็คือพุทธศาสนิก ที่ทำการทดลองด้วยเครื่องมือ กล่าวคือ ดวงจิตที่อบรมแล้ว ด้วยภาวนา อยู่ในห้องทดลองกล่าวคือร่างกายนี้ ทั้งกลางวันและกลางคืน ใน สถานที่สงัดจากสิ่งรบกวน ทั้งทางกายและทางใจ. ภายนี้เป็นที่ประชุมแห่งความจริง 4 อย่าง คือ ทุกข์, เหตุให้เกิดทุกข์, ความดับสนิทของทุกข์, และทางให้ถึงความดับสนิทอันนั้น. - คำนี้ตรัส ไว้ในโรหิตัสสสูตร อังคุตตรนิกาย, ทรงย้ำให้ผู้อยากทราบคันเอาความจริง จากกายอันยาววาหนึ่งนี้นั่นเอง. ในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ของโลกปัจจุบัน อาจมีการทดลองได้ อย่างไม่มีที่สิ้นสุดฉันใด ในร่างกายนี้ ก็มีสิ่งที่ค้นคว้าไม่มีที่สิ้นสุดฉันนั้น แต่ พระองค์ทรงสอนให้ค้นเพียงสี่อย่าง คือ ทุกข์, เหตุของทุกข์, สุข, และเหตุของ สุข เท่านั้นเอง. เครื่องมือในการค้น มีเพียงอย่างเดียว คือมรรคหรือมัชฌิ. มาปฏิปทา อันประกอบด้วยองค์แปด, พบแล้วก็จะทำที่สุดทุกข์ หรือความ พ้นทุกข์ได้. จงค้นให้พบความสงบกาย สงบจิต และสงบกิเลส. การค้น นเรียกว่า กรรมฐาน หรือการปฏิบัติธรรม. - มรรคหรือมัชฌิมาปฏิปทามีองค์แปด เป็นแนวและเครื่องมือแห่งการค้น คว้า ที่จะใช้ค้นกับกายนี้. การค้นพบเพียงใด ก็คือการดำเนินก้าวหน้าแห่งใจ เพียงนั้น. นั่นคือการก้าวหน้าแห่งปฏิบัติธรรมตามทางสายเดียว ที่จะนำชีวิต อันทนทุกข์ทรมานนี้ ให้หลุดพ้น และดุถึงสุขอันสูงสุดได้. มรรคคือทางเดินแห่งใจ ! ใจย่อมเดินไปด้วยการปฏิบัติ ! องค์ทั้งแปดแห่งอริยมรรคนั้น เปรียบเหมือนใบจักรแปดใบ หรือแจว พายแปดเล่ม สำหรับพุ้ยพัดคันเรือคือใจให้ แล่นทวนกระแสของโลกิยะ อันเต็มไปด้วย มรรคมีองค์แปด คือ เหยื่อล่อใจ จนล่วงพ้นเข้าไปในเขตต์กระ- กระแสแห่ง พระนิพพาน. แสแห่งโลกุตตระแล้ว ก็ลอยล่องไปตาม

น.800 ระแสนั้น โดยมิต้องออกกำลังพายหรือใช้จักรอิกก็ได้ เป็นแน่นอนว่าจะถึง พระนิพพาน. ผู้ที่พยายามจนย่างเข้าในเขตนี้ได้เป็นก้าวแรก เรียกว่าพระ โสดาบัน คือผู้ถึงกระแส แน่นอนต่อพระนิพพาน มีอันไม่เวียนกลับเป็น ธรรมดา มีแต่จะพัดพาตัวเองไป จึงได้ตรัสไว้ ในมหาวารวรรค สํยุตต. ว่า มรรคมีองค์แปด ชื่อว่า โสดา ( กระแส ), ผู้ได้ดำเนินไปตามมรรคมีองค์แปด นั้น ชื่อว่า โสดาบัน ( ผู้ถึงกระแส ). พระโสดาบัน คือเป้าหรือจุดมุ่งหมายที่แรกของเรา พ. ! พระโสดาบัน เป็นความสุขขั้นแรกของเรา ท. ! การปฏิบัติตามอริยมรรค อันมีองค์ปฏิบัติแปดประการ เป็นหน้าที่ของ เราทั้งหลาย ! เมื่อก้าวขึ้นถึงขั้นนี้แล้ว พระพุทธองค์เป็น " ผู้ค้ำประกัน" ว่ามีอันไม่เวียน กลับเป็นธรรมดา, มีอันตรัสรู้พร้อมเป็นเบื้องหน้า, เที่ยงแท้ต่อนิพพาน. นิพพานอยู่ในเงื้อมมือของผู้ที่ไม่เห็นว่า มัชฌิมาปฏิปทา ๘ อย่าง อันเป็น องค์ของอริยมรรค เป็นของสุดวิสัย ! ขอจงก้าวหน้าเถิด !

น.801 - ๓ - เหตุผลเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับปฏิบัติธรรม ดอกไม้ที่ตูมเต็มที่ กำลังรอเพื่อได้สัมผัสแสงอุทัยแห่งอาทิตย์ แล้วก็จะ คลี่บาน ย่อมแตกต่างกับดอกที่ยังเพิ่งจะ ผลิขึ้นมา ฉันใด ผู้มีอุปนิสัยแก่กล้า ความแตกต่างระหว่างผู้บรรลุ ย่อมต่างกับ ผู้ที่ยังต้องบ่มอุปนิสัยของตน ทันที กับผู้ต้องพยายามมาก อยู่ ฉันนั้น. แม้มนุษย์เกิดมาในวัฏฏ สงสารแห่งความทุกข์ โดยสภาพอย่างเดียวกัน ก็จริง แต่บางพวกรู้สึกถึง ธรรมชาติของวัฏฏสงสารคือความทุกข์ จนเบื่อหน่ายต่อโลกหรือกาม แสวง หาอยู่ว่า อะไรเป็นทางดับทุกข์มาแล้ว. ส่วนบางพวกยังไม่สำนึกได้ แม้แต่ เพียงว่า ชีวิตนี้สุขหรือทุกข์เป็นประการใด ไม่มีความหน่ายในทุกข์อัน แฝงบัง คือกาม เลยแม้แต่หน่อยเดียว เพราะฉะนั้น จึงมีความแตกต่างกันเป็น ส่วนมากเป็นธรรมดา. มรรคมีองค์แปด หรือมัชฌิมาปฏิปทา เป็นทางสำหรับก้าวล่วงพ้นจาก ความทุกข์ก็จริง แต่ยังไม่สู้มีประโยชน์สำหรับผู้ไม่รู้เสียเลยว่า วัฏฏสงสาร นี้เป็นทุกข์ กามทั้งหลาย เห็นสภาพเสียบแทง และเผาลน. ส่วนผู้ที่รู้แต่เพียง เผินๆ ว่า ความไม่สบายกาย สบายใจเป็นความทุกข์ ทางดับทุกข์ คือมรรคนั้นมีอยู่ แต่เขายังไม่เห็นความทุกข์ ซึ่ง พอ ถึงกับเกิดความหน่ายต่อทุกข์ เขาจึงต้อง บำเพ็ญพรรค เพื่อให้รู้ตัวทุกข์ จนเกิดความหน่ายในทุกข์เป็นส่วนสำคัญเสียก่อน แล้วจึงค่อยก้าวขึ้นเป็นลำดับไป. ส่วนผู้ที่เบื่อทุกข์หน่ายกามมาแล้วอย่างเต็มที่ ก็มีอยู่เพียงชั้นเดียว คือ เขาคันแต่ว่าจะละวางความยึดถือในอะไร จึงจะหลุดจาก ย. ๑๒ ๔๕

น.802 ความดับทุกข์ได้เท่านั้น, คนเช่นนี้ มีอุปนิสัยแห่งวิปัสนาญาณคือองค์มรรคขั้นสูง มาแล้วอย่างเต็มที่ จึงเพียงแต่ได้ฟังก็บรรลุ เช่นเดียวกับดอกไม้ที่ตูมเต็มที่ แล้วเหมือนกัน. ผู้ที่เข้ามาบวชสักว่าบวช จะต้องเดินพรรคนี้ตั้งแต่ต้นทาง คือตั้งแต่ขัด เคลากายวาจาที่หยาบๆ อันเป็นส่วนศีล เพื่อเกื้อกูลสมาธิจนสมาธิเกิดแล้ว ใช้เพ่ง วิปัสนาให้เห็นว่า ชีวิตนี้เป็นทุกข์ เพื่อมีความหน่ายในทุกข์ และหาทางพันสืบไป นอกจากจะต้องดำเนินมากแล้ว ยังมีกามเป็นเครื่องดูดดึงเหนี่ยวรั้งในการเดินอิก ส่วนหนึ่งด้วย จึงช้ากว่าผู้ที่มีความหน่ายในทุกข์มาแต่ก่อนบวช ( เช่นยสกุลบุตร เป็นต้น) ซึ่งเขาเดินทางแห่ง "พรรค" มาแล้วเป็นอันมาก และไม่มีกามเป็นเครื่อง เหนี่ยวรั้งการเดิน, ยังขาดที่ยังเดินไม่ถูกอยู่เพียงเล็กน้อย พอได้ฟังก็บรรลุได้ ทันที. ยุคโน้น เขาหน่ายกามจึงออกบวช หาทางหลุดพ้นจากกาม. ยุคนี้เรา มักบวชทั้งที่หอบกามพะรุงพะรังไปด้วย หรือไปเพิ่มเติมเข้าใหม่ก็มี จึงกลายเป็น บวชเพื่อคิดค้นให้รู้จักกาม จนหน่ายถามเสียก่อนต่อหนึ่ง ถ้ายังคิดขั้นแรกคือ ความหน่ายกามไม่ได้ ก็ยังไม่อยากละวางกาม หรืออุปาทานในกาม และภพที่ ประณีตยิ่งๆ ขึ้นไป. สถานะในทางใจของผู้บวชในบัดนี้กับในยุคโน้นต่างกัน อย่างลิบลับ จึงไม่เป็นการแปลกปลาดอะไรเลย ที่เราเรียนกันเป็นตู้ๆ แต่หาผู้ หมดกิเลสได้โดยยากเต็มที่. แต่แม้การปฏิบัติธรรมของผู้ที่หน่ายกามมาแล้ว กับของผู้ที่ยังขวนขวายเพื่อหน่ายกามอยู่ จะต่างกันมากก็ตาม แต่ถึงกระนั้น เรา ก็ควรพยายามเพื่อความก้าวหน้าของเราสืบไป, เพราะว่าเรามีความทุกข์ เรา อยากเปลื้องทุกข์ที่เราหลงรับเอามายึดถือไว้เป็นของตน. ทุกคนมีหวังจะสำเร็จ ความประสงค์ แม้จะยังล้าหลังกันอยู่มาก ก็หาได้เป็นเครื่องหมายว่าผู้นั้น จะไม่อาจบรรลุไม่เลย. ขอจงก้าวหน้าไปเถิด ! แท้จริง การก้าวแห่งการปฏิบัติธรรม มิได้หมายเอาการก้าวด้วยเท้าหรือ ขยันไปโดยอาการแห่งความประพฤติภายนอกเป็นส่วนสำคัญเลย ย่อมหมายถึง

น.803 การก้าวด้วยใจ, ได้แก่ใจที่หลุดพ้นจากความรู้สึกอันต่ำยิ่งขึ้นเป็นลำดับ. กิเลส หรือความรู้สึกอันต่ำช้านี้ เป็นหลักที่ปักตรึงดวงใจของมนุษย์ ให้จมอยู่ในสถานะ อันต่ำ. ขูดเกลากิเลสนี้ได้เพียงใด ใจก็ก้าวไปสู่ สถานะอันสูง กล่าวคือโลกุตตระได้เพียงนั้น. การ แปลงเพศจากฆราวาสออกบวช หรือการประพฤติ วัตร ปฏิบัติเคร่งครัดยิ่งขึ้น โดยมากเป็นเพียงการ ก้าวภายนอกใจ คือใจอาจไม่ก้าวเลยก็ได้ โดย การก้าวหน้าคือการ ก้าวแห่ง ใจที่ มาก ขึ้น ด้วยความ สุข. ทำนองเดียวกัน การสึกหรือลดอาการเคร่งครัดลงด้วยความจำเป็นอย่างอื่นบังคับ อาจไม่เป็นการถอยหลังก็ได้ ถ้าความรู้สึกส่วนใจยังคงอยู่ในระดับเดิม. การบรรลุมรรค เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงวางสมภาพไว้เสมอกัน ทั้งแก่ บรรพชิตและฆราวาส. ฆราวาสอาจได้บรรลุมรรคผลสูงกว่าบรรพชิตก็ได้ ใน ขณะเดียวกันและได้ฟังอย่างเดียวกัน, เพราะฉะนั้นอาการภายนอก เช่นเพศเป็น ต้น จึงไม่เป็นประมาณแน่, สำหรับผู้ที่บวชด้วยความงมงายแล้ว ไม่เป็นการก้าว เลย แม้การปฏิบัติเคร่งครัดก็อย่างเดียวกัน. การขูดเกลา อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ให้เบาบางลงได้ เป็นเครื่องหมายของการก้าว, ทั้งนี้ ก็เพราะมรรค ผลนิพพานเป็นงานทางใจ ได้รับผลทางใจเป็นส่วนสำคัญ. ในประเทศที่ไม่ อำนวยแก่การบวช หรือต่อไปข้างหน้าซึ่งอาจจะเป็นยุคที่มนุษย์ไม่นิยมการบวช ก็คงมีหวังในการก้าวหน้านี้ได้เท่ากัน ถ้าหากมนุษย์จะไม่เป็นผู้เหลวไหลต่อการ ศึกษาทางใจให้เพียงพอ, ขอพวกเราจงก้าวหน้า อย่ามัวเกี่ยงเพศ เกี่ยงชั้น เกี่ยงวัยแห่งอายุ ฯลฯ ซึ่งเป็นการเกี่ยงด้วยอำนาจโมหะเลย. ขอจงทำการคิดค้นเพื่อทำลายอวิชชา แล้วปลูกวิชชาขึ้นตีปัญหาความทุกข์แห่งชีวิต ให้แตกหักลงไป โดยเร็ว. นั่นคือการก้าวหน้าที่จริงแท้ !

น.804 การเป็นอริยบุคคล มิใช่สิ่งที่เป็นแทน หรือทำให้แก่กันได้, มิใช่สิ่ง สำหรับยกขึ้นเป็นเครื่องเชิดชูตัวเองให้ผู้อื่นพากันกราบไหว้หรือนับถือ เหมือน ประกาศนียบัตร, ดีกรี, หรือยศศักดิ์ เพราะเหตุนั้น อริยบุคคลจึงไม่มีเครื่อง หมาย ภายนอก เป็นเครื่อง แสดง อย่างแน่นอน. การเป็นอริยบุคคลนั้น จะให้ใครช่วยตั้ง ไม่อาจสังเกตุรู้จักอริย- ให้ก็ไม่ได้. จะตั้งตัวเองเอาเองก็ไม่ได้ บุคคล ได้ด้วยรูปร่าง. ธรรมเท่านั้นเป็นผู้ตั้งให้เอง. เคยมี ผู้หลงตั้งตัวเองกันบ่อยๆ โดยไม่ได้รับอนุมัติจากธรรม, แล้วก็เป็น ไม่ได้. . แท้จริงการเป็นอริยบุคคล ก็เพื่อความสุขเฉพาะตนเองมากกว่า, และทั้งเป็นความสุขส่วนใจ มิใช่สุขกายซึ่งเกิดจากวัตถุแวดล้อมภายนอก จึงยิ่ง เป็นการสังเกตุได้ยาก สำหรับผู้อื่น นอกจากตัวผู้นั้นเอง. อาจมีบางคนที่คน ภายนอกเชื่อว่าเป็นอริยบุคคล แต่ความจริงเขาเป็นเพียงเลียนเอาแบบของอริย- บุคคลจากตำรามาห่อหุ้มตัวเองไว้ก็ได้ ในกาลลับหลัง หรือนานไปข้างหน้า เขาจะกลับทำสิ่งน่าติเตียนก็ได้ หรือเขาอาจเป็นพระอริยบุคคลจริงๆ ก็ได้เท่ากัน. เมื่อการเป็นอริยบุคคลเป็นของเฉพาะตน จึงไม่ควรมีการเถียงกันว่า คนนั้นสำเร็จ หรือไม่สำเร็จ หรือพยายามพิสูจน์ เพราะจะไม่มีหลักอะไรมาตัดสินได้เลย นอก จากสภาพความจริงในใจของท่านผู้ได้บรรลุมรรคผลผู้นั้นเท่านั้น. แต่ใครจะ ด้วงของท่านออกมาได้ นอกจากท่านผู้ได้บรรลุมรรคผลสูงกว่าผู้นั้น. ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยสีลาจารวัตร มีธุดงค์ มีสมาธิ น่าเลื่อมใสปรากฏ ตลอดจนถึงแสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ทุกประการ อาจไม่ ใช่อริยบุคคลก็ได้ เพราะอาการเหล่านั้น ที่เป็น ไม่ควรเสียเวลาใน โลกิยะก็ยังมี. พระอริยบุคคล ไม่จำเป็นจะต้องมี การ พิสูจน์ ผู้อื่น. อาการภายนอกปรากฏว่าน่าเลื่อมใส หรือแสดงฤทธิ์ ได้ทุกคนไป, เพราะท่านที่คนนอกไม่อาจรู้ได้ว่าท่านเป็นอริยบุคคล ก็ยังมีอยู่.

น.805 พราะฉะนั้น อย่าพยายามที่จะตัดสินว่า ท่านผู้นั้นผู้นี้เป็นอริยบุคคล หรือไม่เสีย เลยจะดีกว่า, เพราะเป็นของไม่รู้ได้สำหรับผู้ที่ต่ำกว่า แต่ที่ควรและที่จำเป็นที่สุด นั้น คือการแสวงให้รู้ว่า ทำอย่างไร ตนจึงจะก้าวขึ้นสู่ความสุขของพระอริย- บุคคล หรือเป็นพระอริยบุคคลได้บ้างเท่านั้น. ความรู้เรื่องต่างๆ อันเกี่ยวกับ การเป็นอริยบุคคล เราอาจหาได้จากตำรา และผู้ที่ยังไม่เป็นอริยบุคคล เช่นเดียว กับ ที่เราอาจซื้อขนมปังอย่างดีได้ จากร้านที่ผู้ขายทำเองไม่เป็น และไม่เคย รับประทานเลยก็ได้. ข้อสำคัญมันอยู่ที่เราต้องทำการย่อย หรือ digest สิ่ง เหล่านั้น ให้ละลายออกปรากฏเป็นความจริงขึ้นในตัวเรา เราจึงรู้ว่าจริง อริย- บุคคลคืออะไร. เมื่ออาจที่จะได้ความสุขชั้นอริยบุคคลมาเพื่อตนแล้ว ประโยชน์ อะไรที่จะต้องรู้ว่าผู้อื่นเป็นหรือไม่เป็นกันเล่า ขณะนี้ ควรใช้เวลาเพื่อการก้าว หน้าของตนถ่ายเดียวเสียก่อน ปล่อยให้การทายการเถียง ตกเป็นหน้าที่ของผู้คุย แต่ปากไปพลางจะเหมาะกว่า. เป็นเทวดาให้ได้ดีเสียก่อน จึงค่อยรู้ว่าเทวดาคือ อะไรแน่, และใครเป็นจริงหรือไม่จริง. พระอริยด้วยกัน ท่านกล่าวว่ารู้จักกันได้ ในเมื่อมีญาณเครื่องกำหนดรู้ใจ ผู้อื่น. คนธรรมดายากที่จะรู้จักได้ เช่น อุปกาชีวก หรือภิกษุปัญจวัคคีย์ ได้ เห็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ยังไม่ทราบว่า พระองค์เป็นผู้สำเร็จเป็นพระอริยบุคคล เป็นต้น. ต่อเมื่อได้ฟังธรรม และสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลขั้นต่ำบ้างแล้ว จึงรู้ จักและขอบรรพชา. ข้อสำคัญของการเป็นอริยบุคคล อยู่ตรงที่การเรียนรู้ จักชีวิตของตัวเอง. มรรคผลไม่ใช่เป็นสิ่งนอกเหนือจากความสามารถ อันเป็นวิสัยแห่งมนุษย์ ! มรรคผลเป็นของสำหรับปุถุชน ! พระอริยบุคคล ท่านย่อมไม่ต้องการมรรคผล เพราะท่านได้บรรลุ มรรคผล เป็นของ แล้ว, เช่นเดียวกับคนมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงพอ สำหรับมนุษย์ทุกคน ย. ๑๓

น.806 สื่อ ชุมนุมเรื่องยาวของพุทธทาสภิกขุ แล้วย่อมไม่ต้องการอิก. ปุถุชนจะยึดหน่วงเอามรรคผลได้เป็นแน่ ด้วยการตั้ง หน้าปฏิบัติด้วยใจอันบริสุทธิ์ปราศจากความคดโกง หรือเหลวไหลหลอกตัวของ ตัวเอง. ทางแห่งมรรคผลนั้น ทรงวางไว้เป็นบทเรียน สำหรับปุถุชนโดย เฉพาะ. นึกดูเถิด ! ถ้าไม่ใช่สำหรับปุชนแล้ว จะสำหรับใครเล่า. ถ้า เรามี " ความนับถือตัวเอง" เท่าที่มนุษย์ หรือสัตว์มีใจสูงจะพึงมีแล้ว เราไม่ ควรจะหลีกหน้าที่อันนี้ของเรา หน้าที่คือการแสวงสุขให้แก่ตน ตามกรุยทางที่ พระองค์ทรงประทานให้. ที่เป็นเพศต่ำ ก็ยึดเอาพอสมกับเพศ ที่เป็นเพศสูง ก็ยึดเอาพอสมกับเพศสูง และทำตนเป็นตัวอย่างของเพศต่ำ พร้อมกันไป. การแสวงสุขคือการปฏิบัติธรรม. การก้าวจากที่มืดสู่ที่สว่าง นั่นแหละคือการปฏิบัติธรรม ! การฝึกตนเพื่อชนะความทุกข์ อันเป็นของธรรมดาสำหรับมนุษย์ นั้น แหละคือการปฏิบัติธรรม ! จากการปฏิบัติธรรมนั่นเอง เราจะประสพมรรคและผล, มรรคผล เป็นของไม่อยู่นอกวิสัย เพราะการปฏิบัติธรรมไม่อยู่นอกวิสัย. เมื่อเหตุ ไม่เป็นของสุดวิสัยแล้ว ผลจะเป็นของสุดวิสัยได้อย่างไร. มรรคผลเป็นผล เกิดจากการกระทำทางใจ เช่นเดียวกับเงินทองที่เป็น ผลเกิดจากการกระทำทางฝ่ายวัตถุทั้งหลาย. ต่างกัน มรรคผลไม่ใช่สิ่ง สักว่า ทางใจและทางวัตถุ คือทางกายอันจัดเป็นภาย ที่สูงสุด วิสัยเลย. นอกโดยตรงกันข้ามเท่านั้น. แบบฝึกหัดทางกาย เช่น พลศึกษาเป็นต้น เมื่อฝึกไปแล้วมากเข้า จะทำสิ่งซึ่งเคยเข้าใจว่าสุดวิสัยได้ฉันใด แบบฝึกหัดทางใจ เมื่อได้ฝึกมากเข้า ก็จะทำสิ่งที่เคยคาดว่าสุดวิสัยได้ฉันนั้น. ยุคนี้ มนุษย์ถนัดแต่การงานฝ่ายวัตถุมาแต่กำเนิด จึงเห็นงายฝ่ายใจเป็นของยาก ไปก่อนแต่จะได้ลงมือทำ, เป็นผู้ยอมแพ้ก่อนแต่จะได้รับ ยอมทนทุกข์โดย ไม่ขอค้นหาหนทางเพื่อชนะทุกข์ เพราะเห็นแก่ความเพลิดเพลินบ้าง เพราะไม่รู้

น.807 บ้าง ฯลฯ. เราไม่เห็นว่าความโง่หลงของเราเป็นสิ่งที่น่าอันตราย, ยิ่งกว่า นั้น ไม่รู้สึกว่ามีความโง่หลง. ตามที่ปรากฏในบาลีเอสฺการีสูตร มัชฌิมนิกาย, พวกพราหมณ์ ท. บัญญัติการเที่ยวรับไทยทานว่า เป็นทรัพย์ของพวก พราหมณ์, บัญญัติธนู หรือศรเป็นทรัพย์ของพวก มรรคผล ไม่จำกัด กษัตริย์, บัญญัติโคและไถ เป็นทรัพย์ของพวก ตระกูลเชิงชั้นวรร- แพศย์ และบัญญัติเดียวกับไม้คาน เป็นของพวก ณะ ของผู้ต้องการ. ศูทร์ โดยแบ่งชั้นแบ่งวรรณะกัน. ส่วนพระ พุทธองค์ ปรากฏว่า ทรงบัญญัติ โลกุตตรธรรม ให้เป็นทรัพย์ของบุรุษ ไม่ว่า จะเป็นวรรณะไหนก็ตาม. โดยนัยนี้เราจะเห็นได้ว่า โลกุตตรธรรม คือ มรรคผลนิพพานนั้น เป็นของจำเป็นแก่ชีวิตของคนทุกชั้น ไม่ว่าเขาจะมีชาติ สกุล การงาน รูปพรรณ ฯลฯ อย่างไร เป็นสิ่งที่ควรกระทำโดยเสมอหน้ากัน หมด, เพราะเมื่อชีวิตใดต้องการความสุข ชีวิตนั้นย่อมต้องการมรรคผล นิพพาน แม้จะเป็นยาจกเข็ญใจ หรือ บรมมหาเศรษฐีก็ตามที. สุขเกิดแต่วัตถุ หรือ โลกิยสุข อันได้แก่กามคุณ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสนั้น ซื้อขายแลกเปลี่ยนกันได้ด้วยวัตถุอันเป็นทุนหรือทรัพย์ของตน. ผู้ ปรารถนา จะต้องหาเงิน อันเป็นวัตถุสำหรับ แลกเปลี่ยน เพื่อพอกเลี้ยงตัณหาของตน การได้นิพพานสุข ไม่ต้อง เอง. "ตลาดกาม" ของโลกนับวันแต่จะ ลงทุนด้วยวัตถุ แลกเปลี่ยน. วิจิตรโอชายิ่งขึ้น ผู้อยากได้ต้องซื้อเอา ด้วยวัตถุ. ผู้แสวงหาเงินก็ดี ทองก็ดี สิ่งที่เขาซื้อด้วยเงินมาบำรุงกามก็ดี ล้วน แต่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์อยู่ตามธรรมชาติ เพราะฉะนั้น สุขทางวัตถุ ซึ่งจะต้องซื้อหา มาด้วยทุนทรัพย์เพราะอำนาจตัณหา จึงไม่เป็นสุขที่สงบเยือกเย็นได้เลย. เรา อาจกล่าวได้ว่า มนุษย์ที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ แสวงหาสิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์

น.808 มาได้ด้วยสิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ! ส่วนสุขทางใจ หรือนิพพานสุขนั้น ตรง กันข้าม. ไม่ต้องลงทุนซื้อหาด้วยเงิน ด้วยความทยานอยาก. ผู้แสวงก็เป็น ผู้ที่มองเห็นสิ่งที่เที่ยงและเป็นสุข , คือนิพพานนั้น ได้อย่างถนัดชัดเจนใจ มาก่อน การแสวง และวัตถุที่แสวง ก็ทั้งเที่ยงทั้งสุข. เพราะฉะนั้น สุขทางใจจึงสงบ เยือกเย็นแท้ และไม่ต้องซื้อหาด้วยวัตถุ เพราะไม่ใช่วิสัยที่จะทำได้เช่นนั้น. ถ้าเรารักที่จะพ้นทุกข์ ด้วยความจริงใจ ไม่หลอกตัวเอง เราอาจค้นพบ นิพพานสุขได้ด้วยการคิดค้นปัญหา อันเกี่ยวด้วย สุขทุกข์ประจำวันของเรา. ธรรมดาคนเรา นิพพานสุข สำเร็จได้ ย่อมรู้ได้เองว่า อาการที่แสบเผ็ดทนได้ยากนั้น ด้วยการอบรมใจ ตนเอง. เป็นความทุกข์. ความสงบเยือกเย็นเป็นความ สุข, เพราะไม่ชอบทุกข์เราจึงหาทางดับทุกข์. ความโง่ไม่รู้เท่าทัน ทำให้ เราอยาก โกรธ รัก เกลียด กลัว หลงใหล มัวเมา จนในที่สุดได้รับทุกข์ แล้ว ส่วนมากก็ยังไม่มีใครมองย้อนหลังมาถึงต้นเหตุของทุกข์อันนี้ กลับไป เชื่อถือ หรือยึดถือการกระทำด้วยความรู้ไม่ทันอย่างอื่นๆ ที่แปลกๆ สืบๆ ไป ซึ่ง ในที่สุดก็พบแต่ทุกข์ หรือสุขผิวๆ ที่เคลือบหุ้มก้อนทุกข์ ไว้. แต่ถ้าเราจะมอง ย้อนหลัง ค้นหาเหตุของความรู้สึกทุกข์หรือสุขประจำวัน จนพบเหตุแห่งทุกข์ แล้วทำลายเหตุแห่งทุกข์เสีย แทนการแสวงทุกข์ใหม่มากลบเกลื่อนทุกข์เก่า คราวละเล็กละน้อยอยู่เสมอแล้ว ไม่นานเท่าใด ดวงปัญญาเครื่องเจาะแทงกิเลส หรือความทุกข์ ก็จะแหลมคมยิ่งขึ้น จนทำลายต้นเหตุหรือรากเง่าของทุกข์ได้ เด็ดขาดทีเดียว, ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในวันไหน. จงค้นหาเหตุให้พบ แล้วกำจัด เสียในวันนั้นทันที, อย่าผัดวันประกันพรุ่ง หรือดูหมิ่น ว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ต่อ ปัญหาทุกข์ของตนเอง จึงจะหลุดพ้นจากทุกข์ไปได้. กรรมฐาน คือการอบรมใจให้หลุดจากอำนาจของความทุกข์. กรรม- ฐานที่ดีที่สุด คือการหยิบยกเอาปัญหาสุขทุกข์ประจำวันของตนขึ้นมาคิดค้น จน

น.809 ห็นเหตุแห่งทุกข์ และทางดับทุกข์ได้ชัด การอบรมใจ ให้ชนะทุกข์ เจน. มนุษย์ทุกคนทั้งที่เป็นเด็กและผู้ใหญ่ คือ กรรมฐาน อย่างประเสริฐ. ทั้งที่เป็นฆราวาสและบรรพชิต สามารถคิด ปัญหาเรื่องทุกข์สุขของตนเองได้ทุกคน เป็นแต่จะลึกตื้นกว่ากันบ้างเท่านั้น. ถ้า มนุษย์คนใด มีสมองพอที่จะรู้สึกปรารถนาสุขแล้ว ก็ย่อมมีสมองพอที่จะค้นเหตุ แห่งสุขหรือเหตุแห่งทุกข์ได้เป็นแท้. แม้มนุษย์ที่มีสมองต่ำจนเห็นทุกข์เป็นสุข อยู่ในบัดนี้ ก็อาจกลับความเห็นผิดนั้นเสียได้ เมื่อเขาทำตัวเองเป็นนักคิด ปัญหาทุกข์ประจำวันมากเข้าทุกที แม้คนจำพวกบุชาเงินเป็นพระเจ้า ( Capitalist ) อาจกลับมิจฉาทิฏฐิอันนี้ ได้ ถ้าเขาเป็นนักคิดปัญหาทุกข์ประจำวัน. เขาจะพบความกลัดกลุ้มรุมร้อน ความหวาดกลัว ระแวง และความกังวลอาลัย ที่แผดเผาหัวใจเขาอยู่เสมอในวัน หนึ่งๆ แล้วจะพบสืบๆ ไปว่า อะไรที่ทำให้เขาเป็นเช่นนั้น และอะไรที่ทำให้เป็นเช่น นั้นๆ ซับซ้อนกันลงไปเป็นลำดับ ในที่สุดจะพบ " ธรรมชาติแห่งความทุกข์" แล้ว ดวงใจของเขาก็จะสลัดความยึดถือ หรือ " ก้อนหินแห่งชีวิต" เสียได้ รู้จัก ดำเนินชีวิต หรือปรับปรุงใจให้คงอยู่ในสถานะที่เป็นสุขสงบสืบไป. พระพุทธองค์ เป็นผู้คิดปัญหานี้สำเร็จอย่างประเสริฐที่สุด. เพราะพระ ปัญญาได้แทงตลอดถึงปัญหาทุกข์หมดทุกเหลี่ยมทุกแง่ทุกชนิดมนุษย์ จึงอาจ ทรงสอนผู้อื่นให้รู้จักคิดปัญหานี้ได้ โดยวิธีที่ง่ายเข้า. กิจประจำวัน ที่พระองค์ทรงสอนให้สาวกทำ คือ รวบรวมกำลังจิตให้ สงบจากฟุ้งซ่าน หรือหดเหี่ยว สงบเป็นจุดเดียวกล้าแข็งแล้ว ก็น้อมไปเพื่อการ คิดปัญหาทุกข์สุขที่ประจำชีวิตตนเองหรือธรรมชาติของสัตว์ทั่วไป จนกว่าจะเอา ชนะความทุกข์นั้นได้, ระยะนี้เรียกว่า การปฏิบัติธรรม หรือ กรรมฐาน หรือ วิปัสนาธุระ ทุกๆ คนควรหาโอกาสประกอบกิจนี้ แม้อย่างน้อย ครึ่งชั่วโมง ต่อ ๑ วัน ก็ยังดีไม่น้อย. ย. ๙๔

น.810 ตามธรรมชาติ, ความทุกข์ เป็นสิ่งที่มีคู่เคียงกันอยู่กับมนุษย์, แต่ควร คิดดูว่า มีสำหรับให้มนุษย์ยอมแพ้ หรือ ให้มนุษย์เอาชนะมันให้ได้ ? ปัญหานี้ มนุษย์ คือ สัตว์ ที่เกิดมา ขอให้เราคิดกันให้มากเป็นพิเศษ, คิดจน สำหรับเอาชนะความ ทุกข์. ให้แจ่มแจ้งว่า ฝ่ายไหนควรเป็นของเรา คือฝ่ายแพ้ หรือฝ่ายชนะ ! ฝ่ายไหนที่สมกับภาวะของเราผู้ปฏิญญาตัวเอง เป็นพุทธสาวก หรือผู้แสวงสุขเพื่อตนทั่วๆ ไป. พระพุทธองค์ทรงพระนามอย่าง หนึ่งว่า "พุทธชินะ " คือพระพุทธะผู้ชนะ, พระสงฆ์จึงมีนามอีกอย่างหนึ่งด้วย ว่า "พุทธชิโนรส" คือโอรสแห่งพระพุทธะผู้ชนะ ทั้งนี้หมายความว่าเป็นผู้ ชนะความทุกข์ตามพระบิดา มิฉะนั้นจะไม่ได้ชื่อว่า พุทธชิโนรสไปได้เลย แม้ จะนุ่งห่มเหลืองจนตลอดชีวิต เที่ยวบิณฑบาตจนตลอดชีวิตเหมือนพระองค์ก็ตาม. เราอาจชนะได้แน่ละหรือ ? ข้อนี้จะตอบได้สองทาง คือตามหลักพระ พุทธดำรัส และตามเหตุผลจากหลักวิชชาทั่วไป ทางแรกความจริงอันหนึ่งมีว่า มีมืด ก็ต้องมีสว่างแก้, มีร้อน ต้องมีเย็น แก้, มีทุกข์ ต้องมีสุขแก้, มีแพ้ ก็ต้องมีชนะเป็นคู่กัน, หรือกล่าวอีกแง่หนึ่งก็ ได้ว่ามีมืดก็ต้องมีที่สุดของความมืด, มีทุกข์ ก็ต้องมีที่สุดของความทุกข์. เพราะ ฉะนั้น การชนะย่อมเป็นของมีอยู่ เป็นปัญหาแต่ว่า เราจะเอาชนะให้ได้หรือ ไม่เท่านั้น. ในบาลีมหาสติปัฏฐานสูตร ตรัสไว้เป็นใจความว่า ผู้เจริญสติปัฏฐานทั้งสี่ ตาม หลัก พระ พุทธ ภาษิต ย่อมหวังผลอย่างนอนใจได้สองอย่าง คือเป็น เรา อาจเอา ชนะ ทุกข์ ได้. พระอรหันต์ หรือมิฉะนั้นก็เป็นพระอนาคามี การบรรลุช้าหรือเร็ว ย่อมสุดแต่อุปนิสสัยของผู้นั้น แต่จะบรรลุภายในระหว่าง ๗ ปี ๖ ปี ฯลฯ ลงมาจนถึงกึ่งเดือนและ ๗ วัน. ในบาลีโพธิราชกุมารสูตร มัชฌิมนิกายพระองค์ตรัสไว้ว่า ผู้ที่ประกอบด้วยองค์ ๕ อย่าง คือมีความเชื่อ

น.811 มีโรคน้อย ไม่อวดดี มีเพียรดี มีปัญญา เมื่อได้รับคำสอนของพระองค์ ออก บวช ไม่หวังผลประโยชน์เกื้อกูลแก่เรือน ( คือไม่ใช่บวชแฝงศาสนาหาลาภ ) แต่ พยายามหวังผลทางศาสนาคือโลกุตตรสุขแล้ว จะบรรลุคุณพิเศษได้เป็นแน่แท้ ในระยะ ๗ ปี ๖ ปี ฯลฯ ลงมาจนถึง ๗ วัน ๖ วัน และถึงกับปฏิบัติในตอนเย็น เช้าขึ้นก็บรรลุ หรือปฏิบัติเวลาเช้า เย็นลงก็บรรลุ แล้วแต่อุปนิสสัย, แต่มี กำหนด ๗ ปีเป็นอย่างช้าสำหรับผู้รักจะประสพสุขอันเยือกเย็นจริงๆ. ทางที่สอง คือตามเหตุผลจากหลักวิชาทั่วไป. กฎแห่งเหตุและผล ( Cause and Effect ) มีหลักว่า : เหตุดี ผิลดี เหตุไม่ดี ผลไม่ดี, เหตุมี ผลก็มี เหตุไม่มี ผล ตามหลักวิชชาทั่วไป เรา ก็ไม่มี, เหตุแรง ผลก็แรง, เหตุเพลา ผล ก็อาจเอาชนะความทุกข์ได้ ก็เพลา, เหตุดับ ผลดับ เหตุไม่ดับ ผลไม่ ดับ, เหตุเกิด ผลก็เกิดด้วย. ในการปฏิบัติธรรม ถ้าฝ่ายข้างชั่วและเรามอง เห็นว่าชั่ว ก็ดับหรือตัดเหตุของมันเสีย. ฝ่ายข้างดี เรารู้ด้วยความใคร่ครวญ ว่าดี ก็ก่อเหตุของมันขึ้น. . เราระบายชั่วออก เอาดีเข้าใส่แทน โดยส่วนที่ เท่ากัน. เราระบายอวิชชาออก เอาวิชชาเข้าแทน เหมือนเมื่อเราจุดเทียนขึ้น กี่แรงเทียน ความมืดก็น้อยลงไปเท่านั้นแรงเทียน โดยเสมอกัน. จิตวิทยา ( psychology ) ในบัดนี้ ก็รับรองหรือพิสูจน์ให้เห็นอยู่แล้วว่า ดวงใจของมนุษย์ เราว่างไม่ได้ เมื่อเอาออกอย่างหนึ่ง ก็ต้องเอาอย่างหนึ่งใส่แทน คือมันเป็น ธรรมชาติที่อยู่ว่างไม่ได้ต้องทำงานเสมอ. . นี่เป็นการง่ายน้อยไปหรือ ที่ เราเพียงแต่คอยกันเหตุฝ่ายชั่วออก น้อนเหตุฝ่ายข้างดีแทน ให้ถูกแก่จิต ซึ่งมีธรรมชาติเหมาะอยู่เองแล้ว เท่านั้น. โลภะ โทษ: โมหะ เป็นเมล็ดพืชแห่งอัคคิพฤกษ์ ต้องกันออกด้วยการ คอยสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และเพ่งเล็งให้เห็นสภาพที่ไม่เที่ยง - เป็น ทุกข์-บังคับไม่ได้, ของสิ่งที่ล่อลวงให้เราโลภโกรธหลงในมันอยู่เสมอ. อโลภะ

น.812 อโทษะ อโมหะ เป็นเมล็ดพืชแห่งอุทกพฤกษ์ หรือนิพพานพฤกษ์ ต้องคอยสะสม เก็บหอมรอมริบมาเพาะหว่านบำรุงให้งอกงาม ด้วยการพยายามเต็มที่ตามที่ได้ ศึกษาและใคร่ครวญเหตุผลเห็นมา, - ด้วยมุ่งเอานิพพานผลอย่างแรงกล้า. เมื่อ เป็นเช่นนี้ มรรคผลรื่อการชนะความทุกข์ ก็เป็นอันหวังได้ และได้เท่ากับ เหตุที่หว่านลงไป - ได้ด้วยการก้าวตามรอยพระอรหันต์โดยใจ, ซึ่งเป็นการ ก้าวแห่งการปฏิบัติธรรม แต่เพราะเหตุที่มนุษย์ยังไม่สามารถรื้อถอนอวิชชาหรือโมหะของตน ให้ เบาบาง พอที่จะเห็นช่องทางนี้ได้เป็นส่วนมาก. จึงมีแต่คนสำคัญผิดว่า ตนเองชนะความทุกข์ได้ ยังเอาชนะความทุกข์ไม่ เพียงพอแล้ว ทั้งที่แท้จริงตนเองยังไม่ได้ชนะ ได้ ก็เพราะยังไม่รู้ทัน. ความทุกข์นั้นเลย และเพราะไม่รู้คุณค่า ของการชนะความทุกข์อย่างเด็ดขาด บางพวกจึงไม่เคยพยายามชนะ, บางพวก คิดว่าจะพยายาม แต่ความเหลวไหลเพลิดเพลินครอบงำเสีย ไม่ได้ลงมือหรือตั้ง หน้า. บางพวกคิดจะชนะด้วยปริยัติ, บางพวกรออุปนิสัย, และยังมีบางพวก ซึ่งขอยอมตนอยู่ใต้อำนาจของความทุกข์ทั้งที่รู้ๆ แม้ใครจะประนานเกียรติ- ยศว่า "เสียแรงได้พบพระพุทธศาสนา" ก็ยอมรับด้วยหน้าตาอันชื่นบานร่าเริง ! นี่เป็นผล เกิดแต่อำนาจของอวิชชา ! โลกถูกอวิชชาหุ้มห่อไว้ เช่นเดียวกับความมืดแห่งราตรี ! มนุษย์จุด ไฟดวงน้อยขึ้นแล้ว มองเห็นชั่วจงรัศมีของดวงไฟ. ยังมีอีกหลายล้านเท่าซึ่งมนุษย์มองไม่เห็น. การ มนุษย์ อยู่ใต้อำนาจ เห็นแต่ภายในวงแคบเช่นนี้ ทำให้เกิดทิฏฐิขึ้นนานา อวิชชา และตัณหา. ประการ, เกิดมานะ วิจิกิจฉา กังขาและอื่น ๆ ซึ่ง ทำให้มนุษย์มีดวงตาเต็มไปด้วยไฝฝ้ามืดมัว ลุอำนาจแก่ใจตน . ไม่ยอมเชื่อและ ทำอย่างอื่นนอกจากบัญชาแห่ง " พระเจ้าตัณหา" ซึ่งเป็นความหวานอร่อย

น.813 ของมนุษย์ผู้นั้นเอง. ตัณหานี้ ได้บังคับมนุษย์ให้ตรากตรำใจไม่มีวันอิ่มวัน พอ, จนกระทั่งวันตายมันก็ยังได้มอบ " หมายกำหนดการ" ให้ไปกระทำเช่นนั้น เช่นนี้อีก ในสวรรค์หรือนรกนับด้วยเอนกชาติ จนกว่ามนุษย์ผู้นั้นจะหลุดพ้นไป จากอธิปไตยของ "พระเจ้าตัณหา" นี้. ส่วนมนุษย์ที่ฉลาดปราศจากไฝฝ้าใน ดวงตา ย่อมถอนตัวออกจากอำนาจอธิปไตยนี้ได้ในชีวิตนี้นี่เอง เพราะเขาพากัน บำเพ็ญตนเป็นหน่วยประชาสัตว์ ซึ่งขึ้นสังกัดอยู่ในพระพุทธองค์. เขาจึงได้ รับความสุขสงบเยือกเย็นเป็นอิสสระจากตัณหา. การที่จะเป็นหน่วยประชาสัตว์ของพระพุทธองค์ ถึงกับรับความสุขสงบ สูงสุดได้นั้น มิใช่ว่าอาจมีได้เป็นได้ เพราะ เพียงแต่การแปลงเพศ เช่นการ โกนศีรษะ นุ่ง การหลุดพ้นเป็นอิสสระ เหลือง, การอ้อนวอนขอต่อพระองค์, การ มิใช่ มี ได้ เพราะ เพศ, ท่องบ่นมนตรา, หรืออะไรอื่น นอกจากการ ปฏิบัติธรรมอย่างเดียว. การปฏิบัติธรรม เป็นการแปลงใจ - แปลงจากมืด มัวเป็นแจ่มใส. มันมิใช่เป็นการแปลงเพศ ซึ่งมิได้แน่นอนเสมอไปว่าใจจะถูก แปลงด้วย. การศึกษาหรือการท่องบ่น เป็นเพียงระยะต้น, เปรียบเหมือนการ ขอข้อบังคับของสมาคมใดปมาคมหนึ่งไปดูก่อนสมัคร. เขายังไม่ได้เป็นสมาชิก แห่งสมาคมนั้นเลย จนกว่าจะได้ปฏิบัติตนตามกติกาของสมาคมแล้วทุกๆ ประการ หรือจนกว่าจะมีสิทธิ์แห่งสมาชิกเต็มที่ผู้หนึ่ง. หรืออีกนัยหนึ่ง เช่นเราอาจ อ่านตำรากสิกรรมให้จบได้หลายๆ เล่ม แต่เราจะเป็นกสิกรไม่ได้เลย ถ้าเพียง แต่อ่าน. คำเปรียบนี้ฉันใด การทำตนให้เป็นคนสังกัดในพระพุทธองค์ก็ฉันนั้น. เพื่อให้เห็นความจริงในส่วนนี้ชัดเจน ควรแบ่งกิจทางพระศาสนาเป็น สามตอน คือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ปริยัติ คือการศึกษาท่องบ่น, ปฏิบัติคือการทำจริงตาม ปริยัติ, ปฏิบัติ, ปฏิเวธ, ที่ได้ศึกษามา, ปฏิเวธคือการเก็บเกี่ยวผลที่เกิด ของมนุษย์ ปัจจุบัน. ย. ๑๕

น.814 จากการปฏิบัตินั้นๆ. ปริยัติเนื่องกับปฏิบัติก็จริง แต่เป็นคนละชั้นละดอน เหมือนตัวแก้วกับแมลงผีเสื้อ, ตัวลูกน้ำกับยุง, หรือลูกกบที่ยังว่ายอยู่ในน้ำกับ ตัวกบที่กระโดดไปได้บนบก. ก่อนแต่จะได้กลายตัวเปลี่ยนแปลงสภาพ มันได้ ตายเสียเกือบทั้ง ๑๐๐% โดยอันตรายต่างๆ เช่นเดียวกับที่พวกเราโดยมาก เป็น พุทธมามกะเพียงแค่การศึกษา หรือภาวนาท่องบ่น เหมือนกัน. ส่วนปฏิบัตินั้น เนื่องกับปฏิเวธหรือความสุขที่แท้จริง อย่างไม่ใช่คนละ ขั้นละตอน, มันผสมกันแนบสนิทเหมือนการบริโภคกับการรู้รส การเดินกับ การใกล้เข้า การจุดไฟกับการสว่าง, การกระทำได้ดำเนินสำเร็จไปเพียงใด ผลของการกระทำก็เกิดขึ้นพร้อมกัน และแฝงอยู่ในการกระทำนั้น ๆ เพียงนั้น. ปริยัติเหมือนการทำขนม ปฏิบัติเหมือนการรับประทานขนม ปฏิเวธ เหมือนการรู้รสชุ่มใจ หรือปริยัติคือการเลี้ยงวัว ปฏิบัติคือการรีดนมดื่ม ปฏิเวธคือการชุ่มชื่นอันเกิดขึ้น. - นี่เป็นการเปรียบเทียบโดยอิกปริยายหนึ่ง จากแนวที่กล่าวมาแล้ว. พุทธบริษัทเป็นส่วนมากได้ตายด้านเพียงปริยัติ เปรียบเหมือนคนรับจ้าง ผู้อื่นมาทำขนมหรือเลี้ยงวัว ไม่ได้รับผลของสิ่งนั้นด้วยตนเองโดยตรง ต้องแสวง สิ่งอื่นรับประทาน. สิ่งที่เขามีติดตัวไปถึงประตูสวรรค์ เพราะได้ทำความดีไว้ บ้าง ก็เพียงแต่ความหิวกระหายว่า เมื่อไรเราจะได้กินขนมหรือดื่มขนมนั้น บ้างหนอ ! มนุษย์พวกนี้ที่ไม่ได้รับประทานขนม และ “ ดื่มนมวัวแห่งโลกุตตรสุข" ก็เพราะไม่รู้จักแม้หลักวิชา กล่าวคือปริยัติ นั่นเอง หลงติดในลาภผลอันเกิดจากปริยัติ ที่ มนุษย์ ส่วน มาก พอ ใจ หล่อเลี้ยงตัณหาได้ชั่วแล่น ช่างสมกับที่พระ หลงติด เสียแค่ปริยัติ. องค์ตรัสว่า นกติดบ่วงแล้ว น้อยตัวจะรอดพ้น เงื้อมมือนายพรานไป. มนุษย์ติดบ่วงของนายพรานโลกหรือพระเจ้าตัณหาแล้ว

น.815 ๙ รั่ เรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม น้อยคนจะหลุดไปได้. แต่พระองค์ได้ตรัสว่าไม่มีผู้หลุดพ้นไปได้เสียเลย ก็หา ไม่. เพราะว่าคนผู้มีไฝฝ้าในดวงตาแต่เบาบางยังมีอยู่. ข้อนี้ จริงตาม " คำพูดของสหัมบดีพรหม " ผู้มาอาราธนาพระองค์ให้ทรงแสดงธรรมโปรดโลก. พรหมได้กล่าวหมายถึงใครกันเล่า ในบรรดาพวกเราในบัดนี้ ? พรหมได้กล่าว หมายถึงผู้อาจปฏิบัติธรรมต่อจากการศึกษาทางปริยัตินั้นเอง. เราจงเป็นผู้ ปฏิบัติธรรมสนองพระพุทธโอวาท. ขออย่าให้เราเป็นเหมือนบัวประเภทที่ต้อง เป็นเหยื่อแห่งเต่าปลา ในบัวสี่ประเภทนั้นเลย. ปริยัติเราเรียนกันแล้วจนเหลือเพื่อ แต่เรายังไม่ได้ไถหว่าน "เมล็ด ปริยัติ" ให้เผล็ดผลด้วยการปฏิบัติ จนนานเข้าเมล็ดพืชนั้นก็สิ้นยางเหี่ยวแห้งไป. จะน่าละอายสักเพียงไรเล่า ! ถ้าหากปรากฏขึ้นเป็นความจริงพร้อมทั้งเหตุผลว่า พุทธบริษัททั้งที่แก่เฒ่า - ปานกลาง - หนุ่ม ทั้งหมดนั้น เป็นเพียงคนรับจ้าง : เรียนปริยัติไว้สอนรับค่าจ้างตอบแทนเท่านั้นเอง. ผู้สอนเป็นเพียงคนรับจ้าง ส่วนผู้ฟังบางคนได้เกี่ยวผล คือละ โลภะ, โทษ, โมหะ, ได้แล้วเยือกเย็นอยู่. ขอเราจงรีบไถหว่านเพื่อตนเองด้วยกันทุกคนเถิด อย่ามัวเกี่ยงแย่งก่อน หลังกัน หรือสำคัญมั่นหมายว่า ให้ผู้อื่นไถหว่านกันหมด เหลือแต่ตนผู้เดียวจะ คอยรับจ้างอยู่โดยไม่มีใครแข่งขันแย่งชิง เลย. แม้พระสาวกที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่นพระสารีบุตร พระโมคคัล- ลานะ พระยศ เป็นต้น เข้ามาขอบรรพชา มิใช่ท่าน หวังจะเป็นอริยบุคคล แต่ท่านหวังความสุขสงบที่ เดี๋ยวนี้ มนุษย์มัก แท้จริง. คุณค่าอยู่ที่ความสุขอย่างเยี่ยมยอด ไม่ ยึดเอาคุณค่า จากชื่อ ใช่อยู่ที่คำว่า " อริยบุคคล." แต่ในบัดนี้ มนุษย์ ยึดถือเอาคุณค่าที่คำว่าอริยบุคคลแทนความสุข. เพราะหลงยึดมั่นชื่อ " อริย- บุคคล," จึงพบหรือบรรลุความเป็นอริยบุคคลไม่ได้ จนกว่าจะมีความเห็นที่ บริสุทธิ์ถูกต้องเกิดขึ้นเสียก่อน. ที่แท้เพราะได้บรรลุความสุขสงบอันสูงสุดแท้จริง

น.816 ต่างหาก ผู้นั้นจึงชื่อว่าอริยบุคคล, จะได้ชื่อว่าอริยบุคคลโดยเปล่าจากความสุข หรือก่อนแต่ได้รับความสุขนั้นๆ ก็หามิได้. คำว่าอริยบุคคลจะไม่มีค่าแต่อย่างใด เลย ถ้าหากมิได้มีคำแปลหรือความหมายว่า ได้แก่บุคคลผู้บรรลุสุขอันจริงแท้ มีนักศึกษาบางคน เมาปริยัติเหมือนเมาเหล้าหวานหรือยาเสพติด. เมื่อ ได้รับเกียรติในการปริยัติ อย่างน่าเพลินใจ แล้ว ก็เกิดฝ้าในนัยตาถึงกับประณามนัก มีนักปริยัติหลงเข้าใจผิด ว่า ปฏิบัติว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว, เอาตัวรอดแต่ การปฏิบัติ ไม่ใช่การทำประ ผู้เดียว, ไม่เป็นการช่วยเหลือพระศาสนา โยชน์ ให้แก่ พระ ศาสนา. ไป. บางคนถูกความเมานี้ครอบงำหนัก ถึงกับตั้งใจกำจัดนักบำเพ็ญสมณธรรม ก็เคยมีปรากฏในบางคราว. เขาลืม ไปว่า ผลอันประเสริฐทางศาสนานั้น จะเกิดต่อเมื่อมีผู้ปฏิบัติ, ทั้งนี้ก็เพราะเพ่ง แต่ว่าลาภผลเกิดจากปริยัติเป็นที่พอใจตน ก็พอแล้ว. แทนที่จะเห็นแก่ส่วนรวม กลับเห็นแก่ส่วนย่อย. เราจงพากันใคร่ครวญดูว่า ถ้าไม่มีการปฏิบัติเอาผลของพระศาสนาแล้ว ทุนรอนและเรี่ยวแรงที่ทุ่มเทลงไปในปริยัติเป็นจำนวนมากกว่ามากนั้น จะได้ผล คุ้มกันหรือเกินทุนได้อย่างไร. ความรู้นั้นๆ จะมีประโยชน์อะไร ถ้ามิได้ใช้ เพื่อการทำลงไปจริงๆ จนเกิดผล. แม้ในมหาวิทยาลัยทางโลก ถ้านิสสิต ทั้งหลายเพียงแต่เรียน ๆ แล้วไม่ได้ประกอบการงานด้วยวิชานั้นๆ จะเป็น ประโยชน์แก่ตนและชาติประเทศของตนได้อย่างไร ฉันใดก็ฉันนั้น ที่ปริยัติจะ สนองผลตอบแทนต้นทุนได้ ก็ต่อเมื่อรู้แล้วและปฏิบัติตามที่รู้ จนเกิดผลได้จริงๆ. เป็นการน่าขบขันเหลือเกินสำหรับคำพูดของผู้ที่กล่าวว่า การบำเพ็ญ สมณธรรม ไม่ได้เป็นการช่วยเหลือพระศาสนา หรือช่วยน้อยกว่าการจัดการ ปริยัติ ! ทั้งนี้ เพราะความเมาผลอันเป็นพิษของปริยัตินั่นเอง, ความเมาทำ ให้เข้าใจผิดไป.

น.817 ปริยัติต้องเนื่องกับปฏิบัติ เหมือนตัวแก้วเนื่องจากผีเสื้อ ด้วยการกลาย ตัวมีปีกบินไปได้ ชีวิตจึงจะหลุดพ้นเป็นอิสระเหนือกิเลส ! ในยุคและดินแดนที่มีพระอริยบุคคลครั้งพุทธกาลโน้น มนุษย์รู้จักมรรค ผลนิพพานได้ชัดเจนถูกต้องตามที่เป็นจริง โดย หลักว่า เป็นชื่อของความสุขชั้นสูงพิเศษ, โทษ ของการเข้าใจคำว่า มนุษย์พวกที่ได้บรรลุ ก็ได้ดื่มรสแห่งมรรคผล ‘มรรคผลนิพพาน’ ผิดไป. นิพพานนั้นด้วย. ในกาลต่อมา เกิดผู้ปลอม เทียม อ้างตนเองเป็นอริยบุคคลเพื่อลาภผลมากขึ้น ผู้บริสุทธิ์แท้จริงยิ่งน้อย ลง จนไม่มีใครเชื่อว่าใครจะสามารถเป็นพระอริยบุคคลได้ พระอริยบุคคล จึงถูกยึดถือไว้เพียงสักว่าชื่อ โดยที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ และริมฝีปากของมนุษย์ ผู้ปรารถนาทั่วไป. เมื่อเกิดหนอนบ่อนไส้ขึ้นเช่นนี้นานหนักเข้า ปฏิบัติติสัท- ธรรมที่แท้จริงก็สาบสูญ ยังเหลือแต่ชนิดที่พวกปลอมเทียมตั้งขึ้นบัญญัติขึ้นเป็น ลัทธิของตน ๆ ปริยัติก็ถูกปนปลอมด้วยลัทธิภายนอกและถูกน้อมนำไปตามความ เชื่อของผู้สังคายนาแก้ไขในครั้งหลังๆ ในที่สุดมนุษย์นับถือหลักศาสนาตามความ เชื่อความเห็นของตน และบอกเล่าสืบต่อปรัมปรากันมา จนมรรคผลนิพพานมี ความหมายเป็นอย่างอื่นไปในบางกาละเทศะ. มนุษย์นับถือมรรคผลนิพพานเป็นของสูงสุดพิเศษ "สมมติเป็นบ้านเป็น เมือง สำหรับตายแล้วจะได้ไปเกิด, นับถือพระอริยบุคคลอย่างพระเจ้าผู้สร้าง สำหรับจะได้ขอร้องสิ่งที่ตนประสงค์ แม้ที่สุดแต่ในการเริ่มกรรมฐาน ก็มีการ เชื้อเชิญ "พระเจ้าปีติ" ให้มาโปรดเช่นเดียวกับการอ้อนวอนพระเป็นเจ้าของชาว ลัทธิภายนอก ทั้งนี้ ก็เพราะเข้าใจคำว่ามรรคผลนิพพานผิดไป. เมื่อความ มุ่งหมายผิด การกระทำก็งมงายและปราศจากผล ซ้ำยังเกิดความเชื่อผิดๆ ฝั่ง สมองอย่างแน่นแฟ้นสืบกันมาช้านานด้วย, จัดเป็นคราวเสื่อมของพระศาสนา. มรรคผลและนิพพาน ไม่ปรากฏชัดเจนเช่นครั้งพุทธกาล. ปริยัติที่ศึกษาเอา ย. ๑๖

น.818 ด้วยดีโดยถูกทาง จะช่วยเหลือให้เราเข้าใจแนวของมรรคผลได้, ต่อนั้นเราก็จะ ได้เดินไปตามแนว. เราไม่ควรเข้าใจผิดสำคัญว่าพุทธศาสนาของเราเจริญแล้ว และหยุดการ เอาใจใส่ ในการทำให้เจริญสืบไปเสีย. ขอเราอย่าหยิ่งเราเอง ตามเสียงโลกที่เล่า อันตรายเกิดแต่การสำคัญว่า ลือ ยกให้เราเป็นประเทศที่มีพุทธศาสนา เรามี พุทธศาสนา เจริญแล้ว เจริญที่สุด. เราอาจตกหลุมพรางก็ได้ อาจถอยหลังเข้าคลองเพราะความหยิ่งของตัวเราเองก็ได้ ถ้าเรามัวอวดอ้าง กับพวกเรากันเอง หรือเพื่อนบ้านของเราว่า โลกยกให้ว่าเรามีพุทธศาสนาเจริญ ที่สุดแล้ว นั่นแหละ คือหายนะอันใหญ่หลวงที่กำลังเคลื่อนมาหาเรา โดยแท้. แทนที่เราจะหลงใหลใฝ่ฝันตามเสียงสรรเสริญ เราควรหลงใหลในทาง ตรงข้ามข้างหน้า คือทางที่จะทำให้พุทธศาสนาของเราก้าวหน้าถึงความเจริญ จริงๆ. - และนั่นคือปฏิบัติธรรม ! ถ้ามิฉะนั้นแล้วเราอาจถูกประณามว่าเป็น มดแดงที่กลุ้มรุมห้อมล้อมผลมะม่วงเปล่าๆ เปลือยๆ สุดแสนที่จะน่าละอายสัก วันหนึ่งเป็นแน่. เราควรคิดคืบหน้าในทางที่จะให้พุทธศาสนาเผล็ดผลเป็น ความสุขให้แก่เรา จึงจักไม่ต้องเสียใจในภายหลัง ศิลปกรรมที่วิจิตร เช่น โบสถ์วิหารพระปรางค์พระเจดีย์ เหล่านี้ ไม่ใช่ ความเจริญของพระพุทธศาสนา เป็นแต่ความเจริญของอามิสบูชา อันเกิดจาก ศรัทธาของคนมีทรัพย์เท่านั้น. จำนวนพุทธบริษัทที่มากๆ ก็ไม่แน่นอนว่าจะ เป็นความเจริญ อาจเป็นเพียงการทำตามประเพณี หรือแสวงสุขอย่างโลกๆ ก็ได้. ความครึกครื้นในการพิธีอันเกี่ยวกับพุทธศาสนาต่างๆ ก็เป็นเพียงความพร้อม เพรียงของคนอยากสนุกจำพวกรูปัปปมาณิกา โฆสัปปมาณิกา, แต่มีคนแทบ ทั้งหมดกล่าวว่านี่เป็นความเจริญของพุทธศาสนา ทั้งที่แท้จริง เป็นภาพลวงของ

น.819 ความเจริญเท่านั้นเอง. พุทธศาสนาคือ ปฏิบัติ - ปฏิบัติ -ปฏิเวธ หาใช่จิตร- กรรมหรือวัตถุแอบแฝงพุทธศาสนาไม่เลย. ความเจริญที่บริสุทธิ์แท้จริง คือผลน่าชื่นใจอันเกิดจากการปฏิบัติธรรม อันได้แก่พยุห์ แห่งความสุข !

น.820 - ๔ - ผลน่าชื่นใจของปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมตามแนวอริยมรรคมีองค์แปด ให้ผลที่กล่าวสรุปโดย วงกว้าง ๆ ก็คือ ทำให้เป็นคนมีเหตุผลอันเป็นหลักการ ตัดสินใจ - การชนะตนเอง - การบังคับตัวเอง. ทำ ผลโดยวงกว้าง ให้มีความมุ่งหมายอันถูกต้อง หนักแน่นตรงทาง มี กายกรรม วจีกรรม และอาชีพที่ห่างจากความทุกข์ร้อนโดยประการทั้งปวง มี ความเพียร ความกล้า ความรอบคอบ และความแน่วแน่ใจ พอที่จะให้ชีวิต ของตนราบรื่นควรแก่ฐานะของธรรมที่ตนปฏิบัติ. ในขั้นต่ำโดยเฉพาะสำหรับ ฆราวาสผู้บริโภคกาม ก็คือเป็นผู้เจริญด้วยทรัพย์ ยศ ไมตรี. ในขั้นสูงก็คือ มรรคผลนิพพาน อันเป็นยอดสุข. เราจะเห็นได้ว่า ทุกคนต้องการปฏิบัติธรรม ! ผลของปฏิบัติธรรม เหมาะแก่ชีวิตของทุกคน - เหมาะโดยธรรมชาติของพระธรรมและธรรมชาติ ชีวิตของมนุษย์ ทุกขั้นทุกสถานะไม่มีส่วนยกเว้นแต่อย่างใดเลย. เมื่อกล่าว โดยทั่วไปแก่ชีวิตทุกประเภทแล้ว พุทธศาสนาซึ่งมีมรรคอัน ประกอบด้วยองค์แปด เป็นหลักการปฏิบัติ ที่ยังคงเป็นหลักอันเหมาะแก่ชีวิต ทุกประเภท มรรค มี องค์แปด เป็นหลัก อยู่นั่นเอง. มัชฌิมาปฏิปทานี้ เป็นทาง แห่งการครองชีพ ได้ทุกชนิด. ดินเนินเพื่อต่อสู้ให้ชีวิต ที่รู้สึกว่าเป็นทุกข์ เอาชนะทุกข์ให้ได้ ไม่ใช่เป็นเครื่องกระทำให้อ่อนแอแพ้ความทุกข์ชนิดที่ต้องอด ทนพอให้มีชีวิตไปวันหนึ่งๆ อย่างขอไปที - ดังที่ยังมีคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจ, ๖๔

น.821 และไม่ใช่เป็นกิจประจำชีวิต พระที่วิเวกโดดเดี่ยว จำพวกเดียว แต่เป็นเรื่อง สำหรับทุกคนที่ต้องการความสงบสุขอันแท้จริงเป็นทางสายกลาง มีสูงมีต่ำตาม ขนาด สำหรับทุกๆ สถานะแห่งชีวิตของมนุษย์ ในโลกนี้ ; กล่าวอย่างกว้าง ที่สุดคือ : ความเห็นชอบ ได้แก่ความเข้าใจถูกต้องถึงเหตุผลของสิ่งอันเป็นหน้าที่ ของตนๆ กระทำให้ทุกคนรู้จักเหตุของสิ่งที่ตน ไม่ประสงค์แล้วและทำลายมันเสีย และรู้จักเหตุ หลักเกณฑ์ ที่จะ ใช้ ของสิ่งที่ตนประสงค์ เพื่อก่อมันขึ้น. เมื่อรู้ แนวมรรค ให้เหมาะ จักดังว่านี้แล้ว ก็เป็นทางให้ ดำริชอบ คือดำริ แก่ ชีวิต ทุก ชนิด. ในอันที่จะหลีกห่างจากสิ่งไม่พึงประสงค์ แล้วและ ก้าวไปสู่สิ่งที่ประสงค์ ซึ่งเป็นความดำริอันทำให้เกิด วาจาชอบ การงานชอบ ดำรงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ และ ตั้งใจมั่นชอบ จนครบองค์ ที่จะเอาชนะทุกข์ทั้งมวลในชีวิตได้จริง. เมื่อพิจารณาดูองค์แห่งมรรคทั้ง ๗ องค์แล้ว ย่อมเห็นได้เองทันทีว่า ทุก ๆ ประเภท ทุกๆ ชั้นแห่งวัยในชีวิตมนุษย์ ย่อมถือเอาหลักนี้ เป็นหลักต่อสู้ความชั่วร้ายในชีวิตของตน เพื่อเอาชนะได้ทุกๆ อย่างเสมอ ไม่ว่าฝ่ายข้างละชั่ว หรือทำดีก็ตาม. มรรคหรือมัชฌิมาปฏิปทาอันประกอบด้วยองค์แปดนี้ เป็นอุบายเครื่อง ดำเนินและต่อสู้ในชีวิต ดังอธิบายมาแล้ว, เมื่อองค์ทั้งแปดถูกอบรม ให้มีกำลังเต็มที่ อริยมรรค คือมรรคที่ได้ ตามวิธีแห่งปฏิบัติธรรม พร้อมเพรียงเป็น อบรมเต็มที่แล้ว ตัดต้นเหตุ กำลังเดียวกันแล้ว ก็เรียกได้ว่า "อริย- ของความทุกข์ ในชีวิต ได้. มรรค" ทำหน้าที่เจาะแทงความชั่วอัน แสนจะละเอียด ที่นอนแนบนิ่งอยู่ภายในใจ ซึ่งเรียกว่ากิเลสหรือสัญโญชน์ ให้ ดับไปตามส่วนแห่งกำลังอริยมรรคที่อบรมได้, ผลที่เกิดขึ้นจากกิริยาอันนี้เรียกว่า ย. ๑๗

น.822 " อริยผล." รวมทั้งสองอย่าง เราเรียกกันสั้นๆ ว่ามรรคผล. อริยมรรค ที่แก่กล้าถึงขีดที่ทำลายความชั่วในใจได้เพียงใด ก็มีชื่อเรียกตามขั้นแห่งความ สามารถของตนว่า โสดาปัตติมรรค สกทาคามิพรรค อนาคามิมรรค อรหัตต- มรรค ดังได้กล่าวมาแล้ว. อริยผลย่อมมีคู่กับมรรคทุกๆ มรรค เพราะฉะนั้น จึงได้เป็นมรรค ๕ ผล ๔. อริยมรรคเป็นเหตุ อริยผลเป็นผล. อริยมรรค ที่มีชื่อต่างกัน ก็เพราะทำลายกิเลสได้มากน้อยกว่ากัน. โอกาสเปิดให้องค์ มรรคประชุมกันเป็นอริยมรรคได้เมื่อใด การตัดสัญโญชน์ก็มีขึ้นในขณะนั้น ทันที. โอกาสนี้ไม่จำกัดกาล มีได้ในขณะที่ใจดิ่งเป็นอารมณ์เดียว โดย บังเอิญ (เช่นในการฟังเทศน์ได้บรรลุณที่นั้น) ก็มี โดยพยายามเต็มที่ (เช่นในการ บำเพ็ญภาวนาแล้วภาวนาอิกทุกๆ วัน ของโยคาวจร ) ก็มี. พรรคที่ยังเป็นโลกิยะ เป็นหลักแห่งการครองชีพให้ดำเนินไปจนกลาย เป็นอริยพรรค อริยผล ซึ่งเป็นโลกุตตระ ! ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ปริยัติเป็นเพียงการเรียนให้รู้, ปฏิบัติคือ การทำจริงๆ ตามที่เรียนมา ด้วยการ พิจารณาใคร่ครวญโดยแยบคาย แล้ว เมื่อ ปฏิบัติธรรม ยัง ไม่ เจริญ ในที่สุดก็เกิดผลขึ้นได้. เมื่อยังมีแต่ พุทธศาสนาก็ชื่อว่ายังไม่เจริญ. ปริยัติ แม้จะเจริญจนล้นหล้าฟ้าเขียว ก็หาอาจได้รับผลไม่ เพราะเปรียบเหมือนมีแต่เมล็ดพืช แต่มิได้ไถหว่านเลย. พุทธศาสนาคือ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ รวมกันทั้ง ๓ อย่าง เมื่อเจริญแต่ อย่างเดียว หาชื่อว่าพุทธศาสนาเจริญได้ไม่. การเจริญของปริยัติ เป็นเพียง เจริญของแบบแผน หรือหลักแนวความคิดเห็น ยังไม่สามารถกลั่นความสุขอัน เป็นจุดที่ประสงค์ของพุทธศาสนา ให้เกิดขึ้นได้ จะเรียกว่าเจริญอย่างไร. ถ้าเราจะพอใจเสียแค่ปริยัติ และยึดถือแต่ประเพณีของการเป็นพุทธมามกะ ด้วยการปฏิญญาณตน หรือเกิดมาในกระกูลที่เป็นพุทธมามกะ ก็เป็นพุทธมามกะ

น.823 แล้ว แทนที่พุทธศาสนาของเราจะเจริญ ก็จะกลับเป็นเหมือนบ่อน้ำที่หมักหมม ด้วยของโสโครกกันบ่อ ๑๐๐ ปี ๑๐๐๐ ปี ก็ไม่มีการรื้อ ในที่สุด จะกลายเป็นน้ำที่มี พิษขึ้น แม้จะเป็นบ่อน้ำโบราณใหญ่โตชิ้นเอกก็จริง. เรามีบ่อที่ใหญ่โต แต่น้ำไม่ดี จะสู้บ่อน้อยๆ แต่น้ำดีเพราะเจ้าของเอาใจใส่ ในการที่จะปรับปรุงให้ดี ยิ่งขึ้นไปเสมออย่างไรได้ ! หนักเข้าก็จะรือไม่ไหวเท่านั้นเอง. อย่าลืมว่า พุทธศาสนา คือ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ. ขาดไป อย่างใดอย่างหนึ่ง ยังไม่เรียกได้ว่า พุทธศาสนาที่แท้. พุทธศาสนาตัวจริงไม่ใช่ มีความหมายเท่าคำแปล คือ "พุทธศาสนา = คำสอนของพระพุทธเจ้า" พุทธ- ศาสนาตัวจริง คือตัววิชชาที่สามารถทำลายอวิชชา, อันเกิดขึ้นจากการ ปฏิบัติธรรม ! ในบาลีมหาโคสิงคสาลสูตร มัชฌิมนิกาย กล่าวถึงพระมหาสาวกหลาย รูปสนทนากัน ด้วยกระทู้ว่า ป่าโคสิงค- สาลวัน จะชื่อว่าเป็นป่าที่งาม เพราะมีภิกษุ ตรัสว่า สาวกผู้บากบั่นใน ชนิดไหนอาศัยอยู่ ? ท่านพระอานนท์ ปฏิบัติ เป็นผู้งดงามที่สุด. ตอบว่า เพราะมีภิกษุผู้พหูสูต, ท่านพระ เรวัตตอบว่า เพราะมีภิกษุผู้ยินดีในการหลีกเร้น, ท่านพระอนุรุธตอบว่าเพราะ มีภิกษุผู้มีทิพจักษุญาณ ท่านพระมหากัสสปตอบว่า เพราะมีภิกษุผู้ถือธุดงค์ และถึงพร้อมด้วยธรรมขันธ์ห้า, ท่านพระมหาโมคคัลลานะตอบว่า เพราะมี ภิกษุผู้สามารถโต้ตอบอภิธรรมไม่ติดขัด, ท่านพระสารีบุตรตอบว่า เพราะมี ภิกษุผู้สามารถเข้าอยู่วิหารสมาบัติได้ตามต้องการ ( ชำนาญสมาบัติ ). เมื่อ ต่างท่านต่างตอบดังนี้ ก็พากันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค เพื่อขอให้ทรงพิพากษ์ ว่าคำของใครเป็นสุภาษิตกว่า. พระพุทธองค์ ตรัสว่า "คำของพวกเธอทั้งหมด เป็นสุภาษิตได้โดย ปริยาย, แต่พวกเธอจงฟังคำของเราบ้าง, ดูก่อนสารีบุตร ! ภิกษุในธรรม

น.824 วินัยนี้ เวลาหลังจากอาหาร กลับจากบิณฑบาตแล้ว นั่งกู้บัลลังก์ตั้งกาย ตรง ดำรงสติเฉพาะหน้าหวังว่า ‘จิตของเรายังไม่พ้นจากอาสวะเพียง ใด เราจักไม่เลิกการนั่งคู่บัลลังก์นี้เพียงนั้น.' สารีบุตร ! ป่าโตสิงค- สาลวัน งดงามด้วยภิกษุชนิดนี้แล." พระบาลีพุทธภาษิตนี้ แสดงว่าสาวกผู้นั้นจะทำสถานที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง ให้งามนั้น ได้แก่ภิกษุผู้บากบั่นในการปฏิบัติ. และผู้อาจยังสถานที่ที่ตนเข้า อยู่อาศัยให้งาม ก็ได้แก่ผู้งามนั้นเอง, เพราะผู้ไม่งาม หาอาจทำผู้อื่นให้งาม ได้ไม่, - หมายถึงงามโดยธรรม. สยามจะงดงาม ก็ด้วยการปฏิบัติของภิกษุ ในสยาม ! ปริยัติงามในเบื้องต้น, ปฏิบัติงามในท่ามกลาง, และปฏิเวธงามในที่ สุด ! จิตจะหลุดพ้นจากอาสวะ ก็เพราะดำเนินตามมรรคอันมีองค์แปดประการ ซึ่งจัดเป็นปฏิบัติ หรือความงามในท่ามกลาง ! การปริยัติมักทำให้เกิด " การอยากรับ" ตรงกันข้ามกับการปฏิบัติ ซึ่ง ทำให้เกิด "การอยากสละ" เสมอ ! นัก ปริยัติต้องการต้นทุนเป็นวัตถุสิ่งของ และมี ปฏิบัติธรรม เป็นการทำ โอกาสอันอำนวยแก่การรับวัตถุ อันเป็น ประโยชน์ ให้แก่สากลโลก เครื่องสักการะนั้นๆ. นักปฏิบัติไม่ต้อง การวัตถุเป็นต้นทุน แต่ต้องการกำลังใจที่เข้มแข็งเป็นต้นทุน: ใจที่เข้มแข็ง เกิดจากการฝึกหัดสละทุกอย่างที่ตนมี ตั้งแต่วัตถุภายนอก จนถึงร่างกายภายใน และกระทั่งความรู้สึกที่ยึดถือว่าตัวตนทั้งสิ้น. เมื่อได้บำเพ็ญการปฏิบัติจนสละสิ่งต่างๆ ได้ เป็นอนาคาริกบุคคลพร้อม ทั้งกายและใจเยี่ยงพระอรหันต์เจ้าทั้งหลายแล้ว, และขณะที่นักปริยัติโดยมากพา กันติดตั้งแห่งปริยัติคือลาภผลอยู่, นักปฏิบัติก็จะได้จาริกไปเพื่อประโยชน์ เพื่อ เกื้อกูล คือความสุขแก่สัตว์โลกทั้งหลายตามพระพุทธโอวาท. โลกจะถูกลอก

น.825 ฝ้าในนัยตา โดยนักปฏิบัติ เพราะฉะนั้น นักปริยัติที่ดี จึงพากันสืบต่อหน้าที่ ของตนๆ ด้วยการปฏิบัติ หรือการทำประโยชน์ ให้แก่สากลโลกยิ่งๆ ขึ้นไป ! โลกถูกอวิชชาห่อหุ้ม เหมือนลูกไก่ในเปลือกไข่. ลูกไก่ตัวที่ทำลาย เปลือกไข่แตกเป็นตัวออกได้ เหมือนนักปฏิบัติที่เสียสละหลุดพ้นโลกามิสไป ได้, ลูกไก่ตัวที่ตายในไข่ ก็เหมือนผู้ที่ติดตั้งแห่งปริยัติคือลาภผลยศศักดิ์ จน ตลอดอายุนั้นเอง. นักปฏิบัติผู้ทำลายอวิชชาได้แล้ว จะช่วยให้มนุษย์หลุดพ้นจากแอกแห่ง ความทรมานของกิเลสได้เสมอ ! เขาจะได้เป็นผู้นำของผู้ทำลายอวิชชาสืบไปๆ โดยลำดับ. เขาคือผู้ที่โลกเป็นหนี้บุญคุณ, ทั้งนี้ก็เพราะเขายึดถือเอาปริยัติ ถูกทาง เช่นกับจับงูข้างหัว สำเร็จประโยชน์แห่งการยึดได้เต็มที่. ขอจงก้าวจากปริยัติสืบต่อขึ้นไปยังปฏิบัติ โดยลำดับเถิด ! จงตื่นตนเถิดพี่น้องทั้งหลาย ! พุทธศาสนาจะได้ฟื้นตัว, แอลลุกขึ้น จากเตียงที่นอนเจ็บมานานแล้วได้ ในยุคถึงพุทธศาสนา- ยุกาลน. เราประคองพระพุทธศาสนามาได้ด้วยอาการแก่ พี่น้องทั้งหลาย อันไม่ฉลาดนัก เพราะได้ป้อนของแสดงให้บ่อยๆ. พระ จงตื่นตนเถิด ! พุทธศาสนาจึงล้มเจ็บเป็นอัมพาธไปตั้งครึ่งตั้งค่อน เหลือ อยู่เพียงแถบเดียวคือปริยัติ. ลาภ ยศ ชื่อเสียง การเห่อเหิม และสนุกเพลิด เพลิน เป็นของแสลงแก่ไข้ของพระพุทธศาสนาเวลานี้. เดี๋ยวนี้เรารู้กันแล้ว ! พวกเราที่รู้แล้วมีประมาณเท่าใด ความเจริญโดยยิ่งจักมีแก่เรามีประมาณเท่า นั้น เราทั้งหมดจงก้าวหน้าเถิด ! จงพร้อมเพรียงกันเพื่อพระพุทธศาสนา จะได้หายสนิทจากโรค ด้วยการปฏิบัติธรรม. การปฏิบัติธรรมจะนำมาซึ่งความชะนะและนิพพานสุขแก่ตน ! การที่มีผู้ปฏิบัติธรรมอยู่ มากจะทำให้สากลโลกเห็นได้แจ้งชัดว่า พุทธ- ศาสนานั้น ถ้าปฏิบัติตาม จะเกิดผลคือความสุขชุ่มชื่นใจไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าแล้ว ! ย. ๑๘

น.826 โลกจะเห็นแววตาของผู้ปฏิบัติธรรมถึงที่สุดแล้ว แจ่มใส บริสุทธิ์ เยิ้ม ไปด้วยความสุขสงบ แสดงความอิ่มความพออยู่เต็มที่. ดวงตาอันแจ่มใส่นั้น ทอดห่างจากตนไม่เกิน ๑ วาอยู่เสมอ, แสดงการไม่ตื่นเต้นต่อทุกๆ อย่าง ด้วย การไม่เหลียวดูอะไรด้วยความอยากได้เลย แม้แต่ น้อย, แสดงความเยือกเย็นภายในหัวใจ ด้วยการ ผลน่าชื่น ใจ อันเกิด ไม่สะดุ้งสะเทือนต่ออะไรหมด - แม้ต่อดาบอันมีผู้ แต่ การ ปฏิบัติธรรม. จับเงื้อขึ้นสุดแขน และได้จ้วงฟันลงมาแล้วตรงศีรษะ ของตน, เพราะเชื่อของความกลัวมิได้มีเหลืออยู่ภายในใจเลยแม้แต่น้อย มี การพิสูจน์ได้ง่ายๆ ด้วยตัวอย่างเช่น แม้ใครแอบซ่อนอยู่ แล้วกระโชกออกมา จากที่มืดไม่รู้ตัว ก็จะไม่มีความไหวใจหรือใหวกายแม้แต่น้อย อย่าว่าถึงกับ จะกลัวเลย. เป็นอันว่าทุกข์หรือความหวาดหวั่นชนิดใดก็ตาม มิได้มีเชื้อเหลือ อยู่ในดวงใจอันบริสุทธิ์นี้แม้แต่น้อย แม้ว่าร่างกายและการบริโภคนุ่งห่มความ เป็นอยู่ในชีวิต จะยังคงเหมือนเดิม มิได้เปลี่ยนแปลงให้แปลกไปก็ตาม. นี่ เป็นเพียงตัวอย่างส่วนน้อยที่สุด ของผลอันน่าชื่นใจแห่งการปฏิบัติธรรม ! สรุปความว่า ชีวิตที่บริสุทธิ์นี้ เป็นอิสสระจากความรัก ความกลัว ความ อยาก ความโกรธ ความหลงใหลมัวเมา และความรู้สึกอันชั่วร้ายอย่างอื่น ทุก ๆ ประการ, เป็นชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความอิ่มความพอ ไม่มีความปรารถนา ( demand ) ในสิ่งที่สนองความอยาก (supply ) ของมนุษย์ทุกๆ ชนิด จะเป็น เงินทอง ยศ ชื่อเสียง ฯลฯ หรืออะไรก็ตาม. แม้ที่สุดถึงเครื่องนุ่งห่มและอาหาร ที่บริโภค, จะได้ก็ไม่ยินดี คงบริโภคเพียงเพื่อให้กายนี้ดำรงอยู่ได้ จะ ไม่ได้เลยก็ไม่เดือดร้อน แม้ร่างกายนี้จะต้องแตกดับไปเพราะขาดอาหาร ก็ยัง คงมีสติเพ่งมองสภาวะธรรมดา คือการแตกแยกทำลายของขันธ์หรือร่างกายนี้ สามารถยิ้มเยาะยถาสภาวะ คือการแตกดับอันนี้ได้ทุกเมื่อ จนกว่าจะดับไปไม่มี

น.827 เชื่ออะไรเหลือสำหรับปฏิสนธิอิกสืบไป เป็นความดับที่สนิทที่สุด, ไม่ต้องเวียน มาสู่การว่ายวนในสงสารสาครอีกเลย. ชีวิตที่จะลุถึงยอดสุขแท้จริงเช่นนี้ คือชีวิตของผู้ปฏิบัติธรรม ! มนุษย์ผู้จะลุถึงยอดสุขแท้จริงเช่นนี้ คือมนุษย์ผู้ปฏิบัติธรรม ! หากยังไม่ลุถึงยอดสุข, ก้าวไปได้เท่าใด นั่นคือนิพพานล่วงหน้าน้อยๆ หรือ รสล่วงหน้าของพระนิพพานอันจะเกิดขึ้น เท่านั้น ! พระนิพพานล่วงหน้าน้อยๆ คือการชิมรสล่วงหน้าของพระนิพพานคราว ละเล็กละน้อยของเรา เกิดขึ้นทุกคราวที่เราเอา ชะนะน้ำใจเราเองได้ ได้แก่การตัดสินใจคิดตก นิพพานล่วงหน้าน้อยๆ ในปัญหายุ่งยากทั้งฝ่ายความอยาก ความโกรธ ของ การปฏิบัติ ธรรม และความหลงซึ่งเมื่อกล่าวโดยเจาะจง ได้ชำนะ กิเลสภายในจิตของเราเอง. เมื่อเราได้รับความหม่นหมองชอกช้ำใจ ด้วย อำนาจอวิชชาตัณหาอุปาทาน ที่แล่นออกรับเอาสิ่งอันไม่ใช่ตนมาเป็นของตนแล้ว หวั่นไหวระทมใจด้วยสิ่งนั้น ดุจไฟสุมอยู่ภายใน เราอาจดับมันเสียได้ด้วยการ เพ่งจนคิดตก เห็นความเป็นทาส ของความอยาก ความโกรธ และความหลงของ เราเอง แล้วถอนตัวให้หลุดออกมาเป็นอิสสระได้ เราจะถอนหายใจโล่งโดยไม่ รู้สึกตัว เบากายเบาใจเป็นสุขขึ้นในทันที. นี่เป็นตัวอย่างของนิพพานน้อยๆ หรือความดับที่เราต้องคอยดับ ด้วยเจตนาทุกคราวที่เราหลงก่อไฟขึ้นเองในอก ต่างจากพระนิพพานตัวจริง ตรงที่พระนิพพานจริงนั้น เป็นการดับตัดต้นเชื้อไฟ เสียเด็ดขาด จนไฟนั้นไม่อาจลุกขึ้นสุมอกได้เลยแม้แต่น้อย. มันจะเป็นสุข สักเพียงใด ขอให้เราเทียบเคียงดู ; รสชาติของพระนิพพานน้อยๆ ล่วงหน้านั้น ก็ทำนองเดียวกับพระนิพพานแท้ ต่างกันแต่ว่า นี่เป็นเพียงของให้ชิมดูล่วงหน้า ยังเป็นโลกิยะ เป็นของชั่วคราวไม่ยั่งยืน ส่วนพระนิพพานตัวจริง เป็นโลกุตตระ เที่ยงแท้ยั่งยืนไม่เปลี่ยนแปลง เป็นบรมสุขยิ่งกว่ารสล่วงหน้าเหลือที่จะคณนา เท่านั้น.

น.828 เราอาจกำหนดได้เองง่ายๆ ว่า ทุกคราวที่เราดับไฟสุมอก โล่งใจเย็นใจ ได้เพราะชนะใจตนเองหรือกิเลสในใจ นั่นแหละคือรสล่วงหน้าของพระนิพพาน น้อยๆ ของเราทุกคราว จะเป็นเรื่องชนิดใดก็ได้. การคอยสังเกตให้มีความรู้ ความเข้าใจจากนิพพานน้อยๆ เช่นนี้ จะช่วยให้เราเข้าใจถึงพระนิพพานตัวจริง ได้ง่ายเข้า แต่เราต้องฝึกบทเรียนนี้อยู่เสมอ, ยิ่งทำเป็นบทเรียนประจำวันได้ ก็ยิ่งดี. อย่ากลัวว่าหมดกิเลสแล้ว จะอยู่ในโลกนี้ หรือทำงานให้แก่โลกนี้ ไม่ได้ องค์สมเด็จพระบรมศาสดาและพระอรหันต์ทั้งปวง หมดกิเลสตัณหา ทุกประการแล้ว ก็ยังคงทรงทำหน้าที่ของพลโลกให้แก่โลกอยู่จนถึงวาระปริ- นิพพานนั่นเอง ขอจงคิดดูว่า ผู้ที่ทำงานอย่างเดียวกัน แต่ฝ่ายหนึ่งทำด้วย ความทะยานอยากหรือกิเลส อีกฝ่ายหนึ่งทำด้วยความรู้สึกเพียงว่า เป็นหน้าที่ ของชีวิต หรือพลโลก” จะต้องทำตามธรรมชาติของโลก หรือทำด้วยอำนาจ ธรรมะมีความเมตตากตัญญูเป็นต้นแล้ว ฝ่ายไหนจะเย็นฉ่ำโดยไม่ต้องรดน้ำ ? การครองชีวิตของฝ่ายไหน จะเป็นของชุ่มชื่นตลอดเวลา ? และการเยือกเย็น แสนจะเย็นนั้น ไม่ใช่ตัวพระนิพพาน หรือความดับทุกข์ล่วงหน้า ที่เป็นนิพพาน ตัวจริงของผู้นั้นดอกหรือ ! ความมุ่งหมายแท้จริงของการจัดสถานส่งเสริมวิปัสนาธุระ ก็คือการ ปฏิบัติธรรม/ ความมุ่งหมายแท้จริง ของ การปฏิบัติธรรม ก็คือยอดสุข หรือพระ การจัดสลานวิปัสนาธุระ ก็ นิพพานอันพระพุทธองค์ทรงชีกรุยทาง คือเพื่อส่งเสริม การ ปฏิบัติธรรม มัชฌิมาปฏิปทาไว้ให้แก่พวกเราทั้งหลายแล้ว : REUPALL นั่นเอง จูน หากยังไม่สามารถดูถึงพระนิพพาน ก็ยังได้ประสพมรรคสุขผลสุขขั้น ต่ำๆ ลงไปอย่างเดียวกับที่มนุษย์ทั้งชายหญิง ทั้งฆราวาสบรรพชิตในครั้งพุทธกาล เคยรับมาแล้วอย่างดาษดื่น !on ออกแบบซิ ยอนมีน้ำตก

น.829 สวนโมกขพลารามของคณะธรรมทานได้ตั้งขึ้นด้วยการยอมเสียสละ สุด ที่มนุษย์ผู้เป็นราษฎรสยามธรรมดาจะสละได้ ก็เพื่อการปฏิบัติธรรม อันสุด ประเสริฐนี้ ! ดวงใจของผู้ที่เสียสละทุกคน เตรียมพร้อมและกระหายอยู่ เสมอ ในการที่จะได้เห็นและได้อุปฐากองค์พุทธชิโนรส หรือพุทธบุตรผู้ผ่าน การศึกษามาแล้ว และบากบั่นในการปฏิบัติสืบไป, จึงพร้อมกันอุทิสสถานที่นี้ - ผู้พยายามด้วยความเพียรอันสูงสุด, เพื่อผจญกับชีวิตแห่งการปฏิบัติธรรม แล้วจะผ่านพ้นไปสู่โลกุตตรภูมิ เพื่อความสุขแก่ตนเอง และเป็นตัวอย่างแห่ง บุคคลผู้มีสุขอันแท้จริง แก่สัตว์โลกทุกหน่วยแห่งชีวิต ที่มีปรีชาพอจะมองเห็น ได้, ทุกเมื่อ พุทธทาสภิกขุ ในนามแห่งชาวคณะธรรมทาน โมกขพลาราม ๑๗ ก. ย. ๗๗ ย. ๑๙

น.830 ปมเรื่อง ส่วนที่เกี่ยวกับการประกอบกรรมชั่ว ในการพิจารณาทางฝ่ายจิตใจ เพื่อค้นหาต้นเหตุแห่งการประทุษ ร้าย เบียดเบียน หรือการประกอบอกุศลกรรมทุกชนิดนั้น อาจมีทางพิจารณากันได้ หลายทาง แล้วแต่ความถนัด. "แต่ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ในฐานะที่เราเป็น พุทธบริษัท ควรจะใต้พิจารณากันถึงมูลรากอันสำคัญอย่างยิ่ง หากแต่มักจะ ไม่ค่อยมีผู้สนใจไปถึง อยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่า อาจจะเป็น หนทางแก้ไขมูลเหตุแห่งการประกอบอาชญากรรม ได้โดยตรง, และอาจขยายต่อขึ้นไปตามลำดับ จนกระทั่งถึง การทำความดีงาม, แล้ว เลยขึ้นไปจนถึงระดับ ความหลุดพ้น หรือโลกุตตรธรรม ได้โดยไม่ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแนวของการปฏิบัติ หรือการศึกษา. ส่งซึ่งเป็นมูลแห่งการกระทำทุก ๆ สิ่งที่กล่าวนี้ ก็คือ ความรู้สึก ๗๙

น.831 ที่เป็นสัญชาตญาณขั้นต้นตอ๑ ที่เป็นความยึดถือว่า " ฉันเป็นฉัน” อันประจำ อยู่ในสันดานสัตว์ทั้งหลาย นั่นเอง. ความรู้สึกยึดถือว่า “ฉันเป็นฉัน" อัน ประจำอยู่ในส่วนลึกของสันดานสัตว์ทั่วไปนี้ ถ้าเรียกอย่างบาลี ก็เรียกว่า อัสมิมานะ, เป็นความยึดถือว่า ตัวมี ตัวเป็น อยู่กะเขาด้วยคนหนึ่ง และ ตัวมีความเด่นเป็นของตัว หรือ ต้อง มีความเด่นเป็นของตัวอยู่กะเขาด้วยเหมือน กัน อย่างเด็ดขาด. สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจต่อไป ในข้อนี้ ก็คือว่า ความยึดถือว่า " ฉันเป็นฉัน” นี้ จะต้องควบคุมกันอยู่ หรือเลยไปถึงความยึดถือที่ว่า ตัว มีความเด่นอย่างมนุษย์คนหนึ่ง หรือสัตว์ตัวหนึ่ง เสมอไป อย่างที่จะแยก กันไม่ได้ ทำนองเดียวกับการเผาไหม้ กับความร้อน เป็นสิ่งที่แยกจากกัน ไม่ได้ฉันใดก็ฉันนั้น. แต่ว่า สัตว์นั้น ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ว่า ความเด่น ๑. ความรู้สึกที่เป็นสัญชาตญาณในที่นี้ มีความหมายตามพยัญชนะ คือ ความรู้สึกที่เกิด เอง หรือเกิดอยู่แล้วเองประจำสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย. คำว่า "ญาณ" นี้มีความหมายเป็นกลางๆ คือใช้ได้ทั้งรู้ ถูกและรู้ผิด. ( มิจฉาญาณ " รู้ ผิด สัมมาญาณ = รู้ ถูก ). สิ่งที่เรียกว่า ญาณ ซึ่งเป็นคำกลางๆ จึงได้แก่ " การไหว " หรือ "การเคลื่อน" ของใจ, เมื่อเคลื่อนเองหรือไหว เอง ชนิดที่เป็นไปตามธรรมชาติล้วนๆ เราบัญญัติเรียกกันในที่นี้ว่า สัญชาตญาณหรือสัญชาติญาณ ซึ่งแปลว่า ญาณที่เกิดขึ้นเอง หรือญาณที่มีการเกิดขึ้นเอง ตามธรรมชาติ. สัญชาตญาณแห่ง การยึดถือว่ามีตัวของตัว นับว่าเป็นสัญชาตญาณแม่บท แห่งสัญชาตญาณอื่นๆ ทั้งหลาย. เด็กทารกเอาศีรษะเซไปโดนเสา เจ็บเอง ก็โกรธเสา ต่อเมื่อใครไปตีเสาให้แทน จึงหายร้อง นี่ เป็นตัวอย่างของสัญชาตญาณแห่งการมีตัวตน ที่ถือแม้แต่ในเสานั้นว่ามีตัวตน. หรือเด็กดู ข้างในนาฬิกา คิดว่ามีชีวิต, เด็กตั้งใจจะพูดกับต้นไม้หรือสิ่งใดๆ ก็เพราะเข้าใจว่าสิ่งนั้น ก็เป็น "ตัวตน" อีกฝ่ายหนึ่ง เช่นเดียวกับเด็กเอง. เมื่อมีสัญชาตญาณในการยึดถือตัวตนเช่นนี้แล้ว สัญชาตญาณอื่นๆ ที่รองลงไปก็มีตามๆ กันขึ้นมาได้เพราะอาศัยสัญชาตญาณ "ต้นตอ" อันนี้; เช่น สัญชาตญาณของการแสวงหาพวก หาอาหาร หนีภัย สืบพันธุ์ หวงถิ่น ฯลฯ เป็นต้น ทั้งหมดนี้ อิง อาศัยอยู่บนความยึดถือตัวตน ซึ่งเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิม, และเราเรียกรวมๆ กันทั้งหมดว่า สัญ- ชาตญาณหรือการเคลื่อนของจิตที่มีพฤติในตัวเอง.

น.832 ๗๗ ปุ่มเมือง ที่ถูกต้องนั้นคืออะไร ; ย่อมจะถือเอาความมีตัวของเขาเอง ตามความหมาย หรือตามความรู้สึกของเขาเอง ว่านั่นแหละคือความเด่นแห่งตัวเขาที่เขาจะต้องมี อัสมิมานะ หรือความรู้สึกที่เป็นสัญชาตญาณ อันยึดถือว่า " ฉันเป็นฉัน " และ “ต้องมีตัวฉันเด่นอยู่" ซึ่งควบคู่กันอยู่นี้. . ซึ่งบางทีก็เรียกอีกอย่างหนึ่ง โดยถือเอาตามอาการที่แสดงออกว่า "อหังการ "๑ ก็ตาม, นี้นับว่าเป็น รากฐาน ที่ควรถูกสมมติเรียกกันในภาษาจิตวิทยาว่า "ปมเบื่อง " หรือ Superiority" อันแท้จริง ในฐานะที่เป็นตัวประธานอันยิ่งใหญ่ จนรู้สึกว่า ใหญ่กว่าสิ่งทั้งปวง, หรือเป็นตัวแท้ของชีวิต ที่จะเบ่งตัวออกเป็นวิวัฒนา- การต่างๆ ด้วยความทะเยอทะยานใฝ่สูง. อัสมิมานะ หรือความรู้สึกที่เป็น ตัว "ปมเขื่อง" อันนี้เอง ที่เป็นมูลเหตุอันสำคัญชั้นรวบยอด ของการทำ ความชั่ว, การทำความดี, หรือทั้งทำบุญและทำบาป, แต่เป็นความ ตรงกันข้ามจากการเข้าถึงพุทธธรรมหรือนิพพานโดยตรง.๓ ฉะนั้น เรา ๑. อหังการ, คำนี้ในที่นี้ มิได้หมายอย่างภาษาพูดตามธรรมดา ซึ่งหมายถึงความจองหอง. คำว่า อหังการ ตามศัพท์ทางศาสนานั้น หมายถึง การทำความยึดถือว่ามีตัวฉัน. เป็นของสิ่งเดียว กันกับ อัสมิมานะ, คือความยึดถือ หรือสำคัญว่ามีตัวเรา หรือตัวตนของเราอันเป็นความยึดถือชั้น ลึกประจำสันดาน จะขาดไปโดยสิ้นเชิง ก็เมื่อเป็นพระอรหันต์แล้วเท่านั้น, พระอริยเจ้า นอกนั้น มีแต่เพียงเบาบาง เพราะมี อหังการอยู่ข้างใน ล้นออกมาเป็นการถือตัวหรือจองหองได้อย่างหนึ่ง ภาษาพูดธรรมดา จึงเรียกเอากิริยาอันนั้นว่า อหังการ ไปด้วย. แต่ที่แท้นั้น อหังการ ทำให้เกิด อะไรได้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับชีวิต, ซึ่งในบทความนี้ เรียกมันว่า “ปมเขื่อง," ซึ่งท่านจะได้อ่านดู ต่อไป ว่ามันทำอะไรได้กี่อย่าง ๒. การใช้คำๆ นี้ในที่นี้ อาจไม่เหมือนกับที่ผู้อื่นใช้กันในที่อื่น โดยวงกว้างแคบกว่ากัน หรือ ต้นลึกกว่ากันก็ได้. ผู้อ่านต้องถือเอาความหมายหรืออรรถาธิบายเป็นเกณฑ์ ไม่ควรจะถือเอาคำ ล้วนๆ เป็นเกณฑ์. คำ Superiority คำนี้ โดยมากใช้กันกับกิริยาภายนอกของอหังการ, แต่ข้าพเจ้าใช้กับตัวอหังการ เสียเองทีเดียว. ๓ ทำดี หรือทำชั่ว นั้นคนทำด้วยความยึดถือตัวตน ; ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น. ส่วน การลุถึงนิพพานนั้น เป็นการทำลายความยึดถือตัวตน ฉะนั้นจึงพ้นไปจากการทำดีทำชั่ว ; จึง ย. ๒๐

น.833 ควรจะได้พิจารณากันถึง "คุณ" ของ "ปมเขื่อง" นี้โดยละเอียด เพื่อช่วย กันหาทางแก้ไขปัญหายุ่งยากของมนุษย์ชาติทั้งมวล เท่าที่จะช่วยกันทำได้คนละ ไม้คนละมือ. อัสมิมานะ หรือ " ปมเชื่อง" นี้เป็นทั้งมูลเหตุ และเป็นทั้ง ปัจจัย เครื่องสนับสนุนจรรโลงใจอันแรงกล้าที่สุด ที่ทำให้สัตว์มีความยึด- มั่น และพยายามรักษา "ความมีตัว" และ "ความเด่นของความมีตัว" หรือ "อหังการ" ไว้อย่างมั่นคง. เมื่อสัตว์นั้นๆ รักษาหรือสงวนความ เด่นของตัว โดยไม่คำนึงถึงการรักษาของผู้อื่นบ้าง การกระทำอันนั้นก็กระทบ ผู้อื่น และเราเรียกกันว่า การทำชั่ว หรือทำบาป หรือการประกอบ อาชญากรรม, แล้วแต่กรณี. แต่ถ้าเขามีความรู้ความฉลาดอยู่ ส่วนหนึ่ง ในการรักษาความมีตัวของเขา พอที่จะไม่ให้กระทบคนอื่นแล้ว การ รักษาความมีตัว หรือความเด่นของเขา แม้เพื่อตัวเขาเอง ก็กลายเป็น ความ ดี หรือเป็น การทำบุญกุศล ไป. ดังเราจะเห็นได้ ในรายที่คนบางคน " ทำบุญ ” จนหมดเนื้อหมดตัวในทางทรัพย์สมบัติ ก็เพื่อไปมีตัวหรือมีความเด่น ของตัวอีกทางหนึ่ง, เพราะอำนาจอัสมิมานะ หรือด้วยอำนาจความดันของ " ปมเขื่อง" นี้ หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า " อหังการ" หรือเลยไปถึง กล่าวว่า อัสมิมานะเป็นตัวให้ทำดีทำชั่ว แต่ตรงกันข้ามกับนิพพาน ซึ่งเป็นการทำลายอัสมิมานะ เสียโดยสิ้นเชิง.

น.834 ๗ธิ์ ปุ่มเขื่อง “มมังการ "ๆ แล้วแต่กรณี, ( แต่แล้วก็ไม่พ้นจากการที่จะก่อให้เกิด ปัญหายุ่งยากแก่สังคมอยู่ตามเคย ). เมื่อสิ่งทั้งสองนี้ คือทั้งทำชั่วและทำดี ล้วนเกิดมาแต่ความผลักดันของความรู้สึกในปมเชื่องของตนเช่นนี้แล้ว ความ มัวเมาในเรื่องทั้งสองนี้ ก็มีได้เป็นได้ เท่าๆ กัน มีความรุนแรงอย่างเดียวกัน เพราะมาจากต้นตออันเดียวกัน กล่าวคือสัญชาตญาณแห่งการหล่อเลี้ยงรักษา ปมเขื่องของตัวตน นั่นเอง. ส่วนในด้านตรงกันข้าม ก็คือการบันเทาความรู้สึกดังกล่าวนั้นลง ไปเสีย หรือถึงกับนำออกจากสันดานจนหมดสิ้น ไม่มีสัญชาตญาณในการยึดถือ ปมเขื่องเหลืออยู่. การทำเช่นนี้ เรียกตามโวหารพระศาสนาว่า "อสฺมิ- มานสฺส วินโย" เป็นการทำให้จิตไม่ตกอยู่ภายใต้ความเป็นทาสของการเลี้ยง รักษาปมเรื่องของตนไว้, จึงนำไปสู่ศานติ อันแท้จริง หรือนิพพาน, อย่าง ที่พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า อสฺมิมานสฺส วินโย เอตํ เว ปรมํ สุขํ ซึ่งแปลว่า " การนำออกเสียได้ ซึ่งอัสมิมานะ นั้นเป็นความสุขอย่างยิ่ง เว้ย ;" และ บรมสุขในที่นี้ก็คือนิพพานนั่นเอง ; ฉะนั้น การไม่มีปมเชื่อง จึงอยู่เหนือ ความดีความชั่ว เหนือบุญเหนือบาปเหนือโลกทั้งปวง จึงได้เรียกว่า โลกุตตรธรรม หรือ พุทธธรรมอันเป็นสิ่งที่ทำคนให้เป็นพระพุทธ- เจ้า. ส่วนในทางตรงกันข้าม : ความมีปมเขื่อง ก็คือ อวิชชา โดยตรงนั่นเอง จึงเป็นสิ่งที่อยู่คนละฝั่งกับนิพพาน หรือการไม่มีปมเขื่อง, อย่างกะฝั่งนี้กับฝั่งโน้น. ๑. มมังการ คือการทำความยึดถือว่า “ ของตน," เป็นของเนื่องเป็นอันเดียวกันกับ อหังการ อย่างที่จะแยกกันไม่ได้• คือเมื่อมี อหังการ หรือความยึดถือว่าตัวตนแล้ว ความยึดถือว่าของตน ก็ไม่ไปไหนเสีย จักต้องอยู่เย็นเงาตามตัวกันอยู่ฉันนั้น, เพราะอย่างน้อยที่สุดก็ทำการยึดถือตัวตน นั่นเอง ว่าเป็นของตน. ส่วนการยึดถือสิ่งของภายนอก เช่น บุตรภรรยาว่าเป็นของตนนั้นเป็น มมังการชั้นหลังๆ ที่อ่อนหรือรองลงมา.

น.835 ในตอนแรกนี้ สิ่งที่จะพิจารณากันก็คือปัญหาที่ว่า ปมเนื่อง เป็นมูล เหตุอันสำคัญแห่งการประกอบอาชญากรรม หรืออกุศลกรรม ทั้งหลายอย่างไร. ส่วนข้อที่ว่า ปมเขื่องเป็นมูลเหตุแห่งการทำดี, และข้อที่ว่า การไม่มีปุ่มเขื่องเสียเลย เป็นสิ่งที่อยู่เหนือความดีและความ ชั่วโดยประการทั้งปวง อย่างไรนั้น ควรจะได้พิจารณากันในตอนหลัง. ในการที่จะพิจารณาในข้อที่ว่า ปมเขื่องเป็นมูลเหตุแห่งการประกอบ กรรมชั่วอย่างไร โดยละเอียดนั้น เราจะต้องพิจารณากันไปตั้งแต่ "ปุ่มเชื่อง " ชั้นต้น ๆ ต่ำ ๆ ที่แสดงออกมาเป็น สัญชาตญาณของสัตว์ (Animal Instinct) ทั่วๆ ไปเสียก่อน, เพื่อจะได้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าปมเขื่องนี้โดยชัดเจน และทำให้ เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าความชั่วโดยเฉพาะได้ง่ายเข้า. บรรดาสิ่งที่มีชีวิตเป็นรูปร่างชัดเจนแล้ว นับตั้งแต่ต้นไม้ขึ้นมา ถึงสัตว์และคนตามลำดับ ล้วนแต่มีปมเชื่อง หรืออัสมิมานะมาด้วย เสร็จทั้งนั้น จะต่างกันก็เพียงแต่สูงหรือต่ำกว่ากัน ; และที่ต่ำจนยากที่จะ สังเกตได้ ก็คือของสิ่งที่มีชีวิตชั้นพืช. ” แม้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติวินัยปรับ โทษภิกษุที่ฆ่าสัตว์และฆ่าพืชเท่ากันและอย่างเดียวกัน เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้อง อ้างข้อนี้ ขึ้นยืนยันว่าสัตว์และพืช มีชีวิตและอัสมิมานะมาด้วยกัน เพราะเหตุว่า เรามีหนทางที่จะสังเกตเอาเอง จากอากัปกิริยาของสิ่งนั้นๆ โดยการแสดง ออกมาทางวัตถุหรือกิริยาท่าทางอยู่เพียงพอแล้ว. ต้นไม้มีอัสมิมานะ หรือความถือว่าตัวมีตัว หรือความปรารถนา ในการมีความเด่นของตัว โดยแสดงออกมาทางการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด

น.836 สด ปุ่มเขื่อง ดิ้นรนเพื่อสืบพันธ์ ดิ้นรนหาอาหารและอื่นๆ ซึ่งสัญชาตญาณเหล่านี้ เป็น เพียงสัญชาตญาณชั้นรอง หรือชั้นสองเท่านั้น ไม่เหมือนกับอัสมิมานะ ซึ่ง ควรจะจัดเป็น แม่แห่งสัญชาตญาณทั้งหลาย หรือจัดว่าเป็นตัวสัญชาติ- ญาณแท้ เพราะว่าสัญชาตญาณรองๆ เหล่านั้น ออกมาจากอัสมิมานะ คือ ความรู้สึกว่า ฉันเป็นฉัน หรือ ฉันมีตัวฉัน นั่นเอง และความยึดถือใน "ตัว ฉัน" นั่นแหละคือความรู้สึกที่เป็น " ปมเขื่อง." เมื่อความรู้สึกว่าฉันมีตัว ฉัน กับความยึดถือในตัวฉัน เป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้เพราะเป็น สิ่งเดียวกัน จึงเป็นการถูกต้องเพียงพอ ที่จะเรียกอัสมิมานะว่า ปมเขื่อง ของแต่ละชีวิต ที่ทำให้แต่ละชีวิต ( แม้กระทั่งต้นไม้ ) ต่างมีความทะนง ในความมีตัวของตัว และเป็นมูลเหตุแห่งวิวัฒนาการ หรืออีวอลิวชั่นของ ชีวิตนั้นๆ เรื่อยๆ ไปไม่สิ้นสุด. อัสมิมานะของสัตว์ ก็มีลักษณาการอย่างเดียวกับของพืช เป็น แต่ว่าสูงขึ้นมามากกว่า ชัดเจนกว่า แสดงออกเป็นผลมากกว่า เพราะเคลื่อน ไหวได้โดยสดวก เราจึงแลเห็นอาการแห่งปมเรื่อง หรือการหล่อเลี้ยงปมเขื่อง ของสัตว์ ได้ชัดเจนกว่าของพืช, สัตว์ประเภทที่มีเลือดนักสู้รุนแรง เช่น ปลาจำพวกปลากัด หรือไก่ประเภทไก่ชน เหล่านี้ล้วนแต่มีอัสมิมานะจัดยิ่งกว่า สัตว์ประเภทอื่น. สัตว์ประเภทนี้ จะแสดงปมเขื่องหรืออัสมิมานะออกมา รุนแรง ก่อนอายุขนาดที่มีความรู้สึกในการสืบพันธุ์ . ลูกปลากัดพันธุ์ แท้ จะรู้จัก "วางโต" ตั้งแต่เมื่อตัวมันยังยาวเพียง ๕-๖ มิลลิเมตร เมื่อมีการ แยกเลี้ยงเป็นรายตัว หรือแม่เลี้ยงรวมกลุ่มกันไว้แต่พวกขนาด ๕-๖ มิลลิเมตร ด้วยกันในขวดแก้ว. ลูกไก่อูจะวางท่าโตต่อกัน ตั้งแต่เมื่อเริ่มมีขนชุดที่ต่อ มาจากชุดที่ออกมาจากไข่ ซึ่งกกระจอกหนุ่มสาวก็ทำเช่นนี้ไม่เป็น. ปลา ย. ๒๑

น.837 กัดหนุ่มที่เลี้ยงถึงที่ จะแสดงอาการวางโตแม้แก่มนุษย์ที่เพียงแต่เข้าไปมองดู เฉย ๆ ใกล้ขวดโหล, มันแสดงปมเขื่องหวงถิ่นมากกว่ามุ่งหมายจะต่อสู้หรือ หวงคู่. สุนัขจะรี่เข้าวางโตต่อกันทุกแห่งที่ "เพียงแต่เห็นกัน." เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นอำนาจของอัสมิมานะ หรือปมเชื่องที่แสดงออกมารุนแรงจนถึงกับ รู้สึกว่า การปรากฏตัวของอีกฝ่ายหนึ่งนั้น คือการลดปุ่มเรื่องของตัว. ฉะนั้น โดยไม่ต้องมีการบาดหมางกันมาก่อน ความรู้สึกที่เป็นไปในทาง ผลักดันหรือเหยียบย่ำ ก็เกิดขึ้นในใจของสัตว์เหล่านี้เสียแล้ว ด้วยเหตุ สักว่าการปรากฏตัวของอีกฝ่ายหนึ่ง ; ซึ่งความมีอัสมิมานะทำให้เกิดความ รู้สึกว่า การปรากฏตัวนั้น กระทบกระเทือนปมเชื่องของตน. นักเลงที่กำลัง เมาปมเขื่อง จึงอยากจะฆ่านักเลงอีกฝ่ายหนึ่ง ด้วยเหตุที่ว่ามาปรากฏตัวแก่ สายตาของตนเท่านั้น, โดยไม่ต้องมีเหตุผลอะไรมากกว่านี้. นี่คือผลของ อัสมิมานะ หรือปมเขื่อง ที่เป็นไปรุนแรงโดยไม่ต้องมีสุรา หรือเครื่องกระตุ้น อย่างใดเข้าช่วย ให้มากไปกว่าลำพังอำนาจแห่งสัญชาตญาณแห่งการยึดถือ ตัวตน กล่าวคืออัสมิมานะ นั่นเอง. อัสมิมามะของคน ก็อย่างเดียวกับสัตว์ เป็นแต่รุนแรงและพิเศษ แนบเนียนไปกว่านั้น เพราะมีความต้องการอย่างอื่น ๆ หลายอย่าง เข้ามา แซกแซงทั้งในทางสนับสนุน และขัดขวาง. คนหรือสัตว์ก็ตาม ย่อมมี ความรู้สึกยึดถือตัวตน เป็นรูปร่างแห่งความคิดอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เสมอ แล้วแต่ระดับของจิตใจ ที่ผ่านสิ่งแวดล้อมหรือการศึกษาอบรมมาอย่างไร. ความสำคัญว่า " ฉันเป็นฉัน" หรือ " ฉันมีตัวฉัน" นั้น คงมีอยู่เท่ากัน, แต่ " รูปร่าง” แห่งตัวฉันนั้น ต่างชีวิตต่างก็มีของตัวเอง แตกต่างกันไกล, แต่ ก็มีนามว่า "ตัวฉัน" เหมือนกันทั้งนั้น. ฉะนั้น ทุกชีวิตจึงมีอัสมิมานะ

น.838 ๘๓ ปุ่มเชื่อง เต็มเปี่ยมด้วยกันทั้งนั้น ทั้งที่สิ่งที่เรียกว่า "ตัวฉัน" นั้นเป็น ของลมๆ แล้งๆ ไม่มีตัวตนอะไรเลย. เมื่ออัสมิมานะมี ก็คือปมเชื่องมี, สัญชาตญาณแห่งการ ขยายพันธุ์ นั้นเป็นแต่เพียงความต้องการขยายตัวของปมเขื่อง ให้ กว้างออกไป หรือสร้างตัวแทน ช่วยกันแสดงความเชื่องเป็นวงกว้างออกไป. กามารมณ์ อันเนื่องด้วยการสืบพันธุ์ ก็เป็นเพียงความต้องการจะแสดง อำนาจบาทใหญ่ ในทางตามใจตัวเองของปมเขื่อง ด้วยการให้ถูกบำเรอจาก สิ่งแวดล้อม ( แต่แล้วก็ต้องถูกลงโทษให้ด้วยการต้องลำบากบางอย่าง ). การรักลูกและเลี้ยงลูก คือความต้องการจะให้เป็นไปสมตามความต้อง การในการที่จะเผยแพร่ความเชื่อง จึงไม่มีความรู้สึกว่าเสียความเขื่องไปใน การต้องทนลำบากเพราะเหตุนี้. สัญชาตญาณแห่งการหาอาหาร เป็นการแสดงอำนาจบาทใหญ่ในทางหล่อเลี้ยงตัวเอง หรือความเชื่องของ ตัวเอง ด้วยการกินผู้อื่นหรือสิ่งอื่น เพราะความเห็นแก่ตัวของปมเขื่อง โดย ไม่ต้องคำนึงว่าผู้อื่นจะถูกกิน. สัญชาตญาณแห่งการป้องกันตัว โดย ทางต่อสู้ หรือหนีภัยก็ตาม เป็นการสงวนตัวเองของปมเขื่อง. ถ้าในกรณี ที่เห็นว่า ความเขื่องของตัวขึ้นอยู่กับผู้อื่น การต่อสู้อาจจะถึงกับสละชีวิตตัว เพื่อความอยู่ของผู้อื่นก็ได้. การต่อสู้ทั้งหมดทุกๆ อย่าง จึงคือความต้องการ จะเขื่องของปมเขื่องทั้งสิ้น. หรืออย่างน้อยก็เพื่อรักษาเอาความเขื่องไว้ที่ สัญชาตญาณแห่งการรุกราน เมื่อได้โอกาส มีความหมายทำนอง เดียวกับสัญชาติญาณแห่งการสืบพันธุ์ ที่เนื่องด้วยกามารมณ์ กล่าวคือการ แผ่อำนาจ ตามใจตัวเพื่อให้ถูกบำเรอ. การรุกรานนั้นมิใช่เพื่อกามารมณ์

น.839 ล้วนๆ แต่เพื่อสัญชาตญาณแห่งความต้องการจะเขื่อง ซึ่งเป็นสัญชาตญาณที่ มีอำนาจแรงกล้า เป็นสมบัติประจำตัวของอัสมิมานะ หรือปมเขือง. อาชญา- กรรมคือการรุกราน จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย. เหตุนี้เอง ชีวิต ทุกชีวิตจึงมีปรกติสันดานไม่ชอบคู่แข่งขัน ที่แสดงตนออกมาด้วยอาการ สักว่าปรากฏขึ้นในสายตา, และมีความริษยาคู่แข่งขันเกิดขึ้นได้ ด้วยเหตุ เพียงสักว่าได้เห็นกันด้วยตาเท่านั้น ; และอาจจะเกลียดชังแม้แก่คู่ สืบพันธุ์ ขึ้นมาได้ทันที ในเมื่อคู่สืบพันธุ์ ฝ่ายหนึ่ง ทำตัวเป็น คู่แข่งขัน. ทั้งนี้ ด้วยอำนาจของ " ปมเขื่อง" หรืออัสมิ- มานะ ที่ต่างชีวิตต่างมีนั่นเอง. สำหรับสิ่งที่เรียกกันว่า "มิตรภาพ" นั้น เป็นเพียง ความรู้สึกที่ เกิดขึ้น ในเมื่อต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่า ต่างฝ่ายต่างจะช่วยหล่อเลี้ยงปมเขื่องของ กันและกัน. เมื่อฝ่ายใดแสดงอาการผิดไปจากนี้ ความรู้สึกที่เป็นมิตรภาพ ของอีกฝ่ายหนึ่ง จะหมดไปทันที. แต่ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งยอมตัวลงไปเป็นผู้ หล่อเลี้ยงปมเขื่องของอีกฝ่ายหนึ่ง ให้มากกว่าธรรมดา หรือมากกว่าอีกฝ่าย หนึ่งให้มากแล้ว มิตรภาพของอีกฝ่ายหนึ่ง ก็จะทวีขึ้นจนกลายเป็น ความรัก หรือ ความเอ็นดูปราณี ไป. เมื่อสุนัขตัวหนึ่งหมอบกรานเข้าไป แม้จะ เป็นสุนัขพลัดถิ่นมา สุนัขอีกตัวหนึ่งก็ปราณี หรือยอมรับเป็นลูกน้อง. สุนัข ตัวเล็กหรือตัวเมีย ที่กล้าไปสัมผัสจมูกสุนัขหัวโจกได้ ก็เพราะมันแน่ใจว่า สุนัข หัวโจกยอมรับรองในความมีปมเขื่องของมันด้วยเหมือนกันแล้ว. เราจะ เห็นได้ว่า กฎเหล่านี้เหมือนกันทั้งคนและสัตว์ : แต่ที่มีในคนนั้น แนบ เนียนกว่ามากมาย เพราะคนมีมารยามากกว่าสัตว์.

น.840 ๘๕ ปมเขื่อง · ระดับปรกติของปมเบื่อง. เมื่อคนใดหรือสัตว์ตัวใด ยังอาจมี ความรู้สึกว่า ตนยังมี "ตัวตน" ของตน ตามความหมายของตนเต็มรูป ไม่ เว้าแหว่ง เราจะเรียกว่า ปมเขื่องของสัตว์ตัวนั้น ยังอยู่เต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตามความรู้สึกของสัตว์ตัวนั้นเองเป็นเกณฑ์. นี้จัดว่าเป็น ระดับปรกติ. พอมีผู้แข่งขันเข้ามาปรากฏในสายตาเท่านั้น มันจะรู้สึกตาม สัญชาตญาณว่า ปมเขื่องของมันถูกกระทบกระเทือน หรือลดต่ำกว่าระดับปรกติ ไปเสียแล้ว โดยการมีผู้ที่กล้ามายื่นคู่, จึงมีความคิดต่อสู้ป้องกันหรือเบ่งปม- เขื่องของตนเต็มที่. ยิ่งเมื่อมันเป็นฝ่ายแพ้ด้วยแล้ว ปมเขื่องของมันก็ลด ลงไปอย่างน่าใจหาย เหลือน้อยมาก จนมันรู้สึกหนาวหรือเป็น ปมด้อย. แต่ที่จริงนั้น ปมด้อยไม่มี, มีแต่ปมเขื่องที่ลดตัวลงไปอยู่ ในระดับต่ำ, เช่นเดียวกับที่ตามความจริงนั้น ในโลกนี้ความเย็นไม่มี มีแต่ ความร้อนที่อยู่ในระดับต่างๆ กันเท่านั้น ซึ่งเรารู้กันอยู่แล้วว่า แม้ระดับที่ หนาวเป็นน้ำแข็ง คือ · เซ็นติเกรดนั้น ก็ยังมีความร้อนอยู่ถึง ๓๑ ฟาเรนไฮต์ ซึ่งยังเป็นจุดที่อยู่สบายสำหรับสัตว์ที่อาศัยอยู่ตามขั้วโลกเหนือ ถ้าปราศจาก ความร้อนโดยสิ้นเชิงแล้ว สิ่งที่มีชีวิตต่างๆ ที่มีอยู่ในโลก ก็มีไม่ได้. สิ่งที่ เรียกว่าปมด้อยก็เช่นเดียวกัน : สิ่งที่เรียกว่าปมด้อยนั้น ที่แท้ก็คือ ปมเขื่องในระดับหนึ่งเท่านั้นเอง เพราะมันยังเอาไปใช้ข่มสัตว์ตัวอื่นที่ รองๆ ลงไปได้อีกมากมายหลายชั้น ดังเราจะเห็นได้ในเมื่อเลี้ยงลูกสัตว์เล็กๆ รวมๆ กันมากๆ ปมด้อยหรือความหนาว จึงเป็นเพียงมายาที่เกิดขึ้น เพราะความเข้าใจเอาเองตามความรู้สึกของสัตว์นั้นๆ. มีอาชญากรรม หรือแม้อกุศลกรรมตามหลักแห่งศาสนาอยู่ไม่น้อยราย ที่ผู้ทำ ทำลงไปโดยไม่มี ย. ๒๒๒

น.841 ความหมายอะไร นอกจากเป็นการชดเชยความลดของปมเขื่อง หรืออัสมิมานะ ของตนเท่านั้นเอง. สิ่งที่จะกระตุ้นหรือตัดทอนปมเขื่องของสัตว์ ตัวใด ให้ทวีเลย ๑๐๐ ขึ้นไป หรือให้ลดต่ำลงกว่า ๑๐๐ ลงมานั้น ย่อมมีได้ ทั้งจากธรรมชาติ และจากที่มนุษย์ทำเอาเอง, มีได้ทั้งทางวัตถุและทางจิต, มีได้ทั้งที่เกิด ขึ้นภายในตัวเอง และที่มาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวภายนอก, และมีได้ทั้ง โดยบังเอิญ หรือโดยเจตนาของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง. สิ่งเหล่านี้ ได้แก่ ภูมิประเทศ บ้านเรือนที่อยู่อาศัย เครื่องใช้สอย หยูกยา สุรายาเมา ความ คิดนึก และสิ่งที่ยั่วให้คิดนึก โรคภัยไข้เจ็บ ความมั่งมีศรีสุข มิตร สัตรู ปัญหาในคอบครัว ปัญหาของสังคม ฯลฯ. สิ่งสำคัญ ที่จะต้องสนใจเป็นพิเศษ นั้น อยู่ที่กฎของธรรม- ชาติอันตายตัวที่ว่า เมื่อปมเขื่องของสัตว์ตัวใด ถูก กระทบกระเทือน ทำให้เขารู้สึกว่ามันลดลงไป แล้ว, เขาจะต้องหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาชดเชย หรือกลบเกลื่อน ด้วยอำนาจแห่งสัญชาตญาณ โดยเด็ดขาด แม้โดยไม่ต้องมีเจตนาอะไรมากมายนัก แต่ เป็นไปด้วยอำนาจแห่งสัญชาตญาณล้วนๆ อย่างแรงกล้า ก็เป็น ที่เกิดของอาชญากรรมใหญ่น้อยขึ้นได้แล้ว. ชายหนุ่มพวกที่ได้

น.842 ๘๗ ปุ่มเขื่อง รับการขนานนามว่าพวกอกหัก ก็คือผู้ที่ปมเรื่องของเขา ถูกหญิงที่เขารักทำ ลายให้บี้แบนไป. เมื่อเขาหมดทางที่จะเอาชนะหัวใจของหญิงผู้นั้นให้ได้ จริงๆ แล้ว เขาก็หาทางอื่นที่จะพะยุงปมเขื่องของเขา. สิ่งใดที่ทำให้ปุ่มเขื่อง กลับสูงขึ้นมาได้ เขาก็จะต้องคว้าเอามาทันที และทำได้โดยไม่ต้องรู้สึกตัว เช่น ใช้วัตถุเป็นเครื่องกระตุ้น ได้แก่สุรา, เขาจึงดื่มสุราโดยไม่มีความหมายอะไร ที่ปรากฏชัดแก่เขา แต่ความจริงเป็นความต้องการอันแรงกล้าของสัญชาตญาณ ที่ต้องการจะชดเชยปมเรื่องที่ชุดลงไป เราจึงได้เห็นคนเหล่านี้ดื่มสุราอย่างผิด ประหลาดและไม่มีความหมายอะไรแก่ใครเลย นอกจากแก่สัญชาตญาณล้วนๆ. ที่นี้อีกทางหนึ่ง แทนที่เขาจะพยุงปมเขื่องของเขาให้กลับมาด้วยสุรา เขากลับ กลบเกลื่อนความชุดแห่งปมเขื่องของเขาด้วยการล้างชีวิตหญิงผู้นั้นเสีย เพราะ เป็นมูลเหตุแห่งการทำให้ปุ่มเขื่องของเขาลดลงไป เขาจึงไม่กลัวกฎหมาย หรือ อำนาจของอะไรหมด. เราจึงได้เห็นการฆ่าคนได้ง่ายๆ เหมือนการตบยุง ตัวหนึ่ง. ก็ถ้าหากว่าในสันดานสัตว์ปราศจากปมเขื่อง หรือ อัสมิมานะ ดังว่านี้แม้เพียงชั้นที่หยาบๆ นี้เท่านั้น ก็จะ “เป็นสุขอย่างยิ่งเว้ย " จริง หรือไม่ท่านอาจมองเห็นเอง. สิ่งที่พิเศษไปกว่านี้อีก ก็คือว่า สัญชาตญาณแห่งการชดเชย หรือกลบเกลื่อนการชุดของปมเชื่องนี้ มีกำลังรุนแรง มาก ถึงกับทำอย่างไรเสียก็ต้องมีให้จนได้ ! เมื่อเอาโดยตรงไม่ได้ ก็เอาโดยอ้อมค้อมออกไป เราจึงได้เห็นอาการที่เมื่อ สัตว์ตัวหนึ่ง ทำอะไรแก่สัตว์ตัวที่เขื่องกว่าตนไม่ได้ ก็หันไปไล่เบี้ยเอากับสัตว์ ตัวที่เล็กกว่า ทั้งที่สัตว์ตัวนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีความผิดอะไรเลย ; และ

น.843 แม้นี้ ก็เป็นมูลเหตุแห่งการประกอบอาชญากรรมได้เท่ากัน. เราจึงได้เห็น อาชญากรรมอันร้ายกาจ ที่ไม่มีความหมายอะไรแก่ใคร บางรายเกิดขึ้นอย่าง ไม่น่าจะเป็นได้. เพียงแต่สัตว์ตัวหนึ่ง มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าต่อตา ใน ขณะที่สัตว์อีกตัวหนึ่ง ถูกทำให้ปุ่มเขื่องของเขาลดลงไปโดยอำนาจของอะไรก็ ตาม เท่านี้เท่านั้น ก็สามารถทำให้สัตว์ที่เพียงแต่มาปรากฏตัวอยู่เฉย ๆ นั้น ถูกฆ่าตายก็ได้. คนๆ หนึ่งอาจถูกตบหน้าหรือยิ่งกว่านั้นก็ได้ ด้วยเหตุที่ เผอิญเขาแอบไปเห็นคนอีกคนหนึ่ง ทำการชะล้างอวัยวะหรือโรคที่เขาต้องการจะ ปกปิด, และกลายเป็นอาชญากรรมได้ สัญชาตญาณแห่งการปกปิด ความลดของปมเขื่องของสัตว์นั้นๆ นี้เราเรียกกันว่า ความอาย, และ เป็นสัญชาตญาณที่มีอำนาจ พอที่จะเป็นมูลเหตุแห่งอาชญากรรมทั้งหลายได้เท่า กัน. ผู้รักษาความยุติธรรมของกฎหมาย ควรจะเอาใจใส่ไว้เท่ากับมูลเหตุ อันอื่นๆ สุนัขตัวเล็กๆ อาจถูกสุนัขที่แพ้ตัวอื่นมาไล่เบี้ยแก้เก้อเอาเมื่อไร ก็ได้. แม้แต่สุนัขก็ทำการแก้เก้อเป็นแล้ว ทำไมคนจะทำไม่เป็น. แม้นี้ ก็เป็นบ่อเกิดแห่งอาชญากรรม. และการแก้เก้อ เป็นสิ่งที่จะต้องมีได้ทุกเมื่อ ด้วยอำนาจแห่งสัญชาตญาณ กล่าวคือการชดเชยหรือกลบเกลื่อนการชุดลง แห่งปมเชื่องของสัตว์นั่นเอง. ถ้าจะสรุปเรียกสั้นๆ ก็คือว่า นั้นแหละ คือพิษสงของ ปมเนื่อง หรืออัสมีมานะ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "นำ ออกเสียได้ เป็นความสุขเว้ย !” ของมึนเมาทุกอย่าง เป็นสิ่งที่กระตุ้นและส่งเสริมปมเขื่อง. ถ้า กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความเมานั่นแหละคือการสูงขึ้นไปของปมเขื่องโดย วิธีหนึ่ง. ธรรมดาของเมานั้นมีลักษณะเป็นสิ่งกระตุ้น ( Stimulant ) อยู่ ตามธรรมชาติ. แม้จะทำให้มีการลดต่ำกว่าระดับเดิม ในตอนหลังก็ตาม

น.844 ฟรี ปมเขื่อง แต่ในตอนแรกก็ได้ทำให้สูงจนเป็นที่พอใจแก่ผู้ที่เสพ. ความครึ้มใจในเวลา เมา นั้นคือความรู้สึกว่าสูงในทางปมเขื่องของผู้นั้นหรือสัตว์ตัวนั้น และ เป็นสิ่งที่อาจได้มาโดยง่ายด้วยราคาไม่กี่บาทกี่สตางค์ คนจึงหนุนปมเขื่อง ของตนเล่นด้วยของมึนเมา นับตั้งแต่บุหรี่ขึ้นไป จนถึงสุรา ยายืน. ถ้าหากของเมามิได้ทำให้เกิดความรู้สึกว่าสูงในทางปมเขืองแล้ว จะไม่มีใครในโลกนี้เสพของมึนเมาเลย หรือของมึนเมาทำนองนี้จะเกิดขึ้นใน โลกไม่ได้. เมื่อมุ่งถึงใจความแล้ว ของเมาก็คือของที่กระตุ้นปมเขื่องหรือ ฮัสมิมานะโดยวิธีต่างๆ กัน. ของเมาที่เป็นวัตถุ ก็กระตุ้นทำให้เกิดผลทางระบบประสาท ผ่าน ไปจนถึงความรู้สึกในใจว่า " ฉันโตขึ้น” แล้วก็ครีมใจหรือพอใจ. ของ เมาที่เป็นนามธรรม เช่นสรรเสริญเกียรติยศชื่อเสียงเป็นต้น ก็กระตุ้น อย่างเดียวกัน ให้เกิดผลทำนองเดียวกัน แม้จะผิดแปลกกันโดยอาการ ; จึง ทำให้คนกล้าลงทุนซื้อหามา เช่นนักการเมืองที่ลงทุนทุกอย่างเพื่อหาชื่อเสียงใส่ ตน หรือนักผจญภัยสละชีวิตหาชื่อเสียงใส่คน นี่คืออิทธิพลของของเมา ! สุรา มีอยู่ทั่วไป และราคาไม่เท่าไร คนจึงดื่มสุราได้โดยง่าย เพื่อรสคือความครีม ใจ ( หรือความสูงของปมเขื่อง ) ซึ่งเป็นรสที่ดึงดูดอยู่ไม่น้อย. ถ้าใครไม่มี ทางได้มาซึ่งความสูงของปมเชื่อง โดยทางอื่นที่บริสุทธิ์ยุติธรรมและโดยง่าย ก็มักจะหันมาหาของเมาเช่นสุรา หนุนปมเขื่องของตนเล่นไปพลาง จนกระทั่ง กลายเป็นนักดื่ม. แท้จริง สิ่งที่จะหนุนปมเขื่องให้สูงโดยบริสุทธิ์ยุติธรรมนั้น ก็มีอยู่มากมาย แต่ว่าล้วนแต่เป็นของยาก หรือได้ต่อนานๆ ไม่ทันใจของคน หนุ่มทั่วๆ ไป ที่ไร้การศึกษาหรือศีลธรรม จึงทนความยั่วยวนของของเมา ที่ ย. ๒๓

น.845 ชื่อ ชุมนุมเรื่องยาวของพุทธทาสภิกขุ อาจให้รสความสูงของปมเขื่องได้ทันทีทันควัน โดยการเสียสตางค์ ไม่กี่สตางค์นี้ ไม่ได้ ; เราจึงได้เห็นคนกินเหล้ามากขึ้นทุกที โดยเฉพาะตามชนบท ได้ลุก- ลามไปจนถึงผู้หญิงชาวนา. ของเมามีเสน่ห์ในตัวมันเอง กล่าวคือการ กระตุ้นความรู้สึกในด้านปมเขื่อง ดังกล่าวมานี้ จึงกลายเป็นนายคนได้ และกินกันกระทั่งพวกเทวดา. แต่แล้วความเมาในปมเขื่อง หรือความ บ้าชนิดหนึ่งระดับหนึ่งนั่นเอง9 ได้เป็นทางมาแห่งอาชญากรรมต่างๆ ไม่ว่า ความเมานั้นจะมาจากของเมาอย่างวัตถุ เช่นสุรา หรือเมาอย่างนามธรรม เช่นเสียงสรรเสริญ. ถ้าผู้ใดบังคับตัวไม่ได้ สิ่งเหล่านี้กระตุ้นได้เมื่อใดแล้ว ก็มีโอกาสที่จะประกอบอาชญากรรมได้ทั้งนั้น. การกระตุ้นปมเขื่องให้สูงนั้น มีได้ทั้งอย่างโสมม และอย่างสะอาด. ถ้าเป็นอย่างโสมมก็เรียกว่าทำชั่ว, ถ้า ทำอย่างสอาด ก็กลับเรียกว่า ทำดี. การเสพติด กัน นั้นคือผลของการเคยชินในการลิ้มรสแห่งความฟูของ ปมเขื่อง ขณะที่ถูกหนุนให้สูงขึ้น แล้วแต่ว่าเขาจะได้ใช้สิ่งใดเป็นเครื่องหนุน ปมเชื่องของเขาอยู่เป็นปรกติ. ถ้าใช้สิ่งที่บริสุทธิยุติธรรมหนุน ก็ติดในรส ช่องปมเขื่องที่ถูกหนุนอยู่ด้วยการทำดี. แต่ในกรณีที่ไม่ได้ใช้ความดีหนุน เพราะเป็นของยากหรือไม่ทันใจ เกิดไปใช้ความชั่วหนุน ก็จะต้องติดในรสของ ปมเขื่องที่ถูกหนุนอยู่ด้วยของชั่ว เช่นสุรายาเมา เป็นธรรมดา, ซึ่งมีมากมาย เพราะมีได้โดยง่ายทุกหัวระแหง. ยิ่งเมื่อรัฐบาลแห่งประเทศนั้นๆ เป็นผู้ต้อง การเร่งปริมาณการผลิตสุราเสียเองแล้ว ของเหล่านี้ก็ใกล้มือยิ่งขึ้น ; การ เสพติดในการหนุนปมเขื่อง, ซึ่งเป็นความต้องการอันแรงกล้าอย่างหนึ่ง ของสัญชาตญาณ, โดยอาศัยของชั่ว จึงท่วมทันไปหมด เป็นการเพิ่มปริ- ๗. ภาษาบาลี : มตฺต = เมา, อุมฺมฺต = บำ. ( อุมฺมฺต : เมาสูงขึ้น ).

น.846 ๙.e ปุ่มเขื่อง มาณของอาชญากรรมไปในตัว จนทำนบแห่งขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม ก็กั้นไว้ไม่ไหว หรือพังทะลายหมดไปๆ. ความเคยชินหรือเสพติดจะต้อง เกิดขึ้นอย่างแน่นอนชนิดที่จะหลีกไม่ได้ เพราะว่าของเมานั้นกระตุ้นในระยะ แรก ๆ และทำให้มีการตกต่ำในระยะปลายๆ ออกไป จนทำให้รู้สึกไม่สบาย จนต้องเพิ่มใหม่หรือกระตุ้นใหม่ อย่างนี้เรื่อยไปๆ จนเป็นความเคยชินหรือเสพ ติด ซึ่งผู้ติดบุหรี่หรือติดอะไรๆ ก็ตาม ย่อมทราบความข้อนี้ได้ดี. ของมึน เมามีเสน่ห์ และมารยาดั่งนี้ จึงสามารถยึดหัวใจคนทั้งโลกไว้ได้ ให้มีความ เมาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างเป็นของประจำตัว. ความเมาในด้านดี เราจะได้วินิจฉัยกันในตอนหลังๆ. แต่เราต้องไม่ลืมว่า ความเมานั้นคือ รส ของปมเขื่อง ที่ถูกหนุนให้สูงขึ้นไปด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามความต้องการของ สัญชาตญาณ ซึ่งเมื่อไม่ได้ด้วยดี ก็ต้องเอาด้วยชั่วหรือที่ใกล้ๆ มือ. และ สิ่งใดที่ขัดขวางกระแสร์ความต้องการ ของสัญชาตญาณแล้ว ย่อมเป็นมูล เหตุแห่งอาชญากรรมได้โดยง่ายทุกเมื่อ. นั่นคือพิษส่งของปมเขื่องหรือ อัสมิมานะ ! เด็ก ๆ แม้ที่เป็นขนาดจิ๋ว ก็มีอาการของปมเขื่องแสดงออกมาให้ เห็นชัดและมีความต้องการอันแรงกล้า ที่จะให้ปุ่มเขื่องของตนปรากฏและถูก สนับสนุน. เมื่อได้รับการสนับสนุน ก็มีอาการเมาในรสของปมที่เขื่องถูก สนับสนุนเหมือนกัน. ถ้าเขาไม่หิวเกินไป เขาจะเพลิดเพลินในการที่ปม- เขื่องของเขาถูกสนับสนุน ยิ่งกว่าที่จะนึกถึงอาหาร. หรือถ้าปมเขื่องของ เขาถูกกดลงไปในขณะที่เขากำลังกินอาหาร เขาก็จะเลิกกินทันที. ถ้ามีการ แบ่งปันของไม่ยุติธรรม เขาจะขว้างทิ้งส่วนแบ่งของสิ่งที่เขาได้รับทันที แม้ ว่าสิ่งนั้น จะเป็นของที่เขาอยากได้ หรืออยากกินแทบจะขาดใจก็ตาม. และ แม้นี้ก็เป็นมูลเหตุแห่งอาชญกรรมได้ทุกเมื่อแม้แก่เด็กๆ โดยไม่ต้องกล่าวถึง

น.847 ผู้ใหญ่. ปมเขื่องของเด็กๆ รุ่นจิ๋ว แสดงออกมาทางการอยากเป็นเจ้า ของ, อยากทำลาย, อยากทำเอง, อยากอวดความสามารถ, อยาก สอนคนอื่น, อยากได้ชื่อว่าตัวทำถูกเองโดยไม่ต้องมีใครมาสอน. เด็ก เล็กๆ จับตัวแมลงได้ ก็จะฆ่าให้ตาย เช่นเดียวกับลิง, ซึ่งอันนี้เป็นสัญชาต- ญาณที่เป็นความต้องการของปมเขื่อง. เมื่อได้ฆ่าสิ่งใดลงไป ก็จะ ได้รสของการที่ปุ่มเขื่องของตนสูงขึ้น ทำนองเดียวกับการ กระตุ้นด้วยของเมา. สัญชาตญาณอย่างสัตว์หรือ Animal Instinct มีลักษณะเป็นอยู่อย่างนี้ ตรงกันข้ามกับการมีศีลธรรมที่มนุษย์ต้องการ, เรา จึงต้องมีระบบสำหรับอบรมคนมาตั้งแต่แรกคลอด. ถ้าปล่อยตามธรรมชาติ ผลจะเป็นอย่างไร ก็พอจะทายกันได้. เด็กยิ่งโตขึ้นมา ก็ยิ่งอยากไม่ให้ใครดุใครว่าหนักขึ้น. มีเด็ก จำนวนมากนึกด่าแข่งครูอยู่ในใจเมื่อถูกดุหรือลงโทษ, และมีเด็กจำนวนไม่น้อย จะทำวิธีการ "ใต้ดิน" กลั่นแกล้งหรือทำลายครูประจำชั้นของตนเอง ทุกขณะ ที่เขาโกรธขึ้นมา. โดยเฉพาะในชนบทที่ประชาชนยังไร้การอบรม, บิดา มารดาเองเสียอีก ที่สนับสนุนความต้องการของเด็กในเมื่อครูลงโทษลูก. เด็ก ตามชนบทส่วนมากจะนั่งตากระปริบ ไม่ยอมตอบคำถาม เพราะอำนาจ ของสัญชาตญาณที่รู้สึกว่าการถูกถามนั้น เป็นการลดปมเมือง ของตัว. ยิ่งการต้องตอบแล้ว ยิ่งลดมากลงไปอีก. คนโตจนกระทั่งบวชพระบวชเณร ก็ยังมีลักษณะดังกล่าวอยู่ เต็มที่ ทำให้ลำบากอย่างยิ่งแก่การอบรมสั่งสอน. เมื่อบีบบังคับหนักเข้า

น.848 ๒๓ " ปุ่มเบื้อง บางคนจะถึงกับก่ออาชญากรรมขึ้นในที่นั้นก็ได้. พระเณรที่มาจากเด็กๆ ที่ ไม่เคยเข้าโรงเรียน หรือเข้าชนิดพอไปที่ จะมีลักษณะเช่นว่านมาก จนการ บวชคราวหนึ่งของตนแทบจะไม่ได้รับประโยชน์อะไรคุ้มกัน. คนประเภทนี้ ไม่ยอมถามข้อที่ตนสงสัยกะครูบาอาจารย์ แม้ครูจะขยันชยอให้ถาม, เพราะ รู้สึกว่าการถามนั้น ทำให้ตนด้อยลงไป. ยังมีพระเณรจำนวนไม่น้อย ที่ อยากจะได้ความรู้จากเพื่อนหรืออาจารย์ แต่ไม่ยอมแสดงความประสงค์ซึ่งหน้า หรือร้องขอให้บอก เพราะปมเขื่องของตนจะลดลงไปด้วยการต้องลดตนลงเป็น อุปฐาก หรือเป็นหนี้บุญคุณ, สู้แอบฟัง " ฟรี " ไม่ได้ แม้จะต้องคอยเก็บ เล็กผสมน้อย ก็ยังเป็นการดีกว่าที่จะแสดงออกไปว่าตนไม่รู้อะไร และทั้ง ต้องการจะให้ยังคงเป็นความลับอยู่ว่าตนรู้มาจากใคร เพื่อให้มีส่วนว่าตนคิดเอา เองหรือรู้เอง. เราเรียกชื่อความรู้สึกอันนี้กันอย่างผิดๆ ว่า ความละอาย ครู .. ความจริง ความกระด้างกระเดื่องทั้งหมดนี้ ทุกอย่างเป็นเพราะ ความต้องการของปมเขื่องหรือสัญชาตญาณแห่งความรู้สึกว่า "ฉันเป็นฉัน" หรืออัสมิมานะนั่นเอง. เมื่อถูกบีบคั้นเข้าโดยไม่ถูกวิธี หรือไม่เหมาะกาละ- เทศะ ก็กลายเป็นทางเกิดของอาชญากรรมขึ้นในวัดหรือโรงเรียนได้ทุกเมื่อ. ที่กล่าวนี้ เพื่อ ต้องการให้สังเกตถึงพิษสงของปมเขื่อง เป็นพิเศษ ว่ามัน เป็นสิ่งที่ได้ลงรากไว้ตั้งแต่แรกกำเนิด รอคอยเตรียมพร้อมสำหรับจะเป็น มูลเหตุแห่งอาชญากรรมทั้งหลายเรื่อยๆ มา ด้วยอาการอย่างไร. คนหนุ่มคนสาว หรือสัตว์ที่ขึ้นถึงขีดเป็นหนุ่มเป็นสาวนั้น ความต้อง การของปมเมืองยิ่งรุนแรงหนักเข้า ในทางที่จะให้สิ่งแวดล้อมมาหล่อเลี้ยงหรือ บำเรอความต้องการของตัว. เพศผู้ ต้องการให้ได้รับการบำเรอจากเพศเมีย ตามความใคร่ของตน ทางสัมผัสทุกอย่างที่จะทำการหล่อเลี้ยงได้. แม้เพศเมีย ย. ๒๔

น.849 ชื่๔ ชุมนุมเรื่องยาวของพุทธทาสภิกขุ ก็มีความต้องการทำนองเดียวกัน จึงมีการผ่อนผันกันในการทำหน้าที่ตามที่ ธรรมชาติบังคับมา และเราเรียกความต้องการชนิดนี้ของปมเขื่องว่า กามา- รมณ์. กามารมณ์ที่ถูกต้อง จึงเป็นการผ่อนผันประนีประนอม ยอม รับนับถือปมเขื่องของแต่ละฝ่ายเท่าๆ กัน และช่วยหล่อเลี้ยงซึ่งกันและกัน. ถ้าหากฝ่ายหนึ่งต้องทำไปเพราะการถูกบีบบังคับ จนปมเขื่องลดตัวไป กามา- รมณ์ย่อมไม่มีแก่ฝ่ายนั้น. เพราะฉะนั้น ตัวสิ่งที่เรียกว่า " กามารมณ์ แท้ " นั้น ก็คือปมเขื่องที่ถูกสนับสนุนให้ได้ตามใจตัวเองถึงขีดสุดนั่นเอง หาใช่เพียงแต่รสชาติของการสัมผัสทางผิวกายไม่. ถ้าฝ่ายหนึ่งหยิ่งจอง หองถือตัว ปราบปมเรื่องของฝ่ายหนึ่งราบลงไป กามารมณ์ก็มีไม่ได้ลำพัง การสัมผัส แม้จะมีรสชาติพิเศษเพียงใด. ความรักกระจัดกระจายหมด เมื่อปมเขื่องของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือ ทั้งสองฝ่ายถูกกระทบกระเทือนจากกันและกัน. ความรักทรงตัวอยู่ได้เมื่อปมเขื่องของฝ่ายนั้น ๆ ถูกหล่อเลี้ยงไว้เป็นอย่างสูง. การเป็นทางของความรัก มีความหมายตรงที่ต้องยอมหล่อเลี้ยงปมเขื่องของ คู่รัก. พอปมเขื่องถูกเหยียบย่ำ แม้จะรักกันอยู่อย่างไม่มีอะไรเปรียบ ก็ จะทะเลาะวิวาทกันได้ในนาทีต่อมา. สิ่งที่เรียกกันทั่ว ๆ ไปว่ากามารมณ์นั้น อยู่ใต้อำนาจความต้อง การของปมเขื่อง ที่จะคงความเชื่องของมันไว้, หาใช่ปมเขื่อง หรือ " อหังการ " นี้อยู่ใต้อำนาจ ของกามารมณ์ไม่ ; จึงเมื่อจะกล่าวให้ตรงตามที่เป็นจริง ก็ ควรจะกล่าวว่า กามารมณ์ที่แท้นั้น ก็คือการที่ปุ่มเขื่องได้แสดงความเขื่องออก

น.850 ไปในทางแสดงอำนาจบาทใหญ่เพื่อตามใจตัวเอง ให้สิ่งแวดล้อมบำเรอตนจน ถึงระดับสูงสุดต่างหาก. การที่อวัยวะของคนหนุ่มสาวขยายตัวเต็มที่เพื่อกิจ- การอันนี้เมื่อถึงวัย, ควรจะถูกเข้าใจว่าเพื่ออำนวยแก่การแสดงความเชื่อง ของปมเขื่องในฝ่ายนี้โดยตรง แทนที่จะเข้าใจว่าเพื่อรสของกามารมณ์ โดย เฉพาะจะถูกกว่า. ความลดของปุ่มเนื่อง ย่อมหักห้ามกามารมณ์ ได้ฉับพลันเสมอ ! เพราะฉะนั้น การขัดขวางทางกามารมณ์ จึงได้ แก่การขัดขวางปมเขื่องที่จะแสดงความเขื่อง และมีอำนาจรุนแรงในทางก่อ อาชญากรรมได้ตามกรณี. ปมเขื่องจึงเป็นตัวการหรือต้นเหตุแห่งอาช- ญากรรมแม้ในรายที่เกี่ยวกับกามารมณ์อยู่นั่นเอง หาใช่ลำพังรสชาติ ของกามารมณ์ล้วน ๆ ไม่. ถ้าเราเข้าใจกามา- รมณ์ถูกต้อง จะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ยังไม่มีน้ำ หนักหรือความหมายเลย จนกว่าจะได้ลากเอา ความต้องการจะแสดงความเขื่อง ของปมเขื่อง เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย. นักจิตตวิทยาแห่งยุคปัจจุบัน บางคณะ วางกฎเกณฑ์ลงไปว่า การกระทำทุกๆ อย่างของสัตว์ เนื่องมา จากกามารมณ์หรือมีกามารมณ์เป็นมูลเหตุอยู่ในส่วนลึกทั้งสิ้น.๑ ข้อนี้โดย ทั่วๆ ไปเราพอจะมองเห็นได้ว่ามีความจริงอยู่เป็นส่วนใหญ่. แต่กฎเกณฑ์ อันนี้ ย่อมนำไปใช้ไม่ได้กับสัตว์ประเภทที่ขึ้นถึงขีดพ้นอำนาจของกามารมณ์ ๑. ข้าพเจ้าถือว่า คำว่า Sex ของนักจิตวิทยา โดยเฉพาะของ Sigmund Freud นั้น ตรงกับคำว่า กามารมณ์ในที่นี้.

น.851 แล้ว แต่ยังมือหังการมมังการเหลืออยู่ เช่นพวกพรหมเป็นต้น. สัตว์ ประเภทนี้ พันขาดจากฐานะที่ปมเขื่องของตนจะแสดงความเชื่องในทางให้ถูกบำ- เธอ ด้วยวัตถุแห่งกามารมณ์ แต่ยังมีเหลืออยู่สำหรับหาความเชื่องในทางที่สูง ขึ้นไปกว่านั้น. สัตว์พวกนี้จึงถูกจัดไว้ในพวกสัตว์ชั้นสูงๆ ขึ้นไปกว่า มนุษย์ธรรมดาหรือเทวดาธรรมดา คู่ผัวตัวเมีย อยู่กันไปได้ กระทั่งเป็นพ่อบ้านแม่เรือนนั้น หาใช่เพราะ อำนาจแห่งกามารมณ์ไม่ แต่ที่อยู่กันไปได้ก็เพราะปมเขื่องของแต่ละฝ่าย ได้รับความเอื้อเพื่อจากแต่ละฝ่ายอยู่. แม้ในรายที่ภรรยาข่มขี่สามี อย่างกะทาษ ก็หาใช่เพราะสามีทนอยู่เพื่อเห็นแก่กามารมณ์ไม่. ปมเขื่อง ของสามีถูกลดไปในทางด้านนี้ แต่ต้องไปมีทางออกด้านใดด้านหนึ่ง โดยเฉพาะ เช่นด้ามสังคมเป็นต้น ซึ่งภรรยาใจร้ายนั้น คงไม่ได้ปิดเสียหมดทุกแง่ทุกมุม หรือแม้ที่สุดแต่การที่สามีจะทนอดกลั้นเพื่อเห็นแก่ลูกๆ หรือชื่อเสียงของครอบ ครัว ซึ่งเป็นภาระหน้าที่ของตนโดยตรง ซึ่งเป็นการหล่อเลี้ยงรักษาปมเขื่อง ในส่วนนี้เอาไว้ ก็อยู่กันใบได้. ถ้าหากว่าฝ่ายภรรยาสามารถบีดได้หมด ทุก ๆ ประตูจริงๆ สามีจะต้องแยกออกไป หรือมิฉะนั้นก็ต้องตาย ; จะเป็น พระอรหันต์ผู้หมดปมเขื่องหรืออัสมิมานะอยู่ในครอบครัวไม่ได้ ! เพราะ ปมเนื่องหรืออัสมิมานะซึ่งสมบูรณ์เต็มที่ นั้นคือ ชีวิตของปุถุชน จริง ๆ. การทะเลาะวิวาทในครอบครัวเกิดขึ้นได้ เพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ·ต้องการปมเขื่องมากเกินไปบ้าง, เพราะต้องการจะป้องกันปมเรื่องของตน บ้าง ครอบครัวที่ปราศจากการทะเลาะโดยสิ้นเชิง ก็คือครอบครัวที่ แต่ละคนรู้จักควบคุมปมเขื่องของตน หาใช่เพราะเห็นแก่สินจ้างเช่น กามารมณ์เป็นต้นไม่. กามารมณ์ไม่อาจใช้เพื่อควบคุมความสงบเรียบ

น.852 ร้อยของครอบครัว เพราะเป็นการต้องการขยายตัว ของปมเขื่องที่ไม่มี ขอบเขต ” แม้นี้ก็แสดงให้เห็นว่า อาชญากรรมที่เกิดขึ้นในระหว่าง ผัวเมียในครอบครัว ก็มีมูลมาจากปมเขื่อง หรือ อัสมิมานะ หรือ อหังการ อีกนั้นเอง หาใช่ลำพังกามารมณ์ไม่. ลูกจ้างกับนายจ้าง นั้น ตามปรกติลูกจ้างจะรู้สึกว่าตนเสียความสูง ของปมเขื่องไป ตั้งแต่แรกเข้ามาเป็นลูกจ้างแล้ว และเก็บอยู่ในส่วนลึกของจิต ใจ. ทนทำงานเพื่อจะเอาค่าจ้างไปหล่อเลี้ยงปมเขื่องตนในทางหนึ่งในเวลาอื่น. ถ้านายจ้างสามารถทำให้เกิดโอกาสแก่ลูกจ้าง เพื่อมีโอกาสแสดงปมเรื่องของ ตนได้ แม้จะในทางไหนก็ตาม จะดึงดูดให้เขาทำงานได้ดีกว่าเงินเดือน จะทำ ให้เขาซื่อตรงหรือรักใคร่นายจ้าง เพราะสิ่งนี้มันยกปมเขื่องของเขา ตรงกัน ข้ามกับเงินเดือน ซึ่งกดปุ่มเขื่องของเขา. แต่การให้รางวัลพิเศษ หรือ การขึ้นเงินเดือน อยู่ในจำพวกยกปมเขื่อง ในชนบทบ้านนอกที่ชาวบ้านสัน- โดษ มีกินมีใช้ไปตามธรรมชาตินั้น จ้างคนทำงานยาก ; แต่วานหรือขอแรง ได้ง่าย.ลิงก์ ข้าพเจ้าได้ประสพปัญหาอันนี้มาด้วยตนเองแม้กระทั่งทุกวันนี้. ทั้งนี้เพราะ การวานนั้น มันเป็นการเพิ่มปมเขื่องให้เขา, การจ้างเป็น การลดปมเชื่องของเขา. ลูกจ้างจะบันดาลโทษะเอานายจ้างเมื่อใดก็ได้ เพราะเขามีความสดของปมเขื่องเป็นทุนอยู่ในใจ อันเป็นมูลเหตุแห่งการทำ อาชญากรรมต่อนายจ้าง. ลูกจ้างที่ทำงานเต็มที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจนั้น มี แต่เมื่อนายจ้างแสดงความนับถือในปมเขื่องของเขา ทางใดทางหนึ่งอยู่เสมอ เท่านั้น นับตั้งแต่การวางตนเสมอ จนับตั้งแต่การกินร่วมคุยร่วมเป็นต้นขึ้นไป. ลำพังค่าจ้างอย่างเดียว ไม่ช่วยให้ลูกจ้างทำงานด้วยความสามารถทั้งหมดได้ เขาจะพยายามเอาเปรียบอยู่ทุกวิถีทาง การมอบหมายให้รับผิดชอบ การให้ ย. ๒๕

น.853 ชีส ชุมนุมเรื่องยาวของพุทธทาสภิกขุ เป็นเจ้าหน้าที่ทดลองค้นคว้า หรือทำอะไรทำนองนี้ ส่งปมเขื่องของผู้ถูกใช้ให้เด่น ลอย จนค่าจ้างกลายเป็นของไม่มีค่าไป. ลูกจ้างนั้นจึงทำงานเกินค่าจ้าง เกิน เวลาและเกินอะไรทุกๆ อย่าง. นายจ้างจึงควรคิดค้นหาทางออกให้ปม เรื่องของลูกจ้าง แสดงออกมาทางใดทางหนึ่งให้จนได้ จึงจะราบรื่น มิ ฉะนั้นแล้ว ก็เท่ากับเสี่ยงตนอยู่ใกล้กับอาชญากรรม ที่ลูกจ้างจะประกอบ ขึ้นเมื่อใดก็ได้ เพราะเขามีความสดของปมเขื่อง อันเป็นทางเกิดแห่งอาชญา- กรรม เป็นทุนในใจอยู่ตลอดเวลา. ทานและนักโทษ นั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง. ทาง เป็นผู้ที่ต้องมอบ ปมเขื่องของตัวไว้กับนาย. ปมเขื่องของตน ตนยอมให้ลด เพื่อไปเพิ่มให้ นาย. ตนมีปมเขื่องที่ลดลงไปอยู่ในระดับหนึ่ง ก็พอใจแล้ว และยึดถือ เอาเป็นระดับปรกติของตน. นักโทษ หรือผู้ต้องขังเพราะมีผิด ในกรณี ปรกตินั้น คือผู้ที่หวังการกลับมาของปมเขื่องในอนาคต. ส่วนใหญ่ผิดจาก ทางตรงที่ยังมีความคิด ที่จะเอาคืนอยู่ทุกโอกาศ. เนื่องจากการไม่ยอม ปล่อยนี่เอง เขาอาจบันดาลโทษะขึ้นมาเมื่อไรก็ได้. หลักการราชทัณฑ์ ชนิดที่กดปมเขื่องของผู้ต้องขังอยู่ตลอดเวลานั้น ไม่มีทางที่จะให้นักโทษ เหล่านั้นกลับนิสัยเป็นคนดีได้ เพราะผืนความต้องการของสัญชาตญาณ หรือ อัสพิมานะ มีแต่จะทำให้อำมหิตยิ่งขึ้นทุกที. เพื่อนบ้านเรือนเคียง อยู่กันไปได้ด้วยลักษณะอันเดียวกันกับคู่ผัวเมีย กล่าวคือต่างฝ่ายต่างช่วยหล่อเลี้ยงปมเชื่องของกันและกัน ผิดกันแต่ว่าเป็นการ หล่อเลี้ยงคนละระดับเท่านั้น. ถ้าบ้านใดเกิดเด่นขึ้นมาเป็นพิเศษด้วยอะไรก็ ตาม · ควรจะหาวิธียกเพื่อนบ้านเรือนเคียงนั้นให้เด่นตามด้วย อย่างน้อยที่สุดก็

น.854 ชี่ชี่ ปุ่มเขื่อง ให้เกิดความรู้สึกว่าตนเป็นศรีสง่าของหมู่บ้านนี้ เพื่อแข่งขันกับหมู่บ้านอื่นและ -ตนจะไม่ดูหมิ่นหรือทอดทิ้งเพื่อนบ้านของตน. มิฉะนั้นแล้ว ก็จะเป็นทางให้ เกิดอาชญากรรมเพราะการริษยา เนื่องจากการที่ปมเขื่องของหลายๆ บ้านได้ลด ลงไป. การริษยานั้น มิใช่เพียงแต่จะให้ความเด่นของบ้านที่เด่นนั้นลดลง มาอยู่ในระดับเดิม แต่จะเลยไปจนถึงอยากให้ล่มจมสูญหายไปเสียทีเดียว. ลักษณะของความเป็นเพื่อนบ้านเรือนเคียง เป็นสิ่งที่หาไม่ได้ในเมืองที่รุ่งเรือง ด้วยการแข่งขันยื้อแย่งกันอย่างตัวใครตัวมัน จะมีเหลืออยู่แต่ตามชนบทที่ ธรรมชาติไม่เปิดโอกาสการแข่งขัน ยังจะต้องพึ่งพาอาศัยกันต่อไป. แต่ละ คนรู้สึกในทางที่จะรักษาปมเรื่องของบ้านทั้งหมู่ เท่าๆ กับของตัวแต่ละคน. การรักษาปมเขื่องของหมู่บ้านนี้ ก็เป็นทางให้เกิดอาชญากรรมได้กว้างขวางไป ตามส่วน, เพราะอำนาจสัญชาตญาณการรักษาหมู่หรือ ปมเขื่องร่วม. ความสัมพันธ์กันในทาง บุญคุณ ของเพื่อนบ้านเช่นนี้ ยังเป็นไปในทางช่วยส่ง- เสริมปมเขื่องของกันและกัน ด้วยการจำต้องพึ่งพาอาศัยกัน ยังมีความเห็นแก่ ตัวของปมเขื่องนั่นเองเป็นสมุฏฐาน ยังมิใช่ความรู้สึกของผู้ที่เป็น บุรพการี หรือ กตัญญูกตเวที ต่อกันและกันแท้ จึงยังอาจพลั้งเผลอบันดาล โทษะขึ้นเมื่อ ใดก็ได้โดยง่าย ซึ่งทุกคนจะต้องสำรวมระวัง. ความรักเพื่อนบ้านยังมิ ใช่ เมตตากรุณา ยังเป็นเพียงความรักที่เกิดจากการต้องพึ่งพาอาศัยกัน จึงยังไม่มีอำนาจพอที่จะหักห้ามการบันดาลโทษะหรืออะไรทำนองนั้น เหมือน ความเมตตากรุณาแท้. เพื่อเป็นทางป้องกันอาชญากรรม เราจะต้อง สำรวมระวังความสำคัญในทางบุญคุณกันนี้ อย่าอ้างขึ้นเพื่อเรียกร้องเอา จากกัน โดยให้ฝ่ายหนึ่งเกรงใจตัวให้มากไป. ส่วนความสัมพันธ์ทางบุญ - คุณที่บริสุทธิ์ เช่นระหว่างบิดามารดากับบุตรเป็นต้นนั้น เป็น กตัญญูกตเวที

น.855 หรือ เมตตากรุณาที่บริสุทธิ์ ซึ่งสามารถบีบบังคับปมเรื่องของอีกฝ่ายหนึ่ง ได้มากกว่าอย่างมากมาย. แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ก็ยังจำเป็นที่จะต้องสังวร ไว้เหมือนกัน ว่า แม้จะอยู่ในขนาดที่เป็นกตัญญูกตเวทีบริสุทธิ์ หรือเมตตา บริสุทธิ์แล้ว ก็ใช่ว่าจะสามารถบีบบังคับอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งยังคงมีปุ่มเขื่องที่ มิได้ควบคุม หรือควบคุมไว้มิได้ ได้โดยเด็ดขาดก็หาไม่ ยังคงเป็นทาง มาแห่งอาชญากรรมได้ดีอยู่นั่นเอง เพียงแต่ว่าน้อยลงไปกว่า. ทั้งนี้ก็ เพราะว่า การรู้สึกตัวว่าเป็นหนี้บุญคุณเขานั้น เป็นการลดของ ปมเขื่อง, และตรงกันข้าม, การรู้สึกตัวว่าตัวเป็นเจ้าหนี้บุญคุณ เขานั้น เป็นการฟูของปมเขื่อง. สัญชาตญาณเกี่ยวกับเรื่องนี้ ย่อมจูง ให้คนที่เป็นฝ่ายเป็นหนี้บุญคุณนั้น หาทางยกปมเขื่องของตัวที่ลดลงไปให้สูงขึ้น ด้วยการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าไม่ได้ทางดีก็เอาทางร้าย, ในทางดี เป็นเรื่องบุญกุศล ไว้กล่าวข้างหน้า. ในทางร้ายก็คือ กลบเกลื่อนบุญ คุณของผู้อื่นที่มีอยู่เหนือตนเสีย ด้วยกิริยาที่เรียกว่า เนรคุณ. .. แต่ส่วน มาก ย่อมเป็นไปในระดับกลาง คือตอบแทนเสียเท่าที่จะไม่ให้ใครกาหน้าได้ ว่าเป็นคนเอาเปรียบผู้อื่น อย่างที่เรียกกันว่า "หมูไปไก่มา." แม้ อาการที่เรียกว่า "หมูไปไก่มา” นี้เกิดขึ้นได้ ก็ด้วยอำนาจของการรักษา เหลี่ยมของปมเขื่องของตนเองเป็นส่วนใหญ่ จึงยังมิใช่ธรรมะแท้ ! ส่วน การที่ตนต้องตกเป็นหนี้บุญคุณด้วยความสมัครใจ และไม่มีทางสู้นั้น เป็นเพราะ ตนต้องการอาศัยปมเรื่องของฝ่ายโน้น เป็นเครื่องยกปมเขื่องของตนขึ้น เพราะ ตนหมดความสามรถในกรณีพิเศษเช่นนั้นจริง ๆ เป็นการลงทุนด้วยปมเขื่องที่ น้อยกว่า เพื่อหามาซึ่งบ่มเขื่องที่สูงกว่า ซึ่งเราเรียกกันว่า ความสวามิภักดิ์, ดังเช่นที่พุทธบริษัทมีต่อพระพุทธเจ้า, หรือคำสนิดเหล่าอื่นที่นับถือพระเป็นเจ้า

น.856 ๑๐๑ ปมเนื่อง มีต่อพระเป็นเจ้าของเขา. เขาเห็นว่า การเป็นลวก หรือการเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกับพระเป็นเจ้านั้น เป็น " ความเขื่อง" ที่เขื่องกว่าปมเขื่องทั้งหมดที่เขา กำลังมีอยู่ในบัดนี้ ดังนี้เราจะเห็นได้ว่า แม้ ความยอมสวามิภักดิ์ ก็ไม่ มีอะไรที่พ้นไปจากการแสวงหา หรือการรักษาปมเขื่องของตน อีกนั่นเอง. เมื่อได้วินิจฉัยกันถึงลักษณะของสิ่งที่เรียกกันว่า ปมเขื่อง มามากพอที่จะ เข้าใจหรือรู้จักสิ่งๆ นี้แล้ว เราจะได้พิจารณาพุ่งไปยังตัวสิ่งที่เรียกว่า อาชญา- กรรม หรือ อกุศลกรรมโดยตรง. คำว่า อาชญากรรม ในที่นี้ ข้าพเจ้า หมายถึงความผิดทุกอย่างที่สมควรจะได้รับโทษ เนื่องจากการทำผิดต่อสังคม, และ อกุศลกรรม นั้น หมายถึงการประพฤติผิดต่อตัวเองเป็นส่วนใหญ่. แต่ เพื่อจะให้เร็วเข้า จะรวมกล่าวไปเสียด้วยกันควบคู่กันไป. ใน การผิดศีลห้าประการ นั้น เราอาจแยกดูได้ดังต่อไปนี้ :- การฆ่าสัตว์ ที่เป็น การฆ่าเพื่อความสนุกมือ ก็คือความต้องการ จะเรื่องของปมเขื่อง หรืออัสมิมานะที่จะรู้สึกว่า " ฉันเป็นฉัน," " แกไม่มีค่า อะไร," ทำนองเดียวกับลิงจับแมลงได้ก็บเล่นฉีกเล่น. การฆ่าเพื่อเป็น อาหาร ก็เพื่อเลี้ยงปมเขื่องของตนไว้ด้วยการกินผู้อื่นดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. ความเพ่งเล็งแต่ปมเขื่องของตนอย่างเดียว ได้ทำให้ไม่สำนึกถึงความมีตัวตน หรือมีปมเขื่องของผู้อื่น. แม้ความอยาก หรือความหิว ก็คือปมเขื่องที่ กำลังเดือด. ในกรณีที่เป็น การฆ่าฟันกันเพื่อชัยชนะ ในการรบพุ่ง หรือต่อสู้นั้น ย่อมแสดงชัดอยู่แล้วว่าเป็นความต้องการเรื่องของปมเขื่องโดยตรง ย. ๒๖

น.857 โดยไม่มีสิ่งใดปน. การฆ่าเพื่อป้องกันตัว คือการป้องกันปมเขื่อง ของตนดังที่กล่าวแล้ว ทั้งทางวัตถุ และทางนามธรรมคือป้องกันเกียรติ. การฆ่าเพื่อป้องกันตัว จึงยังคงมีมูลมาจากปมเขื่องอยู่อีกนั้นเอง. แม้ที่ สุดแต่ การฆ่า เพราะถูกบังคับใช้ให้ทำ ก็มีมูลมาจากการป้องกันตัว หรือทำไปเพราะเห็นแก่ตัว การฆ่าเพื่อคนรัก ก็เพื่อให้คนรักคงหล่อ เลี้ยงปมเขื่องของตนไว้ ดังที่กล่าวแล้วในเรื่องกามารมณ์. เราจึงเห็นได้ว่า อาชญากรรมคือการฆ่า นั้นมาจากความต้องการของปมเนื่อง โดยตรง. การลักขโมย ที่เป็น การสักเพื่อการแก้แค้น นั้น เป็นการต่อสู้ ชนิดหนึ่ง เพื่อยกหรือป้องกันปมเขื่องของตนเช่นเดียวกับการฆ่าเพื่อต่อสู้หรือ ป้องกัน, การลักเพื่ออาชีพ หรือเป็นอาหารนั้น เพราะความต้องการของ ปมเขื่องเช่นเดียวกับการฆ่าสัตว์เพื่อเป็นอาหาร. การลักเพราะนิสัย สนุก ก็ทำนองเดียวกับการบำเรอบ่มเขื่องของตน โดยไม่ต้องนึกถึงใครอื่น. การลักเพราะขี้เกียจทำงาน จนกระทั่งความจนบังคับให้สักนั้น ก็เพื่อเห็น แก่ปมเขื่อง เพราะที่จริงแล้ว ความขี้เกียจนั้นคือการสงวนปมเขื่อง ของคนเราโดยวิธีอันผิดทาง. การสักเพราะถูกบังคับ ก็เพื่อ ให้สิ่งที่บังคับตน ช่วยหล่อเลี้ยงปมเขื่องของตน เช่นเดียวกับการฆ่าที่ทำไปเพื่อ คนใดคนหนึ่งนั้นเหมือนกัน. การลักขโมยทุกประการ จึงมีมูลราก อันแท้จริงมาจากความต้องการของปุ่มเบื่อง. การทุจริตต่อหน้าที่

น.858 หรืออื่นๆ ที่เป็นการเบียดบังเอาประโยชน์มาหาตัวโดยไม่ชอบธรรม สงเคราะห์ รวมเข้าในการลักทั้งสิ้น. การประพฤติผิดในกาม แทบทั้งหมด เป็นเพราะความต้องการของ ปมเขื่อง ในอันที่จะให้ตนได้รับการบำเรอจากสิ่งแวดล้อม โดยไม่มีขอบเขต จำกัด. การประพฤติผิดในกามนี้มิได้หมายเฉพาะเรื่องเพศของผู้ใหญ่อย่าง เดียว. แม้เด็กเล็ก ๆ ที่ยังไม่มีความรู้สึกเรื่องเพศ ก็ต้องจัดให้มีเท่ากัน คือ การล่วงเกินของรักของคนอื่น ด้วยการจับฉวยลูบคลำเป็นต้น. เช่น เด็กคนหนึ่ง รักตุ๊กตาหรืออะไรของเขาก็ตาม แม้ที่สุดแต่ดินสอ อย่างสุดใจ เด็กอีกคนหนึ่งต้องไม่ล่วงเกินด้วยการจับฉวยเป็น ต้น ซึ่งทำให้เด็กที่เป็นเจ้าของรู้สึกเช่นเดียวกับที่คนรู้สึกกันใน เมื่อมีใครมาทำชู้ด้วยภรรยาของตน. ฉะนั้น ในการให้เด็กสมาทาน ศีลข้อที่สามนี้ แม้จะเป็นเด็กเล็กๆ ก็ต้องอธิบายความหมายแก่เขาเช่นนี้ คือ "ไม่ล่วงเกินในของรักของผู้อื่นทุกชนิด." การล่วงล้ำเข้า ไปในเขตของรักของผู้อื่น ก็คือความต้องการของปมเขื่องที่ไหลไปเกินขอบเขต หรือไม่มีขอบเขต ในการที่จะแสดงความเขื่องของตน ด้วยการให้ตนได้รับการ บำเรอโดยทุกทาง. ส่วน การล่วงเกินเพราะการแก้แค้น หรืออะไร ทำนองนั้น ย่อมเป็นเช่นเดียวกับการฆ่าเพื่อความแก้แค้นเป็นต้นดังกล่าวแล้ว. นิสัยสันดานเจ้าชู้แต่กำเนิด ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการเมาปมเขื่อง ด้วย ความสำคัญผิด ขนาดเป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง. ความหน้ามืดในทางกา- มารมณ์ ที่เป็นอันตรายของสังคมอยู่บ่อย ๆ ก็คือความเดือดคลั่งของปมเขื่อง

น.859 ในทางที่ต้องการให้ตัวมันเองได้รับการบำเรอ ตามธรรมชาติของปมเรื่อง, หากแต่ว่าในกรณีเช่นนี้ สูงถึงขนาดปราศจากความสำนึก. การพูดเท็จ นั้นคือการขโมยทางอ้อมด้วยวาจา, หรือสิ่งที่ใช้แทน วาจา เช่นหนังสือหรือท่าทาง, เพื่อให้ประโยชน์นั้นตกมาเป็นของตนหรือ พวกของตน. ผิดจากนี้ไม่เป็นการพูดเท็จ แม้ว่าจะพูดไม่จริง. แม้ ในกรณีที่ พูดเท็จเพื่อล้างผลาญคู่ต่อสู้ นั่นก็เพื่อให้ความฉิบหายของคู่ต่อสู้ นั้น เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตน คือตนได้ชัยชนะโดยง่ายหรือโดยเร็ว, และ ตนหมดสัตรู ซึ่งนับว่าตนได้รับประโยชน์มากมาย. ฉะนั้น การพูดเท็จ จึงคือความต้องการของปมเขื่องโดยตรง ในการที่จะได้เขื่องเพราะเอาของผู้อื่น มาเพิ่มให้แก่ตนทั้งโดยตรงและโดยอ้อม. การเล่านิทานโกหก ก็เพื่อ ให้ตนได้เขื่องในทางนั้น จนใครๆ สู้ไม่ได้. อาชญากรรมคือการพูด เท็จ จึงมีมูลรากมาจากปมเนื่อง หรืออัสมิมานะโดยตรงอีก เหมือนกัน. . การพูดคำหยาบ คือการแทงหรือยิงด้วยปาก ทุกกรณีมีมูล มาจากโทษะ. การกล่าวคำหยาบหรือคำด่า นั้นคือ "พิษ" ที่ปมเขื่อง พ่นออกมา. มันพ่นออกมา เพราะอีกฝ่ายหนึ่งเขาไม่ยอมหล่อเลี้ยงปม เชื่องของตนนั่นเอง. ในบางกรณีก็ใช้ท่าทางแทนปาก แต่มูลเหตุก็เป็น อย่างเดียวกัน. ในกรณีที่เป็น การรับใช้ หรือรับจ้างด่า ก็เพราะจะ เอาค่าจ้างมาเลี้ยงปมเขื่องของตัว หรือเห็นเป็นเกียรติ.

น.860 การพูดส่อเสียด หรือการยุให้คนแตกสามัคคีกัน ย่อมหวังผลเช่น เดียวกับการพูดเท็จ. แม้เป็นเพราะนิสัยสนุก ก็ไม่พ้นจากการที่จะมีมูล มาจากการที่รู้สึกว่า คนอื่นพากันซุดด้อยลงเท่าใด ตนก็จะเด่นขึ้นเพียงนั้น. ทั้งหมดนั้นคือความเชื่องของตน. การพูดเพ้อเจ้อ จนเขาพากันรำคาญ, หรือแม้ที่สุดแต่คนเขาชอบ ฟัง, นี้ก็เพื่ออวดเก่งอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเป็น ความเขื่องที่ล้นไหลออก มาภายนอก โดยไร้เครื่องควบคุมด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง และเราเรียกกัน ว่าเป็นโรคชนิดหนึ่ง. การดื่มน้ำเมา เป็นการกระตุ้นความเขื่องโดยใช้วัตถุเป็นเครื่องช่วย ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น เพื่อผลคือ ความรู้สึกว่าตัว “ เขื่อง " อย่างเดียว จนกระทั่งเสพติด คือติดในความรู้สึก “เขื่อง" นั่นเอง. หรือมิฉะนั้น ก็ เป็นการยกปมด้อยของบุคคลที่หมดความสามารถจะยกขึ้นโดยทางอื่น. ความ เมาคือความรู้สึกว่า "เขื่อง." เมื่อ "เขื่อง" แล้ว ก็อยากจะทำอะไร ตามใจตัวเองต่างๆ จนเป็น อาชญากรรมสองซ้อน. การเที่ยวกลางคืน คือความดิ้นรน หรือความเคยตัว ในการที่จะ ทำอะไรตามใจตัวของปมเขื่องในด้านกามารมณ์ ; เป็นทางมาแห่งความผิด สองซ้อน. . เนื่องจาก กลางคืนเป็นเวลาว่าง ที่ผู้มีความต้องการตรงกัน จะออกแสวงหาโอกาศ ให้ความเขื่องของตนได้รับการบำเรอ, ตลาดนัด พบก็ติดขึ้นเองโดยปราศจากการจัด. ปมเขื่องมีอำนาจบันดาลความ เป็นไปทางกามารมณ์, การเที่ยวกลางคืนเป็นเพียงอุปกรณ์ของกามารมณ์ ย. ๒๗

น.861 ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย, จึงเป็นไปเพื่อปมเขื่อง หรือความเห็นแก่ตัว ตน เช่นเดียวกับการแสวงอย่างอื่น ๆ. การดูมหรสพ เป็นการทำให้ปมเขื่องได้รับ " รส " แห่งการกระตุ้น ชนิดหนึ่ง ทำนองเดียวกับของมึนเมาเสพติด. แม้ว่าจะเป็นมหรสพชวน โศก ก็ทำให้เกิด " การไหว ” ทางใจ แก่ใจเช่นเดียวกับเรื่องยั่วยวน. ปม เขื่องต้องการให้มีอะไรไปทำให้ "ไหว” อยู่เสมอ ในทำนองเป็นการบำเรอ ขับกล่อม. เรื่องของมหรสพ จึงเป็นเรื่องของปมเชื่อง โดยตรง ไม่ ว่าจะเป็นมหรสพชนิดไหน. มหรสพที่เป็นการศึกษานั้น แม้จะอยู่ในเกณฑ์ ที่ได้รับการยกเว้น ก็ไม่วายที่จะเป็นการ " ขับกล่อม " บางชนิดให้แก่ปมเขื่อง อีกส่วนหนึ่ง. ผู้ที่ไม่อยากเป็นทางของผีที่มองไม่เห็นตัว ควรจะ ได้รับการอบรมให้มีความเข้าใจในเรื่องนี้ตามควร. การเล่นการพนัน เป็นของที่มีเสน่ห์อย่างยิ่ง เนื่องจาก เป็นสิ่งเร้า " ความไหว ” หรืออาเวศ ของจิต ยิ่งกว่าที่สิ่งอื่นใดจะทำให้ได้ในเวลาหรือ การลงทุ ที่เท่ากัน. เมื่อการพนันกำลังดำเนินอยู่ในขั้นที่ยังไม่รู้ว่าแพ้หรือ ชนะได้หรือเสีย ย่อมกระตุ้นความไหวของจิตถึงขีดสุด ทำนองเดียวกับกามา- รมณ์ แต่ว่ายืดยาวไม่รู้สร่างยิ่งกว่ากามารมณ์ และอาจทำซ้ำๆ ได้ถี่และเร็ว กว่ากามารมณ์ เพราะไม่ต้องเนื่องด้วยอวัยวะซึ่งมีสมรรถภาพจำกัด. ผู้ ที่มีสลากกินแบ่งรัฐบาลไว้ในครอบครอง ก่อนถึงวันออก ย่อมได้รับ "รส " ของการเร้าใจให้ไหวอย่างยิ่งเรื่อยๆ ไป ทั้งกลางวันและกลางคืน จนกว่าจะ ถึงวันออกฉลาก. บางคนก็ไม่สนใจที่จะตรวจสอบจริงจังด้วยซ้ำไป เพราะ ได้รับรสของการเร้านั้น เพียงพอเสียแล้ว. แต่แล้วก็ยินดีเพื่อจะซื้อใหม่อีก

น.862 ๑๐๗ ปุ่มเขื่อง ครั้นถึงระยะที่การพนันนั้น แพ้ชนะเด็ดขาดกันไปแล้วในทันใดนั้นเอง ถ้า โอกาศอำนวย ก็จะเริ่มการพนันรอบต่อไปอีกด้วยความรู้สึกที่ ร้อน แรงกว่า, ดูคล้ายกับว่าเพื่อผลเป็นเงินเป็นทองที่ตนจะชนะและได้มา, แต่ที่แท้นั้น เป็นด้วย อำนาจบันดาลของความต้องการของปมเขื่อง ที่จะต้องได้รับการกระตุ้น หรือการเร้าที่สูงกว่า มิฉะนั้นมันจะตกวูบลงไปถึงขนาดที่ทนไม่ได้, ซึ่งบัน- ดาลอยู่ภายใต้ ; คนจึงถูกสิ่งด้วยผีการพนัน, ซึ่งที่แท้คือ ผีของ ปมเนื่อง โดยตรง. เมื่อปมเขื่องได้รับการขับกล่อมด้วยการไหว หรือ อาเวศ ที่สูงถึงขนาดนี้เสียแล้ว ต่อไปก็เป็นการยากที่จะเป็นปรกติหรือจะทนอยู่ ได้ด้วยการขับกล่อมที่ต่ำกว่านั้น คือไม่ทำให้เกิดการไหว ได้เท่านั้น ; คน จึงตกหลุมแห่งการพนัน คือความที่ปมเขื่องมีความเสพติด ด้วยการขับกล่อม ที่มีความโอชาถึงขนาดนั้นนั่นเอง. ผีการพนันที่แท้ จึงมิใช่เพื่อผล คือเงินทองที่จะชนะและได้มาโดยตรง แต่เพื่อผลคือปมเขื่องได้รับ "การขับ กล่อม ” หรือกะตุ้นอย่างรุนแรง ดังที่กล่าวมาแล้ว ถ้าไม่มีเสน่ห์อัน เร้นลับอันนี้ ผีการพนันก็จะต้องตายหมดไปจากโลก คือคนเกิดรู้สึกว่าการร่ำรวย ด้วยการพนันนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และพากันควบคุมตัวเองได้ เพราะไม่ ถูกมนต์ของ ผีแห่งการพนัน กล่าวคือ " การขับกล่อม " ชนิดที่มี เสน่ห์ร้อนแรงไม่แพ้กามารมณ์ นั่นเลย. เราต้องนึกซ้ำๆ กันลืมอีก ครั้งหนึ่งว่า กามารมณ์กับการพนันนั้น ทำอาเวศอย่างรุนแรงให้แก่จิตใจได้ไม่ แพ้กัน และการพนันยังแถมเก่งกว่าตรงที่ทำให้ได้ติดต่อกันไปยืดยาวซ้ำ ซาก เพราะไม่ต้องพึ่งพาอวัยวะบางอย่างที่มีสมรรถภาพจำกัด ดังที่กล่าวแล้ว การพนันจึงมีอยู่ในโลกได้ เพราะสามารถหล่อเลี้ยงปมเขื่องของคนอย่างรุนแรง ดังกล่าวแล้วนั่นเอง.

น.863 การคบคนชั่วเป็นมิตร นั้น ดูคล้ายกับว่าไม่เป็นความชั่วที่ร้ายแรง จนถึงกับเป็นอาชญากรรมอันใด, แต่ทางศาสนาถือว่าเป็นอบายมุขด้วย เพราะ เหตุว่ามีผลร้ายทางจิตใจไม่แพ้ความชั่วอย่างอื่นๆ และเป็น ทางมาแห่งความ ชั่วอย่างอื่นทุกประการ. คำว่า คนชั่ว ย่อมหมายถึงผู้ที่มีความประพฤติ อันอาจสรุปความได้ว่า "ผู้ที่เอาแต่การหล่อเลี้ยงปุ่มเชื่องของตน เป็นสรณะ !" โดยไม่มีการคำนึงถึงสิ่งใดว่าจะเป็นอย่างไร เอาแต่ให้ได้ รสของการที่ปมเขื่องของตนได้รับการบำเรอทันใจ ก็ประเสริฐแล้ว. การ เข้าไปในดงของคนชั่ว ก็คือการเข้าไปในดงของสิ่งหรือการหล่อเลี้ยงปม เขื่องโดยไม่ต้องสำนึกถึงสิ่งใด. ผู้เข้าไป จึง ตกหลุมได้ง่ายเนื่องจาก มีทั้งคน และสิ่งที่จะคอยหล่อเลี้ยงปมเขื่องของตนอย่างไม่มี ขีดกัน นั่นเอง. คนดีที่จะพลัดลงไปได้ ก็เนื่องจากทางนี้หาสิ่งที่หล่อ เลี้ยงปมเขื่องของตนอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมได้ไม่ทันอกทันใจ หรือเผลอสติ เพราะกลุ้มใจ. ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ล้วนแต่ปราศจากความอดทน ; และพวก คนชั่วทั้งหลายก็ล้วนแต่เตรียมที่จะหน่วงเอาคนดีลงไปเป็นพรรคพวก หรือเป็น กำลังของตน และคอยเอาอกเอาใจอยู่เสมอทุกโอกาส, คนจึงติดแหล่งของ คนชั่วได้ เพราะที่นั่นเตรียมพร้อมที่จะหล่อเลี้ยงปมเขื่องของคนอยู่ทุกขณะ อย่างไม่มีขอบขีด. คนชั่วมีเสน่ห์คือการหล่อเลี้ยงปมเขื่อง ซึ่งตรง กับความต้องการของสัญชาตญาณอย่างสัตว์ ซึ่งทุกๆ คนมี และยากที่จะ ควบคุม ความเป็นพาลเกเร จึ่งมีอยู่ในโลกเนื่องจากเสน่ห์ ของปีศาจแห่งปมเขื่องข้อนี้. การเกียจคร้านทำการงาน คือการที่เอาแต่จะ ให้ปุ่มเขื่องได้รับ การหล่อเลี้ยง โดยไม่ต้องทำอะไร ให้เหนื่อยยากเป็นการแลกเปลี่ยน. รส

น.864 ซ ติอันนี้ยิ่งกว่ายาผื่น. เมื่อใครเสพติดแล้ว อาจเข้มแข็งพอที่จะ อดทนต่อความขาดแคลนทุกประการ เอาแต่ให้ "ความเขื่อง" ของ ตนถูกหล่อเลี้ยงไว้ด้วย "การไม่ต้องทำอะไรที่เหน็ดเหนื่อย." สิ่งที่ไม่ เคยทนได้ จะกลายเป็นทนได้. ความสยบอยู่ในรสของความที่ " เขื่องอยู่ ได้โดยไม่ต้องทำอะไร” จะรุนแรงขนาดนอนทนตากฝนได้ เพราะหลังคาโปร่ง หมด หรืออะไรทำนองนั้น มีข้อที่จะต้องสังเกตในเรื่องนี้ก็คือว่า คน ขี้เกียจเหล่านั้น มิได้เป็นพระอรหันต์ผู้หมดปมเขื่อง หรือหมด ความถือตัว หรือความเห็นแก่ตัวอะไรเลยก็หามิได้ แต่ปมเชื่อง นั้น ไปเขื่องอยู่ในลักษณะอีกอย่างหนึ่ง ตามความเข้าใจของ มันเอง คือไม่ยอมเสียอิสระภาพในการที่ต้องไปทนทำอะไรเพื่อแลกเอาความ เขื่องชนิดที่บริสุทธิ์ยุติธรรมมา. คนขี้เกียจจึงมีความเขื่องหรือกำลังใจ พอที่จะประกอบอาชญากรรมทุกชนิด และทุกเมื่อ ตามแบบของความ เขื่องชนิดนี้. และ ความขี้เกียจ ซึ่งเป็นปมเขื่องที่ไป " เบ่งตัวพอง อยู่ในลักษณะอีกอย่างหนึ่ง" นั้นเอง, ก็เป็นอาชญากรรมอยู่ในตัวเอง เพราะเป็นพืชแห่งการทำลาย ดุจเชื้อโรคที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบๆ เช่นวัณโรคเป็น ต้น ชนิดหนึ่ง, และ อาจเป็นอาชญากรรมสองซ้อน คือเป็นบ่อเกิดแห่ง อาชญากรรมอื่นได้ทั่วไป เพราะ " ความติดผื่น" อันนั้น. การตีรันฟันแทง. ในที่สุดนี้ เราก็ข้ามมาถึงการดีรันพันแทง ซึ่ง เป็นที่สรุปของอาการแห่งอาชญากรรมทั้งหลาย. ข้าพเจ้าอยากจะกล่าว เรื่องราวบางอย่างแซกลงในตอนนี้สักเล็กน้อย เนื่องจากข้าพเจ้าได้พิจารณา เห็นอย่างชัดเจน จนพอใจที่จะกล่าวว่า ปมเขื่องอีกนั่นเอง เป็นมูลเหตุอัน ย. ๒๘

น.865 แท้จริงของการตีรันฟันแพง, ในเมื่อข้าพเจ้าได้ไปเที่ยวดูที่งานชุมนุมชน อันถือกันว่า เป็นที่ๆ จะต้องมีการประกอบอาชญากรรมตีรันฟันแทงเป็นประจำ แห่งหนึ่ง. ข้าพเจ้าคิดว่า ควรจะได้นำเรื่องที่ไปเห็นนั้น มาเล่าไว้ในที่นี้ สักเล็กน้อย เพื่อความเข้าใจได้ชัดเจนและโดยง่าย แก่ท่านผู้อ่าน. และ ทั้งเรื่องที่เห็นมานี้ยังแสดงเกี่ยวไปถึง ความสำคัญของขนบธรรมเนียมประ- เพณี ที่วางไว้เหมาะสม ว่าสามารถเป็นเครื่องป้องกันภัยอันเกิดจากสัญ- ชาตญาณแห่งการรักษาปมเขื่อง ของชุมนุมชนตามชนบทที่ยังจัดการศึกษา ไม่ทั่วถึงนี้ได้ อย่างดีเลิศเพียงใดด้วย. ในสมัยที่เด็กหนุ่ม ๆ ยังเชื่อ ฟังคนเฒ่าคนแก่ ( คือสมัยที่ล่วงมาแล้ว ) นั้น อำนาจการปราบปมเขื่องของคน หนุ่ม ที่เราได้จากขนบธรรมเนียมประเพณีนั้น ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าอำนาจการ ปราบปรามของกฎหมาย อย่างที่จะนำมาเปรียบกันไม่ได้เลย แต่ถึง แม้ในสมัยที่การดื่มสุราเป็นโรคระบาด เพราะรัฐบาลเป็นผู้ต้องการเร่ง ปริมาณการผลิตเสียเองนี้ อำนาจของขนบธรรมเนียมประเพณีที่กล่าวนี้ ก็ยังเป็นเครื่องกำราบพิษสง ของการแสดงออกซึ่งปมเขื่อง อันมีสุราเป็น เครื่องหนุนส่ง ของคนหนุ่มทั้งที่ไร้การศึกษา และการศึกษาไม่เพียงพอ ได้ไม่น้อย อยู่นั่นเอง. ชุมนุมที่ถือกันว่า จะต้องมีการประกอบอาชญ กรรมแห่งการตีรันฟันแทง เป็นธรรมดา ที่ว่านี้ ก็คือรอบอ่าวบ้านดอนในฤดูออกพรรษา ตามแม่น้ำ ลำคลองในขณะที่มีการแห่พระทางน้ำ. และโดยเฉพาะที่ข้าพเจ้าไปดูมา ด้วยตนเองนี้ ก็ที่บริเวณกันอ่าว ในเขตของไชยา ตอนที่ห่างไกลการศึกษา กว่าตอนอื่นอยู่ตอนหนึ่ง ในปีนี้เอง. ข้าพเจ้าเคยได้ยินได้ฟังมานานแล้วว่า ทุกคราวและทุกแห่ง ที่มีการสนุกสนานทางน้ำเช่นนี้ จะต้องมีการทะเลาะวิวาท ชกต่อยตีรันฟันแทง จนกลายเป็นของธรรมดาไป ถึงกับเกิดเป็นคำพังเพย ประจำถิ่นนั้นๆ ในคราวเช่นนั้นว่า "ไม่ดีกันก็กร่อย ไม่สนุก." เมื่อยัง

น.866 ๑๑๑ ปมเชื่อง ไม่มีโอกาสไปเห็นด้วยตนเอง ก็ได้แต่นึกประหลาดใจอยู่ว่า ทำไมจึงเป็นอย่าง นั้น ทั้งที่งานเช่นนั้น เป็นงานของพวกพุทธบริษัท และเกี่ยวกับศาสนาโดยตรง. ครั้นได้ไปดูด้วยตนเองเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีอะไรหลายอย่างที่สดุดตาสดุดใจ เป็นเรื่องที่น่าศึกษาและแปลกดี. ประชาชนในถิ่นรอบๆ อ่าวบ้านดอน โดย เฉพาะที่ไชยา แม้จะเป็นเลือดนักมวยมาแต่โบราณกาล ก็ยังรักประเพณีดึก ดำ บรรพ์อันนี้ของตน ทั้งด้วยอำนาจศรัทธาในทางบุญกุศล และอำนาจการรัก ความสนุกสนานในทางน้ำ ซึ่งมีทั้งการแสดงฝีมือทางเรือใบเรือพาย และการ ดื่มการกิน การเกี้ยวพาราสีและอื่นๆ. ทั้งที่ในย่านนี้ มิใช่เป็นย่านชุม นุมหนาแน่น และมิใช่ศูนย์กลางของจังหวัด หรืออำเภอ ก็ยังมีเรือชนิด แจวพายตั้ง ๓-๔ ร้อยลำ, เรือใบ ๒๐-๓๐ ลำ, มีคนไปร่วมด้วยจำนวน ๓-๕ พัน ทั้งเด็กผู้ใหญ่ชายหญิง, มีคนหนุ่มที่ถือเอาสุราเป็นสรณะนับจำนวน ร้อย, มีภิกษุสามเณรที่ประจำอยู่บนเรือที่ทรงพระพุทธรูป และที่เขานิมนต์ ไปฉันอาหารตามประเพณี รวมกันหลายสิบรูป. ทำให้ทะเลตอนกันอ่าวนั้น ดูระยับตาไปหมด ด้วยสีสรรต่างๆ กัน และมีเสียงเซ็งแซ่ฟังไม่ได้ศัพท์. ดัง เกตดูแล้ว รู้สึกว่ามีส่วนที่เป็นผลดี ในด้าน ศิลปะ วัฒนะธรรม สุภาพอนามัย และอื่นๆ อีกหลายอย่าง. แต่ที่ข้าพเจ้าสนใจจะศึกษา และนำมาวินิจฉัย ในที่นี้นั้น คือเรื่องชกต่อยตีรันฟันแทง จนได้ชื่อว่าเป็นของต้องมีประจำนั้น ตางหาก. เพราะ ถ้าการชกต่อยตีรันฟันแทง มีได้เป็นประจำในงาน ของศาสนาเช่นนี้แล้ว ทำไมจะมีในงานอื่นๆ อันไม่เกี่ยวกับศาสนา ไม่ ได้เล่า และอะไรเล่า ที่เป็นมูลเหตุอันแท้จริง ของความชั่วประเภทนี้ ที่เราจะต้องหาท งแก้ไขกันในทางจิตใจ. การตีรันฟันแทงนั้น โดยธรรมชาติเป็นการแสดงออกวิธี หนึ่ง หรืออย่างหนึ่ง ของปมเนื่องที่มีประจำเป็นสัญชาตญาณ

น.867 ของสัตว์. ดังที่เราทราบมาจากตอนต้น ๆ ของเรื่องนี้แล้ว ว่าถ้าขาด สัญชาตญาณอันนี้เสียแล้ว ชีวิตตามธรรมดาจะก้าวหน้าไปไม่ได้ หรือโลกจะ วิวัฒน์ไปไม่ได้. เมื่อปมเขื่องของคนหนุ่มๆ ที่การศึกษาไม่เพียงพอ เหล่านั้น แสดงออกไปทางอื่นไม่ได้ ก็ต้องแสดงออกมาทางชกต่อยตีรัน ฟันแทงเป็นธรรมดา ในเมื่อโอกาสอำนวย ยิ่งเมื่อมีอำนาจของสุรา เข้าสนับสนุนด้วยแล้ว การแสดงออกของปมเขื่องนั้น ก็จะเลยชอบขีดได้ง่ายยิ่ง ขึ้นต่อไปอีก. การที่จะระงับการแสดงออกชนิดนี้ของปมเขื่อง ในกรณี อย่างนี้ โดยการป้องกันการดื่มสุราเสียนั้น ยังเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะ รัฐบาลเองเป็นผู้ประสงค์จะเร่งปริมาณการผลิตสุราเสียเอง ดังกล่าวมาแล้ว ข้างต้น. แต่ถึงแม้จะป้องกันการดื่มสุราได้ ก็มิใช่ว่าจะระงับการแสดง ออกของปมเขื่อง โดยวิธีอันผิดทาง ของคนหนุ่มๆ ในเขตที่ยังจัดการ ศึกษาไม่ทั่วถึงนั้นได้ ก็หาไม่. ทั้งนี้เพราะว่า มูลเหตุอันแท้จริงนั้น อยู่ที่ส่วนลึกของสันดาน คืออำนาจของความรู้สึกที่ต้องการจะ แสดงปมเขื่องของตนออกมา หรือรักษาปมเขื่องของตนไว้ให้ได้ ตามความคิดของตนเท่านั้น แต่ถ้าหากมีธรรมะ หรือ พลอยเป็นหมันไปเอง. มีอะไรก็ตาม ที่อาจจะบรรเทาอวิชชาแห่งการ รักษาปมเขื่อง หรือการแสดงออกซึ่งปมเขื่อง ให้เบาบางไป หรือหมดไปได้แล้ว สุราก็จะ

น.868 ราจะต้องช่วยกัน หาวิธีควบคุมสัญชาตญาณ แห่งการ ปรารถนาจะแสดงปุ่มเขื่อง ให้อยู่ในอำนาจหรือในขอบเขตที่ควรทำ เท่าที่จะทำได้. และเราจะลองวินิจฉัยในตัวอย่างที่เล่ามานี้ดู : คนหนุ่มๆ ๒๐- ๓๐ คน เมาสุรา แล้วทะเลาะวิวาทกันในวันนั้นเป็นกลุ่มใหญ่ ในระยะห่างขนาด ที่จะมองเห็นได้ และได้ยินเสียงไปจากคำลาที่ข้าพเจ้านั่งอยู่. ทะเลาะกัน ตั้งชั่วโมง ใช้ไม้พายเป็นอาวุธ. แต่แล้วไม่ปรากฏว่ามีใครศีรษะแตก มีบ้างเพียงหัวโน. คนไหนอาละวาดรุนแรงเกินไป ก็มีเพื่อน ๆ หรือญาติ ๆ จับตัวกดลงไปในท้องเรือพาแยกไปส่งบ้าน. ข้าพเจ้าได้เห็นแม้หญิงที่สูง อายุ ทำหน้าที่เช่นนี้ โดยจับคนหนุ่มที่ไม่ทราบว่าเป็นลูกหรือหลาน ลากจาก ในน้ำขึ้นบนเรือ กดไว้แน่นกับพื้นเรือ แล้วบังคับคนที่แจวให้แจวกลับบ้าน. ข้าพเจ้ายังได้ยินด้วยตนเอง ที่คนสูงอายุชั้นอุบาสกพูดว่า " ช่างหัวมันเถิด, ริบ เอามีดมาเสียก็แล้วกัน." แล้วมืดก็ถูกริบเอามาจริงๆ หลายเล่ม มา อยู่กับคนแก่ๆ บนศาลา. คนเหล่านี้ นั่งคุยกับข้าพเจ้าด้วยอารมณ์เย็นเป็น ปรกติอยู่หลายคน เล่าเรื่องต่างๆ ให้ข้าพเจ้าฟัง ในขณะที่ทางในน้ำวิวาทกัน จนเรือล่มไปตาม ๆ กัน ที่กลัวก็ร้องวี๊ด๊าดกันไป. แต่ข้าพเจ้ายังได้ยินเอง ได้เห็นเองอีก ที่ผู้หญิงอีกจำพวกหนึ่ง ที่อายุเยาว์ๆ แต่จะมีเหย้าเรือนแล้วหรือ ยังไม่ทราบ ได้ตบมือและร้องว่า "เอา, อ้ายตู๊ด. เอา ๆ ๆ." ( ประโยคฯ นี้ เป็นประโยคสำหรับใช้พูดเมื่อยุสุนัขให้กัดคนหรือสัตว์ ประจำถิ่นนี้ ) อยู่ดังลั่น. ยิ่งเมื่อมีใครกำลังวิ่งลุยน้ำเข้าไปยังกลุ่มที่กำลังวิวาท เพื่อช่วยสมทบพวกตัว ก็ยิ่งได้ยินประโยคนี้ ดังแจ้วขึ้นมาอีก, พวกที่คอยช่วยป้องกันไม่ให้ทำอัน- ตรายกันได้ถึงเลือดตกยางออก ก็มีอยู่ไม่น้อย. คู่วิวาทเอง ก็ยังมีสติ หรือความรู้สึกรับผิดชอบอยู่บ้าง ในการที่จะไม่เป็นผู้ทำลงไปก่อนอย่างรุนแรง. พวกที่เป็น เพื่อนหรือญาติ ก็คอยหน่วงเหนี่ยวขัดขวาง ด้วยวิธีต่างๆ กระทั่ง ย. ๒๙

น.869 ด้วยวิธีตีน้ำให้เข้าตาคู่วิวาทจนพายหัก. การวิวาทจริงๆ ที่ไม่อาจเรียกได้ว่า เล่นละคร ยุติไปเองในเมื่อเวลาผ่านไปจนเสียงแห้งพูดไม่ได้ยินเลย เหนื่อยหอบ และหนาวสั่นกันไปทุกคน, และในที่สุดสร่างเมา, ในบางปีที่ปรากฏว่ามีเลือด ตกยางออกกันบ้าง ก็เชื่อกันว่ามีส่วนแห่งความพลาดพลั้งในการยั้งมือ หรือ การขว้างปาจากที่ไกล มากกว่าเจตนาอันแท้จริง. ผลที่แน่นอนก็คือพาย ชำรุดหมด ปากเรือบิ่น ของหายจมน้ำเมื่อเรือล่ม, แต่คนไม่เป็นไร ! ในการถามหามูลเหตุ, มีหลายคนที่เชื่อโชคลาง เขาอธิบายแก่ ข้าพเจ้าว่า เพราะผีหรือเทวดา เจ้าที่เจ้าทะเลชอบอย่างนั้น จึงเป็นเรื่องที่ต้อง มีประจำ ไม่ต้องไปนึกถึง ไม่ต้องคิดหาทางแก้ให้ป่วยการ. บางคนเป็น เอามากถึงกับเชื่อว่า แม้พระพุทธรูปในเรือที่นำออกแห่ก็ชอบการตีรันฟัน แทงเช่นนั้น, นี้พวกหนึ่ง ฟังดูแล้วขั้นดี. แต่ถ้ายกเอาเรื่องของผีสาง ที่มองไม่เห็นตัวออกไปเสียแล้ว เราจะพบว่า เป็นเพราะ อำนาจแห่งสัญชาตญาณของสัตว์ ในการที่จะหล่อ เลี้ยงรักษาปมเนื่องของตัว ด้วยการแสดงออกมาในที่ชุมนุมคน มากๆ มากกว่า. เพราะเมื่อสอบถามดูอย่างถี่ถ้วน กระทั่งจาก เจ้าตัวที่เป็นคู่ทะเลาะวิวาทเอง ก็ปรากฏว่าคนหนุ่มๆ เหล่านั้น หามีเรื่อง ราวขุ่นข้องหมองใจอะไรต่อกันมากมาย จนถึงกับจะต้องฆ่าฟันกันไม่. แต่เป็นเพราะดื่มสุราเข้าไปบ้างแล้วนึกสนุกคันมือคันปากยิ่งขึ้นเท่านั้นเอง, จริง อยู่ แม้จะมีธรรมเนียมของคนหนุ่มๆ เหล่านี้ ที่ยังรักที่จะอวดอ้างตัวเป็นสุภาพ- บุรุษอยู่เหมือนกัน เมื่อเกิดโกรธกันในฤดูทำนาหรืออื่นๆ ก็ร้องท้าฝากกันไว้ ก่อนว่า " รอไว้พบกันที่ปากน้ำวันแห่พระออกพรรษา." หรือที่มีเลือดนัก มวยมากกว่านั้น ก็ท้ากันได้สูงขึ้นไปอีกว่า "ไว้พบกันบนเวทีมวยประจำปีที่วัด

น.870 ๑๑๕ ปุ่มเขื่อง พระธาตุ" ดังนี้เป็นต้น ก็ดี, เรื่องก็ยังเป็นที่ปรากฏชัดว่า คู่วิวาทท้าทายนั้น หาได้เปิดฉากกันจริงๆ ไม่ กลายเป็นคนอื่นๆ ที่ไม่ได้เคยท้าทายอะไรกันไว้ เลย. มีน้อยรายที่เปิดฉากกันจริงๆ ดังที่ท้ากันไว้, แต่ก็มิได้ทำอะไรแก่ กันมากกว่าคู่ที่ทำเพราะคนองปมเรื่องของตัว. ส่วนมาก ก็คือคนหนุ่มๆ ทั่วๆ ไปที่มีนิสัยชอบแสดง "ความเรื่อง" ตามอำนาจแห่งสัญชาตญาณเท่านั้น. ที่ไม่เมาก็แกล้งทำให้เมา หรือให้เมามากขึ้น เพื่อจะได้พูดจาหรือวางท่าที่ "เขื่อง" ได้มากๆ. ส่วนมากดื่มน้ำเมามาด้วยความประสงค์แต่เพียงว่า อย่าให้หน้าตาดู " ซีด" หรือ "จ๋อง" (ตามภาษาของเขา) เกินไป เผื่อจะพบคู่ อาฆาตเข้า, จึงเตรียมบำรุงมาจากบ้าน และเติมมาเรื่อยๆ ตลอดทางที่นั่งเรือ มา เพื่อให้มีความเขื่องไว้เผชิญหน้าสัตรู. และก็มีอยู่ไม่น้อย ที่ดื่มเพราะ ความสนุกสนาน หรือความครีมใจอยู่ภายในของตนคนเดียว. บางพวก ดื่มด้วยเหตุผลของเขาเองว่า เป็นการสมควรแล้วที่คนหนุ่มจะต้องดื่มสุรา ใน คราวที่จะหาความสนุกสนาน เพราะเพื่อนๆ กันทำเช่นนั้น. ทุกคนเคยเล่า- เรียนรู้มาว่าศีลขาดเพราะดื่มสุรา แต่วันนี้ต้องยอมให้ศีลขาด เพื่อ "ความผึ่ง ฝาย " ในวันนี้, ค่อยรักษาศีลแก้ตัวกันวันอื่น. ปมเรื่องที่เขื่องอยู่ เองแล้วในสันดาน เมื่อได้น้ำเมาเข้าสนับสนุน ก็เบื่องจนถึง ขนาดเป็นความบ้าชนิดหนึ่ง. บรรยากาศในที่นั้นในวันนั้น จึงเต็ม ไปด้วยความเขื่องชนิดผีสิง และผลก็คือ คนหนุ่มๆ เหล่านั้น ได้ระบายความ เรื่องของตนที่คับอกมานานแล้ว ออกไปจนเป็นที่พอใจทุก ๆ คน. นี่คือ พิษสงของปมเขื่อง ของหมู่ชนที่การศึกษายังไม่เพียงพอ. เราจะมองเห็นได้ชัดเจนที่เดียวว่า ในหมู่ชนที่การศึกษายังไม่เพียงพอ นั้น ขนบธรรมเนียมหรือประเพณีเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก. และ

น.871 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือความเชื่อในทางศาสนา. เพราะว่า ความมีใจเป็นนักกีฬาที่เหลืออยู่บ้างในขณะที่ทะเลาะวิวาทกันนั้นก็เป็นผลเนื่อง มาจากขนบธรรมเนียมที่ดี ที่อบรมเคยชินกักมาหลายชั่วบรรพบุรุษ ติดอยู่ใน สันดานจนยากที่จะหมดไปได้ง่ายๆ ด้วยการแซกแซงของอารยธรรมแผนใหม่ เช่นสุราเป็นต้น, คนหนุ่ม ๆ เหล่านั้น จึงยังมีความยับยั้งชั่งใจได้มากแม้ใน ขณะที่เมาสุรา : ยังเคารพคนแก่ ยอมให้คนแก่ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่รับมืด หรือของมีคมมาเก็บไว้เสียเป็นต้น. ความเชื่อมั่นในทางศาสนา ยังมีเหลือ ถึงกับพยายามจะไม่ให้ประเจิดประเจ้อต่อหน้าภิกษุสามเณร เท่าที่จะหลีกเลี่ยง ได้. มิฉะนั้นแล้วการตีรันฟันแทง จะเป็นไปรุนแรง โดยไม่มีอะไรเป็น เครื่องยับยั้งเสียเลย. อีกประการหนึ่งซึ่งน่าสังเกตก็คือว่า ปมเขื่อง นั่นเอง มีลักษณะเป็นมีดสองคม คือให้ทำดีก็ได้ ทำชั่วก็ได้ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. การที่คนเหล่านี้ทำอะไรลงไป ก็เพราะต้องการ จะเขื่อง, มีความต้องการเขื่องเป็นทุนอยู่เสมอ จึงยังมีความรู้สึกกลัวความ เสื่อมเสียได้อยู่ไม่น้อย, จึงไม่ฆ่าฟันกันเหมือนกับคู่อาฆาตบาดหมางอันแท้จริง เพราะตนเองไม่มีความอาฆาตอะไรกันมาก่อน ที่ทำไปนั้นเป็นเพียงกำลังของ สัญชาตญาณ ที่ต้องการแสดงความเขื่องล้วนๆ. ชุมนุมคนมากๆ อย่างใดอย่างหนึ่งของตนออกมา. เป็นเวทีที่ยังให้มนุษย์ให้แสดงปมเขื่อง เมื่อคนไม่เมายังกล้าไม่พอ คนเมาก็ ตะครุบชิงเอาโอกาสไปเสียก่อน เพราะอำนาจของสุราหนุนปมเรื่องของเขาให้ สันปรีอยู่ตลอดเวลาแล้ว. เมื่อคนเมาไม่มีอะไรที่จะเขื่องในทางที่ดีงามได้ ก็เขื่องไปตามประสาของคนเมา, เพราะถึง แม้คนไม่เมาที่ไม่มีอะไรจะ

น.872 ขื่อง ก็ต้องเบื่องทางนี้อยู่เหมือนกันแล้ว. ชุมนุมชนมากๆ เลยกลายเป็นที่ระเบิดออกของคนที่เมาปมเขื่องเป็นธรรมดาไป. ยิ่งเมื่อมี เพศตรงข้ามมาปรากฏอยู่ด้วยจำนวนมากแล้ว ความเมาในปมเขื่องนั้นก็รุน แรงหนักเข้า จนการชกต่อยตีรันฟันแทงนั้นกลายเป็นของเล็กน้อย ไม่มีความ หมายไปเลยทีเดียว. คนเมาบางคน พยายามเก็บซ่อนความเมาของตัว อย่างน่าขบขัน เข้ามาหาข้าพเจ้าเพื่อขอโอกาสว่าอะไรให้ข้าพเจ้าฟัง ในเมื่อคน เมานอกนั้นหลบซ่อนไม่อยากให้พบเห็น. นี่ก็เป็นเพราะอำนาจของปมเขื่อง อีกทางหนึ่ง คือทางที่อยากจะแสดงความเป็นปราชญ์ แทนการเป็นนักเลงโต, ที่ ผลักดันให้เขากล้ามาเข้าหน้ากับข้าพเจ้า ซึ่งเมื่อเขาไม่เมาขนาดนี้ เขาไม่กล้า เข้ามาเลย, และทั้งเขารู้สึกว่าความสามารถที่เขาจะแสดงนั้น จะไม่ทำความ พอใจให้แก่ข้าพเจ้าได้. ทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่า สถานที่หรือ โอกาสที่จะแสดงความเชื่องอะไร ๆ ออกมาได้นั้น เป็นเสน่ห์ อย่างยิ่งแก่มนุษย์ผู้ที่กำลังเมาปมเขื่องของตน. เสน่ห์นั้นนั่นเอง เป็นต้นตอ หรือทางมาแห่งการชกต่อยตีรันประเภทนี้ ซึ่งทั่วไปทุกหัวระแหง. ยังมีที่แปลกออกไปอีก โดยได้ยินว่าคนเมาคนเดียวกันนี้ ขึ้นมาคอยหา โอกาสที่จะพบข้าพเจ้าอยู่นานแล้ว ตั้งแต่ข้าพเจ้ายังมาไม่ถึงที่นั้น. เขา เซไปถูกสำรับกับข้าว ทำให้เจ้าของบันดาลโทษะทำอันตรายเอาเสียคราวหนึ่ง แล้ว โดยเห็นเป็นการรุกล้ำหรือลูบคมกันเกินไป และไม่ยอมให้อภัยว่าเป็นคน เมา. นี่ก็เหมือนกัน คือเป็นผลแห่งการทะเยอทะยานจะแสดงบ่มเขื่อง ของตัว จนเป็นมูลเหตุแห่งความกาหล. ถึงแม้เจ้าของสำรับหรือเจ้าภาพ ผู้จัดการก็เป็นอย่างเดียวกัน มี ปมเบื่องเนื่องด้วยการกุศล ตั้งใจจะทำให้ ดีที่สุด จึงบันดาลโทษะได้ง่ายด้วยปมเชื่องอันนั้นเอง. แม้จะมีเจตนา เป็นกุศล แต่ถ้าเป็นเรื่องของปมเขื่องแล้ว ยิ่งศรัทธามากก็ยิ่งบันดาลโทษะ ย. ๓๐

น.873 แรงมาก เพราะมิได้อิงอาศัยปัญญาซึ่งมีธรรมชาติรำงับปมเขื่อง แต่อาศัย ความต้องการอันแรงกล้าของปมเขื่องเสียเอง. ทายกทั้งหลาย ควรจะ สำนึกถึงความจริงข้อนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงจะสามารถทำให้การกุศล ของตนเป็นไปด้วยดี คือเป็นกุศลชนิดแท้จริง ที่สามารถขูดเกลาปมเขื่องให้ เบาบางลงไปจนหมดสิ้น ซึ่งเป็นความมุ่งหมายของพุทธศาสนา. สรุปความเฉพาะข้อนี้ว่า ชุมนุมชนยิ่งมากยิ่งยั่วการแสดงออกของปม เรื่องของคนเมา มากจนกระทั่งแสดงสิ่งที่ไม่สมควรแสดงออกมา เพราะไม่มี อะไรที่ดีกว่านั้นจะแสดง และข้อนี้เอง เป็นมูลเหตุแห่ง การชกต่อยตี รันฟันแทงประเภทธรรมดา, นอกจากอำนาจกฎหมายแล้ว ขนบ ธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามดั้งเดิม รวมกันเข้ากับความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่มี เหลืออยู่ในใจบ้าง เพราะการอบรมมาดีเท่านั้น ที่จะป้องกันอันตรายอันเกิด จากการเมาปมเรื่องประเภทนี้ได้ และมีผลดีกว่าอำนาจกฎหมาย ซึ่งปรากฏ ว่าเจ้าหน้าที่ถูกกลุ้มรุมทำร้ายอย่างรุนแรงอยู่บ่อยๆ เพราะการเข้าจับกุมนั้น เป็นการเข้าปะทะกับความบ้าคลั่งของปมเขื่องอย่างจังหน้ากันเกินไป. เราจะต้องหาทางฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดี เช่นการ เคารพคนเฒ่าคนแก่กันใหม่ และมีการอบรมในด้านศาสนาให้ถูกทาง ให้คนเฒ่าคนแก่เป็นคนเฒ่าคนแก่ที่ถูกต้องด้วยกัน. การให้ การศึกษาชนิดที่ขัดเกลาความเห็นแก่ตัว อัน ลึกซึ้งไปเสียตั้งแต่วัยเด็ก เป็นสิ่งจำเป็นอย่าง ยิ่งในกรณีนี้. การศึกษาที่มีหลักเกณฑ์ความมุ่งหมายอย่างนี้

น.874 ๑๑รี่ ปมเนื่อง เป็นการทำให้รู้จักควบคุมปมเรื่องของตัว หรือรู้จักใช้ปุ่มเขื่องในวิถีทาง อันถูกต้อง และเป็นการศึกษาที่เป็นมูลรากอันแท้จริงของศีลธรรมทั้งหลาย ทุกชนิด ทำให้มีศีลธรรมทุกชนิดได้โดยไม่ยากเลย. ถ้าการศึกษาของ โลก มีหลักสูตรเช่นว่านี้เป็นส่วนสำคัญ จะสามารถสร้าง มนุษย์ชนิดที่จะ อยู่กันเป็นผาสุกอย่างมนุษย์แท้ในอนาคตได้ โดยไม่ต้องสงสัย. การศึกษาของโลกในสมัยปัจจุบัน มีแต่จะส่งเสริมปมเขื่องให้เตลิดไปโดยไม่รู้ สึกตัว ทั้งแก่นักเรียนและครูผู้สอนเอง. การศึกษาชนิดนั้น แม้จะนำ ความเจริญทางวัตถุมาให้เท่าใด ก็มีแต่จะยิ่งนำมาซึ่ง " การตีรันฟันแทง ระหว่างชาติ" มากขึ้นเพียงนั้น. " การตีรันฟันแทงระหว่างชาติ" หรือมหาสงครามโลก มี อะไร ๆ เป็นอย่างเดียวกันกับการตีรันฟันแทงระหว่างบุคคล ดังที่กล่าวมา แล้วทุกประการ, กล่าวคือ ถ้ามิใช่เพราะสัญชาตญาณแห่งการกอบโกย โดยตรง เพื่อเอาไปหล่อเลี้ยงปมเขื่องทุกๆ ทางของตนโดยตรงแล้ว ก็ต้องเป็น เพราะความต้องการแสดงออกมาซึ่งปมเรื่องของตนอย่างรุนแรงนั้นเอง. แม้ การตีรันฟันแทงระหว่างชาติอันมีเกียรติ ที่เรียกกันว่าเพื่อรักษา ความยุติธรรม หรือสันติภาพของโลกก็ตาม ก็ยังหาพ้นไปจาก อุ้งมือ อันเหนียวหนักของปีศาจแห่งปมเขื่องอัน เร้นลับนี้ ไม่เลย แม้แต่หน่อยเดียว. โมกขพลาราม สิงหาคม ๒๔๙๓

น.875 บทวิจารณ์ข้อความในปาฐกถาของผู้ เชี่ยวชาญในโหราศาสตร์ผู้ หนึ่ง ชื่อเรื่อง " โหราศาสตร์กับลัทธิกรรมในพุทธศาสนา " ว่ามีน้ำหนักเหลื่อมล้ำกว่ากันอยู่ อย่างไร. จุดปัญหาที่จะต้องวิจารณ์มีอยู่ว่า ดาวพเคราะห์มีอำนาจเหนือกรรม หรือกรรมของ เรามีอำนาจเหนือดาวพเคราะห์, อะไรเป็นฝ่ายแรงจริง, อะไรเป็นฝ่ายแรงส่ง ? ผลคือความสุขและความทุกข์ ที่มนุษย์เราได้รับกันอยู่นี้ ผู้ที่เชื่อ โหราศาสตร์ถือกันว่า สำเร็จมาจากดวงดาวใหญ่น้อย แห่งสากลจักรวาล อันเป็นอำนาจที่จะบันดาลให้เราได้รับผลหรือไม่ได้รับผล แห่งกรรมอัน เรากระทำไว้เอง. กรรมจะให้ผลหรือไม่อาจให้ผล ย่อมขึ้นอยู่กับ ดวงดาวเหล่านั้น. การเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างดาวกับมนุษย์ หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าโหราศาสตร์นั้น ก็เพื่อทราบ " หมายบังคับการ" ของ ดวงดาวทั้งหลาย อันจะส่งมายังมนุษย์เป็นรายตัวไป, และทั้งมนุษย์จะต้อง มีอันเป็นไปตามนั้น โดยที่ผลกรรมของเขาทั้งมวล เป็นเพียง “เรือพ่วง" หรือ "ช้างเท้าหลัง." ข้าพเจ้าได้อ่านปาฐกถาของผู้เชื่อโหราศาสตร์ผู้หนึ่ง ( ซึ่งได้ให้คัดมา ต่อท้ายไว้ในที่นี้ด้วยแล้ว ). รู้สึกว่าข้อความนั้นกระทบกันเข้าอย่างแรง กับหลักพุทธศาสนาที่กล่าวด้วยเรื่องกรรม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหลัก ที่ซึมซาบอยู่ในใจของข้าพเจ้าอยู่เสมอมาก่อนว่า :- ย. ๓๑ ๑ ๔๑

น.876 ๓ ๒ ใคร ชุมนุมเรื่องยาวของพุทธทาสภิกขุ " การทำดีมีประโยชน์ ย่อมเป็นพระเคราะห์ดีอยู่ในตัวประโยชน์ นั่นเองแล้ว, ดวงดาวทั้งหลายในอากาศ จะทำอะไรให้ได้."* * ความรู้สึกได้เกิดขึ้นว่า ปาฐกถาเรื่องนั้นได้เผยแพร่โดยทางวิทยุกระ จายเสียงของชาติ แก่ปวงชนชาวสยามผู้เป็นพุทธศาสนิกชน. ทั้งผู้ ปาฐกเองก็เป็นผู้รักชาติ และศาสนาของชาติ. แน่นอน สิ่งนี้ต้อง ทำไปด้วยความรักและหวังดีต่อชาติโดยแท้ แต่เมื่อมามีข้อความกระ พบกันกับความเชื่อและความรู้สึก โดยเฉพาะของเหล่าพุทธบริษัท หรือนัย หนึ่งเจ้าหน้าที่ผู้สืบอายุของศาสนาโดยตรงดังนี้ น่าจะมีอะไรเป็นความเข้า ใจซึ่ง "ไขว้" หรือ "หลบมุม" กันอยู่. ควรจะมีการวิพากษ์หรืออภิปราย กันโดยวงกว้าง เพื่อปรับปรุงความเข้าใจกันเสีย แม้ว่าปาฐกถานี้ จะได้ แสดงเมื่อนานมาแล้วสักหน่อยก็ตาม, มิฉะนั้นจะเกิดผลอันไม่งาม คือ ความเห็นที่แตกแยกถึงกับออกเดินโดยหันหลังให้แก่กัน ขึ้นในหมู่พุทธ- ศาสนิก ซึ่งเคยมีความคิดเห็นหรือทฤษฎี เป็นกลุ่มก้อนกันอย่างดีมาแล้ว ก็เป็นได้. เมื่อข้าพเจ้าเริ่มนึกคิดหาคำตอบว่า ทำไมจึงเกิดมีทางแตกแยกกัน เช่นนี้, ครั้งแรกความรู้สึกก็ผลุนผลันคิดไปถึงภาษิตที่เป็นคำตอบอยู่ในตัว บทหนึ่งว่า :- หมอแพทย์ ทายว่าไข้ ลมคุม โหร ว่าเคราะห์ แรงรุม โทษให้ แม่มด ว่าผีกุม ทำโทษ ปราชญ์ ว่ากรรมเองไซร้ ส่งให้ เป็นเอง คือว่าต่างคนต่างก็ว่าไปตามถนัดของตัว ค่าที่ต่างคนต่างมี "ดวงตาเฉพาะ" ๑. อตฺโถ อตฺถสฺส นฺขตฺตํ ก็ กริสฺสฺติ ตารกา.

น.877 ของตัวด้วยกัน. แต่แล้วข้าพเจ้ามาพิจารณาเห็นว่า โหราศาสตร์ตาม ที่ปาฐกผู้นี้ได้อธิบายมานั้น เป็น Science ชนิดหนึ่ง หาใช่โหรชนิดที่สัก ว่ารู้เพียงเขียนๆ ขีดๆ แล้วหายไปตามตัวเลขตามสมุดไขความที่เพ้อเจ้อ นั้นไม่, แต่เป็นคำอธิบายที่สมเหตุสมผลทั้งทาง Scientific หรือ Logical. ข้าพเจ้าขอสรุปความอย่างสั้นๆ มา เพื่อบางท่านที่ยังไม่เคยอ่าน ตามคำ อธิบายของท่านที่ว่า ชีวิตของคนเราขึ้นอยู่แก่ดวงดาวทั้งหลายอย่างไรเสีย ก่อน. ท่านอธิบายตามหลักดาราศาสตร์ ( Astronomy ) ว่า ดวงดาวทั้งหลาย รวมทั้งโลกเรานี้ และดวงจันทร์ด้วย ซึ่งโคจรอยู่รอบๆ ดวงอาทิตย์ ลอย อยู่ได้โดยไม่ต้องมีอะไรเป็นที่แขวน กลางที่ว่างนั้นๆ ย่อมมีความดึงดูด อัน เนื่องสัมพันธ์ต่อกันและกันตามมากและน้อย และบันดาลให้เกิดอะไรบาง อย่าง เพราะอำนาจที่สัมพันธ์กันนี้. ตัวอย่างเช่น ความดึงดูดของ พระจันทร์คือต้นเหตุแห่งการขึ้นลงของน้ำในทะเล ของโลกเราเป็นต้น. ความดึงดูดระหว่างกันและกันนี้ มีกระแส, แนวทาง, และกำลังแรงไม่ คงที่ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพราะเหตุที่ดวงดาวโคจรย้ายที่อยู่เสมอนั่น เอง. ดาวบางดวงโคจรใกล้โลกแล้ว มีความดึงดูดอันเป็นเหตุให้ โลกเกิดวิบัติด้วยโรคภัยหรืออุทกภัยก็มี. เมื่อโคจรผ่านพ้นไป วิบัติ อันนั้นก็หายไปเป็นต้น. นี่แสดงว่าการดึงดูดนั้นๆ ย่อมให้เกิดปฏิ- กิริยาบางอย่างขึ้น และการดึงดูดนั้น เปลี่ยนแปลงไปตามการโคจร ของดวงดาวอยู่ทุกๆ วินาที. ฉะนั้น การที่โลกเราได้รับความดึงดูดจาก ดวงดาวต่างๆ นั้น จึงไม่เหมือนกันทุกๆ วินาทีด้วย. เมื่อสัตว์ปฏิสนธิ ขึ้นในครรภ์มารดาในวินาทีไหน ซึ่งมีความดึงดูดในสากลจักรวาลเป็นอยู่ ในอาการอย่างไร สัตว์นั้นก็ก่อรูปขึ้นด้วยภาวะอันแปลกจากสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งปฏิสนธิในวินาทีอื่น. ฉะนั้น สัตว์จึงมีการก่อรูปตัวเอง ปฏิสนธิ

น.878 ขึ้นในโลกนี้ และเจริญสืบๆ ไป ด้วยภาวะและแนวแห่งพฤติการณ์ที่ต่าง กัน. เนื่องจากได้รับเอาอำนาจพิเศษอะไรบางอย่าง หรือถูกดูดถูกกด ด้วยอำนาจพิเศษบางอย่าง ของสากลจักรวาลต่างกันนั้นเอง, สัตว์จึงมี อันที่จะต้องเป็นไปตามแนวใหญ่ ตามที่อำนาจพิเศษดังกล่าวแล้วบังคับให้ เป็นไปอย่างเด็ดขาดตายตัวเท่านั้น. ส่วน กรรม หรือ การกระทำของ สัตว์ เป็นเพียงเครื่องประดับแซกแซม ไม่สามารถพลิกหันแนวใหญ่แห่ง "ดาราลิขิต" นั้นได้เลย. เพราะนั่นเป็นอำนาจแห่งธรรมชาติ ที่มีต่อ มนุษย์ สัมพันธ์กันกับมนุษย์ อันเราเรียกกฎเกณฑ์และคำบรรยายของมัน ว่า โหราศาสตร์ ( Astrology) นี่เป็นใจความแห่งคำอธิบายของเจ้าของ ปาฐกถาผู้มีความเชื่ออย่างแน่นแฟ้นในโหราศาสตร์. เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็แปลว่าสัตว์ทั้งหลาย มิได้เป็นไปตามอำนาจแห่ง กรรมได้สมตามที่ตนกระทำ แต่เป็นไปตาม "ดาราลิขิต" หรืออำนาจ บันดาลของดวงดาวทั้งหลาย ตามหลักโหราศาสตร์ ซึ่งไม่มีทางให้มนุษย์ ช่วยตัวเองได้แต่อย่างใด. นี่เป็นสิ่งที่น่าพิจารณายิ่งนัก และขอให้ เรามาพิจารณากันดู. แต่ก่อนที่จะพิจารณา ผู้พิจารณาควรได้ฟังข้อ ความของนักโหราศาสตร์ผู้นั้น เฉพาะเท่าที่กล่าวพาดพิงถึงพุทธศาสนา ตามถ้อยคำสำนวนเดิมของท่านเอง ซึ่งได้คัดมาไว้ตามสมควรดังต่อไปนี้ เสียก่อน เพื่อได้เข้าใจในมติของท่านยิ่งขึ้นคือ :- ( จากปาฐกถาตอนที่ ๑ บางตอน ) " .... ท่านเคยสังเกตบ้างหรือเปล่าว่า ก. กับ ช. เรียนหนังสือมาด้วย กัน โรงเรียนเดียวกัน ชั้นเดียวกัน สอบไล่ได้คะแนนเท่ากัน มีความรู้และ ความสามารถเท่ากัน พอ ๑๐ ปีให้หลัง ก. ได้เป็นเจ้ากรม เงินเดือน ๔๐๐ บาท

น.879 แต่ ข. คงเป็นเสมียน เงินเดือนเพียง ๘๐ บาท ท่านทราบไหมว่าทำไม ก. กับ ข. จึงผิดกัน ?" ท่านเคยสังเกตบ้างหรือเปล่าว่า ค. กับ ง. เดินไปด้วยกัน จูงมือกัน ไปกลางทุ่งนาเวลาฝนตก อสนีบาตลั่นเปรี้ยงลงมาถูก ง. ตายกับที่ แต่ ค. ไม่ เป็นอะไรเลย ท่านทราบไหมว่าทำไม ค. จึงไม่ตาย ? พุทธภาษิตมีว่า คนเราทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ท่านเคยสังเกตบ้างหรือ เปล่าว่า จ. ไปปล้นเขา แต่หลบหนีเจ้าหน้าที่ได้เก่ง เลยไม่ถูกจับ แต่ ฉ. ไม่ ได้ทำอะไรเลย แต่ถูกตำรวจจับสงสัยว่าเป็นผู้ร้าย เลยถูกขังอยู่หลายราตรี ท่านทราบไหมว่า ทำไมคนดีกลับได้ชั่ว แต่คนชั่วกลับได้ดี ?...... จริง, ท่านผู้เป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือแมตทีเรียลิสต์ จะต้องพยายาม พิสูจน์ตามเหตุผลที่เห็นด้วยตา แต่ถ้าเหตุผลข้อพิสูจน์นั้นถูกซักย้อนเข้าไปอีก ท่านจะรู้สึกลำบากและอึดอัดอยู่สักหน่อย เช่นตัวอย่างเรื่อง ก. กับ ข. ข้างต้น ฝ่ายนักวิทยาศาสตร์จะต้องพิสูจน์ว่า เพราะ ก. ทำความดีถูกกาละเทศะ จน ผู้บังคับบัญชาเห็น จึงได้เป็นเจ้ากรม แต่ ข. ทำความดีไม่ถึง ก. . คราวนี้ถ้า จะถามย้อนเข้าไปอีกว่า ก. กับ ข. เกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนกัน มีสมรรถภาพ เท่า ๆ กัน ทำไม ช. จึงทำความดีไม่ถึง ก. เล่า เช่นนี้ ท่านจะให้อรรถาธิบาย ว่ากระไร. ค. กับ ง. เดินจูงมือไปด้วยกัน เท่ากับต่อสายไฟฟ้าติดกัน ทำไมฟ้าจึง ผ่าลงถูก ง. ตายคนเดียว ค ไม่ตาย ? ท่านนักวิทยาศาสตร์คงให้เหตุผลถึง ว่าจุดที่ตรง ง. ถูกฟ้าผ่าตายนั้นมีโลหะ ซึ่งรับกับกระแสไฟในอากาศกำลังจะลง ดินพอดี จึงดูดเข้าหากันตรงตัว ง. คราวนี้ถามอีกว่า ก็ทำไม ง. จึงไปอยู่ ตรงจุดนั้นพอดีเล่า ท่านตอบว่า "เพราะบังเอิญ" ตรงนี้จึงถามอีกว่า "เหตุไรจึง บังเอิญแต่ ง. คนเดียวเท่านั้น ทำไม ค. จึงไม่บังเอิญด้วย ?” เช่นนี้ ท่านจะ ให้อรรถาธิบายว่ากระไร ? ย. ๓๒

น.880 ยิ่งอุทาหรณ์ต่อมา ถึงเรื่องนาย จ. กับนาย ฉ. และนาย ช. ด้วยแล้ว ข้าพเจ้าเข้าใจว่ายิ่งซักในรูปนี้ ทางวิทยาศาสตร์ยิ่งไม่มีประตูตอบหนักขึ้นและ น่าเกรงว่า ถ้ามีการซักจริง ผู้ซักอาจต้องดูประตูทางออกไว้ก่อนเสียด้วย ! แต่ปัญหาเหล่านี้ ถ้าหันเข้าทางปรัชญา หรือพีลอซอฟี อาทิ เช่นทาง ศาสนาเป็นต้น ย่อมให้คำตอบได้กว้างออกไปกว่าทางวิทยาศาสตร์ สรรพ- เหตุการณ์เหล่านี้ ฝ่ายคริสต์ศาสนาจะตอบว่า เป็นด้วยมือพระเจ้า หรือ The Hand of Providence. ฝ่ายพราหมณ์ตอบว่า เป็นด้วยพรหมลิขิต อัน เป็นเส้นทางดำเนินชีวิตมนุษย์ ซึ่งพรหมจารึกมา ทั้งสองหลักนี้พอลงกันได้ เพราะพระเจ้า ( God หรือ Providence) ก็ดี หรือพระพรหมก็ดี ย่อมมีที่หมาย เป็นที่เข้าใจว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรอันหนึ่ง ที่บันดาลความเป็นอยู่ให้แก่สรรพ- มนุษย์, สัตว์ และวัตถุทั่วโลก. แต่ทางพุทธศาสนาของเราให้เหตุผลดีกว่า นั้น เหตุการณ์เหล่านั้น ทางพุทธศาสนาของเราว่าเกิดจากกรรม หรือการ กระทำของคนอย่างเดียว ดังโคลงโลกนิติกล่าว โดยนัยนั้นว่า : " อย่าโทษไท้แทตย์ท้าว เทวา อย่าโทษสถานภูผา ย่านกว้าง อย่าโทษหมู่วงศา คณาญาติ โทษแต่กรรมเองสร้าง ส่งให้เป็นเอง" กรรมนั้น เป็นคำกลาง ทางพุทธศาสนาจำแนกออกเป็น ๒ คือ กุศล กรรม กับ อกุศลกรรม หรือกรรมดีกับกรรมชั่ว และลักษณะของกรรมยัง มีวิภาคออกไปอีก ในลักษณะของกัมมัสกตา ได้แก่กรรมเป็นของตน, กรรม เป็นเผ่าพันธุ์ , กรรมเป็นที่เกิด, กรรมเป็นที่อาศัย เราทำกรรมใดไว้ จัก ต้องรับผลของกรรมนั้น. แต่ผลของกรรมนั้น ก็มีระยะขอบเขตแห่งเวลาที่จะดำเนินเป็นจักราศี อยู่เหมือนกัน ใช่ว่าทำชั่วเดี๋ยวนี้ จักต้องได้รับชั่วเดี๋ยวนี้ ทันตาเห็นทุกรายไป

น.881 หามิได้ ข้อนี้ลงกันกับตัวอย่างเรื่อง จ. กับ ฉ. ที่กล่าวข้างต้น คือ จ. ปล้น เขาแต่ไม่ถูกจับ แต่ ฉ. ไม่ได้ปล้นกลับถูกจับ ทั้งนี้ ทางพุทธศาสนาถือว่าเพราะ กุศลกรรมของ จ. ที่ทำไว้ยังมีมาก ทั้งยังให้ผลไม่หมด ซึ่งเป็นเกราะบังอกุศล- กรรมขณะนั้น ไว้ชั่วขณะ ส่วน ฉ. มีอกุศลกรรมมากกว่า จ. ตั้งแต่เดิมมา ทั้งยังใช้หนี้ไม่หมด จึงบันดาลให้เป็นไป เพราพระพุทธศาสนาจำแนกวิธี ส่ง ผลของกรรมว่าดังนี้ : ๑. ทิฏฐธัมมเวทนิยกรรม ได้แก่กุศลอกุศล อันได้เห็นผลประจักษ์ใน ปัจจุบันชาติ กล่าวคือกระทำในชาตินี้ ก็ให้ผลในชาตินี้ พูดให้ง่ายก็ว่า ทำ เดี๋ยวนั้นได้ผลเดี๋ยวนั้น ๒. อุปบัชชเวทนิยกรรม ได้แก่กุศลอกุศลอันบุคคลกระทำในชาตินี้ แต่ ให้ผลในชาติหน้า พูดให้กระทัดรัดก็ว่า ทำเดี๋ยวนั้น แต่ไปเกิดผลหลังจากนั้น ไปอีกเท่า ๑ หรือระยะ ๑ ๓. อปราปรินิยกรรม ได้แก่กุศลอกุศลอันบุคคลกระทำในชาตินี้ แต่ นานๆ ไปหลายชาติจึงให้ผล ติดตามทันเมื่อไร ให้ผลเมื่อนั้น พูดให้สั้นว่า ทำ เดี๋ยวนี้ แต่ไปเกิดผลหลังจากนั้นอีกนาน หรืออีกหลายระยะ ๔. อโหสิกรรม ได้แก่อกุศลที่ติดตามไม่ทัน บ่มิอาจให้ผลได้ และสาป สูญอันตรธานไป หาผลบ่มิได้ พูดให้รัดกุมก็ว่า กรรมที่ทำขึ้น ไปเกิดหักล้าง กับกรรมอื่นเป็นสูญ เลยระงับกันลง ไม่เกิดผล แต่ปัญหาจึงมีว่า อะไรเป็นตัวเครื่องจักรที่หนุนให้กุศล อกุศล กรรมเหล่านั้น เดินมากระทบเจ้าของผู้กระทำ เกิดผลต่างกรรมต่างวาระ เห็นปานนั้น ? คำตอบนี้ คือหัวใจของโหราศาสตร์ เพราะโหราศาสตร์ คือวิชาที่บอกความหมุนเวียน อันเป็นทางดำเดินของเครื่องจักรตัวนี้ เครื่อง จักรตัวนี้แหละ ที่ทางคริสต์ศาสนาว่า พระยะโฮวาเจ้า, มหะหมัดว่า พระ อะหล่าเจ้า, พราหมณ์ว่าพระพรหม แต่พุทธศาสนามิได้สมมติบุคคลา-

น.882 ธิษฐานขึ้น แต่คงให้ความหมายโดยอรรถไว้ว่า "ธรรมชาติ" เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าทางศาสนาทุก ๆ ศาสนา ต่างมีความจริงรวมกันหมด ซึ่งทางวิทยา- ศาสตร์ จะเถียงไม่ได้เป็นอันขาด และความจริงนั้น คือ มนุษย์ทุกคน ในโลกนี้ อยู่ใต้ความบังคับของธรรมชาติ โดยอาศัยกรรมเป็นแรงส่ง" และโหราศาสตร์ คือ วิชาที่บอกอิทธิพลแห่งธรรมชาติ หรือ " มือพระเจ้า อันนี้ ....... ( จากปาฐกถาตอนที่ ๒ ) ในตอนที่ ๑ ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้วถึงเรื่องพรหมลิขิต อันมนุษย์ เชื่อว่าต้องตราอยู่ประจำตัวคนในอันจะดีหรือร้าย ซึ่งทางพุทธศาสนาถือไปอีก คติ ๑ ว่า เกิดจากกรรมเป็นข้อใหญ่ กรรมนั้น ย่อมให้ผลแก่คนผู้เป็นเจ้าของ กรรม โดยนานาวิธี คือให้ผลทันที ๑ หรือให้ผลหลังจากนั้นไปอีกระยะเท่าตัว ๑ หรือให้ผลต่อไปอีกนานหรือหลายระยะ ๑ หรือสาปศูนย์คือระงับไปไม่ให้ผล อีก ๑ มนุษย์ทุกคนในโลกนี้อยู่ใต้ความบังคับของธรรมชาติ โดยอาศัยกรรม เป็นแรงส่ง คนจะชั่วดีย่อมแล้วแต่กรรม หรือการกระทำของตนเอง แต่เมื่อ พิจารณาดูให้ซึ่งตามคตินี้แล้ว จะเห็นได้ว่า ธรรมชาติย่อมเป็น ใหญ่กว่า เพราะกรรมเป็นเพียงแรงส่งอย่างเดียว ส่วนธรรมชาตินั้น มีอิทธิพลเป็นความบังคับเด็ดขาด ในอันที่จะให้คนต้องหรือไม่ต้องรับผลของ กรรม ซึ่งเป็นแรงส่งมา. หาไม่ คนทำดีจะต้องได้ดีทันตาเห็น หรือทำชั่ว ๑. ที่ใช้อักษรตัวใหญ่เป็นพิเศษเช่นนี้ และต่อไป, ก็เพื่อให้สังเกตได้โดยง่าย. ในฐานะที่เป็นข้อ ความที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบยิ่งนัก.

น.883 จะต้องรับชั่วทันที. อุปรมาของเรื่องนี้ เปรียบได้กับเชื้อโรคในอากาศ ซึ่งสมมติเป็นตัวกรรมอันวุ่นวิ่งสับสนไปมาอยู่รอบตัวคน คอยประหัสประหาร อยู่ทุกวินาที ธรรมชาติเปรียบด้วยกำลังความต่อต้านแห่งร่างกาย หรือ อิ่มมิวนิตีของตน ซึ่งถ้าแม้เข้มแข็งกว่าตัวเชื้อโรค โรคก็ไม่สามารถเข้าไปก่อ เกิดผลในร่างกายได้ ซ้ำส่วนมากเมื่อมากระทบอวัยวะของคนเลยตายเสีย ก็ เป็นเอนก. ธรรมชาตินั้น ย่อมมีอิทธิพล หรืออินฟลวนส์ ในอัน จะนำคนเข้าปะทะหรือไม่ปะทะกับกรรม และทั้งจะปะทะเต็มหน้าหรือมาก น้อยเพียงใด ย่อมสุดแต่ความแรงของอิทธิพลนั้นๆ เพราะฉะนั้น การจะ ทราบผลของกรรม ก็ต้องเรียนรู้ทางอิทธิพล แห่งธรรมชาติ และความรู้ในอิทธิพลแห่งธรรมชาตินั้น ก็คือ โหราศาสตร์ นี้แหละ .... ( จากปาฐกถาตอนที่ ๓ ) ..... พระพุทธศาสนา แสดงว่า กรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลาย กล่าว คือกรรมที่บุคคลก่อไว้ในปางก่อน จะเป็นบุญหรือบาปก็ตาม ย่อมอำนวยผล แก่เขาในชาติปัจจุบัน จนคุ้มกับที่เจตนาลงแรงสร้างสมไว้ กรรมนั้นจึงจำแนก บุคคลให้มีฐานะต่างกัน. ก็ผลแห่งกรรมในอดีตนั้นแล อันดาวเคราะห์ ทั้งหลายแสดงในเวลากำเนิด ให้เห็นโชคของมนุษย์ว่า ดีร้ายประการไร. ดังนั้น การที่ดาวเคราะห์จักสำแดงเหตุอะไร ย่อมเป็นไปตามหลักแห่งกรรมดี กรรมร้าย ซึ่งจะต้องสนองเขาในชาตินั้นเอง เมื่อเป็นอย่างนี้ ดาวเคราะห์หา ใช่เป็นผู้บันดาลไม่ แต่เป็นผู้บอกผลกรรมให้รู้เรื่อง. หนังสือ " โลกธาตุ" อันเป็นตำราโหราศาสตร์เล่ม ๑ กล่าวสนับสนุน ความข้อนี้เช่นเดียวกัน ว่าดังนี้ ย. ๓๓

น.884 " เหตุที่วิชาโหราศาสตร์ มีคุณูปการเป็นส่วนอนาคตังสญาณ บังเกิด ประโยชน์ เพื่อเตรียมพร้อมให้ทันท่วงที ที่จะระงับเหตุการณ์ภายหน้า ได้ เปรียบกว่าที่จะคิดแก้ไขในปัจจุบันทันด่วน ท่านโมกษมูลลาจารย์จึ๋งกล่าว ว่า " บุคคลสำคัญของเรา ( เยอรมัน ) โดยมากมักรอบรู้โหราศาสตร์อย่างดี" แม้บุคคลสำคัญของเรา ( สยาม) ก็หาล้าหลังชาติอื่นในโหราศาสตร์ ไม่ โดย มุข คือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฝ่ายคฤหัสถ์, และสมเด็จพระ มหาสมณะเจ้าทั้งสามรัชกาล ฝ่ายบรรพชิต ความจริงก็ควรเป็นเช่นนั้น เพราะเพียงความรู้ชั้นต้น ก็ให้ประโยชน์แล้ว เช่นฝ่ายบรรพชิตมีผู้ใดมาฝาก ตัวจะเป็นศิษย์หา หากอาจารย์ตรวจตามโหราศาสตร์สักเล็กน้อย ก็พอทราบ ได้ว่า เขาจะมีลักษณะเป็นมิตรหรือสัตรู ว่าง่ายหรือว่ายาก และบุคคลจะเป็น ศิษย์อาจารย์กันนั้น ต้องมีลักษณะเป็นผู้ปรับกันลง มิใช่ว่าเกิดเป็นอาจารย์แล้ว จะปกครองสั่งสอนใครให้เป็นศิษย์อยู่ในโอวาทได้ราบคาบทุกคน เยี่ยงพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ทรงบำเพ็ญพระบารมี มุ่งโปรดสัตว์ ในโลกโดยตรง ด้วยซ้ำ กระนั้นยังต้องคัดโปรดเฉพาะพุทธเวไนย." อีกประการ ๓ บางท่านหรือหลายท่านที่ยังไม่เข้าใจความตื้นลึกหนาบาง อันแท้จริงของโหราศาสตร์ มักกล่าวว่าวิชานี้เป็นดิรัจฉานวิทยา และอ้างว่า วิชานี้ค้านต่อหลักพระพุทธศาสนา ซึ่งมีมติให้เชื่อกรรมไม่ให้เชื่อมงคล นอก จากนั้นเลยกล่าวไปถึงว่า พระภิกษุทั้งหลายจะเรียนวิชานี้หาได้ไม่ แม้ผู้ใดเรียน ก็นับว่าประพฤติผิดพุทธวินัย คำกล่าวทั้งนี้ เป็นคำกล่าวที่ยังประกอบด้วยอคติ มากพอดูอยู่ ฉะนั้น จึงเห็นควรนำพระพุทธวัจนะ จัดเป็นพระพุทธานุญาตให้ ภิกษุบริษัทศึกษาวิชาโหราศาสตร์ มาแสดงสู่ท่านฟังเสียในที่นี้ด้วย ข้อความ ต่อไปนี้ ได้ปรากฏสาธกไว้ในคัมภีร์จันทรสุริยคติทีปนีฎีกาวินิจฉัย ซึ่งพระสาร ประเสริฐแปลไว้เป็นภาษาไทย ว่าดังนี้

น.885 "เกจิ วินยาจริยา อาจารย์บางจำพวกอาศัยเหตุที่ตนมิได้รู้กระแส อธิบายแห่งฎีกาพระวินัย ก็ยกโทษขึ้น คือกล่าวคำครหาติเตียนว่า เป็น สมณะ ตั้งฤๅมาเรียนรู้นักขัตฤกษ์เป็นพาทิรวิชาฉะนั้น พระคัมภีร์อันนี้ เป็น ที่จะยังคำครหานั้นให้อันตรธานเสื่อมศูนย์ และข้อความอธิบายฎีกาพระ- วินัยนั้น เดิมมีมูลเหตุ เพราะพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายไปจำเริญสมณะธรรม อยู่ในอรัญญิกเสนาสนะ มีหมู่โจรมาถามว่า วันนี้พระจันทร์กอร์ ปด้วย นักขัตฤกษ์ดังฤๅ ครั้นพระภิกษุบอกว่ามิได้รู้ โจรก็ว่าชนเหล่านี้มิใช่สมณะ ซึ่งมิได้รู้นักขัตตบาท ชรอยจะเป็นพวกโจรมาเที่ยวซุ่มซ่อนอยู่ กล่าวฉะนี้ แล้ว โจรทั้งหลายก็กลุ้มรุมประหารภิกษุเหล่านั้นให้เจ็บช้ำลำบาก แล้ว หลีกไป ข้อความอันนี้ได้ทราบถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์มีพระพุทธ- ฎีกาตรัสสั่งให้ประชุมพระภิกษุสงฆ์ แล้วจึงตรัสอนุญาตว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เราตถาคตอนุญาต บัดนี้ให้ภิกษุอันจะไปจำเริญสมณะธรรม ในอรัญญิกเสนาสนะ พึ่งเรียนรู้นักขัตฤกษ์ตามจะเรียนได้ทั้งสิ้นก็ดี โดย เอกเทศก์ดี สำหรับอรัญญิกวัตร เพื่อรักษาตนให้พ้นจากโจรันตราย .... " มติของผู้ปาฐกที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา มีเพียงเท่านี้. ต่อไปนี้ ข้าพเจ้าจะได้วินิจฉัยตามความรู้และเหตุผลของข้าพเจ้า ทีละตอนโดยลำ- ดับๆ, สำหรับเพื่อนผู้สนใจจะได้ฟัง และช่วยพิจารณาสืบไป. ข้าพเจ้าไม่สามารถและไม่จำเป็นที่จะทำการวิจารณ์ หรือวินิจฉัยข้อ ความตามที่กล่าวมาแล้ว ในแง่ที่ว่า ผิดหรือถูก, หรือแม้ที่สุดแต่ในแง่ ติชมเพื่อก่อให้ยิ่งขึ้นไป. ข้าพเจ้าเพียงแต่จะหาเหตุผลมาสนับ สนุนความเชื่อของพุทธบริษัท ที่เชื่อกันอยู่ว่า กรรมเป็นแรงจริง,

น.886 อำนาจดวงดาวอาจเป็นแรงส่งได้บ้างเท่านั้น. มันมีเหตุผล เท่า ๆ กับที่ฝ่ายหนึ่งมีในแง่ตรงกันข้าม. เมื่อข้าพเจ้าได้นำมันมากอง ลงเคียงคู่กันแล้ว, ต่อจากนั้น ก็เป็นหน้าที่ ๆ ต่างฝ่ายต่างก็อาจถือของตัว เองไว้ได้อย่างเดิม และควรปล่อยให้ต่างฝ่ายต่างมีสิทธิที่จะเข้าข้างตัว ใน ส่วนความคิดเห็น. ฉะนั้น ถ้าหากจะมีความบางตอนที่ข้าพเจ้าพูด เป็น การเข้าข้างฝ่ายตัวเองมากกว่าฝ่ายหนึ่งแล้ว ขอให้ทราบว่า นั่นเป็นแต่การ พูดกันในวงใน ของฝ่ายพุทธบริษัทผู้ที่เชื่อฝ่ายกรรม ยิ่งกว่าฝ่ายโหรา- ศาสตร์เท่านั้น. อิกประการหนึ่ง การที่จะวินิจฉัยให้เด็ดขาดลงไปว่า แรงจริง กับแรง ส่ง ไหนจะสำคัญยิ่งกว่ากันนั้น เป็นการยากยิ่งนัก. ปัญหาที่เถียง กันไม่สิ้นสุด เช่นว่า กรรมพันธุ์ (Inherent) กับสิ่งแวดล้อม (Environ- ment ) อันไหนจะเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับคนเราที่เกิดมา, เป็นต้น นี้ย่อม แสดงให้เห็นว่า เราไม่อาจจะเชื่อตรงกันไปหมดทุกคนได้. ปัญหา เรื่องแรงกรรมกับแรงดาวก็เหมือนกันอย่างไม่มีผิด ในที่นี้จึงเพียงแต่ยก เอาเหตุผลมาเคียงคู่กันไว้, เพื่อพวกเราทั่วไปจะได้วินิจฉัยกันเอาเองตามใจ สมัคร เท่านั้น. แม้ว่าข้าพเจ้าเป็นผู้ถือฝ่ายแรงกรรม แต่ข้าพเจ้าก็ มีเหตุผลและเวลาเพียงวิจารณ์ เพื่อหาทางปรับปรุงหลักโหรา- ศาสตร์ให้แนบสนิทกันอยู่ได้กับหลักแห่งพุทธศาสนา คล้าย ๆ กับ ที่บางคราวเราใช้สังกะสีแซม หรือประกอบหลังคากระเบื้องอัน ถาวรของเรา ด้วยความจำเป็นบางอย่างเท่านั้น. เราย่อมเห็นกันอยู่แล้วว่าแม้ในหมู่พุทธบริษัทเรา ก็ยังมีการเชื่อถือ หลักโหราศาสตร์ คือการหาฤกษ์ยามในงานพิธีที่ใหญ่โตแทบทุกอย่าง.

น.887 ย่อมหมายความว่า แม้ในทางส่วนตัว พุทธศาสนา ก็ถือหลักว่า ฤกษ์ งามยามดีอยู่ที่การกระทำของตัวเอง, ไม่จำเป็นต้องคำนึง ถึงอำนาจดวง ดาวอีกเหมือนกัน. เพียงเท่านี้ ก็เป็นอันว่าพอแล้วชั้นหนึ่งก่อน สำหรับหลักฐานใน พระคัมภีร์, แต่เพื่อมิให้พวกเราเป็น Orthodox กันไป เราควรพิจารณา กันตามหลักแห่งเหตุผลอีกชั้นหนึ่ง ในประเด็นอันเดียวกัน คือข้อที่ว่า กรรมเป็นแรงจริง อำนาจดวงดาวเป็นเพียงแรงส่งเล็กน้อยที่ แฝงอยู่. และกรรมนั้นแม้ ไม่ต้องอาศัยอำนาจแห่งดวงดาว มัน ก็ดำเนินของมันไปได้. โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ พระอริยเจ้า ในฝ่ายโลกุตตรภูมิ ท่านไม่พึ่งพาอำนาจแห่งดวงดาวเลย เพราะ ท่านได้รับสิ่งๆ หนึ่ง ซึ่งอำนาจแห่งดวงดาวไม่อาจบันดาลให้ ได้ และการได้ของท่านไม่ต้องอาศัยอำนาจแห่งดวงดาวเลย เพราะพระธรรมเป็นสันทิฏฐิโก และอกาลิโก. ผลนั้นๆ เป็น เพียง Reaction เช่นเดียวกับการเคาะระฆัง เคาะเมื่อใดก็ดังเมื่อนั้น โดย ไม่ต้องมีฤกษ์ยาม. ส่วนการที่ท่านได้ปฏิบัติธรรม และปฏิบัติธรรมสำเร็จ นั้นเล่า ก็อาศัยความรู้ และความรู้สึกอันสูงและต่ำแห่งจิตใจของท่าน ย่อม แล้วแต่การได้รับการศึกษา ทั้งทางภายนอกและภายใน ซึ่งแม้จะขึ้นอยู่ กับฐานะของตระกูลที่ท่านมาเกิด มันย่อมแล้วแต่กรรมนั่นอิก ที่มีอำนาจ บันดาลให้ท่านมาเกิดในตระกูลเช่นไร. อนึ่ง, ถ้าท่านเชื่อการก่อรูปขึ้นใหม่ หรือการปฏิสนธิของวิญญาณ, ท่านมีความคิดเห็นสืบไปอีกว่า การที่สัตว์จะได้ก่อปฏิสนธิขึ้น ในขณะที่ ย. ๓๕

น.888 นักษัตรดี หรือนักษัตรเลวนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับกรรมอิก. สัตว์ที่มีผล กรรมดี จึงอาจก่อปฏิสนธิในขณะที่นักษัตรกำลังอยู่ในภาวะที่ดี สัตว์ที่มีผลกรรมเลว หามีโอกาสเช่นนั้นไม่. สิ่งที่ดีย่อมเข้าหาสิ่ง ที่ดี และอยู่ด้วยกันได้. สิ่งที่เลว ก็ต้องเข้าพวกที่เลว, เพราะ "สิ่ง ที่เหมือนกัน จึงจะวิ่งเข้าหากัน และอยู่ด้วยกันได้. สิ่งที่ไม่เหมือน กัน ย่อมผลักดันต่อกัน." เราจึงกล่าวได้ว่า สัตว์ที่มีผลกรรมดีใน ตัวเท่านั้น จึงจะปฏิสนธิได้ ในขณะนักษัตรอยู่ในภาวะที่ดี, เพื่อส่งเสริม กรรมดีให้เผล็ดผลยิ่งขึ้นไป. เมล็ดข้าวโพด พันธุ์ ดี ย่อมมี " ความเป็นพันธุ์ ดี" อยู่ในตัวมันเอง แล้ว. คนจึงอุตส่าห์สั่งซื้อมาด้วยราคาแพง เพื่อปลูกในที่มีดินฟ้า อากาศที่ดี หรือตรงกับความต้องการของมัน. ส่วนเมล็ดพันธุ์ เลว ตามธรรมดา ไม่มีโอกาศเช่นนั้น และมีแต่จะเลวอยู่อย่างเดิม หรือยิ่งขึ้น. ความมีพันธุ์ ดีหรือเลวในตัวเอง นั้นตรงกับกรรม, ดินฟ้าอา- กาศ ตรงกับอำนาจของดวงดาวเท่าที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิต ของเรา. และความมีพันธุ์ ดี มีอำนาจให้มันได้รับการต้อนรับที่ดี เช่นเดียวกับผู้มีกรรมดี จะเกิดได้ ก็แต่ในขณะที่นักษัตรดีเท่านั้น. ส่วน นี้เราเห็นได้ว่า มันมีอิทธิพลอยู่เหนือธรรมชาติ ในส่วนที่ว่ามันอาจที่จะ หลบเลี่ยงอำนาจธรรมชาติได้ตั้งแต่ก่อนก่อรูปขึ้น นี่ประการหนึ่ง. พลเล่ หรือล้อรถจักร ที่ทำถูกต้องตามหลักวิชาเมแคนิคส์ ย่อมมี แรงเหวี่ยงเกิดขึ้นในวงกลมของมัน เป็นการส่งเสริมหรือช่วยกำลังสตีม

น.889 ฤทธิ์ โหราศาสตร์ กับ พุทธศาสนา หรือกำลังเครื่องยนต์อีกชั้นหนึ่ง, นั่นได้แก่เนื้อเหล็กที่เขาคำนวณแล้ว พอกให้มากเป็นพิเศษไว้ที่ขอบวง ด้านที่ตรงกันกับข้อของคันเหวี่ยง เพื่อ รักษาดุลยภาพให้เท่ากันทั้งวง ในขณะคันเหวี่ยงจ้วงอยู่เป็นระยะ ๆ กำลัง ของไอน้ำหรือแรงระเบิดในลูกสูบ เหมือกับอำนาจกรรม. กำลัง หมุนในตัวเองของพูลเล่ เหมือนกับอำนาจส่งเสริมของดวงดาวที่แฝงอยู่, ซึ่งจะดีหรือไม่ดี ย่อมแล้วแต่การคำนวณของนายช่างที่พอกให้. แต่ บางทีก็ไม่มีพอกเสียเลยก็มี ซึ่งเป็นการดีมากหรือดีน้อยกว่ากันเท่านั้น. เมื่อเขาสร้างพูลเล่ขึ้น ย่อมมีความเป็นพลเล่ที่ดีหรือไม่ดีมาในตัวเสร็จ เปรียบเหมือนอำนาจดวงดาวดีหรือไม่ดีในขณะที่สัตว์ปฏิสนธิ. แต่ ครั้นเขาใช้กำลังสตีมหรือเครื่องยนต์หมุนมันเข้า จะเป็นพูลเล่ที่ดีหรือไม่ ดีมันก็หมุนได้ และใช้การได้ทั้งนั้น เพราะมัน ทนอำนาจกรรม คือ กำลังตันนั้นไม่ไหว. อำนาจเล็กน้อยของมันก็เลยส่งเสริม หรือบันทอน กำลังดันของกรรมแต่เพียงเล็กน้อย และแฝงอยู่ เท่านั้น. ผลงานก็เกิดขึ้นเสียแล้วมากมาย ตามควรแก่กำลังของ เครื่อง โดยเราไม่ต้องคำนึงอำนาจแฝงนั้นก็ได้ ในเมื่อคำนวณแล้ว เราก็ ได้ผลเกินค่าเสียแล้ว. ตามนัยนี้ เราจะได้เห็นว่า อำนาจดวงดาว นั้น นอกจากเป็นเพียงแรงส่งเพียงเล็กน้อยต่อแรงกรรมแล้ว ยัง เป็นสิ่งที่ต้องพลอยอาศัยแฝงตัวอยู่กับแรงกรรม อีกประการหนึ่ง ด้วย. ประการสุดท้ายที่ควรคิดที่สุดก็คือว่า แรงกรรมเป็นสิ่งที่เราอาจ สร้างหรือเพิ่มขึ้นให้มาก จนสามารถหักล้างแรงดวงดาว ( เท่าที่

น.890 มาเกี่ยวข้องกับชีวิตของเราในเรื่องโชคชาตาเช่นนี้ ) ได้. การศึกษา การ ฝึกฝน กระทั่งการประพฤติธรรมจนมีน้ำใจชนะเหนือสิ่งทั้งปวง ไม่มีอะไร มาทำให้พอใจหรือไม่พอใจได้อีกต่อไป นี่เป็น แรงกรรมที่เราสร้างขึ้น ใหม่ ซึ่งทำให้แรงดวงดาวเป็นหมันไปได้, สุขหรือทุกข์ นินทาหรือสรรเสริญ จะเกิดมีเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมาได้ มันอยู่ตรงที่เรา ยึดถือ และรับรองมันด้วยอวิชชาของเรา; เมื่อเราประกอบกรรม ทางจิตภาวนา จนไม่มีความยึดถือในสิ่งทั้งปวง, สิ่งเหล่านั้น ไม่อาจทำไมกับเรา เราจึงอยู่นอกเหนืออำนาจของสิ่งทั้งปวง รวมทั้งดวงดาวด้วย เพราะเหตุนี้. เอก วิชาโหราศาสตร์ ช่วยแก้ ไขอะไรได้บ้างในข้อนี้ ! เท่าที่เรารู้ๆ กันอยู่ เมื่อคำนวณดูเห็นว่าชาตา ร้าย โหรก็แนะนำให้ออกบวชชั่วคราว, ออกบำเพ็ญพรตในป่าชั่วคราว, นั้นก็ย่อมหมายถึงการพึ่งกรรมอิกนั้นเอง, แต่มันเป็นไปไม่ได้ ด้วยการทำเล่นเพียงชั่วคราว และหัวใจก็มิได้มีความเชื่อกรรมเสียเลย. เพียงทำหลอกๆ เช่นทำบัดพลีบวงสรวงพเคราะห์นั้น ใช้กับหลักกรรมไม่ ได้. มันเป็นเพียงการหลอกตัวเองตามหลักจิตวิทยาหน่อยหนึ่ง เท่านั้น. น้ำขึ้นหรือน้ำลง ลมที่พัดจากทิศหนึ่งไปยังทิศหนึ่ง ก็ย่อมเป็นกำลัง ที่จะดันหรือพัดเรือให้หมุนไปตามทางของมัน. แต่ในเรือเรามีเครื่อง จักรหมุนใบจักรและหางเสือ ซึ่งมีกำลังแรงมากกว่า ทำให้เรือเราแล่น ผืนน้ำและลมไปได้ตามต้องการ ซึ่งเปรียบเหมือน แรงกรรม ที่หักล้าง อำนาจแห่งดวงดาว. ต่อเมื่อใดเครื่องหยุด หรือมีแรงไม่พอ จึง จะเป็นโอกาสแห่งคลื่นลมตามธรรมชาติ ซึ่งเปรียบเหมือนอำนาจดวงดาว

น.891 พัดพาเรือไป. จงคำนวณดูเถิด, แม้เรือใบซึ่งอาศัยกำลังลมล้วนๆ ก็สามารถแล่นก้าวเฉียงทวนลมขึ้นไปได้ตั้ง ๑๓๕ องศา เพราะแรงกรรม หรือการกระทำของคน ต่อเมื่อใดมีความประมาทรู้เท่าไม่ถึงการ หรือ สะเพร่าไป จึงจะได้รับอันตราย แต่นั่นก็เป็นเรื่องของกรรมอีก คือกรรม ฝ่ายชั่วของความไม่รู้เท่าถึงการ หรือกาละเทศะ, หรือความสะเพร่าอวด ดี. “เราจึงพอจะสรุปความตามหลักแห่งเหตุผลได้ว่า แรงกรรมมัน เป็นไป ได้เอง โดยไม่ต้องแยแสต่อแรงธรรมชาติก็ได้, หรือ สามารถหักล้างฝ่ายื่นแรงธรรมชาติไปก็ได้. และข้อสำคัญที่สุด ก็คือว่า แรงกรรมนั้นเป็นสิ่งที่เรา สามารถพอกพูนขึ้นให้มาก จนท่วมทับแรงธรรมชาติได้เสมอ, ผิดกับแรงธรรมชาติซึ่งมีอยู่เอง อย่างเนือยๆ และเราไม่มีทางแก้ไขได้อย่างไร, เช่นเดียวกับที่พวกโหร ก็ไม่อาจแก้ให้แก่ตัวเองฉะนั้น. พระพุทธภาษิตในเวทนาสังยุตต์ [ ไตร- ล. ๑๘ น. ๒๘๕] มีตรัสไว้ว่า เวทนาคือสุขทุกข์ที่เราได้รับกันอยู่นั้น มิได้เกิดแต่แรงกรรมอย่างเดียว เกิดแต่อุปบัติเหตุ ( Accident ) ก็มี เช่น การเผลอตัวออกกำลังหักแรงเกิน ไปจนเจ็บป่วย, เกิดเพราะอากาศหรือฤดูแปรปรวน เช่นเป็นไข้หวัด ใหญ่กันทั้งเมืองก็มี, เกิดเพราะเหตุหลาย ๆ อย่างรวมกันก็มี, ใครกล่าว ยืนยันลงไปอย่างเดียวย่อมผิด ; เช่นนี้เราย่อมเห็นได้ว่า ตามหลักพุทธ- ศาสนานั้น นอกจากแรงกรรมแล้ว ยังรับรองเหตุผลธรรมดาทั่วๆ ไปด้วย ซึ่งเป็นส่วนน้อยอีกด้วย. เรื่องอุปบัติเหตุต่างๆ เช่นรถไฟชนกัน, ครั้งไหนเป็นเพราะแรงกรรมของใคร, ถึงแม้นักโหราศาสตร์ก็เหมือนกันย่อม เหล่านี้ เราไม่มีญาณพิศูจน์ว่า ครั้งไหนเป็นการบังเอิญล้วนๆ. ย. ๓๖

น.892 บอกไม่ได้ว่า มันเป็นโชคร้ายของผู้ใด ในเมื่อมีเครื่องบินมาโปรยลูกระ- เนิดลงอย่างหนัก.๑ บางคราวเราจุดพงหญ้า มีหญ้าแห้งบางกอเหลือ อยู่เพียงกอเดียว ด้วยอาการอันประหลาด, แต่ในบางคราวหญ้าสดๆ ก็ พลอยไม่มีเหลือไปด้วย. เรื่องชนิดนี้ทั้งฝ่ายพุทธศาสนา และฝ่าย โหราศาสตร์ ต่างก็อาจกล่าวอธิบายได้อย่างกว้างๆ ทั้งสองฝ่าย. เมื่อ ฝ่ายหนึ่งกล่าวว่า เป็นไปหรือทำไปตามบุญตามกรรม ฝ่ายหนึ่งก็กล่าวว่า ทำไปตามโชคชาตา แต่ในขณะนั้นเราเห็นได้ว่า มีกรรม (คือการทำ) ด้วย กันทั้งสองฝ่าย. และฝ่ายที่เชื่อโชคชาตา หาอาจงอมืองอเท้านอนรอโชค อยู่ไม่. ครั้นทำไปเป็นผลสำเร็จ ฝ่ายหนึ่งก็คงว่าเพราะกรรมตามเดิม แต่อีกฝ่ายหนึ่งมองข้ามกรรมไปเสีย กลับว่าเพราะโชคชาตา. ในฝ่าย ที่ทำผิดพลาดก็คล้ายกัน ฝ่ายหนึ่งโทษกรรมฝ่ายหนึ่งโทษโชคชาตา, เช่น นี้ เราจะให้ " ความโง่ ” ของเราซึ่งเป็นเหตุให้ผิดพลาด ได้ชื่อว่า " กรรม" หรือ "โชค" ดีเล่า ? และ เมื่อความโง่นั้นๆ อาจหมดไป ได้เพราะการกระทำของเรา, เราจะหวังพึ่งกรรมดี หรือพึ่ง โชคชาตาดี ? ถ้าจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า โหราศาสตร์เป็นผู้บอกสายหรือแนวกรรม ของคนเรา, ก็ยิ่งไม่ได้ใหญ่. เพราะ คนเราพอเกิดมาแล้วก็สร้างกรรม ใหม่ๆ แปลกๆ เพิ่มให้กับกรรมเก่าอิก. โหราศาสตร์ กำหนดเอาตามราศี ๑. แต่เราไม่ต้องลืมว่า ตามหลักกรรมในพุทธศาสนานั้น เราต้องยอมรับรอง “กรรมครอบ โลก" อีกชั้นหนึ่ง คือ เราได้ทำกรรมชนิดที่ให้ผลทำให้เราต้องมาเกิดในโลกนี้ไว้ เราจึงต้องมา เกิด และได้รับผลเป็นส่วนรวมที่โลกนี้จะมีให้อย่างไรอีกด้วย เหมือนกันและพร้อมกันทุกคน. เรื่องกรรมในพุทธศาสนา กินความกว้างถึงอย่างนี้ - พุทธทาส.

น.893 ของดวงดาว ขณะที่เราเกิด จะบอกผลกรรมที่เราจะทำใหม่ๆ แปลกๆ ต่อภาย หลังได้อย่างไร. ถ้าหากว่าดวงดาวจะสามารถบังคับเราให้เป็น ไปแต่ตามที่มันบ่งแล้ว. โหราศาสตร์ก็มิใช่เป็นผู้บอกแนวกรรม ของเรา แต่ได้บอกความที่เราไม่มีอิสสระ ในการทำกุศลใหม่ ๆ ของเราเสียเลย. ซึ่งถ้ามันเป็นความจริงแล้ว และถ้ามันบอกเราว่า ชาตาเราดี เราก็ไม่จำเป็นต้องขวนขวาย เช่นการศึกษา, การเอาใจใส่ ในหน้าที่ของตน และในที่สุดเราจะลุถึงนิพพานเอง โดยไม่ต้องอาศัยการ พยายามของเรา ข้าพเจ้าเห็นว่า อำนาจดวงดาวเป็นเหมือนคลื่นลมตามธรรมดา ที่มี อยู่ตามท้องทะเล ตามกาลและฤดูของมันเท่านั้น. พวกเราผู้จะข้าม ทะเล ถ้าข้ามในขณะมันดี คือสงบราบคาบหรือส่งเสริม เราก็สะดวก หน่อย, ถ้าขณะมันร้าย, คือบ้าคลั่งเราก็ลำบากหน่อย แต่เราก็ข้าม ไปได้อยู่นั่นเอง เพราะส่วนสำคัญมันอยู่ที่ กรรม คือการข้ามของเรา. ถ้า เราทำไม่ดี, แม้แต่เวลาคลื่นลมสงบ ก็อาจล่มและจมน้ำตายได้. ขอ ให้คนที่โหรบอกว่าชาตาดีที่สุด ลองประกอบกรรมที่ไม่ดีดูเถิด ! การที่คนทำผิดไม่ถูกลงโทษ ส่วนคนไม่ได้ทำกลับถูกจับผิดตัว ถูก ลงโทษเช่นนี้ ทางพุทธศาสนา ก็มีสิทธิที่จะพูดว่าเพราะกรรมเก่า ของเขา เท่าๆ กับที่โหราศาสตร์ว่าชาตาของเขา. แต่การที่ เขาถูกจับผิดตัวเช่นนั้น อย่างน้อยที่สุดเขาต้องเป็นคนเสียชื่อเสียง เคย ประกอบทุรกรรม หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกรรมเช่นนั้นมาก่อน. คน

น.894 ดีๆ ที่อยู่ในสถานที่ฆาตกรรม ย่อมเป็นพยานโจทก์มากกว่าที่จะถูกจับผิด ตัวและเอามาเป็นจำเลย ดังที่เราเห็นกันอยู่เป็นธรรมดาแล้ว. ถ้าหาก ผู้ทำผิดนั้น หลบหนีเจ้าหน้าที่เก่ง นั่นย่อมถือว่ากรรมได้กำลังลงโทษ เขาอยู่แล้วในลักษณะหนึ่ง. ส่วนผู้ถูกจับมาขังเปล่าๆ ก็เพราะกรรม เก่าๆ ของเขาอย่างอื่นๆ บ้าง เพราะอุบัติเหตุเช่นผู้ถูกสะเก็ดลูกระเบิดจาก เครื่องบินบ้าง เพราะกรรมที่ต้องมาเกิดในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่ง เหล่านี้นั้นเอง, โหรเองก็ไม่กล้ายืนยันว่า ผู้ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งนั้น ถ้าสอบ สวนชาตาของเขาดูแล้ว จะต้องเป็นว่า เขามีดวงชาตาตามตำราโหราศาสตร์ ดีกว่าคนอีกหลายแสนคนที่ไม่ถูก, ในเรื่องโชคลาภ. เมื่อโหราศาสตร์ ให้ความแน่นอนอะไรไม่ได้เช่นนี้ ต้องแปลว่ามันยังมีอำนาจอื่นๆ อิก ที่นอก ออกไปจากอำนาจดวงดาว เช่นเดียวกับที่พุทธศาสนาถือว่า สุข ทุกข์ มิ ได้เกิดแต่กรรมเก่าแห่งเรื่องนั้นเสียทุกอย่างไป.๑ ฉะนั้นสิ่งที่เราควร ยึดถือจึงมีว่า อำนาจดวงดาวเท่าที่มาเกี่ยวข้องกับมนุษย์เป็นรายตัว • นั้น มีน้อยเกินไป จนเอาสาระอะไรมิได้. มันมิใช่แรงจริง หรือหัวหน้าแรง แต่เป็นเพียงแรงส่งหรือแรงถ่วงเล็กน้อย เช่น มือของเด็กๆ ที่ราน้ำหรือช่วยพุ้ยน้ำในเมื่อผู้ใหญ่หลายคนพายเรือไปเท่า นั้น, ไม่สามารถหักล้างแรงกรรม ตามความเชื่อของชาวเรา เหล่าพุทธศาสนิกแต่อย่างใดเลย. ๑. บาลี สารายตนะ. สํ. ไตร. ส. ๑๙ น. ๒๘๕ ม. ๔๒๗

น.895 ที่วิจารณ์กันมาแล้วนี้ หมายถึงเราแยกเป็นแรงกรรมอย่างหนึ่ง แรง ของดวงดาวที่โหราศาสตร์เป็นผู้บอกอีกอย่างหนึ่ง, และลงอันติมมติ ( Conclusion ) ได้ว่า อำนาจดึงดูดของดวงดาว เป็นเพียงแรงเล็ก น้อยที่แฝงอยู่ในตัวเรา ไม่สามารถหักล้างแรงกรรมเก่า และ แรงกรรมที่จะสร้างขึ้นใหม่ แต่อย่างใด, ทีนี้ มาพิจารณากันใหม่อีกด้านหนึ่งสักเล็กน้อย, คืออาจมีผู้เสนอ ขึ้นว่า ตัวกรรมนั่นเอง คือตัวอำนาจดวงดาว หาใช่เป็นสองแรงสามแรงคอย ส่งคอยถ่วงกันไม่. เพราะว่าดวงดาวทั้งหลายมีอยู่ก่อนมนุษย์เกิด มนุษย์ เกิดขึ้นมาภายใต้อำนาจดึงดูดของปวงดาวในสากลจักรวาล, ได้สั่งสมแรง ต่างๆไว้ในตัวตามลำดับๆจนกลายเป็นกฎของชีวิตไป, แต่พุทธศาสนามาบัญ- ญัติชื่อเสียใหม่ว่า กรรมเท่านั้น. ถ้าเช่นนี้ก็แปลว่าไม่จำเป็นที่จะ ต้องวิจารณ์กันต่อไปอีก เพราะผิดกันเพียงชื่อเท่านั้น, แต่เรา ต้องแยกกันให้เด็ดขาดลงไป คือเป็นพวกแพทย์หรือนักวิทยาศาสตร์, พวกโหรหรือไสยศาสตร์, พวกหมอผีหรือมายาศาสตร์, และพวกพุทธ- ศาสนาที่ถือกรรม, เป็นลัทธิ ๆ ไป ใครถืออย่างใดก็อย่างนั้น และถูกด้วย กันทุกฝ่ายเท่าที่ตนมองของตนเห็น, แต่ต้องต่างคนต่างถูก, และถูก กันอยู่พร้อม ๆ กัน. แต่ถ้าเอาเข้ามารวมกัน . จะกลายเป็นเลอะเทอะ และผิดหมดด้วยกัน เพราะโลกเรายังแบ่งกัน เป็นชาติ เป็นลัทธิ และ ศาสนา หนึ่งๆ อยู่. และในภาวะเช่นนี้ สิ่งที่เรียกว่า "ความจริง" หรือ "ถูกต้อง" นั้นเป็นเพียงสิ่งที่ได้บัญญัติกันขึ้น เท่าที่ความคิดหรือปัญญาของ ตนมองเห็นเพียงไรเท่านั้น. สำหรับเราพุทธบริษัทโดยเฉพาะ ย. ๓๗

น.896 ก็ควรสงวน Authority ของเรา ซึ่งแล้วแต่ว่าเรากำลังเป็นอะไร อยู่ หรือนับถือหลักเกณฑ์ของใครอยู่ : ถือหลักเกณฑ์ของนัก วิทยาศาสตร์ หรือโหร หรือพ่อมด หมอผี ? - ซึ่งข้าพเจ้าจำเป็นต้องย้ำ ข้อความในโลกนิตินั้นอีกครั้งหนึ่งว่า หมอแพทย์ ทายว่าไข้ ลมคุม โหรว่า เคราะห์แรงรุม โทษให้ แม่มด ว่ามีกุม ทำโทษ ปราชญ์ว่า กรรมเองไซร้ ส่งให้ เป็นเอง. ข้าพเจ้าหรือเพื่อนร่วมชาติทุกคน ส่วนที่เป็นพุทธบริษัท ซึ่งล้วนแต่ ต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน ในการสืบอายุพระพุทธศาสนา. ตามหลัก แห่งประชาธิปไตย เรามีเสรีภาพที่จะคิดและเชื่อ แต่ เราได้ยอมรับเอา พุทธศาสนาเป็นศาสนาของชาติ เราจึงต่างมีเสรีที่จะรักษาทฤษฎี ของศาสนาของเรา ให้บริสุทธิ์อยู่สืบไป, ซึ่งหมายความถึงว่า ให้ ยังคงทนต่อการพิสูจน์ และต่อการโจมตีของศาสนาอื่นๆ, เพราะโลกยัง ชอบการโจมตีกันอยู่. การที่ผู้ปาฐกมาพูด "ล้อ" พวกเรากันเองเล่น ว่า อำนาจดวงดาว มีอำนาจเด็ดขาดเหนืออำนาจกรรมเช่นนี้ มันเป็นการล้อ เล่นอย่างคนถืออาวุธมากเกินไป, คือน่าอันตราย. พวกอุบาสกอุ- บาสิกาพากันรวนเร. ถ้าพวกทหารล้อกันด้วยดาบด้วยปืนก็สนุกดี, แต่พวกชาวบ้านเขาเสียวไส้. ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า จำเป็นที่จะรีบ

น.897 ปรับความเข้าใจกันเสีย. แต่มิใช่เป็น " การล้อคืน." เป็น เพียงเรียกเอา "ศรัทธาที่เคยมั่นคง" กลับคืนมาเท่านั้น. ในสมัยแห่งเศรษฐกิจ การเมือง และแสนยานุภาพเช่นนี้ ไม่มี โหราศาสตร์ ! โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกทหารควรโกยโหราศาสตร์ทิ้งเสีย ทั้งกะปิทีเดียว เพราะไม่มีประประโยชน์อะไรเลย. เพฆนิคของวิชารบ เป็นพวกแรงกรรม, มีอำนาจเหนือโหราศาสตร์ซึ่งเป็นพวกดวงดาว ตั้ง ๙๙ เปอร์เซนต์ทีเดียว. พุทธศาสนาไม่ควรและไม่เคยมอบความ ไว้ใจในวิชาโหราศาสตร์. การที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุเรียนรู้ “ นักขัตตบท" (ทางโคจร ของดวงดาว ) นั้น หาใช่โหราศาสตร์ไม่, มันเป็นเพียงการรู้เรื่องเกี่ยว กับปฏิทินเล็กน้อยตามสมควรเท่านั้น เช่นเดียวกับเราต้องรู้กันในบัดนี้ว่า วันที่เท่าไร เดือนอะไร ขึ้นแรมกี่ค่ำ เป็นต้น ; และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับพวกที่จะไปอยู่ป่าเท่านั้น จะได้ใช้บอกตัวเอง และแทนนาฬิกา เช่นตื่นขึ้นมากลางคืน ออกมาดูดาวก็จะรู้ได้ว่าสักกี่ทุ่มแล้ว เป็นต้น ถ้า ตนมีความรู้เรื่องดาวและฤดู. ในบาลีที่กล่าวถึงการอนุญาตนั้น กล่าว ว่า พวกโจรมาถามภิกษุไม่รู้ เลยถูกดูหมิ่นและทำอันตรายตามสันดานพาล ของโจร แต่ในเรื่องเดียวกันนั่นเอง มีการกล่าวถึงการที่ภิกษุนั้นมิได้มีน้ำไว้ ให้มันดื่ม ไม่มีอาหารให้มันกิน ไม่รู้จักทิศ, ฯลฯ ด้วย จึงถูกทุบตีเอา ( ดู พิศดารได้จากบาลีจุลลวรรค ไตร. เล่ม ๗ หน้า ๒๓๓) เลยทรงบัญญัติรวมกัน เป็นวัตรของผู้จะอยู่ป่าจะต้องศึกษาเสียทีเดียว. และพึงเข้าใจไว้ว่า คำว่า " นักขัตตบท" ในที่นี้ มิใช่โหราศาสตร์ เป็นเพียงดารา-

น.898 ศาสตร์ ส่วนที่เกี่ยวกับปฏิทินส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะในสมัยนั้น ไม่มีปฏิทินและนาฬิกาสำเร็จรูปใช้ทั่วไปเหมือนเดี๋ยวนี้. เกจิอาจารย์ ที่แต่งพระคัมภีร์ชั้นต่อมา เข้าข้างตัวเกินไป หยิบเอาเป็นเลสว่าทรงอนุญาต หรือยินยอมในการศึกษาโหราศาสตร์ ; แม้ที่สุดแต่เกจิอาจารย์ผู้แต่งคัม- ภีร์โคลงฉันท์กาพย์กลอน เช่นคัมภีร์วุตโตทัยก็อ้างว่าเพื่อความตั้งมั่นของ พุทธศาสนาเหมือนกัน ! เรื่องชนิดนี้เราควรให้อภัยท่าน, แต่อย่างไร ก็ดี ท่านควรพูดตรง ๆ ว่า ท่านอยากจะแต่งเองมากกว่า ! แต่ถ้าเราจะลองฟังส่วนที่ทรงติเตียนโหราศาสตร์ (มิใช่ดาราศาสตร์ ส่วนที่เป็นปฏิทิน ) ดูบ้าง จะเห็นได้ว่า ทรงติเตียนอย่างน่าสะอิดสะเอียน ทีเดียว, เช่นบาลีพรหมชาลสูตร, และสามัญผลสูตร เป็นต้น. ( ฉบับโรงพิมพ์ไทย พระสารประเสริฐแปลเป็นไทย ทีฆนิกาย หน้า ๑๔-๑๕)." และที่พระสาวกเช่นพระสารีบุตรติเตียนก็มี เช่นสูจิมุขีสูตร ในสั่งยุตตนิกาย ซึ่ง ผู้อ่านในภาษาไทยจะหาอ่านได้จากหนังสือพุทธสมัย ( ชุดธรรมสมบัติ ) ตอนที่ ๑๐๒ เหล่านี้ล้วนเป็น บาลีพุทธภาษิต ซึ่งอาจลบล้างคำเกจิอา- จารย์ ผู้อยากแต่งคัมภีร์ฝ่ายโหราศาสตร์ แล้วถือเลสเอาจาก พุทธานุญาตในบาลีจุลลวรรค วินัยปิฎก มาเป็นเครื่องป้องกันตัว ได้ดีที่เดียว. ๑. ไตร ส. ๙ น. 60 บ. ๑๙๗ ๒ ไตร. ๓ ๑๗ น. ๒๕๕ บ. ๕๑๗

น.899 ข้าพเจ้าไม่ติเตียนการศึกษาโหราศาสตร์ ของผู้อื่น เพราะยังมีวิชา อื่น ๆ อีกหลายอย่าง ที่เรากำลังศึกษากันอยู่อย่างผืนๆ ธรรมนิยม. แต่ ข้าพเจ้าไม่ชอบการทำโดยอ้างเอาเลสว่าพระพุทธองค์ทรงอนุญาตไว้ มัน เป็นการทำให้เปรอะเปื้อนไปถึงพระองค์ด้วย. พระพุทธองค์ทรงติ- เตียนแม้แต่ ผู้ที่แม้เรียนปริยัติธรรม. แต่เรียนอย่างเดียว. โดยไม่ได้ทำให้ได้รับผลในทางฝ่ายปฏิบัติ ปริยัติธรรมคือคำ สอนของพระองค์เองแท้ๆ ! ทรงติผู้มี "ปริยัติท่วมหัว ช่วยตัวไม่ รอด " อยู่เช่นนี้ ทำไมจะเพิ่มวิชาฝ่ายเวทางค์ของพระเวท เช่นโชยติษ- ศาสตร์ หรือดาราศาสตร์เป็นต้นนี้ เข้าด้วยเล่า. เป็นอันว่ายังฟังไม่ได้ ในข้อที่ว่า พระพุทธองค์ทรงส่งเสริมวิชาโหราศาสตร์, หรือถึงกับจะทรง ยอมรับรองว่า อำนาจดวงดาวมีอยู่เหนืออำนาจกรรม ! ผู้อ่านบางท่านคงนึกว่า ข้าพเจ้าบ้าคลั่งในการรักษาทฤษฎีของพุทธ- ศาสนา หรือกัมมัสสกตาศรัทธา และตถาคตโพธิศรัทธา ของพวกพุทธ บริษัทมากเกินไป. ท่านจะนึกอย่างไร แม้ยิ่งไปกว่านี้ก็ได้ แต่ไม่ควร ลืมนึกว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งเหตุผล. ทุกๆ คน เก็บเกี่ยวผลได้เท่าที่ตนได้หว่านเหตุไว้. สิ่ง อื่นที่ประปรายมากระทบกระทั่งบ้าง ไม่เป็นของสำคัญอะไร. อิก ประการหนึ่ง พุทธศาสนาต้องการนำเราออกจากกรงขังของตัวเรา เอง โดยตัวเราเอง. ถ้ามีสิ่งอื่นมีอำนาจเหนือการกระทำของเรา เราก็ไม่อาจออกจากกรงขังไปได้. ถ้าดวงดาวมีอำนาจเหนือเรา ย. ๓๘

น.900 ความหลุดรอด ( Emancipation ) ก็เป็นสิ่งที่ไม่ต้องหวัง. ถ้าเรา อาจหวังความรอดพ้นได้, เราต้องมีอำนาจ เหนือดวงดาวและสิ่งอื่นๆ จนกระทั่งเหนือ กรรมของเราเองในที่สุด. นั่นจึงจะเป็นความ รอดพ้นที่แท้จริง. และคนเราทุกคนมีกรรมของตนเองเป็น ตลอดเวลาที่ยังไม่หลุดพ้นจากสังสารวัฏฏ์ ที่พึ่งอาศัยของตน. หรือแรงกรรม ! ในที่สุดแห่งการวิจารณ์นี้ ข้าพเจ้าขอสรุปความว่า อำนาจดวงดาวมี ผลเพียงเล็กน้อยแฝงอาศัยอยู่กับแรงกรรม ซึ่งจะมีความดีหรือเลวนำหน้า เช่น เดียวกับภาพเขียนของศิลปี จะดีหรือเลวย่อมอยู่ที่การเขียนเป็นส่วนใหญ่ มิได้ อยู่ที่เนื้อกระดาษหรือผ้าที่ใช้เขียนเป็นต้น ฉันใดก็ฉันนั้น. พุทธบริษัท ที่แท้ยังคงหวังพึ่งกรรมได้ตามหลักของพวกพุทธบริษัทอยู่เสมอไป ! พุทธทาสภิกขุ ๑๐ ม. ค. ๘๑

น.901 ตอบปัญหาบาดหลวง คณะธรรมทานได้รับคำถามของบาดหลวง แห่งสำนักคริสตังบางนกแขวก สมุทร สงคราม ถามด้วยเรื่องพระเป็นเจ้าและความสัมพันธ์กับมนุษย์เมื่อต้นปีนี้. บรรณาธิการ หนังสือพิมพ์พุทธศาสนาได้ตอบไปครั้งหนึ่งแล้วแต่ย่อๆ ปรากฏได้รับตอบกลับมาว่าไม่ เพียงพอที่จะทำให้ผู้ ถามเข้าใจได้ทั่วถึง จึงมีการตอบใหม่อีกครั้งหนึ่ง และเป็นการตอบที่กว้าง ขวางทั่วไปสำหรับทุกๆ คน หรือทุกๆ ลัทธิศาสนา, ไม่เฉพาะแต่สำหรับท่านผู้ ถามหรือคณะ ของท่าน เพราะว่าปัญหาในรูปที่ถามมานั้นเป็นปัญหากลางๆ ที่ผู้ มีความสนใจในศาสนาต่างๆ ย่อมตั้งขึ้นถามอยู่เสมอ. ในการตอบครั้งนี้ข้าพเจ้าตอบในนามของคณะธรรมทาน ใน ฐานะเป็นสถาบันที่มีหน้าที่ให้แนวคิดของตนแก่ผู้อื่นอย่างมีอิสสระ เพื่อประโยชน์แก่ผู้ ที่มี ความคิดอย่างอิสสระ ไม่ติดตั้งอยู่ในลัทธิหรือศาสนาใดศาสนาหนึ่งอย่างติดผืน แต่เป็นผู้ ที่จะสามารถรับเอาแนวคิดเข้ามาถือและปฏิบัติได้ตามเหตุผล และประกอบด้วยแสงสว่าง อันรุ่งเรือง อย่างนักศึกษาที่มีเสรีภาพในการศึกษา เพื่อปลุกย้อมดวงวิญญาณของตนให้ รับความสุขจริงๆ โดยปราศจากความยึดมั่นทุกๆ ประการ. หวังว่าการตอบของข้าพเจ้า คงจะสำเร็ประโยชน์ตามนี้ ไม่มากก็น้อย. - พุทธทาสภิกขุ. ตอบปัญหา ๑. พระผู้เป็นเจ้า. ๒. โลก มีผู้สร้างมา หรือเกิดมาได้อย่างไร มีหลักปรัชญาอะไร เป็นบทพิสูจน์บ้าง ? ๓. ความทุกข์ในโลก มีกำเนิดมาแต่ไหน ? ๔. มนุษย์เจริญชีวิตอยู่ในโลกเพื่ออะไร ? และจุดปลายของ มนุษย์มีอยู่อย่างไร ? ๑๕๑

น.902 คดี๒ ตอบคำถามบาดหลวง คำตอบ ปัญหาทั้ง ๔ ข้อนั้นมีใจความเนื่องถึงกัน เพราะตามลัทธิของผู้ถือพระ เป็นเจ้าทุกๆ ลัทธิถือว่า พระเป็นเจ้าเป็นผู้สร้างโลก, ความทุกข์เกิดจากการ ที่มนุษย์ทำผิดพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า และมนุษย์เจริญชีวิตอยู่ในโลก เพื่อ ทำให้ถูกพระทัยของพระเป็นเจ้า แล้วมีการเข้ารวมกับพระเป็นเจ้าเป็นจุดปลาย ทาง. แต่ถ้าเพ่งเล็งด้วยสายตาแห่งพุทธบริษัท หรือตามพระพุทธมติแล้ว ปัญหาทั้งหมดนี้ไม่อาจเนื่องกันไปหมด เพราะว่า ไก่ไม่มีพระเป็นเจ้า. โลกไม่เกี่ยวกับพระเป็นเจ้าผู้สร้างชนิดที่เป็นบุคคล ในนิยายของ ฝ่ายที่เชื่อเช่นนั้น ; ความทุกข์ของโลก มาจากความโง่เขลา ของโลกเอง และจากธรรมชาติล้วนๆ ก็มี. ไม่เกี่ยวกับพระ เป็นเจ้า ; และตามอุดมคติแห่งพุทธศาสนานั้น มนุษย์มีชีวิตอยู่ ในโลก เพื่อความรอดพ้นจากความทุกข์ ที่กำลังได้รับอยู่ เช่น ความเกิดแก่เจ็บตาย และความจำเป็นที่ต้องเวียนเกิดมาเพื่อเกิด แก่เจ็บตาย ; จุดปลายทางของมนุษย์คือ ความหลุดพ้นจาก ช่วงทุกข์นั่นเอง. แต่ถ้าฝ่ายที่ถือพระเป็นเจ้า จะยอมแปลเสียอีกชั้นหนึ่งว่าการสอนว่ามีพระเป็น เจ้าดังเช่นในนิยายนั้น เป็นเรื่องสำหรับสอนคนในสมัยที่ยังไม่มีความรู้เรื่อง ความเป็นมาของโลก หรือสอนเด็กๆ, แต่ความจริงพระเป็นเจ้าเป็นเพียงกฎ ธรรมชาติที่บังคับตัวธรรมชาติอยู่แล้ว ความก็จะลงกันได้ เพราะตัวพระ

น.903 ป็นเจ้า ก็คือตัวสภาพแห่งความไม่รู้ ( อวิชชา )๑ ในฐานะเป็นผู้สร้างสรรสิ่ง ในโลกขึ้น, และคือตัวกฎแห่งกรรม และความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตัว ( กัมมัสสกตา ) ในฐานะเป็นผู้ลงโทษและให้รางวัลแก่ผู้ที่ทำดีทำชั่ว. พระ เป็นเจ้าคือตัวอวิชชาและกฎแห่งกรรมรวมกันนั่นเอง. มติแห่งลัทธิที่ถือพระเป็นเจ้า ย่อมสอนให้บูชาและหวังพึ่งพระเป็น เจ้า; แต่มติแห่งพุทธศาสนาสอนให้ทำลายล้าง และเอาชนะ " พระเป็นเจ้า" ดังกล่าวนั้นเสีย, พุทธบริษัทไม่ยอมตัวเป็นนักโทษ หรือทาสของ "พระเป็นเจ้า" ทั้งมีอิสสระเสรีภาพในการต่อสู้กับ " พระเป็นเจ้า" นั้นๆ ตามสามารถของตน ๒ จนกว่าจะหลุดพ้น ตรงกันข้ามกับหมู่ชนที่ถือพระ เป็นเจ้า ที่มีอุดมคติว่าต้องยอมให้พระเป็นเจ้าดำเนินการไป เราได้แต่ขอความ กรุณาจากพระองค์เท่านั้น ซึ่งลัทธิศาสนานี้ไม่เหมาะกับคนไทย ที่มีความหมาย ว่า "ผู้เป็นอิสสระ." แต่อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างอย่างตรงกันข้ามนี้ จะกลับกลายเป็นลงรอยเดียวกันได้ ถ้าหากว่าฝ่ายที่ถือพระเป็นเจ้า จะยอมรับ ว่าเรื่องพระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นตัวตนนั้น เป็นเพียงการสมมติให้เป็นบุคคลาธิษฐาน ( Personification) สำหรับสอนคนในสมัยที่ยังไม่รู้เรื่องธรรมชาติอันแท้จริงของ โลก และเด็กๆ ดังกล่าวแล้ว. การที่ต้องยกข้อความนี้ขึ้นกล่าวก่อน มิใช่จะมีความมุ่งหมายอย่างอื่น นอกไปจากว่า ท่านผู้ถามเป็นคริสตัง และถามเพื่อเข้าใจพุทธศาสนาว่า จะมี ๑. อวิชชาคือสภาพที่ปราศจากความรู้ ย่อมให้เกิด อภิสังขาร หรือสิ่งที่มีหน้าที่ปรุงแต่ง, อภิสังขารให้เกิดวิญญาณ, วิญญาณให้เกิดนามรูป ฯลฯ ตามนัยแห่งปฏิจจสมุปบาท จนกระทั่ง เกิดทุกข์. ๒. หมายถึงทำลายอวิชชา, ไม่มีตัณหา, จนอยู่เหนือกรรมโดยประการทั้งปวง. ย. ๓๙

น.904 ทางลงรอยเป็นอันเดียวกันกับคริสตศาสนาได้อย่างไรบ้าง หรือแตกต่างกันอย่าง ไร จนไม่อาจลงรอยกันได้เลย. เพราะฉะนั้นเมื่อจะรวบรัดให้สั้นโดยพุ่งตรง ไปยังใจความสำคัญแล้ว ก็จำเป็นต้องวินิจฉัยกันในส่วนนี้ก่อน เพราะเป็นใจ ความของเรื่องทั้งหมด. ใจความก็คือว่า ต้องแปรบุคคลสมมติให้ เป็นตัวจริง เช่นแปลคำว่าพระเป็นเจ้า เป็นกฎแห่งกรรมและอวิชชาที่มีอำ- นาจปรุงแต่งสังขาร, วิญญาณ, นามรูป ฯลฯ เป็นต้น. ถ้าไม่ยอมแปล ก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจกันได้เลย. แต่ถ้ายอมแปล จะเข้าใจกันได้ทุกศาสนา คือ ทั้งคริสต์, อิสลาม, ฮินดู และอื่นๆ ที่มีพระเป็นเจ้าผู้สร้างด้วยกัน. ส่วน ข้อความนอกนั้นที่เป็นธรรมจริยา และปรัชญา ย่อมลงกันได้หมด หรือไป แนวเดียวกัน แม้จะไปได้ใกล้ไกลกว่ากัน ก็มิได้มีแนวอันแตกต่างกัน. เพราะ เหตุนั้น คำตอบในเรื่องพระเป็นเจ้าตามพุทธมตินั้น ต้องอาศัยการแปลความ หมาย ของบุคคลสมมตินี้ให้ถูกต้องเป็นส่วนใหญ่. พระผู้มีพระภาคเจ้า มิได้ทรงชี้แนวแห่งพระเป็นเจ้าที่เป็นตัวตนสมมติไว้ เลย. แต่ได้ทรงชี้แนวแห่งธรรมที่ตรงกับเรื่องราว หรือตัวของพระเป็นเจ้า ไว้อย่างแจ้งชัด คืออวิชชา และกรรมสภาพ ดังกล่าวแล้ว, ซึ่งเป็น อันกล่าวได้ว่าพระองค์ได้ตรัสเรื่อง "พระเป็นเจ้า " ไว้เหมือนกัน ในฐานะเป็นผู้ สร้างโลก เป็นผู้ควบคุมโลก, แต่ว่ามิใช่พระเป็นเจ้าที่เป็นตัวตนดังเรื่องนิยาย นั้น ๆ. จึงเป็นอันว่าผู้ถามกับผู้ตอบจะต้องทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า คำว่าพระเป็นเจ้านั้น มีความหมายเป็นสองชั้น คือชั้นบุคคลาธิษฐานหรือ บุคคลสมมติชั้นหนึ่ง และธรรมาธิษฐานอันมิใช่สมมตินั้น อิลชั้นหนึ่ง. ถ้าหมายถึงพระเป็นเจ้าตามนัยบุคคลสมมติโดยตรง และไม่ยอมรับว่าเป็นเพียง บุคคลสมมติ ซึ่งจะต้องแปลเป็นความจริงชั้นปรัชญาธรรมอีกต่อหนึ่งแล้ว คำ

น.905 ตอบในเรื่องนี้ของข้าพเจ้าจะมีแต่เพียงสั้น ๆ ว่า " เปล่า, พระองค์มิได้ทรงชี้แนว ไว้เลย ในเรื่องพระเป็นเจ้า" เท่านั้น. แต่ถ้ายอมให้มีความหมายอันกว้าง ทำนองที่กล่าวแล้ว ขอตอบว่าพระองค์ได้ทรงชี้ไว้มากมายทีเดียว ซึ่งเราจะได้ สนทนาสำกัจฉากันสืบไปเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้. (๑) พระผู้เป็นเจ้า ทุกๆ ลัทธิของหมู่ชนที่มีความเชื่อในพระเป็นเจ้า ย่อมมีความเชื่อและ อุดมคติตรงเป็นอันเดียวกันหมด คือพระเป็นเจ้าสร้างเรามา ควบคุมเราอยู่ทุก เมื่อ : เราจะสุขและทุกข์ ก็เพราะทำถูกหรือทำผิด ต่อพระประสงค์ของพระองค์, หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า เพราะเราอ้อนวอนขอจากพระองค์หรือไม่เท่า นั้น, ซึ่งการอ้อนวอนนั้น ๆ ก็ต้องมีการประพฤติดีงามถูกต้องใส่ถาดไป เป็นเครื่องบูชาถวายพระองค์ อีกเหมือนกัน จะอ้อนวอนเพียงแต่ปากอย่าง เดียวใช้ไม่ได้. โดยนัยนี้ เราจึงจับใจความแห่งคำว่าพระเป็นเจ้าได้ว่า หมายถึง " ผู้ " หรือ "ส่ง" หรือ " สภาพ" ที่เป็นผู้ก่อให้เกิดสิ่ง ทั้งหลายขึ้น และควบคุมสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นไว้ภายใต้กฎ หรือ อำนาจของผู้ก่อนั้นเอง. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงชี้แนวแห่งเรื่องนี้ไว้อย่างไร ? ตอบว่า อวิชชา หรือสภาพแห่งความไม่รู้เพราะปราศจากความรู้โดย ประการทั้งปวง ได้สร้างสิ่งทั้งปวงขึ้น. ๑ และทุกๆ สิ่งที่มีสิ่งอื่นก่อขึ้น

น.906 สร้างขึ้นนั้น ๆ ย่อมมีกฎความจริงประจำอยู่ในตัวมันเองอย่างเด็ดขาดว่า ถ้า มันเคลื่อนไหว, ปฏิกิริยา ( reaction ) จักต้องเกิดมีขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ โดยสมควรแก่การเคลื่อนไหวนั้น ๆ กิริยาและปฏิกิริยาพวกหนึ่งหรือประ- เภทหนึ่ง แสดงอาการแสบเผ็ดเร่าร้อน เราเรียกนามมันว่าฝ่ายชั่วหรือบาปหรือ ทุกข์, อีกฝ่ายหนึ่งตรงกันข้ามเราเรียกนามมันว่าดี หรือบุญ หรือสุข. และ กฎความจริงอันเด็ดขาดอันประจำอยู่ในสิ่งที่มีสิ่งอื่นก่อขึ้น สร้างขึ้นนี้ เราเรียก ว่า กรรม หรือกฎแห่งกรรม, นั้นคือสิ่งที่ควบคุมสัตว์ หรือเมื่อกล่าวโดย เฉพาะ ก็คือควบคุมสิ่งที่มันสิ่งประจำอยู่ในภายในทุกๆ สิ่ง ซึ่งทำให้เราเห็นได้ ว่า มันได้เป็นไปในสิ่งทั้งปวง และตลอดเวลาทั้งปวงด้วย เพราะเหตุที่ว่ามัน เป็นกฎประจำตัวของสิ่งนั้นอยู่เสมอเองแล้ว ทั้งสิ่งที่มีชีวิตวิญญาณ และไม่มี ชีวิตวิญญาณ. สภาพอันนี้เอง เรียกว่าพระเป็นเจ้า. ก็อวิชชาเป็น ผู้สร้างสิ่งทั้งหลายขึ้น ; และในสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นนั้นมันใส่กฎแห่งกรรมประจำ มาด้วยเสร็จ สำหรับที่จะบันดาลผลให้เกิดขึ้นว่า มันเคลื่อนไหวไปอย่างไร ผลแห่งการเคลื่อนไหวจะเกิดขึ้นตอบ โดยเหมาะสมในตัวมันเอง โดยไม่ต้อง อาศัยสิ่งภายนอกช่วยบันดาล หรือโยกย้ายเปลี่ยนแปลงได้เลย. โดย ทำนองนี้จะเห็นได้ว่า กรรมขึ้นอยู่ในอวิชชาอยู่แล้ว. เพราะฉะนั้นเมื่อจะ กล่าวให้สรุปความอย่างกะทัดรัดที่สุด ก็เป็นอันกล่าวได้สั้นๆ และคำเดียวว่า พระ เป็นเจ้าผู้สร้าง คือ อวิชชา หรือสภาพแห่งความไม่รู้ หรือ ปราศจากความรู้ แจ้งในตัวเอง. ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ? • ให้ดูเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท อันจะกล่าวถึงข้างหน้า.

น.907 ราอาจตอบได้ด้วยเหตุผลอย่างธรรมดาที่สุดว่า ถ้ามีความรู้ หรือรู้ แจ้งในเรื่องนั้นๆ แล้วจะสร้างสิ่งทั้งหลายขึ้นมาให้ยุ่งยากทำไม. สร้างหนูมาแล้ว สร้างแมวมาให้กินหนู, สร้างคนขึ้นมาแล้ว สร้างโรคอันร้ายกาจ ขึ้นใส่คนด้วย แล้วสร้างหมอแพทย์ขึ้นมาให้ทำงาน เพื่อคัดค้านการกระทำของ ผู้สร้างเอง, สร้างให้เกิดมา แก่ เจ็บ ตาย และดิ้นรนต่างๆ นาๆ ถ้าฉลาด ทำไมไม่สร้าง ให้มีลักษณะตรงกันข้าม โลกทั้งหมดเขาจะได้บูชา. แต่ความจริงมีอยู่ว่า ถ้าฉลาด หรือเป็นวิชชาแล้ว จะไม่สร้างอะไร ขึ้นมาเลย ดังเช่นอุดมคติของพุทธศาสนาที่มีอยู่ว่า เราแสวงหาวิชชา หรือการตรัสรู้ เพื่อฆ่าอวิชชาให้หมดไป และเราจะไม่ถูกมัน สร้างขึ้นมายุ่งยากอิก มีแต่ความดับสนิทได้เยือกเย็นจริงๆ. หลักฐานตามพระพุทธภาษิตนั้น ได้แก่พระพุทธภาษิตอันว่าด้วย ปฏิจาสมุปบาท คือกฎแห่งการที่ธรรมชาติหรือสภาพธรรมชาติปรุงแต่งส่ง ทะยอยกันมาเป็นลำดับๆ (Law of Dependent Origination of all Pheno- mena of Existence). ตามกฎนี้ มีอวิชชาเป็นต้นเงื่อน ดังพระบาลีที่เรา ทราบกันอยู่ทั่วไปแล้ว" มีคำแปลว่า "เพราะมีอวิชชาเป็นมูลเหตุ จึงมีสภาพ ๑. ยกมาไว้สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยทราบดังต่อไปนี้ :- อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา, สงสารปจุลยา, วิญญาณ์, วิญญาณปฺจยา นามรูป, นามรูปปจุดยา สฬา- ยตนํ, สหายตนปจฺจยา ผสฺโส, ผสฺสปจฺจยา เวทนา, เวทนาปจฺจยา คณฺหา, ตณฺหาปจุดยา อุปาทาน, อุปาทานปจฺจยา ภโว, ภวปจุลยา ชาติ, ชาติปจุด- ยา, ชรามรณ์ ฯลฯ ย. ๔๐

น.908 ผู้จัดปรุง ( สังขาร ), เพราะมีสภาพผู้จัดปรุง จึงมีวิญญาณสำหรับปฏิสนธิ, เพราะมีวิญญาณสำหรับปฏิสนธิ จึงมีกายกับใจ, เพราะมีกายกับใจ จึง มีเครื่องสำหรับสัมผัสอารมณ์ต่างๆ, เพราะมีเครื่องสัมผัสอารมณ์ต่างๆ จึงมีการสัมผัส, เพราะมีการสัมผัส จึงมีความรู้สึก, เพราะมีความรู้ สึก จึงมีความอยาก อย่างใดอย่างหนึ่ง, เพราะมีความอยาก จึงมีการ ยึดถือสิ่งต่างๆ และตัวเอง, เพราะมีความยึดถือ จึงมีความมีความ เป็นนั่นนี่ขึ้นมา, เพราะมีความมีความเป็น จึงมีสิ่งที่รวมเรียกว่า ชาติ คือเรียกได้ว่ามีความเกิดขึ้นพร้อมแล้ว, เพราะมีชาติ จึงมี ชรา พยาธิ มรณะ และทุกข์อื่นๆ" นี่เป็นหลักพระพุทธภาษิต ที่แสดงว่า ผู้สร้างที่เป็นต้นเงื่อนที่สุด คือความไม่มีความรู้ อะไร หรือความมืดบอด เพราะความรู้ ไม่มีในสภาพนั้น. ถ้ามีวิชชาหรือ สภาพแห่งความรู้ ( คือรู้ว่าอะไรเป็นทุกข์และเหตุให้เกิดทุกข์. อะไรเป็นตัวความดับทุกข์ และเหตุให้ถึงความดับทุกข์ ซึ่งเรียกว่ากฎแห่งอริยสัจจ์ ) แล้ว มันจะไม่ตั้งเงื่อนแห่งความ ทุกข์ขึ้นมาเลย คือไม่สร้างคนขึ้นมาเพื่อทุกข์ โดยไม่มีหรือมีเจตนาเช่นนั้นเลย. มติแห่งพุทธศาสนา มีว่า สังขารธรรม หรือสิ่งทั้งหลายที่ก่อรูปและ ส่งทะยอยกันขึ้นมา หรือที่เรียกตามภาษาวิทยาศาสตร์ว่า ธรรมชาติฝ่ายที่มี ปรากฏการณ์ ( Phenomena ) ทุกๆ สิ่ง ย่อมวนเวียนไปตามเรื่องตามอำนาจแห่ง สิ่งที่เป็นต้นเหตุปรุงแต่งมันอยู่ กิริยาอันนี้เรียกว่าความไม่เที่ยง หรือ อนิจจํ ความไม่เที่ยงหรือเปลี่ยนอยู่เสมอนั้น น่าเกลียดและเป็นการทรมาน เรียกว่า ความทุกข์ หรือ ทุกข์, และสิ่งนั้นเป็นเพียงธรรมชาติเท่านั้นเอง หาใช่เป็น ตัวเราตัวใครไม่ (มันมีจิตสำคัญผิดว่า เป็นตัวคนนั้นคนนี้ ตัวเราตัวเขา ไปเองต่างหาก),

น.909 ความมิใช่ตัวเรานี้ เรียกว่าความไม่ใช่ตัวตนหรือ อนัตตา. สิ่งทุกสิ่ง ที่พระเป็นเจ้าคืออวิชชาสร้างขึ้นมานั้น ไม่อาจหลีกพ้นไปจากภู ๓ อย่าง คือ อนิจจํ ทุกข์ อนัตตา นี้ได้ เพราะมันมิได้เป็นอื่น นอกจากเป็นเพียง ธรรมชาติล้วนๆ ที่หมุนกลิ้งไปตามกฎในตัวมันเอง คือเป็นไปตามเหตุตาม ปัจจัยเท่านั้น. แม้ตัวอวิชชา ซึ่งเป็นต้นเงื่อนของสัตว์ทั้งปวง ก็เป็นตัว ธรรมชาติเหมือนกัน คือเป็นธรรมชาติแห่งความมืดบอด ไม่มีสภาพแห่งความรู้ อยู่ในนั้น. สภาพแห่งความมืดบอดอันนี้ จุดตัวเองให้คลอดเป็นสิ่งต่างๆ ขึ้นมาได้อย่างไร ข้าพเจ้าได้อธิบายไว้แล้วในเรื่อง " ชีวิตกับนิพพาน " โดย ละเอียดแล้ว จะอ่านทราบได้จากที่นั้น.๑ ส่วนตัวอวิชชาเองที่เป็นต้นเงื่อน นั้น เกิดสืบมาจากอวิชชาชนิดเดียวกัน ซึ่งเมื่อจะสาวเข้าไปหาต้นเงื่อนอีกสัก เท่าไร ก็ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะเหตุว่า สภาพแห่งความไม่รู้ (Existence of Ignorance) คือตัวธรรมชาติยืนโรงของสากลจักรวาลนั้นเอง. มันมีการ คลอดมนุษย์และสัตว์ออกมาเป็นธรรมดาของมัน. วิวัฒน์หรือ Evolution ของสรรพสิ่งต่างๆ ในโลก ที่เราเรียกกันว่าเป็นความเจริญ หรือถึงขีดอารย- ธรรมในตอนหลังนั้น ถ้ามิใช่เป็นไปเพื่อความรู้จักทุกข์และความดับทุกข์แล้ว ยังจัดเป็นอวิชชา ทั้งสิ้น. แม้จะเกิดมาสวยงามหรูหราเพียงใด แทนที่จะ เป็น " พรของพระเป็นเจ้า" กลับเป็น "พรของอวิชชา" อยู่อย่างเดิมนั้นเอง. ต่อเมื่อใดเป็นไปเพื่อความรู้จักตัวเอง ว่ามิได้มีตัวตน ; สิ่งทั้งหลายที่ เรียกว่ากายใจ หรือตัวเรานี้ เป็นเพียงธรรมชาติที่หมุนกลิ้งไปตามกฎธรรมชาติ ประเภทหนึ่ง เท่านั้น แล้วเห็นกิริยาที่เรียกกันว่าความเกิด แก่ ตาย ความสุข ๑. ดูหนังสือพิมพ์พุทธศาสนา ปีที่ ๖ เล่ม ๔ หน้า ๒๗๕, หรือเรื่องในอันดับต่อไป ใน หนังสือเล่มนี้.

น.910 ทุกข์ ทั้งหมด มิใช่เป็นของแปลก หรือน่าสนใจ เพราะเป็นเพียงกิริยาอาการ ธรรมดา ของธรรมชาติเท่านั้นแล้ว ก็ชื่อว่าเอาชนะอวิชชาหรือพระเป็นเจ้าได้, ไม่มีตัวเรา สำหรับเกิดแก่เจ็บตายอีกต่อไป มีแต่ความหมุนกลิ้งส่งทะยอยกัน ของธรรมชาติล้วน ๆ ; นี้เรียกว่า วิชชา ที่เห็นสภาพแห่งอมตธรรม. แม้ ตัว วิชชา ที่เกิดขึ้นในภายหลังนี้ ก็เป็นส่วนที่หนึ่งของวิวัฒน์ของสิ่งนั้นๆ นั่นเอง ออกมาจากสิ่งนั้นๆ แล้วกลับทำลายสิ่งนั้นๆ. มันเป็นสิ่งที่มีได้, เช่น เดียวกับที่สนิมเหล็ก แม้จะเกิดมาจากเหล็ก มันก็กลับกัดเหล็กอันนั้น ทำลาย เหล็กนั้นจนหมดไป. เมื่อจิตของคนๆ ใด ประกอบด้วยวิชชาหรือความรู้ แจ้งอันนี้แล้ว คนผู้นั้นหรือตัวผู้นั้นก็ไม่มี พระเป็นเจ้าผู้สร้างมาก็ไม่มี, มี แต่ธรรมชาติล้วนๆ และกฎธรรมชาติต่างๆ ซึ่งสิงประจำอยู่กับธรรมชาตินั้นๆ อันเรียกว่า กฎแห่งกรรม ที่จะได้พิจารณากันต่อไป. กฎแห่งธรรมชาติย่อมมีมาก. แต่กฎเฉพาะที่เกี่ยวกับสุขและ ทุกข์เท่านั้นเป็นกฎที่สำคัญ ซึ่งได้แก่กฎแห่งกรรม และกฎแห่งความต้องหมุน กลิ้งไปตามอำนาจแห่งสิ่งที่เป็นเหตุ ที่เนื่องอยู่กับมัน. กฎแห่งกรรมนี้ เป็นเพียงกฎแห่งการเคลื่อนไหว และผลอันเกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวนั้นๆ เท่า นั้น. แต่เพื่อให้กำจัดความยิ่งขึ้นในขั้นต้นนี้, เราจะเรียกการเคลื่อน ไหวของสิ่งที่ไม่มีจิตใจหรือเจตนา ว่ากิริยา, และเรียกผลของมันว่า ปฏิ- กิริยา, เรียกการเคลื่อนไหวของสิ่งที่มีจิตเจตนาว่า กรรม และเรียกผล ของมันว่า วิบาก. ได้เป็นสองคู่คือ สิ่งที่ไร้จิตเจตนา มี กิริยา และ ปฏิกิริยา สิ่งที่มีจิตเจตนา มี กรรม และ วิบาก.

น.911 การเคลื่อนไหวที่เรียกในที่นี้ว่า กิริยาก็ดี กรรมก็ดี ย่อมีผลสท้อนที่เรียกว่า ปฏิกิริยา และวิบาก เกิดขึ้น โดยสมควรหรือยุติธรรมต่อการเคลื่อนไหวนั้นๆ เสมอไป. และที่จริงมันก็เป็นแต่เพียงธรรมชาติเสมอกัน เรา มายักเรียกเอาเองว่า ฝ่ายบัวและฝ่ายดี. คือเรียกชนิดที่ชอบใจ เราว่าฝ่ายดีหรือบุญ, เรียกฝ่ายที่ไม่ถูกใจเราว่า บาปหรือชั่ว แล้วก็เลือก ต้องการเอาฝ่ายที่เราชอบ พยายามสร้าง หรืออ้อนวอนขอจากพระเป็นเจ้า แล้วแต่ว่าคนมีความเชื่อถือในลัทธิอะไรอยู่. แต่เมื่อกล่าวให้ถูกตรงแล้ว ทั้งดีและชั่ว ทั้งบุญและบาปยังเป็นอวิชชาด้วยกันทั้งนั้น. เช่น คำที่เรียกว่าบุญ หมายถึงการอยู่ในสวรรค์ของพระเป็นเจ้านั้น ก็ยังเป็นความ โง่อยู่นั่นเอง ถ้าปรากฏว่ายังมีตัณหามานะทิฏฐิมัวเมาในความบันเทิงนั้นๆ. ต่อเมื่อออกไปพ้นจากบุญและบาป เหนือดี เหนือชั่ว ไม่มีอะไรปรุงแต่ง ไม่ มีอะไรบังคับควบคุม ไม่มีความเปลี่ยนแปลง ไม่มีการยึดถือตัวว่าตัวของฉันมี อยู่ดังนี้เป็นต้น เป็นสภาพที่ดับสนิทของความยึดถือทั้งปวงแม้ที่สุดแต่รู้สึกตัวว่า เราเป็นสุข, จึงจะเรียกว่าเป็นฝ่ายวิชชา เป็นฝ่ายปัดสิ่งที่อวิชชาสร้างขึ้นมา ทั้งเสีย. เมื่อละวางหรือหมดอวิชชา ซึ่งเป็นตัวพระเจ้าผู้สร้างมาชั้นหนึ่งแล้ว ก็ไม่มาถือเอาฝ่ายวิชชานี้ว่าเป็นพระเป็นเจ้าขึ้นมาอีก เพราะรู้ตามความจริง เสียแล้ว. ไม่มีเจตนาอันเป็นเหตุทำกรรม เพราะไม่ถือตัวตน ของตน ; ไม่มีตัณหาอันเป็นเหตุให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อตัว, จึงอยู่นอกเหนือกฎแห่งกรรม อันเป็นตัวพระเจ้าที่ควบคุมสัตว์ โลกได้. ทั้งนี้เพราะเพิกถอนอวิชชาเสียได้นั่นเอง. โวหาร มีอยู่สำหรับเรียกกิริยาอาการเช่นนี้ว่า "ฆ่าบิดามารดาเสีย," หมายความว่า อวิชชาเป็นบิดามารดาที่คลอดตัวออกมา ให้ฆ่ามันเสีย แล้วจะนิพพานคือ ไม่ ย. ๔๑

น.912 อยู่ใต้อำนาจอวิชชา และต้องถูกบังคับให้ท่องเที่ยวดิ้นรนอีกต่อไป. พุทธ- บริษัทไม่ง้อพระเป็นเจ้าผู้สร้างโลก และควบคุมโลกด้วยอาการอย่างนี้. และ ยิ่งกว่านั้น ยังมีอิสระเสรีภาพในการที่จะทำลายพระเป็นเจ้า คืออวิชชานี้เสีย ตามความสามารถของตนๆ. เห็นตัวของตัว, กรรม, และผลกรรม เป็นเพียงธรรมชาติอยู่เสมอ. อาจจะมีผู้สงสัยว่า กฎแห่งกรรมนั้นมีอยู่จริง และคงจะมีผู้เป็น เจ้าของกฎนั้น ๆ. และนั่นคือพระผู้เป็นเจ้า เพราะฉะนั้น กรรมหาใช่ พระเป็นเจ้าไม่, ผู้ออกกฎแห่งกรรมต่างหาก เป็นตัวพระเป็นเจ้า. พระ ผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ควบคุมกฎนั้นๆ อีกต่อหนึ่ง, และเป็นสภาพที่อยู่เหนือ ความหยั่งถึงในที่นี้. ข้อนี้ขอตอบว่า พุทธบริษัทไม่ต้องการจะสร้าง หรือไม่จำเป็นจะต้อง สร้างพระเป็นเจ้าแห่งความนึกเดาขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง. คือว่า กิริยา ย่อมมี ปฏิกิริยาเกิดขึ้นตามสมควร เป็นกฎธรรมชาติตรงกันทั้งหลักที่วิทยาศาสตร์ ค้นพบ และหลักพุทธศาสนา. เช่นแก้วน้ำตกจากโต๊ะเป็นกิริยาอันหนึ่ง การแตกกระจาย หรือไม่แตกกระจาย เป็นปฏิกิริยาของมัน และต้องสมควร แก่กิริยาของมันเสมอ, มันจะไม่แตก หรือแตกด้วยลักษณะอย่างไร ไม่เกี่ยว กับการกระทำของพระเป็นเจ้า. มันจะตกหรือไม่ตกก็อยู่ที่กิริยาของสิ่ง หรือผู้ที่มากระทำต่อมันอีกชั้นหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับพระเป็นเจ้าอิกเหมือนกัน, และ สิ่งหรือผู้นั้นๆ จะมาทำมันตก หรือไม่มาทำ ก็อยู่ที่กริยาของสิ่งอื่นที่เนื่องอยู่กับ สิ่งนั้น ๆ หรือความรู้สึกในใจของผู้อื่นที่จะทำมัน ซึ่งนั่นก็มิได้มาจากพระเป็น เจ้าอิก. จะยิ่งสาวขึ้นไปเพียงใด ก็จะพบเพียงเรื่องของธรรมชาติล้วนๆ มี อวิชชาเป็นต้นเงื่อน ในฐานที่เป็นผู้สร้างสิ่งเหล่านี้มา.

น.913 สำหรับสิ่งที่มีจิตใจเช่นมนุษย์ นั้น กิริยาย่อมเจือด้วยเจตนาหรือ ความรู้สึกของจิต เหตุนั้นปฏิกิริยาของมันจึงต้องมีนัยอันต่างจากปฏิกิริยาของ ถ้วยแก้วเป็นต้น, เราจึงยักเรียกเสียอีกอย่างหนึ่งเพื่อสดวกแก่การเข้าใจว่า กรรม และ วิบาก หรือผลกรรม. เมื่อคนจับปืนขึ้นยิ่งนก เรารู้หรือไม่ว่า อะไรได้ทำกิริยาเคลื่อนไหวบ้าง. "มีแต่นิ้วมือที่กระดิกไกปืนเท่านั้นดอกหรือ. ในข้อนี้เราจะต้องแบ่งสิ่งทั้งปวงเป็นสองประเภทเสียก่อน คือฝ่ายจิต และฝ่าย วัตถุคือร่างกาย. ในเรื่องนี้ สำหรับฝ่ายกายนั้น เราได้กิริยาคือ จับปืน ขึ้น ยิงปืนไป นกตกลงมา และเอามากิน. ส่วนฝ่ายจิตเล่า มีกิริยา อะไรบ้าง ? มีมากมายเหลือเกิน ! กิริยาของจิตนั้นก็คือความรู้สึกคิดนึก ต่างๆ รุนแรงและรวดเร็ว ถี่รัวจนเราไม่อาจนับได้ว่ากี่ขณะจิต ในชั่ววินาที หนึ่ง. ถ้าพูดด้วยภาษาอภิธรรมของหลักปรมัตถ์ เรียกว่าจิตที่ขึ้นจาก ภวังค์ เป็นชวนะจิต แล่นไปตามอำนาจตัณหา หรือโลภะ, หรือโทษะ หรือ โมหะ อันมัวเมาอย่างใดอย่างหนึ่ง มีขณะเป็นจำนวนมากมาย เหลือที่จะ กำหนดนับได้ในวินาทีหนึ่ง ๆ และมันเป็นเวลาหลายๆ นาที นับตั้งแต่ที่ จับปืนขึ้นยิง จนกว่าจะได้นกมากิน, และมันจะเป็นเวลาหลายชั่วโมง ถ้าจะ นับตั้งแต่รู้สึกอยากยิงนก และฉวยปืนออกจากบ้านไป จนกว่าจะกลับมาถึงบ้าน อิก. แน่นอน ใครก็ต้องรับว่า กิริยาของจิต ในขณะเช่นนี้ ย่อมแตกต่าง จากกิริยาของจิตในขณะอื่น, เพราะฉะนั้น ปฏิกิริยาของมัน จะต้องแตกต่าง กันด้วย. และเมื่อกิริยาทางฝ่ายจิตหรือนามธรรม มีมากในรูปนี้ ปฏิกิริยา ก็ต้องมีมากด้วย, และปฏิกิริยาในทางจิตเช่นนี้ ใครกี่คนที่รู้บ้างว่า มันมี ลักษณะอย่างไร มันจะกลับย้อมติดอยู่ที่ไหน จะกระท้อนส่งผลอันใหม่สืบไป อย่างไร เมื่อไร และที่ไหน, และถ้าหากว่าในชั่วชีวิตหนึ่งๆ คนเรากระทำ การเคลื่อนไหวทางจิตนับจำนวนไม่ถูก และต่างๆ ชนิดกัน ผลกระท้อนอันไหน จะแสดงปรากฏออกก่อนอันไหน ในจำพวกหลายร้อยหลายพันอัน ที่สะสมกัน อยู่ในสันดานของเรา.

น.914 สำหรับปฏิกิริยา นั้น ทางกาย เราเห็นง่าย เช่นในกรณียิงนกนี้ นกตกลงมา เขาจับเอาใช้เป็นประโยชน์ตามต้องการ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็ว่า แม้แต่เด็กที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ก็บอกว่า ปฏิกิริยาได้เกิดขึ้นตอบสนองในการยิงปืน นั้น อย่างไร. แต่ส่วนปฏิกิริยาภายในจิตนั้น แม้ตัวผู้ยิงเอง ก็ยากที่จะรู้ หรือ ไม่รู้เสียเลย รู้สึกแต่เพียงตัณหาหรือความละโมภของตน ในการที่จะยิงและกิน เท่านั้น จึงทำให้เกิดมีลัทธิที่ว่า ฆ่าสัตว์ ไม่บาปขึ้นในหมู่ชนพวกนั้น. ก็ปฏิ- กิริยาในทางจิตนั้น เราอาจวิเคราะห์ดูได้อย่างหยาบ ๆ ว่า เมื่อเราว่างจากความ คิดอันใดอันหนึ่ง จิตของเราสงบเงียบ หรือเรียกว่าอยู่ในภวังค์ เป็นภวังคจิต เกิดดับทอยกันอยู่เรื่อยๆ ตามธรรมชาติ, แต่มันถูกปลุกให้ตื่นตัว และตื่นเต้น ด้วยเจตสิกประเภทต่างๆ ที่เป็นตัวความรู้สึกอีกประเภทหนึ่ง. ถ้าเจตสิก นั้นรุนแรง มันก็ตื่นจากภวังค์แรง ตื่นเต้นแรง หรือถึงกับสั่นระรัวไป ดุจเครื่อง- ยนต์ ที่ถูกเร่งจนสะเทือน หรือถึงกับพังทะลายไป. เมื่อจิตของท่านปรกติอยู่. เมื่อท่านมีเพื่อนมาคุยด้วยเรื่องยิงนก และชวนไปยิง, เมื่อท่านพอใจที่จะไปด้วย และนึกสนุกขึ้นมาเป็นกำลัง, เดินไป, สอดส่ายหาเป้า, พบ, ด้อม, พยายาม ระวังไม่ให้มีกะโตกกะตาก, เข้าไปใกล้และพอใจมาก. ยกปืนขึ้นเล็ง, เล็งเต็มที่, ลั่นปืนด้วยความกระหายเลือด, รุกรนที่จะทราบว่าถูกหรือผิด, คอยซ้ำ, ลูกตา ลุกโปนด้วยความกระวนกระวายจนกว่าจะแน่ใจว่ามันถูกแน่, เข้าไปดูหรือให้คน ไปเก็บ, เอามาตรวจแผลเพื่อชมฝีมือยิงปืนของตัวเอง และอื่น ๆ อีกมาก จนกว่า จะได้กินเหยื่ออันนั้นอย่างสมอยาก. ในระยะเหล่านี้ ซึ่งมีตั้ง ๒๐-๓๐ ระยะ, ในระยะหนึ่งๆ ล้วนแต่ย่อมมีกิริยา และปฏิกิริยาในทางจิตในภายใน เป็นไปอย่าง รุนแรง และมีจำนวนมาก เหลือที่จะกำหนดว่ากี่ล้านครั้ง ตามจำนวนแห่ง ขณะจิตซึ่งถี่รัวจนดูเป็นขณะเดียวกันหมด ซึ่งยากที่จะกำหนดได้ไหว. ท่าน อาจเข้าใจว่า เป็นเพียงกิริยาของมันสมอง หรือหัวใจที่สูบฉีดโลหิตเท่านั้น ก็เป็น ได้, แต่ขอให้เข้าใจว่า ที่เรียกว่าจิตและปฏิกิริยาของมันนั้น เป็นอีกสิ่งหนึ่ง

น.915 ต่างหาก เป็นแต่อาศัยสมองเหมือนออฟฟิศที่พำนักทำงาน และแสดงอาการ กระเทือนปรากฏออกมาทางนั้นบ้างเท่านั้น ในเมื่ออาการถึงขีดรุนแรง. เมื่อ เป็นเช่นนี้ ท่านควรจะคิดว่า ปฏิกิริยาเหล่านั้นคืออะไร ? และมันพร้อมที่ จะแฝงอยู่ในตัวท่าน และแสดงอาการกระท้อนอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา โดยไม่ต้องอาศัย "มือของพระเป็นเจ้า ” เช่นเดียวกับแก้วตก แล้ว แตกเอง นั้นได้หรือไม่ ? กิริยาของแก้วตก ย่อมให้เกิดปฏิกิริยาได้ตาม สมควรได้ฉันใด กิริยาของจิตที่ไหวด้วยอำนาจเจตสิก ก็ย่อมให้เกิดปฏิกิริยา ได้ตามควร และได้เองฉันนั้น. ปฏิกิริยาของแก้วแตก ย่อมมีแก่แก้วนั้นเอง ฉันใด ปฏิกิริยาแห่งจิตย่อมมีได้ และประทับติดอยู่ที่จิดนั่นเอง ฉันนั้น. แต่ ข้อที่จะมองเห็นหรือคิดเห็นได้หรือไม่นั้น ไม่เป็นประมาณ. นี่คือกฎแห่งกรรม ของธรรมชาติ โดยไม่ต้องอาศัยมือพระเป็นเจ้าองค์ ไหนอีก นอกจากกรรมนั้น เอง, จึงว่า กรรมคือพระเป็นเจ้า, ซึ่งหมายถึงกฎแห่งกรรมของธรรมชาติ ดังกล่าวแล้ว. การคาบเกี่ยวกันระหว่างชาตินี้กับชาติหน้านั้น เป็น เพราะเราไปแบ่งระยะเวลาเป็นชาติๆ เอาเอง แท้ที่จริงมันเนื่องอยู่สาย เดียวกัน. อนึ่ง, การกระทำหรือการเคลื่อนไหวที่ไร้เจตนา อาจเนื่อง อยู่กับสิ่งที่มีจิตใจก็ได้ เช่นคนที่เข้าไปใกล้ หรืออยู่ร่วมกับคนเป็นโรค ติดต่อ เขาอาจติดโรคได้ แล้วแต่การกระทำนั้นมันถึงขีดที่จะติดหรือไม่, ถ้า หากไม่เป็นเพราะผลกรรมอย่างใดดลให้เขาต้องอยู่ร่วมกับคนเป็นโรคแล้ว ก็หา นับว่าเป็นกรรมไม่ เป็นเพียงกิริยาเช่นเดียวกับแก้วตกแตก. ด้วยเหตุนี้ คนเราอาจได้รับทั้งปฏิกิริยาที่ไร้เจตนา และปฏิกิริยาที่มีเจตนา อันเราเรียกว่า วิบากหรือผลกรรม ทั้งสองอย่าง ; นอกไปจากสองอย่างนี้แล้ว ก็ไม่มีอะไรอิก ที่เราจะต้องได้รับ, มือของพระเป็นเจ้าจึงไม่มีเนื้อที่ๆ จะยื่นเข้ามาได้ในลัทธิ ย. ๔๒

น.916 รรมนี้. เราจึงไม่เห็นว่า มีพระเป็นเจ้าอื่น นอกจากกฎแห่งกรรม เท่านั้น ; และนอกเหนือนขึ้นไป ก็ไม่มีอะไรอิก. ถ้าใครว่ามี ก็เพราะเขา ไม่รู้จักตัว และฤทธิ์เดชของปฏิกิริยาทั้งหลายที่ซ่อนตัวอยู่ คอยกระท้อนมายัง ผู้นั้นตามโอกาส หรือตามคราว ; เพราะเหตุว่า ในคน ๆ หนึ่ง มีการทำกรรม และกิริยาที่พาดพิงถึงเขาได้ มากมายเหลือเกิน. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแก่เขา อย่างหนึ่ง ๆ ย่อมเป็นผลที่เกิดมาจากเหตุอันใดอันหนึ่งเสมอ. เหตุนั้น ๆ คอย รอแสดงตัวซับซ้อนกันอยู่, ให้ผลสลับกันทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่ว ตัดรอนหักล้างในการ ชิงโอกาสให้ผลต่อกัน, แม้เราจะยังคันเหตุไม่พบ ก็หาทำให้สิ่งนั้นกลายเป็นสิ่ง ที่ปราศจากเหตุไปได้ไม่, มันย่อมมีเหตุของมันอยู่ดี ; มันจึงเป็นไปได้โดย ไม่ต้องอาศัยมือของพระเป็นเจ้าอื่น นอกไปจากการกระทำและผลแห่งการกระทำ ของมันเอง. พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งเหตุผล ถือว่าสิ่งทั้งหลายมีเหตุใน ตัวมันเอง และเหตุนั้นๆ มาจากเงื่อนต้นที่สุด คืออวิชชาดังกล่าวแล้ว, แม้เรา จะมองหาเหตุไม่พบโดยประจักษ์ทุกคราวไป เราก็ยังเห็นอยู่ว่า สิ่งหรือธรรม ทั้งปวงเกิดมาแต่เหตุ เป็นไปตามเหตุเท่านั้น. สำหรับลัทธิอันไม่ยอมรับรองเหตุภายใน คืออวิชชาและกรรม นั้น เมื่อไม่รู้ว่าผลนั้นๆ มาจากไหน ก็มีพระเป็นเจ้าขึ้นมาเป็นผู้อำนวย และ ต้องอุปโลกน์ให้พระเป็นเจ้าเป็นสิ่งที่ใครๆไม่อาจเข้าใจได้ และผิดธรรมดาไปทุกๆ อย่าง, ขอแต่ให้มีความเชื่ออย่างมีดหูปิดตา เป็นพอแล้ว สำหรับการที่จะได้รับ ผลจากพระเป็นเจ้า. และในที่สุด เมื่อไม่ยอมให้ใครวินิจฉัยพระเป็นเจ้า ก็ เลยยกขึ้นว่าพระเป็นเจ้าอยู่นอกวิสัยที่ใครๆ จะหยั่งทราบได้ ว่าคืออะไรหรือเป็น อะไร นอกจากเป็นผู้สร้างหรือควบคุมโลกเท่านั้น.

น.917 อาจมีข้อสงสัยเกิดแย้งขึ้นต่อไปอีก ว่า การที่ว่าพระเป็นเจ้า คืออวิชชา นั้น ยอมให้แล้ว, แต่อวิชชามิได้แปลว่า ความไม่รู้ หรือ ได้แก่ความไม่รู้. อวิชชาควรจะแปลหรือหมายถึง "สภาพที่ยังไม่มี ใครรู้ว่าอะไร" ต่างหาก. เพราะฉะนั้น อวิชชาหรือพระเป็นเจ้า ก็ คือสภาพที่ยังไม่มีใครทราบ, และเมื่อเป็นดังนี้ มติของพุทธศาสนิก กับของผู้ถือพระเป็นเจ้า ย่อมลงเป็นอันเดียวกันได้ มิใช่หรือ ? ขอตอบว่า จะแยกแปลเช่นนั้นก็ ได้เหมือนกัน. แต่ผลที่ได้ จะไม่มีอะไรอื่น นอกไปจากการเหลือเนื้อที่ให้พระเป็นเจ้าที่มนุษย์นึกเดาขึ้นบ้าง เท่านั้นเอง. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบดีว่าอวิชชาคืออะไร และ ตรัสไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า ได้แก่ สภาพที่ปราศจากความรู้ว่าอะไร เป็นทุกข์ และความดับของความทุกข์. สภาพใดปราศจากความรู้ ชนิดนี้ ก็เรียกว่าอวิชชาได้แล้ว, แม้ว่าเราจะทราบไม่ได้ง่ายๆ ว่า มันมีภาวะ อย่างไร. ทั้งนี้ เพราะจุดสำคัญของมันอยู่ที่ว่า ไม่มีตัวความรู้อยู่ในสภาพ นั้น เท่านั้น. ถ้าไม่เช่นนั้นก็มิใช่อวิชชาดังที่หมายถึงในพุทธศาสนา ด้วย เหตุที่มีหลักว่า เพราะไม่รู้ จึงได้ก่อสร้างรูปแห่งความทุกข์ขึ้น และเป็นอย่างนี้ ตลอดสาย. ความเกิดขึ้น, ความเจริญ, ความผันแปร, ความดิ้นรน, และความเกิดมา แล้วต้องตกอยู่ใต้กฎของกรรม เช่นนี้ เป็นการถูกบังคับให้ทนทรมาน และเป็น การวนเวียน เรียกตามภาษาพุทธศาสนาว่า " วัฏฏสงสาร." การหลงสร้าง วัฏฏสงสาร จึงต้องเป็นผลของสภาพที่ปราศจากความรู้เสมอไป. ตัวผู้สร้าง จะเป็นสิ่งที่มีเจตนาหรือไม่, เป็นบุคคล หรือเป็นอะไร, นั้นไม่เป็นปัญหา สำคัญ ปัญหาสำคัญมีอยู่แต่เพียงว่า จิตใจที่ได้ซับทราบ (Experience ) ต่อรส

น.918 แห่งการทนทรมานด้วยการเวียนเกิด แก่ เจ็บ ตาย มาแล้วนี้ จะมีทางเอาชนะความ ทุกข์ทรมานเหล่านั้นได้อย่างไรเท่านั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงสอนไว้สั้น ๆ ที่สุดว่า จงทำลายอวิชชา ซึ่งเป็นเค้ามูลแห่งความทุกข์ หรือสิ่ง ทั้งปวงเสีย. สิ่งทั้งปวง คือทุกข์, เพราะมันผันแปรไปตามกฎต่างๆ ของ ธรรมชาติที่มีอวิชชาเป็นมูล. เมื่อเรารู้ตัวความดับทุกข์ หรือสามารถตัด รากเง่าผู้ก่อทุกข์นี้เสียแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดที่จะต้องรู้อีก. โลกหรือทั้งสากล จักรวาล ต้องเป็นทุกข์ เพราะต้องหมุนเวียนว่อนไปตามอำนาจแห่งเหตุ ปัจจัยที่เป็นตัวแต่งปรุงมันขึ้นมา, เกื้อหนุนมันอยู่ และควบคุมมันไว้. ถ้าหากว่าโลกนี้ เป็นฝีมือของพระเป็นเจ้าผู้ทรงมหากรุณาจริง มันจะไม่โหดร้าย และโสมม ดังเช่นที่ปรากฏอยู่แก่ตาเราท่านทุกคนในบัดนี้. แต่เพราะเหตุที่โลกนี้ เกิดมาจากพระเป็นเจ้าแห่งอวิชชา หรือความโง่เขลามืดบอด จึงเป็นทุกข์และไม่ บริสุทธิ์. สรุปความได้ว่า พระเป็นเจ้าผู้สร้างโลก ก็คืออวิชชา นั่นเอง ทั้งได้แทรกสิ่งที่จะควบคุมโลกคือกฎแห่งกรรมด้วยมาเสร็จ. เป็นอันว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงชี้แนวแห่งสภาพที่เป็นผู้ก่อให้เกิดโลก และควบคุมโลกไว้ด้วยประการฉะนี้. แต่มิได้ตรัสว่าเป็นบุคคล หรือลักษณะ คล้ายบุคคลดังกล่าวไว้ในเรื่องนิยายอันว่าด้วยพระเป็นเจ้าสร้างโลก ซึ่งชวนให้ ขบขันมากกว่าที่จะเห็นตาม. ( ๒๓) โลกเกิดขึ้นมาอย่างไร มีปรัชญาอะไร เป็นบทพิสูจน์บ้าง ? คำตอบแห่งข้อนี้ ได้เกี่ยวเนื่องอยู่ในคำตอบแห่งข้อ ๑ เป็นส่วนมาก แล้ว แต่จะตอบรวบรัดอีกครั้งหนึ่ง พร้อมด้วยบทพิสูจน์.

น.919 พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ได้ตรัสถึงบุคคลผู้สร้างโลก แต่ได้ ตรัสถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดโลกดังกล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ได้แก่ อวิชชานั่นเอง. ในบาลีโรหิตัสสวรรค จตฺก. อํ.๑ ได้ตรัสโลกกับทุกข์โดย ความเป็นของสิ่งเดียวกัน. และในที่ทุกแห่ง ตรัสว่าตัณหาคือความต้อง การอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ที่สุดแต่ต้องการจะไม่ให้ตัวเอง มีอันเป็นไปอย่างนั้น อย่างนี้ แต่ให้เป็นไปอย่างโน้น ก็ตาม ก็เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ; และตัณหานี้ มาจากอวิชชา คือความไม่มีความรู้อันเป็นธรรมชาติลี้ลับมืดบอดชนิดหนึ่ง, อีกต่อหนึ่ง. บทพิสูจน์ในข้อนี้ ก็คือตัวโลกที่ปรากฏอยู่นี่เอง. โลกนี้งดงาม หรือ ? บริสุทธิ์หรือ ? เป็นสุขหรือ ? หยุดหรือสงบหรือ ? ตรง กันข้ามทั้งนั้น. ไก่พันธุ์ เลว ย่อมมาจากพ่อไก่แม่ไก่ที่เป็นพันธุ์ เลว เช่น เดียวกับที่โลกสกปรก ก็ต้องมาจากแดนเกิดที่สกปรกดุจกัน. พระเป็น เจ้าที่บริสุทธิ์ จะสร้างโลกที่สกปรกขึ้นไม่ได้ ถ้าหากพระเป็นเจ้ามีจริง. การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบใหม่ ๆ นั้น เกิดขึ้นเพราะความ ต้องการของมนุษย์ นั้นเอง เช่นความจำเป็นในทางการต่อสู้ การสงคราม หรือการป้องกันตัว และความอยากสะดวกสบายเป็นต้น ได้ทำให้มนุษย์ค้นคว้า แลลประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ แปลกๆ ขึ้น. สิ่งใหม่เหล่านี้ เกิดขึ้นมาจากตัณหา หรือความต้องการของมนุษย์ ปรากฏชัดเฉพาะหน้าอยู่ในปัจจุบันแล้ว ยิ่งคัน ถอยหลังลงไปเพียงใด ก็จะพบโดยทำนองเดียวกัน. วิวัฒน์แห่งสัตว์ นับตั้งแต่สัตว์เซลเดียว (amoeba ) สูงเป็นลำดับขึ้นมาจนเป็นสัตว์เลื้อยคลาน ๑. โรหิตัสสสูตร จตุก· อํ. ไตร. ล. ๒๐ น. ๖๒ ม. ๔๕ ย. ๕๓

น.920 ป็นลิง และเป็นมนุษย์ ได้ในที่สุดนั้น เป็นผลแห่งตัณหาหรือความต้องการ ของสัตว์นั้น ๆ เป็นลำดับมา ทั้งนั้น. ความต้องการในภาวะนั้นๆ นั่นเอง ทำให้มันวิวัฒน์ขึ้นมาได้เรื่อยๆ จนเป็นสัตว์ชั้นวิเศษ โดยไม่ต้องอาศัยหรือเชื่อฟัง พระเป็นเจ้า. แต่ตัณหาหรือความต้องการของมันนั้น มาจากอะไรอีกต่อ หนึ่งเล่า ? มาจากอวิชชาของมันนั่นเอง ! เพราะมันไม่รู้ว่า วิวัฒน์นั้น แหละคือตัวทุกข์. ความเกิดขึ้น หรือความมีขึ้นเป็นขึ้นแล้ว หมุนเวียนไปไม่รู้หยุดนั้นแหละ เป็นตัวทุกข์. ถ้ามันมีความรู้ มันจะไม่มีความต้องการ, และเมื่อเป็นดังนั้น วิวัฒน์หรือ Evolution ของ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่มี และโลกก็จะไม่มีมนุษย์เช่นทุกวันนี้ และจะไม่มีความ ฝึกเดาในเรื่องพระเป็นเจ้าเกิดขึ้นในโลก. ตลอดเวลาที่สัตว์ยังมีความยึดถือ หรือสำคัญว่าตัวตนหรือโลก อยู่, อวิชชาก็ยังคงมีอยู่สำหรับดลบรรดาลให้โลกเป็นไปอยู่เพียงนั้น ยังมืด บอดอยู่เพียงนั้น ยังจะสร้างลัทธิหรือความเชื่อที่ผิดๆ ขึ้นเสมอไป โลกก็ยังคง อุดมด้วยความทุกข์ยาก ความเศร้าหมอง สงคราม และอื่นๆ อยู่เพียงนั้น ทั้งที่ คนเหล่านั้นพากันอ้อนวอนพระเป็นเจ้าผู้สร้างโลกมา อยู่ทุกเมื่อ. เรามา ลองนึกดูที่หรือว่า ถ้าพระเป็นเจ้า ( คืออวิชชา ) สร้างโลกมา เรายิ่งอ้อนวอน เข้าจะได้ผลเป็นอย่างไร. เราควรทำลายพระเป็นเจ้าเสีย หรือจะยอม หมอบราบต่อพระเป็นเจ้าดี. ก็นับตั้งแต่มนุษย์ได้รู้จักเชื่อว่าพระเป็นเจ้า ได้สร้างโลกมาแล้ว มียุคไหนหรือตอนไหนบ้าง ที่โลกนี้ผาสุก สงบ บริ- สุทธิ เยือกเย็น สมตามที่เราต้องการจะได้จากพระเป็นเจ้า แม้แต่เพียง วันหนึ่งเท่านั้น. เราหาไม่พบในประวัติศาสตร์ ! ความที่มนุษย์อยากได้อะไรสักอย่างหนึ่ง นั่นเอง ที่เป็นตัว การทำให้เกิดความขวนขวายต่าง ๆ. เมื่อมนุษย์ในโลก ต้องการจะให้โลก

น.921 เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือต้องการเป็นส่วนตัวของตัว ว่าอย่างนั้นอย่างนี้ หรือมี ความกลัวอย่างใดอย่างหนึ่งรบกวนประสาทของตัว มองไม่เห็นทางอื่น ก็จำ เป็นที่จะต้องปลอบตัวเองให้ทำใจชื่นไว้ก่อน เพื่อหวังอานุภาพของสิ่งที่มิใช่ ธรรมดาก็ย่อมอุ่นใจไปได้, และยึดเอาความอุ่นใจ อันเกิดจากการปลอมโยน ตัวเองนั้นว่าเป็นผลที่พระเป็นเจ้าประทานลงมา ความเชื่อในพระเป็นเจ้าที่ไม่มี ตัวตน ก็ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นในดวงใจของมนุษย์ประเภทนี้. แต่ใครบ้างที่ สามารถชี้ให้เห็นว่า เขาได้สมประสงค์ในการเอาชนะความทุกข์ทั้งปวงได้. เมื่อไม่ได้ก็ต้องผัดตัวเองว่าตายแล้วจึงจะได้ เป็นข้ออุ่นใจได้อีกครั้งหนึ่ง. แต่ ลองนึกดูที่หรือว่า แม้แต่ในขณะที่ยังเป็นๆ อยู่ยังไม่ได้แล้ว จะได้เมื่อตายอย่าง ไรกัน. เพราะไม่มีใครนำสืบ หรืออาจนำสืบได้ในเรื่องนี้ การเชื่อว่าจะ ได้ผลต่อตายแล้ว จึงกลายเป็นหัวใจของลัทธิที่ถือพระเป็นเจ้าเอาเสียทีเดียว ; ปัญหาที่ว่า ทำไมโลกจึงยังคงสกปรกอยู่พร้อมๆ กันกับการอ้อนวอนพระเป็นเจ้า นั่นเอง จึงยังไม่มีใครสะสางได้, และความเชื่อในพระเป็นเจ้าก็ค่อยแน่นแฟ้น ขึ้น เพราะอย่างน้อย ก็ยังได้ความอุ่นใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เหมือนคนดูหมอ ทำนายชตาหรือลงทุนอะไรไว้ เช่นมีสลากกินแบ่งไว้เป็นต้น. หลักแห่งพุทธศาสนา ย่อมตั้งต้นเข้าไปจากปัจจุบัน และ ต้องการผลในปัจจุบัน เป็นส่วนสำคัญ. ต้องการจะเอาชนะ ความทุกข์ทั้งมวล กวาดล้างความทุกข์ให้หมดสิ้นไปจากดวงใจได้เด็ดขาดทัน ในชาตินี้. ในที่สุดสรุปได้เป็นหลักว่า ทุกข์มาจากความ โลภ โกรธ หลง, ความไม่มีทุกข์มาจาก ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง โดยไม่ต้องมีใครสร้างให้ หรืออำนวยให้. เมื่อมีเหตุให้เกิดทุกข์ ก็มีทุกข์ เมื่อหมดเหตุ ก็หมด ทุกข์ และเป็นไปเอง โดยไม่ต้องอาศัยมือของพระเป็นเจ้า. มนุษย์อาจ

น.922 พบวิธีตัดเหตุแห่งทุกข์ ได้เอง เช่นเดียวกับเด็กที่เคยจับไฟมือพองมาคราวหนึ่ง แล้ว ก็มีความรู้ในการที่จะไม่จับไฟอีกต่อไปเอง โดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือ จากพระเป็นเจ้า. ไม่มีอะไรที่ลึกลับจนต้องยกให้เป็นเรื่องของพระเป็นเจ้า เว้นแต่จะยกให้เสียเอง. โลกนี้คือสิ่งทุกๆ สิ่งรวมกัน. สิ่งเหล่านั้น อาศัยเหตุต่างๆ เช่นอาศัยสิ่งที่เป็นอาหาร, ที่อยู่ เครื่องใช้, สัตรู ; และ สิ่งเหล่านั้น ก็อาศัยเหตุของมันเองอีกต่อหนึ่ง เราจึงได้เห็นสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น บ้าง ฉิบหายไปบ้าง เจริญขึ้นบ้าง เสื่อมลงบ้าง ตรงหน้าพระเป็นเจ้านั่นเอง. เรายิ่งค้นย้อนหลังลึกลงไปเท่าใด ก็ยิ่งพบแต่ความที่สิ่งทั้งหลายเป็นเหตุ ผลของกันและกัน สืบหอยกันไปเป็นชั้นๆ. การที่เกิดมีเรื่องลึกลับ จนต้องยกให้เป็นเรื่องของพระเป็นเจ้านั้น เกิดขึ้นได้แต่ในหมู่ชนที่มิได้ยึดหลัก แห่งเหตุผล หรือไม่นิยมใช้ปัญญาที่จะมองหาเหตุผล. ครั้นคนชั้นครูอา- จารย์ถูกถามเข้า จะไม่ตอบก็เสียภูมิครู จะตอบอย่างอื่นก็ไม่รู้จะตอบเขาว่า อย่างไร จึงสมมติพระเป็นเจ้าขึ้น เพื่อเป็นเจ้าของเรื่องลี้ลับเหล่านั้น. ใน ที่สุดเราจะเห็นความแตกต่างกันได้อย่างชัดเจนว่า ในระหว่างชนผู้ถือพระเป็น เจ้า กับพวกที่ถือกฎแห่งเหตุผลนั้น พวกแรกบูชาพระเป็นเจ้าหรือสิ่ง ที่สร้างตัวเองมา, พวกหลังไม่บูชา เพราะสิ่งนั้นเป็นเพียงกฎแห่ง เหตุผล เช่นเดียวกับเมื่อเมฆมีมากเข้า และลอยลงต่ำตกเป็นฝน เราไม่ต้อง ขอบใจฝนหรือเข้าใจว่าฝนนั้นเป็นเทพเจ้าที่เอ็นดูเรา, และทั้งมิใช่ฝนนั้นเป็น สิ่งที่พระเป็นเจ้าประทานให้แก่เราด้วย. มันตกตามกฎของธรรมชาติหรือ ฤดูกาลของมันเอง ซึ่งบางครั้งหรือบางแห่ง ก็ตรงกับความต้องการของมนุษย์ บางครั้งก็ไม่ตรง. ความโง่ของคนในสมัยอนารยะที่ถือว่า ไฟ ฝน แม่น้ำ ภูเขา ฯลฯ ล้วนแต่มีผีหรือเทพประจำ เกิดขึ้นจากไม่ได้เรียนรู้ ภูมิศาสตร์หรืออุตุนิยมวิทยา ฉันใด, ความเชื่อในเรื่องพระเป็นเจ้า ไม่

น.923 ว่าสมัยไหน ย่อมเกิดขึ้นเพราะไร้ความรู้ในกฎแห่งเหตุผลฉันนั้น. เมื่อ ยังตกเป็นทาสของความไม่รู้จักใช้เหตุผล ตามกฎของธรรมชาติเช่นนี้อยู่ ทางที่จะพ้นทุกข์ ซึ่งเป็นของธรรมชาติก็ยังหวังไม่ได้. เมื่อใดมารู้ตามที่เป็นจริง หายหลงหายกลัวในสิ่งอันลี้ลับนี้แล้ว ใจ ก็เป็นอิสสระ ไม่ยึดถือธรรมชาตินั้นๆ ว่าเป็นตัวใคร, ใครสร้างใคร, ใคร ถูกสร้าง ; มีแต่ความหมุนเวียนของธรรมชาติ เช่นความประชุมกันเข้าเป็นสิ่งนั้น สิ่งนี้ ที่เราเรียกว่าการเกิด, และแยกออกจากกัน ที่เราเรียกว่าการตายหรือ การสลาย ซ้ำซากอยู่ไม่รู้หยุด. โลกเรานี้ เมื่อนำไปเปรียบกับดวงอาทิตย์ ดวงดาวนพเคราะห์อื่น ซึ่งมีอยู่อีกมากมายแล้ว โลกก็จะเท่ากับหยิบมือหนึ่ง ก็ไม่ได้. ก้อนน้อยๆ คือโลก ทั้งโลกนี้ ถึงสมัยวิวัฒน์ก็วิวัฒน์ นับตั้งแต่ หลุดออกมาจากดวงอาทิตย์ตามมติวิทยาศาสตร์ หรือนับตั้งแต่ที่มันจับกลุ่ม รวมตัวของมันขึ้นเอง โดยอาศัยความดึงดูดหรือหล่อเลี้ยงของสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ ในสกลจักรวาล เช่นดวงอาทิตย์และดวงดาวเป็นต้น ; ครั้นถึงยุคหรือสมัยที่จะ พิบัติ มันก็จะต้องพินาศไป เช่นมันจะกลับรวมหรือโดนกันเข้ากับดวงอาทิตย์ หรือแม้แต่ดวงอาทิตย์เกิดไม่มีขึ้นมาอย่างเดียวเท่านั้น โลกก็จะพลอยถึงกาล อวสานไปด้วย. แม้อำนาจพระเป็นเจ้ารวมกันล้านองค์ ก็หาอาจห้ามความ วิปริตผันแปรของโลก และของดวงอาทิตย์พร้อมทั้งดวงดาวอื่นได้ไม่. ใน สมัยหนึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จักไม่มี และอีกสมัยหนึ่งก็จะกลับมีอิก และผิดแปลกกันไป ตามแต่เหตุปัจจัยอันใหญ่ยิ่ง ที่ผสมอยู่ในตัวมันเอง ไม่มีอะไรแน่นอนตายตัว ; แน่นอนอยู่ก็แต่ความเป็นไปตามอำนาจแห่งเหตุไม่มีหยุดยั้ง. มันมีการเกิด ขึ้น การแปรไป และการดับลงเพื่อกลับเกิดขึ้นใหม่สามอย่างนี้ เป็นลักษณะ ส่อให้เห็นเท่านั้น. ย. ๔๔

น.924 บางคนสอนว่า ความเป็นระเบียบแห่งการโคจรของดาวพระเคราะห์ ทั้งหมด หรือของสากลจักรวาลซึ่งมีพระอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง (Solar System) ที่มีอยู่อย่างเป็นระเบียบ นั้นเป็นฝีมือของพระเป็นเจ้า. การสอนเช่นนี้เป็น ของสำหรับทารกเหลือเกิน เพราะเหตุว่าเป็นการมองดูจักรวาลนั้นแต่เพียง วงอันจำกัด และในระยะกาลอันน้อยนิดเดียว. ถ้าสมมติว่าสากลจักรวาล นี้มีอายุแห่งการหมุนเวียนและตั้งอยู่เป็นเวลาสักพันล้านปี, เรารู้เรื่องสากล- จักรวาลนี้ เท่าที่เรามีในบันทึกประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์ อย่างมากก็ชั่ว หมื่นๆ ปี แล้วจะมาตั้งกฎเอาว่าสากลจักรวาลเป็นของมีระเบียบ สม่ำเสมอ เพราะเป็นงานของพระเป็นเจ้าอย่างไรได้. สมมติว่ายุงตัวหนึ่งๆ มีอายุ ๒ สัปดาห์, มันเกิดขึ้นมาแล้วเห็นมนุษย์ชั่วเวลา ๑๔ วันนั้นแล้วตายไป มันคงรู้สึก ว่ามนุษย์นี้ เห็นจะไม่รู้จักแก่และตายเป็นแน่ เพราะตั้งแต่มันเกิดขึ้นและตายไป มนุษย์คนไหนเป็นอยู่อย่างไรก็ยังคงเป็นอยู่อย่างนั้น ไม่เปลี่ยนแปลง. ทั้งนี้ เพราะว่ายุงตัวนี้ไม่รู้ถึงวันอื่นๆ นอกไปจาก ๑๔ วันชั่วอายุของมันเท่านั้น. เรื่อง คล้ายๆ กันนี้ มีในพระบาลีพรหมชาลสูตร ที่. สีล.๑ ตรัสว่า ในสมัยที่จักรวาล นี้พินาศใบแล้วกลับตั้งต้นขึ้นมาใหม่ มีสัตว์ที่เป็นพวกอาภัสสรพรหมเกิดขึ้นก่อน ครั้นนานมาเขานึกแต่ไปเองว่า อยู่คนเดียวไม่เหมาะ ขอให้มีคนอื่นเกิดเป็นเช่น นี้บ้าง. ครั้นนานมาอิกก็มีสัตว์ที่คล้ายกันเกิดขึ้นจริงๆ. ในสัตว์ทั้ง สองพวกนั้น สัตว์เกิดก่อนมีความสำคัญว่า "เราเป็นพรหม, เป็นมหาพรหม, เป็นใหญ่ไม่มีใครยิ่งกว่า, รู้เห็นเหตุการณ์ทั่วถึง มีอำนาจเหนือผู้อื่น, เป็น พระเป็นเจ้าผู้สร้าง ผู้นิรมิต, เป็นผู้จัดโลก, มีอำนาจและเป็นบิดาของสัตว์ ที่เกิดขึ้นแล้ว และจักเกิดต่อไปภายหน้า, และสัตว์เหล่านี้เราเองนิรมิตขึ้น ๑. ไตร. ถ. ๙ น. ๒๓ ป. ๓๐

น.925 พราะเหตุว่าพอเราปรารถนา สัตว์เหล่านี้ก็เกิดมา" ดังนี้. ข้างฝ่าย สัตว์บรรดาที่เพิ่งเกิดทีหลังนั้น ก็คิดว่า " ท่านผู้นั้นแหละ เป็นพรหม, เป็น มหาพรหม. ท่านผู้นั้นแหละเป็นใหญ่ไม่มีใครยิ่งกว่า รู้เห็นเหตุการณ์ทั้งปวง มีอำนาจเหนือผู้อื่นเป็นพระเป็นเจ้าผู้สร้างผู้นิรมิต เป็นผู้จัดโลกนี้ มีอำนาจและ เป็นบิดาของบรรดาสัตว์ที่เกิดขึ้นแล้ว และจักเกิดต่อไปข้างหน้า, เพราะเหตุ ว่า พอพวกเราเกิดมาในที่นี้ ก็ได้เห็นท่านมหาพรหมผู้นี้อยู่ที่นี่ก่อนแล้ว ส่วนพวกเราเกิดขึ้นที่หลัง " ดังนี้. ครั้นกาลล่วงมานานนักจนกระทั่ง สัตว์ที่เกิดในปูนหลัง เกิดมาเป็นสัตว์ที่ทรามกว่า มีอายุน้อยกว่า ( คือเป็นมนุษย์) บังเอิญสัตว์ตนหนึ่งในพวกนี้ หลีกออกบำเพ็ญความเพียรชนิดที่เมื่อจิตสงบดิ่ง แล้ว สามารถระลึกชาติหนหลังได้ แต่อำนาจญาณของเขาน้อยไป ระลึกได้ แต่เพียงชาติที่ตนเกิดเป็นพรหมตนหนึ่ง ในบรรดาพรหมที่เกิดภายหลังผู้ที่พวก ตนพากันสมมติว่า เป็นมหาพรหมผู้สร้างและอยู่ร่วมกัน, ที่เลยไปจากนั้น ระลึกไม่ได้เลย. เขาเชื่อการระลึกชาติของเขาจึงกล่าวว่า "ก่อนนี้ไม่มี อะไรเลย ท้าวมหาพรหมนั้นเป็นผู้สร้างสัตว์ทั้งหลายขึ้น ท่านเป็นผู้นิรมิต พวกเรา ท่านเป็นผู้เที่ยงยั่งยืนคงทนมีความไม่ผันแปรเลย จักตั้งอยู่ชั่วดิน ฟ้า. ฝ่ายพวกเรา อันท่านมหาพรหมนั้นนิรมิตขึ้น จึงเป็นผู้ที่ไม่เที่ยง ยั่งยืนคงทน มีการจุติเป็นธรรมดา เกิดมาเป็นอย่างนี้" ดังนี้. ความข้อนี้ ย่อมชี้ให้เห็นได้ว่า การที่สัตว์พวกที่เกิดในตอนหลัง ในระยะอันสั้น อาจเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง ในความจริงของสิ่ง ทั้งหมดที่มีระยะกาลอันยาว. ฉะนั้น การที่จะถือหลักว่าเพราะสากล- จักรวาลมีระเบียบเรียบร้อยจึงต้องมีคนคุม และคนคุมหรือสร้าง คือพระเป็น เจ้าดังนี้ ย่อมเป็นความหลงผิด และทำให้ผู้อื่นเห็นได้ว่า พระเป็นเจ้าใน ความเชื่อของผู้สอนนั้น มีอายุสั้นๆ เพียงแต่แต่เวลาของสากลจักรวาลยุคหนึ่งๆ

น.926 ท่านั้นเอง เพราะสกลจักรวาลในระยะยาว หรือหลาย ๆ ยุคเนื่องกันนั้น ไม่ เป็นระเบียบตายตัวอะไรเลย. ทั้งนี้เพราะโทษที่ตนมีตาอันสั้นจึงสำคัญผิด ไป. แต่การสำคัญผิดแล้วยังอาจสอนเขาให้เชื่อตาม ย่อมมีขึ้นได้อย่างแนบ เพียนน่าเชื่อถือ ดังเช่นพระพุทธภาษิต ในพรหมชาลสูตรที่ยกมากล่าวเป็น อุทาหรณ์นั้นแล้ว. ในพระพุทธภาษิตนั้น เราจะเห็นได้ว่า ตัว " พระเป็น เจ้าผู้สร้าง" นั้น กุกันขึ้นเพราะสำคัญผิดเท่านั้นเอง ; พรหมที่เกิดก่อน กุตัว เองว่าเป็นคนสร้างโลก เพราะพอเขานึก ไม่ช้าก็มีสัตว์อื่นเกิดขึ้นจริง. ส่วน สัตว์ในปูนหลัง กุให้ท่านองค์แรกเป็นผู้สร้าง ก็เพราะเห็นว่าท่านผู้นั้นมีอยู่เอง ก่อนใคร ๆ และอายุยืนไม่มีที่สิ้นสุด, ครั้นตกมาถึงสัตว์ในสมัยหลัง ที่เป็น มนุษย์ธรรมดา ก็ยิ่งเข้าใจผิดใหญ่ดังกล่าวแล้ว. ลัทธิที่ถือพระเป็นเจ้าผู้ สร้าง ก็ประดิษฐานขึ้นในโลกได้อย่างงดงามดั่งนี้. ครั้นพิจารณาให้ลึก ลงไป จะพบว่าขณะที่พรหมตนแรกปฏิสนธิขึ้นนั้น เป็นเพียงสมัยหนึ่งในหลาย สมัย ที่โลกอุบัติแล้วกลับทำลายไป อุบัติแล้วกลับทำลายไปตามเหตุปัจจัยของ มันเอง ซึ่งผู้มีตาอันยาวมองเห็นได้ทุกๆ สมัยแล้ว จะไม่หลงไปเช่นนั้น แต่จะ กลับพบว่า โลกก็คือตัวความหมุนเวียนตอนหนึ่งขณะหนึ่งของธรรมชาติ ที่ หมุนเวียนเท่านั้น. ไม่มีอะไรที่เป็นระเบียบแน่นอนและคงที่ ทั้งส่วนใหญ่และส่วนย่อย. คงที่ก็อยู่แต่ความหมุนเวียนไม่มีหยุด. หยุดหมุนเวียนเมื่อใด สิ่งทั้งหลายจะดับสนิทได้ทันที. ถ้าจะย้อนไปถึงรอบต้นๆ ของโลก ที่อุบัติหรือทำลายในยุคหนึ่งๆ นั้น เราก็ ยังคงพบหลักเช่นเดียวกันอีกว่า ไม่มีอะไรแน่นอนหรือเป็นระเบียบ.๑ อาจ ๑. ตัวอย่างเช่น ขั้วโลกเหนือ และใต้ ซึ่งเป็นแกนหมุนของโลก ซึ่งเป็นเขตน้ำแข็งอยู่ใน บัดนี้อาจเปลี่ยนจุดตำแหน่ง ไปอยู่ตรงอื่นซึ่งกำลังเป็นโซนร้อน ( Tropical zone ) อยู่ในบัดนี้ ก็ได้ และกลายเป็นเขตน้ำแข็งไปในทันทีที่มันเปลี่ยน ถึงกับฝั่งพวกเราใน zone นี้ ไว้ใต้น้ำแข็ง ทั้งหมดเลยก็ได้.

น.927 เป็นอย่างนี้ อย่างนั้น อย่างโน้น หรืออย่างไหน ก็ย่อมแล้วแต่เหตุปัจจัยที่ปรุง โลกขึ้น และผลักดันโลกไป. โลกแผ่นดินอุบัติขึ้นครั้งหนึ่งๆ โลกมนุษย์ ที่อาศัยอยู่บนนั้น อาจเกิดขึ้น เจริญขึ้น แล้วกลับทำลายไป แล้วกลับเกิดขึ้น หลายๆ ครั้ง หรือหลายร้อยหลายพันครั้งก็ได้ ในยุคเจริญยุคหนึ่งๆ ของ มนุษยโลก ย่อมมี เบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย มีความคิดนึกในทาง ปรัชญาผิดๆ กัน เช่นเชื่อในพระเป็นเจ้าบ้าง ผีสางบ้าง กรรมหรือกฎธรรม- ชาติบ้าง หรือกฎธรรมชาติทางฝ่ายวัตถุหรือที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์บ้าง, เพราะ เหตุฉะนั้น ผลอันกระท้อนออกมาจากความเชื่อนั้น ที่โลกได้รับ จึงต่างๆ กัน. เพียงเท่านี้ ก็พอแล้ว ที่จะสามารถทำโลกให้หมุนไปด้วยอาการอันแปลกกว่าเดิม เมื่อกล่าวถึงโลกแผ่นดินโดยตรง ซึ่งยุคหนึ่งหรือรอบหนึ่งๆ ของโลกแผ่นดิน ย่อมยืดยาวกว่ายุคหรือรอบของโลกมนุษย์แล้ว เราจะยิ่งพบแต่ความสับสนยิ่ง ขึ้น และพบกฎเกณฑ์อันกระจ่างได้ง่ายขึ้นว่า การเกิดขึ้น การแปร และ การดับของโลกยุคหนึ่งๆ นั้น มันอาศัยเหตุปัจจัยในตัวมันเองล้วน. โลกมนุษย์จะลุกเป็นไฟ ตายกันหมด เนื่องจากสงคราม หรืออะไรก็ตาม ก็เนื่องมาจากความคิดของมนุษย์. พระเป็นเจ้าจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม แต่ถ้ามนุษย์คิดและทำลูกระเบิดขึ้นแล้ว การระเบิดจักต้องมีเป็นแน่ และเมื่อ เผลอไป คนอาจตายหมดได้. ผู้สอนเรื่องพระเป็นเจ้าอาจแย้งว่า นั่น เพราะเป็นการทำผิดต่อพระเป็นเจ้า ไม่เอาใจใส่ต่อพระเป็นเจ้า มัวแต่ไปเอาใจ ใส่ในเรื่องทำอาวุธ จึงได้ตายหมด. ผู้ไม่เชื่อในเรื่องพระเป็นเจ้าอาจแย้ง ว่า ในยุโรปที่เป็นแดนเชื่อถือในพระเป็นเจ้านั่นเอง กลับได้ความคิดอันนี้. ใน วงพุทธบริษัทที่ไม่เชื่อพระเป็นเจ้า หรืออินเดียในสมัยอุปนิษัท รุ่นเดียวกับพุทธ กาล ไม่เชื่อพระเป็นเจ้าก็มีหลายนิกาย ไม่มีความคิดชนิดที่จะทำลูกระเบิด การจะกล่าวหาว่าถ้าลืมพระเป็นเจ้าแล้ว จะต้องไปคิดเรื่องทำลูกระเบิดนั้น จึง ย. ๕๕

น.928 ป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้, เพราะพวกพุทธบริษัทไม่ได้คิดถึงพระเป็นเจ้าเลย แต่ หาไปคิดทำลูกระเบิดไม่, กลับไปคิดเรื่องที่เลยไป หรือสูงพันเรื่องพระเป็น เจ้า. ความจริงในที่นี้จึงมีอยู่ว่า ทุกสิ่งมันหมุนไปตามอำนาจแห่ง เหตุปัจจัยที่แวดล้อม (causative - environment ) เป็นส่วนสำคัญ : แวดล้อมในด้านลึก คือก่อมันขึ้น, แวดล้อมทั่ว ๆ ไป ก็คือผลักดันอยู่ข้างๆ ซึ่งอาจจำแนกได้ถึง ๒๔ ชนิด ตามนัยแห่งเรื่องบัฏฐานะของอภิธรรมปีฎก. โลกหมุนไปเพราะเหตุปัจจัยของมันเอง. ปัญหาเรื่องสันติภาพของโลกจึง อยู่ที่การชี้ให้โลกเห็นความจริง หรือตัวจริงที่แวดล้อมอยู่รอบๆ นี่เอง หาใช่ให้ เชื่อในพระเป็นเจ้า ที่กุขึ้นนั้นไม่. เพราะเขาไม่อาจเชื่อได้เลย ในเมื่อมัน สมองอุดมไปด้วยหลักแห่งเหตุผลที่ควรได้พังเรื่องที่สูงกว่าเรื่องพระเป็นเจ้า. ในสมัยที่โลกยังไม่มีความรู้สูง ๆ เช่นวิทยาศาสตร์ ถ้าเรา จะสอนโลกถึงเรื่องเหตุผลเช่นนี้ โลกก็ฟังไม่ถูกอยู่ดี ; เราจึงต้องสอนเรื่องสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์เช่นพระเป็นเจ้า ก็พอประทังสันติภาพของโลกให้เป็นไปได้. ครั้น โลกมีมันสมองเดือดอยู่ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ซึ่งถือหลักเหตุผลเป็นสำคัญ เรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่นพระเป็นเจ้า จึงกลายเป็นเรื่องสอนเด็ก หรือคนป่า ในดงลึกๆ. บัดนี้พระเป็นเจ้าถูกสับนิ้วขาดหมด ไม่มีอะไรจะยื่นเข้า มาจัดการกับสันติภาพของโลก ยังคงเหลืออยู่แต่ความฉลาดของมนุษย์เอง ถ้า มีพอ ก็คุ้มโลกได้จากการพินาศ. ลัทธิที่ถือหลักแห่งเหตุผล เป็นที่ ต้องการยิ่งนัก ถ้าเมื่อโลกได้ไตร่ตรองเห็นว่า โลกอุบัติและฉิบหายมา แล้วไม่รู้กี่ร้อยครั้ง เพราะอำนาจความบ้าคลั่งของมนุษย์ ในโลกนั่นเอง ก็อาจ จะระอาที่จะเล่นครฉากนี้ซ้ำๆ กันอีก เพราะนึกดูแล้วไม่น่าสนุกตรงไหน ใน การที่จะคงยึดถืออวิชชาเป็นสรณะอยู่ต่อไป ; เมื่อเป็นเช่นนี้โลกก็จะพบสันติ สุข โดยไม่ต้องยืมพระเป็นเจ้าในนิยายสมมติมาขู่ให้คนในสมัยนี้หัวเราะเยาะ เล่น ซึ่งเราจะเห็นได้ชัดๆ ทีเดียวว่า โลกนี้มิได้เกี่ยวกับพระเป็นเจ้าเลย.

น.929 รื่องพระเป็นเจ้าเกิดขึ้นด้วยความจำเป็น ในสมัยที่โลกยังไร้วิชชาความรู้สำหรับ การใช้เหตุผลเท่านั้น ครั้นหมดความจำเป็นอันนี้แล้ว โลกก็ปัดพระเป็นเจ้าทิ้ง เสียเอง และไม่อาจยกย่องขึ้นมาได้อีก จนกว่าโลกจะได้แตกทำลายไปเสียคราว หนึ่ง แล้วกลับวิวัฒน์ขึ้นมาใหม่ จนถึงขนาดปูนๆ ที่มีมันสมองพอเหมาะที่จะ ถือพระเป็นเจ้า. ในรอบหนึ่งแห่งความเกิดและความทำลายของโลกนั้น แบ่งได้เป็นหลายยุค เช่นยุคที่ยังทำลายอยู่ด้วยไฟหรืออะไรก็ตาม, ยุคที่เริ่ม มีสัตว์, ยุคมีมนุษย์ที่ยังโง่เกินกว่าที่จะเชื่อเรื่องพระเป็นเจ้า, ยุคที่ดีขึ้นพอ เหมาะที่จะเชื่อเรื่องพระเป็นเจ้า, ยุคที่เห็นความกุของเรื่องนี้ไม่อาจเชื่อต่อไป จะเชื่อแต่เรื่องที่อยู่ในอำนาจของเหตุผล, ยุคที่มนุษย์ละเลยต่อเรื่องทางวิญ- ญาณ มัวหนักไปแต่เรื่องทางวัตถุ และด้วยหลักเหตุผลเหมือนกัน, และยุคที่ ลืมตัวจนความต้องการทางวัตถุ ก่อให้เกิดการทำลายล้างกันเอง จนกว่าจะ พินาศกันไปหมด. ในยุคทั้งหลายนี้ เราจะเห็นได้ว่า มีเนื้อที่ให้พระเป็น เจ้าแต่เพียงยุคเดียว, แม้ในยุคที่สัตว์เดรัจฉานเป็นเจ้าของโลก ยังไม่มีมนุษย์ มันก็ยังมีวิวัฒน์มาได้ โดยที่สัตว์นั้นๆ ไม่มีความรู้ในเรื่องพระเป็นเจ้าเลย อย่า ว่าแต่จะรู้จักอ้อนวอนพระเป็นเจ้า. ที่กล่าวมาทั้งนี้ มีเจตนาแต่เพียงจะชี้ให้เห็นว่า โลกเป็นมาได้และ เป็นต่อไป ได้ โดยไม่ต้องเกี่ยวกับพระเป็นเจ้าอย่างอื่น นอกจาก พระเจ้าตัณหา หรือความต้องการของโลกเอง, และตัณหานั้น เกิด มาจากอวิชชาหรือความไม่รู้ของโลกอีกต่อหนึ่ง โลกจึงยังคงพบกับ ความยุ่งยากเสมอไป. โลกถูกสร้างขึ้น โดยสิ่งนี้เอง หาใช่พระเป็นเจ้า ดังที่กล่าวไว้ในนิยายเรื่องสร้างโลกไม่ เว้นไว้แต่นิยายนั้นๆ จะได้มีความหมาย

น.930 หรือคำแปลจากบุคคลาธิษฐาน มาเป็นธรรมาธิษฐานดังกล่าวมาแล้วนี้ อิกต่อ หนึ่ง ความก็ลงกัน. โลกมีผู้สร้างหรือหาไม่ พิจารณาดูก็จะเห็นได้ว่า มติแห่งพุทธศาสนิกชนมีอยู่อย่างไร. พุทธบริษัทเชื่อได้แต่ตามกฎแห่งเหตุผล ว่า เมื่อกล่าวอย่าง สมมติ คนเรามาจากธาตุผสมหลายชนิด, ธาตุผสมนั้นๆ มาจากธาตุแท้ (element ), ธาตุแท้มาจากอณู ( molecule) ของมันประกอบกันเข้า, อณู มาจากปรมาณู ( atom) ที่ประกอบกันเข้าเป็นอณูอีกต่อหนึ่ง, ปรมาณูหนึ่งๆ วิทยาศาสตร์แห่งสมัยนี้ถือว่าประกอบด้วย อิเล็กตรอน กับโปรตอน ( electron & Proton ) ที่หมุนเวียนอยู่ในที่ว่างอันจำกัด. ถ้าจะมีเนื้อที่เหลือไว้ให้พระ เป็นเจ้าสร้างได้บ้าง ก็คือสร้างอีเล็คตอน หรือ โปรตอน นี่เอง เพราะเหลือ จากนั้น มันสร้างตัวมันเองได้แล้ว ด้วยอาศัยกฎธรรมชาติอย่างเดียว. แต่ ตามทางธรรม เรายังไปได้ไกลไปอีกว่า สิ่งสุดท้ายหรือโปรตอนกับอิเล็กตรอน นี้ มาจากสภาพผู้จัดปรุง ( คือสังขารหรืออภิสังขาร ) และสภาพผู้จัดปรุงนั้น มาจากอวิชชาอิกต่อหนึ่ง ตามนัยแห่งปฏิจจสมุปบาทที่ได้กล่าวแล้วในข้อ ๑ ข้างต้น. มันมีความเป็นมาโดยละเอียด จนเกิดมีชีวิตได้อย่างไร ข้าพเจ้า ได้กล่าวไว้แล้วอย่างยืดยาวในเรื่อง "ชีวิตกับนิพพาน" ดังที่ได้บอกให้ผู้อยาก ทราบพลิกอ่านดูใหม่แล้ว. สิ่งที่สร้างโลกขึ้นมา จึงได้แก่อวิชชา ซึ่งเราจะเรียกว่าพระเป็นเจ้าหรืออะไรก็ตาม มันก็ยังเป็นอวิชชา อยู่นั่นเอง. ตามมติของพุทธศาสนาจึงมีว่า โลกเกิดมาจากอวิชชา, จะว่าตัวพระผู้สร้าง หรือเป็นเพียงตัวธรรมชาติก็ได้ทั้งนั้น แต่โลกนี้เกิดเอง ลอย ๆ ไม่ได้. จะนิรมิตขึ้นมาคราวเดียวอย่างอานุภาพของพระเป็นเจ้า ก็ไม่ได้, มันได้แต่ค่อยๆ หมุนมาทีละน้อยๆ ตามกฎแห่งเหตุและปัจจัยที่ส่งทอยกัน อัน เราเรียกว่าวิวัฒน์ หรือ evolution เท่านั้น. จึงในชั้นสมมตินี้ เรากล่าว

น.931 มสด ตอบคำถามบาดหลวง ได้ว่า โลกมีผู้สร้างเหมือนกัน ได้แก่กฎแห่งธรรมชาติ ซึ่งอาศัย สภาพ แห่งความไม่รู้ของตัวมันเอง ที่เรียกว่าอวิชชา, เป็นมูลฐาปนีย์. ตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ยังเป็นขั้นสมมติหรือโวหารโลก. พุทธปรัชญายังไปได้ไกลกว่านั้น โดยเพิกสมมติทิ้งเสียอีกชั้นหนึ่ง ให้อวิชชา หมดไปอย่างเด็ดขาด. คือว่า โลกก็ดี สัตว์ก็ดี คนก็ดี หามีไม่. นามต่างๆ เป็นเพียง สมมติ หรือคำที่บัญญัติขึ้นสำหรับการพูดจา เท่านั้น. ธรรมชาติสิ่งหนึ่งแม้ที่เป็นเพียงธาตุๆ ใดธาตุหนึ่งล้วนๆ เราก็ต้องตั้งชื่อเรียกเพื่อ ให้พูดกันได้รู้เรื่อง. คน เป็นแต่เพียงธาตุหลายๆ ธาตุประชุมกันอยู่ ด้วย อำนาจความหมุนเวียนของธรรมชาติ. กายก็ตาม ใจก็ตาม เป็นเพียง ธรรมชาติชนิดหนึ่งๆ ซึ่งเมื่อเราเรียนรู้และเข้าใจทั่วถึงมันดีแล้ว เราจะเห็นได้ว่า เป็นอย่างอื่นนอกไปจากธรรมชาติที่ส่งทอยๆ กัน และอาศัยกันอยู่ ไปไม่ได้เลย, แม้แต่ใจหรือจิต ของคนเรา ที่เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุด. เมื่อเราพบ ความจริงอันนี้แล้วเราก็จะรู้สึกว่า ตัวเราไม่มี ตัวเราเป็นแต่เพียงคำสมมติ ซึ่ง ตามทางไวยากรณ์ เป็นเพียงสรรพนามสำหรับแทนชื่อผู้พูดเท่านั้น. เพราะ ว่ากลุ่มธรรมชาติ ( ที่เราสมมติว่าตัวเรา ) นี้ มันพูดได้และทำอะไรได้ ด้วยอำ- นาจที่มันเป็นธรรมชาติชั้นประณีตกว่าสิ่งอื่น, เมื่อมันพูดได้ มันก็ต้องบัญญัติ ความหมายให้แก่คำทุกๆ คำที่จะใช้พูดกัน. แม้แต่สัตว์ เช่นนก หรือตัว แมลง มันก็ยังมีเสียงของมันแสดงความหมายให้เพื่อนของมันรู้ ถึงจะง่ายๆ และไม่กี่คำ ก็ยังมีความหมาย. เมื่อให้หมายถึงตัวธรรมชาติกลุ่มที่เป็น ตัวผู้พูด มันได้บัญญัติเสียงว่า "เรา” ขึ้นโดยไม่รู้สึกตัว และพูดกันสืบมา. เพราะเหตุอย่างเดียวเท่านั้น คือเหตุที่ธรรมชาติพวกนี้ วิวัฒน์ขึ้นมาได้สูงจนถึง ขนาดที่เราเรียกกันว่ามนุษย์ มันจึงพูดได้และมีความหมายต่างๆ. คำว่า ย. ๕๖

น.932 คนก็ดี คำว่าโลกก็ดี คำอะไรก็ดี เป็นเพียงเสียงที่บ่งถึงธรรมชาติอันหนึ่งๆ หรือกลุ่มหนึ่งๆ หามีตัวเราหรือโลกหรืออะไร นอกไปจากธรรมชาตินั้นที่ได้ รับขนานนามขึ้นจากพวกกันเองไม่. ด้วยเหตุนี้ เป็นอันว่าคนเราไม่มี โลก ไม่มี อะไรๆ ก็ไม่มี สำหรับเป็นตัวของตัว มีแต่กฎธรรมชาติสำหรับธรรมชาติ และการหมุนเวียนอันไม่รู้หยุดของมันเท่านั้น. การปรากฏขึ้นของโลกก็ตาม การดับหายของโลกก็ตาม เป็นเพียงตอนหนึ่ง แห่งความหมุนเวียนของ ธรรมชาติ อันมีสายยาวยืดมิรู้จักสิ้นสุดเท่านั้น. แล้วจะมีใครเป็น ผู้ถูกสร้าง หรือมีใครเป็นผู้สร้างด้วยเล่า. ถ้าหากไม่ขึ้นมาถึงขั้นที่เป็นตัววิชชา หรือการตรัสรู้เช่นนี้ ก็แปล ว่ายังเป็นอวิชชาอยู่นั่นเอง, ยังหลงเรียกและยึดถือให้เป็นตามที่หลงเรียก ว่าเรา ว่าโลก ว่านั่นว่านี่อยู่ ก็ไม่อาจเอาชนะทุกข์หรือโลกได้. เมื่อ ขึ้นมาถึงขั้นวิชชา ตรงกันข้ามกับอวิชชา ก็ย่อมไม่มีสัตว์ ไม่มีคน ไม่มี โลก หรืออะไรๆ และผู้สร้างสิ่งนั้น ก็พลอยไม่มีไปตามด้วยกัน, คงมี ปรากฏอยู่ในแสงสว่างแห่งปัญญา ก็แต่หมู่ธรรมชาติ ( Phenomena ) ที่หมุน เวียนอยู่อย่างไม่ขาดสาย ด้วยประการฉะนี้. แม้กระนั้น ความเข้าใจผิด ว่า มีโลก, มีผู้สร้างโลก, ก็ยังคงเกิดมาจากอวิชชานั่นเอง. โลกเอง ก็ตาม, ความบัญญัติธรรมชาติต่างๆ ว่าโลก ก็ตาม, จึงเป็นสิ่งที่มีมูลมา จากอวิชชาด้วยเหตุนี้. (๓) ความทุกข์ของโลกมีมาแต่ไหน ความทุกข์ของโลก มีมูลรากมาแต่อวิชชา ในฐานะเป็นผู้สร้าง สิ่งทั้งปวงขึ้น และจูงให้ทำสิ่งที่ทำให้สัตว์นั้นๆ ติดจมอยู่ในโลกหรือในกองทุกข์.

น.933 อวิชชาทำให้สัตว์โลกไม่รู้ตามที่เป็นจริงว่าอะไรเป็นตัวทุกข์ และอะไรเป็นความ ดับสนิทของทุกข์นั้น. ความไม่รู้นั้น บังคับหรือจูงให้สัตว์ทำกรรมตามแต่ความ โง่เขลานั้นมีอยู่อย่างไร เช่นเกิดความอยากอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ทำตามที่ อยาก. ครั้นได้ผลมาก็ยั่วให้อยากต่อไปอีกและทำอีกไม่มีที่สิ้นสุด. ความ อยากทุกชนิดเรียกว่าตัณหา. ความอยากดึงสัตว์นั้นๆ ไปรอบๆ เหมือน พรานเบ็ดดึงปลาที่ติดเบ็ดแล้วเล่นได้ตามสบาย เราอยากอยู่ในสวรรค์ ก็ ต้องพยายามประกอบกรรมชนิดที่จะนำไปสู่สวรรค์ ทั้งที่สวรรค์นั้นคือรังทุกข์ ชนิดหนึ่ง แต่เป็นชนิดที่ซ่อนพิษไว้ภายใน. ความอยากอยู่ในสวรรค์จึง จัดเป็นอวิชชาด้วย แต่เป็นชั้นที่เรียกกันว่าบุญ. ความโง่เขลาของสัตว์ ทำให้สัตว์เห็นว่า ลาภ ยศ ทรัพย์ กามคุณ สวรรค์ เหล่านั้นเป็นสิ่งที่ จะดับทุกข์ได้ หรือเป็นของดีมีเกียรติ จึงอยากได้เช่นเดียวกับปลาที่อยาก กินเหยื่อที่เบ็ด ก็เพราะไม่รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นเพียงเหยื่อ. กามคุณทั้ง หลายเป็นเหยื่อของมาร ใครกินเหยื่อติดเบ็ดแล้ว จะติดแจอยู่ ในวงแห่งการเวียนวนที่เรียกว่า วัฏฏสงสาร หมายถึงเวียนอยู่ใน ความทุกข์ เช่นจะต้องเกิดขึ้นมา แก่ เจ็บ ตาย และบากบั่นต่อสู้เพื่อ ความเป็นอยู่ของตนเอง กับสภาพแห่งความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อันเป็นของมีอยู่ประจำโลก ซึ่งรวมทั้งโลกสวรรค์ ด้วย. ความอยากกินเหยื่อนั้นๆ เรียกว่า กามตัณหา, หมายถึงการ อยากได้อยากมีในสิ่งนั้นๆ ด้วย. อีกอย่างหนึ่ง ความโง่เขลาหรืออวิชชา ยังทำให้อยากเป็นเช่น นั้นเช่นนี้, อยากมีสภาวะเช่นนั้นเช่นนี้ ๑ โดยไม่รู้ว่าตัว " ความมีความเป็น"

น.934 นั่นเอง เป็นเรือนของความทุกข์ เพราะความมีความเป็น ต้องอาศัยความเกิด ขึ้น ; เมื่อมีความเกิดขึ้น ย่อมมีความผันแปร เพราะเหตุว่าตัวความเกิดเอง ก็เป็นตัวความผันแปรชนิดหนึ่งอยู่แล้ว. คำว่าความมี หมายถึงมีตัวของ ตัว, และคำว่าความเป็น หมายถึงความที่ตัวของตัวได้เป็นเช่นนั้นเช่นนี้ ตาม ที่ตนใคร่. ความอยากมีอยากเป็นนี้ เกิดมาจากอวิชชา, ครั้นเกิดมา แล้ว ใช่จะได้มีได้เป็นสมตามความอยาก ตามลำพังตัวเองล้วนๆ ก็หาไม่ ความ อยากนั้นต้องเป็นเหตุให้เกิดความขวนขวาย หรือการกระทำอย่างใดๆ ต่อไปอีก ทั้งต้องอาศัยสิ่งภายนอกนาๆ ประการ และสิ่งภายนอกนั้นๆ ก็ต้องอาศัยสิ่งอื่น เป็นเครื่องค้ำจุนความเป็นอยู่ของตัวเองอีกเหมือนกัน. ต่างสิ่งต่างตกอยู่ ใต้อำนาจแห่งเหตุและปัจจัย ถูกกฎแห่งความผันแปรคุมแจอยู่ทั้งนั้น ความ อยากและสิ่งที่ตนอยาก จึงไม่สามารถอำนวยให้แก่กันและกันตามประสงค์ จึง ไม่อาจเกิดความอิ่มความพอขึ้นได้, หรือไม่สามารถสมประสงค์ได้แต่อย่างใด เลย, แล้วแต่เหตุ. แต่อย่างไรก็ดี ความมีความเป็นนั้นๆ ก็ยังคงเป็น เพียงเงาหรือมายาอยู่นั่นเอง เพราะมันต้องอาศัยความโง่หลง ที่หลงอยู่ใน ความมีความเป็นนั้นๆ, เช่นหลงอยู่ว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นต้น, ความ มีความเป็นนั้นจึงจะให้เกิดความพอใจแก่ตัวเองได้เป็นพักๆ. เราอยาก มีตัวเราที่อยู่กับพระเป็นเจ้า ที่เราสร้างหรือคะเนเอาตามความหลงของเรา, ถ้า ความหลงยังมีอยู่ มันก็ยังคงทำความอิ่มใจให้เราตลอดเวลานั้นๆ ทั้งที่เรายัง ไม่ได้อยู่กับพระเป็นเจ้าเลย. เมื่อเราแปลคำว่าพระเป็นเจ้าให้มีความหมาย ว่า ความดี คือเราต้องการเป็นคนดี เราพยายามทำความดี เพื่อเข้าอยู่กับ ความดี หรือเป็นคนดี ซึ่งประจักษ์ได้กับปัญญาของเราเองโดยไม่ต้องคาด ๑. อยากมีในที่นี้ ต่างจากความอยากมีสิ่งของนั้นนี้ ตรงที่ความอยากมีในที่นี้ หมายถึง อยาก มีตัวตน หรือมีความเป็น ( ภาวะ ) อย่างนั้นอย่างนี้.

น.935 คะเน. ครั้นได้เป็นคนดีแล้ว เราคิดว่าความมีความเป็นอันนี้เป็นความดับทุกข์ หรือพันทุกข์แล้วดังนั้นหรือ ? หามิได้. ถ้าเราคิดดังนั้น เราก็ยังโง่อยู่ขั่นเอง. เพราะว่า ความดีก็ตาม ยังเป็นบ่วงที่กดทับ หรือห่วงที่ผูกคล้อง เป็นเบื่อก ตม ที่ใจของเราจะตกจมติดหล่มอยู่นั่นเอง ความดีเป็นเพียง " ของ สมมติ" และอยู่ในวงของอวิชชาเช่นเดียวกับความชั่ว ความดียังเป็น ของฝ่ายโลกมนุษย์ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โลกิยธรรม. ความดี ยังเป็นสภาพที่ต้องอาศัยสิ่งอื่นเป็นเหตุปัจจัยปรุงขึ้น และค้ำจุนอยู่ ซึ่ง จะค่อยเสื่อมคลายไปได้ตามกาล. คนดี ยังต้องมีความทุกข์อย่างคน ดี ! เช่นเดียวกับคนชั่ว ก็ต้องมีความทุกข์อย่างคนชั่ว. อุดมคติของพุทธ- ศาสนา จึงต้องการจะไปสูงขึ้นไปอีก จนพันดีและชั่ว พ้นบุญและบาป, ที่เรียกว่า โลกุดตระ, อยู่นอกเหนือความมีความเป็นอย่างใดหมด เห็นความเป็นดี หรือ ความเป็นชั่ว ว่าเป็นเพียงมายาชนิดหนึ่งเท่านั้น เพราะว่าความมีความเป็น ทุก ชนิด เป็นเช่นนั้นด้วยกันหมด. ด้วยเหตุนี้ พุทธปรัชญาจึงมีหลักว่า ความมี ความเป็น ก็เป็นตัวทุกข์เหมือนกัน แต่ละเอียดขึ้นไป. ละเอียดจนยาก ที่คนในลัทธิอื่นจะเข้าใจได้ง่ายๆ แต่ก็ไม่เหลือวิสัยที่จะเข้าใจ ถ้าหากจะพยายาม คิดดูอย่างสุขุม. ลัทธิไหนในโลกนี้ ถ้าไม่มีโลกุดตระ ก็ขึ้นเหนือดีเหนือชั่ว ไปไม่ได้. ถ้าจะข้ามชั่วมาได้แล้ว ก็มาติดอยู่ที่ดีนั้นเอง. และ การติดอยู่ ที่ดีนี้ เป็นสัญชาติญาณ ( instinct ) อันร้ายกาจชนิดหนึ่ง ที่จะ ทำให้คนเราหลุดพ้นจากโลกหรืออวิชชาไปไม่ได้. ใครเคยได้ฟัง มาก่อนบ้างด้วยเรื่องโลกุตตระ ซึ่งขึ้นไปพันดีอีกชั้นหนึ่ง นอกจากพุทธศาสนา ? เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่ฟังยากสำหรับคนที่ยังติดดี. คำว่าความมีความเป็น เป็นตัวทุกข์อยู่ในตัว จึงพลอยฟังยากไปด้วย. แต่ถ้าได้ศึกษาจนรู้จักธรรมชาติ ย. ๔๗

น.936 ของสิ่งที่เรียกว่าความดี จนรู้ตามที่เป็นจริงอย่างไรแล้ว จะรู้ว่าความดี ก็เป็น สิ่งที่ยังตกอยู่ ในหลุมแห่งความมืดบอด หรืออวิชชาเหมือนกัน แต่เป็นความมืด ที่คนละชนิดกับความชั่ว. ความสว่างจะมีได้ ต่อเมื่อขึ้นไปพันความดีและความ ชั่วได้แล้ว คือไม่จมอยู่ในโลก. ความดีความชั่ว เป็นตัวโลกหรือของโลก ยังอยู่ในขอบขีดของพระเป็นเจ้า ยังไม่ข้ามขึ้นพันพระเป็นเจ้า ยังติดตัวอยู่กับ พระเป็นเจ้า ซึ่งจะได้แก่อวิชชาหรืออะไรก็ตาม หาใช่ความหลุดพ้นเป็นอิสระ ( independence ) ไม่. ต้องพ้นจากความดีความชั่วขึ้นไป จึงจะเป็นความ หลุดพ้น ไม่ถูกใครสร้างและไม่สร้างใครด้วย. ความดีในที่นี้ อาจมีผู้ เข้าใจว่าหมายถึงเฉพาะทางวัตถุ เช่นได้ถามคุณ, แต่ที่ถูกหมายเลยขึ้นไปอิก, เช่นความเป็นพรหม มีใจสะอาด ไม่เกี่ยวกับกามคุณเลย เป็นความมีความเป็น ที่สะอาดบริสุทธิ์ที่สุด ก็ยังเป็นสิ่งที่อยู่ภายใต้วิสัยของเหตุปัจจัย แม้จะอยู่ได้นาน ตั้งกับป์ตั้งกัลป์ ก็ยังโยกโคลงเปลี่ยนแปลงได้ในตอนหลัง. โดยเหตุนี้ เรา จะเห็นได้ว่า ความมี หรือความเป็น ( existence ) ชนิดใดชนิดหนึ่งนั้น ยังเป็นตัว ทุกข์. ความอยากมีอยากเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงเป็นต้นเหตุให้เกิดทุกข์ และเราเรียกว่า ภวตัณหา. มันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ได้เช่นเดียวกับ กาม ตัณหา คือความอยากกินเหยื่อของโลก ที่กล่าวมาแล้วเป็นข้อต้น. และ ภวตัณหานี้ เป็นความอยากข้อที่สอง ข้อสุดท้ายคือที่ข้อสามนั้น เป็นความอยากอีกชนิดหนึ่งเหมือนกัน ได้แก่ ความอยากไม่ให้มี ไม่ให้เป็น แต่ให้คงตัวของตัวไว้, ได้แก่ความต้องการ จะมีตัวของตัว โดยไม่ต้องมี ความมีความเป็นนั่นเอง, เรียกว่า วิภาตัณหา. ความอยากข้อนี้ เนื่องจากมีความรู้ว่า ความมีความเป็น เป็นตัวทุกข์ หรือเป็น ที่ตั้งแห่งความผันแปร เช่น เกิด แก่ ตาย เป็นต้น แต่ความหลงในการยึดถือตัว

น.937 หรืออยากมีตัวของตัวยังละไม่ขาด ยังไม่อาจจะดับความติดในอัตตา จึงเกิด ความอยากให้มีตัว โดยไม่ต้องมี ความมีความเป็น ซึ่งเรียกว่า อยากไม่ให้มี ไม่ให้เป็นในที่นี้. เป็นความอยากของผู้ที่ได้บำเพ็ญเพียรในทางใจมาแล้ว เป็นบางขั้น แต่ยังไม่ถึงที่สุดหรือถูกทางตลอดไป. ถ้าปลดความยึดถือตัว หรืออัตดาเสีย ความอยากชนิดนี้ก็จะไม่มี, เป็นความอยากชนิดที่คนธรรมดา จะเข้าใจได้ยากสักหน่อย, แต่ถ้าพยายามสาธกด้วยอุทาหรณ์แล้วคิดให้ดี บางที จะเข้าใจได้. เช่นลูกไก่ตัวหนึ่ง คิดว่าถ้าเรามีตัวเรา อีเหยี่ยว ก็ยังคงจับ เรากินได้เสมอไป. แต่ถ้าไม่มีตัวเรา เราก็ไม่ชอบ เราเสียดายตัวเรานัก ขอ ให้เรามีอยู่โดยไม่ต้องมีตัวเราเถิด แล้วมันก็อยากและพยายามที่จะเป็นเช่นนั้น. ผลที่ได้จากนั้น คือทำให้มันเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ที่คงมีความรู้สึกว่าตัวมัน แต่ไม่มี ตัวชนิดที่มันไม่อยากมี คงมีแต่ตัวอีกชนิดหนึ่งที่มันเองคิดว่า นั่นหาใช่ตัวไม่ คือ อีเหยี่ยวกินไม่ได้ก็แล้วกัน. แต่ในที่สุดมันก็หาพ้นอำนาจความหลงไปได้ไม่ ความรู้สึกว่ามันมีอยู่โดยไม่ต้องมีตัวนั้นเอง กลับเป็นอีเหยี่ยวขึ้นมาอีก และกินมัน ซึ่งหมายความว่า ถึงแม้อย่างนั้น มันก็ยังต้องผันแปร และดับสลายไปในที่สุด วันหนึ่งอยู่ดี. พวกพรหมที่มีรูปกาย เคยพอใจในรูป, ภายหลังคิดว่าเพราะ มีรูปนั่นเอง ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงตั้งขึ้นบนรูปได้ เราอย่ามีรูปเสียก็แล้วกัน, จึงเกิดเป็นพรหม พวกที่ไม่มีรูปด้วยอำนาจตบะที่บำเพ็ญ. ครั้นไม่มีรูปแล้ว ความชราและความเจ็บในทางกายไม่มีจริง แต่ในไม่ช้าก็ยังต้องจุติ คือตายทาง วิญญาณอยู่ดี. เพราะความมีความเป็นชนิดไม่มีรูปกายนี้ ยังเป็นความมี ความเป็นอยู่นั่นเอง และยังต้องอาศัยสิ่งอื่นปรุงแต่งค้ำจุน จึงมีอยู่ได้ จึงต้อง เปลี่ยนแปลง เพราะมันไม่มีอิสระในตัวเอง. ความอยากชนิดนี้ จึงยังมิใช่ ความอยากในทางที่จะหนีทุกข์ได้พ้น หรือเอาชนะความทุกข์ได้. ยังคงเป็นที่ตั้ง แห่งความทุกข์ อยู่นั้นเอง, แม้ว่าจะเป็นชั้นประณีตเป็นอย่างยิ่งแล้ว.

น.938 ๑๘๘์ ชุมนุมเรื่องยาวของพุทธทาสภิกขุ ถ้าเราอยากจะเป็นพระเป็นเจ้า ดังที่เราทราบกันมาว่า เป็นอยู่ได้เอง โดย ไม่ต้องเกิด และแก่ หรือตาย ก็ได้แก่ความอยากชนิดที่อยากให้มีอยู่ โดยไม่ต้องมี ความมีความเป็น หรือไม่อยากมีอยากเป็น แต่ก็ไม่อยากดับหายไป. ทั้งที่รู้ ว่าความมีความเป็นนั้น มันต้องอาศัยสิ่งอื่นเป็นเหตุปัจจัย และต้องหมุนเวียน ด้วย จึงจะทรงตัวอยู่ได้ มิฉะนั้นจะไม่ทรงตัวอยู่ได้ ; ถึงกระนั้น ก็ยังอยาก ที่จะมีตัว หรือคงตัวของตัวไว้นั่นเอง อันนั้นท่านเรียกว่า อุปาทานในความมีตัว ตน. ถ้าอุปาทานอันนี้ยังไม่ละขาดอยู่เพียงใด ตามมติแห่งพุทธศาสนา ผู้นั้น ยังไม่ตุถึงที่ดับสนิทของความทุกข์ได้เลย จะต้องไปมีอยู่เป็นอยู่ในสถานะอันหนึ่ง ซึ่งตัวรู้สึกว่าเป็นสุข, แต่ที่แท้หาใช่ความสุขไม่ ยังเป็นสภาพมายาอยู่ แต่เป็น ชนิดประณีต ยากที่จะเข้าใจว่า นี่ยังไม่ใช่ความชนะอันเด็ดขาด หรือที่เรียกว่า นิพพาน. เพราะฉะนั้น ความอยากเช่นนี้ จึงยังจัดว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์โดยตรง แต่ว่าสูงเกินกว่าที่ผู้เคยคิดแต่จะมีตัวของตัว จะเข้าใจได้ ว่ามันจะเป็น สิ่งที่สูงสุดได้จริงอย่างไร. ความอยากมีอยากเป็น ก็เพราะเราต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากความมีความ- เป็นนั่นเอง เช่นเราต้องการจะอยู่กับพระเป็นเจ้า เป็นอันหนึ่งอันเดียว หรือ มีสภาพอันเดียวกับพระเป็นเจ้า หรือเป็นตัวพระเป็นเจ้าเสียเองก็ตาม, ความ ต้องการอันนี้ เกิดจากเรามีความต้องการอีกอันหนึ่ง คือต้องการจะได้มีได้เป็น ตามแต่ที่เราชอบ ไม่ต้องมีต้องเป็นในสิ่งที่เราไม่ชอบ. ความรู้สึกอันนี้ แม้ จะขัดกับหลักแห่งเหตุผลอย่างรุนแรง คือเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ มันก็ห้ามไม่ให้เรานึกอยากเช่นนั้น ไม่ได้. พุทธศาสนาไม่สอนให้ มนุษย์เอาชนะความทุกข์ด้วยการแสวงหาเช่นนั้น ทั้งยังกล่าวว่า ยังคงเป็นตัณหา ที่เป็นแดนเกิดของทุกข์ อยู่นั่นเอง คือเป็นฝ่ายอวิชชาหรือความโง่เขลา แต่

น.939 พุทธคำสนามาล่อนให้รู้สึกว่า ความมีความเป็นทั้งหลาย รวมทั้งที่เราต้องการ ด้วยนั้น เป็นมายา ไม่มีตัวจริง. "ตัวเรา" มีขึ้นได้เพราะความคิดของเรา ที่เชื่อว่ามีตัวเรา. "พระเป็นเจ้า" มีขึ้นได้ก็เพียงแต่เพราะความคิดของ เราที่เชื่อว่ามีพระเป็นเจ้า หรือได้แก่ความมีความเป็นชนิดพิเศษที่เราต้อง การนั้นๆ. วัตถุก็ตาม ใจก็ตาม ความคิดก็ตาม เป็นเพียงมายา. สิ่ง ที่เราคิดขึ้นยึดถือไว้ด้วยอุปาทาน เช่นตัวเราหรืออัตตาก็ดี ผู้สร้างตัวเราหรือ อัตตาก็ดี จึงพลอยเป็นมายาไปด้วย และเป็น มายาสองชั้น จึงเป็นการยาก ที่จะเข้าใจหรือถอนออกมาเสียได้ ยิ่งกว่าที่เป็นมายาชั้นเดียว. เช่นแม้เรา จะปัด กาย ใจ และความคิด ซึ่งเป็นมายาชั้นแรกออกไปเสียได้ว่าไม่ใช่ตัวเรา แล้ว เราก็ยังสงวนความคิดว่ายังมีตัวเรา หรือสภาพอีกอย่างหนึ่งที่เป็นตัวเรา อยู่นั่นเอง ; คนที่ถือลัทธินี้จัดที่สุด จึงย้อนกลับมาถือเอาว่า เมื่อปัด กาย ใจ และความคิดทิ้งออกแล้ว อะไรที่เหลืออยู่ นั่นแหละคือตัวเรา ไปดังนี้ก็มี. เราจึงเห็นได้ว่า มายาสองซ้อนนี้ละได้ยากยิ่งนัก และได้แก่ความมี ความเป็นที่เรายึดไว้ สำหรับเป็นตัวเราที่ไม่ต้อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย นั่น เอง พวกที่ถือพระเป็นเจ้า ก็สมมติสภาพอันนี้ว่า พระเป็นเจ้า. พวกที่ ถืออัตตา ก็ยึดเอาว่าสภาพอันนี้คือ อัตตาแท้, มิหนำบางคนมาคู่เอาว่า อัตตาชนิดนั้นแหละเป็นนิพพานไปด้วย โดยเหตุที่ตนติดอัตตา และหลงในมายา สองซ้อนอันนี้. ฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่า ความอยากในสภาพชนิดนี้ เป็นสิ่งที่สุขุมเข้าใจ ได้ยากเพียงไร เป็นของให้โทษหรือซ่อนพิษไว้อย่างลี้ลับที่สุดเพียงไร ซึ่ง เมื่อ เราเข้าใจผิดแล้ว อาจหลงเข้าไปรับเอามาเป็นสรณะของเราไป ก็ได้. ลัทธิอื่นจะพอใจเพียงเท่านี้หรืออย่างไรก็ตาม แต่พุทธศาสนาต้องการจะไปให้ พ้นไปจากนั้น จนไม่ยึดถือความมีความเป็นชนิดใดหมด. ไม่มีตัวเรา ไม่ ย. ๕๘

น.940 สชื่อ ชุมนุมเรื่องยาวของพุทธทาสภิกขุ มีอัตตา ไม่มีบุคคล ไม่มีบุคคลผู้สร้างบุคคล. สิ่งทั้งหมดนั้น เราขนาน นามกันขึ้นเอง มันเป็นแต่ธรรมชาติที่กำลังวิวัฒน์ หรือหมุนเวียนอยู่ตอนหนึ่งๆ เท่านั้น. ใจที่กำลังวิวัฒน์เช่นนี้ อาจสร้างสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นเป็นมายาสอง ซ้อนเมื่อไร หรืออย่างใดอิกก็ได้. เมื่อมันเป็นมายา คือเป็นแต่เพียง ธรรมชาติหรือความหมุนเวียนของธรรมชาติ ตามกฎแห่งสิ่งที่ต้องหมุนเวียนมี แต่ความหมุนเวียน หาตัวตนอันแท้จริงมิได้ตรงไหน แม้แต่หน่อยเดียวแล้ว อะไรจะมาเป็นตัวยืนโรง ของปัญหาที่ว่า ใครสร้างสิ่งนั้นๆ มาเล่า .. ก็สิ่ง นั้นมิได้มีตัวจริงแม้ขณะจิตเดียว เราไปบัญญัติตัวหมุนเวียน ให้เป็นตัวสิ่ง นั้นสิ่งนี้ขึ้นมาเอง. ตามหลักวิทยาศาสตร์ก็ดี ตามหลักพุทธศาสนาก็ดี ไม่ มีอะไรที่เป็นตัวคงที่ หรือเป็นตัวเดิม แม้แต่ขณะจิตหนึ่ง. สิ่งทุกๆ สิ่ง เมื่อกระจายออกแล้ว มีแต่ส่วนประกอบของปรมาณู ซึ่งเกิดดับและหมุนเวียน ทำนองเดียวกับจิต ไม่มีตัวจริงที่อาจยืนโรงรับสมมติหรือการชี้ของเรา เราจึง ชี้ส่งไปที่ตัวความหมุนเวียน ซึ่งตาของคนธรรมดาเห็นไปว่าเป็นตัวจริง เช่น เห็นว่านั่นดิน นี่น้ำ เหล็ก ทองเหลือง ช้าง ม้า เป็นต้น. เพราะฉะนั้น ใน ฝ่ายวัตถุ ก็ย่อมเห็นได้ว่าเราหลงงมกันเสียอย่างพอแรงแล้ว. ส่วนฝ่ายใจ หรือวิญญาณนั้นเล่า ก็ทำนองเดียวกัน และยิ่งซ้ำร้าย ที่สภาพแห่งนามธรรมเช่น นี้ ยิ่งเป็นของคล่องแคล่วต่อการหมุนเวียนยิ่งนัก จนหลอกให้สำคัญเป็นตัวตน ไปได้อย่างประณีต ยากที่จะจับได้ ยิ่งขึ้นไปเสียอีก. เมื่อไม่มีตัวเรา มีแต่มายาดังนี้แล้ว ใครเป็นตัวสัตว์ตัวบุคคล ? ใคร เป็นตัวถูกสร้าง ? เมื่อไม่มีตัวสิ่งที่ถูกสร้าง ผู้สร้างจะมีได้อย่าง ไร ? แต่ที่นี้เอาเป็นว่าสร้างตัวความหมุนเวียนนั้นเอง เราก็ยังไม่อาจเห็นได้ เลยว่าเป็นผู้สร้าง. เพราะเหตุว่า ตัวความหมุนเวียนนั้นเองเป็นตัวสิ่ง ต่างๆ หาใช่สิ่งต่างๆ ทำการหมุนเวียนไม่. เราไปชี้เอาตัวหมุน-

น.941 เวียนส่วนใดส่วนหนึ่ง มาเป็นนั่นเป็นนี่ขึ้นมาเอง. ด้วยความหมุนเวียนนั้น แหละคือชีวิต. ถ้าไม่มีตัวความหมุนเวียนแล้ว เราจะไม่ได้เห็นสิ่งใดเลย แม้แต่สิ่งเดียวในโลก ที่จะเป็นตัวถูกสร้างของผู้สร้าง. ด้วยเหตุนี้ เรา จะเห็นได้ว่า ไม่มีอะไร มีแต่ความหมุนเวียน และตัวความหมุนเวียนนั่น แหละคือตัวทุกข์. ตัวความหมุนเวียนส่วนหนึ่ง เป็นเหตุปัจจัยของอิก ส่วนหนึ่งหรือตอนหนึ่ง ส่งทอยกันไปเหมือนลูกโซ่ที่คล้องกันเป็นสาย แล้วมา บรรจบกันไม่มีต้นมีปลาย. ตัวอวิชชาผู้เป็นต้นกำเนิดก็ดี ตัณหาก็ดี เป็นส่วนหนึ่งแห่งความหมุนเวียนนี้ด้วย โดยเหตุที่มันเข้าเจืออยู่ทุกตอนและ เกือบจะทุกตอนไป, เช่นเดียวกับที่บางลัทธิเชื่อว่ามีอัตตาหรือพระเป็นเจ้าแซก สิ่งอยู่ในสิ่งทุกๆ สิ่ง. ตามที่กล่าวมานี้ สรุปได้ว่า ความทุกข์คืออาการตอนหนึ่งของความ หมุนเวียนเท่านั้น. สาวย้อนเข้าไปจะพบตัวความมีความเป็นในความยึดถือ ด้วยอำนาจอวิชชา และความอยากความใคร่ ด้วยอำนาจตัณหาทั้งสามชนิดดัง กล่าวมาแล้ว. เมื่อจะกล่าวให้จำกัดความเป็นตอนๆ เพื่อการศึกษา เพื่อ ทำลายอาการที่เรียกว่าทุกข์ เราจับเงื่อนเข้าที่ทุกข์แล้วพุ่งไปยังตัณหาอันเป็นตัว เหตุให้เกิดทุกข์ โดยตรง แล้วลึกเข้าไปอีกขั้นหนึ่งถึงตัวอวิชชาซึ่งเป็นรากเง่าของ ตัณหา แล้วทำลายเสียให้ได้ ก็เป็นอันว่าได้ทำลายตัณหา และทำลายทุกข์ด้วย. ลูกโซ่ขาดตอน ไม่อาจหมุนเวียนต่อไป ทุกข์ดับสนิทเหมือนไฟที่หมดเชื้อเพลิง. ไม่มีผู้ทุกข์ ไม่มีผู้สร้างทุกข์ ไม่มีผู้ช่วยดับทุกข์ มีแต่ความเกิดความดับของ ธรรมชาติของตัวมันเอง. แม้แต่ตอนที่จะดับเย็น เรายังถือว่าเป็นธรรมชาติ ที่หมุนเวียนตอนหนึ่ง ยังอยู่ในวงการเกิดดับ เป็นโลกิยะเหมือนกัน. ครั้น ดับได้แล้ว ก็นอกเหนือออกไปจากโลก และเป็นโลกุตตระซึ่งอยู่เหนือเกิด เหนือดับ เหนือดี เหนือชั่ว เหนือบุญเหนือบาป โดยประการทั้งปวง

น.942 ตซี่โต ชุมนุมเรื่องยาวของพุทธทาสภิกขุ สรุปความในข้อนี้ว่า เมื่อจะต้องตอบปัญหาที่ว่า ความทุกข์ของโลกมีมา แต่ไหน ก็ตอบได้ว่า ทุกข์คือตัวหมุนเวียน เกิดมาจากตัณหาหรือความอยาก ๓ ประการ : อยากกินเหยื่อ อยากมีอยากเป็นในความมีความเป็น, อยาก ในความไม่มีไม่เป็นแต่จะให้คงตัวของตัวไว้, เรียกตามลำดับว่า กาม ตัณหา ภวตัณหา วิภาตัณหา ซึ่งจะมีได้แก่บุคคลที่สูงต่ำกว่ากันด้วย อำนาจความรู้หรือการศึกษาในด้านปรัชญาทางใจต่างๆ กันตามลำดับ. และ ตัณหานี้มาจากอวิชชาอิกต่อหนึ่ง. อวิชชาสร้างโลก. โลก คือตัวความทุกข์. ( ๔) มนุษย์อยู่ในโลกเพื่ออะไร ? จุดปลายทางของมนุษย์มีอยู่อย่างไร ? ตามมติแห่งพุทธศาสนา มนุษย์มีชีวิตอยู่ เพื่อการต่อสู้ เอาความหลุด รอดจากปวงทุกข์มาให้ได้ โดยการทำลายพระเป็นเจ้าผู้สร้างตนมา (อวิชชา) เสีย. และ จุดปลายทางของมนุษย์ นั้น คือความได้หลุดรอดไป จากมือพระเป็นเจ้าผู้สร้าง ซึ่งเป็นอันเดียวกันกับการหลุดรอดจากกองทุกข์ อันเป็นผลของอวิชชา. ความหลุดรอดอันนี้เรียกว่า วิมุติ. เป็น การหลุดรอดจากเครื่องผูกมัดจองจำ ไปสู่สถานะที่ปราศจากเครื่องจองจำ ไม่มีการจองจำ. หมู่ชนที่เชื่อถือในพระเป็นเจ้าผู้สร้าง ย่อมชอบใจและเคารพพระเป็นเจ้า, แต่พุทธบริษัทมิได้ขอบใจ มิได้เคารพ เพราะ การสร้างขึ้นมานั้นเป็นการ

น.943 ของจำโดยตรง. อวิชชาเป็นผู้สร้างเรามา เรากลับต้องการที่จะฆ่า ท่านผู้สร้างนั้น ๆ เสีย และการฆ่าสำเร็จเป็นจุดที่หมายปลายทาง ของเรา. มีพระพุทธภาษิตในปกิณณกวรรค ธ. ขุ. ว่า ฆ่าบิดามารดา เสีย ฆ่าพระราชาเสีย ฆ่าคนเก็บส่วยเสีย แล้วเขาจะเป็นผู้ประเสริฐหมดความ ทุกข์ไปเท่านั้น.๑ คำว่าบิดามารดาในที่นี้ หมายถึงกิเลสที่เป็นเหตุให้โง่ เขลา และมีความอยากเกิดมาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งในที่สุดก็ได้เกิดมาจริง ๆ, คำว่าพระราชา หมายถึงกิเลสที่มีอยู่เหนือใจของมนุษย์ กดขี่มนุษย์ไว้ มิให้ เป็นอิสสระ โปร่งใจ, และคนเก็บส่วย หมายถึงกิเลสอันเป็นเหตุให้กระทำสิ่งที่จะ ต้องมีการทดแทนด้วยความทนทุกข์. กิเลสเหล่านี้ มีมูลหรือสรุปรวมลง ได้ในอวิชชาอย่างเดียว และให้พยายามทำลายเสียให้เด็ดขาด. ใครหรือ อะไรที่สร้างเรามา บังคับเราอยู่ ย่อมเป็นผู้หรือสิ่งที่จองจำเราให้ติดอยู่กับความ มีความเป็น หรือเรียกว่า ภพ. เช่นสร้างให้เกิดมา ก็หมายถึงให้ถูกมัด ติดอยู่กับการดิ้นรน เพื่อความเป็นอยู่ ต้องพยายามสร้างเหตุปัจจัย ขวนขวาย เพื่อความเป็นอยู่ของตัว เช่นพยายามหาทางแสวงหาอาหาร การป้องกันตัว การบำรุงตัว: และการต่อสู้กับความเกิดแก่เจ็บตายเป็นต้น. ฉะนั้น จึงมี ทางเดียวเท่านั้น คือฆ่าตัวผู้สร้างเสีย ฆ่าตัวผู้กักเสีย, แล้วใจจึงเป็นธรรม- ชาติอันหนึ่ง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของกลุ่มที่เรารวมเรียกว่า " คนเรา" ก็จะพบกับ ความหลุดพ้น และเป็นอิสสระอย่างเด็ดขาด. หน้าที่ของเราจึงคือ "การ ฆ่า" อันนี้, และจุดปลายทางของเรา คือ " ความมีอิสสระ" ไม่มีใครกดขี่อิก ๑. มาตรํ บีตรํ หนฺุวา ราซาโน เทว จ ขตฺติเย รฺฺ สานุจรํ หนุตวา อนีโฆ ชาติ พฺ ราหฺมฺโณ. ย. ๔๙

น.944 ต่อไป. เมื่อสิ่งที่ถูกฆ่า คือผู้สร้างเรามา หรือเรียกว่าบิดามารดาดังนี้ แล้ว จึงพูดได้โดยโวหาร อันมีความหมายทำนองนี้สืบไปว่า ฆ่าพระเป็น เจ้าผู้สร้างเสีย ! พระเป็นเจ้ามีเชือกหรือตรวนที่จองจำเราคือ ความดีความ ชั่ว ความดีความชั่วสองอย่างนี้ ทำให้เราเสียใจบ้าง ดีใจบ้าง หดหู่ บ้าง หลงละเลิงบ้าง เป็นตัวรสอร่อยของคนในโลกตามแต่เขาจะเป็นคนดีหรือ คนชั่ว เป็นคนพาลหรือเป็นบัณฑิต. คนเรามีชีวิตอยู่ได้ ก็เพราะเหตุ สิ่งเดียว คือหวังในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ อันเป็นสิ่งที่ตนเข้าใจว่าดี หรือชอบ ใจของตน แม้ว่าสิ่งนี้จะต่างกันอย่างตรงกันข้ามในระหว่างคนพาลกับบัณ- ฑิตก็ตาม แต่ก็เหมือนกัน โดยที่เป็นสิ่งที่เขาหวัง และเขาจะต้องเข้า ใจว่าดีเสมอ. แม้ในฝ่ายบัณฑิตนี่แหละ ย่อมหวังสิ่งที่จะถือกันตาม ประสาโลกว่าดี เช่นความมีชื่อเสียงตามทางธรรมและมีชีวิตอยู่เพื่อสร้างสิ่งนี้ เช่นเดียวกับคนพาลที่อยากมีชีวิตอยู่ เพื่อความประพฤติพาลสืบไป ; หรือ เช่นเดียวกับคนที่รักกัน ย่อมหวังที่จะอยู่เพื่อคนที่ตนรักเป็นต้น. เมื่อเรา ละชั่วได้แล้ว เราพอใจมาก และความพอใจนั้นก็คือความพอใจในความดี หรือเรียกอย่างตรงๆ ก็คือติดดีนั่นเอง. เราละความมีความเป็นอันเก่าเสีย ได้ แล้วมาสร้างความมีความเป็นอันใหม่ขึ้น และนึกว่าปลอดภัยและเป็นอิส- สระแล้วดังนั้นหรือ ? หามิได้เลย มันเป็นความผูกมัดอย่างเดียวกัน. ต่าง กันอยู่สักหน่อยก็ตรงที่ ความชั่วนั้น ผูกมัดแล้วยังทำทรมานด้วยเอาไฟลน เป็นต้นด้วย. ส่วนความดีที่พูดมัดนั้น มันพรางตา ไม่แสดง ให้เห็นว่าเป็นการผูกมัด แล้วมิหนำยังซ้ำเลี้ยงดูให้ผาสุกสนุกเป็น

น.945 อันมากด้วย. คนหนุ่มสาวที่ถูกผูกมัดด้วยบ่วงรักนั้น ไม่ยินดีที่จะให้ถูก ปล่อยฉันใด คนที่ถูกผูกมัดด้วยเครื่องผูกในด้านดี คือบุญกุศลก็ฉันนั้นเหมือน กัน. นักปราชญ์ติดแจอยู่แต่จะเรียนจะรู้ ทายกติดแจอยู่แต่การที่จะทำ บุญไปสวรรค์, และนักการเมืองกับอำนาจและชื่อเสียง, เช่นเดียวกับที่ โยคีติดแจอยู่แต่กับความสุข อันเกิดจากวิเวกในฌาน. พวกเทพในสวรรค์ เพลินอยู่กับกามคุณ, พวกพรหม เพลินอยู่ในรสอันจืดสนิทไม่มีกามคุณเจือ ด้วยอำนาจสมาบัติอันบริสุทธิ์จากกาม. แต่ว่าสิ่งทั้งหมดนี้ไม่ผูกมัดหรือ ? หามิได้เลย ! เหตุนั้นเราจึงเห็นว่าแม้ความดี ก็เป็นบ่วงที่ผูกมัดเหมือนกัน. ต่อเมื่อเอาชนะบ่วงได้ทั้งสองประเภท คือทั้งความชั่วและทั้งความดีแล้ว นั่นแหละ จึงจะชื่อว่าหลุดพ้น ตามอุดมมติของพุทธศาสนา. พระ พุทธภาษิตในเรื่องนี้มีว่า "ผู้ใดก้าวล่วงเครื่องผูกล่ามเสียได้ทั้งสองอย่างคือทั้ง บุญและบาปได้แล้ว ตถาคตเรียกผู้นั้นว่าผู้ประเสริฐไม่มีโศก ไม่มีธุลี บริ- สุทธิ์,* * ๑ ดังนี้. คำว่าผู้ประเสริฐ ไม่มีโศก ไม่มีธุลี บริสุทธิ์ ในที่นี้ หมายถึงพระอรหันต์ คือผู้ที่จบกิจพรหมจรรย์เพราะดูถึงจุดปลายทาง ของชีวิต หรือความเป็นมนุษย์แล้ว. ในตอนนี้ได้กล่าวมาแล้วว่า ดีกับชั่ว เป็นวิสัยของโลก หรืออยู่ในกรอบ วงของโลก. ในที่นี้จะชี้ให้เห็นโดยละเอียดสืบไปอีกว่า คำว่าดีนั้น เคียงคู่กันอยู่กับชั่ว ยังมิใช่ความหลุดพ้นจากโลกีย์แต่อย่างไร. ตามหลักข้างบนซึ่งเป็นพระพุทธภาษิตก็ย่อมแสดงอยู่แล้วว่า พระอรหันต์หรือผู้ ๑. โยธ ปุญฺญฺญฺจ ปาปญฺจ อฺโก สงค์ อุปจฺจดา อโสก์ วิรช์ สุทฺธิ ตมหํ พฺรุมิ พราหมณ์. พราหมณวรรค ธ. ขุ.

น.946 " ถึงจุดปลายทางแล้ว " นั้น จะต้องผ่านขึ้นไปเหนือบุญและบาป คือทั้งดีและ ชั่วเสียก่อน ความข้อนี้หมายถึงว่าจะต้องมองให้เห็นสถานะการณ์อัน เกี่ยวกับมนุษย์ในเรื่องนี้ทั้งหมดเสียก่อนจึงจะเข้าใจได้ ตามหลักแห่ง พุทธศาสนาแบ่งเรื่องอันเกี่ยวกับมนุษย์ไว้เป็น ๒ ประเภทคือ โลกิยภูมิ กับ โลกุตตระภูมิ. ภูมิหรือชั้นที่เป็นโลกิยะ นั้น คือชั้นที่ยังเกี่ยวกับความมีความเป็น (Process of existence ), คือมีความถือว่าตัวเรามี และเป็นอยู่อย่างนั้นอย่างนี้. โลกิยภูมินี้ ยังแบ่งเป็นประเภทย่อยออกไปอีก ๓ พวกคือ ชั้นที่ยังเกี่ยวเนื่อง กับกาม มีถามเป็นที่ยินดีพัวพัน เรียกว่าชั้น กามาวจร, ได้แก่สัตว์ทุกชนิดที่ ยังปรารถนากาม ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เดรัจฉาน มนุษย์ หรือเทวดา หรือสัตว์ ในอบายภูมิอื่นๆ ถ้าใจยังต่ำจนถึงกับมีกามคุณเป็นจุดที่ปรารถนาแล้ว พวกนี้ เรียกกามาวจรภูมิสิ้น. สูงขึ้นไปคือสัตว์ที่มีใจสูงขึ้นไปอีก จนถึงกับไม่ มีความยินดีในกาม. ( แต่คำว่าถามในที่นี้นั้น ขอให้เข้าใจว่าหมายถึงเครื่องยวนใจทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส หรือสัมผัสชนิดใด ถ้ายวนต่อความอยากได้แล้ว จัดเป็นกามทั้ง นั้น ). พวกที่ไม่ยินดีในกามนี้, ยินดีในความเป็นอยู่อันจืดสนิทปราศจาก กาม. ถ้าพอใจในความเป็นอยู่ชนิดที่มีรูปกาย หรือเนื่องด้วยวัตถุที่มีรูป เรียกว่า รูปาวจรภูมิ. ถ้าพอใจในความเป็นอยู่ชนิดที่ไม่ต้องมีรูปกาย หรือ ไม่เนื่องด้วยวัตถุที่มีรูป เรียกว่า อรูปาวจรภูมิ. กามาวจรภูมิก็ดี รูปา- วจรภูมิก็ดี อรูปาวจรภูมิก็ดี ทั้ง ๓ อย่างนี้ รวมเรียกว่า โลกียภูมิ, เป็น ส่วนที่เนื่องอยู่กับโลก เนื่องอยู่กับความมีความเป็น ยังมีดีมีชั่วอันสมมติหรือ บัญญัติขึ้นเช่นนั้นเช่นนี้ ยังติด หรือนิยมในความเป็นอยู่ เพื่อทำกรรมอย่างใด อย่างหนึ่ง อันเป็นไปตามอำนาจความอยากอันมาจากอวิชชา แม้อย่างชั้น ละเอียดหรืออย่างบางที่สุด เช่นชั้นอรูปพรหมก็ตาม.

น.947 ภูมิอันเรียกว่าโลกุตตรภูมินั้น เป็นชั้นที่ถอนหรือข้ามขึ้นจากโลก เพราะเริ่มมองเห็นตามที่เป็นจริงว่า โลกหรือความมีความเป็นอย่างใดอย่าง หนึ่งนั้น เป็นเพียงมายา, ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีสิ่งใดนอกจากความ หมุนเวียนของสังขารธรรมอย่างเดียว. ชั้นนี้ได้ถอนความคิดเห็นอันผิดๆ มาแต่เดิมออกได้บางส่วน และกระทั่งหมดจด "จัดเป็นขั้นๆ เรียกว่า มรรคผล มีอยู่ ๔ ชั้น. ขั้นสุดท้ายคือขั้นที่สุถึงจุดปลายทาง ฆ่าพระเป็นเจ้า หรือ อวิชชาได้เด็ดขาด. พวกที่อยู่ในชั้นนี้ แม้ว่าจะยังเป็นมนุษย์มีชีวิตอยู่ ก็ ไม่มีความสำคัญหรือรู้สึกว่า มีตัวตน หรือความมีความเป็นของตน. มี แต่เพียงธรรมชาติหรือสังขารธรรมล้วนๆ เท่านั้น หมุนไปกลิ้งไป. เมื่อบัด ธรรมชาติพวกนี้ไปเสีย ก็มีแต่ธรรมชาติชนิดที่ไม่กลิ้งไม่หมุนเวียนเป็นที่ดับของ ธรรมชาติชนิดที่หมุนเวียน. และธรรมชาติอันหลังนี้ เรียกว่า นิพพาน. ทุกข์คือตัวความหมุนเวียนอันหนึ่ง. ถ้าไม่มีความหมุนเวียน ย่อมหมาย ถึงหมดทุกข์ด้วย. ในตัวความไม่หมุนเวียน หรือนิพพานนั้น จึงไม่มีทุกข์. ข้อที่ควรกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ คำว่า สุข. คำว่าสุขนี้ หมายถึง ความรู้สึกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวความหมุนเวียนเหมือนกัน ซึ่งเมื่อกล่าวตามนัย แห่งปรมัตถ์แล้ว ก็เป็นอันเดียวกับทุกข์. ภาษาธรรมดาของชาวโลก สุข คู่กับทุกข์ เช่นเดียวกับดีคู่กับชัว. แต่ดีกับชั่วเป็นความผูกมัดเสมอกัน ฉันใด ทุกข์กับสุขก็เป็นตัวความหมุนเวียน และเป็นความทุกข์เสมอกันฉันนั้น. ทั้งนี้ ทำให้ฉงนฟังยาก ต้องการอธิบาย. คือว่าสิ่งที่มนุษย์เราเรียกกัน ว่าสุขนั้น เป็นเพียงความรู้สึกที่เรารู้สึกได้ด้วยใจ. ใจก็ดี ความรู้สึกก็ดี ทั้งสองอย่างนี้ไม่เที่ยงแท้ มีสิ่งอื่นปรุงขึ้นและค้ำจุนไว้ ในไม่ช้าก็จะเปลี่ยนเป็น อย่างอื่น หรือดับไปกับใจในเมื่อใจดับเป็นครั้งสุดท้าย. ความรู้สึกว่าสุข ย. ๕๐

น.948 ทุกๆ สิ่งในโลก หรือที่เรารวมเรียกว่าโลก ๆ นั้น ยังคงมีอยู่ ชั่วเวลาที่เรายังหลงว่านั่นคือโลก คือยังติดอุปาทาน หลงเห็นไปว่า นั่นเป็น นั้น นี่เป็นนี่ เป็นสัตว์เป็นคนเป็นสิ่งของ รวมเรียกกันว่าโลก. ครั้นเรา หายหลง ไม่มีอุปาทาน สิ่งนั้น ๆ ทั้งหมดจะหายไปในพริบตา ไม่มีโลกหรือ อะไรเลย มีแต่เกลียวแห่งความหมุนเวียนของธรรมชาติ อันหาตัวจริงมิได้ ลักษณะหนึ่ง. การที่เรามองไม่เห็นความจริงอันนี้ หรือมองเห็นยาก ก็ เพราะว่า ใจของเราที่ถูกห่อหุ้มอยู่ด้วยอวิชชานั้น คอยแต่จะวิ่งเข้าเกลียวติดตาม ความหมุนเวียนนั้นๆ ไปเสียเองด้วย เลยเราดูไม่เห็นความหมุนเวียน เหมือนคน สองคนที่นั่งมองดูกันอยู่ในรถไฟสองคัน ที่เล่นไปด้วยความเร็วเท่ากัน ไม่อาจ รู้ว่าใครเป็นผู้วิ่งหรือเปลี่ยนแปลง ฉันใดก็ฉันนั้น. แต่ว่าอุปาทานหรือ อวิชชาที่หลงติดในโลกยังเป็นสิ่งที่ซ่อนเงื่อนยิ่งกว่านั้นมากมายนัก. สิ่งที่ดีก็เป็นโลก สิ่งที่ชั่วก็เป็นโลก. กฎความจริงอันว่าด้วยโลก และเหตุเกิดของโลก ความดับสนิทของโลก และวิธีที่จะเข้าถึงความดับสนิท ของโลก รวมทั้งสี่ลักษณะนี้ เราเรียกว่า พระธรรม สำหรับเราเรียนปฏิบัติ และได้รับผลของการปฏิบัติ เป็นที่สุด. กฎความจริงอันนี้ จะค้นพบได้ จากกายอันยาวประมาณวาหนึ่งนี้ พร้อมทั้งใจด้วย. พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ดังนี้. การเรียนและการทำทั้งนี้ สามารถทำได้ทันตาเห็นในชาติ นี้ และรับผลทันทีที่ทำ ตามมากและน้อย ทั้งให้ทำต่อเมื่อมองเห็นชัดด้วยฅน เองว่า ทำแล้วจะได้ผลเช่นนั้นจริง มีเหตุอันแสดงให้เห็นด้วยตนเองเรื่อยไป ตามลำดับ ในขณะที่เราเพ่งหรือทำไปด้วยปัญญาของเรา ไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่น แม้ที่เป็นครู. พระศาสดาทุกองค์ เป็นแต่บอกวิธีทำ เราทำเองและได้รับ

น.949 ๒๐๑ ~ ตอบคำถามบาดหลวง ๕) ผลเองโดยประจักษ์ สืบไปตามลำดับทุกๆ ตอน โดยไม่ต้องอาศัยความเชื่อชนิด ที่ขอให้เชื่อไปก่อน หรือค่อยเอาผลหลังจากตายไปแล้ว. ลำดับแห่งการพิจารณาโดยประจักษ์ นั้น ในขั้นแรก เราพิจาร- ณาเรื่องความชั่ว หรือสิ่งชั่ว มองเห็นชัดว่าไม่ควรทำ เราเคยเข้าใจผิดมา มากแล้ว จึงทำชั่ว บัดนี้จะละเสียอย่างเด็ดขาด. ต่อมาละชั่วแล้วทำดี หรือความดีเกิดขึ้นเพราะการไม่ทำชั่วนั่นเอง เช่นไม่ไปทำผิดบัญญัติต่างๆ ใน ทางธรรม ก็แปลว่าทำดีหรือมีความดี. ต่อมาอีกในขั้นสุดท้ายอันเป็น ขั้นที่จะขึ้นไปเหนือโลก, คือ พยายามอบรมปัญญาพิจารณาความดีหรือผล ของความดีสืบไป จนพบว่าความดีก็ยังเป็นมายา หรือสมมติ ทำคนผู้ยึดถือ หรือหลงติดให้หนัก หรือผูกมัดติดอยู่ในสิ่งนั้นๆ ได้ ต้องเวียนวนอยู่กับสิ่งนั้น นั่นเอง ก็เกิดความสังเวชในความหลงของตัวเอง หน่ายเอง วางเฉยเอง และ รู้ว่าตนวางได้แล้วเอง, ทั้งหมดนี้โดยไม่ต้องอาศัยใครช่วยบอกให้ หรือต้อง อาศัยมือของพระเจ้าที่ไหนมาช่วยจัดการให้ ไม่ต้องอ้อนวอน และไม่รู้เรื่อง การอ้อนวอน ก็สามารถถอนตนขึ้นมาได้จากโลก หรือจากความมีความเป็น อันมีประการต่างๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นเพียงมายา เกิดมาจากความยึดถือสำคัญผิด ของเราทั้งนั้น. ความงมงายเป็นสิ่งที่มีได้โดยไม่รู้สึกตัว. เราสำคัญผิด ถึงกับจับเอากลุ่มธรรมชาติที่หมุนเวียนหรือวิวัฒน์ อันใดอันหนึ่งมาเป็นตัวเรา ตัวท่าน ก็ยังทำได้เพราะความโง่หลง ของเราเอง. แล้วเรายังอาจสร้าง ความสำคัญผิด หรือเชื่อผิดได้อย่างอื่นสืบไปอีก เช่นว่ามีคนที่สร้างเรา คือ พระเป็นเจ้า. เราทำกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งของเราเองแล้ว มีผล ย. ๕๑

น.950 โฮ ๐ โดย ชุมนุมเรื่องยาวของพุทธทาสภิกขุ กระท้อนออกมาอย่างน่าประหลาด : เพราะเราไม่เข้าใจมองไม่เห็น เราจึงเชื้อ เอาว่าเป็นเพราะท่านผู้สร้างลงโทษเรา หรือให้รางวัลเรา เพราะเหตุว่าเราจะ ต้องการคำตอบที่สนองความสงสัยของเราเสมอไป. เราถูกแวดล้อม หรือถูกชักให้หลงไปอย่างไร โดยลัทธิหรือเหตุปัจจัยที่แวดล้อมอยู่รอบๆ ตัวเรา เราก็ต้องหลงไปตามนั้น หรือตามลัทธินั้นๆ ที่ฝังใจเราอยู่. ความ หลงชนิดนี้ ไม่ให้เกิดความคิดอย่างอิสระแก่เราเลย ทั้งเราจะต้องพึ่งพาความ หลงนั้นเสมอไป. อุดมคติของพุทธศาสนา ไม่ต้องการความเชื่อหรือ ความหลงชนิดที่ไม่ให้โอกาสแก่ความคิดอันเป็นอิสสระเช่นนี้. พระพุทธ องค์ทรงสอนว่า ท่านอย่าเชื่อตามใคร ท่านจงคิดให้เห็นเป็นลำดับมาตั้งแต่ ง่ายๆ เบื้องต้น แล้วดำเนินมาด้วยปัญญาของท่านเองเป็นลำดับๆ จนกว่าจะถึง ที่สุด. อย่าเชื่อครู อย่าเชื่อตำรา อย่าเชื่อความที่เขาเคยทำสืบๆ กันมา อย่างนั้น. จงฟังหรือรับเอาคำนั้นๆ เพียงแต่สำหรับคิดดู ครั้นเห็นว่าทำ ตามแล้วได้ผลดีจริงจึงทำเถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้ากล้าตรัสสอนดั่งนี้ ซึ่ง พุทธบริษัทถือเอาเป็นอุดมคติอันหนึ่งว่า พระศาสดาของเราไม่ต้องการให้เรา เชื่อ งมงาย, ความคิดจะต้องมีเหตุผลในตัวเองพร้อมมูลอยู่เสมอ. จุด ยอดที่เราประสงค์นั้น จะสำเร็จด้วยความรู้แจ้งหรือปัญญาอันคมกริบ มิ ใช่ลำพังความเชื่อหรือการกระทำอย่างเดียว. แม้ว่าในบางกรณีหรือ บางคน จะต้องอาศัยความเชื่อเป็นมูลฐานมาอย่างมาก แต่ความเชื่อนั้น ก็ต้อง อาศัยปัญญาประกอบกันอยู่เสมอไป. เราไม่ต้องการพระเป็นเจ้าผู้สร้าง เพราะพระเป็นเจ้ามีความสำ- มารถสร้าง เพียงสิ่งที่ดีและชั่วเท่านั้น. สิ่งที่เหนือดีเหนือชั่วขึ้นไปนั้น พระเป็นเจ้าไม่อาจจะสร้าง ทั้งนี้ เพราะเหตุว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ใครๆ หรืออะไรก็ สร้างมันไม่ได้. มันเป็นสภาพที่ใครสร้างไม่ได้ และไม่ต้องการๆ สร้าง.

น.951 เมื่อพระเป็นเจ้ามีให้เราแต่เพียงสิ่งที่ดีกับสิ่งที่ชั่วเท่านั้น ก็แปลว่าพระเป็นเจ้าเป็น มูลของความดีความชั่ว. แต่เราต้องการจะตัดรากเง่าของความดีความชั่ว ไม่ให้มันมามีอำนาจเหนือใจเราอีกต่อไป เราจึงต้องการจะฆ่า "พระเป็นเจ้า" เสีย. ผู้ที่เชื่อถือในพระเป็นเจ้า กล่าวกันว่าพระเป็นเจ้าคือตัวความดี หรือเป็น ที่รวมของความดี. การกล่าวดังนั้นถูกต้องแล้ว. มนุษย์ส่วนมาก ในโลกติดดี หรือติดในคำว่าดีเหมือนติดผื่น, มีความอาลัยพัวพัน ในสิ่งที่เรียกว่าดีนั้นยิ่งนัก. เพราะเหตุฉะนั้นจึงน้อยตัวนัก ที่จะหลุดรอด ออกไปจากโซ่ตรวนอันนี้ เช่นเดียวกับนกที่ติดบ่วงแร้วของพรานแล้ว น้อยตัวที่ จะหลุดออกไป. ถึงใครจะชี้แจงหรือพยายามช่วย ก็ยากที่จะเชื่อ เพราะ ยากที่จะฟังถูก ในที่สุดจึงติดจมอยู่ในความมีความเป็น แค่ชั้นที่เรียกกันว่าดี นั้นเอง. คำสอนในพุทธศาสนามีหลักเป็นขั้นๆ ว่า : ๓. จงละชั่วเสียให้หมด. ๒. จงทำดีให้เต็ม. ๓. จงทำใจให้บริสุทธิ์หมดจดจากความยึดติดทั้งในดีและชั่ว. นี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ คำสั่งสอนเช่นนี้ เป็นการยากที่สัตว์ผู้มีสัญชาตญาณติดดี จะสามารถก้าวขึ้นไป ถึงขั้นที่สาม ซึ่งเป็นขั้นนิพพานของพุทธศาสนาได้. อาจฟังไม่ถูกเอาเสีย ทีเดียวเป็นส่วนมาก. ความดี เป็นความมีความเป็นชนิดหนึ่งที่หรูหรามาก ตรงกันข้ามกับความชั่วที่ไม่น่าดู. แต่ความพ้นทุกข์นั้น ต้องบริสุทธิ์จาก สิ่งทั้งสองนี้, และไม่มีความหรูหราติดขึ้นไปด้วย.

น.952 การติดโซ่ตรวน แห่งภพ. "ตามธรรมดามนุษย์เกิดมา มีใช้ " ฉลาดมาก่อนแล้ว. จึงได้ติดแน่นในภพ กล่าวคือในตัวความมีความเป็น ( existence ) ของตนเองมาก่อน แล้วคอยแต่จะสงวนความมีความเป็นของตน และตกแต่งให้หรูหรายิ่งขึ้น, ที่เรียกว่า การติดโซ่ตรวนแห่งภพ. แต่เมื่อ คิดดูให้สุขุม เราก็เห็นว่าตนอยู่ในสภาพที่น่าสงสารเต็มที่ เหมือนเด็กน้อยๆ ที่ผู้ใหญ่ยั่วให้เต้นรำ หรือให้หัวเราะจนสำลักตายก็ได้. "ความมีความ เป็น" ขนาดธรรมดา ซึ่งมีความหรูหราเพียงเท่านี้ก็เต็มทนเสียแล้ว ส่วนความ มีความเป็นขนาดพระเป็นเจ้านั้น หรูหราอย่างขนาดหนัก เราจึงไม่ต้องการแม้ แต่ลองดู เพราะโซ่ตรวนชั้นธรรมดา เราก็เข็ดแล้ว. คำกล่าวที่ว่าพรหม เป็นสัตว์ที่บริสุทธิ์มากกว่าสัตว์ประเภทอื่นหมด มีอายุเป็นกัลป์ ๆ นั่นคือโทษของ การถูกจองจำ เพราะโทษที่ติดดี ต้องการความมีความเป็นชนิดที่ดีที่สุด เพราะ ไม่รู้ว่าความมีความเป็นนั้น หาใช่ความหลุดพ้นไม่. โดยเหตุดังว่ามานี้ พุทธบริษัทจึงมีอุดมคติเป็นข้อสุดท้ายสั้นๆ ว่า เราจะต้องออกไปเสียจากวง กลมแห่งความมีความเป็นให้ได้. ในวงกลมแห่งความมีความเป็นนี้ มีให้ก็แต่เพียงความดีสำหรับย้อมติดอยู่เท่านั้นเอง แต่สำหรับผู้ที่ยัง ไม่สามารถจะก้าวขึ้นมาถึงขั้นนี้ ยังต้องพยายามในขั้นทำดีให้เต็มที่อยู่หรืออยู่ใน ขั้นต้น คือกำลังละชั่วอยู่ ก็หาจัดว่าเป็นผู้ที่ทำบาปหรือเป็นฝ่ายผิดไม่. แม้ แต่การติดอยู่ในขั้นนั้นๆ ก็ไม่ถือว่าเป็นความผิดอะไร ถ้าติดเพราะยังไม่สา- มารถก้าวขึ้นมา. แต่พึงรู้ว่า นั่นยังไม่ใช่ที่สุด หรือจุดปลายทางของ มนุษย์ที่เป็นมนุษย์เต็มๆ แท้จริง, พุทธศาสนามีให้ทั้งสามชั้น และถึงที่ สุดได้จริงดังนี้ ใครเหมาะกับขั้นไหนก็จงเลือกเอา ; แต่ขั้นสุดท้ายนั้น ต้อง เป็นขั้นที่พ้นจากการถูกสร้างและการถูกควบคุม หรือการมีตัวเองอยู่ภายในโซ่ ตรวนแห่งความมีความเป็นอันเป็นตัวอุปาทานเสมอ.

น.953 สรุปความรวมกัน ศาสนาทุกๆ ศาสนา มีทางที่จะตรงกันหมดโดยใจความ คือเพ่งจุดที่ปราศจากทุกข์โดยประการทั้งปวง. แต่โดยเหตุที่มีความหมาย หรือความเข้าใจในคำว่าทุกข์ สูงต่ำกว่ากัน ตื้นลึกกว่ากัน จึงทำให้เกิดความ แตกต่างกันขึ้น. บางลัทธิปรารถนาความมีความเป็นตามที่ตนต้องการ แม้ ว่าตามที่วาดไว้ในความต้องการของตน จะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ก็ตาม แต่ถ้า ตรงตามที่ใจชอบ ก็มีความพอใจที่จะถือเสมอไป. แม้ผลที่ตนหวังจะ เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น หรือผัดไว้ว่าจะได้รับในชาติหน้า, แต่เมื่อตนเชื่อแล้ว ก็ ย่อมเกิดความอุ่นใจ หรือบุญอยู่นั่นเอง ; ข้อนี้ทำให้ผู้ถือมีความเชื่อและพอ ใจในลัทธิของตนยิ่งขึ้นเสมอ. คำว่า “สุขนิรันดร ” เป็นเหมือนยาหอมชูใจให้มีความพยายามอย่าง ไม่ละลด และเป็นใบปลิวโฆษณาของทุกๆ ศาสนา ที่สอนว่าสภาพเช่นนั้นมีอยู่ จริงๆ. คำว่า "สุขๆ" ดังนี้เป็นคำที่เข้าใจได้ง่ายแม้แต่เด็กๆ และรู้จักกัน อยู่แล้วทุกๆ คน ตามความหมายของตนเอง ; ยังบกพร่องอยู่ก็แต่เพียงว่า สิ่งที่ตนเรียกว่าสุขนั้น ตนมักจะไม่ใคร่ได้ตามที่พอใจ คือมันคอยแต่จะพลัด- พรากไปเสีย หรือถึงกับไม่มาหาเอาทีเดียว. ครั้นมีผู้มาบ่าวประกาศบอกวิธี ที่จะให้ได้สิ่งที่ตนรู้จักอยู่แล้วว่า "สุข" โดยง่ายๆ และแน่นอนไม่มีเปลี่ยนแปลง ตลอดนิจกาล ก็ย่อมเกิดความอยาก และพอใจที่จะทำตามเป็นธรรมดา. แต่ คำป่าวประกาศของลัทธิศาสนานั้นๆ ย่อมต่างๆ กัน ตามแต่ว่าลัทธิศาสนานั้น เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนชนิดไหน เพื่อสอนคนสมัยไหน หรือที่มีความเป็นอยู่ชั้น ไหน. ก็เมื่อคนในโลกนี้ แม้ในสมัยเดียวกัน ก็มีภูมิแห่งจิตใจหรือ ย. ๕๒

น.954 วิญญาณอันสูงต่ำกว่ากันอยู่เป็นพวกๆ, จึงสามารถรับเอาลัทธิศาสนาได้ ไม่ ลัทธิใดก็ลัทธิหนึ่ง ตามภูมิของตัว หรือตามแต่เหตุการณ์ที่แวดล้อม เช่น เดียวกับที่กำลังถูกชักพาไปด้วยอำนาจการเมือง หรือทรัพย์เป็นต้น. แต่ อย่างไรก็ตาม ในหมู่ชนชั้นธรรมดา ย่อมต้องการศาสนาชนิดที่อำนวยผลตรง ตามความต้องการอย่างโลกๆ ของตน คือความมีความเป็นที่หรูหราฟุ่มเฟือย มีวัตถุทางกามารมณ์สมบูรณ์ด้วยกันทั้งนั้น. ส่วนความหลุดรอดออก ไปจากความมีความเป็นเช่นนั้น เขาไม่อาจเข้าใจได้ว่าเป็นของดีกว่าสูงกว่า แต่อย่างใด. เมื่อตั้งคำถามว่า ถ้าให้เขาได้เกิดมา มีอะไรพร้อมบริบูรณ์ สมใจนึกทุกๆ อย่าง กับเขาจะให้ได้ดับสนิท โดยไม่ต้องมีเชื้อเหลือพัวพันอยู่ กับความมีความเป็นแต่อย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้ จะเลือกเอาอย่างไหน. แทบ ทุกคนจะเอาอย่างแรก : ทั้งนี้ เพราะไม่สามารถจะเข้าใจว่าความมีความเป็น นั้น เป็นตัวผูกมัดหรือตัวทุกข์อย่างเร้นลับ. ความมีความเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ถึงอย่างไรเสีย ก็ ต้องมีการถูกผูกมัดอยู่ในตัวมันเอง คือมัดด้วยความพอใจในความมี ความเป็นของตัวเองนั่นเอง. ใจเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะหยุดได้จากความรู้สึก พอใจ หรือกำหนัดในสิ่งที่ตนมี ซึ่งทำให้หลงมัวเมา และกลัวจะตายจากไป เสีย จากความมีความเป็นที่ตนพอใจนั้นๆ. และตามความจริงหรือตาม กฎธรรมดา ตามเหตุผลที่แสดงมาแล้วแต่หลังนั้น สิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ จะต้อง แปรเปลี่ยนและดับลงในวันหนึ่ง โดยไม่ยกเว้นได้ เพราะว่าถ้าเป็นความมี ความเป็นแล้ว ต้องเป็นสิ่งที่มีการเกิด, และเกิดขึ้นโดยอาศัยเหตุปัจจัย อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ. แต่ในที่นี้ชนนั้นๆ ไม่อาจเห็นอย่างนั้นได้ เพราะมี ความเชื่อในลัทธิศาสนาของตนว่า พระเป็นเจ้าจะประทานชีวิตชนิดที่ไม่รู้จักตาย

น.955 ให้ตนได้มีอยู่เพื่อความสุขตามที่ตนต้องการเสมอไปทีเดียว, จึงไม่ยอมเชื่อว่า จะต้องมีการตายในโลกของพระเป็นเจ้าด้วย. ด้วยเหตุนี้เอง ชนที่เชื่อใน โลกของพระเป็นเจ้า จึงยังคงมีอยู่มากมายและไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน. มี น้อยคนที่จะมองไต่สูงขึ้นไป จนเห็นความจริงว่า อันความมีความเป็นนั้น เป็นมายาทุกชนิด แม้จะอยู่ได้นานสักหน่อย ก็ยังต้องแตกดับอยู่ดี, และ มองเห็นพร้อมกันอีกด้านหนึ่งว่า การสอนให้หลงในโลกพระเป็นเจ้านั้น ก็ เพียงเพื่อยึดคนหมู่มากไว้ในศีลธรรมเท่านั้นเอง เพราะการจะไปโลกพระ เป็นเจ้าต้องประพฤติศีลธรรม. เมื่อใช้ความคิดนึกโดยเหตุผลมากเข้า คนเราอาจเข้าใจได้ในวัน หนึ่งว่า คำว่าพระเป็นเจ้าและโลกของพระเป็นเจ้านั้น เขาบัญญัติกันขึ้น มาเพื่อแก้ปัญหาที่มีผู้สงสัยว่า “ ทำไมสุขนิรันดรนี้จึงเป็นของพิเศษไม่ เปลี่ยนแปลง ?” เท่านั้น. ข้อนี้คือว่า ตามธรรมดาก็เห็นอยู่แล้วว่า เรา มีการเกิดแก่ตาย ; และสิ่งที่เราพอใจก็จะเปลี่ยนแปลง หรือพลัดพรากจาก เราไปเสมอ หรือแม้ไม่พรากกัน แต่ถ้าอยู่กันนานเข้า เราก็อาจเบื่อได้ ; ข้อนี้ ทำให้เกิดปัญหาต่อไปอีกว่า " สุขนิรันดร ” นั้นจะดีอย่างไรมา ถ้าเรายังเกิด แก่เจ็บตาย และไม่ช้าเราก็จะต้องเบื่อมันสักวันหนึ่ง. เพื่อแก้ข้อสงสัย อันนี้ ครูผู้สอนลัทธิจึงต้องบัญญัติพระเป็นเจ้า หรือโลกของพระเป็นเจ้าขึ้น และบัญญัติเด็ดขาดว่า เป็นสิ่งมนุษย์ไม่อาจเข้าใจได้ จนกว่าจะได้เข้าถึงโลก นั้นเสียก่อน, ในที่นี้ขอให้มีความเชื่อให้มั่น ๆ ก็แล้วกัน: และในที่สุดก็มีผู้ ไว้ใจในโลกพระเป็นเจ้า เพราะไม่มีอะไรอย่างอื่นที่ดีไปกว่า และในโลกธรรม- ดา ก็มีแต่ทุกข์หรือความยุ่งยากไม่แน่นอน ดังที่เห็นกันอยู่แล้ว. เพราะ เหตุดังกล่าวมานี้เอง ภพ หรือ ความมีความเป็น จึงมากลายเป็นสิ่งที่ถูก

น.956 ยึดถือว่าถาวรและเที่ยงแท้ไปได้ คือกลายเป็นมีความมีความเป็นตัวเราของ คนเรา ที่ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง และมีอะไรให้ชอบใจเต็มที่อยู่เสมอไป. พุทธศาสนา ไม่มีพระเป็นเจ้า, ไม่มีตัวตน เช่นนั้น ไม่มีโลก ของพระเป็นเจ้า ซึ่งมีความมีความเป็น (existence) อันผิดกฎธรรมดาเช่นนั้น ; ไม่มี " พระเป็นเจ้าผู้สร้างโลก," มีแต่ความไม่รู้มืดบอด ที่ก่อให้เกิดความมี ความเป็น และความยึดถือตัวเองว่ามีว่าเป็นขึ้นอย่างเป็นมายาที่สุด. ความ เข้าใจว่าโลกมีหรือตัวเรามีนั้น คือความหลงอย่างร้ายแรง. เมื่อโลก ไม่มีจริง ตัวเราก็ไม่มีจริงดังนี้ ก็ไม่มีตัวคนผู้สร้างโลก หรือผู้สร้างตัวเราจริง, มีแต่มายาที่เป็นความหลงผิดอินอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้น จึงถือว่า "พระ เป็นเจ้า" ก็คือตัวอวิชชาหรือมายาเช่นเดียวกันกับตัวโลกเอง. สิ่งที่เย็น มายาเหล่านี้ ปรากฏขึ้นอย่างมายาที่สุด คือลวงตาที่สุด จึงทำให้มนุษย์หรือ ตัวสิ่งนั้นเองหลงไปว่า ฉัน, ท่าน, เรา, เขา, เป็นต้น มีอยู่อย่างเช่นนั้นเช่นนี้ มายาเหล่านี้ เกิดขึ้นมาได้เนื่องจากกฎแห่งความหมุนเวียนของมัน ซึ่ง เกิดมาจากสภาพแห่งความไม่รู้ หรือเพราะปราศจากความรู้ในตัวมัน อิก ต่อหนึ่ง. มนุษย์หรือโลก มีสภาพดุจว่าเป็นตัวหุ่นหรือละคร ที่อวิชชา ตัณหา อุปาทาน และกรรมของตัวเองเป็นคนชัก หรือบังคับให้แสดงไปเช่นนั้น เช่นนี้แล้ว มีความหลงใหลอยู่ในสิ่งอันเป็นมายาด้วยกัน. ถ้ามีชีวิตอยู่ ด้วยความโง่หลงอยู่ตราบใด. ก็ย่อมมุ่งหมายอยู่แต่ในสิ่งที่เป็นเพียงเหยื่อของ ความโง่หลงอยู่เพียงนั้น จึงกล่าวได้สั้นๆ ที่สุดว่า มีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งที่มันอยาก ที่มันชอบ. เขารู้สึกดุจว่า จุดปลายทางอันสูงสุดของเขาอยู่ที่สิ่งที่เขา

น.957 ชอบที่สุด และอย่าพลัดพรากไปจากกันด้วย, ซึ่งก็เข้ากันพอเหมาะกับเรื่อง “ สุขนิรันดร," มนุษย์พวกนี้เราเรียกกันว่า มนุษย์ปุถุชนหรืออยู่ใน โลกิยวิสัย, มีแบบของตนเองอย่างนี้ มีที่มุ่งหมายเฉพาะของตนเองอย่างนี้. การเป็นปุถุชนหมายความว่ายังหนาอยู่ คือผ้าที่ปิดตายังหนาอยู่, ยังไม่รู้แม้ แต่เพียงเงาๆ ว่าตัวเองคืออะไร โลกคืออะไร, จึงต้องมีแบบ หรือภูมิของตัว อย่างนี้เอง ซึ่งเรียกว่า ภูมิบุถุชน หรือ โลกิยภูมิ เมื่อได้ " ซึมซาบ" กับโลกมาแล้วพอสมควร ว่าในชั้นลึกหรือ ด้านใน โลกคืออะไรดังนี้แล้ว, มนุษย์พวกหนึ่งเริ่มเห็นโลกตามที่เป็นจริง คือ เห็นความเป็นมายาของโลกหรือชีวิต. ความยึดถือที่เคยมีอยู่อย่างหนาแน่น ในชีวิตหรือโลก ค่อยจางออกและจางออกจนละวางได้, ต้องการให้ตัวเอง ซึ่งเป็นเพียงมายานี้ ได้หยุดกลิ้งหยุดหมุน และดับลงได้สนิทอย่างมีอิสสระ. ก่อนหน้านี้มีแต่ความหลง จึงต้องหมุน ไม่มีทั้งโอกาสและไม่มีทั้งอิสสระที่จะ หยุดนั่งพัก หรือดับสนิทไป, หรือปล่อยให้สิ่งที่เป็นเพียงมายานี้ เกิดดับอยู่ ตามธรรมชาติได้ โดยปราศจากความเข้าไปยึดถือของตนว่าเป็นตัวของเรา. บัดนี้ไม่มีตัวเรา หรือกายของเรา หรืออะไรๆ ที่เป็นตัวเราหรือของเรา. คนประเภทนี้ ไม่ต้องการพระเป็นเจ้า ไม่ต้องการชีวิตนิรันดร หรือความมีตัว ตนของตนที่เป็นสุขอยู่นิรันดร ; เขาต้องการเพียงแต่จะหยุดหมุน ! ดับ สนิทไม่เกิดมาหมุนกลิ้งอีกต่อไปชั่วนิรันดรเหมือนกัน ! เท่านั้น. พวก นี้มีปัญญาเครื่องเจาะแทงกิเลส จึงเป็นคนที่บางแล้ว คือมีผ้าที่มีดดาบางแล้ว บางจนทะลุและไม่มี จึงเห็นชีวิตหรือโลกตามที่เป็นจริง แล้วถอนความเข้าใจ ผิด และความยึดถือออกเสียจากชีวิต หรือจากความมีตัวของตัวนี้ได้. พวก นี้เรียกว่าเป็นฝ่ายที่ข้ามขึ้นจากโลกทุกๆ โลก จนเป็น โลกุตตระ, เป็นคน ประเสริฐเรียกว่า อริยภูมิ ซึ่งตรงกันข้ามจากบุกชน, เป็นพวกที่มีชีวิตอยู่ ย. ๕๓

น.958 เพียงเพื่อรู้ความจริง ดับความหลงเสียให้ได้ ; และจุดปลายทางของคนพวก นี้ อยู่ที่ความเป็นอิสระจากความหลงเข้าใจผิด และดับสนิทไปจากการต้อง เกิดมา แก่ เจ็บ ตาย และเกิดมาใหม่เพื่อเป็นอย่างนั้นอีก โดยไม่รู้สุดสิ้น : เขาดับความคิดว่าตัวเรา ตัวเขา ตัวพระเป็นเจ้า ตัวธรรม ตัวสภาพธรรมที่มี นามเช่นนั้นเช่นนี้ได้หมด คงมีอยู่แต่เพียงความเห็นว่ามีแต่ธรรมชาติล้วนๆ พวก หนึ่งที่หมุนไป ๆ กับสภาพที่ตรงกันข้ามอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่มีการหมุน, คือ สภาพอันว่างจากธรรมชาติเหล่านั้นเท่านั้นเอง. พุทธศาสนากับศาสนาที่มีความเชื่อถือพระเป็นเจ้าผู้สร้าง นั้น มีทางที่จะลงรอยกันได้สนิท โดยการแปรบุคคลสมมตินั้นๆ ให้เป็นตัวธรรม และ สภาพธรรมล้วนๆ เสีย. เช่นเมื่อเราพูดว่า Man punishes the action, God the intention' ดังนี้ ก็ให้เป็นว่าหมายถึงกฎแห่งกรรมนั่นเอง ว่า เป็นตัวพระเจ้าในที่นี้. ถ้ามิฉะนั้นแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจกันได้เลย จำ เป็นที่จะต้องแยกกันอยู่ ในฐานที่ฝ่ายหนึ่งเป็นพวกถือบุคคลสมมติ และอีกฝ่าย หนึ่งถือตัวธรรม ( ที่ถูกสมมติให้เป็นตัวบุคคล ) อยู่เพียงนั้น. พระพุทธเจ้าทุกพระองค์, มิได้ทรงบัญญัติหลักพุทธศาสนาในฐานะ เป็นคำสั่งที่ได้ประทานลงมาจากสวรรค์ หรือจากพระเป็นเจ้า. ( revelation), แต่ทรงบัญญัติในฐานะที่เป็นเพียงกฎความจริง อันว่าด้วยชีวิต เหตุ เกิดของชีวิต ความดับสนิทของชีวิต และวิธีที่สัตว์จะได้ลุถึงความดับสนิท ของชีวิตเท่านั้น : และเป็นกฎที่มาจากการค้นหาความจริงหรือเหตุผล ทำ นองกฎวิทยาศาสตร์. ชีวิตคือตัวความเกิด ความแปร และความดับหรือ ความสลายเพื่อกลับคุมกันเข้าใหม่ อย่างไม่สิ้นสุด. หลักในข้อนี้ มีอยู่ว่า

น.959 " ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น, ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่. ทุกข์เท่านั้นดับไป, นอกนั้น หามีอะไรเกิดดับไม่”๑ ซึ่งตามนัยนี้ย่อมหมายความว่า การพ้นทุกข์คือความ เป็นอิสสระต่อความทุกข์ หรือความต้องเกิด แปร และสลายเพื่อกลับเกิด ใหม่อีกนั่นเอง. สิ่งที่มนุษย์เรียกว่า " ความสุข " นั้นเป็นเพียงมายา และ รวมอยู่ในตัวความเกิด แปร และดับนั้นแล้ว ซึ่งตามความจริงแท้ มันก็เป็น ตัวทุกข์ด้วยอย่างหนึ่ง. ทุกชนิดทีเดียว. การเห็นชีวิต หรือตัวตน หรือโลก ว่าเป็นเพียงมายา หรือ เป็นเพียงธรรมชาติล้วนๆ หมุนกลิ้งไปเป็นสายนี้ มิใช่เป็นการเห็นโลกในแง่ดี หรือแง่ร้าย, ไม่ใช่ทั้ง Optimism และ Pessimism, เป็นเพียงการเห็นความ จริงอันเด็ดขาดถึงที่สุด จนทำให้หายหลง สามารถหน่ายจากความยึดถือต่อ ชีวิตหรือโลกว่าเป็นตัวของตัวเท่านั้นเอง. เมื่อไม่ยึดถือแล้ว ก็ไม่มี ใครทุกข์โครสุขอีกต่อไป, เรื่องก็สั้นสุดกัน. นั่นแหละคือ ความรอดพ้น หรือจุดปลายทางของพุทธบริษัท ด้วยประการฉะนี้. โมกขพลาราม, ไชยา. พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ๑. ทุกฺขเมว หี สมฺโกติ ทุกข์ ติฏฺฺติ เวติ ป นาญฺญฺตฺร ทุกฺขา สมฺโกติ นาญฺญฺตฺร ทุกฺขา นิรุชุติ. วชิราสูตร สกาถ. สํ. ๑๕/๑๙๙/๕๕๔.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต