น.171 (๓) กล่าวอย่างนั้น, ปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องลึก, ลักษณะหน้า ตาก็ดูเป็นเรื่องลึก, หมู่สัตว์นี้ ไม่รู้, ไม่รู้ตามเราสอน, ไม่ แทงตลอดซึ่งปฏิจจสมุปบาท จิตจึงยุ่งเหมือนกลุ่มด้ายยุ่ง, เหมือนกลุ่มเศษด้ายที่เป็นปม, พัวพันกันยุ่งเหมือนเซิง หญ้ามุญชะและหญ้าปัพพชะ, ไม่ล่วงพ้นสังสาระคืออบาย ทุคติวินิบาตไปได้" ดังนี้, -(สูตรที่ ๑๐ ทุกขวัด, อภิสมย สังยุตต์, ๑๖/๑๑๑/๒๒๕), ข้อนี้เป็นสิ่งที่แสดงว่า เราจะทำ เล่น ๆ กับเรื่องนี้ไม่ได้, แต่จะต้องระดมทุ่มเทกำลังสติปัญญา ทั้งหมดศึกษาเรื่องนี้ด้วยความไม่ประมาท. สำหรับชาวบ้านธรรมดาสามัญ ที่รู้จักแต่สัสตทิฏฐิ คือมีความรู้สึกว่ามีตัวตนอยู่ตลอดเวลานั้น เรื่องปฏิจจสมุป- บาท ก็เป็นเรื่องลึกเกินกว่าที่จะเข้าใจได้ง่าย ๆ แล้วก็จะกลาย เป็นเรื่องปรัชญาอันลึกซึ้งยุ่งเหยิงเหมือนกลุ่มด้ายดังที่กล่าว แล้ว, แล้วก็จะต้องทุ่มเถียงกันเหมือนคนตาบอดคลำช้างที่คลำ ถูกอวัยวะของช้างในที่ต่างกัน, แต่ สำหรับพระอรหันต์ นั้น เรื่องนี้ จะกลายเป็นเรื่องวิชาธรรมชาติหรือเป็นวิทยาศาสตร์ อันเปิดเผย เหมือนสิ่งของที่เอามาใส่ผ่ามือดูเล่น ทั้งที่ไม่รู้จัก ชื่อของมันก็ได้, กล่าวคือ ท่านรู้จักสิ่งต่าง ๆ ดีจนไม่ยึดมั่น ในสิ่งใด ไม่เกิดตัณหาอุปาทาน ไม่ว่าอารมณ์ชนิดไหนจะมา
น.172 (๔) กระทบ เพราะความมีสติสมบูรณ์ถึงที่สุด, ท่านดับทุกข์ได้ สิ้นเชิงตามวิธีการของปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร, แต่ ท่านไม่จำเป็นจะต้องรู้จักชื่อทั้ง ๑๑ ชื่อของอาการแห่งปฏิจจ- สมุปบาททั้งหมดนั้นก็ได้, ท่านพ้นทุกข์ไปแล้วตามวิถีทาง ของปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวารแล้ว, แต่ท่านอาจจะสอน เรื่องปฏิจจสมุปบาทโดยละเอียดแก่ใครไม่ได้, หรือ ถึงกับ พูดไม่เป็นเอาเสียเลย ดังนี้ก็ได้. นั่นแหละคือ ความลึกซึ้ง ของเรื่องปฏิจจสมุปบาท ที่ลึกซึ้งถึงขนาดที่ต้องใช้สติปัญญา ในขั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในการค้นคว้า และนำมาอธิบาย สั่งสอนแก่คนทั่วไป แต่ก็ยังยากลำบากที่สัตว์ทั้งหลายจะเข้าใจ จนถึงกับพระองค์ทรงดำริน้อมพระทัยไปในทางที่จะไม่สั่งสอน ใครเสียเลย ในคราวตรัสรู้ใหม่ ๆ โดยทรงเห็นว่าจะเหนื่อย เปล่า หรือได้ผลไม่คุ้มค่าเหนื่อย, แต่ในสุด กำลังพระมหา- กรุณากระตุ้นให้พระองค์ทรงทนลำบาก เพื่อสอนเรื่องที่ยาก หรือลึกซึ้งนี้จนได้ เพื่อเห็นแก่คนบางคน ที่อาจจะเข้าใจได้ และมีอยู่ในโลกนี้. ข้อนี้ เราจะต้องเห็นความยากลำบากของ พระพุทธองค์ ในการที่จะต้องทรงอธิบายเรื่องที่คนธรรมดา สามัญเข้าใจไม่ได้, ให้เข้าใจจนได้,
น.173 (๕) ข้อเท็จจริงอันลึกซึ้งเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีอยู่ว่า พระพุทธเจ้าท่านประกาศศาสนาด้วยความยากลำบาก คือต้อง ตรัสด้วยภาษาถึงสองภาษา ในคราวเดียวกัน, คือตรัสโดย "ภาษาธรรม" สำหรับสอนศีลธรรมแก่คนที่ยังหนาไปด้วย สัสตทิฏฐิ คือมีความรู้สึกเป็นตัวเป็นตน เป็นของ ๆ ตนจน ยึดมั่นอยู่อย่างเหนียวแน่นเป็นประจำ, และตรัสโดย "ภาษา ธรรม" สำหรับสอนคนที่มีธุลีในดวงตาอันเบาบางแล้ว จะได้เข้าใจปรมัตถธรรม เป็นการสอนปรมัตถธรรม ให้รอด พ้บไปจากสัสตทิฏฐิอันเป็นสมบัติดั้งเดิม เพื่อให้ทิ้งสมบัติ ดั้งเดิมนั้นเสีย, มันเป็น ๒ ภาษากันอยู่ดังนี้. สำหรับปฏิจจ- สมุปบาทนั้นเป็นเรื่องปรมัตถธรรม ที่ต้องพูดกันด้วย "ภาษา ธรรม" เป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามไปหมดจากเรื่อยศีลธรรม แล้วจะนำมาตรัสด้วย ภาษาคนที่ใช้ สำหรับเรื่องศีลธรรมได้ โดยวิธีใด หรืออย่างไร ? เมื่อตรัสโดยภาษาคน ท่านตรัสไม่ ได้, ถ้าตรัสโดยภาษาธรรม คนฟังก็ตีความตามภาษาคนไป หมด เลยไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิดอย่างตรงกันข้ามไปเสียเลย อันนี้เองเป็นต้นตอของปัญหาอัน ยุ่งยากสำหรับ การสอนเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ที่ทำให้ทรงท้อพระทัยในทีแรกถึงกับจะไม่ ทรงสอน, ที่ทรงสอนแล้วก็ยังไม่เข้าใจ ดังเรื่องของภิกษุสาติ-
น.174 (๖) เกวัฏฏบุตร ดังที่กล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้ ที่หน้า ๖-๗ เป็น ต้น, กระทั่งถึงพวกเราเวลานี้ สอนเรื่องนี้กันไม่รู้เรื่อง พูด กันไม่รู้เรื่อง, สนทนากันไม่รู้เรื่อง, รับคำสอนแล้ว ปฏิบัติอะไรไม่ได้ ยิ่งปฏิบัติยิ่งผิดไกลออกไปอีก, ดังนี้ เป็นต้น. เมื่อทรงสอนศีลธรรม ก็ต้องตรัสอย่างมีสัตว์ มี บุคคล มีตัวตน กระทั่งมีตถาคตเอง, กระทั่งสอนให้ทำบุญ กุศล ตายแล้ว จะได้รับผลบุญกุศลที่สร้างไว้. ครั้นทรงสอน ปรมัตถธรรม ก็ตรัสอย่างไม่มีสัตว์ บุคคล กระทั่งตถาคต เอง, มีแต่สิ่งที่อาศัยกันเกิดขึ้นชั่วขณะ ๆ ทะยอยกันไป ที่ เรียกว่าปฏิจจสมุปปันนธรรมแต่ละอย่าง ๆ ติดต่อกันเป็น สาย เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ไม่มีทางที่จะพูดว่าตัวใคร แม้ในขณะนี้, จึงไม่มีใครเกิด หรือใครตาย ไปรับผลกรรม เก่า ทำนองสัสตทิฏฐิ และ ทั้งไม่ใช่ ตายแล้วก็สูญไปใน ทำนอง อุจเฉททิฏฐิ เพราะว่าไม่มีคนที่จะตายไปขาดสูญ เสียแล้วตั้งแต่บัดนี้ ความอยู่ที่ตรงกลางนี้แหละ คือเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท หรือมัชฌิมาปฏิปทาทางปรมัตถธรรม, คู่ อริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งเป็นมัชฌิมาปฏิปทา ที่ใช้ได้กระทั่ง
น.175 (๗) ทางศีลธรรม. ตามปรกติคนธรรมดาทั่วไป ก็ยึดถือทาง ศีลธรรม เพื่อสบายใจอยู่ด้วยความดี ตลอดเวลาที่เหตุปัจจัย ของความดียังไม่เปลี่ยนแปลง. พอเหตุปัจจัยนั้นเปลี่ยนแปลง หรือว่ามันแสดงความไม่เที่ยงเป็นอนัตตา และเป็นทุกข์ เพราะความยึดถือขึ้นมา ความรู้เพียงแค่ศีลธรรมนั้นก็ไม่ เป็นที่พึ่งได้ จึงต้องหันไปหาเรื่องปรมัตถธรรม เช่นเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทนี้ เพื่อกำจัดความรู้สึกเป็นทุกข์ ที่เลื่อน ระดับสูงขึ้นไป, คือมีใจอยู่เหนือความมีตัวตน หรืออะไรที่ เป็นของตน กระทั่งความดีชั่ว บุญบาป สุขทุกข์. โดยไม่มี ความทุกข์อะไรเหลืออยู่เลย. ดังนั้น การสอนเรื่องปฏิจจสมุป- บาทชนิดที่มีตัวตน และเนื่องกันเป็นชาติ ๆ ไปนั้น ผิดหลัก ปฏิจจสมุปบาท หรือผิดหลักของพุทธวจนะ ซึ่งต้องการจะ สอนให้คนหมดสิ้นความรู้สึกว่าตัวตน, หรืออยู่เหนือความ รู้สึกว่ามีตัวตนโดยประการทั้งปวง. ดังนั้นเรื่องปฏิจจสมุปบาท จึง ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องศีลธรรม ที่ยังต้องอาศัยสัสตทิฏฐิ หรือความมีตัวตนเป็นมูลฐาน แต่ประการใด. อย่างไรก็ตาม เ รื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ อาจมีได้ เป็น ๒ อย่าง คืออย่างที่อธิบายผิดหรือเพ้อ จนปฏิบัติ
น.176 (๘) อะไรไม่ได้ และอธิบายกันมาผิด ๆ ตั้งพันปีแล้ว (ดังที่กล่าว ในหน้า ๕๖ แห่งหนังสือนี้) และอีกอย่างหนึ่งก็คือ ปฏิจจ- สมุปบาทที่ถูกต้อง หรืออธิบายอย่างถูกต้องตรงตามพุทธ ประสงค์ ใช้ปฏิบัติได้ที่นี่เดี๋ยวนี้ ได้รับผลที่นี่เดี๋ยวนี้ ได้แก่ การระวังเมื่อมีมารกระทบทางอายตนะ อย่าให้เวทนาปรุง เป็นตัณหาขึ้นมาได้, และปฏิบัติกันอยู่ทั่ว ๆ ไป โดยไม่เรียก ว่าปฏิจจสมุปบาทก็ยังมี และได้ผลเป็นที่พอใจอยู่ตลอดเวลา ผู้สนใจจะต้องระวังให้ดี เพื่อให้ถูกตัวปฏิจจสมุปบาทของ พระพุทธเจ้าในเมื่อมันปนเปกันอยู่เป็นสองชนิดอย่างนี้. ปฏิจจ-สมุปบาทที่แท้ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่อุจเฉททิฏฐิ ที่จะทำให้คนไม่ทำดี ไม่รับผิดชอบ หรือไม่รักชาติ เหมือนที่ ชอบหาความกันอยู่ทั่วไป, และไม่ใช่สัสตทิฏฐิ ที่ทำให้ คนหลงตัวเอง หรือหลงชาติ หลงทุกอย่างที่เป็นตัวตนของ ตนอย่างคนบ้าหลัง. ปฏิจจสมุปบาท ไม่ใช่เรื่องเพื่อทาง ปริยัติเหมือนที่พูดกันอยู่โดยมาก, แต่ต้องเป็นเรื่องปฏิบัติที่ รัดกุม คือมีสติควบคุมความรู้สึกเมื่อมีการกระทบทางอายตนะ อย่าให้เกิดตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ขึ้นมาได้ โดยที่ไม่ ต้องใช้คำว่า ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นคำเทคนิคมากเกินไป นี้ก็ยังได้,
น.177 (๙) สิ่งที่เราจะต้องช่วยกันระวัง ก็คือ อย่าอธิบาย ปฏิจจสมุปบาทอันเป็นหัวใจของพุทธศาสนา ให้กลายเป็น ลัทธิ อนิมิสมฺ ที่มีจิตเจตภูตวิญญาณอะไรในทำนองเป็นผี มีตัวตนไปเกิด หรือสิ่งในร่างที่เกิดแล้วอยู่ตลอดเวลาเลย, นักศึกษาหรือฝรั่งแห่งยุคปรมาณู ยุคอวกาศ หรือยุคปิงปอง ก็ตาม เขาจะหัวเราะเยาะเอา. ขอให้ช่วยกันกู้หน้าพุทธบริษัท ไทยในส่วนนี้อย่างเคร่งครัด. อย่าเอาการสอนศีลธรรม ด้วย ภาษาคนหรือภาษาสัตตทิฏฐิ มาปนกันกับการสอนปรมัตถ- ธรรมด้วยภาษาธรรม หรือภาษาสัมมาทิฏฐิอันสูงสุด กล่าวคือ ความรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้เลย : การปฏิบัติตามหลักปฏิจจ- สมุปบาทนี้ จัดเป็น มัชฌิมาปฏิปทาฝ่ายปรมัตถธรรม (ปรากฏอยู่ในสูตรที่ ๕ อาหารวัด นิทานสังยุตต์ ๑๖/ ๒๑/ ๔๓), และในสูตรเดียวกันนี้ ได้ทรงระบุ สัมมาทิฏฐิอันสูงสุดหรือที่ เป็นโลกุตตระ ว่าได้แก่ทิฏฐิที่ไม่เอียงไปทางสัสตทิฏฐิ หรือ อุจเฉททิฏฐิ ด้วยอำนาจความรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง. ปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องอยู่ระหว่างกลาง : ระหว่างความมี ตัวตน กับความขาดสูญจากตัวตน, และเป็นเรื่องที่มีหลัก ของตัวเองว่า "เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี, เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงตับ," และหลักอันนี้เอง ที่ทำพุทธศาสนาไม่ให้ตก
น.178 (๑๐) ไปฝ่ายสัสตทิฏฐิ และทั้งฝ่ายอุจเฉททิฏฐิ, แต่อยู่ตรงกลาง. ดูให้ดี ๆ อย่าให้เรื่องมันกลายเป็นว่าเรากำลังสอนเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท อย่างไม่ใช่พุทธ แต่กลายเป็นฮินดูหรือ พราหมณ์ไปเสียแล้ว. ในหมู่ที่มีสัสตทิฏฐิ จะมีสิ่งที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ไม่ได้, เพราะมันเป็นของตรงกันข้าม. การ สอนปฏิจจสมุปบาทไปในรูปของสัสตทิฏฐิ . นั้นคือการ ทำลายหลักเรื่องปฏิจจสมุปบาทเสียนั่นเอง. นี่แหละคือข้อที่ ต้องระวัง. ข้อความในบาลี คือพระพุทธวจนะ ในสูตรทั้งหลาย ที่เป็นของเดิม ๆ พิจารณาดูแล้วจะเห็นได้ว่า มีการแยกกัน ได้อย่างชัดแจ้ง : เป็นเรื่องทางศีลธรรมของผู้ที่ยังต้องมี สัสตทิฏฐิอยู่พวกหนึ่ง, และเป็นเรื่องทางปรมัตถธรรม เพื่อทำลายสัสตทิฏฐิเสีย และก็ไม่เลยไปถึงอุจเฉททิฏฐิด้วย นี้ก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง. ครั้นตกมาถึงยุคอรรถกถา เกิดการน้อม เอียงขึ้นมากมายทั่วไปหมด คืออธิบายเรื่องปรมัตถธรรม ไป ในรูปของสัสตทิฏฐิ แม้กระทั่งเรื่องเช่นปฏิจจสมุปบาทนี้, มี โอกาสสักนิดหนึ่งเมื่อไร ก็จะอธิบายไปในรูปที่มีตัวตน ตาย แล้วไปเกิดโดยคนคนเดียวกัน, หรือกลายเป็นเรื่องวัตถุไปหมด.
น.179 (๑๑) ตัวอย่างเช่นนรก ก็จะอธิบายแต่นรกใต้ดิน หลังจากตายแล้ว ทั้งนั้น, ไม่ชี้นรกในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ที่น่ากลัวกว่า และอยู่ที่นี่แล้ว เสียเลย, หากจะมีนรกชนิดที่ตรัสไว้ใน ลักษณะที่เกิดทางเวทนาในปฏิจจสมุปบาท ก็พาเอาไปไว้ ใต้ดินหลังแต่ตายแล้วเสียอีกตามเคย. ดังนั้น ในการศึกษา เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ ต้องถือเอาบาลีเดิมเป็นหลัก อย่า มอบตัวให้กับอรรถกถาอย่างไม่ลืมหูลืมตา, หรืออย่ามอบตัว ๑๐๐ % ให้กับหนังสือที่แต่งชั้นหลัง เช่นคัมภีร์วิสุทธิมรรค เป็นต้น (ซึ่งเชื่อกันว่าผู้แต่งเป็นบุคคลคนเดียวกันกับผู้ รวบรวมอรรถกถาทั้งหมด) ซึ่งจะทำให้ ได้ยินได้ฟังแต่เพียง อย่างเดียว เหมือนกับการผูกขาด. แต่จะต้องสงวนสิทธิ์ และใช้สิทธิ์ตามที่พระพุทธองค์ ทรงมอบไว้ให้โดยหลักแห่ง กาลามสูตร, และมหาปเทศฝ่ายสุตตันตะดังที่ตรัสไว้ใน มหาปรินิพพานสูตรเป็นต้น นั่นเอง มาเป็นเครื่องคุ้มครอง ป้องกันการตกเป็นทาสของหนังสือที่แต่ง หรืออธิบายกันใน ชั้นหลัง ซึ่งเอียงไปในทางสัสตทิฏฐิ ยิ่งขึ้นทุกที. แต่ถ้ามี มหาปเทศเป็นต้นชนิดนี้อยู่ในมือ เราจะสามารถเลือกเฟ้น เอาแต่ของที่ถูกต้อง ออกมาจากกองขยะกองใหญ่ที่สุม ๆ กัน ไว้นั้นได้ อย่างมากมายเหมือนกัน, มิใช่จะไม่มีประโยชน์
น.180 (๑๒) อะไรเสียเลย, เว้นแต่ว่าจะต้องมีการเลือกคัดอย่างเคร่งครัด ตามกฎเกณฑ์ ที่พระพุทธองค์ ทรงวางไว้ สำหรับการเลือกคัด จริง ๆ เท่านั้น. ท่านผู้เป็นนักปราชญ์แห่งยุค เช่นสมเด็จ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ท่านก็ทรง แนะไว้อย่างนี้, แถมทรงแนะให้กระทำการวิจารณ์เช่นนี้ แม้ แก่ปกรณ์ชั้นบาลีสังคีติด้วยซ้ำไป, และข้าพเจ้า ก็ได้ทำตัวเป็น สานุศิษย์ที่เชื่อฟังอย่างดีของท่าน ตลอดมา. ตามหลักการ ของมหาปเทศนั้น สิ่งใดหรือปัญหาใด ลงกันไม่ได้กับ หลักการส่วนใหญ่ในธรรมและวินัย หรือที่เรียกว่า สุตฺเต โอสาเรตพฺพํ, วินเย สนฺทสเสตฺพํ, แล้ว ให้ถือว่า ฟัง มาผิด จำมาผิด อธิบายผิด หรือสอนผิด แล้วแต่กรณี สำหรับกรณีของปฏิจจสมุปบาทนี้ มีหลักการใหญ่เพื่อกำจัด สัสตทิฏฐิ และไม่เลยออกไปสู่อุจเฉททิฏฐิด้วย ในขณะเดียว กัน, ดังนั้น การสอนปฏิจจสมุปบาทให้เข้าใจไปในทำนอง ว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน ๓ ชาตินั้น, เป็นสิ่งที่รับไม่ได้โดย มหาปเทศ. หนังสือ "ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์" ที่ กำลังจัดพิมพ์อยู่ จะช่วยพิสูจน์อย่างมากในข้อนี้, หลักเกณฑ์ที่เนื่องกันอยู่กับปฏิจจสมุปบาท จะมี อยู่ดังต่อไปนี้ : -
น.181 (๑๓) ๑. จะมีภพ หรือชาติ ทุกคราวที่มีการกระทบทาง อายตนะ ที่ปราศจากสติปัญญาในเรื่องของวิมุติ ดังที่กล่าว ไว้ในหน้า ๔๗ ของหนังสือนี้, เรียกอีกอย่างหนึ่งก็ว่าในขณะ กระทบนั้น มีแต่อวิชชา จึงปรุงเป็นปฏิจจสมุปบาท. ๒. ในภาษาปฏิจจสมุปบาท จะไม่มีคำว่า บุคคล ตัวตนเราเขา ซึ่งเป็นผู้มีทุกข์ หรือดับทุกข์ หรือแล่น ท่องเที่ยวไปในวัฏฏสงสาร ดังเรื่องของภิกษุสาติเกวัฏฏบุตร ในหน้า ๖-๗ ของหนังสือนี้. ๓. ในภาษาปฏิจจสมุปบาท จะไม่มีคำว่า "สุข" จะมีแต่คำว่า ทุกข์ และดับไม่เหลือแห่งทุกข์, เพราะไม่มุ่ง จะแสดงสุข ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งสัตตทิฏฐิ, เว้นแต่จะกล่าวโดย ภาษาคน ถือเอาภาวะไม่มีทุกข์นั้น เป็นความสุข เพื่อ ประโยชน์แก่การสอนศีลธรรมเท่านั้นเอง ดังที่กล่าวว่า นิพพานเป็นยอดสุข เป็นต้น. ๔. ปฏิสนธิวิญญาณ ชนิดที่เป็นตัวตน ไม่มีใน ภาษาปฏิจจสมุปบาท, ดังนั้นคำว่าวิญญาณในปฏิจจสมุปบาท จึงทรงระบุไปยังวิญญาณหก, แต่ถ้าจะหาเลศเรียกวิญญาณ เหล่านี้ว่า "ปฏิสนธิวิญญาณ" ก็ยังมีทางทำได้ คืออธิบายว่า วิญญาณหกนี้เอง ก่อให้เกิดนามรูป-สฬายตนะ-ผัสสะ-
น.182 (๑๔) เวทนาขึ้นมา, แล้วยังสืบต่อลงไปถึงภพ และชาติ อันเป็น ตอนปลายของปฏิจจสมุปบาท, แต่พระองค์ไม่ทรงเรียก หรือ ทรงอธิบายไว้ในที่ไหนว่า ปฏิสนธิวิญญาณ, เพราะทรง ประสงค์ให้เรามองกันในแง่ของวิญญาณ ตามธรรมดานั่นเอง. คำว่าปฏิสนธิวิญญาณเพิ่งมีใช้ในหนังสือชั้นหลัง เป็นการดึง สัสตทิฏฐิกลับเข้ามาสู่พุทธศาสนาโดยปริยาย และเป็นกาฝาก ของพุทธศาสนา ซึ่งจะคอยกัดกินพุทธศาสนาให้หมดไป. เรามีวิญญาณหก ตามธรรมดา และมีปฏิจจสมุปบาทได้โดยไม่ ต้องอาศัยคำว่า ปฏิสนธิวิญญาณเลย. ๕. ในวงของปฏิจจสมุปบาท มีแต่ปฏิจจสมุป- ปันนธรรม คือสิ่งที่ได้อาศัยสิ่งอื่นแล้วเกิดขึ้นปรากฏอยู่ชั่ว ขณะเพื่อปรุงแต่งให้เกิดสิ่งอื่นต่อไป, การที่ปรุงแต่งกันนั้น เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท. มีคำที่ต้องสนใจหรือศึกษาเพียงสอง คำเป็นหลักสำคัญ, อย่าให้เกิดเป็นตัวตนหรือเป็นสัสตทิฏฐิ ขึ้นมา, และก็อย่าให้เห็นเป็นตรงกันข้ามจากตัวตน จนไม่มี อะไรเสียเลย คือกลายไปเป็นอุจเฉททิฏฐิ, แต่ให้อยู่ตรงกลาง ที่เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา คือมีปฏิจจสมุปปันนธรรมนั่นเอง. ๖. ถ้ากล่าวไปในทางเรื่องกรรม : ปฏิจจสมุปบาท มุ่งหมายแสดงกรรมที่ไม่ดำไม่ขาว และเป็นที่สิ้นสุด
น.183 (๑๕) แห่งกรรมดำกรรมขาว, โดยจัด บุญ อบุญ และอเนญชา เป็นเรื่องทุกข์ไปหมด, ต้องเหนือสิ่งทั้งสามนี้ จึงจะดับทุกข์ สิ้นเชิง; ดังนั้นจึงไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตน หรือสัสตทิฏฐิแต่ประการใดได้. ๗. หลักพุทธศาสนา ต้องประกอบอยู่ด้วยความ เป็นปัจจุบันธรรม หรือสันทิฏฐิโกเสมอ; การให้ปฏิจจ- สมุปบาทรอบเดียวกินเนื้อที่ตั้ง ๓ ชาติ (ตามความหมายใน ภาษาคนธรรมดา) นั้นไม่ใช่หลักสันทิฏฐิโก; อาการของ ปฏิจจสมุปบาททั้ง ๑๑ อาการต้องเป็นสันทิฏฐิโก ทั้ง ๑๑ อาการตลอดเวลา, จึงจะเป็นปฏิจจสมุปบาทชนิดที่ทรงสอน. ๘. สูตรของปฏิจจสมุปบาทนั้น ตรัสไว้หลายแบบ เช่นแบบอนุโลม จากอวิชชาไปหาความทุกข์, แบบปฏิโลม จากความทุกข์ไปหาอวิชชา, และมีทั้งฝ่ายนิโรธวารคือการ ดับ ซึ่งตรัสทั้งสองแบบด้วยเหมือนกัน, และยังมีตรัสตั้งต้น ที่อายตนะกระทบกันแล้วเกิดวิญญาณผัสสะเวทนาไปเลย โดย ไม่ต้องกล่าวชื่อของอวิชชาออกมา ก็ยังมี, และตรัสเพียง เวทนาลงไปหาความทุกข์ก็มี, ที่แปลกที่สุดนั้น ตรัสรวม สมุทวารกับนิโรธวารไว้ในสายตาเดียวกัน คือ ตรัสว่าอวิชชา ให้เกิดสังขาร-วิญญาณ-นามรูป ไปจนถึงตัณหาแล้วเปลี่ยน
น.184 (๑๖) เป็นตรัสความดับของตัณหา - อุปาทาน - เรื่อยไปจนถึงดับ ทุกข์; ทำนองจะทรงแสดงยืนยันว่า แม้ปฏิจจสมุปบาทจะ ดำเนินไปจนถึงตัณหาแล้ว ก็ยังอาจจะเกิดสติกั้นกระแสตัณหา นั้นให้หยุด และวกกลับกลายเป็นการดับทุกข์ได้อย่างน่า อัศจรรย์. ถ้าเราจะนำเอาสูตรของปฏิจจสมุปบาททุก ๆ แบบ มาพูดพร้อม ๆ กัน จะทำให้มองเห็นได้ชัดเดียวว่า เรื่อง ปฏิจจสมุปบาทนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกินเนื้อที่หรือเวลา คร่อม กันถึง ๓ ภพ ๓ ชาติ (ตามความหมายในภาษาคนธรรมดา) เลย. ๙. ปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องของขณิกวาท ไม่ ใช่สัสตวาท, ดังนั้นคำว่าเกิด คำว่าชาติ เป็นต้น ย่อม หมายถึงการเกิดในขณะแห่งปฏิจจสมุปบาทสายหนึ่ง ๆ ในชีวิต ประจำวันของคนธรรมดา, คือ เผลอสติเมื่อมีการกระทบทาง อายตนะครั้งหนึ่งตามที่กล่าวแล้วในข้อ ๑. นั่นเอง, รู้ได้ ง่าย ๆ เช่นเกิดโลภ, หรือโกรธ, หรือหลง, ครั้งหนึ่ง ๆ ก็ มีการเกิดแห่งตัวกูชาติหนึ่ง ๆ เสร็จไปแล้ว. ถ้าใครยังรักที่จะ ใช้คำว่า ชาตินี้ ชาติหน้า อยู่ ก็จงถือเอา ชาติในลักษณะ ขณิกะ เช่นนี้ก็ยังได้, ยังจะตรงตามความตามเป็นจริง เป็น สันทิฏฐิโก และมีประโยชน์กว่าที่จะถือเอาการเกิดตามภาษา
น.185 (๑๗) คน (คือออกจากท้องแม่ครั้งหนึ่ง) ซึ่งไม่ใช่ภาษาปฏิจจสมุป- บาทที่เป็นภาษาขณิกวาท, และทำให้เข้าใจเรื่องปฏิจจสมุปบาท ไม่ได้. เราควรจะชอบ ชาติหน้า ที่ใกล้ ๆ ที่คว้าถึง และ จัดการได้ตามต้องการ ดีกว่าชาติหน้าที่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน. ๑๐. ปฏิจจสมุปบาทสำหรับพูด นั้นเป็นปรัชญา: ไม่จำเป็น และไม่มีประโยชน์อะไรนัก. ปฏิจจสมุปบาทแท้ จริง คือการปฏิบัติ เพื่อไม่ให้ทุกข์เกิดขึ้นมาได้ ด้วยการมี สติในทวารทั้งหก เมื่อมีการกระทบทางอายตนะนั่นเอง โดย หลักที่เรียกว่า สำรวมอินทรีย์ในทวารทั้งหลายโดย ประการที่อาสวะจะไม่เกิดขึ้น, ซึ่งเป็นปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายนิโรธวารอยู่โดยสมบูรณ์, แม้จะมีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่น แต่เป็นเรื่องเดียวกันแท้, ปฏิจจสมุปบาทชนิดนี้ตรัสเรียกว่า สัมมาปฏิปทา (๑๖/๕/๒๐) ทั้งหมดนี้ เป็นหลักทดสอบเพื่อรู้จักปฏิจจสมุปบาท ที่แท้จริง คือปฏิบัติได้ และมีประโยชน์แก่การดับทุกข์โดยตรง: มีความทุกข์เพราะกิเลสครั้งหนึ่ง ก็จัดเป็นปฏิจจสมุปบาท คราวหนึ่ง หรือรอบหนึ่ง, และ คล้ายกับมีการเกิด ๒ หน คือ เมื่ออายตนะภายนอกและภายในกระทบกัน เกิดวิญญาณ
น.186 (๑๘) ขึ้นในขณะที่ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา นี้คือการเกิดขึ้นของ วิญญาณ-นามรูป-อายตนะ ซึ่งก่อนหน้านี้ เหมือนกับมิได้ มี เพราะกำลังหลับอยู่, วิญญาณในขณะนี้จึงอยู่ในลักษณะที่ พวกสัสตทิฏฐิจะขนานนามให้ ว่า "ปฏิสนธิวิญญาณ" ครั้น เกิดเวทนาด้วยอำนาจของผัสสะแล้ว ก็จักเกิดกิเลสโดยตรง คือตัณหาอุปาทาน อันจะก่อให้เกิดภพ-ชาติ ซึ่งเป็นการ เกิดอีกครั้งหนึ่ง, ซึ่งเป็นการเกิดของอัตตวาทุปาทาน เป็น ตัวกู-ของกู อันจะเสวยทุกข์ด้วยปัญหาอันเกิดมาจาก ชาติ- ชรา-มรณะ-โศกะ - ปริเทวะ - ทุกขะ- โทมนัส - อุปายาส, หรือที่เรียกรวม ๆ ว่า ปัญจฺปาทานักขันธ์อันเป็นทุกข์. รวม ความว่าในปฏิจจสมุปบาทรอบหนึ่ง จะมีการเกิด ๒ หนดังนี้ แต่ไม่จำเป็นต้องตายเข้าโลง จึงจะมีตายหรือเกิด ซึ่งเป็น เรื่องของร่างกายในภาษาคน ไม่ใช่เรื่องปฏิจจสมุปบาทที่ พระองค์ตรัสไว้. เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ มี ประโยชน์ที่ทรงมุ่งหมาย คือจะกำจัดเสียซึ่งอัตตานุทิฏฐิ หรือความสำคัญว่าตัวตน ให้ชัดเจนลงไป, ลำพังแต่จำแนกให้เห็นว่าขันธ์ห้าเป็นอนัตตา อย่างนั้นอย่างนี้ มันยังไม่พอ จึงต้องแสดงให้เห็นชัดด้วย
น.187 (๑๙) ลักษณาการของปฏิจจสมุปบาท, ว่า ขันธ์ทั้งหลายนี้ เพิ่ง เกิดเมื่อมีอาการ ๑๑ อาการของปฏิจจสมุปบาทเกิดขึ้น ครบถ้วน โดยหลักที่ว่า "เพราะสิ่งนี้มี, สิ่งนี้จึงมี. ฯลฯ;" นี้ทำให้เห็นอนัตตาชัดลงไป ทั้งที่ตัวกิเลส, ตัวกรรม, และ ตัววิบากของกรรม, หรืออีกอย่างหนึ่งก็ว่า เป็นอนัตตาทั้งที่ ตัวเหตุ และตัวผล ตลอดไปไม่เว้นระยะ, ถ้าไม่แจ่มแจ้งใน อาการของปฏิจจสมุปบาท, เพียงแต่ได้ฟังว่าเบญจขันธ์เป็น อนัตตา; ก็อาจจะเกิด ความฉงนอย่างน่าขบขัน ดังเรื่อง ของภิกษุรูปหนึ่งในปุณณมสูตร ชัชชนิยวัด สังยุตตนิกาย ว่า "ท่านผู้เจริญทั้งหลายเอ๋ย ได้ยินว่าขันธ์ทั้งห้า เป็นอนัตตา , กรรมทั้งหลายที่อนัตตากระทำ จะถูกต้องอัตตาที่กระทำ." ดังนี้, (๑๗/๑๒๒/๑๘๓). ข้อนี้เป็นการเห็นอนัตตาครึ่งท่อน ตามที่ได้ฟังว่าขันธ์เป็นอนัตตา, พอจะมองเห็นได้, แต่ครั้น ถึงคราวที่การทำกรรมมีผล ก็กระโดดออกไปรับเอาผลนั้นมา เป็นของตน สุขหรือทุกข์ก็ตาม, ทำให้เกิดอาการเล่นตลก ขึ้นมา. แต่ถ้ามีความแจ่มแจ้งในอาการของปฏิจจสมุปบาท แล้ว ความหลงชนิดนี้ ก็เกิดขึ้นไม่ได้. ผู้ที่เข้าใจแจ่มแจ้งในหลักของปฏิจจสมุปบาทที่ เป็นขณิกวาท ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนดังที่กล่าวแล้วนั้น ก็
น.188 (๒๐) ยังสามารถที่จะมีชาตินี้-ชาติหน้า, มีอบายคือนรกเดรัจฉาน เปรตอสุรกาย, มนุษย์ สวรรค์ พรหม, กระทั่งถึงพระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์ ได้ในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทนั้นเอง ด้วยอำนาจการปรุงแต่งของอภิสังขารที่เป็นบุญ เป็นอบุญ และเป็นอเนญชา ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้ว. ถ้าการปรุงแต่งนั้น สำเร็จรูปในตอนเกิดเวทนา, หรือในตอนเกิดชาติก็ตาม, ถ้า มีอาการเป็นความเดือดร้อนใจก็มีความหมายแห่งนรก, ดังที่ พระองค์ตรัสเรียกในสูตรที่ ๓ ปปาตวัด สัจจสังยุตต์ว่า นรก ชื่อมหาปริฬาหะ. และในสูตรที่ ๒ เทวทหวัด สฬายตน- สังยุตต์ว่า ฉผัสสายติกนรก (๑๘/๑๕๘/๒๑๔) เป็นต้น, ซึ่ง เป็นนรกจริง หรือน่ากลัวยิ่งกว่านรกใต้ดินของพวกสัสตทิฏฐิ, และในสูตรที่ ๓ ถัดไป ได้ตรัสถึงสวรรค์ ชื่อ ฉผัสสายติก- สวรรค์ ซึ่งเป็นสวรรค์แท้หรือสวรรค์จริงก็ยิ่งกว่าสวรรค์บน ฟ้าของพวกสัสตทิฏฐินั้นอีก. ถ้าเวทนาหรือความทุกข์นั้น เต็มไปด้วยความกลัว ก็เป็นอสุรกาย, ถ้าเต็มไปด้วยความหิว ดังใจจะขาด ก็คือเปรต, โง่ก็คือสัตว์เดรัจฉาน, ทุกข์พอ ประมาณอย่างมนุษย์ก็เป็นมนุษย์, อร่อยอยู่ด้วยกามารมณ์ นานาชนิด นานาระดับ ก็คือสวรรค์ชั้นต่าง ๆ กัน, และเมื่ออิ่ม อยู่ด้วยสุขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาในรูปฌาน และอรุป-
น.189 (๒๑) ฌานนานาชนิด ก็คือความเป็นพรหมนานาชนิดอีกนั่นเอง, เป็นของจริงยิ่งกว่าที่กล่าวว่าจะได้จะถึงต่อเมื่อเข้าโลงแล้ว,ทั้ง นี้เพราะตีความหมายของคำว่า โอปปาติกะ ในพุทธศาสนา ผิดไปนั่นเอง. ใน กระแสนิโรธวาร แห่งปฏิจจสมุปบาทนั้น เอง เราจะหาพบพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ที่แท้จริง เป็น สันทิฏฐิโก และปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ยิ่งกว่า พระรัตนตรัยที่มัวพร่ำเพ้อหากันแต่ปากของพวกสัสตทิฏฐิอีก นั่นเอง. ชาตินี้ คือปฏิจจสมุปบาทวงปัจจุบัน, ชาติหน้า ก็ คือปฏิจจสมุปบาทวงถัดไป ตามลำดับ ๆ, แม้นี้ก็เป็นชาตินี้ ชาติหน้าที่แท้จริง ยิ่งไปกว่าชาติของพวกสัตตทิฏฐิที่เอาการ เกิด จากท้องแม่และการเข้าโลงเป็นเครื่องกำหนดนับสิ่งที่ เรียกว่าชาติ. การนับอย่างนี้เป็นการนับตามภาษาคนหรือ ภาษาเด็กอมมือ, ไม่ใช่ภาษาปฏิจจสมุปบาทของพระพุทธองค์ เลย, แม้นี้ก็เป็นเครื่องช่วยได้ดีที่สุด ในการศึกษาให้รู้จักสิ่งที่ เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทชนิดที่เป็นของพระพุทธเจ้า; มิใช่ของ พวกอาจารย์สัสตทิฏฐิที่ว่าเอาเองในยุคหลัง ๆ แล้วก็ว่าสืบ ปรัมปราต่อ ๆ กันมาจนบัดนี้. สิ่งที่จะช่วยให้เข้าใจข้อเท็จจริง ที่ว่า ภาษาปฏิจจ- สมุปบาท หรือภาษาสูงสุดในทางธรรม เป็นสิ่งที่ต่างจาก
น.190 (๒๒) ภาษาชาวบ้านธรรดาที่ยังต้องเจืออยู่ด้วยสัสตทิฏฐินั้น มีอยู่ มากมายหลายอย่าง, ตัวอย่างเช่นสิ่งที่เรียกว่า "สัมมาทิฏฐิ" สัมมาทิฏฐิที่ตรัสไว้ในภาษาคนสำหรับปุถุชนทั่วไปนั้น จะ ระบุว่ามีโลกนี้โลกหน้า มีบิดามารดา มีนรกสวรรค์ มีกรรม และคนผู้ทำกรรม รับผลกรรม ชาตินี้และชาติหน้าต่อ ๆ ไป ตามโวหารที่คนธรรมดาสามัญเข้าใจและยึดถือ, ครั้นมาถึง สัมมาทิฏฐิชั้นกลาง ดังที่ปรากฏอยู่ในฐานะเป็นองค์แห่ง อัฏฐังคิกมรรคนั้น ไม่ทรงระบุเช่นนั้น, ระบุแต่เรื่องทุกข์กับ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เท่านั้น, จะไม่ระบุ หรือยอมรับว่า มีบุคคลผู้ทุกข์ หรือผู้ทำการดับทุกข์เลย, และก็เรียกว่า สัมมาทิฏฐิด้วยเหมือนกัน. ครั้นมาถึง สัมมาทิฏฐิชั้นสูงสุด หรือชั้นโลกุตตระจริง ๆ ดังที่ตรัสไว้ใน สูตรที่ ๕ อาหารวัด นิทานสังยุตต์นั้น กลับระบุสูงขึ้นไปอีก คือทิฏฐิที่เห็นปฏิจจ- สมุปบาทจริงแล้ว ไม่เอียงไปทางอัตถิตา (ความเห็นว่า ตัวตนมี) และ ไม่เอียงไปทางนัตถิตา (ว่าตัวตนไม่มี), เพราะเห็นชัดอยู่แต่ในระหว่างกลาง คือเห็นกระแสแห่ง ปฏิจจสมุปบาทซึ่งมีอยู่ว่า "เพราะสิ่งนี้ มี สิ่งนี้จึงมี เพราะ สิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี; " ดังนี้, ทุกอย่างมิใช่ตัวตนหรือ บุคคลในความหมายใด ๆ แม้แต่จะกล่าวว่านรกสวรรค์ก็
น.191 (๒๓) ไม่มีหนทาง. ยิ่งกว่านั้นยังเรียกการเห็นถึงขนาดนี้ว่า มัชฌิมา ปฏิปทา โดยแท้จริงอีกด้วย, (๑๖/๒๑/๕๓) เพราะไม่เอียง ไปทางสัสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ แต่ประการใดเลย. ขอให้ สังเกตให้เห็นว่า สัมมาทิฏฐิในภาษาคนนั้น พูดว่ามีตัวตน, ส่วนสัมมาทิฏฐิในภาษาธรรม หรือภาษาปฏิจจสมุปบาทนั้น หามีตัวตนไม่, แต่ก็เป็นสัมมาทิฏฐิในพุทธศาสนาด้วยกัน ทั้งนั้น. ภาษาคนสำหรับสอนศีลธรรมแก่คนทั่วไป, ภาษา ธรรมสำหรับสอนปรมัตถธรรม แก่ผู้ที่มีธุลีในดวงตาแต่ เล็กน้อย สำหรับจะเป็นอริยสาวกต่อไปเท่านั้น. พระพุทธ องค์ต้องตรัสด้วย ภาษา ๒ ภาษา อยู่อย่างนี้เสมอ, และ เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นเรื่องปรมัตถธรรมอันสูงสุด, ไม่ใช่ เรื่องศีลธรรม, ดังนั้นจึงไม่มีตัวตนสำหรับมาท่องเที่ยวเป็น ชาติ ๆ จนปฏิจจสมุปบาทสายหนึ่งต้องกินเนื้อที่ หรือเวลา ตั้ง ๓ ชาติเลย. ในที่สุดนี้ ก็มาถึงปัญหาที่จะต้องทำการวิจารณ์การ สอนหรืออธิบายปฏิจจสมุปบาทรอบหนึ่งตั้ง ๓ ชาติ ว่า ทำการ วิจารณ์ด้วยวัตถุประสงค์อะไร,
น.192 (๒๔) การสอนปฏิจจสมุปบาท รอบเดียวกินเนื้อที่ ๓ ชาติ (ตามภาษาคน) นั้น เป็นที่เข้าใจตรงกันว่า ออกมาจากคัมภีร์ วิสุทธิมรรคของพระพุทธโฆษาจารย์, โดยตรงบ้าง; อย่าง กำกามบ้าง เพราะเท่าที่มีหลักฐานอันเป็นลายลักษณ์อักษร ปรากฏอยู่ ไม่มีคัมภีร์ไหนเก่าเท่าคัมภีร์วิสุทธิมรรค ที่อธิบาย เช่นนี้, ดังนั้นการวิจารณ์ของข้าพเจ้าจึงพุ่งไปยัง คัมภีร์นั้น, หรือผู้ที่เชื่อกันว่าเป็นผู้แต่งคัมภีร์นั้น, ดังที่ปรากฏอยู่ที่ หน้า ๗๓ แห่งหนังสือเล่มนี้. แต่เมื่อกล่าวให้ถูกต้องแล้ว การวิจารณ์ ไม่ใช่วิจารณ์พระพุทธโฆษาจารย์ เพราะ ปฏิจจสมุปบาทนี้ เป็นของพระพุทธศาสนา เป็นของพระ- พุทธเจ้า เราต้องช่วยกันมีไว้ศึกษาหรือปฏิบัติในลักษณะที่ถูก ต้อง, คือมีประโยชน์, และเราไม่พอใจคำอธิบายของผู้ใดที่ เห็นว่าอธิบายผิดไปจากความมุ่งหมายของพระพุทธเจ้า, ดังนั้น คำวิจารณ์ ก็มิใช่คำวิจารณ์อะไร เป็นเพียง การแสดงเหตุผล ที่ขอให้ย้อนไปพิจารณาพระบาลีเดิม ๆ อันเกี่ยวกับ ปฏิจจสมุปบาทนี้กันเสียใหม่, เพื่อทุกคนจะรู้ได้เอง เห็น ได้เอง ว่าเป็นอย่างไร โดยไม่ต้องเชื่อข้าพเจ้า หรือเชื่อใครให้ ผิดหลักกาลามสูตร. การทำอะไรงมงายไป ตามที่ตรัสห้ามไว้ ในกาลามสูตรทั้ง ๑๐ ข้อนั้น เป็นสิ่งที่ใซ้ไม่ได้แน่. เราจะ
น.193 (๒๕) ต้องใช้สิ่งที่ตรัสเรียกว่า "ยถาภูตสัมมัปปัญญา" ดังที่ตรัสไว้ ในสูตรที่ ๘ มหาวรรค, อภิสมยสังยุตต์ (๑๖/๑๔๔/๒๒๔) เป็นเครื่องมือตัดสินปัญหาเหล่านี้. สมมติว่า ถ้าข้าพเจ้าจะมุ่ง วิจารณ์พระพุทธโฆษาจารย์จริง ๆ แล้ว ข้าพเจ้าก็จะวิจารณ์ ในแง่ว่า คัมภีร์วิสุทธิมรรคของพระพุทธโฆษาจารย์นั้น เป็นคัมภีร์ที่เพียงแต่เอานิทานต่าง ๆ กับบทวิเคราะห์ศัพท์ ทางปริยัติมาพอกหุ้มให้กับคัมภีร์วิมุตติมรรค, ซึ่งมีอยู่ก่อน แล้วเท่านั้นเอง. เรื่องมันจะไปกันใหญ่โตและเป็นการวิจารณ์ กันจริง ๆ. เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าต้องการแต่เพียงจะดึงความสนใจ ของพวกเราที่รักพระพุทธเจ้ามากกว่าผู้ใด มาสนใจใน คำ อธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาท ที่พระองค์ได้ตรัสไว้อย่าง มากมาย นั้นกันเสียใหม่, แม้มันจะยากลำบากเพียงไร ก็ล้วน แต่เป็น สิ่งที่ต้องอุทิศยิ่งกว่าอุทิศ เพื่อให้สิ่งที่ทรงประสงค์จะ ให้เป็นประโยชน์แก่สรรพสัตว์ เป็นประโยชน์แก่สรรพสัตว์ได้ จริง, ไม่ใช่ให้นอนเป็นหมันอยู่ดังเช่นในบัดนี้ ซึ่งดีแต่ เพียงเอาไว้เถียงกันในลักษณะที่ไม่มีประโยชน์อะไรเกิดขึ้นมา. เมื่อคำอธิบายของพระพุทธโฆษาจารย์ไม่ประกอบด้วยเหตุผล ต่อการพิสูจน์ตามหลักแห่งพระพุทธวจนะในสูตรทั้งหลาย อัน เป็นปกรณ์ชั้นบาลีแล้ว ก็อาศัยกำลังใจจากกาลามสูตรเป็นต้น
น.194 (๒๖) นั่นเอง ที่ไม้ซีกพุทธทาส จะงัดได้ซุงพุทธโฆษาจารย์ไปตาม สติกำลัง. แม้จะเป็นที่แย้มสรวลของผู้ใด ก็ยังมีปิติปราโมทย์ ในการกระทำของตนเป็นอย่างยิ่ง, เพื่อว่าความถูกต้องจะเข้า มาสู่วงการศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาท อันเป็นเรื่องหัวใจของ พุทธศาสนา กันเสียที ดังบาลีสังคีติยทุกัง ที่ยกมาไว้ให้เห็น ในตอนขึ้นต้นของคำชี้แจงนี้แล้ว. พุทธทาส อินทปัญโญ สวนโมกขพลาราม ไชยา ๓๐ กันยายน ๒๕๑๔
น.195 (ปฏิจจสมุปบาท ซ้อน ปฏิจจสมุปบาท.) [ตรัสไว้ในบาลี ตติยสูตร ทสพลวรรค, สํ.;๑๖/๓๕/๖๔] (ดูอธิบายในหนังสือเล่มนี้ หน้า ๑๑๐)
น.196 คืออะไร? พุทธทาสภิกขุ แสดง ณ สวนโมกขพลาราม ไข่ยา เสาร์ ๑๒ มิ.ย. ๒๕๑๔ ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์ในวันนี้ จะพึงมีโดยหัว ข้อว่า หลักปฏิบัติเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท ดังที่ท่านทั้ง หลายก็ทราบกันอยู่ดีแล้ว. คำว่า ปฏิจจ สมุปบาท ยังคงเป็นคำที่แปลกประหลาด หรือแปลกหูสำหรับคนส่วนมาก แต่แล้วเราก็ไม่อาจจะ เปลี่ยนไปใช้คำอื่นได้จะต้องใช้คำนี้อยู่ต่อไป ฉะนั้นเป็น หน้าที่ ของท่าน ทั้งหลาย ที่จะต้อง พยายาม เข้าใจคำ ว่าปฏิจจ- สมุปบาทนี้ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนกว่าจะเคยชินเป็นคำธรรมดา. ผู้ที่เคยบวชเรียนก็พอจะได้ยินได้ฟังคำนี้อยู่บ้าง แต่ผู้ที่เป็น ชาวบ้านเต็มที่แล้วก็จะฉงนและเป็นเหตุให้ไม่สนใจ ทีนี้ก็
น.197 ๒ เลยไม่เข้าใจ เรื่องที่สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา ดังนั้น จึงเห็นว่าควรจะเอามาพูดให้เป็นเรื่องที่เข้าใจกันเป็นธรรมดา ไปในที่สุด. การที่ต้องเอาเรื่องนี้มาพูดก็เพราะว่า มันเป็น หัวใจ ของพุทธศาสนา. เมื่อพูดถึงหัวใจของพุทธศาสนา คนโดยมากก็นึกถึง เรื่องอริยสัจจ์. แต่ขอให้เข้าใจว่าปฏิจจสมุปบาทนี้ ก็คือ อริยสัจจ์ที่สมบูรณ์แบบ คือว่าเต็มขนาด ; จึงขอเรียกว่า “อริยสัจจ์ใหญ่" ซึ่งจะได้อธิบายกันต่อไป. ในที่นี้ขอให้สรุป ความสั้น ๆ ไว้ที่หนึ่งก่อนว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่อง อริยสัจจ์ใหญ่, เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ; ฉะนั้นต้องเอามา พูดกันจนเป็นที่เข้าใจอย่างยิ่ง. ที่นี้ก็มีสิ่งที่ควรจะทราบไว้ต่อไป สิ่งที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทนั้นมันมีอยู่ในคนเราแทบจะตลอดเวลา. สิ่งที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทที่ยังฟังไม่รู้ว่าอะไรนั่นแหละ มันมี อยู่ในคนเรา ในตัวเราเกือบตลอดเวลา แล้วเราก็ไม่รู้จัก อย่างนี้ก็เรียกว่ามันเป็นความผิดของเรา ไม่ใช่ความผิดของ ธรรมะ. เราไม่สนใจเราจึงไม่รู้จักสิ่งที่มีอยู่ในตัวเราแทบว่า
น.198 ๓ ตลอดเวลา ; เดี๋ยวก็จะได้พูดให้ฟัง ว่ามันมีอยู่ในคนเราแทบ ตลอดเวลาอย่างไร. ทีนี้ เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้มันเป็นเรื่องที่ถ้าผู้ใดเข้า ใจแล้ว ก็อาจจะปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ของตนได้. และเมื่อ มองกันอีกทางหนึ่ง เราต้องถือว่าเป็นหน้าที่ที่เราจะต้องทำ กันทุกคน ; และช่วยทำกันและกันให้เข้าใจเรื่องปฏิจจสมุป- บาทนี้ให้ได้. มันเป็นหน้าที่ของคนเราที่จะต้องเข้าใจเรื่องนี้ แต่ละคน ๆ แล้วมันยังเป็นหน้าที่ที่จะต้องช่วยให้ผู้อื่นเข้าใจ ด้วย ข้อนี้เป็นพระพุทธประสงค์ ; และเมื่อเราทำได้ดังนี้แล้ว ความตรัสรู้ของพระพุทธองค์ก็จะไม่เป็นหมัน ข้อนี้เป็นเช่น เดียวกับเรื่องอริยสัจจ์ : ถ้าไม่มีผู้ใดรู้เรื่องอริยสัจจ์ความตรัสรู้ ของพระพุทธเจ้าก็จะเป็นหมันคือไม่มีประโยชน์อะไร. เรื่อง ปฏิจจสมุปบาทมันยิ่งไปกว่านั้น หมายความว่าเป็นเรื่องอริย- สัจจ์ที่สมบูรณ์เต็มที่ รวมความแล้วก็ว่า เราจะต้องช่วยกัน และกันให้รู้เรื่องปฏิจจสมุปบาทกว้างขวางออกไปทั่วทุกคนใน หมู่พุทธบริษัท. นี้เป็นเหตุผลในขั้นต้นอย่างย่อ ๆ ว่าทำไม เราจึงต้องพูดเรื่องปฏิจจสมุป บาทซึ่งเป็นเรื่องอริยสัจจ์ใหญ่.
น.199 ๔ ทีนี้ก็จะขยายความเรื่องนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นไป โดยจะ ตั้งหัวข้อว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้คือเรื่องอะไร ? แล้ว เพราะเหตุใดจึงต้องมีเรื่องนี้ ? ปฏิจจสมุปบาทเพื่อ อะไร ? และมี ได้โดยวิธีใด ? ถ้าถามว่า ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ? ก็ตอบว่า ปฏิจจสมุปบาทคือการแสดงให้ทราบว่า "ทุกข์จะเกิดขึ้นมา อย่างไร และจะดับลงไปอย่างไรโดยละเอียด ; และ แสดงให้ทราบว่า การที่ทุกข์เกิดขึ้นและดับไปนั้น มี ลักษณะเป็นธรรมชาติที่อาศัยกันและกัน ไม่ใช่ต้องมี เทวดา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรืออะไรที่ไหนมาช่วยทำให้ความ ทุกข์เกิดหรือทำให้ความทุกข์ดับ. มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ ที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่หลาย ๆ ชั้น และอาศัยกันแล้วทำให้ความ ทุกข์เกิดขึ้นหรือจะทำให้ความทุกข์ดับไปก็ตาม. คำว่า "ปฏิจฺจ" แปลว่าอาศัย ; คำว่า "สมุปบาท" แปลว่า เกิดขึ้นพร้อม ; เรื่องของสิ่งที่อาศัยซึ่งกันและกันแล้วเกิดขึ้นพร้อม นี่คือเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท. ทีนี้ อีกส่วนหนึ่งก็เป็นการแสดงให้รู้ว่า ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา อยู่ที่นี่ หรือว่าจะเวียนว่ายต่อไป
น.200 ๕ มันเป็นเพียงธรรมชาติล้วน ๆ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป. ถ้า เข้าใจเรื่องปฏิจจสมุปบาทก็จะเข้าใจได้ว่าไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ที่เราเกียกว่า "ตัวกู" นี้ไม่มี. ถ้าคนไม่รู้ เรื่องนี้ ก็จะปล่อยไปตามความรู้สึกคิดนึกตามธรรมดาซึ่งมี อวิชชาครอบงำ แล้วมันก็รู้สึกว่า มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา. นี่ความมุ่งหมายของเรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นอย่าง นี้. ใจความสำคัญก็คือว่า แสดงให้รู้ว่า ทุกข์เกิดและดับ อย่างไร และการเกิดและดับนั้น เป็นการอาศัยซึ่งกันและกัน เกิดและดับ และว่าอาการเหล่านั้นทั้งหมดนั้น ก็มิใช่สัตว์ มิใช่บุคคล มิใช่ตัวตน เรา เขา. ทีนี้ ที่ยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือว่า การที่มันอาศัยกัน เกิดขึ้นและดับลงนี้ มันรุนแรงแบบสายฟ้าแลบ คือรวด เร็ว รุนแรงแบบสายฟ้าแลบ. ขอให้ทุกคนสังเกตดูให้ดีว่า ความคิดนึกของคนเราที่เกิดขึ้นมานี้ มันรวดเร็วรุนแรง ตัวอย่างเช่นความโกรธอย่างนี้ เกิดขึ้นมารวดเร็วเหมือนกับ สายฟ้าแลบ. นี้เรียกว่าพฤติของจิตที่เกิดขึ้นรวดเร็วรุนแรง เหมือนสายฟ้าแลบ ที่เป็นไปเพื่อความทุกข์ในชีวิตประจำวัน ของคนเรานั่นเอง. นั่นแหละคือเรื่องปฏิจจสมุปบาทโดยตรง
น.201 ๖ ถ้ามองเห็น จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าหวาดเสียว หรือเป็น เรื่องที่น่ากลัวที่สุด แต่ถ้าไม่มองเห็น มันก็เหมือนกับว่า ไม่มีอะไร. นี่ถ้าถามว่า ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร อย่างเป็น ภาษาธรรมดาสามัญที่สุด ก็ตอบว่าคือเรื่อง พฤติของจิตที่ เกิดขึ้นเป็นไปเพื่อทุกข์ แล้วก็รวดเร็วรุนแรงเหมือนสาย ฟ้าแลบ แล้วก็มีอยู่ในชีวิตประจำวันของคนเรา. นี่ แหละคือตัวปฏิจจสมุปบาท. ทีนี้ ปัญหาที่สองถามว่า เพราะเหตุใดเราจึงต้องมี เรื่องปฏิจจสมุปบาท ? เราต้องมีเรื่องปฏิจจสมุปบาทเพื่อการศึกษาและปฏิบัติ. เดี๋ยวนี้มันไม่มีใครรู้เรื่องนี้ แถมยังกำลังเป็นมิจฉาทิฏฐิ. มิจฉาทิฏฐิของคนทั่วๆ ไปก็เป็นเหมือนมิจฉาทิฏฐิของภิกษุ เกวัฏฏบุตร. ภิกษุรูปนี้ ทั้งที่เป็นภิกษุก็มีทิฏฐิที่ถือ และยืนยันว่า "ตเทวิทํ วิญฺญาณํ สนฺธาวติ สํสรนฺติ, อนญฺญํ." ซึ่งแปลว่า "วิญญาณนี้เท่านั้น ที่แล่นไป ท่องเที่ยวไป ไม่มีสิ่งอื่น" * ภิกษุรูปนี้ถือว่า วิญญาณ นั้นเป็นสัตว์ เป็นบุคคล แล้วก็แล่นไป แล้วก็ท่องเที่ยวไป * บาลีมหาตัณหาสังขยสูตร มู.ม. ๑๒/๔๗๒/๔๔๐
น.202 ๗ ในวัฏฏสงสารคือการเกิดแล้วเกิดอีก ไม่มีสิ่งอื่น การที่ ถือว่าวิญญาณ นั้นเป็นสัตว์ หรือเป็นบุคคลตัวยืน โรงสำหรับ แล่นไปในวัฏฏสงสาร เช่นนี้ก็เพราะไม่ทราบความจริงเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท จึงได้เกิดมีทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิขึ้นมาอย่างนี้. ทีนี้ภิกษุทั้งหลายพยายามที่จะให้ภิกษุรูปนี้สละทิฏฐินี้ เสีย, เมื่อแกก็ไม่สละ ก็พากันไปทูลพระพุทธเจ้า. พระพุทธ เจ้าตรัสให้หาตัวไป แล้วก็ทรงสอบถามว่ามีทิฏฐิอย่างนั้นจริง ไหม ; ภิกษุรูปนี้ก็ทูลว่ามีทิฏฐิอย่างนั้นจริง ; คือว่า "วิญญาณ นี้แหละแล่นไปท่องเที่ยวไปไม่ใช่อื่น." ทีนี้พระพุทธเจ้าท่าน ก็ตรัสถามว่า อะไรเป็นวิญญาณของเธอ ? ภิกษุนี้ทูลตอบว่า " ยวายํ ภนฺเต วโท เวเทยฺโย, ตตฺร ตตฺร กลฺยาณปาปกานํ กมฺ มานํ วิปากํ ปฏิสํเวเทติ." ซึ่งแปลว่า "ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ! สิ่งใดที่มันพูดได้ หรือมันรู้สึกอะไรได้ แล้วมัน เสวยวิบากของกรรมทั้งหลาย ทั้งที่เป็นกรรมดีและกรรมชั่ว นั่นแหละคือวิญญาณ."* นี้ก็ยิ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิหนักขึ้นไปอีก : ตัววิญญาณ คือสิ่งที่ทำให้พูดได้ ที่ทำให้รู้สึกอะไรได้ แล้วเสวยผลกรรม ต่อไปข้างหน้า. * บาลีมหาตัณหาสังขยสูตร. ม.ม. ๑๒/๔๗๕/๔๔๓
น.203 ๘ คนธรรมดาฟังไม่ถูกว่า ทำไมการถืออย่างนี้จึงเป็น มิจฉาทิฏฐิ ; เพราะใครๆ ก็เชื่อว่า วิญญาณมีอยู่ แล้ว วิญญาณเป็นอย่างนั้น ๆ ฉะนั้นคนธรรมดาพูดกันเสีย อย่างนี้ จนชิน ก็เลยไม่รู้ว่านี่เป็นมิจฉาทิฏฐิ. คำพูดเช่นนี้เป็นมิจฉา ทิฏฐิ เพราะยืนยันว่าวิญญาณเป็นของเที่ยง เป็นของที่มีอยู่ ในตัวเอง มิใช่เป็นเพียงปฏิจจสมุปปันนธรรม คือมิใช่ เป็นเพียงผลของปฏิจจสมุปบาท. ที่แท้ วิญญาณเป็นเพียง ปฏิจจสมุปปันนธรรม หมายความว่า ไม่มีตัวตน เพียงแต่ ว่าอาศัยเหตุปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้นสืบต่อกันไปชั่วคราว ๆ เท่า นั้น. อย่างนี้เรียกว่า เห็นว่าวิญญาณนั้นเป็นปฏิจจสมุปบันน- ธรรม, ซึ่งตามนัยแห่งปฏิจจสมุปบาท แสดงให้เห็นว่าตัวตน ไม่มี. ที่นี้ ภิกษุสาติ เกวัฏฏบุตร นี้ยืนยันว่ามีตัวตน ; หรือ ยืนยันว่าวิญญาณนี้เป็นตัวตน คือมันแล่นไป มันท่องเที่ยวไป หรือว่าอยู่ที่นี่ มันก็พูด เป็นผู้พูด เป็นผู้รู้สึกอารมณ์ต่าง ๆ แล้วเป็นผู้เสวยวิบากของกรรมทั้งหลายที่เป็น กุศลเป็น อกุศล คือว่ามีตัวตน มีตัวเรา ที่เป็นอย่างนั้น, แล้วเรียกมันว่า วิญญาณ. นี่เพราะเหตุว่าคนทั้งหลายมีทิฏฐิอย่างนี้กันอยู่ทั่ว ไป โดยไม่รู้ว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ เราจึงต้องมีเรื่องปฏิจจสมุป-
น.204 ๙ บาท ที่บอกให้รู้ความจริงว่า มันไม่มีตัวตน ; วิญญาณนั้น มิใช่ตัวตน. ถ้าว่าวิญญาณมี มันก็เป็นเพียงปฏิจจสมุปปันน- ธรรม คือธรรมชาติที่อาศัยกันเกิดขึ้นทะยอยกันหยิบ ๆไป เท่านั้นเอง ; ไม่เป็นตัวเป็นตนอะไรที่ไหน. เพราะเหตุนี้จึง ต้องรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาท ทีนี้ ถามว่ารู้ ปฏิจจสมุปบาทเพื่ออะไร ? ก็เพื่อ พ้นจากมิจฉาทิฏฐิที่ว่าคนมีอยู่ ; แล้วคนไปเกิด ; แล้วคน เป็นไปตามกรรมเหล่านี้ ; แล้วก็เพื่อจะดับทุกข์สิ้นเชิง คือ มีสัมมาทิฏฐิขึ้นมา. ถ้ายังหลงเรื่องวิญญาณเป็นตัวตนก็ยัง เป็นมิจฉาทิฏฐิ มันก็มีความทุกข์และดับทุกข์ไม่ได้ ; ฉะนั้น จะต้องรู้เรื่องวิญญาณที่แท้จริงว่าเป็นอะไร ; คือเป็นปฏิจจ- สมุปปันนธรรมเกิดขึ้นโดยนัยแห่งปฏิจจสมุปบาท อย่างนี้มัน จะดับทุกข์ได้, และจะดับทุกข์ได้สิ้นเชิง โดยที่มีสัมมาทิฏฐิ เข้าใจอย่างถูกต้อง. ข้อนี้มีหลักบาลีสั้น ๆ ว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ ....วิญญาณเป็นปฏิจจสมุปปันนธรรม ; คือสิ่งที่ อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ; อญฺญตฺร ปจฺจยา นตฺถิ วิญฺญาณสฺส สมฺภโว ....ถ้าปราศจากซึ่งปัจจัยเหล่านั้นแล้ว การเกิดขึ้น แห่งวิญญาณมีไม่ได้. * ข้อนี้แสดงว่าถ้าวิญญาณมีตัวตน * บาลีมหาตัณหาสังขยสูตร มู ม. ๑๒/๔๗๕/๔๔๓
น.205 ๑๐ จริง, มันก็มีได้โดยตัวมันเอง โดยไม่ต้องอาศัยปัจจัยอะไร ; เดี๋ยวนี้ตัวมันเองมิได้มี ; มีแต่ปัจจัยที่ปรุงแต่งกันขึ้น แต่มัน ประณีตลึกลับถึงกับทำให้รู้สึกคิดนึกได้ ให้นามรูปนี้ทำ อะไรได้พูดจาได้อะไรได้ต่าง ๆ ก็เลยเข้าใจผิดไปในตัวมันเอง ว่ามีอะไรอันหนึ่งเป็นตัวเป็นตนอยู่ในนามรูปนี้ ซึ่งในที่นี้ เรียกกันว่าวิญญาณ. เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้มีก็เพื่อประโยชน์ อันนี้เอง ให้ละมิจฉาทิฏฐิเสีย แล้วจะได้ดับความทุกข์สิ้นเชิง ได้. ทีนี้ปัญหาต่อไปก็มีว่า จะดับทุกข์ได้โดยวิธีใด ? ทำ อย่างไร ? คำตอบก็เหมือนกับที่แล้ว ๆ มาในหลักทั่วๆ ไปว่า โดยการปฏิบัติที่ถูกต้อง คือการมีชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง หรือการเป็นอยู่ที่ชอบ. ความเป็นอยู่ที่ชอบนั้นก็คือ การเป็น อยู่ที่สามารถทำลายอวิชชาเสียได้ด้วยวิชชา คือการเป็น อยู่ที่ทำลายความโง่เสียได้ด้วยความรู้, หรือถ้าจะสรุปความอีก ที่หนึ่งก็เป็นการสรุปว่า คือการมีสติอยู่ตลอดเวลา ; และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีสติเมื่อมีอารมณ์มากระทบ. นี่ขอให้เข้าใจ คำว่า "เป็นอยู่โดยชอบ" นั้นเป็นอยู่อย่างนี้ คือเป็นอยู่โดยมีสติ สมบูรณ์อยู่ทุกเวลา และโดยเฉพาะเมื่อมีอารมณ์มากระทบ.
น.206 ๑๑ เมื่อเป็นอยู่อย่างนี้ความโง่เกิดไม่ได้อวิชชาเกิดไม่ได้ สามารถ ขจัดอวิชชาออกไปเสียได้ มันเหลืออยู่แต่วิชชา หรือความรู้ นี้แหละคือความเป็นอยู่ชอบเป็นอยู่ชนิดที่ความทุกข์เกิดไม่ได้. โดยหลักใหญ่ ๆ เรื่องปฏิจจสมุปบาทมันมีอยู่อย่างนี้. เมื่อถามว่าปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ? ก็คือการแสดง ให้รู้เรื่องความทุกข์ที่เกิดขึ้นในรูปสายฟ้าแลบในจิตใจของคน เป็นประจำวัน. เพราะเหตุใดเราจึงต้องรู้เรื่องนี้ ? ก็เพราะ ว่าคนมันกำลังโง่ไม่รู้เรื่องนี้. รู้เพื่อประโยชน์อะไร ? เพื่อให้ รู้ถูกต้องและให้ดับทุกข์เสียได้. จะดับทุกข์ได้โดยวิธีใด ? ก็ โดยวิธีที่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของปฏิจจสมุปบาท คือ อย่าให้กระแสปฏิจจสมุปบาทมันเกิดขึ้นมาได้ เพราะว่ามีสติ รู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา, เรื่องมันสัมพันธ์กันอยู่อย่างนี้. รวม กันก็เรียกว่า "ปฏิจจสมุปบาท." ทีนี้มัน ยังมีปัญหา ที่ร้าย แรง หรือ ยิ่งไป กว่า นั้น ก็คือ ปัญหาที่ว่า เรื่อง ปฏิจจสมุปบาทนี้กำลังสอนกันอยู่อย่างที่ เรียกว่าไม่ตรงหรือไม่ถูกต้องตามพระบาลีเดิม ; หมายถึง บาลีพระพุทธภาษิตที่มีอยู่ในสุตตันตะทั้งหลายที่เป็นของเดิม. ของเดิมในบาลีมีไว้อย่างหนึ่งมีอยู่อย่างหนึ่ง, และเดี๋ยวนี้มา
น.207 ๑๒ สอนกันไปเสียอีกอย่างหนึ่ง. ความผิดแปลกกันในข้อนี้ก็คือว่า ในพระบาลีเดิมพูดเรื่องปฏิจจสมุปบาทไว้ ในลักษณะที่มันติด ต่อกันเป็นสายไปเลย : ในรอบหนึ่งมีอยู่ ๑๑ อาการ อย่างนี้ มันติดต่อกันเป็นสายไปเลย. เดี๋ยวนี้มาสอนกันว่าใน ๑๑ อาการ รอบหนึ่งนี้ จะกินเวลายืดออกไปตั้ง ๓ ชาติ ; คือ ชาติในอดีตด้วย ชาติปัจจุบันด้วย ชาติอนาคตด้วย ไปสอน กันเสียอย่างนี้ จนปฏิบัติอะไรไม่ได้. ตามหลักพระบาลีเดิมนั้นมันติดต่อกันไปทั้งหมด ๑๑ อาการ ในขณะเดียวที่คนเรามีเรื่องที่เป็นกิเลสเกิดขึ้นในใจ ครั้งหนึ่ง ; เพราะฉะนั้นไม่ต้องกินเวลาตั้งสามชาติ : กินเวลา ไม่ถึงชาติ, กินเวลาไม่ถึงปี, กินเวลาไม่ถึงเดือน, กินเวลา ไม่ถึงวัน; หมายความว่าบางทีเพียงชั่วกระพริบตาเดียวเท่า นั้น ปฏิจจสมุปบาทเต็มรอบเป็นเรื่อง ๆ หนึ่งมีความทุกข์ เสร็จแล้ว. นี้คือการสอนที่ผิดจากพระบาลีเดิม แล้วเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทก็กลายเป็นเรื่องไม่มีประโยชน์อะไรเลย นอก จากไว้เถียงกันเล่น. ถ้าสอนอยู่อย่างถูกต้องตามพระบาลี เดิม ก็จะมีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะตรงกับปัญหาเฉพาะ หน้าที่มีอยู่ประจำวัน, ฉะนั้น ขอให้ตั้งใจฟังต่อไป.
น.208 ๑๓ การที่จะเข้าใจได้ดีทีแรกก็จะต้องรู้เรื่องจำนวนปฏิจจ- สมุปบาทธรรม ๑๑ นั้นแหละเสียก่อน. ๑๑ นั้นก็คือ ๑. อวิชฺชา ปจฺจยา สงฺขารา : เพราะอวิชชาเป็น ปัจจัยจึงเกิดสังขาร; ๒. สงฺขาร ปจฺจยา วิญฺญาณํ : เพราะสังขารเป็น ปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ ; ๓. วิญฺญาณ ปจฺจยา นามรูปํ : เพราะวิญญาณเป็น ปัจจัยจึงเกิดนามรูป ; ๔. นามรูป ปจฺจยา สฬยตนํ : เพราะนามรูปเป็น ปัจจัยจึงเกิดอายตนะหก ; ๕. สฬายตน ปจฺจยา ผสฺโส : เพราะอายตนะหกเป็น ปัจจัยจึงเกิดผัสสะ ; ๖. ผสฺสปจฺจยา เวทนา : เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึง เกิดเวทนา ; ๗. เวทนา ปจฺจยา ตณฺหา : เพราะเวทนาเป็น ปัจจัยจึงเกิดตัณหา ; ๘. ตณฺหา ปจฺจยา อุปาทนํ : เพราะตัณหาเป็น ปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน ;
น.209 ๑๔ ๙. อุปาทาน ปจฺจยา ภโว : เพราะอุปาทานเป็น ปัจจัยจึงเกิดภพ ; ๑๐. ภว ปจฺจยา ชาติ: เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิด ชาติ ; ๑๑. ชาติ ปจฺจยา ชรามรณํ โสกปริเทวทุกฺขโทม- นสฺอุปายาสา: เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา มีมรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขโทมนัส อุปายาส ซึ่งเป็นความทุกข์ทั้งสิ้น เกิดขึ้น. นับดูได้ตั้ง ๑๑ ตอน หรือ ๑๑ อาการ อาศัยกัน. เมื่อมีการอาศัยกันถึง ๑๑ ตอน มันจึงเป็นปฏิจจ- สมุปบาทรอบหนึ่งหรือสายหนึ่ง. ใน ๑๑ ตอน นี้แสดงไว้ใน พระบาลีจะเห็นได้ว่า ติดต่อกันไปไม่มีอะไรมาคั่น : ไม่จำ เป็นต้องเอา ๒ ตอนแรกไปไว้ชาติในอดีต; แล้วเอา ๘ ตอนตรงกลางมาไว้ในชาติปัจจุบัน ; แล้วอีกตอนหนึ่งไปไว้ ในชาติหน้า ; แล้วรอบหนึ่งสายหนึ่งกินเวลา ๓ ชาติ. อย่าง นี้มันจะทำอะไรกันได้ จะควบคุมมันได้อย่างไร จะปฏิบัติดับ ทุกข์ได้อย่างไร เพราะมันแยกกันอยู่ : เหตุอยู่ชาติหนึ่ง, ผล อยู่ชาติหนึ่ง, แล้วจะควบคุมมันได้อย่างไร: ฉะนั้นเดี๋ยวนี้เรา ไม่ได้รับประโยชน์ จากปฏิจจสมุปบาท หรือความรู้เรื่องปฏิจจ- สมุปบาทเลย เพราะเราเข้าใจผิด สอนกันผิด ให้มันคร่อม
น.210 ๑๕ กันอยู่ตั้ง ๓ ชาติ แล้วมีปฏิจจสมุปบาทเพียงรอบเดียววง เดียวเท่านั้น. ถ้าสังเกตดูในพระบาลี จะเห็นว่าไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ ต้องรอถึง ๓ ชาติจึงจะมีปฏิจจสมุปบาทครบรอบ: ในอึดใจ เดียวเท่านั้นมีปฏิจจสมุปบาทครบได้ทั้งรอบ ; หรือจะสองอึด ใจ สามอึดใจก็ได้ แล้วแต่กรณี. แต่ว่าแม้แต่อึดใจเดียว มันก็เป็นได้ครบทั้งรอบไม่ต้องรอเป็นชาติ ๆ แล้วตั้ง ๓ ชาติ. ทีนี้จะยกตัวอย่างให้ฟังในการเป็นอยู่ทุกวัน ๆ ของ คนเรามีปฏิจจสมุปบาทอย่างไร : เด็กเล็ก ๆ คนหนึ่งร้องไห้จ้า ขึ้นมาเพราะตุ๊กตาตกแตก. นี่ก็ลองกำหนดไว้ให้ดีเดี๋ยวจะ อธิบายให้ฟังว่าเป็นปฏิจจสมุปบาทอย่างไร. มีเด็กเล็ก ๆ คน หนึ่งร้องจ้าขึ้นมาเพราะตุ๊กตาตกแตก : พอเขาเห็นตุ๊กตาตก แตกนี้เรียกว่า ตา กับรูปกระทบกันเกิดจักษุวิญญาณขึ้นมารู้ ว่าตุ๊กตาตกแตก ; ตามธรรมดาเด็กคนนี้ประกอบอยู่ด้วย อวิชชาเพราะว่าเขาไม่เคยรู้ธรรมะไม่รู้อะไรเลย ; เมื่อตุ๊กตา ตกแตกนั้นใจของเขาประกอบอยู่ด้วยอวิชชา ; อวิชชาจึงปรุง แต่งให้เกิดสังขารคือ อำนาจ ชนิดหนึ่งที่จะให้เกิดความคิดความ นึกอันหนึ่ง ที่จะเป็นวิญญาณ ; สิ่งที่เรียกว่าวิญญาณก็เห็น ตุ๊กตาตกแตก แล้วรู้ว่าตุ๊กตาตกแตก อันนี้เป็นวิญญาณทาง
น.211 ๑๖ ตา เพราะอาศัยตาเห็นตุ๊กตาตกแตก, แล้วมีอวิชชาอยู่ในขณะ นั้นคือไม่มีสติ เพราะว่าไม่มีความรู้เรื่องธรรมะเลย จึงเรียก ว่า ไม่มีสติ และมีอวิชชาอยู่; ฉะนั้นจึงเกิดอำนาจปรุงแต่ง วิญญาณที่จะเห็นรูปนี้ไปในทางที่จะเป็นทุกข์. ความ ประจวบของตากับรูปคือตุ๊กตากับวิญญาณที่รู้นี้ รวมกัน เรียกว่าผัสสะ, เดี๋ยวนี้ผัสสะทางตาได้เกิดขึ้นแก่เด็กคนนี้ ; แล้วจากผัสสะอันนี้ ถ้าจะพูดให้ละเอียดก็ว่าได้เกิด นามรูป คือร่างกายและใจของเด็กคนนี้ขึ้นมาชนิด ที่พร้อมสำหรับที่จะ เป็นทุกข์. นี่ขอให้รู้ว่าตามธรรมดาร่างกายจิตใจของเราไม่อยู่ ในลักษณะที่จะเป็นทุกข์ จะต้องมีอวิชชา หรือมีอะไรมาปรุง แต่งให้มันเปลี่ยนมาอยู่ในลักษณะที่มันอาจจะเป็นทุกข์ ดังนั้น จึงเรียกว่า นามรูปก็พึ่งเกิดเดี๋ยวนี้ เฉพาะกรณีนี้ ; หมาย ความว่ามันปรุงแต่งวิญญาณด้วยอวิชชานี้ขึ้นมาแล้ว วิญญาณ นี้ก็ จะช่วย ทำให้ ร่าง กาย กับ จิตใจนี้ เปลี่ยน สภาพลุก ขึ้นมา สำหรับทำหน้าที่ที่พร้อมจะเป็นทุกข์. และในนามรูปชนิดนี้ ขณะนี้จะเกิดมีอายตนะอันพร้อมที่จะเป็นทุกข์ คือไม่หลับ อยู่ตามปกติ แล้วมันก็มีผัสสะที่สมบูรณ์ที่พร้อมที่จะเป็นทุกข์ เฉพาะในกรณีนี้; แล้วมันก็มีเวทนา คือความรู้สึกเป็นทุกข์;
น.212 ๑๗ แล้วเวทนาที่เป็นความทุกข์นี้ทำให้เกิดตัณหา คืออยาก ไปตามอำนาจของความทุกข์นั้น;มีอุปาทานยึดมั่นว่าเป็นความ ทุกข์ของกู ; มันก็เกิด "กู" ขึ้นมาเรียกว่าภพ; แล้วเบิกบาน เต็มที่เรียกว่าชาติ ; แล้วมีความทุกข์ในเรื่องตุ๊กตาตกแตกนี้คือ ร้องไห้ ; นั่นก็คือ สิ่งที่เรียกว่าอุปายาส แปลว่าความ เหี่ยวแห้งใจอย่างยิ่ง. ทีนี้เรื่องชาตินี้มันมีความหมายกว้าง คือรวมชรา มรณะอะไรไว้เสร็จ. ถ้าไม่มีอวิชชาก็จะไม่ถือว่าตุ๊กตาแตก หรือตุ๊กตาตาย หรืออะไรทำนองนั้น ; แล้วก็จะไม่มีทุกข์แต่ อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นเลย. เดี๋ยวนี้ทุกข์มันเกิดเต็มที่เพราะ ว่ามันเกิดอุปาทานว่าตัวกู ตุ๊กตาของกู แล้วตุ๊กตาก็แตก แล้ว แล้วก็ทำอะไรไม่ถูกเพราะมีอวิชชา ดังนั้นจึงร้องไห้ การร้องไห้คืออาการของความทุกข์ขึ้นสูงสุดเต็มที่ถึงที่สุดของ ปฏิจจสมุปบาท ตรงนี้คน โดยมาก ฟัง ไม่เข้าใจในข้อลี้ลับของข้อที่ว่า ภาษาธรรมะหรือภาษาปฏิจจสมุปบาท นี้เขาไม่ได้ถือว่าคน ได้เกิดอยู่แล้วตลอดเวลา ; หรือว่านามรูปได้เกิดอยู่แล้ว หรืออายตนะได้เกิดอยู่แล้ว;ถือว่าเท่ากับยังไม่ได้เกิด เพราะ
น.213 ๑๘ มันยังไม่ได้ทำอะไรตามหน้าที่. ต่อเมื่อมีธรรมชาติอันใด อันหนึ่งมาปรุงแต่งให้มันทำหน้าที่ เมื่อนั้นจึงจะเรียกว่าเกิด เช่นลูกตาของเรา เราก็ถือว่ามีอยู่แล้วหรือเกิดอยู่แล้ว แต่ ตามทางธรรมะถือว่ายังมิได้เกิด จนกว่าเมื่อใดตานั้นจะเห็น รูปทำหน้าที่การเห็นรูป จึงจะเรียกว่าตาเกิดขึ้นมา แล้วรูป ก็เกิดขึ้นมา แล้ววิญญาณทางตานั้นก็เกิดขึ้นมา ๓ อย่างนี้ ช่วยกันทำให้สิ่งที่เรียกว่าผัสสะเกิดขึ้นมา แล้วผัสสะนี้ทำให้ เกิดเวทนา ตัณหา เรื่อยไปจนตลอดสาย. ทีนี้ถ้าว่าต่อมาเด็กคนนี้เอาเรื่องตุ๊กตาแตกมานอนคิด แล้วมานอนร้องไห้อยู่อีก นี่มันกลายเป็นเรื่องทางมโน วิญญาณ ไม่ใช่ทางจักขุวิญญาณแล้ว คือเขานึกคิดขึ้นมาถึง ตุ๊กตาที่แตกก็เป็นเรื่องความคิดที่เป็นธรรมารมณ์ แล้ว ธรรมารมณ์กับใจสัมผัสกันทำให้เกิดมโนวิญญาณ รู้สึกถึง เรื่องที่ตุ๊กตาแตก. นี้มันสร้างนามรูปคือ กายกับใจในขณะ นั้น ให้เปลี่ยนปั๊บไปเป็น นามรูปที่จะเป็นที่ตั้งของอายตนะ ที่จะเป็นทุกข์ ; อายตนะนั้นก็จะสร้างให้เกิดผัสสะชนิดที่เป็น ที่ตั้งของความทุกข์: เกิดเวทนา ตัณหา อุปาทาน จนเป็น
น.214 ๑๙ ทุกข์ จนนอนร้องไห้อยู่อีกครั้งหนึ่ง ทั้งที่ตุ๊กตามันแตกมาตั้ง หลายวันแล้วหรือหลายอาทิตย์แล้วก็ได้. ความคิดที่ปรุง แต่งทะยอยกัน อย่างนี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทมี อยู่ ในคนเป็น ประจำวัน. ยกตัวอย่างอีกว่านักเรียนคนหนึ่งสอบไล่ตก นอน ร้องไห้อยู่ หรือสมมุติว่าเป็นลม. เด็กคนนี้ไปเห็นประกาศ ที่ติดอยู่ว่า ในบัญชีนั้นมีชื่อของตัวแสดงว่าตก สอบไล่ตก หรือไม่มีชื่อของตัวก็แสดงว่าสอบไล่ตก เขาเห็นประกาศนั้น ด้วยตา ประกาศนั้นมันมีความหมาย มันไม่ใช่รูปเฉย ๆ มันเป็นรูปที่มีความหมายที่บอกให้เขารู้ว่าอย่างไร. สำหรับเขา นั้น เมื่อเห็นประกาศนี้ด้วยตา มันเกิดจักษุวิญญาณชนิดที่จะ ทำให้นามรูป คือร่างกายจิตใจตามปกติของเขา เปลี่ยนปั๊บ ไปเป็นลักษณะอย่างอื่น คือลักษณะที่จะให้เกิดอายตนะ แล้ว ผัสสะ ที่จะเป็นทุกข์. อายตนะที่มีอยู่ตามปกตินั้นไม่เป็นทุกข์ พอถูกปรุงแต่งอย่างนี้ อายตนะนั้นมันจะต้องเป็นทุกข์ คือ จะช่วยไปในทางที่ให้เกิดความทุกข์ คือมีผัสสะ เวทนา เรื่อย ไปจนถึงตัณหาอุปาทาน; เป็นตัวกู สอบไล่ตกแล้วเป็นลมล้ม
น.215 ๒๐ พับลงไปในชั่ว ที่ตาเห็น ประกาศนั้นอึด ใจหนึ่งเท่านั้น ก็เป็น ลมล้มลงไปแล้ว. อย่างนี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทได้ทำงานไป แล้วตลอดสายทั้ง ๑๑ อาการ. เขามีตัวกูที่สอบไล่ตก เป็น ทุกข์อย่างยิ่ง เป็นโทมนัสอย่างยิ่ง เป็นอุปายาสอย่างยิ่ง. ทีนี้ต่อมาหลายชั่วโมงหรืออีกสองสาม วันเขามานึกถึง เรื่องนี้ก็ยังเป็นลมอีก. อย่างนี้มันก็มีอาการอย่างเดียวกัน คือ เป็นปฏิจจสมุปบาทอย่างเดียวกัน แต่เดี๋ยวนี้อาศัยทางมโน ทวาร หรือมโนวิญญาณ: มีวิญญาณอย่างนี้เกิดแล้วก็สร้าง นามรูปที่จะเป็นทุกข์ สร้างอายตนะที่จะเป็นทุกข์ สร้าง ผัสสะ เวทนาที่จะเป็นทุกข์ แล้วก็มีตัณหา มีอุปาทาน ; ปรุง เพื่อเป็นทุกข์ไปตามลำดับแล้วก็ไปรุนแรงถึงขั้นสุดเมื่อเป็น "ชาติ" เป็น "ตัวกูสอบไล่ตก" อีกทีหนึ่ง. ที่นี้ยกตัวอย่างอีกว่า นางสาวคนหนึ่งเห็นแฟนของ ตัวไปควงอยู่กับผู้หญิงคนอื่น : นี่ขออภัยพูดคำโสกโดกหยาบ คายอย่างนี้บ้าง เพราะว่าเขาพูดกันอย่างนี้ ; มันก็มีหัวอก หัวใจร้อนเหมือนกับนรกเข้าไปอยู่ในนั้นสัก ๑๐ ขุม. ในหัวใจ ของนางสาวคนนั้นมันร้อนเหมือนกับมีนรกเข้าไปอยู่สัก ๑๐ ขุม ภายใน ชั่วอึดใจเดียว หรือ ครึ่งอึดใจ เท่านั้น หลังจาก
น.216 ๒๑ ที่เห็นแฟนของเขาไปควงกันอยู่กับผู้หญิงคนอื่น. นี่หมาย ความว่าตาของแกกระทบกับรูปนั้น รูปของแฟนที่ควงอยู่ กับผู้หญิงคนอื่นนั้น ฉะนั้นมันก็สร้างวิญญาณ คือจักษุ วิญญาณขึ้นมาในทันทีทันใดนั้น. ก่อนหน้านี้ไม่มีวิญญาณ ชนิดนี้ ; มีแต่วิญญาณที่ไม่ทำหน้าที่อะไร ; หรือเรียกว่า ไม่ได้มี. ที่นี้วิญญาณชนิดนี้ กับรูป กับตานี้รวมกันเป็น ผัสสะ. เมื่อตะกี้นี้ผัสสะไม่ได้มี เดี๋ยวนี้มี : มีผัสสะคือการ กระทบกันระหว่างตา กับรูป เกิดจักษุวิญญาณ. เมื่อผัสสะ เกิดขึ้นแล้ว แล้วก็ทำให้มีเวทนา ตัณหาเรื่อยไป. หรือว่า จะเอาละเอียดกระทั่งว่าพอวิญญาณเกิดขึ้นแล้ว ก็เปลี่ยน ร่างกายและใจนี้ไปเป็นคนละชนิดเลย ; แล้วก็สร้างอายตนะ ทางตานั้นแหละ ให้มันพร้อมที่จะเป็นทุกข์ แล้วมันก็ มีผัสสะ มีอะไรที่เป็นเวทนา เป็นตัณหา เป็นทุกข์ได้ นี้พูด ให้มันละเอียด : มีเวทนาที่เป็นทุกข์ มีตัณหาดิ้นรน แล้ว ก็มีอุปาทานว่า กู ! กู ! กู ! กูแย่แล้ว กูตายแล้ว กูอะไรอย่าง นี้. นี่มันเป็นชาติ มันเป็นตัวกูที่เป็นทุกข์; ตัวกูชนิดที่เป็น ทุกข์ เกิดเป็นชาติขึ้นมา มันก็ต้องเป็นทุกข์. หรือว่าเพียง เป็นตัวกูเท่านั้นก็ยึดถือชาตินี้ให้เป็นความทุกข์ : เป็นความ
น.217 ๒๒ สูญเสียของกู แล้วก็มีทุกข์ มีโทมนัส มีอุปายาส. อย่างนี้ คือปฏิจจสมุปบาทที่เต็มรูป เต็มสายทั้ง ๑๑ อาการอยู่ที่หัวใจ ของเด็กหญิงคนนี้. นี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทสายนี้รอบนี้ได้ เกิดขึ้นทางตา. ทีนี้สมมติว่านางสาวคนนี้ถูกเพื่อนหลอก: ที่จริง แฟนของเขาไม่ได้ไปควงกับใครที่ไหน แต่เพื่อนด้วยกันมัน มาหลอกว่า แฟนของแกไปควงอยู่กับผู้หญิงคนนั้นแล้วมัน เชื่อ ; อย่างนี้เสียงก็เข้ามาทางหู คือว่าเสียงกระทบหูเกิด โสตวิญญาณ ที่ประกอบอยู่ด้วยอวิชชาเพราะปราศจากสติ วิญญาณนี้ก็จะสร้างนามรูปคือกายกับใจของเขาอันใหม่ทันที สำหรับที่จะมีอายตนะที่จะทำหน้าที่ให้เป็นทุกข์ในกรณีนี้ มี ผัสสะสมบูรณ์ ; มีเวทนาเกิดขึ้นมาตรงตามเรื่องนั้น คือทุกข- เวทนา มีตัณหาดิ้นรน มีอุปาทานยึดมั่น มีภพเป็นตัวกู ของกูเต็มที่ เป็นชาติของกูที่มีความทุกข์ โทมนัส อุปายาส. นี้เรียกว่าเขาเป็น ทุกข์ตามกฎเกณฑ์ ของปฏิจจสมุปบาทครบ ถ้วน หากแต่ว่าทางหู. ที่นี้นางสาวคนนี้อีกเหมือนกัน ต่อมาหลายชั่วโมง หลายวัน เขาเพียงแต่เกิดนึกระแวงขึ้นมาเองเท่านั้น ไม่มี
น.218 ๒๓ ใครมาบอกและไม่ได้เห็นด้วยตา แต่เขานึกระแวงขึ้นมาในใจ ว่าแฟนของเขาไปควงกับผู้หญิงอื่นแน่เพราะเหตุ อย่างนั้น ๆ เขาสันนิษฐาน. อย่างนี้ปฏิจจสมุปบาทก็เกิดขึ้นทางมโนทวาร คือธรรมารมณ์กระทบมโนเกิดมโนวิญญาณ ; มโนวิญญาณนี้ก็ สร้างนามรูปใหม่ คือเปลี่ยนนามรูป ร่างกายจิตใจเปล่า ๆ ที่ไม่ทำอะไร ให้เป็นร่างกายและใจที่มันจะเป็นทุกข์ขึ้น.จาก นามรูปนี้ก็สร้างอายตนะที่ทำให้เป็นทุกข์, สร้างผัสสะที่จะทำ ให้เป็นทุกข์, สร้างเวทนาที่จะทำให้เป็นทุกข์, แล้วก็มีตัณหา ดิ้นรนตามเวทนานั้น, มีอุปาทานยึดมั่นแล้วมันก็เป็นทุกข์อย่าง เดียวกันอีก. นี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทตอนนี้ของนางสาวคน เดียวกันนี้ อาศัยมโนวิญญาณ : เมื่อเขาเห็นด้วยตา ปฏิจจ- สมุปบาทของเขาก็อาศัยจักขุวิญญาณ , เมื่อเขาได้ฟังเพื่อน หลอกไม่ใช่เรื่องจริงเขาก็อาศัยโสตวิญญาณ, เมื่อเขาระแวง เอาเอง เขาอาศัยมโนวิญญาณ; นี่แสดงว่ามันอาจจะอาศัย อายตนะอื่น ๆ ก็ได้ แล้วก็มีความทุกข์ได้เหมือนกัน. ขอให้คิดดูว่าชั่วแว่บเดียวเท่านั้นปฏิจจสมุปบาทก็เป็น ไปครบวงจรที่จะเป็นทุกข์; เป็นไปเต็มรอบหรือสายหนึ่งครบ
น.219 ๒๔ ทั้ง ๑๑ อาการ. หรือว่าชั่วขณะที่ลูกสะไภ้เห็นหน้าแม่ผัวอึด อัดดิ้นรนร้อนใจอยู่นี้ ชั่วอึดใจเดียวเท่านั้นปฏิจจสมุปบาทก็ เป็นไปครบถ้วนทั้ง ๑๑ อาการ : เขาเห็นด้วยตาแล้ว ก็สร้าง จักขุวิญญาณชนิดที่เปลี่ยนนามรูปนี้มาเป็นนามรูปที่พร้อมที่จะ เป็นทุกข์ สร้างอายตนะที่จะเป็นทุกข์, สร้างผัสสะที่จะ เป็นทุกข์, เวทนาเกิดขึ้นก็เป็นทุกขเวทนา ; ตัณหาก็ดิ้นรน เพราะไม่ชอบหน้าแม่ผัว มันก็มีอุปาทานเป็นภพเป็นชาติ เป็นตัวกูที่เกลียดหน้าแม่ผัว แล้วก็เป็นทุกข์. นี่มันเสียเวลา กันมากสักหน่อยในเรื่องนี้; ขอให้ทนฟัง. ทีนี้จะไม่พูดถึงคนนั้นคนนี้ แต่จะพูดว่าใครคนใด คนหนึ่งกำลังเคี้ยวอาหารอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ในปาก กินของ เอร็ดอร่อยนั้น คนธรรมดาต้องขาดสติเสมอ ต้องเผลอ สติ ต้องมีอวิชชาครอบงำเสมอ; ขอให้เข้าใจไว้อย่างนี้ เมื่อกำลังกินอะไรอร่อยที่สุดนี้ มันเป็นเวลาที่เผลอสติเพราะ ความอร่อย มีอวิชชาผสมอยู่ด้วยเสร็จ. ที่นี้ความคิดของ มันที่อร่อยทางลิ้นนี้เป็นปฏิจจ สมุปบาทเต็ม รอบอยู่แล้ว โดย ลักษณะอย่างเดียวกัน : รสกระทบกับลิ้นเกิดชิวหาวิญญาณ
น.220 ๒๕ สร้างนามรูปใหม่ขึ้นมาสำหรับจะเป็นทุกข์ หรือเปลี่ยนนาม รูปธรรมดานี้ขึ้นมาเป็นนามรูปใหม่ที่จะเป็นทุกข์. นี่นามรูป เกิด แล้วก็เกิดอายตนะที่พร้อมที่จะให้มันเกิดผัสสะ และ เวทนาชนิดที่จะเป็นทุกขเวทนา เกี่ยวกับกรณีนี้ ; หรือเป็น สุขเวทนา เกี่ยวกับกรณีนี้. ถ้าอร่อยมันเป็นสุขตามภาษา ชาวบ้านพูด. แต่พอไปยึดถือความอร่อยเข้าเท่านั้น เป็น อุปาทานก็กลายไปในทางที่จะเป็นทุกข์ เพราะหวงในความ อร่อย, ยึดมั่นถือมั่นวิตกกังวลในความอร่อย, มีอุปาทานใน ความอร่อย; แล้วความอร่อยหรือความสุขนั้นก็กลายเป็น ทุกข์ขึ้นมาทันที. นี่กูอร่อย ! กูมีความสุข ! กูว่ามีความสุข ก็จริง แต่ว่าหัวใจมันเป็นทาสของความสุข, เพราะร้อน เพราะยึดมั่นในความสุขนั้น. นี่แยบยลของปฏิจจสมุปบาท มันไปลึกซึ้งอย่างนี้. ถ้าชาวบ้านพูดก็ว่าเป็นสุข; ถ้าปฏิจจ- สมุปบาทพูดก็กลายเป็นตัวทุกข์. นี้ส่วนที่เขาอร่อยมันก็เกิด เป็นปฏิจจสมุปบาทเสร็จไปเต็มรอบแล้ว. ทีนี้มันยังมีต่อไปว่าเพราะเขากินอร่อยนั่นแหละ เขา จึงคิดว่าพรุ่งนี้กูจะไปขโมยมากินอีก : เขาเกิดเป็นโจรขึ้นมา ในขณะนั้น. นี้คิดจะขโมยก็มีความคิดอย่างโจรเกิดขึ้น ก็กลาย
น.221 ๒๖ เป็นโจร. สมมติว่ามันไปขโมยทุเรียนของสวนข้างบ้านมากิน อร่อย แล้วคิดว่าพรุ่งนี้กูจะไปขโมยอีก ความคิดเป็นโจรหรือ กลายเป็นโจรเป็นภพ ๆ หนึ่งเกิดขึ้นในใจ. หรือว่าถ้ามันกิน เนื้อสัตว์อร่อย พรุ่งนี้จะไปยิงไปฆ่ามากินอีก. นี้มันก็เกิด เป็นนายพรานขึ้นมา. หรือแม้แต่ว่ามันหลงอร่อยจริงอร่อย จังมันก็เกิดเป็นเทวดาที่กลุ้มอยู่ด้วยความอร่อย ; หรือถ้ามัน อร่อยถึงขนาดที่ว่า ปากเคี้ยวไม่ทันใจอยาก นี้มันเป็น เปรต เพราะมันอร่อยจนปากเคี้ยวไม่ทัน ไม่ทันกับความ อร่อยของมัน. ลองคิดดูเถิดว่า ชั่วแต่เคี้ยวอาหารอร่อยในปากนี้ ยังเป็นปฏิจจสมุปบาทได้ หลายชนิด ; ฉะนั้นขอให้สังเกตให้ ดี ๆ ว่าปฏิจจสมุปบาทนี้ คือเรื่องวงจรของความทุกข์ ; ปฏิจจสมุปบาทนี้ คือการ บรรยายให้ทราบ ถึงความทุกข์ที่เกิด ขึ้นมาเต็มรูป เพราะอำนาจความยึดถือ ต้องมีอุปาทาน ความยึดถือด้วย จึงจะเป็นความทุกข์ตามความหมายของ ปฏิจจสมุปบาท. ถ้ายังไม่ทันยึดถือ แม้จะมีความทุกข์ อย่างไร ก็ไม่ใช่ความทกข์ในปฏิจจสมุปบาท.
น.222 ๒๗ ความทุกข์ใน ปฏิจจสมุปบาทต้อง อาศัยความยึดถือ เสมอไป: เหมือนอย่างว่าชาวนาตากแดดตากลมดำนาอยู่ใน ทุ่งนาร้อนเหลือเกิน ; แต่ถ้าไม่เกิดความยึดถือแล้ว ที่ เรียกว่า "ร้อนเหลือเกิน" นั้นมันเป็นความทุกข์ตามธรรมดา; ยังไม่ใช่ความทุกข์ในปฏิจจสมุปบาท ถ้าความทุกข์ใน ปฏิจจสมุปบาท มันต้องยึดถือถึงกับกระวนกระวายเกี่ยวกับ "ตัวกู" ถึงกับน้อยใจว่ากูเกิดมาเป็นชาวนาเป็นเวรเป็นกรรม ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ ถ้าคิดไปถึงอย่างนี้แล้ว อย่างนี้ เป็นทุกข์ตามแบบปฏิจจสมุปบาท. ถ้ามันร้อนจนแสบหลัง เฉย ๆ รู้สึกว่าร้อน รู้สึกว่าอะไรอย่างนี้ ไม่ได้ยึดถือถึงขนาด เป็นตัวกูขึ้นมาอย่างนี้ ยังไม่ใช่ความทุกข์ตามแบบของ ปฏิจจสมุปบาท; ฉะนั้นขอให้สังเกตให้ดี แล้วแยกกันเสีย ตอนนี้ว่า ถ้าความทุกข์ที่ถูกยึดถือเป็นทุกข์ที่สมบูรณ์แล้ว เป็น ทุกข์ในปฏิจจสมุปบาท. อย่างสมมติว่าเราทำมีดที่คม ๆ บาด มือ เช่น มีดโกนบาดมือเลือดไหลแดงร่า รู้สึกว่าเจ็บเท่านั้น แต่ไม่ถึงกับยึดถือ ก็ไม่ถึงกับเป็นทุกข์อย่างปฏิจจสมุปบาท. อย่าเอาไปปนกันเสีย : ความทุกข์ในปฏิจจสมุปบาทต้อง
น.223 ๒๘ ไปจากอวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ เสมอไป มันต้องครบ อย่างนี้จึงจะ เรียกว่าเป็น ความทุกข์ ตามแบบปฏิจจสมุป บาท. ทีนี้ถ้าพูดเป็นหลักสั้น ๆ ผู้ที่เรียนธัมมะธัมโมมา แล้วอาจจะเข้าใจได้ว่า อายตนะภายในได้พบกันกับอายตนะ ภายนอกที่มีค่าหรือมีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วเป็น ที่ตั้งแห่งอวิชชา: ยกตัวอย่างทางตาเช่นว่าทอดสายตาไป อย่างนี้ก็เห็นต้นไม้ เห็นก้อนหิน เห็นอะไรก็ตามแต่ไม่มีความ ทุกข์เลย เพราะว่าสิ่งที่เห็นนั้นยังไม่มีค่า ไม่มีความหมาย สำหรับเรา. แต่ถ้าเราเห็นเสือหรือว่าเห็นอะไรที่มันมีความ หมาย เห็นผู้หญิงหรือว่าเห็นอะไรที่มีความหมาย นี้มันผิดกัน เพราะอย่างหนึ่งมีความหมาย อย่างหนึ่งไม่มีความหมาย. หรือว่าถ้าสุนัขตัวผู้เห็นผู้หญิงสาวสวยๆมันก็ไม่มีความหมาย ; แต่ถ้าเป็นชายหนุ่มเห็น หญิงสาวสวย ๆ นี้มันมีความหมาย ; คือผู้หญิงนั้นมีความหมายสำหรับเขา ; ฉะนั้นการเห็นของ สุนัขไม่อยู่ในเรื่องของปฏิจจสมุปบาท แต่การเห็นของชาย หนุ่มนั้นอยู่ในเรื่องของปฏิจจสมุปบาท. เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดถึงคน คนเป็นผู้เห็น พอทอด สายตาไปเห็นอะไรตามธรรมดานี้ แต่ไม่เกิดความหมายอย่างนี้
น.224 ๒๙ ยังไม่มีเรื่องของปฏิจจสมุปบาท. เหลือบตาไปดูซิรอบๆ นี้มี ต้นไม้ มีหญ้ามีก้อนหิน ไม่มีความหมายอะไรเลย เว้นไว้แต่ มันเป็นกรณีที่มันมีความหมาย : เช่นว่าเมื่อมันเป็นเพชรขึ้นมา หรือเป็นก้อนหินศักดิ์สิทธิ์อะไรขึ้นมา เป็นอะไรขึ้นมา อย่าง เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา มันจึงจะมีความหมาย ; แล้วมันจึง จะเกิดเรื่องในจิตใจ แล้วมันจึงจะเป็นปฏิจจสมุปบาท. เพราะฉะนั้นเราจึงจำกัดความลงไปว่า อายตนะภายในคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบกับอายตนะภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ต้องเป็นสิ่งที่มีความ หมายด้วย, แล้วเป็นที่ตั้งแห่งอวิชชา คือเป็นที่ตั้งแห่งความ โง่ ความหลงด้วย; เมื่อนั้นแหละการกระทบระหว่างอายตนะ ภายในกับอายตนะภายนอกจึงจะทำให้เกิดวิญญาณ วิญญาณ ที่สร้างขึ้นมาปุ๊บเดียวจากการกระทบนี้ แล้วมันก็จะเกิด สังขารคืออำนาจอีกอันหนึ่งที่จะปรุงแต่งต่อไปอีก หมาย ความปรุงแต่งนามรูป คือ กาย กับใจของผู้เห็นนี้ให้เปลี่ยน เป็น กายกับใจชนิดที่บ้าขึ้นมาทันที หรือมัน โง่ขึ้นมาทันที คือมัน พร้อมที่จะเป็นทุกข์. เมื่อร่างกายจิตใจเปลี่ยน ก็หมาย ความว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้มันน์เปลี่ยนไปด้วย
น.225 ๓๐ เป็นอายตนะที่จะไป "บ้า" ด้วยกัน แล้วมันก็เกิดผัสสะที่บ้า เวทนาที่บ้า ตัณหาอุปาทานที่บ้า, จนได้เป็นทุกข์ ไปจบลง ที่เป็นตัวกู ที่ชาติ; ตัวกูเต็มที่ที่คำว่าชาติ. ที่นี้ความแก่ ความเจ็บ ความไข้ ความตาย ความทุกข์อะไรมันก็เกิดเป็นสิ่ง ที่มีความหมายขึ้นมาทันที เพราะว่ามันยึดถือ และยึดถือว่า ของกู. นี่คือ เรื่องปฏิจจสมุปบาทที่มีอยู่ในชีวิตประจำ วัน นี้ก็นับว่าพอสมควรแล้วที่จะทำให้ท่านทั้งหลายพอมอง เห็นว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้เกิดขึ้นแพล็บเดียวครบทั้งรอบ ครบทั้ง ๑๑ อาการ ; แล้ววันหนึ่ง ๆ เกิดไม่รู้กี่ร้อยรอบก็ได้. ไม่ใช่ว่ารอบเดียวแบ่งไว้ ๓ ชาติ : ชาติในอดีตครึ่งท่อน, ชาติปัจจุบันท่อนหนึ่ง, ชาติอนาคตอีกท่อนหนึ่ง ; ไม่ใช่ อย่างนั้น ! อาตมาได้สังเกตเห็นว่ามันมีความเห็นผิดกันถึง ขนาดนี้ ฉะนั้นเราจึงถือว่าปฏิจจสมุปบาทที่สอนกันอยู่เวลา นี้ ไม่ถูกตามพระบาลีเดิม ซึ่งจะแสดงเหตุผลให้ฟังต่อไป. ในที่นี้เอาแต่เพียงว่าสิ่งที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทนั้นคือ อย่างที่ กล่าวมาแล้วนี้ คือ สิ่งที่เกิดขึ้นชนิดสายฟ้าแลบ: ที่จะ เป็นไปเพื่อทุกข์ในจิตใจของเรา และ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็น ประจำวัน.
น.226 ๓๑ ที่นี้ ต่อไปนี้ก็จะพูดถึงเรื่อง กำเนิดของเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท เรื่องปฏิจจสมุปบาทมันก่อขึ้นมาได้อย่างไร มีกำเนิดอย่างไร ก็ถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นหลัก คือเรื่องที่ พระพุทธเจ้าท่านมาตรัสเล่าให้ฟังในพระบาลี สูตรที่ ๑๐ แห่งพุทธวรรค อภิสมยสํยุต นิทานวรรค สํยุตต นิกาย : ถ้าเป็นฉบับบาลีก็เล่มที่ ๑๖ หน้า ๑๑ หัวข้อที่ ๒๖ ในสูตร นั้นพระองค์ได้เล่าถึงการออกผนวชของพระองค์เอง ที่ได้ ทรงทำความเพียรในระยะ ๖ ปีนั้น : เดี๋ยวทำอย่างนั้นเดี๋ยว ทำอย่างนี้; แล้วในที่สุดในระยะเวลาหนึ่งได้ค้นเรื่องสิ่งที่เรา กำลังเรียกกันเดี๋ยวนี้ว่าปฏิจจสมุปบาทนั้น, ซึ่งจะขออ่าน พระพุทธภาษิตนั้นให้ฟังดีกว่า พระบาลีนั้นมีว่า : "ภิกษุทั้งหลาย ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ได้เกิดความรู้สึกอันนี้ขึ้นว่า สัตว์โลกนี้หนอถึงทั่วแล้วซึ่งความทุกข์ ย่อมเกิดแก่ตายจุติ บังเกิดอีก. เมื่อสัตว์โลกไม่รู้จักอุบายเครื่องออกไปให้พ้นจาก ทุกข์ คือ ชรา มรณะ แล้ว การออกจากทุกข์จักปรากฏขึ้น ได้อย่างไร. "ภิกษุทั้งหลาย ความสงสัยได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เมื่อ อะไรมีอยู่หนอ ชรา มรณะ จึงได้มี ? ชรา มรณะ มีเพราะ
น.227 ๓๒ ปัจจัยอะไรหนอ ? ภิกษุทั้งหลายได้เกิดความรู้ด้วยปัญญา เพราะการพิจารณาโดยแยบคายเกิดขึ้นแก่เราว่า: เพราะชาตินี้ เองมีอยู่ ชรามรณะจึงได้มี ชรามรณะมีเพราะชาติเป็นปัจจัย, และภพนี้เองมีอยู่ ชาติจึงได้มี ชาติมีเพราะภพเป็นปัจจัย, เพราะอุปาทานนี้เองมีอยู่ภพจึงได้มี ภพมีเพราะอุปาทานเป็น ปัจจัย, เพราะตัณหานี้เองมีอยู่อุปาทานจึงได้มี อุปาทานมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย, เวทนานี้เองมีอยู่ตัณหาจึงได้มี ตัณหามีเพราะเวทนาเป็นปัจจัย, เพราะผัสสะนี้เองมีอยู่เวทนา จึงได้มี เวทนามีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย, เพราะสฬายตนะ นี้เองมีอยู่ผัสสะจึงได้มี ผัสสะมีเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย, เพราะนามรูปนี้เองมีอยู่สฬายตนะจึงได้มี สฬายตนะมีเพราะ นามรูปเป็นปัจจัย, เพราะวิญญาณนี้เองมีอยู่นามรูปจึงได้มี นามรูปมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย, เพราะสังขารนี้เองมีอยู่ วิญญาณจึงได้มี วิญญาณมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย, เพราะ ว่าอวิชชานั้นเองมีอยู่สังขารจึงได้มี สังขารมีเพราะอวิชชา เป็นปัจจัย" ดังนี้. แล้วก็ทรงทบทวนอีกแบบหนึ่งว่า "เพราะอวิชชา เป็นปัจจัยจึงเกิดสังขาร ; เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงเกิด
น.228 ๓๓ วิญญาณ; เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป; เพราะ นามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดสฬายตนะ ; เพราะสฬายตนะเป็น /ปัจจัยจึงเกิดเป็นผัสสะ ; เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเป็น เวทนา ; เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา ; เพราะตัณหา เป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน; เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิด ภพ; เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ; เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขะโทมนัส อุปายาส : ความ เกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นมีได้ด้วยอาการอย่างนี้. "ภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา อวิชชา แสงสว่าง ในสิ่งที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ได้เกิดขึ้นแล้วแก่ เราว่า นี้คือความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ ย่อมมีได้ด้วย อาการอย่างนี้." นี้คือการค้นปฏิจจสมุปบาทของพระพุทธองค์เมื่อก่อน ตรัสรู้; เรียกว่าการค้นห่วงแห่งลูกโซ่ของความทุกข์; ทรง พบว่าความทุกข์มันเกิดขึ้นมาโดยอาการ ๑๑ อย่าง ๑๑ ตอน อย่างนี้ ; เมื่ออายตนะพบกันแล้วมีอวิชชาเป็นเจ้าเรือนอยู่ เวลานั้น คือไม่มีสติแล้ว, มันก็สร้างสิ่งที่เรียกว่าวิญญาณ ขึ้นมาทันที. นี้อย่าเข้าใจว่าวิญญาณเป็นตัวตนถาวรอะไร ;
น.229 ๓๔ มันเพิ่งมีเมื่ออายตนะกระทบกัน. วิญญาณเกิดขึ้น ก็สร้าง สังขารหรืออำนาจปรุงแต่งนามรูปใหม่ขึ้นมาทันที. นามรูป ถูกปรุงแต่งเป็นนามรูปสำหรับที่จะมีทุกข์ แล้วทีนี้ก็เกิดปรุง อายตนะชนิดที่จะช่วยให้มีทุกข์, เกิดผัสสะชนิดที่จะให้มีทุกข์, เกิดเวทนาชนิดที่จะให้มีทุกข์เฉพาะในกรณีนี้ เป็นลำดับไป จนเกิดตัณหาอุปาทานภพชาติเป็นตัวกูได้มีความทุกข์เต็มที่. นี้เรียกว่าก่อนหน้านี้ก็ไม่มีใครค้นพบเรื่องนี้. พระ- พุทธเจ้าทรงเป็นบุคคลแรกในประวัติศาสตร์ของ พุทธศาสนา เท่าที่เรารู้ว่าพระองค์ทรงเป็นบุคคลแรกที่ค้นพบเรื่องปฏิจจ- สมุปบาท แล้วก็ตรัสรู้; เพราะฉะนั้นเรื่องราวนี้หรือพระ- สูตร ๆ นี้เรียกว่าเป็นกำเนิดของสิ่งที่เรียกว่า"ปฏิจจสมุปบาท." ทีนี้ก็มาถึงเรื่องที่ค่อนข้างจะยุ่งยากสำหรับคนธรรมดา แต่มันก็ช่วยไม่ได้ที่จะต้องเอามาพูด ให้ฟังเพื่อความสมบูรณ์ คือปฏิจจสมุปบาทที่มีอยู่ถึง ๑๑ อย่าง ๑๑ อาการนั้นมัน มีได้ หลายแบบ ดังที่ตรัสไว้ในพระพุทธภาษิตต่าง ๆ ในตอน หลังเมื่อตรัสรู้แล้ว ใน บางคราว พระพุทธเจ้าท่านตรัสปฏิ จจสมุป บาท อย่างแบบธรรมดาสามัญ ตั้งแต่ต้นไปจนถึงปลายมี ๑๑ อาการ อย่างที่เราสวด แบบท่องสวดมนต์กันอยู่เป็นประจำ ว่า
น.230 ๓๕ อวิชชาให้เกิดสังขาร, สังขารให้เกิดวิญญาณ, วิญญาณให้เกิด นามรูป, นามรูปให้เกิดอายตนะ, อายตนะให้เกิดผัสสะ, ผัสสะ ให้เกิดเวทนา, เวทนาให้เกิดตัณหา, ตัณหาให้เกิด อุปาทาน, อุปาทานให้เกิดภพ, ภพให้เกิดชาติ, ชาติให้เกิด ชรามรณะนี้ : อย่างนี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทสายเดียวรวด แต่ ต้นไปยังปลาย นี้แบบหนึ่ง ; เป็นแบบทั่วไปที่เราได้ยินได้ฟัง มากที่สุด ปรากฏเป็นสูตรอยู่หลายสิบหลายร้อยสูตรอยู่ใน พระไตรปิฎก. นี้เรียกว่าอย่างชนิดที่หนึ่ง; พูดแต่ต้นไปจน ตลอดปลาย. ทีนี้บางทีก็ตรัสแต่ปลายเข้ามาหาต้น คือแทนที่จะ ตั้งต้นจากอวิชชา สังขาร วิญญาณไปหาทุกข์ กลับตรัสตั้งต้น แต่ทุกข์เข้ามา ว่าทุกข์เกิดเพราะชาติ, ชาติเกิดเพราะภพ, ภพเกิดเพราะอุปาทาน, อุปาทานเกิดเพราะตัณหา, ตัณหา เกิดเพราะเวทนา, เวทนาเกิดเพราะผัสสะ, ผัสสะเกิดเพราะ อายตนะ, อายตนะเกิดเพราะนามรูป, นามรูปเกิดเพราะ วิญญาณ, วิญญาณเกิดเพราะสังขาร, สังขารเกิดเพราะ อวิชฺชา; อย่างนี้ตรัสตลอดสายแต่กลับจากปลายเข้ามา เรียก ว่าปฏิโลม ; ถ้าตรัสแต่ต้นออกไปเรียกว่า อนุโลม, พูดกัน ง่าย ๆ จำง่าย ๆ ก็มีกัน ๒ แบบขึ้นมาแล้ว.
น.231 ๓๖ ทีนี้แบบที่ ๓ ไม่ได้ตรัสตลอดสาย ๑๑ อาการอย่าง นั้น, ไม่ได้ตรัสตลอดสายอย่างนั้น; ไปตรัสตั้งต้นตรงกลาง คือไปตรัสเริ่มด้วยอาหาร ๔ มีกวฬิงการาหาร เป็นต้น;แล้ว ก็ตรัสว่าอาหารนี้มาจากตัณหา, แล้วตัณหามาจากเวทนา, เวทนามาจาก ผัสสะ, ผัสสะมาจากสฬายตนะ, สฬายตนะ มาจากนามรูป, นามรูปมาจากวิญญาณ, วิญญาณมาจาก สังขาร, สังขารมาจากอวิชชา; ไปจับตรัสเอาที่ตรงกลางของ สายทั้งสาย แล้วย้อนมาหาต้นคือมาหาอวิชชาอย่างนี้ก็มี อย่าง ในมหาตัณหาสังขยสูตร ก็มีอย่างนี้. ทีนี้แบบที่ ๔ อีกแบบหนึ่งนั้นจับเอาที่ตรงกลางเหมือน กันแต่ไม่กลับมาหาต้น หากพุ่งออกไปทางปลาย นี้ มีมากที่สุด; และมักจะจับเอาตรงเวทนาเป็นหลัก. เวทนา ที่เป็นสุข, ทุกข์, อทุกขมสุข, นั่นแหละเป็นต้นเงื่อน แล้ว ก็เกิดตัณหา เกิดอุปาทาน เกิดภพ เกิดชาติ เกิดทุกข์ไป เลย, ไปทางปลาย; แม้ครึ่งสายนี้ก็เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท; เพราะว่าสำเร็จประโยชน์เหมือนกัน คือมันแสดงให้เห็นว่า ความทุกข์เกิดขึ้นมาได้เท่ากันอย่างไร; จึงเป็นอันว่าแล้ว แต่ประโยชน์ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงประสงค์ในเวลานั้นว่าจะ ตรัสเพียงเท่าไร หรือเหมาะแก่ใคร.
น.232 ๓๗ ในเรื่องปฏิจสมุปบาทมีถึง ๔ แบบนี้คัมภีร์วิสุทธิ- มรรคให้คำอุปมาไว้ดีมากว่า คนๆ หนึ่งเขาต้องการเถาวัลย์ แล้วก็เข้าไปในป่าตัดเถาวัลย์มาใช้ประโยชน์. วิธีที่ตัดเถาวัลย์ นั้นบางคนก็ตัดที่โคน แล้วก็สาวมาทั้งสายตลอดปลายนี้ก็ วิธีหนึ่ง; อีกวิธีหนึ่งก็จับที่ปลายถอนให้หลุดโคนออกไปเลย ได้มาทั้งสายดึงไปทางปลาย นี้ก็วิธีหนึ่ง; ทีนี้บางทีมันไม่ทำ อย่างนั้นเพราะมันไม่ต้องการอย่างนั้น แต่ไปตัดเข้าที่ตรง กลางสายแล้วดึงเอามาแต่ที่โคน ดึงเข้าไปตลอดโคนแล้วเอา มาครึ่งท่อน นี้ก็อีกวิธีหนึ่ง; แล้วบางทีไม่ต้องการอย่างนั้น ก็ไปตัดที่ตรงกลาง แล้วดึงเอามาแต่ส่วนปลายครึ่งท่อน มัน เลยเกิดเป็น ๔ อย่าง ๔ วิธี ขึ้นมา. การไปตัดหวายตัด เถาวัลย์มาใช้ทำประโยชน์อย่างนั้นอย่างนี้ มันย่อมแล้วแต่ ต้องการอย่างไร มันก็สำเร็จประโยชน์ทั้งนั้น. นี้คือการตรัส ปฏิจจสมุปบาทมีใน ๔ ความหมายอย่างนี้ ๔ ลักษณะอย่างนี้; พระพุทธโฆษาจารย์ผู้แต่งคัมภีร์วิสุทธิมรรคท่านก็ยืนยันในข้อ นี้อย่างนี้. แต่แล้วผมยังไปพบอีกวิธีหนึ่งซึ่งแปลกไปกว่านี้ คือ ตรัสอย่างในบางสูตร คือเริ่มสมุทยวารเป็นความเกิดแห่งทุกข์ไป
น.233 ๓๘ ได้ครึ่งท่อน ครั้นไปถึงตัณหาแล้วก็เปลี่ยนเป็น นิโรธวาร เสีย : ดับตัณหา ดับอุปาทาน ดับภพ ดับชาติ เลย; อันนี้ ก็แปลกมากแต่ทำไมพระพุทธโฆษาจารย์ ไม่เอามาพูดก็ไม่รู้ : พูดแต่ ๔ อย่าง ที่กล่าวแล้วข้างต้น. อันนี้มันน่าฉงนที่ว่า ตรัสว่าอวิชชาให้เกิดสังขาร, สังขารให้เกิดวิญญาณ, วิญญาณ ให้เกิดนามรูป, นามรูปให้เกิดอายตนะ, อายตนะให้เกิด ผัสสะ, ผัสสะให้เกิดเวทนา, เวทนาให้เกิดตัณหา; พอถึง ตัณหาชงักกลับกลายเป็นว่า เพราะดับตัณหาเสียได้ อุปาทาน ดับ; เพราะอุปาทานดับ ภพดับ; เพราะภพดับ ชาติดับ เพราะชาติดับ ชรามรณะโสกะปริเทวะดับ. ข้อนี้มันมีอาการ คล้าย ๆ กับว่าถึงตรงนี้มันเกิดการเปลี่ยนกลับหน้ามือเป็นหลัง มือเพราะมีสติเกิดขึ้น ไม่เผลอให้ไปจนถึงตลอดสาย; คือเรา เกิดรู้สึกตัวขึ้นมาในกลางคันนั้น; เป็นเรื่องนึกได้แล้วก็ ไม่ปล่อยให้ไปตามแบบของปฏิจจสมุปบาท; เรื่องเกิด มันเลยกลายเป็นเรื่องดับ : มันดับที่ตรงกลาง, คือตรงที่ ตัณหานั่นเองและทุกข์ก็ไม่เกิด. นี้ก็กลายเป็นปฏิจจสมุปบาท ที่เกิดทุกข์ไม่ได้ถึงที่สุด เพราะมันไปเปลี่ยนจากสมุทยวาร กลายเป็นนิโรธวาร คือดับทุกข์เสียที่ตรงกลาง. นี้ก็มีอยู่อีก
น.234 ๓๙ แบบหนึ่ง. ข้อนี้จะเปรียบอย่างไรกับการไปตัดหวายตัดเถา- วัลย์ในป่า : มันก็เปรียบเหมือนกับเราไปอยู่ที่ตรงกลางย่าน แล้วก็ดึงเข้ามาทั้งโคนทั้งปลาย หลุดมาทั้งโคนทั้งปลาย โดย ที่เราจับที่ตรงกลาง; นี้ก็ได้มาทั้งสายเหมือนกัน. นี้เรียกว่าแบบหรือนัยของปฏิจจสมุปบาท ที่พระ- พุทธเจ้าท่านได้ตรัสสอนแก่ผู้ฟัง มีหลายแบบอย่างนี้. ทีนี้ก็ จะมาพิจารณากันถึงตัวเรื่องปฏิจจสมุป บาทให้ เป็นที่เข้าใจกันยิ่งขึ้นไป. ผู้ที่ท่องสูตรปฏิจจสมุปบาทได้แล้ว ก็เป็นการดี, ฟังง่าย, ฟังเข้าใจง่าย; ส่วนชาวบ้านที่ท่องไม่ ได้คงจะลำบากหน่อย แต่ก็ช่วยไม่ได้เพราะวันนี้เป็นวันที่ กำหนดไว้สำหรับอธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาท; ใครจะถือเอา ได้มากน้อยเท่าไรก็ตามใจ. ทีนี้เราจะได้พูดกันถึงลักษณะของ ปฏิจจสมุปบาทธรรมทีละชื่อ ๆ ทั้ง ๑๑ ชื่อ; เริ่มจากที่พูดว่า อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร. อวิชชาคืออะไร ? อวิชชาคือความไม่รู้ในทุกข์, ความไม่รู้ในเหตุให้เกิดทุกข์ ความไม่รู้ในความดับแห่งทุกข์, ความไม่รู้ในทางให้ถึงความดับแห่งทุกข์; ความไม่รู้ ๔ อย่าง นี้เรียกว่าอวิชชา : และอวิชชานี้เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร.
น.235 ๔๐ สังขารคืออะไร ? พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า : ตโยเม ภิกฺขเว สงฺขารา; กายสงฺขาโร วจีสงฺขาโร จิตต- สงฺขาโร: ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลาย ๓เหล่านี้คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร. ในพระบาลีพุทธภาษิต อธิบายคำว่า สังขาร ว่าสิ่งที่จะปรุงแต่งให้เกิดหน้าที่ทางกาย สิ่ง ที่จะปรุงแต่งให้เกิดหน้าที่ทางวาจา สิ่งที่จะปรุงแต่งให้เกิด หน้าที่ทางจิต. พระพุทธภาษิตว่าอย่างนี้ สำหรับคำว่า สังขาร. แต่พวกเราในโรงเรียนสอนธรรมนี้ไม่สอนกันอย่าง นี้ ไปสอนตามแบบวิสุทธิมรรคว่าสังขาร ๓ คือ ปุญญาภิ- สังขาร, อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร; มันเป็นคนละ เรื่องไป. หรือมันจะคาบเกี่ยวกันได้ มันก็ต้องอธิบายกันอีก มาก. นี้ให้รู้ไว้ก่อนว่า พวกที่ชอบอธิบายปฏิจจสมุปบาท คร่อมถึง ๓ ชาติ นั้นมักจะอธิบายคำว่าสังขารไปในรูปนี้เสมอ คือ ปุญญาภิสังขาร, อปุญญาภิสังขาร, อเนญชาภิสังขาร, แต่ว่าในบาลีพุทธภาษิตแท้ ๆ นั้นมีว่า กายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร; ทีนี้สังขารให้เกิดวิญญาณ. วิญญาณคืออะไร ? พระพุทธเจ้าตรัสว่า: ฉยิเม ภิกฺขเว วิญฺญาณกายา ฯลฯ: ภิกษุทั้งหลาย หมู่แห่งวิญญาณ
น.236 ๔๑ ๖ เหล่านี้คือ จักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ. นี่คือ วิญญาณ ๖ นั่นเอง. ทีนี้พวกที่อธิบายปฏิจจสมุปบาทอย่างคล่อมชาติ แม้วิสุทธิมรรคนี้ก็เหมือนกันอธิบายเลยเถิดไปเป็น ปฏิสนธิ- วิญญาณ; แล้วในหนังสือตำราเรียนรุ่นหลังทุกเล่ม ก็อธิบาย ไปทำนองปฏิสนธิวิญญาณ เพราะไม่เข้าใจว่าถ้าอธิบาย วิญญาณ ๖ แล้วมันจะได้เรื่องได้ราวอย่างไร เพราะผู้อธิบาย เชื่อว่าจะ "เกิดใหม่" กันตรงนี้ เลยอธิบายคำว่าวิญญาณนี้ เป็นปฏิสนธิวิญญาณ มันก็เลยเถิดเป็นคนละเรื่องคนละสายไป เลย. พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า จักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาน ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ, เป็นวิญญาณ ๖; แต่พวกเรามาอธิบายกันเป็นปฏิสนธิวิญญาณ สำหรับคำ ๆ นี้. ที่นี้วิญญาณมันให้เกิดนามรูป. นามรูปคืออะไร ? ในบาลีตรัสไว้ชัด : พระพุทธ- ภาษิตนั้นว่า: เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิกาโร นี้คือ นาม ; มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูป ที่อาศัยมหาภูต- รูป ๔ นั้น นี้คือ รูป . นี้ตรงกันหมด, ใครก็สอนอย่างนี้ ว่า รูปที่เป็นเนื้อหนังมังมา หรือเลือดลมในกายนี้ เรียกว่า มหาภูตรูป, แล้วภาวะต่างๆ ที่อาศัยอยู่กับมหาภูตรูปนั้น
น.237 ๔๒ เช่นภาวะสวย ภาวะไม่สวย ภาวะหญิง ภาวะชาย เป็นต้น ภาวะต่าง ๆ นี้เรียกว่าอุปาทายรูป. รวมกันทั้ง ๒ รูป เรียกว่า รูป. ทีนี้นามรูปให้เกิดสหฃฬายตนะ. สฬายตนะ คืออะไร? สหายตนะ คืออายนะ ๖ นี้พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า : จักขุอายตนะ, โสตายตนะ, ฆานายตนะ, ชิวหายตนะ,กายายตนะ, มนายตนะ เหมือน ที่เราสวดกันอยู่; และสฬายตนะให้เกิดผัสสะ. ผัสสะ คืออะไร ? ตรัสว่า: ฉยิเม ภิกฺขเว ผสฺสกายา จกฺขุสมฺผสฺโส โสตสมฺ ผลสฺโส ฆานสมฺผสฺโส ชิวฺหาสมฺผสฺโส กายสมฺผสฺโส มโนสมฺผสฺโส ; นี้ก็ผัสสะ ๖ ตามชื่อแห่งทวาร ๖. ทีนี้ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา. เวทนา คืออะไร ? เวทนานั้นก็คือเวทนา ๖ อย่าง ได้แก่ เวทนาทางจักษุสัมผัส, เวทนาเกิดจากโสตสัมผัส, เวทนาเกิดจากฆานสัมผัส, เวทนาเกิดจากชิวหาสัมผัส, เวทนาเกิดจากกายสัมผัส, เวทนาเกิดจากมโนสัมผัส, โดยเอา ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเป็นหลัก. ที่นี้เวทนาทำให้เกิด ตัณหา. ตัณหา คืออะไร ? ตัณหาก็มี ๖ อีก คือ รูปตัณหา ตัณหาในรูป, สัททตัณหา ตัณหาในเสียง, คันธตัณหา ตัณหา
น.238 ๔๓ ในกลิ่น, รสตัณหา ตัณหาในรส, โผฏฐัพพตัณหา ตัณหา ในสัมผัสผิวหนัง; ธรรมตัณหา ตัณหาในธรรมารมณ์ ที่นี้ ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน. อุปาทาน คือ อะไร ? อุปาทานนี้ตรัสว่า: จตฺตาริมานิ ภิกฺขเว อุปาทานนานิ กามุปาทานํ ทิฏฐุปาทานํ สีลพฺพตุ ปาทานํ อตฺตวาทุปาทานํ,คืออุปาทาน ๔ มี กามุปาทาน ทิฏฐุ ปาทานสีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน ดังที่เรารู้กันดีอยู่ แล้ว.อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ. ภพ คืออะไร? ภพมี ๓ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ. ชาติ คืออะไร ? ชาติคือ การเกิดขึ้น หรือการก้าวลง หรือการเป็นพร้อมขึ้นมาในหมู่สัตว์นิกาย, การปรากฏแห่ง ขันธ์ทั้งหลาย, การได้อายตนะเฉพาะ; นี้เรียกว่าชาติ. ทีนี้ชรามรณัง นั้นก็คือ หัวหงอก ฟันหักหรืออะไร ก็ตาม คืออาการของชรา ความเสื่อมแห่งอินทรีย์เรียกว่า ชรา และความตายนั้นก็เรียกว่า การจุติ การแตก การทำลาย การทำกาลกิริยา การแตกแห่งขันธ์ การทอดทิ้งซากศพ การขาดแห่งชีวิตตินทรีย์นี้เรียกว่าความตาย.
น.239 ๔๔ นี่มันมีปัญหาที่ทำให้เกิดความเข้าใจยาก ตรงที่คำพูด นี้เป็นคำพูดอย่างธรรมดาสามัญ แต่ความหมายมันไม่ใช่ ธรรมดาสามัญ : ที่พูดว่า ชาติความเกิดนี้ มันคือความเกิด แห่งตัวกู ซึ่งเป็นเพียงความรู้สึก, ไม่ใช่การเกิดจากท้องแม่. สำหรับการเกิดจากท้องแม่นั้น คนเราเกิดทีเดียวครั้งเดียวแล้ว เลิกกัน. แล้วต่อมายังมีการเกิดอีก เกิดแล้วเกิดอีก วันหนึ่ง หลาย ๆ เกิดนี้ คือเกิดด้วยอุปาทาน ด้วยภพที่มีความรู้สึก ว่าตัวกูเป็นอย่างไรที่หนึ่ง ก็เรียกว่าเกิดชาติหนึ่ง, พอเกิด ชาติอย่างนี้ขึ้นมาแล้ว ก็ยึดถือเอาความเกิดจากท้องแม่หรือ ความเกิดชนิดหลังนั้น จนเป็นทุกข์ เพราะมีความกลัว ความหวั่นวิตกกังวลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเกิดทั้งหมด. ครั้น เกิดชาติอย่างนี้ขึ้นมาแล้วก็จะลามปามไปวิตกกังวล เรื่อง ความเจ็บความไข้ หรือความตายที่จะมาถึงข้างหน้านี้ต่อไป อีก. ที่จริงความเจ็บไข้ ความตาย ยังไม่มาถึง เราก็เป็น ทุกข์แล้ว เพราะมองไว้เสมอว่า ความเจ็บของกู ความแก่ ของกู ความตายของกู ยิ่งพอมันแสดงวี่แววอะไรให้เห็น ก็ยิ่ง เป็นทุกข์หนัก. เดี๋ยวนี้เรากลัวตายอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้สึกตัว, เราเกลียดความแก่ ความชรา เพราะเราคิดว่าจะมาถึงกู.
น.240 ๔๕ ถ้าอย่ามีกูเสียอย่างเดียว ความแก่ ความชรา ความตาย นี้ไม่มีความหมายอะไร. ฉะนั้น ปฏิจจสมุปบาทรอบหนึ่งสาย หนึ่งก็คือ ความโง่ที่ทำให้เป็นความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง ครั้งหนึ่ง : ทุกข์เพราะได้ของถูกใจก็ได้, ทุกข์เพราะได้ของ ไม่ถูกใจก็ได้, ทุกข์เพราะได้ของที่ยังไม่รู้ว่าถูกใจหรือไม่ถูกใจ ก็ได้ เมื่อยืดมั่นแล้วเป็นทุกข์ทั้งนั้น. นี้คือคำขยายความของ ปฏิจจสมุปบาทมันมีอย่างนี้. ทีนี้สิ่งสำคัญที่สุดก็มาถึงคือ ความหมายของคำใน ปฏิจจสมุปบาทเหล่านี้ ความหมายของคำแต่ละคำเหล่านี้ เป็นความหมาย ในทางภาษาธรรม ของ ผู้รู้ธรรม ; ไม่ใช่ความหมายของ ชาวบ้านผู้ไม่รู้ธรรม. เราได้แยกออกไว้เป็น ๒ ภาษา คือ ภาษาคน หมายถึงภาษาคนธรรมดาที่ไม่รู้ธรรม; แล้วก็ ภาษาธรรมคือภาษาของผู้รู้ธรรม; ภาษาปฏิจจสมุปบาทนี้ เป็นภาษาธรรม เดี๋ยวจะแสดงให้เห็นเป็นลำดับไป. ถ้าเราถือเอาความหมายของปฏิจจสมุปบาทในภาษาคน แล้ว ก็จะเกิดความยุ่งยาก และจะเข้าใจไม่ได้, จะยก ตัวอย่างให้ฟังเช่นว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่โคนต้นโพธิ์นั้น การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็คือ การทำลาย อวิชชาเสียได้ :
น.241 ๔๖ พระพุทธ เจ้าทำลายอวิชชาเสียได้ก็คืออวิชชาดับ: อวิชชา ดับ สังขารก็ดับ ; สังขารดับวิญญาณก็ดับ; วิญญาณดับ นามรูปก็ดับ ; แล้วทำไมพระพุทธเจ้าไม่ตาย ? คิดดูทีหรือ ว่าดับอวิชชาเสียได้ด้วยการตรัสรู้ที่ต้นโพธิ์นั้น เพราะอวิชชา ดับสังขารก็ดับ คืออำนาจปรุงแต่งวิญญาณ และนามรูปก็ดับ, แล้วทำไมพระพุทธเจ้าไม่ สิ้นพระชนม์คาที่ที่โคนต้นโพธิ์ นั้น ในวินาทีนั้น ? นี้ก็เพราะว่าคำพูดในปฏิจจสมุปบาทนี้มันเป็น ภาษาธรรม : คำว่า ดับ นี้ก็เป็นภาษาธรรม; คำว่า เกิด นี้ก็เป็น ภาษาธรรม; ไม่ใช่เกิดทางเนื้อหนัง ไม่ใช่ดับทางเนื้อหนัง. เมื่อเข้าใจไม่ถูกแล้วปฏิจจสมุปบาทสายหนึ่งก็จะเข้าใจ เป็นว่าเกิด ๒ หน: เกิดตรงนามรูปนี้ทีหนึ่ง แล้วไปเกิดตรง ชาติโน้นอีกทีหนึ่ง ก็เลยเข้าใจว่าเกิด ๒ หน. เมื่อเข้าใจว่า เกิด ๒ หน ก็เลยเป็นสายปฏิจจสมุปบาททำให้เป็น ๓ ชาติ คือ ชาติในอดีต ชาติปัจจุบัน ชาติอนาคต มันเลยเตลิด เปิดเปิงยุ่งกันไปใหญ่ไม่ตรงตามเรื่อง: และที่น่าขันที่สุด ก็คือ เมื่อเกิดพูดว่า เกิด ๒ หนได้, แต่พอถึงทีดับ หรือตาย ก็หากล้าพูดว่า ตาย ๒ หนไม่ เพราะไม่รู้ว่ามันจะตาย ๒ หน ได้อย่างไร.
น.242 ๔๗ คำว่าภพ คำว่าชาติ ที่แปลว่า ความมีความเป็น หรือความเกิดขึ้นในกรณีของปฏิจจสมุปบาทนี้ มิได้หมายถึง ความเกิดทางมารดา ไม่ใช่เกิดจากครรภ์มารดา ; มันเกิด ทางนามธรรม ที่เกิดด้วยอุปาทาน ที่ปรุงขึ้นมาเป็นความ รู้สึกว่า "ตัวกู" นั่นแหละคือเกิด. ข้อนี้ก็มีพระบาลีที่ตรัส ไว้ชัดที่จะอ้างเป็นหลักได้ก็คือบาลี มหาตัณหาสังขยสูตร อีก เหมือนกัน: พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ในสูตนั้นว่า "นันทิ ใดในเวทนาทั้งหลาย นั่นคืออุปาทาน." หมายความว่า เมื่อเรามีการกระทบทางอายตนะ เกิดเวทนา เป็นสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนาอะไรก็ตาม, ก็มีนันทิในเวทนา นั้น.* นั่นแหละคืออุปาทาน; นันทิคืออุปาทาน เพราะว่า นันทินี้มันเป็นที่ตั้งของความยืดถือ : ถ้ามีนันทิแล้วก็หมาย ความว่าต้องมีความยึดถือ. นันทิแปลว่าความเพลินหรือ ความพอใจ. นันทินั้นเองคืออุปาทานชนิดที่พระองค์ตรัส. เราพอใจสิ่งใดหมายความว่าเรายึดถือสิ่งนั้นเข้าแล้ว เพราะ * เราเพลินไปในสุขเวทนา ด้วยความรู้สึกของราคะ,เพลินในทุกขเวทนา ด้วยความรู้สึกของ โกธะ หรือโทสะ, เพลินในอทุกขมสุขเวทนา ด้วยความรู้สึกของโมหะ.
น.243 ๔๘ ฉะนั้นนันทินั้นเองคืออุปาทาน แล้วนันทินั้นเองเป็นสิ่งที่ต้อง มีในเวทนา; เพราะฉะนั้นเป็นอันว่าเมื่อใดเรามีเวทนาแล้ว เมื่อนั้นมีนันทิ แล้วเมื่อนั้นมีอุปาทาน; "เพราะมีอุปาทาน ก็มีภพ, เพราะมีภพก็มีชาติ, เพราะมีชาติ ก็มีชรามรณะ เกิดขึ้นพร้อมเป็นความทุกข์." นี้แสดงว่าภพกับชาตินี้มันมี ติดต่อกันไปจากเวทนา จากตัณหา จากอุปาทาน ไม่ต้อง รอต่อตายแล้วไปเกิดใหม่; ไม่ต้องรอให้ตายแล้วไปเกิด ใหม่จึงจะมีภพมีชาติ. สิ่งที่เรียกว่าภพว่าชาติจะมีอยู่ที่นี่ ในวันหนึ่ง ๆ ไม่รู้กี่ครั้งกี่คราว; และ จะมีทุกคราวที่มีเวทนา; แล้วประกอบอยู่ด้วยอวิชชาซึ่งเพลิดเพลินเป็นนันทิ ; และ นันทินั้นคืออุปาทาน; อุปาทานก็สร้างภพสร้างชาติ ฉะนั้น คำว่าภพว่าชาตินั้นมีอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้ ในวันหนึ่ง ๆ ไม่รู้กี่ครั้ง กี่ครา ไม่ต้องรอต่อตายแล้วไปเกิดใหม่. คำว่าภพว่าชาติในลักษณะอย่างนี้ มันเป็นภาษาธรรม; ภาษาธรรมของผู้รู้ธรรม ไม่ใช่ภาษาชาวบ้าน. ถ้าเป็นภาษา ชาวบ้าน ต้องรอต่อตายแล้วไปเกิดใหม่จึงจะมีภพมีชาติ แล้ว ก็มีที่เดียวเท่านั้น เพราะคนเรามันเกิดมาทีเดียวแล้วก็ตายเข้า
น.244 ๔๙ โลงไปแล้วจึงจะมีภพมีชาติใหม่อีก. เดี๋ยวนี้ภพหรือชาติใน ภาษาธรรมมีวันหนึ่งหลายหน คือเกิดตัวกูของกูหนหนึ่ง ก็เรียกว่ามีภพมีชาติหนหนึ่ง; แล้วเดือนหนึ่งก็มีได้หลายร้อย หน, ปีหนึ่งก็มีหลายพันหน, หลายพันภพชาติ แล้วตลอด ชาตินี้ก็มีหลายหมื่นหลายแสนภพชาติ ฉะนั้นเราจะต้อง รู้จัก สิ่งที่เรียกว่าภพว่าชาติ ที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน วันหนึ่งหลาย ๆ หนนี้. นี้จะเห็นได้ทันทีว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นเรื่อง ที่นี่ และ เดี๋ยวนี้; ไม่ใช่รอต่อตายแล้ว หรือต้องกินเวลา ตั้ง ๓ ชาติจึงจะมีปฏิจจสมุปบาทสักรอบหนึ่ง ที่แท้ใน วันหนึ่ง ๆ มีตั้งหลาย ๆ หน : เมื่อใดมีเวทนา มีตัณหา อุปาทาน เมื่อนั้นมีรอบของปฏิจจสมุปบาท แล้วมีภพมีชาติ; ทำให้เห็นได้ว่ามันมีในชีวิตประจำวันของคนทุกคนเหมือนกับ ยกตัวอย่างเมื่อตะกี้นี้แล้วว่าเด็กสอบไล่ตก, หรือว่านางสาว คนนั้นเขาเป็นทุกข์เพราะแฟน; นี้เป็นตัวอย่างธรรมดาสามัญ ในชีวิตประจำวัน. ทีนี้ปัญหามัน ก็เหลือ อยู่ว่าจะ อธิบาย กันอย่างไรจึงจะ
น.245 ๕๐ เห็นได้ว่า มีอวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ ครบถ้วนก่อนจึงจะเกิดเวทนาขึ้นมาได้ เท่านั้นเอง เรื่องนี้ไม่ยาก : ตัวการตัวร้ายตัวที่เป็นเรื่องยุ่ง ยากมันอยู่ที่เวทนา. เวทนาเราก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว มันก็เกิด อยู่เป็นประจำแล้ว รู้จักเวทนาก็แล้วกัน. ถ้าอยากรู้มากไป กว่านั้น ก็สาวขึ้นไป ๆ. เวทนาก็มาจากผัสสะ ; ผัสสะก็มา จากอายตนะที่ปรุงขึ้นเฉพาะ; อายตนะก็มาจากนามรูปที่ปรุง ขึ้นเฉพาะ, นามรูปก็มาจากวิญญาณที่ปรุงขึ้นเฉพาะ; วิญญาณ ก็มาจากสังขารที่ปรุงขึ้นเฉพาะ; แล้วสังขารก็มาจากอวิชชา อันเป็นต้นตอ : อย่ามือวิชชาอย่างเดียว สิ่งเหล่านี้เป็นไป ไม่ได้. นามรูปอย่างที่จะเป็นทุกข์นี้จะไม่เกิด; อายตนะ อย่างที่จะเป็นทุกข์นี้จะไม่เกิด; ผัสสะอย่างนี้จะไม่เกิด ; มัน เกิดอย่างอื่น คือเกิดอย่างที่ไม่เป็นทุกข์. ดังนั้น มันมีอวิชชา อย่างเดียวเท่านั้นที่มันสร้างนามรูป-กายใจ, อายตนะ, ผัสสะ, เวทนา, ในทางที่จะเป็นทุกข์ทั้งนั้น. นี่ขอย้ำ ขอเตือนอยู่เสมอ, ให้เข้าใจคำว่าภาษาธรรม กับภาษาคนให้ดี. คำว่า "เกิด" ในทางภาษาคน หมายความ
น.246 ๕๑ ถึงการเกิดจากท้องแม่; คำว่า "กิด" ในภาษาธรรมหมายถึง มันเกิด เมื่อสิ่งนั้นมันทำหน้าที่ของมัน ในลักษณะที่จะ เป็นทุกข์ คือประกอบอยู่ด้วยอวิชชาเป็นมูลเหตุ. นี่ เวลานี้นามรูปยังไม่ได้เกิด เพราะยังไม่ได้ทำหน้าที่ "ตัวกู"- "ของกู" อะไร แม้แต่ว่านั่งฟังเทศน์อย่างตั้งใจอย่างนี้ก็ไม่ใช่ ตัณหาอุปาทานอะไร มันเป็นเรื่องที่เป็นไปตามธรรมดายัง ไม่มีปฏิจจสมุปบาท. ที่พูดมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เป็นการเข้าใจ ล่วงหน้าว่า ภาษาปฏิจจสมุปบาท นั้นเป็นภาษาธรรม มีความหมายเฉพาะ; อย่าเอาความหมายภาษาชาวบ้านมาใช้ เข้า จะฟังไม่ถูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเช่นคำว่า "เกิด". ทีนี้ ข้อสำคัญ ข้อต่อไป ก็คือ อยาก จะให้ ท่าน ทั้ง หลาย ทราบว่า ปฏิจจสมุปบาทนั้นมันคือเรื่องอริยสัจจ์สี่ที่ พิศดาร : ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวาร คือฝ่ายเกิดนั้น มันเป็นเรื่อง สมุทัยในอริยสัจจ์ : อวิชชาให้เกิดสังขาร, สังขารให้เกิดวิญญาณ, วิญญาณให้เกิดนามรูป, เกิดอายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ตลอดไป นี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวาร. นี้แหละคือทุกขสมุทัยในอริย- สัจจ์สี่. ทีนี้ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวารที่ว่าเพราะอวิชชาดับ,
น.247 ๕๒ สังขารดับ, เพราะสังขารดับวิญญาณดับ, เพราะวิญญาณดับ นามรูปดับ, เพราะนามรูปดับ สหายตนะดับ, ผัสสะดับ, เวทนาดับ, ตัณหาดับ, อุปาทานดับ, ภพดับ, ชาติดับ; นี้ เป็นเรื่องดับ; อย่างนี้เรียกว่านิโรธวาร. นี้ก็คือ ทุกขนิโรธ- อริยสัจจ์ในเรื่องอริยสัจจ์สี่. ส่วนตัวความทุกข์นั้นตรัสเหมือน กับในที่อื่น ๆ. ส่วนตัวหนทางให้ถึงความดับทุกข์ก็ตรัสเหมือน กัน คือตรัสมรรคมีองค์แปด ; ฉะนั้น ปฏิจจสมุปบาทนั้น คือ เรื่องอริยสัจจ์สี่ ที่กล่าวโดยละเอียด : แทนที่จะกล่าวว่าตัณหา ให้เกิดทุกข์สั้น ๆ ลุ่น ๆ เช่นนี้; ก็แยกตรัสกล่าวเป็น ๑๑ อย่าง เป็น ๑๑ อาการเป็นปฏิจจสมุปบาทไปเลย : แทนที่จะ พูดสั้น ๆ ว่า ดับตัณหาเสียเป็นการดับทุกข์อย่างนี้ ก็กลาย เป็นดับอวิชชา ดับสังขาร ดับวิญญาณ ฯลฯ เรื่อยมาเป็น ๑๑ อาการ; นี้มันละเอียดกว้างขวางอย่างนี้. แต่ถึงอย่าง นั้นก็ไม่พ้น ไปจากความเป็นเรื่องเดียวกัน คือเรื่องอริยสัจจ์สี่ นั่นเอง. ทีนี้เราก็ดูกันต่อไปถึง เหตุการณ์ที่สำคัญที่สุด คือ การอธิบายปฏิจจสมุปบาทผิดหลัก แล้วก็ไม่เป็นพุทธ- ศาสนา ; แล้วก็ไม่มีประโยชน์ แล้วก็มีแต่ให้โทษ.
น.248 ๕๓ การอธิบายปฏิจจสมุปบาทสายเดียวคร่อมถึง ๓ ชาติ นั้น ผิด : ผิดหลักในพระบาลี; ผิดทั้งโดยทางพยัญชนะ และโดยอรรถะ: โดยพยัญชนะนั้นพระพุทธเจ้าก็ตรัสติดต่อกันมาอย่าง ไม่มีอะไรแทรกแซงได้ ดังข้อความในตอนที่ได้อ่าน พระบาลีเรื่องการค้นคว้าปฏิจจสมุปบาทก่อนตรัสรู้ให้ฟังแล้ว ว่าอวิชชาให้เกิดสังขาร, สังขารให้เกิดวิญญาณ, วิญญาณให้ เกิดนามรูป, นามรูปให้เกิดอายตนะ, อายตนะให้เกิดผัสสะ. แล้วมันติดต่อกันมาอย่างนี้ไม่มีขาดตอนไม่มีตัดตอน ไม่มีไขว้ ไม่มีเขว. พอไปพูดให้ไขว้ให้เขว มันก็ผิดหลักทางพยัญชนะ นี้ ทีนี้ในทางอรรถะมันก็ผิด : ผิดที่เห็นได้ง่ายๆ ก็คือว่า การตรัสปฏิจจสมุปบาทนี้ เป็นการตรัสให้คนรู้เรื่องมิจฉา- ทิฏฐิ แล้วทำลายความยึดมั่นถือมั่นว่าอัตตา ว่าสัตว์ ว่า บุคคลเสีย จึงได้ตรัสให้มันติดต่อกันไปเรื่อยทั้ง ๑๑ อาการ เพื่อให้มองให้เห็นว่าไม่มีตรงไหนจะเป็นอัตตาตัวตนได้. ทีนี้ มีผู้มาอธิบายกันเสียใหม่ โดยให้ปฏิจจสมุปบาทสายเดียวคร่อม ๓ ชาติ แล้วให้เนื่องเป็นคนเดียวกัน : กิเลสของคนในชาติ
น.249 ๕๔ ก่อนทำให้เกิดวิบากในชาตินี้, ตอนหนึ่ง; วิบากในชาตินี้ มี แล้วทำให้เกิดกิเลสในชาตินี้ใหม่ แล้วทำให้เกิดวิบากในชาติ หน้า. เมื่อสอนปฏิจจสมุปบาทอย่างนี้ มันกลายเป็นสอน เรื่องอัตตา กลายเป็นสอนว่ามีอัตตาตัวตน สัตว์บุคคล เวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์เหมือนกับมิจฉาทิฏฐิของภิกษุชื่อ สาติ เกวัฏฏบุตร ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น. มันกลับไปสอนให้มี อัตตา ในเมื่อพระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ สอนเพื่อไม่ให้มีอัตตา. ท่านได้ตรัสเป็นหลักชัด ๆ ไว้อย่างนี้ แล้ว เรามากลับอธิบายไปเสียใหม่กลายเป็นมีอัตตาอีก. ข้อนี้ ถ้าเราเอาหลักเช่นมหาปเทสมาเป็นเครื่องวัด เป็นเครื่อง ทดสอบ เราจะรู้ทันทีว่า สอนอย่างนี้ผิด; อธิบายอย่างนี้ผิด; เพราะมันย้อนกลับไปมีอัตตา : มันไปเข้ากันได้กับฝ่ายที่ว่า มีอัตตา แล้วมันเข้ากันไม่ได้กับฝ่ายที่ว่าไม่มีอัตตา; เพราะ- ฉะนั้นที่ว่ามีอัตตา, จึงผิดหลักพระพุทธศาสนาซึ่งสอนว่าไม่มี อัตตา. ฉะนั้นถ้าท่านผู้ใดเข้าใจปฏิจจสมุปบาทไปในลักษณะ ที่จะไม่ให้มีอัตตาได้แล้วนั้น นั่นแหละคือถูก. แต่ถ้าเข้าใจ ในทำนองที่มีอัตตาขึ้นมามันก็คือผิด : การอธิบายปฏิจจสมุป-
น.250 ๕๕ บาทในลักษณะคร่อมกัน ๓ ชาติจึงผิด เพราะสอนให้เกิด ความคิดว่ามีอัตตา. ถ้าอธิบายติดต่อกันไปอย่างหลักในพระ บาลีโดยตรงอย่าไปแก้ไขอะไร ไม่มีทางจะเกิดอัตตา นั้น แหละจึงถือว่าถูก. เอาละทีนี้จะพูดต่อ ไปถึงความ รู้ที่มันจะ แน่น แฟ้นยิ่ง ขึ้นว่า ทำไมมันจึงอธิบายผิด ? และ มันอธิบายผิดกันมา ตั้งแต่เมื่อไร ? เดี๋ยวนี้ในเมืองไทยก็ดี ในประเทศพม่าก็ดี ใน ประเทศลังกาก็ดี สอนเรื่องปฏิจจสมุปบาทอย่างเดียวกัน แทบทั้งนั้น คือสอนตามข้อความที่มีอธิบายอยู่ในคัมภีร์ วิสุทธิมรรค. เรื่องมี ๓ ชาติ คร่อม ๓ ชาตินี้ พวกฝรั่ง ชั้นเก่งที่สุดก็มาถือเอาตามนี้, อธิบายเอาตามนี้เป็นคุ้งเป็น แควไปเลย. แปลว่าทุกๆ ประเทศที่เป็นพุทธบริษัทเขา กำลังสอนปฏิจจสมุปบาทชนิดที่คร่อม ๓ ชาติ, สายเดียว คร่อม ๓ ชาติ; กันอยู่ทั้งนั้น. นี่เมื่อผมพูดอะไรแปลกออก ไปมันก็จะต้องถูกค่าจากคนทั้งโลกก็ว่าได้. ผมกำลังพยายามที่ จะชี้ให้เห็นว่าไม่มีทางที่จะคร่อมถึง ๓ ชาติ; ดังนั้นเราก็ต้อง ติดตามว่ามันอธิบายผิดได้อย่างไร ? อธิบายกันมาตั้งแต่เมื่อไร?
น.251 ๕๖ อธิบายกันมาผิดตั้งแต่เมื่อไรอันนี้รู้ได้ยาก ; แต่ข้อที่ ว่าอธิบายผิดรู้ได้ง่าย เพราะมันผิดจากพระบาลีเดิม และ เพราะผิดความมุ่งหมายของปฏิจจสมุปบาท ที่ทรงสอนเพื่อ ให้ทำลายอัตตา ฉะนั้นจึงถือว่าอธิบายผิด. สมเด็จพระ สังฆราชเจ้ากรมพระวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศ; ท่านทรงมี ความเห็นว่าเรื่องนี้มันอธิบายผิดกันมาตั้งพันปีแล้ว; ท่านก็ไม่ ทรงศรัทธาในการ ที่จะอธิบายปฏิสมุปบาทคร่อม ๓ ชาติ; แล้วท่านก็อธิบายไปในทำนองว่ามันคร่อมอยู่เพียงชาติเดียว ; แต่แล้วก็ไม่แน่พระทัยที่จะอธิบายรายละเอียดก็เลยทิ้งไว้ลุ่นๆ. แต่ข้อที่ท่านทรงยืนยันความเข้าใจของท่านก็คือ มันคงจะ อธิบายกันมาผิดตั้งพันปีแล้ว. ข้อนี้ผมก็เห็นด้วยพระองค์ ท่าน; แต่ผมก็อาจจะเลยไปถึงว่าเกินกว่าพันปี อธิบายกันมา ผิด เกินกว่าพันปี เพราะว่าหนังสือวิสุทธิมรรคนี้มีอายุตั้ง ๑๕,๐๐ ปีแล้ว. ใน หนังสือ วิสุทธิมรรคนั้น อธิบาย ปฏิจจ สมุปบาท เป็น ๓ ชาติทั้งนั้น คร่อม ๓ ชาติทั้งนั้น แล้วในการแต่ง คัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้น พระพุทธโฆษาจารย์ก็ยังเขียนไว้ว่า
น.252 ๕๗ อธิบายตามที่เขามีมีกันอยู่ก่อนแล้ว ด้วย ประเดี๋ยวจะเอา มาอ่านให้ฟังสำหรับคำพูดของพระพุทธโฆษาจารย์ เรื่องมันมี หลักฐานว่าท่านอธิบายตามที่มีอธิบายกันอยู่ก่อนแล้ว ฉะนั้น สมัยของท่านมันก็ตั้ง ๑,๕๐๐ ปีแล้ว และถ้ามันต่อไปจากนั้น อีกมันก็เกือบ ๒,๐๐๐ ปีหรือเกิน ๒,๐๐๐ ปี ผมมีความเห็น ว่าอาจจะอธิบายผิดกันมาตั้งแต่หลังสังคายนาครั้งที่ ๓ คือ พ.ศ. ประมาณ ๓๐๐ ก็ได้ ดังนั้นก็แปลว่าผิดกันมาตั้ง ๒,๒๐๐ ปี มันจะต้องอธิบายผิดกันมาตั้ง ๒,๒๐๐ ปีมาแล้ว ไม่ใช่ ๑,๐๐๐ ปีอย่างสมเด็จพระสังฆราชเจ้าท่านว่า ประเดี๋ยว จะชี้ให้ดู. ถ้าจะพูดว่าเมื่อไรให้มันแน่นอนนั้น มันต้องค้นหา หลักฐานทางโบราณคดี มันลำบากมากไปอีก. แต่เมื่อเรา พูดกันอย่างนี้ที่ไม่มีทางจะผิดได้ มันก็ต้องพิจารณาถึงข้อ ที่ว่า ทำไมมันจึงเกิดการอธิบายอย่างนี้ขึ้น. ขอให้ฟังดูให้ ดี ๆ ว่า ทำไมมันจึงเกิดการอธิบายแหวกแนวของพระ พุทธเจ้าไปได้ ในเมื่อพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้เป็นหลัก ๆ อย่างนี้ ไม่มีทางจะคร่อม ๓ ชาติ ทำไมมันไปคร่อม ๓ ชาติ และให้มีอัตตาขึ้นมาได้ .
น.253 ๕๘ ข้อนี้ผมตั้งข้อสันนิษฐานว่ามันมีได้โดยที่ไม่รู้, เกิด ไม่รู้, เกิดเข้าใจไม่ได้ แล้วก็เดาหรือสันนิษฐานกันโดยไม่ เจตนานี้อย่างนึ่ง. เพราะว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่อง ที่ลึกซึ้งที่สุดในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าก็ตรัส และ ใคร ๆ ก็ยอมรับว่ามันเป็นเรื่องลึกซึ้งที่สุด. ทีนี้พอมาถึงสัก ประมาณ ๓-๔๐๐ ปีเกิดเข้าใจไม่ได้ก็เริ่มเกิดความคิดแตก แยก ทีนี้ต่อมาอีกมันก็แตกแยกหนักเข้า ๆ จนกระทั่งกลาย เป็นตรงกันข้ามไป. อย่างนี้เรียกว่าไม่มีใครเจตนาอธิบาย ให้ผิด มันเป็นเพราะความไม่รู้. ทีนี้มาเดากันดูอีกทางหนึ่งดีกว่าว่า มันมีทางเป็นได้ ไหมว่าอาจจะเกิดมีหนอนบ่อนไส้ขึ้นในพุทธศาสนา มีคน ขบถทรยศเป็นหนอนบ่อนไส้เกิดขึ้นในพุทธศาสนา แกล้ง อธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาทซึ่งเป็นหลักของพุทธศาสนาให้ผิด เสีย คือให้เป็นสัสสตทิฏฐิในฮินดู หรือกลายไปเป็นศาสนา พราหมณ์ ปฏิจจสมุปบาทของพระพุทธเจ้าไม่มีทางที่จะมี อัตตา, ชีโว, อาตมันหรืออะไรทำนองนั้น ไม่มีทางที่จะเป็น อย่างนั้น เพราะมันเป็นของพุทธ. แล้วถ้ามีใครมาอธิบาย ปฏิจจสมุปบาทซึ่งเป็นหัวใจของพุทธศาสนาให้มันเกิดคร่อม
น.254 ๕๙ ๓ ชาติอย่างนี้มันก็เกิดเป็นอัตตาขึ้นมา เขาก็กลืนพุทธศาสนา สำเร็จ. ถ้าว่ามีเจตนาเลวร้ายกันถึงขนาดนี้ ก็แปลว่าต้องมี คนแกล้งอธิบายขึ้นมาให้มันมีช่องให้เกิดอัตตาขึ้นมาในพุทธ ศาสนา แล้วศาสนาพราหมณ์ก็กลืนศาสนาพุทธวูบเดียว หมดโดยกะทันหัน, นี้เป็นเรื่องสันนิษฐานในแง่ที่เลวร้าย อย่างนี้ก็มีได้. อีกทางตรงกันข้ามก็คือเผลอไปหรือโง่ไป อธิบายไป ด้วยทุนรอนคือความรู้ที่ผู้อธิบายมีอยู่เดิม, ก็อาจจะผิดไป โดยไม่ทันรู้ เพราะว่าเข้าใจไม่ได้, ก็อาจจะมีได้เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตาม จะเจตนาหรือไม่เจตนาผลมันก็เหมือนกัน. พุทธศาสนาสูญไปจากประเทศอินเดีย รู้ไหม ? ว่า เพราะอะไร ? เขาว่ากันว่าเพราะอย่างนั้น เพราะอย่างนี้ เพราะอย่างโน้น เช่นเพราะข้าศึกภายนอกเข้ามาย่ำยี ผมว่า ไม่น่าเชื่อ ผมเห็นว่า พุทธศาสนาสูญไปจากประเทศ อินดีย เพราะว่าพุทธบริษัทเริ่มตีความของหลักพุทธ- ศาสนาผิดเอง : อธิบายพุทธศาสนาผิดเสียเอง เช่น อธิบายปฏิจจสมุปบาทที่เป็นพุทธแท้ ๆ ให้กลายเป็นฮินดู หรือเป็นพราหมณ์ไป; คือกลายเป็นคร่อม ๓ ชาติ กลาย
น.255 ๖๐ เป็นมีอัตตาไป. เพียงเท่านี้เท่านั้น, มันก็เป็นไปโดยพฤตินัย แล้ว นั่นแหละโดยความจริงแล้วพุทธศาสนาหมดจากประเทศ อินเดียทันทีเลย : พออธิบายปฏิจจสมุปบาทผิด กลายเป็น มีอัตตามีตัวตนไปแล้ว ก็แปลว่าพุทธศาสนาหมดแล้ว ไม่มีเหลืออยู่แล้วในประเทศอินเดีย คือ ได้ไปผนวก เป็นศาสนาพราหมณ์ที่มีอาตมันเสียแล้ว ! นี้แหละมันต้อง อธิบายผิดกันมาตั้งแต่ เมื่อมีเหตุการณ์อย่างนี้ โดยเจตนา หรือโดยไม่เจตนาก็ยังรู้กันได้ยาก. ศาสนาพราหมณ์ก็เป็น ข้าศึกแก่พุทธศาสนา ต้องการจะกลืนพุทธศาสนา ฉะนั้นก็ ต้องมีผู้พยายามจะกลืน. นี้ก็เป็นสิ่งที่มีได้ ไม่ใช่แกล้งใส่ร้าย. พุทธศาสนาไม่ใช่สัสสตทิฏฐิ จึงไม่ได้พูดว่ามีสัตว์ บุคคล ตัวตน มีคนนั้นเวียนว่ายตายเกิดเป็นคนนั้นไปเรื่อย. พุทธ ศาสนาที่ไม่มีสัตว์ ไม่มีคน แต่แล้วก็กลายมาเป็นพูดให้มีสัตว์ มีคน เวียนว่ายไปในกระแสแห่งปฏิจิจสมุปบาท ๓ ภพ ๓ ชาติเรื่อยไปอย่างนี้พุทธศาสนาก็สลายหมด. ที่นี้หลักฐานอะไรก่อนหน้านี้มันไม่เป็นตัวลายลักษณ์ อักษร มันเพิ่งมีลายลักษณ์อักษรชัดในสมัยที่มีหนังสือ วิสุทธิมรรค ข้อความในหนังสือวิสุทธิมรรคก็แสดงไปใน
น.256 ๖๑ ลักษณะที่ว่ามี ๓ ภพ ๓ ชาติ มีปฏิสนธิวิญญาณ คือตอน ต้นของปฏิจจสมุปบาท แล้วไปเกิดภพใหม่มีวิบาก, แล้วก็ มีกิเลสสำหรับจะไปเกิดในภพหน้าอย่างนี้. หลักฐานที่เป็น ตัวหนังสือชัดเช่นนี้ มันก็มีที่คัมภีร์วิสุทธิมรรค นี้มันก็เพียง ๑,๕๐๐ ปี. ถ้าก่อนหน้านั้นมันก็น่าจะนึกไปถึงว่า เมื่อสมัย ทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ซึ่งเกิดมีการจับพระสึก ว่าพระไหนเป็น พระปลอมก็จับสึก พระไหนเป็นพระแท้ไม่ต้องสึก. ในการ ชำระนั้นก็มีการถามเรื่องหลักธรรมว่าท่านมีความเห็นอย่างไร เกี่ยวกับหลักพุทธศาสนา. ถ้าองค์ไหนตอบไปในทำนอง อวิภัชชวาที คือไม่แบ่งแยกชีวิตเป็นปฏิจจสมุปปันนธรรม, เป็นขันธ์, เป็นธาตุ, เป็นอายตนะ, แล้วก็ไปพูดเป็นมีตัวมีตน อย่างนี้ที่เวียนว่ายตายเกิดอย่างที่ภิกษุสาติเกวัฏฏบุตร พูดนั้น แล้ว ก็ถือว่าผู้นั้นเป็นพวกอวิภัชชวาที่เป็นมิจฉาทิฏฐิชนิด สัสสตทิฏฐิแล้วก็จับสึก, ข้อนี้หมายความว่าในสังคายนาครั้ง ที่ ๓ นั้นเขาจับพระที่ถือลัทธิว่ามีอัตตา, อาตมัน, ตัวตน นั้นสึก เหลือไว้แต่พระที่ไม่ถือว่ามีอาตมันตัวตนเท่านั้น เพราะฉะนั้นเค้าเงื่อนมันม็หมอกควัน มาตั้งแต่สมัยสังคายนา ครั้งที่ ๓ นั้น มันก็ ๒,๒๐๐ ปีมาแล้ว ที่ยอมรับกันว่ามีคนมา ปลอมบวชเป็นพระในพุทธศาสนา แล้วก็มีความเห็นเป็น
น.257 ๖๒ ตัวเป็นตนว่ามีตัวมีตนนี่. ข้อนี้เองพอที่จะเป็นเค้าเงื่อนที่จะ ทำให้เกิดการอธิบายที่มีตัวตนขึ้นมาในพระพุทธศาสนา, แม้ จะถูกจับสึก ก็คงไม่หมด คงเหลือรอดอยู่, หรือแม้ที่ถูกสึก ไป ก็ยังไปพูดไปสอนต่อไปอีกได้อยู่ดี, ในฐานะเป็นคน ปลอมเข้ามา. สรุปความแล้วก็อยากจะกล่าวว่าก่อนสังคายนาครั้งที่ ๓ ขึ้นไป คือว่าก่อน พ.ศ. ๓๐๐ ขึ้นไปนั้น หลักธรรมยังบริสุทธิ์ อยู่ พอหลังจากนั้นก็เริ่มเลอะเลือนมาในทางที่จะมีตัวมีตน. นี่มันผิดกันมาตั้งแต่เมื่อนี้. พระพุทธศาสนาสูญไปจาก อินเดียก็เห็น ๆ กันอยู่ แล้วทำไมศาสนาไชนะหรือศาสนา นิครนถ์ ที่เขาเรียกกันผิด ๆ ว่าศาสนาเชน มันไม่สูญจาก อินเดียเล่า ? เพราะมันยังไม่ถูกเปลี่ยนหลักอะไร มันมีหลัก เดิมอย่างไร มันก็อยู่อย่างนั้น ดังนั้นมันก็ไม่สูญ. พุทธศาสนา เกิดไปเปลี่ยนหลัก จากไม่มีตัวตน กลับมาตีตัวตน มันก็สูญ ก็เรียกว่าสูญได้โดยอัตโนมัติในทันทีนั้น. พอมันเริ่มมีตัวตน เข้ามาในพุทธศาสนาแล้ว พุทธศาสนาก็สูญจากอินเดีย นี้ก็คือ เหตุการณ์ที่ว่าปฏิจจสมุปบาทเริ่มอธิบายผิด. แต่หลักฐาน ที่มีอยู่เป็นลายลักษณ์อักษรก็คือ หนังสือคัมภีร์วิสุทธิมรรค .
น.258 ๖๓ ประเดี๋ยวเราจะลองวิจารณ์หนังสือคัมภีร์วิ สุทธิมรรค กันดู. ในตอนนี้ต้องการจะพูดแต่เพียงว่าได้มีการอธิบายปฏิจจสมุป- บาทผิดพระพุทธประสงค์ดั้งเดิมกันมาตั้งแต่เมื่อไร. ทีนี้เหตุที่ทำให้อธิบายผิดอย่าง ที่เรียกว่าไม่ใช่ในทาง ร้าย ไม่ใช่มีใครแกล้งเป็นหนอนบ่อนไส้ แต่เป็นไปในทาง ที่มันผิดเองเพราะมันโง่มันไม่รู้ มันก็มีอย่างที่ว่ามาแล้วว่า เพราะไม่เข้าใจในภาษาธรรม เข้าใจแต่ภาษาคน ภาวะที่ เคยเข้าใจในภาษาธรรมมันก็เลือนหายไปหมด จนเหลือแต่ ภาษาคน ทีนี้ก็อธิบายกันไปตามภาษาคน มันก็เป็นสัสสต- ทิฏฐิขึ้นมา. เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำความเข้าใจในภาษา คนและภาษาธรรมกันในส่วนที่สำคัญที่สุดอีกครั้งหนึ่ง คือคำ ว่า “คน” กับคำว่า “นามรูป” ถ้าเราเรียกกัน ตามภาษาชาว บ้านหรือภาษา คนก็เรียก ตัวเรานี่ว่า “คน” ถ้าเรียกในภาษาธรรมเราไม่เรียกว่า “คน” แต่เราเรียกว่า “นามรูป” คือกายกับใจ. ทีนี้จะเรียกว่าคน หรือจะเรียกว่านามรูปก็ตามใจเถิด มันยังมีปัญหาอยู่ที่ว่า มันมีการเกิดดับเท่าไร ? อย่างไร ? คนหรือนามรูปนี่แหละ มันมีการเกิดดับอยู่อย่างไร ?
น.259 ๖๔ ถ้าถามอย่างนี้คำตอบมีถึง ๓ ชั้น ลึกซึ้งกันอยู่ถึง ๓ ชั้นคือ ๑. นามรูปเกิดดับ เกิดดับ ๆ ๆ ๆ อยู่ทุกขณะจิตนี้ จัดเป็นชั้นที่ไม่มีใครรู้ หรือไม่มีใครอยากรู้ และไม่จำเป็นจะ ต้องรู้ ว่านามรูปกายใจของเราเกิดดับ ๆ ๆ ๆ อยู่ทุกขณะจิต นี้เป็นภาษาอภิธรรมเกินความต้องการ เพราะว่าจิตนั้นมัน มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามระยะของสิ่งที่เรียกว่าภวังค์ จิต : เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปรอบหนึ่งนี้เรียกว่าขณะจิตหนึ่ง แล้วก็ยังเร็วยิ่งกว่ากระพริบตาเสียอีก ฉะนั้นตามความหมาย นี้เขาถือว่า "นาม-รูป" หรือว่าคน ๆ หนึ่งนี้เกิดดับ ๆ ๆ ๆ อยู่ทุกขณะจิต นับไม่ทัน เราไม่มีปากที่จะนับมันทันเพราะ ว่าขณะจิตมันเร็วกว่าที่ปากจะนับทัน นามรูปหรือคนนี้เกิด ดับอยู่ทุกขณะจิต นี้ความหมายหนึ่ง. มันเหมือนกับ Fre- quency ของ ไดนาโม ไฟฟ้านั้น รอบหนึ่งก็คือไฟฟ้าออกมา ที่หนึ่ง รอบหนึ่งก็ไฟฟ้าออกมาทีหนึ่ง ทีนี้มันนาทีละ ๑,๐๐๐ กว่ารอบมันก็เลยดูไม่ทัน แต่มันก็อาจติดกันเป็นดวง แดงโร่ที่หลอดไฟไม่มีกระพริบที่หลอดอย่างนี้. ที่นี้ขณะจิต ก็เหมือนกัน: มันถี่ยิบขนาดนั้นจนเราไม่รู้สึกว่าเราเกิดดับ ๆๆ
น.260 ๖๕ เราต้องอาศัยการศึกษาเรื่องทางจิตชนิดนั้น จึงจะรู้ว่า นามรูปหรือคนนั้นมันเกิดดับ ๆ อย่างถี่ยิบอยู่ทุกขณะจิต หรือ เร็วยิ่งกว่า frequency ของกระแสไฟฟ้าที่เราใช้อยู่ทุกๆ วันนี้ เสียอีก. นี้มันเป็น เรื่องเกิดดับ ๆ อีกชนิดหนึ่งไม่เกี่ยวกับ ปฏิจจสมุปบาท. ปฏิปสมุปบาทไม่ได้หมายถึงการเกิดดับ ชนิดนี้. การเกิดดับทุกขณะจิตนี้มันเป็นกลไกทางจิตล้วน ๆ เป็นความรู้ส่วนเกิน ประเภทอภิธรรมเพ้อโดยต้องไม่เกี่ยว กับปฏิจจสมุปบาท. และคำว่า "เกิด" ในกรณีอย่างนี้ เขาไม่ใช้ คำว่า “ชาติ" แต่เขาไปใช้คำอื่นว่า อุปาทะ มี อุปาทะ-ฐิติ- ภังคะ, อุปาทะ-ฐิติ-ภังคะ, อุปาทะ-ฐิติ-ภังคะ, ฯลฯ อย่างนี้เรื่อยไป. อุปาทะ=เกิด, ฐิติ=ตั้งอยู่, ภังคะ=ดับไป. ใช้คำว่าอุปาทะ, มิได้ใช้คำว่าชาติ; แต่ก็แปลว่า "เกิด" เหมือน กัน. เกิดขึ้น-ตั้งอยู่ดับไป ๆ ถี่ยิบนับไม่ทัน นั่นแหละ นามรูปหรือคนเราเกิดดับอยู่อย่างนั้นชนิดหนึ่ง. (๒) ทีนี้อีกชนิดหนึ่ง, นามรูปเกิดดับเหมือนคน ธรรมดาสามัญรู้ คือว่า พอเกิดจากท้องแม่ก็เรียกว่าเกิดออกมา พอตายเข้าโลงเรียกว่าดับ. ตั้งอยู่ ๘๐ ปีบ้าง ถึง ๑๐๐ปี ก็มี; ตามธรรมดานี้ชั่ว ๘๐ ปี ๑๐๐ ปี นี้มีเกิดหนเดียวมีดับหน
น.261 ๖๖ เดียว; นี้เกิดดับแค่คำพูด ๒ คำนี้เท่านั้นเอง. พูดว่า "เกิด" ขึ้นมาคำหนึ่งแล้วทิ้งระยะไว้นานถึง ๘๐ ปี หรือ ๑๐๐ ปี จึงพูดว่า "ดับ" นามรูปหรือคนเกิดหรือดับทำนองนี้ กินเวลา ตั้ง ๘๐ ปีหรือ ๑๐๐ ปี นี้อย่างหนึ่ง เป็นคำพูดในภาษาคน. ส่วนภาษาอภิธรรมเฟ้อนั้นถี่ยิบจนนับไม่ทัน: คนเกิดดับ ๆ ถี่ยิบจนนับไม่ทัน. ที่นี้เกิด-ดับอย่างภาษาโลกนี้มันเกิน เวลาตั้ง ๘๐ ปี ๑๐๐ ปี ทนนับไม่ค่อยไหว: นับว่า "เกิด" ครั้งหนึ่ง แล้วรอไปอีก ๑๐๐ ปี จึงจะนับว่า"ดับ" ภาษา อภิธรรมเฟ้อฝ่ายโน้นมันก็เกินไป ภาษาคนฝ่ายนี้มันก็เกินไป (๓) ทีนี้มันยังมีที่ตรงกลาง คือที่เป็นภาษาปฏิจจ- สมุปบาทที่กำลังกล่าวถึงนี้. ความเกิดดับของภาษาปฏิจจสมุป- บาทก็คือเกิดขึ้นแห่งเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วก็เกิด ตัณหา แล้วก็อุปาทาน แล้วก็ภพ แล้วก็ชาติ; นี้นับทัน พอจะนับได้ แล้วเห็น ๆ อยู่ด้วย. ในหัวใจของคนเราเกิดความ รู้สึกเป็น "ตัวกู" ครั้งหนึ่งก็เรียกว่าชาติหนึ่ง ภพหนึ่ง; และ มันก็อาจนับได้. ถ้าขยันสังเกตก็จดได้ วันหนึ่ง ๆ เราอาจจะ พบและจดได้เลย ว่าวันนี้เราเกิด "ตัวกู" กี่ครั้ง พรุ่งนี้เกิดกี่ ครั้ง มะรีนกี่ครั้งก็คอยจดไว้ได้. นี้ไม่ได้ถี่ยิบจนนับไม่ทัน
น.262 ๖๗ แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าเกิดจากท้องแม่ แล้วดับคืนเข้าโลง. มันเป็นการเกิดดับ เกิดดับของคนเราหรือนามรูปในลักษณะ ที่เป็น "ตัวกู-ของกู" ที่ถูกปรุงด้วยอวิชชาครั้งหนึ่ง ๆ. นามรูป นี้ประกอบด้วยอวิชชาปรุงเป็นอุปาทานว่า "ตัวกู-ของกู" เพื่อ มีทุกข์ครั้งหนึ่ง ๆ; นี้เรียกว่าชาติหนึ่ง ๆ หรือเกิดดับครั้ง หนึ่ง ๆ ที่เราเห็น ๆ กันอยู่ เหมือนตัวอย่างที่เล่าให้ฟังข้างต้น นี่แหละวันหนึ่ง ๆ ก็หลายเกิดหลายดับเหมือนกัน เพราะ ฉะนั้นขอให้เข้าใจว่า คำว่าเกิดดับ ๆ ในภาษาปฏิจจสมุปบาท นี้มีความหมายเฉพาะ คือหมายถึงเกิดดับของ "ตัวกู” เท่านั้น. ส่วนการเกิดดับในภาษาอภิธรรมเพ้อ หรือภาษาชาวบ้าน ธรรมดาที่ว่าเกิดจากท้องแม่แล้วเข้าโลง นั้นมันอีกภาษาหนึ่ง; อย่าเอาไปปนกันระหว่าง ๓ ภาษานี้. ถ้าปนกันเป็นไม่รู้เรื่อง ปฏิจจสมุปบาทแน่ เพราะปฏิจจสมุปบาทจะหมายเอาแต่เพียง เรื่องตรงกลาง; ไม่ถี่จนกำหนดไม่ได้, และไม่ห่างจนชาติ หนึ่งมีเพียงหนเดียว, กล่าวคือ หมายเอาการเกิดดับแห่ง อุปาทานว่า "ตัวกู" ครั้งหนึ่ง; และยิ่งกว่านั้นก็คือให้เห็นการ เกิดดับอย่างนี้ว่าเป็น ปฏิจจสมุปปันนธรรม คือเป็นเพียง ธรรมชาติที่อาศัยกันแล้วเกิดดับ อาศัยกันเกิดขึ้น หรืออาศัย กันดับลงไป,
น.263 ๖๘ คนเราคนหนึ่ง ๆ เป็นเพียงปฏิจจสมุปปันนธรรม ขณะหนึ่ง ๆ; กรณีหนึ่ง ๆ อย่าให้เป็นตัวเป็นตนเป็นอาตมัน อะไรขึ้นมา; เป็นเพียงธรรมชาติที่อาศัยกันเกิดขึ้นแล้วดับ ลงอยู่เสมอ; จะสมมติเรียกว่าคนก็ได้, จะเรียกว่านามรูปคือ กายใจที่กำลังไปด้วยกันก็ได้; มันเป็นเพียงปฏิจจสมุปปันน- ธรรม. มันเป็นคนขึ้นมาเพราะอวิชชาตัณหาอุปาทานทำให้คิด ว่าเป็นตัวกู. คนชนิดนี้เราจะต้องฆ่ามันเสียให้ตาย. พอฆ่าคน ชนิดนี้เสียได้ นั่นแหละคือการดับทุกข์; เพราะคนชนิดนี้ เองมันเป็นต้นเหตุของความทุกข์. การที่พระองค์ทรงแสดง ปฏิจจสมุปบาท ก็เพื่อจะให้รู้จักป้องกัน อย่าให้มีคนชนิดนี้ เกิดขึ้นมา แล้วจะได้ไม่เป็นทุกข์. นี้เรียกว่าเกิดดับ ๆ ชนิด ที่มันเป็นเรื่องของปฏิจจสมุปบาทคืออย่างนี้. ทีนี้เกิดดับอีกชนิดหนึ่งที่เป็น การเกิดดับของวัตถุ ล้วน ๆ สิ่งที่เราไม่ถือว่ามีความคิดนึกหรือมีความรู้สึกเช่นการ เกิดของหญ้าบอนอะไรเหล่านี้มันเป็นอีกเรื่อง หนึ่งอย่าเอามา ปน; เพราะมันไม่เกี่ยวกับอวิชชาอุปาทานอะไร. ต้นหญ้าต้น บอนมันก็มีชีวิต มันก็เกิดมันก็ดับ แต่มันไม่เกี่ยวกับอวิชชา ตัณหาอุปาทานอะไร. อย่าเอามาปนกัน มันเป็นการเกิดดับอีก
น.264 ๖๙ ชนิดหนึ่ง. เรารู้จักคน หรือนามรูปที่เกิดดับในแง่ของปฏิจจ- สมุปบาทเหล่านี้ก็แล้วกัน. ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้แยกออกจากกัน เสียให้ขาดให้เด็ดขาดว่า ปฏิจจสมุปบาทตามบาลีเดิมของ พระพุทธองค์นั้นไม่แยกเป็น ๓ ชาติ แล้วก็เป็นเรื่องที่มีอยู่ ในชีวิตประจำวัน วันหนึ่ง ๆ มีได้หลาย ๆ รอบ หลาย ๆ วง. ที่ ไปอธิบายคร่อมชาติเป็น ๓ ชาตินั้นมันเป็นของใครพูดขึ้น เมื่อไรก็ไม่รู้ เพิ่งปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ในคัมภีร์ วิสุทธิมรรคเป็นแห่งแรก แต่เค้าเงื่อนดูจะมีมาก่อนนั้น ถ้า อยากจะรู้เรื่องนี้โดยละเอียดเราก็ไปดูตำราเรื่องปฏิจจสมุปบาท อย่างคร่อมชาติที่ครูสอนกันอยู่ในโรงเรียนนักธรรมตลอดถึง คัมภีร์วิสุทธิมรรคเอง ก็จะมองเห็นการอธิบายปฏิจจสมุป- บาทในลักษณะคร่อม ๓ ชาติ โดยหลักใหญ่ก็คือเอาอวิชชากับ สังขารเป็นอดีตเหตุในอดีตชาติ แล้วเอาวิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา เป็นปัจจุบันผลในปัจจุบันชาติ แล้ว ก็เอาตัณหา อุปาทาน กับภพส่วนที่เป็นกรรมภพนี้มาเป็น ปัจจุบันเหตุในปัจจุบันชาติ แล้วก็เอาภพส่วนที่เป็น อุปัติภพ กับชาติชรามรณะนั้น ไปเป็นอนาคตผลในชาติหน้าโน้น มัน จึงได้เป็น๓ ชาติ. ทบทวนอีกก็ว่า ๑๑ ปัจจยาการนี้ เอา ๒ อัน
น.265 ๗๐ แรกไปไว้ชาติอดีต, เอา ๘ อันตรงกลางมาไว้เป็นชาติ ปัจจุบัน, แล้วเอาอีก ๑ นี้หรือ ๒ ของผลนั้นไปไว้ในชาติที่จะ มาทีหลัง. มันคร่อมชาติ ๓ ชาติอย่างนี้ และมีเงื่อนต่อเรียก ว่าสนธิตรงระหว่างอดีตชาติจะมาต่อกับปัจจุบันชาตินี้ทีหนึ่ง, แล้วระหว่างตรงกลางของปัจจุบันชาติ ที่มันต่อกันระหว่าง เหตุกับผลนั้นอีกทีหนึ่ง, แล้วก็ไปต่อกันตรงที่ว่าปัจจุบันชาติ ไปต่อกับชาติอนาคตนั้นก็อีกทีหนึ่ง มันมีสนธิชัด ๆ ลงไป อย่างนี้ แล้วมีแปลกใช้คำว่า อัทธา แปลว่ากาลไกล เป็น อตีตัทธา ปัจจุบันนัทธา อนาคตตัทธา นี้ผิดจากในบาลีที่ไม่ เคยมีปัจจุบันนัทธา จะมีก็แต่ อตีตัทธา และ อนาตตัทธา คือไกลฝ่ายอดีต และไกลฝ่ายอนาคต ส่วนปัจจุบันไม่พูดว่า ไกล. เดี๋ยวนี้เขาแปลคำ อัทธา นี้ว่า "เวลา" เสีย มันก็เลย ใช้ได้ทั้ง ๓ กาละ คือทั้งอดีตทั้งปัจจุบันทั้งอนาคต. นี้ก็จัด ให้อาการต่าง ๆ ทั้ง ๑๑ อาการนั้นเป็นกิเลสบ้าง เป็นกรรม บ้าง เป็นวิบากบ้าง คืออวิชชาเป็นกิเลสในอดีตชาติ, สังขาร เป็นกรรมในอดีตชาติ, แล้วก็วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา เป็นวิบากทั้งหมดในปัจจุบันชาติ, ตัณหา อุปาทาน เป็นกิเลสในปัจจุบันชาติ, แล้วภพส่วนที่เป็นกรรม-
น.266 ๗๑ ภพก็เป็นกรรมแห่งปัจจุบันชาติ ซึ่งก็จะปรุงชาติอนาคต ที่นี้ ภพส่วนอุปัติภพ กับ ชาติ ชรา ก็กลายเป็นวิบากในชาติ อนาคต มันเลยได้อดีตชาติ ปัจจุบันชาติ อนาคตชาติ เป็น ๓ ชาติอย่างนี้. อธิบายอย่างนี้เรียกว่าเป็นปฏิจจสมุปบาท ที่คร่อมไว้ถึง ๓ ชาติ ในวงเดียวสายเดียว กินเวลา ๓ ชาติ ลองคิดดู. ทีนี้สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรม พระวชิรญาณ วงศ์ท่าน ตรัสว่า มันอธิบายกันผิดมาตั้งพันปีแล้ว. ท่านเชื่ออย่างนั้น แล้วท่านก็ไม่ทรงแน่ใจว่าจะอธิบายอย่างไรแน่ ท่านจึงสัน- นิษฐานว่ามันคงจะสักชาติเดียวละกระมัง. ที่นี้ผมก็ยังคงเป็น เด็กดื้อ ที่จะดันทุรังถือเอาตามตัวหนังสือในบาลีที่ว่ารอบ หนึ่งของพฤติของจิต ในปฏิจจสมุปบาท นี้มันเหมือนสายฟ้า แลบ เมื่อมันเกิดการปรุงแต่งด้วยอำนาจอวิชชานี้เรียกว่ารอบ หนึ่ง สายหนึ่ง. เพราะฉะนั้นปฏิจจสมุปบาทนั้นเพียงวัน เดียวก็มีได้หลาย ๆ สิบปฏิจจสมุปบาท. ทีนี้การอธิบายอย่าง คร่อม ๓ ชาติ นี้มันผิดไม่ตรงตามพระบาลีที่เห็นอยู่ในบาลี เดิม ๆ ในพุทธภาษิตในสุตตันตะทั้งหลายอย่างหนึ่ง แล้ว มันผิดเพราะนำมาซึ่งความคิดที่เป็นอัตตาตัวตน หรืออาตมัน
น.267 ๗๒ ซึ่งเป็นสัสสตทิฏฐินี้อย่างหนึ่ง แล้วที่ร้ายที่สุดมันผิดเพราะใช้ ประโยชน์อะไรไม่ได้เลยนี้อย่างหนึ่ง. การอธิบายปฏิจจสมุปบาทให้เป็น ๓ ชาติคร่อมกันนี้ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะมันใช้ปฏิบัติอะไรไม่ได้. เมื่อ เหตุมันอยู่ชาติโน้น ผลมันอยู่ชาตินี้แล้วจะแก้ไขอะไรได้ แล้วเหตุมีอยู่ชาตินี้จะได้ผลต่อในชาติหน้า แล้วมันจะได้ ประโยชน์อะไรกับใคร นอกจากพวกที่ถือสัสสตทิฏฐิ แล้วก็ ฝันเอาเท่านั้นเอง. อนึ่งลักษณะอย่างนี้ไม่ใช่สันทิฏฐิโก ไม่ใช่อกาลิโก ไม่ใช่ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ เพราะฉะนั้นจึงถือว่า อธิบายปฏิจจสมุปบาทคร่อม ๓ ชาตินี้ผิด เพราะไม่สบหลัก สันทิฏฐิโก อกาลิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ด้วย และไม่เป็นประโยชน์อะไรด้วย เพราะใช้ปฏิบัติอะไรไม่ได้ เพราะนำมาซึ่งสัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่าอัตตา ว่าตัวตน ฉะนั้นจึงขอให้เลิกเสียเถอะ แล้วไปถือเอาตามพระบาลีเดิมให้ ตรงตามตัวอักษร ให้ตรงตามอรรถะ ตรงตามพยัญชนะ. ทีนี้ก็จะพูดถึงพระพุทธโฆษาจารย์กันบ้าง เพราะผม ได้พูดค้างไว้แล้วว่าจะพูดถึง.
น.268 ๗๓ สำหรับพระพุทธโฆษาจารย์องค์นี้ พุทธบริษัทแทบ ทั้งหมดเชื่อว่าเป็นพระอรหันต์. ฟังให้ดี ๆ นะพระพุทธโฆษา- จารย์นั้นเขาเชื่อกันว่าเป็นพระอรหันต์ ทีนี้ผมไม่มีความเชื่อ อย่างไหนหมด: ผมดูแต่ว่าท่านทำอะไร, ท่านพูดอะไร, แล้ว อะไรเป็นประโยชน์ก็ถือว่าถูก, อะไรไม่เป็นประโยชน์ก็ถือว่า ผิด, โดยส่วนใหญ่จะเห็นว่าท่านเป็นผู้มีความรู้มากที่สุด แล้ว ก็มีประโยชน์มากที่สุด อธิบายเรื่องที่มีประโยชน์ไว้หลาย สิบหลายร้อยเรื่อง แต่เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ผมไม่เห็นด้วย เลย เพราะพูดไปในรูปที่เป็นอาตมันเป็นศาสนาพราหมณ์ ไป ผมไม่ได้เคารพหรือเชื่อพระพุทธโฆษาจารย์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะมีส่วนที่ผมไม่เห็นด้วยอยู่หลายเปอร์เซ็นต์ เหมือนกัน: ผมจะเคารพได้ตั้ง ๙๐-๙๕ เปอร์เซ็นต์ คือว่า ในร้อยเรื่องนั้นเห็นด้วย ๙๕ เรื่อง แต่ ๔-๕ เรื่องนี้ไม่ เห็นด้วย เช่น เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นต้น. ถ้าพูดโดยน้ำ หนักแล้วก็จะเห็นว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทเพียงเรื่องเดียวนี้ มันจะทำลายน้ำหนักของเรื่องอื่นไปเสียทั้งหมดก็ได้. เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ยาก ยากเย็นลึกซึ้งด้วยเหตุ อะไรก็ตามใจ แต่ทุกคนยอมรับว่ายากเย็นลึกซึ้งจนถึงกับว่า
น.269 ๗๔ พระพุทธโฆษาจารย์เมื่อจะอธิบายเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทนี้ท่าน ถ่อมตัวท่านออกตัวน่าประหลาด! ถ้าเรื่องอื่นแล้วท่านเปล่ง สีหนาทองอาจเป็นราชสีห์! เมื่อพระพุทธโฆษาจารย์ท่านจะ อธิบายเรื่องอะไรก็ตาม จะแต่งคัมภีร์อะไรก็ตาม จะขึ้น ปณามคาถา หรือคำเริ่มเรื่องอย่างองอาจเป็นราชสีห์. แต่ พอถึงเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ท่านกลับถ่อมตัว ในการถ่อมตัว ของท่านนั้นแสดงความลังเล, แล้วออกตัวไว้เต็มที่ เพื่อจะ ไม่ให้มีทางผิดเข้ามาหาตัว. คำออกตัวของท่านเป็นคำประ- พันธ์ไพเราะมาก ผมจะอ่านตามตัวหนังสือที่ท่านได้เขียน ไว้เกี่ยวกับเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ว่า:- “การอธิบายอรรถะแห่งปฏิจจสมุปบาท ทำได้ ยากนัก สมดังที่โบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า ธรรมะ ๔ เรื่อง คือสัจจะ ๑, สัตตะ ๑, ปฏิสนธิ ๑, และปัจจยาการ คือ ปฏิจจสมุปบาทนี้ ๑, นี้เป็นเรื่องที่เห็นได้ยาก เอามาพูด มาแสดงได้ยาก ข้าพเจ้าคำนวณโดยน้ำหนักแล้วเห็นได้ว่า การอธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้โดย ง่ายเว้นเสียแต่จะทำโดยท่านผู้แตกฉานในอาคมและ อธิคม วันนี้ข้าพเจ้าตั้งใจจะอธิบายปัจจยาการแห่งปฏิจจ-
น.270 ๗๕ สมุปบาท แต่ก็มิได้ไว้วางใจว่าจะถึงความสมบูรณ์ของ แก่น เพราะเป็นเหมือนกับการหยั่งลงไปในมหาสมุทร แต่ว่าพระศาสนานี้มีนัยแห่งการอธิบายได้มากหลายแง่ หลายมุม, ทั้งแนวที่ท่านบุรพาจารย์เคยอธิบายไว้ก็ยังมี ไม่สูญหายไป. อาศัยเหตุ ๒ ประการนี้ข้าพเจ้าจักปรารภ การอธิบายให้กว้างขวาง ขอให้ท่านทั้งหลายจงสดับเถิด" นี้คือคำออกตัวอย่างไพเราะที่สุดของพระพุทธโฆษา- จารย์ เมื่อท่านจะอธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาท. ถ้าอธิบาย เรื่องอื่นแล้วท่านองอาจเหมือนราชสีห์เลยไม่ออกตัว แล้วไม่ ขอโอกาสอะไรไว้เลย แต่อันนี้ท่านว่ามันยาก แต่กล้าทำเพราะ เหตุว่า ถือเสียว่าพระพุทธศาสนานี้อธิบายได้หลายแง่หลาย มุม เพราะฉะนั้นเราต้องอธิบายได้สักแง่หนึ่งมุมหนึ่ง; แล้วอีกประการหนึ่งก็คือ พระอาจารย์แต่ก่อน ๆ ก็ได้ เคยอธิบายปฏิจจสมุปบาทไว้บ้างแล้ว ฉะนั้นเราก็ถือเอา คำอธิบายนั้นได้. แต่ถึงอย่างนั้นท่านก็ยังลังเลว่าการกระ ทำครั้งนี้ของท่านจะไม่ดิ่งลงถึงกันสมุทร เหมือนมหาสมุทร มันลึกมากที่เราจะหยั่งมันไม่ถึงกันอยู่นั่นเอง ฉะนั้นที่ท่าน อธิบายไว้มากมายละเอียดละออเท่าไร มันไม่เป็นการรับรอง ว่ามันถึงก้นของมหาสมุทร.
น.271 ๗๖ นี่สรุปแล้วเห็นว่าท่านยอมรับว่ามันยากอย่างยิ่ง แล้ว ท่านไม่แน่ใจว่าท่านจะหยั่งลงได้ถึงก้นสมุทร คือหัวใจของ เรื่อง คำอธิบายเก่า ๆ มีอยู่แล้ว แล้วท่านก็อาจจะอธิบายได้ แง่ใดแง่หนึ่งตามความปรารถนาของท่าน เพราะฉะนั้นจึง ตัดสินใจอธิบายปฏิจจสมุปบาท และแล้วคำอธิบายของท่าน มันก็ปรากฏออกมาในรูปที่ว่าคร่อม ๓ ชาติ เพราะมีปฏิสนธิ วิญญาณจากอดีตชาติมาสู่ชาติปัจจุบัน และชาติปัจจุบันก็ทิ้ง ปฏิสนธิวิญญาณให้แก่ชาติต่อไป. เมื่อมีแววแห่งการคร่อม ๓ ชาติมาแล้วเช่นนี้ ต่อมาก็มีการขยายให้แรง ให้หนัก ให้ชัด ยิ่งขึ้นในโอกาสหลังๆ โดยพวกเรารุ่นหลังๆ นี่เอง. ทีนี้เมื่ออธิบายกันแบบนี้ ปัญหามันเกิดขึ้นว่า เมื่อ กิเลสและกรรมเช่น อวิชชาและสังขารซึ่งเป็นกิเลสและกรรม แห่งชาตินี้ มันจะไปมีผลต่อชาติหน้าโน้น มันก็เป็นอันว่า ไม่มีวิบากของกรรมไหนที่เราได้รับในชาติที่ทำนั้นเลย ก็ แปลว่าเราไม่มีโอกาสได้รับผลกรรมทันชาติที่เรามีตาเห็นเลย ผู้มีกิเลสหรือผู้ทำกรรมจะไม่ได้ผลของกรรมในชาติปัจจุบัน ทันตาเห็นเลย ต้องรอไว้ต่อชาติหน้าเรื่อย. ทีนี้ถ้าท่านใช้คำว่า ชาติในภาษาธรรมเป็นอย่างที่ผม พูดเมื่อตะกี้แล้ว มันก็ได้รับผลทันตาเห็นทุกวัน ๆ ๆ เลย เป็น
น.272 ๗๗ อกาลิโก เป็นสันทิฏฐิโกเต็มที่อย่างนี้. การที่จะไปยืนยันว่า กิเลสและกรรมในชาติอดีตให้ผลในชาติข้างหน้านี้มันก็ไม่ไหว อยู่แล้ว ทีนี้เมื่อกล่าวให้เป็นคน ๆ เดียวกัน ทั้งชาติอดีต ชาติปัจจุบัน ชาติอนาคต มันก็กลายเป็นสัสสตทิฏฐิ เป็น อันตคาหิกทิฏฐิไป. มันก็เลยยิ่งขัดขวางกับเรื่องปฏิจจสมุป- บาทที่พระองค์ตรัสไว้ เพื่อจะทำลายสัสสตทิฏฐิ และ อันตคาหิกทิฏฐิ นั่นเอง. ทีนี้ ความเสียหายใหญ่หลวง ก็คือเราหมดอิสระ- ภาพที่จะควบคุมกิเลสหรือกรรม เพราะมันอยู่เสียคนละชาติ กับเราเรื่อยไป. ชาตินี้เป็นวิบกก, ตัวเรานี้เป็นวิบาก, เรานั่ง อยู่ที่นี่เป็นวิบาก, แล้วต้นเหตุของวิบากนี้คือกรรมและกิเลส นี้อยู่ชาตินู้น ชาติที่แล้วมา แล้วกิเลสและกรรมที่ชาตินี้มัน จะไปมีผลเป็นวิบากชาติหน้าโน้น เราก็ไม่ได้รับประโยชน์ อะไร. นี้เรียกว่าเราไม่มีอิสระภาพในการที่จะได้รับผลแห่ง การกระทำของเราทันตาเห็นในชาตินี้ ไม่อาจจะทำอะไรแล้ว ได้รับผลเป็นที่พอใจในชาตินี้ได้ ถ้าอธิบายอย่างนี้. ทำกรรม ในชาตินี้ต้องรอรับผลในชาติหน้า แล้วมันจะน่าชื่นใจที่ตรง ไหน? นั่นแหละมันเป็นข้อที่ผิดหลักความเป็น สวากฺขาต-
น.273 ๗๘ ธรรม สวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม -ธรรมอันพระผู้มีพระ- ภาคเจ้ากล่าวไว้ดีแล้ว เป็น สนฺทิฏฐิโก อกาลิโก เอหิปสฺสิโก นี้มันผิดไปหมดเลยไม่เป็นสันทิฏฐิโก, ไม่เป็นอกาลิโก, ไม่ เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ, เพราะอธิบายคำว่าชาติผิด เกิดไป คร่อม ๓ ชาติขึ้นมาในปฏิจจสมุปบาทสายหนึ่ง, นี่อย่าลืมว่า ภาษาที่ใช้นี้แหละทำยุ่ง ! ทีนี้จะวิจารณ์เรื่องส่วนตัวของพระพุทธโฆษาจารย์กัน บ้าง. ไม่ใช่จ้วงจาบ ไม่ใช่นินทา ไม่ใช่ใส่ร้าย แต่เอา มาเป็นเหตุผลสำหรับประกอบการอธิบาย ปฏิจจสมุปบาทของ ท่าน ซึ่งมันมีแง่ให้เราตั้งข้อสังเกต. เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตว่า พระพุทธโฆษาจารย์นั้น ท่านเป็นพราหมณ์โดยกำเนิด, ท่าน เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพราหมณ์, ท่านจบไตรเพทอย่าง พราหมณ์คนหนึ่ง, มีวิญญาณอย่างพราหมณ์ แล้วจึงมาบวช ในพุทธศาสนานี้ แล้วได้รับสมมติกันในหมู่คนบางพวกว่า เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง เมื่อ พ.ศ. ร่วมพันปี, นักโบราณ คดีถือว่าท่านเกิดทางอินเดียใต้, มิใช่ชาวมคธ, บางพวกดึง ท่านมาเป็นมอญก็มี, ไม่เหมือนในอรรถกถา ที่ถือว่าท่านเป็น
น.274 ๗๙ ชาวมัธยมประเทศ. ท่านเป็นพราหมณ์โดยเลือดเนื้อ แล้ว มาเป็นพระอรหันต์ในพุทธศาสนานี้ แล้วถ้าเกิดไปอธิบาย ปฏิจจสมุปบาทของพุทธให้กลายเป็นพราหมณ์อย่างนี้ มันยิ่ง สมเหตุสมผล คือท่านเผลอไปก็ได้. ถ้าท่านเผลอท่านก็ไม่ใช่ พระอรหันต์เป็นแน่นอน. ข้อนี้จะว่าอย่างไรก็ต้องพูดอย่างที่ เรียกว่า ขอฝากไว้ให้ท่านผู้มีสติปัญญาพิจารณาดูเถิด. ที่นี้ของที่ประหลาด ๆ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ของ พระพุทธโฆษาจารย์นั้นยังมีอีกบางเรื่องดังที่ผมพูดเมื่อตะกี้นี้. เรื่องปฏิจจสมุปบาทคร่อม ๓ ชาตินี้ก็เรื่องหนึ่งแล้ว เราพูด กันเข้าใจแล้ว. ทีนี้ก็เรื่องที่ท่านอธิบายอะไร ๆ ในพุทธศาสนา กลับกลายไปเป็นพราหมณ์อย่างนี้มันมีอยู่หลายเรื่อง โดย เฉพาะอย่างยิ่งเช่นเรื่องโลก, หรือเรื่องโลกวิทู. เมื่อท่านอธิบายบทโลกวิทู ซึ่งเป็นพระพุทธคุณบท นี้ ท่านอธิบายโลกแบบโลกอย่างพราหมณ์ไปหมด ตามที่เขา พูดกันอยู่ก่อน. ท่านไม่อธิบายโลกอย่างที่พระพุทธเจ้าอธิบาย โลกอย่างพระพุทธเจ้าอธิบายนั้น ท่านอธิบายว่าโลกก็ดี เหตุ ให้เกิดโลกก็ดี ความดับสนิทแห่งโลกก็ดี ทางให้ถึงความดับ สนิทแห่งโลกก็ดี ตถาคตได้บัญญัติไว้ในร่างกายที่ยาวประมาณ
น.275 ๘๐ วาหนึ่งที่ยังเป็น ๆ ที่มีสัญญาและใจ. ข้อนี้หมายความว่าใน ร่ายกายที่ยาววาหนึ่งเท่านั้น มีทั้งโลก มีทั้งเหตุให้เกิดโลก มีทั้งความดับสนิทแห่งโลก และทางให้ถึงความดับสนิทแห่ง โลก คือพรหมจรรย์ทั้งหมดมีอยู่ในร่างกายที่ยาววาหนึ่ง และ เป็นร่างกายที่ยังเป็น ๆ อยู่ ตายแล้วไม่มี. ในร่ายกายที่มีชีวิตมี ความรู้สึกปกตินี้ในนั้นมันมีครบ. พระพุทธเจ้าท่านเป็นโลก- วิทู เพราะท่านรู้โลกอันนี้ เพราะว่าโลกอันนี้คืออริยสัจจ์ ทั้งสี่ : โลก, เหตุให้เกิดโลก, ความดับสนิทของโลก, ทาง ให้ถึงความดับสนิทของโลก, มันคือเรื่องอริยสัจจ์. ถึงที่จะ อธิบายโลกวิทูให้พระพุทธเจ้าหรือถวายพระพุทธเจ้า พระ- พุทธโฆษาจารย์ท่านไม่อธิบายโลกอย่างนี้. ที่ท่านอธิบายนั้นผม ว่ามันไม่เป็นพุทธ, คือท่านไปอธิบายโลกอย่างที่เป็นโอกาสโลก เหมือนที่เราได้ยิน ได้ฟังเรื่องปรัมปราในไตรภูมิพระร่วงอะไร ทำนองนั้น. มันมาจากความเชื่อปรัมปราของพวกพราหมณ์ ว่าโลกกลมเท่าไร กว้างเท่าไร ยาวเท่าไร จักรวาลโตเท่าไร แผ่นดินหนาเท่าไร น้ำหนาเท่าไร ลมหนาเท่าไร เขาพระ- สุเมรุสูงเท่าไร เขาบริวารสูงเท่าไร หิมวันต์ใหญ่เท่าไร ตัน หว้าใหญ่เท่าไร ไม้ประจำโลก ๗ ต้นเป็นอย่างไร ดวงอาทิตย์
น.276 ๘๑ ขนาดเท่าไร ดวงจันทร์ขนาดเท่าไร ทวีปอีก ๓ ทวีปใหญ่ เท่าไร นี่มันไม่ใช่เรื่องของพุทธเลย. อธิบาย โอกาสโลก อย่างนี้ เพื่ออธิบายคำว่าโลกวิทู ว่าพระพุทธเจ้ารู้เรื่องนี้อย่าง นี้, นี่ผมไม่เชื่อเลย. นี่ขอให้คิดดู อธิบายโอกาสโลก อย่างนี้ มันเป็นเรื่องของพราหมณ์ เรื่องฮินดูเก่าก่อนพุทธกาล. ทีนี้พออธิบายขึ้นมาถึงสัตว์โลก ท่านก็ไปอธิบาย เรื่องว่าคือสัตว์ทั้งหลายมีอินทรีย์ต่างกัน มีธุลีในนัยน์ตาน้อย บ้างมากบ้าง, อินทรีย์กล้าอ่อนบ้าง, รู้ง่ายบ้าง รู้ยากบ้าง เป็นภัพพะบ้าง เป็นอภัพพะบ้าง; ไม่มีโลกอริยสัจจ์ ๔ เลย. ทีนี้พออธิบายถึงสังขารโลก ท่านอธิบายแต่เพียงว่าพระพุทธ เจ้าทรงทราบเรื่องนามรูป, เรื่องเวทนา เรื่องอาหาร, เรื่อง อุปาทาน, เรื่องอายตนะ, เรื่องวิญญาณฐิติ, เรื่องโลกธรรม๘, เรื่องสัตตาวาส ๙, เรื่องอายตนะ ๑๐, และอายตนะ ๑๒, ธาตุ ๑๘, อย่างนี้ มันมีแต่เรื่องอย่างนี้ ไม่มีเรื่องอริยสัจจ์ซึ่ง อธิบายโลกครบทั้ง ๔ ความหมาย. เพราะฉะนั้นจึงถือว่า พระพุทธโฆษาจารย์อธิบายคำว่าโลกวิทู นี้เป็นพราหมณ์ โต้งๆเสียเป็นส่วนใหญ่ แล้วที่อธิบายเป็นพุทธบ้างก็กระเส็น
น.277 ๘๒ กระสาย ไม่ตรงตัวโลก ทั้ง ๔ ความหมาย คือ โลกอย่างหนึ่ง, เหตุให้เกิดโลกอย่างหนึ่ง ความดับสนิทของโลกอย่างหนึ่ง, ทางให้ถึงความดับสนิทของโลกอย่างหนึ่ง, ซึ่งมีอยู่ในร่างกาย ที่ยาวประมาณวาหนึ่ง พร้อมทั้งสัญญาและใจซึ่งพระพุทธเจ้า ท่านตรัสเองตรัสแล้วตรัสอีก. เมื่อท่านอธิบายอย่างนี้ ผม ว่าโลกวิ ทูตาม แบบของ พระพุทธโฆษา จารย์ อย่างนี้ ไม่เป็น พุทธ สมตามที่ว่าเป็นหัวใจของเรื่อง. ที่แท้นั้นเรื่องปฏิจจ สมุปบาท นี่แหละเป็นเรื่องอธิบาย โลก, อธิบายเหตุให้เกิดโลก, อธิบายความดับสนิทของโลก, ทางให้ถึงความดับสนิทของโลกไว้, ในร่างกายที่ยาวประมาณ วาหนึ่ง. ข้อนี้หมายความว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวาร ก็ดี ฝ่ายนิโรธวารก็ดี มันมีอยู่ในคนที่ยังเป็น ๆ ที่ยาว ประมาณวาหนึ่งนี้. คนยังเป็น ๆ ยังไม่ตายยาวประมาณ วาหนึ่งนี้มีปฏิจจสมุปบาททั้งฝ่ายสมุทยวาร ทั้งฝ่าย นิโรธวารอยู่ในนั้น แล้วไม่มีทางที่จะเป็นอัตตาตัว ตนสัตว์บุคคลอะไรได้ ทีนี้มันยังมีเรื่องบางเรื่องที่ว่าทำความยุ่งยากเช่น จตุ- ปาริสุทธศีล, หรือศีล ๔ อย่างนี้มันก็ไม่เคยพบในที่อื่นนอก
น.278 ๘๓ จากในคัมภีร์ของพระพุทธโฆษาจารย์: ท่านไปดึงเอาอินทรีย์ สังวรณ์มาเป็นศีลข้อหนึ่ง, แล้วทำให้นักเรียนเรียนลำบาก แล้วไปดึงเอา อาชีวปริ สุทธิมา เป็นศีลข้อ หนึ่งซึ่งทำความลำ; บาก, แล้วไปดึงเอาปัจจเวกขณ์ปัจจยะทั้งสี่คือจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ เภสัช มาเป็นศีลอีกข้อหนึ่ง; มันทำให้เป็นศีล ที่มีความหมายก้าวก่ายกันยุ่งไปหมด ลำบากแก่การศึกษา ที่มีหลักมีเกณฑ์. การบัญญัติศีลอย่างนี้ไม่มีในพระบาลี มีแต่ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคของพระพุทธโฆษาจารย์อย่างนี้เป็นต้น. เรื่องอื่น ๆ เช่นเรื่องนิพพาน ๒ อธิบายว่าพระ อรหันต์ตายแล้วจึงจะเป็นอนุปาทิเสสนิพพาน ; พระอรหันต์ ที่ยังเป็นอยู่เป็นสอุปาทิเสสนิพพาน ; นี้ยืนยันมากในคัมภีร์ วิสุทธิมรรค แล้วก็ไม่ตรงตามพระบาลีในพระไตรปิฎก เช่น ในอิติวุตกะเป็นต้น. มันมีหลายเรื่องที่ว่าเราไม่อาจจะเห็น ด้วยกับพระพุทธโฆษาจารย์นี้: ผมไม่เห็นด้วยเต็มทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะมีส่วนที่ยังไม่เข้าใจ หรือว่าปรับกันไม่ได้ อย่างนี้. นี่ผมพูดมากไปก็ถูกค่าโดยผู้ที่เขาถือว่าพระพุทธ- โฆษาจารย์เป็นพระอรหันต์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เราแอบ มาพูดกันแต่พวกเรา ก็เอาไปวิจารณ์ดูไม่ต้องเชื่อผมก็ได้
น.279 ๘๔ ที่นี้ต่อไปนี้จะพูดถึง เหตุผลที่ว่าเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท นี้ไม่ใช่เรื่องที่คร่อม ๓ ชาติแน่, แล้วมันมีเหตุผลอย่างไร? มันมีเหตุผลมากเหลือเกิน. เหตุผลอันแรกก็เกี่ยวกับภาษาคน ภาษาธรรมนั่นเอง: ปฏิจจสมุปบาทไม่ใช่ภาษาคนแน่ ตะกี้ก็พูดทีหนึ่งแล้ว ถ้า เรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นภาษาคน เรื่องก็จะเป็นไปว่า พอพระ พุทธเจ้าตรัสรู้แล้วจะต้องสิ้นพระชนม์คาต้นโพธิ์นั่นเอง : พอ อวิชชาดับ, สังขารดับ, วิญญาณดับ, นามรูปก็ดับ; ก็ตาย กันที่ตรงนั้นเอง. นี่แหละคือข้อที่แสดงว่า เรื่องปฏิจจสมุป- บาทไม่ใช่คำพูดในภาษาคน, อวิชชาดับ สังขารดับ วิญญาณ ดับ นามรูปดับ พระพุทธเจ้าก็ยังไม่ได้สิ้นพระชนม์ที่ตรง นั้น : ยังอยู่ต่อไปอีก ๔๕ ปีสอนพวกเรา. คำที่ใช้ในภาษา ปฏิจจสมุปบาทนั้นไม่ใช่ภาษาคนอย่างนี้เอง. ถึงแม้ปฏิจจ- สมุปบาทในฝ่ายเกิดก็เหมือนกัน: อวิชชาเกิด สังขารเกิด วิญญาณเกิด นามรูปเกิดอย่างนี้ มันไม่ใช่เกิดอย่างภาษาคน เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสยืนยันว่า เมื่อเวทนาเกิดเป็นนันทิ แล้วเกิดตัณหา อุปาทาน ภพชาติ; คนก็ไม่ได้ตายทางร่างกาย คนก็ไม่ได้เกิดทางร่างกาย, คน ๆ นั้นก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น
น.280 ๘๕ แต่ว่าในใจของเขานั้นมีเกิดมีดับ มีตัวกูเกิด มีตัวกูดับ ; ฉะนั้นคำว่านามรูปในกรณีนี้ มันหมายถึง นามรูปในภาษา ธรรม. นามรูปภาษาคน คือกายกับใจที่เรามีกันอยู่ตลอด เวลา เรียกว่าเกิดแล้วตั้งอยู่ตลอดเวลา. นี่เป็นภาษาปุถุชน อย่างยิ่ง ว่าเกิดแล้วตั้งอยู่ตลอดเวลา. ภาษาปรมัตถ์เฟ้อ อภิธรรมเฟ้อ ก็ว่าเกิดถี่ยิบอยู่ทุกขณะจิต. แต่ภาษาพระ พุทธเจ้าที่เป็นภาษาธรรมแท้เกี่ยวกับเรื่องนี้กล่าวว่า เกิดอยู่ ทุกทีที่กระทบอารมณ์ ทางอายตนะแล้ว ก็มีอวิชชาเป็นเจ้า เรือน จนกว่าจะดับไปด้วยกันครั้งหนึ่ง ๆ. ทีนี้ถ้าถือเอา โดยภาษาคนตลอดสายของปฏิจจสมุปบาทแล้ว ในสายหนึ่งนี้ จะมีเกิด ๒ หน เลยกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ได้ นั่นแหละ ทำให้ต้องอธิบายเป็น ๓ ภพ ๓ ชาติต่อไปจนเป็นสัสตทิฏฐิ. นี่แหละภาษาคนกับภาษาธรรมต่างกันอย่างนี้. ทีนี้ในตอน นี้ผมจะ พูดเรื่องที่เป็นตัวอย่าง ที่ดี ที่สุด ที่มัน แตกต่างกัน เหลือ ประมาณระหว่าง ภาษาคน กับ ภาษา ธรรม คือจะยกตัวอย่างด้วยคำว่า สัมภเวสี. เมื่อเรากรวด น้ำเราว่า ภูตา วา สมฺภเวสี วา สพฺเพ สตฺตา ภวนฺตุ สุขิตตฺตา
น.281 ๘๖ ดังนี้เป็นต้น. นี้หมายความว่ามีสัตว์อยู่ ๒ ประเภทคือสัตว์ ภูตาหรือสัตว์ที่เกิดแล้วหนึ่ง; สัมภเวสี คือสัตว์ที่กำลังแสวง หาที่เกิดเพื่อจะเกิดหนึ่ง. โดยทั่วไปในเมืองไทยหรือใน ประเทศไหนก็ตามเขาอธิบายอย่างนี้ ว่าที่เกิดแล้วเป็น ๆ เช่นพวกเราที่นั่งอยู่ได้ นี้เรียกว่าภูตา, คือเกิดแล้ว; ส่วน สัมภเวสีนั้นมันเป็นเพียงวิญญาณ ไม่มีร่างกายเที่ยวลอยล่อง อยู่ในอากาศธาตุ เที่ยวหาที่เกิด เป็นวิญญาณเที่ยวหาที่เกิด นั่นเขาเรียกว่าสัมภเวสี. คำอธิบายนี้เป็นภาษาคนธรรมดา, แล้วยังเป็นฝ่ายอื่นด้วยคือไม่ใช่ฝ่ายพุทธ; เพราะฝ่ายพุทธ ไม่ได้ยืนยันว่ามีวิญญาณตัวตนอย่างนั้นเที่ยว ลอยล่อง เป็นตัว เป็นตนเที่ยวหาที่เกิดอย่างนั้น มีแต่ในพวกสัสตทิฏฐิ ในศาสนาพุทธไม่มี. สิ่งที่เรียกว่า "วิญญาณ" ต้องเป็น ปฏิจจสมุปปันนธรรมเสมอ เกิดดับตามเหตุปัจจัยเฉพาะ หน้าเสมอ. วิญญาณลอยล่องอย่างนั้นไม่มี; เพราะฉะนั้น สัมภเวสีอย่างภาษาคนของคนพวกนั้นไม่ใช่สัมภเวสีใน พุทธ- ศาสนา. นี้ตามความเห็นของผม ! สัมภเวสีในความหมาย ของพุทธศาสนานี้ มีความหมายในทางภาษาธรรม แตกต่าง ออกมาจากนั้น ไม่เหมือนกันเลย : สัมภเวสีคือจิตของคน
น.282 ๘๗ ปุถุชน ธรรมดาในเวลา ที่ยังไม่มีตัณหา อุปาทานยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวเป็นตน. นี่ถ้าพึ่งไม่ดีไม่รู้เรื่องนะ : คือในวันหนึ่งๆตาม ปกติของคนเรานี้บางเวลาเรามีตัณหาอุปาทานยึดมั่นเป็นตัวกู เป็นของกูขึ้นมา แต่เวลาส่วนมากมันเฉย ๆ นะ; เช่นคุณ นั่งอยู่นี้มันไม่มีตัวมีตนหรอก เพราะไม่ได้มีตัณหาอุปาทาน อะไร ; นั่งอยู่ตามปกติใจคอตามปกติ จิตว่างตามปกติ นั่ง ฟังผมพูด; แต่บางเวลาคุณมีตัณหาอุปาทานที่เดือดจัดจน เกิดทุกข์. มันมีอยู่ ๒ อย่างอย่างนี้ : ในเวลาใดเกิดตัณหา อุปาทานเป็นตัวกูเร่าๆร้อนๆอยู่นั่นแหละเป็น “ภูตา" คือเกิด แล้ว; ซึ่งเวลาปกติมันเป็นสัมภเวสีรอจนกว่าเมื่อไรจะมีการ เกิด เตรียมพร้อมที่จะเกิด นี่แหละสัตว์ทั้งสองพวกนี้ควร กรวดน้ำอุทิศให้มัน : เมื่อเกิดอยู่ก็โง่ ส่วนที่ไม่ได้เกิดอยู่ ก็ไม่รู้อะไร. ถ้าพูดภาษาอภิธรรมกันหน่อยก็ว่า จิตที่มัน มิได้อยู่ในภวังค์ คือตื่นจากภวังค์ มี อาวัชชนะบ้าง แต่ ไม่ถึงกับเป็นตัวกูของกู เป็นจิตธรรมดาไม่มีกระแสแห่ง ปฏิจจสมุปบาท เป็นจิตที่ว่างอยู่เองตามธรรมชาติตาม ธรรมดาในชีวิตคนธรรมดาสามัญทั่วไปนี้คือ สัมภเวสี นี้
น.283 ๘๘ หมายความว่าเมื่อคนมีความรู้สึกคิดนึกอยู่ตามธรรมดา ไม่เกิด กิเลสตัณหาเป็นตัวกูของกู นั่นแหละเป็นสัมภเวสี. คุณก็ สัมภเวสี ใครก็สัมภเวสี คือมันรอว่าเมื่อไหร่จะเกิดตัวกู ของกู : เป็นสัมภเวสีที่น่าสงสาร คือพร้อมที่จะเกิดตัวกู ของกูเมื่อไรก็ได้. ทีนี้พอได้อารมณ์สบเหมาะเผลอสติไป มี อวิชชาครอบงำ เกิดเป็นตัวกูของกูขึ้นมา นี้เป็นภูตา ก็น่า สงสารอย่างยิ่งขึ้นไปอีก ควรได้รับความเมตตาปรานีกรวดน้ำ อุทิศให้มันทั้งภูตาและสัมภเวสี แต่ว่าเมื่อมันมีตัวกูของกูจัดขึ้น มาเป็นภูตา เดี๋ยวมันก็หมดฤทธิ์เช่นมันโกรธหรือมันรักขึ้นมา เดี๋ยวไม่ถึงชั่วโมงมันก็หมดฤทธิ์แล้ว ภูตาตายไปอีก กลาย เป็นสัมภเวสีอีก; แล้วสัมภเวสีก็รอเวลาอยู่อย่างนั้น เดี๋ยวก็มี ภูตาเป็นตัวกูของกูขึ้นมาอีก ด้วยรักบ้าง ด้วยโกรธบ้าง ด้วย เกลียดบ้าง ด้วยกลัวบ้าง ด้วยอะไร ๆ ที่เป็นปฏิจจสมุปบาท ขึ้นมาที่หนึ่งก็เป็นภูตาที่หนึ่ง แล้วประเดี๋ยวเหตุปัจจัยของกรณี นั้นเสื่อมสลายดับตายลงไป มันก็ไปเป็นสัมภเวสีอีก นี่ผมยืน ยันว่าสัมภเวสีอย่างนี้มันเป็นเรื่องที่ใช้ประโยชน์ได้ ปฏิบัติ ได้ ควบคุมได้ อะไร ๆ ได้ แล้วก็มีประโยชน์; มันต่างกัน
น.284 ๘๙ กับสัมภเวสีที่เขาพูดว่า พอคนตายเอาร่างใส่โลงแล้ววิญญาณ เที่ยวลอยล่องหาที่เกิดนั้นเป็นสัมภเวสี. ผมไม่ถือว่าอย่างนั้น เป็นสัมภเวสี; แล้วก็ไม่เกี่ยวข้องด้วย เพราะมันไม่มี ประโยชน์อะไร แล้วก็มองเห็นไม่ได้ เข้าใจไม่ได้ต้องเชื่อ ตามคนอื่น; แล้วยังแถมเป็นสัมภเวสีสัสตทิฏฐิอีกด้วย. ทีนี้บาลีที่จะ ช่วยรับสม อ้างใน ความคิดเห็นอัน แหวก แนวของผมอย่างนี้มันมี คือพระบาลีเรื่องอาหาร ๔ ในสูตร ที่ ๓-๔ มหาวัตค์, อภิสมยสังยุตต์ (๑๖/๑๑๘/๒๔๐). พระ พุทธเจ้าตรัสอาหาร ๔ คือ กวพิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร คุณเรียนนักธรรมโทกัน มาแล้วคุณก็จำได้แม่นอยู่แล้วว่า อาหาร ๔ นั้นคืออะไร แล้วอาหาร ๔ นี้พระพุทธเจ้าตรัสว่า ภูตานำ สตฺตานํ ฐิติยา เพื่อความตั้งอยู่ได้แห่งสัตว์ที่เกิดขึ้นแล้ว คือภูตสัตว์; สมฺภ- เวสีนํ สตฺตานํ อนุคคหาย เพื่อความอนุเคราะห์แก่สัตว์ ที่ยังเป็นสัมภเวสี. อาหารทั้งสี่นี้ทรงอธิบายพร้อมทั้งอุปมา อันแสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องในชีวิตประจำวันของคนเป็น ๆ ในวันหนึ่ง ๆ ทั้ง ๔ อาหาร; ดังนั้นสัตว์ทั้งสองชนิดนั้น ก็คือ
น.285 ๙๐ คนเราในวันหนึ่ง ๆ. อาหาร ๔ นี้ทำหน้าที่อนุเคราะห์ เท่านั้นเองแก่พวกสัมภเวสี; แต่ว่าทำหน้าที่ที่จำเป็นอย่างยิ่ง คือเป็นที่ตั้งที่รองรับภูตสัตว์ที่เกิดแล้ว; มันไม่เหมือนกัน อย่างนี้. ตัวอย่างนี้ชักมาเพื่อให้เข้าใจว่าแม้แต่คำว่าสัมภเวสี กับคำว่า ภูตา ก็ยังมีความหมายเป็น ๒ แบบ : แบบภาษาคน แบบหนึ่ง; แบบภาษาธรรมแบบหนึ่ง; และแบบซึ่งจะใช้ เป็นประโยชน์ได้ในการศึกษาธรรมและปฏิบัติธรรมและอยู่ใน อำนาจที่เราควบคุมได้เกี่ยวข้องได้อะไรได้นี้ มันต้องอธิบาย ในแบบภาษาธรรม. ดูมันออกจะประหลาดซึ่งทุกคนตาม ปกติยังไม่มีกิเลสเกิดนี้เป็นสัมภเวสี พอกิเลสเกิดมีตัณหา อุปาทาน ก็กลายเป็นภูตสัตว์ไป ฉะนั้นคนที่ยังไม่สิ้นภพ สิ้นชาติคนเดียวกันนั่นแหละ เดี๋ยวเป็นสัมภเวสี เดี๋ยวเป็น ภูตสัตว์ เดี๋ยวเป็นสัมภเวสี เดี๋ยวเป็นภูตสัตว์. ทีนี้ เราต้องการ จะระงับเสียทั้งภูต สัตว์และสัมภเวสี ก็ต้องอาศัยการปฏิบัติที่ถูกต้อง ตามหลักของ ปฏิจจ สมุปบาท: อย่าให้มีตัวตน อย่าให้มีตัวกูเกิดอย่างเต็มรูปหรือว่าเกิดชนิด ที่รอเวลาอย่างสัมภเวสีนั้นด้วย; หมายความว่าอย่าเป็น
น.286 ๙๑ ทั้งสัมภเวสี อย่าเป็นทั้งภูตสัตว์ ก็เพื่อจะกำจัดอาหาร ทั้ง ๔ ให้หมดไป อย่าให้มีความหมาย อย่าให้อาหารทั้ง ๔ ปรุงแต่งได้; นี้คือความรู้เรื่องปฏิจจสสุปบาทให้ประโยชน์ อย่างนี้. นี้ภาษาคนกับภาษาธรรมที่เกี่ยวกับคำว่าสัมภเวสี- ทีนี้ไหน ๆ ก็พูดแล้วไม่กลัวเสียเวลาแล้วพูดกันไป เรื่อยดีกว่า : จะยกตัวอย่างภาษาธรรมอีกสักคำหนึ่ง คือ คำ ว่าทุกข์. ความทุกข์นี้มันมีอยู่หลายระดับ : ในภาษาธรรมชั้นสูง สุดก็คือคำว่าทุกข์ในปฏิจจสมุปบาทนั่นแหละ. ในบาลี ปฏิจจสมุปบาทมีคำว่าทุกข์, มีการเกิดขึ้นแห่งทุกข์, การดับ ลงแห่งทุกข์, ซึ่งเป็นปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวารและ ฝ่ายนิโรธวาร. คำว่าทุกข์ในกรณีนี้ไม่เหมือนใครอื่น : มีความ หมายใช้เฉพาะแต่ในเรื่องปฏิจจสมุปบาท เพราะมันผิดจาก ที่อื่นเขา. ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวาร คือฝ่ายเกิดขึ้นนั้น ก็คือ อวิชชาให้เกิดสังขาร สังขารให้เกิดวิญญาณ ไปจน ถึงเกิดทุกข์นั้น นี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวาร- ปฏิจจสมุปบาททั้งสายส่วนนี้บัญญัติไว้เป็นมิจฉาปฏิปทา ไป
น.287 ๙๒ ดูในบาลีสูตรที่ ๓ พุทธวรรค นิทาน. สํ. ๑๖/๕/๒๐. มิจฉา ปฏิปทา คืออะไร ? มิจฉาปฏิปทา คือปฏิจจสมุปบาทฝ่าย สมุทยวารเกิดขึ้นเป็นทุกข์. แล้วสัมมาปฏิปทา ความถูก ต้องคืออะไร ? ก็คือปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร ดับลง ๆ จนหมดทุกข์; เรียกว่าสัมมาปฏิปทา คือฝ่ายความถูกต้อง ฝ่ายที่เกิดขึ้น ๆ นั้นเป็นมิจฉัตตะ คือฝ่ายผิด. ทีนี้คำว่า "ทุกข์" ในฝ่ายสมุทยวารก็มีการเกิดขึ้นแห่ง ทุกข์; ฝ่ายนิโรธวารก็มีการดับลงแห่งทุกข์. คำว่าทุกข์ในกรณี นี้ไม่เหมือนใครเพราะมันหมายเอาเฉพาะการเป็นทุกข์ ที่มี อุปาทานยึดถือแล้วเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้น บุญก็เป็นทุกข์ บาปก็เป็นทุกข์ อเนญชา ก็เป็นทุกข์ อย่างที่จำแนก ไว้ว่าปุญญาภิสังขาร, อปุญญาภิสังขาร, อเนญชาภิสังขาร. คำว่าสังขารของปฏิจจสมุปบาทนั้นมันเป็นที่ตั้งของทุกข์ทั้งนั้น เลย เพราะสังขารคำนี้เป็นคำที่หมายถึงปัจจัยที่จะส่งไปถึง ความทุกข์. ปุญญาภิสังขารจึงเป็นไปเพื่อทุกข์; แต่ชาวบ้าน ไม่เข้าใจอย่างนั้น; เขาเข้าใจว่าบุญแล้วก็ต้องเป็นเรื่องสุข. นี้เป็นพวกปุญญาภิสังขารที่ปรุงแต่งบุญ ทำให้ได้บุญขึ้นมา.
น.288 ๙๓ ส่วนอปุญญาภิสังขาร ปรุงแต่งบาปได้บาปขึ้นมา อเนญชา ภิสังขาร ปรุงแต่งภาวะไม่หวั่นไหว ได้ความไม่หวั่นไหว ขึ้นมา. ทั้ง ๓ อย่างนี้ยังเป็นทุกข์ เพราะว่ามันเป็นที่ตั้ง ของอุปาทาน : อุปาทาน ยึดครองบุญ ยึดครองบาป ยึด ครองอเนญชา ทั้ง ๓ อย่างจึงเป็นทุกข์หมด. เพราะฉะนั้น คำว่าทุกข์ในปฏิจจสมุปบาทมีความหมายเป็น พิเศษกว่าความ ทุกข์ในที่อื่น. บาปนั้นเป็นมิจฉัตตะ เป็นทุกข์ก็ง่ายแล้ว แต่ว่าบุญหรืออเนญชาก็ยังเป็นทุกข์ และเป็นมิจฉัตตะอยู่ นั่นแหละ แม้ว่าจะเป็นบุญหรืออเนญชาก็ยังเป็นมิจฉัตตะ เพราะว่ามันกำลังเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน. สำหรับอเนญชานั้น ที่จริงมันก็เอียงไปในทางเป็นบุญ แต่เขาไม่เรียกว่าบุญ เรียกเป็นความไม่หวั่นไหว ไม่กระดุกกระดิกไปตามบาปและ บุญ แต่ยังมีตัวกู. พวกอเนญชานี้ก็คือที่ชอบเรียกกันว่า "พรหม" ทั้งหลาย. พวกนี้ก็ยังมีตัวกู ไม่ติดบาปติดบุญอะไร แต่มีตัวกู ถึงแม้จะไม่หวั่นไหว มีจิตไม่หวั่นไหวในฌานใน สมาบัติอยู่แต่แล้วก็ยังเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน เพราะมีตัวกู : มี อเนญชาของกูมันก็เป็นทุกข์. ฉะนั้นจึงขอให้ถือว่า คำว่า
น.289 ๙๔ บุญหรือคำว่าทุกข์นี้สับสนกันหมดเลย ชาวบ้านพูดว่าบุญ แล้วก็ต้องเป็นสุขและดี แต่ภาษาปฏิจจสมุปบาทแล้วเป็นทุกข์ เหมือนกันหมด : บุญก็เป็นทุกข์ ดีก็เป็นทุกข์ กุศลก็เป็นทุกข์ เพราะว่าถูกปรุงขึ้นมาแล้วก็ปรุงต่อไป เพราะฉะนั้นจึงจะจัดเป็น ปฏิจจสมุปปันนธรรมที่จะต้องเป็นทุกข์. ถ้าเรามองเห็นเข้าใจ จนยอมรับว่า ภาษาคนกับภาษาธรรมต่างตรงกันข้ามกัน อย่างนี้; แล้วเลือกเอาภาษาธรรมมาใช้กับปฏิจจสมุปบาท แล้ว ก็จะเข้าใจปฏิจจสมุปบาทได้ง่ายเข้า. ทีนี้ก็มาถึงตอนที่มันยาก เข้าใจยากอยู่นิดหน่อยว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาท นี้มันจำกัด ความ ไว้ เฉพาะ แต่ขอบ เขตของความยึดมั่นถือมั่นเท่านั้น : มิได้หมายความว่าถ้า มีชีวิตจิตใจมีความรู้สึกคิดนึกได้แล้ว จะเป็นปฏิจจสมุป- บาทไปหมด เพราะฉะนั้นกฎเกณฑ์ของปฏิจจสมุปบาทไม่ใช้ แก่เด็กในครรภ์. เพื่อจำง่ายก็พูดอย่างนี้ดีกว่า ว่าหลักเกณฑ์ เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ เราไม่ใช้แก่เด็กในครรภ์ เพราะเด็ก ในครรภ์ยังไม่มีความรู้สึกชัดเจนถึงกับจะมีอวิชชา ตัณหา อุปาทานได้. มีพระบาลีที่กล่าวเกี่ยวแก่การเกิดของเด็กจน กว่าจะเกิดปฏิจจสมุปบาท คือบาลีมหาตัณหาสังขยสูตร มูลปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย (๑๒/๔๔๘/๔๕๓); ให้คำอธิบาย
น.290 ๙๕ ความข้อนี้ไว้ชัดเจนที่สุด. พระพุทธเจ้าตรัสว่า ชีวิตคน มันตั้งต้นขึ้นมาอย่างไร ตรัสว่าเมื่อบิดามารดาอยู่ร่วมกัน แล้วมารดาก็มีระดูแล้ว แล้วคันธัพพะก็เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะ สัตว์จึงจะเกิด. ถ้าบิดามารดาไม่อยู่ร่วมกัน มันก็ไม่มีโอกาส จะเกิด; บิดามารดาอยู่ร่วมกัน แต่มารดาไม่มีระดูแล้ว มัน ก็ไม่มีทางจะเกิด หรือว่าอยู่ร่วมกันมีระดูแล้วแต่ถ้าคัน- ธัพพะไม่เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะมันก็ไม่เกิดเหมือนกัน มันต้อง ประกอบด้วยองค์ ๓ บิดามารดาอยู่ร่วมกัน มารดามีระดู แล้ว แล้วก็คันธัพพะ ซึ่งไม่รู้ว่าจะแปลอะไรว่าอะไรเป็นภาษา ไทย ก็เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะ ถ้าพูดอย่างวิชาสมัยนี้ก็ว่า คันธัพพะนี้ก็หมายถึงเชื้อของฝ่ายบิดา แล้วมันเข้าไปตั้งอยู่ เฉพาะในไข่ของมารดา ต้องมีอย่างนั้นมันจึงจะเกิดสัตว์ขึ้น มาได้. ถ้าบิดามารดาอยู่ร่วมกันและมารดาก็มีระดูแล้ว แต่ ว่าคันธัพพะ ไม่เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะมันก็เกิดไม่ได้ คือว่าเชื้อ บิดาไม่ได้ผสมในไข่ฝ่ายมารดามันก็เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึง ว่าต้องครบทั้ง ๓ อย่างแล้วมันก็ตั้งครรภ์ขึ้นมาได้. ทีนี้พอครรภ์แก่ ๙ เดือนบ้าง ๑๐ เดือนบ้าง แล้ว มารดาก็คลอดบุตร มารดาคลอดบุตรออกมาแล้ว โตเป็น
น.291 ๙๖ เด็กทารกแล้วเล่นของเล่น เล่นทราย เล่นดิน อย่างเด็ก เล่น, นี่ก็ยังเฉยอยู่; จนกระทั่งเด็กที่เป็นขนาดกุมารแล้วนี้ ได้รับการบำเรอ ทางรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส แล้วเกิดความ ยินดียินร้าย นี่แหละปฏิจจสมุปบาทจึงจะตั้งต้น. ปฏิจจสมุป- บาทไม่อาจจะตั้งต้นแก่เด็กในครรภ์ ไม่อาจที่จะตั้งต้นแก่เด็ก ที่ยังเล็กเกินไป ปฏิจจสมุปบาทจะตั้งต้นได้เฉพาะเด็กที่เริ่ม มีความรู้สึกรู้จักในทางยึดมั่นถือมั่น ฉะนั้นจึงมีบาลีเขียนไว้ชัด เป็นพระพุทธภาษิตตรัสไว้ชัดว่า โส (กุมาโร) จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา ปิยรูเป รูเป สารชฺชติ -กุมารนั้นครั้นเห็นรูปด้วยจักษุ แล้ว ย่อมมีความกำหนัดในรูปอันเป็นที่รัก, อปฺปิยรูเป รูเป พฺยาปชฺชติ -ย่อมมีความขัดเคืองในรูปอันไม่เป็นที่รัก อนุปฏฺฐิตกายสติ จ วิหรติ -เขาอยู่ด้วยกายสติที่ไม่ได้เข้าไป ตั้งไว้ คือไม่มีสติ, ปริตฺตเจตโส -มีจิตเบาคือปราศจากความรู้ ปราศจากวิชชา เต็มไปด้วยอกุศล, ตญฺจ เจโตวิมุตฺติ ปัญญาวิมุตฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ -เขาไม่รู้จักเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ตามที่เป็นจริง, ยตฺถสฺส เต ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ -ชนิดที่รู้แล้ว บาปอกุศลธรรม
น.292 ๙๗ ทั้งปวงจะดับไปไม่มีเหลือ นี่ฟังดูให้ดี ผมจะทบทวนเฉพาะ แต่ภาษาไทยเอาใจความอีกครั้งหนึ่งว่า เด็กอยู่ในครรภ์ ครบ กำหนดคลอดออกมา ยังเล็กอยู่ เล่นดินเล่นทรายไปตาม เรื่อง จนกว่าจะถึงระยะหนึ่ง ซึ่งเด็กนั้นได้รับการเกี่ยวข้อง กับกามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เมื่อเห็นรูป ที่น่ารักก็รักหรือกำหนัด เมื่อเห็นรูปที่ไม่น่ารักก็ขัดเคือง เขาอยู่ด้วยจิตใจที่ปราศจากสติที่ตั้งไว้ดีแล้ว หมายความว่า ไม่มีความรู้เรื่องที่จะตั้งสติไว้อย่างไร มีแต่อวิชชา มีจิตใจที่ เบาหวิวไปตามอารมณ์ที่มากระทบ และที่แปลกประหลาด อย่างยิ่งตรงนี้ ก็มีว่า กุมารนั้นไม่รู้เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ตามที่เป็นจริงชนิดที่จะดับบาปอกุศลทั้งหลายได้ นี้มันน่าหัว แต่ว่ามันจริงที่สุด คือ เด็กกุมารนี้ไม่เคยรู้เรื่อง เจโตวิมุติ ปัญญา วิมุติ คือวิธี ที่จะทำ จิต ให้ว่าง ให้ปล่อย วาง กิเลส จาก อารมณ์ มันไม่รู้อะไรในเรื่องนี้เลย แปลว่าเด็กนั้นไม่รู้เรื่อง วิมุติเลย แล้วก็ไม่มีสติด้วย ทีนี้เด็กนั้นมันถึงพร้อมอยู่ด้วย อนุโรธะและวิโรธะ คือยินดี ยินร้ายกลับไปกลับมาอยู่อย่างนี้ ได้เสวยเวทนาอันเป็นสุขบ้าง อันเป็นทุกข์บ้าง เป็นอทุกขม- สุขบ้าง เด็กนั้นก็ยินดีเพลิดเพลินกล่าวสรรเสริญมัวหมกอยู่
น.293 ๙๘ ในเวทนานั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น นันทิย่อมเกิดขึ้นแก่กุมาร นั้น. นันทิใดในเวทนาทั้งหลาย นั่นคืออุปาทาน. เพราะ มีอุปาทานจึงมีภพ เพราะมีภพจึงมีชาติ เพราะมีชาติจึงมี ชรามรณะ. นี่เรื่องของเด็กเล็ก ๆ ตั้งอยู่ในครรภ์ในท้องแม่คลอด ออกมายังไม่รู้เรื่อง ยังไม่เกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท จนกว่าจะได้ เกี่ยวข้องกับกามคุณ ๕ แล้วรู้จักยินดียินร้าย และในใจไม่มี ปัญญาไม่มีวิชชาไม่มีความรู้เรื่องวิมุติ คือควมหลุดพ้นจาก ความทุกข์ และสติก็ตั้งไว้ไม่เป็น เพราะไม่รู้เรื่อง ทีนี้ได้ เสวยเวทนาจากเบญจกามคุณนั้น สุขบ้างทุกข์บ้างอทุกขมสุข บ้าง แล้วมันก็ อภินนฺทติ-เพลิดเพลินอย่างยิ่ง อภิวทติ -ออกปากสรรเสริญชมเชยอยู่ ว่าดีโว้ย อร่อยโว้ย นี่คือ อภิวทติ แล้วก็ อชฺโฌสาย ติฏฐติ-มัวเมาหมกมุ่นจมอยู่ ในรสของเวทนานั้น. เมื่อเป็นอยู่อย่างนั้น สิ่งที่เรียกว่า นันทิ ก็เกิดขึ้นในจิตของเด็กนั้น เมื่อเห็นรูปที่น่ารักก็ กำหนัด เห็นรูปไม่น่ารักแล้วขัดเคือง อย่างนี้คือ นันทิ เกิดขึ้น นันทินั้นคืออุปาทาน. นี่แหละคือการตั้งต้นของ ปฏิจจสมุปบาทที่ตรงนี้.
น.294 ๙๙ เพราะฉะนั้นในกรณีของปฏิจจสมุปบาทนี้เด็กต้องโต ขนาดรู้ความหมายของเบญจกามคุณ แล้วจิตธรรมดาสามัญ ของเด็กนั้น ประกอบอยู่ด้วยอวิชชาคือไม่มีความรู้เรื่องวิมุติ นี่การที่จะเกิดปฏิจจสมุปบาทขึ้นมาได้ต้องประกอบด้วยองค์ อย่างนี้ว่า เด็กต้องโตพอที่จะรู้เรื่องเบญจกามคุณ แล้วก็ไม่ มีความรู้เรื่องธรรมะหรือเรื่องวิชชา เมื่อได้เสวยเวทนาใด แล้วก็มีอาการเพลิดเพลินอย่างยิ่ง ชมเชยอย่างยิ่ง มัวหมก มัวเมาอย่างยิ่ง ตัวนั้นคือนันทิ, นันทินั้นคืออุปาทาน นี่ แหละปฏิจจสมุปบาทตั้งต้นอย่างนี้. เด็กโตมากแล้ว ถึงแม้ จะไม่ถึงขนาดที่จะแต่งงานมันก็มีอาการอย่างนี้ได้. เด็กเริ่ม รู้เรื่องอารมณ์ทางเบญจกามคุณแล้ว ปฏิจจสมุปบาทจึงจะ เริ่มตั้งต้นลงไปในเด็กนั้นได้ นี้เราเคยเข้าใจผิดไขว้ ๆ เขว ๆ กันอยู่มากเกี่ยวกับ เรื่องนี้. เดี๋ยวนี้ก็พบพระพุทธภาษิตที่แสดงไว้ชัดอย่างนี้. เด็กนี้ก็มีภพ มีชาติ เด็กตัวน้อย ๆ นี้มีภพมีชาติขึ้นมาใหม่ มันก็ไม่ใช่ภพชาติที่ออกมาจากท้องแม่ แล้วเด็กตัวน้อย ๆ นี้จะมีภพชาติเรื่อย ๆ ไปทุกคราวที่กระทบอารมณ์ทางกามคุณ ห้า ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ทุกวัน ๆ ทุกเดือน ทุกปี จนไม่รู้ว่า
น.295 ๑๐๐ กี่ภพ กี่ชาติ ไม่ต้องตายเข้าโลงก็มีภพมีชาติใหม่อยู่ทุกวัน. ร่างกายไม่ต้องตายก็มีภพมีชาติอยู่เรื่อยไปอย่างนี้. นี้เป็นเรื่อง ของปฏิจจสมุปบาท เป็นกระแสของปฏิจจสมุปบาทในกุมาร น้อยที่เพิ่งเกิดนั้น. สรุปใจความได้สั้น ๆ นิดเดียวว่า ปฏิจจสมุปบาท เกิดเพราะมีความยินดียินร้าย, และไม่มีสติ, เพราะไม่รู้ว่าจะ ตั้งสติอย่างไร, แล้วก็ไม่รู้สิ่งที่จะดับทุกข์คือวิมุติเลย จิตใจ ต้องมีอาการอย่างนี้จึงจะมีปฏิจจสมุปบาท แล้วมีในชาตินี้เอง ที่นี่เดี๋ยวนี้ ติดต่อกันไป ๆ จนกว่าจะตายไม่รู้ว่ากี่รอบ กี่สาย กี่ร้อยรอบ พันรอบของปฏิจจสมุปบาท ฉะนั้นการอธิบาย ปฏิจจสมุปบาทรอบเดียวคร่อมตั้ง ๓ ชาติ นี้ผมเห็นว่าผิดแน่ ทีนี้ก็มาถึงตอนที่สำคัญที่สุดที่ว่า ความเกิดขึ้นแห่ง ปฏิจจสมุปบาทตลอดทั้งสายนี้ มันเร็วขนาดที่เรากำหนด ไม่ได้ เรียกว่าสายฟ้าแลบดีกว่า. ฟ้าแลบแปล๊บอย่างนี้ เราจะเห็นว่าฟ้าแลบแปล๊บเดียวเท่านั้น, ในนั้นจะมีอะไรเป็น ระดับ ๆ อยู่ตั้ง ๑๑-๑๒ ลำดับ อย่างที่เราไม่รู้. เช่น พอเรา โกรธเป็นทุกข์ขึ้นมา แว่บเดียวเท่านั้นเราก็โกรธและเป็น ทุกข์เสร็จแล้ว เราไม่รู้ว่า ในแว่บเดียวแว่บนั้น มีตั้ง ๑๑ ระยะ ตั้งแต่อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ
น.296 ๑๐๑ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ตั้ง ๑๑ ระยะ ในแว่บเดียวนั้น. เรากระทบอารมณ์ทางตาเป็นต้นแว่บเดียว เป็นความรักหรือความโกรธอะไรเสร็จแล้วเรียกว่าสายฟ้าแลบ แต่ในสายฟ้าแลบนั้น แบ่งออกเป็น ๑๑ ตอนได้ มันจึงจะ เป็นปฏิจจสมุปบาท มีพระพุทธภาษิตแสดงเรื่องโลกอย่างที่ว่า เมื่อตะกี้นี้ ว่า โลก,เหตุให้เกิดโลก, ความดับของโลก ทางให้ถึงความ ดับของโลก มีอยู่ในกายเป็น ๆ ที่ยาววาหนึ่งนี้. ในโลกสูตร โยคเขมิวัคค์ สฬายตนสังยุตต์ พระพุทธเจ้าท่านตรัส การเกิดขึ้นแห่งโลก และความดับลงแห่งโลกโดยนัยแห่ง ปฏิจจสมุปบาทว่า: "ภิกษุทั้งหลาย ความเกิดขึ้นแห่งโลกเป็นไฉน ? อาศัยจักษุและรูปเกิดจักษุวิญญาณ ประชุมพร้อมแห่งธรรม ทั้ง ๓ นั้นคือ ผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึง มีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ เพราะภพเป็น ปัจจัยจึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขโทมนัสอุปายาส ภิกษุทั้งหลาย นี้แลความเกิด ขึ้นแห่งโลก."
น.297 ๑๐๒ การเกิดแห่งปฏิจจสมุปบาท อย่างที่พูดกันอยู่ทั่วไปนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่านี่แหละคือการเกิดขึ้นแห่งโลก. การเกิด ขึ้นแห่งทุกข์นั้นก็คือการเกิดขึ้นแห่งโลก แล้วก็เพิ่งมีเมื่อ อายตนะภายใน อายตนะภายนอกกระทบกัน เกิดวิญญาณขึ้น ทีนี้มันยากลำบากตรงที่ว่าตั้งแต่อวิชชาปรุงแต่งสังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะนี้ เราแยกไม่เป็นว่ามันได้มีการ ปรุงแต่ง ๆ ตั้ง ๒-๓-๔ ระยะที่ตรงนั้น เพราะมันเร็วยิ่ง กว่าสายฟ้าแลบ มารู้สึกเป็นเวทนาเป็นสุขหรือทุกข์สบายใจ หรือไม่สบายใจเสียแล้ว ส่วนความดับแห่งโลกก็เหมือนกันอีก คือว่าดับแห่งอวิชชา สังขาร วิญญาณ ก็เป็นการดับลงแห่ง ทุกข์แล้ว ก็คือความดับแห่งโลก. ความเกิดแห่งโลก ความดับ แห่งโลก ทรงแสดงไว้อย่างนี้ แล้วความเกิดขึ้นแห่งโลกเร็ว ยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ ความดับลงแห่งโลกก็เร็วยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่ว่าถ้าไม่สนใจกันเป็นพิเศษ อย่างละเอียด ละออแล้วไม่มีทางจะเข้าใจได้ในเรื่องของปฏิจจสมุปบาท ว่า ในระยะสายฟ้าแลบแว่บนั้นมันมีตั้ง ๑๑ อาการ ทีนี้จะพูดเรื่องภพเรื่องชาติให้ชัดขึ้นไปอีก ว่าไม่ใช่ ต่อเมื่อเข้าโลงแล้วจึงไปเกิดใหม่ มันเกิดอยู่ในวันเดียวตั้ง หลายภพหลายชาติอย่างนี้.
น.298 ๑๐๓ เดี๋ยวนี้อยากจะพูด ว่าแม้กำลังเคี้ยว อาหารอยู่ในปากยัง ไม่ทันจะกลืน เคี้ยวอาหารคำเดียวนี้เคี้ยวไปเคี้ยวมาอยู่ในปาก ยังไม่ทันจะกลืน ชั่วเวลาเพียงเท่านั้นก็อาจมีภพมีชาติได้ตั้ง หลายหนหลายครั้งหรือหลายรอบ. เพราะว่าเราเคี้ยวอาหาร อยู่ในปากกว่าจะกลืนเข้าไป สมมติว่า ๒ นาที หรือนาทีเดียว เถอะ นาทีหนึ่งตั้ง ๖๐ วินาที ใน ๖๐ วินาทีนี้ ความคิด อาจจะน้อมไปน้อมมาเรื่องความอร่อย, เรื่องความไม่อร่อย หรือว่าคิดอย่างอื่นเพลินไปเนื่องจากความอร่อยนี้เป็นต้น. ชั่ว เวลาเพียงเท่านี้มันอาจจะเกิด "ตัวกู-ของกู" ได้ เดี๋ยวอย่าง นั้นเดี๋ยวอย่างนี้กว่าจะได้กลืนลงคอลงไป แล้วเคี้ยวคำใหม่อีก กว่าจะอิ่ม กว่าจะกินอาหารอิ่มนี้เกิดภพเกิดชาติได้นับไม่ ถ้วน. ถ้าคนมันคิดเก่ง รู้สึกเก่งหรือไวต่อความรู้สึก หรือ ว่ามันมีอะไรมาแวดล้อมมากเกินไป ชั่วเคี้ยวอาหารกว่าจะอิ่ม ใน ๑ มื้อนี้เกิดภพเกิดชาติได้นับไม่ถ้วน ในเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัส ไว้ในสูตรที่ ๔ มหาวัคค์ อภิสมยสังยุตต์ สังยุตตนิกายเล่ม ๑๖ หน้า ๑๒๒ ว่า "ภิกษุทั้งหลายถ้าราคะนันทิตัณหามีอยู่ใน กวฬิงการาหาร ไซร้ วิญญาณก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่เฉพาะ และเจริญงอกงาม
น.299 ๑๐๔ ในกวฬิงการาหารนั้น ในที่ใดวิญญาณตั้งอยู่เฉพาะและเจริญ งอกงาม การก้าวลงแห่งนามรูปย่อมมีในที่นั้น" ดังนี้. ฟัง ถูกไหม มันอาจจะลึกเกินไปจนฟังไม่ถูก ขอกล่าวซ้ำใหม่ว่า "ภิกษุทั้งหลาย ถ้าราคะ นันทิ ตัณหา มีอยู่ในกวฬิงการาหาร ไซร้ วิญญาณก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่เฉพาะ และเจริญงอกงาม ในกวฬิงการาหารนั้น." เมื่อเราเคี้ยวข้าวอยู่ในปากแล้วรู้สึกอร่อย ด้วยราคะ นันทิ ตัณหาอยู่ เมื่อนั้นวิญญาณจะตั้งอยู่ในขณะแห่งการ เคี้ยวคำข้าวนั้นและเจริญงอกงามในคำข้าวนั้น นี่หมายความ ว่ามันละเอียดจนถึงกับว่าคำข้าวคำเดียว เคี้ยวกว่าจะแหลก กว่าจะกลืนเข้าไปนี้ มันมีหลายระยะที่จะให้วิญญาณเกิดขึ้นได้ เป็นวิญญาณ หลาย ๆ วิญญาณ อร่อยทีหนึ่ง อร่อยแว่บ หนึ่ง อร่อยอย่างหนึ่งเปลี่ยนไปอร่อยอีกอย่างหนึ่ง นี้วิญ- ญาณจะเกิดขึ้นใหม่ทุกที. วิญญาณเกิดขึ้นแล้วก็หมายความว่า สร้างนามรูปใหม่ทุกทีไปด้วยเหมือนกัน. ความรู้สึกในใจถูก ตั้งขึ้นเดี๋ยวอย่างนั้น เดี๋ยวอย่างนี้ เป็นไปตามอำนาจของ วิญญาณ มีกายกับใจที่จะเปลี่ยนไป และเรียกว่ามันทำหน้าที่ ของมัน ก่อนนี้มันไม่ทำหน้าที่ เดี๋ยวนี้มันเกิดทำหน้าที่ไป
น.300 ๑๐๕ ตามกำลังของวิญญาณ วิญญาณเกิดหลายหน นามรูปก็เกิดดับ หลายหนในขณะที่เคี้ยวข้าวอยู่เพียงคำเดียว เพราะฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่า ในที่ใด หมายความว่าในคำข้าวใด วิญญาณตั้งอยู่เฉพาะและเจริญงอกงาม การก้าวลงแห่งนาม รูปย่อมมีในที่นั้น คือในคำข้าวนั้น. นี้หมายความว่านามรูป ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยอวิชชา สังขาร นี้มันจะเกิดขึ้นเป็นแบบ หนึ่ง ๆ เนื่องกับคำข้าวที่กำลังเคี้ยวอยู่นั้น เพราะว่าเคี้ยวลง ไปทีหนึ่ง ๆ ไม่ใช่ว่ามันเหมือนกันไปทุกที มันมีความรู้สึกที่ เปลี่ยนไป ๆ ฉะนั้นจึงสร้างนามรูปใหม่ได้หลายแบบ กว่า จะกินข้าวเสร็จคำหนึ่งกลืนลงไปในคอ. ทีนี้เรื่องซับซ้อนในพระบาลีนั้นมีต่อไปว่า "การก้าว ลงแห่งนามรูปมีในที่ใด คือในคำข้าวใด ความเจริญ แห่งสังขารย่อมมีในที่นั้น." นี่มันจะย้อนไปทำให้อำนาจ ปรุงแต่งที่เป็นสังขารนั้นเกิดขึ้นอีก เกิดขึ้นอีก ๆ หรือมาก ขึ้นหรือแรงขึ้น จนกลายเป็นกรรมทางมโนกรรมอย่างแรงขึ้น มาแล้ว. ทีนี้เรื่องยังมีต่อไปว่า "ความเจริญแห่งสังขารย่อม มีในที่ใด; อายตึ ปุนพุภวาภินิพฺพตฺติ-คือการเกิดขึ้น
น.301 ๑๐๖ เฉพาะในภพใหม่ต่อไป ย่อมมีในที่นั้น." เมื่อนั่งกินข้าว เคี้ยวข้าวอยู่มีความปรุงแห่งสังขารในที่นั้น ก็จะมีการเกิดขึ้น แห่งภพใหม่สืบต่อไปในที่นั้น ไม่ทันลุกจากการกินข้าวก็มี ภพใหม่เกิดขึ้นเฉพาะต่อไปในที่นั้น. ทีนี้การเกิดขึ้นแห่งภพ ใหม่ต่อไป มีในที่ใด ชาติ ชรา มรณะ ต่อไปก็ย่อมมี ในที่นั้น. ข้อนี้ถ้าอธิบายอย่างภาษาคนที่เขาอธิบายกัน มัน กลายเป็นเรื่องชาติหน้า ชาติต่อไปหมด. แต่ตัวหนังสือบาลี พระพุทธภาษิตไม่ยอมให้เป็นไปเช่นนั้นได้ มีพูดถึงเรื่องที่ เกิดนันทิ ราคะ ตัณหา ในเมื่อกำลังเคี้ยวข้าวอยู่ในปาก เท่านั้น ไม่ได้พูดอะไรใหญ่โตมากมาย. นี่เรื่องกวฬิงการาหาร คืออาหารคำข้าวที่เคี้ยวด้วย ปากก็เป็นอย่างนี้. ทีนี้ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร อีก ๓ อย่างก็เป็นอย่างนี้คือถือหลักเดียวกัน นี้ยิ่งทำให้ เห็นได้ว่า หน้าที่ฝ่ายรูปธรรมคือคำข้าวแท้ ๆ มันยังเป็นได้ อย่างนี้ ทีนี้อาหารฝ่ายนามธรรมเช่น ผัสสาหาร มโนสัญ- เจตนาหาร วิญญาณาหาร มันยิ่งรวดเร็วกว่านี้ ฉะนั้น
น.302 ๑๐๗ อาหารฝ่ายนามธรรมที่กระทำด้วยจิตใจโดยเฉพาะ การสร้างให้ เกิดภพใหม่ชาติใหม่มันรวดเร็วยิ่งกว่านี้ นี้ข้อเท็จจริงที่จะต้อง มองดูให้เห็นเกี่ยวกับพระสูตรนี้. หลักเกณฑ์อันนี้เรามีว่า ราคะ หรือนันทิ คือความ กำหนัด ความพอใจ ในความอร่อยนั้นมันเกิดมีอยู่ได้แต่ใน ขณะที่กำลังลิ้มรสอยู่เท่านั้น พอไม่มีการเคี้ยวการกินการอะไร มันเกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งทั้งหลายจะเกิดได้ แต่ใน ขณะที่มันมีความรู้สึกอร่อยอยู่ที่ลิ้น ราคะ นันทิมันมีอยู่เฉพาะ เมื่อรู้สึกอร่อยอยู่ที่ลิ้นในขณะเคี้ยวอาหารนั้น ดังนั้นชิวหา- วิญญาณที่อาศัยรสกับลิ้นนั้น มันก็เข้าไปตั้งมั่นในอาหารนั้น แล้วเจริญงอกงามมากออกไป ยิ่งนานเท่าไรมันก็ยิ่งมีวิญญาณ เกิดงอกงามมากออกไปเท่านั้น นี้เป็นวิญญาณตามความ หมายในปฏิจจสมุปบาท ที่ว่าสังขารให้เกิดวิญญาณ ไม่ ใช่ปฏิสนธิวิญญาณ แล้วก็ถูกตู่เอาไปเป็นปฏิสนธิวิญญาณ หมด โดยพวกที่ถือรู้แต่ภาษาคน พูดเป็นแต่ภาษาคน มี ตัวตน คร่อมภพคร่อมชาติเสียเรื่อย แต่ถ้าจะพูดกันอีกทีหนึ่ง ก็พูดได้เหมือนกันว่า วิญญาณอะไรก็ตามที่ทำหน้าที่ให้เกิด อุปาทาน ภพ ชาติ ในปฏิจจสมุปบาท ได้ตามนัยที่ผมกล่าว
น.303 ๑๐๘ มาแล้วข้างต้น ก็อาจเรียกวิญญาณนั้นว่า "ปฏิสนธิวิญญาณ" ได้เหมือนกัน เพราะมันสืบต่อการเกิด "ตัวกู" ให้ติด ๆ กันไป ขอให้ท่านทั้งหลาย ได้รู้ว่าวิญญาณอย่างนี้ที่เจริญ งอก งามมาจากราคะและนันทิ เมื่อกำลังเคี้ยวอาหารอยู่นั้นเป็น วิญญาณธรรมดา ไม่ใช่ปฏิสนธิวิญญาณอย่างชาวบ้านพูด แต่วิญญาณธรรมดาในแบบของปฏิจจสมุปบาทนี้ จะสร้างภพ สร้างชาติตามนัยแห่งปฏิจจสมุปบาทที่แท้จริง ที่นี่เดี๋ยวนี้มาก มายก่ายกอง ที่ใช้คำว่า “นามรูปหยั่งลง" หมายความว่า เพิ่งหยั่งลง เมื่อรู้สึกอร่อยในอาหารที่กำลังเคี้ยวอยู่ในปาก นามรูปเพิ่งทำหน้าที่ของนามรูปเต็มที่ตอนนี้ ไม่ใช่ว่า นามรูปทาง กายและใจที่เกิดเหมือนอย่างที่เขาเรียกว่าตายไป แล้วเข้าโลงไปเกิด สิ่งที่เรียกว่า "ความเจริญแห่งสังขาร" ก็หมายถึงสังขารในปฏิจจสมุปบาท คือสิ่งที่จะปรุงแต่งกาย วาจาใจให้ทำหน้าที่ ให้มันรุนแรงมากขึ้น เรียกว่ามี ว่าแก่ กล้า กว้างขวางมากขึ้น. ในพระบาลีเรียกว่า "ความเจริญแห่ง สังขาร" ก็คือเป็นไปรวดเร็วในขณะนั้น ในขณะที่เคี้ยว อาหารอร่อยอยู่ เพราะฉะนั้นมันจึงสามารถที่จะสร้างภพใหม่ ชาติใหม่ คือ "ตัวกู"ใหม่ ๆ "ตัวกู" "ตัวกู" "ตัวกู" ใหม่ ๆ
น.304 ๑๐๙ ทะยอยขึ้นมาเรื่อยอย่างมากมายอย่างกว้างขวาง. นี้เรียกว่า ความเจริญแห่งสังขาร. เมื่อเป็นดังนั้นปัญหาของ "ตัวกู" ที่เกี่ยวกับการเกิดแก่ เจ็บตายหรืออะไรก็ตาม มันก็มีมากและเป็นทุกข์มาก ดังนั้น จึงมีตรัสต่อไปเป็นข้อสุดท้ายว่า "ภิกษุทั้งหลาย อายตึ ชาติ ชรามรณํ ย่อมมีในที่ใด เรากล่าวสิ่งนั้นว่า สโสกํ สรชํ สอุปายาสํ." ปัญหายุ่งยากใจเกี่ยวกับเรื่องชาติ เรื่อง ชรา เรื่องมรณะ คือปัญหายุ่งยากกวนใจเนื่องมาจาก ความยึดมั่นถือมั่นเอาเป็นของตัว. ปัญหาเกี่ยวกับชาติ ชรา มรณะนี้มันมีอยู่ในที่ใดหรือในสิ่งใด พระองค์ทรงเรียกสิ่งนั้น ว่า มีความโศก มีธุลี เป็นไปด้วยอุปายาส. นี่ก็หมายว่า ภาวะใหม่ของ "ตัวกู" นี้เต็มไปด้วยความโศก เต็มไปด้วยกิเลส เต็มไปด้วยความคับแค้น. รวมความว่า ภพใหม่หรือชาติใหม่ นี้มีได้มากมายแทบจะนับไม่ไหวในขณะที่ปากเคี้ยวอาหาร กินอร่อยอยู่ยังไม่ทันจะสิ้นคำ และในนั้นก็มีราคะ มีตัณหา มีนันทิเกิดอยู่ด้วย แล้วทำให้เกิดสังขารด้วย เป็นเรื่องที่ สมบูรณ์สำหรับที่จะเป็นปฏิจจสมุปบาทรอบหนึ่ง ๆ. ทีนี้ก็มาถึงเรื่องที่เรียกว่าเป็น หลักปฏิบัติ นี่มันก็ เกินเวลามามากแล้ว เรื่องมันยังไม่จบ แล้วเราไม่มีโอกาส
น.305 ๑๑๐ จะพูดอีก และเราก็ได้วางหัวข้อไว้แล้วว่าจะพูดเรื่องหลัก ปฏิบัติเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาทดังนั้นก็ต้องพูดต่อไป หลักโดยวงกว้างนี้มันน่าประหลาดที่สุด. ผมจะเรียก มันว่า "จักรราศี" ของปฏิจจสมุปบาท ตั้งต้นติดต่อกันไปตั้ง แต่สมุทยวาร จนไปถึงนิโรธวาร แล้วน่าหัวก็ตรงที่ว่า มัน จะแสดงให้เห็น "อานิสงส์ของความทุกข์" ขอให้ฟังต่อไป. พระพุทธภาษิตนี้ตรัสลำดับ เรื่องดับทุกข์ไว้อย่าง น่าประหลาด พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เรารู้ เราเห็น เราจึงกล่าว ถ้าเราไม่รู้ไม่เห็น เราก็ไม่กล่าวถึงความสิ้นไป แห่งอาสวะ ความสิ้นไปแห่งอาสวะย่อมมี เมื่อรู้เห็นลักษณะ ความเกิด ความดับ แห่งขันธ์ทั้งหลาย นี่ทรงยกเอาความ สิ้นแห่งอาสวะนั้นว่า มีได้ เมื่อมีการรู้ การเห็น ความเกิด ขึ้นและความดับไป และรู้เห็นลักษณะแห่งความเกิด และ ความดับของเบญจขันธ์ที่เกิดขึ้นด้วยอุปาทาน คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ๕ อย่างนี้. ถ้ารู้ว่าลักษณะมันเป็น อย่างไร เกิดอย่างไร ดับอย่างไร โดยแท้จริงแล้วจะเป็นไปเพื่อ สิ้นอาสวะ หรือความสิ้นอาสวะมันมีเพราะรู้เรื่องนี้. นี่พระ พุทธองค์ทรงยืนยันว่าตถาคตรู้เห็นเรื่องนี้จึงได้กล่าว ถ้าไม่รู้
น.306 ๑๑๑ ไม่เห็นจะไม่กล่าว คือจะไม่ทรงเอาเรื่องที่ไม่ได้รู้ไม่ได้เห็น มากล่าวเป็นอันขาด ทีนี้ความสิ้นอาสวะนั้น ถ้ามันมีขึ้นแล้ว มันทำให้ เกิดญาณที่รู้ว่าจิตสิ้นอาสวะแล้ว. ทีนี้ญาณในธรรมเป็นที่ สิ้นไปแห่งอาสวะ นี้จะมีได้ต่อเมื่อมีวิมุติมาแล้ว วิมุติคือ ความหลุดพ้นจะมีก็เพราะมีวิราคะ มันอิงวิราคะ มีวิราคะ เป็นที่อาศัย ทีนี้วิราคะนี้มันต้องอาศัยนิพพิทา นิพพิทา นี้ต้องอาศัย ยถาภูตญาณทัสสนะ คือเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่ เป็นจริง ยถาภูตญาณทัสสนะ นี้ต้องอาศัยสมาธิ สมาธิ ต้องอาศัยความรู้สึกที่เป็นสุข ทีนี้สุขนี้ต้องอาศัยบัสสิทธิคือ ความรำงับ ปัสสิทธินี้ต้องอาศัยปีติ ทีนี้ปิติต้องอาศัย ปราโมทย์ ปราโมทย์นี้ต้องอาศัยศรัทธา ทีนี้ก็แปลกตรงที่ว่า ศรัทธานี้ต้องอาศัยความทุกข์. ทีนี้ก็วกเข้าหาปฏิจจสมุปบาท ว่า ความทุกข์นั้นต้องอาศัยชาติ ชาติต้องอาศัยภพ ภพต้อง อาศัยอุปาทาน อุปาทานต้องอาศัยตัณหา ตัณหาต้องอาศัย เวทนา เวทนาอาศัยผัสสะ ผัสสะอาศัยอายตนะ อายตนะ อาศัยนามรูป นามรูปอาศัยวิญญาณ วิญญาณอาศัยสังขาร แล้วสังขารอาศัยอวิชชา แล้วก็จบกัน.
น.307 ๑๑๒ นี้แปล ว่าการ สิ้นอาสวะนั้น มัน จะต้อง อาศัยสิ่ง ที่เป็น ปัจจัยลงมาตามลำดับ ตามลำดับ ๆ ตามนัยที่กล่าวแล้วจนมา ถึง ศรัทธา . เรามีศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ศรัทธาในการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์นี้ นี้เรียกว่าเรามีศรัทธา. ทีนี้ลองย้อนกลับขึ้นไปอีกทีว่า พอมีศรัทธา ก็มีปราโมทย์ มีปราโมทย์มีบีติ มีปีติก็มีปัสสิทธิ มีปัสสิทธิก็มีสุข มีสุข ก็มีสมาธิ มียถาภูตญาณทัสนะ มีนิพพิทา วิราคะ วิมุติ แล้วมีญาณที่รู้ว่ามีวิมุติแล้ว ก็มีความสิ้นไปแห่งอาสวะนั้น นี่แสดงว่ามันต้องตั้งต้นที่ศรัทธา. ทีนี้ศรัทธาเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยทุกข์ นี้เป็นของแปลก เข้าใจว่าคงไม่เคยได้ยินกันสักกี่คนนักว่า ศรัทธาที่เรามีกันอยู่ นั้น มันตั้งอยู่ได้เพราะอาศัยความทุกข์ ถ้าไม่มีความทุกข์ บีบคั้น เราไม่วิ่งมาหาพระพุทธเจ้าจริงไหม ? เราวิ่งมาหา พระพุทธเจ้า เอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง มีศรัทธาใน พระพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัด นั้นเพราะว่าเราถูกความทุกข์ บีบคั้น. ความเป็นอยู่ในชีวิตจึงกลายเป็นว่าความทุกข์เป็น เหตุให้เกิดศรัทธา ความทุกข์เลยกลายเป็นของดี เหมือน กับเพชรมีอยู่ในหัวคางคก ที่แสนจะน่าเกลียด ในความ
น.308 ๑๑๓ ทุกข์กลับมีเพชรคือสิ่งที่บังคับให้เราวิ่งมาหาพระพุทธเจ้าแล้ว ก็มีศรัทธา. ใน พระ พุทธ ภาษิต นี้ ตรัส ความ ทุกข์ เป็น ที่ตั้ง แห่ง ศรัทธา แล้วความทุกข์มันก็มาจาก อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป คือปฏิจจสมุปบาท ก็แปลว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่า อย่าเสียใจเลย อย่ากลัวเลย อย่าน้อยใจเลย เรื่องปฏิจจสมุป- บาทนี้ ถ้าเราทำให้ดีความทุกข์นั้นจะกลายเป็นที่ตั้งของ ศรัทธา แล้วศรัทธาก็จะทำให้เจริญงอกงามในธรรมเรื่อย ๆ ไปจนถึงความสิ้นอาสวะ การมองความทุกข์กันในแง่นี้ จะมี อาการเหมือนกับว่าพบเพชร พลอย อยู่ในหัวคางคกที่แสนจะ น่าเกลียด. แต่ทีนี้คนก็เกลียดก็กลัวกันเสียหมด คางคก ลูกหนู กิ้งกือ ไส้เดือนอะไรก็กลัวกันเสียหมด แต่ถ้ามารู้ว่า ความทุกข์นี้เป็นปัจจัยแห่งศรัทธา เป็นที่ตั้งที่เจริญงอกงาม แห่งศรัทธาแล้ว เรื่องก็เป็นอันว่ากลายเป็นสิ่งที่ใช้ให้เป็น ประโยชน์ได้. เอาละนี่มันก็เลยเวลามามากแล้ว เรื่องก็มากประเด็น เชื่อว่าคงจำไม่ไหว นอกจากจะไปทบทวนเอาใหม่จากเทป บันทึกเสียงนี้ แต่ผมสรุปความให้ได้ว่า เรื่องปฏิจจสมุป- บาททั้งหมดนี้มันมีประโยชน์อย่างไร.
น.309 ๑๑๔ เกี่ยวแก่ปฏิจจสมุปบาทสรุปความได้ว่า โลกก็ดี เหตุให้เกิดโลกก็ดี ความดับโลกก็ดี . ทาง แห่งความดับโลกทั้งหมดนี้ก็ดี มันมีขึ้นเมื่อมีการรับอารมณ์ ทางอายตนะในปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวาร และนิโรธวาร นั่นเอง และทั้งหมดนั้นอยู่ในร่างกายที่ยาววาหนึ่ง ที่ยังเป็น ๆ ตายแล้วไม่มี ปฏิจจสมุปบาททั้งสายนั้นไม่มีทางจะแยกเป็น ๓ ภพ ๓ ชาติ หรือคร่อมภพคร่อมชาติอย่างที่พูดกันในภาษาคน ไม่มีเหตุผลแม้ในทางพยัญชนะคือตัวหนังสือ คือคำว่า "ปฏิจจ" นั้นเอง คำว่า ปฏิจจ นี้มันแปลว่าอาศัย แต่เป็นการอาศัยชนิด ที่ติดเนื่องกันไปที่เดียวไม่มีขาดตอน ตรงนี้สอนบาลีกันอีก นิดหนึ่งว่า "ปฏิจจ" แปลว่าอาศั ย คือสืบเนื่องกันไปไม่ขาด ตอน อุปมาเหมือนอย่างว่ามีดวงอาทิตย์ เพราะมีดวงอาทิตย์ จึงมีโลก เพราะมีโลกจึงมีน้ำในโลก เพราะมีน้ำในโลกจึงมี การระเหยขึ้นไปเป็นไอน้ำ เพราะมีการระเหยเป็นไอน้ำจึงมี เมฆฝน เพราะมีเมฆฝนจึงมีฝน เพราะมีฝนจึงมีการตกลงมา
น.310 ๑๑๕ เพราะมีการตกลงมาถนนจึงเปียก เพราะถนนเปียกมันจึงลื่น เพราะมันลื่นนาย ก. จึงหกล้ม เพราะนาย ก. หกล้มศีรษะ ของนาย ก. จึงแตก เพราะศีรษะแตกนาย ก. จึงไปหาหมอ เพราะนาย ก. ไปหาหมอหมอต้องทำการรักษา เพราะมีการ รักษามันจึงมีการหาย. อย่างนี้คุณไปตัดตอนมันได้หรือ นี่ หมายความว่ามันต้องเนื่องกันไปอย่างนี้ ไม่มีอะไรแซกแทรงให้ ขาดตอนได้. นั่นแหละคือความหมายของคำว่า "ปฏิจจ" ดัง นั้นปฏิจจสมุปบาทก็แปลว่ามันอาศัยเนื่องกันอย่างนี้เกิดขึ้น ฉะนั้นมันแบ่งเป็น ๓ ภพ ๓ ชาติไขว้กันไม่ได้ มันไม่มีเหตุ ผลแม้ในทางตัวหนังสือที่จะไปแยกมันเป็น ๓ ภพ ๓ ชาติ แล้วมันไม่มีเหตุผลจะต้องแยก เพราะว่าเรื่องปฏิจจ- สมุปบาทนี้เป็นเรื่องอริยสัจจ์สี่แท้ ๆ เป็นอริยสัจจ์ในชีวิต ประจำวัน. ถ้ามันเป็นปฏิจจสมุปบาทชนิดคร่อม ๓ ชาติแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรเลยแก่เรา และไม่อาจจะเป็น สันทิฏฐิโก อกาลิโก และปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ และถ้าไปเกิดถือว่าปฏิจจสมุปบาทคร่อม ๓ ภพ ๓ ชาติ ก็จะมีสัสสตมิจฉาทิฏฐิอย่างภิกษุสาติเกวัฏฏบุตร. แล้วถ้าเขาจะแยกเป็น ๓ ภพ ๓ ชาติ ก็มีไว้เรียน กันเล่นสนุก ๆ แล้วไม่มีความจริงเลย สอนปฏิจจสมุปบาท
น.311 ๑๑๖ กันอย่างสนุก ๆ เถียงกันสนุก ยิ่งลึกซึ้งยิ่งสนุกแล้วไม่มี ประโยชน์อะไรเลยเพราะปฏิบัติไม่ได้. มันต้องเป็นปฏิจจสมุป บาทที่ถูกต้องตามพระบาลีเดิม แล้วมันก็ปฏิบัติได้, ควบคุม ได้ มันล้วนแต่ที่นี่ อยู่ในเขตที่มือคว้าถึงทั้งนั้น หมายถึง เราอาจปฏิบัติได้จัดการได้ทั้งนั้น ฉะนั้นปฏิจจสมุปบาท คร่อม ๓ ชาติ นั้นมันเป็น เนื้องอก เป็น โรคมะเร็ง เนื้อ งอกทางปริยัติ ที่รักษาไม่หายอย่างโรคมะเร็งทั่วไป. ทีนี้ใจความของมันก็มีว่า ปฏิจจสมุปบาทเกิดทุก คราวที่กระทบอารมณ์ ต้องมีการกระทบอารมณ์ แล้วผู้นั้น ต้องเป็นผู้ที่โตพอสมควรแล้วไม่ใช่เด็กในครรภ์ ไม่ใช่เด็ก อ่อนอ้อแอ้ ไม่ใช่เด็กที่ยังไม่รู้ความคิดนึก ต้องโตเป็นเด็ก ขนาดที่รู้อะไรได้แล้ว แล้วเขากระทบอารมณ์โดยปราศจาก สติ หรือวิชชา มีแต่อวิชชา อายตนะข้างนอกอายตนะข้าง ในของเขาช่วยให้เกิดการสร้างวิญญาณขึ้นมา วิญญาณก็สร้าง นามรูปในทันใดนั้น สร้างอายตนะในทันใดนั้น เพื่อให้กลาย เป็นนามรูป หรืออายตนะอันใหม่ ที่จะทำอะไรไปตามอวิชชา การสร้างนั้นเป็นแบบสายฟ้าแลบ ถ้าเป็นมากจะถึงกับสะดุ้ง ขอให้จำคำว่า ถ้าเป็นมากจะถึงกับสะดุ้ง เช่นเมื่อเราเหลือบ
น.312 ๑๑๗ ตาไปเห็นอะไรเราสะดุ้ง ได้ยินเสียงอะไรเราสะดุ้ง หรือว่า เห็นเหตุการณ์อะไร ถึงกับขนลุกสะดุ้ง มันเป็นมากถึงอย่าง นั้น เป็นอติมหันตารมณ์อย่างยิ่ง มันก็ถึงกับสะดุ้ง ในกรณี ที่สังขารสร้างวิญญาณถึงกับสะดุ้ง ในแวบของการสะดุ้งนั้น มันมีอาการของปฏิจจสมุปบาทตั้งหลายตอน อวิชชาสร้าง สังขาร สังขารสร้างวิญญาณ วิญญาณสร้างนามรูป นามรูปสร้างอายตนะขึ้นมา ผัสสะนั้นจึงรุนแรงถึงกับสะดุ้ง ถ้ารุนแรงจนถึงกับสะดุ้งแล้ว ทั้งหมดนั้นจะต้องมีลำดับถูก ต้องตรงตามปฏิจจสมุปบาท ปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องแสดงข้อเท็จจริง ของความ ทุกข์ ที่เกิดและที่ดับ ไม่ใช่แสดงเรื่องคนที่เป็นเจ้าของ ความทุกข์ ที่หอบหิ้วความทุกข์คร่อมภพคร่อมชาติ. คนที่ เป็นเจ้าของความทุกข์ไม่มี เกิดความทุกข์โดยไม่ต้องมีผู้ ทุกข์. ฉะนั้นขอให้ทุกคนมองเห็นว่าปฏิจจสมุปบาทมุ่งแสดง ความเกิดและดับแห่งความทุกข์ ไม่ได้แสดงตัวบุคคลที่เป็น เจ้าของความทุกข์ที่เกิดและดับ แล้วยังเป็นเรื่องแสดงกฎ เกณฑ์แห่งเหตุและปัจจัย อย่างละเอียดอย่างมีประโยชน์ อย่างที่ไม่มีที่ไหนในโลกจะแสดงได้.
น.313 ๑๑๘ นี่เราคุย โวแทน พระ พุทธ เจ้าว่า เรื่องปฏิจจ สมุปบาท นี้เป็นเรื่องแสดง กฎเกณฑ์เกี่ยวกับเหตุและปัจจัย อย่าง ที่ไม่มี ที่ไหนในโลกแสดงได้ ! ในที่สุดนี้ ก็อยากจะพูดว่าเรามาปลงอาบัติกัน เถิด ผมก็เคยเรียนปฏิจจสมุปบาทมาอย่างผิดต่อพุทธ- ประสงค์ ช่วยไม่ได้เมื่อเรียนนักธรรม ฯ แล้วผมก็ยังเป็นครู สอนนักธรรมอีก ๑ ปี แล้วก็สอนปฏิจจสมุปบาทผิดต่อความ จริงทั้งนั้น. นี่ผมเองเคยเรียนผิดและสอนผิด เรื่องปฏิจจ- สมุปบาทชนิดคร่อม ๓ ชาติ ฉะนั้น ขอปลงอาบัติ ขอ แสดงการขออภัย ขอโทษ กันที่นี่ในเวลานี้ในความผิดแต่ หนหลัง และขอยืนยันว่าที่ได้พยายามค้นคว้าต่อมาตลอด เวลาหลายสิบปีนี้ มันได้พบปฏิจจสมุปบาทในลักษณะอย่างนี้ คือ ปฏิจจสมุปบาทที่อยู่ในขอบเขตที่เราควบคุมได้, ปฏิบัติได้ มีสติถูกต้องป้องกันได้ ทันควันในขณะที่ อารมณ์มากระทบ เป็นเรื่องปฏิจจสมุปบาทที่มีประโยชน์ ที่เป็นหลักของการปฏิบัติ. ถ้าถามว่าปฏิบัติอย่างไร ? ไม่มีคำตอบอย่างอื่นนอก จากว่า มีสติ เมื่อมีอารมณ์มากระทบ อย่าเผลอสติ อย่า
น.314 ๑๑๙ ให้เกิดอวิชชาปรุง สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ชนิดที่จะไปเป็นทุกข์ : รักษาให้เป็นอย่างเดิมไว้เสมอ เป็น สัมภเวสีไม่เกิดก็ยังดีกว่า เพราะมันไม่เกิดทุกข์. ทีนี้ขอให้พรว่า ต่อไปนี้จงมีความรู้ที่ถูกต้อง พวกที่ เป็นฆราวาสกลับไปถึงบ้านแล้วก็ให้รู้จักปฏิจจสมุปบาทให้ถูก ต้อง แม้ในครัวที่กำลังเคี้ยวอาหารเอร็ดอร่อยอยู่ในครัว นั้นก็ให้รู้ว่าภพชาติอาจจะเกิดได้หลายสิบหลายร้อย. การ แสดง อธิบาย ปฏิจจสมุปบาท อย่างนี้ผมต้อง ถูกด่าลั่น โลกไม่ เฉพาะแต่เมืองไทย เพราะว่าในประเทศไหนเขาก็สอนกัน แต่เรื่องคร่อมภพคร่อมชาติ เพียงแค่การพูดถึงเรื่องสุญญตา อภิธรรมนี้ ยังถูกด่าแต่ในเมืองไทย ลั่นเมืองไทย แต่การ พูดเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ ผมรู้แล้วว่ามันจะต้องถูกด่าอย่าง ลั่นโลก. แต่ว่าในฐานะที่เป็นพุทธทาสก็ต้องทำ เราเป็นทาส ของ พระ พุทธ เจ้า รู้อะไร ว่าเป็น อย่างไร อะไรเป็นที่เสียหายแก่พระพุทธเจ้าแล้วต้องต่อสู้ แล้วต้องทำ เพราะฉะนั้นไม่กลัว ให้ใครมันด่ากันลั่นจักรวาลก็ไม่กลัว อย่าว่าเพียงถูกด่าลั่นโลกเลย. นี้คือ เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ที่ไม่ คร่อม ภพ คร่อม ชาติ กับปฏิจจสมุปบาทที่คร่อมภพคร่อมชาติ มันต่างกันอย่างนี้
น.315 ๑๒๐ ที่คร่อมภพคร่อมชาติไม่มีประโยชน์อะไร ปฏิบัติไม่ได้ ไว้ คุยโม้เป็นนักปราชญ์ที่ไม่รู้จักตัวเอง ส่วนปฏิจจสมุปบาท ที่มันปฏิบัติได้นั้น พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ เราถือเอาตาม นั้นแล้วดับทุกข์ได้ ไม่ข้องแวะกับสัสตทิฏฐิ หรือ อันตคา- หิกทิฏฐิ ไม่มีอัตตาตัวตนในปฏิจจสมุปบาท เป็น อริโย เป็นอัตถสัญหิโต เป็นของประเสริฐเต็มไปด้วยประโยชน์. เป็นอันว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาทอันยืนยาวนี้ มันก็ต้อง พูดกันยืดยาวหน่อย แล้วมันพูดทีเดียวอาจจะไม่มีโอกาส พูดอีกก็ต้อง ขออภัย ตรงที่ ว่ามันเลย เวลามาก จนทำให้คน บางคนรำคาญ เอาละพอกันที.
น.316 ชุด ทำบุญล้ออายุ ชุดทำบุญล้ออายุของท่านพุทธทาส ภิกขุ ท่านเริ่มทำบุญ ล้ออายุ เมื่อท่านอายุครบ ๖๐ ท่านเห็นว่าอายุที่ผ่านมา และที่จะผ่านต่อไป เป็นสิ่งที่ควรล้อ ดังนั้นการทำบุญล้ออายุ ของท่าน ก็คือท่านไม่ฉันอาหารเลยตลอดทั้งวัน เพื่อเป็น การระลึกถึงวันที่คลอดจากท้องแม่ เพราะในวันนั้น ทุกคนก็ไม่ได้กินอาหาร และท่านแนะแก่ผู้ที่จะไปร่วมทำบุญ ล้ออายุกับท่านว่า เพียงแต่อดอาหารตลอดวันก็เป็นของขวัญ ที่ประเสริฐสำหรับท่านแล้ว ในวันทำบุญล้ออายุ ท่านจะบรรยายความเป็นไปของ ชีวิตและโลกตลอดทั้งวัน ในรอบ ๑ ปีที่ผ่านมา เป็นการ ประมวล ความเป็นไป ของ โลกว่า กำลัง หมุน ไปสู่ ความเสื่อม อย่างไร ควรจะแก้ไขอย่างไร เมื่อท่านอ่านชุดล้ออายุ ท่านจะมองเห็นธาตุแท้ใน หัวใจของท่านพุทธทาสภิกขุ ได้อย่างเด่นชัด ขณะนี้มี ปรารภถึงชีวิตเมื่อ ๖๐ ปี, มองโลก-มองชีวิต, เลื่อนชั้นตัวเองในชีวิตนี้ (เล่มละ ๔ .- ทั้งชุด ๑๒ .- ค่าส่ง ๓ .- ) ปล่อยเต่า (เล่มละ ๑๐ .- ค่าส่ง ๒ .- ) โลกยุคเทวดาครอง (เล่มละ ๔ .- ค่าส่ง ๑ .- ) ศิลปใฝ่สันติชนิดเชือดคอ ( เล่มละ ๕ .- ค่าส่ง ๑ .- ) โลกขาดแม่เพราะการศึกษาแผนใหม่ ? (เล่มละ ๔ .- ค่าส่ง ๑ .- )
Buddhadasa