Buddhadasa.org
หนังสือทางรอด 5 ประการ › อ่านฉบับเต็ม

📖 ทางรอด 5 ประการ

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ทางรอด 5 ประการ

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.8 นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส. ปญฺจิมานิ ภิกฺขเว วิมุตฺตายตนานิ, ยตฺถ ภิกฺขุโน อปฺปมตฺตสฺส อาตาปิโน ปหิตตฺตสฺส วิหรโต อวิมุตฺตํ วา จิตฺตํ วิมุจฺจติ, อปริกฺขีณา อาสวา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ, อนนุปฺปตฺตํ วา อนุตฺตรํ โยคกฺเขมํ อนุปาปุณาตีติ: ธมฺโม สกฺกจฺจํ โสตพฺโพติ. ๑. อํ.ปญฺจก. ๒๒/๒๖/๑๘ (ฉบับมหาจุฬา), อํ.ปญฺจก. ๒๒/๒๖/๒๒ (ฉบับสยามรัฐ, ฉบับสังคีติ).

น.9 ณ บัดนี้จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา ในวิมุตตายตนสูตร เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธา ความเชื่อ และวิริยะ ความพากเพียร ของท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธ- บริษัท ให้เจริญงอกงามก้าวหน้าในทางแห่งพระศาสนา ของสมเด็จพระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของเราทั้งหลาย กว่าจะยุติลงด้วยเวลา. ข้อความในวิมุตตายตน สูตร นี้ เป็นข้อความแสดง ให้ทราบถึงเหตุ ๕ ประการ อันจะเป็นทางให้บุคคลหลุดพ้น จากกิเลส และทำอาสวะให้สิ้นไป ให้ได้บรรลุธรรมอันเกษม จากโยคะ กล่าวคือพระนิพพาน เหตุ ๕ ประการนี้ เข้าใจว่า เป็นเรื่องที่ท่านทั้งหลายมักจะไม่ได้ฟังกัน จึงเป็นเรื่องที่ควร นำมาวิสัชนา. ข้อความในพระบาลีนั้นมีอยู่ดังต่อไปนี้. สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระเชตวัน อันเป็นอารามที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวาย ใกล้พระ- นครสาวัตถี ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสให้ภิกษุ

น.10 ทั้งหลายตั้งใจฟังแล้ว ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! เหตุแห่งความพ้นพิเศษจากอาสวะทั้งหลายมี อยู่ ๕ อย่าง อันเป็นเหตุที่ทำให้ภิกษุผู้ไม่ประมาทมีความเพียร เผากิเลส มีตนส่งไปแล้ว ย่อมทำจิตที่ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลส ให้หลุดพ้นจากกิเลสได้ ย่อมทำอาสวะทั้งหลายที่ยังไม่สิ้นไป ให้ถึงความสิ้นไปได้. อนึ่ง ธรรมอันเกษมจากโยคะ ไม่มีธรรม อื่นยิ่งไปกว่าที่ตนยังไม่ได้ไม่ถึงนั้น ก็จะได้จะถึง. เหตุแห่ง ความพ้นพิเศษ ๕ ประการนี้เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! เมื่อพระศาสดาครูอาจารย์ก็ดี หรือเพื่อนสพรหมจารี ด้วยกันอันเป็นที่เคารพรูปใดรูปหนึ่งก็ดี ในธรรมวินัยนี้ แสดง ธรรมแก่ภิกษุ เมื่อครูอาจารย์หรือเพื่อนสพรหมจารี ซึ่งเป็นที่ เคารพรูปใดรูปหนึ่ง แสดงธรรมแก่ภิกษุนั้น ๆ ด้วยประการใด ภิกษุนั้นก็เป็นผู้รู้แจ้งประจักษ์ชัดข้ออรรถข้อธรรม ในธรรม นั้นด้วยประการนั้น ปราโมทย์ความบันเทิงใจย่อมเกิดแก่ภิกษุ ผู้รู้แจ้งชัดซึ่งอรรถและธรรม เมื่อปราโมทย์เกิดแล้ว ปีติ ความอิ่มเอิบย่อมบังเกิด เมื่อมีใจอิ่มเอิบด้วยปีติแล้ว นามกาย ก็รำงับ เมื่อนามกายรำงับแล้ว เธอย่อมได้เสวยสุข จิตของ ภิกษุผู้มีสุขย่อมตั้งมั่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เป็นเหตุ ให้เกิดความหลุดพ้น ให้มีจิตหลุดพ้นจากกิเลสอันยังไม่หลุดพ้น ทำอาสวะทั้งหลายที่ยังไม่สิ้นให้สิ้นไป ธรรมอันเป็นที่เกษม จากโยคะ ที่ยังไม่ได้ไม่ถึง ก็จะบรรลุ ก็จะได้จะถึง นี้เป็น เ หตุ แห่งความพ้นพิเศษข้อที่ ๑.

น.11 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหตุข้ออื่นยังมีอีก คือ พระ- ศาสดาครูอาจารย์ก็หาได้แสดงธรรมแก่ภิกษุนั้นไม่ เพื่อน สพรหมจารีเป็นที่เคารพรูปใดรูปหนึ่ง ก็หาได้แสดงธรรม แก่ภิกษุนั้นไม่ ก็แต่ภิกษุนั้นเองได้แสดงธรรม ตามที่ตนได้ สดับมาก่อนแล้วอย่างไร ได้เรียนไว้แล้วอย่างไร ก็แสดง แก่ชนทั้งหลายเหล่าอื่นโดยพิสดาร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุแสดงธรรมที่ตนได้สดับแล้ว ที่ตนได้เรียนแล้วอย่างไร แก่ชนทั้งหลายเหล่าอื่นโดยพิสดารด้วยประการใด ๆ ใน ขณะนั้นภิกษุนั้นย่อมเป็นผู้รู้แจ้งประจักษ์ชัดในข้ออรรถข้อ ธรรม ในธรรมนั้นด้วยประการนั้น ๆ ปราโมทย์ความบันเทิงใจ ย่อมเกิดขึ้นแก่เธอนั้น เมื่อมีปราโมทย์เกิดแล้วปีติย่อมบังเกิด เมื่อมีปีติเกิดในใจแล้ว นามกายก็รำงับ เมื่อนามกายรำงับ แล้ว เธอย่อมได้เสวยสุข จิตของภิกษุผู้มีความสุขย่อมตั้งมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เป็นเหตุแห่งความพ้นพิเศษที่ ๒ ที่ทำให้ภิกษุผู้ไม่ประมาทนั้น มีจิตหลุดพ้นแล้วจากกิเลส ทั้งหลาย ทำอาสวะทั้งหลายให้สิ้นไป และธรรมอันเป็นที่ เกษมจากโยคะที่ยังไม่เคยได้เคยถึงก็จะได้จะถึง ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! อันนี้เป็น เหตุแห่งความหลุดพ้นข้อที่ ๒. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหตุข้ออื่นยังมีอีก คือ พระ- ศาสดาครูอาจารย์ ก็มิได้แสดงธรรม และภิกษุนั้นเองก็มิได้ แสดงธรรมตามที่ตนได้สดับแล้ว เรียนแล้วแต่อย่างไรแก่ ชนทั้งหลายเหล่าอื่น หากแต่ภิกษุนั้นได้สาธยายได้ท่องได้

น.12 บ่นธรรม ที่ตนได้สดับแล้ว ได้เรียนแล้วอย่างไรโดยพิสดาร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุนั้นสาธยายท่องบ่นธรรม ที่ตนได้สดับแล้วเรียนแล้วอย่างไร โดยพิสดารด้วยประการ ใด ๆ ในขณะนั้นภิกษุนั้นเป็นผู้รู้แจ้งประจักษ์ชัดข้ออรรถ ข้อธรรม ในธรรมที่ตนสาธยายแล้ว ท่องบ่นแล้วด้วยประการ นั้น ๆ เมื่อนั้นปราโมทย์ความบันเทิงใจ ย่อมเกิดขึ้นแก่เธอ เมื่อมีปราโมทย์เกิดแล้ว ปีติย่อมบังเกิด เมื่อมีใจประกอบ ด้วยปีติแล้ว นามกายก็รำงับ เมื่อนามกายรำงับแล้ว เธอ ย่อมได้เสวยสุข จิตของภิกษุผู้มีความสุขย่อมตั้งมั่น ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! แม้นี้ก็เป็นเหตุแห่งความหลุดพ้นของภิกษุ นั้นผู้มีความเพียรอันกระทำแล้ว ทำจิตให้หลุดพ้นจากกิเลส ทำอาสวะทั้งหลายให้สิ้นไป ธรรมอันเกษมจากโยคะที่ยังไม่ได้ ไม่ถึง ก็จักได้จักถึง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เป็น เหตุแห่ง ความหลุดพ้นข้อที่ ๓. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหตุข้ออื่นยังมีอีก คือพระศาสดา ครู อาจารย์ ก็มิได้แสดงธรรม และพระภิกษุนั้นเองก็มิได้ แสดงธรรม ภิกษุนั้นก็มิได้สาธยายท่องบ่นธรรม แต่ว่าภิกษุ นั้นได้ตริตรองธรรมด้วยจิต พิจารณาด้วยใจซึ่งธรรมที่ตนได้ สดับแล้วได้เรียนแล้วอย่างไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุ นี้ตริตรองด้วยจิตพิจารณาด้วยใจ ซึ่งธรรมที่ตนได้สดับ แล้วเรียนแล้วอย่างไรด้วยประการใด ๆ เธอนั้นก็เป็นผู้รู้แจ้ง ประจักษ์ชัด ซึ่งข้ออรรถข้อธรรมในธรรมนั้นด้วยประการ

น.13 นั้น ๆ เมื่อนั้นความปราโมทย์บันเทิงย่อมเกิดขึ้นแก่เธอ เมื่อ ปราโมทย์เกิดแล้ว ปีติย่อมเกิดเมื่อปีติเกิดในใจแล้ว นามกาย ก็รำงับ เมื่อนามกายรำงับแล้ว เธอย่อมได้เสวยสุข จิตของ ภิกษุผู้มีสุขย่อมตั้งมั่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้นย่อม จะมีจิตอันพ้นแล้วจากกิเลส ย่อมจะมีอาสวะสิ้นแล้ว ธรรม เป็นที่เกษมจากโยคะที่ยังไม่ได้ไม่ถึงก็ย่อมได้ย่อมถึง ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เป็น เหตุแห่งการหลุดพ้นข้อที่ ๔. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหตุข้ออื่นยังมีอีก คือพระศาสดา ครู อาจารย์ ก็ไม่ได้แสดงธรรม ภิกษุนั้นก็ไม่ได้แสดงธรรม ภิกษุนั้นก็ไม่ได้สาธยายธรรมตามที่เรียนแล้วอย่างไร และ ภิกษุนั้นก็ไม่ได้ตรึกตรอง ซึ่งธรรมตามที่ได้สดับแล้วเรียน แล้วอย่างไรด้วย หากแต่ว่าภิกษุนั้นได้ทำสมาธินิมิตให้เกิด ขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอารมณ์อันเธอถือเอาด้วยดีแล้ว ทำในใจด้วยดีแล้ว ทรงไว้ในใจด้วยดีแล้ว ได้แทงตลอดด้วย ดีแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมาธินิมิตอันใดอันหนึ่งเป็น อารมณ์ที่ภิกษุนั้นถือเอาด้วยดีแล้ว ทำไว้ในใจด้วยดีแล้ว ทรงจำไว้ด้วยดีแล้ว แทงตลอดด้วยดีแล้วด้วยประการใด ๆ เธอนั้นก็เป็นผู้รู้แจ้งประจักษ์ชัด ซึ่งข้ออรรถ ข้อธรรมใน ธรรมนั้นด้วยประการนั้น ๆ ปราโมทย์ย่อมเกิดขึ้นแก่เธอ เมื่อปราโมทย์เกิดแล้ว ปีติย่อมบังเกิด เมื่อปีติมีในใจแล้ว นามกายก็รำงับ เมื่อนามกายรำงับแล้ว เธอย่อมได้เสวยสุข จิตของภิกษุผู้มีความสุขย่อมตั้งมั่น ภิกษุนั้นย่อมจะทำจิต

น.14 ให้หลุดพ้นจากกิเลสย่อมจะทำอาสวะให้สิ้นไป ธรรมเป็นที่ เกษมจากโยคะ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าที่ยังไม่ได้ไม่ถึง ก็ย่อม จะได้จะถึง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เป็น เหตุแห่งความ หลุดพ้นข้อที่ ๕. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหตุทั้งหลาย ๕ ประการนี้แล เป็นเหตุแห่งความหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย อันเป็นเหตุ ที่เมื่อภิกษุผู้ไม่ประมาทแล้ว มีความเพียรเผากิเลส มีตน ส่งไปแล้ว ก็ทำจิตที่ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลส ให้หลุดพ้นได้ ย่อมทำอาสวะที่ยังไม่สิ้นให้สิ้นได้ ธรรมอันเป็นที่เกษมจาก โยคะไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ที่ตนยังไม่ได้ไม่ถึง ก็จะพึงได้พึงถึง โดยแท้แล" ข้อความในพระบาลีมีเพียงเท่านี้ จากพระพุทธภาษิต แห่งพระบาลีนี้ มีใจความสำคัญที่ควรจะกำหนดไว้เป็น ๕ อย่างสั้น ๆ ว่า ภิกษุได้ฟังธรรมที่มีผู้อื่นมาแสดง ก็ทำให้ เห็นอรรถเห็นธรรม จนมีจิตตั้งมั่น บรรลุถึงความหลุดพ้นได้ นี้อย่างหนึ่ง, อย่างที่ ๒ ภิกษุนั้นแสดงธรรมเอง เมื่อแสดงอยู่ ย่อมรู้อรรถรู้ธรรมที่ตนกำลังแสดงนั้น ก็ทำจิตให้หลุดพ้นได้ และข้อที่ ๓ ภิกษุนั้นท่องบ่นสาธยายธรรมที่ตนได้ศึกษามา ก็เกิดความเห็นแจ้งในอรรถและธรรมนั้น ก็สามารถทำให้ จิตหลุดพ้นได้. และข้อที่ ๔ คือภิกษุนั้น ตริตรองธรรมที่ตน ได้ศึกษามาแล้วอย่างไร ก็ทำให้เกิดการหลุดพ้นแก่ภิกษุนั้นได้

น.15 และข้อสุดท้ายก็มีว่า ภิกษุนั้นมีสมาธินิมิต ที่กำหนดอารมณ์ เป็นที่ตั้งแห่งสมาธิอย่างใดอย่างหนึ่ง จนจิตเป็นสมาธิแล้ว ก็สามารถทำให้เกิดการหลุดพ้นแก่ตนได้ เป็น ๕ อย่าง ด้วยกันฉะนี้ ถ้าสรุปให้สั้นกว่านี้ก็จะได้ความว่า ภิกษุจะหลุดพ้นได้ จากกิเลสด้วยเหตุ ๕ อย่างคือ - ตนเองได้ฟังธรรมอย่างหนึ่ง - ตนเองเป็นผู้แสดงธรรมเสียเองนี้อย่างหนึ่ง - ตนเองสาธยายธรรมอยู่นี้ก็อย่างหนึ่ง - ตนเองตริตรองในธรรมอยู่นี้ก็อย่างหนึ่ง - ตนเองทำสมาธิให้เกิดขึ้นแล้วก็หลุดพ้นได้ นี้ อย่างหนึ่ง, รวมเป็น ๕ อย่างด้วยกัน อย่างแรกคือ ฟังธรรม อย่างที่สองคือ แสดงธรรม เสียเอง อย่างที่สามท่องบ่นสาธยายธรรมอยู่ด้วยตนเอง อย่างที่สี่ตริตรองใคร่ครวญธรรมอยู่ด้วยตนเอง อย่างที่ห้า ทำจิตให้เป็นสมาธิ ทั้งห้าอย่างนี้มีผลเหมือนกัน คือทำให้ บรรลุความสิ้นไป แห่งกิเลสได้ด้วยกันทั้งนั้น ข้อที่เข้าใจว่า ท่านทั้งหลายจะไม่เคยได้ยินได้ฟังไม่เข้าใจนั้นก็อยู่ตรงนี้เอง เพราะว่า คนทั่วไปมักจะเข้าใจกันว่า เราจะหลุดพ้นจากกิเลส ได้ ก็ตรงด้วยการปฏิบัติสมาธิวิปัสสนาอย่างเดียว จึงจะเป็น

น.16 ต้นเหตุให้หลุดพ้นจากกิเลสได้. แต่ในที่นี้พระพุทธเจ้าท่านกลับ ตรัสไว้ว่า เหตุที่จะทำให้หลุดพ้นได้นั้น มิใช่มีเพียงเท่านั้น แต่มีอยู่ถึง ๕ ประการด้วยกัน สี่อย่างที่เพิ่มเข้ามานั้น เรา ไม่เคยได้ยินได้ฟัง และเรายังสงสัย และเรายังไม่เชื่อ ว่าจะ เป็นไปได้ถึงอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องที่ควรจะกำหนด จดจำพิจารณากันให้ดี ศึกษากันให้ดี สังเกตดูให้ดีเป็นพิเศษ ซึ่งจะได้วิสัชนาต่อไป. ข้อที่ ๑. ว่าเพราะได้ฟังธรรมจึงหลุดพ้น ข้อที่ ๒. ว่าเพราะแสดงธรรมด้วยตนเองจึงหลุดพ้น ข้อที่ ๓. ว่าสาธยายธรรมอยู่จึงหลุดพ้น ข้อที่ ๔. ว่าตริตรองธรรมอยู่จึงหลุดพ้น ใน ๔ ข้อนี้เป็นของแปลกของใหม่ที่เราต้องสังเกต ต้องเข้าใจกันเสียใหม่ ข้อที่หนึ่งว่าได้ฟังธรรม จิตหลุดพ้นนั้น เข้าใจได้ ไม่ยากนัก เพราะตามธรรมดาเราก็ได้ยินได้ฟังอยู่ทั่ว ๆ ไป แล้วว่ามีบุคคลผู้บรรลุความเป็นพระอรหันต์ในที่นั่งนั้นเอง เช่น ไปเฝ้าพระพุทธเจ้ากำลังฟังคำแนะนำสั่งสอนของ พระองค์อยู่ ก็บรรลุธรรมสูงสุดคือเป็นพระอรหันต์ในที่นั้นเอง นี้ไม่ได้ไปทำสมาธิวิปัสสนาที่ไหน ก็บรรลุธรรมในขณะที่ฟัง นั้นเอง นี้ก็เพราะเหตุที่ว่า มีความประจวบเหมาะในการฟัง นั้น ทำให้เห็นชัดในข้ออรรถ ข้อธรรม หมายความว่ามี ความเข้าใจแจ่มแจ้งลึกซึ้ง ส่งจิตไปตามความเข้าใจนั้นแล้ว

น.17 ถอนความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ตนเคยยึดมั่นถือมั่นเสียได้ ข้อนี้ก็เป็นเพราะว่า ในการฟังธรรมนั้น ทำให้เกิดความเข้าใจ ก่อน และความเข้าใจนั้น ทำให้เกิดปราโมทย์ คือความบันเทิง รื่นเริงในธรรมนั้น ปราโมทย์นั้นทำให้เกิดปีติคือความอิ่มอก อิ่มใจ เมื่อปีติเกิดแล้ว นามกาย คือจิตใจความคิดต่าง ๆ ก็รำงับลง เมื่อนามกายรำงับลงแล้ว ความรู้สึกเป็นสุข ก็เกิดขึ้น ความรู้สึกที่เป็นสุขนั้น ทำจิตให้ตั้งมั่น เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้แจ้งสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริงจนหมดความ ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง. นี้เป็นเรื่องที่ต้องสังเกตดูให้ดี ๆ ว่า ต้องมีการฟังธรรม และมีการเข้าใจในธรรมที่ได้ฟังนั้น อย่างที่เรียกว่ารู้ประจักษ์ชัด ว่ามีเหตุอย่างไร มีผลอย่างไร และเมื่อเข้าใจถึงขนาดนั้นแล้ว จะเกิดความพอใจขึ้นในตน มีความรื่นเริงบันเทิงธรรมแล้ว มีปีติอิ่มเอิบ ทำให้จิตใจและความรู้สึกคิดนึกรำงับแล้ว จึง จะรู้สึกเป็นสุข ต่อเมื่อรู้สึกเป็นสุขชนิดนี้แล้ว จิตจึงจะอยู่ ในลักษณะที่เรียกว่า พร้อมหรือได้ที่ ที่ความเห็นอย่างแจ่มแจ้ง ในสิ่งทั้งปวงจะปรากฏจนเห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตาไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เป็นต้น บางคนคง จะประหลาดใจว่าทำไมจึงเอาความสุขมาไว้ที่ตรงนี้ คือเอา ความสุขมาไว้ตรงก่อนแต่ที่จิตจะตั้งมั่น และเห็นแจ้ง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง นี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ที่จะต้องสังเกตไว้และเข้าใจ. ในการที่เราท่านทั้งหลายฟังธรรม

น.18 นั้นได้เกิดความรู้สึกตามลำดับอย่างนี้หรือไม่ โดยทั่ว ๆ ไป ไม่ได้เกิดความรู้สึกครบถ้วนตามลำดับนี้ เพราะว่าไม่เข้าใจ ประจักษ์ชัดในอรรถและธรรมถึงขนาดนั้น เราเข้าใจบ้าง เหมือนกัน แต่ว่าไม่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งประจักษ์ชัดในอรรถ และธรรม ถึงขนาดที่จะให้เกิดปราโมทย์ปีติ และทำนามกาย ให้รำงับได้. ข้อนี้เป็นเพราะเหตุหลายอย่างหลายประการ เช่นว่า เราฟังธรรมแต่พอเป็นพิธีบ้าง เช่น มานั่งหลับฟังธรรม อย่างนี้ ก็มีอยู่โดยมาก หรือว่าฟังธรรมโดยคิดว่าเอาแต่บุญก็พอ แล้ว อย่างนี้ไม่มีทางที่จะเกิดญาณทัศนะเหมือนอย่างที่ กล่าวไว้ในพระสูตรนี้ คนส่วนมากฟังธรรมเข้าใจก็ไม่เข้าใจ มาก ถึงขนาดที่เกิดญาณทัศนะในลักษณะนี้ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในสมัยปัจจุบันนี้ มีการฟังธรรมกันแต่ตามธรรมเนียม ตามประเพณีหรือที่เรียกได้ว่าฟังละเมอ ๆ เพ้อ ๆ ไปเป็น ส่วนมาก หรือว่าฟังด้วยจิตที่ทะเยอะทะยานด้วยความโลภ อยากจะมีความรู้ไว้มาก ๆ เพื่อเป็นคนรู้มากแล้วก็จะดีจะเด่น หรือจะเอาความรู้นั้นไปเป็นเครื่องมือหาลาภหาสักการะ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าฟังด้วยจิตใจที่เป็นอย่างนี้แล้ว ไม่มีทาง ที่จะเกิดญาณทัศนะในขณะที่ฟังธรรมนั้นจนมีการบรรลุเป็น ลำดับ ๆ ไป ดังที่ได้กล่าวไว้ในพระสูตรนี้ได้. ด้วยเหตุนี้เองหวังว่าเราท่านทั้งหลาย จะได้ปรับปรุง

น.19 ตนเองกันเสียใหม่ ในเรื่องอันเกี่ยวกับการฟังธรรม. ใน พระสูตรนี้มีข้อความปรากฏชัดอยู่แล้วว่า พระศาสดา ครูบา อาจารย์ก็ดี หรือว่า เพื่อนสพรหมจารีด้วยกันอันเป็นที่เคารพ ก็ดี แสดงธรรมอยู่ ภิกษุนั้น ย่อมฟังด้วยดี ไม่ได้ถือว่า เพื่อนสพรหมจารีด้วยกันแสดง แล้วก็ไม่สนใจฟังเท่าที่ พระศาสดาเองจะทรงแสดงหรือครูบาอาจารย์บางคนจะได้ แสดง นี้ก็เพราะว่าไปนึกเรื่องสูง เรื่องต่ำ เรื่องเกียรติ เรื่องภูมิ ของบุคคลผู้แสดง ดังที่เราได้ยินได้เห็นกันอยู่เป็นอันมาก ในการวิพากษ์วิจารณ์ ว่าคนนั้นแสดง คนนี้แสดง แสดงดี แสดงไม่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแสดงธรรมทางวิทยุ กระจายเสียง เป็นต้น มัวแต่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างนี้แล้ว จะมีการฟังด้วยดีอย่างไรเล่า ผู้ที่ฟังด้วยดีนั้น ต้องไม่คำนึง ถึงตัวบุคคลว่าสูง ว่าต่ำ ว่าเก่ง หรือไม่เก่ง อย่างนี้เป็นต้น แต่จะเพ่งเฉพาะสิ่งที่กำลังแสดง ข้อความที่กำลังแสดง อรรถและธรรมที่กำลังแสดงว่าเป็นอย่างไร เมื่อมีผู้เอาอรรถและธรรมมาแสดง ก็ตั้งใจฟัง ย่อม เงี่ยหูฟัง คือ ฟังด้วยใจทั้งหมด จนประจวบเหมาะในข้อที่ แสดงนั้น ตรงกันกับเรื่องที่ตนรู้สึกอยู่ ศึกษาอยู่ ค้นคว้าอยู่ สงสัยอยู่ ให้ข้ออรรถและธรรมนั้นแจ่มกระจ่างออกมา เป็น ความรู้สึกด้วยใจ ไม่ใช่เป็นความเข้าใจ หรือเห็นด้วยตามแนว ของเหตุผล หากแต่ว่าเป็นความรู้สึกที่ลึกกว่านั้น คือรู้สึก ลึกซึ้งอยู่ในจิตใจ จนซึมซาบในใจถึงความจริงข้อนั้น ซึ่งเป็น

น.20 ความจริงที่แท้จริงที่เด็ดขาดที่เฉียบขาด ที่ภิกษุนั้นเห็นอยู่ เข้าใจอยู่รู้สึกอยู่ว่าเป็นความจริงเหลือที่จะประมาณได้ ดังนี้ แล้วก็เรียกว่า เป็นผู้รู้แจ้งประจักษ์ชัด ซึ่งข้ออรรถและข้อ ธรรมแห่งเนื้อความนั้น เมื่อเป็นดังนี้ ย่อมเกิดปราโมทย์ คือความบันเทิงใจ เป็นลักษณะแห่งความพอใจอย่างยิ่งก่อน เมื่อเกิดปราโมทย์ คือความบันเทิงใจอย่างนี้แล้ว ย่อมเป็น ธรรมดาอยู่เอง ที่จะเกิดปีติ ความอิ่มอกอิ่มใจต่อไปอีกชั้นหนึ่ง เมื่อสิ้นอำนาจแห่งปีตินี้แล้ว นามกายก็รำงับ หมายความว่า ความรู้สึกคิดนึกในทางจิตใจของภิกษุนั้นทุกอย่างทุกประการ ย่อมจะรำงับลง มีอาการแห่งจิตที่ไม่มีปัญหา ไม่รู้สึกว่ามี ปัญหา ไม่มีความหวัง ไม่มีความทะเยอทะยาน ไม่มีความ กระหาย แม้แต่อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อนามกายรำงับในลักษณะ นี้แล้ว อาการที่เป็นสุขชนิดใหม่ที่ยังไม่เคยรู้จักมาก่อน ก็ จะเกิดขึ้น เมื่อความสุขชนิดนี้เกิดขึ้นแล้ว ก็มีความรำงับ แห่งจิตถึงขนาดที่เรียกว่าเป็นสมาธิคือตั้งมั่น เป็นสมาหิโต ในลักษณะของความตั้งมั่นเป็นสมาหิโตนี้ ; ย่อมมีความ บริสุทธิ์ ปราศจากการรบกวนของนิวรณ์ด้วย ; ย่อมมีลักษณะ ที่เป็น กัมมนิโย คือแคล่วคล่องว่องไวต่อความรู้แจ้งด้วย ประกอบไปด้วยอาการ ๓ อย่างนี้แล้วก็เรียกว่า "ตั้งมั่น" โดยแท้จริง ทบทวนอีกครั้งหนึ่งก็คือว่า เป็น สมาหิโต ตั้งมั่น เป็น ปริสุทโธ คือบริสุทธิ์ เป็น กัมมนิโย คือไว คล่องแคล่วต่อการ

น.21 ที่จะรู้แจ้ง หรือการงานในทางจิต เมื่ออาการอย่างนี้มีขึ้น แก่จิต หรือว่าคุณสมบัติอย่างนี้มีขึ้นแก่จิตแล้ว ย่อมเกิด อาการที่เรียกว่า ยถาภูตัง ปชานาติ คือย่อมรู้ชัดสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงตามที่เป็นจริง. ความลับในข้อนี้มีอยู่ว่า ถ้าจิตไม่ตั้งมั่นในลักษณะ นี้แล้ว ไม่สามารถที่จะเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็น จริง ทั้ง ๆ ที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ก็มีลักษณะตามที่เป็นจริง แสดงอยู่. ข้อนี้เราจะต้องทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า สิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงย่อมแสดงลักษณะแห่งความจริงของมัน อยู่ด้วยกันทั้งนั้น หากแต่ว่าเราเองต่างหาก ไม่ได้ปรับปรุง จิตใจให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม ที่จะมองเห็นความจริงข้อนั้น จะพูดให้เห็นด้วยตัวอย่างชัดยิ่งขึ้นไปกว่านี้ก็ด้วยอยากจะ พูดว่า ต้นไม้ก็พูดได้ ก้อนหินก็พูดได้ พวกเรานั่งอยู่ที่นี่เต็ม ไปด้วยต้นไม้ เต็มไปด้วยก้อนหินที่มันพูดได้ แต่แล้วเราก็ ไม่ได้ยินเพราะว่าเราหูหนวก หรือตาบอด ไม่เห็นความจริง ที่สิ่งเหล่านี้แสดง และไม่ได้ยินข้อความที่สิ่งเหล่านี้แสดง การที่กล่าวว่าต้นไม้ก็พูดได้ ก้อนหินก็พูดได้ อะไร ๆ ก็พูดได้นี้ หมายความว่า สิ่งเหล่านั้นมันแสดงความจริงอยู่ทุกขณะ คือแสดงความจริงที่ว่า เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาและ แสดงความจริงสรุปว่า ไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่น แต่แล้วเรา ก็ไม่ได้สนใจในสิ่งเหล่านี้เลย เรามานั่งที่นี่ก็เลยไม่ได้ประโยชน์ จากธรรมะที่สิ่งเหล่านี้แสดง แต่ถ้าว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมเป็น

น.22 โยคีเป็นมุนี ที่มีจิตใจที่ตั้งอยู่ในลักษณะที่ละเอียด ที่ประณีต ที่สุขุม ที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติแล้ว ย่อมจะ ได้ยิน คำว่า "ได้ยิน" ในที่นี้เป็นคำอุปมา หมายความว่ามัน เกิดรู้สึกขึ้นมาเหมือนกับว่าเห็นหรือเหมือนกับได้ยิน เมื่อพระพุทธเจ้า ทรงนั่งพิจารณาธรรมอยู่ที่โคน ต้นโพธิ์จนกระทั่งได้รู้แจ้งเห็นจริง นี้เราพูดเป็นอุปมาว่า ได้ยินเสียงของธรรมชาติ ได้ยินเสียงของต้นโพธิ์นั้นเองพูด ให้ฟัง, มีพระศาสดาที่สำคัญ ๆ หลายองค์นั่งฟังจากธรรมชาติ นั่งดูจากธรรมชาติ แล้วก็ได้เห็นและได้ยิน ได้รับความจริง นั้นมาจากธรรมชาติแล้วก็มาสอนคนอื่นได้ มีศาสดาในรุ่น หลัง ๆ หลายคนที่เป็นอย่างนี้ จนเขาสร้างรูปของพระศาสดา องค์นั้น ในลักษณะที่เอามือป้องหูอยู่ เอามือป้องหูคล้าย ๆ กับว่าดักเสียงที่จะลอยมาตามธรรมชาติ แล้วจะได้ยิน. "ได้ยิน" ก็คือเข้าใจรู้แจ้งตามที่เป็นจริง แล้วก็มาสรุปเป็นหัวข้อ สำหรับ สอนคนอื่นเป็นบทเพลง อย่างนี้เรียกว่าอาจารย์ผู้นี้ได้ยิน ต้นไม้พูด ได้ยินก้อนหินพูด ได้ยินเสียงลมพัดพูด ได้ยินอะไร ๆ ต่าง ๆ พูด และได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างแสดงความจริงให้ดู จึงได้รับความจริงจากธรรมชาติ นี่ ความสำคัญมันอยู่ตรงที่ใจของท่านตั้งมั่นอยู่เสมอ คือว่าใจของท่านตั้งมั่นอยู่ในลักษณะที่พร้อมที่จะรับสิ่งเหล่านี้ เสมอ. ก็ตั้งมั่นในลักษณะที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง คือว่าจิต

น.23 แน่วแน่มีอารมณ์เดียว จิตบริสุทธิ์ผุดผ่อง จิตไวต่อความรู้สึก ประกอบอยู่ด้วยลักษณะ ๓ ประการนี้แล้ว เรียกว่าจิตตั้งมั่น พร้อมอยู่เสมอ ที่จะรับเอาความจริงจากทุกสิ่งที่มันแสดง ออกมา เพราะฉะนั้นเมื่อเห็นอะไรเข้าก็เห็นความจริงของ สิ่งนั้น ในลักษณะที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้น หรือ เมื่อได้ฟังอะไรมา ก็แปลความหมายไปในทางที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้อย่างนี้ด้วยกันทั้งนั้น. จิตที่ตั้งมั่นในลักษณะอย่างนี้ มีได้แก่ภิกษุผู้ฟังธรรม และแม้แก่ภิกษุผู้กำลังแสดงธรรมอยู่เอง และแม้แก่ภิกษุที่ กำลังสวดท่องบ่นสาธยายอยู่ และแม้แก่ภิกษุที่ตริตรอง ทบทวนธรรมอยู่ ทำไมจึงต้องแยกออกไปอย่างนี้ ก็เพราะว่า มันมีอาการที่ต่างกัน. เราไม่สังเกตดูให้ดี แม้แต่ในเรื่องการ ฟังธรรม เราก็ยังทำไม่ได้เสียแล้ว แล้วเราจะเป็นผู้แสดงธรรม ได้อย่างไร. สำหรับในเรื่องการฟังธรรมพอจะเห็นได้โดยง่ายว่า ถ้าเข้าใจธรรมก็จะมีปีติปราโมทย์อย่างนี้ได้ และมีจิตตั้งมั่น อย่างนี้ได้และในขณะที่จิตตั้งมั่นนั่นเอง ญาณทัศนะในขั้น สุดท้ายจะเห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ก็ปรากฏ จิตใจก็คลายออกจากการยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวงที่เรียกว่า วิราคะ เมื่อคลายออกแล้วก็เป็นอันว่าหลุดพ้น ยกตัวอย่างเหมือนอย่างว่า ได้ฟังธรรมที่แสดงให้ เห็นชัดว่า กามคุณทั้งหลายมีลักษณะเปรียบเหมือนกับไฟ

น.24 บ้าง เปรียบเหมือนกับงูพิษบ้าง เปรียบเหมือนกับหลุม ถ่านเพลิงบ้าง เปรียบเหมือนกับเขียงรองสับเนื้อบ้าง ดังนี้ เป็นต้นแล้ว ถ้ามีความเข้าใจแจ่มแจ้งประจักษ์ชัดในข้ออรรถ ข้อธรรมนั้นแล้ว สิ่งที่เรียกว่าความเบื่อหน่ายต่อกามคุณนั้น ย่อมจะเกิดขึ้น ที่เรียกว่านิพพิทาญาณ มีความเบื่อหน่ายเกิด ขึ้นแล้ว ก็จะเกิดการวาง ที่เรียกว่า วิราคะ หรือการคลายออก ที่เรียกว่า วิราคะ เมื่อเกิดวิราคะคลายออกแล้ว ก็จะเกิด ความหลุดพ้น ที่เรียกว่า วิมุตติ ในที่นี้ คือหลุดพ้นจากกิเลส และสิ้นอาสวะและได้รับธรรมอันเกษมจากโยคะคือความ ดับทุกข์ ปรากฏชัดอยู่ในขณะนั้น. เมื่อเป็นดังนี้ เราก็จะสรุปใจความได้อีกครั้งหนึ่งว่า ในการฟังธรรมนั้น เมื่อต้องฟังจนเข้าใจว่า สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาอยู่อย่างไรแล้ว แล้วการที่ไปหลงยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตานั้น ก็เท่ากับเป็นการเข้าไปกอดรัดเอากองไฟคือ ความทุกข์เอาไว้นั่นเอง มันจึงสะดุ้งกลัวและถอยหลังออก จากสิ่งนั้นซึ่งเรียกว่า นิพพิทา หรือวิราคะ หรือวิมุตติ ซึ่งมี ความหมายเหมือนกันหมด นิพพิทา คือความเบื่อหน่าย ก็เป็นอาการที่ถอยออก วิราคะ คือการคลาย การคลายความ ยึดถือก็เป็นการถอยออก วิมุตติ คือความหลุดพ้นก็เป็น การถอยออกแล้วอย่างเต็มตัว

น.25 จึงเป็นการเห็นได้ชัดว่า การฟังธรรมที่เข้าใจอย่าง แจ่มแจ้งประจักษ์ชัดนี้ ทำให้เกิดการถอยออกจึงทำให้เกิด การหลุดพ้นขึ้นมาได้ แต่กำลังของจิตที่จะถอยออกนี้ไม่ มากพอ จึงต้องมีปีติและปราโมทย์มีความรำงับและได้เสวยสุข ก่อน จึงจะมีกำลังของจิตมากพอที่จะถอยออก แต่ในขณะนั้น ก็มีความระคนปนกันหมด เจือกันหมด คือความเห็นแจ้ง มีเท่าไหร่ ปีติปราโมทย์ก็มีมากเท่านั้น มีความรำงับมากเท่านั้น จิตก็ตั้งมั่นมากเท่านั้น สมสัดสมส่วนกันพอดี และจิตที่ ตั้งมั่นในขั้นต้น ๆ ก็ทำให้ฟังธรรมนั้นเข้าใจประจักษ์ชัด ยิ่งขึ้นไปอีก ทำให้มีปีติปราโมทย์มากขึ้นไปอีก ทำให้นามกาย รำงับยิ่งขึ้นไปอีก มีความสุขชนิดที่ทำให้จิตตั้งมั่นมากขึ้น ไปอีก ทำงานเจือกัน สัมพันธ์กันอย่างนี้ มากยิ่งขึ้นทุกที ผู้นั้นก็สามารถที่จะหลุดพ้นจากกิเลสได้ ในที่นั่งฟังธรรม นั้นเอง อย่างนี้เรียกว่าวิมุตตายตนะ คือบ่อเกิดแห่งวิมุตติ ข้อที่หนึ่ง. อันเกิดขึ้นมาได้จากการฟังธรรม. วิมุตตายตนะ ข้อที่สอง ซึ่งเกิดขึ้นจากการแสดงธรรม ภิกษุนั้นแสดงธรรมอยู่แท้ ๆ แสดงธรรมให้ผู้อื่นฟังอยู่แท้ ๆ ก็เกิดวิมุตติ คือความหลุดพ้นแก่ตัวเองได้ ข้อนี้ย่อมหมาย ความในชั้นต้นว่า ภิกษุที่ยังไม่หลุดพ้นเป็นพระอรหันต์ แล้วก็แสดงธรรมด้วยเหมือนกันไม่ใช่รอว่าให้เป็นพระอรหันต์ เสียก่อน จึงจะแสดงธรรม ข้อความในสูตรนี้ ยืนยันปรากฏ

น.26 ชัดอยู่ดังนี้. ถ้าภิกษุนั้นแสดงธรรมอยู่ การแสดงนั้นก็แสดงไป ตามที่ตนได้ศึกษาเล่าเรียนมาอย่างไรแล้วก็พยายามแสดง แก่ผู้ฟังด้วยความตั้งอกตั้งใจ จะให้ละเอียดละออให้พิสดาร ให้ถ้วนถี่ให้ลึกซึ้ง ให้แจ่มกระจ่างแก่ผู้ฟัง. เมื่อภิกษุกำลัง พยายามอยู่อย่างนั้น ท่านทั้งหลายลองพิจารณาลองคิดดู ลองทายดูว่าผลจะเกิดขึ้นอย่างไรบ้าง ข้อนี้ผู้ที่เคยเป็นนักเขียน นักขีดนักเขียน ย่อมจะเข้าใจได้ง่าย ผู้ที่เป็นนักเขียนบทความ หรือเขียนเรื่องอะไรที่ลึกซึ้งยาก ๆ ก็ตาม ย่อมรู้ดีว่าก่อน แต่ที่จะเขียนลงไปนั้นต้องคิดต้องนึกเสียก่อนทั้งนั้น บางที เขียนไม่ได้เป็นชั่วโมง ๆ ก็ยังมี ไม่พอใจที่จะเขียนลงไปทั้งที่ ไม่ดีทั้งที่ไม่ชัดละเอียดละออไม่แจ่มแจ้ง ต้องรออยู่กว่าจะ เข้าใจแจ่มแจ้งเสียก่อนจึงจะเขียนลงไป ดังนั้นในขณะที่คิด มาก ๆ เพื่อจะเขียนลงไปนั้นแหละ จิตก็ได้ทำงานไปอีก ส่วนหนึ่ง คือคิดอย่างลึกซึ้ง เพื่อจะให้เกิดการบรรยายโดย พิสดาร ผู้เขียนนั้นเองกลับได้ความรู้อย่างใหม่หรือเรื่องใหม่ หรือข้อใหม่อันใหม่เพิ่มขึ้นอย่างไม่นึกไม่ฝัน จึงได้เขียนไป่ อย่างเป็นตุเป็นตะ ในสิ่งที่ปรากฏออกมาใหม่ ที่ไม่เคยเข้าใจ มาแต่ก่อน ที่เพิ่งจะมาปรากฏในขณะนี้เอง นี้เห็นได้ง่าย เพราะว่าการขีดการเขียนลงในกระดาษนั้นมีเวลามากพอ ที่จะคิดจะนึกได้อย่างละเอียดละออ. ทีนี้ เรามาดูกันถึงการพูด เช่นการแสดงปาฐกถา ผู้แสดงปาฐกถาจะต้องมีความระมัดระวังมาก จะต้องคิดนึก

น.27 มาก จะต้องกระทำไม่ให้มีการผิดพลาดเลย ดังนั้นจิตจึงทำ หน้าที่ ที่ยากลำบากขึ้นมาในขณะนั้น คือเพ่งพิจารณา อย่างจริงจัง ให้เห็นแจ้งชัดเสียก่อนแล้วจึงพูดออกมา เป็น คำพูดทางปาก ไม่ใช่ว่าพูดพล่อย ๆ ไปได้เหมือนกับนกแก้ว นกขุนทองหรือเหมือนกับเราเปิดจานเสียงแล้วมันก็ดังออกมา หรือว่าพูดไปตามความเคยชิน ไม่ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่พูด อย่างนั้นก็หามิได้ แต่ต้องสำรวมสติสัมปชัญญะสำรวมความ จำความรู้ทุกอย่างทุกประการ แล้วพูดออกไปให้ลึกซึ้ง แล้ว เป็นไปในลักษณะที่ให้แทงจิตแทงใจของบุคคลผู้ฟังด้วย เมื่อ กระทำอยู่อย่างนี้ ท่านทั้งหลายลองคำนวณดูเถิดว่า ใน ขณะนั้นจิตจะต้องปักดิ่งแน่วแน่ลึกซึ้งอย่างไร และขุดค้น เอาของที่ไม่เคยปรากฏมาแต่ก่อน ออกมาได้ใหม่ ๆ อีก อย่างไรเท่าไร. ในการแสดงปาฐกถาเป็นอย่างไร ในการแสดง ธรรมะในวัดในวา ในอารามนี้ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ยิ่ง เป็นการแสดงในที่สงบ สงัด แก่บุคคลผู้ตั้งใจฟังอย่างยิ่ง แก่ เพื่อนสพรหมจารี ผู้ตั้งใจฟังอย่างยิ่งแล้ว จิตของภิกษุนั้น ย่อมมีความแหลม มีความคม มีความละเอียดละออลึกซึ้ง มากกว่ากันอีกมาก ไม่เหมือนการแสดงปาฐกถาตามธรรมดา พอให้แล้วแล้วไป หรือแสดงกันแต่ในเรื่องโลก ๆ ตามความถนัด. การแสดงธรรมในพระพุทธศาสนานั้น มีความละเอียด ปราณีต สุขุม อย่างนี้ เพราะฉะนั้น ผลจึงเกิดขึ้นในลักษณะที่ลึกซึ้ง ดังที่ได้กล่าวไว้ในข้อนี้ว่า ภิกษุนั้นแสดงธรรมที่ตนได้สดับ แล้วอย่างไร ได้เรียนแล้วอย่างไรแก่ชนทั้งหลายเหล่าอื่นโดย

น.28 พิสดาร เธอแสดงด้วยประการใด ๆ เธอรู้ประจักษ์ชัดข้ออรรถ ข้อธรรมนั้นด้วยประการนั้น ๆ. นี้เป็นคำพูดที่ฟังได้ง่ายว่า ภิกษุนั้นแหละจะได้รับ สิ่งนั้นก่อนผู้ฟัง หมายความว่าสิ่งใดที่ภิกษุนั้นคิดออกคิดได้ เห็นแจ้งนั้น เธอนั้นเป็นผู้รู้แจ้ง รู้ชัดก่อนผู้ฟัง เพราะว่า มันต้องปรากฏอยู่ในใจของเธอก่อน จึงจะออกมาเป็นคำพูด ผู้ฟังย่อมจะได้รับทีหลัง นี้เป็นเครื่องแสดงอยู่ชัดแล้วว่า ภิกษุ นั้นได้อะไรมากกว่าผู้ฟังมากที่ตรงไหน ? ก็มากที่ตรงข้อที่ว่า ผู้ฟังเพิ่งจะได้ฟังเป็นครั้งแรก ยังคลับคล้ายคลับคลาไม่ค่อย จะเข้าใจด้วยซ้ำไป แต่ในเรื่องเดียวกันนั้นเอง ภิกษุผู้แสดง ธรรมนั้นย่อมรู้แจ้งประจักษ์ชัดอย่างใสแจ๋วเห็นจริงอยู่ใน จิตใจของตนแล้ว เรียกว่าภิกษุนั้นได้รับธรรมะนั้นมากกว่า ที่ผู้ฟังได้รับ ลึกซึ้งกว่าที่ผู้ฟังได้รับและก่อนกว่าที่ผู้ฟังจะ ได้รับ. เมื่อเป็นอย่างนี้ควรจะเข้าใจกันเสียว่า ผู้แสดงธรรม นั่นแหละได้อะไรมากกว่าผู้ฟัง ผู้ฟังได้อะไรน้อยนิดเดียว แต่ ผู้แสดงนั่นแหละกลับได้มากกว่าเพราะต้องคิดนึกมากกว่า ต้องสำรวมมากกว่า ต้องระวังมากกว่า ต้องตั้งสติมากกว่า อะไร ๆ ก็ล้วนแต่ ได้มากกว่าไปเสียทั้งนั้น ฟังดูก็ขำดี ว่าผู้ให้ นั่นแหละได้มากกว่าผู้รับ ถ้าท่านไม่เชื่อก็ลองไปคิดดู. ทีนี้ ถ้าว่าภิกษุนั้นขยันให้-ขยันให้อยู่อย่างนี้ ก็ย่อมได้ รับอะไรมากกว่าผู้รับมากขึ้น ๆ เป็นทวีคูณ หนักเข้า ๆ ก็

น.29 จะเต็มไปด้วยธรรมะที่ตนได้มากยิ่งขึ้นทุกที ผู้แสดงธรรมนั้น กลายเป็นผู้ที่บรรลุธรรมก่อนผู้ฟัง ไปไกลก้าวหน้าไปกว่าผู้ฟัง เป็นเรื่องที่จะมองเห็นได้ เป็นความจริงที่พอจะเข้าใจได้ แม้ อาตมาเอง ก็มีความรู้สึกอย่างนี้ ว่ามีอะไรที่ได้ในขณะที่มี การให้แก่ผู้อื่น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อจะอธิบายเรื่องที่ลึก ๆ ยาก ๆ ให้คนโง่ ๆ ฟัง มันเป็นเรื่องที่ต้องคิดหนักขนาดที่ เกือบจะปวดหัว เมื่อมันคิดหนักขนาดนี้ มันก็ต้องรู้อะไรมาก หรือกว้างออกไปเป็นของตนก่อนเข้าใจเป็นอย่างดีแล้วก็ เอาไปพูดให้คนที่โง่นั้นฟัง แล้วก็พูดกันอย่างไร ๆ มันก็ไม่รู้เรื่อง อยู่นั่นเอง ผู้ฟังนั้นก็ไม่ได้อะไรไป แต่ผู้พูดหรือผู้ให้นี้กลับได้ มากยิ่งขึ้นทุกที ถ้าขืนทำอยู่อย่างนี้บ่อย ๆ ไม่กี่ปี ก็จะเจริญก้าว หน้าในทางธรรมมากพอทีเดียว จนเป็นผู้รู้ธรรมะได้ สามารถ ทำความหลุดพ้นให้แก่ตนได้. ถ้าเข้าใจข้อนี้ ก็จะเข้าใจข้อความในบาลีนี้ ที่กล่าวไว้ ชัดว่า ภิกษุนั้นหลุดพ้นแล้วจากกิเลส เพราะเหตุแห่งการ แสดงธรรม ในขณะที่แสดงธรรมมีการบีบบังคับให้จิตใจของ ตนทำหน้าที่อย่างหนัก ในการนึก การคิด การพิจารณา เห็นแจ้งข้อความที่ตนได้เคยเล่าเรียนมาในขณะนั้น นี้ก็ หมายความว่าภิกษุนั้นก็เคยเล่าเรียนมา ได้ฟังมาแล้วเป็น อันมาก แล้วก็ไม่เข้าใจอยู่นั่นเอง เพิ่งจะมาเข้าใจในเมื่อ ต้องการจะอธิบายให้ผู้อื่นฟัง คือเอาสิ่งที่ได้เล่าเรียนมา นั่นแหละมาขบมาคิดกันใหม่ ในขณะที่ต้องการจะพูดให้

น.30 ผู้อื่นฟัง โดยเฉพาะที่จะพูดให้คนโง่ฟัง ต้องคิดมากต้องนึก มาก ต้องนึกกว้างมากกว่าที่จะพูดให้คนฉลาดฟัง เพราะ ฉะนั้นคนโง่ ๆ นี้ก็มีประโยชน์เหมือนกัน ในการที่จะช่วย ทำให้ใครคนใดคนหนึ่ง ต้องคิดนึกอะไรมาก เช่นเดียวกับ ภิกษุนี้ ที่ต้องการจะแสดงธรรมแก่คนเหล่าอื่นโดยพิสดาร จึงต้องคิดนึกมาก จนตัวเองเป็นผู้รู้ประจักษ์ชัดในข้ออรรถ ข้อธรรมในธรรมนั้น ๆ โดยประการนั้น ๆ จนกระทั่งเกิด ปราโมทย์ เกิดปีติ มีนามกายรำงับแล้วมีความสุข มีจิตตั้งมั่น ในลักษณะที่เป็น สมาหิโต ปริสุทโธ กัมมนิโย ดังที่กล่าวแล้ว ญาณทัศนะก็เกิดขึ้นในสิ่งทั้งปวงว่า ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น มีความเบื่อหน่าย มีความคลายกำหนัด มีความหลุดพ้น จากกิเลส ทำอาสวะให้สิ้นไป ได้บรรลุธรรมที่เกษมจากโยคะ คือไม่มีความทุกข์ ที่ยังไม่เคยได้ไม่เคยถึง ก็มาได้มาถึงด้วย เหตุนี้. เพื่อประโยชน์ที่มากออกไปอยากจะแนะนำท่าน ทั้งหลายว่า การที่ท่านทั้งหลายจะเสียสละกันบ้าง ย่อมจะ เป็นการดี คือเสียสละในการที่จะอธิบายธรรมให้ผู้อื่นฟัง เมื่อถึงวันพระวันอุโบสถมาประชุมกันแล้ว เราก็ทำการ เสียสละเพื่อจะเป็นผู้อธิบายให้ผู้อื่นฟัง เราก็ตั้งจิตคิดนึก อย่างลึกซึ้งสำรวมอย่างลึกซึ้งเพื่อที่จะอธิบายให้เขาฟัง และเมื่อเขาฟังไม่เข้าใจ ก็ยอมให้เขาซักไซ้ โดยไม่ต้องโกรธ เขายิ่งซักไซ้มากขึ้นก็ยิ่งไม่โกรธ แต่พยายามคิดนึกให้ลึกซึ้ง

น.31 ยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อจะตอบคำถามของเขาให้ได้ ถ้าทำอยู่อย่างนี้ ไม่เท่าไร ก็จะมีความแคล่วคล่องว่องไว ในการคิดการนึกใน ข้ออรรถข้อธรรม แล้วก็จะได้รับผลก่อนเพื่อนที่นั่งฟัง หรือ ที่มาซักถามเรา คือเราจะประจักษ์ชัดในข้ออรรถข้อธรรมนั้น ก่อนเขา ได้รับประโยชน์ก่อนเขา และบางทีเขาอาจจะไม่ได้ รับเลยก็ได้ แต่เราก็ได้รับถึงที่สุดแล้ว ดังนั้นขอให้ทุกคนรู้จักเสียสละในการที่จะคิดนึก เพื่อ อธิบายให้เพื่อนกันฟัง ซึ่งก็เป็นการแสดงธรรมอยู่แบบหนึ่ง ด้วยเหมือนกัน แสดงให้ละเอียดละออโดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย พยายามอธิบายให้ละเอียดละออ โดยไม่มีการโกรธแค้น ขุ่นเคืองในเมื่อมีผู้มาซักถาม เดี๋ยวนี้เราทำกันอย่างนี้หรือไม่ ดูเหมือนจะไม่ได้ทำกันอย่างนี้เลย พอถูกใครซักถามเข้าหน่อย ก็โกรธเสียแล้ว เมื่อโกรธเกิดแล้วก็เป็นความมืดมิดยิ่งกว่า ความมืดใด ๆ เมื่อเกิดความมืดเสียแล้วจะมีความแจ่มแจ้ง ในข้ออรรถข้อธรรมไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องไม่โกรธ ทีนี้อีกทีหนึ่งก็ขี้เกียจ ขี้เกียจที่จะพูดด้วย ไม่อยาก จะพูดด้วย ก็มีความเห็นแก่ตัวมากเกินไป ไม่คิดจะช่วยผู้อื่น เสียเลย ความขี้เกียจนี้ก็เป็นอุปสรรคที่จะทำให้ผู้นั้นไม่เจริญ ไม่ก้าวหน้าในทางธรรม เราควรจะขยันในการที่จะเสียสละ หรือช่วยผู้อื่น ยอมเสียสละ ไม่มีความเบื่อหน่ายแม้จะถูก รบกวนมากมายอย่างไร ข้อนี้มันเป็นกำไรแก่บุคคลผู้นั้นเอง

น.32 เพราะว่ายิ่งต้องถูกซักไซ้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นความฉลาด แก่ผู้ถูกซักไซ้นั้นเองมากเท่านั้น ธรรมชาติสร้างให้เรามี ปัญญา มีความสามารถพอที่จะทำอย่างนั้นได้ แต่เราไม่ยอมรับ เรามาทำลายความฉลาดนั้นเสีย คือทำตัวเราให้โง่ลงไปอีก เพราะไม่ยอมให้ถูกซักไซ้ไล่เลียง ไม่พยายามที่จะตอบคำถาม ที่ควรจะตอบ อย่างนี้เป็นต้น. จึงหวังว่าภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา จะได้เอา ความข้อนี้ไปคิดกันเสียใหม่ แล้วอย่าเห็นแก่ตัวมากถึงขนาดที่ จะไม่ยอมสนใจ ในการที่จะตอบคำถามอย่างจู้จี้พิรี้พิไรของ บุคคลอื่นเลย จงถือเสียว่า การจู้จี้พิรี้พิไรของคนอื่นนั้น มันเป็นลาภแก่เรา เป็นการ "ได้" ที่ดีแก่เรามันเหมือนกับ การสอบไล่เราในชั้นต้นก่อนว่าเป็นคนขี้เกียจหรือไม่ขี้เกียจ เป็นคนขี้โกรธ หรือไม่ขี้โกรธ เมื่อเราไม่ขี้เกียจ ไม่ขี้โกรธ เรา ก็สอบต่อไปว่า เรามีความรู้พอสมควรแก่อัตภาพหรือหาไม่ ถ้าเราไม่ตอบคำถาม หรือตอบคำถามตามธรรมดาไม่ได้ ก็เรียกว่า เรายังไม่มีความรู้ที่สมควรแก่อัตภาพ เราจะต้อง พยายามให้รู้ให้เข้าใจให้พอสมควรแก่อัตภาพเสียก่อน ให้ เป็นต้นทุนสำหรับจะก้าวหน้าต่อไปในธรรมที่สูงขึ้นไป. เพราะฉะนั้นขอให้ยินดีในการที่จะตอบคำถามของ ผู้อื่น แม้จะไม่ตั้งตัวเป็นผู้แสดงธรรมขึ้นธรรมาสน์เทศน์ ก็จงแสดงธรรมด้วยการตอบคำถามของผู้อื่นเถิด พยายาม

น.33 ตอบคำถามให้ดีที่สุด แม้แต่ของลูกของหลานตัวเล็ก ๆ ที่จะมาจู้จี้พิรี้พิไรถามอย่างใดก็ตาม ก็จงพยายามคิดนึก เพื่อตอบให้ดีที่สุดเถิด จะเป็นเหตุให้ได้รับอานิสงส์แห่ง วิมุตตายตนะข้อที่สองนี้ โดยไม่ต้องสงสัยเลย ไม่ต้องขึ้น ธรรมาสน์แสดงธรรมเหมือนภิกษุก็ได้รับผลอย่างเดียวกัน ให้ตั้งอกตั้งใจตอบคำถามให้ดีที่สุด แล้วความแจ่มแจ้งสว่างไสว จะเกิดแก่เราก่อน แล้วจะเกิดปราโมทย์และปีติ ทำจิตให้ระงับ ตั้งมั่นพร้อมที่จะเกิดญาณทัศนะในอันดับสูงยิ่งขึ้นไป จน เกิดความหลุดพ้นจากกิเลสได้ นี้เรียกว่า วิมุตตายตนะคือ บ่อเกิดแห่งวิมุตติ ข้อที่สอง อันเกิดมาจากการแสดงธรรม ต่างกันกับข้อที่หนึ่งที่เกิดมาจากการฟังธรรม. เอามาเปรียบกันดูก็จะน่าอัศจรรย์ในข้อที่ว่า การ ฟังธรรมก็ทำให้หลุดพ้นได้ การแสดงธรรมก็ทำให้หลุดพ้นได้ ผู้ให้ธรรมก็หลุดพ้นได้ ผู้รับธรรมก็หลุดพ้นได้ มันมีวิธีมากมาย อยู่ถึงขนาดนี้แล้ว ทำไมเราจึงไม่ได้รับประโยชน์อะไรจาก ช่องทางหรือโอกาสที่มีอยู่มากมายถึงขนาดนั้น. ทีนี้ลองพิจารณากันดูต่อไปถึงวิมุตตายตนะ ข้อที่ สามคือ ความหลุดพ้นที่เกิดมาจากการสาธยายธรรม ท่องบ่น ธรรม. ข้อแรกที่เราจะต้องพิจารณาดูให้ดี คือการท่องบ่น

น.34 ` วิมุตตายตนกถา ๓๓ ชนิดไหนเล่า ที่จะทำให้เกิดความหลุดพ้นแก่บุคคลผู้ท่องบ่น การท่องบ่นเหมือนการสวดมนต์เมื่อตะกี้นี้ที่สวดกันดังลั่น ไปหมดนี้ จะเรียกว่าเป็นการสาธยายท่องบ่นที่เป็นวิมุตตายตนะ ข้อที่สามได้หรือไม่ ถ้าได้ทำไม่ไม่ทำให้คนที่ท่องบ่นสาธยายนี้ มีความหลุดพ้นจากกิเลสเหมือนที่กล่าวไว้ในสูตรนี้เล่า, ถ้า อยากจะเข้าใจข้อความนี้ ก็ขอให้ท่านทั้งหลายทบทวนดูถึง เรื่องที่เคยชี้แจงอธิบายมามากมายหลายครั้งหลายหนแล้ว ว่าสวดมนต์แปลนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับให้ท่องสวดอย่างนกแก้ว นกขุนทองหรือท่องเฉย ๆ ทีแรกเราสวดบาลียิ่งไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวนี้เรามีคำแปลด้วย ก็พอจะรู้เรื่อง แต่แล้วก็ดูเหมือน จะไม่รู้เรื่องอยู่อีกนั่นเอง เพราะว่าไปท่องเสียอย่างเดียวกับ ท่องบาลี. เมื่อเราสวดไม่แปลเราสวดอย่างไร เมื่อสวดแปล เราก็ยังสวดอย่างนั้น หรือสวดอย่างละเมอเพ้อ ๆไป เพราะ ปากว่าไปได้ด้วยความเคยชิน มีความรู้สึกครึ่งหลับครึ่งตื่น ก็ยังสวดมนต์แปลนี้ไปได้ เพราะว่ามีความเคยชิน. เพราะเหตุฉะนั้น จึงกล่าวว่าแม้จะมีการสวดแปล แล้วก็ยังเหมือนกับที่สวดไม่แปลอยู่นั่นเอง คือสวดไปตาม ความเคยชิน เพราะเหตุฉะนั้น จึงได้แนะให้ว่าอย่าสวด อย่างนั้น ให้หัดสวดด้วยการสวดคำแปลได้แล้ว ให้รู้ความ หมายของคำแปลให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป จนกระทั่งว่าเป็นการ แสดงธรรมให้แก่ตัวเองฟัง เมื่อเราสวดออกไปอย่างไรก็ให้ เหมือนกับการแสดงธรรมให้ตัวเองฟัง ให้เรื่องที่เคยลึกซึ้ง

น.35 อยู่นั้นค่อย ๆ ตื้นเข้า ๆ เพื่อให้รู้ความหมายของคำที่สวด นั้นเช่นเราจะสวดว่า คนพวกหนึ่งข้ามฟากโน้นไปไม่ได้ มัว แต่วิ่งเลาะอยู่ตามฝั่งนี้และมีอยู่มาก นี้ก็ให้รู้ว่าเราอยู่ในพวกนั้น หรือเปล่า ถ้าเราอยู่ในพวกนั้นก็ควรจะสะดุ้ง แล้วก็จะมี การเปลี่ยนแปลงในทางจิตใจ เพื่อจะเป็นผู้ข้ามฟากไปยัง ฟากโน้นกับเขาได้บ้าง หรือเมื่อเราสวดเรื่องบทอนิจจังทุกขัง อนัตตา เราต้องสะดุ้ง เมื่อได้สวดคำว่าอนิจจัง หรือทุกขัง หรืออนัตตา เพราะเราสวดด้วยสติสัมปชัญญะในความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาของสิ่งต่าง ๆ นั่นเอง อย่างนี้เรียกว่า เราสวดด้วยใจ ไม่ใช่สวดด้วยปาก. เมื่อเราสวดด้วยใจอย่างนี้จนถึงที่สุดแล้ว เราก็เลื่อนไป สวดด้วยความรู้สึกลึกไปกว่านั้น คือความรู้สึกจริงๆ ที่เรา อบรมอยู่เสมอ ให้เกิดความรู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้ มันเลย ความเข้าใจไปเป็นความรู้สึก จนกระทั่งเป็นปัญญาที่แท้จริง คือรู้แจ้งชัดในข้ออรรถข้อธรรม ด้วยความรู้สึกจริงๆ ไม่ใช่ รู้สึกด้วยความคิดความนึกหรือเหตุผล แต่รู้สึกว่ามองเห็นชัด จริง ๆ ว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ โดยไม่ต้องอาศัยเหตุผล ก็มี ความรู้สึกอย่างแจ่มแจ้งได้ ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว การสวดมนต์ นั้นเอง การสาธยายท่องบ่นข้อความนั้นเอง จะทำให้เกิด วิมุตตายตนะ ข้อนี้ได้ แต่ว่าผู้นั้นจะต้องฝึกฝนเป็นอย่างมาก ฝึกฝนแล้วฝึกฝนอีก ที่จะให้การสวดมนต์ของตนลึกซึ้ง ยิ่งขึ้นเสมอไป ไม่ใช่สวดพอให้นอนหลับสบาย คือสวดให้

น.36 เกิดอาการง่วงนอนแล้วจะได้นอนหลับสบาย ไม่ใช่สวด สวดมนต์แก้นอนไม่หลับ อย่างนี้มันเป็นเครื่องจักรชนิดหนึ่ง ไม่อยู่ในวิมุตตายตนะ ข้อนี้เลย จะต้องไม่สวดแต่ปากจะต้อง สวดด้วยจิตใจ และไม่สวดแต่ด้วยจิตใจ จะต้องสวดด้วย สติปัญญา ที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น ฝึกอยู่อย่างนี้แล้ว การสวดมนต์ นั้นก็คือการทำวิปัสสนาชนิดหนึ่งนั่นเอง ไม่ใช่การสวด ๆ ท่อง ๆ บ่น ๆ ไปด้วยปากด้วยลิ้นตามความเคยชิน เหมือน ที่สวด ๆ กันอยู่. นี้คือ ข้อที่แนะให้สังเกตดูกันเสียใหม่ ให้พยายาม กันเสียใหม่ ที่ว่าการสวดมนต์ของเรานี้ จะต้องดีขึ้นทุกเดือน ทุกปี ทุก ๆ ปี คือให้สวดมนต์สติปัญญา ด้วยความรู้สึกมาก ยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกปี จึงจะได้รับอานิสงส์ที่เป็นวิมุตตายตนะข้อนี้ เดี๋ยวนี้เราสวดอย่างถอยหลังเข้าคลอง เหมือนที่ได้กล่าวมา แล้วข้างต้นว่า พอจำได้แม่นยำแล้ว สวดอย่างละเมอ ๆ ครึ่งหลับครึ่งตื่นก็สวดกันไปได้อยู่นั่นเอง ยิ่งทำอย่างนี้มากขึ้น เท่าไร ก็จะยิ่งเป็นการถอยหลังเข้าคลองมากขึ้นเท่านั้น. ขอให้สังเกตดูให้ดี และให้จับความจริงข้อนี้ให้ได้ ว่า สวดมนต์บทที่เข้ามาใหม่ ๆ นั้น เราระมัดระวังมาก รู้เนื้อ ความของบทสวดมนต์บทนั้นมาก แต่พอเราจำได้เคยชินปาก แล้วมันก็เลือนไป กลายเป็นว่าแต่ปากอย่างนกแก้วนกขุนทอง ไปเสียแล้ว หาได้จับอกจับใจในเนื้อความแห่งมนต์นั้นเหมือนกับ

น.37 ที่เราแรกรับเอามาเรียนใหม่ ๆ ไม่ ขอให้ทุกคนสังเกตดูเถิดว่า สวดมนต์บทใหม่ ๆ แปลก ๆ ที่เราเพิ่งจะได้รับมานั้น มัน ทำความอิ่มอกอิ่มใจให้แก่เราในข้อความนั้นอยู่พักหนึ่งทีเดียว อาจจะเป็นเวลาหลายเดือนก็ได้แต่แล้วพอความเคยชินเกิดขึ้น สวดได้คล่องโดยไม่ต้องระมัดระวังในเรื่องความหมายแล้ว มันก็เลือนไป จางหายไป เงียบไป เหลืออยู่แต่เสียงที่ปากว่าไป ได้ด้วยความเคยชิน. นี้เป็นกันหรือไม่ และเป็นกันมากน้อยเท่าไร ขอให้ ทุกคนสังเกตดูตนเองให้มาก เพื่อจะได้นำมาปรับปรุงการ สาธยายท่องบ่น สวดมนต์ทำวัตรของตนให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ให้ ถูกตามเรื่องตามราวยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนกระทั่งได้รับอานิสงส์ ที่เป็นวิมุตตายตนะข้อที่สามนี้ ให้ได้ด้วยกันทุกคนจะมีโอกาส หลุดพ้นจากกิเลส แม้ด้วยลำพังการสวดมนต์อย่างที่พระ- พุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในสูตรนี้ก็ได้. ฟังดูให้ดี ๆ ว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า แม้แต่ การสาธยายท่องบ่นนี้ก็ยังเป็นชนวนเป็นต้นเหตุให้เกิดความ หลุดพ้นจากกิเลสของจิตได้ เราควรจะได้รับประโยชน์ข้อนี้ กันโดยเร็ว เพราะว่ามันอยู่ในวิสัยที่เราจะทำได้ อย่าได้ไปคิดว่า ต้องไปนั่งวิปัสสนาในป่าในดงอย่างนั้นอย่างนี้จึงจะหลุดพ้นได้ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้เองว่า แม้แต่การสาธยายท่องบ่น ธรรมะที่ตนได้เรียนแล้วสดับแล้วอย่างไร ก็ยังทำให้เกิดการ

น.38 หลุดพ้นจากกิเลสแก่จิตใจได้ ขออย่างเดียวแต่อย่าสวดอย่าง นกแก้วนกขุนทอง โดยลักษณะดังที่กล่าวมาแล้วนั้น. ให้ พยายามอบรมบ่มนิสัย สร้างจิตใจที่มีสมรรถภาพที่จะรู้สึก ต่อความหมายของธรรมที่ตนกำลังสวดอยู่นั้นยิ่ง ๆ ขึ้นไป ก็จะเกิดอาการที่เรียกว่าภิกษุนั้นสาธยายธรรมที่ตนสดับ แล้วได้เรียนแล้วอย่างไร โดยพิสดารด้วยประการใด ๆ ภิกษุ นั้นเป็นผู้รู้แจ้งประจักษ์ชัดข้ออรรถ ข้อธรรมที่ตนกำลัง สาธยายนั้น โดยประการนั้น เมื่อเป็นดังนี้ ปราโมทย์ก็เกิด ปีติก็เกิด นามกายก็รำงับได้เสวยสุข แล้วทำจิตให้พร้อมอยู่ ในการที่จะเกิดญาณทัศนะ เพื่อเกิดวิราคะ วิมุตติตามลำดับไป. หนทางที่จะหลุดพ้นได้เพิ่มขึ้นอีกข้อหนึ่งเป็นสามข้อ ว่าการฟังผู้อื่นพูดก็ดี การพูดให้ผู้อื่นฟังก็ดี และการท่องบ่น มนตราที่ได้เรียนไว้ก็ดี ทั้ง ๓ อย่างนี้แต่ละอย่าง ๆ ก็เป็น หนทางที่จะให้เกิดความหลุดพ้นจากกิเลสได้ หมายความว่า แม้จะไม่มีสติปัญญามากมายขนาดจะนับเมล็ดทรายใน มหาสมุทรได้ เราก็ยังอาจที่จะหลุดพ้นจากกิเลสได้ เพราะ การสาธยายท่องบ่นที่ถูกวิธีดังที่กล่าวมานี้. ทีนี้ถัดไปข้อที่สี่ ภิกษุตริตรองพิจารณาธรรมที่ได้ สดับแล้วได้เรียนแล้วอย่างไร นี้ไม่เกี่ยวกับการพูดให้ผู้อื่นฟัง หรือฟังผู้อื่นพูด หรือท่องบ่นอีกแล้ว แต่หมายถึงการเจาะจง พินิจพิจารณาธรรม ที่เราได้เคยได้ยินได้ฟังแล้วอย่างละเอียด

น.39 อย่างลึกซึ้ง อย่างพิสดาร นี้คือข้อแนะทั่ว ๆ ไป คำสั่งสอน ทั่ว ๆ ไป ที่เราได้ยินได้ฟังอยู่ จะไม่อธิบายอะไรให้มากไปกว่านี้อีก เพราะเป็นเรื่องที่ได้ยินได้ฟังซ้ำ ๆ ซาก ๆ ว่าให้หมั่นพินิจ พิจารณาธรรมะที่ตนได้อ่านได้ฟัง ได้ศึกษาได้เล่าเรียนให้ จริงจังก็จะเกิดความรู้แจ้งเห็นจริงได้ ดูแล้วมันยากไปกว่า ข้อที่หนึ่ง ข้อที่สอง ข้อที่สาม คือฟังผู้อื่นพูดคือพูดให้ผู้อื่นฟัง หรือสวดร้องท่องบ่นธรรมะนั้น ๆ อยู่ ทีนี้ก็มาถึงข้อที่ห้า ที่ว่าทำจิตให้เป็นสมาธิ ถือเอา ธรรมะข้อใดข้อหนึ่ง มาเป็นนิมิตแห่งสมาธิ จะใช้วัตถุภายนอก หรือใช้อาการภายใน เช่นลมหายใจเป็นต้น ทำจิตให้เป็น สมาธิ ด้วยการเพ่งอารมณ์นั้น ให้เป็นอารมณ์ที่ถือเอาด้วยดี ให้มีการแทงตลอดอารมณ์นั้นจริง ๆ คือว่าจะเพ่งในลักษณะ ที่ให้จิตสงบเป็นสมาธิ แล้วเพ่งหาความจริงในสิ่งนั้นอีกต่อหนึ่ง จนกระทั่งเกิดปีติปราโมทย์ เกิดความรำงับในทางนามกาย มีจิตประกอบด้วยลักษณะ ๓ ประการ ที่พร้อมที่จะบรรลุ ญาณทัศนะ นี้ก็เป็นการเจริญสมถะและวิปัสสนาโดยตรง. สรุปความแล้วก็กล่าวได้ว่า ในโอกาส ๕ ประการนี้ มีความลดหลั่นกันตามลำดับ ข้อแรกดูจะเป็นของธรรมดา มากหรือง่ายที่สุด คือการฟังเขาพูด ข้อที่สอง เราพูดให้เขาฟัง ข้อที่สาม ก็ท่องบ่นอยู่ด้วยความรู้สึกในความหมายของสิ่งที่ ท่องบ่น ส่วนข้อที่สี่นั้น เพ่งพิจารณาธรรมะนั้น ๆ อย่าง

น.40 ละเอียดละออ ส่วนข้อที่ห้านั้น ให้ถือเอาเป็นอารมณ์หรือ เป็นนิมิตสำหรับให้เกิดสมาธิเสียก่อน แล้วจึงพิจารณาด้วย ปัญญาในลักษณะที่เป็นวิปัสสนาโดยตรง รวมเป็นห้าข้อ ด้วยกัน แต่ละข้อ ๆ เป็นเหตุให้หลุดพ้นจากกิเลสโดยเสมอกัน ดังพระบาลีที่ได้ตรัสไว้เช่นนี้. ประโยชน์แห่งพระสูตรนี้ ที่เห็นว่ามีอยู่อย่างมากมาย นั้น ก็คือการที่แสดงให้เห็นได้ว่า แม้เราจะไม่สามารถทำ สมถะและวิปัสสนาที่ลึกซึ้งยุ่งยากลำบาก เราก็ยังสามารถ จะหลุดพ้นจากกิเลสได้ ด้วยการพิจารณาไตร่ตรองในธรรมะ ที่เราได้ยินได้ฟัง ถ้าเราไม่สามารถจะพิจารณาไตร่ตรองธรรมะ นั้นได้ เราก็ยังมีโอกาสที่จะท่องบ่นธรรมะนั้นด้วยสติสัมปชัญญะ ด้วยจิตใจที่คอยจดจ่ออยู่ที่ความหมายของสิ่งที่เราท่องบ่น ถ้าเรายังทำอย่างนั้นไม่ได้อีก เราก็พยายามที่จะพูดให้ผู้อื่นฟัง ด้วยความตั้งอกตั้งใจอย่างละเอียดละออ ถ้าเรายังทำอย่างนั้น ไม่ได้อีก เราก็จงฟังผู้อื่นพูดด้วยความตั้งอกตั้งใจอย่างระมัด ระวังให้ดีที่สุด เราก็ยังมีทางที่จะหลุดพ้นได้ อย่างนี้เรียกว่า โอกาสมีให้เลือกถึง ๕ ประการแล้ว และก็มีอย่างง่าย ๆ รวมอยู่ ด้วยถึง ๓ อย่าง ถ้าหากว่าเราไม่สามารถจะถือเอาอย่างใด อย่างหนึ่งในห้าอย่างนี้ได้แล้ว ก็เรียกว่าเป็นผู้อาภัพ เป็นผู้ที่ ไม่สมควรที่จะหลุดพ้นเสียแล้ว เป็นคนอาภัพไม่สมควรที่จะ หลุดพ้นจากกิเลสเสียแล้วเป็นแน่นอน ใครจะยอมตนเป็น คนอาภัพถึงขนาดนั้นบ้าง ก็ลองพิจารณาดูเองเถิด เกิดมา

น.41 หนึ่งก็อย่าให้เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธ- ศาสนาเลย อย่าให้ต้องอาภัพถึงขนาดนั้นเลย เพราะหนทาง มีให้เลือกถึง ๕ ประการ แล้วก็มีอย่างง่ายที่สุดให้เลือกด้วย. หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้ถือเอาประโยชน์จากพระบาลี วิมุตตายตน สูตรนี้ให้ได้ด้วยกันทุกคน ในลักษณะที่เหมาะสม จะเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นของที่เหมาะสำหรับตนก็ได้ หรือว่าจะถือเอาโอกาสทั้งห้าโอกาสนั้นฝึกฝนสลับกันไป อย่างนั้นอย่างนี้อย่างโน้นโดยสมควรแก่โอกาสและสมัย อย่างนี้ก็ยังทำได้ เรียกว่าเรายังมีโอกาสที่จะบรรลุธรรมะ ได้มากมายเหลือเกิน มีให้เลือกมากเหลือเกิน แต่เราก็เหลวไหล เสียเอง ขี้เกียจเสียเอง ไม่เอาใจใส่เสียเอง เอาแต่เรื่องง่าย ๆ อย่างขี้เกียจ คือฟังก็ฟังไปแล้ว ๆ ไป ถึงทีจะพูดให้ผู้อื่นฟัง บ้างก็ขี้เกียจเสียแล้ว ถึงคราวที่จะสวดร้องท่องบ่นก็สวดร้อง อย่างนกแก้วนกขุนทอง พอถึงคราวที่จะตริตรองธรรมะ อันลึกซึ้งบ้างก็ปล่อยให้ง่วงนอนเสีย พอถึงคราวที่จะทำ สมถวิปัสสนาบ้าง ก็ว่ายุ่งยากเกินไป มีเรื่องที่จะต้องทำ ลำบากมาก ไม่อยู่ในวิสัยที่จะทำได้ มันก็หมดกัน ไม่มีอะไร เหลือสำหรับบุคคลผู้นั้น ที่จะเอาตัวรอดได้. ทีนี้มาตั้งใจเสียใหม่ พยายามฟังผู้อื่นพูดให้ดี ๆ พยายามพูดให้ผู้อื่นฟังบ้างให้ดี ๆ สวดร้องท่องบ่นอยู่เป็น ประจำให้ดี ๆ พิจารณาไตร่ตรองธรรมะตามโอกาสที่เรามี

น.42 ความโปร่งอกโปร่งใจสบายดี แล้วก็ถือโอกาสทำสมาธิวิปัสสนา เท่าที่เราจะทำได้ เรียกว่าเป็นผู้ขยันขันแข็งอยู่ทุก ๆ วิถีทาง นี้เรียกว่าเป็นการเจริญภาวนา คืออบรมบ่มตัวเองให้เจริญ ก้าวหน้าไป ตามทางธรรมะแห่งพระพุทธศาสนา ได้รับ ประโยชน์โดยสมควรแก่การประพฤติปฏิบัติโดยแน่นอน เพราะว่าธรรมะนั้นเป็น อกาลิโก ไม่จำกัดกาลเวลา และอยู่ ในคลองแห่งเหตุผล ประพฤติได้เท่าไหร่ก็มีผลเท่านั้น มีผล แน่นอนด้วย ไม่จำกัดเวลาด้วย คนจึงได้รับประโยชน์จาก ธรรมะกันมาแล้วมากมาย จนกลายเป็นอริยบุคคลในพระพุทธ- ศาสนา. หวังว่าท่านทั้งหลายทุกคนที่มีความสนใจในเรื่องของ พระอรหันต์ อันมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน จะได้ สนใจในเรื่องวิมุตตายตนะ คือบ่อเกิดแห่งวิมุตตินี้กันให้มาก เพื่อจะได้ทำให้เราเดินตามพระอรหันต์ได้ง่ายขึ้น ปฏิบัติตาม พระอรหันต์ได้ง่ายขึ้น เหมือนที่เราปัจจเวกขณ์อุโบสถอยู่ ทุกวันว่า มีการทำตามพระอรหันต์อย่างนั้นอย่างนี้ อย่าง สุดความสามารถของเรา และวันนี้ก็เป็นวันที่ระลึกแก่พระ- อรหันต์ที่ประชุมกัน ๑๒๕๐ องค์ ประกาศหลักของการ ประพฤติปฏิบัติที่จะทำให้หลุดพ้น คือความไม่ยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง. ถ้าเรามีความสนใจในความหลุดพ้น ต้องการจะทำให้

น.43 ได้โดยเร็ว โดยสะดวกยิ่งขึ้น ก็จงสนใจในบ่อเกิดแห่งวิมุตติ ทั้ง ๕ ประการนี้ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วการปฏิบัติ เพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่นของเรา ก็จะเจริญงอกงามก้าวหน้า ลุล่วงไปโดยเร็ว สมตามที่เรามาประชุมกันเพื่อเป็นที่ระลึกถึง พระอรหันต์ เพื่อเป็นการบูชาแก่พระอรหันต์ และเพื่อเป็น การเดินตามรอยของพระอรหันต์อันมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นประมุข เป็นประธาน ตั้งอยู่ในฐานะเป็นที่พึ่งของโลก จนตลอดกัลปาวสาน. ตลอดเวลาที่ยังมีธรรมะของพระอรหันต์อยู่ในโลกนี้ โลกนี้ก็จะยังเป็นโลกที่น่าดู คือมีความงดงามในการที่เอา ชนะกิเลสได้ ทั้งอย่างหยาบ อย่างกลาง และอย่างละเอียด ทั้งเบื้องต่ำ ทั้งท่ามกลาง และทั้งเบื้องสูง. สมตามที่พระ- พุทธองค์ได้ตรัสธรรมะไว้เผื่อเลือก ทั้งเบื้องต่ำ ทั้งท่ามกลาง และเบื้องสูง ดังที่เราได้ทราบกันดีอยู่แล้วทุก ๆ คน ขอให้สนใจ ที่จะถือเอาประโยชน์ตนให้ได้โดยเร็วที่สุด และช่วยกันสืบอายุพระศาสนา ให้ตั้งอยู่เพื่อประโยชน์แก่ คนทั้งหลาย และแก่ชนทั้งหลายอันจะมีมาในกาลข้างหน้า เมื่อทำได้อย่างนี้แล้วก็เรียกว่า เราได้ทำได้ดีที่สุดแล้ว ในสิ่ง อันเป็นหน้าที่ หรือเป็นความรับผิดชอบของพุทธบริษัทเรา เป็นผู้มีความเจริญงอกงาม ก้าวหน้าในทางแห่งพระศาสนา ของสมเด็จพระบรมศาสดา โดยสมควรแก่การกระทำของตน ๆ

น.44 ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้ เป็นอยู่ ด้วยจิตว่าง จงทำงาน ทุกชนิด ด้วยจิตว่าง ยกผลงาน ให้ความว่าง ทุกอย่างสิ้น กินอาหาร ของความว่าง อย่างพระกิน ตายเสร็จสิ้น แล้วในตัว แต่หัวที ท่านผู้ใด ว่างได้ ดังว่ามา ไม่มีท่า ทุกข์ทน หม่นหมองศรี "ศิลปะ" ในชีวิต ชนิดนี้ เป็น "เคล็ด" ที่ ใครคิดได้ สบายเอย ฯ พุทธทาส อินทปัญโญ

น.45 อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ. มิใยใคร จะพึ่ง ซึ่งพระเจ้า แต่พวกเรา ชาวพุทธ ศาสนา ผู้เชื่อฟัง โอวาท พระศาสดา พึ่งธรรมา คือพึ่ง ซึ่งตัวเอง; ประกอบกรรม นำมา ซึ่งโภคผล ตั้งแต่ต้น จนปลาย ได้เหมาะเหม็ง ทั้งทางโลก ทางธรรม ก็ยำเกรง ถือเลบง สร้างตัว อยู่ทั่วกัน. อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ, แปล ว่า "ตัว พึ่ง ตัว" แน่, ถ้าบิดผัน เป็นอื่นไป วนเวียน พาเหียร ครัน พึ่งเขานั้น ไม่ "หนึ่ง" เหมือนพึ่งตัว ฯ พุทธทาส อินทปัญโญ

น.46 การพึ่งผู้อื่น. อันพึ่งท่าน พึ่งได้ แต่บางสิ่ง เช่นพึ่งพิง ผ่านเกล้า เจ้าอยู่หัว หรือพึ่งแรง คนใช้ จนควายวัว ใช่จะพ้น พึ่งตัว ไปเมื่อไร. ต้องทำดี จึงเกิดมี ที่ให้พึ่ง ไม่มีดี นิดหนึ่ง พึ่งเขาไฉน ? ทำดีไป พึ่งตัว ของตัวไป แล้วจะได้ ที่พึ่ง ซึ่งถาวร. พึ่งผู้อื่น พึ่งได้ แต่ภายนอก. ท่านเพียงแต่ กล่าวบอก หรือพร่ำสอน ต้องทำจริง เพียรจริง ทุกสิ่ง, ตอน- นี้, จึงถอน ตัวได้ ไม่ตกจม. จะตกจน หรือว่า จะตกนรก ตนต้องยก ตนเอง ให้เหมาะสม ตนไม่ยก, ให้เขายก นั้นพกลม : จะตกหล่ม ตายเปล่า ไม่เข้าการ ฯ พุทธทาส อินทปัญโญ

น.47 เป็น มนุษย์ หรือ เป็นคน ? เป็นมนุษย์ เป็นได้ เพราะใจสูง เหมือนหนึ่งยูง มีดี ที่แววขน. ถ้าใจต่ำ เป็นได้ แต่เพียงคน ย่อมเสียที ที่ตน ได้เกิดมา. ใจสอาด ใจสว่าง ใจสงบ ถ้ามีครบ ควรเรียก มนุสสา เพราะทำถูก พูดถูก ทุกเวลา เปรมปรีดา คืนวัน ศุขสันต์จริง. ใจสกปรก มืดมัว และร้อนเร่า ใครมีเข้า ควรเรียก ว่าผีสิง เพราะพูดผิด ทำผิด จิตประวิง แต่ในสิ่ง นำตัว กลั้วอบาย. คิดดูเถิด ถ้าใคร ไม่อยากตก จงรีบยก ใจตน รีบขวนขวาย ให้ใจสูง เสียได้ ก่อนตัวตาย ก็สมหมาย ที่เกิดมา; อย่าเชือน เอยฯ พุทธทาส อินทปัญโญ

น.48 จงรู้จักตัวเอง ! "จงรู้จัก ตัวเอง" คำนี้หมาย ว่าค้นพบ แก้วได้ ในตัวท่าน หานอกตัว ทำไม ให้ป่วยการ ดอกบัวบาน อยู่ในเรา อย่าเขลาไป ในดอกบัว มีมณี ที่เอกอุตม์ เพื่อมนุษย์ ค้นหา มาให้ได้ "การตรัสรู้ หรือรู้ สิ่งใด ๆ ล้วนมาจาก ความรู้ ตัวสูเอง." แบบปก. สุภัค ลายแพ่ง

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต