น.6 ตอนเช้า การอยู่ป่า อยู่ง่าย กินง่ายอย่างนี้ การมีตัวของของตัว ก็จะน้อย ไปเอง เสือจะมากิน ช้างจะมาเหยียบเมื่อไรก็ได้ ถึงจะไม่สละ มันก็ต้องสละ เป็นการชิมลอง การสละเป็นการเสียสละอย่างอัตโนมัติ สิ่งแวดล้อม ต้นไม้ ความสงบสงัด เป็นเครื่องช่วย บุคคลผู้ใดได้ชิมลองอย่างนี้ จะได้ความรู้แล้วแต่จะสามารถเพียงไร การนอนที่โคนไม้กับในกระต๊อบย่อมผิดกัน แม้ในมุ้งกับในกลดก็ยังผิดกัน การฝึกอยู่ง่าย กินง่าย ก็เพื่อดำเนินรอยตามพระพุทธเจ้าและพระ- อรหันต์ทั้งหลาย ให้คล้ายท่านให้มากที่สุด คิด นึก กำหนดให้เหมือนท่านว่า ท่านมีความคิดนึกภายในจิตใจอย่างไร แม้ไม่เต็มที่ก็ให้ได้สักครึ่งก่อน เมื่อเรายังไม่เคยกินหนเดียว ก็ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร ไม่เคยนอนเสื่อ ก็ไม่ทราบว่านอนเสื่อเป็นอย่างไร พระองค์ทรงชักชวนให้ใช้หมอนไม้ ก็ไม่ทราบ ว่าการหนุนหมอนไม้เป็นอย่างไร เป็นเรื่องของการนอนน้อย และนอนด้วย ความจำเป็นจริง ๆ ลองมาฝึกความเป็นอยู่ ด้วยการรับประทานอาหารแบบข้าวราดแกง นอนโคนไม้ ถ้าสังเกตให้ดีจะรู้สึกว่าผิดกันมาก เราต้องเสียสละเรื่องตัวของตัว
น.7 ๒ งานทางบ้านจะเป็นอย่างไร ต้องเสียสละ ลืม แล้วจะเบา จะได้รับรสใหม่แปลก เป็นความรู้ แม้จะเกิดขโมย ไฟไหม้ ก็ต้องหยุดไว้ก่อน มาเรียนเรื่องไม่ มีอะไร ไม่เอาอะไร จะอยู่สักกี่วันก็ตาม ชั่วโมงเดียวก็ยังดี ต้องปัดเรื่องต่าง ๆ ทิ้ง ยอมให้ไฟไหม้ โจรปล้น สิ่งเหล่านั้นช่วย อะไรไม่ได้ ทำเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว แล้วจะได้รับประโยชน์มาก มิฉะนั้น จะคิดถึง จะหม่นหมอง จะไม่ได้รับประโยชน์ในการมาที่นี่ จะเหนื่อยเปล่า พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์สมัยโน้น ท่านเดินอย่างไร ถ้าเทียบ กันแล้ว เราแทบจะไม่ได้เดิน เมื่อพระพุทธเจ้าประทับที่เขาคิชกูฏ ซึ่งสูงมาก แล้วเสด็จไปบิณฑบาต ถึงนครราชคฤห์ เช้าก็ลงมาบิณฑบาต พอเย็นก็กลับขึ้นไป ดูแล้วไม่น่าสนุกเลย ถ้าเราลองขยันเดิน ขยันเป็นอยู่อย่างนี้ ก็จะได้รู้ว่า พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ ทั้งหลาย ท่านมีความเป็นอยู่อย่างไร ในครั้งพุทธกาล ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเดินทั้งนั้น ล้วนแต่เป็นเรื่อง ธรรมดาของคนในสมัยโน้น แต่เป็นเรื่องลำบากของคนในสมัยนี้ ถ้าใครทำ อย่างนี้ได้ ก็เป็นคนพิเศษ ความสามารถในทางกายและจิตจะผิดกันมาก ฉะนั้น จึงควรลองดู เราอยากรู้ เราจึงทำให้เหมือน ไม่ใช่อวดว่า เราเป็น เราจึงเรียนแบบ เพื่อให้ง่ายขึ้น เราจะอ่านแต่คัมภีร์พระสูตรเท่านั้นไม่พอ เราต้องปฏิบัติด้วย การอยู่ป่ามีโอกาสในการปฏิบัติมากกว่าอยู่ในเมือง การทำอันใดที่เป็นการบรรเทากิเลส กำจัดกิเลส เป็นสิ่งที่ควรทำ อย่างการรับประทานอาหาร ท่านให้ถือเสมือนว่า กินอย่างหยอดน้ำมันเพลาเกวียน
น.8 ๓ คือเพียงให้ล้อเกวียนมันหมุนไปได้คล่อง ๆ เท่านั้น ครั้งกระโน้น การรับประทาน ไม่ได้กำหนดมื้อ พระพุทธองค์จึงทรงชักชวนให้ฉันเพียงมื้อเดียว ด้วยภาชนะ อันเดียว โดยการบิณฑบาต ถ้าฆราวาสทำอย่างนี้บ้างก็จะได้ผลมากในการปฏิบัติ เรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติจริง ๆ นั้นไม่ใช่อื่น ให้ดูความรู้สึกนึกคิด ต่าง ๆ ที่ผ่านมาในใจ แล้วเห็นเป็นสิ่งที่น่าสั่นหัว เป็นใช้ได้ “น่าสั่นหัว” หมายถึง ไม่น่ายุ่งด้วย จะใช้คำอื่นแทน “น่าสั่นหัว” ว่า ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น ไม่น่า หลงรัก ไม่น่ายึดถือ ไม่น่าเล่นด้วย ไม่น่าเสน่หา ไม่น่าผูกพัน ฯลฯ ก็ได้ แต่พระพุทธเจ้าทรงใช้คำว่า ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ถ้าใครรู้จริง ก็ไม่มีอภิชฌา ไม่มีโทมนัส ลองคิดดู เกิดมาเป็นคนน่าสนุกหรือไม่ ? ต้องศึกษาจริง ๆ ต้องเพ่ง ให้แจ้ง จนเห็นชัดลงไปว่า “ไม่น่าสนุก” แม้ความเห็นไม่น่าสนุกนี้ มันก็ ไม่ตายตัว มันกลับได้ มันอาจไปสนุกอีก ดังนั้น ต้องเพ่งให้แจ้ง จะเป็นกี่วัน กี่เดือน กี่ปีก็ตาม จนกว่าจะเห็นแจ้งอย่างเด็ดขาด ให้รู้แจ้งด้วยตนเองแล้ว จะเห็นว่า ไม่น่าสนุก “ไม่น่าสนุก” หมายถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่จะใช้คำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันดูโก้ไปว่าเป็นธรรมะขั้นสูง ถ้าพูดว่า ไม่น่าสนุก น่าขยะแขยง มันก็คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นเอง. พระอรหันต์บางองค์ไม่ได้ยินคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเลย แต่ ท่านเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตัวจริงด้วยใจ พวกที่ท่อง อนิจจัง ทุกขัง
น.9 ๔ อนัตตานั้น ได้แต่ท่องด้วยปาก ไม่เห็นตัวจริง จึงไม่มีความรู้สึกว่า เกิดมาเป็น คนนี้ไม่น่าสนุกเลย ฉะนั้น จึงต้องเอาธรรมตัวจริงมาเพ่ง ไม่ใช่เอาเสียง ต้องเอาความ รู้สึกอย่างนั้นมาเพ่งทุกลมหายใจเข้าออก จนเกิดอนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี และปฏินิสสัคคานุปัสสี ทั้งสี่ข้อนี้ล้วนแต่บอกว่า เกิดมาไม่น่าสนุก ถ้ามีความรู้สึกพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความปราศจากราคะ ความ ดับสนิทและความสลัดคืน อย่างนี้ไว้ในใจอยู่เป็นประจำแล้วก็เป็นวิปัสสนาแท้ เป็นหมวดสุดท้ายของอานาปานสติ มีคนเป็นพระอรหันต์ โดยไม่ได้ยินคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่เข้าถึงตัวธรรมนั้น พวกเราโดยมาก มักไม่ถึงตัวธรรม จึงได้ยินแต่ชื่อ ถ้าไม่ เข้าถึงตัวธรรมอย่างนั้น ก็หลงสวดอยู่นั่นเอง สวดเหมือนอย่างจานเสียง ถ้าปรากฏ แจ่มแจ้งอยู่ในใจแล้ว จะสวดก็ได้ ไม่สวดก็ได้ เราไม่เห็นแจ้ง เราจึงเอามาสวด เพื่อให้กระทบจิตให้สำนึก ให้สำเหนียก ให้พิจารณา ถ้าเอามาสวดแล้วไม่รู้ ก็เป็นเรื่องเอาบุญอย่างเหมา ๆ ที่สวดกันเหมือนจานเสียง คือไม่รู้อะไรนั้น ก็ยังดีกว่าไม่สวด เพราะ ยังเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ได้ยินได้ฟัง แต่ถ้าสามารถเพ่งพิจารณาได้อย่างละเอียด ลึกซึ้งแล้ว ย่อมดีกว่าสวด ครั้งพุทธกาลจึงไม่มีเอ่ยถึงการสวด มีแต่การพิจารณา อย่างแจ่มแจ้งในใจทุกอิริยาบถ มาสมัยนี้กลายเป็นเรื่องปริยัติ สวดเก่ง อธิบายเก่ง เป็นเรื่องเพิ่มกิเลส ว่า จำเก่ง สวดเก่ง สอนเก่ง -สิ่งเหล่านี้ ควรคิดนึก ให้สลดใจ ว่า จะบ้ากันเสียแล้ว จะได้ไม่ประมาท
น.10 ๕ เมื่อรู้สึกได้ว่า เกิดเป็นสัตว์หรือเป็นคนไม่น่าสนุก มันก็จะไปเข้ารูป ของมันเอง จะเป็นนาย บ่าว เศรษฐี ขอทาน สามี ภรรยา บิดา บุตร ฯลฯ ก็น่าสั่นหัว ให้รู้สึกอย่างนี้ ทุกลมหายใจเข้าออก ให้ความรู้สึกนี้มันอยู่ในใจและ คุมมันอยู่ด้วย แล้วโลภะ โทสะ โมหะ มันก็จะขาดเหตุ ขาดปัจจัย ค่อยร่อย- หรอลง เหมือนสัตว์ที่ถูกขังอยู่ในกรง ขาดอาหาร ถ้าทำอย่างนี้ก็เท่ากับเรา เอากรงขังกิเลส ไม่ให้มันกินอาหาร ถ้า เป็นอยู่ชอบ อย่างนี้แล้ว โลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์ เพราะเป็นการดำเนินตามมรรคมีองค์แปดอยู่ในตัว นับตั้งแต่สัมมาทิฏฐิจนถึง สัมมาสมาธิ ความคิดอย่างอื่นจะไม่มี นี่เป็นเรื่องเอาชนะกิเลส การเรียนธรรมะ ต้องตั้งอยู่บน Spiritual Experience คือ การผ่านมาอย่าง ซึมซาบในทางจิตหรือวิญญาณ หมายถึงความจัดเจนในทางชีวิตหรือวิญญาณ เช่น การเป็นบิดา มารดา คนยากจน เศรษฐี นายโจร เป็นต้น ผู้ปฏิบัติต้อง ได้ผ่านพบมากับตัวเองจริงๆ ไม่ใช่รู้จากการอ่านหนังสือหรือฟังเทศน์ พื้นฐาน ของผู้ปฏิบัติควรได้ผ่านความรู้สึกอย่างนั้นมาก่อน เมื่อผู้ปฏิบัติได้ผ่านสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาอย่างซึมซาบจนเจนใจ ก็อาจอนุมาน ในสิ่งอื่นได้ เช่น ผู้ที่เป็นบิดา ก็อาจเดาความรู้สึกของมารดาได้ ผู้ปฏิบัติต้องเคย ผ่าน “การเอา การเป็น” อย่างใดอย่างหนึ่งมาแล้ว เมื่อเห็นแจ้งในสิ่งใด สิ่งหนึ่งว่า “ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น” ก็อาจอนุมานสิ่งอื่นได้ เห็นทุกสิ่งว่า “ไม่ น่าเอา ไม่น่าเป็น” แล้ววางเฉยได้ พิจารณาดูให้ดีจะเห็นว่า เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่ตรงนี้ เขาเอาไปแจกรูปปริยัติกันยืดยาว เลยจำกันไม่ไหว พูดกันไป อธิบายกันไปไม่จบ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จริง ๆ ดีกว่าไปเรียน ๙ ประโยค ถามดูว่า “มีตัวตนอยู่นี้” มันน่าสนุกไหม ? ถ้าเห็นจริง รู้จริง จะสั่นหัวทุกคน ยิ่งมองเห็นชัดว่า การเกิดมาเป็นตัวเป็นตน เป็นการทนทรมาน
น.11 ๖ เพียงแต่จะรู้สึกหรือไม่รู้สึกเท่านั้น การทนทรมานที่เปิดเผยได้แก่ ทุกขเวทนา และทุกข์ที่เร้นลับได้แก่สิ่งที่เราเรียกว่า ความสุข พระพุทธเจ้าจึงใช้คำว่า “ เห็นความทุกข์ในความสุข” จึงเบื่อหน่ายใน ทุกสิ่ง เพราะเห็นแล้วว่าเป็นความทุกข์ทั้งนั้น นั่นแหละจะถึงความหมดจด คือ พระนิพพาน ถ้ายังไม่เห็นความทุกข์ในสิ่งที่เป็นสุข นั่นยังไม่เข้าหนทาง ความเบื่อหน่าย ไม่ใช่ความรำคาญ ไม่ใช่ความเกลียด เป็นความ เบื่อหน่ายอย่างอยากสละ อยากละ อยากทิ้ง เป็นความเบื่อหน่ายที่จะนำไปสู่ความ มีอุเบกขา เศรษฐี เทวดา ผู้มีความสุขนั้น ต่างก็เป็นผู้มีความทุกข์อย่างของตน เศรษฐีก็ทุกข์อย่างเศรษฐี เทวดาก็ทุกข์อย่างเทวดา ความทุกข์ ก็คือ ความทุกข์ที่เปิดเผย หรือทุกข์โดยตรง ความสุข ก็คือ ความทุกข์ที่เร้นลับซึ่งแอบแฝงอยู่ในตัวของความสุข นั่นเอง เมื่อใดเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในสิ่งทั้งปวง นั้นจะเป็นทางเข้าถึง พระนิพพาน แต่คนมักติดเหยื่อ เห็นความทุกข์ที่เร้นลับว่า เป็นความสุข เป็นของดี เรียนข้อนี้ข้อเดียว ข้ออื่นไม่จำเป็น ทุกสิ่งมารวมอยู่ในสิ่งนี้สิ่งเดียว พระพุทธองค์ทรงสรุปว่า “สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น” (สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย) แต่ประโยคนี้ไม่มีใครสนใจ ไปสนใจเรื่องอื่นกันเสียหมด
น.12 ๗ พวกเรามาอยู่ป่ากันที่นี่ มันบังคับไปในตัว ไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น จึงมี ความเบาสบาย โปร่ง โล่ง ไม่กังวล ถ้ายึดมั่นถือมั่น ก็ทุกข์ ความหลุดพ้นมี ความหมายคล้ายอย่างนี้ ปล่อยได้เท่าไร ก็เบาเท่านั้น ปล่อยตัวเรา ปล่อยของของเรา มาในบ่าต้องมาหัดซักซ้อม ชิมลองความง่าย บางคนที่มีความยึดถือ ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปอย่างอัตโนมัติ แม้สักหนึ่งหรือสองชั่วโมงก็ยังดี ปล่อยเด็ดขาด ก็พ้นทุกข์เด็ดขาด ปล่อยชั่วคราว ก็พ้นทุกข์ชั่วคราว ฉะนั้น ต้องทำให้ได้ อย่าทำแต่ปาก ต้องไม่หลอกตัวเองและผู้อื่น โดยเด็ดขาด จึงจะได้ อย่าลืมเรื่อง “ไม่ยึดถือ” เรื่องเดียวเท่านั้น ต้องทำคือพิจารณาอยู่ เรื่อย ๆ บางคนพิจารณาไป ๆ แล้วก็ไปเปลี่ยน แต่อย่างไรก็ไม่พ้นไปจากเรื่องนี้ ตามหลักว่าให้พิจารณาอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ไม่มีขีดจำกัดว่า เท่านั้นปี เท่านี้ปี ให้แต่มันแรงขึ้น ละเอียดขึ้น ลึกขึ้น ไม่ต้องเปลี่ยนเรื่อง ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา เปลี่ยนแต่ความลึกและความละเอียดขึ้น เรื่องฌานยังไม่จำเป็นต้องสนใจ ทางพ้นทุกข์มีอยู่แบบเดียว การปฏิบัติส่วนมากที่ทำกันมีมากแบบ แต่ มองให้ลึกจะเห็นว่า มีแบบเดียว การปฏิบัติมีทางที่จะถูกทาง หรือผิดทางได้ ฉะนั้น ควรจะศึกษา สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ จะได้ไม่เขวโดยไม่รู้สึกตัว การปฏิบัติเป็นเรื่องจริงของธรรมชาติ ที่บุคคลควรจะเข้าใจตนเอง ไม่ใช่เรื่องของแบบ ควรเข้าใจในเรื่องนี้ให้ถูกต้อง ถ้ายึดแบบ มันจะปนกันยุ่ง ทุกคนก็ต้องการไปพระนิพพานกัน ดังนั้น พวกที่ต้องการความพ้นทุกข์จริง จะต้อง ทิ้งแบบและลัทธิยึดถือต่าง ๆ
น.13 ๘ เรื่องของโลกิยะนั้น ต้องการอย่างดี แต่เรื่องของโลกุตตระต้องการให้ ปล่อยหมด ทั้งสองอย่างนี้จะเป็นไปโดยพร้อม ๆ กันไม่ได้ เราก็เป็นอย่างเรา เขาก็เป็นอย่างเขา เราก็ทำอย่างของเรา (หมายถึง ทำด้วยปัญญา) เราจะทำอย่างเขาก็ได้ แต่เราจะต้องรู้ว่า เราทำอย่างนั้นเพื่ออะไร ในสังคม บางทีเราต้องอนุโลมตามเหมือนกันดีกว่าจะถือรั้น เพื่อประโยชน์ของสังคม ๒๗ เมษายน ๒๕๐๒ ตอนค่ำ อุปสันตบุคคล เป็นผู้ไม่เห็นว่า มีอดีต อนาคต และปัจจุบัน เพราะหมดความยึดถือ ในปุราเภทสูตร เป็นสูตรที่แสดงถึงลักษณะของพระ อรหันต์หรืออุปสันตบุคคล รวมความแล้วก็คือ เห็นไม่มีตัวตน จะแสดงไว้สักกี่ ข้อก็ตาม คงรวมลงในข้อเดียวนี้ ถ้ายังมีอุปาทานเหลืออยู่แม้เพียงเล็กน้อย ก็ยังมีหวาดเสียว มีสะดุ้ง การหวาดการสะดุ้งเป็นเครื่องวัดว่า ยังมีอุปาทาน พระพุทธเจ้ายังทรงสะดุ้งใน ตอนที่ยังไม่ได้ตรัสรู้ ซึ่งเป็นสิ่งธรรมดาของทุกคน จะพิจารณากันแบบไหน จึงจะหมดความยึดถือแบบนี้ ? คือ ไม่สะดุ้ง ไม่หวาด ไม่โกรธ ไม่ตระหนี่ ฯลฯ โดยเด็ดขาด พิจารณาศึกษาเรื่องดับตัวตนเรื่องเดียวก็พอ ต้องพิจารณาให้รู้แจ้งเห็น จริงทุกลมหายใจเข้าออก เรียกว่า อนัตตานุบัสสี เป็นธรรมะขั้นสูง ละ “อหังการ” หมายถึงละความยึดถือว่าตัวตน ว่า “เรา” ใครละได้ เป็นพระอรหันต์ ความรู้สึกว่า ดีกว่าเขา เสมอเขา ต่ำกว่าเขานั้น หลักธรรมะถือว่า เป็น “มานะ” เสมอกันหมด ไม่รู้สึกหมดทั้งสามอย่าง จึงจะหมดตัวตน
น.14 ๙ “มมังการ” ตามมา เมื่อมี “อหังการ” อหังการ คือ ตัวเรา มมังการ คือของของเรา ดับอหังการอย่างเดียว มมังการก็ดับ จะดับมมังการได้ ก็ต่อเมื่อดับอหังการแล้ว “อนุสัย” ต้องใช้อริยมรรคทำลาย จึงต้องอบรมอริยมรรคให้แก่กล้า จะบังคับว่า “กูไม่ยึด” ไม่ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องศีลและสมาธิจึงต้องปฏิบัติอบรม “สังโยชน์” ก็บังคับไม่ได้ เมื่อต้องการผล ก็ต้องปฏิบัติ อบรม อริยมรรคให้มีขึ้น ให้มันฆ่ากันเอง พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นอยู่โดยชอบด้วยอริยมรรคมีองค์แปด แล้วมัน จะฆ่ากิเลสของมันเอง พระองค์ไม่ทรงแนะนำให้ทำเจตนา โดยประกอบกรรมชนิด ที่เป็นโลกิยกุศล โลกุตตระต้องประกอบด้วยไม่เจตนา ถ้าประกอบกรรมคืออบรมอริยมรรค จะละกิเลสของมันเอง เช่นเดียวกับเอาฟืนมาใส่ไฟ ไม่ต้องไปเจตนาว่า ขอให้ไฟ ไหม้ฟืน แต่มันจะไหม้กันเอง อำนาจของเจตนาหมดแค่เอาฟื้นมา ส่วนการไหม้ เป็นหน้าที่ของไฟ ผู้ที่เกิดญาณอันแท้จริง ไม่ประกอบด้วยเจตนา ต้องอุตส่าห์เพ่งไปให้ เห็นว่าไม่ใช่กู ไม่ใช่ของของกู ด้วยสัมมาทิฏฐิ โลกุตตระสัมมาทิฏฐิไม่ประกอบ ด้วยเจตนา ขั้นนี้พ้นศีล พ้นเจตนา เป็นกรรม ที่จะทำให้กรรมต้น ๆ หมดอำนาจ อริยมรรค ไม่ใช่กรรมดี กรรมชั่ว แต่เป็นกรรมที่สามเป็นที่สุดของ กรรมดี กรรมชั่ว ถ้าติดในกรรมดี ก็เป็นการยากที่จะทำอริยมรรค สัมมาทิฏฐิพิจารณาในอริยมรรค แสดงทุกข์ เหตุของทุกข์ ความดับ ทุกข์ ทางนำมาซึ่งความดับทุกข์ ก็คือแสดงว่า “สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น”
น.15 ๑๐ สัมมาทิฏฐิในกรรมบถ เป็นกรรมดี เป็นโลกิยกุศล ไม่สามารถถอน ตน ไม่อาจละอหังการ มมังการ อุปสันตบุคคล ไม่โกรธ ไม่หวงแหน ด้วยอำนาจที่ไม่มีเชื้อจะโกรธ ไม่มีเชื้อที่จะหวงแหน การสวดมนต์ ต้องสวดด้วยความเข้าใจ และควรจะนึกให้ลึกซึ้งกว่า ถ้อยคำที่สวด ควรนำมาพิจารณาจนเลื่อมใส จนพอใจอย่างซึมซาบ เมื่อปากว่า ใจก็ซึมซาบไปด้วย จะได้กุศลในการสวดและจะได้ผลในการปฏิบัติด้วย ในสมัยก่อน มีผู้บรรลุธรรม เพราะการสวดมนต์และการแสดงธรรม ธรรมสากัจฉา การถาม การตอบปัญหา ถือว่าเป็นมูลเหตุที่จะทำให้รู้แจ้ง ถ้าทำ ไปถึงขนาด ก็อาจลุกโพลงได้ ทั้งผู้ถามและผู้ตอบ ทุกอย่างทำให้เป็นอย่างดีแล้ว เป็นเอาตัวรอดได้ทุกคน การไม่ลืมตัว เป็นธรรมะขั้นต่ำ ถูกต้องในขั้นต้น การลืมตัว เป็นธรรมะขั้นสูง ในนิกายเซ็น มีการจัดดอกไม้อย่างลืมตัว ถ้าไม่ลืมตัวจะจัดไปตาม ความนิยม ถือว่าไม่เป็นอิสระ ดอกไม้ที่จัดขึ้น หรือแจกันที่จัดนั้น คนจัดลืมตัว หรือไม่ อาจารย์จะสังเกตได้และรู้ว่า ผู้นั้นจัดอย่างมีตัวหรือลืมตัว จิตที่ลืมตัว ลืมตน มันมีอำนาจเหนือกาย ไม่ประหม่า ไม่ท้อแท้ เป็นจิตพิเศษ มีความเข้มแข็ง มีกำลัง มีสมรรถภาพ สามารถทำอะไร ๆ ได้อย่าง ดีที่สุด การกินอาหารการอาบน้ำอย่างลืมตัว จะสบายมาก ถ้ามีตัว มันจะกิน ให้อร่อย อาบให้สบาย
น.16 ๑๑ พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย โปรดสัตว์ได้อย่างมากมาย และทำได้ดีที่สุด โดยเฉพาะพระพุทธองค์ ทรงทำงานวันหนึ่งเกิน ๒๔ ชั่วโมง พระองค์ตรัสว่า “จิตนี้ฝึกได้มาก” แต่เราไม่รู้จักฝึกมัน ฝึกอย่า ให้เป็นทุกข์ ดับทุกข์ได้เป็นพอ ฝึกพอไม่ให้ยึดว่า กู - ของกู ใจความ สั้นๆ ก็คือ “ฝึกอย่าให้พ่ายแพ้แก่กิเลส” ๓๐ เมษายน ๒๕๒๐ ตอนค่ำ อุปาทานในขันธ์ ๕ เกี่ยวกับ เกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างไร ? ปัญหาอยู่ที่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ซึ่งไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ กล่าวสรุปได้ว่า ความยึดถือขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ เพราะขันธ์ ๕ ไม่เป็นไปตาม ความต้องการ เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวของพุทธศาสนา ที่จำแนกความทุกข์ต่าง ๆ ออกเป็นหลายอย่างนั้น ไม่ใช่ตัวทุกข์แท้ ความทุกข์แท้อยู่ที่ความยึดถือ ถ้าไม่ยึดถือ ก็ไม่ทุกข์ (สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานัก ขันธา ทุกขา) ควรจะเลื่อนปัญหา เกิด แก่ เจ็บ ตาย มาอยู่ที่ความยึดถือ การแก้ ปัญหาเหลือข้อเดียว คือ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ดูข้อนี้ข้อเดียว ศึกษาปฏิบัติข้อนี้ข้อเดียว ไม่มีเรื่องมาก ที่เป็นนักเรียน นักศึกษา นักธรรม จะต้องปรับใจความของหลัก พุทธศาสนาให้ลงรอยกันได้ เราไล่มาจนถึงอยู่ที่ “ไม่ยึดมั่นถือมั่น” ในสิ่งทั้ง หลายทั้งปวงเป็นตัวการ มีหลักอย่างนี้ที่พูดบ่อยๆ หลักอื่น ๆ เช่น อสังขตธรรม
น.17 ๑๒ โลกุตตรธรรม วิราคธรรม ธรรมที่ให้จางคลายออกประเสริฐที่สุด เพราะเป็นการ คลายจากความยึดมั่นถือมั่น ความไม่ประมาท เป็นคำหนึ่งซึ่งเป็นที่รวมของธรรมทั้งปวงเอามาเข้า กัน ลงรอยกันได้ ต้องเข้าใจความหมายของความไม่ประมาท ความไม่ยึดมั่นถือมั่น คือ ความไม่ประมาท “ไม่ประมาท” คือรู้เห็นแจ่มแจ้งในใจแล้วประพฤติปฏิบัติ คำต่าง ๆ มารวมลงในคำเดียว แสดงว่า ธรรมไม่มีมาก มีข้อเดียว ไม่มาก ไม่เวียนหัว ถ้าเข้าใจ มองเห็นตัวจริง จะเห็นว่า เรื่องเดียว ข้อเดียว เหมือนภูเขาลูกเดียว ดูได้หลายเหลี่ยมหลายแง่ หลักไม่ยึดมั่นถือมั่น วิราคธรรมเป็นธรรมที่ประเสริฐสุด ทั้งฝ่าย โลกิยะและโลกุตตระ ทำให้อยู่ในโลกอย่างเป็นสุข วิราคธรรม ไม่ควรหมายถึง ธรรมขั้นสูงอย่างเดียว ควรหมายถึงขั้นต่ำด้วย ได้แก่การสอนเด็ก ๆ อย่างพอดีไม่ ยึดมั่นถือมั่น ทั้งข้างโน้น ข้างนี้ ซึ่งถ้ายึดมั่น จะต้องร้องไห้ หรือหัวเราะ แต่ถ้ารู้จักใช้วิราคธรรม ก็จะมีอาการอย่างนี้พอสมควร ศิลปของพุทธ อยู่ตรงอย่าต้องร้องไห้ อย่าต้องหัวเราะได้แก่มัชฌิมา ปฏิปทา ไม่อยู่ด้วยความกระหาย ด้วยความคิดฝัน จะเป็นโรคประสาท คิดแต่ พอดี ๆ เลือกว่า จะทำอย่างไร เพียงไร ถ้าจับอันนี้ไม่ได้ ความคิดจะแล่นไป สุดโต่ง ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะยึดมั่น จนลืมตัว โดยมากมักเป็นอย่างนี้ ทำให้เย่อหยิ่ง อวดดี จนไม่รู้สึกตัว มีความดี ก็ต้องดีอย่างไม่ยึดมั่นถือมั่น โลกิยะ เป็นเรื่องคู่ โลกุตตระ เป็นเรื่องเหนือดี เหนือชั่ว
น.18 ๑๓ นักปฏิบัติในขั้นนี้ ควรตีความให้ถูกต้อง เช่น ตนเป็นที่พึ่งของตน อธิบายได้หลายแง่ อาศัยมานะ ละ มานะ คือ อาศัยตนละตน ก็ได้ ผิดจากนั้น ก็เป็นขั้นโลกิยะ ปัญหาความยากอยู่ที่เล่นตลกกับตัวเอง ตัวเองยังมีอุปาทาน แล้วทำเป็นไม่มีอุปาทาน วินาศแน่ ๆ โมหาคติ ทำตนเองให้เดือดร้อนและน่ากลัวมากกว่าเรื่องอื่น ต้องระวัง โมหาคติ ความไม่รู้สึกตัว ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นการกระทำตัวเองให้ลำบาก โดยไม่รู้สึกตัว ความน่าละอายของพุทธบริษัท อยู่ที่การทำตนเองให้ลำบากด้วย โมหาคติ น่าละอายยิ่งกว่าสิ่งใดหมด ผู้ใดทำตนเองให้ลำบาก แน่นอนที่ผู้นั้นจะ ต้องทำให้ผู้อื่นลำบาก พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ไม่เบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น” คำนี้ลึกมาก เรามาอยู่ที่นี่ ต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น ต้องเป็นไปเพื่อการทำลายล้างอุปาทาน ต้อง ไม่อยู่ใต้อำนาจอุปาทาน ยิ่งกว่านั้น ควรจะต้องถ่ายถอนอุปาทานให้ยิ่งกว่าอยู่ใน เมือง ควรจะให้สูงขึ้นไปใกล้พระนิพพาน อย่าให้สูงทางอุปาทาน อาศัยตัณหา ละตัณหา อาศัยมานะ ละมานะ ต้องอาศัยตัณหาหรือ มานะที่ดีกว่า ละตัณหาหรือมานะที่เลวกว่า ถ้าเราคิดว่า เราประพฤติดีกว่าคนอื่น อยู่เรื่อย เรียกว่า ยังไม่ถึงที่สุด ถ้าเรามีปัญญา เมื่อเราอยู่สูง จะเห็นคนข้างล่างน่าสงสารอยู่ในสภาพ ที่ไม่รู้สึกตัว เหมือนกับเราแต่ก่อน เมื่อเรามาอยู่สูง จะเห็นสภาพที่ต่ำ ที่ผิด แต่ถ้าเรารู้สึกว่า เราดีกว่าผู้ ที่อยู่ข้างล่าง จะแย่มาก การรู้สึกว่า ดีกว่าเขา เป็นอุปาทานที่ใหม่เอี่ยม ไม่พ้นไปจาก ความ ยึดถือ เป็นก้อนหินก้อนใหม่ที่หนัก
น.19 ๑๕ ผู้ที่ยึดมั่นในความดี น่าสงสารยิ่งกว่ายึดมั่นในความชั่ว เพราะอันแรก มันหอมหวลหลอกลึกกว่าความชั่ว อันตรายกว่า เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น มากกว่าความชั่ว ผู้ที่อยู่ในสวรรค์อายุยืนกว่าสัตว์นรก สวรรค์ขั้นต่ำสุดหนึ่งวันเท่า กับเวลาในเมืองมนุษย์ร้อยวัน ขั้นสูงสุดคือชั้นพรหม หนึ่งวันเท่ากับเมืองมนุษย์ เป็นกัปป์กัลป์ นี่แสดงว่า ความดีชวนให้ยึดมั่นถือมั่นกว่าความชั่ว ยิ่งดีมากก็ยิ่ง ยึดแน่นมาก คำสอนอันวิเศษ อยู่ที่ “ไม่ยึดมั่นถือมั่น” ก็คือ ละสักกายทิฏฐิ จนหมดอัสมิมานะ และอัตตวาทุปาทานได้ เป็นพระอรหันต์ ขอให้ตั้งมั่นในคำสอนที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น จิตจะน้อมไปสู่ความดับ น้อม ไปพระนิพพานเพื่อไม่เกิด ถ้าเข้าใจมาถึงตอนนี้แล้ว ไม่ยากและไม่กลัว จะ เห็นว่า เป็นไปเพื่อความดับทุกข์จริง ไม่บ้า เป็นผู้สงบอยู่นิ่ง ๆ ได้ ถ้ายังเห็นน่าสนุก ก็จะต้องคิด ต้องทำ ไม่สงบระงับ ไม่นึ่งเหมือนลิง คิดจะไปจะมา คิดจะเอาผลของการกระทำอยู่ เรียกว่า ยังเดินไม่ถูกทาง เป็นการ ทรมานตัวเอง ทำตัวเองให้ลำบากอยู่ด้วยความสมัครใจ พระพุทธเจ้าใช้คำว่า “พร่ำสอน” สำหรับเรื่องอนัตตา หรือสุญญตา คือต้องพูดกันหลายแง่หลายมุม หลายครั้ง หลายวัน ควรจะพูดกันเรื่องอนัตตา สุญญตา ในสถานที่อย่างนี้ การเป็นอยู่อย่างนี้ ต้องแนะกันให้เห็นประโยชน์ มัน จะนำไปสู่ที่ลึกกว่า คือ ไม่ยึดมั่นถือมั่นเสียเลย ความเบาสบาย ความไม่ทุกข์ร้อน ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น มันมีรสชาติ อย่างไร ให้จับกันให้ได้ ขณะยึดมั่นถือมั่น มันเป็นอย่างไร ให้สังเกตให้มาก แล้วจะพอใจความสงบ แทนพอใจในความวุ่นวาย อันเป็นความสุขที่ผิด ที่ปลอม
น.20 ๑๕ ควรเอาปัญหานี้มาคิด เรื่องโซ่ตรวน เรื่องห่วงคล้องคอ กลับไปบ้าน จะต้องไปแบก ไปทูนมัน เพื่อประโยชน์อะไรที่ไหน ต้องมีความรู้สึกอย่างนี้ จึงจะเข้าใจธรรมะ เราทุกคนจะกลับไปทำอะไร วิ่งไป วิ่งมา ที่โน่น ที่นี่ เพื่ออะไร ถ้าคิดเรื่องนี้อยู่เสมอ จะเข้าใจธรรมะ วิปัสสนาอยู่ที่ตรงนี้ ไม่ใช่การทำตามระเบียบ พิธีต่างๆ ที่ทำกัน ครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าก็ทรงทำอย่างนั้น สอนให้มองเห็น แล้วให้ เพ่งให้แจ้งอยู่เสมอ ไปสู่โคนไม้ สู่ที่สงัด เพ่งสิ่งที่เห็นให้แจ้งอยู่เสมอ จนเด็ดขาด ไม่เปลี่ยนแปลง เรื่องที่เราพูดกันประเด็นหนึ่ง เอาไปเพ่งให้แจ้งไว้เสมอ มิฉะนั้น จะเป็นเรื่องจับปูใส่กระด้ง ทำนองพูดแล้ว ๆ กัน ครั้งโบราณ ผู้สอนกับผู้ฟังมานั่งที่โคนไม้คนละข้าง โดยไม่เห็นหน้ากัน เพื่อป้องกันความฟุ้งซ่าน เวลาที่พูดสอน ซ้อมความเข้าใจกันก็ไม่เคยดูหน้ากัน เมื่อพูดกันเข้าใจแล้ว ผู้ฟังหรือผู้ปฏิบัติ ก็ลุกไปด้วยสติสัมปชัญญะ ไปหาที่สงัดนั่ง เพ่ง อย่างนี้เขาทำกันอย่างจริงจังมาก ส่วนของเรา ตรงกันข้าม มีการพูดมาก พูดเล่นกลายเป็นสัมผัปปะลาปวาจา พูดเล่น หัวเราะ จนความแจ่มแจ้งลึกซึ้งหาย ไปหมด ความสำรวม ความไม่คะนองกาย คะนองวาจา นี้จำเป็นมาก ผู้ที่ไม่ ทำตามระเบียบจะต้องขอโทษ ต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ (ในทำวัตร เย็น) ส่วนมากมักขอกันอย่างนกแก้วนกขุนทอง ถ้าเข้าใจความหมายและทำ ตามจริง จะต้องมีความระมัดระวังและสำรวมยิ่งขึ้นมีการผิดพลาดน้อยลง
น.21 การเผลอพูด เผลอคิดในสิ่งที่ไม่ควร เรียกว่าอกุศลวิตก การขอโทษ แต่ปาก บางทีละไม่ได้จริง ควรจะมีการทำโทษตนเองให้ขนหินหรือขนทรายทุก ครั้งที่ทำผิด ถ้าผิดหลายครั้งหินทรายก็จะมากเป็นภูเขาหรือเนินดิน จะเหนื่อย มองดูแล้วจะสลดใจ จะเข็ด จะสังเวช แล้วจะละได้ เมื่ออกุศลวิตกหรืออุปกิเลสเกิดขึ้น เรียกว่า มีความประมาทได้ ชั้นที่สุดแต่ทำตัวเองให้ลำบากเปล่า ๆ ก็ถือว่าเป็นอกุศลวิตก ดูให้ดีว่าเราทำ พูด คิด ในสิ่งที่ไม่จำเป็น ทำตัวเองให้ลำบากทรุดโทรมบ้างหรือเปล่า ? พระพุทธ เจ้าตรัสไว้ว่า “พูด ทำ คิด ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ มิฉะนั้น นิ่งเสีย ถ้าทำ พูด คิด ในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์นอนเสียดีกว่า” พวกเราไม่ใคร่สำรวมระวังกัน พบกันก็มักพูดสิ่งที่ไม่ควรพูด ถ้าเป็น อย่างนั้น นึ่งเสียดีกว่า การทำ พูด คิดสิ่งไม่เป็นประโยชน์จัดว่าเป็นความ ประมาท มัวเมา เลินเล่อ ต้องลิดรอนออก ลิดออกไป ซึ่งพวกเรานอกจากจะ ไม่ลิดแล้ว ยังกลับเพิ่มมากขึ้น จึงไม่มีอะไรดีขึ้นทั้งนี้เพราะมีอุปาทานแฝงอยู่ อย่างไม่รู้สึกตัว เป็นโมหาคติ อคติ (อ = ไม่, คติ = ที่ไป, ทางไป) แปลว่า ทางที่ไม่ควรไป คือ เดินผิดทาง รวมความว่า ประพฤติผิด เดินในทางที่ไม่ควรเดินประพฤติผิดศีล เพราะรัก โกรธ กลัว หลง คือ เดินผิดทาง เราจึงมีอคติต่อตัวเราเอง เพราะรัก โกรธ กลัว โง่ ครอบงำ เป็นคำสอนดั้งเดิมก่อนพุทธกาล แต่รู้ ได้ในแนวของพระพุทธเจ้า สืบไม่ได้ว่ามีในครั้งไหน พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้ว พระองค์ท่านไม่ปฏิเสธคำพูดเหล่านี้ ส่วนมากที่ผิดพลาด เพราะลำเอียงด้วยอคติชนิดไหนก็ตาม มักแก้ตัว ว่าโง่ ว่าหลงกันเรื่อยไปจนเคยตัว ไปยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง
น.22 ๑๗ ก็เลยเดินทางผิดทาง ไปถือว่าเที่ยงในสิ่งที่ไม่เที่ยง เห็นเป็นสุขในทุกข์ เห็น เป็นตัวเรา ของเรา ในสิ่งที่ไม่มีจริง เป็นจริงจึงผิดทาง เรารักตัวเกินไป เห็น แก่ปากแก่ท้อง เป็นฉันทาคติ ทำตัวเองให้ลำบาก เป็นโมหาคติ กลัวในสิ่งที่ ไม่ควรกลัว เช่น กลัวอด กลัวจน เป็นภยาคติ การเดินทางได้ถูกทาง มีมูลมาจากความยึดถือน้อยลง เห็นแจ้ง มากขึ้น จะไม่ยึดมั่นถือมั่น แต่จะไปนั่งเพิ่มความเห็นแจ้งให้ยิ่งขึ้น โดยไปสู่ที่ สงัด ทำวิปัสสนาให้ถูกต้อง ให้รู้ให้เห็นแจ้งจริง ๆ ถ้าเราลดความยึดมั่นถือ มั่นของเราลงเรื่อยๆ ก็เป็นการสมควรที่จะสอนผู้อื่น จะไม่เป็นบัณฑิตสกปรก ภาษิตก็มีอยู่ว่า “ทำเองได้เสียก่อนจึงค่อยสอนผู้อื่น จึงจะไม่เป็นบัณฑิตสกปรก” ๒ พฤษภาคม ๒๕๐๒ ตอนเช้า คำว่า “ธรรมะ” กว้างมาก ธรรมะที่เราพูดถึง คือสิ่งที่เราควรจะ เข้าถึง การงานคืออะไร ? คือ อาชีพ เป็นสิ่งที่จำเป็นที่ชีวิตจะครอง หรือดำรงอยู่ได้ ธรรมะ เป็นเครื่องมือที่พาไปหาสิ่งที่ควรจะได้ การงานที่ต้องทำ มันเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีอะไรอีก อย่างหนึ่ง ที่จะทำให้การทำงานนั้นเป็นไปได้อย่างไม่เป็นทุกข์ แล้วการงานนั้น ก็จะเป็นอุปกรณ์ให้ก้าวไปถึงจุดหมายปลายทางได้ โดยเร็วด้วย
น.23 ๑๘ ควรมีหลักอย่างไรในการประกอบการงาน ? ต้องเอาธรรมะใส่ลงไปใน การประกอบการงาน จะทำให้การงานเป็นเครื่องช่วยสนับสนุนให้ถึงจุดที่ดีที่สุด ทั้งนี้ไม่ได้สอนให้เลิกทำงาน แต่สอนให้ทำงานได้โดยไม่ทุกข์ หรือทุกข์น้อย และเพื่อให้ชีวิตก้าวหน้าไปถึงจุดสูงสุด อาชีพ หรือ การงานทั้งหลาย จะแตกต่างกันสักเพียงใดก็ตามธรรมะ ช่วยได้ทุกอย่าง ๑. ช่วยไม่ให้เป็นทุกข์ในการทำการงาน ๒. ช่วยผลักดันชีวิตให้ก้าวไปสู่อุดมคติ อุดมคติ คือ สิ่งที่ดีที่สุดที่ชีวิตควรจะได้ ชีวิตธรรมดากับชีวิตใน อุดมคติต่างกัน คนเราเกิดมา ไม่ใช่เพื่อทำงานอย่างเดียว แต่ควรจะเกิดมาและ มีชีวิตอยู่ เพื่อจะได้สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรจะได้ ไม่ใช่เพื่อรวยเพื่อเกียรติยศชื่อเสียง หรืออยู่ดี กินดี แต่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ เพื่อพระนิพพาน อยู่เพื่ออะไร ? เราต้องปรับปรุง ปรับความเข้าใจสิ่งเหล่านี้ให้เข้ารูป เข้ารอย เราเห็นชัดอยู่ว่า ส่วนมากทุ่มเทกำลังกายและใจเกือบ ๑๐๐% ไปทาง ด้านกาม ด้านวัตถุ ความสุขทางเนื้อหนัง ไม่ได้เหลือสำหรับอุดมคติที่ไปทาง ดับทุกข์ ๗๕% ควรเป็นเรื่องดับทุกข์ ที่ทำกันส่วนมาก มักหลอกตัวเอง เป็น เรื่องเล่นตลกสำหรับตนเอง ชีวิตคืออะไร ? การงานคืออะไร ? สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรจะได้ คืออะไร ? กามคุณคืออะไร ? ถ้าสนใจจะตอบได้เอง ตัดสั้น ๆ คิดและมุ่งหมายในความดับทุกข์ อย่างนี้ดีกว่า ส่วนมากยัง เป็นผู้มองเห็นอะไรยังไม่หมด ฉะนั้น แก้ปัญหาชนิดที่พอมองเห็นได้เสียก่อน
น.24 ๑๙ ถ้าฉลาดกว่านั้น ปัญหาที่พอมองเห็น ก็จะเป็นบทเรียนหรือครูสอนอยู่ในตัว ว่าโดยทั่วไปสำหรับคนทุกคน ขึ้นชื่อว่าการงานต้องทนทำ งานไม่ใช่ของ สนุกเลย ไม่ใช่เรื่องพักผ่อนหย่อนใจ เราจะเอาอะไรมาแก้ข้อนี้ ลองนึกถึง ความจริง ที่เราแก้กันมานั้น ควรจะใช้คำว่า "กลบ" มากกว่า "แก้" ตามหลักของโลก ทุกคนต้องทำงาน บางคนไม่สบายก็ต้องทำ ขึ้นชื่อว่างาน น่าสั่นหัวทั้งนั้น ไม่ว่างานอะไร เราต้องคิดดูว่าอะไรที่ทำให้เราทน ทำงาน มีอะไรมาหล่อเลี้ยง จึงทำให้กลบเกลื่อนความทุกข์ไปได้ โดยทั่วๆ ไป ทุกคนหวังผลของงาน นี่เป็นเครื่องกลบต้องเป็นผล อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เงินเดือน ความหวังนี้เหมือนของขมทั้งความหวังและ งานเป็นความทุกข์ ควรจะมียาแก้อย่างอื่นที่ดีกว่าความหวัง ความหวังเป็นของ สามัญของคนทั่วไป ใครๆ ก็รู้จักหวัง หวังจะได้นั่นได้นี่อย่างนี้ ไม่ถือว่าเป็น อุดมคติ ทางโลกสอนให้หวัง หวังชื่อเสียงความยกย่องสรรเสริญ ฯลฯ จึงทน ทรมานอยู่ได้ ชีวิตในรูปนี้ไม่สดชื่น เหี่ยวแห้ง แม้ว่าสดก็สดอย่างเหี่ยว คือ เหี่ยวเมื่อไรก็ได้ เช่นเดียวกับหัวผักกาด จึงน่าสงสาร น่ากลัวแทน ตามสามัญ สำนึกหรือสัญชาตญาณทั้งมนุษย์และสัตว์อยู่ด้วยความหวัง ถ้าไม่มีธรรมะเข้ามาช่วย จะทุกข์หนัก เราต้องรู้อุดมคติของชีวิตคืออะไร ? จะเป็นอุบายที่จะให้การงาน ที่ประกอบทุกวันไม่เป็นความทุกข์ ซึ่งมีต่าง ๆ กันแต่ละบุคคล เรื่องนี้ใช้ได้ ทุกคนแม้แต่เด็ก ๆ เป็นธรรมะขั้นสูง คือ "มีความสันโดษในการงาน" สันโดษ โดยความหมายว่า พอใจ ยินดีเท่าที่มีอยู่ ต้องเข้าใจความ หมายให้ดี พอใจ เท่าที่มีอยู่แล้วจริง แต่ต้องสำเร็จประโยชน์ไม่ให้โทษ เป็น
น.25 ๒๐ สันโดษที่มีกำลังใจให้ทำต่อไป คือสำเร็จด้วยปัญญาไม่ใช่ด้วยตัณหา จึงจะเป็น สันโดษที่ถูกต้อง สันโดษ ที่ผิดทาง เช่น ประพฤติเป็นขะโมย ไม่เรียกว่าสันโดษ สันโดษชนิดอุดมคติ คือพอใจเท่าที่รุดหน้าไปได้ เช่น การทำนา หรือทำสวน ขณะที่ทำเสร็จแค่ไหนก็พอใจในขณะที่ทำเสร็จแล้วแค่นั้น และก็ พอใจที่จะทำต่อไปให้สำเร็จด้วยกำลังใจอีก ไม่ใช่หยุดอยู่เท่าเดิม หรือทำไม่สำเร็จ ไม่ใช่ให้เกียจคร้าน แต่ให้ขยันด้วยศีลธรรม ยุติธรรม ทำในใจอย่างนี้ งานจะไม่เป็นทุกข์ จะเกิดความพอใจในตัวมันเอง ทุกคราวไป แทนที่จะเป็นนรก พอมีสันโดษก็มีสวรรค์ ไม่มีสันโดษก็มีนรก ความแตกต่างระหว่างสติปัญญากับกิเลส ธรรมะกับไม่มีธรรมะ อุดมคติ กับไม่มีอุดมคติต่างกัน ตรงกันข้ามอุดมคติไม่ใช่หล่อเลี้ยงด้วยกิเลสตัณหา ถ้า สันโดษอย่างแท้จริง แล้วสันโดษด้วยสติปัญญาจะรวยที่สุด "สันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง" มันร่ำรวยเพราะมันพอใจ และไม่มี อะไรที่เหลือความต้องการ เป็นทรัพย์ด้วยอย่างนี้ เราศึกษาหน้าที่ของชีวิต ถ้าเรามีอุดมคติ เราจะรู้สึกตัวว่าฉลาด และพอใจดีขึ้นทุกวัน นี่เป็นคำอธิบายที่ว่า ธรรมะช่วยในการงานไม่ให้เป็น ทุกข์ประการที่ ๑ ประการที่ ๒ ให้การงานเป็นบทเรียน เพื่อให้เหนื่อยหน่ายคลาย กำหนัด ให้หลุดพ้นไปโดยเร็ว พิจารณาให้เห็น อนิจจัง ทุกขังในการงานนั้น ให้ดูว่า ไม่น่ายึดมั่นถือมั่น ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ดูอันนี้แล้วจะรู้แจ้งว่า ไม่น่า
น.26 ๒๑ เข้าไปเอา ไปเป็น ต้องเข้าใจประโยคที่ว่า ชีวิตกับความทุกข์เป็นอันเดียวกัน ดูแล้วน่าสังเวช น่าขยะแขยงทั้งความทุกข์ ความสุข บาป บุญ ถ้าดูอย่างนี้จะ ใกล้ความหลุดพ้น ดูว่าชีวิตนี้มันน่าขยะแขยง จะนำไปสู่ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา การได้สัมผัสผ่านความรู้สึกอย่างนี้จริงๆ ด้วยจิตใจอย่างลึกซึ้งดีกว่า อ่านพระไตรปิฎก คำว่า Spiritual experience ไม่ทราบจะแปลให้ลึกซึ้งได้อย่างไร แต่หมายถึงสิ่งที่ผ่านมาอย่างซึมซาบทางวิญญาณ หมายถึงผ่านการเอา การเป็น อย่างใดอย่างหนึ่งด้านวิญญาณ เช่น ความรู้สึกที่เป็นบิดามารดา เป็นต้น ซึ่ง เด็ก ๆ จะมีความรู้สึกอย่างนี้ไม่ได้ การงานเป็นเหตุให้เข้าถึงความรู้สึกที่เรียกว่า Spiritual experience การ จะไปนิพพานจะต้องผ่านการทำงาน การทำงานที่ถูกต้องเป็นบันไดผลักให้ไปสู่ พระนิพพาน ถ้ารู้จักอ่าน รู้จักศึกษา ความรู้สึกในการงานนั้น ดีกว่าเรียนพระ ไตรปิฎก เพราะการเรียนพระไตรปิฎกไม่มี Spiritual experience อริยสัจไม่ ได้อยู่ในพระไตรปิฎก แต่มันอยู่ในชีวิตและการงาน การทำวิปัสสนา ทำได้ทุก โอกาส ทุกอิริยาบถ แม้ในขณะทำงาน มันจะลงรูปกันหมดว่า นิพพานคืออะไร สวรรค์คืออะไร ชีวิตคืออะไร ถ้ารู้จักสังเกตจะไม่มีความทุกข์ หรือมีก็น้อยที่สุด สรุปแล้ว ธรรมะมีประโยชน์สำหรับการงาน ที่ทำไปด้วยอุดมคติ คือ ๑. ทำให้ชีวิตไม่เป็นอันเดียวกับความทุกข์ ๒. ทำให้ชีวิตเลื่อนไปสู่นิพพานโดยเร็ว ธรรมะนี้ เรียนได้จากชีวิตประจำวัน ตั้งรากฐานอยู่บนความเจนจัด หรือความเชี่ยวชาญซึมซาบทางวิญญาณ ชีวิตที่ล่วงไป ๆ ควรเป็นชีวิตอุดมคติ ที่เจนจัดทางวิญญาณ
น.27 ๒๒ เด็ก ๆ ควรได้รับคำสั่งสอนเรื่องอุดมคติ จะได้ร้องไห้หรือหัวเราะให้ น้อยลง คือให้เป็นกลาง ไม่ร้องไห้หรือหัวเราะมากเกินไป จะไม่เสียหลายที่ได้ เกี่ยวข้องกับศาสนาของพระพุทธองค์ จะเป็นไปอย่างถูกต้องแม้ว่าจะยังไม่ถึงความ ดับทุกข์ โดยสิ้นเชิงก็ตาม เราควรพอใจ ที่เรากำลังเผยแพร่ธรรมะของพระพุทธเจ้า เผยแพร่ ในด้านที่ไม่เกี่ยวกับหนังสือ (ปริยัติ) เป็นชีวิตจิตใจจริงๆ คือเข้าถึงSpiritual experience เรามาลองชีวิตแบบพระพุทธเจ้าดู ถ้าเราอยากทราบให้ซึ้งเข้าไป ในจิตใจของผู้ใด เราควรจะมีความเป็นอยู่อย่างนั้น เช่นเราอยากเป็นพระ อรหันต์ ในเราก็ต้องมีความเป็นอยู่ นึก คิด อย่างท่าน คิดดู สิ่งที่ท่านดู ระหว่างอยู่ที่นี่ ลองกินข้าวหนเดียว ถ้ารักอุดมคติแล้วไม่หิว ถ้าไม่เข้าถึงอุดมคติ หิวตาย อุดมคติกินไม่ได้ แต่มันอิ่มยิ่งกว่ากิน ผู้ที่พูดว่า อุดมคติกินไม่ได้นั้น ผิด มันยิ่งกว่ากินได้เสียอีก เรามาอยู่อย่างนี้ ที่นี่ อยู่ในป่าสงัด ไม่มีอะไรเป็นของตัวนับว่ามี ความเป็นอยู่แบบพระอริยเจ้า มีความเบาสบายกว่าอยู่บ้าน เป็นเครื่องเทียบ ให้เห็นว่า กังวลน้อย เพราะไม่มีอะไรมาก ใครที่เตรียมมาอยู่อย่างเงียบ ง่าย เป็นการดี อย่าทำด้วยยึดมั่นแต่ เพื่อให้เข้าใจในความเป็นอยู่ของพระอริยเจ้า อย่าคิดเห็นว่าศักดิ์สิทธิ์ จะเป็น สีลัพพัตตปรามาส อย่าดี เพราะทำอย่างนี้ด้วยความยึดถือ แต่จงดี ด้วยการทำ อย่างนี้เพราะปฏิบัติ เพื่อจะให้รู้แจ้งโดยง่าย จะทำให้มีความยึดถือน้อยลง การกินหนเดียว เป็นการกินเท่าที่จำเป็น เพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายให้ ใช้งานได้ จิตใจนำไปเพื่อความเห็นแจ้ง ถ้ากินมาก กำลังจะใช้ไปในการย่อย อาหาร ตัวหนัก จะพักผ่อนมาก อีกทางหนึ่งเป็นประโยชน์ในการตัดความ
น.28 ๒๓ คิดทางโลก ๆ การกินหนเดียว ไม่ใช่เป็นการทรมานแต่เป็นการกินแต่พอ เหมาะพอดี ถ้ากินอาหารเย็น จะไปว่างเบาเอาตอนดึก ตัวจะหนักอึ้งเพราะ อาหาร การอยู่ด้วยความคิดนึก ต้องการร่างกายที่หลวมที่เบา ลองกินน้อยดู ไม่เห็นโทษอะไร แต่กลับจะได้ประโยชน์ ได้ความฉลาดขึ้นอีกมาก ความว่างเปล่ามีค่าที่สุด ที่ควรจะเอาไปใส่ในหีบเพ็ชร เรื่องหีบเพ็ชรนี้ เป็นปัญหาอุดมคติในชีวิต รวมความแล้ว ในหีบนั้นต้องใส่สิ่งที่เจ้าของไม่เป็นทุกข์ เรียกโดยสมมุติว่า "นางสาวสุญญตา" ความว่างเปล่า หมายถึงว่างเปล่าจากทุกข์ ว่างเปล่าจาก เกิด แก่ เจ็บ ตาย ความว่างจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง คือนิพพานเป็นสิ่งที่คนธรรมดาเข้าไม่ถึง คำบรรยายในเรื่องความว่างเปล่านี้ไม่ใคร่มีใครสนใจกี่คน และเขียนก็ยาก เราจะสนใจธรรมะขั้นไหนก็ดี ก็ต้องรู้ธรรมะขั้นนี้ก่อน คือต้องรู้ชีวิต ความทุกข์ และ นิพพาน ว่าคืออะไร แล้วไปปรับปรุงกับเรื่องของตัว วันคืน ล่วงไป ๆ ควรล่วงไปด้วยใกล้ความดับทุกข์ ไม่ใช่หลงวนเวียนอยู่ ควรเป็นเรื่องให้ เร็วเข้าเหมือนกันทั้งพระและฆราวาสเป็นเรื่องเดียวกัน เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น ฆราวาสนั้น ถ้าทำให้ดี ก็ไม่ช้า เพราะอยู่ในความทุกข์ ความวุ่นวาย จะเห็นได้ ชัดกว่า แรงกว่า เหมือนอยู่ในน้ำเดือด พระมีเวลาคิดนึกมากกว่า เพราะไม่ต้อง ประกอบการงาน ส่วนฆราวาสรับเอาและผูกพันมาก แต่ถ้าฉลาดก็ถอนได้เร็ว เหมือนพระสิทธัตถะ ๒ พฤษาภาคม ๒๕๐๒ ตอนค่ำ "ตัดแต่ป่า แต่อย่าตัดต้นไม้" พระพุทธเจ้าทรงสอน เพราะอันตราย เกิดแต่ป่า ไม่ใช่เกิดจากต้นไม้ ไม่ใช่ฆ่าตัวตายแล้วจะนิพพาน แต่จงทำชีวิตที่เป็น
น.29 ๒๔ ป่า คืออันตรายให้หมดไป เหลือแต่กายกับใจล้วน ๆ ที่ไม่มีตัวตน ทำตัวตน ให้หมดไป เหลือแต่กายใจที่บริสุทธิ์ หรือเหลือแต่นามรูป ไม่มีตัวกู ของกู ความทุกข์เกิดจากตัวตนในความยึดถือ จงทำลายตัวตนเสีย ทำลาย ตัวตนไม่ใช่หมายถึงการทำลายชีวิต อะไรที่เป็น "ตัวกู - ของกู" ในความรู้สึก จงทำลายให้หมด เพราะชีวิตที่เป็น "ตัวกู - ของกู" เป็นทุกข์ สังขาร หรือ อุปาทานนี้ ไม่ใช่ชีวิต นิพพานจึงเป็นชีวิตที่แท้จริง ชีวิตจริงต้องไม่ดับสูญ ต้องมีสุขแท้จริงและตลอดกาล คนธรรมดาก็อาจเข้า ใจได้ เบญจขันธ์ไม่ต้องทำลาย ทำลายแต่ตัวตน คือ ตัวกู - ของกู เรื่องของ พุทธศาสนา มีเรื่องเดียวนี้เท่านั้น จะพูดท่าไหนก็ตาม ต้องเป็นเรื่องดับตัวตน อหังการ มมังการ ต้องดับ ต้องละ แต่ชีวิตหรือกายกับใจไม่ต้องดับ พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงสอนให้ฆ่าตัวตาย ตัวกู - ของกูเป็นเพียงความรู้สึก จับให้ ได้ว่าตัวกู - ของกู อยู่ที่ไหน ? รูปร่าง สีสันวรรณะเป็นอย่างไร ความจริงตัวกู - ของกู เป็นตัวตนปลอม พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า กายก็ส่วนกาย ใจก็ส่วนใจ ถ้าไม่มีอุปาทาน กายกับใจก็ไม่มีความทุกข์ กายกับใจที่บริสุทธิ์เป็นพระอริยเจ้า ถ้าตัวกูยังเต็มที่ก็เป็นปุถุชน เราอย่าติดใจตรงที่เป็นอริยะ แต่ติดใจตรงที่มีทุกข์ มีกิเลสให้น้อยลง ตัวกิเลสเรียกว่า ตัวกู-ของกู เป็นเหตุให้เกิด โลภ โกรธ หลง ศึกษาให้เข้าใจเรื่อง "ตัวกู - ของกู” ซึ่งเป็นอันตราย เหมือนกับป่า รก ป่ารกได้แก่กิเลสทั้งหมด เปรียบเหมือน เสือ งูพิษ ฯลฯ ต้นไม้ล้วน ๆ เหมือนกายกับใจที่ไม่มีกิเลส เราถางป่าในตัวเราให้เหลือ แต่ต้นไม้ คือกายกับใจที่ไม่เศร้าหมอง ไม่มีกิเลส นี่เป็นธรรมะขั้นสูงสุด ความเข้าใจผิดว่า "ตัวกู" คือ "ตัวเรา" เลยไม่ถางป่ามันจึงรกเลย เป็นทุกข์ ถ้าแยกชีวิตออกมาเป็นชีวิตที่ถูกต้อง ไม่มีกิเลส ชีวิตนี้ก็จะเป็นชีวิต ที่ไม่มีความทุกข์
น.30 ๒๕ ให้ฟังดูข้อนี้ให้มาก ๆ จะเป็นวิปัสสนาที่แท้จริง จะรู้แจ้งเรื่องของชีวิต กิเลสและความทุกข์ ตัวกู - ของกู จะเบาบาง จะไม่ร้องไห้ จะไม่ดีใจจนน้ำ ตาไหล มีปัญหาที่จะต้องคิดต่อไปว่า ถ้าไม่มีตัวกูแล้ว จะกินข้าวทำงาน ขวน ขวายศึกษาไปทำไม ? นี่เป็นปัญหาที่จะต้องชำระสะสางให้แจ่มแจ้ง ที่ศึกษาก็เพื่อประกอบ อาชีพ ให้ชีวิตคงอยู่ หรืออยู่ได้ด้วยการศึกษาปฏิบัติให้ดีที่สุดที่จะดีได้นั้นคือ "หมดตัวกู หมดของกู" สิ่งที่ดีที่สุดนี้ควรเอาไปใส่ไว้ในหีบเพ็ชร พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ไม่ให้ยึดถือนิพพานเป็นตัวตน หรือ ของตน" สภาพหรือภาวะที่ปราศจากความทุกข์ทั้งปวง คือ นิพพาน จิตที่บริสุทธิ์เข้าถึง สภาพนั้น เป็นจิตที่เข้าถึงพระนิพพาน คือ เข้าถึงความไม่มีทุกข์ หรือหมด ทุกข์โดยสิ้นเชิง ความไม่มีทุกข์ หรือ สภาพความไม่มีทุกข์นั้น มีอยู่ในที่ทั้งปวง มีอยู่ ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง มีอยู่ในเวลาทั้งหมด เรียกว่า อนันตชีพอนันตกาล พูด อย่างชาวพุทธก็ว่า เป็นกายกับใจที่บริสุทธิ์ ไม่ต้องพูดว่า อนันตชีพ อนันตกาล จะกลายเป็นตัวตนไปอีก เราเพียงแต่ทำตามพระอรหันต์ ไม่อวดดีว่าเราเป็นพระอรหันต์ แต่ อวดเก่งว่า เราทำตาม เรารักษาศีล ทำสมาธิ วิปัสสนา เพื่อถางป่า ไม่ใช่ทำ ให้ป่ารกยิ่งขึ้น พวกเราชอบทำป่าให้เป็นตัวเอง จึงทำให้หนาขึ้น ๆ เราไม่ ต้องตัดทีเดียวหมด แต่ตัดที่รกที่น่าเกลียดมาก ๆ ออกไปก่อน หลักศีลธรรมนั้น ถ้าพิจารณาดูให้ดี จะเห็นว่า มีหลักมาจาก "การไม่ เห็นแก่ตัว" ถ้าเห็นแก่ตัวแล้ว ก็ทำไม่ได้ ศีลธรรมเป็นธรรมะระดับแรก
น.31 ๒๖ ธรรมะขั้นสูงก็คือ "หมดตัว" ตอนแรก ๆ ก็ไม่เห็นแก่ตัวอย่างหยาบ ๆ ไปก่อน เช่นไม่เห็นแก่ได้ ไม่รู้มากเอาเปรียบ ฯลฯ นี่เป็นการเริ่มถางป่า เป็นคนดี ก็เป็นป่าชนิดหนึ่งที่น่าดู แต่ถ้าถึง "หมดทุกข์" ก็คือ หมดป่า หมดตัว หมายความว่า เป็นผู้ไม่ติดอยู่ในกามและในภพทุกชนิด - กาม หมายถึง น่าเอา - ภพ หมายถึง น่าเป็น - ผู้มีวิราคะในกามและในภพ คือ ผู้สงบ สำหรับเด็ก ๆ สรุปได้ว่า "ถางป่า" คือ ไม่เห็นแก่ตัว เมื่อ "ไม่เห็น แก่ตัว" ก็คือ เห็นแก่ธรรมะความยุติธรรม ความถูก ความจริง ความบริสุทธิ์ ธรรมะเป็นข้าศึกกับ "ตัว" สลัด "ตัว" ออกเสีย เอา "ธรรมะ" เข้ามาแทน ถ้ามี "ตัว" ก็จะเอาตัวมาเป็น “ธรรมะ" แต่ถ้ามี "ธรรมะ" ก็เป็น "ธรรมะ" "ความไม่เห็นแก่ตัว" เป็นการขัดเกลาให้ดีขึ้น และให้ยิ่งขึ้นไปอีก จนถึง "หมดตัว" สำหรับเด็กๆ นั้น "ไม่เห็นแก่ตัว" คือ ไม่ตามใจตนเอง แต่ทำตามคำของพ่อ แม่ ครู และพระพุทธเจ้า ขั้นศีล - ถางป่า ขั้นวิปัสสนา - ทำลายตัวหมดเลย หมดทุกข์ จำง่าย ๆ ว่า ความไม่ดีต่าง ๆ เป็นป่า จงถางป่าให้เหลือแต่ต้นไม้แล้ว ขั้นสุดท้าย จะไม่เหลือทั้งป่า ทั้งต้นไม้ที่เป็นของตัว เด็ก ๆ จำหลักง่ายๆ ว่า "ความเห็นแก่ตัว” นั้นมักจะมีคำว่า "ขี้" อยู่ข้างหน้า เช่น ขี้โกง ขี้เกียจ ขี้กิน ขี้งก ขี้ลัก ขี้พูด ขึ้ง่วงเป็นต้น เหล่านี้เป็นป่าที่ต้องถางให้เตียน ให้เหลือแต่ต้นไม้ที่สะอาด จำไว้ต้องล้าง "ขึ้”
น.32 ๒๗ ไม่ต้องฆ่าตัวตายทำลายชีวิต ก็นิพพานได้ หมดขี้ ก็หมดตัวตน หมดขี้ ถึง นิพพาน เด็ก ๆ ได้รับคำสั่งสอนเพียงแต่ทำความดี ความดับทุกข์ไม่เคยได้ยิน แม้มีความดีแล้วก็ยังมีความทุกข์ แม้ดีที่สุดก็ยังทุกข์อย่างคนดีที่สุด คนชั่ว ก็ทุกข์อย่างคนชั่ว เด็ก ๆ ยังฟังไม่ถูกแน่ แต่คนแก่ควรจะฟังออกฟังถูก ผู้ใหญ่มีเรื่องต้องทำมากกว่าเด็ก ล้างขี้แล้ว ก็ต้องล้างน้ำมันหอม แป้งหอมอีก ถ้าล้างขี้แล้วเหลือน้ำมันหอม ก็เท่ากับล้างชั่ว เหลือแต่ดี ก็ยังจะ ทุกข์อย่างคนดีต่อไปอยู่นั่นเอง คนรวยทุกข์อย่างคนรวย คนจนทุกข์อย่างคนจน คนขอทานก็ทุกข์ อย่างสภาพที่ตัวเป็น ถ้าไม่เป็นอะไรเลย ก็ไม่มีทุกข์เลย คือข้ามชั้นจากภพ จาก ชาติ ไม่ติดอยู่ในภพ ในความเป็น ไม่เป็นอะไร นิพพานไม่ต้องเป็นอะไร คนแก่ต้องเห็นให้ลึกซึ้ง ให้ถึงความไม่อยากเป็น ไม่อยากได้อะไร ให้จิตวางเฉยในสิ่งทั้งปวง เราแยกความทุกข์ออกจากชีวิต เหมือน แยกป่าออกจากต้นไม้ เหลือ แต่กายใจบริสุทธิ์ ซึ่งสามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง เอาไปเพ่งให้เห็นจริง ๆ ให้มัน แยกออกจากกัน สลัดความทุกข์ออกไปจากนามรูปได้ สลัดตัวกูออกจาก นามรูป มีตัว ก็มีทุกข์ ไม่เห็นแก่ตัว คือลืมตัว ทิ้งตัว อุตส่าห์สังเกตดู อย่า ยึดเอาภาษาหรือคำพูดเป็นเกณฑ์ จะทะเลาะกันตาย จิตเป็นสมาธิ จะลืมตัว ถ้ายังไม่ลืมตัวก็ยังไม่เป็นสมาธิ ขณะจิตเป็น สมาธิ ความรู้สึกว่าตัวของตัว ไม่มี มันลืมตัวไประยะหนึ่ง เมื่อออกจากสมาธิ จึงจะรู้สึก
น.33 ๒๘ สมาธิต้องไม่มีนิวรณ์ ไม่มีความพลุ่งพล่าน ถ้าหัดลืมตัว ทำนองพระ พุทธเจ้า ทำให้ทุกข์น้อยลง โกรธยาก วุ่นวายใจยาก ขณะไหนไม่มีตัวกู - ของกู เข้ามาอยู่ด้วย ขณะนั้น ก็ไม่มีความทุกข์ หัดทำจิตให้ลืมตัว ให้เหลือแต่พระธรรม อย่ายืดหน่วงตัวแต่ยืด หน่วงธรรมะ เป็นอุบายเปลื้องตัวตามลำดับ การทำสมาธิเป็นการขจัดตัว การทำวิปัสสนารุนแรงยิ่งกว่านั้น เป็นการทำลายรากของตัวถู พระพุทธเจ้าทรงสอนให้มีมานะ ให้ก้าวหน้าไปสุดตรงที่ไม่มีทุกข์ เมื่อเขานอน เราตื่น เมื่อเขาหยุด เราวิ่งรุดหน้า อย่ามัวหลับ มัวหยุด มัวจม เราจะต้องแค้นใจ อึดอัดใจมากกว่าคนอื่น พระพุทธเจ้าทรงสอนให้นิ่ง ๆ อยู่นิ่ง ๆ ดีกว่าหัวเราะหรือร้องไห้ สังเกตดูให้ดี เสียใจ ดีใจ เหนื่อยหรือไม่เหนื่อย เพราะจิตของเราไม่อยู่นิ่ง มันเดือดพล่าน จึงต้องตาย อยู่นิ่ง ๆ ไม่ตาย สบายกว่า พระพุทธเจ้าทรงสงสารเรา จึงสอนให้ทำจิตนิ่ง ๆ การทำสมาธิ เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกคน จะให้ใจนึ่ง ต้องให้ร่างกายนิ่งก่อน เมื่อกายนิ่ง ใจก็นิ่งมากขึ้น จะมีความสุข ไม่มีความทุกข์ คนเราจะนิ่งได้แท้จริง ต่อเมื่อ หมดความรู้สึกว่า ตัวกู - ของกู การเข้าสมาบัติยังไม่นิ่งถึงที่สุด การหมดตัวกู - ของกู เป็นการนิ่งที่แท้จริงอย่างถูกต้อง จิตไม่วิ่งไปวิ่งมา ไม่หยุดที่ไหน ต้องนิ่ง ขั้นอริยมรรค จึงจะถึงที่สุด พระพุทธเจ้าทรงพร่ำสอน เพื่อให้เห็นแจ้งโดยเด็ดขาด จึงต้อง พูดซ้ำ ๆ ซาก ๆ ให้เข้าใจ ชี้ให้ดูสิ่งที่เรามองไม่เห็น เข้าใจในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ
น.34 ๒๙ อย่าดีใจ อย่าเสียใจ อย่าหัวเราะ อย่าร้องไห้ พระพุทธเจ้าและ พระอรหันตสาวก ไม่หัวเราะ เพียงแต่แย้ม เพราะตัวกู - ของกู หมดไป จึงไม่มี อะไรมากระตุ้นให้หัวเราะ ร้องไห้ ไม่นิ่งมาก ก็ทุกข์มาก ปฏิบัติธรรมก็เพื่อไม่มีอภิชฌา หรือโทมนัส จิตที่นิ่งมีประโยชน์ จำ คิดเก่ง นิ่งถึงที่สุด ไม่มีทุกข์เลย คำพูดของนิกายเซ็นที่ว่า "อยู่นิ่ง ๆ ก็แล้วกัน" ไม่ใช่คำพูดเล็กน้อย เป็นปริศนาที่ลึกซึ้ง ผู้ที่อยู่ในไฟ คงจะไม่รู้ว่า กำลังบูชาไฟ ชอบไฟ เห็นไฟเป็นน้ำ ไม่ เห็นกามคุณว่าเป็นไฟ ภพยิ่งกว่านั้น ไฟภพเป็นไฟเย็น กามคุณเป็นไฟเปียกที่ไม่ แสดงความร้อน ไฟที่เปียกมันร้อนยิ่งกว่าไฟที่ไม่เปียก ภพเป็นไฟที่ยิ่งกว่า กามคุณ แม้ความอยากเป็นไปในกามภพก็เรียกว่าภพ ไฟเย็นไฟเปียก ร้อนยิ่งกว่า ไฟในเตา แต่เห็นตรงกันข้าม จึงไม่พยายามจะเดินออก ถ้าร้อนอย่างไฟในเตาก็ จะดิ้นออก นี่เป็นไฟที่ไม่แสดงอาการเผา เลยเห็นสิ่งที่ร้อนอย่างยิ่งเป็นไม่ร้อน ถ้าเห็นกามและภพเป็นไฟ เรียกว่า ภยตุปัฏฐานญาณ อุปสรรคของการปฏิบัติธรรมอยู่ที่ตรงนี้ ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลที่จะ ค่อนแคะ มีเหตุผลทั้งสองฝ่าย ฝ่ายไหนมีอำนาจ ฝ่ายนั้นก็ดึงไป การเวียนว่าย ไปในวัฏฏสงสารเหมือนกับการรำวง เราจะชอบอยู่นิ่ง หรือชอบรำ สำคัญที่ว่า เราจะวางตัวของเราอยู่ในระดับไหน เราจะแสดงละครมากน้อยเท่าใด ถ้าแสดง ละครมาก ก็ไม่ไหว ไม่เอาเลย ก็วิเศษ เมื่อไรเราจะได้รับประโยชน์จากพระพุทธเจ้า อย่าให้คำสอนและความ เมตตาของพระองค์ท่านเป็นหมันเสียเลย ควรจะช่วยกันชักจูงพุทธบริษัทให้มี
น.35 ๓๐ ความเข้มแข็ง ควบคุมตัวเองให้มากขึ้นไปอีก มีอุบายที่จะไม่ต้องหนักอก หนักใจ และทำความพยายามมากนัก ถ้าเข้าถึงอุดมคติดังที่ได้พูดมาแล้ว ถ้ามองเห็นได้ชัดแจ้งว่า อุดมคติอยู่ที่ตรงไหน จะเกิด ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เมื่อเข้าถึงอุดมคติ ] จะเกิดความพอใจ แล้วความพยายาม ความสนใจ ก็จะมีตาม แล้วความกล้าหาญก็จะมีมาเอง ความสำเร็จในการปฏิบัติ ต้องการความพอใจ ความพากเพียร ความสดใส และความกล้าหาญที่เด็ดขาด จงมองดูให้มากในอุดมคติ มันมีที่สูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้ เกิดมาเพื่ออะไรกันแน่ ? เพื่อกินหรือ? เพื่อเล่นหรือ? อุดม คติของความเกิดอยู่ที่ตรงไหน ? ยักษ์มันเป็นคนถาม ถ้าตอบไม่ได้หรือตอบ ไม่ถูก จะถูกยักษ์มันพาไปและกินเสีย ถ้าตอบถูก ยักษ์มันจะคอหัก ล้มลง ตายเอง ไป ๆ มา ๆ ก็ต้องอยู่นิ่ง ๆ ต้องพอใจการอยู่นิ่ง ๆ ไม่ต้องรอจังหวะ รีบศึกษาให้เห็นโทษของความไม่อยู่นิ่ง เรื่องกิน เรื่องเล่น เป็นเรื่องที่ไม่อยู่นิ่ง "ดับตัวตนเสียได้แล้วไม่ต้องกิน" เป็นพระอรหันต์แล้วไม่ต้องกิน หมายถึง ไม่มีตัวเรากิน หมดความรู้สึกว่า "กู” แล้วก็ไม่มี "กู" กิน นามรูป ล้วน ๆ หยิบอาหารเคลื่อนไหวไปตามธรรมชาติ พระอรหันต์แม้จะเดินหรือวิ่ง ก็เป็นผู้นิ่ง พระพุทธเจ้าจึงตอบองค์คุลีมาลย์ว่า "นิ่งแล้ว" ถอน "ตัวกู" ได้แล้ว ก็ไม่มีการวิ่ง จึงใช้โวหารว่า "ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่กิน ไม่ถ่าย ไม่ขึ้น ไม่ลง ฯลฯ" เป็นความสงบระงับอย่างยิ่ง ไม่มีกิเลสตัณหาอันใดมาทำ ให้กระเพื่อมได้ ในทางยินดียินร้าย ไม่หัวเราะ ไม่ร้องไห้ โดยเด็ดขาด
น.36 ๓๑ พวกเราไม่กล้าปลงศรัทธา มอบชีวิตจิตใจให้แก่พระศาสนาพระ- พุทธเจ้าที่มีคำสั่งสอนอย่างนี้ ทำไมไม่กระโจนไปตามที่พระองค์ทรงแนะนำให้กระ- โจน ? มัวแต่เสียดาย "ตัวกู - ของกู" กันอยู่หรือเปล่า ? หรือกลัวว่ามันจะจืด ชืดเกินไป ถ้ากลัวว่าจะจืดชืด ก็ต้องกลัวนิพพานแน่ จะไม่ได้เข้าถึงชีวิตที่ สดชื่น เพราะกลัวมันจะจืดชืด ท้าวมหาพรหม (ผู้ได้ตัวกูอย่างสูงสุด) พอได้ยินว่า "ละสักกายะเสีย" แทบขาดใจตายด้วยความสะดุ้งกลัว ๔ พฤษภาคม ๒๕๐๒ ตอนเช้า พูดกันในเรื่องที่ควรจะพูด ศึกษากันในเรื่องที่ควรจะศึกษา ธรรมสากัจฉา จัดเป็นมงคล ทำได้เป็นการดี ส่วนมาก พบกัน พูดกัน ถกกัน มักจะเป็นเรื่องอื่น เป็นเรื่องที่ควบคุมยากและออกนอกวง ระเบียบในอาศรมของพวกฤๅษี พอกินอาหารแล้ว เกณฑ์ให้คนหนึ่ง พูดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไล่ไปตามลำดับ พูดอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง ทำนองปาฐกถา มีผลดี ทำให้พูดเก่ง เพราะต้องคิดนึก ต้องเตรียมว่า จะพูด อย่างไร จึงจะไม่ห้าแต้ม ถ้าเราหัดทำกันอย่างนี้บ้างสักปี จะพูดได้เก่ง แต่ต้อง พูดด้วยภาษาที่ถูกต้อง การเทศน์หรือการแสดงธรรมของท่าน ท่านแสดงด้วยมีความคิดว่า ผู้ที่นั่งอยู่นี้ เป็นกันเอง ไม่ใช่ศัตรู มีความรักใคร่เมตตาพร้อมที่จะให้อภัย ทะนงว่าท่านมีเรื่องที่จะพูด ที่ท่านรู้ในสิ่งที่เขาไม่รู้ คือรู้มากกว่าเขา ท่านเป็น ผู้พูดของพระพุทธเจ้า ท่านจึงไม่กลัวหรือประหม่า บังเอิญไปถูกหลักที่วางไว้
น.37 ๓๒ สำหรับผู้ที่จะเทศน์หรือสอน ในมิลินทปัญหาฉบับสมบูรณ์ มีกล่าวไว้ว่า ผู้แสดงธรรมควรทำในใจอย่างไรบ้าง จึงจะไม่เหนื่อยเพลีย ไม่ประหม่า ต้องไม่ไปก่อนเวลาที่จะพูดมากนัก เพราะจะถูกรุมถาม ทำให้เกิด ความเพลียได้ เนื่องจากโดนปัญหาที่ถามยาก ๆ แต่ก็ไม่ควรไปให้สายจนเกินไป กะไปให้มีเวลาเหลือพอได้รับการพักผ่อนมากพอสมควร จิตใจจะได้สบาย แจ่มใส อยู่เสมอ จึงจะพูดได้ดี ทั้งนี้ ยกเว้นผู้พูดที่มีกำลังใจสูง มีความเป็นปกติสูง คือไม่หวั่นไหว ไม่เหนื่อย ไม่เพลีย ในทางจิตมีความเป็นปกติ ไม่โกรธ เกลียด รัก ฟุ้งซ่าน ผู้ที่พูดต้องมี Spiritual experience เต็มที่ พูดได้ชัดเจน เป็นปกติ ได้ตลอดต้นชนปลาย มหาตมคานธีมีอย่างนี้มาก พูดเมื่อไรก็ได้ ไม่เคยลดกำลัง เลย แม้ในขณะที่กินองุ่น ก็พูดพลางกินพลางได้ พูดแต่เรื่องทำลายตัวตน คือเรื่องอนัตตาเรื่องเดียว ดูเป็นเรื่องที่ สิ้นหวัง แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้พูดถึงเรื่องมีตัวตน หรือเรื่องความสุขเสียเลย พูดถึงแต่เรื่องไม่มีตัวตน ความทุกข์ ทุกสิ่งเป็นความทุกข์ เรายังมีตัวตนอยู่ เราจึงต้องศึกษา ถ้าไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ทำไมเราจึงมากันที่นี่ ? ก็เพราะยึดถือว่า มีตัวตนอยู่ เราจึงมา ที่มีการแสวงหาก็เพราะยังมีการยึดถือ ถอนตัวตนออกเสียแล้ว อะไรเหลืออยู่ที่น่าปรารถนา ? ถ้าเข้าใจข้อนี้ ก็จะเข้าใจข้อปฏิบัติ พูดถึงความยึดมั่น ถือมั่น ว่า "ตัวตน" คือ อัตตานุทิฏฐิ เป็น มิจฉาทิฏฐิอันหนึ่ง สัมมาทิฏฐิ ไม่ต้องพูดถึงเรื่อง มี "ตัวกู - ของกู"
น.38 ๓๓ เอาความยึดมั่นสำคัญว่า "ตัวกู - ของกู" ออก ก็เหลืออยู่แต่กายกับ ใจล้วน ๆ ไม่มีกิเลส เป็นกายกับใจล้วน ๆ ที่บริสุทธิ์ เรียกว่าเหลือแต่วิสุทธิ ขันธ์ แล้วความทุกข์จะอยู่ที่ตรงไหน ? พระพุทธเจ้าสอนอย่างนั้น "ถอนอัตตานุทิฏฐิออกเสียแล้ว เธอ ก็จะอยู่เหนือความตาย พระยามัจจุราชจะไม่แลเห็นเธอ ผู้พิจารณาโลกว่าเป็น ของสูญเปล่า หรือผู้ที่เห็นโลกว่าเป็นของว่างเปล่า ผู้นั้นย่อมว่างจากตัวตน" เจตนา หมายถึงความต้องการที่เป็นตัณหา เจตนาของวิสุทธิขันธ์ ไม่เป็นกรรม ถ้า "เจตนา" มี จะเป็นเหตุให้ทำกรรม การเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของ พระอรหันต์ ไม่มีกรรม พระพุทธเจ้าตรัสสอนใคร ก็เป็นเพียงกิริยาเท่านั้น ไม่มีกรรม การกินอาหารของคนธรรมดา ถ้าไม่มีเจตนา ไม่จัดเป็นกรรม แต่ถ้าจะกินให้อร่อย หาเพื่อให้อร่อยลิ้น อย่างนี้จัดเป็นกรรม เพราะมีเจตนา ทำ ด้วยกิเลสตัณหา คนธรรมดาเป็นอย่างนี้ เว้นไว้แต่พระอริยเจ้า ความรู้สึกที่ยังมีเจตนา เป็นของบุถุชน ถ้าเห็นขันธ์ เห็นธาตุ อายตนะ ตามเป็นจริง ก็จะไม่มีสิ่งที่ปฏิกูล ความอยู่เหนืออะไรหมด คือมันไม่รู้สึก ไม่เป็น อะไรทั้งสิ้น จิตที่ไม่มีตัวกู - ของกูนั้น จะมีไม่ได้ ในความรัก ความโกรธ ความเกลียด ฯลฯ พระอรหันต์เป็นผู้มีธรรมแห่งความหลุดพ้น ความเมตตาสติปัญญา ของท่านเหลือซากมาแต่ก่อนทำให้ทำอะไรได้ เหลืออยู่เป็นสมบัติ จิตประเภท มิจฉาทิฏฐิหมดไป เหลือแต่ประเภทที่เป็นสัมมาทิฏฐิ
น.39 ๓๔ การอธิษฐานเป็นเครื่องจูงใจ ให้ปฏิบัติเพื่อสิ้นอาสวะอย่างพระอรหันต์ เป็นธรรมเนียมที่ควรจะอธิษฐานอย่างนั้น อธิษฐานอย่างที่สิ้นอาสวะเพื่อนิพพาน เพื่อสิ่งที่พระอรหันต์รู้ ให้รู้จักว่าการทำนี้ เป็นการตัด "ตัวกู - ของกู" ไม่ใช่ เพิ่ม "ตัวกู - ของกู" ถ้าเป็นไปเพื่อสิ้นอาสวะ จะเป็นการ "เอา" ไม่ได้ เป็นฝ่าย ข้างกุศลที่ทำลายตัวกู ไม่ใช่ฝ่ายบุญที่เพิ่มตัวกู อวิชชาเป็นต้นเหตุ เป็น แม่ พ่อ ที่ให้เกิดสังโยชน์ ๑๐ ประการ การละอวิชชา คือ การละ "ตัวกู - ของกู" จะละมันที่ตรงไหน ? จะฆ่ามันที่ตรงไหน ? มีแง่ที่จะให้คิด ให้พูด ให้สงสัย ไม่ใช่พูดเล่นเปรย ๆ แต่พูดให้เข้าใจทุกข้อ ทุกแง่ ทุกมุม การถอนอัตตานุทิฏฐิ หรือ ถอน "ตัวกู - ของกู" นั้น จะถอน ที่ตรงไหน ? การถอนจะต้องถอนอย่างเดียวกับถอนต้นไม้ ต้องถอนขึ้นพร้อม ด้วยราก การปฏิบัติธรรมทั้งหมด เป็นอุบาย เป็นเครื่องมือ ซึ่งแฉกันทีเดียว หมดไม่ได้ เป็นอุบายที่จะเอาชนะกิเลสตัณหา ที่พูดกันวันก่อน ๆ เรื่องไม่ให้ อาหารแก่กิเลส ก็เป็นอุบาย สมมุติว่า มีเสือมากินคนในบ่านี้บ่อย ๆ เรามีอุบายอย่างไรที่จะฆ่ามัน จับตัวจริงของมันไม่ได้ ก็ต้องฆ่าโดยไม่เห็นตัว กิเลสทุกอย่างเป็นนามธรรม ที่ไม่เห็นตัวอยู่ในป่านี้ คืออยู่ในกาย ในใจนี้ เราต้องล้อมรั้วหมด ไม่ให้หาอาหารกินได้เลย มันก็จะผอมลง ๆ และ ที่สุดมันจะอดอาหารตายเอง
น.40 ๓๕ อุบายที่จะเล่นงาน "ตัวตน" ก็อย่างนี้ เรามีทางที่จะตัดอาหาร เช่นเดียวกับทำรั้วล้อมเสือไม่ให้ออกมาหากิน กิเลสอุปาทานก็เช่นเดียวกับเสือร้าย ใครสามารถจะเอาปืนไปยิงเสือต่อหน้าให้ตายได้ ผู้นั้นก็สามารถมาก จะไปได้เร็ว สติปัฏฐาน คือ การเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ด้วยวิปัสสนา เป็นการล้อมเสือ หรือเหมือนกับเอาไฟลนกิเลสให้แห้ง สูญหายไป อย่างนี้ไม่สู้ยาก ตัวจริงมันมี แต่มันเป็นนามธรรม มองไม่เห็น ต้องดูด้วยความฉลาด ด้วยการ เห็นว่า รูปนี้เป็นเพียงธาตุ อายตนะ เป็นความโง่เองที่เข้าไปยึดเอาว่า เป็น "ตัวกู - ของกู" กายก็สักว่ากาย จิตก็สักว่าจิต นิพพานก็สักว่านิพพาน เห็นได้อย่างนี้ จะไม่รัก ไม่ชัง จะเฉยอยู่ได้ในสิ่งทั้งปวง เฉยได้ทั้งดี ทั้งชั่ว การมองเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ใช่นำไปสู่ความโลภ ความ โกรธ ความหลง แต่นำไปสู่อุเบกขา ความรู้สึกระอาเบื่อหน่าย เป็นขั้นแรกของ การเห็นความจริง หลังจากนั้นจะเฉยไม่ยุ่งด้วย อุเบกขานี้ ไม่ใช่อุเบกขาในองค์ฌาน แต่เป็นอุเบกขาที่เฉยเองโดย กำเนิด เหมือนกับกระติกน้ำที่เฉยต่อน้ำ เพราะมันไม่มีกิเลสแต่เดี๋ยวนี้เรา เฉยกันอย่างนั้นหรือเปล่า? อุบายที่ล้อมรั้วไม่ให้เสือกินอาหาร ให้ผอมตายไปเอง คือการปฏิบัติ ธรรมทั้งหมด ที่สรุปรวมลงแล้ว ก็คือ มองเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของ สิ่งทั้งปวงอย่างแจ่มแจ้งอยู่เสมอ เป็นสติปัฏฐานอย่างยิ่ง เราหัดทำอย่างนี้ อย่างเดียว ปัญหาต่อไปมีว่า ที่มีผู้ไม่รู้หนังสือไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พอได้ ฟังธรรมแล้วก็สำเร็จนี้ แสดงว่าพื้นฐานชีวิตของเขามี Spiritual experience คือ
น.41 ๓๖ เห็นโลก เห็นชีวิต เห็นการงานมามาก "เสือ" ของเขาผอมเต็มที เราต้องไม่ ลืมว่า บทเรียนที่ดีเรียนจากชีวิต ด้วยการผ่านมาจริงๆ ต้องเรียนจากบทเรียน อย่างนั้น จึงจะเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นรั้วที่แน่นหนามาก ถ้าเก่ง กว่านั้น ก็เอาปืนไปยิงเลย ถ้าทำอย่างนั้นได้ แสดงว่ามีปัญญาเก่งกล้ามาก เก่ง จนไม่ต้องทำรั้วตัดอาหาร น้อยคนที่ทำได้ดังนี้ คนทั่ว ๆ ไปเอาเพียงล้อมรั้ว เป็นการปฏิบัติระยะยาวตามปกติ ทั้งผู้ครองเรือนและผู้บวช พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “เป็นอยู่ให้ชอบ โลกจะไม่ว่างจากพระ อรหันต์" หมายถึงให้ตั้งอยู่ในมรรคมีองค์แปด กิเลสจะไม่ได้อาหาร ปัญหามีอยู่ว่า ล้อมรั้วจริงหรือ ? กักอาหารจริงหรือ ? ถ้าเผลอส่งอาหารให้ การล้อมรั้วนั้น ก็ไม่มีประโยชน์ ต้องอุตส่าห์คิดนึกพิจารณา ก็จะเข้าใจได้ จับสูตรง่ายๆ ว่าเป็นอะไร ก็ตาม ก็ต้องเป็นทุกข์ไปแบบนั้น ขอโอกาสพูดซ้ำ ๆ ซาก ๆ อยู่แต่แบบนี้ ความเกิดเป็นความทุกข์ เกิดด้วยคิดว่าเป็นชาวนาก็ทุกข์อย่างชาวนา ชาวสวน ก็ทุกข์อย่างชาวสวน เศรษฐีก็ทุกข์อย่างเศรษฐี ลูกจ้างก็ทุกข์อย่างลูกจ้าง ฯลฯ เหล่านี้จะพบว่าเกิดมาเป็นอะไร ก็ต้องทุกข์ไปตามแบบนั้น เอาไปคิดแล้วจะ เกิด อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี และปฏินิสสัคคานุปัสสีได้ สัมมาทิฏฐิ มีอยู่ ๒ ชนิด คือ ๑. โลกิยะสัมมาทิฏฐิ แสดงความถูกต้องด้วยการละความชั่วไปยึด ในสิ่งที่ดี เว้นนรก แต่เอาสวรรค์ มีศีลธรรมดี ชนิดนี้ เอา "ตัวกู- ของกู" ในฝ่ายที่ดี ๒. โลกุตตระสัมมาทิฏฐิ ที่บอกว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวง เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น
น.42 ๓๗ ชนิดที่สองนี้ เป็นการมองเห็นข้ามไปจากที่เป็นธรรมดา ถ้ามอง เห็นอย่างนี้ จะหมดความกำหนัดในกามและภพ ถอน "ตัวกู - ของกู" สิ้นเชิง ไม่มีอะไรที่อยากได้ อยากเอา อยากเป็น ความเห็นแจ่มแจ้งอย่างนี้ เป็นวิปัสสนา เป็นการเห็น อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี และ ปฏินิสสัคคานุปัสสี อยู่ด้วยทุกลมหายใจเข้าออก ถ้าอยู่อย่างนี้ทุกลมหายใจเข้าออก เสือจะได้อาหารกินที่ไหน ขอให้ คิดจนออก จนเข้าใจ แล้วเพ่งอยู่เรื่อย ๆ ขอให้เข้าใจและสังเกต เป็นอะไรก็ ต้องทุกข์อย่างแบบที่เป็นทั้งนั้น ทุกอย่าง จะเห็นว่าภพ ชาติทั้งปวงเป็นทุกข์ ถ้าความรู้สึกนี้รุนแรง มันก็เด็ดขาดไม่อยากเอา ไม่อยากเป็นอะไร เท่ากับยิง เสือตรงหน้า ถ้ายังไม่รุนแรง ก็เท่ากับเพียงล้อมรั้ว สำหรับเด็ก ๆ ควรรู้ว่า เป็นอะไรก็ทุกข์ จะได้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจในขณะ ที่เป็น เช่น เป็นคนสวย หรือ ไม่สวย ก็ทุกข์เหมือนกัน มันไม่น่าเป็นแม้จะ เป็นคนมีอำนาจวาสนาหรือไม่มีก็ตาม ก็ทุกข์ ถ้ารู้ได้อย่างนี้ เป็นการรู้ถูกต้อง ตามสติปัญญา เป็นการละอภิชฌาโทมนัส มันเป็นไปได้ และทำได้ ทั้งที่ยังไม่รู้ว่า จะละที่ตรงไหน ถ้าเรียนรู้ความจริงของพระพุทธเจ้าแล้ว จะไม่มีใครล่วงละเมิด จะมี ความกระหายที่จะอยู่ด้วยปัญญา ไม่อยู่ด้วยกิเลสตัณหา ถ้าไม่รู้ จะอยู่ด้วยกิเลส ตัณหา จะต้องลุกเป็นไฟ ควรพิจารณาให้เห็นโทษของวัตถุอย่างชัดแจ้ง จะเป็นการตัด "ตัวกู- ของกู" วัตถุนิยมเป็นพื้นฐานหรืออาหาร อันเป็นที่ให้ "ตัวกู" งอกงาม เข้าใจมันไว้ให้ดี ๆ ถ้าเราไม่เป็นวัตถุนิยม ก็ไม่เป็นอันตราย
น.43 ๓๘ ๔ พฤษภาคม ๒๕๐๒ ตอนค่ำ เป็นอะไรก็เป็นทุกข์อย่างที่เป็น ที่เป็นก็เพราะมีอุปาทาน อย่างนี้ เรียกว่า ภพ เกิดมาเป็นหญิง เป็นชาย ฯลฯ ถ้าไม่มีอุปาทานก็ไม่มี "ความเป็น" สำหรับบุคคลนั้น พระอรหันต์นั้น ไม่มี "ความเป็น" สำหรับท่าน ท่านไม่เป็นอะไร หมดทุกอย่าง แม้แต่ความเป็นพระอรหันต์ เราต่างหากไปสมมุติว่า "ท่านเป็น" แต่จิตใจของพระอรหันต์ ท่านไม่ได้ยึดว่า "ท่านเป็น" ฉะนั้น ท่านจึงไม่เป็น มีอุปาทาน จึงมีภพ ถ้าไม่มีอุปาทาน ก็ไม่มีทุกข์ ต้องมีอุปาทานจึง จะมี "ความเป็น" อุบายที่จะทำลายอุปาทาน 19 อยู่ตรงที่พิจารณาให้เห็นว่า ไม่มีอะไรน่า เป็น เพราะเป็นแล้วก็เป็นทุกข์ตามแบบที่เป็น เป็นเศรษฐีก็ทุกข์อย่างเศรษฐี เป็นคนจนก็ทุกข์อย่างคนจน ฯลฯ พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย ไม่ได้ยึดว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้า หรือเป็นพระอรหันต์ ท่านจึงไม่มีทุกข์ ขึ้นชื่อ ว่า ภพ ว่า ชาติ เป็นความทุกข์ทั้งสิ้น ตลอดทั้งกามภพ รูปภพ อรูปภพ ทำอย่างไรจึงจะให้ความเป็นนั้น หมด "ความเป็น" ไปได้ ก็ต้อง พิจารณาให้เห็นแจ้งว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอา น่าเป็น ให้รู้สึกว่าเป็นอะไรก็ไม่น่า เป็นทั้งสิ้น การทำลายอุปาทาน เป็นเรื่องซับซ้อนยุ่งยาก ต้องตัดลัดด้วยการ พิจารณาให้เห็นว่า เป็นอะไรก็ตาม ล้วนเป็นไฟไปทุกอย่าง รวมความแล้วทุกข์ ทั้งสิ้น เป็นความทุกข์เสมอกัน เป็นคนดีก็ทุกข์อย่างคนดี เป็นคนชั่วก็ทุกข์อย่าง คนชั่ว แม้ในแง่ต่างกัน แต่ก็มีความทุกข์เสมอกัน
น.44 ๓๙ พูดให้แคบ คนมีทุกข์ ก็ทุกข์อย่างคนที่มีทุกข์ คนมีสุขก็ทุกข์อย่าง คนที่มีสุข ความสุขความทุกข์ ความไม่สุข ความไม่ทุกข์ ทุกอย่างไม่คงที่ เมื่อสติปัญญามองเห็นความจริงว่า ไม่มีอะไรน่าเอาน่าเป็น แล้วไป เอาเข้า เป็นเข้า ก็ทุกข์ทั้งสิ้น เกิดมาก็ต้องทุกข์ไป ตามแบบที่มีที่เป็นอุปาทาน มันจริงอย่างนี้ และเอาอะไรเป็นอะไรก็ไม่พ้นไปจากโลภ โกรธ หลง เห็นอยู่ อย่างนี้ จิตจะน้อมไปในทางไม่เอาไม่เป็น เรียกว่าน้อมไปทางดับไม่เหลือ ถ้าจิตหมดกิเลสตัณหาเมื่อใด ก็ถึงนิพพาน นิพพานเป็นที่ดับหมดของ กิเลสและความทุกข์ จิตเสวยรสของนิพพานอยู่ จึงไม่ต้องตาย จิตที่รู้ความไม่ มีกิเลสและทุกข์ เรียกว่า จิต เสวยรสพระนิพพานโดยที่ไม่ต้องตายเสียก่อน การบรรลุมรรคผล อยู่ที่ใจ การบวชก็เพื่อความเร็วและความสะดวก ต่อการปฏิบัติ การที่ไม่ได้บวช ไม่ได้หมายความว่า จะปฏิบัติไม่ได้ แต่เพราะ ภาระกังวลมาก ก็เป็นการยุ่งยากลำบาก การจะหมดกิเลส หรือไม่หมดกิเลส อยู่ที่การกระทำถูก หรือ ไม่ถูก พระอริยเจ้า ไม่มีความเป็นหญิงเป็นชาย ไม่เป็นฆราวาส หรือบรรพชิต เห็นอะไร ก็ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น ไม่น่าหลงใหล ไม่น่าเสน่หา ฯลฯ จะไม่เกิดโลภ โกรธ หลง ขึ้นได้ จะมีศีลโดยอัตโนมัติ จะไม่มีทางผิดศีลข้อไหน ทำวิปัสสนาอย่างนี้ ศีลขาดไม่ได้ ศีลของพระอรหันต์ เป็นสมุจเฉท เป็นศีล อย่างสูงสุด ศีลโลกิยะมันล้มลุกคลุกคลาน เพราะมีพื้นฐานของการเอาการเป็น ศีลที่มีสัมมาทิฏฐิอย่างสูง เป็นศีลที่เด็ดขาด เป็นโลกุตตระศีล ตลอดเวลาที่แจ่มแจ้งอยู่ด้วยความไม่เอา ไม่เป็นนี้ มันยิ่งกว่าให้ทาน ยิ่งกว่าการให้ของพระเวสสันดร เพราะเป็นการให้ "ตน - ของตน" หมดไม่เหลือ
น.45 ๔๐ เรียกว่า ศีล ทาน ไตรสรณคมณ์ถึงที่สุด กล่าวได้ว่าถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างที่สุด อานิสงส์ของการพิจารณาเห็นแจ้งชัด ทำให้มีศีล สมาธิ ปัญญา ถึงที่สุด วิปัสสนาที่เดินถูกทาง ควรจะเป็นอย่างนี้ ถ้ามองกันในแง่การปฏิบัติ ก็ไม่เหลือวิสัย จิตที่มีการคลายกำหนัดใน การเอา การเป็น เป็นการก้าวหน้าอย่างถูกต้อง โอกาสสุดท้าย ตรงที่ใกล้จะแตกดับ แต่ต้องหัด ไม่ยึดมั่นถือมั่น เสียแต่บัดนี้ ยอมปล่อย "ตัวกู -ของกู" ถ้าปล่อยวันนี้ไม่ได้ ต้องปล่อยเมื่อใกล้ แตกดับ เรียกว่า ตกบันไดพลอยโจน ให้ตั้งจิตให้เด็ดขาดลงไป มีหวังเป็นพระ- อรหันต์ แต่ส่วนมากไม่สมัคร "ดับไม่เหลือ" จึงตายในขณะกินยาคาปาก หรือไม่ ก็ปากเต็มไปด้วยยา ไม่สมัครปล่อย "ตัวกู - ของกู" ถ้ามองเห็น "ไม่มีตัวกู - ของกู" จะปล่อยไปตามเรื่อง จะรักษาก็ได้ หรือไม่รักษาก็ได้ ไม่มีความหมายสำหรับผู้นั้น ไม่มีทั้งความอยากอยู่หรือ อยากตาย ถ้า "มีกู - ของกู" ไม่อยากตายคืออยากอยู่ ถ้า "หมดตัวกู - ของกู" ไม่มีความรู้สึกอยากอยู่ หรือ อยากตาย ลองไปคิดดูจะเห็นว่ามันต่างกันลิบ เวลาความเจ็บไข้ครอบงำ แม้ตาฟาง หูอื้อ ก็ให้จิตแจ่มแจ้งอยู่ว่า "ดับไม่เหลือ" แม้จำอะไรไม่ได้ กระทั่งชื่อตัวเอง ก็ให้นึกแต่คำว่า "ดับไม่เหลือ" ไว้จนกว่าจะดับไปพร้อมจิตครั้งสุดท้าย ตรงนี้ไม่สู้ยากนัก เป็นการตกบันได พลอยโจน ที่ว่าไม่ยาก เพราะนามรูปรู้ตัวมันเองอยู่ว่า จะแตกดับอยู่แล้ว จะต้อง เลือกเอาทางนั้น ในกรณีบางชนิด เช่น ป่วยเป็นอัมพาต เส้นโลหิตในสมองแตก ในรายหลังมีเวลาไม่ถึง ๑ วินาที ก็ให้ความรู้สึกที่มีเหลืออยู่บ้างนั้นอยู่ในระดับ
น.46 ๔๑ "ดับไม่เหลือ" หลังจากนั้น ยังไม่ตายก็ไม่เป็นไร ให้ความรู้สึกอันสุดท้ายเป็นความ รู้สึก "ดับไม่เหลือ" ถ้าเป็นเรื่องอุบัติเหตุ เช่น ควายขวิด รถยนต์ทับ ไม่ได้ตายคาที่ กำหนดไว้ให้ดี ยังมีเวลาเหลืออย่างน้อยเศษหนึ่งส่วนสิบวินาที หรือ ครึ่งวินาที เราต้องมีนิพพานเป็นอารมณ์ เวลารถยนต์ชนโครมเข้ามา จะได้ "ดับไม่เหลือ" ถ้าทำในใจ "ดับไม่เหลือ" อยู่เรื่อย ๆ อันนี้จะโผล่มาก่อน พอโครมก็ จะได้ "ดับไม่เหลือ" เป็นพระอรหันต์ภายใต้ท้องรถยนต์ โดยที่คนอื่นไม่รู้ ต้อง พิจารณา "ดับไม่เหลือ" ไว้เสมอ อย่าให้เสียทีที่มาพบพระพุทธศาสนา พระไตรปิฎกทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์รวมอยู่ในประโยค "สิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" ยอมดับไม่เหลือ เป็นการถึงตัวจริงของ พระไตรปิฎก สมาคมไหนบ้างที่กำลังทำการดับตัวกู - ของกู ส่วนมากไม่เป็นไปเพื่อ นิพพาน แต่เป็นไปเพื่อความสวยสดงดงาม ถ้าพูดแต่เรื่องทำลาย ตัวกู - ของกู พูดแต่เรื่อง ไม่ยึดมั่น ถือมั่น พูดแต่เรื่องนี้ จะต้องรู้แจ้งแน่ ๆ อุตส่าห์มาจน ถึงที่นี่แล้ว ควรพูดกันถึงแต่เรื่องความสงบสงัด ความดับไม่เหลือ เพื่อจะ ได้ไม่ต้องรู้สึกว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นคำสอนของพระพุทธองค์ที่ลัด ที่สั้น ที่สุด ซึ่งเป็นประโยชน์แก่สัตบุรุษครั้งพุทธกาล ปัญหาปลีกย่อยมีอยู่มาก แต่ใจความสำคัญมีอยู่เท่านี้ พูดเรื่องปลีก ย่อยเพื่อให้เข้าใจยิ่งขึ้น ภพทั้งปวงลุกเป็นไฟโพลง ๆ เราจะเข้าไปอยู่ที่ตรงไหนได้ แยก ถ้าเผลอ คิดนึกเป็นอะไรขึ้นมาก็ร้อนทันควันเหมือนกัน เช่น เกิดสำนึกว่าเป็นพ่อบ้าน
น.47 ๔๒ แม่บ้าน ฯลฯ มันก็รู้สึกหนักทันที จึงว่าทุกภพเป็นไฟ ฉะนั้นอย่าไปแหย่เข้า ที่ภพไหน มันเผาทันควัน หาวิธีทำใจให้สงบ ไม่เป็นภพ เป็นชาติ บางคนปรุงเป็นภพ เป็น ชาติ ทุกชั่วโมง ผู้ที่โลภ โกรธ หลง คิดปรุงอยู่แทบทุกนาฑี ต้องพบทุกข์ และเร่าร้อนอยู่ทุกนาฑี ถ้าดับความปรุงไม่เหลือก็จะดับทุกข์ได้ ความทุกข์นี่ ไม่มีใครทำให้ แส่หาและรับมันเอง โทษตัวกูและ ของกูดีกว่า เราไม่โทษผีสางเทวดา และไม่อ้อนวอน เมื่อมันเกิดจากตัวกู - ของกู ก็ดับตัวกู - ของกู แล้วก็จะเหลือแต่วิสุทธิขันธ์ ๕ พฤษภาคม ๒๕๐๒ ตอนเช้า การเป็นอยู่ที่นี่ ควรจะเป็นเรื่องฝึกให้มากที่สุด ควรจะฝึกให้แปลก กว่าสูงกว่ายิ่งขึ้น ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ อย่าเอาระเบียบอย่างอยู่บ้านมาใช้ ต้อง เรียนทำทุกอย่างตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ แล้วจะเกิดความรู้อันใหม่ขึ้นมา ลองปรับปรุง การกิน การนอน การอาบน้ำ การเดิน ทุกอย่าง ทุกอิริยาบถ อย่าให้มีตัวกู พูดอีกอย่างก็ว่า มาที่นี่เท่ากับสมัครมาถือบวช เพื่อเป็นอยู่แบบ พระอริยเจ้า เมื่อได้อาหารส่วนหนึ่งที่เหมาะสม แล้วออกไปนั่งคนเดียวที่โคนไม้ พิจารณาอาหารและบุคคลผู้กิน ให้ได้ความตามที่ท่านสอน ไม่กินอย่างที่บ้าน ควรกินอย่างมีสติสัมปชัญญะ ไม่ให้กิเลสตัณหาปน แล้วจะได้ความรู้มาก และอำนวยแก่การรู้อย่างอื่นอีกมาก
น.48 ๔๓ เรามักมีปัญหาว่า ทำไมความรู้ของเราไม่ก้าวหน้า ก็เพราะเราเล่น ตลกกับตัวเอง การมาถือบวชอย่างนี้ ก็เพื่อไม่เล่นตลกกับตัวเอง มาเพื่อทรมาน ตัวกู — ของกู เราทำตรงกันข้ามกับที่เราเคยทำ บทปัจจเวกขณปาฐะ เป็นบทสูงสุดของพระพุทธศาสนา ซึ่งมักจะ ส่งบทนี้ ให้เด็กที่จะบวชเณรศึกษาก่อน เป็นเรื่องทำลาย "ตัวกู — ของกู" อย่างจัง แต่มักไม่รู้สึกกันว่าจะพิจารณากันอย่างไร เป็นบทที่ให้ผู้บวชศึกษา เป็นบทแรก สอนให้พิจารณาอาหารและบุคคล ลองไปนั่งกินอาหาร ด้วยความรู้สึกอย่างบทปัจจเวกขณะ แล้ว ลองสังเกตว่ามันจะเป็นอย่างไร ถ้าสนใจจริง มันจะนึกได้รอบตัวหมด ว่าทั้งบุคคลผู้กิน และสิ่งที่ ถูกกิน ไม่เป็นอิสระแก่ตัว ต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เป็นการขูดเกลาตัว มากที่สุด ไม่ใช่แบบชาวบ้านที่กินอย่างสนุกสนานเฮฮาตามใจตัว การกิน อย่างนี้เป็นการกินอย่างพิจารณา ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง ไม่หลงใหลในรสอร่อยของอาหาร เป็นการกิน อย่างหยอดน้ำมันเพลาเกวียน ซึ่งหยอดแต่น้อย พอดี พอลื่นหรือเช่นเดียวกับ กินเนื้อลูกที่ตายกลางทะเลทราย เป็นการกินด้วยความจำเป็นไม่ใช่ด้วยอร่อย และไม่ได้กินมาก ผู้ขจัดความหลงในอาหารการกิน เห็นสิ่งที่บริโภคเป็นสักแต่อาหาร เพื่อยังชีวิต เพื่อเป็นอยู่ หรือเพื่อรอดชีวิตเท่านั้น เรียกว่า ผู้นั้นบริโภคด้วย ไม่มีกิเลสตัณหา ไม่ทำให้เกิดความทุกข์ ถ้าตรงกันข้าม จะเพลิดเพลินเอร็ด- อร่อย และเป็นทุกข์เพราะเกิดตัณหา
น.49 ๔๔ การกินแบบพระอริยเจ้า เป็นเรื่องของการถือบวช น่ามองน่าสน ใจอย่างยิ่ง ควรลองดู จะรู้สึกว่าผิดกับการกินแบบชาวบ้าน แล้วการปฏิบัติ จะก้าวหน้า จะรู้ธรรมะได้สูงขึ้น การนอน ควรนอนเท่าที่ร่างกายต้องการ เห็นการนอนเป็นเพียง การพักผ่อน เวลานอกนั้น ให้เป็นเวลาที่อยู่ด้วยความคิด นึกถึงโทษของ "ตัวกู — ของกู" ไม่ควรแสวงหาความสุขในการนอน จะทำให้ขี้เกียจ สมอง มึนชา จิตใจมืดมัวสลัว ไม่แจ่มใส อย่างน้อยก็ทำให้ไม่มีความสุขอย่างพระอริยเจ้า ฉะนั้น ไม่ควรเห็นแก่การนอนเลย การพูดจา สิ่งที่ควรพูด คือ ธรรมกถา มิฉะนั้น ก็ต้องนิ่ง นี่ไม่ใช่ ของง่าย อย่าดูถูกว่าง่าย ขอให้ลองดู ในการพูดจะต้องมีสติสัมปชัญญะเต็มที่ มีความรู้สึกตัวว่า สิ่งที่พูดเป็นธรรมกถาหรือเปล่า หรือเป็นการพูดที่ให้อัน ตรายแก่ผู้อื่นหรือเปล่า ให้เป็นการพูดที่เป็นไปตามแบบพระอริยเจ้า การยืน เดิน อาบ ถ่าย ก็เช่นเดียวกับการถือบวช ต้องให้เป็น ไปด้วยสติสัมปชัญญะตลอดเวลา แล้วจะได้ความรู้อะไรในใจขึ้น การถือบวช จะเป็น ๓ — ๕ — ๗ — ๑๐ วันก็ตาม ต้องเป็นอยู่ ด้วยความระมัดระวัง หลีกเร้นจากหมู่ ประพฤติพรหมจรรย์แบบพุทธบริษัท อยู่ด้วยสมาธิภาวนา ชนิดที่เป็นไปเพื่อสิ้นอาสวะ จึงต้องกิน นอน พูด ทำ อย่างนี้ ตามแบบพระอริยเจ้า เราอย่ากลัวในการบังคับตัวเอง อย่าเห็นแก่ความเอร็ดอร่อยทางตา หู จมูก ลิ้น กาย อยู่ที่อื่นก็ไม่มี โอกาสลองเหมือนกับอยู่ที่นี่ ถ้าสามารถทำได้ ตลอดชีวิต ก็เป็นอนาคาริก
น.50 ๔๕ การบวชเป็นพระ เป็นการเข้าไปอยู่ในระเบียบวินัยของพระพุทธเจ้า เป็นการขูดเกลา "ตัวกู" ทั้งสิ้น นี่หมายถึงการบวชจริงทำจริง พรหมจรรย์นี้เป็นไปเพื่อการขูดเกลา ถ้าคิดให้ดี จะเห็นว่าวิเศษ การขูดเกลาเนื้อร้าย หรือผ่าตัดเนื้อร้ายออก มันมีประโยชน์ ฉะนั้น อย่ากลัว ผ่าตัด เหมือนหมอทำให้หาย มิฉะนั้น จะเน่า จะเหม็น และจะต้องตายในที่สุด "ถ้าจะพูด พูดธรรมกถา มิฉะนั้นจะนึ่งอย่างพระอริยเจ้า" การ พูดเหมือนการใช้จ่าย การนิ่ง เหมือนการอัดแบตเตอรี่ จะทำให้มีสมาธิดีขึ้น มีสติสัมปชัญญะดีขึ้น การพูดเหลาะแหละเป็นการจ่าย ถลำไถลไปได้ง่าย ลองเป็นอยู่ชอบ สัก ๓ วัน ๗ วัน เพื่อทำตามคำพูดของพระพุทธ- องค์ ที่ทรงขอร้องให้เป็นอยู่ด้วยความนิ่ง ยิ่งนิ่ง ยิ่งแจ่มแจ้ง ยิ่งนึ่ง ยิ่งมีความ สว่าง ยิ่งนิ่ง ยิ่งดังก้องไปด้วยเสียงแห่งความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และ ความเป็นอนัตตา ไม่มีลักษณะน่าเอา น่าเป็นที่ตรงไหน "ตัวกู" เป็นเหตุให้ไม่ยอม เกิด โลภ โกรธ หลง เช่น ผิดไม่ยอม รับผิด เป็นอหังการ เห็นแก่ตัวกู เป็นเรื่องยากที่จะละได้ เป็นเหตุให้ใช้ อำนาจเบียดเบียนผู้อื่น เด็ก ๆให้รู้จักตัวกูที่ดีไปก่อน ตัวกูวันนี้ต้องดีกว่า ตัวกูเมื่อวาน ต้องเป็นตัวกูที่ทำตัวเองไม่ให้เดือดร้อน และไม่ให้เดือดร้อนแก่ผู้อื่นด้วย ให้ดี ขึ้นทุกวัน "การเดินทาง ก็เดินทางเสร็จแล้ว โดยไม่มีผู้เดิน" "การทำก็เสร็จแล้ว แต่ไม่มีผู้ทำ" สองประโยคข้างบนนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัส เป็นสิ่งที่ฟังยาก สำหรับคนที่ไม่เคยฟัง
น.51 ๔๖ พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ ท่านทำงานได้มากกว่าพวกเราทำ อย่างไม่หยุดหย่อนเลย ในการสั่งสอน พระพุทธเจ้าทำงาน ขณะที่เรายังนอน พระองค์ทรง ทำงานเกินเวลา เป็นเครื่องเตือนใจเราว่า "ไม่ควรเห็นแก่นอน" บุรพกิจของพระพุทธองค์ ก่อนสว่าง ตรวจดูว่า ใครเป็นอย่างไร จะพูดให้ฟังอย่างไร แล้วไปบิณฑบาตที่นั่น เช้า บิณฑบาต บ่าย รับแขกชาวบ้าน ค่ำ สอนพระสาวก ดึก สนทนากับพระเจ้าแผ่นดิน หรือ อิสรชน อหังการ มมังการ เกิดมาจากอวิชชา จากความยึดถือ ไม่ใช่ตัวจริง เป็นสิ่งที่ละได้ ความรู้สูงสุด ต้องรู้อย่างนี้ ต้องพูดถึงตัวตนทุกแง่ทุกมุม จนกว่าจะเข้าใจ ๕ พฤษภาคม ๒๕๐๒ ตอนค่ำ เรื่องปัจจยาการ หรือ ปฏิจจสมุปบาท แสดงให้เห็นว่า ไม่มีตัวตน ที่จะมี "ตัวกู — ของกู" มีคำอยู่คำหนึ่ง ให้เข้าใจให้ดี คือคำ "ฟลุ้กตลอดกาล" หมายถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะเป็นอะไรก็ได้ เช่น ร่างกายจิตใจ อารมณ์ ฯลฯ จะทุกข์หรือสุขก็ตาม ไม่ใช่เป็นสิ่งหนึ่งในตัวมันเอง เป็นเรื่อง "ฟลุ้ก" ที่ทำ ให้เกิดขึ้น เหมือนดวงอาทิตย์เผาน้ำให้กลายเป็นไอ ไอน้ำทำให้เกิดเป็นเมฆ ในอากาศ เพราะมีเมฆจึงทำให้ฝนตก ฝนตกแล้วทำให้ลื่น การลื่นทำให้คน ๆ หนึ่งล้มลงศีรษะแตก นี่คือลักษณะที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน เช่น เดียวกับลักษณะของปฏิจจสมุปบาทหลักไม่ต้องมีตัวตน ทุกข์ก็เกิดขึ้นได้
น.52 ๔๗ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ญาณวร) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์ ท่านเรียกปฏิจจสมุปบาทว่า อริยสัจใหญ่ และเรียกอริยสัจ ๔ ว่า อริยสัจน้อย ในบาลีแสดงอริยสัจใหญ่ทั้งสมุทยวาร และนิโรธวาร เทียบกับเรื่อง "ฟลุ้ก" ที่กล่าวฝ่ายนิโรธวาร ก็คือ ถ้าไม่มีดวงอาทิตย์ก็ไม่มีไอน้ำ เมื่อไม่มี ไอน้ำ ก็ไม่มีเมฆ ไม่มีเมฆ ก็ไม่มีฝนตกลงมา แล้วก็ไม่มีการลื่นล้มศีรษะแตก ทำอย่างไรจะไม่ให้มีดวงอาทิตย์ ? ต้องมีองค์มรรค คือ ข้อปฏิบัติที่ จะดับอวิชชาเสีย สนใจหลักปัจจยาการแล้ว จะดับอวิชชาอย่างไร ? ถ้าเป็น เรื่องอริยสัจ ก็สนใจในมรรคมีองค์แปด เจริญวิปัสสนาทุกข์ก็ดับ คือ ที่ไม่รู้ ก็รู้เสีย ใช้วิชชาทำลายอวิชชา คือสภาพที่ปราศจากความรู้ ทำให้รู้ขึ้นมา คำอธิบายเรื่องนี้มีต่าง ๆ กัน วิสุทธิมรรคอธิบายสับสนไขว้กันเข้าใจ ไปว่าเกิดสองที คือ ตอนนามรูป กับ ชาติ ตามพุทธภาษิต เกิดเรื่อย จะมา ข้างหน้า หรือไม่ก็ไปข้างหลังทุกครั้งที่มีปัจจัยปรุง คำแปลของ "อวิชชา" มันดิ้นได้ เรื่องนี้มีความหมายเพราะไม่รู้ จึงหลงสร้าง ถ้ารู้ก็ไม่สร้าง คือ สร้างความทุกข์ เอากันง่ายๆ สั้นๆ เพราะมี อวิชชา จึงมี "ตัวกู" อวิชชาเป็นผู้สร้าง "ตัวกู" ถ้ารู้ผิด ก็เรียกว่า ไม่มีความรู้ มันดิ้นรน มันสร้าง ถ้ารู้จะไม่สร้าง ถ้ารู้แจ้ง จะรู้ว่า ไม่มี "ตัวกู" สร้างตัวกู คือสร้างทุกข์ มองให้ เห็นชัดว่า ไม่มีตัวกู ก็คือ ดับอวิชชา สังขาร แปลว่า ปรุง เพราะมีอวิชชา จึงมีสภาพสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งปรุง ปรุงบุญ ปรุงบาป ปรุงอเนญชา เพราะไม่รู้ จึงปรุงเรื่อย ปรุงจนมีวิญญาณธาตุ จากธาตุจิตใจ มีกายกับจิต คือ นามรูป
น.53 ๔๘ ถ้ากายกับจิตสมส่วนกัน จะมีอวัยวะที่รู้สึกทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย เมื่อมีอายตนะ ก็มีการกระทบได้ มีผัสสะ ผัสสะให้เกิด เวทนา ทุกข์ สุข อทุกขมสุข เกิดเวทนาแล้ว จึงมีอยาก อยากแล้ว จึงมีอุปาทาน ต้องให้ครบ อย่างนี้ จึงเรียกว่า "ภพ" ภพ แปลว่า "มี" เมื่อมีภพ ทำให้มีการเกิด หรือ ชาติ แห่งตัวกู แล้ว ชรา ฯลฯ ก็เป็นของกูเหล่านี้ มักจะอธิบายกันยุ่ง ในพระพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ แสดงว่าพระพุทธเจ้าออกบวช เพื่อหาทางดับทุกข์ พระองค์ทรงแก้ปัญหาเอง โดยถามตัวเองว่า "ทุกข์มาจาก อะไร ?" พระองค์ตั้งปัญหาอันแรกว่า "ทุกข์" ความทุกข์ของเรามาจากอะไร ? - เกิดจากการเกิดเป็นคน ชาติมาจาก อะไร ? - มาจากภพ ความเป็นภพมาจากอะไร ? - มาจากอุปาทาน คือ ยึดมั่นว่า "เป็น" อุปาทานมาจากตัณหา ตัณหามาจากเวทนา รวมแล้ว "อยากเป็น" เพราะรสอร่อยของเวทนา เวทนามาจากผัสสะ ผัสสะมาจากอายตนะข้างในกับอารมณ์ข้างนอก กระทบกัน เครื่องให้กระทบกัน มาจากกายและใจ กายกับใจมาประกอบ กันอย่างถูกต้องเหมาะสม จึงมีเครื่องรับอารมณ์ กายกับใจ มาจากวิญญาณธาตุ หรือ มโนธาตุ มโนธาตุมาจาก สังขาร สังขารมาจากอวิชชา อำนาจปรุงแต่งนี้มาจากอะไร ? มาจากสภาพที่
น.54 ๔๙ ปราศจากความรู้ ถือว่า อวิชชาเป็นแดนเกิดของความทุกข์ทั้งหลาย หรือสิ่ง ทั้งปวง ในคนหนึ่งชั่วขณะหนึ่ง อธิบายได้อย่างนี้คือ คนมีอวิชชา มีปรุง วิญญาณธาตุซึ่งถือว่ามีทุกแห่ง อวิชชามีอำนาจที่จะให้เกิดสังขาร คำว่า "สังขาร" ต้องแปลตามตัวคือ "ปรุง" ไม่ใช่สังขารที่แปลว่า "คิด" ซึ่งเป็นความหมาย ที่แคบไป “ปรุง" คือ ของหลายอย่างมารวมกัน จนกลายเป็นของใหม่ อำนาจของอวิชชา ทำให้คว้าเอาวิญญาณธาตุมาได้ จนเกิดกายกับใจ ซึ่ง สิ่งเหล่านี้ ถ้าอวิชชาไม่เกี่ยวข้อง ก็คือว่า ไม่มี คน สัตว์ มือวิชชา จึงมีการปรุง และปรุงต่อกันอยู่เรื่อย เหมือนโรงสีสีข้าว ข้าวก็ไหลออกมาเรื่อย เช่นเดียวกับตลอดเวลาที่ยังมือวิชชาอยู่ สิ่งอื่นก็ไหล ออกมาเรื่อย อวิชชา เหมือนโม่ที่หมุนอยู่เรื่อย ๆ แป้งก็ไหลออกมา หยุด อวิชชาเมื่อไร หยุดโม่ หยุดหมุน แป้งก็หยุดไหล ถ้ามีความรู้แล้วหยุด ไม่ปรุง ถ้าไม่รู้ก็ยังปรุง เป็นอำนาจของ ธรรมชาติอย่างหนึ่ง ซึ่งปรุงไม่หยุด และมีวิวัฒนาการสูงขึ้น ๆ อำนาจนี้ทำโลก ดวงอาทิตย์ ดาว คน สัตว์ ฯลฯ ให้มีขึ้น อ่านวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่เกิดโลกมาจนถึงสัตว์ มีอำนาจลึกลับอะไร อย่างหนึ่ง ซึ่งรู้ไม่ได้ มันมีหน้าที่ปรุง ปรุงเรื่อย ๆ เป็นวิวัฒนาการ ก่อรูป ปรุงเรื่อย จนเกิดธาตุที่สูง คือ วิญญาณเป็นอจินไตย เมื่อธาตุนั้นมีขึ้น ก็แตกหน่อออกไปเป็น กาย ใจ วิทยาศาสตร์ ยอมรับว่า สสารมาจากใจ คือ รูปมาจากสิ่งที่ไม่มีรูป วิญญาณธาตุไม่มีรูป
น.55 ๕๐ แต่ทำให้มีรูปได้ เป็นวิวัฒนาการอันหนึ่ง นามรูปนี้เข้าใจว่า แยกกันไม่ได้ แต่ถ้าพูดแยกกันได้ โดยพฤตินัยไม่สามารถแยกออกจากกัน โดยนิตินัยแยก กันได้ นามรูปมาจากวิญญาณ แล้วผลิต ตา หู จมูก ลิ้น กาย ออกมา เรียกว่า มีปัญจสาขา ภายใต้อำนาจของพระเป็นเจ้า หรือ สังขาร เพราะมี อายตนะ จึงมีการรับอารมณ์กระทบแล้วก็ต้องรู้สึก รู้สึกแล้วก็ต้องมีเวทนา มีเวทนาแล้วก็มีอยาก เพราะอยากจึงยึดมั่น หรือเพราะยึดมั่นจึงอยาก อันนี้เป็นปัจจัยให้ย้อนกลับไปกลับมากันได้ ถ้าถึงขนาดมีอุปาทาน ก็มีภพมีความเป็นขึ้น เป็นความเกิดโดย สมบูรณ์ คือรู้สึกด้วยใจว่า เกิดเป็นเรื่องแล้ว เมื่อเกิดเป็นเรื่องแล้ว ก็มี แก่ เจ็บ ตาย ของการเกิด แถมมีโสกะ ปริเทวะ ฯลฯ ชั่วระยะหนึ่ง กว่า ความปรุง ความคิด ระยะหนึ่งนั้น หมดไป ระวังไว้ อย่าให้มีการปรุงอย่างนี้ มันก็ไม่มีทุกข์ เอาวิชชาเข้าไป อัดไว้ไม่ให้เกิด ความทุกข์ก็ไม่เกิด ถ้าเกิดครั้งหนึ่ง ครั้งต่อไปก็เกิดอีก เป็นในรูปใหม่ รูปหนึ่ง อาจเผ็ดร้อน รูปหนึ่งอาจสวยสดงดงาม ปฏิสนธิวิญญาณเกิดขึ้นที่นี่ เดี๋ยวนี้ คือเกิดการปรุงแต่งรอบหนึ่ง ก็เกิดทุกข์ในรอบนั้น แล้วก็ปรุงรอบใหม่อีก จึงปรุงให้เกิดสัตว์ คนดี คนชั่ว ได้ต่าง ๆ นานา ถ้าอยากไปในทางดับอวิชชา ก็เป็นวิชชาในขั้นสูงที่เจ็บปวด แล้ว เข็ดหลาบ อวิชชาเป็นสภาพที่ปราศจากความรู้ จะปรุงเรื่อย ปรุงจนเป็น ปฏิปักษ์ต่อความสงบของตนเอง อวิชชา เป็นผลของสังขารที่เวียนว่าย เกิด ทุกข์มากเข้า ก็เป็นวิชชาเช่นเดียวกับเด็กถูกไฟ ก็รู้จักเข็ดหลาบ
น.56 ๕๑ ขั้นสูงที่อยากดับอวิชชา ก็เป็นวิชชา เป็นความอยากดับอวิชชา เป็นสติปัญญา พูดได้ว่า ถูก-ผิด เป็นครู ความผิดเป็นครู ยิ่งกว่าความถูก เพราะความเจ็บปวด จะสอนให้ยิ่งกว่าความถูก การคิดก็คือ การปรุงอย่างหนึ่ง ความหมายของสังขารทั่วๆ ไป กว้าง คือ ปรุงหมดทุกอย่าง เป็นทั้งเหตุและผล แล้วผลก็เป็นเหตุอีก เป็นการปรุงไม่รู้จักสิ้นสุด ในบางแห่งไม่ให้คิด หมายถึง เมื่ออายตนะภายใน ภายนอก กระทบกัน เช่น ตากระทบรูป หูกระทบเสียง แล้วให้หยุดแค่นั้น ไม่ให้ คิดปรุง อย่างนี้ ถ้าทำได้จะวิมุติ คือ ไม่เลยไปถึงตัณหา อุปาทาน ภพ ถ้าทำอย่างนี้ไม่ได้ ก็ต้องทำอีกทางหนึ่ง คือให้เกิดความรู้ขึ้นมา รู้เท่าทัน ฝึกได้แล้ว รู้ทันได้แล้ว ก็หยุดคิดได้ เราผู้ปฏิบัติ จะให้หยุดคิด ต้องพิจารณาให้เห็นแจ้งขึ้นมา เป็น การคิดให้ออก จนหยุดคิดได้ในปฏิจจสมุปบาท เช่นเดียวกับโม่ที่หมุน ทำอย่างไรจะหยุด ? ถ้าไม่มีความรู้ ไม่มีสติปัญญา ก็หยุดไม่ได้ การคิด คิดให้รู้จัก ให้เห็นแจ้ง ก็จะหยุดได้ มันจะต้องปรับ เรื่อง "ตัวกู - ของกู" ให้เป็นสิ่งที่เข้าใจกันว่า ปฏิบัติได้ คือให้เห็นว่า ไม่มี อะไร นอกจากธรรมชาติ ไม่มีสัตว์ บุคคล แล้วก็จะเข้าใจปฏิจจสมุปบาทได้ คือ เห็นแจ้งว่าไม่มีตัวตน แล้วก็จะหยุดปรุง เบญจขันธ์ที่ไม่มีความยึดถือ ส่วนหนึ่งก็ยังปรุง ปรุงในเรื่อง งานของร่างกาย แต่ไม่ปรุงตัวตัณหา คิดว่า "ตัวกู" ก็ทุกข์ แม้ต้องการพ้นทุกข์ ก็จะต้องทุกข์ เรื่อยไป เพราะไม่พ้น "ตัวกู" ยังนับถือศาสนาอยู่ ก็ยังไม่พ้นทุกข์ ต้อง เลยนั้นไป จึงจะพ้น
น.57 ๕๒ มีแต่ทุกข์ที่เกิดขึ้น ดับไป ความจริงไม่มีใครทุกข์ อย่ามีตัวตน ทุกข์ก็ไม่ทุกข์ อย่าอยากพ้นทุกข์ ก็ไม่ทุกข์ ความทุกข์ กิเลส ไม่มีตัวตน ไปเห็นว่ามี จึงมีทุกข์ มีเรื่อง ที่ตนจะทำอย่างนั้น อย่างนี้ เรียกว่า อวิชชา เข้าใจว่าตัวเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ต้องเสวยผลอย่างนั้น อย่างนี้ จึงทุกข์ ปัญหาที่ค้างว่า ถ้าไม่ยึดถือว่า เราเป็นนั่นเป็นนี่ แล้วมันจะทำ สิ่งต่างๆ ได้อย่างไร ? ให้อะไรเป็นผู้ทำ ? ในระยะที่ยังไม่หลุดพ้น ยังฝึก หัดอยู่ มันไขว้กันอยู่ ขนาดเส้นผมบังภูเขา ต้องจับตัวที่หลอกลวงที่สุด คือ "ตัวตน" ซึ่งเกิดมาจากความโง่หลง เข้าใจผิด ยึดมั่น ถือมั่น เอาเอง เพราะมีความไม่รู้มาแต่เดิม ธรรมชาติ สั่งสอนมาผิด ๆในตัวมันเอง เช่น ถ้าใครเข้ามาในห้องของเรา แล้วไม่ถอด หมวก เรารู้สึกว่าเขาดูถูกเรา เรามีตัวออกรับ ที่รู้สึกว่า ถูกเขาดูถูก เป็นของจริงหรือเปล่า ? อีกด้านหนึ่ง เราได้รับการสั่งสอนว่า การสวมหมวกเป็น ประเพณีที่แสดงความเคารพ ถ้าเรารู้อย่างนี้จะไม่คิดว่า เขาดูหมิ่น "ตัวกู - ของกู" อันเป็นของลม ๆ แล้ง ๆ เป็นความหลงผิด ยึดว่า "ตัวกู" มันเป็น การยึดถือเท่านั้น ไม่ใช่ความจริง อีกเรื่องหนึ่ง คือ แม่คลอดบุตร แล้วถูกสับเปลี่ยนเด็กโดยไม่รู้ ก็หลงรักเด็กที่ไม่ใช่ลูกของตน ลูกจริงของตนกลับมา ไม่รู้ว่าเป็นลูก ก็ไม่รัก เพราะไม่ยึดถือ จะเห็นได้ว่า ความยึดถือนี้ ก็ไม่มีความจริง ลูกจริง ถ้าไม่ยึดถือ ก็ไม่ทุกข์ ลูกไม่จริง ถ้ายึดถือ ก็ทุกข์ ความยึดถือมาจากสิ่งอื่นปรุงขึ้น ฉะนั้น จึงสามารถทำลายได้ แล้วจะไม่ ทุกข์ด้วยกันทุกฝ่าย
น.58 ๕๓ ความมุ่งหมายของพระธรรม ต้องการให้ทำลายสิ่งที่ไม่จริงคือความ ยึดถือ เหลือแต่สติปัญญาที่ไม่ยึดถือ แล้วนามรูปนี้จะเคลื่อนไหวโดยตัวของ มันเองได้ พยายามจับ "ตัวกู — ของกู" นี้เป็นมายาที่สุด แล้วแยกออกให้ได้ ก็จะเป็นวิสุทธิขันธ์ จะทำประโยชน์ตนและผู้อื่นได้อย่างใหญ่หลวง แม้ละ ไม่ได้เด็ดขาด ก็ควรพยายามศึกษาเพื่อบรรเทา อย่าลืมว่า อุปาทานมาจากอวิชชา ตามเรื่องของปฏิจจสมุปบาท ไม่ต้องไปไล่ว่า ตัณหาเกิดมาจากผัสสะ ผัสสะมาจากอายตนะ และอะไรอื่น ๆ อีกให้มากเรื่องไป การทุบตี การด่าสิ่งที่มีชีวิต และแม้ในสิ่งที่ไม่มีชีวิต เกิดจากตัว ตน อยู่ในที่สูง เราเห็นรถยนต์เป็นสัตว์มีชีวิตคลานไป เกิดจากได้รับสิ่งแวด ล้อมที่มีการปรุงแต่งผิด จึงเกิดอุปาทาน เด็ก ๆ ควรได้รับการสั่งสอนให้ถูกต้องแต่แรกเกิด จะดีและค่อยยังชั่ว กว่านี้ มีอวิชชาเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ได้รับการปรุงแต่งผิดเข้าไปอีกจนไม่รู้จะ ทำอย่างไร เห็นการร้องไห้ประชดตัวเอง การฆ่าตัวตาย เป็นของสนุก ไม่ยอมดับทุกข์ ด้วยอุบายสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าถึงขนาดนี้แล้ว พูดไม่รู้เรื่อง ปล่อยให้ความผิดเป็นครูไป พูดกันรู้เรื่องแต่ผู้ที่สนใจจะดับทุกข์ ผู้มีอหังการ มมังการจัด ไม่ต้องพูดกัน เป็นสิ่งที่น่าสงสารเกินไป ถ้ามีความสนใจดับทุกข์ จะต้องยอมเหนื่อย ยอมลำบาก ลองดูใน การปฏิบัติอันเป็นเรื่องละเอียด ที่พูดว่า นิพพานเป็นเรื่องละเอียด ก็เป็น
น.59 ๕๔ เรื่องของการถอนตัวกู ว่างจากการปรุงแต่ง เป็นการถอนตัวกูเสียได้ เป็น เรื่องละเอียด "อยากพ้นทุกข์ ไม่มีวันพ้นทุกข์" เลิกอยากพ้นทุกข์ เมื่อไรก็พ้น เมื่อนั้น เพราะว่างจากตัวตน ทำลายตัวกูเสียได้อย่างเดียว เรื่องต่าง ๆ ก็หมดเอง "อยู่นิ่ง ๆ ก็แล้วกัน อย่าไปอยากไปยึดถือ" คำพูดอย่างนี้ ไป ๆ มา ๆ ก็ย้อนเข้าดูตัวเองว่า "ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น" จึงจะอยู่นิ่ง ๆ ได้ หยุดความอยาก จึงเรียกว่าอยู่นิ่ง แต่เนื้อตัวยังทำการงาน ประกอบ การงาน ทำประโยชน์ได้ นึ่งเพราะหมดความอยาก ไม่เที่ยวยึดถือ อยู่นึ่งอย่างนี้ อย่าอยาก อย่ายึดถือ ก็เย็นสบาย แม้กำลังทำหน้าที่ที่ควรทำอยู่อย่างจริงจัง ไม่คิด ไม่ปรุง ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ก็นิ่ง หยุดแค่นั้น ความคิดที่ปรุงเป็นตัวกูไม่มี ความคิดเห็นที่จะพิจารณาเห็นแจ้งยังมี แต่เป็น ไปเพื่อความดับทุกข์ เราควรคุมสังขารนี้ด้วยสติปัญญา ให้เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ ให้ เหลือแต่วิสุทธิขันธ์ แขกแปลกหน้าอย่าให้เข้าใกล้ได้ ให้เหลือแต่เจ้าบ้าน คือ กาย ใจ ล้วน ๆ ที่ไม่มีความโง่หลง อันเป็นแขกเข้ามาเป็นตัวตน ศึกษาให้ละเอียด มันวกไป วกมา เอาแต่ที่จำเป็นดับทุกข์ได้ อย่าไปไล่ว่า อวิชชามาจากธาตุอะไร ? พระพุทธเจ้าท่านไม่บอกเรื่องที่เกินจำเป็น แม้ใครจะถาม ควบคุมสติปัญญา ดูให้ถูก รู้ให้ถูก ดูให้เป็น ให้เห็น ให้ถูกเรื่อง อยู่เสมอ สง ดูอย่างนี้เรื่อยไป อวิชชจะร่อย และวิชชางอกขึ้น
น.60 ๕๕ พูดให้มีกำลังอีกแง่หนึ่ง มีอวิชชาคือเมฆมาบัง ทุกคนมีความรู้แจ้ง อยู่แล้ว หรือเหมือนกับเพชรที่จมอยู่ในโคลน แบบเดียวกับการสอนอย่างนิกาย เซ็น ที่ว่าฉลาดสอนอย่างลัด ๆ ว่า ทุกคนเป็นพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว ให้เขี่ย แคะสิ่งหุ้มห่อออก อุบายของพวกนี้ มีคิดปริศนาที่แยบคาย พิจารณาดูแล้ว ก็ไปเรื่องเดียวกัน คือพิจารณา ตัวกู — ของกู เป็นเรื่องสุญญตา อุบายของฝ่ายเถรวาท พิจารณา "ไม่ยึดมั่น ถือมั่น" ให้ดูอย่างนี้เสมอ ถ้ายึดเข้าเมื่อไรที่ไหน จะมีทุกข์สวนมาทันที ให้หนักอึ้ง อุบายที่ทำให้ไม่มีความ ทุกข์ คือ ปลงตัวกู สลัดตัวกูทิ้ง แล้วกายใจจะเคลื่อนไหวไปตามธรรมชาติ ปุถุชน กับ พระอรหันต์ต่างกัน ปุถุชนพูดด้วยความยึดถือ ส่วนพระอรหันต์พูดอย่างไม่ยึดถือ การไม่ยึดถือทรัพย์สมบัติว่าเป็นของเรา สามารถทำไปได้ ไม่ใช่ว่าไม่ยึดถือแล้ว จะทำอะไรไม่ได้ ถ้าทำวิปัสสนาแจ่มแจ้งอยู่เสมอว่า ไม่มีอะไรเป็นของเรา ก็ไม่เผลอ เรามี "กู— ของกู" มาแต่แรกคลอด กู — ของกู เจริญแรงขึ้นตามวัย มัน เลยแน่นแฟ้น เรียกว่า เกิดมาในวงของอวิชชา กว่าจะรู้สึกตัว กว่าจะมองเห็น ก็แย่ พระพุทธเจ้าท่านเรียกตัวท่านว่า เป็นลูกไก่ตัวแรกที่ทำลายเปลือกไข่ คืออวิชชา ให้ผู้อื่นเอาอย่าง ส่วนมากตายในเปลือก ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน คือไม่สามารถจะทำตามอย่างได้ เราหัดมี หัดทำ โดยไม่ต้องมีตัวกู ให้มีสติปัญญา คือ วิชชาเป็น ผู้นำ ผู้ทำ ต้องใช้ความระมัดระวัง สำรวม ละเอียดลออ ประณีตสุขุมมาก ที่หัวเราะร่วน ไม่มีหวัง เพราะไม่ประณีตพอ
น.61 ๕๖ ต้องทำตัวเป็นมุนี คือ นิ่งอยู่ด้วยกำลังของความรู้ มันจะทำลาย อวิชชา ถ้าเราหัวเราะร่วน หรือพูดจาสนุกสนานเฮฮา มันใช้กำลังหมด จึง ชวนกันให้ถือบวช คอยจ้องดู ตัวกู — ของกู แล้วจับตัวออกมาทำลายเสีย ความนิ่งอย่างมุนี นิ่งอยู่ด้วยความรู้ เพราะรู้จึงนิ่ง สุดท้ายนิ่งด้วย ความไม่มีกิเลสตัณหา ระยะนี้ เรานิ่ง เพื่อให้ความรู้แจ้งเกิด ไม่นิ่ง คือสนุกสนานเฮฮา หลงนั่น หลงนี่ ถ้าดูความวุ่นวายในตลาด จะเห็นได้ชัด จิตใจหยาบคาย เลื่อนลอย ไปตามอารมณ์ สำรวมไม่ไหว จึงอยู่ในระดับต่ำ โกรธ เกลียด รัก ทะเลาะ กันง่าย สำรวมให้ดี ให้มีกำลังของความนิ่ง เช่นเดียวกับไดนาโม ไม่ใช่นิ่ง อย่าง ก้อนหิน ต้นไม้ แต่นิ่งด้วยกำลังของความคิด ความรู้ ลองไปนั่งโคนต้นไม้ เสียงของความนิ่ง คือเสียงแห่งความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตา ดั่งลั่น "ยิ่งนิ่ง ยิ่งรู้ ยิ่งนิ่ง ยิ่งว่าง ยิ่งนิ่ง ยิ่งดัง ยิ่งนิ่ง ยิ่งชัด" ธรรมเนียมโบราณดีมาก สำรวมมัธยัสถ์ ระวัง ไม่นิยมสรวลเสเฮฮา คนโบราณจึงได้เปรียบ สมัยนี้ มีสิ่งฟุ้งซ่าน ละเมอเพ้อฝันอย่างรุนแรง เลย เข้าใจว่า สิ่งเหล่านี้เข้าถึงยาก แม้ว่าจะมีหนังสือมาก ฉลาดมากกว่าแต่ก่อน แต่ฉลาดไปในทางสรวลเสเฮฮา จึงมีคนเป็นโรคประสาท โรคจิตมากขึ้น ๆ น่า อายอย่างยิ่ง พระก็เป็นโรคประสาทมาก พระไม่ควรเป็นโรคอย่างนี้ ถ้าอยู่ด้วย ความสงบ เป็นเรื่องของยุคใหม่ ความเป็นไปอย่างใหม่ โรคที่ไม่เคยมีแต่
น.62 ๕๗ กาลก่อน ก็มีขึ้น เป็นโทษของสิ่งแวดล้อมที่ผิดทาง ที่ส่งเสริมตัณหา อุปาทาน เกินขอบเขต สลับซับซ้อนอย่างลึกซึ้ง วุ่นวาย ถ้าเรารักตัวด้วยสติปัญญา หวังดับทุกข์ ต้องสำรวม มีอุบายที่ป้องกัน ไม่ให้สิ่งเหล่านี้ครอบงำเราได้ เรื่องปฏิจจสมุปบาท พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนคนทั่วไป เพราะมัน ยุ่งยาก พระปัญจวัคคีย์ ท่านก็ไม่ได้สอนปฏิจจสมุปบาทระดับสูง ปฏิจจสมุปบาท เป็นธรรมขั้นสูง ควรสนใจปฏิจจสมุปบาทที่สรุปสั้น คือ ตัวกู - ของกู ตัณหา- อุปาทานจะได้ไม่ค่อยเวียนหัว ถ้ามองเห็นอันนี้แล้ว จะเข้าใจได้เอง ฉะนั้น สนใจอริยสัจเล็กก่อน แล้วจึงค่อยสนใจอริยสัจใหญ่ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา อยากในสิ่ง "ไม่น่าอยาก" ทั้งสาม อย่าง ดูแต่อย่างนี้เรื่อยไป ดูทั้งสามกลุ่ม กลุ่มแรก อยากได้ กลุ่มที่สอง อยากเป็น กลุ่มที่สาม อยากไม่ให้เป็น อย่าอยากทั้งสามอย่าง หรือทั้งสามอย่างนั้น ไม่น่าอยาก อยู่ นึ่ง ๆ เสียดีกว่า ฝึกฝนอย่างนี้ เป็นเรื่องอริยสัจในตัว เรียกว่าอริยสัจเล็ก เป็นทางตรง ทางลัดดี เป็นเรื่องเดียวกับ ตัวกู - ของกู อริยสัจอย่างนี้ พระพุทธเจ้าตรัสมาก ที่สุด อยากด้วยกิเลสตัณหา กับอยากด้วยความต้องการของสติปัญญา ไม่ใช่ อันเดียวกัน ถ้าสติปัญญามาควบคุม ไม่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ได้แก่ความไม่อยาก ด้วยความยึดถือ เป็นสติปัญญาของกายใจ ที่ไม่ถูกลูบคลำด้วยกิเลสตัณหา ถ้า สติปัญญาพลัดตกไปให้กิเลสตัณหาบงการ ก็เป็นทุกข์
น.63 ๕๘ เราจะฉลาดมาก ถ้าสามารถให้สติปัญญาขึ้นมานั่งแทนที่ กิเลสตัณหา จะยุบลง ไม่ได้อาหารมันจะผอมไป ตายไป ต้องรู้ว่า "ไม่น่าอยาก" นี้ คือตัวการปฏิบัติอย่างสำรวมระวัง เอาจริง เอาจังทีเดียว ไม่ใช่เรื่องคุยสนุก หรือถกเถียงกันเล่นอย่างบ้าน้ำลาย ระมัดระวัง สำรวม ตั้งจิตอธิษฐานอย่างแข็งแรง ถ้าเผลอ ก็ตาย เราทำจริง ๆ นั้น ทำอย่างไร ? ที่ทำจริง คือ ทำกรรมฐานภาวนา ที่เรียกว่า “อานาปานสติ ให้ทุกลมหายใจเข้าออก อยู่ด้วยสติปัญญา อานาปานสติ ท่องให้แม่นยำ เหมือนท่องปฏิจจสมุปบาทได้ เป็น เรื่องดับทุกข์โดยตรง ดีกว่าไปยุ่งกับเรื่องฟุ้งซ่าน เราพูดกัน ศึกษากันอย่างนี้ นับเป็นพุทธสมาคมแท้ ผู้ใดเป็นอยู่ถูกต้องตามอย่างพระพุทธเจ้านับเป็นพุทธบริษัท สถิติของ พุทธบริษัทนี้ คำนวณกันไม่แน่นอน ที่แน่นอนมันจริงอยู่ในตัวเอง รีบเป็นพุทธบริษัทด้วยการมองเห็นลักษณะแห่งความไม่เที่ยง ความ เป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีอะไรน่าเอา ไม่มี อะไรน่ายึดถือ แต่ทำไปด้วยสติปัญญา มีสติสัมปชัญญะในการบริโภค คือกิน อย่างถือบวช กินด้วยรู้อริยสัจ ไม่ใช่ทาสของตัณหา การอยู่ด้วยความนิ่ง ชนิดอัดกระแสไฟฟ้าอย่างแรง กิเลสเข้าไม่ได้ ไม่เปิดช่องให้กิเลสได้เปรียบ เราจะชนะโดยเร็ว การถือศีลอุโบสถ ก็เพื่อมุ่งหมายปิดกั้นทางมาของกิเลส คือ อยู่นิ่ง เพิ่มกำลังกระแสของจิต เหมือนชาร์จไฟ ถืออุโบสถ ต้องเข้าอยู่ "นึ่งเงียบ" จะอยู่ด้วยกำลังสูง รวมอยู่ในคำ "เป็นอยู่ชอบ" แล้วโลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์
น.64 ๕๙ น่าเบื่อที่วัดจัดให้มีการสนุกสนานต่าง ๆ เพื่อหารายได้ เลยยุ่งหลายซ้อน "ตัวกู - ของกู" เจริญรวดเร็วอย่างฟ้าแลบ ตามไม่ทัน มีอวิชชา มีความหลง ธรรมชาติไม่ได้สร้างมาให้ทุกข์ แต่สัตว์เหล่านั้นทำตัวเองให้ลำบาก และทุกข์ มากขึ้น พิจารณาดูให้ดี ๆ ทุกคน ว่ามีอะไรที่เราไม่ควรทำ ที่ทำให้ทุกข์และ ลำบากเหมือนแมลงหลงเข้ากองไฟ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว กว่าจะรู้ตัวมันสาย ฉะนั้น ควรรู้ตัวไว้ก่อน เราต้องอยู่นิ่ง ๆ กิเลสมันจะออกมาให้ฆ่า ถ้าไม่นึ่ง ตัวเราเป็นกิเลส หมด จะไม่มีโอกาสได้ฆ่า หรือรู้ว่า กิเลสเป็นตัวเรา เราเป็นอวิชชา ถ้าจะมาเป็น ก็ให้เป็นเราฝ่ายวิชชา กายกับใจเป็นเหมือนกับบัลลังก์ หรือเมือง แล้วแต่อะไรจะมาครอง กิเลสกับปัญญา รบกันไม่สิ้นสุด มีสงคราม อยู่เรื่อย คือฝ่ายอวิชชา กับ วิชชา ฝ่ายบุถุชน อวิชชาชนะอยู่เรื่อย สำหรับพระอริยเจ้า วิชชาเป็น ฝ่ายชนะ ถ้าเป็นพระอรหันต์ วิชชาชนะเด็ดขาด พระพุทธเจ้าตรัสว่า ชนะอย่างนี้ดีกว่าชนะคนในโลกทั้งหมด ชนะ "ตัวกู" ตัวเดียว เป็นการชนะโลกทั้งหมด ควรจะสนใจ เสียสละการสรวลเส เฮฮา มาทำอย่างนี้ให้เกิดผล จะดีกว่า ประเสริฐกว่า ถ้าหนังละครเป็นเรื่องเอาชนะกิเลสก็ควรไปดู แต่น้อยคราวที่จะชนะ วันหนึ่ง คืนหนึ่ง ทุกคนควรให้ล่วงไป ด้วยการทำสงครามภายในให้ชนะ โลก จะมีสันติสุข เราได้อาศัยบารมีธรรม ทำให้เราปลีกตัวออกมาได้ มีจิตใจอยู่เหนือ ความบีบคั้นของโลก เราไม่มี "ตัวกู" จะตาย แล้วโลกจะทำอะไรได้
น.65 ๖๐ ถ้าสามารถอยู่เหนือโลก แม้ว่าโลกจะลุกเป็นไฟ ไม่มีอะไรมาทำให้ กลัว โกรธ เกลียด รัก ซัง พุทธบริษัทที่เตรียมตัวตาย ร้องไห้ น่าขายหน้า ควรเตรียมตัวเหนือการร้องไห้ หรือการหัวเราะ บุญคุณของพระพุทธเจ้าท่านมีอยู่อย่างนี้ อยากจะแทนคุณท่าน ก็ต้อง ทำตามที่ท่านสั่ง รีบถอน ตัวกู - ของกู ดับความฟุ้งซ่าน บ้าจี้ เสียโดยเร็ว นี่เป็นเรื่องที่พร่ำพูดอยู่เรื่องเดียว เพื่อให้ถึงจุด ให้ได้ใจความ แม้ในครั้งพุทธกาล พระพุทธองค์ก็ทรงพร่ำสอนอย่างนี้ ในที่สุดก็ทำปัญญาให้ เกิดขึ้นได้ ได้รับผล ผู้ที่ออกจากเรือน หวังผลอันใด ก็ได้ผลอันนั้น อย่า เบื่อหน่ายในการสนทนากันในเรื่องนี้ ธรรมะนี้มันอันเดียว ถ้ารู้แจ้งเห็นจริง จะลงกันได้ โมเนยยะ คือ ถือบวช พูดแต่จำเป็น ไม่เข้าวงสนทนา ถือทุกอย่าง แบบพระอริยเจ้า ตามที่ได้ยินได้ฟังมา แล้วจะได้รสทุกอย่าง อย่างน้อยก็ได้รส ของความนึ่ง สิ่งที่เราฟังวันนี้ ไม่ออก วันอื่นจะต้องฟังออก บางวันสิ่งแวดล้อมช่วย อาจเข้าใจได้ง่าย สำรวมระวังจิตให้ดี ๆ จะรู้ จะฟังออก คำถาม การปฏิบัติที่รู้ที่ตัวจิตเลย โดยไม่ได้ทำตามลำดับอานาปานสติจะถูกต้อง ตามแนวหรือไม่ ?
น.66 ๖๑ ตอบ การรู้ที่จิต เป็นการรู้อย่างเดียวได้สองอย่าง คือรู้ทั้งด้านกาย และ ด้านจิต มีผลเหมือนกัน ขั้นต้นผ่านไป ไปทำตอนปลาย เกี่ยวกับนิสัยหรือ ความเคยชิน อย่างนี้คือทำหมวดที่ ๔ ของอานาปานสติเลย เป็นการลัด การทำอย่างที่เรียงตามลำดับของอานาปานสติ คืออย่างไม่ลัด เป็น อุบายอย่างเดียวกัน ทำให้ถูกเรื่องตามลำดับ แล้วจะเกิดเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ให้หลุดพ้นได้ทั้งสิ้น การดูความดับของจิต เป็นการดูความตายของมัน จัดให้เข้ารูปกับ หลักธรรมที่มีอยู่แล้วก็จะถึงนิพพิทา วิราคะได้ ตัดเอาสั้น ๆ ลัด ๆ ว่า เกิด - ตาย เกิด - ตาย มันน่าเบื่อการเกิด ดูความตายจะรู้สึกกลัว เห็นโทษที่ร้ายแรง รู้สึกเบื่อหน่าย คลายกำหนัด จะ หาทางพ้น แล้วจะวางเฉยต่อสิ่งทั้งปวง มากเข้า ๆ ก็บรรลุ มรรค ผล มีปัญหาอยู่ที่ว่า มันเป็นอันเดียวกัน จะรู้ลมหรือการเดิน รู้ได้ ที่จิต ลมเป็นอย่างไรก็รู้ รวมความว่ากำหนดอยู่ที่จิต กายจะเคลื่อนไหวอย่างไร ก็รู้ทุกอย่าง บางทีมันไม่ถูกกับนิสัยหรือความเคยชิน มันไม่สะดวกที่จะไป กำหนดสิ่งนั้น แต่เป็นการกำหนดอย่างเดียว ได้สองอย่าง มีผลเหมือนกัน ถ้าทำตอนปลายได้ ข้างต้นก็ผ่านไปเอง ข้ามไปหมวด ๔ ได้เลย จะเกิดวิราคะ นิโรธะ และปฏินิสสัคคะได้ตามลำดับ เราไม่สนใจสมาธิ หรือ สัมปชัญญะ แต่สนใจในลักษณะของธรรมอย่างเดียว เป็นการลัด การเดินตาม ลำดับของอานาปานสติ คืออย่างไม่ลัด
น.67 ๖๒ พอเกิดรู้สึกกลัว แล้วหันมามองความดับของจิต ความรู้สึกอย่างนี้ สงเคราะห์ในการเปลี่ยนอารมณ์ ยังไม่เป็นการตัดรากอย่างเด็ดขาด ดูความดับ ข้างในแทนความรู้สึกข้างนอกทั้งหมดที่หมดไป ความกลัวเกิดขึ้น คือ ชาติ เรา คิดปรุงในกระทันหัน พอรู้สึก ก็กลับมาจ้องดูความดับของมัน ดูความดับของจิต ก็คือดูความตายของมัน พูดสั้น ๆ ดูไปที่สังขารที่ปรุงแต่งจิต ดูทั้งเกิด ทั้งดับ ดูความดับ ดูแล้วจะกลัว เห็นโทษ เบื่อหน่าย ใคร่ที่จะพ้นอย่างแรง หาทางพ้นจนพบ คือการวางเฉย คุมความวางเฉยไว้ให้ได้ วางเฉย "ไม่อยากเอา ไม่อยากเป็น" เป็นการกักกิเลสไม่ให้ได้อาหาร แล้วความคิดว่า เกิด แก่ ตาย เกิดยากเต็มที มันเป็นเรื่องของจิตใจล้วน ๆ ที่เกิด - ดับ มันจึง เฉยได้ การพิจารณาหาทาง ต้องทำกิเลสให้ถอยกำลัง เหมือนเอางูมาแกว่ง ให้เพลียก่อนแล้วจึงฆ่า การทำกิเลสให้อ่อนกำลังลง เป็นเหตุให้วางเฉยต่อสิ่งทั้งปวง แก่ก็แก่ เกิดก็เกิด ดับก็ดับ ไม่น่าสนใจ เฉยได้ การอยู่อย่างนั้น เป็นการตัดทางมาของกิเลส ภายนอกไม่รับ ภายใน ไม่ปรุง กิเลสไม่ได้อาหาร ก็ตายไปเอง อริยมรรคจะเกิด และต่อไปไม่ต้องพูด เป็นเรื่องนอกตำรา ไม่ต้อง ไปเจตนาให้กิเลสมันตาย แต่ตัดอาหาร มันตายเอง รวมความว่า ที่ทำมานั้น ก็ถูก คือดูแต่ความดับของจิต ไม่ต้อง ย้อนไปดูความเกิด - ดับของจิต หรือจะย้อนก็ได้เหมือนกัน
น.68 ๖๓ อานาปานสติสูตร หมวดที่ ๑ กำหนดลมหายใจ ขั้นที่ ๑ กำหนดลมหายใจออก และเข้ายาว ก็รู้ว่ายาวอย่างไร ขั้นที่ ๒ กำหนดลมหายใจออกและเข้าสั้น ก็รู้ว่าสั้นอย่างไร ขั้นที่ ๓ กำหนดลมหายใจโดยไม่กำหนดว่ายาวหรือสั้น แต่รู้ทั้งหมด ว่าเป็นอย่างไร (คือปรุงแต่งกาย) ขั้นที่ ๔ กำหนดลมหายใจที่สงบลง ละเอียดลง ๆ ว่าเป็นอย่างไร หมวดนี้ สงเคราะห์เป็น หมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมวดที่ ๒ เวทนานุปัสสนา ขั้นที่ ๑ กำหนดความรู้สึกปีติ อันเกิดจากความสงบ เรียกว่า กำหนดเวทนา เป็นรสของสมาธิปรากฏออกมา กำหนด ปีติที่เป็นรส ให้กำหนดอย่างซึมซาบ แน่วแน่ทุกลมหายใจ เข้า — ออก เนื่องจากฝึกหัดมาแล้ว ขั้นที่ ๒ กำหนดความรู้สึกสุข อันเกิดขึ้นสืบต่อจากปีติโดยวิธีเดียวกัน ขั้นที่ ๓ กำหนดการที่จิตได้สัมผัสรส จิตอันนี้คือตัวปรุง จิตกำหนด สิ่งที่ปรุงจิต ให้รู้สึกอยู่เรื่อยทุกลมหายใจเข้า — ออก ว่า มันปรุงจิตโพลงอย่างนี้ ๆ ขั้นที่ ๔ กำหนดเวทนาที่ปรุงจิต ทำให้มันระงับลง ๆ หมวดที่ ๓ จิตตานุปัสสนา ขั้นที่ ๑ แทนที่จะกำหนดกายและเวทนา มากำหนดที่ตัวจิต ว่า จิตเป็นอย่างไร จิตที่เสวยทุกข์ ฟุ้งซ่าน มีโลภะ โทสะ โมหะ รวมความแล้วรู้ว่าจิตกำลังเป็นอย่างไร
น.69 ๖๔ ขั้นที่ ๒ รู้ลักษณะของจิตเป็นอย่างไรแล้ว ทำให้จิตนั้นมีความ ปราโมทย์ในธรรม กำหนดความมีปราโมทย์ในธรรมให้ แรงขึ้น ขั้นที่ ๓ เมื่อปราโมทย์ได้ ก็สามารถทำจิตให้ตั้งมั่นได้ กำหนดความ ตั้งมั่น คำว่า "สมาหิโต" แปลว่า ตั้งมั่น ไม่ใช่ตั้งมั่นอย่าง เงียบ แต่ตั้งมั่นอยู่อย่างเหมาะสมที่จะใช้อะไร ๆได้ ขอ แทรกตรงนี้ว่า อย่าเข้าใจผิด "สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ" แปลว่า จิตตั้งมั่น พร้อมที่จะรู้ตามความเป็นจริง ขั้นที่ ๔ ทำจิตที่ตั้งมั่นให้สงบระงับลงอีก กำหนดความที่ระงับลง ๆ ให้เห็นว่า มันเป็นเพียงธรรมชาติ ให้รู้สึกว่า จิตก็สักแต่ ว่าจิต คือเห็นเป็นตัวเป็นตนน้อยลง เป็นอันสุดท้าย กำหนดให้มันไม่เห็นเป็นตัวตน เป็นแต่สักว่าธรรมชาติ แล้วความเข้าใจว่า จิตเป็นตัวตน จะน้อยลงทันทีหรือหยุดไป ขณะนี้ จิตอยู่ในลักษณะใช้การได้ หมดความกระด้าง หมดความ สำคัญว่า "ตัวกู" ขั้นนี้ เห็นว่าความยึดถือในเวทนานี้ก็ไม่ไหว จึงเป็นอันว่า เห็นความที่สิ่งนี้เปลี่ยนแปลง ไม่มีตัวตนที่ไหน เห็นความเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ของเวทนาก็ตาม จิตก็ตาม แล้วจะเลื่อนไปหมวดที่ ๔ หมวดที่ ๔ ธรรมานุปัสสนา ขั้นที่ ๑ กำหนดความไม่เที่ยงของกาย คือ ลม เวทนา จิต เรียกว่า อนิจจานุปัสสี ขั้นที่ ๒ วิราคานฺปัสสี มีความหน่าย จางออกจากทุกสิ่งในโลกที่เคย ยึดมั่น รู้สึกหน่ายเกิดขึ้นอย่างนี้ กำหนดไว้เรื่อยทุกลม หายใจเข้า— ออก ก่อนนี้ทำอย่างนี้ไม่ได้
น.70 ๖๕ ไม่ต้องดูที่ไหน ดูที่ กาย เวทนา จิต จากการ เห็นความไม่เที่ยงในขั้นที่ ๑ ของหมวดนี้ จิตจะน้อมสู่ วิราคะ เพราะจิตไม่มีหวังที่ไหน จึงน้อมไปเองในวิราคะ ขั้นที่ ๓ จากวิราคะ หรือ เบื่อหน่ายคลายกำหนัด จิตจะน้อมไปสู่ "ความดับไม่เหลือ" เอา "ดับไม่เหลือ" เป็นอารมณ์ เป็น ความดับทุกข์ กำหนดอยู่ในความดับไม่เหลือ เพื่อปลูก ฉันทะในนิพพานเป็นอันดับ ๓ เรียกว่า นิโรธานุปัสสี ขั้นที่ ๔ ปฏินิสสัคคานุบปัสสี จิตประกอบด้วยปฏินิสสัคคะ มีการ สลัดความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นอารมณ์ ทั้ง ๔ หมวดนี้ เป็นมหาสติปัฏฐาน ที่อยู่ในอานาปานสติสูตร เป็น สูตรที่สมบูรณ์ที่สุด ใครจะมาบอกขอเรียนอานาปานสติ พระพุทธองค์ก็คง แสดงสูตรนี้ เป็นสูตรที่ทำสติปัฏฐาน ๔ ให้สมบูรณ์ โพชฌงค์สมบูรณ์ และ วิมุติก็สมบูรณ์ ให้ทุกคนเข้าใจหลักให้ได้ว่า เราต้องทำอุบายนี้ เป็นเครื่องมือวิเศษ เป็นอุบายที่เปลี่ยนนิสัยสันดานได้ เป็นเครื่องมือที่ละอนุสัยอย่างเหนียวแน่นได้ พูดให้สั้นก็คือ ทำทุกลมหายใจเข้า - ออกอย่างจริงจัง สามารถใช้ได้ทั้งทางโลก และทางธรรม จะคิดอะไรให้ออก จะทำอะไรไม่ลืม ก็ใช้อุบายนี้ ควรอ่านดู ให้เข้าใจยิ่งขึ้น สรุปสั้น ๆ ของอานาปานสติสูตร มีดังนี้ หมวดที่ ๑ กำหนดลมหายใจในลักษณะอาการต่าง ๆ ๔ อย่าง (กาย และกายสังขาร)
น.71 ๖๖ หมวดที่ ๒ กำหนดเวทนา อันเป็นผลมาจากหมวดที่ ๑ เวทนา ต่าง ๆ มีอาการ ๔ อย่าง (จิตสังขารและการระงับ) หมวดที่ ๓ กำหนดที่จิตในแง่ต่าง ๆ ๔ อย่าง หมวดที่ ๔ กำหนดตัวธรรมในแง่ที่สำคัญที่สุด คือ อนิจจานุบปัสสี วิราคานุบปัสสี นิโรธานุบปัสสี และ ปฏินิสสัคคานุบปัสสี นี้เป็นการชี้ให้เห็นว่า ธรรมะเป็นการสลัดทิ้งออกไป ทางโลกเป็น การเอาเข้ามา มันเป็นการตรงข้ามกันอย่างนี้ ธรรมะสลัดออกไป อะไรควรสลัดออกไปก่อน ก็สลัดออกไป ชาวโลกมีแต่จะเอาเข้ามายึดถือ เราจะปฏิบัติข้อนี้ ได้อย่างไร หลักมีอยู่ว่า ต้องให้รู้จักว่า สิ่งเหล่านี้ควรสลัด เอาไว้ไม่ได้ การรู้จัก โลกตามเป็นจริงบ้าง จะทำให้ชาวโลกทุกข์น้อยลง ดีใจ ร้องไห้ หัวเราะน้อย ได้เพียงนี้ก็ยังดี เพราะยังได้บ้าง ถ้ายังไม่รู้จักสลัด สิ่งที่ควรสลัดออกไป ก็เป็นที่ น่าสงสาร ที่ไม่รู้จักปฏินิสสันคะ คือ ไม่รู้ว่า บรรดาที่อยาก ที่รัก ที่พอใจ ทั้งหลายอย่างนั้น ไม่ควรรัก ไม่ควรพอใจ และอยาก ควรต้องรู้สึกตัวไว้ ให้รู้จักเข้าไปเกี่ยวข้องในลักษณะที่ถูกต้อง สิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความรัก ความพอใจ ให้รู้ว่าเป็นงู ไม่ใช่ปลา จะได้เลิกเกี่ยวข้อง แต่ถ้าจะเกี่ยวข้อง ก็เกี่ยวข้องอย่างฉลาดที่สุด ให้ปลอดภัย เท่าที่จะปลอดได้ แต่จะไม่ให้เป็นทุกข์นั้นไม่ได้
น.72 ๖๗ ถ้าโมเดล ถ้าต้องการความสำราญทางกาย ก็ต้องสูญเสียความสำราญทางใจ และตรงกันข้าม ถ้าต้องการความสำราญทางใจ ก็ต้องสูญเสียความสำราญทางกาย ตามควร เราจะเอาอย่างไร ? เท่าไร ? อยู่ที่สติปัญญา ความรู้อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี และปฏินิสสัคคานุปัสสี ทั้ง ๔ อนุปัสสีนี้ ช่วย ให้รู้ได้ว่า ควรจะเอาเท่าไร เพียงไร ให้ทุกข์น้อย จนกว่าจะเบื่อ ไม่อยาก เล่นกับงู อานาปานสติสูตร ๓ หมวดแรก เป็นหมวดที่มีการกระทำไปตามลำดับ เพื่อให้มารู้หมวดสุดท้าย สมดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า “พรหมจรรย์นี้มีความ ลุ่มลาดเอียงเทไปตามลำดับ" จนกว่าจะถึงพระนิพพาน ตอนแรกหัดกำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ได้ กำหนดเพื่อเป็นเครื่องฝึกหัด ไม่ใช่ให้ฝึกเครื่องมือ แต่ให้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับใช้ฝึก การฝึกบางที เป็นเวลาหลายเดือน ทำได้ทุกโอกาสที่มีเวลาว่าง แม้จะพักผ่อนสักนิดก็ควรทำ หลับด้วยผลของอานาปานสติอย่างนี้สบายกว่า มีเรื่องอะไรรบกวนเศร้าหมองทางจิต ทำอานาปานสติก็จะจางหาย ถ้าเราเหนื่อย หายใจขัด ทำอานาปานสติล้างออกไปได้ ให้หายเหนื่อย ให้สังเกต คนเศร้าใจ คนเหนื่อย จะหายใจขัด ลองทำอานาปานสติ จะล้างให้หายได้ แม้ขั้นเด็กเล็ก อานาปานสติก็ช่วยได้มาก ช่วยในการพักผ่อน ช่วยสร้างจิตใจให้โปร่งผ่องใส จะมีสติควบคุมเนื้อตัว ไม่บ้าคลั่ง หายใจได้โล่ง แต่โล่งอย่างไม่เหมือนธรรมดา เป็นวิธีหายใจโล่งตามแบบของพระพุทธเจ้า หายใจอย่างหมวดที่ ๑ เป็นขั้นแรก ง่ายกว่าทุกขั้น เมื่อลมละเอียด ก็เกิดสุข หมวดที่ ๑ กับ หมวดที่ ๒ ใคร ๆ ต้องทำได้ อ่านดูให้เข้าใจ แล้วไป หัดทำจะรู้ขึ้นเอง มันสอนเองเหมือนการทำงานหรือขับรถ
น.73 ๖๘ ตอนแรกอ่านให้เข้าใจ พอหัดทำ ก็รู้จักขึ้นเอง เป็นการสอนในตัว มันเอง ว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ตามแนวนี้ไป ทำกี่เดือนก็ได้ หมวดที่ ๑ ขั้นที่ ๑ ถึง ชั้นที่ ๔ ทำได้เพียงลมหายใจละเอียดลง ๆ กำหนดได้ทุกระยะ เท่านี้ก็ทำให้จิต ร่างกายดีขึ้น มีความสบายกว่าเดิม จิตใจดี หัวเสียยาก หมวดที่ ๒ ขั้นที่ ๑ ปีติ อิ่มใจ จะพบสิ่งที่ไม่เคยพบ อิ่มในสิ่งที่ ไม่เคยอิ่ม ขั้นที่ ๒ ความสุข ชิมความสุขที่เกิดจากการที่กิเลสนิวรณ์ ไม่รบกวนนานเท่าไรก็ได้ ขั้นที่ ๓ รู้ว่า นี่เองที่ปรุงจิตให้คิด คือ กำหนดจิตสังขาร กำหนดตัวปรุงจิตว่า ปรุงอย่างนี้ ๆ ให้เห็นว่า ปีติ สุข เวทนา ทั้งสิ้นเป็นตัวการ ดูอยู่อย่างนี้ ดูนักเลงหรือข้าศึกที่มันซ่อนมาในรูปมิตร อันเป็นตัวการที่ปรุงให้เกิด กุศล อกุศล อัพยากฤต ดูความที่เวทนาทำหน้าที่ ปรุงจิต ขั้นนี้ดูท่วงที เพื่อจะเล่นงาน "ตัวกู" ขั้นที่ ๔ ดูมันอยู่ว่า จิตสังขารระงับอย่างไร ทุกลมหายใจ เข้า - ออก ทำหมวดที่ ๑ กับ หมวดที่ ๒ พยายามศึกษาให้เข้าใจให้ดีที่สุดเป็น เดิมพัน หมวดที่ ๓ ดูจิต ไม่ยาก ดูว่ามันเป็นอย่างไร มันจะเปลี่ยนรูปร่าง หน้าตาไปกี่ชนิด ดูให้หมด ในที่อื่นเขาจำแนกไว้ละเอียด ไม่ต้องรู้ก็ได้ เช่น จิตเศร้า จิตเล็ก จิตใหญ่ จิตมีราคะ โทสะ โง่หรือฉลาด ฯลฯ แต่ดูอยู่ตามที่ มันเป็นอย่างนั้น ทุกลมหายใจเข้าออกก็แล้วกัน
น.74 ๖๙ อย่าหัดทำลวก ๆ ซึ่งใช้ไม่ได้ อย่างแบบกินอาหารลวก ๆ ที่เป็นกันทั่วไป ทำอะไรทำให้ประณีต ให้ละเอียดและสุขุม จะได้มีนิสัยอดทน บึกบึน ทำชนิด เหลาะแหละ ลุกลน ฟุ้งซ่านไม่ได้ หมวดนี้ดูจิตใน ๔ แง่ คือ ขั้น ๑ ดูมันเป็นอย่างไรตามที่กำลังเป็น ขั้น ๒ ดูจิตที่ปราโมทย์ ทำให้ปราโมทย์ แล้วดูมันอยู่ ขั้น ๓ ดูจิตที่ตั้งมั่น ขั้น ๔ ดูจิตที่เป็นตัวกูน้อยลง ระงับลง ๆ พอถึง หมวดที่ ๔ คือ หมวดธรรม ให้ดูความไม่เที่ยง ความจางคลาย ความดับไม่เหลือ และสุดท้ายก็ถึงปฏินิสสัคคานุปัสสี ทุกสิ่งที่เคย "เอา" มา แต่ก่อน โยนคืนหมด คำจำกัดความที่สั้นที่สุด ของ อานาปานสติสูตร หมวดที่ ๑ กำหนดลม ๑. กำหนดลมหายใจที่ยาว ๒. กำหนดลมหายใจที่สั้น ๓. กำหนดลมหายใจทั้งปวง โดยความหมายที่มันเป็นเครื่องปรุงกาย (กายสังขาร) ๔. กำหนดลม (กายสังขาร) ที่กำลังระงับลง ๆ (ละเอียดเข้า) หมวดที่ ๒ กำหนดเวทนา ๕. กำหนดปีติ อันเป็นเวทนาที่เกิดมาจากกายสังขารระงับลง ๖. กำหนดสุข อันเป็นเวทนาที่เกิดขึ้นสืบต่อจากปีติ ๗. กำหนดเวทนาเหล่านี้ ในลักษณะที่มันเป็นเครื่องปรุงจิต (จิต- สังขาร)
น.75 ๗๐ ๘. กำหนดความที่จิตสังขารระงับลง ๆ เพราะการกระทำที่เราทำถูกวิธี หมวดที่ ๓ กำหนดจิต ๙. กำหนดที่ตัวจิต ว่ากำลังมีลักษณะอย่างไร ? (เช่นกำลังกำหนัด หรือไม่กำหนัด เป็นต้น) และอื่น ๆ อีกกี่อย่างก็ได้ ๑๐. กำหนดความที่เราทำจิตให้ปราโมทย์ในธรรมอยู่ ได้แก่การกำหนด ตัวความปราโมทย์นั่นเอง ในฐานะเป็นสิ่งที่เราบังคับมันได้ ๑๑. กำหนดความที่จิตตั้งมั่นอยู่ได้ ด้วยการบังคับของเราอยู่ตลอดเวลา ๑๒. กำหนดความที่จิตปล่อยตัวมันเอง คือความรู้สึกที่ว่า จิตเป็น ตัวตนลดลงตามลำดับ (คือ เห็นความเป็นจิตปรุงแต่งน้อยลง ๆ) หมวดที่ ๔ กำหนดธรรม ๑๓. กำหนดความไม่เที่ยงของทุกสิ่งที่ผ่านมาในความรู้สึก โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ของลม ของเวทนา และของจิต ๑๔. กำหนดความจางออก ๆ ของความกำหนัดหรือความยึดถือ อันเกิด ขึ้นจากเห็นความไม่เที่ยง ๑๕. กำหนดความที่จิตน้อมไปสู่ความดับไม่เหลือ หรือกำหนดตัวความ ดับไม่เหลือ (คือ นิพพาน) ในฐานะเป็นวัตถุที่ประสงค์ ๑๖. กำหนดความที่บัดนี้ เกิดการสลัดคืนโลกิยธรรมออกไปจากจิต ทุก ๆ ขั้น แต่ละขั้น ทำอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก เหตุฉะนั้น จึงได้ ชื่อว่า อานาปานสติทุก ๆ ขั้น ทำอย่างนี้ ชื่อว่า มีสติปัฏฐานสมบูรณ์ มีโพชฌงค์ ๗ สมบูรณ์ หลังจากนี้ก็คือ มรรค ผล นิพพาน ขั้นใดขั้นหนึ่ง
น.76 ๗๑ ตอนไหนเป็นสมาธิ ? หมวดที่ ๑ เป็นสมาธิ หมวดที่ ๒ มีสมาธิ และปัญญาเล็กน้อย หมวดที่ ๓ มีปัญญามากขึ้น หมวดที่ ๔ ปัญญาสมบูรณ์ถึงที่สุด อานาปานสติ เป็นวิปัสสนาหรือไม่ ? หมวดที่ ๑ ถึง หมวดที่ ๓ เป็นเตรียมวิปัสสนา หมวดที่ ๔ เป็นตัววิปัสสนา การทำอานาปานสติ เป็นมรรคมีองค์ ๘ ไปในตัว เพราะขณะที่ทำ มีความเข้าใจถูกต้อง อันเป็นสัมมาทิฏฐิมาก่อน ยิ่งหมวดสุดท้ายเป็นสัมมาทิฏฐิอย่างยิ่ง เป็นสัมมาสติ สัมมาสมาธิอย่างยิ่ง การเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นสัมมาทิฏฐิอย่างสูง ความใฝ่ฝัน ในการทำ เป็นสัมมาสังกัปโป การพูด การงาน อาชีพ ถูกต้อง มีความเพียร เต็มที่ ขณะทำ อกุศลธรรมไม่เกิด ถ้าเกิด ก็ละ เป็นการทำกุศลธรรมให้เกิด ทั้งรักษาไว้ และให้เจริญขึ้น นับว่าเป็นความเพียรอย่างเต็มที่ การทำอานาปานสติ ไม่ทิ้งอริยสัจ ความทุกข์มาจากความอยาก ทำอานาปานสติขั้นต้น ๆ ข่มความอยาก คือ ตัณหา ไม่ให้มีโอกาสทำงาน ตอนท้ายตัดรากของตัณหา ศีลป้องกันการอาละวาดของกิเลส สมาธิข่มกิเลส ปัญญาตัดรากกิเลส ความทุกข์เปรียบตัวโรค มีอยู่ที่ ๓ แห่ง คือ ๑. โรคที่แสดงออกทางกาย วาจา เป็นอย่างหยาบ ศีล แก้โรคที่กายวาจา
น.77 ๗๒ ๒. โรคที่จิต ได้แก่นิวรณ์ต่าง ๆ กลุ้มรุมกัดแทะจิต สมาธิ แก้โรค ที่จิตชั้นนอก ๓. โรคที่สันดาน อยู่ที่ส่วนลึกของจิต ปัญญา แก้โรคที่สันดาน ซึ่งอยู่ลึกที่สุดนั้น ทำอานาปานสติอยู่ เรียกว่า มีศีลอยู่พร้อมแล้ว เป็นสัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว ซึ่งมีอยู่เอง อานาปานสติ ตั้งแต่เริ่มทำไปจนกลาง ๆ เป็นสมาธิ แก้นิวรณ์ต่าง ๆ ที่กลุ้มรุมจิต ตอนสุดท้ายเป็นปัญญา เป็นการทำลายกิเลสในสันดานที่อยู่ใต้ - ลึกที่สุด การกระทำอยู่ที่ความสามารถของผู้นั้นว่า จะหายจากโรคได้ขาดหรือไม่ ถ้าไม่หายขาด ก็ยังได้รับประโยชน์บ้าง ที่โรคจะหายไปได้พักหนึ่ง หรือส่วนหนึ่ง องค์แห่งโพชฌงค์ ๗ สมบูรณ์ ในอานาปานสติอย่างไร ? โพชฌ หรือ โพธิ คือความตรัสรู้ องค์แห่งโพชฌงค์ ๗ สมบูรณ์ในอานาปานสติ คือ ๑. สติ มีอยู่ตลอดเวลา เพราะทำอยู่ทุกลมหายใจเข้า - ออก เป็นสติ อย่างยิ่ง ๒. ธัมมวิจยะ มีอยู่ที่สอดส่องตลอดเวลา ๓. วิริยะ กระทำพากเพียรอยู่ด้วยความอดทนตลอดเวลา ๔. ปีติ มีพร้อม ๕. ปัสสัทธิ ความสงบระงับ ระงับกาย เวทนา จิต ที่สำคัญที่สุด อยู่ที่ไม่ยึดมั่น ถือมั่น สงบถึงที่สุด
น.78 ๗๓ ๖. สมาธิ เป็นสมาธิที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญ เป็นอนันตริกสมาธิ มีอยู่ในอานาปานสติตลอดสาย จิตอยู่ในญาณและปัญญา เป็นการลุสมาธิถึงที่สุด ๗. อุเบกขา วางเฉยได้ในสังขารทั้งปวง เป็นอุเบกขาชนิดเห็น "การไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น" เป็นอุเบกขาแท้ มีอยู่ในอรหัตตญาณ ไม่ยึดมั่น ถือมั่น องค์แห่งสัมโพชฌงค์ วางเฉยเพราะเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่น่าเสน่หา น้อมไปสู่ วิราคะ นิโรธะ และปฏินิสสัคคะ หน้าที่ของเรา ใช้กำลังแข้งขา ถีบรถให้ถึงจุดสูงสุดของสะพาน ถึงตอนนี้แล้ว ไม่ต้องพยายามมันจะเลื่อนไหลไปเอง สมกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "นิพพานนี้ ให้เปล่า ไม่ต้องซื้อด้วยสตางค์" อานาปานสติ ยิ่งทำ ยิ่งไม่เอา ไม่เป็น ทั้งหมดนำไปสู่ผลอย่างเดียว คือ สลัดคืน ไม่เอา ไม่เป็น ไม่มีอุปาทาน หรือยึดถือ จึงน้อมไปสู่ความดับ ไม่เหลือของธรรมชาติ .... .... .... ....
น.79 บ้า ดี ยิ่งทำดี จะยิ่งมี นรกมาก ถ้าใจอยาก ดีเด่น เป็นเจ้าขรัว ให้ผู้คน ทั้งผอง ต้องยอมกลัว คือยอมตัว อยู่ใต้ ปัญญา ยง ; ไม่ต้องการ มรรคผล ดลนิพพาน คงต้องการ แต่ให้ เขาช่วยส่ง ให้ลอยลม ล่องไป จมไม่ลง ต้องประสงค์ แต่เท่านี้ : “บ้าดี” เอย ฯ พ. อินฺทปัญฺโญฺ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๖๙-๗๑ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๗ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗, ๒๒๒๓๖๙๔
Buddhadasa