Buddhadasa.org
หนังสือแนวสังเขปของโบราณคดีรอบอ่าวบ้านดอน › อ่านฉบับเต็ม

📖 แนวสังเขปของโบราณคดีรอบอ่าวบ้านดอน

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — แนวสังเขปของโบราณคดีรอบอ่าวบ้านดอน

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.7 ฆ เจ้าหน้าที่ในกองโบราณคดีหลายท่าน ได้ให้ความช่วยเหลือทุกประการ ที่จะให้ได้ นับตั้งแต่การหยิบยืมหนังสือเพื่อการตรวจสอบ ทำรูปเจ้าภาพต้นฉะบับภาพบางภาพให้เป็น การด่วน และพาไปนครปฐมเป็นการพิเศษ ฯลฯ. นายวงศ์ ศรียาภัย นายสุวรรณ สุวรรณรักษ์ เจ้าของร้านถ่ายรูปวงศ์สุวรรณ ไชยา ไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย ในการรีบ เที่ยวถ่ายภาพต่าง ๆ ในไชยาเป็นการด่วนและแม้ไกล ๆ ในป่าดง ล้างอัดขยายให้โดยไม่คิด ค่าแรงงานแต่อย่างใด เป็นการร่วมการกุศล. นายฟ่อน สำภา ศึกษาธิการอำเภอไชยา ให้ตัวอย่างวัตถุหินบันดาที่พบทางอำเภอท่าขนอน. พระสมุห์แก้ว ทินฺโนกาโส วัดวชิราราม ไชยา ช่วยเหลือผู้เขียนทุกวิธีทาง เกี่ยวกับการทำหนังสือเล่มนี้. และยังมีมิตรสหายหลาย ท่านได้ช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ กัน เพื่อให้หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นได้ตามประสงค์. โรงพิมพ์ไทย เขษม เอื้อเพื่อร่วมการกุศลด้วยการคิดค่าทำแม่พิมพ์สกรีนนัมเบอร์ ๑๓๓ เท่ากับราคา นัมเบอร์ ๑๐๐. โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย ให้ความร่วมมือเร่งรัดการพิมพ์จนเสร็จ ทันเวลาอันเหลือกระชั้น เป็นพิเศษสุดที่จะช่วยได้ จนหนังสือนี้เสร็จได้ทันเวลาที่ผู้เขียนมีอยู่ อย่างจำกัด ในการควบคุมการพิมพ์. ทั้งหมดนี้ ขอขอบคุณโดยทั่วกัน ทั้งโดยส่วนตัว ผู้เขียนและเจ้าภาพที่จัดงาน. หวังว่าท่านผู้อ่านทุกคน คงได้รับความพอใจ ในการที่ได้ร่วมกันบริจาคในการ กุศลของชาติ ในครั้งนี้โดยทั่วกัน. ผู้รวบรวมมาเล่า. ก. ท. ๑๕ ก. พ. ๙๓

น.8 แก้คำผิด หน้า บันทัด คำว่า แก้เป็น ฆ ๒ เจ้าภาพ ภาพ ๑ ๑๗ ดินท ดินที่ ๕ ๓ ชุม ชุกชุม ๗ ๑๑ สอน สอบ ๑๐ ๑๗ ผิดบอก ผิด บอก ๑๕ ๒๔ รับความ รับ ๑๖ ๒๓ แม้สุด แม้ที่สุด ๑๙ ๒๑ รัตต รักต ๒๔ ๑๘ ปีมา ปี ๒๖ ๑๓ (เติมคำว่า ดูภาพที่ ๔๘ ล่าง) ๓๑ ๖ จะได้ จะเห็นได้ ๓๘ ๑ ๒๑-๒๒ ๒๕ ถึง ๒๘ ๓๘ ๒๒ หลักเมือง. หลักเมือง, ๓๘ ๒๓ นี่ส่วน นี่, ส่วน ๔๕ ๔ พิพิธฑ พิพิธ ๔๗ ๑๔ ถง ถึง ๕๖ ๒๐ แค่ค่าย แต่ค่าย ๖๐ ๕ ฮุด - ซ ฮุด - ซี ๗๑ ๑๐ เงื่อม เงื่อน ๗๒ ๒๒ เชื่อ ชื่อ ๗๔ ๑๔ เลอเม ๑ เลอเม ๗๘ ๑๑ เจ้าพระ เจ้าและพระ ๗๘ ๒๕ ซ่อง ซ่อน ๘๐ ๒๓ ยุคิ ยุติ

น.9 ภาพ ๑ เครื่องมือหิน แห่งสมัยหิน ยุคหลัง ซึ่งพบแถบรอบอ่าวบ้านดอน.

น.10 ภาพ ๒ ตัวอย่างชนเผ่าพันธุ์เดิมเผ่าหนึ่ง ที่เหลืออยู่บริเวณรอบอ่าวบ้านดอน.

น.11 ภาพ ๓ ตัวอย่างชนเผ่าพันธุ์เดิมพวกหนึ่ง ในดินแดนรอบอ่าวบ้านดอน ที่อำเภอไชยา,

น.12 ภาพ ๔ พระนารายน์เขาศรีวิชัย พระนารายน์เวียงสระ พระนารายน์ตะกั่วป่า

น.13 ภาพ ๕ วิษณุศิลา คิว ไกรวะศิลา พระพุทธรูปสมัยคุปตะ ทั้งสามภาพ พบที่เวียงสระ เมืองเก่าในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

น.14 ภาพ ๖ เทวรูปศิลา ๓ องค์ ในต้นไม้ ในป่า กึ่งทาง ระหว่างตะกั่วป่า ถึงอ่าวบ้านดอน.

น.15 ภาพ ๗ ประเพณีแห่พระประจำเมืองไชยา พราหมณ์ประจำเมืองไชยา

น.16 ภาพ ๘ การไว้จุก ซึ่งเป็นวัฒนธรรมอินเดียเก่าแก่มั่นคง ในรอบอ่าวบ้านดอน

น.17 ภาพ ๙ พระพุทธรูปสมัยทวาราวดี พบที่วัดพระธาตุ ไชยา

น.18 ภาพ ๑๐ พระพุทธรูปสมัยทวาราวดี พระพุทธรูปสมัยทวาราวดี พบที่เชิงบันไดพระบรมธาตุ ไชยา. พบในวิหารเก่าวัดเววน ไชยา.

น.19 ภาพ ๑๑ พระพุทธรูปสำริด สมัยทวาราวดี พระพุทธรูปศิลา ขนาดเท่าคน พบในเจดีย์เก่า พุมเรียงไชยา สมัยทวาราวดี พบที่วัดแก้วไชยา

น.20 ภาพ ๑๒ พระพุทธรูปศิลา และอื่น ๆ พระพุทธรูปศิลา ทวาราวดี สมัยทวาราวดี ที่หลักเมืองไชยา. ซ้าย, ที่วัดนบไชยา. ขวา, ที่กาญจนดิษฐ์

น.21 ภาพ ๑๓ มุขลึงค์ แบบจาม พบบริเวณรอบอ่าวบ้านดอน ( ที่หนองหวาย ).

น.22 ภาพ ๑๔ " เจ้ามรรคผล " ภาพปูนปั้น ตุ๊กตาเสียกบาลเนื่องด้วยการชนไก่, สองข้างประตูวัดจามปา ไชยา.

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.23

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.24

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.25

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.26

น.27 ภาพ ๑๙ (รูปภาพ) (รูปภาพ) (รูปภาพ) (รูปภาพ) พระเจดีย์ประเภท "ถ่ายแบบจากแบบศรีวิชัย" อันส่อถึงอิทธิพลแห่งการช่างแบบสมัยนี้ ทั่วบริเวณรอบอ่าวบ้านดอน.

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.28

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.29

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.30

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.31

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.32

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.33

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.34

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.35

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.36

น.37 ภาพ ๒๙ (รูปภาพ) อวโลกิเตศวรศิลา พบในจังหวัดสุราษฎร์ธานี. อวโลกิเตศวรศิลา พบที่วัดพระธาตุ, ไชยา. อวโลกิเตศวรศิลา พบที่วัดศาลาทิ้ง, ไชยา.

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.38

น.39 ภาพ ๓๑ (รูปภาพ) พระพุทธรูป สำริด สมัยศรีวิชัยพบที่ฐานพระบรมธาตุ, ไชยา (รูปภาพ) พระเมตไตรยสำริด สมัยศรีวิชัย, สุราษฎร์ธานี

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.40

น.41 ภาพ ๓๓ (รูปภาพ) พระนารายณ์ศิลา สมัย ? พบที่วัดศาลาทึง ไชยา. รูปสำริด ตารา ( วสุนธรา ? ) พบที่บ้านนายสอน, ไชยา. พระอิศวร ศิลา สมัย ? พบที่วัดพระธาตุ, ไชยา.

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.42

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.43

น.44 ภาพ ๓๖ การขุดวัดหลง เจดีย์สมัยศรีวิชัย, ไชยา.

น.45 ภาพ ๓๗ วัดหลง. บางส่วนของโบราณสถานที่ขุดลอกออกให้เห็น เป็นแบบสมัยศรีวิชัย บน ซ้าย. สังคโลก และ พระพุทธรูปเงิน ที่ขุดพบที่ฐานพระเจดีย์.

น.46 ภาพ ๓๘ พระเจดีย์และโบราณวัตถุประดับพระเจดีย์เขาสายสมอ และสระน้ำใหญ่ใกล้บริเวณนั้น.

น.47 ภาพ ๓๙ บน ภูเขาศรีวิชัย ล่าง. ภูเขานางเอ.

น.48 ภาพ ๔๐ ถ้วยโบราณสมัยสูง ขุดพบจำนวนมาก บ้านนายสอน, ไชยา. เศียรพระพุทธรูปกระเบื้อง พบที่วัดศรีเวียง, ไชยา.

น.49 ภาพ ๔๑ บน. พระศิลาแดง สามองค์ ก่อนซ่อม. ล่าง. บันดาเครื่องศิลาแดง ในบริเวณพระบรมธาตุ.

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.50

น.51 ภาพ ๔๓ (รูปภาพ) (รูปภาพ) (รูปภาพ) (รูปภาพ) บน-ซ้าย. ตระพังจิก. บน-ขวา. วัดชนะสงคราม. ล่าง. อุโบสถและการเปรียญวัดสมุหนิมิตร.

น.52 ภาพ ๔๔ (รูปภาพ) พระพุทธรูปสำริดมารวิชัย สมัยอยุธยา, วัดใหม่พุมเรียง, ไชยา. (รูปภาพ) บานหน้าต่างสลัก วัดโพธาราม พุมเรียง ไชยา.

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.53

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.55

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.56

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.57

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.58

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.59

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.60

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.61

น.62 · แผนที่ รอบอ่าวบ้านดอน และเส้นทางข้ามแหลม จากตะกั่วป่า มายังไชยา 100 8 บ คันธุลี หนองหว้า 3 เชยก อาว 0 ตะกั่วป่า ฮาเบอร์ บ้านดอน เขาศรวิชย ท่าทองอุแท กาญจนดิษฐ์ 0 10 20 คีรีรัฐ 9° ทุ่งตึก แม่น้ำคีรีรัฐ แม่น้ำหลวง 9 เขาพระนารายน์ เวียงสระ นครศรีธรรมราช 98 99° ตามเค้าความของ ควอริช เวลสฺ 100 แผนที่ ๑

น.63 แผนที่ ๒ แผนที่ แสดงการมาของอารยธรรม อินเดีย สู่คาบสมุทอินโดจีน โดย ดร. เอ้ช. ซี. ควอริตช เวลสฺ ทวาราวดี จามปา ตะกั่วป่า ไชยา สุมาตรา ปาเล็มบัง ชวา

น.64 จีน ' อินเดีย ตามสุข พม่า อมราวดี สยาม มาทราส O ท่าทอน 8 8 เมอรคุย 8 ไชยา ลังกา ตะกั่วป่า 8 บอเนียว แผนที่ สุมาตรา แสดงทางมาแห่งอารยธรรมอินเดีย สู่คาบสมุท ตามเค้าความของ ริยินาลดฺ เลอ เมยฺ แผนที่ ๓

น.65 แผนที่ ๔ 160 165 170 แผนที่แหลมอินโดจีน สมัยปโตเลมี เขียนโดยนักศึกษา สมัยศตวรรษที่ ๑๔ พิมพ์ใน แถลงการณ์รอยแยลเอเซียติค มลายันบร้านช ปี๑๙๓๖ ธันวาคม . น. ๑๐-๑๑ 10 10 Balonga Tagora (ตะโก) 5 5 (ชะวา ) Zaba 5 Perimoulikos Gulf Takola (ตะกั่วป่า) ·Perimoula 0 oKole Palanda (ปะเหลียน) Sabana 5 5 160 165 170

น.66 แผนที่ ๕ แผนที่แหลมอินโดจีน สมัยปโตเลมี ยี.อี. เยรินิ เขียน (จาก Researches on Ptolemy's Geography ) บาลองกา ตะกอรา · ตะโกลา · ซา บา อ่าวเปริเมาลิกอส เปริเมาลา โกลิ ปะลันดา ซาบานา

น.67 โบราณคดี ของดินแดนรอบอ่าวบ้านดอน ตอนที่หนึ่ง ว่าด้วยเรื่องก่อนประวัติศาสตร์ ของดินแดนรอบอ่าวบ้านดอน เรื่องราวตอนก่อนประวัติศาสตร์ ของดินแดนรอบอ่าวบ้านดอน ก็เป็นสิ่งที่ทราบ ได้ยาก เช่นเดียวกับของดินแดนส่วนอื่น ๆ ทั่วไป และมีน้อยเต็มที่ เท่าที่ควรหยิบขึ้น พิจารณาสำหรับการศึกษาในเรื่องนี้ เท่าที่มีวัตถุพยานปรากฏ ก็คือ ( ก.) เรื่องลักษณะ แผ่นดินของธรรมชาติ ของดินแดนรอบอ่าวบ้านดอน. ( ข.) เรื่องเครื่องมือหิน ( Stone Implement) ของมนุษย์ในสมัยอายุหินยุคหลัง ( Neolithic Age). และ (ค.) เรื่อง มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในดินแดนส่วนนี้ ในสมัยก่อนแต่ชาวอินเดียเข้ามาครอบครอง, ซึ่งพอจะ ประมวลเป็นเรื่องราวได้ดังต่อไปนี้ :- ( ก.) ลักษณะของแผ่นดินรอบอ่าวบ้านดอน ลักษณะของแผ่นดินที่เราจะพิจารณากันในเรื่องนี้ ก็คือแผ่นดินในท้องที่อำเภอไชยา อำเภอท่าฉาง อำเภอพุนพิน อำเภอท่าขนอน อำเภอเมือง และอำเภอกาญจนดิษฐ์ ซึ่ง ตั้งอยู่รอบอ่าวใหญ่อ่าวหนึ่ง ในตอนกลางของแหลมมลายูทางด้านตะวันออก อันเรียกกันใน ปัจจุบันนี้ว่า อ่าวบ้านดอน. เมื่อพิจารณาดูตามนัยแห่งธรณีวิทยา ตามพื้นดินอันเป็นที่ราบต่ำ ทั่ว ๆ ไปโดย รอบอ่าวนี้แล้ว เราจะเห็นได้ว่า แผ่นดินรอบ ๆ อ่าวบ้านดอนนั้น เป็นแผ่นดินทเพิ่งจะงอก ออกมา และทั้งกำลังงอกอยู่เรื่อย ๆ ในอัตราที่รวดเร็วอย่างน่าพิจารณา. ถ้าประมาณว่า เมื่อ ๒๐๐๐ ปีมาแล้ว อ่าวบ้านดอนจะยังกินลึกเข้าไปในแผ่นดินของสมัยปัจจุบันนี้ อย่าง น่าประหลาดใจที่เดียว คือถึงกับจะกล่าวได้ว่า ทะเลกินลึกเข้าไปถึงเขตต์คีรีรัฐ หรืออำเภอ ท่าขนอน ในทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอ่าว ส่วนทางทิศตะวันตกหรือตะวันตกเฉียงเหนือ

น.68 ๒ ของอ่าวนั้น อำเภอท่าฉางเป็นทะเลเสียตั้งครึ่ง. อำเภอไชยาซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของอ่าว และติดต่อกับอำเภอท่าฉางก็เป็นอย่างเดียวกัน คือทะเลจะเข้าไปเกือบจดแนวตลาดไชยา และวัดพระธาตุไชยา แล้ววกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของตัวเมือง. ทั้งนี้มีเหตุผลอยู่ หลายประการคือ นอกจากจะชุดพบดินทะเลหรือวัตถุที่ส่อความเป็นทะเล อยู่ใต้ผิวดินเพียง ตื้น ๆ ในบริเวณพื้นที่เหล่านี้แล้ว ระดับพื้นดินทั้งหมดในเขตต์ที่กล่าวนี้ ในปัจจุบันนี้ เฉลี่ย แล้ว สูงกว่าระดับน้ำทะเลอย่างมากสัก ๖ ฟุตเท่านั้น. การเพาะปลูกในเขตต์เหล่านี้ ยังถูก น้ำเค็มรบกวนอยู่เสมอ. ภูเขาต่าง ๆ ในผืนแผ่นดินที่กล่าวนี้ ล้วนแต่มีลักษณะเคยเป็นเกาะ กลางทะเลมาแล้วเมื่อไม่นาน โดยฉะเพาะเช่นภูเขาศรีวิชัย อันอยู่ในทุ่งนา กลางอำเภอ พุนพินเวลานี้ ก็ส่อลักษณะว่า ที่แท้ก็คือเกาะศรีวิชัย อันตั้งอยู่กลางอ่าวบ้านดอนเมื่อสมัย พันกว่าปีมาแล้วนั่นเอง. อำเภอพุนพินในปัจจุบันนี้ แทบทั้งอำเภออยู่ในทะเลของสมัยโน้น ส่วนทางทิศใต้ของอ่าว คือในเขตต์อำเภอกาญจนดิษฐ์นั้น มีลักษณะส่อว่า แม้จะมีส่วนที่ เป็นทะเลบ้าง ทางด้านทิศเหนือของเขตต์อำเภอนั้นในปัจจุบันนี้ แต่ก็คงไม่มากเหมือนทาง ด้านอื่น ๆ ของอ่าว. แต่ถึงกระนั้นก็พอจะกล่าวได้ว่า ตัวเมืองกาญจนดิษฐ์เก่าคือ ท่าทอง อุแท ( หรือ อุทัย แต่ออกเสียงอย่างฮินดู เป็น อุแด ) ก็ได้ตั้งอยู่ริมทะเลในสมัยโน้นเหมือน กัน. ในปัจจุบันนี้ แผ่นดินตอนที่เป็นก้นข่าว คือเขตต์อำเภอท่าฉาง อำเภอพุนพิน อำเภอเมือง และอำเภอกาญจนดิษฐ์ส่วนที่ติดต่อกับอำเภอเมืองทั้งหมดนี้ กำลังงอกออกไป ในทะเล โดยอัตราที่รวดเร็ว เพราะอำนาจของแม่น้ำตาปี ที่พาเอาโคลนเลนดินทราย มาถมอ่าว ให้ตื้นเขินออกไปอย่างไม่รู้จักหยุดหย่อน นี้ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง น่า จะเข้าใจว่า แผ่นดินของโลก ตรงที่รอบอ่าวบ้านดอน หรือฝั่งตะวันออกของแหลมมลายู ตอนกลาง เป็นแผ่นดินอยู่ในยุคที่กำลังฟูหรือลอยตัวขึ้น ๆ อยู่แถบหนึ่ง เช่นเดียวกับแถบ อื่นของโลกอีกหลายแถบ ที่กำลังเป็นเช่นนั้นไม่มากก็น้อย. สังเกตได้จากภูเขาต่าง ๆ ของ รอบอ่าวบ้านดอน ส่วนมากหรือแทบทั้งหมด ชั้นกำเนิดที่เป็นส่วนใหญ่ หรือส่วนสำคัญในลูก หนึ่ง ๆ ของมัน ย่อมเอียงเฉเทไปทางทิศตะวันออกเสมอ. ถ้าเป็นดังกล่าวนี้ นี้ก็เป็นอีกข้อ

น.69 ๓ หนึ่ง ที่ทำให้แผ่นดินแถบนี้ทั้งแถบ สูงขึ้นจากระดับน้ำทะเล เร็วขึ้นกว่าแม่น้ำตาปีจะขน โคลนมาถมอ่าวตามลำพัง. มีผู้สังเกตเห็นว่า ดินโคลนตอนก้นอ่าวนี้ คือตอนที่ได้รับโคลน ของแม่น้ำตาปี ได้กำลังตื้นเขินเป็นดอนออกไป ปีละประมาณ ๑๐-๒๐ วา. ทั้งหมดนี้ทำให้ เห็นได้ชัดเจนว่า อ่าวบ้านดอนในสมัยเมื่อ ๒๐๐๐ ปีมาแล้วนั้น ทะเลยังกินลึกเข้าไปถึงเขตต์ อำเภอท่าขนอนจริง ๆ ฉะนั้น การที่จะศึกษาความเป็นไปของมนุษย์ในดินแดนส่วนนี้ ใน สมัยก่อนประวัติศาสตร์ หรือแม้ที่สุดแต่ในสมัยเมื่อสักสองพันปีมานี้ก็ตาม เราจะต้องเข้าใจ ถึงลักษณะทางภูมิศาสตร์ และธรณีวิทยาของแผ่นดินผืนนี้ของเราให้ถูกต้องเสียก่อน มิ ฉะนั้นจะเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ไม่ได้, หรือได้ ก็ไม่ตรงตามที่เป็นจริงเต็มที่. ยังมีสิ่งสำคัญกว่านั้น ที่จะต้องศึกษาต่อไปก็คือ เมื่ออ่าวกินลึกเข้าไปในแผ่นดินถึง ขนาดนั้นแล้ว ยังมีแม่น้ำเป็นเส้นทางต่อจากอ่าวลึกเข้าไปในแผ่นดินอีก ตรงไปยังเขตต์สัน แผ่นดินแบ่ง ( Watershed ) ซึ่งทางฟากตะวันตกของสันแผ่นดิน ก็มีแม่น้ำตะกั่วป่าเข้า มาหา. ความอำนวยของธรรมชาติในข้อนี้ ทำให้เกิดการคมนาคมขนถ่ายข้ามแหลมมลายู ที่ตรงนี้ เป็นทางสำคัญ เป็นการประหยัดเวลาที่จะต้องอ้อมไปยังปลายแหลมสิงคโปร์ ซึ่ง ในสมัยนั้นใช้เรือใบ จะกินเวลาไม่น้อยกว่า ๑ เดือน และถ้าพลาดมรสุม เรือใบเหล่านั้น จะต้องถึงกับรอค้างปี ดังที่ปรากฏในคราวที่สมณะทูตลังกาเข้ามาขอพระสงฆ์ไทยในรัชช- กาลพระเจ้าบรมโกษ เพื่อออกไปให้การอุปสมบทที่ลังกา. ทูตพลอยมาด้วยเรือใบของชาว ฮอลันดา พลาดมรสุมที่ปลาดแหลมมลายูไปหน่อยเดียว ก็ต้องรออยู่ปีหนึ่งทูตจึงมาได้ ดั่งนี้เป็นต้น. การที่มีทางคมนาคมข้ามแหลม ที่สะดวกรวดเร็วตรงอ่าวบ้านดอนกับตะกั่วป่าเช่นนี้ ได้ทำให้เกิดเหตุการณ์อันสำคัญในสมัยโบราณ ในด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีของ อ่าวบ้านดอนเอง ดังที่จะได้กล่าวถึงโดยละเอียด ในบทต่อ ๆ ไปข้างหน้า. ( ข.) เครื่องมือหินของสมัยอายุหิน รอบอ่าวบ้านดอน. การที่ได้ค้นพบเครื่องมือหินแห่งสมัยอายุหิน เป็นจำนวนมากในถิ่นใด ย่อมแสดง

น.70 ๔ ให้เราทราบได้ว่า ถิ่นนั้น ได้เคยมีมนุษย์อาศัยกันมาแล้วตั้งแต่สมัยอายุหิน คือเมื่อหลาย พันปี หรือหมื่นปี แล้วแต่ลักษณะของวัตถุหินที่แสดงอยู่ และทำให้เกิดความพากพูมใจ ในความศักดิ์สิทธิ์ หรือเก่าแก่โบราณของแผ่นดินแถบนั้น แก่ผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในถิ่นนั้น. สมัยอายุหินนั้น แบ่งออกเป็นสองยุค คือสมัยหินยุคแรก ( Palaeolithic age ) อันเป็นสมัยที่ใช้หินทั้งก้อน ๆ หรือตกแต่งแก้ไขบ้าง ก็เพียงหยาบ ๆ ง่าย ๆ, และสมัย หินยุคหลัง ( Neolithic age ) ซึ่งรู้จักทำหินให้เป็นรูปร่างต่าง ๆ ตามพอใจ รู้จักเลือก หินที่แข็งและสีสวย และขัดจนเป็นมัน ถึงขนาดที่แม้พวกเราในสมัยนี้ ก็อดจะพอใจไม่ได้. เครื่องมือหิน ที่พบที่รอบอ่าวบ้านดอน โดยฉะเพาะก็คือที่ตำบลเขาพัง เขตต์อำเภอ ท่าขนอนนั้นมีเป็นจำนวนมาก จนถึงกับคนในตำบลนั้น คนหนึ่งเก็บได้ตั้งหลายขึ้นก็มี, และ เป็นของในสมัยอายุหินยุคหลัง. ส่วนมากที่สุดเป็นรูปขวาน. และที่เป็นรูปยาวออกไปอีกมาก ( เช่นในภาพที่หนึ่ง รูปขวามือ ) แต่จะคล้ายกับอะไรก็ยากที่จะเรียกได้ มีคมเทไปทางเดียว เช่นคมสิ่วหรือคมกบนั้นมีเป็นส่วนน้อย. บางอันที่เป็นรูปขวาน มีคมยื่นออกไปตรงกลาง ( ดังเช่นอันที่สองนับขึ้นทางซ้ายมือ ในภาพที่หนึ่ง ). รูปภาพที่แสดงไว้ในหนังสือเล่มนี้เพื่อ เป็นตัวอย่างนั้น เป็นภาพของวัตถุหินที่ได้รับมาจากทางเขตต์อำเภอท่าขนอนและอำเภอไชยา รวมกัน. ของจริงมีขนาดโตกว่าขนาดในรูปภาพอีกเล็กน้อย. วัตถุหินที่มีรูปร่างเป็นอย่าง อื่นนอกจาก ๒ ชะนิดนี้ ยังไม่เคยพบในแถบนี้ และเชื่อกันว่าไม่มี. ไม่เหมือนวัตถุหินทาง ทวีปยุโรป ซึ่งพบทั้งที่เป็นรูปมีด รูปใบหอกหรือพระขรรค์ และหัวลูกศร. ข้อนี้เชื่อกันว่า เป็นเพราะในแถบมลายูนี้ มีไม้ชะนิดเนื้อแข็ง เช่นไม้ไผ่บางชะนิด และไม้เนื้อแข็งอย่างอื่น ซึ่งมนุษย์ในสมัยอายุหินนั้น ได้ใช้ทำมีดทำใบหอก หรือหัวลูกศรแทนหิน, วัตถุหินจึงมี น้อยอย่างกว่าที่พบในยุโรป ซึ่งไม้เนื้อแข็งดังกล่าวนี้ไม่มี. มิสเตอรฺ ไอวอรฺ ฮ. น. อีแวนสฺ ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้โดยฉะเพาะ ได้เขียนอธิบายไว้ดังนี้ :- "เครื่องมือหิน บันดาที่พบบนแหลมมลายูทั้งหมด ปรากฏว่าเป็นสิ่งที่ทำด้วยน้ำมือ ของคนในสมัยหินจริง ๆ และดูเหมือนว่าเป็นของยุคหลังกว่าที่พบกันในยุโรป. ที่พบแล้ว

น.71 ๕ ส่วนมากเป็นขวาน และ Adze head. ๑ ไม่ปรากฏว่าพบมีด ใบหอก หรือหัวลูกศรเลย. ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะเนื่องจากว่ามีไม้เนื้อแข็งกร้าว และไม้ไผ่ชุมในประเทศนี้. สำหรับไม้ เนื้อแข็งนั้น เขาคงใช้ทำใบหอกและหัวลูกศร, ส่วนไม้ไผ่ ใช้ทำมืดและใบหอกด้วย, ควร จะสังเกตกันด้วยว่า หอกที่ทำด้วยไม้ไผ่นั้น ยังคงใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ โดยพวกมลายูและ พวกคนเดิม ๆ ( Aborigines ) ของถิ่นนี้ โดยฉะเพาะในการล่าสัตว์. และมีดไม้ไผ่ก็ยัง คงใช้กันในวงการพิธีธรรมเนียม เช่นการตัดสายสะดือเด็กเป็นต้น. " ๒ เครื่องมือหิน แห่งสมัยหินยุคหลังนี้ คนพื้นเมืองเรียกกันว่า " หินขวานฟ้า" โดย คิดเอาว่าเป็นหินที่ตกลงมาจากฟ้า ในขณะที่ฟ้าผ่า จึงทำให้มีคนออกเที่ยวค้นหา " หิน ขวานฟ้า" เมื่อผ่าลงแล้วในที่ใดที่หนึ่ง. ถ้าเผอิญไปพบวัตถุหินนี้เข้าจริง ๆ ก็ยิ่งยึดถือว่า เป็นของขลังยิ่งขึ้น. การเป็นเช่นว่านี้ มิใช่จะเป็นกันแต่ในดินแดนรอบ ๆ อ่าวบ้านดอน หากได้เป็นทั่ว ๆ ไปทั้งประเทศเราและประเทศอื่น. ข้าพเจ้าไม่ต้องอธิบายความเรื่องนี้ด้วย ตนเอง แต่ขอยกเอาคำของมิสเตอรฺ อีแวนสฺ มาวางไว้อีก ดังต่อไปนี้ :- " ชาวมลายูบนแหลมมลายู เรียกขวานหินนี้ว่า บาตูลินตา, หะลินตา, หรือ บาตู- บิเตอ, ซึ่งทั้งสามคำนี้ล้วนแต่แปลว่าสายฟ้า. ในเกาะบอเนียวภาคเหนือของอังกฤษ โดย ฉะเพาะที่ตำบล Tempassuk เขาเรียกขวานหินนี้กันว่าฟันฟ้า ( กิกิ กุนตอ - Gigi - Guntor ), โดยคิดว่าเป็นฟัน ๓ ที่ร่วงลงมาจากฟ้า เป็นสายฟ้าฟาด มาจากเทวดาที่คำราม อยู่บนฟ้า. ความเชื่อเช่นนี้ มีในเกาะต่าง ๆ ในหมู่เกาะ มาเล อาคิเปลาโก. และก็มิใช่เป็น สิ่งที่ไม่รู้จักกันในหมู่พวกกริ๊ก. ถึงแม้ในยุโรปบางส่วนในปัจจุบันนี้ ก็ยังมีหมู่คนที่มีความ เชื่อเรื่องขวานฟ้านี้ ในเกาะบอเนียวภาคเหนือ ถือว่าขวานฟ้านี้เป็นเครื่องรางที่มีอำนาจศักดิ์ ๑. Adze head ก็คือสิ่งที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วข้างต้นว่า ไม่ทราบว่าจะเรียกว่าอะไรในภาษาไทยนั่นเอง. คล้ายลิ้น กบไสไม้ แต่ตอนปลายแคบกว่า และบางกว่า. จะคล้ายกับล่มก็ไม่ใช่, แต่เข้าใจว่าคนป่าคงใช้เป็นอาวุธเช่นเดียว กับที่เป็นรูปขวาน. ๒. จาก Ivor H.N. Evans' Ethnology & Archaeology of Malay Peninsula, P. 13 0. ๓. หินขวานฟ้าชะนิดที่เป็นขวานนั้น จะดูคล้ายกับซี่ฟัน มากที่สุด ในเมื่อดูทางด้านข้าง. แต่ต้องเป็นซี่ฟันของ ยักษ์ขนาดใหญ่ - ผู้รวบรวม.

น.72 ๘ ในเขตต์เกดาหฺ, เปรัค, และปาหังตอนเหนือ. พวกนี้ออกมาติดต่อกับมนุษย์ภายนอกเป็น คราว ๆ. ผิวดำผมหยิกเหมือนขนแกะ จมูกแบนกว้าง คางน้อย ฝีปากเชิด และบางคนมี ขนาดเป็นคนแคระเล็กเตี้ย. นอกจากผ้าเปลือกไม้พันตรงท่อนสะเอวแล้ว ก็ปล่อยร่างกาย ล่อนจ้อน. ไม่รู้จักทำไร่ไถนา. เลี้ยงชีวิตด้วยของที่เกิดเองในป่า ล่าสัตว์ ตกปลา และ ดักสัตว์. อาวุธประจำของคนพวกนี้คือ คันศรและลูกศรอาบยาพิษ. อาศัยอยู่ตามเงื้อมผา หรือตามเพิงที่สร้างด้วยใบไม้. ไม่รู้จักสร้างกระท่อมหรือบ้านเรือน. ส่วนพวกซาไกนั้น ส่วนมากอาศัยอยู่ในเขตต์เปรัคตะวันออกเฉียงใต้ และที่ปาหัง ตะวันตกเฉียงเหนือ. พวกนี้ก็มีอะไรที่คล้ายพวกเซมังอยู่หลายอย่าง และสืบพันธุ์ปนกันมา นานแล้ว. ว่ากันโดยสี พวกซาไกสีน้ำตาล จนกระทั่งถึงสีเหลืองก็มี และบางทีเหลืองจาง กว่าพวกมลายูด้วยซ้ำ. ผมยาวสีดำ จมูกตัดแหลมน่าดู ตาได้ระดับขนาน ( คือหางคิ้วไม่ได้ สูงขึ้น ) และดื่มครึ่งเดียว. คางบางแหลม พวกนี้บางหมู่ก็ทาหน้า ( ด้วยเครื่องทาชะนิดหนึ่ง ของเขาเอง ), บางทีก็มีห่วงโลหะหรือขนเม่นร้อยที่จมูก. อาวุธประจำชนพวกนี้คือ ท่อเป่า มีลูกดอกอาบยาพิษ ซึ่งพวกนี้ชำนาญการเป่าเป็นอย่างยิ่ง. ตามปรกติอาศัยในกระท่อม ซึ่ง บางทีก็ทำบนยอดไม้ สูงถึง ๓๐ ฟุตจากพื้นดิน. ( ๒ ) ชนชาวป่าชาวดอย ที่พบทั่วไปบนแหลมมลายูอีกพวกหนึ่ง ก็คือพวกที่เรียกว่า " มลายูเดิม" ( Proto- Malay ). ชนพวกนี้ไม่พูดภาษามลายู. ๑ พวกชากุน ( Jakun ) ซึ่งยังมีอยู่ทางใต้สุดแหลม คือตัวอย่างพันธุ์แท้ในปัจจุบันของชนเผ่านี้. ผิวหนังสีทองแดง เส้นผมตรง ดำ เกลี้ยง แบบชาวมองโกเลียน, กระดูกแก้มสูง ตาเอียงเล็กน้อย. แม้จะ เป็นพวกที่เร่ร่อนอยู่บ้าง ก็รู้จักทำการเพาะปลูก และอาศัยอยู่ในกระท่อมที่น่าดู. ( ๓ ) ชนชาติมลายู ( Malay ) คือชนชาติที่มีเป็นพื้นทั่วไปในแถบมลายาเซีย. นักสำรวจชื่อ วอลแลซ ๒ ( Wallace ) ได้แบ่งกำเนิดชนเผ่านี้ออกเป็น ๔ พวก คือ :- ๑. ผู้อ่านจะต้องมีความเข้าใจให้ถูกต้องว่า ชนเผ่านี้มิใช่คนมลายู. ที่เรียกมลายูเดิม หรือ Proto-Malay ก็เพราะเหตุเพียงว่า อาศัยอยู่บนแหลมมลายูทั่วไปเท่านั้น. ๒. Wallace-Malay Archipelago, Vol. II, P. 439.

น.73 ๙ ( ก ) มลายูบนปลายแหลมมลายู และพวกริมทะเลของเกาะสุมาตรากับบอเนียว. ( ข ) พวกชะวาแห่งเกาะชะวา, มทุรา, และบาหลี, และบางส่วนของล็อมบ็อกและ สุมาตรา. ( ค ) พวกบูกิสแห่งเกาะเซเลเบซ. ( ง ) พวกตะกะลาสแห่งเกาะฟิลิปปินสฺ. ทีนี้ เราจะได้พิจารณากันต่อไปว่า ชนชาติ ๓ เผ่านั้น เกี่ยวข้องอย่างไรกันกับ โบราณคดีของดินแดนรอบอ่าวบ้านดอน. ก็พวกเซมังนั้น คือพวกที่ผะสมขึ้นจากพวกออสโตรลอยดฺและนิกรอยดฺเดิม กับ พวกนิกริโตปาเลอัลไปนฺ. พวกนิกริโตปาเลอัลไปนฺนั้น ปัจจุบันนี้คงมีพันธุ์บริสุทธ์อยู่ใน พวกชาวเกาะอันดามัน. ชนพันธุ์นิกรอยดฺยังคงมีพันธุ์อยู่ตามพวกชาวเขาในพะม่า เช่นพวก ชิน ( Chin ), และมีมากในมณฑลอัสสัมและทั่ว ๆ ไปในอินเดีย. พวกปาเลอัลไปนฺ อีก พวกหนึ่งซึ่งในปัจจุบันนี้พอจะนับได้ว่า ที่มีเหลืออยู่ก็น่าจะได้แก่พวกกะเหรี่ยงพวกเดียว ได้ลงไปทางใต้ผะสมกับพวกเซมังเดิม เกิดเป็นพวกซาไกขึ้น. ๑ เท่าที่กล่าวมานี้เราจะเห็น ได้ว่าชนเผ่านิกริโตนั้น ได้เพ่นพ่านเต็มไปทั่วแหลมมลายู. และเป็นที่เชื่อกันแล้วว่า วัตถุหิน ต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น ก็คือสมบัติของชนเผ่านิกริโตในสมัยดึกดำบรรพ์นั่นเอง. การที่วัตถุหินที่พบในรอบอ่าวบ้านดอน มีลักษณะเหมือนกับที่พบทางปลายแหลมมลายู เช่น ที่เปรัคและปาหังดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ก็ย่อมกล่าวได้ว่า ได้มีชนเผ่าเดียวกันอาศัยอยู่ใน สมัยหนึ่ง ในดินแดนนับตั้งแต่รอบ ๆ อ่าวบ้านดอนลงไปจนถึงปลายแหลมมลายู. นั่นคือ กล่าวได้ว่าชนเผ่านิกริโต อันมีชนชาวเซมังและซาไกในปัจจุบันนี้เป็นตัวอย่างนั้นแล ได้เคย อาศัยอยู่แล้วในดินแดนรอบ ๆ อ่าวบ้านดอน. แม้ที่สุดในปัจจุบันนี้ ในจังหวัดพัทลุงทางที่ ติดต่อกับจังหวัดตรัง ก็ยังมีตัวอย่างของชนเผ่านี้เหลืออยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า เงาะป่า ชะนิดที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยทรงให้นำไปเลี้ยงดู เพื่อการ ศึกษาอยู่คราวหนึ่ง. ๑. จาก The Racial History of Man, (London, 1923), P. 275, ของ Roland B. Dixon. ๒

น.74 ๑๐ ถัดมาจากพวกเซมังและซาไกก็มาถึงรุ่นพวกมลายูเดิม ( Proto-Malay ). พวกนี้ มีรูปลักษณะอย่างเดียวกับพวกไทยใต้ในปัจจุบันอยู่หลายอย่าง ก็น่าจะเป็นเพราะไทยใน ปัจจุบันนี้ โดยฉะเพาะทางภาคใต้เป็นพิเศษ ได้เคยสะสมพันธุ์กันมากับชนเผ่านี้มาแล้วไม่มาก ก็น้อย. สำหรับดินแดนรอบ ๆ อ่าวบ้านดอนในปัจจุบันนี้ ถ้าจะเสาะหาชนที่เป็นตัวอย่างของ ชนเผ่าเดิมหรือโบราณกันจริง ๆ แล้ว ก็เห็นจะมีอยู่แต่ในเขตต์ตำบลปากหมาก ซึ่งอยู่สุด ทางทิศตะวันตกของอำเภอไชยาเท่านั้น. มิสเตอรฺ อีแวนสฺ ได้กล่าวไว้ว่า ๑ " ข้าพเจ้าได้ไป ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยอาศัยคำกล่าวของ แวริงตัน สมิธ ที่กล่าวว่า มีชนเผ่านิกริโต อยู่ที่นั่น ทางทิศเหนือของอำเภอไชยา, แต่เจ้าหน้าที่ที่สุราษฎรธานีบอกแก่ข้าพเจ้าว่า ไม่มีเลย." เรื่องข้างบนนี้ ก็ต้องหมายถึงคนจำนวนน้อยจำนวนหนึ่งที่อยู่สุดปากหมากทางทิศ ตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือนั่นเอง. ชนจำนวนนี้ เวลานี้ชาวบ้านเรียกว่า "ชาว เพลา" ซึ่งเป็นแต่เพราะอยู่ หรือเคยอยู่แถบภูเขาชื่อ เพ ลา ในตำบลนี้มาแล้วนั่นเอง. คำว่า "เพ ลา" หาใช่เป็นชื่อชาติพันธุ์ของชนพวกนี้ไม่. เขาจะเป็นคนเผ่าไหน ยังเป็นการยากที่จะทราบแน่ ในเวลานี้. แต่ที่จะเป็นเผ่านิกริโตนั้น เป็นไปไม่ได้แน่. ขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาดูลักษณะ ในภาพที่สองและที่สาม. ( ดูภาพที่ ๒ และที่ ๓ ). ในภาพนี้แสดงให้เห็นชัดอยู่แล้วว่า ไม่มี ลักษณะแห่งชนเผ่านิกริโตเลยแม้แต่นิดเดียว. แต่คงจะมีใครเข้าใจผิดบอก มิสเตอรฺ แวริงตัน สมิธ ไปอย่างผิด ๆ จนถึงกับทำให้ มิสเตอรฺ อีแวนสฺ ต้องมาสำรวจ. ถ้าจะ พิจารณากันให้ดีแล้ว พวกนี้มีทางที่จะเป็นเผ่ามลายูเดิม ( Proto-Malay ) อยู่ไม่น้อย. ถ้าผิดจากนี้ก็ต้องเป็นเผ่าละว้าหรือเป็นเผ่าไทยอื่น ๆ ที่ได้ลงมาสู่ดินแดนนี้แต่โบราณจน ไม่มีใครทราบ. ที่ว่าอาจเป็นเผ่ามลายูเดิมนั้น ก็อาจสังเกตได้จากภาพถ่ายหลายอย่าง ทั้ง ๆ ที่เหมือนกับคนไทยทั่ว ๆ ไป เช่นเดียวกับที่คนไทยเหมือนกับชนชาวพี่ลิปปินสฺ ซึ่งถ้า ๑. จาก Ethnology & Archaeology of Malay Peninsula, P. 3, by I. H. N. Evans. ( Cambridge 1927 ). มิสเตอรฺ อีแวนสฺ ได้มาที่สุราษฎรธานี ในสมัยพระยาคงคาธราธิบดี เป็นเทศาภิบาล มณฑล. มีข้อความเขียนขอบใจเทศาผู้นี้ไว้มาก. - ผู้รวบรวม.

น.75 ๑๑ ไม่พูดออกมาแล้ว คนไทยทางภาคใต้ย่อมคิดว่าเขาเป็นคนไทยนั้นเอง. ชาว เพ ลา พวกนี้ เวลานี้ก็เหลือน้อยตัวเต็มที่แล้ว เพราะได้สาปสูญไปโดยเร็ว เนื่องจากไม่มีโอกาสจะเป็น อยู่ด้วยความเจริญชะนิดที่จะป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้. อยู่ในป่าสูงตัวขึ้นขุย ทำให้ได้นาม อีกอย่างหนึ่งตามภาษาพื้นเมืองที่นี่ว่า "พวกขี้ปุย" บางคนที่รักษาโรคของตัวหายได้ ก็ ค่อยกลายเป็นชาวบ้านตามธรรมดาก็มี. ตัวเองพูดภาษาอะไรมาก่อนก็ทราบไม่ได้ คงพูดไทย เหมือนชาวบ้านทั่วไป แต่ด้วยสำเนียงที่ค่อนข้างแปลก. อยู่ไกลความเจริญแผนใหม่ ไม่มี การศึกษา. เด็กหญิงอายุ ๑๗ ปี ยังไม่มีลักษณะส่อความเป็นสาว ดังที่ปรากฏในภาพนั้น อยู่รูปหนึ่ง. วิ่งหนีเสียหมดไม่ยอมถ่ายรูป กระทั่งต้องเอาพระสงฆ์เป็นนายประกันถ่ายด้วยกัน บางคนจึงยอมถ่าย. ขอให้ท่านผู้อ่านย้อนไปพิจารณาลักษณะของชนเผ่ามลายูเดิมที่กล่าวมาแล้วข้างต้น อีกครั้งหนึ่ง. ข้าพเจ้าอยากจะเชื่อว่าคน "ชาว เพ ลา" นี่เอง คือคนซึ่งสมัยหนึ่งได้มีอยู่ทั่ว ๆ ไปในรอบอ่าวบ้านดอน และเป็นบรรพบุรุษของคนไทยชะนิดที่เห็น ๆ กันอยู่ในปัจจุบันนี้ โดย การผะสมพันธุ์กันกับชาวอินเดียที่เข้ามาใหม่ และกับชาวไทยที่ลงมาในยุคหลัง จนทำให้ ลักษณะพันธุ์เดิมสูญไป และทำให้คนไทยในภาคใต้ในปัจจุบันนี้ มีลักษณะเปลี่ยนแปลงไป จากคนไทยแท้ในยูนานในเวลานี้อย่างที่จะเปรียบกันไม่ได้เลย. เมื่อกล่าวอย่างสรุปสั้น ๆ ก็ คือว่า เลือดมลายูเดิม เลือดอินเดีย เลือดไทยแท้ สามสายปนกัน เป็นคนไทยส่วนมาก ในภาคใต้ปัจจุบัน โดยฉะเพาะหมายถึงชาวนาชาวสวน. เว้นชาวย่านตลาด ซึ่งมีเลือดจีน ผะสมมากเกินไป. ส่วนชนเผ่าที่ ๓ คือเผ่ามลายูแท้ที่พูดภาษามลายูนั้น ข้าพเจ้ายังค้นไม่ได้ว่า ได้มี การเกี่ยวข้องกันอย่างไรกับโบราณคดีของดินแดนรอบอ่าวบ้านดอน. แต่มีสิ่งหนึ่งซึ่งสะกิด ความสนใจ คือว่าเหตุไรชื่อเกาะต่าง ๆ ในทะเลรอบอ่าวบ้านดอน ตลอดจนชื่อตำบลหรือ สถานที่บางแห่งของดินแดนส่วนนี้ มีชื่อซึ่งไม่ใช่ภาษาไทยอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย. เช่นชื่อ เกาะสมุย เกาะพงัน งัวเต๊ะ งัวตาลับ พะลวย ฯลฯ ตำบลฉะเงอะ กระแดะ ฉะโหละ กระดวด สะแม ปะมะ โมถ่าย สะเวียต ฯลฯ เป็นตัวอย่าง. นายวุฒิ สุวรรณรักษ์

น.76 ๑๒ เป็นผู้หนึ่งที่ได้สนใจในคำเหล่านี้อย่างยิ่ง ได้บอกแก่ข้าพเจ้าว่า เมื่อพยายามสอบสวนดู อย่างละเอียดแล้ว เอาความหมายในภาษามลายูได้แทบทุกคำ และเข้ารูปกับสถานที่นั้น ๆ ทำให้เชื่อว่าเป็นภาษามลายูแน่. แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งจะ สอบหาความจริงกันต่อไป. เมื่อชื่อเหล่านี้เป็นภาษามลายู ก็แปลว่าแม้ชนเผ่ามลายูแท้ ก็ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับ ดินแดนส่วนนี้มาแล้วอย่างไม่น้อยเหมือนกัน. แต่จะเป็นโดยวิธีใดนั้นยังไม่อาจกล่าวได้ในบัดนี้. ฉะนั้น เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นว่า ชนเผ่าใดอาศัยอยู่ในดินแดนรอบอ่าวบ้านดอน ใน สมัยที่พวกอินเดียเข้ามาเมื่อยุค ๒,๐๐๐ ปีมานี้ ก็พอจะมองเห็นคำตอบได้ว่า พวกมลายูเดิม ( Proto- Malay ) นั่นเอง ที่เป็นผู้รับหน้าชนอินเดียเหล่านั้น. และเมื่อไทยลงมา ก็คือพวก มลายูเติมที่ผะสมพันธุ์กันแล้วกับชาวอินเดียอีกนั่นเองที่รับหน้าพวกไทย และกลายเป็นเลือด สามสายที่ปนกันมาชะนิดที่จะแยกกันไม่ออก จนกระทั่งทุกวันนี้. ชนเผ่านิกริโต แม้จะสิ้นไปจากรอบอ่าวบ้านดอนแล้ว ก็ยังได้ฝากอนุสสาวรีย์ไว้เป็น จำนวนมาก ได้แก่ "หินขวานฟ้า" เหล่านั้น. ที่สูญพันธุ์ไปก็เพราะหนีลงไปทางใต้เรื่อย หรือส่วนน้อยก็ผะสมพันธุ์ปนไปในพวกมลายูเดิม, และพวกอินเดียใต้ที่เข้ามาใหม่.

น.77 ตอนที่สอง ว่าด้วยการมาของชาวอินเดีย และอื่น ๆ. แหลมมลายู หรือแหลมทองทั้งหมดนี้ มีนามอีกอย่างหนึ่งว่า สุวรรณภูมิ. ในภาษากริ๊ก ตามบันทึกภูมิศาสตร์ปโตเลมี เรียกว่า ไตรเซ เคอโซนีส (Chryse Chersonesus ) ซึ่งแปลว่าแผ่นดินทองเหมือนกัน. ๑ ข้อนี้ทำให้เราทราบได้ว่า คำว่า เมืองทองนี้ เรียกกันมาพันกว่าปีแล้ว. ศาสตราจารย์ อารฺ. ซี. มชุมทารฺ ๒ เมื่อได้สอบ สวนวรรณคดีอินเดียในสมัยโบราณจนเป็นที่พอใจแล้ว ได้ยืนยันว่า เมื่อรวมแหลมมลายู ทั้งหมด เข้าด้วยกันกับเกาะสุมาตราเกาะชะวาแล้ว วรรณคดีอินเดียโบราณเรียกว่า สุวรรณทวีป. คำว่า "สุวรรณภูมิ" ก็ตาม, "สุวรรณทวีป" ก็ตาม เราจะเห็นได้ว่าเป็น ภาษาอินเดีย คือภาษาบาลี และสันสตฤต, และเป็นถ้อยคำที่มีอยู่ในวรรณกรรมสมัย โบราณของอินเดีย เป็นเวลาสองพันปีขึ้นไปแล้ว. ดินแดนที่เรียกว่าสุวรรณทวีปนี้ ปรากฏจากร่องรอยของโบราณสถาน และโบราณวัตถุ แสดงอยู่ว่า ได้มีชนชาติต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คือชาวอินเดีย ชาวจีน ชาวอาหรับ ชาวเปอร์เซีย ชาวกรี๊ก กระทั่งชนชาวโฟนิเชีย. ในบรรดาชาติต่าง ๆ เหล่านี้ นับว่าชาวอินเดียเป็นชาติที่สำคัญที่ สุด ที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะได้นำเอาวัฒนธรรม, ศาสนา, ศิลปกรรม และอื่น ๆ เข้ามาให้ ซึ่งสำเร็จรูปเป็นศาสนาและวัฒนธรรมประจำชาติไทยอยู่ในเวลานี้. จึงนับว่า ๑. ไครเซ เคอโซนีส หรือ " แผ่นดินทอง” ของปโตเลมีนั้น เขากำหนดเขตรไว้ในบันทึกของเขาว่า ทาง ตะวันตก ตั้งแต่ Takola ลงไปจนสุดแหลม แล้วอ้อมขึ้นมาถึงเมือง Balonka ทางตะวันออก. ( ดูแผนที่ แผ่นที่ ๔ ในเล่มนี้ ). ๒. คือ ดร. อารฺ. ซี. มชุมทารฺ, เอ็ม. เอ. , พีเอ็ช. ดี. ประจำมหาวิทยาลัยแด็กอะ, ประเทศอินเดีย, ผู้แต่งหนังสือชุดใหญ่ชื่อ สุวรรณทวีป.

น.78 ๑๔ เรื่องการเข้ามาของชาวอินเดีย เป็นตัวเรื่องสำคัญ ของเรื่องที่จะกล่าวโดยละเอียดต่อไป ข้างหน้า. สำหรับชนชาติโฟนิเชียน ซึ่งเป็นชาติโบราณเก่าแก่ที่สุดนั้น ดร. ริยินาล เลอ-เม กล่าวไว้ว่า ๑ " มีเหตุผลที่จะเชื่อได้ว่า ชนชาวจีนเองได้มายังแหลมมลายู ตั้ง แต่ยุคแรก ๆ โน้น เพื่อการเสาะหาดีบุก. และยังเป็นไปได้ถึงกับว่า แม้ชนชาวโฟนิเชียน ก็ได้มาสู่ที่นี่เหมือนกัน แม้จะมีหลักฐานแต่เพียงการได้พบเหรียญโลหะผะสมจำนวนมาก เป็นเหรียญแบน ๆ ด้านหนึ่งเกลี้ยง ด้านหนึ่งมีตราสี่เหลี่ยมเป็นรอยลึกลงไป ซึ่งไม่เพียง แต่ขุดพบที่แถบแหลมมลายูของไทยเท่านั้น ยังขุดพบทั่วไปในเกาะบอเนียว และหมู่เกาะ อินโดเนเชียส่วนของฮอลันดาด้วย. เหรียญโบราณเก่าแก่มีตราสี่เหลี่ยมเหล่านี้ เป็น เหรียญของอาณาจักรลิเดีย ( Lydia ) ตั้งแต่หกศัตวัสก่อนคฤสตศักราช ซึ่งนับรวมเข้า ในพวกเหรียญ โฟนิเชียน." เมื่อดูจากเศษกระเบื้องต่าง ๆ ที่เกลื่อนกลาดอยู่ที่ริมทะเลของเมืองตะกั่วป่า ก็ แสดงให้เห็นได้ว่า ชาวจีนได้นำเอาเครื่องกระเบื้องของเขาเข้ามาขายยังถิ่นนั้นตั้ง ๑๖๐๐ ปี มาแล้ว. และชาวเปอรเชีย ก็ได้นำเครื่องกระเบื้องของตน เข้ามาขายด้วยตั้งแต่ ๑๒๐๐ ปี มาแล้วเหมือนกัน. ชาวกรี๊กได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตั้งแต่คฤสตศัตวัสที่ ๒ ถึงที่ ๕ คือ ไม่น้อยกว่า ๑๕๐๐ ปีมาแล้ว. ๒ สำหรับชาวอาหรับนั้น เรามีหลักฐานแน่นอน จากจด- หมายเหตุของพวกอาหรับเอง ซึ่งแสดงให้เราทราบว่า เขาได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับดินแดน ส่วนนี้ตั้งแต่สมัย ๑๑๐๐ ปีมาแล้วเหมือนกัน. ๓ แต่เรื่องราวที่เราจะกล่าวกันโดยละเอียดนั้น ได้แก่เรื่องของชาวอินเดียพวกเดียว. ชาวอินเดีย ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับดินแดนที่เรียกว่า สุวรรณภูมิ หรือสุวรรณ- ๑. จาก "Reginaldle May's Buddhist Art in Siam, p. 35. ๒. จากข้อความใน H. G. Quaritch Wales' Towards' Angkor, p. 46. ๓. จดหมายเหตุอาหรับทั้งหมด เท่าที่ถือกันเป็นแน่นอน แสดงเพียงศัตวัสที่ ๙ แห่งคฤสตศักราช, แต่เขาอาจมาก่อนหน้านั้น ตั้งนานก็ได้.

น.79 ๑๕ ทวีป อย่างไร และตั้งแต่เมื่อไรนั้น มีทางที่จะพิจารณากัน ดังต่อไปนี้. ในวรรณคดีของอินเดีย ฝ่ายสันสกฤต มีเรื่องราวต่าง ๆ ในคัมภีร์นั้น ๆ ที่แสดง ให้ทราบได้ว่า มีพ่อค้าชาวอินเดียเดินเรือค้าไปยังถิ่นต่าง ๆ รวมทั้งสุวรรณภูมิด้วย ตั้ง หลายศัตวัสก่อนคฤสตศักราช. ทั้งนี้เพราะถือว่าวรรณคดีต่าง ๆ ที่กล่าวถึงสุวรรณภูมินั้น แต่งขึ้นเมื่อหลายศัตวัสก่อนคฤสตศักราช. ในวรรณคดีของอินเดีย ฝ่ายบาลี โดยฉะเพาะคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาก็ได้มี กล่าวถึงเรื่อง การเดินเรือไปยังสุวรรณภูมิเหมือนกัน. เช่นสังขชาดก เล่าถึงเรื่องพระ โพธิสัตว์กลัวว่า เงินสำหรับให้ทานในโรงทานของตนจะขาดมือ จึงลงเรือไปค้าทาง สุวรรณภูมิ. ในมหาชนกชาดก เล่าเรื่องพระโพธิสัตว์ ขออนุญาตมารดาไปเสี่ยงโชคทาง สุวรรณภูมิ เพื่อหาทรัพย์มากู้ราชบัลลังก์คืน เรือแตกกลางทะเล จนนางเมขลาต้องช่วย ดั่งนี้เป็นตัวอย่าง. เหล่านี้แสดงให้เห็นได้โดยชัดเจนว่า ในสมัยที่แต่งคัมภีร์ชาดกนั้น ได้ มีการเดินเรือมายังสุวรรณภูมิแล้ว. และคัมภีร์ชาดกนั้น แต่งกันตั้งแต่ราวสมัยไม่น้อย กว่า ๓ ศัตวัสก่อนคฤสตศักราช นั่นคือไม่น้อยกว่า ๒๓๐๐ ปีมาแล้ว. ในจดหมายเหตุแห่งราชสำนักจีน มีกล่าวถึงเจ้าชายโกณฑัญญะ ในประเทศ อินเดีย ฝันว่าพระเจ้าประทานศร และบอกให้ไปเรือทางทิศตะวันออก. ในที่สุดได้มายัง แหลมอินโดจีน ครอบครองอาณาจักรอันมีนามว่า พนม หรือ ฟูนัน อันอยู่ทางภาค ตะวันออกของประเทศไทยเวลานี้ และเลยเข้าไปในประเทศเขมร, ซึ่งเราก็ทราบกันแล้วว่า เป็นอาณาจักรเก่าแก่ทางภาคอาเซียอาคเณย์ เท่าที่ประวัติศาสตร์จะบอกได้ซึ่งไม่หลังกว่า อาณาจักรทวาราวดีที่นครปฐม. ๑ โดยฉะเพาะจดหมายเหตุจีนในสมัยเหลียง ก็มีข้อความ ที่ชี้ให้เห็นได้ว่า แม้อาณาจักร พนม นี้ ก็ได้รับศิลปะและวัฒนธรรมอินเดีย. ผ่านทาง รัฐ พาน-พาน ซึ่งเวลานี้ชี้รัฐนี้ กันที่ท้องที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างอ่าวบ้านดอน กับนครศรีธรรมราช. การที่เป็นเช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าดินแดนทางรอบอ่าวบ้านดอน ได้รับความวัฒนธรรมอินเดียเก่าแก่ก่อนอาณาจักรพนมนั้นเสียอีก ซึ่งทำให้เรากล้ากล่าว ว่า ๑. นักโบราณคดี ถือ ว่า อาณาจักรฟูนัน เกิดขึ้นแล้วก่อน พ. ศ. ๙๐๐

น.80 ๑๖ ชาวอินเดียได้เหยียบย่างบนดินแดนรอบอ่าวบ้านดอน ก่อนการเกิดของอาณาจักรพนม อันเก่าแก่นั้นเป็นแน่. ในวงวรรณคดีของประเทศชะวา มีนิยายโบราณพื้นบ้าน ที่แสดงให้ทราบ ได้ว่า มีชาวอินเดียเข้ามาเป็นเจ้านายปกครอง ตั้งแต่สมัยคฤสตศัตวัสที่ ๑ คือเมื่อ ประมาณ ๑๙๐๐ ปีเศษมาแล้ว. แม้ที่สุดแต่นิยายปรัมปรา หรือที่เรียกว่า "เรื่องประโลม โลกอย่างเก่า" บนแหลมมลายูเรานี้ กระทั่งถึงที่รอบ ๆ อ่าวบ้านดอนเอง ก็ไม่เว้นที่จะ กล่าวถึงชื่อของพระเอก หรือนายโรงของเรื่อง ที่เป็นชื่อของชาวอินเดียในรูปภาษาบาลี หรือสันสกฤต ไม่มีเป็นชื่อไทยเดิมซึ่งคล้ายจีนเลย. ข้อนี้ย่อมแสดงให้เห็นอยู่แล้วว่า แม้ ในสมัยโบราณนั้น ก็มีชนชาวอินเดียเข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะเป็นชนชั้นปกครอง ไม่มาก ก็น้อย. ตามข้อความที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ถึงการมาของชนชาวจีนที่มายังแถบตะกั่วป่า นั้นเล่า ก็หมายถึงการมาเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้ากันกับชาวอินเดียรวมทั้งเปอรเชียและ อาหรับ โดยอาศัยคมนาคมข้ามแหลม ระหว่างตะกั่วป่ากับอ่าวบ้านดอน เพื่อไม่ต้องอ้อม แหลมมลายูถึงสิงคโปร์ นั่นเอง. รวมความว่าเมื่อกล่าวตามเหตุผลที่มีอยู่ ก็กล่าวได้ว่า ชน ชาวอินเดียได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับดินแดนสุวรรณภูมิ เมื่อไม่น้อยกว่า ๒๕๐๐ ปีมาแล้ว. หรือสำหรับบุคคลที่เชื่อข้อความในชาดก เช่นมหาชนกชาดก ที่แสดงอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องใน ชาติก่อน ๆ ของพระพุทธเจ้า ก็จะเชื่อว่า ชาวอินเดียเข้ามาเกี่ยวข้องกับดินแดนนี้ ตั้งแต่ ยุคที่พระพุทธเจ้าท่านยังเกิดเป็นโพธิสัตว์ในชาติก่อน ๆ ซึ่งจะเป็นเวลาที่ยืดยาว ออกไป อีกมากนัก จนนักประวัติศาสตร์หรือนักโบราณคดีไม่อาจรับถือตามได้เป็นแน่. แต่เมื่อกล่าวตามหลักแห่งวิชาโบราณคดี คือถือเท่าที่หลักฐานพะยานปรากฏอยู่ เป็นวัตถุแล้ว เราอาจกล่าวได้โดยการคำนวนจากจดหมายเหตุจีน หรือชิ้นวัตถุ เช่น เศษกระเบื้อง สินค้า หรือแม้สุดแต่รูปปฏิมากรรมต่าง ๆ ที่ตกหล่นอยู่เป็นเครื่องบอกเวลา ก็กล่าวได้แต่เพียงว่า เมื่อสัก ๒๐๐๐ ปีมาแล้วนี่เอง. ระยะเวลาเพียงเท่านี้เท่านั้น ที่เป็น หลักยึดถือกันในฝ่ายวิชาโบราณคดี โดยไม่อาจจะยืดเวลาออกไป ดังเช่นเวลาที่คำนวน เอาด้วยการเกิดในชาติก่อน ๆ ของพระพุทธเจ้าดังที่กล่าวไว้ในชาดกนั้น ๆ เป็นต้นได้.

น.81 ๑๗ แม้ ดร. เลอ .- เม ผู้เชื่อในการมาของชาวโฟนิเชีย ตั้งหลายศัตวัสก่อนคฤศตศักราช ก็ ไม่วายที่จะกล่าวว่า " สิ่งที่น่าเชื่อยิ่งไปกว่าการมาของชนชาติโฟนิเชีย เมื่อ ๘ ศัตวัสก่อน คฤสตศักราชนั้นก็คือการมาของชนชาวอินเดีย ที่ออกแสวงหาดินแดนใหม่นอกอินเดีย ตั้ง แต่เริ่มคฤสตศักราชทีเดียว." ๑ ทั้งนี้ ก็ตกอยู่ในระยะ ๒๐๐๐ ปีนั้นอีกเหมือนกัน. จึงเป็น อันยุติในชั้นนี้ว่า ชาวอินเดีย ได้เข้ามายังดินแดนสุวรรณภูมิ ในลักษณะพ่อค้า และแสวง หาดินแดนเมืองขึ้นนอกมาตุภูมิ ตั้งแต่สมัยเมื่อ ๒๐๐๐ ปีมาแล้ว. พวกชาวอินเดียเหล่านี้ มาจากส่วนไหนของประเทศอินเดียอันกว้างใหญ่และมี ผลอะไรเกิดขึ้นจากการมานั้น ๆ เราจะได้พิจารณากันดังต่อไปนี้ : - ๒ ในสมัยโบราณ วรรณคดีอินเดียได้กล่าวถึงเมืองท่าสำหรับลงเรือมาทางทิศตะวัน ออกคือเมือท่า ตามฺรลิปฺติ เมืองท่า อมราวดี เมืองท่าคอนจีเวรัม. เมืองท่าเหล่านี้ตั้งรายกัน อยู่ทางฝั่งตะวันออกของตัวประเทศอินเดีย. ทั้งนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าพวกพ่อค้าหรือนัก ธุระกิจนั้น ย่อมมาได้จากทุกส่วนของประเทศอินเดีย. แม้เขาจะอยู่ลึกเข้าไปในตัวประเทศ ก็ย่อมเดินทางมาสู่ท่าเรือเหล่านี้ ท่าใดท่าหนึ่งที่สะดวกที่สุดแล้วลงเรือที่นั่นมายัง สุวรรณภูมิ อันมีเมืองท่า ตักโกลาเป็นเมืองท่าสำคัญและจะต้องถึงก่อน. ตักโกลานั้น บัดนี้ เป็นที่ยุตติกันแล้วในวงนักโบราณคดี ว่าได้แก่ตะกั่วป่า. แต่สำหรับเรื่องราวของกระษัตริย์ หรือนักรบ นักผจญภัยชาวอินเดียที่ออกแสวงหาดินแดนนอกมาตุภูมิ ตั้งอาณาจักรขึ้นใหม่ นั้น มีเรื่องราวของตน โดยฉะเพาะเป็นเรื่อง ๆ ไป. สำหรับเรื่องกระษัตริย์ไศเลนทรวงศ์แห่ง สมัยศรีวิชัยนั้น เป็นพวกที่นักโบราณคดีถือกันว่า มาจากอินเดีย ส่วนที่ค่อนลงไปทางใต้ คือแคว้นกาลิงคะ ในบัดนี้, ซึ่งจะได้กล่าวถึงในตอนอันว่าด้วยเรื่องราวในสมัยศรีวิชัย. ในที่นี้ จะพิจารณากันฉะเพาะที่เป็นเรื่องทั่วไป. เมื่อพิจารณาดูจากพระพุทธรูปโดยฉะเพาะ ก็เป็นที่ปรากฏชัดอยู่แล้วว่า พระ ๑. จาก "Reginald le Mays' Buddhist Art in Siam, P 35 ๒. ข้อความตอนต่อไปนี้ ส่วนมาก รวบรวมจาก Towards Angkor ของ ดร. ควอริตชฺ เวลสฺ, ซึ่งไม่บอกที่มาไว้ให้รุงรัง, จะบอกฉะเพาะที่มีที่มาจากที่อื่น. ๓

น.82 ๑๘ พุทธรูปแบบอมราวดี ๑ มีพบทั่วไปตั้งแต่ประเทศเขมร ลงไปตามริมฝั่งมลายู กระทั่งถึง เกาะชะวา และเกาะเซเลเบซ. พระพุทธรูปแบบนี้ เป็นแบบอินเดียแท้ทำที่อินเดีย ตั้งแต่ สมัยคฤสตศัตวัสที่ ๒ ( ราว พ. ศ. ๗๐๐ ), มีถิ่นกำเนิดทางฝั่งอินเดียตะวันออก ตั้งแต่ บริเวณลุ่มน้ำ กีสตนะ ถึงลุ่มแม่น้ำโคทาวารี. จึงเป็นอันกล่าวได้ตามนี้ว่า ชาวอินเดีย จากถิ่นที่กล่าวนี้ ได้มาทางสุวรรณภูมิแล้ว ตั้งแต่ พ. ศ. ๗๐๐-๘๐๐ เป็นอย่างน้อย. และ พุทธศาสนาได้แผ่ไปถึงเกาะเซเลเบซแล้ว ตั้งแต่ยุคนี้เหมือนกัน. ทั้งนี้เพราะว่า ชาวอินเดีย ผู้มายังสุวรรณภูมิ ได้พาพระพุทธรูปมาด้วย เพื่อประโยชน์แก่การเผยแพร่ศาสนาและ วัฒนธรรม โดยมีนักบวชติดมากับขบวนที่มานั้น ๆ ซึ่งแสดงความเป็นพุทธบริษัทอยู่อย่าง เต็มที่. เมื่อพิจารณาดูทางฝ่ายศาสนาพราหมณ์ ก็ปรากฏตามหลักฐานทางโบราณวัตถุ ว่าในคฤสตศัตวัสที่ ๓ ( ราว พ. ศ. ๘๐๐ ) พวกถือศาสนาพราหมณ์ได้ไปถึงฝั่งอินโดจีน ด้านตะวันออก และตั้งอาณาจักรจามปา ถือนิกาย ไศวะ ( พระอีศวร ) กันเป็นปึกแผ่นแล้ว. ในศัตวัสที่ ๔ แห่งคฤสตศักราช ( ราว พ. ศ. ๙๐๐ ) งานออกแสวงหาดินแดน เพื่อตั้งบ้านเมืองของชาติอินเดีย ได้เป็นไปอย่างเป็นปึกแผ่นทั่วดินแดนแห่งสุวรรณทวีป รวมทั้งทางอินโดจีน. ครั้นถึงคฤสตศัตวัสที่ ๕ ( ราว พ. ศ. ๑๐๐๐ ) ก็เป็นที่เชื่อได้ว่า พวกอินเดียที่ อยู่ทางบริเวณปากน้ำคงคา ได้มายังสุวรรณทวีปโดยไม่น้อยหน้าพวกที่มาจากทางใต้. คือ ปรากฏว่า พระพุทธรูปแบบสมัยคุปตะ ชะนิดที่มีแม่แบบอยู่ที่ถ้ำอชันตา ได้มามีอยู่ทั่วไป บนแหลมมลายู ตลอดลงไปกระทั่งถึงหมู่เกาะอีสต อินเดียนของฮอลันดา และมีพบขึ้น ไปถึงแถบอินโดจีนแล้ว. ในยุคนี้เอง ที่ความกระหายในการออกแสวงหาเมืองขึ้นของ ชาวอินเดียได้เป็นไปสูงสุดขีด และเกิดอาณาจักรชะนิดอาณาจักรศรีวิชัยขึ้นในสุวรรณทวีป ๑. พระพุทธรูปแบบอมราวดี คือแบบที่คล้ายทวาราวดีอย่างยิ่ง ผิดกันแต่ที่จีวรทำเป็นกลีบจีวรจริง อย่างแบบคันธาระ. พระพุทธรูปแบบนี้ไม่เหมือนแบบสมัยทวาราวดีอีกอย่างหนึ่ง ก็คือล้วนแต่ทำมาจาก อินเดียทั้งนั้น ไม่เคยพบที่ทำในแถบดินแดนใหม่นี้ และมีน้อยมาก. เคยหลงเอาว่าเป็นแบบทวาราวดีกัน อยู่พักหนึ่ง ต่อมาจึงพบความจริง และแยกออกไว้เป็นอีกสมัยหนึ่งต่างหาก,

น.83 ๑๙ อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าประหลาดที่ว่า พวกนี้ได้พาเอาพระสงฆ์ และช่างกระทำปฏิมากรรม ติดมาในขบวนนั้น ๆ ด้วย อันเป็นเหตุให้เกิดพระพุทธรูป เทวรูปต่าง ๆ และรูปปฏิมา อื่น ๆ ของยุคนี้ขึ้นตามถิ่นที่พวกนี้ไปถึง แทนที่จะมีแต่รูปปฏิมาที่นำติดมาจากอินเดียโดย ตรง และฝีมือที่ทำก็ไม่แพ้กัน. เพราะทำโดยช่างอินเดียแท้. ยุคหลัง เกิดมีการทำโดยช่าง พื้นเมือง หรือผู้ที่ไม่ใช่ช่าง จึงทำให้เกิดรูปปฏิมาชะนิดพื้นเมืองขึ้นอีกประเภทหนึ่งต่างหาก. การยกออกของชาวอินเดียผู้แสวงดินแดนใหม่เหล่านี้ มีทั้งที่ถือพุทธศาสนาและ ศาสนาพราหมณ์ หรือผ่อนตามทั้งสองอย่าง เพราะนักผจญภัยเหล่านั้นมิใช่เป็นนักศาสนา ที่เคร่งครัด จึงถือเอาศาสนาเป็นเครื่องมือของการออกแสวงหาดินแดนของตนตามแต่จะ สะดวกอย่างไร. แต่อย่างไรก็ตาม บางพวกมีศาสนาของตนจำกัดตายตัว เช่นพวกวงศ์ ไศเลนทรแห่งสมัยศรีวิชัย ถือพุทธศาสนาอย่างมหายานอินเดียใต้ โดยฉะเพาะ เป็นต้น. จดหมายเหตุจีน มีข้อความที่แสดงให้เห็นว่า ในสมัยคฤสตศัตวัสที่ ๕ นี้ ภิกษุชาวอินเดีย ชื่อ คุณวรมัน ได้ทำความสำเร็จอันใหญ่หลวงในการเผยแพร่ศาสนาและวัฒนธรรมอินเดีย ที่ประเทศชะวา. ศาสนาพราหมณ์นิกาย ไวษณวะ ( ถือพระนารายน ) ก็ได้ตั้งมั่นในชะวา ด้วย. แม้เกาะบอเนียว ก็มีทั้งพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์นิกายไวษณวะแล้วตั้งแต่ ศัตวัสนี้. ถัดตะกั่วป่า ตามฝั่งทะเลลงไปทางใต้ มีจุดสำคัญอีกจุดหนึ่ง ที่เป็นที่มาถึงของ ชนชาวอินเดีย. จุดนี้ได้แก่ เกดาหฺ ในรัฐไทรบุรี. บนยอดเขา เกดาหฺ ( Kedah-peak ) มีโบราณสถานทางพุทธศาสนา ที่เก่าถึง พ. ศ. ๑๑๐๐. และเป็นแบบเดียวกันกับที่มีที่ ตะกั่วป่าและที่ไชยา. ที่เกดาหฺนั่นเอง มีการพบศิลาจารึกภาษาสันสกฤตของพวกพุทธ บริษัท ออกชื่อ พุทธคุปตะ ผู้ท่องเที่ยวในทะเล และอ้างตัวว่าเป็นชาวเมือง รัตตมฤติกา ซึ่ง แปลว่า เมืองดินแดง. ในสมัยนี้ ได้มีรัฐใหญ่น้อยจำนวนมากมาย ที่ตั้งขึ้นโดยชนชาว อินเดีย บนแหลมมลายู. แม้จดหมายเหตุจีน ก็ได้กล่าวถึงรัฐต่าง ๆ เหล่านี้ และออกชื่อรัฐที่ มีนามว่า ดินแดง ด้วยเหมือนกัน และมีข้อความแวดล้อมที่บ่งให้เข้าใจว่าได้แก่รัฐไทรบุรี ในปัจจุบัน. จากเกดาหฺนี้ก็มีทางเดินข้ามแหลม ไปยังฝั่งทะเลทางทิศตะวันออก แต่ เนื่องจาก

น.84 ๒๐ ความกว้างของแผ่นดินที่ตรงนี้มีมาก จึงไม่เป็นวิสัยที่ชาวอินเดียจะได้ใช้เป็นทางคมนาคม ขนถ่ายข้ามแหลม เหมือนที่ตะกั่วป่าซึ่งใช้เป็นทางลำเลียงสินค้าข้ามแหลมได้เป็นการใหญ่. ต่อไปนี้ เราจะได้พิจารณากันถึงข้อที่ว่า ชาวอินเดียได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับดินแดน รอบอ่าวบ้านดอน โดยผ่านทางตะกั่วป่าอย่างไร และเพียงใดต่อไป. เหตุใดชาวอินเดียจึงใช้เส้นทางตะกั่วป่า- รอบอ่าวบ้านดอน เป็นเส้นทางสำคัญ สำหรับข้ามแหลม ทั้งที่ยังมีเส้นทางอื่น ๆ อยู่อีกไม่น้อย เราจะทราบได้ในเมื่อได้ศึกษา เรื่องราวของตะกั่วป่าจนเป็นที่เข้าใจแล้วนั่นเอง. ทำไมชาวอินเดียจิ๋งไม่แล่นเรืออ้อมแหลม สิงคโปร์ โดยผ่านช่องมะละกา ก็เนื่องจากช่องมะละกาเต็มไปด้วยโจรสลัด เรือชาวอินเดีย และเปอรเชีย เล็กและมีคนเรือน้อยเกินไปกว่าที่จะสู้โจรสลัดได้จึงนิยมการข้ามแหลม ซึ่ง เป็นการปลอดภัยกว่า, นี้ประการหนึ่ง. อีกประการหนึ่ง ก็คือว่าการขนถ่ายข้ามแหลมที่ ตะกั่วป่า-บ้านดอน เป็นการรวดเร็วกว่าทั้งไม่ต้องรับอันตรายจากการพลาดมรสุมโดยไม่ จำเป็น. แม้ว่าในศัตวัสที่ ๔ แห่งคฤตศักราช จะได้มีเรือจีนซึ่งใหญ่โตแข็งแรง และมี ลูกเรือมากจนสู้โจรสลัดได้ ก็หาได้ทำให้การใช้เส้นทางข้ามแหลมตะกั่วป่า-รอบอ่าวบ้าน ดอนต้องชงักลงแต่อย่างใดไม่. ในตอนแรก ๆ ที่พ่อค้าชาวอินเดียและเปอรเชียรู้จักใช้ช่องมะละกาเป็นทางเดิน เรืออ้อมแหลม ก็นับว่ายังปลอดภัยอยู่บ้าง. ครั้นการเดินเรือของพวกพ่อค้าเหล่านี้เจริญ ขึ้นเพียงใด ก็ยิ่งเป็นการเร้าสัญชาติญาณแห่งความเป็นนักยื้อแย่งของพวกสลัดมลายูให้ แรงกล้าขึ้นเพียงนั้น. ข้อนี้ทำให้เกิดมีโจรสลัดขึ้นมากมาย ทั้งจากฝั่งสุมาตรา และฝั่ง มะละกาเอง. ปรากฏตามคำของฟาเหียน นักจารึกจีนว่าในศัตวัสที่ ๕ นั้น ช่องมะละกา เงียบกริบ ไม่มีเรือพ่อค้าชาติใดผ่าน. เหตุการณ์อันนี้ก็ทำให้เกิดความจำเป็นที่ต้องใช้ คมนาคมขนถ่ายข้ามแหลม จากตะกั่วป่าถึงอ่าวบ้านดอน. และก็เหตุการณ์อันนี้เอง ที่ทำ ให้การเดินเรือไปจนถึงหมู่เกาะอินเดียตะวันออกของชาวอินเดียได้เพลามือลง จนถึงกับเชื่อ กันว่าเส้นทางข้ามแหลมสายตะกั่วป่าถึงอ่าวบ้านดอนนี้ได้เป็นประโยชน์แม้แก่ผู้ที่เดินทางจาก อินเดียไปยังชะวา เพราะความจำเป็นในข้อที่ว่า ไม่มีเรือกล้าผ่านช่องมะละกา ในระยะ

น.85 ๒๑ กาลที่โจรสลัดลุกลามถึงที่สุด. อาจมีผู้คิดว่าเส้นทางตะกั่วป่าถึงอ่าวบ้านดอน ไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นทางสำคัญ ดังกล่าว เพราะยังมีเส้นทางอื่น ๆ ที่อาจใช้ข้ามแหลมได้อย่างเดียวกันคือเส้นทางเกดาหฺ- กลันตัน, เส้นทางข้ามคอคอดกระที่กระบุรี, เส้นทางเมอกุยถึงประจวบคีรีขันธ์. ข้อนี้นัก ศึกษาได้พิจารณากันแล้ว และพบความจริงว่า เส้นทางเกดาหฺ-กลันตันนั้นกว้างเกินกว่าที่ จะทำการลำเลียงขนถ่ายสินค้าได้สะดวก คงสะดวกฉะเพาะคนที่เดินข้ามเป็นส่วนใหญ่. เส้น ทางที่คอคอดกระถึงชุมพรนั้นเล่า ก็ไม่อาจใช้โดยเหตุผลหลายประการ คือที่ฝั่งกระ ไม่มี ที่ทอดสมอที่กำบังลมเหมือนที่ตะกั่วป่า ซึ่งธรรมชาติอำนวยที่สุด, และชาวอินเดียที่มาเหล่า นี้ มิใช่มาเพียงการเดินทางหรือขนถ่ายสินค้าในการแลกเปลี่ยนสินค้าอย่างเดียว แต่มาเพื่อ ตั้งภูมิลำเนาด้วย. ที่คอคอดกระทั้งฝ่ายตะวันตก และฝ่ายตะวันออก ไม่มีพื้นที่เหมาะแก่การ ทำนาอันเป็นกสิกรรมประจำชาวอินเดียเหล่านั้น. ฉะนั้น ที่เส้นทางสายคอคอดกระนี้ จึงไม่มี ร่องรอยอะไรที่เหลืออยู่ อันเป็นเครื่องแสดงว่าชาวอินเดียได้เคยใช้เส้นทางนี้ หรือตั้งภูมิ ลำเนาแถบนี้, ไม่มีโบราณวัตถุตกอยู่ ไม่มีโบราณสถาน หรือศิลปกรรมอื่น ๆ ของชาว อินเดียปรากฏอยู่. เส้นทางเมอกุยถึงประจวบก็เป็นอย่างเดียวกัน มิหนำซ้ำยังอยู่เหนือ เกินไปสำหรับชาวอินเดีย ผู้ประสงค์จะไปยังทะเลใต้. ฉะนั้น จึงไม่มีร่องรอยทางโบราณ คดีอันใดที่เส้นทางสายนี้ เช่นเดียวกับที่เส้นทางคอคอดกระ แม้ว่าในระยะหลังคือในศัตวัส ที่ ๑๗ พวกมิชชั่นนารี่จะได้ใช้เส้นทางสายนี้ เพื่อไปยังอยุธยาบ้าง ก็ไม่เป็นเหตุผลอันใด ที่แสดงว่าได้มีการใช้เส้นทางสายนี้โดยพวกอินเดียในสมัยโบราณ. พวกมิชชั่นนารี่เหล่านั้น เป็นพวกเดินทางผ่าน แต่พวกอินเดียเป็นพวกที่ต้องการตั้งภูมิลำเนาด้วย. ดินแดนแถบนี้ ไม่อำนวยแก่การกสิกรรมเลย. พื้นที่ทำกสิกรรม เป็นปัจจัยสำคัญของพวกที่ออกแสวงหา ดินแดนใหม่. บัดนี้จะได้พิจารณากันถึงเส้นทางตะกั่วป่า-อ่าวบ้านดอน โดยละเอียด. ทางฝั่งตะกั่วป่า มีที่ทอดสมอหลบมรสุมได้อย่างดีทุกฤดูกาล. ดร. ควอริตชฺ เวลสฺ กล่าวว่าเรือที่มาจากอินเดียใต้ เมื่อเดินทางมาถึงหมู่เกาะอันดามันจะต้องอ้อมหน่อย หนึ่ง เพื่อหลบภัยจากการยื้อแย่งของคนป่าบนหมู่เกาะเหล่านั้น อันมีเรือเล็ก ๆ มีลูกศร

น.86 ๒๒ เป็นอาวุธ กล้าออกมารังแกเรือใหญ่ ๆ ในเวลาคลื่นลมสงบ. เมื่ออ้อมลงไปทางใต้ ไป ตามช่องระหว่างหมู่เกาะอันดามัน กับหมู่เกาะนิโคบารฺแล้ว เรียจะแล่นตรงไปยังตะกั่วป่า อย่างเหมาะเจาะที่สุด. สำหรับทางฝั่งตะวันออกนั้นเหล่า ก็มีอ่าวบ้านดอน ซึ่งประกอบด้วย เกาะ และฝั่งอ่าว ที่อาจจะบังมรสุมได้ทั้งมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และมรสุมตะวันตก เฉียงใต้ ๑ ซึ่งเรืออาจทอดสมอได้อย่างสบายทุกฤดูกาล. และที่สำคัญยิ่งไปกว่านี้ ก็คือว่า อ่าวบ้านดอน มีแม่น้ำตาปีลึกเข้าไป ทางตะกั่วป่าก็มีแม่น้ำตะกั่วป่าเข้ามา ทำให้มีการ ขนถ่ายบนบกตอนที่จะเชื่อมกันเหลือน้อยมาก. ในสมัยโบราณแม่น้ำเหล่านี้ยังลึกจนทำให้ นักสำรวจเชื่อว่า การขนถ่ายบนบกที่จะต้องทำระหว่างปลายแม่น้ำทั้งสองนั้น มีประมาณ สัก ๕-๖ ไมล์เท่านั้น. เมื่อพิจารณากันในด้านภูมิประเทศสำหรับการทำกสิกรรม ก็จะเห็นได้ว่า แม้ ทางฝั่งตะกั่วป่าจะไม่มีที่ดินอันเหมาะสม แต่เมื่อข้ามมาทางฝั่งตะวันออกก็จะพบที่ดินอันอุดม สมบูรณ์ และเป็นชะนิดที่ชาวอินเดียรู้จักมาแล้วเป็นอย่างดีตั้งแต่ยังอยู่ในอินเดีย คือที่แบน ราบ อันเกิดขึ้นจากการตื้นเขินของทะเลสองฝั่งแม่น้ำอันใหญ่โต พอที่จะหล่อเลี้ยงคนจำ นวนมากมายได้. ดร. ควอริตชฺ เวสลฺ ได้เขียนไว้ว่า เพียงแต่ชาวอินเดียขึ้นที่ตะกั่วป่า เดินมุ่งมาทางตะวันออก พอสักว่าถึงสันแผ่นดินแบ่ง ( Watershed ) เมื่อจวนถึงหมู่บ้าน สก ยืนบนที่สูงแล้วมองไปทางทิศตะวันออกข้างหน้า ชาวอินเดียเหล่านั้นจะตื่นเต้นและร้อง อุทานว่า " ดินแดนที่ฝันเห็น” ( Land of Promise ) นั้น เราได้มาถึงแล้ว. อาจมีผู้คิดว่า แม่น้ำตะกั่วป่าเล็กเกินไปกว่าที่จะสนองความสะดวกในการขนถ่าย ข้ามแหลมดังกล่าวนั้นได้. ข้อนี้ทำให้ข้าพเจ้าอดนึกถึงแม่น้ำไชยา ( ในสมัยโบราณ) ไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่อยู่ในปัญหาเดียวกัน. ข้อนี้จะต้องทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า ความเปลี่ยน แปลงของแม่น้ำนั้น มีมากอย่างไม่น่าเชื่อ. คลองไชยาซึ่งเมื่อสัก ๕๐ ปีที่แล้วมา ตอนที่เรือ สำเภาจีนขนาดเดินสมุทรได้ เข้ามาได้นั้น บัดนี้แม้แต่เรือมาดเล็ก ๆ นั่งกัน ๓-๔ คนก็ยัง ๑. มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่เราเรียกกันในแถบนี้ว่า " ว่าวขึ้น ", และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ก็ คือที่เราเรียกกันว่า "หน้าพัทยา".

น.87 ๒๓ ขึ้นลงลำบากเสียแล้ว. แม้ในคลองตะกั่วป่า ซึ่งเคยเป็นแม่น้ำตะกั่วป่าสมัยโบราณนั้นก็เป็น อย่างเดียวกัน. คือมีซากเรือเดินทะเลขนาดใหญ่หลายลำจมลึกอยู่ใต้โคลนก้นคลอง ตอน ปลายคลองขนาดที่ในปัจจุบันนี้ เรือเล็ก ๆ ก็ส่องไปมาไม่ได้ เว้นแต่ฤดูฝน. คลองตะกั่วป่า ในปัจจุบัน มีอายุตั้งสองพันปีขึ้นไป. การตื้นเขินมีได้ด้วยอำนาจของกาลเวลา และการ เปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาของธรรมชาติ รวมทั้งการทำเหมืองที่ปล่อยน้ำโคลนลงไปใน คลองของมนุษย์เองด้วย ซึ่งทำให้ผู้เหลือบตาดูอย่างผิว ๆ จะไม่สามารถเชื่อว่าเป็นแม่น้ำ ใหญ่ที่ถูกใช้ในการขนถ่ายของชาวอินเดียในสมัยพันกว่าปีมาแล้วได้เลย ตะกั่วป่าเป็นเหมือน ปากประตูของดินแดนรอบอ่าวบ้านดอน ที่เปิดรับชาวอินเดียเข้ามาตั้งบ้านเมือง จนดินแดน รอบอ่าวบ้านดอนเต็มไปด้วยซากโบราณสถาน และโบราณวัตถุของพุทธศาสนาและวัฒน- ธรรมอินเดีย ที่ชนพวกนี้นำเข้ามาตั้งแต่สมัยโบราณกาล. ฉะนั้น เราควรศึกษาเรื่องราว ของตะกั่วป่า ให้ละเอียดต่อไปอีกสักหน่อย. ดร. ควอริตชฺ เวลสฺ นักศึกษาโบราณคดีชาวอังกฤษ ได้มาสำรวจเส้นทางผ่านข้าม แหลมสายตะกั่วป่าถึงอ่าวบ้านดอน เมื่อ พ. ศ. ๒๔๗๘ โดยความมุ่งหมายที่จะค้นหารอยทาง ที่ชาวอินเดียได้ผ่านมาทางนี้ และเลยข้ามทะเลไปทางอินโดจีนทางหนึ่ง. และอีกทางหนึ่ง ข้ามทะเลลงไปทางใต้ไปยังประเทศชะวา ดังที่ปรากฏในแผนที่แผ่นที่ ๒ ในหนังสือเล่มนี้. ข้อนี้แสดงให้เราเห็นได้ว่า อารยธรรมอินเดียได้อย่างเหยียบลงที่แผ่นดินตะกั่วป่าเป็นแห่ง แรก ข้ามแหลมมาทางตะวันออก ถึงอ่าวบ้านดอนแล้ว จึงกระจายไปทั่วอาเซียอาคเณย์ อย่างน่าสนใจเพียงไร. ถ้าไม่มีเหตุการณ์อันนี้แล้ว เชื่อว่าดินแดนรอบอ่าวบ้านดอนโดย ฉะเพาะที่ไชยา คงจะไม่มีโบราณวัตถุโบราณสถานอยู่อย่างมากมาย และทั้งเป็นอินเดียกว่า เก่ากว่าที่พบทางถิ่นอื่น ๆ ที่เป็นปลายสายออกไป. ฉะนั้น เราจะได้พิจารณากันถึงร่องรอย ของชาวอินเดีย เริ่มต้นตั้งแต่ที่ตะกั่วป่ามาเป็นลำดับดังต่อไปนี้. ท่านผู้อ่านจงดูภาพที่ ๔. ในภาพนี้เป็นรูปพระนารายน์ศิลาทั้งสามองค์ ขนาดโตเท่า คนย่อม ๆ เป็นแบบสมัยที่ถือกันว่า แบบคุปตะในอินเดีย, หรือเรียนกันในวงโบราณคดี เมืองไทยว่า แบบก่อนขอม ซึ่งเรียกกันง่ายๆ อีกอย่างหนึ่งว่า พระนารายน์แบบสวมหมวก

น.88 ๒๔ แขก. องค์อยู่ทางขวามือของผู้อ่าน พบที่เนินบนเกาะติดกับฝั่งตะกั่วป่า ซึ่งต่อไปจะเรียก ง่าย ๆ ว่า พระนารายน์ตะกั่วป่า. องค์กลาง พบที่เวียงสระ เมืองเก่าแก่ริมแม่น้ำตาปี ลึกเข้าไปกลางแผ่นดิน. องค์ทางซ้ายมือ พบบนภูเขาศรีวิชัย ซึ่งสมัยหนึ่งเป็นเกาะศรีวิชัย ตั้งอยู่กลางอ่าวบ้านดอนนั่นเอง. เดี๋ยวนี้เป็นท้องที่อำเภอพุนพิน ตอนที่ใกล้มาทางริมทะเล เมื่อท่านผู้อ่านค้นหาจุดสามจุด คือเขาศรีวิชัย เวียงสระ ตะกั่วป่า ในแผนที่แผ่นที่ ๑ ให้พบ และเพ่งดูให้ทราบซึ้งแล้ว จะเห็นได้ว่า ตะกั่วป่า เวียงสระ และอ่าวบ้านดอน เคยรับศิลป- กรรมแบบเดียวกัน สมัยเดียวกันร่วมกันจากอินเดีย โดยไม่ต้องสงสัย. เมื่อจัดให้รูป พระนารายน์ทั้งสามนี้ เข้าประจำที่ของตน ๆ ตามจุดในแผนที่นั้นแล้ว เราจะรู้สึกคล้ายกับ ว่า มียาม ๓ คน ยืนเรียงแถวข้ามแหลมจากตะวันตกถึงตะวันออก เฝ้าคอยบอกความจริง อันเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของดินแดนส่วนนี้ แก่ผู้ที่สนใจจะศึกษา. พระนารายน์เขาศรีวิชัย และพระนารายน์ตะกั่วป่า ล้วนแต่อยู่บนเกาะด้วยกันทั้งคู่. และยังมีเหตุผลอย่างอื่นอีก ที่ แสดงว่ารูปปฏิมาทั้งสามนี้ เป็นของเอามาจากอื่น. เนื้อศิลาก็ไม่แสดงว่าเป็นศิลาของภูเขา ในแถบนี้. เรื่องนิยายปรัมปรา ที่ชาวบ้านเล่าสืบ ๆ กันมา ก็บอกว่ามีการบันทุกเรือเอามา. ถ้าเป็นรูปปฏิมาที่ขนเอามาจากอินเดียโดยตรง ก็ย่อมแสดงว่า ชาวอินเดียได้ลงแรงเป็นการ ใหญ่ ในการเข้ามาเกี่ยวข้องกับดินแดนรอบอ่าวบ้านดอนนี้ เพื่อจัดตั้งรัฐอย่างอินเดียขึ้นใน เวลานั้น หรือเพื่ออะไรก็ตาม ตั้งแต่สมัย พ. ศ. ๑๐๐๐ หรือ ๑๑๐๐ ปีมาแล้ว. รูปปฏิมา ทั้งสามนี้ เวลานี้อยู่ในพิพิธภัณฑสถาน ที่กรุงเทพ. ที่เมืองเวียงสระนั้น นอกจากมีพระนารายน์องค์ที่กล่าวถึงในจำนวนสามองค์นี้แล้ว ยังมีรูปปฏิมามีค่าสูงทางโบราณคดีอีก ๓ รูป ซึ่งพบที่นั่น. ( ดูภาพที่ ๕.) ในภาพนี้ รูป ทางขวามือ เป็นพระพุทธรูปศิลาแบบคุปตะ ซึ่ง ดร. ควอริตชฺ เวลสฺ เป็นผู้พบด้วยตนเอง เมื่อคราวไปขุดตรวจโบราณสถานแห่งนี้ และถือว่าเป็นของในสมัย พ. ศ. ๑๐๐๐ เหมือนกัน. องค์พระพุทธรูปเป็นหินทราย สลักเป็นแผ่นแบน ( Bas relief ) และขนาดเล็ก แต่ลักษณะ เป็นแบบอินเดียบริสุทธิ์ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นของที่ช่างทำขึ้นในถิ่นนี้ หรือว่านำมาจากอินเดียโดย ตรงเพราะเป็นของเล็กก็ตาม ย่อมเป็นเครื่องแสดงถึงการที่ชาวอินเดียได้เดินทางข้ามแหลม

น.89 ๒๕ มายังฟากตะวันออก คือดินแดนรอบอ่าวบ้านดอน โดยไม่ต้องสงสัย. ส่วนรูปปฏิมาอีกสององค์นั้น เป็นศิลาทั้งคู่ โตขนาดเด็กย่อม ๆ. องค์ทางซ้ายมือ เป็นรูปวิษณุ คือพระนารายน์ แต่เป็นละแบบคนละสมัยกับองค์ที่กล่าวแล้วข้างต้น. องค์กลาง เป็นรูปพระศิวะ คือพระอิศวร, แต่เป็นพระอิศวรปางดุร้าย ซึ่งเรียกกันว่า ศีวะไภรวะ. ทั้งสององค์นี้ ศาสตราจารย์ อาร. ซี. มชุมทารฺ ว่าเป็นอินเดียน้อยไปสักหน่อย ทั้งที่ศาสตรา- จารย์เซเดสฺ ว่าเป็นอินเดียเต็มที่. แต่อย่างไรก็ตาม คงถือได้ว่าเป็นแบบอินเดีย โดยฝีมือ ชาวอินเดียที่ทำขึ้นในถิ่นนี้, และคงเป็นสมัยหลังจากพระนารายน์องค์ใหญ่ และพระพุทธรูป คุปตะองค์ที่กล่าวแล้ว. แต่เรื่องรูปปฏิมาสององค์นี้ นักศึกษาบางท่านถือว่ายังเป็นปัญหาที่ คลุมเครืออยู่ เนื่องจากเข้าใจได้ยากกว่าองค์อื่น ๆ. การที่เวียงสระมีรูปปฏิมาเก่าแก่ ๔ รูปนี้ ย่อมแสดงอยู่แล้วว่าเคยเกี่ยวข้องกับชาว อินเดียอย่างใกล้ชิดและเป็นจริงเป็นจัง. เมื่อมีปัญหาว่า เมื่อชาวอินเดียทะยอยกันข้ามแหลม จากตะกั่วป่ามายังทางฟากตะวันออก คือที่รอบอ่าวบ้านดอนนี้แล้ว เขาเหล่านั้นได้พากันตั้ง สำนักลง ณ ที่ใดเป็นแห่งแรก. ดร. ควอริตชฺ เวลสฺ เป็นผู้หนึ่งที่ได้ค้นคว้าเรื่องนี้ และลง ความเห็นว่า เมืองเวียงสระนี่เอง ที่ชาวอินเดียได้ตั้งเป็นรัฐของชาวอินเดียขึ้นเป็นแห่งแรก และที่จดหมายเหตุจีนเรียกว่า รัฐ พาน-พาน ( หรือ ผ่วน-ผ่วน แล้วแต่สำเนียงจีนพวก ไหน.) ข้อความบางตอนในจดหมายเหตุจีน ที่กล่าวถึงรัฐนี้มีว่า "เขาศึกษาภาษาสันสกฤต กันทั้งนั้น, และประพฤติตามพระพุทธบัญญัติอย่างเคร่งครัด... มีวิหารทั้งฝ่ายพุทธ และ ฝ่ายพราหมณ์. ภิกษุในพระพุทธศาสนาฉันเนื้อสัตว์ แต่ไม่ดื่มน้ำเมา. นักบวชในฝ่าย พราหมณ์ไม่เอาทั้งสองอย่าง. ....ในราชสำนักมีพราหมณ์มาจากอินเดียเป็นอันมาก เพื่อ ประจำราชสำนัก และได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างสูงจากพระราชา." ๑ ที่เกี่ยวกับประชาชน ในจดหมายเหตุนั้นมีว่า " ประชาชนทั่วไปทั้งชายหญิง ปล่อยผมเลื้อยตามธรรมชาติ (ไม่ เกล้าผม ), เขาใช้เครื่องนุ่งห่มที่ไม่มีแขน ( คือไม่ได้ตัดเป็นเสื้อเป็นกางเกง ), ทำด้วยผ้าที่ ทอด้วยฝ้าย..... ". ๑. G. H. Luce, in the Journal of the Burma Research Society, vol. xiv,. Part II, pp. 170-172.

น.90 ๒๖ เมื่อท่านตรวจดูภาพที่ ๖ จะเห็นเทวรูปศิลาขนาดใหญ่ ๓ รูป พิงอยู่กับต้นไม้ มี อาการแสดงว่าพิงไว้นมนานแล้ว จนไม้งอกเป็นปีกออกมาทำนองจะหุ้นเอาไว้ฉะนั้น. รูปทั้งสามนี้ ทำด้วยหินชิสตฺ. ๑ เป็นหญิงเสีย ๑ รูป เป็นชาย ๒ รูป. และเห็นได้ ชัดว่า เป็นปฏิมากรรมฝ่ายศาสนาพราหมณ์ คือเป็นเทวรูป. องค์เล็กทางซ้ายมือนั้น เมื่อ สังเกตดูจากเครื่องประดับที่มงกุฎ และรูปกระโหลกที่ห้อยที่หูขวา นักศึกษาลงสันนิษฐาน ว่าเป็นรูปศิวะ ( คือพระอิศวร ). ส่วนอีกสองรูปนั้นยังไม่ทราบได้ในเวลานี้. รูปศิลาทั้งสามนี้ อยู่ในป่าระหว่างทางที่จะเดินจากตะกั่วป่ามายังอ่าวบ้านดอน ห่างจากปากน้ำตะกั่วป่าขึ้นมา ประมาณ ๒๐ กิโลเมตร. ณ ที่ตรงนี้ นอกจากมีเทวรูปในต้นไม้ทั้งสามองค์นี้แล้ว ยังมี แผ่นหินชิสตฺ เนื้อหินอย่างเดียวกับที่ทำเทวรูปอีก ๒-๓ แผ่น ลักษณะและขนาดเป็นอย่าง เดียวกันกับแผ่นหนชิสตฺที่ปูอยู่ที่ซากวิหารที่เกาะริมทะเลตะกั่วป่า. หินชิสตฺที่อยู่ใกล้ ๆ เทวรูป นั้น แผ่นหนึ่งมีอักษรจารึกเป็นภาษาทมิฬ ในราว พ. ศ. ๑๓๐๐-๑๔๐๐. มีข้อความกล่าว ถึงเรื่องการขุดสระน้ำเป็นทาน ฝากไว้ในอารักขาของพ่อค้า ทหาร และชาวนา. ดร. ควอริตชฺ เวลสฺ ลงสันนิษฐานว่า หินเหล่านี้รวมทั้งเทวรูปทั้งสามนั้นด้วย คง จะถูกขนมาจากวิหารทางชายทะเล เพราะเหตุว่าเนื้อหินอย่างเดียวกัน ขนาดเดียวกัน. ผู้ขน ตั้งใจจะขนข้ามแหลมมายังอ่าวบ้านดอน แต่จะด้วยเหตุใดไม่มีใครทราบได้ ได้ทั้งไว้เสียที่ ครึ่งทางกลางป่า จนอยู่ในลักษณะดั่งที่เห็นในรูปภาพ. และผู้ขนก็คือชาวอินเดีย ในยุคที่นำ วัฒนธรรมและศิลปกรรมอินเดียมาหว่านโปรยให้แก่ดินแดนทางตะวันออก จนกระทั่งเกิด ศิลปกรรมประเภทนี้ ในขาดที่ใหญ่โตมโหฬาร ทางประเทศชะวาและประเทศเขมร โดย ฉะเพาะเช่นนครวัต. ในเรื่องนี้ ดร. ควอริตชฺ เวลสฺ ถึงกับกล้าเปรยออกมาว่า " ถ้าหาก เทวรูปสามองค์นี้ ไม่มาถูกทิ้งอยู่แถวนี้แล้ว นครวัตในเขมรก็ไม่เกิดขึ้นในโลก." หมาย- ความว่าถ้าพวกอินเดียพวกนี้ไม่มา ศิลปกรรมแบบอินเดียต่าง ๆ ก็จะไม่แพร่หลายขึ้นทางนี้ นั่นเอง. ๑. หินชิสตฺ ( Schist ) เป็นหินประเภทหินดิน ( Argillaceous rocks ) ประกอบอยู่ด้วยแร่เกาเลี้ยง ( Kaolinite ), เนื้อเป็นชั้น ๆ ที่ผิวชั้นมีแร่ไม่ถ้า จึงทำให้ดูเป็นมันวาว. มีสีขาว สีเงิน เมื่อผุแล้วเป็นสีแดง สังเกตเห็นได้ว่า เป็นหินที่มีในถิ่นนี้เอง.

น.91 ๒๗ ที่ชายทะเลตะกั่วป่า มีสถานที่โบราณแห่งหนึ่งมีอิฐมาก จนเรียกกันว่า "พงตึก" พื้นที่เป็นลานทราย ยาวประมาณ ๑๘๐ วาไปตามทิศอุตรีสาณ กว้างประมาณ ๑๑๐ วา. ที่ใกล้ ๆ กันอันเป็นที่น้ำเซาะ มีเศษกระเบื้องจีนแห่งคริสตศัตวรรษที่ ๓ ถึงที่ ๘, และ กระเบื้องเปอรเซียในศัตวรรษที่ ๘ เกลื่อนกลาดมากมายเกินขนาด สมกับคำที่กล่าวไว้ใน จดหมายเหตุอาหรับว่า ที่เมืองท่าตักโกลามีคนมาชุมนุมทำการค้ากันวันหนึ่งตั้งหมื่นคน และ มีมากชาติมากภาษา. เพราะถ้าไม่มีการเกี่ยวข้องของคนจำนวนมากมายถึงขนาดนั้น ก็ไม่ อาจมีเศษสินค้า เช่นกระเบื้องแตกตกอยู่มากมายถึงเพียงนั้น. ที่ทุ่งตึกนี้มีโคกหรือเนินสามแห่ง เป็นโบราณสถานที่ก่อสร้างด้วยอิฐ ซึ่งเป็นที่มาของอิฐอันกระจายเกลื่อนไปในบริเวณใกล้ ๆ นั่นเอง. สิ่งก่อสร้างทั้งสามแห่งนี้ มีท่าทีว่าเคยเป็นวิหาร. มีแผ่นหินซิสตฺชะนิดที่กล่าวมาแล้ว ข้างต้น เหลืออยู่เป็นเครื่องให้สังเกตว่าเป็นปูชนียสถาน ซึ่งอาจเคยเป็นที่ประดิษฐานเทวรูป ทั้งสามองค์ที่ทิ้งอยู่ในป่า เวลานี้นั่นเอง. มีสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือผงทองหยาบ ๆ พบได้ในแผ่นดินในแถบที่ทำการ แลกเปลี่ยนสินค้า. ดร. ควอริตสฺ เวลสฺ อ้างว่าผู้เชี่ยวชาญการเหมืองแร่ได้ตรวจสอบดูแล้ว ยืนยันว่าไม่ใช่แร่ทองที่เกิดเองตามธรรมชาติ. จึงทำให้ท่านผู้นี้คิดว่า ผงทองนี้เป็นวัตถุกลาง สำหรับการซื้อขายของพวกพ่อค้าในสมัยนั้น คือเป็นทองตรานั่นเอง. และยิ่งไปกว่านั้นอีก ก็คือ พนักงานตรวจแร่คนหนึ่งได้เล่าให้ท่านผู้นี้ฟังว่า แม้ที่หมู่บ้านสก อันตั้งอยู่กึ่งทาง ระหว่างตะกั่วป่ากับอ่าวบ้านดอน ก็เคยได้พบผงทองอย่างที่กล่าวนี้. หมู่บ้านสกนี้ ตั้งอยู่เลยสันแผ่นดินแบ่งไปทางทิศตะวันออก ๒-๓ ไมล์. มีลักษณะ เป็นทางที่เคยผ่านของชาวอินเดียในสมัยโบราณ ถึงกับพวกชาวบ้านยืนยันว่าเคยเห็นศิลา จารึกเหมือนกับที่มีอยู่ที่เทวรูปสามองค์ในต้นไม้เมื่อนานมาแล้ว, แต่ว่าเวลานี้เขาก็ทราบ ไม่ได้ว่า มันหายไปทางไหนด้วยวิธีไร. หมู่บ้านสกนี้ เป็นต้นทางที่อาจจะเริ่มใช้เรือเล็ก ๆ ต้องลงไปตามลำน้ำคีรีรัฐ ซึ่งตอนล่างจะยิ่งกว้างขึ้นทุกทีจนกระทั่งไปบันจบกับแม่น้ำหลวง หรือแม่น้ำตาปี. มีสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่ง ดร. ควอริตชฺ เวลสฺ ถือว่าเป็นรอยซากของวัฒนธรรมอินเดีย

น.92 ๒๘ ที่ยังเด่นชัดอยู่ทั่วไปในเขตต์ลุ่มน้ำตาปีนี้ ตลอดลงไปจนกระทั่งถึงเขตต์นครศรีธรรมราช. สิ่งนั้นคือ มะโนรา. ท่านผู้นี้กล่าวว่า “มะโนราบริสุทธิ์" คือยังไม่ถูกดัดแปลงจากของเก่า จนเสียรูปนั้น ยังคงหาได้แต่ที่รอบอ่าวบ้านดอน. ท่ารำของมะโนรายังเป็นแบบเดิม ( Primitive type ), ซึ่งเมื่อดูแล้วรู้สึกว่าเป็นแบบอินเดียยิ่งกว่าโขนละคร ซึ่งมีความ เป็นอินเดียน้อยเกินไปเสียแล้ว. ท่านผู้นี้ได้เขียนถึงเรื่องมะโนรา ที่เผอิญได้ดูที่หมู่บ้านสกนี้ เสียอย่างยืดยาว. ข้าพเจ้าไม่สามารถจะทราบได้ว่าเป็นมะโนรา " แบบเก่าแท้" เพียงไร ททำให้เกิดความสนใจแก่ท่านผู้นี้ถึงเพียงนี้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังเห็นพ้องด้วยว่า มะโนรา นี่แหละคือสื่อกลาง ( Link ) ระหว่างละครโขนของไทยกับละครอินเดียแท้ในประเทศอินเดีย. ต่อไปนี้ จะได้พิจารณากันถึงวัฒนธรรมอินเดีย หรือรอยซากของวัฒนธรรมอินเดีย ที่มีรากลึกอยู่ในดินแดนรอบอ่าวบ้านดอน ว่ามีความลึกซึ้งมากน้อยเพียงไร. ถึงแม้ในที่อื่น นอกไปจากรอบอ่าวบ้านดอน ก็มีร่องรอยอันนี้อยู่ทั่ว ๆ ไป และพ้องกันเป็นส่วนมาก. และ ในที่นี้จะหยิบขึ้นฉะเพาะขนบธรรมเนียมหรือประเพณี อันเป็นวัฒนธรรมที่เนื่องกันอยู่กับชีวิต ประจำวันของคน. ส่วนที่เกี่ยวกับศิลปะเป็นต้นนั้น จะกล่าวในตอนอันว่าด้วยศิลปะแห่ง สมัยนั้น เป็นเรื่อง ๆ ไป. การไถนา. เราจะสังเกตได้ว่า แม้ที่สุดแต่การไถนา ไถที่ใช้ไถนาของเราก็มิได้ เป็นไปตามแบบจีนหรือแบบไทยเดิมซึ่งคล้ายจีน แต่ไปเหมือนไถแบบอินเดียทุกประการ. ทั้งนี้ ก็เป็นเพราะชาวอินเดียได้เข้ามาสั่งสอนวิธีการทำนาตามแบบอินเดีย ให้แก่มนุษย์ที่ อาศัยอยู่ในดินแดนส่วนนี้เสียแล้ว ตั้งแต่ก่อนที่พวกไทยจะลงมาถึง. ในวรรณคดีบาลีเราจะ อ่านพบลำดับขั้นของการทำนา นับตั้งแต่การไถ การปลูก การเก็บเกี่ยว ซึ่งเหมือนกับที่ ทำกันอยู่ในรอบอ่าวบ้านดอน. แม้การบำเพ็ญบุญเนื่องด้วยการทำนา ก็มีเป็นระยะ ๆ เหมือนกัน กระทั่งการบำเพ็ญบุญด้วยน้ำนมข้าวที่กำลังท้องแก่ ซึ่งบัดนี้ออกจะหาดูยาก เสียแล้ว. การพิธีทำขวัญข้าวก็เป็นแบบอินเดีย แม้แต่คำบริกรรมเหล่านั้นก็ส่อถึงความ ได้รับมาจากอินเดีย. ลักษณะเช่นนี้ไม่มีแก่คนไทยในดินแดนจีน. ต้นตาล. ต้นตาลจะมีทุกแห่งที่ได้รับวัฒนธรรมอินเดีย. มีผู้เชื่อว่าชาวอินเดียที่

น.93 ๒๙ เข้ามานั่นเอง ได้พาเอาพืชพันธุ์ต้นตาลติดมาด้วย และปลูกจนเป็นไม้สำคัญทั่วไปในประเทศ ไทย. ทั้งนี้มิใช่เพียงแต่ว่า คำว่า "ตาล" นั้นเป็นภาษาอินเดีย คือเป็นบาลีหรือสันสกฤต แต่เป็นเพราะว่าต้นตาลนั้นมิใช่พันธุ์ไม้ที่เกิดเองอยู่ในแผ่นดินแถบนี้. นักพฤกษศาสตร์ถือว่า ต้นตาลเป็นไม้เดิมของทวีปอาฟริกา. ชาวอินเดียเองก็น่าจะได้รับต้นตาลจากอาฟริกา แล้ว แจกจ่ายไปยังถิ่นอื่น ๆ ที่ตนไปถึง เช่นเดียวกับยาสูบหรืออื่น ๆ ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ของอาฟริกา เหมือนกัน. นี่เราจะเห็นได้ว่าชาวอินเดียที่เข้ามานั้น ได้พาพืชพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ทั้งที่เป็นอาหาร เป็นหยูกยาและการประดับตกแต่งเข้ามาให้ด้วย. ต้นไม้ดอกเช่นยี่โถ มณฑา เหล่านี้ น่าจะ เชื่อได้ว่าถูกนำเข้ามาโดยชาวอินเดียเหมือนกัน. พราหมณ์. ชาวอินเดียที่เข้ามาพวกหนึ่ง ย่อมมี "ครู" ของตนติดมาด้วย เพื่อ เป็นที่ปรึกษาหรือประกอบพิธีทางศาสนา หรือเพื่อเผยแพร่ศาสนาของตนโดยตรง. พราหมณ์ จึงได้มีเข้ามาด้วย และสั่งสอนอักษรศาสตร์ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า นี่แหละคือเครื่องมือสำคัญของการออกแสวงหาดินแดนนอกมาตุภูมิ. ประเพณีไสยศาสตร์ต่าง ๆ ที่ฝังแน่นอยู่ในมนุษย์ในดินแดนที่ชาวอินเดียไปถึง นั่นคือฝีมือ ของพวกพราหมณ์ทั้งนั้น. และท่านทั้งหลายย่อมทราบดีแล้วว่าเป็นสิ่งที่ลงรากลึกซึ้งเพียงไร. ที่รอบอ่าวบ้านดอนก็คงเหมือนกับที่อื่น ซึ่งต้อนรับพราหมณ์ในฐานะเป็นครู และผู้ประกอบ พิธีต่าง ๆ ที่เรายอมรับนับถือจากอินเดีย. พราหมณ์เป็นครูในราชสำนักและประกอบราชพิธี จนกระทั่งอันนี้กลายเป็นวัฒนธรรมประจำชาติไปโดยไม่รู้สึกตัว. ที่ไชยาในสมัยสัก ๒๕ ปี มานี้ มีพราหมณ์ที่เข้าร่วมในราชพิธีสำคัญ เช่นเฉลิมพระชนมพรรษาหรือสวดน้ำมุรธาภิเศก ไม่น้อยกว่า ๑๕ คน นุ่งขาวและเป่าสังข์. บัดนี้มีเหลือน้อยเต็มที่ คือเพียง ๓ คน. ( ดูภาพ ที่ ๗ ซ้ายมือ ). แต่อย่างไรก็ตาม พิธีการต่าง ๆ ที่พราหมณ์ในสมัยโบราณได้สอนไว้ ยังคงฝังแน่นอยู่ในหมู่ชนขั้นพื้นเมืองทั่วไป ไม่สาปสูญไปโดยเร็วเหมือนตัวบุคคล. การแห่พระ. การนำพระพุทธรูปออกแห่เป็นประจำปีนี้ เชื่อกันว่าเป็นการเลียนแบบ หรือแข่งขันกับการนำเทวรูปออกแห่ของฝ่ายพราหมณ์นั้นเอง. พวกพุทธบริษัทได้จัดรูปเรื่อง ของงานให้เข้ากันได้กับข้อความในพระคัมภีร์ เช่นข้อความที่มีกล่าวถึงการที่พระพุทธเจ้า

น.94 ๓๐ เสด็จจากดาวดึงส์เป็นต้น จนกระทั่งกลายเป็นพิธีที่แน่นแฟ้น. ในประเทศอินเดียเองก็ทำ และได้นำมาจัดทำในประเทศต่าง ๆ ที่เขาเข้าไปเกี่ยวข้องตั้งแต่สมัยโบราณ. พิธีแห่พระ ของดินแดนรอบอ่าวบ้านดอนนี้ก็เป็นที่เชื่อถือได้ว่า ได้ทำสืบกันมาแล้วตั้งแต่สมัยโบราณ ไม่น้อยกว่าสมัยศรีวิชัย คือตั้ง ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว. การแห่ทางน้ำน่าจะมีทีหลัง. ในจดหมาย เหตุของอี้จิง ที่ท่องเที่ยวไปในอินเดียในสมัย พ. ศ. ๑,๒๐๐ เศษ, มีกล่าวถึงแต่การแห่ ทางบก. การที่เกิดมีทางน้ำขึ้น ก็น่าจะเนื่องมาจากบ้านเมืองบางแห่งไม่อำนวยให้แห่ทางบก ก็เลยประดิษฐ์การแห่ทางน้ำขึ้นแทน. พวกที่แห่ทางบกอยู่ก่อนแล้วอดชอบไม่ได้ ก็เลยจัด ให้มีการแห่ทางน้ำเพิ่มขึ้นอีก จนมีทั้งทางบกและทางน้ำ. ในเรื่องนี้อาจกล่าวได้ว่าดินแดน รอบอ่าวบ้านดอน ได้รักษาธรรมเนียมอันนี้ไว้ได้แน่นแฟ้นกว่าส่วนอื่น ๆ ของดินแดนที่พวก อินเดียได้ไปถึง. ที่ไชยาคงมีทั้งทางบกทางน้ำ ยังทำกันเป็นการใหญ่ ทุก ๆ กลุ่มที่จะจัด ขึ้นได้. ( ดูภาพที่ ๗ รูปทางขวามือ ). นี้เป็นภาพขะบวนแห่ที่กำลังผ่านตลาดไชยา. การทำบุญสารท. เราจะสังเกตเห็นว่า คนไทยแท้ในยูนานทำบุญสารทเหมือนจีน. แต่คนไทยทางภาคใต้ทำบุญสารทอย่างอินเดียทุกประการ. มิหนำซ้ำเห็นการทำบุญสารท แบบจีนนั้นเป็นของต่างประเทศไป โดยไม่มีความรู้สึกว่าตนเองเคยเป็นไทยที่ทำบุญสารท เช่นนั้นมาก่อนแล้ว. นี่ก็เป็นผลอันหนึ่งแห่งวัฒนธรรมอินเดีย ที่เข้าฝังใจคนไทยจนทำตน เป็นไทยอีกแบบหนึ่ง ต่างหากจากความเป็นไทยชะนิดที่อยู่ในยูนาน. การเกิด. ศาสตราจารย์ ผาณินทรนาถ โพส เขียนไว้ว่า ๑ "ในอินเดียพอเด็กเกิดมา เขาเอาด้ายมงคลผูกข้อมือ" ในหมู่คนไทยพื้นเมืองทั่วไป ก็มีการกระทำดังว่านี้ ซึ่งข้าพเจ้า เข้าใจว่าคนไทยในยูนานคงไม่ได้มีธรรมเนียมเช่นนี้. การที่ตายแล้วเอาศพไปเผา ก็เป็น วัฒนธรรมที่รับเอามาจากอินเดียเหมือนกัน คนไทยในยูนานก็คงฝั่งแบบจีน เพราะวัฒน- ธรรมเนื่องกัน. การไว้จุก และตัดจุก. ศาสตราจารย์คนเดียวกันนั้น เขียนไว้ว่า ๒ "ในอินเดีย ๑. จาก Indian Colony of Siam, by Prof P. N. Bose, M. A., p. 121. ๒. จากหนังสือเล่มเดียวกัน หน้า ๑๒๑.

น.95 ๓๑ เด็กไว้จุกที่โตถึงวัยแตกเนื้อหนุ่มสาว จะมีพิธีใหญ่โตเกี่ยวกับการตัดจุก. พิธีนี้เรียกว่า “จุฬา กันตนมงคล" แม้ว่าจะเป็นพิธีของฝ่ายพราหมณ์ พวกพุทธบริษัทในประเทศไทย ก็ถือกันอย่างแน่นแฟ้น." ที่รอบอ่าวบ้านดอนเรา แม้ข้าพเจ้าไม่ต้องบอก ท่านผู้อ่านก็ทราบ ได้เองว่าเมื่อสัก ๒๐ ปีมานี้ ธรรมเนียมการไว้จุกและตัดจุก เป็นธรรมเนียมที่ฝังแน่นแฟ้น เพียงไร. แม้เพียงตำบลเดียวในอำเภอไชยา เมื่อไม่นานมานี้ ก็มีเด็กไว้จุกดังที่ท่านจะได้ จากภาพในหนังสือนี้. ( ดูภาพที่ ๘ ). ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ธธรรมเนียมเอาไว้จุก และตัดจุก ต่อเมื่อถึงเวลาอันกำหนดไว้ในประเพณีนั้น เป็นวัฒนธรรมที่ดี จะกันเด็ก ๆ ไม่ให้ริเป็น เจ้าชู้ตั้งแต่เล็ก เพราะหัวจุกยังมีอยู่บนหัว. สมัยนี้ไม่มีอะไรเป็นเครื่องกั้นเขตต์ ทำให้ เด็ก ๆ แทบจะเป็นหนุ่มสาวมาตั้งแต่แรกคลอดทีเดียว. แล้วผลเป็นอย่างไร ก็เห็น ๆ กัน อยู่แล้ว. เห็นว่าน่าจะหาพิธีหรือธรรมเนียมอะไรมาแทนธรรมเนียมการไว้จุกนี้สักอย่างหนึ่ง. นิยาย หรือนิทาน. เราจะรู้สึกกันอยู่แล้วทุกคนว่า บรรพบุรุษของเราเคยเล่า นิยายหรือนิทานตามที่ท่านมีอยู่ในความจำของท่านให้เด็ก ๆ ฟัง. ในนิยายเหล่านั้น เราจะ สังเกตเห็นว่ามีชื่อคนที่เป็นภาษาอินเดียทั้งนั้น โดยฉะเพาะตัวที่สำคัญในเรื่องที่เล่า. เรื่องที่ รู้จักกันมากที่สุดก็คือเรื่องรามเกียรติ. เรื่องเหล่านี้ถ่ายมาจากวรรณกรรมอินเดียโดยตรง บ้าง ดัดแปลงเอามาบ้าง แต่งขึ้นใหม่ตามเค้าเดิมบ้าง ซึ่งทำอย่างไรเสียก็อดส่อถึงความ ที่รับถ่ายทอดมาจากอินเดียไม่ได้. นิยายประจำชาติของคนไทยในยูนนาน คงไม่มีเรื่อง รามเกียรติเหมือนที่คนไทยทางใต้มี. หนังตลุง, มโนรา, ยี่เก, ละคร เมื่อสมัย ๒๕ ปีมาแล้ว แสดงให้เห็นถึงความเป็นปึกแผ่นของวรรณกรรมอินเดีย ที่ฝังรากลงไปในศิลปะและวรรณ- กรรมไทยอย่างชัดแจ้ง. การปรุงอาหาร. ไทยเดิมในยูนนานนั้น มีการปรุงอาหารตามแนวเดียวกันกับจีน ไม่มีอาหารแบบไทยเช่นแกงเผ็ดที่ทำให้ถึงกับน้ำตาไหล. นี้ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ที่แสดงถึง วัฒนธรรมของการปรุงอาหาร ที่เรารับมาจากชาวอินเดีย ผู้เข้ามาสู่ดินแดนนี้ตั้งแต่โบราณ กาล. การนุ่งผ้าพื้น ผืนยาวจะโจงกระเบนหรือไม่ก็ตาม ล้วนแต่เป็นแบบอย่างที่ถ่ายมาจาก ชาวอินเดีย ซึ่งพวกไทยเดิมไม่เคยใช้เครื่องนุ่งห่มอย่างนี้. การนุ่งห่มผ้าอย่างแบบมโนรา

น.96 ๓๒ ที่ถูกต้อง นั่นคือแบบของการนุ่งผ้าของเจ้านาย หรือเทวดา ในภาพเขียนตามฝาผนังอย่าง ไทย ๆ. ยังมีเรื่องราวเบ็ดเตล็ดอีกมากมาย ที่ส่อถึงวัฒนธรรมที่เรารับมาจากอินเดีย จน เหลือวิสัยที่จะนำมารวมไว้ในที่นี้ให้หมดได้. ข้อสุดท้ายที่จะกล่าว คือภาษาพูดของคนไทย. ภาษาพูดของคนไทย. ชาวอินเดียได้เข้ามาเป็นครูสั่งสอนคนไทยในแหลมทอง จนภาษาไทยเดิมของตนถอยไป มีคำภาษาอินเดียเข้ามาแทนที่มากขึ้น ๆ. จนประมาณได้ ว่า คำไทยที่มีมูลรากเป็นบาลีหรือสํสกฤตนั้น มีส่วนถูกนำมาใช้ไม่น้อยกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ของคำพูดที่พูดกันอยู่เป็นประจำ. ในการตั้งคำขึ้นใหม่ ๆ ในปัจจุบัน ก็นิยมตั้งด้วยคำบาลี หรือสํสกฤต. ชื่อเด็กเกิดใหม่ ก็นิยมตั้งเป็นบาลีหรือสํสกฤต. ชื่อสถานที่เช่นวัดวาอาราม ก็นิยมบาลีหรือสํสกฤต ฯลฯ. ความลืมภาษาของตน ได้ทวีขึ้นตามความรู้สึกที่หันไป นิยมภาษาบาลีหรือสํสกฤต. อันนี้ ก็ส่อถึงความที่ภาษาอินเดียได้ฝังรกรากลงไปในภาษา ไทยอย่างแน่นหนามาตั้งแต่โปราณกาลแล้ว. ต่อไปนี้ เป็นคำไทยที่มีรากเป็นภาษาบาลีและ สํสกฤตที่เราใช้กันดื่นจนคล้ายกับว่าเป็นคำไทยของเราเอง. อาจารย์, นางอัปสร, อาหาร, อาการ, อากาศ, อาฆาต อกุศล, อำมาตย์, อามิษ, อัมพร, อาณาเขตต์, อนาคตกาล, เอก, อาณาประชาราษฎร, อาณาประโยชน์. อัญชุลี, อังคาร, อนุบาล, อนุกูล, นุกูล, อานุภาพ, โอรส, อาภรณ์, อาราม, อริ, อัศวา, อสูร, อาทิตย์, อาวาส, อวตาร, อริยเจ้า, อริยมุนี. ฯ ล ฯ กัปป์, กัลป์, กาย, กนก, กากะบาด ( กากปาท ), กาล, กาฬปักษ์, กรรม, กัมพล, กาญจนา, กานดา, การบูร, กรกฎ, กระษัตริย์, กระเษม, เกศ, เกษ, เกสร, กรณีย์, กุมภีล์, เกียรติ, กิติคุณ, ครรภ์, คามเขตต์, เคห, คฤห, ขัตติยะ, โคบาล, โคดม, คงคา, ครู ครุฑ, คุณ, ฯลฯ จงกรมณ์, ชัย, ไชยา, จักรวาฬ, ชาลา, ฉลาก ( สลาก ), ญาณ, ชีพ, ชนมายุ, ชลมารค, ชลเนตร, ชมพู, จักร, จักษุ, จลาจล, จำเนียร, จันทรา, จัณฑาล, จตุรา, เจตนา, จินดา, โจร, จีวร. ฯลฯ ดารา, ดัชนี, ดาวดึงส์, ไตรตรึงส์, เดช, เดชา, ดล ( ตล ), นภดล, ดุริยะ,

น.97 ๓๓ ดนตรี, ( ตันติ ), ดุริยางค์, ดุสิต, ดุษฎี ทักขิณาวัฏฏ์, ตาละปัตร, ตำรา ( ตันตร ), ตาล, น้ำตาล, ทศ, เตโช, ทักษิณ, ธรรม, ธรรมเทศนา, ทาน, ทัณฑ์, ดนู ( ตนุ ), ธรณี, ทาษ, ธาตุ, ตถาคต, เทพ, เทวา, เทศ, ประเทศ, ธิบดี, อธิบดี, ทุกข์, ธุลี, ไตรโลก, ไตรปิฎก, ตรีมุข, ไตรเพท, ตรีศูลย์’ นลาฏ, นาค, นาก ( ทอง ), นาฬิกา, นคร, นโม, นานา, นรก, นิตย, นิจ, นฤโรค, นฤพาณ, เนรคุณ, เนียรเทศ, นิรโทษ, นิรมิต, นิเวศ. ฯลฯ บาดาล, บาย ( สบาย ), สบาย ( สัปปาย ), บัญชร, บัลลังก์, บรรพชา. บรรพต เบ็ญจรงค์, บัญญัติ, บาส (บ่วงบาส), บาตร, บริวาร, บรมโกษ, บุญ, บูรพ์, บูรพา, บุปผา, ประจิม, ปัจเจกโพธ, ปักษ์, ปักษา, ปักษี, ปรโลก, ปทุมา, ภาพ, พจนา, พจน์, พาหา, พาหนะ, พหุ. พหู, ภัย, ไพฑูรย์, ภาค, ผล, พล, พฤกษา, พันธนาการ, พงศ์พันธุ์, ภาณุมาศ, วาสุกรี, พยากรณ์, พายุ, พยุหยาตรา, เพทย์, เพท, พยาธิ' เพ็ชร, ภิกษุ, พินัย, พินาศ, พิษ, ภักษาหาร, พงศ์, พร, พระ, พระพรหม, พฤฒา, พฤติ, ภูบาล, ภูมิ, พุธ, พุทธเจ้า, ปิฎก, ปีศาจ, ประชาชน, ประจุบัน, ปัจจุบัน, ปัตยุบัน, ประจักษ์, พฤหัศบดี, ประการ, ปราการ, ประพฤติ, ปราสาท, ประสาสน์, เปรต, บุรุษ, บุคคล, มหา, มเหศวร, มหรรณพ, มโหรี ( มหาตุริยังค ), ไมตรี, มาฆมาส. มงกุฎ, มกุฎ, มงคล, มังสา, มาศ, มาส, มัสการ ( นมัสการ ), เมฆ, มิตร, มนตร์, มรณัง, มูล. ฯลฯ ยาจก, ยักษ์, ยักษิณี, ยาม, ยมุนา, เยาว, ยาตรา, ยิหวา ( ชีวา ), ชีพ, ชีวา, โยคี, ยม, ยมโลก, โยนี, โยชน์, โยธา, ยุคล, ยุพราช, ราช, ราชาศัพท์, ราชวงศ์, ฤดู, ราหู, ราค, ราคะ, รากษส, ราม, ราเมศวร, รถ, ราษฎร, รัตน, ฤษยา, ฤทธิ, โรค, รส, รูป, รูปภาพ, ลักษณ์, ลักษณะ, ลคร ( นคร ), ลาภ, เลข, เลขา, ลิขิต, โลกบาล, วดี, วาฬวิชนี, วรรณ, วรุณ, วสันต์, วิหาร, เวทางค์, เวสสันดร, วิชัย วิวาหะ วิโยค, วงศ์, สดุดี, สาหัส, ศักดิ์, สาคร, ศักราช, สกล, ศลา, สาลิกา, สำลี (ศาลฺมลิ), สมุท, สงสาร, สังสารวัฏฏ, สรรพ, สาร, สรีระ, ๕

น.98 ๓๔ ศศิธร, สาสนา, สัปดาห์, สามี, เศวตรฉัตร, สยุมพร, สยัมภู, ศฤงคาร, ศีร์ษะ, ศิล, สีล, ศิลา, สิงห์, สิงหล' ศรี, สิริ, โสฬศ, ศพ, สุกร, ศุกร, สูรย์, หริ, หัตถ์, หัตถี, เหตุ, หุลมาน ( หนุมาน ), หงษ์, โหร. ฯลฯ ทั้งหมดตามที่กล่าวมานี้ เป็นอันว่าเมื่อมองดูในด้านวัฒนธรรมโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว เราจะรู้สึกว่า เป็นผลเกิดขึ้นจากการมาของชาวอินเดียสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ ตั้งแต่สมัย เมื่อ ๒,๐๐๐ ปีมาแล้วนั่นเอง. สำหรับดินแดนรอบอ่าวบ้านดอนโดยฉะเพาะที่ไชยานั้น มี เรื่องราวอีกมากมายนัก อันจะกล่าวถึงในตอนที่ว่าด้วยดินแดนรอบอ่าวบ้านดอน ในสมัย ศรีวิชัยข้างหน้า. สรุปความในตอนนี้ว่า ชาวอินเดีย ได้มายังแหลมมลายูหรือดินแดนสุวรรณ- ภูมิ เพื่อประโยชน์แก่การค้า การเผยแผ่ศาสนาและวัฒนธรรม และการแสวงหา ดินแดนนอกมาตุภูมิ ตั้งแต่สมัยเมื่อ ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว. ได้ใช้ทางคมนาคมขนถ่าย ข้ามแหลมที่ตะกั่วป่า – อ่าวบ้านดอน จนเป็นเหตุให้ดินแดนส่วนนี้เต็มไปด้วยศิลป วัตถุตามแบบอินเดีย และวัฒนธรรมตามแบบอินเดีย จนถึงกับมีร่องรอยแสดงว่า เป็นที่แพร่หลายไปยังหมู่เกาะทะเลใต้และอินโดจีน. การใช้ช่องมะละกามีน้อยมาก เพราะไม่สะดวกตามธรรมชาติสำหรับการเดินเรือในสมัยนั้น, และเต็มไปด้วย โจรสลัด. ซึ่งข้อนี้ยังผลให้คนไทยในภาคใต้ มีลักษณะผิดกับไทยเดิมอย่างมากมาย เนื่องด้วยอิทธิพลแห่งวัฒนธรรมอินเดียดังที่ได้กล่าวมาแล้ว.

น.99 ตอนที่สาม ว่าด้วยดินแดนรอบอ่าวบ้านดอนสมัยทวาราวดี เพื่อเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่าน ที่ไม่คุ้นกับการแบ่งระยะเวลาหรือสมัยของนัก โบราณคดี ในวงโบราณคดีจำเป็นจะกล่าวถึงหลักเกณฑ์อันนี้ แม้เพียงย่อ ๆ ดังต่อไปนี้. การแบ่งเป็นสมัย ๆ นั้น ถือเอาตามโบราณวัตถุ และที่มาของโบราณวัตถุนั้น ๆ เป็นเกณฑ์. เช่นตั้งแต่คริสตศัตวรรษที่ ๙ ( ราว พ. ศ. ๑๐๐๐ ) ถึงคริสตศัตวรรษที่ ๑๐ ( พ. ศ. ๑๕๐๐ ) มีโบราณวัตถุหรือโบราณสถานประเภทหนึ่ง เหลืออยู่ให้เราทราบได้ว่า เป็นพวกหนึ่งโดยฉะเพาะไม่เหมือนพวกอื่น. พบมากที่นครปฐมและเมืองบางเมืองที่เนื่อง กันกับนครปฐมในสมัยนั้น. พระพุทธรูปในประเภทนี้มีแบบเหมือนกับแบบที่มีดื่นในอินเดีย ชะนิดที่เรียกว่าแบบ คุปตะ เพราะสร้างขึ้นในอินเดีย ในสมัยที่พระเจ้าแผ่นดินวงศ์คุปตะ กำลังมีอำนาจ และชนเผ่ามอญกำลังตั้งเป็นอาณาจักรอยู่ที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีชื่อเรียกว่า อาณาจักรทวาราวดี หรือเรียกตามจดหมายเหตุจีนว่า จุย–ล๊อ–พัด–ตี่. ฉะนั้น จึงได้ เรียกเวลาระยะนี้ว่า ระยะสมัยทวาราวดี. เรียกพระพุทธรูปในประเภทนี้ว่าแบบมอญ–อินเดีย, หรือแบบสมัยทวาราวดี. และถือว่าชาวอินเดียในสมัยนั้นเป็นผู้นำแบบนี้เข้ามาสอนให้. พระพุทธรูปที่พวกมอญทำเอง ตามที่ชาวอินเดียสอนให้นั้น นักศึกษาบางคนกล่าวว่า มัก จะมีหรือมีเค้าหน้าเป็นมอญชัดอยู่ด้วย ๑ . พระพุทธรูปในสมัยนี้ เป็นโชคดีอยู่อย่างหนึ่งที่ สังเกตได้ง่าย คือไม่ทำนอกแบบ และใช้วัตถุที่ทำเป็นอย่างเดียวกันทั้งนั้นก็แทบจะกล่าวได้ กล่าวคือทำด้วยหินปูน ( Lime stone ) สีเขียวแก่เกือบดำ. สำหรับดินแดนรอบอ่าวบ้านดอนนั้น มีโบราณวัตถุของสมัยนี้ตกอยู่หลายขึ้นด้วยกัน ดังจะเห็นได้จากรูปภาพ ภาพที่ ๙, ๑๐, ๑๑, ๑๒. ทั้งหมดนั้นอยู่ที่ไชยา เว้นแต่ภาพ ๑๒ รูปด้านขวามืออยู่ที่กาญจนดิษฐ์ ๑. ดู Buddhist Art in Siam, by Reginald le May, P. 23.

น.100 ๓๖ ภาพที่ ๙ เป็นพระพุทธรูปยืนขนาดเกือบเท่าคน ฝีมือประณีต อยู่ในคูหาแห่งองค์ พระบรมธาตุ เพิ่งจะยกเข้ามาไว้ในห้องพิพิธภัณฑ์เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อความปลอดภัย ศิลาเนื้อหยาบจนทำให้หลงไปว่าหินทรายหรือหินอื่นที่มิใช่หินปูน ที่แท้เป็นหินปูนที่มีแร่ อย่างอื่นผะสมอยู่ด้วย. แม้ว่าพระพุทธรูปศิลาองค์นี้จะอยู่ในคูหาแห่งพระเจดีย์องค์พระบรม- ธาตุมาก่อน ก็หาอาจกล่าวได้ว่าเป็นของคู่กันมาไม่. ทั้งนี้โดยเหตุที่พระพุทธรูปนี้เป็นสมัย ทวาราวดี เก่าก่อนพระเจดีย์, และเข้าใจกันว่าเป็นพระพุทธรูปที่นำลงไปจากทางนครปฐม. ส่วนพระเจดีย์นั้นเป็นของเพิ่งสร้างในสมัยศรีวิชัย. แม้พระพุทธรูปสมัยทวาราวดีองค์อื่น ๆ ที่พบในไชยาก็เป็นอย่างเดียวกัน คือถือกันว่าขนลงไปจากทางนครปฐม. สิ่งที่น่าสังเกตใน พระพุทธรูปองค์ที่กล่าวนี้อีกอย่างหนึ่งก็คือมีสลักลวดลายมาก อันเป็นสิ่งที่เราจะไม่ค่อยเห็น ในพระพุทธรูปของสมัยนี้ แม้ที่นครปฐมเอง. ภาพที่ ๑๐ ทางซ้ายมือ เป็นรูปปฏิมาเท่าคน มีลักษณะบางอย่างก่อให้เกิดความ สงสัยว่าเป็นรูปอะไรกันแน่. เนื้อในแท้เป็นศิลาคล้าย ๆ กับองค์ในภาพที่ ๙ หุ้มไว้ด้วย รักและมีดทอง. ถ้าเมื่อเอารักออกหมดแล้วจะมีลักษณะเป็นเปลือย คือไม่มีรอยของสบงจีวร เลยแม้แต่น้อย. ร่องรอยจีวรที่เห็นในภาพนี้เป็นรักที่เพิ่งพอกเข้า. แม้ที่สุดแต่ร่องสันหลัง ก็เป็นร่องสันหลังคนจริง ๆ ซ้อนี้ทำให้ฉงนกันว่า จะเคยเป็นรูปปฏิมาของฝ่ายศาสนาไชนฺ คือนิคันถนาฏบุตร ( ที่เรียกกันว่าเดียรถีย์นิครนถ์ ) หรือมหาวีระมาก่อน แล้วเพิ่งถูก ดัดแปลงแก้ไขให้เป็นพระพุทธรูปในยุคหลัง ๆ. ถ้าเป็นดังนี้จริง ก็เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นเป็น อันมากในข้อที่ว่า ลัทธินี้อันเป็นลัทธิคู่แข่งขันกับพระพุทธศาสนาในอินเดีย ก็ยังได้แพร่หลาย ตามมาเป็นคู่แข่งขันถึงดินแดนสุวรรณภูมินี้ด้วยเหมือนกัน. รูปปฏิมาองค์นี้เดิมที่อยู่ในซุ้ม เล็ก ๆ ซุ้มหนึ่งในสองซุ้ม สองข้างบันไดที่จะขึ้นไปบนฐานองค์พระบรมธาตุและชาวบ้าน แถวนี้เรียกกันติดปากมาก่อนว่า รูป "คนผู้สร้างพระบรมธาตุ," คือไม่ถือว่าเป็นพระพุทธรูป นั่นเอง. บัดนี้ย้ายเข้ามาอยู่ในห้องพิพิธภัณฑ์แล้ว เพื่อความปลอดภัย. ปัญหามีอยู่บ้างว่า ถ้าเคยเป็นรูปมหาวีระแห่งลัทธิเปลือยมาก่อน การแก้ให้เป็นพระพุทธรูปจะต้องทะลวงช่อง รักแร้ขวาให้เป็นช่องเหมือนพระพุทธรูปตามธรรมดา และลบรอยสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ที่หน้าอก

น.101 ๓๗ อันเป็นเครื่องหมายของรูปมหาวีระออกเสียด้วยการสะกัด. ถ้าเคยเป็นเพียงรูป " คนสร้าง พระบรมธาตุ" คือเป็นฆราวาสแล้ว ทำไมจะต้องวางท่าสมาธิอย่างพระพุทธรูปปางสมาธิ ถ้าเป็นพระพุทธรูปมาก่อน ทำไมพระเศียรซึ่งไม่มีรอยหักเลยนั้น ทำคล้ายกับจะให้เป็น ศีร์ษะฆราวาส ผิดแบบพระพุทธรูปสมัยทวาราวดีทั้งหลาย และมีลักษณะเป็นเปลือยกาย ล่อนจ้อนด้วยเล่า. ข้อนี้ขอฝากไว้แก่นักศึกษาโบราณคดีช่วยพิจารณาและหาหลักฐาน เทียบเคียงจนกว่าจะพบความจริงต่อไปด้วย. ในชั้นนี้ยุตติไว้ที่ก่อนว่า เป็นรูปปฏิมาแห่ง สมัยทวาราวดีองค์หนึ่งเท่านั้น. ในภาพเดียวกันนี้ รูปทางขวามือเป็นพระพุทธรูปสมัยทวาราวดีแท้ ขนาดเท่า ๆ กันกับองค์เปลือย. แต่เดิมอยู่ที่วัดเววน ตำบลป่าเว อำเภอไชยา ถูกส่งมายังกรุงเทพ แล้วทางการพิพิธภัณฑสถานกรุงเทพส่งออกไปยังพิพิธภัณฑ์สาขาที่นครปฐม โดยเห็นว่า เป็นของสมัยทวาราวดี และมีแหล่งกำเนิดที่นครปฐม จึงตั้งใจให้เป็นหมวดหมู่กันอยู่ที่นั่น จึงได้ตกอยู่ที่นครปฐมมาจนบัดนี้. พระพุทธรูปองค์นี้ชาวไชยาเรียกว่า "พ่อตาเชี่ยว" ทำนอง จะให้เป็นรูปเทพารักษ์องค์ใดองค์หนึ่ง ทั้ง ๆ ที่เป็นพระพุทธรูปแท้ ๆ และที่แปลกยิ่งขึ้นไป กว่านั้น ก็คือว่านักเลงขนไก่ชอบบลบาลพระพุทธรูปองค์นี้ เพื่อให้ชนไก่ชะนะ. มีเรื่องเล่า กันมาว่า นักเลงไก่คนหนึ่งบลแล้วไปชนไก่แพ้กลับมา โกรธจัดใช้ท่อนไม้กระทุ้งที่น่าอก แตกกระจาย. เมื่อไปตรวจดูที่รูปจริงที่นครปฐม ก็มีลักษณะพอที่จะให้เชื่อว่าถูกกระทำ เช่นว่านั้น คือแตกกระจายที่ส่วนองค์จนต้องใช้ซิเม็นต์อุดบ้าง เชื่อมบ้าง จนเสียรูปไปหมด ดังที่เห็นในภาพนี้. แต่เมื่อพิจารณาดูโดยละเอียดจะเห็นว่า แต่ก่อนเคยเป็นพระพุทธรูป สมัยทวาราวดีที่สวยงามองค์หนึ่งเหมือนกัน, และไม่เป็นปัญหาเช่นทวาราวดีองค์เปลือย. ภาพที่ ๑๑ รูปซ้ายมือ เป็นพระพุทธรูปขนาดเล็ก สูงไม่เกิน ๑๐ นิ้ว โลหะสำริด พบในการรื้อเจดีย์เก่าองค์หนึ่ง ที่วัดโพธาราม พุมเรียงไชยา. พระพุทธรูปองค์นี้แสดงให้ เห็นว่า ในสมัยทวาราวดีที่เราถือกันว่า สร้างพระพุทธรูปด้วยหินปูนล้วนนั้น ต้องมีข้อยกเว้น สำหรับพระพุทธรูป ขนาดเล็ก ๆ. แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอาจที่จะกล่าวได้ว่า มีน้อยเกินกว่าที่จะ กล่าวได้ว่า "นิยมสร้างด้วยโลหะสำริด." ผิดกับสมัยศรีวิชัย ซึ่งนิยมสร้างด้วยโลหะสำริด

น.102 ๓๘ แม้องค์ใหญ่เท่าคนหรือโตกว่าคน. ( ดูภาพที่ ๒๑-๒๒ ). ที่ทำด้วยศิลากลับมีเป็นส่วนน้อย และมักเป็นฝีมือต่ำ ภาพที่ ๑๑ รูปขวามือ เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่เท่าคน หินปูนเนื้อละเอียดเป็น คนละอย่างจากหินปูนที่สร้างพระพุทธรูปองค์ในภาพที่ ๙ ที่ ๑๐. องค์นี้เมื่อพบปรากฏว่า ไม่มีพระเศียรมาแต่เดิม ติดสินบลเท่าไร ๆ ก็ไม่มีใครหาพบ. เข้าใจว่ามีผู้นำไปขายคน ต่างเมืองหรือต่างประเทศคนใดคนหนึ่งเสียตั้งแต่นานมาแล้ว. พระพุทธรูปองค์นี้ ฝีมือ ที่ทำเหมือนกับพระพุทธรูปสมัยทวาราวดีตามปรกติทั่วไป. แต่นักสังเกตคงจะออกปากสัก อย่างหนึ่งว่า ไม่ค่อยเคยเห็นพระพุทธรูปสมัยนี้ที่ทรงสูงโปร่งเกินไปอย่างนี้. พระพุทธรูป องค์นี้พบอยู่ที่พระเจดีย์สมัยศรีวิชัยองค์ใหญ่ที่วัดแก้วไชยา. อยู่นอกคูหาของพระเจดีย์. เข้ากันไม่ได้กับพระเจดีย์ เพราะเป็นของคนละสมัย ทำนองเดียวกับองค์ที่วัดพระธาตุ. ข้าพเจ้ารู้สึกว่าพระพุทธรูปองค์นี้ถ้ามิใช่นำมาจากทางนครปฐม. อาจมายุคเดียวกันกับพระ- นารายน์คุปตะทั้งสาม ( ในภาพที่ ๔ ) ก็ได้. แต่เนื่องจากพระเศียรไม่มี ก็เป็นการยากที่จะ สันนิษฐานว่าเป็นอย่างไรแน่. เราน่าจะมีความคิดไว้สักอย่างหนึ่งว่า พวกอินเดียในสมัย ที่ทำหรือนำเข้ามา ซึ่งพระนารายน์คุปตะ ๓ องค์นั้น น่าจะได้มีการทำหรือนำมาซึ่งพระพุทธรูป ตระกูลนี้ในยุคนี้ด้วย. ไม่ควรจะปิดประตูตายตัวเสียว่า พระพุทธรูปศิลาขนาดใหญ่แบบคุปตะ ที่พบในเมืองไทยนั้น มีแต่ทวาราวดีที่นครปฐมอย่างเดียว. ขอให้พิจารณาในเรื่องพระ- นารายน์ทั้งสาม (ภาพที่ ๔) นั้นให้ละเอียด. เพราะเมื่อสังเกตดูพระพุทธรูปแบบสมัยนี้บางองค์ แล้ว มีประพิมประพายบางอย่างที่ส่อความแตกต่างกันอยู่บ้าง. ขอวิงวอนให้นักโบราณคดี ช่วยนำปัญหานี้ไปพิจารณาด้วย. ภาพที่ ๑๒ ทางซ้ายมือ. นี้เป็นภาพของพระพุทธรูปศิลาสมัยทวาราวดี ประมาณ ตามที่จะสังเกตได้จากชิ้นหักเหล่านั้นราว ๔ องค์. เป็นของกระจัดกระจายกันอยู่ที่โบราณ- สถานมุมวัดเวียงไชยา ตรงที่เรียกกันว่าหลักเมือง. ซึ่งศิลาจารึกที่ขนเอามายังพิพิธภัณฑ- สถานที่กรุงเทพก็เคยอยู่ที่นี่ส่วนหนึ่ง. อีกส่วนหนึ่งมีผู้เก็บได้จากที่อื่นทางวัดร้างห่างออกไป ทางทิศใต้. องค์ย่อม ๆ ขนาดเด็ก ๆ. เมื่อพิจารณาดูโดยใกล้ชิดจะเห็นว่าทำฝีมือประณีต

น.103 ๓ ๙ ทั้งนั้น. และที่มีอยู่ที่หลักเมือง ชาวบ้านเรียกกันสืบ ๆ มาว่าพระหมอหรือพระหน้าหมอ ซึ่ง ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าจะหมายความว่าอย่างไร. แต่สิ่งที่น่าคิดต่อไปก็คือว่า สถานที่หลักเมือง นี้มีแต่เศษหักของพระพุทธรูปสมัยทวาราวดีเท่านั้น ไม่มีของสมัยอื่นเลย. ถ้าเดาก็ต้องว่า หลักเมืองมีกันมาก่อนสมัยศรีวิชัยเท่านั้นเอง. ภาพที่ ๑๒ ทางขวามือ. เป็นพระพุทธรูปขนาดย่อม สูงทั้งหมดสักศอกหนึ่ง. เนื้อหิน ละเอียดดูเกือบเป็นหินสะบู่ สีแก่เกือบดำ ฝีมือปราณีต. เดิมอยู่ที่วัดหาดสำราญ ทาง เมืองกาญจนดิษฐ์เก่าด้านทิศใต้ของอ่าวบ้านดอน. ท่านเจ้าคุณพระธรรมปรีชาอุดม เจ้าคณะ จังหวัดสุราษฎรธานีไปพบและจัดส่งมา. การที่ดินแดนรอบอ่าวบ้านดอน มีพระพุทธรูปแบบสมัยทวาราวดีขนาดโตเท่าคน ไม่น้อยกว่า ๔ องค์ และไม่น้อยกว่า ๑๐ องค์นับรวมทั้งองค์ย่อม ๆ นี้ ย่อมเป็นการแสดง ว่า ดินแดนนี้โดยฉะเพาะที่ไชยา เคยรับถือพุทธศาสนาอย่างเถรวาทหรือหินยานมาแล้ว ตั้งแต่สมัยทวาราวดีอย่างเป็นปึกแผ่นเหมือนกัน. พระพุทธรูปเหล่านี้คงถูกละเลยในสมัยที่ ไชยารับถือพุทธศาสนาอย่างมหายานในสมัยศรีวิชัยบ้างไม่มากก็น้อย. เนื่องจากในสมัยนั้น ถือรูปพระอวโลกิเตศวรเป็นสำคัญกว่าพระพุทธรูป. และลัทธิที่ถือก็ไม่ค่อยลงรอยกัน. ข้าพเจ้าอยากจะสันนิษฐานว่า อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้เอง ที่ทำให้พระพุทธรูปแบบสมัย ทวาราวดีที่นี่แทบทุกองค์มีชื่อแปลก ๆ หรือถูกสมมติไปเป็นเทพารักษ์ เช่น "พ่อตาเชี่ยว" สำหรับการชนไก่ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น, หรือเช่น "พระหมอ" ที่หลักเมือง ซึ่งมีเรื่อง เล่ากันนอกลู่นอกทางจนไปเกี่ยวข้องกับฝ่ายอิสลามไปก็มี ซึ่งสรุปความแล้วก็กล่าวได้ว่า พ้นจากความเป็นพุทธรูปไปแทบทั้งนั้น จะมีเว้นก็แต่ในภาพที่ ๙ องค์เดียว ที่ยังไม่ปรากฏ ว่าเป็นเช่นนั้น. ครั้นสมัยศรีวิชัยผ่านไปแล้ว พุทธศาสนาในดินแดนรอบอ่าวบ้านดอนกลับเป็นอย่าง เถรวาทตามเดิม. พระพุทธรูปสมัยทวาราวดีคงจะถูกยกขึ้นมาด้วยความเอาใจใส่อีก ถึงกับ บันจุเข้าในคูหาพระบรมธาตุ ซึ่งที่แท้เป็นของสร้างในสมัยศรีวิชัย และคงเพื่อประดิษฐาน รูปพระอวโลกิเตศวรสำริดองค์ใหญ่นั่นเอง เพราะเป็นของฝ่ายมหายานด้วยกันในสมัย

น.104 ๔๐ เดียวกัน. ได้รื้อเอาพระอวโลกิเตศวรออก เอาพระพุทธรูปแบบเถรวาทใส่แทน ดังที่เห็น อยู่เมื่อก่อนหน้าจะยกเอาพระพุทธรูปองค์นี้เข้าไปในพิพิธภัณฑ์. รูปพระอวโลกิเตศวรสำริด นั้น ( ภาพที่ ๒๕ ) ไปนอนอยู่ที่สนามหญ้า ทางทิศตะวันออกของพระเจดีย์พระบรมธาตุ จน ไม่มีใครคิดว่าเป็นรูปปฏิมาของทางฝ่ายพุทธศาสนาด้วยกัน เข้าใจว่าเป็นเทวรูปของฝ่าย พราหมณ์ไป จนกระทั่งสมเด็จกรมพระยาดำรงเสด็จมาทรงพบเข้าด้วยพระองค์เอง และ ทรงนำเข้าไปยังกรุงเทพฯ ผู้ที่อยู่ในดินแดนรอบอ่าวบ้านดอน ย่อมจะมีความพูมใจว่า บรรพบุรุษของตนได้มี โอกาศรับถือพระพุทธศาสนามาตั้งแต่สมัยทวาราวดี โดยชาวอินเดียพวกที่เข้ามาก่อนสมัย ศรีวิชัยเป็นผู้นำเข้ามา ซึ่งก็เป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว. ก็ถ้าหากว่าพระพุทธรูป แบบสมัยคุปตะ หรือที่เรียกว่าทวาราวดีกันในที่นี้ บางองค์ที่พบที่ไชยามีลักษณะเป็นอินเดีย จัดกว่าที่พบทางนครปฐม ซึ่งพวกมอญเพิ่งทำขึ้นแล้ว ก็มีทางที่จะชวนให้คิดว่า พวกอินเดีย ที่ไปถึงนครปฐมนั้นได้ผ่านอ่าวบ้านดอนไป, เช่นมาทางเรือจากอินเดียขึ้นที่ตะกั่วป่า ข้าม แหลมมาทางตะวันออกแล้วลงเรือไปนครปฐมอีกต่อหนึ่งก็ได้. ถ้าไม่เป็นดังนี้ บันดาพระ- พุทธรูปสมัยทวาราวดีที่นครปฐมที่ขนาดใหญ่เท่า ๆ คน ต้องเป็นของที่ทำขึ้นที่นครปฐม เองทั้งนั้น ไม่มีโอกาศเอามาจากอินเดียโดยตรงเลยแม้แต่องค์เดียว. การที่พวกอินเดียมา นครปฐมทางบกล้วนนั้น ดูเป็นสิ่งเหลือวิสัย. การมาเรือแล้วขึ้นบกทางฝั่งตะวันตก ตอนเหนือ ตะกั่วป่าขึ้นไป ก็ไม่ปรากฏว่ามีร่องรอยอะไรเลย. ถ้าหากนักโบราณคดีจะช่วยชมปัญหา ที่ว่า "ชาวอินเดียที่ไปช่วยสร้างอาณาจักรทวาราวดีนั้น จะได้ขึ้นไปจากทางใต้บ้างหรือไม่?" นี้ดูบ้างแล้ว จะเป็นการรอบคอบมากอยู่. ร่องรอยที่พบกันแล้วทางบกที่พงตึก กึ่งทาง ระหว่างกาญจนบุรีกับบ้านโป่งนั้น ก็แสดงว่าเป็นสมัยอมราวดี ซึ่งก่อนสมัยทวาราวดี ไม่น้อยกว่าสามศัตวรรษ. แล้วพิจารณาดูเถิด วัตถุที่พบนั้นมีเพียงพระพุทธรูปองค์นิด ๆ องค์เดียวเท่านั้น ไม่มีอะไรที่จะสามารถขนเอามาได้เป็นปึกแผ่น. และนี้ก็เป็นผลของการใช้ คมนาคมทางบกนั่นเอง. จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะพิจารณาถึงทางทะเลกันเสียบ้าง ใน กรณีย์ที่เกี่ยวกับอาณาจักรทวาราวดีอันใหญ่หลวง.

น.105 ๔๑ โบราณวัตถุอีกอย่างหนึ่งที่ยังอธิบายกันไม่ได้ชัดเจน ก็คือหินบดพร้อมทั้งลูกบด ชะนิดที่มีอยู่มากมายในพิพิธภัณฑ์ที่นครปฐม และว่าเป็นของสมัยทวาราวดี. หินบดเหล่านี้ ยังไม่มีใครอธิบายได้เป็นที่พอใจ ว่าใช้เกี่ยวข้องกับทางศาสนาหรือทางไหนอย่างไร. ที่ ดินแดนรอบอ่าวบ้านดอนก็พบเหมือนกัน คือที่หมู่บ้านดอนธูป ตำบลคันธุลี เขตต์กิ่งอำเภอ หนองหวาย, ซึ่งยังไม่ได้จัดการนำมาเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่ ไชยา สำหรับการศึกษาต่อไป. ถ้าจะมีปัญหาถามขึ้นว่า ในบันดาจุดต่าง ๆ บนแหลมมลายู ทำไมพระพุทธรูป แบบสมัยทวาราวดี จึงไปมีมากมายที่ไชยาในเมื่อที่จุดอื่น ๆ ไม่มีหรือแทบไม่มี ดังนี้แล้ว ก็เป็นปัญหาที่ตอบยากอย่างยิ่ง. ไม่เคยมีร่องรอยใดๆ ที่แสดงว่า พวกมอญแห่งอาณาจักร ทวาราวดีนั้น ได้มีอำนาจปกครองลงมาจนถึงอ่าวบ้านดอนเลย. นักโบราณคดีในเมืองไทย ไม่เคยมีใครนิ๊กฝันเช่นนั้น. และยิ่งกว่านั้นดินแดนรอบอ่าวบ้านดอนนี้ ก็มี " พระนารายณ์ ทั้งสาม " (ภาพที่ 4 ) ยืนแสดงอยู่แล้วว่า ในระยะกาลที่พ้องสมัยกันกับอาณาจักรทวาราวดี นั้น ดินแดนรอบอ่าวบ้านดอนนี้ได้อยู่ในสภาพเช่นไร. การที่จะเข้าใจว่า ทางนครปฐมส่ง พระพุทธรูปเหล่านี้ไปยังไชยาในฐานะเป็นเมืองขึ้น ย่อมไม่มีทางที่จะคิดได้. ดินแดนรอบอ่าว บ้านดอนในคริสตศตวรรษที่ ๕ ได้มีชาวอินเดียเข้ามาตั้งรัฐอย่างอินเดียแล้ว ตั้งแต่สมัยที่มี รัฐ ๆ หนึ่ง ซึ่งพวกจีนเรียกว่า ประเทศพาน-พาน ทางเวียงสระ. ฉะนั้น ทางไชยาใน สมัยทวาราวดี ก็จะต้องมีรัฐของชาวอินเดียตั้งอยู่แล้ว แม้จะไม่ใหญ่โตปรากฏอย่างที่ นครปฐมก็ตาม. ถ้ามีการส่งพระพุทธรูปเหล่านี้มาจริง ก็ต้องส่งในฐานะที่มีการสัมพันธ์ ฉันท์เพื่อนบ้าน และเผยแผ่ศาสนาให้แก่กัน. ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ การก็จะกลับตรงกันข้าม คือมีการนำแม่แบบพระพุทธศาสนาเหล่านี้มาจากอินเดียโดยตรงทางเรือ, และต้องเป็นไป ก่อนการเกิดพระพุทธรูปสมัยทวาราวดีแบบมอญที่นครปฐมไม่มากก็น้อย. สรุปความว่า ในระยะกาลแห่งสมัยทวาราวดีนั้น ชาวอินเดียได้มาตั้งรัฐ อย่างอินเดียขึ้นแล้วที่รอบ ๆ อ่าวบ้านดอน มีปฏิมากรรมแบบสมัยคุปตะในอินเดีย เข้ามาพร้อมแล้ว, และมีการติดต่อสัมพันธ์กันกับอาณาจักรทวาราวดีทางนครปฐม ไม่มากก็น้อย. ๖

น.106 ตอนที่สี่ ว่าด้วยดินแดนรอบอ่าวบ้านดอน ในสมัยศรีวิชัย. ระยะกาลแห่งสมัยศรีวิชัยนั้น ถือหลักเกณฑ์กันว่า คือระยะกาลที่เกิดมีอาณาจักร อย่างอินเดียขึ้นในสุวรรณทวีป หรือมลายาเซีย อันได้แก่แหลมมลายู เกาะสุมาตราและ เกาะชะวารวมกัน. ตั้งอยู่เป็นเวลานานราว ๖๐๐ ปี คือตั้งแต่คฤสดศัตวรรษที่ ๗ ( ราว พ. ศ. ๑๒๐๐ ) ถึงคฤสตศัตวรรษที่ ๑๒ ( ราว พ. ศ. ๑๗๐๐ ). ในสมัยนี้ปฏิมากรรม คือรูปปั้นหล่อแกะสลักต่าง ๆ เป็นแบบปาละไปสิ้น และมี ความงามมากกว่าแบบคุปตะแห่งสมัยก่อนหน้านี้. เรียกกันง่ายๆ ว่า ปฏิมากรรมแบบปาละ มีมูลกำเนิดหรือแม่แบบอยู่ในอินเดียกลางค่อนมาทางตะวันออก คือบริเวณปากแม่น้ำคงคา. เมื่อผู้อ่านตรวจดูภาพพระพุทธรูปในสมัยทวาราวดี ( คือภาพที่ ๙-๑๐-๑๑-๑๒) หรือรูป พระนารายณ์สมัยก่อนขอม ( ภาพที่ ๔ ) มาจนชินตาแล้ว ลองเปิดข้ามไปดูภาพเทวรูป สามองค์ในต้นไม้ และภาพอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ คือภาพที่ ๒๕-๒๖ ดูบ้าง ท่านจะเห็นว่า มีความแตกต่างกันอย่างไร. หลักเกณฑ์ที่นักโบราณคดีตกลงกัน ในเรื่องความแตกต่าง ของปฏิมากรรมแบบสมัยคุปตะกับสมัยปาละนั้น มีเครื่องสังเกตคือ แบบปาละมีความชด ช้อย ( Slenderness ) กว่า มีท่าทางลีลาศแห่งการเคลื่อนไหวคล่องแคล่วกว่า, มีกระดูก แก้มสูงกว่า, และหน้ารูปไข่แฉล้มกว่า. แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องทราบไว้ว่ามีทางที่อาจจะ หลงผิดกันได้ง่าย โดยเหตุที่ในอินเดียนั้น แบบปาละก็ออกไปจากแบบคุปตะนั้นเอง. ที่รอบ อ่าวบ้านดอนเรา มีศิลปกรรมแบบปาละสมัยศรีวิชัยอยู่จำนวนมาก มีภาพที่ ๒๕ เป็นตัวอย่าง ที่ขึ้นหน้าที่สุดในประเทศไทย. และศิลปกรรมแบบปาละนี้ เป็นเครื่องหมายของสมัยศรีวิชัย โดยตรง จึงควรศึกษาหลักเกณฑ์ไว้. ในทางสถาปัตยกรรมนั้น สมัยศรีวิชัยมีเครื่องหมายคือการก่อสร้างด้วยอิฐที่ไม่ใช้ ปูนสอ คือไม่มีการโบกด้วยปูน ดูคล้ายกับว่าเอาอิฐติดกันเข้าด้วยกาว เหมือนที่ช่างไม้เขา

น.107 ๔๓ ติดไม้ที่ปรับกันเข้าสนิทไม่รั่วน้ำ ด้วยกาวชนิดหนึ่งฉะนั้น. ข้อนี้สังเกตได้ที่องค์พระเจดีย์ พระธาตุไชยา วัดแก้วไชยาเป็นต้น อิฐติดกันอย่างสนิทแน่นแฟ้น ดังที่ท่านจะเห็นได้จาก ภาพที่ ๑๘ หลักเกณฑ์อันนี้ใช้สำหรับสังเกตพระเจดีย์ที่ก่อด้วยอิฐในสมัยศรีวิชัยทั่วไป. ท่าน ผู้ใดพบเห็นที่ไหน ควรจะช่วยกันรักษาไว้. หรือที่เพิ่งพบในป่าดง ก็ควรช่วยกันแจ้งให้กรม ศิลปากรทราบ จะเป็นผลดีแก่ประเทศชาติในด้านโบราณคดีต่อไปอย่างไม่น้อย ดีกว่าที่จะ ช่วยกันทำลายเสีย โดยสงสัยว่าภายในนั้นจะมีของมีค่า เพราะพระเจดีย์สมัยศรีวิชัยนั้น ไม่ได้เป็นที่บันจุของมีค่า อย่างเจดีย์ในสมัยเชียงแสนหรือสุโขทัยทางภาคเหนือเลย. ในดิน แดนรอบอ่าวบ้านดอนนี้ ยังมีสิ่งก่อสร้างที่หลงตาอยู่ในป่าดงบ้างไม่มากก็น้อย โดยฉะเพาะ ในเซตต์อำเภอกาญจนดิษฐ์ ซึ่งยังไม่เคยได้รับการตรวจค้นของนักศึกษาแลย. ต่อไปนี้ เราจะได้พิจารณากันถึงเรื่องราวของสมัยศรีวิชัยอย่างละเอียด เพราะเป็น เรื่องราวที่มีความสำคัญเกี่ยวกับดินแดนรอบอ่าวบ้านดอนโดยตรง. คำว่า ไชยา นั้น นัก โบราณคดีจำนวนหนึ่ง ถือว่าเป็นคำ ๆ เดียวกันกับคำว่า ชะยะ, แห่งคำว่า ศุริวิชะยะ หรือ ศรีวิชัยนั่นเอง. คำว่า ศรี กับ วิ เป็นแต่ส่วนประกอบ ไม่ใช่ตัวคำแท้. ภูเขาศรีวิชัยกลาง ทุ่งนาหลังสถานีหัวเตยลงไปทางทิศตะวันออก ( ดูภาพที่ ๓๙ ภาพบน ), อันเป็นที่ ๆ ได้พบ พระนารายณ์สมัยก่อนขอมดังกล่าวมาแล้วข้างต้น, นั่นก็คือร่องรอยอันเหลืออยู่อย่างสำคัญ สำหรับดินแดนแถบนี้ อันเคยเป็นที่ตั้งของกรุงศรีวิชัยในสมัยหนึ่ง. พระเจดีย์สมัยศรีวิชัยที่ แลเห็นปรากฏในประเทศไทยในเวลานี้ มีแต่ที่ไชยาเท่านั้น ได้แก่องค์พระธาตุ (ภาพที่ ๑๖), วัดแก้ว ( ภาพที่ ๒๑ ขวามือ, ภาพที่ ๕๒ ) และวัดหลง ( ภาพที่ ๓๗ ). รูปปฏิมาต่าง ๆ ในสมัยศรีวิชัยที่เอาไปจากไชยา เวลานี้ไปเด่นอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่กรุงเทพ อย่างไม่มีที่ไหนในสมัยเดียวกันเทียมเท่า. เกี่ยวกับเรื่องนี้ หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ หัวหน้า กองโบราณคดี ประจำพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติได้เขียนไว้ว่า " โบราณวัตถุที่ได้ไปจาก ไชยา อยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานเวลานี้ ล้วนเป็นของดี ๆ หรือจะเรียกว่าหาค่ามิได้ทั้งนั้นก็ว่า ได้ เช่นรูปพระอวโลกิเตศวร สำริดขนาดใหญ่ ๒ องค์ (ภาพ ๒๕-๒๖ ) ศิลาองค์หนึ่ง ( ภาพที่ ๒๙ ภาพกลาง ), ฯลฯ จากวัดพระธาตุ, อวโลกิเตศวรศิลาองค์หนึ่ง ( ภาพที่ ๒๙

น.108 ๔๔ ภาพขวามือ ) จากวัดศาลาทึง, พระนาคปรกจากวัดเวียง ( ภาพที่ ๑๕ ซ้ายมือ ) ฯลฯ ล้วน เป็นของสำคัญทั้งในทางโบราณคดีและทางศิลปกรรม, อาจกล่าวได้ว่า ในพิพิธภัณฑ์สถาน แห่งชาติ ของที่ขึ้นหน้าขึ้นตาที่สุด สำหรับอวดชาวต่างประเทศแล้ว มีของสมัยศรีวิชัย ซึ่งได้ไปจากเมืองไชยาอยู่หลายชิ้น ๑ " นอกจากนี้ยังมีเรื่องอื่น ๆ อีกหลายเรื่อง ซึ่งแสดง ถึงความที่ดินแดนรอบอ่าวบ้านดอน เป็นแหล่งของกรุงศรีวิชัยโดยตรง ในสมัยหนึ่งเป็น อย่างน้อย. ฉะนั้นหวังว่า ผู้ที่มีกำเนิดในดินแดนรอบอ่าวบ้านดอนโดยฉะเพาะ หรือผู้ที่มี ความสนใจในเรื่องของดินแดนส่วนนี้ ควรจะได้พินิจพิจารณถึงเรื่องเหล่านี้ต่อไปโดยละเอียด. เรื่องราวของอาณาจักรศรีวิชัยนี้ ไม่มีใครเคยทราบเลย เรื่อย ๆ มาจนกระทั่งปี พ. ศ. ๒๔๖๑ นี่เอง โลกจึงทราบว่ามีอาณาจักรศรีวิชัยอยู่ในโลก ทั้งนี้เนื่องจากก่อนหน้านี้ ไม่มีใครเคยได้ยินคำว่า ศรีวิชัย, ซึ่งจะเป็นในหนังสือหรือในนิยายก็ตาม. ทั้งกล่าวได้ว่า คำว่าศรีวิชัยนั้น มีเพียงในศิลาจารึกสองสามแผ่นเท่านั้น, ไม่ปรากฏว่ามีคำนี้ ในจดหมาย เหตุจีน อาหรับ หรืออื่น ๆ. จดหมายเหตุนั้น ๆ เมื่อกล่าวถึงอาณาจักรอันใหญ่โตในยุคนี้, ก็กล่าวถึงโดยชื่ออื่น ซึ่งไม่ใช่ชื่อศรีวิชัย. ดังนั้นจึงไม่มีคำว่าศรีวิชัยอยู่ในพงศาวดาร หรือ วรรณกรรมต่าง ๆ แม้ที่เป็นบาลี สันกฤต ในอินเดีย หรือสิงหลในลังกา. ใน พ. ศ. ๒๔๖๑ ได้เกิดมีการอ่านจารึกหลักที่ ๒๓ และ ๒๓ ก. ( ดูภาพที่ ๔๕ ) ออก และศาสตราจารย์ เซเดสฺ ซึ่งเวลานั้นเป็นบรรณารักษ์ใหญ่แห่งหอสมุดแห่งชาติ ได้ เก็บความจากศิลาจารึกนี้ขึ้นเป็นเรื่องราวของกรุงศรีวิชัย และโฆษณาให้โลกทราบ. ใน วงการศึกษาและวงโบราณคดีได้ตื่นเต้นกันในเรื่องนี้ โดยไม่นึกฝันว่าจะมีอาณาจักรที่ใหญ่ โตเช่นนี้ และตั้งอยู่นานถึงหลายร้อยปีมีอยู่ในโลก โดยที่ไม่เคยปรากฏในตำราประวัติศาสตร์ เล่มใดเลย ทั้งที่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ขนาด " ขี้ปะติ๋ว" ในเมื่อนำเข้าไปเปรียบกับเรื่อง อาณาจักรศรีวิชัย มีอยู่เต็มไปในตำราประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ของโลก. เพื่อจะเข้าใจเรื่อง ราวของอาณาจักรศรีวิชัยได้ถึงที่สุด เราจะตั้งต้นการศึกษาของเราไปตั้งแต่ข้อความใน จารึกอันว่าด้วยกรุงศรีวิชัยนั้นเอง เป็นต้นไป. ๑. จากหนังสือชื่อเรื่องเมืองไชยาเก่า ของหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ หน้า ๑๔.

น.109 ๔๕ จารึกนี้เป็นภาษาสันสกฤตอย่างโบราณ, ตัวอักษรก็เก่าชะนิดที่เรียกกันว่า ก่อน นาครี หรือ นาครีอย่างเก่า. หลักศิลานี้มีจารึกทั้งสองหน้า หน้าหนึ่งจารึกเต็ม. อีกหน้า หนึ่งมีเพียง ๔ บันทัดกับเศษ. เรียกกันตามที่ลงทะเบียนในพิพิธฑภัณฑ์ว่า หลักที่ ๒๓. ตัวอย่างคำอ่านที่เป็นภาษาสันสกฤตจากหน้าที่หนึ่ง ขึ้นต้นว่า วิสาริณฺยา กีรฺตฺตฺยา นยวินยเศารฺยุยศฺรุตศมกษมา ไธรฺรฺยตฺยาคทฺยุติมตึทยาทุยกฺษยภุวา ปรํ ยสฺยา กุรานฺตา ภุวนกุกุชำ กีรฺตฺติวิสรา มยูชาสฺ ตาราณำ ศรทิ ตุหินางฺโศริว รุจา คุณานามาธารสฺ ตุหินคิริ ฯลฯ ฯลฯ ต่อนี้ไปเป็นคำแปลของด้านที่หนึ่งคือด้านหน้าทั้งหมด แปลโดยศาสตราจารย์เซเดสฺ มีว่า :- ( พระเจ้ากรุงศรีวิชัย) พระองค์ทรงพระคุณประสิทธิ์ คือวินัยคุณความ ประพฤติเศารยคุณความสุภาพ ศรุต คุณความรู้ ศม คุณความทน กษมา คุณความ เพียร ไธรย คุณความกล้าหาญ ตยค คุณความบริจาค ทยุติ คุณความสง่า มติ คุณความฉลาด ทย คุณความเมตตาจิตต์. พระองค์ซึ่งประกอบด้วยคุณทั้งนั้นเป็น อาทิ มีพระเกียรติ ปราศจากเหตุอันตราย แลเวลา ( พระเกียรตินี้ ) แพร่หลาย ก็บังเกิดความเสื่อมแก่พระเกียรติของพระราชาอื่น ๆ ดุจดังแสงดาวเสื่อมลงไป เมื่อพระจันทร์อุทัยในฤดูสารท ( ฤดูใบไม้ผลัดใบ ). พระองค์ทรงคุณเป็นบ่อเกิด ใช่แต่เท่านั้น ในโลกนี้ พระองค์ยังเป็นที่พึ่งของ สาธุชน เป็นที่เลื่องลือ ประกอบด้วยคุณที่ส่องแสง ราวกะว่าแสงยอดเขาพระหิมาลัย อุปมาดังมหาสมุทรซึ่งล้างความชั่ว มิใช่เป็นแต่บ่อเกิดแห่งแก้วมุกดา เพ็ชร พลอย ทั้งปวงเท่านั้น ยังเป็นที่พึ่งของพวกนาค อันมีศีร์ษะประดับด้วยแสงแก้ว. ผู้ใดมีความร้อนรุมด้วยเปลวเพลิง คือความยากจนเข้ามาสู่พระมหากรุณา- ธิคุณของพระองค์เป็นที่พึ่ง อุปมาดั่งช้างเวลาแดดร้อนไปสู่หนองน้ำอันมีน้ำใส เต็ม ไปด้วยเกษรบัว.

น.110 ๔๖ สาธุชนทั้งหลาย มาจากทุกหนแห่ง เมื่อได้เข้าสู่หาพระองค์ผู้ทรงพระคุณ คล้ายกับพระมณี ก็ได้รับสิ่งอันประเสริฐ อุปมาดั่งบันดาต้นไม้ มีต้นมะม่วงและ ต้นพิกุลเป็นอาทิ ในเวลาฤดูมธุสมัย ก็ได้รับสิริอันประเสริฐยิ่งนัก. พระเจ้ากรุงศรีวิชัย มีชัยชะนะ และพระสิริขาว พระองค์มีวาศนาอันร้อย ด้วยเพลิงรัศมี ซึ่งเกิดขึ้นจากพระราชาแห่งประเทศใกล้เคียง พระองค์นี้ พระ พรหมได้อุตส่าห์บันดาลให้เกิด ราวกะว่าทรงพระประสงค์ ที่จะทำให้พระธรรม มั่นคงในอนาคตกาล. พระเจ้ากรุงศรีวิชัย ผู้เป็นเจ้าแห่งพระราชาทั้งหลาย ในโลกทั้งปวง ได้ทรง สร้างปราสาทอิฐทั้งสามนี้ เป็นที่บูชาพระโพธิสัตว์เจ้าผู้ถือดอกบัว ( คือปทุมปาณี ). พระผู้ผจญพระยามาร, และพระโพธิสัตว์เจ้าผู้ถือวัชระ ( คือ วชฺรปาณี). ปราสาททั้งสามนี้ งามราวกะว่าเพ็ชร ในภูเขาอันเป็นมลทินของโลกทั้งปวง, และเป็นที่บังเกิดความรุ่งเรืองแก่ไตรโลก, พระองค์ได้ถวายแก่พระชินราช ประกอบ ด้วยพระสิริอันเลิศ กว่าพระชินะทั้งหลาย ซึ่งสถิตอยู่ในทศทิศ. ภายหลังทรงโปรดเกล้า ให้พระราชสถวิระ ชื่อชยันตะ สร้างพระสถูปสาม องค์, เมื่อ ( ชยันตะ ) ถึงมรณะภาพแล้ว พระสถวิระชื่อ อธิมุกติ ผู้เป็นศิษย์ ได้สร้างพระเจดีย์อิฐสององค์ ใกล้ปราสาททั้งสามนั้น. ( มหาศักราช ) ๖๙๗ ขึ้น ๑๑ ค่ำ มาธวมาส เดือนหก เมื่อเวลาพระอาทิตย์ พร้อมกับพระศุกร อุทัยในดาวกรกฎ พระเจ้ากรุงศรีวิชัย พระองค์มีรูปสัณฐาน คล้ายกับเทวราช และประกอบด้วยสิริอันประเสริฐ ยิ่งกว่าพระราชาอื่นพระองค์ส่ง แสงรัศรี ราวกะว่าแก้วจินดามณี ทรงเอาพระทัยใส่ในไตรโลก ได้ทรงสร้าง ( ศิลาชำรุดอ่านไม่ได้) ...... พระสถูป ................................................ ( หมดข้อความด้านที่หนึ่งแต่เพียงนี้ ) คำแปลด้านที่สอง หรือที่เรียกว่า ๒๓ ก. มีว่า สวัสดี! พระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งพระราชาทั้งปวง ทรงเดชานุภาพคล้ายกับ

น.111 ๔๗ พระอาทิตย์ ทรงบังบัดความมืดมัวฝูงสัตรูของพระองค์, รูปสัณฐานของพระองค์ งามราวกับว่าพระจันทร์ อันปราศจากมลทินเมื่อฤดูสารท หรือพระกาม เมื่อเอา ปฏิสนธิในโลกนี้ หรือพระนารายน์ .............................., ทรงเป็นหัวหน้าแห่งไศเลนทร- วงศ์ ทรงพระนามศรีมหาราช .............................. ( หมดข้อความด้านที่สองแต่เพียงนี้ ) ศิลาจารึกหลักนี้ เป็นหินทรายแดง ชะนิดเดียวกับที่ทำพระพุทธรูปศิลาแดงทั้งหมด ในวัดพระธาตุ. สูง ๑ เมตร ๔ เซ็นติเมตร, กว้าง ๕๐ เซ็นติเมตร หนา ๘ เซ็นต์ครึ่ง ด้าน หน้ามี ๒๙ บันทัด, ด้านหลังมีเพียง ๔ บันทัดเศษ. ใจความในด้านหน้า ตอนต้นเป็นการยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงศรีวิชัย. ตอนปลาย ซึ่งเป็นใจความสำคัญนั้น กล่าวถึงพระเจ้ากรุงศรีวิชัยทรงสร้าง "ไอษฎิกเคหวร" ๓ หลัง หรือ ๓ องค์. ไอษฎิกเคหวร คำนี้ ถ้าถือตามพยัญชนะ แปลว่า เรือนอันประเสริฐทำด้วย อิฐ. ศาสตราจารย์เซเดสฺ เอาความว่าเป็นปราสาท. แต่ความเข้าใจกันทั่ว ๆ ไปนั้น หมาย ถงพระเจดีย์ใหญ่ชะนิดที่มีซุ้มคูหา เพราะข้อความต่อไปก็แสดงชัดอยู่แล้วว่า เป็นที่ประดิษ- ฐานรูปพระโพธิสัตว์ และพระพุทธรูป. ความสำคัญอย่างหนึ่งที่ควรสังเกต ก็คือคำว่า "สามหลังนี้" ( ตฺรยเมตตฺ ), ซึ่ง ตามหลักไวยากรณ์ของภาษาถือว่า สิ่งนั้นอยู่ในระยะที่จะแลเห็นได้จากหลักศิลาจารึกนั่นเอง. เอต ศัพท์ซึ่งแปลว่านั้น หรือนี่ ซึ่งในที่นี้ศาสตราจารย์เซเดสฺแปลว่านี้ นั้น ย่อมหมายความ ว่าสิ่งที่กล่าวถึงนั้น อยู่ในระยะที่รู้กันได้ หรือเห็น ๆ กันอยู่. ฉะนั้น จึงเป็นอันว่า ศิลา จารึกหลักนี้ อยู่ในบริเวณที่สร้างพระเจดีย์นั้นเอง. ถ้าเราทราบได้แน่นอนว่า ก่อนนี้ศิลา จารึกอยู่ที่ไหน เราก็จะหาพระเจดีย์สามองค์นั้นพบได้โดยง่าย, และทั้งอาจหาพบสถูปทั้งสาม ที่พระมหาเถระชื่อชยันตะสร้างขึ้นตามพระราชโองการ. และไอษฎิกไจตฺย คือพระเจดีย์อิฐ อีกสององค์ ซึ่งพระเถระชื่ออธิมุกติสร้างขึ้น เมื่อพระชยันตะมรณภาพแล้ว นั้นได้ต่อไป ด้วย. แต่เรื่องกลับเป็นเสียว่า ศิลาจารึกอันนี้ ไม่มีใครทราบแน่ว่าแต่เดิมอยู่ที่ตรงไหนกัน. ในหนังสือประชุมศิลาจารึกของกรมศิลปากรเอง ภาคภาษาฝรั่งเศสบอกว่า ได้

น.112 ๕๐ กำลังงานปรมาณูขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยความพยายามอันประณีตและมหึมาฉันใด นักโบราณคดีก็สามารถขุดค้นเอาเรื่องก่อนตนเกิด แม้นานขนาดตั้งหลายพันปีออกมาได้ อย่างถูกต้องฉันนั้น. ทั้งนี้ก็ล้วนแต่อาศัยหลักวิชาการที่ถูกต้องตามเหตุผลหรือที่เรียกว่า Scientific นั้นเอง. จดหมายเหตุจีนในสมัยเดียวกันกับจารึกกรุงศรีวิชัย ได้กล่าวถึงอาณาจักร ซัน - โฟ - ชิ, ประเทศ ชิ -ลิ-โฟ-ชิ, นครโฟชิและอาณาจักร คัน- โท-ลิ อย่างยืดยาว, ทาง จดหมายเหตุอาหรับ ก็มีกล่าวถึงอาณาจักร ซาบาก หรือ ซาบะคะ, เมือง ซี-บู-ซา, เกาะ แห่งมหาราช, อาณาจักรแห่งมหาราชแห่งซาบาก. จารึกและพงษาวดารทางลังกา ก็มี กล่าวถึง อาณาจักรของพวกชวกะ, ราชาราชวงศ์ไศเลนทร ( ชื่อเดียวกับพระราชาใน ศิลาจารึกหน้าสอง ), เมื่อนักโบราณคดีสอบสวนเวลาและเหตุการณ์อย่างละเอียดแล้ว ก็ พบว่าเป็นเรื่องเดียวกัน. ฉะนั้นเรื่องราวอันเกี่ยวกับกรุงศรีวิชัยก็มีอยู่อย่างมากมาย จน เป็นปัญหาที่ขบคิดกันประมาณ ๓๐ ปีมาแล้ว. ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่สามารถที่จะนำเอาเรื่อง ราวที่วิพากย์วิจารณ์กันอย่างยืดยาวทั้งหมด มาใส่ไว้ในหนังสือเล่มเล็ก ๆ นี้ได้ จึงได้ รวบรวมเอามาฉะเพาะที่เห็นว่าควรจะรู้ไว้ สำหรับที่เกี่ยวกันเรื่องราวของโบราณวัตถุ โบราณสถานในรอบอ่าวบ้านดอนเป็นส่วนใหญ่, แต่ก็ไม่สามารถที่จะเว้นเสียซึ่งเรื่องราว ของที่อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกันเสียได้โดยเด็ดขาด ซึ่งจะเริ่มประมวลมาดังต่อไปนี้. ๑. นักโบราณคดีเขาถกเรื่องศรีวิชัยกันอย่างไร ? ถ้าท่านผู้อ่านได้ทราบว่า นักโบราณคดีต่าง ๆ เขาถกเถียงเรื่องราวอันเกี่ยวกับ ศรีวิชัยกันเรื่อย ๆ มาอย่างไรแล้ว จะรู้สึกสนุก และบางครั้งก็ขบขันอย่างมากมายในข้อ ที่ว่า คนชั้นที่โลกเรียกว่าศาสตราจารย์กันนี้ ก็มีอะไรแปลก ๆ อยู่มากเหมือนกัน เย้าก็เป็น โกรธก็เป็น, ฉะนั้น เราลองเรียงลำดับกันดูบ้างว่านักศึกษาเหล่านั้น ได้เคยถกเถียงกันมา แล้วอย่างไร. ในปี พ. ศ. ๒๔๖๑ ( ค. ศ. ๑๙๑๘) ศาสตราจารย์เซเดสฺ ผู้อ่านและแปลศิลาจารึก

น.113 ๕๑ ได้พิมพ์โฆษณาเรื่องศรีวิชัย ( Le Royaume de C,rivijaya” ) เป็นคนแรก จนทำให้ได้ นามว่า "ผู้เขี่ยลูกบอลล์ให้เริ่มกลิ้ง" ในเรื่องเกี่ยวกับศรีวิชัยนี้. ท่านผู้นี้กล่าวว่า ราชธานี ของกรุงศรีวิชัยอยู่ในเกาะสุมาตรา แถวเมืองปาเล็มบัง แล้วครอบครองดินแดนขึ้นมาถึง บนแหลมมะลายู ถึงเมืองไชยา เพราะที่ไชยามีสิ่งก่อสร้างและอื่น ๆ ในสมัยศรีวิชัยเป็น จำนวนมาก. ทั้งกล่าวว่ากษัตริย์ที่ครองกรุงศรีวิชัยนั้นเป็นวงศ์ไศเลนทร, และว่ากษัตริย์ ศรีวิชัยที่ออกชื่อในศิลาจารึกด้านหน้านั้น เป็นพวกเดียวกันกับพระเจ้าศรีมหาราช วงศ์- ไศเลนทร ที่ออกชื่อถึงในศิลาจารึกด้านหลังของหลักเดียวกัน. รวมใจความที่สำคัญว่า กรุงศรีวิชัยอยู่ที่เกาะสุมาตรา ครองแหลมมะลายูขึ้นมาถึงไชยา บางครั้งครองชะวาด้วย. ในปี พ. ศ. ๒๔๖๒ ( ค. ศ. ๑๙๑๙) ดร. กรอม และ ดร. วอเกล ได้เขียนข้อความ เพื่อพิสูจน์ว่า สิ่งก่อสร้างอันงดงามใหญ่โตและมากมายในชะวาภาคกลาง, ซึ่งในบัดนี้ถือ กันว่าสร้างในยุคต่อมา ตามลำพังชะวาเองนั้น, เป็นฝีมือของกษัตริย์ไศเลนทรแห่งเกาะ สุมาตรา ตามที่เซเดสุกล่าวนั้นเอง. นับว่าเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้แก่สมมติฐาน (by- pothesis) ตามที่เซเดสฺกล่าวไว้ว่าสุมาตราครองชะวาด้วย นั้นมากขึ้น. ในปี พ. ศ. ๒๔๖๕ ( ศ. ศ. ๑๙๒๒ ) คือสามปีต่อมา ม. เฟอรฺรันดุ ได้เขียนเรื่อง "อาณาจักรศรีวิชัยในสุมาตรา ๓ " มีข้อความรับสมอ้างในส่วนใหญ่ ตามที่เซเดสให้ไว้ แต่ก่อน. นับว่าเป็นฝ่ายสนับสนุนเซเดสฺ. ครั้นถึงปี พ. ศ. ๒๔๗๒ ( ก. ศ. ๑๙๒๙) ดร. สตัดเตอรฺหิม ๔ ได้ " ฟาดเข้าให้เป็น โป้งแรกแก่ความใหญ่โต อันลม ๆ แล้ง ๆ ของสุมาตรา", ( ตามสำนวนที่ ดร. ควอริตุช- เวลฺสุ ใช้: struck the first blow at the supposed greatness of Sumatra). ด้วยการเขียนเรื่อง “เรื่องของชะวาในประวัติศาสตร์สุมาตรา" ซึ่งมีใจความพอสรุปได้ว่า ๑ B. E.F.E.O. XIII., 1918, No. 6. ๒ "De Soematraansche periode in the Javaansche geschiedenis." Leiden, 1919. ๓ . "L' Empire Sumatranais de Srivijaya." Journal Asiatique, 1922. ๔ . A Javanese Period in Sumatran History Surakarta, 1929,

น.114 ๕๒ สุมาตราไม่มีอะไรมีแต่ป่า, ส่วนชะวามีอะไรมากเหมือนเมืองเทวดา. ชะวามีส่วนปกครอง สุมาตราต่างหาก, นับว่าข้อความที่ศาสตราจารย์เซเดสฺ กล่าวว่ามีกรุงศรีวิชัยอยู่ที่สุมาตรา และครอบครองชะวาและแหลมมะลายูด้วยนั้น ได้มีผู้ปฏิเสธขึ้นแล้วในวงนักศึกษาของโลก หลังจากที่ได้เชื่อถือกันมาเป็นเวลานานถึง ๑๒ ปี จนทำให้เกิดตำราขึ้นแม้ในประเทศไทย เราเอง ที่ถือความเป็นเช่นนั้นของเกาะสุมาตรา. ในปี พ. ศ. ๒๔๗๗ ( ค. ศ. ๑๙๓๔ ) ศาสตราจารย์ อารฺ. ซี. มชุมทารฺ ผู้ซึ่ง รู้กันว่าได้พยายามสอบสวนในเรื่องนี้มาตั้งกว่า ๑๕ ปี กระทั่งลงทุนศึกษาภาษาฮอลันดาเอง เพื่ออ่านหลักฐานการขุดค้นและตรวจสอบซึ่งนักสำรวจชาวฮอลันดาทั้งหลายได้ทำกันไว้อย่าง มากมาย. ได้เขียนบทความสองเรื่อง ๑ ขึ้นวิจารณ์หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ของ เซเดสฺ อย่าง รุนแรง รวมทั้งแนะถึงการแปลศิลาจารึกและจดหมายเหตุต่าง ๆ ไม่ตรงตามที่ควรจะเป็น ด้วย. หลักเกณฑ์ที่ท่านผู้นี้เสนอขึ้นมามีว่า พระเจ้ากรุงศรีวิชัย ในจารึกหน้าแรกนั้น คนละพวกกับราชวงศ์ไศเลนทร แห่งจารึก ด้านหลัง ( แผ่นเดียวกัน ). พระเจ้าไศเลนทรแห่งจารึกด้านหลัง นั่นแหละแย่งอำนาจของ พระเจ้ากรุงศรีวิชัยไปในระยะเวลาอันสั้น หลังจากปีที่ปรากฏในจารึกของพระเจ้ากรุงศรีวิชัย ด้านหน้า คือปี ค. ศ. ๗๗๕ ( หรือ พ. ศ. ๑๓๑๘ ). และว่าเรื่องราวอันใหญ่โตตามที่ปรากฏ ในจดหมายเหตุอาหรับต่าง ๆ ที่เซเดสฺนำไปใส่ให้แก่พระเจ้ากรุงศรีวิชัย ( ด้านหน้าแห่ง จารึก ) นั้น ที่แท้เป็นเรื่องของราชวงศ์ไศเลนทร ในด้านหลัง. หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ว่า เหตุการอันใหญ่โตแห่งสมัยที่เรียกกันว่าสมัยศรีวิชัยนั้น เป็นเรื่องของราชวงศ์ไศเลนทร นี้ทั้งนั้น และ มีราชธานีอยู่บนบก หาใช่ที่เกาะสุมาตราอันไม่มีหลักฐานอะไรเป็นที่พอใจ ทั้งที่ตรวจสอบกันอย่างทั่วถึงแล้วนั้นไม่. และยืนยันต่อไปว่า ปี ค. ศ. ๗๘๒ วงศ์ไศเลนทร บนบกนี้ครอบครองชะวา และนำศิลปกรรมต่าง ๆ ไปให้ชะวา หาใช่ชะวาได้รับจาก สุมาตราไม่ เพราะสุมาตราเองไม่มีอะไร ๆ ที่ชะว่ามี, แต่ชะว่ามีอะไร ๆ เหนือสุมาตรา ๑ "The Sailendra Empire." J. G. I. S. Vol. I., part 1. "Les Rois Sailendra de Suvarnadvipa," B. E. F. E. O, XXXIII. I.

น.115 ๕๓ อย่างที่จะเปรียบกันไม่ไหว. มหาอำนาจที่มีราชธานีอยู่ในถิ่นที่พบจารึกหลักที่ ๒๓ นั้น นั่นแหละ คือที่พวกอาหรับเรียกว่า " มหาราชา แห่งซาบากะ" ( ซึ่งตรงกับคำว่า ชาวกะ ในจารึก ฝ่ายใต้ ) ในสมัยคริสตศัตวรรษที่ ๙. ศรีวิชัยในสุมาตรานั้น ถ้ามีจริงก็ชั่วเวลาเล็กน้อย, และไม่ใช่วงศ์ไศเลนทร ซึ่งเซเดสฺเคยสำคัญว่าเป็นวงศ์เดียวกันกับพระเจ้ากรุงศรีวิชัย ตาม จารึกด้านหน้า ( ประชุมจาริก ๒, น. ๙ ), แล้วต่อมาเปลี่ยนความเห็นอันนี้ไปบ้างบางส่วน ในเมื่อเขียนเรื่อง " ทฤษฎีใหม่แห่งที่ตั้งอาณาจักรศรีวิชัย" เมื่อปี ค. ศ. ๑๙๓๕. ต่อมาในปี พ. ศ. ๒๔๗๘ ( ค. ศ. ๑๙๓๕) ดร. ควอริตชฺ เวลสฺ ได้ทำการสำรวจ เส้นทางจากตะกั่วป่าถึงอ่าวบ้านดอน เวียงสระ นครศรีธรรมราช พัทลุง และอื่น ๆ ทางภาค กลาง เพื่อค้นหารอยทางของวัฒนธรรมอินเดียที่ผ่านมา แล้วได้แสดงปาฐกถาท่ามกลาง สมาคม รอยแยล ยีออกราฟิกัส โซโซเอดีเมื่อปีนั้น และได้พิมพ์โฆษณาข้อความตาม หลักเกณฑ์ที่พบใหม่ ๑ ซึ่งแย้งต่อสมมติฐานเดิม ๆ ไกลยิ่งไปกว่าของมชุมทารฺอีก. มีใจ ความสำคัญ ดังต่อไปนี้ :- มีอาณาจักรของราชวงศ์ไศเลนทร ตั้งอยู่ก่อนแล้วบนแหลมมะลายูตอนเหนือ ชอว่า อาณาจักรชาวกะมาแต่เดิม. แล้วปราบรัฐศรีวิชัยในสุมาตราได้ รับเอาชื่อศรีวิชัยมาเป็น ชื่ออาณาจักรของตน ดังที่ปรากฏในจารึกหลักที่ ๒๓ เมื่อปี พ. ศ. ๑๓๑๘ ( หรือ ค. ศ. ๗๗๕ ) , และมีนครหลวงอยู่ที่ไชยา. จักรภพชื่อชาวกะของพวกไศเลนทรนี้ อาหรับเรียก ซาบากะ ตลอดอายุของ จักรภพ. ครองแหลมมลายูและบางเกาะในอินโดเนเซียอยู่ถึง ๖ ศัตวรรษ. จากไชยา ไม่ใช่จากปาเล็มบังที่สุมาตรา ซึ่งศิลปสถานอันน่ามหัศจรรย์ในชะวา เช่นโบโรโบทูระ และอื่น ๆ ได้รับเอาแบบไป. ที่ไชยา มีร่องรอยแห่งความเป็นนครหลวงของอาณาจักรศรีวิชัย คือโบราณวัตถุ และโบราณสถานสมัยศรีวิชัยจำนวนมาก และสูงถึงชั้นราชสำนัก. สุมาตราไม่มีสิ่งเหล่านี้ ที่มีบ้างก็เป็นประเภทที่เพิ่งเกิดตอนหลัง เมื่อชะวาปกครองสุมาตราแล้ว. ๑ . Indian Art and Letters, Vol. IX, No 1.

น.116 ๕๔ พระพิมพ์มหายานอันงดงามแห่งสมัยศรีวิชัยนั้น เกลื่อนอยู่ตามถ้ำบนภาคเหนือ ของแหลม คือฉะเพาะระหว่างไชยาถึงจังหวัดตรัง. ไม่มีทางปลายแหลมหรือที่สุมาตราเลย ซึ่งใคร ๆ ก็หวังที่จะพบบนเกาะสุมาตราบ้าง ถ้ามันเคยเป็นนครหลวงแห่งอาณาจักรอัน เป็นที่ไหลออกของศิลปกรรมแบบศรีวิชัย. คำว่าไชยา คือคำสั้นของคำว่า วิชะยะ, และไม่ไกลจากไขยานั้นมีภูเขาชื่อศรีวิชะยะ, คำว่า ศรีวิชะยะ ย่อยังเหลือเพียง ชะยะ ก็ทำนองเดียวกับที่คำว่า ซัน-โฟ-ชิ ของจีน ย่อยังเหลือเพียง โฟ-ชิ. ในตอนสุดจะจบของเรื่องนี้ ๑ ควอริตชฺ เวลสฺ ได้เขียนไว้ทำนองเข้าเซเดสว่า "เซเดสฺหาลู่ทางที่จะอธิบายเหตุผลของการที่สุมาตราขาดแคลนหลักฐานทางโบราณคดี เช่น พระเจดีย์เป็นต้น ว่าเป็นเพราะราชวงศ์ที่ครองสุมาตรานั้นจารึกน้อย สร้างน้อย เพราะไป มัวทำการค้าขายเสีย. แล้วก็รัฐในตะวันออกแห่งสมัยศรีวิชัยนั้น รัฐไหนบ้างเล่าที่ไม่ใช้ ประโยชน์อันได้มาจากการค้าไปในการสร้างสรรบูรณะราชธานี หรือสร้างวัดวาอาราม ? พูดกันตามจริงแล้ว นครหลวงแห่งจักรภพอันกว้างใหญ่มหึมา ซึ่งดำรงอยู่ตั้งหลายศตวรรษ จนกระทั่งถึงศตวรรษที่ ๑๓ แห่งคริสตศักราชจะสูญหายลับไป โดยทิ้งร่องรอยไว้เพียง สองสามชิ้นเช่นนั้นหรือ? อีกอย่างหนึ่ง ไชยาย่อมแสดงหลักฐานอยู่ทุก ๆ ทางแล้วว่า เคยเป็นนครชั้นราชธานี มีพลเมืองแน่นหนาตลอดบริเวณกว้างใหญ่ ถึงกระนั้นก็ยังถูก จัดให้เป็นจังหวัดขึ้นของปาเล็มบังที่สุมาตรา. พร้อมกันนั้นจังหวัดขึ้นของปาเล็มบังพวกอื่น ๆ ซึ่งอยู่บนแหลมมลายูตอนที่เป็นเขตต์ของอังกฤษในบัดนี้ ซึ่งใคร ๆ ก็เห็นได้ว่ามันอยู่ใกล้ ปาเล็มบังยิ่งกว่าไชยานั้น มันกลับไม่แสดงนิมิตต์อะไร เช่นที่ไชยาแสดงเลย." คำกล่าวของควอริตชฺ เวลสฺ เช่นนี้ มีผลถึงกับทำให้เกิดมีประโยคขำ ๆ ขึ้นประโยค หนึ่งในบทความเรื่อง "ทฤษฎีใหม่แห่งที่ตั้งอาณาจักรศรีวิชัย" ของเซเดสฺว่า "เป็น ความจริงที่ว่า โบราณวัตถุของปาเล็มบังนั้น บัดนี้ยังมีไม่มากนัก แม้จะได้มีการค้นกันอีก เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็ตาม. หากจะมีอยู่ที่นั่นมาก ก็แต่ความเขลาของ ดร. เวลสฺ เท่านั้นเอง." ๑. Newly-Explored Route of Ancient Indian Cultural Expansion, p. 29.

น.117 ๕๕ มาในปี พ. ศ. ๒๔๘๑ หรือ ค. ศ. ๑๙๓๘ นี้ ดร. ริยินาถ เลอเม ได้เขียนข้อความ อันเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ Buddhist Art in Siam, หน้า ๓๘ ว่า " เซเดสฺกำหนด นครหลวงแห่งอาณาจักรศรีวิชัยลงที่ปาเล็มบังในเกาะสุมาตรา และรับรองมติอันนี้กันแพร่ หลาย ทั้งที่ข้าพเจ้าเองพิจารณาดูหลักฐานในเรื่องนี้อยู่เสมอ รู้สึกว่าเป็นหลักฐานที่อ่อน และเปิดใจของข้าพเจ้าเองเป็นกลางไว้ในกรณีย์นี้." ข้อนี้แสดงว่า แม้เรื่องราวอันเกี่ยวกับ อาณาจักรอันใหญ่โตนั้น จะถูกถกเถียงกันมาถึง ๒๐ ปีแล้วก็ตาม ก็ยังมีนักศึกษาพวกหนึ่ง รวมทั้ง ตร. เลอเม ด้วย, ทำการเปิดความคิดความเห็นของตนเป็นกลางไว้ก่อน. แม้ ศาสตราจารย์ นีลกันตะ ศาสตร์ ผู้เขียนเรื่อง “ ศรีวิชัย" อีกในปี พ. ศ. ๒๔๗๓ ( ค. ศ. ๑๙๔๐ ) อย่างละเอียดยืดยาวลงในวาระสาร เลออิโคล ฟรังแซรฺ ที่ฮานอย ๑ ก็ไม่วายที่จะ กล่าวว่า " ยังมีมุมมืด และแง่ที่จะต้องถกเถียงกันอีกเป็นอันมากในประวัติศาสตร์อินเดีย ภาคที่เพิ่งจะค้นพบนี้. และถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องรวบรวมเรื่องเท่าที่ค้นได้มากมายนี้ ใส่กรุ เข้าไว้ที่. แยกเรื่องที่แน่นอนและยอมรับรองกันแล้ว ไว้ต่างหากจากเรื่องที่ยังเป็นปัญหา, และจะเป็นการฉลาดยิ่งขึ้นอีก ถ้าได้หมายเหตุไว้ให้ชัดว่าเป็นเรื่องที่ยังสงสัย แล้วเสนอ ข้อความที่ยังมืดมัวนั้นทั้งดุ้น ๆ ให้แก่นักศึกษาชาวอินเดีย ซึ่งมีบางคนไม่อยู่ในฐานะที่จะ อ่านข้อวินิจฉัยเดิม ๆ ซึ่งมีอยู่ในหนังสือเล่มและหนังสือรายคาบ ในภาษาฮอลันดาและ ภาษาฝรั่งเศส." ฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า เรื่องอันเกี่ยวกับสมัยศรีวิชัยนั้น ยังเป็นเรื่องที่เปิด กว้างไว้สำหรับผู้สนใจทั่ว ๆ ไป และโดยฉะเพาะอย่างยิ่ง พวกที่อาศัยอยู่รอบ ๆ อ่าว บ้านดอน อันเป็นถิ่นที่พบโบราณวัตถุสมัยศรีวิชัยนี้ มากกว่าถิ่นไหนทั้งหมดบนแหลมมลายู และแถบเกาะสุมาตราด้วย. ๒. เรื่องน่ารู้ของสมัยศรีวิชัย เกี่ยวกับรอบอ่าวบ้านดอน. ข้อความเท่าที่กล่าวมาแล้วข้างบนนั้น ทำให้เราเห็นได้ว่า นักโบราณคดีที่เกี่ยวข้อง ๑. B. E. F. E. O., Vol. 40, part 2, p. 239.

น.118 ๕๖ กันเรื่องศรีวิชัยนี้ ได้แบ่งออกเป็นสองค่าย ค่ายหนึ่งถือมติว่าราชธานีแห่งอาณาจักรศรีวิชัย อยู่ที่ป่าเล็มบังในสุมาตรา, อีกค่ายหนึ่งถือว่าอยู่บนบกรอบ ๆ อ่าวบ้านดอน ตรงที่พบศิลา จารึกหลักที่ ๒๓ แห่งใดแห่งหนึ่ง โดยฉะเพาะ ควอริตชฺ เวลสฺ ระบุว่าที่ไชยา. การชี้ศรีวิชัยที่สุมาตรานั้น เมื่อสอบสวนดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว ปรากฏว่าเป็นการ พลอยชี้ไปตาม การชี้เมือง ชิ-ลิ-โฟ-ชิ ที่อี้จิงบันทึกไว้ใน พ. ศ. ๑๒๑๔ ( หรือ ค. ศ. ๖๗๑ ) ซึ่งเป็นเรื่องก่อนศิลาจารึกนั้นตั้ง ๑๐๐ ปี. เรื่องมีว่า ในปี ค. ศ. ๑๘๙๖ ได้มีการแปล จดหมายเหตุอิจิง พระจีนที่ไปอินเดียและกล่าวถึงเมือง ชิ-ลิ-โฟ-ชิ กึ่งทางระหว่างจีนกับ อินเดีย ว่าเป็นเมืองมีอำนาจ พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองอย่างในอินเดีย มีพระในราชธานีนั้น ตั้งพันรูป ฯลฯ ซึ่งผู้อ่านจะอ่านเอาได้จากหนังสือเล่มนั้น. ๑ ครั้นถึงตอนที่จะลงสันนิษฐานว่า เมือง ชิ-ลิ-โฟ-ชิ ตั้งอยู่ที่ไหนนี่เอง ดร. เจ. ตากากุสุ แห่งมหาวิทยาลัยอ๊อกชพอรฺด ได้ ชี้เมืองนี้ลงไปที่ส่วนหนึ่งของเกาะสุมาตราแถวปาเล็มบัง ดังที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนั้น ไว้ตั้งแต่ปี ค. ศ. ๑๘๙๖ นั่นเอง. ครั้นมาถึงสมัยที่เกิดพบเรื่องราวศรีวิชัยขึ้นในปี ค. ศ. ๑๙๑๘ คือถึง ๒๒ ปีต่อมา, เซเดสฺได้ชี้เมืองศรีวิชัยซ้ำลงที่เดียวกันอีก โดยถือว่า เมือง สองเมืองนี้คือที่แห่งเดียวกัน แม้ว่าเรื่องราวจะห่างกันตั้งร้อยปีก็ตาม. ในสมัยแปลเรื่องอิจิงเมื่อปี ค. ศ. ๑๘๙๖ นั้น ยังไม่มีใครในโลกทราบเรื่องศรีวิชัย เลย ยังไม่มีการขุดค้นสถานที่ต่าง ๆ เพื่อหาร่องรอยเกี่ยวกับศรีวิชัย. และเราจะเห็นได้ว่า ในสมัยแปลหนังสืออี้จิงของตากากุสุนั้น การโบราณคดียังใช้ไม่ได้ ชี้อะไรผิด ๆ มากมาย ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ ตัวอย่างเช่น ชี้เมือง ตั้งมาลิง ที่ตานามลายู ในเกาะสุมาตรา ซึ่ง เดี๋ยวนี้ก็รับรองกันหมดแล้ว แม้แค่ค่ายของศาสตราจารย์ เซเดสฺ เองว่า ตั้งมาลิง ของจีนนั้น คือตามพรลิงค์ และได้แก่นครศรีธรรมราช. ชี้เมืองกาจาที่อาจีน บน ปลายแหลมสุดของสุมาตราทางทิศเหนือ บัดนี้ก็ยุตติต้องกันหมดแล้วว่า ได้แก่เกดาหฺหรือ ไทรบุรีที่ตั้งอยู่บนแหลม นี้เป็นตัวอย่างของการชี้อย่างผิด ๆ ในสมัยที่แปลหนังสืออี้จิง ๑. The Buddhist Religion as Practised in India and the Malay Archipelago, by J. Takakusu, B. A. Ph. D., Oxford, 1896.

น.119 ๕๗ แม้แต่ประเทศมลายูที่อี้จิงกล่าวถึง ก็ชี้กันบนเกาะสุมาตราทั้งนั้น และส่วนสำคัญของเรื่อง ก็คือชี้เมือง ชิ-ลิ-โฟ-ชิ อันเป็นราชธานีลงที่ปาเล็มบัง. ดูอะไรก็เป็นสุมาตราไปหมด ทั้งนี้ เพราะว่าในสมัยแปลหนังสืออี้จิงเมื่อหลายสิบปีมาแล้วนั้น วงการโบราณคดีของมลายาเซีย ยังมืดมนธ์เต็มที่นั่นเอง. ในเวลานั้น เรื่องศิลาจารึกหลักที่ ๒๓ นั้นก็ยังไม่ได้เผยแพร่ ให้โลกรู้ว่ามี และมีข้อความว่าอย่างไร, ในเวลานั้นยังไม่รู้ว่าอาณาจักรทวาราวดีนั้น แท้จริงตั้งอยู่ที่ไหน, ในเวลานั้นยังไม่มีความคิดความนึกเรื่องการเดินทางผ่านแหลม ข้ามคาบสมุทรมลายู โดยไม่ต้องแล่นเรืออ้อมลงไปตามช่องมะละกา. ด้วยเหตุ ดังนี้แหละ การชี้สถานที่ต่าง ๆ ตามจดหมายเหตุอี้จิง จึงได้มีอาการที่น่าขบขันที่สุด หรือ ถึงกับเรียกว่าน่าสลดใจก็ได้ ถ้าเมื่อนำมาเปรียบกับแสงสว่างแห่งวงการโบราณคดีสมัย ปัจจุบันนี้. เพราะไม่เคยรู้เรื่องการเดินทางบกข้ามแหลม เช่นจากตะกั่วป่ามายังอ่าวบ้านดอน เป็นต้น ความคิดของผู้นี้หรือสันนิษฐานในสมัยนั้น จึงระดมอะไร ๆ กันลงไปที่สุมาตราหมด ซึ่งว่ากันว่าโดยเหตุนิดเดียว คือคลำไปตามแนวจดหมายเหตุจีนที่ว่า เมื่ออาณาจักร ชิ-ลิ - โฟ- ชิ สิ้นวาสนาแล้ว คงเรียกกันแต่ว่าเมืองท่าเก่า ( กิว-กาง หรืออะไรทำนองนั้น ); แล้วเผอิญที่เกาะสุมาตราในเวลาที่กำลังเป็นปัญหากันนั้น มีตำบลที่เรียกกันโดยคำที่แปล ออกแล้วได้ความว่าท่าเก่าอยู่แห่งหนึ่ง. ครั้นชี้ ชิ-ลิ-โฟ-ชิ ลงที่ตำบลนั้นแล้ว ก็จับระยะ เมืองต่าง ๆ ไปตามที่มีในจดหมายเหตุบันทึก ก็ได้เมืองต่าง ๆ บนสุมาตราสิ้น. ด้วยเหตุ ฉะนี้เอง นักโบราณคดีที่มีใจเป็นกลางจึงไม่เห็นด้วย ในการจะยึดถือเอาการชี้สมัยตากากุสุ เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว มาถือเป็นเกณฑ์ชี้ในสมัยนี้ ซึ่งได้พบความจริงต่าง ๆ จากการสำรวจ ขุดค้นอันมากมาย. นักโบราณคดีค่ายที่มีศาสตราจารย์ เซเดสฺ เป็นผู้นำ ได้ชี้ลงไปเสียแล้ว ตามตากากุสุ เมื่อปี ๑๙๑๘ และยืนกรานเรื่อยมาจนบัดนี้, เลยเกิดแบ่งกันเป็นสองค่าย ดังที่กล่าวมาแล้ว. ค่ายใหม่นี้มีศาสตราจารย์มชุมทารฺเป็นผู้นำ. ค่ายแรกชี้ที่สุมาตรา, ค่าย หลังชี้ที่รอบอ่าวบ้านดอน หรือที่ ๆ พบจารึกหลักที่ ๒๓, โดยไม่ถือเอาหลักเกณฑ์แห่ง โบราณคดีในสมัยตากาสุเป็นประมาณ เมื่อวงการนักโบราณคดีแบ่งออกเป็นสองค่าย และค่ายหนึ่งเข้าเกี่ยวข้องกับดินแดน

น.120 ๕๘ รอบอ่าวบ้านดอนเช่นนี้ ก็มีทางที่ใคร ๆ จะคิดว่าพวกที่อยู่รอบอ่าวบ้านดอนคงจะสนับสนุน นักโบราณคดีค่ายใหม่นี้ทันที. ถ้าข้าพเจ้ามีความเห็นอะไรที่เผอิญไปเข้าข้างฝ่ายนี้ บางคน จะนึกว่าเป็นการลำเอียงเป็นแน่. แต่มันก็ช่วยอะไรไม่ได้ ในการที่จะไม่ให้ข้าพเจ้ามองอะไร ไปในทางที่เป็นประโยชน์แก่อ่าวบ้านดอน ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงสำรวมระวังเป็นอย่างยิ่ง ใน การที่จะไม่ผลุนผลันออกความคิดอะไรไปตามอารมณ์ แต่จะรวบรวมความคิดเห็นของ นักศึกษาทั้งหลายมาวางไว้เป็นบันทัดฐานก่อน แล้ววินิจฉัยเรื่องนั้นไปตามโบราณวัตถุหรือ อะไรก็ตามของอ่าวบ้านดอนจะแสดงให้, ซึ่งเราจะลองพิจารณากันดูดังต่อไปนี้ ตามประสา ผู้ที่อยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับบ้านเมืองของตัว. ก. ว่าด้วย เมืองชิ-ลิ-โฟ-ชิ. คำว่า ชิ-ลิ-โฟ-ชี นี้ นักโบราณคดีแทบทั้งหมดเห็นกันว่าตรงกับคำว่า ศิ ริ วิ ชะ ยะ โดยใกล้ชิด. อาจเป็นเพียงเสียงจีนที่เพี้ยนไปเท่านั้น. ซิ-ลิ-โฟ-ชิ เป็นสำเนียงจีน ตามที่อี้จิงเรียก. ฉะนั้น ถ้าเมืองนี้อยู่ที่ไหน เมืองศรีวิชะยะอยู่ที่นั้น ก็มีทางที่จะถูกต้อง อยู่มาก. บันทึกอี้จิงกล่าวเป็นใจความว่า มันอยู่กึ่งทางระหว่างเมืองจีนกับอินเดีย, เขาต้อง หยุดที่เมืองนี้นานปี ส่วนมากเกี่ยวกับการจ้างลูกจ้างที่รู้ทั้งสันสกฤตและจีน มาช่วยคัดลอก และแปลพระคัมภีร์ได้โดยง่าย. ที่อินเดียไม่มีลูกจ้างที่รู้จีนด้วย, ในเมืองจีนก็ไม่มีลูกจ้างที่รู้ สันสกฤตด้วย, จึงพักอยู่เพื่อแปลหรือคัดลอกคัมภีร์ที่เมืองนี้เป็นเวลานาน ๆ. ฉะนั้น เมืองนี้ ของอี้จิงจะต้องเป็นเมืองที่รู้สันสกฤตกันแพร่หลาย จนถึงกับว่าการประกาศโฆษณาทำได้ ด้วยภาษาสันสกฤต ดังเช่นศิลาจารึกเป็นตัวอย่าง. เมื่อดูกันถึงเรื่องมีศิลาจารึกมากน้อย เพียงไรที่ไหน หลักฐานก็บ่งมายังบนแหลมมลายูตอนรอบอ่าวบ้านดอนอีกเหมือนกัน เพราะ ที่สุมาตรานั้น "พระจักรพรรดิ์เขียนน้อยโดยไปมัวค้าขายเสีย" อย่างคำล้อของ เวลสฺ หรือ อะไรทำนองนั้นอยู่มากที่เดียว, เพราะที่นั่นไม่มีจารึกชนิดที่รอบอ่าวบ้านดอนมี ถ้าถือว่ามัน สูญหายไปเสียหมด ก็แล้วแต่จะคิด. นคร ชิ-ลิ-โฟ-ชิ ตามบันทึกอี้จิงนั้น ว่าถือพุทธศาสนาอย่างเถรวาทหรือหีนยาน

น.121 ๕๙ "อย่างปึกแผ่น," ร่องรอยอันนี้ คือถือหีนยานอย่างปึกแผ่น น่าจะหาพบได้ที่รอบอ่าวบ้านดอน มากกว่าที่สุมาตรา, ได้แก่โบราณวัตถุสมัยทวาราวดีที่เกลื่อนไปรอบ ๆ ข่าวและอื่น ๆ ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น. มีเหตุผลเบ็ดเตล็ดอีกหลายประการ ซึ่งถ้าจะคิดไปว่านครนี้อยู่บน แหลมมลายูทางอ่าวบ้านดอน ก็มีทางคิดได้เหมือนกัน. ข. ว่าด้วย ซัน-โฟ-ซิ หรือ ซัมฮุดซี. ดหมายเหตุจีนกล่าวถึงอาณาจักรซัมฮุดซี ตลอดเวลาที่อาหรับกล่าวถึงซาบากะ หรือจารึกอินเดียใต้กล่าวถึง ชวกะ หรือ ชาวะกะ. พิจารณาดูแล้วคำว่า ซัน-โฟ-ซิ-นี้ ก็คืออักษรที่เป็นหลักว่า ซะ วะ ซะ, มีทางที่จะเป็น ชวกะ อยู่บ้าง. และตรงกับอาหรับ อีกคำหนึ่งว่า ซา บา ชะ ( พ กับ บ แทนกันได้). ส่วน ซา บะ กะ ของอาหรับนั้น ใคร ๆ ก็เห็นได้ว่า ตรงกับ ชาวกะ หรือ ชวกะ ของจารึกอินเดียใต้โดยไม่น่าจะสงสัย. วงการ โบราณคดีส่วนมากก็รับรองในเรื่องนี้ จึงได้เอาเรื่องราวเกี่ยวกับซัมฮุดซีของจีน, ซาบากะ ของอาหรับ และชาวกะของอินเดียใต้เป็นเรื่องเดียวกัน. และค่ายมชุมทารได้ชี้ ซัม-ฮุด-ซี ที่รอบอ่าวบ้านดอน มีไชยาเป็นราชธานี. ในหนังสือ จู-ฝาน-จี ของ เจา-จูเกวาะ ได้ออกชื่อเมืองต่าง ๆ ที่ขึ้นแก่ อาณาจักรซัมฮุดซี หลายเมืองด้วยกัน มีเมือง ปา- ลิง-ฟอง รวมอยู่ด้วย ซึ่งนักศึกษา ยุตติกันว่า ได้แก่เมืองปาเล็มบังในสุมาตรานั้นเอง. ตามนัยนี้เป็นอันว่า ปาเล็มบังก์ขึ้นแก่ ซัม-ฮุด-ซี เช่นเดียวกับเมืองอื่น ๆ บนแหลมมลายู รวมทั้งเมืองครหิที่จะกล่าวต่อไป ข้างหน้าด้วย. โดยนัยนี้ตามมติของค่ายมชุมทาร ปาเล็มบังเคยขึ้นแก่รอบอ่าวบ้านดอน. ซัม-ฮุด-ซี นี้ ส่งทูตไปยังประเทศจีนอยู่หลายศัตวรรษ ทูตได้บอกกล่าวอะไรหรือ ทำอะไรบ้าง ทางราชสำนักจีนบันทึกไว้ทั้งสิ้น เป็นรัชชกาล ๆ ไป เรื่องราวของอาณาจักร นี้ เราจึงทราบได้จากจดหมายเหตุจีนเป็นส่วนใหญ่. พงศาวดารสมัยวงศ์หมิง ( Ming ) กล่าวไว้ว่า พวกทูตได้บอกว่า ประเทศ ซัม-ฮุด-ซี ของเขานั้น แต่ก่อนชื่อประเทศ คัน - โต-ลิ. พงศาวดารสมัยวงศ์เหลียง ก็ได้กล่าวถึงทูตที่มาจากคันโตลิมายังประเทศจีน ในปี

น.122 ๖๐ ค. ศ. ๔๕๔-๔๖๕-๕๐๒-๕๑๙-๕๒๐ ตามลำดับกัน. พงศาวดารสมัยวงศ์เช็ง ( Chen ) ก็ได้ กล่าวถึงทูตที่มาจากประเทศนี้สู่ประเทศจีนในปี ค. ศ. ๕๖๓. ๑ ในระยะนี้ไม่มีการออกชื่อถึง ซัม-ฮุด-ซี เลย ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นชัดที่เดียวว่า ซัม-ฮุด-ซี นั้นแต่ก่อนชื่อ คัน- โต -ลิ จริง. ในสมัยหลัง ๆ ต่อมา เมื่อออกชื่อ ซัม-ฮุด-ซ จึงไม่มีออกชื่อ คัน-โต-ลิ อีก. เยรินิ ( G. E. Gerini ๒ ) ได้ชี้ตำบลคันธุลีในเขตต์อำเภอไชยา ว่าตรงกันกับ คัน- โซ-ลิ ของสมัยวงศ์เหลียง. เมื่อถือตามนี้ก็แปลว่า รอบอ่าวบ้านดอนเคยเป็นประเทศ คัน-โซ-ลิ มาก่อน ที่จะมาเป็น ซัม-ฮุด-ซี, ชาวกะ, ศรีวิชัย, หรือชื่ออื่น ๆ. ค. ว่าด้วย ชาวกะ. จารึกอินเดียใต้ โดยฉะเพาะพวกโจทะ กล่าวถึงราชาแห่งชาวกะ ได้ยกกองทัพเรือ ไปราวีพวกตนอยู่เสมอ. ในศิลาจารึกที่พบแถวรอบอ่าวบ้านดอนหลักที่ ๒๔ ซึ่งออกชื่อราชา แห่งชาวกะ ชื่อจันทรภาณุ ครองกรุงตามพรลิงคะ ( คือนครศรีธรรมราช ) นั้นย่อมแสดง อยู่แล้วว่า ชาวกะนั้นในสมัยปี พ. ศ. ๑๗๗๓ อยู่ที่นครศรีธรรมราช ได้แก่อาณาจักรศรีวิชัย ในสมัยหลังๆนั้นเอง. อาณาจักรศรีวิชัยในสมัยแรกๆ หรือที่เรียกอย่างค่ายมชุมทารเรียกว่า อาณาจักรแห่งราชวงศ์ไศเลนทรนั้นอยู่ในที่ ๆ พบจารึกหลักที่ ๒๓. (ภาพที่ ๔๕), ซึ่ง ดร. ควอริตชฺ เวลสฺ ชี้ตรงลงไปที่ไชยา. ตามนัยนี้ก็กล่าวได้ว่า ดินแดนรอบอ่าวบ้านดอนนั้น พวกอินเดียใต้ในสมัยศรีวิชัยเรียกว่า พวกชาวกะอันดุร้าย. เรื่องที่เกี่ยวกันอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องทางจามปา ซึ่งเวลานี้เป็นประเทศญวนใต้. ประเทศจามปามีจารึกปรากฏอยู่เป็นข้อความว่า พวกชาวกะอันป่าเถื่อนดุร้ายกระหายเลือด ราวกะผีสูบเลือดมนุษย์ได้มาปล้นเผาวิหารและแย่งเอามุขลึงค์ไป. ความเรื่องนี้เป็นที่น่า ประหลาดว่า โบราณวัตถุที่เรียกว่ามุขลึงค์นั้น ในประเทศไทยเราไม่ปรากฏว่าพบที่ไหน ๑. Suvarnadvipa, Vol. II, part I, p. 220. ๒. Researches on Ptolamy's Geography, by G. E. Gerini, M. R. A. S., 1909, p. 602.

น.123 ๖๑ นอกจากที่ไชยาชิ้นเดียวเท่านั้น อยู่ในเขตต์หนองหวาย ( ดูภาพที่ ๑๓ ). และทั้งเป็นศิลป- กรรมที่นักโบราณคดีหลายคนเห็นว่าเป็นแบบจามด้วย. แม้ในชะวาหรือสุมาตรา ก็ยังไม่ ปรากฏว่าพบมุขลิงค์เลย. มีตื่นทั่วไปก็แต่ศิวะลิงค์. เรื่องเกี่ยวกับจามปานี้ ปรากฏร่องรอยทางฝ่ายชาวกะหรือวงศ์ไศเลนทรเหมือนกัน แต่เป็นไปในทำนองว่า ชาวกะต้องการจะบังคับจามปาให้เปลี่ยนศาสนาจากพราหมณ์ มา เป็นพุทธอย่างที่ไศเลนทรรับถืออยู่ต่างหาก จึงได้รบกวนจามปาอยู่แรมปี จนถูกเรียกว่า อ้ายพวกผีร้ายสูบเลือดมนุษย์ และคำด่าอื่น ๆ อีกมากมาย. เมื่อเป็นดังนี้ ก็เป็นว่ารอบ อ่าวบ้านดอนเคยปราบปรามประเทศจามปา ถึงกับเอามุขลิงค์และเชลยมาใช้งาน. มีบางคน แนะให้สังเกตถึงร่องรอยอย่างอื่นที่น่าจะเกี่ยวกับจามปาก็ได้ เช่นวัดจามปาหรือจัมปา ที่ ตำบลทุ่งอำเภอไชยานั้น อาจไม่หมายถึงจำปาต้นไม้ แต่อาจหมายถึงจามปาประเทศที่ชาวกะ เคยไปปราบ, เพราะฝีมือวัดจามปานั้นมีอะไรบางอย่างเหมือนทางตะวันออกของอินโดจีน เช่นบานประตูวิหาร ( ดังในภาพที่ ๑๔ ชวามือ ), แต่อย่างไรก็ตาม มุขลิงค์ในภาพที่ ๑๓ นั้นเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง. เวลานี้เก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานกรุงเทพ. เมื่อถือตามนัยนี้ ดินแดนรอบอ่าวบ้านดอนก็คือดินแดนที่พวกจามถือเป็นข้าศึก และเคยปกครองจามปาด้วย กระมัง. ง. ว่าด้วยไศเลนทร ค่ายมชุมทารฺ ก็มีแต่ ดร. ควอริตชฺ เวลสฺ ที่กล้ายืนยันลงไปว่าไชยาเป็นที่ตั้ง ศูนย์กลางอำนาจของราชวงศ์ใศเลนทร. คนอื่นกล้าขี้เพียงที่ ๆ พบศิลาจารึกหลักที่ ๒๓ ( ซึ่งเป็นปัญหาเรื่องที่พบ ) บ้าง บนแหลมมลายูตอนเหนือบ้างทำนองนั้น. แต่เมื่อค้นดูกัน ทั่วไปแล้วบนแหลมมลายูนี้ ว่ามีที่ใดบ้างที่มีร่องรอยแห่งความเคยเป็นราชธานีในสมัยศรีวิชัย ตอนที่รุ่งเรืองอำนาจถึงกับปราบชะวา สุมาตรา ลังกา และจามปาได้นั้น นักศึกษาส่วนมาก ย่อมรับรองความที่ไชยาสมบูรณ์ด้วยลักษณะเช่นว่านี้. ค่ายเซเดสุที่ยืนยันราชธานีใศเลนทรที่ปาเล็มบังนั้น อึดอัดในเมื่อจะดูกันในแง่ของ

น.124 ๖๒ ศิลปกรรม. เพราะว่าชะว่ามีอะไร ๆ เหนือกว่าสุมาตราอย่างที่จะเปรียบกันไม่ได้. มิหนำซ้ำ เป็นที่รับรองกันว่า ราชวงศ์ไศเลนทรครองชะวาอยู่ได้ชั่วเวลาอันสั้น. ถ้าไศเลนทรอยู่ที่ สุมาตราตอนใต้ คือที่ปาเล็มบังจริง ติดต่อกับชะวาใกล้กันเพียงแค่นั้นแล้วเอาชะวาไม่อยู่ แล้วจะปกครองถิ่นที่ไกลออกไป เช่นบนแหลมมลายูหรืออื่น ๆ ได้อย่างไรเป็นเวลาตั้งหลาย ศัตวรรษ. และถ้าชะวาหลุดออกไปเพราะเก่งกว่าสุมาตราแล้ว ก็ย่อมจะครองสุมาตราเสียเอง แทนที่จะปล่อยให้สุมาตราเป็น “ กรุงศรีวิชัยอันรุ่งเรือง " อยู่เป็นศัตวรรษ ๆ. ฉะนั้น ใน วงโบราณคดีในปัจจุบันจึงถือว่า ศูนย์กลางอำนาจของวงศ์ใศเลนทรนั้น ถ้าไม่อยู่ที่ชะวาก็ อยู่ที่รอบอ่าวบ้านดอนแห่งใดแห่งหนึ่งในสองแห่งนี้ หาได้อยู่ที่สุมาตราไม่. ข้าพเจ้าไม่อยู่ในฐานะที่จะกล่าวอะไรออกมาตรง ๆ ได้ในเรื่องนี้. และ ดร. ควอริตชฺ เวลสฺ ได้กล่าวอะไรออกมามากมายเกินกว่าที่ข้าพเจ้าตั้งใจจะกล่าวเสียอีก. ฉะนั้น ทางที่ดี ที่สุดสำหรับบันดาผู้ที่อยู่รอบอ่าวบ้านดอน ก็คือเรามาฟังกันว่า ดร. ควอริตชฺ เวลสุ ได้กล่าว ไว้อย่างไรบ้างจะดีกว่า. ตรงไหนน่าวิจารณ์ก็จะได้วิจารณ์กันบ้างตามสมควร. ดร. ควอริตชฺ เวลสฺ กล่าวว่าอย่างไรในส่วนใจความ ก็ได้ยกมากล่าวไว้ข้างต้น แล้ว ในที่นี้ก็เหลือแต่รายละเอียด. ผู้นี้ยืนยันว่าไชยาเป็นราชธานีของไศเลนทรไปจนกระทั่ง ถึงสมัยพุทธศัศวรรษที่ ๑๗ จึงย้ายไปยังนครศรีธรรมราชโดยเหตุที่ลี้ภัยจากเขมรในทาง เหนือ. ให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า เมื่อพวกราชวงศ์คังคะจากอินเดียข้ามมายังฝั่งตวันตกของ แหลม คือที่เมืองท่าตักโกลาหรือตะกั่วป่าแล้ว ต้องการหาที่มั่นทำการขยายตัวต่อไปเพื่อ สร้างอาณาจักร ก็มีทางให้เลือกสองทางคือ ไปตามช่องมะละกาฝ่ากระแสร์คลื่นและโจรสลัด ไป, หรือว่าอีกทางหนึ่งก็คือไปตามทางข้ามแหลมตะกั่วป่าถึงอ่าวบ้านดอน ซึ่งอาจมีพวกคนที่ อ่อนโยนหรือถึงกับเป็นอินเดียด้วยกันที่มารุ่นก่อน ๆ อยู่ทั่วๆ ไปแล้วก็ได้ไปทางทิศตะวันออก. เมื่อไปถึงทิศตะวันออก คือรอบอ่าวบ้านดอนแล้ว จะพบดินแดนที่อุดมสมบูรณ์สำหรับการ กสิกรรม ตั้งอยู่รอบอ่าวคล้ายรูปพัดด้ามจิ้ว คือดินแดนจุดต่าง ๆ ซึ่งต่อมาเป็นจุดแห่ง เมือง ไชยา คีรีรัฐ เวียงสระ กาญจนดิษฐ์ และใต้ลงไปอีกคือนครศรีธรรมราช. ในตอนนี้ ข้าพเจ้าอยากจะแซกข้อความพิเศษสักหน่อยหนึ่ง เรื่องหลักเกณฑ์

น.125 ๖ ๓ การตั้งเมืองของพวกอินเดีย. ข้าพเจ้าเคยคิดว่า เมื่อจะค้นหาร่องรอยที่ตั้งเมืองของพวก โบราณเช่นพวกอินเดียในที่นี้ เราจะต้องยึดหลักจารึกหรือโบราณสถานเป็นข้อแรก แล้ว จึงถึงเรื่องภูมิศาสตร์การไปมาและที่ทำกิน. ครั้นข้าพเจ้ามีโอกาศได้เฝ้าสมเด็จกรมพระยา ดำรงเรียนถามข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ กลับได้ความรู้ชะนิดที่ตรงกันข้าม คือให้เอาพื้นที่ ทำกินเป็นหลักข้อที่หนึ่ง แล้วจึงถึงเรื่องเกี่ยวกับภูมิศาสตร์แล้วจึงถึงเรื่องอื่นเช่นศิลาจารึก เป็นต้น. ท่านตรัสว่า ปรากฏว่าซากโบราณสถานที่ใหญ่โตบางแห่ง กลับเป็นที่ ๆ เคยตั้ง เมืองหลวงเพียงชั่วเวลาหน่อยเดียวก็มี แล้วต้องเลิกร้างไปเพราะไม่อาจตั้งอยู่ได้ โดยฉะเพาะ สมัยโบราณ ซึ่งมีคมนาคมหรืออื่น ๆ ไม่เหมือนสมัยนี้ด้วยแล้ว เมืองหลวงตั้งไม่ได้โดย ปราศจากพื้นที่ทำกสิกรรมอันเพียงพอ. ท่านเลยประทานความเห็นเกี่ยวกับสถานที่ที่ควรเป็น ราชธานีใหญ่โตในสมัยโบราณบนแหลมมลายูให้แก่ข้าพเจ้าตลอดเวลาตั้งชั่วโมง แล้วยัง รับสั่งให้ส่งเป็นลายลักษณ์อักษรตามมาอีก ๒ ครั้ง ทำนองจะทรงกลัวว่าข้าพเจ้าจะจำมา ผิด ๆ หรือกล่าวอะไรผิด ๆ ทำให้เกิดการเสียหายขึ้นได้ หรือจะเป็นปรกติของท่านเช่นนั้น เอง ข้าพเจ้าก็ยังทราบไม่ได้. ต่อนี้ไปคือสำเนาที่รับสั่งให้ส่งมา เมื่อ ๑๔ ก. ย. ๘๖, และ ส่งตามมาอีกฉะบับหนึ่งผ่านทางหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ ให้ส่งต่อถึงข้าพเจ้า. มีใจความ ดังต่อไปนี้ :- เรื่องเมืองไชยา เมืองไชยาเป็นเมืองใหญ่มาก ใหญ่กว่าเมืองไหน ๆ ในแหลมมะลายู เพราะ มีแม่น้ำหลวงไหลมาออกที่นั่น ๑ สืบตามลำแม่น้ำขึ้นไป ไปได้ถึงคีรีรัฐ มีทาง ข้ามไปลงแม่น้ำตะกั่วป่า ลงทางตะกั่วป่าได้อย่างสบาย ทางสายนี้เป็นทางสายที่ พวกอินเดียลงมา เมื่อพิจารณาเทียบกับเมืองนคร ฯ แล้ว จะเห็นได้ว่าเมืองนคร ฯ ๑. แม่น้ำหลวงในที่นี้ หมายถึงแม่น้ำตาปี ไหลออกอ่าวบ้านดอน, ในสมัยพันกว่าปีมาแล้ว ไม่มีตัวเมืองบ้านดอน และสุราษฎร์ , คงมีเมืองสองข้างอ่าว คือ ไชยา กับกาญจนดิษฐ อยู่ตรงกันข้ามคนละฝั่งเหนือฝั่งใต้ ฝั่งเหนือ คือ ไชยา มีร่องรอยการตั้งเมืองและร่องรอยการค้า เช่นที่พุมเรียงในแผ่นดิน เต็มไปด้วยเศษกระเบื้องของสมัยและ ชาติต่าง ๆ. ท่านจึงกล่าวว่าแม่น้ำหลวงไหลออกที่ไชยา. ต่อมาสมัยนี้ บกงอกออกไปจนตัวเมืองไชยาอยู่ใน แผ่นดินลึกเข้าไปมาก, และ กิดเมืองบ้านดอนขึ้นที่ฝั่งแม่น้ำในตอนที่สะดวกแก่ความเจริญแทน. - ผู้รวบรวม.

น.126 ๖๔ มีหาดชายแก้วยาวเพียงอันเดียว ทางตะวันออกเป็นชายเฟือยจนจดทะเล ทาง ตะวันตกก็เป็นที่ลุ่ม แม่น้ำก็เป็นแม่น้ำน้อย ที่ทำกินก็เพียงแต่พอมี ฉะนั้นจะเป็น เมืองใหญ่โตไม่ได้ ด้วยเหตุนี้จึงกล้ารับรองได้ด้วยวิชาโบราณคดีว่า เมืองนคร ศรีธรรมราชนั้น ไม่มีอะไรนอกจากพระมหาธาตุซึ่งเป็นของชั้นหลัง ตำนานเมือง นคร ฯ ก็ปะปนกับตำนานแขกมากเต็มที ปรากฏว่าพวกแขกเอาพงษาวดารลังกา มาเขียนให้นครก็มี เชื่อได้ยาก พระมหาธาตุที่นครนั้น ก็เป็นของที่มีกำหนดสร้าง แน่นอนค้นได้ ส่วนที่ไชยานั้นมีมาก มหาธาตุก็มี วัดแก้วก็มี วัดเวียงก็มี ได้เคย ค้นเมืองไชยา ล้ำไปถึงเมืองชุมพร ท่าแซะ ฯลฯ ไม่พบเมืองเก่า เมืองเก่าคงมี เพียงไชยาเมืองเดียว เมืองโบราณเดิมเห็นจะอยู่ที่เมืองไชยาแน่นอนไม่มีที่สงสัย ส่วนเมืองนครนั้น เป็นเมืองที่เกิดขึ้นทันสมัยที่ไชยาเจริญ แต่เกิดภายหลัง. จารึก ที่พบทั้งหมดอาจอยู่ที่ไชยา ฯลฯ ( ฉบับที่ ๒) อธิบายเหตุที่เคยคิดว่าเมืองไชยาเคยเจริญ เป็นเมืองใหญ่มาก่อนเมืองอื่น ในแหลมมะลายู ที่ฉันชี้แจงแก่พระมหาเอื้อมในวันนี้ ยังขาดความอยู่ข้อหนึ่ง คือ สมัยนั้นทะเลตอนอ่าวบ้านดอนคงยังลึก เรือทะเลที่มาค้าขายจากเมืองจีน อาจจะ เข้าไปจอดรับสินค้าได้ ใกล้ฝั่งเมืองไชยา จึงเป็นทำรับส่งสินค้าค้าขาย ในระหว่าง เมืองจีนกับอินเดียแห่งหนึ่ง จึงเจริญมาก และความเจริญของเมืองไชยา อาจจะ เสื่อมลงเพราะเหตุอ่าวบ้านดอนตื้นขึ้นก็เป็นได้. ฯลฯ ทางที่ชาวอินเดียเข้ามาตั้งบ้านเมืองแล้ว สอนวัฒนธรรมในเมืองไทยนี้ ยัง มีทางข้างเหนืออีกทางหนึ่ง จากอินเดียมาขึ้นที่ปากน้ำสะละวิน อันตั้งเมืองเมาะลำเลิง หรือที่เรียกกันว่า มะละแหม่งทุกวันนี้ เดินข้ามภูเขาบันทัดเข้ามาทางด่านพระเจดีย์ สามองค์ มาลงเรือที่ลำน้ำไทรโยค ลงมาทางเมืองกาญจนบุรี เข้าลำน้ำแยกที่พงตึก มายังเมืองหลวงอยู่ที่พระปฐมเจดีย์ อันเป็นเมืองเก่ากว่าและสำคัญกว่าเมืองไหน ๆ หมด ที่ชาวอินเดียมาตั้งในประเทศนี้.

น.127 ๖๕ ทั้งนี้ จะทำให้มองเห็นความจริงที่ว่า การตั้งราชธานีนั้นเป็นสำคัญอยู่ที่ ๆ สำหรับ ทำนานั่นเอง นี้เป็นหลักสำคัญสำหรับสมัยโบราณ การค้นหาที่ตั้งเมืองหลวงสมัยโบราณ จึงให้เพ่งดูพื้นที่ทำนาเป็นส่วนใหญ่. ดินแดนรอบอ่าวบ้านดอน สนองความต้องการอันนี้ ได้เพียงพอเป็นแน่ จึงมีร่องรอยของชาวอินเดียอยู่มากมายที่ไชยา ดังจะเห็นได้จากภาพ ตั้งแต่ภาพ ที่ ๗ เรื่อยไปจนถึงภาพที่ ๓๙ อันเป็นภาพเกี่ยวกับร่องรอยของชาวอินเดีย ที่ไชยาในสมัยโบราณทั้งนั้น. ฉะนั้น การที่ ดร. ควอริตชฺเวลสฺเพ่งเล็งถึงความสมบูรณ์ ในด้านที่ดินสำหรับการกสิกรรมของรอบอ่าวบ้านดอนเป็นส่วนใหญ่เช่นนี้ ก็นับว่ามีเหตุผล อยู่สำหรับการค้นหาจุดที่ตั้งเมืองหลวง หรือราชธานีของอาณาจักรสมัยโบราณ. เพราะ เหตุที่บริเวณรอบอ่าวบ้านดอน สมบูรณ์ด้วยเนื้อที่สำหรับการทำกสิกรรมยิ่งกว่าจุดใด ๆ ตลอดแหลมมลายู และมีความเหมาะสมอย่างอื่นอยู่หลายประการ ดร. เวลสฺ จึงลง สันนิษฐานที่ตั้งสูญกลางอำนาจของพวกไศเลนทรที่รอบอ่าวบ้านดอน. และเนื่องจากส่วน หนึ่ง ของอ่าวบ้านดอน มีโบราณสถานและโบราณวัตถุของสมัยไศเลนทรชัดแจ้ง มี บริมาณมาก และฝีมือสูงถึงขนาดฝีมือช่างแห่งราชสำนัก ดร. เวลสฺ จึงลงสันนิษฐานลง ไปที่จุดนั้น คือที่ไชยา. ค่ายฝ่าย ของศาสตราจารย์เซเดสฺ แย้งว่าการขึ้นมาตั้งเมืองหลวงเสียที่รอบ อ่าวบ้านดอนเช่นนี้ เป็นการอยู่สุดโต่งก้นกระสอบ จะควบคุมปกครองสุมาตราหรือ ชะวาได้อย่างไร. ข้อนี้ถ้าดูตามแผนที่ ๆ ตั้งปาเล็มบัง ก็น่าจะเกิดความเห็นว่าการตั้งที่ ปาเล็มบังก็อยู่ในสภาพ " สุดโต่งก้นกระสอบเหมือนกัน. เพราะเหตุไรจึงกล่าวเช่นนี้ เพราะว่า ไศเลนทรครองเกาะชวาเพียงส่วนปลายเกาะที่อยู่ต่อกับสุมาตราเท่านั้น และก็ ชั่วเวลาไม่นาน ชะวาก็หลุดมือไป. แล้วปาเล็มบังก็อยู่สุดไปทางปลายเกาะสุมาตราข้างใต้ ไม่มีอะไรต่อจากนั้นไปอีก เช่นนี้แล้วจะเพื่อประโยชน์อะไรกัน ที่ไปอยู่สุดโต่งก้นกระสอบ อีกเช่นนั้น. เมื่อนึกถึงว่าไศเลนทรต้องการปราบจามปาและเขมร หรือทำสงครามกับพวก โจฬะทางอินเดียใต้ อยู่เสมอแล้ว การที่จะตั้งอยู่ที่บริเวณรอบอ่าวบ้านดอนนั้น จะไม่ เรียกว่าอยู่ในที่เหมาะสม หรือตรงจุดสูญกลางรัศมีทำงานดอกหรือ. เกาะบอเนียวหรือเกาะ

น.128 ๖๖ ต่อ ๆ ไป ก็ไม่มีคู่ปรับหรือมหาอำนาจที่จะเป็นคู่แข่งขัน กลับไปมีทางเขมร จามปา และลังกาดังนี้ จะให้พวกไศเลนทรเลือกตั้งที่มั่นของตนณะที่ใด ที่จะสดวกแก่การงานที่ตัว จะต้องทำและอยู่ในพื้นที่มีอาหารเพียงพอ. ถ้าไศเลนทรไปอยู่เสียที่สุมาตราจริง อาณาจักร ทวาราวดี อาจจะยืดลงไปถึงปลายแหลมมลายูด้วยก็ได้. ที่จามปา มีเสือ ที่เขมรมีเสือ ที่ ทวาราวดี มีเสือเฒ่า ที่ ลังกา มีเสื้อคู่แข่งขัน แล้วไศเลนทรควรยึดที่มั่นตรงไหน ใน เมื่อทางชะวามีเพียงลูกเสือในระยะนั้น. การคุมช่องแคบมะละกาเพื่อการค้านั้นเล่า ดูใน แผนที่แล้ว คุมที่กตาหะ หรือเกดาหฺในปัจจุบันน์จึงจะสำเร็จ อยู่สุดทางปาเต็มบังนั้นจะ คุมใครในเมื่อการค้ามีแต่พวกจีน อาหรับ เปอร์เชียและอินเดียเอง. และไม่ควรลืมไปว่า บางสมัยคงจะได้ใช้การขนถ่ายข้ามแหลมโดยเด็ดขาดเสียเลยก็เป็นได้. เมื่อเมืองหลวงมี ธุระสำคัญที่จะต้องคุมเสือตั้งหลายตัวในทิศทางที่กล่าวมาแล้ว และทั้งต้องคุมการค้าเพื่อ รายได้ของรัฐ รวมทั้งมีที่ทำกินและแสวงวัตถุดิบให้เพียงพอตลอดจนถึงกับต้องมีกองทัพ ช้าง ตามที่ปรากฏในบันทึกนั้น ๆ แล้ว ควรจะต้องอยู่ณะที่ใด ลองคำนวนดูจากแผนที่ นั้นเถิด ทั้งหมดนี้ เรียกว่าคิดกันดูตามสามัญสำนึก. ดร. เวลสฺ เมื่อปักใจเชื่อลงไปที่ไชยา ก็ได้บรรยายความคิดออกไปให้ผู้อื่นทราบ ตามที่ตัวคิดโดยไม่ยั้งดังต่อไปนี้ ๑ ไศเลนทรที่ไชยา ติดต่อกับอินเดียโดยฉะเพาะที่เบ็งคอลอยู่เสมอ จึงทำให้รูป อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์นั้น เป็นแบบปาละแท้, คือช่างปาละจากอินเดียมาทำเอง. ไศเลนทรที่ไชยา ติดต่อกับมหาวิทยาลัยนาลันทา มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาอย่าง มหายานในเบ็งคอล จนปรากฏในแผ่นทองแดงจารึกที่พบที่นาลันทานั้น เมื่อปี พ. ศ. ๑๓๙๒ ( ค. ศ. ๘๕๐ ), ว่าด้วยการที่ไศเลนทรอุปถัมภ์มหาวิทยาลัยแห่งนั้นไปจากไชยา. ไศเลนทรที่ไชยา มีเขาน้ำร้อนเป็นภูเขาประจำราชวงศ์. วงศ์ไศเลนทร (ไศเลนทร = ราชาแห่งจอมเขา ) ไม่ว่าอยู่ที่ไหน มีประเพณีจะต้องมีภูเขาลูกหนึ่ง ทำนองศาลเจ้า ประจำตระกูล สำหรับประดิษฐานพระเป็นเจ้าตามลัทธิพราหมณ์, แม้จะถือพุทธ ก็มีการ ๑ ข้อความต่อไปนี้ จาก Towards Angkor, ของ Quaritch Wales.

น.129 ๖๗ ถือประเพณีนี้ด้วย. ยิ่งกว่านั้น เขาน้ำร้อนนั้น เป็นที่อาบน้ำประจำของพระราชาด้วย โดย ที่เป็นธรรมเนียมอินเดีย นับถือน้ำร้อนที่พุออกมานั้นเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ถึงกับต้องจัดทำสระ สำหรับอาบ. ไศเลนทรที่ไชยา มีบริเวณเมืองขยายออกไปถึงเขานางเอ ทางด้านหน้าถ้ำ. สม ตามที่บันทึกอาหรับว่ามีพลเมืองมากเหลือประมาณ. สระบัวขนาดใหญ่สองสระตรงหน้าถ้ำ ( ภาพที่ ๓๘ ล่าง. ขวา.), เป็นที่ ๆ ราชาไศเลนทรจะเคยสร้างวังประทับร้อน บนเนินที่มอง เห็นสระนี้อย่างสวยงาม. ราชาไศเลนทรทิ้งทองประจำวัน ๆ ละแท่งลงไปในสระใดสระหนึ่ง ในสองสระนี้ ตามเรื่องในจดหมายเหตุอาหรับซึ่งจะกล่าวในตอนว่าด้วย ซาบาถะ. ทะเล เคยเข้ามาใกล้สระของพระราชาในสมัย จนมีคลองติดต่อออกไปถึงทะเล ทำให้น้ำในสระ ขึ้นลงได้. ทั้งหมดนี้ คงจะทำให้ผู้อ่านฉงนไปตาม ๆ กัน โดยฉะเพาะพวกที่เป็นค่ายเซเดสฺ คงจะถึงกับขบขัน. จ. ว่าด้วย ซาบาก ในจดหมายเหตุอาหรับทั้งสิ้น มีชื่อมหาราชแห่งซาบาก. วงโบราณดีเห็นพ้องกัน พ้องกันทั้งสองค่ายว่า ได้แก่พระเจ้ากรุงศรีวิชัย หรือราชาไศเลนทร หรือราชาแห่งชวกะ แล้วแต่จะเป็นพวกไหนเรียกย่อมหมายถึงเรื่อง ๆ เดียวกัน. ฉะนั้น ดร. เวลสฺ จึงได้กล่าว พรรณนาไปตามจดหมายเหตุอาหรับ ผู้ได้ท่องเที่ยวมาถึงอาณาจักรของไศเลนทร และ เรียกราชาไศเลนทรแห่งไชยาว่า ราชาแห่งซาบาก ดังต่อไปนี้. พ่อค้าอาหรับชื่อสุไลมาน ได้ท่องเที่ยวมาในอาณาจักร ซาบาก เมื่อปี พ. ศ. ๑๓๙๔ ( ค. ศ. ๘๕๑ ) ได้บันทึกข้อความทั้งหมดตามที่ตัวได้พบไว้. มีอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งไปรับสมอ้าง เข้ากับข้อความที่ว่า ไศเลนทรปราบเจนลาน้ำ ( คือเขมรตอนใต้ ) เรื่องราวสนุกดีเหมือน นิยายดังต่อไปนี้. ๑ ๑. คำแปลต่อไปนี้ แปลจากต้นฉบับของ เฟอร์รันดฺ ในเรื่อง L' Empire Sumatranais de C, rivijaya, in Journal Asiatique (1922 )., และ Elliot's History of India as told by its own Historians, vol. I. p. 8. ก็อ้างเอามาไว้.

น.130 ๖๘ ประเทศกัมโพชา เป็นประเทศซึ่งส่งยาคำเขมรออกจำหน่าย. ประเทศนี้มิใช่เป็น เกาะ และไม่มีประเทศไหนที่มีพลเมืองมากกว่าประเทศกัมโพชา. การเที่ยวเสเพลและการ ดื่มเมรัยทุกชนิดเป็นของห้ามขาด. ทั้งในเมืองและนอกเมือง จะไม่พบคนที่มัวเมาแม้แต่ คนเดียว. ระยะทางระหว่างเมืองกัมโพชาและประเทศซาบาก เรือแล่น ๑๐ ถึง ๓๐ วัน แล้ว แต่ลม. มีเรื่องเล่ากันมาก่อนว่า ยังมีพระราชาเขมรองค์หนึ่งซึ่งหนุ่มและผลุนผลัน. วันหนึ่ง พระราชาองค์นี้ประทับนั่งที่ในวัง มองไปยังแม่น้ำ ซึ่งคล้ายกับแม่น้ำไตกริส (Tigris )๑, ( จากวังไปถึงทะเลระยะทางเดิน ๑ วัน ), และมีเสนาบดีของพระองค์เฝ้าอยู่ในที่นั้นด้วย. พระองค์กำลังถกกันกับเสนาบดีของพระองค์ ถึงเรื่องความสง่างามแห่งอาณาจักรของมหา- ราชาแห่งซาบาก, เรื่องพลเมืองอันหนาแน่น, และหมู่เกาะจำนวนมากมายมีอยู่ในอาณา- จักรนั้น. พระราชาตรัสว่า “เรามีความอยากอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งจะต้องทำให้สมอยาก" เสนาบดีซึ่งเป็นผู้สมิภักดีต่อเจ้านายอย่างแท้จริง และทราบในนิสสัยอันผลุนผลันของเจ้านาย ตีด้วย ได้ทูลถามว่า " ความประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างไร ?" พระราชาตรัสตอบว่า " ฉันอยากจะได้เห็นศีรษะของมหาราชาแห่งประเทศซาบาก ใส่ถาด มาอยู่ตรงหน้าฉัน." เสนาบดีก็เข้าใจได้ทันทีว่า เป็นเพราะความริษยาที่ทำให้เจ้านายของตน คิดไปเช่นนั้น จึงทูลว่า " ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เกล้ากระหม่อมรู้สึกไม่สบายที่ ได้พังเจ้านายของตนระบายความรู้สึกเช่นนั้น. ประชาชนของกัมโพธากับของซาบากยังไม่ เคยแสดงความเป็นอริต่อกัน. ซาบากยังไม่เคยทำอันตรายอย่างใดแก่เรา ประเทศอยู่ไกลกัน และพระราชาแห่งซาบากก็ไม่เคยแสดงท่าทีจะรุกรานเรา. ความปรารถนาเช่นนี้ไม่ควรรั่วไป ถึงหูใครอื่น และใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทไม่ควรตรัสถ้อยคำอย่างนี้อีก." พระราชาเขมร องค์นั้น กริ้วเสนาบดีผู้ทัดทาน และไม่เอาใจใส่ต่อคำตักเตือนของอำมาตย์ผู้ฉลาดและจงรัก ผู้นั้น, พระองค์ได้ตรัสระบายความรู้สึกอันนี้ แก่นายทัพนายกองและข้าราชสำนักอื่น ๆ ที่ มาเฝ้าพระองค์ต่อไปอีก. ๑. หมายถึงไตกริสในอาหรับ

น.131 ๖๙ ความปรารถนาของพระราชาองค์นี้ ก็แพร่ออกไป จนกระทั่งทราบถึงพระมหาราชา แห่งซาบากด้วยพระกรรณของพระองค์เอง. พระองค์เป็นกษัตริย์ที่เข้มแข็งและรอบรู้ และ ผ่านวัยมามากแล้ว. พระองค์รับสั่งให้หาเสนาบดีมาตรัสเล่าให้ฟังถึงเรื่องที่ทรงทราบมา และตรัสแถมว่า " เนื่องด้วยคำกล่าวที่ราชาเขมรผู้โง่เขลากล่าวออกไปด้วยความหนุ่มคนอง ต่อประชาชนเช่นนั้น ฉันต้องออกรับหน้า. การไม่เอาใจใส่กับคำดูหมิ่นเหล่านี้ จะเป็นการ อ่อนข้อต่อเขา " แล้วพระองค์ตรัสกำชับให้เสนาบดีของพระองค์ เก็บความเรื่องนี้ไว้เป็น ความลับ, ให้เสนาบดีจัดเรือขนาดกลางพันลำ พร้อมด้วยเครื่องใช้และอาวุธชะนิดที่จะเป็น กองทัพอันแข็งกร้าว. เพื่อกันคนสงสัย ได้มีการป่าวร้องทำนองว่าพระมหาราชาจักเสด็จ เที่ยวตรวจหมู่เกาะของพระองค์เอง, และให้มีพระราชสานส์ถึงผู้ครองเกาะต่าง ๆ ในอาณา- จักรของพระองค์ ว่าพระองค์จะเสด็จ. ข่าวแพร่ไปทุกหนทุกแห่ง และผู้ครองเกาะแต่ละเกาะ ก็เตรียมพร้อมเพื่อต้อนรับมหาราชา. เมื่อพระบรมราชโองการนั้นเป็นไปถึงที่สุด และทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมแล้ว พระองค์ เสด็จลงเรือ พร้อมด้วยกองทัพเรือรับสั่งให้ตรงแน่วไปยังประเทศกัมโพชา. พระราชาเขมร ไม่เคยทรงระแวงว่าอะไรจะเกิดขึ้น จนกระทั่งมหาราชาแห่งซาบากได้เข้าไปในแม่น้ำอันเป็น ที่ตั้งนครหลวง และยกพลขึ้นบก. กองทหารเหล่านั้นจึงเข้าเมืองได้โดยง่ายดาย ล้อมวัง และจับพระราชา. ประชาชนพากันแตกหนีไปต่อหน้าทหารที่ยกขึ้นมา โดยไม่ถูกทำอันตราย. ประชาชนทุก ๆ คน. แล้วพระองค์เองขึ้นประทับนั่งบนบัลลังก์ของพระราชาเขมรองค์นั้น และรับสั่งให้นำพระราชาที่ถูกจับนั้นเข้ามาเฝ้า. พระองค์ตรัสแก่พระราชาเขมรนั้นว่า " ทำไม ท่านจึงคิดในสิ่งอันไม่อยู่ในวิสัยที่ท่านจะทำให้เป็นไปได้, ซึ่งแม้ท่านจะทำได้ มันก็ไม่เป็น การดีอะไรสำหรับท่านเลย, และแม้จะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ มันก็เป็นสิ่งที่ไม่มีใครเห็นด้วยว่า เป็นการกระทำที่ถูกต้อง ?" พระราชาเขมรทรงนิ่งอั้น, มหาราชาแห่งซาบากได้ตรัสต่อไปว่า " ท่านปรารถนาจะเห็นศีรษะของฉันใส่ถาดมาวางตรงหน้าท่าน. ถ้าหากท่านต้องการจะยึด อาณาจักรของฉันทั้งหมด หรือแย่งเอาไปบางส่วน ฉันก็จะทำแก่กัมโพชาเหมือนที่ท่าน

น.132 ๗๐ ตั้งใจจะทำแก่ประเทศของฉัน. แต่นี่ท่านต้องการเพียงจะเห็นศีรษะของฉันถูกตัดออก ดังนั้น ฉันจะขอทำแก่ท่านเท่าที่ท่านตั้งใจจะทำฉัน แทนท่านเสียเอง. แล้วฉันก็จะกลับไปยังประเทศ ของฉัน โดยไม่เอาอะไรติดมือไปจากกัมโพชาแม้แต่อย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นของมีค่าหรือ ไม่มีค่า. ชัยชะนะของฉันนี้ จะเป็นบทเรียนให้แก่ลูกหลานของท่าน เพื่ออย่าให้มีใครใน อนาคตทะเยอทะยานในสิ่งที่นอกเหนืออำนาจ หรือปรารถนาสิ่งซึ่งเกินวาศนาของตน." แล้วพระองค์ก็รับสั่งให้ตัดศีรษะพระราชาเขมร แล้วตรัสแก่เสนาบดีของพระราชาที่ถูกปลง พระชมน์นั้นว่า "ฉันจะให้รางวัลตอบแทนความดีของท่าน ซึ่งท่านได้พยายามทำในฐานะที่ เป็นเสนาบดี เพราะฉันทราบมาดีแล้วว่า ท่านได้พยายามตักเตือนเจ้านายของท่านเป็นอย่าง ดีที่สุดแล้ว. แต่มันน่าสงสารเหลือเกิน ที่เขาไม่เชื่อฟังท่าน. ขอให้ท่านจงเลือกหาผู้ที่จะเป็น เจ้านายที่ดี แทนคนบ้าคนนี้ แล้วยกเขาขึ้นครองเมืองเถิด" มหาราชาแห่งซาบากตรัสดังนั้นแล้ว ก็เสด็จกลับประเทศของพระองค์, พระองค์ เอง หรือแม้แต่คนของพระองค์สักคนหนึ่ง ก็มิได้เอาอะไรติดมือมาจากประเทศเขมร, เมื่อ มาถึงประเทศของพระองค์แล้ว ประทับนั่งบนบัลลังก์ ซึ่งมองเห็นสระน้ำได้, รับสั่งให้นำ ศีรษะของพระราชาเขมรองค์นั้น ใส่ถาดมาทอดพระเนตร. แล้วรับสั่งให้เรียกประชุมขุนนาง ชั้นสูงในประเทศมาตรัสเล่าเรื่องราวที่เป็นไป และเหตุผลที่ว่าทำไมจึงต้องยกกองทัพไป ปราบพระราชาเขมรองค์นั้น. เมื่อได้ทราบข่าวนี้ทั่วกัน ประชาชนในประเทศซาบากก็พากัน ร้องอวยชัยถวายพรแก่เจ้านายของตน. มหาราชารับสั่งให้ชำระล้างศีรษะนั้นแล้วใส่ยาบรรจุ ลงในภาชนะแล้วส่งไปยังพระราชาเขมรองค์ใหม่ พร้อมด้วยราชสานส์ความว่า "เราจำต้อง ทำเหมือนที่ได้ทำมาแล้ว ก็เพราะความอาฆาตมาดร้ายของราชาที่ล่วงลับไปแล้วได้อาฆาต ต่อเรา. เราได้ลงโทษเขา เพื่อเป็นบทเรียนแก่ผู้อื่นที่อยากจะเอาอย่างเขา." เมื่อข่าวเรื่องนี้ ระบือไปถึงพระราชาแห่งอินเดียและจีน เกียรติของมหาราชาแห่งซามากก็ยิ่งเด่นขึ้น. จำเดิม แต่นั้นมา พระราชาแห่งกัมโพชา เมื่อตื่นบรรทมเวลาเช้าทุก ๆ วัน ย่อมผินพระพักตร์มา ยังนครซาบาก โค้งศีรษะจดพื้นดิน ทำความเคารพแด่มหาราชา. เรื่องนี้ กระแสร์ความจากทางอื่น ปรากฏว่าเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นในเสี้ยวที่ ๔ แห่ง

น.133 ๗๑ คฤสตศัตวรรษที่ ๘ ในเมื่อสุไลมานผู้เล่ากล่าวว่าเรื่องเกิดขึ้นก่อนตัวเขาไปเมื่อปี ค. ศ. ๘๕๑ ฉะนั้นเรื่องอาจพอดีกัน คือเรื่องเกิดเมื่อราวร้อยปีก่อนอาหรับผู้นี้ไปยังนครซาบาก. ราชา- ไศเลนทรปราบชะวาแล้วจึงปราบเขมร. เรื่องนี้ ถ้าใคร ๆ ที่รอบอ่าวบ้านดอนนี้ อยากเล่านิทานพลอยผสมโรงสนุกกับ ดร. เวลสฺบ้าง ก็มีนิยายพื้นเมืองซึ่งเล่าได้. คนแก่ ๆ เล่าให้ข้าพเจ้าฟังถึงเรื่องพระยายุมบา ซึ่งมีเรือมากเป็นกองทัพเรือ. เขาถ่านที่อยู่ติดกับอ่าวบ้านดอนในเขตต์อำเภอท่าฉางนั้น คือ ที่ผลิตถ่านเป็นการใหญ่ของพระยายุมบา. เขาสายสมอ ( ดูรูปภาพที่ ๓๘) นั้นก็คือที่รวม ทำสายสมอของพระยายุมบา. อะไร ๆ ในแถบนี้เกี่ยวกับพระยายุมบาทั้งนั้น. และเล่ากัน มา " ไม่รู้ตั้งแต่ครั้งไหน ". เมื่อพิเคราะห์ดูคำว่ายุมบาในที่นี้จะเห็นเค้าเงื่อมว่าน่าสนใจอยู่. อักษร ช ในบาลีหรือสันสกฤต ย่อมออกเสียงเป็น ย ในภาษาไทยเสมอ: ฉะนั้น ยุม ของพื้นบ้านก็คือ ชุม. และตามที่ชาวปักษ์ใต้ย่อมทราบกันทั่วไปว่า รอบอ่าวบ้านดอนออก เสียงเป็นการเติมสะอุ ให้แก่คำที่ไม่มีสระอุ, เช่น คน ว่า คุน, ลม ว่าลม, ฉะนั้น ชุม ก็คือชม หรือ ชัม ในบาลีนั่นเอง. ชุมบาก็คือชัมบา. และชัมบา ก็คือ ชาบาหรือชบา นั่นเอง. ที่น่าขบขันกว่านั้นอีก ก็คือคนแก่บางคนที่ยังมีชีวิตอยู่เวลานี้ เล่าว่าเขาเคยเห็น กองสายสมอเหล็กที่เขาสายสมอ แต่จับเข้าเป็นของร่วนเป็นสนิมเหล็กผงไปทั้งนั้น. พวก ที่ไปเที่ยวเขาสายสมอในวันสงกรานต์ ลองเหลือบตาดูให้ทั่ว ๆ บางทีจะเป็นโชคดี ที่จะได้มีโอกาสเห็นสายสมอของพระยายุมบา ที่ทำเป็นการใหญ่ ถึงกับตั้งโรงทำถ่านนั้น ด้วย. นิยายพื้นเมืองเรื่องนี้ ถ้าใครเล่าให้ ดร. เวลสฺฟัง คงจะยิ้มใหญ่. ข้าพเจ้าเขียน ไว้ในที่นี้ ก็ด้วยเกรงว่าเรื่องของคนแก่ที่จะเล่า ๆ กันมาจะสูญหายไปเสียเท่านั้น. บันทึกของชาวอาหรับเกี่ยวกับเมืองซาบากยังมีต่อไปว่า พระราชาแห่งซาบากนั้น ร่ำรวยมากกว่าพระราชาใด ๆ ในแถบที่เขาผ่านมา. เก็บภาษีเป็นทองคำ จนถึงกับส่วนหนึ่ง หลอมเป็นแท่งอิฐแท่งหนึ่ง แล้วทิ้งลงไปในสระข้างตำหนักประทับร้อนทุกวันเป็นประจำ. เมื่อสิ้นรัชกาล เขาเอาแท่งทองนี้ขึ้นนับและชั่งน้ำหนัก เพื่อทราบจำนวนวันในรัชกาลและ แบ่งปันเป็นส่วนสำหรับทำกุศล และให้ทายาท.

น.134 ๗๒ รายได้ส่วนใหญ่ของพระราชา ได้มาจากภาษีการชนไก่. พอไก่ตัวใดชะนะไก่ตัว นั้นตกเป็นของพระราชา เจ้าของต้องไถ่เอาไปด้วยทองคำครึ่งหนึ่งของทองคำที่ชะนะไก่ ตัวนั้นได้มาในวันนั้น. ข้อนี้นึกดูก็แปลกดีที่ไปเข้ากันได้กับเรื่องที่บนแหลมมลายูนี้ ช่าง ชอบการชนไก่กันเหลือเกิน คล้าย ๆ กับว่ามันสิงวิญญาณมาตั้งแต่สมัยนครซาบากนั่นเอง. โดยฉะเพาะที่รอบอ่าวบ้านดอนในเวลานี้ การชนไก่นิยมเท่ากับการชกมวย. เด็กเล็ก ๆ ต่อยมวยเป็นเท่ากับการเล่นไก่ชน. สำหรับที่ไชยาเองก็มีอะไรบ้างที่น่าคิดนึกเกี่ยวกับเรื่องนี้. การชนไก่มีมากถึงขนาดที่ทำพระพุทธรูปสมัยทวาราวดีองค์หนึ่ง ( " พ่อตาเชี่ยว" ในภาพ ที่ ๑๑ ) ให้เป็นเจ้าพ่อของการชนไก่ไป ดังที่กล่าวมาแล้ว ในตอนที่สาม. และอีกอย่าง หนึ่งซึ่งสะกิดความสนใจก็คือว่า มีรูปดินเผาอยู่แบบหนึ่ง เรียกกันว่ารูป "เจ้ามรรคผล" ( ดูภาพที่ ๑๔ รูปซ้ายมือ ) ซึ่งพบแล้วหลายรูป ตามโบสถ์และอื่น ๆ เป็นรูปเด็กรุ่น ๆ มือ หนึ่งอุ้มน้อง มือหนึ่งอุ้มไก่. เล่าสืบกันมาอย่างปรัมปราว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับการชนไก่ ทำนองว่าจะเป็นตุ๊กตาเสียกระบาล คือแก้บลของผู้ที่ชนไก่ชะนะแล้วก็สร้างรูปเจ้ามรรคผล. บทกล่อมลูกของคนโบราณที่นี่ ก็มีออกชื่อเรื่องเจ้ามรรคผลนี้. เรื่องการชนไก่เป็นรายได้ ส่วนใหญ่ของ "พระยายุมบา" ก็เป็นเรื่องสนุกดีดังว่านี้. อาหรับคนหนึ่ง เขียนไว้ว่า อาณาจักรของมหาราชนั้น เต็มไปด้วยทอง. ถ้า ต้องการทอง เข้าไปยังที่ ๆ มีทอง แล้วสักว่าเอาดินมาล้างเท่านั้น ก็จะได้ทอง. เรื่องนี้ นึกดูแล้ว คนไทยเราน่าจะสลดใจว่า เมืองทองหรือแหลมทองของเรานี้ เดี๋ยวนี้ไม่มีทอง. น่าจะเป็นเพราะถูกชาวอินเดียและอาหรับ หรืออื่น ๆ ทะยอยมาขนเอากันไปเสียหมดแล้ว ตั้งแต่สมัยโบราณโน้น ทำนองเดียวกันที่ชาวตะวันตกกำลังมาขนทรัพย์ในดินสินในน้ำบาง- อย่างของไทยเราอยู่เรื่อยในเวลานี้ ไม่เท่าไรสิ่งนั้นก็จะหมดไปอีก ทำนองเดียวกับที่ เมืองทอง เหลือแต่เชื่อว่าเมืองทอง. เราจะตื่นกันได้หรือยัง อาหรับคนหนึ่ง เขียนเล่าว่า ในเมืองซาบากนั้น คนมีศีลธรรมอย่างยิ่ง และน่า จะเป็นเพราะความร่ำรวยนั่นเอง หรือจะเป็นเพราะการปกครองดีด้วย ยังไม่แน่. เขา อยากจะทดลองความมีศีลธรรมดีของเมืองซาบาก จึงได้เอาทองคำแท่งหนึ่งทิ้งไว้ที่กลาง-

น.135 ๗๓ ถนนแห่งหนึ่งในเมืองซาบาก แล้วลงเรือค้าต่อไป สองปีจึงจะกลับมาที่เมืองซาบากนั้นอีก แล้วไปดูตรงที่โยนทองไว้. ไม่เห็น. ฉงนก็คุ้ยดินลงไปดู มันจมอยู่ใต้ผิวดินพอมิด เนื่อง จากการเหยียบย่ำของชาวเมือง. เขาจึงคิดว่า ชาวเมืองซาบากนี้ รวยเกินไป จนไม่มีใคร เอาของที่ไม่มีใครให้ หรือของตกจริง ๆ อาหรับบางคนเขียนเล่าถึงเรื่องที่ชาวบ้านนอน กลางคืนไม่ปิดประตูเรือน หรืออื่น ๆ ทำนองนี้ ซึ่งเขาพิศวงในความร่ำรวยและศีลธรรมดี ของซาบาก. แต่สำหรับเวลานี้เล่า เราจะไปค้นหาเมืองซาบากเช่นว่านี้กันที่ไหน. เราได้แต่ ภาวนาว่าขอให้เกิดมี เมืองทอง เมืองพุทธ ชะนิดที่จริงสมชื่อขึ้นมาโดยเร็วเถิดเจ้าประคุณ. ผู้ที่อยากทราบเรื่องอาหรับเขียนไว้มากกว่านี้ ก็หาอ่านเอาเองจากหนังสือสุวรรณ ทวีปของมชุมทาร และวาระสารอื่น ๆ เองเกิด เรื่องยังมีอีกมากมายนัก. ฉ. ว่าด้วยเมืองครหิ. ในหนังสือ จู-ฝาน-จี ของจีนเจา-จุ-เกราะ ที่ออกชื่อเมืองต่าง ๆ ที่ขึ้นแก่ อาณาจักรซัมฮุดซี หรือชาวกะนั้น ได้ออกชื่อเมือง เกีย-โล-หิไว้เมืองหนึ่งด้วย. ชื่อนี้ ยุตติกันว่า ตรงกับคำว่าครหิ ที่ในจารึกที่ฐานพระพุทธรูปนาคปรกสำริดองค์ใหญ่ที่เอาไป จากไชยา. ( ดูภาพที่ ๑๕ ซ้ายมือ ). พระพุทธรูปองค์นี้ ส่งเข้ามากรุงเทพตั้งแสดงไว้ในวัด เบ็ญจมบพิตร เคยหายไปอยู่ร้านค้าของเก่าเวิ้งนครเกษม และโชคดีที่ทางการเอาคืน มาได้ เดี๋ยวนี้รักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ. เมื่อเดิมที่เดียวที่ไชยานั้น ปรากฏว่า จมอยู่ในท้องนา ใกล้ๆ กับวัดเวียง อันเป็นที่แห่งเดียวกับที่พบพระพิมพ์สำริดอีกองค์หนึ่ง ( ภาพที่ ๑๕ รูปขวามือ ). แล้วถูกยกไปไว้ที่ศาลาวัดเวียงเป็นพระประจำศาลา จนกระทั่ง ถูกส่งมากรุงเทพ. ที่ฐานพระพุทธรูปองค์นี้ มีอักษรจารึก ( ดังในภาพที่ ๔๘ ภาพบน ) เป็นภาษาเขมร อักษรก็คล้าย ๆ กับที่จารึกในหลักที่ ๒๔ อันว่าด้วยเรื่องเมืองตามพรลิงค์ ( ดูภาพที่ ๔๖ ) ต่างกันแต่ว่าไม้มลาย เขียนเป็นรูปสระ ( = ). ตัวอย่างคำอ่านบันทัด แรก ๆ มีว่า "๑๑๐๕ ศกโถะนกฺษฺตฺร ด ตบะสกฺติ กมฺรเดงอญฺ มหาราช ศุรีมตไตรฺ โลกุยราช เมาลิภูษนพรฺมมเทว ปิ เกต ฯ ล ฯ" คำแปลที่แปลโดยศาสตราจารย์เซเดสุ

น.136 ๗๔ มีว่า "ศักราช ๑๑๐๕ เถาะนักษัตร มีพระราชโองการ กัมรเดงอัญ มหาราช ศรีมัตไตรโลกยราช เมาลิภูษนวรรมเทวะ ขึ้น ๓ ค่ำเชฏฐมาส ( เดือน ๗ ) วันพุทธ ให้มหาเสนาบดี คลาไน ผู้รักษาเมืองครหิ อาราธนา มฺรเต็ง ศรีญาโณ ให้ทำ ปฏิมากรนี้ สำริดมีน้ำหนัก ๑ ภาระ ๒ ตูละ ทองคำมีราคา ๑๐ ตำลึง สถาปนาให้ มหาชนทั้งปวงผู้มีศรัทธา อนุโมทนาและบูชานมัสการอยู่ที่นี่ เพื่อจะได้ถึงสรร- เพ็ชญาณ." พระพุทธรูปองค์หนึ่ง งดงามมาก ขนาดสูงทั้งหมดตามที่เห็นในภาพนั้น เสมอ ศีรษะคน. ทำเป็นปางมารวิชัย อยู่ใต้นาคปรก ผิดจากหลังเกณฑ์ที่ยึดถือกันว่า พระนาค- ปรกเป็นปางสมาธิทั้งนั้น จนทำให้ศาสตราจารย์เซเดสฺคิดว่า องค์พระนั้น หล่อมาวางที หลัง. ( องค์พระไม่ได้ติดกับนาค แต่ยกขึ้นได้ ). มีการถกเถียงกันเป็นการใหญ่ เกี่ยวกับ แบบสมัย และที่มาของพระองค์นี้ ตลอด ถึงเรื่องเมืองครหิ ที่ปรากฏอยู่ในศิลาจารึก นั้นด้วย. องค์พระพุทธรูปนั้น ถือกันว่าเป็นสมัยศรีวิชัยตอนปลาย แต่ ดร. เลอเม ๑ ยืนยัน ว่าพระพุทธรูปองค์นี้ เป็นแบบหีนยานคือเถรวาท. ถ้าเป็นของสมัยศรีวิชัย ก็ต้องเป็นแบบ มหายาน. ดร. เลอเมว่า นาคนั้นเป็นศิลปกรรมแบบเขมรแท้ แต่องค์พระนั้นไม่มีเค้า ศิลปกรรมเขมรเลย. จารึกก็เป็นแบบเขมรแท้ ภาษาที่ใช้ก็อย่างเดียวกับที่ใช้ในจารึกเขมร โบราณ แต่ตัวอักษรต่างกันเหลือเกิน ดูเกือบคล้ายกับอักษรในจารึกกาวีที่ชะวา. ศาสตราจารย์เซเดสฺว่าชื่อพระราชาดังที่กล่าวในจารึกนี้ ไม่มีในรายชื่อราชาเขมร แต่พ้องกับรายชื่อราชาศรีวิชัย ฉะนั้นยกให้เป็นจารึกของพระราชาที่เกาะสุมาตรา ที่สั่งขึ้น มาให้อำมาตย์คลาไนผู้ครองเมืองครหิจัดการหล่อขึ้น. เมื่อมีปัญหาว่าทำไมใช้ภาษาเขมร ในจารึกเซเดสฺอธิบายว่าอิทธิพลเขมรมีอยู่ที่เมืองครหิ คือ ไชยานั้น. ข้อนี้ถ้าครหิอยู่ใต้ อำนาจเขมรแล้ว ทางเกาะสุมาตราจะปกครองครหิได้โดยวิธีใด. อนึ่งประวัติศาสตร์ที่รับ รองกันในวงกองโบราณคดีของไทย ก็ถือว่า อิทธิพลเขมรนั้น มีลงไปเพียงแค่เพ็ชรบุรี เท่านั้น ๑ แล้วเมืองครหิ ( หรือไชยาตามที่เซเดสฺว่า ) จะอยู่ในอิทธิพลเขมร จนถึงกับต้อง ๑. ดูเรื่อง " พระมหาธาตุเมืองไชยาเก่า " ของหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ หน้า ๒๐.

น.137 ๗๕ จารึกเป็นภาษาเขมรได้อย่างไรกัน. ทั้งตัวอักษรเล่า ก็ไม่ใช่อักษรเขมร. พระพุทธรูปองค์นี้ ปรากฏชัดอยู่แล้วว่าสร้างใน พ. ศ. ๑๗๒๖ ซึ่งตรงกับมหาศักราช ๑๑๐๕, เป็นปลายสมัยศรีวิชัยหรือจวนหมดศรีวิชัยแล้วก็ว่าได้. ข้าพเจ้าเห็นว่าถ้ารอบ อ่าวบ้านดอน ในสมัยที่สิ้นพวกศรีวิชัยหรือไศเลนทรแล้ว เป็นเมืองครหิจริง แต่คนยังรู้ อักษรสันกฤตอยู่ ทางเขมรมีอิทธิพลเหนือ จนถึงกับสั่งงานอะไรได้เช่นให้จารึกด้วยอักษร ที่คนอ่านออกคือแบบอักษรอินเดียที่ใช้อยู่ทางชะวาอย่างที่เลอเมว่า แต่เป็นภาษาเขมรเช่น นี้แล้ว ก็แปลว่าอำนาจนั้นมาจากเขมร หาใช่มาจากทางเกาะสุมาตราอย่างที่เซเดสฺว่านั้น ไม่เลย. ถ้ามาจากทางสุมาตราจริง จะต้องใช้ภาษาเขมรทำไม เพราะอิทธิพลของเขมร ต้องครอบงำดินแดนนี้ที่หลังศรีวิชัย. แล้วใครในสมัยที่ศรีวิชัยยังมีอำนาจอยู่ จะไปใช้ภาษา เขมรได้ หรือรู้ภาษาเขมรกันเล่า. และข้อที่ว่าเขมรมีอิทธิพลเพียงแค่เพ็ชรบุรีนั้นก็เหมือน กัน ดูยังขัดขวางกันอยู่. ทีนี้เรามาพิจารณากันดูอีกทางหนึ่ง. ตามที่ ดร. เลอเม ว่านั้น พระพุทธรูปเป็นแบบ ที่มีเค้าทวาราวดีเจืออยู่, ส่วนฐานนาคปรกนั้นเป็นแบบเขมรแท้. ท่านผู้นี้ไม่ลงความเห็น ตาม ศาสตราจารย์เซเดสฺที่ว่า คงจะเป็นของทำคนละคราวคือพระพุทธรูปทำทีหลัง, แต่ ลงความเห็นว่าทำคราวเดียวกัน, เป็นแต่เผอิน ศิลปินที่เป็นคนทำองค์พระมีหัวที่รักศิล ปกรรมแบบทวาราวดีอยู่มาก เลยทำองค์พระมีเค้าทวาราวดีไปบ้าง. ส่วนนายช่างลูกมือ ( ไม่ถึงชั้นศิลปิน ) ที่ให้ทำฐานนาคนั้น เป็นเขมรที่ทำด้วยใจของแบบเขมรแท้ ทำฐาน เป็นแบบเขมรบริสุทธิ์ดังนี้แล้ว ข้าพเจ้าอยากจะคิดไปอีกทางหนึ่งว่า ทั้งหมดนั้นต้องทำกัน แถวเขมรภาคใต้สุด หรือทางปลายแหลมญวนทางใต้เขมร และมีเมืองครหิอยู่ที่นั่น. เพราะตามบันทึกจีนนั้น ปรากฏว่า ครหิอยู่ใต้กัมโพชา ลงไป. การที่จะนับอาณาจักร เขมรที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาแล้วเอารอบอ่าวบ้านดอนเป็นแดนใต้กัมพูชา ตามที่ศาสตราจารย์ เซเดสฺกล่าวนั้น ก็ดูแปลกอยู่ไม่น้อย. และยังแปลกที่ว่าคำสั่งหล่อพระนั้นมาจากสุมาตรา ด้วยทั้งที่กล่าวว่า ภาษาที่ใช้นั้นเป็นภาษาเขมร. ถ้าคำสั่งมาจากสุมาตราจริง เมืองครหิ ต้องตั้งอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งอิทธิพลครอบงำมากถึงขนาดพลเมืองรู้ภาษาเขมรกันทั่วถึง

น.138 ๗๖ จนต้องให้จารึกด้วยภาษานั้น. หาใช่อยู่ที่รอบอ่าวบ้านดอนไม่. ดร. เลอเมคล้ายกับจะมีทางออกอีกทางหนึ่ง คือกล่าวว่า เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า เชื้อสายกระษัตริย์อินเดียขึ้นมาจากทางใต้ ขึ้นมายึดลพบุรีได้ ในราวสมัย พ.ศ. ๑๕๐๐ และโอรสของท่านผู้นี้ เลยไปยึดนครวัดและครอบครองเขมรทั้งหมด ชื่อว่าสูรยะวรมันที่ ๑. ก็กระษัตริย์ที่ขึ้นมาจากทางใต้ และมีบทบาทเข้มแข็งเช่นนี้ในสมัยนั้น ก็คงไม่มีใครที่ไหน อื่น นอกจากพวกศรีวิชัยหรือไศเลนทรอีกนั่นเอง. แม้จะไปครองเขมรแล้ว แต่ยังถือตัว เป็นไศเลนทรว่า เคยมีอำนาจเหนืออ่าวบ้านดอนในสมัย พ. ศ. ๑๗๐๐ ก็คงจะอ้างอำนาจนั้น สั่งหล่อพระที่เมืองครหิได้ และให้จารึกเขมร โดยไม่ต้องคำนึงว่าใครจะรู้เรื่องหรือไม่ ก็ เพราะจะแสดงอำนาจนั่นเอง. ถ้าเป็นอย่างนี้จริง คำสั่งนั้นก็ต้องมาจากทางเขมรโดยตรง หาใช่มาจากสุมาตราดังที่เซเดสกล่าวนั้นไม่. ถ้าผิดจากนี้แล้ว เมืองครหิก็ต้องอยู่ที่อื่นอีก หาใช่อยู่ที่ไชยาไม่. ก็พระพุทธรูปองค์หนึ่งนั้น อาจเคลื่อนที่ได้โดยวิธีใดก็ได้. ครหิอยู่ใน ถิ่นเขมรที่รู้ภาษาเขมร แล้วอุตริใช้อักษรแบบทางใต้ที่เพิ่งได้รับ "โดยที่พวกไศเลนทร์ทาง ใต้ขึ้นไปครองเขมรในคราวนี้เอง ดอกกระมัง. สรุปความว่า ในสมัย พ.ศ. ๑๗๐๐, นั้น ไชยาหมดความเป็นศูนย์กลาง อำนาจของราชวงศ์ไศเลนทรหรือศรีวิชัยแน่ ๆ โดยจะย้ายไปอยู่ที่นครศรีธรรมราช หรือที่ไหนก็ตาม. เมืองไชยาในเวลานี้ (พ.ศ. ๑๗๐๐ ไปแล้ว) อาจตกอยู่ใน ครอบครองของตามพรลิงค์คือ นครศรีธรรมราช ซึ่งพวกไศเลนทรยังครอบครอง อยู่หรือจะโดยวงศ์อื่นที่มิใช่ไศเลนทรก็ตาม แต่ตามพรลิงค์ยังคงเป็นอาณาจักร อย่างอินเดีย ดังที่ปรากฏอยู่ในข้อความเรื่องพระเจ้าจันทรภาณุรบกับลังกาในสมัย ใกล้ ๆ กันนี้. และรวมทั้งพระราชาที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ ๒๔ ( ภาพที่ ๔๖) อันว่าด้วยเมืองตามพรลิงค์นั้นด้วย. เมืองครหิอาจอยู่แถวใต้เขมรลงมาทางแหลม ญวน หรือมิฉะนั้น ก็แถวคอคอดกระมากกว่า. จดหมายเหตุจีน ก่อนเจา-จู-เกวาะ ขึ้นไป ไม่มีเอ่ยถึงเมืองครหิเลย. จารึก พ.ศ. ๑๗๗๓ บอกอยู่ชัด ๆ ว่า พระเจ้าจัน

น.139 ๗๗ ทรภาณุยังมีอำนาจอยู่เหนือดินแดนรอบอ่าวบ้านดอน แล้วอิทธิพลเขมรจะแซกแซง เข้ามาที่รอบอ่าวบ้านดอน ในสมัยที่หล่อพระนาคปรกองค์นั้นเมื่อ พ.ศ. ๑๗๒๖ อย่างไรได้. ฉะนั้น พระพุทธรูปองค์นี้ต้องเป็นของที่พระเจ้าจันทรภาณุหรือใคร ๆ ที่ รอบอ่าวบ้านดอน ไปรบและยึดเอามาจากเมืองครหิ ที่ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่า อยู่ ทางใต้เขมรลงมาทางแหลมญวน หรือทางคอคอดกระหรือที่ใดที่หนึ่งซึ่งยังค้นไม่พบ มากกว่าที่จะกล่าวว่าคำสั่งนั้นมาจากสุมาตรา. ช. ว่าด้วยพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ท่านผู้อ่าน จงดูรูปภาพที่ ๒๕ ถึงภาพที่ ๒๙ เสียให้เต็มตาอีกครั้งหนึ่ง แล้วเรา จะได้พิจารณากันถึงเรื่องนี้. รูปปฏิมาเหล่านี้ เป็นของพุทธศาสนาอย่างมหายาน. ดินแดนรอบอ่าวบ้านดอน ในสมัยศรีวิชัยนี้ ถือพุทธศาสนาอย่างมหายาน ทั้งที่เคยถือหินยานมากก่อนแล้ว. ฉะนั้น จะได้พิจารณากันถึงเรื่องพุทธศาสนาอย่างมหายานนี้เสียสักเล็กน้อย. กำเนิดพุทธศาสนาอย่างมหายานนี้ เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ในอินเดีย มิใช่เพิ่งมาเกิดที่ ไชยา. เหตุการที่จะต้องเกิดขึ้นนั้น ยืดยาวมาก แต่อาจสรุปได้สั้น ๆ ก็คือว่า ทางพุทธ ศาสนาอย่างเก่า เห็นว่าคนโง่มีมากกว่าคนฉลาด ตั้ง ๙๙ เปอร์เซ็นต์. ปรมัตถธรรมที่ ลึกซึ้ง หรือพุทธศาสนาชะนิดที่ช่วยตัวเองล้วน กระทั่งถึงถอนตัวตนออกเสียให้หมดนั้น เป็นไปไม่ได้ในหมู่คนโง่. จะอาศัยแต่คนฉลาด ซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่คนนั้น ต่อไปข้างหน้า. พุทธศาสนาคงไปไม่รอดแน่ จึงได้หาทางขยับขยาย. เหตุนั้นเอง จึงมีพุทธบริษัทพวกหนึ่ง มีความกล้าหาญพอที่จะประดิษฐ์ลัทธิใหม่ ที่จะหน่วงเหนี่ยวเอาบริมาณมากนั้นไว้ให้ได้ คือบัญญัติหลักพระพุทธศาสนาในรูปปุคคลาธิษฐานขึ้นใหม่ ให้เข้ากันได้กับพื้นอุปนิสัยของ ประชาชนส่วนใหญ่. คือบัญญัติให้พระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ๆ มีโพธิสัตว์องค์หนึ่งเป็นของ ประจำพระองค์ มีหน้าที่รักษาพระศาสนาให้ยืดยาวถาวร มีฤทธิ์อานุภาพของพระพุทธเจ้า ทุก ๆ อย่างอยู่ในพระโพธิสัตว์นั้น มีอำนาจเหนือสิ่งใด ๆ ในโลกกระทั่งเหนือพระเจ้าที่

น.140 ๗๘ สร้างโลกหรือควบคุมโลก แต่ก็ยังเป็น " ทาษ" ของพระพุทธเจ้า. รูปโพธิสัตว์ ทุกรูป จึงมีรูปพระพุทธเจ้าอยู่ที่หน้ามงกฎเหนือหน้าผากขึ้นไปเล็กน้อยองค์หนึ่งเป็นอย่างน้อย. ๑ ถ้า เป็นรูปโพธิสัตว์ขนาดใหญ่ เขาทำให้มีพระพุทธเจ้าอยู่บนพระเศียรนั้นหลาย ๆ องค์ บน บ่าบ้าง ชูไว้ในพระหัตถ์ของพระโพธิสัตว์ ( ดังในภาพที่ ๒๘ ภาพกลาง ) บ้าง. รวมความ ว่ามีพระพุทธรูปเป็นเครื่องหมาย ในฐานะเป็นเจ้านายเสมอ. คนที่จะไหว้รูปพระโพธิสัตว์ ก็ไม่นึกรังเกียจอะไร เพราะมีพระพุทธรูปรวมเป็นประธานอยู่ในรูปพระโพธิสัตว์นั้นแล้วด้วย คนต้องการบลบาลอะไร ตามประสาของผู้ที่อยากจะพึ่งคนอื่น ก็บลบาลเอาได้จากพระ- โพธิสัตว์นั้น ซึ่งมีฤทธิ์อำนาจมากกว่าพระอีศวรของฝ่ายพราหมณ์เสียอีก จะต้องไปง้อ พระอีศวรของฝ่ายพราหมณ์ทำไมกัน. ไหว้หรือบลบาลพระโพธิสัตว์นี้เพียงองค์เดียว ก็ เป็นไหว้และบลบาลพระเจ้าถึงสององค์พร้อมกันไป คือ พระพุทธเจ้าพระโพธิสัตว์ที่เก่ง กว่าพระอีศวร. สำหรับพระโพธิสัตว์ประจำพุทธศาสนาอย่างที่เรากำลังถือกันนี้ เขาบัญญัติ นามว่า " พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์". ท่านจงพิจารณาดูภาพพระอวโลกิเตศวร ภาพที่ ๒๕ ดูอีกครั้งหนึ่ง ท่านจะเห็นความ งามตามศิลปกรรมแบบปาละ. นั่นไม่ใช่เพียงเท่านั้น. ความมุ่งหมายของการทำรูปอวโลกิ- เตศวรนั้น เขามุ่งหมายจะให้เป็น " การแสดงธรรม" ไปในตัวรูปนั้นเองด้วย. ในเค้า หน้าของรูปปฏิมานั้น ต้องมีธรรม ๓ ประการเห็นอยู่ชัด คือความเมตตา ความสุข ความฉลาด กลมกลืนเป็นอันเดียวกันอยู่. ใครอ่านหน้าพระอวโลกิเตศวรออก คนนั้นเห็น ธรรม คือเมตตา ปัญญา และศานติ เป็นอย่างน้อย, หมายความว่า ของสามอย่างนั้นเกิด มีขึ้นในใจผู้นั้นแล้วไม่มากก็น้อย. ในขณะที่ทางฝ่ายพราหมณ์ เขาทำสร้อยสังวาลของ พระอิศวรของเขาเป็นงูร้าย รูปพระอวโลกิเตศวรฝ่ายพุทธศาสนากลับทำสร้อยสังวาลเป็น รูปเนื้อทรายชะนิดหนึ่ง ( antelope ) ซึ่งท่านจะสังเกตเห็นได้จากเส้นสังวาลในรูปอวโลกิ- เตศวรนั่นเอง. ทั้งนี้ เขามุ่งหมายให้เป็นของแทนความอ่อนโยน มิใช่สักว่าเป็นเครื่อง ประดับอย่างเดียว. เหนื่อยหรือโกรธใครมา มองดูหน้าพระอวโลกิเตศวรที่เดียวหาย ๑. คนแก่ ๆ เล่ากันต่อ ๆ มาว่า เป็นพระพุทธเจ้าปางเล่นซ่องหากันกับพระอีศวร. ที่พระพุทธเจ้าซ่อน ท่านซ่อน ที่เหนือหน้าผากพระอีศวร ทำให้พระอีศวรหาท่านไม่พบ. ขำดี.

น.141 ๗๙ ความเมตตา ความฉลาดและศานติเกิดขึ้นพอดับสิ่งร้อนนั้นเสียได้. ผู้ที่เพ่งรูปอวโลกิ- เตศวรเป็นอารมณ์ ก็ได้สมาธิที่จะนำไปในทางสูง. ทั้งหมดนี้แล คือความมุ่งหมายของ การทำรูปอวโลกิเตศวร ของพุทธศาสนานิกายนี้ ซึ่งแก้ไขขึ้นให้เหมาะสมแก่กาลเวลา ที่จะต้องรบสู้ระหว่างศาสนาด้วยกัน และนำไปใช้แก่ประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่มีภูมิธรรม อะไรสูงไปกว่าธรรมของปุถุชน และมิหนำซ้ำเคยชินแต่การพึ่งพาผู้อื่นมาแต่กำเนิดเสีย แล้ว. ด้วยเหตุนี้แหละ พุทธศาสนาอย่างใหม่นี้ จึงเป็นที่นับถือของชาวอินเดียส่วนหนึ่ง ซึ่งในหมู่นั้นมีพวกอินเดียที่เข้ามายังรอบอ่าวบ้านดอนในสมัยศรีวิชัยนั้นรวมอยู่ด้วย. พระ- เจ้าแผ่นดินย่อมแสวงหานายช่างชั้นยอดเยี่ยม ทำรูปอวโลกิเตศวรใหญ่ ๆ ด้วยสำริด เพราะ ดีบุกมีมากในแหลมมลายู ขึ้นเป็นที่สักการะบูชาประจำตามแท่นบูชาต่าง ๆ กระทั่งราษฎร ต่างก็มีองค์เล็ก ๆ ของตัว ประจำหิ้งบูชาประจำบ้านของตน. องค์เดียวได้ทั้งพระพุทธเจ้า และพระอีศวรในตัวเสร็จ. ไหว้ก็ได้ บลขออะไรก็ได้ เหตุนี้จึงแพร่หลาย. ถ้าคน ๆ ใด มีธรรมะสูง ก็ไหว้อวโลกิเตศวรสูงขึ้นไปถึงธรรมะ คือเมตตาคุณ ปัญญาคุณ สันติคุณ ที่แสดงอยู่ที่ใบหน้าของรูปปฏิมานั้น. จนกระทั่งเลื่อนขึ้นไปถึงธรรมะชั้นสูง คือไม่ทุกข์ร้อน เหมือนรูปปฏิมานั้นได้จริง ๆ. ฉะนี้แหละ รูปอวโลกิเตศวร ในภาพที่ ๒๕ ซึ่งมีรูปจำลอง ส่งไปแทบทั่วโลก ก็ได้รับความนิยมในศิลปกรรมแบบนี้ทุกแห่งที่ไป และยังไม่เคยปรากฏ ว่า รูปอวโลกิเตศวรสำริดรูปใดในโลก ที่สวยเกินรูปนี้. ในชะวามีแต่ที่ทำด้วยศิลา แต่ ก็ไม่ขึ้นหน้าไปได้ในแง่ศิลปะ ทั้งจะเป็นแบบที่ห่างแบบอินเดียมากออกไปเสียอีก. ท่านจง สังเกตดูแบบปฏิมากรรม ที่ถือกันว่าเป็นแบบชะวา ( ดังในภาพที่ ๓๐ ) ดูบ้าง ก็จะรู้สึก ได้ว่าลึกซึ้งแตกต่างกว่ากันอย่างไร. อวโลกิเตศวร ในภาพที่ ๒๕ และ ๒๖ นั้น พบที่สนามหญ้าตรงหน้าบริเวณกำแพง พระบรมธาตุออกไป. สมเด็จกรมพระยาดำรงเสด็จมาพบด้วยพระองค์เอง. ผู้ที่เคยเป็น เจ้าหน้าที่โดยตรงในเวลานั้น เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ท่านทอดพระเนตรเห็นตั้งแต่บนหลังช้าง ช้างยังไม่ทันจะซุดตัวลงอย่างเรียบร้อย ท่านรีบลงมาอย่างกะว่าหล่นลงมา ตรงไปอุ้มรูปนี้ ขึ้นด้วยพระองค์เอง. นี่แสดงว่าท่านเป็นนักศิลปกรรมและนักโบราณคดีเพียงใด. เขายัง

น.142 ๘๐ เล่าให้ข้าพเจ้าฟังต่อไปอีก ซึ่งทีแรกข้าพเจ้าก็ลังเลว่าจะนำมาเล่าใส่ไว้ในที่นี้ดีหรือไม่ เพราะเรื่องออกจะผิดธรรมดาไม่น่าเชื่อ, แต่เมื่อคิดว่าคนที่เล่าอาจจะตายไปเสีย และเรื่องก็จะไม่ได้มีใครเคยฟัง ก็เลยเล่าฝากไว้ในที่นี้เสียด้วย. เรื่องต่อไปนั้นมีว่า เมื่อพาเข้าไปกรุงเทพแล้ว ถึงวันที่สมเด็จกรมพระยาดำรงจะต้องเข้าประชุมเสนาบดีตามปกติ ซึ่งมีพระ- บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ทรงเป็นประธานในที่ประชุม สมเด็จกรมพระยาแกล้งเสด็จสายไม่น้อยกว่า ๓๐ นาฑี ถึงกับสมเด็จระเจ้าอยู่หัวบ่นไม่พอพระทัยและกระสับกระส่าย, และทรงบ่นว่าไม่เคยพลาดเวลามาสายเลย. ครั้นสมเด็จกรมพระยาไปถึง มีมหาดเล็กอุ้มอวโลกิเตศวรสำริดองค์ใหญ่นี้ตามไปด้วย. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจ้องอย่าง ตื่นเต้น และตรัสด้วยความตื่นเต้นว่า "อะไรของเธอ ๆ ดำรง" ( ถ้อยคำสำนวนนี้ข้าพเจ้าพยายามเล่าไว้ในที่นี้ ตามที่ข้าพเจ้าได้ฟังเล่ามาจริง ๆ ทั้งที่ข้าพเจ้าก็ไม่เคยนึกเลยว่าจะเป็นไปได้ ). และผู้เล่ายังได้เล่าประหลาดยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก คือว่าวันนั้นเลยไม่ต้องประชุมข้อราชการ กลายเป็นเรื่องชม และวิพากย์วิจารณ์รูปปฏิมาอวโลกิเตศวรสำริดองค์นี้กันเสียจนหมดเวลา. ( เรื่องนี้ตามที่เล่ามาจะเป็นความจริงตามที่เขาเล่าให้ข้าพเจ้าฟังเพียงไรนั้น เจ้านายที่ได้ทรงร่วมประชุมกันในสมัยนั้นคงทรงทราบอยู่ดีแล้ว. ข้าพเจ้าเล่าไว้ในที่นี้สำหรับท่านจะได้สอบดู ว่าเรื่องราวที่ราษฎรของท่านเล่ากันนั้นมันตรงตามความจริงอย่างไรเพียงไหน ). ถ้าจริงตามนี้ ก็เห็นความเป็นนักศิลปกรรมของท่านเหล่านั้น และอิทธิพล ของศิลปกรรมที่ถึงมาตราฐาน ว่ายึดเหนี่ยวน้ำใจมนุษย์ได้เพียงไรด้วย. ( ยังมีเรื่องในตอนที่สี่นี้ อันว่าด้วยองค์พระบรมธาตุ, วัดแก้ว วัดหลง วัดเวียง ว่าด้วยศาสนาพราหมณ์, ว่าด้วยถ้วยสมัยสุง, และตอนที่ห้าอันว่าด้วยดินแดนรอบอ่าวบ้านดอนในสมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี และกรุงเทพ ดังที่ภาพนั้น ๆ สำหรับประกอบเรื่องได้พิมพ์ใส่ไว้แล้ว, แต่เวลาและทุนสำหรับพิมพ์เนื้อหนังสือหมดเสียก่อน จึงจำเป็นต้องยุคิไว้แต่เพียงนี้. เมื่อมีโอกาสคราวหลังก็จะได้เล่าสู่กันฟังต่อไป.) 1. พ. มหามกุฎ หน้าวัดบวรนิเวศวิหาร พระนคร นายพินิจ อู่สำราญ ผู้พิมพ์ โฆษณา ๒๔๙๓

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต