น.1470 ๖ บุพภาคแห่งการตามรอยพระอรหันต์ ฝ่ายสูงของโลกอันสงบเสียแล้วกระมัง ? พระธรรม เป็นของจำกัดเวลา [กาลิโก] คือมีประโยชน์ได้แต่ครั้งกระโน้นเท่านั้นเองดอกหรือ ? จิตศึกษาไม่ใช่วิชาที่ จะสำเร็จได้ผลเกินคาด เหมือนพลศึกษาในสมัยนี้บ้างเที่ยวหรือ ? หรือว่า คำพูดนั่น เป็นเพียงคำพูดของผู้ไม่สนใจในจิตศึกษาเท่านั้น, มาช่วยกัน พิจารณาดูเถิด ! พระอรหันต์ ไม่มีเครื่องหมายภายนอกแสดงให้รู้ เหมือนแถบ, ดาว, หรือพัดยศ ดังเรื่องว่าพระอรหันต์ ล กุ ณฑ กะ ครั้งกระโน้น ถูก พระบุถุชนคลำศีรษะเล่น เพราะสำคัญว่าท่านเป็นสามเณรน้อย ๆ รูปหนึ่ง, เพราะฉะนั้น เรายากที่จะรู้จักพระอรหันต์ด้วยรูปร่างภายนอก. คนที่เรียน เรื่องพระอรหันต์รู้แล้ว แต่ไม่ทำจริง ๆ ตามนั้นด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง พระองค์ทรงเรียกเขาว่าโมฆบุรุษ หรือคนว่างเปล่า, หรือคนกำมือเปล่า. การเรียนจบพระไตรปิฎกไม่ได้ทำให้เขาพ้นจากการติข้อนี้เลย ! จงดูเถิด. เพียงแต่การเรียนอย่างเดียวไม่อาจทำตนให้เป็นประโยชน์อย่างสูงแก่โลกได้, ส่วนผู้ที่เรียนเพียงน้อย ๆ แต่ทำจริง ๆ ได้รับความสุขยังไม่ถึงชั้นอรหันต์ พระองค์กลับสรรเสริญว่า กำมือไม่เปล่า. น่าจะเป็นพวกโมฆบุรุษกระมัง ที่พยายามยกเหตุผลมากล่าวว่า พระอรหันต์จะไม่มีได้อีก เพื่อจะปกปิด ข้อที่เขาเคยถูกตำหนิมาแล้วและจะไม่ต้องเก้อเขินกระดากตัวเอง หรือผู้อื่น ซึ่งอาจถามเขาว่า "ทำไมท่านจึงไม่ปฏิบัติดูบ้างตามที่เรียนมา อย่างน้อย สักคราวหนึ่ง" ตัวพระพุทธศาสนาที่แท้จริง ไม่รู้จักคร่ำคร่าหรือตายคือสาปสูญ เพราะเป็นกฎที่แท้จริงประจำอยู่ในโลก จึงไม่เคยเหลวไหล. ส่วนผู้เข้าไป เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนานั้นไม่แน่นอน, เขาอาจอาศัยประโยชน์ส่วนตัว
น.1471 ๗ คำปรารภ อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วกล่าวว่ากระไรก็ได้. และเพราะเป็นการกล่าว ชั้นหลัง ๆ จึงขัดกับกฎดั้งเดิม ที่ว่าพระธรรมเป็นอกาลิโก, คือให้ผลไม่ จำกัดเวลาดังกล่าวแล้ว. ในวงการแห่งพุทธศาสนาทั้งหมด แบ่งกิจการของพุทธบริษัทออกได้ เป็น ๓ ชั้น คือ (๑) การเรียนให้รู้ เรียกว่าปริยัติธรรม, (๒) การ ทำจริงๆ ตามที่เรียนมานั้น เรียกว่า ปฏิบัติธรรม, (๓) การเก็บเกี่ยวผล อันเกิดจากการทำจริง ๆ นั้น เรียกว่า ปฏิเวธธรรม. เราบากบั่นกันอย่าง เต็มที่มาแล้วขั้นหนึ่ง ยังอีกขั้นหนึ่ง ที่จะต้องพยายามกันต่อไป ขั้นนั้น คือปฏิบัติธรรม. ส่วนการเก็บเกี่ยวผลอันเป็นขั้นสุดท้ายนั้น ไม่ต้องบากบั่น อะไร เพราะเมื่อมีการทำจริง ๆ แล้ว ก็หวังได้แน่นอนว่าจะต้องได้รับ. ผู้ที่เกิดสุดท้ายภายหลัง มีใจไม่กล้าแข็ง ไม่อาจ สละความ- สุขและการบำเรอด้วยวัตถุกาม ซึ่งตนกำลังได้รับอยู่, ไม่อาจ ทนความ ลำบากอันเกิดจากความพากเพียรค้นหาความจริง อย่างพระอรหันต์ทั้งหลาย, ไม่อาจ ทนต่อการหัวเราะเยาะ ของผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องพระอรหันต์, ไม่อาจ ทนต่อความยั่วยวนของเหยื่อในโลก หรือต่อคำชี้แจงให้เขากลับทางเดิน ของเพื่อนฝูงที่ไม่ได้ตั้งใจเหมือนเขา. เขาถูกอบรม โดยทำนองให้ห่างจาก รอยทางแห่งพระอรหันต์ ! เพราะไม่ค่อยมีใครจะสมัครเป็นผู้เดินตาม รอยพระอรหันต์ ด้วยหัวใจอันแท้จริง การยกเหตุผลฝ่ายข้างที่ว่า พระอรหันต์อาจมีได้ จึงไม่ค่อยมีใครสนับสนุน . อาศัยความมีพวก มาก มีการยั่วยวนมาก, และธรรมดาฝ่ายต่ำของโลกอาจชนะฝ่ายสูงได้ง่าย ตามกฎธรรมชาติในโลก ซึ่งเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เขาจึงเพียงแต่พูดส่ง
น.1472 สริมเท่านั้น ก็ชนะโดยโวหารได้ง่ายดาย. ส่วนฝ่ายที่จะต้องอ้างเหตุผล ต้านทานกฎของธรรมชาติ ย่อมชนะได้ยาก, ยิ่งพระธรรมเป็นปัจจัตต- ลักษณะ คือคนฉลาด จะเห็นได้เฉพาะตนด้วยแล้ว โลกซึ่งมีความฉลาด น้อย จะเอาชนะด้วยอาการนิยมภายนอกได้อย่างไร. การที่โลกถูกพวก มากฝ่ายข้างโน้นลากไป จึงเป็นของไม่แปลก. ส่วนความจริงทุก ๆ อย่างคง เป็นอยู่อย่างเดิม ซึ่งคนฉลาดยังคงเก็บเกี่ยวผลได้ตามที่เขาหว่านลงไว้. ภาย นอกเราต้องยอมให้โลกชนะ แต่ภายในแห่งความจริงธรรมย่อมชนะเสมอ. พระธรรมหรือกฎที่แท้จริงในโลก ย่อมไม่จำกัดเวลาจริง, จะ จริงเสมอไป เช่นเดียวกับถ้าท่านบริโภคได้โดยสะดวกแล้ว จะต้องอิ่ม อันเป็นความจริงเสมอคงที่ ทั้งในสมัยนี้และสมัยโน้น. ก็เมื่อท่านทำ ความชั่ว ท่านจะต้องได้รับทุกข์ทั้งในสมัยโน้นและสมัยนี้ ; แต่ถ้าท่าน ทำความดีถึงที่สุด ท่านอาจได้รับผลถึงที่สุดเพียงแต่สมัยโน้น, ในสมัยนี้ ไม่ได้รับ เช่นนี้แล้ว อะไรจะเป็นตัวพระธรรม, พระธรรมอยู่ที่ไหน ? ทำไมจิตศึกษาที่เขาฝึกดีแล้วจะไม่สำเร็จผลได้ดีเท่ากับพลศึกษาที่เขาฝึกกันได้ แปลก ๆ ในสมัยนี้บ้าง. ถ้าการศึกษาเป็นสิ่งที่มนุษย์อาจทำให้ดียิ่งขึ้นได้เป็น ลำดับ ส่วนจิตศึกษานั้น ไม่สามารถแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นได้ หรือแม้จะ รักษาให้คงอยู่อย่างเดิมก็ไม่ได้แล้ว ในโลกนี้ก็ไม่มีพระธรรมเลย, พุทธ- ศาสนาที่สอนไว้ก็ผิดหมด จริงอยู่แต่คำพูดของคนพวกมากเท่านั้น ท่าน ทั้งหลายจะได้ความยุติธรรมจากอะไรเล่า. สิ่งที่เป็นความจริงต้องยังคงเป็น ความจริง, เว้นไว้แต่ความจริง มักไม่มีโอกาสโผล่เข้าไปในโลกที่เท็จ และเต็มไปด้วยมายาเท่านั้น. การที่พวกเราผู้เป็นพุทธบริษัท ยังเชื่อว่า
น.1473 ๙ คำปรารภ พระอรหันต์อาจมีได้นั้น ไม่เป็นการงมงายเลย. เราเชื่อกันอย่างมีเหตุผล และจะไม่ชวนกันกลบความจริงข้อนี้ เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนด้วย. ตามธรรมดา พวกมดปลวกมีประสาทก็จริง แต่มันไม่อาจมี ความรู้ว่า ในโลกนี้มนุษย์มีอากาศยานซึ่งแล่นไปได้เร็วกว่าพวกมันตั้งหลาย พันเท่า หรือมีดนตรีที่ไพเราะกว่าเสียงจิ้งหรีดเพื่อนของมันตั้งหลายร้อยเท่า ด้วย. ถ้ามดหรือปลวกตัวไหน เผอิญมีประสาทเป็นพิเศษรู้ได้เหมือนที่ คนเรารู้กันแล้ว และมันขึ้นขยายแก่พวกมันขึ้น ก็จะถูกพวกมันแยกคัดให้ อยู่ต่างหาก เช่นเดียวกับที่เราคัดพวกคนวิกลจริตให้อยู่ต่างหากในสมัยนี้. นั่นทำไมความจริงของมดหรือปลวกตัวนั้นจึงไม่มีเพื่อนเชื่อถือ, นั่นไม่ใช่เป็น เพราะความจริงบางอย่าง เป็นความจริงที่คนบางพวกไม่อาจรู้ หรือไม่ อาจคะเนเอาได้ดอกหรือ. อย่าว่าถึงเช่นนั้นเลย ถ้าเราจะไปบอกคนป่า เถื่อนจริง ๆ ถึงเรื่องความเจริญอย่างใหม่, ก็ยากที่จะให้เขาเชื่อได้ทุกคำพูด. เมื่อวิสัยแห่งพระอรหันต์ เป็นความจริงที่ละเอียดและลึกซึ้งยิ่งกว่า ความ แปลกปลาดในระหว่างสิ่งที่อาจรู้ได้ด้วยหูด้วยตา อย่างว่ามาแล้วนั้น เรา จะพูดให้เชื่อกันด้วยปากง่ายๆ ได้อย่างไรเล่า, นอกจากจะให้เขาทำดู แล้ว เห็นเอง. นี้ เป็นหลักสันทิฏฐิโก หรือ ปัจจัตตลักษณะ ที่มีประจำอยู่ ในพระธรรมชั้นสูง อันลึกละเอียด; จึงเป็นอันว่า นักกายศึกษาจะต้อง กล่าวไปอย่างหนึ่งตามความเห็นตน ส่วนนักจิตศึกษาจำเป็นจะต้องกล่าวไป อีกอย่างหนึ่ง, และนักจิตศึกษา อาจฟังคำพูดของนักกายศึกษาเข้าใจ ได้ง่ายกว่าการที่จะให้นักกายศึกษาฟังคำพูดของเขาเข้าใจ, เพราะฉะนั้น ใน วงการของนักจิตศึกษา จักต้องเรียนรู้ธรรม ที่ลึกละเอียดด้วยใจของตน
น.1474 องโดยเฉพาะ , และการที่เราเชื่อในจิตศึกษา หรือวิชาแห่งความเป็น พระอรหันต์ แล้วพยายามทำจริง ๆ ตามลำดับที่เราสามารถ จึงเป็นการ ถูกต้องและมีค่าอย่างสูงสุดในชีวิต เพราะเป็นวิชาที่ประณีตทำยาก และ ได้รับผลคุ้มกัน เป็นสุขอย่างแท้จริง ซึ่งไม่มีวิธีการอย่างอื่นบันดาลให้ได้. วิธีการแห่งความเป็นพระอรหันต์ ไม่ใช่เป็นศาสนาชนิดเป็นยา เสพแล้วติดทำให้ขี้เกียจ ถ่วงความเจริญของประเทศ อย่างที่บางคนเข้าใจ , เว้นไว้แต่จะเป็นการกระทำที่เท็จปลอมอันคนทุจริตกระทำ หรือสั่งสอนเพื่อ ประโยชน์ส่วนตนบางอย่าง หรือที่พวกขาดการศึกษา มีความรู้อย่างงมงาย เพราะทำตาม ๆ สืบ ๆ กันมาด้วยอำนาจยึดมั่นสำคัญผิด อันแปลกจากคำ สั่งสอนของพระองค์ , มีข้อพิสูจน์ได้ตรงที่เขาจะไม่ได้รับความสุขอันสูงสุด สมจริงดังที่กล่าวไว้ : เราจะเห็นพวกนี้ดิ้นรนตามลาภสักการะ จนปรากฏ แก่ตามนุษย์ธรรมดา เพราะเขาอาจลืมภาวะหรืออาการของพระอรหันต์ที่ เขาฉาบไว้ภายนอก ในไม่นานนั่นเอง. เมื่อผู้ที่ไม่รู้ ไม่อาจจับความเท็จ เทียมหลงเชื่อดายไป ก็อาจเกิดศาสนาชนิดยาเสพติดขึ้นได้. บัดนี้เรา มีการศึกษาปริยัติมากพอแล้ว ไม่ต้องกลัวในข้อนี้. ผู้ที่อยากทำตนให้ เป็นประโยชน์แก่ตนและผู้อื่นอย่างสูง ควรพิจารณา และบำเพ็ญตนให้เป็น ประโยชน์แก่โลก ด้วยการช่วยกันค้นหา รื้อฟื้น ความสุขอย่างสูงสุดอันมี อยู่ในพุทธศาสนาเท่านั้น ขึ้นมาแสดงแก่โลกเถิด จะเป็นความดีอย่าง เดียวกันกับที่พระอรหันต์ในกาลก่อนได้เคยกระทำมาแล้ว ไม่จำกัดว่าจะเป็น บรรพชิตหรือฆราวาส , ทั้งในสมัยนี้หรือในสมัยโน้น ก็อาจทำได้ด้วยกัน เพียงแต่สำหรับฆราวาสมีขีดจำกัดอยู่บ้างบางอย่างเท่านั้น พระองค์ทรงรับรอง ว่าฆราวาสก็อาจบรรลุมรรคผล คือความสุขทางใจอย่างสูงขึ้นไปตามลำดับได้.
น.1475 การตามรอยพระอรหันต์ หรือการเดินตามทางพระอริยเจ้า คือ การปฏิบัติกาย วาจา ใจ ตามอย่างพระอรหันต์ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น ได้เคยกระทำมาแล้ว เพื่อให้บรรลุสุขเต็มที่ ที่มนุษย์จะ สามารถทำได้ไม่เหลือวิสัย และเป็นการกระทำเพื่อบรรลุสุขอย่างประเสริฐ ในชีวิต ไม่ใช่เป็นการงมงายอย่างที่บางท่านเข้าใจและคอยแต่จะหัวเราะเยาะ ผู้อื่น. เราจงมาช่วยกันคิด ช่วยกันรื้อฟื้น ช่วยกันทำ ให้สำเร็จลุล่วง เป็นลำดับ จะพบความสุขที่เราเคยคาดเอาว่า ไม่อาจมีได้เป็นได้ตาม ส่วนแห่งกำลังสติปัญญาของเรา. พระพุทธศาสนาชั้นสูงก็ไม่ได้มีไว้สำหรับหลอกคนเล่น เพราะ หลักในพุทธศาสนาสอนให้คิดจนเห็นจริงด้วยตนเองเสียก่อน แล้วจึงเชื่อ ไม่ ต้องเชื่อสิ่งที่ไม่มีตัวตามผู้อื่นบอก. พระพุทธศาสนาสอนให้เก็บเกี่ยวผลอันเกิด จากการกระทำของตนเอง ซึ่งเป็นการกระทำที่สุจริตถูกต้องต่อภาวะของตน ๆ ไม่ใช้ให้รอคอยรับผลจากผู้ศักดิ์สิทธิ์วิเศษ , เพราะฉะนั้น คำสั่งสอนใน พุทธศาสนาทุกคำจึงมีบทพิสูจน์กำกับอยู่ด้วยในตัว เพื่อให้ผู้นั้นเห็นได้เอง แล้วเต็มใจทำตามด้วยตนเอง ทำไปตามลำดับ ๆ ก็จะได้รับผลแห่งความดี นั้นโดยลำดับ ๆ , ถึงที่สุดแห่งความดีเมื่อใด เมื่อนั้นเรียกว่า เป็นพระอรหันต์ คือผู้ที่หมดความชั่วและหมดทุกข์อันเป็นผลเกิดจากความชั่ว มีอวิชชาเป็นต้น , เป็นผู้มีความดีเต็มที่ เสวยผลอันเกิดจากความดี คือสุขชนิดที่ไม่มีอื่น ยิ่งไปกว่า จัดเป็นคนหนึ่งในจำพวกคนดีที่สุดของโลก หรือเป็นคนธรรมดา คนหนึ่ง ในโลกพระอรหันต์.
น.1476 แม้จะไม่เป็นการแน่นอนว่า เราจะเป็นพระอรหันต์กันได้ในบัดนี้ ทุกคนก็จริง แต่เป็นการแน่นอนที่สุดว่า เราทุกคนควรพยายามเป็น พระอรหันต์เท่าที่สามารถ หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ต้องเดินตามรอยท่าน, มิฉะนั้นชีวิตจะไม่ราบรื่น ตามธรรมดาของสัตว์โลกที่เต็มไปด้วยความชั่ว และไม่ได้รับสุขในพุทธศาสนาที่มีอยู่เป็นพิเศษจากศาสนาอื่น ๆ, สุขพิเศษ อันนั้น ไม่จำกัดว่า จะต้องได้รับหลังจากเป็นพระอรหันต์แล้ว เพราะแม้ เพียงอย่างเข้ารอยของท่าน ก็ได้รับผลคุ้มเหนื่อยทันที และได้รับมากขึ้น ตามลำดับแห่งการพยายาม, เป็นสุขชนิดที่การศึกษาอย่างใหม่เช่นวิทยาศาสตร์ เป็นต้น ก็ไม่อาจให้ได้เลย. คำสอนในโลกสมัยใหม่ เขาสอนกัน ให้กลบทุกข์หรือแก้ทุกข์ที่มีอยู่ประจำชีวิตมนุษย์ ทั้งที่ไม่ต้องรู้ว่าทุกข์นั้นเกิด จากอะไร ; ด้วยการเอาของล่อมาล่อให้เพลินไปคราวหนึ่ง ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด. ส่วนวิธีการแห่งความเป็นพระอรหันต์สอนให้รู้จักทุกข์ และรื้อรากของทุกข์ขึ้น ทำลายเสียให้หมดเชื้อสิ้นเชิง ไม่ต้องมัวแก้ทุกข์หรือกลบทุกข์ อันเป็น การกระทำที่ไม่แน่นอนยั่งยืน, ในที่สุดก็ไม่มีอะไรมาทำให้ทุกข์อีกได้จน ตลอดชีวิต. วิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นในโลก เจริญขึ้นในโลกเพียงใด, เหตุ แห่งความทุกข์ทางใจ ก็ยิ่งลี้ลับลงไปเพียงนั้น. เพราะวิทยาศาสตร์ใหม่ เอาหลักแห่งธรรมชาติมาเรียนรู้ เพื่อดำเนินกิจการฝืนความสงบแห่งนาม- ธรรมของโลก, ยั่วยวนพอกพูนกิเลสอันเป็นส่าเชื้อของความทุกข์ เช่น เดียวกับเอาเหยื่อเลี้ยงเสือผอม ด้วยหวังว่ามันจะไม่กัดเพราะความฉลาดของ ตน แล้วก็เลี้ยงกันเรื่อยไปไม่มีกำหนดเลิก. การกระทำนั้น ๆ มีผลเพียง
น.1477 ลบทุกข์ได้ชั่วคราวโผล่ขึ้นใหม่ยิ่งกว่าเก่า จะต้องหาวิธีปราบให้ยิ่งขึ้นไป. มันเจริญมาโดยทำนองนี้ อันเป็นทำนองที่ทำโลกให้ยุ่งเหยิงจนสางยาก, ทุกข์ของโลกจึงยิ่งลึกซึ้งซับซ้อนเปลี่ยนแปลง และก้าวหน้าล่วงพ้นความ สามารถของวิทยาศาสตร์ ซึ่งที่แท้กลับเป็นสิ่งที่เพิ่มกำลังให้แก่มัน. มัน เอานักวิทยาศาสตร์ไว้คอยแก้ตามหลังเสมอไป. เมื่อไรจะทัน ! เมื่อไร โลกจะเลิกวิ่งด้วยอำนาจวิทยาศาสตร์ชนิดที่พอกพูนกิเลส อันเป็นเชื้อของ ทุกข์ แล้วหมุนมาข้างวิทยาศาสตร์ ที่ถอนรากกิเลส กล่าวคือวิธี การแห่งความเป็นพระอรหันต์นี้บ้าง. แม้ว่ารูปธรรมภายนอกได้เจริญเปลี่ยนแปลงไปมาก มีตึกราม ใหญ่โต มีรถยนต์ มีอากาศยาน วิทยุ ฯลฯ เกิดขึ้นในโลก, มนุษย์ดื่มกินนุ่งห่มใช้สอยวัตถุ ที่ให้ความสะดวกสบาย จนเกือบเรียก ได้ว่าของทิพย์ก็จริง, ส่วนนามธรรมคือใจของเขา ไม่ได้รับความตราก ตรำ เพราะไม่รู้สึกอิ่มไม่รู้สึกพอยิ่งขึ้น เท่ากับความเจริญแห่งรูปธรรม อันยั่วยวนนั้นดอกหรือ ? จริงอยู่ ที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ อาจบำบัดโรคบำรุงอนามัย ทำให้มนุษย์ตายก่อนกำหนดน้อยลงก็จริง แต่ถ้าเป็นการทำให้มนุษย์มีชีวิต อยู่เพื่อความตรากตรำทรมานใจ เพราะนามธรรมภายในของเขาถูกแผดเผา แล้ว, การมีวิทยาศาสตร์หรือไม่มีวิทยาศาสตร์ ก็คงมีผลไม่ดีกว่ากัน มิใช่หรือ ? ถ้าใครจะเลี้ยงเราให้มีชีวิตอยู่เพื่อรับความทรมานแล้ว แกจะ เป็นประโยชน์อะไรหรือ ? วิทยาศาสตร์นี้เสียอีก จะพาโลกไปสู่ความ ยุ่งเหยิง มัวแต่ฟูขึ้นแล้วแฟบลงเหนื่อยบอบเช่นเดียวกับสุนัขที่หอบจัด. วิทยา-
น.1478 ศาสตร์นี้สร้างเครื่องมือมหาพินาศขึ้น เพื่อป้องกันประเทศของตนหรือทำลาย ชีวิตเฉพาะผู้ที่เป็นศัตรูได้ก็จริง แต่วิทยาศาสตร์ไม่อาจป้องกันมนุษย์ไม่ให้ เป็นศัตรูกันได้, มิหนำกลับจะเป็นสิ่งส่งเสริมความแตกร้าวเสียอีก, เพราะ วิทยาศาสตร์นั่นเองยั่วให้เกิดความอยากแผ่อำนาจ และอยากเป็นเจ้าโลก. นักวิทยาศาสตร์พวกที่ก้าวหน้า ก็ให้ความอยุติธรรมแก่พวกที่ล้าหลังอยู่เป็น ประจำ อันเป็นการก่อความระแวงและเกิดเป็นศัตรูกันขึ้นตลอดกาล. เมื่อ เป็นเช่นนี้ อะไรเล่าเป็นความสุขสงบที่ได้จากวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ หรือ การศึกษาอย่างใหม่ชนิดที่ขาดหลักธรรมของพระอรหันต์ โลกพร่องอยู่เป็นนิจ ! หิวอยู่เป็นนิจ ! กระหาย เลือดอยู่เป็นนิจ ! ก็ไม่เพราะอำนาจความยั่ว ที่นัก วิทยาศาสตร์คอยปรุงแต่งขึ้นใหม่ ๆ อยู่เสมอดอกหรือ ? นักวิทยาศาสตร์ ชนิดอริยะ, คือ นักวิทยาศาสตร์ฝ่ายนามธรรม ครั้งสองพันปีมาแล้ว สอนให้มนุษย์เป็นมิตรกัน ไม่จำกัดฐานะ, ให้ เสรีภาพและสมภาพ ในชีวิตร่างกายเสมอกันทั้งมนุษย์และดิรัจฉาน ด้วย การอบรมนามธรรมมาเช่นนั้นตั้งแต่กำเนิด คือ ตั้งแต่ชั้นบิดามารดาของ เขาเป็นเบื้องต้น, และอบรมนามธรรมให้เป็นสุขสงบทั้งคนมั่งมีและคนยาก ทั้งคนที่จะคงมีชีวิตอยู่ และคนที่จะต้องตายไปในเดี๋ยวนั้น. ผู้ที่ได้อบรม แก่กล้าถึงที่สุด ย่อมได้รับความสุขสงบเยือกเย็นตลอดชีวิต มีความ รู้สึกเป็นสุขอยู่ในระดับอันเสมอกัน ระหว่างผู้ที่รู้ตัวว่าจะต้องตาย หรือยัง ไม่ต้องตาย, ความสุขที่สุขุมเช่นนี้ จะดับหายต่อเมื่อรูปธรรมดับสนิท ; ต่างจากวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งทำมนุษย์ให้ตรากตรำใจทุกชนิดบุคคล
น.1479 และทุกเวลา, เพราะมันล่อให้ยิ่งอยากไม่รู้จักจบ เช่นเดียวกับคนที่ รับประทานอิ่มแล้ว แต่ยังมีสิ่งที่เขาชอบยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก มาล่ออยู่. มัน เข้าแผดเผาภายในให้เร่าร้อน ทั้งคนมีและคนยากเสมอกันตลอดเวลา จน กว่าเขาจะได้ดื่มรสแห่งอริยวิทยาศาสตร์ กล่าวคือ แบบแห่งการครองชีวิต ของพระอรหันต์เท่านั้น, ทำไมเขาจึงไม่กินยาขนานนี้กันเล่า ! ยาวิเศษ สำหรับบำบัดโรคอันเกิดเฉพาะนามธรรม ! ไม่ใช่แก่รูปธรรมอันเป็นหน้าที่ ของยาที่ได้มาจากวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ, - เราแบ่งกันดังนี้เถิด, จะช่วย ให้เขาถึงความจริงเร็วขึ้น. ทุกแห่งนามธรรม เป็นตัวโรค, ความอยากไม่รู้จักอิ่มจักพอ เป็นเชื้อโรค, พระนิพพาน เป็นยาแก้โรคอย่างเด็ดขาด, ผู้ดำเนิน ตามวิธีการแห่งความเป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ประกอบยานั้น, เราจงมา เป็นหมอผู้ประกอบยากันเถิด, เพื่อรักษาตนเองแล้วช่วยเหลือผู้อื่น : เรา จงเรียนอริยวิทยาศาสตร์แห่งความจริงข้อนี้ แล้วช่วยกันทำประโยชน์สุข อย่างสูงสุด ให้แก่โลกซึ่งรวมทั้งตัวเรา ด้วยการดำเนินชีพตามหมอ กล่าวคือเหล่าพระอรหันต์ที่ล่วงลับ ไปแล้ว และให้เป็นตัวอย่างแก่มหาชน ภายหลัง. เราจงเป็นผู้ที่มีชีวิตอยู่อย่างสดชื่นแท้จริงทั้งภายนอกและภายใน, มี แววตาสุกใสแสดงนิมิตแห่งความเยือกเย็นอยู่เสมอ. ข้อนี้ จะเป็นตัวอย่าง แก่มนุษย์ผู้มีทุกข์เต็มอก มีแววตาขุ่นข้นเพราะภายในถูกแผดเผาด้วยอำนาจ ความโลภ ความโกรธ และ ความไม่ได้ตามใจหวัง. แม้ภายนอก แสดงเพศแห่งสมณะผู้สงบ แต่ภายในเต็มไปด้วยความตริตรึกร่านรน เช่น
น.1480 ดียวกับเพศฆราวาสแล้ว ก็ไม่อาจเป็นตัวอย่างแก่มหาชนในโลก และ จะกลายเป็นคนตาบอดช่วยจูงคนตาบอดไป. เราจะเป็นตัวอย่างการบำเพ็ญ ตนเพื่อประโยชน์ผู้อื่นอย่างสูงสุด โดยไม่มีการตอบแทนเสมอทุกเวลา, ด้วยอำนาจเมตตานุภาพนี้จะทำให้มหาชนเกิดมีความอารีแก่กันและกัน. เรา จะสละสุขเพื่ออบรมโลกในคุณธรรมข้อนี้ โดยจะเป็นตัวอย่างแห่งผู้รู้จัก บริโภคใช้สอยแต่พอยังชีวิตให้เป็นไปสะดวก รวบรวมทุนที่เหลือจากการ บริโภคฟูมฟาย มาบำเพ็ญประโยชน์สุขอย่างอื่น และแก่ผู้อื่นที่กำลัง ได้รับทุกข์ ! พระอรหันต์ครั้งกระโน้น หรือครั้งไหนก็ตาม ไม่ได้มีชีวิต อยู่อย่างขี้เกียจโดยผู้อื่นรู้ไม่ทัน หรือเอาเปรียบมหาชนด้วยการหลีกออกหา ความสุขแต่ผู้เดียว, ที่แท้ เป็นผู้ที่คอยทำตัวอย่างแห่งบุคคลที่มีใจเป็นสุข ให้มหาชนดูอยู่ทุก ๆ เวลาจนตลอดชีวิต. มหาชนเจือจานท่านเพียงแต่ให้ อาหารพอประทังชีพ, เครื่องนุ่งห่มท่านพอใจแสวงหาเอาจากท่อนผ้าที่พวก มนุษย์ทิ้ง มาทำขึ้นใช้สอย, เสนาสนะ ท่านพอใจตามธรรมชาติ ซึ่งอำนวยแก่ความสุขทางใจ เช่นถ้ำและโคนไม้เป็นต้น, ยาแก้โรคก็ แสวงเท่าที่จะได้มาง่ายๆ, แต่ท่านกลับทำประโยชน์อย่างสูงให้แก่มหาชน ด้วยการคอยอบรมมนุษย์ให้มีเมตตาอารี ให้มีใจสงบสุข เพราะปลงตก ไม่ต้องเดือดร้อนใจ เพราะความรัก ความกลัว และเหตุแห่งทุกข์ อย่างอื่น ๆ, ด้วยการทำตัวอย่างให้ดู. สำหรับมนุษย์ที่มุ่งความเจริญฝ่ายโลกิยะนั้น พระอรหันต์เป็น ตัวอย่างแห่งความอดทน ความหนักแน่น และความเพียร ให้ดู, เพราะวิธีการของความเป็นพระอรหันต์ ต้องเริ่มกระทำด้วยการ อธิษฐานใจ
น.1481 ตามทำนองที่พระองค์ตรัสไว้ว่า "ภิกษุทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงตั้งความเพียรด้วยการอธิษฐานใจว่า เลือดเนื้อจงแห้งไป เหลืออยู่ แต่กระดูกกับเอ็นก็ตาม หากยังไม่บรรลุผลอันพึงได้ด้วยกำลังเรี่ยวแรงของ มนุษย์เพียงใด จักไม่หยุดความเพียรนั้นเสีย." สำหรับเด็ก ๆ, วิธีการแห่งความเป็นพระอรหันต์ย่อมอบรมให้อดทนมั่นคงสม่ำเสมอสัตย์ซื่อกตัญญู- กตเวที ให้รู้จักทำใจให้เป็นสุขไปตั้งแต่ต้นที่เดียว ตัดเชื้อโรคทางใจ เสียแต่ต้นมือ ก่อนแต่จะกินตัวเป็นผู้ใหญ่ปกครองตน แล้วก็แก้ไขไม่ได้ จนตาย, ไม่ได้สอนให้มักน้อยจนเกียจคร้าน เพราะผู้ที่บรรลุอรหันต์ แล้ว ก็ยังบำเพ็ญเพียรเพื่อประโยชน์ผู้อื่นอยู่เสมอไป และยังเป็นตัวอย่าง หรืออบรมให้รู้จักอดทนต่อธรรมชาติ เช่นหนาวร้อนเป็นต้น มุ่งเอาประ- โยชน์สำเร็จเป็นเกณฑ์. สำหรับคนแก่ชรา ก็เป็นตัวอย่างแห่งคนผู้ ดับจิตไปด้วยความสุขสงบ ไม่กระวนกระวาย, เพราะตามธรรมดาพระ- อรหันต์เป็นตัวอย่างแห่งบุคคลชนิดที่เรียกกันว่า อาจยืนยิ้มได้ในระหว่าง กองเพลิง ซึ่งกำลังลามเข้ามาเผาตัวอยู่แล้ว. การทำให้ดูจริงๆ ดีกว่าการสอนด้วยปาก หรือ เขียนหนังสือให้อ่าน. ๑ เฟื้อง ของการทำจริง ๆ ให้ดู เท่ากับ ๑ หาบ ของการสอนด้วยปาก, เราจงเดินตาม รอยพระอรหันต์ด้วยการถือหลักเช่นนั้นกันเถิด, ประโยชน์ สุขจะเกิดแก่พวกเรา, ประเทศของเรา, และแก่โลก. วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เป็นวิทยาศาสตร์เหมาะสำหรับรูปธรรม เพียงใด อริยวิทยาศาสตร์เก่าแก่ของพระอรหันต์ทั้งหลาย ก็เหมาะ สำหรับนามธรรมเพียงนั้น. บัดนี้วิทยาศาสตร์ใหม่ได้วิ่งก้าวหน้าเจริญรุ่งเรือง
น.1482 ไปมากแล้ว วิทยาศาสตร์เก่าจะมัวล้าหลังอยู่อย่างเดิมทำไมกัน. นาม- ธรรมสำคัญกว่ารูปธรรม ! เพื่อความเอ็นดูกรุณาแก่วิทยาศาสตร์แห่งรูป- ธรรม อันแล่นเข้าสู่ปากแห่งปีศาจมืด คือ อวิชชาและตัณหาอันเป็น ส่าเชื้อของความทุกข์มานานแล้วนั้น .อริยวิทยาศาสตร์แห่งนามธรรม จง รีบแล่นไปให้คู่เคียงกับวิทยาศาสตร์แห่งรูปธรรมเพื่อช่วยเหลือเถิด, โลกจะ สงบเป็นสุข และหมุนไปตามเกลียวแห่งความสุขได้ ถ้าวิทยาศาสตร์ แห่งรูปธรรมและนามธรรมเข้าผสมกำกับกันไป.นามธรรมที่ฝึกดีแล้วย่อม มีอำนาจเหนือรูปธรรมทั้งหมด, จึงเป็นอันหวังได้ว่าวิทยาศาสตร์แห่งนาม- ธรรม จะสามารถควบคุมวิทยาศาสตร์แห่งรูปธรรมของโลก ให้เป็นไป ราบรื่นปราศจากทุกข์ได้, และเมื่อนั้น ก็คือ ศรีอารยสมัย ! - สมัย แห่งพระอริยเจ้าอันรุ่งเรือง. มนุษย์โลกได้ละเลยวิทยาศาสตร์เก่าแก่ของพระพุทธเจ้า ให้ตก อยู่เบื้องหลัง, ต่างหมุนมาเพลินอยู่กับวิทยาศาสตร์ใหม่. แม้สาวกบาง พวกของพระองค์ ก็กำลังแพ้อำนาจความยั่วยวน ของวิทยาศาสตร์ใหม่ จนคล้ายกับทรยศต่อพระองค์ผู้เป็นสังฆบิดร. ข้อนี้อะไรเป็นเหตุ และ เป็นมาตั้งแต่เมื่อไร ถึงจะค้นได้ก็ไม่เป็นประโยชน์นัก แต่อาจกล่าวได้ อย่างถูกและง่ายที่สุดว่า มันเป็นไปตามกฎแห่งอนิจฺจํ ที่พระองค์ทรง แนะไว้เช่นนั้น. ก็เมื่อสาวกของพระองค์ อาจลืมตัวหมุนไปรักวิทยาศาสตร์ ใหม่ เพราะกฎแห่งความไม่เที่ยงได้แล้ว เขาจะพากันหมุนกลับไปหา วิทยาศาสตร์เก่า ตามกฎแห่งความไม่เที่ยงนั้นอีก ไม่ได้หรือ. ถ้า พระธรรมยังคงเป็นพระธรรมอยู่ก็ย่อมได้. จึงเป็นอันหวังได้ว่า อริย- วิทยาศาสตร์เก่าแก่ของพระองค์อันมีการค้นคว้าและทดลองด้วยวิปัสนาธุระนั้น
น.1483 จะถูกฟื้นฟูให้กลับสู่สถานะเดิมขึ้นมาอีก เพื่อความสุขของมหาชนในโลก ทั้งสิ้น. ทำไมจึงมีผู้ออกความเห็นว่า แม้พุทธศาสนาก็ต้องหมุนไปตาม สมัยใหม่. เขาผู้กล่าว ทราบความต่างกันแห่งวิทยาศาสตร์ใหม่ กับ อริยวิทยาศาสตร์เก่า แห่งพุทธศาสนาดีแล้วหรือ. อริยสัจจ์ แปลว่า กฎที่จริงและคงที่แน่นอนที่สุดในบรรดากฎทั้งปวง, จะต้องหมุนไปตามสมัย ใหม่ด้วยหรือ, ถ้าเช่นนั้น พระพุทธเจ้าพระองค์ใหม่ มิต้องตรัส อริยสัจจ์เป็นอีกอย่างไปหรือ ? พระพุทธเจ้าองค์ใหม่จะยกไว้ก็ได้ เพราะ เป็นอนาคตวิสัย ยังมาไม่ถึงและยังไม่มา, แต่สำหรับพระพุทธเจ้าองค์ เก่านั้น เป็นไม่ทรงกลับความจริงที่พระองค์ตรัสไว้แล้ว ซึ่งเป็นที่รวบ รวมความจริงทั้งสิ้นอันมีอยู่ในสาสนาของพระองค์ ให้กลายเป็นอื่นไปโดย แน่นอน. พระองค์ยังทรงยืนยันว่าของจริงต้องเป็นอย่างนี้เสมอ ถึงหาก พระพุทธเจ้าองค์อื่นก็ต้องตรัสอย่างนี้. และยิ่งกว่านั้น คงไม่ทรงอนุมัติให้ หลักความจริงของพระองค์ หมุนไปตามสมัยใหม่ แม้สาวกบางพวกที่ชอบ การเจริญอย่างใหม่ขอร้อง. อริยวิทยาศาสตร์เก่าแก่จงคงอยู่อย่าง เก่าให้บริสุทธิ์เถิด, วิทยาศาสตร์ใหม่ จะเป็นผู้ตามได้อย่างดีที่สุดเอง, มิฉะนั้นโลกจะต้องได้รับของปลอมและไม่แน่นอนเข้าไว้เป็นที่พึ่ง เป็นแน่ !. ขอบรรดาท่านผู้เป็นสาวกของพระองค์ทั้งหลาย จงช่วยกันฟื้นฟู ฐานะของ อริยวิทยาศาสตร์ ให้แก่โลกซึ่งกำลังกระหายเถิด, จะได้ ชื่อว่าเป็นผู้ทำประโยชน์ให้แก่โลก เป็นเจ้าหนี้ของโลก เป็นที่เคารพ ของโลก เพราะท่านนำโลกไปสู่ความสุขที่ถูกต้อง, และจะเป็นการ
น.1484 กตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ผู้เสด็จปรินิพพานไปนานแล้ว แต่ยังทรงประสงค์ให้ เราทำตามรอยพระองค์อย่างบริสุทธิ์. เพราะเราบวชอุทิศต่อพระองค์ หรือ ต่อวิทยาศาสตร์อย่างเก่า ไม่ใช่อุทิศต่อความรู้ หรือความเจริญอย่าง ใหม่ เราจำต้องรู้จักหน้าที่ของเรา, รู้จักความที่เราเป็นผู้ซื้อตรงต่อตน เอง, ต่อพระองค์, และต่อโลกที่พากันนับถือเราว่า เป็นผู้สืบศาสนา ของพระองค์ไว้. เราจะพยายามแสดงอริยวิทยาศาสตร์ทางฝ่ายนามธรรม ให้แก่โลก ด้วยการทำให้ดูด้วยตนเองจริงๆ ในการสละสุขเจืออามิส คือเหยื่อในโลก - เป็นการกระทำที่แม้ว่าเราจะตายเสียแต่ขณะลงมือ ก็ ยังได้รับผลคือ ความดีล้นเหลือจนอิ่มอกอิ่มใจได้, นั่นคือการดำเนิน ชีวิตตามรอยพระอรหันต์ผู้หมดจดนั่นเอง, และเป็น ทานบารมี อย่าง สูงสุดด้วย. รอยเท้าแห่งพระอรหันต์จริง ๆ ได้สาบสูญไป ยังเหลือแต่ตำรา ที่เขียนเรื่องราวไว้เท่านั้น, จะสาบสูญไปตั้งแต่เมื่อไร ก็ไม่จำเป็นต้อง คิดอีก เพราะเป็นอดีตารมณ์. ตำราที่เขาเขียนไว้นั่นก็เหมือนกัน ไม่ใช่ สิ่งที่จำเป็นต้องเรียนให้จบ เราจะทราบความจริงแห่งนามธรรม จาก กระดาษซึ่งเป็นแต่รูปธรรมนั้น ไม่ได้, เราจะรู้แต่เพียงแนวทางที่จะ เอาไปคิดไปตรอง. พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความเพียรเครื่องให้รู้นั้น เขาต้องทำเอง ตถาคตเป็นแต่ผู้ชี้ทางเท่านั้น. ร ตั้งแต่ครั้งกระโน้นมาจนถึง บัดนี้ เคยมีผู้เรียนจบตำราเหล่านั้นแล้วเป็นอันมาก แต่เขาไม่ได้บรรลุคุณ วิเศษอะไร นอกจากเป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียงและรวยลาภก็มี. ถ้าเพียงแต่เรา มีตำราเหล่านี้ไว้ หรือจำเนื้อความในตำรานั้นได้อย่างเดียว เรายังคง
น.1485 ๒๑ คำปรารภ ไม่อาจเห็นอริยสัจจ์อันเป็นความจริงของโลกได้อยู่นั่นเอง, เราจงชวนกันก้าว หน้าอีกก้าวหนึ่ง คือการทำให้จริง ๆ ตามที่เราเรียนกันมาแล้ว. สภาพ แห่งนามธรรมเป็นสิ่งที่ต้องค้นด้วยใจ และด้วยความเพียรอันแยบคายในที่ สงัดปราศจากการรบกวนของวัตถุกามและกิเลสกาม. พระศาสดาทรงสอน ให้เราเสพที่สงัด คือ ป่าไม้ โคนไม้ และสุญญาคาร เช่นถ้ำ เป็นต้น ก็เพื่อช่วยให้เราพบเราเห็นได้ง่ายเข้า. พระศาสดาของเราทั้งหลาย ประสูติ ณ พื้นดิน ใต้โคนไม้ สาละ ในสวนลุมพินี ตรัสรู้ กลางพื้นดิน ซึ่งมีหญ้าคารองแต่บาง ๆ ใต้ต้นไม้โพธิที่พุทธคยา และทรงปรินิพพาน แทบพื้นดิน ใต้โคนไม้ สาละ เพียงแต่มีสังฆาฏิรองเท่านั้น, "ยิ่งกว่านั้นเป็นส่วนมาก เมื่อ พระองค์ทรงพระชนม์อยู่ก็ทรงประทับแทบพื้นดินโคนไม้เสมอ ๆ ทั้งนี้บ่งว่า ชีวิตของพระองค์วิเวก ไม่คลุกคลีเสพเสนาสนะอันเอิกเกริก และทรง ทราบความจริงแห่งนามธรรมได้ก็เพราะอาศัยความสงัดนั้น, "เมื่อเรายังไม่ เคยเสพเสนาสนะอันสงัดอย่างจริงจัง ก็ไม่ควรเดา หรือคาดคะเนเอาว่า เราไม่อาจบำเพ็ญความดีวิเศษให้เกิดขึ้นแก่ตนได้ตามที่กล่าวสอนไว้.เรา ควรจะตัดบ่วงในใจที่ผูกมัดเรากับความคลุกคลี สนุกสบายนั้นเสีย, เราจัก รักษาเกียรติของการเสพเสนาสนะสงัดชนิดที่พระองค์เคยทรงใช้ได้ผลดีมาแล้ว ถึงกับทรงแนะนำพวกเราไว้, และจักรักษาเกียรติแห่งความเป็นสมณะสากย- บุตรของพวกเราเอง ด้วยการตั้งใจทำจริงๆ อย่างสัตย์ซื่อต่อตัวเอง และต่อมหาชนก็จะพบผลแห่งอริยวิทยาศาสตร์แห่งนามธรรม ซึ่งเป็นความ จริงอันไม่เปลี่ยนแปลงนั้น ใจเราก็จะเป็นไทยไม่เป็นทาสต่ออะไร ๆ ในโลก
น.1486 และมีอำนาจเหนือวิทยาศาสตร์ฝ่ายรูปธรรม, อาจควบคุมโลกให้สงบเย็น เช่นเดียวกับสารถีที่ชำนาญควบคุมม้าพยศได้เรียบร้อยเหมือนกัน. ตะวันตก เจริญด้วยวิทยาศาสตร์อย่างใหม่ จนเป็นครูของ ตะวันออกในเรื่องนี้. ส่วนตะวันออก ก็เคยเป็นเจ้าของอริยวิทยาศาสตร์ อย่างเก่า ซึ่งแม้บัดนี้ยังเหลือแต่ตำราเสียแล้ว ไม่มีการกระทำจริง ๆ ในขั้นเผล็ดผล, ถึงกระนั้น ตะวันตกก็ยังให้เกียรติยศแก่ตะวันออก ใน ฐานที่เคยเป็นเจ้าของ และตำรายังมีอยู่มาก เขาจะขอตำรานั้นไปคิด ค้น. ตะวันตกต้องการวิทยาศาสตร์ของพระพุทธเจ้า, ความนับถือของ ตะวันตกจึงยังคงมีอยู่ต่อตะวันออก. เมื่อใด ตะวันตกได้ตำราเพียงพอ และมีการคิดค้นด้วยการกระทำจริง ๆ ขึ้นแล้ว เมื่อนั้น ความนับถือจะ คลายไป ตะวันออกก็จะกลายเป็นต้องนับถือตะวันตกไปทั้งสองอย่าง เพราะ มัวล้าหลังอยู่. การมีตำราหรือรู้เนื้อความในตำรา แต่ไม่ทำตามตำรา นั้น จะเก็บเกี่ยวผลตามที่กล่าวไว้ในตำราอย่างไรได้. การเรียนรู้ กับ การทำจริง ๆ ย่อมต่างกันมาก ! การตรัสรู้เกิดจากการกระทำจริง ๆ ไม่ ได้เกิดจากความรู้ในกระดาษ. พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เพราะการกระทำความ เพียรด้วยใจจริง ๆ. ความรู้ในกระดาษเป็นเพียงเครื่องชี้ทางเท่านั้น ถ้า ยังไม่ได้ทำอะไรลงไป ก็เกือบจะไม่ได้ผลเลย เช่นเดียวกับเรียนวิชา แพทย์แล้วไม่ได้ทำอะไร ก็ไม่มีประโยชน์แก่คนเจ็บ. เราจะนอนรออุปนิสัย หรือจะพยายามทำเอาด้วยกำลังของบุรุษ - ด้วยความเพียรของบุรุษอย่างที่พระองค์ตรัสสอน ! ถ้าการเรียนในกระดาษ อย่างเดียวเป็นการจบกิจที่ต้องทำแล้ว พรหมจรรย์ในพุทธศาสนาก็ไม่ใช่
น.1487 ของลึกดังที่กล่าวไว้. สำหรับการเรียนที่ตั้งใจเรียนเพื่อหวังออกจากทุกข์มา เดิมก็พอทำเนา แต่ถ้าเป็นการเรียนที่ตั้งต้นด้วยใจอันเห่อต่อลาภยศแล้ว ก็เป็นการตั้งต้นที่ผิดพลาดหรือไขว้เขว. ข้างไหนจะใกล้อันตรายกว่ากัน, ข้างไหนจะหมุนไปฝ่ายโลกิยะ, และข้างไหนจะหมุนไปข้างโลกุตตระได้ง่าย กว่า ย่อมเป็นสิ่งที่พอจะมองเห็นได้. เพียงแต่เรียนอย่างเดียว เราจะ หวังกอบกำผลของอริยวิทยาศาสตร์แห่งนามธรรมไว้ในกำมือได้อย่างไร. ชีวิตแห่งบุคคลผู้ครองเรือนก็คือชีวิตที่มีที่อยู่อาศัยใหญ่โต มี การเลี้ยงดูมาก มีกิจกังวลมาก มีข้าวของเป็นกรรมสิทธิ์มาก ไม่จำกัด ว่าจะแต่งกายเป็นเพศบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ เพราะไม่ได้หมายเอาเพศ แต่ หมายเอาแบบความเป็นอยู่แห่งชีวิต คือรูปและนาม ที่เป็นไปด้วยอาการ อย่างไรต่างหาก. ชีวิตที่ไม่มีเรือนก็นัยเดียวกัน ถ้าเขาปราศจากเรือน ไม่มีข้าวของนอกจากเครื่องนุ่งห่มที่ปิดกาย และภาชนะสำหรับใส่อาหาร รับประทานใบเดียว ปรารถนาอยู่แต่ความไม่มีทุกข์แล้ว เขาจะแต่งกาย เป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิต ก็เรียกว่าอนาคาริกบุคคลได้ทั้งนั้น, นีย่อม เห็นได้ว่า หลักธรรมทางใจ ไม่ได้มุ่งหมายเอาเพศหรืออาการภายนอก เป็นเกณฑ์. เราจะต้องบำเพ็ญด้วยใจ ภายในห้วงแห่งความคิดอันละเอียด และตั้งใจทำจริง ๆ อันได้แก่การกระทำตามรอยพระอรหันต์ จะพบ วิทยาศาสตร์แห่งนามธรรมซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่โลกได้ และเราจะรักษา เกียรติยศนี้ไว้ให้แก่ตะวันออกได้อย่างเดิม ทั้งเป็นประโยชน์แก่โลก ซึ่ง กำลังกระหายความจริงและความสุขสงบอย่างมากนั้น อีกด้วย.
น.1488 ราจงเร่งเดินตามรอยเท้าพระอรหันต์กัน เถิด ! พวกอนาคาริกบุคคล จะต้องรับหน้าที่ ทำตนเป็นตัวอย่างแก่อาคาริกบุคคล. หนังสือ เล่มนี้ก็กล่าวเฉพาะหลักปฏิบัติของอนาคาริกบุคคล ผู้จะเป็นตัวอย่างเท่านั้น. ประเทศสยามเรา เป็นประเทศที่ได้รับยกย่องจากโลก ให้เป็น ประเทศหนึ่ง ในบรรดาประเทศที่มีพุทธศาสนารุ่งเรือง. แต่ในสมัยที่ วงการแห่งพุทธศาสนาเจริญด้วยปริยัติ เนื่องจากเรามีพระเจ้าแผ่นดินเป็น ศาสนูปถัมภก และมีการศึกษาปริยัติธรรมเจริญมากนี้ เรายังไม่มี บุคคลผู้ใดที่ได้รับผลอันสูงสุดของพุทธศาสนามาแสดงให้เป็นที่พอใจแก่โลกได้ เพราะเรายังไม่ได้ก้าวหน้าให้ลุล่วงไปจริง ๆ อีกก้าวหนึ่ง คือ ก้าวแห่งการ ปฏิบัติธรรมขั้นสูง ตามรอยพระอรหันต์ อย่างที่เราเรียนกันมาอย่างมาก มายแล้วนั้น. เรายังไม่มีใครที่เคยได้รับผลทางใจ จนอาจพิสูจน์ให้โลก เห็นได้ว่า วิทยาศาสตร์ ของพระพุทธเจ้าดับทุกข์ภายในหัวใจของสัตว์ทั้ง- หลายได้โดยเด็ดขาด เท่ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ดับทุกข์ทางกายภายนอก ได้จริง ๆ. เราจงพยายามเพื่อจะเดินตามรอยพระอรหันต์ ยังชีวิตให้ล่วง ไปวันหนึ่ง ๆ ด้วยการเดินเข้าไปใกล้ผลอันสูงสุดในพุทธศาสนา ตาม หน้าที่ของเราด้วย การสละสิ่งที่เป็นอุปสรรค ทุก ๆ อย่างเสียเถิด !. นี่เป็นคำปรารภของข้าพเจ้า ต่อเพื่อนพุทธบริษัททั้งหลายเพียงเท่านี้ .
น.1489 ต่อไปนี้ จะได้นำเอาพระบาลี ๓ สูตร ที่แสดงรอยทางแห่งการ ดำเนินของพระอรหันต์ เริ่มต้นแต่ยังเป็นฆราวาส ได้ออกบวชจนถึง บรรลุผลเป็นลำดับ ๆ ที่เข้าใจได้ง่ายทั้งอย่างย่อและอย่างพิศดาร มาตั้งเป็น หัวข้อแล้วยกเอาเนื้อความจากบาลีและอรรถกถาอื่น ๆ มาอธิบายประกอบ เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติสำหรับผู้ที่ไม่ประสงค์จะเรียนให้จบพระไตรปิฎก แต่ สนใจในการที่จะหยั่งเอาผลการปฏิบัติจริง ๆ. รวมทั้งตัวข้าพเจ้าเองผู้หนึ่ง ซึ่งต้องการจะมีส่วนในการช่วยกันส่งเสริมการปฏิบัติธรรมของพระองค์ให้รุ่งเรือง ต่อจากปริยัติธรรมที่ได้รุ่งเรืองมาแล้วในยุคอันสมมติกันว่าเป็น กึ่งพุทธกาล นี้. เพื่อ เห็นแก่พระรัตนตรัย ด้วยการพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าเป็นของ ประเสริฐจริง, เห็นแก่ชาติประเทศอันเป็นที่รักของเรา ด้วยการ รักษาเกียรติยศแห่งการก้าวหน้าของพุทธศาสนาในประเทศไว้ ไม่ให้ล้าหลัง เขา, และ เห็นแก่ภาคตะวันออกของโลก ซึ่งเป็นบ้านเกิดแห่งอริย- วิทยาศาสตร์ทางใจของพระพุทธเจ้ามานาน, ขอเราจงช่วยกันส่งเสริมวิธี การแห่งปฏิปัตติสัทธรรม คือการเดินตามรอยพระอรหันต์ อันเป็นก้าว สุดท้ายที่จะได้บรรลุถึงการเก็บเกี่ยวผลจากศาสนาอันสุดประเสริฐ จงเต็ม ความสามารถ ทุกๆ รูปทุกนาม เทอญ. พุทธทาสภิกขุ ๒๘ สิงหาคม ๒๔๗๕ หมายเหตุ :- ในบาลีที่ใช้เป็นหลักสูตรข้างหน้า. มีวิธีแสดงฤทธิ์อันเป็นผล ของสมาธิ ซึ่งที่จริงไม่ได้เป็นความมุ่งหมายของผู้ที่จะเดินตามรอยพระอรหันต์ เป็นแต่ ยกมากล่าวไว้ด้วยอย่างบริบูรณ์ ก็เพื่อให้ครบถ้วน และเป็นเครื่องเรื่องปัญญาแผนกหนึ่ง ในเมื่อท่านอ่านไปพิจารณาไป อย่าเพิ่งเข้าใจเป็นอย่างอื่น ก่อนแต่จะได้ศึกษาพอสมควร.
น.1490 พระบาลี ๓ สูตร *** บาลีฉวิโสธนสูตร บาลีมหาอัสสปุรสูตร บาลีสามัญญผลสูตร *** ที่ใช้เป็นหลัก
น.1491 แนวตามรอยพระอรหันต์ ที่ ๑ พระบาลีฉวิโสธนสูตร ในอนุปทวรรค อุปริปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ เล่ม ๑๔ หน้า ๑๒๗ บรรพ ๑๗๒ สมัยหนึ่ง, พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ ป่าเจ้าเชต อันเป็นอารามที่อนาถบิณฑิกคหบดี (ซื้อ) ถวาย ใกล้กรุงสาวัตถี, ครั้ง นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย (เพื่อให้ตั้งใจฟัง) แล้ว ได้ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ว่า :- " ภิกษุ ท. 1 (ถ้า) มีภิกษุในศาสนานี้ กล่าวพยากรณ์ ( คือยืนยัน ) อรหัตตผลว่า "ข้าพเจ้านี้รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ก็ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ก็ได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่น ที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก' ดังนี้. "ภิกษุ ท. ! พวกเธอไม่ควรยินดี ไม่ควรคัดค้านถ้อยคำ ของภิกษุรูปนั้น แต่ควรถามปัญหากะเธอ ฯลฯ ให้ยิ่งขึ้นไปว่า ‘ท่านผู้มีอายุ ! ท่านรู้อย่างไร ท่านเห็นอย่างไร ท่านจึงถอน
น.1492 สียได้ด้วยดี ซึ่งอหังการ (คือความถือว่าเรา), ซึ่งมมังการ (คือ ความถือว่าของเรา), และมานานุสัย (คือกิเลสนอนนิ่งในสันดาน คือ มานะ) ในกายที่มีวิญญาณของท่านนี้ และในสิ่งอื่นที่ท่านเห็น อยู่ภายนอก?’ ดังนี้. "ภิกษุ ท. ! เป็นธรรมดาของภิกษุผู้สิ้นอาสวะแล้ว อยู่ จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ต้องทำสำเร็จแล้ว มีภาระคือขันธ์อัน ปลงลงได้แล้ว ตามถึงประโยชน์ตนแล้ว มีภาสังโยชน์สิ้นรอบ แล้ว เป็นผู้รู้ชอบพ้นพิเศษแล้ว ก็พึงพยากรณ์ (ให้แก่พวกเธอ) ได้ดังต่อไปนี้ ว่า : -. [๑ ] "ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ในกาลก่อน ข้าพเจ้านั้นเป็น คฤหัสถ์ครอบครองเรือน เป็นคนไม่รู้. ครั้นเมื่อพระตถาคตเจ้า บ้าง พระสาวกของพระตถาคตเจ้าบ้าง แสดงธรรมแก่ข้าพเจ้าอยู่, ข้าพเจ้าได้ ฟังธรรม นี้แล้ว มีสัทธาในพระตถาคตเจ้า, ครั้น ประ- กอบด้วยสัทธา เห็นแจ่มแจ้งว่าฆราวาสเป็นที่คับแคบ เป็นทางไหลมาแห่ง ธุลีคือกิเลส การบรรพชาเป็นโอกาสว่าง. ก็การบรรพชาคือ พรหมจรรย์นี้ อันคนผู้อยู่ครองเรือน จะประพฤติให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ โดยส่วนเดียว ดุจสังข์ที่เขาขัดดีแล้วนั้น ไม่อาจทำได้โดยง่าย ไฉนหนอเราพึงปลงผมและหนวด บน นุ่งห่มผ้ากาสายะออกจากเรือน ถือเอาการบวชของคนไม่มีเรือนเถิด. ฯ
น.1493 [ ๒ ] "ข้าพเจ้านั้น ได้ละกองสมบัติ น้อยบ้างมากบ้าง ละวงศ์ญาติน้อยบ้างใหญ่บ้าง, ปลงผมและหนวด นุ่งผ้ากาสายะ ถือเอาการบวชเป็นคนไม่มีเหย้าเรือนแล้ว. ฯ [๓ ] "ข้าพเจ้านั้น ครั้นบรรพชาแล้ว ถึงพร้อมด้วยสิกขา และสาชีพของภิกษุทั้งหลาย, คือละการทำสัตว์ที่มีชีวิตให้ตกล่วงไป เป็นผู้งดขาดจากปาณาติบาต วางท่อนไม้ และสาตราเสียแล้ว มี ความละอายต่อบาป มีความเอ็นดูกรุณา หวังประโยชน์เกื้อกูล แก่สัตว์ทั้งหลาย ; ละการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ งดขาด จากอทินนาทาน ถือเอาแต่ของที่เจ้าของให้แล้ว หวังอยู่แต่ของ ที่เจ้าของให้ เป็นคนสะอาด ไม่เป็นขโมย ; ละกรรมอันมิใช่ พรหมจรรย์ เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์โดยปรกติ ประพฤติห่าง ไกล เว้นขาดจากการเสพเมถุนอันเป็นของชาวบ้าน; ละการพูด เท็จ งดขาดจากการมุสาวาท พูดแต่ความจริง รักษาความสัตย์ มั่นคงในคำพูด ควรเชื่อได้ ไม่แกล้งกล่าวให้ผิดต่อโลก ; ละคำ ส่อเสียด งดขาดจากปีสุณาวาท ได้ฟังจากฝ่ายนี้แล้ว ไม่เก็บ ไปบอกฝ่ายโน้น เพื่อให้ฝ่ายนี้แตกร้าว หรือได้ฟังจากฝ่ายโน้น แล้ว ไม่นำมาบอกแก่ฝ่ายนี้ เพื่อให้ฝ่ายโน้นแตกร้าว แต่จะ สมานชนที่แตกกันแล้ว ให้กลับพร้อมเพรียงกัน อุดหนุนชนที่ พร้อมเพรียงกันอยู่ ให้พร้อมเพรียงกันยิ่งขึ้น เป็นคนชอบในการ พร้อมเพรียง กล่าวแต่วาจาที่ทำให้พร้อมเพรียงกัน ; ละการกล่าว คำหยาบเสีย งดขาดจากผรุสวาท กล่าวแต่วาจาที่ไม่มีโทษ เสนาะ
น.1494 โสต ให้เกิดความรัก เป็นคำฟูใจ เป็นคำสุภาพที่ชาวเมืองเขา พูดกัน เป็นที่ใคร่ที่พอใจของมหาชน; ละคำพูดที่โปรยประโยชน์ ทิ้งเสีย งดขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ กล่าวแต่ในเวลาสมควร กล่าว แต่คำจริงเป็นประโยชน์ เป็นธรรมเป็นวินัย กล่าวแต่วาจามีที่ตั้ง มีหลักฐาน มีที่อ้างอิง มีเวลาจบ ประกอบด้วยประโยชน์ สมควรแก่เวลา. ฯ " ข้าพเจ้านั้น เป็นผู้งดขาดจากการล้างผลาญพืชคามและ ภูตคาม, เป็นผู้ฉันอาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียว เว้นจากฉันใน ราตรีกาลและวิกาล, เป็นผู้งดขาดจากการรำ การขับ การร้อง การประโคม และดูการเล่นชนิดที่เป็นข้าศึกแก่กุศล เป็นผู้งด ขาดจากการประดับประดา คือทัดทรงตกแต่งด้วยมาลาและของหอม และเครื่องลูบทา, เป็นผู้งดขาดจากการนอนบนที่นอนสูงใหญ่, เป็น ผู้งดขาดจากการรับเงินและทอง, เป็นผู้งดขาดจากการรับข้าวเปลือก, งดขาดจากการรับเนื้อดิบ, งดขาดจากการรับหญิงและเด็กหญิง, งด ขาดจากการรับแพะ แกะ ไก่ สุกร ช้าง โค ม้า ทั้งผู้และเมีย, งดขาด จากการรับที่นาและที่สวน, งดขาดจากการรับใช้เป็นทูตไปในที่ต่างๆ (ให้คฤหัสถ์), งดขาดจากการซื้อขาย, งดขาดจากการโกงด้วย ตาชั่ง การลวงด้วยของปลอม การฉ้อด้วยเครื่องนับ (เครื่องตวง และเครื่องวัด), งดขาดจากการโกงด้วยการรับสินบนแลล่อลวง งด ขาดจาก การตัด การฆ่า การจำจอง การซุ่มทำร้าย การปล้น และ การกรรโชก. ฯ
น.1495 ] "ข้าพเจ้านั้น เป็นผู้ สันโดษ ด้วยจีวรอันเป็นเครื่อง บริหารปกปิดกาย สันโดษด้วยบิณฑบาต อันเป็นเครื่องบริหาร เลี้ยงท้อง, ไปสู่ทิศาภาคใด ๆ ก็ถือเอาจากทิศาภาคนั้น ๆ แล้วหลีก ไป, เหมือนอย่างนกมีปีก เมื่อจะบินไปสู่ทิศาภาคใด มีแต่ปีก เป็นภาระบินไป ฉันใด, ข้าพเจ้าก็เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรสำหรับปก- ปิดกาย และบิณฑบาตสำหรับเลี้ยงท้อง ไปสู่ทิศาภาคใดก็ถือเอา จากทิศาภาคนั้น แล้วหลีกไปได้ (ไม่ต้องรุงรังด้วยบริการ) ฉันนั้น. ฯ [ ๕] "ข้าพเจ้านั้น ประกอบด้วยกองศีลอันเป็นของพระ- อริยเจ้าเช่นนี้แล้ว ได้เสวยสุขไม่มีโทษในภายใน, ได้เห็นรูป ด้วยตา ฟังเสียงด้วยหู ดมกลิ่นด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น ถูก ต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ ก็ไม่ถือมั่นเอาโดย นิมิต และไม่ถือมั่นเอาโดยอนุพยัญชนะ, อภิชฌาและโทมนัส มักไหลไปตามบุคคล ผู้ไม่สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะการไม่สำรวมอินทรีย์เหล่าใดเป็นเหตุ ข้าพเจ้าก็ ปฏิบัติ ปิดกั้น อินทรีย์ เหล่านั้นไว้, ข้าพเจ้ารักษาและสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ฯ [6 ] "ข้าพเจ้านั้น ครั้นประกอบด้วยการรักษาและสำรวม อินทรีย์ที่เป็นของพระอริยะเช่นนี้ ได้เสวยสุขไม่เจือปนด้วยทุกข์อันมี ในภายในแล้ว เป็นผู้ ทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อม (สัมปชัญญะ) ใน การก้าวไปข้างหน้า ในการถอยกลับ ในการแล ในการเหลียว
น.1496 นการคู้ ในการเหยียด ในการใช้สังฆาฏิบาตรจีวร ในการดื่มการ เคี้ยวการลิ้ม มีสัมปชัญญะในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ การเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนึ่ง. ฯ [๗] ข้าพเจ้านั้น ครั้นประกอบด้วยศีลแห่งพระอริยะ และ ประกอบด้วยความสำรวมอินทรีย์ แห่งพระอริยะ และประกอบด้วย สติสัมปชัญญะ แห่งพระอริยะ ดังนี้แล้ว ย่อม เสพเสนาสนะอัน- สงัด คือ ป่าละเมาะ โคนไม้ ภูเขา ลำธาร ท้องถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง. ฯ "ข้าพเจ้านั้น ครั้นกลับจากบิณฑบาต ในเวลาปัจฉาภัตต์ แล้ว นั่งคู้เข้าซึ่งขาโดยรอบ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า ละอภิชฌาในโลก มีจิตปราศจากอภิชฌา คอยระวังชำระจิตให้ บริสุทธิ์ จากอภิชฌา, ละพยาบาท มีจิตไม่พยาบาท เป็นผู้ กรุณาหวังประโยชน์เกื้อกูลในสัตว์ทั้งหลาย คอยระวังชำระจิตให้หมด- จดจากพยาบาท, ละถีนะมิทธะแล้ว ปราศจากถี่นะมิทธะ จิต มุ่งอยู่ที่ความสว่าง มีสติสัมปชัญญะ คอยชำระจิตให้บริสุทธิ์ จากถี่นะมิทธะ, ละอุทธัจจะ กุกกุจจะ ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบอยู่ ภายใน คอยระวังชำระจิตให้บริสุทธิ์ จากอุทธัจจะกุกกุจจะ, ละ วิจิกิจฉา ข้ามวิจิกิจฉาได้แล้ว เป็นคนไม่ต้องกล่าวด้วยความสงสัยว่า นี้อะไร ? นี้อย่างไร ?’ ในกุศลธรรมทั้งหลาย ; คอยระวัง ชำระจิตให้หมดจดจากวิจิกิจฉา. ฯ
น.1497 ] “ข้าพเจ้านั้น ครั้นละนิวรณ์ทั้งห้า อันเป็นอุปกิเลส เครื่องเศร้าหมองใจ อันเป็นโทษทำปัญญาให้อ่อนกำลัง ได้แล้ว, เพราะสงัดจากกามทั้งหลาย สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย ก็ได้ บรรลุ ปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก. เพราะ ระงับวิตกวิจารเสียได้ จึงได้บรรลุ ทุติยฌาน อันเป็นเครื่องผ่องใส ของจิตในภายใน นำให้เกิดสมาธิมีอารมณ์อันเดียว ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิ. เพราะความเสื่อม หายไปแห่งปีติ และข้าพเจ้าเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติรู้ตัวรอบคอบ ได้เสวยสุขด้วยนามกาย ก็ได้บรรลุ ตติยฌาน อันเป็นฌานที่พระอริยะ ทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ อยู่ เป็นสุข. เพราะละทุกข์และสุขเสียได้แล้ว และเพราะความดับ หายไปแห่งโทมนัส และโสมนัสในกาลก่อน จึงได้บรรลุ จตุตถ- ฌาน อันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีอยู่แต่สติอันบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา. ฯ [ ๕ ] “ข้าพเจ้านั้น ครั้นจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ขาวผ่อง ไม่มี กิเลสปราศจากอุปกิเลส เป็นจิตอ่อนโยนนิ่มนวลควรแก่การงาน เป็น จิตไม่หวั่นไหว ตั้งอยู่อย่างนี้แล้ว ก็ทำจิตให้ น้อมไปเพื่อ อาส- วักขยญาณ. “ข้าพเจ้านั้น รู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้ เกิดทุกข์ นี้ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, นี้เป็นหนทางให้ถึงความ- ดับไม่เหลือแห่งทุกข์, และรู้แจ้งชัดตามเป็นจริงว่า นี้อาสวะ. นี้ เหตุให้เกิดอาสวะ, นี้ความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ, นี้เป็นหนทาง
น.1498 ห้ถึงความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ, เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตก็พ้นจากกามาสวะ, จากภวาสวะ จากอวิชชาสวะ, ครั้นจิต พ้นแล้ว ก็เกิดญาณรู้ว่าเราพ้นแล้ว. ข้าพเจ้ารู้ชัดว่า ชาติสิ้น แล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจ อื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก. ฯ ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ข้าพเจ้ารู้อยู่อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้ จึง ถอนเสียได้ด้วยดี ซึ่งอหังการ มมังการ และมานานุสัยในกาย ที่มีวิญญาณนี้ และในสิ่งอื่นที่เห็นอยู่ภายนอก. ฯ “ภิกษุ ที่. ! พวกเธอควรเพลิดเพลิน ควรบันเทิงใจ ในภาษิตของภิกษุนั้นว่า สาธุ ! สาธุ !, ครั้นแล้ว ควรกล่าวกะ ภิกษุนั้นอย่างนี้ ว่า ข้าแต่ท่านผู้มีอายุ ! การที่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้ เห็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์เช่นกับท่านนี้เป็นลาภของพวกข้าพเจ้า, เป็น การเห็นอย่างดี ที่พวกข้าพเจ้าได้ได้แล้ว ดังนี้” ฯ เมื่อพระผู้มีพระภาค ได้ตรัสพระธรรมเทศนานี้จบลง ภิกษุ ทั้งหลายมีใจยินดีเพลิดเพลิน รับภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วย ประการฉะนี้. ฯ บาลีฉวิโสธนสูตร. หลักตามรอยพระอรหันต์ที่ ๑ จบ
น.1499 แนวตามรอยพระอรหันต์ ที่ ๒ พระบาลีมหาอัสสปุรสูตร ใน มหายมกวรรค มูลปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ เล่ม ๑๒ หน้า ๔๙๖ บรรพ ๔๕๙ สมัยหนึ่ง, พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในชนบทอันเป็นที่ ประทับแรมของราชกุมารชาวชนบท นามว่า อังคะ, มีนิคมของ อังคราชกุมารชื่อว่า อัสสปุระ เป็นที่ภิกขาจาร, ครั้งนั้น พระผู้ มีพระภาคได้ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย (เพื่อให้ตั้งใจฟังแล้ว) ได้ตรัส พระพุทธวจนะนี้ ว่า : "ภิกษุ ท. ! มหาชนเขารู้จักพวกเธอว่าเป็นสมณะ. ถึงแม้ พวกเธอเล่า ถ้าเขาถามว่า พวกท่านเป็นอะไร ก็จะปฏิญญาตัวเองว่า เราเป็นสมณะ ฯ เมื่อพวกเธอมีชื่ออย่างนั้น ปฏิญญาตัวเองอย่างนั้น ก็ต้องสำเหนียกตนว่าธรรมเหล่าใด อันจะทำเราให้เป็นสมณะและเป็น พราหมณ์ (คือพระอรหันต์ผู้ลอยบุญและบาปเสียได้), เราจะประพฤติ ถือเอาด้วยดี ซึ่งธรรมเหล่านั้น. การทำเช่นนี้ กับชื่อของ พวกเรา และกับทั้งปฏิญญาของพวกเรา จึงจะเป็นสัตย์เป็นจริง (คือตรงกัน). อนึ่ง พวกเราบริโภคจีวร บิณฑบาตเสนาสนะ
น.1500 และคิลานเภสัช ของทายกเหล่าใด, การกระทำของทายกเหล่า นั้นจักมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่, และการบรรพชาของพวกเรา ก็จักไม่เป็นหมัน แต่จักเป็นไปเพื่อผล เพื่อกำไรโดยแท้. ดูก่อน ภิกษุ ท. ! พวกเธอพึงสำเหนียกตนอย่างนี้แล. ฯ ภิกษุ ท. ! ธรรมเหล่าไหนเล่า ที่จะทำพวกเราให้เป็น สมณะ ที่จะทำพวกเรา ให้เป็นพราหมณ์ ? [๑] "ภิกษุ ท .! จริงแท้ พวกเธอต้องสำเหนียก (ตนให้ ได้อย่างนี้) ว่า เราจักเป็นผู้ ถึงพร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะ. ภิกษุ ท. ! พวกเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แลฯ ภิกษุ ท. ! เรื่องนี้คงเกิดมีแก่ พวกเธอ คือจะพากันถึงความนอนใจเสียเพียงเท่านั้นว่า พวกเรา ถึงพร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะ. พอแล้วด้วยคุณเพียงเท่านี้ พวก เราได้ตามถึงผลแห่งสมณปฏิบัติแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำให้ยิ่งไปอีก มิได้มี.' ภิกษุ ท. ! เราจักบอกแก่พวกเธอ เราจักเตือนให้รู้ : เมื่อ พวกเธอต้องการความเป็นสมณะ ก็อย่าทำผลของความเป็นสมณะให้ เสื่อมไป เพราะว่า กิจที่พวกเธอจะต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกยังมีอยู่ ฯ [๒] "ภิกษุ ท. ! กิจที่พวกเธอต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกเป็น ลำดับนั้น คืออะไร? คือการสำเหนียก (ตัวเองให้ได้) ว่า กาย- สมาจาร การประพฤติชอบ สม่ำเสมอด้วยกายของเรา บริสุทธิ์ แล้ว หงายได้ (คือจะแสดงให้ใครดูก็ได้) แล้ว เปิดเผยได้แล้ว หาช่องทะลุมิได้ เป็นอันสำรวมดีแล้ว. อนึ่ง เราจักไม่ยกตนข่ม
น.1501 ท่านด้วยคุณข้อนี้เป็นอันขาด. ภิกษุ ท. ! พวกเธอต้องสำเหนียก อย่างนี้แล. . . ฯลฯ .. ( คำต่อไปข้างท้ายทุก ๆ ข้อ คือมีตรัสไม่ให้ นอนใจด้วยคุณเพียงเท่านั้น และตรัสเตือนว่ายังมีกิจที่จะต้องทำให้ ยิ่งขึ้นไปอีก เหมือนกับท้ายข้อ (๑ ) ทุกข้อไป จงเติมเอาเอง ). [๓ ] "ภิกษุ ท. 1 กิจที่พวกเธอจะต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกนั้น คืออะไร? คือการสำเหนียก ( ตัวเองให้ได้) ว่า วจีสมาจาร การประพฤติชอบสม่ำเสมอด้วยวาจาของเรา บริสุทธิ์แล้ว หงาย ได้แล้ว เปิดเผยได้แล้ว หาช่องมิได้ เป็นอันสำรวมดีแล้ว. อนึ่ง .. ฯลฯ .. ( คำตั้งแต่อนึ่งไป เหมือนท้ายข้อสองทั้งนั้น ) [๔] "ภิกษุ ท. ! กิจที่พวกเธอต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกเป็น ลำดับนั้น คืออะไร? คือการสำเหนียก ( ตัวเองให้ได้ ) ว่า มโน- สมาจาร การประพฤติชอบ สม่ำเสมอด้วยใจของเรา บริสุทธิ์ แล้ว หงายได้แล้ว เปิดเผยได้แล้ว หาช่องมิได้ เป็น อันสำรวมดีแล้ว. อนึ่ง ... ฯลฯ ... [๕ ] "ภิกษุ ท. ! กิจที่พวกเธอต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกนั้น คืออะไร? คือการสำเหนียก (ตัวเองให้ได้) ว่า อาชีวะ ของเรา บริสุทธิ์ แล้ว หงายได้แล้ว เปิดเผยได้แล้ว หาช่องมิได้ เป็น อันสำรวมดีแล้ว. อนึ่ง ... ฯลฯ ... [s ] "ภิกษุ ท. ! กิจที่พวกเธอจะต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกนั้น คืออะไร ? คือ การสำเหนียก ( ตัวเองให้ได้) ว่า เราจะเป็นผู้
น.1502 สำรวมทวารในอินทรีย์ ทั้งหลาย. : ได้เห็นรูปด้วยตาแล้ว ไม่ถือ เอาโดยนิมิต ไม่ถือเอาโดยอนุพยัญชนะ. บาปอกุศลคืออภิชฌา และโทมนัส มันมักไหลไปตามผู้ที่ไม่สำรวมจักขุอินทรีย์ใดเป็นเหตุ เราจักปฏิบัติเพื่อปิดกั้นอินทรีย์นั้นไว้ เป็นผู้รักษาสำรวมจักขุอินทรีย์ ฯ ได้ฟังเสียงด้วยหู ได้ดมกลิ่นด้วยจมูก ได้ลิ้มรสด้วยลิ้น ได้ สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้วไม่ถือเอาโดยนิมิต ไม่ถือเอาโดยอนุพยัญชนะ, บาปอกุศลคืออภิชฌาและโทมนัส มัก ไหลไปตามผู้ที่ไม่สำรวมอินทรีย์ใดเป็นเหตุ เราจักปฏิบัติเพื่อปิดกั้น อินทรีย์เหล่านั้นไว้ เป็นผู้รักษาสำรวมอินทรีย์. อนึ่ง ... ฯลฯ ... [๗] "ภิกษุ ท. ! กิจที่พวกเธอต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกนั้น คืออะไร? คือการสำเหนียก (ตนให้ได้) ว่า เราจะเป็นผู้รู้ประมาณ ในโภชนะอยู่เสมอ, จักพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงฉัน, ไม่ฉัน เพื่อเล่น ไม่ฉันเพื่อมัวเมา ไม่ฉันเพื่อประดับตกแต่ง, แต่ ฉันเพื่อเพียงให้กายนี้ตั้งอยู่ได้ เพื่อให้ชีวิตเป็นไปเพื่อป้องกันความ ลำบาก เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์. เราจักกำจัดเวทนาเก่า ( คือหิว ) เสียแล้ว "ไม่ทำเวทนาใหม่ ( คืออิ่มจนอึดอัด ) ให้เกิดขึ้น. ความ ที่อายุดำเนินไปได้, ความไม่มีโทษเพราะอาหาร และความอยู่ ผาสุกสำราญจักมีแก่เราดังนี้. อนึ่ง ... ฯลฯ ... [๘] "ภิกษุ ท. ! กิจที่พวกเธอต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกนั้น คืออะไร? คือการสำเหนียก ( ตนให้ได้) ว่า เราจักตามประกอบ ในธรรมเป็นเครื่องตื่น เราจักชำระจิตให้หมดจดสิ้นเชิงจากอาวรณิย-
น.1503 ธรรม ( คือกิเลสที่กั้นจิต ) ด้วยการเดินจงกรม ด้วยการนั่ง ตลอด วันยังค่ำ ไปจนสิ้นยามแรกแห่งราตรี, ครั้นยามกลางแห่งราตรี เราจักนอนอย่างราชสีห์ ( คือ ) ตะแคงข้างขวา เท้าเหลื่อมเท้า มี สติสัมปชัญญะในการลุกขึ้น, ครั้นยามสุดท้ายแห่งราตรี เราลุกขึ้น แล้ว จักชำระจิตให้หมดจด จากอาวรณิยธรรม ด้วยการจงกรม และการนั่งอีก. อนึ่ง ... ฯลฯ ... [ 6 ] ภิกษุ ท. ! กิจที่พวกเธอต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกนั้น คืออะไร? คือการสำเหนียก (ตนให้ได้ ) ว่า เราจักเป็นผู้ประกอบ พร้อมด้วย สติสัมปชัญญะ, รู้ตัวรอบคอบในการก้าวไปข้างหน้า การ ถอยหลัง การแลดู การเหลียวดู การคู้ การเหยียด การทรง สังฆาฏิบาตรจีวร การกิน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม การถ่าย อุจจาระปัสสาวะ, การไป การหยุด, การนั่ง การนอน, การ หลับ การตื่น การพูด การนึ่ง. อนึ่ง ... ฯลฯ ... [๑๐ ] ภิกษุ ท. 1 กิจที่พวกเธอต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกนั้น คืออะไร? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในศาสนานี้ มาเสพเสนาสนะอันสงัด คือป่าละเมาะ โคนไม้ ภูเขา ลำธาร ท้องถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง. ฯ ในกาลเป็นปัจฉาภัตต์ เธอกลับจากบิณฑบาต แล้ว นั่งกู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า ละอภิชฌาใน โลกแล้ว มีจิตปราศจากอภิชฌา คอยชำระจิต จากอภิชฌา, ละพยา- บาทแล้ว มีจิตปราศจากพยาบาท เป็นผู้กรุณาหวังประโยชน์เกื้อกูล
น.1504 นสัตว์ทั้งหลาย คอยชำระจิตให้สะอาดจากพยาบาท, ละถีนะ- มิทธะแล้ว มีจิตปราศจากถีนะมิทธะ เป็นผู้มุ่งอยู่แต่ความสว่างใน ใจมีสติสัมปชัญญะรู้สึกตัว คอยชำระจิตจากถีนะมิทธะ, ละอุจธัจจะ กุกกุจจะได้แล้ว ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบอยู่ในภายใน คอยชำระจิต จากอุทธัจจะกุกกุจจะ, ละวิจิกิจฉาแล้ว ข้ามล่วงวิจิกิจฉาเสียได้ ไม่ต้องกล่าวว่า 'นี่อะไร? นี่อย่างไร ?' ในกุศลธรรมทั้งหลาย คอยชำระจิตจากวิจิกิจฉา ฯ " ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนชายผู้หนึ่ง กู้หนี้เขาไปทำ การงานสำเร็จผล ใช้หนี้ต้นทุนเดิมหมดแล้ว กำไรยังเหลือพอ เลี้ยงภรรยาได้ถมไป. เขาคงคนึงถึงโชคลาภว่า 'เมื่อก่อนเรากู้ หนี้เขาไปทำการงาน สำเร็จผล ใช้หนี้ต้นทุนเดิมหมดแล้ว กำไร ยังเหลือพอเลี้ยงภรรยาได้ถมไป' ดังนี้ เขาย่อมปราโมทย์บันเทิงใจ โสมนัสเพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ฉันใด, ( นี้อย่างหนึ่ง ) " ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนชาย ( อีก ) ผู้หนึ่ง ป่วยไข้หนัก ทนทุกข์อาหารไม่ตก กำลังน้อย, ครั้นเวลาอื่นเขาหายจากไข้นั้น อาหารก็ตั้ง กำลังก็มี เขาต้องนึกถึงการเก่าว่า 'เมื่อก่อน เรา ป่วยไข้หนัก ทนทุกข์ อาหารก็ไม่ตก กำลังน้อยลง บัดนี้เรา หายจากไข้นั้น อาหารก็ตั้ง กำลังก็มีมา’ ดังนี้ เขาย่อมปราโมทย์ บันเทิงใจ โสมนัสเพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ฉันใด ( นี้อีกอย่างหนึ่ง ) " ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนชายอีกผู้หนึ่ง ติดเรือนจำ ครั้น เวลาอื่น เขาหลุดจากเรือนจำโดยสะดวก ไม่มีภัย ไม่เสียทรัพย์
น.1505 เขาต้องนึกถึงการเก่าอย่างนี้ว่า ‘เมื่อก่อน เราติดเรือนจำ บัดนี้ เราหลุดมาได้โดยสะดวก ไม่มีภัย ไม่เสียทรัพย์’ ดังนี้ เขาย่อม ปราโมทย์บันเทิงใจ โสมนัส เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ฉันใด (นี้อีก อย่างหนึ่ง) "ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนชาย (อีก) ผู้หนึ่ง เป็นทาสเขา พึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งผู้อื่น เที่ยวตามอำเภอใจไม่ได้ ครั้น ถึงสมัยอื่น เขาพ้นจากการเป็นทาส พึ่งตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่ง ผู้อื่น เที่ยวตามอำเภอใจได้, เขาต้องนึกถึงการเก่าอย่างนี้ว่า ‘เมื่อ ก่อนเราเป็นทาสเขา พึ่งตัวเองไม่ได้ ฯลฯ ครั้นสมัยอื่นเราพ้น จากการเป็นทาส ฯลฯ เที่ยวตามอำเภอใจได้, ดังนี้, เขาย่อม ปราโมทย์บันเทิงใจ โสมนัสเพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ฉันใด, (นี้อีก อย่างหนึ่ง) "ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนชาย (อีก) ผู้หนึ่ง นำทรัพย์เดิน ทางไกลกันดาร ครั้นพ้นทางกันดารได้โดยสะดวก ไม่มีภัย ไม่ ต้องเสียโภคทรัพย์ เขาต้องนึกถึงการเก่าอย่างนี้ว่า ‘เมื่อก่อน เรา นำทรัพย์เดินทางไกล ฯลฯ มึง ไม่ต้องเสื่อมเสียโภคทรัพย์’ ดังนี้, เขาย่อมปราโมทย์บันเทิงใจ โสมนัสเพราะข้อนี้เป็นเหตุ (เหล่านี้) เป็นฉันใด : "ภิกษุ ท ! ภิกษุพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ประการ ที่ตน ยังละไม่ได้ว่า เป็นเช่นกับการกู้หนี้ เช่นกับการเป็นโรค เช่นกับ
น.1506 การติดเรือนจำ เช่นกับการเป็นทาส และ การนำทรัทย์ข้ามทาง กันดาร, และเธอพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ประการ ที่ละเสียแล้วในตน เอง เป็นเช่นการหมดหนี้ การหมดโรค การหลุดจากเรือนจำ การพ้นจากทาส การบรรลุถึงที่พ้นภัย (เธอย่อมปราโมทย์บันเทิง ใจ โสมนัสเพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ฉันนั้นเหมือนกัน). [๑๑ ] "ภิกษุ ท. ! เธอนั้น ครั้นละนิวรณ์ ๕ ประการ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองจิต และทำปัญญาให้ถอยกำลังเหล่านี้ได้แล้ว, เพราะสงัดจากกามทั้งหลาย สงัดจากกุศลธรรมทั้งหลาย ได้บรรลุ ปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปืติและสุขอันเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่, เธอ กายนี้ให้ ชุ่มทั่วชุ่ม รอบเต็มรอบ ด้วยปืติและสุขอันเกิดแต่ วิเวกนั้น, ส่วนใดส่วนหนึ่งของกายเธอทั่วทั้งตัว ที่ปืติและสุขอัน เกิดแต่วิเวก ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนนายช่างอาบก็ดี หรือลูกมือของ เขาก็ดี เป็นคนฉลาด โรยผงที่ใช้สำหรับถูตัวในเวลาอาบน้ำลงใน ขันสำริด แล้วพรมน้ำหมักไว้, ครั้นเวลาเย็น ก้อนผงออกยาง เข้ากัน ซึมทั่วกันแล้ว จับกันทั้งภายในภายนอก ไม่ไหลหยด ฉันใด ภิกษุ ท. ! ภิกษุประพรมกายนี้ให้ชุ่มทั่วชุ่มรอบ เต็มรอบ ด้วยปืติและสุขอันเกิดแต่วิเวก, ส่วนใดส่วนหนึ่งของกายเธอ ที่ปืติ และสุข อันเกิดแต่วิเวก ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี ฉันนั้นเหมือนกัน. [๑๒ ] ภิกษุ ท. ! อีกประการหนึ่งภิกษุบรรลุ ทุติยฌาน อันเป็นเครื่องผ่องใสในภายใน และทำจิตให้เกิดสมาธิ ไม่มีวิตก
น.1507 วิจาร เพราะระงับวิตกวิจารเสียได้ มีแต่ปืติและสุขแล้วแลอยู่, เธอประพรมกายนี้ทำให้ชุ่มทั่ว ชุ่มรอบเต็มรอบ ด้วยปืติและสุข อันเกิดแต่สมาธิ ส่วนใดส่วนหนึ่งของกายเธอทั่วทั้งตัว ที่ปืติและ สุขอันเกิดแต่สมาธิไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนห้วงน้ำอันลึก มีน้ำอันป่วน ไม่มีปากน้ำ ทางทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ แต่ฝนตกเพิ่มน้ำให้แก่ห้วงน้ำนั้นตลอดกาลโดยกาล ท่อน้ำเย็นพลุ่งขึ้น จากห้วงน้ำ ประพรมทำให้ชุ่มถูกต้องห้วงน้ำนั้นเอง ส่วนไหน ๆ ของห้วงน้ำนั้น ที่น้ำเย็นไม่ถูกต้องแล้วมิได้มี, ข้อนี้เป็นฉันใด, ภิกษุ ท. ! ภิกษุประพรมกายนี้ ทำให้ชุ่มทั่วชุ่มรอบ เต็มรอบ ด้วยปืติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ ส่วนใดส่วนหนึ่งในกายเธอที่ปืติ และสุขอันเกิดแต่สมาธิไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี ฉันนั้นเหมือนกัน ! [ ๑๓ ] "ภิกษุ ท. ! อีกประการหนึ่ง เพราะปืติหน่ายไป (คือจางไป) เธอเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุข ด้วยนามกาย บรรลุ ตติยฌาน อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่า ‘ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข,’ เธอประพรมกายนี้ ทำให้ ชุ่มทั่ว ชุ่มรอบ เต็มรอบด้วยลำพังสุข หาปืติมิได้, ส่วน ใดส่วนหนึ่งของกายเธอ ที่สุขหาปืติมิได้ ไม่ถูกต้องแล้วเป็นไม่มี. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนในหนองบัวอุบล หนองบัว- ปทุม บัวบุณฑริก มีดอกอุบล ดอกปทุม ดอกบุณฑริก
น.1508 บางเหล่าที่เกิดอยู่ในน้ำ เจริญอยู่ใต้น้ำ ยังขึ้นไม่พ้นน้ำ จมอยู่ ภายใต้ อันน้ำเลี้ยงไว้, ดอกบัวเหล่านั้น ถูกน้ำเย็นแช่ชุ่ม ถูก ต้องตั้งแต่ยอดตลอดราก ส่วนไหน ๆ ของดอกบัวเหล่านั้นทั่วทั้งดอก ที่น้ำเย็นไม่ได้ถูกต้องแล้ว มิได้มี, ข้อนี้เป็นฉันใด, ภิกษุ ท. ! ภิกษุนี้ ก็ประพรมกายนี้ ทำให้ ชุ่มทั่วชุ่มรอบ เต็มรอบด้วย ลำพังสุข ไม่มีปืติ ส่วนใดส่วนหนึ่งในกายเธอ ที่ลำพังสุขไม่มีปืติ ไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี ฉันนั้นเหมือนกัน. [๑๔ ] ภิกษุ ท. 1 อีกประการหนึ่ง เพราะละทุกข์ และ สุขเสียได้ เพราะการดับหายไปแห่งโทมนัส และโสมนัสในกาล ก่อน ภิกษุบรรลุ จตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีแต่สติที่ บริสุทธิ์เพราะอุเบกขาแล้วแลอยู่ เธอนั้นนั่งแผ่ไปตลอดกายนี้ ด้วย ใจอันบริสุทธิ์ผ่องใส ส่วนใดส่วนหนึ่งของกายเธอ ทั่วทั้งตัว ที่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องใสไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนชายคนหนึ่ง นั่งคลุมตัวด้วย ผ้าขาวตลอดศีรษะ ส่วนไหน ๆ ในกายเขาทั่วทั้งตัว ที่ผ้าขาวไม่ ไม่ถูกต้องแล้ว (คือไม่คลุมแล้ว) มิได้มี ข้อนี้เป็นฉันใด, ภิกษุ ท .! ภิกษุนั้นนั่งแผ่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องใสไปตลอดกายนี้, ส่วนใดส่วนหนึ่ง ในกายเธอทั่วทั้งตัว ที่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องใสไม่ถูกต้องแล้ว มิได้มี ฉันนั้นเหมือนกัน.
น.1509 [๑๕ ] "ครั้นจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ผ่องใส ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน ตั้งอยู่ อย่างไม่หวั่นไหวเช่นนี้แล้ว เธอก็น้อมจิตไปเฉพาะ บุพเพนิวาสานุสสติ- ญาณ เธอระลึกได้ถึงขันธ์ที่เธออยู่อาศัยในภพก่อนได้หลายประการ คือเธอระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติ สามชาติ สี่ชาติ ห้าชาติ สิบชาติ ยี่สิบชาติ สามสิบชาติ สี่สิบชาติ ห้าสิบชาติ ร้อย- ชาติบ้าง, พันชาติ แสนชาติบ้าง ตลอดหลายสังวัฏฏกัปป์บ้าง ตลอดหลายวิวัฏฏกัปป์บ้าง ตลอดทั้งหลายสังวัฏฏกัปป์ และหลาย วิวัฏฏกัปป์บ้าง ว่าเราอยู่ในภพโน้น มีชื่ออย่างนั้น มีโคตร มี วรรณะ มีอาหาร อย่างนั้น ๆ, เสวยสุขและทุกข์เช่นนั้น, มีที่สุด อายุเท่านั้น ครั้นเราจุติจากภพนั้นแล้ว ได้เกิดในภพโน้น ครั้น เกิดแล้ว มีชื่อ-โคตร-วรรณะ-อาหาร อย่างนั้น ๆ, เสวย สุขและทุกข์เช่นนั้น, มีที่สุดอายุเท่านั้น ครั้นเราจุติจากภพนั้นแล้ว ได้เกิดในภพโน้น ครั้นเกิดแล้ว มีชื่อ- โคตร-วรรณะ- อาหาร อย่างนั้น ๆ. ได้เสวยสุขและทุกข์เช่นนั้น มีที่สุดอายุเท่านั้น ครั้น จุติจากภพนั้นแล้ว มาเกิดในภพนี้, เธอตามระลึกได้ถึงขันธ์ที่เคย อยู่อาศัยในภพก่อนหลายประการ พร้อมทั้งอาการและลักษณะฉะนี้. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนชายผู้หนึ่ง ออกจากบ้านตน ไปบ้านอื่น แล้วออกจากบ้านนั้น ไปสู่บ้านอื่นอีก แล้วออกจาก บ้านนั้น ๆ กลับมาสู่บ้านของตน เขาจะระลึกได้อย่างนี้ว่า เรา ออกจากบ้านตนไปสู่บ้านโน้น ที่บ้านโน้นนั้น เราได้ยืน ได้นั่ง
น.1510 ได้พูด ได้นิ่ง อย่างนั้น ๆ, ครั้นออกจากบ้านนั้นแล้ว ได้ไปสู่ บ้านโน้นอีก. แม้ที่บ้านนั้น เราได้ยืน ได้นั่ง ได้พูด ได้นึ่ง อย่างนั้น ๆ, เราออกจากบ้านนั้นแล้ว กลับมาสู่บ้านของตนเทียวแล ดังนี้ ข้อนี้เป็นฉันใด, ภิกษุ ท. ! ภิกษุก็ตามระลึกได้ถึงขันธ์ ที่เคยอาศัยในภพก่อน คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สอง-สาม-ฯลฯ ตลอดทั้งหลายสังวัฏฏกัปป์ และหลายวิวัฏฏกัปป์บ้าง ว่าเราได้ เป็นในภพโน้น มีชื่อ โคตร วรรณะ อาหาร อย่างนั้น ๆ เสวยสุขทุกข์อย่างนั้น ๆ มีอายุสุดลงเท่านั้น ฯลฯ, เธอตามระลึก ได้ถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพก่อนได้หลายประการ พร้อมทั้งอาการ และลักษณะเช่นนี้ ฉันนั้นเหมือนกัน. [๑๖ ] "ครั้นจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใส ไม่มีกิเลส ปราศจาก กิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน ตั้งอยู่อย่างไม่หวั่น ไหวเช่นนี้แล้ว เธอก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อ จุตูปปาตญาณ เธอมี จักขุเป็นทิพย์ (ดุจทิพย์?) บริสุทธิ์กว่าจักขุของสามัญมนุษย์ ย่อม แลเห็นสัตว์ทั้งหลายจุติอยู่ บังเกิดอยู่ เลวทราม ประณีต มี วรรณะดี มีวรรณะเลว มีทุกข์ มีสุข เธอรู้แจ้งชัดหมู่สัตว์ผู้เข้า ถึงตามกรรมว่า ‘ท่านผู้เจริญทั้งหลายเอ๋ย, สัตว์เหล่านี้หนอ ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต พูดติเตียนพระอริย- เจ้าทั้งหลาย เป็นมิจฉาทิฏฐิ กระทำการงานด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่กายแตกตายไป ล้วนพากันเข้าสู่อบายทุคติวินิบาตนรก. ท่านผู้เจริญทั้งหลายเอ๋ย, ส่วนว่าสัตว์เหล่านี้หนอ ประกอบด้วย
น.1511 กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมา- ทิฏฐิ กระทำการงานด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่กายแตก ตายไป ล้วนพากันเข้าสู่สุคติโลกสวรรค์. ภิกษุมีจักขุเป็นทิพย์ บริสุทธิ์เกินจักขุของสามัญมนุษย์ เห็นเหล่าสัตว์ผู้ จุติ บังเกิด เลว ประณีต วรรณะดี วรรณะเลว มีทุกข์ มีสุข, เธอรู้ชัด หมู่สัตว์ผู้เข้าถึงตามกรรมได้ฉะนี้. " ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนเรือนสองหลัง มีประตูตรงกัน ณ ที่นั้น ชายมีจักขุ ( ไม่บอด ) ยืนอยู่หว่างกลาง เขาอาจเห็นหมู่ มนุษย์ที่เข้าไปในเรือนบ้าง ออกมาบ้าง เดินไปมาบ้าง เดินตรงบ้าง เลี้ยวบ้าง, ข้อนี้เป็นฉันใด, ภิกษุ ท .! ภิกษุนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เธอมีจักขุเป็นทิพย์ บริสุทธิ์เกินกว่าจักขุของสามัญมนุษย์ เห็นหมู่ สัตว์ผู้จุติอยู่ เลว ประณีต วรรณะดี วรรณะเลว มีทุกข์ มีสุข ฯลฯ, เธอรู้ชัดหมู่สัตว์ผู้เข้าถึงตามกรรมได้ ฉันนั้น. [ ๑๗] "ครั้นจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ผ่องใส ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยน ควรแก่การงาน ตั้งอยู่ อย่างไม่หวั่นไหวเช่นนั้นแล้ว เธอก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อ อาสวักขย- ญาณ , เธอย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า ‘นี่ทุกข์ นี่เหตุให้เกิดทุกข์ นี่ความดับทุกข์ นี่เป็นข้อปฏิบัติอันทำสัตว์ให้ถึงความดับทุกข์' และ ‘ เหล่านี้เป็นอาสวะทั้งหลาย, นี้เป็นเหตุให้เกิดอาสวะทั้งหลาย นี้เป็น ความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ นี้เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือ แห่งอาสวะ’ เมื่อเธอรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตก็พ้นพิเศษ
น.1512 จาก กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ, ครั้นจิตพันพิเศษแล้ว ก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่า 'จิตพันแล้ว, เธอรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้อง ทำเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก ดังนี้. " ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนห้วงน้ำใสที่ไหล่เขา ไม่ขุ่นมัว, คนมีจักขุ ( ไม่บอด ) ยืนอยู่บนฝั่งในที่นั้น เขาจะเห็นหอยต่าง ๆ บ้าง กรวดและหินบ้าง ฝูงปลาบ้าง อันหยุดอยู่และว่ายไปในห้วงน้ำนั้น เขาจำจะสำนึกใจอย่างนี้ว่า ‘ห้วงน้ำนี้ ใสไม่ขุ่นเลย หอย ก้อน- กรวด ปลาทั้งหลายเหล่านี้ หยุดอยู่บ้าง เที่ยวไปบ้าง ในห้วง น้ำนั้น ข้อนี้เป็นฉันใด, ภิกษุ ท. ! ภิกษุก็รู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ ... นี้เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ' ดังนี้, เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตก็พ้นพิเศษจาก กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ, ครั้นจิตพ้นพิเศษแล้ว ก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่า จิตพัน แล้ว เธอนั้นรู้ชัดว่าชาติสิ้นสุดลงแล้ว พรหมจรรย์จบแล้ว กิจ ที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นเช่นนี้มิได้ มีอีก ฉันนั้นเหมือนกัน. ภิกษุ ท. ! ภิกษุรูปนี้ เราตถาคตเรียกเธอว่า เป็นสมณะบ้าง เป็นพราหมณ์ เป็นนหาตกะบ้าง เวทคูบ้าง โสตติยะบ้าง อริยะ บ้าง อรหันต์ บ้าง. ..... ฯลฯ .......... ( ทรงอธิบายคำว่า .... สมณะ .... พราหมณ์ .. นหาตกะ .... เวทคู .... โสตติยะ .... อริยะ ไปตามลำดับทีละคำ ๆ เห็นว่ามาก เกินไป จะไม่ยกมาไว้ในที่นี้ทั้งหมด จะยกมาแต่ที่ทรงอธิบายคำว่า" อรหันต์ ) ...
น.1513 ภิกษุ ท. ! ภิกษุจะได้ชื่อว่า พระอรหันต์ เพราะไกล จากอะไร? ภิกษุจะได้ชื่อว่า อรหันต์ เพราะไกลจากธรรมที่เป็น บาปอกุศล ที่เป็นไปข้างฝ่ายเศร้าหมอง ที่เอียงไปข้างความต้องเกิด อีก เป็นไปกับด้วยความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นผล, เป็นที่ตั้ง ของความเกิด ความแก่ ความตาย ต่อ ๆ ไป. ภิกษุ ท. ! ภิกษุ จะชื่อว่า พระอรหันต์ ด้วยประการฉะนี้แล. พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงภาษิตพุทธวจนะนี้จบลงแล้ว บรรดาภิกษุมีใจยินดี เพลิดเพลินต่อภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยประการฉะนี้แล. บาลีมหาอัสสปุรสูตร หลักตามรอยพระอรหันต์ที่ ๒ จบ.
น.1514 แนวตามรอยพระอรหันต์ ที่ ๓ พระบาลีสามัญญผลสูตร ในสีลักขันธวรรค ทีฆนิกาย สุตตันตปิฎก. พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ เล่ม ๙ หน้า ๘๒ บรรพ ๑๐๒. สมัยหนึ่ง, พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่ามะม่วง ของ หมอชีวกโกมารภัจจ์ ใกล้กรุงราชคฤห์, พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ ใหญ่ ๑๒๕๐ รูป. ครั้งนั้นพระราชามคธ นามว่า อชาตสัตตุ ผู้ เป็นบุตรแห่งนางเวเทหิ มีราชอมาตย์นั่งล้อม ประทับอยู่บนปราสาท ในวันเพ็ญดิถีที่ ๑๕ แห่งเดือน ๑๒ อันเป็นฤดูดอกโกมุทบาน มี พระจันทร์เต็มดวง, ท้าวเธอตรัสออกอุทานว่า "ราตรีเดือนหงาย น่ารื่นรมย์จริง, น่าชอบใจจริง น่าดูจริง น่าเบิกบานใจจริง เข้าลักษณะดี หนอ, เราจะไปหาสมณะหรือพราหมณ์ผู้ใดดี ที่จะ ทำเราผู้ไปหา ให้เกิดความเลื่อมใสได้" ........... ฯลฯ ......... ( บาลีระหว่างนี้ กล่าวถึงอำมาตย์ บางคน ต่าง แนะนำให้ไป หาครูทั้งหก ท้าวเธอปฏิเสธหมด ในที่สุด หมอชีวกโกมารภัจจ์ ทูล เชิญไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค, ท้าวเธอเห็นด้วย เข้าไปเฝ้าแล้ว ได้สนทนา
น.1515 กันด้วย เรื่อง ครูทั้งหก เดน และ ผลของสมณะโดยนัยต่าง ๆ กัน ในที่สุดเมื่อ พระองค์จะทรงแสดงผลอันเลิศของสมณะ ได้ตรัสข้อปฏิบัติของสมณะ ใน ศาสนาของพระองค์ตั้งแต่ต้นไป ( จนถึงการบรรลุผลเป็นพระอรหันต์ มีเนื้อ- ความดังจะกล่าวต่อไปข้างล่างนี้ ) ........ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสธรรมเทศนานี้ว่า :- "ดูก่อนมหาราช ! ตถาคตเกิดขึ้นในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบเอง สมบูรณ์ ด้วยวิชชาและจรณะ ดำเนินไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกคนควร ฝึก ไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้เบิกบาน แล้ว จำแนกธรรมออกสอนสัตว์. ตถาคตนั้น ทำให้แจ้งซึ่ง โลกนี้ กับทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดา พร้อมทั้งมนุษย์, ด้วยปัญญายิ่งเองแล้ว สอนผู้อื่นให้รู้แจ้งตาม. ตถาคตนั้นแสดงธรรมไพเราะ ในเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด, ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถะและพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง. [๑] "คหบดี หรือบุตรของคหบดี หรือผู้เกิดในตระกูล ใดตระกูลหนึ่ง ในภายหลังก็ดี ย่อมได้ สดับธรรม นั้น. ครั้นเขา ได้สดับแล้ว เกิดศรัทธา ในตถาคต เขาเป็นผู้ประกอบด้วยศรัทธา ย่อม พิจารณาเห็นว่า 'ฆราวาสคับแคบ เป็นที่มาแห่งธุลี, บรรพชา เป็นโอกาสว่างอันยิ่ง, การที่คนอยู่ครองเรือน จะประพฤติพรหม- จรรย์ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว เหมือนสังข์ที่เขาขัดดีแล้วนั้น ไม่
น.1516 ทำได้โดยง่าย. ถ้ากระไรเราจงปลงผมและหนวด แล้วครองผ้า กาสยะ ออกจากเรือนบวชเป็นคนไม่มีเรือนเถิด.' [ ๒] "โดยสมัยอื่นอีก เขาละกองสมบัติน้อยใหญ่ ละ วงศ์ญาติน้อยใหญ่ ปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสยะ ออก จากเรือนบวช เป็นคนไม่มีเรือน เขาผู้บวชแล้วอย่างนี้ ย่อม สำรวมในปาติโมกขสังวร สมบูรณ์ด้วยมรรยาทและโคจร มีปรกติ เห็นภัยในโทษแม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้ง หลาย เป็นผู้ประกอบตนด้วยกายกรรมและวจีกรรมอันเป็นกุศล มี การเลี้ยงชีพบริสุทธิ์สมบูรณ์ด้วยศีล รักษาทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยสติและสัมปชัญญะเป็นคนสันโดษ. [๓] "ดูก่อนมหาราช! ภิกษุที่ได้ชื่อว่าสมบูรณ์ด้วยศีล เป็น ไฉน? ดูก่อนมหาราช ! ภิกษุในศาสนานี้ ละปาณาติบาต งดขาดจากปาณาติบาต วางท่อนไม้และสาตราเสียแล้ว มีความ ละอายเอ็นดู หวังประโยชน์เกื้อกูลในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย ... ฯลฯ ... ( คำต่อไปในข้อ ๓ นี้ เหมือนกับในข้อ ( ๓) แห่งฉวิโสธนสูตร ทั้งข้อ ให้ พลิกดูในที่นั้น จะไม่เขียนไว้ในที่นี้อีก) .... งดขาดจากการตัดที่ต่อ แห่งฝาเรือน งดขาดจากการฆ่า การจำจอง การคอยซุ่มทำร้าย การปล้น และการกรรโชก แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ฯ (จุลศีล จบ) . [๕] "อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์ บางพวก ฉัน โภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังทำพืชคามและภูตคามให้กำเริบ.
น.1517 คืออะไรบ้าง ? คือพืชที่เกิดแต่ราก - เกิดแต่ต้น - เกิดแต่ผล - เกิด แต่ยอด-เกิดแต่เมล็ด ให้กำเริบ ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอ งดขาดจากการทำพืชคาม และภูตคาม เห็นปานนั้นให้กำเริบแล้ว. แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. "อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะ ที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังทำการบริโภคสะสม คือสะสมข้าว บ้าง สะสมน้ำดื่มบ้าง สะสมยานพาหนะ สะสมที่นอน สะสมเครื่องผัดทา ของหอมและอามิสบ้าง, ส่วนภิกษุในศาสนา นี้ เธองดขาดจากการสะสมเห็นปานนั้นเสีย. แม้นี้ก็เป็นศีลของ เธอประการหนึ่ง. "อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะ ที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังดูการเล่นอยู่ คือ ดูฟ้อน พึงขับ พึงประโคม ดูไม้ลอย พังนิยาย ฟังเพลงปรบมือ พึงตีฆ้อง ฟังตีระนาด ดูหุ่นยนต์ พึงเพลงขอทาน ฟังแคน ดูเล่นหน้าศพ ดูชนช้าง แข่งม้า ชนกระบือ ชนโค ชนแพะ ชนแกะ ชนไก่ ชนนกกระทา ดูรำไม้ รำมือ ชกมวย ดูเขารบกัน ดูเขาตรวจพล ดูเขาตั้งกระบวนทัพ ดูกองทัพที่จัดไว้ ส่วน ภิกษุในศาสนานี้ เธองดขาดจากการดู การฟัง เห็นปานนั้นเสีย แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. " อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะ ที่ทายกเขาถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังเล่นการพนัน หรือการเล่นอันเป็นที่
น.1518 ตั้งแห่งความประมาทอยู่ คือ เล่นหมากรุกแถวละ ๘ ตาบ้าง เล่น ๑๐ ตาบ้าง เล่นหมากเก็บ เล่นชิงนาง หมากไหว โยนห่วง ไม้พึ่ง เล่นฟาดให้เป็นรูปต่าง ๆ ทอดลูกบาต เป่าใบไม้ เล่นไถ น้อย ๆ เล่นหกคะเมน เล่นไม้กางหัน เล่นตวงทราย เล่นรถ- น้อย ธนูน้อย เล่นเขียนทายกัน เล่นทายใจ เล่นล้อคนพิการ บ้าง. ส่วนภิกษุในศาสนานี้ เธองดขาดจากการพนัน หรือการ เล่นอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เห็นปานนั้นเสีย. แม้นี้ก็เป็น ศีลของเธอประการหนึ่ง. " อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะ ที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการนอนบนที่นอนสูงใหญ่อยู่ คือ นอนบนเตียงมีเท้าสูงเกินประมาณ บนเตียงมีเท้าทำเป็นรูปสัตว์ร้าย บนผ้าโกเชาขนยาว บนเครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยลายเย็บ เครื่อง ลาดขนแกะสีขาว เครื่องลาดขนแกะมีสัณฐานดังพวงดอกไม้ เครื่อง ลาดมีนุ่นภายใน เครื่องลาดวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้าย เครื่องลาดมีขน ขึ้นข้างบน เครื่องลาดมีชายครุย เครื่องลาดทอด้วย ทอง เงิน แกมไหม เครื่องลาดขนแกะใหญ่พอนางฟ้อนได้ ๑๖ คน เครื่อง ลาดบนหลังช้าง บนหลังม้า บนรถ เครื่องลาดที่ทำด้วยหนังอชินะ ทำด้วยหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดานแดง มีหมอนข้างแดง ส่วน ภิกษุในศาสนานี้ เธองดขาดจากการนอนบนที่นอนสูงใหญ่เห็นปานนั้น เสีย. แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.
น.1519 "อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะ ที่ทายกเขาถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการประดับประดาตกแต่ง ร่างกาย เห็นปานนี้อยู่ คือ การอบตัว การเคล้นตัว การอาบสำอาง การนวดเนื้อ การส่องดูเงา การหยอดตาให้มีแววคมขำ การ ใช้ดอกไม้ การทาของหอม การผัดหน้า การทาปาก การ ผูกเครื่องประดับที่มือ การผูกเครื่องประดับที่กลางกระหม่อม การ ถือไม้ถือ การห้อยแขวนกล่องกลักอันวิจิตร การคาดดาบ การ คาดพระขรรค์ การใช้ร่มและรองเท้าอันวิจิตร การใส่กรอบหน้า การปักปิ่น การใช้พัดสวยงาม การใช้ผ้าขาวชายเฟือย และอื่น ๆ. ส่วนภิกษุในศาสนานี้ เธองดขาดจากการประดับประดาตกแต่งร่างกาย เห็นปานนั้นเสีย แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. "อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะ ที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบเดรัจฉานกถาอยู่ คือ คุย กันถึงเรื่องพระราชาบ้าง เรื่องโจรบ้าง เรื่องอมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องของน่ากลัว เรื่องการรบพุ่ง เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่อง ยานพาหนะ เรื่องบ้าน - จังหวัด - เมืองหลวง - บ้านนอก - เรื่อง หญิง - ชาย เรื่องคนกล้า เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องคนที่ ตายไปแล้ว เรื่องต่าง ๆ เรื่องโลก เรื่องสมุทร เรื่องความ ฉิบหายและเจริญบ้าง. ส่วนภิกษุในศาสนานี้ เธองดขาดจากการคุย ด้วยเดรัจฉานกถาเห็นปานนั้นเสีย. แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.
น.1520 "อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะ ที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกันอยู่ คือแก่ง- แย่งกันว่า ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึงธรรมวินัย นี้ ท่านจะรู้ทั่วธรรมวินัยนี้อย่างไรได้ ท่านปฏิบัติผิด ข้าพเจ้า ปฏิบัติถูก ถ้อยคำของข้าพเจ้าเป็นประโยชน์ ถ้อยคำของท่านไม่เป็น ประโยชน์ คำควรพูดก่อนท่านมาพูดทีหลัง คำควรพูดทีหลังท่าน มาพูดก่อน ข้อที่ท่านเคยเชี่ยวชาญ เปลี่ยนแปลงไปเสียแล้ว, ข้าพเจ้ายกคำพูดแก่ท่านได้แล้ว ท่านถูกข้าพเจ้าข่มแล้ว ท่านจง ถอนคำพูดของท่านเสีย, หรือถ้าท่านสามารถก็จงค้านมาเถิด.’ ส่วน ภิกษุในศาสนานี้ เธองดขาดจากการกล่าวคำแก่งแย่งเห็นปานดังนั้น เสีย. แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. "อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะ ที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการรับเป็นทูต รับใช้ไปใน ที่นั้นๆ อยู่, คือรับใช้พระราชา รับใช้อมาตย์ของพระราชาบ้าง รับใช้กษัตริย์ - พราหมณ์ - คฤหบดี และรับใช้เด็กๆ บ้าง ที่ใช้ว่า ‘ท่านจงไปที่นี่ ท่านจงไปที่โน้น, ท่านจงนำสิ่งนี้ไป ท่านจงนำสิ่งนี้ มา.’ ส่วนภิกษุในศาสนานี้ เธองดขาดจากการรับเป็นทูต รับใช้ เห็นปานนั้นเสีย. แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. "อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะ ที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการแสวงลาภด้วยการกล่าวคำ
น.1521 ล่อหลอก การกล่าวคำพิรี้พิไร การพูดแวดล้อมด้วยเลส การ พูดให้ทายกเกิดมานะมุทะลุในการให้ และการใช้ของมีค่าน้อยต่อ เอาของมีค่ามาก. ส่วนภิกษุในศาสนานี้ เธองดขาดจากการ แสวงลาภโดยอุบายหลอกลวงเช่นนั้นเสีย. แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอ ประการหนึ่ง. (มัชฌิมศีล จบ) [ ๕ ] "อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉัน โภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบมิจฉาอาชีวะ เพราะ ทำเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้อยู่ คือทายลักษณะในร่างกายบ้าง ทาย นิมิตลางดีลางร้ายบ้าง ทายอุปปาตะ คือของตกบ้าง ทายอสนีบาต ทำนายฝัน ทายชะตา ทายผ้าหนูกัด ทำพิธีโหมเพลิง ทำพิธี เบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดโปรยแกลบรำ และข้าวสาร ทำพิธี จองเปรียง ทำพิธีจุดไฟบูชา ทำพิธีเสกเป่า ทำพิธีพลีด้วยโลหิต บ้าง เป็นหมอดูอวัยวะร่างกาย หมอดูภูมิที่ตั้งบ้านเรือน ดู ลักษณะไร่นา เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี หมอทำยันต์กัน บ้านเรือน หมอง หมอดับพิษ หมอแมลงป่อง หมอหนูกัด หมอทายเสียงนก เสียงกา หมอทายอายุ หมอกันลูกศร (กั้นปืน) หมอดูรอยสัตว์. ส่วนภิกษุในศาสนานี้ เธอเว้นขาดจากการ ประกอบมิจฉาชีพ เพราะทำเดรัจฉานวิชาเห็นปานนั้นเสีย. แม้นี้ก็ เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. "อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะ ที่ทายกเขาถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบมิจฉาชีพเพราะทำเดรัจฉาน
น.1522 วิชาเห็นปานนี้อยู่ คือทายลักษณะแก้วมณี (หมอดูเพชร) ทาย ลักษณะไม้เท้า ทายลักษณะผ้า ลักษณะสาตรา ลักษณะดาบ- ลูกศร - ธนู - อาวุธ. ทายลักษณะหญิง - ชาย - เด็กหญิง - เด็กชาย ทาส ทาสี. ทายลักษณะช้าง ม้า กระบือ โคอุสุภ โค แพะ แกะ ไก่ นกกระทา เหีย สัตว์ชื่อ กัณณิกา เต่า เนื้อ บ้าง. ส่วนภิกษุในศาสนานี้ เธองดขาดจากมิจฉาชีพเพราะ ทำเดรัจฉานวิชาเห็นปานนั้นเสีย. แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. "อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะ ที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบมิจฉาชีพทำเดรัจฉานวิชาเห็น ปานนี้อยู่ คือ ดูฤกษ์ยาตราทัพให้แก่พระราชาว่า 'วันนั้นควรยก วันนั้นไม่ควรยก, พระราชาภายในจักรุก พระราชาภายนอกจักถอย, พระราชาภายนอกจักรุก พระราชาภายในจักถอย, ราชาภายในจัก ชนะ ราชาภายนอกจักแพ้, ราชาภายนอกจักชนะ ราชาภายใน จักแพ้, องค์นี้จักแพ้ องค์นี้จักชนะบ้าง,’ ส่วนภิกษุในศาสนานี้ เธองดขาดจากมิจฉาชีพ เพราะทำเดรัจฉานวิชาเห็นปานนั้นเสีย แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. "อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะ ที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบมิจฉาชีพทำเดรัจฉานวิชาเห็น ปานนี้อยู่ คือ ทำนายจันทรคราส สุริยคราส นักษัตรคราส ทำนายดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดาวพระเคราะห์ ว่าจักเดินถูกทาง บ้าง ผิดทางบ้าง, ทำนายว่า จักมีอุกกาบาต ฮูมเพลิง แผ่น-
น.1523 ดินไหว ฟ้าร้องบ้าง, ทำนายการขึ้น การตก การหมอง การ แผ้ว ของดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และดาว จะมีผลเป็นอย่าง นั้น ๆ ดังนี้บ้าง, ส่วนภิกษุในศาสนานี้ เธองดขาดจากมิจฉาชีพ ทำเดรัจฉานวิชาเห็นปานนั้นเสีย. แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. "อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะ ที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบมิจฉาชีพทำเดรัจฉานวิชาเห็น ปานนี้อยู่ คือ ทำนายว่า จักมีฝนดีบ้าง จักมีฝนแล้งบ้าง อาหารหาง่าย อาหารหายาก จักมีความสบาย จักมีความทุกข์ จักมีโรค จักไม่มีโรคบ้าง ทำนายการนับคะแนน คิดเลข ประมวญ แต่งกาพย์กลอน สอนตำราว่าด้วยเรื่องทางโลก ดังนี้บ้าง, ส่วนภิกษุ ในศาสนานี้ เธองดขาดจากมิจฉชีพทำเดรัจฉานวิชาเห็นปานนั้นเสีย. แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. "อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะ ที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบมิจฉาชีพทำเดรัจฉานวิชาเห็น ปานนี้อยู่ คือ ดูฤกษ์อาวาหะ ดูฤกษ์วาหะ ดูฤกษ์ทำการผูกมิตร ดูฤกษ์ทำการแตกร้าว ดูฤกษ์ทำการเก็บทรัพย์ ดูฤกษ์ทำการจ่ายทรัพย์ (ลงทุน) ดูโชคดีโชคร้ายบ้าง ให้ยาบำรุงครรภ์บ้าง ร่ายมนต์ผูก- ยึด ปิดอุดบ้าง. ร่ายมนต์สลัด ร่ายมนต์กั้นเสียง เป็นหมอเชิญ ผีถามบ้าง เชิญเจ้าเข้าหญิงถามบ้าง ถามเทวดาบ้าง ทำพิธีบวงสรวง พระอาทิตย์ บวงสรวงมหาพรหม ร่ายมนต์พ่นไฟ ร่ายมนต์เรียก
น.1524 ขวัญให้บ้าง. ส่วนภิกษุในศาสนานี้ เธองดขาดจากมิจฉาชีพทำเดรัจ- ฉานวิชาเห็นปานนั้นเสีย. แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. "อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะ ที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบมิจฉาชีพทำเดรัจฉานวิชาเห็น ปานนี้อยู่ คือ บนขอลาภผลต่อเทวดา ทำการบวงสรวงแก้บน สอนมนต์กันผีกันบ้านเรือน ทำกะเทยให้เป็นชาย ทำชายให้เป็น กะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำการบวงสรวงในที่ปลูกเรือน พ่น น้ำมนต์ บูชาเพลิงให้บ้าง, ประกอบยาสำรอกให้บ้าง ประกอบ ยาประจุ ประกอบยาถ่ายโทษข้างบน ประกอบยาแก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมันหยอดหู ทำยาหยอดตา ประกอบยานัตถุ์ ประกอบ ยาทำให้กัด ประกอบยาทำให้สมาน เป็นหมอป้ายยาตา เป็น หมอผ่าบาดแผล เป็นหมอกุมาร หมอพอกยาแก้ยาให้บ้าง. ส่วน ภิกษุในศาสนานี้ เธองดขาดจากมิจฉาชีพทำเดรัจฉานวิชาเห็นปานนั้น เสีย. แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง ๆ. ( มหาศีล จบ ) "ดูก่อนมหาราช ! ภิกษุนั้นสมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้ ย่อม ไม่เห็นโทษแต่ที่ไร ๆ เพราะเหตุศีลสังวรของเธอ เช่นเดียวกับ กษัตริย์ได้มุรธาภิเษกแล้ว กำจัดข้าศึกได้แล้ว ย่อมไม่เห็นภัยแต่ ที่ไร ๆ เพราะเหตุข้าศึกนั้น. เธอนั้นประกอบด้วยศีลอันเป็นของอริยะ นี้แล้ว ย่อมได้เสวยสุขในภายใน หาโทษมิได้. ดูก่อนมหาราช ! ภิกษุได้ชื่อว่าสมบูรณ์ด้วยศีลเป็นดังแลนี้.
น.1525 [ ๖ ] ดูก่อนมหาราช ! ภิกษุได้ชื่อว่า สำรวมทวารในอินทรีย์ ทั้งหลายเป็นไฉน ? ดูก่อนมหาราช! ภิกษุในศาสนานี้ ไม่ถือ เอาโดยนิมิต ... (คำต่อไปเหมือนข้อ (๖) ในมหาอัสสปุรสูตร). [ ๗ ] ดูก่อนมหาราช ! ภิกษุได้ชื่อว่าประกอบด้วย สติสัมป- ชัญญะ เป็นไฉน? ดูก่อนมหาราช ! ภิกษุในศาสนานี้ มีปรกติ รู้ตัวรอบคอบในการก้าวไปข้างหน้า ในการถอยกลับข้างหลัง ........ (คำ ต่อไปนี้เหมือนในข้อ (๙) ในมหาอัสสปรสูตร). [ ๘ ] "ดูก่อนมหาราช ! ภิกษุได้ชื่อว่า เป็นผู้ สันโดษ เป็น ไฉน ? ดูก่อนมหาราช ! ภิกษุในศาสนานี้ เป็นผู้สันโดษด้วย จีวร ........ (คำต่อไปนี้เหมือนกับข้อ( ๔) ในฉวิโสธนสูตร). [ ๙ ] "ดูก่อนมหาราช ! ครั้นภิกษุประกอบด้วยศีล อิน- ทรียสังวร, สติสัมปชัญญะ, สันโดษ, อันเป็นของแห่งอริยะเช่น นี้แล้ว เธอย่อม เสพเสนาสนะอันสงัด คือ ป่าละเมาะ โคนไม้ ภูเขา ลำธาร ท้องถ้ำ ........ ( คำต่อไปนี้เหมือนข้อ (๑๐) ในมหาอัสสปรสูตร). [ ๑๐ ] "เธอนั้น เพราะสงัดจากกามและอกุศลทั้งหลาย บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร ........ (ต่อไปเหมือนข้อ (๑๑) มหาอัสสปุรสูตร). [ ๑๑ ] "อีกประการหนึ่ง, ภิกษุนั้นบรรลุ ทุติยฌาน เป็น เครื่องผ่องใสในภายใน .... (ต่อไปเหมือนข้อ (๑๒) มหาอัสสปุรสูตร). [ ๑๒ ] "ดูก่อนมหาราช ! อีกประการหนึ่ง, เพราะปีติ จางหายไป ภิกษุนั้น เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวย
น.1526 สุขด้วยนามกาย บรรลุ ตติยฌาน ...... . (คำต่อไปเหมือนข้อ (๑๓) ใน มหาอัสสปรสูตร ). [ ๑๓ ] ดูก่อนมหาราช! อีกประการหนึ่ง, ภิกษุนั้นบรรลุ จตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละทุกข์และสุขเสียได้ ... ( เหมือนข้อ (๑๔) มหาอัสสปรสูตร ). [๑๔ ] "ครั้นจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลส ปราศจาก อุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน ตั้งอยู่อย่างไม่ หวั่นไหวเช่นนี้แล้ว เธอก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อ ญาณทัศนะ , เธอย่อม รู้ประจักษ์อย่างนี้ว่า กายของเรานี้แล มีรูปโครงสำเร็จด้วยประชุม แห่งมหาภูตทั้งสี่ มีบิดามารดาเป็นแดนเกิด เจริญขึ้นด้วยข้าวสุก และกุมมาส ต้องอบอาบนวดฟั้นอยู่เสมอ มีความแตกกระจาย เป็นของประจำ อนึ่ง วิญญาณแห่งเรานี้ อิงอาศัยอยู่ที่กายนี้ เนื่อง ในกายนี้. เปรียบเหมือนแก้วไพฑูรย์อันงามตามกำเนิด แปด- เหลี่ยมนายช่างขัดแต่งดีแล้ว สดใสสะอาดด้วยประการทั้งปวง หาก จะมีด้ายร้อยในแก้วนั้น สี ขาบ เหลือง แดง ขาว นวล บ้าง ชายมีจักขุ (ไม่บอด) จับแก้วนั้นวางในมือ พิจารณาเห็นว่า แก้วไพฑูรย์นี้ งามตามกำเนิด แปดเหลี่ยม นายช่างขัดแต่งดีแล้ว สดใสสะอาดด้วยประการทั้งปวง ด้ายเส้นนี้ ร้อยอยู่ในแก้วนั้น สีขาบ เหลือง แดง ขาว นวล บ้าง ดังนี้เหมือนฉะนั้น. ดูก่อนมหาราช ! นี่แหละผลแห่งสมณปฏิบัติที่เห็นได้ประจักษ์.
น.1527 [๑๕] "ครั้นจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลส ปราศจาก อุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน ตั้งอยู่อย่างไม่หวั่น ไหวเช่นนี้แล้ว เธอก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อการนฤมิตรูปอันสำเร็จด้วยใจ (มโนมยํ อภินิมฺมินนาย). เธอนฤมิตกายอื่นนอกจากกายนี้ เป็นรูป เกิดจากใจ พร้อมด้วยอวัยวะทั้งปวง มีอินทรีย์ไม่เสื่อมทราม. เปรียบ เหมือนชายผู้หนึ่งชักไส้หญ้าปล้อง ออกจากหญ้าปล้อง เขากำหนด ได้ว่า นี่หญ้าปล้อง นี่ไส้หญ้าปล้อง, หญ้าปล้องเป็นอย่างหนึ่ง ไส้หญ้าปล้องเป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่ไส้นั้นชักออกมาจากหญ้าปล้อง นั้นเอง, อีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนชายอีกผู้หนึ่งชักดาบออก จากฝัก เขากำหนดได้ว่า นี้ดาบ นี้ฝัก ดาบเป็นอย่างหนึ่ง ฝักเป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่ดาบชักออกจากฝักนั่นเอง, อีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนชายอีกคนหนึ่ง ยกงูขึ้นจากข้อง เขากำหนดได้ว่า นี่งู นี่ข้อง งูเป็น อย่างหนึ่ง ข้องเป็นอีกอย่างหนึ่ง, แต่งูยก ออกมาจากข้องนั่นเอง, ฉันนั้น เหมือนกัน. ดูก่อนมหาราช! นี้ แหละ ผลแห่งสมณปฏิบัติที่เห็นประจักษ์. [๑๖] "ครั้นจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลส ปราศจาก อุปกิเลสเป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน ตั้งอยู่อย่างไม่หวั่นไหว เช่นนี้แล้ว เธอก็น้อมจิตไปเฉพาะต่ออิทธิวิธี (คือวิธีเครื่องแสดง- ฤทธิ์) เธอได้บรรลุวิธีเครื่องแสดงฤทธิ์หลายประการ ทำคนเดียว เป็นคนมากบ้าง ทำคนมากกลับเป็นคนเดียวบ้าง ทำที่กำบังให้เป็น ที่แจ้ง ทำที่แจ้งให้เป็นที่กำบัง ไปได้ไม่ขัดข้องทะลุฝา ทะลุ
น.1528 กำแพง ทะลุภูเขา เหมือนไปในที่ว่าง, ผุดขึ้นและดำลงใน แผ่นดินได้เหมือนในน้ำ ไปได้เหนือน้ำเหมือนบนแผ่นดิน ลอยไป ในอากาศได้ทั้งที่ยังนั่งคู้ขาเหมือนนกมีปีก, ลูบคลำพระจันทร์และ พระอาทิตย์อันมีฤทธิ์อานุภาพมากได้ด้วยฝ่ามือ แสดงอำนาจด้วยกาย เป็นไปตลอดถึงพรหมโลก. เปรียบเหมือนนายช่างหม้อผู้ฉลาด เมื่อ ขยำดินไว้ดีแล้วปรารถนาจะทำภาชนะดินชนิดต่าง ๆ กัน ก็พึงทำภาชนะ ชนิดต่าง ๆ นั้นได้สำเร็จ, อีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนนายช่างงา หรือลูกมือของนายช่างงาผู้ฉลาด เมื่อแต่งงาดีแล้ว ถ้าปรารถนา วัตถุงาชนิดต่าง ๆ ก็ทำวัตถุนั้นให้สำเร็จได้. อีกอย่างหนึ่ง เปรียบ เหมือนนายช่างทอง หรือลูกมือของนายช่างทองผู้ฉลาด เมื่อแต่ง เนื้อทองคำดีแล้ว ตนปรารถนาเครื่องทองชนิดต่าง ๆ ก็ทำเครื่อง ทองรูปต่าง ๆ ให้สำเร็จได้ ฉันนั้นเหมือนกัน. ดูก่อนมหาราช ! นี่แหละ ผลแห่งสมณปฏิบัติที่เห็นประจักษ์. [๑๗] “ครั้นจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลส ปราศจาก อุปกิเลสเป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน ตั้งอยู่อย่างไม่หวั่นไหว เช่นนี้แล้ว เธอก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อโสตธาตุอันเป็นทิพย์ (ทิพฺพาย- โสตธาตุยา), เธอมีโสตธาตุเป็นทิพย์ (ดุจทิพย์?) หมดจดวิเศษ ล่วงเกินโสตธาตุของสามัญมนุษย์ อาจได้ยินเสียงทั้งสองชนิด คือ ทั้งเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งใกล้และไกล เปรียบเหมือนชาย เดินทางไกล เขาได้ยินเสียงกลองบ้าง เสียงตะโพนเสียงสังข์ เสียงบัณเฑาะว์ เสียงเปิงมางบ้าง เขาย่อมสามารถกำหนดได้ว่า
น.1529 นั่นเสียงกลอง นั่นเสียงตะโพน นั่นเสียงสังข์ เสียงบัณเฑาะว์ เสียงเปิงมาง ฉันนั้นเหมือนกัน. ดูก่อนมหาราช! นี่แหละ ผลแห่งสมณปฏิบัติที่เห็นประจักษ์. [๑๘] "ครั้นจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลส ปราศจาก อุปกิเลสเป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน ตั้งอยู่อย่างไม่หวั่นไหว เช่นนี้แล้ว เธอก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อ ญาณเครื่องกำหนดรู้ใจผู้อื่น ( เจโตปริยญาณ ), เธอกำหนดรู้ชัดใจสัตว์เหล่าอื่นบุคคลเหล่าอื่น ด้วยใจของตน. จิตประกอบด้วยราคะ ก็รู้ชัดว่าประกอบด้วยราคะ จิตปราศจากราคะ ก็รู้ชัดว่าปราศจากราคะ ประกอบด้วยโทสะ ก็ รู้ชัดว่าประกอบด้วยโทสะ ปราศจากโทสะ ก็รู้ชัดว่าปราศจากโทสะ ประกอบด้วยโมหะ ก็รู้ชัดว่าประกอบด้วยโมหะ ปราศจากโมหะ ก็รู้ชัดว่าปราศจากโมหะ จิตหดหู่ ... จิตฟุ้งซ่าน ... จิตเป็นมหรคต ... จิตไม่เป็นมหรคต ... จิตยังมีจิตอื่นยิ่งกว่า ... จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ... จิตตั้งมั่น ... จิตไม่ตั้งมั่น ... จิตพ้นพิเศษ ... จิตไม่พ้นพิเศษ ... (ก็รู้ชัด ด้วยประการนั้น ๆ ), เปรียบเหมือนหญิงหรือชายที่กำลังสาวหรือหนุ่ม รักแต่งกาย เมื่อส่องดูเงาในแว่นอันหมดจดผ่องใสหรือน้ำอันใส ถ้า หน้ามีมลทิน ก็รู้ว่ามีมลทิน ถ้าหน้าไม่มีมลทิน ก็รู้ว่าหน้าไม่มี มลทิน ฉันนั้นเหมือนกัน. ดูก่อนมหาราช! นี่แหละ ผล แห่งสมณปฏิบัติที่เห็นประจักษ์. [๑๙] "ครั้นจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลส ปราศจาก อุปกิเลสเป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน ตั้งอยู่อย่างไม่หวั่นไหว
น.1530 เช่นนี้แล้ว เธอก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อ บุพเพนิวาสานุสสติญาณ เธอ ระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพก่อนได้หลายประการ ... ( คำต่อไป เหมือนข้อ ( ๑๕ ) ในมหาอัสสปุรสูตรทั้งข้อ ). ดูก่อนมหาราช! นี่แหละ ผลแห่งสมณปฏิบัติที่เห็นประจักษ์. [๒๐] "ครั้นจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลส ปราศจาก อุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน ตั้งอยู่อย่างไม่หวั่น ไหวเช่นนี้แล้ว เธอก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อ จุตูปปาตญาณ. เธอมี จักขุเป็นทิพย์ ( ดุจทิพย์ ) ... ( คำต่อไป เหมือนข้อ ( ๑๖ ) ในมหาอัสส- ปุรสูตร เป็นแต่ตอนอุปมาแปลกกัน ในสูตรนี้ ตรัสเปรียบอีกอย่างหนึ่งว่า ) ... เปรียบเหมือนปราสาทตั้งอยู่ท่ามกลางทาง ๓ แยก คนมี จักขุ ( ไม่บอด ) อยู่บนปราสาทนั้น อาจเห็นหมู่มนุษย์ที่เข้าเรือน, ออกเรือน, เดินเป็นแถวอยู่กลางถนน, นั่งอยู่ท่ามกลางสามแยก บ้าง, เธอย่อมกำหนดได้ว่ามนุษย์หมู่นั้น เข้าเรือน, หมู่นั้นออก จากเรือน, หมู่นั้นเดินไปตามถนน, หมู่นั้นนั่งกลางทางสามแยก, ฉันนั้นเหมือนกัน. ดูก่อนมหาราช! นี่แล เป็นผลแห่งสมณปฏิบัติ ที่เห็นประจักษ์ [ ๒๑ ] "ครั้นจิตตั้งมั่นผ่องใสไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน ตั้งอยู่อย่างไม่หวั่นไหวเช่นนี้ แล้ว เธอก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อ อาสวักขยญาณ, เธอรู้ชัดตามเป็น จริงว่า นี่ทุกข์, นี่เหตุให้เกิดทุกข์ ,.... ( คำต่อไปในข้อนี้ เหมือน
น.1531 ข้อ (๑๗) ในมหาอัสสปุรสูตร) ... ดูก่อนมหาราช! นี่แล เป็นผล แห่งสมณปฏิบัติที่เห็นประจักษ์. "ดูก่อนมหาราช ! ผลแห่งสมณปฏิบัติที่เห็นประจักษ์อย่าง อื่น ที่ยิ่งหรือประณีตกว่าผลแห่งสมณปฏิบัติที่เห็นประจักษ์เหล่านี้ มิ ได้มีอีก. ฯ เมื่อพระผู้มี พระภาคตรัสเทศนานี้จบลงแล้ว พระเจ้ามคธราช- อชาตสัตตุ ผู้เป็นโอรสแห่งพระนางเวเทหิ ได้กราบทูลแก่พระผู้มี พระภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมเทศนาไพเราะยิ่งนัก ... (คำต่อไปนี้ จะไม่ยกมาไว้ เพราะไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติ เพราะเป็นแต่ คำสรรเสริญเทศนา และคำแสดงตนเป็นอุบาสกของเจ้าอชาตสัตตุ แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ถึงเรื่องที่เจ้ามคธผู้นี้ไม่อาจได้ บรรลุมรรคผลในที่นั่งนั้น เพราะเธอกระทำอนันตริยกรรม) .... พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระวาจานี้จบแล้ว ภิกษุเหล่านั้น มีใจยินดีเพลิดเพลินพุทธภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ฉะนี้แล. ฯ บาลีสามัญญผลสูตร หลักตามรอยพระอรหันต์ ที่ ๓ จบ มีผล
น.1532 หัวข้อที่ได้จากพระบาลี ๓ สูตรนี้ (๑ ) จากบาลีฉวิโสธนสูตร เก็บหลักธรรมได้ ๙ ข้อดังนี้, คือ ฆราวาสได้ฟังเทศน์, ออกบวช, ถึงพร้อมด้วยศีล, สันโดษ, สำรวมอินทรีย์, มีสติสัมปชัญญะ, เสพเสนาสนะสงัด, บรรลุรูป- ฌานทั้งสี่, บรรลุอาสวักขยญาณ. ( ๒) จากบาลีมหาอัสสปุรสูตร เก็บหลักธรรมได้ ๑๗ ข้อ ดังนี้, ประกอบด้วยหิริโอตตัปปะ, มีกายสมาจาร, วจีสมาจาร, มโนสมาจาร, อาชีวปาริสุทธิ, สำรวมอินทรีย์, บิณฑบาตปัจจเวก- ขณะ, ชาครยานุโยคธรรม, สติสัมปชัญญะ, เสพเสนาสนะ- สงัดละนิวรณ์, ปฐมฌาน, ทุติยฌาน, ตติยฌาน, จตุตถฌาน, บุพเพนิวาสานุสสติญาณ, จุตูปปาตญาณ, อาสวักขยญาณ. ( ๓ ) จากบาลีสามัญญผลสูตร เก็บหลักธรรมได้ ๒๑ ข้อ ดังนี้, คือ ฆราวาสได้ฟังเทศน์เกิดศรัทธาและปัญญา, ออกบวช, จุลศีล, มัชฌิมศีล, มหาศีล, สำรวมอินทรีย์, สติสัมปชัญญะ, สันโดษ, เสพเสนาสนะสงัดละนิวรณ์, ปฐมฌาน, ทุติยฌาน, ตติยฌาน, จตุตถฌาน, ญาณทัศนะ, มโนมยอภินิมมินนะ, อิทธิ- วิธี, ทิพโสต, เจโตปริยญาณ, บุพเพนิวาสานุสสติญาณ, จุตูปปาตญาณ, อาสวักขยญาณ.
น.1533 พระยาสีพระสูตรอื่น ที่ควรตรวจดูด้วย คือบาลี กันทรกสูตร, อปัณณกสูตร, จูฬสกุลฺทายิสูตร, เทวทหสูตร, จูฬหัตถิปโทปมสูตร, มหาตัณหาสังเขยยสูตร, คณกโมคคัลลานสูตร, สันทกสูตร, และโฆฎมุขสูตร, แห่งมัชฌิม- นิกาย ทั้ง : สูตรนี้คล้ายฉวิโสธนสูตร. บาลี เกวัฏฏสูตร, สุภสูตร, อัมพัฏฐสูตร, โลหิจจสูตร, โสณฑัณฑสูตร, ชาลิยสูตร, และโปฏฐปาทสูตร, แห่งที่ฆนิกาย, ๗ สูตรนี้ คล้ายสามัญญผลสูตร.
น.1534 จากบาลีทั้ง ๓ สูตร เก็บได้ ๒๓ ข้อ ดังนี้ ขั้นที่ ๑ กุลบุตรได้ฟังเทศน์ เกิดศรัทธาและปัญญา. " ๒ ละสมบัติ และวงศ์ญาติ ออกบวช. " ๓ ปาฏิโมกขสังวร หรือ กาย-วจี-มโนสมาจาร. " ๔ อินทรีย์สังวร สำรวมอินทรีย์ทั้งหก. " ๕ อาชีวปาริสุทธิ การหาเลี้ยงชีพบริสุทธิ์. " ๖ ปัจจยปัจเวกขณะ พิจารณาปัจจัยสี่. " ๗ หิริและโอตตัปปะ คือสมุฏฐานแห่งศีลทั้ง ๔. " ๘ สันโดษ ยินดีด้วยสิ่งของเท่าที่จะหาได้ในที่นั้น ๆ. " ๙ สติสัมปชัญญะ รู้ตัวรอบคอบทุกอิริยาบถ. " ๑๐ ชาครยานุโยค ประกอบการตื้น ไม่เห็นแก่นอน. และละนิวรณ์ ๕. " ๑๑ เสพเสนาสนะอันสงัด " ๑๒ บรรลุปฐมฌาน ที่ ๑. " ๑๓ บรรลุทุติยฌาน ที่ ๒. " ๑๔ บรรลุตติยฌาน ที่ ๓. " ๑๕ บรรลุจตุตถฌาน ที่ ๔. " ๑๖ ญาณทัศนะ ปัญญาเครื่องรู้เห็นสภาพแห่งร่างกาย. " ๑๗ มโนมยอภินิมมนะ " ๑๘ อิทธิวิธี " ๑๙ ทิพโสต นฤมิตรูปทางใจ. วิธีแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ตามปรารถนา. หูทิพย์ ได้ยินทั้งเสียงทิพย์และมนุษย์.
น.1535 ขั้นที่ ๒๐ เจโตปริยญาณ รู้ใจผู้อื่นตามที่เป็นอยู่อย่างไร. " ๒๑ บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้เป็นอันมาก. " ๒๒ จุตูปปาตญาณ ตาทิพย์ เห็นการจุติและบังเกิดของสัตว์. " ๒๓ อาสวักขยญาณ เครื่องมือทำอาสวะให้สิ้น. เทียบหลักธรรม ๒๓ ชั้นกับอัฏฐังคิกมรรค การสงเคราะห์หรือ การเทียบ ผัก ย่อมเป็นการยากที่จะให้ลงคู่ ลงเค้ากันทุกอย่างไป เพราะบางหลักธรรมเป็นได้หลายอย่างก็มี เช่น ปาฏิโมกขสังวร (ขั้นที่ ๔) เป็นสัมมาวาจาก็ได้ สัมมากัมมันตะ, อาชีวะ ก็ได้ จะเทียบตามที่เห็นควรแก่เหตุผลซึ่งยกได้จากหลักธรรมนั้นเป็น ส่วน ๆ ไปพอเป็นแนว. ผู้ปรารถนาทราบ ละเอียด พลิกดูบทสุดท้าย ของเรื่องนี้. ในที่นี้จะเทียบย่อ ๆ ดังต่อไปนี้. สัมมาทิฏฐิ มีในขั้นที่ ๑,๑๖,๑๗,๑๙,๑๙,๒๐, ๒๑, ๒๒, ๒๓. โดยตรงบ้าง, โดยอ้อมบ้าง เต็มที่บ้าง, โดยเอกเทศบ้าง. สัมมา- สัมกัปปะ มีในขั้นที่ ๒, ๑๑. โดยเอกเทศ. สัมมาวาจา มีในขั้นที่ ๑ โดยเอกเทศ. สัมมากัมมันตะ มีในขั้นที่ ๓. สัมมาอาชีวะ มีในขั้น ที่ ๓,๕,๖. สัมมาวายามะ มีในขั้นที่ ๒, ๑๐, ๑๑. โดยตรงบ้าง เอก- เทศบ้าง. สัมมาสติ มีในขั้นที่ ๖,๗,๙, ๑๐, ๑๑, ๒๑. โดยตรงบ้าง โดยเอกเทศบ้าง. สัมมาสมาธิ มีในขั้นที่ ๔, ๙, ๑๑, ๑๒, ๑๓, ๑๔, ๑๕. โดยตรง และในขั้นที่ ๑๗,๑๙,๒๐. โดยอ้อมเป็นส่วนผล.
น.1536 สงเคราะห์ลงเป็นไตรสิกขา ดังนี้ : พวกที่เป็น สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เป็นส่วน ศีลสิกขา พวกที่เป็น สัมมาวายาม่ะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เป็นส่วน จิตสิกขา. พวกที่เป็น สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ เป็นส่วน ปัญญาสิกขา. ( การเทียบ, การสงเคราะห์, ในที่นี้ เพ่งเล็งเอากิริยาที่ทำจริง ๆ เป็นเกณฑ์.หาก ไม่เอาชื่อที่เรียกกันเป็นเกณฑ์ เพราะถ้าทำอย่างนั้นจะขัดกัน เช่น อินทรีย์สังวร โดยกิริยาที่ทำย่อมเป็นส่วนใจแท้ ถ้าสงเคราะห์ เข้าในองค์มรรค ต้องเป็นสัมมาสมาธิ. แต่ในหลักปาริสุทธิศีลสี่ ท่านจัด เป็นศีล เพราะท่านเพ่งชื่อในความเป็นปฏิปทาส่วนต้น. แต่ข้าพเจ้าประสงค์ เฉพาะอาการทำลงไปจริง ๆ จึงจัดดังนี้ ที่จัดอย่างง่าย โดยเพ่งชื่อเป็น เกณฑ์ ก็มีจัดง่ายๆ ดังนี้: ชั้น ๓,๔,๕,๖,๗,๘,๙,๐๐. เป็นส่วนศีล. ขั้น ๑๑, ๑๒, ๑๓,๑๔,๑๕. เป็นส่วนสมาธิ. ขั้น ๑๖, ๑๗, ๑๘, ๑๙, ๒๐, ๒๑, ๒๒,๒๓. เป็นส่วนปัญญา. การจัดดังนี้ เพ่งชื่อหรือความสูงต่ำของปฏิ- ปทานั้นๆ เป็นหลัก แต่ไม่เป็นการจัดที่จะแยกออกให้เห็นชัดเจนแจ่มแจ้งได้, จึงจัดใหม่ตามอาการของการกระทำจริง ๆ ดังกล่าวข้างบน.) บุพภาคแห่งการตามรอยพระอรหันต์ จบ.
น.1537 พระพุทธเจ้า ผู้ให้กำเนิด พระอรหันต์
น.1538 พระพุทธภาษิต ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมดา มหาสมุทร ย่อมลุ่มไปเป็นลำดับ, ลึกลงไปโดยลำดับ, ซึ่งลงไปโดย ลำดับ, ไม่โกรกชันทีเดียว ฉันใด. ในธรรมวินัยนี้ก็เหมือนกัน มีการ ศึกษาโดยลำดับ, มีการทำโดย ลำดับ, มีการปฏิบัติโดยลำดับ, การตรัสรู้อหัตตผล ไม่มีอาการ ฝังลึกทีเดียว ถึงฉันนั้น. [ วิสุทธฺโปสถสูตร. อัตถก. อัง. ส. ๒๓ น. ๒๑๐ ]
น.1539 คำนำ เฉพาะตอนต่อไปนี้ ผู้อ่านควรทราบรูปโครงของเรื่องพอเป็นเลา ๆ เสียก่อน, คือ เมื่อ ได้แสดงความปรารภและยกเอาบาลี ๓ สูตรที่จะใช้เป็นหลักมาตั้งไว้ และเก็บ หลักจากบาลีนั้น ๆ ได้ ๒๓ หลัก จัดเป็นตอนบุพ ภาคแห่ง การตามรอยพระ- อรหันต์แล้ว ต่อนี้ไปจะได้เริ่มอธิบายความไปทีละหลัก. การอธิบายความ แบ่งออกเป็น ๒๔ บท จัดเป็นบทนำ ว่า ด้วยพระตถาคตผู้ให้กำเนิดพระอรหันต์คือใครเสียบทหนึ่ง, ต่อนั้นไป จะ ได้พรรณนา การตามรอยพระอรหันต์ บทละขั้น ตั้งแต่บท ๑ ถึง ๒๓, รวมทั้งบทนำด้วยกันเป็น ๒๔ บทพอดี. เนื้อความที่นำมาอธิบาย จะยกเอาบาลีที่ขึ้นสู่สังคีติแล้ว ( ที่เราเรียก กันว่า พระไตรปิฎก) เป็นหลัก ยกเป็นพุทธภาษิตเป็นใหญ่ แล้วจึงถึง สาวกภาษิตหรืออิสิภาษิตเป็นต้น, เมื่อต้องการอธิบายออกไปอีก จึงถึงขั้น อรรถกถา, ฎีกา, เว้นไว้แต่ที่จำเป็น เช่นในบาลีไม่ได้พรรณนาไว้ มีแต่ในอรรถกถาเป็นต้น. โดยเหตุที่ เรื่องนี้เป็นแต่เนื้อความซึ่งผู้สนใจในการค้นหาร่องรอยของ พระอรหันต์ บรรยายให้ท่านฟัง เท่าที่ค้นมาได้จากปริยัติ และการทดลองด้วย ๗๕
น.1540 ๗๖ ตนเองบางอย่าง ไม่ใช่เป็นหนังสือที่เขียนขึ้นโดยพระอรหันต์เอง ชื่อเรื่อง ก็บอกอยู่ชัดเจนแล้ว ว่าเรื่องตามรอย หรือค้นหารอย, ฉะนั้นท่านผู้ อ่านทั้งหลาย ควรนำไปคิดไปตรอง ไปสอบสวนอีกต่อหนึ่ง แจ่มแจ้ง ด้วยใจแล้วจึงเดินตาม, หากมีการผิดพลาดบ้างเพราะความ เผลอหรือรู้ไม่ถึง ตรงไหน แล้ว ท่านผู้เป็นปราชญ์จงช่วยส่งเสริมด้วยการแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นไป เชื่อว่าในเวลาข้างหน้า เงาแห่งพระอรหันต์คงจะฉายผ่านตาผู้สนใจบ้างไม่มาก ก็น้อย. ฯ พุทธทาสภิกขุ ๓ เมษายน ๒๔๗๖
น.1541 คือบทที่จะให้รู้ว่า พระพุทธเจ้าอันเป็นผู้ให้กำเนิดพระอรหันต์ คือใคร ? มีพระบาลีพุทธภาษิตที่เป็นหลัก ดังนี้ : - พระตถาคต, เกิดขึ้นในโลก, เป็นพระอรหันต์, ตรัสรู้- ชอบเอง, สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ, เสด็จไปดี, รู้แจ้งโลก, เป็นผู้ทรมาน บุรุษควรทรมานอย่างไม่มีใครยิ่งกว่า, เป็นครูของ เทวดาและมนุษย์, เป็นผู้เบิกบาน, เป็นผู้จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์, แสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น - ท่ามกลาง - ที่สุด, ประกาศพรหม- จรรย์พร้อมทั้งอรรถพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง. ฯ (รวม ๑๓ ตอน) บาลีสามัญญผลสูตร สีล. ที. ต่อไปนี้ จะได้ยกขึ้นอธิบายทีละตอน เริ่มด้วยตอนว่า ตถาคต. ๑. พระตถาคต คำนี้ เป็นคำที่พระผู้มีพระภาคใช้เรียกแทนชื่อพระองค์เองเท่านั้น, แต่มาในตอนหลัง มีผู้นำมาใช้เป็นคำพูดของตน สำหรับเรียกพระผู้มี- พระภาคไปก็มี. ศัพท์ "ตถาคต" นี้ แปลเอาแต่เนื้อความ ได้ ความว่า ผู้มาอย่างไร ไปอย่างนั้น, หมายความว่า เสด็จมาสู่ โลกนี้อย่างพระพุทธเจ้า เสด็จไปจากโลกนี้ก็อย่างพระพุทธเจ้า. ๗๗
น.1542 ที่เรียกว่า มาอย่างพระพุทธเจ้า หมายเอาการที่พระองค์บังเกิด ขึ้นเพื่อสอนมนุษย์ให้รู้จักทำตัวเองให้พ้นทุกข์ มีพระกรุณาแก่สัตว์ที่กำลัง มีทุกข์เต็มอก, หากว่า ในวังพระราชาก็นิมนต์ฉัน และในเวลาเดียว กัน มีหญิงเข็ญใจกำลังได้รับทุกข์อย่างแรง เพราะลูกหรือผัวตายเป็นต้น พระองค์จะทรงสละอดิเรกลาภภายในวัง เสด็จไปปลอบโยนหญิงเข็ญใจด้วย ธรรมมิกถา ให้ความคับแค้นหายไปจากอกหรือได้บรรลุธรรมบางอย่าง ถ้า เขาจะมีอุปนิสัยอยู่บ้าง. และพระองค์มีพระปัญญาสอดส่องหาคำพูดมาแสดง ธรรม พอที่จะให้คนทุกจำพวกได้รับประโยชน์ เว้นแต่เขาจะเป็นคนหนา เกินไปเท่านั้น. พระองค์หมดความชั่วทุกชนิด มีใจสะอาดถึงที่สุด ไม่ เห็นแก่อะไรหมด นอกจากความจริง ความถูกต้องอย่างเดียวแล้ว ทรงประพฤติประโยชน์แก่ผู้อื่น คือแก่โลกทั้งสิ้น จนตลอดพระชนมายุ, นี้ เรียกว่า มาอย่างพระพุทธเจ้า. ฯ ที่เรียกว่า ไปอย่างพระพุทธเจ้า คือทรงปรินิพพานดับหมดทั้ง ร่างกายและจิตใจ รวมทั้งกรรมที่จะเป็นปัจจัยให้เกิดอีก ไม่ต้องกลับมา เป็นทุกข์ทรมานเหมือนสัตว์โลกทั้งหลาย. แต่แม้ว่าพระองค์จะปรินิพพานไป แล้วก็จริง ส่วนความดีของพระองค์ยังคงเหลืออยู่ ได้แก่ธรรมวินัยที่ ทรงสอนไว้ เราพากันยกขึ้นแทนตัวพระองค์ เป็นดังว่าพระองค์ยัง คงอยู่, ความสุขอันเป็นผลเกิดจากการกระทำตามคำสั่งสอนของพระองค์ ยังกำลังปกคลุมโลกอยู่ทั่วไป แม้จะเป็นความสุขชั้นต่ำ ๆ ไม่สูงสุด
น.1543 บทนำ ๗๙ เหมือนที่พระองค์เองบรรลุ ก็ยังเป็นเครื่องหมายของการกระทำอันประเสริฐ ที่พระองค์ทรงทิ้งไว้ในโลกนี้ หลังแต่พระองค์ได้เสด็จปรินิพพาน. นี้ เรียกว่า ไปอย่างพระพุทธเจ้า. ฯ รวมทั้งที่ไปและที่มาอย่างพระพุทธเจ้า จึงได้เรียกว่า ตถาคต. ฯ พวกเราทั้งหลาย เมื่อจะทำตนให้สมชื่อว่าเป็น ศิษย์ตถาคตแล้ว จงชวนกันเดินตามรอยพระตถาคตด้วยตั้งหลักในใจว่า มาอย่างไร ไปอย่าง นั้นเถิด, เราทั้งหมด มาอย่างมนุษย์ ( คือสัตว์มีใจสูง) แล้ว ก็จง ไปอย่างมนุษย์, ที่เป็นฝ่ายโลก ก็จงมาอย่างพลเมืองดี ไปอย่าง พลเมืองดี, ฝ่ายธรรม ถ้ามาอย่างอุบาสก ก็จงไปอย่างอุบาสก มาอย่างสมณะ ก็ไปอย่างสมณะ, เราจะต้องรู้จักตัวเราเองและหน้าที่ของ เรา จะไม่ทำให้ผิดแผนของเพศที่ตนกำลังทรงอยู่, ในเรื่องนี้ ควรจำ ประวัติการณ์ตอนใกล้ปรินิพพาน ตอนหนึ่งเป็นหลัก คือพระอานนท์ทูลถาม ว่า "พวกข้าพระองค์พึงปฏิบัติในสรีระของพระตถาคตเจ้าอย่างไร ?" ตรัส- ว่า "อย่าเลยอานนท์. พวกเธอ อย่าได้ขวนขวาย เพื่อบูชาสรีระของ ตถาคตเลย พวกเธอจงสืบต่อในประโยชน์ของตนเถิด, จงอย่าประมาท, จงมีเพียร จงตั้งใจไว้ในประโยชน์ของตนเถิด. ดูก่อนอานนท์ ! พวก กษัตริย์ - พราหมณ์ - คฤหบดี ที่เลื่อมใสในตถาคต ก็มีอยู่ เขาจะทำ การบูชาสรีระตถาคตเอง... " ในที่นี้ทรงหมายความว่า ใครปฏิญาณ ตนถือเพศอย่างไหนแล้ว พึงตั้งหน้าทำกิจของเพศนั้น ๆ ให้บริบูรณ์ ตั้งแต่ ต้นจนปลาย, บรรพชิตจักรู้กิจของบรรพชิต, ฆราวาสจักรู้กิจของฆราวาส อย่าแย่งของกันและกัน มาทำให้สับสน, ก็จะเป็นผู้ซื้อตรงทั้งภายนอกและ
น.1544 ภายใน มีซื้อและการกระทำตรงกัน เรียกว่า มาอย่างไร ไปอย่างนั้น ได้ ไม่จำกัดว่าเป็นคฤหัสถ์ หรือบรรพชิต เป็นศิษย์ตถาคตได้ ด้วยหลักอันนี้, ถ้าผิดไปจากนั้น ก็ไม่ใช่. ฯ นี่เป็นการตามรอยตถาคตผู้เป็นองค์อรหันต์. ฯ ๒. เกิดในโลก เหล่าโบราณาจารย์กล่าวต้องกันว่า พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลก ในสมัยเมื่อโลกกำลังเป็นกลียุค หมายความว่า เวลาที่โลกระส่ำระสาย เพราะขาดผู้นำไปสู่ความเจริญ หรืออารยธรรมอย่างสูงสุดแท้จริง คือ เมื่อสองพันปีเศษมาแล้ว อันเป็นสมัยที่มนุษย์ในโลกกำลังนิยมการค้นหา วิชชา สำหรับชีวิตแก่ตนอย่างจริงจัง. เมื่อก่อนพุทธศก ๘๐ ปี ผู้ที่ได้นามว่า ตถาคต ได้ประสูติ จากครรภ์มารดา ในตระกูลกษัตริย์อุกโตสุชาติ แทบพื้นดินใต้ต้นสาละ ในสวนลุมพินี อันตั้งอยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์กับเมืองเทวทหะ แห่งแคว้น สักกะ ในประเทศอินเดียตอนเหนือ เรียกว่าโพธิสัตว์ พระนามว่า สิทธัตถะ หรือสิทธารถ, ครั้นเจริญวัย ได้ละทิ้งราชสมบัติที่จะได้รับ ช่วงจากพระราชบิดา ออกแสวงหาความรู้อันสูงสุดกว่าความรู้ทั้งปวงในโลกนี้ คือความรู้ที่อาจดับทุกข์ทรมานได้สิ้นเชิง ได้ค้นพบความรู้นี้ด้วยตนเอง เมื่อ พระชนมายุ ๓๕ พรรษา คือเมื่อก่อนพุทธศก ๔๕ ปี เราเรียกกันว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้. นี่คืออาการที่พระตถาคตเกิดขึ้นในโลก คำว่า เกิด
น.1545 บทนำ ๘๑ ในที่นี้ หมายเอาตอนที่ทรงเกิดด้วยธรรมกาย หรือความรู้ หรือเกิด โดยอริยชาติ ได้แก่การตรัสรู้นั่นเอง, ไม่ได้หมายเอาอาการที่ประสูติ จากพระครรภ์โดยตรง. ฯ คำว่า โลก ในบาลีตอนนี้ จะหมายเอาเฉพาะชมพูทวีป (เท่าความเห็นของบางคนซึ่งมีว่า คนในครั้งนั้น รู้จักโลกแค่ชมพูทวีป เท่านั้นเอง) หรือหมายถึงโลกทั้งหมด ? คำว่า โลก หมายเอา โลกทั้งหมด, เพราะโลกทั้งหมดล้วนแต่ตกอยู่ใต้กระแสธรรมดา ควร รับคำสั่งสอนของพระองค์ทั่วกัน และยังหมายถึง เทวโลก มารโลก ซึ่งล้วนแต่ต้องการธรรมของพระองค์เช่นเดียวกันอีกด้วย. สรุปความว่า แม้ พระองค์จะไม่ได้เสด็จไปเอง แต่ถ้าธรรมของพระองค์แผ่ไปถึงไหน คำว่า โลกในที่นี้ก็หมายความถึงนั่น เพราะพระองค์เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์แก่เขา สอนเขาให้รู้จักความจริง ซึ่งไม่มีใครสอนหรือค้านได้. พระองค์ทรงคุณความดีเลิศในพระองค์หลายประการ ดังจะกล่าว สืบไป : ๓. อรหํ = เป็นพระอรหันต์ คำว่า อรหํ แปลตามตัวหนังสือ ได้ความ ๔ อย่าง คือ ผู้ควร, ผู้ไกล, ผู้ไม่มีข้อลี้ลับ, ผู้หัก. จะอธิบายทีละอย่างดังนี้ :- ก. ผู้ควร หมายความได้หลายอย่าง คือ (๑) ควรเพราะ ทรงทำเองและสอนผู้อื่นด้วยสิ่งที่ควร, สิ่งที่ควรคือ อริยมรรคมีองค์ ๘ มี ความเห็นชอบเป็นต้น, (๒) ควรแก่ตำแหน่งผู้บัญญัติธรรมวินัยขึ้นสอน
น.1546 ลก เพราะเป็นผู้รู้จริง, สอนเขาอย่างไร ทำได้เองอย่างนั้น, คน บางคนรู้ดีว่า สิ่งนี้ไม่ควรทำ มีโทษหรือไม่เป็นประโยชน์ ก็ยังขืน ทำอยู่ เพราะข่มความอยากในใจตนเองยังไม่ได้ คนเช่นนี้ไม่ควรเป็น อาจารย์สอนเขา. ส่วนพระองค์เอง ไม่เป็นเช่นนั้นเลย จึงสมควร แก่ตำแหน่งอาจารย์สอนโลก. (๓) ควรแก่การกระทบกับโลกธรรม เพราะ มันทำให้พระองค์หวั่นไหวมิได้. คนธรรมดาไม่ควรแก่การกระทบของโลก- ธรรม เพราะอดทนไม่หวั่นไหวต่อมันมิได้. (๔) ควรแก่การกราบไหว้ และเครื่องสักการะบูชาของมหาชน เพราะความดี ที่มีอยู่ในพระองค์ มี ค่าสูงกว่าเครื่องสักการะบูชาเหล่านั้น จึงเป็นกำไรแก่ผู้กราบไหว้บูชา. แม้ ชาติตระกูลของพระองค์ ก็ควรแก่การบูชามาแต่กำเนิด. ข. ผู้ไกล . แบ่งเป็น ๒ คือ (๑) ไกลจากกิเลส เพราะ หมดจากกิเลส อันเป็นความชั่วภายในใจ ได้แก่ความอยาก, ความ โกรธ, ความโง่, แม้กายและวาจาก็ไกลจากความชั่วเหล่านั้นด้วย จึง เป็นผู้ไกลจากความชั่วด้วยประการทั้งปวง. (๒) ไกลจากทุกข์ อันเป็น ผลของความชั่วเก่าใหม่ ทั้งทางกายและทางใจ ไม่มีอะไรที่สามารถ มาย่ำยีขู่เข็ญล่อลวงพระองค์ ให้รัก โกรธ กลัว เกลียด ฯลฯ ได้อีก พระองค์จึงได้รับความสุขถึงที่สุด. ค. ผู้ไม่มีข้อลี้ลับ . คือไม่มีความชั่วทุจริตอันใด ที่จะต้องปกปิด ผู้อื่นดุจคนทั้งหลาย ภาพแห่งความเป็นอยู่ทางกายวาจา และภายในใจ ของพระองค์ เปิดเผยให้ใครดูก็ได้ ไม่มีข้อที่ใครจะเก็บขึ้นติเตียนหรือ รังเกียจแม้แต่เล็กน้อย ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ.
น.1547 บบนำ ๘๓ ง. ผู้หัก. ได้แก่การหักวงล้อมแห่งการเวียนเกิด เวียนตาย ให้หยุดหมุน เพราะถ้ายังหมุน ก็ยังไม่เป็นอิสระแก่ตัว ยังไม่เป็นสุข กรรม, กิเลส, และวิบาก ๓ อย่างนี้ ซึ่งเป็นกงล้อ ได้ถูกพระองค์ ทำลายเสียแล้ว ตั้งแต่คืนวันตรัสรู้ ใต้ไม้โพธิ์ ที่พุทธคยา. เราทั้งหลาย เป็นสาวกของพระองค์ผู้เป็นพระอรหันต์ จงมา พยายามตามรอยพระองค์กันเถิด. (๑) พยายามทำตนให้มีราคาพอสมควร กับการไหว้กราบของมหาชน ด้วยการตั้งใจละสิ่งที่รู้อยู่แก่ใจเอง ว่าชั่ว หรือไม่เป็นประโยชน์นั้นเสีย อย่าเห็นแก่ตน แล้วหมกความชั่วไว้ ดุจ กองขยะมูลฝอย. ( ๒) พยายามหลีกให้ไกลจากเหตุอันปรนปรือความชั่ว ภายในใจ ให้ผลิหน่อต่อก้านออกไป. ( ๓ ) พยายามสะสางให้ความชั่ว ออกไปจากตน จนเปิดเผยให้ใครดูก็ได้ ว่าเราสะอาดทั้งภายนอกและ ภายใน ไม่มีข้อลี้ลับ ที่ปกปิดไว้ สำหรับล่อลวงตบตาผู้ที่หลงนับถือ (๔) พยายามค้นคว้าด้วยปัญญา จนเห็นทุกข์อันเกิดขึ้นเพราะการว่ายเวียน และเห็นสุขอันเกิดจากการสงบ เป็นการทำทุกข์ให้หมดสิ้นไป ก็จะได้ ชื่อว่า เป็นศิษย์พระพุทธเจ้าผู้องค์อรหันต์, ถ้ามิฉะนั้นตัวเองก็จะติเตียน ตัวเองได้ ไม่ต้องกล่าวถึงผู้อื่น. ฯ ๔. สมุมา สมฺพุทฺโธ = ตรัสรู้ชอบเอง คำว่า " ตรัสรู้ " หมายความว่า "คิดเอาจนรู้" ไม่ใช่ นั่งรอ นอนรอ ให้ความรู้ปรากฏขึ้นในใจเอง, ไม่ใช่เพียงอ่านเอาเฉย ๆ มาก ๆ ก็จะตรัสรู้ได้ ต้องเป็นการรวบรวมค้นคว้าหาเหตุผลอย่างมาก
น.1548 และนาน ในเรื่องที่ตนต้องการให้ตรัสรู้นั้น, อาศัยการเทียบเคียงเหตุผล เก่าใหม่ ใช้ความรู้เก่าสาวเอาความรู้ใหม่มาอีก เป็นทอด ๆ ไป ใน ที่สุดก็รู้ได้หมด หรือพอเพียงแก่ความต้องการ. คนโดยมาก เมื่อได้ ความรู้พอที่จะทำให้เขาสรรเสริญ หรือรู้สึกว่าก้าวหน้ากว่าเพื่อนฝูงแล้ว ก็ พะวงหลงรัก เชิดชูความรู้นั้น เลยนึกเอาว่าเพียงพอแก่ชีวิตของตน มัวใช้เวลาวันหนึ่ง ๆ ให้หมดสิ้นไปด้วยการวางท่าเป็นศาสดา หรือเที่ยวตี ฝีปากกับผู้มีความรู้หย่อนกว่าตัว, เขาก็เลยรู้เพียงแค่นั้น หรืออาจกลับ รู้น้อยลงไปอีก เพราะระหว่างที่รู้สึกตัวลอย ทำให้ลืมความรู้เก่าไปทีละ เล็กละน้อย ความรู้จึงไม่เจริญถึงที่สุดพอที่จะให้ตรัสรู้ได้. หรือบางคน เป็นด้วยถือมานะ ในการที่ตนมีอายุมากกว่า หรือเคยเป็นครูเขาอยู่ จะ มายอมเป็นศิษย์เด็กหน้าใหม่ไม่ลงคอ เช่นเดียวกับพราหมณ์ผู้เฒ่าเป็นอันมาก หรือสุกุลุทายิปริพพาชก ในสุกลุทายิสูตรเป็นต้น ทั้งที่รู้ดีว่า ข้อปฏิบัติ ในศาสนานี้ ดีกว่าของตน ก็สละมาบวชไม่ลง ด้วยถือมานะบ้าง บริวารค้านไว้บ้าง เขาจึงไม่อาจตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้าได้. ส่วนพระองค์ เองตรงกันข้าม เที่ยวศึกษาทดลองดูทุกลัทธิ ที่อยากทราบ เพื่อเป็น เครื่องมือหาความรู้ที่สูงขึ้นไป ในที่สุดก็ตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าได้. คำว่า “ชอบ” นี้, หมายความว่า รู้สิ่งที่เป็นประโยชน์. อะไรเป็นประโยชน์? คือสิ่งที่ดับทุกข์ได้. อะไรดับทุกข์ได้ ? คือ การรู้จักตัวทุกข์, รู้จักรากเง่าที่เกิดของตัวทุกข์, รู้จักสิ่งที่ดับทุกข์. และ รู้ทางที่ให้ได้สิ่งที่ดับทุกข์นั้น อันเรียกว่า รู้อริยสัจสี่, เป็นสิ่งที่พระองค์ รู้ทั่วถึง เข้าใจแตกฉานดี และทำได้จริงตามควรแก่ความรู้นั้น ไม่ใช่
น.1549 บทนำ ๘๕ เป็นความรู้ ที่รู้แล้วทำไม่ได้ตามนั้น อันเป็นการสร้างวิมานในอากาศ เช่นเดียวกับนักกะโครงการ อันวิจิตรต่าง ๆ. เพราะฉะนั้น คำว่า ชอบ ในที่นี้ จึงหมายความสั้น ๆ ว่า เป็นประโยชน์ดีด้วย และ ทำตาม ที่รู้นั้นได้ด้วย . คำว่า "เอง" หมายความว่าตรัสรู้เอง ไม่มีใครสอน, แต่ ความหมายมีวงจำกัด ข้อนี้จะแจ่มแจ้งได้ด้วยการเปรียบเทียบ : เป็นกฎ ธรรมดาอย่างหนึ่งว่า ความคิดชั้นหลัง ก็คือสิ่งที่ผลิหน่อออกมา จากคลังแห่งความรู้ที่ได้สะสมไว้ในสมองก่อนแล้ว นั่นเอง . เช่นคนที่ จะมีความรู้หรือเป็นต้นคิดเรื่องวิทยุต่างๆ ได้ดี เขาต้องเคยมีความรู้เรื่อง ความร้อน แสง เสียง ไฟฟ้า อากาศ ฯลฯ ตลอดจนสิ่งอื่นที่ เป็นเบื้องต้นของการเรียนวิทยาศาสตร์มาจากครูคนก่อน ๆ แล้ว เขาอาจปรุง เครื่องวิจิตรใหม่ ๆ ขึ้นได้ ฉันใด การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แม้จะไม่ ตรงทำนองนี้ทีเดียว แต่ก็ไม่ต่างกันจนตรงข้าม. พระองค์รอบรู้ศิลปวิทยา ทั้งทางราชการงานเมืองและนักรบ เป็นนักกวี นักอักษรศาสตร์ และ คำนวณมาแล้วแต่ยังเยาว์ ซ้ำยังเที่ยวสนทนาค้นคว้ากับเจ้าลัทธิต่างๆ ถึง ๖ ปี ก่อนแต่ได้ตรัสรู้, ทรงรอบรู้สิ่งอันเป็นเบื้องต้น เช่น ฌานและ สมาธิจากศาสดาเหล่านั้น ส่วนที่ถูกหรือมีประโยชน์ก็เก็บสะสมไว้ ส่วน ที่ผิดทิ้งเสีย รวบรวมเอาแต่สิ่งที่ถูกทั้งหมด มาค้นหาความจริงด้วย ปัญญาอันลึกละเอียดอีกต่อหนึ่ง ในที่สุด ก็ตรัสรู้ได้จริง อันเป็นสิ่ง ที่ผุดโพลงขึ้นจากความรู้เก่าที่ได้ศึกษามา ด้วยอำนาจความพิจารณาโดย ละเอียดแยบคายอีกต่อหนึ่ง ฉันนั้นเหมือนกัน.
น.1550 พวกเราทั้งหลาย. จงเป็นศิษย์ของพระองค์ในข้อนี้ ด้วยการ คอยเพิ่มอาหารให้แก่ความรู้ บำรุงให้ยิ่งขึ้นไปในทางที่ตรัสสอนไว้ อย่า ทะนงด้วยมานะ หรือทำการผิดแผนนอกรีตพระองค์ไป อันจะทำให้เรา ต้องเป็นผู้ร้อนใจในภายหลัง. พระองค์เป็นแต่ผู้ชีทาง การบรรลุถึงที่ มุ่งหมาย เป็นสิ่งที่พวกเราจะต้องทำเอาเอง. สำหรับพวกเรา ๆ ผู้เป็นแต่เพียง จะตรัสรู้ตามรอยพระองค์ (ไม่ใช่ตรัสรู้เอง) นั้น คงไม่เป็นการยากเกินวิสัย ของมนุษย์ผู้พยายามตั้งใจทำจริง ๆ ด้วยการรู้สึกถึงคุณค่าของความเป็น มนุษย์ ดอก. ฯ ๕. วิชฺ ชาจรณสมฺปนฺโน = สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ วิชชา แปลว่า ความรู้, จรณะ แปลว่า เครื่องมือให้ ได้ความรู้, สมบูรณ์ แปลว่า มีเต็มที่, รวมทั้งสามคำได้ความ ว่า ถึงพร้อมด้วยความรู้ และเครื่องมือให้ได้ความรู้. อะไรเป็นความรู้ ? อะไรเป็นเครื่องมือ ? ข้อนี้ตอบได้ด้วยบาลีพุทธภาษิตตอนหนึ่ง ในอัมพัฏฐ- สูตร สีล ที่.๑ ดังต่อไปนี้ อัมพัฎฐมาณพ ทูลถามว่า "พระโคดม. จรณะนั้นเป็นอย่างไร ? วิชชานั้นเป็นอย่างนั้น ?" ตรัสตอบว่า “อัมพัฏฐะ. ตถาคตเกิดขึ้นในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ ชอบเอง ... ฯลฯ ... แส ดงธรรมประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถะพยัญชนะ ๑. ไตรปิฎกบาลีสยามรัฐ เล่ม ๙ หน้า ๑๒๙ บรรพ ๑๖๓
น.1551 บทนำ ๘๗ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ... กุลบุตรได้สดับธรรมนั้นแล้ว ... บวชเป็นผู้ไม่มีเรือน เขาผู้บวชแล้วอย่างนี้ (๑) ย่อมสังวรด้วยปาติโมกขสังวร ... (๒) มี ทวารอันรักษาแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย ... (๓) ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ ... (๔) สันโดษ ยินดีด้วยจีวรและบิณฑบาตตามมีตามได้ ... (๕) เสพ เสนาสนะสงัดละนิวรณ์ ... (๖) บรรลุปฐมฌาน ... (๗) บรรลุทุติย- ฌาน ... (๘) บรรลุตติยฌาน ... (๙) บรรลุจตุตถฌาน ... แม้ ข้อนี้ ๆ ก็เป็นจรณะของเธอประการหนึ่ง ๆ, ดูก่อนอัมพัฏฐะ นี้แล จรณะนั้น. "ครั้นเมื่อจิตตั้งมั่นอย่างนี้แล้ว เธอก็น้อมจิตไปเพื่อ (๑) ญาณ- ทัศนะ คือปัญญาเห็นกาย ... (๒) เพื่อการนิรมิตรูปอันสำเร็จด้วยใจ ... (๓) เพื่อวิธีเครื่องแสดงฤทธิ์ ... (๔) เพื่อทิพพโสต ... (๕) เพื่อญาณ อันเป็นเครื่องกำหนดรู้ใจผู้อื่น ... (๖) เพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ ... (๗) เพื่อจุตูปปาตญาณ ... (๘) เพื่ออาสวักขยญาณ ... ญาณที่เธอได้บรรลุ แล้วนี้ ล้วนเป็นวิชชาประการหนึ่ง ๆ ของเธอ, อัมพัฏฐะ. นี้แลวิชชาละ, ภิกษุนี้ เราเรียกว่าผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาบ้าง, ว่าผู้ถึงพร้อมด้วยจรณะบ้าง, ว่าผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะบ้าง, วิชชาและจรณะอย่างอื่นที่ยิ่งกว่า ประณีตกว่าวิชชาและจรณะเหล่านี้ มิได้มีอีก ... ฯลฯ ... ', (เนื้อความนี้ ยกเอามาแต่หัวข้อ เพราะยึดยาวนัก ผู้ปรารถนา จงเปิดดูสามัญญผลสูตร ที่ได้ยกมาไว้ในตอนบุพภาคแห่งการตามรอยพระอรหันต์ เถิด เหมือนกันอย่างไม่มีผิด, สำหรับจรณะ ดูตั้งแต่ข้อ ( ๓) ถึงข้อ ( ๑๓). สำหรับวิชชา ดูตั้งแต่ข้อ (๑๔) ถึงข้อ (๒๑) ).
น.1552 ดยนัยนี้ ได้ความว่า จรณะก็คือข้อปฏิบัติในศาสนานี้ ตั้ง แต่ชั้นศีลจนถึงชั้นสมาธิ, วิชชาก็คือข้อปฏิบัติชั้นปัญญานั่นเอง. จะอธิบาย ส่วนที่ท่านจัดและแบ่งแปลก ๆ ออกไปจากบาลีอัมพัฏฐสูตรนี้อีก พอควร. จรณะ ในเสขปฏิปทาสูตร ม.ม. จำแนกจรณะออกไปถึง ๑๕ คือ ๑. สำรวมในปาติโมกข์, ๒. สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ๓. รู้จัก ประมาณคือความพอดี ในการแสวง และบริโภคอาหาร, ๔. กระทำ อาการของคนที่ตื่นอยู่เสมอ เรียกว่าชาครยานุโยค, (๔ อย่างนี้จัดเป็น หมวดหนึ่ง), ๕. เชื่อสิ่งที่มีเหตุผล, ๖. ละอายบาปคือเกลียดบาป, ๗. สะดุ้งกลัวบาป, ๘. มีการศึกษามาก, ๙. ความเพียร, ๑๐. มี สติสัมปชัญญะ, ๑๑. ปัญญา, (๗ อย่างนี้ จัดเป็นหมวดที่ ๒) ๑๒. ปฐมฌาน, ๑๓. ทุติยฌาน ๑๔. ตติยฌาน, ๑๕. จตุตถฌาน. (๔ อย่างนี้ จัดเป็นหมวดที่ ๓), เหล่านี้ทั้งหมด ก็ตรงกับในอัมพัฏฐสูตร นั่นเอง ... มีแปลกมากออกไปบ้าง ก็ส่วนที่เป็นอุปกรณ์เกื้อหนุนธรรมอื่น เช่น หิริโอตตัปปะอันเป็นเครื่องเกื้อหนุนศีลเป็นต้น. ทั้ง ๑๕ อย่างนี้ สงเคราะห์ เป็นองค์มรรค ๘ ประการได้อย่างบริบูรณ์ หรือมรรคมีองค์ ๘ ก็กระจาย ออกเป็นจรณะได้, ในสูตรนี้ เรียกจรณะ ๑๕ อย่างนี้ว่า เสขปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติของผู้ที่ยังต้องศึกษา. ฯ วิชชา ความรู้ เรียกว่า วิชชา ก็ได้, ญาณ ก็ได้, ปัญญา ก็ได้ แจกไปได้ต่าง ๆ กัน ตามแต่จะมุ่งกล่าวยกอะไรเป็นหลัก เมื่อรวมความ
น.1553 ๘๙ บทนำ ก็เป็นอย่างเดียวกัน มีหลักใหญ่ใจความอยู่ตรงที่รู้การพ้นทุกข์, ส่วนที่ ที่รู้เพื่อเป็นเครื่องประกอบนั้น สักกี่อย่างก็ได้, ดังจะสังเกตเห็นว่า วิชชา ทุกหมวด มีการรู้อริยสัจประกอบอยู่เป็นสำคัญเสมอ และเรียกชื่อว่า อาสวักขยญาณ. หมวดแห่งวิชชาท่านแจกต่าง ๆ กันดังนี้ วิชชา ๓ คือ ๑. บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ได้แก่ความรู้ เป็นเหตุให้ระลึกได้ถึงความเป็นอยู่ชาติก่อน ๆ ของตน ( อ่านมหาอัสสปุรสูตร (ข้อ ๑๕)), ญาณนี้ทำให้ผู้บรรลุ หายตื่น หายงง หายทะเยอทะยาน ในการเวียนเกิดแก่ - ตาย. สำหรับพระบรมศาสดาเอง ได้บรรลุญาณนี้ ในตอนปฐมยาม แห่งคืนตรัสรู้. ๒. จุตูปปาตญาณ ความรู้เป็นเหตุ ให้เห็นการเกิด และการตายของสัตว์เหล่าอื่นได้ดุจตาทิพย์ ( อ่านมหา- อัสสปุรสูตรข้อ (๑๖)) ญาณนี้ทำให้หายหลงติดมัวเมาในสิ่งภายนอกด้วย ความสังเวช. บางแห่งเรียกทิพพจักขุญาณก็มี. พระศาสดาเองได้บรรลุ เมื่อตอนมัชฌิมยามแห่งคืนตรัสรู้. ๓. อาสวักขยญาณ ความรู้ทำอาสวะ หรือความชั่วอันละเอียดลึกลับที่หมักดองอยู่ในใจ ให้หมดสิ้นไป (อ่านมหา- อัสสปุรสูตรข้อ (๑๗)) เป็นผู้ไม่ต้อง อยาก - โกรธ - รัก - กลัว - หลง อีกต่อไป เป็นสุขถึงที่สุด คือนิพพานสุข, พระศาสดาเอง ได้ บรรลุเมื่อตอนปัจฉิมยามแห่งคืนตรัสรู้. การได้บรรลุอาสวักขยญาณนี้เอง เรียกว่า ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ อันได้มีขึ้นเมื่อ ๔๕ ปีก่อน พุทธศก เมื่อวันเพ็ญกลางเดือนหก ภายใต้ไม้โพธิที่พุทธคยา. พระอรหันต์อื่น ๆ ที่เป็นสาวกของพระองค์ ได้บรรลุวิชชา ๓ นี้ก็มี ไม่น้อย, แต่ส่วนมาก มักได้แต่วิชชาที่สามอย่างเดียว เพราะท่าน
น.1554 ไม่อาจเจริญสมาธิให้บริบูรณ์เพียงพอ ได้แก่พวกอรหันต์สุกขวิปัสสก. วิชชาที่แบ่งเป็นสามอย่างเช่นนี้ มีในบาลีต่าง ๆ มากกว่าวิชชาที่แบ่งอย่างอื่น. วิชชา ๔ ( ตรงกันข้ามจากอวิชชา ๔ ) คือ ๑. รู้จักทุกข์ซึ่งมี ประจำอยู่ในสังขารทั่วไปโดยชัดเจนแจ่มแจ้ง. ๒. รู้จักสมุทัย คือเหตุ ให้เกิดทุกข์เหล่านั้น ได้แก่ความอยากทะเยอทะยาน อันเกิดขึ้นเพราะ ความโง่หลง. ๓. รู้จักนิโรธ คือความดับทุกข์ ได้แก่การดับความ อยากอันเป็นต้นเหตุนั้นเสียได้ด้วยปัญญา. ๔. รู้จักมรรค คือหนทาง ที่จะทำตนเองให้ถึงความดับทุกข์นั้น. ขอให้เข้าใจว่าทั้ง ๔ ข้อนี้ ก็คือ อาสวักขยญาณ อันเป็นข้อสุดท้ายในวิชชา ๓ นั่นเอง ท่านแบ่งออก เป็น ๔ ( ลองอ่านมหาอัสสปุรสูตร ข้อ (๑๗) ดูอีกที ) วิชชา ๘ คือ ๑. วิปัสสนาญาณ ความรู้อันนับเนื่องเข้า ในการเห็นแจ้ง ในความเป็นไปตามธรรมดาของสิ่งต่าง ๆ เช่นกายเป็นต้น ได้ชัดเจน ( ดูสามัญญผลสูตรข้อ (๑๔)) ๒. มโนมยิทธิ นิรมิตรูปกาย อื่นด้วยใจของตนได้ ( ดูสามัญญผลสูตรข้อ (๑๕)) ๓. อิทธิวิธี แสดง ฤทธิ์ได้ต่าง ๆ - (ดูสามัญญผลสูตรข้อ (๑๖)) ๔. ทิพพโสต หูทิพพ์ ฟังเสียงได้ทุกชนิด (สามัญญผลสูตร ข้อ (๑๗)) ๕. เจโตปริยญาณ ล่วงรู้ภายในใจของผู้อื่นว่ากำลังเป็นอยู่อย่างไร - (สามัญญผลสูตร ข้อ ( ๑๘)) ๖.-๗.-๘. ก็คือวิชชา ๓ ที่กล่าวข้างต้นนั่นเอง. แท้จริงวิชชา ๘ นี้ไม่ พิเศษไปกว่าวิชชา ๓ เป็นแต่เพิ่มการแสดงฤทธิ์ทางใจ อันจัดเป็นวิชชา ฝ่ายฤทธิ์อีกพวกหนึ่ง และไม่เกี่ยวกับอริยสัจจ์ เข้าข้างต้น เพื่อให้เป็นความรู้
น.1555 ๙๑ บทนำ ที่ครบบริบูรณ์เท่านั้น. แม้จะมากไปกว่าวิชชา ๓ ก็เปรียบเหมือนช่าง ปลูกเรือน ๒ คน เพียงแต่คนหนึ่งมีฝีมือในการทำเครื่องประดับกระจุกกระจิก ด้วย. ผลสุดท้ายก็เป็นเรือนที่อาศัยได้ความสุขสบายด้วยกันทั้งนั้น. วิชชา ๘ อีกหมวดหนึ่ง ได้แก่วิชชา ๔ ข้างต้นที่กล่าวมาแล้ว และเพิ่มเข้าอีก ๔ อย่าง คือ ๕. รู้จักอดีต ได้แก่รู้จักสาวหาเหตุ เช่น เหตุแห่งทุกข์. ๖. รู้จักอนาคต ได้แก่รู้จักผลข้างหน้า เช่นมรรค ๘ จะให้เกิดนิโรธได้. ๗. รู้จักทั้งอดีตและอนาคต คือรู้จักโยงเหตุและ ผลให้ถึงกัน เช่นรู้ว่านิโรธเกิดมาแต่มรรค มรรคเป็นเหตุให้เกิดนิโรธ เป็นต้น. ๘. รู้จักปฏิจจสมุปปาท, ได้แก่รู้อาการที่สิ่งหนึ่งเป็นปัจจัย ให้เกิดสิ่งหนึ่ง แล้วสิ่งนั้นกลับเป็นปัจจัยให้เกิดสิ่งอื่นต่อไปอีกหลายซ้อน เช่นทุกข์เกิดมาจากชาติ ชาติเกิดมาจากภพ ภพเกิดมาจากอุปาทาน .... ฯลฯ .... สังขารเกิดมาจากอวิชชา. โดยนัยนี้พอจะเห็นได้ว่า วิชชา ๔ ข้างต้น คือการรู้อริยสัจจ์, อีก ๔ ข้างปลาย ก็คือรู้อาการของการ รู้อริยสัจจ์นั่นเอง. เมื่อจะกล่าวให้สั้นที่สุดแล้ว วิชชาทุกประเภทก็คือการรู้อริยสัจจ์ ๔, หรือสั้นที่สุดก็คือรู้จักการดับทุกข์ให้หมดไปจากตนเท่านั้น. ถึงพร้อม สัมปันโน แปลว่าถึงพร้อม, ถ้าเป็นจรณะ ก็พร้อมทั้ง ๙ อย่าง ( ตามจำนวนในอัมพัฏฐสูตร ) หรือพร้อมทั้ง ๑๕ อย่าง ( ตามจำนวนใน เสขปฏิปทาสูตร ) กลมเกลียวเป็นอันเดียวกัน, เช่นคนหมู่หนึ่ง ต่างช่วยกัน
น.1556 มแล้ว วิชชาก็เป็นอันถึงพร้อมอยู่เอง. พระผู้มีพระภาคของเราทั้งหลายได้ทรง ดำเนินไปในจรณะอันเลิศนี้ ทรงบรรลุวิชชานั้น ๆ แล้ว สอนสาวกให้ เดินตามจนบรรลุได้. ในบาลีกูฏทันตสูตร สีล. ที.๑ เป็นต้น ก็กล่าวไว้ว่า พระศาสดาได้รับยศอันใหญ่ยิ่งจากโลกก็เพราะสมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะทั้ง สองนี้ ไม่ใช่เพราะคุณอย่างอื่น, หมายความว่า รู้จริง ทำจริง แล้ว ก็ได้ผลถึงที่สุดจริง. นี้เป็นคุณสมบัติประจำพระองค์. เราทั้งหลายเป็นศิษย์ของพระองค์ในเรื่องนี้ ควรพยายามทำตน ให้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะนั้น สละสิ่งอันนอกหน้าที่ของสมณะเสียแล้ว ดำเนินตามปฏิปทาที่จะให้ตรัสรู้ ย่อมรู้จักความดับทุกข์ได้. จรณะนั้น เมื่อย่นลงก็คือมรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง มรรคทั้ง ๘ เมื่อย่นลงก็คือไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา, มรรค ๘ เป็นทางให้ถึงความดับทุกข์ พระองค์ทรงยืนยันรับรองไว้ด้วยพุทธภาษิตในมหาปรินิพพานสูตร มหา. ที่. ว่า "ดูก่อน สุภัททะ, ในธรรมวินัยที่ไม่มีผู้บรรลุอริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อมไม่มีสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ (คือ อริยบุคคล ๔). ดูก่อนสุภัททะ. ในธรรมวินัยที่มีผู้บรรลุอริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อมมีสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔. ดูก่อนสุภัททะ ในธรรมวินัยนี้แล มีผู้บรรลุอริยมรรคมีองค์ ๘ (เพราะฉะนั้น) สมณะที่ ๑- ๒-๓-๔ จึงมีในธรรมวินัยนี้ .... ดูก่อนสุภัททะ. ถ้าภิกษุ เหล่านี้พึงอยู่โดยชอบไซร้ โลกก็ไม่ว่างเปล่าจากพระอรหันต์ทั้งหลาย." ๑. ไตร ล.๙ น. ๑๖๙ บ. ๒๐๓
น.1557 บทนำ ๙๓ นี่ เป็นแสงสว่างจ้า ซึ่งส่องหนทางดำเนินแห่งชีวิตในอนาคต ของโลกอยู่แล้ว ยังอยู่อย่างเดียว แต่ที่เราจะพากันเดินตามเท่านั้น. ๖. สุคโต = เสด็จไปดี เมื่อกล่าวโดยทั่วไป คำว่าไปดี หมายความได้ ๒ อย่าง คือ โวหารโลก และโวหารธรรม. การไปดีโดยโวหารโลก สำหรับ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ดังต่อไปนี้ :- ๑. ในเวลาแห่งพระชนมายุของพระองค์ ได้ทรงบากบั่นทำหน้า ที่มหาบุรุษของโลก ก้าวหน้าเรื่อยไปไม่มีถอยหลัง ไม่ย่อท้อต่อความ ยากลำบากจนกระทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้าได้อย่างบริบูรณ์, ถ้าทรงแพ้ต่อ กามสุขก็หวนกลับคืนครองฆราวาสเสียนานแล้ว, และถ้าชงักต่อการค้นคว้า ก็จะติดเป็นศิษย์ดาบส หรือเป็นดาบสตนใดตนหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ปรากฏ เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นได้, แต่นี่ชีวิตของพระองค์ดำเนินไปโดยลำดับจนถึงที่สุด จึงได้ชื่อว่า สุคโต-ไปดี. ๒. เมื่อทรงพระชนม์อยู่ เสด็จไปในที่ใด ก็ทรงทำประโยชน์ให้ สัตว์โลกในที่นั้น เสด็จไปถึงไหน ความสุขก็แผ่ไปถึงนั่น, เสด็จพ้นไปแล้ว ก็มีคนอาลัยถึงด้วยความรักและเสียดาย เพราะไม่ได้เสด็จไปเบียดเบียนเขา ด้วยการขอ และทำความรบกวนด้วยประการใดเลย. นี่ก็ชื่อว่า สุคโต. ๓. การไปของพระองค์ เป็นสวัสดิภาพแก่พระองค์เอง ปราศจาก อันตราย แม้แต่เมื่อเข้าไปสั่งสอนคนดุร้ายเช่นยักษ์และโจรเป็นต้น ไม่ได้ รับอุปสรรคและการประทุษร้ายในการไปนั้น. นี่ก็ชื่อว่า สุคโต.
น.1558 มแล้ว วิชชาก็เป็นอันถึงพร้อมอยู่เอง. พระผู้มีพระภาคของเราทั้งหลายได้ทรง ดำเนินไปในจรณะอันเลิศนี้ ทรงบรรลุวิชชานั้น ๆ แล้ว สอนสาวกให้ เดินตามจนบรรลุได้. ในบาลีกูฏทันตสูตร สีล. ที. ๑ เป็นต้น ก็กล่าวไว้ว่า พระศาสดาได้รับยศอันใหญ่ยิ่งจากโลกก็เพราะสมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะทั้ง สองนี้ ไม่ใช่เพราะคุณอย่างอื่น, หมายความว่า รู้จริง ทำจริง แล้ว ก็ได้ผลถึงที่สุดจริง. นี้เป็นคุณสมบัติประจำพระองค์. เราทั้งหลายเป็นศิษย์ของพระองค์ในเรื่องนี้ ควรพยายามทำตน ให้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะนั้น สละสิ่งอันนอกหน้าที่ของสมณะเสียแล้ว ดำเนินตามปฏิปทาที่จะให้ตรัสรู้ ย่อมรู้จักความดับทุกข์ได้. จรณะนั้น เมื่อย่นลงก็คือมรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง มรรคทั้ง ๘ เมื่อย่นลงก็คือไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา, มรรค ๘ เป็นทางให้ถึงความดับทุกข์ พระองค์ทรงยืนยันรับรองไว้ด้วยพุทธภาษิตในมหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ว่า "ดูก่อน สุภัททะ, ในธรรมวินัยที่ไม่มีผู้บรรลุอริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อมไม่มีสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ (คือ อริยบุคคล ๔). ดูก่อนสุภัททะ. ในธรรมวินัยที่มีผู้บรรลุอริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อมมีสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔. ดูก่อนสุภัททะ ในธรรมวินัยนี้แล มีผู้บรรลุอริยมรรคมีองค์ ๘ (เพราะฉะนั้น) สมณะที่ ๑- ๒-๓-๔ จึงมีในธรรมวินัยนี้ ... ดูก่อนสุภัททะ. ถ้าภิกษุ เหล่านี้พึงอยู่โดยชอบไซร้ โลกก็ไม่ว่างเปล่าจากพระอรหันต์ทั้งหลาย." ๑. ไตร ล. ๙ น. ๑๖๙ บ. ๒๐๓
น.1559 ๙๓ บทนำ นี่ เป็นแสงสว่างจ้า ซึ่งส่องหนทางดำเนินแห่งชีวิตในอนาคต ของโลกอยู่แล้ว ยังอยู่อย่างเดียว แต่ที่เราจะพากันเดินตามเท่านั้น. ๖. สุคโต = เสด็จไปดี เมื่อกล่าวโดยทั่วไป คำว่าไปดี หมายความได้ ๒ อย่าง คือ โวหารโลก และโวหารธรรม. การไปดีโดยโวหารโลก สำหรับ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ดังต่อไปนี้ :- ๑. ในเวลาแห่งพระชนมายุของพระองค์ ได้ทรงบากบั่นทำหน้า ที่มหาบุรุษของโลก ก้าวหน้าเรื่อยไปไม่มีถอยหลัง ไม่ย่อท้อต่อความ ยากลำบากจนกระทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้าได้อย่างบริบูรณ์, ถ้าทรงแพ้ต่อ กามสุขก็หวนกลับคืนครองฆราวาสเสียนานแล้ว, และถ้าชงักต่อการค้นคว้า ก็จะติดเป็นศิษย์ดาบส หรือเป็นดาบสตนใดตนหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ปรากฏ เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นได้, แต่นี่ชีวิตของพระองค์ดำเนินไปโดยลำดับจนถึงที่สุด จึงได้ชื่อว่า สุคโต-ไปดี. ๒. เมื่อทรงพระชนม์อยู่ เสด็จไปในที่ใด ก็ทรงทำประโยชน์ให้ สัตว์โลกในที่นั้น เสด็จไปถึงไหน ความสุขก็แผ่ไปถึงนั้น, เสด็จพ้นไปแล้ว ก็มีคนอาลัยถึงด้วยความรักและเสียดาย เพราะไม่ได้เสด็จไปเบียดเบียนเขา ด้วยการขอ และทำความรบกวนด้วยประการใดเลย. นี่ก็ชื่อว่า สุดโต. ๓. การไปของพระองค์ เป็นสวัสดิภาพแก่พระองค์เอง ปราศจาก อันตราย แม้แต่เมื่อเข้าไปสั่งสอนคนดุร้ายเช่นยักษ์และโจรเป็นต้น ไม่ได้ รับอุปสรรคและการประทุษร้ายในการไปนั้น. นี่ก็ชื่อว่า สุคโต.
น.1560 แม้การเสด็จไปครั้งสุดท้ายของพระองค์ ก็เป็นการไปดีอย่าง เลิศ คือเสด็จปรินิพพานไปด้วยเกียรติอันสูงสุด ผิดจากคนธรรมดาทั้ง- หลาย. มีผู้ระลึกถึงพระองค์เป็นจำนวนหลายร้อยล้าน ในวันที่ตรงกับ วันปรินิพพานของพระองค์ ชนเหล่านั้นพากัน "ทำบุญวันตาย" เพื่อพระองค์ ก็เพราะการเสด็จไปดีอย่างสูงสุดนั่นเอง. ส่วนการ การไปดีในโวหารธรรม นั้นดังนี้ : ไปดี คือหลุดเป็น อิสระพ้นจากอำนาจกิเลสอันเป็นความชั่วประจำใจสัตว์ ได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ ซึ่งเป็นดุจเครื่องผูกล่ามคนไว้กับการทำความชั่ว ; และหลุดพ้น จากความทุกข์ หรือมารและเสนามาร ได้แก่ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตลอดถึงความทุกข์อย่างอื่น เพราะพระองค์ไม่มัวหลงเก็บดอกไม้ของมาร คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อันยั่วยวนใจในโลก เหมือน มนุษย์ธรรมดาซึ่งยังไม่รู้จักสิ่งเหล่านี้ตามเป็นจริง พระหฤทัยจึงผ่องใสบริสุทธิ์ ข้ามขึ้นพ้นจากอำนาจของโลก กลายเป็นโลกุตตรสูงพิเศษไม่มีอื่นยิ่งไปกว่า. นี่คือ สุคโต โดยโวหารธรรม. เราทั้งหลายปฏิญาณตัวเองเป็นศิษย์ของพระองค์ ควรยึดหลัก ว่า ไปดี นี้ให้มั่น. ชีวิตของตนเองได้ตั้งเข็มมุ่งหมายทำอะไรลงไปแล้ว จง บำเพ็ญให้ถึงที่สุด อย่าถอยหลัง. รักษาความดีที่มีอยู่ให้มั่นคงแน่นหนาดุจ เกลือรักษาความเค็มของมัน. พุทธบริษัทที่ต้องสึกจากสมณะเพศ หรือคืน กลับจากการเป็นอุบาสกอุบาสิกา หรือคนที่ทำงานจับจดง่อนแง่นอากูล ก็ เพราะไม่ยึดหลักนี้. เป็นสมณะไปในที่ใด อย่าเบียดเบียนรบกวนมหาชน
น.1561 บทนำ ๙๕ จนเขาอิดหนาระอาใจ ดังเรื่องในวินัยปิฎก๑ เตรสกัณฑ์ กล่าวว่า ชาวบ้านถูกพวกพระรุมขอจนต้องคอยหลบ ; เห็นวัวแดง ๆ ก็วิ่งหนี ด้วย สำคัญว่าพระมาขอ เป็นต้น. แต่จะทำประโยชน์สุขให้แก่เขาตามหน้าที่ ของผู้ที่คลุมกายด้วยผ้ากาสยะ ไม่นอกรีตนอกรอย. ถ้าเป็นฆราวาส ก็ถือหลักการบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น. รวมความว่าไปในที่ใด กลับมาจะต้องให้คนในที่นั้นสรรเสริญส่ง และเสียใจในการจาก. รู้จักทำตน ให้พ้นอันตรายต่าง ๆ ด้วยความรู้จักระวัง และมีคุณความดีอันจะแวด- ล้อมเป็นรั้วให้แก่ตนได้ ความดีที่ทำไว้นั่นเอง เป็นตัวโชคดี หรือชะตาดี พระเคราะห์ดี. ชีวิตก็จะดำเนินไปด้วยอาการอันราบรื่น ผลที่สุด เมื่อ ตายไปก็มีผู้เสียดายและระลึกถึง ไม่มีใครดีใจเพราะการตายของเรา. เป็น เช่นนี้ จึงจะเรียกว่าศิษย์พระสุดต. ภิกษุที่ปฏิบัติในหลักนี้ได้ดี ไม่ เรียกว่าสุคโตอย่างพระพุทธเจ้า แต่เรียกว่า สุปฏิปันโน คือผู้ดำเนินไปดี หรือถึงแล้วดี. ๗. โลกวิทู = รู้แจ้งแล้ว "สูทั้งหลาย จงมาดูโลกนี้ ที่งดงามเปรียบด้วยราชรถ, ที่ พวกคนโง่พากันจมติดอยู่ แต่นักรู้ทั้งหลาย ไม่เกี่ยวข้องด้วย๒ " นี้เป็นพุทธดำรัส ที่แสดงให้รู้ได้ว่า พระองค์ทรงทราบชัด ลักษณะความเป็นไปของโลกเพียงไร. ทรงทราบอย่างไรบ้าง ดังจะได้ พรรณนา : ๑. ไตร. ล. ๑ น. ๓๒๕ บ. ๔๙๕ ๒. ธ. ขุ. ไตร. ล. ๒๕ น. ๓๗ บ. ๒๓
น.1562 ทรงทราบความเป็นไปตามธรรมดาของสัตว์. สัตว์ทุก จำพวกต้องขวนขวายหาเลี้ยงตัว มีการแย่งชิง อิจฉาริษยา เบียดเบียนกัน เพราะเรื่องนี้ ถ้ากำลังน้อย ต้องขวนขวายป้องกันตัวอีกด้วย ต้องต่อสู้ ศัตรู, เมื่อไม่มีศัตรู ก็อยากแผ่อำนาจของตนให้กว้างขวางออกไป ไม่มี จำกัดเพียงพอ ขวนขวายรวมกำลังไว้ประหัตประหารกัน ใครดีก็ได้ ไม่เห็นธรรมเป็นใหญ่ โลกจึงอาเกียรณ์ไปด้วยทุกข์. เพราะทรงทราบ เรื่องนี้ จึงได้ทรงสั่งสอนให้มีเมตตากรุณา เว้นจากเบียดเบียนกัน "เพื่อ ผู้มีกำลังน้อยก็จะอยู่เป็นสุข ผู้ที่มีกำลังมากก็ไม่ถูกเขาจองเวรคอยแก้แค้น. ๒. ทรงทราบวิปริณามธรรมของโลก. ประชุมแห่งหมู่สัตว์ที่ ตั้งกันอยู่เป็นปึกแผ่นแน่นหนา เป็นบ้านเมือง ประเทศ ก็ดี ย่อมแปร- ปรวนไปตามยุคสมัยและปัจจัย ผู้เคยมีอำนาจมากที่สุด อาจต้องกลาย เป็นคนมือสั้นเท้าสั้นในภายหลัง, อาจตายอย่างไม่มีเกียรติ, ประเทศที่ เคยเอิกเกริกใหญ่โต อาจกลายเป็นเมืองน้อย (เช่นกริ๊กและโรมัน), เป็นต้น. การที่ทรงทราบความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ทำให้หายตื่น หายงง หายทะยานอยาก ในการเป็นเจ้าเป็นใหญ่ที่ไม่แน่นอนยั่งยืน และไม่ทรง ปรารถนาที่จะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่แปรปรวนเป็นธรรมดา เช่นนั้น. ๓. ทรงทราบความที่สัตว์ทุกจำพวก ต่างมีทุกข์ประจำชั้นของ ตนเสมอกันไปหมด. คนยากจนจะต้องทำงานตรากตรำ เขาเห็นตัวเอง เป็นทุกข์เพราะจน เห็นคนมีเงินว่าเป็นสุข, ฝ่ายคนมีเงิน ก็เห็นว่า ตนเต็มไปด้วยทุกข์ โดยต้องหาเงินให้พอใช้มากๆ ต้องแข่งขันกัน ต้อง
น.1563 ๙๗ บทนำ ป้องกันอันตรายอันจะเกิดแก่ชีวิต เพราะมีเงิน ต้องเลี้ยงบริวาร, กลับ เห็นว่าคนจนเป็นสุขใจยิ่งกว่า. ราษฎรเห็นตนเป็นทุกข์ เห็นเจ้านาย เป็นสุข. เจ้านายก็เห็นตนเป็นทุกข์ เห็นราษฎรเป็นสุข เช่นเดียวกัน ต่างมีภาระหนักไปคนละทาง เพราะทุกคนล้วนมีความอยากไม่รู้จักอิ่มเสมอ กันไปหมด. การที่ทรงทราบเช่นนี้ ทำให้พระองค์ทรงเบื่อหน่ายโลกและ แสวงหาทางดับทุกข์ในใจ ให้แก่โลก. ๔. ทรงทราบกามโดยเป็นสภาพเผาลนและผูกรัด. สัตว์ทั้งสิ้น มีหัวใจจมลึกติดอยู่ในบ่อเบือกตม คือกาม ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ยั่วกำหนัดราคะดำฤษณา, มันเผาลนใจให้เร่าร้อนเมื่อ ยังไม่ได้ ได้มาแล้ว เผาด้วยความหึงหวง, ครั้นแตกสลายพลัดพรากไป ก็แผดเผาด้วยความอาลัย เหี่ยวแห้งใจ ซ้ำยังผูกมัดให้พะวงหลง ติด แน่นไม่ปลอดโปร่ง เป็นผ้าหนาปิดบังปัญญาความคิดที่จะถอนตนให้ขึ้นจากบ่อ เบือกตมนั้นได้. (เช่นเดียวกับคนติดฝื่น) สัตว์ผู้โง่เขลา จึงยอมเสียชีวิต ได้เพราะกาม ประพฤติชั่วเพราะกาม โลกเต็มไปด้วยกาม มนุษย์ ทั้งหมดชอบโลก ก็เพราะมีกาม, เนื่องจากทรงทราบความจริงข้อนี้ จึง ถอนพระองค์ออกจากกามได้ เยือกเย็นและเป็นอิสระจากปีศาจแห่งกาม. ๕. ทรงทราบบุคคลและสถานที่เสด็จไปอย่างปรุโปร่ง. เมื่อ ออกผนวชแล้วก่อนตรัสรู้ พระองค์เป็นนักจาริกแสวงบุญ. ครั้นตรัสรู้ แล้ว เป็นนักท่องเที่ยวโปรดสัตว์ ทรงชำนาญเรื่องหนทาง, อาหาร, สถานที่, ดินฟ้าอากาศ, อันเป็นการปลอดภัยในการท่องเที่ยว. ทรงพบ เห็นเหตุการณ์และบุคคลมาก เพราะการสมาคม เป็นเหตุให้ทรงทราบ
น.1564 จิตใจอัธยาศัยของคนทุกชั้นอย่างละเอียดลออ อาจสั่งสอนดักใจให้เขาเชื่อ และเห็นตามความจริงได้โดยง่าย เรียกว่าทรงมีข่ายพระญาณ. คนเรา มักรู้จักกันแต่ภายนอก ส่วนพระองค์ทรงทราบคนทั้งหมดถึงภายในใจ, ข้อนี้ เป็นประโยชน์แก่การวางกฎบัญญัติสั่งสอนพระธรรมให้ถูก ตามอุปนิสัยและกาละ เทศะ. ( ที่ยิ่งไปกว่านั้น พระอรรถกถาจารย์ ได้เกณฑ์ให้ทรงทราบโลก ตามคัมภีร์ว่าด้วยโลกที่เชื่อถือกันในสมัยนั้น พิสดารยิ่งขึ้นไปอีก เช่น เกณฑ์ให้ทรงทราบว่า โลกหนาเท่าไร น้ำที่ทานโลกหนาเท่าไร ลมที่ ทานน้ำหนาเท่าไร ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ต้นหว้าประจำทวีป ฯลฯ เป็นต้น มีประมาณเท่าไร, ข้าพเจ้าจะเว้นเสีย ไม่นำมากล่าวในที่นี้). ๖. ทรงทราบกฎแห่งกรรมที่มีประจำอยู่ในโลก. ทรงทราบผล กรรม คือผลแห่งการกระทำ ว่าเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ให้เป็นไปต่างกัน จะสุข ทุกข์ ชั่วดี สูงต่ำ ก็เพราะกรรมของผู้นั้น ไม่ใช่เพราะ วรรณะ, เพศพรรณ, ชาติตระกูล ซึ่งทำให้มีมานะกระด้างถือตัวจัด ถือพวกพ้อง เขาเรา, และไม่ใช่เพราะพระเจ้าผู้สร้างหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหน. ทรงสอน ให้ยึดเอากรรมของตนเป็นหลักเกณฑ์ เว้นจากกรรมชั่ว ประกอบกรรมดี. การที่ทรงทราบหลักข้อนี้ ทำให้ศาสนาของพระองค์ลงรากฐานได้มั่นคง จน พระองค์ได้นามว่า พระเจ้าแห่งความสัจจ์, ใครคิดแล้วเป็นต้องเห็นจริง ตาม เว้นแต่จะคิดไม่เป็นเท่านั้น.
น.1565 ๙๙ บทนำ ๗. ทรงทราบโลกโดยปรมัตถ (คือลึกซึ้ง). พระปรีชาญาณ อันแหลมคมสอดส่องลุความเท็จเทียมล่อลวงของธรรมชาติในโลก. ทรงทราบ โลกโดยความเป็นสังขาร คือสิ่งที่ปรุงแต่งกันเองให้กลายเป็นสิ่งอื่น ๆ แล้ว แต่งกันต่อไปอีก จนสำเร็จเป็นคนบ้าง สัตว์บ้าง สิ่งของต่าง ๆ บ้าง. เมื่อกระจายสิ่งเหล่านั้นออกเป็นส่วน ๆ ด้วยปัญญา จะเห็นเป็นส่วนเป็นกอง เรียกว่าขันธ์บ้าง ธาตุบ้าง ทุกส่วนล้วนแต่เกิดขึ้นชั่วคราว เปลี่ยนแปลง เรื่อย ในที่สุดก็ดับลง, หลายๆ ส่วน ประกอบกันเข้าเป็นรูปกาย รูปกาย จึงเป็นของไม่ยั่งยืน เปลี่ยนไปเป็นนิจ. ธรรมชาติเป็นผู้ฉาบทาความยั่วยวน เป็นเหยื่อล่อไว้ภายนอก ซ่อนเอาความทุกข์ ความไม่งาม กลิ่นเหม็น และความแว้งกัดเผาลนไว้ภายใน ล่อให้หลงติดเช่นเหยื่อที่หุ้มเบ็ดเหมือน ฉะนั้น. พระองค์อาจแยกออกเป็นส่วนย่อย จนเห็นว่าเป็นของหาค่ามิได้ ไม่ควรหลงติดอยู่ในโลกนี้ โดยแจ้งชัดด้วยพระองค์เอง, จึงกล้าทรงเรียก ผู้อื่นให้มาดูโลกนี้ ซึ่งคนเขลาเข้าใจว่างามแล้วหมกจมอยู่ด้วยการเข้ายึดถือ ว่าของฉัน ๆ. ส่วนนักรู้เพราะได้พิจารณาเห็นแล้ว กลับเบื่อหน่ายทำใจ ไม่ให้เกี่ยวข้องด้วย ไม่เข้าไปเป็นทาสของสิ่งเหล่านั้น วางเฉยอยู่ได้, ในที่สุดก็ดับสนิทไปจากโลกอันยุ่งเหยิง. แท้จริง การตรัสรู้โลกุตตรธรรม หรือ พระนิพพาน อันได้แก่ ความดับทุกข์นั่นเอง เป็นการรู้จักโลกอย่างยิ่ง. พระนิพพานเป็นที่สุด แห่งโลก. ผู้รู้จักที่สุดแห่งโลก ก็หมายความว่ารู้จักโลกจบหมด. การที่รู้จักโลกจบหมด ก็คือรู้จักโลก, ที่เกิดของโลก, ความดับ ของโลก, และทางให้ถึงความดับของโลกนั้น. ก็สั่งทั้งสิ้นี้ ปรากฏ
น.1566 อยู่ในร่างกายของมนุษย์เรานี้เอง. พระองค์ตรัสไว้ในโรหิตัสสวรรค จตุก. อํ. ว่า แน่ะเธอ ! ในร่างกายที่ยาววาหนึ่ง มีพร้อมทั้งสัญญาและใจนี่เอง เราบัญญัติ โลก, เหตุเกิดของโลก, ความดับของโลก, และทาง ให้ถึงความดับของโลกไว้." ในที่นี้ โลกหมายถึงทุกข์, ถ้ารู้จักโลกดี ก็ต้องเห็นทุกข์ เพราะทุกข์คือโลก โลกคือทุกข์. พระองค์ทรงทราบความข้อนี้แจ่มแจ้ง จึงได้เลยทราบไปถึงโลกุตตร อันเป็นสุข เพราะพ้นจากโลก, และเรื่องนี้ จะศึกษาทดลองได้จากร่างกายมนุษย์เท่านั้น. ฯ พวกเราทั้งหลายเป็นศิษย์ของพระองค์ผู้โลกวิทู ควรรู้แจ้งโลกพอ สมส่วน แล้วทำตนให้เหมาะแก่โลก ไม่ต้องฝืนโลกให้มาเหมาะกับตน ซึ่งเป็นการทำไม่ได้เลย. รู้จักทำให้ใจสงบ ไม่ทะเยอทะยานถึงกับก่อไฟ ขึ้นในอก, มองเห็นทุกข์ประจำชั้นของมนุษย์ทั้งหมดแล้ว ไม่น้อยใจ เสียใจ หรือทิ้งทุกข์นี้ วิ่งไปจับเอาทุกข์อื่นซึ่งหนักยิ่งขึ้นไป. ควรบากบั่นฟันฝ่า ตามฐานะของตน อย่าเป็นทาสกาม แต่จะสังเกตเห็นเหตุการณ์ บุคคล สถานที่ ที่แวดล้อมตน ให้เข้าใจแจ่มแจ้งเพื่อปลอดภัย. เชื่อกรรมอัน เป็นเครื่องเย็นใจ หาสิ่งอื่นเสมอมิได้ เพราะไม่เป็นข้าใคร เป็นอิสระ แก่ตัว และรู้จักสภาวะธรรมดา โดยความเป็นของต้องเกิดขึ้นแล้วแปรปรวน ไปจนแตกดับ จนหายตื่นหายหลง ห้ามกันการทำ การแสวง การป้องกัน ที่นอกรีตนอกรอยของตนเสียได้.
น.1567 ๑๐๑ บทนำ ๘. อนุตฺตโร ปุริสทมุมสารถิ = เป็นผู้ฝึกคนพอฝึกได้ ไม่มีใครยิ่งกว่า คำว่า "สารถี" แปลตามตัวว่า ผู้ให้แล่นไป, โดยความ คือผู้ฝึกฝนด้วยการทรมาน. คำว่า "ปุริสทมุม" คือ คนที่พอฝึกสอนได้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เวไนยสัตว์ หรือสัตว์ผู้พอจะนำไปได้. อนุตฺตโร หมายความว่า ผู้ฝึกก็ดี อาการที่ฝึกก็ดี ไม่มีอย่างอื่นยิ่งกว่า. อธิบาย ดังต่อไปนี้ ควรทราบว่า การฝึกหัดม้า เป็นการออกหน้าออกตาในอินเดีย ครั้งโน้น. โวหารว่า สารถี จึงถูกนำมาใช้เรียกพระผู้มีพระภาคผู้ฝึกคน เพื่อให้ฟังเข้าใจง่าย, แต่คำว่า บุรุษที่พอฝึกได้ บ่งอยู่แล้วว่า พระองค์ ฝึกได้แต่บางคนเท่านั้น. ผู้ที่ฝึกไม่ได้ เพราะเขาไม่รับคำสอนก็ยังคงมี เช่นกับม้าบางตัวที่ฝึกไม่ได้เหมือนกัน. ในเกสีสูตร๑ จตุก. อํ. กล่าว ถึงการสนทนาของพระองค์กับนายควาญม้าคนหนึ่ง พอที่จะให้ทราบปฏิปทา ของพระองค์ได้ดี. นายเกสีควาญม้านั้น ฝึกม้าด้วยอุบายอันละเอียด คือปลอบโยนบ้าง ด้วยอุบายหยาบคือเฆี่ยนตีบ้าง และด้วยอุบายทั้ง ละเอียดและหยาบ คือทั้งปลอบโยนและเฆี่ยนตีบ้าง ก็สำเร็จ. ถ้าฝึก ถึงอย่างนี้แล้ว ม้านั้นยังใช้การไม่ได้ ก็ฆ่าเสีย เพื่อรักษาชื่อเสียง ของตนและอาจารย์. ฉันใดก็ดี พระองค์ทรงฝึกบุรุษด้วยอุบายละเอียด คือ แสดงสุคติสวรรค์, อุบายหยาบ คือ ทุคตินรก และอุบายทั้งละเอียด และหยาบ คือทั้งสุคติและทุคติปนกัน สัตว์ใดฝึกอย่างนี้แล้ว ยังรับเอา ไม่ได้ ก็ทรงฆ่าเสียด้วยการไม่ว่ากล่าวสั่งสอนอีกต่อไป ฉันนั้น. ๑. เกสีสูตร ไตรปิฎก เล่ม ๒๑ หน้า ๑๕๐ บรรพ ๑๑๑- ๑ ๙
น.1568 สำหรับการฝึก ควรทราบตามนัยแห่ง เกวัฏฏสูตร ๑ สีล. ที. ที่ ตรัสไว้ว่า ทรงพอพระทัยฝึกฝนทรมานคนด้วยอนุสาสนีปาฏิหาริย์ คือ พร่ำสอนด้วยศีลสมาธิปัญญา, ไม่พอใจทรมานเขาด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ คือ การแสดงฤทธิให้ดู เพราะไปพ้องกับวิทยาซื้อ คันธารี ของโบราณ กลัวจะถูกครหาว่าเล่นวิทยานี, และไม่พอพระทัยทรมานด้วย อาเทศนา ปาฏิหาริย์ คือดักใจได้ทุกท่า เพราะไปพ้องกับมนต์ชื่อ มณิกา ของ เก่าเหมือนกัน กลัวจะถูกครหาว่าเล่นมนต์นี้ หาใช่ญาณหรือวิชชาที่ ประเสริฐไม่, เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงทรงสั่งสอนด้วยการยกเหตุผล มาแสดงจนเขาเห็นจริง พากันอัศจรรย์แล้วทำตามโดยเต็มใจ การ ทรมานนั้นจึงเป็นผลดี และสงบเรียบร้อย เป็นการทรมานที่ไม่มีอื่นดีไปกว่า. ข้อว่า ไม่มีใครยิ่งกว่า ในส่วนตัวผู้ฝึกคือพระองค์นั้น พอจะ รู้ได้ด้วยคำสรรเสริญของนายเปสสะ ที่กราบทูลว่า การฝึกสัตว์ เดรัจฉานนั้นง่าย เพราะมันตื้น คือตรงไปตรงมา อาการภายนอก กับใจตรงกัน พอจะสังเกตรู้. ส่วนมนุษย์นั้น ปากอย่างใจอย่าง จึงฝึกยาก แต่พระองค์กลับมาฝึกได้ดี โดยไม่ต้องใช้อาชญาเฆี่ยนตี อย่างใดเลย. อีกอย่างหนึ่ง การที่ฝึกสัตว์ ก็เพื่อค่าจ้างและชื่อเสียง หรือใช้สอยอันล้วนแต่เป็นประโยชน์ตน ส่วนการฝึกของพระองค์ไม่ได้ ประโยชน์อะไรตอบแทน นอกจากจะเป็นประโยชน์สุขแก่ผู้ถูกฝึกนั้นเองเท่านั้น นี้ส่อว่า พระองค์เป็นสารถีที่หาตัวจับไม่ได้. ๑. เกวัฏฏสูตร ไตร. เล่ม ๙ หน้า ๒๗๓ บรรพ ๓๓๙.
น.1569 บทนำ ๑๐๓ ข้อว่า สัตว์ที่พระองค์ฝึกแล้ว ไม่มีอื่นยิ่งกว่านั้น รู้ตามนัย แห่งสหายตนวิภังคสูตร ๑ ม. อุ. กล่าวไว้ว่า สัตว์ธรรมดาเช่นม้าเป็นต้น ฝึกแล้วก็ทำได้เท่าที่เขาฝึกให้เท่านั้น ถึงจะได้หลายอย่าง ก็ต้องทีละอย่าง, ส่วนคนที่พระองค์ฝึกแล้ว นั่งทีเดียวทำได้หลายอย่าง แล่นไปได้ ๘ ทิศ (รูปฌานสี่และอรูปฌานสี่ ?), และอาจแล่นไปสู่พระนิพพาน อันเป็น สถานที่ถึงได้ด้วยยาก ดังตรัสไว้ใน ธ. ขุ. ว่า มนุษย์ที่ฝึกดี แล้วประเสริฐกว่าม้าอัสดร ม้าอาชานัย ม้าสินธพ ช้างกุญชร ช้าง มหานาคแม้ที่ฝึกดีแล้ว เพราะมันจะไปสู่สถานที่ยังไม่เคยไป (คือพระนิพพาน) เหมือนกับบุรุษผู้ฝึกตนแล้ว หาได้ไม่. ฯ เราทั้งหลาย. ผู้จะตามรอยพระองค์ในข้อนี้ ควรมีปัญญาในการ แนะนำสั่งสอนผู้อื่น ในสิ่งที่ตนเคยทำมา จนรู้และเข้าใจดีแล้ว ไม่เห็น แก่ประโยชน์ตน นอกจากจะตั้งเมตตากรุณาเป็นหลักไว้ในใจแล้วสอนเขา. ฯ ๙. สตฺถา เทวมนุสฺสานํ - เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ ข้อนี้ หมายความว่าเป็นครูของโลก, พระองค์เป็นนักสอนความ ดับทุกข์ เพราะฉะนั้น สัตว์เหล่าใดก็ตาม ตกอยู่ในห้วงทุกข์ พระองค์ ควรแก่ความเป็นครูของสัตว์เหล่านั้น ทุกเพศทุกชั้นโดยไม่จำกัด. พระองค์ ทรงมีความรู้เพียงพอที่จะเป็นบรมครูของโลกได้ เพราะเป็นผู้รู้ถึงธรรมที่ควรรู้ ดังกล่าวแล้วในบท อรหํ สมฺมาสมฺพุทโธ, ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะอาการที่ พระองค์แสดงธรรมสั่งสอนสัตว์โลกอย่างไร แล้วเราจงพากันทำตามเท่านั้น, พอที่จะย่นเป็นหัวข้อได้ดังต่อไปนี้ :- ๑. สหายตนวิภังคสูตร ไตร. ล. ๑๔ หน้า ๑๕๐ บรรพ ๖๑๗.
น.1570 ไม่สั่งสอนเพื่อลาภ. พระองค์ละทิ้งราชสมบัติอันบริบูรณ์ ด้วยกามคุณ เสด็จออกมาดำรงตำแหน่งครูของโลก, ถ้าทรงประสงค์ ลาภหรืออามิสจากการแสดงธรรมแล้ว คงไม่ละราชสมบัติออกมาถือตำแหน่ง นี้. ตามบาลีที่กล่าวถึงครั้งกระโน้น ไม่มีตรงไหนจะส่อให้เห็นว่า มี ประเพณีถวายเครื่องภัณฑ์แก่พระพุทธเจ้า หรือสาวกเมื่อแสดงธรรมเลย (นอก จากอรรถกถาตอนหลัง ๆ ) การแสดงธรรมในครั้งนั้นเป็นหน้าที่ของผู้แสดง จะต้องเข้าไปแสดงในฐานที่ตนเป็นผู้บำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่น แม้เขาจะ เชื่อเชิญหรือไม่ก็ตาม เมื่อเป็นคราวควรแก่การแสดงแล้ว ต้องสอน หรือแนะนำเขาทันที. มาบัดนี้ไม่เป็นเช่นนั้น ไม่ค่อยมีใครสมัครแสดงธรรม โดยไม่มีการเชื้อเชิญจากเจ้าภาพ ซึ่งมีประเพณีแน่นอนตายตัวว่า ต้อง ถวายสิ่งของและเงิน การแสดงธรรม จึงกลายเป็นหน้าที่ของคนมีเงิน ที่อยากฟัง หรือประกอบพิธีอะไรสักอย่าง หรือเกี่ยวแก่ชื่อเสียง จะ ต้องจัดหาผู้แสดง มาแสดงด้วยทำนองที่ต้องใช้มูลค่า แต่เรียกว่า บำเพ็ญบุญ, ให้มาแสดงที่ที่อยู่ของตนก็มี ให้แสดงที่วัดประจำทุกวันก็มี ซึ่งที่แท้จริงแล้ว ศิษย์พระพุทธเจ้าผู้ตามรอยพระองค์น่าจะสมัคร หรือ คอยหาโอกาสเข้าไปแสดงเอง อย่างพระองค์จึงจะควร. ใน ลาภสักการ สํยุตต .สํยุตตนิกาย, ตรัสเรื่องลาภไว้มาก, จะกล่าวพอเป็นตัวอย่าง เช่นตรัสว่า "ภิกษุ ท. ! หากว่าลาภสักการะ กระทบภิกษุผู้ยังต้องศึกษา ยังไม่บรรลุอรหัตผลแล้วไซร้ ย่อมเป็น อันตรายแก่เธอ. ภิกษุ ท. ! ลาภสักการะเป็นของหยาบช้า เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุอนุตตรโยคักเขมธรรมอย่างนี้, ภิกษุ
น.1571 บทนำ ๑๐๕ ทั้งหลาย ! พวกเธอควรศึกษาอย่างนี้แล." เท่านี้ก็พอเห็นได้ว่า ลาภ กับธรรม ควรห่างกันเสียทีเดียว ที่ไหนมีลาภ ที่นั่นไม่มีธรรม, ที่ไหนมีธรรม ที่นั่นไม่มีลาภ, ลาภเป็นผู้ไล่ ธรรมเป็นผู้หนี, จึงเป็น อันมั่นใจว่า หลักธรรมของพระศาสดาต้องไม่สั่งสอน หรือแสดงธรรม เพื่อลาภ, การอ้างว่าเขาถวายแล้วรับเพื่อฉลองศรัทธานั้น ไม่เป็นข้อ แก้ตัวที่มีเหตุผลเพียงพอเลย แท้จริงยิ่งไม่รับ น่าจะเป็นที่ชอบใจของ ทายก และเป็นธรรมแท้. ถ้าหากจะมีการถวายเพื่อเกื้อกูล ก็ไม่ควร ถวายเนื่องกับการแสดงธรรม อันจะกลายเป็นเครื่องมัวหมอง เป็นประเพณี ที่ให้โทษติดต่อสืบไป. ๒. แสดงธรรมด้วยเมตตา. พระองค์ได้ทรงฝากหลักสำหรับ ธรรมกลึกไว้ข้อหนึ่งว่า "เมื่อแสดงธรรมแก่ผู้อื่น พึงตั้งเมตตาจิตเป็น เบื้องหน้า ไม่พึงมุ่งอามิส คือ ลาภผล," เมตตาคือความรักอัน ประกอบด้วยธรรม ( ไม่ใช่ประกอบด้วยความกำหนัด เช่นความรัก ระหว่างเพศ แล้วแสดงธรรมเลียบเคียงให้เขารักตนบ้าง, หรือรักเพราะ เขาถวายสิ่งที่ตนต้องประสงค์แล้วสรรเสริญเยินยอ จนคำพูดนั้นเกินความ เป็นจริงไป ). เมตตา คือความรักด้วยความอยากให้เขาเป็นสุข ในฐาน ที่เป็นมนุษย์ร่วมโลกด้วยกัน แต่เป็นผู้ยังมีปัญญาอ่อนต่อการที่จะทำตนเอง ให้เป็นสุขได้ตามลำพัง. เมตตานี้ เป็นบารมีอันหนึ่ง ที่พระโพธิสัตว์ ได้เก็บเล็กผสมน้อยมาตั้ง ๔ อสงขัยแสนกัปป์ จึงจะแก่กล้าถึงที่สุด เป็น พระพุทธเจ้าได้. โลกต้องการเมตตาอยู่เสมอ. ผู้ที่มีเมตตาแท้จริงแล้ว ทำอะไรลงไปด้วยเมตตานั้น จึงเป็นเจ้าหนี้ของโลก. พระศาสดาผู้เป็น บรมครูของเราทั้งหลาย จึงทรงสั่งไว้ว่า ให้แสดงธรรมด้วยเมตตา.
น.1572 มุ่งธรรมเป็นใหญ่. พระองค์สอนว่า คำที่พระองค์ตรัส เองก็ตาม ที่อาจารย์สอนให้ก็ตาม ตลอดจนคำที่ได้ยินได้ฟังมาจากทางไหน ก็ตาม อย่าเพ่อเชื่อในทันที ต้องคิดดูให้เห็นว่าดีหรือชั่ว จริงหรือ ไม่จริง ด้วยตนเองเสียก่อนแล้วจึงเชื่อ, เช่นกาลามสูตรที่ตรัสแก่พวก กาลามชนเป็นต้น ตลอดถึงสูตรอื่นที่เหมือนกัน, นี้ก็เพราะมุ่งธรรมเป็น ใหญ่ ไม่มุ่งบุคคลเป็นใหญ่, ไม่เชื่อบุคคล แต่เชื่อธรรม. พระองค์สอนให้คิดหาเหตุผล แสดงเหตุผลให้แก่ผู้ฟัง ไม่ ปิดบังอำพราง, ไม่สอนคนโน้นอย่างหนึ่ง สอนคนนี้อย่างหนึ่ง ด้วย ความลำเอียง, พูดตรงไปตรงมาอย่างเป็นธรรม ไม่ต้องคิดถึงว่า จะ ชอบใจผู้ใดหรือไม่. เหล่านี้ ล้วนแต่บ่งว่า ให้มุ่งธรรมเป็นใหญ่. ๔. ต้องทำให้ได้เหมือนที่สอนเขา. ตรัสไว้ว่า พึงตั้งตัวเอง ไว้ในคุณที่สมควรเสียก่อน จึงค่อยสอนผู้อื่นภายหลัง, และฝึกตนให้ดี เสียก่อน จึงค่อยฝึกผู้อื่น เพราะตนนั้นฝึกยากกว่าผู้อื่น. จะสอนเขา ให้มี ศีล มีหิริโอตตัปปะเป็นต้น ตนเองควรทำเช่นนั้นให้ได้เสียก่อน ไม่ใช่ไปอ่านหรือฟังจากใครแล้วมาสอน ผู้ที่ทำไม่ได้เหมือนสอน เป็นผู้ ควรติเตียน และพระองค์ทรงอนุญาตให้ติ ดังพุทธภาษิตที่ตรัสแก่ โลหิจจพราหมณ์ ในโลหิจจสูตร สีล. ที่. ๑ ว่า ครูที่ควรติเตียนมีอยู่ ๓ พวก คือ ๑. ผู้ที่ออกบวชแล้วแต่ไม่ทำตนให้บรรลุสามัญญผลนั้น ๆ เสีย ก่อน มาสอนผู้อื่น, คำเทศน์ของเขาไม่มีใครเอาใจใส่ เหมือนคนรักผู้- หญิงที่ไม่รักตน หรือกอดผู้หญิงข้างหลัง. ๒. ผู้ที่เป็นเช่นนั้น แต่ ๑. โลหิจจสูตร ไตร. ล. ๙ หน้า ๒๙๐ บรรพ ๓๖๐ จักกวัตติสูตร ไตร. ล. ๑๑ หน้า ๘๕ บรรพ ๕๐.
น.1573 บทนำ ๑๐๗ คำเทศน์ของเขามีผู้เอาใจใส่ เขาเพลินไปในการสอน ละทิ้งหน้าที่ของ ตนที่ควรทำก่อน เช่นเดียวกับผู้ทิ้งนาของตน ไปทำนาของผู้อื่น. ๓. และ ผู้ที่เป็นเช่นนั้น สอนไม่มีใครพึง เขาละสิ่งที่พอจะทำได้ ไปรับภาระ ในสิ่งที่เขาทำไม่ได้เลย เหมือนคนที่ตัดบ่วงเก่า เพื่อเอาบ่วงอันใหม่ ฉะนั้น. ครูทั้งสามพวกนี้ ควรโจทท้วงติเตียน. การโจทนั้น เป็นของจริง ประกอบด้วยธรรม ไม่มีโทษ. พระองค์เองทรงยึดหลักนี้มั่นและสอนไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ละเลยต่อการที่จะทำเองให้ได้เสียก่อน แล้วจึงสอนเขา. ๕. ฉลาดในวิธีสอน . ทรงเป็นผู้ฉลาดในการที่จะทำให้เขาเข้าใจ และเห็นจริงตามคำสอนนั้น เพราะทรงแสดงให้เหมาะแก่อุปนิสัย สติ ปัญญาของผู้ฟัง แสดงไปตามลำดับ ง่ายไปหายาก ต่ำไปหาสูง, ไพเราะตลอดเวลา ทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด พร้อมทั้งเหตุผล พอผู้ที่พึงจะเอาไปคิดให้เห็นได้ ไม่ต้องเชื่อด้วยงมงาย เพราะโดยมาก มักแสดงให้เหมาะแก่เรื่องราวที่กำลังเกิดอยู่หรือเล่าลือกันอยู่ในเวลานั้น หรือ เหมาะแก่กิจการที่ผู้นั้นกระทำอยู่. (เห็นกองไฟ เทศน์เปรียบด้วยกองไฟ เช่น อัคคิขันโธปมสูตร, เขาชอบไฟเทศน์เรื่องของร้อน เช่น อาทิตต- ปริยายสูตรแก่พวกชฎิล เป็นต้น ) และตลอดเวลาที่แสดง ย่อมมีอุบาย ให้ผู้ฟังเกิดความสดชื่น กล้าหาญ รื่นเริง พอใจฟัง ในที่สุดอยาก ทำตาม, ไม่มีการเบื่อหน่ายง่วงงุน, ทั้งหมดนี้ เป็นเพราะฉลาดใน การแสดงธรรม.
น.1574 เหล่านี้ เป็นลักษณะของพระองค์ที่แสดงว่า ควรแก่ตำแหน่ง บรมครูของเทวดาและมนุษย์ หรือครูของโลกเป็นแท้. เราทั้งหลายผู้ เป็นสาวก ควรดำเนินตามให้สมกับที่ตรัสไว้ในจักกวัตติสูตร ปา. ที. ว่า "ภิกษุ ท. 1 พวกเธอจงเที่ยว (คือดำเนินตน ) ไปในวิสัย อันเป็นของแห่ง บิดาของตนเถิด .. " ก็จะสมกับที่เราทั้งหลายปฏิญญาตัวเองเป็นศิษย์ของ พระองค์ผู้เป็นครูแห่งเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย. ฯ ๑๐. พุทฺโธ = ผู้เบิกบาน คำว่า พุทโธ แปลทับศัพท์ว่า พระพุทธเจ้า, มีความหมาย ได้หลายประการ เช่น ผู้รู้, ผู้ตื่น, ผู้ปลุก, ผู้เบิกบาน, มีอธิบายดังนี้ :- ๑. ผู้รู้. หมายเอารู้สิ่งควรรู้ เรียกว่า เญยยธรรม ได้แก่ รู้ความพ้นทุกข์ ที่เรียกว่า รู้อริยสัจจ์ รู้เท่าสังขาร ก็มี, ดังอธิบาย แล้วในบทว่า สมุมาสมฺพุทโธ. ๒. ผู้ตื่น. หมายเอาตื่นจากอวิชชาและกิเลส อวิชชาทำสัตว์ ให้โง่เขลา เปรียบด้วยคนหลับ รู้เห็นอะไรไม่ได้ ; พระองค์ประกอบ ด้วยวิชชา รู้สิ่งทั้งปวง จึงเปรียบด้วยคนตื่น. กิเลสทั้งสิ้นเป็นผล เนื่องมาจากรากเง่าคืออวิชชา อันเป็นกิเลสอย่างละเอียดนั่นเอง. ๓. ผู้ปลุก. พระองค์เองทรงตื่นแล้วมีพระกรุณาในสัตว์ผู้ยังหลับ อยู่ จึงทรงปลุกขึ้นด้วยการแสดงธรรมชี้แจงเหตุผลให้เขารู้ตามเป็นจริง เช่น ทรงอธิบายให้พวกพราหมณ์ในอินเดียครั้งนั้น เลิกการถือวรรณะ อันเป็น
น.1575 บทนำ ๑๐๙ เหตุให้ถือตัวจัด ไม่สามัคคีกันเข้าได้ เป็นการทอนกำลัง. ให้เลิกทาส ด้วยการบัญญัติไว้ในมิจฉาวณิชชาของอุบาสก และไม่ให้ภิกษุรับทาสเป็น อันขาด. ให้เลิกการฆ่าสัตว์บูชายัญญ์ แต่ให้บูชาด้วยการบำเพ็ญทาน, ให้เลิกการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และการอ้อนวอนบวงสรวง ให้เลิกความเห็นว่า มีตัวมีตน ในอัตตภาพร่างกายนี้ อันเป็นเหตุให้ยึดมั่นจนเกิดความร้อนใจ, และให้เห็นเป็นอนัตตา ให้เชื่อกรรม, ให้เว้นกามสุขัลลิกานุโยค และ อัตตกิลมถานุโยค บำเพ็ญอยู่ในมัชฌิมาปฏิปทา ในที่สุดแสดงพระ- นิพพานให้. พระองค์เป็นผู้ปลุกโลกให้ตื่นอย่างนี้. ๔. ผู้เบิกบาน . เพราะพระองค์เป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น จึงสามารถทำ พระองค์เองให้พ้นจากทุกข์ และอุปสรรคในการบำเพ็ญ พุทธจริยา บำเพ็ญ ประโยชน์แก่โลก ไม่มีอะไรติดขัด ทำพระทัยให้ชื่นบานทุกเมื่อ สรรพ- กิเลสและความชั่วไม่กล้ำกลายพระองค์เลย จึงทรงอาจหาญสดชื่นอยู่เป็นนิจ สามารถเปล่งพระสีหนาทประกาศธรรมจักร ด้วยการท้าให้นักรู้ทั้งหลาย พิสูจน์คำสั่งสอนของพระองค์, ยอมให้จับผิดหรือคัดค้านด้วยเหตุผล. เมื่อ ไม่มีสมณะพราหมณ์เหล่าใด โจทท้วงพระองค์ได้โดยธรรม จึงทรง ปฏิญญาพระองค์ด้วยอาสภัณฐานะ คือตำแหน่งจอมโลก, นี้เป็นความ เบิกบานไพโรจน์เต็มที่ของพระองค์. เราทั้งหลายผู้เป็นศิษย์ พระพุทธเจ้า ควรดำเนินตามรอยพระองค์ ในที่นี้ด้วยหลักสั้น ๆ ว่า พยายามในการรู้, ชำระความโง่ให้หมดไป, ช่วยแนะนำผู้อื่นเท่าที่สามารถ, และเบิกบานสดชื่นอยู่ด้วยความสุจริตของตน เพราะไม่มีการซ่อนเร้นความชั่วอย่างใดไว้ในใจแม้แต่น้อย. ฯ
น.1576 ภควา = ผู้จำแนกธรรม คำว่า ภควา มีแง่หลายแง่ในเมื่อพิจารณาถึงมูลศัพท์, โบราณา- จารย์เคยถกกันถึงเรื่องนี้ แต่ก็ยากที่จะยุติ. ในที่นี้จะประมวลคำแปลหรือ หรือความหมายของคำนี้มาให้สิ้นเชิง คือผู้จำแนกธรรม, ผู้มีภคธรรม, ผู้เสพ, ผู้ควรคบ, ผู้หัก, ผู้มีโชค. อธิบายดังต่อไปนี้ :- ๑. ผู้จำแนกธรรม. ท่านแบ่งออกเป็นสองคือ ผู้กระจายธรรม ทั้งหลายออกเป็นประเภท ๆ เช่นแจกอริยสัจจ์, ขันธ์, ธาตุ, ฯลฯ ออก แสดงเป็นต้น. นี้อย่าง ๑, และทรงจำแนกคือแบ่งให้แก่เวไนยสัตว์, หรือ แจกธรรมทานนั่นเอง ไม่เลือกว่าเทวดามนุษย์, นี้อย่าง ๑. ๒. ผู้มีภคธรรม . ภคธรรมคือ ความบังคับจิตไว้ได้ในอำนาจ, ความงามแห่งอวัยวะคือรูปกาย และธรรมกาย, สิ่งที่ปรารถนาเป็นงานชิ้น ใหญ่ในชีวิต, และความเพียร. ภคธรรมเหล่านี้มีพร้อมในพระองค์ไม่ มีใครสู้ ๓. ผู้เสพ. หมายเอาความที่พระองค์ได้เสพคือดื่มรสแห่งอมต- ธรรมหรือนิพพาน, ทรงเสพอยู่กับรสอันประเสริฐนี้จนตลอดพระชนมายุ. ๔. ผู้ควรคบ. ในโลกนี้ไม่มีใครเป็นนักบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่น ยิ่งกว่าพระองค์ จำเดิมแต่เป็นโพธิสัตว์เที่ยวไปในสังสารวัฏฏ์ ได้สละ สิ่งของก็มี สละอวัยวะหรือชีวิตก็มี ในครั้งสุดท้ายเป็นผู้ชีพระนิพพาน จึงเป็นผู้น่าคบยิ่ง.
น.1577 ๑๑๑ บทนำ ๕. ผู้หัก. คือหักวงล้อแห่งการเวียนเกิดเวียนตาย ไม่ให้มี การหมุนอีกต่อไป คือการแสดงธรรมให้สัตว์หลุดพ้นถึงที่สุดแห่งทุกข์ ไม่มี จุติและอุบัติอีกต่อไป, กิเลสและบาปธรรมหมดฤทธิ์, ไฟทุกข์ดับสนิท โลกแห่งอริยสาวกสงบเยือกเย็น. ๖. ผู้มีโชค. ครั้งปฐมวัย ได้รับความทะนุบำรุงประคับประคอง ในฐานบุคคลผู้ที่บิดามารดาหวังให้ดำรงตำแหน่งจักรพรรดิ ตามคำทำนาย ของพราหมณ์ผู้รู้มหาปุริสลักขณพยากรณ์, ตอนมัชฌิมวัยได้ออกบวช ได้ ตรัสรู้เต็มเปี่ยม สมดังพระประสงค์, เสร็จแล้วแสดงธรรมสอนสัตว์ไป จนถึงปัจฉิมวัย ไม่มีอุปสรรคกีดกั้น ประดิษฐานพระศาสนาได้มั่นคง มีผู้ นับถือยอมเป็นศาสนิก, ไม่มีใครขัดขวางหรือต่อต้านคิดทำลายพระองค์ได้ แม้แต่ผู้ประสงค์ร้าย ก็พ่ายแพ้ภัยตัวไปเอง, จึงเรียกว่าคนมีโชค. เราทั้งหลาย เป็นศิษย์ของพระองค์ในข้อนี้ จะดำเนินตามรอย พระบาทยุคลได้ด้วยหลักคือ เป็นนักพิจารณาแยกเหตุผลออกพิสูจน์ เพื่อ รู้จักและเข้าใจสิ่งต่าง ๆ โดยละเอียดชัดเจน, เจือจานคนข้างเคียงด้วยความรู้ นั้น ๆ, มีคุณสมบัติความดีเป็นหลักประจำใจพอควรแก่อัตตภาพ, เสพคบ แต่กุศล, ทำตนให้เป็นที่น่าสมาคมแก่คนทั่วไป ทำลายล้างความชั่ว อันเป็นมลทิน อย่าให้มีอยู่ในตนได้ ในที่สุดก็จะเป็นผู้มีโชคดีเป็นแน่แท้. ฯ ๑๒. แสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น, ท่ามกลาง - ที่สุด การแสดงธรรมของพระองค์ไม่มีพิธีรีตอง เพราะที่แท้ก็คือการ สนทนากับคน ๆ หนึ่ง หรือหมู่หนึ่งนั่นเอง, พระองค์ทรงอธิบายความ, ย้อน
น.1578 ถามเมื่อควรย้อน ยอมให้ค้านเมื่อยังสงสัย, ทรงชี้แจงพร้อมด้วยตัวอย่าง เปรียบเทียบ และคำพูดอันจูงใจสะกิดใจให้เขาใคร่ครวญยิ่งขึ้น, แม้ผู้มาฟัง ด้วยตั้งใจว่าจักจับผิดข่มขี่ถ้อยคำ ในที่สุดก็พ่ายแพ้แก่พระองค์ ยอมเป็นศิษย์, ในบาลีทั่วไปเมื่อจบเทศนา ผู้เลื่อมใสจะเปล่งคำว่า ไพเราะนัก พระโคดม, ไพเราะนัก พระโคดม, เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าไพเราะในเบื้องต้น ท่ามกลางที่สุด, จะอธิบายพอเป็นแนว. ๑. ในสูตรหนึ่ง ๆ ขึ้นต้นด้วยคำนิทานบอกเวลาและสถานที่ตลอด จนผู้ที่มารับเทศนา, ตอนกลางว่าด้วยเรื่องที่แสดง, ลงท้ายด้วยคำ นิคมคือรวบยอดเนื้อความนั้น ๆ สูตรนั้นจึงชื่อว่า เพราะโดยสถาน ๓ คือ เบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด. ๒. ธรรมทั้งสิ้น ชั้นต่ำ ๆ รวบยอดได้เป็นศีล, ชั้นกลางเป็น สมาธิ, ชั้นสูงเป็นปัญญา เป็นลำดับเหมาะแก่แนวทางแห่งใจของผู้จะเดิน ตามจึงไพเราะ ๓ สถาน. เมื่อกล่าวโดยทั่วไป ปริยัติคือการศึกษา งามในเบื้องต้น, ปฏิบัติ คือการทำจริงในศีลสมาธิปัญญา งามในท่ามกลาง, ปฏิเวธ คือ มรรคผลนิพพาน เป็นผลเกิดมาจากปฏิบัติ งามในที่สุด, จึงชื่อว่า ไพเราะในที่ ๓ สถาน. ๔. เมื่อกล่าวเฉพาะวงการปฏิบัติ การเว้นจากกามสุขัลลิกานุโยค งามในเบื้องต้น, การเว้นจากอัตตกิลมถานุโยค งามในท่ามกลาง, การ เสพมัชฌิมาปฏิปทา คืออริยมรรคมีองค์ ๘ งามในที่สุด.
น.1579 บทนำ ๑๑๓ ๕. เมื่อกล่าวโดยผล. ธรรมที่เป็นอุบายเครื่องพ้นจากอบายภูมิ- ทุคติ ชื่อว่างามในเบื้องต้น, ธรรมที่เป็นอุบายให้หลุดพ้นจากกามคุณ ของมนุษย์หรือของทิพย์อันเป็นบ่วงรึงรัด ชื่อว่างามในท่ามกลาง, ส่วนที่เป็น อุบายให้พ้นไปจากภพจากชาติ ได้แก่โมกขธรรม ชื่อว่างามในที่สุด. ๖. เมื่อกล่าวโดยการละเว้น, คำสอนที่เป็นตทังคปหานคือ ละได้ชั่วคราว ชื่อว่างามในเบื้องต้น, ที่เป็นวิกขัมภนปหาน ข่มไว้ได้นาน ด้วยกำลังฌาน ชื่อว่างามในท่ามกลาง, ส่วนที่เป็นสมุจเฉทปหาน ละได้เด็ดขาดไม่กลับกำเริบต่อไป ชื่อว่างามในที่สุด. ๗. เมื่อกล่าวโดยความเจริญ, ธรรมที่ทำความเจริญในโลกนี้ ชื่อว่างามในเบื้องต้น, ที่เจริญในโลกหน้า ชื่อว่างามในท่ามกลาง, ที่ให้ ข้ามขึ้นพ้นโลก บรรลุนิพพาน ชื่อว่างามในที่สุด. งาม ๓ สถาน มีแนวความดังนี้. ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์เข้าได้ในพวกไหน พึงทราบว่าธรรม นั่นงามโดยสถานนั้นเถิด. ฯ ๑๓. ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถะ พยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ คำว่า ประกาศ คือการแสดงธรรมเผยแผ่, คำนี้ใช้เฉพาะ พระศาสดา, ถ้าสาวกใช้ อภิวทนฺติ ๑ แปลว่ากล่าวโดยยิ่ง โดยความ ก็คือประกาศเผยแผ่เหมือนกัน. คำว่า พรหมจรรย์ หมายเอาธรรมวินัย ๑. มีที่มาใน จตุก. อํ. ไตร. ล. ๒๑ น. ๒๙ บ. ๒๒.
น.1580 ทั้งหมดนั่นเอง, คำว่า พร้อมทั้งอรรถะ คือเนื้อความพิสดาร, พร้อม ทั้งพยัญชนะ คือคำสรุปความย่อตอนท้ายเพื่อจำง่าย มักผูกเป็นคาถา. คำว่า บริสุทธิ์ คือไม่เจือด้วยเท็จเทียม, ทรงกล่าวธรรมใด ว่าเป็นทุกข์ ก็ทุกข์จริง, ว่าทำอันตรายแก่ผู้ประพฤติ ก็ทำจริง, ว่าสุข ก็สุขจริงเป็นต้น. คำว่า บริบูรณ์ คือพร้อมพอที่จะให้สำเร็จประโยชน์ ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด ไม่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ เช่นความรู้ของอุทกดาบสรามบุตร ไปติดเสียแค่อรูปฌานเท่านั้นเป็นต้น. พระพุทธคุณและพระพุทธจริยาทั้งหมดนี้ ควรเราทั้งหลายผู้เป็นศิษย์ ของพระองค์ จะกำหนดถือเอาเพื่อปฏิบัติตามควรแก่เพศ เป็นแท้. ฯ จบบทนำ
น.1581 บทที่ ๑ ฟังเทศน์,เกิดศรัทธา และ ปัญญา, อยากบวช.
น.1582 บทที่ ๑ ฟังเทศน์, เกิดศรัทธาและปัญญา, อยากบวช, พระบาลี ที่เป็นอุทเทสในบทนี้ ดังนี้ :- “ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย! ในกาลก่อน ข้าพเจ้านั้น เป็นคฤหัสถ์ครอบครองเรือน เป็นคนไม่รู้. ครั้นเมื่อพระตถาคตเจ้า บ้าง สาวกของพระตถาคตเจ้าบ้าง แสดงธรรมแก่ข้าพเจ้าอยู่, ข้าพเจ้า สดับธรรมนั้นแล้ว มีศรัทธาในพระตถาคตเจ้า, ครั้นประกอบด้วย ศรัทธา เห็นแจ่มแจ้งว่า ฆราวาสคับแคบ เป็นที่ไหลมาแห่งธุลี คือ กิเลส การบรรพชาเป็นโอกาสว่าง. ก็แต่ว่าการบรรพชาคือพรหม- จรรย์นี้ คนผู้อยู่ครองเรือนจะประพฤติให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ ด้วยดี ดุจสังข์ที่เขาขัดดีแล้วนั้น ไม่อาจทำได้โดยง่าย, ถ้ากระไร เราพึง ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวะ ออกจากเรือน ถือเอาการบวช ของคนไม่มีเรือน เถิด. ฯ” [ บาลี ฉวีโสธนสูตร อุปริ. ม. ] นิทเทส ความย่อในบทนี้ : การตามรอยพระอรหันต์ เริ่มต้นแต่ยัง เป็นฆราวาส ไม่รู้ธรรม. พระตถาคตผู้ให้กำเนิดพระอรหันต์คือใคร และ ทรงแสดงธรรมด้วยอาการอย่างไร ได้กล่าวแล้วในบทนำโน้น, คำว่า ‘ฆราวาส’ ไม่จำกัดบุคคล จะเป็นผู้เกิดในตระกูลใดตระกูลหนึ่งก็ตาม,
น.1583 ครั้นได้สดับธรรมนั้นแล้ว เกิดความรู้สึกเบื่อต่อการมั่วสุมอยู่ด้วยเรื่องรบกวนใจ ในชีวิตของฆราวาส ซึ่งมีธรรมดาแออัดคับแคบเช่นนั้น มาตั้งแต่หลาย ร้อยชั่วบรรพบุรุษ ไม่รู้จักจบ, เกิดความอยากในบรรพชา อันเป็นชีวิต ที่ปลอดโปร่งสบาย ไม่อาเกียรณ์เหมือนชีวิตคนบริโภคกาม. เนื้อความ อันจะพึงกล่าวในบทนี้ มีหัวข้อดังนี้ :- ๑. คำว่าข้าพเจ้า หรือผู้ที่จะบรรลุมรรคผล คือใครบ้าง. ๒. การฟังในที่นี้ เป็นการฟังของใคร. ๓. ใครอาจมีความรู้สึกเช่นนี้. ๔. อยากบวชเพราะอะไรจูงใจ. ๕. อะไรทำให้เบื่อหน่าย. ๖. กามคืออะไร. ๗. ตัวอย่างแห่งผู้เคยรู้สึกเช่นนั้นมาแล้ว. ๘. บัดนี้โลกทั่วไปรู้สึกอย่างไรบ้างในเรื่องนี้. จะได้พรรณนาความไปตามลำดับ ดังนี้ :- ๑. คำว่าข้าพเจ้าหรือผู้ที่จะบรรลุมรรคผล รู้ได้โดย บาลีสามัญญผลสูตร และบาลีอื่น ๆ เช่น เกวัฏฏสูตร เป็นต้น ว่า หมายเอากุลบุตรสุดแท้แต่จะเกิดในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง โดยไม่จำกัดวรรณะ ว่า จะเป็นกษัตริย์, พราหมณ์, แพทย์, หรือ สูตร เพราะอาจได้บรรลุ มรรคผลเสมอกัน ไม่มีการยิ่งหย่อนกว่ากันเนื่องด้วยวรรณะนี้. สมภาพ
น.1584 อันนี้ ปรากฏอยู่ในบาลืมธุรสูตร ม.ม. เป็นใจความว่า วรรณะสี่ เหล่านี้ ทำบาปอกุศล เช่น ปาณาติบาต เป็นต้น ย่อมเข้าถึงอบาย- ทุคติเสมอกัน, ถ้าทำกุศล เช่น ทาน เป็นต้น ย่อมเข้าถึงสุคติ เสมอกัน, แม้แต่กระทำผิดต่อมหาชนเช่นทำร้ายร่างกาย เป็นต้น ย่อมได้รับ อาชญาเสมอกัน, พระเจ้ามธุราตรัสรับรองกับพระมหากัจจายนะในบาลีนี้ว่า " ... จริงทีเดียวพระผู้เป็นเจ้า ! เมื่อเป็นเช่นนั้น คนที่ต่างกันสักว่า วรรณะสี่ พวกนี้ จึงไม่ต่างอะไรกัน และกระผมเห็นได้ชัดว่า ไม่ต่างอะไรกัน ... " พุทธบริษัทผู้หวังตามรอยพระอรหันต์ จึงไม่ควรท้อถอยในเรื่อง ชาติตระกูลของตน หากต่ำต้อย ก็หาเป็นเครื่องกีดกั้นการบรรลุมรรคผล นี้ไม่. ๒. การฟังในที่นี้ เป็นการพึงของฆราวาส ซึ่งไม่เคย ศึกษาวิชชาธรรมมาเลย ไม่ใช่เป็นการฟังของนักปริยัติ ซึ่งเรียนคัมภีร์ จบเป็นตู้ ๆ แต่ไม่ได้แสวงการพ้นทุกข์, เป็นการพึงของผู้ที่ฟังแล้ว กำหนด เห็นสภาพแห่งชีวิต มุ่งต่อวิธีที่จะทำตนให้เป็นสุข จึงลงมือทำจริง และ ทำได้จริงตามนั้น. คำว่า "ธรรม" ในที่นี้ หมายเอาบรรดาธรรมที่ทำ ให้มนุษย์หลุดพ้น อันยืนเรียกว่า จรณะ ๑๕ บ้าง, มรรค ๘ บ้าง, สิกขา ๓ บ้าง, อันข้าพเจ้ากล่าวแล้วในบทนำ ตอนวิชชาจรณสัมปันโน๑ สรุป ให้สั้นที่สุดก็คือ วิธีทำใจให้หลุดพ้นจากอำนาจแห่งธรรมชาติ ที่ย่ำยีหัวใจ มนุษย์ผู้รู้เท่าไม่ถึงเพราะอวิชชา ให้รู้ถึงจนอาจทำใจให้สดชื่นอยู่ได้เสมอไป และยิ่งขึ้นไป จนในที่สุดดับไม่มีอะไรเหลือ ไม่มีวิญญาณที่จะถือปฏิสนธิ ๑. ตอนวิชชาจรณสัมปันโน หน้า ๘๖.
น.1585 ใหม่เพราะขาดปัจจัย, อันเรียกกันว่า ปรินิพพาน ไม่ต้องเกิดมาทรมาน ต่อสู้กับธรรมชาติของโลกอีกต่อไป, ถึงหากว่ายังเป็นเช่นนั้นไม่ได้ จักมี การเกิดอีก ก็เป็นชีวิตที่สุขุมเยือกเย็น. อรรถกถามงคลสูตร กล่าวอนิสงส์ของการฟังไว้สองอย่างคือ ได้บรรลุมรรคผลในชาตินี้ อย่างหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่ง เป็นการอบรม วาสนา เพื่อชาติข้างหน้า. กุลบุตรในบทนี้ หมายเอาผู้รับอานิสงส์ข้อ ต้น คือการบรรลุมรรคผลเสียแต่ในปัจจุบัน. สำหรับผู้ที่เพียงแต่เรียนไป มาก ๆ อย่างเดียว พึงรับอานิสงส์ตามที่ตรัสไว้ใน ปฐมสูตร ปฐมวรรค ปฐม- ปัญญาสก์ จตุก. อํ เป็นใจความย่อลงได้ดังนี้ว่า ตายแล้วจะได้เกิดเป็น เทวดาในเทวโลก, ธรรมจะมาปรากฏขึ้นในใจเอง, หรือมีภิกษุผู้มีฤทธิ์ขึ้นไป แสดงธรรม, หรือเมื่อมีเทวบุตรตนใดตนหนึ่ง แสดงธรรมในที่นั้น, หรือ มีเทวดาผู้อนาคามีมาตักเตือนว่า ท่านจงระลึกถึงธรรมวินัยที่เคยเรียนในภพ ก่อน ๆ, เหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่ง เธออาจบรรลุมรรคผล ในเทวโลก ได้ตามควร. แม้อานิสงส์ ที่ทรงตรัสไว้ในบาลีโพชฌงคสังยุตต์เป็นต้น ว่า การฟังธรรมอาจจะระงับนิวรณ์ทั้ง ๕ ได้ก็ดี, ที่ตรัสในติกนิบาตว่าระงับความ สงสัยเป็นต้นก็ดี ไม่ได้หมายเอากุลบุตรในบทนี้, เพราะฉะนั้นจึงควร ทำความแน่ใจว่า แม้คนเราเพิ่งจะได้ฟังธรรมเป็นครั้งแรก ก็อาจได้ ความรู้สึกที่ใกล้ต่อความเป็นพระอรหันต์ได้เหมือนกัน ขอแต่ให้พึงด้วยความ เอาใจใส่ดังในบทว่า "พึงด้วยดี ย่อมได้ปัญญา" เถิด ไม่ได้ประสงค์ ๑. ปฐมสูตร ไตร. ล. ๒๑ น. ๒๕๑ ม. ๑๙๑
น.1586 เอาการเรียนมากจนจบคัมภีร์. การเรียนมาก ๆ สำหรับบางสมัยหรือบางคน ยิ่งไกลต่อความดับทุกข์ เพราะเขาเรียนด้วยโลภจริตและโมหจริตก็ยังมี. กุลบุตรที่ควรถือเป็นตัวอย่างในบทนี้ : พระยส, อุปติส, โกลิต, และปีปผลิมาณพเป็นต้น เราควรเดินตามทางท่านเหล่านี้. เทวทัตต์กับลาภ สักการะเป็นตัวอย่างแห่งผู้ที่ฟังเช่นเดียวกับเขาอื่น แต่กลับได้รับสมมติว่า เป็นผู้ที่เลวที่สุดในประวัติแห่งพุทธศาสนา. เรายังขาดผู้แสดงธรรมหรือ ปาฐกที่มีความรู้ในเรื่องนี้ด้วยหัวใจจริงๆ ไม่ใช่รู้จากหนังสือหรือจำมา พูด โดยไม่ได้แทงเข้าไปภายในใจแห่งผู้พึง, จึงยังอาภัพต่อการตรัสรู้ มากกว่าท่านเหล่าโน้นที่ได้ฟังจากปากแห่งพระอรหันต์เอง. แต่อย่างไรก็ดี ขอเราจงพยายามเสมอเพื่อตามรอยท่านให้พบ. ถึงแม้เราจะได้ฟังจากปุถุชนธรรมดาเช่นเรา ๆ หรือมีโลภะ โทสะ หนาแน่นกว่าเรา ก็ควรฟังด้วยความเคารพในพระธรรมนั้น. มีตัวอย่าง มาแล้วมากมายที่ผู้ฟังได้บรรลุมรรคผลเพราะได้ฟังเทศน์จากปุถุชน เพราะการ พึงย่อมได้ปัญญา. ในอรรกถา ธ. ขุ. เล่าถึงเรื่องบุตรของอนาถบิณฑิก" คฤหบดี ไปฟังธรรมเพราะบิดาจ้างให้ฟัง หนักเข้ายังเกิดปัญญาและบรรลุ ได้ด้วยความกรุณาของพระองค์. เพราะฉะนั้น เราจึงควรฟัง แม้เป็นสมัย ที่เราเชื่อกันว่าไม่มีพระอรหันต์, เว้นแต่เราจะไม่ศึกษาด้วยใจอันประกอบ ด้วยธรรมเท่านั้น. คนเราส่วนมาก ไม่ได้เป็นเช่นกับช้อนที่ไม่รู้รสแกง เว้นแต่จะถือตัวหรือทะนงตัวต่อการเข้าไปใกล้แกง คือพระธรรมนั้น.
น.1587 ใครจะมีความรู้สึกเช่นกุลบุตรนี้. ใน จตุก. อํ. ๑ ทรงแบ่งบุคคลเนื่องด้วยการรู้ไว้สี่พวก, พวกที่ ๑ พอได้พึงหัวข้อย่อ ๆ เท่านั้น เข้าใจได้ทันที พวกนี้เรียกว่า อุดฆติตัญญู. พวกที่ ๒ ต่อได้ฟังอธิบาย จึงจะเข้าใจได้ เรียกว่า วิปัจจิตัญญู. พวกที่ ๓ ต้องพร่ำสอนไปนาน จึงจะรู้ได้ เรียกว่า เนยยะ. พวกที่ ๔ เป็นพวกที่ไม่อาจรู้ได้เลยแม้จะ ถูกพร่ำสอนเพียงใด เพราะมีผ้าในดวงตาหนาเกินกว่าที่ใครจะพูดให้เข้าใจได้ ในชาตินี้ หรือบางทีหนาเกินกว่าที่จะนึกอยากฟังธรรมเสียอีก, เรียกว่า ปทปรมะ, ได้แก่พวกที่พระพุทธเจ้าหรือใครก็โปรดไม่ได้. ใน ๔ จำพวก นี้ ๓ พวกข้างต้นเป็นลักษณะของกุลบุตรที่กล่าวถึงข้างต้น คืออาจพึง ธรรมของตถาคตเข้าใจ ถึงกับออกบวชบรรลุมรรคผลตามได้. ๔. อยากบวชเพราะอะไรจูงใจ. เมื่อกล่าวโดยทั่วไปใน วงการบวชแล้ว พึงจับหลักที่ตรัสไว้ใน จตุก. อํ.๒ ว่า คนเลื่อมใสได้ เพราะเหตุ ๔ อย่าง พวกที่ ๑ เลื่อมใสในรูปหนักในรูปแห่งศิลปะอันเนื่อง ด้วยพุทธศาสนา ตลอดจนถึงใคร่ในรูปอันเป็นกามคุณ ที่ตนคิดว่าจะได้ มาด้วยการประพฤติพรหมจรรย์นี้ ในชาตินี้ก็ดี ในสวรรค์ก็ดี, แล้วจึง เลื่อมใสหันเข้าบวช, เรียกว่า รูปีปปมาโณ หรือ รูป๊ปปสันโน. พวก ที่ ๒ มีอาการอย่างเดียวกัน แต่เปลี่ยนเป็นชอบใจในเสียง เรียกว่า โฆสัปปมาโณ หรือโฆบัปปสันโน. พวกที่ ๓ แปลกออกไปบ้าง, พวกนี้ เลื่อมใสในการประพฤติปอน คือมอมแมมในเรื่องอาหาร, เครื่องนุ่งห่ม, ๑. ตติยสูตร, ปุคคลวรรค, ตติยปัณณาสก์ จตุก. อํ. ล. ๒๑ น. ๑๘๓ ป. ๑๓๓. ๒. ปัญจมสูตร, ปัตตกรรมวรรค ทุติยปัณณาสก์ จตุก. อํ. ล. ๒๑ น. ๙๒ บ. ๖๕.
น.1588 ที่พักอาศัย และเภสัช ตลอดถึงการทำทุกกรกิริยาต่างๆ ด้วยเข้าใจ ว่านั่นเป็นสิ่งประเสริฐ เรียกว่า ลูขัปปมาโณ หรือ ลูขัปปสันโน. ส่วน พวกที่ ๔ มีธรรมเป็นที่ปรารภแท้ เห็นสภาพแห่งชีวิตของมนุษย์ตามเป็น จริงอย่างไรแล้วจึงอยากบวช เรียกว่า ธัมมัปปมาโณ หรือ ธัมมัปปสันโน. พวกนี้ เป็นพวกที่ประสงค์เอาในบาลีอันเป็นอุทเทสข้างต้นนั้น อันเป็นผู้สามารถ ตามรอยพระอรหันต์ให้สำเร็จลุล่วงไปได้. ในอรรถกถาของสูตรนี้ ๑ กล่าว ไว้อย่างน่าคิดว่า สัตว์โลกทั้งหมด, ๒ ใน ๓ เป็นรูปัปปมาณิกา, ๔ ใน ๕ เป็นโฆสัปปมาณิกา, ๙ ใน ๑๐ เป็นลูขัปปมาณิกา, และ ๑ ใน ๑๐๐,๐๐๐ เป็น ธัมมัปปมาณิกา, (คนเดียวอาจเป็นได้หลายอย่าง ก็แยกนับเอาทุก อย่าง), น่าจะลงสันนิษฐานว่า ถึงแม้ในครั้งโน้น ก็คงมีผู้ตามรอย พระอรหันต์ได้ถึงที่สุดน้อยเต็มที่. มาสมัยนี้ โลกเราเปลี่ยนไปมาก ทั้ง อาจมีพวกรูปัปปมาณิกามากกว่าพวกอื่น ก็น่าจะยิ่งห่างเหินออกไปอีก. ๕. อะไรทำให้เขาเบื่อหน่าย. สภาพแห่งชีวิต ปรากฏ เป็นของน่าเบื่อหน่ายแก่ผู้ที่พิจารณาเห็นอยู่ต่าง ๆ กัน ไม่มีหลักอันแน่นอนว่า จะต้องเห็นอย่างนั้นอย่างนี้ เสมอไปทุกคน ต้องแล้วแต่เหตุการณ์ที่แวดล้อม อยู่โดยรอบตัวเขา และทำความสลดใจให้เกิดขึ้นถึงกับจะใคร่พ้นไปเสีย หรือถอนตนออกจากสิ่งนั้น. แม้เราจะได้เกิดกันมาแล้ว หรือจักเกิดต่อ ไปข้างหน้าอีกกี่แสนครั้งก็ดี และบรรพบุรุษที่ล่วงแล้วมาหรือลูกหลานที่จะมี ต่อไปข้างหน้า กี่แสนชั่วอายุคนก็ดี พระองค์ตรัสว่าเสมอกันโดยสภาพ ธรรมดาอันนี้ ไม่มีใครเคยแก้ไขฐานะอันนี้ให้ดีขึ้นได้ นี้คือสภาพแห่งความ ๑. อัฏฐกถาปัตตกรรมวรรค มโนรถปูรณี ภาค ๒ หน้า ๔๑๐,
น.1589 ความเกิดแก่ตาย ทุกข์โทมนัส ความคับแค้นและตรากตรำใจ เพื่อ จะได้สิ่ง ๆ หนึ่งมาเป็นของตน ทั้งที่สิ่งนั้นจะมีการแตกประจำอยู่เป็นธรรมดา ของมัน และไม่อยู่ในอำนาจตนก็ตาม. นี้จะเห็นได้ตามความรู้สึกของ กุลบุตรชื่อรัฐปาล ๑ อันกล่าวออกมาแก่บิดาตนเองเมื่อบวชแล้วว่า " .. คฤหบดี ! ถ้าท่านอาจเพื่อทำตามคำของรูปไซร้ ท่านจงให้เอาเงินทองเหล่านี้ บรรทุก เกวียนหลายเล่ม เข็นไปจมเสียกลางกระแสน้ำ ในแม่พระคงคา เพราะ เหตุอะไรเล่า ? เพราะเหตุว่า ความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความเสียใจ ความคับแค้น ได้เกิดขึ้นแก่ท่านมาแล้วเป็นอันมาก ก็ เพราะทรัพย์เหล่านี้เองเป็นต้นเหตุ .. " พระองค์ทรงเห็นว่า มนุษย์ได้พยายามเอาเรี่ยวแรงหรือชีวิต เข้า แลกเอาสิ่งที่เป็นทุกข์มาใส่ตน เพิ่มให้เข้ากับทุกข์เก่าซึ่งมีประจำอยู่ตาม ธรรมดาแล้ว. ที่มีอำนาจหรือพวกมาก สัมประหารกันเพราะเรื่องนี้ เป็นการเพิ่มทุกข์ให้แก่กันยิ่งขึ้นนั่นเอง, จึงได้ทรงสอนให้รู้จักทุกข์ ต้นเหตุ ของทุกข์ พร้อมทั้งความดับทุกข์นั้น, และใช่ว่า จะทรงหมายความว่า การประพฤติชั่วอย่างเดียวเป็นทุกข์ก็หาไม่ แม้ในสิ่งที่ปุถุชนสมมติกันว่าดี ว่าชอบ ก็ยังเป็นทุกข์ปรากฏแก่ผู้ที่มีดวงตาอันแหลมคมยิ่งขึ้นไป จะพึงเห็น หลักอันนี้ได้ ในเมื่อตรัส อนุบุพพิกถา ๕ ขั้น. ๒ ขั้นแรกคือทาน การ เผื่อแผ่ช่วยเหลือกันและกัน ขั้นที่สองคือศีล ได้แก่การประพฤติกายวาจา ๑. รัฐปาลสูตร ราชวรรค ม.ม. ล. ๑๓ น. ๓๙๙ บ. ๔๓๘. ๒. อนุปุพพิกถามีมากทั่วๆ ไปในบาลีทั้งหลาย. เป็นธรรมเทศนาที่ทรงแสดงมากที่สุด สำหรับ ผู้ที่อาจบรรลุมรรคผลในบัดนั้นแล้ว เป็นต้องทรงแสดงเทศนานี้ แล้วทรงแสดงอริยสัจจ์ทีหลัง, ทรงฟอกจิตให้สะอาดด้วยอนุปุพพิกถา แล้วทรงย้อมให้เป็นโลกุตตรด้วยอริยสัจจ์นั้น.
น.1590 ย่างดีที่สุด, ข้อที่สามคือกามสุขหรือสวรรค์ อันจะได้มาเพราะทาน และศีลนั้น ทั้งในภพนี้และภพหน้า, ขั้นที่สี่คือโทษของกามหรือสวรรค์ นั่นเอง อันแผดเผาใจ หรือบางทีถึงกับบีบน้ำตาและโลหิตของสัตว์โลก ให้ไหลนอง ขั้นที่ห้า คือผลอันน่าชื่นใจปลอดโปร่งสบาย ของการหลีก ออกเสียจากกาม. ทั้งหมดนี้ ขั้นที่ ๔ เป็นที่ตั้งแห่งความเบื่อหน่าย ต่อชีวิตที่ปุถุชนผู้อ้างตัวเองว่าเป็นนักรู้ในสมัยนี้ ปรารถนากันนัก คือกาม นั่นเอง. เราพากันกัดฟันมานะเพื่อให้ได้ “กาม” อันมีการเกิดขึ้นแล้วแปรปรวน จนแตกสลายในที่สุด. และเรากำลังสอนเด็กเล็ก ๆ ที่เป็นน้อง เป็นลูก เป็นหลาน หรือเป็นศิษย์ให้แสวงหาสิ่งนั้น, และอาจสอนกันเรื่อยไปจน กว่าโลกจะทำลาย นอกจากเราจะมาพากันรู้สึกตัวตามคำสอนของพระองค์ แล้วชี้แจงเพื่อนฝูงพ่อแม่พี่น้องลูกหลานให้รู้สึกบ้าง. ในทุติยสูตร โยธาชีววรรค จ. อํ. ตรัสว่า ใครก็ตาม ไม่ อาจบังคับหรือเกลี้ยกล่อม หรือสมคบกับสิ่งที่มีการแก่ เจ็บ ตายเป็นธรรมดา ว่าอย่าเป็นเช่นนั้น หรือบังคับผลของกรรมชนิดที่ทำให้ต้องเวียนไปในสงสาร- วัฏฏ์ว่า จงอย่าเวียนไปเฉพาะเรา. เรื่องนี้เราพากันลืมเสียทีเดียว ทั้ง ดูเหมือนเราพอใจที่จะลืมด้วย เราต่างก็เห็นแก่ตน สำคัญว่าเป็นตน เห็นแก่ความสนุกที่คนมีฝีมือศิลปะ เขาเคลือบหุ้มความทุกข์ไว้ลวงตาให้เรา พากันนิยมหลงซื้อหา หรือที่ธรรมชาติของโลกเป็นผู้ลวงเองก็มี. เราไม่ หวั่นต่อสงสารวัฏฏ์ เพราะเราตีราคาชีวิตของเราเพียงชั่วไม่กี่สิบปีนี้เท่านั้น พ้นจากนั้นเราไม่หวัง เราไม่รับรองว่าเป็นเรา หรือมิฉะนั้นก็สมัครที่จะ เป็นเช่นนั้นเรื่อยไป จะต้องสลดใจทำไม, เราจะต้องแสวงหาธรรม
น.1591 เครื่องหลุดพ้นทำไม, นอกจากจะถึงเวลาหนึ่งอันเป็นเวลาแห่งการสลดลึก- ซึ้งจริงๆ ว่า เราและบรรพบุรุษของเรา ได้เป็นผู้หมกจมอยู่กับกองทุกข์ เช่นนี้ มาหลายแสนชั่วคนแล้ว. แต่ความรู้สึกเช่นนี้ ช่างยากที่ จะเกิดแก่เราเสียจริง ๆ. แท้จริงพระพุทธเจ้ามาตรัสคราวหนึ่งเป็นระยะไม่กี่ ร้อยปี ที่สัตว์บางพวก หรือคนบางคนได้แสงสว่างจากพระองค์. แต่ แสงสว่างนั้นได้ผ่านไป ความบอดได้เข้ามาแทนที่อย่างเดิม, เราคว้า ประทีปนั้นไว้ไม่ได้ จึงพากันสำคัญว่า ชีวิตที่ขลุกขลักอยู่ในความมืด- บอดที่สุดคืออวิชชา (แต่เราสำคัญว่าสว่าง) นั้น เป็นที่พอใจแห่งเราแล้ว เป็นความพอใจที่ทำให้บางคนหลงไปว่า นั่นคือความสันโดษ หรือความ กล้าหาญต่อการเป็นอยู่ในโลกนี้ของเขา. ๖. ถามคืออะไร? คฤหัสถ์ผู้ครองเรือน คือผู้บริโภค กาม. นักบวช (ที่แท้จริง) คือผู้เว้นจากกาม จะเป็นนักบวชได้ พร้อมทั้งกายและใจ คือทั้งภายนอกภายใน ก็เพราะหน่ายจากกาม ดัง พระองค์ตรัสไว้ว่า "มุนีที่ยังไม่ละถาม คือคนลวงโลก." เพราะฉะนั้น ผู้ปรารถนาจะตามรอยพระอรหันต์ ควรมีความรู้ในเรื่องกาม. สิ่งที่คนเราผู้ปุถุชนพอใจอยากได้กันนักนั้น เรียกว่ากาม, ทุก ๆ อย่าง, จะเป็นรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสชนิดไหนก็ตาม แม้ที่สุดแต่วัตถุ เครื่องนุ่งห่มใช้สอยบริโภค เมื่อเป็นที่ตั้งแห่งความอยาก ถึงกับก่อให้ เกิดความปรารถนาทะเยอทะยานแล้ว ก็เรียกว่า ทะเยอทะยานในกาม ทั้งสิ้น ทั้งทางทุจริต และสุจริต. พระองค์ทรงห้ามไม่ให้แสวงกาม โดยวิธีทุจริต ทรงอนุญาตให้แสวงได้โดยสุจริต สำหรับฆราวาส. ส่วน บรรพชิต ทรงห้ามขาดทั้งทางสุจริต และทุจริต. เป็นการชอบและถูก
น.1592 ต้องแล้วที่ฆราวาสบริโภคกามโดยสุจริต แต่เป็นการเลวทรามอย่างต่ำช้า ถ้าบรรพชิตจะทำเช่นนั้นบ้าง. ทางที่รู้จักกามดีต้องรู้ตามที่ตรัสไว้ในมหา- ทุกชักขันธสูตร. ๑ ในสูตรนั้นทรงตรัสหลักว่า ควรรู้จักกามโดยสถาน ๓, คือรู้จักรสที่น่าเพลินใจแห่งกาม, โทษคือความเลวทรามของกาม, และ อุบายเป็นเครื่องออกไปพ้นจากกาม ดังต่อไปนี้ : - รสชาติที่น่าเพลินใจแห่งกาม ตรัสไว้ในตอนหนึ่งว่า ๒ "ภิกษุ ท. ! ความสุขหรือโสมนัสที่อาศัยกามคุณห้าเกิดขึ้น นี้เป็นรสที่น่ายินดีแห่งกาม." ผู้เคยเพลิดเพลินมาแล้วย่อมทราบได้ เพราะเป็นสิ่งที่เคยเพลิดเพลิน จนลืม ความผิดชอบชั่วดีมาแล้วโดยมาก. โทษคือความเลวทรามของกาม ตรัสไว้มากมายเหลือที่จะประมวล มาใส่ไว้ ณ ที่นี้โดยละเอียด จะยกมาเฉพาะหัวข้อ ตั้งแต่ต้นอย่างไม่ร้าย แรงขึ้นไปตามลำดับ คือ ๓ การอดอยากตรากตรำกายและใจประกอบการงาน, การโทมนัสคร่ำครวญเพราะการงานนั้นไม่ได้ผลสมหวัง การเป็นห่วงหมก. มุ่นอาลัยรักษากามที่ได้มาแล้ว, การวิวาทรบพุ่งด้วยการแย่งชิงหรือหึงหวง กามระหว่างคนต่างชั้น แม้ที่สุดระหว่างบิดามารดากับบุตร ญาติกับญาติ, การสงคราม, มหาสงคราม, การต่อต้านและอารักขา, การเสียชีวิต มนุษย์, การต้องรับราชอาชญา ตลอดจนถึงทุกข์อันร้ายกาจที่จะต้องได้ รับในอบายภูมิ ณ ปรโลก, เหล่านี้ล้วนเกิดมาแต่ถามเป็นต้นเหตุทั้งนั้น. นี้ ทรงเรียกว่า ความเลวของกาม. อุบายเครื่องหลุดพ้นไปจากถาม. ตรัสไว้ว่า ๔ ภิกษุ ท. ! การนำออกเสียซึ่งความกำหนัด ด้วยความเพลินในกาม, และการสละ ๑. ๒. ๓. ๔. บาลีมหาทุกชักขันธสูตร สีหนาทวรรค มู. ม. ไตร. ล. ๑๒ น. ๑๖๖ บ. ๑๙๔ (๔ แห่ง)
น.1593 สำรอกออกซึ่งความกำหนัดอำนาจความเพลินในกาม, อันนี้ เป็นอุบายเครื่อง ออกไปพ้นจากกามทั้งหลาย .... " โดยความก็คือ การพิจารณาเห็นโทษ แล้วเกิดความหน่าย ละความหลงรักหลงพอใจเสียได้. คำว่า" กาม " นอกจากจะเป็นชื่อของรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสที่ยั่ว- ยวนใจแล้ว ยังเป็นชื่อของความรู้สึกที่ชั่วร้ายภายในใจ เช่น ความอยาก ความกำหนัด ความรุมร้อน ที่เรียกว่า ตัณหาบ้าง ราคะบ้าง อรติบ้าง เป็นต้น อีก, ในบาลีทั้งหลาย เรียกกามว่า ปังกะ คือปลักหนอง แห่งเปือกตมอันสัตว์จะพึงเกลือกกลั้วหมกจมอยู่ ตกแล้วยากที่จะขึ้น และ เป็นตาข่ายอันแผ่ไปครอบงำใจสัตว์โลกทั้งหมดไว้ ซ่านไปได้ในสิ่งต่าง ๆ โดย ไม่มีอะไรมากีดกันได้, เป็นรสในเบื้องต้น กลายเป็นพิษในเบื้องปลาย ทั้งที่ เจ้าตัวไม่รู้สึกว่าเป็นเช่นนั้น เพราะเป็นทาสของมันด้วยน้ำใจ และจะกลับ หัวเราะเมื่อมีใครมาบอกว่าเป็นเช่นนั้น ๆ, สัตว์เหล่านี้ทรงเรียกว่า "ยัง- เป็นทาสแห่งกาม คือตัณหา." ๗. ตัวอย่างผู้เคยรู้สึกเช่นนี้ในปวัตติกาล. คนมี จำนวนเหลือที่จะรับในครั้งโน้น เกิดความรู้สึกหน่ายต่อชีวิตอันยุ่งเหยิง แล้ว แสวงหาทางรอดคือ ความเป็นพระอรหันต์ จะยกมาพอเป็นตัวอย่างว่า ท่านรู้สึกกันอย่างไรบ้าง. ในรัฐบาลสูตร ๑ มีสาวกภาษิตของพระรัฐบาล กล่าวตอบแก่ พระเจ้าเการพ เป็นใจความน่าใส่ใจ ดังจะได้ยกมาตามต้นฉบับ ซึ่ง ๑. ราชวรรค ม.ม. ไตร. ล. ๑๓ น. ๔๑๑ ป. ๔๕๑.
น.1594 คำของพระรัฐปาลผู้เป็นอรหันต์องค์หนึ่ง กล่าวออกมาตามความรู้สึก ภายในใจแท้จริง ผูกเป็นคาถา ความว่า :- "เราเห็นแต่มนุษย์ผู้รวยทรัพย์, ได้ทรัพย์แล้วเมาทรัพย์ ไม่ เผื่อแผ่, เพราะโลภจัดจึงได้ทำการสั่งสม ซ้ำยังปรารถนากามยิ่งขึ้นไป. ราชาที่ชนะแว่นแคว้นครอบครองอาณาเขตจดฝั่งสมุทรข้างนี้แล้ว มิยักเบื่อ, ยังปรารถนาจะแผ่ไปให้จดฝั่งสมุทรข้างโน้นอีก. พระราชาหรือราษฎรเป็น อันมากก็ดี ยังมีตัณหา, จนกระทั่งตาย ตัณหานั้นยังพร่องอยู่, ความ เบื่อกามในโลกนี้มิได้มี. "ประการหนึ่ง ศพที่ญาติทิ้งผมรำพันอยู่ว่า ญาติของข้า อย่า ตายเลย ดังนี้ ก็ยังถูกคลุมด้วยผ้า นำไปสู่เชิงตะกอนแล้วชวนกันเผา ถูกแทงด้วยไม้สำหรับเขี่ยศพ. เวลาละสมบัติตายไป มีแต่ผ้าพันกาย, ญาติมิตรสหายก็ดี ผู้จะช่วยต้านทานได้ มิได้มี. คนที่รับมรดกก็ชักชวน กันขนทรัพย์ของศพนั้นไป ส่วนสัตว์นั้นไปตามกรรมที่ทำไว้. ทรัพย์อันใด จะติดตามเจ้าของก็หาไม่. ลูกก็ดี เมียก็ดี ทรัพย์ก็ดี แว่นแคว้นก็ดี ย่อมเป็นอย่างเดียวกัน, คนเราจะอายุยืนเพราะทรัพย์ที่รอมริบไว้ก็มิใช่ ด้วย ทรัพย์ที่เราพอใจกันนักก็มิใช่, ทั้งเจ้าของทรัพย์และทรัพย์นั้น ย่อมรวม เข้าหาความทรุดโทรมด้วยกัน." "นักปราชญ์ได้กล่าวชีวิตนี้ว่า เป็นของนิดหน่อย, ไม่คงที่ มี ความเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา. คนรวยหรือคนยากก็ตาม นักปราชญ์หรือ คนพาลก็ตาม ย่อมกระทบกับผัสสะในโลก, แต่คนพาลถูกกระทบแล้วเป็น
น.1595 ผู้หวั่นไหว เสือกสนไปตามประสาพาล, ส่วนนักปราชญ์หาสะทกสะท้าน หวั่นไหวไม่, เพราะเหตุนี้เองปัญญาจึงประเสริฐกว่าทรัพย์ และเป็นปัญญา ที่จะทำสัตว์ให้ถึงที่สุดแห่งโลกคือทุกข์ ฯ "สัตว์ที่หลงทำบาปในภพน้อยใหญ่ ก็เพราะไม่มีปัญญาอันให้ถึง ที่สุดนี้. เมื่อยังหลงทำบาปอยู่ ทุกตัวสัตว์จักต้องเที่ยวไปเที่ยวมา เกิด ในครรภ์บ้าง, ไปสู่ปรโลกบ้าง. ๑ นอกจากผู้มีปัญญาแล้ว แน่นอน ว่าจะต้องเกิดในครรภ์หรือไปสู่ปรโลกเสมอไป, สัตว์ที่มีบาป ละโลกนี้แล้ว ไปเดือดร้อนอยู่ในปรโลก เพราะกรรมของตน เหมือนโจรทำโจรกรรม เขาจับได้ ย่อมเดือดร้อนเพราะกรรมของตนฉะนั้น. ฯ "ดูก่อนมหาราช ! อาตมาภาพมองเห็นโทษในกามคุณ. เพราะ กามที่งดงามมีรสอร่อยรมย์ใจ ได้รบกวนจิตโดยวิธีต่าง ๆ กัน เหตุนั้น อาตมาภาพจึงบวชเป็นบรรพชิตเสีย. ดูก่อนมหาราช ! ผลไม้จะหล่นต่อ เมื่อสุกแล้วเป็นส่วนใหญ่, ส่วนมนุษย์นี้ หนุ่มก็ตาม แก่ก็ตาม ย่อม ตายได้สิ้น. อาตมาภาพเห็นเหตุนี้แล้วจึงได้บวชเป็นบรรพชิตเสีย. ฯ "ผลของการบวชเป็นสมณะ เป็นการกระทำที่ไม่ผิดโดยส่วนทั้ง สอง, มีแต่จะนำผู้นั้นให้ออกจากทุกข์โดยส่วนเดียว เป็นคุณอันประเสริฐ. เพราะฉะนั้น การที่มหาบพิตรได้กล่าวถามรูปว่า "บวชเพราะได้เห็นหรือได้ฟัง อะไร, ดังนี้นั้น มหาบพิตรจงทรงจำอาตมาภาพไว้ว่า เพราะได้ฟัง เนื้อความดังกล่าวแล้วนี้แล จึงบวชแล้ว." ฯ ๑. เกิดในครรภ์ คือเป็นมนุษย์ อีก ปรโลกคือโลกอื่นไปจากโลกมนุษย์.
น.1596 สำหรับพระองค์เอง ทรงรู้สึกอย่างไรจึงได้ออกบวช ! เราจะรู้ได้โดยพระดำรัสตอนหนึ่ง ที่ตรัสแก่ภารทวาชพราหมณ์ ๑ ว่า "ภารทวาชะ ! ในโลกนี้เมื่อก่อนแต่เราได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ความคิดได้เกิดแก่เราอย่างนี้ว่า ‘ฆราวาสเป็นที่คับแคบ เป็นที่ไหลมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นโอกาสว่าง การที่คนอยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยส่วนเดียว ดุจสังข์ที่เขาขัดดีแล้วนั้น ไม่ได้, ถ้ากระไรเราพึงปลงผมและหนวด ออกจากเรือนบวชเป็นผู้ไม่มีเรือนเถิด' ดังนี้,"นี่เป็นความรู้สึกของพระองค์ผู้ให้กำเนิดการบวชในพระพุทธศาสนา. ๘. บัดนี้โลกรู้สึกอย่างไรบ้างในเรื่องนี้ ในโลกแห่งชนผู้มีมันสมองเพียงพอแก่การค้นหาเหตุผล ได้เกิดความรู้สึกเบื่อและจืดชืดต่อการอ้อนวอนบวงสรวงพระผู้เป็นเจ้า ณ เบื้องบน เพราะผลครั้งหลังที่สุดแห่งการอ้อนวอนก็คือชีวิตและโลกที่ยังเต็มไปด้วยความยุ่งยาก นอนตาไม่หลับอยู่อย่างเดิมนั่นเอง. นักปราชญ์ในโลกที่ได้ละจากการเมืองหรือการโลกอันรุมร้อน พยายามหาวิธีที่จะทำชีวิตให้เป็นสุขเยือกเย็นแท้จริง ได้เสาะหาด้วยการศึกษาหลักศาสนาต่าง ๆ บรรดามีอยู่ในโลก ทั้งฝ่ายตะวันตกและตะวันออก ทั้งยุคเก่าและใหม่, ในที่สุดได้พบวิธีอันสอนให้รบกับความยุ่งยากภายในใจ ให้ตัดต้นเหตุแห่งความยุ่งยาก ให้เกิดดวงตาชนิดที่อาจเห็นโลกตามเป็นจริง แล้วจึงหมุนชีวิตของตนเอง ให้คล้อยตามธรรมชาติอันนั้น ได้แก่การกระทำใจให้เป็นสุข ข้ามขึ้นพ้นจากอำนาจของโลก. การศึกษาหรือแบบฝึกหัดอันนี้ เรียกว่า "การบรรพชา." ๑. บาลีสคารวสูตร พราหมณวรรค ม.ม. ไตร. ล. ๑๓ น. ๖๖๙ บ. ๗๓๘
น.1597 ที่จริง การบรรพชาเป็นจิตศึกษาล้วน ๆ แต่มีเครื่องแบบแห่งการนุ่งห่มกินอยู่ภายนอก แสดงเพศแห่งบุคคลชนิดนั้น เป็นเครื่องประกอบเข้าด้วยอันเป็นผิวนอกหรือเครื่องหุ้มของการบรรพชาตัวจริง ซึ่งอยู่ลึกภายในห้วงแห่งใจอันละเอียด, มันมักจะหลอนตาคนมีจำนวนไม่น้อย ให้หลงสำคัญผิดว่า ผิว ๆ ที่ดูเห็นไปจากภายนอก เป็นตัวบรรพชาแท้ไปก็มี. มนุษย์ในโลกครั้งพุทธกาล คงไม่มีเรื่องยุ่งเหยิงซับซ้อนหนักอกชนิดที่ทำให้แก่และตายเร็วเหมือนในสมัยนี้ เช่นเรื่องการเมืองการเศรษฐกิจ การปราบปราม การสงคราม ฯลฯ เป็นต้น, ซึ่งล้วนแต่มนุษย์เป็นผู้ก่อกันขึ้นเอง แล้วก็ประชุมกันแก้ไขไม่หยุดหย่อน. แม้ท่านนักการเมืองเหล่านั้นจะยอมรับแบ่งภาระอันนี้จนดับจิตไปปรโลกทุก ๆ คน ก็หาทำให้ภาระชนิดนี้ในโลกเบาบางลงไปไม่, หาช่วยให้โลกดีขึ้นไม่แม้แต่น้อย กลับจะหนาแน่นแก้ไขยากยิ่งขึ้นอีก ไม่มีเวลาจบ เพราะโลกยังไม่รู้จักโลกเอง จึงต้องทนรับภาระอันนี้. นักปราชญ์ที่เบื่อต่อเรื่องยุ่งของโลกเหล่านั้น บางคนหวนมามองดูธรรมของพระพุทธเจ้า ที่ล่วงมาถึง ๒๕ ศตพรรษเข้านี้แล้วและเป็นธรรมะที่ทรงวางไว้สำหรับดับทุกข์ของโลกจริง ๆ พวกที่มองเห็นก็รีบรับเอา แต่ยังมีอีกมากนักที่ยังมองไม่เห็นและรู้สึกเบื่อ. โลกจะสงบสุขก็ต่อเมื่อได้รับเอาวิชชาดับทุกข์ ของพระองค์เข้าไว้อย่างเต็มที่แล้ว. นักปราชญ์ที่มองเห็นเฉพาะตน จึงได้รับเอาเป็นหลักสำหรับดำเนินชีวิตเฉพาะตนไปแล้วก็มาก. ขอให้คิดดูว่า ครั้งพุทธกาลไม่มีการเมืองการโลกที่ยุ่ง ๆ เหมือนบัดนี้ จะสงบเยือกเย็นกว่าบัดนี้สักเพียงไร ; แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีผู้เบื่อ
น.1598 ต่อความเป็นอยู่เช่นนั้น ถึงกับสละทุก ๆ อย่างเพื่อแสวงหาทางที่สงบ และ ประณีตยิ่งขึ้นไปกว่านั้น, ถึงกับได้พบและใช้ได้ผลดีมาแล้ว. ผู้พบ คือ พระพุทธเจ้าเมื่อครั้ง ๒๕๐๐ ปีมาแล้ว ซึ่งแม้บัดนี้ชื่อของพระองค์ยังก้องอยู่ ในสมองแห่งเราทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ที่ค้นพบวิชชาอย่างเดียวที่สามารถ สะสางความยุ่งเหยิงของโลกได้. นักปราชญ์ทั่วโลกหรือใคร ๆ ก็ตามในบัดนี้ ย่อมเชื่อความจริงข้อนี้โดยไม่มีเสียงค้าน และส่วนมากเต็มใจที่จะหมุนไป แล้วคราวหนึ่ง เพียงซีกหนึ่ง หรือส่วนหนึ่งของโลก ครั้งพุทธกาลโน้น. โลกฝ่ายตะวันตก บัดนี้พากันเชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีตัวจริง หาใช่ เป็นบุคคลสมมติดังที่เคยเข้าใจกันมาก่อนแต่ได้ศึกษามากขึ้นไม่.กรอบ เขาทุกคน อยากอยู่สงบเป็นสุข จึงได้ค้นหาวิธีในลัทธิศาสนาต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ ใน ที่สุดก็ได้พบวิธีดับทุกข์ในพุทธศาสนา. เขาเลื่อมใสวิธีอบรมจิตในภายในด้วย การปลูกธรรมจักษุขึ้นเป็นเครื่องควบคุมชีวิต และได้พยายามทำตามนั้น ได้ผลดีสมัครเข้าเป็นพุทธบริษัทก็มี แม้ยังไม่พร้อมบริบูรณ์มาถึงเพศภายนอก คือการครองผ้ากาสาวะ เพราะยังใหม่ต่อวิชชานี้ ก็ยังได้รู้รสแห่งพระ- ธรรมเป็นอย่างดี เท่าหรือมากกว่าผู้ทรงเพศบรรพชาปรากฏอยู่บางคนก็มี. ความรู้สึกของชาวต่างประเทศคนหนึ่งซึ่งเขาผูกขึ้นเป็นโคลงตามหลักธรรม มี ความว่า ซ่องแห่งความคับแค้นยุ่งเหยิง คือชีวิตของผู้ครองเรือน, มันเต็มไปด้วยความตรากตรำ และทะเยอทะยาน; ส่วนสิ่งที่เป็นอิสระ และสูงเหมือนท้องฟ้าในกลางหาว ก็คือชีวิตของผู้ที่ปราศจากเหย้าเรือน นั่น.
น.1599 โลกแห่งคนมีปัญญาทั้งหมด ล้วนรู้สึกตรงกันตามแนวนี้. เมื่อ มรรคผลในพุทธศาสนา ไม่ใช่เป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะผู้ถือเพศเป็นภิกษุเท่านั้น แล้ว คนเราจะบรรพชาแต่ภายในใจ หรือจะบวชมาถึงภายนอกกายด้วย ก็อาจมีความรู้สึกตรงเป็นอย่างเดียวกันได้. ขอแต่ให้การบรรพชาของเขา และของเราทั้งหลายเป็นผลของการบังคับออกมาจากภายในใจเถิด อย่าให้เป็นการบังคับแวดล้อมเข้าไปจากภายนอกเช่นเห็นแก่อาชีพลาภยศหรือตามประเพณี เป็นต้น อันจะก่อให้เกิดการบวชที่ปลอมเทียมขึ้นในภายหลัง. คำว่า "เรือน, เรือน," ไม่ใช่หมายเอาฆราวาสพวกเดียว, ในบาลีก็มีที่ตรัสไว้ว่า “เวทนาหรือการตรึกอาศัยเรือน" (เคหสิตเวทนา. เคหสิตวิตก) ก็อาจเกิดได้แก่ภิกษุทั่วไป เพราะฉะนั้น การที่จะเป็นผู้มีเรือน หรือไม่มีเรือนต้องหมายเอาใจเป็นใหญ่. นักปราชญ์ในโลกเขาบวชแต่หัวใจ กันมากแล้ว จะดีมากขึ้นอีก ในเมื่อเขาแก่กล้าถึงกับบวชได้พร้อมทั้งกายด้วย. ข้าพเจ้าขอจบบทนี้ด้วยพระพุทธอุทาน ที่ทรงเปล่งที่ควงไม้โพธิ์ เมื่อทรงเสวยวิมุติสุขว่า :- " .. สัตว์โลกติดอยู่ในภพ ถูกภพบีบคั้น แล้ว กลับเป็นอย่างอื่นไปจึงได้เพลินในภพนัก. เขาเพลินต่อภพ ใดภพนั้นกลับเป็นภัย, เขากลัวต่อสิ่งใด อันนั้นย่อมเป็นทุกข์, เราประพฤติพรหมจรรย์นี้เพื่อละภพนั้นเสีย. .... ทุกข์นี้ เกิดขึ้นเพราะ เข้าไปยึดถือความเกิดแห่งทุกข์จะไม่มีต่อเมื่อไม่ยึดถือในสิ่งทั้งปวง. สู จงมาดูโลกนี้สิ! อวิชชาหนาแน่นครอบงำแล้วยังมัวปฏิพัทธ์ในสัตว์ที่
น.1600 อย่างเดียวกันอีก จึงไม่หลุดพ้นไปได้. ภพมีทุกแห่งเพราะมัน แผ่ไปทั่วแล้ว ภพทั้งหมดนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แปรปรวน, เมื่อ เห็นข้อนี้ตามจริงด้วยปัญญาแล้ว จะละตัณหาในภพเสียได้และไม่ ยินดีในวิภวตัณหา. การดับหมดด้วยความคลายคืนเพราะสิ้นตัณหา ชื่อว่า นิพพาน. เพราะไม่ยึดมั่น การเกิดอีกจึงไม่มีแก่ภิกษุผู้ดับ แล้ว. เธอปราบมารได้, ชนะสงครามแล้ว ล่วงพ้นภพทั้งหลาย. เป็นผู้คงที่ (ไม่มีการแปรปรวนอีกต่อไป) ดังนี้. ฯ”๑ บทที่ ๑ จบ ๑. นันทวัคค์ อุทาน. ไตร. ล. ๒๕ น. ๑๒๒ บ. ๘๔
น.1601 บทที่ ๒ สละทรัพย์ และญาติ ออกบวช
น.1602 บทที่ ๒. สละทรัพย์และญาติ ออกบวช พระบาลีที่เป็นอุทเทสในบทนี้ ดังนี้ :- “ข้าพเจ้า ได้ละกองสมบัติ น้อยบ้าง มากบ้าง, ละ วงศ์ญาติ น้อยบ้าง ใหญ่บ้าง, ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวช ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว.” [บาลีฉวิโสธนสูตร อุปริ. มัช. ] นิทเทส ความย่อในบทนี้ : เป็นการตามรอยพระอรหันต์ขั้นที่ ๒, คือ หลังแต่การฟังเทศน์เกิดศรัทธาและปัญญา อยากบวชแล้ว ก็สละเหย้าเรือน ออกบวช พร้อมทั้งอธิบายถึงการสึก และการควรบวช ไม่ควรบวช อย่างไร จบลงด้วยพระบรมราโชวาทของพระมงกุฎเกล้า ดังมีหัวข้อต่อไปนี้ : - ๑. การบวชคืออะไร ? ๒. ทำไมจึงได้บวช ? ๓. ค่าของการบวช. ๔. ชนิดของนักบวช. ๕. ถ้าบวชกันหมดจะได้หรือไม่ ? ๖. ประโยชน์ที่แท้จริงของการบวช.
น.1603 ประโยชน์พิเศษของการบวช. ๘. การสึก. ๙. ถ้าไม่บวชจะได้หรือไม่ ? จะได้เริ่มพรรณนาความไปตามลำดับข้อ ดังนี้ :- ๑. การบวชคืออะไร ? เมื่อกล่าวโดยพยัญชนะคือโดยศัพท์หรือ โดยตัวหนังสือ คำว่า บวช มาจากคำว่า บรรพชา ซึ่งมาจากบาลี ว่า ปพฺพชูชา. คำว่า ปฺพชุชา แปลว่ากระไร ? ในกัจจายนมูลปกรณ์” แก้ไว้ว่า มาจาก ธาตุ วช ซึ่งแปลว่าไปหรือถึง ได้ความว่าธรรมเป็น เครื่องถึง. ถึงอะไร, มีที่แก้ไว้ในสุจิแห่งคัมภีร์ อภิธานัปทิปีกา๒ ว่า ถึงความเป็นผู้ประเสริฐ, เพราะฉะนั้น บรรพชาหรือการบวชก็คือการถึง หรือการทำให้ถึง ซึ่งความเป็นผู้ประเสริฐ. ผู้ที่ได้บรรพชาเรียกว่าเป็น บรรพชิต หรือนักบวช ก็คือบุคคลผู้ถึงความเป็นคนประเสริฐ. และคำว่า ประเสริฐหมายความว่า ดีกว่ามนุษย์ธรรมดา คือเป็นผู้ที่กำลังทำความพ้นทุกข์ หรือพ้นทุกข์ได้แล้ว. นี้เป็นการแก้เชิงศัพท์และเนื้อความแห่งศัพท์ของคำว่า บวช. จะได้แก้เชิงวิธีการ คือการกระทำของนักบวชสืบไป. แม้จะกล่าวโดยกว้างขวาง บ่งถึงนักบวชทุกชาติทุกศาสนาทุกนิกาย ในโลก และตั้งหลักเอาว่า การบวชหมายความแต่เพียงเป็นภาวะแห่งชีวิต ๑. กัจจายนมูลปกรณ์ (๔๘๙/๕๙๖) แก้ไว้ดังนี้ -ปพฺพฺชา - ป ปุพฺพบท วช ธาตุ คติมฺหิ อตฺเถ ในอัตถ์ว่าไป ว่าถึง, ณา ปัจจัย สิ วิภัตติ. ๒. สุจิ (๖๐๑) ปพฺพชชา สฺชาตา อสฺสาติ ปฺพชิโต, สฺชาตฺเถ อิโต, เสฏฐฺติ วชตีติ วา ปฺพชิโต, วช คมเน โต.
น.1604 ที่เคร่งครัดอยู่ในศีลธรรม มีความสันโดษมักน้อย โดยถือเอาใจหรือ การประพฤติเป็นใหญ่แล้ว ก็ยังเป็นการยากที่จะบอกให้คนทุกชั้นทุกฐานะ แห่งความเป็นอยู่ในโลกเวลานี้ เข้าใจได้ตรงตามที่ประสงค์ และตรงกัน ทุกชั้นบุคคล. คนที่มีชีวิตอย่างฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยในเมืองหลวง ก็สมมติ เอาว่าชีวิตอย่างง่าย ๆ สงบเสงี่ยมของชาวบ้านนอกเป็นการบวชไปในตัวได้อยู่ แล้ว, ยิ่งคนที่แวดล้อมอยู่ด้วยความสนุกสนานบำรุงบำเรอในประเทศที่เรียก กันว่าก้าวหน้า และร่ำรวยเช่นอเมริกา ในฐานะเป็นเศรษฐี หรือ ดาราภาพยนตร์ นางละคร, ก็อาจลงความเห็นเอาว่า ชีวิตของผู้มี อันจะกิน ในประเทศที่ยังไม่ก้าวหน้านัก (เช่นคนชั้นกลางในประเทศเรา) ก็เป็นการบวชอยู่แล้วเหมือนกัน. เขาจะคาดไม่ถึงการบวชจริง ๆ ในพระพุทธ- ศาสนาว่าเป็นชีวิตที่สงบเพียงไร ? ถ้าเมื่อทุก ๆ คนถือเอาความเป็นอยู่ในชีวิตของตนเองเป็นสายกลาง แล้ว ก็ยากที่จะกล่าวว่า ภาวะแห่งความเป็นอยู่เช่นไร เป็นการบวช หรือควรนับรวมเข้าในการบวช ? และเช่นไรเป็นคนบริโภคกามแท้ ? บวช ของคนพวกนี้หรือชั้นนี้ อาจสูงหรือต่ำเกินไป สำหรับอีกพวกหนึ่งชั้น หนึ่ง, โดยนัยนี้ เราไม่ควรจะเรียกรูปแบบหรือแบบพิธี หรือการกระทำ ภายนอกว่าเป็นการบวชที่แท้จริงเลย ควรถือเอาการละเว้นด้วยหัวใจจริง ๆ ว่า เป็นแก่นของการบวช และถือว่าพิธีหรือขนบธรรมเนียมแห่งกิริยาภาย- นอกเป็นเครื่องหมายหรือเครื่องแบบของการบวช เช่นนี้จึงจะเป็นหนทางที่ ให้เราตั้งหลักลงไปว่า “ การบวชคืออะไร ?" ได้โดยถูกต้อง.
น.1605 เราลองมาเฟ้นความจริงข้อนี้กันดู : สมมติว่ามีคนที่เราเรียกกันว่า นักบวชผู้หนึ่ง อยู่ตึกใหญ่โตกว้างขวาง มีเครื่องประดับห้องราคาพัน ๆ หมื่น ๆ มีศิษย์หรือคนใช้ปรนนิบัติ เอาใจใส่ประคับประคอง ด้วยการกินอยู่อย่าง ดีเลิศ เพราะนักบวชผู้นั้นฉุนเฉียวใจเร็วมาก. การงานของเขาก็ปรารภ โลกจัดเกินไป คือมุ่งทำแต่ตามที่มหาชนนิยมหรือโลกเขานิยม หรือที่ผู้มี อำนาจเหนือตนต้องการ. ที่นี่มีชาวนาอีกคนหนึ่งในจำพวกคนจน ค่าอาหาร และใช้จ่ายรวมทั้งครอบครัวเดือนหนึ่ง ๆ ยังไม่เท่าค่าโคมไฟและน้ำใช้ ของ นักบวชรูปที่ว่ามาแล้วเพียงวันเดียว, เขามีความเป็นอยู่ตามประสาชาวนา ใจคอสงบเยือกเย็นอดทน สันโดษมัธยัสถ์ ข่มใจตนเองไว้ในอำนาจได้ไม่ ฉุนเฉียว ทำบุญให้ทานไปตามประสาจน ซึ่งบางทีก็เจือจานเข้ามาถึง นักบวชรูปที่ว่ามาแล้วนี้ด้วย. เมื่อความจริงเป็นดังนี้ และให้เราตัดสิน ว่า ใครควรจะถูกเรียกว่านักบวช จึงจะยุติธรรม เราก็ตอบยากเต็มที่มิใช่ หรือ ? นอกจากเราจะตอบตามประเพณี. แต่ถ้าเราจะประสงค์การบวชเพื่อตามรอยพระอรหันต์กันจริงแล้ว จะถือตามประเพณีไม่ได้ เพราะผลแห่งการบวชที่แท้จริง ไม่เกิดจาก ประเพณีเป็นอันขาด เกิดได้จากการกระทำที่ถูกต้องจริง ๆ เท่านั้น. สำหรับ ศาสนาที่ศาสดาบัญญัติการบวชไว้ด้วยจุดประสงค์อันต่ำ คือ นักบวชก็อยู่ ครองเหย้าเรือน คล้ายพลเมืองดีคนหนึ่ง, ก็ใช้ได้ แต่ถ้าสำหรับพุทธ- ศาสนา ซึ่งการบวชคือการเว้นจากเรือนและแสวงหานิพพานแล้ว ก็ไปอีกรูปหนึ่ง. โดยนัยนี้เมื่อจะกล่าวถึงการบวชว่าคืออะไร ก็ควรจำกัดว่า บวชในที่นี้คือการตามรอยพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นศาสดาใน พุทธศาสนาเสียก่อน แล้วจึงถามว่า การบวชนั้น คืออะไร?
น.1606 ขอให้สังเกตความในบาลีอุทเทสข้างต้นซึ่งมีว่า "ละกองสมบัติ ใหญ่น้อย ละวงศ์ญาติใหญ่น้อย ปลงผมและหนวด นุ่งผ้าย้อมฝาด ออกจากเรือนไป. ยึดเอาการบวช คือการกระทำที่ไม่เกื้อกูลแก่เรือน." และคำของพระอรหันต์ชื่อรัฐบาล ในรัฐปาลสูตรที่กล่าวว่า " ... จะเอา เกี่ยวข้องด้วยเรือน ... " แล้ว, ก็จะเห็นได้โดยชัดเจนแจ่มแจ้งว่า โดย บาลีนี้, การบวชตรงกันข้ามจากการครองเรือน, เพราะต้องละสมบัติ และวงศ์ญาติ สลัดสิ่งอันเป็นกังวลทุกอย่างเสีย มีชีวิตอยู่อย่างง่าย ๆ ไม่มีการประดับตกแต่งยั่วยวนกวนใจ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ใจสูงโปร่ง เป็นโอกาส ให้ได้ใช้กำลังใจและเวลาทั้งหมด แสวงหาวิธีเครื่องดับทุกข์ ด้วยการฝึก ใจของตนให้เข้มแข็งอย่างยิ่งในขั้นต้น ๆ แล้วแทงตลอดความโง่เขลา เมาหมก อันเป็นผ้าหนาเกาะหัวใจมนุษย์ในชั้นกลาง, จนถึงกับวางใจของตน ไว้ได้ โดยวิธีที่จะไม่มีอะไรมาทำให้เป็นทุกข์ได้อีก อันเป็นขั้นสุดท้ายของ การบวช หรือเรียกว่า บรรลุมรรคผล มีอรหัตผลเป็นที่สุด. นี่คือ แก่นแท้ ของการบวช. ต่อจากนั้น จึงใช้เวลาในการสอนผู้อื่นให้พ้นทุกข์ที่เขา กำลังได้รับอยู่สืบไป เรียกว่า โปรดสัตว์, ซึ่งนับเป็นหน้าที่ในตอนหลัง ของนักบวช, จะต้องทำฐานเป็นผู้ประพฤติประโยชน์แก่โลก. เพราะฉะนั้น การบวชในโบสถ์, ประชุมสงฆ์, เอาผ้าผูกคอเป็นต้น เป็นเพียงพิธีแห่งเพศ เช่นเดียวกับพิธีรับคนเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม หรือคณะต่าง ๆ ยังไม่อาจสำเร็จประโยชน์อย่างสูง ต้องบำเพ็ญการฝึกกาย วาจา ใจ ให้ประณีต สูงขึ้นไปโดยลำดับ จึงจะเป็นการบวชตามรอย พระอรหันต์ และเป็นแก่นภายในของการบวชที่แท้จริงถึงที่สุดได้. ฯ
น.1607 สละทรัพย์และญาติ ออกบวช ๑๔๑ ๒. ทำไมจึงได้บวช. เหตุทำให้บวช มีทั้งฝ่ายที่เป็นธรรมและ ไม่เป็นธรรม บวชเพื่อเลี้ยงชีพ, บวชเพื่อมีโอกาสเล่นสนุก ไม่ต้อง ทำการงาน และบวชเพื่อหลงตามเขา ซึ่งเรียกว่า อุปชีวิกา อุปกีฬิกา อุปมุยฬิกา ๓ อย่างนี้ ไม่เป็นธรรม, ส่วนพวกที่บวชด้วยมุ่งออกจากทุกข์ ที่เรียกว่า อุปนิสสรณิกา เป็นธรรมแท้. ในรัฐปาลสูตร ๑ มี คำของพระเจ้าโกรพยราช ตรัสแก่พระ- รัฐปาล ตามความเห็นของพระองค์เองว่า คนออกบวชเพราะเหตุสี่อย่าง คือ บวชเพราะชรา, บวชเพราะป่วยเลี้ยงชีวิตไม่ได้, บวชเพราะสิ้นทรัพย์, บวชเพราะสิ้นญาติ. ที่จริงเหล่านี้ยังเป็นกลาง ๆ อยู่, คือถ้าบวชแล้ว ขะมักเขม้นปฏิบัติธรรม ก็เป็นการบวชที่ถูกต้องได้, ถ้าบวชเพื่อความสุข สบายอย่างเดียวก็รวมเข้าในพวกเหตุที่ไม่ดี. ในจาตุมสูตร ๒ และบาลีอื่นอีกเป็นอันมากตรัสไว้ตรงกันเป็นใจความ ว่า "ภิกษุ ท. ! เพราะคิดเห็นว่า ‘เราเป็นผู้ถูกความเกิด - แก่ - ตาย - โศก - ร่ำไร - ทุกข์กาย - ทุกข์ใจ - และความร้อนใจครอบงำ, เป็นผู้ถูก ทุกข์ท่วมทับ หุ้มห่อ, ถ้าไฉน เราจะทำที่สุดแห่งทุกข์ให้ปรากฏ.’ ดังนี้ แล้ว กุลบุตรบางคนในโลกนี้ จึงได้เป็นผู้ศรัทธาบวชจากเรือน ไม่เกี่ยว ข้องด้วยเรือน ... " ดังนี้. นี่เป็นเหตุของการบวชที่เป็นธรรม แต่ถึงกระนั้น การออกบวชย่อมมีเรื่องราวอันเป็นเหตุแปลก ๆ กัน เช่น พระเวสสันดร ออกบวชเพราะถูกขับ, พระภัททิยสากยะบวชเพราะ ๑. รัฏฐปาลสูตร ราชวรรค ม.ม. ล. ๑๓ น. ๔๐๒ บ. ๕๔๑. ๒. จาตุมสูตร ภิกษุวรรค ม.ม. ล. ๑๓ น. ๑๙๘ บ. ๑๙๑.
น.1608 เพื่อนรักบวช, พระยส, อุปติส, โกลิต, ออกแสวงหาที่บวชเพราะ เบื่อหน่ายกาม, และพระรัฐบาล บวชด้วยศรัทธาอันแรงกล้าในพระพุทธเจ้า เป็นต้น. ในบาลีอัคคัญญสูตร ๑ ตรัสเล่าถึงยุคดึกดำบรรพ์ เมื่อเกิดมี มนุษย์ขึ้นในโลกแล้ว คนแรกที่สุดของการออกบวช ที่เรียกกันว่าพราหมณ์ ก็คือการออกบวช เพราะรู้สึกอึดอัดด้วยความสกปรกเศร้าหมอง ในการ ประพฤติ และล่วงเกินของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน, อยากพ้นไปจากความรังเกียจชนิดนั้น จึงออกอยู่ผู้เดียวในป่า มีการอบรมใจให้โปร่งเท่าที่จะทำได้ จนเกิดตั้งตนเป็นศาสดาสอนผู้อื่นในเรื่องนี้ ซึ่งได้บัญญัติแก้ไขเปลี่ยนแปลง ให้ดีขึ้นทุก ๆ ยุคมาจนบัดนี้ มีต่าง ๆ กันเป็นลัทธิ ๆ ไปตามแต่ศาสดาจะบัญญัติ แต่ความมุ่งหมายก็เป็นจุดเดียวกัน คือหวังนิรามิสสุข หรือสุขที่ไม่เกี่ยว ด้วยเหยื่อในโลก. ในบาลีโลกสูตร๒ ตรัสไว้สูงขึ้นไป โดยเป็นความรู้สึกของ พระองค์เอง ปรากฏเป็นอุทานที่ทรงเปล่งออกด้วยพระโสมนัส ในวันเสวย วิมุติสุข ณ ควงไม้โพธิ์ เป็นใจความว่า การที่ประพฤติพรหมจรรย์ก็ เพื่อละภพเสีย. ภพคือความมีความเป็นแห่งหมู่สัตว์ ไม่ว่าชนิดไหน เทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม. ล้วนแต่ต้องทนทุกข์ทรมาน ตามยถาสภาวะ ของภพ คือ เกิด - แก่ - ตาย - โศก - ร่ำไร - เจ็บกาย - เจ็บใจ - แห้งใจ - กระทบกับสิ่งที่ไม่ชอบ - พลัดพรากจากสิ่งที่ชอบ - ปรารถนาแล้ว ไม่ได้ ๑. อัคคัญญสูตร ปา. ที. (ไตร. ๑๑/๘๗/๕๑) ดูภาคไตรปิฎกแปล เล่ม ๓ หน้า ๘๖. ๒. โลกสูตร นันทวรรค อุทาน (ไตร. ล. ๒๕ น. ๑๒๒ ๒. ๘๔)
น.1609 ตามใจหวัง, ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแต่เกิดมาจากการยึดถือสภาวะนั้นว่า เป็น ตัวตนของตน. การละภพ ก็คือการละความยึดถือ, หมดภพ ก็หมด ทุกข์, อยากให้ภพหมด จึงได้บวช. โดยนัยนี้เป็นอันว่า บวชเพราะ อยากดับภพ ดับชาติ ให้หมดไป หรือในระหว่างที่ยังไม่หมด ก็จะ ไม่ให้ทุกข์แห่งภพครอบงำได้. ในบาลีรัฐปาลสูตร กล่าวถึงธัมมุทเทส ๔ ข้อ, เป็นคำของ พระรัฐบาลว่า ท่านบวช เพราะได้ฟังและเข้าใจในธัมมุทเทส อันลึก ๔ ข้อ ของพระผู้มีพระภาค คือ ๑. โลกคือหมู่สัตว์ถูกชรานำไป ๆ. ๒. โลกไม่มีที่ต้านทาน. ๓. โลกไม่มีอะไรเป็นของตน. ๔. โลกพร่องอยู่เสมอ เพราะเป็นทาสแห่งตัณหา. ข้อว่า ชรานำไป ก็คือ จากทารก เป็นเด็กรุ่น จากเด็ก รุ่นเป็นเด็กหนุ่ม จากหนุ่มเป็นกลางคน จากกลางคนเป็นชรา จากชรา ก็คือตาย, นำไปทุกๆ วินาที ที่จะหยุดนิ่งเป็นไม่มี แม้บางวันเรา รู้สึกว่าสบายอยู่นาน ๆ นั่นเป็นเพียงมายาของชราปิดบังไม่ให้เรารู้สึกเท่านั้น. เมื่อสบายดีอยู่ ดูเหมือนไม่ได้ระลึกถึงข้อนี้ เมื่อนอนอยู่บนที่นอนขณะ เจ็บป่วย จึงจะรู้สึกร้อนรนในใจว่า ◌เราจะรีบทำความดีอย่างนั้นอย่างนี้ ไว้บ้าง, หายแล้วก็ลืมเพราะเพลินไปอย่างเดิม. นี้เป็นการรุกเงียบ ๆ แห่งชรา รกหน้าไม่มีหยุด. ไม่มีอานุภาพอะไรต้านทานได้ แม้จะเป็น
น.1610 นักปราชญ์ฉลาดหรือเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ก็ได้แต่เพียงรีบทำอะไรไว้ สักอย่างหนึ่งเพื่อประโยชน์แก่ตนหรือแก่โลกโดยเร็ว, และอย่ามาเกิดให้อยู่ ใต้อำนาจของชราอีกเท่านั้น. ข้อว่า ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งที่ต้านทาน ก็คือไม่มีลูกเมียมิตร สหายหรือผู้มีอำนาจมารพรหมผู้ใด ช่วยต่อสู้ต้านทานอำนาจอันเหี้ยมโหด ของโลกคือความ แก่ - ตาย - จากกันไป - เป็นต้น นี้ได้เลย. ข้อว่า ไม่มีอะไรเป็นของตัว คือไม่มีอะไรที่จะบังคับเอาได้ตาม ใจหวัง. ทรัพย์สมบัติทุกชนิด เราเข้ายึดถือเอามันแต่ข้างเดียวว่า เป็น ของเรา ที่จริงนั้น ก็ยังไม่เป็นของใครอยู่นั่นเอง, เพราะมันไม่มีจิตใจรับ รองกะเรา หรือเอาใจเรา. เราหามาวางไว้แล้วก็พอใจในมันเอาให้มาก ๆ ข้างเดียว. เมื่อตาย มันไม่ได้ตามไปในหลุมฝังศพ บางทีทั้งที่เรายัง เป็นอยู่ รักมันอยู่ ก็กลายเป็นของผู้อื่นไป. และข้อสำคัญที่สุด มันก็ มีการชรา และแตกสลาย สูญหายไป โดยไม่ฟังเสียงผู้ที่อ้างตัวเอง เป็นเจ้าของ. ข้อว่า พร่องอยู่เป็นนิจ เพราะเป็นทาสแห่งตัณหา ก็คือ โลกไม่มีเวลาอิ่ม. ความอยากของมนุษย์เปรียบเหมือนไฟที่ไหม้เชื้อ, ไม่มี เวลาหรืออาการที่แสดงว่า อิ่ม พอ, เพราะของที่ยังไม่ได้มา ย่อมก่อ ให้เกิดความอยากได้, ครั้นได้มาแล้วก็จืดและเบื่อ อยากสิ่งอื่นที่ยังไม่ เคยได้อีกสืบไป โดยทำนองนี้จนกระทั่งตาย.
น.1611 ผู้ที่มองเห็นธรรมชาติของโลกทั้ง ๔ ข้อนี้ตามเป็นจริงแล้ว ย่อม รู้สึกราวกะถูกไฟไหม้ศีรษะ อยากได้น้ำมาดับ, น้ำนั้นก็คือการบรรพชา. เพราะฉะนั้นเป็นอันว่า อยากบวช ก็เพราะอยากเป็นอิสระ ไปจาก อำนาจบีบคั้นของธรรมชาติอันมีประจำอยู่ภายในใจมนุษย์ธรรมดานั่นเอง. และจะเป็นมนุษย์พิเศษ มีอำนาจเหนือความทุกข์ทั้งหลาย. รวมความว่า แต่เดิมมาจะบวชได้ เพราะเหตุสองสถาน คือ อยากหลุดพ้นจากทุกข์ในโลก. อย่าง ๑ และเพื่อความสะดวกสบายสำหรับ ผู้ที่หวังลาภผลเกิดแต่การบวช อย่าง ๑. ส่วนในบัดนี้ มีการบวชตาม ประเพณีเพิ่มขึ้นอีกสถานหนึ่งด้วย. ๓. ค่าของการบวช . เฉพาะการบวชที่ถูกต้องเป็นธรรมแท้จริง มีค่าสูงสุดสำหรับผู้มีปัญญาพิจารณาเห็น, เช่น พระภัททิยสากยราช เมื่อเป็นฆราวาส เป็นพระเจ้าแผ่นดิน, บวชแล้วเที่ยวออกอุทานว่า สุขหนอ ๆ ทุก ๆ วัน เนื่องแต่เมื่อยังไม่ได้บวชต้องตรากตรำกาย และใจ บำเพ็ญ หน้าที่พระเจ้าแผ่นดิน บวชแล้วเบาใจ จึงทำให้รู้สึกสุขกว่าการเป็น พระเจ้าแผ่นดินมาก. ในบัญจมสูตร ๑ ตรัสแบ่งบุคคลไว้สี่พวก คือ พวกมามืด ไปมืด, มามืดไปสว่าง, มาสว่าง ไปมืด, มาสว่าง ไปสว่าง. พวกแรกได้แก่ ผู้เกิดในตระกูลมิจฉาทิฏฐิ และตายไปในตระกูลนั้น, พวกที่สอง แม้ เกิดในตระกูลมิจฉาทิฏฐิ เช่นพวกพราน เป็นต้น ก็ยังมีโอกาสมาบวชประพฤติ ๑. ปัญจมสูตร จตุตถวรรค ทุติยปัณณาสก์ จ. อํ. (ไตว. ๒๑/๑๐๙/๘๕)
น.1612 ธรรม, พวกที่สาม คือ พวกเกิดในตระกูลสัมมาทิฏฐิ แต่กลับกลาย เป็นมิจฉาทิฏฐิในภายหลัง, พวกที่สี่ เกิดมาในตระกูลสัมมาทิฏฐิด้วย. ประพฤติธรรมจนตายด้วย. สำหรับการบวชชนิดนี้เป็นการไปสว่างแท้ แม้ จะเป็นอย่างไรเมื่อมาก็ตาม ผู้ที่บวชจนตายก็คือ ผู้ไปสว่าง. ในสัยหชาดก กาลิงควรรค จตุก ชา. มีคำของพระโพธิสัตว์ ตอบแก่อำมาตย์ผู้มาเชิญไปรับราชการว่า "แม้จะเป็นผู้บวชไม่มีเหย้าเรือน ถือแต่บาตรดินเที่ยวไป ไม่เบียดเบียนใครอยู่ ความเป็นอยู่เช่นนี้ประเสริฐ กว่าความเป็นพระราชาเสียอีก." ในบัญจมสูตร ๑ ตรัสไว้ว่า "ภิกษุ ท .! การบรรพชาเป็น สิ่งที่บัณฑิตบัญญัติตั้งขึ้นไว้ เป็นสิ่งที่สัตบุรุษตั้งขึ้นไว้." ในปฐมสูตร ๒ ตรัสไว้ว่า "ภิกษุ ท .! สุขมีสองอย่าง คือ ดิหิสุข และ บรรพชาสุข. ภิกษุ ท. ! สุขมีสองอย่างเหล่านี้แล. ภิกษุ ท .! ในบรรดาสุขสองอย่างนั้น บรรพชาสุขเป็นยอด" ดังนี้. ในอัฏฐมสูตร ๓ ตรัสบุคคลผู้ถึงที่สุดของการบวช ( คือเป็นพระ- อรหันต์แล้ว ) ว่าเป็นบุคคลพิเศษ ตรงกันข้ามกับบุคคลอื่น, เมื่อ มนุษย์โลกกำลังคับแค้นวุ่นวายอยู่เนืองนิจ กลับเป็นผู้สุขสบายที่สุด. เรื่อง ในบาลีนี้ เทวดาทูลถามว่า :- ๑. ปัญจมสูตร จุลวรรค ปฐมปัณณาสก์ ติก. อํ (๒๐/๑๙๑/๔๘๒). ๒. ปฐมสูตร สุขวรรค ทุติยปัณณาสก์ ทุก. อํ. (๒๐/๑๐๐/๓๐๙). ๓. อัฏฐมสูตร สัตติวรรค เทวดาสํ ส. สํ. (๑๕/๒๒/๘๒).
น.1613 "มนุษย์ แม้เป็นกษัตริย์มีทรัพย์สมบัติมาก ครอบครองแว่นแคว้น แล้ว ยังปองหมายในสมบัติของกันและกัน ไม่รู้สึกว่าเพียงพอในกาม ทั้งหลาย, ในขณะที่กษัตริย์นั้นขวนขวาย แล่นไปตามกระแสภพ ลอย ไปตามความโกรธและตัณหา, คนพวกไหนเล่า ที่ไม่มีการดิ้นรน ( สงบ อยู่ได้ ) ในโลกนี้." ตรัสว่า :- "มนุษย์พวกใด ทิ้งเรือน ทั้งบุตร และสัตว์ผู้เป็นที่รัก ออกบวชแล้ว, ละราคะ โทสะ และถอนอวิชชาเสียได้ เป็น พระอรหันต์ผู้หมดอาสวะแล้ว, มนุษย์พวกนั้นแหละ เป็นผู้ไม่มี การดิ้นรน ในโลก." ฯ ๔. ชนิดของการบวช ผู้ที่บวชเข้าแล้ว ย่อมเป็นอยู่ต่าง ๆ กัน โดยได้รู้ธรรมสมควรแก่การบวชบ้าง ไม่รู้บ้าง. พระองค์จึงตรัสบุคคลเนื่อง ด้วยการบวชไว้ ๔ พวก เปรียบด้วยหม้อ ๔ ชนิด, ๑ (อ่านพุทธศาสนา เล่ม ๓ ปีที่ ๖ ภาคไตรปิฎก หน้า ๖๒) ในอัฏฐมสูตร ๒ ตรัสบุคคล ๒ พวกไว้อีกชนิดหนึ่ง มี หลักว่า กายออก แต่จิตยังไม่ออก, กายยังไม่ได้ออก แต่จิตออก, กายก็ยัง ไม่ออก จิตก็ยังไม่ออก, กายก็ออกแล้ว จิตก็ออกแล้ว, พวกที่ ๑ เช่น กายบวชแล้ว แต่ส่วนจิตใจยังเช่นเดียวกับจิตชาวบ้าน, พวกที่ ๒ กาย ยังไม่ได้บวช แต่จิตประกอบด้วยความขูดเกลา เช่นเดียวกับจิตของพระ, พวกที่ ๓ เป็นฆราวาสแท้ ทั้งกายและใจ, พวกที่ ๔ เป็นพระแท้ ทั้ง กายและใจ. ๑. ตติยสูตร ปฐมวรรค ตติยปัณณาสก์ จ. อํ. (๒๑/๑๓๘/๑๐๓), ๒. อัฏฐมสูตร จตุตถวรรค ตติยปัณณาสก์ จ. อํ. (๒๑/๑๘๕/๑๓๘).
น.1614 โดยนัยนี้ ย่อมได้นักบวช ๒ ชนิด คือจริงและปลอม. นักบวช จริงมีหลักที่ตรัสไว้ในบาลี ปัญจมสูตรว่า ๑ ภิกษุ ท .! พรหมจรรย์นี้ ที่ ใคร ๆ อยู่ประพฤติ ไม่ใช่เพื่อโกหกแก่มหาชน ไม่ใช่เพื่อหลอกลวงมหาชน ไม่ใช่เพื่อมีลาภสักการะเป็นอานิสงส์ ไม่ใช่เพื่อมีการพ้นจากคำติเตียนเป็น อานิสงส์ ไม่ใช่ด้วยหวังว่ามหาชนจงรู้จักเราด้วยอาการอย่างนี้. ภิกษุ ท. ! พรหมจรรย์นี้ ใคร ๆ อยู่ประพฤติ ก็เพื่อความสำรวม เพื่อความสละ เพื่อคลายความกำหนัด เพื่อความดับ." นี้เป็นนักบวชแท้. เมื่อตรัสพระโอวาทแก่พระมหาโมคคัลลานะ ได้ตรัสไว้ตอนหนึ่งว่า บวชแล้ว ต้องไม่ชูงวง, ชูงวงคือนึกหยิ่งภายในใจว่า เราเป็นสมณะแล้ว สูงกว่าชาวบ้าน เขาจะต้องต้อนรับ ต้องนอบน้อม ต้องคอยปรนนิบัติ เป็นต้น ให้ทันใจเรา, เมื่อเธอคิดเช่นนั้นแล้วเดินไป เขาไม่เห็นเธอเป็น ต้น ก็โกรธน้อยใจ เก้อเขินเงอะงะ, ทั้งนี้ก็เพราะชูงวง ซึ่งตรัส สอนไว้ให้ละเสีย มิฉะนั้นการบวชจะกลับเป็นความทุกข์แก่ผู้นั้น หาระวาง มิได้ทีเดียว. ๕. ถ้าบวชกันหมดจะได้หรือไม่! พิจารณาดูตามพระพุทธ- บัญญัติในวินัย และพุทธโอวาทในบาลีต่าง ๆ เห็นว่าไม่มีพระประสงค์ ให้บวชกันหมดทุกคน หรือไม่ได้ทรงบัญญัติสั่งสอนว่าให้ทุกคนบวช และ ทั้งไม่ทรงพระประสงค์มุ่งหมายว่า ยิ่งบวชเป็นจำนวนมาก ๆ ยิ่งดี. มี เรื่องสำหรับพิจารณาดังนี้ :- ๑. ปัญจมสูตร อุรุเวลวรรค ปฐมปัณณาสก์ จ. อํ. (๒๑/๓๓/๒๕).
น.1615 ในส่วนวินัย อนุญาตให้มีการเลี้ยงชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น ดังบท อนุสาสน์ว่า " .... บรรพชาอาศัยก้อนข้าวที่ได้มาด้วยกำลังลำแข้ง .... " คือ ออกเที่ยวบิณฑบาตได้มา, ไม่ต้องประกอบการค้าขายหรือทำการแลกเปลี่ยน โดยตรงและโดยอ้อม ในทำนองอื่นอันนอกรีตแห่งสมณะ, โดยนัยนี้ถ้าบวช กันหมดทั้งหญิงและชาย ก็ไม่มีใครเลี้ยง. นอกจากอาหารแล้ว ยัง ได้ทรงบัญญัติอย่างอื่นซึ่งเข้มงวดพอที่จะเป็นเครื่องวัดเครื่องกรอง ให้บวชได้ แต่ผู้ที่ศรัทธา และกล้าหาญพอที่จะบวชเท่านั้น. ในบาลีอื่น ๆ แทบทั้งสิ้น จะรวมได้เป็นใจความอันหนึ่งว่า คฤหัสถ์ ก็อาจบรรลุมรรคผลได้เหมือนกัน เท่ากับภิกษุ คือบรรลุอรหัตตผลก็ได้, และเมื่อบรรลุแล้ว จะอยู่ในเพศฆราวาสสืบไปก็ได้ถึง ๓ ชั้น คือ โสดาบัน สกทาคามี และ อนาคามี, นอกจากอรหัตตผลเท่านั้น ถ้าฆราวาส บรรลุเข้าแล้ว จะต้องออกจากเรือนไป (เช่นพระยศเป็นต้น). เมื่อมรรคผล อันเป็นของสูงสุดในพุทธศาสนา ก็สาธารณะทั่วไปแก่ฆราวาสแล้ว เหตุผล ฝ่ายข้างว่า ควรบวชกันให้หมด ย่อมไม่มีเลย, แม้จะว่ายิ่งมาก ยิ่งดีก็ไม่มี, พระพุทธโอวาทที่แท้จริง ไม่ขัดต่อความเจริญของโลก หรือบ้านเมือง หรือธรรมชาติแม้แต่น้อย. พระพุทธประสงค์ที่แท้จริงมีว่า นักบวช ก็คือ ผู้ประสงค์จะตัดลัด มุ่งไปสู่ความพ้นทุกข์โดยเร็ว แล้วสอนฆราวาสหรือทำตัวอย่างให้ดูในข้อ ฝึกหัด กาย-วาจา-ใจ อันอาจทำชีวิตให้ราบรื่นเป็นสุขตั้งแต่ต่ำ ๆ ขึ้นไปถึง ที่สุด. ใครมีความสามารถเพียงไหน ก็อาจถือเอาความสุขได้เพียงนั้น, ขึ้นกันไม่ได้ เช่นเดียวกับการป้อนอาหาร. คนโตแล้วป้อนแก่เด็กอ่อน
น.1616 แม้จะทำคำข้าวเท่าปากของตนเป็นประมาณ เมื่อป้อนให้เด็ก เด็กก็รับได้ เพียงขนาดปากของเด็กเองเท่านั้น เหลือนั้นก็ล่วงหล่นไป ฉันใด การรับผล คือความสุขจากพระพุทธโอวาท หรือพุทธศาสนา ก็รับได้เท่าอินทรีย์ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ที่เราเรียกกันว่า "อุปนิสัย" ที่ตัว มีอยู่เท่านั้น, ถ้าขืนกัน ก็กลายเป็นขืนให้ทนทุกข์และเกิดการวุ่นวายขึ้น เป็นแท้. การมากคุณสมบัติคุณความดี กับการมากจำนวน คือนับตัวได้ มาก ๆ คนนั้น, ทรงประสงค์ชนิดที่มากคุณสมบัติ แม้จะมีน้อยคน ก็ดีกว่า มากคน แต่เป็นคนเปล่าหรือกลวง หรือหลอกลวง. โดยเหตุผลอันนี้ จึงไม่มีหลักเกณฑ์ว่าเราควรบวชกันให้หมด ด้วยอุบายชักจูง. จงปล่อยให้ ธรรมในใจเป็นเครื่องวัดเลือกคัดขึ้นบวชเท่าที่ควร และตรงต่อพุทธประสงค์เถิด. อันที่จริง กฎธรรมชาติ ก็ทำให้เราบวชกันทุกคนไม่ได้อยู่แล้ว, เพราะเรายังมีคนที่กำลังครรภ์แก่, ลูกอ่อน, และทารก ซึ่งจะบวชพร้อมกัน ไม่ได้, และแม้ว่าจะมีการอนุญาตให้บวชภิกษุณีกันขึ้นอีก ให้ผู้หญิงบวชได้ เช่นครั้งพุทธกาล ก็ยังมีธรรมชาติอย่างอื่นขัดขวาง คือ ใจของ บางคนที่ไม่อยากบวช หรือไม่รู้เรื่องการบวชในพุทธศาสนานั่นเอง เพราะ คนทั้งโลกที่นับถือลัทธิอย่างอื่นก็ยังมี. หากท่านจะถามโดยหลักวิชา ว่า สมมติว่าทางบุคคลเขาสมัครใจ พร้อมกันแล้วทั่วโลก คือจะค่อยบวชกันเรื่อย ๆ ไปให้จนหมด ไม่ทำการ สืบพันธุ์ กะกันและกันต่อไป, ส่วนทางธรรมในพุทธศาสนาจะขัดข้องหรือไม่ จะรับได้หรือไม่ ?
น.1617 ข้าพเจ้าก็ขอตอบโดยหลักวิชา และอาศัยการอบรมจิตอันเป็นส่วน หนึ่งของพระพุทธศาสนาว่า ได้ , และในที่สุดเราจะไม่ต้องกินอาหาร หรือ เนื่องด้วยเครื่องใช้สอยประคับประหงมกาย เช่นที่มนุษย์เข้าใจว่าเป็นของจำเป็น, แต่เราจะต้องอบรมตนเองในข้อปฏิบัติชนิดที่จะทำให้อยู่ได้. คือการอบรมใจ (ที่เรียกว่าเจริญภาวนา) จนสำเร็จรูปฌาน หรือ อรูปฌาน อันอาจจะทำให้ ทั้งหมดกลายเป็นสัตว์ที่คล้ายพรหม เช่น อาภัสสรพรหมเป็นต้น, สัตว์ ชนิดนี้ มีปิติแห่งใจเป็นอาหารอยู่ได้ไม่ตาย, แต่เราทั้งหมดจะต้องกลายเป็น สัตว์อีกชนิดหนึ่งไปเท่านั้น. และเป็นความจริงที่เป็นไปได้แท้. อย่าว่าถึง การกลายเป็นพรหมเลย, ในยุคที่จิตตศาสตร์กำลังเจริญในอินเดีย มีผู้ บำเพ็ญตบะในวิธี "มีลมเป็นอาหาร" ก็ยังมี. พวกนี้ไม่ต้องกินอาหารอื่น นอกจากลม และกำลังความอิ่มใจนั่นเองเป็นอาหาร คงมีชีวิตอยู่ แม้ รูปร่างจะเปลี่ยนผิดคนธรรมดาไปบ้าง ก็เป็นมนุษย์เรา ๆ นี่เอง แปลกแต่ กำลังใจของคนพวกนี้ แข็ง เหลือที่จะเปรียบเท่านั้น. พระอรหันต์เข้าสมาบัติตลอด ๗ วัน, พระองค์ทรงอดอาหาร ๗ สัปดาห์ (๔๙ วัน) เป็นต้น ล้วนแต่อยู่ด้วยกำลังใจ, เพราะเป็นยุคที่ อบรมภาวนากันจนไม่เห็นเป็นของแปลก. บัดนี้เป็นยุคอ่อนแอ เห็นการทำ เช่นนั้นเป็นของสูงสุดวิสัย. พอได้ยินว่าจะอดอาหารสักมื้อเดียว ก็เชื่อแน่ ล่วงหน้าว่าจะเป็นลมตายเสียแล้ว. ถ้าท่านเชื่อจิตตานุภาพ ท่านจะหมด สงสัยในเรื่องนี้, ถ้าอ่านบาลีอัคคัญญสูตรดูจะเห็นได้ว่า มนุษย์เราเคย เป็นสัตว์ชนิดที่มีปิติเป็นอาหารกันมาก่อนเหมือนกัน, แต่เป็นเพราะปล่อยให้ โลภะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้นสมทบมากเข้า จึงค่อยกลาย ๆ มานับด้วย
น.1618 ยุค ๆ กัลป์ๆ จนมาเป็นสัตว์เช่นบัดนี้. และข้างหน้าต่อไปอีกนาน ๆ เรา จะกลายเป็นสัตว์ชนิดไหนอีกก็ยังรู้ไม่ได้. ถ้าเราจะเชื่อว่า เทวดาก็เป็นสัตว์ ชนิดหนึ่งเท่ากับที่มนุษย์ก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ซึ่งแม้มีอาหารและการเป็นอยู่ ต่างกัน ก็เป็นสัตว์เหมือนกัน หรือเชื่อหลักวิวัฒนาการอย่างใหม่ที่ว่า คนเรากลายมาจากสัตว์ที่ต่ำต้อย แล้วก็จะหมดความสงสัยในข้อนี้ เพราะ การประพฤติสั่งสมอบรมนั่นเอง ทำให้เราค่อย ๆ กลายเป็นอะไรไปก็ได้. แต่ในที่นี้ ข้าพเจ้าประสงค์จะกล่าวเรื่องการตามรอยพระอรหันต์ ทั้ง ไม่ได้มุ่งหมายว่า จะบวชกันหมด และบวชหรือไม่บวชก็ตามรอยพระอรหันต์ ได้ทั้งนั้น การขบปัญหาชนิดที่กล่าวแล้ว จึงอยู่นอกประเด็น ซึ่งที่แท้ ควรจะกล่าวให้พิศดารในเรื่องอื่นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ๖. ประโยชน์แท้จริงของการบวช. มันเป็นการง่ายที่กล่าวตาม ที่เข้าใจกันว่า บวชดับทุกข์ หาความสุข. แต่เมื่อถามว่า สุขเกิดแต่ การบวชคืออะไรแล้ว เป็นการยากที่จะตอบ บางคนเห็นว่า บวชไม่ต้อง ทำการงาน ไม่ค่อยมีเรื่องรบกวนใจ จึงจะเป็นสุข. บางคนบวชหวังไป สวรรค์. พรหมโลกก็มี ด้วยอำนาจความเข้าใจผิด ทั้งนี้ก็เนื่องแต่ ความสุขมีเป็นชั้น ๆ นั่นเอง. ใครมองเห็นความสุขเพียงแค่ไหน ก็นึกเอา ว่าความสุขมีแค่นั้น และผลของการบวชก็คือความสุขขั้นที่เขาเข้าใจนั้น. ยุคพุทธกาล ก่อนแต่พระองค์ตรัสรู้ มนุษย์ในมัชฌิมประเทศรู้จักความสุข อย่างสูงเพียงพรหมโลก. เมื่อได้ผ่านชีวิตฆราวาสมา หรือบริโภคกาม มาทุกชนิดจนเบื่อ หรือรู้สึกเบื่อล่วงหน้าไปถึงที่ยังไม่ได้เสวย เนื่องจาก ได้รับความทรมานใจ เห็นความไม่เที่ยงแปรปรวนอยู่เสมอ จึงสลัดสิ่ง
น.1619 ทั้งปวงออกบวช. ออกบวชมุ่งสุขที่สงบ, ขั้นแรกเห็นว่าเทวดาดี มุ่ง ความเป็นเทวดา นาน ๆ พบว่าเทวดาก็มีใจเป็นอย่างเดียวกับมนุษย์ ถูก ตัณหาและความโกรธเผาใจอยู่เหมือนกัน ค่อยปรารถนาสูงขึ้นไปถึงพรหม, เข้าใจว่าพรหมเป็นสภาพชีวิตที่ประเสริฐอยู่ตลอดเวลาที่ค้นไม่พบว่า มีสิ่งอื่น ที่ประเสริฐกว่านั้น, ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าของเราเกิดขึ้น ได้ตรัสรู้ มีปัญญาแทง ตลอดตามแนวความคิดของพวกนักบวชก่อน ๆ และเลยขึ้นไป จนทรงพิสูจน์ ได้ว่า แม้พรหมโลกก็ยังไม่เที่ยง ยังเป็นทุกข์เนื่องด้วยการต้องเกิดต้องดับ เห็นการที่ไม่ต้องเกิดต้องดับว่าเป็นสุขอย่างยิ่ง ได้แก่นิพพาน. พระองค์จึง ทรงพบสุขที่แท้จริง อันสูงขึ้นไปกว่าพรหม. และทรงสอนสาวกให้มุ่งความสุข ชนิดนี้เป็นจุดหมายปลายทาง. มีเรื่องปรากฏในบาลีที่ทรงสนทนาโต้ตอบกับ ปริพพาชกอันเป็นนักบวชที่ดาษดื่นอยู่ในยุคนั้น, ในจูฬสกุลฺทายิสูตร ๑ ปริพ- พาชกชื่อ จูฬสกุลฺทายิ ทูลถามว่า :- "พระองค์ผู้เจริญ ! พวกภิกษุพากันเข้ามาประพฤติพรหมจรรย์ ในสำนักพระผู้มีพระภาค เพราะหวังทำให้แจ้งโลกซึ่งมีความสุขโดยส่วน เดียวหรือ ? " [ โลกอันเป็นสุขโดยส่วนเดียวนี้ หมายเอาสุภภิณหพรหม ซึ่งสนทนากันมา แล้วก่อนคำถามนี้. ] "ดูก่อน อุทายิ ! หามิได้เลย ธรรมอื่น ที่ยิ่งกว่าประณีตกว่า โดยอันเป็นสุขโดยส่วนเดียวนั้นมีอยู่" ๑. จูฬสกุลฺทายิสูตร ปริพพาชกวัตต์ ม.ม. (ไตร. ล. ๑๓/๓๖๓/๓๘๔)
น.1620 "พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมที่ยิ่งกว่า ประณีตกว่า อันเป็นธรรม ที่ภิกษุพากันประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำให้แจ้งนั้น เป็นอย่างไร ? " ต่อไปนี้ได้ตรัสข้อปฏิบัติในศาสนา นี้คือ จรณะ และ วิชชา เริ่มต้น แต่กุลบุตรได้พึงเทศน์ เกิดศรัทธาบวช ถึงพร้อมด้วยศีล, สันโดษ, สำรวม อินทรีย์, มีสติสัมปชัญญะ, เสพที่สงัดละนิวรณ์, ปฐมฌาน, ทุติยฌาน, ตติยฌาน, จตุตถฌาน, ปุพฺเพนิวาสานุสติญาณ, จุตูปปตญาณ. และอาส- วักขยญาณ อย่างเดียวกับในบาลี ฉวิโสธนสูตร และมหาอัสสปุรสูตร (ซึ่งได้ใช้เป็นหลักในเรื่องตามรอยพระอรหันต์ ดูหน้า ๒๖-๕๐) เป็นการแสดง ถึงธรรมอันเป็นสุขกว่าโลกที่เป็นสุขโดยส่วนเดียว คือ พรหมโลกนั้น. ใจความแห่งประโยชน์แท้จริงของการบวชดังกล่าวมาแล้ว ข้างต้นนั้น ได้ตรัสรวมความ ย่อให้สั้นไว้ใน ทุก. อํ.๑ ว่า "ภิกษุ ท. ! การอุปสมบท อันตถาคตอนุญาตแล้วแก่สาวกทั้งหลาย ก็เพื่อประโยชน์ ๒ อย่าง คือ เพื่อการปิดกั้นอาสวะในทิฏฐธรรม (ภพนี้), และเพื่อการทำลาย อาสวะในสัมปรายภพ (ภพหน้า) ภิกษุ ท. ! การอุปสมบทอันตถาคตอนุญาต แล้วแก่สาวกทั้งหลาย ก็เพื่อประโยชน์ ๒ อย่างนี้แล." ภิกษุในศาสนานี้ ทั้งหมดบวช ก็เพื่อความสุขนี้. นี่คือประโยชน์ที่แท้จริงหรือจุดหมาย ปลาย ทางของการบวช. ฯ ๗. ประโยชน์พิเศษของการบวช. นอกจากจะเป็นการหลุดพ้น จากทุกข์เป็นส่วนตัวแล้ว การบวชยังเป็นการสืบอายุของพรหมจรรย์ชนิดนี้ ให้ยืนยาวมาถึงคนที่เกิดภายหลังได้, เพราะเพศภิกษุ ย่อมสืบอายุศาสนา ๑. ปัณณาสกาสังคาหิตา สุตตันตา ทุก. อํ. (ไตร. ล. ๒๐/๑๒๓/๔๓๗)
น.1621 ไว้ได้ดีกว่าเพศฆราวาส ทั้งทรงประสงค์ให้สาวกช่วยกันรักษาไว้ อย่า ทำตนเป็นคนสุดท้ายของพรหมจรรย์เสีย จึงได้ตรัสไว้ ๑ ว่า :- " ... อานนท์ ! เราย่อมกล่าวกัลยาณวัตรแก่เธอ โดยประการ ที่ว่าเธอจะพึงให้เป็นไปตามได้, เธอทั้งหลายอย่าเป็นบุรุษมีในที่สุดของเรา เลย. อานนท์ ! เพราะเมื่อบุรุษใดกำลังเป็นไปอยู่ การขาดไปแห่ง กัลยาณวัตรมีขึ้นในระหว่างนั้น บุรุษนั้นชื่อว่า บุรุษมีในที่สุดของบุรุษทั้ง- หลาย ... " ๆ เป็นต้น. นี่แสดงการบวชที่ถูกต้อง เป็นการต่ออายุ พระศาสนาให้ยืดยาว ไปด้วย. ๘. การสึก. การบวชแล้วสึก ไม่ได้เป็นการตามรอยพระ- อรหันต์อย่างแน่วแน่เลย ไม่น่าจะนำมากล่าว. แต่ก็เป็นปัญหาที่เนื่อง ถึงกันอันหนึ่งจึงนำมากล่าวไว้ในที่นี้ด้วย. ครั้งพุทธกาล ตอนแรก ๆ ไม่มีการสึก เพราะคนที่เข้าไปขอบวช เป็นคนคิดตกในสภาวสังขารมาแล้ว จึงขอบวช และบรรลุความเป็นอริย- บุคคลไปหมด, พระองค์จึงไม่ได้ทรงวางวิธีสึกไว้ให้. มารุ่นหลัง มีคน ถลำบวชเพราะตามเพื่อนหรือตามเสียงสรรเสริญคุณของการบวช ต่อมาอยู่ ไม่ได้ก็ต้องสึก คือแหกการบวชออกมาด้วยการอันไม่เป็นมงคล ไม่มีใคร นับถือ, คำบาลีที่ตรัสใช้ ที่แปลว่าสึกนั้น ไม่ใช่เป็นคำธรรมดา เป็น ๑. มฆเทวัมพสูตร ราชวรรค ม.ม. ( ไตร ล. ๑๓/๔๒๗/๔๖๓)
น.1622 คำอัปมงคล คือคำว่า "หีนายาวตตฺติ = เวียนมาเพื่อเพศอันต่ำช้า ๑ , หรือคำว่า "วิพฺภนฺติโก = หมุนไปผิดอย่างน่าติ" ซึ่งเราเรียกในภาษาไทย ว่า สึก และไม่ถือกันว่าเป็นอัปมงคลอะไร บางทีก็ถือไปว่า เมื่อจะสึก ก็เป็นการมงคลอีกครั้งหนึ่ง เหมือนเมื่อเข้าพิธีบวชเหมือนกัน เป็นเพราะ เราเพาะวิธีสึกกันขึ้นใหม่ เนื่องจากอยากให้ได้บวชกันทุกคน แม้ ๗ วัน ก็ยังดีเป็นต้น เป็นการบวชที่ตามรอยพระอรหันต์อย่างตรงดิ่วแน่วแน่หามิได้. และเป็นการสึกที่ต่างกับครั้งกระโน้น ซึ่งถือกันว่า การสึกน่าติเอามาก ๆ, เพราะบัดนี้มีพิธีสึก. ผู้ที่ต้องสึกก็เพราะเหตุ ๒ อย่าง คือ ถูกบังคับ, และสึกเอง. อย่างแรกคือ ทำผิดร้ายแรงจนเขาบังคับให้สึก หรือความอับอายคงทน อยู่ไม่ไหวบังคับให้สึก. อย่างหลังเพราะบวชตามประเพณีบางแห่งที่ถือว่า บวชชั่วคราว, ไม่ใช่บวชตามรอยพระอรหันต์จริงๆ, หรือบวชเพราะ ถลำเข้าไปโดยเข้าใจผิดว่าตนจะทำหน้าที่ของการบวชได้, ภายหลังมองเห็น หนทางแน่นตัน ก็ต้องลาสึก, หรือเมื่อได้ศึกษาพระธรรมวินัยมากเข้า ทำ ให้เห็นไปว่า ออกไปเป็นอุบาสก หรืออุบาสิกาที่เคร่งครัดบริสุทธิ์เรียบร้อย ก็ยังดีกว่าทนอยู่เป็นภิกษุที่เศร้าหมองรังเกียจตัวเอง, หรืออกุศลวิตก หรือ กิเลสเกิดขึ้นรบกวนเผาใจให้เร่าร้อน, จึงลาสึก. สรุปได้ความว่า ถ้าไม่ อาจตามรอยพระอรหันต์ด้วยการบวชได้ต่อไป, ก็ควรสึก มิฉะนั้นเป็นการ ทนบวช ซึ่งไม่เป็นการกระทำที่ชอบ หรือเย็นใจได้เลย. ๑. เพศต่ำ หมายถึงเพศคฤหัสถ์
น.1623 ภัยหรืออันตรายของนักบวช ที่จะทำให้สึกได้ ทั้งที่เป็นคนบวช ใหม่ และบวชนาน ได้ตรัสไว้ใน จาตุมสูตร ๑ ว่า :- ภิกษุ ท. ! ภัยของคนที่ลงไปสู่น้ำ มีสี่อย่างคือ ภัยเกิดแต่คลื่น, ภัยเกิดแต่จระเข้, ภัยเกิดแต่น้ำวน, ภัยเกิดแต่ปลาร้าย, ภิกษุ ท. ! นี่ เป็นภัยสี่อย่างของคนที่ลงน้ำ. ภิกษุ ท. ! ภัยของนักบวชบางคนผู้บวชจากเรือนไม่เกี่ยวข้องด้วย เรือน ในศาสนานี้ก็มีสี่อย่าง. ฉันเดียวกัน คือ ภัยเกิดแต่คลื่น ภัย เกิดแต่จระเข้ ภัยเกิดแต่น้ำวน ภัยเกิดแต่ปลาร้าย. ๑. ภิกษุ ท. ! ภัยเกิดแต่คลื่นเป็นอย่างไร ? ภิกษุ ท. ! คน บางคนศรัทธาบวชในศาสนานี้ ไม่มีการงานอันเกี่ยวข้องด้วยเรือน เธอ บวชเพราะคิดเห็นว่า “เราถูกความ เกิด - แก่ -ตาย - โศก- ร่ำไร - ทุกข์กาย - ทุกข์ใจ - แห้งใจ ครอบงำเอา เป็นผู้ที่ถูกความทุกข์ครอบงำห่อหุ้มแล้ว ทำ ไฉน ความสิ้นทุกข์จะปรากฎได้." ฯ ครั้นบวชแล้วเพื่อนผู้ประพฤติพรหม- จรรย์ด้วยกันย่อมว่ากล่าวตักเตือนเธอว่า "จงก้าวไปอย่างนี้ ๆ จงถอยกลับ อย่างนี้ ๆ จงแล จงเหลียว จงคู้ จงเหยียด อย่างนี้ ๆ จงทรงสังฆาฎิ บาตร จีวร อย่างนี้ ๆ" ฯ เธอหวนระลึกไปว่า "เมื่อเราอยู่ครองเรือน ย่อมว่ากล่าว สั่งสอนผู้อื่น บัดนี้ ภิกษุคราวลูกคราวหลานของเรากลับมาคอยหาโอกาสว่า กล่าวตักเตือนเรา" ดังนี้ ฯ เธอก็บอกคืนสิกขา เวียนมาสู่เพศอันต่ำช้า ฯ ภิกษุ ท. ! ผู้นี้เราเรียกว่า ผู้กลัวต่อภัยอันเกิดแต่คลื่น แล้วบอกคืนสิกขา ๑. จาตุมสูตรภิกขุวรรค ม.ม. ไตร. ล. ๑๓ น. ๑๙๘ บ. ๑๙๐ ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่ป่ามะขามป้อม.
น.1624 เวียนมาสู่เพศอันต่ำช้า. ภิกษุ ท. ! คำว่าภัยเกิดแต่คลื่นเป็นชื่อแห่งความ คับแค้นใจเพราะโกรธ. ๒. ภิกษุ ท. ! ภัยเกิดแต่จระเข้เป็นอย่างไร ? ภิกษุ ท.! คน บางคน ... ๑ ครั้นบวชแล้ว เพื่อนที่ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกัน ย่อมว่า ว่ากล่าวสั่งสอนเธอว่า "สิ่งนี้ ท่านควรเคี้ยว สิ่งนี้ไม่ควรเคี้ยว. สิ่งนี้ ท่านควรบริโภค สิ่งนี้ไม่ควรบริโภค. สิ่งนี้ท่านควรลิ้ม สิ่งนี้ไม่ควรลิ้ม, สิ่งนี้ท่านควรดื่ม, สิ่งนี้ไม่ควรดื่ม ท่านควรเคี้ยว-กิน-ลิ้ม-ดื่ม แต่ของที่ควร. ไม่ควรเคี้ยว-กิน-ลิ้ม-ดื่ม ของที่ไม่ควร, ท่านควรเคี้ยว-กิน-ลิ้ม-ดื่ม แต่ในกาล (คือเวลาที่อนุญาต), ไม่ควรเคี้ยว-กิน-ลิ้ม-ดื่ม นอกกาล," ดังนี้. ฯ เธอหวนระลึกไปว่า "เมื่อก่อนเราอยู่ครองเรือนปรารถนาสิ่งใด ก็เคี้ยว-กิน-ลิ้ม-ดื่ม สิ่งนั้น, ไม่ปรารถนาสิ่งใดก็ไม่เคี้ยว-กิน- ลิ้ม-ดื่ม สิ่งนั้น, เคี้ยว-กิน-ลิ้ม-ดื่ม ได้ทั้งสิ่งที่ (ภิกษุนี้ว่า) ควรและไม่ควร, ได้ทั้งในกาลและนอกกาล, ชะรอยท่านจะห้ามปากของเรา ในขาทนียะ โภชนียะอันประณีต ที่คหบดีผู้มีศรัทธานำมาถวายนอกกาลในกลางวัน," ดังนี้ ฯ เธอก็บอกคืนสิกขา เวียนมาสู่เพศอันต่ำ, ภิกษุ ท. ! คำว่า ภัยเกิดแต่จระเข้ เป็นคำสำหรับเรียกคนเห็นแก่ท้อง. ฯ ๓. ภิกษุ ท. ! ภัยเกิดแต่น้ำวนเป็นอย่างไร ? ภิกษุ ท. ! คน บางคน ... ครั้นบวชแล้ว ตอนเช้าถือบาตรครองจีวร เข้าไปบิณฑบาต ในบ้านหรือนิคม ไม่รักษากาย ไม่รักษาวาจา ไม่กำหนดสติ ไม่สำรวม ๑. ที่ ... เช่นนี้ เติมให้เต็มเหมือนข้อ ๑.
น.1625 อินทรีย์ (คือหูตาเป็นต้น) ในที่นั้น เธอเห็นคหบดี หรือบุตรของคหบดี อิ่มเอิบเพียบพร้อมด้วยกามคุณห้า ให้เขาบำเรออยู่. เกิดการหวนระลึกว่า “เมื่อก่อน เราเป็นคฤหัสถ์ ครองเรือน ก็เป็นผู้อิ่มเอิบเพียบพร้อมด้วยกามคุณ ห้า ให้เขาบำเรออยู่, ทรัพย์สมบัติในตระกูลของเรา ก็มีอยู่ และเราก็ อาจบริโภคทรัพย์สมบัติพลาง ทำบุญพลาง" ดังนี้ ฯ เธอบอกคืนสิกขา เวียนมาสู่เพศต่ำ. ภิกษุ ท. ! ผู้นี้เราเรียกว่า ผู้กลัวต่อภัยเกิดแต่น้ำวน แล้วบอกคืนสิกขา เวียนมาสู่เพศต่ำ. ภิกษุ ท. ! คำว่า ภัยเกิดแต่ น้ำวนนี้ เป็นคำสำหรับเรียก กามคุณทั้งห้า. ๔. ภิกษุ ท. ! ภัยเกิดแต่ปลาร้ายเป็นอย่างไร ? ภิกษุ ท. ! คนบางคน ... ครั้นบวชแล้ว ตอนเช้าถือบาตร ครองจีวร เข้าไปบิณฑ- บาตในบ้านหรือนิคม ไม่รักษากาย ไม่รักษาวาจา ไม่กำหนดสติ ไม่ สำรวมอินทรีย์ (คือหูตาเป็นต้น), ณ ที่นั้น เธอเห็นหญิงชาวบ้านที่ห่มผ้า ไม่ดี ที่นุ่งผ้าไม่ดี (คือไม่มิดอวัยวะส่วนที่ควรปกปิด), เมื่อเธอเห็นหญิง ชาวบ้านผู้ห่มผ้าไม่ดี นุ่งไม่ดี ความกำหนัดก็เสียดแทงจิตของเธอ, เธอ มีจิตถูกราคะเสียดแทงแล้ว ก็บอกคืนสิกขา เวียนมาสู่เพศต่ำ. ภิกษุ ท. ! ผู้นี้เราเรียกว่า ผู้กลัวต่อภัยอันเกิดแต่ปลาร้าย แล้วบอกคืนสิกขา เวียน มาสู่เพศต่ำ. ภิกษุ ท. ! คำว่าภัยเกิดแต่ปลาร้ายนี้ เป็นคำสำหรับ เรียก มาตุคาม. ภิกษุ ท. ! ภัยสี่อย่างนี้แล หวังได้คือมีอยู่แก่คนบางคนที่ ออกบวชจากเรือนไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน ในศาสนานี้." ฯ
น.1626 ส่วนใน นวมสูตร ๑ ได้ตรัสเหตุให้สึกไว้อีกปริยายหนึ่ง เป็น ความมัวเมา ว่า :- ภิกษุ ท. ! ภิกษุผู้เมาด้วยความเมาในความเป็นหนุ่ม ย่อมบอกคืนสิกขา เวียนมาสู่เพศต่ำ. ภิกษุ ท. ! ภิกษุผู้เมาใน ความไม่มีโรค ย่อมบอกคืนสิกขา เวียนมาสู่เพศต่ำ, ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ผู้เมาด้วยความเมาในชีวิต ย่อมบอกคืนสิกขา เวียนมาสู่เพศต่ำ" ดังนี้, ในบาลีนี้มีความหมายกว้างขวาง ครอบไปได้ถึงผู้สึกทุกจำพวก เพราะ ความเมาเหล่านี้ เป็นต้นเหตุทำให้เกิดภัยอันตรายต่อการบวชได้ทุกทาง เป็นคำกว้าง. ? โดยนัยนี้ก็ได้ความว่า การสึกก็คือ การถอยหลังกลับจากการ ก้าวเดินตามรอยพระอรหันต์ เนื่องด้วยอุปสรรคต่าง ๆ ตามที่มันจะเกิด ขึ้นแก่ผู้ที่ไม่สามารถดำเนินได้สืบไป. ผู้จะเดินไปข้างหน้าในทางนี้ ควร ทราบไว้เป็นเครื่องป้องกันตัว ดุจข่ายเพชรป้องกันอันตราย ให้เจริญสืบไป จนถึงความหลุดพ้นได้. ฯ ๙. ถ้าไม่บวชจะได้หรือไม่ ? สำหรับผู้ประสงค์อรหัตตภูมิ ไม่บวชไม่ได้, พระอรหัตตผลเป็นคุณธรรมชั้นสูงสุดยอด ควรแก่เพศ ของการบวชอย่างเดียว, ไม่มีในเพศฆราวาส. แม้จะเกิดบรรลุธรรม ขั้นสูงสุดนี้ในเพศฆราวาสขึ้นมาก็ต้องรีบบวช เช่น ยสกุลบุตรเป็นตัวอย่าง, นัยว่า บรรลุอรหันต์แล้ว ถ้าขืนอยู่เป็นฆราวาส จักต้องปรินิพพานเนื่อง จากความอาเกียรณ์รังเกียจด้วยสภาพแห่งเพศเดิมนั้น. แต่ที่แท้การเป็นพระ- อรหันต์ ย่อมสูงกว่าการบวชอยู่แล้ว. ๑. นวมสูตร เทวทูตวรรค ปฐมปัณณาสก์ ติก. อํ. ( ไตร ล. ๒๐ น. ๑๘๖ บ. ๔๗๙. )
น.1627 สำหรับผู้ประสงค์มรรคผลอันต่ำลงมา คือ โสดา-สกทาคา-อนาคาแล้ว จะบวชก็ได้ ไม่บวชก็ได้, แม้ว่า การบรรพชาจะเป็นการช่วยเหลือให้ได้บรรลุมรรคผลเร็วหรือง่ายเข้าก็จริง แต่ผู้ไม่บวชก็อาจบรรลุมรรคผลนั้นได้ภายในเรือน และภายในการงานของฆราวาสนั่นเอง. ในบาลี คนชั้นสูงเป็นอันมาก เช่น พระญาติในสาก-ยวงศ์, หรือคนชั้นกลาง เช่น เศรษฐี คหบดีเป็นอันมากก็ได้บรรลุถึงอนาคามิผล. และในคนชั้นต่ำก็ยังมีดังที่ตรัสไว้ในบาลี ฆฏิการสูตร ๑ ดังต่อไปนี้ :- " .... ดูก่อนมหาราช ! ในนิคมชื่อเวภพิงคะ มีช่างหม้อชื่อฆฏิการะเป็นอุปฐากของตถาคต. มหาราช ! ความน้อยใจเสียใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคกัสสป ไม่ทรงจำพรรษาที่เมืองพาราณสีของเราเสียแล้ว’ ดังนี้, ย่อมมีแก่มหาบพิตรเท่านั้น, ความน้อยใจเสียใจเช่นนี้ จะได้มีแก่ฆฏิการะนั้นหามิได้ และจักไม่มีแม้ในกาลต่อไป. มหาราช ! ฆฏิการะนั้น ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งแล้ว, เว้นไกลจากปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท และสุราเมรย-มัชชปมาทัฏฐาน. ฆฏิการะนั้น มีความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, ถึงพร้อมด้วยศีลที่พระอริยเจ้าชอบใจ. “มหาราช! ฆฎิการะนั้นไม่มีความสงสัยในทุกข์ ไม่มีความสงสัยในทุกขสมุทัย, ทุกขนิโรธ และในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา. ๑. ฆฏิการสูตร ราชวรรค ม.ม. (ไตร. ล. ๑๓/๓๘๒/๔๑๗) ตรัสแก่พระอานนท์ เล่าเรื่องพระ-พุทธเจ้ากัสสป. ตรัสแก่พระราชาองค์หนึ่ง.
น.1628 ฆฏิการะนั้นมีภัตต์หนเดียว (คือกินข้าววันละครั้ง). ประพฤติพรหมจรรย์ (คือไม่เสพเมถุน). เป็นผู้มีศีล มีธรรมอันงดงาม. "มหาราช! ฆฏิการะนั้น ไม่ขุดดินด้วยเครื่องมือ ไม่ขุดด้วยมือ, หาบเอาแต่ดินที่ชาวบ้านขุดขึ้นทิ้งไว้ หรือที่หนูและลูกหนูขุดขึ้นไว้ นำมาทำเป็นภาชนะ แล้วประกาศอย่างนี้ว่า 'ภาชนะเหล่านี้ ผู้ใดอยากได้ ก็จงเอาข้าวสารใส่ในกะบุงข้าวสาร, เอาถั่วเขียวใส่ในกะบุงถั่วเขียว หรือถั่วดำใส่ในกะบุงถั่วดำ (ฯลฯ) ของเราแล้ว จงถือเอาภาชนะตามที่ตนปรารถนาเถิด’ ฆฏิการะนั้นเลี้ยงมารดาบิดาผู้แก่และตามืด ตลอดกาล. “มหาราช! ฆฏิการะนั้น เพราะเขาได้บรรลุ อนาคามิมรรคอันเป็นเครื่องทำสังโยชน์ห้าอย่างในเบื้องต่ำให้สิ้นไป (คือเป็นอนาคามี), จักเป็นผู้เป็นอุปาติกะ (คือลอยเกิดในชั้นสุทธาวาส)' แล้วจักปรินิพพานในภพนั้น ไม่มีการกลับมาจากภพนั้นเป็นธรรมดา,...ฯ ” เหล่านี้ เป็นตัวอย่างอันแสดงว่า มรรคผลชั้นอนาคามี ก็เป็นภูมิธรรมที่ฆราวาสบรรลุได้ โดยไม่ต้องบวช, บรรลุได้โดยความเป็นอยู่อย่างชีวิตของฆราวาสตามธรรมดา แม้ไม่ต้องกินข้าวหนเดียวเหมือนช่างหม้อที่กล่าวถึงในบาลีนี้ก็ได้. การที่อ้างเอาเรื่องช่างหม้อนี้มากล่าว ก็เพื่อให้ทราบพิเศษออกไปว่าฆราวาสชั้นต่ำ ก็บรรลุอนาคามิผลได้. เมื่อได้ยกอาคตสถานของการบวช และเรื่องราวที่เกี่ยวกับการบวชจากบาลีและอัฏฐกถามาสาธกพอควรแล้ว ข้าพเจ้าขอตัดบทปัญหาข้อนี้ลงด้วยกระแสพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ตามที่ทรงกล่าวไว้ในพระราชนิพนธ์เทศนาเสือป่าหน้า ๙๖, และหน้า ๑๐๔ ว่า; -
น.1629 “คนเราโดยมากที่เป็นคฤหัสถ์ มักอึดอัดในข้อที่ว่าจะถือ ศาสนาได้จริงอย่างไร มักเข้าใจกันว่า จะถือได้จริง ๆ ก็แต่ไปบวชเสีย เท่านั้น, เพราะฉะนั้นช้านานมาแล้วแต่โบราณกาล จึงมีความนิยม กันว่าผู้ใดยังไม่ได้อุปสมบท เรียกว่าเป็นคนดิบ คือไม่มีความรู้ ทางพุทธศาสนา หรือเหมือนไม่ได้แสดงตนว่า เป็นผู้ถือพุทธศาสนา. แต่ถ้าจะว่าขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง ความนิยมที่ว่าโบราณนี้ โบราณสักเพียง ใด ? แท้จริงเมื่อครั้งพุทธกาล ปรากฏแน่นอนว่า ถึงผู้ที่ไม่ได้บวช พระพุทธองค์ก็ทรงนับถือเป็นอุบาสกได้ และใช่แต่เท่านั้น ถึงผู้ที่ ไม่ได้บวช แต่ประพฤติดีประพฤติชอบ ก็สำเร็จเป็นโสดาบันได้ เป็น อริยบุคคลได้ ไม่เฉพาะแต่ผู้ที่บวชเป็นพระ แม้ที่เป็นผู้หญิงก็อาจ สำเร็จได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงแลเห็นได้ว่าในชั้นต้น การบวช ไม่ใช่การจำเป็นเสียแล้ว ความจำเป็นคือใจต้องถือจริง เลื่อมใสจริง และเห็นใจจริงในคำสั่งสอนของพระศาสดาของเรานั่นแหละ นับว่าเป็น ผู้ที่ถือจริงได้แท้ ต่อมาคนไทยเราได้ศาสนามาจากเมืองลังกา ความ นิยมของพวกลังกามีหลายสถาน ซึ่งได้ตกมาเป็นมรดกของเรา สรรพ- สิ่งทั้งปวง ซึ่งเป็นไปเพื่อความแคบของพระศาสนา เลยเป็นมรดก ที่เราได้มาจากลังกาทั้งนั้น ประการหนึ่ง เช่นข้อที่ว่า คนเราอายุ ครบ ๒๑ ปีแล้วต้องบวช ถ้าไม่บวชเป็นคนดิบ นี้นับว่าเป็นความคิด แคบอย่างที่สุด เพราะแท้จริงเป็นอย่างไร ? ท่านทั้งหลายมองดู ในเวลานี้ว่าเป็นอย่างไร ? ก็พอจะเห็นได้ .... (มองดูพวกนักบวช) " .... ก็เมื่อเราจะบวชก็ตามไม่บวชก็ตาม ก็ถือพระพุทธศาสนา อยู่แล้วฉะนี้ จึงเป็นความจำเป็นของเราทั้งหลายที่จะต้องพยายามเรียน ให้รู้ว่า ศาสนาที่เราว่าถือนั้นคืออะไร ถ้าเราไม่พยายามรู้ศาสนา ของเรา ก็เหมือนกับเราหลอกโลกอยู่เสมอ ถึงแม้เราจะบวชก็ตาม
น.1630 ไม่บวชก็ตาม ไม่พ้นจากความติเตียนว่าเป็นคนลวงโลก ชาติที่ประกอบ ด้วยอารยธรรมในเวลานี้ ชาติไหนที่ไม่มีศาสนา ต้องไม่มีแล้วในโลก, ต้องมีศาสนาใดศาสนาหนึ่งแน่นอน เวลานี้ทั้งโลกเขาพูดเขานิยมว่า ชาติไทยเป็นชาติที่ถือพุทธศาสนา ที่พระพุทธศาสนายั่งยืนอยู่ได้ เพราะ มีเมืองไทยเป็นเหมือนป้อมใหญ่ในแนวรบ ตามที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาครั้ง หนึ่งแล้ว ก็แปลว่า โลกนิยมแล้ว เพราะเชื่อกันเสียหมดว่า เราถือพระ พุทธศาสนา เพราะฉะนั้นเหมือนเราถูกโลกบังคับให้ถือ พระพุทธศาสนา เหมือนกัน การที่เราบวชจิ้ม ๆ แล้วบอกว่า “ฉันถือแล้ว ต่อไปฉัน ไม่ต้องทำอะไรอีก” ดังนี้ ไม่ใช่จะลวงโลกไปได้นานสักปานใด ในไม่ ช้าเขาก็จับได้ว่า ความประพฤติไม่สมกับที่ถือพุทธศาสนา ใจไม่สม กับหนทางที่พระศาสดาของเราสั่งสอน ซึ่งเราเชื่อว่าเป็นทางที่ดีที่สุด ถ้า เมื่อความประพฤติไม่สมกับผู้ถือพระพุทธศาสนาเช่นนี้แล้ว ย่อมทำให้ โลกเขาดูหมิ่นเราทั้งหมด ไม่ใช่ว่าข้าพเจ้าคนเดียวจะเป็นผู้อาย ท่าน ทั้งหลายที่นั่งอยู่ในที่นี้ทุกคนต้องรับความอายเท่ากับข้าพเจ้า, ข้าพเจ้าก็ คนไทยคนหนึ่ง ท่านก็คนไทยด้วยกันทั้งนั้น ต้องรับความอายด้วยกัน เช่นนี้แล้ว จำเป็นจะต้องมีมานะ. “การที่บวชนั้น ถ้ามีเวลาและใจมั่นคงอยู่ อยากจะบวชแล้ว ข้าพเจ้าอนุโมทนา บวชเถิด ! ถ้าไม่มีเวลาและใจรู้สึกว่าจะบวชจริง ไม่ได้แล้ว ขออย่าบวชลวงโลกเลย ข้าพเจ้าขอเสียที ข้อนี้เป็นข้อ ที่ได้นึกมานานแล้ว ....” ฯ จบบทที่ ๒
น.1631 บทที่ ๓ ปาติโมกขสังวร สำ ร ว ม ใ น พ ร ะ ป า ติ โ ม ก ข์
น.1632 บทที่ ๓ ปาติโมกขสังวร สำรวมในพระปาติโมกข์ ------------------ พระบาลีที่เป็นอุทเทสในบทนี้ ดังนี้ :- "เธอนั้น ครั้นบวชแล้วอย่างนี้ ย่อมเป็นผู้สำรวมในปาติ- โมกขสังวร สมบูรณ์ด้วยมรรยาทและที่เป็นที่เที่ยวไป มีปรกติเห็น เป็นภัยในโทษแม้มีประมาณน้อย, สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาทั้งหลาย." [สามัญญผลสูตร สีล. ที. ล.๙ น. ๘๓ บ. ๑๐๒] นิทเทส ใจความของบทนี้ : กล่าวด้วยปาติโมกขสังวรอันเป็นศีลหมวด ต้นแห่งจตุปาริสุทธิศีล พรรณนาความด้วยปาติโมกข์ อันมาในบาลีวินัย ที่สงฆ์สวดทุกกึ่งเดือน และที่มาในบาลีสามัญญผลสูตร อันยกขึ้นเป็น หลักตามรอยพระอรหันต์รวมเข้าด้วยกัน. เก็บคำอธิบายจากบาลีและอรรถ- กถาแห่งบาลีนั้น ๆ และจากปกรณ์พิเศษอื่น ๆ เช่นวิสุทธิมรรคเป็นต้น มา อธิบายเพิ่มเติม. เนื้อความอันจะกล่าวในขั้นที่ ๓ นี้ มีหัวข้อดังต่อไปนี้ :- ๑. ปาติโมกข์คืออะไร ? ( มี ๗) กระทู้ ) ๒. สังวรคืออะไร ? ( มี ๒ กระทู้ ) ๓. ศีลคืออะไร? ( มี ๑๑ กระทู้ ) ๔. ข้อความเบ็ดเตล็ดเกี่ยวด้วยปาติโมกขสังวรศีล ( มี ๗ กระทู้ ) จะได้เริ่มพรรณนาความไปตามลำดับข้อ ดังนี้ :-
น.1633 ปาติโมกข์คืออะไร ? ๑. ปาติโมกขสังวรศีล จำเป็นแก่การตามรอยพระอรหันต์ อย่างไร ? เพื่อให้เกิดฉันทะความพอใจอย่างแรงกล้า ในการเรียนรู้เรื่อง ปาติโมกขสังวรศีลแก่ผู้ศึกษา จึงขออธิบายปัญหาว่า ปาติโมกขสังวร จำเป็นแก่การตามรอยพระอรหันต์อย่างไร ? - ก่อนอื่นทั้งหมด. ปาติโมกข์หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าพระวินัย ไม่ได้เป็นแต่เพียงข้อ บังคับ เพื่อความเรียบร้อยของคณะบรรพชิต เช่นเดียวกับกฎหมายของ บ้านเมืองที่ใช้บังคับแก่ราษฎร. ผู้เข้าใจเพียงเท่านั้น พากันกล่าวแล้ว กล่าวอีกถึงประโยชน์อันสำคัญของวินัยว่า เป็นเครื่องควบคุมคณะสงฆ์ให้เรียบ ร้อย เช่นเดียวกับด้ายที่ร้อยดอกไม้ไม่ให้กระจัดกระจายฉะนั้น. ความ เข้าใจเช่นนั้น จะทำให้มักพากันสำรวมวินัยแต่ในที่แจ้ง ส่วนในที่ลับ เป็นอีกอย่างหนึ่ง เพราะไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของหมู่คณะ. เพียง เท่านี้ ก็เห็นได้ว่าคำกล่าวเช่นนั้น ยังไม่เพียงพอแก่ความต้องการ เสียแล้ว. แท้ที่จริง ปาติโมกข์หรือสิกขาบทที่เรียกกันว่าพระวินัยนั้น เป็น ของจำเป็นอย่างยิ่ง แก่การปฏิบัติเพื่อก้าวขึ้นสู่โลกุตตรภูมิโดยแท้. ผู้มีศีล เศร้าหมองอยู่ภายในใจตนเอง แม้ไม่เป็นที่เสียหายแก่หมู่คณะก็ตาม แต่ ผู้นั้นไม่อาจก้าวผ่านขั้นสมาธิไปได้เลย. ความทุศีลภายในใจ แม้รู้แต่คน
น.1634 เดียว ก็เป็นข้าศึกอย่างร้ายแรงต่อการบรรลุผลของสมาธิ กล่าวคือ ฌาน ชนิดเป็นบาทฐานของมรรคและผลทั้งหลาย, พอจิตจะเริ่มสงบ ความรู้สึกทุศีลนั้นย่อมผุดขึ้นแทรกทุกครั้งไป, ไม่มีทางที่จิตจะสงบได้. เพราะฉะนั้น ปาติโมกขสังวรจึงเป็นบันไดขั้นแรกของการก้าวขึ้นสู่อรหันตภาวะ ซึ่งนักปฏิบัติจะเลี่ยงพ้นไปไม่ได้ เป็นบุรพกิจดุจฐานรากแห่งสมณกิจทั้งปวง, ท่านกล่าวไว้ในที่ทั้งหลายมีเนื้อความตรงกัน เช่นในอัฏฐกถาแห่งจิตตุบาทกัณฑ์ ๑ กล่าวไว้ดังนี้ว่า :- "ถามว่า กุลบุตรผู้ใคร่จะบรรลุพระอรหันต์พึงทำอย่างไร ? ตอบว่า กุลบุตรผู้ใคร่จะบรรลุพระอรหันต์ พึงชำระศีลทั้งสี่ กล่าวคือปาติโมกขสังวรศีล อินทรียสังวรศีล อาชีวปาริสุทธิศีล และปัจจยสันนิสสิตศีล ตั้งแต่ต้น ให้เป็นผู้ตั้ง อยู่เฉพาะในศีลอันบริสุทธิด้วยดีแล้ว จึงตัดปลิโพธ (เครื่องกังวล) ๑๐ อย่าง มีอาวาสปลิโพธเป็นต้น, เข้าไปหากัลยาณมิตรผู้ให้กรรมฐานแล้ว จึงใคร่ครวญหากรรมฐานอันเกื้อกูลแก่จริยาของตนจากบรรดากรรมฐาน ๓๘ อันมาแล้วในบาลี. ถ้าปฐวีกสิณ (เป็นต้น) เกื้อกูลแก่จริยาของตนแล้ว ถือเอากรรมฐานนั่นแหละ ละวิหารอันไม่สมควร อยู่ในวิหารอันสมควรแล้ว ทำการตัดปลิโพธเล็กน้อย, ทำวิธีแห่งภาวนาทั้งปวง เช่นการตามรักษา บริกรรมนิมิตแห่งกสิณไม่ให้เสื่อม, -การเว้นจากอสัปปายธรรม ๗ อย่าง, การเสพสัปปายธรรม ๗ อย่าง, และประเภทแห่ง อัปปนาโกศล ๑๐ อย่าง ไม่ให้เสื่อมอยู่ พึงปฏิบัติเพื่อการบรรลุฌาน. นี้กล่าวแต่โดยย่อ โดยพิสดาร พึงรู้โดยนัยแห่งคำที่กล่าวไว้ในวิสุทธิมรรค .. " ฯ ๑. อัฏฐสาลินี อรรถกถาอภิธรรมปิฎก ตอนธัมมสังคณิ หน้า ๒๗๔-๕
น.1635 นี่ย่อมแสดงว่า ปาติโมกขสังวรเป็นกิจจำเป็นในเบื้องต้น อันจะ เว้นข้ามไปเสียไม่ได้โดยแท้ เพราะฉะนั้นพระองค์จึงตรัสไว้ในปัญจ. อํ ๑ ว่า "ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุไม่ทำศีลทั้งหลายให้บริบูรณ์แล้ว จักทำสัมมาทิฏฐิให้บริบูรณ์นั้น ข้อนั้นไม่ใช่ฐานะที่จะเป็นได้." ผู้ศึกษาพึงทราบว่า สัมมาทิฏฐิก็คือการรู้อริยสัจจ์ด้วยนามกาย หรืออาสวักขยญาณนั่นเอง. ศีลเป็นการขูดเกลากายวาจาให้สะอาด. กายวาจาที่สะอาดหนุนให้เกิดสมาธิ. สมาธิให้เกิดญาณรู้ตามเป็นจริง เป็นตัวปัญญาตัดกิเลส บรรลุมรรคผลได้ ดังท่านกล่าวลำดับไว้ในวิสุทธิ ๗ คือ ศีลวิสุทธิ ( = ความหมดจดแห่งศีล ) เป็นบันไดส่งขึ้นไปถึงจิตตวิสุทธิ ( = ความหมดจดแห่งจิต. ) จิตตวิสุทธิ ส่งให้ถึงทิฏฐิวิสุทธิ ( = ความหมดจดแห่งความเห็นคือเห็นถูก ). ทิฏฐิวิสุทธิส่งต่อกันเป็นลำดับ ๆ ไป จนถึงญาณทัศนะอันได้แก่ตัวอริยมรรคทั้ง ๔ ( ดูอธิบายพิสดารในธรรมวิภาคปริเฉท ๒ หน้า ๗๗). การสนทนาของท่านพระสารีบุตรและท่านพระปุณณมันตานีบุตร บ่งชัดว่าวิสุทธิทั้ง ๗ นี้ เป็นดุจรถ ๗ ผลัด ส่งต่อกันให้ถึงนิพพาน. ผู้ประสงค์ทราบเรื่องพิสดาร จงดูในรถวินีตสูตร ๒ นั้นเถิด. เพราะฉะนั้น แทนที่จะกล่าวว่า ศีลเป็นเครื่องทำหมู่ให้งาม ควร กล่าวว่า ศีลเป็นบันไดขั้นแรกแห่งพระนิพพานโดยแท้. จึงจะเป็นคำที่มี ความหมายเต็มที่แห่งสิกขาส่วนนี้. ๑ ปฐมสูตร ปัญจังคิกวัดค์ ปฐมปัณณาสก์ ปญฺจ. อ°. ล. ๒๒/๑๖/๒๑. ๒. รถวินีตสูตร โอปัมมวรรค มู. ม. ไตร. ล. ๑๒ น. ๒๘๗ บ. ๒๙๒.
น.1636 ปาติโมกข์คืออะไร ? เมื่อจะกล่าวให้กว้างที่สุด คำว่า "ปาติโมกข์" เป็นชื่อแห่ง ธรรมอันเป็นประธานแห่งความหลุดพ้น และหมายทั่วไปทั้งส่วนศีลสมาธิ ปัญญา ดังในโอวาทปาติโมกข์ที่พระองค์ทรงแสดงในวันมาฆปูรณมี บรรจุ ข้อความเต็มที่ทั้งส่วนศีลสมาธิปัญญา. แต่ที่ใช้จนเป็นที่เข้าใจกันดื่นนั้น คำนี้หมายเอาเพียงส่วนศีล คือคัดเลือกเอาสิกขาบทที่เห็นว่าสำคัญขึ้นจัด เป็นพวกหนึ่ง ให้ชื่อว่าปาติโมกข์, มีที่มาทั้งในบาลีพระสูตรและบาลี วินัย. สำหรับฆราวาสทั่วไป ปาติโมกข์ คือศีลห้า, สำหรับอุบาสก คือศีลอุโบสถหรือกรรมบถ ๑๐ ประการ, สำหรับสามเณรคือศีล ๑๐, และ สำหรับภิกษุ คือศีล ๒๒๗, และ ๓๑๑ สำหรับภิกษุณี. จะกล่าวเรื่องอัน ได้เปลี่ยนแปลงเกี่ยวพันกันในเรื่องปาติโมกข์ของภิกษุ พอสมควร. สิกขาบท ๒๒๗ ข้อ ซึ่งสงฆ์สวดทุกกึ่งเดือน เรียกว่า ทำ อุโบสถสวดปาติโมกข์นั้น ในบาลีวินัยปิฎกเอง ก็ไม่พบที่ระบุเรียกสิกขา บท ๒๒๗ นี้ว่า "ปาติโมกข์" เลย มีแต่เรียกว่า มหาวิภังค์หรือภิกขุ- วิภังค์, แต่พุทธภาษิตที่ตรัสว่า ปาติโมกฺเข จ สํวโร = สำรวมในปาติโมกข์ เป็นต้นนั้น มีอยู่ดาษดื่นในบาลีทั้งหลาย. อะไรจะเป็นตัวปาติโมกข์แท้ เป็นสิ่งที่ควรหยิบขึ้นวินิจฉัย เพราะผู้ตามรอยพระอรหันต์ควรรู้จักปาติโมกข์ ที่แท้จริงหรือตรงต่อพุทธประสงค์ การที่กระทำจึงจะได้ผล เหตุว่าการ สำรวมในปาติโมกข์ เป็นบันไดขั้นหนึ่งของการกระทำอันนี้, จะสาธกเรื่อง ในบาลีมาเป็นแนวสันนิษฐานเป็นลำดับไป.
น.1637 การแสดงปาติโมกข์ ในบาลี® บ่งว่ามีมาแต่ครั้งพระองค์ยังทรง พระชนม์อยู่ และพระองค์เป็นผู้ทรงแสดงปาติโมกข์เอง, แต่เรื่องที่ทรง นำแสดงนั้น เป็นเรื่องอะไรควรรู้ไว้. เข้าใจว่าครั้งแรกที่สุดก็คือการแสดง โอวาทปาติโมกข์ในวันมาฆปูรณมี ที่ทรงแสดงด้วยหลักธรรมเฉพาะที่สำคัญ และตรงกันทุก ๆ พระองค์พระพุทธเจ้า เป็นใจความเพียง ๓ คาถาว่า [๑.] "ขันติคือความอดกลั้น เป็นเครื่องเผาผลาญความชั่ว อย่างยิ่ง. ' พวกผู้รู้ กล่าวพระนิพพานว่าเป็นธรรมอย่างยิ่ง. ผู้ฆ่าสัตว์อื่นหาเป็นบรรพชิตไม่ ผู้เบียดเบียนผู้อื่นหาเป็น สมณะไม่. ฯ [๒.] การไม่ทำบาปทุกอย่าง, การทำกุศลให้เต็มที่, การ ชำระจิตให้ผ่องแผ้ว, สามอย่างนี้ เป็นระบบศาสนา ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. ฯ [๓.] การไม่กล่าวร้าย การไม่ทำร้าย การสำรวมในปาติ- โมกข์ ความรู้ประมาณในอาหาร ที่นอนที่นั่งอันสงัด การประกอบทั่วในอธิจิต, หกอย่างนี้ เป็นระบบศาสนา ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. ฯ" สงฆ์ที่ประชุมในวันนั้น เป็นพระอรหันต์ล้วน ๑๒๕๐ องค์ ทำให้ เห็นว่าปาติโมกข์ที่แสดงแก่พระอรหันต์นั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง และทั้งครั้งนั้น ยังมีแต่ภิกษุผู้บริสุทธิ์ และสิกขาบททั้งหลายก็ยังไม่ได้บัญญัติขึ้น. ต่อมา ๑. ทสมสูตร มหาวรรค อต. อํ. (ไตร. ล ๒๓/๒๐๘/๑๑๐)
น.1638 มีภิกษุเหลวไหลมากขึ้น จึงทรงบัญญัติสิกขาบทต่าง ๆ ขึ้นตามลำดับเป็นอัน มาก แม้ที่สุดแต่การจี้กันเล่น การเล่นน้ำ การแกล้งซ่อนของของกัน จนถึงที่หยาบคายเช่นเกี้ยวผู้หญิงเป็นต้น ก็ต้องบรรจุเข้าในปาติโมกข์. แทน ที่จะแสดงด้วยหลักธรรมอย่างแต่ก่อน กลับกลายเป็นการแสดงด้วยสิกขาบท เหล่านี้ เพื่อให้เธอระลึกอาบัติไปพลาง และซ้อมความจำไว้ทุกกึ่งเดือน. ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้วก็ยังต้องทนนั่งพังสิกขาบทอันห้ามไม่ให้จี้กันเป็นต้นนี้ จะเป็นการน่าอนาถใจเพียงใด. เพียงเท่านี้ยังไม่พอ อยู่มาวันหนึ่งเป็นวันอุโบสถ, ที่บุพพาราม เมืองสาวัตถี ขณะที่ภิกษุสงฆ์ประชุมพร้อมจะทำอุโบสถกรรม นั่งรอคอย พระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่ มีภิกษุทุศีลต้องอาบัติเป็นมูลเฉทไม่เป็นสมณะแล้ว นั่งปนอยู่ในบริษัทนั้นด้วย, พระผู้มีพระภาคไม่ทรงแสดงปาติโมกข์ โดย ตรัสว่า ภิกษุสงฆ์ไม่บริสุทธิ์. ภิกษุสงฆ์นั่งรออยู่จนปัจฉิมยาม ในที่สุด พระมหาโมคคัลลานะกำหนดรู้จักตัวภิกษุรูปนั้นได้ด้วยญาณ ฉุดตัวออกจาก บริษัทไป, แม้กระนั้นพระองค์ก็ไม่ทรงแสดงและตรัสเป็นคำขาดว่า จำเดิม ตั้งแต่วันนี้ไป ให้สงฆ์ทั้งหลายแสดงปาติโมกข์เอง พระองค์ไม่แสดง, แล้วตรัสพุทธภาษิตอื่นอันมีใจความกล่าวเปรียบว่า ในธรรมวินัยของพระองค์ ก็มีของดีวิเศษ ๘ อย่าง เช่นเดียวกับในมหาสมุทร. ดูเรื่องพิสดารใน ทสมสูตร มหาวรรค. อัฏ. อํ. ในบาลีนี้ไม่ได้กล่าวว่า ปาติโมกข์ที่แสดงนั้นคืออะไร ทั้งอรรถกถา แห่งบาลีนี้ก็ไม่ได้กล่าวอธิบายไว้อย่างใดเลย จึงยังไม่ควรถือว่า ปาติโมกข์
น.1639 ที่ทรงแสดงนั้น คือสิกขาบท ๒๒๗ ข้อ หรือเป็นการแสดงด้วยหลักธรรม คล้ายครั้งแสดงโอวาทปาติโมกข์. ข้าพเจ้าเข้าใจว่าทรงแสดงด้วยสิกขาบท ต่างๆ แต่หาใช่มีจำนวนมากถึง ๒๒๗ ข้อ เหมือนที่แสดงกันในบัดนี้ไม่. ในบาลีสูตรที่ ๖-๗-๘ (๓ สูตร) แห่งจตุตถวรรค ทุติยปัญญาสก์ ติก. อํ.๑ มีพุทธภาษิตว่า "ภิกษุ ท. ! สิกขาบท ๑๕๐ ถ้วนนี้ ย่อม มาสู่อุทเทส (คือการนำขึ้นแสดงในท่ามกลางสงฆ์) ทุกกึ่งเดือน ซึ่งกุลบุตร ผู้หวังประโยชน์ศึกษากันอยู่ ... " นี่แสดงให้เห็นว่า ครั้งพุทธกาลมีการ แสดงปาติโมกข์ ด้วยสิกขาบทเพียง ๑๕๐ สิกขาบทถ้วน ๆ เท่านั้น ที่กล่าว ถึง ๒๒๗ สิกขาบทไม่มีเลย, มามีในคัมภีร์วิภังค์แห่งวินัยปิฎก ซึ่งเรียง คำพูดของผู้รวบรวมวินัยปิฎก ไม่ใช่พุทธภาษิต, บอกเป็นอุทเทสไป นับได้ ๒๒๗ สิกขาบท. นี้ทำให้เห็นว่ามีการเพิ่มเข้าอีกภายหลังแต่พุทธปรินิพพานก็ได้ โดยเฉพาะคือเมื่อร้อยกรองพระไตรปิฎกครั้งทำสังคายนาครั้งใดครั้งหนึ่ง. ท่าน เหล่านั้นได้นำเอาสิกขาบทอื่น ๆ ที่ได้ทรงบัญญัติไว้ แต่ไม่ได้นับรวมเข้าไป ในปาติโมกข์มานับรวมเข้าไปในปาติโมกข์อีก ๗๗ สิกขาบท. จะเป็นสิกขาบท ใดบ้าง ไม่มีหลักฐานในบาลี, เป็นเรื่องต้องสันนิษฐาน. สมเด็จพระ- มหาสมณะเจ้า กรมพระยาวชิรญาณ ทรงสันนิษฐานไว้ว่า ได้แก่ เสขิยวัตร ๗๕ สิกขาบทและอนิยตอีก ๒ สิกขาบทนั่นเอง. ต่อมาได้สวดปาติ- โมกข์ด้วยสิกขาบท ๒๒๗ สิกขาบทมาจนถึงทุกวันนี้. ๑. ไตร. ล. ๒๑ น. ๒๙๗ บ. ๕๒๖, ๕๒๗, ๕๒๘.
น.1640 นี้คือลักษณาการแห่งภิกขุปาติโมกข์ที่ได้กลายตัวเรื่อยมา และ ในบัดนี้สิกขาบท ๒๒๗ สิกขาบทนั้น ได้มีสิกขาบทที่เป็นหมันแท้ ๆ เสียแล้ว ประมาณถึง ๒๗ สิกขาบท๑ เป็นอย่างน้อย. สงฆ์ในบัดนี้ก็ยังคงสวดปาติโมกข์ เดิมอยู่นั่นเอง. พฤติการณ์อันนี้ คงเนื่องมาแต่ครั้งยังไม่มีการเรียนภาษา บาลี ไม่รู้ว่าสิกขาบทที่สวดนั้นแปลว่ากระไรบ้าง จนมาถึงสมัยที่เรียน บาลีศึกษารู้วินัยกันแล้ว ก็ยังสวดปาติโมกข์ ซึ่งบรรจุสิกขาบทอันเป็นหมัน เสียหลายสิกขาบทไปตามเดิม. "คณะที่สวดปาติโมกข์นี้เป็นนิจ จะได้รับ ยกย่องมากมาย, แต่ถ้าคณะใดตัดทอนที่เป็นหมันออกเพิ่มที่จำเป็นต้องใช้แทน จะถูกประณามว่า หักล้างพระพุทธบัญญัติ. ปาติโมกข์อันนี้จะเป็น ประโยชน์ คือเป็นบันไดแห่งการตามรอยพระอรหันต์เหมือนอย่างเดิมหรือไม่ มันเป็นการยากที่จะกล่าว. แต่เราอาจกล่าวได้ว่า สิกขาบทในปาติโมกข์ นั้นแต่เดิมมีจำนวนไม่ตายตัว. ถ้าถามว่า "ในบัดนี้เราควรแก้ไขตัดทอนเพิ่มเติมจำนวนสิกขาบท ในปาติโมกข์ที่สวดกันหรือไม่ ?" ก่อนแต่จะตอบ ควรคิดดูว่าครั้งแรกที่สุด ทรงแสดงปาติโมกข์ด้วยหลักธรรมแก่ผู้ฟังซึ่งเป็นพระอรหันต์ล้วน, ต่อมามี การแสดงด้วยสิกขาบท ๑๕๐ ข้อ, ทั้งเชื่อว่ากว่าจะถึง ๑๕๐ ข้อนั้น คงมี ที่แสดงด้วย ๕๐ ข้อ ๑๐๐ ข้อ มาบ้างแล้ว หรือที่แสดงไม่มีจำนวนข้อจำกัด เช่นแสดงเหมือนบาลีสามัญญผลสูตร (ซึ่งจะกล่าวในตอนต่อไป) เป็นต้น ก็ คงมี, ต่อมาพระสังคีติกาจารย์เพิ่มเข้าอีก ๗๗ ข้อ เป็น ๒๒๗ ข้อแสดง ๑. ที่เป็นหมันอย่างตายตัว ก็คือสิกขาบทอันเกี่ยวกับภิกษุณี และของล่วงกาละเทศะ เช่นสันถัด ที่ใช้หล่อด้วยขนเจียมเป็นต้น. และยังมีที่ไม่เป็นตัวสิกขาบท ปรับอาบัติอะไรเสียอีก ๙ สิกขา บท คือ อนิยต ๒ และอธิกรณสมถะ ๗, การที่พูดว่า ทรงศีล ๒๒๗ จึงพึงดูชอบกล จนน่า จะทำความเข้าใจกันเสียใหม่.
น.1641 มาจนทุกวันนี้. เห็นได้ว่าพระองค์หรือสาวกที่รู้พุทธประสงค์แท้จริง "มุ่ง ประโยชน์เป็นใหญ่. เพราะฉะนั้น การที่จะชักสิกขาบทอันเป็นหมันออกเสีย บ้าง แล้วเพิ่มสิกขาบทที่เห็นว่าสูง มีประโยชน์หรือจำเป็นกว่าสิกขาบท เหล่านั้นอันพระองค์ได้บัญญัติไว้แล้ว เข้าในสิกขาบทอันเป็นปาติโมกข์ตาม ควร ก็น่าจะเป็นการกระทำที่มุ่งประโยชน์ ตรงต่อพุทธประสงค์และเหตุ การณ์ที่เป็นมาแล้วยิ่งเสียกว่ากระมัง ? การถือจำนวนเป็นของขลัง น่าจะติดไปข้างงมงายมากกว่าการ รู้จักเหตุผลกาละเทศะ ในฐานที่เป็นสาวกของพระองค์ ผู้ประกอบด้วยมัต- ตัญญุตาธรรมอย่างยิ่ง. ขอให้คำนึงถึงพระพุทธานุญาตอันประกอบด้วยสัพ- พัญญุตญาณของพระองค์ ผู้ทรงเห็นกาลไกล ที่ยอมให้สงฆ์ถอนสิกขาบท เล็กน้อยได้ ในเมื่อกาลสมัยล่วงไปๆ. แต่พระสังคีติกาจารย์รุ่นทำสังคายนา ได้ประกาศห้ามยกพระพุทธานุญาตนั้นเสียแล้ว ด้วยญัตติกรรมอันสำแดง อิทธิพลมาจนถึงทุกวันนี้. ท่านเองก็ล่วงลับไปหมดแล้วเช่นนี้ ใครเล่า เป็นผู้ได้รับความเสียหายอันเกิดขึ้น ใครต้องเป็นเหมือนกับงมงาย สวด ท่องสิกขาบทบางสิกขาบทซึ่งเป็นหมัน เพราะล่วงกาลสมัยเหล่านั้น. ในที่นี้ ไม่ได้ประสงค์ถึงกับให้เลิกถอน เป็นแต่สับเปลี่ยนเพื่อให้ที่เป็นหมันออกไป เอาที่ต้องการใช้เข้าใส่แทนในส่วนที่ยกขึ้นเป็นปาติโมกข์เท่านั้น. ผู้ที่ตั้งใจ จะตามรอยพระพุทธองค์ หรือพระอรหันต์ที่แท้จริง น่าจะใคร่ครวญตัด ทอนเอาเองเป็นส่วนตัว, และยึดถือเอาโดยนัยที่ตนเห็นว่าตรงต่อพุทธประสงค์ มากกว่าก็เป็นสิ่งที่ทำได้เป็นภายในของตนเอง. ถ้าอยากจะรักษาประวัติศาสตร์ ก็ควรให้รักษาไว้ด้วยตำรา คือวินัยปิฎก ส่วนที่ทำจริง ๆ ขอให้ได้ประโยชน์
น.1642 จริง ๆ. ในครั้งกระโน้น สิกขาบททั้งหมดย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ภิกษุ สงฆ์ตามนั้นทุกสิกขาบท. แต่ครั้งนี้ไม่เป็นอย่างนั้นเลย. ตามที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด สรุปได้ความว่าปาติโมกข์ในที่นี้ คือ จำนวนสิกขาบทที่ได้ยกขึ้นแสดงท่ามกลางสงฆ์ทุกกึ่งเดือน แต่มีการเปลี่ยน แปลงดังพรรณนามาแล้ว. และยิ่งกว่านั้นสิกขาบทนั้น ๆ ยังแตกต่างกันโดย สำนวนโวหารระหว่างบาลีพระสูตรและวินัย ซึ่งจะแยกกล่าวเป็นอย่าง ๆ ใน ตอนหลัง. ในบาลีสูตรอื่น เช่นมหาอัสสปุรสูตรเป็นต้น ทรงเรียกสิกขาบท เหล่านี้ว่า สมาจาร จัดเป็นทางกาย วาจา ใจ เรียกว่า กายสมาจาร วจีสมาจาร มโนสมาจาร ตามลำดับ. ที่เป็นทางใจเช่นการยินดีในวัตถุอัน ไม่สมควรแก่สมณะ เช่น เงิน ทอง ทาสชายหญิง เป็นต้น. หลักฐานอันชี้ ให้เห็นว่าทรงเรียกสิกขาบทอันเป็นปาติโมกข์ว่าสมาจารนั้น มีที่มาในบาลี สักกบัณฑสูตร๑ เล่าถึงเรื่องท้าวสักกะทูลถามว่า ภิกษุปฏิบัติอย่างไรจึงจะ ได้ชื่อว่าปฏิบัติในปาติโมกขสังวร ? ตรัสตอบว่า ผู้เว้นกายสมาจาร วจี- สมาจารที่ไม่ควรเสพ และประพฤติกายสมาจาร วจีสมาจารที่ควรเสพ เช่นนี้ เรียกว่าปฏิบัติในปาติโมกขสังวร. เพราะฉะนั้นในหลัก ๒๓ ขั้น ตอน บุพภาคแห่งการตามรอยพระอรหันต์ ข้าพเจ้าจึงจัดสมาจารแห่งมหาอัสส- ปรสูตรเข้าไปในปาติโมกขสังวร และเป็นอันว่า มโนสมาจารแห่งบาลีนั้น หมายถึงความยินดีในอกับียวัตถุดังกล่าวแล้ว, และมโนสมาจารที่เหลือจาก นั้น ได้แก่อินทรีย์สังวรศีลบ้าง ปัจจยสันนิสสิตศีลบ้าง. ๑. สักกบีณฑสูตร มหา. ที. (ไตร. ล. ๑๐ น. ๒๙๘),
น.1643 ปาติโมกข์อันมาในบาลีวินัย. สิกขาบทเป็นปาติโมกข์อันปรากฏอยู่ในบาลีวินัยปิฎก เป็นสิกขาบท ที่ได้ถูกเลือกคัดมาร้อยกรองจัดลำดับให้เรียบร้อย ตั้งแต่หนักที่สุดไปหาเบา ที่สุดเป็นหมวดหมู่กันดี, เมื่อพระองค์ตรัส ต้องไม่ได้ตรัสเป็นลำดับอย่างนี้ เพราะปรากฏว่าตรัสตามแต่เรื่องจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลัง คละปนกันไปทั้งหนัก และเบา. ผู้ประชุมจัดการร้อยกรองลำดับสิกขาบทเหล่านี้ คือที่ประชุม สงฆ์ครั้งทำสังคายนา อันเรียกกันว่าพระสังคีติกาจารย์. สิกขาบทที่จัด แล้วนี้ต่างกับสิกขาบทอันมาในบาลีพระสูตร ซึ่งไม่ได้เรียงตามลำดับหนักเบา ตรัสตามที่เห็นสมควรทั้งไม่ได้ระบุชื่ออาบัติไว้ และแถมมีสิกขาบทอันเป็นพวก อาชีวปาริสุทธิศีลติดเนื่องอยู่ด้วยกัน. ที่จริง ข้าพเจ้าควรกล่าวสิกขาบท อันเป็นปาติโมกข์ที่มีอยู่ใน วินัยอย่างละเอียดทุกสิกขาบทไว้ในบทนี้ เพื่อเป็นหนทางศึกษาของผู้ตามรอย พระอรหันต์, แต่ข้าพเจ้าหาทำเช่นนั้นไม่ เพราะสิกขาบทส่วนมากเหล่า นั้นอยู่นอกทางที่ผู้ตั้งใจเป็นธรรมจริง ๆ จะล่วงได้โดยมาก จะเป็นที่น่ารำคาญ แก่ท่านพวกนี้. กล่าวไว้แต่หลักพอเป็นเครื่องกำหนดย่อมดีกว่า. ถ้ากล่าว โดยละเอียดก็เป็นเรื่องยืดยาวเกินขนาด. อีกประการหนึ่ง สมเด็จพระมหา- สมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณ ได้ทรงเรียบเรียงสิกขาบทตามแนวนี้ไว้อย่าง บริบูรณ์ ชื่อว่า หนังสือวินัยมุข ๑ ผู้อยากทราบรายละเอียดดูเอาจาก หนังสือนั้น เป็นการดีกว่าที่จะยกมาในที่นี้อีก ให้เป็นการเนิ่นช้าแก่การ อธิบายขั้นต่อ ๆ ไป และเป็นการซ้ำซากเนื่องด้วยวินัยเล่มนี้มีผู้ศึกษากันมาแล้ว แทบทุกคน.
น.1644 ปรารภตนและโลกเท่านั้น. ความรู้ในเรื่องศีล แม้มีมากจนจบหมด ก็สู้ การมีศีลจริง ๆ เพียง ๔ ตัว อย่างกว้าง ๆ ดังว่ามาแล้วไม่ได้. ส่วนผู้ที่ศึกษา และปฏิบัติได้สะอาดหมดจดบริบูรณ์ย่อมเป็นการประเสริฐที่สุด. แต่เวลาหรือ ธรรมชาติมักไม่อำนวยให้เสมอไป หรือทุกบุคคล. การรู้จักกำหนดปฏิบัติ อย่างกว้าง ๆ จึงสำคัญและฉลาดทันกาลยิ่งกว่า, โดยเฉพาะในกรณีอันรีบด่วน เกี่ยวกับการตามรอยพระอรหันต์ ซึ่งไม่เคยทราบถึงสิกขาบทอันหยุมหยิม เหล่านี้เลย. ๔. ปาติโมกข์อันมาในบาลีสุตตันตปิฎก ปาติโมกข์หรือสิกขาบทอันมาในบาลีพระสูตรนั้น ล้วนเป็นพระพุทธ- ภาษิตที่ตรัสเอง ในกระทู้ว่าพระองค์เอง หรือกุลบุตรผู้ประพฤติพรหม- จรรย์ในพระองค์ ย่อมสำรวมในปาติโมกข์ถึงพร้อมด้วยศีลเช่นนั้น ๆ, จึง ต่างจากสิกขาบทในบาลีวินัยปิฎก ซึ่งแทนที่จะคงเป็นพุทธภาษิตทั้งเรื่อง กลับเป็นคำของพระสังคีติกาจารย์ผู้ร้อยกรองคัมภีร์นี้ เมื่อพระองค์ปรินิพพาน แล้ว โดยเล่าเรื่องที่เกิดจนได้ทรงบัญญัติสิกขาบทว่าดังนั้น ๆ. ท่านเรียง ลำดับเป็นพวก ๆ สรุปท้ายว่าเป็นสิกขาบทที่สงฆ์ต้องสวดทุกกึ่งเดือน. การ บัญญัติสิกขาบทตามแนวในวินัยนั้น ทรงบัญญัติต่อเมื่อเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้น เสียก่อน จึงเป็นเวลานานกว่าจะได้สิกขาบทมีจำนวนเท่าที่เห็นอยู่บัดนี้. ส่วน ปาติโมกข์ตามแนวบาลีพระสูตรนี้ แม้จะตรัสล่วงหน้าไปก่อนเกิดเหตุให้ครบ ทุกอย่างก็ได้ โดยตรัสเป็นแนวกว้าง ๆ ว่า ปาติโมกข์ของภิกษุสงฆ์ใน ศาสนานี้ต้องเป็นอย่างนี้ จึงไม่ได้ระบุชื่ออาบัติไว้ชัด เป็นแต่บอกว่า ไม่ควรทำ ถึงจะไม่เป็นตัววินัยที่ประกาศขึ้นใช้อย่างกฎหมาย แต่ก็เป็น
น.1645 หลักวินัยอันกว้างและกำหนดได้ง่ายส่วนหนึ่ง, ทั้งอยู่ในรูปพุทธภาษิตเดิม ไม่มีใครได้เคยแก้ไข ควรคิดอยู่. ส่วนความมุ่งหมายของการห้าม ย่อม ตรงกันทั้งในทางบาลีวินัยและบาลีพระสูตร. สิกขาบทตามแนวบาลีพระสูตรนี้ มีแนวที่กำหนดได้จากบาลีสามัญญ- ผลสูตรหรือพรหมชาลสูตร ผู้ปรารถนาจงดูโดยพิสดารในที่นั้น๑ ณ ที่นี้ จะกล่าวพอเป็นเค้าโครง. ท่านนิยมแบ่งกัน (เพราะพระไตรปิฎกของสยาม) ออกเป็น ๓ พวก คือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล๒ ดังนี้ :- จุลศีล เว้นจาก :- การฆ่า, การลัก, การเสพเมถุน, การพูดเท็จ, พูด ส่อเสียด, พูดคำหยาบ, พูดเพ้อเจ้อ, การทำลายพืชคาม, การฉันใน วิกาล, การดูขับร้องประโคม, การนั่งนอนบนเสนาสนะที่ไม่สมควร, การ รับของไม่ควรรับ, เช่นเงินทอง ทาสชายหญิง สัตว์พาหนะ ที่นา ที่สวน, การ เป็นทูต, การฉ้อโกง และการทำร้าย. มัชฌิมศีล กล่าวซ้ำกับจุลศีลโดยมาก แต่กล่าวจำแนกชื่อวัตถุอย่างละเอียด เป็นชนิด ๆ ไป เป็นจำนวนมากมาย เช่นหมวดห้ามการสะสมของไม่สมควร สะสมทุกชนิด, การเล่นคะนองอนาจาร, การคุยด้วยเดรัจฉานกถาต่าง ๆ, การทุ่มเถียงเกี่ยงแย่งเรื่องลัทธิความเห็น ทุกหมวดจำแนกชื่อเรียงอย่าง. ๑. ดูสามัญญผลสูตร ตอนบุพภาค ๒. การที่แบ่งดังนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่ายังไม่เหมาะเจาะนัก แต่ครั้นจะแสดงความเห็นไว้ในที่นี้ด้วย ก็ ยังไม่ใช่โอกาส, ในที่นี้จะคงกล่าวไปตามที่ท่านแบ่งไว้ก่อน.
น.1646 มหาศีล มหาศีลกล่าวถึงการห้ามเดรัจฉานวิชาล้วน ได้แก่การทำกิจ ใช่ของสมณะเป็นหมวด ๆ ไป เช่นเป็นหมอทำนายโชค, หมอทำพิธี หมอ- โรค, หมอแผล, หมอทำนายเสียงสัตว์, หมอดูลักษณะของ, หมอดู ลักษณะสัตว์เลี้ยง, หมอทำนายสงคราม, หมอทำนายดินฟ้าอากาศ, หมอ- บวงสรวง, หมอประกอบยา. ทั้งหมดนี้ มีที่ตรงกับสิกขาบทอันจัดเป็นปาติ- โมกข์น้อย ตรงกับอภิสมาจาร หรืออาชีวปาริสุทธิศีลแทบทั้งนั้น. จำแนก ชื่ออย่างละเอียดอย่างเดียวกัน. ตามนัยนี้ จะเห็นได้ว่าสิกขาบทในบาลีพระสูตรนี้ มีเฉพาะที่เป็น ตัวศีลอันเป็นเครื่องอุปกรณ์หรือบาทฐานของการฝึกใจ คือสมาธิอันสูงขึ้นไปเท่า นั้น, หามีสิกขาบทอันหยุมหยิม หรือเป็นเพียงระเบียบ เช่นสิกขาบท บางพวกในปาติโมกข์แห่งวินัย เช่น สิกขาบทเกี่ยวด้วยนางภิกษุณี, การเก็บ- รักษา-ใช้ ของใช้สอย เช่น บาตรจีวร ลงไปจนถึงอย่างต่ำเช่นห้ามไม่ให้ จี้กัน ไม่ให้หลอกผีกัน ไม่ให้ซ่อนของ ๆ กันเพื่อล้อเล่น ซึ่งตามธรรมดา ของผู้ใคร่ในธรรมแท้ ก็ไม่มีอาการชนิดนี้อยู่เองแล้ว. ผู้ศึกษาควรรู้จัก สิกขาบทอันเกี่ยวกับความประพฤติที่สูงขึ้นไป และที่เป็นเพียงระเบียบเครื่อง ถากถางขูดเกลาอย่างหยาบ ๆ ดังที่ว่ามานี้เถิด จะเป็นหนทางให้รู้จักแก่นที่แท้ ของปาติโมกข์ยิ่งขึ้น ข้อนั้นจะเป็นการเบากายเบาใจ และรู้สึกว่าสิกขาบท ที่ต้องสำรวมระวังอย่างตั้งอกตั้งใจนั้น ไม่มีกี่สิกขาบท เพราะตามธรรมดา ตนก็ไม่ประพฤติกิริยาเช่นนั้นอยู่เองแล้ว, สิกขาบทพวกนั้น มีไว้สำหรับ
น.1647 ภิกษุที่หยาบคายซุกซนเกินประมาณดอก. ทำได้เช่นนี้จะเกิดฉันทะในการ ก้าวหน้าเพื่อการปฏิบัติขั้นสูง. ๕. ปาติโมกข์กับวินัยต่างกันอย่างไร ? เมื่อประสงค์ความกว้าง ๆ คำว่าปาติโมกข์ก็หมายถึงธรรมขั้น ละกิเลสทางใจ เช่น พระบาลีโอวาทปาติโมกข์เป็นต้น นี้ฉันใด คำว่า วินัย ก็ฉันนั้น. คำว่า "วินัย" แปลว่านำไปหมดไม่มีเหลือ, นำไปอย่างวิเศษ, นำทำให้พินาศ หมายเอานำความชั่ว. ตามที่รู้และเข้าใจกันโดยมากย่อม มีว่า ปาติโมกข์กับวินัยเป็นอันเดียวกัน คือวินัยก็ได้แก่ศีลของภิกษุ โดย ใจความว่า สิกขาบทนั้น เป็นเครื่องนำความชั่วทางกายและวาจาออกเสีย หลักอันนี้ย่อมถูกเฉพาะในชั้นต่ำตามที่รับรู้กันอยู่โดยมาก แต่เมื่อจะกล่าวให้ สิ้นเชิงแล้ว คำว่า "วินัย" หมายถึงการนำกิเลสออกเสียได้หมดจดสิ้นเชิง ด้วย แต่มิค่อยพบคำที่มีความหมายกว้างขวางเช่นนี้บ่อยนัก ยิ่งในสมัย นี้แล้ว แทบจะไม่มีใครพูดว่าวินัยได้แก่การละกิเลสได้หมดจดสิ้นเชิงเลย พระองค์ได้ตรัสคำนี้ไว้ในบาลี สัตตก. อํ. ๑ ว่า :- ภิกษุ ท. ! ภิกษุต้องประกอบด้วยธรรม ๗ อย่าง จึงจะชื่อว่าผู้ ทรงวินัย. ธรรม ๗ อย่างคืออะไรบ้าง ? ๗ อย่างคือ รู้จักอาบัติ, รู้จักอนาบัติ, รู้จักอาบัติเบา, รู้จักอาบัติหนัก, เป็นผู้มีศีลสำรวมในปาติโมกข์ ถึงพร้อม --------------------------- ๑. ปฐมสูตร วินัยวัคค์ สัต. อํ. (ไตร. ล. ๒๓/๑๔๒/๓๒)
น.1648 ด้วยมรรยาทและโคจร เห็นภัยในโทษแม้มีประมาณน้อย ศึกษาอยู่ใน สิกขาบททั้งหลาย, ได้ฌานทั้งสี่ซึ่งเป็นธรรมอันยิ่งส่วนใจ เป็นเครื่อง อยู่สุขในทิฏฐธรรมโดยง่าย, ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติได้ด้วยปัญญา อันยิ่งเองในทิฏฐธรรมนี้ เพราะหมดอาสวะทั้งหลาย, ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ อย่างนี้แล ชื่อว่าเป็นผู้ "ทรงวินัย." ถ้ากล่าวโดยหลักนี้ วินัยย่อมสูงกว่าปาติโมกข์ตามที่เราเข้าใจกัน ทั่วไป. นำมาบรรยายให้สิ้นเชิงในที่นี้ ก็เพื่อประดับความรู้ให้กว้างขวาง เท่านั้น. ๖. ปาติโมกขสังวรเนื่องกับมรรยาทและโคจร ในบาลีทั้งหลาย เช่นสามัญญผลสูตรเป็นต้น เมื่อกล่าวถึงศีลแล้ว ย่อมกล่าวถึงอภิสมาจาร คือ มรรยาท และโคจร ติดต่อกันไปทุกแห่ง ดังนี้ว่า " ... เธอย่อมสำรวมในปาติโมกขสังวร สมบูรณ์ด้วยมรรยาทและโคจร มี ปรกติเห็นภัยในโทษ แม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้ง หลาย ... " โดยนัยนี้เป็นอันว่าอภิสมาจารและโคจร รวมติดอยู่ในขั้น ปาติโมกขสังวรนี้ด้วย. อภิสมาจาร. คือสิกขาบทเล็กน้อยเป็นจำนวนมาก อันเกี่ยวด้วย มรรยาทอันภิกษุควรประพฤติให้ยิ่งขึ้นไป เกี่ยวกับอนามัยบ้าง เครื่องบริขาร บ้าง อาหารบ้าง บุคคลบ้าง เรียกว่าอภิสมาจาร หรืออาภิสมาจาริยกา- สิกขา มาในวินัยปิฎกพวกขันธกะ คู่กันกับสิกขาบทอันเป็นปาติโมกข์ ซึ่งเรียกว่า อาทิพรหมจาริยกาสิกขา หรือวิภังค์. สิกขาบทพวกอภิสมาจาร
น.1649 มีจำนวนมากมายเหลือจะนับ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณ ได้ทรงร้อยกรองไว้เป็นหมวดหมู่เรียบร้อยสะดวกแก่การศึกษาในวินัยมุขเล่ม ๒ ผู้ศึกษาพึงตรวจดูจากที่นั้น, ณ ที่นี้แสดงแต่หัวข้อพอเป็นเครื่องกำหนด คือ :- ๑. มรรยาทอันพึงประพฤติให้ถูกต้องในการบริหารร่างกาย. ๒. ,, ,, ,, การใช้และรักษาเครื่องบริขาร. ๓. ,, ,, ,, การอาศัยกันระหว่างผู้ใหญ่ผู้น้อย. ๔. ,, ,, ,, การประพฤติวัตรอันเป็นกิจและธรรมเนียม. ๕. ,, ,, ,, การเคารพกันตามลำดับชั้น. ๖. ,, ,, ,, การจำพรรษา. ๗. ,, ,, ,, การอุโบสถกรรม. ๘. ,, ,, ,, การติดต่อกับคฤหัสถ์. ๙. ,, ,, ,, การบริโภคของต่างชนิด. ๑๐. ,, ,, ,, การถือสิทธิในสิ่งของ (นานาภัณฑะ). ๑๑. ,, ,, ,, การทำวินัยกรรมเช่นแสดงอาบัติ. ๑๒. ,, ,, ,, เรื่องเบ็ดเตล็ดเช่นขออารักขา. สิกขาบทเหล่านี้ ปรับอาบัติทุกกฎแทบทั้งนั้น นอกจากบางอย่าง ปรับถึงถุลลัจจัย ซึ่งมีน้อยสิกขาบทเต็มที. เป็นสิกขาบทอันพึงประพฤติ เพียงเพื่อไม่ให้หมู่ภิกษุมีมรรยาทเลวไปกว่าชาวบ้าน ในส่วนที่มีการถือตรงกัน เช่นการรักษาเครื่องใช้สอยเป็นต้น, และเพื่อเป็นขนบธรรมเนียมอันประณีต
น.1650 สำหรับสงฆ์เอง จะได้เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน ในส่วนที่แปลก จากที่ชาวบ้านทำกันอยู่, และเป็นสิกขาบทที่หมุนให้เหมาะสมัยได้ทุกกาล ผิดกับสิกขาบทอันเรียกว่าปาติโมกข์. โคจร. คือบุคคลและสถานที่อันภิกษุควรไปมาหาสู่ ได้แก่สถานที่ ซึ่งไม่นำให้เกิดอันตรายทั้งทางกายเช่นถูกทำร้าย และทางใจ เช่นถูก กิเลสมีราคะเป็นต้นครอบงำ, ตรงกันข้ามกับ อโคจร คือสถานที่อันภิกษุ ไม่ควรเที่ยวไป ระบุชื่อไว้ในบาลี ๖ อย่าง คือ หญิงแพศยา หญิงหม้าย สาวเทื้อ ภิกษุณี บัณเฑาะ (คนถูกตอน) และร้านสุรา. ที่เหล่านี้ภิกษุไม่ ควรไปหรือเกี่ยวข้อง เว้นไว้แต่มีธุระอันเป็นกิจลักษณะ. แต่แม้ท่านระบุ ชื่อไว้เพียงหกอย่างก็จริง ถ้าบุคคลหรือสถานที่อันให้เกิดอันตรายได้อย่าง เดียวกันแล้ว ถึงจะไม่ได้บัญญัติห้ามไว้ตรงชื่อ ภิกษุควรเว้นสิ้น. พระองค์ ทรงกล่าวเปรียบภิกษุผู้เที่ยวไปในอโคจรว่า เหมือนโคที่เที่ยวไปในถิ่นแห่งเสือ และราชสีห์, แกะขนยาวเข้าไปสู่เซิงหนาม, นกบินเข้าไปในขีดลมกรด (เวรัมภา,) และเต่าปลาอันเที่ยวไปในเขตที่ดักของชาวประมงเป็นต้น, แม้ จะเป็นผู้ประพฤติดีอย่างอื่นอยู่บ้าง แต่ถ้าเสพอโคจรแล้วย่อมรับอันตรายซึ่ง บางทีถึงกับฉิบหายจากพรหมจรรย์ทีเดียว, และโทษที่ต้องได้รับแน่นอนเสมอ ก็คือ เป็นที่เกลียดชังของเพื่อนพรหมจรรย์ด้วยกัน. ๗. การประชุมทำปาติโมกข์ ข้าพเจ้าเข้าใจว่า การประชุมทำปาติโมกข์ของสงฆ์ในบัดนี้ ยัง ไม่ได้ผลตรงตามความเป็นจริงนัก นอกจากผู้ฟัง ฟังบาลีปาติโมกข์ที่สวด ไม่ทัน หรือบางทีก็ไม่ออก (เพราะไม่เคยเรียนบาลี) แล้ว อาการที่กระทำ
น.1651 ก็ติดจะจัดไปในส่วนพิธีเสียมากกว่า จะได้ผลจริง ๆ. มักจะถือกันว่า ศึกษา วินัยเอาด้วยภาษาไทยเป็นการรู้ไว้ปฏิบัติก็พอแล้ว ส่วนที่ลงอุโบสถเป็นภาษา บาลีเร็วปร๋อ ก็เพียงเพื่อรักษาธรรมเนียมการลงปาติโมกข์ไว้เท่านั้น. ตาม ธรรมดา พระสงฆ์ไม่ได้พูดภาษาบาลีกัน แม้พูดช้า ๆ ก็ยังฟังกันไม่ถูก เพราะไม่ชินหู ใคร่ครวญแล้ว ทำให้คิดไปว่า การสวดก็เหมือนนกแก้วพูด ผู้นั่งฟังก็เหมือนฟังนกแก้วพูด. ไม่ค่อยมีภิกษุใดเคยแสดงโทษเปิดเผยอาบัติ ของตนขึ้นมา ในขณะที่สวดปาติโมกข์ ดังที่กล่าวไว้ในบาลีเลย. ทั้งนี้ เป็นเพราะพระสงฆ์ในบัดนี้ ส่วนมากนิยมแสดงอาบัติเสียก่อนลงปาติโมกข์ ให้สิ้นเชิงทุก ๆ ชื่ออาบัติ ถึงสงฆ์บางพวกจะจำแนกชื่ออาบัติแสดง บาง พวกไม่จำแนกชื่อ ก็คงได้ผลเท่ากัน เพราะพวกที่จำแนกชื่อ ก็จำแนก ไปจนหมดชื่ออาบัติ ทั้งที่บางคราวตนหาได้ต้องอาบัติครบทุกชื่อที่แสดงนั้น ไม่ เป็นธรรมเนียมอย่างหนึ่งว่า จะต้องแสดงอาบัติก่อนลงปาติโมกข์เท่านั้น. ที่จริง การสวดปาติโมกข์ไปทีละสิกขาบท ก็เพื่อให้ผู้ฟังคอย กำหนดไล่ตามไปในใจที่ละสิกขาบทเหมือนกัน เมื่อถึงอาบัติที่ตนทำล่วงแล้ว ยังไม่ได้แสดงก็จะนึกได้. และมีการแสดงอาบัติท่ามกลางสงฆ์, ถ้าเป็น อาบัติวุฏฐานคามินี คือสังฆาทิเสส ก็จะได้บอกผัดไปกระทำคืน ตาม โอกาสที่ควร. เมื่อไม่มีอาบัติก็จะได้ปีติในศีลวิสุทธิของตนอย่างมากมาย ซึ่งเป็นบาทฐานอย่างสำคัญของจิตตวิสุทธิประการหนึ่ง. แม้พุทธภาษิตในบาลี ติก. อํ. ๑ จะกล่าวว่า ไม่มีใครอาภัพต่อ การบรรลุโลกุตตรธรรมเพราะการล่วงสิกขาบทเล็กน้อยเหล่านี้ก็จริง แต่การ ๑. ฉัฏฐสูตร จตุตถวัคค์ ทุติยปัณณาสก์ ติก. อํ. (ไตร. ล. ๒๐ น. ๒๙๗ บ. ๕๒๖)
น.1652 สะเพร่าต่อการชำระอาบัติเช่นนี้ จะทำให้กลายเป็นนิสัยปิดอาบัติ หรือ เฉย ๆ ต่ออาบัติ ปราศจากโอตตัปปะยิ่งขึ้นทุกที ถึงกับปกปิดอาบัติชั่ว หยาบได้โดยง่ายดาย. ในบัดนี้แม้ว่ามีภิกษุมากขึ้น ส่วนการออกจาก อาบัติวุฏฐานคามินียิ่งน้อยลงจนหายาก ระเบียบวุฏฐานคามินี่เกือบเป็นหมัน. แต่ก็ดูเหมือนไม่ใคร่มีใครเชื่อเหมือนกันว่า ภิกษุในบัดนี้ ล่วงอาบัติชั่วหยาบ น้อยกว่าครั้งพุทธกาล อาบัติชั่วหยาบที่เกี่ยวกับตนผู้เดียว เช่นสัญเจตนิก สิกขาบท ปฐมสังฆาทิเสส เป็นต้นนั้น ตามบาลีเล่าถึงว่ามีผู้ต้องกัน บ่อยๆ และประกาศตนเอง อย่างโจ่งแจ้งเปิดเผยทั่วไปในหมู่สงฆ์ บัดนี้ ดูเหมือนไม่มีใครต้อง หรืออยู่กรรมเพราะสิกขาบทอันเกี่ยวกับตนผู้เดียว และเป็นภายในเช่นสิกขาบทนี้. ถ้าไม่ให้ปรับเอาการทำปาติโมกข์พอเป็นพิธี แล้ว จะให้ปรับเอาอะไรเล่า ? ที่ว่าทำพอเป็นพิธี ก็คือไม่ได้อบรม ให้เกิดหิริโอตตัปปะ ในสันดานอย่างแท้จริง นั่นเอง, เพราะการลง ปาติโมกข์บัดนี้ แทบจะกลายเป็นการไปทนนั่งรำคาญ เมื่อยหลังในโบสถ์ ชั่วโมงหนึ่งไปเสียแล้ว วัดที่ไม่มีกฎแข็งแรง จะมีผู้ไม่ลงประชุมปาติโมกข์ เป็นอันมาก เพราะไม่มีใครอยากไป นี้ก็เป็นโทษของการที่ก่อน ๆ มา เคยทำแต่พอเป็นพิธีเหมือนกัน. ครั้งพุทธกาล แม้ภิกษุผู้อยู่ป่าก็ยังอุตส่าห์ มาประชุมปาติโมกข์ ด้วยใจและการกระทำอันเป็นธรรมแท้จริง ซึ่งขอ ให้เรา, ภิกษุสงฆ์ในบัดนี้ พยายามให้เป็นเช่นนั้นยิ่ง ๆ ขึ้นไปกว่าที่เป็นอยู่ ในบัดนี้ เถิด ! จะได้ผลที่แท้จริงอันเป็นบันไดขั้นต้นของการก้าวขึ้นสู่รอยของ พระอรหันต์.
น.1653 บาลีสั้น ๆ แต่แสดงหลักของการประชุมปาติโมกข์ที่ได้ผลจริงตาม พุทธประสงค์นั้น คือบาลี โคปกโมคคัลลานสูตร ๑ ตอนหนึ่งเป็นภาษิต ของพระอานนท์ ว่า :- "พราหมณ์! สิกขาบทเป็นปาติโมกข์ ที่พระผู้มีพระภาคผู้รู้ เห็น เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง ทรงบัญญัติแสดงแล้ว แก่ภิกษุ ทั้งหลายมีอยู่, พวกเรากี่คนก็ตาม, ครั้นถึงวันอุโบสถ, ก็เข้าไป อาศัยเขตบ้านอันหนึ่ง ทั้งหมดประชุมเป็นพวกเดียวกัน. ปาติโมกข์ของ ภิกษุใดเป็นไปได้ (คือแสดงได้) เราทั้งหลายก็เชิญภิกษุนั้นให้แสดง. เมื่อ เธอกำลังสวดอยู่ อาบัติหรือโทษก้าวล่วงของภิกษุใดมีอยู่ เราทั้งหลาย ก็ให้ภิกษุนั้นทำเสียตามธรรมตามคำสอน เขาจะเข้าใจว่า ภิกษุทั้งหมด ให้ทำก็หามิได้ ธรรมต่างหากที่บังคับให้เขาทำ." ดังนี้. การประชุมปาติโมกข์เช่นนี้ เป็นการปกครองสงฆ์ให้เป็นไปโดย สามัคคีธรรม ราบรื่นหมดจดสะอาดแท้, ทั้งอบรมให้เป็นผู้มีปรกติเห็น เป็นภัย แม้ในโทษที่เล็กน้อยเนื่องจากเห็นแก่ธรรมเป็นใหญ่ด้วย, ๒. สังวรคืออะไร ? คำว่า สังวร แปลตามพยัญชนะว่า กั้นหมด ถือเอาความได้แก่ การปิด, กั้น, อุด, ระวัง, ไม่ให้ความชั่วเกิดขึ้นในตน เรียกสั้นๆ ว่า "การสำรวม" จะแยกอธิบายในที่นี้เป็นสองประเภท คือการสำรวมโดยทั่วไป และสำรวมเฉพาะปาติโมกข์ซึ่งกล่าวถึงในขั้นนี้. ------------------------------------------- ๑. โคปกโมคคัลลานสูตร เทวทหวัดค์. อุปริ. ม. ( ล. ๑๔/๘๙/๑๐๕ )
น.1654 การสำรวมทั่วไป ในบาลี กล่าวการสำรวมไว้โดยหลักต่าง ๆ กัน ส่วนมากกล่าว ตามหลักทวารทั้งหก อันเป็นทางนำมาและเกิดขึ้นแห่งความชั่วภายในใจ ได้แก่ตาหูจมูกลิ้นกายและใจเอง ท่านจึงสอนให้ระวังประตู ๖ แห่งนี้ เรียก ว่าสำรวมอินทรีย์, การสำรวมชนิดนี้เรียกว่า อินทรีย์สังวร จัดเป็นศีล อีกประเภทหนึ่งต่อลำดับจากปาติโมกขสังวรศีล, เป็นอันว่าไม่ต้องพรรณนา ในที่นี้ จะไว้กล่าวในขั้นต่อไปคือขั้นที่สี่ อันเป็นขั้นแห่งศีลนั้นโดยตรง. ในบาลีอื่นอีกบางแห่ง ตรัสย่นทวารอันบุคคลพึงสำรวมไว้เพียง ๓ คือ กาย วาจา ใจ ดังตัวอย่างพุทธภาษิตว่า :- "การสำรวมด้วยกาย เป็นการดี, การสำรวมด้วยวาจา เป็นการดี, การสำรวมด้วยใจ เป็นการดี, การสำรวมได้ทุกแห่ง เป็นการดี, ผู้มีความละอายต่อบาปสำรวมได้ทุกแห่ง เราเรียกว่าผู้รักษาตัวได้." อีกชนิดหนึ่ง ท่านกล่าวการสำรวมไว้อย่างกว้างโดยอาศัยธรรมอัน เป็นเครื่องสำรวมนั่นเองเป็นหลัก เรียกว่าสังวร ๕ อย่าง คือ :- ๑. ศีลสังวร สำรวมด้วยศีล. ได้แก่การสำรวมแห่งปาติโมกข สังวรศีลนั่นเอง จะไว้กล่าวในประเภทหลังของตอนนี้. ๒. สติสังวร สำรวมด้วยสติ. ได้แก่การมีสติคอยระวังรักษา ทวารทั้งหกหรือสามดังกล่าวแล้วข้างต้น. สติเป็นเครื่องปิดกั้นความชั่วได้ อย่างดี ดังอนุรุทธภาษิตที่กล่าวว่า "นักวิปัสสนา พึงทำสติปัฏฐาน ๑. อัปปกสูตร สคาถ. สํ. (ไตร. ล. ๑๕/๑๐๖/๓๓๙).
น.1655 อันสูงสุด ให้เป็นเหมือนเครื่องกั้นที่ทวารทั้งหก แล้วฆ่ากิเลสอันเข้าไป ข้องติดอยู่ที่ข่ายนั้นเสีย," แม้พระผู้มีพระภาคเอง ก็ทรงตรัสไว้ว่า "ภิกษุ ท. ! ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะอยู่เถิด, นี่เป็นอนุสาสนีของเรา แก่พวกเธอ ทั้งหลาย. " ๑ และ "ภิกษุ ท. ! อริยสาวกผู้มีสติเป็นนายประตู ย่อม ละอกุศลและทำกุศลให้เจริญได้ ย่อมละสิ่งมีโทษ และทำสิ่งปราศจากโทษ ให้เจริญได้ ย่อมบริหารตนให้หมดจดได้." ถ้ากล่าวสั้นๆ ก็คือ การ รู้สึกตัวทันท่วงที ย่อมป้องกันโทษหรือความชั่วได้. ๓. ญาณสังวร สำรวมด้วยญาณคือความรู้. ผู้รจนาคัมภีร์ วิสุทธิมรรคกล่าวว่า ปัจจยสันนิสสิตศีลหรือการเสพปัจจัยสี่ โดยปราศจาก โทษ อันภิกษุจะสำรวมได้ด้วยสังวรนี้, และยังหมายความกว้างไปถึง ปัญญาเครื่องกำจัดกิเลสและความชั่วเหล่าอื่น. พระพุทธภาษิตที่ทรงตอบ แก่อชิตมาณพว่า " .... กระแส ( คือกิเลส ) เหล่านั้น บุคคลจะปิดเสียได้ ด้วยปัญญา." นี้ ก็คือญาณสังวรนั่นเอง. กล่าวสั้น ๆ ว่า ความฉลาดรู้ เท่าถึงการณ์ ย่อมป้องกันโทษหรือความชั่วได้. ๔. ขันติสังวร สำรวมด้วยขันติคือความอดทน. การอดทนต่อ ความเหน็ดเหนื่อย, ความหนาวร้อน, และวาจาอันแสลงหูได้ ย่อมปิด กั้นความชั่วอันจะเกิดขึ้นภายใน หรือปรากฏออกมาถึงภายนอก หรือ บางทีถึงกับกำจัดให้หมดไป. ขาดความอดทนเมื่อใด ก็เป็นการเปิดช่อง ให้ความชั่วเกิดขึ้นเมื่อนั้น. ภิกษุผู้ไม่อดทนต่อความเจ็บ อาจฆ่ายุงเป็นต้น ๑. มหาวาร. สํ. (ไตร. ล. ๑๙/๑๙๑/๖๘๔.)
น.1656 เมื่อใดก็ได้, ไม่อดทนต่อความโกรธ อาจฆ่าเพื่อนฝูงกันเมื่อใดก็ได้, ลูกอาจฆ่าบิดามารดาของตนเพราะความโกรธได้. ขณะเมื่อสติหรือความรู้ ยังเกิดขึ้นไม่ทันกาล ควรมีการอดทนไว้ก่อน, บางครั้งความชั่วหมด โอกาสโดยลำพังขันติ ไม่ต้องเดือดร้อนถึงสติหรือญาณก็มี, บางครั้ง สติหรือญาณต้องเกิดก่อนขันติก็มี จึงเป็นอันว่า ขันติหรือการทนอดกลั้น ไว้ก่อนให้ทันท่วงที ย่อมป้องกันโทษหรือความชั่วได้. ๕. วิริยสังวร สำรวมด้วยความเพียร. เป็นการเหมาะที่สุด ที่ท่านจัดสังวรข้อนี้ไว้เป็นข้อสุดท้าย เพราะเป็นการสำรวม ที่ยืดยาวสม่ำเสมอ ตลอดเวลาไม่ขาดระยะ อย่างที่เรียกว่าตั้งหน้าทำจนกว่าจะถึงที่สุด. ในบาลี ทั้งหลายเรียกการละอกุศลวิตก และการระวังไม่ให้อกุศลวิตกเกิดขึ้นว่า "วิริยะ" เป็นวิริยะของผู้ประพฤติพรหมจรรย์โดยตรง, จะหมายมาถึงความชั่ว ทางกายวาจาอันเป็นส่วนศีลด้วยก็ได้โดยอ้อม. วิริยะทั่วไป รู้ได้โดยบาลี ๑ ที่ตรัสว่า "ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ในศาสนานี้ ย่อมปลูกฉันทะย่อมพยายามย่อมปรารภความเพียรย่อมประคับ ประคองตั้งไว้ซึ่งจิต ( ในการกระทำ ) - เพื่อการไม่บังเกิดแห่งสิ่งอันเป็นอกุศล ลามก ซึ่งยังไม่บังเกิดขึ้น ๑, - เพื่อการละสิ่งอันเป็นอกุศลลามก อัน บังเกิดขึ้นแล้ว ๑, - เพื่อการบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเป็นกุศล อันยังไม่บังเกิด ขึ้น ๑, - เพื่อความตั้งมั่น ความไม่เลอะเลือน ความเจริญโดยยิ่ง ความ ไพบูลย์ ความงอกงาม แห่งธรรมเป็นกุศล อันบังเกิดขึ้นแล้ว ๑. ภิกษุ ท. ! ( ธรรมสี่อย่าง ) นี้ เราเรียกว่าความเพียรโดยชอบ." ๑. มหาสติปัฏฐานสูตร. มหา. ที. (ไตร, ล. ๑๐/๓๔๘/๒๙๙.)
น.1657 ผู้ศึกษาใคร่ครวญดูถึงธรรมสี่อย่างนี้ให้ซาบซึ้ง ก็ย่อมทราบได้ เองว่า จะเป็นเครื่องกีดกั้นความชั่วของผู้ปฏิบัติได้เพียงไร, นมและนอกจาก กีดกั้นความชั่วแล้ว จะเป็นการปลูกฝังความดีด้วย. ที่จริงการสำรวม ด้วยความเพียรคือการตั้งหน้า ปิดอุดความชั่ว โดยไม่เปิดช่องให้มันเกิด ขึ้นแม้แต่น้อย. บาลีบางแห่งตรัสเรียกอาการแห่งความเพียร ว่าเป็นความ ไม่ประมาท ส่วนหนึ่งด้วย. ตามที่กล่าวมานี้ เป็นการแยกกล่าวเฉพาะข้อ ซึ่งหมายความ ว่าเพียงข้อเดียว ก็สามารถปิดกั้นความชั่วส่วนนั้น ๆ โดยเฉพาะได้ แต่ถ้า จะกล่าวให้เนื่องกัน คือต้องใช้ทั้งห้าข้อในเรื่องเดียวกันเนื่องกัน อันอาจ มีได้ในบางคราวแล้ว ย่อมกล่าวให้เนื่องกันได้ดังนี้ว่า ขั้นแรกตั้งใจ สำรวมด้วยการเว้น อันเรียกว่าศีลสังวร, แต่ต้องอาศัยสติสังวรควบคุม ให้เว้นอยู่เสมอ หรือรู้สึกตัวในเมื่อคิดจะไม่เว้น, แต่ลำพังสติอย่างเดียว อาจควบคุมไม่ตรงทางนัก จึงควรมีความรู้จักผิดชอบ อันเรียกว่า ญาณ สังวรเข้าประจำอยู่ด้วย, ถ้าเกิดการยากลำบากในการสำรวม ก็เป็น หน้าที่ของขันติสังวรจะต้องอดทน, ถ้าจะต้องตั้งหน้าทำไปนาน ๆ วิริยสังวร ย่อมรับภาระอันนี้. ถ้าถือตามแนวที่เนื่องกันดังนี้ ปาติโมกขสังวรก็อาศัย สังวรครบทั้งห้าอย่าง. แม้ข้อปฏิบัติอย่างอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน. ๒. การสำรวมเฉพาะปาติโมกข์. ดังกล่าวมาแล้วว่า สำรวมปาติโมกข์นั้น คือศีลสังวร อันเป็น ข้อต้นแห่งสังวรห้าอย่าง. ในที่นี้ ข้าพเจ้าอยากถือเอาหลักของท่านผู้รจนา
น.1658 คัมภีร์วิสุทธิมรรคที่กล่าวว่า "เจตนาอันเป็นเครื่องงดเว้น เป็นศีล." เพราะ เมื่อถือตามนัยนี้ ก็เป็นอันว่าศีลสังวรคือ การสำรวมด้วยเจตนาเป็น เครื่องเว้นนั่นเอง เป็นการเข้าใจได้ง่ายไม่ต้องการคำอธิบาย และชัดเจน เหมือนสังวรสี่อย่างข้างปลาย. เจตนาเป็นเครื่องเว้น ตามสิกขาบทอันเป็นปาติโมกข์ ย่อมคอย ตักเตือนใจภิกษุไม่ให้ล่วงสิกขาบทนั้น ๆ. อาการที่เธอไม่ก้าวล่วงสิกขาบท นั้น ๆ ดำรงกาย วาจา ให้สะอาดหมดจดเฉยอยู่ได้ด้วยการคอยควบคุม นั่นแหละ คือ การสำรวมในปาติโมกข์. ซึ่งสำเร็จได้ด้วยศีลสังวรหรือ การสำรวมด้วยการเว้น. กล่าวสั้น ๆ ว่า การละเว้น นั้นเป็นการสำรวม ชนิดที่ใคร ๆ ก็เห็นได้เองอยู่แล้วว่า เป็นเครื่องปิดกั้นความชั่วได้อย่างไรและ เพียงไร. ๓. ศีลคืออะไร ? ภายใต้กรณีที่ปาติโมกขสังวรก็เป็นศีลอันหนึ่ง เช่นเดียวกับศีล อีกสามหมวด จึงควรอธิบายใจความของคำว่าศีลเสียในที่นี้ด้วย, เมื่อถึง นิทเทสแห่งศีลอีกสามหมวด คือ อินทรีย์สังวร อาชีวปาริสุทธิ และปัจจย- สันนิสสิตศีลในขั้นต่อไป จะไม่ต้องอธิบายอีก ให้ถือเอาใจความในอรรถ ของคำว่า "ศีล" อย่างเดียวกันกับในที่นี้. จะอธิบายเป็นข้อ ๆ ไป ตาม แนวที่ท่านกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรค ตอนศีลนิทเทส.
น.1659 อะไรเป็นตัวศีล ? คำตอบของท่านพระสารีบุตรในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามีว่า เจตนา คิด งดเว้นในการล่วงสิกขาบทนั้น ๆ เป็นตัวศีล. หรือเจตสิกอันได้แก่ความรู้สึก ภายในใจ ในการงดเว้นนั้น ๆ เป็นตัวศีล. หรือความรู้สึกอันไม่ติดต่อกับ วัตถุที่ตนจะล่วงก็เป็นตัวศีล. และหรือการไม่ก้าวล่วงของบุคคลที่สมาทาน สิกขาบทแล้วนั่นแล เป็นตัวศีล. ๑ ๒. ที่เรียกว่า ศีล เพราะเนื้อความว่ากระไร ? อธิบายว่า ๒ ว่า เพราะอรรถคือเนื้อความว่า ปรกติ กล่าวคือ ความสงบ ไม่วุ่นวายของกายและวาจานั่นเอง จึงได้เรียกว่าศีล, อาจารย์ บางหมู่ อธิบายอรรถแห่งศีลกว้างออกไปอีกว่า เป็นของสูงสุด, เป็นเงื่อนต้น, เป็นของเยือกเย็น, เป็นของควรเสพ จึงได้ชื่อว่า ศีล ดังนี้ ก็มี. ๓. อะไรเป็นลักษณะเครื่องให้สังเกตของศีล ? ตอบว่า ศีลแม้จะมีหลายประเภทด้วยกัน แต่มีความปรกติเป็น ลักษณะเสมอกันหมดทุกประเภท. เปรียบเหมือนรูปต่าง ๆ แม้แปลกกัน โดยสีหรือสัณฐาน ก็มีการเห็นได้ด้วยตาเป็นลักษณะเสมอกันหมดฉะนั้น. ๔. อะไรเป็นรสของศีล ? ความรู้สึกที่ทำลายการทุศีลเสียได้ และความหมดจดจากโทษ เป็นรสของศีล. คำว่ารส แปลว่า วิสัยเป็นที่น่ายินดี เช่นความหวาน เป็นรสของน้ำตาลเหมือนกัน. ๑. วิสุทธิมรรค สีลนิเทศ ภาค ๑. ๒. อธิบายต่อไปนี้ กล่าวตามแนวอธิบายของผู้รจนาวิสุทธิมรรค.
น.1660 อะไรเป็นเครื่องปรากฏ หรือเครื่องหมายของศีล ? ความสะอาดที่ทวารคือกายวาจานั้นแหละ เป็นเครื่องหมายหรือ ธงชัยของศีล, เช่นเดียวกับควันขึ้นจากที่ใด เป็นเครื่องหมายให้รู้ได้ว่า มีไฟหรือความร้อนอยู่ที่นั้น. ๖. อะไรเป็นฐานที่ตั้งอาศัยของศีล ? หิริ และ โอตตัปปะ เป็นฐานรากที่ตั้งของศีล ดุจเดียวกับพื้น แผ่นดินเป็นที่ตั้งอาศัยของหมู่ไม้ทั่วไป. ขาดฐานรากกล่าวคือ หิริ โอตตัปปะ แล้ว ศีลไม่อาจเกิดหรือตั้งอยู่ได้ เช่นเดียวกับปักเสาในอากาศ. ๗. ศีลมีอะไรเป็นอานิสงส์ ? ตรัสแก่พระอานนท์ว่า "ดูก่อน อานนท์! ศีลที่ภิกษุประพฤติดี แล้ว มีการไม่ต้องเดือดร้อนเป็นผล เป็นอานิสงส์." และตรัสแก่ คหบดี ว่า "คหบดี ! ผู้มีสติเต็มที่ ย่อมได้โภคะกองใหญ่ กล่าวคือความไม่ ประมาทอันเป็นของมีคุณอย่างยอดเยี่ยม, ผู้มีศีลเต็มที่ย่อมมีเกียรติอันฟุ้ง กระฉ่อนไป, ผู้มีศีลเต็มที่ย่อมองอาจแกล้วกล้า ในที่ประชุมแห่งกษัตริย์ หรือพราหมณ์ หรือคหบดี หรือสมณะ, ผู้มีศีลเต็มที่ย่อมตายมีสติไม่หลง ฟั่นเฝื่อ, ผู้มีศีลเต็มที่ ตายแล้วย่อมไปสู่สุคติ." และตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ว่า "ภิกษุ ท. ! ถ้าภิกษุปรารถนาให้ตนเป็นที่รัก ที่ชอบใจ ที่เคารพ ที่ยกย่องนับถือ ของเพื่อนพรหมจารีด้วยกันแล้ว ภิกษุนั้นพึงทำให้บริบูรณ์ เต็มที่ในศีลทั้งหลายเถิด."
น.1661 นอกจากนี้ ยังมีที่ตรัสไว้อีกเป็นอันมาก เช่นคนไปสู่สวรรค์ได้ เพราะศีล, ไปสู่ความดับไม่เหลือ ได้เพราะศีล, ศีลนำสุขมาตราบเท่า ชรา, เป็นต้น. พระพุทธโฆษาจารย์ผู้ร้อยกรองคัมภีร์วิสุทธิมรรค ได้ ประมวลอานิสงส์แห่งศีลประพันธ์ไว้เป็นกาพย์ ความว่า :- กุลบุตรในศาสนานี้เว้นศีลเสียแล้วย่อมไม่มีที่พึ่ง. ก็ ศีลนั้นใครจะกล่าวกำหนดปริมาณแห่งอานิสงส์ได้ (ว่ามีเท่านั้น เท่านี้). น้ำในแม่น้ำคงคา, ยมุนา, สรภู, สัสสวตี, นินนคา, อจิรวดี, มหี เหล่านี้ ไม่สามารถฟอกมลทินของ สัตว์ในโลกได้, แม่น้ำคือศีลเท่านั้น ที่สามารถฟอกมลทิน ของสัตว์ทั้งหลาย. พายุฝนก็ไม่สามารถชะล้างมลทินได้, แก่น- จันทน์ก็ไม่ได้, แก้วมุกดา, แก้วมณี, รัศมีอันนิ่มนวลของ พระจันทร์ ก็ไม่ได้. ศีลที่บุคคลรักษาดีแล้ว เป็นของประเสริฐ เย็น ที่สุดนี้เท่านั้น ที่จะระงับความเร่าร้อนของปวงสัตว์ในโลกได้, ซึ่งความเย็นอย่างอื่นจะให้รำงับมิได้เลย. กลิ่นอื่นอันเสมอด้วย กลิ่นศีล หาที่ไหนได้, เพราะกลิ่นศีลย่อมฟุ้งไปได้ทั้งตาม ลมและทวนลมทุกเวลา. บันไดอันสัตว์จะปืนขึ้นไปสู่สวรรค์อย่างอื่น อันเสมอ ด้วยศีลนั้น หาที่ไหนได้. ศีลเป็นประตูพระนิพพาน. พระ- ราชาผู้ประดับด้วยแก้วมุกดา และแก้วมณี ก็ไม่งามเสมอ ด้วยนักพรตผู้ประดับด้วยศีล.
น.1662 ศีลย่อมบำบัดการติเตียนตนเองเสียได้ ด้วยประการ ทั้งปวง. ทำชื่อเสียง และความแจ่มใสให้เกิดแก่เขาผู้มีศีลได้ ทุกขณะ. ศีลเป็นฐานรากของคุณความดีทั้งหลายอื่น. ศีลเป็น เป็นเครื่องทอนกำลังของความชั่ว. ปราชญ์พึงรู้ถ้อยแถลง อานิสงส์แห่งศีลดังนี้เถิด." ๘. ศีลมีก็อย่าง ? ตอบได้หลายชนิด. จะว่ามีอย่างเดียวก็ได้, ๒ อย่าง, ๓ อย่าง, ๔ อย่าง, ๕ อย่างก็ได้, จะกล่าวแต่ใจความ พอเป็นแนวคิด. ถ้ากล่าวโดยลักษณะหรืออาการแล้ว ศีลทั้งหมดมีอย่างเดียวเท่า- นั้น คือศีลมี ปรกติภาพ เป็นลักษณะ. ถ้าจะแบ่งศีลออกเป็นสองอย่างแล้ว ก็ยังได้หลายคู่ คือ :- ศีลอันเป็นสิกขาบทส่วนที่ทรงบัญญัติว่า ต้องประพฤติ ต้องทำ เช่นนั้นเช่นนี้เรียกว่า จาริตตศีล อย่าง ๑, และศีลอันเป็นสิกขาบท ที่ทรง บัญญัติว่า อย่าทำอย่างนั้นอย่างนี้ เรียกว่า วาริตตศีล อย่าง ๑. ศีลอันเป็นหลักสำคัญในเบื้องต้นแห่งการประพฤติพรหมจรรย์ เรียก อาทิ พรหมจริยกศีล ๑, และศีลเป็นเครื่องประพฤติละเอียดประณีตขึ้นไปอีก เรียกอากิสมาจาริกศีล ๑. ศีลที่ประพฤติด้วยหวังว่า จักได้เป็นเทพผู้เอิบอิ่มด้วยกาม, หรือ ด้วยความเห็นว่า เราจักเป็นผู้วิเศษได้ด้วยศีลนี้ และเป็นศีลที่ตัณหาและทิฏฐิ
น.1663 เข้าไปอาศัยแล้ว เรียกว่า นิสสิตศีล ๑, ส่วนโลกุตตรศีล หรือโลกิยศีล แต่ตรงกันข้ามกับที่กล่าวมา เรียกว่าอนิสสิตศีล ๑. ศีลที่ประพฤติจำกัดเวลาเท่านั้นวัน เท่านั้นเดือนแล้วเลิก เรียก กาลปริยันตศีล ๑, ที่ไม่จำกัดเวลา รักษาจนถึงลมหายใจครั้งสุดท้าย เรียก อาปาณโกฏิกศีล. ศีลที่สมาทานแล้ว ขาดทำลายลง เพราะเหตุผู้รักษาเห็นแก่ลาภ, ยศ, ญาติ, อวัยวะ, ชีวิต, เรียก สปริยันตศีล ๑, ที่ไม่แตกทำลาย แม้จะเสียชีวิตก็ยอม เรียก อปริยันตศีล. ศีลของปุถุชน เรียกโลกิยศีล ๑. ( ศีลของพระอริยเจ้า เรียก โลกุตตรศีล ๑. ถ้าจะแยกศีลออกเป็นสามอย่าง ก็ได้ต่าง ๆ กัน เช่น :- ศีลเลว, ศีลพอปานกลาง, ศีลประณีต. ศีลที่รักษาปรารภตนเอง, ศีลรักษาปรารภโลก, ศีลรักษาปรารภธรรม. ศีลที่ถูกกิเลสลูบคลำ, ศีลไม่ถูกกิเลสลูบคลำ, ศีลที่สงบรำงับแล้ว. ศีลที่หมดจดสะอาด, ศีลที่เศร้าหมอง, ศีลที่ยังลังเล. ศีลของพระเสขะ, ศีลของพระอเสขะ, ศีลไม่ใช่ของเสขะและอเสขะ. เหล่านี้เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า เราจะแบ่งศีลออกเป็นก็อย่างก็ ได้, ผู้ศึกษาปรารถนาจะเทียบเคียงแล้วแบ่งออกไปอย่างไรอีกก็ได้.
น.1664 อะไรเป็นเครื่องเศร้าหมองของศีล ? อิฏฐารมณ์มีลาภเป็นต้น และ เมถุนสังโยค ๗ อย่าง เป็น เครื่องเศร้าหมองของศีล. อย่างแรก อธิบายว่าอิฏฐารมณ์มีลาภเป็นต้น ครอบงำใจของภิกษุ ใดแล้ว เธอก็ถึงศีลวิบัติ ชื่อว่ามี ศีลขาด เพราะล่วงสิกขาบทข้อต้นหรือ ข้อปลาย ข้อใดข้อหนึ่ง, ชื่อว่ามี ศีลทะลุ เพราะล่วงสิกขาบทข้อกลาง ๆ ชื่อว่ามี ศีลพร้อย เพราะขาดแห่งพระสิกขาบทหลาย ๆ แห่ง, ชื่อว่ามี ศีลด่าง เพราะขาดเป็นหมู่ ๆ หมู่ละหลายสิกขาบท และหลายหมู่. อย่างหลัง ได้แก่ ศีลที่ผู้รักษายังมีความรักใคร่อาลัยในกามคุณอยู่ ข้อนี้มีบาลี ๑ ที่ตรัสไว้ว่า :- (๑) พราหมณ์ สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ปฏิญญา ตัวเป็นพรหมจารี ไม่เสพเมถุนกับมาตุคามก็จริง แต่เธอยังมีใจยินดีในการ ลูบไล้ การประคบ การช่วยอาบน้ำให้ และการนวด. ของมาตุคาม เธอ ยินดีปลื้มใจในการบำเรอนั้น. พราหมณ์ ! ข้อนี้เรากล่าวว่า พรหมจรรย์ เป็นท่อนทะลุด่างพร้อย. ผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ประกอบด้วย เมถุนสังโยค ไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ ฯลฯ ไปได้เลย. (๒) อย่างอื่นอีกนะ พราหมณ์ ! สมณะหรือพราหมณ์บางคน ในโลกนี้ ปฏิญญาตัวเป็นพรหมจารี ไม่เสพเมถุนกับมาตุคามก็จริง และ ทั้งไม่มีความยินดีในการลูบไล้ การประคบ การช่วยอาบน้ำให้ และการนวด ๑. สัตมสูตร มหายัญญวรรค ปฐมปัณณาสก์ สัต. อํ. ( ไตร. ล. ๒๓/๕๖/๔๗. )
น.1665 ของมาตุคาม, แต่เธอยังพูดซิกซี้ เล่นหัว สัพยอก กับมาตุคาม แล้ว ปลื้มใจ ด้วยการซิกซี้นั้น. พราหมณ์ ! ข้อนี้เรากล่าวว่า พรหมจรรย์ เป็นท่อน ทะลุ ด่าง พร้อย. ผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ประกอบ ด้วยเมถุนสังโยค ไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ ฯลฯ ไปได้เลย. (๓ ) อย่างอื่นอีกนะ พราหมณ์ ! สมณะหรือพราหมณ์บางคนใน โลกนี้ ปฏิญญาตัวเป็นพรหมจารี ไม่เสพเมถุนกับมาตุคามก็จริง และทั้ง ไม่ยินดีในการลูบไล้ ( เป็นต้น ) ของมาตุคาม และไม่พูดซิกซี้เล่นหัวกับมาตุ- คาม, แต่ยังชอบเพ่งจ้องดูตามาตุคามด้วยตาตน แล้วปลื้มใจด้วยการสบตา นั้น. พราหมณ์! ข้อนี้เรากล่าวว่า พรหมจรรย์เป็นท่อน ทะลุ ด่าง พร้อย. ผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ไม่พ้นจากชาติชรา มรณะไปได้. (๔) อย่างอื่นอีกนะ พราหมณ์ ! สมณะหรือพราหมณ์บางคนใน โลกนี้ ปฏิญญาตัวเป็นพรหมจารี ไม่เสพเมถุนด้วยมาตุคามก็จริง และ ทั้งไม่ยินดีในการลูบไล้ ( เป็นต้น ) ของมาตุคาม ไม่พูดซิกซี้เล่นหัวกับมาตุคาม และไม่สบตากับมาตุคามก็จริง แต่ครั้นได้ฟังเสียงมาตุคามที่หัวเราะอยู่ก็ดี พูดก็ดี ขับร้องก็ดี ร้องไห้ก็ดี นอกฝาก็ตาม นอกกำแพงก็ตาม เธอปลื้ม ใจในเสียงนั้น. พราหมณ์ ! ข้อนี้เรากล่าวว่า พรหมจรรย์เป็นท่อน ทะลุ ด่าง พร้อย. ผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ ไปได้. (๕) อย่างอื่นอีกนะ พราหมณ์ ! .... ฯลฯ ... ( ไม่ทำถึงอย่างที่ กล่าวนั้น ) .... แต่ยังตามนึกคิดถึงความเก่า ที่ตนเคยหัวเราะพูดเล่นกับ
น.1666 มาตุคามแล้ว ปลื้มใจในการคิดนั้น. พราหมณ์ ! ข้อนี้เรากล่าวว่า พรหมจรรย์เป็นท่อนทะลุ ด่าง พร้อย. พราหมณ์ ! ผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่บริสุทธิ์ ไม่พ้นจาก ชาติ ชรา มรณะไปได้ (๖ ) อย่างอื่นอีกนะ พราหมณ์ ! ..... ฯลฯ ........ ( ไม่ทำถึงอย่าง นั้น ) .....แต่ครั้นได้เห็นคหบดี หรือบุตรของคหบดีผู้อิ่มเอิบเพียบพร้อมด้วย กามคุณ มีผู้บำเรออยู่ ก็นึกชอบใจในการบำเรอนั้นบ้าง. พราหมณ์ ! ข้อนี้เรากล่าวว่า พรหมจรรย์เป็นท่อนทะลุด่างพร้อย. ผู้นี้ประพฤติพรหม- จรรย์ไม่บริสุทธิ์ ไม่พ้นจาก ชาติ ชรา มรณะไปได้ .. (๓) อย่างอื่นอีกนะ พราหมณ์ ! ........ ฯลฯ ........ ( ไม่ทำถึงอย่างนั้น) .... แต่เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ตั้งความปรารถนาจะเป็นจอมเทวดาหรือ เทวดาบางองค์ โดยมั่นใจว่าเราจะได้เป็นด้วยศีลวัตรหรือตบะพรหมจรรย์ อันนี้ แล้วเธอก็ปลื้มใจด้วยศีลหรือวัตรนั้น. พราหมณ์ ! ข้อนี้เรากล่าว ว่า พรหมจรรย์เป็นท่อนทะลุ ด่าง พร้อย. ผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ ไปได้." ทั้งสองประเภทนี้ เป็นความเศร้าหมองของศีล. ๑๐. อะไรเป็นความสะอาดหมดจดของศีล ? ความไม่แตกทำลาย, การกระทำคืนอาบัติที่ต้องแล้ว, ความ ไม่มีเมถุนสังโยค ๗ ประการ, และความไม่มีโทษอื่นๆ เช่นความโกรธ และความลบหลู่คุณเป็นต้น ทั้ง ๔ อย่างนี้เป็นความสะอาดหมดจดของศีล.
น.1667 ศีลวิบัติมีโทษอย่างไรบ้าง ? กล่าวตามบาลีวิสุทธิมรรคว่า "คนทุศีลย่อมไม่เป็นที่ชอบใจของ เทวดาและมนุษย์. เพราะเป็นคนทุศีล และเพื่อนพรหมจรรย์ด้วยกันตักเตือน ไม่ได้ จะเป็นผู้ถึงทุกข์ในเมื่อถูกติเตียน, แม้เมื่อผู้มีศีลงดงามเขายกย่อง ตน ก็รู้สึกเดือดร้อน ( เพราะตนหามีศีลไม่ ), และเพราะความเป็นผู้ทุศีล นั้น จะเป็นผู้มีผิวพรรณกระด้างเหมือนแผ่นป่านปอ. อนึ่ง ผู้ที่เอาเยี่ยงคนทุศีล ก็พลอยรับทุกข์ด้วยสิ้นกาลนาน เพราะฉะนั้นเขาจึงชื่อว่าเป็นผู้ป้ายทุกข์ ( ให้- แก่เพื่อนฝูง ), รับเทยยธรรมของทายกเหล่าใด ก็ไม่เป็นผลใหญ่แก่ทายก เหล่านั้น เหตุนั้นจึงเป็นคนมีราคาน้อย สะสางยากเหมือนหลุมคูถที่ หมักหมมแรมปี เป็นผู้หมดท่าทั้งสองฝ่าย เหมือนดุ้นไฟ ( ที่เผาศพไหม้ ดำทั้งสองข้าง ไม่มีที่สำหรับจับโดยไม่ให้เปื้อนมือ ), แม้เธอปฏิญญาความ เป็นภิกษุอยู่ ก็หาเป็นภิกษุได้ไม่ เช่นเดียวกับฬาที่เดินตามหลังฝูงโค, เป็นผู้สะทกสะท้านเสมอ เช่นเดียวกับคนที่ก่อเวรเอาไว้รอบตัว, เป็นผู้ที่ใคร ๆ ไม่ควรอยู่ร่วมด้วย เหมือนซากศพของผู้ที่ตายแล้ว, แม้เธอจะประกอบ ด้วยคุณมีความรู้เป็นต้น ก็ไม่ควรเป็นที่สักการะบูชาของเพื่อนพรหมจรรย์ ทั้งหลาย เหมือนไฟเผาศพในป่าช้า ไม่ควรเป็นที่บำเรอของพราหมณ์ ผู้ บูชาไฟ, เธอเป็นผู้ไม่ควรเพื่อบรรลุคุณวิเศษ เหมือนคนตาบอดอาภัพต่อ การเห็นรูปฉะนั้น, และเป็นผู้หมดหวังในพระสัทธรรม เช่นเดียวกับลูก คนจัณฑาลหมดหวังในราชบัลลังก์, แม้จะสำคัญว่าตัวมีสุข ก็จัดว่าถึงทุกข์ เพราะยังมีส่วนแห่งความทุกข์ดังภิกษุที่กล่าวถึงในบาลีอัคคิขันโธปมสูตร."
น.1668 ในบาลีอัคคิขันโธปมสูตร พระผู้มีพระภาคทรงแสดงถึงภิกษุผู้ทุศีล รับเทยยธรรมของทายกซึ่งไม่เป็นการประเสริฐเลย มีใจความว่า ยอมตาย หรือรับทุกข์เจียนตาย เพราะนอนกอดกองไฟเสียดีกว่าทุศีล ยอมให้เขา เอาเชือกขนสัตว์พันแข้งชักไปมา ให้มันบาดจนถึงเยื่อในกระดูก ดีกว่า ทุศีลแล้วยังยินดีต่อการอภิวาทของมหาชน, ยอมให้เขาแทงด้วยหอกที่หว่าง อก ยังดีกว่าทุศีล แล้วยังยินดีต่อการไหว้กราบของมหาชน, ยอมให้เขา เอาแผ่นเหล็กแดงโชนนาบที่ตัว ยังดีกว่าทุศีลแล้วห่มจีวรที่มหาชนถวายด้วย ศรัทธา, ยอมกลืนก้อนเหล็กแดงโชน ดีกว่าทุศีลแล้วบริโภคก้อนข้าวของ ชาวเมือง, ยอมนั่งนอนบนเตียงตั้งเหล็กที่ร้อนแดงโชน ดีกว่าทุศีลแล้ว ใช้สอยเตียงตั้งที่มหาชนถวาย, ยอมให้เขาจับห้อยหัวลงต้มในหม้อโลหะร้อน โชน ดีกว่าทุศีล แล้วอยู่ในวิหารที่ผู้มีศรัทธาสร้างถวาย, [บาลีอัดติขันโธปม- สูตรนี้ คณะธรรมทานเคยนำลงในหนังสือพิมพ์พุทธศาสนาเล่ม ๑ ปีที่ ๑ ภาคไตรปิฎกแปล หน้า ๙, ผู้ปรารถนาทราบพิสดารจงดูในที่นั้น.] เมื่อท่านผู้รจนาคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้พรรณนาโทษของคนทุศีล และ อ้างบาลีอัคคิขันโธปมสูตรมาสาธกแล้ว ได้ย่นความในบาลีพระสูตรนี้เข้าเป็นใจ ความสั้น ๆ ๑๐ ข้อ ผูกเป็นคาถาสืบไปว่า :- (๑ ) คนที่มีศีลแตกทำลาย ยังละกามสุขที่มีผลเผ็ดร้อนทนยาก ยิ่งกว่าทุกข์อันเกิดจากการนั่งกอด นอนกอดกองไฟไม่ได้ มันจะมีความสุขมาแต่ไหน ? (๒) คนมีศีลวิบัติ จะต้องมีส่วนแห่งทุกข์อันเกิดจากการถู ด้วยเชือกขนทรายอันเหนียว ดังฤๅจะชื่อว่ามีสุขอัน เกิดแต่ความยินดีในการอภิวาทของมหาชน.
น.1669 (๓) คนไร้ศีลหรือจะชื่อว่ามีความสุขอันเกิดแต่การยินดีต่อการ ประณมมือไหว้ของผู้มีศรัทธา เพราะจะเป็นเหตุแห่งทุกข์ ยิ่งกว่าทุกข์เกิดแต่การแทงด้วยหอกที่หว่างอก เสียอีก. (๔) คนไม่สำรวม หรือจะชื่อว่ามีสุขเกิดแต่การใช้จีวร อัน เป็นเหตุให้ถูกนาบด้วยแผ่นเหล็กอันร้อนโพลงในนรก ซึ่ง ตนจะต้องเสวยสิ้นกาลนาน. (๕) คนไม่มีศีล แม้ว่าก้อนข้าวจะเป็นของอร่อยก็เปรียบ เหมือนยาพิษอันแรงกล้า เพราะมันเป็นเหตุให้กลืนก้อน เหล็กอันร้อนแดงนั้นนานนัก, (๖) คนปราศจากศีล จะนั่งนอนบนเตียงและตั๋ง ก็คือการ นั่งนอนบนเตียงและตั๋งอันลุกโชน อันเป็นทุกข์เบียด เบียนตน, แม้จะสำคัญว่าเป็นสุข แต่มันก็เป็นความ ทุกข์เหลือเข็ญ. (๗) คนทุศีล จะยินดีนั่งนอนในวิหารที่เขาถวายด้วยศรัทธา อย่างไรได้ ? เพราะที่แท้ เป็นเหมือนตัวเองนั่งนอนอยู่ ภายในหม้อเหล็กอันร้อนโชนทั่วแล้ว. (๘) พระผู้มีพระภาคอันชาวโลกนับถือทั่วแล้ว ได้ตรัสตำหนิ คนทุศีลว่ามีมรรยาทสกปรก นึกแล้วกินแหนงตัวเองได้ ภายในรกชัฏ เป็นคนบ้ากามลามกเน่าใน. ทุด ! ทุก ! ! ชีวิตของเขาผู้ไม่มีปัญญา หุ้มห่อร่างกายด้วยเครื่อง
น.1670 หมายของสมณะ ก็ไม่เป็นสมณะ, ดีแต่จะทำตัวเองให้ ถูกเขากำจัด ให้ถูกเขาขุดอยู่เสมอ. (๔) ส่วนบุคคลผู้มีศีลในโลกนี้ ย่อมเว้นห่างกับคนทุศีล เช่น เดียวกับคนรักสะอาดเว้นห่างไกลจากคูลและซากศพฉะนั้น. ชีวิตของคนทุศีลจะมีประโยชน์อะไร เพราะไม่พ้นจาก ภัยทั้งหลาย แต่พ้นจากการบรรลุสุข, ปิดประตูสวรรค์ เสียเองแล้ว รังแต่จะจมลงไปสู่อบาย. (๑๐) ใครอื่นที่ไหนหนอ จะเป็นที่น่าสงสารแก่ผู้มีความกรุณา เท่ากับคนทุศีล เพราะความที่เขาเป็นคนทุศีลนั่นแล. ฯ ทั้งหมดนี้ เป็นโทษแห่งศีลวิบัติ. ๑๒. ศีลสมบัติมีอานิสงส์อย่างไร ? กล่าวตามคำของท่านผู้รจนาบาลีวิสุทธิมรรคสืบไปว่า ผู้มีศีล บริบูรณ์ย่อมได้รับอานิสงส์แห่งศีล ตรงกันข้ามกับโทษ ๑๐ ข้อ ที่กล่าวมา แล้ว และยังมีอานิสงส์อื่น ๆ อีก คือ :- "ศีลของภิกษุใดหมดสนิมดีแล้ว การบวชของเธอนั้นจัดว่า มีผล. การทรงบาตรจีวรของเธอ ย่อมนำมาซึ่งความเลื่อมใส. ภัยเช่นการติเตียนตนเป็นต้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งภายในใจของ เธอผู้มีศีลบริสุทธิ์ เช่นเดียวกับความมืดไม่อาจกระทบกระทั่งแสง อาทิตย์.
น.1671 ภิกษุงดงามในป่าคือพรหมจรรย์ ก็เพราะถึงพร้อมด้วยศีล เหมือนพระจันทร์งามในท่ามกลางหาว ก็เพราะรัศมีโชติช่วง. เพียง แต่กลิ่นกายของผู้มีศีล ก็ยังทำปราโมทย์ ให้แก่เทวดาทั้งหลายแล้ว จะป่วยกล่าวไปไยถึงกลิ่นแห่งศีลเล่า. กลิ่นศีลย่อมครอบงำกลิ่น คันธชาติทั้งปวง ฟุ้งตระหลบไปในทิศทั้งหลาย. สักการะน้อยๆ ที่ทายกทำแล้วให้ผู้มีศีล กลับมีผลใหญ่, เพราะผู้มีศีลย่อมเป็นภาชนะควรรองรับสักการะ. อาสวะในภพนี้ ย่อมเบียดเบียนผู้มีศีลไม่ได้ ผู้มีศีลย่อมขุดรากเง่าของทุกข์อันจะ มาในข้างหน้า. สมบัติใดในมนุษย์และทวยเทพ สมบัตินั้น ถ้าผู้มีศีล ปรารถนา ก็ไม่เป็นของได้ด้วยยาก อนึ่งสมบัติคือพระนิพพาน ใดอันเยือกเย็นแสนจะเย็น, ใจของผู้มีศีลเต็มเปี่ยม ย่อมแล่น ไปสู่พระนิพพานนั้น. ศีลเป็นรากเง่าแห่งสรรพสมบัติ, บัณฑิตทราบชัดด้วยประการ ดังนี้ แล้วพึงกอบโกยอานิสงส์อันเกลื่อนกล่นด้วยวิธีต่าง ๆ เถิด. ๑ ฯ ๔. ข้อความเบ็ดเตล็ด เกี่ยวด้วยปาติโมกขสังวรศีล. เมื่อได้พรรณนาแยกอย่างเป็นคำ ๆ ไปแล้ว จะได้ประมวลกล่าวเข้า ด้วยกันทั้งสามอย่างเป็นการสรุป, รวมทั้งข้อความเบ็ดเตล็ด ที่ยังไม่ได้กล่าว ในตอนที่แล้วมา. ๑. วิสุทธิมรรค ภ. ๑ น. ๗๒
น.1672 ความหมายแห่งคำนี้. คำว่าปาติโมกข์ เป็นชื่อ แห่งธรรมเป็นเครื่องพ้นจากความชั่วพวก หนึ่ง, คำว่าสังวร เป็นชื่อแห่งอาการ อันได้แก่การมีสติคอยควบคุม ระวังไว้ในกิจอันเป็นหน้าที่ ที่ ตนจะต้องระวัง, ศีลเป็นชื่อแห่งข้อปฏิบัติขั้นกาย และวาจา หรือใจแต่บางส่วนโดยอ้อม, รวมทั้งสามคำ แปลได้เป็นใจ ความว่า ความปรกติสุขอันเกิดแต่การสำรวมตามพระปาติโมกข์. เป็น บันไดขั้นแรกที่ผู้ตามรอยพระอรหันต์จะต้องก้าวขึ้นไป. ๒. การนิยมในหลักแห่งอริยวินัย การนิยมตามหลักแห่งปาติโมกขสังวรศีลอันจัดเป็นอริยวินัยในพุทธ- ศาสนา ย่อมตรงกันข้ามกับความนิยมของบุคคลผู้ครองเรือน ตรงกันข้าม โดยหลักที่ต่างกันว่า หมกอยู่ในกาม และ พรากจากกาม. พระองค์จึง ตรัสไว้ในบัญจมสูตร ติก. อํ. ๑ ว่า "ภิกษุ ท. ! ในอริยวินัยนี้ ถือว่า การขับเพลงย่อมเป็นเหมือนการร้องไห้, การฟ้อนรำ เป็นอาการของคนบ้า, การหัวเราะ (จนถึงกับแสดงไรฟัน) เป็นอาการของเด็ก. ภิกษุ ท. ! เพราะฉะนั้น เธอทั้งหลายพึงกำจัดตัดรากการขับเพลง การฟ้อนรำเสีย, ควรยิ้มแย้มพอ ประมาณต่อสัตบุรุษผู้บันเทิงในธรรมทั้งหลาย." บาลีนี้เป็นหลักอันหนึ่งอันแสดง ว่าอริยวินัยตรงกันข้ามจากโลกนิยม. และหลักข้อนี้ หมายถึงทั่วไปใน อาการอย่างอื่นซึ่งเป็นไปทำนองเดียวกัน แม้พระองค์ไม่ได้ทรงบัญญัติเจาะจงไว้. ----------------------------------------- ๑. ปัญจมสูตร สัมโพธิวรรค ตติยปัณณาสก์ ติก. อํ. (ไตร. ล. ๒๐/๓๓๕/๕๔๗)
น.1673 การสำรวมปาติโมกข์เนื่องกับการบริโภคของภิกษุ. พระองค์ตรัสไว้ว่า ๑ ว่า ภิกษุทุศีล บริโภคก้อนเหล็กร้อนแดง ยัง ดีกว่าบริโภคก้อนข้าวของชาวบ้าน ซึ่งไม่เป็นการประเสริฐเสียเลย. ใน อัฏฐกถา ตติยสูตร เอก. อํ. ๒ กล่าวเปรียบไว้อย่างชัดเจนดังนี้ ว่า :- การกินที่เป็นการขโมย คือ การบริโภคของภิกษุทุศีล. การกินเป็นหนี้สินติดตัว ,, การบริโภคของภิกษุที่ไม่พิจารณาเสียก่อน. การกินอย่างกินมรดก ,, การบริโภคของพระเสขบุคคล ๗ พวกข้างต้น. การกินอย่างเป็นเจ้าของแท้ ,, การบริโภคของพระอรหันต์. หมายความว่า ภิกษุที่ทุศีลต้องปิดบังความชั่วไว้รับอาหารฉัน, ภิกษุแม้ มีศีล แต่ไม่พิจารณาก่อนจนเสียความเป็นผู้รู้ประมาณ และความยินดีในรส ครอบงำ ทำให้เกิดผลแก่ทายกน้อย ไม่คุ้มกับอาหารที่ฉัน, ส่วน อริยบุคคล ๗ ข้างต้น คือโสดาปัตติมรรคจนถึงอรหัตตมรรค ท่านฉัน โดยรับมรดกจากพระพุทธเจ้า, ส่วนพระอรหันต์ทรงคุณความดีเหนือสิ่งทั้งปวง การฉันจึงเหมือนกับเจ้าของเอง ซึ่งจะเลือกฉันอย่างใดก็ได้ ไม่เป็นการขโมย ไม่เป็นหนี้สิน และไม่ต้องอ้างเป็นมรดก. การฉัน, ศีล, และผู้ฉัน เนื่องกันอย่างนี้. ๔. ปาติโมกขสังวรศีลในฐานะเป็นธรรมผู้ปกครองสงฆ์. ในตอนใกล้ปรินิพพานตรัสไว้ว่า ธรรมวินัยที่บัญญัติแสดงไว้แล้ว จักอยู่เป็นครูในกาลที่พระองค์ล่วงลับไป. ๓ และในบาลีโคปกโมคคัลลานสูตร ๔ ---------------------------------------- ๑. นิรยวรรค ธ. ขุ (ไตร. ล. ๒๕/๕๖/๓๒). ๒. อัฏฐกถาตติยสูตร วรรค ๖ เอกธรรมาทิ เอก. อํ. มโน. ๑. ๗๔ ๓. มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ไตร. ล. ๑๐ น. ๑๗๘ . ๑๔๑ ๔. โคปกโมคคัลลานสูตร เทวมหวรรค อุปริ. มัช. (ไตร. ล. ๑๔/๘๙/๑๐๕)
น.1674 ก็มีอานันทภาษิตเป็นใจความอย่างเดียวกัน บาลีนี้เล่าถึงวัสสการพราหมณ์ ถามท่านพระอานนท์ถึงข้อว่า ใครเป็นที่พึ่งพำนักของภิกษุสงฆ์ ในเมื่อ พระผู้มีพระภาคปรินิพพานไปแล้ว. ท่านพระอานนท์อ้างเอาธรรม คือสิกขา- บทอันเป็นปาติโมกข์ (โดยเฉพาะ) ว่าธรรมเป็นเครื่องบริหารสงฆ์. สงฆ์แสดง ปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน. ธรรมคือปาติโมกข์มีสงฆ์เป็นผู้ถือ บังคับให้ผู้ มีโทษติดตัวทำคืนโทษนั้น ๆ เสีย แต่ถือว่ามิใช่บุคคลหรือสงฆ์บังคับ ธรรม ต่างหากบังคับและถือธรรมนี้เป็นเหมือนผู้ปกครองสงฆ์. แง่แห่งอานิสงส์ส่วน นี้กระมัง ที่นักวินัยมักจะเหมาเอาแต่เพียงว่า วินัยเป็นเครื่องควบคุมหมู่ ให้เรียบร้อย เหมือนด้ายร้อยดอกไม้มิให้กระจัดกระจาย ซึ่งที่แท้ วินัยเป็นการปกครองที่ทรงประทานให้ธรรมเป็นใหญ่แทนบุคคลเป็นใหญ่มากกว่า. ปาติโมกข์ย่อมตั้งอยู่ในฐานะ เป็นสังฆธรรมนูญส่วนหนึ่ง เช่นเดียวกับ รัฐธรรมนูญในการปกครอง แบบประชาธิปไตยเหมือนกัน. ๕. การต้องอาบัติคืออะไร ? การล่วงปาติโมกขสังวรศีลข้อใดข้อหนึ่ง เรียกว่าต้องอาบัติ. ผู้ที่ ต้องอาบัติชนิดที่แก้ไขได้ คืออาบัติที่อาจทำคืนให้หมดโทษได้โดยการอยู่ กรรม และการเปิดเผยความผิดของตนที่เรียกว่าแสดงอาบัตินั้น ยังมีหวัง บรรลุคุณความดีในเพศภิกษุเป็นลำดับไป แม้พระอริยบุคคลก็ยังต้องอาบัติ ดังที่ตรัสไว้ในบาลี ตึก. อํ. ๑ ว่า "ภิกษุ ท. ! ภิกษุในศาสนานี้เป็นผู้ทำ เต็มที่ในส่วนศีล แต่ทำพอประมาณในสมาธิ ทำพอประมาณในปัญญา ---------------------------------- ๑. ฉัฏฐสูตร วรรค ปัณณาสก์ ๒ ติก. อํ. (ไตร. ล. ๒๐/๒๙๗/๕๒๖)
น.1675 (คือเป็นโสดาและสกทาคามี) ก็มี, ที่เป็นผู้ทำเต็มที่ในศีลและสมาธิ แต่ ทำพอประมาณในปัญญา (คือเป็นอนาคามี) ก็มี, ที่ทำเต็มที่ทั้งในศีล ทั้ง ในสมาธิ ทั้งในปัญญา (คือเป็นอรหันต์) ก็มี. เธอเหล่านั้น ย่อมล่วงสิกขา- บทเล็กน้อยบ้าง ออกจากอาบัติบ้าง. เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่า ไม่มีใครกล่าวว่าเป็นคนอาภัพ ( คือไม่อาจบรรลุโลกุตตรธรรม ) เพราะเหตุล่วง สิกขาบทเหล่านี้. แต่เธอเป็นผู้มีศีล ยั่งยืน มั่นคง ในสิกขาบทอันเป็นเบื้องต้น แห่งพรหมจรรย์อันสมควรแก่พรหมจรรย์ สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้ง หลายเหล่านั้น .... " เมื่อพระอริยบุคคลก็ต้องอาบัติ จึงเป็นอันเชื่อได้ว่า ภิกษุ ปุถุชน ต้องอาบัติก็มีหวังทำคืน ออกจากอาบัติแล้วปฏิบัติก้าวหน้าขึ้นไปจนถึงที่สุดได้ นอกจากจะต้องอาบัติอันเป็นมูลเฉทแห่งเพศเช่นปาราชิก ซึ่งท่านว่าต้องออกมา บรรลุได้ด้วยเพศฆราวาส จึงเป็นอันว่า อาบตที่ภิกษุต้องแล้ว เธอพึงทำ คืนเสีย หรือถ้าต้องอาบัติเป็นมูลเฉท ก็ปฏิญญาตนเป็นฆราวาสเสีย ทำ เช่นนี้ จะพ้นจากโทษนั้น และบรรลุสูงขึ้นไปได้โดยลำดับอีก. หลักที่ว่า ต้องปาราชิกแล้วสึกออกมาบรรลุโลกุตตรธรรมได้ด้วยเพศฆราวาสอีกนั้น ยัง ไม่เคยพบในบาลี เห็นมีแต่อัฏฐกถา เช่น อัฏฐกถาจูฬอัจฉราสังฆาฏสูตร เอก. อํ. ๑ เป็นต้น. อัฏฐกถาอริฏฐสิกขาบทกล่าวว่า "ธรรมที่ทำอันตรายแก่สวรรค์ และนิพพาน เรียกว่า อันตรายิกธรรม มี ๕ อย่าง คือ กรรม กิเลส ------------------------------ ๑. มโนรถปูรณี ภาค ๑ หน้า ๗๑
น.1676 วิบาก อุปวาท และอาณาวีติกกมะ, .... อาบัติที่ภิกษุแกล้งต้อง เรียกว่า อาณาวีติกกมะ. อาบัตินั้นจะทำอันตรายเพียงชั่วเวลาที่ภิกษุที่ต้องปาราชิกแล้ว ยังปกปิดปฏิญญาตนเป็นภิกษุอยู่ หรือชั่วเวลาที่ภิกษุต้องครุกาบัติแล้ว ยัง ไม่ได้อยู่กรรม, หรือภิกษุต้องอาบัติเบา ๆ แล้ว ยังไม่ได้แสดงอาบัตินั้น เสียเท่านั้น, พ้นจากนั้นไม่ทำอันตรายเลย." เป็นอันว่า ต้องอาบัติแล้ว แสดงเสียโดยระเบียบวิธีนั้น ๆ ก็พ้นโทษ ท่านจึงกล่าวไว้ว่า ปาติโมกขสังวร- ศีลนี้ เป็นเทศนาสุทธิ คือหมดจดได้ด้วยการแสดง, แม้การต้องปาราชิก แล้ว บอกคืนสิกขาสึกไปเสีย ก็ถือว่าเป็นการแสดงเหมือนกัน เป็น แต่จะกลับมาบวชอีกไม่ได้เท่านั้น. แม้การอยู่กรรมในอาบัติสังฆาทิเสสก็รวม เรียกว่าการแสดง แต่เป็นการแสดงคนละอย่าง, ปาติโมกขสังวรศีล จึงเป็นเทศนาสุทธิแท้, เนื้อความตอนนี้ กล่าวไว้ในอัฏฐกถารูปียสิกขาบท. สำหรับอัฏฐกถาจูฬัจฉราสังฆาฏสูตรนั้น กล่าวว่า " ..... ภิกษุ ผู้ต้องปาราชิกแล้ว ละเพศภิกษุเสีย อยู่ในเพศสามเณร รักษาศีลสิบ ให้บริบูรณ์ ขวนขวายในภาวนา บางพวกก็ยังเป็นโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี บางพวกเกิดในเทวโลก ... " ๑ ซึ่งหมายความว่า บรรลุ โลกุตตรธรรมได้นั่นเอง. โลกุตตรธรรมนั้น บรรลุขั้นต้นเช่นโสดาบันแล้ว ก็เป็นแน่นอนว่าต้องบรรลุขั้นสุดคืออรหันต์, จึงเป็นอันว่า อาบัติก็คือโทษ ที่ยังไม่ได้แสดง เท่านั้น. ๑. ผู้ปรารถนาดูพิสดาร จงดูอัคคิขันโธปมสูตร ในหนังสือพิมพ์พุทธศาสนา ภาคไตรปิฎกแปล ปี ๒๔๗๖ หน้า ๙ และภาคความรู้ทั่วไปปีเดียวกัน หน้า ๑๐๑.
น.1677 ผู้มีอาบัติติดตัว สิ้นชีพลง คติของเขารู้ได้โดยพุทธภาษิต ๑ ว่า ภิกษุ ท. ! เรากล่าวนรกบ้าง กำเนิดเดรัจฉานบ้าง ว่าเป็นคติของภิกษุผู้ทุศีล." ๖. ประโยชน์แห่งปาติโมกขสังวรที่สะอาดหมดจด. บาลีทุติยสูตร ๒ กล่าวอานิสงส์ของการสำรวมในปาติโมกข์โดย ความเป็นเหตุแห่งการรู้แจ้งในมรรคพรหมจรรย์ว่า "ภิกษุ ท. ! ภิกษุ เป็นผู้มีศีล สำรวมในปาติโมกขสังวร สมบูรณ์ด้วยมรรยาทและโคจร มี ปรกติเห็นเป็นภัยในโทษ แม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท ทั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๔ ที่เป็นไปพร้อม เพื่อได้วิปัสนาปัญญา อันเป็นเบื้องต้นแห่งมรรคพรหมจรรย์ ที่ยังไม่เคยได้ และเพื่อความไพบูลย์งอกงามเต็มรอบโดยยิ่ง แห่งวิปัสนาปัญญาที่ได้แล้ว." ในบาลีตติยสูตร อัฏ. อํ. ๓ กล่าวปาติโมกขสังวรว่าเป็นธรรมอันหนึ่ง ในบรรดาธรรม ๘ อย่าง ซึ่งทำภิกษุให้เป็นอาหุเนยยบุคคล ปาหุเนยยบุคคล ทักขิเณยยบุคคล อัญชลิกรณียบุคคล และเป็นบุญเขตของโลกอย่างไม่มีอื่น ยิ่งกว่า . ในบาลีทุติยสูตร อัฏ. อํ. ๔ กล่าวถึงภิกษุผู้สำรวมในปาติโมกข์ ว่าเป็นผู้ประกอบด้วยองค์อันหนึ่งในองค์แปด ซึ่งทำให้เป็นผู้ควรได้รับมอบจาก สงฆ์ ให้เป็นผู้สอนนางภิกษุณีได้ ซึ่งเป็นเกียรติยศอันสูงอย่างหนึ่ง. ๑. สัตตมสูตร วรรค ปัณณาสก์ ๑ ทุก. อํ. ไตร. ล. ๒๐/๗๗/๒๗๓ ๒. ทุติยสูตร ปฐมวรรค อัฏ. อํ. ไตร. ล. ๒๓/๑๕๓/๙๒. ๓. ตติยสูตร มหาวรรค อัฏ. อํ. ไตร. ล. ๒๓/๑๙๓/๑๐๓. ๔. ทุติยสูตร สันธานวรรค อัฏ. อํ. ไตร. ล. ๒๓/๒๘๗/๑๔๒.
น.1678 ในบาลีปฐมสูตร นว. อํ ๑ ตรัสว่าการสำรวมปาติโมกข์เป็นอุปนิสัย ข้อหนึ่ง แห่งอุปนิสัย ๙ ข้อ แห่งธรรมอันเป็นฝึกฝ่ายแห่งการตรัสรู้. ทรง สั่งสอนให้ภิกษุจำไว้ตอบแก่พวกเดียรถีย์อื่นทั้งหลาย. ในบาลีตติยสูตร นว. อํ. ๒ ตรัสว่า การที่ภิกษุมีศีลสำรวมในปาติ- โมกข์ เป็นธรรมข้อหนึ่งในธรรม ๕ ข้อ อันเป็นไปเพื่อความแก่รอบ แห่ง เจโตวิมุติที่ยังไม่แก่. พระอุปเสนวังคันตบุตรกล่าวว่า "พระโยคี (คือผู้ที่ประกอบ ความเพียรเพื่อถอนตนขึ้นจากทุกข์) ทำศีลเป็นจอมเครื่องปกปิดใจ เป็นผู้ อันโทษไม่เปียกเปื้อนได้ เธอย่อมพ้นภัย ( เหมือนตัวปลวกพ้นภัยเพราะจอม- ปลวก ) ฉะนั้น." พระสารีบุตรกล่าวว่า "ร่มที่กางได้กว้าง ไม่ทะลุ แข็งแรงดี ย่อม กันลม แดด และฝนอันตกหนักได้, ฉันใดก็ฉันนั้น ที่พุทธบุตรผู้สะอาด หมดจด ทรงไว้ซึ่งร่มคือศีลแล้ว ย่อมกั้นฝนกล่าวคือกิเลส และแดด กล่าวคือไฟ ๓ ชนิดได้." เหล่านี้สาธกมาพอเป็นตัวอย่าง, ยังมีอานิสงส์อีกหลายประเภท แต่ที่สำคัญ ก็คือเป็นบันไดแห่งการบรรลุโลกุตตรธรรม หรือนิพพาน นอก ๑. ปฐมสูตร สัมโพธวรรค นว. อํ. ไตร. ล. ๒๓/๓๖๓/๒๐๕. ๒. ตติยสูตร วรรคเดียวกัน.
น.1679 นั้นเป็นอานิสงส์พิเศษ โดยเป็นความอยู่สุข, ไปเทวโลก, มีชื่อเสียง, อาจ หาญในสมาคม, ไม่หลงตายเป็นต้น วนที่แปลกและเป็นเชิงปาฏิหาริย์ก็มี เช่นในอัฏฐกถาสัพพาสวสูต เล่าเรื่องพระปธานิยเถระไว้ว่า ท่านถูกงูพิษ กัดขณะนั่งพึงเทศน์ ท่านระลึกถึงศีลตั้งแต่วันอุปสมบทมา เกิดปีติว่าบริสุทธิ์ ดี. ด้วยจิตตุบาทอันนั้นพิษงูได้ถอยกลับและหายสนิท ดังนี้เป็นต้น. ผู้ที่ ทุศีลเศร้าหมองหลอกลวง ย่อมว่างเปล่าผ่านพ้นจากอานิสงส์เหล่านี้. ๗. พระพุทธประสงค์ที่ทรงฝากไว้แก่ภิกษุสงฆ์ พระพุทธประสงค์ซึ่งทรงหวังอยู่เนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ อันเกี่ยวเนื่องโดย เฉพาะกับปาติโมกขสังวรนี้ รู้ได้โดยบาลี่นวมสูตร อัฏ. อํ. ๑ ตอนหนึ่ง ซึ่งตรัสแก่อสุรินทร ชื่อ ปหาราทะว่า "ดูก่อนปหาราทะ ! น้ำในมหา- สมุทร ย่อมตั้งอยู่ตามธรรมดา ไม่ล้นฝั่งแห่งสมุทรฉันใด สาวกทั้งหลาย ของเรา แม้เพราะเหตุจะต้องเสียชีวิต, ก็ไม่ก้าวล่วงสิกขาบทอันเรา บัญญัติไว้แล้วแก่สาวกทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน." ผู้ที่สนองพระพุทธ ประสงค์ส่วนนี้ได้เท่านั้น จึงจะนับว่าเป็นพุทธบุตรที่แท้จริงได้ผู้หนึ่ง เพราะ เมื่อคิดดูให้ดีแล้ว มีพรหมจรรย์ส่วนนี้เท่านั้น ที่ทำให้ภิกษุทั้งหลายมีเพศ ต่างจากฆราวาส มีภูมิสูงกว่าฆราวาส. ๑. นวมสูตร มหาวรรค อัฎ. อํ. ไตร. ล. ๒๓/๒๐๓/๑๐๙.
น.1680 ข้าพเจ้าขอจบบทนี้ลงด้วยภาษิตของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรม- พระยาวชิรญาณวโรรส ที่ทรงแสดงว่า ๑ " .... เพราะเหตุนั้น ภิกษุ ควรประพฤติตนเป็นคนซื่อตรง ให้สมเป็นที่วางพระหฤทัยของพระศาสดา. กิริยา ที่ประพฤติให้เสียความวางใจของท่าน ย่อมเลวทรามไม่สมควรแก่ สมณะเลย." ดังนี้. จบบทที่ ๓ ๑. วินัยมุข เล่ม ๑ หน้า ๑๘.
น.1681 บท ที่ ๔ อินทรียสังวรศีล การสำรวมอินทรีย์
น.1682 ภิกษุทั้งหลาย ! นั่นโคน ไม้ ! นั่นที่สงัด! เธอทั้งหลาย จงบำเพ็ญ ! เธอทั้งหลาย อย่าเป็นผู้ประมาท ! เธอทั้ง- หลายอย่าเป็นผู้ที่ต้องร้อนใจใน ภายหลัง ! [สัตตก. อํ. และอื่น ๆ อีกมากแห่ง.]
น.1683 บทที่ ๔ อินทรีย์สังวรศีล - การสำรวมอินทรีย์ บาลีที่เป็นอุทเทสในบทนี้ ดังนี้ :- "ภิกษุ ท. ! กิจที่พวกเธอต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกนั้นคืออะไร ? คือการสำเหนียกให้ได้ว่า เราจักเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ ทั้งหลาย, ได้เห็นรูปด้วยตา ... ฟังเสียงด้วยหู ... ดมกลิ่นด้วยจมูก ... ลิ้มรสด้วยลิ้น ... รับสัมผัสด้วยกาย ... รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว จักไม่ ถือเอาโดยนิมิต จักไม่ถือเอาโดยอนุพยัญชนะ, บาปอกุศลคืออภิชฌา และโทมนัส มักไหลไปตามบุคคลเพราะไม่สำรวมอินทรีย์ใดเป็นเหตุ เราจักปฏิบัติเพื่อปิดกั้นอินทรีย์เหล่านั้นไว้, จักทำการรักษาสำรวม อินทรีย์ทั้งหลาย." [มหาอัสสปุรสูตร มู. ม. ล. ๑๒ น. ๔๙๙ บ. ๔๖๕] นิทเทส ความย่อในบทนี้ : อินทรีย์สังวรศีล เป็นปาริสุทธิศีลข้อที่สอง แห่งจตุปาริสุทธิศีล. อินทรียสังวร คือการสำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หกอย่างไว้ ด้วยหวังว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และความรู้สึก คิดนึกขึ้นเองในใจ อย่าทำความรักใคร่พอใจยินดี หรือความโกรธเคือง หงุดหงิดยินร้าย ให้เกิดขึ้นในใจของตนได้. ข้อปฏิบัตินี้ มีที่มาในบาลี ทั่วไป มากเหลือจะประมวล, เฉพาะในที่นี้ ยกมาจากบาลีมหาอัสสปรสูตร
น.1684 ซึ่งใช้เป็นหลักแห่งการตามรอยพระอรหันต์ ดังปรากฏอยู่ในตอนบุพภาค นั้นแล้ว. ต่อไปนี้ จะได้บรรยายเรื่องราวการตามรอยพระอรหันต์ในขั้นนี้ โดย เก็บคำอธิบายจากบาลีและอัฏฐกถาต่างๆ ตลอดถึงปกรณ์พิเศษอื่น ๆ เช่น วิสุทธิมรรค เป็นต้น มารวบรวมกันเข้า. เนื้อความในบทนี้มีหัวข้อคือ :- ๑. อินทรีย์สังวรศีล คืออะไร. (มี ๕ กระทู้) ๒. เบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับอินทรีย์สังวรศีล. (มี ๘ กระทู้) การพรรณนาความตามลำดับหัวข้อกระทู้ มีดังต่อไปนี้ :- ๑. อินทรียสังวรศีลคืออะไร ? ๑. อินทรีย์สังวร จำเป็นแก่การตามรอย - พระอรหันต์ อย่างไร ? เพื่อให้เกิดฉันทะในการตามรอยพระอรหันต์ยิ่งขึ้นสืบไป จึงได้ยก ปัญหาข้อนี้ขึ้นมากล่าวก่อน ทั้งที่ ๆ จริง ควรกล่าวตอนอานิสงส์. เมื่อจะต้องตอบปัญหาข้อนี้ ก็จำเป็นต้องย้อนไปหาข้อความใน จิตตุปบาทภัณฑ์อีกแต่ย่อ ๆ ว่า "กุลบุตร ผู้ประสงค์จะตามรอยพระอรหันต์ พึงชำระศีลทั้งสี่ กล่าวคือ ปาติโมกขสังวรศีล อินทรีย์สังวรศีล อาชีว- ปาริสุทธิศีล และปัจจยสันนิสสิตศีล ตั้งแต่ต้น, ให้เป็นผู้ตั้งอยู่เฉพาะใน ศีลอันบริสุทธิ์ด้วยดีแล้ว จึงตัดปลิโพธ ๑๐ อย่าง .... ฯลฯ" ดังนี้" ๑. ถ้าประสงค์ ดูละเอียด ดูในบทที่ ๓
น.1685 ใจความข้างบนนี้ย่อมแสดงว่า การสำรวมอินทรีย์เป็นกิจจำเป็นใน เบื้องต้นแห่งการตามรอยพระอรหันต์ ต่อเนื่องจากการสำรวมในปาติโมกข์. ปาติโมกข์เป็นเครื่องสำรวมกายวาจา หรือมรรยาทอันเป็นส่วนหยาบและภาย นอกโดยตรง ส่วนอินทรีย์สังวรนี้เป็นศีลที่ละเอียดสูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ทั้ง นามธรรมคือใจ ก็ถูกสำรวมในศีลขั้นนี้ด้วยแล้ว. แม้ว่านั้นควรจะเป็นขั้น สมาธิก็ตาม ในการปฏิบัติธรรม, ถ้าขาดอินทรีย์สังวรแล้ว ปาติโมกขสังวรก็ ตั้งอยู่ได้ยากนัก ไม่ต้องกล่าวถึงการจะก้าวไปข้างหน้า. เมื่อไม่มีการ สำรวมอินทรีย์ ปาติโมกข์ก็ทำลายแล้วทำลายเล่าอยู่นั่นเอง ก้าวไปไม่ได้ เหตุนั้น จึงตรัสไว้ใน ทส. อํ. ว่า "ภิกษุ ท.! อะไรเป็นอาหารของทุจริต ๓ อย่าง? คำตอบคือ การไม่สำรวมอินทรีย์." ๑ หมายความว่า ถ้า ไม่มีการสำรวมอินทรีย์ ทุจริตทางกายวาจาใจก็เกิดขึ้นและเจริญงอกงาม. การตามรอยพระอรหันต์ ต้องมีการก้าวหน้าซึ่งเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ ทุก ๆ ฝีก้าว จึงต้องทำให้หมดจดสะอาดเป็นลำดับไป. ผู้อ่านจะสังเกตได้จากบาลีที่เป็นอุทเทสข้างต้นว่า ในที่นั้นมีคำว่า " .. กิจที่พวกเธอต้องทำให้ยิ่งขึ้นไป ... " นี้เป็นพระดำรัสที่ทรงเตือนกระตุ้น ให้ก้าวต่อไปอีก เพราะศีลเหล่านี้เป็นเพียงขั้นต้น ดังพระบาลีอีกแห่งหนึ่ง ๒ ว่า “บรรดาธรรมทั้งสิ้นของภิกษุผู้มีปัญญาในศาสนานี้ ธรรม คือการ สำรวมอินทรีย์ ความสันโดษ การสำรวมในปาติโมกข์, จัดเป็นเบื้องต้น." ๑. ปฐมสูตร ยมกวรรค ทส. อํ. ไตร. ล. ๒๔/๑๒๑/๖๑. ๒. ภิกขุวรรค ธรรมบท, ไตร. ล. ๒๕/๖๒/๓๕
น.1686 ผู้ตามรอยพระอรหันต์ จะต้องก้าวผ่านขั้นอินทรีย์สังวรนี้ไป โดย หลีกเลี่ยงทำแต่ย่อ ๆ หย่อน ๆ ไม่ได้เลย. ๒. อินทรีย์ คืออะไร ? การตามรอยพระอรหันต์ขั้นนี้ มีชื่อว่า อินทรีย์สังวรศีล. สังวรคือ อะไร, ศีลคืออะไร, สองปัญหานี้ได้อธิบายแล้วในบทที่ ๓ ทั้ง ในที่นั้นได้กล่าวแล้วว่า จักไม่กล่าวอธิบายเฉพาะสองคำนี้อีก. ในที่นี้จึง ยังคงอยู่แต่ปัญหาว่า อินทรีย์ คืออะไร ! คำว่าอินทรีย์ แปลว่าอะไร ? แปลว่าวัตถุหรือเพศพรรณ, เรื่อง ราวที่เป็นใหญ่, เป็นจอม, เป็นอิสระ.๑ เฉพาะในที่นี้ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รวมหกอย่าง. สำหรับทั่วไปในที่อื่น ๆ ได้แก่ศรัทธา วิริยะ เป็นต้น (ในอินทรีย์ห้า) ก็มี, ได้แก่เพศหญิงเพศชาย ความเป็น พระอรหันต์เป็นต้น ( ในอินทรีย์ยี่สิบสอง ) ก็มี. ทั้งนี้มีหลักว่า วัตถุที่สำคัญ เป็นจอมแห่งวัตถุพวกเดียวกัน หรือสำคัญในหน้าที่แผนกหนึ่ง ๆ ได้แล้ว ย่อม เรียกว่า อินทรีย์ได้ทั้งนั้น, เช่นนกอินทรีย์ เป็นจอมแห่งนกเป็นต้น. ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นใหญ่อย่างไร ? อายตนะมีตาเป็นต้น เหล่านี้ ส่วนหนึ่ง ๆ ล้วนเป็นอิสระเต็มที่แผนกหนึ่ง คือในการเห็นรูป ย่อม สิทธิ์ขาดอยู่ที่ตา การฟังเสียง อยู่ที่หูเป็นต้น. จะเกิดผลดี หรือความ ฉิบหายร้ายแรงขึ้นในแผนกนี้ ก็เพราะการกระทำของอวัยวะอันนี้. หรือจะกล่าว ๑. สุจิ : สภาพใดย่อมเป็นจอม คือย่อมกระทำซึ่งความเป็นอิสระอย่างยิ่งยวด สภาพนั้นชื่อว่า อินทะ. ลิงค์คือเพศพรรณของอินทะนั้น ชื่ออินทรียะ. อิย ปัจจัย.
น.1687 อีกปริยายหนึ่งว่า ทั้ง ๖ อย่างนี้ เป็นเหมือนคนสำคัญหกคนที่จะต้องควบคุม ระวัง เพราะถ้าไม่นำผลดีที่สุดมา ก็จะนำผลร้ายที่สุดมา ถ้าไม่เป็น พระอรหันต์ ก็จะเป็นจอมโจรที่ร้ายกาจ ดั่งนี้ก็ได้. เพราะเป็นวัตถุ สำคัญอันจะยกขึ้นเป็นเลิศได้ส่วนหนึ่ง ๆ อวัยวะเหล่านี้จึงจะได้ชื่อว่า อินทรีย์ หรือ "คนสำคัญ." ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในที่นี้ได้แก่อะไร ? ในที่นี้ ประสงค์เอาอวัยวะที่ได้ชื่ออย่างนั้น ๆ พร้อมทั้งประสาทและวิญญาณอันมีหน้าที่ ประจำอยู่กับอายตนะนั้น ๆ. ตา ก็หมายเอาอวัยวะที่เรียกว่า ลูกตา พร้อม ด้วยประสาทอันเป็นสายส่งข่าวติดต่อกับสมอง และทั้งจักขุวิญญาณอันแล่นไปมา มาตามสายนั้นด้วย. หู จมูก ลิ้น กาย ก็มีอธิบายเช่นเดียวกัน. ส่วนใจ นั้นคือศูนย์กลางหรือที่รวมรับอารมณ์ต่าง ๆ ครั้นรับไว้แล้วก็จะปรุงเป็นเรื่อง ใหม่ หรือความคิดนึกใหม่ขึ้น. ใจในที่นี้ได้แก่สมองส่วนที่คิดนึกได้ ที่อาจ ปรุงแต่งเรื่องราวขึ้นสำหรับตนเอง แล้วยินดีหรือยินร้ายได้โดยไม่ต้องอาศัย ตาหูในขณะนั้นเลย. เช่นคนที่นึกปรุงแต่งเรื่องที่กำหนัดเพลินใจเอาเองว่า ถ้า เป็นเช่นนั้น ๆ จะมีรสอย่างนั้น ๆ แล้วก็ยินดี, หรือถ้าใครกระทบมาอย่างนั้น ก็จะกระทบตอบอย่างนี้ ๆ แล้วก็หงุดหงิดยินร้าย โดยไม่มีใครติดต่อด้วย เลย เป็นต้น. ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้งหกอย่างในที่นี้ ถ้ากล่าวให้ เฉพาะ ก็ได้แก่ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ และมโนวิญญาณนั่นเอง. . เป็นธรรมดาของภาษาทุกภาษา
น.1688 ย่อมมีคำบัญญัติพวกหนึ่งตั้งขึ้นเฉพาะเรื่องราวหนึ่ง ๆ เป็นคำสั้น ๆ หรือเหมือน กับคำอื่น ๆ แต่มีความหมายแตกต่างกว้างแคบกว่ากัน อันเรียกว่าคำ บัญญัติเฉพาะ. ตา หู เป็นต้นนี้ เรียกเต็มที่อีกอย่างหนึ่งว่า จักขุนทรีย์=อิน- ทรีย์ คือตา. โสตินทรีย์=อินทรีย์ คือหู ฆานินทรีย์=อินทรีย์ คือจมูก ดังนี้ ก็มี. มองหยาบ ๆ แล้วน่าจะเข้าใจว่า ควรจัดให้เป็นอินทรีย์แต่ อย่างเดียว คือใจ ก็พอ นอกนั้นให้เป็นผู้ส่งข่าวหรือกองแยก, เพราะทุก อย่างต้องไปที่ใจ. แต่การที่ท่านไม่จัดดังว่านี้ ก็เพราะที่สำหรับรับอารมณ์ หรือเรียกว่า ‘ทวาร’ นั้นมีถึงหกแห่ง. ใจก็เป็นทวารแห่งหนึ่ง ที่อาจรับ อารมณ์อันใจด้วยกันปรุงแต่งขึ้นได้เหมือนกัน เช่นการระลึกเรื่องราวต่าง ๆ ในหนหลัง การคิดเอาเองของคนคิดสมบัติบ้าหรือนอนฝัน อันจะเห็นได้ ชัดเจน, เหตุนั้น จึงได้จัดเป็นอินทรีย์ทั้งหกส่วน ตามจำนวนแห่งทวาร อันเป็นทางเกิดของความยินดียินร้าย. ทวารคืออะไร ? คือวัตถุแห่งอวัยวะที่เรียกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นเอง.๑ แต่หมายเอาส่วนที่เป็นวัตถุ ซึ่งเรียกว่าส่วนรูปธรรมเป็น ใหญ่, ไม่นับรวมวิญญาณที่ประจำอวัยวะนั้น แต่เป็นส่วนนามธรรมเข้า ด้วย. คำว่า ทวาร, แปลกันตามธรรมดาว่าประตู เป็นที่รับเข้าหรือ ถ่ายออกแห่งสิ่งต่าง ๆ. ประตูคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เช่น เดียวกับประตูบ้านเรือน. กายเปรียบเหมือนเรือน อารมณ์ต่าง ๆ เหมือน ๑. สำหรับใจได้แก่สมอง ไม่ใช่หัวใจที่สูบฉีดโลหิต,
น.1689 คนเข้าออก, ใจแผนกหนึ่ง (ไม่ใช่ทั้งหมด) เป็นเหมือนเจ้าบ้าน. คำ เปรียบของเรื่องนี้ อันจะพบได้ในปกรณ์บาลีต่าง ๆ มีว่า จอมปลวกมี ช่องหกช่อง สำหรับพญาเหี้ยเข้าออก. นี่คือกายนี้ นั่นเอง. เราจะระวังแต่ห้าแห่งภายนอกคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นั้น ยังไม่พอ ต้องระวังทวารภายในคือใจด้วย. ทวารหรือประตูจึงได้มีถึงหก ด้วยเหตุนี้. ในภาคบาลี "คำว่า "ทวาร" นี้ แปลตามศัพท์ว่า สถานที่ อันบุคคลพึงเฝ้า, พึงระวัง, พึงรักษา, ๑ อธิบายว่า ที่ใดถ้าไม่มีการระวัง รักษาแล้ว ย่อมเกิดอันตรายขึ้น ที่นั้นชื่อว่า ทวาร คือที่อันบุคคล พึงเฝ้าพึงรักษา. ประตูเรือนตามธรรมดาของมนุษย์ ๆ ต้องระวังรักษาฉันใด ประตูคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันเป็นประตูแห่งอัตตภาพ หรือ กายนคร ก็จะเป็นสิ่งที่ต้องระวังรักษา ฉันนั้น. มิฉะนั้นจะได้รับอันตราย ร้ายแรงยิ่งกว่าการเผลอต่อประตูเรือนธรรมดา. ผู้ตามรอยพระอรหันต์ต้อง รักษาประตูนี้ ซึ่งลึกซึ้งกว่าประตูเรือน เพื่อใจจะได้หลุดพ้นปลอดภัยจาก โจรกล่าวคือกิเลส และอนุสัยทั้งหลาย. ๓. การคุ้มครองอินทรีย์ในทวารทั้งหลายนั้น คือการกระทำอย่างไร ? พระอนุรุธมหาเถระ กล่าวว่า "ผู้บำเพ็ญความพ้นทุกข์ พึง ทำการกำหนดสติอันสูงสุด ให้เป็นเหมือนตาข่ายที่ทวารทั้งหก แล้วฆ่า ----------------------------------- ๑. ทฺวร - สํวรเณ, ธาตุปปทีปิกา
น.1690 บรรดากิเลสอันเข้าไปติดที่ตาข่ายนั้นเสีย." นี้เป็นรอย ๆ หนึ่งแห่งพระอรหันต์ องค์นี้. พระมหากัจจายนเถระ กล่าวว่า ‘ตายังดี ก็จงเป็นเหมือน ตาบอด, หูยังได้ยินก็จงเป็นเหมือนหูหนวก, ลิ้นยังดีอยู่ ก็จงเป็นเหมือนใบ้, ยังมีแรงก็จงเป็นเหมือนคนสิ้นแรง, ครั้นเรื่องราวต่าง ๆ เกิดขึ้นก็จงนอนเสียให้ เหมือนกะตายแล้ว." ๑ นี่ก็อีกรอยหนึ่งแห่งพระอรหันต์ เป็นรอยซึ่งมี ความหมายกว้างขวางที่สุด เพราะไม่เป็นเพียงการสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย อย่างเดียว ยังเป็นการปิดต้นทางของความทุกข์ทั้งปวงเสียอย่าง แน่นหนาด้วย. พระองค์เอง. ตรัสแก่พระราหุลพุทธชิโนรสว่า "ราหุล ! เจ้าจงเจริญภาวนาให้เหมือนไฟ. เมื่อเจ้าเจริญภาวนาเหมือนไฟ ผัสสะ ที่น่าชอบใจหรือไม่น่าชอบใจเกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่สามารถครอบงำจิตของเจ้า ได้." ๒ ทรงหมายความในที่นี้ว่า ไฟไม่ยินดียินร้ายต่ออะไรหมด. สิ่งที่ เขานำมาสุมเป็นเชื้อ จะดีไม่ดี สะอาดสกปรก เหม็นหอมอย่างไรก็ตาม ย่อมไหม้ได้สิ้นโดยอาการที่เหมือนกัน. เมื่อคนเรากำหนดจิตได้เช่นนี้ ผัสสะ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เป็นของหมดฤทธิ์. ในบาลีอื่นอีก ได้ตรัสแก่พระพาทิยทารุจิริยะ ๓ ว่า "พาหิย! เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า เมื่อเราเห็นรูป ก็จักสักว่าเห็น เมื่อได้ฟัง ------------------------------------- ๑. เถรคาถา ขุททกนิกาย. (ไตร. ล. ๒๖/ ๓๔๒/๓๖๖.) ๒. นหาจุฬราหุโลวาทสูตร ม. ม. ล. ๑๓/๑๓๙/๑๔๒. ๓. ทสมสูตร โพธิวรรค อุทาน ล. ๒๕/๘๓/๔๙.
น.1691 เสียงก็จักสักว่าฟัง เมื่อได้ดมกลิ่น ... ลิ้มรส ... รับสัมผัส ก็จักสักว่า ดม ... ล้ม ... สัมผัส , และเมื่อรู้ธรรมารมณ์ ก็จักสักว่ารู้ ดังนี้ พาหิย ! เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล. ก็เมื่อใด เธอเห็นรูปแล้วสักว่าเห็น ฯลฯ เป็นต้น เมื่อนั้น "เธอ" จักไม่มี เมื่อใด "เธอ" ไม่มี เมื่อนั้น เธอก็ไม่ปรากฏ ในโลกนี้ หรือโลกอื่น หรือในระวางแห่งโลกทั้งสอง ; นั่นแหละ คือที่สุด แห่งทุกข์ ละ." พระดำรัสข้างบนนี้ ไม่เพียงแต่ทรงแสดงการสำรวมอินทรีย์อย่าง เดียว ได้ทรงแสดงอานิสงส์อย่างสูงสุดไว้ด้วย , ทั้งเป็นหลักชี้ให้เห็นว่า การสำรวมอินทรีย์นั้น ไม่ใช่มีแต่อย่างต่ำซึ่งเป็นขั้นศีล อาจมีสูงขึ้นไปได้ จนถึงขั้นบรรลุอรหัตตผล. ถ้าผู้ใดสำรวมอินทรีย์ชนิดเกิดญาณวิเศษมองเห็น เป็นวิปัสนา ถึงกับเห็นความเป็นอนัตตาของสิ่งทุกอย่างทั้งที่เป็นภายนอกและ ภายใน จนอนัตตานุปัสนาญาณเกิดขึ้นแล้ว ผู้นั้นจะบรรลุถึงที่สุดแห่ง ทุกข์ ได้แก่นิพพาน. ข้อนี้หมายความว่า ไม่ใช่เพียงแต่การเห็นรูปแล้วเฉย ได้อย่างเดียว ซึ่งเป็นเพียงอินทรีย์สังวรศีล แต่ในขณะที่เฉยนั่นแหละ หมายถึงการเพ่งความเป็นธาตุ ความเป็นของว่างเปล่า ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ตลอดถึงผัสสะ และเวทนาทุกชนิดที่อาศัยรูป เป็นต้น เกิดขึ้น , จนเกิดวิมุติขึ้นดังกล่าวแล้ว. คำว่า “ เธอ " ไม่มี ก็เพราะเห็นสิ่งทั้งหลายเป็นของไม่ใช่สัตว์ บุคคลตัวตนเราเขานั่นเอง. การ เห็นเช่นนี้ สามารถทำลาย กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ให้หมดไป ได้ จึงไม่ต้องเกิดในโลกไหน ๆ อีกต่อไป.
น.1692 พระพุทธโฆษาจารย์ ผู้แต่งคัมภีร์วิสุทธิมรรค ไม่ได้กล่าวอธิบาย กิริยาสำรวมไว้ว่าเป็นเช่นไรโดยตรง แต่ได้ยกเอาเรื่องราวที่เป็นตัวอย่างของ ผู้ประพฤติอินทรีย์สังวรมากล่าวไว้. เรื่องนั้นว่า :- พระจิตตคุตตเถระ อาศัยอยู่ในถ้ำกุรุณฑกะหกสิบปีมาแล้ว ยัง ไม่เคยเหลือบไปเห็นภาพมหาภิเนษกรมณ์ของพระพุทธเจ้าเจ็ดพระองค์ ที่เขา เขียนไว้ในถ้ำนั้น จนเมื่อภิกษุพวกหนึ่ง มาเที่ยวได้เห็นแล้วถามขึ้นถึง เรื่องนี้ ท่านตอบว่า ยังไม่ได้เห็นเลย. ท่านไม่เคยเงยหน้าดูอะไรเลย , รู้ได้ว่าเวลาล่วงไปครบปีหนึ่ง ก็เพราะเห็นเกษรดอกกะถินร่วงลงตามประตูถ้ำ คราวหนึ่ง. มีพระราชานิมนต์ไปรับอาหารในพระราชวัง ท่านปฏิเสธ จน พระราชาต้องทรงอุบายห้ามทารกดื่มน้ำนม โดยประจำตราที่นมหญิงแม่ลูก- อ่อนหมดทั้งนคร. พระเถระต้องรับนิมนต์และไปเพื่อเห็นแก่ชีวิตเด็ก ๆ เมื่อ พระราชาและพระเทวีถวายทานแล้ว ส่งท่านกลับ ท่านกล่าวอนุโมทนาแต่ เพียงว่า มหาราช จงสำราญเถิด , เท่านั้น พวกภิกษุถามท่านว่า ทำไมไม่กล่าวเพื่อพระราชินีด้วย ท่านตอบว่า ไม่ได้ทำความรู้สึกว่าพระราชา หรือพระราชินี เพียงแต่กำหนดว่าพระราชาเท่านั้น เพราะไม่เคยเงยดู ว่าใครเป็นใครในที่นั้น ๆ. ส่วนกิริยาที่เรียกว่าไม่สำรวมอินทรีย์นั้น พระพุทธโฆษาจารย์ ได้กล่าวบรรยายลักษณะไว้อย่างละเอียดและลึกซึ้งโดยวิธีปรมัตถ์. ท่านคงมุ่ง- หมายให้ผู้ศึกษากลับใจความให้ตรงกันข้าม แล้วทราบกิริยาที่เรียกว่าสำรวม เอาโดยตนเอง. คำที่ท่านกล่าวไว้โดยปรมัตถ์เป็นใจความค่อนข้างยาวยืดนั้น มีใจความว่า :-
น.1693 "การสำรวมหรือไม่สำรวมนั้น ไม่ใช่อยู่ที่ลูกตาหรือหูเป็นต้น ตามธรรมดา. แต่จะมีได้ต่อเมื่อเกิดการคุมสติหรือเผลอสติในขณะที่ รูปมา กระทบตาเป็นต้นต่างหาก. เรื่องเป็นลำดับดังนี้คือ เมื่อรูปมาสู่คลองจักษุ ภวังคจิตเป็นไปสองขณะดับไปแล้ว จึงเกิดจิตอันทำหน้าที่ยึดเอาอารมณ์นั้น. ครั้นจิตนั้นดับไปแล้ว จึงเกิดจิตที่เรียกว่า จักขุวิญญาณ, แล้วจึงเกิดจิต ที่รับอารมณ์, จิตที่พิจารณาอารมณ์, จิตที่เสวยอารมณ์จนรู้รส, ต่างทำ หน้าที่ทยอยกันจนเสร็จและดับไปแล้ว ก็ยังไม่ใช่โอกาสแห่งการสำรวม หรือไม่สำรวม. แต่ต่อนี้ไป ในขณะแห่งชวนจิตที่แล่นไปเพราะได้รู้รสอารมณ์ แล้วนั่นแหละ หากมีความคิดที่ล่วงศีล, การเผลอสติ, ความไม่รู้เท่า, ความไม่อดทน. หรือความเกียจคร้าน เกิดขึ้นแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง นั่นแหละ คือ การไม่สำรวมอินทรีย์." 'เมื่อในขณะแห่งชวนจิตไม่มีการสำรวมอินทรีย์แล้ว ขณะจิตอื่น ๆ ที่ เกิดมาแล้วข้างต้นทุก ๆ ตอน ก็พลอยชื่อว่าไม่สำรวมไปด้วยกันทั้งหมด ตลอด มาถึงลูกตาก็พลอยชื่อว่าไม่ได้สำรวมไปด้วย. เปรียบเหมือนเมื่อประตูเมือง (ครั้งโบราณ) ไม่ได้ปิด แม้ชาวบ้านจะปิดประตูบ้านเรือนยุ้งฉาง พวกโจร ก็คงเข้ามาได้ ชื่อว่าไม่ปลอดภัยไปทั้งเมือง. ๒ แต่เมื่อได้ปิดประตูเมือง แล้ว ประตูอื่น ๆ ภายในเมือง แม้ไม่ได้ปิด ก็ย่อมไม่มีอันตราย. โดย เปรียบเทียบ : ในขณะแห่งชวนจิตขณะเดียวเท่านั้น ถ้าเกิดความรู้สึกเช่น -------------------------------------- ๑. คำเหล่านี้ ท่านใช้ศัพท์อภิธรรมล้วน, เห็นว่าจะได้ผลน้อยและทำให้ผู้อ่านบางคนเลอะเลือน ข้าพเจ้าจึงเปลี่ยนศัพท์ให้เป็นคำธรรมดาเสีย, คงไว้แต่เนื้อความ. ๒. ตามธรรมดา โจรอยู่นอกเมือง.
น.1694 ความทุศีลเป็นต้นขึ้นแล้ว ขณะจิตอื่นตลอดออกมาถึงทวารทุก ๆ อย่าง ก็พลอย ชื่อว่าไม่สำรวมไปด้วย, ถ้าเกิดความรู้สึก เช่นวิรัติแห่งศีลขึ้นในขณะ แห่งชวนจิตแล้ว ทุกอย่างก็เป็นอันว่าได้สำรวมแล้วด้วย. ทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีนัยอย่างเดียวกันหมด." โดยอธิบายนี้ เราจะเห็นได้ว่า ท่านประสงค์เอาการควบคุม อินทรีย์ คือใจที่ประจำทวารหนึ่ง ๆ แต่ท่านกล่าวเป็นโวหารธรรมดาว่า สำรวมตา สำรวมหู สำรวมจมูก เป็นต้น แทนที่จะกล่าวว่า การ สำรวมอินทรีย์ คือตา หรือสำรวมอินทรีย์ที่ทวาร คือลูกตา. คำในอุทเทสที่ว่า คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายก็คือ การที่จะได้ชื่อว่าคุ้มครองทวารแล้ว ก็โดยรักษาอินทรีย์ทั้งหลายไว้ได้นั่นเอง. กล่าวโดยอีกปริยายหนึ่ง, ตามหลักที่ข้าพเจ้ายึดเป็นเครื่องฝึกฝน ตัวเองเกี่ยวกับการสำรวมอินทรีย์นั้น, การฝึกไม่ใช่เพียงแต่สำรวมต่อเมื่อ กระทบกับอารมณ์โดยเฉพาะหน้าอย่างเดียว ควรมีอุบายในการหลบเลี่ยง ไม่ให้พบ ""อารมณ์ข้าศึก" นั้น ๆ ด้วย ถ้าเห็นว่าควรหลบ. และถ้าเมื่อ ได้กระทบเสียแล้วต้องเอาชนะให้ได้เสมอไป. วิธีนี้เป็นการฝึกที่ได้รับผลพร้อม คราวเดียวกันไปในตัว. วิธีแรก ที่เรียกว่าหลบนั้น ยึดหลักที่ตรัสสอนให้ปฏิบัติต่อสตรี กะพระอานนท์ว่า "การไม่พบเห็น หรือไม่ดู เป็นการดี, ถ้าจำเป็น จะต้องดู ก็อย่าพูดด้วย, ถ้าจะต้องพูดด้วย ให้คุมสติล่วงหน้าไว้." ข้อนี้ คือ ถ้าไม่จำเป็นหรือเห็นว่า จะเอาชนะอารมณ์นั้น ๆ ไม่ได้แล้ว ให้
น.1695 พยายามหลบหนีอารมณ์นั้นเสียดีกว่า. การเข้าหน้ากับอารมณ์ร้ายทั้งที่อาจ หลบได้นั้น เป็นการประมาทและเสี่ยงอันตรายโดยไร้ประโยชน์ สำหรับผู้ที่ กำลังปฏิบัติอยู่ ยังไม่ถึงที่สุด และเป็นการคลุกคลีวุ่นวายสำหรับผู้ปฏิบัติ ถึงที่สุดแล้ว. จิตเป็นธรรมชาติที่กลับกลอกได้ง่าย จึงไม่ควรปล่อยให้ เป็นโอกาสบ่อย ๆ ควรป้องกันไว้ก่อนดีกว่า การแก้ภายหลัง ซึ่งมักจะ แก้ไม่ทัน หรือเป็นการสายไปเสียแล้วเสมอ. มีบรรพชิตเป็นอันมากทั้ง ยุคนี้และยุคโน้น ปรากฏว่าได้ถึงความวิบัติเพราะความดูหมิ่นต่อการป้องกัน ไว้ก่อนนี่เอง. อารมณ์เหล่านั้น บางชนิดแรก ๆ พบกัน ไม่เป็นของแรงร้าย แต่เมื่อเสวนากันบ่อย ๆ เข้า ก็กลายเป็นแรงร้าย พอได้ขณะหรือช่องเหมาะ ยั้งใจไม่ทันชั่วเวลาเล็กน้อยเท่านั้น ก็กลายเป็นอันตรายร้ายแรงถึงที่สุดขึ้น. เหตุนั้น การหลบ ซึ่งเป็นการป้องกันจึงดีกว่าการแก้. เมื่อไม่จำเป็น ก็ ไม่ควรคบหากับอารมณ์ที่อาจเป็นอันตรายนั้นเลย. ควรยึดพระพุทธภาษิตที่ ตรัสว่า "ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย" ไว้ให้มั่น. วิธีหลัง คือการเอาชนะอินทรีย์หรืออารมณ์นั้น ได้แก่การฝึก ในวิธีการข่มการทรมานอินทรีย์ให้เตรียมพร้อมอยู่เสมอ เช่นหัดโดยนัยที่ เรียกกันโวหารโลกว่า "นับสิบเสียก่อน ," หัดเอาชนะ ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ อยู่ทุกวัน ๆ ให้เคยตัวไปตั้งแต่อารมณ์เล็กน้อยไปหาอารมณ์ใหญ่โต ก็จะไม่รู้สึกลำบากแต่ประการใด. และข้อสำคัญ คือเมื่อได้แพ้แก่อารมณ์ คือยินดียินร้ายลงไปแล้ว ต้องพยายามเอาชนะกลับคืนให้ได้. สติเป็น สิ่งสำคัญในการนี้. ถ้าขาดการระลึกหรือรู้สึกตัวแล้ว เป็นสำเร็จไม่ได้เลย. เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติ ควรฝึกสติพร้อมกันไปกับการข่มขี่ทรมานอินทรีย์เสมอ.
น.1696 ยังมีการฝึก ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ อย่างหนึ่งอย่างใด พร้อมกันไป ด้วยกับใจ อย่างตรง ๆ ง่าย ๆ อีกวิธีหนึ่ง ซึ่งได้ผลดีและไม่ต้องมีการ ศึกษาอะไรมากมายเลย , วิธีนี้ใคร ๆ ก็ทำการฝึกได้ทุกเมื่อ แล้วแต่อินทรีย์ ส่วนไหนมักเป็นผู้ก่อเหตุในวันหนึ่ง ๆ ประจำทุก ๆ วัน สำหรับผู้นั้น. วิธีนี้ ได้แก่การลงโทษทรมานใจอย่างตรงไปตรงมา เฉพาะหน้า สิ่งที่มันอยาก จนดิ้นรนกระสับกระส่าย. เช่นเมื่ออาหารชนิดที่ถูกปาก มาวางอยู่เฉพาะหน้า ถ้าความพอใจดิ้นรนยังไม่ระงับ ก็ยังไม่รับประทาน จะพิจารณาโดยความเป็นธาตุเป็นปฏิกูล เช่นเดียวกับอาหารอื่น ๆ ที่ตนไม่ชอบ เป็นต้น จนความอยากระงับเป็นปรกติเสียก่อน จึงลงมือรับประทาน. ในส่วนรูปหรือเสียงเป็นต้น ก็ใช้วิธีเดียวกัน. จงพยายามหาวิธีที่ลงโทษ ใจอันดิ้นรนให้หนัก ๆ และบ่อยๆ ก็จะเป็นปรกติไปเอง. ทั้งใช่ว่าจะต้อง ทำไปทุกอย่างทุกสิ่งของก็หาไม่ เมื่อฝึกได้สักอย่างแล้ว อย่างอื่นที่คล้าย กันก็พลอยทำได้โดยไม่ต้องฝึก. เฉพาะบรรพชิต ตัวอย่างเช่น เมื่อรู้สึกว่าสวยจนพอใจในสีจีวร ของตน ก็จงนำไปย้อมด้วยฝุ่นแดง หรือย้อมโดยวิธีที่ใจจะไม่รู้สึกว่าสวย ได้อีกต่อไป จนภายหลังอย่างไหน ๆ ก็ไม่รู้สึกว่าสวยไปเสียหมด. ถ้าเคย เป็นนักเลงดนตรี หรือชอบดนตรี รู้ว่ารับนิมนต์ไปในที่นั้นแล้ว จะได้ฟัง ดนตรีฝีมือเยี่ยม จะได้กลิ่นและรสที่เคยติดใจ ถ้าความรู้สึกอันนี้ยังไม่ ระงับ ก็อย่ารับนิมนต์ , หรือถ้าเกิดเมื่อรับเสียแล้ว ก็จงให้ผู้อื่นไป แทน และบอกความรู้สึกของตน โดยไม่ต้องกระดากอายแต่อย่างใด
น.1697 ในไม่ช้าก็จะหมดความรู้สึกชนิดนั้น. รวมความว่า จะเอาชนะล่วงหน้าเสีย ก่อนทุกอย่าง ถ้าไม่ชนะก็จะทรมานจนชนะให้ได้. การที่เมื่อรู้สึกว่า อาหารนี้อร่อย ก็เอาน้ำเจือ. รู้สึกโกรธยุง ก็ทนให้ยุงกัดจนหายโกรธ, ขี้เกียจก็ทำมันเรื่อยจนหายขี้เกียจ ฯลฯ เหล่านี้ แม้จะทำได้โดยยากและดูออกจะโลดโผนไปบ้าง ก็ได้ผลดีเกินคาดหมาย. แต่ว่าเป็นสิ่งที่ต้องปรากฏแก่ตน คือ ตนได้ทำลงไปด้วยตนเองจริงๆ จึงจะรู้จัก, จะศึกษาความรู้สึกอันนี้เอาด้วยคำบอกเล่า หรือหนังสือ หรือการคาดคะเน เทียบเคียงนั้นไม่ได้. ทุกอย่างต้องทำด้วยความมานะอดทนแรงกล้ายิ่งขึ้นทุกที ในที่สุดจะกลายเป็นผู้ไม่หวั่นไหวเหมือนศิลาแท่งทึบได้จริง ๆ. ๔. การไม่ถือโดยนิมิต และ อนุพยัญชนะ - ได้แก่กิริยาเช่นไร ? คำ ๒ คำนี้ ในปกรณ์ทั้งหลาย ได้อธิบายไว้อย่างย่อ ๆ ทุกปกรณ์. เข้าใจว่าคงเป็นคำที่เข้าใจกันได้ง่าย ๆ ในยุคนั้น หรือในภาษาครั้งนั้น. ได้ ความจากอธิบายของท่านแต่ย่อ ๆ ว่า ถือโดยนิมิต คือรวบถือ, ถือโดย อนุพยัญชนะ คือแยกถือเป็นส่วน ๆ. อย่างแรกท่านให้คำเปรียบว่า รวบ ถือเหมือนอาการฮุบของจระเข้, อย่างหลังยังไม่พบคำเปรียบ แต่คงเหมือน กับการตอดกัดเป็นส่วน ๆ ของปลาตัวเล็ก ๆ กระมัง. จากหลักที่ท่านอธิบายไว้ อย่างสั้น ๆ นั้น เราอาจขยายออกได้ดังนี้ คือ :- ๑. เมื่อได้เห็นรูปอันยั่วยวน ก็ให้มีสติควบคุมตนให้เพ่งมองไปใน ทางเห็นเป็นของว่าง, ประกอบด้วยธาตุ, เป็นปฏิกูล, แต่ฉาบทาลูบไล้ ไว้ด้วยผิวที่ลวงตาที่ภายนอก. และให้มองซึ่งถึงความไม่เที่ยงแปรปรวน,
น.1698 นทรมาน, ความไม่มีแก่นสารซึ่งซ่อนอยู่ในรูปนั้น. ให้เห็นสักว่ารูป ไม่ทำในใจว่ามนุษย์หญิงชาย เด็กผู้ใหญ่ สาวหนุ่ม ฯลฯ เป็นต้น, นี้เรียกว่า ไม่ยึดถือโดยนิมิต. และไม่เพ่งเฉพาะส่วน ๆ ว่า ตา หู จมูก แก้ม คาง มือเท้า ฯลฯ งามไม่งามเป็นต้น, นี่เรียกว่าไม่ถือเอาโดยอนุพยัญชนะ. ถ้า จะต้องคบหาสมาคมติดต่อกับรูปนั้น ๆ ตามหน้าที่ของมนุษย์ทั่วไป ก็คุมใจให้ กำหนดอยู่แต่ธุระหรือหน้าที่ ไม่ให้เลยไปยึดถือเอานิมิต หรืออนุพยัญชนะ นั้น ทั้งฝ่ายที่ยั่วยวน และฝ่ายยั่วโทสะ. ทำได้เช่นนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ สำรวมตาได้เป็นอย่างดี เป็นผู้ชนะรูป ไม่มีอันตรายเกิดจากรูป. คน ชนิดนี้แทนที่จะหลงรูป กลับพบความจริงแห่งรูปทุก ๆ ชนิดที่ประสบ. ๒. เมื่อได้ฟังเสียงอันยั่วยวนหรือยั่วโทสะ ก็มีวิธีอย่างเดียวกัน. ไม่ถือโดยนิมิต คือไม่ผูกใจว่า เสียงหญิง, เสียงชาย, ฯลฯ เสียงปี่ เสียงฆ้อง เป็นต้น. ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ คือไม่ทำการกำหนดเป็น เสียงโกรธ เสียงรัก เสียงชม หรือเสียงกระทบเสียดสีแดกดัน, ฯลฯ เสียงทุ้ม เสียงเอก เป็นต้น. ซ้ำยังพิจารณาเห็นกระทั่งอวัยวะหรือวัตถุส่วน ที่ให้เกิดเสียง และธรรมชาติของเสียงนั้นๆ โดยความเป็นธาตุเป็นของ ว่าง โดยนัยเดียวกับการเห็นรูป มีความรู้สึกแต่เพียงว่า เสียงดังขึ้น! เสียงดังอยู่ ! เสียงเงียบไปแล้ว ! เท่านั้น. เช่นนี้ชื่อว่าสำรวมอินทรีย์ คือ หู ไว้ได้, เป็นผู้ชนะเสียง, รู้จักเสียงลึกซึ้งถึงความจริง, ๓. เมื่อได้ดมกลิ่น, ไม่ถือโดยนิมิตว่า กลิ่นหอม กลิ่นเหม็น กลิ่นฉุน กลิ่นเน่า ฯลฯ เป็นต้น ; และไม่ยึดถือโดยอนุพยัญชนะ คือ คิดค้นสืบไปว่า เป็นกลิ่นผู้ชาย กลิ่นผู้หญิง กลิ่นน้ำอบ กลิ่นเนื้อ กลิ่น
น.1699 ดอกไม้ ฯลฯ เป็นต้น. แต่จะเพ่งในใจถึงที่เกิด, ความยั่วยวน. ความ น่าเกลียด ฯลฯ ของกลิ่นนั้นๆ แล้วและเฉยได้ เพราะเห็นความไม่ใช่ ตัวตนอันจะพึงยึดถือของกลิ่น. เช่นนี้เรียกว่าผู้สำรวมจมูกไว้ได้ เป็นผู้ชนะ กลิ่น. พึงเข้าใจว่า การชอบใจเพราะหอม หรือเกลียดเพราะเหม็น นั้น เป็นการแพ้เท่ากัน, ต้องเฉยได้ทั้งสองอย่างจึงจะชื่อว่าชนะ. ๔. เมื่อได้ลิ้มรส ไม่ถือว่ารสของคาว, ของหวาน, เปรี้ยว, เค็ม, ขม, ฯลฯ. และไม่ถือโดยอนุพยัญชนะว่า รสพริก รสเกลือ รสน้ำตาล ฯลฯ รสกลมกล่อม รสกร่อยชา รสชืด เพราะสิ่งนั้นมากไป สิ่งนี้น้อยไป หรือมีสิ่งที่ไม่ต้องการเจือลงไป เป็นต้น ตลอดถึงการ กำหนดว่า รสนี้ปรุงโดยคนนั้นคนนี้ หรือคนครัวชั้นนั้นชั้นนี้ เป็นต้น, เป็นผู้ทำความสำคัญแต่เพียงว่า รส แล้วก็บริโภคพอสมควรแก่ประมาณ เพียงเพื่อยังอัตตภาพให้เป็นไปได้, ไม่มีความพอใจหรือขุ่นใจแต่ประการใด เลย ทำลิ้นให้เป็นเหมือนไม่มีประสาท. ๕. เมื่อได้รับสัมผัสทางกาย ก็ไม่ถือโดยนิมิต ว่าสัมผัสนี้ อ่อน, แข็ง, นุ่มนวล ฯลฯ เป็นต้น, ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะว่า เป็นสัมผัส ของหญิง ของชาย ฯลฯ ของฟูก, ฟาก, เป็นต้น ; กำหนดเพียงว่า กระทบสัมผัสเท่านั้น ไม่ซาบซ่านเพราะพอใจ หรือเร่าร้อนเพราะไม่พอใจ, นี้ชื่อว่าชนะสัมผัสทางกายซึ่งเรียกว่าโผฏฐัพพะ. ๖. เมื่อธรรมารมณ์เกิดกับใจ : ไม่ถือเอาโดยนิมิต คือไม่ทำความ รู้สึกว่า นี้เป็นเรื่องโศก เรื่องรัก เรื่องเพลิดเพลิน เรื่องน่ากลัว ฯลฯ เป็นต้น.
น.1700 ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะว่า เกิดแต่ผู้นั้นผู้นี้ สิ่งนั้นสิ่งนี้ ตอนนั้นดี ตอนนี้ ไม่ดี อันจะทำให้เกิดความพอใจ และไม่พอใจ โดยไร้ประโยชน์, แต่จะ พิจารณาให้เห็นความกลับกลอกแปรปรวนเป็นธรรมดาของเวทนา สุข ทุกข์ ฯลฯ นั้น ๆ อยู่เสมอ. นี่เป็นการชนะธรรมารมณ์. วิธีทั้งหมดนี้ พึงเข้าใจว่า ไม่ได้ทำให้เฉยเป็นคนวิกลจริตหรือเสีย กิจการงานไปแต่อย่างใดเลย, คงมีความรู้สึกในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ได้ ตามปรกติ ไม่มีผิดพลาดเสียหาย เพราะทำด้วยความสงบหนักแน่นเยือก- เย็นและมีสติสมบูรณ์ ไม่ได้ทำ-พูด-คิด ด้วยใจอันกำหนัดหลงใหล หรือ เดือดแค้นเป็นฟืนไฟ อันเป็นลักษณะของผู้ไม่สำรวมอินทรีย์ต่างหาก. ๕. อภิชฌาและโทมนัสคืออะไร ? "อภิชฌา" แปลตามศัพท์ว่า ความเพ่งเฉพาะ, ๑ ได้แก่เพ่ง ด้วยความอยากได้ในสิ่งที่ตนเห็นแล้วเป็นต้น. เรียกสั้น ๆ ในภาษาไทยว่า "ความพอใจ." "โทมนสฺส" แปลตามศัพท์ว่า ความมีใจชั่ว, ได้แก่ความ โกรธแค้น เพราะเกลียดสิ่งนั้น ๆ ที่ตนเห็นแล้วเป็นต้น. เรียกสั้น ๆ ในที่นี้ว่า “ความไม่พอใจ." เมื่อรวมเข้าทั้งสองอย่าง เป็น อภิชฺฌาโทมนสฺส ก็แปลได้สั้น ๆ ว่า ความพอใจและไม่พอใจ ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า ความยินดียินร้าย. -------------------------------- ๑. สภาพใดเพ่งสมบัติของผู้อื่นเฉพาะหน้า สภาพนั้นชื่อว่า อภิฌา. อภิ บทหน้า เฌ ธาตุ ในความคิด. อ ปัจจัย - - สุจิ, ๒๓๔.
น.1701 ทั้งสองอย่างนี้ เป็นกุศลธรรมอันลามก เพราะทำความชั่วทุก ๆ ประการ ให้เกิดแก่ผู้ไม่สำรวมอินทรีย์นั้น ๆ เมื่อคนเราข่มความอยากไว้ ไม่อยู่ ก็ลุอำนาจแก่ความอยาก อันเป็นเหตุให้ทำการทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เพื่อได้สิ่งที่ตนอยากนั้นทันทีที่โอกาสอำนวย, หรือพยายาม อยู่จนกว่าโอกาสจะอำนวย ส่วนโทมนัส หรือความโกรธแค้น ยินร้าย ก็ทำนองเดียวกัน. อาจทำให้ฆ่าได้กระทั่งมารดาของตนเป็นต้น จึงได้นาม ว่า อกุศลอันลามก, และเป็นมูลเหตุให้ทำอกุศลอันลามกอย่างอื่นต่อไป. อภิชฌาและโทมนัส หรืออกุศลอันมีมูลมาจากอภิชฌาและโทมนัส ย่อมหลั่งไหลไปสู่ผู้ที่ไม่สำรวมอินทรีย์อยู่เสมอ ทั้งในขณะนั้นและขณะต่อไป จึงทรงสอนให้สำรวมอินทรีย์ ถ้ามิฉะนั้น เวลาวันหนึ่ง ๆ ในชีวิต จะเต็ม ไปด้วยความยินดียินร้าย ซึ่งเป็นเครื่องเผาลนให้เร่าร้อนอยู่เสมอ. .......... ........... ........... ........... ตั้งแต่ต้นมาจนถึงที่นี้ เป็นการอธิบายภายในข้อปัญหาว่า "อิน- ทรียสังวรศีล คืออะไร" ตามแนวแห่งบาลีที่ยกเป็นอุทเทสโดยเฉพาะ จัด เป็นหัวข้อที่ ๑ ของบทนี้. แม้ว่าจะมีคำที่ต้องอธิบายเกี่ยวกับอินทรียสังวรอีก ก็จะตั้งเป็นหัวข้ออีกหมวดหนึ่ง เพื่อมิให้คละปนกับการอธิบาย ซึ่งมี ลำดับตามแนวความแห่งบาลีอันยกขึ้นเป็นอุทเทส. หากจะมีเนื้อความบางตอน ที่อาจรวมเข้าได้ในหมวดนี้ แต่ข้าพเจ้ายกไปไว้ในหมวดหลังบ้าง ก็ขอ ให้เข้าใจว่าเป็นข้อความพิเศษ. และเป็นข้อความที่เห็นว่า ถ้าได้ยกไป ไว้ในตอนหลังเป็นเรื่อง ๆ ไป จะสะดวกแก่การกำหนดจดจำสำหรับท่านผู้อ่าน
น.1702 ยิ่งกว่า. เนื้อความเหล่านั้น รวมเรียกว่า เรื่องเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับอินทรีย- สังวรศีล, มีเป็นข้อ ๆ อย่างเดียวกัน. ๒. เบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับอินทรียสังวรศีล ๑. การสำรวมอินทรีย์ชนิดยอดเยี่ยม - อันเป็นวินัยของพระอริยะ. ในวินัยแห่งพระอริยะ ย่อมมีการเจริญอินทรีย์ให้สงบประณีตอย่างยิ่ง ดังพระพุทธภาษิตที่ตรัสแก่พระอานนท์ ดังนี้ ๑ :- "อานนท์ ! การเจริญอินทรีย์อย่างยอดเยี่ยมในวินัยแห่งพระอริยะ เป็นอย่างไร ? อานนท์ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้, เพราะได้เห็นรูป, ย่อม บังเกิดความพอใจ ความไม่พอใจ และทั้งความพอใจความไม่พอใจขึ้น. เธอ รู้ชัดว่า ความพอใจเป็นต้นเหล่านี้ เป็นของที่มีปัจจัยปรุงแต่ง เป็นของ หยาบ อาศัยกันและกันเกิดขึ้นเสมอ, ส่วนความวางใจเฉย เป็นของ รำงับ เป็นของประณีต. เมื่อรู้ชัดดังนี้แล้ว ความพอใจ ความไม่พอใจ ความทั้งพอใจและไม่พอใจที่เกิดขึ้นแก่เธอย่อมดับไปโดยไม่เหลือ ความวางใจ เฉยดำรงอยู่แทนที่. ความพอใจเป็นต้นของเธอดับไป, ความใจเฉยดำรง อยู่, โดยง่ายและเร็ว เหมือนกับหลับตาแล้วกลับลืมตาขึ้น . ๒ อานนท์ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้, เพราะได้ฟังเสียงด้วยหู, ย่อม บังเกิดความพอใจ ความไม่พอใจ ความทั้งพอใจและไม่พอใจขึ้น. เธอ ๑ . อินทรียภาวนาสูตร อุปริ. ม. ไตร. ล. ๒๔/๕๔๒/๘๕๖. ๒. คำแปลตอนนี้ เป็นสำนวนไทยแท้ เพราะสำนวนบาลีตอนนี้เข้าใจยากสำหรับผู้ไม่คุ้น.
น.1703 รู้ชัดว่า ฯลฯ ๑ ความวางใจเฉยเป็นของรำงับ เป็นของประณีต. เมื่อรู้ชัด ดังนี้แล้ว ฯลฯ, ความพอใจเป็นต้นของเธอดับไป. ความวางใจเฉยเกิดขึ้น แทน, โดยเร็วและง่าย เหมือนการตบมือของคนมีเรี่ยวแรง . อานนท์ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้, เพราะได้ดมกลิ่นด้วยจมูก, ย่อม บังเกิดความพอใจ ความไม่พอใจ ความทั้งพอใจและไม่พอใจขึ้น. เธอรู้ ชัดว่า ฯลฯ ความวางใจเฉยเป็นของรำงับ เป็นของประณีต. เมื่อเธอรู้ชัด ดังนี้แล้ว ฯลฯ, ความพอใจของเธอเป็นต้นดับไป ความวางใจเฉยเกิดขึ้น แทน, โดยเร็วและง่าย เหมือนการตกของหยาดน้ำเมื่อใบบัวเอียงเพียง เล็กน้อย. อานนท์ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้, เพราะได้ลิ้มรสด้วยลิ้น, ย่อม บังเกิดความพอใจ ความไม่พอใจ ความทั้งพอใจและไม่พอใจขึ้น. เธอรู้ ชัดว่า ฯลฯ ความวางใจเฉยเป็นของรำงับ เป็นของประณีต. เมื่อเธอรู้ ชัดดังนี้แล้ว ฯลฯ, ความพอใจเป็นต้นของเธอดับไป ความวางใจเฉยเกิด ขึ้นแทน โดยเร็วและง่าย เหมือนคนมีเรี่ยวแรงขยับรวมน้ำลายมาที่ ปลายลิ้นได้ที่แล้วก็ล่มเสีย. อานนท์ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้, เพราะได้รับสัมผัสทางกาย ด้วย กาย, ย่อมบังเกิดความพอใจ ความไม่พอใจ ความทั้งพอใจและไม่พอใจ ขึ้น. เธอรู้ชัดว่า ฯลฯ ความวางใจเฉยเป็นของรำงับ เป็นของประณีต. ๑. ที่ละฯลฯ ไว้เช่นนี หมายความว่า เหมือนกับข้อต้น,ให้เติมเอาเองได้, จะเขียนให้ เต็มก็ไม่จำเป็น และมากจนเบื่อแก่ผู้อ่าน.
น.1704 มื่อเธอรู้ชัดดังนี้แล้ว ฯลฯ, ความพอใจเป็นต้นของเธอก็ดับไป ความวาง ใจเฉยเกิดขึ้นแทน โดยเร็วและง่าย เหมือนคนมีเรี่ยวแรงคู้แขนเข้าแล้ว เหยียดออก. อานนท์! ภิกษุในธรรมวินัยนี้, เพราะได้รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ, ย่อม บังเกิดความพอใจ ความไม่พอใจ ความทั้งพอใจและไม่พอใจขึ้น. เธอ รู้ชัดว่า ฯลฯ ความวางใจเฉยเป็นของรำงับ เป็นของประณีต. เมื่อเธอรู้ ชัดดังนี้แล้ว ฯลฯ, ความพอใจเป็นต้นของเธอก็ดับไป ความวางใจเฉยเกิด ขึ้นแทน, โดยเร็วและง่าย เหมือนหยดน้ำสองสามหยด อันบุคคลหยอด ลงไปในกะทะที่ร้อนจัดอยู่ตลอดวัน, ได้เหือดแห้งไป. อานนท์ ! นี้แล เป็นการเจริญอินทรีย์อย่างยอดเยี่ยม ในวินัย แห่งพระอริยะ." พระบาลีนี้แสดงให้เห็นได้บางอย่างว่า พระอริยเสขบุคคล ผิด กับปุถุชนเพียงไร. ปัญญาของท่านเหล่านี้แหลม หรือคมกล้าพอที่จะทำลาย ยินดี ยินร้ายให้หายไปโดยเร็วที่สุด. ส่วนปุถุชนที่ยัง "'หนา" มาก กว่า จะรู้สึกตัวก็ลุอำนาจแก่ความยินดียินร้ายนั้น แล้วทำความชั่วอย่างอื่น ๆ อีก มากมาย โดยมาก. ส่วนพระอรหันต์ คือพระอริยะชนิดอเสขะนั้น ไม่มีการยินดียินร้าย หรือต้องทำการข่มอินทรีย์อีกเลย.
น.1705 ปฏิปทาของพระเสขะ คือการรังเกียจ - ต่อความพอใจในรูปเป็นต้น. ปฏิปทาส่วนใจ ตามปรกติของพระเสขะนั้น คือการสะอิดสะเอียน ต่อความพอใจ หรือไม่พอใจอันเกิดขึ้นเพราะการเห็นรูปเป็นต้น, ดังพระ- พุทธภาษิตในสูตรเดียวกันนี้ ซึ่งมีอยู่สืบไปว่า : "อานนท์ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้, เพราะได้เห็นรูปด้วยตา, หรือ ฟังเสียงด้วยหู, ดมกลิ่นด้วยจมูก, ลิ้มรสด้วยลิ้น, รับสัมผัสทางกายด้วย กาย, รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ, ย่อมเกิดความพอใจ ความไม่พอใจ ความ ทั้งพอใจและไม่พอใจขึ้น. เธอนั้นย่อมรู้สึกอึดอัด เบื่อหน่าย เกลียดชังต่อ ความพอใจเป็นต้น อันบังเกิดขึ้นแล้วนั้น. อานนท์ ! นี้แล เป็นปฏิปทาของพระเสขะ." จะสังเกตได้จากบาลีนี้อีกว่า ตามปรกติของปุถุชนเรา เมื่อเกิด ความพอใจแล้วก็สบายใจ ไม่เคยคิดชังต่อความรู้สึกพอใจในรูปเป็นต้นนั้น ๆ, แต่พระอริยะเสขะ จะรู้สึกสบายไม่อึดอัดใจก็ต่อเมื่อใจวางเฉย ซึ่งมิใช่ ความพอใจหรือไม่พอใจ. เมื่อเห็นความแปลกกันอย่างชัดเจนดังนี้ ก็เป็น อันว่าได้พบรอยแห่งพระอรหันต์อีกส่วนหนึ่ง. เราผู้ปรารถนาตามรอย จึง ควรฝึกใจให้มีธรรมดารักความวางเฉยสงบเงียบ ไม่ใช่รักความพอใจเพลินใจ ในเมื่อได้สิ่งที่ตนอยากนั้นเลย.
น.1706 อินทรีย์ที่ฝึกจนอยู่ในอำนาจแล้ว - มีลักษณะอย่างไร ? อินทรีย์มีตาหูเป็นต้น เมื่อฝึกอยู่ในอำนาจของผู้ฝึกแล้ว ย่อม อ่อนโยนตามความปรารถนาของบุคคลผู้เป็นเจ้าของทุก ๆ อย่าง. เมื่อเจ้าของ ให้เฉยก็เฉย เพื่อความเป็นสุขของเจ้าของ เมื่อเจ้าของต้องการให้รู้สึก ไปอย่างอื่นในฝ่ายที่เป็นกุศล ก็เป็นไปตามปรารถนา, เช่นจะให้รู้สึกใน อาหารที่จืดชืดที่สุด ว่าอร่อยที่สุด เพื่อเกิดความสันโดษในอาหารนั้นก็ได้, จะให้เกิดความรู้สึกว่า จืดชืด ไม่เป็นรส, เป็นของปฏิกูล ในอาหารที่ อร่อยและเขาจัดมาอย่างประณีตก็ได้, ฯลฯ เห็นเสนาสนะกลางดิน เป็น เสนาสนะมีความสุขเท่าปราสาทชั้นเลิศก็ได้. เหล่านี้ ถ้าเราสังเกตให้ดีแล้ว จะเห็นความสุขเกิดแต่ความสำรวมอินทรีย์อย่างไม่น้อย. มนุษย์เราต้องทน ทุกข์ทางใจ ก็เพราะบังคับอินทรีย์ไม่ได้ตามปรารถนา หรือแทนที่จะบังคับ อินทรีย์ ก็กลับเป็นฝ่ายที่ถูกอินทรีย์บังคับไป เป็นบ่าวของอินทรีย์จนตลอด ชีวิตของปุถุชน. การบังคับได้นั่นแหละ เป็นเครื่องหมายแห่งการชนะ อินทรีย์. พระองค์ตรัสลักษณะของอินทรีย์ที่ถูกอบรมแล้วไว้ดังนี้ : "อานนท์ ! อินทรีย์ที่อบรมเจริญแล้วอย่างประเสริฐนั้น เป็นอย่างไร ? อานนท์ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้เห็นรูปด้วยตา ฯลฯ เป็นต้น, ความ พอใจ ความไม่พอใจ ความทั้งพอใจและไม่พอใจเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ. ถ้า เมื่อเธอปรารถนา จะให้ตนเองรู้สึกในสิ่งอันปฏิกูล ว่าไม่ปฏิกูลก็ย่อมได้. จะให้รู้สึกในสิ่งอันปฏิกูลและสิ่งไม่ปฏิกูล ว่าไม่ปฏิกูล ก็ย่อมได้. จะให้ รู้สึกในสิ่งอันไม่ปฏิกูล และสิ่งอันปฏิกูล ว่าเป็นสิ่งปฏิกูล ดังนี้ ก็ย่อมได้. หาก
น.1707 จะหวังสืบไปว่า เราพึงเว้นสิ่งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลทั้งสองอย่างเสีย แล้ว เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะเพ่งอยู่ ดังนี้ ก็ย่อมได้. อานนท์ ! นี้แล คือ อินทรีย์ที่อบรมเจริญแล้วอย่างประเสริฐ." ๔. ความเข้าใจผิดของบางคนในเรื่อง - การอบรมอินทรีย์ บางคนเข้าใจเอาอย่างง่าย ๆ ว่า การไม่เห็นรูป ไม่ได้ยินเสียง เป็นต้น ก็เป็นการอบรมอินทรีย์ด้วย. เรื่องนี้เคยมีแล้วตั้งแต่ครั้งพระ- องค์เอง : ที่สวนไผ่ จังหวัดชังคละ, อุตตรมาณพลูกศิษย์ของปาราสิริย- พราหมณ์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถูกพระองค์ตรัสถามว่า ปาราสิริย- พราหมณ์ สอนการอบรมอินทรีย์แก่สาวกของตนเหมือนกันหรือ, ถ้าสอน สอน อย่างไร. "พระโคดม ! ปาราสิริยพราหมณ์ สอนอินทรีย์ภาวนาแก่สาวกของ ของตนว่า บุคคลไม่เห็นรูปด้วยตา ไม่ฟังเสียงด้วยหู ดังนี้เป็นต้น." เขาทูลตอบ. "อุตตระ ! ถ้าเช่นนั้น คนตาบอด ก็ชื่อว่า ผู้อบรมอินทรีย์ คนหูหนวกก็ชื่อว่า ผู้อบรมอินทรีย์ ตามคำของปาราสิริยพราหมณ์ด้วยซิ, เพราะคนตาบอดก็ไม่เห็นรูปด้วยตา, คนหูหนวก ก็ไม่ได้พึงเสียงด้วยหู ?" ทรงถามอีก.
น.1708 ในที่สุด อุตตรมาณพ ก็ซบเซาก้มหน้า ไม่มีคำตอบ.๑ เราจะ เห็นได้ว่า การอบรมอินทรีย์ คือการฝึกการทรมานโดยแท้ ไม่ใช่การไม่ กระทบกันเลย. แต่วิธีฝึกข่มนั้น คงมีทั้งการหลบเลี่ยงในเมื่ออาจจะแพ้, การระวังไม่ให้แพ้, และการเอาชนะคืนเมื่อได้แพ้ไปแล้ว. ทั้งนี้สุดแต่ อินทรีย์นั้นแก่อ่อนหยาบประณีตแล้วเพียงไร. แม้ภาษิตแห่งพระมหากัจจายนะ ข้างต้นก็เหมือนกัน จะได้หมายเอาว่าไม่รับอารมณ์เสียเลยก็หาไม่ แต่ เป็นการรับแล้ว ชนะคือเฉยอยู่ได้. ........ ........ ........ ........ มีความเข้าใจผิดอีกอย่างหนึ่งซึ่งร้ายแรงมาก, ได้แก่ความเห็น ผิดว่า ถ้าไม่ให้ยินดียินร้ายในรูปเป็นต้นแล้ว เมื่อเห็นรูปเป็นที่ตั้งแห่ง ความเชื่อความเลื่อมใส เช่นเห็นพระกายของพระพุทธเจ้า หรือรูปเป็น ที่ตั้งแห่งความสงบ เช่นนิมิตแห่งสมาธิเป็นต้น จะมิเปล่าจากประโยชน์ ไปหรือ ถ้ามิให้ยินดี, และเมื่อเห็นรูปอันตรายปรากฏเฉพาะ เช่นสัตว์ร้าย เป็นต้น จะมิต้องได้รับอันตรายหรือ ถ้ามิให้ยินร้าย. คำตอบ : ข้อนี้ ปรากฏอยู่ในบาลีอุทเทสข้างต้นแล้วว่า หมาย เฉพาะที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว บาปอกุศลคืออภิชฌาและโทมนัสท่วมทับเอาต่าง หาก. เราคงดูรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ฯลฯ ที่เป็นประโยชน์ได้ตามธรรมดา. ข้อนี้รู้ด้วยบาลี สักกปัญหสูตร.๒ เป็นการสนทนาระหว่างพระพุทธองค์กับท้าว- สักกะ : ๑. บาลีอินทรียภาวนาสูตร ตอนปรารภเหตุ ไตร. ล. ๑๔/๕๔๑/๘๕๔ ๒. สักกปัญหสูตร มหา. ที. ๑๐/๓๑๖/๒๕๙
น.1709 "พระองค์ผู้ปราศจากทุกข์ ! ภิกษุปฏิบัติอย่างไร จึงจะได้ชื่อว่า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อสำรวมอินทรีย์ ?" ท้าวสักกะทูลถาม, "ดูก่อนจอมเทพ ! เรากล่าวว่า รูปที่เห็นได้ด้วยตา เสียงที่ พึงได้ด้วยหู กลิ่นที่ดมได้ด้วยจมูก รสที่ลิ้มได้ด้วยลิ้น โผฏฐัพพะที่ กระทบได้ด้วยกาย และธรรมที่รู้ได้ด้วยใจนั้น ๆ ควรเสพก็มี ไม่ควรเสพ ก็มี." นี้ ตรัสตอบพอเป็นแง่ให้ท้าวสักกะรู้เอาเอง. "ข้าแต่พระองค์ ! ถ้ากระนั้น ข้าพระองค์เข้าใจเนื้อความนั้นแล้ว. เข้าใจอย่างนี้ว่า เมื่อบุคคลเสพกับรูปอันเห็นได้ด้วยตาเป็นต้น ชนิดใด แล้ว อกุศลเจริญขึ้น ส่วนกุศลกลับเสื่อมไป, รูปชนิดนั้น บุคคลไม่ ควรเสพ. และเมื่อบุคคลเสพกับรูปอันเห็นได้ด้วยตาเป็นต้น ชนิดใดแล้ว อกุศลเสื่อมไป แต่กุศลเจริญขึ้น, รูปชนิดนั้น บุคคลควรเสพ ดังนี้. ฯลฯ, ข้าพระองค์ทราบเนื้อความที่พระองค์กล่าวแล้วโดยพิสดาร หมดความสงสัย เคลือบแคลงแล้ว อย่างนี้แล." ในอัฏฐกถา ๑ แห่งพระบาลีนี้ อธิบายสืบต่อไปว่า "คำว่ารูปชนิด นั้นไม่ควรเสพ เป็นต้นนั้น, เป็นคำกล่าวโดยย่อ. คำโดยพิสดารคือ : เมื่อ ได้เห็นรูปอันใด กิเลสเช่นราคะเป็นต้น ได้เกิดขึ้นรูปนั้นไม่ควรเสพ คือไม่พึง แลดู. แต่รูปใดเมื่อบุคคลเห็นอยู่ อสุภสัญญาปรากฏขึ้น หรือความเลื่อมใส เกิดขึ้น หรือได้สัญญาอย่างอื่น ๆ เช่นสัญญาว่าไม่เที่ยงเป็นต้น, รูปนั้น ควรเสพ. เสียงใดแม้จะวิจิตรด้วยอักขระและพยัญชนะ ( คือทั้งไพเราะทั้งมี ใจความถูกต้อง ? ) แต่เมื่อฟังอยู่ ราคะเป็นต้น เกิดขึ้น เสียงนั้นไม่ควรเสพ. ————————————— ๑. สักกปัญหสูตวัณณนา สมังคลวิลาสินี ภ. ๒ น. ๔๔๕.
น.1710 สียงใด อาศัยอรรถ อาศัยธรรม แม้เป็นเพลงขับของนางทาสีตักน้ำ เมื่อฟังอยู่ ความเลื่อมใสเกิดขึ้น หรือนิพพิทาญาณดำรงอยู่ เสียงนั้น ควรเสพ. เมื่อเขาดมกลิ่นใดอยู่ ราคะเป็นต้นเกิดขึ้น กลิ่นชนิดนั้น ไม่ควรเสพ. เมื่อเขาดมกลิ่นใดอยู่ ย่อมได้สัญญาเช่น อสุภสัญญา เป็นต้น กลิ่นนั้นควรเสพ. เมื่อเขาลิ้มรสใด ราคะเป็นต้นเกิดขึ้น รส เช่นนั้นไม่ควรเสพ. เมื่อเขาลิ้มรสใดอยู่ ความสำคัญว่าปฏิกูลในอาหาร ก็เกิด และอาจเพื่อก้าวลงสู่อริยภูมิโดยอาศัยกำลังกายเกิดแต่การลิ้มรสนั้น เหมือนการลิ้มของสิวสามเณรผู้เป็นหลานของพระมหาสิวเถระ, หรือเมื่อบริโภค อยู่นั่นเอง กิเลสสิ้นไป ๆ รสชนิดนี้ควรเสพ. เมื่อบุคคลสัมผัสโผฏฐัพพะ อันใดอยู่ ราคะเป็นต้นเกิดขึ้น โผฏฐัพพะชนิดนั้นไม่ควรเสพ. ส่วน โผฏฐัพพะชนิดใด เมื่อบุคคลสัมผัสอยู่ การสิ้นไปแห่งอาสวะย่อมมี เช่น การสัมผัสของพระเถระทั้งหลายมีพระสารีบุตรเป็นต้น, และความเพียรก็เป็น อันว่าได้ประคับประคองด้วยดี และสัตว์ผู้เกิดภายหลังก็เป็นอันว่าได้รับอนุ- เคราะห์จากท่านโดยถือเอาท่านเป็นตัวอย่าง : โผฏฐัพพะชนิดนี้ควรเสพ. ที่ได้สดับมา พระสารีบุตรเถระ ไม่เหยียดหลังบนเตียง ( ไม่นอน เตียง ) ๓๐ ปี, พระมหาโมคคัลลานเถระก็ ๓๐ ปี , พระมหากัสสป- เถระ ๑๒๐ ปี, พระอนุรุธเถระ ๕๕ ปี, พระภัทธิยเถระ ๓๐ ปี พระ- โสณเถระ ๑๘ ปี, พระรัฏฐปาลเถระ ๑๒, ปี , พระอานันทเถระ ๑๕ ปี, พระราหูลเถระ ๑๒ ปี, พระพากุลเถระ ๘๐ ปี, พระนาฬกเถระ ไม่ เหยียดหลังบนเตียงเลย จนกระทั่งวันปรินิพพาน.
น.1711 เมื่อบุคคลประกอบอยู่ซึ่งธรรมารมณ์อันรู้ได้ด้วยมโนวิญญาณ ราคะ เป็นต้นย่อมเกิดขึ้น หรืออกุศลอื่น ๆ เช่นอภิชฌาเป็นต้นเกิดขึ้นว่า ทรัพย์ และอุปกรณ์ของผู้อื่น พึงมาเป็นทรัพย์อุปกรณ์ของเรา ดังนี้เป็นต้น, ธรรมารมณ์ชนิดนั้นไม่ควรเสพ. ส่วนธรรมารมณ์เหล่าใด ที่เป็นไปด้วย อำนาจเมตตา เป็นต้นว่า ‘ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงเป็นผู้ไม่มีเวรเถิด" ดังนี้ ของพระเถระทั้ง ๓ รูป, ธรรมารมณ์ชนิดนั้นควรเสพ. ที่ได้สดับมา : ในวันจะเข้าพรรษา พระเถระ ๓ รูป ทำกติกา กันว่า จะไม่ตริตรึกในอกุศลวิตกทั้งหลายมีกามวิตกเป็นต้น. ครั้นถึง วันออกพรรษาแล้ว พระเถระผู้แก่ถามพระเถระผู้หนุ่มว่า ในไตรมาสนี้ เธอได้ยอมให้จิตของเธอแล่นไปแล้วในที่มีเขตเท่าไร ? รูปที่หนึ่ง ตอบว่า "กระผมไม่ได้ยอมให้จิตแล่นออกไปนอกบริเวณรั้วเลย.’ รูปที่สอง ตอบว่า 'กระผมไม่ได้ยอมให้จิตแล่นออกไปนอกกุฎีที่อยู่อาศัยเลย.’ เมื่อพระเถระหนุ่ม ถามท่านบ้าง ท่านตอบว่า 'แน่ะเธอ, ฉันไม่ได้ยอมให้จิตแล่นออกไปภาย นอกขันธ์ทั้งห้าในร่างกายของฉันเลย.' เสียงแสดงความยินดีดังขึ้นพร้อมกันว่า ‘ท่านขอรับ ใต้เท้าทำสิ่งใดที่ใครทำได้ยาก.’ ธรรมารมณ์ชนิดนี้ควรเสพ. ข้างบนนี้ เป็นอัฏฐกถา สักกปัญหสูตร. เราจะสังเกตได้ชัดเจน ว่า อารมณ์อย่างไร ควรหลบหนี, อย่างไรควรเสพคบ. การอบรม อินทรีย์ในพุทธศาสนานั้น สรุปได้ว่า ถ้าเป็นอารมณ์ที่เกื้อกูลแก่กุศล ควร เสพด้วยอารมณ์นั้น, ถ้าเป็นไปเพื่ออกุศล ควรหนี หรือควรสำรวมไม่ให้ ยินดียินร้ายอย่างใดอย่างหนึ่ง. ทั้งสองวิธีนี้จะสำเร็จได้ ด้วยความมีสติ รู้สึกตนทันท่วงทีเสมอ.
น.1712 แต่ถ้าเราสามารถ, จากอารมณ์ที่เป็นข้าศึกนั่นเอง เราอาจ ถือเอานิมิตที่เกื้อกูลแก่กุศลได้ เนื่องจากการข่มอินทรีย์ไว้อยู่ในอำนาจ. พระพุทธโฆษาจารย์เล่าเรื่องพระมหาติสสเถระไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า ท่าน มหาติสสะเดินสวนทางกับหญิงรูปงามและประดับเต็มที่แล้วนางหนึ่ง ขณะออก บิณฑบาต. หญิงนั้นเห็นท่านเป็นของน่าขัน เลยหัวเราะร่วน. ท่าน สงสัยว่าจะเป็นเหตุสำคัญอะไร เหลือบไปดู เห็นซี่ฟันของหญิงนั้น แต่ สัญญาของท่านฟื้นตัวไปถึงอสุภนิมิต ร่างหญิงนั้นจึงปรากฏเป็นร่างกระดูกไป ทั้งร่าง, ท่านได้บรรลุพระอรหัตผลในขณะนั้นเอง. ท่านเดินต่อไปสวนทาง กับสามีของหญิงที่ตามหา เขาถามท่านว่า เห็นผู้หญิงเดินมาบ้างหรือ ท่าน ตอบตามความรู้สึกจริงใจว่า "เปล่า. เห็นแต่ร่างกระดูกเคลื่อนไปตามทาง ไม่ได้สังเกตว่าเป็นชายหรือหญิง." พระโบราณาจารย์ผูกเรื่องของท่านเข้า ให้สั้น ๆ เป็นคาถาปรากฏอยู่ว่า :- "เหตุที่เห็นกระดูกฟันของหญิงนั้น พระเถระระลึกได้ถึงอสุภ- นิมิตร่างกระดูกที่เคยฝึกไว้ด้วยอำนาจสัญญาในอดีต, ขณะ ยืนอยู่ ณ ที่นั้นเอง ได้บรรลุความเป็นพระอรหันต์ แล้ว." เรื่องนี้เป็นตัวอย่างของเหตุผลที่ทำให้เกิดหลักขึ้นได้ว่า "ดีอาจ กลายเป็นร้าย-ร้ายอาจกลายเป็นดี" ได้เท่า ๆ กัน, แล้วแต่ผู้นั้นจะมีการ สำรวมอินทรีย์ไว้ได้หรือไม่นั่นเอง. ๕. ธรรมอื่นที่ช่วยเหลือแก่การ -สำรวมอินทรีย์. ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค, พระพุทธโฆษาจารย์กล่าวว่า "ปาติโมกข- สังวร สำเร็จได้ด้วยศรัทธาฉันใด อินทรีย์สังวรก็สำเร็จได้ด้วย สติ ฉันนั้น."
น.1713 อธิบายว่า เมื่อสติเป็นเหมือนนายประตู ประจำอยู่ที่ทวารมีตาเป็นต้น แล้ว โทษทั้งหลายมีอภิชฌาเป็นต้น ย่อมไม่ได้ช่องที่จะเกิดเลย. หาก ขาดสติ ก็เป็นช่องแห่งอกุศลเหล่านั้น ผู้แต่งคัมภีร์มังคลัตถทีปนี กล่าวไว้ในตอนวินยกถาว่า “อิน- ทรียสังวรศีลนี้ พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า กสิวรสุทฺธิ’ คือ จะเป็นปฏิปทาที่สะอาดหมดจดได้ ก็ด้วยความตั้งใจสำรวมมั่นคงว่า "เรา จักไม่ทำอย่างนี้อีก."" อธิบายว่า การเฝ้าระวังอยู่เสมอ เป็นเครื่อง ชำระศีลนี้ให้บริสุทธิ์. แต่เราจะเห็นได้ว่า หลักนี้กว้างเกินไป เพราะ ศีลข้อไหน ๆ ก็สะอาดหมดจดได้ด้วยการสำรวมนี้ทั้งนั้น ส่วนพระองค์เองตรัสว่า๑ "ภิกษุ ท. ! เมื่อหิริ และโอตตัปปะ ไม่มีอินทรีย์สังวรของผู้นั้น ก็ชื่อว่าขาดอุปนิสัย, : ภิกษุ ท. 1 เมื่อหิริและ โอตตัปปะมีอยู่ อินทรีย์สังวรของผู้นั้น ก็ชื่อว่าถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย ... " อธิบายว่า ความเกลียดบาปและกลัวบาป มีอยู่ในใจของผู้ใด เมื่อ ผู้นั้นกระทบอารมณ์มีรูปเป็นต้น ก็จะเป็นผู้สำรวมตนได้ เพราะอำนาจหิริ และโอตตัปปะ อันเป็นธรรมชาติฝ่ายสูงประจำอยู่ในใจนั้น. และการที่ท่าน กล่าวไว้ในบางแห่งว่า สำรวมอินทรีย์ได้เพราะสติเป็นต้น ก็ย่อมไม่ขัด กันเลย เพราะเป็นคนละตอน และช่วยกันคนละหน้าที่, เช่นสติระลึก ได้ทันท่วงที หิรีและโอตตัปปะบังคับซ้ำให้ดำเนินกิจการไปแต่ในทางที่ถูกต้อง เป็นธรรมแท้ เป็นต้น. หากขาดหิริโอตตัปปะ แม้จะระลึกได้ ก็อาจ ดำเนินไปในฝ่ายเสีย เพราะไม่กลัวบาป, เพราะเหตุนั้น จึงมีพระ- ๑. บาลีปฐมสูตร มหาวรรค สต. อํ. ล. ๒๓/๑๐๐/๒๒.
น.1714 พุทธภาษิตในที่อื่น ซึ่งกล่าวถึงธรรมอันช่วยเหลือการสำรวมอินทรีย์อีกว่า ภิกษุ ท. ! เรากล่าวอินทรีย์สังวรว่าเป็นธรรมมีอาหาร, ไม่ใช่ไม่มีอาหาร. อะไรเป็นอาหารของอินทรีย์สังวร ? คำตอบคือ สติ และสัมปชัญญะ๑ .. " อธิบายว่า : สติ คือ การรำลึกได้ทันท่วงที สัมปชัญญะ คือ การ ควบคุมความระลึกได้นั้นไว้ให้เป็นไปสม่ำเสมอ คือ รู้สึกตัวอยู่เสมอ. เป็น อาหาร คือ เป็นเครื่องบำรุงให้การสำรวมอินทรีย์เป็นไปได้. ขาดอาหารนี้ ก็ต้องเลิกล้มไป เหมือนคนเราขาดอาหาร ร่างกายก็แตกดับ. ๖. อานิสงส์ของการสำรวมอินทรีย์. พระอุปเสนวังคันตบุตรกล่าวว่า "ผู้บำเพ็ญพรต ทำเครื่องมุง เครื่องบังให้แก่ใจด้วยศีลสังวร เป็นผู้มีใจอันกิเลสไม่เปียกได้แล้ว เธอ ย่อมหลุดพ้นจากภัย กล่าวคือ ทุกข์." อธิบาย : ควรเข้าใจว่า ในที่นี้ ท่านหมายถึงเมื่ออินทรีย์สังวรบริบูรณ์เต็มที่แล้ว ก็เกิดธรรมอื่นส่งต่อกันเป็น ลำดับ จนถึงวิมุติ. ถ้าจะไม่หมายเช่นนี้ คำว่า ‘ทุกข์’ ในที่นี้ ก็ จำกัดความเพียงที่จะเกิดเพราะไม่มีการสำรวมอินทรีย์. พระองค์เองตรัสไว้ในที่ต่าง ๆ กันดังนี้ : "จิตของผู้ใดตั้งมั่นไม่หวั่น ไหวเหมือนแท่งศิลา ไม่กำหนัดในสิ่งยั่วกำหนัด. ไม่ขัดเคืองในสิ่งยั่วความ ขัดเคือง. ความทุกข์จะมาถูกต้องคนผู้อบรมจิตได้อย่างนี้ แต่ไหนเล่า,"๒ ๑. บาลีปฐมสูตร ยมกวรรค ทส. อํ. ล. ๒๔/๑๒๓/๖๑. ๒. จตุตถสูตร เมฆิยวรรค อุ. ขุ. ล. ๒๕/๑๓๓/๙๖.
น.1715 “ทวารทั้งหลาย คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันภิกษุใด รักษาดีแล้ว เธอจะเป็นผู้รู้ประมาณในอาหาร สำรวมดีแล้วในอินทรีย์ ทั้งหลาย ประสบสุขทั้งทางกายและทางใจ เธอเป็นผู้ที่มีร่างกายอันไฟ ทุกข์และไฟกิเลสไหม้ไม่ได้ อยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน ย่อมอยู่เป็นสุข."๑ "ภิกษุ ท. ! เรากล่าวว่า วิชชาและวิมุติเป็นธรรมมีอาหาร, ไม่ใช่ไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหาร ? คำตอบคือ โพชฌงค์เจ็ด. - เรากล่าวว่า โพชฌงค์เจ็ด เป็นธรรมมีอาหาร ไม่ใช่ไม่มี อาหาร : อะไรเล่าเป็นอาหาร ? คำตอบคือ สติปัฏฐานสี่. - เรากล่าวว่า สติปัฏฐานสี่ เป็นธรรมมีอาหาร ไม่ใช่ไม่มี อาหาร : อะไรเล่าเป็นอาหาร ? คำตอบคือ สุจริตสาม. - เรากล่าวว่า สุจริตสาม เป็นธรรมมีอาหาร ไม่ใช่ไม่มี อาหาร : อะไรเล่าเป็นอาหาร ? คำตอบคือ อินทรีย์สังวร, .... ฯลฯ. ภิกษุ ท. ! เมื่อการคบเสพกับคนดี บริบูรณ์เต็มที่แล้ว : การ ฟังสัทธรรมก็เต็มที่, เมื่อการพังสัทธรรมเต็มที่แล้ว : ศรัทธาก็เต็มที่, เมื่อ ศรัทธาเต็มที่แล้ว : โยนิโสมนสิการก็เต็มที่, - เมื่อโยนิโสมนสิการเต็มที่ แล้ว : สติสัมปชัญญะก็เต็มที่, เมื่อสติสัมปชัญญะเต็มที่ : อินทรีย์สังวร ก็เต็มที่, เมื่อ อินทรีย์สังวร เต็มที่แล้ว : สุจริตสามก็เต็มที่, เมื่อ สุจริตสามเต็มที่ : สติปัฏฐานสี่ก็เต็มที่, เมื่อสติปัฏฐานเต็มที่แล้ว : โพชฌงค์เจ็ดก็เต็มที่, เมื่อโพชฌงค์เจ็ดเต็มที่แล้ว : วิชชาและวิมุติก็เต็ม- ๑. ทุติยสูตร ปฐมวรรค อิติ ขุ. ๒๕/๒๔๘/๒๐๗.
น.1716 ที่ : อาหารแห่งวิชชาและวิมุตินี ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้, เต็มรอบ ได้ด้วยอาการอย่างนี้. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนเมื่อฝนเม็ดหยาบตกหนักบนยอดเขาไม่ สร่างซา น้ำนั้นไหลลงมาตามที่ลุ่ม ทำซอกเขาและแอ่งน้ำให้เต็ม แล้ว ก็ยังบึงน้อยบึงใหญ่ให้เต็ม แล้วยัง แม่น้ำน้อย แม่น้ำใหญ่ ให้เต็ม. แม่น้ำ ใหญ่เต็มแล้ว ก็ทำมหาสมุทรสาครให้เต็ม นี้ฉันใด : ธรรมทั้งหลาย ก็ ( ก็ส่งกันเป็นลำดับแล้ว ) ทำวิชชาและวิมุติให้เต็มฉันนั้น."๑ -นี้เป็น อันดับหนึ่ง อันแสดงให้เห็นอานุภาพแห่งอินทรีย์สังวร. พระบาลีอื่น ๆ ที่คล้ายกันและสูงยิ่งขึ้นไปเป็นลำดับ ก็มีอีกหลายที่มา เช่น :- ภิกษุ ท. ! เมื่อ อินทรีย์สังวร มีอยู่ ศีลก็ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย, เมื่อ มีศีลอยู่ สัมมาสมาธิ ก็ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย, เมื่อสัมมาสมาธิมีอยู่ ยถาภูตญาณทัศนะก็ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย, เมื่อยถาภูตญาณทัศนะมีอยู่ นิพพิทาวิราคะ ก็ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย, เมื่อนิพพิทาวิราคะมีอยู่ วิมุติ- ญาณทัศนะก็ถึงพร้อม. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนต้นไม้ เมื่อสมบูรณ์ ด้วยกึ่งและใบแล้ว สะเก็ดเปลือกนอกก็บริบูรณ์ เปลือกชั้นในก็บริบูรณ์ กะพี้ก็บริบูรณ์ แก่นก็บริบูรณ์ด้วย : นี้ฉันใด เมื่ออินทรีย์สังวรมีอยู่ ( ก็ส่งให้บริบูรณ์กันเป็นลำดับ ๆ จนถึง ) วิมุติญาณทัศนะก็บริบูรณ์ ฉันนั้น เหมือนกัน"๒ นี้เป็นเครื่องแสดงอันชัดเจนว่า อินทรีย์สังวร ( ซึ่งใน ๑. ปฐมสูตร ยมกวรรค ทส. อํ. ไตร. ล. ๒๔/๑๒๐/๖๑. ๒. บาลีอัฏฐมสูตร ธรรมิกวรรค ฉดฺ อ. ไตร. ล. ๒๒/๔๐๒/๓๒๑.
น.1717 ที่นี้ไม่เรียกชื่อรวมว่าศีล โดยแยกออกต่างหาก ให้คำว่าศีลคงหมายถึงปาติ- โมกข์อย่างเดียว ) ส่งให้เกิดศีล ศีลนี้ ถ้าของบรรพชิตที่เป็นภิกษุ ก็หมายเฉพาะปาติโมกข์, ของสามเณร ก็สิกขาบทสิบ, ของอุบาสกอุบาสิกา ก็คือ อุโบสถศีลหรือเบญจศีล แล้วแต่ขั้นของเพศ. เมื่อศีลเต็มที่ มอง ไม่เห็นความสกปรกด่างพร้อยด้วยตนเองแล้ว ใจก็ปีติปราโมทย์ ก่อให้เกิด สมาธิโดยง่ายดาย, สมาธิเต็มที่เรียกว่า สัมมาสมาธิแล้ว ก็เกิด ความรู้เห็นในสังขารทุกอย่างเต็มที่ เป็นจริงอย่างไร, การเห็นตามเป็นจริง คือเห็นสภาวะธรรมดาของสังขารนั้นๆ โดยเฉพาะคือ ความเกิดขึ้น-แปรอยู่- ดับไป ไม่มีระวางหยุด ในสังสารวัฏฏ์นี้ ไม่มีใครบังคับให้แปลกไปได้ ตามที่ตนต้องการ เรียกว่ามันเป็นอนัตตานั่นเอง. เมื่อเกิดยถาภูตญาณ- ทัศนะดังนี้แล้ว ก็เกิดนิพพิทาวิราคะ คือความเบื่อหน่าย และคลาย ความรักความกำหนัดในสังขารทั้งปวง ทั้งที่เป็นวิญญาณกะและอวิญญาณก- สังขาร. เมื่อหน่ายและคลายกำหนัดแล้ว จิตก็เป็นอิสระ หลุดพ้น ไปจากความยึดมั่นถือมั่นในสังขารนั้น ๆ และเกิดญาณความรู้ความเห็นว่า หลุดพ้นแล้วขึ้นภายในใจตน เป็นผู้จบกิจในชีวิต คือกิจที่จะต้องทำเพื่อ ความผาสุกใจอีกต่อไปนั้น ไม่มียิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว. พระบาลีที่แสดงถึงการรู้จักอินทรีย์ทั้งหกนี้ อย่างสูงขึ้นไปกว่าการ สำรวมขั้นธรรมดาคือขั้นสูง เช่นตามที่ตรัสแก่พระพาฬิยทารุจิริยะเป็นต้นนั้น มีดังจะได้ยกมาพอเป็นตัวอย่างแห่งอานิสงส์ ดังนี้ :- "ภิกษุ ท. ! เหล่านี้คืออินทรีย์หกอย่าง. หกอย่างได้แก่จักขุน- ทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์.
น.1718 เมื่อใดอริยสาวกรู้จักชัดตามเป็นจริง ซึ่งเหตุเป็นเครื่องให้เกิด. ซึ่งความดับไป, ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษคือความเลวทราม และซึ่งอุบาย เป็นเครื่องออกไปพ้นแห่งอินทรีย์ทั้งหกอย่างเหล่านี้แล้ว เรากล่าวว่า อริย- สาวกผู้นี้เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ มีการ ตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า. "ภิกษุ ท. ! เมื่อใดภิกษุ รู้จักชัดตามเป็นจริง ซึ่งเหตุเป็น เครื่องให้เกิด ซึ่งความดับไป ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษคือความเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่งอินทรีย์ทั้งหกอย่างเหล่านี้แล้ว เป็นผู้ หลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่น, เรากล่าวว่า ภิกษุนี้ เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ กระทำกิจที่ต้องทำสำเร็จแล้ว ปลงของหนักได้แล้ว บรรลุถึงแล้วโดยลำดับซึ่งประโยชน์ของตนเอง สิ้นสัญโญชน์เครื่องนำไปสู่ ภพ หลุดพ้นพิเศษแล้วเพราะรู้โดยชอบ." พระบาลีนี้ เป็นพระดำรัสย่อ แต่เราจะพบความพิสดารได้จาก พระบาลีอื่นสืบไป คือ พระบาลีว่า "ภิกษุ ท. ! เมื่อบุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ ซึ่งตา ซึ่งรูป ซึ่งจักขุวิญญาณ ซึ่งจักขุสัมผัส และเวทนาอันเกิดจาก จักขุสัมผัสอันเป็นสุขทุกข์ และไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข ตามความเป็นจริงแล้ว ย่อมไม่ติดใจใน ตา รูป จักขุวิญญาณ จักขุสัมผัส และจักขุสัมผัสสชา- เวทนา๒ แม้แต่อย่างใด, เมื่อไม่ติดใจ ไม่ผูกใจ ไม่หลงใหลไปตาม ๑. ฉฬินทริยวรรค มหาวาร. สํ. ไตร. ล. ๑๙ น. ๒๗๑ ป. ๙๐๒. ๒. ในบาลีกล่าวเรียงอย่างไปตามลำดับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หกหมวด ๆ ละ ๕ อย่าง ใน ที่นี้รวมกล่าว เพราะคำซ้ำกันทั้งนั้น.
น.1719 แต่มีปรกติพิจารณาเห็นโทษของสิ่งนั้น ๆ อยู่, ลำดับนั้นความยึดถือในขันธ์ ทั้งห้าก็เสื่อมถอยคลายคืน ตัณหาคือความอยาก อันระคนด้วยความ ความเพลิดเพลินและความกำหนัดรัก ซึ่งมีปรกติเพลินเฉพาะต่ออารมณ์นั้น ๆ ของบุคคลนั้น ก็เสื่อมถอยคลายคืน, ต่อนั้นไป ความกระวนกระวาย ทางกายก็เสื่อมถอย ความกระวนกระวายทางจิตก็เสื่อมถอย, ความร้อน รุมทางกาย ก็เสื่อมถอย ความร้อนรุมทางจิต ก็เสื่อมถอย, ความร้อน กลุ้มทางกาย ก็เสื่อมหาย ความร้อนกลุ้มทางจิต ก็เสื่อมหาย. เขาได้ เสวยสุขทั้งทางกายและทางใจ. ทิฏฐิของเขาผู้เป็นแล้วอย่างนี้ ย่อมเป็น สัมมาทิฏฐิ, ความดำริของคนชนิดนี้ ย่อมเป็นสัมมาสังกัปโป, ความเพียร ของบุคคลชนิดนี้ ย่อมเป็นสัมมาวายาโม, ความระลึกของบุคคลชนิดนี้ย่อม เป็นสัมมาสติ สมาธิของบุคคลชนิดนี้ ย่อมเป็นสัมมาสมาธิ. กายกรรม วจีกรรม และอาชีวะของเขาย่อมบริสุทธิ์ดีแล้วตั้งแต่แรก, อริยอัฏฐังคิก- มรรคของเขา ย่อมถึงความเต็มที่ในการเจริญ ด้วยอาการอย่างนี้. เมื่อ เขาทำอริยอัฏฐังคิกมรรคให้เจริญอยู่อย่างนี้ สติปัฏฐานสี .... สัมมัปปธานสี่.... อิทธิบาทสี่....อินทรีย์ห้า....พละห้า....โพชฌงค์เจ็ด ย่อมบริบูรณ์สิ้น. ธรรม สองอย่างของเขา คืนสมถะและวิปัสนา ก็เป็นคู่กันแน่นแฟ้น .... ” ๑ เมื่อโพธิปักขิยธรรมสามสิบเจ็ดประการเต็มได้ เต็มที่แล้ว ก็เป็น อันว่า ทุกอย่างบริบูรณ์ถึงที่สุด. และนี่ก็เป็นอานุภาพส่วนหนึ่งของอินทรีย์สังวร. ขอสรุปอานิสงส์ แห่งการสำรวมอินทรีย์ ด้วยพระบาลีพุทธภาษิต สั้น ๆ ว่า ๑. บาลีสฬายตนวิภังคสูตร อุปริ. ไตร. ล . ๑๔/๕๒๓/๘๒๘.
น.1720 "การสำรวมทางกาย เป็นความดี, การสำรวมทางวาจา เป็นความดี, การสำรวมทางใจ เป็นความดี, การสำรวม ทุกอย่าง เป็นความดี. ผู้สำรวมได้ทุกอย่าง เป็นผู้มีความ ละอายต่อบาป เราเรียกเขาว่า ผู้รักษาตัวรอด." (ธ. ขุ. ) ตามที่กล่าวอานิสงส์มาทั้งหมดนี้ อาจทำให้บางท่านถามว่า บำเพ็ญ แต่อินทรีย์สังวร ก็ดูเหมือนจะพอแล้ว หรือไม่เห็นจำเป็นต้องบำเพ็ญอะไร อีกมิใช่หรือ ? ขอตอบว่า : ใช่ก็ได้, ไม่ใช่ก็ได้. ข้อนี้หมายความ ว่า ถ้าท่านเห็นตรงตามเป็นจริงว่า ธรรมเช่นอินทรีย์สังวรนี้ เมื่อผู้หวัง ประโยชน์อย่างยอด บำเพ็ญด้วยความมีหิริและสัจจะ ก็ย่อมก้าวหน้าขึ้น ไปเองตามลำดับเพราะปณิธานเดิมมีอยู่ในใจ ; และเหมือนกันทุกขั้นธรรม. แต่ถึงกระนั้นก็คงผ่านไปตามลำดับ และจะแบ่งแยกให้สังเกตและศึกษาง่าย ๆ สักกี่ขั้นก็ได้. ผู้บำเพ็ญคงมีความมุ่งหมายเบื้องปลายอยู่ที่ "ที่สุดแห่งทุกข์ " ก็แล้วกัน. แต่สำหรับผู้ไม่ปรารถนาจะทำเพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ ด้วยความ ตั้งใจจริง ก็ย่อมเห็นเป็นอย่างอื่น คือเห็นชนิดที่ตรงกับความประสงค์ของตัว เฉไปแต่ในทางเหลวใหล เห็นแต่ความสะดวกสบายเท่านั้น นั่นเอง. ๗. โทษของการไม่สำรวมอินทรีย์ โทษของการไม่ประพฤติอินทรีย์สังวร พึงรู้โดยนัยอันตรงข้ามกับ อานิสงส์ที่กล่าวมาแล้วทุก ๆ อย่าง' และโดยเฉพาะสำหรับบาลีปฐมสูตร ทส. อํ บาลีอัฏฐมสูตร ฉกฺ อํ. , และบาลีสฬายตนวิภังคสูตร อุปริ. ม. นั้น มีโทษ
น.1721 ที่ทรงแสดงโดยนัยตรงข้าม พร้อมทั้งอุปมาโดยนัยตรงข้าม ด้วยกันอย่าง เต็มที่ทั้งสิ้น. ผู้ศึกษาพึงกำหนดให้เห็นโทษอันชัดเจนโดยปฏิบักขนัยในที่นี้ ส่วนหนึ่งก่อน ต่อนั้นจะได้กล่าวเฉพาะที่ทรงแสดงไว้ แปลกออกไปจาก ข้างต้นอีก คือ :- จิตใจของผู้นั้น จะไม่มีโอกาสสงบสุขแน่ จะถูกอินทรีย์หนึ่ง ๆ ต่าง ฉุดกระชากไปในอำนาจของตน ๆ ข้างนั้นที่ ข้างนี้ที่ อยู่จนตลอดเวลา : โดย เปรียบเทียบคล้ายลูกบอลที่นักกีฬาแย่งกันอยู่อย่างไม่รู้หยุด และหากอินทรีย์ ใดได้อารมณ์มีกำลังแรงกล้ากว่า ก็ส่งไปสู่อารมณ์นั้นมาก ดั่งพระบาลี" ว่า :- ภิกษุ ท. ! ภิกษุผู้ไม่สำรวมนั้นเป็นอย่างไร ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในที่นี้ เห็นรูปด้วยตา ๒ ... ฟังเสียงด้วยหู .... ดมกลิ่นด้วยจมูก .... ลิ้มรส ด้วยลิ้น ... สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย .... รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ก็สยบอยู่ ในอารมณ์ที่น่ารัก เคียดแค้นในอารมณ์อันไม่น่ารัก เป็นผู้ไม่ดำรงกาย คตาสติไว้ มีจิตเลื่อนลอย ไม่รู้ตามเป็นจริงซึ่งเจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติ อันอาจนำให้บาปอกุศลที่เกิดแล้วแก่เขานั้น ดับไปโดยสิ้นเชิง. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนบุรุษจับสัตว์ หกชนิดอันมีที่อยู่อาศัยต่าง กัน มีที่เที่ยวหากินต่างกัน มาผูกด้วยเชือกอันมั่นคง : คือเขาจับงูมาผูก ด้วยเชือกเหนียวเส้นหนึ่ง จับจระเข้, จับนก, จับสุนัขบ้าน, จับสุนัข จิ้งจอก และจับลิงมาผูกด้วยเชือกเส้นหนึ่ง ๆ แล้วผูกเข้าด้วยกันเป็นปมใน ท่ามกลาง ปล่อยแล้ว. ภิกษุ ท. ! ครั้งนั้น สัตว์เหล่านั้นหกชนิดมีที่ ————————————— ๑. ทสมสูตร อาสีวิสวรรค สฬา. สํ. ไตร. ล. ๑๘/๘๔๖-๒๔๙/๓๔๗-๓๕๐. ๒. ในบาลี ว่าแยกทีละอย่างแต่ซ้ำกันทั้งหกอย่าง. จึงรวมกันในเสียที่นี้.
น.1722 อาศัยและที่เที่ยวต่าง ๆ กัน ก็ฮื้อแย่งฉุดดึงกัน เพื่อจะไปสู่ที่อาศัยที่เที่ยว ของตน ๆ : งูจะเข้าจอมปลวก จระเข้จะลงน้ำ, นกจะบินขึ้นไปในอากาศ, สุนัขจะเข้าบ้าน, สุนัขจิ้งจอกก็จะไปป่าช้า, และลิงก็จะไปป่า. ครั้นเหนื่อยล้า กันทั้งหกสัตว์แล้ว สัตว์ใดมีกำลังกว่า สัตว์นอกนั้นก็ต้องถูกลากติดตามไป ตามอำนาจของสัตว์นั้น : นี้เป็นฉันใด, ภิกษุ ท. ! ภิกษุใดไม่อบรม กายคตาสติ ไม่เจริญให้มาก ตา ก็จะฉุดลากเอาภิกษุนั้นไปในรูปที่น่าพอใจ รูปไม่น่าพอใจก็เป็นของปฏิกูล, หู ก็จะฉุดลากเอาภิกษุนั้นไปหาเสียงที่น่าฟัง เสียงที่ไม่น่าพึงก็กลายเป็นปฏิกูลไป, จมูก ก็จะฉุดภิกษุนั้น ไปสู่กลิ่นที่น่า สูดดม กลิ่นไม่น่าสูดดม ก็เป็นปฏิกูลไป, ลิ้น ก็จะฉุดลากภิกษุนั้นไป ในรสที่ชอบใจ รสที่ไม่ชอบใจ ย่อมเป็นปฏิกูล, กาย ก็จะฉุดลากภิกษุ นั้นไปในสัมผัสที่เอิบอาบใจ สัมผัสที่ไม่เอิบอาบใจ ก็เป็นปฏิกูล, และใจ ก็จะฉุดภิกษุนั้นไปในธรรมารมณ์ที่ถูกใจ ธรรมารมณ์ที่ไม่ถูกใจ ก็เป็นปฏิกูล, นี้ก็ฉันนั้น. ภิกษุ ท. ! ภิกษุผู้ไม่มีความสำรวมเป็นอย่างนี้แล." ต่อจากนี้ ก็ทรงแสดงภิกษุผู้สำรวมโดยนัยอันตรงกันข้าม และทรง เปรียบเหมือนสัตว์ห้าชนิด ถูกมัดรวมกันแล้ว นำไปผูกไว้กับเสาเขื่อน หรือ เสาหลักอีกต่อหนึ่ง สัตว์ตัวใดดึงจนหมดกำลังแล้ว ก็นั่งเจ่าอยู่ข้างเสา นั่นเอง เช่นเดียวกับอินทรีย์มีตาเป็นต้นนั้น ๆ ถูกภิกษุผู้สำรวมจับมัดไว้ กับหลัก กล่าวคือกายคตาสติเมื่อดิ้นรนจนหมดฤทธิ์แล้ว ก็ดับหายไป ในกายคตาสติ ฉะนั้น.
น.1723 การไม่สำรวมอินทรีย์ในบ้าน ได้ทรงแสดงไว้ในบาลีต่าง ๆ เป็น อันมาก เป็นพิเศษ เพราะการเข้าบ้านย่อมมีอันตรายมากสำหรับภิกษุนั่นเอง, และทั้งเป็นการจำเป็นที่ภิกษุจะต้องเข้าบ้านทุกวัน คือไปบิณฑบาต จึงทรง กำชับในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก. พระบาลี ๑ แห่งหนึ่งว่า :- "ภิกษุ ท. ! เรื่องนี้มีมาแล้วแต่ก่อน : แมวตัวหนึ่งซุ่มอยู่ที่ข้าง กองหยากเยื่อมูลฝอย ด้วยหวังว่า หนูตัวอ่อน ๆ ออกมาหากินแล้ว ก็จัก จับกินเสียในที่นั้น. ลำดับนั้น หนูหนุ่มตัวหนึ่งออกหากิน แมวนั้นก็เข้าตะครุบ เอาพลัน แล้วรีบขยอกกลืน หนูหนุ่มตัวนั้น ได้กัดไส้และสายรัดไส้ของ แมวนั้น. แมวพวกนี้บางตัวก็ตาย บางตัวก็เจียนตาย : นี้เป็นฉันใด, ภิกษุ ท. ! ภิกษุบางรูปในที่นี้ครองจีวรถือบาตรในเวลาเช้า เข้าไปบิณฑบาต ในบ้าน หรือนิคม เป็นผู้ไม่รักษากาย ไม่รักษาวาจา ไม่รักษาจิต, ไม่ดำรงสติ ไม่สำรวมอินทรีย์ไว้ด้วยดี เธอเห็นมาตุคามในที่บิณฑบาต นั้น นุ่งห่มหลุด ๆ หลวม ๆ เพราะเหตุที่ได้เห็นนั้น ราคะย่อมเสียดแทง จิตของเธอ. เธอนั้นถูกราคะเสียดแทงจิตแล้ว ที่ตายไปก็มี ที่ได้ทุกข์ เจียนตายก็มี. : ภิกษุ ท. ! ภิกษุใด บอกคืนสิกขาเวียนกลับมาเป็นคนในเพศต่ำ อาการนั้น ชื่อว่า ‘ตาย’ ในวินัยของพระอริยะ, อาบัติที่ทำให้เศร้าหมอง ต้องอยู่กรรมเป็นอย่างใด ผู้ที่ต้องอาบัตินั้น ชื่อว่า 'รับทุกข์เจียนตาย.' ภิกษุ ท. ! เพราะฉะนั้น พวกเธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จักเป็นผู้รักษากาย- วาจา-ใจ ดำรงสติไว้ สำรวมอินทรีย์ด้วยดี แล้วจึงเข้าไปเพื่อบิณฑบาต ในบ้าน หรือนิคม ดั่งนี้. ๑. บาลีทสมสูตร โอปัมมสํยุตต์ นิทาน. สํ ไตร ล. ๑๖/๓๑๕/๖๘๑.
น.1724 พวกเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล." เมื่อกล่าวทั่วไป ทั้งในบ้าน หรือในป่า, ในที่ไหน ๆ แล้ว จะสรุป โทษแห่งความไม่สำรวมได้ด้วยพระบาลีว่า : ทวาร ท. คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหล่านี้ ของ ภิกษุใดไม่ได้รักษาแล้ว เธอจะเป็นผู้ไม่รู้ประมาณ ในอาหาร ไม่สำรวมอินทรีย์ ท., ได้ประสบ ทุกข์ทั้งทางกายและทางใจ. ภิกษุเช่นนี้ จะมี กายอันถูกไฟทุกข์ลนเผาอยู่ อันไฟกิเลสแผดเผาอยู่ ทั้งกลางวันและกลางคืน ย่อมอยู่เป็นทุกข์." ๑ ส่วนอานิสงส์ในที่นี้ ก็พึงทราบได้ด้วยการกลับเนื้อความให้ตรงกันข้ามอย่าง เดียวกัน. ตัวอย่างความเสียหายของผู้ไม่สำรวมอินทรีย์ หรือสำรวมไม่ทัน กาลนั้น มีอยู่ในปกรณ์ทั้งหลายเป็นอันมาก : มีกล่าวถึงครั้งพุทธกาล และครั้งก่อนโน้นมาแล้ว. จะนำมากล่าวไว้ในที่นี้บ้างเพื่อเป็นคติ : พระวังกีสเถระ เมื่อยังไม่เป็นพระอรหันต์ บวชได้ใหม่ ๆ เที่ยว บิณฑบาตพบสตรีคนหนึ่งเข้า ราคะเกิดขึ้นเสียดแทงจิต ต้องเข้าไปขอ ความช่วยเหลือจากพระอานนท์ : ๑. ปฐมสูตร ปฐมวรรค ทุก. อิติ. ขุ. ไตร. ล. ๒๕/๒๔๗/๒๐๖.
น.1725 "กามราคะแผดเผาภายในของข้าพเจ้า จิตของข้าพเจ้า ถูกไฟไหม้เสียแล้ว. อุบายอย่างใดเป็นเครื่องดับได้ดี, ข้า แต่ท่านผู้โคตมโคตร !” ขอท่านจงบอก เพื่อความเอ็นดู แก่ข้าพเจ้าเถิด." _ท่านขอร้องกะท่านพระอานนท์. "เพราะยึดมั่นนิมิตนั่นไว้ด้วยสัญญา, จิตของท่านจึงเดือด พล่าน. ท่านจงเว้นนิมิตที่ท่านเห็นว่างาม และชวนกำหนัด นั่นเสียเถิด. จงอบรมจิตในอารมณ์ที่ไม่งามให้แน่วแน่เป็น หนึ่ง, จงมองให้เห็นสังขารทั้งปวง เป็นของผู้อื่น-เป็นทุกข์ -เป็นอนัตตา. จงดับความกำหนัดอันหยาบใหญ่เสียแล้ว อย่าฟุ้งขึ้นอีก." - นี้เป็นคำเตือนสติของพระอานนท์. อัฏฐกถาหาริตชาดก นวกนิบาต เล่าไว้เรื่องหนึ่ง ดังนี้ : หาริต- ดาบส ฉันในพระราชวังแห่งพระเจ้าพาราณสี ๑๒ ปีมาแล้ว. ถึงสมัยที่พระราชา จะต้องไปปราบกบฏชายแดน จึงสั่งพระเทวีให้เอาใจใส่บำรุงดาบสแทนพระองค์. วันหนึ่ง พระดาบสมาช้า พระเทวีประทับนอนรออยู่ พอได้ยินเสียงแผ่น ปอกรอง ( อันเป็นผ้านุ่งของดาบส) ดังมาในอากาศตามเคย ก็รีบเสด็จลุกขึ้น เพื่อต้อนรับ, เฉพาะวันนั้นทรงภูษาเนื้อเกลี้ยง เมื่อลุกโดยลุกลน ผ้าทรง นุ่งได้หลุดลงในขณะที่พระดาบสเหาะมาถึง. พระดาบสประสบวิสภาคารมณ์ โดยกระทันหัน ไม่ทันสำรวมอินทรีย์แต่อย่างใด ตกอยู่ใต้อำนาจกิเลส ประคองสติไว้ไม่ได้ ก็เสพอสัทธรรมกับพระเทวี หมดกำลังฌาน ต้อง เดินกลับ เพราะเหาะไม่ได้อีก. แม้กระนั้น ก็ยังแพ้อำนาจวิสภาคารมณ์ กระทำอย่างนั้นอีกทุกวัน จนชาวนครรู้ทั่วและรู้ไปถึงพระราชาในแดนไกล. ๑. พระอานนท์ เป็นโคตมโคตร คือโคตรเดียวกับพระผู้มีพระภาค. เรื่องนี้นำมาจาก สีลนิ- เทสวิสุทธิมรรค.
น.1726 รื่องนี้ แสดงอำนาจแรงร้ายของวิสภาคารมณ์ และโทษของการ สำรวมอินทรีย์ไม่ได้, ดูเถิด ฉันอาหารของท่านถึง ๑๒ ปี ก็ไม่อาจรู้สึก และข่มไว้ได้. ผู้ไม่ประมาทจึงควรรู้สึกตัวไว้ล่วงหน้าเสมอ. อัฏฐกถาโลมกัสสปชาดก เล่าเรื่องโพธิสัตว์เป็นดาบส ชื่อ โลม- กัสสปะ บำเพ็ญฌานมีตบะแก่กล้ามาก, พระเจ้าพาราณสีถูกท้าวสักกะ แนะนำให้เอานางจันทวดีราชธิดาไปล่อลวงพระดาบสมาประกอบพิธีปสุฆาฏยัญญ์ เพื่อจะได้เป็นเอกราชาทั่วชมภูทวีป. พระราชาส่งสัยหอมาตย์กับราชธิดาไป เพื่อทำการนี้. พระมหาสัตว์ตะลึงในรูปโฉมของราชธิดา ปราศจากอินทรีย์- สังวรและหิริโอตตัปปะ มีจิตปดิพัทธ์เพ่งดู เสื่อมจากฌานในขณะนั้นเอง. สัยหอมาตย์เห็นเป็นโอกาสก็แย้มพรายขึ้นว่า พระราชาจักพระราชทานธิดานี้ ถ้าหากพระดาบสจักไปช่วยประกอบการบูชายัญญ์. อำนาจราคะดำฤษณา พระดาบสก็มาสู่กรุงพาราณสี ทั้งผมเซิงอันเป็นเครื่องหมายแห่งดาบส พร้อม กับอำมาตย์ และปรารภลงมือการบูชายัญญ์. ชาวเมืองเห็นแล้วก็สังเวชใจ ปรับความสังเวชแก่กัน กล่าวกันว่า "พระจันทร์พระอาทิตย์นับกันว่าฤทธิกล้า, สมณพราหมณ์ ก็นับกันว่ามีกำลังพรต, ฝั่งสมุทร ก็นับกันว่า มีกำลัง ต้านทานคลื่น : แต่ว่าสตรียังมีกำลังยิ่งกว่านั้น. ดูเถิด นางจันทวดี ยังดึงเอาตัวพระโลมกัสสปดาบสผู้มีกำลังฌาน กล้าแข็ง ข่มอินทรีย์ไว้อยู่ ให้มาประกอบพิธีบูชายัญญ์ ให้แก่ราชธิดาของตนได้."
น.1727 ขณะที่พระดาบสโพธิสัตว์นั้น เงื้อดาบขึ้นเพื่อเชือดคอช้างที่เขามัด เตรียมไว้แล้ว ช้างเห็นก็ร้องเพราะสะดุ้งกลัวต่อความตาย. ช้าง ม้า โค อื่น ๆ ก็ร้องขึ้น มหาชนก็ร้องขึ้น ทำความสลดใจให้เกิดแก่พระดาบส ในขณะนั้นเอง. สำนึกได้ถึงชฎา เธอสลดใจว่า กรรมเลวอย่างยิ่ง, จึงประมวลหิริโอตตัปปะและกสิณนิมิตเป็นต้น ทำฌานให้เกิดขึ้นได้ในบัดนั้น นั่งคู้ขาสมาธิท่ามกลางอากาศ แสดงธรรมแก่พระราชา ให้รื้อหลุมยัญญ์ ให้พระราชทานอภัยแก่ชีวิตสัตว์ทั้งหลาย แล้วกลับไปสู่ป่าหิมพานต์ตามเดิม : เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์แห่งการข่มอินทรีย์ไว้ไม่ได้ทันท่วงที, จนเกือบ เสียหายอย่างร้ายแรง แต่อาศัยเคยฝึกฝนไว้ จึงระลึกได้ภายหลัง, แม้ กระนั้นก็เป็นที่น่าตำหนิของมหาชนทั่วไป. พระพุทธองค์ทรงทราบเหตุนี้ดี จึง ตรัสสอนให้อบรมทำให้มากให้นานในกายคตาสติเป็นต้น เพื่อผู้นั้นจักไม่ เพลี่ยงพล้ำลงไปได้ง่ายๆ เหมือนเรื่องตัวอย่างเหล่านี้. ๘. การทรงกำชับในเรื่องนี้. จากพระพุทธดำรัสต่าง ๆ ซึ่งเมื่อเราประมวลเข้าด้วยกันแล้วจะเห็น ได้ว่า พระองค์ทรงหวังเป็นอย่างมาก ในการที่ภิกษุจะพึงทำตนให้ปลอดภัย อันเกิดแต่การไม่สำรวมอินทรีย์. ตามที่กล่าวมาแล้วแต่ต้น ก็เป็นเครื่อง รับรองพออยู่แล้ว แต่เราอาจเห็นได้ยิ่งขึ้นไปอีก โดยมีพระราชดำรัส กำชับไม่ให้ ยินร้าย แม้แก่บุคคลภายนอก ผู้มาติเตียนพระพุทธ-พระธรรม- พระสงฆ์เฉพาะหน้าเราผู้พุทธบริษัทเต็มไปด้วยความภักดีในพระรัตนตรัย, และ ไม่ให้ ยินดี ในเมื่อเขาสรรเสริญพระรัตนตรัยต่อหน้าตน, แต่จะชี้แจงให้เขา
น.1728 ข้าใจในพระรัตนตรัย ซึ่งเขายังเข้าใจผิดอยู่ หรือรับสมอ้างในเมื่อเขา กล่าวด้วยความเข้าใจถูกต่อพระรัตนตรัยก็ได้. ขอแต่อย่าให้ยินดียินร้ายเท่า นั้น. พระดำรัสนี้ปรากฏอยู่ในบาลีพรหมชาลสูตรตอนต้น ๆ. ๑ ในบรรดารูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสทั้งหลาย, ที่ทรงกำชับเป็นอย่าง มาก ก็คือ รูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสของผู้หญิง,-สำหรับผู้ชาย คือ ภิกษุเป็นต้น ; และรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสของผู้ชาย,-สำหรับผู้หญิง คือภิกษุณีเป็นต้น. ดัง พระบาลีว่า ภิกษุ ท. ! เราไม่เห็นอารมณ์อะไรอื่น ที่จะจับใจบุรุษติดแน่น เหมือน รูป ... เสียง ... กลิ่น .... รส ... สัมผัส .... ของสตรี." และ "ภิกษุ ท. ! เราไม่เห็นอารมณ์อะไรอื่น ที่จะจับใจสตรีติดแน่นเหมือน รูป ... เสียง .... กลิ่น .... รส .... สัมผัส ของบุรุษ. ๒ ” ทรงกำชับอีกว่า ไม่มีอะไรอื่นที่ควรสำรวมระวังยิ่งไปกว่าจิตของ- ตน ๆ ดังพระบาลี" ว่า "ภิกษุ ท. 1 เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างเดียว ที่ถ้าไม่สำรวมแล้ว จะเป็นไปเพื่อความฉิบหายอย่างใหญ่หลวงเหมือน จิตนี้." และ พระพุทธภาษิต ๔ ว่า ภิกษุ ท. ! อินทรีย์คือดวงตา ถูก แทงด้วยซีเหล็กอันร้อนจัดเป็นเปลวลุกโชนเสียยังดีกว่า : การถือเอาโดยนิมิต และโดยอนุพยัญชนะในรูปอันเห็นด้วยตานั้น ไม่ดีเลย. ๑. พรหมชาลสูตร สี. ที. ล. ๙/๓/๑. ๒. เอม. อ. ไตร. ล. ๒๐/๑/๒. ๓. เอก. อ. ไตร. ล. ๒๐/๘/๓๘. ๔. บาลีอาทิตตปริยายสูตร สหายตน. สํ. ไตร. ล. ๑๘/๒๑๐/๓๐๓.
น.1729 อินทรีย์คือหู ถูกกระชากด้วยขอเหล็กอันร้อนจัดเป็นเปลวลุกโชน เสียยังดีกว่า : การถือเอาโดยนิมิตและอนุพยัญชนะ ในเสียงอันพึงด้วยหู นั้นไม่ดีเลย. อินทรีย์คือจมูก ถูกคว้านภายในด้วยมีดคม อันร้อนจัดเป็นเปลว ลุกโชนเสียยังดีกว่า : การถือเอาโดยนิมิตและอนุพยัญชนะ ในกลิ่นอันดม ด้วยจมูก นั้นไม่ดีเลย. อินทรีย์คือลิ้น ถูกตัดด้วยมีดโกนคมกล้า ร้อนจัดเป็นเปลวลุก โซนเสียยังดีกว่า : การถือเอาโดยนิมิตและอนุพยัญชนะ ในรสอันรู้ได้ด้วย ลิ้น นั้นไม่ดีเลย. อินทรีย์คือกาย ถูกแทงด้วยหอกอันคม ร้อนจัดเป็นเปลวลุกโชน เสียยังดีกว่า : การถือเอาโดยนิมิตและอนุพยัญชนะ ในโผฏฐัพพะอันรู้สึก ได้ด้วยกายนั้น ไม่ดีเลย. ภิกษุ ท. ! จิตอันกำหนัดแล้ว ด้วยความยินดีในการถือโดย นิมิต และโดยอนุพยัญชนะก็ดี กำลังตั้งอยู่ ถ้าแหละบุคคลตายลงใน ขณะนั้นไซร้ คติที่เขาจะพึงไป มีอยู่สองอย่าง คือ นรก หรือกำเนิด เดรัจฉาน. ข้อนี้เป็นฐานะที่แน่นอน. เหตุนั้น การนอนหลับเสียยังดีกว่า แม้เราจะกล่าวว่า ความหลับเป็นความหมัน, ไร้ผล, หลงใหล, สำหรับ ผู้ที่มีชีวิตอยู่, เพราะการตื่นแต่เต็มไปด้วยวิตกอันเลวทราม อาจทำลายสงฆ์ เสียได้ ( เป็นต้น ) นั้น ไม่ดีเลย."
น.1730 การสำรวมจิตหรืออินทรีย์นี้ บางคราวย่อมแล้วแต่เพศหรือเวลา เป็นต้นบ้างเหมือนกัน : สำหรับปุถุชนธรรมดา อันตรายร้ายแรงในเรื่องนี้ ก็คือ อันตรายระหว่างเพศ แม้จะเป็นอันตรายที่เงียบ ๆ ก็นำความเสียหาย อย่างใหญ่หลวงมาเงียบๆ เท่ากัน. ส่วนในเพศเดียวกัน ไม่สู้จะมีอันตราย ในส่วนยินดี, นอกจากส่วนยินร้าย. สำหรับเวลา, บางคราวจิตใจเยือกเย็นอยู่ ก็สำรวมได้ง่าย แต่บางคราวใจไม่เป็นเช่นนั้น จึงไม่ควรประมาทว่าเคยสำรวมได้มาครั้งหนึ่ง ไม่ต้องกวดขันนัก, จะเสียที. เป็นอันว่าทางดีที่สุดที่จะทำตัวเองให้เยือกเย็น ปราศจากไฟ และก้าวขึ้นสู่คุณความดีในเบื้องสูงอันตนจะบรรลุขึ้นไปได้โดย ลำดับแล้ว ควรสำรวมเต็มที่ ในที่ทุกสถาน ในเวลาทุกกาล และ ระลึกถึงพระพุทธดำรัสที่ทรงกำชับอยู่เสมอ พร้อมทั้งทำความเคารพต่อ พระดำรัสนั้นอย่างหนักแน่นมั่นคง. ข้าพเจ้าขอจบบทนี้ลงด้วยพระบาลี® ว่า "ภิกษุ ท. ! เรื่อง นานมาแล้วแต่ก่อน : เต่าตัวหนึ่งเที่ยวหากินตามริมแม่น้ำ ในตอนเย็น. สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง ก็เที่ยวหากินตามริมแม่น้ำในตอนเย็น. ภิกษุ ท. ! เต่าได้เห็นแล้วซึ่งสุนัขจิ้งจอกเที่ยวหากินอยู่ เดินเข้ามาแต่ไกล จึงหดอวัยวะ ท. มีศีรษะเป็นที่ห้า เข้าในกระดองของตน เป็นผู้ขวนขวายน้อย นึ่งอยู่. สุนัข- ๑. บาลีตติยสูตร อาสีวิสวรรค สฬา. สํ. ไตร. ล. ๑๘/๒๒๒/๓๒๐.
น.1731 จิ้งจอกก็เห็นเต่าที่เที่ยวหากินนั้นแต่ไกลเหมือนกัน ได้ตรงเข้าไปที่เต่าแล้ว คอยช่องอยู่ว่า เมื่อใดเต่าจักโผล่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งออก ในบรรดา อวัยวะทั้งหลาย มีศีรษะเป็นที่ห้าแล้ว จักกัดที่อวัยวะนั้นแล้วและคร่าออกมา กินเสีย. ภิกษุ ท. ! ตลอดเวลาที่เต่าไม่โผล่ออกมา สุนัขจิ้งจอกไม่ได้ โอกาสเลย, แล้วก็หลีกไป : นี้ฉันใด- ภิกษุ ท. ! มารผู้ลามก ก็คอยช่องต่อพวกเธอทั้งหลายติดต่อ ไม่ขาดระยะอยู่เหมือนกันว่า ถ้าอย่างไรเราคงได้ช่อง ไม่ทางตา ก็ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทางใจ. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้น พวกเธอทั้งหลาย จงเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย : ได้เห็นรูป ด้วยตา ได้ฟังเสียงด้วยหู ดมกลิ่นด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น สัมผัส โผฏฐัพพะด้วยกาย หรือรู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว จงอย่าถือเอาโดยนิมิต จงอย่าถือเอาโดยอนุพยัญชนะ. อกุศลลามกคืออภิชฌาและโทมนัส จะพึง ไหลไปตามบุคคลผู้ไม่สำรวมจักขุอินทรีย์ (เป็นต้น) เพราะอินทรีย์เหล่าใด เป็นเหตุ เธอทั้งหลายจงปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุอินทรีย์ (เป็นต้น) นั้น จง รักษาอินทรีย์ จงถึงทั่วซึ่งความสำรวมในอินทรีย์ ท. ภิกษุ ท. ! ในกาลใด พวกเธอเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ ท. ในกาลนั้น มารผู้ลามก จักไม่ได้ช่องและหลีกไป เหมือนสุนัขจิ้งจอก ไม่ได้ช่องจากเต่าเหมือนกัน."
น.1732 "เต่าหดอวัยวะไว้ในกระดองฉันใด : ภิกษุพึงตั้งมโน วิตก ไว้ในกระดองกล่าวคืออารมณ์แห่งกัมมัฏฐานฉันนั้น, เป็นผู้ที่ตัณหาและทิฏฐิไม่อิงอาศัยได้, ไม่เบียดเบียน ผู้อื่น ไม่กล่าวร้ายต่อใคร ๆ, ดับสนิทแล้ว" ดังนี้. จบบทที่ ๔
น.1733 บทที่ ๕ อาชีวปาริสุทธิ ความบริสุทธิ์ แห่ง อาชีวะ
น.1734 บทที่ ๕ อาชีวปาริสุทธิ - ความบริสุทธิ์แห่งอาชีวะ พระบาลีที่เป็นอุทเทสในบทนี้ ดังนี้ :- ภิกษุทั้งหลาย ! กิจที่พวกเธอต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกนั้น คือ อะไร? คือพวกเธอจงสำเหนียกตนให้ได้ว่า ‘อาชีวะของเราบริสุทธิ์ แล้ว หงายได้แล้ว เปิดเผยได้ หาช่องทะลุมิได้ เป็นอันสำรวม ดีแล้ว' ดังนี้." [มหาอัสสปุรสูตร มู. ม. ไตร. ล. ๑๒ น. ๔๙๘ บ. ๔๖๔] นิทเทส ใจความย่อของบทนี้ : อาชีวปาริสุทธิศีล เป็นปาริสุทธิศีลข้อ ที่สาม แห่งปาริสุทธิศีลทั้งสี่. อาชีวปาริสุทธิศีล แปลว่า ศีลกล่าวคือ ความสะอาดหมดจดแห่งอาชีวะ. อาชีวะในที่นี้ หมายถึงวิธีที่จะได้ จตุ- ปัจจัยมาบริโภคของภิกษุ. ส่วนวิธีบริโภคด้วยดีอย่างไรนั้น ท่านจัดเป็นศีล อีกข้อหนึ่ง เรียกว่าปัจจยสันนิสสิตศีล หรือปัจจเวกขณศีล ซึ่งจะได้ บรรยายเป็นลำดับต่อไปในบทที่หก. ปัจจัยสี่คือ เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่รวมทั้งเครื่องใช้สอยและยาแก้โรค, เป็นสิ่งที่ภิกษุจะต้องแสวงหาให้ถูก ต้องตามบัญญัติ ซึ่งสมควรแก่สมณภาพ. เมื่อแสวงหาไม่ควร คือเป็นการ นอกรีตของสมณะไป แม้จะถูกต้องตามวิธีที่ชาวโลกเขาแสวงกัน ก็ชื่อว่า
น.1735 เสียอาชีวะ เป็นอาชีวะวิบัติ หรือไม่มีอาชีวปาริสุทธิศีล. ส่วนที่ แสวงหามาได้ แม้โดยทางสมควร แต่บริโภคโดยวิธีที่ไม่สมควร ถึง จะไม่เสียอาชีวปาริสุทธิศีล ก็ยังขาดในส่วนปัจจเวกขณศีล. ข้อว่าการ แสวงอย่างไรสมควร อย่างไรไม่สมควรนั้น จะได้เก็บเนื้อความในพระ- คัมภีร์ต่าง ๆ มารวมกันเข้าเป็นคำอธิบาย พร้อมทั้งแสดงข้อสังเกตและสัน- นิษฐานในที่บางแห่ง, แบ่งเป็นหัวข้อใหญ่ ๆ คือ :- ๑. อาชีวปาริสุทธิศีล คืออะไร (มี ๓ กระทู้) ๒. เรื่องเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับอาชีวปาริสุทธิศีล (มี ๘ กระทู้ ) การอธิบายก็จะได้พรรณนาไปตามลำดับหัวข้อ และกระทู้ ดังต่อไปนี้ : ๑. อาชีวปาริสุทธิศีลคืออะไร ? ๑. ศัพท์อาชีวปาริสุทธิศีล หมายความถึงไหน ? โดยตัวพยัญชนะ : อาชีว = การดำรงชีวิตให้เป็นอยู่ได้. ปาริ- สุทธิ = การชำระอย่างหมดจด. ศีล= ภาวะแห่งความเป็นอยู่อย่างสงบ, ปรกติ. รวมทั้ง ๓ ศัพท์ จึงได้ความว่า ปรกติภาพกล่าวคือความชำระ สะสาง การดำรงชีวิตของตน ให้เป็นอยู่ได้อย่างสะอาดหมดจด. ( คำว่า ศีลนี้ แม้จะแปลว่าปรกติภาพ ก็หมายถึงแต่ที่เป็นไปทางกายและวาจาโดย เฉพาะ. หมายถึงทางใจแต่โดยปริยาย, และคำนี้อธิบายไว้แล้วอย่างละเอียด ในบทที่ ๓ ข้างต้น จักไม่กล่าวซ้ำในที่นี้อีก. )
น.1736 โดยเนื้อความ : "การงดเว้นจากการประพฤติมิจฉาชีพที่กระทำ ด้วยวิธีอันเลวทรามต่าง ๆ เช่นการโกหก การพิรี้พิไร การพูดหว่านล้อม การ ยอมตัวให้ใช้สอย การต่อลาภด้วยลาภ ของภิกษุทุศีลล่วงสิกขาบทเพราะ เห็นแก่อาชีพของตน นี้ชื่อว่า อาชีวปาริสุทธิศีล." ๑ ดังนี้. โดยเครื่องสังเกตอย่างอื่น : ความตั้งจิตสำรวม ไม่ยอม บริโภควัตถุที่ได้มาไม่ชอบธรรม เป็นลักษณภาพของศีลข้อนี้. ความที่ภิกษุ พยายามเป็นอย่างยิ่งอยู่เสมอ ในการระวังไม่ให้การแสวงของตนนอกรีตจาก ความเป็นสมณะ เป็นปวัตติภาพของศีลข้อนี้. ความที่ภิกษุบริโภคสิ่งของ นั้น ๆ อยู่ได้อย่างสนิทใจ ไม่ต้องรู้สึกขยะแขยงว่าบริโภคของที่ได้มาอย่างสกปรก นี้เป็นคุณภาพของศีลนี้. และความสุขสงบระหว่างคนทั้งสองฝ่าย คือทายก ก็ไม่ถูกล่อลวงโดยภิกษุโกง และภิกษุก็อิ่มใจตัวเองบริโภควัตถุนั้น ๆ ได้ นี่ เป็นปรากฏภาพ ( คือเครื่องแสดงว่าสิ่งนี้มีอยู่ในที่นี้) ของศีลนั้น. ความได้ อาหารบำรุงกายสมประสงค์และได้ปืติปราโมทย์บำรุงใจ อุดหนุนกำลังสมาธิ ของภิกษุผู้สำรวมในศีลนี้. นี้เป็นอานิสงส์ของศีลข้อนี้. ๒. อาชีวที่ไม่บริสุทธิ์ เป็นอย่างไร ? เพื่อให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น, ควรกล่าวลักษณะอันตรงกันข้ามคือมิจฉา- อาชีวะเสียก่อน, ด้วยว่าเมื่อการแสวงนั้น ๆ ไม่เป็นมิจฉาอาชีวะไปได้แล้ว ก็ ย่อมเป็นสัมมาอาชีวะอยู่เอง. ภิกษุ ท. ! อริยสาวกในศาสนานี้ ละมิจฉา- อาชีวะเสียแล้ว ก็ดำรงชีวิตอยู่ด้วยสัมมาอ าชีวะ นี่เราเรียกว่า สัมมา- อาชีวะ ๒ " ดังนี้. นี่เป็นพุทธภาษิตที่รับรอง. ๑. วิสุทธิมรรค ศีลนิเทศ. ภ. ๑ น. ๑๙. ๒. มหาสติปัฏฐานสูตร มหา. ที. ๑๐/๓๔๘/๒๙๙.
น.1737 มิจฉาอาชีวะหรืออาชีวะที่ไม่บริสุทธินั้น เป็นเพราะแสวงหามา ด้วยการล่อหลอกอย่างหนึ่ง, และล่วงละเมิดพระบัญญัติโดยตรงอย่างหนึ่ง, ของที่ได้มานั้นเลยกลายเป็นของไม่ควรบริโภคไป. จักกล่าวประเภทแรกก่อน. (๑) การแสวงหาด้วยการล่อหลอก นี้ พระอรรถกถาจารย์ ๑ แสดงไว้โดยชื่อว่า กุหนา - การหลอกลวง, ลปนา-พูดพิรี้พิไร, เนมิต- ติกกา-พูดหว่านล้อม, นิปเปสิกตา - พูดท้าทายให้เจ็บใจ, นิชิคึสนตา - หา กำไรโดยอ้อม. อธิบายพอเป็นข้อสังเกต ดังต่อไปนี้ : กุหนา ๒ - การหลอกลวง, ท่านแสดงอุทาหรณ์ ๓ อย่าง คือ ทายกแจ้งความประสงค์จะถวายจีวร และภิกษุนั้นก็ต้องการ แต่แกล้ง ปฏิเสธไม่รับ ให้ทายกเข้าใจว่าตนมีสันโดษ มักน้อยเป็นต้น, ล่อโดย ประการที่ทายกหลงใหลไปว่า "แหม ท่านรูปนี้น่าสรรเสริญ ไม่ยอมรับ อะไร ๆ เป็นภิกษุมีธรรมสูง. พวกเราจะได้บุญมากมายทีเดียว ถ้าหากว่า ท่านจะยอมรับอะไร ๆ ของพวกเราสักสิ่งหนึ่ง." จึงเสาะหาสิ่งของมีจีวรเป็น ต้น ชนิดที่ประณีตที่สุด ไปคะยั้นคะยอถวาย. เธอแกล้งทำเป็นเสียไม่ได้ บอกว่ารับหวังอนุเคราะห์ให้ทายกได้บุญอย่างเดียวเท่านั้น. เมื่อทายกหลงใหล เต็มที่แล้ว ก็แอบรับของคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง ที่แตกตื่นกันมาถวาย ได้ตั้ง เล่มเกวียน. ทำนองนี้อย่างหนึ่ง. อีกอย่างหนึ่ง, หาเลสพูดอ้อมค้อม โดยวิธีที่จะให้เข้าใจว่าคุณ วิเศษสูงสุดมีในตน, จะพูดตรง ๆ กลัวเขาเกลียด และต้องอาบัติปาราชิก ๑. จากวิสุทธิมรรค สีลนิเทส. ๒. กุหนา อ่านว่า กุหะนา.
น.1738 จึงเลี่ยงพูดโดยนัยเป็นต้นว่า ภิกษุที่มีท่าทาง, ผิวพรรณ ฯลฯ เช่นนี้เช่นนั้น เป็นพระอรหันต์ ; จนเขาถวายลาภให้เนือง ๆ. และอีกอย่างหนึ่ง ฉาบไล้ความเคร่งไว้ภายนอก กินอยู่ นั่ง นอน ยืน เดิน ดู เหลี่ยว ด้วยอาการที่โลกนิยมกันว่า เคร่งอย่างยอด. ไม่พูด อะไรหมด ก็มีทายกผู้ใคร่บุญมาถวายลาภสักการะเนืองแน่น ทั้ง ๓ อย่างนี้ เรียกว่า กุหนา - การหลอกลวง. ลปนา - พูดพิรี้พิไร. ได้แก่พูดประจบและเลียบเคียง. ท่าน แสดงตัวอย่างไว้ว่า เมื่อเห็นทายกมาที่วัด ก็ชิงทักเสียก่อนว่า เห็นจะ มานิมนต์พระกระมัง ถ้าเช่นนั้น อาตมาจะเป็นหัวหน้าพาภิกษุไปให้. อีก อย่างหนึ่ง พยายามแนะนำตนเองว่า พระราชา และอมาตย์ชื่อนั้นชื่อนี้ เลื่อมใสในตนเช่นนั้นเช่นนี้. การพูดยกยอ เอาอกเอาใจ ประจบคหบดี กลัวว่าทายกจะเหินห่างไปเสียก็นับรวมเข้าในเรื่องนี้. ภิกษุเห็นเขาถืออ้อย เดินมา ถามว่าเอามาแต่ไหน ? "เอามาแต่ไร่โน้น." เห็นจะอร่อยดี ? "ลองดูจึงจะรู้ ขอรับ." ก็เสว่า ภิกษุจะพูดว่า ‘จงให้แก่ฉัน’ ไม่เหมาะ ไม่ใช่หรือ ? เขาก็ถวาย. ภิกษุสองรูปเข้าไปใกล้เรือนหญิงคนหนึ่ง นั่งแล้วแสร้งคุยกันให้ หญิงนั้นได้ยิน โดยรูปหนึ่งถามรูปหนึ่งตอบ ; แม่คนนั้นลูกใคร? "ลูก- อุปัฏฐายิกาของพวกเรา. มารดาของเธอนั้น ไม่ถวายเปรียงเลย ๑ ย่อม จัดหาเนยใส่ถวายพระเสมอ แม่คนนี้ก็คงอย่างเดียวกันเป็นแน่. "นี้ก็เป็น ลักษณะของลปนา. นอกจากนี้ยังหมายถึงการพูดหวานให้เขารัก โดยไม่ ————————————— ๑. เนยใสดีแพง อร่อยกว่าเปรียง.
น.1739 ต้องคำนึงถึงความจริง พระธรรมและฐานานุรูป ; การพูดเหมือนแกงถั่ว ( คือมีความจริงน้อย, เหมือนแกงถั่วซึ่งเขานิยมกันว่า อย่าให้ทันสุกมาก อร่อยดี ) ; และการประจบด้วยการอุ้มทารกให้เป็นที่ชอบใจของสกุล ก็นับ รวมอยู่ในข้อนี้ด้วย. ทั้งนี้ก็เพราะเห็นแก่อาชีวะของตน. เนมิตติกตา - พูดหว่านล้อม, หมายถึงกายกรรมวจีกรรม ที่ อ้อมค้อม เพื่อล่อใจให้ทายกถวายของ เพราะขอตรง ๆ ย่อมเก้อเขิน ( สำหรับภิกษุมีศีลก็ยังผิดวินัย ) จึงแสดงนิมิตหรือโอกาสให้รู้ ท่านแสดง อุทาหรณ์ไว้ว่า ภิกษุเห็นเขาเลี้ยงลูกโค ซึ่งแม่ของมันถูกพรากไปรีดนม อยู่ แสร้งถามว่า นี่ ลูกโคนมหรือลูกโคเปรียง ? เมื่อเขาตอบว่า ลูก โคนม ขอรับ, ก็เสพูดไปอีกว่า ฉันคิดว่าไม่ใช่โคนมดอก ถ้าหาก เป็นโคนมจริง พวกเราคงได้ดื่มนมกันบ้างแล้ว. ในที่สุดเขาถวายน้ำนม เพราะนึกสนุกขึ้นมา หรือเพื่อซื้อความรำคาญ หรือเพื่อแสดงว่าตนไม่ได้ เป็นคนใจแคบ ; แต่ไม่ใช่ให้ด้วยศรัทธาแท้. อีกเรื่องหนึ่ง ท่านแสดงไว้ด้วยการพูดล้อมไปล้อมมาจนได้ของที่ ต้องการ ว่าภิกษุรูปหนึ่งต้องการจะฉัน เข้าไปสู่ตระกูล ๆ หนึ่ง นั่งอยู่ใน บริเวณบ้าน. หญิงแม่บ้านเห็นแล้ว แต่ไม่อยากจะจัดถวาย แกล้งพูดว่า ข้าวสารไม่มี จะไปหาข้าวสาร, แล้วไถลไปเสียที่บ้านเพื่อนบ้าน, ภิกษุนั้น ถลันขึ้นไปบนเรือน พบอ้อยที่ซอกประตูพิงอยู่ ก้อนน้ำอ้อยอยู่ในภาชนะ ปลาเค็มแบอยู่ในกระจาด ข้าวสารเต็มหม้อ เปรียงเต็มกระออม, แล้วก็ ออกมานั่งรออยู่อย่างเดิม. หญิงนั้นกะว่า ภิกษุคงไปจากบ้านตนแล้ว ก็
น.1740 กลับมา ภิกษุนั้นรีบเอ่ยออกไปทันทีว่า วันนี้การเที่ยวภิกขาจารเห็นจะ ไม่สำเร็จ เพราะฉันเห็นนิมิตไม่ดีเสียแล้ว. "เห็นอะไร, เจ้าข้า" หญิงนั้นถาม. ภิกษุนั้นตอบว่า ฉัน เห็นงูชูศีรษะขึ้นสูงเหมือนลำอ้อยอยู่ที่ประตูจะกัดฉัน ๆ คิดจะประหารมัน เหลียว ไปคว้าหาก้อนหิน ได้มาเป็นก้อนน้ำอ้อยในภาชนะ ก็ขว้างเข้าไป มันแผ่ พังพานแบนกว้างเป็นแผ่นปลาในกระเช้า เมื่อมันฉกก้อนหินนั้น ฉันเห็น เขี้ยวมันขาวเหมือนเมล็ดข้าวสารในหม้อ และมันพ่นน้ำลายพิษออกมาเหมือน เปรียงในกระออม. หญิงแม่บ้านเห็นว่า ไม่อาจลวงภิกษุนี้ได้แล้ว ก็จัด ถวายตามต้องการ. นี้แสดงให้เห็นว่าเข้าใจพูดไม่ให้โกรธแต่ขบขัน และ เมื่อชาวบ้านกลัวจะถูกหาว่าตระหนี่กับพระ ก็จัดให้ตามขัดไม่ได้. นิปเปสิกตา - ปลูกคำพูดท้าทายให้เจ็บใจ, เป็นคำพูดที่ฉลาด, เพราะพูดให้เจ็บใจ แต่ไม่ใช่โกรธเลย, เช่นพูดว่า "ฉันพบภิกษุหลายรูป ที่สวนทางกับฉันไป พูดว่า ชาวบ้านตำบลนี้ ทั้งตำบลใหญ่ ไม่มีใครศรัทธา เลย พระมาทั้งร้อยก็ทั้งร้อยกลับเปล่า." ชาวบ้านบางคนเจ็บใจจะแก้คำนั้น ก็จัดถวาย. แม้จะถวายอย่างแดกดัน, สำหรับภิกษุไม่ละอายเช่นนี้ยอม รับเสมอ. ท่านแสดงคำพูดของภิกษุนิปเปสิกตาไว้พอเป็นตัวอย่างต่าง ๆ กันว่า "นี่หรือชีวิตของผู้หว่านพืชในนาบุญ ที่แท้เป็นคนกินพืช," "พ่อคนนี้ จะได้ชื่อว่าเป็นทายกอย่างไรกันหนอ พูดแต่ว่า ไม่มี ๆ กับภิกษุทุก ๆ รูป เป็นนิจ," "บ้านโน้นให้เพราะกลัวถูกติเตียน จงให้ด้วยศรัทธาจริง ๆ เถิด." หลักของคำพูดประเภทนี้ คือข่มขี่ให้เจ็บใจ จนเขาให้เพราะน้อยใจ. โดย ตรงก็คือยั่วโทสะอย่างฉลาดนั่นเอง. พูดแต่เพียงว่า "บ้านโน้นปิดประตูเสมอ"
น.1741 ทุกคราวที่ผ่านหน้าบ้านพอให้เขาได้ยินโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ก็อาจทำทายกให้ ให้เพราะเจ็บใจได้. และที่ทำนี้ก็เพราะเห็นแก่อาชีวะของตน. นิชิคึสนตา - แลกเปลี่ยนหากำไร, ได้แก่ขอวัตถุอย่างนี้ที่นี่แล้ว นำไปให้แก่อีกคนหนึ่ง ที่อื่น เพื่อได้สิ่งอื่น แล้วนำสิ่งนั้นไปให้ผู้อื่น และ ได้สิ่งอื่นอีกต่อหนึ่ง เรื่อยไป จนได้ของที่ดีกว่า แพงกว่าสิ่งแรก เป็นการ ต่อลาภด้วยลาภ ท่านแสดงอุทาหรณ์ไว้ว่า ภิกษุได้ข้าวสุกในที่นี้แล้ว นำไปให้เด็กในสกุลอื่นที่กำลังต้องการ และตนก็ได้ขีรยาคู ( ข้าวต้มต้มด้วย น้ำนม ) ซึ่งในขณะนั้นเด็กไม่ต้องการมา เป็นต้น. แม้ว่าอาการชนิดนี้ ในสมัยนี้เราอาจไม่พบเห็นก็จริง แต่จะได้เห็นอาการอื่น ๆ ซึ่งเป็นไปทำนอง เดียวกันนี้อย่างลับ ๆ กระทำกันอยู่ เช่นขอข้าวจากชาวนาไปแลกปลาจาก ชาวน้ำ ขอปลาจากชาวน้ำ มาแลกข้าวจากชาวนาเช่นนี้ ย่อมได้ มากกว่าที่ขายเป็นเงินซื้อ เพราะเป็นธรรมดาที่ความต้องการปลาของชาวนา มีมากกว่าต้องการข้าวเป็นต้น และยังเห็นแก่ผ้าเหลืองเป็นพิเศษอีกส่วนหนึ่ง ด้วย. แม้นี้ก็ทำเพราะเหตุแห่งอาชีวะ. นอกจากที่กล่าวมาแล้วนี้ ถ้าเป็นการล่อลวงหรือกลอุบายอย่างใด อย่างหนึ่ง ซึ่งใช้เป็นเครื่องแสวงลาภมาบริโภคแล้ว ก็เป็นมิจฉาอาชีวะ ประเภทล่อหลอกสิ้น (๒) การแสวงล่วงละเมิดพระพุทธบัญญัติ. นี้แล้วแต่พระ- บัญญัติมีอยู่อย่างไร การบัญญัติในเรื่องนี้ทรงอาศัยหลักว่า ไม่นิยมทำกัน ในหมู่นักบวชทั่วไปบ้าง, เป็นโทษทางบ้านเมืองบ้าง เป็นของต่ำทรามบ้าง งมงายบ้าง ฯลฯ. อย่างสูงมีโทษถึงปาราชิก ( อวดอุตตริมนุสสธรรมเท็จ ),
น.1742 เป็นลำดับลงมาจนถึงทุกกฎ, ดังจะได้ระบุให้ชัด ในตอนว่าด้วยเบ็ดเตล็ด. โดยทั่ว ๆ ไปในเรื่องนี้ ที่พระสาวกถือกันอย่างเคร่งครัดก็คือ เดรัจ- ฉานวิชา, เวชกรรม, วิญญัติ, และการรับใช้ฆราวาส. อธิบาย ดังต่อไปนี้ : เดรัจฉานวิชา เดรัจฉานวิชา คือ วิชาที่ถือกันว่า นอกรีตและต่ำเกินกว่าที่ภิกษุ สากยบุตรจะพึงกระทำ กระทำลงไปได้, เป็นเครื่องมือหากินของคนที่มีเล่ห์ เหลี่ยม และควรจะเป็นฆราวาสโดยเฉพาะ, สำหรับบรรพชิต ผู้ปฏิญญาตน เป็นคนสูง-คนรู้-คนหวังมรรคผลนิพพานนั้น ไม่พึงแตะต้องข้องแวะแม้แต่ ประการใด ดุจว่าคนรักสะอาด ย่อมไม่แตะต้องคูถ ฉันใดก็ฉันนั้น. เดรัจ- ฉานวิชา มีรายละเอียดอย่างไร ทราบได้จากพุทธภาษิต๑ ในบาลีสามัญญ- ผลสูตร โดยเนื้อความว่า : "สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธา แล้วยังประกอบมิจฉาอาชีวะ เพราะทำเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้อยู่คือ ทาย ลักษณะในร่างกายบ้าง ทายนิมิตลางดีลางร้ายบ้าง ทายอุปปาตะคือของตก บ้าง ทายอสนีบาต ทำนายฝัน ทายชะตา ทายผ้าหนูกัด ทำพิธี โหมเพลิง ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดโปรยแกลบรำ และข้าวสาร ทำพิธีจองเปรียง ทำพิธีจุดไฟบูชา ทำพิธีเสกเป่า พิธีพลีด้วยโลหิตบ้าง เป็นหมอดูอวัยวะร่างกาย หมอดูภูมิที่ตั้งบ้านเรือน ดูลักษณะไร่นา เป็น ๑. สามัญญผลสูตร สี. ที. ดูละเอียดในตอนบุพภาคของเรื่องนี้ ที่ว่าด้วยบาลีที่ใช้เป็นหลัก ๓ สตร
น.1743 หมอปลุกเสก เป็นหมอผี หมอทำยันต์กันบ้านเรือน หมองู หมอดับพิษ หมอแมลงป่อง หมอหนูกัด หมอทายเสียงนกเสียงกา หมอทายอายุ หมอกันลูกศร (กันปืน ) หมอดูรอยสัตว์. ส่วนภิกษุในศาสนานี้ เธอเว้น ขาดจากการประกอบมิจฉาชีพ เพราะทำเดรัจฉานวิชาเห็นปานนั้นเสีย. แม้ นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. "อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายก เขาถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบมิจฉาชีพเพราะทำเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ อยู่ คือ ทายลักษณะแก้วมณี ( เพชร ) ทายลักษณะไม้เท้า ทายลักษณะ ผ้าลักษณะศาสตรา ลักษณะดาบ - ลูกศร - ธนู - อาวุธ. ทายลักษณะ หญิง - ชาย - เด็กหญิง - เด็กชาย - ทาส ทาสี. ทายลักษณะช้าง ม้า กระ โคอุสุภ โค แพะ แกะ ไก่ นกกระทา เหี้ย สัตว์ชื่อกัณณิกา เต่า เนื้อ บ้าง. ส่วนภิกษุในศาสนานี้ เธองดขาดจากมิจฉาชีพ เพราะทำ เดรัจฉานวิชาเห็นปานนั้นเสีย. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. "อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายก ถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบมิจฉาชีพทำเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้อยู่ คือ ดูฤกษ์ยาตราทัพให้แก่พระราชาว่า ‘วันนั้นควรยก วันนั้นไม่ควรยก, พระ- ราชาภายในจักรุก พระราชาภายนอกจักถอย, พระราชาภายนอกจักรุก พระราชาภายในจักถอย, ราชาภายในจักชนะ ราชาภายนอกจักแพ้, ราชาภายนอกจักชนะ ราชาภายในจักแพ้, องค์นี้จักแพ้ องค์นี้จักชนะ บ้าง.’ ส่วนภิกษุในศาสนานี้เธองดขาดจากมิจฉาชีพ เพราะทำเดรัจฉานวิชา เห็นปานนั้นเสีย. แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.
น.1744 "อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายก ถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบมิจฉาชีพทำเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้อยู่ คือ ทำนายจันทรคราส สุริยคราส นักษัตรคราส ทำนายดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดาวพระเคราะห์ ว่าจักเดินถูกทางบ้าง ผิดทางบ้าง, ทำนายว่าจักมีอุกาบาต ฮมเพลิง แผ่นดินไหว ฟ้าร้องบ้าง, ทำนายการขึ้น การตก การหมอง การแผ้ว ของดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และดาว จะมีผลเป็นอย่างนั้น ๆ ดังนี้ บ้าง, ส่วนภิกษุในศาสนานี้ เธองดขาดจากมิจฉาชีพทำเดรัจฉานวิชาเห็น ปานนั้นเสีย. แม้นี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. "อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายก ถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบมิจฉาชีพทำเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้อยู่ คือ ทำนายว่า จักมีฝนดีบ้าง จักมีฝนแล้งบ้าง อาหารหาง่าย อาหารหายาก จักมีความสบาย จักมีความทุกข์ จักมีโรค จักไม่มีโรคบ้าง ทำนาย การนับคะแนน คิดเลข ประมวล แต่งกาพย์กลอน สอนตำราว่าด้วย เรื่องทางโลกดังนี้บ้าง, ส่วนภิกษุในศาสนานี้ เธองดขาดจากมิจฉาชีพ ทำเดรัจฉานวิชาเห็นปานนั้นเสีย, แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. "อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายก ถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบมิจฉาชีพทำเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้อยู่ คือ ดูฤกษ์ทำการแตกร้าว ดูฤกษ์ทำการเก็บทรัพย์ ดูฤกษ์ทำการจ่ายทรัพย์ ( ลงทุน ), ดูโชคดีโชคร้ายบ้าง ให้ยาบำรุงครรภ์บ้าง ร่ายมนต์ผูกยึด ปิดอุดบ้าง. ร่ายมนต์สลัด ร่ายมนต์กั้นเสียง เป็นหมอเชิญผีถามบ้าง เชิญ เจ้าเข้าหญิงถามบ้าง ถามเทวดาบ้าง ทำพิธีบวงสรวงพระอาทิตย์ บวงสรวง
น.1745 มหาพรหม ร่ายมนต์พ่นไฟ ร่ายมนต์เรียกขวัญให้บ้าง. ส่วนภิกษุใน ศาสนานี้ เธองดขาดจากมิจฉาชีพทำเดรัจฉานวิชาเห็นปานนั้นเสีย. แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. "อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่ทายก ถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบมิจฉาชีพทำเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้อยู่ คือ บนขอลาภผลต่อเทวดา ทำการบวงสรวงแก้บน สอนมนต์กันผีกันบ้านเรือน ทำกระเทยให้เป็นชาย ทำชายให้เป็นกระเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำการ บวงสรวงในที่ปลูกเรือน พ่นน้ำมนต์ บูชาเพลิงบ้าง ... " เวชกรรม๑ การเป็นหมอรักษาชาวเมือง โดยหวังอะไรตอบแทนของภิกษุนั้น ทั้งในบาลีและอัฏฐกถาได้ติเตียนไว้อย่างสาดเสียเทเสีย. มีข้อยกเว้นให้ทำ เฉพาะแก่คนที่ควรทำ เช่นบิดามารดาเป็นต้น ซึ่งจะกล่าวในลำดับ. ภิกษุ ที่เป็นลัชชีนั้น ไม่ยอมบริโภคปัจจัยที่ได้มา โดยเวชกรรมเป็นเหตุ, นิยมเห็นเป็นการรับจ้าง. เมื่อจะเพ่งถึงการบริโภคเครื่องกัณฑ์เทศน์ ซึ่ง ดู ๆ ก็คล้ายกับรับจ้างเหมือนกันนั้น จะเห็นได้ว่า การสอนธรรมเป็นหน้าที่ โดยตรงของนักบวช เมื่อเขา ถวายด้วยความเลื่อมใสก็บริโภคในฐานเป็น เครื่องบูชา. ส่วนเวชกรรมเป็นเรื่องนอกทางของภิกษุ. เมื่อไม่ใช่หน้าที่ ก็ไม่มีความชำนาญ อันจะเป็นเหตุให้คนเป็นอันตราย เพราะความรู้ ๑. เวชกรรมนี้ ในบาลีกล่าวรวมอยู่ในพวกเดรัจฉานวิชา. แต่ในที่นี้แยกออกกล่าวทีละพวกเพื่อให้ เห็นชัด อาศัยที่มีการกระทำและเลศนัยอย่างอื่นต่างกัน เช่นเดรัจฉานวิชาทั่วไปนั้น ไม่มีข้อแม้ ยกเว้นให้ทำเลย, ส่วนเวชกรรมอนุญาตให้ทำได้แก่คนที่สมควรทำให้.
น.1746 อย่างงู ๆ ปลา ๆ ของตน ทั้งเป็นเหตุให้หมดเวลาและห่างเหินต่อการปฏิบัติ ไตรสิกขาและการศึกษาเล่าเรียน เป็นที่ดูหมิ่นของนักบวชประเภทอื่นที่เป็น คู่แข่งขันกัน โดยเฉพาะ ในสมัยพุทธกาล เพราะนิยมกันอยู่แล้วทุกฝ่ายว่า เวชกรรมเป็นกิจที่ต่ำเกินกว่าที่บรรพชิตผู้เป็นอนาคาริกจะพึงทำได้. และอีกอย่าง หนึ่งซึ่งเป็นเหตุสำคัญ คือเป็นทางให้ทอดตนลงเป็นคนรับใช้ของตระกูลโดย ทางเวชกรรม รับเป็นหมอประจำสกุล คล้ายทนายความประจำบ้าน เสียทีเดียว. แต่เรื่องนี้ไม่หมายถึงการช่วยเหลือคนป่วยอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามวิสัยที่แม้มนุษย์ชาวบ้านธรรมดาก็ช่วยกัน ในเมื่อเกิดใครเจ็บใครป่วย เป็นอะไรขึ้นในที่ข้างเคียงตน, เช่นเดินไปพบคนเป็นลมล้มนอนอยู่ เมื่อมี ยาประจำตัว ก็แบ่งให้และแก้ไขไปตามควร. เรื่องเวชกรรมที่ทำไปอย่างสาธารณะนี้ ครั้งพุทธกาล แม้จะ เป็นสิ่งที่พระสาวกประณามกันอย่างมาก แต่ในบัดนี้ได้เพลาลง จนมีการ กระทำกันโดยมาก โดยเพ่งไปในแง่ที่ว่าเป็นเครื่องจูงคนเข้านับถือศาสนา หรือสนิทสนมกับศาสนายิ่งขึ้น ถ้าหากว่าทางพุทธจักรจะหมุนเข็มมุ่งหมาย มาช่วยเหลือทางอาณาจักรให้มากที่สุด และมีความรู้ช่วยได้จริงในสมัยที่ ประเทศชาติยังมีแพทย์ไม่พอใช้ ก็ดูไม่มีโทษอะไร, ในเมื่อทำไปด้วย เมตตาและความบริสุทธิ์ใจ. แต่สำหรับผู้หวังการก้าวหน้า ในการตาม รอยพระอรหันต์ ก็ควรตัดเครื่องรุงรังใจอันนี้เสีย. และเมื่อกล่าวให้ซึ่ง ภิกษุก็มีหน้าที่แพทย์อยู่แล้วในตัว แต่เป็นแพทย์รักษาโรคฝ่ายใจ คือโรค กิเลส, โรคมืดมนท์ต่อการครองชีพอย่างสงบเยือกเย็น ฯลฯ. แพทย์ธรรมดา เป็นแพทย์ในส่วนกายหรือรูปธรรม, ภิกษุผู้สำเร็จการปฏิบัติธรรมมาพอ
น.1747 สมควรแล้ว เป็นแพทย์ในส่วนใจหรือนามธรรม คู่กัน ถ้าร่วมมือแบ่งกันทำ คงบริสุทธิ์สะอาดไม่ก้าวก่ายกันทั้งสองฝ่าย. ควรพยายามจนเราอาจวางหลัก ได้ว่า เมื่อใครเจ็บป่วยทางนามธรรมแล้ว ควรได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และหายได้จริงโดยพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ดุจคนป่วยทางรูป หรือทาง กาย ป่วยลงอย่างใด ส่งไปยังโรงพยาบาลที่กระทำการโดยเจ้าหน้าที่แพทย์ แผนปัจจุบันย่อมหายได้แน่ฉันใดก็ฉันนั้นเถิด. คงดีกว่าที่จะสับสนกัน และ ก่อเรื่องอันเศร้าหมองโดยเปิดช่องทางให้มีการกระทบกระทั่งแก่เกียรติของคำว่า "พระพุทธสาวก," และทั้งอาชีพของพระภิกษุก็จะบริสุทธิ์สะอาดจนตัวเองก็ เคารพตัวเองได้ยิ่งขึ้นไป. ต่อไปนี้ จะได้กล่าวถึงบุคคลที่ภิกษุควรทำเวชกรรมให้ได้ไม่มีโทษ, ถ้าหากว่าตนมีความรู้ในการทำ. บุคคลนั้นมีอยู่ ๒๕ ชนิด แบ่งเป็นสาม ประเภท คือ :- ( ก.) คน ๑๐ ชนิด. ได้แก่ เพื่อนสหธรรมิก ๕ : คนเตรียมตัว บวช, ไวยาวัจจกร, มารดา, และบิดาของตน, รวมเป็น ๑๐, ( สห- ธรรมิก ๕ คือ เพื่อนภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี ). ประเภทนี้อนุญาตผ่อนผันให้มาก คือ ถ้าเครื่องยาของเขาไม่มี ภิกษุเอาของ ตนออกทำให้ได้. ถ้าของตนไม่มี อนุญาตให้เที่ยวขอจากผู้อื่นมาทำให้ก็ได้ ถ้ายังไม่ได้ อนุญาตให้ขอกระทั่งคนที่ไม่ได้ปวารณาไว้. ( ข ) ญาติ ๑๐ พวก. ได้แก่ พี่ชาย, น้องชาย, พี่หญิง, น้องหญิง, น้องหญิงของบิดามารดา, พี่หญิงของบิดามารดา, น้องชาย ของบิดามารดา, พี่ชายของบิดามารดา, ลูกพี่ลูกน้องทางบิดา ลูกพี่
น.1748 ลูกน้องทางมารดา. ทั้ง ๑๐ จำพวกนี้ ไม่ผ่อนผันให้มากเหมือนประเภทแรก, คือ ให้เอาเครื่องยาของเขาทำให้, ถ้าของเขาไม่มี พึงให้ยืมของตนทำ เมื่อเขาใช้คืนให้พึงรับ, แต่ถ้าไม่ใช้ก็ไม่พึงทวง, เพราะญาติเป็นผู้ที่ควร สงเคราะห์. ส่วนเขยหรือสะใภ้มิใช่ญาติ ท่านแนะว่า พึงทำให้ญาติ แล้วเขาให้กันต่อหนึ่ง. แต่ดูเหมือนจะต้องเป็นการแกล้งทำอยู่สักหน่อย. ( ค. ) คน ๕ จำพวก. ได้แก่คนป่วยที่ซัดเซเข้าไปถึงวัดหรือคนเดิน ทางมา, โจร, คนรบแพ้หนีมา, อิสรชน ( ผู้มีอำนาจ ), และคนถูกญาติ พี่น้องขับไล่. รวม ๕ พวกนี้ ภิกษุพึงเอาของ ๆ ตนทำให้ได้ แต่อย่า พึงหวังการตอบแทนแม้แต่ประการใด. การที่อนุญาตให้ทำแก่โจร คนรบ แพ้ อิสรชน นั้น เพราะถ้าทำให้พวกเหล่านี้โกรธ ย่อมย่ำยีพระศาสนา ส่วนอีกสองพวกนั้นเพราะความน่าสงสาร หรือมนุษยธรรมบังคับ. ส่วนคนนอกนี้ ไม่ได้อนุญาตไว้ ต้องพิจารณาดูให้สมควรและ ไม่พึงทำแก่คนไม่ควรทำ อันมีข้อสังเกตว่า เมื่อทำเข้าแล้วเป็นการทำลาย เกียรติของสมณสากยปุตติย์. พระพุทธภาษิตในเรื่องเวชกรรมนี้มีดังต่อไปนี้ : " .... สมณพราหมณ์ บางพวก ฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบมิจฉาอาชีวะ ทำเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้อยู่ คือ เป็น หมอผี หมองู หมอดับพิษ หมอสัตว์กัดต่อย........ , หมอประกอบยาให้สำรอก ประกอบยาประจุ ประกอบยาถ่ายโทษ ประกอบยาแก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมัน หยอดหู ทำยาหยอดตา ประกอบยานัตถุ์ ประกอบยาให้กัด ยาให้สมาน เป็นหมอป้ายยาตา หมอผ่าตัดบาดแผล หมอกุมาร. ส่วนภิกษุในศาสนานี้
น.1749 เธองดเด็ดขาดจากมิจฉาชีพ ทำเดรัจฉานวิชาเห็นปานนั้นเสีย. แม้นี้ก็เป็นศีล ของเธอประการหนึ่ง ๆ” ๑ ดังนี้. วิญญัติ วิญญัติ คือ ออกปากขอ ต่อบุคคลไม่ควรขอ, เวลาที่ไม่ควรขอ และวัตถุที่ไม่ควรขอ. การออกปากขอตรง ๆ มิใช่ธรรมเนียมของสมณะ นิยมให้ขอ ด้วยกายเข้าไปยื่นแสดงอาการ เช่นภิกษุออกบิณฑบาต. ถ้าจะบอก ก็บอกได้เพียงความต้องการ หรือเล่าเรื่อง ซึ่งไม่ใช่คำขอตรง ๆ. เหตุ ผลอันแท้จริงในเรื่องนี้มีเป็นอย่างไร ท่านมิได้แสดงไว้ชัด แต่พอจะสังเกต ได้จากหลักธรรมดาเช่น การออกปากขอตรง ๆ นั้น ถ้าเขายินดีให้ก็ดีไป, ถ้าเขาไม่ยินดีให้ ก็ต้องจำใจให้ หรือแสดงอาการโกรธ หรือมิฉะนั้น ทำให้เขาต้องเป็นคนทนละอายว่าเป็นคนตระหนี่ในขณะนั้น. นักขอที่มีกิเลส หยาบ รู้เรื่องนี้ดี จึงด้านหน้าขอ ทายกก็จำใจให้ หรือซื้อความรำคาญ พระอริยเจ้าท่านทราบเรื่องนี้ดีเหมือนกัน จึงมีขนบธรรมเนียมไม่ออกปากขอ ตรงๆ เพียงแต่แสดงว่าเป็นผู้ที่กำลังต้องการความช่วยเหลือเท่านั้น ใคร จะช่วยก็ได้ ไม่ช่วยก็ได้. และสำหรับท่านผู้เช่นนี้ จะได้ฉันหรือมิได้ฉัน ก็เท่ากันในส่วนน้ำใจ, จึงไม่มีอะไรมาทำให้ท่านต้องออกปากขอ, ซึ่งบาง คราวทำผู้อื่นให้เดือดร้อน. บุคคล ซึ่งตามธรรมดาไม่ควรขอนั้นได้แก่คฤหัสถ์ทั่วไปที่มิใช่ญาติ มิใช่คนปวารณา. ญาติหมายถึงญาติแท้ ไม่หมายถึงเขย, สะใภ้. กำหนด ๑. สามัญญผลสูตร ตอนมหาศีล. สี. ที. ๙/๙๒/๑๒๐.
น.1750 ไว้เจ็ดชั้นเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง สูงขึ้นทางบน ๓ ชั้น คือ ชั้นบิดา-ตา- ตาทวด. และต่ำลงไปทางล่าง ๓ ชั้น คือ ชั้นลูก-หลาน-เหลน. นี้เรียกว่า ญาติอันอยู่ในกรอบวงของการขอ. ส่วนผู้มิใช่ญาติต้องเป็นผู้ที่เขาปวารณาไว้ จึงขอได้. ปวารณาคือเขาอนุญาตไว้ว่าต้องการอะไรให้บอก. ถ้าปวารณา กลาง ๆ ไม่จำกัดสิ่งของ ขอได้ทุกอย่างที่สมควรแก่สมณะ, ถ้าเขามิได้ จำกัดระยะกาล การปวารณานั้นหมดอายุเพียงสี่เดือน ( โดยพระวินัย ). เว้นแต่เขาบ่งชัดลงไปว่า ปวารณาเป็นนิจ. เพื่อนสหธรรมิกด้วยกัน, ญาติ, คนปวารณา, ขอได้ทุกเมื่อ. เวลาธรรมดา ขอจากบุคคลธรรมดาไม่ได้, แต่เวลาพิเศษ ขอได้ เรียกว่าเวลาที่ควรขอเป็นพิเศษ เช่นเวลาเจ็บไข้ , โจรปล้นจีวร, หรือความจำเป็นอันแท้จริงอย่างอื่น. แต่ถึงกระนั้น ก็นิยมให้ขอเพียงที่จำเป็น ก่อนเท่านั้น. เช่นถูกโจรปล้นปลดเอาจีวรไปหมดจากตัว พึงขอเขาเพียง ผ้านุ่ง ( สบง ) กับผ้าห่ม ( จีวร ) เท่านั้น. ส่วนสังฆาฏิ ( ผ้าคลุมซ้อน ) ยัง ไม่ยอมให้ขอ. ไว้ขอกับญาติหรือคนปวารณาหรือแสวงเอาโดยทางอื่น ซึ่ง สมควรกว่า. สิ่งที่ควรขอนั้น ได้แก่วัตถุที่สมควรแก่สมณะซึ่งเป็นผู้ต้องยินดีตาม มีตามได้ และอาศัยท่านผู้อื่นเป็นอยู่. เพราะฉะนั้นเมื่อขอ จะต้องขอ สิ่งของชั้นธรรมดา เท่าที่พอบริโภคใช้สอยได้. จึงมีพระบัญญัติ ห้าม มิให้ขอโภชนะชั้นประณีต นอกจากจำเป็นเช่นป่วยไข้, ปรับผู้ขอถึง อาบัติปาจิตตีย์. ในของอื่นก็มีแนวอย่างเดียวกัน เพราะภิกษุผู้เห็นภัยใน วัฏฏสงสาร ย่อมไม่มีความรู้สึกว่าจำเป็นในของประณีตสวยงาม. ต้องการ
น.1751 ของที่เพียงแต่อาจยังอัตตภาพให้ดำรงอยู่ได้เท่านั้น. ผู้หวังตามรอยพระอรหันต์ ไม่ควรมาฆ่าเวลาให้หมดเปลืองไปด้วยความรู้สึก และควรพยายามในวัตถุ ชั้นประณีต สวยงามเลย. การรับใช้ตระกูล กุลทูสนะ หรือการประทุษร้ายตระกูล เป็นชื่อของการรับใช้ ตระกูล. ตระกูลหมายถึงครอบครัวของฆราวาส. รับใช้ด้วยกิจนอกเรื่อง ของสมณะ เช่นเป็นสื่อของชายหญิง, เลี้ยงลูก, รับรักษาโรค, รับ ฝากของ, ทำสิ่งของให้, ปลูกต้นไม้ดอกไม้ให้เป็นประจำเป็นต้น. การทำ เช่นนี้ที่ท่านเรียกว่าเป็นการประทุษร้ายเขานั้น หมายความว่า ทำลายความ เชื่อ ความเลื่อมใส ในพระรัตนตรัยของเขาเหล่านั้นให้หมดไป. เขาไม่ นับถือว่าเป็นพระ แล้วยังเหยียดหยามให้ต่ำ อย่างดีก็เป็นเพียงเพื่อน หรือ เพื่อนอย่างเลว ๆ คนหนึ่งเท่านั้น เพราะเป็นคนประจบเขาหาลาภ, ไม่ใช่ เขาถวาย ในฐานเป็นทักขิเณยยบุคคล. ตระกูลนั้น ๆ เมื่อเสื่อมจากศรัทธา และปสาทะ ก็ว่างเปล่าจากบุญ, เรียกว่าได้รับความเสียหายในทางธรรม จึงเรียกการทำอย่างนี้ว่าการประทุษร้ายตระกูล. ภิกษุที่ประทุษร้ายตระกูล หรือเป็นกุลทูสกะนั้น แทนที่จะให้ตระกูลกราบไหว้ กลายเป็นกราบไหว้ ตระกูลเสียเอง. การที่ทำตัวเองให้ต่ำถึงเพียงนี้ เป็นที่รังเกียจขยะแขยง มากในหมู่เพื่อนสหธรรมิกด้วยกัน. บาลีหลายแห่ง แสดงว่าครั้งพุทธกาล โน้น ผู้ที่ทำเช่นนี้ถือกันว่า เป็นการเลวทรามอย่างยิ่ง, เพราะนอกจาก อาชีวะของตนวิบัติแหลกลาญแล้ว ยังทำให้เกียรติยศของภิกษุสงฆ์เสื่อมทราม เป็นที่ดูหมิ่นของคนทั่วไปอย่างมากด้วย.
น.1752 ส่วนการรับใช้อันถูกธรรมและเหมาะสมกับสมณภาพนั้น ท่านอนุญาตให้ทำ และไม่เป็นมิจฉาชีพ, เช่นการจัดแจงให้คนได้บวช ‘ การนิมนต์พระให้ และการช่วยเหลือร่วมมือ ในกิจทางพระศาสนาอย่างอื่น ๆซึ่งมีหลักว่า การทำนั้นบริสุทธิ์สะอาด และไม่เป็นการประจบประแจงแต่อย่างใด. ผู้ประทุษร้ายตระกูล จะตามรอยพระอรหันต์ไปมิได้เลย เพราะกำลังเป็น “ทาสน้ำเงิน" ของตระกูลอยู่โดยน้ำใจ, ไม่มีอิสระของตัวเองและไม่มีอาชีวะอันสะอาดอันเป็นอุปกรณ์ของใจอันสะอาด หรือความเคารพนับถือตัวเองได้, เนื่องจากต้องอาบัติหยุมหยิมอยู่ทุกอิริยาบทที่เคลื่อนไหวและทุก ๆ คำที่บริโภค การแสวงเครื่องเลี้ยงชีพอันไม่สมควรทั้ง ๔ ประเภทนี้ ท่านเรียกว่าอเนสนา การแสวงหาไม่สมแก่เพศผู้ทรงไว้ซึ่งผ้าย้อมฝาด อันเป็นธงชัย ( คือเครื่องหมาย ) แห่งพระอริยเจ้า ผู้สะอาดหมดจดโดยประการทั้งปวง. จัดเป็นฝ่ายมิจฉาชีพ. ๓. อาชีวะที่บริสุทธิ์เป็นอย่างไร ? เมื่อมาถึงปัญหาว่า สัมมาอาชีวะคืออะไรดังนี้ เราจะได้คำตอบแต่ที่ต่าง ๆ กัน คือ : คัมภีร์วิสุทธิมรรค® กล่าววิเคราะห์ศัพท์ไว้ว่า "คนเราได้อาศัยพฤติการณ์อันใด จึงมีชีวิตเป็นอยู่ได้, พฤติการณ์อันนั้นชื่อว่า อาชีพ, ได้แก่ ๑. วิสุทธิมรรค สีลนิทเทส ภาค ๑/๓๗.
น.1753 การพยายามหาวัตถุที่ตั้งอาศัยของชีวิต. และความสะอาดหมดจดชื่อว่าความบริสุทธิ์. ความบริสุทธิ์แห่งพฤติการณ์ หรือความพยายามนั้น ๆ ชื่อว่าอาชีวปาริสุทธิ-ความบริสุทธิ์แห่งอาชีพ." และกล่าวอย่างขยายเนื้อความไว้อีกส่วนหนึ่ง ๑ โดยเฉพาะสำหรับภิกษุว่า"ก็อินทรีย์สังวรศีล ๒ นั้น ภิกษุอาจบำเพ็ญให้เต็มที่ได้ด้วยสติฉันใด, อาชีวปาริสุทธิศีลนี้ ภิกษุอาจบำเพ็ญให้เต็มที่ได้ด้วยความพยายามฉันนั้น. ภิกษุผู้มีความพยายามที่ตนปรารภไว้อย่างถูกต้อง ย่อมละมิจฉาชีพเสียแล้วร่าเริงบันเทิงอยู่ได้แน่แท้. ภิกษุพึงบำเพ็ญอาชีวปาริสุทธินี้ให้เต็มที่ด้วยการแสวงหาอันถูกต้อง คือละเว้นปัจจัยอันเกิดจากการกระทำที่ไม่บริสุทธิ์ให้เด็ดขาดเหมือนละอสรพิษ - ละเสียได้ด้วยการเลือกเสพเฉพาะ ปัจจัยที่บังเกิดขึ้นบริสุทธิ์อย่างเดียว. สำหรับภิกษุผู้มิได้ถือธุดงค์นั้น, ปัจจัยที่เกิดขึ้นหรือได้มาจากสงฆ์หรือคณะภิกษุ และที่เกิดขึ้นจากสำนักคฤหัสถ์ผู้เลื่อมใสในคุณธรรมของเธอ มีการแสดงธรรมเป็นต้น เหล่านี้ชื่อว่า ปัจจัยที่เกิดขึ้น บริสุทธิ์. ส่วนที่เกิดจากการประพฤติวัตรมีเที่ยวบิณฑบาตได้มานั้นชื่อว่า บริสุทธิ์อย่างยิ่ง ที่เดียว. ส่วนสำหรับภิกษุผู้ถือธุดงค์นั้น ปัจจัยที่เกิดขึ้นจากการบิณฑบาต หรือเป็นมาโดยสมควรแก่ปฏิปทาของธุดงค์อย่างอื่น ๆ ชื่อว่า ปัจจัย บริสุทธิ์." ดังนี้. พระบาลีมหาอัสสปรสูตร" กล่าวว่า "อาชีวะของเราบริสุทธิ์แล้วหงายได้แล้ว เปิดเผยได้ หาช่องทะลุมิได้ เป็นสิ่งที่เราสำรวมดีแล้ว" ๑. วิสุทธิมรรค สีลนิทเทส. ภาค ๑/๔๙. ๒. บรรยายไว้แล้วเป็นบทที่ ๔ ของเรื่องนี้. ๓. บาลีที่ใช้เป็นอุทเทสของบทนี้. มหาอัสสปรสูตร ม. ม. ๑๒/๔๙๘.
น.1754 ดังนี้ หมายเอาความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง จนเมื่อตัวเองใคร่ครวญค้นหาเพื่อ ติเตียนตัวเอง ก็ไม่พบความเศร้าหมอง, ไม่ต้องกล่าวถึงคนภายนอก ผู้อื่น ซึ่งเขามองเห็นได้ เพียงทางกายวาจา ไม่ทราบถึงใจ. ความ บริสุทธิ์ ทำให้มั่นใจ กล้าหาญถึงกับอาจเปิดเผย หรือหงายให้ใครดูก็ได้ หมายความว่าท้าให้ผู้สำเร็จเจโตปริยญาณ หรือมีตาทิพย์ สอดส่องตรวจค้น ดูหรือพิสูจน์กันทางหลักวิชา และเหตุผลอย่างใด ๆ ก็ไม่พบความเศร้าหมอง. อัฏฐกถาของพระบาลีนี้ ๑ กล่าวขยายออกไปอีกอย่างหนึ่งว่า "ภิกษุ ดำรงชีพอยู่ด้วยเวชกรรม, อเนสนา, วิญญัติ ๒ ชื่อว่ามีอาชีวะไม่บริสุทธิ์ ก็แต่ว่า สิ่งเหล่านี้ ได้ทรงผูกเป็นสิกขาบทห้ามไว้แล้ว. ส่วนในพระสูตรนี้ ( มหาอัสสปุรสูตร ) กล่าวหมายเอา การขูดเกลาอย่างยิ่ง ไม่กล่าวหมายถึง สิ่งเหล่านั้น. คือว่า ภิกษุผู้ทำสันนิธิบริโภคก็ตาม, เห็นยอดสะเดาเป็นต้น แล้วกล่าวว่า 'พวกสามเณร ! ฉันยอดสะเดากันซิ,’ สามเณรรู้ว่า พระเถระ อยากฉัน ก็จัดถวายดังนี้ก็ตาม, หรือกล่าวกับภิกษุหนุ่มหรือสามเณรว่า ‘พวกเธอจงดื่มปานะกันซิ’ สามเณรรู้ใจจัดถวายก็ตาม เมื่อเธอบริโภค สิ่งเหล่านั้น อาชีวะก็ชื่อว่าไม่บริสุทธิ์." ต่อตรงกันข้ามจึงบริสุทธิ์ ดังนี้. ในเรื่องนี้ เราจะเห็นได้ว่าเพิ่งถึงความบริสุทธิ์หมดจดถึงขั้นสูงอย่างแท้จริง. หมายความว่าผู้ถือประเภทนี้ ไม่ยอมปริปากเนื่องด้วยการบริโภคเป็นพิเศษ แต่อย่างใด, จะรับมาบริโภคเฉพาะปัจจัย ซึ่งเป็นมาเองตามธรรมดา สุดแล้วแต่อะไรจะมาถึงเข้า, หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า ไม่เคยนึกถึง ๑. อัฏฐกถามหาอัสสปุรสูตร มู.ม. ปัญจสูทนี ภ. ๒ น. ๔๒๖. ๒. ดังที่บรรยายมาแล้วข้างต้น.
น.1755 เรื่องการกินการบริโภค รู้สึกว่าไม่ใช่เกิดมาเพื่อบริโภค แต่เกิดมาเพื่อ พยายามศึกษาให้พบที่สุดแห่งความทุกข์เท่านั้น, สักว่าเป็นอาหารแล้วก็ บริโภคได้ ดีเลวอย่างไรไม่เป็นประมาณ จึงไม่มีการคิดนึกที่จะบริโภค แปลก ๆ หรือจุบ ๆ จิบ ๆ, หรือคิดสะสมไว้. โดยนัยอันกล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้ เราจะเห็นได้ว่า อาชีวปาริสุทธิ นั้น มีทั้งประเภทธรรมดา และประเภทที่เป็นการขูดเกลาอย่างสูงสุดดังกล่าว มาแล้วในอัฏฐกถาแห่งมหาอัสสปุรสูตรนั้น. ถ้าผู้ปฏิบัติพึงถือเอาให้เต็มที่ ที่ตนจะสามารถทำได้ถึงขีดอย่างยิ่งแล้ว อาชีวะนั้นก็ถึงความนับได้ว่า เปิด เผยได้ หงายได้ ไม่ด่าง ไม่พร้อย ไม่ทะลุเป็นช่อง ดังกล่าวไว้ในบาลี อุทเทสข้างต้น.
น.1756 เรื่องเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับอาชีวปาริสุทธิศีล. ๑. ข้อลี้ลับของอาชีวปาริสุทธิศีล ซึ่งแฝงอยู่ในปาติโมกขสังวรศีล การสำรวมตามสิกขาบทในพระปาติโมกข์ เรียกว่าปาติโมกขสังวร- ศีล จัดเป็นศีลประเภทหนึ่งต่างหากจากอาชีวปาริสุทธิศีลก็จริง แต่ว่ามีอาชีว- ปาริสุทธิศีลแฝงอยู่ในสิกขาบทนั้น ๆ บางสิกขาบท. ต้นนิทานของสิกขาบทใด ส่อให้เห็นว่า ผู้ประพฤติล่วงทำลงไป เพราะอาศัยอาชีวะของตนเป็นต้นเหตุ สึกขาบทนั้น ก็มีอาชีวปาริสุทธิศีลแฝงอยู่แนบอยู่โดยตรงก็มีโดยอ้อมก็มี. เพราะฉะนั้นผู้ศึกษาพึงทราบและทำความเข้าใจไว้เสียแต่ต้น กันความพื้นเผื่อ. เมื่อกล่าวว่าปาติโมกขสังวรศีลดังนี้ ย่อมหมายถึงสิกขาบททุกข้อในพระปาติ- โมกข์และที่เนื่องถึงกัน, และเมื่อกล่าวว่า อาชีวปาริสุทธิศีลนี้ ย่อมหมายถึง เรื่องอันเกี่ยวกับอาชีวะโดยเฉพาะ ทั้งที่มีมาในพระปาติโมกข์ และนอกพระ- ปาติโมกข์ ตลอดถึงที่เป็นหลักธรรมอันมีมาในพระบาลีสูตรต่าง ๆ ด้วย. ต่อไปนี้ จะชี้อาชีวปาริสุทธิศีลที่แฝงอยู่ในปาติโมกข์ พอเป็นเครื่องสังเกตและเทียบเคียง. ที่เห็นได้ชัด ๆ และง่ายคือ อวดอุตริมนุสสธรรมเพราะเห็นแก่ลาภ, รับเป็นนายหน้าชักสื่อหญิงชาย, ประทุษร้ายสกุล, ฯลฯ เป็นต้น ซึ่ง เราจะเห็นได้ชัดจากเรื่องนั้นๆ แล้วว่า แสวงหาเครื่องเลี้ยงชีพไม่เป็นธรรม. ส่วนที่เห็นได้ยากต้องพิจารณาจึงเห็น เช่นขอวัตถุสัมภาระมาก มายมาทำกุฏิใหญ่ ๆ เกินกว่าประมาณ, ขอโภชนะที่ประณีตเกินกว่าสมณสา-
น.1757 รูป จากผู้ที่ไม่ควรขอ, น้อมลาภสงฆ์มาเพื่อตน ฯลฯ เหล่านี้เป็นตัวอย่าง. แม้การทำสันนิธิในที่บางแห่ง ท่านก็จัดเป็นอาชีวะที่เศร้าหมอง ซึ่งจะกล่าว ในข้อหลัง ๆ. ยิ่งถ้าจะใคร่ครวญซึ้งลงไปถึงต้นนิทานที่เกิดขึ้น เป็นเหตุให้ทรง บัญญัติสิกขาบทแล้ว จะยิ่งเห็นว่ามีมากยิ่งขึ้นไปอีก และเห็นว่า อาชีวะ นี้ก็มีอานุภาพมากอยู่เหมือนกัน ในการที่ทำให้คนพาลประพฤติกรรมอันลามก, เช่นในข้อโจทภิกษุอื่นด้วยอาบัติปาราชิกไม่มีมูล ซึ่งพระเมตติยะและพระ- ภุมมชกะ แต่งนางเมตติยานีภิกษุณี ให้โจทท่านพระทัพพมัลลบุตร ก็เนื่องจากอาชีวะเหมือนกัน คืออาชีวะของตนฝืดเคืองก็โกรธหาเรื่องกำจัด ผู้อื่น. แม้เรื่องสังฆเภท ซึ่งพระเทวทัตต์ทำแก่พระผู้มีพระภาค และที่ พระโกกาลิกะ และพระกฎโมรก พลอยส่งเสริมไปด้วย " ตามเรื่องแห่ง สิกขาบทที่ ๑๐-๑๑ แห่งสังฆาทิเสสสิกขาบทนั้น ก็มีมูลมาจากอาชีวะ เหมือนกัน. พอจะเห็นได้ว่า อาชีวะก็เป็นต้นเหตุที่ใหญ่โตอย่างหนึ่ง อัน จะพึงสังวร หรือควบคุมไว้ให้เต็มที่ และการที่ท่านแยกออกมาบัญญัติเป็นศีล อีกประเภทหนึ่งอย่างเด่นชัดนั้น นับว่าเป็นการกระทำที่เหมาะและเป็นความ ฉลาดอย่างยิ่ง เพราะทำให้เป็นผลดีแก่การศึกษา และปฏิบัติในเรื่อง ที่สำคัญอันนี้ได้อย่างทั่วถึงจนปลอดภัย. ๒. ชื่ออาบัติที่เกี่ยวกับอาชีวะโดยตรง ๖ สิกขาบท. สิกขาบทในและนอกพระปาติโมกข์ ทั้งของภิกษุและภิกษุณี ที่ บัญญัติปรารภอาชีวะเป็นเหตุนั้น มีอยู่ ๖ สิกขาบทคือ อวดอุตริมนุสสธรรม ที่ไม่มีในตน เพราะเห็นแก่อาชีวะ ต้องอาบัติปาราชิก. ชักสื่อให้ชายหญิง
น.1758 เป็นผัวเมียแม้ที่สุดแต่ช่วยเป็นธุระให้หญิงแพศยากับชายผู้ซื้อประเวณี ได้สำเร็จความใคร่ต่อกัน ต้องอาบัติสังฆาทิเสสนี้ก็เพราะเห็นแก่อาชีวะ (อยากให้เขาชอบตน). ภิกษุแต่งเลศพูดกับเจ้าของผู้สร้างกุฏิว่า ตลาด ภิกษุ รูปใดอยู่ในวิหารของท่าน ภิกษุนั้นเป็นพระอรหันต์ ตลอดเวลาที่กล่าว ยืนยันดังนี้ ต้องอาบัติถุลลัจจัย นี้ก็เพราะเหตุเห็นแก่อาชีวะ. ( อาบัติ ชื่อนี้นอกพระปาติโมกข์ ). ภิกษุไม่เป็นไข้ขอโภชนะประณีตจากคนธรรมดา ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณามาฉันเอง เป็นอาบัติปาจิตตีย์, ถ้าเป็นภิกษุณี ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ. ถ้าขอโภชนะไม่ประณีต คือตามธรรมดา ต้องทุกกฎ. ( การขอหมายถึงออกปากขอตรง ๆ ). เหล่านี้ เมื่อภิกษุกระทำลงไปแล้ว แม้ยังไม่ได้บริโภคก็เป็น อาบัติ และเสียไปในส่วนปาติโมกขสังวรศีล ; เมื่อบริโภคแล้ว ย่อมเสียไปในส่วนอาชีวปาริสุทธิศีลด้วยอีกส่วนหนึ่ง. เราจะเห็นได้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติให้มิจฉาชีวะของภิกษุ กว้างไปกระทั่งถึงการขอด้วยอาการไม่สมควร, และจากบุคคลไม่สมควร. ผู้ใดถือได้ ผู้นั้นจะมีการบริโภคที่บริสุทธิ์สะอาดสูงสุดเพียงไร, น่าบูชาเพียงไร, คิดดูก็เห็นได้. ๓. สามเณรกับอาชีวปาริสุทธิศีล. ตามวินัยนิยม สามเณรไม่ต้องถือสิกขาบทอย่างเดียวกับภิกษุ แต่ถึงกระนั้นยังคงถือสิกขาบทของภิกษุเฉพาะที่เกี่ยวกับมรรยาทอันดีงาม เช่น เสบยวัตร. และเมื่อล่วง ก็ไม่เรียกว่าต้องอาบัติอย่างภิกษุ. แต่สำหรับอาชีวศีลโดยตรงเช่นนั้น สามเณรน่าจะถือได้เท่าที่ภิกษุถือ คือ ถือในฐานชำระอาชีวะให้หมดจดเป็นส่วนหนึ่งของการตามรอยพระอรหันต์ มิใช่ถือ
น.1759 ให้เป็นปาติโมกขสังวรซึ่งเป็นศีลของภิกษุโดยตรง, เพราะเหตุว่าอาชีวะที่ สะอาดนั้น แม้แต่คฤหัสถ์ทั่วไปก็ยังถือกันโดยธรรมนิยม. สามเณรคือ หน่ออ่อนของสมณะ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า จะเจริญเติบโตขึ้นเป็นภิกษุ จึงควรถือเท่าที่เพศของตนจะอำนวยให้ถือได้ที่สุดเพียงไร. การที่ภิกษุสงฆ์ จะมีสามเณรไว้ในฐานเป็นคนใช้ หรือเครื่องมือป้องกันมิจฉาอาชีวะ อันจะ มาถึงตนนั้น ดูไม่เป็นการงดงามนัก ทั้งเป็นการเอาเปรียบผู้ที่ตนเรียกว่า สหธรรมิก ( ผู้ประพฤติธรรมร่วมกัน ) เกินงามไปสักหน่อย, และเปิดโอกาส ให้สามเณรเป็นอยู่อย่างหละหลวมได้ง่ายเข้า. เมื่อสังเกตดูจากพระบาลีส่วนมาก จะเห็นว่าในยุคพุทธกาลสามเณร ก็มีอาชีวะทำนองเดียวกับภิกษุ คือเที่ยวภิกขาจารฉันอย่างเดียวกัน เร่ร่อน ไปด้วยกัน. แต่ตกมาถึงปูนอรรถกถา จะเห็นว่า สามเณรค่อย ๆ กลาย เป็นผู้คอยให้ความสะดวกแก่ภิกษุในการขบฉันไป ซึ่งในปูนหลังๆ มานี้ ดู เหมือนจะกลายเป็นแม่ครัวเอาเสียทีเดียว. ถ้าจะหมุนกลับให้สามเณรมีฐานะ ดีขึ้นในส่วนนี้ เสมอในครั้งก่อนโน้นแล้ว ก็จักเป็นความเจริญรุ่งเรือง ของพระศาสนาในส่วนปฏิบัติธรรม ได้อีกมุมหนึ่ง, และทั้งภิกษุก็จะงดการ ขบฉันอย่างพิถีพิถันได้เป็นส่วนมากด้วย. จริงอยู่ อาจมีเหตุผลในทำนองที่ว่า การสะสมไว้ฉัน, การพราก พืชคาม ภูตคามมาฉัน, การปรุงอาหารฉันเอง ฯลฯ เหล่านี้ สามเณร ควรทำเพื่อตนเองและภิกษุได้ดี, ในเมื่อถือตามพระปาติโมกข์และศีลของ สามเณร. แต่เราอาจนึกต่อไปว่า ถ้าสามเณรถือสูงขึ้นไปได้เล่า จะมี เป็นความดีงาม หรือการก้าวหน้าของเธอดอกหรือ. แม้พระบัญญัติจะได้
น.1760 เปิดโอกาสให้สามเณรทำได้ในสิ่งที่กล่าวมาแล้วก็จริง แต่มิได้มีบัญญัติห้ามว่า สามเณรอย่าพึงทำให้ดีขึ้นไปกว่านั้น. เมื่อสามเณรก็อาจบรรลุพระอรหันต์ ได้ และที่เป็นพระอรหันต์ก็มีอยู่ จึงไม่ควรตัดสิทธิ์ที่สามเณรจะมีโอกาส ทำให้ยิ่งขึ้นไปในข้อที่ควรทำ. ถ้าจะแบ่งชั้นวรรณะให้สามเณรตั้งอยู่ในฐาน เป็นคนใช้คนครัวแล้ว ก็เท่ากับกักสามเณรไว้นั่นเอง หรือมิฉะนั้นสามเณร ที่เป็นพระอรหันต์ อาจต้องเป็นแม่ครัวอีกตำแหน่งหนึ่งด้วยก็ได้. เราจึง ควรเอาใจใส่ในฐานะของสามเณรให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในบัดนี้, ไม่ควรเห็น แก่ปากแก่ท้อง กักสามเณรไว้จากการก้าวหน้า มาเป็นคนให้ความสะดวก แก่ภิกษุมากนัก. ๔. ความเคร่งครัดของพระมหาเถระในเรื่องนี้. พระสารีบุตร เป็นมหาเถระที่สูงสุดในบรรดามหาเถระทั้งปวงในครั้ง พุทธกาล. ท่านถือเคร่งในเรื่องนี้ กระทั่งถึงสิ่งที่ได้มาโดยคนอื่นไปหามา โดยอาการอันไม่สู้งามด้วย ดังจะทราบได้จากเรื่องของท่าน. ๑ ในคราวที่ ท่านป่วยโรคลมจุกเสียด ซึ่งท่านเคยหายด้วยการฉันข้าวธีรปายาส มีผู้ บอกความนี้แก่ชาวบ้าน ๒ เขาจัดทำฝากมาถวายกับพระมหาโมคคัลลานะ เป็นพิเศษ ท่านไม่ยอมฉัน ให้เขาทิ้งและด้วยความที่ท่านปีติ ในความ บริสุทธิ์เด็ดขาดของตนเอง โรคได้สงบไปในทันทีนั้น ท่านยังได้กล่าว อุทาน ว่า : ๑. วิสุทธิมรรค สีลนิทเทส ภ. ๒ น. ๕๒ ๒. ตามท้องเรื่องว่าเทวดาเข้าไปบังคับทายกให้จัดทำถวาย.
น.1761 "ปายาสเกิดจากวจีวิญญัติ หากว่าเราฉันลงไป ปราชญ์ก็จะ ติเตียนเราได้ เพราะเหตุแห่งอาชีพ . ถึงแม้ว่าไส้ของเราจะไหล ออกมากองอยู่ (เพราะโรคหรือความหิว) ก็ตาม เราไม่ยอม ทำลายอาชีพแม้จะต้องตาย. เรายินดีต่อตัวเราเอง ในการเว้น อเนสนา ๑ เสียได้. เออ, ก็คนอย่างเราหรือ จะประพฤติอเนสนา ที่พระพุทธองค์ทรงเกลียด." พระมหากัสสปเถระ ก็เป็นพระมหาเถระตัวอย่าง ของเรื่องนี้ จน พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงยกย่องสรรเสริญให้ปรากฏในที่ชุมนุมสงฆ์ว่า ภิกษุ ท. ! กัสสปนี้ เป็นผู้ยินดีด้วยบิณฑบาตตามแต่จะมีจะได้, และกล่าว สรรเสริญความเป็นคนยินดีด้วยบิณฑบาตเช่นนั้น. เธอไม่ทำการ แสวงหา อันไม่ประเสริฐ อันไม่สมควร เพราะความอยากได้อาหาร. เมื่อบิณฑ- บาตไม่ได้เลย ก็ไม่สะดุ้งใจ, เมื่อบิณฑบาตได้มา ก็ไม่ยินดี ไม่มัวเมา ไม่ติดรส แต่เป็นผู้บริโภคด้วยความรู้สึกต่อโทษของความมัวเมา เธอมี ปัญญาสลัดโทษนั้น ๆ ออกเสียได้ แล้วบริโภคอยู่ ." ๒ พระอุปเสนวังคันตบุตร ก็อีกรูปหนึ่ง ซึ่งได้กล่าวไว้อย่างน่าจับใจว่า. "แม้ว่าไส้ของข้าพเจ้าจะขาดออกมาเพ่นพ่าน อยู่ภาย นอก (เพราะความหิว) ก็ตามที่ ข้าพเจ้าเป็นไม่ทำการ แสวงหาอันไม่สมแก่สมณภาพ, ไม่ยอมทำลายอาชีวะ อย่างเด็ดขาด." ๓ ดั้งนี้ ๑. อเนสนา การแสวงได้มาโดยอาการอันไม่ควรแก่เพศของตน. ๒. กัสสปสังยฺตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๒๒๙/๕๖๒. ๓. มิลินทปัญหา ตอนอุปมาปัญหา น. ๔๗๗ (ฉบับบาลี)
น.1762 ละอีกเรื่องหนึ่ง คือ พระมหาติสสเถระ ผู้หวังรักษาอาชีวะ ให้บริสุทธิ์อย่างยิ่ง แม้ต้องอดอาหารมานานแล้ว ก็ไม่ยอมให้ใจน้อมนึก ไปในอเนสนา อย่าว่าถึงจะทำการขอด้วยวาจา หรือแสวงไม่สมควร อย่างอื่น ๆ เช่นหยิบฉวยมาฉันเองเป็นต้น. เรื่องของท่านเล่ากันว่า ๑ ท่าน เดินทางอดอาหารและเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทาง หมดแรงล้มลงนอนอยู่ ณ โคน มะม่วงมีผลดก หล่นเกลื่อนกลาดต้นหนึ่ง ท่านไม่เคยคิดจะหยิบมาฉัน เพราะผิดวิธีของสมณะ จนกระทั่งมีอุบาสกคนหนึ่งมาพบเข้า ท่านก็ยัง ไม่เอ่ยปากขอร้อง. อุบาสกได้สังเกตเห็นความอิดโรยกระวนกระวาย ของ พระเถระเอง จึงขยำมะม่วงทำปานะถวาย. พอพระเถระมีความสดชื่นบ้าง ก็ยกพระเถระขึ้นหลัง แบกไปส่งถึงที่อยู่. พระเถระสำเหนียกตนว่า "ผู้นี้เป็น บิดาของเราก็ไม่ใช่ เป็นมารดาก็ไม่ใช่ ญาติก็ไม่ใช่ พวกพ้องก็ไม่ใช่ แต่ที่เขาพยายามในเราถึงเพียงนี้ ก็เพราะความที่เราเป็นผู้มีศีล." ท่าน เกิดปีติปราโมทย์ในศีลของตน จิตสงบเป็นสมาธิ เจริญวิปัสสนา เห็นแจ้ง ธรรมทั้งปวง บรรลุคุณวิเศษชั้นสูง บนหลังอุบาสกนั้น. ๕. ความเคร่งครัดในเรื่องนี้ของบัณฑิตในกาลก่อน นักบวชแม้ในครั้งพุทธกาล นอกพระพุทธศาสนาก็ยังถือกันอย่าง เคร่งครัดในเรื่องมิจฉาชีพ เกี่ยวด้วยการขอตรง ๆ จนถึงกับพระผู้มีพระภาค ทรงนำมาตรัสเป็นเนตติแก่ภิกษุในยุคของพระองค์ก็มี เช่น พรหมทัตตชาดก ๒ และ อัฏฐิเสนชาดก ๓ ดังจะสาธกมาพอเป็นอุทาหรณ์. ๑. ฎีกาวิสุทธิมรรค ตอนแก้ศีลนิทเทส. ๒. พรหมทัตตชาดก กุฏิทูสกวรรค จตุก. ชา. ภาค ๔/๓๒๕. ๓. อัฏฐิเสนชาดก กุกกุวรรค สัต. ชา. ภาค ๕/๑๖๓.
น.1763 พรหมทัตตชาดก : พระดาบสโพธิสัตว์ รับ อาราธนาของพระเจ้า ปัญจาลราช อยู่จำพรรษาในพระราชอุทยาน. ครั้นสิ้นฤดูฝนแล้ว ประสงค์ จะกลับป่าหิมพานต์ คิดว่าควรจะได้รองเท้าชั้นเดียวคู่หนึ่ง กับร่มใบไม้ คันหนึ่ง เพราะทางกันดารมาก, ใคร่จะขอจากพระราชา แต่มาคิดว่า ถ้าพระราชาจะบอกปัด ราชเสวกก็จะได้ยินเป็นที่อับอาย จึงขอโอกาสเพื่อ พูดในที่ลับคน, ครั้นพระราชาประทานโอกาสแล้ว กลับคิดไปว่า ถ้า พระราชาไม่อาจประทาน หรือไม่ประทาน ก็จะแตกกันโดยน้ำใจ จึงทูล ว่า รอไว้วันอื่น อาตมาภาพขอตกลงใจในเรื่องนี้ใหม่ดังนี้ทุกๆ ครั้ง จน ล่วงมาถึง ๑๒ ฤดูฝน พระราชาประหลาดใจมาก ทรงคะยั้นคะยอถาม หนักเข้า ก็ทูลสิ่งที่ประสงค์, และแถลงเหตุที่ขอในที่ลับว่า :- "ข้าแต่เจ้าพรหมทัตต์ ! ผู้ออกปากขอ ย่อมได้ผลสองอย่าง คือ ได้หรือไม่ได้. การขอย่อมมีอย่างนี้เป็นธรรมดา. นักปราชญ์ เรียกการขอว่าการร้องบอกขอ และเรียกการปฏิเสธคำขอว่าการ ร้องบอกปัด. อาตมาคิดว่า ชาวปัญจาละอย่าพึงเห็นอาตมาภาพ บอกขอ และพระองค์บอกปัดเลย, จึงขอโอกาสทูลในที่ลับ." "ข้าแต่ท่านผู้ลอยบาปเสียได้แล้ว ! ข้าพเจ้าขอถวาย โค ๑๐๐๐ ตัวพร้อมด้วยพ่อฝูงแก่ท่าน. อารยชนได้พึงถ้อยคำ อันประกอบด้วยธรรมของท่านแล้ว ไฉนจะไม่พึงถวายแก่ท่านผู้ อารยชนเล่า" -พระราชาทรงตอบ. เมื่อพระโพธิสัตว์ไม่ยอมรับสิ่งอื่น นอกจากรองเท้ากับร่มแล้ว ก็ประทานให้ตามความปรารถนา, และพระ- โพธิสัตว์ก็กลับสู่ป่าหิมพานต์.
น.1764 รื่องนี้ พระผู้มีพระภาคนำมาตรัสเล่าแก่ภิกษุชาวเมืองอาฬวี ผู้ ขอจัด จนชาวบ้านอิดหนาระอาใจ เห็นวัวแดง ๆ มาแต่ไกล ก็ซ่อนตัว คิดว่าพระจะมาขออะไรกะตัวอีก. อัฏฐิเสนชาดก : พระอัฏฐิเสนโพธิสัตว์เป็นดาบส อาศัยอยู่ ในอุทยานของพระเจ้าพาราณสี. เป็นผู้ที่พระราชาทรงปวารณาไว้โดยประการ ทั้งปวง กระทั่งถึงจะแบ่งส่วนราชสมบัติก็ได้ถ้าต้องการ แต่ท่านไม่เคย ออกปากขอสิ่งใดเลย ทั้งที่ยาจกวณิพกอื่น ๆ ขอพระราชทานสิ่งนั้นสิ่งนี้กันอยู่ อย่างไม่ขาดสาย. พระราชาทรงสนเท่ห์เป็นอันมากมานานแล้ว จึงตรัส ถามถึงเหตุผลที่ไม่ขอ, ท่านทูลว่า :- "ผู้ขอย่อมไม่เป็นที่รักที่พอใจ ของผู้ถูกขอ. ผู้ถูกเขา ขอแล้วไม่ให้ ก็ไม่เป็นที่รักที่พอใจของผู้ขอ. อาตมาภาพจึง ไม่ทูลขอ ด้วยคิดว่า อาตมาภาพอย่าต้องตะขิดตะขวงมีใจ เหินห่างพระองค์เสียเลย ดังนี้." พระราชาทรงแย้งพร้อมกับขอร้องว่า : "พระคุณเจ้าอัฏฐิเสนะ ! สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติ ธรรม ต้องอาศัยภิกขาจารเลี้ยงชีวิต. เมื่อถึงการควรขอ ก็ไม่ขอ ดังนี้ ชื่อว่าทำให้ทายกเสื่อมจากบุญ และตนเองก็ ไม่ได้เลี้ยงชีพโดยผาสุก. ส่วนสมณพราหมณ์ผู้ขอในกาลที่ควร ขอ ย่อมชื่อว่าทำให้ทายกได้ประสบบุญ และตนเองก็ได้ เลี้ยงชีพเป็นผาสุก. อะไรเล่า ทำให้พระคุณเจ้ามากล่าวว่า
น.1765 เราอย่าต้องตะขิดตะขวงห่างเหินกันเสียเลย ? แท้จริงผู้มีปัญญา เห็นผลของการบริจาคทาน ย่อมไม่โกรธเลย, กลับยินดี เสียอีกในเมื่อถูกขอ. ก็ผู้ประพฤติพรหมจรรย์เช่นพระผู้เป็นเจ้า เช่นนี้ ย่อมเป็นที่รักที่พอใจของข้าพเจ้ายิ่งนัก, พระคุณเจ้าอย่า เกรงใจเลย จงขอเถิด, แม้ราชสมบัติข้าพเจ้าก็สละถวายได้." พระโพธิสัตว์ทูลอีกว่า : "บรรพชิตผู้มีความรอบรู้ ย่อมไม่ออกปากขอ. ทายกที่ ฉลาดก็ย่อมทราบอยู่เองแล้วว่า ปฏิคาหกต้องการอะไรในเวลา เจ็บไข้หรือเวลาสบาย. พระอริยเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่ออก ปากขอ นอกจากจะยืนนิ่งอยู่ด้วยอาการของภิกขาจารวัตรเท่านั้น ไม่แสดงวิการทางกายหรือวาจา อย่างใดอีก. นี้เป็นอาการ ของพระอริยเจ้า ทั้งหลาย." พระราชาทูลถวายโคนมสำหรับประจำองค์โพธิสัตว์ ๑๐๐๐ ตัว. ท่านปฏิเสธ และดำรงชีพอยู่ตามวิสัยดาบส จนลุถึงผลสำเร็จตามประสงค์. แม้ชาดกเรื่องนี้ ที่พระผู้มีพระภาคทรงนำมาตรัสเล่า ก็เพราะปรารภภิกษุ ชาวเมืองอาฬวีผู้ขอจัดเหมือนกัน. ส่วนอาชีวะที่ไม่สะอาดหมดจด เพราะทำการบริโภคสะสมนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ทรงนำคันธารชาดกมาแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภ ภิกษุผู้เป็นบริวารของพระปิลินทวัจฉะ พากันสะสมเนยและน้ำอ้อยเป็นต้นไว้ฉัน, เพื่อให้เห็นว่า แม้แต่นักบวชนอกพุทธกาล ถือเพียงศีลห้า เป็นดาบส ก็ ไม่ทำการสะสมของกิน. เรื่องนั้นดังต่อไปนี้.
น.1766 คันธารชาดก : คันธารดาบส. เป็นพระราชาที่เบื่อหน่ายราช- สมบัติแล้วสละออกผนวช. พระเจ้าวิเทหราชได้ยินข่าวเพื่อนผนวช ก็สละ ราชสมบัติออกผนวชตาม ได้พบกัน และอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นผาสุกในป่าหิม- พานต์. พระคันธารดาบส เคยเล่าให้พระวิเทศดาบสพังถึงมูลเหตุที่ท่าน ออกผนวชว่า เพราะได้เห็นจันทรคราสเป็นนิมิตสะกิดใจเกิดความสังเวชว่า พระจันทร์วันเพ็ญ ยังต้องมืดมัวเพราะราหู ( เงาโลก ) ทับฉันใด พระองค์ เองก็มีจิตเศร้าหมองขุ่นมัว เพราะราชภาระทับถมฉันนั้น เบื่อหน่ายที่ จะต้องให้โอวาทสั่งสอนในการปกครองประชาชนตลอดทั้งแคว้น จึงผนวชเสีย. ในกาลต่อมา พระดาบสทั้งสองเข้าสู่หมู่บ้าน ไปบิณฑบาต บางวันได้อาหารไม่มีเกลือ บางวันมีเกลือ. พระวิเทศดาบส จึงเก็บเกลือ ในวันที่มีมาก เหลือฉันไว้ใช้ในวันที่ไม่ได้เกลือโดยซ่อนไว้. ครั้นถึงวันที่ บิณฑบาตไม่ได้เกลือ ก็นำออกมาแบ่งให้พระคันธารดาบสบ้าง, เมื่อพระ- คันธารดาบสถามถึงที่มาแห่งเกลือ ก็ตอบตามตรง. พระคันธารดาบสจึง ตักเตือนอย่างรุนแรงว่า :- "ท่านวิเทหะ ! ท่านสู้สละแว่นแคว้นถึงหมื่นหกพันตำบล อัน มั่งคั่งสมบูรณ์ และสละคลังสมบัติ มีคลังทอง คลังเงิน คลัง แก้ว มณี เป็นต้น เป็นอันมาก ปลีกตนออกมาได้แล้ว, บัดนี้ ทำไมยังจะมาคิดการสะสมสิ่งของ สักว่าเม็ดเกลือ ด้วยเล่า ?" "ข้าแต่อาจารย์ ! ก็ท่านเล่า สู้สละแว่นแคว้นคัน- ธาระ อันมั่งคั่งไพบูลย์ออกมา เพราะคิดหลีกจากการที่ต้อง
น.1767 สั่งสอนประชาชนทั้งแคว้น, ก็ทำไมบัดนี้ ท่านต้องมาว่ากล่าว ตักเตือนข้าพเจ้าผู้หนึ่งอีกเล่า ?" -ท่านวิเทศดาบส ทนต่อ คำตักเตือนอันรุนแรงมิได้ก็โกรธ และกล่าวตอบดั่งนี้, แต่เมื่อได้โต้ตอบกัน ไปมา ก็ยอมจำนนต่อเหตุผลของพระคันธารดาบส และยอมอยู่ใต้โอวาท อย่างศิษย์กับอาจารย์ กลับไปสู่ป่าหิมพานต์ บำเพ็ญพรตลุถึงที่สุดแห่งความ มุ่งหมายของการออกบวชเป็นดาบสได้ เช่นเดียวกับพระคันธารดาบสผู้นำ. นักบวชนั้น ตามธรรมเนียม ถือกันว่า ต้องไม่ทำการสั่งสม เพราะ การสั่งสมเป็นอาการของชาวบ้าน. เมื่อบริโภคของที่สะสมไว้ ก็เป็นการ ดำรงชีพอย่างชาวบ้านไป การมีชีวิตอยู่ได้ด้วยอาการเช่นนี้ ชื่อว่าอาชีวะ ไม่บริสุทธิ์แท้ ทั้งเป็นเหตุให้กังวล ต้องแบ่งแรงงานของจิตใจจากการภาวนา มาใช้ระวังรักษาสิ่งนี้บ้าง ทำให้หน้าที่โดยตรงบกพร่องไป นักบวชหรือ อนาคาริกบุคคล จึงไม่สะสม จนกลายเป็นขนบธรรมเนียมของนักบวชมา ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์, ปรากฏอยู่ในเรื่องราวต่าง ๆ เป็นอันมาก. ตามที่ชักมาแสดงพอเป็นตัวอย่างนี้ ชักมาเฉพาะที่เป็นอาชีวะชั้น ประณีต เช่น การไม่ออกปากขอ แม้เขาปวารณา, ไม่ทำการสะสม แม้เกลือนิดเดียวเป็นต้น. ส่วนชาดกที่กล่าวถึงนักบวชโกงอย่างจริงๆ จัง ๆ เช่น ชฎิลลวงเหียเป็นต้นนั้น ทราบกันโดยมากแล้ว จึงไม่ยกมากล่าว. ๖. อาชีวะที่ถือตึงเกินขีดไป พระบาลีมหาสีหนาทสูตร ๑ เมนและอัฏฐกถา ๒ ของพระบาลีนี้ ได้กล่าวถึงความเป็นไปบางอย่างของอัญญเดียรถีย์ ๓ อันเกี่ยวกับอาชีวะไว้ ล้วน ๑. มหาสีหนาทสูตร สีหนาทวรรค มู. ม. ๑๒/๑๕๕/๑๗๗. ๒. มหาสีหนาทสุตตวัณณนา ปปัญจสูทนี ภ.๒ น. ๕๘. ๓. อัญญเดียรถีย์ คือลัทธิอื่นนอกจากลัทธิของพระองค์.
น.1768 ต่แสดงให้เห็นว่าตึงเกินไป จนเป็นส่วนสุดฝ่ายข้างตึง. และพระผู้มีพระ- ภาคของเรา ก็เคยลองประพฤติวัตรเช่นกล่าวนั้นมาแล้ว จึงไม่ทรงบัญญัติ เป็นสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลายเพราะเกินไปนั่นเอง. ในที่นี้จะนำมาแสดงพอ เป็นอุทาหรณ์, แนวความคิด. อัญญเดียรถีร์บางพวก ไม่รับอาหารที่เขาปรุงเจาะจงตน เพราะ รังเกียจว่า มิใช่อาหารอันเป็นไปตามธรรมดา, ไม่รับอาหารที่เขาทำเครื่อง ใช้และภาชนะกระทบกันในเวลาถวาย โดยรังเกียจว่าความทุกข์หรือความ กระทบกระทั่งเกิดแก่ภาชนะนั้น ๆ เพราะตนเป็นเหตุ, (เนื่องจากพวกนี้ถือว่า ทุกอย่างมีชีวิตและความรู้สึก เป็นแต่หยาบหรือประณีตกว่ากันเท่านั้น), ไม่ รับอาหารของคนที่บริโภคกันอยู่สองคนลุกมาถวายคนหนึ่ง เพราะทำให้อีกคน หนึ่งไม่พอใจได้ เช่นต้องคอยเป็นต้น, ไม่รับอาหารจากหญิงมีครรภ์ หญิงที่บุตรยังกำลังกินนมอยู่ เพราะทำให้เด็กในครรภ์ลำบาก เมื่อแม่ลุก เดินมา และเด็กที่กินนมจะร้องไห้, ไม่รับอาหารที่หญิงผู้กำลังไปด้วย บุรุษถวาย เพราะไม่ชอบใจแก่บุรุษ, ไม่รับอาหารที่สุนัขคอยเฝ้าอยู่ เพราะสุนัขก็อยากได้เหมือนกัน และดูเหมือนแย่งสุนัข หรือทำความไม่ พอใจให้เกิดแก่สุนัข, ไม่รับอาหารที่เห็นแมลงวันบินออกมาก่อน เนื่องจาก ถูกไล่ หรือรบกวน เมื่อเจ้าของหยิบอาหารซึ่งแมลงวันเกาะกินอยู่ก่อนนั้น มาถวาย. เมื่ออาการนั้น ๆ น่ารังเกียจใจตัวเอง ก็ถือว่าอาชีวะนั้นไม่บริสุทธิ์ แต่เราจะเห็นได้ว่าเช่นนี้ย่อมตึงเกินไป.
น.1769 สรุปหลักของเรื่องนี้ จากตัวอย่างทั่วไป จากตัวอย่างทั้งหมด คือทั้งบาลี อัฏฐกถา ฎีกา ทั้งในพุทธกาล และนอกพุทธกาล เราจะสรุปเป็นหลักสำหรับจำไว้อย่างง่าย ๆ ได้ว่า อาชีว- ปาริสุทธินั้น มีเป็นสองประเภท คือประเภทธรรมดา และประเภทที่เป็นการ ขูดเกลาอย่างยิ่ง. ประเภทธรรมดา : ประเภทนี้นิยมว่าต้องถือกันทั่วไป ในฐาน เป็นบัญญัติที่บังคับให้ถือโดยตรง. แบ่งเป็นสองพวก คือพวกที่เป็นมิจฉาชีพ เพราะเป็นการล่อลวงโดยอ้อม หรือพิรี้พิไร จนได้มาบริโภค, และไม่ได้ บัญญัติห้ามไว้เป็นสิกขาบทโดยตรงพวกหนึ่ง, และพวกที่พระผู้มีพระภาคเจ้า บัญญัติห้าม ตั้งเป็นสิกขาบทขึ้นไว้ ทั้งในและนอกพระปาติโมกข์อีกพวกหนึ่ง. ประเภทที่ขูดเกลาอย่างยิ่ง : ประเภทนี้หนักไปทางหลักธรรม มากกว่าหลักวินัยหรือศีล ดังมีตัวอย่างกล่าวไว้แล้วในอัฏฐกถาแห่งพระบาลี มหาอัสสปรสูตร ที่ข้าพเจ้ายกมาตั้งไว้ ในตอนที่มีกระทู้ว่า "อาชีวะที่ บริสุทธิ์เป็นอย่างไร" ข้างต้นนั้นแล้ว, แต่ต้องไม่เคร่งเกินไป จนเป็น การถืออย่างอัญญเดียรถีย์. เรื่องเช่นเรื่องฉันยอดสะเดา และดื่มน้ำปานะในอุทาหรณ์นั้น ตาม ธรรมดานักศึกษาไม่ค่อยได้ทราบหรือคิดกันว่า ท่านจัดเป็นมิจฉาชีพด้วย แต่ถ้าพิเคราะห์ดูอย่างถี่ถ้วนแล้วจะเห็นว่าเป็นได้ และเป็นประเภทขูดเกลา อย่างยิ่งจริงดังท่านกล่าว และเมื่อเป็นเช่นนี้ น่าจะขยายกว้างออกไปอีกว่า ถึงแม้การบริโภคโภชนะที่รู้อยู่ว่าทายกนำมาถวาย ด้วยความป้อยอให้รักใคร่
น.1770 สนิทสนม, หรือด้วยความหลงบุญเมาสวรรค์ จนเป็นญาณวิปยุตต์น่า สงสารสังเวช ไม่ประกอบด้วยธรรมแท้, ก็ควรจะอยู่ในประเภทมิจฉาชีพ ชนิดที่เป็นการถืออย่างขูดเกลายิ่งเหมือนกัน, ถ้ารับและบริโภคลงไป. ๘. อานิสงส์แห่งอาชีวปาริสุทธิศีล เมื่อภิกษุประพฤติเต็มที่ในอาชีวปาริสุทธิศีล ตามนัยอันกล่าวมา แล้ว ผลน่าชื่นใจย่อมหลั่งไหลออกจากการประพฤตินั้น เป็นคุณประโยชน์ แก่เธอเองบ้าง ผู้อื่นบ้าง และแก่พระศาสนาบ้าง. สำหรับตัวเธอเองนั้น เมื่อค้นหาความเศร้าหมองไม่พบ ก็ ปราโมทย์และปีติ, เมื่อปีติ. จิตย่อมสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ, เมื่อเป็นสมาธิ ก็เกิดปัญญารู้ธรรมทั้งหลายตามที่เป็นจริง ถึงที่สุดก็บรรลุวิมุติเป็นพระอรหันต์ ดุจดั่งเรื่องของพระมหาติสสเถระที่กล่าวมาแล้ว. ถ้าหากยังไม่อาจบรรลุถึง ที่สุด ก็ยังเป็นการทำตามรอยพระอริยเจ้าที่ก้าวหน้าไปได้ มีสัจจะต่อตัว เองและผู้อื่น มีคุณธรรมในตนพอที่จะเป็นตัวอย่างแก่เพื่อนสหธรรมิก และ พอที่จะทำให้ตนเองเป็นผู้สมกับนามอันมีเกียรติของตนว่า สมณสากยบุตติย์ ดังนี้. แม้ตนเองก็ติเตียนตนไม่ได้ ผู้อื่นก็ไม่ได้ เทวดา มาร พรหม ก็ไม่ได้ จึงเป็นผู้มีความกล้าหาญ มีความเกษมร่าเริง เยือกเย็นอยู่อย่าง สงบเงียบ และบริสุทธิ์แท้. สำหรับผู้อื่น คือ ชาวโลกไม่ถูกล่อลวง ไม่เบื่อหน่ายรำคาญ ได้เห็นสมณะผู้กล้าหาญ ทำตนเป็นตัวอย่างในการอดทน เพื่อรักษาอาชีพให้ สะอาดหมดจด แม้จะต้องเสียชีวิตก็ยอมได้. ความเชื่อถือตัวเองของชาวโลก ย่อมเกิดขึ้นและน้อมไปโดยนัยว่า เมื่อพระผู้เป็นเจ้าอาจสละชีวิต เพราะ
น.1771 รักษาอาชีวปาริสุทธิศีลได้ แล้วไฉนพวกเราจะไม่อาจสละได้บ้างเล่า, และ เมื่อพระผู้เป็นเจ้าพยายามรักษาอยู่อย่างกวดขัน ก็ไม่เคยปรากฏว่าต้องเสีย ชีวิตไปแม้แต่รูปเดียว แม้เราก็ต้องทำได้อย่างเดียวกันเป็นแน่. เมื่อเป็น เช่นนี้ ชาวโลกก็อาจยกตนให้ขึ้นสูงจากการประกอบกรรมอันเป็นบาป เพราะ อาชีวะเป็นต้นเหตุ ได้ยิ่งขึ้น. สำหรับพระศาสนา นั้น จะเป็นทางนำมาซึ่งความเคารพนับถือ จากประชาชนทั่วไป, ประชาชนที่เลื่อมใสศาสนาอื่น ๆ อยู่, และจาก นักบวชในศาสนาอื่น ถึงกับจูงมาสู่ศาสนานี้ได้ ดุจดังเรื่องของพระสารีบุตร กับนางสูจิมุขีปริพพาชิกา อันข้าพเจ้าจะได้จบการพรรณนาเนื้อความของบทนี้ ลงด้วยเรื่องของท่าน ๑ ดังต่อไปนี้ :- "ข้าแต่สมณะ ! ทำไมท่านจึงนั่งก้มหน้าฉัน ?” - นี่เป็นคำที่ นางปริพพาชิกาถามท่าน ในขณะที่ท่านนั่งฉันภัตตาหารอยู่ ณ ริมฝาแห่งหนึ่ง. "น้องหญิง ! เราไม่ได้นั่งก้มหน้าฉันดอก." "ถ้าเช่นนั้น ท่านแหงนหน้าฉันหรือ ?" “เราไม่ได้แหงนหน้าฉัน" "ถ้าเช่นนั้น ท่านส่ายหน้าฉันละกระมัง ?" "เรามิได้ส่ายหน้าฉัน." "ถ้าเช่นนั้น ท่านกลอกหน้า ๒ ฉันหรือ ?" "เรามิได้กลอกหน้าฉันเลย." "ถ้าเช่นนั้น ท่านฉันอย่างไรเล่า ?" ๑. สูจิมุขีสูตร ขันธ. สํ. ๑๗/๒๙๕/๕๑๗. ๒. กลอกหน้าคือ เอียงไปเอียงมา ( หูจดบ่า ), ส่ายหน้าคือ เหลียวไปมารอบ ๆ.
น.1772 "ดูก่อนน้องหญิง ! สมณพราหมณ์ใด เลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ คือ เดรัจฉานวิชาทางหมอดูที่ดิน เรากล่าวว่าพวกนั้น ก้มหน้าฉัน. พวกใด เป็นหมอดูดาวฤกษ์ เรากล่าวว่าพวกนั้น แหงนหน้าฉัน. พวกใดยอม รับใช้คฤหัสถ์ไปในที่นั้น ๆ เรากล่าวว่าพวกนั้น ส่ายหน้าฉัน. และพวกใด เป็นหมอดูลักษณะของอวัยวะในร่างกาย เรากล่าวว่าพวกนั้น กลอกหน้าฉัน. ส่วนเราเอง ไม่เลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยมิจฉาชีพ หรือเดรัจฉานวิชาเห็นปานนั้นเลย. เราย่อมแสวงหาอาหารโดยถูกธรรมแล้วฉัน จึงไม่กล่าวว่า ก้มหน้าฉัน แหงน หน้าฉัน ส่ายหน้าฉัน กลอกหน้าฉัน." "ท่านทั้งหลาย ! เหล่าสมณสากยบุตติย์ ย่อมฉันอาหาร ซึ่งได้มาโดยธรรม. ฉันอาหารที่ไม่มีโทษ. ขอเชิญท่านทั้งหลายถวาย บิณฑบาตแก่สมณสากบุตติย์ทั้งหลายเถิด. - นี้เป็นคำที่นางสุจิมุขี- ปริพพาชิกา เที่ยวโฆษณาตามถนน ตามตรอก ในหมู่บ้าน ภายหลังที่ ได้ฟังคำตอบอย่างน่าจับใจ ของท่านพระสารีบุตรแล้ว. จบบทที่ ๕ ---------------------------------------------------------------------- พิมพ์ที่ ร.พ. แสวงสุทธิการพิมพ์ 88/6 ซอยกำนันแม้น ถนนเอกชัย บางขุนเทียน กรุงเทพฯ โทร. 4152049 นายสุรพงษ์ เขียวสุทธิ ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา 2530
น.1773 (รูปภาพพุทธทาสภิกขุ) “พุทธทาสภิกขุ" พระผู้ทอด "ชีวิต" เป็นสมบัติของมนุษย์ชาติ “พุทธทาสภิกขุ" เดิมชื่อ เงื่อม นามสกุล พานิช เกิดในตระกูลพ่อค้า ที่ตลาดพุมเรียงไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ท่านเป็นบุตรคนโตของครอบครัว เข้าบวชในพระพุทธศาสนาเมื่ออายุครบ 20 ปี ณ วัดใหม่พุมเรียง ซึ่งเป็นวัด ใกล้บ้านและได้รับฉายาว่า "อินทปัญโญ" ตลอดช่วงระยะเวลาที่ได้ตั้งใจ ศึกษาธรรมอยู่ในพระพุทธศาสนา ท่านพุทธทาสได้ตั้งมั่นว่าจะใช้ชีวิตให้เป็น ประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ให้มากที่สุดที่จะมากได้ โดยเริ่มจากการศึกษา พระธรรมจนสามารถสอบไล่ได้เปรียญ 3 ประโยค หลังจากนั้นท่านก็พบว่า วิถีทางดังกล่าวคงไม่นำไปสู่จุดหมายแห่งความหลุดพ้นตามที่ตั้งใจไว้ได้ ท่านจึงออกไปอยู่ที่วัดร้างแห่งหนึ่งชื่อวัด พังจิก อยู่ใกล้ ตำบลพุมเรียง อ.ไชยา และได้ตั้งใจให้บริเวณวัดร้างแห่งนี้เป็นจุดเริ่มส่งเสริมสำหรับการปฏิบัติธรรม ซึ่งนับได้ว่า ท่านพุทธทาสเป็นพระองค์แรกที่ริเริ่มเรื่องนี้ขึ้น ณ ที่วัดร้างแห่งนี้หรือที่รู้จักกันดีในเวลาต่อมาว่า "สวนโมกขพลาราม" ท่านพุทธทาสได้ใช้เวลานานนับสิบปีในการศึกษาและปฏิบัติธรรมใน "ธรรม- ชาติ" เพื่อให้เข้าถึง "ธรรม" ที่แท้จริงและทำหน้าที่เป็นเพียงตัวแทนผู้ประกาศ ความรู้แจ้งในธรรมนั้น โดยมีได้มีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างบารมีโดยการก่อตั้ง สถาบันหรือสั่งสมผู้คนไว้เป็นศิษย์บริวาร ดังนั้นส่วนโมกข์ จึงเป็นสัญญลักษณ์ ของแนวคิดดังกล่าว และสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นศิษย์ของท่านพุทธทาสจะ ไม่ใช่ศิษย์ของท่านหรือของวัตถุและสถาบันแต่จะเป็นศิษย์แห่ง "ธรรม" ท่านพุทธทาสมีอายุครบ 80 ปีในปีที่ผ่านมาคือปี 2529 ตลอดระยะ เวลา 60 ปี ในพระพุทธศาสนา ท่านพุทธทาสมีข้อเขียนและปาฐกถาธรรม จำนวนมากมายมหาศาล ซึ่งถ่ายทอดมาจากประสบการณ์ชีวิตและการเรียนรู้ อย่างมีเอกลักษณ์ของตัวท่านเองอันเป็นประโยชน์แก่ผู้ใฝ่ธรรม แม้ว่าถึงวันนี้ ท่านจะได้รับเกียรติรับดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์จากสถาบันการศึกษาหลายแห่ง และได้รับสมณศักดิ์เป็นถึงเจ้าคุณชั้นเทพ "พระเทพวิสุทธิเมธี" แต่ท่านก็ยัง พอใจที่จะใช้ชื่อ "พุทธทาส" ในการถ่ายทอดพลังทางจิตใจและทางสติปัญญา แก่ปุถุชนผู้ใฝ่ธรรมในทางใหม่ และเป็นตัวของมนุษย์ผู้แสวงหาความหลุดพ้น ในทุกด้านของชีวิตผู้แหวกว่ายอยู่ในห้วงมหรรณแห่งการเกิด แก่ เจ็บ ตาย "กลุ่มสยามวิทยา" ขอมอบภาพ "ท่านพุทธทาสภิกขุ" เพื่อเป็น ศิริมงคลแก่ปวงชนชาวไทยในโอกาสขึ้นพุทธศักราช 2530
Buddhadasa