น.1178 การบรรยายในวันนี้จะได้กล่าวถึง ความดับ ของ “ตัวกู-ของกู” ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า การเกิดขึ้นแห่ง “ตัวกู-ของกู” คือการตั้งจิตไว้ผิด เพราะฉะนั้น การตั้งจิต ไว้ให้ถูกจึงเป็นรากฐานแห่งความดับ “ตัวกู-ของกู” ตลอด เวลาที่มีการตั้งจิตไว้ถูก ความดับของ “ตัวกู” ก็มีอยู่เพียง นั้น ไม่ว่าการกระทำนั้น ๆ จะเป็นไปโดยการประจวบ เหมาะหรือบังเอิญ หรือว่าเป็นไปเพราะการใช้อำนาจของการกระทำอย่างใด อย่างหนึ่ง เช่น อำนาจของสมาธิเป็นต้นเข้าไปปิดกั้นโอกาสแห่งการเกิดขึ้นของ “ตัวกู” ไว้ตลอดเวลาเหล่านั้น ; หรือว่าเป็นเพราะอำนาจของวิชชาหรือปัญญา ซึ่งเป็นไปถึงที่สุด อันเป็นการตัดรากแห่ง “ตัวกู-ของกู” เสียได้โดยสิ้นเชิง ก็ตาม ; ล้วนแต่กล่าวได้ว่าในขณะนั้นมีภาวะแห่งความดับของ “ตัวกู-ของกู” ด้วยกันทั้งนั้น ; ต่างกันแต่อย่างที่ ๑ เป็นไปอย่างผิวเผิน. อย่างที่ ๒ เป็นไป
น.1179 ได้ตลอดเวลาที่ยังมีการบังคับ, อย่างที่ ๓ เป็นการดับสนิท เพราะทำลายรากเง่า ของมันเสียได้โดยสิ้นเชิง. และความดับที่เราประสงค์ ในที่นี้หมายถึงอย่างที่ ๓ โดยเฉพาะ ; แต่ถึงอย่างนั้นก็ควรทำความเข้าใจในอย่างที่ ๑ และที่ ๒ กันให้ เพียงพอด้วยเหมือนกัน เพื่อป้องกันความสำคัญผิดหรือความสับสนนั่นเอง. การไม่ปรากฏของ "ตัวกู” อย่างที่ ๑ ซึ่งเรียกว่ามีได้ด้วยอำนาจ ของการประจวบเหมาะนั้น หมายถึงขณะนั้นเผอิญมีสิ่งบางสิ่ง ซึ่งจะเป็นการได้ เห็นหรือได้ฟัง หรือได้อ่านอยู่ก็ตาม หรือได้อารมณ์ซึ่งเป็นความเงียบสงัดไม่ชวน ให้เกิดความคิดนึกอะไร ไม่มาทำให้เกิดความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู-ของกู" อยู่ได้เป็น เวลาระยะหนึ่ง นานตลอดเวลาที่ความรู้สึกสลดสังเวชเป็นต้น มีอยู่ หรือจิต ยังว่างอยู่ก็ตาม ลักษณะเช่นนี้มีได้เป็นได้ในคนธรรมดาสามัญทั่ว ๆ ไป แม้ด้วย ความไม่ตั้งใจ และจะเป็นได้มากเป็นพิเศษ สำหรับผู้ที่เลือกอยู่ในที่ที่เหมาะสม มีสิ่งแวดล้อมหรือมีการสมาคมกับบุคคลที่เหมาะสม หรือแม้แต่ดินฟ้าอากาศที่ เหมาะสม ซึ่งพอจะเรียกได้สั้น ๆ ว่า เป็นสัปปายะทางจิตนั่นเอง. อาการอย่างนี้ พอจะเรียกไว้ว่า "ตทังควิมุตติ" คือ การพ้นไปจากอำนาจของ "ตัว-ของกู" ด้วยอำนาจของสิ่งที่บังเอิญประจวบเหมาะ แม้แต่ จริตนิสัยของคนบางคน ที่ธรรมชาติสร้างมาให้เป็นผู้มีจิตใจว่างจาก "ตัวกู" ได้ง่าย ๆ คือความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" เกิดขึ้นได้โดยยาก นี้ก็ต้องนับรวมอยู่ในข้อนี้: ฉะนั้น เราเห็น ได้ว่าลักษณะเช่นนี้ไม่เกี่ยวกับความรู้หรืออำนาจสมาธิเป็นต้นเลย แต่เป็นความ ประจวบเหมาะ หรือที่เรียกว่า Co-incidence มากกว่า. สำหรับ ความดับแห่ง "ตัวกู” อย่างที่ ๒ ซึ่งเป็นไปด้วยอำนาจ ของการประพฤติหรือ การกระทำทางจิต (ซึ่งไม่ใช่ทางปัญญานั้น) หมายถึงขณะ นั้นมีการทำจิตให้ติดอยู่กับอารมณ์ของสมาธิอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามแบบของการ ทำสมาธิ ซึ่งมีอยู่มากมาย. จิตที่กำลังอยู่ในสถานะที่เปรียบเหมือนกับวัวที่ถูกผูก
น.1180 ติดอยู่กับแอก คืออารมณ์ของสมาธิ. ไม่มีโอกาสที่จะหนีไปหาอารมณ์อื่นได้ ตามที่มันชอบ ความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู” จึงจะไม่อาจจะเกิดขึ้นในขณะนั้น. ความว่างจาก "ตัวกู-ของกู" ในลักษณะเช่นนี้เราจะเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เป็นไปโดย บังเอิญ แต่เป็นไปโดยอาศัยการกระทำที่เอาจริงเอาจัง โดยวิธีที่จะเหนี่ยวรั้ง เอาจิตไว้ในอารมณ์ที่บริสุทธิ์ คือ อารมณ์ล้วน ๆ ที่ไม่เป็นที่เกิดแห่ง "ตัวกู" ดังกล่าวแล้ว. และแม้ว่าอารมณ์ในที่นี้จะนำซึ่งความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู-ของกู" บ้าง ในเมื่อเผลอไปยึดถือเข้าก็จะเป็นไปแต่ในทางที่ดี คือ เป็น "ตัวกู-ของกู๋" ฝ่ายดี ยังไม่มีอันตรายแต่ประการใด แล้วยังมีทางที่จะทำลายให้จางหายไป ด้วยการปฏิบัติในขั้นต่อไปของการทำสมาธิที่ถูกต้องได้. ตัวอย่างเช่น ในการทำอานาปานสติภาวนา ในระยะแรกทำจิตให้เป็น สมาธิได้สำเร็จ เมื่อเกิดสุขเวทนาขึ้นมาจากสมาธิหรือฌาน ถ้ามีสติสัมปชัญญะ เพียงพอ คือมีการกระทำที่ถูกวิธีอยู่ตลอดเวลาเหล่านั้น จิตก็ไม่อาจจะจับฉวยเอา อารมณ์นั้น ถึงขนาดที่จะเกิดความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" ไปได้ มีแต่การที่ จะพิจารณาต่อไปตามลำดับ ๆ ซึ่งเป็นการปฏิบัติในระยะที่ ๒ คือการพิจารณาว่า แม้ความสุขที่เกิดจากฌานนี้ก็ยังเป็นมายา คือเป็นสักว่า เวทนา ที่ไม่เที่ยง เป็น ทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นต้น "ตัวกู-ของกู" ก็ไม่อาจจะเกิด. ในกรณีที่เผลอสติหรือทำผิดวิธี นั้น หมายถึงการพอใจอย่างหลงใหล ในสุขเวทนานั้น หรือถึงกับเกิดความรู้สึกทะนง ว่าตนประสบผลสำเร็จในคุณวิเศษ แล้วดังนี้เป็นต้น “ตัวกู-ของกู" ก็ย่อมจะเกิดและเกิดอย่างยิ่งตามลำดับ. อย่างนี้ จะไปโทษสมาธิหรือคุณสมบัติของสมาธินั้นไม่ถูก; เพราะว่าในขณะนั้นมันไม่เป็น สมาธิเสียแล้ว แม้ว่าจะเป็นการตั้งต้นมาด้วยการทำสมาธิก็ตาม. แต่ถ้าตนยัง สามารถดำรงตนอยู่ในสมาธิไปตามร่องตามรอยของสมาธิจนกระทั่งเกิดฌาน อำนาจ ของสมาธิก็มีอยู่ตลอดเวลา ไม่ให้โอกาสแก่การเกิดขึ้นของความรู้สึกว่า "ตัวกู-
น.1181 ของกู"; ลักษณะที่เป็นอย่างนี้เราเรียกกันว่า วิกขัมภนวิมุติ. คือ การพ้นไปจาก อำนาจของ "ตัวกู-ของกู" ด้วยการอาศัยสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาปิดกั้นทางเกิดแห่ง “ตัวกู-ของกู" ไว้อย่างหนักแน่น และอย่างเฉลียวฉลาด ด้วย. การพยายามทำอะไรบางอย่างเพื่อกลบอารมณ์ร้าย เช่น การพยายาม สวดมนต์ภาวนาอย่างยิ่ง เพื่อกลบอารมณ์ร้ายที่เป็นฝ่าย "ตัวกู-ของกู" ถ้าทำ สำเร็จก็นับรวมเข้าไว้ในข้อนี้. นี้เป็นตัวอย่างสำหรับการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งคนธรรมดาสามัญก็ทำได้. แม้ที่สุดแต่เรื่องที่สอนเด็ก ๆ ให้นับ ๑ ถึง ๑๐ ก่อน ที่จะโกรธใคร แล้วก็นับไว้เรื่อยไปจนความโกรธเกิดขึ้นไม่ได้ แม้อุบายอย่างนี้ ก็นับรวมไว้ในข้อนี้. ทั้งนี้เป็นหลักสั้น ๆ ที่ว่าต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งไม่ใช่ มันเป็นไปโดยบังเอิญ จึงแตกต่างจากอย่างที่ ๑ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น และเรา เรียกมันว่าด้วยอำนาจการกระทำทางจิต. แม้จะใช้อุบายวิธีที่ฉลาดอย่างไรก็ยังจัดว่า เป็นการกระทำทางจิต ยังไม่ใช่การกระทำทางปัญญา. สำหรับ ความดับ "ตัวกู" อย่างที่ ๓ คือด้วยการกระทำทางปัญญา นั้น หมายถึงอุบายที่แยบคายไปกว่านั้นมาก และไม่ใช่เป็นการกระทำที่เป็นการ บีบบังคับโดยตรง แต่เป็น การกระทำที่เรียกว่าเป็นการถอนรากเง่าขึ้นมาทำลาย เสีย โดยสิ้นเชิง. ตัวอย่างสำหรับการเปรียบเทียบให้เห็นเพื่อความเข้าใจชัด เช่น ใน การทำลายหญ้าคา ถ้าเอามืดเอาพร้ามาฟาดอย่างผิวเผิน หญ้าคาก็หายหน้าไป พักหนึ่งแล้วก็งอกขึ้นมาอีก. หรือถ้าเอาอะไรมาทับมาปิดไว้ หญ้าคาก็หายหน้าไป เหมือนกัน; แต่เมื่อเอาของทับปิดออกเสียแล้วหญ้าคาก็จะกลับปรากฏอีกในโอกาส หนึ่ง แต่ก็ยังมีผลนานกว่าวิธีที่ ๑. ที่นี้ถ้าขุดรากหญ้าคาขึ้นเผาเสียให้หมด การหาย ไปของหญ้าคาก็เป็นการถาวร. เมื่อเราสมมติว่า "ตัวกู-ของกู" เป็นหญ้าคา การปฏิบัติอย่างวิธีที่ ๓ ซึ่งเป็นไปในทางปัญญานั้น ก็เหมือนกันกับการขุดราก หญ้าคาขึ้นทำลายเสียด้วยการเผาเป็นต้นนั่นเอง.
น.1182 เราก็ได้ทราบกันมาแล้วแต่ข้างต้นว่า อวิชชาเป็นรากเง่าของ "ตัวกู- ของกู"; การทำลายอวิชชาเสียนั่นเองเป็นการดับ "ตัวกู-ของกู" ในขั้นนี้. และเพราะเราใช้วิชชาหรือปัญญามาเป็นเครื่องทำลายอวิชชา ไม่ได้ใช้กำลังจิต ล้วน ๆ อย่างวิธีที่ ๒ เราจึงเรียกการกระทำอย่างนี้ว่า เป็นไปด้วยอำนาจของปัญญา และเราเรียกความดับ "ตัวกู-ของกู" ในลักษณะนี้ ว่า "สมุจเฉทวิมุติ" เป็น การดับ "ตัวกู ด้วยการถอนรากเง่าขึ้นโดยสิ้นเชิง. เมื่อเปรียบเทียบกันดู ก็จะเห็นได้ว่า อย่างแรก หรืออย่างต่ำที่สุดนั้น อาศัยอำนาจของการประจวบเหมาะ อย่างที่ ๒ หรืออย่างกลางนั้น อาศัยอำนาจ ของจิตที่ปฏิบัติถูกวิธี ; ส่วน อย่างที่ ๓ หรืออย่างสูงนั้น อาศัยอำนาจของปัญญา ; มันจึงต่างกันอย่างที่จะปนกันไม่ได้. แต่ถึงกระนั้นก็ยัง อาจจะเนื่องกันในฐานะ เป็นอุปกรณ์ หรือเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมแก่กันและกันได้ตามสมควรแก่กรณี. หรือ ถ้าจะมองกันในอีกลักษณะหนึ่ง ก็อาจจะเห็นได้ว่า เป็นบันไดให้แก่กันและกัน ตามลำดับ. กล่าวคือ ในขั้นแรกเรารู้จักเลือกที่อยู่หรือการเป็นอยู่ให้เหมาะสม คือ ให้มีสิ่งแวดล้อมซึ่งล้วนแต่จะให้เกิด ความบังเอิญชนิดที่เป็นประโยชน์แก่เรา ให้มากที่สุด. แม้แต่การจัดการวางเครื่องใช้ไม้สอยในที่อยู่อาศัย ก็ยังจัดให้เป็นไป ในลักษณะที่จะช่วยแวดล้อมให้จิตมีความสงบเย็นไม่เป็นทางให้เกิดความรู้สึก "ตัวกู -ของกู" ได้ง่าย นี้เป็นอย่างต่ำที่สุดแล้ว. เมื่อเราเป็นอยู่ในลักษณะเช่นนี้ ซึ่ง อารมณ์ร้ายเกิดขึ้นได้โดยยาก ก็ย่อมจะเป็นการส่งเสริมให้มีการกระทำในขั้นที่ ๒ คือ การฝึกจิตให้เป็นสมาธิโดยตรง ได้ง่ายขึ้น. ครั้นเราประสบความสำเร็จในขั้น ที่ ๒ นี้แล้วก็ยิ่งเป็นการง่ายแก่การกระทำในทางปัญญาที่จะเป็นไปอย่างแรงกล้า ถึง ขนาดที่จะทำการขุดราก "ตัวกู-ของกู” ได้หมดจดสิ้นเชิงจริง ๆ; เพราะฉะนั้นจึง เป็นอันกล่าวได้ว่า สิ่งทั้ง ๓ นี้เนื่องกัน หรือเป็นปัจจัยให้แก่กันและกัน. สำหรับ รายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัติจะเป็นอย่างไรนั้น จะได้กล่าวถึงในโอกาสข้างหน้า ในตอนว่าด้วยวิธีปฏิบัติ.
น.1183 สำหรับในที่นี้มุ่งหมายเพียงแต่จะชี้ให้เห็นว่า ความดับไป หรือหาย หน้าไป แห่ง ตัวกู-ของกู” นั้น มีอยู่เป็น ๓ ชั้น หรือเป็น ๓ ระดับ ดังที่กล่าวมานี้ ซึ่งทุกคนควรจะสังเกตหรือพิจารณาให้เห็นว่ามันได้มีอยู่จริง หรือ ได้เป็นอยู่จริงแก่เรา มากน้อยเพียงไร และในลักษณะไหนโดยเฉพาะ ให้เห็น อย่างแจ่มแจ้งเสียก่อน ก็จะเป็นการง่ายและสะดวกแก่การที่จะปฏิบัติโดยตรงสืบไป. สิ่งที่น่าสังเกตมีอยู่อย่างหนึ่ง ข้อนี้ได้แก่ข้อที่ว่า แม้คนเราจะได้พบกัน กับความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" ที่เป็นไปด้วยอำนาจการบังเอิญ คือการดับ อย่างวิธีที่ ๑ นั้น อยู่บ่อย ๆ ก็ตาม แต่ก็หามีใครสนใจหรือสังเกตไม่ว่าเป็น เรื่องสำคัญที่ควรจะสนใจ คือความสนใจของเขามุ่งไปแต่เรื่องที่กำลังอยาก กำลัง ต้องการกำลังสนุกสนาน ไม่สนใจกับเรื่องของความว่างจากความต้องการ หรือ ขณะ เวลาที่จิตว่างจากความต้องการ หรือแม้แต่ รสชาติของจิตที่ว่างจากความต้องการ ; เขา จึงไม่มีโอกาสที่จะรู้สึกต่อภาวะของจิตที่ว่างจาก "ตัวกู-ของกู" หรือเรียกอีกอย่าง หนึ่งก็คือ ความดับไปแห่ง "ตัวกู ของกู" ด้วยอำนาจการบังเอิญดังที่กล่าวนี้. อันนี้เป็นเหตุให้เขาไม่สนใจและมองข้ามความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" ซึ่งที่แท้ ก็มีอยู่บ่อย ๆ หรือมีอยู่เกลื่อนกลาดไป ก็ว่าได้. เมื่อไม่สนใจและไม่รู้จักแล้วมัน ก็มีค่าเท่ากับไม่มี เหมือนกับไก่ที่เดินไปบนกองเพชรพลอย มันก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไร ที่มีค่าน่าสนใจ แต่จะไปรู้สึกว่ามีค่าก็ตรงที่ข้าวสารสักเม็ดหนึ่งที่ตกอยู่ด้วยเท่านั้น. อาการอย่างนี้มีอยู่แม้ในหมู่อุบาสกอุบาสิกา ตลอดถึงชาววัดที่เป็น บรรพชิต จนกระทั่งเกิดความเคยชินเป็นนิสัย ; ฉะนั้นการตั้งต้นการปฏิบัติ เกี่ยวกับการดับ "ตัวกู-ของกู" จึงก่อรูปขึ้นไม่ได้ มีแต่จะเป็นไปในทาง ตรงกันข้าม คือเป็นไปในทางที่จะเป็นการเกิดขึ้นแห่ง "ตัวกู-ของกู" เสียตะพืด จึงไม่ได้รับแม้แต่ความดับของ "ตัวกู" ชนิดที่เป็นขั้นต่ำที่สุด คือการที่เป็นไปด้วย
น.1184 การบังเอิญดังที่กล่าวแล้ว. ถ้าไก่ยังไม่อาจจะกลายเป็นคน หรือว่าคนยังคงเป็น เหมือนไก่ อยู่เพียงใดแล้ว เพชรพลอยอย่างมากมายในพระพุทธศาสนา ก็จักยัง เป็นหมันอยู่เพียงนั้น. "เพชรพลอย” ในที่นี้ เราหมายถึงเพชรพลอย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รวมกันทั้งหมดนั่นเอง; และเราถือว่า การดับ ไปแห่ง "ตัวกู" เป็นยอดของพระธรรม คือเป็นธรรมชั้นสูงสุด หรือเป็น บรม- ธรรมทีเดียว เพราะเป็นไปเพื่อการไม่เบียดเบียนตนและเบียดเบียนผู้อื่นในทุกวิถี ทางถึงที่สุดจริง ๆ. ฉะนั้นทางที่ดีที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เราต้องหันมาสนใจกับการที่จะเลือก เอาเพชรพลอยชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือประเภทใดประเภทหนึ่ง กล่าวคือการดับไป แห่ง "ตัวกู" ชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่เหมาะแก่เรา นำเอาเข้ามาสู่การประดับประดา ของเราเป็นประเดิมเริ่มแรกเสียก่อน สำหรับจะได้ทำให้ก้าวหน้าไปตามลำดับเพื่อ ถึงที่สุดในโอกาสข้างหน้า.
น.1185 เพื่อเห็นแก่ พระรัตนตรัย ด้วยการพิสูจน์ให้ โลกเห็นว่าเป็นของประเสริฐจริง, เห็นแก่ชาติประเทศ อันเป็นที่รักของเรา ด้วยการรักษาเกียรติยศแห่งความ ก้าวหน้าของพุทธศาสนาในประเทศไว้ไม่ให้ล้าหลังเขา และเห็นแก่ภาคตะวันออกของโลก ซึ่งเป็นบ้านเกิด แห่ง อริย วิทยาศาสตร์ทางใจ ของพระพุทธเจ้ามานาน, ขอเราจงช่วยกันส่งเสริมวิธีการแห่งปฏิปัตติสัทธรรม คือ การเดินตามรอย พระอรหันต์อันเป็น ก้าวสุดท้าย ที่จะได้ บรรลุถึงการเก็บเกี่ยวผลจากศาสนาอันสุดประเสริฐ จง เต็มความสามารถ ทุก ๆ รูป ทุก ๆ นาม เทอญ. จาก “ตามรอยพระอรหันต์"
Buddhadasa