Buddhadasa.org
หนังสือทิฏฐิ คืออะไร? › อ่านฉบับเต็ม

📖 ทิฏฐิ คืออะไร?

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา ๑๙ เมษายน ๒๕๑๕ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ · วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๑๕

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.8 การบรรยายเรื่องต่อจากเรื่องในครั้งที่แล้วมา. เกี่ยวกับเรื่องนี้ จะขอทบทวนความเข้าใจในความ มุ่งหมายอันสำคัญข้อหนึ่งไว้เสมอไป คือเรื่องเกี่ยวกับอารยธรรม และมนุษยธรรม ; และกำลังมองเห็นยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ว่า โลกจะ ไปไม่รอด ด้วยลำพังอำนาจของสิ่งที่เรียกว่า "อารยธรรม". แต่เมื่อมีสิ่งที่เรียกว่า “ มนุษยธรรม" มาจูงจมูกอารยธรรม โลกจึงจะไปรอด. มีเหตุผลอย่างไร ก็ได้พูดกันมาเรื่อย ๆ จน · คำบรรยายครั้งที่ ๒๑ ของการบรรยายชุดมนุษยธรรม ๒๕๑๕

น.9 ๒ กระทั่งถึงวันนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นอยู่แล้วในทำนองที่ว่า สิ่งทั้งสองนี้ จะต้องควบคู่กันไป ในลักษณะที่สมสัดสมส่วน หรือถูกต้อง ตามความจำเป็นของธรรมชาติ ซึ่งเราจะต้องมีอะไรสักเท่าไร และมีอะไรนำอะไร. เกี่ยวกับข้อนี้ ถ้าจะพูดว่ามันพอดี ก็ย่อมเป็นการ ถูกต้อง ; เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่วัดหรือตวงไม่ได้. มันต้องมี ความพอดี โดยที่รู้กันได้ว่า มีอารยธรรม พอให้เกิดความเป็นอยู่ ที่สะดวกสบาย ไม่เหลือกำลัง เป็นความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ ; แล้วก็มีมนุษยธรรมที่ลึกซึ้งพอที่จะควบคุมในเรื่องทางอารยธรรม ให้อยู่ในร่องในรอย. และควรจะสังเกตด้วยว่า สิ่งที่เรียกว่า “ มนุษยธรรม “ นี้ มันไม่มีส่วนที่จะเฟ้อ ไม่มีส่วนที่มันจะมาก จนเกินความต้องการ. มันเพื่อไม่ได้ มันมากไม่ได้ มันไม่เหมือน กับอารยะธรรมที่มันมาก จนเฟ้อยิ่งกว่าเฟ้อก็ได้. เราจะต้อง เข้าใจข้อเท็จจริงเหล่านี้, นี่สรุปความได้ว่าสิ่งทั้งสองนี้ต้องไป ด้วยกัน ; เราก็จะได้พิจารณากันดูต่อไปว่า มันไปด้วยกันใน ลักษณะอย่างไร. หากว่าตามหลักพุทธศาสนา พอจะกล่าวได้ว่า อารย - ธรรมก็ดี มนุษยธรรมก็ดี มันขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกสั้น ๆ ว่า

น.10 ". ดังนั้น ในวันนี้ ผมจะได้กล่าวในหัวข้อว่า สิ่งที่ เรียกว่า ทิฏฐิ นั้นคืออะไร? เมื่อจะพูดกันในปัญหาที่ว่า ทิฏฐิ คืออะไร ? ในชั้น แรกก็ต้องดูกันในทางตัวพยัญชนะก่อนตามเคย ; นี้มันเป็นวิธีการ ที่ใช้กันอยู่ในวงพุทธศาสนาหรือพุทธบริษัท. บาลีก็ดี อรรถกถา ก็ดี เมื่อมีเรื่องที่จะต้องอธิบายอะไรแล้ว ก็จะต้องทำกันอย่างนี้ เสมอ คือดูกันทางตัวพยัญชนะก่อน แล้วจึงดูกันทางอรรถะ คือความหมาย แล้วจึงจะดูเรื่องต่อ ๆ ไป. ถ้าคุณสนใจ ก็ลอง เอาไปคิดดู ; ส่วนผมนั้น เคยเรียนมาอย่างนี้ เคยทำมาอย่างนี้ เป็นทุนเสียแล้ว เพราะฉะนั้น เวลาจะพูดถึงสิ่งไรให้เป็นที่เข้าใจ กันแล้วละก็ จะต้องพูดถึงสิ่งนั้นในทางตัวพยัญชนะก่อน แล้วจึง มาถึงความหมาย และเรื่องอื่น ๆ ที่มันสัมพันธ์กันไปตามเรื่อง ตามราว. ตามตัวพยัญชนะ คำว่า "ทิฏฐิ" นี้ มันมีความหมาย ที่สับสนปนกันยุ่งตามเคย เหมือนกับคำอื่น ๆ ซึ่งมาในภาษาบาลี ก่อน แล้วก็เอามาใช้เป็นภาษาไทย บางทีก็แปล บางทีก็ไม่แปล คือใช้ทับศัพท์. หรือแม้จะใช้ทับศัพท์ ความหมายมันก็ยังเปลี่ยน จนได้ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ไม่ตรงตามความหมายในภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาเจ้าของเดิมเสมอไป. ทีนี้เมื่อจะแปลต่อไปถึง

น.11 ๔ ภาษาอื่น เช่นภาษาอังกฤษเป็นต้น ซึ่งเป็นภาษากลางระหว่างชาติ สำหรับการศึกษา มันก็ต้องมีความเปลี่ยนไปบ้าง ไม่มากก็น้อย ตามความรู้ความเข้าใจของผู้แปล หรือผู้ตั้งคำขึ้นมาให้มันเทียบ กันได้ ; แล้วก็เปลี่ยนมาตามยุคตามสมัย ที่พวกฝรั่งเขารู้ พุทธศาสนามากขึ้นหรือน้อยอยู่อย่างไร. สำหรับคำว่า "ทิฏฐิ" ในภาษาไทย เรามักจะเล็งกันถึง ทิฏฐิมานะ ; ไม่ใช่เพียง ความเห็นเฉย ๆ แต่หมายถึง มานะไม่ยอมใครด้วย. นี่คำว่า ทิฏฐิมันมักจะเป็นเสียอย่างนี้ มันไปตรงกับคำว่า ทิฏฐิมานะ เสียมากกว่า. ทิฏฐิ คำนี้มันก็ตรงกับคำสันสกฤตที่ว่า ทฤษฺฎิ แล้วก็มาเป็น ทฤษฎี ในภาษาไทยเรา. พอมาเป็นทฤษฎีมันก็เปลี่ยน ความหมายไปอีก กล่าวคือที่เป็นเพียงทฤษฎี และก็เป็นทฤษฎีที่ ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบก็ได้. คือจะเป็นทฤษฎีอันใดอันหนึ่ง ที่เสนอขึ้นมาก็เรียกว่า "ทฤษฎี" ได้ ไม่ได้เล็งถึงความเห็นที่จริงจัง อย่างใด เหมือนกับคำเดิม คือคำว่า "ทิฏฐิ" ในภาษาบาลี นั้น. ภาษาบาลี คำว่า ทิ ฏฐิ ก็หมายถึงความคิดเห็นที่บุคคลนั้น มีอยู่จนตายตัวสำหรับเขา เปลี่ยนไม่ได้ ; บางทีก็เรียกว่า "ปัจเจก สัจจะ” คุณลองจำคำนี้ไปดูเล่น : ปัจเจกสัจจะ แปลว่า ความจริงเฉพาะบุคคลคนหนึ่ง. ปัจเจกะ แปลว่า เฉพาะบุคคล คนหนึ่ง, สัจจะ แปลว่า ความจริง ; ความจริงเฉพาะของ

น.12 ๕ บุคคลนั้นก็คือทิฏฐิความคิดเห็นของบุคคลนั้น. ภาษาบาลีก็แปลว่า ความเห็น และเป็นคำกลาง ๆ คือต้องใส่คำคุณศัพท์เข้ามาข้างหน้า เป็นมิจฉาทิฏฐิหรือเป็นสัมมาทิฏฐิ มันจึงจะชัดลงไปว่าอย่างไร ; แต่ก็มีลักษณะบางอย่างคล้ายกับในภาษาไทย ที่พูดว่าทิฏฐิลอย ๆ เฉย ๆ แล้วก็จะเล็งถึงทิฏฐิที่ใช้ไม่ได้ คือทิฏฐิที่ผิด. เช่นคำพูด ที่ว่า "อันตัณหาและทิฏฐิครอบงำแล้ว" มันย่อมหมายความในทาง ผิดในทางเลวร้าย เพราะว่ามันมาคู่กันกับตัณหา มันเห็นได้ชัด อย่างนั้น. หรือในกรณีทั่วไป คำว่าทิฏฐิ เมื่อพูดลอย ๆ ก็หมาย ถึงในทางที่ชั่วเหมือนกัน แต่ว่ามีใช้น้อยกว่า ที่จะระบุลงไปให้ ชัดว่า สัมมาทิฏฐิ หรือ มิจฉาทิฏฐิ. ภาษาอังกฤษเดี๋ยวนี้เขาใช้ คำว่า View บ้าง Understanding บ้าง ; ใช้คำว่า View กันมาก กว่า. นี่คุณลองเอาคำทั้งสามคำสามภาษานี้ มาเปรียบเทียบกันดู มาผสมเข้าด้วยกัน ก็คงจะได้ความหมายของคำว่าทิฏฐิ ชนิดที่ จะถือเป็นหลักได้ ; แต่ความสับสนนั้นมันยังคงมีอยู่บ้างเป็น ธรรมดา. เมื่อเป็นภาษาไทยออกมาตรงๆ ทิฏฐิ มันก็แสดงไปถึง ทิฏฐิมานะ ไม่ใช่ความเห็นผิด อยู่ภายในเงียบ ๆ อย่างนี้เป็นต้น. ถ้าเราจะเข้าใจความหมายของคำว่า ทิฏฐิ ต่อไป ผมอยาก จะแนะให้สังเกตอย่างนี้ว่าเราเอาคำว่า ทิฏฐิ นี้ไว้ตรงกลาง เอาคำว่า สุตะ ไว้ข้างหน้า ; แล้วเอาคำว่า ญาณะ ไว้ข้างหลัง

น.13 ๖ สำเร็จรูปเรียงกันดังนี้ : สุตะ - ทิฏฐิ - ญาณะ. นี่จะมองเห็น ความหมายของคำว่า ทิฏฐิ ได้ง่ายขึ้น : สุตะ แปลว่าความรู้ ที่ได้มาจากการศึกษาเล่าเรียน, ทิฏฐิ นั่นคือ ความคิดเห็น, ถ้า มันดีไปสูงขึ้นไปถูกต้อง มันก็กลายเป็น ญาณะ คือญาณหรือ ความรู้นั่นเอง. ทิฏฐิ นี้อยู่ตรงกลางระหว่าง สุตะ กับ ญาณะ. ทีนี้มาดูให้ละเอียด ก็จะเห็นได้ชัดเลยว่า ทีแรกเราก็มี การศึกษาเล่าเรียนที่เรียกว่า "สุตะ" นี้. คำว่า สุตะ นี้แปลว่า ฟัง แต่หมายถึงการศึกษาเล่าเรียน การอ่าน การอะไรก็ตามที่เป็นการ ศึกษาเล่าเรียนก็เรียกว่า สุตะ แปลกันง่าย ๆ ก็แปลว่าความรู้ตาม ธรรมดานี้ และอาจจะมากขึ้นไปถึงความคิดตามเหตุผลเท่าที่จะ ต้องใช้ในการศึกษาเล่าเรียน จนได้ความฉลาดธรรมดาสามัญ ประเภท Intellect อะไรมาด้วย ; ทั้งหมดนี้มันอยู่ในคำว่า สุตะ ซึ่งเป็นขั้นต้น. พอมาถึง "ทิฏฐิ" ที่อยู่ตรงกลางนี้ มันจะได้แก่ความ เข้าใจ ความเห็น ความเชื่อ. เมื่อเราเรียนอะไรเสร็จไป มัน จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า "ทิฏฐิ" นี้ของเราเองขึ้นมา คือความเข้าใจ ว่าอย่างไร แล้วก็มีความคิดเห็นเกี่ยวกับอันนั้น แล้วเราจะเชื่อ ลงไปอย่างนั้น. ฉะนั้น ในกรณีที่เกี่ยวกับทิฏฐิจึงมีความเข้าใจ หรือความคิดเห็น หรือความเชื่อ.

น.14 ๗ ต่อจากนั้นไป หลังจากนั้น หรือตอนปลายก็จะมีสิ่งที่ เรียกว่า "ญาณะ" คือ ญาณ. คำนี้ผิดกันอย่างยิ่ง กับสิ่งที่ เรียกว่าทิฏฐินั้น. ญาณะนี้ถ้าพูดให้เต็มความของมันแล้ว ควร จะแปลว่า ความรู้สึกที่เกิดมาจากการเสวย ความรู้สึกที่เกิดมาจาก การเสวยสิ่งนั้น ด้วยกิริยาอาการที่เรียกว่า experience มัน experience ในสิ่งใด ก็หมายความว่าเราเสวยความรู้สึกเกี่ยวกับ สิ่งนั้น ; จึงมีความซึมซาบ แจ่มแจ้ง มันเป็น realization ไปทีเดียว มันไม่ใช่สักว่าความคิดเห็น มันเป็นการเห็นแจ้ง แทงตลอด ที่เรียกว่า penetration แทงตลอดสิ่งนั้นด้วยจิตใจ ; รวมความแล้วก็คือว่า มันได้ผ่านสิ่งนั้นไปโดยทะลุถึงฟากข้างโน้น. คุณเอาไปเปรียบเทียบกันให้ดีๆ ในขั้นต้นเราก็มีสุตะ ความรู้ ; มีลักษณะเป็นความคิดความเห็น คิดไปตามเหตุผล ไตร่ตรอง ใคร่ครวญไปตามเหตุผล ได้ความฉลาดบ้าง. ที่นี้ ขั้นต่อมาเกิดทิฏฐิขึ้นมา คือเกิดเข้าใจอย่างใดอย่างหนึ่งลงไป แล้วก็มีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนั้นเป็นของตนเอง แล้วก็เชื่อว่า มันต้องเป็นอย่างนั้น นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "ทิฏฐิ".ถ้าเลยไป จากนั้นมันเป็นไปดี เป็นโดยถูกต้อง มันก็จะมีสิ่งที่เรียกว่า "ญาณ" คือความรู้ ได้เสวยสิ่งนั้นด้วยจิตใจ มีความรู้สึกผ่านตลอด ทะลุปรุโปร่งไปในสิ่งนั้น. นี่สิ่งที่เรียกว่า "ทิฏฐิ" มีลักษณะ

น.15 ๘ อย่างนี้ คือความคิดเห็น ความเข้าใจ ซึ่งรวมความเชื่อเข้าไว้ด้วย. ความเห็น เหมือนกับเห็นด้วยตา แต่เพียงมันเห็นด้วยใจ เพราะ ฉะนั้นจึงต้องใช้คำว่า View มีความเข้าใจจนเชื่อลงไป ใช้คำว่า understanding อย่างที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้. ต่อไปเราจะดูทิฏฐิโดยตรงลงไปว่ามันมีอิทธิพลอย่างไร หรือว่ามีความสำคัญอย่างไร : ทิฏฐิมีกำลังแรง คือว่ามันเป็น การเชื่อตัวเองด้วยอำนาจของกิเลส มันมีมูลมาจากอวิชชานี้ โดยไม่ต้องสงสัย. เพราะว่าสิ่งต่าง ๆ มันตั้งต้นด้วยอวิชชาไปเสีย แทบจะทั้งนั้น ตัวเราเกิดมา เราก็ไม่รู้ ไม่รู้อะไร ยังไม่มีความรู้ จึงตั้งต้นด้วยอวิชชา คือพยายามที่จะรู้ พอรู้อะไรเข้ามา มัน ก็เกิดความเชื่อตัวเองว่ารู้ ; ที่แท้มันยังเป็นเพียงความคิดเห็น เท่านั้น ยังไม่ได้รู้แจ้งแทงตลอด. ฉะนั้น ตอนนี้มันมีอำนาจ รุนแรงด้วยอำนาจของอวิชชานั่นเอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า "ทิฏฐิ" มันจึงผลักดันมนุษย์เราให้ทำอะไรรุนแรง ยิ่งกว่าความรู้ เพราะว่าความรู้นั้น มันยังเป็นจุดตั้งต้นเริ่มต้น ยังไม่แรงกล้า ; พอเป็นทิฏฐิมันก็แรงกล้า ; แต่พอเราถึงญาณความรู้แจ้งเห็นจริง มันกลับเนือยลงไปอีก คือมันไม่เดือด ไม่คลั่ง เหมือนกับสิ่งที่ เรียกว่า ทิฏฐิ.

น.16 ๙ ฉะนั้นในโลกเรานี้มันก็เป็นไปในอำนาจ หรืออิทธิพล ของสิ่งที่เรียกว่าทิฏฐิอยู่อย่างใหญ่หลวง. เมื่อใครมีอำนาจครอง โลก โลกนี้ก็เป็นไปตามทิฏฐิของบุคคลนั้น. ทิฏฐินั้นไม่ใช่ ญาณ ไม่ใช่ความรู้อันถูกต้อง, แต่ทิฏฐินั้นก็ไม่ใช่ความรู้ขั้น เด็กอมมือ ; มันเป็นความรู้ที่เขาได้ปลุกปล้ำมาจนเป็นความเชื่อ เป็นปัจเจกสัจจะ เป็นสัจจะของเขาเฉพาะตน ฉะนั้นใครมีอำนาจ ใครมีอิทธิพลอะไร ก็บันดาลสิ่งต่าง ๆ ไปตามอำนาจทิฏฐิของตน. ในส่วนบุคคลก็ดี หรือในวงครอบครัวก็ดี ในวงประเทศชาติก็ดี กระทั่งทั้งโลกก็ดี ชาวโลกมีทิฏฐิอย่างไรเป็นส่วนใหญ่ มันก็พา โลกไปในลักษณะอย่างนั้น. เดี๋ยวนี้ชาวโลกมีทิฏฐิไปในทางหลง เป็นทาสของอารยะธรรมเนื้อหนัง เพราะฉะนั้นชาวโลกจึงพา เอาโลกไปตามแบบของอารยะธรรมเนื้อหนัง ก็แปลว่าเรากำลัง อยู่ใต้อำนาจของอารยะธรรมเนื้อหนัง เพราะทิฏฐิมันต้องการ อย่างนั้น มันมีความเห็นอย่างนั้น. นี่คือข้อที่ว่า อารยะธรรม ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า ทิฏฐิ. ทีนี้มนุษยธรรม มันก็ขึ้นอยู่กับอำนาจของสิ่งที่เรียกว่า ทิฏฐิ แต่มันเป็นไปในทางทิฏฐิที่ไม่ใช่เนื้อหนัง ไม่หลงใหลใน เนื้อหนัง มันเป็นเรื่องของสติปัญญามากขึ้น ; แต่แล้วมันก็ยัง ไม่ใช่ญาณทัศนะที่สมบูรณ์ หรืออยู่ในขั้นสมบูรณ์ ; มันก็ยังต้อง

น.17 ๑๐ ถือว่าอยู่ในขั้นที่เป็นทิฏฐิ ที่ควรจะเรียกว่าสัมมาทิฏฐิเท่านั้น ใน เมื่ออารยะธรรมมันจะพลัดตกลงไปสู่มิจฉาทิฏฐิ. เมื่อพูดว่า "ทั้งอารยะธรรมและมนุษยธรรมขึ้นอยู่ กับสิ่งที่เรียกว่าทิฏฐิ" นี้ มันก็ถูกแล้ว มันรวมอยู่ที่คำว่า "ทิฏฐิ" ; เสร็จแล้วก็ต้องแยกทางกัน : อารยะธรรมเนื้อหนังเป็นไปตาม มิจฉาทิฏฐิ ที่เป็นขนาดหนักหรือขนาดเบาก็ตามใจ แต่มันเป็น ประเภทมิจฉาทิฏฐิ ; มนุษยธรรมทางจิตใจนี้มันเป็นไปในทาง อื่นไม่ได้ มันต้องเป็นสัมมาทิฏฐิ. เราต้องให้สัมมาทิฏฐินี้ มันควบคุมอารยะธรรมเนื้อหนัง ให้มันอยู่ในขอบเขตที่ถูกต้อง ไม่ต้องไปหลงใหล มันจะแก้อำนาจของมิจฉาทิฏฐิได้ตรงนี้เอง. นี่คือคำอธิบายว่า ทิฏฐิคืออะไร ? เราจะรู้จักทิฏฐิว่าคืออะไร อย่างละเอียดต่อไปอีก มัน ต้องดูต่อไปอีกว่าอะไรเป็นบ่อเกิดของทิฏฐิ. ถ้าถือตามพระพุทธภาษิต เช่น พุทธภาษิตในพรหมชาล สูตรเป็นต้นแล้ว มีคำตรัสไว้ชัดว่า "ผัสสะเป็นบ่อเกิดของ ทิฏฐิ" . นี้คงจะเป็นคำใหม่ จะเป็นความรู้ใหม่สำหรับพวกคุณ ก็ได้ ว่า ผัสสะเป็นบ่อเกิดแห่งทิฏฐิ เพราะไม่เข้าใจคำว่าผัสสะ อย่างทั่วถึง. คือคุณอาจจะเข้าใจว่าทิฏฐิความคิดเห็นของเรา คนหนึ่ง ๆ นี้ มันต้องมาจากการศึกษา ที่เราศึกษามาอย่างไร

น.18 ๑๑ ถูกอบรมมาอย่างไร ; แต่แล้วก็จงเข้าใจเสียเถิดว่าในการศึกษา นั้นแหละคือตัวสัมผัส ละ มันหมายถึงสัมผัสด้วยจิตใจ. คำศัพท์อันนี้มีความหมายกว้างขวางมาก คือว่าสัมผัส ทุกชนิดในทางจิตใจแล้ว เป็นบ่อเกิดแห่งทิฏฐิ. "สัมผัส" ใน ที่นี้มันหมายถึงความรู้รสของสัมผัสนั้นด้วย เช่นว่าเรากินเกลือ เข้าไป เราก็ต้องมีทิฏฐิ หรือ ปัจเจกสัจจะของเราว่า เกลือมัน เค็ม. นี่ที่ว่ามันเกิดมาจากความสัมผัสนั้นหมายความว่าอย่างนี้ เราสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ที่มาให้เรารู้สึก ทางตา ทางหู ทางจมูก กันมา เป็นเวลานานพอแล้ว ในที่สุดเราก็สรุปความคิดเห็นไปอย่างหนึ่ง ว่ามันเป็นอย่างนั้น. เพราะฉะนั้น การที่เขาจะมีความคิดเห็นว่า โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีสิ้นสุด ฯลฯ เป็นต้นนี้ หมายความว่าจิตใจของเขามีการสัมผัสสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเขาเป็นเวลา นานพอ เขาจึงเกิดทิฏฐิอย่างนั้น. สัมผัสอย่างนี้มันสัมผัสด้วย จิตใจ เป็นอธิวจนะสัมผัสทั้งนั้นเลย เพราะว่าเราเล็งถึงเรื่องทาง จิตใจ ไม่ใช่เรื่องทางผิวหนัง ทางเนื้อหนัง. ฉะนั้นอยู่นานไปในโลกนี้เข้าเท่าไร มันก็ได้สัมผัสโลกนี้ มากเข้าเท่านั้น จากสัมผัสนั้นจะเกิดทิฏฐิความคิดความเห็นขึ้นมา ประจำตัวบุคคลเป็นคน ๆ ไป. เพราะฉะนั้นเด็ก ๆ เห็นโลกน้อย สัมผัสโลกน้อย มันก็มีความคิดเห็นอย่างเด็ก ๆ คนโตแล้วมัน

น.19 ๑๒ สัมผัสโลกมากกว่า มันก็มีความเห็นอย่างคนโต ๆ. ยิ่งอยู่ไปนาน เท่าไรมันก็ยิ่งให้มีความคิดเห็นที่มากกว่า กว้างกว่า ถูกกว่า ทำนอง นี้. เพราะฉะนั้น ทิฏฐิทั้งหลายมีบ่อเกิดคือผัสสะ. แม้คุณ จะเรียกว่ามาจากการศึกษา การศึกษานั้นก็เต็มไปด้วยผัสสะ คุณ เรียนเรื่องอะไรไปข้อหนึ่ง ทฤษฎีหนึ่ง ประเด็นหนึ่ง จิตจะสัมผัส ข้อเท็จจริงอันนั้น หรือว่าความรู้อันนั้นทุกประเด็นไป นี่ก็เรียกว่า ผัสสะเหมือนกัน ผัสสะโดยจิตใจ. มันก็มีผัสสะมาก พอที่จะ เกิดความคิดเห็นประจำตัวเรา. นี่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ทิ ฏฐิ ทั้งหลายมีบ่อเกิด คือผัสสะ " ก็หมายความว่าอย่างนี้ คำนี้ ท่านใช้คำว่า " นิทานสัมภวะ" นิทาน แปลว่า เหตุ, สัมภวะ แปลว่า เกิดขึ้นพร้อม ; เกิดขึ้นพร้อมจากเหตุ ก็คือ ผัสสะ. เรื่อง อธิวจนะสัมผัสต่างจากปฏิฆะสัมผัสอย่างไร เรา ก็พูดกันมาแล้วว่า : อธิวจนะสัมผัสนั้นประกอบไปด้วยอวิชชา, อธิวจนะสัมผัสนั้น มันสัมผัสเวทนาที่เกิดกับสิ่งนั้น และเวทนา นั้นเป็นที่ตั้งแห่งสัญญา เมื่อเราเสวยเวทนาเป็นสุข มันก็เกิด สุขสัญญาขึ้นมา สำคัญว่าเป็นสุข ; เมื่อเสวยทุกขเวทนา มันก็มี ความสำคัญว่านี้ทุกข์ เป็นทุกขสัญญาขึ้นมา. ฉะนั้นมันจะเกิดสัญญา หลายต่อหลายสัญญา เพราะการได้สัมผัสตามวิธีของอธิวจนะ- สัมผัส ; แล้วก็ยังมีอวิชชาอยู่ เกิดสัญญานั่น สัญญานี่

น.20 ๑๓ สุขสัญญา ทุกขสัญญา, อิตถีสัญญา - ปุริสสสัญญา ฯลฯ อะไร สัญญา, แล้วก็ไปสูงสุดอยู่แค่ อัตตสัญญา - สัญญาว่าเป็นตัวตน สำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวตน เพราะฉะนั้น ความสำคัญมั่นหมายว่า ตัวตนนี้ก็เป็นทิฏฐิอันหนึ่ง. สัญญาเหล่านี้แหละ ถ้ามันหลอมตัว เข้มเข้าเหลือเป็นแกนแล้ว มันก็กลายเป็นทิฏฐิ. ทีนี้ผัสสะที่เป็น อธิวจนะสัมผัส แต่เจืออยู่ด้วยอวิชชานั้น เป็นบ่อเกิดแห่งทิฏฐิ ทั้งหลาย. ทีนี้ เรื่องของผัสสะนี้ยังมีที่น่าหวัว หรือน่าอัศจรรย์ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ ว่านิทานสัมภวะ คือบ่อเกิด นี้ : บ่อเกิดของกรรมก็คือผัสสะ, บ่อเกิดของกามก็คือผัสสะ, บ่อเกิดของสัญญาก็คือผัสสะ, มีอะไร ๆ อีกมากที่บ่อเกิดของมัน คือผัสสะ ; เพราะฉะนั้นขอให้คุณสนใจข้อนี้หน่อย คือสนใจ ศึกษา สังเกตให้ดีๆ ในวันหนึ่ง ๆ ในชีวิตประจำวันของเรานี้ มันมีผัสสะประเภทที่จิตมันไปสัมผัสอะไรเข้า แล้วมันเกิดอะไร บ้าง. ตัวอย่างในที่นี้ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่ากรรม การกระทำ ของคนเรา ทั้งดีทั้งชั่วนี้ กรรมเหล่านี้ก็มาจากผัสสะ ; แต่มัน อาจจะมีมูลไกลลิบไปถึงผัสสะทีแรก ที่ทำให้เกิดเวทนา พอใจ ไม่พอใจเข้าก่อน นี้เป็นผัสสะ. เวทนานั่นแหละ มันทำให้เกิด สัญญา สำคัญมั่นหมายอะไรเข้า มันก็เกิดมโนกรรมที่จะเอา

น.21 ๑๔ อย่างไรกับอ้ายสิ่งเหล่านั้น. มันต้องการสิ่งเหล่านั้น มันก็พยายาม คิดสิ่งเหล่านั้น คิดในทางที่จะให้ได้มา มันจึงเกิดการกระทำกรรม ขึ้นมากมาย มีบ่อเกิดมาจากผัสสะ. ฉะนั้นอย่าทำเล่นกับผัสสะ. สิ่งที่เรียกว่า กามก็มีบ่อเกิดมาจากผัสสะ นี้ไม่ต้อง อธิบายแล้ว มันเห็นชัด เข้าใจง่าย. ที่ว่า สัญญามีบ่อเกิด มาจากผัสสะ นี้ก็เห็นชัด ถ้าไม่มีผัสสะเราก็ไม่มีทางจะรู้สึกอะไร ไม่มีความรู้สึกใดๆ ที่จะมาทำให้ต้องใช้สัญญา. ผัสสะทำให้เกิด ความรู้สึกขึ้นแก่ใจ จนกระทั่งเป็นเวทนา มันก็มีสัญญา มีความ สำคัญมั่นหมายในเวทนานั้น ว่าอย่างนั้นว่าอย่างนี้. นี่เป็น ส่วนใหญ่ ส่วนลึก ส่วนสำคัญ. แต่ว่าส่วนเบื้องต้นแท้ ๆ พอไปสัมผัส ผัสสะสิ่งใดเข้า มันก็เป็นหน้าที่ของสัญญาที่ต้องเกิดขึ้น เพื่อจะรู้ว่าอะไร ; เช่น จะรู้ว่ารูปนี้เป็นรูปอะไร เสียงนี้เป็นเสียงอะไร รู้ว่าสัมผัสนี้มัน เป็นสัมผัสของอะไร. ความจำได้หมายรู้แต่หนหลังนี้เป็นสัญญา เบื้องต้น มันต้องเกิดขึ้นมาทันทีในขณะที่มีผัสสะ. เช่นเราเอา มือไปคลำดินสอมืด ๆ เราก็รู้ว่าดินสอ เพราะมีสัญญาเกิดขึ้น เป็นสัญญาแต่หนหลัง ว่านี่ดินสอ. มีสัญญาอย่างนี้มันเพียง สัญญาจำได้หมายรู้ ไม่สำคัญเท่าไหร่หรอก ; พอหมายรู้ว่า อะไรแล้ว มันจะมีสัญญาอีกอันหนึ่ง เป็นสัญญาสำคัญ มั่นหมาย

น.22 ๑๕ สำคัญมั่นหมายไปในทางที่จะเกิดเรื่อง อย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น ที่จะเป็นที่ตั้งแห่งกิเลส. นี้ผัสสะมันมีความสำคัญลึกซึ้ง เพราะเกี่ยวกับคนเรา เกี่ยวกับความเป็นของเรานี้ตลอดเวลาเลย : เรื่องมันเกิดเพราะ ผัสสะทั้งนั้น ไม่ว่าเรื่องอะไร. ให้สังเกตข้อนี้ให้เข้าใจให้ดี แล้วก็ จะรู้จักหรือเข้าใจธรรมะในพุทธศาสนาได้โดยง่าย. ทิฏฐิทั้งหลาย เกิดจากผัสสะ : ถ้าสมมติว่าคนเราจะมีทิฏฐิประจำตัวของตัว อย่างหนึ่ง ก็เกิดจากผัสสะ ; เราจะมีทิฏฐิความคิดความเห็น เล็ก ๆ น้อย ๆ อีกมากอย่าง มันก็มาจากผัสสะ. ไปคิดดูก็แล้วกัน ผัสสะให้เกิดทิฏฐิ เป็นบ่อเกิดของทิฏฐิ. ทีนี้เรื่องต่อไปที่จะต้องรู้กันก็คือว่า เมื่อเกิดทิฏฐิแล้ว มันจะเป็นไปในฝ่ายผิดหรือฝ่ายถูก คือฝ่ายมิจฉาทิฏฐิหรือสัมมา- ทิฏฐิ. สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราจะต้องรู้จัก คือมันจะเป็นที่พึ่งได้นี้ ก็คือ สัมมาทิฏฐิ. ฉะนั้น เราจะต้องสนใจสัมมาทิฏฐิให้รู้จัก ; ส่วนมิจฉาทิฏฐินั้นมันเป็นไปเองก็ได้ เพราะฉะนั้นต่อแต่นี้จะพูด ให้ชัดกันในเฉพาะสัมมาทิฏฐิ. สัมมาทิฏฐินี้ มันมี ๒ ประเภท นี้ตามที่ผมสังเกตได้เอง จากพระไตรปิฎกทั้งหมดที่ผ่านไป ครูในโรงเรียนไม่เคยสอน

น.23 ๑๖ อย่างนี้ แต่ว่าเราเห็นได้เองจากพระบาลีทั้งหมด. สัมมาทิฏฐิ นั้นมี ๒ ประเภท : สัมมาทิฏฐิประเภทที่หนึ่ง คือมันตรงกันข้าม จากมิจฉาทิฏฐิ ; สัมมาทิฏฐิอย่างนี้ คนบัญญัติเพื่อศีลธรรม ; แม้พระพุทธเจ้าท่านก็บัญญัติเพื่อศีลธรรม. สัมมาทิฏฐิที่ตรงกัน ข้ามกับมิจฉาทิฏฐิ ในเรื่อง ดี - ชั่ว บุญ - บาป สุข - ทุกข์ กระทั่งว่า นรกมี สวรรค์มี อุปปาติกะมี. สัมมาทิฏฐิ อย่างนี้ จะอยู่ในลักษณะที่ตรงกันข้ามกับมิจฉาทิฏฐิ อย่างใดอย่างหนึ่ง เพียงอย่างเดียว. เช่นมิจฉาทิฏฐิว่า บุญไม่มี ; แล้วสัมมาทิฏฐิ ก็ว่า บุญมี. เช่นว่า มิจฉาทิฏฐิว่า บาปไม่มี, แล้วสัมมาทิฏฐิ ก็ว่า บาปมี. เช่นว่ามิจฉาทิฏฐิว่า นรกสวรรค์ไม่มี, สัมมาทิฏฐิ ก็ว่า นรกสวรรค์มี. มิจฉาทิฏฐิว่า โอปปาติกะสัตว์ คือสัตว์ ที่เกิดผุดขึ้นมาโดยไม่ต้องเป็นเด็ก ไม่มี ; แต่สัมมาทิฏฐิก็บอก ว่ามี อย่างนี้เป็นต้น. มันอยู่ในลักษณะที่ตรงกันข้าม นี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิประเภทที่ตรงกันข้าม จากมิจฉาทิฏฐิ. หรือเป็น สัมมาทิฏฐิสำหรับศีลธรรม คือชักจูงสังคมให้ดี. ทีนี้สัมมาทิฏฐิอีกประเภทหนึ่ง มันเป็นสัมมาทิฏฐิที่อยู่ ระหว่างกลางของมิจฉาทิฏฐิสุดโต่งสองข้าง. คือมีมิจฉาทิฏฐิ มาสองชนิด สุดโต่งเป็นซ้ายเป็นขวากันทีเดียว ; แล้วสิ่งที่ เรียกว่าสัมมาทิฏฐินั้น จะอยู่ที่ตรงกลาง มันเป็นสัมมาทิฏฐิฝ่าย

น.24 ๑๗ สัจจธรรมหรือปรมัตถธรรม คือกฎเกณฑ์เกี่ยวกับ อิทัปปัจจยตา ทั้งหมดเลย. สัมมาทิฏฐิประเภทนี้ จะไม่พูดว่ามีหรือไม่มี : ถ้าพูดว่ามีมันสุดโต่งไปเป็นสัสสตทิฏฐิ ; ถ้าพูดว่าไม่มีมันสุดโต่ง ไปในทางเป็นอุจเฉททิฏฐิ. สัมมาทิฏฐินี้จะต้องอยู่ตรงกลาง ระหว่างมีกับไม่มี. เช่นพูดเมื่อตะกี้นี้ว่า นรกมีหรือนรกไม่มี อย่างนี้สัมมาทิฏฐิในชั้นปรมัตถ์จะอยู่ตรงกลาง คือไม่พูดว่ามี หรือไม่มี แต่จะพูดในรูป อิทัปปัจจยตาว่า ความที่เมื่อมีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น จะพูดแต่อย่างนี้. นี่คือสัมมา ทิฏฐิ ที่มันอยู่ตรงกลางระหว่าง มิจฉาทิฏฐิสุดโต่งสองข้าง. ยกตัวอย่างเช่น กามสุขัลลิกานุโยคสุดโต่งไปทางนี้, อัตตกิลมถานุโยค สุดโต่งไปทางโน้น ; แต่สัมมาทิฏฐิจะต้อง อยู่ตรงกลาง. มิจฉาทิฏฐิสุดโต่งนั้นมีมาก เป็นคู่ ๆ คู่ ๆ ไป เช่นว่าโลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง คนหนึ่งว่าเที่ยง คนหนึ่งว่าไม่เที่ยง นี้เป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น คือมันสัสสตะหรืออสัสสตะ เป็นสัสสตะ หรืออุจเฉทะ. อุจเฉทะก็คืออสัสสตะ. ถ้าพูดว่าโลกเที่ยงก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ถ้าพูดว่าโลกไม่เที่ยง ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ, สัมมาทิฏฐิจะอยู่ที่ตรงกลาง แล้วแต่เหตุ แล้วแต่ปัจจัย จะไม่พูดว่าเที่ยงหรือไม่เที่ยง. มิจฉาทิฏฐิว่าโลก มีที่สุด กับโลกไม่มีที่สุด นี้เป็นมิจฉาทิฏฐิกันทั้งคู่ สุดโต่ง

น.25 ๑๘ คนละข้าง ; แต่สัมมาทิฏฐิจะอยู่ตรงกลาง จะไม่พูดว่าโลกมีที่สุด หรือโลกไม่มีที่สุด ; แต่พูดว่า เมื่อมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น หรือตั้งอยู่หรือเป็นไปอย่างนี้. มิจฉาทิฏฐิพวกหนึ่ง จะพูดว่า ชีวิตก็อันนี้ ร่างกายก็อันนี้ อัตตาก็อันนี้ ชีวะก็อันนี้ ; มิจฉาทิฏฐิอีกพวกหนึ่งก็ว่า อัตตาก็อันอื่น ชีวิตก็อันอื่น ; มันตรงกันข้ามอย่างนี้. สัมมาทิฏฐิจะอยู่ตรงกลาง : เมื่อมีสิ่งนี้ เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. มิจฉาทิฏฐิสุดโต่งคู่หนึ่งก็ว่า หลังจากตถาคตตายแล้ว ก็มีอีก, หลังจากตถาคตตายแล้วก็ไม่มีอีก. "ตถาคต" ใน ลักษณะอย่างนี้หมายถึงสัตว์ทั่วไป พูดให้ชัดลงไปว่า สัตว์ตายแล้ว เกิดอีก, สัตว์ตายแล้วไม่เกิดอีก. นี่เรียกว่าผิดทั้งสองข้าง : อันหนึ่งเป็นสัสสตะทิฏฐิ, อันหนึ่งเป็นอุจเฉททิฏฐิ ; สัมมา ทิฏฐิจะอยู่ตรงกลาง ไม่พูดว่าตายแล้วเกิดอีก ตายแล้วไม่เกิดอีก บอกเพียงว่าเมื่อมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น. ทิฏฐิ ชื่อนี้ในภาษาบาลีแท้ ๆ ใช้คำว่า "ตถาคต" หลังจากตายแล้ว ตถาคตมีอีก หลังจากตายแล้วตถาคตไม่มีอีก เป็นมิจฉาทิฏฐิ ทั้งสองพวก. หรือแม้พวกหนึ่งจะพูดว่า ทั้งเกิดด้วย ทั้งไม่ เกิดด้วย หรืออีกพวกหนึ่งจะพูดว่า เกิดก็ไม่ใช่ไม่เกิดก็ไม่ใช่ ; นี่มันแย้งกันอยู่เป็นสองฝ่าย ตรงกันข้ามอย่างนี้ก็เหมือนกัน

น.26 ๑๙ เราจะไม่พูดว่าเกิดด้วย ไม่เกิดด้วย คือสองอย่างนี้ คือว่าไม่ - ไม่ทั้งสองอย่าง. แม้นี้ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิเหมือนกัน ; สัมมาทิฏฐิ มันจะอยู่ตรงกลาง คือว่าเมื่อมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ยืนกระต่ายขาเดียวอยู่แต่ว่า เมื่อมีสิ่งนี้เป็นปัจจัยสิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้น คือ อิทัปปัจจยตา. สัมมาทิฏฐิประเภทหลังนี้ เห็นได้ชัดว่ามันตั้งอยู่ตรง กลางระหว่างมิจฉาทิฏฐิสุดโต่งสองอย่าง คู่ใดคู่หนึ่ง ทุกคู่ไปเลย. สัมมาทิฏฐิประเภทแรกนั้น เป็นแต่ทำตัวตรงกันข้ามกับมิจฉา- ทิฏฐิ และเป็นไปในทางศีลธรรม : บุญ - บาปมี, นรกมี, สวรรค์มี, โอปปาติกะมี, อะไรมี ; ในเมื่อมิจฉาทิฏฐิเขาว่าไม่มี. แต่พอขึ้นมาถึงชั้นสูงเป็นสัมมาทิฏฐิขั้นปรมัตถธรรมแล้ว จะไม่พูด อย่างนั้น จะบอกเพียงว่า เมื่อมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึง เกิดขึ้น ; ไประบุถึงว่านรกหรือสวรรค์อะไรเหล่านี้ มันก็เป็น เรื่องสมมติทั้งนั้น ไม่ได้มีอยู่จริง มันไปไกลขนาดนั้น. สรุปแล้ว ได้สัมมาทิฏฐิ ๒ ชนิด คือสำหรับศีลธรรมชนิดหนึ่ง สำหรับ ปรมัตถธรรม หรือสัจจธรรมอีกชนิดหนึ่ง. ทีนี้ ก็อยากจะให้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า "ทิฏฐิ" ที่เป็น มิจฉาทิฏฐิ เมื่อตะกี้ได้พูดสัมมาทิฏฐิ ทีนี้จะพูดถึงมิจฉาทิฏฐิ ที่ว่าสุดโต่งนี้ให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก :

น.27 ที่มีอยู่ในโลก ที่รวบรวมมาอยู่ในคัมภีร์พุทธ- ศาสนาของเรานี้มีมากมายเป็นสิบ ๆ หรือเป็นร้อย ถ้านับให้หมด ; มันเกินกว่า ๖๒ เสียอีก ก็เรียกว่ามากก็แล้วกัน. คือว่าทิฏฐิ ทั้งสองอย่างนั้นอาจจะสรุปได้ให้มันเหลือสั้นที่สุด เพียง ๒ พวก เท่านั้น คือสัสสตะทิฏฐิ กับ อุจเฉททิฏฐิ. ทิฏฐิทั้งหลาย จะต้องมาสรุปลงโดยสองอย่างนี้ โดยตรงหรือโดยอ้อมบ้าง หรือ โดยปริยาย คือถ้าไม่สังเกตให้ดี จะไม่เข้าใจหรือไม่เห็น ว่าทิฏฐิ ทั้งหลายจะมารวมได้ในทิฏฐิ ๒ ชนิด คือ สัสสตะทิฏฐิ กับ อุจเฉททิฏฐิ. สัสสตะทิฏฐิก็คือมี หรือเที่ยงนั่นเอง ; อุจเฉท- ทิฏฐิก็คือว่าไม่มี หรือขาดสูญนั้นเอง ; มันมี ๒ อย่างนี้เท่านั้น. พวกสัสสตะทิฏฐิก็ว่ามี บางทีก็เรียกว่าอัตถิตา หรือความมี. คือว่ามีแล้วจะต้องเที่ยงด้วย ; ถ้าเที่ยงแล้วมันก็ต้องมี, ถ้ามี ก็ต้องหมายความว่าเที่ยง. ส่วนอุจเฉททิฏฐินั้น ไม่มี หรือ ขาดสูญ คือไม่เที่ยง. เมื่อไม่มี แล้วจะเอาเที่ยงมาจากไหนเล่า. นี่เป็นแม่บทของทิฏฐิทั้งหลาย. ดูกันในทิฏฐิพวกที่เป็นสัสสตะ คือฝ่ายมีหรือฝ่ายเที่ยง นี้ก่อน : เมื่อพระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงสัสสตะทิฏฐิ ประเภท ที่มันหัวรั้น หัวแข็ง กระด้างที่สุด แล้วก็อย่างน่าหัวเราะที่สุดด้วย จะได้ระบุลักษณะของทิฏฐินั้น ของสัสสตะทิฏฐินั้นว่า หญิง

น.28 ๒๑ มีครรภ์ไม่คลอด ลมไม่พัด น้ำในแม่น้ำไม่ไหล ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ไม่ขึ้นไม่ตก. คุณฟังดูซิมันหมายความว่าอย่างไร อาทิตย์ ดวงจันทร์ ไม่มีขึ้นไม่มีตก น้ำในแม่น้ำไม่ไหล ลม ไม่พัด. ถ้าลมไม่พัดมันจะเป็นลมได้อย่างไร และหญิงที่มีครรภ์ ไม่คลอด มันก็มีครรภ์อยู่อย่างนั้นแหละ. นี้มันเป็นความหมาย ที่หัวรั้นของคำว่า "เที่ยง" คือไม่ให้เปลี่ยนแปลงเลยถึงขนาดนี้ ทีเดียว. เราเลยไม่รู้จะเรียกชื่อว่าอย่างไรกันดี ก็เลยเรียกทิฏฐิ นี้ว่า หญิงมีครรภ์ไม่คลอด. เพราะว่าแม้พุทธภาษิตก็ไม่ได้ ระบุสัสสตะทิฏฐินี้ว่าชื่ออะไร ; ก็เลยถือเป็นหลักทั่ว ๆ ไปเสียที ก่อนว่า อ้ายพวกถือว่าเที่ยงนี้มันหัวรั้นกันถึงขนาดนี้ ขนาดที่จะ ให้หญิงมีครรภ์ไม่คลอด หรือว่าลมไม่พัด น้ำในแม่น้ำไม่ไหล ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ไม่เคลื่อนไหว เขายืนยันกระต่ายขาเดียว ถึงขนาดนี้. ทีนี้ต่อมา สัสสตะทิฏฐิที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุดก็คือพวก อัตตานุทิฏฐิ หรืออัตตนิยานุทิฏฐิ ทิฏฐิที่ตามเห็นว่าตน ว่ามี ตัวตน ว่ามีของตนอย่างนี้. อัตตานุทิฏฐิตามเห็นว่ามีตน อัตตนิยานุทิฏฐิก็ตามเห็นว่ามีของตน ; นี้มันไปยึดเอาที่ตนมี แล้วก็เที่ยง. ที่นี่พวกเรากำลังเป็นอย่างไร พวกคุณทุก ๆ คน กำลังเป็นอย่างไร ก็ลองวัดดูความคิด ความเห็น ความเชื่อ

น.29 ๒๒ ของตนเองดูในข้อนี้ว่ามันเป็นอย่างไร. มันกำลังเห็นว่ามีตัวตน และความเห็นว่ามีของตน แล้วโดยเนื้อแท้มันก็เห็นว่าเป็นของตน เอาเสียจริง ๆ หรือว่ามีตัวตนเอาเสียจริง ๆ นั่นแหละคือสัสสตะทิฏฐิ แม้จะไม่ค่อยรู้สึกตัว. ถูกจัดไว้ในฝ่ายมิจฉาทิฏฐิ เพราะเรายัง ไม่ฉลาด ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรบ้าง เราก็มีทิฏฐิว่าเที่ยงไปก่อน ตามที่มันเกิดขึ้นมาเองในวัฒนธรรม หรือว่าในครอบครัวหรือ อะไรที่มันมีการศึกษาอย่างนี้ มันมีการสอนพูดจากันอย่างนี้ จนเด็ก ๆ มีทิฏฐิว่ามีตัวฉัน มีของฉัน ; ค่อยไปแก้ไขเอาข้างหน้า. สัสสตะทิฏฐิพวกหนึ่ง จะเรียกว่าสัสสตะทิฏฐิสามัญ เห็นว่าอัตตาก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เอาอัตตาเป็นโลก เอาโลก เป็นอัตตา เอาโลกเป็นตัวตน. นี้มันคล้ายกับว่า เมื่ออ้าย ตัวเล็ก ๆ นี้ไม่แน่ ใช้ไม่ได้ เชื่อไม่ได้ อาศัยไม่ได้ ก็เลยมา เหนือเมฆ เหนืออัตตา โส อัตตา, โส โลโก อัตตาอันนั้น เหนือโลกอันนั้น ; แล้วก็ให้ทั้งโลกและทั้งอัตตานั้นมันเป็น ของเที่ยง ; ยืนยันโลกเป็นของเที่ยง ยืนยันอัตตาเป็นของเที่ยง. ข้อนี้มันไม่น่าจะมีได้สำหรับโลก เพราะเราก็เห็นโลกโดยความ เป็นของไม่เที่ยงอยู่เป็นพื้นฐาน เพียงแต่ว่าเรามันอาจจะมีความ เชื่อเหลืออยู่หน่อยหนึ่ง คือโลกนี้มันอาจจะเที่ยง ขนาดที่เรียกว่า มันเที่ยงไม่มีที่สุด ; แม้มันจะเปลี่ยนไป ๆ ๆ มันก็ยังอยู่ ; อาจจะ

น.30 ๒๓ เข้าใจผิดไปอย่างนี้. ส่วนคำว่าอัตตาตัวตนนั้นได้รับคำสั่งสอน ตามแบบลัทธิฮินดูหรือพราหมณ์มา มันก็เข้าใจอัตตาว่าเป็น ของเที่ยง ว่าตัวเรานี้มีตัวตน พอตายลงไปร่างกายมันก็เน่าเปื่อยไป แต่อัตตาตัวตนมันไปหาที่เกิดใหม่ มันเปลี่ยนร่างกายใหม่ เหมือนกับว่าคนนี้ เปลี่ยนเสื้อ เปลี่ยนผ้า เปลี่ยนบ้านเปลี่ยนเรือน แต่คน ๆ เดิม ; อย่างนี้เป็นสัสสตะทิฏฐิด้วยเหมือนกัน. ข้อนี้ ไปถามตัวเอง ใครจะไปรู้แทนกันได้ : เชื่อว่าตายแล้วก็ไปเกิดอีก คนนั้นคนเดียวกัน อย่างนี้ มันก็เป็นสัสสตะทิฏฐิพวกนี้. นี่ตัวอย่างเท่าที่ยกมานี้ คุณก็พอจะเข้าใจได้ว่า ทิฏฐิ ประเภทที่หนึ่งที่ถือว่ามีอยู่และเที่ยงแท้นั้น มันเป็นอย่างนี้. ทีนี้ประเภทที่สองที่ตรงกันข้าม ที่เรียกว่าอุจเฉททิฏฐินี้ ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิไปในทางที่ตรงกันข้าม นับตั้งแต่ลัทธิที่หนึ่ง ที่ว่า นัตถิ ทินนัง, นัตถิ กัมมัง ฯลฯ. นัตถิ ทินนัง หมายความว่า การให้ทานนั้นไม่มี หรือการกระทำอันเป็นการบูชา การเซ่นสรวง ที่เรียกกันว่าเป็นบุญนั้นน่ะมันไม่มี ถึงทำ ก็เหมือนกับไม่ทำ เท่ากับไม่ทำ. นี่เรายังเชื่อว่ามี หรือมีผล ; แต่พวกนี้เขาถือว่าไม่มีผล ทำก็เหมือนกับไม่ทำ อย่างนี้ก็เรียกว่า นัตถิกะทิฏฐิ ซึ่งสงเคราะห์เข้าไว้ใน อุจเฉททิฏฐิ. บางพวก ที่เป็นอกิริยทิฏฐิ นั้นเขาถือว่า ทำเองก็เหมือนกับไม่ทำ ใช้ให้ ผู้อื่นทำ มันก็เหมือนไม่ได้ทำ ไม่มีอะไรเป็นการกระทำ ;

น.31 ๒๔ นี่ฟังดูคล้ายกับจิตว่างอันธพาล ที่บางคนพูดล้อผมอยู่ ว่าไม่มี การกระทำแม้ทำเองก็ดี ใช้คนอื่นทำก็ดี ไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่มีผลแห่งการกระทำ. ทีนี้บางพวกปฏิเสธเหตุ เรียกว่าอเหตุกทิฏฐิ พูดว่า นัตถิเหตุ เหตุของสิ่งทั้งหลายไม่มี ปัจจัยของสิ่งทั้งหลายไม่มี นี้ก็เท่ากับว่ามันก็ไม่มีสิ่งทั้งหลายที่เราจะไปจัดการอะไรกับมันได้ มันก็เท่ากับพลอยไม่มีไปด้วย, เมื่อเหตุปัจจัยของสิ่งนั้นไม่มี ก็ไม่มีใครไปทำอะไรให้มันมีค่ามีประโยชน์เป็นไปตามต้องการได้. นี้ก็อยู่ในพวกที่เรียกว่ามันไม่มี หรือขาดสูญ. ทีนี้จะมีพวกที่ไปไกลถึงกับว่า เราก็ไม่มี ของเราก็ไม่มี เราจักไม่มี ของเราก็จักไม่มี; นี่ความหมายของ อุจเฉททิฏฐิ ทั่ว ๆ ไป ว่าตัวเรานี้มิได้มีหรือของเราก็มิได้มี มันตรงกันข้าม กับเมื่อตะกี้นี้ ว่ามีเรา และมีของเรา. พวกนี้ว่าตัวเราก็มิได้มี ของเราก็มิได้มี และแม้ในอนาคตเราก็จักไม่มี ของเราก็จักไม่มี. นี้เป็นตัวอย่างของมิจฉาทิฏฐิ ๒ ชนิดที่อยู่ตรงกันข้าม. ไม่อาจ จะเอามาพูดให้หมดได้ แต่เอามาพูดพอเป็นตัวอย่าง พอให้ เข้าใจได้ ว่าสัสสตะทิฏฐินั้นเป็นอย่างไร อุจเฉททิฏฐินั้นเป็น อย่างไร. ถ้าจำคำ ๒ คำนี้ไว้ได้ ต่อไปจะเข้าใจหลักธรรมใน พุทธศาสนาอื่น ๆ ได้ง่ายเข้า เพราะว่ามันจะมารวมอยู่ที่ทิฏฐิ สองชนิดนี้.

น.32 ๒๕ เอาละทีนี้ แม้ว่าเรื่องทิฏฐิที่ผมตั้งใจจะพูดนี้ยังไม่จบ แต่ก็อยากจะแสดงให้เห็นทิฏฐิหนึ่งก่อนว่า มิจฉาทิฏฐินี้มันทำ ให้เกิดอารยธรรมเนื้อหนังได้อย่างไร. มองกันง่าย ๆ ก็มอง ได้อย่างนี้ว่า พวกสัสสตะทิฏฐิที่ถือว่ามี ว่าเที่ยงนี้ ว่ามีตัวเรา แล้วเราก็เที่ยง ว่ามีของเรา ของเราก็เที่ยงนี้ มันก็กอบโกย ในฐานะที่สิ่งต่าง ๆ เป็นของเที่ยง เราก็จะเก็บเอาไว้ให้มากที่สุด และเพื่อประโยชน์แก่เนื้อหนังของเรา. สัสสตะทิฏฐิชนิดนี้ มันก็สนับสนุนอารยธรรมเนื้อหนัง ให้เกิดยึดถือ ยึดครอง แล้ว ก็บำรุงส่งเสริมไปเพื่อเป็นตัวเรา เพื่อเป็นของเรา ด้วยความเห็น แก่ตัวเรา ทีนี้ฝ่ายตรงกันข้ามคือ อุจเฉททิฏฐิ ว่าเราไม่มีโว้ย มีแต่อะไรก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นรีบกินรีบดื่ม รีบร่าเริงกันเสีย เต็มที่ พรุ่งนี้มันอาจจะหมดเวลาก็ได้. อุจเฉททิฏฐิอย่างนี้ ส่งเสริมอารยะธรรมเนื้อหนัง ให้รีบกิน ให้รีบร่าเริง ให้รีบมัวเมา อย่างตะกละ เพราะว่าเราก็ไม่มี ของเราก็ไม่มี พรุ่งนี้ร่างกาย อาจจะแตกตาย ทำลายเสียก็ได้ ; อุจเฉททิฏฐิมันก็ส่งเสริม อารยะธรรมเนื้อหนังอย่างนี้. อย่างอื่นนั้นมันมีโทษมีอันตราย มากมาย ยังไม่พูดกันก็ได้ มันก็มีอยู่ ; แต่ที่มันใกล้ตัวที่สุด เวลานี้มันก็คืออย่างนี้. แม้ว่าสัสสตะทิฏฐิ กับ อุจเฉททิฏฐิ

น.33 ๒๖ มันเป็นข้าศึก เป็นปฏิปักษ์ต่อกันอย่างตรงกันข้าม แต่มันก็กลับ ส่งเสริมอารยะธรรมเนื้อหนัง ไปตามความมุ่งหมายของตัว ไม่ขัดคออารยะธรรมเนื้อหนังเลย เพราะว่ามันเป็นมิจฉาทิฏฐิ มันต้องการผัสสะชนิดที่ให้ความเอร็ดอร่อย แก่ทางเนื้อหนัง ด้วยกันทั้งสองทิฏฐินั่นแหละ. วันนี้รู้กันเพียงเท่านี้ไว้ที่ก่อน เวลามันจะหมดแล้ว พรุ่งนี้จะได้พูดต่อเรื่องทิฏฐิต่อไป จนกว่าจะหมดเรื่องของทิฏฐินี้. ขอยุติไว้เพียงเท่านี้ สำหรับวันนี้.

น.34 คืออะไร? ( ต่อ ) - ๒ - วันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕ สำหรับพวกเราที่นี่ ล่วงมาถึงเวลา ๒๐.๐๐ น. แล้ว เป็นเวลาที่กำหนดไว้ สำหรับ การบรรยายเรื่องต่อจากเรื่องในครั้งที่แล้วมา. ในวันนี้ผมจะได้ กล่าวโดยหัวข้อว่า สิ่งที่เรียกว่าทิฏฐินั้นคืออะไร ต่อจากครั้ง ที่แล้วมาซึ่งยังไม่จบ. อยากจะขอให้ทบทวนความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องทิฏฐิ มาตั้งแต่ต้นอีกครั้งหนึ่งว่า ทิฏฐิมาจากผัสสะ บ่อเกิดของทิฏฐิ คือผัสสะ. เราผัสสะต่อรูปธรรมก็ดี ผัสสะต่อนามธรรมก็ดี จะเกิดความคิดเห็นขึ้นมาอย่างใดอย่างหนึ่ง ; หลาย ๆ ครั้งเข้า มันก็สำเร็จเป็นทิฏฐิประจำตัว. ถ้าเป็นไปฝ่ายที่เป็นประโยชน์ เราก็บัญญัติทิฏฐินั้นว่า เป็น สัมมาทิฏฐิ. ถ้าไม่เป็นประโยชน์ ก็บัญญัติกันว่าเป็น มิจฉาทิฏฐิ. นี้เป็นเรื่องทางศีลธรรม. * คำบรรยายครั้งที่ ๒๒ ของการบรรยายชุดมนุษยธรรม ๒๕๑๕ ๒๗

น.35 ๒๘ ถ้าเป็นเรื่องที่สูงขึ้นไปเป็นปรมัตถธรรม บัญญัติในทาง ที่เป็นความจริง มากกว่าที่จะเล็งถึงประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์, และความจริงนั้นต้องเป็นความจริงของธรรมชาติ ไม่ใช่ความจริง ของบุคคลเฉพาะคน ; ต้องเรียกว่าเป็นธรรมธาตุ หรือเป็น ธัมมฐิตตา ธัมมนิยามตา จึงจะเรียกว่าเป็นความจริง. เพราะ ฉะนั้น ทิฏฐิที่ถูกต้องนั้นจะไม่บัญญัติ ว่าอะไร ข้างโน้น - ข้างนี้ ; จะบัญญัติอยู่ตรงกลางว่า อิทัปปัจจยตา คือความเห็นว่า เมื่อมีสิ่ง นี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น. นี่เราได้กล่าวกันถึงข้อนี้ และแบ่งทิฏฐิเป็น ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือทิฏฐิว่ามี และทิฏฐิว่า ไม่มี. ทิฏฐิว่ามีหรือเที่ยงนี้ มันจะทำให้เกิดอารยะธรรมเนื้อหนัง เพราะว่ามันเห็นแก่ตัวว่าเที่ยงแล้วกอบโกย, ทิฏฐิว่าไม่มี ไม่ เที่ยงว่าสูญ มันก็ก่อให้เกิดอารยะธรรมเนื้อหนังว่า เอ้ารีบเข้า ๆ มันจะตายเสียพรุ่งนี้ก็ได้ ; จึงเกิดอะไรทางเนื้อหนังอย่างรุนแรง ขึ้นมา แม้จากอุเฉททิฏฐิ. เราพูดค้างไว้อย่างนี้. ทีนี้ก็อยากจะให้ดูต่อไปให้ตลอดเรื่องทิฏฐิ ซึ่งมันจะ ยืดยาวมาก ผมประมาณดูแล้ว ถ้าจะพูดเรื่องทิฏฐิจนหมดจด สิ้นเชิงจะต้องใช้เวลาสัก ๒๐ ครั้ง หรือ ๒๐ ชั่วโมง. เดี๋ยวนี้ เราจะพูดกันสัก ๒ ครั้ง หรือ ๒ ชั่วโมงเท่านั้น.

น.36 ที่ควรจะทราบต่อไปก็คือ ทิฏฐิประเภทหนึ่ง หรือกลุ่มหนึ่งที่ทำให้ไม่ทำอะไร และไม่แก้ไขอะไร. นี่ลักษณะ ที่แท้จริงของมันที่ทำให้เราไม่ทำอะไร หรือไม่แก้ไขอะไร ; เขา เรียกกันว่า อกิริยทิฏฐิชนิดพิเศษ. ทิฏฐิชนิดนี้ อันที่ ๑ หรือพวกที่หนึ่งเรียกว่า ปุพพกตะ เหตุทิฏฐิ แปลว่า จะได้สุข ได้ทุกข์ ได้ดีได้ชั่ว ก็เพราะ กรรมเก่า. นี้ต้องอธิบาย อาจจะมีบางท่านกำลังฉงนอยู่แล้ว ว่ามันเป็นมิจฉาทิฏฐิได้อย่างไร. ที่เชื่อว่ามีสุขมีทุกข์อะไรเพราะ กรรมเก่าโดยเด็ดขาด ไม่มีอะไร ; แล้วก็ไม่มีทางที่จะแก้ไข กรรมเก่าที่ทำไปเสร็จแล้วได้ นี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ; และอาจจะ ถือกันอยู่มากในเวลานี้ โดยที่ไม่รู้ว่ามันเป็นมิจฉาทิฏฐิประเภท อกิริยทิฏฐิ. ถ้าเขาเชื่อว่าเป็นกรรมเก่า เป็นผลจากกรรมเก่า แล้วก็มีอำนาจเด็ดขาด แก้ไขไม่ได้ เขาก็ไม่ต้องทำอะไรที่จะแก้ไข ความผิดความชั่วหรือความทุกข์อันนี้ได้. พระพุทธเจ้าตรัสว่า นี้เป็นเหตุให้เขาไม่ทำอะไรลงไปใหม่ ดังนั้นจึงจัดเป็นมิจฉาทิฏฐิ เรียกว่า ปุพพกตะเหตุทิ ฏฐิ ทิฏฐิถือว่าเหตุหรือเพราะเหตุที่ได้ กระทำกรรมไว้แต่ก่อน. อันที่ ๒ เรียกว่า อิสรนิมมานะเหตุทิฏฐิ ทิฏฐินี้ มีว่าเพราะเหตุการบันดาล ของอิศวระ คือพระเจ้า. อิสระใน

น.37 ๓๐ ภาษาบาลีนี้ตรงกับอิศวระในภาษาสันสกฤต ความหมายทั่วไป แปลว่า ผู้เป็นใหญ่สูงสุด ; ในภาษาไทยเราเรียกว่า พระเจ้า. มีทิฏฐิว่า สุข ทุกข์ ชั่ว ดี นี้มันมี เพราะเหตุการบันดาลของ พระเจ้า. นี้ก็จัดเป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะว่าถ้าเชื่อลงไปเด็ดขาด อย่างนั้นแล้ว เขาก็ไม่ทำอะไรเพื่อจะแก้ไขสิ่งนั้น เพราะเขาเห็น ไปว่ามันแก้ไขไม่ได้ ; ดังนั้น จึงจัดเป็นมิจฉาทิฏฐิ เรียกว่า อกิริยทิฏฐิด้วยเหมือนกัน. อกิริยทิฏฐินี้แปลว่า ไม่ต้องทำอะไร หรือว่าทำอะไรก็ไม่เป็นอันทำ มันไม่มีประโยชน์อะไร อย่างนี้ เรียกว่า อกิริยทิฏฐิ. ทิฏฐิอันที่ ๓ มีชื่อว่า อเหตุกะอปัจจยะทิฏฐิ คือทิฏฐิ ที่ว่าไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัยของสิ่งนั้น ๆ ; เชื่อว่าความทุกข์ หรือ ความสุขนั้น มันไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัยของมัน. ถ้าเชื่ออย่างนี้ แล้ว ก็ไม่ทำอะไรที่จะแก้ไขความทุกข์ หรือความสุขนั้น ๆ ได้ เพราะว่ามันไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย. สิ่งที่ไม่มีเหตุ สิ่งที่ไม่มีปัจจัย ปรุงแต่งนั้น ใครไปทำอะไรมันไม่ได้ ; คือมันเด็ดขาดเกินไปจน ใครทำอะไรมันไม่ได้. ถ้าเราไปถือเสียว่า ธรรมทั้งหลาย สุข หรือทุกข์ หรืออะไรก็ตามมันไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัยแล้ว ก็แปลว่า มันหยุดความคิด ความกล้าหาญ ที่จะกระทำอะไรเพื่อแก้ไขสิ่ง เหล่านั้น ; อย่างนี้ก็จัดเป็นมิจฉาทิฏฐิ เรียกว่าอกิริยทิฏฐิด้วย เหมือนกัน.

น.38 ๓๑ ให้จำสิ่งที่เรียกว่า อกิริยทิฏฐินี้ไว้ให้ดี ๆ เพราะว่ามน กำลังมีอยู่ในพวกเราทุกคน ในชีวิตประจำวัน แล้วแต่ว่าใครจะ เชื่อในข้อไหน : พวกที่เชื่ออย่างงมงาย เพราะกรรมเก่าโดย เด็ดขาด แม้ว่าเขาจะไม่ดิ้นรนอะไร เขาก็ไม่ต่อสู้ ไม่พยายามทำ ความดีใหม่ หรือไม่อาจจะทำเพื่อให้สิ้นกรรมเพราะไปเห็นกรรมเก่า เป็นของสูงสุดเด็ดขาดเสียอย่างนี้. ที่เป็นเรื่องเล็กน้อยลงมา จะมองเห็นได้ในข้อที่ว่า บางอย่างเราท้อแท้ใจ ว่าไม่มีอะไร เหนือกว่า เราทำไปก็ไม่มีประโยชน์ สู้มันไม่ได้ แล้วก็เลยไม่ทำ เสีย ; นี้ก็อยู่ในพวกนี้. ถ้างมงายไปก็ว่าโชควาสนา พรหมลิขิต ; นี่ชื่อที่ตั้งขึ้นโดยคนโง่. ส่วนในพระบาลีนี้ เรียกว่ากรรมเก่า อย่าไปถือเอากรรมเก่านั้นว่ามันเด็ดขาด เพราะมันมีเหตุมีปัจจัย แก้ไขได้ เพราะฉะนั้นเอากะมัน สู้กับมัน โดยการต่อสู้ใน วิถีทางใดที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ : กรรมเก่าก็กรรมเก่า เราจะสู้. ข้อที่ว่า สุข ทุกข์ หรือได้เสีย บุญบาปนี้มันเพราะการ บันดาลของอิศวระ คือพระเจ้า นี้ก็อย่างเดียวกันอีก ไปเชื่อ พระเจ้า มันก็แปลว่ายอมหมด เป็นคนไม่ยกมือขึ้นมาต่อสู้เพื่อ สุข - ทุกข์ หรือ ได้ - เสีย บุญ - บาป อะไรเหล่านั้น. มันก็ ไปเข้าเรื่องเดียวกับที่ว่า เพราะพรหมลิขิต เพราะพรหมบันดาล

น.39 ๓๒ เพราะอะไร ; หรือแม้แต่โชคที่มาจากเทวดา มาจากพระเจ้าก็เข้าอยู่ ในข้อนี้ด้วย แล้วแต่เราจะแบ่งแยกกันอย่างไร. ดูให้ดีแล้วจะ เห็นว่าคนสมัยนี้กำลังงมงาย หลงใหลในความงมงายเกี่ยวกับทิฏฐิ ๒ ชนิดนี้อยู่มาก แม้ในกรุงเทพฯ บางทีก็มากกว่าที่บ้านนอก. ส่วนทิฏฐิว่าไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัยนั้น เล็งถึงที่เขาเห็นว่า ไม่มีช่องทาง เงื่อนงำตรงไหนที่จะไปแก้ไขสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะว่า มันไม่มีรากฐาน มันไม่มีสมุฏฐาน มันไม่มีต้นเหตุ มันไม่มี ปัจจัย. ข้อนี้ไม่ค่อยมี คือเราไม่ค่อยคิดกันมากถึงอย่างนี้ ; แต่ว่า ๒ อย่างแรกนั่นแหละระวังให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่าง ที่ ๑ ที่เชื่อกรรมเก่าอย่างหลับหูหลับตา ; อย่างนี้ไม่ใช่ พุทธบริษัท จัดเป็นมิจฉาทิฏฐิประเภทอกิริยทิฏฐิ เป็นลัทธิ หรือเป็นทิฏฐินอกพุทธศาสนา. ถ้าจะเป็นพุทธบริษัทก็โครมลง ไปที่ อิทัปปัจจยาตา อีก มันไม่มีอะไร อันนี้มันง่ายเหลือเกิน ; แล้วก็เป็นทิฏฐิที่ถูกต้องในพุทธศาสนา เมื่อมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นกรรมเก่าก็ตาม กรรมใหม่ก็ตาม มันมีเหตุมีปัจจัย เราเล่นงานกับมันได้ โดยไปทำเข้าที่เหตุที่ปัจจัย ของมัน. สำหรับกรรมเก่านั้น ก็สร้างการกระทำอะไรที่มัน เหนือกว่าดีกว่า ข่มขี่มันก็ได้ หรือว่าปฏิบัติตาม อิทัปปัจจยตา ให้ถูกต้องถึงที่สุด ยกเลิกมันเลยก็ได้. กรรมเก่าสั้นไปกรรมใหม่

น.40 ๓๓ ก็ไม่เกิดขึ้น ย่อมดับสนิทไม่มีเชื้อเหลือ นี่เพราะอำนาจของ อิทัปปัจจยตา. เพราะฉะนั้น ขอให้คุณระวังคำพูดที่จะพูดให้ ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของพุทธบริษัทนั้น มันมีเงื่อนงำอยู่มาก เผลอนิดเดียวมันก็ผิดได้. นี้ผมเอามากล่าวให้ฟังในฐานะที่ว่ามันเป็นทิฏฐิ ที่จะ ทำให้เราไม่ทำอะไร หรือไม่กล้าแก้ไขอะไร เห็นไปว่ามัน ใหญ่เกินความสามารถเพราะอย่างนั้น ๆ ๆ; อย่างนี้ไม่เป็น พุทธบริษัทเลย. ทีนี้ ก็มาถึงหลักเกี่ยวกับทิฏฐิบางอย่าง ที่จะต้องระวัง ในข้อที่ว่า อย่าไปเกิดความเข้าใจว่า ถ้ามันตรงกันข้ามแล้ว มันต้องถูกอย่างหนึ่งแน่. นี่เป็น logic ของคนธรรมดาหรือ อาจจะเป็นของเด็กอมมือไปก็ได้ : ว่าถ้าเรื่องมันตรงกันข้ามแล้ว มันต้องผิดอย่าง ต้องถูกอย่าง. จริงอยู่มันอาจจะถูกหรือผิดตาม แบบของคนที่ไม่รู้ หรือรู้แค่นั้น ; แต่ตามหลักของทิฏฐิแล้ว มันยังไปไกลกว่านั้น คือมันเป็นทิฏฐิประเภทที่สองที่เคยพูด มาแล้วอย่างย่อ ๆ. เรื่องนี้ตัวอย่างที่มีอยู่เห็นชัด ๆ ก็คือทิฏฐิที่ว่าอัตตา หรือ ทิฏฐิที่ว่าอนัตตา : เรากำลังเข้าใจกันอยู่ว่า เมื่ออัตตามีตัวตน

น.41 ๓๔ เป็นฝ่ายผิด และอนัตตาก็จะต้องเป็นฝ่ายถูก. อย่างนี้ยังไม่ถูก และผู้ที่เข้าใจเช่นนั้นยังไม่เข้าใจพระพุทธภาษิตว่ามีความหมาย อย่างไร. เพราะที่ว่าอัตตามีตัวตนเป็นฝ่ายผิด แล้วไม่มีตัว - ไม่มีตน เป็นฝ่ายถูก อย่างนี้ต้องระวังให้ดี : ที่ว่าไม่มีตัวตน นั้นแหละ มันอาจจะเป็นอุจเฉททิฏฐิไปเลยก็ได้. อนัตตาที่เป็น อุจเฉททิฏฐิ เป็นทิฏฐิผิดคือมิจฉาทิฏฐิก็มีอยู่ ; ซึ่งเดี๋ยวจะเล่า ให้ฟังสักอย่างหนึ่ง. เพราะฉะนั้นคุณอย่าเห็นว่าคำพูดนี้มันถือ เอาตามตัวหนังสือได้ง่าย ๆ ถ้าว่าอัตตาผิด อนัตตาก็ต้องถูก. ที่จริงอนัตตาของพระพุทธเจ้านั้นมันไม่เหมือนกับอนัตตาของพวก อุจเฉททิฏฐิ คืออนัตตาของพระพุทธเจ้านั้นมันเป็น อิทัปปัจจยตา เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี, เมื่อสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้ก็มี. ถ้าไปพูดว่า อัตตาสุดโต่งฝ่ายโน้น, อนัตตาสุดโต่งฝ่ายนี้ ก็ผิดทั้งสองข้าง เพราะมันเป็นอนัตตาชนิดที่เป็นอุจเฉททิฏฐิ. อิทัปปัจจยตาของ พระพุทธเจ้านั้น ไม่ได้เป็นอุจเฉททิฏฐิ มันมีอยู่อย่างในฐานะ เป็น อิทัปปัจจยตา คือ ความที่เมื่อมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น ; นั่นแหละคือความหมายของ คำว่าอนัตตา ในพระพุทธศาสนา. เช่นว่าขันธ์ทั้งห้าเป็นอนัตตา ไม่ได้หมายว่ามันขาดสูญ หมายว่ามันเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไปตามกฎแห่ง อิทัปปัจจยตา

น.42 ๓๕ เพราะอนัตตาชนิดนี้ไม่ใช่อนัตตาอย่างสุดเหวี่ยง หรือสุดโต่ง ซึ่ง ตรงกันข้ามกับอัตตา. นี้ก็จะต้องระวังไว้ เราจะไปยืนยันว่า อนัตตา ๆ ในลักษณะอุจเฉททิฏฐิเข้าโดยไม่รู้ตัว มันก็ผิดหมด ; แล้วมันก็เสียความเป็นพุทธบริษัท. ถ้าพูดตามกฎเกณฑ์อันนี้ อัตตาก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ อนัตตาก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ; อิทัปปัจจยตา เท่านั้นที่จะไม่เป็นมิจฉาทิฏฐิ แต่ก็เป็นอนัตตาด้วยเหมือนกัน คือเป็นอนัตตาที่ถูกต้อง. ถ้าอนัตตาสูญละก็ เป็นมิจฉาทิฏฐิ เต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้ขอบเขตของความ หมายของคำพูดของแต่ละคำ ๆ. ที่จะเห็นง่ายไปกว่านั้นอีกเราจะมาดูกันที่สิ่งที่เรียกว่า "ดี" ว่า "ชั่ว" เมื่ออันนี้ชั่วเห็นอยู่อย่างนี้ และที่ตรงกันข้ามกับชั่ว คือดี. ถ้าชั่วเป็นผิด ฝ่ายดีก็จะต้องเป็นถูก : อย่างนี้ก็ไม่ได้. ตามหลักธรรมะที่แท้จริงนั้น พูดอย่างนี้ก็ยังผิด เพราะว่าชั่วนี้เป็น ของไม่น่าต้องการ นี้ใคร ๆ ก็เห็นอยู่ ; แต่พอถึงที่ดีก็เกิดว่าดีว่าถูก สำหรับจะยึดมั่นนี้ มันก็ผิดเท่านั้น. เพราะว่าที่แท้จริงมันไม่มี สิ่งที่น่าจะหลงว่าดี หรือหลงว่าชั่ว มันมีแต่ อิทัปปัจจยตา. อิทัป- ปัจจยตาในรูปนี้เราเรียกว่าชั่ว อิทัปปัจจยตาในรูปนี้เราเรียกว่าดี ; อิทัปปัจจยตาในรูปสุดท้ายก็คือ ขึ้นไปเหนือดี - เหนือชั่ว ; คือ ว่าชั่วก็เป็นสังขาร, ดีก็เป็นสังขาร ยึดมั่นเข้าแล้วเป็นทุกข์เท่ากัน;

น.43 ๓๖ ฉะนั้นไม่มีความตรงกันข้าม ระหว่างดีกับชั่ว มันเป็นเพียงสังขาร ที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยเหมือน ๆ กัน ทั้งสองอย่าง ; ผิดกัน แต่เพียงว่าอย่างนั้นมันถูกใจคน อย่างนั้นไม่ถูกใจคน. นี่คน จึงเกลียดชั่ว และรักดี ; พอยึดมั่นอย่างนี้ก็เป็นทุกข์ทันที เป็น ทุกข์ชนิดที่สัตว์เดรัจฉานไม่ต้องเป็นทุกข์เพราะเหตุนี้. แต่คน เริ่มเป็นทุกข์เพราะเหตุนี้ คือว่าตั้งต้นยึดถือ ชั่ว -ดี นี่. เพราะฉะนั้นในหลักพุทธศาสนาจึงมีเรื่อง อิทัปปัจจยตา ว่านี่คือของจริงแท้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ใครจะไปบัญญัติประเภท ไหนว่าดี ประเภทไหนว่าชั่วก็ตามใจเขา ; ธรรมชาติเป็นสักว่า ธรรมชาติ เป็นธัมมฐิตตา ธัมมนิยามตา ตั้งอยู่อย่างตายตัว เป็นสังขารที่เป็นไปตามธรรมชาติ. เพราะฉะนั้นผู้ที่จะดับทุกข์ สิ้นเชิง ต้องโกยทิ้งไปหมด ไม่ยึดถือในดีและชั่ว ปราศจากความ ยึดถือ เพราะมันยึดถือไม่ได้ เพราะมันเป็นเพียง อิทัปปัจจยตา ; นั่นแหละถูก. เพราะฉะนั้นในเรื่องปรมัตถธรรม ในเรื่องความ จริงแท้ของพระธรรมนั้น จะใช้หลักเกณฑ์อย่างเดียวกับของชาว บ้าน กลางตลาดไม่ได้. เพราะว่าชาวบ้านตามตลาดนั้น เขามี รากฐานอยู่บน สัสสตทิฏฐิ มีตัวฉันมีของฉัน มันก็มีดีมีชั่ว ตามแบบของเขา คือว่าถ้าถูกใจเขา เป็นประโยชน์แก่เขา เขา ก็ว่าดี, ถ้ามันตรงกันข้ามก็เรียกว่าชั่ว. ดีกับชั่วเลยเป็นของ

น.44 ๓๗ ตรงกันข้ามสำหรับชาวบ้าน. แต่สำหรับผู้ที่รู้ความจริงของธรรมะ ของธรรมชาติแล้ว จะเห็นว่าดีกับชั่วมันก็สังขารอย่างเดียวกัน มันยึดมั่นไม่ได้ เป็นเพียง อิทัปปัจจยตา เสมอกัน. นี้มันก็เป็น กฎเกณฑ์อันหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับทิฏฐิ จะไปบัญญัติเอาง่าย ๆ ตาม ความรู้สึกของตัวว่า ถ้ามันตรงกันข้ามแล้ว ฝ่ายหนึ่งต้องผิดและ ฝ่ายหนึ่งต้องถูกแน่ ; นี้เป็นความรู้สึกสามัญสำนึกของคนทั่วๆ ไป รวมทั้งพวกเราด้วย ; ระวังให้ดี ๆ. หลักเกณฑ์อันนี้จะใช้ได้กับ เรื่องอย่างธรรมดาสามัญ จะใช้กับเรื่องปรมัตถธรรมหรือสัจจธรรม มันไม่ได้. เพราะว่าเรื่องดีชั่วนั้นมันเป็นเรื่องสำหรับในโลกนี้ สำหรับศีลธรรมสำหรับชาวบ้าน ; แล้วก็ไม่มีสำหรับผู้ที่จะหลุดพ้น หรือว่าอยู่เหนือโลก คือเหนือความเป็นคนธรรมดา. แต่อย่า เข้าใจไปว่าที่พูดนี้จะต้องการให้เลิกไม่ถือชั่วถือดี : ถ้าคุณยังอยู่ ในโลก คุณต้องถือไปตามชาวโลก และต้องพูดไปตามชาวโลก เอาแบบ ปากอย่าง - ใจอย่าง ก็แล้วกัน. เมื่อเราพูดกับชาวโลก เราก็พูดตามแบบของชาวโลก ตามหลักเกณฑ์ของชาวโลก พูด กับชาวโลก ; แต่ในใจเรารู้จักมัน ว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ต้อง หลงไปตามนั้น. นี้เรียกว่า ทิฏฐิที่เกี่ยวกับความดี - ความชั่ว มันมีกฎเกณฑ์อยู่เป็น ๒ ชั้น สำหรับชาวบ้านธรรมดาอย่างหนึ่ง สำหรับพระอริยะเจ้าอีกอย่างหนึ่ง ; ควรจะรู้ไว้.

น.45 ๓๘ ทีนี้ก็อยากจะพูดต่อไปถึงทิฏฐิ ที่ตรงกันข้ามกับพุทธ- ศาสนา : พระพุทธเจ้าท่านตรัสระบุนัตถิกะทิฏฐิชนิดที่เป็นของครู หรือศาสดาที่ชื่อว่ามักขลิโคศาละ ว่าเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพุทธ- ศาสนา หรือค้านกันกับพุทธศาสนา. เขาเรียกว่า "นัตถิกะทิฏฐิ" แปลว่าทิฏฐิที่ไม่มีอะไร ฉะนั้นทิฏฐิพวกนี้จึงปฏิเสธหมด ไม่มี อะไร ไม่มีกรรม ไม่มีการกระทำ ไม่มีความเพียร. แต่พุทธ- ศาสนา หรือว่าพระพุทธเจ้า ทุกๆ พระองค์เป็นกรรมวาที เป็น กิริยะวาที เป็นวิริยะวาที คือมี มีอย่างที่เป็นกรรม เป็นกิริยา เป็นวิริยะ ; ถือว่ากรรมก็มีผล กิริยาก็มีผล วิริยะก็มีผล และ การกระทำนั้นก็มี ความเพียรนั้นก็มี แม้ว่ามันจะเป็นเพียง อิทัป- ปัจจยตา. สิ่งที่เราเรียกว่ากรรม คือคิดแล้วทำด้วยเจตนาเรียกว่า กรรม นี้ มันก็มีอยู่ ; แม้ว่าไม่ใช่ตัวจริงมันก็มีอย่าง อิทัปปัจจยตา. แล้วมันยังมีกรรมอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเหนือขึ้นไปอีก และจะหยุด เสียซึ่งกรรม กรรมดำ กรรมขาวก็ได้ มันเป็นกรรม ไม่ดำ ไม่ขาว. มันก็ล้วนเรียกมีกรรม กรรมดำ คือชั่ว กรรมขาว คือดี กรรม ไม่ดำ ไม่ขาว คือไม่ดีไม่ชั่ว และก็เป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมดี - กรรม ชั่ว. นี้คือกฎแห่งกรรมในพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าทุก พระองค์สอน. ดังนั้นพระพุทธเจ้าทุกพระองค์จึงได้ชื่อว่ากรรม- วาที คือผู้มีปกติกล่าวกรรม คือกล่าวว่ากรรมมี ; ทั้งที่กรรม นั้นเป็นเพียง อิทัปปัจจยตา ไม่ใช่ตัวตน.

น.46 ๓๕ ตรงนี้ก็อยากจะขอบอกเตือนให้รู้เสียด้วย สำหรับ พวกคุณที่เป็นนิสิต ที่เป็นผู้มีความรู้ ต้องมีคนเขาเชื่อว่าคุณ มีความรู้ แล้วเขาก็จะถามหรือว่าพวกฝรั่งเขาจะถาม. ถ้าเขาถามถึง เรื่องกรรมในพุทธศาสนาแล้ว ก็อย่าลืมนึกถึง ๓ กรรมนี้เสมอไป : สามกรรม คือ กรรมชั่ว แล้วกรรมดี แล้วกรรมที่ไม่ชั่วไม่ดี ; เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กรรมดำ, กรรมขาว, และกรรมไม่ดำไม่ขาว, กรรมดำ - กรรมชั่วก็คือบาป, กรรมขาว - กรรมดีก็คือบุญ, กรรม ที่ไม่ดำ-ไม่ขาว ไม่ดี-ไม่ชั่ว ก็คือเหนือบาป เหนือบุญ เป็น โลกุตตระ. ถ้าพูดแต่สองกรรมแรกนั้น ยังไม่ถึงพุทธศาสนา เพราะว่าศาสนาอื่น ๆ เขาก็พูดก็สอนกันทั้งนั้น. ศาสนาไหนก็สอน เรื่องกรรมชั่ว-กรรมดี ; จะมีแต่พุทธศาสนาเท่านั้นที่สอนถึงกรรม อีกชนิดหนึ่ง ที่จะระงับเสียซึ่งกรรมชั่วและกรรมดี เป็นกรรมที่ จะทำความหลุดพ้นจากกรรมทั้งหลาย ที่มันเป็นโลกียะ คือจะ เวียนว่าย. นี้คือข้อหนึ่งหรือข้อแรกที่ว่า พุทธศาสนามีหลัก อย่างนี้ ; ถ้าใครปฏิเสธอันนี้ จะไม่ใช่พุทธศาสนา. ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสระบุชื่อศาสดาองค์นี้ ว่าเป็นผู้ที่ด้านพุทธศาสนา. กิริยะวาที หมายความว่าการเคลื่อนไหว มันมี, การ กระทำที่ไม่เจตนามันก็มี, เพราะว่าเวลาเราไม่เจตนา เพราะหมด กิเลสแล้ว การเคลื่อนไหวมันก็ยังเป็นไปได้ ไม่ใช่จะไม่มี. เช่น

น.47 ๔๐ พระอรหันต์ไม่มีกิเลสแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าจะตายหรือว่าจะทำอะไรไม่ได้ ; ทำอย่างมีเพียงกิริยา ไม่ต้องมีกิเลส ไม่ต้องมีเจตนาที่เป็นกิเลส มันก็ทำไปได้ ; ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่ากิริยามันก็มี. หรือว่าจะ ลดมาเอากิริยาที่ต่ำกว่านั้นมาเป็นปุถุชนธรรมดานี้ เราอาจจะทำ อะไรได้โดยไม่ต้องมีเจตนาที่เป็นกิเลสก็ได้ ; อันนั้นก็เรียกเป็น กิริยา ไม่ใช่ว่ามันไม่มี ต้องยอมรับว่ามันมี ต้องยอมรับว่ามันมีค่า. เช่นว่ากิ่งไม้มันหล่นลงมาใส่ศีรษะคุณที่นั่งอยู่ตรงนี้ จะว่ายังไง ? มันเป็นกิริยา แล้วมันก็ต้องมีอย่างกิริยา แล้วมันก็มีผลที่จะต้อง ระวังเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่ากิริยามันก็ต้องมี ; พุทธศาสนาถือหลักว่ามีกิริยาอย่างนี้. พวกหนึ่งเขาค้าน เป็น ลัทธิที่ไม่มีอะไรเสียเลย น่ากลัว. วิริยะวาที หมายความว่า พุทธศาสนาถือว่า ความ พยายามเป็นสิ่งที่มีผล. ในเมื่อผู้อื่นถือว่าเพราะอำนาจกรรมเก่า หรืออำนาจพระเจ้า หรืออำนาจอะไรก็ตาม ความเพียรไม่มี ความเพียรไม่มีผล ความเพียรไม่มีค่า ; ใครถืออย่างนั้นก็ตาม ใจเขา ในพุทธศาสนาจะถือว่า ความเพียรมี และมีค่าและเป็นสิ่ง ที่พอทำเข้าแล้ว มันก็กระทบกระเทือนไปถึงอันอื่น. เพราะฉะนั้น ต้องระวังสิ่งที่เรียกว่า วิริยะนี้ไว้ด้วยให้ดี ๆ คือจะได้ใช้ให้มันดี ๆ ให้มันถูกต้องในเรื่องที่ควรจะใช้มันอย่างไร.

น.48 ๔๑ ฉะนั้นให้จำไว้ ๓ คำ ว่ากรรมคำหนึ่ง, กิริยาคำหนึ่ง, วิริยะคำหนึ่ง, สามคำนี้ เป็นหลักที่เราจะต้องมองให้เห็นว่า มันได้มีอยู่ มันมีค่า มันมีความหมาย แม้ว่ามันจะเป็นเพียง อิทัป- ปัจจยตา. เพราะฉะนั้นจึงไปสำคัญอยู่ที่ อิทัปปัจจยตา ที่จะต้อง ใช้ให้ถูกต้อง. ส่วนพวกนัตถิกะทิฏฐิ ซึ่งมีมักขลิโคสาละเป็น ผู้นำทีม เขามันไม่มีไปเสียหมด จึงถือเป็น ปฏิพาหติ คือคัดค้าน พุทธศาสนา. มีพระพุทธภาษิตตรัสว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เป็นกรรมวาที กิริยะวาที วิริยะวาที จำไว้อย่างนี้ก็ได้. เอาละ ทีนี้ก็จะมาถึงทิฏฐิที่น่ากลัวที่สุด คือ ทิฏฐิ ที่ว่าไม่มีอะไร นั่นแหละเราเรียกมักขลิโคสาละว่าเป็นหัวหน้าทีม คือเขาปฏิเสธอย่างกว้าง ๆ ไม่มีอะไรหมด. ที่นี้คำว่า "ไม่มี" นี้มันก็ยังมีข้อปลีกย่อย หรือยังมีข้อแม้ ไม่มีอะไร ไม่มีนั่น ไม่มีนี่ ไม่มีโน่น. ที่ปฏิเสธว่าไม่มีอะไรที่ต้องรับผิดชอบนั้น ก็มีอาจารย์คนหนึ่งชื่อว่า ปกุททะกัจจายนะ เป็นครูคนหนึ่งใน ครูทั้ง ๖ ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นคู่แข่งขันกับพระพุทธเจ้า ใน ครั้งพุทธกาลนั้น. ปกุททะกัจจายนะ มีทิฏฐิที่น่าเกลียดน่ากลัว หรือ น่าอันตรายที่สุด คือเขาถือว่ามีแต่สภาวะธรรม ๗ หมู่ หรือกาย ๗ หมู่. ๗ หมู่นี้เขาว่า ดิน น้ำ ไฟ ลม สุข ทุกข์ ชีวะ. ดิน

น.49 ๔๒ น้ำ ไฟ ลม ๔ อย่างนี้ก็ไม่ต้องพูดถึง ไม่ต้องอธิบายก็ได้ ธาตุ ดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ; แล้วก็ สุข ทุกข์ ซึ่งเรา ก็รู้จักกันดีแล้ว ความสุขหรือความทุกข์เป็นสิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้ เช่นเดียวกับ ดิน น้ำ ไฟ ลม ; แล้วมีอีกอันที่เรียกว่าชีวะ ซึ่ง เราสวดบท ยถาปัจจยัง ที่ว่า นิชฺชีโว นั่นแหละ, ไม่ใช่ชีวะ ไม่มีชีวะ. ส่วนลัทธินี้เขามีชีวะ. เมื่อเรียกอย่างอื่นเราเรียกว่า อัตตา หรือว่าบุรุษ หรือว่าเจตภูต หรือว่าอะไรก็ตามใจที่มันมี ความหมายว่า มันได้มีอยู่จริงตลอดเวลา ตายตัวไม่เปลี่ยนแปลง ทีนี้อาจารย์คนนี้เขาว่ามีกาย ๗ หมู่นี้ ในความหมายที่ เขาพูด บัญญัติของเขาเองว่า ๗ อย่างนี้เปลี่ยนไม่ได้ ; ๗ อย่างนี้ ไม่มีทางจะเปลี่ยนตัวเป็นอย่างใดได้ กระทั่งว่า ผ่าแล่งไม่ได้ ; ไม่มีใครทำให้ ๗ อย่างนี้เปลี่ยนตัวได้. ๗ อย่างนี้ประกอบกัน อยู่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ทำนองเดียวกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า บุรุษนี้ ประกอบอยู่ด้วยธาตุ ๖ ; แต่ครูคนนี้เขาบอกว่า มี สภาวะธรรม ๗ หมู่นี้ประกอบอยู่เป็นคน ๆ หนึ่ง. หมู่แต่ละหมู่นี้ หมายความมันเป็นสิ่งที่ใครทำอะไรให้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ; เพราะ ฉะนั้น แม้ว่าใครจะตัดศีรษะใครให้ขาดกระเด็นไป ก็ไม่มี ความหมายอะไร ที่จะเป็นบุญหรือเป็นบาป. เพราะว่ามันเป็น แต่เพียงใบดาบนั้นผ่าไปตามระหว่างของกาย ๗ หมู่นี้เท่านั้น

น.50 ๔๓ ไม่มีคนที่ถูกฆ่า และพร้อมกันนั้นก็ไม่มีใครที่เป็นผู้ฆ่า. เมื่อ การกระทำนี้ไม่มี คือไม่มีความหมาย ไม่มีผล แปลว่าไม่มีบุญ ไม่มีบาปเพราะการกระทำอย่างนี้. นี่มีกล่าวถึงอยู่ในคัมภีร์ พระไตรปิฎกหลายต่อหลายแห่งที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ที่น่ากลัวหรือ น่าอันตรายอย่างยิ่ง ในประเภทที่ว่าเป็นอกิริยทิฏฐิ ไม่เป็นอัน กระทำ. ผู้ที่แต่งหนังสือเรื่อง กามนิต ก็เอาสูตรนี้ไปใส่ในหนังสือ กามนิต ที่เรียกว่ารหัสสยลัทธิของอาจารย์ประจำกองโจร. มี หลายเรื่องที่เขาเอาไปจากพระไตรปิฎก ไปแต่งหนังสือกามนิต อันนี้ก็อันหนึ่งด้วย เช่นกาย ๗ หมู่ ของปกุททะกัจจายนะที่มี พูดถึงอยู่ในสามัญญผลสูตร ซึ่งรู้จักกันดี. นั่นแหละ คุณทบทวนดูให้ดี ในบรรดาทิฏฐิหลาย ประเภทที่ได้ยกมาเป็นตัวอย่าง เพื่อเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า "ทิฏฐิ" นี้. เราจะเห็นได้ว่า มันมีได้มากอย่าง เป็นสิบ ๆ อย่าง เป็นร้อย ๆ อย่าง ; มันมีข้อปลีกย่อยอยู่ต่างกัน เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถ ที่จะเอามาพูดกันให้หมดได้. และแม้ว่าเราจะแบ่งให้เป็นประเภท ๆ เราก็ต้องแบ่งโดยอาศัยหลักเกณฑ์ที่มันกว้างมากๆ จึงจะแบ่งไหว. ที่ผมสำรวจดู ผมอยากจะแบ่งอย่างนี้เลยว่า ท่านใช้คำว่า "มิจฉา ทิฏฐิ อันแสนจะมากมาย" นั่นคือมันมีมากมาย ในเมื่อสัมมาทิฏฐิ

น.51 ๔๔ มีอย่างเดียว หรือไม่ก็เพียง ๒ อย่าง คือชั้นต่ำ ๆ กับชั้นสูง. มิจฉาทิฏฐินี้ มันมีมากจนนับไม่ไหว ; ที่ผมสำรวจดูก็อยากจะ แบ่งเป็น ๓ พวกใหญ่ ๆ ว่า : พวกที่ ๑ มิจฉาทิฏฐิตามประสาคนธรรมดา เป็นมิจฉา ทิฏฐิที่มีใจความตรงกับที่คนธรรมดาสามัญเขาพูดกันอยู่ทั่ว ๆ ไป นี่อย่างหนึ่ง. คือสามัญสำนึกของคนธรรมดาที่มีอวิชชาจะพูด ออกมาอย่างไรนั้น มีอยู่ในพวกนี้. พวกที่ ๒ ก็คือตรงกันข้าม กลับตาละปัดดำเป็นขาว เลย กับที่เขาพูดกันอยู่ทั่วไป เช่นว่ามีหรือไม่มี หรืออัตตาหรือ อนัตตาอย่างนี้ มันกลับตรงกันข้าม นี้พวกหนึ่ง ; รวมได้ มิจฉาทิฏฐิ ๒ พวกแล้ว. พวกที่ ๓ นี้ยังมีอีกที่น่าหวัว พวกนี้มีทิฏฐิว่า เรา ไม่ควรจะพูดว่าอย่างไร ; ก็คือพวกที่ไม่รู้ พวกที่มีอวิชชามาก ถึงขนาดไม่กล้าพูด ขืนพูดกลัวผิด. เขาเลยบัญญัติด้วยความเห็น ของเขาว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงทุกเรื่องทุกราว ใคร ๆ ไม่ควรจะ ไปพูดว่ามันเป็นอย่างไร หรืออย่างไร. ทั้งหมดก็มีเท่านั้นแหละ ทิฏฐิกลุ่มหนึ่งไปตามที่คน ธรรมดาสามัญรู้สึกเอาเองด้วยอำนาจของอวิชชา, พวกที่ ๒ ก็คือตรงกันข้ามกับที่คนธรรมดาจะรู้สึกมันเป็นคนอุตริ หรือเป็น คนวิตถาร หรือเป็นคนที่ abnormal, พวกที่ ๓ เป็นพวกที่ก็น่า

น.52 ๔๕ สรรเสริญ นับว่าฉลาดอยู่เหมือนกัน แต่ว่าเพราะโง่จึงไม่กล้าพูด เลยถือเป็นหลักว่า เราอย่าพูดอะไรเลย ก็เลยไม่ต้องมีตัวทิฏฐิไม่ ต้องมีตัว Formular ว่าเขาว่าอะไร. ถ้าจะมีให้ได้ก็ว่า ‘เขาว่า ทุกอย่างอย่าไปพูดว่าอะไรเลย'. นี้สรุปทิฏฐิทั้งหลายก็จะได้เป็น ๓ ชนิดอย่างนี้ ระวังให้ดีๆ อย่าไปถลำลงไปในพวกใดพวก หนึ่งเข้า. ส่วนพระพุทธเจ้าท่านตรัสไม่เหมือนใคร ยึดหลัก อิทัปปัจจยตา เป็นหลักใหญ่ จะมีอะไรก็ไม่พ้นไปจาก อิทัปปัจจยตา. อิทัปปัจจยตา มันเลยอยู่ที่ตรงกลาง ระหว่างฝ่ายโน้นกับฝ่ายนี้ เสมอ : ไม่พูดว่ามีหรือไม่พูดว่าไม่มี พูดแต่ว่าเป็น อิทัปปัจจยตา ; มีที่สุดหรือไม่มีที่สุดก็ อิทัปปัจจยตา ; เที่ยงหรือไม่เที่ยงก็ อิทัปปัจจยตา ; ไม่ว่าอะไรมาอยู่ตรงกลางไว้หมด. นี่เราได้ทิฏฐิทั้งหลายเป็น ๓ พวก ส่วนสัมมาทิฏฐินั้น ให้ถือว่ามันมี อิทัปปัจจยตา นั่นเอง : ถ้ายังต้องการดีต้องการ ชั่วอยู่ก็ อิทัปปัจจยตา ดีชั่ว ; ถ้าต้องการกรรมที่ ๓ เหนือดี - เหนือชั่ว ก็เอา อิทัปปัจจยตาที่เพิกถอนทั้งหมดเลย ไม่เป็นดีไม่ เป็นชั่ว. นี้ฝ่ายสัมมาทิฏฐิในพุทธศาสนา พูดไปแล้วมันคล้ายกับ ยกตัวเอง ข่มขี่พวกอื่น ; แต่เราก็ไม่มีทางที่จะคิดเป็นอย่างอื่น เราถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสไว้ถูกต้อง เป็นสวากฺขาโต คำตรัส ของพระองค์เป็นสวากขาโตถูกต้อง เราก็พูดอย่างนี้ ในฐานะที่

น.53 ๔๖ เป็นพุทธบริษัท. ในชั้นแรกเราก็พูดตามพระพุทธเจ้า ต่อมา เมื่อเราศึกษา อิทัปปัจจยตา เห็นชัดแจ้งถึงที่สุดหรือบรรลุธรรมะ ในข้อนี้แล้ว เราก็พูดตามที่เราเห็น. พระพุทธเจ้าท่านต้องการ อย่างนี้แหละ มีพุทธภาษิตแสดงอานิสงส์ ของปฏิจจสมุปบาท ไว้หลายอย่างหลายข้อ แต่ข้อสุดท้ายมีอยู่ว่า “เธอจะเป็นผู้ สามารถพูด ตามที่เธอเห็น ; ไม่ต้องมาพูดตามฉัน" พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้อย่างนี้. ฉะนั้นเราก็ต้องพูดตามพระ- พุทธเจ้า เมื่อเรายังไม่เห็น ; พอเราเห็นเราก็พูดตามที่เราเห็น มันก็ตรงกับที่พระพุทธเจ้าท่านพูดทีแรก. ทีนี้ เราจะดูกันในเหลี่ยมอื่นบ้าง ว่าทิฏฐิทั้งหลายนี้ บรรดาที่เป็นมิจฉาทิฏฐิมากหลายนั้นน่ะ แบ่งได้เป็น ๒ พวกคือ พวกที่มันยังน้อย ๆ อยู่ไม่รุนแรงนี้ มันก็ยังไม่ปิดหนทางที่ไป สวรรค์. เช่นสัสสตะทิฏฐิบางประเภท ที่ถือว่ามีตัว ฉันมีกรรม ของฉัน ฉันทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ฉันตายแล้วจะไปเกิดดี เกิดชั่ว ตามกรรมของฉัน อย่างนี้เรียกว่าสัสสตะทิฏฐิ ประเภท ธรรมดาสามัญ ; มีทิฏฐิอย่างนี้ไม่ห้ามสวรรค์ มันมีทางที่จะไป สวรรค์ ไปสวรรค์ได้เพราะทิฏฐิอย่างนี้ ; แล้วก็ชาวโลกทั่วไป ถือว่าทิฏฐิอย่างนี้เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นความถูกต้อง ; แต่ว่ามี ทิฏฐิอย่างนี้ไปนิพพานไม่ได้ คือจะนิพพานไม่ลงเพราะยังมีตัวฉัน

น.54 ๔๗ ที่จะทำกรรมเอาผลกรรมของฉันอะไรไปตามเรื่อง แต่ว่าไปสวรรค์ ได้. เพราะฉะนั้นทิฏฐิประเภทนี้จึงเรียกว่า ทิฏฐิประเภท ที่ไม่ห้าม ไม่ปิดกั้นการไปสวรรค์. แต่คุณไปนึกดูเองเถอะ เรื่องสวรรค์นี้มันเป็นเรื่องลูกกวาดหวาน ๆ สำหรับเด็ก ๆ ไม่ใช่ มีค่าอะไรมากมาย. ส่วนมิจฉาทิฏฐิทั้งหลายนอกนั้นมันปิดทาง สวรรค์ด้วย ปิดทางนิพพานด้วย ปิดเสียทั้งสองทาง ; โดย เฉพาะอย่างยิ่ง เช่นทิฏฐิว่ามีแต่กาย ๗ หมู่ ใครจะตัดศีรษะใคร ให้ขาดไป ไม่มีความหมายอะไร เพียงแต่ว่าให้กายหมู่หนึ่งมัน ผ่านไประหว่างกายหมู่หนึ่ง ; อย่างนี้มันไม่มีทางที่จะไปสวรรค์ หรือว่าไม่มีทางที่จะไปนิพพาน. นอกจากสัสสตะทิฏฐิประเภท อ่อน ๆ นั้นแล้ว มันก็เป็นทิฏฐิที่ปิดกั้นทางสวรรค์ ปิดกั้นทาง นิพพานหมดสิ้น. เพราะฉะนั้นการสอนศีลธรรมทั่ว ๆ ไป ให้ ทำดีได้ไปสวรรค์นั้น ต้องอาศัยสัสสตทิฏฐิประเภทที่ไม่ปิดกั้น สวรรค์ แต่ยังคงปิดกั้นทางนิพพานอยู่นั่นแหละ. ทั้งหมดนี้เราก็จะได้ประเภทของทิฏฐิ หรือจะรวมกัน เรียกว่าทิฏฐิทั้งหลายเป็น ๒ ประเภท : ถ้าว่าเป็นทิฏฐิที่ถูกต้อง ก็เป็นทิฏฐิที่ไม่ปิดกั้นสวรรค์ ไม่ปิดกั้นนิพพาน นี้ก็ได้แก่สัมมา ทิฏฐิ. สัมมาทิฏฐิอย่างโลกียะ ก็ให้ทำดี ก็ได้รับผลดี ก็ไปสวรรค์. แต่ไม่พูดถึงนิพพาน พูดถึงสวรรค์ในฐานะที่ว่ามันก็เป็นทางที่

น.55 ๔๘ ต้องผ่านไปนิพพาน. เบื่อสวรรค์แล้วมันก็ไม่มีไปไหนได้แล้ว มันก็ไปหาความดับไม่เหลือ. และสัมมาทิฏฐิสูงสุด สัมมาทิฏฐิ โลกุตตระนั้นแหละ จะทำให้ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ๆ แม้ สวรรค์ก็ไม่ถูกยึดถือ ฉะนั้นจึงเป็นสัมมาทิฏฐิประเภทที่ดับทุกข์ ทั้งปวง บรรลุถึงนิพพาน ไม่มีวัฏฏะสงสารอีกสำหรับทิฏฐิ สูงสุดอย่างนี้. นี่ทิฏฐิฝ่ายถูกฝ่ายดีมันก็มีอยู่อย่างนี้ : อันหนึ่ง ลดลงมาให้เป็นเรื่องของศีลธรรม สอนคนทั่วไปตามประสา ชาวบ้าน ; อันหนึ่งคงสงวนไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ว่า ถูกจนไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร. นี้คือสัมมาทิฏฐิที่ถูก ; ระบุไปยัง อิทัปปัจจยตา ที่ทำให้เห็นว่าไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่น ถือมั่น แม้แต่ สวรรค์ แม้แต่พรหมโลก แม้แต่อะไรต่างๆ ที่เขาชอบกันนัก ; ที่เคยหลงว่าเป็นนิพพานกันมาแต่กาลก่อน. เรื่องนี้บางคนจะฟัง ไม่ถูกก็ได้ คือว่าก่อนพระพุทธเจ้าเกิดนั้น เขาเคยเอากามารมณ์ เต็มเปี่ยมนั้นเป็นนิพพานก็มี. กามารมณ์เต็มเปี่ยมก็เล็งถึงสวรรค์ นั่นเอง หรือบางทีก็เอาพรหมโลกคือว่าพวกจตุตถฌานขึ้นไป ว่า เป็นนิพพานก็มี. เขาเข้าใจว่าอย่างนั้น ; ต่อเมื่อพระพุทธเจ้า เกิดขึ้น จึงเอาการสิ้นแห่งกิเลสเป็นนิพพาน. เมื่อเป็นอย่างนี้ เราอาจจะกล่าวได้พอเป็นหลักที่ใช้ได้ ทั่ว ๆ ไปว่า ถ้ามันไม่ทุกข์ มันดับทุกข์ได้ หรือให้น้อยลง ๆ

น.56 ๔๙ ให้ทุกข์มันดับ คือดับทุกข์ได้ ทุกข์น้อยลง ๆ จนดับหมดเลย นั้นเรียกว่า "สัมมาทิฏฐิ" ทั้งหมดก็ได้ ; จะเป็นอย่างต่ำหรือเป็น อย่างสูงก็ตามใจ เรียกว่า "สัมมาทิฏฐิ" ได้. จากนรกไปสวรรค์ ก็ดีอยู่แล้ว, จากสวรรค์ก็ไปนิพพานแล้ว, ไม่มีอะไรที่ดีกว่านั้น. ทีนี้ก็จะพูดกันถึง ไวพจน์ ชื่อเรียกแทน : ไวพจน์ ของสิ่งที่เรียกว่าทิฏฐิในทางความหมาย ให้เข้าใจกันอีกสักครั้ง หนึ่ง. ไวพจน์ของทิฏฐิมีอยู่หลายคำ เช่นคำว่า : ปัจเจกสัจจะ, ทิฏฐิสัจจะ, สัจจาภินิเวสะ, อธิคติ เป็นต้น. คุณสังเกตดู ให้ดีเถอะ มันมีคำว่าสัจจะ ๆ อยู่ในคำเหล่านั้น : ปัจเจกสัจจะ แปลว่าสัจจะเฉพาะตัวคนหนึ่ง ๆ นั่นแหละ คือทิฏฐิ. สัจจะนั้นจะเป็นสัจจะหรือไม่สัจจะก็ไม่รู้ละ แต่คนนั้น เขาต้องถือว่าสัจจะแน่ จึงได้ถือเป็นทิฏฐิ. เกี่ยวกับเรื่องสัจจะนี้ คุณจำไว้อย่างนี้ก็แล้วกันว่า สัจจะของคน ๆ หนึ่งนั้น จะมีเท่าที่ เขาเห็นเท่านั้น เลยนั้นไปไม่เป็นสัจจะ นอกไปจากนั้นไม่เป็น สัจจะ ; คือคน ๆ หนึ่งเขามี experience อย่างไร ปรุงเป็นความ คิดเห็นขึ้นมา แล้วเขารู้สึกเอง ไม่ต้องแกล้งรู้สึกว่าเป็นความจริง ; ทีนี้ใครรู้แค่ไหนมันก็จริงเพียงแค่นั้น. ถึงคุณเองก็เหมือนกัน คุณจะยอมรับว่าจริง หรือคิดว่าจริงเท่าที่คุณเห็น ; ส่วนนอก ไปจากที่คุณเห็น คือคุณยังไม่ได้เห็น คุณจะไม่ยอมรับ. อันนี้

น.57 ๕๐ เป็นเหตุให้เราไม่เชื่อพระพุทธเจ้า เพราะว่าเรามีปัจเจกสัจจะของเรา ว่าอย่างนี้. นี่คนเป็นอันมากในครั้งพุทธกาล จึงไม่ได้นับถือ พระพุทธศาสนา เดินทางสวนกับพระพุทธเจ้า เขาก็ไม่รู้ว่า พระพุทธเจ้าเป็นอะไร เพราะเขาไม่สนใจ เพราะว่าเขามีสัจจะ ที่เป็นปัจเจกสัจจะของเขา. มีเรื่องเขียนเล่าไว้ในพระไตรปิฎกว่า มีคนด่าพระพุทธ- เจ้า ว่าดีแต่ทำให้คนเป็นหม้าย นี่เข้าใจว่าผู้หญิงด่า. ผู้หญิง ที่เขาโกรธพระพุทธเจ้าว่า ผัวของเขาไปอยู่กับพระพุทธเจ้าเสีย จนมีคนเป็นหม้ายอยู่หลายคน. นี้เขามีปัจเจกสัจจะ ของเขาว่า ผัวเขานั่นแหละดี ถูกแล้วที่เขาจะอยู่กันเป็นผัวเมีย การที่ออกไป อยู่กับพระพุทธเจ้านั้นมันไม่ถูก ; สัจจะของเขามันเป็นอย่างนี้. เพราะฉะนั้น คนเราจะมีสัจจะได้เพียงเท่าที่เราเห็นเท่านั้น ; แต่ว่าสิ่งนี้มันเปลี่ยนได้. พอรู้อะไรมากขึ้น หรือมี experience อันอื่นเพิ่มเข้ามา ๆ มันก็เปลี่ยนไปได้ ; สิ่งที่เรียกว่าปัจเจกสัจจะ นั้นมันก็เปลี่ยนได้ ๆ แต่เราก็ต้องเรียกว่า "ปัจเจกสัจจะ" สัจจะหนึ่ง เฉพาะ สัจจะอย่างหนึ่งเฉพาะคน ๆ หนึ่ง. ทีนี้คำถัดไปก็ว่า ทิฏฐิสัจจะ นี่มันชัดดีมาก สัจจะที่ เป็นไปตามทิฏฐิ ใครมีทิฏฐิอย่างไร สัจจะของคนนั้นก็อย่างนั้น ; เลยเรียกกันเสียใหม่ว่า "ทิฏฐิสัจจะ". " นั่นก็คือทิฏฐิของเขาละ.

น.58 ๕๑ จริงตามที่เขาเห็น เรียกว่านั่นน่ะคือทิฏฐิของเขา สัจจะของเขา. เราจะมีทิฏฐิสัจจะกันแต่ละคน. ทีนี้ คำต่อไปว่า สัจจาภินิเวส = สัจจะ + อภิ + นิเวส รวมกันเป็นสัจจาภินิเวส. อภินิเวสคือเข้าไปเฉพาะไม่เหลือ ; แปลว่าฝังตัวเข้าไปจนมิดไม่เหลือ นี้เรียกว่าอภินิเวส. สัจจา- ภินิเวส คือฝังตัวเข้าไปมิดไม่มีเหลือ ในสัจจะตามที่เขาเห็น. เพราะฉะนั้นสัจจาภินิเวสก็เป็นชื่อของทิฏฐิ คือมิจฉาทิฏฐิตามที่ เขาเห็น. นี่จะสังเกตเห็นได้ว่า มีคำว่าสัจจะอยู่ในคำชื่อเหล่านี้ทั้ง สามชื่อเลย ปัจเจกสัจจะบ้าง ทิฏฐิสัจจะบ้าง สัจจาภินิเวสบ้าง. ทีนี้ คำที่ไม่มีว่าสัจจะก็ยังมี เช่นคำว่า อธิคต แปลว่า ไปทับ หรือไปถึง, ในที่หลาย ๆ แห่งก็เล็งถึงทิฏฐิ, ที่ว่า ไปถึงหรือไปทับ หมายความว่าจิตใจของคนนั่นแหละ มันไปถึง ที่ตรงนั้น มันไปทับอยู่ที่ตรงนั้น ไม่เป็นไปที่อื่นได้ ; มัน ก็เป็นทิฏฐิประจำตัวเขา. นี่ถือเอาความจาก คำไวพจน์เหล่านี้แล้วก็ได้ความสั้น ๆ ว่า สิ่งที่ปรากฏแก่ความรู้สึกของเขาซ้ำ ๆ ซาก ๆ จนเขาเข้าใจว่า นี้มันเป็นอย่างนี้. หรือแม้เขาจะใช้เหตุผล ใช้ reasonning อย่างไร ๆ มันก็เป็นอย่างนี้. ถึงแม้เขาจะเชื่อจากผู้อื่น เพราะ เขาเป็นคนมักเชื่อ มันก็ไปยุติได้ที่ตัวที่เป็นอะไรอย่างหนึ่งอย่างนี้.

น.59 ที่ฝั่งลึก ลงรากลึก ก็ต้องมาจากผัสสะที่เกิดขึ้นในใจของ เขาเอง. ความรู้สึกที่มันเกิดขึ้นในใจของเขาเอง และจิตของเขา กระทบกันเข้ากับความรู้สึกต่าง ๆ เหล่านั้นแล้ว มันก็ปรุงสำเร็จรูป ขึ้นมาเป็นทิฏฐิประจำตัวเขา. อย่างนี้ลึกซึ้งกว่าการที่ใช้เหตุผล หรือการฟังรับเชื่อมาจากผู้อื่น. ทิฏฐิที่มาจากการเชื่อผู้อื่นก็ยัง คลอนแคลน, ทิฏฐิที่มาจากการใช้เหตุผล หรือ reasonning นี้ ก็ยังคลอนแคลน, แต่ถ้าทิฏฐิที่มันมาจาก experience ในใจ โดยตรง คือผัสสะนั้น มันเป็นอนุภวะ เสวยด้วยจิตใจลงไป โดยตรงด้วยสิ่งนั้น ไม่ต้องใช้เหตุผล อยู่เหนือเหตุผล ; มัน ปรุงเป็นความรู้สึก ที่ทำให้เชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งลงไป อย่างนี้ คือทิฏฐิแท้ ที่เรียกว่าสัจจาภินิเวส ฝั่งตัวเข้าไปจนมิดในสัจจะ อันนั้น นั่นคือทิฏฐิที่เต็มเปี่ยม. เราก็มักจะมีทิฏฐิอย่างใด อย่างหนึ่งไปตามแบบของเราแล้ว จนกว่าจะถูกรื้อฟื้นแก้ไขไถ่ถอน ไปตามแบบของพระพุทธเจ้า. ระวังให้ดี ๆ คำนี้น่าหวัวมาก คือว่าเป็นคำขบขัน ฝังเข้าไปจนมิด แล้วจะเอาอะไรดึงกลับออกมา มันก็ต้องเก่งหน่อย. ทีนี้ จะพูดถึงอุปมาของทิฏฐิ คำเปรียบของสิ่งใด ๆ ก็ตามจะช่วยให้เราเข้าใจสิ่งนั้น ๆ ได้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า อุปมานั้นมีประโยชน์ พระพุทธเจ้าท่านใช้มากที่สุด เมื่อท่านจะ

น.60 ๕๓ ตรัสอะไรให้มันเป็นจริงเป็นจัง ให้เข้าใจซึมซาบลืมยาก ท่าน จะต้องใส่อุปมาควบคู่ไว้เสมอแหละ ไปอ่านดูในพระสูตรทั้งหลาย ก็แล้วกัน. ถึงแม้ว่าสิ่งที่เรียกว่าทิฏฐินี้มันก็มีอุปมา เช่นคำว่า ตาข่าย ชาละ แปลว่าตาข่ายหรืออวน อวนเป็นตาข่ายสำหรับ ดักปลา นี่ชาละ. หรือชาละที่ใช้ดักนกดักอะไรก็เรียกว่าชาละ เหมือนกัน ตาข่ายนั่นแหละ. ทิฏฐิทั้งหลายเป็นดุจชาละ คือ มันล้อมเอาสัตว์ที่ติดอยู่ในนั้นไว้ ออกไม่ได้ คือมันติดข่ายแล้ว ออกไม่ได้. ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าทิฏฐินั้นมันเป็นที่ติด ติดเหมือน กับติดข่ายออกไม่ได้. ทีนี้ถ้าเกิดทำลายข่ายขาดกระจุยกระจาย ออกมาได้นี้มันก็เรียกว่า ออกมาพ้นทิฏฐิแล้ว ทำลายทิฏฐิแล้ว ทำลายทิฏฐิเสียหมดแล้ว. เมื่อเรามีทิฏฐิผิด ๆ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ก็คือติดอยู่ในข่าย; เราก็อาศัยสติปัญญาของพระพุทธเจ้าเป็น เครื่องทำลายข่าย ให้มันขาดกระจุยกระจายไป แล้วออกมาได้ มิจฉาทิฏฐิทั้งหลาย จึงมีอุปมาเปรียบเสมอด้วยชาละ ซึ่งแปลว่า ข่าย. บางทีก็เรียกว่า สังคาตะ ที่แปลว่าแห อย่างนี้ก็เหมือนกัน ข่ายกับแหมันก็ทำหน้าที่เหมือน ๆ กัน. ทีนี้ บางทีก็เรียกว่า ขานุวัฏฏะ. ขานุแปลว่าตอ ตอไม้, ขานุวัฏฏะ ก็แปลว่าหลักต่อในวัฏฏะ. ลงใครมีทิฏฐิแล้วก็เหมือน กับว่าปักหลักลงไปในที่นั้นไม่เคลื่อนอีกต่อไป. หลักตอที่เรา

น.61 ๕๔ เห็น ๆ อยู่นั้น มันมีความหมายคือมันไม่เคลื่อนไปจากที่นั้น. ทิฏฐินี้ทำให้คนนี่ เหมือนกับปักตัวเองลงไปในวัฏฏะสงสาร แล้ว ออกไม่ได้ เป็นหลักตอติดอยู่ในวัฏฏะสงสาร. นี้คือทิฏฐิ สิ่งที่เรียกว่าทิฏฐิ. เพราะมันมีทิฏฐิมันจึงปักเข้าไป ๆ โดยคำว่า อภินิเวส จนมิดไปเลย ถอนไม่ได้. บางทีก็เรียกว่าขีละ ซีละแปลว่าเสาเขื่อน เจโตขีละ แปลว่าเสาเขื่อนที่ตรึงจิต. ขีละแปลว่าเสาเขื่อนสำหรับตรึงอะไร อย่างตรึงจิตในที่นี้ มันปักเสียบจิต. เหมือนกับว่าเราเอาสัตว์ อะไรมาตัวหนึ่ง แล้วก็เอาไม้แหลม ๆ ตอกลงไปบนสัตว์ตัวนั้น ให้หลักแหลม ๆ นั้นมันทะลุสัตว์ตัวนั้น ฝังลงไปในดินติดแน่นอยู่ สัตว์ตัวนั้นก็เรียกว่าถูกขีละนี้ตรึงปักลงไป. ทิฏฐิทั้งหลายมี ลักษณะเหมือนขีละ มันจะเสียบปักเราให้ติดอยู่ที่นั่น โดยเฉพาะ มันเสียบที่ใจ เป็นขีละที่เสียบใจให้ติดอยู่กับที่อย่างใดอย่างหนึ่ง. นี่อุปมามีอย่างนี้ ให้ทำภาพพจน์หลับตาเห็นเอาเองก็แล้วกัน ว่า มันเสียบจิตใจของสัตว์นั้น ให้มันติดแน่นอยู่ในเกลียวของ สังสารวัฏออกไม่ได้. ทีนี้ในทางอื่นเปรียบเหมือนกับน้ำ น้ำคือน้ำใหญ่ คือ น้ำท่วม น้ำท่วมใหญ่ เรียกว่าทิฏโฐฆะ ทิฏฐิ + โอฆะ = ทิฏโฐฆะ. โอฆะในที่นี้หมายถึงน้ำมาใหญ่อย่างกับท่วมฟ้ามาอย่างนั้น แล้ว

น.62 ๕๕ ก็มาท่วมมิดเลย. ทิฏฐินี้เป็นของท่วมทับสัตว์เหลือประมาณ ไม่มี อะไรจะท่วมเท่า ไม่ใช่น้ำตื้น ๆ สำหรับลุย. น้ำที่ไหลบ่าล้นฟ้า มาเลยนั้นมันท่วมบ้านเรือนมิดหมดเลย อย่างที่คนตายกันมาก ๆ เป็นแสน ๆ นั้นน่ะ คือน้ำทะเลเกิดท่วมบ้านแบบนั้น นี่เปรียบ เหมือนน้ำโอฆะ คือน้ำหลากใหญ่. บางทีก็เรียกว่า ของดองของหมักดอง ทิฏฐาสวะ ทิฏฐิ + อาสวะ อาสวะ แปลว่าของหมักดอง. ในการหมัก ดองนี้ต้องการให้มันแน่นอนหรือมันตายตัวลงไป สะสมอยู่ที่นั่น ; ไม่ไหล ไม่เปลี่ยนไปทางอื่น. ทิฏฐินี้เป็นเครื่องหมักดอง อยู่ในใจ เป็นของดองอยู่ในใจ. ที่ว่ามานี้เป็นตัวอย่าง บางอย่างพอจะให้เข้าใจได้ว่า ทิฏฐินั้นมันมีหน้าที่อย่างไร มันมีลักษณะอย่างไร ดูเอาจาก อุปมาเหล่านี้ บางทีใช้ในความหมายที่ใหญ่กว้าง เช่นว่า มหา- ตัณหาชาละ - ข่ายแห่งตัณหาอันใหญ่หลวง ; บางทีเรียกว่า พรหมชาละ - ข่ายที่มันมาเหนือเมฆ มันใหญ่หลวง ; โดยที่ เล็งถึงข้อที่ว่าสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงในหมื่นโลกธาตุนี้ ส่วนมาก ๙๙ เปอร์เซ็นต์ มันติดอยู่ในข่ายนั้น. เราบอกจำนวนไม่ถูก หรอก เราต้องใช้คำว่าในหมื่นโลกธาตุ. ไม่รู้ละว่าหมื่นโลกธาตุ นั้นมันใหญ่เท่าไร. เพียงแต่โลกธาตุนี้ โลกธาตุเดียว ยังมี

น.63 ๕๖ โลกเรานี้อยู่ในโลกธาตุนี้ โลกเรานี้มันเป็นกะผีกหนึ่งของโลกธาตุ หนึ่งนั้น ; แม้มันมีคนตั้ง ๕๐๐๐ ล้านกระมัง. เอาละเป็น อันว่าสัตว์มีเท่าไรในหมื่นโลกธาตุนี้ ๙๙ เปอร์เซ็นต์มันติดอยู่ใน ข่ายเหล่านี้ ก็เลยเรียกข่ายนี้ว่า มหาตัณหาชาละบ้าง พรหมชาละ บ้าง เพราะว่าทิฏฐินี้มันมีได้มาก ตั้งสิบ ๆ อย่าง ตั้งร้อย ๆ อย่าง คนหนึ่งก็มีอย่างหนึ่ง ทุกคนติดอยู่ในอวนนี้ทั้งนั้น. ถ้าสมมติว่า เราทำอวนใหญ่ ๆ ล้อมปลาทีเดียวทั้งหมดมหาสมุทร แล้วก็กวด เข้ามา-เข้ามา มันจะมีปลาในอวนนั้นมากสักเท่าไร คิดดู. นี่คือ อาการที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรียกทิฏฐิทั้งหลายว่า พรหมชาละ ; นี้เป็นอุปมา. ทีนี้ ก็อยากจะชี้ข้อสุดท้ายอีกตามเคยว่า อารยะธรรม เนื้อหนัง ซึ่งเป็นที่ตั้งของความหลงใหล. ความหลงใหลใน อารยะธรรมเนื้อหนัง นี้มันก็มาจากทิฏฐิโดยตรง เพราะว่า คนนี้มันเป็นไปตามอำนาจของทิฏฐิของตน ๆ มันไปหลงในอะไร มันก็หลงด้วยทิฏฐินั้น. เมื่อหลงในอารยะธรรมเนื้อหนังมันยิ่งง่าย ใหญ่ เพราะว่ามันเป็นตัวกิเลสอยู่แล้ว ทิฏฐิมันเป็นกิเลส วัตถุ ประสงค์ของมันก็จะหาเหยื่อให้กิเลส. ฉะนั้น ทิฏฐิประเภท ที่เรียกว่าสัสสตะทิฏฐิ มันก็ทำให้เห็นแก่ตัวที่จะหลงอารยะธรรม เนื้อหนัง ; อุจเฉททิฏฐิก็ว่ามันจะตายเสียแล้วโว้ย ก็รีบไปหลง ในเนื้อหนัง.

น.64 ๕๗ หรือเราจะมองดูอีกทางหนึ่งว่า ทิฏฐิที่ตรงกันหมด ส่วนมากของคนในหมื่นโลกธาตุนี้ มันก็หลงในเนื้อหนัง แม้ว่า มันปลีกตัวมาอย่างตรงกันข้าม มันก็จะชวนให้หลงในเนื้อหนัง มันประหลาดตรงที่ว่ามันตรงกันข้าม แต่มันไปหลงในสิ่งเดียวกัน ได้. พวกที่ถือว่าไม่มีนั่นไม่มีนี่ ไม่มีบุญไม่มีบาป ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์นี้ ที่ตรงกันข้ามกับคนธรรมดานั้น มันก็ไปหลงใน เนื้อหนัง น่าหวัว ! พวกที่ถือว่าไม่มีอะไรเป็นคุณค่า เป็น ความหมาย มันก็หลงในเนื้อหนัง. แม้ทิฏฐิที่ว่า ไม่มีบุญไม่มี บาป ตัดคอใครก็ไม่มีบุญไม่มีบาป มันก็ยังอุตส่าห์ไปหลงใน เนื้อหนัง. หรือว่าทิฏฐิที่พูดว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงพูดว่าอย่างไร ไม่ได้ เราอย่าพูดดีกว่า มันก็ไปหลงในเนื้อหนัง. ถ้ามิจฉาทิฏฐิ แล้ว มันก็พาไปหาความหลงใหลในอารยะธรรมเนื้อหนัง อย่างใด อย่างหนึ่งเสมอ เพราะฉะนั้นขอให้ระมัดระวังให้มาก มันเป็น สิ่งที่น่ากลัวมาก. ทิฏฐิมันก็คือสิ่งที่จูงจมูกสัตว์ ไปหาสิ่งที่ทิฏฐินั้นมัน เข้าใจ ว่าดีและประสงค์. เพราะฉะนั้นอารยะธรรมทั้งหลาย ในระดับไหนในยุคไหนก็ตาม มันไปตามทิฏฐิของสัตว์มนุษย์ ที่มันเปลี่ยนไปๆ. ข้อนี้ก็เคยพูดแล้วให้ช่วยระลึกนึกถึงคนป่า สมัยหินนู้น มันแรกเป็นคนขึ้นมา หรือว่าอย่างที่เขาเรียกว่า

น.65 ๕๘ เพิ่งจะมาจากลิงนั้น ทิฏฐิมันก็แทบจะไม่มี ; มันมีก็แต่ง่าย ๆ ต่ำ ๆ เตี้ย ๆ ตามความรู้สึกที่ผัสสะอันเลวของมัน จะทำให้มันเกิด ความคิดความเชื่ออันใดขึ้นมาได้บ้าง. ขึ้นชื่อว่าสิ่งที่มีชีวิตแล้ว มันก็ต้องมีผัสสะ แล้วผัสสะนั้นมันก็ต้องให้เกิดความคิดความนึก อย่างใดอย่างหนึ่ง. ถ้าความคิดนั้นมันซ้ำซากเข้า จนเข้ารูป เข้ารอยตายตัว มันก็กลายเป็นทิฏฐิขึ้นมา เพราะฉะนั้นเราจึง ถือว่า แม้คนป่าสมัยหินก่อนสมัยหิน มันก็มีทิฏฐิของเขาแล้ว แม้ว่ามันจะต่ำมากหรือตื้นมาก. แต่แล้วอย่ากลัว มันจะไม่ตื้น หรือไม่ต่ำอยู่แค่นั้นหรอก มันจะสูงๆ ขึ้นมา จึงชวนให้อารยะธรรม เนื้อหนังสูง ๆ ๆ ขึ้นมาตามลำดับ คุณก็ต้องเชื่อว่าแต่ก่อนนี้มัน ไม่มีพวกเราที่ฉลาด หรือว่าทำอะไรได้อย่างนี้ มันมีแต่คนสมัยหิน ไม่นุ่งผ้า แล้วทำไมมันมาเกิดคนอย่างเดี๋ยวนี้ได้ล่ะ หรือทำไมมัน ไม่ตายเสียหมดล่ะ. ฉะนั้นเขาต้องมีอะไรที่ถูกต้องพอที่เขาจะ รอดชีวิตอยู่ แล้วก็มีความคิดเห็นที่ก้าวหน้า เป็นทิฏฐิที่ก้าวหน้า. ผมนึกขึ้นมาได้ในบางครั้ง เมื่อฉันอาหาร ผมมองน้ำจิ้ม บางทีมันก็รู้สึกขึ้นมาเกี่ยวกับอ้ายน้ำจิ้มน้ำพริกที่เขาเอามาจิ้มอะไร ให้อร่อยขึ้นไปอีกนั้น เลยทำให้นึกได้ว่าอันนี้เอง อารยะธรรม น้ำจิ้มนี่เอง มันเป็นจุดตั้งต้นที่ทำให้คนเรามันบ้ามากขึ้นทุกที ๆ. อย่างคนป่าทีแรก มันก็เอาเนื้อมากินดิบ ๆ ได้ ไม่เห็นมีอะไร ;

น.66 ๕๙ และต่อมาก็รู้จักเผาไฟให้สุก แล้วก็กินได้ ; แล้วทำไมมันจึง จะต้องจิ้มน้ำจิ้ม. นี่ถ้าเผอิญวันหนึ่งมันเกิดบังเอิญมันไปทำอะไร ที่ไปจิ้มให้รสมันแปลกออกไป มันก็เปลี่ยนทิฏฐิใหม่ เปลี่ยนทิฏฐิ จากที่ว่าเผาเฉย ๆ ก็พอแล้ว เผาสุกเฉย ๆก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้อง จิ้มน้ำจิ้ม. นี่น่าจะถือว่าอารยะธรรมน้ำจิ้มนี้ มันคือตั้งต้นมิจฉา- ทิฏฐิ ที่น่าหวัวก็น่าหวัว ที่น่าเกลียดก็น่าเกลียด. เพราะฉะนั้น ใครเป็นคนชอบน้ำจิ้มละก็ คิดดูให้ดี ๆ คือมันไม่จิ้มก็ได้ใช่ไหม ปลาย่างเฉย ๆ ผมว่ารสอร่อยกว่าที่ไปจิ้มน้ำจิ้ม ให้เป็นรสบ้าบอ ไปทางไหนก็ไม่รู้. เพราะฉะนั้น อารยะธรรมน้ำจิ้มนี้ระวังให้ดี มันตั้งต้นที่จะทำให้คนป่าสมัยโน้นเสียมาแล้ว. เสียที่มันต้อง ปรุงอย่างนั้น ต้องปรุงอย่างนี้. อย่างที่เรียกว่า seasonning แต่งรสแต่งอะไรกันนั่น มันมีมากขึ้น ๆ เหมือนกับบ้ามากขึ้น แล้วโรคภัยไข้เจ็บก็มาเพราะเหตุนี้ มันเกิดเพราะว่ากินให้ผิด ธรรมชาติยิ่งขึ้นไปทุกที มันก็มีโรคภัยไข้เจ็บ เลยเรียกว่าอารยะ- ธรรมน้ำจิ้ม. คำมันจำง่ายดี ; แล้วมันเหลืออยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ ที่พิถีพิถัน เรื่องน้ำจิ้มกลายเป็นเรื่องใหญ่ ไปที่ภัตตาคาร ไปที่ไหนก็ดูมันเกะกะไปด้วยเรื่องน้ำจิ้ม นั่นแสดงความบ้าบอ โง่เขลาทั้งนั้นแหละ อารยธรรมน้ำจิ้มยังเหลืออยู่จนบัดนี้. . คนป่า มันก็ทำเป็น เจริญขึ้นมา ผ่านอันนี้มา. ถ้าคุณไม่รู้จักก็ต้องหลง

น.67 ๖๐ หลงแม้แต่น้ำจิ้ม. เพราะผัสสะที่ไปกินอ้ายรสน้ำจิ้ม ไปติด น้ำจิ้มเข้า มันเกิดทิฏฐิขึ้นมาอีก. ผัสสะมันเป็นบ่อเกิดของทิฏฐิ เป็นอย่างนี้เอง เพราะเปลี่ยนทิฏฐิอย่างต้องมีน้ำจิ้ม. บางที เขาไม่เอามาให้ก็เรียกตะโกน เห็นเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้. นี่เรา ก็ติดในรส - ติดในรส - ติดในรส คือว่าน้ำจิ้มมันเปลี่ยนเรื่อย จนมีน้ำอื่นที่จะต้องไปปรุงให้สิ่งเหล่านั้นผิดธรรมชาติยิ่งขึ้น เช่น แกงบางชนิดนี้ เหมือนกับยาหรืออะไรก็ไม่รู้, แล้วมันไม่มี อะไรดีขึ้น มันยุ่งมากเท่านั้นเอง ; มันไม่มีประโยชน์แก่ร่างกาย. นี่ถ้าคุณไม่เข้าใจเรื่องนี้ไว้บ้าง มันก็จะเตลิดเปิดเปิง มากไปมั้ง. คุณจะต้องนั่งรถยนต์ไปกินอาหารกลางวันต่างจังหวัด ที่เขาว่าที่โน่นมีอะไรดี ที่นี่มีอะไรดี ยอมเสียเวลาเสียเงินเสียทอง ไปกินอาหารกลางวันที่ต่างจังหวัดโน้น จะซื้อก๋วยเตี๋ยวข้าง อ๊อฟฟิศกินก็ไม่ได้ มันต้องนั่งรถยนต์ไปกินอาหารกลางวัน ที่ต่างจังหวัดโน่น. สมัยนี้มันถึงขนาดนี้ ก็เพราะทิฏฐิมันเปลี่ยน ไปตามผัสสะ. ผัสสะนี้ต้องระวัง ลัทธิทั้งหลายมันก็เกิดมาจาก ทิฏฐิ ทิฏฐิจากผัสสะ คุณช่วยจำไว้ด้วย อย่าเห็นเป็นเรื่องว่าพูด เล่น ๆ. ผัสสะมันทำให้เกิดทิฏฐิ ซึ่งอธิบายมาตั้งหลายหนแล้ว ; ความคิดเห็น เชื่อมั่นนั้นมันมาจากผัสสะ หรือมันเปลี่ยนไปตาม ความเปลี่ยนของผัสสะ. พอผัสสะมันทำให้เกิดทิฏฐิแล้ว ทิฏฐินี้ มันจะสร้างลัทธิ คือถือร่วม ๆ กันมาก เลยเป็นลัทธิไปเลย.

น.68 ตรงกันหลาย ๆ คนมันก็เกิดลัทธิอันใหม่ขึ้นมา เช่น ลัทธิคอมมิวนิสต์ คุณว่าอย่างไร มันก็มาจากทิฏฐิของ คนกลุ่มนั้น เช่นทิฏฐิว่าจะต้องยื้อแย่งนายทุน มันก็เป็นทิฏฐิของ คอมมิวนิสต์ เป็นลัทธิของคอมมิวนิสต์. ถึงนายทุนก็เหมือนกัน แหละ มันยึดมั่นในการเป็นนายทุน มันก็เป็นทิฏฐิอันหนึ่ง มัน ก็เป็นลัทธิอันหนึ่ง. แล้วดูให้ดีเถอะมันน่าหวัวในข้อที่ว่า นาย ทุนนั่นแหละมันสร้างคอมมิวนิสต์ ถ้าไม่มีนายทุนคอมมิวนิสต์ ไม่มีหรอก. นายทุนทำให้คอมมิวนิสต์เกิดขึ้นมาในโลก. มันมี คนที่อุตริเป็นนายทุนกักตุนกวาดล้อมเอาสตางค์ไว้เป็นของตัวมาก เข้า ๆ มันเป็นเหตุให้อีกพวกหนึ่งทนไม่ได้ คือพวกจะยื้อแย่งขึ้นมา เลยเป็นคอมมิวนิสต์. คุณดูให้ดีคอมมิวนิสต์ไม่ได้มาจากอื่น มัน มาจากนายทุน เป็นผู้สร้างขึ้นมา ; จริงไม่จริงไปคิดดู. นายทุน เจ้าสำราญนั่นแหละ เขามีมิจฉาทิฏฐิหลงใหลในอารยะธรรม เนื้อหนัง ฉะนั้นเขาจะต้องรับบาปอันนี้ คือเขาสร้างคอมมิวนิสต์ ขึ้นมาให้ยื้อแย่งเขาเอง ; ซึ่งนายทุนนั่นกลัวคอมมิวนิสต์อย่าง จะขาดใจ. อย่าเล่าให้มากกว่านี้ ผมรู้เรื่องนี้ มีฝรั่งบางคน มาหาผม เพราะความกลัวคอมมิวนิสต์ ฟังดูแล้วกลัวคอมมิวนิสต์ อย่างจะขาดใจ ยิ่งกว่ากลัวเสือ. นี่เขาต้องรับบาปอันนี้ เขาเป็น ประเภทนายทุน. นายทุนเจ้าสำราญ กักตุนไว้มากจนกลัว คอมมิวนิสต์ขึ้นมาในโลก.

น.69 ๖๒ นี่แหละจะเรียกว่าใครสร้าง ? พระเจ้าไม่ได้สร้าง นาย ทุนเป็นคนสร้างให้คอมมิวนิสต์เกิดขึ้นมา ; เขากลัวจนจะขาดใจ แล้วก็ไปป้ายบาปให้เป็นบาปของคอมมิวนิสต์ ไม่ป้ายบาปให้ ตัวเอง เพราะตัวเองสร้างคอมมิวนิสต์ขึ้นมา. นี่คือทิฏฐิ ที่มัน เปลี่ยนไปตามอำนาจของผัสสะ. ผัสสะของนายทุน ทำให้นายทุน เกิดทิฏฐิขึ้นมาว่ากูต้องเอาอย่างนี้ คือต้องกักตุนอย่างนี้ ต้อง เอาเปรียบอย่างนี้ ต้องอะไร ๆ อย่างนี้. ทีนี้ พออีกพวกหนึ่ง ชนจำนวนน้อยจำนวนหนึ่ง หรือจำนวนมากจำนวนหนึ่ง มัน ก็เกิดความยากลำบากขึ้นมา เพราะว่ามันถูกกวาดไปกักตุนไว้ ที่ไหนก็ไม่รู้. อ้ายความลำบากนี้พอมันไปผัสสะเข้า ผัสสะกับ ความลำบากเข้า มันก็เกิดความคิดขึ้นมา เป็นความเห็นขึ้นมาว่า จะต้องตามไปดูที่ไหนมันกักตุนไว้ จะต้องไปพังทะลายที่นั่น มันก็เกิดทิฏฐิอย่างนี้ เกิดลัทธิอย่างนี้ ที่จะทำลายนายทุน, นี่ก็คือ เรื่องจริงที่กำลังมีอยู่ในโลก ในยุคปัจจุบันนี้. ผัสสะของ แต่ละคน ให้เกิดทิฏฐิของแต่ละคน ; พอทิฏฐินั้นรวมตัวกันได้ คือมันเหมือน ๆ กันหลายคน มันก็เป็นลัทธิอันหนึ่งขึ้นมา มันจึง เป็นลัทธินายทุน หรือเป็นลัทธิคอมมิวนิสต์. แล้วก็อย่าลืมที่ว่า มันน่าหวัวที่ว่า นายทุนเป็นผู้สร้างคอมมิวนิสต์มา แล้วก็กลัว ; แล้วก็โยนบาปให้กับพวกคอมมิวนิสต์. นี้ก็คือมิจฉาทิฏฐิ

น.70 ๖๓ เอาละเป็นอันว่าเราได้พูดกันถึงเรื่องทิฏฐิ ที่เกี่ยวกับ ชีวิตจิตใจของคนเรา ของสัตว์ทั้งหลาย ; แล้วปัญหายุ่งยาก ที่สุดของมนุษย์เวลานี้ก็เรื่องนี้ คือเรื่องทิฏฐิที่มาจากผัสสะนี้. ขอให้เอาไปคิดให้ดีๆ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ในฐานะที่เป็น เงื่อนงำที่เราจะต้องติดตาม ให้ถูกต้องให้เข้าใจ เราจึงจะรู้จัก ธรรมะ จึงจะรู้จักพุทธศาสนา จะเอาชนะผัสสะได้ และเอาชนะ ทิฏฐิทั้งหลายได้ แล้วก็จะดับทุกข์ได้ แล้วก็จะถึงนิพพาน. เรื่องก็มีเท่านี้ที่เกี่ยวกับทิฏฐิ. เอาละได้เลยเวลาไปบ้างแล้ว เพราะอยากจะพูดเสีย ให้จบในวันนี้เรื่องทิฏฐิ ; ขอยุติกันทีสำหรับวันนี้

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต