Buddhadasa.org
หนังสือนายแพทย์ที่โลกบูชา › อ่านฉบับเต็ม

📖 นายแพทย์ที่โลกบูชา

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — นายแพทย์ที่โลกบูชา

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.9 วันนี้เป็น วันแรกของการบรรยาย. และเนื่องจากคุณทุก ๆ รูปเป็นนักศึกษา วิชาการแพทย์ ต้องการความรู้ เกี่ยวกับสิ่งซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่- การเป็นแพทย์ในอนาคต เป็นต้น, ดังนั้นผมจึงคิดว่า เราจะพูดกัน ถึงเรื่องพระพุทธเจ้าในฐานะที่เป็นแพทย์ เป็นหัวข้อแรก. ตามปกติ เราจะต้องพูดถึง จะต้องระลึกถึงพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องแรกอยู่แล้ว; และบัดนี้เราก็จะพูดถึงพระพุทธเจ้า และยังแถมในฐานะที่ว่าเป็น แพทย์อีกด้วย ขอให้สนใจฟังในสองประเด็นพร้อมกันไป.

น.10 ๒ เราเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า เราก็ต้องนึกถึงพระพุทธเจ้า เป็นเครื่องระลึกถึงอยู่เสมอ ซึ่งเป็นส่วนทั่วไป หรือส่วนพื้น ฐาน, ส่วนที่ท่านเป็นแพทย์นั้น เป็นเรื่องส่วนที่เป็นพิเศษ ข้อที่ว่าพระ- พุทธเจ้าถูกจัดไว้ในฐานะเป็นแพทย์นี้ คงจะไม่ค่อยได้ยินได้ฟังกัน มากนัก บางคนคงจะนึกไปเสียว่าเป็นเรื่องแกล้งพูด; จึงขอบอกให้ ทราบถึงที่มาของคำ ๆ นี้ว่า: ในพระไตรปิฎก ส่วน ขุทกนิกาย มี ข้อความกล่าวไว้ว่า พระอรหันต์องค์หนึ่งได้ ตอบคำถามของบุคคล ที่เขาสนใจ หรือประหลาดใจอย่างยิ่งในพระอรหันต์องค์นั้น มา ถามว่า: การที่ท่านมีอะไรแปลกประหลาดขนาดนี้; ไม่มีความกลัว ไม่มีความหวั่นไหว ท่านเป็นลูกศิษย์ของใคร? ใครเป็นอาจารย์ ของท่าน พระอรหันต์องค์นั้นก็ ตอบเป็นภาษาบาลีว่า :- สพฺพญฺญู สพฺพทสฺสาวี ชิโน อาจริโย มม มหาการุ- ณิโก สตฺถา สพฺพโลกติกิจฺฉโก . ท่านตอบหลายคาถา นี้เป็น คาถาแรกที่สำคัญ ซึ่งมีใจความว่า : - อาจารย์ของข้าพเจ้าเป็น สัพพัญญู - รู้สิ่งทั้งปวง, สพฺพทสฺสาวี - เห็นสิ่งทั้งปวง, ชิโน - เป็นผู้- ชนะมาร , สตฺถา - เป็นศาสดาผู้สั่งสอน, มหาการุณิโก - เป็นผู้มีความ กรุณาอันใหญ่หลวง, สพฺพโลกติกิจฺฉโก - เป็นแพทย์ผู้เยียวยารักษาโรค ของสัตว์โลกทั้งปวง. ใจความสำคัญที่เราประสงค์ในที่นี้ก็คือ คำว่า สพฺพ-

น.11 ๓ โลกติกิจฺฉโก - เป็นแพทย์ผู้เยียวยารักษาโรคของสัตว์โลก โลกทั้งปวง แต่เราก็ควรจะรู้คุณบทอื่น ๆ มาตามลำดับด้วย. สพฺพญฺญู สพฺพทสฺสาวี - ผู้รู้สิ่งทั้งปวง, ผู้เห็นสิ่งทั้ง ปวง, นี้เราก็คงจะเคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อน เพราะเป็นคำที่พูด กันมาก เคยชินแก่คนทั่วไป; แต่อาจจะมีความเข้าใจผิดพลาด ไขว้เขวอยู่บ้าง ในคำว่า "ทั้งปวง". รู้สิ่งทั้งปวง เห็นสิ่งทั้งปวง คือรู้ทุกสิ่ง หรือเห็นทุกสิ่ง. คำว่าทุกสิ่ง ในที่นี้ ชาวบ้านที่เขามีการ ศึกษาตามแบบชาวบ้านก็มักจะเข้าใจไปในทำนองว่า รู้จนไม่มี อะไรเหลือ, กระทั่งว่า รู้ภาษาทุกภาษา จะพูดภาษาอะไรก็ได้ หรือ จะทำอะไรก็ได้, อย่างนี้เคยเข้าใจผิดกันอยู่ทั่ว ๆ ไป. บางคนถึง กับว่า จะเอาพระพุทธเจ้ามาพูดภาษาจีน ภาษาฝรั่งอะไร เดี๋ยวนี้ก็ ได้, ทำอะไรเป็นหมด; จนจะให้ท่านมาเป็น engineer ปฏิบัติการ อัน เกี่ยวกับ เครื่องจักร ในปัจจุบัน อันแสนจะยุ่งยาก ก็ทำได้ทันที; เพราะว่ารู้สิ่งทั้งปวง, เขาเข้าใจกันอย่างนี้. แต่เมื่อตรวจดูตามตัวหนังสือ ตามอรรถในภาษาบาลี อรรถ กถาระบุชัดแต่เพียงว่า "รู้ทุกสิ่งที่ควรจะรู้สำหรับความเป็นพระ พุทธเจ้า." ทุกสิ่งที่ควรจะรู้สำหรับความเป็นพระพุทธเจ้า ข้อแรก ก็ต้อง รู้จักดับความทุกข์ ทุกอย่างทุกประการ ; ดับทุกข์ได้แล้ว, รู้เรื่องความดับทุกข์ทุกอย่างทุกประการ จะให้พูด

น.12 ๔ ในแง่ไหน, ปริยายไหน อะไรก็ได้. บรรดาสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความ ดับทุกข์ ก็รู้ทุกสิ่ง นี่เรียกว่าสัพพัญญู ส่วนสิ่งนอกนั้นที่ไม่เกี่ยวกับ- ความดับทุกข์ก็รู้อีกมากมาย แต่จะพูดถึงเท่ากับว่าจะให้พูดภาษา ต่างประเทศเดี๋ยวนี้ก็จะพูดได้หรืออะไรทำนองนี้ มันก็เป็นเรื่องขัด กันกับเหตุผลที่มีอยู่ในคัมภีร์นั้น ๆ เพราะฉะนั้นเอาเป็นว่า เรื่องที่ เป็นความดับทุกข์ และเกี่ยวข้องอยู่กับความดับทุกข์อย่างนั้นท่าน รู้หมด. หรือจะพูดให้กว้างกว่านั้นก็ต้องพูดว่า. ท่านจะรู้อะไรก็ ตามจะต้องรู้ไปในแง่ของการที่จะดับทุกข์ได้ ; ถ้าเผอิญว่า ท่านรู้อะไรนอกไปจากเรื่องทางพระพุทธศาสนา หรือเรียกว่ารู้เรื่อง โลกโดยประการทั้งปวง ก็จะต้องรู้เฉพาะในส่วนที่จะเป็นประโยชน์ แก่การดับทุกข์หรือมันเกี่ยวข้องกันอยู่ แค่นี้มันก็กว้างขวางอยู่แล้ว. พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ตรง ๆเหมือนกันว่า :- สิ่งที่ตถาคต รู้มีประมาณมากเปรียบเทียบเหมือนกับใบไม้ หมดทั้งป่า ทั้งดง, แต่ที่เอามาสอนแต่เพียงเท่ากับใบไม้กำมือเดียว. มันก็เป็นเครื่องคำนวณได้เหมือนกันว่า รู้เท่าไร แล้วเอาสอนเพียง เท่าไร. ฉะนั้นเรารู้หรือเข้าใจความข้อนี้ให้เหมาะสมกับความเป็น นักศึกษา ว่า สัพพัญญู หมายความว่าอะไร. คำว่า สพฺพทสฺสาวี - มีปกติเห็นสิ่งทั้งปวง, ก็มีความ หมายคล้าย ๆ กันกับ คำว่า "เห็น" เห็นในที่นี้มีความหมายอย่าง

น.13 ๕ เดียวกับ "รู้" คือเห็นด้วยปัญญา เขาเรียกว่า "ตาใน" หรือ "ตาใจ" ธรรมจักษุ คือ เห็น. ส่วนที่เห็นด้วยตาเนื้อตานอกเหมือนธรรมดา นี้ ก็เห็น. พระพุทธเจ้าท่านอาจจะมีสายตาธรรมดานี้ ดีที่สุดด้วยก็ ได้, แล้วนอกจากนั้นก็ยังมีสายตาของปัญญา - ของธรรมจักษุ. มัน เป็นเรื่องของปัญญา เปรียบเหมือนดวงตาสำหรับจะเห็นธรรม อย่างนี้ท่านก็มีมากถึงที่สุด ที่เกี่ยวกับความเป็นพระพุทธเจ้า แม้แต่ คนเราตามธรรมดา นอกจากมีดวงตาเป็นตาเนื้อสำหรับจะดูอะไร แล้ว ก็ยังมีตาปัญญานี้ด้วยกันทุกคน แต่ว่ามันน้อย หรือว่า บาง ที่ตามันเขว เห็นผิด เข้าใจผิดไปเสียอีกก็มี; อย่างนี้เรียกว่าไม่มีตา, ภาษาบาลีเขาพูดว่า "มีตา" ก็หมายความว่า ตาเนื้อก็ไม่บอด แล้ว ก็มีตาใน คือ ตาใจสว่างไสว; นี้เรียกว่าคนมีตา - มีธรรมจักษุ. แม้แต่เห็นวัตถุก็เห็นไปในแง่ของธรรมะ, แม้การเห็น ธรรมะก็เห็นได้ในที่ทั่ว ๆ ไป จากสิ่งทุกสิ่ง หรือจากวัตถุนั้นด้วย เหมือนกัน คือ ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์, ที่จะ รู้สึกมันได้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ, นี้ก็เรียก ว่าทุกสิ่ง คือ ดู เห็น สิ่งทุกสิ่งว่าเป็นอย่างไรด้วยตาเนื้อ. หรือด้วย อวัยวะทางฝ่ายร่างกาย. แล้วก็เห็นทุกสิ่งด้วยสติปัญญา ด้วยตาใน ว่ามันมีความหมายอย่างไร มีความจริงอย่างไร อย่างนี้ก็เห็นหมด. สรุปแล้วก็คือว่า เห็นความจริงที่ว่า มันเป็นของที่ไม่ -

น.14 ๖ จริง เหมือนที่คนทั่วไปคิด, มันเป็นของที่เป็นมายา คือประ- กอบกันเข้า แล้วก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ไม่มีหยุด นี้จึงจะ เรียกว่าเห็น. เห็นสิ่งเหล่านั้นเป็นอย่างนั้นตามที่เป็นจริง, แล้วก็ไม่ โง่ ไม่หลง ในสิ่งเหล่านั้น. โดยเห็นว่าทุกสิ่งที่มันมาเกี่ยวข้องกับ มนุษย์ ไม่มีอะไรจะมาทำให้โง่ ให้หลงได้ ก็ เรียกว่าเป็น สพฺพทสฺสาวี คือมีปกติเห็นสิ่งทั้งปวงอย่างถูกต้องตามที่เป็นจริง. แต่สำนวนบาลี เขานิยมใช้คู่กันคือ "ทั้งรู้" และ "ทั้งเห็น". ถ้าจะให้มันแยกกันคือ รู้ ก็คือ รู้ส่วนที่เป็นความรู้. ส่วน เห็นก็คือเป็นเรื่องเห็นโดยประจักษ์ หลังจากที่ได้ผ่านสิ่งเหล่า นี้ไปแล้วด้วยชีวิตจิตใจ ด้วยการชิม ด้วยการลอง ด้วยการอะไรทุก อย่างจนเห็นประจักษ์ เหมือนกับเห็นด้วยตาเนื้อว่า อันนี้มันไม่ เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา. "ความรู้" เป็นความรู้ทั่ว ๆ ไป เป็นพื้นฐาน. ส่วน- "ความเห็น" คือเห็นประจักษ์ชัดเต็มที่ รวมเข้าด้วยกันทั้งรู้ทั้งเห็น. จะมีสำนวนพูดอย่างนี้เสมอว่า; ญาณตา ปสฺสตา - ผู้รู้ผู้เห็น. ใน ที่นี้ว่า อญฺญูทสฺสาวี ผู้รู้ผู้เห็น. นี่เป็นจุดเริ่มแรกของความหมาย ของคำว่า "พุทธะ" คือพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระศาสดา ซึ่งท่าน จะต้องเริ่มต้นมา ด้วยการรู้เห็นสิ่งทั้งปวงอย่างถูกต้อง. ทีนี้ก็มาถึงบทว่า "ชิโน" แปลว่า ชนะ. คำว่า ชนะ นี้ก็

น.15 ๗ เหมือนกัน เป็นเรื่องทางฝ่ายนามธรรม ทางฝ่ายวิญญาณ. เป็น ความชนะทางฝ่ายจิตใจ ไม่ใช่ชนะทางฝ่ายวัตถุ หรือทางกาย, ซึ่ง รบกันด้วยกำลังกายกำลังอาวุธ แล้วก็ชนะ อย่างนั้น ไม่เรียกว่า ชนะ เพราะว่า มันไม่ชนะจริง เดี๋ยวก็แพ้เดี๋ยวก็ชนะ มันเป็นโอกาส ของบางฝ่ายบางคราว ที่จะได้โอกาสย่ำยีผู้อื่น หรือว่าข่มผู้อื่นไว้ได้ พักหนึ่ง แล้วมันก็ กลับแพ้ได้อีก เมื่อไรก็ได้. แต่ตามทางธรรมะ ทางศาสนาเขาให้ถือเอาการชนะทางจิตใจว่า เป็นชนะ เพราะว่า เป็นการชนะที่ไม่กลับแพ้. ถ้าเราจะเอาชนะอะไรแล้ว ต้องเป็น ชนะที่ไม่กลับแพ้, และสิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งที่สำคัญด้วย. ฉะนั้นคำว่าชิโน - ชนะ ในที่นี้หมายถึง ชนะมาร, บรรดา สิ่งที่เป็นมารทั้งหลายไม่สามารถจะเป็นมารแก่ท่านได้อีกต่อไป โดย เฉพาะอย่างยิ่งก็คือกิเลส - มารตัวแรก; ทำให้เสียหาย, ทำให้เป็น ทุกข์, ทำให้ตาย. ชนะมาร คือ ชนะกิเลส ก็เป็นอันว่า ชนะอย่าง อื่น ๆ หมด รวมทั้งชนะกรรม, ชนะความเกิด แก่ เจ็บ ตาย; มัน ชนะไปหมด ถ้าชนะกิเลส. ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้นคนธรรมดาก็กลัว ถูกมัน ครอบงำทำให้เป็นทุกข์. แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์ หรือเป็นพระ- พุทธเจ้าแล้ว ความหมายของความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้นมันไม่มี, ไม่อาจจะครอบงำจิตใจให้เป็นทุกข์. นี้เรียกว่าชนะความเกิด แก่

น.16 ๘ เจ็บ ตาย, เพราะชนะกิเลสได้เสียก่อนแล้ว; ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงเลยไม่มีความหมาย ต่อไป เรื่อง ชนะกรรม ชนะผลของกรรม , ที่ว่า สัตว์ ต้องเป็นไปตามกรรมนั้นก็หมายความว่า สัตว์ยังยึดถือสุขทุกข์ดีชั่ว เดี๋ยวก็ร้องไห้เดี๋ยวก็หัวเราะ นี่เป็นไปตามกรรม. ส่วนพระอรหันต์ นั้นท่านชนะกรรม ก็เห็นสิ่งเหล่านั้นไม่มีความหมาย, กรรมดี กรรมชั่ว สุขทุกข์ ฯลฯ ก็ตามมันไม่มีความหมาย, เป็นสักว่าธรรม- ชาติอันหนึ่ง ทางฝ่ายนามธรรม ซึ่งเป็นอย่างนั้นเอง; นี่มันเป็นเหตุ ให้ไม่กลัวความตาย ไม่กลัวความทุกข์ ไม่ยินดีหรือพอใจในความ สุข หรือความที่มันได้อย่างที่เรียกว่า มีบุญ หรือมีกุศล. นี่คือชนะ กรรมเป็นต้น เมื่อชนะกิเลสแล้วก็จะชนะธรรมชาติทุกสิ่งที่ทำให้ มนุษย์มีความทุกข์ เช่น ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือความที่ต้อง เป็นไปตามกรรมหรืออะไรก็ตาม. มันต้องชนะกิเลสอย่างเดียวก่อน แล้วมันก็พลอยชนะอย่างอื่นไปหมด. นี่พระพุทธเจ้าเป็นผู้ชนะมาร หมายความอย่างนี้. นี่เป็นใจความสำคัญ เท่านี้ก็พอ จะขยายเป็นคำพูดอีกกี่ หมื่นกี่แสนคำก็ได้ แต่ใจความสำคัญมันมีอยู่เพียงเท่านี้ สำหรับ คำว่าผู้ชนะมาร ฉะนั้นคุณเป็นนักศึกษาจะต้องรู้จักคำเหล่านี้อย่าง ถูกต้อง

น.17 ๙ คำว่า "สตฺถา" - เป็นพระศาสดา นี้หมายความว่า ท่านไม่ได้รู้ หรือไม่ได้เป็นอะไร แต่โดยส่วนพระองค์ท่าน แต่เป็น ผู้ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น ด้วยการสอน ด้วยการชี้ทาง. ความหมายที่ สำคัญ ก็คือ เป็นผู้สอน. สตฺถา แปลว่า ผู้สอน แต่คำว่าสอนนี้ไม่ใช่ เป็นการสอนตามธรรมดา อย่างที่สอนในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย แต่มัน เป็นการสอนพิเศษ ทางฝ่ายวิญญาณ เรียกให้ชัด ไม่ให้ มันปนกันยุ่งเขาก็มักจะใช้คำว่า "ผู้ปลุกให้ตื่น." คำว่า ศาสดา เขา แปลว่าสอน, แต่สอนโดยการกระทำคือ ผู้ปลุกให้ตื่นจากหลับ- กล่าวคือกิเลส. สัตว์ทั้งหลายกำลังหลับอยู่ด้วยกิเลสมีอวิชชาเป็นประ- ธาน, พระศาสดาเป็นผู้ปลุกสัตว์ทั้งหลายให้ตื่นจากหลับ คือ กิเลสนั้น, นั่นแหละคือความหมายของคำว่า สัตถา - ศาสดา คือผู้ สอน สำหรับอวิชชาก็คือความไม่รู้ในสิ่งที่ควรรู้, ถูกเปรียบเหมือน กับว่า "ความหลับ" ใครมีอวิชชาเขาเรียกว่า คนหลับ แล้วก็ หลับไม่รู้จักตื่น จนกว่าจะมีการปลุกตามแบบของพระพุทธเจ้า. แม้คุณจะเรียนมหาวิทยาลัย เรียนอะไร ๆ ให้มันยิ่งไปกว่า นั้นเท่าไร ๆ ก็ยังมีอวิชชา ประเภทหลับไม่รู้ตื่น, เพราะมันคนละ เรื่องกัน; แม้จะไปเรียนปรัชญา ไปเรียนศาสนาอะไร มันก็ยัง มี อวิชชา อยู่นั่นเอง ถ้ามันยังไม่รู้แจ้ง ถึงขนาดที่ว่า กิเลสมันถูก

น.18 ๑๐ ทำลายไป. เดี๋ยวนี้พระพุทธเจ้าปลุก และเป็นการปลุกที่สำเร็จ, ก็ ต้องหมายความว่าท่านทำคนนั้นให้ตื่นขึ้นมา, คือกิเลสสิ้นไปตาม ส่วน ตามมากตามน้อย จนกระทั่งสิ้นไปเลย หมดไปเลย. มันก็ กลายเป็นว่า ตื่นน้อย ตื่นมาก; ตื่นน้อย หมายความว่า มันเริ่มตื่น ไปตามลำดับ ไม่กลับหลับอีก แล้วมันจะมีวันสักวันหนึ่งซึ่งมันจะ ตื่นถึงที่สุด ตื่นเต็มที่. คำว่า พุทธ แปลว่า ตื่น , ผู้ตื่นก็ได้, หรือบางทีใช้เป็น เครื่องมือ ปลุกคนอื่นให้ตื่นก็ได้, ฉะนั้นคำว่าศาสดา หรือ สัตถา นั้น ตามตัวหนังสือแปลว่าผู้สอน แต่เป็นการสอนชนิดที่เป็นการ ปลุกให้ตื่น, ให้ตื่นนี้ ตื่นจากหลับ คือ กิเลส. นี้เราควรรู้จักพระ- ศาสดาในลักษณะอย่างนี้. สำหรับบทว่า "มหาการุณิโก" แปลว่า ผู้มีความกรุณา อันใหญ่หลวง. นี้มันมีความสำคัญที่เนื่องกันกับคำว่า พระศาสดา, ความหมายของคำว่า กรุณา มันขนาบอยู่ทั้งข้างหน้า และข้างหลัง; เพราะว่ามีความกรุณา จึงพยายามที่จะไปสอนคนที่ควรจะสอน แม้ จะเหน็ดเหนื่อย ลำบาก ยุ่งยากอย่างไร ก็อุตส่าห์ไปสอน โดยไม่ หวังค่าจ้าง รางวัล ไม่หวังเกียรติยศชื่อเสียง ไม่หวังอะไรหมด; แต่เป็นด้วยอำนาจของความกรุณานำให้ไปสอน. เมื่อสอนอยู่ หรือ สอนแล้วก็ตามย่อมกระทำอยู่ด้วยความกรุณา, ถ้าไม่มีความกรุณา

น.19 ๑๑ ก็จะมีความหมายไปในทางยุ่งยากลำบาก, คือไปสอนอยู่ด้วยความ เห็นแก่ตัว. ครูอาจารย์ในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย บางคนไม่มีความ กรุณา, สอนด้วยความเห็นแก่ตัว; คืออยากจะได้เงินเดือน อยาก จะได้ชื่อเสียง. แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้เป็นอย่างนั้น ฉะนั้นสิ่งที่ เลือกมาสอนจึงผิดกัน, และความพยายามในการสอน ในการอะไร จึงผิดกัน ความกรุณาเป็นเหตุให้เลือกสิ่งที่สอน เอามาสอนอย่างดี ที่สุด คือพยายามปลุกผู้นั้นให้ตื่นขึ้นมาให้จนได้ ไม่ว่ามันจะยุ่ง ยากลำบากอย่างไร. นี่โดยส่วนพื้นฐานทางจิตใจของพระพุทธองค์ ก็มีความ กรุณาเป็นพื้นฐาน, นี่แหละเรียกว่าผู้มีความกรุณาอันใหญ่หลวง; มองเห็นสัตว์ทั้งหลาย เป็นสิ่งที่น่าสงสารอยู่เป็นพื้นฐาน, แล้วก็ พยายามที่จะไปสอนด้วยความกรุณานั้น, แม้จะสอนอยู่ ก็สอนอยู่ ด้วยความรู้สึกที่เป็นความกรุณา; ฉะนั้นมันจึงบริสุทธิ์ เป็นคำสอน ที่บริสุทธิ์ และก็มีประโยชน์ที่สุด. นี้แหละเขาจึงยกให้เป็นคุณ- ธรรมอันใหญ่หลวงอันหนึ่ง เรียกว่า เมตตาก็มี, เรียกว่ากรุณาก็มี, แล้วแต่ว่าจะใช้คำไหน. โดยมากคำประพันธ์ร้อยกรองของภาษาบา- ลีนี้ มันบังคับ ให้ต้องเลือกเอาคำนั้น คำนี้มาใช้ เพราะเขาต้องการ คำที่มีพยางค์เป็น ครุ ลหุ ให้ถูกต้องตามกฎของคำฉันท์ คำกลอน.

น.20 ๑๒ ดังนั้นการที่บางคราวเห็นใช้กรุณา; บางคราวใช้ เมตตา; ก็อย่าไปเห็นเป็นของแปลก เอาแต่ความหมายก็แล้วกัน. เป็นผู้ มีความบริสุทธิ์ เป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้มีความกรุณา, แล้วก็เป็น ผู้มีความอดทน; นี้เป็นคุณธรรมที่ทำให้ความเป็นพระศาสดานั้น สำเร็จในหน้าที่ คือ เที่ยวสอน เที่ยวปลุกคน. เราท่องเป็นหลัก- สำหรับจำกันง่ายๆ ไว้เสียเลย ก็ได้ว่า .- "สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันตี. สุทธิ - ก็หมายความว่า ท่านเป็นคนบริสุทธิ์ หมดจดจาก เครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย. ปัญญา - ก็คือมีปัญญารอบรู้ เป็นสพฺพญฺญู, สพฺพทสุสาวี อย่างที่ว่ามาแล้ว. เมตตา - ก็คือ มีความกรุณา มีความรักสัตว์ทั้งหลายทั้ง ปวง จนลืมพระองค์เอง. ขันตี - ความอดทน, เพราะการปฏิบัติหน้าที่ของพระ- พุทธเจ้านั้น มันต้องเหน็ดเหนื่อย ยุ่งยาก ลำบากเหลือแสน. อย่าง จะทรมารคนอันธพาลนั้นมันลำบากมาก. ปลุกคนหลับให้มันตื่นนี้ มันลำบากมาก ถ้าไม่มีความอดทนก็ทำไปไม่ได้ ทำไปไม่สำเร็จ. ฉะนั้นก็ต้องทำด้วยความอดทน. ความอดทนต้องมาเป็นข้อรั้งท้าย อยู่ตลอดเวลา.

น.21 ๑๓ ทีนี้สำหรับเราก็เหมือนกัน จะต้องใช้คุณธรรม ๔ ประการ นี้เหมือนกัน แต่ว่าในระดับที่น้อยลงมาตามแบบของเรา; เราจะ ต้องพยายามให้มี สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันตี ตามอย่างพระพุทธ- เจ้า. สำหรับพระพุทธเจ้าท่านก็มีสิ่งเหล่านี้ เพื่อทำหน้าที่ของพระ- พุทธเจ้า, หรือหน้าที่แม้แต่ของพระโพธิสัตว์นั้น ก็มีหน้าที่อย่าง เดียวกัน. ทีนี้ก็มาถึงคำสำคัญที่ว่า "สพฺพโลกติกิจฺฉโก" : สพฺพ. โลก - แปลว่า โลกทั้งปวง. ติกิจฺฉโก - แปลว่า ผู้เยียวยาแก้ไข, มีความหมาย เป็นหมอ เป็นแพทย์, เป็นแพทย์ของโลกทั้งปวง. ตอนนี้อยากจะขอทบทวนถึงคำว่า แพทย์ ว่าหมอกันอีก สักทีหนึ่ง; คือถ้าเป็นแพทย์ในภาษาไทย นั้นก็ปลอดภัย แต่ถ้าเป็น หมอนั้นก็ยังกำกวม เช่น เป็นหมอผี หมอยา หมอเสน่ห์ หมอทำคน ให้ตาย หมอความ ช่วยจำเลยผู้ทุจริตให้รอด, หมออย่างนี้ไม่ไหว; เป็นคำที่มันกำกวม เลวก็ได้ ดีก็ได้. แต่ถ้าพูดว่าเป็นแพทย์แล้ว ในภาษาไทย เขามีความหมายรัดกุม เป็นไปในทางที่จะรักษาโรค โดยหน้าที่ โดยบริสุทธิ์ใจ. ดังนั้นใช้คำว่าแพทย์ดีกว่า พระพุทธ- เจ้าเป็นแพทย์ของสัตว์โลกทั้งปวง ไม่ใช้คำว่า "พระพุทธเจ้า เป็นหมอของสัตว์โลกทั้งปวง" เดี๋ยวมันจะพาลออกไปนอกลู่นอก ทาง.

น.22 ๑๔ ถ้าเรารู้คุณธรรมอื่น ๆ ของพระพุทธเจ้า คือ ท่านเป็น สพฺพญฺญู สพฺพทสฺสาวี — เป็นผู้ชนะมารแล้ว ท่านเป็นผู้ปลุกคนให้ ตื่นด้วยความกรุณาอันใหญ่หลวง, ความกรุณาอันใหญ่หลวงนี้ มัน ทำให้เป็นแพทย์, และทำให้เป็นแพทย์ที่ดี ความกรุณามันทำให้ อยากช่วยคน หรืออยากเป็นแพทย์ก่อน แล้วความกรุณานั้นทำให้ เป็นแพทย์ที่ดี คือ อดทน. เมื่อวานนี้ก็มีพวกคุณองค์ หนึ่ง มาถามว่า จะมีธรรมะ อะไร สำหรับการที่จะเป็นแพทย์ในอนาคต เมื่อเรียนสำเร็จ แล้ว ? ผมก็อยากจะบอกว่า นี่มันเป็นการตอบอยู่ในตัวแล้ว คุณ ทำตามอย่างพระพุทธเจ้าก็แล้วกัน. คือในหน้าที่การงานของ คุณที่เป็นแพทย์ ก็จะต้องเป็น สพฺพญฺญ สพฺพทสฺสาวี-คือ รู้ เห็น อย่างแตกฉาน ทั่วถึง ในวิชชาที่เป็นหน้าที่ การงาน ของแพทย์ แม้ในแขนงไหนก็ตาม. แล้วก็เป็น ชิโน-ชนะโลก, หมายความว่า เราชนะโรคภัย ไข้เจ็บ แล้วก็ พยายามชนะตัวเอง อย่าตาม- ใจกิเลส, อย่าไปเห็นแก่อามิส ละโมบโลภลาภ ใช้วิชาแพทย์นี้ ไปรีดคนเอาเงิน; อย่างนั้นไม่ใช่ชนะ, แต่มันแพ้ แพ้เกินกว่าที่จะ แพ้. ถ้ามันชนะตัวเอง บังคับตัวเองได้ ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่, สิ่ง ตอบแทนนั้นให้มันเป็นไปตามปรกติ ตามควร ตามยุติธรรม. เพราะว่า ถ้าเรา เป็นแพทย์ที่ถูกต้องแล้ว เราได้อะไร

น.23 ๑๕ มากมายมหาศาล,คือได้ความดีได้คุณธรรมที่ดีในการปฏิบัติ หน้าที่ของแพทย์นี้. ส่วนเงินที่เขาจะให้เป็นค่ารักษานั้น มันเป็น เรื่องเล็กน้อย มันก็เป็นขี้ฝุ่น. ถ้าทำได้อย่างนี้ก็เป็นผู้ชนะ และเป็น ผู้มีความกรุณาอันใหญ่ยิ่ง เหมือนพระพุทธเจ้า เมื่อคุณจะทำ หน้าที่ อย่างแพทย์. สตฺถา เป็นผู้สอน หมายความว่า มีความรู้พอ ที่จะเป็นผู้ ปลุก ผู้แก้ไข เยียวยารักษา; สำหรับพวกเราเป็นแพทย์ทางร่างกาย, แต่พระพุทธเจ้าท่านเป็นแพทย์ทางฝ่ายวิญญาณฝ่ายจิตใจ แต่คุณก็ ต้องเป็นผู้มีความสามารถแก้ไขผู้อื่น ทำตัวเป็นผู้แก้ไข ก็เรียกว่า เป็นศาสดาปลุกคนให้ตื่น, ตื่นจากกิเลส ตื่นจากความทุกข์, ออกมา เสียจากความทุกข์. ถ้ามีความเมตตา กรุณาจริง ก็จะทำตัวเป็นผู้ช่วยบำบัดทุกข์ ของคนไม่เลือกหน้า อยู่ในบทที่ว่า สพฺพโลกติกิจฺฉโก อยู่นั่นแหละ. ฉะนั้นเมื่อเราจะเดินตามอย่างพระพุทธเจ้า โดยหลักนี้แล้ว มันก็ เป็นแพทย์ที่ดีได้ แม้จะเป็นแพทย์ฝ่าย ฟิสิกส์ คือเป็นแพทย์ฝ่ายที่ แก้ไขทางฝ่ายร่างกาย. เรื่องถัดไปก็อยากจะพูดให้มันเนื่องกันไปเสียเลย คือว่า แก้ ไข รักษา เยียวยา โรคของสัตว์โลกทั้งปวง, คำว่าโลกทั้งปวง นั้น หมายความว่า, - สัตว์ทั้งปวง ก็ได้, หรือว่าโลกทั้งปวงก็ได้; ฉะนั้น

น.24 ๑๖ จึงควรพ่วงผนวกเข้าไปเสียด้วยกันเลยว่า "เป็นผู้รักษา เยียวยา โรคทั้งปวงของสัตว์โลกทั้งปวง". ถ้าเป็นหมอทางฝ่ายวัตถุร่าง กาย นี้ก็เป็นผู้รักษาโรคทุกชนิดของคนทุกคน, ถ้าเป็นผู้แตกฉาน จริง ก็สามารถที่จะรักษาโรคทุกชนิดของคนทุกคน, นับว่าเป็น หมอพิเศษ. ส่วนพระพุทธเจ้านั้นท่านเป็นได้โดยสมบูรณ์โดยอัตต- โนมัติ, รักษาโรคทางวิญญาณได้ทุกโรค และแก่โรคของคนทุกคน ที่อยู่ในวิสัยที่จะรักษาได้; มีคำจำกัดไว้ชัดว่า "เวไนยสัตว์" สัตว์ ที่อยู่ในขอบข่ายของการที่จะนำไปได้ หรือรักษาได้. ในเรื่องความเป็นแพทย์ เป็นหมอของพวกคุณ ที่จะเป็น ต่อไปนี้ มันก็เห็นชัดอยู่แล้วว่า มันก็มีโรค หรือมีอะไรบางอย่าง ที่เกี่ยวกับโรคที่แก้ไขไม่ได้ก็มี, พอเห็นแล้ว หมอก็รู้ได้ว่าโรคนี้ มันตายแน่. นี่ก็แปลว่า โรคนั้นมันเป็นโรคที่แก้ไขไม่ได้บ้าง, หรือ มันถึงสภาพ ถึงขนาดที่เรียกว่าแก้ไขไม่ได้เสียแล้วบ้าง นี้มันก็มี เห็นชัดอยู่ ถึงขนาดที่หมอรวมกันทั้งโลกก็รักษาเขาไม่หาย, ตาย แน่. พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นแพทย์ทางวิญญาณก็เหมือนกัน มัน ยังมีข้อแม้ที่ว่า สัตว์ทั่วไปนี้ บางคน หรือเรียกว่าบางพวก มันอยู่ ต่ำเกินไป, หมายความว่า มันตายอยู่ในทางวิญญาณ รักษาไม่ฟื้น ก็มีอยู่มาก. เขาเรียกว่า พวกที่เป็น อาภัพพสัตว์ คือสัตว์ที่ไม่อาจ

น.25 ๑๗ จะช่วยแก้ไขได้. ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงไม่อาจจะโปรดพวกมิจฉา - ทิฏฐิ. คือบุคคลที่ตายในทางวิญญาณ อยู่ด้วยส่วนหนึ่งเหมือนกัน คนในประเทศอินเดีย ที่ทันเห็นพระพุทธเจ้า เคยเดินสวนทางกับ พระพุทธเจ้า แต่กลับเป็นผู้ที่ พระพุทธเจ้าโปรดไม่ได้ ก็มีอยู่มาก เหมือนกัน เพราะนั่นเขาเป็นคนตายแล้ว. ทีนี้ เรามีคำว่า เวไนยสัตว์ หรือ ปุริสทมฺม หรือคำอื่น ๆ ที่ คล้ายกัน : - คือสัตว์ที่พอจะนำไปได้, สัตว์ที่พอจะฝึกฝนได้ ทรมาน ได้. นี่คือคำว่า โรคทั้งปวง คือโรคของหมู่สัตว์ที่อยู่ในข่ายที่พอ จะช่วยเหลือ แก้ไข เยียวยาได้. บางคนเป็นโรคมาก บางคนเป็น โรคน้อย, ที่เป็นโรคน้อยก็เยียวยาได้ง่าย และโดยเร็ว, ที่เป็นโรค มากก็ต้องลำบากมากหน่อย; ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ได้ทรงพยายามแก้- ไข คืออยู่ในพวกที่ท่านพยายามแก้ไข แม้จะเหนื่อยยาก ลำบากมาก และเสียเวลานาน. คำว่า สัตว์โลกทั้งปวง หรือโรคทั้งปวง นี้ เมื่อรวมกันเข้า แล้ว มันก็มีมาก มีเป็นชั้น ๆ. ฉะนั้นผมก็อยากจะพูดถึงว่า โรคทั้งปวง ให้เป็นที่เข้าใจกันไว้ก่อนในวันแรกนี้. เมื่อเราต้องการจะให้พระพุทธเจ้าเป็นผู้สามารถ แก้ไข เยียวยา โรคทั้งปวง แม้กระทั่งทางฝ่ายร่างกาย หรือทางฝ่ายจิต เราก็มีทางที่จะมองเห็นได้ หรืออธิบายได้ โดยที่ข้อเท็จจริงมันมี

น.26 ๑๘ อยู่ว่า โรคทุกโรคนี้ มันขึ้นอยู่กับโรคทางวิญญาณ. โรคทาง กายก็ขึ้นอยู่กับโรคทางวิญญาณ, โรคทางจิตก็ขึ้นอยู่กับโรคทางวิญ- ญาณ, ฉะนั้นเราควรจะทำความเข้าใจในข้อนี้กันเสียก่อน ให้ เพียงพอ. เมื่อพูดว่า โรคทางวิญญาณ มันก็คงจะเป็นของแปลกสำ- หรับ พวกคุณส่วนมากที่ไม่เคยได้ศึกษา หรือไม่เคยได้ยินได้ฟัง, แล้วผมก็เอามาทำ system เอาเองด้วย: ให้มีโรคทางกาย โรค โรคทางจิต โรคทางวิญญาณ ช่วยจำไว้ทีหนึ่งก่อน. โรคทางกาย คือโรคที่บำบัดทางฟิสิกส์, ทางหยูก ทาง ยา ทางอะไรก็ตาม ที่มันเกี่ยวกับร่างกาย, เราจะเรียกง่ายๆ ว่า โรค ทางกาย ทางฟิสิกส์ หรือทางไหนก็ตาม ที่มันยังเนื่องอยู่กับทางกาย โรคถัดไป มันก็เป็น โรคทางจิต ส่วนที่เป็นระบบประ- สาท ที่เรามักจะส่งไปโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา หรือโรงพยา- บาลอะไรพวกนั้น, แม้โรงพยาบาลโรคประสาทตามธรรมดา ก็ต้อง สงเคราะห์เข้าไว้ในทางฝ่ายโรคทางจิต. โรคทางวิญญาณ นั้นมันกระโดดไปไกล คือมัน เป็น โรคของสติปัญญา ความคิดความเห็น ที่เรียกว่าทิฏฐิ. คน สบายดีไม่เป็นโรคทางกาย ไม่เป็นโรคทางจิต ที่จะต้องไปปากคลอง สาน แต่ทุกคนยังเป็นโรคทางวิญญาณ, มีความเข้าใจผิด มีวิญญาณ

น.27 ๑๙ หม่นหมอง เป็นทุกข์เป็นร้อน, มีปัญหาทางจิตทางวิญญาณรอบ ด้าน, ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ทำให้ทุกข์ทน หม่นหมอง, ความได้ที่ไม่ถูกใจ, ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พอ ใจ, ความพบกับสิ่งที่ไม่น่ารักใคร่พอใจ, นี้เป็นประจำวัน. คนดีๆ มีสติปัญญาตามธรรมดาสามัญ ก็ยังสู้ไม่ไหว. นี่แหละเป็นเหตุให้มี พระพุทธเจ้าขึ้นมาสำหรับรักษาโรคส่วนนี้. ผมเรียกว่า โรคทาง วิญญาณ เพื่อแยกกันให้มันชัดออกไป. ทีนี้ คุณ ในฐานะเป็นนักศึกษาแพทย์ คุณก็มองเห็นได้ทัน ทีว่า ระบบประสาท หรือพวกนี้มันเนื่องกันอยู่กับร่างกาย ไม่อยู่กับ ฝ่ายสติปัญญา. เพราะฉะนั้นโรคทางกาย หรือโรคทางจิตนี้ มัน เครือเดียวกัน, เทือกเถาเหล่ากอฝ่ายทางร่างกายด้วยกัน. ร่างกายดี ระบบประสาทก็ดี; ระบบประสาทที่ร่างกายก็ดี อย่างนี้เป็นต้น ส่วนโรคทางวิญญาณนั้น เป็นโรคของความคิดเห็น หรือ สติปัญญา นี้มันแยกออกไปไกล. ดังนั้น ทางคัมภีร์พระพุทธศาสนา ที่เป็นภาษาบาลี เขาก็ มีเพียง สองโรค เท่านั้นคือ: โรคทางกาย กับโรคทางจิต เท่านั้น, ไม่มีคำว่าโรคทางวิญญาณ; เพราะเขาให้คำว่า จิต นั้นหมายถึง- เรื่องทางวิญญาณ อย่างที่ผมเรียกว่า โรคทางวิญญาณ หรือโรคที่ เกิดมาจากกิเลส โรคทางกายนี้เลยกินความไปถึงโรคที่เกี่ยวกับโรค

น.28 ๒๐ ทางกายโดยตรง หรือโดยอ้อม; เดี๋ยวนี้เราจะใช้คำว่าโรคตามหลัก ในพระคัมภีร์ว่า โรคทางกาย โรคทางจิต เพียงสองอย่างนั้นมันไม่ ได้;เพราะว่าภาษาไทยมันไปเปลี่ยนแปลงเสียแล้ว,เอาคำว่าโรคทาง จิต ไปใช้กับโรคทางระบบประสาท หรือทางจิต ที่เนื่องกันอยู่กับ ร่างกาย เช่นโรงพยาบาลโรคจิตนั้น เราเรียกกันว่าโรคจิต. ดัง นั้นคำว่าโรคจิต ในภาษาไทยชนิดนี้ใช้กันไม่ได้กับคำว่าโรคจิต ใน พระคัมภีร์ ในพระไตรปิฎก หรือฝ่ายอรรถกถา ซึ่งเรียกว่าโรคทาง กาย และโรคทางจิต. โรคทางจิต ก็หมายถึง ที่ผมเรียกว่า โรคทางวิญญาณ คือ โรคทางกิเลส, แต่ถ้าว่าพูดถึงโรคทางจิต ในภาษาไทย หมายถึง โรคจิตที่ไม่เกี่ยวกับกิเลส, เป็นโรคจิตที่เกี่ยวกับระบบประสาท และคนก็ไม่ค่อยเป็นกันมากนัก, โรคจิตตามภาษาชาวบ้าน ภาษา ไทยนี้ มันไม่ค่อยเป็นกันทุกคน; แต่ว่าโรคจิตตามภาษาบาลี ในพระคัมภีร์นั้นเป็นกันทุกคน. ถ้ายังเป็นปุถุชนอยู่เพียงใด ก็ ยังเป็นโรคจิตเต็มที่กันอยู่ทุกคน, มันขัดขวางกัน เกะกะกันไป หมดอย่างนี้. ฉะนั้นผมจึงทำ System ใหม่ ให้มันมี ๓ โรค : - โรคทางกายนี้ส่วนหนึ่ง, โรคทางจิตนี้อยู่ในระหว่างกลางที่เนื่อง กับทางกายหรือทางฝ่ายวิญญาณ ส่วนโรคทางฝ่ายวิญญาณนั้นเป็น โรคของความคิดเห็น สติปัญญาที่เกี่ยวกับกิเลสล้วน ๆ ไปเลย.

น.29 ๒๑ ตามที่จัดใหม่นี้ โรคทางกายก็เนื่องกับร่างกายจริง ๆ ไป เลย, ส่วนโรคจิตที่หมายถึงระบบประสาทโดยตรง เราก็ให้มันอยู่ ตรงกลาง, มันจะมาเกี่ยวข้องกับโรคทางกายนี้บ้างก็ได้, มันจะไป เกี่ยวข้องกับโรคทางวิญญาณโน้นบ้างก็ได้, ดังนั้นจึงให้มันเป็น อีกโรคหนึ่งดีกว่า. เราก็เลยมีโรคถึง ๓ โรค: โรคทางกาย ทางฟิสิกส์ล้วน ๆ, โรคทางจิต นี้ก็เกี่ยวกับ mentality ทุกแขนง ล้วน ๆ, โรคที่เกี่ยวกับทางวิญญาณ เรียกว่า spiritual, spiritual นั้นแปลว่าเกี่ยวเนื่องกับฝ่ายวิญญาณ, นี่ก็เป็นโรคเหมือนกัน, เลยได้โรคฝ่าย physical, ฝ่าย mental, และฝ่าย spiritual. ถ้ามันยุ่งยากนักก็นึกถึงตัวอย่างง่ายๆ ว่า: เรามีโรงพยา- บาลธรรมดาสามัญทั่ว ๆ ไป แล้วยังมีโรงพยาบาลโรคจิต, นั่นคือ สำหรับรักษาโรคทางกาย โรคทางจิตในส่วน physical ส่วน mental แต่ถ้ามันเป็นโรคที่ ๓ ซึ่งเป็นโรคฝ่าย spiritual นี้ก็ ต้องไปหาพระอรหันต์, มีสำนักงานอยู่ที่ซึ่งพระอรหันต์ท่านอาศัย อยู่ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ก็เรียกว่าโรงพยาบาลของพระ- พุทธเจ้า, นี้เรียกว่าโรคทางวิญญาณ. การบัญญัติอย่างนี้เพื่อสะดวกแก่การศึกษา ทำความเข้าใจ ใครจะไปใช้อย่างอื่นก็ได้ไม่มีใครว่า ก็ได้เหมือนกัน, แต่เดี๋ยวนี้ เราจะพูดกันให้รู้เรื่องเร็ว ๆ ก็เลยแยกโรคเป็น ๓ ประเภทอย่างนี้.

น.30 ๒๒ ทีนี้ก็มาถึงข้อที่ผมพูดเมื่อตะกี้นี้ว่า: โรคทุกโรคขอให้ มองดูให้ดีว่า มันขึ้นอยู่กับโรคทางวิญญาณ คือ ทางสติ ปัญญา ทางความคิด ความเห็น สติปัญญา ในที่นี้ก็อย่าไปเล็งถึง คำว่า intellect คำว่า intellect นี้มันเนื่องอยู่กับร่างกาย หรือระบบประสาทมาก, มันมี อีกคำหนึ่งที่เรียกว่า wisdom นั่นแหละเป็นสติปัญญาชนิดนั้น จึง จะเป็นเรื่องของทางฝ่ายวิญญาณจริง ๆ. ยังแถมคำว่า intuitive wisdom ให้มันชัดลงไปอีก หมายถึง wisdom ที่มองเห็นอยู่ใน ภายในของตัวเอง คนอื่นไม่พลอยมองเห็นหรือรู้ได้, เห็นเฉพาะ ตน และเป็นความเห็นอย่างแจ่มแจ้งเฉพาะตน ชนิดที่พูดออกมา ก็พูดไม่ได้. สติปัญญาที่จำเป็นที่จะต้องใช้แก้ไขในทางฝ่ายวิญญาณ ต้องเป็นสติปัญญาทางฝ่ายวิญญาณจริง ๆ คือ wisdom. เขาใช้สิ่งที่เป็นสติปัญญา หรือ wisdom นี้ แก้ไขโรคทาง วิญญาณ , คือ รู้จริง เห็นจริง ในสิ่งทุกสิ่งที่เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา, แล้วก็ไม่ยึดมั่น ถือมั่น ในสิ่งใด โดยความเป็นตัวกู ของกู, โรค คือ ความโลภ ความ โกรธ ความหลง มันก็เกิดไม่ได้แก่วิญญาณนั้น มันก็ไม่มี โรคทางวิญญาณ. แต่เราก็ไม่ได้อยู่ในสภาพอย่างนั้นตลอดไป, พอไปเห็นรูปด้วยตา ฟังเสียงด้วยหู จมูกได้กลิ่นขึ้นมา มันก็เกิด

น.31 ๒๓ เผลอ, มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดขึ้น ก็ป่วยเป็น โรคทางฝ่ายวิญญาณ. พอมีความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นหลักใหญ่ ทีนี้มันก็มีอาการที่ทรมานทางวิญญาณ, เป็นความเจ็บไข้ทาง วิญญาณ: นับตั้งแต่ความโง่ ความหลง ความไม่รอบคอบ ความวิตกกังวน นอนไม่หลับ. พวกคุณเป็นนักศึกษาแพทย์ก็ย่อม รู้ดี: ถ้าคนเรามีความวิตกกังวน จนนอนไม่หลับ มันจะเกิดอะไร ขึ้นแก่ระบบประสาท แก่ร่างกาย. พอเรามีอารมณ์เสียในทาง จิตใจอย่างรุนแรงอย่างนี้แล้ว เราก็นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท เป็นเวลามากพอ เราก็ต้องเป็นโรคเกี่ยวกับระบบประสาท เกี่ยว กับโรคอัมพาต โรคอะไรไปตามเรื่อง, ทีนี้ตลอดเวลากระเพาะ อาหารก็ผิดปรกติหมด. ถ้ามีโรคทางวิญญาณ คือ ความโลภ ความโกรธ ความ หลง เกิดขึ้นมาเต็มที่แล้ว ตอนนั้นกระเพาะอาหารก็เสียหมด, ไม่หิวข้าว เห็นอยู่ชัด ๆ กินเข้าไปก็ไม่ย่อย. นี่โรคทางกาย หรือ ที่เรียกว่าโรคกระเพาะอาหาร, นี่ก็เป็นปฏิกิริยามาจากโรคทาง วิญญาณ. พอโกรธจัดนั้นกินข้าวลงเมื่อไร เพราะกระเพาะมันไม่ ต้องการอาหาร กินลงไปมันก็เป็นโทษ. หรือว่าเสียใจมาก นี้มัน ก็ไม่หิวข้าว กินลงไปมันก็เป็นโทษ. กลัวจัดก็เช่นเดียวกันเพราะ

น.32 ๒๔ ระบบประสาทมันก็เสียกำลังหมด, ถ้ากลัวอยู่เป็นเวลานานนัก มัน ก็เกิดเป็นโรคทางระบบจิต ระบบ mental เป็นบ้าเป็นหลังไปเลย ร่างกายก็พลอยวิปริตไป. ดังนั้น ถ้าเราอย่ามีโรคทางวิญญาณกันเลยแล้ว โรคทาง กาย โรคทางจิต นี้จะเกิดยากที่สุด แต่เราจะต้องเอาเปรียบกัน หน่อยที่ว่า การแก้โรคทางวิญญาณนี้ มันหมายถึงใช้ wisdom ปัญญาชนิดที่มันฉลาดจริง ๆ มันรู้จักป้องกันไปหมด, มันจะไม่ พลัดตกหกล้ม เพราะว่ามันมีความปรกติทางวิญญาณ. มันจะไม่ ทำมีดบาดมือ, มันจะไม่กินมากจนเป็นโรคที่เกี่ยวกับกินเข้าไปมาก, หรือแม้ที่สุดแต่โรคคันที่เกิดจากน้ำเหลืองเสียนี้ ถ้าใจคอปรกติ- โลหิตมันก็เสียยาก น้ำเหลืองมันก็เสียยาก มันก็จะไม่เป็นโรคคัน ดูให้ดี ๆ โรคทางฟิสิกส์แท้ ๆ มันก็ขึ้นอยู่กับโรคทาง วิญญาณ, กว่าจะมาเป็นวรรณโรค หรือความดันโลหิตสูง หรือ อะไรเหล่านี้ มันมาจากโรคทางวิญญาณ, จิตใจต้องเสียก่อนจึง แสดงออกมาทางความดันโลหิตสูง. แม้ที่สุดโรคเบาหวาน ถ้า จิตใจปรกติอย่างแบบของพระอรหันต์, ทุก ๆ อย่างในร่างกายมัน จะทำหน้าที่ถูกต้องหมด มันจึงไม่มีน้ำตาลเหลือ น้ำตาลขาด. ผม กล้าพูดอย่างนี้ แต่ไม่มีใครเชื่อ. ขอให้เอาไปคิดไปนึกดูด้วยว่า ถ้าเราอย่าเป็นโรคทาง

น.33 ๒๕ วิญญาณเสียอย่างเดียวแล้ว โรคทางฟิสิกส์ ทาง mental จะหาได้ ยาก เกิดได้ยาก หรือไม่เกิด. ส่วนที่มันเกิดเป็นเรื่องที่กระทบกระ ทั่งจากอุบัติเหตุ จากภายนอกนั้น มันก็เป็นเรื่องต้องยกเว้น, ไป กระทบหนาวเป็นหวัด เป็นนิวโมเนีย นี้มันก็เป็นโรคทางฟิสิกส์ เป็นเหตุกระทบโดยบังเอิญ. แต่ถึงอย่างไรก็ดี ถ้ามีจิตใจแข็ง จิตใจสูง มีวิญญาณสูง มันก็สู้ได้มาก, นี้ก็เป็นเรื่องทางจิตที่พิเศษ ออกไปอีก มีความอดทนมาก มีความเข้มแข็งมาก. พวกโยคี เขาอบรมทางวิญญาณนี้ก่อน แล้วก็มีจิตเข้ม แข็ง มีกายเข้มแข็ง จนกินยาพิษกินอะไรก็ได้, โรคทุกโรคมัน ตั้งต้นที่เรื่องทางฝ่ายวิญญาณก่อน, ฉะนั้นเราจึงถือเป็นหลักว่า ถ้าไม่มีโรคทางวิญญาณ โรคทางจิตและทางกายนี้มันเกิดยากหรือ ไม่เกิดเลย. นี่เราก็เริ่มเห็นความสำคัญของความเป็นหมอ เป็นแพทย์ ในทางฝ่ายวิญญาณ คือพระพุทธเจ้า แล้วท่านก็สามารถรักษาโรค ทุกโรคได้ เพราะว่าท่านเป็นแพทย์ทางฝ่ายวิญญาณ แก้โรคทาง ฝ่ายวิญญาณ ได้หมด, แล้วก็ แก้โรค ฝ่ายจิต ฝ่ายกาย ได้หมด หรือเกือบหมดไปด้วย. เราจะพูดถึงคำว่า "โรค" กันเสียหน่อยชั่วเวลาที่เหลือเล็ก น้อยนี้. มันก็อีกตามเคย ผมพูดในลักษณะฟังดูคล้าย ๆกับว่า ผม

น.34 ๒๖ ดูหมิ่นดูถูกพวกคุณเสมอ, แต่ผมก็ไม่มีจิตใจเจตนาที่จะดูถูกดูหมิ่น. สำหรับคำว่า โรค พวกคุณคงจะรู้จักมันแต่เพียงเท่าที่มันมีในห้อง เรียน หรือในตำหรับตำราอะไรของคุณว่า โรคอย่างนั้น ๆ ๆ แล้วก็เรียกว่าโรค ว่า disease แล้วคุณก็จะไม่อยากเรียก โลภะ โทสะ โมหะ นั้นว่าเป็นโรคทางวิญญาณ, ไม่จัดไว้ในฝ่ายเป็น โรค แต่ไปจัดเป็นอย่างอื่นเสีย ก็เลยไม่ต้องมีโรคทางวิญญาณกัน. คำว่า "โรค" นั้นเป็นภาษาบาลี root หรือรากศัพท์นั้นมัน แปลว่า ทิ่ม แทง, เอาของแหลม ๆ มาทิ่มมาแทง ก็เรียกว่า "รุช" ออกมาเป็นรูปภาษาว่า โรค-โรโค, แปลว่าสิ่งที่ทิ่มแทง ทีนี้คุณก็ไปคิดดูซิว่า มันทิ่มแทงหรือเปล่า, โลภะ โทสะ โมหะ มันทิ่มแทงจิตใจ ทิ่มแทงดวงวิญญาณ เช่นเดียวกับโรคทางกาย หรือเปล่า ? เพราะเพียงความเจ็บความไข้ทางร่างกาย มันก็ทิ่ม แทงร่างกาย ถ้าโรคมันไม่ทิ่มแทงร่างกาย เราจะต้องเดือดร้อนอะไรที่ จะต้องไปรักษามันเล่า, แม้จะปวดหัว มันก็ทิ่มแทงร่างกาย มัน ปวดหัว ทนไม่ได้. หรือว่ามีโรคที่ตรงนั้นตรงนี้ ที่จะต้องผ่าตัด จะต้องรักษา เพราะว่าอาการของโรคนั้นมันคือทิ่มแทง ทนอยู่ ไม่ได้, ทางกายก็ทิ่มแทงกาย ทางจิตก็ทิ่มแทงจิต ทางวิญญาณ ก็ทิ่มแท่งทางวิญญาณ. ด้วยเหตุนี้ เราจึงถือว่าทั้งหมดนี้เรียกว่า

น.35 ๒๗ โรคได้ทั้งนั้น, แม้แต่ โลภะ โทสะ โมหะ - ความโลภ ความ โกรธ ความหลง นี้ ในทางศาสนาเขาก็เรียกว่าโรค เพราะว่ามัน ทิ่มแทงวิญญาณ หาความสงบสุขทางวิญญาณไม่ได้ มันก็เป็นโรค. ความเป็นแพทย์ของพระพุทธเจ้า ที่ว่า รักษาโรคทุกโรค นี้ มันเล็งไปยังโรคทางวิญญาณนี้ก่อน, หมดโลภะ โทสะ โมหะ แล้ว มันก็ไม่มีโรคทางวิญญาณ, มันก็ป้องกันไม่ให้มีโรคทางกาย ทางจิตได้มาก อย่างที่ว่ามาแล้ว. ดังนั้นเราจึงควรถือว่า ท่าน เป็นแพทย์ ผู้รักษาโรคทั้งปวง แก่สัตว์โลกทั้งปวง. คำว่า "โรค" ทั้งปวงนั้น เมื่อเราใช้คำว่า โรคทางกาย, โรคทางจิต, โรคทาง วิญญาณ นั้นรับรองว่าหมด ไม่มีอะไรเหลือ มันจะรวมอยู่ในคำ สามคำนี้. ส่วนคำว่า สัตว์ทั้งปวง หรือโลกทั้งปวง ค่อยพูดกัน วันหลัง. สำหรับวันนี้ เรารู้จักพระพุทธเจ้าในฐานะที่เป็นผู้ที่เหมาะ สมที่จะเป็นแพทย์รักษาเยียวยาโรคทั้งปวง, และเราก็รู้ในส่วนที่ ท่านได้เป็นแพทย์ รักษาเยียวยาสัตว์โลกทั้งปวงอยู่จริง. ในชั้น แรกท่านมีความเหมาะสมที่จะเป็นแพทย์ชนิดนั้น ก็คือ: สพฺพญฺญู สพฺพทสฺสาวี ชิโน สตฺถา มหาการุณิโก. คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ท่าน เหมาะสมที่จะเป็นแพทย์ทางวิญญาณ ในที่สุดท่านก็เป็น สพฺพโลก ติกิจฺฉโก - เป็นแพทย์ผู้เยียวยารักษาโรคแก่สัตว์โลกทั้งปวง ไม่

น.36 ๒๘ ว่าจะเป็นโรคอะไร, และโรคนี้เป็นสิ่งที่เสียบแทง. โรคกายเสียบ แทงกาย, โรคจิตเสียบแทงจิต, โรควิญญาณเสียบแทงทางวิญญาณ จะรู้สึกหรือไม่รู้สึกนั้นมันอีกเรื่องหนึ่ง แต่ตามข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างนี้. เป็นอันว่าเดี๋ยวนี้เรารู้จักนายแพทย์ หรือจะเป็นบรมมหา แพทย์อะไรก็ตาม แล้วแต่จะเรียก ของสัตว์โลกทั้งปวงเข้าแล้ว คือพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้ที่เราทุกองค์บวชอุทิศแด่ท่าน, จะบวช ตลอดชีวิตหรือบวชชั่วคราวอย่างที่คุณบวชกันนี้ก็ตามใจ. บวชอุทิศ พระพุทธเจ้า ด้วยการมอบกาย ถวายชีวิตแด่พระพุทธเจ้า เพื่อ ทำตามอุดมคติของท่าน. เพราะฉะนั้นในส่วนหนึ่งคุณเป็นนักเรียนแพทย์ แล้วก็จะ ออกไปเป็นแพทย์ทางกาย ทางจิตอะไรก็ตาม, แต่ว่าคุณจะต้อง เป็นแพทย์ในทางวิญญาณอยู่ ตามมากตามน้อย ตามสัดส่วนที่จะ เป็นได้ในอนาคต. เมื่อคุณออกไปประกอบอาชีพเป็นแพทย์ คุณจะได้ใช้หยูก ยาของพระพุทธเจ้าเพื่อช่วยเหลือคนเหล่านั้นด้วย คือ ธรรมะ ซึ่ง เป็นหยูกยาทางฝ่ายวิญญาณไปรักษาคนเหล่านั้น ให้เขาหายจากโรค ทางกาย ทางจิต ให้มันเร็วขึ้น ง่ายขึ้น, กระทั่งป้องกันไม่ให้ มันเกิดมีขึ้นอีก.

น.37 ๒๙ นี่เราก็ถูกนับเนื่อง หรือนับรวมอยู่ในความเป็นแพทย์ทาง วิญญาณอย่างพระพุทธเจ้าด้วย. แต่อาชีพของเราก็คงจะเป็นแพทย์ ทางฝ่ายกาย หรือฝ่ายจิตไปตามแบบฉบับอย่างที่คุณเรียนในหลัก สูตร, แต่อย่าลืมว่า เดี๋ยวนี้กำลังเป็นภิกษุนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ นับเนื่องอยู่ในความเป็นแพทย์ เป็นลูกสมุนของพระพุทธเจ้า. ขอ ให้ระมัดระวังให้ดี ๆ อย่าทำเสียชื่อ, อย่าทำเสียหายให้แก่สถาบัน แพทย์ทางวิญญาณของพระพุทธเจ้า. บัดนี้ เวลาของเราก็หมดลงตามที่กำหนดไว้หนึ่งชั่วโมง ขอยุติไว้เท่านี้. ๏

น.38 - ๒ - สัตว์โลกเป็นคนไข้ของอวิชชา พุทธทาสภิกขุ บรรยายอบรมพระนิสิตแพทย์ แห่ง มหาวิทยาลัยมหิดล ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา ————————— วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๑๔ สำหรับพวกเราที่นี่ล่วงมาถึง ๔.๓๐ น. แล้ว เป็นวันที่สองของ การบรรยาย ในคราวที่แล้วมาเราได้พูดกันถึงพระพุทธองค์ใน ฐานะที่ทรงเป็นนายแพทย์ของโลก ส่วนวันนี้เราจะได้พูดถึงสัตว์ โลก ที่เป็นคนไข้กันตามสมควร. การที่เราจะเข้าใจอะไรได้ดี ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนายแพทย์ หรือฝ่ายคนไข้ หรือฝ่ายอะไรก็ตาม ขอให้นึกถึงพระพุทธคุณข้อ นี้อยู่เสมอ คือข้อที่ว่า: สพฺพญฺญู สพฺพทสฺสาวี ชิโน อาจริโย มม มหาการุณิโก สตฺถา สพฺพโลกติกิจฺฉโก — อาจารย์ของพวก

น.39 ๓๑ เราเป็นผู้รู้สิ่งทั้งปวง เป็นผู้เห็นสิ่งทั้งปวง เป็นผู้ชนะมาร เป็นผู้สั่งสอน ที่มีความกรุณาอันใหญ่หลวง เป็นนายแพทย์ ผู้เยียวยารักษาโรคของสัตว์ โลกทั้งปวง ดังนี้. สพฺพญฺญู สพฺพทสฺสาวี นี้เป็นเหตุให้รู้โลกทั้งปวง ในพระ พุทธคุณบทอื่น เช่นบทที่เราสวดกันอยู่ทุกวันว่า "โลกวิทู" ซึ่ง แปลว่า เป็นผู้รู้แจ้งซึ่งโลก นี้ก็ระบุชัดว่า เป็นผู้รู้แจ้งซึ่งสิ่งที่เรียก ว่าโลก นั้น นี้ จะเล็งถึงโลก คือ แผ่นดินก็ตาม โลก คือ หมู่ สัตว์ก็ตาม หรือโลกในความหมายทางธรรม คือความทุกข์ทั้งปวง ก็ตาม, พระพุทธองค์เป็นผู้ทรงรู้แจ้งซึ่งสัตว์โลก เฉพาะในกรณี นี้ เป็นผู้รู้แจ้งซึ่งสัตว์โลก แทนที่จะเป็นโลกแผ่นดิน, ที่ว่ารู้แจ้ง สัตว์โลกก็มีหลายแง่ ในกรณีนี้เราหมายถึง รู้แจ้งสัตว์โลกในแง่ ที่ว่า เขามีความทุกข์ หรือมีความทุกข์อยู่อย่างไร. ดังนั้น ข้อที่พระองค์ทรงชนะมาร นี้ก็คือกิเลส ซึ่งเป็น เหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์, ความทุกข์ในที่นี้มีความหมายเหมือน กับคำว่าโลก เพราะว่า โลก นี้คือสิ่งที่ประกอบอยู่ด้วยความทุกข์ หมดความเป็นโลกเมื่อไร ก็หมดความเป็นทุกข์เมื่อนั้น. "โลก" ในความหมายนี้ มันเกิดมาจากกิเลส ซึ่งโง่ว่า "ตัวกู ของกู" มันก็มีโลกขึ้นมา ถ้าอย่ามาโง่ในเรื่อง ตัวกู ของ- กู มันก็ไม่มีโลก มันก็ไม่มีความทุกข์.

น.40 ๓๒ พระศาสดา เป็นผู้มีพระมหากรุณาเป็นปรกติ เราจึงได้รับ ประโยชน์จากท่าน ในฐานะที่เป็นผู้แก้ไข เยียวยา รักษาซึ่งโรค ทั้งปวง. ทีนี้ก็มาถึงคำว่า โลกทั้งปวง ในฐานะที่เป็นหมู่สัตว์ คำ ว่า สัตว์ ในที่นี้หมายถึง สัตว์มนุษย์ - สัตว์ที่มีความรู้สึกนึกคิดได้ จะหมายถึงสัตว์เดรัจฉานด้วยก็ได้ เพราะว่าสัตว์เดรัจฉานบางชนิด มันก็มีความรู้สึกนึกคิด แต่มันไม่ถึงระดับ ไม่ถึงขนาดที่จะเข้าใจ รู้แจ้งธรรมะถึงขนาดนี้ เหมือนกับสัตว์เดรัจฉานทั่วไป แม้จะตก อยู่ในฐานะที่มีความทุกข์เหมือนกับคนไข้ ก็ยังต่ำเกินไป กว่าที่ พระศาสดาจะรักษาแก้ไขได้ ก็ได้แต่ให้เราช่วยกันเมตตา กรุณา มันไปตามธรรมดาสามัญ ในเรื่องทางฝ่ายร่างกาย ที่เป็นโรคกาย หรือเป็นโรคจิตธรรมดาสามัญนั้น ก็พอจะช่วยเหลือมันได้, แต่ที่จะ ช่วยแก้ไขโรคทางวิญญาณนั้น มันก็เป็นไปไม่ได้. ดังนั้น ก็ยังเหลือแต่หมู่สัตว์ที่ยังเป็นมนุษย์ แม้จะใช้คำว่า "มนุษย์" มันก็ยังแคบไป ฉะนั้นจึงมักจะใช้คำว่า สัตว์ที่มีความ รู้สึกนึกคิด เพราะเขาอยากจะให้คำว่า มนุษย์นี้กินความไปถึง เทวดาในเบื้องบน หรือว่า สัตว์ในนรกเบื้องต่ำด้วย. คำว่า "สัตว์" หรือว่า "สัตว์โลก" นี้หมายถึงสัตว์ที่มีความ รู้สึกคิดนึก มีสติปัญญา พอที่จะเข้าใจเรื่องความสุข เรื่องความ

น.41 ๓๓ ทุกข์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเรื่องดีเรื่องชั่ว สำหรับที่จะได้ยึดมั่น ถือมั่นความดีความชั่ว ถ้าบางคนยังไม่ทราบ ก็ควรจะทราบเสีย ว่า ความทุกข์ที่ท่านเปรียบเหมือนโลกนั้น มันเพิ่งตั้งต้น เมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ดี หรือ ชั่ว แล้วก็ยึดมั่นถือ มั่นในสิ่งที่เรียกว่า ดี หรือ ชั่ว นั้นโดยความเป็น "ของกู" ในคัมภีร์ไบเบิลของพวกคริสเตียน เขากล่าวไว้ในรูปของ อุปมาที่ดีที่สุด เข้าใจได้ง่าย เมื่อมนุษย์คู่แรก คือ อดัม กับ อีฟ กินผลไม้ของต้นไม้ที่ทำให้เกิดความรู้สึกดี รู้สึกชั่ว พอกินเข้าไป ในทันทีทันใดนั้น ก็มีความทุกข์ แต่เขาเรียกในภาษาธรรมะชั้นสูง ว่า "ตาย" หมายความว่า ตายจากความไม่มีทุกข์ มาสู่ความทุกข์ ในขณะที่มนุษย์ รู้จักดี รู้จักชั่ว นั้น มนุษย์สมัยหิน หรือว่ามนุษย์ สมัยก่อนโน้น มันไม่รู้จักดีไม่รู้จักชั่ว, มันยังเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่ง สัตว์เดรัจฉานอยู่. ในยุคไหนสมัยไหนที่มนุษย์เริ่มรู้จักดีรู้จักชั่ว ยุคนั้นเป็นยุค ตั้งต้นแห่งความทุกข์ของมนุษย์ เรียกว่าโรคทางวิญญาณได้ตั้งต้น ขึ้นที่จุดนั้น. นักโบราณคดีประมาณกันว่า เมื่อสัก ๘ พันปีมานี้ เอง ที่ความดีความชั่วเป็นสิ่งที่ฝั่งแน่นขึ้นมาในความรู้สึกของ มนุษย์ จนรู้สึกยึดมั่นถือมั่น ก็ต้องมีความทุกข์อย่างมนุษย์ คือ มีความทุกข์ในระดับสูง เราก็ถือว่า เมื่อไรมันรู้จักดีรู้จักชั่วใน

น.42 ๓๔ ลักษณะที่จะยึดถือ แล้วก็เรียกว่า โลกได้เริ่มตั้งต้นขึ้นที่นั่น มัน เป็นกันทุกคนที่รู้จักยึดถืออย่างนี้. ทีนี้ พวกคุณทุกองค์ต้องการจะรู้ธรรมะสำหรับความเป็น แพทย์ เพื่อความเป็นแพทย์ที่ดี ตรงนี้มันก็เป็นปัญหา ซึ่งควรจะ พูดกันเสียเลย. ในฐานะที่คุณเป็นแพทย์ อย่างที่เล่าเรียนศึกษามานี้ มัน ก็ได้แต่การรักษาโรคในทางกาย หรือทางจิต ยังไม่มีความรู้เรื่อง โรค หรือการรักษาโรคในทางฝ่ายวิญญาณ, จึงต้องถือโอกาสบวช ในระหว่างปิดภาค เพื่อจะมาศึกษาในเรื่องนี้. ดังนั้นถ้าพูดกัน ในแง่โรคกาย โรคจิต คุณก็เป็นแพทย์ แต่ถ้าพูดกันในแง่โรค ทางวิญญาณ คุณก็เป็นคนไข้เสียเอง. ดังนั้น เมื่อเราพูดกันถึงโรคทางวิญญาณแล้ว ทุก ๆ คน ก็เป็นคนไข้หมด เว้นแต่พระอริยเจ้า ปุถุชนคนธรรมดาสามัญ ซึ่งยังไม่ใช่เป็นพระอริยเจ้าก็เห็นคนไข้กันหมด เป็นพระอริยเจ้าก็ เริ่มเป็นคนหายโรค จนกระทั่งหายเด็ดขาด คือเป็นพระอรหันต์ ในที่นี้ เราจะพูดกันอย่างในฐานะคนธรรมดาสามัญที่เป็นคน ไข้ เป็นคนมีโรคด้วยกันทั้งนั้น, ดังนั้นเราจะเรียกคนไข้ทั้งโลกนี้ว่า เป็นคนไข้ของอวิชชา, คุณควรจะจำวลีนี้ไว้ว่า "เป็นคนไข้ของ อวิชชา."

น.43 ๓๕ อวิชชา เป็นภาษาบาลี อวิชา เป็นภาษาไทย. ถ้าเรายังเป็น คนธรรมดาก็หมายความว่า เรายังมีอวิชชา ถ้าเราเป็นคนผิด ธรรมดา ก็หมายความว่า เหนือกว่าธรรมดา สูงไปกว่าธรรมดา ก็เป็นคนมีวิชชา. วิชชานี้มีรากศัพท์เดียวกันกับ เวชฺโช หรือ เวชฺช หรือ เวชฺชกรรม ซึ่งแปลว่า หมอ มาจากคำว่า ผู้รู้, มันก็รู้ในสิ่งที่ มนุษย์ควรจะรู้ หรือพอจะรู้แล้วก็จะหากินได้. วิชชาแปลว่าความรู้ เวชฺชาก็แปลว่าผู้มีความรู้ พวกผู้มีความรู้, แล้วแต่จะไปอยู่ในรูป ของเอกวจนะ หรือพหุวจนะ. แต่ความรู้นี้มันไม่มุ่งหมายเฉพาะ รู้เรื่องดับทุกข์, มันรู้ทั่วไปก็ได้, ฉะนั้นเอาคำว่า ผู้เยียวยาสัตว์โลก ทั้งปวงนี้ดีกว่า เพราะแน่นอนว่าเป็นผู้มีความรู้ชนิดที่จะดับความ ทุกข์ของโลกได้. วิชชาตัวนี้ควรจะเขียนให้ ช. สองตัวซ้อนกันอยู่ เสมอ มันจะได้ผิดแปลกแตกต่างออกมาเสียจากคำว่า วิชา ในภาษา ไทย, วิชาเลข วิชาการฝีมืออะไรก็ตาม อย่างนั้นมันไม่ใช่วิชชา ในที่นี้ ซึ่งรู้เรื่องความดับทุกข์ จนดับทุกข์ได้. สัตว์โลกทั้งปวงเป็นคนไข้ของอวิชชา อวิชชา คือ ภาวะที่ปราศจากวิชชา แม้มันจะรู้ผิดก็เรียกว่าปราศจากวิชชา มัน ไม่รู้เสียเลยก็เรียกว่าปราศจากวิชชา ต่อเมื่อใดมันรู้เรื่องนี้อย่างถูก ต้องถึงขนาดที่รู้ด้วยใจจริงอยู่ในใจ เป็นความรู้สึกของใจ เป็น intuition รู้สึกอยู่ด้วยใจจริง ๆ อย่างนี้จึงจะเรียกว่าวิชชาในที่นี้.

น.44 ๓๖ ถ้ารู้เพราะท่องจำ หรือจดไว้ นี้ก็ยังไม่ใช่วิชชา อย่างเราจะมีพระ ไตรปิฎกซึ่งจะซื้อมาเมื่อไรก็ได้ มันก็ยังไม่มีวิชชาขึ้นมาได้ แม้จะ อ่านจนทั่วถึงตลอดพระไตรปิฎก แต่ถ้าไม่รู้ซึมซาบถึงความทุกข์ ความดับทุกข์ มันก็ยังไม่มีวิชชา. เพราะฉะนั้นการที่พวกคุณ อุตส่าห์จดจำ หรือจำจดใส่สมุดลงไปนี้ ก็ยังไม่แน่ว่าจะมีวิชชา มัน ต้องเข้าไปกระทำให้ปรากฏแจ่มแจ้งในความรู้สึก จนจิตใจเปลี่ยน แปลง แล้วจึงจะเรียกว่า เริ่มมีวิชชา. ในที่นี้ เราก็จะพูดกันถึงคนไข้ของอวิชชา ก็คือคนไข้ของ ความไม่รู้ หรือปราศจากความรู้ที่ถูกต้อง นี้เรียกว่าเป็นคนไข้ของ อวิชชาไปหมด. วิชชา คือ ความรู้ตามหลักในพระพุทธศาสนานี้ หมายถึงความรู้เรื่องความดับทุกข์ หรือแก้ไขความทุกข์ อย่างที่ เป็นคุณบทของพระพุทธองค์ที่ว่า : เป็นนายแพทย์ผู้เยียวยารักษา โรคของโลกทั้งปวง. ต้องรู้จักการรักษาเยียวยาโรคนั้นให้หายไป แล้วรู้จักความหายของโรคนั้น คือ ไม่มีทุกข์แล้ว อย่างนี้เรียกว่า มีวิชชา. วิชชา ในที่นี้หมายถึง รู้เรื่องดับทุกข์ แต่อาจจะขยาย ออกไปถึงว่า รู้จักตัวความทุกข์นั้นด้วย รู้จักตัวเหตุให้เกิดความ ทุกข์นั้นด้วย รู้จักภาวะปราศจากทุกข์ หรือปราศจากโรคนั้นด้วย แล้วก็รู้จักวิธีทำให้เป็นอย่างนั้นด้วย มันเลยเป็น ๔ อย่างด้วยกัน

น.45 ๓๗ เรียกว่า อริยสัจจ์ เป็นพวกทฤษฎีล้วน ๆ ก็มี เช่นว่า ความทุกข์ เป็นอย่างไร ? เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไร ? ความไม่มีทุกข์เลยมี สภาวะเป็นอย่างไร ? นี้มันก็เป็นพวกทฤษฎี. ส่วนข้อที่ว่าทำ อย่างไรจึงจะดับทุกข์ได้นั้น เขาไม่หมายถึงทฤษฎี เขาหมายถึงการ ปฏิบัติเลย คือการดำเนินอยู่ในอริยมรรคมีองค์แปด นี่เป็น หนทางแห่งความดับทุกข์ หมายถึงตัวการปฏิบัติอยู่. ตัวความทุกข์ - ตัวเหตุให้เกิดทุกข์ - ภาวะที่ไม่มีความทุกข์นั้น เกี่ยวกับความรู้ในทางทฤษฎี แต่ก็มาจากความเห็นแจ้งแท้ จริงในจิตใจ เป็นทฤษฎีในความรู้สึก ไม่ใช่ทฤษฎีตัวหนังสือใน สมุดในตำรา. เดี๋ยวนี้เราก็รู้อริยสัจจ์กันอยู่เหมือนกัน ไม่ใช่จะไม่รู้ เราเอามาอ่านมาท่องมาจำกันก็ได้ แต่มันรู้อย่างทฤษฎี ตำรา หรือ หนังสือ หรือคำพูด ไม่ใช่ทฤษฎีจากความรู้สึกที่เป็นอยู่ภายในตัว จริง ๆ เราต้องพยายามให้รู้ถึงขนาดนั้น และความรู้ถึงขนาดนั้น มันจะมีขึ้นมาได้ ก็ต่อเมื่อเราปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์แปดเสร็จ แล้วจนรู้แจ้งขึ้นมาถึงที่สุดเลยว่า : ทุกข์เป็นอย่างไร เหตุให้เกิด ทุกข์เป็นอย่างไร ภาวะไม่มีทุกข์เลยเป็นอย่างไร มันก็รู้. เหมือนเมื่อคุณเรียนแพทย์จบหลักสูตร คุณก็รู้ตามความ หมายที่คุณเล่าเรียนมา : โรคนั้นเป็นอย่างนั้น ? เหตุเป็นอย่างนี้; แก้ไขอย่างนั้น แก้ไขอย่างนี้. แต่มันคงจะสู้ความรู้ในเมื่อคุณเป็น

น.46 ๓๘ โรคเสียเอง เป็นคนเจ็บเสียเอง รักษาหายมาแล้วอย่างไร อย่าง นี้มันรู้มากกว่า. เพราะฉะนั้นเราเรียนเรื่องโรคอะไรมา เราก็รู้ไป ตามเรื่องที่เรียน แต่เมื่อเราเป็นโรคนั้นเสียเอง รักษาหายดีแล้ว เราก็รู้ดีกว่า. สำหรับโรคทางจิตทางวิญญาณนี้ก็เหมือนกัน มันรู้ ไม่ได้ด้วยการเอาเรื่องราวนั้นมาอ่าน เช่น อ่านจากพระไตรปิฎก มันรู้ได้ต่อเมื่อเราเป็นอย่างนั้นเข้าจริง และได้รักษาหายไปแล้ว นั่นแหละจึงจะรู้ เมื่อเรากำลังเป็นโรคนั้นอยู่ เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าเราเป็น โรคนั้น และเราก็ไม่เชื่อด้วยว่าเราเป็นโรคนั้น นี้เรียกว่าเราเป็น คนไข้ของอวิชชา. ดังนั้นขอให้ ระวังให้ดี ๆ คำว่า "เป็นคนไข้ของ อวิชชา นี้เป็นต้นเหตุของทั้งหมดที่เป็นความทุกข์. มันตั้งต้นให้เกิดความ ประมาท ความอวดดี ทุกคนก็คิดว่าตัวรู้ แต่เป็นการรู้ด้วยความประมาท รู้ด้วยความอวดดี ถ้ามันรู้จริงมันก็แก้ไขได้ แต่เดี๋ยวนี้มันรู้อย่างอวดดี มากกว่า รู้ตามที่ได้ยินได้ฟังมา หรือมันรู้ชนิดที่เรียกว่าผิวเผินมาก ตามความรู้สึกสามัญสำนึก มันก็นึกไปแต่ในทางที่ว่า กูไม่เป็น อะไร ถึงขนาดที่ไม่รู้จักตัวความทุกข์. ดังนั้น ตามปกติปุถุชนคนธรรมดาสามัญไม่รู้จัก ไม่รู้สึก ว่า ตัวมีความทุกข์ เหมือนคนบางคนที่เขาไม่ว่าเขาเป็นโรคอะไร ทั้ง ๆ ที่เป็นโรคอยู่ก็ไม่รู้ว่าเป็นโรค นี้เรียกว่ายังหลับหูหลับตามาก

น.47 ๓๙ เกินไปแล้วยังอวดดีด้วย นี่เรียกว่าความประมาท ดังนั้นคนไข้ ของอวิชชาทุกคนมีความประมาท โง่ หลงใหลอยู่ เป็นปรกติวิสัย เข้าใจว่าตัวไม่มีโรค เข้าใจว่าตัวจะยังไม่ตาย เป็นความประมาท อยู่เสมอ. นี้ก็เป็นเงื่อนต้น สำหรับที่จะเป็นคนไข้หนักขึ้นไปอีก หลาย ๆ ระดับ มันตั้งต้นด้วยอวิชชา แล้วมันก็เป็นได้อีกมากมาย หลาย ๆ แขนง อวิชชามันปรุงแต่งอะไร ๆ ได้มากมายหลายแขนง เป็นสังขาร สังขารเขาแปลว่า สิ่งที่ถูกปรุงแต่งก็ปรุงแต่งได้หลาย แขนง นั่นก็คือ ทำให้เกิดกิเลสหลายระดับ เกิดความทุกข์ได้หลาย ชนิด. ทีนี้ เราก็มาดูให้ดีถึงคำว่า อวิชชา สำหรับคำว่า อวิชชา โดยใจความที่สรุปนี้ก็คือ ไม่มีความรู้ ปราศจากความรู้ ที่เป็นญาณ เป็นทัศนะ ที่เป็นความรู้สึกจริง ๆ ว่า: ความทุกข์เป็นอย่างไร ? เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไร ? ความไม่มีทุกข์เป็นอย่างไร ทางให้ถึงความไม่มีทุกข์นั้นเป็นอย่างไร ? ถ้ามาเกิดรู้ ๔ อย่างนี้ แล้ว มันก็กลายเป็นวิชชา มาอยู่ในฝ่ายพระอริยเจ้าเสียแล้ว ตลอด เวลาที่ยังไม่รู้เรื่อง ๔ เรื่องนี้เลย มันก็เป็นฝ่ายปุถุชนคนพาล คนโง่ หรือฝ่ายพญามาร หรือฝ่ายโลก อยู่ในฝ่ายโลก พอรู้เรื่อง ๔ เรื่องนี้อย่างถูกต้องพอสมควรในระดับหนึ่ง ก็เริ่มมาอยู่ในฝ่าย พระอริยเจ้า คือฝ่ายผู้หายโรค.

น.48 ๔๐ ดังนั้น โรคทางวิญญาณนี้ เราให้วิชชาเป็นฝ่ายหาย โรค, ให้อวิชชาเป็นฝ่ายมีโรค เป็นโรคทางวิญญาณ. ตรงนี้อยากจะขอแทรกอะไรสองสามคำว่า : เรานิยมใช้คำว่า "ทาง วิญญาณ" เป็นพิเศษสำหรับที่จะใช้พูดกันที่นี่ หรือพูดโดยผมพูด. เขาหาว่าเป็นคำพูดครึคระ หรือว่าบ้า ๆ บอ ๆ อะไรก็ไม่รู้ แต่ผม ขอร้องให้ช่วยกันจำไว้ในฐานะเป็นคำที่ประหยัดเวลา เพราะทาง วิญญาณ คำนี้มันหมายถึงเรื่องทางจิตใจฝ่ายสูง ฝ่ายสติปัญญา ฝ่ายความคิดความเห็น ซึ่งมันจะมาใช้กันได้กับเรื่องคนไข้ หรือ คนหายไข้ ตามแบบของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านเป็นหมอ ทางวิญญาณ รักษาโรคทางวิญญาณ คือรักษาโรคอวิชชา เมื่อ โรคนี้มันหายไปแล้ว โรคทางกายทางจิตมันก็พลอยหายพลอยหมด ไปด้วย หรือป้องกันไม่ให้เกิดได้อย่างยิ่ง. ที่นี่ เรามีโรงมหรสพทางวิญญาณ มหรสพ แปลว่า เครื่องทำความเพลิดเพลิน ทางวิญญาณก็จำกัดให้ชัดแต่เพียงว่า ทางที่มันเข้าไปทำลาย อวิชชา หรือทำวิชชาให้เกิดขึ้น. ดังนั้นในโรงมหรสพของเราจึงเต็มไปด้วยเครื่องมือที่จะช่วยให้เกิด ความเพลิดเพลิน ในทางที่จะหลุดพ้นจากโรคในทางวิญญาณ. ดังนั้น ถ้าคุณเข้าใจมันดี ก็จะช่วยได้มาก คือจะประหยัดเวลาได้ มาก แล้วมันสนุกด้วย, มันคงจะสนุกกว่าที่จะมานั่งทนฟังผมพูด

น.49 ๔๑ ในเวลาอย่างนี้. ดังนั้นในระหว่างที่พักอยู่ที่นี่ ขอให้ใช้ประโยชน์ ในสิ่งที่มีอยู่ในโรงมหรสพทางวิญญาณนั้นด้วย ให้มากที่สุดเท่าที่จะ มากได้, ใช้เป็นเครื่องมืออันหนึ่ง เป็นอุปกรณ์อันหนึ่งที่จะแก้ไข โรคของอวิชชา หรือความเป็นคนไข้ของอวิชชา. อย่าให้เป็น อวิชชาขึ้นมาใหม่โดยไม่เห็นคุณค่าของมัน มองดูก็มองดูผาด ๆ เดินผ่าน ๆ ไปทุกด้านแล้ว ก็ว่าพอแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว นั่นก็เป็น อวิชชาอันใหม่ขึ้นมา เป็นแขนงใหม่. ขอให้ไปดูภาพเหล่านั้นให้เข้าใจ มันก็จะเป็นเรื่อง ๆ เดียว กันหมดทุกเรื่องกับที่กำลังพูดอยู่นี้ มันจะประหยัดเวลา และ ประหยัดความน่าเบื่อ เพราะฉะนั้นเรื่องธรรมะ หรือการรักษา โรค หรือการหายจากโรคทางวิญญาณนี้มันต้องไม่น่าเบื่อ ความ เบื่อหรือความไม่เบื่อมันอยู่ที่ความฉลาดหรือไม่ฉลาด ถ้าไม่ฉลาด มันก็จะเบื่อ เพราะเป็นเรื่องของคนชั้นสติปัญญา ดังนั้น คนโง่ก็ไม่อาจจะชอบหรือสนุก ด้วยเรื่องของคนมีสติปัญญา บาง ที่ก็ฟังไม่ถูก ไม่รู้เรื่องอะไรเสียเลยด้วยซ้ำไป. เช่นจะให้กรรมกร ให้พ่อครัว ให้คนเหล่านี้มาฟังเรื่องปรัชญา เรื่องศาสนาในชั้นลึก มันก็ฟังไม่ถูกเพราะมันไม่รู้เรื่อง แล้วมันก็เบื่อแสนที่จะเบื่อ แต่ ถ้าเป็นพวกผู้รู้ เป็นบัณฑิต นักปราชญ์ มันก็สนุกแสนที่จะสนุก

น.50 ๔๒ ในการที่จะพูด จะคุย จะถก จะวิจารณ์ หรือกระทั่งปฏิบัติใน เรื่องอย่างนี้. นี่เพราะคนพวกหนึ่งมันเป็นคนไข้ของ อวิชชา มากเกินไป อีกพวกหนึ่งมันก็เริ่มจะหายโรค จึงพอใจในสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ ซึ่งเป็นมหรสพทางวิญญาณ. ดังนั้นเมื่อคุณมีเวลาอยู่ที่นี่น้อย ก็รีบ ใช้ให้เป็นประโยชน์ในการที่จะแก้ไขความเป็นคนไข้ของอวิชชาให้ มาอยู่ในฝ่ายที่เป็นแพทย์ร่วมกันกับพระพุทธเจ้า แล้วคุณก็จะออก ไปเป็นหมอทางกาย ทางจิต รักษาโรคทางกาย ทางจิตได้ดี นี้ เรียกว่าเรามาอยู่ในฝ่ายวิชชา ตรงกันข้ามกับ อวิชชา. นี่ขอให้ทุก องค์ตั้งต้น หรือตั้งจุดตั้งต้นด้วยความรู้ข้อนี้ เริ่มหยุดการเป็นคน ไข้ของอวิชชา รักษาให้หาย กลายมาอยู่ในฝ่ายที่เป็นแพทย์ เป็น ลูกสมุนของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นนายแพทย์ใหญ่ของโลก ในทาง ฝ่ายวิญญาณโดยเฉพาะ. ข้อต่อไป ก็อยากจะพูดถึงตัวคำว่า "คนโง่” คือคนที่มี อวิชชา แต่ขอเตือนว่า แม้คุณจะมาจากมหาวิทยาลัยกี่แห่ง กี่สิบแห่ง ก็ยังกล่าวไม่ได้ว่า เป็นผู้พ้นจากความเป็นคนโง่ ถ้า มันเป็นเรื่องทางฝ่ายวิญญาณ. ในภาษาไทยเรียกว่า "พาล" - พาละ, คนพาล หรืออันธพาลไปเลย แต่ความหมายมันต่างกันกับคำว่า พาล ในภาษาบาลี. ภาษาบาลีคำว่า พาล แปลว่า อ่อน: เด็กเพิ่ง

น.51 ๔๓ คลอดออกมาเป็นทารกนั้นเขาก็เรียกว่า พาละ คือ หมายความว่า มันยังอ่อนอยู่ แต่ในภาษาไทยไม่เรียกอย่างนี้ ไม่เรียกเด็กเล็ก ๆ เป็นคนพาล ส่วนในภาษาบาลีเรียกว่า พาละ เหมือนกัน คือมันยัง อ่อนอยู่ ทีนี้มันโตขึ้น เกเร แล้วเป็นอันธพาล ไปอยู่ลาดยาว อย่างนี้มันก็ยังเรียกว่าเป็นอันธพาลตามเดิมนั่นแหละ เพราะว่าคน เหล่านั้นอ่อนอยู่ด้วยความรู้ทางวิญญาณ เพราะยังเป็นทารกใน ภาษาวิญญาณจนกระทั่งมันตายไป แก่ตายไปมันก็ยังเป็นคนพาล คนอ่อนอยู่นั่นแหละ. ดังนั้นคำว่าพาลก็แปลว่าอ่อน. คำว่า “ลูกอ่อน" หรือคำว่า "หล่อน" นี้มาจากคำว่าอ่อน. อ่อนนี้หมายถึงเป็นคนพาล, พาลคือ อ่อน ไม่ใช่พาล - อันธพาล แต่จะเป็นพาลชนิดไหนก็ตามมันปราศจากวิชชาทั้งนั้นแหละ หมาย ความว่ามันยังไม่มีวิชชา, เด็กเพิ่งคลอดมันก็ยังไม่มีวิชชา โตขึ้น มา ๆ ๆ มันไม่มีวิชชา มันก็ยังคงเป็นพาลอยู่ตลอดไป จนเข้า โลงไป. นี้เขาเรียกว่าคนโง่. ขอให้ระวังให้ดี ๆ ตกอยู่ในความ ประมาทแล้ว ก็จะเป็นคนโง่ชนิดนี้จนเข้าโลงไป แม้เรียนพระ ไตรปิฎกจบแล้ว มันก็ยังมีโอกาสเป็นคนโง่ เพราะมันอ่อนใน เรื่องของวิชชา-ความรู้แจ้งถึงขนาดที่จะดับทุกข์ได้. ฉะนั้นเราประมาทไม่ได้ ถึงบวชหลายพรรษาแล้ว เรียน จบพระไตรปิฎกแล้ว มันก็ยังเป็นคนพาล เป็นคนอ่อนอยู่นั่นแหละ

น.52 ๔๔ มันเต็มไปด้วยอวิชชา มันว่างจากวิชชาอยู่เสมอ คำว่าคนโง่หรือ คนพาลในทางพุทธศาสนาก็หมายความอย่างนี้ ถ้าเด็กเกิดความ รู้สึกในเรื่องนี้อย่างถูกต้อง จะด้วยเหตุอะไรก็ตาม ก็เป็นพระ- อริยเจ้าได้ จึงมีเรื่องพระโสดาบันอายุ ๗ ขวบ พระอรหันต์อายุ ๑๕ ขวบ อย่างนี้มีกล่าวอยู่ในคัมภีร์ มันจะเป็น co-incident หรือ เป็นอะไรก็สุดแท้ มันเป็นเหตุทำให้เกิดความรู้สึกอันนี้ มันก็รู้อยู่ จริง ๆ แล้วมันก็ไม่มัวเมา ไม่หลง ในเรื่องกิเลสทุกชนิด นี้มัน ก็เป็นคนแก่ ไม่ใช่คนอ่อน เขาก็เป็นบัณฑิต ไม่ใช่คนพาล. ถ้าไม่ลืมข้อนี้เสีย ความประมาทก็เกิดขึ้นยาก ถ้าลืมข้อนี้เสียแล้ว ความประมาทมันก็เกิดขึ้นได้ง่ายที่สุด. ขอ ให้รู้จักความเป็นคนอ่อน คนพาล คนโง่ ของ ตัวเองไว้ อย่าได้อวดดี พอไปเรียนอะไรเข้าหน่อย เช่นบวช ไปได้สักพรรษาหนึ่งมันก็อวดดีเสียแล้ว ถ้าได้สัก ๑๐ พรรษา มัน ก็ยิ่งอวดดีมากขึ้น มันแข็งกระด้างมากขึ้น อันนั้นคือความโง่ ความเป็นคนพาล ความอะไรมากขึ้น นั่นแหละคืออวิชชาที่ไม่รู้สึก ตัว เป็นคนไข้ของอวิชชา แล้วยังแถมไม่รู้สึกตัวเสียด้วย. คนไข้ชนิดนี้จะดื้อหมออย่างยิ่ง และมากกว่านั้น คือจะไม่ ยอมรับการรักษา. ดังนั้นการที่คุณบวชกันในคราวนี้ก็เพื่อจะรู้ เรื่องนี้ จะแก้ไขเรื่องนี้ ก็ขอให้ถือว่า จุดนี้เป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญ

น.53 ๔๕ ที่สุด คือ ความเป็นคนโง่ เป็นคนพาล เป็นคนอ่อนอยู่ด้วย อวิชชา เป็นคนไข้ของอวิชชา แล้วก็จะค่อยๆ เปลี่ยนไป ๆ ลืม หู ลืมตา สว่างไสวขึ้น นับตั้งแต่เริ่มแรกด้วยการฟัง มีความรู้ เพราะการใช้เหตุผลจนมีความเข้าใจ แล้วก็ไปปฏิบัติดู จนมีความ รู้สึกแจ่มแจ้งเป็น experience เป็น realization เป็น intuition เป็นอะไรไปตามลำดับ อย่างนี้มันก็จะเริ่มเป็นคนหายโรค เข้าไปอยู่ในเครือของ พระพุทธเจ้า เพื่อที่จะช่วยกันรักษาเยียวยาเพื่อนมนุษย์กันต่อไป ตามความสามารถ มิได้ตั้งตัวเป็นพระพุทธเจ้า แต่ว่าเป็นลูกน้อง ของพระพุทธเจ้าที่ทำงานเหมือนกัน ในที่สุดก็จะเป็นบุคคล ประเภทที่มีค่า มีคุณค่าสูง คือเป็นปูชนียบุคคล, และข้อนี้จะเป็น กำลังใจอย่างมากที่ทำให้พวกคุณอุตส่าห์ทนเรียน ทนคิดนึก ศึกษา และปฏิบัติ คือว่าเราเกิดมาก็ให้ได้เป็นปูชนียบุคคล แล้วอาชีพ บางอาชีพก็สะดวกแก่การเป็นปูชนียบุคคล. ผมพูดอย่างนี้ไม่ใคร่มีใครเชื่อ คือว่า ถ้าเกิดเป็นชาวนา เป็นกรรมกร อย่างนี้มันยากที่จะเป็นปูชนียบุคคล ถ้าเกิดมาเป็น หมอ เป็นครู เป็นผู้ทำหน้าที่เสียสละอย่างอื่น นี้มันก็ง่ายที่จะ เป็นปูชนียบุคคล แม้แต่เป็นตำรวจ เป็นทหาร ถ้าหากว่าเขา ปฏิบัติหน้าที่ดี ซื่อตรงจริง มันก็มีส่วนที่จะเป็นปูชนียบุคคล คือ

น.54 ๔๖ เสียสละให้ผู้อื่นได้มีความสุข ได้นอนตาหลับ หรือได้หายจากโรค หรือได้หายโง่หายหลง. อย่างพวกครูนี้ทำให้คนหายโง่หายหลง พวกหมอก็ทำให้คนหายเจ็บหายไข้ พวกตุลาการ—อาชีพตุลาการ ก็ทำให้มีความเป็นธรรม มีความยุติธรรมอยู่ในโลกนี้ อาชีพอย่าง นี้มันช่วยให้เป็นปูชนียบุคคลได้ง่าย. ดังนั้น ในฐานะที่พวกคุณเป็นหมอกันทั้งนั้น ที่มาบวชนี้ ก็ให้รู้ไว้ว่า ความประเสริฐของการได้เกิดมาในชาตินี้ มันก็คือ ความเป็นปูชนียบุคคล ด้วยอาศัยวิชาหมอนี้ ถ้าเรามีเจตนาบริสุทธิ์ ที่จะช่วยคนให้หายจากทุกข์ ส่วนเงินค่ารักษา ค่าบริการนั้นมัน เป็นของขี้ฝุ่น ให้มันอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเรา อย่ามาอยู่บนหัวของเรา พอเราเผลอนิดเดียวเงินมันก็กลายมาอยู่บนหัวของเรา มันก็หมด ความเป็นแพทย์ กลายเป็นหมอที่ขูดรีดที่ชาวบ้านเขาเรียกกันอยู่ ทุกวันนี้ เขาเรียกว่า หมอที่ขูดรีด ไม่ใคร่ได้ยินคำว่า นายแพทย์ ที่ขูดรีด. ส่วนที่คุณมีเมตตากรุณาเหมือน พระพุทธเจ้านั่น แหละ ทำให้คุณเป็นปูชนียบุคคล ความรู้ หรือเป็นผู้มีความ รู้นี้ทำให้เขาหาย แล้วเขาก็ขอบใจ; เมื่อเขามีความรู้สึกขอบใจ เขาก็ตอบแทนเอง บางทีเขาจะให้มากกว่าที่เราคิดจะเรียกร้องเสีย อีก. แต่ก็ต้องมียกเว้นบ้าง เพราะว่าคนในโลกนี้มีมาก คนที่

น.55 ๔๗ อกตัญญูต่อหมอมันก็ต้องมีบ้าง อย่าเห็นว่ามันเป็นของแปลก คง ไม่ถึง ๑ หรือ ๒ เปอร์เซ็นต์ ต้องยกไว้ให้เป็นคนไข้พิเศษไป ช่าง หัวมัน ถ้าเราจะรักษาด้วยดี ด้วยความรู้มีสติปัญญา สามารถอย่าง เต็มที่นั้น เราเอาความเป็นปูชนียบุคคลไว้ก่อน มันก็อยู่ในพวก ที่ไม่เป็นคนไข้ของอวิชชา แต่เป็นปูชนียบุคคลไปได้, มันก็แก้ กันได้ โดยตรง และโดยจริงจังอย่างนี้. ฉะนั้นขอให้สนใจคำว่าวิชชา คำว่าอวิชชาเป็นจุดตั้งต้น เราเลิกเป็นคนไข้ของอวิชชาให้มากขึ้นๆ เป็นผู้ตื่นอยู่ด้วยวิชชา เป็นหมอสมกับคำว่า เวชฺโช เป็นผู้มีวิชชา. รายละเอียดเรื่อง วิชชา เรื่อง อวิชชา มีอยู่ในพระคัมภีร์ ในหนังสือหนังหา; ที่ผมพูดไว้ในที่อื่นก็มีมาก ไปหาอ่านดูได้ แต่ ในที่นี้จะพูดกันในส่วนที่มันเป็น opplied แก่อาชีพของคุณ เอาละทีนี้เราจะได้พูดเรื่องวิชชา ที่เล็งถึงอริยสัจจ์ ๔ ประการนี้ ออกไปอีกหน่อย เพราะเป็นจุดตั้งต้น. ในคัมภีร์ โดยเฉพาะคัมภีร์ที่เป็นคำอธิบายของพระไตรปิฎก ที่อธิบายพุทธวจนะ เขาเปรียบอริยสัจจ์สี่นี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหมอ อย่างในคัมภีร์วิสุทธิมรรค เป็นต้นว่า: - อริยสัจจ์ที่ ๑ คือทุกข์ นั้นได้แก่โรค อริยสัจจ์ที่ ๒ เหตุให้ เกิดทุกข์นั้น ได้แก่สมุฏฐานของโรค

น.56 ๔๘ อริยสัจจ์ที่ ๓ นิโรธ นั้นคือสภาพที่ปราศจากโรค อริยสัจจ์ที่ ๔ คือ อัฏฐังคิกมรรค นั้นเป็นวิธีที่ทำให้ ปราศจากโรค อริยสัจจ์ทั้งสี่ซึ่งเป็นหัวใจเป็นตัวแท้ของพุทธศาสนานั้น มัน กลายเป็นเรื่องโรค เรื่องรักษาโรคไปโดยตรง นี้ก็ควรจะภาคภูมิ ใจว่า การเป็นหมอนั้นมันเกี่ยวข้องกับหัวใจของพุทธศาสนา คือ เรื่องโรค เรื่องเหตุให้เกิดโรค เรื่องความไม่มีโรค เรื่องทางให้ถึง ความไม่มีโรค ผิดกันแต่ตัวหนังสือ ซึ่ง บางทีใช้คำว่า ทุกข์ บางทีใช้ คำว่าโรค บ างทีใช้คำว่าโลก มันก็เหมือนกัน หมายถึงการเสียบแทง ทุกข์ก็เสียบแทง โรคก็เสียบแทง โลกก็เป็นเครื่องเสียบแทง คือ ถ้ามันเป็นโรคที่โง่อยู่ด้วยอวิชชา มันก็เสียบแทงเผาลน. เมื่อเราเอาเรื่องของความเป็นแพทย์ เป็นหมอ ของเรา ไปเป็นเรื่องตัวแท้ของพุทธศาสนาได้อย่างนี้ มันก็ง่าย กลายเป็น เรื่องง่ายในการที่จะเรียน จะรู้ จะปฏิบัติ มันเข้าใจได้ดี รู้เรื่อง สี่เรื่องนี้มันก็เป็นวิชชา ปราศจากความรู้เรื่องสี่เรื่องนี้มันก็เป็น อวิชชา เมื่อคุณเรียนวิชาแพทย์ที่มหาวิทยาลัยมันก็ไม่พ้นหัวข้อ ๔ ข้อนี้ ถ้าเราจะมาแยกดูตามหลักทาง logic มันก็จะเห็นว่า มัน ก็ ๔ หัวข้อนี้เองว่า อันนี้มันคืออะไร อันนี้มันมาจากอะไร อันนี้ เพื่อผลอันใด อันนี้ทำอย่างไรจึงจะได้ผลอย่างนั้น; ไปนี่เป็นเรื่อง

น.57 ๔๙ logic ที่ใช้ได้ทั่วไป. เพราะฉะนั้นเรื่องโรคทางกาย ทางจิต ทาง วิญญาณ มันก็อยู่ในหัวข้อ logic เหล่านี้ ถ้าคุ้นเคยกับความเป็น แพทย์ทางกาย ทางจิตมาแล้วก็จะง่าย ได้เปรียบคนเหล่าอื่นที่จะ มารู้เรื่องโรค หรือความเป็นแพทย์ในทางฝ่ายวิญญาณ คือตัว พระพุทธศาสนา และเรื่องพระพุทธเจ้านั้น. ขอให้รู้จักคำว่า วิชชา, พยายามรู้เรื่องวิชชานี้แล้วก็จะ ได้กำจัด อวิชชา พร้อมกันไปในตัว. โลก สัตว์โลก เป็น คนไข้ของ อวิชชา. ทีนี้ก็จะพูดถึงสัตว์โลกนี้ ซึ่งเป็นความรู้พื้นฐาน สำหรับ พวกคุณที่ยังใหม่นัก ต่อคำบัญญัติฉะเพาะต่าง ๆ ในทางศาสนา เราก็จะได้พูดกันถึงคำว่า "สัตว์โลกทั้งปวง" ที่เป็นคนไข้ ของ อวิชชานั้นแหละ ว่ามันมีในพวกไหนบ้าง. การที่จะพูดเรื่องนี้ มันต้องรู้ความหมายของคำสองคำว่า ‘ภาษาคน" กับ "ภาษาธรรม" ทีนี้ เราจะพูดอย่างภาษาคน คือ คนธรรมดาเขาพูด หรือเขาเข้าใจกันอยู่ก่อน เขาแบ่งโลกนี้ คือ สัตว์โลก คำว่า "โลก" ในที่นี้หมายถึง สัตว์โลกทั้งหมดนี้ แบ่งออกเป็นสองพวก คือพวกที่อยู่ในทุคติ และพวกที่อยู่ใน สุคติ ทุคติ แปลว่า คติชั่ว คติเลว คติทราม คติที่เป็นทุกข์ สุคตินี้ หมายถึง คติดี คติสะดวก คติสบาย คติที่เป็นสุข อย่างนี้คนว่าเอา

น.58 ๕๐ เอง ในภาษาคน คนก็ว่าเอาเอง คนปุถุชนคนธรรมดาก็คือคนโง่ ก็ไปแบ่งมันว่า สุคติ ทุคติ. ทุคติมี ๔ พวก สุคติก็มี ๔ พวก ทุกติก็มี นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย; นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย เป็น ทุคติ. ฝ่าย สุคติ ก็หมายถึง มนุษย์ เทวดา กามาวจร แล้วก็ พรหมที่เป็นรูปาวจร และพรหมที่เป็นอรูปาวจร; มันก็ได้อีกสี่เป็น แปด. ภาษาชาวบ้านธรรมดา ภาษาญาติโยมธรรมดา ชาวไร่ ชาวนา เขาก็ว่ามี: มนุษย์พวกหนึ่ง เทวดาในสวรรค์พวกหนึ่ง แล้วก็พรหมที่เป็นรูปพรหมพวกหนึ่ง พรหมที่เป็นอรูปพรหมพวก หนึ่ง; เขาพูดกันติดปาก. เรื่องเหล่านี้เขาพูดกันมานานแล้ว เป็นแต่เราไม่ใคร่ได้พูดกัน คุณเกิดทีหลังก็ไม่ใคร่ได้ยิน ถ้า เคยอ่านหนังสือไตรภูมิพระร่วง ที่เป็นหลักสูตรในมหาวิทยาลัยทาง อักษรศาสตร์ ก็จะมีเรื่องอย่างนี้. ทุคติ เอาไปไว้ข้างต่ำ สุคติ เอาไปไว้ข้างสูง ที่พูดอย่าง ภาษาคน ภาษาสมมติ ก็เอานรกไปไว้ขั้นต่ำที่สุด, แล้วสูงขึ้นมา ขั้นหนึ่งก็เป็นเดรัจฉาน, สูงขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งก็เปรต, สูงขึ้นมาอีก ชั้นหนึ่งก็อสุรกาย; นี้หมดเรื่องต่ำ. พอมาถึงเรื่องสูง ขั้นแรกก็ คือมนุษย์ในโลกธรรมดานี้, สูงขึ้นไปคือเทวดาในสวรรค์อย่างที่

น.59 ๕๑ เขียนตามฝาผนังโบสถ์, แล้วถึงชั้นรูปพรหม; ชั้นอรูปพรหม ที่เขาพูดว่าชั้นอกนิษฐ์นั่นแหละพรหมชั้นสูงสุด. นี่เขาพูดอย่างสมมติอย่างภาษาโลก; นรกก็เหมือนกับที่ เขียนที่ฝาผนังโบสถ์ ถูกต้มถูกเผา, เดรัจฉาน ก็เหมือนกับที่เพ่น พ่านอยู่นี้, เปรตก็ที่ผอมโซ ทรมานอยู่ด้วยความเจ็บไข้, อสุรกาย ก็เป็นผีชนิดที่มองไม่เห็นตัว ไม่มีตัว. มนุษย์ก็คือ ผู้ที่อาบเหงื่อ ต่างน้ำแลกกามารมณ์, สวรรค์ เทวดาในสวรรค์ ก็คือว่าเขาไม่ ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำเหมือนมนุษย์ แต่ก็เต็มไปด้วยกามารมณ์, พวกพรหมเขาไม่ต้องการกามารมณ์ เขาต้องการความสุขที่สะอาด ที่จืด ที่สนิท; รูปพรหมก็ต้องการความสุขที่มาจากรูปธรรมที่ บริสุทธิ์, อรูปพรหมก็คือต้องการความสุขที่มาจากสิ่งที่ไม่มีรูปและ นาม, เป็นเกียรติยศชื่อเสียง ทำนองนั้น ความดี ความอะไรที่มัน ไม่ใช่รูปธรรม และได้ความสุขจากอันนั้น ก็เป็นอรูปพรหม. ถ้า พูดภาษาวัดแท้ ๆ ก็ว่าพรหมที่เข้าฌาน โดยเอาของที่มีรูปร่าง มา เป็นอารมณ์ของฌานนี้ ได้ผลอันนี้เขาเรียกว่ารูปพรหม ถ้าเอาสิ่ง ที่ไม่มีรูปมาเป็นอารมณ์ของฌาน, ถ้าฌานได้ผลอันนี้เป็นความสุข ก็เรียกว่าเป็นอรูปพรหม. เราจะเห็นได้ว่า มันเป็นชั้น ๆ สูงขึ้นไป แล้วก็ต่ำสุด สูง สุด นี้เขาเรียกว่า โลกทั้งปวง. แล้วก็น่าหวัว ที่ให้ สี่ชั้นต้นเป็น

น.60 ๕๒ ทุคติ ให้สี่ชั้นปลายเป็น สุคติ. นี้เป็นภาษาคน ภาษาชาวบ้าน เดี๋ยวเราจะพูดกันให้เห็นว่า ทั้งหมดนี้ยังเป็นโรคทางวิญญาณ ทั้ง ๘ ชั้นนี้ยังเป็นโรคทางวิญญาณ แต่ว่าเป็นโรคที่อยู่กันคนละระดับ. นี่เราทำความเข้าใจเรื่องทางภาษาคนกันอย่างนี้ก่อน แล้วก็จะ เข้าใจภาษาธรรมที่จะได้เห็นว่า ๘ พวกนี้เป็นโรคทางวิญญาณ เป็น ทุกข์ทั้งนั้น อันดับต่ำที่สุด- นรก มันก็เป็นโรคอยู่ชัด ๆ นรกมีความ หมายว่า เดือดร้อน อยู่ด้วยความเดือดร้อนทั้งทางกายทั้งทางจิต มันเดือดร้อนเหมือนไฟเผาเมื่อไร เมื่อนั้นเรียกว่า นรก. ฉะนั้น สัตว์นรกเป็นโรคทางวิญญาณชนิดที่เจ็บปวดทรมาน ร้ายกาจ เป็น โรคเรื้อน หรือเป็นโรคมะเร็ง หรือเป็นโรคอะไรที่ทำให้เดือด ร้อนเหลือประมาณ เพราะนรกมีความหมายว่าเดือดร้อน. สูงขึ้นมา - โลก เดรัจฉาน มันมีความหมายว่า โง่ มันก็ เดือดร้อนทิ่มแทงจิตใจตัวเองอยู่ด้วยความโง่ นี้มันค่อยยังชั่ว มัน ไม่ค่อยเจ็บปวด เดือดร้อนเหมือนกับเอาไฟมาเผา หรือเอาอะไร มาทิ่มแทง แต่มันก็เป็นความทิ่มแทงอย่างลึกซึ้งด้วยความโง่ เรา เจ็บปวดด้วยความโง่ มันร้ายยิ่งกว่าเจ็บปวดด้วยเอามีดมาเชือด แต่มันไม่รู้สึก หรือเห็นว่าไม่เจ็บเฉย ๆ เสียก็มี. ฉะนั้นเดรัจฉานนี้ จึงเป็นโรคทางวิญญาณอยู่เต็มประตูด้วยความโง่ คืออวิชชา,

น.61 ๕๓ สูงขึ้นมาอีก - คือ เปรต , เปรต มีความหมายว่า หิว กระหาย ทะเยอทะยาน ด้วยอวิชชา พวกเปรตนี้ก็ไม่พ้นจากความ เป็นคนไข้ของอวิชชา มีความทุกข์อยู่เสมอ. สูงขึ้นมาอีก - อสุรกาย มีความหมายว่า กลัว เป็นอาณา จักรแห่งความกลัว คือ อาณาจักรแห่งอสุรกาย "อสุร" แปลว่า ไม่กล้าหาญ, "กาย" แปลว่า พวก พวกที่ไม่กล้าหาญ มันก็ เพราะอวิชชาจึงทำให้กลัว หมดอวิชชาเมื่อไรเป็นไม่มีความกลัว อะไรเมื่อนั้น แม้สิ่งที่เขากลัวกัน จะเป็นเสือ หรือเป็นความ ตาย หรือเป็นอะไรมันก็ไม่กลัว เพราะมันรู้ว่าคืออะไร มันก็ไม่ กลัวในเมื่อมีวิชชา. เพราะมีอวิชชามันจึงกลัว กลัวได้สาระพัดอย่าง กลัวแม้กระทั่งสิ่งที่ไม่ควรจะกลัว นี่มันก็มีโรคทางวิญญาณ โรคทางอวิชชาเสียบแทง. นรก คือ ความเดือดร้อน เดรัจฉาน คือ ความโง่ เปรต คือความหิว อสุรกาย คือความกลัว, นี้พูดอย่างภาษาธรรมแล้ว, มันไม่ได้อยู่ในโลกอื่น มันอยู่ในคน ๆ เดียวนั้นเอง. ถ้าพูดภาษาคนกันแล้ว นรกอยู่ใต้ดินลึกลงไปเท่าไรก็ไม่รู้ กระทั่งถึงศูนย์กลางของโลกที่ร้อนละลายอยู่ อย่างนี้เห็นว่าพูด อย่างหลับตาพูด นรกอยู่ข้างล่าง สวรรค์อยู่ข้างบน ถ้าเรารู้ วิทยาศาสตร์เราจะเห็นว่า ไม่มีอะไรอยู่ข้างบนอยู่ข้างล่าง มันมี

น.62 ๕๔ แต่ความดึงดูดรอบตัวของโลก ไปสู่จุดศูนย์กลางของโลก นอกจากนั้นมันก็เป็นรัศมีที่แผ่ออกไป ไม่ใช่ข้างบนและข้างล่าง แต่ว่าในสมัยโบราณเขาพูดตามความรู้สึกว่า ให้นรกนั้นมันอยู่ข้างล่าง เขาเขียนภาพนรกอยู่ใต้ดิน เต็มไปด้วยเมืองมียมบาล มันเป็น ภาษาโลก ภาษาคน. ถ้าเป็นภาษาธรรมนั้น นรกอยู่ที่ความร้อนใจ ร้อนใจที่ตรงไหน ก็เป็นนรกอยู่ที่ตรงนั้น. เพราะฉะนั้นมันจึงอยู่ที่ในคนในมนุษย์นี้ มันเป็นโรค มันเดือดร้อนเหมือนไฟเผา, อยู่ที่ไหนมันก็เป็นนรก ที่นั้น, เดี๋ยวมันก็หายไป. ครั้นมันโง่มันก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน. เดี๋ยว มันเกิดหิว หิวอย่างไม่มีเหตุผล หิวทางจิต ทางวิญญาณ ไม่ใช่หิว ข้าว หิวอย่างอยากถูกลอตเตอรี่ หรือหิวอย่างอยากจะรับปริญญา หรืออะไรก็ตาม ถ้ามันเป็นเรื่องหิวอย่างเกินขอบเขตแล้ว มันก็เรียก ว่าเป็นเปรต คือหิว ถ้ามันกลัวเมื่อไร กลัวสอบไล่ตก หรือกลัว อะไรก็ตาม แม้กระทั่งกลัวตาย นี้มันก็เป็นเรื่องอสุรกาย คือ กลัว ถ้าพูดเป็นภาษาคน มันอยู่ที่อื่น นรกอยู่ใต้ดิน, เดรัจฉาน อยู่ตามทุ่งนาโน่น, เปรตอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ทั่ว ๆ ไป ตามภูเขา ตาม ทะเล อะไรก็ได้แล้วแต่เขาจะพูดกัน, อสุรกายก็คือผีที่แลไม่เห็น ตัว จะหลอกหลอนอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง, นี่พูดภาษาคนธรรมดา ที่เป็นคนไข้ของอวิชชา. ถ้าพูดอย่างเป็นผู้รู้ธรรมะ เป็นภาษาธรรม

น.63 ๕๕ เป็นบุคคลที่มีธรรมแล้ว มันก็ทั้งนรก ทั้งเดรัจฉาน ทั้งเปรต ทั้งอสุรกาย มันอยู่ในจิตใจของมนุษย์ ; สวรรค์ในอก นรกในใจ หมายความว่า อย่างนี้. ทีนี้ เราก็จะพบกันทีเดียวว่า มนุษย์นี้จะเป็นจุดศูนย์กลาง อันหนึ่ง ซึ่งมันจะเป็นอะไรก็ได้ นั้นมันเป็นเพียงแต่ร่างกาย ใน ร่างกายอย่างมนุษย์ที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ ถ้ามีความร้อนใจ ก็มี ความเป็นสัตว์นรกสิงอยู่, ถ้าโง่มันก็มีความเป็นสัตว์เดรัจฉานสิ่ง อยู่, ถ้าหิวมันก็มีเปรตสิงอยู่, ถ้ากลัวก็มีความเป็นอสุรกายสิงอยู่. ถ้ามันว่างจากความเป็นอย่างนั้น มันมาอยู่ในระดับธรรมดา สามัญ มีความต้องการอย่างสามัญ, ทำงานอยู่อย่างเหงื่อไหลไคล ย้อยตามหน้าที่ของมนุษย์ เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ปรารถนาสิ่งที่ ยิ่ง ๆ ขึ้นไป อย่างนี้เราเรียกว่า ในร่างนี้มันมีมนุษย์ มีความเป็น มนุษย์สิ่งอยู่. พอเมื่อใดมันไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย อาบเหงื่อต่างน้ำ มัน ได้เล่นหัว ได้สนุกสนานร่าเริง ก็เรียกว่าเป็นเทวดาชั้นกามาวจร. เทวดาที่บริโภคกามารมณ์ แม้สักสามชั่วโมง ห้าชั่วโมง สักครึ่ง วัน หรือสักวันหนึ่งก็ได้.

น.64 ๕๖ บางเวลา เรามีจิตใจเหมือน นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย ก็แล้วแต่, แต่บางเวลาเราก็สบาย หลงใหลอยู่ในกามารมณ์ นี้ เราก็เป็นเทวดา. บางเวลาเราก็เกลียดกามารมณ์ เราอยากจะอยู่นิ่ง ๆ อยาก จะพักผ่อน นี่จิตมันน้อมมาเพื่อความเป็นพรหม เราจะพักผ่อน อยู่กับเรื่อง วัตถุ สิ่งของ แล้วสบายอยู่ด้วยสิ่งเหล่านั้น ก็มีจิตใจ เหมือนกับรูปพรหม แม้จะไปเล่นฟุตบอล เล่นแบดมินตัน เล่น อะไรอยู่อย่างนี้ อาศัยวัตถุเหล่านั้นเป็นหลัก นี้ก็เรียกว่า อาศัย ของที่มีรูปเป็นหลัก แล้วให้เกิดมีความสบายใจอยู่. ทีนี้ เราเห็นว่า รูปธรรมหรือวัตถุเหล่านี้มันก็เกะกะ อยาก จะพักผ่อนให้มันมากไปกว่านั้น แล้วนั่งอยู่ด้วยความรู้สึกที่เป็น ความคิดนึก เป็นนามธรรม ถึงความดี ถึงเกียรติยศชื่อเสียง หรือ ความถูกต้อง หรือพอใจอยู่ในพวกคุณธรรมสูงที่สะอาดกว่านั้น มันก็พอที่จะเป็นอรูปพรหมได้. นี้เรียกว่าพูดภาษาธรรมกันแล้ว พูดภาษาผู้รู้ ภาษาทางวิญญาณกันแล้ว. แต่อย่างไรก็ดี ทั้ง ๘ อย่างนี้ มันรวมอยู่ในร่างกายที่ยาว ประมาณว่าหนึ่งนี้ ถ้าพูดอย่างภาษาคน เขาพูดอย่างอุปมา มัน เอาออกไปไว้นอกโลก นรกอยู่ใต้ดิน สวรรค์ไปอยู่ข้างบนโน้น โง่ว่ามีข้างใต้ หรือมีข้างบน มันโง่ขนาดนั้น นี้เรียกว่าเป็นอวิชชา

น.65 ๕๗ มันทำให้เกิดของที่เป็นคู่ ๆ ขึ้นมาว่า ข้างบนข้างล่าง ข้างซ้าย ข้างขวา ข้างสูงข้างต่ำ ข้างดีข้างชั่ว ข้างหอมข้างเหม็น ข้าง ไพเราะข้างไม่ไพเราะ; มันเกิดเป็นของคู่ ๆ ขึ้นมา มันหลอกให้โง่ อย่างยิ่งขึ้นไปอีก. ฉะนั้น เรื่องโลก เรื่องของความโง่ ภาษาคนนี้มันจะมี ของเป็นคู่ๆ, มีดีมีชั่ว มีบุญมีบาป นี้ให้ยึดมั่นถือมั่น. ถ้าพูดอย่างภาษาธรรมแล้วมันไม่มีคู่ เป็นภาษาที่จริงกว่า ไม่มีบนไม่มีล่าง ไม่มีสูงไม่มีต่ำ ไม่มีดีไม่มีชั่ว อะไรทำนองนี้ ไม่มีร้อนไม่มีเย็น ความรู้สึกธรรมดาเรารู้สึกว่า นี้มันร้อน นี้มัน เย็น เช่นน้ำแข็งกับน้ำร้อนนี้ แต่ถ้าเราเรียนวิทยาศาสตร์ เรารู้ ว่ามันเป็นเพียงสิ่งที่มีอุณหภูมิต่างกันเท่านั้น มันมีแต่อุณหภูมิที่ ต่างกันเท่านั้น ถ้าพูดกันในแง่ธรรมดาเราพูดว่า อุณหภูมิที่ต่าง กัน ถ้าเราจะพูดกลับกัน ซึ่งไม่ใคร่พูดกันก็ว่า มันมีความเย็นที่ ต่างกัน เราพูดว่ามีความร้อนที่ต่างกันนี้ จะพูดว่ามีความเย็นที่ ต่างกันก็ได้ วิทยาศาสตร์ก็ว่ามีอุณหภูมิที่ต่างกัน มันเป็นของที่ เหมือนกัน อย่างเดียวกัน มันแล้วแต่ว่า ผิวหนัง ร่างกาย ความ รู้สึกทางฟิสิกส์ของสัตว์ตัวนั้นมันมีมากน้อยต่างกันอย่างไร เย็น ของคนมันก็ยังไม่เย็นของสัตว์บางชนิด หรือมันกลายเป็นร้อนของ สัตว์บางชนิด แล้วแต่ว่าสัตว์ตัวนั้นมันมีร่างกายอย่างไร. ทีนี้เรา

น.66 ๕๘ ก็เลิกมีคำคู่ ๆ สูง -ต่ำ เย็น-ร้อน แข็ง-อ่อน ฯลฯ เหล่านี้ก็ หายไปหมด นี่วิชชามันตั้งต้นที่นี่. ฉะนั้นถ้าพูดอย่างพระพุทธเจ้าที่เป็นนายแพทย์ใหญ่ของโลก ทั้งปวงนี้ ไม่มีของที่เป็นคู่ ๆ มีแต่ทุกข์กับความทุกข์น้อย แล้ว ก็หมดทุกข์. มันมีแต่โรค กับ ความค่อยหายโรค แล้วก็จนหมด โรคเท่านั้น ดังนั้นเราไม่ควรถือ ว่าวันหนึ่งเป็นสุขเป็นทุกข์ให้มัน มากไป ถือว่ามันมีแต่ทุกข์ก็แล้วกัน แล้วทุกข์มันน้อย-น้อย จน หมดทุกข์ ซึ่งเป็นสมมติเรียกว่า นิพพาน คือดับสนิทแห่งความ ทุกข์ อย่าพูดเป็นความสุขขึ้นมา ถ้าพูดเป็นความสุขขึ้นมา เรียก ว่าพูดโฆษณาชวนเชื่อ เป็นภาษาคนขึ้นมาอีก. ภาษาธรรม เขาไม่มีโฆษณาชวนเชื่อ คือไม่หลอกใคร บอก ตรง ๆ ว่ามีแต่โรค แล้วก็ค่อยๆ หายโรค แล้วก็หมดโรคเท่านั้น เอง มีแต่ทุกข์ แล้วทุกข์ดับ ๆ ไปจนหมดทุกข์ มีเท่านั้นเอง. นี่ เรียกว่า ภาษาธรรม คือภาษาที่จริงกว่า เป็นปรมัตถ์ที่ลึกซึ้ง. ส่วน ภาษาคนพาล คนโง่ ภาษาเด็กอ่อนนี้ มันก็มีของเป็นคู่ ๆ มีสุข มีทุกข์ มีเย็นมีร้อน มีอ่อนมีแข็ง มีไพเราะมีไม่ไพเราะ มีหวาน มีขม; มันมีไม่รู้กี่ร้อยคู่กี่พันคู่ แล้วก็หลงกันอยู่ในคู่ ๆ นี้. คู่ที่ ร้ายกาจก็คือคู่ที่เป็นหญิงเป็นชาย ซึ่งต่อไปคุณก็จะรู้จักมันมากขึ้น อีก.

น.67 ๕๙ ถ้ามีความเป็นคู่แล้วก็จะเกิดความรู้สึกเป็นรัก และเป็น เกลียด นั่นแหละคือตัวอวิชชา รักก็อวิชชา เกลียดก็อวิชชา ขอ ให้จำไว้ให้ดี ๆ ในเรื่องของเป็นคู่ มันไม่มีอะไรออกนอกไปจาก นี้. ถ้าอยากจะให้เป็นวิชชา มันก็ต้องเลิกความเป็นคู่ รู้แจ้งตาม ที่เป็นจริงว่า มันไม่ได้เป็นคู่. ทีนี้โลกทั้งปวง — สัตว์โลกทั้งปวงทั้ง ๘ ชนิดนั้น มันเต็ม อยู่ด้วยอวิชชา เต็มอยู่ด้วยความถูกลวงของความเป็นคู่ ความ อยาก คือ กิเลสตัณหานี้มันก็อยากในฝ่ายที่ต้องการ ที่มันตรง กับความต้องการ เช่นหอม เช่นหวาน เช่นนิ่มนวล เช่นไพเราะ นี้มันอยาก, แล้วมันก็เกลียดชนิดที่ตรงกันข้าม, แล้วมันก็เลยยินดี ยินร้ายอยู่ที่นี่ ยึดมั่นถือมั่นอยู่ที่นี่ ไม่ปล่อยทั้งหมดเลย. นรก มันเดือดร้อน นรกเป็นโรค เพราะมันกำลังเดือดร้อน เหมือนกับไฟเผา เดรัจฉาน มันเป็นโรค เพราะว่ามันกำลังลำบากยุ่งยาก อยู่ด้วยความโง่ พวกเปรต มันเป็นโรค ก็เพราะกำลังทรมานอยู่ด้วย ความหิว พวกอสุรกาย ก็เป็นโรค ลำบากยุ่งยากอยู่ด้วยความกลัว

น.68 ๖๐ มนุษย์ ลำบากยุ่งยากอยู่ด้วยต้องอาบเหงื่อต่างน้ำเพื่อแลก ของที่ต้องการ เทวดากามาวจร ในสวรรค์นั้นก็กำลังเป็นโรค มัน เปียกเปื้อนอยู่ด้วยกามารมณ์นั้น ๆ ด้วยกามคุณนั้น ๆ พวกพรหม ชั้นรูปพรหม มันก็เป็นโรคด้วยความติดฝิ่น ที่เป็นความสุข ที่ดีไปกว่านั้น กูมีความสุข กูบริสุทธิ์ กูสะอาด แล้วพอใจตัวเอง เป็นสุขในตัวเอง เหมือนกับพวกติดฝิ่นในโลก นี้ เป็นโรคติดฝิ่น ในรูปธรรมบริสุทธิ์ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์. พวกอรูปพรหม มันก็เหมือนกัน จะเป็นอย่างติดเฮโรอิน เสียด้วยซ้ำไป. มันยิ่งกว่าติดฝิ่น พวกพรหมชั้นสูงสุดนั้นมันติด เฮโรอินของความสุข ที่เป็นชั้นบริสุทธิ์สูงสุด ที่มีความยึดมั่นถือ มั่น เขาเรียกว่าอรูปสุข. ทั้ง ๘ พวกนี้มันเป็นโรคอยู่อย่างนี้ ถ้าจะเรียกให้ดีมันก็มี ความอยาก มีความหิวอยู่ทุกพวกทั้ง ๘ พวก แต่มันหิวต่าง ๆกัน เปรตนี้มันหิวไปในทางตัณหา ทางกิเลสกามารมณ์มากเกินไป เขา ก็ยกให้เป็นอาณาจักรแห่งความหิว ถ้ามันหิวออกหน้าเกินไปมัน ก็เป็นเปรต. แต่มนุษย์ก็มีความหิวอยู่ในระดับมนุษย์ เทวดาก็มี ความหิวอย่างเทวดา พรหมก็มีความหิวอย่างพรหม ถ้าหิวจน แผดเผาใจมากเกินไปก็เรียกว่าเปรต. ดังนั้นมนุษย์ก็มีโอกาสที่จะ

น.69 ๖๑ เป็นเปรตเมื่อไรก็ได้ เทวดาหรือพรหมก็เหมือนกัน มันอาจจะ กลายสภาพมาเป็นเปรตเมื่อไรก็ได้ เมื่อมันหิวจัดเกินไป นี่เขา เรียกว่า จุติ - จุติจากความเป็นพรหมมาเป็นเปรตอีกก็ได้. ถ้ามัน ยังเป็นปุถุชน ยังอยู่ในวงของปุถุชน ยังเป็นคนไข้ของอวิชชานี้ เหมือนกัน. ตั้งแต่นรกชั้นต่ำที่สุด อเวจี หรือนรกชั้นอะไรก็ตาม มัน มีชื่อหลาย ๆ อย่าง รวมเรียกว่านรก. นรกชั้นต่ำสุดขึ้นไปจนถึง พรหมชั้นสูงสุด มันเป็นคนไข้ของอวิชชาทั้งนั้น ถ้ามีปัญหาว่า คุณเองเป็นอะไร ? มันก็คือบางคราวถ้าร้อนใจก็เป็นสัตว์นรก ถ้า โง่ก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน ถ้าหิวก็เป็นเปรต ถ้ากลัวก็เป็นอสุรกาย ถ้าอาบเหงื่อต่างน้ำอยู่ก็เป็นมนุษย์ ถ้าบ้ากามารมณ์ก็เป็นเทวดา บ้ารูปสุขก็เป็นรูปพรหม บ้าอรูปสุขก็เป็นอรูปพรหม ทุกคนเป็น คนไข้ของอวิชชา. นี้คือโลกทั้งปวงที่เป็นคนเจ็บต้องให้พระพุทธ- เจ้ารักษาเยียวยา. วันนี้เราพูดกันถึงคนไข้ทั้งปวง หรือสัตว์โลกทั้งปวง เป็น คนไข้ของอวิชชา มีโรคของอวิชชาอยู่ในรูปต่าง ๆ กันเสียบแทง อยู่เสมอ. เวลาของเราก็หมด นกมันก็ร้องพอดี นกคือนาฬิกาธรรมชาติ จำต้อง ยุติการบรรยายในวันนี้ เพียงเท่านี้ไว้ก่อน.

น.70 - ๓ - สัตว์โลกเป็นคนไข้ของอวิชชา พุทธทาสภิกขุ บรรยายอบรมพระนิสิตแพทย์ แห่ง มหาวิทยาลัยมหิดล ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๑๔ ของพวกเราที่นี่ได้ล่วงมาถึง ๔.๓๐ น. แล้ว วันนี้เป็นการ บรรยายครั้งที่ ๓ ซึ่งจะกล่าวถึง "อาการโรคของสัตว์โลก ผู้ เป็นคนไข้ องอวิชชา" สืบเนื่องกันไปจากเรื่องที่ได้กล่าวมา แล้วข้างต้น. พระพุทธเจ้าเป็นนายแพทย์ผู้เยียวยารักษาโรคของสัตว์โลก ทั้งปวง สัตว์โลกทั้งปวงเป็นคนไข้ของอวิชชา คนไข้เหล่านั้นมี อาการโรคต่าง ๆ กัน แม้จะมากมายอย่างไร ก็อยู่ในวิสัยที่พระ- พุทธเจ้าจะทรงเยียวยาได้ ดังนั้นขอให้ระลึกถึงคำบาลีที่ว่า :

น.71 ๖๓ "สพฺพญฺญู สพฺทสฺสาวี ชิโน อาจริโย มม มหาการุณิโก สตฺถา สพฺพโลก ติกิจฺฉโก." ไว้อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆว่า "อาจารย์ของเรานั้นเป็นผู้ รู้สิ่งทั้งปวง เป็นผู้เห็นสิ่งทั้งปวง เป็นผู้ชนะกิเลส เป็นผู้ สอนที่ประกอบด้วยความกรุณาอันใหญ่หลวง เป็นนาย แพทย์ผู้รักษาเยียวยาสัตว์โลกทั้งปวง ดังนี้. ทีนี้เราก็จะดูกันในแง่ที่ว่า สัตว์โลกทั้งปวง ซึ่งเป็นคนไข้ ของอวิชชานั้น มีอาการโรคอย่างไรบ้าง. อาการโรค มันก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า "โรค" เมื่อโรค มันมีต่าง ๆ กัน อาการโรคมันก็มีต่าง ๆ กันเป็นธรรมดา นี้เป็น เรื่องโรคภัยไข้เจ็บทางกาย ทางจิต. ส่วนที่เป็นโรคภัยไข้เจ็บใน ทางวิญญาณนั้น ความต่างมันก็มีอยู่ในรายละเอียดประเภท เบ็ดเตล็ด. โรคส่วนใหญ่มันเป็นโรคเดียว หรือโรคเหมือนกัน เป็น โรคเดียวที่เราเรียกว่า เป็นโรคทางจิต และที่เราเรียกว่าเป็นคน ไข้ของอวิชชา เพราะว่ามันมีมูลมาจากอวิชชา มีสมุฏฐานของ โรคมาจากอวิชชา ซึ่งเป็นแม่บทของกิเลสตัณหาทุกชนิด. จะดูกันที่อาการภายนอก มันก็ต่างกันบ้าง หรือว่าถ้าเรา จะแยกดูไปทีละแง่ทีละมุม ไม่ดูกันแง่เดียวเสมอไป มันก็จะเห็น ความแตกต่างกัน แม้ว่าจะเป็นคนไข้ของอวิชชาเหมือนกัน หรือ

น.72 ๖๔ ว่ามีสมุฏฐานมาจากอวิชชา ที่เป็นแม่บทของกิเลสพันห้าตัณหา ร้อยแปด แล้วแต่จะเรียกตามภาษาวัด ๆ. ในการที่มันเป็นโรคนี้ มันก็มีอาการที่เราเรียกกันตาม ธรรมดาที่แสดงออกมา คือว่าถ้ามีอาการคลั่งอย่างนี้ละก็มีลักษณะ ของอวิชชาเต็มตัว เพราะว่าคลั่ง หรือว่าอะไรทำนองนี้ มันไม่ รู้สึกตัว. สัตว์โลกที่เป็นคนไข้ของอวิชชา มีอาการคลั่งอยู่ด้วย กิเลส คือมี โลภะ โทสะ โมหะ; มีโลภะ โทสะ โมหะ ชักนำ ไป หรือบังคับให้ หรือครอบงำอยู่ หรืออะไรก็ตาม แล้วแต่จะ เรียก มันก็คลั่งไปตามอำนาจของโลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งออกมา จากอวิชชา อวิชชา คือปราศจากความรู้ เมื่อมีอะไรเข้ามากระทบจิต ใจที่ปราศจากความรู้ มันก็เกิดความ concept อย่างนั้นอย่างนี้ แต่เมื่อรวมกันแล้ว มันมีเพียงสามประเภทคือ โลภะ โทสะ โมหะ บางทีก็เรียกว่า ราคะ โทสะ โมหะ ก็มี บางทีก็เรียกว่า ราคะ โกธะ โมหะ ก็มี แต่ที่เรียกกันโดยมากก็ว่า โลภะ โทสะ โมหะ ราคะ มันก็รวมอยู่ใน โลภะ โกธะ - ความโกรธ มันก็รวม อยู่ใน โทสะ โมหะ ก็มักจะเรียกว่า โมหะ แต่เพียงชื่อเดียว. โลภะ หรือ ราคะ นี้มันเหมือนกันตรงที่มีอาการที่จะรวบเข้ามาหาตัวหรือ กอดรัดไว้กับตัว. ส่วนโทสะหรือโกธะนั้นมันมีอาการผลักออกไป

น.73 ๖๕ จากตัว. ส่วนโมหะนี้มีอาการเหมือนกับว่ามันไม่รู้จัก มันก็สงสัย ระแวงพัวพันอยู่รอบ ๆ สิ่งนั้น ไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรกันแน่นัก แต่ ส่วนใหญ่ก็ไปหลงเวียนอยู่รอบ ๆ สิ่งเหล่านั้น, ขอให้กำหนดจดจำคำอธิบายสามอย่างนี้ไว้ให้ดี ๆ สำหรับ พวกคุณที่เป็นนักศึกษา ชาวบ้านเขาเอาไปปนกันยุ่ง หรือบางที ก็แยกกันไม่ออกว่ามันต่างกันอย่างไร. เราอาศัยหลักทาง logic หรือทางวิทยาศาสตร์พิจารณาดูแล้วจะเห็นได้ชัดว่า พวกโลภะนั้น เป็นพวกที่จะดึงเข้ามากอดไว้กับตัว พวกโทสะมีแต่จะผลักให้ออก ไป หรือทำลายเสียไม่ให้ปรากฏ พวกโมหะมันก็พัวพันอยู่รอบ ๆ ด้วยความสนใจ ด้วยความสงสัย. อย่างนี้มันไม่มีทางจะปนกันได้ กิเลสก็มีมากชื่อ ตั้งร้อย ตั้งพัน เราก็สามารถที่จะเอามาจัดกลุ่มให้เหลือเพียงสามประเภท ได้ ก็เป็นอันว่าเราเข้าใจเรื่องกิเลสที่เป็นประธาน ซึ่งแบ่งออกไป เป็นสามอย่างนี้ได้ดี. สัตว์โลกมีอาการคลั่งอยู่ด้วย โลภะ โทสะ โมหะ เหมือน คนไข้ที่มีอาการคลั่ง. คลั่งทางร่างกาย ทางจิต นั้นมันเห็นง่าย มีอาการเห็นง่าย แต่คลั่งทางวิญญาณนี้มันไม่เห็นได้ง่ายสำหรับผู้ ที่ไม่มีธรรมจักษุ ดังนั้นจึงเห็นเป็นไม่คลั่ง.

น.74 ๖๖ เรื่อง โลภะ โทสะ โมหะ นี้เป็นเรื่องที่จะต้องสนใจมากต่อ ไปเรื่อย ๆ ไม่มีหยุด แม้กระทั่งว่าจะหมดกิเลส หมดโลภะ โทสะ โมหะ ก็ยังต้องสนใจในฐานะที่มันหมดไปแล้ว. เดี๋ยวนี้มันยังมีอยู่ ยังมีความเคยชินที่จะเกิดอยู่ในใต้สำนึก รู้จักมันเสียให้ดี ๆ จะได้ ผลคุ้มค่าในการที่ได้ลงทุนศึกษาพุทธศาสนา ด้วยความยากลำบาก หรือว่าด้วยเจตนาดี. สัตว์โลกมีอาการคลั่งอยู่ด้วย โลภะ โทสะ โมหะ แล้วก็มี อาการเพ้อไปตามอำนาจของ โลภะ โทสะ โมหะ ที่มันทำหน้าที่ ของมันเต็มที่ กลายเป็นวัฏฏะขึ้นมา ถ้าคุณรู้จักกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ คุณก็ต้องรู้จักเรื่องของวัฏฏะ ซึ่งเป็นความหมุนเวียน ของกิเลสนี้ ที่เขาพูดว่า "วัฏฏะ" หรือว่า วัฏฏสงสาร พวกคุณ นักเรียน นักศึกษาสมัยใหม่ ก็ชักจะรู้สึกว่า มันเป็นคำครึคระอีก ก็เลยมีความเฉยเมยที่จะเข้าไปรู้ให้ชัดว่า "มันคืออะไร" ถ้ารู้ เมื่อไร ก็จะรู้ว่าสิ่งที่เรียกว่า วัฏฏสงสารนั้น มันมีอยู่ในตัวเรานี่ เองแทบตลอดเวลา. วัฏฏ แปลว่า วงกลม สงสาร แปลว่า เวียนว่าย วัฏฏสงสาร แปลว่า เวียนว่ายอยู่ในวงกลม วงกลมนี้ประกอบด้วยส่วน ๓ ส่วน คือ :-

น.75 ๖๗ ส่วนที่ ๑ ได้แก่ กิเลส - โลภะ โทสะ โมหะ อย่างที่กล่าว แล้ว ส่วนที่ ๑ นี้เป็นเหตุให้กระทำ ส่วนที่ ๒ คือสิ่งที่เรียกว่า "กรรม" กรรมดีกรรมชั่ว กรรมไม่ดีไม่ชั่ว อะไรก็ตาม นี้มันทำ ด้วยอำนาจของกิเลส. ส่วนที่ ๒ คือ กรรม นี้ก็เป็นเหตุให้เกิดส่วนที่ ๓ คือ ผล กรรม เรียกว่า "วิบาก" เป็นผลกรรมที่ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นสุข หรือเป็นทุกข์ แต่ว่าผลกรรมนี้มันไม่หยุดอยู่แค่นั้น พอเรารู้สึกเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ มันก็เกิด Concept อันใหม่ ที่จะเป็น กิเลสอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาอีก. รู้สึกเป็นสุขขึ้นมา มันก็เกิดกิเลส ที่จะขยายความสุขนั้น หรือว่าถ้าเป็นทุกข์ มันก็เกิดกิเลสประเภท โกรธ ประเภทโทสะขึ้นมา ก็จะทำกรรมไปตามอำนาจของโทสะนั้นต่อไป เช่น ไปตีไปฆ่าเขา เป็นต้น. นี่ ผลกรรม มันทำให้เกิดกิเลสอีก - กิเลสก็ทำให้มีกรรม - หรือมีการกระทำกรรมขึ้นมาอีก - การทำกรรมทำให้เกิดผลอีก -ผลกรรมก็ทำให้เกิดกิเลสอีก - มันเป็นวงกลมที่ซ้ำกันลงไป แต่ว่ารูปร่างมันต่างกัน เพราะฉะนั้นมันจึงมีลักษณะเหมือนกับเป็นห่วงของวงกลม ที่เกี่ยวกันเป็นลูกโซ่อยู่ในจิตใจของเราเป็นประจำวัน นี่คือ วัฏฏะ หรือวัฏฏสงสาร มีอาการเหมือนกับเพ้อ คือ

น.76 ๖๘ เป็นเรื่อยไปไม่มีหยุด แต่แล้วเราก็ไม่เคยเอาใจใส่กับสิ่งเหล่านี้ ซึ่ง เป็นโรคร้าย บางทีเราจะรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องสนุกเสียด้วยซ้ำไป ที่ได้ เกิดกิเลส; เกิดราคะ เกิดความรู้สึกทางกามารมณ์ มันก็สนุกสนานไป แม้จะเกิดกิเลสประเภทโทสะ โกธะ มันก็สนุกไปอีกแบนหนึ่งตามภาษาของยักษ์มาร หรือ ภูตผีปีศาจ. เพราะฉะนั้น มันจึงมีการทะเลาะวิวาทกัน ตีกัน อะไรกัน แม้ในมหาวิทยาลัย อย่างที่พวกคุณก็เคยได้เห็นได้ยิน นี้มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยสำหรับสิ่งที่เรียกว่า วัฏฏะนี้ ไม่เช่นนั้นมันจะเป็นวงกลมไปไม่ได้ มันขาดตอน เพราะกิเลสมันมีอาการที่หลอกให้โง่ให้หลง หลงว่าเป็นของดี. ดังนั้น ผู้ที่เรียกตัวเองว่า นักศึกษา ยกพวกตีกันบ้าง หรือทำอะไรที่น่าเกลียด น่าชัง มากขึ้นทุกที ตามสมัยใหม่นี้ เพราะมันเหินห่างจากศาสนา ซึ่งเป็นข้าศึกของกิเลส ไปรับเอาอารย -ธรรมบ้า ๆ บอ ๆ ของต่างประเทศมาเชิดชู ยึดถือจนลืมตัว มันก็ได้เป็นโรคของกิเลส มีอาการคลั่งด้วย โลภะ โทสะ โมหะ มีอาการเพ้อไปด้วยอำนาจ โลภะ โทสะ โมหะ ที่มันเวียนเป็นวงกลม ให้ทำกรรม ให้รับผลกรรม ให้เวียนมาก่อกิเลสใหม่เรื่อยไปอย่างนี้ นี่เป็นตัวอย่างของอาการโรค ของคนไข้ ของอวิชชา.

น.77 ๖๙ อยากจะบอกให้ทราบเสียตอนนี้เลยว่า ทำไมเราจึงพูดเป็น รูปอุปมาเช่นนี้ อุปมาเหมือนโรค เหมือนอะไรเหล่านี้ ก็เพราะ มันจำง่าย เป็นวิธีที่ใช้มาแต่โบราณกาล ก่อนพระพุทธเจ้า พระ พุทธเจ้าก็ใช้วิธีอุปมา เพราะว่ามันจำง่าย แล้วมันไปเข้าเรื่องกัน กับเรื่องที่มันเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน แล้วมันก็จำง่าย เพราะฉะนั้น อย่าได้เห็น หรือรู้สึกไปว่าเป็นเรื่องแกล้งพูด หรืออุปมากันสนุก ๆ หรือแปลก ๆ หาเรื่องที่จะอุปมากันเสียเรื่อย. นี้มันก็ถูกเหมือนกัน หาเรื่องอุปมาก็เพื่อว่าจะหาเรื่องที่ จะช่วยให้เกิดความจำได้ง่าย แล้วก็จำได้ไม่ลืม จึงอุปมาอาการ ป่วยด้วยโรคของกิเลส เหมือนกับอาการป่วยซึ่งมีอาการคลั่ง อาการ เพ้อของโรคนั้น ๆ ทีนี้ ก็อยากจะเปรียบด้วยอาการกินของแสลง เมื่อการ แพทย์ยังไม่เจริญในสมัยโบราณ เรื่องของแสลงนี้สำคัญมาก มัน ตายคาที่ได้เหมือนกัน แต่มาถึงการแพทย์ในสมัยปัจจุบันนี้ ความ รู้มันก้าวหน้า มันกำจัดอันตรายจากของแสลงนี้ได้มาก จึงไม่ค่อย จะสนใจกัน จนแทบจะไม่มีอะไรแสลง แต่ผมยังอยากจะบอกให้ ทราบว่า เรื่องของแสลงนี้มันเป็นเรื่องใหญ่ เป็นปัญหาใหญ่ที่จะ ต้องระมัดระวัง เพราะว่า คำว่าของแสลงมิได้หมายความถึงของ ที่จะกินเข้าไปทางปากอย่างเดียว มันจะกินเข้าไปทางตา ทางหู

น.78 ๗๐ ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางผิวหนัง อะไรก็ได้ คนโบราณ เขาเรียกว่าของแสลงเป็นอันตรายที่น่ากลัว คนที่เป็นโรคอัมพาตอยู่บ้าง ลองไปกินน้ำมะพร้าวอ่อนดู มันก็ชักคาปาก คนเป็นโรคกระเพาะบาง มีเสมหะน้อย กินกุ้งเข้า ไปมันจะปวดท้องแทบจะขาดใจตายอยู่ที่ตรงนั้น นี่เป็นตัวอย่าง ของแสลงทางปาก ซึ่งยังมีกระทบกระทั่งทางตา ทางหู ทางอะไร อีกมาก ที่ทำให้มันมีอาการทนทรมาน เจ็บปวด หรือว่าถึงกับทำ ให้โรคภัยลุกลามยิ่งขึ้นไป. สำหรับโรคทางวิญญาณมีของแสลงก็คือ อารมณ์ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ มีอยู่ ๖ ทาง เขา เรียกว่า อารมณ์ ๖ ซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับอารมณ์ หรือ อายตนะ- ภายนอก ๖ นี้ก็เป็นคำแปลกคำใหม่สำหรับพวกคุณอีก ก็ขอให้ จำไว้อีก เรื่องมันจะได้น้อยลง เรื่องที่จะศึกษา หรือสงสัย หรือ ลำบาก มันจะได้น้อยลง ๆ ในเมื่อเราจำคำเหล่านี้ไว้ให้ดี ๆ อารมณ์ ๖ คือ อารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ อารมณ์ทางตาก็คือรูป อารมณ์ทางหูก็คือเสียง อารมณ์ทางจมูกก็ คือกลิ่น อารมณ์ทางลิ้นก็คือรสที่รู้สึกขึ้นที่ลิ้น อารมณ์ทางกายก็ คือ สิ่งที่สัมผัสอยู่ทางผิวหนัง อารมณ์ทางจิตก็คือ ความรู้สึกที่ มันเกิดขึ้นมาในจิต เป็น ๖ อย่าง นี้เรียกว่า อารมณ์

น.79 ๗๑ คำว่า อารมณ์ แปลว่า ที่ยึดหน่วง "อารมณ์" ภาษาบาลี แปลว่า ที่เข้าไปยึดหน่วง ที่เข้าไปเกาะเกี่ยว มันเป็นสิ่ง หรือ เป็นที่ที่จิตจะเข้าไปเกาะเกี่ยว ยึดหน่วงพัวพัน คำว่าอารมณ์มัน แปลว่าอย่างนี้ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นี่เป็นอารมณ์ สำหรับจิตจะเข้าไปเกาะเกี่ยว อย่าเอาไปปนกับคำว่า อารมณ์ ใน ภาษาไทยใหม่ ๆ ที่เขาใช้กันอย่างอื่น เช่น อารมณ์เสีย อารมณ์ดี อารมณ์ร้าย นั้น ก็อีกความหมายหนึ่ง ซึ่งหมายถึงพวก Emotion พวกอะไรไปในทำนองนี้ ส่วนอารมณ์ในทางภาษาศาสนานี้ เขา หมายถึงของข้างนอกที่มันจะกระทบเข้ากับของข้างใน ของข้างใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของข้างนอกคือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์ เป็นคู่กัน นี่ก็คือตัวการใหญ่ในเรื่องของมนุษย์ ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ มนุษย์ก็มีขึ้นมาไม่ได้ มีชีวิตอยู่ไม่ได้ หรือว่า ไม่เกิดกิเลส ไม่เกิดความทุกข์อะไรก็ได้ มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เขาเรียกมันว่าเป็นเรื่องใหญ่. คำว่าเรื่องใหญ่ มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "อินทรีย์" อินทรีย์ - อินทรีย์ คำนี้แปลว่า ใหญ่ หรือสำคัญ หรือเรื่องใหญ่ อินทรีย์ในภาษาบาลีไม่ใช่นกอินทรีย์ หรืออะไรทำนองนั้น แต่ หมายถึงตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่มันเป็นตัวการสำคัญเป็น เรื่องใหญ่ มันเที่ยวกินเหยื่อ คือ สัตว์ อันได้แก่ รูป เสียง กลิ่น

น.80 ๗๒ รส สัมผัส แล้วมันก็ก่อเรื่องให้เกิดกิเลส เว้นไว้แต่ว่าจะควบคุม อินทรีย์นั้นไว้ได้ดีเสียก่อน ทีนี้มันมีโมหะ มีอวิชชา มันก็ไม่รู้จัก ก็ปล่อยไปตามเรื่องของอินทรีย์ แล้วก็ไปกินของแสลงทางวิญญาณ เข้า. รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์ นี้ ที่จริงมันก็ เป็นของจำเป็นที่ชีวิตจะต้องมี แต่เดี๋ยวนี้เราไม่มอง ไม่รู้สึกในแง่ นั้น มันรู้สึกในแง่เพื่อ หรือแง่กิน คือเป็นของเอร็ดอร่อยไปเสีย. มันเหมือนกับเรากินข้าว กินอาหารประจำวัน กินข้าวนี้ ถ้าเรากิน อย่างอาหารมันก็ดี กินถูกต้องอย่างกินอาหารมันก็ดี แต่ทีนี้เรา กินอย่างเหยื่อ ไม่ได้กินอย่างอาหาร กินเพียงเพื่อให้อร่อยลิ้น กินอย่างพิถีพิถัน ต้องขับรถยนต์ไปตั้งครึ่งชั่วโมง เพื่อจะไปกิน อาหารที่อร่อย กลางวัน ที่ร้านนั้นร้านนี้ แทนที่จะไปกินอาหาร จานละ ๕๐ สตางค์ ที่ตรงโรงเรียน หรือออฟฟี่ศนั้นเอง. ถ้ากินถูกต้อง คือ เพียงความอยู่ได้ของร่างกาย เรียกว่า "กินอาหาร" ถ้ากินเพื่อ กิเลส ตัณหา เพื่อเอร็ดอร่อย เพื่อกิเลส ตัณหานั้นเองก็เรียกว่า "กินเหยื่อ" ดังนั้น กินเหยื่อก็คือกินของ แสลง ที่กินอาหารนั้นก็เป็นของธรรมดา คนไข้ก็ต้องกินอาหาร ถ้ากินผิดก็กลายเป็นกินเหยื่อ หรือกินของแสลง. ที่โรงพยาบาล เขาก็ระมัดระวังให้คนไข้ได้กินอาหารที่ถูกต้อง ไม่ต้องการให้กิน

น.81 ๗๓ เหยื่อ เหยื่อคือของแสลง โรคทางวิญญาณมีของแสลงก็คือ "เหยื่อ" ที่เข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้. ขอให้จำคำว่า "อายตนะ" นี้ไว้ให้ดี ๆ สำหรับจะได้ศึกษา ต่อไปอย่างละเอียด มันมีเรื่องมาก ในที่นี้ เรามองมันในฐานะ เป็นของแสลง ต่อไปก็อยากจะแนะให้เห็นว่า คนไข้ของอวิชชานี้ มันก็ มีอาการที่ไม่ชอบกินยาของหมอที่แท้จริง หรือหวังดี กลับไปชอบ กินยาของหมอคดโกงหลอกลวง เหมือนกับเห็นกงจักรเป็นดอกบัว โดยทั่วไปเราก็เห็นว่า คนไข้ทางร่างกาย ทางวัตถุ ตามธรรมดา นี้ เขาไม่ชอบไปโรงพยาบาล โดยเฉพาะในสมัยก่อนนี้เกลียดกลัว โรงพยาบาลก็ไปหาหมอกลางบ้าน แล้วส่วนมากก็เป็นผู้ที่หลอกลวง โดยรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง คือเขาไม่เจตนาก็มี เพราะเขาไม่มี ความรู้ เขาก็ทำไปตามความโง่ ความงมงาย คนไข้ที่เป็นชาว บ้าน หรือชาวบ้านที่เป็นคนไข้นั้น ก็ตายเสียเป็นส่วนมาก เพิ่ง จะนิยมไปโรงพยาบาลกันเมื่อไม่นานมานี้ ก่อนนี้ก็มีแต่หมอพื้น บ้าน ที่ทำไปตามบุญตามกรรม คนไข้ก็ติดหมออย่างนั้น ไม่ยอม รับการรักษาแบบใหม่ เพราะเขาว่ามันผิด หรือมันทำให้ตาย ถึง แม้เดี๋ยวนี้มันก็ยังมีอยู่ ที่คนไข้ชอบไปหาหมอเถื่อน เห็นกงจักร

น.82 ๗๔ เป็นดอกบัว แบบนี้มันกำลังยุ่งกันมากขึ้น เพราะว่าหมอเถื่อน หรือหมอแท้ก็ปนกันยุ่งมากขึ้นทุกที. ฝ่ายหมอแท้ที่มีความรู้จริง ก็ยังมีแยกออกไปว่า เป็นผู้ที่ มีเมตตากรุณา หรือว่าเป็นผู้เห็นแก่เงิน หมอที่มีความรู้จริงเห็น แก่เงินมันก็มีเหมือนกัน พวกชาวบ้านที่เป็นคนไข้ก็เลยกวัดแกว่ง ไม่รู้จะเอาอย่างไรกันแน่ แต่ว่าส่วนใหญ่ก็ยังงมงาย ไปหาหมอ รดน้ำมนต์ หาหมออะไรอย่างนั้นมากกว่าที่จะไปหาหมอที่เป็น วิทยาศาสตร์ ไปหาหมอไสยศาสตร์ดีกว่าไปหาหมอวิทยาศาสตร์ หมอวิทยาศาสตร์นี้ก็มักจะพูดในทำนองให้เขากลัวมากขึ้น หรือไม่ หายกลัว ส่วนหมอไสยศาสตร์นั้น เขามีการพูดหรืออะไรที่แสดง ให้เขาหายกลัวเดี๋ยวนั้น สบายใจไปเดี๋ยวนั้น อย่างนี้เป็นต้น. คน ไข้ก็เลยรวนเร หรือเวียนหัว ไปเอาของผิดแทนของถูก ไปเอา ของช่วยไม่ได้มาแทนของที่จะช่วยได้ อยู่อย่างนี้ นี่คือข้อที่ว่า คนไข้ของอวิชชานี้เป็นเสียอย่างนี้. ในทางวิญญาณก็เหมือนกัน สัตว์โลกที่มีความเจ็บไข้ทาง วิญญาณก็ไม่ค่อยไปหาพระพุทธเจ้า เพราะว่าเขาไม่รู้ จงดูซิพวก คุณมีกี่องค์ที่มาศึกษาธรรมะนี้ นอกนั้นอีกมากมายไม่สนใจใน เรื่องธรรมะของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเหมือนยาเหมือนหมอ. ชาว บ้านในสมัยพุทธกาลก็มีเป็นส่วนมากที่ไม่สนใจในธรรมะในฐานะที่

น.83 ๗๕ เป็นยาทางวิญญาณ ก็เลยไปถือไสยศาสตร์เช่นเดียวกัน หาที่พึ่ง ดับทุกข์ทางไสยศาสตร์ เชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เชื่ออะไรไปตามเรื่อง ไปบูชายัญ ฆ่าคนบูชายัญ นี้ก็มีในประวัติศาสตร์ของศาสนาใน อินเดีย คนไข้ของอวิชชามันมีอะไรมากเกินไปถึงขนาดนี้ มันมี อาการชนิดที่ผิด ๆ นี้ ผิดเนื่องต่อกันไปเป็นสาย เมื่อมันผิดอย่าง นี้แล้วก็ไปผิดอย่างโน้นอีก เดี๋ยวมันผิดอย่างโน้นต่อไปอีก นี่ อาการของโรคมันก็ผิดต่อ ๆ กันไป. ทีนี้ มองดูอาการของคนไข้ของกิเลสอีกทางหนึ่ง ซึ่งคุณ ควรจะจำไว้ เป็นคำในพระบาลี ในพระคัมภีย์ เป็นรูปพระพุทธ ภาษิตว่า "กลางคืนอัดควัน กลางวันเป็นไฟ”. เป็นวลีที่ควรจะ จำไว้ตลอดชีวิตว่า "กลางคืนอัดควัน กลางวันเป็นไฟ". ถ้ามันมี กิเลสเต็มที่มันก็มีอาการอย่างนี้ กลางคืนก็วิตกครุ่นคิด นอนไม่ หลับ นอนหลับยาก แต่มันก็ต้องทนนอน เพราะมันเป็นกลางคืน พอกลางวันสว่างขึ้นมันก็เป็นไฟ คือว่าทำไปตามอำนาจของกิเลส แม้ในเรื่องธรรมดาที่ไม่เกี่ยวกับโรคกิเลสนี้ มันก็มีอาการอย่างนี้อยู่ แล้ว มนุษย์เรากลางคืนก็นอนคิดว่า พรุ่งนี้จะหากินอย่างไร ? จะทำอย่างไร ? พอสว่างขึ้นก็รีบทำ ไปทำงานที่ออฟฟิศ ไปอะไร ที่ไหนก็ตามใจ ตามธรรมดามันก็เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว พอมีโรค กิเลสเข้ามาครอบงำ ก็เป็นอย่างนั้นรุนแรงมากขึ้น กลางคืนก็นอน

น.84 ๗๖ ทรมานใจ กลางวันก็ทรมานกาย นี่แหละรวมเรียกว่า “กลางคืน อัดควัน กลางวันเป็นไฟ”. และก็อย่าลืมเสียว่า มองดูตัวเองด้วยว่า กลางคืนคิดด้วย อำนาจของกิเลส หรือว่าคิดตามความรู้สึกผิดชอบชั่วดี มีเหตุผล พอสมควร และพอกลางวันมันเป็นไปด้วยอำนาจของกิเลส หรือ ว่าเป็นไปตามหน้าที่การงาน ที่มีสติปัญญาถูกต้องพอสมควร แต่ ถึงอย่างไรก็ให้รวมอยู่ในคำว่า “กลางคืนอัดควัน กลางวันเป็นไฟ” แต่ว่าอัดควันนี้ อย่าให้ถึงกับเป็นทุกข์ทรมาน เป็นไฟก็อย่าให้ถึง กับเผาลน ให้มีธรรมคุ้มครอง ควบคุม ให้การอัดควัน หรือการ ลุกเป็นไฟนี้ให้มันถูกต้อง มันก็กลายเป็นสิ่งที่มีทุกข์น้อย หรือไม่ มีความทุกข์ไปในที่สุด. ให้มันหยุด “อัดควัน” หยุด “เป็นไฟ” ได้ในที่สุด คือ มีแต่ธรรมะ คือ มีสติปัญญาที่ถูกต้อง ที่เรียกว่ามีธรรมะอยู่ตลอด เวลา อย่าให้เลยไปเป็นอัดควันหรือเป็นไฟ เดี๋ยวนี้คนใช้ของ อวิชชาในโลกทั้งโลก มันอัดควันและเป็นไฟ กลางคืนก็นอนคิด ว่าจะทำอะไร ? จะใช้ลูกระเบิดชนิดไหน ? เครื่องบินชนิดไหนไป โยนใส่พวกข้าศึกให้มันตายให้หมด พอกลางวันมันก็ไปทำอย่าง นั้นจริงๆ ถ้าอย่างนี้มันก็มากเกินไป โลกนี้มันก็มีความทุกข์

น.85 ๗๗ มหาศาลมากขึ้น. อย่างนี้คืออาการที่เรียกว่า "กลางคืนอัดควัน กลางวันเป็นไฟ” ทีนี้ ดูกันที่เนื้อที่ตัวบ้างว่า สัดส่วนที่ประกอบกันขึ้นเป็น ร่างกาย ที่เรียกว่า "ธาตุ" นี้กำลังวิปริต แพทย์แผนโบราณเขา เข้าใจใช้คำว่า ธาตุ ขึ้นหน้า ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ส่วนพวกคุณเรียนมหาวิทยาลัย เป็นแพทย์สมัยใหม่ ก็หัวเราะเยาะ ตามเคย เพราะความที่มันไม่เข้าใจตรงตามที่เป็นจริง แพทย์สมัย โบราณนี้มันก็มีมาตั้งพันปี หรือว่าหมื่นปีก็ได้ ที่เริ่มรู้จักว่า อะไรเป็นอะไรในการเยียวยารักษาโรค. การแพทย์สมัยใหม่นี้เพิ่งก้าวหน้าจริงจัง ในระยะสักสิบ ๆ ปี หรือสักร้อย ๆ ปีนี้ แยกตัวออกมาเด็ดขาดจากแพทย์สมัยโบราณ แพทย์สมัยโบราณเขาเรียกมันว่า ธาตุ : ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ที่ยังเหลืออยู่กระทั่งเดี๋ยวนี้ก็อาศัยหลักอันนี้ จะกินยา จะ ทำยาขึ้นกิน มันก็จะต้องนึกถึงเรื่องธาตุนี้ไว้ก่อน ถ้าว่ามีโรค อะไรเกิดขึ้น เขาจะใช้คำว่า "ธาตุกำลังวิปริต" ผิดส่วนในระหว่าง ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม หมอจีนหรือหมอไทยก็ถือหลัก อันนี้ จะจับชีพจร เขาก็จับเพื่อให้รู้ว่า ธาตุอะไรมันหย่อน ธาตุ อะไรมันเกิน ไม่ใช่อย่างที่พวกคุณจับชีพจร เพื่อรู้ว่าความเต้น ของหัวใจผิดปกติอย่างไร.

น.86 ๗๘ พวกคุณไม่รู้เรื่องธาตุแล้วไปดูหมิ่นว่าเขา เขาใช้คำว่าธาตุ พวกนักวิทยาศาสตร์ ก็ดูหมิ่นคนโบราณ ที่ใช้คำว่า ธาตุ หรือพูด ด้วยคำว่าธาตุ พอพูดว่าธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็ไป เข้าใจว่า ดินคือดิน น้ำคือน้ำ ลมคือลม อะไรอย่างนี้ แยกออก เป็นส่วน ๆ ไป ซึ่งความรู้สมัยใหม่นี้มันก็ส่อไปในทางให้เห็นว่า มันไม่แยกกัน เช่น ในโลหิตซึ่งเป็นน้ำเหลวนั้น แพทย์โบราณ ก็ว่าเป็นธาตุน้ำ แต่ในโลหิตนั้น ถูกแล้ว มีของแข็งของเหลว มีอุณหภูมิซึ่งเป็นธาตุไฟ มีแก๊สซึ่งอาจระเหยได้อยู่ในโลหิตนั้น ใน โลหิตเพียงอย่างเดียวก็มีทั้ง ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม. เยื่อเนื้ออะไรบางอย่างที่มีอยู่ในโลหิตนั้นก็เป็นธาตุดิน ความ เป็นน้ำใสก็เป็นธาตุน้ำ อุณหภูมิของโลหิตก็เป็นธาตุไฟ แก๊สระเหย ได้ในโลหิตมันก็เป็นธาตุลม คุณก็หัวเราะเยาะเขา ที่ไปเรียกเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ แยกกันเป็นอย่าง ๆ อยู่ข้างนอก ที่จริงคำว่า ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ เขาก็มีหลักอย่างเดียวกันกับสมัยใหม่ วิทยาศาสตร์นั้น ธาตุดินคือของแข็ง ธาตุน้ำคือคุณสมบัติที่มัน เปลี่ยนรูปได้ไปตามสิ่งที่ห่อหุ้ม คือ ตามความหมาย ของคำว่า Cohesion คือของที่มันเปลี่ยนรูปไปได้ตามสิ่งที่ห่อหุ้ม เป็นลักษณะ เฉพาะของน้ำ น้ำมันเปลี่ยนรูปเกาะยึดตัวกัน แล้วมันก็ยังเปลี่ยน รูปไปตามสิ่งที่ห่อหุ้ม ลักษณะที่มันเกาะตัวกันอยู่เป็นของเหลวได้นี้

น.87 ๗๙ เป็นธาตุน้ำ ธาตุไฟ คืออุณหภูมินั่นเอง ธาตุลม ก็คือการระเหย ของแก๊ส. หมอแผนโบราณที่ศึกษาน้อย เขาแยกออกเป็น ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็น่าหัวเราะ แต่หลักในทางศาสนา ทางภาษาบาลี ก็มีคำอธิบายที่มันไม่ขัดกันกับความรู้สมัยใหม่นี้ เดี๋ยวนี้เราก็เห็นชัดอยู่ว่า ความวิปริตของร่างกายที่เป็นโรคนั้น มันมีหลักพื้นฐาน หรือ Element อันนี้ สี่อย่างนี้ไม่ปรกติแล้ว เช่น อุณหภูมิมันมากไป หรือน้อยไป, หรือความระเหยของ อุณหภูมิ หรือแก๊สนั้น มันไม่ถูกต้องตามธรรมชาติ มันจึงมีอาการ เป็นโรคขึ้นมา เพราะความวิปริตของธาตุ ความไม่ถูกต้องตาม กฎเกณฑ์ของธรรมชาติของสิ่งที่เรียกว่า ธาตุ ที่ประกอบกันเข้าเป็น ร่างกายนี้ ทีนี้เดี๋ยวนี้คนมันมีอะไรที่ทำให้เกิดความวิปริตอย่างนั้น มากขึ้น มันก็เป็นเรื่องของกิเลส. ฝ่ายนามธรรม ก็มีธาตุแบ่งออกไปอีกสองธาตุคือ ธาตุจิต และธาตุว่าง ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม และยังมีอากาศ ธาตุ และวิญญาณธาตุอีก เป็นหกธาตุประกอบกันอยู่เป็นคน ๆ หนึ่ง. อากาศ ในที่นี้หมายถึง ว่าง ไม่ใช่ธาตุลม. Vacuum ที่เป็น ส่วนประกอบที่มีอยู่ในร่างกายนี้ มันเป็นอากาศธาตุตามความหมาย

น.88 ๘๐ ของทางฟิสิกส์ แล้ววิญญาณธาตุนั้นเป็นธาตุจิตใจ ธาตุความรู้สึก รวมกันเป็นหกธาตุประกอบกันอยู่เป็นคน ๆ หนึ่ง. พอความไม่ถูกต้อง หรือความไม่สมดุลย์ระหว่างธาตุทั้งหก นี้เกิดขึ้นในร่างกายของคน ๆ หนึ่งนี้ ก็มีอาการของโรค ไม่ทาง กายก็ทางจิต ไม่ทางจิตก็ทางวิญญาณ ดังนั้นจึงมีโรคทางวิญญาณ อยู่เป็นส่วนใหญ่ เพราะความไม่ปรกติ ไม่ถูกต้อง ของสิ่งที่ ประกอบกันขึ้นเป็นคน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ วิญญาณธาตุ คือจิตใจ มันไม่ประกอบอยู่ด้วยความถูกต้อง มันมีอวิชชาครอบงำ มากเกินไป มันจึงเป็นโรคทางวิญญาณอยู่ตลอดเวลา นี่เป็นเหตุ ให้เราเรียกว่า "เป็นคนไข้ ของ อวิชชา" เพราะอวิชชามันครอบ งำวิญญาณธาตุเสียเรื่อยไป มันเกิดขึ้นในตัวมัน แล้วก็ครอบงำมัน. สิ่งที่เรียกว่า กิเลส ตัณหา นี้ก็ไม่ได้เกิดจากอะไร เกิดใน จิต เกิดจากจิต และก็กัดจิตนั้น ทำลายจิตนั้น ให้กร่อนไป เหมือนกับการเกิดสนิม เกิดที่เหล็กแล้วก็กัดเหล็กนั้นเอง. ฉะนั้น เมื่อเรารู้เรื่องส่วนประกอบที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นมนุษย์คนหนึ่งนี้ ให้ถูกต้อง ที่เรียกว่าธาตุหนึ่ง ๆ นี้, แล้วก็ทำให้มันถูกต้อง มัน ก็จะมีความสบาย แต่เดี๋ยวนี้มันก็มีอาการที่เรียกว่า ธาตุวิปริตกัน เสียเรื่อย ทั้งทางกาย และทางจิต. นี้ก็เป็นอาการของโรคอันหนึ่ง ของโรคทางวิญญาณ.

น.89 ๘๑ ที่นี้จะดูกันถึงเชื้อโรคบ้าง ในคำอุปมาในภาษาธรรมนี้ "ร่างกายนี้ประกอบอยู่ด้วยเชื้อโรค" คล้าย ๆ กับว่าเป็นของ ประจำเอาเสียเลย หมายถึงโรคทางวิญญาณ แม้โรคทางฟิสิกส์ อย่างของพวกคุณนี้ก็เถอะ ผมก็อยากจะพูดว่า มันก็มีเชื้อโรค ประจำอยู่ในร่างกายนี้ แต่มันไม่ถึงขนาดที่จะเป็นอันตราย มันจึง ไม่ปรากฏ ไม่เป็นปัญหาขึ้นมา ต่อเมื่อมันรับเข้าไว้มาก หรือมัน Develop ขึ้นในภายในมากมันจึงจะเป็นอันตราย เราก็ถือว่ามันมี เชื้อโรคอยู่ในร่างกายตลอดเวลาเหมือนกันแม้โรคทางกาย ส่วน โรคทางวิญญาณนี้ มันมีความเคยชินของเชื้อโรคนี้ จนมันเหมือน กับว่า มีอยู่ตลอดเวลา. เชื้อโรคที่เกิดโรคทางวิญญาณนี้ เราอยากจะเรียกมัน ว่า "อุปาทาน" , ขอให้จำคำว่า "อุปาทานไว้ในฐานะที่เป็นเชื้อ เพราะคำ ๆ นี้มันแปลว่าเชื้อ คำว่าอุปาทานนี้ แปลว่า "เชื่อ" ไม้ฟืนนี้เป็นอุปาทานของไฟ น้ำมันเชื้อเพลิงก็เป็นอุปาทานของไฟ คือเป็นเชื้อของไฟ คำว่า อุปาทาน แปลว่า เชื้อ ในที่นี้เอามาเป็น เชื้อโรคทางวิญญาณ หล่อเลี้ยงโรคทางวิญญาณเรื่อย อย่าเอาไป ปนกับคำว่า อุปาทาน ตามภาษาชาวบ้านพูด อุปาทานทำให้จิต วิปริต เป็นฮิสทีเรีย คำว่า อุปาทาน เขาแปลว่า เชื้อที่หล่อเลี้ยง

น.90 ๘๒ อะไรไว้ไม่ให้มันหยุด หรือสิ้นสุดลงไปได้ เช่น น้ำมันหล่อเลี้ยง ไฟนี้. ทางวิญญาณนี้ อุปาทานมันหล่อเลี้ยงโรคทางวิญญาณ เชื้ออุปาทานนี้มันหล่อเลี้ยงโรคทางวิญญาณ มันเป็นเชื้อของโรค ทางวิญญาณ อุปาทานก็คือ ความเข้าใจผิดแล้วก็มั่นหมายใน สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่เรียกว่า "ความยึดมั่น" ยึดมั่นในกามารมณ์ ยึดมั่นในความคิดความเห็นของตัวเอง ยึดมั่นในสิ่งที่ทำมาจนชินตั้ง แต่อ้อนแต่ออก แล้วก็ยึดมั่นว่า ตัวกู - ของกูนี้ มีอยู่ ๔ อย่าง ไปหารายละเอียดอ่านเพิ่มเติมจากคำบรรยายปีก่อน ๆ ที่เขาพิมพ์ ไว้ แพร่หลาย เฉพาะที่นี่เดี๋ยวนี้ อยากจะพูดให้เห็นว่า มันเป็นเชื้อ โรคทางวิญญาณ หล่อเลี้ยงโรคทางวิญญาณ. ทุกคนเคยชินในความมีเชื้อนี้ เมื่อยึดมั่นอยู่ในทางกามา- รมณ์ พอวี่แววของกามารมณ์ผ่านมาก็ตะครุบเอาทันที หรือว่า ยึดมั่นในทาง ทิฏฐิ - ในความคิดเห็น ไม่ยอมแพ้ ไม่ยอม - ใช้ คำว่า ไม่ยอม ทุกอย่าง เพราะอุปาทานอันนี้ แล้วมันก็โง่ เคย ทำอะไรมาแต่อ้อนแต่ออก แล้วก็ยึดมั่นอย่างนั้นอยู่เรื่อย โดย เฉพาะในเรื่องไสยศาสตร์ ถูกสอนให้ผิดมาอย่างไรแล้วมันก็ผิดมา เรื่อย เช่น กลัวผี กลัวห่า นี้ก็อยู่ในพวกนี้ที่ถูกทำให้โง่กลัวผีมา ตั้งแต่เล็ก มันก็ยังกลัวอยู่จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย

น.91 ๘๓ โดยเฉพาะการยึดมั่นว่า ตัวกู - ของกู นี้ มันก็ยิ่งเจริญงอกงามขึ้น ทุกวัน ๆ เชื้อโรคมันหล่อเลี้ยงโรคทางวิญญาณไว้ไม่มีสิ้นสุด ไม่ รู้จะเอา Germiside อันไหนไปฆ่ามันได้ ก็คือต้องเอาธรรมะของ พระพุทธเจ้าอย่างที่เราจะได้เรียนกันต่อไป. นี้เรียกว่าเรามองดูโรค ทางวิญญาณ ส่วนที่เป็นเชื้อ กล่าวคือ อุปาทาน. ต่อไป เรามองดูมันในแง่ของความสะอาด คนเจ็บคนไข้ ต้องได้รับการรักษาความสะอาดเป็นอย่างดี ทีนี้คนเจ็บคนไข้ของ อวิชชาทางวิญญาณนี้ มันยากที่จะทำให้สะอาดได้ ไม่เหมือนกับ โรคทางกาย เอานั่นเอานี่มาทำให้มันสะอาด ชะล้างให้มันสะอาด โรคทางวิญญาณนี้มันมีความสกปรกทางวิญญาณ ก็คือ กิเลสอีก นั่นแหละ รวมอยู่ที่ โลภะ โทสะ โมหะ จะแยกแจกเป็นราย ละเอียดเป็นอย่าง ๆ นั้น ๆ มันก็ได้ กี่อย่างก็ได้ หลายสิบอย่างก็ ได้ ตัวอย่างที่เขาเขียนไว้ในพระคัมภีร์ เรียกว่า "มลทิน" หรือ ของสกปรกนี้ ระบุเป็นความโกรธ เป็นความสกปรก, ความขึ้ เหนียว เป็นของสกปรก; ความลบหลู่บุญคุณคนอื่น ความริษยา คนอื่น ความมายาสาไถย การพูดเท็จ ความปรารถนาเลว ปรารถนาผิด กระทั่งมิจฉาทิฏฐิ ความโง่ ความเห็นผิด นี่เป็น ตัวอย่างของสิ่งที่เรียกว่ามลทิน หรือของสกปรกที่มันติดอยู่ที่ตัว เช่นเดียวกับของสกปรก ขี้เหงื่อขี้ไคล ซึ่งเป็นของสกปรกอยู่ที่

น.92 ๘๔ ร่างกาย แต่นี่เป็นของสกปรกทางวิญญาณ มันติดอยู่ที่ดวง วิญญาณ. ถ้าเราไม่พยายามชำระของสกปรกเหล่านี้ออกไปบ้าง คนไข้ มันก็แย่ เหมือนอย่างคนไข้ที่โรงพยาบาล เขาก็ชำระชะล้างให้ ร่างกายสะอาดอยู่เป็นปรกติ คนไข้ทางวิญญาณก็ต้องพยายามชำระ ชะล้างของสกปรกของจิตนี้อยู่เป็นประจำเหมือนกัน ด้วยการสำรวม ด้วยการระวัง ด้วยการละ ด้วยการทำที่มันตรงกันข้ามไว้เสมอ ฉะนั้น ในเรื่องรักษาโรคมันก็ต้องมีครบถ้วนหมด ขัดถู ชะล้าง สิ่งสกปรกออกจากตัวอยู่เสมอ. ทีนี้มันยังมีของหยุม ๆ หยิม ๆ ที่เรียกว่า อุปกิเลส ซึ่ง จำแนกออกไปมากมายอีก ไปหาอ่านดูเองบ้าง นี้เป็นเพียงแต่ชี้ ให้ดูเป็นตัวอย่าง เพื่อแนะแนวให้รู้วิธีพอที่จะศึกษาด้วยตนเอง ทีนี้ของเบ็ดเตล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่น่าจะเอามาพูดให้ได้ยิน อีกก็คือ โรคทางวิญญาณนี้มันก็มีขี้กลาก คำว่า "ขี้กลาก" หมาย ถึง คัน แต่มันไม่ใช่คันเฉย ๆ พอไปเกาเข้าก็ยิ่งสนุก ยิ่งอยาก จะให้มันมี รู้สึกว่าอร่อย นี้เป็นแง่ที่เขาสอนให้ดูกันมากในหมู่ผู้ ปฏิบัติธรรม เพราะว่า กิเลสทั้งหลายมันจะมีอาการเหมือนกับ ขี้กลาก ยิ่งไปเกาเข้ามันก็ยิ่งคัน ยิ่งชวนให้เกา ยิ่งเกามันจะยิ่ง ไปเพิ่มกิเลส.

น.93 ๘๕ เรามีกิเลสทีแรกก็น้อย ๆ เมื่อเป็นเด็กเกิดมา แล้วทำไม กิเลสมันขยายตัวมากไปได้ ก็เพราะมันมีอาการเหมือนขี้กลาก ยิ่ง มีกิเลสมันยิ่งสนุก ยิ่งเกายิ่งคัน ยิ่งเกายิ่งสนุก ก็ยิ่งปล่อยให้มัน ลุกลาม โดยเฉพาะกิเลสประเภท ราคะ, โลภะ นี้ยิ่งมีมันยิ่งสนุก คนก็เลยชอบมีขี้กลากขี้เกลื้อนอะไรเอาไว้ที่ตัว นี้มันเป็นปัญหายุ่งยากของการรักษาโรคทางวิญญาณ หรือ กิเลส เพราะกิเลสมันมีอะไรของมันล่อให้สนุกสนานอยู่เสมอ เขา เรียกว่า "อัสสาทะ" อัสสาทะ แปลว่า ความอร่อย. ของเลว ของผิด มันก็มี อัสสาทะ ที่จะล่อให้คนพอใจ แล้ว ติดอร่อย แล้วก็เอามากขึ้นกว่าเดิม ที่นี้ความทุกข์มันก็มีอัสสาทะ คือมันมีเหยื่อล่อให้คนอยากทำสิ่งที่เป็นทุกข์; ส่วนนั้นเขาเรียกว่า "อัสสาทะ" - เหยื่อล่อที่มีความเอร็ดอร่อย เหมือนเหยื่อที่ล่อให้ ปลากินเบ็ด ปลาตัวหนึ่งเคยกินเบ็ด ติดเบ็ดแล้วหลุดไปได้ มัน ก็เข็ดประเดี๋ยวเดียว เดี๋ยวมันก็มากินเบ็ดอีก เพราะมันทนเหยื่อ ล่อไม่ได้ นี้มันเป็นเพราะความหิว ที่มันเป็นเหตุให้ทนเหยื่อล่อ ไม่ได้ ทนความยั่วยวนของเหยื่อไม่ได้ อย่างนี้เราเรียกว่าเป็นโรค ขี้กลาก แล้วก็ทางวิญญาณ ขี้กลากที่มันเกิดอยู่ตามตัว หรือบนหัว บนอะไร นี้มันเป็นขี้กลากของทางร่างกาย ในที่สุดมันก็มีขี้กลาก

น.94 ๘๖ ทางจิตใจ จิตใจมันมีอาการคัน แล้วมันก็ชอบ แล้วแต่กิเลสทั้ง หลายอีกเหมือนกัน, โรคทางวิญญาณนี้เป็นได้มากกว่าโรคทางร่างกาย โรคทาง ร่างกายมันเห็นง่าย แล้วเราก็อาจจะรักษาขี้กลากกันโดยมาก แต่ ทางจิตใจนี้เราไม่รู้สึก ก็ปล่อยไว้จนงอกงามลุกลามใหญ่โต. กิเลสมันทำหน้าที่ของมันได้ทุกอย่าง ที่ร้ายกาจที่สุดอีก อย่างหนึ่งก็คือว่า "มันตอก" หรือว่า "มันตรึง" หรือว่า "มัน ลงหมุด" ยึดแน่นไว้กับความทุกข์ หรืออารมณ์ที่มาทำให้เกิด ความทุกข์. ชื่อว่ากิเลส - กิเลสนี้ มันมีอาการเหมือนกับตอกตะปู หรือว่าตรึงไว้ด้วยหมุด ปีกเสียบไว้ให้มันติดอยู่ที่นั่น เหมือน เอาหลาวเสียบปลาให้มันติดอยู่กับดินนั้น. จิตหรือวิญญาณของคน มันจึงติดแน่นอยู่กับโลก หรือความทุกข์. นี่เรียกว่าเรามันถอนตัวออกมาจากความทุกข์ได้ยาก เพราะ เหตุนี้ คือติดอยู่ในวัฏฏสงสารเหมือนที่กล่าวแล้วข้างต้นนั้น หลุด ออกมาได้ยาก ไม่สามารถที่จะทำลายวัฏฏสงสารให้หยุด ให้แตก กระจายออกไป มันก็ติดแน่นไปกับวัฏฏสงสารเป็นวงกลม ด้วย แรงเหวี่ยงของวัฏฏสงสารที่มีความดึงดูดมาก.

น.95 ๘๗ ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงพอให้คุณสังเกตได้ จับฉวย เอาได้ว่า อาการของโรคทางวิญญาณเป็นอย่างไร สัตว์โลกเป็น คนไข้ของอวิชชา คือเป็นโรคทางวิญญาณ และก็มีอาการล้วนแต่ น่ากลัวแสดงให้เห็น นับตั้งแต่มีการคลั่ง การเพ้อ การกินของ แสลง การโง่ไปหาวิธีแก้ที่มันผิด ๆ มาตามลำดับ จนกระทั่งติด แน่นอยู่กับโรคจนถอนไม่ออก. ขอให้คิดดูให้ดี ๆ ถ้าเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้ว คุณจะเข้าใจ พระพุทธศาสนากันได้ง่าย; รู้จักพระพุทธเจ้าได้ดี เพราะว่าท่าน เป็น "สพฺพโลกติกิจฺฉโก" - ผู้รักษา เยียวยาโรคทางวิญญาณของ สัตว์ทั้งปวง แล้วก็รู้จักยาของท่านก็คือ พระธรรม หรือพระศาสนา ที่จะเยียวยาโรคของสัตว์โลกทั้งปวง. เวลาของเราก็หมดสำหรับวันนี้ ก็ยุติไว้ที. ๏

น.96 - ๔ - อาการของโรคทางวิญญาณ พุทธทาสภิกขุ บรรยายอบรมพระนิสิตแพทย์ แห่ง มหาวิทยาลัยมหิดล ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๑๔ สำหรับพวกเราที่นี่ได้ล่วงมา เวลา ๔.๓๐ น. แล้ว เป็นวันที่ ๔ ของการบรรยาย วันนี้จะได้กล่าวถึง อาการของโรคทางวิญญาณ ปรากฏออกมาในสายตาของโลกปัจจุบัน. เกี่ยวกับเรื่องนี้ ต้องทำในใจอยู่เสมอถึงข้อที่ว่า ความทุกข์ เปรียบเหมือนโรค กิเลสเปรียบเหมือนสมุฏฐานของโรค ความ ไม่มีกิเลส หรือนิพพาน เปรียบเป็นความหายโรคไม่มีโรค มรรค มีองค์แปดประการ คือวิธีการรักษาเยียวยาโรค ทำโรคให้หายไป. พระพุทธเจ้าทรงตั้งอยู่ในฐานะเป็นนายแพทย์ ผู้เยียวยา รักษาโรคทางวิญญาณโดยเฉพาะนั้นแก่สัตว์โลกทั้งปวง.

น.97 ๘๙ ดังนั้นขอให้เราระลึกถึงด้วยความรู้สึกบูชาคุณของพระองค์ อยู่เป็นปรกติว่า สพฺพญฺญู สพฺพทสฺสาวี ชิโน อาจริโย มน มหาการุณิโก สตฺถา สพฺพโลกติกิจฺฉโก; อาจารย์ของเรานั้นเป็นผู้รู้สิ่งทั้งปวง เป็น ผู้เห็นสิ่งทั้งปวง เป็นผู้ชนะมาร เป็นผู้สั่งสอน ซึ่งประกอบไป ด้วยกรุณาใหญ่ เป็นผู้เยียวยารักษาโรคของสัตว์โลกทั้งปวง ดังนี้ อยู่เป็นประจำ. สำหรับในวันนี้จะได้พูดถึง อาการของโรค ให้เห็นชัดเจน ยิ่งขึ้นไปอีก ทั้งนี้ เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในระยะแรก คือถ้า ไม่รู้จักเรื่องโรค ก็ไม่มีทางที่จะรู้จักเรื่องการรักษาโรค เราต้อง รู้จักปัญหาให้เป็นที่ประจักษ์เสียก่อน เราจึงจะแก้ หรือสะสางปัญหา เหล่านั้นได้ เพราะฉะนั้นขอให้ตั้งใจฟังอีกครั้งหนึ่งถึงเรื่องอาการ หรือลักษณะอาการของโรค ที่ปรากฏอยู่ในโลกนี้ ในปัจจุบันนี้. และขอเตือนอยู่เสมอว่า อย่าได้ลืมหลักเรื่องโรคในทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ; โรคทางกายก็เสียบแทงร่างกาย โรคทาง จิตก็เสียบแทงจิต โรคทางวิญญาณก็เสียบแทงทางวิญญาณ ให้มี สภาพผิดปรกติ. เพราะฉะนั้นคำว่า "โรค" ในความหมายที่สรุป สั้นที่สุดในส่วนที่เป็นเหตุก็คือ ความผิดปรกติ. ความผิดปรกตินั้นเรียกว่า โรค มีผลเป็นการเสียบแทง ทน ทรมาน เนื่องจากความผิดปรกตินั้น; การเป็นโรคทางกาย ก็มี

น.98 (๙๐) ความผิดปรกติทางกาย เสียบแทงทางกาย, โรคทางจิต นอกจาก จะเสียบแทงทางจิตแล้ว มันยังจะเสียบแทงลงมาถึง ทางกายด้วย เพราะมันย่อมแสดงออกมาทางกายไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง, ส่วน โรคทางวิญญาณก็ไปไกลกว่านั้น มีความผิดปรกติทางวิญญาณ แล้ว มีความทนทรมานทางวิญญาณ แล้วแสดงออกมาทางจิต แสดงออกมาทางกาย ในที่สุด. ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า โรคทางวิญญาณนี้มันมีความ สำคัญในฐานะเป็นต้นตอที่มาของโรคทั้งหลายเหล่าอื่นด้วย. ทีนี้ มนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้เป็นคนไข้ของอวิชชา ซึ่งเป็น โรคทางวิญญาณ, อวิชชาเป็นต้นเหตุของโรคทางวิญญาณ โดย มันปรุงขึ้นมาเป็นกิเลสต่าง ๆ ที่จะต้องจำไว้ให้มั่นคงก็คือว่า: อวิชชาปรุงให้เกิดตัณหา ตัณหาปรุงให้เกิดอุปาทาน; นี้เราพูด อย่างหลักคร่าว ๆ ไม่ซอยให้ละเอียดมากกว่านี้. อวิชชา คือ สภาพปราศจากความรู้ ปรุงให้เกิดความอยาก ไปตามความไม่รู้นั้น เมื่ออยากในสิ่งใดก็ยึดมั่นในสิ่งนั้น นี้เรียก ว่า อุปาทาน. อวิชชา-ปราศจากความรู้ ทำให้อยากไปตามความไม่รู้ ก็ คืออยากไปตามความโง่ ส่วนความต้องการที่ไม่เกี่ยวกับความโง่ นั้น ไม่เรียกว่าตัณหา คงหมายถึงแต่ความต้องการที่มันเนื่องมา

น.99 (๙๑) จากความโง่ กำลังเป็นไปตามอำนาจของความโง่ คือ อวิชชา นี้คือสิ่งที่เรียกในภาษาบาลีว่า "ตัณหา" ในกรณีของเราที่กำลังพูด กันอยู่ คำว่า ตัณหา ในภาษาไทยตามธรรมดา มีความหมายแคบ หรือเป็นอย่างอื่น เพ่งเล็งอย่างอื่น หมายถึงความต้องการทางกิเลส ทางกามารมณ์รุนแรง นี้เรียกว่าตัณหาในทางภาษาไทย. แต่คำ ว่าตัณหาในทางภาษาบาลีที่เป็นหลักธรรมนั้น มันต้องการอะไรก็ได้ ถ้าต้องการด้วยความโง่ อันแรกก็ต้องการกามารมณ์ด้วยความโง่ แล้วก็ต้องการความเป็นนั่นเป็นนี่ ให้มีชีวิตอยู่นี้ด้วยความโง่ จน กระทั่งต้องการความไม่เป็นนั่นเป็นนี่ ไม่ต้องการมีชีวิตอยู่ ก็เป็น ความต้องการเหมือนกันแต่ด้วยความโง่ ดังนั้นมันจึงกว้างครอบงำ ครอบคลุมไปหมด ในบรรดาความต้องการด้วยความโง่ทั้งหลายนี้ เรียกว่า ตัณหา. ถ้าจะเปรียบอวิชชาเหมือนเชื้อโรคที่ได้รับครั้งแรก เดี๋ยวนี้ มันก็ขยายตัวงอกงามออกมาถึงขนาดที่จะเป็นเรื่องเป็นราว ทีนี้ ความต้องการซึ่งที่แท้ก็เรียกกันว่า ความอยากด้วยความโง่นี้ มัน ก็ปรุงไปตามเรื่องราวของมัน อยากในสิ่งใดก็ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้น ฉะนั้นสิ่งที่จะให้มันอยาก มันจึงมีมากนับไม่ไหว ก็มีความยึดมั่น ถือมั่นในรูปร่างต่าง ๆ กันมากมาย. ทีนี้ เมื่อไปยึดเข้าที่ในสิ่งใด

น.100 ๙๒ ก็จะเป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้น ความเป็นทุกข์มันจึงเลยมีมากไปตาม ความมากของสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่น. ยึดมั่นด้วยอำนาจทางกามารมณ์ หรือทางกามารมณ์ก็ไป อย่างหนึ่ง ยึดมั่นในทางความคิดความเห็นที่ผิด ๆ ของตัวนั้นก็ไป อย่างหนึ่ง ยึดมั่นในทางการกระทำที่ทำมาเป็นนิสัยก็อย่างหนึ่ง กระทั่งยึดมั่นตัวกู ของกู; ยึดมั่นสิ่งใดก็ยึดมั่นเอามาเป็นตัวกูบ้าง ของกูบ้าง. นี้มันมีต่าง ๆ กันอยู่อย่างนี้ เรียกว่าอุปาทาน - ความ ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นทางตาบ้าง ทางหู บ้าง ทางจมูกบ้าง ทางลิ้นบ้าง ทางผิวหนังบ้าง ทางใจบ้าง. ถ้าจะศึกษาพุทธศาสนาต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐาน ไม่อย่าง นั้นจะเข้าใจไม่ได้. อวิชชาปรุงตัณหา ตัณหาก็เป็นเหตุให้เกิดอุปาทาน งอก งามออกไปในสิ่งใดแล้วก็เป็นทุกข์เพราะอุปาทานนั้น เหมือนที่เรา สวดมนต์อยู่ทุกวันว่า: สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกุขนฺธา ทุกขา - โดย สรุปแล้ว เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยความยึดมั่น นั่นแหละเป็น ตัวทุกข์; เบญจขันธ์ คือตัวเราขณะหนึ่ง ๆ ที่มีความยึดมั่น ถ้า เบญจขันธ์ คือ ร่างกาย จิตใจ นี้ ยังไม่มีความยึดมั่นถือมั่นเกิดขึ้น มันก็ยังไม่เป็นทุกข์ เมื่อเบญจขันธ์ คือ ร่างกายจิตใจนี้ประกอบ อยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่น คือมีความยึดมั่นถือมั่นอยู่ในจิต แล้วก็

น.101 ๙๓ ยึดมั่นสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็คือ ขันธ์ อีกเหมือนกัน อย่างใดอย่างหนึ่งนี้ ก็เลยเป็นความทุกข์ขึ้นมา. สิ่งที่อยู่ข้างนอกตัวเรานั้น ทำให้เกิดความทุกข์ไม่ได้ ไม่เกิดอยู่ตามปกติ ต่อเมื่อใดจิตยึดมั่นถือมั่นสิ่งเหล่านั้นที่อยู่นอก ตัวเรา มันก็กลายมาเป็นสิ่งที่อยู่ในตัวเรา คือ ในความรู้สึกคิดนึก ที่เรากำลังคิดอยู่ นี้เรียกว่ามันปรุงแต่งความคิด ที่เรียกว่าสังขาร ขันธ์ขึ้นมา ร่างกาย จิตใจ ทั้งหมดนี้ก็ประกอบอยู่ด้วยความยึดมั่น ในสิ่งนั้น มันก็เลยมีความทุกข์ขึ้นมาแบบใดแบบหนึ่งในหลาย ๆ แบบ ชนิดที่เป็นทุกข์โดยส่วนตัวก็เกิดก่อนทุกทีที่มีความยึดมั่น ถือมั่น ทีนี้ ความยึดมั่นที่เป็นตัวกิเลสนี้ มันยังมีอำนาจงอกเงย ออกไปถึงขนาดที่เป็นเหตุให้มีการกระทำที่เรียกว่ากรรม การทำ กรรมนี้ก็ทำไปตามความโง่ ความอยากของความโง่ มันก็ไม่คิด อะไรมาก นอกจากเอาแต่ประโยชน์ กรรมนั้นมันก็เลยเนื่องไป ถึงบุคคลอื่น คือ ไปเกี่ยวข้องกันกับบุคคลอื่น ทำให้คนอื่นหรือ สังคมพลอยเดือดร้อนไปด้วย. ถ้ามันกระทำกันมาก ๆ คน มันก็ เดือดร้อนกันทั้งโลก. นี้คือโลก หรือสัตว์โลกทั้งปวงกำลังมีความทุกข์กันอยู่ โดย ที่ตัวเองเป็นผู้กระทำขึ้นแก่ตัวเองก็มี และโดยที่การกระทำของคน

น.102 ๙๔ นั้น ๆ มันเกี่ยวข้องไปถึงคนอื่น ๆ มันก็มีการเป็นทุกข์ทรมาน ที่ เนื่องมาจากการทำผิดร่วมกันในโลก. ฉะนั้นเราจะต้องมองดูให้ กว้างหมด ทั้งความทุกข์ที่เป็นส่วนตัวและเป็นส่วนสังคม. ทีนี้ ถ้ามองให้ดีก็จะพบว่ามันเนื่องกัน การที่ใครคนใดคน หนึ่งจะทำให้สังคมเดือดร้อนนั้น มันต้องเป็นเรื่องที่ตัวเองทำผิด และเดือดร้อนอยู่แล้ว ในบางกรณีมันก็พลอยเดือดร้อนออกไปถึง คนอื่นโดยตรง เช่นเขาต้องการอะไรด้วยกิเลสตัณหา แล้วไปลัก ขโมย ไปฆ่า ไปเบียดเบียน ไปล่วงเกินของรักอะไรอย่างนี้ ถ้ามัน อยากมากกว่านั้น มันต้องการจะกอบโกยระหว่างบุคคล ระหว่าง หมู่คณะ ระหว่างประเทศชาติ หรือระหว่างมุมซีกโลกหนึ่ง กระทำแก่อีกซีกโลกหนึ่ง. นี้คุณคิดดูเป็นปัญหาใหญ่เล็กเท่าไร เมื่อคนซีกโลกหนึ่ง มันต้องการจะทำการกอบโกยเอาเปรียบคนอีกซีกโลกหนึ่ง มันก็ เดือดร้อนด้วยกันทั้งโลก ทั้งสองฝ่าย. นี้มันมีมูลมาจากกิเลส ซึ่ง จะเรียกว่าตัวเล็ก ๆ อวิชชาของคนเพียงคนเดียว นี้ก็ได้. ตรงนี้อยากจะแนะว่า คนที่ไม่รู้เขาจะเห็นว่ากิเลสนี้เป็น ของเล็ก เป็นตัวเล็ก หรือเป็นคำพูดคำเดียว แต่ที่จริงแล้วกิเลส มันไม่ใช่ตัวเล็ก ไม่ใช่ของเล็ก มันใหญ่กว่าโลก. โลกนี้เป็นเหยื่อ ของกิเลส ฉะนั้นกิเลสจึงตัวใหญ่กว่าโลก แต่คนที่ไม่ได้ศึกษา

น.103 ๙๕ ไม่ได้มองเห็นตัวกิเลส จะเข้าใจไปว่า กิเลสตัวเล็ก ๆ แต่แล้วก็อยู่ ในคน; บางทีตัวเองมองไม่เห็น คิดว่ามันเล็กเท่าเชื้อโรค อย่างนั้น มันก็ถูกเหมือนกัน แต่มันไม่ถูกอย่างตามที่มันเป็นจริงแก่ทางจิตใจ หรือทางวิญญาณ. มันถูกเท่าที่ความคิด หรือสายตาของคนที่ไม่ รู้นั้นมองเห็น นี่ก็เรียกว่าเป็นอวิชชาด้วยเหมือนกัน ซึ่งเป็นเหตุให้เข้าใจ ผิด มีความประมาท ดังนั้นถ้าพวกคุณที่ต้องการรู้พุทธศาสนา จะ ต้องรู้จับสิ่งที่เรียกว่ากิเลสนี้ให้มันถูกต้อง โดยขนาดมาตรฐาน โดยฤทธิ์เดชพิษสง หรืออะไรของมันก็ตาม. ฉะนั้น จึงยอมเสียเวลาพูดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อน และได้ พูดมาถึงอาการของโรคครั้งหนึ่งแล้ว เดี๋ยวนี้ก็จะพูดให้ชัดลงไป ในข้อที่ว่า มันแสดงออกมา ให้เห็นได้ในทางสายตา แล้วก็ใน ยุคปัจจุบันนี้ด้วย. ที่ได้พูดยกตัวอย่างเหล่านี้ หรือเปรียบเทียบในลักษณะนี้ แล้วเอาเหตุการณ์ในปัจจุบันมาพูดนี้ ก็เพื่อให้เข้าใจชัด ให้มัน เป็นเรื่องอยู่ในวิสัยที่จะต้องรู้ ที่จะต้องปฏิบัติ จะต้องเกี่ยวข้อง ด้วย ที่เรียกว่า Practical นี้ให้มันมาก ไม่เช่นนั้นมันจะเป็นเรื่อง พูดหลับตาพูด แล้วก็พูดไปแต่คำพูดอย่างงมงาย. นี้ขอให้ทนฟัง

น.104 ๙๖ ในเรื่องอาการของโรคที่ปรากฏในสายตาของเรา ในยุคปัจจุบันนี้ให้ มากพอ แต่ก็มีเวลาพูดกันเพียงหัวข้อ พอสังเกตได้เท่านั้น. อาการอันแรก ก็อยากจะเรียกว่า อาการของโรคเป็นทาส ของวัตถุ ถ้าเรียกตามภาษาศาสนา ก็เรียกว่าเป็นทาสของ อารมณ์ หรืออย่างที่พูดกันให้ชัดลงไปอีก ก็ว่าเป็นทาสของเนื้อ หนัง สวามิภักดิ์บูชาวัตถุ บูชาเนื้อหนัง หมายถึงวัตถุของกามา- รมณ์. ภาษาศาสนานี้ เมื่อเราพูดว่า เนื้อหนัง เราไม่ได้หมายถึง ตัวเนื้อหนัง แต่เราหมายถึงกามารมณ์ เพราะว่ากามารมณ์ทุกชนิด มันก็ต้องอาศัยเนื้อหนังเป็นที่ตั้ง เป็นที่ทำงาน แล้วก็เพราะความ สุข หรือความเอร็ดอร่อยนั้นมันเป็นเรื่องฝ่ายเนื้อหนัง ไม่ใช่ความ สงบสุขฝ่ายวิญญาณ นี้ก็เลยเรียกมันว่า เนื้อหนัง สั้น ๆ ก็ได้ เนื้อ หนังก็เป็นวัตถุ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า บูชาวัตถุก็ได้ ที่เรียกกัน เดี๋ยวนี้ว่าวัตถุนิยมก็เล็งถึงส่วนนี้. เมื่อไปหลงวัตถุนิยมก็ไม่บูชาเรื่องทางวิญญาณ ที่เรียกว่า มโนนิยม หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก เป็นโรคบูชาวัตถุ ก็เพราะว่า วัตถุมันให้ความเอร็ดอร่อยแก่เนื้อหนัง และก็ไม่เป็นความสงบ เพราะมันเป็นความหลงในรสอร่อยของเนื้อหนัง ส่วนร่างกายก็ไม่ สงบ จิตก็ไม่สงบ.

น.105 ๙๗ แต่ทีนี้ คนเรามันทน เพื่อความอร่อยทางเนื้อหนัง จึงทน ความยากลำบากนานาประการ แล้วก็โดยไม่รู้สึกตัว ขอให้มองดู ที่โลกในปัจจุบันนี้ทั้งโลก เป็นทาสของวัตถุ หรือทางเนื้อหนังกัน มากขึ้น ๆ เขาจะไม่คิดถึงสิ่งอื่นสิ่งใดหมด นอกจากประโยชน์จาก วัตถุ หรือเนื้อหนัง เพราะฉะนั้นจึงตั้งหน้าตั้งตากอบโกยวัตถุใน ประเทศตนไม่พอ ก็ต้องไปกอบโกยเอาจากประเทศอื่น ถ้าเขา ไม่ยอมให้ก็ต้องมีแผนการ หรือมีอุบายอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะ ปราบปรามหรือที่จะเอามาโดยตรง โดยอ้อม โดยไม่รู้ตัว. นี่เพราะต่างฝ่ายต่างบูชาวัตถุ กระทำต่อกันและกันใน ลักษณะอย่างนี้ โลกนี้จึงเป็นโลกที่เสียบแทง เผาลน อยู่ทั่วทุก หัวระแหง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ภัยที่เกิดมาจากการแย่งชิง หรือสงครามนี้มันก็มีทั่วทุกหัวระแหง คนที่ไม่ร่วมสงครามก็พลอย ได้รับความเดือดร้อนทั่วกันไปหมด แล้วมันก็มีโรคอื่น ๆ ปลีกย่อย รวมอยู่ในนั้นด้วย. ภัยของสงครามนี้ทำให้เกิดโรคกลัว โรคทนทรมานอีกนานา ประการ เป็นเหตุให้ฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้อื่น ทำคอรัปชั่น นี้ ก็มียืดยาวออกไป; อย่างนี้อย่าเข้าใจว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องทางศาสนา มันไม่เกี่ยวเรื่องทางธรรม อย่าเห็นว่ามันเป็นเรื่องของโลก ทาง โลกไม่เกี่ยวกับเรื่องทางธรรม; ที่จริงนี้คือเรื่องที่เป็นใจความ

น.106 ๙๘ สำคัญทางธรรม คือกิเลสกำลังแสดงบทบาทเต็มที่ ระบาดไปทั่ว โลก มันออกไปจากจิตใจของคนที่ไม่ประกอบไปด้วยธรรมไม่มี ธรรม มันก็ออกมาเป็นปฏิกิริยาขยายตัวออกไปเรื่อย จนทำให้เดือด ร้อนกันไปทั่วโลก ก็หมายความว่าแต่ละคนเดือดร้อน แล้วก็ไม่ใช่ เดือดร้อนแต่เจ้าตัวคนเดียว หรือพวกเดียว พลอยเดือดร้อนกัน ทั่วไปหมด. นี้ขอให้จำชื่อว่า โรคเป็นทาสของวัตถุ หรือเป็นทาสของ เนื้อหนัง เป็นอาการของโรคอันแรก ที่กำลังระบาดอย่างน่ากลัว ที่สุด. โรคที่ ๒ อยากจะระบุชื่อว่า "โรคเกลียดพระเจ้า หรือ เกลียดพระธรรม" พระธรรมกับพระเจ้านั้นแทนกันได้ ถ้าหากว่าเราถือเอา ความหมายของคำว่าพระเจ้าให้ถูกต้อง อย่าเป็นพระเจ้าของเด็กๆ พระเจ้าของคนเขลาว่าเอาเอง เป็นเหมือนกับบุคคลอย่างนั้นอย่าง นี้ โกรธก็ได้ เกลียดใครก็ได้ โมโหโทโสก็ได้ พระเจ้าอย่างนั้น เป็นพระเจ้าที่เขาพูดกันอีกรูปหนึ่งต่างหาก สำหรับคนโง่ก็ต้องพูด อย่างนั้น ถ้าสำหรับคนฉลาดฟังก็ต้องพูดอย่างอื่นให้มันดีกว่านั้น. พระเจ้านั้นต้องเป็นสิ่งที่มีอำนาจสูงสุด นี่แง่ที่สำคัญ แล้ว ก็เป็นต้นตอที่มาของทุกสิ่ง ควบคุมสิ่งทุกสิ่งอยู่ในที่ทั้งปวง. ถ้า

น.107 ๙๙ เป็นบุคคลมันทำไม่ได้ ดังนั้นต้องเป็นอะไรที่เก่งกว่าบุคคลมาก มายหลายร้อยหลายพันเท่า ฉะนั้น เราต้องถือเอาใจความว่า ได้แก่ พลัง หรือ อำนาจอะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่นั้น หรือมี หน้าที่นั้นอยู่ตามธรรมชาติ หรือว่ามีปกติเป็นอย่างนั้นก็แล้วกัน ในทางพุทธศาสนาเราเรียกว่าพระธรรม. คำว่า พระธรรม มีความหมายกว้าง กว้างจนไม่มีปากจะ พูด ไม่มีเวลาพอที่จะพูด คือเป็นทุกสิ่ง เป็นต้นตอที่มาของทุก สิ่ง แล้วก็เป็นสิ่งสูงสุด ไม่มีอะไรมาหักล้างได้ แล้วควบคุมสิ่ง ทั้งปวงอยู่ เพราะสิ่งทั้งปวงก็คือ ธรรม หรือพระธรรมนั้นอีก เหมือนกัน พระธรรมในฐานะที่เป็นตัวธรรมชาติ พระธรรมใน ฐานะเป็นตัวกฎของธรรมชาติ พระธรรมในฐานะที่เป็นการ ประพฤติกระทำหน้าที่ของสัตว์ ที่ต้องทำหน้าที่ตามกฎของธรรม- ชาติ พระธรรม เป็นผลที่เกิดมาตามสมควรในการกระทำ ได้ อธิบายไว้ในการบรรยายคราวอื่น ๆ ละเอียดแล้ว ไปหาอ่านดู เรา เรียกว่า พระธรรม ในเมื่อพวกอื่นเขาจะเรียกว่า พระเจ้า ก็ตามใจ. เดี๋ยวนี้มนุษย์เป็นโรคเกลียดพระเจ้า หรือเกลียดพระธรรม ไม่เคารพพระเจ้าหรือพระธรรมยิ่งขึ้นทุกที เพราะมันไปเป็นทาส ของวัตถุเสียแล้ว ไปบูชาวัตถุเสียแล้ว ไม่มีพระเจ้า หรือพระธรรม ที่ถูกต้อง ก็ตั้งพระเจ้าเอาเองใหม่ ตั้งศาสนาเอาเองใหม่ บัญญัติ

น.108 ๑๐๐ พระธรรมเอาเองใหม่ตามอำนาจของกิเลส ที่นี้ก็เลยตั้งศาสนาที่ เห็นแก่ประโยชน์ขึ้นมา; ศาสนาประโยชน์ เรียกอย่างนี้ก็ได้ คือว่า ได้-นั่นแหละถูก ได้ - นั่นแหละดี ได้-มาเป็นของกู นั่น แหละยุติธรรม. เดี๋ยวนี้แต่ละคนถือศาสนาอย่างนี้กันมากขึ้น คุณสังเกตดู ในหมู่พวกเรานี้ มันก็จะเริ่มไปถือศาสนา ที่ว่า ได้-เป็นของกู นั่นแหละถูกต้อง หรือดี หรือยุติธรรม ในหมู่คณะหนึ่ง ๆ ก็ถือ กันอย่างนั้น ประเทศหนึ่ง ๆ ก็ถืออย่างนั้น แต่ละกลุ่มก็ถืออย่าง นั้น ก็เรียกว่าตั้งศาสนากันขึ้นมาใหม่ เป็นศาสนาประโยชน์ ศาสนาวัตถุ ยื้อแย่งกันทางวัตถุ ได้-นั่นแหละถูกต้อง ได้-มา เป็นของเรานั่นแหละถูกต้อง เป็นโรคเกลียดศาสนา เกลียดพระเจ้า อย่างถึงขนาด แล้วก็ไปสร้างพระเจ้า หรือศาสนาขึ้นมาจากกิเลส ของตัวเอง เป็นศาสนาวัตถุนิยม เป็นศาสนาประโยชน์ แล้วโรค อันนี้ก็เป็นมากขึ้น ๆ ๆ ลุกลามมากขึ้น จนเหนี่ยวรั้งไม่ไหว แก้ ไขไม่ไหว ยิ่งขึ้นทุกที. ผมอยากจะกล่าวเป็นส่วนตัวสักหน่อยว่า ผมเฝ้าสังเกตดู ลักษณะอย่างนี้มาเป็นเวลา ๒๐-๓๐ ปีแล้ว พบว่ามันแรงขึ้นทุกที รุนแรงยิ่งขึ้นทุกที ศาสนาประโยชน์ ศาสนาวัตถุ ศาสนาเนื้อหนัง

น.109 ๑๐๑ นี้มันเจริญแน่นหนาขึ้นมาในโลกทุกที ศาสนาที่แท้จริง ศาสนา ของพระธรรม ของพระเจ้าที่แท้จริง กำลังลับเลือนไปทุกที อย่างที่พวกคุณสนใจกันไม่กี่คนนี้ รู้สึกว่ามันออกจะเป็น ของแปลก ในเมื่อส่วนใหญ่เขาต้องการในเรื่องทางวัตถุ ทางวัตถุ นิยม ซึ่งมันตรงกันข้าม หรือเป็นข้าศึกแก่กันและกันกับพระ ศาสนา หรือพระธรรมที่แท้จริง. เราควรจะรู้จักโรคของโลกอันนี้ ไว้ว่า กำลังเป็นโรคเกลียดพระเจ้า เกลียดศาสนา เกลียดพระธรรม หันหลังให้พระธรรม หันหลังให้ศาสนา หันหน้าไปหาวัตถุนิยม ซึ่งไม่ควรจะเรียกว่าพระเจ้า ควรจะเรียกว่าภูตผีปีศาจ ถ้าเป็น พระเจ้าก็เป็นพระเจ้าอย่างภูตผีปีศาจ มันก็มีพระเจ้าได้เหมือนกัน. ถ้าเราเป็นสัตบุรุษ ยึดความดี ความถูกต้อง ยึดความยุติธรรม เป็นหลักกันแล้ว มันก็ต้องมีพระเจ้าหรือพระธรรมตามแบบมโน- นิยมดั้งเดิม. โรคที่ ๓ อยากจะระบุ เป็นโรคปลีกย่อยออกไปจากสอง โรคข้างต้น คือ โรคขยายการกินการอยู่ การกินดีอยู่ดี ออก ไปอย่างไม่มีขอบเขต จนกลายเป็นอบายมุข. การอยู่ดีกินดี ·กลายเป็นอบายมุข ฟังดูก็น่าหวัวน่าขัน หรือไม่น่าจะเป็นไปได้. ตรงนี้คุณต้องเข้าใจคำที่มันอาจจะสับสนกันอยู่ได้สองคำคือ คำว่า "กินดีอยู่ดี" กับคำว่า "กินอยู่พอดี" กินอยู่พอดีนั้นไม่

น.110 ๑๐๒ เป็นไร ไม่อันตรายอะไร แล้วไม่ขยายออกไปได้ ส่วนคำว่า กิน ดีอยู่ดี นั้นมันไม่จำกัด มันขยายออกไปได้ จนถึงจุดอันตราย. เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ ของเรา หรือว่านักศึกษาของเราก็ตาม มัน มุ่งหมายให้มีการอยู่ดีกินดีกันทั้งนั้น พูดอย่างนี้ไม่ใช่แกล้งพูดสบ- ประมาท เขาต้องการจะมีเงิน มีทรัพย์ มีเกียรติ มีลูกมีเมีย หรือ ว่ามีอะไรที่ดี หรืออย่างน้อยก็ต้องการกินดีอยู่ดีทางปากทางท้อง ทีนี้มันควบคุมไม่ได้ เพราะสิ่งที่เรียกว่า กิเลส หรือตัณหา หรือ อวิชชา นั้นมันขยายตัวออกไปได้ไม่มีขอบเขต การกินดีอยู่ดีของ มนุษย์มันก็ขยายออกไปอย่างไม่มีขีดขั้น เรื่องอาหารการกิน เรื่องการแต่งเนื้อแต่งตัว เรื่องที่อยู่ อาศัย เรื่องอะไรต่าง ๆ นี้ มันก็ขยายออกไปเรื่อย ดูเหมือนเขาจะ วางมาตรฐานกันให้มนุษย์คนหนึ่ง มีรถยนต์อย่างน้อยคันหนึ่ง มี ตึกหลังหนึ่ง ข้างในตึกนั้นเต็มไปด้วยเครื่องสำราญขนาดนั้น ๆ เขามุ่งหมายที่จะให้มันเป็นอย่างนี้ เข้าใจกันว่าอย่างนี้มันเป็น ศาสนาพระศรีอาริย์ นั้นแหละคือผลของ อวิชชา ซึ่งมันจะเป็น ไปไม่ได้ และโดยเฉพาะมันจะเป็นเรื่องสม่ำเสมอกันทุกคนไม่ได้ เพราะคนมันมีกรรมต่างกัน มันมีเหตุปัจจัยอะไรต่างกัน อย่างนี้ มันจะเหมือนกันไม่ได้ ที่นี้จะเอาให้เหมือนกันให้ได้ มันก็ต้องจัด ต้องบังคับ มันก็ยุ่ง.

น.111 ๑๐๓ เรื่องการอยู่ดีกินดีที่ว่านี้ แทนที่จะเป็นการให้ความสงบสุข มันจะกลายเป็นให้ความยุ่งยาก ให้ทรมานใจ ให้ทรมานกาย จน ขยายวงออกไปถึงขนาดทำให้คนอื่นพลอยลำบาก ดังนั้นแทนที่จะ เป็นการอยู่ดีกินดี มันกลับกลายเป็นอบาย หรือนรก อยู่ในนั้น อยู่ ในสิ่งที่เรียกว่า กินดีอยู่ดีนั้น. พวกทำบาป ทำชั่ว ทำคอรัปชั่น มันก็เอาไปเพื่อจะกินดี อยู่ดีตามความหมายของมัน ไม่ได้ต้องการจะเอาไปทำอย่างอื่น เอาไปใช้อย่างอื่น หรือเอาไปที่ไหน มันต้องการจะเอาไปเพื่อ การกินดีอยู่ดีตามความหมายของตัวเองเท่านั้น จึงทำคอรัปชั่น เพราะว่ามันได้ไม่ทันใจ. ครั้นได้ตามที่ต้องการแล้ว มันก็เอาไป หลอกตัวเองให้โง่มากขึ้น คือ ให้หลงในเรื่อง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส มากขึ้น; แล้วมันก็เป็นอบายอยู่ที่นั่น เป็นนรกอยู่ที่ นั่น ร้อนอยู่ด้วยอำนาจของกิเลสอยู่ที่นั่นมากขึ้นกว่าเดิม ราคะ โทสะ โมหะ มีมากขึ้นกว่าเดิม ความมัวเมาในกามารมณ์มากขึ้น กว่าเดิม. การอยู่ดีกินดีกลายเป็นอบาย กลายเป็นนรกที่สวยงาม อยู่ในนั้น แต่มันก็เป็นนรก เพราะว่ามันเป็นการทรมาน ถ้า เป็นการอยู่ดีกินดี ตามแบบโลกอย่างนี้แล้วละก็ เรียกว่า อันตราย ถ้ากินอยู่พอดีตามหลักของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาไหนก็ตาม

น.112 ๑๐๔ ต้องการจะกินอยู่พอดีตามที่พระเจ้าบัญญัติไว้ อย่างนี้ไม่มีอันตราย ไม่มีใครเดือดร้อน มีแต่จะเหลือกินเหลือใช้ แล้วไปสงเคราะห์ ผู้อื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เจือจานแก่บุคคลอื่นได้มากขึ้นไม่เห็นแก่ ตัว ไม่หวงไว้เพื่อตัว จนไม่รู้ว่าจะเอาไปไหน. โรคที่ ๔ อยากจะระบุว่า ความไม่สันโดษ โรคความไม่สันโดษไม่ว่าในอะไร ๆ หรือไม่ว่าในเวลา ไหน เมื่อไม่สันโดษมันก็ไม่รู้สึกอิ่ม มันก็ต้องรู้สึกหิว คุณจำคำ สองคำนี้ไว้ให้ดี เพราะในประเทศไทยนี้เองก็กำลังจะเข้าใจคำว่า สันโดษ นี้ผิด รัฐบาลสมัยหนึ่ง ขอร้องและห้ามไม่ให้สอนเรื่อง สันโดษแก่ประชาชน พวกพระก็เลยงงกันไปหมด แต่มีพระบาง ส่วนเหมือนกันที่เห็นด้วยตามนั้น เพราะเข้าใจคำว่าสันโดษผิด. คำว่า สันโดษ แปลว่า ยินดีด้วยสิ่งที่กำลังมีอยู่ ตาม ตัวหนังสือแปลอย่างนั้น นั่นแหละคือ ความรู้สึกอิ่ม ถ้าเราไม่ ยินดีด้วยสิ่งที่กำลังมีอยู่ เราก็หิวเท่านั้น ไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้น สันโดษทำให้อิ่ม; แต่มิได้หมายความว่า ทำให้หยุดทำอะไร หรือ หยุดแสวงหาต่อไป; เรามีอะไร เราทำอะไรได้เท่าไร มันก็ควร จะพอใจในสิ่งนั้น มันจะได้เป็นการอิ่มอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าได้ อะไรมาเท่าไร เวลาไหนก็ตาม แล้วไม่พอใจ ไม่ยินดี ไม่รู้สึก

น.113 ๑๐๕ อิ่มเลย มันก็เป็นจิตใจที่พร่อง ที่ว่าง ที่กลวง ที่หิวอยู่เสมอ นั่นแหละคือความเป็นเปรต ซึ่งมีความหมายเป็นความหิวอยู่เสมอ. มนุษย์มีความหิวอยู่เสมอ แม้จะมีของเต็มบ้านเต็มเรือน มีอะไรมากมายจนไม่รู้จะบริโภคใช้สอยอย่างไร มันก็ยังหิวอยู่เสมอ ฉะนั้นมีการคอรัปชั่นใหญ่ หรือไกล หรือลึกออกไปอีก เพื่อความ เป็นเปรตของมัน คือหิวมากออกไป. ไปหาอ่านดูเรื่องสันโดษ ที่เขียนได้โดยละเอียดในการบรรยายคราวอื่น ๆ สรุปใจความว่า ต้องการให้รู้สึกอิ่มอยู่เสมอ ให้มีเรี่ยว แรงทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ เข้มแข็ง เพราะอิ่มอยู่เสมอ ที่จะทำความก้าวหน้าต่อไปด้วยอำนาจของปัญญา. เดี๋ยวนี้คนขยัน ตัวเป็นเกลียว เพราะอำนาจของความหิวความต้องการด้วย อำนาจของความโง่มันบังคับ ไม่ใช่ด้วยอำนาจของปัญญา อย่างนี้ สันโดษไม่ได้จริง ถ้ามันมีปัญญาอยู่แล้วมันจะหยุดอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ มันต้องทำหน้าที่การงาน เมื่อทำได้เท่าไรมันก็อิ่มอกอิ่มใจเท่านั้น. อย่างที่วัดนี้ ผมถือหลักว่า "เสร็จทุกวัน" งานที่ทำนี่ เสร็จทุกวัน อย่างสร้างอาคารหลังหนึ่งกินเวลาหลาย ๆ ปี เราก็ เสร็จทุกวัน แล้วก็อิ่มใจทุกวัน ไม่ใช่รอไปอีกหลาย ๆ ปี จนกว่า อาคารมันจะเสร็จ แล้วจึงจะอิ่มใจ อย่างนั้นมันคงเหนื่อยตายเสีย ก่อน หรือเป็นโรควิปริตทางจิต ทางวิญญาณ เป็นบ้า หรือตาย

น.114 ๑๐๖ เสียก่อน หรือเป็นโรคทางร่างกาย ตายเสียก่อน. เพราะฉะนั้น เราเสร็จทุกวัน สบายใจทุกวัน อิ่มใจทุกวัน แล้วก็ทำสนุกไป ทุกวัน รุ่งขึ้นมันก็เหมือนกับเรื่องที่ตั้งต้นใหม่อีกแล้ว มันก็เสร็จ ในวันนั้นอีก แล้วก็สบายใจทุกวัน ลักษณะของสันโดษเป็นอย่างนี้ มันหล่อเลี้ยงให้ชุ่มชื่น. เดี๋ยวนี้คนเป็นโรคไม่สันโดษ ไม่รู้จักกับความอิ่ม หรือ ความพอ หิวเป็นเปรตอยู่เสมอ เป็นอย่างนี้กันทั้งโลกมากขึ้น นี้ เป็นโรคทางวิญญาณ ที่กำลังเผาโลกอยู่ในปัจจุบันนี้ เผาทาง วิญญาณ แล้วเป็นเหตุให้เผาทางกาย ทางภายนอก ทางวัตถุออก มา เป็นสงคราม หรือเป็นอะไร ทำให้เกิดการแก่งแย่งช่วงชิงกัน ต่อไปอีก. โ รคที่ ๕ อยากจะระบุชื่อว่าเป็น โรคของการพัฒนาสิ่งที่ ไม่จำเป็นต้องพัฒนา หรือทำสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องทำมากขึ้น ทุกที. พวกคุณเป็นนักศึกษาย่อมทราบดีว่า โลกกำลังก้าวหน้า มากในทางการศึกษา การค้นคว้า การประดิษฐ์ จนกระทั่งทำ เป็นขนาดหนัก เรียกว่า อุตสาหกรรม แต่แล้วก็ขอให้ดูผลที่เกิด ขึ้นอีกทางหนึ่ง จากการที่มันก้าวหน้าเกินขอบเขต หรือว่าก้าว หน้าไปในทางที่ไม่จำเป็น มันก็เนื่องมาจากเรื่องที่ว่ามาแล้ว คือ

น.115 ๑๐๗ มันไม่สันโดษ มันต้องการไม่มีขอบเขต. คำว่าไม่มีขอบเขต มันหมายความว่า มันเกินความจำเป็น เมื่อมันต้องการเกิน ความจำเป็น มันก็ค้นคว้าประดิษฐ์ประดอยเกินความจำเป็น ของ เกินจำเป็นมันก็ออกมา แล้วมันก็ยิ่งมากขึ้น ๆ เกินจำเป็นมากขึ้น นี้เป็นมูลเหตุของความไม่สงบในหมู่มนุษย์. การก้าวหน้าทางวิชาแพทย์ มันก็ก้าวหน้ามาก มากอย่าง น่าอัศจรรย์ ขนาดที่จะเปลี่ยนเครื่องอาหลั่ยของคนเหมือนกับ เปลี่ยนเครื่องอาหลั่ยรถยนต์ อย่างนี้มันก็จะทำได้ แต่แล้วอย่าลืม ว่า มันไม่ได้ทำให้มนุษย์มีความสงบสุข มันทำให้ยุ่งมากขึ้นเกิน ความจำเป็น ไม่ยอมตายในกรณีหรือในสถานะที่ควรจะยอมตาย อย่างนี้มันก็เป็นเรื่องยุ่งมากขึ้น บ้ามากขึ้น. ยกตัวอย่างเช่น เปลี่ยนหัวใจ อย่างนี้มันได้ผลไม่คุ้มค่าของ ความยุ่งยากลำบาก มันยังไม่ถึงเวลา เอาไว้ทีหลังก็ได้ อย่าไป สร้างความยุ่งให้มันเกิดขึ้นมากเกินความจำเป็น ควรจะแก้ไขส่วน ที่จำเป็นที่ควรจะแก้ไข โดยที่มันไม่เกิดความยุ่งยากลำบาก แล้ว เมื่อถึงเวลาตาย ก็ควรให้มันตายไปด้วยความสงบ อย่าไปกระตุ้น ไว้ อย่าให้มันตายไม่ลง. เรื่องทางแพทย์นี้ มันอาจจะเลยเถิดไปถึงกับจะคอยกระตุ้น หล่อเลี้ยงไว้ จนมันตายไม่ลง แล้วมันก็ตายอย่างไม่รู้ว่าตายเมื่อไร

น.116 ๑๐๘ ตายลงในลักษณะอย่างไร คือตายไม่ได้สติ อย่างนี้เป็นสิ่งที่ไม่พึง ประสงค์ในทางฝ่ายศาสนา ที่เขาต้องการให้คนตายอย่างมีสติ ตาย อย่างชนะความตาย. เดี๋ยวนี้เขากลับไปหล่อเลี้ยงไว้ ใส่นั่นใส่นี่ ฉีดโน่นฉีดนี่ ให้มันซึมกระทือ แล้วมันตายเมื่อไรก็ไม่รู้ มันตาย อย่างผู้แพ้ ผู้ไม่รู้สึกตัว ในทางสมัยใหม่เขาจะถือว่าดี หรืออะไร ก็ตามใจ ผมไม่ทราบไม่สนใจด้วย แต่ถ้าทางธรรม ทางศาสนา แล้วเขาถือว่าเสียหาย เพราะไม่ได้ตายด้วยสติสัมปชัญญะ ด้วย ความรู้สึกตัว หรืออย่างชนะความตาย ทางธรรมะต้องการให้มีสติ ทำกาละ-คือ ตาย นี้ รู้สึกตัวอยู่แล้วก็ดับจิต ดับลงไปเหมือนกับ เราปิดสวิตไฟหรือดับตะเกียง. อย่างนี้เขาถือว่าเป็นผู้ลืมตา เป็น ผู้มีแสงสว่าง เป็นผู้มีชัยชนะต่อความตาย เมื่อมันไม่ควรจะอยู่ แล้วจะอยู่ไปทำไม ? ดังนั้นการที่ไป ประดิษฐ์ประดอยในส่วนนี้ ก็เรียกว่าเป็นส่วนเกิน. พวกที่มีเงิน จะเปลี่ยนหัวใจเพื่อมีอายุอยู่ต่อไปอีกสองสามเดือนสองสาม ปี ก็เพื่อสนุกสนานเท่าเดิม ไม่เห็นมีประโยชน์อะไร ทาง ศาสนาจึงถือว่ามันเกินไป มันฝืนความประสงค์ของพระเจ้า. พวกคริสเตียนเขาก็ต่อต้าน หรือคัดค้านในการทำสิ่งที่เกิน ไปอย่างนี้ เขาให้เหตุผลว่า มันขัดความประสงค์ของพระเจ้า คน ก็ไม่เชื่อฟัง ถ้าทางศาสนาพุทธจะให้เหตุผลบ้าง ก็เรียกว่า

น.117 ๑๐๙ ฝืนธรรมชาติ ผิดความมุ่งหมายของพระธรรม มันก็เหมือนกัน; ที่แท้มันคือโง่ ไปทำส่วนเกินมากเกินไป ทำแต่ส่วนพอดี ดีกว่า จะ ได้เอาเวลานั้นไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น แล้วก็ไม่ต้องมีอาการชนิด ที่เรียกว่ามันเกินไป มันทุเรศเกินไป. ที่พูดนี้ไม่ใช่จะแกล้งติเตียน พูดไปเพียงให้เห็นในส่วนเกิน ที่ก้าวหน้าจนเกินไปในทางที่ยังไม่ควรจะก้าวหน้า ควรจะก้าวหน้า ในสิ่งที่ควรจะก้าวหน้าให้มากกว่านั้น คือให้ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ มีจิตใจที่มีสติสัมปชัญญะ มีเหตุผล ไม่มีอวิชชาแทรกแซง. ทีนี้ ก็มาถึงเรื่องทางวัตถุทั่ว ๆ ไป ไม่เฉพาะแต่การแพทย์ การประดิษฐ์ประดอยอะไรต่าง ๆ ที่เขาประดิษฐ์กันขึ้นมากมาย นั้นมันส่วนเกิน. มนุษย์วิ่งออกไปสู่ส่วนเกินอย่างวิ่งทีเดียว มิได้หยุด หรือมิได้เดินไปช้า ๆ แต่มันวิ่งออกไปสู่ส่วนเกิน ก็คือ โลกนี้มันวิ่ง มันหมุนอย่างหมุนจี๋ มันก็ยิ่งยุ่งมาก มันมีส่วนเกิน มากเท่าไร มันก็มีความทุกข์มากเท่านั้น ขอให้ไปสังเกตดู ผลผลิต ผลประดิษฐ์ขึ้นมานี้ มันมีส่วน เกินมากยิ่งขึ้นทุกที. เด็ก ๆ มันก็โง่ หรือหลง มาแต่ในท้อง: เช่น เกิดมาก็ต้องมีโทรทัศน์ ต้องมีตู้เย็น ต้องมีรถยนต์ ต้องมี ตึกอะไรอย่างนี้ มันก็วางมาตรฐานอย่างนั้นมาแต่ในท้อง พอเกิด มา ลืมตาขึ้นมาก็เห็นสิ่งเหล่านี้ แต่คนโบราณไม่ต้องการสิ่งเหล่า

น.118 ๑๑๐ นี้ อยู่ได้โดยไม่ต้องการสิ่งเหล่านี้ ถ้าหากว่าสิ่งเหล่านี้มันทำให้ เกิดความยุ่งยากลำบากมาก ก็ไม่ต้องการ. คนสมัยนี้หาว่าคนโบราณโง่ ครึคระ ไม่ก้าวหน้า แต่คน โบราณเขาไม่ได้หลงมากในเรื่องส่วนเกิน คนโบราณเขาต้องการ แต่เพียงเท่าที่มันพอดี ที่อยู่ได้อย่างผาสุก ถ้าก้าวหน้าก็ก้าวหน้า ไปอย่างมีเหตุผลที่มันมี คือก้าวหน้าไปอย่างช้า ๆ ทีละนิด ๆ มัน ไม่ได้วิ่งจี๋ หรือกระโดดพรวดพราด จะไปโลกพระจันทร์ หรือ ไปอะไรทำนองนี้ มันทำให้เปลืองหรืออะไรเกินกว่าที่ควรจะเปลือง แล้วมันก็ทำให้เกิดความยุ่งยากลำบาก เกินกว่าที่ควรจะยุ่งยาก ลำบาก เพราะมันเห็นแก่ตัวมากขึ้น มันก็เลยไม่เอื้อเฟื้อผู้อื่น จะ ปล่อยให้ผู้อื่นนอนตายเกลื่อนไปหมดก็ได้ โดยที่เราจะไปทำส่วน เกินส่วนเฟ้อเหล่านั้นด้วยเงินของเราเอง ไม่เอาไปเจือจานกัน. คุณไปพิจารณาดูตามตัวอย่างนี้ จะพบว่าส่วนเกินนั้นมัน ให้โทษลึกซึ้ง และทำให้ผู้เป็นเจ้าของสิ่งนั้นหิว เป็นเปรตอยู่ เสมอด้วยเหมือนกัน มีความต้องการอย่างไม่มีหยุดพัก เรียกว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัว โวหารนี้จำไว้ด้วย "เห็นกงจักรเป็นดอก บัว" นี้กำลังมีมากขึ้นในโลกนี้ ไปเห็นสิ่งที่มันจะล้างผลาญมนุษย์ ว่า มันเป็นสิ่งที่ก้าวหน้า หรือเป็นความเจริญ นี้เรียกว่าเห็นกงจักร เป็นดอกบัว.

น.119 ๑๑๑ โรคที่ ๖ อยากจะระบุ เป็น โรคความเห็นแก่ตัวข้างเดียว ยิ่งก้าวหน้าตามแบบของชาวโลกนี้เท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มความเห็นแก่ตัว เท่านั้น. การศึกษาก็เพิ่มความเห็นแก่ตัว การกีฬาก็เพิ่มความเห็นแก่ ตัว มีรากฐานเป็นอย่างนี้ ที่นี้การประกอบการงานอะไรต่อไป ข้างหน้ามันก็เป็นการเห็นแก่ตัว เพราะมันเป็นโรคเห็นแก่ตัวชนิด ขึ้นสมอง หมายความว่ามันเกินขอบเขต หรือว่าถึงขีดสูงสุด ตา มันมองไม่เห็นผู้อื่นแล้ว มันเห็นแต่แก่ตัวเท่านั้น มันก็เลยเห็น แก่ตัวมากขึ้น ๆ เพราะฉะนั้นการที่จะทำอะไร จะศึกษาเล่าเรียน อะไรก็ตาม สมัยโบราณเขาให้ภาวนา เขาให้ว่าคาถาที่จูงใจตัวเอง ให้มองเห็นความจริง ความถูกต้อง ความยุติธรรม ให้นึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วทำสิ่งนี้เพื่อพระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์ด้วยซ้ำไป ไม่ใช่เพื่อความเห็นแก่ตัว. อย่างเช่น คุณเข้ามาเรียนวิชาแพทย์กับอาจารย์ พอนาที เริ่มแรก อาจารย์เขาจะให้นึกถึงพระเจ้า นึกถึงความจริง ความ ถูกต้อง ความยุติธรรม ความอะไรที่เราเรียกว่าพระธรรม แล้ว เราก็จะทำสิ่งนี้ตามที่เป็นธรรม เพื่อความเป็นธรรม เขาก็เป็น แพทย์ที่มีอุดมคติ ออกมาเพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์ให้ไม่มีความทุกข์ เกี่ยวกับโรคทางกาย อย่างนี้เห็นค่าจ้างรางวัลนั้นเป็นขี้ฝุ่นอยู่ใต้

น.120 ๑๑๒ ฝ่าเท้าเสมอ เห็นการได้ทำหน้าที่ตามอุดมคติเป็นสิ่งสูงสุดอยู่บน ศีรษะ บูชาอยู่ มันก็ไม่มีช่องทางที่จะเห็นแก่ตัว มันก็เจริญไปได้ เหมือนกัน ได้ประโยชน์ก้าวหน้าหรือเจริญไปได้ ต้องการทรัพย์ก็ ได้ทรัพย์ ตามที่ควรจะได้ เพราะว่าเราเป็นแพทย์เพื่อเยียวยาความ ทุกข์ยากของคนอื่น ไม่ใช่เป็นพ่อค้า อย่างนี้มันก็เลยไม่มีความ เห็นแก่ตัวที่จะก่อรูปร่างขึ้นมา. จะเล่าเรียนอะไรก็ตาม เขาจะให้บูชาพระก่อนเสมอ เพื่อ ย้อมความไม่เห็นแก่ตัวไว้ทุกวัน ๆ ๆ เดี๋ยวนี้มันหลับตาทำอะไร อย่างเครื่องจักร พอกพูนความเห็นแก่ตัวอย่างเครื่องจักร โลก มันจึงเป็นโลกของพวกภูตผีปีศาจ ที่เห็นแก่ตัว ไม่ดูหน้าใคร นี่ เรียกว่าเป็นโรคเห็นแก่ตัว ชักชวนกันมาเป็นพวกก็เพื่อเห็นแก่ พวก เพื่อจะไปทำลายพวกอื่น มีเชื้อโรคมาตั้งแต่กองเชียร์ใน สนามกีฬาของมหาวิทยาลัย นี้คือเชื้อ (Germ) ของความเห็นแก่ ตัว รวมพวกกันเพื่อจะทำลายพวกอื่น หรือเพื่อจะข่มขี่พวกอื่น ยกย่องส่งเสริม หรืออะไรแก่พวกตัวเท่านั้น. นี้เป็นการศึกษาที่ ผิด เพราะมันเพิ่มความเห็นแก่ตัว. โรคที่ ๗ อยากจะระบุว่าเป็น โรคที่ไม่รู้จักบุญคุณของ พ่อแม่ หรือผู้มีบุญคุณ.

น.121 ๑๑๓ เพราะมีแต่ความก้าวหน้าทางวัตถุ ทางวิทยาศาสตร์ เห็น การที่ลูกเกิดมาจากพ่อแม่นี้เป็นของธรรมดา เหมือนกับผลไม้ ต้น ผลไม้สืบพันธุ์ ก็เลยไม่มีช่องว่างเสียเลย ว่าพ่อแม่นี้เป็นผู้มีบุญ คุณเหลือล้นแก่ชีวิตของเรา. มนุษย์คล้ายเครื่องจักรมากขึ้น ไม่มี ความรู้สึกทางจิต ทางวิญญาณ พ่อแม่ก็เลยไม่มี มันเหมือนกับ ลูกผลไม้ที่มันออกมาจากต้นไม้ มันก็ไม่ถือว่าต้นไม้เป็นเหมือนพ่อ แม่ คล้าย ๆ กันอย่างนั้น มันเหมือนเครื่องจักร. ทีนี้มนุษย์ที่พัฒนาการ ทางจิตทางวิญญาณสูง มันควรจะ มีความรู้สึกอะไรที่ลึกกว่านั้น คือว่ามีพ่อแม่ พ่อแม่มีบุญคุณใน ความเป็นพ่อแม่ ถ้าไม่มีความเป็นพ่อแม่ มันก็เหมือนสุนัขและ แมว มันไม่เห็นความเป็นพ่อแม่ พ่อแม่ก็ไม่ต้องมีบุญคุณ ไปดู สุนัขและแมวเป็นต้นนั้นเป็นตัวอย่าง. ถ้ามนุษย์มันต่างจากสัตว์ เหล่านั้น มันก็ต้องมีพ่อแม่. สถาบันพ่อแม่นั้นสูงสุด ประเสริฐ สุดอยู่บนศีรษะ และมีบุญคุณอย่างยิ่ง เรายอมตายก็ได้ อย่าว่า แต่จะยอมเสียของรักเสียของอะไรเพื่อตอบแทนบุญคุณพ่อแม่เลย. เดี๋ยวนี้คนหนุ่มสาวไม่เป็นอย่างนั้น เห็นแก่ตัวกู เห็นแก่ ประโยชน์ของกูทางเนื้อหนัง เลยไม่เคยตอบแทนพ่อแม่ในเรื่องนี้ มันก็พอดีกัน ครั้นตกไปถึงชั้นลูกชั้นหลาน มันก็เป็นอย่างนี้มาก ขึ้น สถาบันพ่อแม่จะหายไป คุณคอยสังเกตดู.

น.122 ๑๑๔ นักเรียนไปเรียนเมืองนอก กลับมาก็หาว่าตัวมีบุญคุณต่อ พ่อแม่ เพราะทำให้พ่อแม่มีชื่อเสียง นี้เป็นเรื่องที่เขาเล่า เป็น ความจริง ไม่ใช่เป็นนิทานกุข่าว แทนที่พ่อแม่จะมีบุญคุณแก่ลูก ลูกกลับกลายเป็นผู้มีบุญคุณแก่พ่อแม่. โรคที่ ๘ อยากจะระบุว่า โรคที่ถือว่า ครูบาอาจารย์เป็น ลูกจ้าง ไม่ใช่ผู้มีบุญคุณ. โรคนี้ระบาดมาจากเมืองนอก เข้ามาเมืองไทย ครูบา อาจารย์ก็เป็นลูกจ้างมากขึ้น ทำความเคารพอย่างครูบาอาจารย์ไม่มี สถาบันครูบาอาจารย์ไม่มี มีแต่สถาบันลูกจ้างสอนหนังสือ แล้ว สัตว์ทั้งหลายจะเป็นอย่างไร มันไม่มีครูบาอาจารย์ชักนำในทาง วิญญาณ หรือจูงในทางวิญญาณ. สำหรับครูบาอาจารย์ก็เหมือนกัน เป็นสถาบันที่ตกต่ำลงไป ทุกที เพราะมันออกมาจากวัฒนธรรมที่ไม่เห็นว่า ครูบาอาจารย์มี บุญคุณสูงสุด คือเป็นผู้นำทางวิญญาณ จนเขาจะทำอย่างไรกับ ครูบาอาจารย์ก็ได้ เรื่องทางเมืองนอกเมืองนามันปรากฏอยู่เป็น ประจำวัน คุณไปดูเอาเองก็แล้วกัน นี้ผมระบุว่า เป็นโรคอกตัญญู เชื้อโรคของความอกตัญญูมันระบาด ไม่รู้คุณพ่อแม่ ไม่รู้ คุณครูบาอาจารย์.

น.123 ๑๑๕ โรคที่ ๙ อยากจะระบุว่า ความไม่เคารพคนเฒ่าคนแก่ พระเจ้าพระสงฆ์. วัฒนธรรมโบราณ คนเฒ่าคนแก่ ได้รับความเคารพยกย่อง แม้จะเป็นคนยากคนจนเข็ญใจ หรือคนบ้า ๆ บอ ๆ อะไรก็ตาม ใจ ความเป็นคนเฒ่าคนแก่ของเขานั้น เขายกให้เป็นสถาบันที่ว่าคน หนุ่มสาวจะต้องเคารพ นี้คือแก่ทางร่างกาย. ที่นี้ถ้าแก่ทางวิญญาณ คือเป็นสมณพราหมณ์ เป็นพระเจ้าพระสงฆ์ก็ยิ่งต้องเคารพ. เดี๋ยว นี้คนแก่ถูกมองในแง่ที่น่ารังเกียจ จนกระทั่งพ่อแม่ของตัวเองนั้น แหละ พอแก่เฒ่าขึ้นมา ลูกหลานก็มองว่าเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ น่า จะหลีกไปเสียให้พ้น เห็นพระเจ้าพระสงฆ์ เป็นคนครึคระล้าสมัย ถ้ามองกันที่ถูกที่ต้องแล้วมันต้องไม่ใช่อย่างนั้น คนเฒ่า คนแก่นั้น แม้เขาจะไม่มีอะไรกับเราก็ตามใจ แต่ว่าเขาเกิดก่อน เรา เห็นโลกก่อนเรา ถ้าเราเคารพคนเฒ่าคนแก่อยู่ เราก็จะสนใจ เอื้อเฟื้อคนเฒ่าคนแก่ รับฟังความคิดความเห็นของคนเฒ่าคนแก่ ซึ่งเขาคงจะบอกอะไรให้แก่เราได้ไม่น้อยเหมือนกัน. คุณอย่าลืมข้อเท็จจริงที่ว่า วิชาความรู้ในโลกมนุษย์มันสืบ มาจากคนที่เกิดทีแรกเสมอ แม้ทางวิทยาศาสตร์ขนาดไปโลก พระจันทร์ได้ มันก็งอกงามออกมาจากความรู้ขั้นต้น ๆ ของคนที่

น.124 ๑๑๖ เกิดก่อนตายก่อน จนไม่รู้ว่ากี่ร้อยกี่พันปีมาแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมา ตรัสรู้เอาเองได้เดี๋ยวนี้ ฉะนั้นการรับฟังคนที่เกิดก่อน แล้วก็ให้ เกียรติแก่คนที่เกิดก่อนนั้น เขาถือกันว่าเป็นสถาบันศักดิ์สิทธิ์ อันหนึ่ง สำหรับพระเจ้าพระสงฆ์ หมายความว่าท่านเกิดก่อนในทาง ฝ่ายวิญญาณ ทั้งหมดนี้ไม่ต้องนับรวมคนที่บกพร่อง เพราะ พระเจ้าพระสงฆ์ที่ปลอมบวชก็มี พระเจ้าพระสงฆ์ที่เหลวไหลก็มี เมื่อเราพูดว่าพระเจ้าพระสงฆ์ ก็หมายความว่าเป็นสถาบันที่ถูกต้อง แต่เอาเถอะอย่างน้อยก็ขอให้ถือว่าเป็นสัญญลักษณ์ เช่นเดียวกับ ธงชาติเป็นสัญญลักษณ์ของชาติ เราเคารพผ้าขี้ริ้วผืนนั้นในฐานะ เป็นสัญญลักษณ์ของชาติ ที่นี้คนที่แก่หง่อม มีร่างกายที่น่าเกลียดนั่นแหละ มันเป็น สัญญลักษณ์ที่เกิดก่อนเรา แก่ก่อนเรา เห็นโลกก่อนเรา หรืออะไร เหล่านี้ หรืออย่างน้อยพระเจ้าพระสงฆ์ หรือผ้าเหลืองนี้ ก็เป็น สัญญลักษณ์ของความสงบ ถ้าเราเหลือบเห็นพระสงฆ์ เราก็นึกถึง ความสงบ แล้วเราก็บูชาบุคคลที่สนใจในความสงบ หรือมีความ สงบ ถ้าอาการอย่างนี้ยังมีอยู่ คือเคารพคนแก่คนเฒ่า พระเจ้า พระสงฆ์ในศาสนาแล้ว โลกก็ไม่กระโจนไปสู่กองไฟได้ง่ายเหมือน เดี๋ยวนี้ เพราะมันยังมีจิตใจที่อ่อนโยน ไม่กระด้าง.

น.125 ๑๑๗ โรคที่ ๑๐ อยากจะระบุอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่อไปอีก คือ เป็น โรคชอบเพื่อนอันธพาล มากกว่าชอบเพื่อนที่เป็นสัตต- บุรุษ. โรคนี้มันฟักตัวขึ้นมาอย่างที่ไม่ทันรู้สึกตัวหรือไม่น่าจะเป็น เมื่อตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสอย่างโรคที่หนึ่งทีแรกแล้ว มันก็ชอบ เพื่อนที่ส่งเสริมกิเลสด้วยกัน คือความเป็นอันธพาล มันน่าประ- หลาดที่เด็ก ๆ รุ่นหลังนี้ชอบเกเร เกกมะเหรก ข่มเหงผู้อื่น แล้ว ออกไปเป็นเด็กอันธพาล จำนวนจิ๊กโก๋จิ๊กกี๋มากขึ้น เกิดพรึบขึ้น มาอย่างนี้ มันเป็นโรคชอบเพื่อนอันธพาลมากกว่าเพื่อนที่เป็น สัตบุรุษ เพื่อนที่สงบถูกต้องเรียบร้อยถูกมองไปในแง่ ครึคระ อาการที่มีความโลดโผน อันธพาล ชกต่อย ตีรันฟันแทง จน กระทั่งฆ่ากันด้วยลูกระเบิด อย่างนี้มันกลายเป็นสิ่งที่นิยมชมชอบ กลายเป็นแฟชั่นขึ้นมา. โรคที่ ๑๑ อยากจะระบุว่า เป็นโรคไม่รู้จักศิลปของ พระเจ้า เป็นคำบัญญัติเฉพาะ "ไม่ชอบศิลปของพระเจ้า" พระเจ้า คือธรรมชาติ. ไม่ชอบศิลปตามแบบตามธรรมชาติ ตามมาตรฐานธรรม- ชาติ ซึ่งมีลักษณะแห่งความสงบ มัวไปคิดประดิษฐ์ศิลปแบบ ต่าง ๆ แบบใหม่ ๆ นี้คุณรู้ดีกว่าผมก็ได้ ศิลปแบบหลัง ๆ นี้เป็น

น.126 ๑๑๘ ศิลป (art) อะไรที่คนอื่นดูไม่ออก นอกจากคนที่ไปบ้าหลงมัน เท่านั้น มันมีกฎเกณฑ์ศึกษากันอย่างนั้นอย่างนี้อย่างโน้น ตั้งพัก ตั้งนานกว่าจะไปเข้าใจศิลปอันนั้น แล้วชอบศิลปอันนั้นได้ ศิลป เสียเวลา ศิลปที่ไม่มีประโยชน์ ศิลปที่ทำให้บ้ามากขึ้น เพ้อฝัน มากขึ้น ไม่มีความสงบ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ เป็นศิลปเสพติด เหมือนกับสูบกัญชายาฝิ่น ไปหลงในศิลปประดิษฐ์ใหม่นั้น ส่วน ศิลปความงามตามธรรมชาติ ของดินฟ้าอากาศ ของดวงดาว ดวง จันทร์ ดวงอาทิตย์ ทะเล ภูเขา ไม่มีใครชอบ ซึ่งมีลักษณะของ ความสงบนั้น. เขากลับไปประดิษฐ์ศิลปที่ทำให้เพ้อฝัน เลื่อนลอยไปตาม ความโง่ ความหลงบูชาในสิ่งแปลกประหลาด แล้วก็ไปเรียกว่า ศิลป หรือความงาม ถ้าเป็นไปอย่างนี้มากขึ้นมันก็จะเป็นทางเหิน ห่างจากความสงบมากขึ้น จะไปสร้างความคิดฝันใหม่ ๆ ที่มันไหล ไปด้วยอำนาจของอวิชชา กิเลส ตัณหา แปลก ๆ เท่านั้นเอง เขา จะเรียกว่าด่าหรืออะไรก็ตามใจ หรือเขาจะรุมกันด่าผมตอบก็ตาม ใจ ผมต้องพูดอย่างนี้ว่า มนุษย์กำลังเป็นโรคไม่ชอบศิลปของ พระเจ้า แต่ชอบศิลปที่เลื่อนลอยไปตามอำนาจของอวิชชา ที่ อยากจะทำอะไรแปลก ๆ.

น.127 ๑๑๙ โรคที่ ๑๒ อยากจะระบุถึง โรคที่ไม่มีศีลข้อ กาเมสุ- มิจฉาจาร กาเมสุมิจฉาจาร นั้นคือ ศีลที่ห้ามไม่ให้ล่วงเกินของรักของ ผู้อื่น โดยเฉพาะวัตถุแห่งกามารมณ์ของผู้อื่นนั่นแหละ เช่น บุตร ภรรยา เราก็รู้กันดี เดี๋ยวนี้เราจะยกเลิกศีลข้อนี้กันมากขึ้นทุกทีใน โลกนี้. เพราะคนไทยไปตามกันพวกฝรั่ง เรื่องศีลข้อกาเมสุมิจฉา- จารก็ค่อย ๆ จาง ๆ ไป ตามแบบของพวกที่หลงวัตถุนิยม การ ประทุษร้ายภรรยาของผู้อื่นนี่จะไม่ถือกันว่าเป็นความผิดแล้ว กำลัง จะไม่ถือว่าเป็นความผิดแล้ว เพราะความลุ่มหลงในกามารมณ์หนัก ขึ้น ก็จะแลกเปลี่ยนภรรยากันเฉพาะวันเฉพาะคืน เพื่อกามารมณ์ ที่แปลกออกไป นี้เป็นลักษณะที่เรียกว่า จะไม่มีศีลข้อกาเม- สุมิจฉาจารกันแล้ว เดี๋ยวนี้เจริญด้วยเรื่องคุมกำเนิดทางวัตถุ ทาง การปฏิบัติอย่างไรก็ตามเถิด คนหนุ่มคนสาวก็ไม่ต้องกลัวโทษที่จะ เกิดมาจากข้อกาเมสุมิจฉาจารยิ่ง ๆ ขึ้น โลกไม่มีศีลข้อที่ ๓ นี้ก็จะ หนักขึ้น ๆ ในโลกนี้ ทั้งคนโสดและทั้งคนที่มีครอบครัว. ทีนี้จิตใจมันก็เสื่อมทรามตกต่ำ. จิตใจที่มันเสื่อมทรามนี้ มันทำอะไรได้ทุกอย่าง มันจะมีการอวดอวัยวะที่ไม่ควรอวด เครื่องนุ่งห่มที่ไม่เป็นเครื่องนุ่งห่ม แต่เป็นเครื่องที่ส่อแสดง อวัยวะที่ไม่ควรส่อแสดง. เพื่อประหยัดเวลา คุณไปดูภาพ

น.128 ๑๒๐ นางเบ็ด ที่อยู่ในตึกโรงหนัง แล้วลองอ่านข้อความนั้นดู นั่นคือ การอวดอวัยวะที่ไม่ควรจะอวด เพราะจิตใจมันตกเป็นทาสของ กามารมณ์ จะยกเลิกศีลข้อที่ ๓ ข้อกาเมสุมิจฉาจาร ความมีจิต ทรามนี้ระบาดออกไป ไม่มีหิริ ไม่มีโอดตัปปะมากขึ้น โลกนี้ก็ เป็นโลกของภูตผีปีศาจอีก. โรคสุดท้าย โรคที่ ๑๓ อยากจะระบุว่า โ รคประชาธิปไตย ชนิดที่เชือดคอตัวเอง. โลกเรากำลังบูชาลัทธิประชาธิปไตย มันเป็นประชาธิปไตย ของคนที่เป็นทาสวัตถุ เป็นทาสของกามารมณ์ มันก็ชวนกันเฮไป หาวัตถุ หรือกามารมณ์ขึ้นเป็นพระเจ้า มันก็เป็นประชาธิปไตย ในทางเป็นทาสของกามารมณ์ของวัตถุ ประชาธิปไตยนั้นมันดีต่อ เมื่อ มันเป็นธรรมาธิปไตย คือบูชาพระธรรม บูชาพระเจ้า และ เป็นประชาธิปไตยอิสรภาพ เสรีภาพ เพราะว่า พระเจ้า หรือ พระธรรมนั่นแหละช่วยให้เรามีเสรีภาพจากอำนาจของกิเลส เดี๋ยว นี้เราได้ประชาธิปไตยมา สำหรับทำอะไรตามชอบใจไปในทางเป็น ทาสของกิเลส นี้เรียกว่า ประชาธิปไตยชนิดเชือดคอตัวเอง ให้ มนุษย์สูญเสียความเป็นมนุษย์ที่มีมนุษยธรรม แล้วก็เฮไปในทางที่ เห็นแก่ตัวอย่างที่ว่ามาแล้ว เพราะว่าทุกคนเป็นโรคเห็นแก่ตัวอยู่ แล้ว พอได้ประชาธิปไตยมา ก็เฮไปในทางเห็นแก่ตัว เพราะ

น.129 ๑๒๑ ทุกคนเป็นโรคเห็นแก่ตัว การประชุมในที่ประชุม มันก็โหวตไป ในทางทำตามความเห็นแก่ตัว นี้ก็คือ เชือดคอตนเอง. เพราะฉะนั้นโลกกำลังมีความทุกข์ยากลำบากเพราะเศรษฐ- กิจ เพราะสงคราม เพราะอะไรมากขึ้น ก็เพราะประชาธิปไตยทำไป เพื่อประโยชน์แก่เนื้อหนัง ทำไปเพื่อส่วนเกินที่ไม่ควรจะเกิน เหมือนที่ว่ามาแล้วในข้อต้น ๆ ผลสุดท้ายยอดของประชาธิปไตย ก็คือ ลัทธิแบบ ฮิปปี้อิสมฺ ไม่ได้หมายถึงตัวฮิปปี้ แต่หมายถึง ความหมายของลัทธิฮิปปี้อิสมฺ คือการบูชาประชาธิปไตยในทาง เนื้อหนังของตนเอง มีปรัชญาของตัวเอง เพื่อให้เป็นอิสระในการ ที่จะบูชากิเลสไปตามอำนาจของกิเลส ที่ผมเรียกเอาเองว่าฮิปปี้อิสมฺ ตามความหมายของพวกฮิปปี้. การศึกษา การก้าวหน้าของการศึกษา กระทั่งประชาธิป- ไตยนี้ ที่มันเดินไปผิดทาง มันเดินไม่ถูกทาง มันก็เพื่อเชือดคอ ตัวเองด้วยการเป็นทาสของอารมณ์มากขึ้น ธรรมหรือศาสนาเข้า ไปไม่ได้ในรัฐสภาของพวกที่เป็นประชาธิปไตยชนิดนี้ ไม่มีพระเจ้า ไม่มีศาสนา ไม่มีธรรมในสภานั้น ๆ นี้ไม่ใช่คำด่า เป็นเพียงคำ แถลงตามความรู้สึกที่มองเห็น จากการสังเกตมาเป็นปี ๆ ๑๐ ปี ๒๐ ปี. - ๓๐ ปี ฝากไปให้คุณคิดดูด้วย เพราะเป็นโรคที่ร้ายที่สุด ของโลกในปัจจุบันนี้ คือโรคประชาธิปไตยชนิดที่เชือดคอตัวเอง.

น.130 ๑๒๒ มียอดสุดของอุดมคติ หรือปรัชญา เป็นฮิปปี้อิสมฺ ตามใจตนเอง ด้วยเรื่องทางเนื้อหนัง. วันนี้ เราได้พูดกันมาจนเกินเวลาไปบ้างแล้ว เพื่อให้ _ หมดตัวอย่างที่อยากจะยกมาให้เห็นว่า โรคที่กำลังลุกลามอยู่ในโลก แสดงอาการปรากฏออกมาให้เห็นได้ ในสายตา ของโลกยุคปัจจุบัน นี้ อย่างน้อยที่สุดก็มีอยู่อย่างที่ยกมาให้เห็น เป็นตัวอย่างนี้. นี้ก็มีต้นตอมาจากความเป็นคนไข้ของอวิชชา ขยายอาการ ออกไปเป็นตัณหา เป็นอุปาทานตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ซึ่งคุณต้องการจะเรียน จะศึกษา จะเข้าใจ จึงได้มากันถึงที่ ดังนั้นจึงต้องพูดถึงเรื่องที่มันเป็น Practical จริง ๆ อย่างนี้ สำหรับ ที่จะรักษา เยียวยา แก้ไขตามวิถีทางของพุทธศาสนา จะชอบหรือ ไม่ชอบ จะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย ผมไม่ถือเป็นหลักสำคัญ ผมจะพูดแต่ที่ผมเห็นว่าควรจะพูด หรือมีเหตุผล ในการที่จะแก้ไข โลกให้ดีขึ้น ตามความมุ่งหมายของพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นนาย แพทย์ ผู้จะเยียวยารักษาโรคทางวิญญาณของโลกนี้อยู่ตลอด กัลปาวสานต์. นกก็ร้องพอดี วันนี้แปลว่าหมดเวลา ขอยุติไว้เท่านี้ก่อน. พิมพ์ที่โรงพิมพ์ ศึกษาการพิมพ์ เลขที่ 129/21 ตรอกวัดดงมูลเหล็ก อ. บางกอกน้อย จ. ธนบุรี นายสันติ ออสกุล ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา 2516

น.131 พิมพ์ใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ยอดนวนิยายอมตะอิงธรรม เรื่องสั้นชุด หลวงตา เล่ม ๑- ๒-๓ และ เรื่อง อุเทนราช ของ แพรเยื่อไม้ เป็นหนังสือที่มหาชนกำลังเรียกร้อง และรอคอยกันอย่าง เกรียวกราวทั่วประเทศ เป็นหนังสือที่จำหน่ายดีที่สุด ได้รับคำ วิจารณ์ชมเชยจากหนังสือพิมพ์มากที่สุด ดียอดเยี่ยม จนกระทั่ง มหาวิทยาลัยเอาไปใช้เป็นหนังสือเรียนของนิสิตนักศึกษา หลวงตา เล่ม ๑-๒-๓ กระดาษปรู๊ฟเล่มละ ๗ บาท หลวงตา เล่ม ๑-๒-๓ กระดาษปอนด์เล่มละ ๑๐ บาท ค่าส่งลงทะเบียนเล่มละ ๓ บาท อุเทนราช กระดาษปรู๊ฟเล่มละ ๒๐ บาท กระดาษ ปอนด์เล่มละ ๓๐ บาท ค่าส่งฟรีสั่งซื้อที่ นายวิโรจน์ ศิริอัฐ ผู้จัดการ สำนักหนังสือธรรมบูชา ๕/๑-๒ ถนนอัษฎางค์ กรุงเทพ ฯ ๒ ส่งเงินทางตั๋วแลกเงิน

น.132 อาการของโรคทางวิญญาณ : 1. โรคที่ไปเป็นทาสของวัตถุ บูชาวัตถุ 2. โรคที่เกลียดพระเจ้า หรือเกลียดพระธรรม 3. โรคที่ไปขยายการกินดีอยู่ดี จนกลายเป็นอบายมุข 4. โรคความไม่รู้จักสันโดษ 5. โรคที่ไปพัฒนาสิ่งที่ไม่จำเป็น ทำในสิ่งที่ไม่จำต้องทำ 6. โรคความเห็นแก่ตัวข้างเดียว 7. โรคที่ไม่รู้จักบุญคุณคน 8. โรคที่ถือว่า ครูบาอาจารย์เป็นลูกจ้าง ไม่ใช่ผู้มีบุญคุณ 9. โรคความไม่เคารพคนเฒ่าคนแก่พระเจ้าพระสงฆ์ 10. โรคชอบเพื่อนอันธพาล มากกว่า ชอบเพื่อนที่เป็นสัตตบุรุษ 11. โรคไม่รู้จักศิลปของพระเจ้า 12. โรคที่ไม่มีศีลข้อกาเมสุมิจฉาจาร 13. โรคประชาธิปไตยชนิดที่เชือดคอตัวเอง

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต