น.10 ตลิ่งไหล พุทธทาสภิกขุ อาตมาอยู่ในสภาพที่ไม่มีแรงจะพูดกับท่านทั้งหลาย หมอ ก็ห้ามว่าไม่ควรพูดแล้ว ความดันของโลหิตเกือบจะไม่มี แต่เป็น อย่างนั้นก็ยังจะต้องมาพูดตามธรรมเนียม เพราะว่าท่านทั้ง หลายอุตส่าห์มาด้วยความหวังว่าคงจะได้พูดจากันนิดหน่อยสัก ๒-๓ คำ แล้วก็คิดเผื่อไว้ด้วยว่าถ้ามันต้องตายลงเวลานี้ก็เป็น ได้เหมือนกัน เพราะว่ามันไม่มีแรงจะพูดแล้ว แล้วเรื่องที่จะ พูดก็เป็นเรื่องที่สำคัญ สำคัญที่สุดของทุก ๆ เรื่อง ยังมีข่าวว่ายังจะให้เป็นการพูดเหมือนกับพูดกับชาว ต่างประเทศ ที่อยู่ที่ต่างประเทศ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ออกจะมากไป แล้วเรื่องที่อาตมาจะพูดนั้นมันก็มีความหมายพอ ๆ กัน แล้ว ธรรมบรรยาย เนื่องในวันเลิกอายุ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๓๕
น.11 ๒ เรื่องที่จะพูดก็คือเรื่องสำคัญที่สุด แล้วก็จะพูดว่า มันไม่รู้เรื่อง ความถูกต้อง มันไม่รู้อะไรเป็นความถูกต้อง เพราะฉะนั้นขอให้ กำหนดไว้เถอะว่า เราพูดว่าอย่างไร เราพูดว่าพวกโง่ที่สุด ไม่รู้จักความถูกต้องของความถูกต้อง แล้วก็ยังจะต้องพูดไปถึง ว่า พวกชนชาติที่เขาอ้างว่าเจริญแล้ว เช่นพวกฝรั่งมังค่า ทั้งหลาย ที่เขาก็มีความเกี่ยวข้องเนื่องไปถึงกันด้วย มันจะมี สันติภาพกันได้อย่างไร เพราะว่ามันไม่รู้แม้แต่เรื่องความ ถูกต้อง คนทั้งโลกจะมีสันติภาพกันได้อย่างไร เพราะมันไม่ รู้เรื่องความถูกต้อง เพราะฉะนั้นขอให้ทุกคนกำหนดหัวข้อ ที่จะพูดนี้ไว้ให้ดีที่สุดเถอะว่าเราจะพูดกันเรื่อง ความถูกต้อง ความถูกต้องเป็นคำสรุปย่อที่สำคัญที่สุด ความถูกต้องเป็นคำที่สรุปย่อที่สำคัญที่สุดของ พระพุทธเจ้า ไอ้คนชาติโง่มันก็ไม่รู้ว่าคือคำว่าอะไร ก็คือคำว่า ความถูกต้อง ความถูกต้อง สัมมัตตะ หรือสัมมัตตตาก็แล้วแต่ จะเรียก สัมมัตตะแปลว่า ความถูกต้อง สัมมัตตาก็ความถูกต้อง สัมมัตตตาก็ความถูกต้อง คิดดูเถอะว่ามันจะรู้จักความถูกต้อง กันได้หรือยัง อย่างไร เมื่อไม่ถูกต้องมันก็ไม่มีสันติภาพ สังขารปรุงอยู่ตลอดเวลา เราจะพูดให้มันลึกซึ้งสักหน่อยว่า ตลิ่งมันไหลไป น้ำ มันหยุด คนชาติโง่มันฟังไม่ถูก ฟังไม่ถูกแล้วมันจะมีสันติภาพ ได้อย่างไร เมื่อฟังคำเหล่านี้ก็ไม่ถูกว่า ตลิ่งมันไหล น้ำมัน หยุด ไอ้คนชาติโง่มันฟังไม่ถูก ทำให้ต้องขอย้ำคำนี้ให้มากหน่อย
น.12 ไม่รู้ เพราะมันไม่มีวิปัสสนา ไม่มีดวงตาเห็นแจ้งด้วย วิปัสสนาว่า ตลิ่งมันไหล คือว่าสังขาร สังขาระ สังขาร มันปรุงเรื่อย มันไม่เป็นวิสังขาร คือมันไม่หยุดปรุง เพราะ มันมีการปรุงเรื่อย มันจึงมีการไหลเรื่อย มันปรุงเป็นนั่น ปรุงเป็นนี่ ไม่มีการหยุด โลกก็มีการปรุงตลอดเวลา เอาถึงโลกเวลานี้กันดีกว่า โลกเวลานี้มันปรุงเรื่อย ปรุงเป็นสสาร ปรุงเป็นพลังงาน สลับกันอยู่เรื่อย มันปรุงเรื่อย มันปรุงเป็นบวก เป็นลบ เป็น positive เป็น negative อยู่ เรื่อย มันยังปรุงเป็น supply เป็น demand เป็นอุปสงค์ เป็น อุปทานกันอยู่เรื่อย ทุกชีวิต ทุกวิญญาณมันเดือดพล่าน อยู่ด้วยอุปสงค์ คือมันจะเอาอย่างนั้นจะเอาอย่างนี้ มันเดือด พล่านอยู่ด้วยอุปสงค์ คือ demand แล้วมันก็จัดการกันเรื่อย ด้วย supply คือสนองความประสงค์กันอยู่เรื่อย มันมีอุปสงค์ คือ demand แล้วก็มีอุปทาน คือ supply กันอยู่เรื่อย ทั้งโลก กี่โลก กี่จักรวาล มันก็ยังมีแต่เรื่องนี้ มันมีความต้องการ และมีการสนองความต้องการกันอยู่เรื่อย เดือดพล่าน อยู่ด้วย supply และ demand แล้วมันจะมีสันติภาพได้อย่างไร เมื่อมีสังขารก็มีการปรุง สังขารมันมีการปรุงแต่งผลักดันอยู่เรื่อย มันจึง มีการปั่นป่วนอยู่เรื่อย มันจึงเปรียบเหมือนกับว่าตลิ่งมันไหล อยู่เรื่อย ถ้ามันเป็นน้ำ เป็นน้ำใสด้วยวิปัสสนา น้ำใสของ
น.13 ๔ วิปัสสนามันไม่ไหล มันหยุดมันสงบ นี่จงดูให้เห็นเถอะ ว่า ถ้ามันมีสังขารอยู่แล้วมันจะไหลอยู่เรื่อยไป ซึ่งพวก ฝรั่งเขารู้ดีไม่ต้องพูดกัน มันมี energy แล้วมันก็มี material ซึ่งคอยผลัดกันปรุงแต่งอยู่เรื่อย แล้วก็มีความเป็นบวก มีความ เป็นลบ positive negative สลับซับซ้อนกันอยู่เรื่อย อยากจะพูดไปถึงว่า มันมีบุญมีบาปสลับกันอยู่เรื่อย เป็นตลิ่งที่มันปั่นป่วนอยู่เสมอ เพราะว่าตลิ่งมันไหล ก้อนหินก้อนดินก้อนอะไรต่าง ๆ มันไหลไป โดยตัวตลิ่งมัน ไม่ได้หยุดสงบด้วยวิปัสสนาอันใสแจ๋ว ไม่ปรุงแต่งอะไร นี่ เรียกว่าตลิ่งมันไหลน้ำมันหยุด น้ำที่ไม่มีถูกปรุงแต่งมันก็ไม่ มีการไหล คนโง่มันฟังเรื่องนี้คำนี้ไม่ถูกว่า ตลิ่งมันไหล แต่ น้ำมันหยุด สังขารหยุดปรุงได้ด้วยวิปัสสนา ช่วยกำหนดไว้ด้วยว่าอาตมาพูดคำนี้กับคุณกี่คำแล้ว ไอ้คน ชาติโง่ขอพูดจนหมดลมหายใจก็ได้ นี่มันโง่มันฟังไม่ถูกว่า สังขาร มันปรุงเรื่อย แล้วก็ว่ามันไม่มีการหยุดปรุง เพราะมันไม่มี วิปัสสนา มันไม่เห็นแจ่มแจ้ง มันไม่หยุดปรุง แม้ทางวัตถุ มันก็ปรุงอยู่เรื่อย ทางจิตทางวิญญาณมันก็ยังปรุงอยู่ เรื่อย มันไม่มีการหยุดไหล มันไม่มีสุญญตา มันไม่มีการหยุด ไหล เวลาแต่ละเวลาแต่ละเวลามันไหลอยู่เรื่อย ไหลเข้าไหล ออกอยู่เรื่อย มันกินเข้าไปแล้วมันก็ย่อย ถึงเวลามันก็ย่อยออก มา มันกินเข้าไปตอนเช้า ตอนเย็นตอนไหนก็ได้ มันก็มีการ ไหลกลับออกมา มันไม่หยุด นาฬิกาเรือนนี้มันก็ไม่ได้หยุด
น.14 มีการกินเข้าถ่ายออก กินเข้าถ่ายออกอยู่ตลอด เวลา มันกินทางวัตถุสิ่งของ กินทางตา ทางหู ทางจมูก ทาง ลิ้น ทางกาย ทางใจ นาฬิกาเรือนไหนมันหยุดได้ เพราะมัน มีกินเข้าและถ่ายออก กินเข้าแล้วถ่ายออกอยู่ตลอดเวลา นี่เรียกว่าตลิ่งมันไหล ตลิ่งมันไหล น้ำมันหยุด คือมัน ไม่มีการปรุงแต่ง สังขารทั้งหลายปรุงแต่งอยู่เรื่อยไป เมื่อไม่ปรุงแต่ง มันก็เป็นวิสังขาร เมื่อเป็นวิสังขารเมื่อนั้นมันไม่ไหล น้ำแท้ ๆ มันหยุด ตลิ่งที่เต็มไปด้วยก้อนหินโสโครกนี้มันไหล มันไหลไป นี้คือความไม่ถูกต้อง มันมีการปรุงอยู่ตลอดเวลา เขากะแผนการกันว่าจะให้อาตมาสนทนากับพวกชาว ต่างประเทศหรือพวกฝรั่งด้วย อาตมาก็เตรียมมาพร้อมที่จะ พูดกับชาวต่างประเทศซึ่งเป็นพวกฝรั่งทั้งหมดทั้งโลกด้วยว่า มันจะมีสันติภาพได้ที่ไหน เพราะสังขารมันปรุงอยู่ตลอดเวลา มันไม่ปรุงอยู่ก็แต่วิสังขาร ความสิ้นสุดแห่งสังขารเท่านั้น แหละซึ่งมันจะไม่ไหล มันไหลอยู่ตลอดเวลา ปรุงแต่งอย่าง ชนิดที่คนโง่มันมองไม่เห็น ว่าตลิ่งมันไหลอยู่ตลอดเวลา น้ำ เท่านั้น น้ำบริสุทธิ์เท่านั้นที่มันไม่ไหล ถ้ามันมีความถูกต้อง มันก็ไม่ต้องไหล สำคัญที่สุดอยู่ที่ความถูกต้อง ถ้าไม่มี ความถูกต้องมันมีการปรุง ถ้ามีการปรุงแล้วก็มีการเคลื่อนไหว อยู่ตลอดเวลา จึงขอแนะนำเรื่องความถูกต้องนี้ไว้ว่า จะต้องมีความ ถูกต้องอย่างน้อยอยู่สัก ๔ ประการ ความถูกต้องทาง
น.15 ๖ กาย คือทางวัตถุ แล้ว ความถูกต้องทางจิต นี้คือทาง นามธรรม แล้ว ความถูกต้องทางตัวตน คือสิ่งปรุงแต่ง ยิ่งกว่าสิ่งใดตามกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา แล้วก็คือความ ว่าง ปราศจากการปรุงแต่งโดยประการทั้งปวง ช่วย จำไว้ด้วยว่า มีความถูกต้อง ๔ อย่าง ถูกต้องทางกาย ถูกต้อง ทางจิต ถูกต้องทางตัวตนปรุงแต่ง แล้วก็ถูกต้องทางว่าง ถ้ามีความถูกต้องทางกาย ทุกระบบในกายก็ถูกต้อง เดี๋ยวนี้มันก็ไม่มีความถูกต้องในทางกาย ถ้ามีความ ถูกต้องในทางกาย ร่างกาย มันก็จะถูกต้องทั้งทางกระดูก เลือดเนื้อ โลหิต ลมหายใจ ก็จะถูกต้อง ลมหายใจเข้าก็ จะถูกต้อง ลมหายใจออกก็จะถูกต้อง ลมหายใจสั้นก็จะถูกต้อง ลมหายใจยาวก็จะถูกต้อง ปราณ ปราณายามะ ตัวพลังแห่ง ลมหายใจก็ถูกต้อง มีการควบคุมอย่างถูกต้อง กายลม ก็ถูกต้อง กายเนื้อ ก็ถูกต้อง กายสังขาร คือลมหายใจก็ถูกต้อง จิตต- สังขาร สังขารทั้งหลายมันก็จะถูกต้อง การกินอาหาร มัน ก็จะต้องถูกต้อง มันต้องตั้งอยู่อย่างถูกต้องด้วยการกินอาหาร มีกายบริหารที่ถูกต้อง อยากจะขอเสนอเรื่องเรือนไฟ พระพุทธเจ้าได้บัญญัติไว้ เรื่องเรือนไฟ ให้มีการปฏิบัติในเรือนไฟให้ถูกต้อง มีโคลน มียางไม้อะไรมาผสมกันถูตัว ทำให้ร่างกายถูกต้อง ที่พวกแขก อินเดียมันใช้กันอยู่ตลอดเวลา เรียกว่า เรือนไฟ มันถูกต้อง ทางกายบริหาร มันก็มีอุณหภูมิถูกต้อง อุณหภูมิของเนื้อหนัง
น.16 ๗ ถูกต้อง เนื้อหนัง เล็บ ฟัน หนัง แม้แต่ขี้ฟันมันก็ต้องถูกต้อง มันไม่มีความผิดพลาด ทางกาย ทางกำลังกายทางร่างกาย กำลังงานล้วน ๆ ก็ถูกต้อง แม้แต่อวัยวะเพศมันก็ถูกต้อง ร่างกายมันก็ถูกต้องในการที่มันไม่ต้องมีกลิ่นบุหรี่ เป็นร่างกาย ที่ไร้บุหรี่ ทางหยูกทางยาก็ถูกต้อง ทางเครื่องใช้ไม้สอยก็ ถูกต้อง ทางสมุนไพรที่ควรจะบำรุงร่างกายกันอย่างไร มันก็ ถูกต้อง คนโง่มันมองข้ามทั้งสิ้น มันไม่ถูกต้องมันจึงมี อินทรีย์ไม่ผ่องใส คำว่า "อินทรีย์ผ่องใส" นี้เป็นคำที่พระอรหันต์ท่านใช้ นี่ "อินทรีย์ผ่องใส" เมื่ออินทรีย์ไม่ผ่องใสมันก็หมายความ ว่า มันไม่มีการถูกต้องทางอินทรีย์ มันไม่มีกลิ่นยาเสพติด คุณจะคิดดูก็ได้ว่า ถ้ามันมีความถูกต้องทางร่างกายแล้ว ขอ อภัยนะพูดคำหยาบ ผายลมออกมามันก็ไม่เหม็น นี่คนสกปรก คนไม่มีความถูกต้อง มันยังไม่มีความถูกต้องแม้แต่การที่จะ ผายลมออกมา นี้มันจะมีบัญชีหางว่าวยืดยาวไปบ้างแล้วว่ามัน ต้องมีความถูกต้อง ถูกต้องทางกาย ถูกต้องทางของที่เกี่ยวกับ ร่างกายทุกอย่าง ถูกต้องทางลมหายใจ เนื้อ หนัง กระดูก เอ็น อะไรต่าง ๆ มันก็ต้องมีความถูกต้อง ยังมีความถูกต้อง ของเด็กทารกที่ยังเป็นเด็กหญิงพรหมจารีอยู่อย่างนี้ มันยังมี ความถูกต้องอยู่ มันจะหยาบคายหรือไม่ก็คุณไปฟังเอาเอง ดู ให้ดีนี้คือระบบกาย ระบบกายมันถูกต้องทั้งหมด มันไม่มีความ ผิดพลาด
น.17 ๘ ถูกต้องทางจิตได้สูงสุดถึงนิพพานญาณ ทีนี้ก็ มาถึงระบบจิต ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจด้วย มันก็มีความถูกต้อง มันไม่มีความผิด พลาดในเรื่องกุศล เรื่องอกุศล ถ้าอกุศลมันก็ไม่ตัดสิ่งที่ควรตัด ถ้ากุศลมันก็ตัดสิ่งที่ควรตัด แล้ว ระบบเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณมันก็ถูกต้อง คือมันไม่อาจจะเกิดกิเลสขึ้นมาได้ ระบบเพศมันก็มีความถูกต้อง คือเป็นการปรุงแต่งให้เกิด ความรู้สึกในทางจิต สัญชาตญาณ ทุกอย่างทุกประการมันก็ มีความถูกต้อง ภาวิตญาณ ภาวิตญาณ ญาณที่มันจะคอย ปรุงแต่งงอกงามขึ้นมามันก็ถูกต้อง ธรรมฐิติญาณ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ถูกต้อง นิพพานญาณ ไม่ต้องพูดมี ความ ถูกต้องอย่างสูงสุด เป็นนิพพานญาณ คนเรามีความเห็นแก่ตัว มีอัสมิมานะ ไม่มีความถูกต้อง อยู่โดยกำเนิด เพราะสัญชาตญาณ เดี๋ยวนี้ขจัดสิ่งเหล่านี้ออก ไปเสียหมด มันก็มีความถูกต้องแม้แต่ในทางระบบจิตซึ่งเป็น อย่างสัญชาตญาณ เกิดเอง หรือเป็นภาวิตญาณ ทำให้เกิดขึ้นมา แล้วก็มีความรู้ในการที่จะให้เกิดธรรมฐิติญาณ เรียก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วก็ทำให้เกิดนิพพานญาณ ไม่มีกิเลสตัณหา นี่ก็จะมีความถูกต้องทางจิตอย่างสูงสุด มีตัวตนถูกต้องก็ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ทีนี้ก็มาถึง ระบบที่ ๓ ระบบตน คนโง่ ๆ ช่วยฟังไว้ให้ดีว่า ระบบที่ ๑ คือระบบกาย กาย ระบบที่ ๒ คือระบบจิต จิตก็ต้อง
น.18 ๙ ถูกต้อง ระบบที่ ๓ คือระบบตัวตน ระบบตัวตนมันก็ถูกต้อง มันมีระคนปนอยู่กับตัวตนที่ไม่ถูกต้อง ความไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง ก็เรียกว่า อหังการมมังการมานานุสัย มันลึก มันยึดมั่น ถือมั่นอยู่เป็นประจำว่า มีตัวกู คือ อหังการ มีของกู คือ มมังการ มันไม่มีความถูกต้องอยู่โดยกำเนิด คือ อหังการ มมังการมานานุสัย มานานุสัย แปลว่า อนุสัยแห่งความ มีมานะ คือ ความเคยชินที่จะยึดมั่นถือมั่น ว่า ตัวกู ว่าของกู เรียกเป็นบาลีว่า อหังการมมังการมานานุสัย มันไม่มีความ ถูกต้องในหัวข้อที่เป็นหลักเป็นประธานว่า อหังการ มมังการ นี่ มันไม่ถูกต้อง มันมีตัวตนที่ยุ่งเพราะปรุงแต่ง ปรุงแต่งนับ ครั้งไม่ไหว แม้แต่ว่าในนาทีเดียว มันมีการปรุงแต่ง ปรุงแต่ง ทางจิตใจอย่างที่นับไม่ไหว คนมันก็ยุ่งด้วยการปรุงแต่ง ยุ่ง อย่างยิ่งด้วยระบบของอิทัปปัจจยตา และปฏิจจสมุปบาท มัน ปรุงแต่งว่าตัวกู ของกู อยู่ตลอดเวลาเพราะมันมีปัจจัยปรุงแต่ง มันไม่มีความถูกต้อง มันไม่มีความถูกต้องในข้อที่ว่า มันจะ หยุดตัวตนเหล่านี้เสียไม่ต้องให้มีตัวตน มีตัวตนต้องมีอย่างปรมัตถ์ ถ้าเป็นตัวตนมันต้องใช้คำพูดอย่างเดียวว่า มีตน ของปรมัตถ์ คือรู้ความจริงอย่างถูกต้อง มันไม่ปรุงแต่ง มันสามารถที่จะพึ่งตนได้ มันสามารถจะเตือนตนด้วยตน สามารถจะปรุงแต่งตนให้มีความถูกต้อง มีความปล่อยวาง ซึ่งจะปล่อยวางซึ่งตน เป็นคนมีสติ จะรวมความเรียกว่า
น.19 ๑๐ เป็นคนเรียนสมาธิ แล้วเป็นคนฝึกสมาธิ แล้ว เป็นคนมีสมาธิ คนโง่มันมีสมาธิไม่ได้ เรียนสมาธิก็ไม่รู้สมาธิ เรียนสมาธิ มันก็ไม่ได้ฝึกสมาธิ แม้แต่ฝึกสมาธิมันก็ไม่มีสมาธิ นี่ขอให้ ช่วยฟังให้ดีว่า คนชาติโง่มันเป็นอย่างนี้ ที่ถูก มันต้องเรียน สมาธิ แล้วมันต้องฝึกสมาธิ ต้องฝึกได้ แล้วต้องมีสมาธิ มันจึงมีอุตริมนุสสธรรม คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์ เหนือมนุษย์ ใดๆ นี่มีอุตริมนุสสธรรม แล้วมันจะเป็นคนมีธรรมะสูงสุด ที่เราจะ เรียกว่า ธรรมะ ๙ ตา ธรรมะ ๙ ตา อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัป- ปัจจยตา ตถาตา แล้วก็ สุญญตา อตัมมยตา ถ้าไม่ขี้เกียจก็ไปหาดู ตรวจสอบดูเอาเรื่อง ๙ ตา ว่าถ้ามัน มีเรื่อง ๙ ตาอย่างนี้แล้วมันเป็นระบบตน ตัวตนที่ถูกต้อง อนิจจตาเห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขตา เห็นความเป็นทุกข์ อนัตตตา เห็นความเป็นอนัตตา ธัมมัฏฐิตตา มันตั้งอยู่ตามธรรมดาอย่าง นั้นเอง ธัมมนิยามตา เพราะมีกฎของธรรมชาติบังคับอยู่ อิทัป- ปัจจยตา เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย แล้วมันก็มีตถาตา ความ เป็นเช่นนั้น มันมีสุญญตา ความว่างจากตัว มันมือตัมมยตา ไม่มีความปรุงแต่งไปตามเหตุตามปัจจัย มันรื้อทิ้งความปรุงแต่ง ออกไปเสียหมดได้ อย่างนี้เรียกว่ามีความถูกต้อง ตามระบบ ตน ระบบตัวตน ตัวตนที่เป็นพิษร้ายมันรื้อทิ้งออกไปเสียได้ หมด ไม่มีตัวตนที่มีพิษร้าย มันก็ไม่มีพิษร้าย มันก็เป็นตัวตน ที่ไม่ร้าย คือไม่มีตัวตนที่เห็นแก่ตน ถ้ามีตัวตนที่เห็นแก่ตนมัน มีสันติภาพไม่ได้
น.20 ๑๑ ความว่างที่ถูกต้องคือ : ว่างจากการปรุงแต่ง ทีนี้ก็มาถึง ระบบ ๔ คนโง่ ๆ คนขี้เกียจจำน่ะฟังไว้ให้ ดีว่า ต้องมีระบบกายถูกต้อง ระบบจิตถูกต้อง ระบบตัวตน ถูกต้อง แล้วก็ ระบบว่างถูกต้อง คำว่าว่างนี้ไอ้คนชาติโง่มันฟัง ไม่ถูก มันฟังไม่รู้เรื่อง เพราะมันไม่รู้ว่าจะว่างอย่างไร มันว่างไม่ เป็น มันว่างไม่ได้ แม้แต่วินาทีเดียวมันก็ว่างไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่า จะว่างให้กันอย่างไร มันดูเป็นว่างทางวัตถุ หรือว่างอย่างไม่ มีอะไร ว่างอย่างสูญญากาศอย่างนั้นไปเสียหมดมันว่างของ คนโง่ มันว่างอย่างไม่มีอะไร มันมีแต่สูญญากาศอย่างนี้ เดี๋ยว นี้เราจะต้องมี ความว่างที่ถูกต้อง คือว่างจากการปรุงแต่ง ว่างจากสังขาร ว่างจากการปรุงแต่ง มันจะเรียกว่า ไม่มี การปรุงแต่งทางนามหรือทางรูป มันก็มีความว่างโดยแท้ จริง มัน ว่างจากตัวตน ไม่มีความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นว่า อหังการ มมังการ อหังการมมังการมานานุสัย มันว่างจากสิ่งเหล่านี้ มันว่างอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านชอบใช้คำนี้ ปรมานุตตร- สุญญตา เมื่อถามว่าพระผู้มีพระภาคอยู่ด้วยวิหารธรรมอะไร ก็บอกว่า ปรมานุตตรสุญญตา ว่างอย่างยิ่ง ไม่มีอะไร ยิ่งกว่า สิ่งที่จะนำไปสู่ความว่างอย่างยิ่งก็คือ อตัมมยตา อตัมมยตา อยู่อย่างไม่มีการปรุงแต่งด้วยอะไร ถอนการ ปรุงแต่งออกไปเสียให้หมดสิ้น เรียกว่า อตัมมยตา พระองค์ อยู่ด้วยความว่างอย่างปรมานุตตรสุญญตา ไม่มีอะไรเป็นความรู้สึก ที่เรียกว่าเป็นตัวตน หรือว่าความไม่ว่าง คนชาติโง่จงจำไว้ดีว่า
น.21 ๑๒ ปรมานุตตรสุญญตา คือสิ่งสูงสุดสิ่งเดียวที่พระองค์ ได้ทรงสรรเสริญ ว่าตถาคตอยู่ด้วย ปรมานุตตรสุญญตา ขอพูดเติมอีกสักหน่อยเพื่อให้คนโง่มันฟังได้ถูกต้อง เพราะ มันไม่มีอะไรที่จะทำให้ไปปรุงให้ไปเกิดเป็นตัวตน ท่านเปรียบ- เทียบไว้ให้ฟังถูกว่า อ้าว! สมมุติว่าคนมาเต็มบ้านเต็มเมือง จิตของตถาคตก็ยังว่าง พวกเศรษฐีคหบดีมาเต็มบ้าน เต็มเมือง ทายก ทายิกามาเต็มบ้านเต็มเมือง จิตของตถาคตก็ยังว่าง ทหาร มาเต็มบ้านเต็มเมือง จิตของตถาคตก็ยังว่าง คนใจดี มิตรสหาย มาเต็มบ้านเต็มเมือง จิตของตถาคตก็ยังว่าง นี่มันว่างถึงขนาด ที่ว่าไม่มีอะไรปรุงแต่งให้เกิดความวุ่นวายได้ นี่จึงจะเรียกว่า ปรมานุตตรสุญญตา ไม่รู้จักความว่างนี่มีอะไรเข้ามานิดหนึ่งมันก็พอใจ มันก็ ยินดีแล้ว แม้แต่ว่าบุรุษไปรษณีย์ถือจดหมายมาฉบับหนึ่งมันก็ อยากจะรู้ใจจะขาดอยู่แล้วว่าจดหมายนั้นมันว่าอะไร มันไม่ รู้จักความว่าง แม้จะมีโทรเลขมาฉบับหนึ่งมันก็อยากจะรู้ใจ จะขาดเสียแล้วว่าอะไร ลองไปเทียบดูกับ วิหารธรรม ปรมา- นุตตรสุญญตา ของพระพุทธเจ้า ให้คนมาเต็มบ้าน เต็มเมือง เต็มจักรวาล ทั้งเทวดา ทั้งมนุษย์ ทั้งอะไรมันไม่มีอะไรที่จะ ทำให้สูญเสียความว่าง นี่เรียกว่าว่าง ว่างอย่างยิ่ง มันเป็น คุณธรรมสูงสุด ว่างอย่างสงบเย็นและเป็นประโยชน์ ว่างให้เป็น ว่างให้ดี ว่างอย่างสงบเย็นและเป็นประโยชน์ ว่างของคนโง่นั้นมันไม่สงบเย็น แล้วมันก็ไม่เป็นประโยชน์ จะ
น.22 ๑๓ ว่างเท่าไรมันก็ไม่เป็นประโยชน์ ต้องว่างอย่างสงบเย็น และ เป็นประโยชน์ ถ้าว่ามันช่วยไม่ได้จริง ๆ แล้วไม่เป็นอะไรเสีย เลยยังจะดีกว่า นี่คิดดูให้ดีว่า ไม่เป็นอะไรมันก็ยังดีเสียกว่า ว่างอย่างดีที่สุดคือว่างอย่างถูกต้อง ๑๐ ประการ ว่าง ว่างอย่างดีที่สุด นี่เรียกว่าความถูกต้อง แต่ว่าคนโง่ อาจจะเหมาเอาได้ว่า ดีก็ยุ่ง ชั่วก็ยังยุ่ง ปรุงแต่งแล้วมันก็ยุ่ง ไม่ปรุงแต่งนั่นแหละดีที่สุด แล้วมันก็ดีอย่างที่ไม่ต้องยุ่ง ถ้ามัน ไม่มีการปรุงแต่งแล้วมันก็ไม่มีอะไรผิด มันมีแต่ความ ถูกต้อง ขอให้สนใจคำว่า "ความถูกต้อง" ความถูกต้อง อยากจะ บอกให้รู้เสียทีว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สัมมา สัมมา สัมมา สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมา- อาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมา สัมมา มันแปลว่าถูกต้อง ถ้ามันถูกต้องอยู่แล้วมันผิดไม่ได้ มันเป็น สัมมา เป็นสัมมาแล้วโดยเหตุ เติมอีก ๒ เป็นสัมมาญาณะ สัมมาวิมุติ สัมมาโดยผลอีก ๒ มันก็เลยเป็นสัมมา ๑๐ สัมมา- ญาณะ สัมมาวิมุตติ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมา- สมาธิ สัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ พระพุทธเจ้าท่านชอบหลัก- ธรรมข้อนี้มากที่ว่า สัมมัตตะ ๑๐ คนโง่มันไม่สนใจคำว่า สัมมัตตะ ๑๐ ขอให้สนใจกันว่า ต้องมีความถูกต้อง ๑๐ ประการ จึงจะเรียกว่ามีความถูกต้อง มันไม่มีอะไรที่เป็นความไม่
น.23 ๑๔ ถูกต้อง คือมันไม่ปรุงแต่งอย่างเดียวแล้วมันก็ว่าง ว่างอย่าง ที่สุด จีนมันยังรู้จักพูดว่า พระพุทธก็ว่าง พระธรรมก็ว่าง พระสงฆ์ก็ว่าง แต่คนไทยนี้มันยังไม่รู้สึก มันยังไม่รู้จักว่า ว่าง อย่างไร มันฟังไม่ถูก พระพุทธเจ้าก็ว่าง พระธรรมก็ว่าง พระสงฆ์ก็ว่าง มันว่างทั้ง ๓ อย่าง มันว่างจนไม่รู้จะว่างกัน อย่างไร อย่างนี้เรียกว่า ความถูกต้องในทางความว่าง ว่างจนไม่มีสังขารก็เป็นวิสังขาร ขอเตือนให้จำ ย้ำให้จำอีกทีหนึ่งว่า มันต้องมีความถูกต้อง ถูกต้องในทางกายทุกอย่าง ๆ ถูกต้องในทางจิตทุกอย่าง ๆ ถูกต้องในทางตัวตน ตัวกู ให้ถูกต้องไปเสียให้หมดทุกอย่าง แล้วถูกต้องในความว่าง ว่างจนไม่มีสังขารการปรุงแต่ง ซึ่ง มันจะกลายเป็นวิสังขารไป ถอนความปรุงแต่งเสียให้หมด เตสัง วูปะสะโม สุโข ถอนการปรุงแต่งออกเสียให้หมดแล้วมัน ก็จะมีความสุขอย่างยิ่ง ขอให้ช่วยจำสักนิดเถอะว่า มันต้อง มีความถูกต้อง ถูกต้องทั้ง ๔ หมวด ก็ถูกต้องถึงที่สุด ใช้คำเดียวว่าถูกต้อง แล้วก็จำแนกออกเป็น ๔ หมวด ถูกต้องทางกาย ถูกต้องทางจิต ถูกต้องทาง ตัวตน ถูกต้องทางความว่า ง ไปหารายละเอียดทบทวนให้ เข้าใจเป็นอย่างยิ่งไว้เสมอ มันมีถูกต้องทางกาย ถูกต้องทาง จิต ถูกต้องทางตัวตน ถูกต้องทางความว่าง อยู่เสมอ ขอ รับประกันว่า ถ้ามีความถูกต้องทั้ง ๔ หมวดนี้แล้ว มัน
น.24 ๑๕ จะเป็นการถูกต้องถึงที่สุด ถูกต้องหมดทุกอย่าง ทุกประการ มีวิปัสสนาแล้วตลิ่งก็หยุดไหล เดี๋ยวนี้มันไม่มีความถูกต้อง มันมีแต่การปรุงแต่งซึ่งไม่ ถูกต้อง จนขออุปมาง่าย ๆ ว่าตลิ่งมันไหล ตลิ่งมันไหล น้ำมัน หยุด ตลิ่งมันไหลเพราะมันมีการปรุงแต่ง เพราะมันเป็น สังขาร สังขารธรรมมันมีการปรุงแต่ง ตลิ่งมันก็ไหล ก้อนหิน ก้อนดิน ก้อนกรวด ก้อนทรายมันก็ไหล เป็นตลิ่ง ไหลไปหมด มันไม่มีความว่างซึ่งเป็นความไม่ไหล มันไม่มี วิปัสสนา มีแต่อวิชชา มันก็ไหล ไหลกันไปหมด ถ้ามันมี วิปัสสนา ตลิ่งมันก็หยุดไหล แม้แต่ว่าเมื่อร่างกายเป็นอยู่ ๒๔ ชั่วโมงนี้มันก็ไม่มีอะไรไหล คุณฟังให้ดี ๆ ซิว่า ร่างกาย พักผ่อนนอนหลับอยู่ ๒๔ ชั่วโมง มันไม่มีอะไรไหล เพราะ มันไม่มีการปรุงแต่ง เพราะไม่มีการปรุงแต่งของอะไร เมื่อ ไม่มีการปรุงแต่งของอะไร มันก็ไม่มีการไหล เดี๋ยวนี้ตลิ่งมัน ยังไหลอยู่เรื่อย ก้อนหิน ก้อนดิน ก้อนกรวด ก้อนทราย ท่อนไม้ ท่อนไร่ มันยังไหลอยู่ ไหลอยู่ด้วยตามตลิ่งมันไหล มันไม่ได้ หยุดด้วยวิปัสสนา มันจึงไม่มีอะไรที่ไม่ไหล นี่ขอให้ช่วยจำ คำเหล่านี้ไว้เถอะว่า ถ้าตลิ่งมันยังไหลอยู่ ไม่มีอะไร น้ำก็ไม่ ไหล นี่ก็ใช้ได้ มันเป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง ต้องไม่มีการปรุงแต่งจึงจะหยุด มีความเห็นแจ้งที่ถูกต้อง มันก็จะหยุดโง่ มันจะ หยุดโง่กันที มิฉะนั้นมันจะโง่อยู่เรื่อยไป โง่อยู่ในข้อที่มันไม่รู้
น.25 ๑๖ มันไม่เข้าใจว่า ทำไมตลิ่งมันไหล น้ำมันหยุด ถ้ามันยังเห็น อยู่ว่า ตลิ่งยังไหลอยู่ มันก็ยังโง่อยู่นั่นแหละ มันต้องหยุดไม่มี อะไรไหล มันจึงจะไม่โง่ ขอบอกกล่าวว่า พุทธบริษัททั้ง หลาย จงหยุดโง่ หยุดโง่ ในข้อที่มองเห็นว่า สังขารมันยุ่ง มันปรุงแต่ง มันต้องหยุด วิสังขาร ความไม่มีสังขาร มัน ต้องไม่มีการปรุงแต่งนั้นมันจึงจะหยุด มันจึงจะไม่ไหล จงมองให้เห็นความจริงข้อนี้ แล้วมันก็จะไม่มีอะไรไหลทั้งทาง ร่างกาย และทางจิตใจ ขอใช้คำหยาบคายสักหน่อย จะใช้คำ ว่าฝรั่ง พวกฝรั่งอย่าเอาอะไรกับมันเลย มันเป็นพวกตลิ่งยัง ไหล ตลิ่งยังไหล มันไม่มีอะไรซึ่งไม่ไหล มันจะไปเอาสันติภาพ อะไรกันที่ไหน เพราะมันยังมีตลิ่งไหลอยู่เรื่อย ขอให้ใคร่ครวญ ดูในข้อนี้ ที่มันเก่งมากที่สุด มันก็สามารถทำให้สสารและพลังงาน ไหลอยู่เรื่อยไป ความเป็นบวกความเป็นลบไหลอยู่เรื่อยไป อุปสงค์ อุปทาน supply และ demand ไหลอยู่เรื่อยไป แล้วมัน ยังเป็นสังขารปรุงแต่งให้ไม่เป็นวิสังขารอยู่เรื่อยไป จะต้องมี ความถูกต้องโดยพุทธอาณา ขอให้พระพุทธเจ้าของเราทำให้ ทุกคนมองเห็นความจริงในข้อนี้ โดยพุทธอาณา แล้วไม่มีอะไร ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในจิตใจ ถูกต้องทางธรรมอาณา ของธรรมชาติ ถูกต้องของสังฆอาณา ถูกต้องของพระสงฆ์ ทั้งหมด แล้วก็ไม่ต้องให้มันมีอะไรมันไหล ถูกต้องทางกาย ทางจิต ทางตัวตน และทางความว่าง ๔ ทางนี้ ถูกต้องทางสติปัฏฐาน ทางกายถูกต้อง เวทนาถูกต้อง
น.26 ๑๗ ทางจิตถูกต้อง ทางธรรมะถูกต้อง แล้วถูกต้องที่สำคัญที่สุด คือ ถูกต้องทางปฏิจจสมุปบาท ไม่ให้มีอะไรมาปรุงแต่งที่ ทำให้สังขารอาศัยปัจจัย อาศัยเหตุปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว เกิดความปรุงแต่งขึ้นมา ปฏิจจสมุปบาทนั้นแปลว่า การอาศัยกันแล้วเกิดขึ้น จง ฟังให้ถูกว่า มันอาศัยแล้วมันเกิดขึ้น ปฏิจจสมุปบาท อาศัย ปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วมันเกิดขึ้นมา นี้เรียกว่ามันไม่ถูกต้อง ทางปฏิจจสมุปบาท ขอให้มันถูกต้องทางปฏิจจสมุปบาท ให้ มันถูกต้องทางสังขารและทั้งทางวิสังขาร มันรู้การปรุงแต่ง มันไม่ทำให้เกิดการปรุงแต่ง มัน เป็นวิสังขารทางการเกิด ดับของอริยสัจทั้ง ๔ ประการ นั่นแหละมันจะถูกต้อง หมด ทั้งทางธัมมัฏฐิตญาณและนิพพานญาณ คือถูกต้องทาง ๙ ตาอย่างที่กล่าวมาแล้ว เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วตลิ่งมันจะหยุดไหล มันไม่มีประโยชน์ แห่งสสาร พลังงานบวกหรือลบ supply หรือ demand จะ เป็น positive หรือ negative มันก็หยุด จะดีหรือชั่วมันก็หยุด energy หรือ material มันก็หยุด อุปสงค์ อุปทาน supply และ demand มันก็หยุด เมื่อมันหยุดอย่างนี้ ถึงพวกฝรั่งจะโง่ อย่างไร จะฉลาดอย่างไร มันก็ยังรู้ได้ว่า มันมีสันติภาพ เรา จะมีสันติภาพได้ด้วยการหยุดตลิ่ง ไม่ให้ตลิ่งมันไหล คือไม่ให้ สังขารมันมีการปรุงแต่ง นี่มันถูกต้องหมดทุกอย่างทุกทาง เดี๋ยวนี้มันไม่ถูกต้องแม้แต่ทางอายตนะ ๖ อายตนะดิบ ๆ ง่าย ๆ ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้มันยังไม่มีความถูกต้อง
น.27 ๑๘ ไม่ต้องไปอ้างคนพวกไหน คนไทยเรานี้แหละขอให้มีความ ถูกต้องทางอายตนะ ให้มันมีการเกิดการดับโดยทางสังขาร และทางปฏิจจสมุปบาทนี้อยู่ตลอดเวลา ถูกต้องทางอายตนะก็เป็นเรื่องสำคัญ ถูกต้องทางอายตนะ ๖ นั้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย มันจะไม่ เกิดกิเลสใด ๆ ขึ้นมาได้ มัน ถูกต้องทางอายตนะ มันไม่ เกิดความผิดพลาดทางผัสสะ ทางเวทนา ทางตัณหา ทางอุปาทาน เทียบกันง่าย ๆ ว่า ถูกต้องทั้งทางสังขตะ และ อสังขตะ ทางกายถูก ทางจิตถูก ทางตัวตนก็ถูก ทางสุญญตา ก็ถูก นี้เรียกว่าทางพลัง พลังที่จะผลักดัน คือการปรุงแต่ง ขอให้รู้ไว้ว่าในคำว่า สังขาร สังขาร คำเดียวเท่านั้นแหละ มีพลังผลักดัน ทาง energy ทาง material ใช้คำอย่างนี้ บ้างก็เพื่อจะให้พวกฝรั่งเขาฟังถูกว่ามันไม่มีสันติภาพเพราะ มันไม่มีความถูกต้องในทางสสารและทางพลังงาน ในทางบวก ในทางลบ ตลิ่งมันไหล น้ำมันไม่ไหล ถ้ามันมีความถูกต้อง น้ำมันไม่ไหล มันสูญเสียความเป็นน้ำไปเสียเลย ถ้าตลิ่งมัน ยังไหล มันก็ยังโง่มาก มันยังเป็นสังขตะ เหลือประมาณ ยัง ไม่มีความเป็นอสังขตะเสียเลย อาตมาพูดมาหลายนาทีแล้ว ฝืนหมอมาตั้งหลายนาทีแล้ว หมอขอห้ามไม่ให้พูด พูดแล้วจะเป็นโลหิตอุดตันแล้วก็ตายทันที ชักตายคาที่ทันที ถ้าโลหิตอุดตันถึงที่สุดแล้วมันจะชักตายทันที นี่อยากจะขอเล่าเรื่องนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องแม้จะลับอยู่สัก
น.28 ๑๙ หน่อย เป็นเรื่องส่วนตัว เป็นอะไรก็ไม่รู้ อย่าพูดให้เข้าใจผิด อวดดีเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เมื่ออาตมาไม่สบายคราวอย่างยิ่ง เป็นเวลา ๒ ชั่วโมงนี้ มันมองเห็น มองเห็นทางตานี้ จะเรียก ว่าเห็นทางตาก็ไม่ถูก มันเห็นทางธรรมะทางอะไรก็ไม่รู้ เห็น สิ่ง ๆ หนึ่งมันขาวอยู่น้อยหนึ่ง เหมือนกับสำลี เหมือนกับสำลี ขาวอยู่น้อยหนึ่ง มันไม่มีน้ำหนัก มันไม่มีการกดดัน ไม่มีการ ผลัก ไม่มีการดูด มันเฉย ๆ จนไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไร ไอ้สิ่งที่เห็นเป็นสีขาวอยู่หน่อยหนึ่งนั้นมันไม่มีการเคลื่อนไหว มันไม่มีความรู้สึกว่าหนักหรือเบา ว่าเคลื่อนที่หรือไม่เคลื่อนที่ แล้วมันก็หายไปได้ หายไปได้ด้วยความที่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เดี๋ยวนี้มันงีบไป มันงีบยิ่งกว่างีบ มันงีบยิ่งกว่างีบ มันไม่ รู้สึกว่าเป็นอะไร แต่แล้วมันก็ค่อย ๆ รู้สึกกลับมารู้สึกว่า อะไรเป็นอะไร รู้สึกว่าใครเป็นใคร รู้จักพระ รู้จักพระองค์ นั้น รู้จักเณรองค์นี้ขึ้นมาตามลำดับ มันจึงค่อยรู้สึกตาม ธรรมดาตามปกติขึ้นมา นี่เคยรู้สึก รู้จักสิ่งที่ว่ามันว่าง มันเป็นสัญลักษณ์ของความว่าง ว่างอย่างไร้น้ำหนัก ไม่มี น้ำหนัก เหมือนมนุษย์ไร้น้ำหนักหรือสิ่งที่ไร้น้ำหนัก ถ้าคุณ รู้วิทยาศาสตร์อยู่บ้างจะต้องเข้าใจคำว่าสภาพไร้น้ำหนัก มี ความไร้น้ำหนัก ไม่มีน้ำหนักใด ๆ นี่ขอให้คิดล่วงหน้ากันไว้บ้าง ว่า ถ้าสภาพไร้น้ำหนักมาถึงแล้ว เราก็จะมีอาการเป็นอย่าง นี้คือ มันว่างไปโดยทางวัตถุ มันว่างไปในทางไร้น้ำหนักด้วย ไม่มีสี ไม่มีอะไร ไม่มีความกด ไม่มีความดัน ไม่มีความดูด ไม่มีความผลัก ไม่มีความเป็นบวก ไม่มีความเป็นลบ ไม่มี
น.29 ๒๐ ลักษณะของสสารหรือพลังงาน ซึ่งคำเหล่านี้พวกฝรั่งเขารู้จัก ดี จึงขอสรุปความว่า ในที่นี้ในชั้นนี้ในขั้นนี้ขอให้รู้จักตลิ่งไม่ ไหล ซึ่งน้ำก็ไม่ไหล ถ้าตลิ่งมันไม่ไหล ไม่มีสังขาร การปรุงแต่ง แล้วตลิ่งมันก็ไม่ไหล เมื่อตลิ่งมันก็ไม่ไหล น้ำมันก็เป็นความ ไม่ไหล เป็นความว่างไปเสียด้วย ถ้ามันยังไหลอยู่ มันยังเป็น ความโง่อยู่ มันมีการปรุงแต่งอยู่แล้วมันไม่รู้สึกตัว ไม่รู้สึก ตัวข้อที่ว่าแม้เราหลับอยู่ นอนหลับอยู่ ๒๔ ชั่วโมงนี้มันก็ยัง มีการไหลอยู่ในสังขาร ในร่างกาย ในจิตใจ นี่ตลิ่งมันไหล อย่างนี้ ใครบ้างที่ว่านอนหลับอยู่นี่ อาหารมันไม่ย่อย อาหาร มันไม่เปลี่ยนแปลง มันไม่เกิดการถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ มันไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ นี่แสดงว่าแม้เราหลับอยู่ ๒๔ ชั่วโมง นี้มันยังมีการไหลของสิ่งที่เป็นสังขารเหล่านี้ ขอให้ รู้เรื่อง ตลิ่งมันไหล ให้รู้เรื่องว่า ธรรมะ ธรรมชาติ ธรรมะ แท้ ๆ ธรรมะล้วน ๆ หรือความว่าง ความว่างนั้นมันไม่ไหล ขออย่าได้โง่ให้มันมากนัก อย่าให้โง่เกินกว่านี้อีก ความว่าง แล้วมันไม่ไหล ถ้าตลิ่งมันมีมันต้องมีการไหล มันยังเป็นตลิ่ง เป็นก้อนหิน เป็นก้อนดิน ก้อนทราย ก้อนกรวด มันยังไหล ถ้ามันเป็นความว่างแล้วมันไม่ไหลขอให้เหมือนกับน้ำที่มันเป็น เสมือนความว่างแล้วมันไม่ไหล นี่อาตมาคิดว่ามันเกินค่าแล้ว ที่จะพูดกัน พูดเท่านี้ก็ฟังไม่ถูก ก็ตามใจเถอะ ถ้าพูดว่า ตลิ่งไหล ความว่างไม่ไหล มันฟังถูกแล้วมัน ใช้ได้แล้ว มันคุ้มค่าแล้ว มันเป็นการคุ้มค่าแล้วที่จะพูดเรื่องนี้
น.30 ๒๑ กับคนอย่างนี้ แล้วก็ขอเอาไปฝากให้ไปพูดกับพวกฝรั่งที่เป็น ผู้มีการศึกษาดี มีความเจริญรุ่งเรืองดีว่า ตลิ่งมันยังไหลอยู่ แล้วก็ยังใช้ไม่ได้ ความว่างมันไม่ไหลมันจึงจะใช้ได้ คุณอย่า ไปมัวห่วงสันติภาพ มันเหนื่อยจะพูดเรื่องสันติภาพกี่ล้าน ๆ ครั้ง มันก็มีสันติภาพไม่ได้ เพราะว่ามันจะเอาสันติภาพที่ไหน มัน ไม่มีแม้แต่ความว่าง มันจะเอาสันติภาพที่ไหน มันไม่มีสันติภาพ สำหรับพวกคุณ คำว่าถูกต้อง มีความหมายสำคัญที่สุด คุณจงรู้จักตลิ่งไม่ไหล รู้จักความว่างไม่ไหลเสียโดย ประการทั้งปวงว่า มันเป็นความถูกต้องอย่างยิ่ง ความถูกต้อง อย่างยิ่ง คำว่า ถูกต้อง ถูกต้อง นี้มันมีความหมายเหลือ ประมาณ มีความหมายสำคัญที่สุดเหลือประมาณ คำว่า ถูกต้องหรือความถูกต้องนี้ มันต้องมีความถูกต้องอยู่โดย ประการทั้งปวง จะเรียกว่าโดยทุก ๆ อิริยาบถ ทุก ๆ สสาร ทุก ๆ พลังงาน ทุก ๆ สิ่ง ที่จะประกอบกันเป็นสังขาร ต้อง มีความถูกต้อง เดี๋ยวนี้อาตมาก็พูดถึงความถูกต้อง ทำวิปัสสนาต้องให้รู้ความหมายด้วย ขอให้ท่านทั้งหลายสนใจจำเอาไปเป็นหลักธรรมะที่สำคัญ ที่สุดว่า ความถูกต้อง นึกถึงพระพุทธเจ้าแล้วก็นึกถึงคำว่า สัมมา สัมมา ให้ครบทุกสัมมา สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณ สัมมาวิมุติ ขอให้เข้าใจ
น.31 ๒๒ เรื่องเหล่านี้ อย่าทำวิปัสสนาโดยไม่รู้จักวิปัสสนา หรือไม่มี วิปัสสนา ถ้าทำอย่างนี้แล้วมันจะไม่มีวิปัสสนา เพราะมันไม่ รู้จักวิปัสสนา วิปัสสนา คือปัญญาสูงสุดที่จะต้องมี ที่จะต้องใช้ ขอให้รู้ความหมายของคำว่าวิปัสสนา ซึ่งมันทำให้เกิดความ ถูกต้อง เกิดความถูกต้องคือการ เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ตามที่เป็นจริง ไม่ยกเว้นอะไร จนมันว่างไปหมด ความ ว่างนั่นแหละคือพระนิพพาน ต้องขอพูดให้สาสมกับคนโง่ ที่ไม่รู้เรื่องความว่าง ไม่รู้เรื่องทางกาย ไม่รู้เรื่องทางจิต ไม่ รู้เรื่องทางตัวตน ไม่รู้เรื่องทางความว่าง เดี๋ยวนี้ก็ขอให้รู้จัก เสียทั้งหมดทั้งสิ้นว่า ชื่อว่า สังขาร สังขาร แล้วมันต้องไหล เป็นตลิ่งไหลไปเรื่อย วิสังขารเท่านั้นที่จะไม่ไหล เรื่องความว่าง ความถูกต้อง มีค่ากว่าเพชร ขอให้บอกเสียเลยว่า เดี๋ยวนี้ได้พูดมาก มาก ๆ มากพอแล้ว มากเกินแล้ว เกินที่จะคิดค่า คุณอาจจะเอาเพชรมาให้อาตมา สักเกวียนก็ไม่คุ้มค่า เพียงแต่ขอให้ได้ฟังเรื่องความว่าง เรื่อง ความถูกต้อง อย่างเดียวเท่านั้นจะคุ้มค่า เอาเพชรมาให้หมด ทั้งโลก พูดเรื่องความถูกต้อง ถูกต้องอย่างเดียวเท่านั้นมันคุ้มค่า ไปพูดกับฝรั่งง่าย ๆ ว่าคำว่า right right คือถูกต้อง คือสัมมา สัมมา แล้วมันจะต้องมี rightness ความถูกต้อง ความถูกต้อง ซึ่งมันผิดพลาดไม่ได้ มันจะทำให้เกิดความทุกข์ไม่ได้ มันจะ ปรุงแต่งขึ้นมาไม่ได้ มันทำให้ตลิ่งหยุดไหลโดยนิรันดร ฝืน
น.32 ๒๓ หมอมาอย่างไม่กลัวตาย ไม่กลัวโลหิตอุดตันและตายทันที ไม่ กลัว เดี๋ยวนี้ไม่กลัว ขอพูดเผื่อไปทั้งคนฝรั่งทั้งคนไทยว่า ทุกคน จงช่วยกันสร้างสันติภาพโดยการทำให้เกิดความถูกต้อง ความถูกต้องของฝรั่งนี่เขาใช้คำกันง่าย ๆ ว่า all right all right นั่นแหละคือความถูกต้อง ถ้ามันมี all right เสียแล้ว มันจะไม่มีอะไรที่เป็นความไม่ถูกต้อง แล้วมันจะไม่มีปัญหา โดยประการทั้งปวง ขอให้พวกฝรั่งไปสนใจให้พบคำว่า all right แล้วมันจะมีสันติภาพ โลกนี้ สากลจักรวาลนี้มันก็จะมี สันติภาพ ไม่อย่างนั้นอย่าหวัง ไม่ต้องไปหาสันติภาพ ถ้าจะ ไปหาสันติภาพที่ไหน มันมีไม่ได้ มันต้องมีความถูกต้อง สัมมา ๑๐ คำ รวมเป็นความถูกต้องคำเดียว ขอให้ช่วยบอกว่า คือคำว่า สัมมา สัมมา สัมมา สัมมา สัมมา สัมมา สัมมา สัมมา สัมมา สัมมา สัมมา ๑๐ คำ รวม มาเป็นสัมมาเพียงคำเดียว ถูกต้อง แล้วก็จะมีสันติภาพ เต็มไปทั้งสากลจักรวาล ขอให้ความมุ่งหมายข้อนี้ มุ่งหมาย ความถูกต้อง ความมุ่งหมายความถูกต้อง สร้างสรรค์ความ ถูกต้อง แล้วก็จะมีสันติภาพเต็มไปทั้งสากลจักรวาล ไม่ต้อง มาต่อสู้ให้ยุ่งยากลำบาก ให้เดือดร้อนกันอย่างที่เป็นอยู่เดี๋ยว นี้ ซึ่งเต็มไปด้วยการต่อสู้ ต่อสู้ทางสสาร ทางพลังงาน ทาง positive ทาง negative ทางดี ทางชั่ว ทางอะไรยุ่งไปหมด ไม่ต้อง ขอให้มีความถูกต้อง คือ สัมมา เพียงคำเดียว เดี๋ยวนี้อาตมาไม่มีแรงจะพูดแล้ว ขืนพูดต่อไปอีกบางทีก็จะ
น.33 ๒๔ เป็นลมตาย เป็นลมตาย คือโลหิตอุดตัน จนเป็นถึงขนาดตาย ทันที ชักคาที่ทันที จึงต้องขอโอกาสหยุดพูด หยุดพูด หยุดพูด แล้วขอให้รู้จักคำว่า ตลิ่งมันไหล ความว่างมันไม่ไหล ให้รู้จัก สิ่งนี้สิ่งเดียวเท่านั้น แล้วคุ้มค่าทั้งหมด ท่านทั้งหลายอุตส่าห์ มากันถึงที่นี่ ขอให้ได้ยินคำนี้ ขอให้ได้ฟังคำนี้ ขอให้ได้เข้าใจ คำนี้ แล้วขอให้มีสิ่ง ๆ นี้ คือมีตลิ่งที่ไม่ไหล อย่าโง่กันนักเลย อย่าโง่กันอีกต่อไปเลย อาตมาจะพูดร้อยครั้งพันครั้ง หมื่นครั้ง ก็จะพูดคำว่า อย่าโง่กันไปนักเลย จงมีความถูกต้อง มีความ ถูกต้อง มีสัมมา สัมมัตตา สัมมัตต หรือสัมมัตตา แล้วแต่จะใช้ คำไหน ใช้คำว่า สัมมา ซึ่งถูกต้อง สัมมัตต แปลว่าความถูกต้อง ขอยุติการบรรยายเพราะเห็นว่าหมดแรงแล้ว พูดต่อไป ไม่ได้อีกแล้ว ขอยุติ และขอให้ท่านทั้งหลายหยุดโง่ หยุดโง่ เลิกโง่ เลิกโง่โดยประการทั้งปวง ขอเชิญไป ขอเชิญไป อยู่ ที่นี่ทำให้อากาศเสียมากพอ พูดไม่ค่อยจะออกแล้ว
น.34 ภาคผนวก น้ำนิ่ง ตลิ่งไหล พุทธทาสภิกขุ ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมที่ยังอุตส่าห์มาหา โอกาสฟังการบรรยายอยู่ในที่นี้ ในลักษณะอย่างนี้ อาตมา ก็รู้สึกยินดีพอใจในการทำอย่างนี้ ถึงแม้ว่าจะรู้สึกไม่มีแรง เกี่ยวกับสุขภาพ แต่ก็ยังตั้งใจว่าจะมาพูดต่ออีกนิดหน่อย เพื่อ ให้เรื่องมันจบโดยสมบูรณ์ ขอได้ฟังต่อไปอีกนิดเดียวมันก็จะ จบโดยสมบูรณ์ ท่านก็ทบทวนเอาเองว่า มันจะมีใจความอย่างไร มี ความมุ่งหมายอย่างไร ใช้ประโยชน์ได้อย่างไร นี่จะต้องทำ ความเข้าใจเอาเอง ถ้าว่ามันยังไม่รู้ความจริงข้อที่ว่า ตลิ่งมัน ไหลน้ำมันหยุดหรือความว่างมันหยุด ตลิ่งมันไหล ไหล ไหล ธรรมบรรยาย หลังวันเลิกอายุ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๓๕
น.35 ๒๖ กุกกักกุกกักไป ตลิ่ง แต่ความว่างหรือน้ำโดยแท้ น้ำโดยเนื้อแท้ ไม่ได้ไหล ถ้ารู้อย่างนี้ก็เรียกว่ารู้ความจริงของเรื่องนี้ คือเรื่อง ตลิ่งไหล บุญ กุศล ต้องทำให้ถูกต้องเหมาะสม ขอได้ทบทวนดูเองเถิดว่า อาตมาได้ใช้คำว่า ชาติโง่ ชาติโง่ กี่สิบคำหรือกี่ร้อยคำมาแล้ว ท่านทั้งหลายจงเปลื้อง ตนเองมาให้พ้นออกมาเสียจากความเป็นไอ้ชาติโง่ ที่มันไม่รู้ ว่าตลิ่งมันไหล น้ำหรือความว่างนั้นไม่ได้ไหล มีใจความสำคัญ อยู่นิดเดียวเท่านั้น คือว่ามันบ้าดีบ้าชั่ว หลงดีหลงชั่ว รู้สึกดี รู้สึกชั่ว แล้วละโมบ ตะกละ ตะกละเอามาก ๆ ถึงกับจะมีคำว่า มหากุศล มหากุศล กุศลว่าดีที่สุด ดีสูงสุดเป็นมหากุศล มัน ตะกละ มันตะกละกุศล มันตะกละความดี มันจึงคิดค้นไปถึง หาคำพูดที่ว่ามหากุศล เรื่องนี้อย่าไปเอากับมันเลย เอาแต่กุศล ก็พอแล้ว ถ้ามันจะเฟ้อมากไปจนยุ่งยากมากไปจนเป็นมหากุศล คำว่ามหากุศลนี่เอามหาไปทิ้งเสียให้เหลือแต่กุศล แล้วก็อยู่เหนือ กุศลเสีย อย่าไปอยู่ภายใต้กุศลจนเป็นมหากุศล บุญก็เหมือนกันแหละ อย่าเอามหาบุญเลย ถ้าเอามหาบุญ บุญอย่างใหญ่หลวงแล้วมันตะกละ ถ้าเอาแต่พอดี พอดีมันก็ เป็นบุญเท่านั้นแหละ เป็นบุญ ไม่ต้องมหาบุญ ไม่ต้องเป็นมหา กุศล คนมันตะกละมากเกินไป มันจึงมีอาการเหมือนกับตลิ่ง ไหลไม่รู้จักจบจักสิ้น ถ้ามันรู้จักยับยั้งระวังสังวร ทำให้เกิด ความถูกต้องพอเหมาะพอดี มันก็ไม่มีอะไรไหล บุญก็ไม่เฟ้อ
น.36 ๒๗ กุศลก็ไม่เฟ้อจนเป็นมหากุศล อาตมารู้ดีว่าคำพูดอย่างนี้ ถ้าพูด ออกมาอย่างนี้คนเขาด่า พวกนักธรรมผู้เคร่งครัดเขาด่ากัน ทั้งบ้านทั้งเมือง เพราะว่าไปเยาะเย้ยคำว่ามหากุศลของเขา เขาอยากจะรักษา ตั้งใจรักษาไว้อย่างสูงสุด แต่ว่าอาตมาก็ บอกว่าอย่าไปเอากับมันเลยมหา มหากุศลโดยเฉพาะ ถ้าจะมี ก็มีแต่กุศล แล้วก็รีบทำให้ขึ้นพ้นไปเสียอย่าให้ต้องมีกุศล ให้ สมกับถ้อยคำในพระบาลีที่ว่า ปาปบุญฺญปหีนฺส นิจฺฉาโต ปรินิพฺพุโต ละเสียได้ทั้งบุญและบาปแล้วก็ดับเย็นสนิท เป็นนิพพาน ปาปปุญฺญปหีนสฺส นิจฺฉาโต ปรินิพฺพุโต ละ บาป ละบุญ เสียได้ แล้วก็เยือกเย็นเป็นนิพพาน นี้มันถูกต้อง ถูกต้อง มันไม่มีส่วนที่เป็นไอ้ชาติโง่ ถ้ามันบ้าดี เมาดี หลงดี บ้าบุญ บ้าสุข บ้าความเป็นบวกอย่างนี้มันโง่เหลือประมาณ จนไม่รู้ว่าจะโง่กันสักเท่าไร ท่านทั้งหลายจงสรุปความได้ว่า ถ้ามันยังบ้าบุญ บ้าดี บ้ากุศลอะไรอยู่แล้ว ตลิ่งมันจะไหลเรื่อยไป เพราะความ บ้าดี บ้าบุญ บ้าสุข บ้าบวก บ้าความได้ความเสีย บ้าความได้ บ้าความได้ดี ถ้ายังบ้าอย่างนี้อยู่แล้วตลิ่งมันจะไหลเรื่อยไม่มี หยุด คือมันเกินไปในทางที่มันจะดี หยุดบ้าดี บ้าบุญกุศล ตลิ่งก็หยุดไหล นี่อาตมาขอเพียงเท่านี้แหละ ว่าวันนี้ขอให้มีการบรรยาย เพียงว่า หยุดบ้าบุญ บ้าดี บ้ากุศล เพื่อให้ตลิ่งมันไม่ไหล มิฉะนั้น ตลิ่งมันจะไหลเรื่อย พูดไปพูดมามันก็กลายเป็นว่า ต้องเสีย
น.37 ๒๘ มรรยาทพูดชนิดที่ปรามาสผู้อื่น ดูถูกผู้อื่น ข้อนี้มันก็ได้แก่การ ดูถูกผู้อื่น โดยเฉพาะพวกฝรั่งทั้งหลาย พวกฝรั่งทั้งหลายมัน บ้าดีมากเกินไปจนตลิ่งมันไหล มันบ้าดีเหมือนกับคุณเคยบ้า คุณเคยบ้าดี บ้าบุญ บ้าสุข บ้าสวย บ้ารวย อะไรกันเท่าไร มันบ้าเกินไปเหมือนกันแหละไม่ว่าเป็นฝรั่งหรือเป็นไทย ถ้ามัน เกินไปในทางบ้าดี เมาดีแล้วมันก็ไอ้ชาติโง่ ความอยากทำให้เกิดสิ่งที่ตรงกันข้าม เรื่องนี้มันสำคัญ สำคัญ คือจับใจความให้ได้เสียก่อนว่า เรื่องบ้ามันเป็นเรื่องที่ตรงกันข้าม มันเป็นคู่ตรงกันข้ามที่รุนแรง เรียกว่า มันรุนแรง มัน extreme มันรุนแรง ลองคิดดูมันบ้า อะไรกันบ้าง มันบ้าดี บ้าชั่ว บ้าดี บ้าชั่ว บ้าผิด บ้าถูก แล้ว มันก็บ้าบุญ ที่ตรงกันข้ามมันก็บ้าบาป บ้าสุขบ้าทุกข์ บ้าบวก บ้าลบ บ้าได้บ้าเสีย บ้าหนักบ้าเบา บ้าอ่อนบ้าแข็ง แล้วมัน ก็มีคู่ที่ตรงกันข้าม ถ้ามันตรงกันข้ามแล้วมันก็หมายความว่า เป็นเรื่องโง่ที่สุด โง่ที่สุด ถ้ามันมีเรื่องที่ตรงกันข้าม ฉันมีบุญ ฉันไม่มีบุญ นี่โง่แล้ว ฉันมีบุญ ฉันไม่มีบุญ ฉันร้อน ฉันเย็น โง่ที่สุด บ้าผู้หญิง บ้าผู้ชาย โง่ที่สุด บ้าตัวผู้ บ้าตัวเมีย โง่ ที่สุด อยากดี อยากมี อยากจน เห็นว่าจนเกินไป มั่งมีเกินไป ดีเกินไป จนเกินไป เป็นเรื่องอยาก อยากอย่างยิ่งในอาการ อย่างนั้น นี่มัน มีการขาดอย่างยิ่งอยู่ส่วนหนึ่ง มันมีเกิน อย่างยิ่งอยู่ส่วนหนึ่ง
น.38 ๒๙ จะให้ถูกต้องเป็นสัมมาต้องไม่ปรุง แต่แล้วคอยฟังให้ดีนะ ถ้ามันไม่ขาดอะไร ถ้าไม่ให้ขาด อะไร ให้ถูกต้อง ให้ครบถ้วน ให้เป็นสัมมาอย่างครบถ้วน แล้ว มันต้องไม่ปรุงอะไร ช่วยฟังข้อนี้ให้ดี ๆ ปรุงก็ไม่ปรุง ไม่ปรุงก็ไม่ปรุง ไม่ปรุงอะไร แล้วก็ไม่ทั้งไม่ปรุง ทั้งปรุงทั้ง ไม่ปรุง คือไม่ปรุงอะไรนั่นเองแหละ ไม่ปรุงที่เป็นปรุง และ ไม่ปรุงที่ขาดแคลนก็ไม่ปรุง คุณจะจำคำให้ดี ๆ จำคำนี้ไว้ให้ ดีว่าไม่ปรุงอะไร เพราะถ้าปรุงมันก็มีฝ่ายดี ถ้าไม่ปรุง มันก็มีฝ่ายชั่ว ถ้าปรุงมันก็ มีฝ่ายเกิน ไม่ปรุงมันก็ มีฝ่าย ขาด มันจะกลายเรื่องบ้าดีบ้าชั่ว บ้าบุญบ้าบาป บ้าสุขบ้าทุกข์ นี้มันต้องปรุง มันมีการปรุง มันจึงมีการขาดการเกินอย่างนี้ ถ้าไม่มีการปรุงอะไร มันไม่มีทางที่จะขาดจะเกิน เมื่อขาด มันต้องเกิดอาการขึ้นมาอย่างหนึ่ง เมื่อเกินมันก็มีอาการขึ้น มาอีกอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ความสงบ ไม่ใช่สันติภาพ มันไม่ต้อง ขาดอะไร มันไม่เกินอะไร มันจึงจะมีความพอดี ความ ถูกต้องและพอดี คือมันไม่ปรุงอะไร ในระบบร่างกายก็มีการไหลตลอดเวลา เดี๋ยวนี้มันปรุงกันมากเกินไปอย่างที่ว่ามาแล้ว มันมีการ ปรุง คือการกระทำให้เกิดการเคลื่อนไหว มันก็เรียกว่าการ ปรุง มันก็มีการขาดหรือการเกิน แล้วแต่มันจะปรุงอะไร ต้อง ดูให้ดีเสียก่อนว่า ที่ว่าอยู่เป็นปกติอย่างกับไม่รู้สึกตัว ว่ามันปรุงอะไร ตัวแม้อยู่ปกติเฉย ๆ ตลิ่งมันก็ยังไหล
น.39 ๓๐ ต่อให้คุณอยู่เฉย ๆ สัก ๑๐ ชั่วโมง ๒๐ ชั่วโมง ตลิ่งมันก็ยัง ไหล ถ้าไม่โง่เกินไปมันก็ต้องรู้เรื่องนี้ เรื่องว่าตลิ่งมันก็ยังไหล คุณคิดถึงเวลา ๒๔ ชั่วโมง ตั้งแต่เช้าขึ้นมา จนถึงเที่ยง จนถึง บ่าย จนถึงเย็น จนถึงจนค่ำ เรียกว่าเวลา ๒๔ ชั่วโมง งวด หนึ่ง ๒๔ ชั่วโมง มันมีการกระทำอะไรอยู่ในร่างกายของ คุณ เมื่อไรมันกินอาหาร เมื่อไรมันเคี้ยวอาหาร เมื่อไรมัน ย่อยอาหาร เมื่อไรมันถ่ายอุจจาระปัสสาวะออกมา เมื่อไรต้อง นอน ต้องพักผ่อน ต้องนอนหลับ เมื่อไรมันกรนฟี้ ๆ อยู่ ๒๔ ชั่วโมงนี้ตลิ่งมันไหลเรื่อย มันไหลเรื่อยไม่มีหยุด สังเกตดูได้ ง่าย ๆ นะว่า มันมีนิสัยว่า ถ่ายอุจจาระกันตอนเช้าแล้วก็สิ้นสุด กันตอนค่ำ นี่หมายความว่าตลิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับอุจจาระ ปัสสาวะมันไหล หรืออาหารเคี้ยวกลืนเข้าไป คายออกมา หรือ มันไปเปลี่ยนแปลงเป็นอะไร มันเป็นอุจจาระ ปัสสาวะ เป็น ขี้มูก ขี้หู ขี้ตา อะไรต่าง ๆ มันก็ไหลเรื่อยไปเป็นเวลา ๒๔ ชั่วโมง อย่างนี้เรียกว่าตลิ่งมันไหล มันไม่ได้หยุด ตลิ่งมันไหล ตลอดเวลาที่นอนหลับ ๒๔ ชั่วโมง มันไม่ได้หยุดเพราะว่ามัน มีลักษณะธรรมดาของอาการตลิ่งไหล คำว่าตลิ่งไหลนี่ หมายความว่า ทุก ๆ อย่างมันไหล มันเคลื่อนไป เป็นก้อนหิน ก้อนดิน ท่อนไม้ อะไรก็ตามมันเคลื่อนไหว เคลื่อนไหว ไหล ไป ไหลไป นี่ตลิ่งมันไหลจนกว่าเมื่อไรมันจะไม่มีอาหาร มัน จึงจะหยุด ตลิ่งมันหยุดไหลเมื่อมันว่าง นี่อย่าได้โง่ในเรื่องนี้ กันนัก อย่าเป็นคนโง่ในเรื่องนี้กันนัก ตลิ่งมันจะไหลเรื่อยไป จนกว่ามันจะว่างลง
น.40 ๓๑ ไม่มีวิปัสสนาตลิ่งก็ไหลอยู่เรื่อยไป ถ้าพูดกันให้ลึกซึ้งสักหน่อย ข้อนี้ก็ช่วยฟังกันให้ดี ๆ ว่า ตลอดเวลาที่ยังไม่มีวิปัสสนา ไม่มีวิปัสสนาญาณ มันคิดนึก ด้วยการปรุงแต่งไปเรื่อย มันไม่มีวิปัสสนา มันโง่มันก็มีอาการ ปรุงแต่ง ปรุงแต่งที่เรียกว่า สังขาร สังขารปรุงแต่ง ปรุงแต่ง ไปเรื่อย ตลอดเวลาที่ปรุงแต่งอย่างนี้ ตลิ่งมันก็ไหลไปเรื่อย จนกว่าที่มันจะว่างคือเวลาที่มันมีวิปัสสนาญาณ วิปัสสนาญาณ ซึ่งเป็นวิปัสสนาญาณที่ถูกต้องแท้จริง เรียกว่ามีวิปัสสนาญาณ ที่แท้จริง มีการเล่าเรียนศึกษาวิปัสสนา ทำวิปัสสนา ได้ วิปัสสนา มีวิปัสสนา มีอุตริมนุสสธรรมซึ่งเป็นยอดของ วิปัสสนา มันมีวิปัสสนากันที่ตรงนี้ ตรงที่มันมีอุตริมนุสสธรรม ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็ไม่มีอาการที่ว่าว่างแล้วหยุดไหล มันมีแต่ ตลิ่งไหล ตลิ่งไหลอยู่เรื่อย ๆ ไป นี้เรียกว่าอาการที่ตลิ่งมันไหล ปรุงแต่งรุนแรงมากก็ไหลมาก ทีนี้ใครมันไหลมากกว่าใคร ใครมันไหลมากมันก็หมาย- ความว่า มันมีการปรุงแต่งเมื่อไรมีการไหลเมื่อนั้น ใครมีการ ปรุงแต่งมากมันก็ไหลเมื่อนั้น ใครมีการปรุงแต่งรุนแรง ปรุง แต่งรุนแรงมันก็ไหลเมื่อนั้น มันปรุงแต่งรุนแรงด้วยการที่ไม่ มีวิปัสสนา ขออภัยเรื่องนี้นะ อย่าหาว่าดูถูกผู้อื่นนะ ไม่ใช่ ดูถูกฝรั่ง อย่าหาว่าดูถูกฝรั่ง แล้วก็จะขอบอกให้ชัด ๆ ให้ตรง ๆ ว่า ไอ้ฝรั่งนั่นแหละมันโง่ที่สุด ตลิ่งมันไหลมากที่สุด เพราะ พวกความโง่ของพวกฝรั่ง พวกฝรั่งเขามีการปรุงแต่งในทาง
น.41 ๓๒ ปัญญาญาณ ปรีชาญาณของเขามาก มันมีการปรุงแต่งเหมือน ที่เราเคยเล่าบอกกันมาแล้ว ปรุงแต่งดีชั่ว บุญบาป สุขทุกข์ ปรุงแต่งเรื่อย มีการปรุงแต่งนี้ตลิ่งมันก็ไหลเรื่อย สังขารมัน ไหลเรื่อย เพราะสังขารคือการปรุงแต่งและวัตถุปรุงแต่ง หรือ ถูกปรุงแต่ง มันก็ไหลเรื่อยไป ไหลเรื่อยไป ที่ฝรั่งมันเก่งกว่า เรา มันมีการปรุงแต่งเรื่อย มันปรุงแต่งในลักษณะที่รุนแรง เป็น extreme extreme ที่ว่ามันปรุงแต่ง มันปรุงแต่งทางความ เป็น supply เป็น demand ฝรั่งมีสติปัญญามากในการปรุงแต่ง เป็น supply เป็น demand คือเป็นอุปสงค์ คือเป็นอุปทานกัน มากที่สุด ทั้งที่มีการปรุงแต่งเรื่อย ไหลเชี่ยว ไหลเชี่ยวยิ่งกว่า ตลิ่งไหลไปเสียอีก ฝรั่งมีการปรุงแต่งเป็น positive เป็น negative เป็นดี เป็นชั่ว มันมีการปรุงแต่งรุนแรงเพราะมัน ฉลาด แล้วก็มีการปรุงแต่งรุนแรงเป็น positive และเป็น negative ในบางเวลาในการปรุงแต่งของมันเป็น energy เป็น material ในระยะที่เป็นสสารเป็นพลังงานมันก็มีการปรุงแต่ง อย่างแรง ปรุงแต่งอย่างเชี่ยวแรง ปรุงแต่งอย่าง extreme ปรุง แต่งอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นจึงต้องเรียกว่า มันมีการปรุงแต่ง อย่างรุนแรง นั่นแหละคือตลิ่งที่มันไหลที่สุด ตลิ่งที่ ในหัวสมองที่ไม่มีวิปัสสนา ที่โง่ที่ที่ไม่มีวิปัสสนา ตลิ่งเวลา อย่างนั้นไหลเชี่ยว ไหลเชี่ยวที่สุดแหละ มันปรุงแต่งเป็น supply เป็น demand ปรุงแต่งเป็น positive เป็น negative ปรุงแต่ง
น.42 ๓๓ เป็น energy เป็น material นี่ก็คู่ตรงกันข้าม คู่ตรงกันข้าม แล้วก็อย่าลืมว่า ที่มันปรุงแต่งมากที่สุดก็คือสมองพวกคนชาติ โง่ ที่นั่งอยู่ที่นี่นี่เอง มันปรุงแต่งเป็นว่าดี หรือว่าเป็นว่าชั่ว เป็น good บ้าง เป็น evil บ้าง เป็นดีหรือว่าเป็นชั่วบ้าง ที่มันแต่ง เป็น supply เป็น demand ก็เพราะบ้าดี เมาดี หลงดี เป็น positive เป็น negative มันก็บ้าดี เมาดี หลงดี เป็น energy เป็นวัตถุล้วน ๆ มันก็บ้าดี เมาดี หลงดี ยิ่งฉลาดมากก็ยิ่งไหลมาก ก็ขอสรุปความว่า ๒ คำนี้แหละสำคัญมากที่ว่าปรุงแต่ง เป็นดี หรือปรุงแต่งเป็นชั่ว พอปรุงแต่งเป็นดีหรือปรุงแต่งเป็น ชั่ว ตลิ่งก็ไหล ไหล ไหล อย่างน่ากลัว ตลิ่งที่เป็นก้อนหิน ก้อนไม้ ท่อนไม้อะไรต่าง ๆ มันไหล มันพาไป แล้วมันไม่ได้ ว่าง มันไม่ได้หยุด มันไม่ได้เป็นน้ำโดยบริสุทธิ์ มันไหลนี่เรียก ว่าตลิ่งมันไหล คุณจงรู้จักอาการที่ตลิ่งมันไหลนี่ให้มาก แล้วก็จะต้อง ทราบกันเสียด้วยว่าของพวกฝรั่งตลิ่งมันไหล ไหลยิ่งกว่าพวก เราเพราะมันฉลาด เพราะมันเก่งในทางมีสติปัญญา ก็สม- น้ำหน้าที่มันเก่งมาก มันก็ต้องไหลมาก ขออภัยไม่ไหวแล้วนะ ขออภัยว่าจะต้องพูดถ้อยคำอย่างนี้ พูดกันตรงๆ อย่างนี้ว่า ฝรั่งนั้นมันมีแต่ไหล ไหล มีแต่ตลิ่งไหล มันก็ไหลเป็น positive เป็น negative เป็น supply เป็น demand เป็น energy เป็น material แล้วแต่ แล้วแต่มันจะไหล
น.43 ๓๔ ทุกศาสนาก็สอนตรงกัน แล้วก็ยังอยากจะบอกให้ทราบอีกทีหนึ่งว่า ที่สรุปความ ที่สุดนั้น ในคัมภีร์ศาสนาของพวกฝรั่งนั้น ไปดูให้ดีเถอะมัน ไปสรุปความไว้ที่ว่า ไปโง่ไปไหลเป็นความโง่ เป็นดี เป็นชั่วทั้ง นั้นแหละ นี่สำหรับคนบางคนที่จะไม่รู้เรื่องนี้ ก็ขอบอกให้ทราบ ว่า จะเอาคัมภีร์ของพวกยิวเป็นหลักก็ได้ คริสเตียนเป็นหลัก ก็ได้ แม้แต่พระโมฮัมหมัดเป็นหลักก็ได้ เพราะว่าคัมภีร์กุรอ่าน หรือหรือคัมภีร์ไบเบิล หรือคัมภีร์ของพวกยิวนี้มันก็ตรงกัน ตรงกันว่า เป็นนิพพานสมมุติซึ่งเชื่อถือได้ คือเขาเล่าไว้เป็น หลักเป็นอุทาหรณ์ หรือเป็นเครื่องเทียบเคียงว่า พระเจ้าทั้ง หมดนั้นแหละสร้างมนุษย์ขึ้นมา สร้างโลกซึ่งมีมนุษย์ขึ้นมา แล้วก็บอกสั่งมนุษย์ไว้ว่า แกอย่าไปกินผลไม้ของต้นไม้ที่กิน เข้าไปแล้วทำให้รู้จักดีรู้จักชั่ว ผลไม้นี้กินเข้าไปแล้วทำให้รู้จัก ดีรู้จักชั่ว คือ extreme ทางดีทางชั่ว ทาง positive ทาง negative มาก extreme มาก กินเข้าไปแล้วมันทำให้รู้จักเป็น ดีมาก เป็นชั่วมาก แกอย่ากินเข้าไป ถ้าแกกินเข้าไปแล้วแก ก็จะต้องตาย นี่ตามเรื่องราวเหล่านั้นก็มีว่า เขายกบาปให้ผู้หญิง ว่างูมาหลอกให้กินเข้าไป งูมาหลอกให้ผู้หญิงกินเข้าไปก่อน พวกผู้ชายยังไม่กิน พวกผู้หญิงกินเข้าไปก่อนแล้วมันก็มีบาป แล้วมันก็ตาย คือไม่มีหมดทุกข์เลย ไม่มีหมดปัญหาเลย เพราะ มันกินเข้าไปแล้ว มันรู้ดีรู้ชั่ว แล้วตลิ่งมันก็ไหล ตลิ่งมันก็ไหล ยิ่งกว่าธรรมดา ไหลยิ่งกว่าธรรมดา เพราะความโง่ของผัวเมีย หรือของพระเจ้าที่มันหลอกให้ผัวเมียคู่นั้นกินผลไม้ต้นนี้เข้าไป
น.44 ๓๕ ยิ่งปรุงมากก็ยิ่งปั่นป่วนมาก ท่านระวังความจริงข้อนี้ไว้บ้าง เพราะมันจะได้แก่ท่าน ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ เดี๋ยวมันบ้าดีบ้าชั่ว บ้าบุญบ้าบาป บ้าสุขบ้าทุกข์ มันบ้าได้บ้าเสีย ว่าอ่อนว่าเบา ว่าหนักว่าแข็ง แล้วมันก็ต้องให้มีความร้อน มีความเย็น มีความ เป็นหญิง มีความเป็นชาย มีคนยากดีมีจน มีขาดแล้วก็มีเกิน แล้วในที่สุดก็คือมีปรุง ปรุงเรื่อยไป concoct หรือ conduct คำนี้แปลว่าปรุง ปรุงจนเกินปรุง นี่ก็เรียกว่ามันมีการปรุง ปรุงเท่าไรมันก็ไหลเท่านั้น ปรุงเท่าไรมันก็ปั่นป่วนเท่านั้น อย่าง ท่านลองเอาอะไรมาทำให้มันหมุนเร็ว ๆ มันก็ปั่นป่วนเท่านั้น มันก็หยุดเท่ากับความปั่นป่วน นี่มันก็คือมันปรุงเท่าไรมันก็ ปั่นป่วนเท่านั้น ปั่นป่วนเท่าไรมันก็มีการหลง หลงของตลิ่ง เท่านั้น จนว่ามันจะว่างหรือมันจะหยุดความเป็นอะไร ไม่เป็น ดีไม่เป็นชั่ว ไม่เป็นอะไร นี้มันจึงจะหยุด คู่ตรงกันข้ามเจอกันเมื่อไหร่ก็ปรุงเมื่อนั้น นี่รู้จักกันเพียงแค่นี้ก็พอ เพียงว่าถ้ามันโง่แล้วมันบ้าดีบ้าชั่ว บ้าบุญบ้าบาป คือคู่ตรงกันข้าม มันเป็นคู่ตรงกันข้าม เรียกว่า dualism หรือ pair of opposite คู่ตรงกันมาเจอกันเมื่อไร ก็มีการปรุงเมื่อนั้น แล้วก็มีการไหลเมื่อนั้น บ้าหรือดี ผิดหรือ ถูก บุญหรือบาป สุขหรือทุกข์ บวกหรือลบ ได้หรือเสีย หนัก หรือเบา อ่อนหรือแข็ง โอ้ยนับไม่ไหว ถ้าคู่ตรงกันข้ามจะนับ
น.45 ๓๖ ไม่ไหว สูงต่ำ ดำขาว อะไรก็ตาม เป็นคู่ คู่กันไปทั้งนั้น คู่ ตรงกันข้ามมีสักกี่ร้อยคู่ กี่พันคู่ กี่แสนคู่ กี่ล้านคู่ ก็ไม่ต้องรู้ แต่ว่าถ้าคู่ตรงกันข้ามแล้วมันจะมีการปรุง แล้วมันจะมีการ ไหล นี่คือการไหลของตลิ่งซึ่งแน่นอนและเด็ดขาด และไหล อยู่ตลอดเวลา อย่าลืมว่าแม้แต่อาหารที่กินเข้าไป ๒๔ ชั่วโมง มันจะมีการไหลจนกว่าวินาทีสุดท้าย หรือวินาทีแรก หรือวินาที สุดท้ายจนปรากฏออกมา นี่มันมีการไหล การไหลกันอยู่อย่าง นี้ เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดไม่ตกไปอยู่ในความโง่ของการปรุงแต่ง ว่าดีว่าชั่ว แล้วไม่มีการไหล มันมีการไหลเพราะว่ามันมีการ ผลักดันของสิ่งที่เป็นคู่ตรงกันข้ามและรุนแรง ใช้ภาษาฝรั่ง นั่นแหละสะดวกกว่าเพราะว่าเขาใช้กันอยู่แล้ว เป็นปกติ เป็น ประจำ มันมีคู่ที่จะ supply และ demand มันต้องการนั่น ต้องการนี่ แล้วมันก็สนองความต้องการ ในร่างกายคนก็ปรุงแต่งอยู่ด้วยสสารและพลังงาน ในร่างกายของคน ๆ หนึ่งนี้ โง่ฉลาดก็ตามใจมันมี supply มันมี demand มันมีความประสงค์ มันมีความต้องการ แล้วก็มีการสนองความต้องการ อย่างนี้มันต้องไหลอยู่ด้วย supply และ demand นั้นเรื่อยไป แล้วมันมีความเป็น positive และ negative เป็นบวก เป็นลบ คือได้อย่างใจ ไม่ได้อย่างใจ คนที่บ้าบวกมันต้องการแต่จะ positive อะไร ๆ ก็ positive เขียนหนังสือสักตัวก็ต้องมีคำว่า positive นี่มันบ้า บ้า positive มันหลง negative ซึ่งมันเป็นคู่ตรงกันข้าม ตลิ่งมันก็ไหลเรื่อย
น.46 ๓๗ ไป แล้วก็มี energy คือพลังที่กำเนิดให้เกิดปรุงแต่งเป็นสสาร มันก็ไหลอยู่เรื่อยไป ไหลอยู่ด้วยกำลังของ energy และของ material ของพลัง หรือของสสารนี่ มันปรุงแต่งอย่างยิ่ง อย่าง สูงสุด อย่างสูงยิ่ง ยิ่งกว่าเครื่องจักรไหน ๆ ขึ้นไปเสียอีก มัน เป็นนามธรรม นี่มันก็ไหล ไหลนี่รู้จักความไหลของตลิ่ง มีความ เป็นบวก มีความเป็นลบ มีความต้องการ มีความสนองความ ต้องการ มี energy มีพลังงาน แล้วก็มีการปรุงแต่งให้เป็น ไปตามพลังงาน นี่เรียกว่ามันผลักไป ผลักไปให้เป็นการ ปรุงแต่ง มีลักษณะอาการเหมือนกับตลิ่งมันไหลอยู่อย่างรุนแรง หรือเรื่อยไป นี่มันเป็นอย่างนี้ ถ้าท่านฟังให้ดี ๆ ก็คงจะฟังถูก เพราะว่าไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก เป็นอุปมาที่พอจะเข้าใจได้ มองเห็นความไม่เที่ยงแล้วสังขารก็หยุดไหล สรุปความแต่เพียงว่าถ้ายังเป็นคนโง่อยู่ แล้วตลิ่งมันก็ยัง จะไหลรุนแรงอยู่เรื่อยไป ถ้าเป็นคนฉลาดมีปัญญา มีวิปัสสนา มองเห็นความจริงของสังขารทั้งปวง สามารถจะมองเห็นความ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาของสังขารทั้งปวง แล้วสังขาร มันจะหยุดไหล เพราะมันสูญเสียกำลังที่จะไหลเพราะมันมีกำลัง ของวิปัสสนาเพิ่มเข้ามา จะสำเร็จประโยชน์ในข้อที่ว่า ท่าน ไม่ต้องมีตลิ่งไหล มีแต่ความว่าง มีแต่น้ำบริสุทธิ์ น้ำที่ไม่ เคลื่อนไหว อะไรมันก็ไม่มีอาการที่เรียกว่าตลิ่งไหล ทุกอย่างที่เป็นคู่ตรงกันข้ามล้วนแต่ดึงและผลักไส นี้สรุปความได้หรือยังว่า มันสรุปความว่า ทุกสิ่งทุก
น.47 ๓๘ อย่างที่ตรงกันข้ามนี่เป็นคู่ ๆ เป็น ๒ อย่างหรือเป็นคู่นี่ อันหนึ่งก็รุนแรงไปทางหนึ่ง เช่นดีรุนแรงไปทางหนึ่ง ชั่ว รุนแรงไปทางหนึ่ง บุญรุนแรงไปทางหนึ่ง บาปรุนแรงไปทาง หนึ่ง ผิดรุนแรงไปทางหนึ่ง ชั่ว ถูก รุนแรงไปทางหนึ่ง สุข ก็รุนแรงไปทาง ทุกข์ก็รุนแรงไปทาง ได้มาก็รุนแรงไป ทางหนึ่ง เสียไปก็รุนแรงไปทางหนึ่ง ของหนักมีกำลังรุนแรง ไปทางหนึ่ง ของเบารุนแรงไปทางหนึ่ง ของอ่อน ของแข็ง นี่ก็ตาม จนกระทั่งว่ามันมีความตรงกันข้าม มีร้อนมีเย็น มี หญิงมีชาย มีตัวผู้มีตัวเมีย มีความยากลำบาก มีความสบาย ความยากดีมีจน ความขาดความเกิน นี่เรียกว่า ล้วนแต่มี ความดึง ผลักไสอยู่โดยอัตโนมัติ ให้เครื่องจักรมันไหล มันทยอยกันไหล เหมือนกับว่าเอาลูกโม่เครื่องจักรเข้ามาใส่ เข้าไว้ในกงล้อแล้วก็หมุนไป มันก็ไหล ไหล ไหลวนกันไป ผสมผสานผเสปนกันไป แล้วในการผสมผสานผเส ผสมผสาน กันไปนั้นแหละคือการไหล มันผสมกันแล้วปรุงเป็นอย่างอื่น ผสมกันแล้วปรุงเป็นอย่างอื่นนั่นแหละคือมันไหล ยังมีการไหลของตลิ่งเพราะยังมีการปรุงแต่ง เดี๋ยวนี้เราก็มีอาการแต่ที่เรียกว่า ตลิ่งมันไหล เพราะ เราไม่รู้ เพราะเรามันโง่ เราก็มีการปรุง เมื่อมีการปรุงมันก็ มีการไหล ไม่ปรุงมันก็ไม่ไหล เพราะมันยังมีโง่ มีอวิชชา ยัง ไม่มีวิปัสสนาอยู่เพียงใดแล้ว มันยังมีความโง่ มันก็ยัง มีการไหลของสังขารทั้งปวงอยู่เพียงนั้น มันหยุดไม่ได้
น.48 ๓๙ ขอให้จำไว้ให้ดี ๆ จำไว้ให้แม่นยำที่สุดว่า มันยังมีอาการไหล ของตลิ่งเพราะว่ามันยังมีอาการหลงดีหลงชั่ว หลงบุญหลงบาป หลงสุขหลงทุกข์ ก็มีอาการไหล ไหลไม่มีวันว่าง ไม่มีเวลา ว่าง ซึ่งมันไม่มีไหล ซึ่งถ้าว่างมันไม่ไหล ถ้ามีการปรุงมันก็ มีการไหล การปรุงของสังขารทั้งปวง มันจะต้องเรียกว่าโง่ ที่สุด โง่ธรรมดานี้ยังไม่พอแก่ความหมาย ต้องโง่ที่สุด ภาษา ฝรั่งเคยได้ยินบางคำว่า silly bad มันโง่เหลือที่จนไม่รู้จะโง่ว่าอะไร silly bad มันโง่โง่จน ไม่รู้ว่าจะโง่ว่าอย่างไร มันจะต้องโง่ถึงขนาดนี้ มันจะหลงไป ยึดเอาตลิ่ง ยึดถือเอาตลิ่งซึ่งเป็นสังขาร มันไหลเรื่อย มัน ไม่มีวิปัสสนาที่จะมองเห็นสิ่งที่ไม่ไหล คือความว่าง หรือความไม่ไหล หรือความไม่ปรุงแต่ง ไม่ปรุง ไม่ปรุงแต่ง ไม่ใช่สังขาร สังขารมันก็ไหล ไหลเหมือนตลิ่งไหลอยู่เรื่อย ถ้าวิสังขารมันก็ว่าง มันก็ไม่มีอะไรจะไหล ค้นหาให้พบสิ่งที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่งก็เห็นธรรม จงรู้จักสิ่งที่ไม่ไหล แล้วจะเรียกว่ารู้จักสิ่งสูงสุด ของพระพุทธเจ้า คือสิ่งที่ไม่ปรุงแต่งเปลี่ยนแปลง ไม่ มีปฏิจจสมุปบาท ไม่มีอิทัปปัจจยตาอยู่ในสิ่งเหล่านั้น จงค้นหา ให้พบสิ่งที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง แล้วก็คือไม่มีอิทัปปัจจยตา และ มันไม่มีการปรุงแต่งที่เกิดขึ้นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เรียกว่ามันไม่มี ปฏิจจสมุปบาท มันไม่มีปฏิจจสมุปบาทนี้คือเห็นธรรม เห็น ธรรมคือเห็นพระตถาคตหรือเห็นองค์พระพุทธเจ้า ชาติโง่ทั้ง
น.49 ๔๐ หลายมองเห็นพระพุทธเจ้ากันเสียบ้าง แล้วก็จะได้หยุดโง่ หยุด โง่ที่ไม่เห็นพระพุทธเจ้า แล้วมันจะได้เห็นพระพุทธเจ้าเห็นธรรม คือเห็นปฏิจจสมุปบาท เห็นปฏิจจสมุปบาทคือเห็นตถาคต เห็นตามที่เป็นจริงจะหยุดกำลังของการปรุงแต่ง ขอให้รู้จักสิ่งที่มันไม่ปรุงแต่งหรือมันไม่ไหล เห็นตาม ที่เป็นจริงมันจะหยุดกำลังของการปรุงแต่ง มันไม่ผลักไสให้ เป็นดีเป็นชั่ว มันไม่มีกำลังคู่ ขุมกำลังคู่ สิ่งที่เป็นคู่นั้นมีขุม กำลัง ขุมกำลังผลักไสปรุงแต่ง จงดูเครื่องจักรที่มันมีตัวปรุงแต่ง สูงสุด ที่กำลังมากที่สุด มันปรุงแต่งอยู่ด้วยขุมกำลังที่เป็นคู่ ซึ่งเป็น supply เป็น demand เป็น positive เป็น negative เป็น energy เป็น material อย่างที่ภาษาวิทยาศาสตร์เขาก็รู้ กันดี แต่แม้พวกศาสนาก็รู้ดีเกินกว่านั้นอีกว่า มันหมายแต่ เพียงดีกับชั่ว เหมือนกับที่ว่า ถ้ากินผลไม้ที่ให้รู้ดีรู้ชั่วแล้วมัน จะมีแต่ดีกับชั่ว นักเลงศาสนาเขาก็รู้ข้อนี้ดี ไม่ใช่รู้แต่พวก นักวิทยาศาสตร์ พวกนักวิทยาศาสตร์เองยังโง่ไปกว่า ยัง หลงใน supply ใน demand ในสสาร ในพลังงาน ใน positive negative ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่รู้จักความว่างหรือสิ่งที่ไม่ไหล มัน เป็นความว่าง เป็นจุดสุดท้ายของ positive ของ negative ของ สสาร ของพลังงาน ของ supply ของ demand ทำอย่างไรฝรั่งจะเชื่อจะเข้าใจได้ว่า มันไม่มีสิ่งที่จะเป็น supply เป็น demand เป็น positive เป็น negative มันเป็น ไปไม่ได้ มันยากที่จะเป็นไปได้ ถ้าฝรั่งรู้เรื่องนี้มันก็จะฉลาด
น.50 ๔๑ เหมือนพุทธบริษัท และจะฉลาดยิ่งกว่าพระพุทธบริษัท ถ้ามัน รู้เรื่องตลิ่งไม่ไหล รู้เรื่องไม่หมุน ไม่เป็นไปของสสาร ของ พลังงาน positive negative energy material ถ้ามันรู้เรื่อง เหล่านี้มันก็ฉลาดสูงสุดเหมือนพระพุทธเจ้า ถ้ามันไม่รู้เรื่องนี้ มันก็โง่ที่สุด มันโง่ยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า โง่ทั้งหมดไปรวมกัน อยู่ที่ความไม่รู้เรื่องนี้ ไม่รู้เรื่องว่าสังขารเท่านั้นปรุงแต่ง วิสังขารนั้นไม่ปรุงแต่ง ถ้ามีสังขารมีการปรุงแต่งตลิ่งมันก็ ไหล ถ้า มีวิสังขารมันไม่มีการปรุงแต่ง มันก็ไม่มีอะไร ไหล ผลได้ผลลบมันมีอยู่ที่ตรงนี้ หยุดการไหลของกระแสจึงจะมีสันติภาพ ขอให้รู้จักสิ่งที่มันว่าง ว่างที่สุด ว่างสุดขีดของการไหล แต่ว่าไม่มี positive ไม่มี negative ไม่มี supply ไม่มี demand ไม่มีสสาร ไม่มีพลังงาน ขอให้คิดดูเถอะว่าเราจะทำอย่างไร มีสันติภาพทั้งไทย ทั้งฝรั่ง และทั้งทุกชาติทุกภาษา ทำอย่างไร จึงจะมีสันติภาพ ถ้าว่ายังมีการไหลของตลิ่ง มันจะมีสันติภาพ ได้อย่างไร ถ้ามันมีการไหลของตลิ่ง ก้อนหิน ก้อนดิน ก้อน ทราย ก้อนกรวด ท่อนไม้ท่อนอะไรก็ตาม มันก็ไหล ไหลไป ตามกระแสของการไหลของตลิ่ง มันจะสันติภาพได้อย่างไร เมื่อมันไม่มีสิ่งเหล่านั้นแล้วมันจึงจะมีสันติภาพ นี่ฝรั่งหน้าไหนที่มันจะทำให้มีการไหลของสสาร พลังงาน positive negative กับสิ่งที่เป็นคู่ ๆ คู่ ๆ เหล่านี้ หรือว่าที่จะ พูดอย่างเราพูดก็ ทำอย่างไรจึงจะไม่มีการไหลของบุญและ
น.51 ๔๒ บาป คนโง่ที่สุดจงรู้จักสิ่งที่ไม่ไหล คือไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาป เหนือบุญเหนือบาป ถ้าไม่อย่างนั้นจะเป็นคนโง่อย่างยิ่งตลอด กาล โง่อย่างยิ่ง โง่สุดเหวี่ยง และโง่อยู่อย่างตลอดกาล มัน ไม่รู้จักสิ่งที่ไม่ไหล ไม่ไหลเหมือนตลิ่งที่ไม่ไหล ท่านคิดดูเถอะว่าจะสร้างองค์การสันติภาพขึ้นในโลกอีก สักกี่ร้อย กี่หมื่น กี่พัน กี่แสน กี่ล้านองค์การที่จะทำให้ตลิ่ง มันหยุดไหล จะสร้างองค์การสันติภาพขึ้นกี่ล้านองค์การที่จะ ทำให้ตลิ่งมันหยุดไหล มันเป็นไปไม่ได้ มันยังไหลอยู่นั่นแหละ จะสร้างองค์การสันติภาพขึ้น สร้างองค์การสหประชาชาติ หรือองค์การอะไรก็ตามใจซิ จะช่วยกันทำให้เกิดสันติภาพ จะสร้างองค์การสันติภาพขึ้นมาอีกกี่ล้านองค์การ จึงจะทำ ให้ตลิ่งมันหยุดไหล หรือถ้าหยุดสังขารเสียไม่ได้ สังขารมัน ยังเปลี่ยนแปลง เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอะไรอยู่อย่างนี้ มันก็ยังต้องไหล ไหล ทุก ๆ อย่างไหล ไหลโดยความเป็นของ ตรงกันข้าม เป็นคู่ ๆ เป็นคู่ ๆ ตามที่มันจะจับคู่กันอย่างไร จะสร้างองค์การสันติภาพขึ้นสักกี่ล้านองค์การจึงจะมี สันติภาพในโลกนี้ ในจักรวาลนี้ ในโลกนี้ ในคอสมอส ๆ cosmos โลกนี้มันจะสร้างองค์การสันติภาพขึ้นมาอีกสักกี่ล้าน องค์การ โลกมันจึงจะหยุด แล้วหยุดอาการของความเป็นตลิ่ง ไหล คุณดูซิ ไปดูซิเปลือกของตลิ่งนี่มันก็ไหล ก็ไหล นี่ก็เป็น อาการของ supply บ้าง demand บ้าง positive บ้าง negative บ้าง ของสสาร ของพลังงาน ของ energy ของ material บ้าง มันไหล ไหลอยู่ที่ไหน
น.52 ๔๓ จะสร้างองค์การสันติภาพ องค์การรักษาสันติภาพขึ้น มาสักกี่สิบ กี่ร้อย กี่ล้านองค์การมันจึงจะมีอาการที่เรียกว่า ตลิ่งมันหยุดไหล เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ไหลไปตามความปรุงแต่ง แห่งปัจจัยของปฏิจจสมุปบาท และของอิทัปปัจจยตา มันเป็น ธรรมชาติสูงสุด ไม่มีอะไรเหนือกว่านั้น จึงหยุดมันไม่ได้ มันจึงมีการไหลอยู่อย่างนี้ ขอให้ค้นให้พบข้อนี้ ให้ทั้งคนฝรั่ง ทั้งคนไทย คน สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ค้นพบความจริงข้อนี้ คือมี วิปัสสนาญาณ มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา มีวิปัสสนามองให้เห็น แจ้งประจักษ์ความจริงของสิ่งเหล่านี้จนทำให้สังขารมันหยุด ปรุงแต่ง คือมันไม่เป็นคนโง่ ไม่เป็นคนมัวเมาในความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสังขารทั้งปวง มันสามารถที่จะส่อง วิปัสสนาญาณเข้าไป ที่จะทำให้เกิดการหยุดไม่ปรุงแต่งของ สังขารทั้งปวง ถ้าทำกันจริง ๆ มันจะต้องทำได้ แล้วมันจะมี สันติภาพกันทั้งสากลจักรวาล นี่เรามาขอสรุปความนิดเดียวว่า ไอ้คนโง่มันหยุดโง่ไม่ ได้เพราะมันมีการปรุงแต่ง เพราะมันหลงใหลในการปรุงแต่ง เป็นดี เป็นชั่ว เป็นบุญ เป็นบาป เป็นสุข เป็นทุกข์ แล้วมันก็ จะมีแต่อาการปรุงแต่ง ตลิ่งมันก็ไหลเรื่อยไป ถ้ามันประจักษ์ แจ้งในวิปัสสนาญาณเหล่านี้ มันพอที่จะเห็นอนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา ตถาตา สุญญตา อตัมมยตา ๙ ตา ซึ่งเป็นญาณอันสูงสุดที่อาตมาก็ เคยพูดเคยกล่าวมาแล้ว ไปหาอ่านเอาเองก็จะพบได้เองว่า ถ้า มันมีญาณเหล่านี้แล้วมันจะทำให้หยุด หยุดการไหล สสาร
น.53 ๔๔ พลังงานอะไรก็ไม่ไหล สังขารทั้งหลายทั้งปวงก็ไม่ไหล แล้ว บุญบาปก็ไม่ไหล บุญและบาปก็ไม่ไหล กุศลอกุศลก็ไม่ไหล ไม่ต้องถึงมหากุศลหรอก กุศลธรรมดานี่ถ้ามันมีมากพอ มัน ก็ไม่ไหลเหมือนกัน มันก็ไม่ไหลเพราะมันมีกุศล เพราะมัน มีวิปัสสนาญาณอันสูงสุด ถ้าตลิ่งหยุดไหลก็หยุดโง่ สรุปความว่า ถ้าจะให้หยุดความไหลแห่งกระแสของ ความทุกข์ ก็จงมีวิปัสสนาญาณมองเห็นสังขารทั้ง หลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง มีญาณเหล่านี้จนไม่ไปหลงใน สังขารการปรุงแต่ง แล้วมันก็ไม่มีอะไรที่จะต้องไหล มันอยู่ ในอำนาจของการควบคุมหมดมันไม่ไหล เราทุกคนก็ไม่ต้อง ไหล ตลิ่งทั้งหมดมันก็ไม่ต้องไหล มันอยู่ในความสงบเงียบ ราบเรียบ เพราะว่ามันไม่ไหล มันอยู่นิดเดียวว่า ถ้ามันไหล ก็มันมีความโง่ ถ้ามันหยุดไหลก็เพราะมันหยุดโง่ ขออย่าโกรธอาตมานักเลย อาตมาได้กล่าวคำว่าชาติโง่ ชาติโง่มากี่สิบครั้ง กี่ร้อยครั้ง จะพันครั้งได้แล้วมั้ง ขออย่า ได้โกรธเลย ก็เพราะว่าถ้ามันยังโง่อยู่มันยังต้องไหล ขอให้ มันหยุดโง่แล้วมันก็ไม่ต้องไหล มันก็ถึงจุดสูงสุดของความรู้ ของสติปัญญาของพระพุทธเจ้า จะมาอยู่ในขอบเขตอาณาของ พระพุทธเจ้า อาณาคืออาณาจักร พุทธอาณา อาณาของ พระพุทธเจ้า ธรรมอาณา อาณาของพระธรรม สังฆอาณา อาณาของพระสงฆ์ ท่านจงมาอยู่ในพุทธอาณา ธรรมอาณา สังฆอาณา ค่อยสามารถมีวิปัสสนาญาณ สามารถทำให้สิ่ง
น.54 ๔๕ ต่าง ๆ มันหยุดไหล มันหยุดไหลเพราะไม่เห็นเป็นการไหล เพราะมันมีความฉลาดสูงสุดจริง ๆ มาอยู่ในพุทธอาณากันเสียเถิดจะได้ป้องกันอาการ ตลิ่งไหล ไม่มีอะไรไหล มาอยู่ในธรรมอาณากันเสียเถิด มันจะ ได้หยุดไหล ไม่มีอะไรไหล สังฆอาณาก็หยุดไหล ไม่มีอะไร ไหล เข้าเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่แท้จริง ซึ่งจะ มีได้เพราะการเห็นธรรมทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง จนตลิ่ง มันหยุดไหล เมื่อตลิ่งมันหยุดไหลแล้ว สังขารทั้งปวงมันก็หยุด ไหล ขอให้ฟังให้ถูกฟังให้ดีดี อย่าให้เป็นคนโง่ไปเสียอีกว่า ตลิ่งหยุดไหลได้เมื่อสังขารมันหยุดไหล ขอเน้นด้วยเครื่องขยาย- เสียง ๒๐ เท่าว่า ตลิ่งมันหยุดไหลเมื่อสังขารมันหยุด ไหล ตลิ่งมันหยุดไหลเมื่อสังขารมันหยุดไหล ไอ้ตลิ่งมันก็หยุด ไหล เอาละวันนี้ก็รู้สึกว่ามันสมควรแก่ความเหน็ดเหนื่อย เรี่ยวแรงที่จะมี พูดอีกต่อไปก็จะเป็นลม จึงขอยุติและสรุปความ ว่า อย่าไปเอากับมันเลย กะดี กะ ชั่ว กะ สุข กะ ทุกข์ กะ บวก กะ ลบ กะ สสาร กะ พลังงาน กะบวก กะลบ กะ positive หรือ negative อย่าไปเอากับมันเลย มันจะไหลเรื่อย จะมีสันติภาพไม่ได้ถ้าตลิ่งยังไหล ขอให้บอกพวกฝรั่งให้รู้เสียด้วยว่าจะต้องหยุดสิ่งเหล่านี้ เสียให้ได้ ตลิ่งมันจึงจะไม่ไหล ถ้าไม่อย่างนั้นมันไม่มีสันติภาพ มันจะเอาสันติภาพที่ไหน เมื่อมันยังทำให้ตลิ่งไหลอยู่
น.55 ๔๖ เรื่อย ตลิ่งไหลอยู่เรื่อยนั่นแหละมันจะเอาสันติภาพที่ไหน สสาร พลังงาน positive negative ยังไหลอยู่เรื่อย ความดี ความชั่ว ยังไหลอยู่เรื่อย บุญบาปยังไหลอยู่เรื่อย ไม่ใช่แต่พวกฝรั่งพวก เดียว พวกไทย พวกอะไร ๆ ก็เหมือนกัน ทุกมนุษย์ ทุกมนุษย์ ที่มันมีสติปัญญา มันจะต้องหยุดไหลของบุญของบาป ของดี ของชั่ว ของสังขารทั้งหลายทั้งปวงคือปรุงแต่ง สังขารเป็นที่รวมของสิ่งที่ปรุงแต่งกันเป็นคู่ ขอบอกให้ทราบบรรดา สิ่งปรุงแต่งทั้งหลายที่เป็นคู่ ๆ คู่ ๆ คู่ ๆ มันเข้าไปรวมอยู่ในคำว่าสังขารทั้งนั้น สังขาร เป็นที่ปรุง ที่รวมหมดของสิ่งที่ปรุงแต่งแก่กันเป็นคู่ ๆ เป็นดี เป็นชั่ว เป็นบวกเป็นลบ เป็นอะไรตามที่วิทยาศาสตร์เขาเรียก ชื่อตามแบบวิทยาศาสตร์ ทางศาสนาก็เรียกชื่อตามแบบของ ศาสนา เห็นสิ่งทั้งปวงด้วยวิปัสสนาก็จะประสบความสำเร็จ ขอให้ท่านทั้งหลายทั้งปวงมองเห็นด้วยวิปัสสนา อย่ามอง เห็นด้วยความโง่ มองด้วยความโง่มันไม่เห็น ต้องมองเห็น ด้วยวิปัสสนา เป็นวิปัสสนาจริง เป็นวิปัสสนาที่ทำได้ เป็น วิปัสสนาที่ทำแล้วมีวิปัสสนาจริง คือมีอุตริมนุสสธรรม ธรรมอันประเสริฐสูงสุดของมนุษย์จริง ก็ประสบความ สำเร็จกับการเห็น การได้พบ การได้ข้ามล่วงความทุกข์ ทั้งปวงเสียได้ ด้วยอำนาจของการเห็นวิปัสสนา เห็นความ ไม่เที่ยงหรือการปรุงของสังขาร และหยุดอำนาจของการ
น.56 ๔๗ ผลักไส ไม่เที่ยงนั้นเสียได้ ก็จะประสบความสำเร็จ ขอพูดอีกสักหน่อยว่า ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วยังเสียทีที่เกิดมา เป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา นี่มันร้ายกาจยิ่งกว่า ชาติโง่ ชาติโง่มันยังไม่ร้ายกาจเท่านี้ ถ้ามันได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา มันหยุดความโง่โดยประการทั้งปวง เสีย ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการที่จะมองเห็น พระพุทธเจ้า มองเห็นพระธรรม ไม่มีสังขารก็หมดปัญหา แล้วมันก็เป็นที่จบ ที่สิ้นสุด ที่เลิกกันแห่งความทุกข์ทั้งปวง นี้ เรียกคำเดียวสั้น ๆ ว่า สัมมัตตา หรือสัมมัตตะ คือความถูกต้อง หรือจะเรียกว่า สัมมา สัมมาเฉย ๆ ก็ยังได้ แปลว่า ถูกต้อง ถูกต้อง สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณ สัมมาวิมุตติ ถ้าไม่มีสัมมาเหล่านี้ก็ต้องขอเรียกต่อไปว่าชาติโง่ ชาติโง่ ร้อยคำ พันคำ หมื่นคำ แสนคำ สักล้านคำว่าชาติโง่ มันเสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา ไม่สามารถ ครอบงำอำนาจของการปรุงแต่งเปลี่ยนแปลง ซึ่งตลิ่งมันไหล อยู่เรื่อย ไหลอยู่เรื่อย ถ้าไม่มองเห็นความจริงข้อนี้แล้ว ตลิ่ง มันก็จะไหลรดหน้านะ รดน้ำหน้าของคุณอยู่เรื่อยไป ไอ้ตลิ่ง ก้อนหิน ก้อนดิน ก้อนกรวด ก้อนทราย มันจะไหลรดหน้า รดน้ำหน้าอยู่ตลอดกาล ต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด
น.57 ๔๘ การบรรยายนี้รู้สึกว่ามันพอกับหมอห้ามแล้ว มันเพียง พอกับหมอห้ามแล้ว พูดต่อไปอีกไม่ได้แล้ว จะขอยุติ เป็นอันว่า ขอยุติการบรรยายในครั้งนี้ ท่อนเดียว ครึ่งเดียวไว้แต่เพียง เท่านี้ ท่านทั้งหลายจงไปแยก ไปกระทำให้มองเห็นความจริง ให้สำเร็จประโยชน์ของท่านทุก ๆ คน ตามที่ถูกที่ควรเถิด อาตมาขอยุติการบรรยาย ซึ่งมันฟังดูมันออกจะหยาบคาย แต่ ถ้าว่าไม่หยาบคายมันไม่สา มันไม่รู้สึก ไม่มีความรู้สึก มันไม่ สาแก่ใจ จึงต้องใช้คำหยาบคาย เสมือนหนึ่งว่าถลกหนังหัว ออกมาเสียเท่าเงินบาท ไอ้คนโง่มันนอนไม่รู้สึก มันไม่รู้สึก ตัว มันเป็นคนโง่ มันต้องถลกหนังหัวของมันเสียเท่าเงินบาท มันจึงจะรู้สึกตัว จึงขออภัยที่พูดอย่างในทำนองที่เรียกว่า ถลก หนังหัวออกเสียเท่าเงินบาทแล้วจะได้รู้สึกตัว เอาละขอยุติการ บรรยายกันจริง ๆ
Buddhadasa