Buddhadasa.org
หนังสือท่านเข้าใจธรรมะอย่างไร › อ่านฉบับเต็ม

📖 ท่านเข้าใจธรรมะอย่างไร

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ท่านเข้าใจธรรมะอย่างไร

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.8 ท่านผู้สนใจธรรมะทั้งหลาย ซึ่งมีท่านรัฐมนตรีเป็นประธาน อาตมาได้รับคำขอร้องให้มาบรรยายธรรมะ ในรูปของธรรมสากัจฉาที่นี่อีกครั้งหนึ่ง โปรด เข้าใจว่าคำบรรยายในรูป ธรรมสากัจฉา นี้ คือ มุ่งจะให้มีการซักถามในทุกแง่ทุกมุมเท่าที่จะทำ

น.9 ๒ ได้ เพื่อให้เข้าใจแจ่มแจ้งนั่งเอง ไม่ใช่เป็น เรื่องโต้คารมหรืออะไรที่มักจะเข้าใจกันโดยมาก ขอได้โปรดกำหนดในลักษณะที่จะมีความเข้าใจ ละเอียดมากขึ้นเป็นพิเศษกว่าอย่างอื่น สำหรับ เรื่องที่จะอภิปราย ทางเจ้าหน้าที่กำหนดไว้ให้เสร็จ โดยให้หัวข้อว่า “ท่านเข้าใจธรรมะอย่างไร” อาตมาต้องขอเวลาหรือขอโอกาส ซ้อมความเข้า ใจเกี่ยวกับหัวข้อบรรยายนี้สักหน่อย เพื่อประ โยชน์แก่การบรรยายให้ได้ตรง ตามที่จะเป็น ประโยชน์แก่ผู้ฟัง เพราะเชื่อว่าผู้ฟังก็คงจะงง เกี่ยวกับหัวข้อเรื่องที่ว่าท่านเข้าใจธรรมะอย่างไร เพราะคำว่า “ท่าน” นี้เรายังงงอยู่ ไม่ทราบว่า หมายถึงใคร ถ้าหมายถึงท่านทั้งหลายเป็นผู้ฟัง อาตมาและอาจารย์คึกฤทธิ์ก็คงจะไม่สามารถที่ จะกล่าวอะไรได้เลย เพราะเป็นเรื่องของท่านผู้ฟัง

น.10 ๓ และท่านผู้ฟังก็คงจะไม่สามารถที่จะกล่าวอะไรได้ เลย ถ้าว่า “ท่าน” หมายถึงผู้พูดคืออาตมากับ อาจารย์คึกฤทธิ์ ก็ดูเป็นว่าจะเป็นเรื่องต่างฝ่าย ต่างแสดงความคิดเห็นส่วนตัว เกี่ยวกับธรรมะ ดูคล้ายว่าชวนให้เกิดหรือชวนให้ทำการวิวาทกัน มากกว่า นี่เรากำลังงงกันอยู่อย่างนี้ แต่ว่าไม่ เป็นไร คำว่า “วาท” หรือ “วาทะ” ตามหลัก เกณฑ์ที่ใช้กันอยู่ในวงธรรมะและปรัชญา แล้ว คำว่า “วาทะ” นี้หมายเพียงความเข้าใจอย่าง ไรแล้วยืนยันอยู่อย่างนั้น คำว่า “วาท” นี้ เช่น สุญวาท นัตวาท คณิกวาท ตรงกับ — ism ที่ใช้ ต่อท้าย dualism Buddism อะไรทำนองนี้ มิได้ หมายถึงวิวาททะเลาะกัน อย่างที่ชาวบ้านหมาย กันตามธรรมดา คำว่า “วิวาท” ในความหมาย ของธรรมะหรือปรัชญา และทางวินัยของภิกษุ

น.11 ๔ หมายแต่เพียง มีความเห็นต่างกันเท่านั้น มิใช่ ว่ามีความเห็นต่างกัน แล้วมายืนยันในข้อที่เห็น ต่างกัน ก็คงจะเสียเวลา คงจะเป็นไปได้ ใน ทางอาตมามีความคิดเห็นอย่างไรก็จะบรรยายไป และอาจารย์คึกฤทธิ์ก็จะซักไซ้ ในข้อที่ควรสงสัย คือทำความกระจ่างให้ยิ่งขึ้นไป เพราะฉะนั้น การที่มีหัวข้อที่ยังกำกวมอยู่เช่นนี้ควรจะทำความ เข้าใจกับท่านเสียก่อน จะจำกัดความหัวข้อนี้ ให้ชัดว่า คำว่า "ท่าน" หมายถึงพวกเราทั้งหมด กำลังเข้าใจธรรมะอย่างไร แคบเข้ามาก็คือว่า เราควรจะเข้าใจธรรมะอย่างไร เรานี้รวมทั้งท่าน ทั้งหลาย อาตมา ๒ คนด้วย คือท่านทั้งหลาย เราทั้งหลายควรจะเข้าใจธรรมะอย่างไร อาตมา เห็นว่า เราควรจะใช้หัวข้อที่จำกัดชัดเจนอย่างนี้ อาจารย์คึกฤทธิ์จะเห็นอย่างไรในข้อนี้

น.12 ๕ คึกฤทธิ์ ผมไม่มีอะไรจะซักหรอกครับ อยากจะ กราบเรียนเพื่อบอกว่า ทุกวันนี้เข้าใจธรรมะมัน ยาก เพราะเหตุว่าคนเรามันมีเรื่องจะต้องทำมาก อย่างวันนี้ได้รับเชิญให้มาฟังธรรมจากท่าน แต่ ว่าคุรุสภาทำ ๒ อย่างพร้อมกัน ข้างล่างฟังธรรม ข้างบนแต่งงาน ผมไม่มีสมาธิจะฟังอะไรทั้งนั้น พุทธทาส เป็นอันว่าเรามีหน้าที่ที่จะบรรยายธรรม ตามหัวข้อที่กำหนดไว้ โดยให้หัวข้อชัดลงไป อีกหน่อยว่า ท่านทั้งหลายควรจะเข้าใจธรรมะ อย่างไร อาจารย์คึกฤทธิ์ขัดข้องไหมถ้าจะเปลี่ยน หัวข้อเสียใหม่อย่างนี้คือ “ท่านทั้งหลายควรจะ เข้าใจธรรมะอย่างไร” คึกฤทธิ์ ควรจะเข้าใจผมไม่ขัดข้อง ตลอดจน

น.13 ๖ ท่านจะเลือกพุกเรื่องที่เข้าใจธรรมด้วยกาละเทศะ ผมไม่ขัดข้องทั้งนั้น เห็นควรส่งเสริมธรรมะเหล่านี้ เป็นอย่างยิ่ง เรื่องทำอะไร ไม่ถูกเรื่อง ถูกราว กัน ไม่ใช่ทำพร้อมกันหลาย ๆ อย่าง ที่มันขัด ต่อกัน พุทธทาส ก็นับว่าเป็นความคิดความเห็นที่น่าฟัง มากที่เราไม่ควรจะทำอะไรที่แบ่งแยกกระแสของ สมาธิไปหลายทิศหลายทาง ขอชักชวนท่านผู้ฟัง ถ้าท่านมีความประสงค์อย่างไร จงตั้งจิตให้มี สมาธิอย่างนั้น โดยส่วนเดียว ทีนี้อาตมาจะได้ กล่าวไปตามความมุ่งหมาย อาตมาขออภัย ก่อนที่จะกล่าวถึงเนื้อหาของเรื่องที่จะกล่าวตาม หัวข้อนั้น อาตมาอยากจะกล่าวถึงเรื่องปรารภ เหตุบางประการที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นเสียก่อน เพราะ

น.14 ๗ การทำอย่างนี้ช่วยให้เข้าใจเรื่องที่เราจะพูดได้ ง่ายขึ้น และเป็นการกล่าวบรรยายธรรมะนั้น พร้อม ๆ กันไปในตัว จึงขอโอกาสกล่าวคำ ปรารภเหตุด้วยเวลา ๑ ใน ๕ ของทั้งหมด หรือ ๑ ใน ๔ ของทั้งหมด ถ้าอาตมาเผลอไปขออาจารย์ คึกฤทธิ์ช่วยห้ามล้อ ช่วยดึงเข้าไปสู่เรื่องโดยเร็ว ด้วย ข้อแรกที่อาตมาอยากจะกล่าวคือว่า ขออภัย อย่าถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เมื่อไปบรรยาย หรือ แสดงธรรมที่ไหนอาตมามักจะถูกหาว่า โฆษณา ชวนเชื่อให้แก่พระธรรมหรือแก่พระศาสนามาก เกินไป พูดเป็นทำนองโฆษณาชวนเชื่อให้แก่ พระธรรมมากเกินไป อย่างกับว่า จะโฆษณา ขายสินค้าเป็นต้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ขอให้ทราบว่า พระธรรมนั้นวิเศษอย่างยิ่ง จนไม่ต้องใช้โฆษณา ชวนเชื่อ ขอให้คิดว่าธรรมะนี้วิเศษจริงจนไม่ต้อง

น.15 ๘ อาศัยโฆษณาอย่างนี้จริงไหม พวกเราเสียอีก มีจิตเสื่อมทรามลงทุกที จนต้องใช้โฆษณา ชวนเชื่อมากขึ้นทุกที แม้แต่เรื่องการบุญการ กุศลก็ยังต้องใช้โฆษณาชวนเชื่อ และชักจะมาก ขึ้นทุกที เช่นกิจการลูกเสือ กิจการสภากาชาด หรืออะไรทำนองนั้น ก็ยังต้องมีการโฆษณาชวน เชื่อไปโดยเล่ห์อุบายมากขึ้นทุกที แสดงว่าพวก มีจิตไกลออกไปจากความเหมาะสมที่จะเข้าใจ ธรรม แต่แล้วมานึกอีกทีหนึ่งว่า เมื่อเรื่องของ สิ่งที่ไม่ใช่ธรรมะตรงกันข้ามกับธรรมะ หรือแม้ ที่สุดเรื่อที่ถือกันว่ากระเดียดไปทางลามกอนาจาร เป็นอบายมุข มีการโฆษณาชวนเชื่อยิ่งขึ้น และ รุนแรงขึ้น เป็นการกลบเกลื่อนหรือดึงความ สนใจในธรรมะให้หันเหไปหมด และก็ถึงเวลา แล้วว่าเราจะต้องมีการโฆษณาชวนเชื่อให้แก่

น.16 ๙ ธรรมะบ้าง เพื่อจะต่อสู้กันหรือว่าดึงกันไว้ให้ เหมาะสม อาตมาก็เลยคิดว่าจะถือว่าเป็นโฆษณา ชวนเชื่อก็ยอม โลกเรากำลังร้ายยิ่งขึ้น ขอให้ กำหนดข้อนี้ไว้ด้วย เพราะผลของการโฆษณา ชวนเชื่อที่ออกมาตามความเห็นแก่ตัวนี่มากทุกที คล้ายกับว่าโลกนี้บรรยากาศเต็มไปด้วยบรรยา กาศของมุสาวาท โฆษณาชวนเชื่อที่กระทำอยู่ ในบรรยากาศของโลกนี้ เป็นเรื่องมุสาวาท ทำ เพื่อเอาประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก ก็จำเป็นต้องใช้ โวหารมุสาวาท ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม ขอให้ คิดว่าโลกมีบรรยากาศฟุ้งมากไปทุกทีหรือเปล่า จริงอย่างนี้หรือเปล่า มีเหตุผลสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะต้องนึกคิดที่เราจะเข้าใจธรรมะหรือแม้แต่จะ สนใจธรรม มองดูแล้วบรรยากาศแห่งมุสาวาท คือบรรยากาศแห่งการเบียดเบียน โลกเรานี้เต็ม

น.17 ๑๐ ไปด้วยการเบียดเบียนด้วยวาจาและเจตนา ซึ่ง เป็นการเบียดเบียนที่ลึกลับไปในทางจิตใจ เมื่อ มองดูแล้วเห็นว่าการเบียดเบียนนี้ ไม่ใช่หน้าที่ ของมนุษย์เรา เราได้เคยอภิปรายอย่างชัดเจนแล้ว ว่า "ธรรมะ" คือหน้าที่บริสุทธิ์ที่มนุษย์ควรจะทำ แต่การเบียดเบียนนี้ไม่ใช่หน้าที่แน่ และเมื่อมี การเบียดเบียนอย่างนั้น ก็หมายความว่าผิดหน้าที่ คือไม่มีธรรมหรือมีธรรมก็คือมีธรรมฝ่ายตรงข้าม คือธรรมของโจร ธรรมของทรชน อย่างนี้มาก กว่า การเบียดเบียนไม่ใช่ธรรมที่ต้องประสงค์ เพราะฉะนั้นจึงว่ากำลังล้างธรรม เพราะเราก็มี คุณภาพของความเป็นมนุษย์เสื่อมลง อากมา อยากจะสรุปสั้น ๆ ว่า เรามีคุณภาพทางจิตใจ ที่จะเข้าใจธรรมเสื่อมลงแม้ว่าทางฝ่ายวัตถุ เรา จะเจริญมากขึ้น อาตมาอยากจะยกตัวอย่าง

น.18 ๑๑ ขออภัยว่า แสตมป์ที่ใช้ปิดซองจดหมายเดี๋ยวนี้ ใช้ไม่ค่อยจะได้ เพราะกาวที่ทาไว้มันไม่ค่อย จะติด ไม่เหมือนกับแสตมป์ยุคก่อน อาตมา ไม่เคยไปรอบโลก แต่นั่งดูอยู่ที่นี่รู้ได้จาก แสตมป์ที่ปิดจดหมาย เพราะอาตมาฉีกแสตมป์ เองทั้งนั้น อาจารย์คึกฤทธิ์เองคงจะได้เคยปิด แสตมป์ ซองจดหมายนี่เสื่อมคุณภาพลงตรงที่ กาวนี่เอง แล้วทำไมเรามีความรู้ก้าวหน้า สามารถจะออกไปนอกโลก อากาศ หรือดวง จันทร์ก็ได้ แล้วทำไมกาวที่แสตมป์จึงเสื่อมคุณ ภาพลง คนเป็นผู้ทำแสตมป์ หรือว่าสั่งแสตมป์ เข้ามา วิชาความรู้ทางการค้นคว้านั้นก้าวหน้า แต่คุณธรรมที่จะทำอะไรให้ตรงตามหน้าที่ ให้ บริสุทธิ์ยุติธรรม คงเส้นคงวามันเสื่อมลง จึงถือ ว่ามนุษย์เราเสื่อมลงในข้อนี้ จนไม่เหมาะที่จะ

น.19 ๑๒ เข้าใจธรรมยิ่งขึ้นทุกที ปัญหาอยู่ที่ว่าเราจะ พยายามทำ ช่วยกันและกันให้เข้าใจธรรมนี้ มี อุปสรรคอย่างนี้ อาตมาอยากจะกล่าวต่อไปอีก ว่า มองดูเด็ก ๆ อนุชนรุ่นนี้หรือรุ่นต่อไปพร้อม ที่จะเข้าใจธรรมขึ้นทุกทีหรือไม่ ตัวอย่างง่าย ๆ เด็กเล็ก ๆ ขนาด ป. ๕ หรือ ม. ๑ เก่า ถ้าถามว่า ประโยคนี้ใครกล่าว ประโยคว่า “แหวนนี้ท่าน ได้แต่ ใดมา” หรือ “อันใดย้ำแก้มแม่ หมอง หมาย” ใครกล่าว ตอบถูกทันทีเลย ถ้าถามว่า ประโยคนี้ใครกล่าว “ขอพระองค์จงตีกลอง ปลุกคนให้ตื่นจากความหลับไหล” ใครกล่าว ตอบไม่ได้ ขอให้คิดดูว่า ประโยค “ขอพระ องค์จงตีกลองปลุกคนให้ตื่นจากความหลับไหล” ใครกล่าว ลักษณะนี้เป็นสิ่งที่น่ารู้น่าเรียนเป็น วรรณคดีอย่างยิ่งหรือไม่ เพราะว่าถ้าตอบถูก

น.20 ๑๓ แหวนนี้ท่านได้แต่ ใดมา เขาได้คะแนน แต่ว่า ใครตีกลองปลุกคนให้ตื่นไม่ได้คะแนน จึงไม่รู้ ไม่สนใจ ถ้าเรามุ่งหมายทางวรรณคดี ถ้าเรา พิสูจน์ว่า นับเป็นวรรณคดีที่เท่ากันหรือดีกว่ากัน ในการที่จะรู้ว่า แหวนนี้ท่านได้แต่ ใดมา หรือรู้ ว่าขอพระองค์จงตีกลองปลุกคนให้ตื่น นี่เราให้ ของเราศึกษาเล่าเรียนไปในทางใด ในทางที่จะ เด็กๆเข้าใจธรรมะหรือไม่ นี่เป็นข้อหนึ่งอาตมา อยากจะฝากไว้ ให้ช่วยกันคิดว่าเราจะเตรียม เด็กๆ ให้เข้าใจธรรมโดยลักษณะอย่างใด เหลียวดูไปกว้างๆ ทั้งโลก เช่นว่า ในโลกนี้ ใช้กระดาษพิมพ์หนังสือวันหนึ่งตั้งหลายพันตัน หมื่นตัน ในโลกนี้ก็แปลว่ามีอิทธิพลมาก เรื่อง ที่พิมพ์ออกมาเป็นเรื่องธรรมะกี่เปอร์เซ็นต์ จะถึง ๑ % .๕๐๕ % .๐๐๕ % หรือเปล่า ท่านที่เป็นนัก

น.21 ๑๔ ศึกษาการพิมพ์ของโลกก็จะเข้าใจได้ดี ส่วนมาก จะเป็นไปในทางที่ให้ลุ่มหลงในทางวัตถุแล้ว ส่วนที่จะไม่ให้เข้าใจธรรมมีมากเหลือเกิน จน กระทั่งหุ้มห่อบรรยากาศจิตใจของมนุษย์ทั้งโลก ให้เป็นไปในทางที่ว่า ชักใยพันตัวเองเหมือน กับหนอนหรือตัวดักแด้มากขึ้นจนมืดมิด จนกัด ออกมาสู่แสงสว่างไม่ได้ แล้วจะเข้าใจธรรม อย่างไร ยิ่งกว่านั้นดูในวงของวัดวาอารามของ เรานี้ อาตมาอยากจะกล่าวว่า การเรียนธรรม ขอ กำหนดฟังให้ดีๆ ว่า การเรียนธรรมหรือการเรียน บาลีในวัดวาอารามของเรา เรียนไปได้โดยไม่ ต้องสนใจธรรมะเลยก็ได้ ฟังดูน่าแปลกประ หลาดว่าเรียนธรรม เรียนบาลีผ่านไปแล้ว โดย ไม่ต้องสนใจ โดยไม่ต้องเข้าใจเลยก็ได้ ขอให้ อาจารย์คึกฤทธิ์ช่วยคิดและอภิปรายให้ละเอียด

น.22 ๑๕ สักหน่อย ทีแรกคณะสงฆ์เราก็อยู่ในสภาพที่น่า ตกใจ คือกิจการของคณะสงฆ์ก้าวหน้าไปแต่ใน ทางที่จะทำให้อธิกรณ์ต้องเพิ่มมากขึ้น เป็นเรื่อง ที่ว่ามุ่งหมายประโยชน์อย่างอื่นจากการเข้าใจ ธรรมเสียแล้ว คือพระจะมีความรู้ออกไปประกอบ อาชีพได้โดยไม่ต้องสนใจธรรมะ ไม่ต้องเข้าใจ ธรรมอย่างถูกต้องละเอียดละออก็ได้ เรื่องมัน เปลี่ยนไปถึงอย่างนี้ ทั้งหมด ตามที่กล่าวมานี้ สรุปได้ในข้อที่ว่า พวกเราทั้งหลายกำลังเข้าใจ ธรรมะอยู่อย่างไร คืออยู่ในลักษณะที่น่าชื่นใจ อยู่ในลักษณะที่น่าวิตกหรือน่าเป็นห่วง ขอให้เรา ได้อภิปรายกันในข้อนี้ก่อน ที่เรากล่าวว่า พวก เรากำลังเข้าใจธรรมกันอยู่ในลักษณะอย่างนี้นั้น เป็นความจริงหรือไม่ ขออาจารย์คึกฤทธิ์อภิปราย ส่วนนี้ เพื่อความเข้าใจอันดีกันเสียก่อน

น.23 ๑๖ คึกฤทธิ์ ผมก็เห็นด้วย ตามที่ได้บรรยายมาก็ รู้สึกว่า ทุกวันนี้คนเราไม่เข้าใจธรรมะ หรือ เข้าใจในสิ่งซึ่งนึกว่าเป็นธรรมะ ความจริงไม่ใช่ ธรรมะ มองกันไปในแง่ต่างๆ สำหรับการ โฆษณาชวนเชื่อในทางอื่นๆ ทางโลกนี้ก็จะขอ ยกเว้นให้ก็เพราะเป็นธรรมดาของโลก คนเรา จะต้องทำมาหากิน จะต้องโฆษณาขายสินค้า ต่างๆ ก็เป็นเรื่องธรรมดา ผมก็ไม่ติดใจ เรื่อง ที่ท่านได้กล่าวว่าเด็กถามอะไรที่เกี่ยวกับธรรมะ แล้วไม่รู้ เพราะเหตุว่ารู้ธรรมแล้วไม่ได้คะแนน ก็เป็นความจริงอีก ก็ไม่ต้องอภิปรายไม่ต้องพูด อะไร เพราะเด็กเราทุกวันนี้ก็พยายามที่จะหา ความรู้ เพื่อคะแนน เพื่อสอบได้มากกว่าเพื่อจะ หาความรู้เพื่ออย่างอื่น นี่ก็เป็นธรรมดาของเด็ก

น.24 ๑๗ แต่ในกรณีสุดท้าย ที่ท่านได้กล่าวมาว่า วัด ของเราทุกวันนี้ก็มีการโฆษณาอยู่มาก แล้วก็ การที่จะเรียนบาลี เรียนธรรมในวัดไม่จำเป็นต้อง เกี่ยวกับธรรมะเลยก็ใช่ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง และความจริงไม่อยากจะให้ใต้เท้าต้องกล่าว ให้ผมพูดเองดีกว่า เพราะยังไงๆ ก็ยังสีเดียว กันอยู่ พูดไปก็จะไม่สู้ดี ผมรู้สึกว่าทุกวันนี้ ที่ ใต้เท้าถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้โฆษณาชวนเชื่อ ให้ คนเห็นธรรมหรือโฆษณาธรรมมากเกินไปนั้น ก็ เห็นจะเป็นคนสองสามคนพูดหรอกครับ เพราะ เหตุว่าถ้าท่านโฆษณาจริงก็จะมีคนได้ยินบ้าง การโฆษณาที่ดีจริงที่ถูกละก็ ต้องมีคนได้ยินได้ ฟังมาก และไปตามโฆษณานั้น แต่ผลที่ปรากฎ ท่านก็พูดเองอยู่แล้วว่าคนก็ยังไม่เข้าใจธรรมะ เพราะฉะนั้นถ้าท่านโฆษณาจริง ก็คงจะโฆษณา

น.25 ๑๘ ไม่เก่งสู้คนอื่นเขาไม่ได้ เพราะคนส่วนมากก็ยัง ไม่รู้ธรรมะ แต่ว่าที่อ้างว่าโฆษณาธรรมทุกวันนี้ ผมรู้สึกว่ามันมีลักษณะของการค้าเข้าไปเกี่ยว อยู่มาก คือผู้โฆษณาธรรมก่อนจะโฆษณาดู ลักษณะของตลาดก่อนว่าต้องการอะไร แล้วก็ เอาสิ่งนั้นมาโฆษณา มาขายให้ คนที่อยู่ในวัด ทุกวันนี้รู้ว่าคนทั่ว ๆ ไปเขาต้องการตัญหาอุปา ทาน ก็เอาสิ่งที่อ้างว่าเป็นธรรมแต่ความจริงเป็น ตัญหาอุปาทาน มาเสนอให้ เป็นต้นว่าเทศนา สั่งสอนในเรื่องอิทธิฤทธิปาติหารย์ต่าง ๆ เทศนา ทั้งทางวิทยุทางอื่น ๆ ในเรื่องชีวิตบนสวรรค์ เทวดาเกี้ยวพาราสีกันอย่างไร เป็นเรื่องสนุก สนานครึกครื้นฟังกันทั่วประเทศ ตลอดจนกระทั่ง พูดไปถึงเรื่องสิ่งที่อาจจะเป็นจริงไม่ได้ หรืออาจ

น.26 ๑๔ จะไม่เป็นจริงก็ได้ เป็นเรื่องที่เด็ก ๆ ก็อาจจะ เถียงได้ ผมสังเกตดูรู้สึกว่าการโฆษณาธรรม ทุกวันนี้ที่ทำกันอยู่นั้น ยังไม่รอบคอบนัก อาจจะ ทำให้ประชาชนทั่วไปหมดความเลื่อมใส หมด ความสนใจในธรรม เมื่อคนเห็นว่าธรรมะ และ เข้าใจผิดคิดว่าสิ่งที่ได้ยินจากวัด จากวิทยุ กระจายเสียง จากหนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นเรื่อง เกี่ยวกับธรรมนั้นไม่มีความน่าสนใจ เป็นเรื่อง พื้น ๆ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หรือเป็นเรื่อง ที่อาจสงสัยได้อย่างนี้แล้ว คนทั่ว ๆ ไปที่ ไม่ได้ศึกษาธรรมโดยถ่องแท้ก็ย่อมจะหมดความ สนใจ เห็นว่าธรรมะเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ เป็นสิ่งที่ ไม่มีสาระ สู้ชีวิตธรรมดาอย่างทางโลก ใน การทำมาหากินตามปกติก็ไม่ได้ ยกตัวอย่าง

น.27 ๒๐ เป็นต้นว่า ถ้าวัดใดวัดหนึ่งจะโฆษณาพระเครื่อง ราง หรือรูปหล่อหลวงพ่อต่างๆ ว่า ถ้าใครได้ ไปบูชาแล้วเกิดหนุนพูนเขา ทำให้เกิดทรัพย์ สมบัติมาก อย่างนี้จะมีคนเชื่อมาก ด้วยความ เลื่อมใสศรัทธาที่ไม่คำนึงถึงเหตุผล แต่อาจจะ มีคนมากมายทีเดียวที่เห็นว่าอยากจะได้เงินทอง อยากจะทำให้ทรัพย์สมบัติเจริญแล้ว น่าจะมีทาง อื่นที่ดีกว่านั้น น่าจะทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ความเพียรและอื่น ๆ ตลอดจนคนอีก พวกหนึ่งที่อยากได้สตางค์มากๆ ก็คิดโกงเขา เอาดีกว่า ไม่จำเป็นต้องไปบูชาพระพุทธรูป หรือ รูปพระสงฆ์องค์ใดทั้งสิ้น เหล่านี้เป็นปัญหาที่ แย้งกันได้ แต่ว่าทุกวันนี้ ในทางวัดหนักไป ในทางโฆษณาเช่นนี้ ก็ทำให้เกิดผลทางใจขึ้น ซึ่งไม่น่าที่จะปรารถนานัก ผมก็เคยนึกอยู่เสมอ

น.28 ๒๑ เหมือนกันว่า ทำไมทางวัดใช้วิธีการของโลก มากไป คือคนอยากจะได้ยินอะไรก็มักจะส่ง เสริมพูดในสิ่งที่เขาอยากจะได้ยินอย่างคนที่เขา มีคัณหาอยู่ ก็ไปสอนทางที่จะให้ตัณหางอกเงย ขึ้น อย่างคนที่มีอุปาทานอยู่ แทนที่จะสอนทาง ตัดอุปาทาน กลับสอนให้มีอุปาทานเพิ่มขึ้น หรือ บางทีก็มีการทรงเจ้าเข้าผีต่างๆ ไปทีเดียว ซึ่ง ก็เป็นเรื่องของตัณหาอุปาทานทั้งนั้น แล้วก็เรียก ให้คนนับถือเลื่อมใสมาก คนที่ติดอยู่ทางนั้นก็ มุ่งไป ผมไม่เข้าใจว่าที่ท่านถามว่าทำเพื่ออะไร กัน แต่เมื่อสืบสวนไปก็ได้ความว่า ท่านทำ เพื่อหาเงินเข้าวัด ทำให้คิดต่อไปว่าวัดนั้นมี ประโยชน์สำหรับอะไร คือถ้าวัดเป็นสถานที่ตั้ง ของธรรม ที่สำหรับเผยแพร่ธรรมดังที่ถูกแล้วดู จะขัดกันได้ จะใช้วิธีการที่ไม่ตรงกับธรรม คือ

น.29 ๒๒ ไปล่อให้คนเขาติด เพื่อเอาสตางค์เขามาสร้าง สถานที่ ซึ่งควรจะเป็นสถานที่แห่งความวิมุติ ผมยังไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นเมื่อ มีการหาเงินเข้าวัดด้วยวิธีต่างๆ ที่ทำให้ติด ทำให้หลงแล้ว ผมก็จะขอสรุปต่อไปว่า เมื่อจะ ตกแต่งวัดจะซ่อมวัดขึ้นมาได้แล้ว วัดทุกวัน นี้ก็เป็นที่ตั้งของความติด ความหลงนั่นเอง ไม่ใช่ที่ตั้งแห่งความวิมุติ ผมอยากจะพูดว่า อย่างนี้ จะหาว่ารุนแรงไป ก็สุดแล้วแต่ เท่าที่ สังเกตดูทุกวันนี้รู้สึกว่าเป็นอย่างนั้น มีการ โฆษณาวัตถุที่กล่าวมาแล้ว พระพุทธรูปบ้าง พระเครื่องรางบ้าง รูปบุคคลบ้าง มีการโฆษณา แข่งแย่งแข่งดีกันอย่างกับสินค้า ตลอดจนกระทั่ง ทุกวันนี้ก็ส่งเสริมการเรียนวิปัสสนากันมากขึ้น มี สำนักวิปัสสนาต่าง ๆ กัน เสร็จแล้วก็ออกมา

น.30 ๒๓ นินทากัน วิปัสสนาสำนักโน้นไม่ดีสู้เราไม่ได้ สำนักนี้ดีกว่าสำนักโน้น นินทาไปถึงเรื่องส่วน ตัวของบุคคล ถึงครูบาอาจารย์ก็มี ผมเองไม่ได้ อยู่สำนักวิปัสสนาไหน เพราะฉะนั้นจึงรู้มาก เพราะได้รับฟังนินทาทุกสำนัก ใครได้ใครก็มา หาผม แล้วก็มานินทาให้ฟังหมด ว่าเป็นอย่างไร เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ นี่รายละเอียดผมไม่อยากจะ พูด เมื่อนั่งวิปัสสนาเพื่อทำให้จิตต้องออกเที่ยว นินทากันแล้วนี่ ผมก็ยังไม่เห็นว่าวิปัสสนาจะเป็น ทางส่งเสริมธรรมะ หรือทำให้คนเข้าใจธรรมะ แต่อย่างไร ปัญหาทุกวันนี้เป็นอยู่อย่างนี้ อย่าง ที่ใต้เท้าได้กรุณากล่าวมา ผมเป็นคนมีบาป มี กรรมมาก เพราะพูดในรายละเอียดเผ็ดร้อนต่อ ไปอีกก็ได้ ไม่ได้ขัดแย้งแต่ประการใด ขอ

น.31 ๒๔ ประทานได้โปรดบรรยายต่อไปดีกว่า ผมพูดไป เดี๋ยวผมก็จะพูดคนเดียวเท่านั้นเอง พุทธทาส ข้อต่อไป อาตมาอยากจะขอร้องให้ สนใจต่อไปอีกเกี่ยวกับเข้าใจธรรมะหรือวิธีเข้า ใจธรรมะ หรืออุปสรรคที่จะเข้าใจธรรมะมีอยู่ว่า เดี๋ยวนี้ที่เราพูดกันว่าเข้าใจธรรมะ อยากศึกษา ธรรมะหรืออะไรกันนี้ เราสนใจกันแค่ในแง่ของ หลักทฤษฎีแล้วด้นดั้นเลยไปจนเลยขอบเขตที่เป็น ขอให้กำหนดให้ดีว่า ได้สนใจแค่ในแง่ทฤษฎี แล้วมิหนำซ้ำ ด้นดั้นเลยไปจนเกินขอบเขตของ ความจำเป็น ถ้าศึกษากันในส่วนนี้สนุก มีเรื่อง ที่จะถกเถียงกันมาก แล้วก็มีเรื่องสนุก แล้วมี ทางที่จะได้เกียรติ มีชื่อเสียง ว่าเก่งอย่างนั้น เก่งอย่างนี้ มากกว่าที่จะนั่งพิจารณาธรรมะอัน

น.32 ๒๕ แท้จริง เพราะฉะนั้นจึงดึงไปโดยไม่รู้ตัว ให้ไป หลงติดศึกษาในฝ่ายที่เป็นหลักทฤษฎี ไม่เกี่ยว กับวิธีการปฏิบัติแล้วด้นดั้นไปเลยเกินเหตุ ยก ตัวอย่างที่เป็นทฤษฎีล้วนๆ เช่นอภิธรรม ๆ นี้ เป็นเรื่องทฤษฎีล้วนๆ ไม่แสดงหลักหรือวิธี ปฏิบัติ ถ้าจะพูดด้วยความเปรียบเทียบจะเข้าใจ ได้ดีกว่า เปรียบเหมือนอย่างเราจะเรียนค้นคว้า สูตร กฎเกณฑ์ต่าง ๆ จนสร้างมนุษย์ขึ้นมาได้ ใหม่ด้วยวิชาที่ค้นพบใหม่นี้ หรือเราจะศึกษาแต่ เฉพาะวิธีปฏิบัติสำหรับมนุษย์ที่เกิดอยู่แล้วนี้ จะ พ้นทุกข์ได้อย่างไร วิชาพุทธศาสนาเช่นอภิธรรม โดยเฉพาะนี้เป็นไปในรูปจะค้นหาสูตร กฎเกณฑ์ วิธีต่าง ๆ สร้างมนุษย์ขึ้นมาใหม่เสียเอง ก็จะ เป็นวิชา ส่วนหลักปฏิบัติสำหรับมนุษย์ที่เกิดอยู่ แล้ว ว่าจะเอาชนะความทุกข์นี้ได้อย่างไร ทีนี้

น.33 ๒๖ ลองเปรียบเทียบกันดูว่า อย่างไหนมันสนุก มัน น่าชวนให้ดูชวนให้เกิดความสนใจมากกว่า คนก็ จะต้องคิดว่า ไปคิดสร้างมนุษย์กันให้ได้ใหม่นี้ มันน่าสนุกกว่า ลึกซึ้งกว่า วิเศษวิโสกว่า ส่วน วิธีที่ปฏิบัติให้มนุษย์ที่เกิดอยู่แล้วตาดำๆ เอา ชนะความทุกข์ให้ได้นี้ดูเป็นเรื่องธรรมดาไป นี่ เป็นข้อความที่ยืนยันว่าเราสนใจแต่ในแง่ทฤษฎี ล้วนๆ ด้นดั้นไปจนเลยขอบเขตเสียแล้ว หรือ จะเปรียบเทียบให้ต่ำลงให้ง่ายลงมาอีก เหมือน กับว่าจะคิดค้นใช้วิชาคิดค้นหาสูตรต่างๆ จน ว่าสร้างต้นมะพร้าวขึ้นมาได้ใหม่เอง หรือว่า เราจะไปศึกษาวิชาปลูกมะพร้าวที่มีพันธุ์อยู่แล้ว ในโลกนี้ ให้เป็นมะพร้าวที่งอกงามเร็ว มีผล ทันตาเห็นทันใจต้องการ ได้อันไหนน่าอัศจรรย์กว่า อันไหนควรทำกว่า อันไหนจะเป็นที่พึ่งแก่เรา

น.34 ๒๗ ได้มากกว่า นี่เราสนใจในแง่ทฤษฎี เลยขอบ เขตอย่างนี้ ถ้าดูข้อเท็จจริงเราจะเห็นได้ทันทีว่า เราหลงเคร่งวินัยมาก เคร่งอย่างที่อวดกันได้ ด้วย แล้วเราหลงท่องพระสูตร ท่องจำได้มาก พูดได้มาก หลงถกมาถึงขั้นปรัชญา ชั้นอภิธรรม ส่วนที่เป็นทฤษฎีทางหลักวิชานั้น เป็นพระวินัย พระสูตร พระปรมัตถ์ หรืออภิธรรม ในส่วนวินัย เราก็พยายามหลงเคร่ง ในส่วนพระสูตรเราก็ พยายามหลงสวดท่องบ่น ในส่วนพระปรมัตถ์อภิ ธรรมเราก็หลงถกเถียงกัน นี่เป็นมากถึงกับลืม ดูธรรมที่เนื้อที่ตัว ลืมทำเนื้อทำตัวให้เป็นธรรม อาตมาขอใช้คำนี้ก็ขออภัย จะเข้าใจหรือไม่เข้า ใจก็ขอได้โปรดรับฟังไปพิจารณา จนลืมจัดทำ ธรรมะให้มีอยู่ในเนื้อในตัว ให้เป็นธรรมะ นี่ลืมไป ถ้าไปหลงเรื่องวินัยหลงท่องพระสูตร หลงถก

น.35 ๒๘ อภิธรรม เป็นต้น นี่คืออุปสรรคแก่การเข้าใจ ธรรมะอย่างถูกต้องและเพียงพอเป็นอย่างยิ่ง เลย ในที่สุดกลายเป็นเพียงทำอย่างตาม ๆ กันไปหมด จนกล่าวว่า เราถือศาสนากันเหมือนอย่างลูกปูที่ เกิดมาเป็นปู แล้วก็เดินอย่างปูเดินอย่างแม่ปู ดังนั้นจึงไม่ต้องการที่จะเข้าใจ เราถือศาสนากัน อย่างลูกปู จึงไม่ต้องการจะเข้าใจ ไม่ประสงค์ จะเข้าใจอย่างแท้จริงและสมบูรณ์ เราถือศาสนากันในลักษณะที่ทำการค้า ชนิดหนึ่งอาจารย์คึกฤทธิ์ว่า สนใจธรรมะจะเป็น ไปในลักษณะเช่นนั้นมิได้ แต่การถือศาสนา ตามธรรมเนียมเป็นอย่างนั้นได้ เป็นอย่างลูกปูก็ ได้ เป็นอย่างการทำการค้าชนิดหนึ่งก็ได้ สรุป ว่าเดี๋ยวนี้เราสนใจธรรมะกันแต่ ในแง่ของทฤษฎี แล้วด้นดั้นไปเลยขอบเขตของความจำเป็น จน

น.36 ๒๙ กระทั่งว่าพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรมนั่นเอง กลายเป็นเครื่องมือสำหรับทำความเนิ่นช้าใน การที่จะเข้าใจธรรมะอย่างถูกต้องและสมบูรณ์ ข้อเท็จจริง ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ มีความเห็น อย่างไร อาตมาใคร่ขอร้องให้อภิปราย คึกฤทธิ์ ก็เห็นอย่างใต้เท้าว่าแหละครับ ก็ถ้า พูดอย่างนี้ผมก็เห็นด้วยทุกทีแหละ คือเท่าที่ผม เข้าใจ เหตุของปัญหาต่างๆ ที่ได้กล่าวมานั้น อยู่ที่ว่า มันมาจากความขาดความเข้าใจในวัตถุ ประสงค์ คือวัตถุประสงค์เราศึกษาธรรมะเพื่อ อะไร เรารู้ธรรมะเพื่ออะไร คนทั่วไปไม่สนใจ ในแง่เหล่านั้น มักจะเข้าใจ บางทีก็ง่ายเกินไป เป็นต้นว่า เขาว่าศาสนาทุกศาสนามีวัตถุประสงค์ จะสอนให้คนทุกคนทำดี เพราะฉะนั้นศาสนา

น.37 ๓๐ ก็เหมือนกันหมด นับถือศาสนาไหนก็ได้ หรือ มิฉะนั้นศาสนามารวมเป็นศาสนาเดียวกันก็ได้ มี ความเข้าใจอย่างนี้อยู่เวลานี้แล้ว ถึงกับประชุม กันแล้วอะไรกันแล้ว คล้าย ๆ กับศาสนาเป็นการ สั่งสอนให้คนทำดีเท่านั้น จะไปนั่งแตกต่างกัน อยู่ทำไม ใครจะไปประชุมที่ไหน จะประชุมรวม ศาสนาไหนก็ได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนเรายัง ขาดความเข้าใจในธรรมะอยู่มาก ไม่เข้าใจว่า ศึกษาธรรมะเพื่ออะไร รู้ธรรมะเพื่ออะไร เหตุนี้เอง เมื่อขาดความรู้ในวัตถุประสงค์ที่แท้จริงแล้ว เมื่อไปจับธรรมะเข้า ก็ไปถือเอาตัวสิ่งซึ่งเป็น อุปกรณ์มาเป็นสิ่งที่แท้จริง คือไปเข้าใจผิดว่า พระสูตรคือธรรมะ พระสูตรก็ต้องท่องจำให้ได้ แล้วก็หมกมุ่นไปในทางท่องจำอย่างที่ใต้เท้าว่า เมื่อถือศีลก็พยายามถือศีลเคร่งแข่งกัน เพื่อจะ

น.38 ๓๑ ให้ใครเห็นว่า เก่งกว่ากัน หรือมิฉะนั้นกลับอีก ทางหนึ่ง ถ้าไม่รักษาศีลให้เคร่งได้ก็ไม่รักษา มันเลย เรียนพระอภิธรรมดีกว่า ลึกซึ้งกว่า ถ้า ชำนาญทางปรมัตถ์แล้วไม่ต้องถือศีลก็ได้ กิน ข้าวเย็นก็ได้ นั่งวิปัสสนาแข็งปั๋งทุกทีอย่างนี้ก็มี ก็หย่อนไปคนละทาง แล้วก็ศึกษาพระอภิธรรม เพื่อจะได้เรียนศัพท์สูง ๆ เรียนนับจำนวนจิตกี่กอง อะไรกี่กองมีจำนวนเท่าไร ว่ากันเป็นจำนวนนับ มาคุยกันเล่นว่าอะไรมากอะไรน้อย อย่างนี้ผมก็ เห็นว่าศึกษาพระอภิธรรมเพื่อพระอภิธรรม ศึกษา พระสูตรเพื่อพระสูตร รักษาศีลเพื่อศีล ไม่ใช่ เพื่อธรรมะ ไม่ใช่เพื่อการหลุดพ้นจากทุกข์ซึ่ง ควรจะเป็นวัตถุประสงค์ที่แท้จริง ด้วยเหตุที่ขาด ความเข้าใจในวัตถุประสงค์ เพราะฉะนั้นการที่ จะศึกษาก็ผิดพลาดไป ได้มาก ตลอดจนในชีวิต

น.39 ๓๒ ประจำวัน เมื่อเรายังไม่เข้าใจในวัตถุประสงค์ ของธรรมะ เราก็เอาธรรมะวางไว้เป็นที่ ๆ ไม่ได้ ทำให้ธรรมะเข้ามาแทรกซึมอยู่ในตัว นึกว่า ธรรมะเป็นเรื่องของโอกาส เรื่องของสถานที่ เป็น ต้นว่าไปวัดก็ควรจะไปพูดกันเรื่องธรรมะ ควรจะ ไปฟังพระท่านแสดงธรรม แล้วก็ไปถือศีล ออก จากประตูวัดก็หมดแล้วภาระที่รับศีล ส่วนธรรมะ หรือข้อความที่จะสอนให้รู้ ซึ่งมีอยู่ครบถ้วนใน ชีวิตประจำวัน ถ้าจะมองโลกมองชีวิตทุกวัน ด้วยสายตาแห่งธรรมะ แล้วจะเห็นได้ว่า ธรรมะ เป็นเครื่องช่วยให้เราหลุดพ้นจากทุกข์ได้เสมอ ไม่ว่าจะมองอะไรในชีวิตหรือการงานทุกวันของ เรานั้น ถ้ามองด้วยธรรมเอาธรรมะเข้ามาประกอบ อยู่ ให้ธรรมะอยู่ในตัวเราแล้ว หรือดูธรรมะจาก ตัวเราแล้ว ความพ้นทุกข์ก็จะเพิ่มขึ้น หรือตัวเรา

น.40 ข้าราชการ พ่อค้า นักศึกษา ตลอดจนประชาชน เข้าฟังอย่างอุ่นหนาฝาคั่งเป็นกรณีพิเศษ

น.41 ๓๓ จะสามารถเปลื้องทุกข์จากตัวได้วันละเล็กละน้อย เรื่อยไป ผมใคร่จะว่าอย่างนี้ แต่เพราะเหตุว่าเรา ขาดความรู้ในวัตถุประสงค์ เรานึกว่าเข้าวัดเพื่อ เอาบุญ เรียนศาสนาเพื่อจะได้เป็นคนดี แต่จะดี อย่างไรก็ไม่ทราบ ตลอดจนทำบุญหรือทำดี เพื่อ หวังผลดี เป็นต้นว่าเป็นข้าราชการก็ทำดีเข้าไว้ เพราะอยากได้เงินเดือนขึ้น อยากได้ตำแหน่งที่ สูง นึกว่านั่นเป็นความดี ที่จะตอบแทนความดี เมื่อไม่ได้ก็โทมนัสเสียใจ ไม่มีอะไรหักห้ามได้ บางทีก็เลิกทำความดี เหล่านี้เป็นการขาดความ เข้าใจในประการแรกของธรรมะ ประการที่ ๒ ขาดความเข้าใจในวัตถุประสงค์ของธรรมะ ประ การที่ ๓ ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าความดีนั้น ใน ธรรมะนั้นหมายความว่าอะไร ถ้าจะสอนธรรมกัน

น.42 ๓๔ ต่อไปควรจะต้องสอนกันให้ถูกหลัก ควรจะตั้งขึ้น มาเสียก่อน ว่าในศาสนาพุทธนั้นความดีคืออะไร ประการที่ ๒ เมื่อความดีคืออะไร แล้วอะไรคือ ความดีสูงสุดในศาสนาพุทธ ถ้าเราไม่สอนอย่าง นั้น เราไม่สามารถวัดความดีได้ ทุกวันนี้—ศาสนา พุทธสอนแต่ให้คนทำดีทำดี แต่ไม่มีไม้บรรทัด วัด ไม่รู้ว่าความดีคืออะไร อย่างไรจึงจะเรียก ว่าดี แล้วดีได้แค่ไหน สั้นยาวแค่ไหน ไม่มี ใครสอนคนก็ไม่เข้าใจ แล้วก็เข้าใจความดีผิด นึกว่าความดีคือวัตถุที่จะมาตอบแทน หรือนึกว่า เป็นสวรรค์วิมาน นึกว่าเป็นชื่อเสียงเกียรติยศ นึก ว่าเป็นสายสะพาย นึกว่าเป็นรถยนตร์คันใหญ่ นึกว่าเป็นเงินจำนวนมากๆ แล้วก็เกิดเหตุใน ชีวิตให้เห็นว่าของเหล่านี้ไม่ใช่ความดี เป็น ของที่จะพามาซึ่งความทุกข์ ความเสื่อม ความ

น.43 ๓๕ เสียหายเห็นกันอยู่คำตาก็ไม่มีใครเชื่อ ทั้งหมด นี้ก็เนื่องมาจากความไม่เข้าใจในธรรมะ อย่างที่ ใต้เท้าได้กล่าวมาแล้ว สรุปก็เรื่องไม่เข้าใจวัตถุ ประสงค์ ผมก็มีความเห็นอย่างนี้ พุทธทาส อาตมายังข้องใจอยู่อีกข้อหนึ่ง ข้อสุด ท้ายนั้นว่า เมื่อเขวหรือเฉหรือเฟ้อออกไปมาก อย่างนี้แล้วมีหวังอยู่บ้างหรือไม่ ที่เราจะทำความ เข้าใจกันให้เข้าธรรมะอย่างถูกต้องได้ เพื่อจะ ได้ตั้งต้นด้วยดีต่อไป คึกฤทธิ์ อ้าวนี่ท่านถามผมเสียแล้วหรือ ความ จริงกระผมก็อยากจะกราบเรียนว่าเป็นเรื่องของ ใต้เท้าครับ ใต้เท้าเป็นสมณะ กระผมเองน่ะไม่ เป็นไร กระผมเป็นฆราวาส ผมรู้ด้วยตนของผม

น.44 ๓๖ เองพอแล้ว ผมไม่มีหน้าที่ที่จะไปสอนใคร ใคร จะทำอะไรก็ทำ ใครจะว่าอย่างไรก็เชิญ ผมไม่ ต้องไปสอน ผมไม่ใช่พระ ไม่ใช่สมณะ ผม ไม่มีหน้าที่จะประกาศคำสอน ผมบวชประเดี๋ยว เดียวแล้วก็สึกออกมา ต่อไปนี้ก็เป็นหน้าที่ของ ผมเองที่จะทำพระนิพพานให้แจ้งแก่ตัวของผมเอง เท่าที่ผมเห็นว่าควรจะเป็น ถ้าทำได้ผมก็พอใจ ส่วนใครจะตกนรกหมกไหม้อย่างไร ผมรู้สึกว่า ไม่ใช่เรื่องของผม ผมก็อยากจะกราบเรียนถาม ว่าใต้เท้ามีทางที่จะทำพระนิพพานให้แจ้งแก่ผู้อื่น นั้น ใต้เท้าจะทำได้อย่างไร พุทธทาส อาตมาจะขอย้ำอีกนิดหนึ่งว่า ในฐานะ ที่อาจารย์คึกฤทธิ์รู้จักโลก รู้จักประชาชน รู้จัก สังคมกว้างขวาง พอจะมองเห็นว่าสังคมที่เห

น.45 ๓๗ หรือเขวออกหรือเฟ้อออกไปมากอย่างนี้ เรามี ทางที่จะทำความเข้าใจกับเขาได้ หรือให้สนใจ ธรรมะถูกทางอย่างนี้ได้หรือไม่ คึกฤทธิ์ เรื่องทางนี้มันต้องมีเสมอครับ หรือ อย่างน้อยก็ต้องมีความหวัง ผมเห็นว่าคนทุกวัน นี้ สำหรับระบบการศึกษาทั่วไปน้อมนำใจคนให้ มองเหตุมองผลยิ่งขึ้นทุกวัน การเชื่อถือเลื่อมใส ไปในสิ่งที่ไม่สามารถจะพิสูจน์ด้วยเหตุผลได้นั้น ก็ออกจะมีน้อยลงทุกวัน เพราะฉะนั้นผมจึงว่าควร มีองค์การใด หรือองค์การใดในพระศาสนาตั้ง สิ่งซึ่งฝรั่งเขาเรียก Dogma ขึ้นมาเสียทีหนึ่งว่าเรา นับถือพระพุทธศาสนานั้น นับถือเพื่ออะไร เรานับ ถืออะไรเป็นประการที่หนึ่ง ทุกวันนี้แค่จะนับถือ อะไรเราก็ไม่แน่ใจเสียแล้ว คนที่อ้างว่านับถือ

น.46 ๓๘ ศาสนาพุทธน่ะ นับถือตั้งแต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เจ้าพ่อกวนอู ไปจนกระทั่ง ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ นับถือได้หมด ประการแรกเรานับถือพระพุทธ ศาสนาจะต้องนับถืออะไร ประการที่ ๒ นับถือเพื่อ อะไร Church of Thailand ก็ไม่บอก นั่งเฉย ๆ กัน ยังงั้นแหละ ไปถามท่านองค์นี้ ท่านบอกนับถือ เพื่อยังงี้ ไปถามองค์โน้นท่านก็บอกว่าเพื่ออย่าง นั้น เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของศาสนา เรามีมากเหลือเกิน จนเอาเป็นยุติไม่ได้ แล้วแต่ วัด แล้วแต่คณะ แล้วแต่กุฎี แล้วแต่สบงคนละ ผืน ต่างคนต่างสอนกันไป เอาแน่ไม่ได้ ถาม คนนั้นพูดอย่างนี้ ถามคนนี้พูดอย่างนั้น กระผม แต่ก่อนเคยคิดจะพึ่งพระ สงสัยอะไรก็ไปถาม พระ ยิ่งคบกับพระยิ่งเห็นความเห็นแตกแยก กันมาก ผมก็ไม่ทราบจะทำอย่างไร ผมเองก็

น.47 ๓๙ ไม่อยากจะเลือกที่รักมักที่ชัง ทุกวันนี้ได้แต่นับ ถือพระโดยไม่ถามท่านเห็นท่านก็ไหว้ ไปทำบุญ ก็ไป ไม่ถามอะไรท่านแล้ว เพราะถามกลับมาก็ ปวดศีรษะทุกที ไม่รู้จะเอาเป็นยุติที่ไหนแน่ ท่าน พูดแตกต่างกันไปหมด เพราะฉะนั้นนี่เป็นเรื่องที่ ๒ ต้องตั้งหลักเสียที เพราะเรานับถือศาสนาพุทธ เพื่ออะไร ต่อไปก็ต้องวางหลักลงไปที่เรียกว่า ความดีคืออะไร อะไรเป็นความดีสูงสุด ที่เรียก ว่ารู้ศาสนาพุทธนั้นรู้อย่างไร ถึงจะถือว่าเป็นความ รู้ ตลอดจนต้องสอนด้วยหลักสำคัญที่สุดคืออะไร ความรู้ที่สำคัญที่สุดพระท่านเรียกว่า กิจญาณน่ะ คือรู้ว่าทำหน้าที่ของพุทธมามกะแล้วนั้น มีเขต แค่ไหนเป็นจุดจบ สำเร็จที่ตรงไหนไม่มีใครบอก นั่งทำเกือบตายก็ไม่รู้ว่าทำแล้วหรือยัง ขึ้นต้น คือไม่รู้กิจญาณ ไม่รู้กตญาณ ไม่รู้อะไรทั้งนั้น

น.48 ๔๐ เอาแค่นั้นก่อน คนเข้าใจเหตุผลน่ะผมว่ามีทางที่ จะทำได้ แต่ต้องมีคนที่ฝรั่งเรียกว่า Authority และ เมื่อถืออย่างไรก็ควรจะถือกันเสียที เรื่องแปลศีล ผิดกันเข้าใจผิดกันผมไม่ว่า เป็นเสรีภาพของ บุคคล แต่ในหลักทฤษฎีพุทธศาสนากว้าง ๆ ที่เรียกว่าวงการพระศาสนา ซึ่งผมอยากจะพูด เน้นให้เข้าใจ ซึ่งถ้าแปลเป็นภาษาฝรั่งจะต้อง เรียกว่า Church of Thailand ควรจะมี Dogma เสีย ที แล้วควรจะมีทฤษฎี ควรจะมีที่พึ่งของฆราวาส คือเขาถามอะไร ให้ตอบให้ตรงกันในหลัก ใหญ่ ๆ เข้าวัดไหนให้ได้คำตอบเดียวกันเสีย ก่อนเท่านั้นแหละครับเป็นพอ เวลานี้แต่ละวัด เข้าไปไม่ตรงกันสักวัดหนึ่ง ผมก็ไม่ทราบจะ ทำยังไง อย่างผมไปสวนโมกข์ ไปกราบเรียน ถามท่าน ว่าทำบุญอย่างไรผมเดาได้ ผมไม่เคย

น.49 ๔๑ ถาม ท่านคงบอกว่าทำบุญเพื่อขจัดกิเลส เพื่อ ความรอดพ้น ผมไปเชียงใหม่ เผอิญเข้าไปอีก วัดหนึ่ง ไปถามหลวงพ่อองค์อื่นเข้า ท่านก็ตอบ ว่าทำบุญชิโยม เสร็จแล้วขึ้นสวรรค์ ได้วิมาน สูงตั้ง ๗ โยชน์ ตักบาตรพระข้าวทัพพีเดียว ตาย ไปเกิดเป็นเทวดา มีนางฟ้าเป็นบริวาร ๘ หมื่น ๔ พัน ค้ากำไรเกินควร ใส่ผมเข้าให้อย่างนั้น ตอบไม่ตรงกันนี่ครับ ผมก็ไม่รู้จะเชื่อทางไหน ในที่สุดผมก็ต้องตั้งตัวเองเป็น Church of Thailand กับตัวผมเอง ตั้งศาสนาตั้ง Dogma ของผมขึ้น มาเอง เวลานี้ผมจะนับว่าผมนับถือศาสนาใหม่ ก็ได้ เป็นศาสนาพุทธที่ผมกำหนดเอาเอง ตาม ความเข้าใจของผมเอง แล้วผมก็นับถือของผม คนเดียว ไม่สอนให้ ใครทั้งนั้น

น.50 ๔๒ พุทธทาส นี่เป็นอันว่าเรามีหวังว่า เราพยามจะ ต้องเข้าใจในหลักทั่วไปเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เกี่ยวกับคำว่า "ธรรม" นี้ให้ถูก ให้ตรงกันเสีย ก่อนในวงพุทธบริษัทเรา แล้วเราก็ประสบปัญหา ยุ่งยากอย่างอาจารย์ คึกฤทธิ์ว่า ที่ว่าแต่ละสำนัก คณาจารย์นี่ เราจะเพ่งเล็งไปในแง่ใดแง่หนึ่ง เป็นส่วนหนึ่งตามความเห็นส่วนตัว และยกขึ้น เป็นหลักและหัวใจของธรรมะ ก็ทำความลำบาก ให้แก่สังคม เพราะฉะนั้น หัวข้อของเราที่มีอยู่ ว่า เราหรือท่านทั้งหลายควรจะเข้าใจธรรมะ อย่างไรกัน ก็นับว่าเป็นหัวข้อที่เหมาะสมแล้ว อาตมาก็ถือโอกาสกล่าวเนื้อหาของเรื่องที่ว่า เรา หรือท่านทั้งหลายควรจะเข้าใจธรรมะอย่างไร เกี่ยวกับข้อนี้ อาตมาขอชักชวนให้สนใจ

น.51 ๔๓ กับคำว่า "ธรรมะ" คำนี้อีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าใน การอภิปรายที่นี่เมื่อคราวก่อนนั้น ก็ได้พูดถึงเรื่อง ธรรมอย่างละเอียดพอใช้อยู่แล้วเหมือนกัน แต่ บางท่านอาจจะไม่ได้มาหรืออาจจะลืม และเรา ต้องขยายความของคำว่าธรรมะให้สูงยิ่งขึ้นไป คือให้เข้าใจแต่ต้นจนตลอด แต่ว่าข้อแรกที่สุดนี้ อาตมาขอโอกาสสักนิดหนึ่ง ที่จะขอให้ท่านทั้ง หลายเข้าใจสิ่งที่เรียกว่ากันธรรมะในหลักที่จะ กล่าวนี่ก่อนว่า ธรรมะที่อาจจะมาอธิบาย หรือ อภิปรายแก่กันและกันได้นั้น ยังไม่ใช่ธรรมะที่ แท้จริง ไม่ใช่ธรรมะที่สูงสุด ธรรมะตัวจริงและ สูงสุดนั้น เหลือวิสัยที่จะเอามาพูดหรือเอามา อภิปรายได้เป็นสิ่งที่มีลักษณะปัจจัตตัง คือเฉพาะ ตนเหมือนกับว่า รสหวาน รสเค็ม ไม่อาจจะเอา อภิปรายให้คนเข้าใจได้ เว้นแต่ ให้เขาชิมจริง ๆ

น.52 ๔๔ จึงถือเอาธรรมะที่อาจจะเอามาพูด อภิปรายได้ ยัง ไม่ใช่ธรรมะแท้จริง และสูงสุด อาตมาขอให้ อาจารย์คึกฤทธิ์ช่วยวินิจฉัยหลักที่ว่านี้อีกที ว่า ควรจะเป็นอย่างนี้หรือเปล่า คึกฤทธิ์ เรื่องนี้ผมไม่สงสัย เชื่ออย่างใต้เท้าว่า ที่ว่าธรรมะที่แท้จริงนั้น เป็นเรื่องที่สอนกันไม่ได้ เป็นเรื่องที่ผู้ใดประสบแล้วก็จะอธิบายไม่ได้ เพราะธรรมะขนาดนั้น เป็นธรรมะที่เกินคำพูดของ มนุษย์ เป็นธรรมะที่หาอะไรเปรียบเทียบก็ไม่ได้ แล้วเป็นธรรมะที่กว้างขวางกว่า ใจ กาย วาจา ของมนุษย์ที่มีขอบเขตจำกัดจะแสดงออกมาได้ เมื่อผู้ใดบรรลุถึงธรรมะขั้นนั้นแล้ว ก็ย่อมจะเป็น ธรรมะที่แสดงไม่ได้ แต่ก่อนที่จะถึงธรรมะขั้นนั้น ก็จำเป็นต้องปูพื้น วางแนววางทางที่พระพุทธเจ้า

น.53 ๔๕ ได้ทรงกระทำมาแล้ว ถ้าเรายังเมตตาต่อคนอื่น อยากที่จะให้เขาถึงธรรมะเช่นนั้น ก็ต้องวางแนว ทางให้เขาปฏิบัติ หรือสอนธรรมะ ซึ่งแม้จะไม่ใช่ ธรรมะแท้ แต่ก็เป็นธรรมะที่จะนำไปถึงธรรมะแท้ อย่าไปสอนธรรมะที่จะนำให้ห่างออกไปเลย อย่า ไปสอนธรรมะที่จะเป็นกำแพงขวางกั้น อย่างที่ผม ได้พูดมาแต่ต้นว่าจะสอนธรรมะ ผมเชื่อว่าธรรมะ แท้สอนกันไม่ได้ แต่ธรรมะที่ถึงจะไม่แท้ก็ควร จะคัดเลือกว่าเป็นอุปสรรค์แก่ธรรมะแท้หรือไม่ เท่าที่สอนกับไปเป็นเครื่องส่งเสริมกิเลสอุปาทาน แล้วเราไม่ควรสอน เราควรจะสอนธรรมะที่สอน ได้ และไม่เป็นอุปสรรค์ต่อธรรมะแท้ พุทธทาส เป็นอันว่า อาตมากับอาจารย์ มีความ คิดเห็นตรงกัน ที่เราจะพูดกันหรืออภิปรายกัน

น.54 ๔๖ แต่ธรรมะในส่วนที่จะพูดได้ หรืออภิปรายได้ ที่นี้ เราจะพิจารณากันในความหมายของคำว่าธรรมะ ให้เป็นที่ยุติกันเสียก่อนว่า ธรรมะหมายถึงอะไร กันแน่ ที่ควรแล้วเดี๋ยวนี้ ควรที่จะทำความเข้าใจ ให้เกิดความสนใจ และปฏิบัติในที่สุด เพื่อย้ำ กันลืมขอให้ผู้ฟังทำความเข้าใจในความหมาย ของคำว่าธรรมะไปตามลำดับดังนี้สัก ๓ ขั้น คือว่า ๑. สิ่งที่เรียกว่าธรรมะ ก็คือสิ่งทั้งปวง ไม่ยกเว้น อะไรทั้งหมด จะเป็นรูปธรรมนามธรรม การกระทำ ผลของ การกระทำ จะมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง หรือไม่มีเหตุปัจจัยปรุง แต่ง เที่ยงแท้ถาวรหรือไม่เที่ยงแท้ถาวร สิ่งทุกสิ่งนั้นแหละ คือธรรมะ ๒. สิ่งทุกสิ่งเหล่านั้น มีกฎเกณฑ์ประจำตัวนั่นเอง ดังนั้นกฎของสิ่งทั้งปวงที่มีประจำนั่นคือธรรมะ จึงเห็นได้ว่า ธรรมะคือสิ่งทั้งปวงนั่นหมายถึงธรรมชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ ยกเว้นอะไรทั้งหมด แม้แต่พระนิพพานก็จัดว่าเป็นธรรมชาติ

น.55 ๔๗ อย่างหนึ่ง จึงว่าทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไร ตามหลักทางพระพุทธ ศาสนาเราเรียกว่าธรรมชาติทั้งหมด และเรียกสั้นๆ ว่า ธรรมดาพระนิพพานเป็นธรรมชาติฝ่ายที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง เที่ยงแท้ถาวร ไม่ประกอบด้วยทุกข์ แต่ก็ยังเรียกว่าธรรมชาติ เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องพูดถึงสิ่งสามัญ สิ่งสามัญทั้งหมดก็ เรียกว่าธรรมชาติ เพราะฉะนั้นธรรมะข้อที่หนึ่ง คือ สิ่งทั้งปวงที่เป็น ธรรมชาติ ที่นี้ธรรมะพวกที่สอง คือ กฎของสิ่งทั้งปวง ซึ่งใน ที่นี้เรียกสั้น ๆ ว่าธรรมดา ธรรมดาแปลว่า ความเป็นธรรม คือความเป็นธรรมชาติ นี่เรียกว่าธรรมดาก็ได้ ๓. ธรรมดาก็คือ หน้าที่ที่จะต้องกระทำต่อกัน ระหว่างสิ่งทั้งปวงให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์นั้น ๆ เพื่อจะมีชีวิต อยู่ได้โดยผาสุก เพราะฉะนั้น ธรรมะนี้ก็คือหน้าที่ ที่สิ่ง ทั้งปวงจะต้องประพฤติต่อกันและกัน รวมทั้ง ต่อตัวเองด้วย เพื่อให้มีชีวิตอยู่อย่างผาสุกและ ถึงที่สุดของผาสุก อาตมาขอกล่าวยืนยันว่า

น.56 ๔๘ เท่าที่ได้สอบสวนศึกษาค้นคว้าอะไรมาทั้งหมด จับใจความของคำว่าธรรมะได้เพียง ๓ ความ หมายนี้เท่านั้น ฃสรุปทั้งหมดหรือข้อเหล่านี้ว่า “ธรรมะ” คือสิ่งที่ต้องรู้ ต้องปฏิบัติ หรือต้องมี เพื่อไม่ให้สิ่งทั้งปวงเกิดเป็นทุกข์ขึ้นมา นี่เป็นการ กล่าวตามความมุ่งหมายสิ่งที่เรียกว่าศาสนา คือ มุ่งหมายที่จะกล่าวเท่าที่เกี่ยวกับมนุษย์เท่านั้นเอง ตามความมุ่งหมายของพระศาสนา ผู้สอนศาสนา แต่ถ้าจะกล่าวกันในแง่ของวิทยาศาสตร์ หรือ จิตวิทยา หรือปรัชญา ยังกล่าวได้อย่างอื่น โวหารอื่นอีกมากมาย จนฟั่นเฝือไปในที่สุด จึง บอกกล่าวแต่เพียงสั้นๆว่า ธรรมะ คือสิ่งที่ต้องรู้ สิ่งที่ต้องปฏิบัติหรือต้องมี เพื่อไม่ให้สิ่งทั้งปวง เกิดเป็นทุกข์ขึ้น แล้วในที่สุดเราจะพบว่าการ กระทำนั้นไปสิ้นสุดลงที่มีธรรมะ คือไม่มีอุปาทาน

น.57 ๔๙ แม้ในธรรมะนั้นมีธรรมจริง ธรรมะชั้นสูงสุด คือ ไม่มีอุปาทานแม้ในธรรมนั้น คือตัวเรา แปล ว่าปรับความผิดกับตัวเราเสียหมดในสิ่งทั้งปวง ในกฎเกณฑ์ของสิ่งทั้งปวง จนกระทั่งในหน้า ที่ที่เราประพฤติต่อสิ่งทั้งปวงหรือผลที่เกิดมาจาก การประพฤติปฏิบัติ เราก็กลายเป็นผู้ที่มีจิตว่าง จากความรู้สึกว่ามีตัวเราหรือของเราที่ยึดมั่นไว้ ด้วยอุปาทาน นั่นคือธรรมที่ไปจนถึงที่สุดต้อง เข้าใจธรรมะถึงขั้นนี้ จึงจะเอาตัวรอดได้ ถ้ายัง ไม่ถึงขั้นนี้ก็ยังเอาตัวไม่รอด หรือยังต่ำเตี้ยเกิน ไปเท่าที่จะเรียก พระพุทธศาสนาของพระสัมมา สัมพุทธเจ้า เราต้องเข้าใจธรรมไม่ยึดมั่นถือมั่น อุปาทานว่าเป็นตัวเราหรือของเรา แม้ในตัว ธรรมะเองหรือแม้ในมรรคผลนิพพานาก นี่แหละ จะยากหรือง่าย จะสั้นหรือยาว จะลึกหรือตื้น

น.58 ๕๐ อย่างไรโปรดพิจารณาดูด้วยความระมัดระวัง แต่ เมื่อต้องให้กล่าวว่าธรรมะคืออะไร ความหมาย ที่แท้จริงแล้วอย่างไร ต้องเป็นอย่างนี้ อาตมา ก็เชื่อว่าท่านทั้งหลายต้องเข้าใจอย่างนี้ จึงจะ ประหยัดเวลา เข้าใจธรรมะได้ทันเวลา สามารถ เดินถูกทางของธรรมได้ มิฉะนั้นจะต้องแกว่ง ไปมาอีกนาน บางทีจะตายเสียก่อนกว่าจะเข้าใจ ธรรมะก็ได้ คิดไปอีกทางเกี่ยวกับธรรมะนี้ คือที่แรก ให้เล็งถึงทุกสิ่งก่อน ต่อมาให้เล็งถึงกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ในสิ่ง ทุกสิ่ง ถัดมาเล็งถึงหน้าที่ที่สิ่งทุกสิ่งที่จะต้องประพฤติ หรือ ควรประพฤติต่อกันและกัน ในระหว่างกันและกัน เพื่อทำ ความทุกข์ให้หมดไป หรืออย่าให้เกิดขึ้น จึงถือว่าเป็นสิ่งที่รู้ หรือต้องปฏิบัติต้องมี และเมื่อมีธรรมขั้นสูงสุดแล้ว ก็คือ ความไม่มีอุปาทานยึดมั่น ถือมั่นต่อสิ่งใด โดยความเป็นตัวเรา หรือของเรา แล้วเราเรียก

น.59 ๕๑ ลักษณะเช่นนี้ว่า เรามีจิตว่างเพราะมีธรรมะ สมบูรณ์ หลักเกณฑ์ท่าที่กล่าวนี้ ท่านอาจารย์ คึกฤทธิ์มีความเห็นอย่างไร ขอเชิญอภิปราย ด้วย คึกฤทธิ์ ผมไม่มีความเห็นครับ ขอเห็นตามที่ ใต้เท้าว่า ไม่รู้ว่าจะแสดงอะไรเพิ่มเติม เพราะ เหตุว่ากระผมก็เข้าใจว่าอย่างนั้น ที่พยายามพูด มาก็เพื่ออยากจะให้คนเข้าใจอย่างนั้น คือธรรมะ ก็เป็นอย่างที่ใต้เท้าได้ว่ามา หนึ่งก็แปลว่า Nature ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราพบเราเห็น ไม่ว่าจะ นอกวัดในวัด ไม่ว่าจะที่ไหนแม้แต่นิพพานเอง ก็เป็นธรรมะทั้งนั้น ประการที่ ๒ ไม่ว่าจะเห็น อะไรมันก็ต้องมีกฎเกณฑ์ของตัวมันเอง กฎ เกณฑ์สำคัญก็คือไตรลักษณ์กระมัง คือตั้งอยู่

น.60 ๕๒ ไม่ได้ต้องดับต้องเสื่อม ประการที่ ๓ ของทุก อย่างมันมีความสัมพันธ์กัน ก็ต้องมีหน้าที่ส้ม พันธ์ต่อกัน เอาอย่างต่ำถ้าเราจะอยู่กับคน เรา ก็ต้องรู้หน้าที่ที่ต้องปฏิบัติกับคนอื่น ถึงจะอยู่ได้ ด้วยความสุข แต่ว่าแค่นั้นก็เป็นอย่างต่ำ ถ้า อย่างสูงขึ้นไปอีกก็ต้องทำหน้าที่ต่อตัวเราเอง ถึง จะถึงความผาสุกที่สูงที่สุด แต่ความผาสุกที่สูง ที่สุดนั้น ใต้เท้าก็ได้กล่าวแล้วว่าคือจิตว่างได้ แก่การหมดอุปาทาน ไม่มีอุปาทานแม้แต่ ใน ธรรมนั้น ๆ มันก็เท่านี้ แล้วก็จะทำอย่างไรจึงจะ ให้เขาเชื่อได้ พุทธทาส ก็เป็นว่า อาตมาก็ตาม อาจารย์คึกฤทธิ์ ก็ตาม ยืนยันในข้อเดียวกันว่า ธรรมคือสิ่งนี้ คือของอย่างนี้ แล้วท่านจะเห็นได้ว่าอาจารย์

น.61 ๕๓ คึกฤทธิ์อธิบายด้วยโวหารธรรมดาง่ายๆ ได้ แล้ว บอกว่าไม่มีอะไรจะพูด ที่จริงอาจารย์อาจจะพูด ด้วยโวหารธรรมดาให้เข้าใจอย่างธรรมดาได้ยิ่ง กว่าอาตมาเสียอีก เพราะฉะนั้นขอให้ฟังให้ดีว่า ธรรมะข้อที่ ๑ คือธรรมชาติ เล็งถึงธรรมชาติ ข้อที่ ๒ เล็ง ถึงกฎธรรมชาติ ข้อที่ ๓ เล็งถึงกิจถึงหน้าที่ ที่สิ่งทั้งปวงจะ พึงทำรู้ปฏิบัติในธรรม จนกระทั่งไม่มีอุปาทานในสิ่งใด และ เรียกว่ามีจิตว่าง คำว่า “จิตว่าง” คือประเด็นใหญ่ และสำคัญที่จะอภิปรายในวันนี้ และถือว่าเป็น การอภิปรายต่อจากการอภิปรายครั้งที่แล้วมานั้น ด้วย เพราะเรามาติดค้าอยู่ตรงที่ว่า จะทำงาน ด้วยจิตว่างได้อย่าง เป็นอันว่าท่านยอมรับว่า จิตว่าง ไม่เป็นคำเหลวไหล เป็นยอดสุดของ พุทธศาสนา เป็นจุดหมายปลายทางของพุทธ ศาสนา ที่ทุกคนจะต้องประพฤติปฏิบัติให้ถึง

น.62 ๕๔ ให้จนได้ ด้วยความเป็นผู้มีจิตว่างนี้ให้ได้ ที่นี้ จะอภิปรายถึงคำว่า "ว่าง" อาตมาอยากจะขอ แทรกข้อคิดอันหนึ่งที่สำคัญมาก ในเมื่อเราจะ ชวนกันสนใจพุทธศาสนาโดยไม่ประมาทโดยเร็วนี้ จะให้ประโยคหรือหลักสั้น ๆ ว่า "ยิ่งศึกษาพระ พุทธศาสนา จะยิ่งไม่รู้พระพุทธศาสนา" เพราะ ว่าสิ่งที่เรียกว่าศาสนาของท่านทั้งหลาย โดยเล็ง ถึงแต่หลักวิชาหรือหลักทฤษฎีรวมทั้งพิธีรีตอง อาตมาจะกล่าวให้ชัดต่อไปว่า ต้องศึกษาโลก หรือศึกษาความทุกข์จึงจะยิ่งรู้พุทธศาสนา พระ พุทธเจ้าท่านใช้คำคำเดียวกันว่า โลกคือทุกข์ ทุกข์คือโลก หรือชีวิตคือโลก ขยายให้ชัดอีก ว่าพระไตรปิฎกก็ดีทั้งหมด นี่ไม่อาจจะช่วยให้ เข้าใจพระพุทธศาสนาหรือธรรมะ การที่ชาว ต่างประเทศมีความเห็นว่า ศึกษาพระไตรปิฎก

น.63 ๕๕ ให้หมดทั้งฝ่ายเถรวาท และฝ่ายมหายาน แถม วิชาทั้งหมดที่จัดเป็น Ideology คือในด้านที่เกี่ยว กับประเทศอินเดียทั้งหมด ศิลปะ วัฒนธรรม ปรัชญา ศาสนา อะไรทั้งหมด อาตมาก็ว่ายิ่ง ไม่มีทางรู้พระพุทธศาสนา ยิ่งจะวนเวียนวกวน อยู่เท่านั้น ในที่สุดจะเวียนหัวและเลิกไป เว้นไว้ แต่จะศึกษาโลก คือชีวิตและตัวเอง ในขอบเขต ที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ และเราที่กำลังมีชีวิต เป็น ๆ อยู่อย่างนี้ให้มากเราจึงจะรู้ธรรมะ เดี๋ยว เราหลงเรียนพระไตรปิฎกเรียน Ideology ทั้งหมด และเรียนอะไรอีกมากมาย โดยหวังรู้ธรรมะใน พระพุทธศาสนา อาตมายืนยันว่า ถ้าทำอย่างนั้น จะยิ่งไม่รู้ยิ่งขึ้น ขอให้ศึกษาโดยมองดูในเนื้อในตัวจริง ๆ ว่าเป็นทุกข์เพราะการยึดมั่นถือมั่น ถ้าไม่มีการยึดมั่นถือมั่น เราไม่มีความทุกข์เลย เรายิ่งมองเท่าไร ยิ่งเข้าใจยิ่งขึ้นเท่านั้น

น.64 ๕๖ เกี่ยวกับข้อนี้ อาจารย์คึกฤทธิ์มีความเห็นอย่างไร คึกฤทธิ์ ผมว่าท่านสอนศาสนาอย่างนี้ ต้องสอน สองคนกับผมดีกว่า ต้องสอนคนไม่ยึดนะครับ พูดอย่างนี้ไปสอนคนที่เขายังยึดเข้า เขาจะ เข้าใจผิด พุทธทาส มีทางเข้าใจผิดอย่างไร คึกฤทธิ์ มีทางเข้าใจผิดตั้งแยะ คือประการที่ หนึ่ง จิตว่าง ท่านว่าจิตว่างคือจิตที่ไม่มีอุปาทาน ทีนี้ทำให้จิตว่าง มันแปลได้กว้างขวางเหลือเกิน ถ้าพูดว่า จิตไม่ยึดหรืออะไรทำนองนั้นก็จะเข้าใจ กว่า ว่างนั้นอาจจะไม่นึกถึงอะไรเลย เช่นถ้า บอกว่าทำงานอย่างไรในเวลาจิตว่าง คนธรรมดา

น.65 ๕๗ เขาบอกว่า ถ้าว่างแล้วจะไปทำอะไรได้ ต้องมี แนวอะไรบ้าง แต่ถ้าพูดกับผม ผมเข้าใจตลอด ไม่มีปัญหาอะไร เพราะพูดไปต้องนึกตามไป แต่ สอนคนที่เขาไม่ค่อยจะคุ้นหรือขาดความสนใจจะ ลำบาก นอกจากนั้นคำพูดเป็นต้นว่า “ยิ่งศึกษา พระพุทธศาสนา จะยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา” นั้น บาง ทีคนฟังที่ไม่เคยได้ยินจะตกใจวิ่งหนี ท่านพุทธ ทาสเอาอะไรมาพูดไม่รู้บาปกรรม อาจจะทำให้ คนหลีกไปได้ไกลเหมือนกัน คำพูดเช่นนี้ คน ไทยไม่ค่อยจะคุ้นหู ต้องไปญี่ปุ่น เพราะพูดเป็น แบบเซ็น มันก็ลำบากอีกนั่นแหละขอประทาน โทษ ความจริงผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าไร แล้วตอนนี้น่ะ ต้องพิจารณาประกอบกัน ๒ ข้อ เฉพาะอย่างยิ่งข้อสุดท้าย ที่ท่านกล่าวว่า ยิ่ง ศึกษาโลกและความทุกข์มาก ยิ่งรู้พุทธศาสนา

น.66 ๕๘ นี่ผมสงสัยครับ ได้เคยเห็นมาแล้ว คนที่ศึกษา โลก ศึกษาความทุกข์ โดยที่ ไม่คำนึงถึง พระพุทธศาสนาเลยนั้น ส่วนมากเข้าใจเตลิดไป ใหญ่ทีเดียว ผมอยากจะขอประทานเสนอว่า คน ที่จะศึกษาโลกและความทุกข์ แล้วรู้จักโลกและ ความทุกข์ ตลอดจนรู้จักพุทธศาสนา จะต้องรู้จัก พุทธศาสนาเป็นแนวอยู่ในใจบ้าง อย่างน้อยจะ ต้องรู้จักว่า ศึกษาเพื่อให้หมดความยึดถือ ให้ หมดความอุปาทาน ถ้าคนนั้นมีความยึดถืออยู่ ในใจเสียแล้ว เช่นเชื่อว่ามีพระเจ้า ผมว่าศึกษา โลกไปจนตาย ไม่มีวันหลุดพ้น ไม่มีวันเข้าใจได้ แต่ถ้าศึกษาโลกด้วยทัศน์ของพระพุทธศาสนา จะ รู้จักโลกยิ่งขึ้น เมื่อรู้จักโลกยิ่งขึ้นจะรู้จักความ ทุกข์ยิ่งขึ้น ก็จะรู้จักพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น ผม ว่าอย่างนี้ ในข้อแรกผมว่าจริง ยิ่งศึกษา

น.67 ๕๙ พระพุทธศาสนา ก็ยิ่งไม่รู้จักพระพุทธศาสนา อย่างมากก็เป็นเจ้าคุณ ได้พัดยศมีเปรียญหลาย ประโยค แต่ก็ไม่แน่ว่าจะรู้จักพระพุทธศาสนา นัก ถ้าข้อหลังนี้การศึกษาโลกและความทุกข์นี้ ต้องมีใจอยู่ในแนวของพระพุทธศาสนาด้วย ถ้า ยึดถืออย่างอื่นละก็ลำบากแน่ คือได้ศึกษาโลก โดยหวังว่าโลกนี้จะต้องเป็นสุข ยิ่งพบทุกข์ เท่าไหร่ ยิ่งแลเห็นว่าโลกนี้ ไม่เป็นสุข ยิ่งเกิด โทมนัสเคียดแค้น ไม่พอใจ ไม่หมดทุกข์ ได้ ถ้าหากว่าเรารู้แนวพระพุทธศาสนา แล้วศึกษา โลกในแนวนั้น บางทีจะดีกว่า ส่วนเรื่องพระไตร ปีฎกศึกษาแล้วยิ่งไม่เข้าใจ ผมไม่พูด เดี๋ยวใคร เขาจะมาค่าผมหยาบ ๆ คาย ๆ เอา เพราะเคย ถูกค่ามาแล้ว

น.68 ๖๐ พุทธทาส อาตมาพอใจที่ได้พบข้อเท็จจริง อย่าง อาจารย์คึกฤทธิ์ว่า ท่านผู้ฟังทั้งหลายลองฟัง พิจารณาดูข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับพวกเราชาวไทย เป็นอย่างไร กรณีย์เกี่ยวกับการศึกษา การรู้ พุทธศาสนาและทบทวนคือจิตว่างนั้น ขอให้เรา ไว้ประเดี๋ยว จะได้กล่าวต่อไป ที่นี้ในข้อที่ว่ายิ่ง ศึกษาพุทธศาสนายิ่งไม่รู้พุทธศาสนานี้ หมาย ความว่าทำให้หลงไหลในความรู้ ในรสอร่อย ของความรู้ และการใช้เหตุผลทางปรัชญาจิต วิทยามากขึ้น และที่ว่ายิ่งศึกษา ยิ่งไม่รู้พุทธ ศาสนานั้น พุทธศาสนาในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง ความรู้ หมายถึงตัวธรรมะแท้ ๆ ที่ทำลายความ ยึดมั่นถือมั่นที่เกิดขึ้นแล้ว ยิ่งศึกษาพระไตรปิฎก ยิ่งสนุกจนคนโบราณยุคหนึ่งเรียกพระไตรปิฎกว่า

น.69 ๖๑ “นางฟ้า” หรือ “วาณี” คำว่า วาณี แปลว่านาง ฟ้า ทั้งสวยเบ็นที่ลุ่มหลงของนักศึกษา สามารถ ผูกมัดจิตใจนักศึกษาได้ อาตมาเคยประสบมา แล้ว วิชา Ideology ที่พวกฝรั่งว่าต้องเรียนก่อนจึง จะรู้พุทธศาสนานั้น อาตมาเห็นว่ายิ่งไปใหญ่ ไม่ มาสู่จุดสูญกลางของพุทธศาสนา โดยเขาเข้าใจ ว่าพุทธศาสนาเบ็นศาสนาของอินเดียศาสนาหนึ่ง เกี่ยวเนื่องกันกับวัฒนธรรมอินเดีย เบ็นความนึก คิดของชาวอินเดียปรัชญาของชาวอินเดีย เมื่อ ศึกษาหมดจึงจะจับจุดได้ อาตมาเห็นว่ายังไม่มี หลัก โดยเฉพาะชาวต่างประเทศ ถ้าอยากจะรู้ พุทธศาสนาเร็วๆ และรวบรัดละก็มาทำตามวิธีที่ พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ อย่างที่เรียกทำวิปัสสนานี่ แต่ขอให้เบ็นวิปัสสนาจริงๆ อย่าให้เบ็นวิปัสสนา อย่างส่วนมากที่เบ็นอะไรออกไปเสียแล้ว ไม่ต้อง

น.70 ๖๒ พูดถึง เพราะอาจารย์คึกฤทธิ์ห้ามเสียแล้ว แล้ว ก็รักนั่นดีแล้วว่าให้เผลออย่างไร เดี๋ยวนี้ก็ปรากฏ ชัดอยู่อย่างว่าเป็นเมฆหมอกปิดบังพุทธศาสนายิ่ง ขึ้นต่อไปด้วย ชาวต่างประเทศควรจะทำตามที่ พระพุทธเจ้าสอนโดยลองทำการควบคุมพฤติของ จิตไว้ ในขณะที่ตาได้เห็นอยู่ หูได้ฟังเสียง มี สติสัมปชัญญะควบคุมพฤติของจิต ให้เป็นไป ในทางของสติปัญญาเรื่อยๆ อย่าให้เผลอไปใน ทางอุปาทาน เพียงไม่นานก็จะเข้าถึงตัวธรรมะ พุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้ามีให้ ไม่ใช่ธรรมะที่ เขียนและเขียนๆ เพิ่มเติมมาเรื่อยๆ โดยพระ อาจารย์ ซึ่งมาสำเร็จรูปเป็นพระไตรปิฎกหรือ อะไรทำนองนี้ เพราะฉะนั้นอย่าเข้าใจว่าพวก ต่างประเทศจะเรียนพระพุทธศาสนาจากพระไตร ปิฎก จากเถรวาท ฝ่ายมหายาน วิชา Ideology

น.71 ๖๓ อะไรแล้วเขาจะรู้พุทธศาสนาอย่างยิ่ง จนมาสอน เรานั้นไม่ต้องกลัว ถ้ายังหลงอยู่ในสวนดอกไม้ © กว้างอย่างนี้ ไม่มีวันที่จะพบหัวใจของธรรมะ หัวใจของพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้น ขอให้ เข้าใจว่า ยิ่งศึกษาพระพุทธศาสนา ยิ่งไม่รู้พุทธ ศาสนานั้น มีความหมายอย่างนี้ แล้วข้อที่ว่าให้ดูที่ ตัวทุกข์ ตัวโลก ตัวชีวิตนี้ เรามีความหมายเฉพาะ ดังนั้น ได้โปรดถือว่าเป็นคำที่มีความหมายบัญญัติเฉพาะ พระพุทธ เจ้าตรัสคำว่า ""โลก" กับคำว่า "ทุกข์" ไว้แทนกันได้ บางทีใช้คำว่าโลกแทนคำว่าทุกข์ หมายความว่าปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดเป็นทุกข์ขึ้นมาโดยแท้ แล้วโลกไม่เป็นทุกข์หรือไม่เป็น สุข แต่เมื่อได้มีความยึดมั่นถือมั่นในลักษณะว่า ของเราแล้ว เมื่อนั้นโลกนี้จะเป็นทุกข์ขึ้นมาทันที โลกนี้หมายถึงใคร หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่าง เกียรติยศชื่อเสียง ทรัพย์สมบัติ บุตรภรรยาในวงแคบ ๆ เหล่านี้ก็ได้ ยึดมั่นเมื่อไร มีความ ทุกข์เมื่อนั้น ไม่ยึดมั่นเมื่อไรไม่มีความทุกข์เมื่อนั้น เพราะ

น.72 ๖๔ ฉะนั้นต้องยึดเอาเวลาที่มีความทุกข์นั้นเป็นวินาที ทองวินาทีเพชร วิเศษที่สุดที่จะศึกษาพระพุทธ ศาสนาดูว่า ความทุกข์นั้นเป็นอย่างไร มาจาก อะไร แล้วความตรงกันข้ามของมันคืออะไร แล้ว วิธีปฏิบัติให้เกิดตรงกันข้ามนั้นเป็นอย่างไร ที่ เรียกว่าอริยสัจจ ๔ ประการ อันเป็นหลักในพระ พุทธศาสนา ยิ่งมองดูในตัว ในชีวิตความทุกข์ พฤติของจิตที่กำลังเป็นไปในทางของตัณหา อุปาทานนั้นคือตัวที่จะต้องมองเห็นชัดและเข้าใจ ยิ่งดูทุกข์ยิ่งรู้จักทุกข์ ยิ่งรู้จักธรรมะ ยิ่งรู้พระพุทธ ศาสนา ขอให้ถือว่า เมื่อกล่าวถึงทุกข์ขอให้มี ความหมายอย่างนี้ เป็นคำที่มีความหมายบัญญัติ ไว้เฉพาะ มีทุกข์ต่อเมื่อยึดมั่นถือมั่น เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่น แล้วไม่มีสิ่งใดเป็นทุกข์ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ถ้าไม่ยึดมั่น แล้ว ความเกิด แก่ เจ็บ ตายนั้นไม่เป็นทุกข์ เพราะฉะนั้น

น.73 พระภิกษุจากพระอารามต่าง ๆ สนใจเข้าฟังการบรรยายเป็นจำนวนมาก

น.74 ๖๕ ถ้าเราได้ยินบทสวดว่า การเกิดเป็นทุกข์ การแก่เป็นทุกข์ การ เจ็บเป็นทุกข์ การตายนั้นเป็นทุกข์ อย่าได้ทึกทักเอาทันทีว่า ท่านเล็งถึงการเกิดแก่เจ็บตาย นั้นเป็นทุกข์ เพราะพระพุทธ เจ้าได้ตรัสสรุปไว้ตอนท้ายว่า เบญจขันธ์ที่ถูกยึดมั่น ถือมั่น ต่างหากเป็นตัวทุกข์ ปญฺจุปาทา นฺคขนฺธา ทุกฺขา เป็นอัน สุดท้าย จำกัดใจความทั้งหมดว่า ไปยึดมั่นการ เกิดของเราเข้า การเกิดก็เป็นทุกข์ ถ้าไม่ยึดมั่น การเกิดนั้นไม่เป็นทุกข์ ความแก่ก็เหมือนกัน ความคายก็เหมือนกัน ความเป็นทุกข์อย่างอื่น ใดก็เหมือนกัน จึงเรียกว่าความทุกข์หรือโลกนี้ ถ้าไม่ยึดมัน ไม่เป็นทุกข์ พอยึดมั่นเมื่อใดเป็น ทุกข์เมื่อนั้น ดูกันแต่ในแง่นี้ ในข้อนี้ ทุกคราว ที่จะเกิดการยึดมั่นถือมั่น หรือเช่นที่ตากระทบ รูป หูกระทบเสียงไปตามลำดับจนเกิดการยึดมั่น ถือมั่นเป็นตัวเรา ได้ เสียงดี เลว อะไรอย่างนี้จึงมี

น.75 ๖๖ เฉพาะไว้เพื่อศึกษาพระพุทธศาสนา ก็จะเข้าใจ ธรรมะได้เร็วที่สุด จึงว่ายิ่งศึกษาความทุกข์แต่ ในลักษณะเช่นนี้ ในความหมายและวิธีอย่างนี้ จะยิ่งรู้พุทธศาสนาโดยเร็วที่สุด ขอให้ชักชวนกัน ศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างนี้ และช่วยบอก กล่าวเพื่อนฝูงที่เป็นชาวต่างประเทศว่า ถ้าอยาก รู้พุทธศาสนาโดยตรงและโดยเร็วแล้ว ขอให้ทำ อย่างนี้ พระไตรปิฎกหรือวิชา Ideology อะไร ต่าง ๆ นั้นช่วยไม่ได้ ยังไม่พอ จึงสรุปว่า “ยิ่ง ศึกษาพระพุทธศาสนา ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา” ยิ่งศึกษาโลก และความทุกข์ ในลักษณะที่อาตมากำลังกล่าวจะยิ่งรู้จักโลก และรู้จักความทุกข์ และจะสามารถทำให้มีความชนะโลก ชนะทุกข์ได้ เป็นอันว่าเราใกล้เข้ามาในหัวข้อที่ว่า จะเข้าใจพระพุทธศาสนาอย่างไรจึงจะตรงจุด ขอ บอกกล่าวว่า คำว่า “ธรรมะ” กับคำว่า “ศาสนา”

น.76 ๖๗ ในที่นี้เราใช้กันฟั่นเฝือ ในสมัยพุทธกาลท่านใช้ คำว่า “ ธรรมะ ” สมัยนี้เรียกว่า “ ศาสนา ” ทาง ที่ถูกที่ตรงจริงๆ แล้ว ให้เล็งถึงสิ่งที่เกี่ยวกัน คำว่า ศาสนา” ให้เล็งถึงอย่างสมัยพุทธกาล ใช้แล้วก็ใช้ได้ อย่างเขาถามว่า ชอบใจธรรมะ ของใคร เขาไม่ซักว่า ถือศาสนาของใคร แต่ เราเอาคำว่า ศาสนามาใช้แทนคำว่า ธรรมะ และ มีความหมายของคำนี้เฉออกไปๆ จนเป็นเรื่อง ปริยัติล้วนๆ ทฤษฎีล้วนๆ อะไรทำนองนี้ ทำ ให้ลำบากขึ้น หัวใจของธรรมะหรือจะเรียกว่า หัวใจ ของพระพุทธศาสนาก็ได้แล้วแต่จะชอบ หัวใจ นี้เราตั้งขึ้นเอง อย่าไปขัดพระพุทธเจ้าหรือพระ อรรถกถาจารย์อะไร เพราะว่าในครั้งพุทธกาล พระพุทธศาสนาเป็นหัวใจล้วนๆ อยู่แล้ว แต่พอ

น.77 ๖๘ มาสมัยนี้เนื้อหนังเปลือกกะพี้อะไรต่างๆ มันงอก มากออกไปจนไม่รู้ว่าหัวใจของธรรมะ หรือพุทธ ศาสนาอยู่ที่ไหนจึ่งเกิดปัญหาพิเศษว่า หัวใจ ของพระพุทธศาสนาอยู่ตรงไหน แล้วเราจึงต้อง มีคำนี้ขึ้นมาใช้ เรามาพิจารณากันว่า อะไรเป็น หัวใจของ ธรรมะ หรือของศาสนา ทั่วๆไป ทางพุทธบริษัท อะไรเป็นหัวใจของพระพุทธ ศาสนา อาตมาสังเกตเห็นว่า ส่วนมากที่สุดตอบ กันไปว่า คำสอน ๓ ข้อที่เรียกว่าโอวาทพระปา ติโมกข์ คือสอนว่า “อย่าทำชั่วทุกอย่าง ทำ ความดีทุกอย่าง ทำจิตให้บริสุทธิ์สิ้นเชิง” นี้เป็น คำสอนของพุทธเจ้าทั้งหลาย นี้เป็นหัวใจของ พระพุทธศาสนา บางคนว่าคาถาของพระอัสสชิว่า “เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตุ ตถาคโต” ที่ ถูกจารึกในแผ่นอิฐมากที่สุดในอินเดีย แม้ใน

น.78 ๖๙ เมืองไทยนี้ที่นครปฐมก็มี ซึ่งเรื่องมีว่า เมื่อพระ อัสสชิ พระสาวกพระพุทธเจ้าได้ออกประกาศพระ ศาสนา มีผู้ถามว่า ธรรมะของพระสมณโคดม มีว่าอย่างไร พระอัสสชิท่านตอบว่า โดยปริยาย โดยกว้างขวางนั้นเราไม่รู้ เรารู้แต่โดยย่อ โดย ย่อนั้น ท่านตอบอย่างนี้ คาถา “เย ธมฺมา เหตุ ปปฺภวา” จึงเป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ ถือว่าเป็นหัวใจ ของพระพุทธศาสนา พิมพ์แผ่นอิฐทั่วไปหมด อย่างนี้ก็มี ขอให้กำหนดได้ หรือบางพวกว่า อริยสัจ ๔ ประการ เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา คือ เรื่องทุกข์ เรื่องที่มาของความทุกข์ เรื่อง สภาพที่ไม่มีความทุกข์เลย และวิธีปฏิบัติ ที่จะให้สภาพอย่างนั้นปรากฏขึ้น เรียกว่าอริยสัจ ๔ นี้เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ขอให้เรา เข้าใจว่ามันถูกหรือผิด เมื่อกล่าวต่าง ๆ กัน

น.79 ๗๐ อย่างนี้ อาตมาขอใช้คำว่า ยึดหรือติดในพระ พุทธภาษิตอีกอันหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ในมัชฌิมนิกายว่า มีผู้ไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า คำสอนทั้งหมดทั้ง สิ้นสรุปให้เป็นประโยคสั้นๆ อย่างเดียวได้หรือ ไม่ และว่าอย่างไร พระพุทธเจ้าท่านว่าได้ และ ว่า “ สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสเยฺย ” แปลว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นี่คือ ทั้งหมด ถ้าได้ยินข้อนี้คือได้ยินทั้งหมด ถ้าได้ ปฏิบัติข้อนี้ คือได้ปฏิบัติทั้งหมด ก็ได้รับผล จากข้อนี้ คือได้รับผลทั้งหมด ให้เราพิจารณา ดูว่า หลักอันไหนควรจะเป็นหัวใจของธรรมะ หรือของพระพุทธศาสนา ข้อแรกที่ว่าอย่าทำชั่ว ทุกอย่าง ทำดีให้สมบูรณ์ ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ นี่เป็นหลักพระพุทธศาสนาก็ถูกต้องอีกเหมือนกัน แต่ยังไม่ได้บอกว่า ที่ให้ทำจิตให้บริสุทธิ์นั้น

น.80 ๗๑ ทำอย่างไร ทีนี้คาถาของพระอัสสชิที่ว่า สิ่ง อันใดมีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตท่านชี้เหตุ ที่เป็นแดนเกิดของสิ่งเหล่านั้น พร้อมทั้งความ ดับและวิธีทำความดับให้แก่สิ่งนั้น นี่ท่านหมาย ถึงทุกข์ ทุกข์นี่มีเหตุ แล้วความดับของมัน ก็มีอยู่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านแสดง ก็ยังไม่ ปรากฏชัดว่า แสดงว่าอย่างไร แต่ถือว่า การ รู้เหตุ การดับเหตุได้นี้เป็นหลักหัวใจของพระ พุทธศาสนา จึงเป็นส่วนหนึ่งหรือแง่หนึ่งที่บอก ให้รู้ว่า เราจะต้องถือเหตุผลกันแล้ว จะต้องดับ ที่เหตุจึงจะดับผลได้ ส่วนเรื่องอริยสัจมีถึง ๔ เรื่อง แต่ละเรื่องก็กว้างๆ อาตมาไม่ประสงค์จะถือว่า เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เพราะมีมากคำ มากเรื่อง แต่ละเรื่องก็ยาว จึงติดใจสนใจใน พระพุทธภาษิต ที่พระพุทธองค์ตรัสว่า สิ่งทั้งปวง

น.81 ๗๒ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นี้เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา โดย เหตุที่ว่า เราพิจารณาอยู่จนเห็นว่า สิ่งทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นเท่านั้นพอแล้ว พอทั้งหมด คือให้ดูสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ในแง่ที่ไม่ควรไป ตะครุบเอามาเป็นตัวเรา หรือของเรานั้น จึง เรียกว่าไม่ยึดมั่นถือมั่น สติปัญญาคำหนึ่ง สติสัมปชัญญะคำ หนึ่ง ในขณะที่จิตว่าง ( สุญญตา ) เท่านั้น คน เรามีสติสัมปชัญญะและสติปัญญา ในขณะที่ จิตวุ่น เรามีตัณหาอุปาทาน เป็นของตรงกันข้าม ๒ ฝ่ายเสมอ จิตว่างหมายถึงจิตไม่มีอุปาทาน ไม่มี Ideology ไม่มีอะไรที่เป็นความรู้สึกทำนอง นั้น แต่แจ่มใสเยือกเย็นอยู่ด้วยสติปัญญา สติ สัมปชัญญะนี่คือจิตว่าง ตามหลักของพระพุทธ ศาสนาจึงถือว่า หลักที่เป็นหัวใจของพระพุทธ

น.82 ๗๓ ศาสนา จึงถือว่า การทำจิตให้ว่างจากความยึด มั่นว่าเราว่าของเรา บทพุทธภาษิต ที่พระพุทธองค์ ท่านว่านี้คือสรุปทั้งหมด ในคำสอนของพระ ตถาคตหรือจะเรียกว่า หมดทั้งพระไตรปิฎกก็ ได้ ที่พูดมาทั้งหมดก็เพื่อชี้ว่าอะไรเป็นหัวใจของ ธรรมะ ในหลักสั้นๆ ประโยคสั้นๆ ที่จะเข้าใจได้ ทันทีแก่มหาชนทั่วไปที่ไม่ต้องมีการศึกษาสูงสุด หรือคนทั่วไปเป็นประมาณ อะไรเป็นหัวใจของ พระพุทธศาสนา อาตมาบอกว่าหลักพระพุทธภาษิตที่มี อยู่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอย่าไปยึดมั่นถือมั่นเข้า นี่คือหัวใจ ของธรรมะ ของพระพุทธศาสนา และขยายออกไป เป็นอะไรได้ทั้งหมด ในพระไตรปิฎก และขยาย ออกไปเป็นการปฏิบัติทั้งหมด ศีล สมาธิ ปัญญา และเป็นมรรคผลนิพพานในที่สุด คือไม่มีการ ยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง เพราะฉะนั้นจึงถือหลักที่ว่า

น.83 ๗๔ อย่ายึดมั่นว่าสิ่งใดว่าเป็นของเรา หรือสิ่งทั้งปวง ก็อย่ายึดมั่นว่าตัวเราของเรานี้ คือหลักที่เป็น หัวใจแท้ของพระพุทธศาสนา เท่าที่เรามีหลัก หรือหัวใจของพระพุทธศาสนาในประโยคสั้นๆ อย่างนี้ จะเป็นที่เพียงพอเหมาะสมแก่สังคมใน ยุคปัจจุบันนี้หรือไม่อย่างไร ขออาจารย์คึกฤทธิ์ ช่วยวินิจฉัย คึกฤทธิ์ ฟังท่านอธิบายนี้ก็เข้าใจ แต่ต้องตรึก ตรองผมเห็นด้วย และเห็นว่าหลักนี้จะง่าย แต่ อย่างที่ใต้เท้าว่านี้มันไม่ง่าย ที่จะอธิบายให้ลูก เด็กเล็กแดง ชาวบ้านฟัง เอาแค่ เย ธมฺมา เหตุ ปปฺภวา นี่ก็ลำบากแล้ว แปลว่า ธรรมทั้งหลาย ย่อมมีเหตุ พระพุทธเจ้าตรัสรู้เหตุนั้นแล้ว แล้ว ทำอย่างไรจึงจะไปหมดสิ้นอุปาทานจากเหตุนี้

น.84 ๗๕ อธิบายกันหลายวันทีเดียว ผมได้เคยลองอธิบาย แล้ว ไม่ใช่เข้าใจง่ายๆ เลย คือถ้าคนไม่ยึด ละก็ เข้าใจง่ายเหลือเกิน คนไม่ยึดจะไปพูดกับ คนที่เขายึดนี่ลำบากจริงๆ ครับ คนหนึ่งตัวเปล่า อีกคนหนึ่งเกาะต้นพุทราไว้ไม่ยอมปล่อย พูด กันอย่างไรๆ ผมก็มองไม่เห็นเหมือนกัน บอก ตรงๆ ผมไม่ทราบ แต่ว่าจะให้ผมพูดผมก็ เข้าใจ สรุปคำอธิบายของท่านผมเข้าใจว่า ทำไมหัวใจพระศาสนาจึงอยู่ที่ธรรมะทั้งหลาย ย่อมมีเหตุ ถ้าเราพิจารณาให้ดี เราก็หมดความ ยึดถือได้ เพราะเหตุว่าตัวเราอย่างนี้ทีแรกอาจ ยึดถือได้ ว่าตัวของเราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มี รูปมีนามอะไรต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในโลก แต่ถ้าพิจารณาเหตุจะเห็นว่าตัวเราทุกวันนี้มาจาก เหตุอื่น มันเป็นผลเท่านั้น ไม่ใช่เหตุ เป็นผล

น.85 ๗๖ ของกรรมต่าง ๆ ในอดีต เป็นผลของการกระทำ ของบิดามารดา และเป็นผลของบรรพชน ทีนี้ ไปดูว่าอะไรเป็นเหตุของตัวเรา สมมุติว่าจะพูด กันอย่างตรงไปตรงมาว่าเราเกิดจากพ่อแม่เรา ไปดูพ่อแม่เรา พ่อแม่เราก็ไม่ใช่เหตุอีก เป็น ผลของตายาย ปู่ ย่า มันก็ว่ากันขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่ละอย่าง นี่เป็นผลทั้งนั้น จนในที่สุดจะจับได้ ว่าของที่เป็นเหตุแท้ก็ไม่มี ของที่เป็นผลแท้ก็ ไม่มี เพราะฉะนั้น จะยึดอะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น แค่ จะเป็นเหตุหรือเป็นผลก็ไม่แน่เสียแล้ว จะไปถือ เป็นตัวตนเป็นของเรา ของเขาได้อย่างไร นี่จาก ธรรมะข้อนี้ข้อเดียว คิดดูพิจารณาดูให้ดีแล้ว ผม ว่ามันก็ถึงจุดประสงค์ของความหมดสิ้นอุปาทาน ได้ แต่ในที่นี้มันไม่ใช่แค่ธรรมะข้อนี้ข้อเดียว เท่านั้น ธรรมะของพระพุทธเจ้าทุกข้อ ถ้าจะมี

น.86 ๗๗ ปัญญาพิจารณาไปในทางตัดอุปาทานได้ทั้งนั้น ได้ทุกข้อนอกจากเพื่อความง่าย ความสะดวกจะ ยึดแต่ธรรมะที่เป็นหัวใจพระพุทธศาสนา เพื่อให้ หมดสิ้น ไปถึงที่หมดสิ้นอุปาทานก็พอจะทำได้ กระผมก็ยังติดใจอยู่ถ้าจะพิจารณาโลกอย่างไรก็ ตามที โลกและความทุกข์ รู้จักโลก รู้จักทุกข์ ถ้าใจไม่รู้พระพุทธเจ้า ไม่รู้จักคำสั่งสอนของพระ พุทธเจ้าแล้วไปไม่รอด คืออย่างน้อยต้องนั่งท่อง เย ธมฺมา เหตุปปฺภวา เอาหลักศิลาจารึกของพระ เจ้าอโศกใส่ไว้ในหัวใจก่อน แล้วก็ดูโลกอย่าง นั้นเข้าใจอย่างนั้นหมดอุปาทานได้ แค่ถ้าจะเพ่ง แค่โลก เพ่งแต่ความทุกข์ โดยไม่คำนึงถึงพระ พุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือคำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้า ไม่คำนึงถึงทฤษฎีที่พระพุทธเจ้าได้ ทรงวางไว้ ไม่คำนึงถึงอริยสัจที่พระพุทธเจ้า

น.87 ๗๘ ได้ตรัสรู้ เราไม่รู้จักโลกจริงๆ ไม่มีทางจะรู้จัก ผมพบคนมามากแล้วที่เขาเกิดในศาสนาอื่น เขา ไม่รู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นคนที่มี สรณะอย่างอื่น พูดกันอย่างไรก็ไม่มีการรู้เรื่อง จนกระทั่งเขามาศึกษาพระพุทธศาสนา แต่สรณะ แท้ของเขายังแฝงอยู่ โดยอุปาทานเก่าเขายัง แฝงเข้ามา อย่างดีที่สุดเขาก็มานับถือพระพุทธ เจ้าเป็นพระผู้เป็นเจ้า เขาก็มาเห็นพระสงฆ์เป็นผู้ ติดต่อระหว่างพระผู้เป็นเจ้ากับมนุษย์ ไม่ใช่ผู้ พยายามจะหลีกจากโลก จึงเป็นเรื่องพูดยาก เพราะฉะนั้นผมถึงบอกยืนยันตรงๆ ว่าชาตินี้ผม จะตรัสรู้อย่างดีที่สุดก็เห็นจะเป็นอนุพุทธ หรือ สาวกพุทธ ที่จะเป็นสัมมาสัมพุทธหรือปัจเจก พุทธนี้ไม่ได้แน่ คือถ้าไม่มีใครมาสอนก่อน

น.88 ๗๕ มองไม่ออกครับ เพราะฉะนี้ ทุกวันนี้ที่มองเห็น โลก เข้าใจโลกก็โดยเหตุที่มีศรัทธาเป็นเบื้องต้น ว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ดี ตรัสรู้ชอบ ตรัสรู้ความ จริง และในประการที่ ๒ ก็พยายามศึกษาว่าพระ พุทธเจ้าตรัสรู้อะไร แล้วพยายามมองโลกใน ทัศนะนั้นบ้าง ไม่เคยถามว่า คำสั่งสอนของพระ พุทธเจ้าผิดหรือถูก ไม่เคยถามตัวเองว่าพระพุทธ เจ้าตรัสรู้จริงหรือเปล่า เชื่อเสียก่อนเป็นเบื้องต้น มีศรัทธาอย่างที่ท่านสอนให้มีศรัทธา ต่อไปศึกษา ศาสนาพุทธ แล้วพยายามทำความเข้าใจใน ศาสนาพุทธ คือไม่พยายามคิดอะไรให้วกวน นอกศาสนา ขั้นต้นคิด มีสติอยู่ว่าคิดอย่างนี้เป็น มิจฉาทิฐิหรือเปล่า นอกอริยสัจหรือเปล่า ถ้า ไม่นอกแล้ว คิดยึดอย่างนี้จะไปผิดยังไงบ้าง ผมคิดแค่เพียงแค่นี้ นี่ผมก็บอกตรงๆ ว่า

น.89 ๘๐ ศึกษาด้วยวิธีใช้ศรัทธา อย่างที่ท่านสอนให้มี ศรัทธา ใช้ศรัทธาอย่างยิ่งเหมือนกัน เพียงแค่ นี้ไม่ใช่ว่าจะคิดว่าอะไรให้กว้างขวางเกินไปจน กระทั่งไม่นึกถึงพระพุทธศาสนาเสียเลย จะว่า เป็นอุปาทานก็เป็น แต่ก็เป็นธรรมะที่พอจะพูดกัน ได้ คือถ้าหมดอุปาทานก็คงจะพูดกันไม่ได้ ที่ มาพูดอย่างนี้ก็ยังมีการยึดเป็นอุปาทานอยู่ อุปา ทานในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เอาแค่นั้น ก่อน คงจะไม่บาปกรรมอะไรนัก อย่างในพระ ไตรปิฎกเช่นเดียวกัน ถ้าจะพูดไปแล้วก็มีแนว ศึกษาได้หลายทาง แล้วแต่เราจะศึกษาพระไตร ปิฎกในฐานะอะไร ถ้าจะศึกษาในฐานะวรรณคดี ก็คิดได้ เพราะเหตุว่าพระไตรปิฎกเป็นหนังสือ ไพเราะจริง ๆ ในทางอรรถรสก็มีสูง ถ้าจะศึกษา ในทางเหตุผล พระไตรปิฎกก็ไพเราะจริง ๆ อีก

น.90 ๘๑ ในสาระ มีเนื้อความ มีเหตุผลมากมายเหลือเกิน ถ้าจะศึกษาในทางอักขระในทางอักษรศาสตร์ ก็ เป็นสิ่งที่น่าศึกษา เป็นภาษาโบราณที่น่าสนใจมาก พระไตรปิฎกก็เป็นเรื่องทิ้งไม่ได้อีก จะลืมเสียเลย ก็ไม่ได้ ธรรมะที่เรารู้กันอยู่ทุกวันนี้เอามาพูดกัน ได้ทุกวันนี้ ก็มาจากพระไตรปิฎก จริงอยู่การ ศึกษาพระไตรปิฎก อาจจะมีผู้เห็นว่าฟุ่มเฟือยใน นั้นมาก แต่ของที่เราเห็นว่าถูกก็ยังมีอยู่ในพระ ไตรปิฎกนั่นเอง รวมทั้งของที่เราไม่เชื่อและที่เห็น ว่าผิดด้วย เพราะฉะนั้นใครจะเป็นคนชี้ว่าพระไตร ปิฎกหน้าไหนผิดหน้าไหนถูก ถ้ารับก็รับทั้งเล่ม ถ้าไม่รับก็ไม่รับเลย แต่ถ้าไม่รับเลย ของดีใน นั้นเราก็ไม่มี ผมถือว่าอย่างนี้ เพราะฉะนั้นก็ อย่างที่ได้เท้าว่ามาก็ถูกทุกประการ ผมไม่ได้ เถียงเลย แต่ว่าขั้นต้นเห็นจะต้องขอว่าจะให้คน

น.91 ๘๒ เข้าใจธรรมะ ขั้นแรกขอให้มีศรัทธาก่อน คือเชื่อ ยึดถือพระรัตนตรัยก่อนเป็นสรณะก่อน เชื่อก่อน ว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ดีตรัสรู้ชอบ และเชื่อด้วย ว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เหล่านี้เป็นความจริงของชีวิตที่ เชื่อถือได้ทุกประการ ถ้าไม่เชื่ออย่างนั้นแล้ว ผมไม่เชื่อว่าจะมีทางไปรอด และจะมีทางเข้าใจ ธรรมะได้ ถ้าไม่รู้ไม่เชื่อในสิ่งเหล่านี้ เป็น ปฐม เป็นเบื้องต้นอยู่ในใจ เป็นเบื้องแรกแล้ว ผมว่า ศึกษาโลกให้ตาย ศึกษาทุกข์ให้ตายก็จะ มีแต่ จะทุกข์ จะยึด จะเกิดนิวรณ์ จะดิ้นรน ขวน ขวายต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุดได้ ผมเชื่อว่า คนที่จะ ตรัสรู้ได้ โดยไม่คำนึงถึงพระพุทธศาสนา คือจะ รู้ทุกข์ รู้โลกได้ด้วยตัวเอง โดยไม่รู้จักพระพุทธ ศาสนามาก่อนเลยนั้น มีคนเดียวเท่านั้น คือพระ

น.92 ๘๓ พุทธเจ้านั้นเอง คนอื่นทำไม่ได้ คนอื่นต้องไป ตามพรรคที่ได้ทรงวางไว้ ผมเชื่ออย่างนี้จะผิด ถูกอย่างไรก็ไม่ทราบ ขอกราบเรียนถามท่าน พุทธทาส อาตมาเข้าใจแล้วมองเห็นแล้วว่า ที่เรา เข้าใจไขว้เขวกันอยู่นั้นคืออย่างไร ที่ว่าหัวใจ ของพระพุทธศาสนาคือหลักพระพุทธภาษิตข้อนี้ นั้นหมายความว่า จะเลือกเอาหลักที่มีประโยชน์ ที่สุด คือหลักพระพุทธภาษิตข้อนี้นั้นหมายความ ว่า จะเลือกเอาหลักที่มีประโยชน์ที่สุด หรือ ครอบคลุมความหมายทั้งหมดไว้มาถือเป็นหลัก ตามนัยอย่างที่อาจารย์คึกฤทธิ์กล่าวนั้นถูกต้อง ที่ว่าเราต้องอาศัยความเชื่อเป็นข้อแรก เป็นพื้น ฐาน อาตมาก็ว่าเพื่อจะประหยัดเวลาสำหรับผู้ที่จะศึกษา ความเชื่อนั้น เอามาระดมทุ่มเทลงไปที่หัวใจพระพุทธศาสนา

น.93 ๘๔ แล้วจะเป็นความเชื่อที่ถูกต้องที่สุด กว้างขวางที่สุด สมบูรณ์ ที่สุด เพราะว่าได้รวมพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือประมวลไว้สิ้นในพระพุทธศาสนา ใน ประโยค ๆ นี้ ข้อนี้หมายความว่า พระพุทธ พระธรรม พระ สงฆ์ ที่แท้จริงนั้นก็คือ ผู้ หรือ ภาวะ หรือบุคคลที่ปราศจาก ความยึดมั่น ถือมั่น หัวใจของพระพุทธเจ้าก็คือภาวะที่ปราศ จากความยึดมั่น ถือมั่น เพราะท่านตรัสรู้และทำลายความ ยึดมั่น ถือมั่นหมดไป พระพุทธเจ้าองค์แท้ คือการไม่ยึดมั่น ถือมั่น ส่วนร่างกายนั้นเหมือนกับบุคคลทั่วไป พระธรรม หรือหัวใจของพระธรรม คือ ภาวะของความไม่ยึดมั่นถือมั่น พระธรรมส่วนที่เป็นปริยัติสำหรับศึกษาเล่าเรียน เป็นภาวะ ที่จะเรียนเรื่องที่จะทำลายภาวะของการยึดมั่นถือมั่น พระ ธรรมในส่วนปฏิบัติ ก็ให้ปฏิบัติในลักษณะที่ทำลายความ ยึดมั่นถือมั่น และพระธรรมในส่วนที่เป็นปฏิเวธ คือผลที่ ได้รับก็เป็นมรรคผล นิพพาน คือทำลายความยึดมั่นถือมั่น ตามส่วน จนกระทั่งหมดจนสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นพระธรรม ในรูปของปริยัติก็ดี ในรูปของปฏิบัติก็ดี ในรูปของปฏิเวธ ก็ดี มีหัวใจอยู่ที่ทำลายความยึดมั่นถือมั่น เพราะเรามุ่งจุด

น.94 ๘๕ ลงไปยังการทำลาย การยึดมั่นถือมั่น นั้นคือ เราได้น้อมเอา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อันแท้จริงมาฝั่งไว้ในจิตของเรา อย่างถูกต้องที่สุด เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้ จริง มาฝั่งไว้ใจของเราอย่างถูกต้องที่สุด เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริงของเราโดยความเชื่อ ก็ตาม การกระทำหรือการปฏิบัติก็ตาม ได้ด้วย ลักษณะอย่างนี้ เป็นอันว่าเราไม่ต้องถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่เป็นเพียงวัตถุหรือเป็นเพียง เสียง หรือเป็นเพียงสิ่งของซึ่งเป็นการเนิ่นนานไป แม้ว่าเราจะผ่านทางวัตถุนั้น เราก็ผ่านมาโดย เร็ว มายังจุดที่เป็นองค์จริง มายังพระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์จริง คือภาวะที่ทำลายความยึดมั่น ถือมั่น เรียกว่ามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในเราจริง แล้วก็เชื่อได้จริงและเชื่อด้วยตนเอง โดยไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่น เห็นว่าความยึดมั่น

น.95 ๘๖ ถือมั่นมีภาวะที่เป็นทุกข์ เห็นว่าการทำลาย ความยึดมั่น เป็นการดับทุกข์ หรือว่าหมดความ ยึดมั่นถือมั่นแล้วเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือแล้วแต่จะเรียก โดยหลักอันนี้เท่านั้น เรามี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในเนื้อในตัวเพิ่ม ขึ้นมาในศรัทธา ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้หมดปัญหาไปแล้ว มาถึงศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อทำอยู่อย่างนี้ ศีล สมาธิ ปัญญา ครบถ้วน อยู่ในตัวเอง เพราะว่าขาดศีล ก็เพราะมีความ ยึดมั่นถือมั่นในของรัก ของไม่รัก และทำไป ตามความลุแก่อำนาจในความรัก ความไม่รัก และก็ขาดศีล สมาธิมันฟุ้งซ่านไปในนิวรณ์ ต่างๆ ก็เพราะไปยึดมั่นในอะไรเข้า ซึ่งมองเห็น ในสิ่งทั้งปวงอันไม่ควรยึดมั่นถือมั่นเข้าเท่านั้น เมื่อยึดมั่นถือมั่นจิตก็สงบ มีสมาธิไปเอง หรือ

น.96 ๘๗ การเพ่งพิจารณาอยู่เสมอในหลักที่ว่า ไม่มีสิ่งใด ควรยึดมั่นถือมั่น คือปัญญา ตัวสูงสุด เป็น ปัญญาสูงสุด ซึ่งพระพุทธเจ้าประสงค์จะให้เรามี เพราะฉะนั้นเราจึงมีศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าจะพูด ถึงวัตถุ ตัวพระไตรปิฎก จะเห็นชัดว่า พระไตร ปิฎกมุ่งไปยังการทำลายการยึดมั่นถือมั่นนั้น เรา รวบเอามาทั้งสิ่งทุกอย่าง แม้อริยสัจ ๔ ประการ จะเห็นได้ชัดว่า ความทุกข์นี่น่ะ คือผลของการ ยึดมั่นถือมั่น ขอให้ดูให้ดี เราได้อริยสัจ ๒ ข้อ เต็ม ๆ แล้ว คือ ทุกข์ข้อหนึ่ง สมุทัยอีกข้อหนึ่ง มองชัดต่อไปว่า เมื่อไม่มีการยึดมั่นถือมั่น จะ ไม่มีตัณหา ไม่มีตัณหา คือนิโรธการดับทุกข์ จะ มองเห็นว่า การกระทำทุกอย่างทุกประการ ที่ กระทำไปเพื่อไม่ยึดมั่นถือมั่นนั่นแหละ เป็นมรรค

น.97 ๘๘ มรรคท่านจำแนกไว้เป็น ๘ องค์ ว่าเป็นความถูก ต้อง ๘ ประการ คือ ๑. มีความเข้าใจถูกต้อง ๒. มีความมุ่งหมายถูกต้อง ๓. พูดจาถูกต้อง ๔. กระทำถูกต้อง ๕. เลี้ยงชีพถูกต้อง ๖. พากเพียรถูกต้อง ๗. มีสติถูกต้อง ๘. มีสมาธิถูกต้อง เหล่านี้แม้จะจำแนกออกไปตั้ง ๘ องค์ ก็ล้วนแต่มุ่งหมายทำลายความยึดมั่นถือมั่น คือ ความสำคัญผิดอย่างใดอย่างหนึ่งว่าเป็นของตัว เรา ของเราเสมอ และยกเอาข้อแรก คือสัมมา ทิฐิ เห็นชอบเข้าใจถูกต้องเป็นหลักใหญ่ ต้อง เห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นเสีย ก่อน จึงจะเป็นสัมมาทิฐิที่สมบูรณ์ และหลัง

น.98 ๘๙ จากนั้นก็ไฝ่ฝันถูกต้องเอง คือมีสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจาคือพูดจาถูกต้อง สัมมากัมมันตะ ถูกต้องเอง สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ คือสติต้องมาที่ถูก สัมมาสมาธิ เป็น ทางตามกันไปเอง คือสัมมาทิฐิ ต้องมาก่อน เสมอ พระพุทธเจ้าตรัสอย่างนั้น สัมมาทิฐินั้น คือเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง ว่าสิ่งทั้งปวงไม่ ควรยึดมั่นถือมั่น ว่าเรา ว่าของเรา นี่เราจึงมี อริยสัจอีก ๒ ข้อเข้ามาครบเป็น ๔ ข้อ และเป็น อริยสัจที่รวมอยู่ในคำ คำเดียว คือ "สิ่งทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" เพราะฉะนั้นศรัทธาใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ดี การปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ก็ดี การปฏิบัติอื่น ๆ ทั้งหมด ในเรื่องเกี่ยวกับมรรค มีองค์ ๘ ปฏิจฺจสมุปบาท หรือ โพชฌงค์ ก็ตาม ล้วนแต่มีหัวใจอยู่ตรงนี้

น.99 ๕๐ ขยายออกไปจากส่วนนี้ และปริยัติ หรือพระไตร ปิฎกก็เป็นเรื่องนี้ เป็นคำบรรยายในลักษณะที่ ไพเราะกว้างขวางที่สุด ฉะนั้น จึงขอให้พวกเรา ที่ประสงค์จะเข้าใจธรรมะโดยเร็วและโดยรวบรัด นี้ เล็งถึงหลักอันนี้ไว้ในฐานะเป็นหัวใจของ ธรรมะ หรือของพระพุทธศาสนา และมีวิธีปฏิบัติ อย่างง่าย อีกชุดหนึ่ง อาตมายอมเห็นด้วยที่ อาจารย์คึกฤทธิ์ว่ามันยาก หรือลึกสำหรับคนทั่ว ไป แต่ถ้าเราไม่ยอมแพ้ เราหาหนทางจนสุด ความสามารถของเรา จะพบว่ามีหนทาง ที่จะ แบ่งแยกออกมาเป็นระบบหนึ่งสะดวกและเอามา ประพฤติปฏิบัติสำหรับคนทั่วไปให้ตรงจุดนี้ได้ โดยถือหลักที่ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่นนี้แล้ว เขาก็ได้ พระพุทธ พระธรรม พระ สงฆ์ ได้ศีล สมาธิ ปัญญา ได้อริยสัจ ได้อะไรๆ

น.100 ๙๑ พร้อมไปในคราวเดียวกัน และโดยไม่รู้สึกตัว ก็ได้ เพราะฉะนั้นขอให้สนใจเป็นพิเศษ ถ้า อาตมาจะพูดว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น ถ้าจะยาวไปแล้วก็พูดง่าย ๆ สั้น ๆ ที่สุด ว่า จิตว่าง คือหัวใจของธรรมะ หรือหัวใจของ พระพุทธศาสนา เพราะได้กล่าวแล้วว่า หมด ความยึดมั่นถือมั่นนี้น่ะ เป็นจุดหมายปลายทาง ของพระพุทธศาสนา สมมุติว่า เราเดินทางอยู่ กลางทาง เราต้องทำลายความยึดมั่นถือมั่นนั่น เอง ตามส่วนแห่งความสามารถของเรา ทีนี้ อาตมาได้กล่าวแล้วว่า เรามีระบบปฏิบัติอัน หนึ่ง ซึ่งเตรียมขึ้นสำหรับคนทั่วไปจะเข้าใจและ ปฏิบัติได้ ระบบนี้คือจิตว่างอย่างที่กล่าวมา แล้ว อาตมาได้เคยเผชิญปัญหาเกี่ยวกับการ อภิปรายคำว่าจิตว่างนี้มามากมายหลายปีแล้ว

น.101 ๙๒ และก็ได้พบลู่ทางที่จะอธิบายเพิ่มขึ้นเสมอ จึงมี มานะที่จะอธิบายให้ลุล่วงไปให้จงได้ เพื่อประ หยัดเวลาของเพื่อนมนุษย์ ให้เข้าใจพระพุทธ ศาสนาได้อย่างรวบรัดโดยเร็ว ถูกต้อง และ สมบูรณ์ เท่าที่เห็นว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ทีนี้ ไหนๆ ก็ได้กล่าวว่าจิตว่าง และถูกหาว่ากล่าว คำที่เข้าใจไม่ได้มานานแล้ว เดี๋ยวนี้ก็จะขอประ กาศย้ำลงไปอีกว่า อาตมายังกล่าวอย่างนั้น และยังจะแถมกล่าวให้มากกว่านั้น และขอให้ ระวังฟังให้ดี คือระบบนี้มีหัวข้อที่จะปฏิบัติ ก็คือ ว่าให้ทำงานด้วยจิตว่าง ให้ทำงานให้ความว่าง กินอาหารของความว่าง อยู่ด้วยความว่าง ส่วน ความตายนั้นไม่มีไปเสียตั้งแต่ทีแรก ๆ แล้ว นี่อาตมากำลังเป็นจำอวดทำให้คนนอน หลับ คงจะมีผู้คิดเข้าใจเช่นนั้น ตามหลักนี้ขอ

น.102 ๙๓ ให้อาจารย์คึกฤทธิ์ช่วยอธิบายด้วย แล้วอาตมา จะได้กล่าวให้สิ้นกระแสความ ที่เรียกว่าทำงาน ด้วยจิตว่าง คือเราทำงานที่เป็นหน้าที่ของเรา ทุกอย่างทุกประการด้วยจิตที่ไม่มี Ideology ไม่มี ความรู้สึกที่น้อมไป ในทางที่มีตัวกูหรือของกู ไม่ มีความรู้สึกยึดมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งไว้ ในลักษณะ ที่จะเอาเป็นตัวเราหรือเป็นของเรา อย่างนี้เรียกว่า จิตว่าง คือว่างจากตัวเราตัวกู จากตนเองนั่นเอง เพราะตัวกู ตัวเรา นั้นไม่ใช่คนจริง มันเป็น เพียงมายา แต่อย่าดูถูกสิ่งที่เป็นมายานะ สิ่งที่ เป็นมายานั้นดูรู้สึกเหมือนกับว่ามีตัวตน เป็น ภูเขาเลากา เป็นตัวตน เป็นก้อน เป็นอะไรจริง ๆ · แต่ที่จริงก็เป็นมายา เป็นเพียงการยึดมั่นถือมั่น สำคัญผิดเป็นอวิชา มีลักษณะเป็นอุปาทาน เรา ต้องทำงานด้วยปราศจากความรู้สึกอย่างนี้ จึง

น.103 ๙๔ จะเรียกว่าทำงานด้วยจิตว่าง แต่ในขณะเดียว กันนี้ จิตว่างนี้เต็มไปด้วยสติสัมปชัญญะ และ สติปัญญา ขอให้แยกออกเป็น ๒ คือ สติสัมป ชัญญะคำหนึ่ง สติปัญญาคำหนึ่ง โดยที่สติ สัมปชัญญะ ทำให้รอบคอบในการกระทำ สติ ปัญญา ทำให้ฉลาดในการกระทำ นี่คือตัว สำคัญในการกระทำของหลักปฏิบัติ พระพุทธ เจ้าท่านตรัสว่า สติเท่านั้นจะช่วยให้รอดได้ แต่ เราต้องขยายว่า สติปัญญาฉลาดทำ สติสัมป ชัญญะทำให้รอบคอบในธรรมะ สติปัญญา และสติสัมปชัญญะ คือส่วนหนึ่ง และอีกส่วน หนึ่งคืออุปาทาน ว่าตัวเราว่าของเรา ๒ อย่างนี้ รวมกันไม่ได้ มีในขณะเดียวกันไม่ได้ แม้ว่า จิตของเราจะเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ บางทีก็มีอุปาทาน กิเลสตัณหา แต่บาง

น.104 ๙๕ ทีก็มีสติสัมปชัญญะ และมีปัญญา แต่ข้อเท็จ จริงนั้นมีรวมกันไม่ได้ มีในขณะเดียวกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นในขณะใดจิตว่าง ไม่มีอุปาทาน ใน ขณะนั้นจะเต็มไปด้วยสติ และสัมปชัญญะ เหตุนี้ ถ้าเราทำงานในหน้าที่ของเราที่บ้าน ที่ office หรือ ที่ไหนก็ตาม โดยปราศจากความรู้สึกที่เป็น อุปาทาน ว่าเพื่อเราตัวเราหรือของเรา แจ่มแจ้ง อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ แล้วอย่างนี้เรียกว่าจิต ว่าง ที่นี้คนเขาไม่เข้าใจอย่างนั้น เขาเข้าใจว่า จิตว่าง คือจิตไม่มีอะไร โดยคิดว่านอนเป็น ท่อนไม้บ้าง หรือจิตไม่มีความนึกคิด อะไรก็ทำ ไปเหมือนกับคนละเมอบ้าง แล้วว่าจิกว่าง อย่าง นี้มันไม่ใช่ คำว่า "ว่าง" มีหลายความหมาย คำว่าว่างหรือ สุญฺญํ นี้ เป็นมิจฉาทิฐิก็มี เป็น สัมมาทิฐิก็มี แต่ถ้าเป็นสัมมาทิฐิ คือ.ตามหลัก

น.105 ๙๖ พระพุทธศาสนาแล้วต้องมีความหมายว่า เป็น แต่ว่างจากตัวเรา ซึ่งเป็นแต่เพียงความสำคัญ ฝึก ความยึดมั่นด้วยอุปาทานเท่านั้น ถ้าไม่มี ตัวเราก็ต้องเรียกว่า ว่างจากตัวเรา แค่ ในขณะ ที่ว่างจากตัวเรานั้นก็คือตัวสติปัญญา อย่างที่ นิกายเซนเขารวบรักเอาว่า พุทธคือความว่าง ธรรมะคือความว่าง อันนี้เขาหมายถึงว่างอย่างนี้ เมื่อใดว่างจากอุปาทาน เมื่อนั้นก็คือเป็น พุทธะ เป็น ธรรมะ เป็นอะไรทุกอย่างที่พึงประสงค์ นี้ เป็นหลักพุทธศาสนาที่ใช้ได้ที่อยู่ในฝ่ายเซนซึ่ง เป็นอันเดียวกับที่อยู่ในฝ่ายเถรวาท ว่างนี้หมาย ความว่าว่างจากความรู้สึกเห็นแก่ตัวทุกชนิด ก็เรียกว่าว่างแล้ว เพราะเหตุว่าไม่มีความรู้สึก ว่าตัวเราแล้ว จึงเรียกว่าว่างได้ ก็ต้องยอมรับ

น.106 ๙๗ ว่าว่าง แต่ในตัวความว่างนั้นเป็นตัวสติปัญญา ตัวสติสัมปชัญญะเสียเอง อันนี้เมื่อจะทำงาน การใด ๆ ก็จะดีทั้งนั้น เพื่อให้เข้าใจเรื่องนี้ขอให้ เล็งถึงตัวอย่างง่ายๆ ที่ทุกคนอาจจะเข้าใจได้ว่า ทำงานด้วยจิตว่างนี้หมายถึงอะไร อาตมาขอโอกาส ยกตัวอย่าง เช่นว่าชาวนาทำนาด้วยจิตว่าง หมายความว่า ขุดนาอยู่กลางแดด เหงื่อไหล ไคลย้อย แต่จิตว่าง ไม่ยึดมั่น ถือมั่นในความเป็นตัวตนในสิ่งใดทั้งหมด เพราะฉะนั้นเขา ร้องเพลงพลาง ขุดนาไปพลางก็เรียกว่าขุดนาทำนาไปด้วยจิต ว่าง เลยสนุกไปกับการขุดนั่นเอง และรู้สึกเป็นการปฏิบัติ ธรรมะไปในตัวด้วย ยิ่งสนุกกันใหญ่ เมื่อจิตว่าง จึงทำนา ด้วยความสนุกสนาน ไม่มีความนึกคิดน้อมไปในทางขะโมย ดีกว่าเพราะไม่เหนื่อยอย่างนี้เป็นต้น หรือคนแจวเรือจ้าง · กลางแดดกลางลมกลางฝน ถ้าจิตว่าง หมาย ความว่าไม่มีความนึกคิดที่น้อมไปในทางเป็นตัว เราเป็นของเรา เราเป็นคนจนเขาเป็นคนรวย ใ

น.107 ๙๘ ทำนองนี้ไม่มีผิดเลย มีแต่ความสำนึกว่านี้ เป็นหน้าที่ของเรา แม้จะนึกว่าเป็นผลกรรมของ เราก็ยังได้ แต่อย่าให้เลยไปถึงว่าน้อยเนื้อต่ำใจ นึกว่านี่เป็นหน้าที่ของเรา เราต้องทำอย่างนี้ โดยแน่นอน และการทำอย่างนี้เป็นการปฏิบัติ ธรรมะอยู่ในตัว แล้วก็มีสติปัญญาธรรมะ สติ สัมปชัญญะธรรมะ การแจวเรือจ้างนั้นก็ไม่เป็น ทุกข์ทรมานถึงกับว่าตกนรกหมกไหม้อยู่ในใจ กลับสนุกสนานชื่นบานร้องเพลงไปพลาง แต่ แจวเรือไปพลางก็ได้เหมือนกัน แม้แต่กรรมกร ขับรถ หรือกรรมกรอย่างอื่นก็เหมือนกัน ก็ต้อง มีลักษณะอย่างนี้ จึงจะเรียกว่าเขาทำงานใน ขณะจิตว่าง ที่ละเอียดออกไปอยากจะยกตัวอย่าง ว่า เหมือนอย่างกับจะยิงปืน หรือขว้างแม่น อะไรทำนองนี้ ต้องเตรียมจิตให้ว่างจึงจะยิงแม่น

น.108 ๘๕ หรือขว้างแม่น ถ้าจิตเต็มไปด้วย Ideolism ว่าเรา จะยิงให้ถูกได้รับเกียรติ ได้รับรางวัล ถ้ายิงผิด เขาจะฮากันอย่างนี้แล้ว ไม่มีทางจะยิงได้แม่นยำ ต้องสำรวมจิตขจัด Ideolism ออกไปให้หมด เหลือแต่สติสัมปชัญญะ สติปัญญา อย่างที่ว่า แล้วนั้น แล้วทำไปด้วยสติปัญญา สติสัมป ชัญญะหรือสมาธินั้น โดยลืมหมดว่าไม่มีตัวเรา อยู่ที่ไหน แล้วมือจะทำไปโดยอำนาจของสติ สัมปชัญญะ สติปัญญาหรือสมาธินั้น ซึ่งเป็นจิต ใต้สำนึก เป็นอัตโนมัติในตัว เลยขว้างแม่น ยิงแม่น เหมือนปาฏิหาริย์ที่ทำไปโดยจิตว่าง จากตัวกูหรือของกู ถ้ามีความรู้สึกว่าตัวกู ของ กู ใจมันเกิดสั่นแล้วก็สั่นมาถึงกาย มือมันก็สั่น ตาม นี้เรียกว่ายิงปืน ต้องยิงด้วยจิตว่าง นัก เรียนจะสอบไล่ต้องเตรียมจิตให้ว่าง ให้รู้ว่า

น.109 ๑๐๐ การสอบไล่เป็นอย่างไร ถึงเวลาจริงๆ แล้วต้อง ลืมตัวตนหมด เหลือแต่สติสัมปชัญญะ และสติ ปัญญาเท่านั้น จะทำข้อสอบได้อย่างดีที่สุด ไม่ มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ไม่สูงเกินไป ไม่ ต่ำเกินไป ไม่ประมาทเกินไป ไม่ขลาดเกินไป ทำแต่พอดี เพราะมันทำด้วยสติปัญญา และสติ สัมปชัญญะบริสุทธิ์ นี่เรียกว่าสอบได้ด้วยจิกว่าง ว่างจากความรู้สึกว่า ตัวกู ของกู ถูกแล้วเด็ก ๆ จะต้องมีความรู้สึกเห็นแก่ตัว สอบไล่เอาผล แต่ ขอให้มีอยู่ในขณะหนึ่ง ในขณะตอบนั้นอย่าได้มี เป็นอันขาด ให้เปี่ยมอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ สติ ปัญญา ที่เรียกว่าความว่างจากตัวตนนั้น เขา จะสอบไล่ได้ดีเป็นพิเศษ จำได้เก่งเรียนเก่ง คิด นึกเก่ง แม้ที่สุดแต่เรื่องที่จะทะเลาะกัน เป็น ความกันที่โรงที่ศาล ก็ทำไปโดยจิตว่าง ถ้า

น.110 ๑๐๑ ทำไปโดยจิตวุ่นแล้ว จะเสียเปรียบเขาโดยไม่รู้ สึกตัว ถ้าทำไปโดยจิตว่างแล้ว จะทำไปโดย เฉลียวฉลาด เพราะฉะนั้นการวิวาทเป็นความ ที่โรงศาลจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ ถ้าทำไปโดยจิต ว่าง แม้แต่จะชกต่อยกันก็ขอให้ทำไปโดยจิต ว่าง โดยไม่ขลาด ไม่เหลิง โดยมีสติสัมป ชัญญะสมบูรณ์ รวดเร็ว ว่องไว ตามอานุภาพ ของจิตแต่ง เพื่อเข้าใจให้มากออกไปอีก จะ ให้ตัวอย่างอีกอย่างหนึ่งว่า การร้องเพลงหรือ ดนตรี บางประเภทก็เป็นไปแบบจิตว่าง กับอีก ประเภทหนึ่งเป็นไปโดยจิตวุ่น เพราะฉะนั้น ดนตรีบริสุทธิ์ไม่เล็งถึงความหมายอะไร หรือ ผิวปากเล่นอย่างนี้หมายถึงจิตยังว่างอยู่ แม้เรา จะร้องเพลง ถ้าทำไปโดยปราศจากการยึดมั่น ถือมั่น นี่หมายถึงการร้องเพลงโดยจิตว่าง ดนตรี

น.111 ๑๐๒ บริสุทธิ์จะทำให้จิตว่าง ทำให้จิตใจที่โกรธเคือง มาคลายความวุ่น ที่เป็นตัวตนให้มาเป็นจิตที่ ค่อยๆ จางออก ๆ จนจิตว่างในที่สุด เพราะ ฉะนั้นการร้องเพลงผิวปากชนิดหนึ่งนั้น อย่า เข้าใจว่าเป็นเรื่องของกิเลสตัณหาไปเสียหมด แต่กลับเป็นเรื่องอุบายของการทำให้จิตว่าง แต่ถ้าร้องเพลงด้วยกิเลสตัณหาแล้วเป็นเรื่องจิต วุ่น มีความมุ่งหมายทางเพศแล้วยิ่งไปกันใหญ่ อย่าเหมาว่าการร้องเพลงแล้วเป็นเรื่องจิตวุ่นไป หมด เมื่อไปนึกถึงศิลปะบริสุทธิ์นั้นมีคุณโดย สนับสนุนความมีจิตว่าง ส่วนศิลปะไม่บริสุทธิ์ ย่อมสนับสนุนกิเลสตัณหาเป็นธรรมดา เพราะ ฉะนั้น เราอย่าปรับโทษศิลปะไปแต่ส่วนเดียว หรือยกย่องไปแต่ส่วนเดียว ต้องแยกออกไปว่า มันเป็นศิลปะที่ช่วยให้จิกว่างหรือช่วยให้จิตวุ่น

น.112 ๑๐๓ เพราะฉะนั้นอย่าไปว่าเด็ก ๆ เขาร้องเพลงแล้วจะ เกิดกิเลสตัณหา หรือใครร้องเพลงเล่นจะเป็น กิเลสตัณหาไปเสียหมด ต้องดูถึงว่าภายในจิตใจ ของเขาเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นใครที่โกรธ เคือง แล้วผิวปากให้หายโกรธเคืองก็ยังเป็นการ กระทำที่ถูกต้องตามหลักอันนี้ ทีนี้ละเอียดขึ้น มาเหมือนกับว่า ศิลปะการฝีมือที่แสดงออกมา อย่างจัดแจกันดอกไม้หรืออะไรทำนองนี้มีจิตว่าง แล้วจัดแจกัน มีจิตวุ่นแล้วจัดแจกัน อันไหนจะ สวยกว่า ขอให้ลองดูแล้วเปรียบเทียบดู แต่คำ ว่าจิตว่างนี้อย่าลืม จะต้องเป็นอย่างที่อาตมา ว่า สมบูรณ์ด้วยสติสัมปะชัญญะ สติปัญญา ปราศจากอุปาทานอันครุ่นเครียดอยู่ด้วย Ideolism แจกันอันไหนจะสวยกว่า เวลาก็น้อย ยกตัว อย่างเพียงเท่านี้ควรจะพอแล้ว สำหรับทำงาน

น.113 ๑๐๔ ด้วยจิตว่างนั้นได้ผลดีที่สุด ทีนี้ทำงานให้ความ ว่างคงจะฉงน ไม่ใช่ทำให้ครอบครัว ไม่ใช่ทำ ให้ตัวเอง ไม่ใช่ทำให้ประเทศชาติศาสนาอะไร หมด แต่ทำงานให้ความว่าง เป็นการกล่าวที เดียวกระโดดไปสู่ปลายทาง แต่ยังมีข้อลดหลั่น ลงมาโดยว่า ทำงานด้วยจิตว่างนั้น ต้องทำให้ ความว่างด้วยความว่าง เพราะได้กล่าวมาแล้ว ว่าธรรมะคือความว่าง ธรรมะในพุทธศาสนาถือ ว่าความว่างคือสิ่งสูงสุด เป็นหลักที่ยอมรับกัน แล้วว่า ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นคือไม่มีตัวตน เป็น ว่างไปหมด โลกนี้ทั้งโลกรวมทั้งตัวเรา ครอบ ครัวของเรา ชาติของเรา มันเป็นธรรมชาติ เป็น รูปธรรม นามธรรมที่เป็นธรรมชาติ โดยเนื้อแท้ แล้วไม่ใช่ตัวตน เพราะฉะนั้นการที่เราทำงาน ให้ประเทศชาติหรือให้ครอบครัว ก็ให้แก่ความ

น.114 ๑๐๕ ว่างอยู่ในตัวแล้ว เพียงเท่านี้ก็พอจะนึกได้ พอ จะทำได้ ความจริงมันมากไปกว่านั้น ถ้าเรา สามารถที่จะไม่บูชาอะไรหมด เราบูชาความว่าง คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อะไรทั้งหมด อยู่ใต้ความว่างนั้น เพราะฉะนั้นทำงานให้ความ ว่าง คือทำงานให้ธรรมะนั้นเอง ทำให้สิ่งสูงสุด ที่มนุษย์ควรยึดถือ ควรจะได้รับ ถ้าเราทำงาน เพื่อนั้นเพื่อนี้แล้วยังจัดว่าต่ำอยู่ในระดับใดระดับ หนึ่ง ยิ่งทำงานเพื่อเงินและก็ยิ่งต่ำที่สุด ทำงาน เพื่องานเพื่อหน้าที่ นี้ก็นับว่าสูงพอใช้ แต่ต้อง ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าทำหน้าที่นั้นเพื่องาน นั้นไม่ ใช่ตัวไม่ใช่คน สิ่งที่เรียกว่างาน งานเพื่องาน งานอันหลังไม่ใช่ตัวตน เพื่อไม่ใช่ตัวตน เพราะ ฉะนั้นทำงานเพื่องาน คือทำงานให้ความว่าง เพราะฉะนั้นคำว่างคำนี้เป็นคำพิเศษ มีความ

น.115 ๑๐๖ หมายเฉพาะตัวของมันเอง อย่าให้พะวงไปจน เป็นมิจฉาทิฐิ เมื่อทำงานด้วยจิตว่างแล้วงานที่ ทำนั้นทำให้ความว่าง แต่ที่นี้ไม่ไปไหนเสีย อยู่ ที่ผู้ทำมีปฏิกิริยาแก่ผู้ทำนั้น ไม่ต้องกลัวว่าจะ ไม่มีอะไรกิน ไม่มีอะไรใช้ ไม่ได้ผลอะไร แม้ จะได้ผลมามากมายก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นของเรา ดังนั้นจึงเป็นการทำงานให้ความว่าง ทีนี้จะถาม ว่า เอาอะไรกิน ก็ตอบว่า กินอาหารของความ ว่าง ก็กินอาหารของธรรมะ กินอาหารของพระ ธรรม ของพระพุทธเจ้า กินอาหารของพระสงฆ์ แต่เรามายักเรียกว่ากินอาหารของความว่าง ซึ่ง มีความหมายเฉพาะเป็นพิเศษ แล้วเราจะมีอาหาร กิน ทั้งที่เราทำงานด้วยจิตว่าง ทำงานให้ความ ว่าง ซึ่งเราก็มีอาหารกินจากความว่าง และจะ เป็นอาหารที่บริสุทธิ์ ไม่เป็นอาหารที่ประกอบด้วย

น.116 ๑๐๗ โทษ ทำความเจริญให้แก่เราโดยแท้จริง แล้ว ก็ที่ว่ามีชีวิตอยู่ด้วยความว่างนี้ เรามีชีวิตอยู่ ทุกวันนี้ โดยไม่มีอะไรเป็นตัวเรา เป็นของเรา เรียกว่าอยู่ด้วยความว่างตลอดเวลา ส่วนข้อที่ว่า ความตายนั้นไม่มาเสียตั้งแต่แรกแล้ว ถ้ายึด หลักที่ว่าเป็นความว่าง เป็นสิ่งสูงสุด เป็นอยู่ ด้วยความว่าง ทำงานด้วยจิตว่าง ทำงานให้ ความว่าง กินอาหารด้วยความว่างแล้ว มัน ไม่มีตัวตนเลย ไม่มีตัวเราเสียตั้งแต่แรกแล้ว เมื่อไม่มีตัวเราเสียแต่ทีแรกแล้ว ความตายมัน ก็ไม่มีมาแต่ทีแรกแล้ว เพราะฉะนั้นปัญหา เรื่องความตายจึงไม่มี หรือจะมีก็ความตาย คือ ความว่างตลอดกาลนั่นเอง อย่างนี้มันดีกว่า ความตายที่สกปรกเน่าเหม็นน่าสังเวช อาตมาไม่ อาจจะวินิจฉัยได้ด้วยตนเองว่า คำกล่าวอย่างนี้

น.117 ๑๐๘ คำอธิบายอย่างนี้เขาจะเข้าใจได้ หรือรับเอาได้ หรือไม่ แต่อาตมาก็ยังไม่ท้อถอย จะพยายาม ทำให้เข้าใจจนได้ จึงได้แนะนำว่า ทำงานด้วย จิตว่าง แต่ท่านทุกคนไม่ว่าคนชนิดไหน ชั้นไหน แล้วค่อย ๆ ถือหลักทำงานให้ความว่าง กิน อาหารด้วยความว่าง อยู่ด้วยความว่างยิ่งขึ้น ถูกแล้ว ข้อนี้ถ้ามีชีวิตอยู่อย่างนักบวช จะเข้าใจได้ง่าย และทำได้ง่าย อาตมาก็พร่ำ สอนภิกษุที่อยู่ด้วยกันว่า กินอาหารของพระพุทธ เจ้า ไม่ใช่กินอาหารของเรา หรือของชาวบ้าน และเขยิบไปถึงพระพุทธเจ้าตัวจริง นั่นคือธรรมะ ธรรมะตัวจริงก็คือความว่าง (สุญญตา) ค่อย เลื่อนขึ้นไปตามลำดับ จนไปกินอาหารของความ ว่างก็พอจะเข้าใจกันได้ ส่วนฆราวาสทั่วๆ ไป นั้น อาตมาก็ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะฉะนั้นจึงขอ

น.118 ๑๐๙ ฝากไว้ก่อน ที่นี้สรุปแล้วเป็นหัวข้อว่า ทำงานด้วยจิต ว่าง ทำงานให้ความว่าง กินอาหารของความว่าง อยู่ด้วย ความว่าง ส่วนความตายนั้นไม่มีไปเสียตั้งแต่ทีแรกแล้ว หลักที่มีความหมายและใจความอย่างนี้ เราพอ ที่จะทำให้คนทั่วไปพอใจและรับเอาไปปฏิบัติ ตามสมควรแก่อัตภาพของเขาได้หรือไม่ ขอ อาจารย์คึกฤทธิ์ช่วยอภิปรายอีกครั้งหนึ่ง คึกฤทธิ์ ถ้าอยู่ในภิกขุภาวะ ก็ได้อย่างใต้เท้า ว่า ไม่ขัดข้องอะไร คือผมนั่งฟังมา ขั้นต้น ใต้เท้าแสดงธรรมะที่เป็นสัจธรรมอย่างกว้างขวาง เหมือนกับพระมหาสมุทร เสร็จแล้วพอถึงในเรื่อง ที่ว่า ความมุ่งหมายของการจะให้พ้นทุกข์ คือ การไม่ยึดถือ ไม่ยึดมั่น การตัดอุปาทาน นั่น เป็นความจริงที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ ทีนี้พอมา

น.119 ๑๑๐ เข้ากรอบตรงที่ว่าทำงานด้วยจิตว่าง ทำงานให้ เกิดความว่าง กินอาหารจากความว่าง กระผม ขอประทานโทษ ขอเปรียบตรงๆ คือฟังดูแล้ว ดูเหมือนใต้เท้าพยายามจะเทมหาสมุทรลงในขัน ใบเล็กๆ ใส่ไม่ลง มันล้น คือสัจธรรมที่ใต้เท้า ประกาศ เป็นเรื่องกว้างขวางใหญ่โตเหลือเกิน มันเป็นสภาพของจิตพระอรหันต์ ชาวบ้าน ฆรา วาสธรรมดาเขาทำมาหากิน จะเอาธรรมะใหญ่ โตนั้นใส่ลงไปในถ้วยแก้วใบเท่านี้ เท่าไรมันก็ ไม่ลง ไปไม่รอด คือถ้าทำงานอย่างนี้แล้ว จิต มันว่างไม่ได้ ผมยังถือว่าอย่างนี้ ที่ใต้เท้า กล่าวในตอนท้ายนั้น ใต้เท้าเองก็ยังยอมรับว่า ถ้าบวชเป็นพระด้วยกันละก็พูดกันง่าย ในเรื่อง ทำงานด้วยจิตว่าง เรื่องทำงานให้เกิดความว่าง เรื่องกินอาหารจากความว่าง จนในที่สุดอยู่ด้วย

น.120 ๑๑๑ ความว่าง เพราะฉะนั้นอย่างที่คนโบราณพูดจาก พระไตรปิฎกอีกนั้นแหละครับ ที่ว่าฆราวาส สำเร็จพระอรหันต์แล้วตายภายใน ๗ วัน ผมเชื่อ แต่ถ้าพระสำเร็จพระอรหันต์แล้วไม่เป็นไร อยู่ไป ได้จนกว่าจะแก่หรือบางทีก็ไม่ตาย มีอายุยืนไป อีกตั้งหลายร้อยปี เพราะเหตุว่า ภิกขุภาวะนั้น สะดวกสำหรับการปฏิบัติธรรมะอย่างนี้ ถ้าจะเอา มาปฏิบัติในทาง ฆราวาส กระผมเห็นว่า.... ยังขัดข้องเหลือเกิน ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าธรรมะนั้นผิด เชื่อถือไม่ได้ เปล่า.... ตรงกันข้าม เห็นว่าถูก ที่สุด ทีนี้ปัญหาว่าคนที่ยังอยู่ในฆราวาสวิสัย จะพึงปฏิบัติแค่ไหน ที่ได้เท้ากล่าวมานั้นเป็น สัจธรรม เป็นกิจกรรมของพระอรหันต์ หรือของ พระพุทธเจ้า ทีนี้ของฆราวาสที่ควรจะทำนั้น ที่จะ

น.121 ๑๑๒ ให้เหมือนกัน ผมนึกว่าไปไม่ไหว ไปไม่ได้ คือการที่จะให้ทำงานด้วยจิตว่างนั้น ผมยังนึก ไม่ออกว่าจะทำอย่างไร คือถ้าถือว่า ถ้าทำงาน แล้วไม่ถือว่างานนั้นเป็นงาน ไม่ถือว่าตัวเราเป็น ผู้รับประโยชน์ของงานแล้วก็ไม่ทราบว่าจะทำไป ทำไมเหมือนกัน ทำเพื่อให้เกิดอะไร และไอ้งาน นั่นเองก็ไม่ควรจะยึดถือด้วย ถ้าจะทำด้วยจิต ว่างจริง ๆ งานที่ทำก็เป็นของไร้สาระ ก็เป็น สังขารอย่างหนึ่ง เราก็คิดปรุงแต่งมันขึ้นมาเอง ว่าเป็นงาน ควรจะทำลายมันเสียด้วยซ้ำ จะไป ทำมันทำไม นี่ถ้าจะคิดกันอย่างปรมัตถ์กันจริง ๆ แล้ว ถ้าจิตว่างแล้วก็ไม่ต้องทำงาน ถ้าผมทำ ตัวให้ปราศจากอุปาทานได้จริง ๆ แล้ว ถ้าจิต ว่างแล้วก็ผมจะไปขอบรรพชากับใต้เท้า จะมา นั่งทำงานให้เสียเวลาไปเปล่า ๆ ทำไม แต่นี่มัน

น.122 ๑๑๓ ยังไม่ไหว เพราะยังเป็นฆราวาสอยู่ ยังปัด อุปาทานไม่หมด การทำงานเป็นสภาพของการ ยึดมั่น ถ้าใครยังไม่ถึงขนาดก็ยังต้องทำงาน อยู่ต่อไปเป็นส่วนหนึ่งของทุกข์ ถ้าจะบอกว่าให้ ด้วยจิตว่าง ผมยังมองไม่เห็นทางว่าจะทำได้ ยังไง นี่ผมอาจจะใจคอคับแคบหรือหลับตายัง ไม่เห็นธรรมะจริง ๆ ยังนึกไม่ออกจริงๆ ส่วน เรื่องสติสัมปชัญญะก็ดี สติปัญญาก็ดี ผมนึกว่า สตินั้นก็หมายความว่าสติในการระลึก ได้ว่าของ ทุก ๆ อย่างไม่ใช่ตัวไม่ใช่คน ความหมายของ สติก็ตั้งอยู่ในสติปัฏฐาน ก็นึกอยู่อย่างนั้น อัน เป็น อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา จับไอ้นี่ก็เป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ของผมทั้งนั้น ถ้ามีสติดังนั้นแล้ว มันก็ทำงานไม่ได้อีก นึกจะออกไปค้าไปขาย

น.123 ๑๑๔ อะไรทำไม ได้เงินมามันก็ ไม่เกี่ยวอะไร อย่าทำ เลย นอนดีกว่า พุทธทาส อาตมาเข้าใจ..... แต่.... คึกฤทธิ์ นี่แหละครับมันอย่างนี้.... ผมกราบเรียน ด้วยความเคารพจริงๆ ผมยังไม่เข้าใจ แล้วก็ อยากจะเข้าใจ แต่มันนึกอยู่อย่างนี้ ถ้าเผื่อ ใต้เท้าบอกว่าทั้งหมดนี้ ถ้าสอนสรุปได้ คือว่า ต้องการให้พ้นทุกข์ ต้องการให้จิตว่าง ไม่ยึด ไม่มัน แล้วก็ใต้เท้ามาจบลง หันมากวักมือ กระผมว่า เอหิภิกขุ ผมไปเลย ตามไปบวชกับ ใต้เท้า ผมเชื่อ แต่ถ้าใต้เท้าสอนอย่างนี้ แล้ว บอกว่า ไปเองไป ทำงานไป แล้วบอกว่า จิตว่าง ๆ นะลูกนะ ผมทำไม่ได้ นี่แหละครับ

น.124 ๑๑๕ พูดกันอย่างฆราวาส พูดกับพระละว่าอย่างนี้ มันคนละโลก แล้วก็ผมอยากจะขอประทาน กราบเรียนถามความรู้ต่อไปว่าจะให้ทำอย่างไร กันต่อไป พุทธทาส อาตมายังสงสัยอยู่นิดหนึ่ง ขอถามว่า ถ้าสมมุติว่าเราเทน้ำทั้งมหาสมุทรลงไปในถัง ใบเล็ก ๆ มันล้นมาก แล้วน้ำที่ล้นไป เป็นน้ำ อย่างไร อย่างเดียวกันหรือไม่ คึกฤทธิ์ ถูก มันน้ำอย่างเดียวกันครับ แต่ผล มันไม่เหมือนกัน ปริมาณมันไม่เหมือนกัน อย่างดีถ้าเผื่อใครฟังนี้ไปแล้ว อย่างดีก็ที่จิต ว่าง อย่างที่ใต้เท้าว่า มันก็ไม่ใช่ จิตว่าง มันเป็นอุปาทานนั้นเอง แต่มันว่างจากกิเลสนิด ๆ

น.125 ๑๑๖ หน่อย ๆ เท่านั้น นี่พูดทาง logic มันไม่เข้า ผล มันมีทาง Practical ผมรับได้ไม่ยังงั้น ไม่ต้อง เทศน์เรื่องนี้ก็ได้ ก็เทศน์เรื่องทำบุญสุนทาน จน ในที่สุด สอนไปตรงๆ ว่า ทำบุญแล้วตายไป จะได้ขึ้นสวรรค์ มันก็ดีเหมือนกัน จะพูดวกวน ไปให้นอกลู่นอกทางทำไม นี่ไม่ได้แปลว่า ใต้เท้านอกลู่นอกทางหรอก ในทางเทศน์ให้คน ทำดีอย่างธรรมดาสามัญครับ พุทธทาส เดี๋ยวนี้อาตมาจับได้แล้วคือว่า ที่ว่าให้ ทำงานด้วยจิตว่าง ที่ว่าด้วยความรู้สึกว่า เรา หรือของเรานั้น หมายความว่าในขณะที่ทำ ใน ขณะที่ลงมือทำ ต้องมีจิตว่าง ส่วนสติปัญญา ความรู้สึก ผิดชอบ ชั่วดี ว่าเรามีประเทศชาติ ศาสนา มีหน้าที่ ที่จะต้องทำ ต่อประเทศ ชาติ

น.126 ๑๑๗ ศาสนา ทำงานเพื่อหน้าที่ นี่มันมีก่อนแล้ว แต่ ลงมือทำ นั่นแหละมีความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว ที่เรียกว่าอุปาทาน ที่เป็นไปในฝ่ายดีก็ได้ แล้ว อุปาทานที่เป็นไปในฝ่ายดีนี้ ไม่ได้ถูกตำหนิ ติเตียน โดยส่วนเดียว ย่อมให้ทุกคนมีอุปาทาน ในฝ่ายดี เป็นทุนสำรองไปเรื่อยๆ แต่ให้ พยายามสูงขึ้นๆ พอถึงที่สุดของฝ่ายดีแล้ว มัน ก็เข้ามาถึงเรื่องว่างนี่เอง แต่ว่าวิธีปฏิบัติเฉพาะ นี่ก็คือในขณะที่ลงมือทำแท้ๆ นี่อย่าได้มีจิตวุ่น มีความรู้สึกทีแรกแล้วว่าอะไรควรจะทำ หรือ จะทำเพียงแค่ไหนนั้น มีได้ คิดนึกได้ แต่ก็ ด้วยสติปัญญาอีกนั่นแหละ อย่าได้คิดด้วยจิตที่ หมกหมุ่นด้วยตัวกู ของกู เพราะมันจะมากไป บ้างน้อยไปบ้าง ผิดความจริงไปหมด ที่ทำด้วย สติปัญญาบริสุทธิ์ ว่างจากตัวกู ของก ก็คิด

น.127 ๑๑๘ ได้ว่าเรามีฐานะอย่างนี้ มีสภาวะอย่างนี้ จะต้อง ทำอะไรเป็นประจำวัน มีอาชีพอย่างไร มีประ โยชน์ส่วนรวมอย่างไร นี่คิดไปได้ แต่ยังกล่าว ได้ว่า ด้วยจิตว่างด้วยเหมือนกัน มีสติปัญญา สูงสุด คิดไปว่าควรจะทำอะไร และมีความ สัมพันธ์ ขณะลงมือทำ ให้เหลืออยู่แค่สติกับ ปัญญา กับสติสัมปชัญญะ อย่างที่กล่าวแล้ว สตินั้นแน่นอน สติในพระพุทธศาสนานั้นหมาย ถึงสติปัฏฐาน คุมความรู้สึกได้เสมอ อย่าเผลอ ตัว มีสติอยู่เสมอ ว่าไม่มีอะไรที่เป็นตัวตน เป็น ของตน แล้วทำงานด้วยสตินั้น ในขณะนั้นจิต เฉลียวฉลาดที่สุด ว่องไวที่สุด เป็น active เป็น กัมมันตนีโยที่สุด เพราะฉะนั้นจึงว่า น่าจะลอง เอาไปคิดพิจารณาดู แล้วลองพยายามทำดู ให้

น.128 ๑๑๙ การพยายามนั้นแหละเป็นเครื่องวัด เป็นเครื่อง ตัดสินดูว่า จะได้หรือไม่ได้เพียงใด เพราะว่า บางทีอาจจะได้ของวิเศษที่สุดจากปริมาณที่มาก ที่สุด เหมือนกับน้ำที่ขังอยู่ในถังใบเล็ก ๆ ที่เรา เทให้ทั้งมหาสมุทรก็ได้ อาคมามีความมุ่งหมาย อย่างนี้ เพราะฉะนั้นขอฝากไว้ให้คิดต่อไปด้วย อาจจะเข้าใจไม่ได้ ในวันนี้ ก็อาจจะเข้าใจได้ ในวันหน้า หลักธรรมะส่วนลึกนี้เราต้องมีความ มุ่งหมายว่า ผู้ศึกษาค้นคว้ากันวันนี้ เพื่อความ เข้าใจกันใน ๕ ปีหรือ ๑๐ ปีข้างหน้า จะได้โดย แน่นอน แต่ถ้าเรารอไว้ไม่เอามาพูดกัน มันจะ ต้องรออีก ๑๐ ปี จึงจะลงมือ แล้วมันก็ต้องเลื่อน ออกไปอีก จึงจะเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นขอให้ กล้าเอาธรรมะที่ไม่เข้าใจในเวลานี้ไปขบไปคิด เพื่อให้เข้าใจและเป็นประโยชน์ต่อ ๕ ปีหรือ ๑๐ ปี

น.129 ๑๒๐ ข้างหน้า ในเรื่องจิตว่าง และทำงานด้วยความ ว่างนี้ด้วย นี้เรียกว่าอาตมาพยายามที่จะบอก กล่าวท่านทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายควรจะเข้า ใจธรรมะในลักษณะอย่างนี้ เพื่อประหยัดเวลา หรือเพื่อให้ ได้ผลทันตาเห็น เพราะเรามีหัวข้อว่า "ควรเข้าใจธรรมะอย่างไร" อาตมาเสนอว่า "ควรเข้าใจธรรมะอย่างนี้" ที่อาจารย์คึกฤทธิ์ พูดอย่างนี้ก็ถูกต้องและมีเหตุผล ควรที่จะเอาไป คิดเอาไปนึก ปรับปรุงและสะสางให้เข้ารูป จน พอที่จะรับประโยชน์เป็นปริมาตรเทียบเท่ากับน้ำ ส่วนปี๊บเดียวจากมหาสมุทร ก็ขออย่าได้ท้อถอย เลย จงพยายามศึกษาคำว่าว่างหรือจิตว่างนี้ ซึ่งเป็นหลักของพระพุทธศาสนาให้เข้าใจกันจนได้ เพราะพระพุทธเจ้าท่านได้ถือว่า นิพพานนี่น่ะ คือ ว่างอย่างยิ่ง หมดความเป็นตัวคนเมื่อไหร่นั้น

น.130 ๑๒๑ เรียกว่านิพพาน จึงผูกเป็นคำกลอนทีหลังว่า นิพ พานัง ปรมัง สุญญัง ก็พูดจากหลักคำที่กล่าว ได้เป็นร้อยแก้ว แต่ความหมายอย่างเดียวกันว่า นิพพานนี้คือว่างอย่างยิ่ง ว่างอย่างยิ่งคือนิพพาน Summum Bonum อยู่ที่ตรงนี้ ที่เรามุ่งหมายไว้ ใน ฐานะเป็นของข้างหน้าที่จะถึงในวันหนึ่ง แล้วขอ ร้องว่า เราเข้าใจธรรมะกันอย่างนี้เถิด อย่าได้ เข้าใจว่า เพื่อเป็นอรหันต์ เพื่อจะดีจะเด่นในการ ศึกษา และการปฏิบัติธรรมะ อย่างนั้นเป็นการ เพิ่มอุปาทาน ถ้าจะให้เข้าใจว่าว่างไป หมดไป · เบาไป จางไปจาก Egoism ( อีโกอิสซึม ) จาก ความรู้สึกยึดมั่นถือมั่น สำคัญผิดว่าตัวเรา ของ ๑ เรา เป็นถูกต้อง ขอให้เจริญงอกงามไปใน ลักษณะอย่างนี้ คำว่า ความว่างนี้ มันมีความ หมายเฉพาะ ขอย้ำแล้วย้ำอีกว่า ว่างนี้ ว่าง

น.131 ๑๒๒ อย่างยิ่งนี้ มีความหมายเฉพาะ หรือพุทธภาษิต ที่สำคัญอีกข้อหนึ่งว่า สุญฺญโต โลก อเวกฺขสฺสฺ นี้คือให้ดูโลกทั้งหมดนี้ โดยความเป็นของว่างอยู่ เสมอเทอญ ก็หมายความอย่างนี้ โลกที่จริงมัน ว่าง ขอให้พยายาม ๆ ๆ ๆ ให้เห็นจริงว่ามันว่าง นี่จะนำไปสู่สูงสุด ภาวสูงสุดที่พึงปรารถนา คำ กล่าวที่ใช้เป็นคำบัญญัติ ใช้พูดกันนี้ มีความ หมายเฉพาะพิเศษของมันเอง และผิดยุคผิดสมัย กันแล้วยาก อาตมาจึงพยายามใช้ภาษาไทย ปัจจุบันง่ายๆ ที่นี้ขอฝากอาจารย์คึกฤทธิ์ สักนิด หนึ่งตอนนี้ว่า ในสมัย ๒๐๐๐ ปีเศษมาแล้ว มี จารึกที่ผะอบอัฐิของพระอรหันต์ที่ขุดพบที่ศาล ที่ กลุ่มสถูปเหล่านั้น ผะอบนั้นมีจารึกว่าผะอบของ ใคร เขาใช้คำว่า สัปปุริสัสสะ โมคคัลลีปุต ตัสสะ พระโมคคัลลีผู้นี้เป็นผู้ที่เราเข้าใจว่าเป็น

น.132 ๑๒๓ พระอรหันต์ แล้วโดยความช่วยเหลือของพระเจ้า อโศกส่งพระภิกษุออกไปประกาศพระพุทธศาสนา ในทิศทางต่างๆ เมื่อท่านตายแล้วเก็บกระดูก ไว้ที่นี่ ผะอบนี้จารึกว่า สัปปุริสัสสะ โมคคัลลี่ ปุตตัสสะ แล้วออกชื่อมัชฌิมตัสสะอีกหลายองค์ ที่เป็นผู้ร่วมงานของท่าน ข้างหน้าใช้คำว่า สัป ปุริสัสสะทั้งนั้น แล้วสัปบุรุษผู้ที่เราเชื่อว่าเป็นพระ อรหันต์ หมายความว่าคราวก่อนเราพูดกันถึง สัตบุรุษ ทีนี้มันยิ่งกว่านั้นอีก พระสถูปหนึ่งพบ ผะอบหิน อย่างเดียวกับบรรจุกระดูกของพระอร หันต์ ที่สำคัญคือพระสารีบุตร และพระโมค คัลลานะ ผะอบใบนี้กลับเขียนหนังสือสั้น ๆ ว่า สารีบุคตัสสะมหาโมคคัลลานะ ไม่มีคำว่าอะไร ข้างหน้า หรือคำว่าสัปปุริสัสสะ พระอรหันต์ ที่เด่น กลับไม่มีสมัญญาข้างหน้า พระอรหันต์

น.133 ๑๒๔ ที่ย่อลงมากลับมีสัปปุริสะ สัตบุรุษ นี่แหละวิธี ใช้คำมันผิดกันจัง ผิดกันมาก มากันในสมัยนี้ แล้วเราคงเขียนกันเป็นบรรทัดยาวๆ เลย ว่าพระ บรมอะไรอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พระสารีบุตรพระ โมคคัลลานะ ก็เพื่อจะได้รู้กันว่า คำว่าสัตบุรุษ มีความหมายยืดหยุ่นกว้างขวาง ตามยุคตาม สมัย จนยากที่เราจะเข้าใจ นี่เป็นคำที่ใช้อยู่ ในพระพุทธศาสนา อย่าได้ยึดมั่นติดมั่นในคำนี้ นัก ถ้าจะยึดไปในทางที่เป็นผลก็ดีกว่าที่เป็น อรหันต์ชั้นเอกนี้ว่างเลย ส่วนโมคคัลลีปุตตัสสะ นั้นมี สัปปุริสัสสะอย่างข้างหน้านี่ก็น่าคิดน่ายึด ถือ ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้วควรจะว่างไปเลย อย่าใส่ว่าสมเด็จอรหันต์ หรือว่าพระสมเด็จอย่าง นั้นอย่างนี้จะว่างดี อาตมาคงจะได้ทำเลยเวลา มากไปแล้วก็ได้ เพราะฉะนั้น สรุปความว่า

น.134 ๑๒๕ ควรเข้าใจธรรมะอย่างลักษณะที่ว่ามานี้ อาจารย์ คึกฤทธิ์เห็นว่าควรมีข้อแม้อย่างไร หรือจะเจียด ให้เป็นเพียงเท่าไร ก็ขอได้กรุณาอีกครั้งเถอะ แล้วจะได้จบการสากัจฉา ศึกฤทธิ์ กระผมก็เข้าใจตามที่ท่านอธิบายมา ไม่ ได้ยึดพระอรหันต์หรอก พระอรหันต์ก็คนนี้แหละ แต่ว่าเป็นคนที่ไม่ได้ยึดมั่นอะไรแล้ว คนส่วน มากยังยึดมั่นอยู่ก็ไม่ใช่พระอรหันต์ จะเรียกว่า สักบุรุษ หรือเรียกว่าพระอรหันต์อะไรก็เท่ากัน แล้วแต่กาลและสมัย การใช้คำอยู่ที่กาลสมัย อยู่มาก ที่นี้แต่อย่างไรก็ตามมันหนีความจริงไป ไม่พัน ว่าคนอย่างพระโมคคัลลา พระสารีบุตร สาวกพระพุทธเจ้านั้น เมื่อว่างแล้วไม่ได้ใช้ชีวิต อย่างคนหรืออย่างกระผม ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่าง

น.135 ๑๒๖ คนส่วนมากที่นั่งอยู่ที่นี่ ใช้ชีวิตอย่างท่าน นุ่งห่ม ใช้ผ้า ๓ ผืน สละหมู่ สละคณะออกไปอยู่ต่างหาก แล้วก็ถือศีล ๒๒๗ ข้อเป็นปกติ ไม่ได้เดือดร้อน ในการที่ถือนั้น ไม่ใช่ใครบังคับให้ถือ ถือไป เองอย่างนี้เรียกว่าว่าง คนอย่างกระผมไปทำ งานด้วยจิตว่าง เพราะลักษณะของงานมันขัดกับ จิตว่าง ภาวะของกระผม สภาพของมันว่าง ไม่ได้ ถ้าว่างแล้วมันก็ไม่เป็นกระผม ถ้าท่าน บอกกับผมไปบวชเสียแล้วว่างผมเชื่อ ไม่ใช่ว่า ผมยึดอะไรทั้งนั้น ผมก็ไม่ได้ยึด ที่นี้การทำงาน ด้วยจิตว่างนั้น ผมอยากจะเรียนถามเหมือนกัน ว่าท่านหมายความอย่างไร ถ้าท่านบอกว่าทำ งานด้วยจิตว่าง แล้วงานทางโลกนั้นจะดี ผม ไม่เชื่อ คือถ้าเอาทหารไปรบกับเขา รบด้วยจิต ว่าง ยิงปืนด้วยจิตว่าง แล้วมันจะเป็นทหารที่ดีนั้น

น.136 ๑๒๗ พูดยังไงผมก็ไม่เชื่อ แต่ถ้าท่านว่าทำงานอยู่ ในโลกก็อยู่ในโลกเถอะ แต่ถ้าทำงานด้วยจิต ว่าง อย่ายึดมั่นอะไรมาก งานจะดีหรือไม่ดี จะ เกิดผลดีหรือเกิดผลร้าย เราก็ไม่ทุกข์ ถ้าอย่าง นั้นผมเชื่อ ที่ท่านพูดมาท่านหมายความว่า อย่างไร ท่านว่าจิตว่างแล้วงานประเสริฐอย่าง นั้นหรือ งานการจะรุ่งเรืองหรือ ถ้าอย่างนั้นผม ไม่เชื่อ เพราะงานของโลกมันขัดกันกับเรื่องของ จิตว่าง ความสุขของโลก มันก็เป็นความทุกข์ ของธรรมะ คนที่เขาทำงานกัน เขาทำเพื่อหา ความทุกข์ เขาไม่ได้หาความสุข ผมหมาย ความถึงความสำเร็จของงาน ผมหมายความ ถึงในทางโลก ถ้าทำงานด้วยเพื่อให้จิตว่างใน ความสำเร็จในทางธรรมะก็ถูก แต่ว่าจะเอา พร้อมๆ กันทั้ง ๒ อย่างไม่ ได้ สำเร็จทางธรรมะ

น.137 ๑๒๘ จิตว่าง ต้องเสียทางโลก ไม่งั้นคนเราจะไปบวช กันทำไม จะนั่งกันอยู่อย่างจิตว่างทั้งผูกเนคไทงี้ ก็ได้ ทีนี้มันว่างไม่ได้ มันถูกมัดอยู่ยังงี้ พุทธทาส คือหมายความว่า ฆราวาสนี้ จะไม่พยา ยามทำให้จิตว่าง ศึกฤทธิ์ ผมว่าทำได้ชิครับ ว่างกิเลสผมเชื่อ พุทธทาส ฆราวาสควรจะพยายามทำ คึกฤทธิ์ เราควรจะรู้ด้วยทุกอย่างไม่ควรจะยึดจะ ถือ ผมเชื่อ คือฆราวาสควรจะศึกษาธรรมะของ พระพุทธเจ้าว่า ธรรมะนั้นคืออะไร แต่ขณะเดียว ก็ควรจะรู้ด้วยว่า แม้ขณะที่ทำไปถ้าจำเป็นจะต้อง

น.138 ๑๒๙ ยึดก็ต้องยึด เพราะเรายังเป็นฆราวาส ถ้า ปล่อยหมดก็อย่าเป็นฆราวาส พุทธทาส ที่ต้องการให้ฆราวาสทำงานได้ด้วยการ มีความทุกข์น้อย และมีผลสำเร็จเต็มนั้น จะมี วิธีอย่างไร ด้วยจิตว่างหรือจิตวุ่น ศึกฤทธิ์ นี่ผมเห็นว่าจะเอาผลสำเร็จทางโลกแล้ว ก็ต้องซื้อผลสำเร็จนั้นด้วยความทุกข์ จะเอาทั้ง ๒ อย่างไม่ได้หรอก เนยทาขนมปัง ๒ หน้า ไม่ได้ ไม่มีใครเขาใส่บาตรอย่างนั้นหรอก จะ สำเร็จในทางโลก ใต้เท้าต้องซื้อเขาด้วยความ ทุกข์ ผมขอสอนพระสักวันเถอะครับ ผมอยู่ ในโลกผมรู้ ไม่มีทางทำได้ แต่ถ้าเผื่อว่าจะให้ สิ้นทุกข์โดยสิ้นเชิงแล้ว จะให้ว่างจริง ไม่มีทุกข์

น.139 ๑๓๐ แล้วก็ต้องสละความสำเร็จทางโลก เลิกกัน อย่างนั้นผมเชื่อ จะเอาอย่างไรเลือกเอา พุทธทาส ในขณะที่ยังไม่อาจจะสละไปได้เห็นจะ ต้องอยู่ในโลก ศึกฤทธิ์ มันก็สุขบ้างทุกข์บ้าง แต่ว่ามันไม่ว่าง พุทธทาส แล้วมีวิธีที่จะให้ทุกข์น้อยลงอย่างไร คึกฤทธิ์ ก็อย่างนี้แหละครับอย่างที่พูด คือว่า ก็รู้อยู่ว่าทุกอย่างมันไม่ใช่ตัวไม่ใช่คน แต่ ขณะที่ทำงานมันต้องนึกถึงงาน มันจึงไม่ว่าง หรอก มันต้องนึกว่าทำเพื่อตัวอยู่นั้นเองแหละ แต่ถ้ามันเกิดผลผิดพลาดเสียหายขึ้นมาแล้วตอน

น.140 ๑๓๑ นั้นแหละธรรมะของไม้เท้าเข้ามาช่วยได้ คือ ดับทุกข์ด้วยเหตุผลที่ว่า มันก็ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ ตนอะไรของเรา ก็มันเสียไปแล้วก็ปล่อยให้มัน เสียไป ก็พอปลอบใจได้เหมือนกัน พุทธทาส ตอนนี้เราจะต้องวิวาทกันแล้ว หมาย ความว่า วิวาทของเรามีวาทะต่างกันนั้นอยู่ที่ตรง นี้ อาตมายืนยันว่าแม้เป็นฆราวาส ทำงานอย่าง ฆราวาส ก็ต้องพยายามเอาชนะต่อความทุกข์ คือต่อการงานนั้น ให้ได้มากขึ้นๆ โดยอุบาย วิธีเอาหลักของพระพุทธศาสนาที่ว่าทำจิตให้ว่าง จากอุปาทานไปใช้ให้ถูกสัดส่วน และลืมความ เป็นฆราวาสหรือความเป็นบรรพชิตเสียชั่วคราว มีปัญหาเฉพาะหน้า แต่ว่าในจิตใจกำลังเป็น อย่างไร ถ้าเป็นทุกข์ ก็จะแก้มันให้ตรงจุด โดย

น.141 ๑๓๒ หลักที่ว่าสิ่งทั้งปวงเกิดมาแต่เหตุนี้ แล้วมันก็ จะค่อย ๆ เป็นพระแค่อยู่ในบ้านในเรือนนั้นเอง มากขึ้น ๆ จนกว่าจะทนไม่ไหว ต้องออกไปเป็น ผู้บวช คึกฤทธิ์ อย่างนั้นผมเชื่อครับ ผมเชื่อ เอาแค่นั้น ผมเชื่อ ผมไม่เข้าใจ เมื่อฟังแต่แรกคล้าย ๆ ใต้เท้าจะให้เป็นพระอยู่แต่ในเรือนแล้วไม่ต้องไป บวชทีหลัง ถ้าค่อย ๆ อบรมขัดเกลาไป ทำให้ เกิดความว่างมากขึ้น ๆ กระผมเชื่อ พุทธทาส อาตมาจึงบอกไปเลยว่า ให้พยายาม ทุกอย่างให้ใกล้ความว่างนี้มากขึ้น แม้แต่ใน การทำงาน ในการกินอาหาร ในการมีลมหายใจ อยู่ ให้ใช้อุบายที่เป็นที่แยบคาย ให้เข้าใกล้

น.142 ๑๓๓ ความว่างนี้มากขึ้น ๆ แม้ ในเพศที่สมมุติกันว่า เป็นฆราวาส นี่ความเห็นของเราคงแตกต่างกัน นิดเดียวเท่านั้น ในข้อปลีกย่อย ศึกฤทธิ์ ไม่ใช่ มันแปลกกันแยะครับ คือถ้า มันว่างมากยิ่งขึ้น ความสำเร็จทางโลกมันย่อม น้อยลงทุกที พุทธทาส ถ้ายังงั้น ยังไม่ใช่ความว่าง คึกฤทธิ์ ที่ใต้เท้าบอกว่า ให้ได้ความสำเร็จมาก ที่สุด แล้วว่างด้วยเป็นไปไม่ได้ ว่างก็เอา สำเร็จก็เอา ก็คือจะว่ากันทางว่าง จะสำเร็จทาง โลกก็ต้องว่ากันทางสำเร็จทางโลก ยิ่งสำเร็จ

น.143 ๑๓๔ เท่าไหร่ยิ่งว่างน้อย ถ้ายิ่งว่างมากเท่าไร ยิ่ง สำเร็จน้อย พุทธทาส นี่แหละคือข้อแตกต่างกัน ศึกฤทธิ์ ต่างว่าเป็นมหาเศรษฐีด้วย เป็นสัตบุรุษ ด้วย ไม่สำเร็จหรอกครับ มหาเศรษฐีย่อมมีทุกข์ มาก ไม่ว่าง ยิ่งมีเงินมากทุกข์มาก พุทธทาส เป็นมหาเศรษฐีแล้ว จะเป็นอริยบุคคล จะมีได้ไหม ศึกฤทธิ์ ถ้าเป็นเพราะได้มฤดกมาได้ครับ แต่ หาเอาเองไม่ได้ เพราะถ้าคิดเป็นอริยบุคคลก็ ไม่คิดเป็นเศรษฐีเสียแล้ว

น.144 ๑๓๕ พุทธทาส เป็นพระอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งด้วย เป็นเศรษฐีด้วย คึกฤทธิ์ ผมไม่เชื่อครับ กับคนเราไม่ต้องพระอริย บุคคลหรอกครับ ถึงขนาดว่างนิด ๆ หน่อย ๆ อย่างผม เห็นว่าสมบัติไม่เที่ยง เงินก็ไม่เที่ยง อะไรก็ไม่เที่ยง มันไม่ใช่ตัวใช่ตน นี่น่ะ ผม ก็ยังไม่เป็นเศรษฐี ทุกวันนี้ผมก็พอกินพอใช้ ความจริงแล้ว ผมก็มีหลักของผมด้วย คือผม ยอมรับว่าชีวิตของบุคคลนี้มันต้องการอะไร ผม ไม่หาเงินล่วงหน้าไว้หรอกครับ ผมอยากได้อะไร ผมไปหาเงินมาซื้อ ซื้อแล้วเลิกกัน ผมไม่หาต่อ ถึงจะได้มีเวลาว่างมานั่งคุยกับท่านได้ ถ้าผม

น.145 ๑๓๖ ตั้งใจจะตั้งหน้าหาเงินอย่างเดียว เพราะอยาก เป็นเศรษฐีที่นี่ผมไม่มาหรอก ผมไม่ว่าง พุทธทาส แล้วคนที่เป็นเศรษฐีแล้ว พอรู้สึกพอ แล้วจะไปสนใจเรื่องของธรรมะเรื่องของความว่าง นี้ได้ คึกฤทธิ์ ก็อ้างว่าสนใจยังงี้ละก้อได้ แต่ใคร ลองไปแตะเงินเข้าสิครับ เกิดไม่ว่างขึ้นมาเชียว ผมไม่เชื่อหรอกครับ พุทธทาส ข้อขัดแย้งข้อนี้ต้องฝากเอาไว้กับท่าน ทั้งหลาย ให้ช่วยเอาไปพิจารณาดูด้วย ความ คิดที่เป็นอิสระ อาตมายังขอยืนยันอยู่ว่า หลัก เกี่ยวกับดำรงสติ ให้มีความรู้สึกเป็นจิตว่างอยู่

น.146 ๑๓๗ เสมอนี้ ขอให้นำไปใช้ ในทุกกรณี และทุกชั้น ทุกวัย ทุกเพศ ให้เท่าที่สามารถจะทำได้ และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ลงมือทำงานรายใด แล้ว ความทุกข์เกิดขึ้นแล้วก็ขอให้ใช้ในกรณี นั้นเป็นอย่างยิ่ง และเป็นอย่างเฉพาะ ส่วนข้อที่ ขัดแย้งกันเกี่ยวกับความคิดเห็น เกี่ยวกับกาล เวลานี้ไม่สำคัญ โดยเนื้อหาอาจารย์คึกฤทธิ์ ย่อมรับว่า อุปาทานนี่เป็นสิ่งที่ต้องทำลายต้องละ ในที่สุด ดังนั้นจึงเป็นหลักในทางพระพุทธศาสนา และอาตมาก็ย้ำและยืนยันว่า ควรเข้าใจธรรมะ ในลักษณะนี้ คือเข้าใจธรรมะในลักษณะว่า จะ ต้องทำลายอุปาทาน ตัวกูของกู นี้ เรื่อย ๆ ไป ถ้าทำถูกวิธีแล้วจะสบาย เย็นอกเย็นใจ ทำการ งานก็สนุกสนาน ไม่รู้สึกว่าเป็นการทรมาน แล้วก็เป็นการก้าวหน้าทางธรรมะพร้อมกันไปใน

น.147 ๑๓๘ ตัว ในการทำงานนั้น อาตมาขอร้องและยืนยัน ให้เข้าใจธรรมะในลักษณะนี้ และขอยุติ ขอ อาจารย์คึกฤทธิ์กล่าวสรุปทัศนคติส่วนตัวอีกครั้ง หนึ่ง คึกฤทธิ์ คือกระผมอยากจะสรุปนิดเดียวว่า เท่า ที่ท่านเจ้าคุณพุทธทาสท่านได้กรุณากล่าวธรรมะ มา ผมเห็นด้วยทุกประการ ไม่ได้มีความเห็น ขัดแย้งเลย แล้วท่านก็ได้พูดความจริงที่สุด เรื่องตัณหาอุปาทาน เป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลาย ทั้งปวง ซึ่งไม่มีผู้ใดจะปฏิเสธได้ และเห็น ความจริงที่พิสูจน์ให้เห็นได้ และยิ่งตัดตัณหา อุปาทานลงไปได้มากเท่าไร เราก็ตัดความทุกข์ ออกไปจากตัวได้มากเท่านั้น นี่เป็นหลักธรรมะ บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นความจริง เป็นความจริงที่ไม่มี

น.148 ๑๓๙ วันเปลี่ยนแปลง และเป็นความจริงที่ควรส่งเสริม ควรเข้าใจเป็นอย่างยิ่ง ควรเผยแพร่เป็นอย่าง ยิ่ง ที่กระผมกราบเรียนไปก็อยากจะให้ท่าน อธิบายให้ท่านทั้งหลายเข้าใจว่าในการปฏิบัติ ธรรมะนั้น มันมีปัญหา มันเป็นเรื่องการเสียสละ คือโลกกับธรรมะนี่พูดกันอย่างชาวบ้าน ธรรมะ ในที่นี้ หมายถึงธรรมะตามที่เข้าใจกันอย่างถูก ต้อง อย่างที่ท่านเจ้าคุณได้อธิบายมาแล้ว ตาม ความหมายของธรรมะที่ว่าแล้ว ท่านเจ้าคุณ ท่านพูดธรรมะล้วน ผมพูดถึงโลกกับธรรมะอย่าง ที่เราพูดกันทุกวันนี้ โลกหมายความว่า ความ วุ่นวายอลเวงต่าง ๆ ธรรมะหมายถึงความ บริสุทธิ์สะอาด ความสงบต่าง ๆ มันเป็นของ ขัดกันอยู่ในตัว เราอยู่ในโลก เราก็ได้แต่ยึด ธรรมะเป็นที่พึ่ง ความบริสุทธิ์สะอาดเป็นที่พึ่ง

น.149 ๑๔๐ ความรู้ว่าตัณหาอุปาทานเป็นเหตุแห่งทุกข์นั้น เป็นเรื่องที่เราต้องนึกไว้เป็นประจำใจ แต่ขณะ เดียวกัน ถ้าหากว่าเราปฏิบัติธรรมะตามคำสั่ง สอนของพระพุทธเจ้าไปเรื่อย ๆ จนถึงที่สุดแล้ว โลกนั้นก็จะหมดความสำคัญจากเราไปเอง ไม่ ใช่ว่าเป็นเรื่องที่เราอยากหรือไม่อยาก ถ้าตั้งหน้า ปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้าให้ถูกต้องแท้จริง แล้ว ถ้าหากว่าจะถึงพระนิพพาน มันก็ถึงเอง ไม่ใช่เพราะเราอยากไปพระนิพพานหรือไม่อยาก ไปพระนิพพาน แต่ในขณะที่เราเป็นฆราวาส นั้น ความยากลำบากมันมี ที่ผมพูด ผมอยาก ให้เข้าใจเท่านั้น คือมันเป็นเรื่องที่จะต้องเลือก เอา ระหว่างความสำเร็จในทางโลก ความมี ตำแหน่งแห่งหน ความมีวาสนา มีความสะดวก สบายต่าง ๆ คนทุกวันนี้ยังเข้าใจว่าสิ่งเหล่านั้น

น.150 ๑๔๑ คือความดี สิ่งเหล่านี้คือผลของการปฏิบัติธรรมะ ผมยืนยันว่าไม่ใช่ การปฏิบัติธรรมะ การทำให้ ใจว่างน่ะมันเกิดผลดี คือความพ้นจากความ ทุกข์ ฐานะทางโลกมันนำมาซึ่งทุกข์ ทั้งนั้น มันไม่ได้นำมาซึ่งความผาสุกอันแท้จริง นี่เป็น เรื่องที่เราควรจะต้องรู้ เพราะฉะนั้นถ้าเรียนธรรมะ รู้ธรรมะ เข้าใจทุกอย่างที่เจ้าคุณท่านกล่าว นึก ว่าถ้าทำใจให้ว่างแล้วทำงานจะเป็นเศรษฐี ข้อนี้ ผมไม่ขอยืนยัน แต่ว่าถ้าจะเป็นเศรษฐี ในทาง ธรรมะ คือเป็นเศรษฐีเพราะเหตุว่าความลำบาก ยากจนข้นแค้นของตัวเรา ไม่มากระทบใจให้ วุ่นวายได้แล้วอย่างนั้น กลายเป็นเศรษฐีอย่างนั้น ผมยอมรับ ผมเชื่อ นี่มันเรื่องเป็นอย่างนี้ เรา ทุกวันนี้ ผมอยากจะกราบเรียนให้ท่านทราบ

น.151 ๑๔๒ การสอนธรรมะกับชาวบ้านทุกวันนี้นั้น อย่าเผลอ นะครับ เขาแปลผิดเอาง่าย ๆ อย่างใต้เท้าว่า ถ้าทำใจให้ว่างแล้วทำงานสำเร็จน่ะ เขาเข้าใจ ทันทีว่า ถ้าทำใจให้ว่างแล้วเงินล้านเงินแสนจะ เข้ามา คนทุกวันนี้หายใจเป็นเงินอยู่ตลอดเวลา เป็นอุปสรรคของการประกาศธรรมะ และเผยแพร่ ธรรมะอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งผมอยากจะกราบเรียนไว้ เพราะฉะนั้นว่าโดยทั่วไปกระผมไม่ได้มีความ เห็นแตกต่างเลย แล้วก็ได้ฟังพระธรรมที่ท่านได้ อธิบายมาด้วยความจับใจเป็นอย่างยิ่ง อย่างลึก ซึ้ง มีความเข้าใจ แต่ว่าได้ตั้งแง่ข้อสังเกต ต่างๆ ก็ด้วยวัตถุประสงค์ประการที่หนึ่ง อยาก จะให้ท่านอธิบายให้กว้างขวางออกไปอีก ให้ กระจายความออกไปอีก หรือมิฉะนั้นก็อยากแสดง

น.152 ๑๔๓ สภาพความเป็นจริงในด้านมราวาส ด้านกิเลส ตัณหา ด้านจิตใจของคนที่มันเป็นอยู่ทุกวันนี้ คง จะเป็นประโยชน์ต่อไปข้างหน้า ที่ผมพูดมาก็เพื่อ วัตถุประสงค์เท่านี้ ไม่ใช่เพราะมีความเห็นขัด แย้ง หรือไม่ใช่เพราะจะมาขัดคอพระให้บาป กรรมเปล่า ๆ ความจริงไม่ได้ขัดคอท่านเลย และประการสุดท้าย กระผมขอกราบเรียนด้วย ความสุจริตใจ ผมไม่เคยยึดถือพระอรหันต์เลย จะเรียกพระอรหันต์ หรือสัตบุรุษก็เท่ากัน ไม่เคย นึกอยากเป็นพระอรหันต์ ไม่เคยคิดจะเป็น แล้ว ก็ไม่เคยนึกด้วยว่า การเป็นพระอรหันต์นั้นเป็น ของวิเศษวิโสจะพึงปรารถนาอะไร ไม่เคยยึด มีอุปาทานในข้อนี้เลย เห็นจะสรุปได้เท่านี้ แหละครับ

น.153 ๑๔๔ พุทธทาส ส่วนที่แปลก ๆ อาตมาจะเอาไปคิดดู มี โอกาสแล้วจะพูดกันใหม่ นี่เสียเวลามาแยะ แล้ว ขอยุติ ไว้ก่อน. พิมพ์ที่ โรงพิมพ์การศาสนา กรมการศาสนา ถนนบำรุงเมือง ข้างวัดสระเกศ พระนคร นายชาติ บุณยรัตพันธุ์ ผู้พิมพ์และโฆษณา โทร. 22909

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต