น.9 ปณิธาน ๓ ประการ. อานิสงส์ของการขอโทษ - อดโทษ. ต่อไปนี้ จะขอกล่าวความรู้สึกในใจบางอย่าง. ท่านทั้งหลายได้กล่าวคำขอขมาโทษ นี้ก็เป็นการดี ถูกต้องตามขนบธรรมเนียมประเพณี ; แต่ก็มีสิ่งที่จะต้อง ทราบว่า ประเพณีนั้นก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ , ทั้งที่ไม่มีโทษก็ ขอโทษแล้วก็อดโทษ. นี้ก็เป็นประเพณีเป็นพิธีกรรม ซึ่ง จะนำไปสู่ความจริง มันตั้งต้นที่พิธี บางทีก็กลายเป็นรีตองไป ด้วยซ้ำ ; แต่มันก็มีประโยชน์ ที่ว่ามันเป็นจุดตั้งต้น ที่จะ นำไปสู่ความหมายอันแท้จริง หรือตัวธรรมะที่แท้จริง.
น.10 ๒ เอาละ, สมมติว่ามีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้น ที่ทำ ให้ไม่สบายใจ ต้องขออภัยโทษ ก็ดีแล้ว, ส่วนที่ไม่มีความ รู้สึกอะไรที่เป็นสิ่งต้องขอโทษ ก็ขอโทษ ก็เพื่อเป็นตัวอย่าง ที่ดีต่อไป โดยเฉพาะแก่ลูกเด็ก ๆ. การขอโทษและอดโทษนี้ เรียกว่า เป็นอริยวินัย , เป็นสิ่งที่จะกวาดล้างความรู้สึกขุ่นมัวแห่งจิตใจ หลายอย่าง หลายประการ ให้ออกไปจากจิตใจ. คนเราไม่ควรที่จะมี ชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกขุ่นมัวในจิตใจ ท่านจึงบัญญัติพิธี อันนี้ขึ้นมา สำหรับประพฤติปฏิบัติกัน ก็ได้ผลว่าเราอยู่กัน ด้วยความสนิทใจ ; แต่จะขอร้องให้ท่านทั้งหลาย ต้องปฏิบัติ เป็นนิจสิน คือพร้อมที่จะขอโทษ และพร้อมที่จะอดโทษ เพราะว่ามันจะกวาดล้างกิเลสหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะ กิเลสประเภทตัวตน. ขอให้คิดดูเถิดว่า ถ้าเราไม่มีความรู้สึกว่าเป็นตัวเป็น ตน แล้วโทษมันจะเกิดขึ้นอย่างไรได้. นี่แหละมันเป็นเรื่อง เดียวกันกับที่ว่า การดับทุกข์ทั้งปวงอยู่ที่ไม่มีความเป็น ตัวเป็นตน ไม่รู้สึกเป็นตัวเป็นตน, ชนิดเลวมากก็คือเห็น แก่ตน นี้มันก็เป็นทุกข์, แล้วพาลทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ด้วย ;
น.11 ๓ แม้จะเป็นชนิดดีตามปกติของสัญชาตญาณ รู้สึกว่ามีตัวเราอยู่ เป็นเครื่องดำรงชีวิต มันก็ยังเป็นของหนักอยู่นั่นเอง ; ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงสอนสิ่งสูงสุดหรือสุดท้าย ว่าปัด ออกไปเสียให้หมดซึ่งตัวตน. ลัทธิศาสนาต่าง ๆ ที่เกิดอยู่ ก่อนพระพุทธเจ้านั้น ล้วนแต่มีตัวตน, แล้วก็ไปบัญญัติว่ามี ตัวตนอย่างนั้น มีตัวตนอย่างนี้ดีที่สุด ให้คนปฏิบัติตาม ; แต่ก็ไปจบลงด้วยความมีตัวตน. ที่สูงสุดในประเทศอินเดีย ก็คือลัทธิอุปนิษัท ซึ่งสอนว่ามีตัวตน, แล้วในที่สุดก็ไปมีตัว ตนอันถาวร ไปจบที่นั่น. พระพุทธเจ้าท่านไม่ทรงเห็นด้วย ว่ามันจะ เป็นที่สุดสิ้นสุดจบแห่งความทุกข์ มันต้องออก ไปเสียจากความมีตัวตนโดยสิ้นเชิง. ลัทธิคำสอนที่สูงสุดในครั้งพุทธกาล ก็ดูจะไม่มีอะไร มากไปกว่า เนวะสัญญานาสัญญายตนะ ซึ่งอาจารย์ชื่ออุทก- ดาบสรามบุตรสอน ; พระพุทธเจ้าทรงกระทำได้ครบถ้วน สมบูรณ์แต่ท่านรู้สึกว่าไม่, ไม่ใช่จบ, ไม่ใช่ที่สุดจบแห่ง ความทุกข์, แม้จะไปมีตัวตนชนิดที่เกือบจะไม่มีความรู้สึกอะไร อยู่แล้ว มันก็เป็นที่สุดแห่งความทุกข์ไม่ได้. เนวะสัญญานา-
น.12 ๔ สัญญายตนะ แม้จะสงบเงียบเท่าไร มันก็ ยังมีความหมายแห่ง ตัวตน เป็นอย่างนั้น, มันไม่จบได้. พระองค์จึงทรงค้นของพระองค์เอง ในที่สุดก็พบ ลัทธิสูงสุด ที่ว่า ต้องปัดความรู้สึกว่าตัวตนนี้ออกไปเสีย ให้หมดสิ้น, เมื่อตัวตนมันหมดสิ้น ไม่มีความรู้สึกว่าเป็น ตัวตนแล้ว จิตมันก็ไม่มีความทุกข์เลย ; อยู่ด้วยกันกับ ร่างกายที่ไม่มีความทุกข์. ครั้นถึง เวลาที่ร่างกายจะต้อง แตกดับตามธรรมชาติ ก็แตกดับไป จิตมันก็เข้าถึง ความว่าง. จึงว่า มีที่สุดอยู่ที่ความว่าง เป็นธรรมะอัน สูงสุด ว่านิพพานเป็นความว่างอย่างยิ่ง. คำอธิบายนี้ แม้จะ เป็นคำอธิบายของพระสารีบุตร หรืออะไรก็ตาม ที่กล่าวใน คัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคว่า นิพพานเป็นความว่างอย่างยิ่ง ; นี่ ถูกตรงตามหลัก ว่าคำสอนทุกชนิดระบุไปยังความว่าง จากตัวตน, แล้วในที่สุดก็พบความว่างแห่งตัวตน ก็จัด เป็นพระนิพพาน เป็นที่สุด, เป็นที่จบสิ้นแห่งความ ทุกข์และปัญหาทั้งปวง. เมื่อมันไม่มีตัวตน แล้วปัญหา อะไรมันจะตั้งอยู่ได้, แล้วความทุกข์อะไรมันจะตั้งอยู่ได้, มันจึงอยู่แต่ความว่าง สภาพความว่างเป็นนิรันดร.
น.13 ๕ นี่แหละ ขอให้ท่านทั้งหลาย มองเห็นโทษแห่งความ มีตัวตน ว่ามันยุ่งยากลำบากสักเท่าไร, ต้องแบกของหนักคือ ตัวตน, แล้วถ้าเลยเถิดไปกว่านั้น เลวมากกว่านั้นมันก็เห็น แก่ตน ก็ยิ่งหนักยิ่งร้อนมากขึ้นไปอีก, แล้วก็พาลทำให้ผู้อื่น เดือดร้อนด้วย. เดี๋ยวนี้ เรากล่าวคำขอขมาลาโทษ ในความหมาย ที่ว่ามีตัวตน, แล้วขอให้รู้สึกว่า เป็นจุดตั้งต้น เป็น ขนบธรรมเนียมประเพณีหรือพิธีกรรม ที่เป็นจุดตั้งต้น ที่จะ นำไปสู่ความไม่มีตัวตน. นี่ขอให้ตั้งใจอย่างนี้ มีความรู้สึก เศร้าหมองอะไรอยู่ ; ถ้าว่าเป็นเรื่องล่วงเกินผู้ใด ล่วงเกิน ผู้ใด ก็ขอให้ถือว่า เป็นการล่วงเกินพระธรรม, พระ- ธรรมซึ่งมีหลักว่าต้องไม่ประทุษร้ายแม้โดยความคิดแก่ผู้ใด. ถ้าเกิดมีความคิดร้ายแก่ผู้ใด มันก็กลายเป็น นอกจากล่วงเกินผู้นั้นแล้ว มันก็ยังล่วงเกินพระธรรม, เมื่อล่วงเกินพระธรรม มันก็เท่ากับล่วงเกินพระพุทธเจ้า ผู้เปิดเผยซึ่งพระธรรม, แล้วก็ ล่วงเกินพระสงฆ์ ซึ่งเป็นผู้ ปฏิบัติตามหลักธรรม. นี่เราเป็นผู้ประมาทอย่างนี้ มัน เป็นการล่วงเกินทั้งพระพุทธ ทั้งพระธรรม ทั้งพระสงฆ์ ;
น.14 ๖ ฉะนั้นขอให้มีจิตใจเกลี้ยงเกลา ว่าเราไม่มีความรู้สึกที่เป็นการ ล่วงเกินใด ๆ อีกต่อไป, มุ่งหมายความหมดสิ้นแห่งตัวตน ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความล่วงเกิน ; นี่แหละเป็นจุดตั้งต้น นำ ไปสู่จุดสูงสุด. ขอให้การขมาโทษนี้มีลักษณะอย่างนี้ มีพฤติกรรม เป็นไปอย่างนี้ นำไปสู่จุดหลุดพ้น, แล้ว ผู้ที่ได้รับการ ขออภัย จากผู้ล่วงเกิน ก็เหมือนกันแหละ ; ถ้าไม่ให้อภัย นั่นแหละมันจะเป็นผู้รับเอาบาปเอาโทษอะไรต่าง ๆ ใส่ตนไว้, ต้องให้อภัย รีบให้อภัย ก็จะเป็นการทำลายล้างซึ่งความ ยึดถือว่าตัวตน อย่างเดียวกัน. ผู้ขออภัยก็ดี ผู้ให้อภัยก็ดี ล้วนแต่ให้เป็นไปเพื่อการชำระชะล้างซึ่งตัวตนด้วยกันทั้งนั้น ; แม้กระทำในวันนี้ ก็ขอให้เป็นการกระทำตลอดไปไม่มีที่สิ้นสุด กว่าจะถึงที่สุดแห่งชีวิต, และ ให้ถือเป็นหลักปฏิบัติว่า ถ้า มีอะไรพอรู้สึกขุ่นมัวในใจ ว่ากระทบกระทั่งใคร รีบ ขอโทษ ; ผู้ถูกขอโทษจงรีบให้อภัยโทษ. ถ้าในโลกนี้เต็มไปด้วยการขอโทษ และการ ให้อภัยโทษแล้ว จะไม่มีวิกฤตกาลเลวร้ายใด ๆ เกิดขึ้นมา ได้เลย, เป็นการสร้างสันติภาพให้แก่โลกทั้งโลกเลย
น.15 ๗ ด้วยการยึดถือหลักที่ว่า ขอโทษและอดโทษ. ฉะนั้น ขอจง ประพฤติปฏิบัติจนเป็นนิสัย และ อบรมลูกเล็กเด็ก แดงให้รู้จักขอโทษ และอดโทษแก่กันและกัน จนเป็น นิสัย. ลูกเด็ก ๆ เขาไม่ค่อยมีความรู้, เขามีความไม่รู้ เขาก็มีความประมาท ; เพราะฉะนั้นมักจะล่วงเกินกันได้ง่าย ๆ ก็อบรมให้เขามีความรู้สึกว่า เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในตน, เป็นความร้าย นำมาซึ่งความเสียหาย มีโชคร้ายเกิดขึ้น, ก็ ขอให้รู้จักขอโทษ ขอโทษ. ขอให้เด็ก ๆ ของเรา รู้จัก ขอโทษแม้แก่สุนัขและแมว เพราะมันต้องมีเรื่องกระทบ กันบ่อย ๆ, แม้แต่สุนัขและแมว ก็ขอให้ลูกเด็ก ๆ ของเรา รู้จักขอโทษ, รู้จักขอโทษ และถือเป็นการได้รับอภัย, ก็จะ มีนิสัยที่ดี คือมีนิสัยเกลี้ยงเกลาจากสิ่งเศร้าหมอง. ดังนั้นข้าพเจ้ารู้สึกว่า เป็นการกระทำที่ถูกแล้ว ขอ แสดงความพอใจ ยินดี ในการที่ได้รักษาอริยวังสะปฏิปทา คือ ระเบียบปฏิบัติของพระอริยเจ้า ที่ท่านถือเป็นหลักสำคัญใน การขอโทษและอดโทษ ในการกระทำในวันนี้, และ ขอ ให้ถือว่า เป็นการกระทำตลอดกาล แล้วก็จะชำระอนุสัย สันดานนี้ ให้หมดจดเกลี้ยงเกลายิ่งขึ้นทุกที ๆ. ขอโทษ
น.16 ๘ ครั้งหนึ่ง มันชำระอนุสัยในสันดานได้หน่วยหนึ่งเสมอ, มัน จะมีลบ คะแนนลบแก่ฝ่ายอนุสัย อาสวะ ; นี้ขอให้ปฏิบัติ เป็นหลักประจำใจ. ขอโทษได้แม้แต่กับผู้ที่อยู่ต่ำกว่าเรา แม้เขาจะ เป็นลูกจ้าง เป็นคนใช้ เป็นอะไรต่าง ๆ ก็ขอให้ขอโทษ, และขอให้อดโทษ มันก็มีความเกลี้ยงเกลาในจิตได้ด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย เป็นรากฐานแห่งความสงบสุข. เพียงเท่านี้มันก็ เป็นปัจจัยแก่พระนิพพานเป็นอย่างยิ่ง คือมีจิตใจสงบเย็น เกลี้ยงเกลา มันก็ได้ปัจจัย ส่งเสริมเพิ่มพูนยิ่ง ๆ ขึ้นไป มัน ก็มีนิพพานเร็วขึ้น, เป็นความเกลี้ยงทั้งหมดแห่งจิตใจ มัน ก็มีความสงบเย็นตามความหมายของคำว่านิพพาน. จึงขออนุโมทนาในการกระทำ โดยธรรมะ โดยวินัย ขออนุโมทนาด้วยเป็นอย่างยิ่ง ในการกระทำทั้งหลาย และ โดยส่วนตัวก็ขอขอบพระคุณ ขอบคุณ ขอบใจ แก่ท่านทั้ง หลาย ที่ได้กระทำอย่างนี้กับข้าพเจ้า. ฉะนั้นขอให้ประสบ ผลสำเร็จในการกระทำนี้ คือมีความเป็นอยู่ที่ถูกต้อง แก่การ ที่จะดับทุกข์ ทุกขั้นตอนแห่งชีวิต, เป็นอุปนิสัยปัจจัยไป จนตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน อย่างที่เราใช้กัน.
น.17 ๙ ขออนุโมทนา และขอขอบพระคุณ และขออดโทษ อดหมดไม่มีอะไรเหลือ เพราะว่า อาตมาไม่ถือโทษ มีปกติ ไม่ถือโทษ ก็เลยเป็นการอดโทษอยู่โดยอัตโนมัติ, เป็น อันว่าเรา ๒ ฝ่าย มีจิตใจเกลี้ยงเกลาจากสิ่งที่เรียกว่าโทษ, แล้วก็มีความสุข ความเจริญงอกงามอยู่ในครรลองของพระ- ศาสนา ด้วยความมีจิตเกลี้ยง เป็นผาสุกอยู่ทุกทิพาราตรีกาล เทอญ สาธุ. . . . . . . . . . . . . . . . . แถลงเรื่องทำบุญล้ออายุ. ท่านสาธุชนและเพื่อนสหธัมมิกทั้งหลาย, ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดี ในการมาของท่านทั้งหลาย ในลักษณะอย่างเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ว่าเพื่อประโยชน์ อะไร ; แต่เราก็ยังจะต้องทำความเข้าใจกันอยู่บ้างตามเคย. ขอบพระคุณในการมา เป็นข้อแรก ด้วยความหวังดีแก่ ข้าพเจ้า, แล้วก็ ขอบพระคุณในการให้ของขวัญ.
น.18 ๑๐ การทำบุญเนื่องด้วยอายุของเรานั้นน่ะ มันแปลก มันแปลก การให้ของขวัญมันจึงแปลก ; โดยทั่วไปเขาก็ ให้ของขวัญในลักษณะวัตถุสิ่งของ หรืออะไรก็ตามเรื่องของ การทำบุญ ประเภทที่เรียกกันว่าต่ออายุ. แต่ของเราใน ที่นี้เป็น การทำบุญประเภทล้ออายุ ช่วยเข้าใจในความมุ่ง หมายอันนี้ ให้ถูกต้อง ให้สำเร็จประโยชน์. ทำบุญ ต่ออายุนั้น ก็เป็นของทั่วๆ ไป ที่กระทำกันอยู่ มีสมุฏ- ฐานมาจากความขลาดความกลัวจึงทำบุญต่ออายุ, ส่วน ทำบุญล้ออายุนี้ มันมีสมุฏฐานมาจากความกล้าหาญ, เผชิญ หน้ากับความล่วงไป ๆ แห่งอายุทำบุญต่ออายุ กับทำบุญล้ออายุ มันจึงไม่เหมือนกัน แล้วบางทีมันจะตรงกันข้ามก็ได้. ข้าพเจ้าเลือกเอาการทำบุญต่ออายุ แต่ความมุ่งหวัง ว่าต่ออายุไม่ใช่ของตนเอง แต่ว่าสืบอายุพระศาสนา, การ บำเพ็ญบุญชนิดไหน จะเป็นการสืบอายุพระศาสนา เราก็เลือกเอาการบำเพ็ญบุญชนิดนั้น. ดังนั้น การ บำเพ็ญบุญประเภทล้ออายุ มันก็เกิดขึ้น คือมีสติสัม- ปชัญญะ ล้ออายุที่มันช่างเปลี่ยนไป ๆ อย่างรุนแรง อย่างรวดเร็ว ยุ่งกันไปหมด หาความสงบไม่ได้.
น.19 ๑๑ นี้เราจะล้อมัน, เราจะล้อมัน ว่าอายุอะไรบ้าบอ อย่างนี้ มันควรจะมีความปกติ เป็นสุข สงบ, ควรจะท้าทาย การเปลี่ยนแปลงหรือการหมุนไปแห่งอายุ ว่าเราควบคุมได้, และเราก็ จะล้ออายุมาตั้งแต่วันแรกเกิด จากท้องมารดา ไม่ได้กินอะไรเลยก็อยู่ได้ เพื่อระลึกนึกถึงเหตุการณ์อันนี้, และ เหตุการณ์ต่อไป ก็ว่า เราจะมีการให้ของขวัญในวัน นี้ คือการเว้นการกินอาหารเสียสัก ๑ วัน, ๑ วัน โดย นึกถึงวันแรกคลอดมาก็ไม่ได้กินอะไร กินแต่น้ำ. วันนี้ ก็เหมือนกัน ไม่กินอะไร กินแต่น้ำ มันเป็นการบังคับความ รู้สึก, เป็นการฝึกหัดจิตใจให้อยู่ในการบังคับ, สามารถจะ รักษาระเบียบและร่องรอยใด ๆ ไว้ด้วยความเข้มแข็ง, จึงมี การให้ของขวัญกันด้วยการเว้นการกินอาหาร ๑ วัน ก็ปรากฏ ว่ามีผู้ให้ของขวัญจำนวนมากมาย นี้ขอขอบพระคุณเป็น พิเศษ. ถ้าว่าเราจะมีการเว้นการกินอาหารกันสัก ๑ วัน สมมติ ว่าอาหารมีราคาทั้งวัน เอาสัก ๑๐ บาท ทั้งวัน. อาหารทั้ง วัน คน ๕๐ ล้านคน ก็จะประหยัดเงินได้ ๕๐๐ ล้านบาท, มันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ มันสามารถจะมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
น.20 ๑๒ และทางอะไรไปเสียทุกอย่าง, อดอาหารกันเสีย ๑ วัน ประหยัด เงินได้ตั้ง ๕๐๐ ล้านบาทสำหรับ ๕๐ ล้านคน. แต่ว่ามัน ไม่ใช่จะคิดกันแต่ในแง่เศรษฐกิจอย่างนั้น ; . มันคิดกันถึง ความเข้มแข็ง การบังคับจิตได้, การบังคับจิตได้เป็นปัจจัย สำคัญของทั้งหมด ที่จะปฏิบัติตนให้อยู่ในครรลองของ ความดับทุกข์. เป็นอันว่า ท่านทั้งหลายที่ได้ให้ของขวัญในวันนี้ จง ประสบความสำเร็จ ในการบังคับกายบังคับจิต อยู่ในร่อง รอยตามที่เราต้องการ. เราต้องการอย่างไร มันควรจะได้ อย่างนั้น ; เราตามใจตัวมากี่วัน ๆ ก็รู้กันอยู่, เราจะไม่ ตามใจตัวเสียสัก ๑ วันก็ยังได้ แล้วก็ปฏิบัติในลักษณะที่ว่า เป็นผู้ไม่ประมาท อดกลั้นอดทน มันก็มีความถูกต้อง ไม่ เสียหายอะไร. แตคนขลาดทำไม่ได้ เพราะมีความขลาด ครอบงำแล้ว, อะไร ๆ มันก็เปลี่ยนไปหมด. ดังนั้น มันก็จะ ต้องกระวนกระวาย หรือหิว หรือเดือดร้อน หรืออะไรไป ต่าง ๆ นานา ; แต่ถ้าตั้งใจหรือบอกตัวเองวันนี้งด มันก็งด แหละ, เข้าใจว่าแม้แต่น้ำย่อยอาหาร มันก็จะพลอยงดพลอย หยุดที่จะส่งออกมา ปัญหาก็ไม่เกิดแก่กระเพาะลำไส้อะไร.
น.21 ๑๓ หรือว่าถ้าจะมีการออกตามปกติก็ไม่เป็นไร ก็กินน้ำชดเชยได้, ได้ความว่า เป็นนายมีอิสระเหนือร่างกายโดยเฉพาะกันเสียสัก วันหนึ่ง ; เพราะเหตุผลดังที่กล่าวมา. สรุปความว่า เป็น การเตรียมความเข้มแข็งสำหรับจะเป็นมนุษย์ที่เข้มแข็ง เผชิญ กับหน้าที่ทุกขั้นตอนได้เป็นอย่างดี. ขอให้ทุกท่านได้รับอานิสงส์ แห่งการให้ของ ขวัญในวันนี้ ด้วยกันจงทุกคนในลักษณะอย่างนี้, ไม่ใช่ เพียงแต่ว่าเป็นการขอบคุณของข้าพเจ้า, ขอให้ได้ผลเป็น ประโยชน์ในด้านจิตใจตามธรรมชาติแก่ท่านทั้งหลาย. นี้เรียกว่าเป็นการศึกษาอายุ เป็นการรู้จักอายุ เป็น การปฏิบัติต่ออายุ แล้วก็มีผลดีที่เกี่ยวกับอายุนั่นเอง. นี้เป็น ข้อความเบื้องต้น ที่จะปรารภซักซ้อมความเข้าใจกัน อย่างที่ เคยทำมาแล้ว. ขอขอบพระคุณที่มาด้วยน้ำใจ ร่วมการทำ บุญล้ออายุ ; ส่วนความลำบากนั้นจะปรับให้เป็นข้อบกพร่อง ของข้าพเจ้าก็ได้เหมือนกัน แต่ว่าถ้าลำบากเท่าไร ก็เป็น การล้ออายุเท่านั้น, ยิ่งได้รับความลำบากในการมาหรือมาร่วม งานนี้เท่าไร ก็ยิ่งได้ผลเป็นการล้ออายุของตัวเองมากเท่านั้น. แต่ถ้าจะให้เป็นความรับผิดชอบของเจ้าของถิ่น ก็รับผิดชอบ
น.22 ๑๔ และขออภัย ; แต่ขอกล่าวว่า ขอให้ความลำบากนั้น เป็นการทำบุญล้ออายุ หรือบูชาคุณร่วมกันในการล้อ อายุในวันนี้. ทีนี้ก็จะได้กล่าวธรรมะเนื่องในโอกาสนี้ อย่างเดียว กับที่เคยกระทำมาแล้วในปีก่อน ๆ ว่า จะมีการบรรยายธรรม ๓ ครั้ง คือภาคเช้า ภาคบ่าย แล้วก็ภาคกลางคืน, เราก็ยังคง กระทำไปตามหลักเกณฑ์ที่ได้วางไว้แล้ว. บัดนี้ก็จะได้มีการ บรรยายธรรม ที่เรียกว่าเป็นภาคเช้า การบรรยายธรรม ปีนี้ ก็ จะบรรยายตามหลักปณิธาน ๓ ประการ ของข้าพเจ้า. ใน ข้อแรก ก็ว่า พยายามให้เข้าถึงหัวใจแห่ง ศาสนาของตน ๆ ไม่ว่าจะถือศาสนาอะไร. ข้อที่ ๒ ให้ทำความเข้าใจเป็นอันดี ในระหว่าง ศาสนาทุกศาสนา เพื่ออยู่ร่วมกันในโลก เพื่อช่วยเหลือ โลกให้ประสบสันติภาพ ในลักษณะเป็นสหกรณ์ของศาสนา ทุกศาสนา ในการทำหน้าที่ร่วมกันเพื่อช่วยโลก. ข้อที่ ๓ เป็นการมุ่งหมายที่จะดึงหรือชักหรือ ลาก โลกนี้ออกมาเสียจากอำนาจของวัตถุนิยม. วัตถุ นิยมกำลังครองโลก เป็นปัจจัยแห่งการเห็นแก่ตัว เกิด
น.23 ๑๕ กิเลสเป็นทุกข์ส่วนตัว, เกิดการเบียดเบียนเป็นทุกข์ในส่วน สังคม. เดี๋ยวนี้โลกเจริญด้วยวัตถุ พัฒนาวัตถุจนตกเป็นทาส ของวัตถุ. ช่วยเข้าใจคำนี้ กันไว้ให้ดี ๆ ว่า เป็นทาสของ วัตถุ บูชาวัตถุเหมือนกับบูชาพระเจ้า จนจะกล่าวได้ว่า เดี๋ยวนี้เขาก็ถือศาสนาวัตถุกันเสียแล้ว, แล้วก็เป็นวัตถุนิยม ชนิดที่สร้างปัญหาด้วย. ถ้าอย่างไร เราทุกคนจงออกมาเสีย จากอำนาจอิทธิพลของวัตถุนิยม. ปณิธานมีอยู่ เป็น ๓ ประการดังนี้ ในตอนภาค เช้านี้ จะพูดถึงปณิธานข้อแรก, ส่วนข้อ ๒ ไว้ภาคบ่าย ข้อ ๓ ไว้ภาคกลางคืน. ปณิธานข้อ ๑ พยายามเข้าถึงหัวใจศาสนาของตน. ปณิธานข้อแรก สรุปความว่า เข้าถึงหัวใจแห่ง ศาสนาของตน ๆ แล้วแต่ว่าจะกำลังถือศาสนาอะไร. คำว่า ศาสนาในที่นี้ หมายถึงศาสนาที่ถูกต้อง, ไม่ใช่ศาสนาวัตถุ- นิยม ไม่ใช่ศาสนาเงิน ไม่ใช่ศาสนากามารมณ์, แต่เป็นศาสนา ที่ถูกต้อง ที่มีอยู่สำหรับคุ้มครองโลก. แต่ละศาสนาก็มีหัวใจ
น.24 ๑๖ คือความมุ่งหมายส่วนสำคัญ, นี้เรียกว่า จะตรงกันทุกศาสนา ก็ได้ คือเพื่อสันติสุขของโลก ด้วยเครื่องมือคือความ ไม่เห็นแก่ตัว, ทุกศาสนามุ่งหมายจะกำจัดความเห็น แก่ตัว. ความเห็นแก่ตัวเป็นอันตรายมาก. ความเห็นแก่ตัวนี้เป็นอันตราย เป็นศัตรูร้ายยิ่งกว่า สิ่งใดของมนุษย์ ; เพราะเห็นแก่ตัวนั่นแหละมันจึงเกิดความ โลภ, เมื่อมีอะไรมาทำให้โลภ มันเกิดความโกรธ, เมื่อมีอะไร มาทำให้โกรธ, เกิดความโง่ ในเมื่อมีอะไรมาทำให้โง่. มัน เป็นผลแห่งการที่ควบคุมสัญชาตญาณไว้ไม่ได้. เรื่องนี้สำคัญมาก ควรจะทราบไว้เป็นหลักเกณฑ์ ว่า ชีวิตทุกชนิด ชีวิตระดับมนุษย์ ชีวิตระดับสัตว์เดรัจฉาน ชีวิตระดับต้นไม้ต้นไล่, มัน มีสัญชาตญาณ คือความรู้สึก เกิดได้เอง โดยไม่ต้องอบรมสั่งสอนอะไร ; เช่นความรู้สึก ว่ามีตัวตนเป็นตัวตนนี้ก็มี, ไม่มีชีวิตมันก็ไม่รู้จะดำเนินอยู่ อย่างไร มันมีสัญชาตญาณว่ามีตัวตน มีตัวฉัน, แล้วมันก็ ต้องเกิดสัญชาตญาณที่จะต้องกินอาหาร จะต้องแสวงหา
น.25 ๑๗ อาหาร จะต้องต่อสู้เมื่อควรต่อสู้ จะต้องหนีภัยเมื่อหนีภัย ; นี้มันเป็นได้ในสิ่งที่มีชีวิต แม้ในระดับต้นไม้ อย่าไปพูดเขลา ๆ ตาม ๆ กันว่า ต้นไม้ไม่มีจิต ไม่มี วิญญาณ ; มันก็มีความรู้สึกตามระดับอันน้อยอันต่ำของ ต้นไม้, มันมีความรู้สึกในความหมายอย่างเดียวกัน คือมันต้อง การจะมีอยู่, มันต้องการจะคงชีวิตอยู่ มันจึงมีการสืบพันธุ์ มีเจตนาที่จะสืบพันธุ์, แล้วมันก็มีเจตนาที่จะหล่อเลี้ยงชีวิต มันก็จะต่อสู้กับสิ่งทุกสิ่งที่เป็นอันตรายต่อชีวิต, แล้วก็จะ ป้องกันสิ่งที่เป็นอันตรายแก่ชีวิต; อย่างนี้เป็นเสมอกันหมด มันเป็นสัญชาตญาณที่จำเป็นอย่างยิ่ง ถ้ามันขาดเสียแล้วชีวิต มันเป็นไปไม่ได้. นี้เรียกว่า สัญชาตญาณพื้นฐาน เป็น ความรู้ที่ได้เกิดเองตามพื้นฐาน, เป็นพื้นฐานของสิ่งที่ เรียกว่าชีวิต ขาดสัญชาตญาณแล้ว ชีวิตมันก็ไม่มีรากฐาน อะไร มันก็อยู่ไม่ได้. เอ้า ทีนี้ สัญชาตญาณ นี่แหละ มันมีปัญหาว่า ควบคุมไว้ได้หรือไม่ ? ควบคุมให้ดำเนินไปถูกต้องได้หรือ ไม่ ? ถ้าไม่มีการควบคุมที่ถูกต้อง สัญชาตญาณมันก็ เปลี่ยนไปเป็นกิเลส คือความเห็นแก่ตนตามธรรมดาที่ถูก ที่ควรนั้น มันก็เปลี่ยนไปเป็นเห็นแก่ตน, มันรุนแรง
น.26 ๑๘ เป็นความเห็นแก่ตน; นี่คือ เป็นต้นเหตุแห่งปัญหา ทั้งปวง , เป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์. ตามหลักพุทธศาสนาถือว่า อัตตวาทุปาทาน-เป็น ยืดมั่นหมายมั่นว่ามีตัวมีตน มีของกู มีตัวกู เป็นต้นเหตุแห่ง ความทุกข์ , นี้เพราะสัญชาตญาณพื้นฐานกลาง ๆ นั้น ควบคุมไว้ไม่ได้ มันจึงตกมาเป็นญาณชนิดที่อันตราย เป็น กิเลส ; แต่ ถ้าสัญชาตญาณนั้น ควบคุมไว้ได้ด้วย ระเบียบปฏิบัติที่ถูกต้อง สัญชาตญาณ ก็เปลี่ยนรูปเปลี่ยน ตัวไปเป็นโพธิ, โพธิคือมีความรู้อันถูกต้องในทางที่ จะดับทุกข์. นี้เราเรียกว่า สัญชาตญาณพื้นฐาน ธรรมดา ๆ นั้น ถ้ามัน เปลี่ยนไปในทางต่ำ เป็นธรรมชาติฝ่ายต่ำ มัน ก็เป็น ปัญหา เกิดกิเลสและเกิดทุกข์; ถ้าเป็นไปในทาง ฝ่ายสูง เป็นธรรมชาติฝ่ายสูงขึ้นมา ก็เป็นโพธิ, มันก็รู้ เรื่องที่จะดับทุกข์ ที่จะแก้ปัญหา. ฉะนั้นเราจะโชคดี โชค ร้ายอะไร มันก็อยู่ที่ตรงนี้ ไม่ใช่มีอะไรอื่น ว่า บังคับสัญ- ชาตญาณไว้ในทางที่จะเป็นโพธิ สูงขึ้นไปได้หรือไม่ ? ถ้าได้มันก็ปลอดภัย, ถ้าไม่ได้มันก็เปลี่ยนมาเป็น
น.27 ๑๙ สัญชาตญาณที่เป็นกิเลส หรือฝ่ายต่ำ เกิดโลภะ โทสะ โมหะหมด มันก็ต้องทนทุกข์ทรมาน. นี่แหละเรียกว่า สัญชาตญาณที่ควบคุมไว้ในระดับ ที่ถูกต้องไม่ได้ นั่นแหละ มันเกิดเป็นตัวตน เป็นของ ตนขึ้นมา, แล้วมันเห็นแก่ตน เป็นปัญหาแก่คนทุกคน เดือดร้อนลงไปถึงสัตว์และถึงต้นไม้. ความเห็นแก่ตนนี่ มันทำความเดือดร้อนแก่คนทุกคน ทุกฝ่าย, และลงไป ถึงสัตว์ถึงต้นไม้ พลอยได้รับความเดือดร้อน เพราะความเห็น แก่ตนของคน. ผู้มีปัญญาในอดีต ที่ได้ให้กำเนิดแก่ศาสนาทั้งหลาย มองเห็นสิ่งนี้ร่วมกัน ว่า ความเห็นแก่ตนเป็นต้นเหตุ จะ ต้องกำจัด จะต้องทำลาย, หรืออย่างน้อยก็ว่าควบคุม ตามที่ควรจะควบคุม. ที่จริง สัญชาตญาณนั้น จะทำลาย เลิกล้างไปหมดไม่ได้ มันได้แต่ควบคุม, ควบคุม ๆ คือ พัฒนาจนกว่าจะถึงที่สุด มันจึงจะสิ้นสุด, มันจะเป็นได้ต่อ เมื่อเป็นพระอรหันต์. เมื่อพูดอย่างคนธรรมดาสามัญ เรา ก็ไม่ต้องพูดถึงว่า กำจัดสัญชาตญาณได้โดยสิ้นเชิง, เราจะ พูดแต่เพียงว่าควบคุมสัญชาตญาณไว้ได้เป็นไปในทาง
น.28 ๒๐ แห่งโพธิ. ดังนั้นขอให้พิจารณาดูว่า ศาสนา ทุกศาสนา มุ่งหมายจะกำจัดความเห็นแก่ตน ไม่ว่าศาสนาไหน ไม่ว่า ศาสนาที่จะถูกประณามว่าดุร้าย หรืออะไรก็สุดแท้เถอะ, แต่ เจตนาส่วนใหญ่จะกำจัดความเห็นแก่ตนของสังคม. ในบาง ศาสนา ในบางถิ่น บางกาละ บางเทศะ ต้องใช้อำนาจ เด็ดขาด ; เพราะฉะนั้นพระศาสดาแห่งศาสนานั้น จึงใช้ วิธีการอันเด็ดขาดรุนแรง. แต่ พุทธศาสนานี้เป็นไปใน ทางสงบ คือต้องการสติปัญญา, ไม่ต้องใช้ความรุนแรง ก็มีหลักระเบียบวางไว้. แต่ว่าทุกศาสนามุ่งหมายที่จะกำจัด ความเห็นแก่ตน. ดังนั้นขอให้แต่ละคน ๆ ไม่ว่าจะถือศาสนา อะไรอยู่ ขอให้มุ่งหมายที่จะกำจัดความเห็นแก่ตน, แล้วมัน จะไม่เกิดโลภะ โทสะ โมหะ ในระดับที่เป็นอันตรายรุนแรง จนกว่ามันจะหมดสิ้นไปนั่นแหละ. พวกที่ถือศาสนาเงิน ถือศาสนากามารมณ์ ถือศาสนา อะไรก็ควรจะพิจารณาดู ว่าสิ่งเหล่านี้มีผลอย่างไร, เดือดร้อน อย่างไร, เห็นจริงแล้ว รู้จักแล้ว มันจะได้บรรเทากันเสียบ้าง ก็มาเข้าหลักเดียวกันว่า มนุษย์จะรอดได้ด้วยการทำลาย ความเห็นแก่ตน. ความเห็นแก่ตนลุกลาม จนอยากจะ
น.29 ๒๑ เป็นเจ้าโลก อยากจะครองโลก, คุมพวกกันบ้าง แบ่งเป็น ฝักเป็นฝ่ายบ้าง ที่จะครองโลก จึงเกิดปัญหายืดเยื้อคือสงคราม อันถาวร. เราไม่มีสันติภาพถาวร แต่เรากลับมีวิกฤตการณ์ อันถาวร เพราะเรามีความเห็นแก่ตน ; เมื่อใดทำลาย ความเห็นแก่ตนเสียได้ เมื่อนั้นก็จะมีสันติภาพเกิดขึ้น ในโลก. ถ้าทุกคนเข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตนแล้ว ก็ ทำลายความเห็นแก่ตนได้, แล้วโลกทั้งโลกมันก็เป็นโลกที่ ปราศจากความเห็นแก่ตน, ก็เป็นโลกที่มีสันติภาพอันถาวร. ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขวนขวายอย่างยิ่ง ที่จะทำให้ทุกคน เข้าถึง หัวใจแห่งศาสนาของตน ๆ ตามวิธีการปฏิบัติแต่ละระดับ แต่ ละขั้นแต่ละตอน ตามแต่วิธีการจะมีอยู่อย่างไร. ขอแต่ให้ กำจัด หรือ อย่างน้อยก็บรรเทา ความเห็นแก่ตนเสียให้ ได้. พยายามทะลุเปลือกเข้าถึงหัวใจศาสนาให้ได้. เราจะต้องเข้าถึงหัวใจแห่งศาสนา ก็เพราะว่ามันมี เปลือกนอกหุ้มอยู่ : กล้าพูดว่า ศาสนาทุกศาสนามีเปลือก
น.30 ๒๒ หรือมีเนื้องอกที่เกิดขึ้นหุ้มห่อศาสนานั้น ๆ, ส่วนที่เป็นหัวใจ จึงอยู่เป็นส่วนที่ลึก เข้าใจได้ยาก มันจำเป็นที่จะต้องมีเปลือก อย่าไปเสียใจเลย เรื่องพิธีรีตอง เรื่องลัทธิประกอบข้างนอก ซึ่งเป็นเปลือกนั้นมันต้องมี ศาสนาตั้งอยู่ได้ก็เพราะเปลือก. นี่พูดแล้วคล้าย ๆ กับว่า มันตรงกันข้าม ดูตั้งแต่ว่าผลไม้ ผลไม้ ผลไม้แต่ละชนิดต้องมีเปลือก ; ถ้าไม่มีเปลือกมันเป็นผลไม้ ไม่ได้, เนื้อในมันก็เสียหายหมดกินไม่ได้. ดังนั้นเราจะเห็น ได้ว่า เมื่อต้นไม้มันจะออกผลนี้ มันต้องออกเปลือกก่อนเสมอ แหละ, มันตั้งต้นเป็นเปลือกเล็ก ๆ ขึ้นมา แล้วก็ค่อย ๆ เจริญ เติบโตขยายใหญ่ แล้วมีเนื้อในเพิ่มขึ้นทีหลัง. นี่มันรู้จัก ออกเปลือกก่อน เพื่อจะคุ้มครองเนื้อใน, มันต้องมีเปลือก จำเป็นที่จะต้องมีเปลือก, ไม่มีเปลือกมันมีเนื้อในไม่ได้. ศาสนาที่อยู่มาได้นี้ ก็เพราะว่ามีเปลือก คือพิธีต่าง ๆ อะไรต่าง ๆ ที่ค่อนข้างดูแล้วมันก็เป็นความงมงาย, หรือเป็น ความเชื่ออย่างงมงาย มันก็เป็นเปลือก ที่มันจะหุ้มห่อสติ ปัญญาอันลึกซึ้งไว้. เราจะต้องค่อย ๆ ทำลายเปลือกเข้าไป ๆ ให้ถึงเนื้อในซึ่งเป็นหัวใจแห่งศาสนาของตน ๆ; ไม่ใช่จะ ดูหมิ่นสบประมาทอะไร ในการที่จะพูดว่า ทุกศาสนามีเปลือก
น.31 ๒๓ กำลังมีเปลือกหุ้มห่อ, และถ้าสาวกในชั้นหลังเปลี่ยนแปลง หนักเข้า ก็ สร้างเปลือกให้ศาสนาตนเองมากเข้า ๆ จน ย้อนกลับไปสู่ระดับไสยศาสตร์, ไสยะ แปลว่าหลับ, ไสย- ศาสตร์เป็นความรู้ของคนหลับ พุทธศาสตร์ พุทธะ แปลว่าตื่น พุทธศาสตร์จึงเป็น ศาสตร์ของคนตื่น, ไสยศาสตร์เป็นศาสตร์ของคนหลับ ; แต่แล้วมันก็ ทิ้งกันไม่ได้ ไสยศาสตร์มันก็เป็นเปลือก คือความเชื่อตามธรรมดา สามัญของคนที่ไม่มีความรู้อะไร, มันก็ต้องมีความเชื่อ มี ความอยากจะเอาตัวรอด ก็ต้อง ยึดถือชั้นเปลือก ๆ ไปก่อน แล้วก็ค่อย ๆ เข้าถึงชั้นใน, ไสยศาสตร์จึงคู่กันมากับพุทธศาสตร์. ไม่ว่าในของศาสนาไหน ประชาชนโดยทั่วไป ก็ต้องมีลักษณะเป็นคนหลับ ถือไสยศาสตร์, โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง หวังพึ่งปัจจัยภายนอก. ดังนั้น ถ้าศาสนาไหน เกิดขึ้นมา สอนให้พึ่งปัจจัยภายนอกก็ได้เปรียบ สอนง่าย เข้าใจกันได้ง่าย รับถือกันได้โดยง่าย ; แต่ในที่สุดมันดับ ทุกข์สิ้นเชิงไม่ได้, มันก็ ต้องเลื่อนชั้นเป็นศาสนาตื่น
น.32 ๒๔ มีสติปัญญาสามารถจะขจัดปัญหาอันละเอียดอันสุขุม ของโมหะของอวิชชา. เป็นอันว่า เรื่องมีเปลือกนี้จำเป็นที่จะต้องมี เหมือน กับว่าผลไม้ถ้าไม่มีเปลือก เนื้อในมันก็อยู่ไม่ได้; แต่เรา กินเปลือกนั้นกินไม่ได้, แล้วมันต้องรู้จักแกะเปลือกออก ไป เข้าถึงเนื้อในแห่งผลไม้. พระศาสนานี้ก็เหมือนกัน ควร จะเข้าถึงหัวใจกันให้ได้ ว่าความไม่เห็นแก่ตัว. ความเห็น แก่ตัวนั้นไม่ต้องสอน มันมาจากสัญชาตญาณ ที่ควบคุม ไม่ได้, มันเตลิดเป็นธรรมชาติฝ่ายต่ำ มันก็เห็นแก่ตัว ปัญหา มันก็เกิดขึ้น มีความทุกข์ทรมาน. เมื่อเกิดความทุกข์ทรมาน ก็เท่ากับเป็นการลงโทษ, เมื่อรับโทษหนักเข้า ๆ รับโทษ นั่นแหละหนักเข้า ๆ คือมีความทุกข์มากเข้า ๆ มันก็รู้สึกได้ เองว่านี่เป็นความทุกข์, มันจึงหันไปหาสภาพที่ตรงกันข้าม คือนึกถึงความดับทุกข์. นี่เรียกว่า มีความทุกข์ถึงที่สุด แล้ว ก็จะเหลียวหาเครื่องดับทุกข์ เป็นที่พึ่งเพื่อดับทุกข์ โดยสิ้นเชิง, ศรัทธาเปลี่ยนจากความงมงายนั้น ไปหาสิ่งที่จะ ดับทุกข์ได้จริง.
น.33 ๒๕ ฉะนั้น ตามหลักปฏิจจสมุปบาท สูตรที่สมบูรณ์นั้น กล่าวศรัทธาต่อท้ายจากความทุกข์ ; ปฏิบัติส่วนสมุทยวาร กล่าวถึงความทุกข์เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว ก็กลับขึ้นรอบใหม่, ก็มี ศรัทธา คิดจะดับทุกข์ จึงแสวงหา, ไปหาสัตตบุรุษ คบสัตตบุรุษ ปฏิบัติตามสัตตบุรุษ , จนกระทั่งรู้จักเรื่อง มรรค ผล นิพพาน. ฉะนั้นความทุกข์นั่นเองบีบบังคับคนเรา ให้ทนอยู่ไม่ได้ต้องเปลี่ยน, ก็เปลี่ยนจากความทุกข์ ก็มามี ศรัทธา, แล้วตั้งต้นกันใหม่ในสิ่งที่จะดับทุกข์ได้. ก่อนนี้ เป็นศรัทธางมงายของอวิชชา, เดี๋ยวนี้เปลี่ยนมา เป็นศรัทธา ของสติปัญญา, มีสติปัญญาแล้ว จึงศรัทธา ก็สามารถ ที่จะเดินไปในทางที่ถูกต้อง เพื่อจะดับทุกข์ได้. นี่ เห็นไหมว่า เราจะต้องเจาะเปลือก, เราจะต้อง ปอกเปลือก จะต้องเจาะเปลือก เพื่อเข้าถึงเนื้อใน ถึง หัวใจแห่งพระศาสนาที่จะช่วยได้, ก็ให้อภัยกันได้ ที่ว่า ศาสนามันต่าง ๆ กัน. จำเป็นที่จะต้องมีศาสนาต่าง ๆ กัน เพราะว่ามนุษย์มันมีหลายชนิดมีหลายชั้น, เรียกว่ามี ภูมิหลังต่างกัน คือมีวัฒนธรรมเป็นภูมิหลังของชีวิตต่างกัน ; ฉะนั้นเขา จะต้องเลือกหาศาสนาที่เหมาะสมกับภูมิหลัง
น.34 ๒๖ แห่งชีวิตของเขา; ดังนั้นจึงมีศาสนาต่าง ๆ ต่าง ๆ เรียกว่า มากพอที่จะให้เลือกครบทุกระดับแห่งมนุษย์ที่มีชีวิต คือมี ภูมิหลังต่าง ๆ กัน. นี้เราจึงจำเป็นจะต้องมีศาสนาต่างกัน แต่แล้วเราจะมาทะเลาะวิวาทกันไม่ได้, เราต้องเข้าถึงหัวใจ ของศาสนาทุกศาสนา ซึ่งจะกำจัดความเห็นแก่ตัว. การเรียน ของเรา ก็ต้องเรียนให้รู้หัวใจของศาสนา, การรู้ ของเราก็ต้องรู้หัวใจของศาสนา, การปฏิบัติ ก็ต้อง ปฏิบัติให้ถึงหัวใจของศาสนา, การได้รับผลของการปฏิบัติ ก็ต้องเข้าถึงหัวใจ ชั้นที่เป็นผลของการปฏิบัติ. นี่เรียกว่า ต้องเข้าถึงหัวใจของศาสนา, ศาสนาอื่นต่างออกไป ก็มีหลัก เกณฑ์ที่ต่างออกไป ไปศึกษาได้. ในที่นี้จะบรรยายระบุ เฉพาะพุทธศาสนา ให้เข้าถึงหัวใจของศาสนาแต่ละศาสนา แล้ว ก็จะสำเร็จประโยชน์. พระศาสดาเป็นผู้เปิดเผยพระศาสนา, ศาสนา เกิดขึ้นเพราะการเปิดเผยของพระศาสดา. ชนทั้งหลายเป็น ศาสนิก คือเป็นผู้ฟังและปฏิบัติตาม, ศาสนามีความสัมพันธ์ กันอย่างยิ่ง ระหว่างพระศาสดากับศาสนาและศาสนิกแห่ง ศาสนานั้น ๆ เป็นหน้าที่ของศาสนิกแห่งศาสนานั้น ๆ จะต้องเข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน ๆ.
น.35 ๒๗ หลักการของศาสนามีสองประเภท. ในที่นี้จะขอสรุป เพื่อเป็นการง่ายเข้า ว่าศาสนา ทั้งหลายบรรดามีในโลกนี้ เอามารวมกันแล้ว คัดแยกไปตาม ประเภทที่มีหลักการอย่างไร ก็จะพบได้ว่า มีอยู่ ๒ ศาสนา เท่านั้นแหละ ศาสนา อย่างหนึ่งถือปัจจัยภายนอก ว่ามี พระเจ้าเป็นต้น เป็นผู้สร้าง, เลยเชื่อว่าโลกนี้สากลโลกนี้ มันมีผู้สร้าง. ส่วนศาสนา อีกประเภทหนึ่ง นั้น มีการ เชื่อว่าไม่มีใครสร้าง, ไม่มีบุคคลใดสร้าง เป็นวิวัฒนาการ ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ซึ่งมีกฎเกณฑ์อย่างนั้น โดย เฉพาะคือกฎอิทัปปัจจยตา, จึงแบ่งแยกได้เป็น ๒ ชนิด หรือ ๒ ศาสนา ศาสนาแรกนั้นเป็นพวก creationist, creationist พวกที่ถือว่ามีผู้สร้าง, พวกที่ ๒ เรียกว่า evolutionist คือพวก ที่ถือว่าเป็นไปตามวิวัฒนาการ. นี่แยกกันอย่างไรในที่สุดก็จะพบได้ว่า มันมีอยู่ ๒ ประเภท เราไม่ดูถูกซึ่งกันและกันดอก เพราะว่ามันเหมาะ สมแก่มนุษย์แห่งถิ่นนั้น ยุคนั้น ในสมัยนั้น ตามภูมิหลังแห่ง วัฒนธรรมของตน ใช้ได้ด้วยกัน, ให้เหมาะสมกับความจำเป็น หรือความต้องการของตน, ไม่ต้องดูถูกกัน ในเรื่องนี้. ยิ่ง
น.36 ๒๘ ดูถูกกันเท่าไร ยิ่งทำความผิดมาก เท่านั้น ไม่อาจจะเกิด ความร่วมมือกันในการสร้างสันติภาพ. ถ้าเชื่อว่ามีพระผู้ สร้าง ก็ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์เรื่องมีพระผู้สร้าง; ถ้าไม่มีพระผู้สร้าง มีแต่วิวัฒนาการตามกฎของธรรมชาติ ก็ประพฤติให้ถูกตามกฎของธรรมชาติ ทีนี้ ถ้าจะมาสัมพันธ์กัน มันก็ต้องทำความเข้าใจซึ่ง กันและกัน ถ้าคำว่า ผู้สร้าง นั้น เปลี่ยนความหมายจาก ภาษาคนมาเป็นภาษาธรรม ก็ได้แก่กฎเกณฑ์ของธรรม- ชาติ อีกนั่นเอง, ซึ่งต่อไปในอนาคตอาจจะเหลือเพียงศาสนา เดียวก็ได้ คือศาสนาที่ว่ามีผู้สร้างนั้นจะต้องหายไป เพราะ การศึกษาของมนุษย์ในยุคต่อไป เจริญโดยหลักของวิทยา- ศาสตร์ เข้าใจเรื่องวิวัฒนาการได้ง่ายกว่าที่จะไปเข้าใจเรื่อง ผู้สร้าง. หลักฐานพยานต่าง ๆ มันขัดแย้งกัน ว่าถ้ามีผู้สร้าง จริง ผู้สร้างก็ควรจะฉลาด สร้างให้ โลกนี้มีแต่สิ่งที่ดีที่งาม ; เดี๋ยวนี้มันมีปัญหามากขึ้นทุกที มีปัญหามากขึ้นทุกที; มัน กลายเป็นผู้ลงโทษเสียแล้ว, มันกลายเป็นไม่ใช่ผู้สร้าง. โลกในอนาคตอาจจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่มนุษย์ สมัยนั้นจะยอมรับได้; ถ้ามนุษย์ทุกคนมีภูมิหลังเป็น
น.37 ๒๙ วิทยาศาสตร์หมดแล้ว ก็จะเหลือแต่ศาสนาเดียว คือ ศาสนาที่ถือว่าเป็นวิวัฒนาการตามกฎของธรรมชาติ. เดี๋ยวนี้เราก็ยังเป็นอย่างนั้นไม่ได้ เรากำลังถือศาสนาประเภท ไหน ก็จงเจาะเข้าไปให้ถึงหัวใจของศาสนาประเภทนั้นด้วย กันทุกฝ่าย. แต่ในตอนนี้อยากจะขอบอกกล่าวไว้เป็นพิเศษสัก อย่างหนึ่งว่า เขาอาจจะกล่าวไว้อย่างถูกต้องในแบบภาษา ธรรมะ, แล้วคนชั้นหลังมาเปลี่ยนคำอธิบายนั้น ๆ มาเป็นภาษา คน. ฉะนั้นในบางคัมภีร์ของศาสนามันจึงมีเรื่องที่ขัดกัน กล่าวไว้ในภาษาคนชนิดที่มันจะเข้ากับสถานะการณ์ใดๆไม่ได้ ถ้าเปลี่ยนความหมายแห่งภาษาคนเหล่านั้นเป็นภาษาธรรมแล้ว มันก็จะเหมือนกันหมดแหละ คือเป็นไปตามกฎอันแท้จริง ของธรรมชาติ ; นั่นแหละคือหัวใจ-หัวใจ, หัวใจของทุก ศาสนาที่จะต้องเข้าให้ถึง ; เมื่อเข้าถึงหัวใจอันเดียวกันแล้ว ปัญหาหมดแน่ ไม่มีการขัดแย้งอะไรกันอีกต่อไป. เดี๋ยวนี้เรายังจำเป็นที่จะต้องมีหลักเกณฑ์อย่างนี้ คือ แยกเป็น ๒ ประเภท อย่างนี้กันต่อไปอีกนานก็ได้; แต่ก็ ควรจะมุ่งหมายให้เข้าถึงหัวใจกันไว้เรื่อยแหละ, มุ่งหมายให้
น.38 ๓๐ เข้าถึงหัวใจของศาสนากันไว้เรื่อย ๆ มันจะไปถึงจุด หนึ่งที่จะพบกัน เป็นสัจจะของธรรมชาติ, สัจจะเป็นกฎ อันหนึ่ง กฎนั้นมีเพียง ๑ เดียว เอกํ หิ สจฺจํ น ทุติย มฺตฺถิ ตามหลักพระบาลีว่า กฎหรือสัจจะนั้นมีเพียงอย่าง เดียว มี ๒ อย่างไม่ได้ ; แต่เดี๋ยวนี้คนเขาเอาสัจจะน่ะไป พูดในภาษาคนบ้าง, อีกทางหนึ่งเอาไปพูดในภาษาธรรม, มัน เลยเกิดขัดแย้งกันทั้งที่เรียกว่าสัจจะ. แต่ถ้าเข้าถึงหัวใจของ สัจจะแล้ว มันจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในโลกวิทยาศาสตร์ คงจะแก้ปัญหานี้ได้, การศึกษาวิทยาศาสตร์ จะช่วยให้ ศาสนิกของทุกศาสนา เข้าถึงหัวใจของศาสนาของตนๆ ได้สักวันหนึ่งเป็นแน่นอน. เดี๋ยวนี้มันก็จะต้องแยกกันไปก่อน เพราะสถานะ การณ์มันอยู่ในลักษณะอย่างนี้ มันจะเปลี่ยนเร็วนักไม่ได้ ; เช่นว่า พวกหนึ่งจะถือว่า ความทุกข์ยากลำบากหรือความดับ ทุกข์ก็ตาม เป็นความประสงค์ของพระเป็นเจ้า นี้ก็ขอให้ทำ ให้ถูกตามประสงค์ของพระเป็นเจ้าเถิด. อีกพวกหนึ่งถือว่า สุขทุกข์หรือความดับทุกข์นี้ มันเป็นผลของการกระทำผิดหรือ กระทำถูกต่อกฎอิทัปปัจจยตา ซึ่งเป็นกฎของธรรมชาติ
น.39 ๓๑ ถ้าตาม หลักพุทธศาสนา ก็ต้องถือว่า เป็นไป โดยกฎอิทัปปัจจยตา มีพระบาลีกล่าวไว้ชัดเจน ซึ่งพวกเรา ก็ไม่ค่อยจะได้ยินได้ฟัง, พระบาลีนั้นตรัสว่า สุขและทุกข์มิใช่ เป็นผลของกรรมเก่า ; เรามักจะเชื่อว่าเป็นผลของกรรมเก่า แล้วยึดมั่นถือมั่นในหลักเกณฑ์อันนี้กันมากนัก, ถ้ามันเป็น ผลของกรรมเก่า เราก็แก้ไขไม่ได้. แต่ทีนี้ สุขทุกข์มัน ขึ้นอยู่กับการทำผิดหรือทำถูกต่อกฎอิทัปปัจจยตา; แม้ ว่ามันจะเป็นผลของกรรมเก่า ถ้าเราเอากฎของ อิทัปปัจจยตา เข้ามาถือเป็นหลักต่อสู้ มันก็ตีผลของกรรมเก่าแตกกระเจิงไป มันก็ไม่มีเหมือนกัน, เดี๋ยวนี้เราอาจจะมีการปฏิบัติตามกฎ- เกณฑ์ของ อิทัปปัจจยตาให้ถูกต้อง แล้วมันก็ไม่ต้องมีความ ทุกข์. แล้ว ยังมีตรัสว่า สุขและทุกข์นั้นมิใช่เป็นการบันดาล ของพระเจ้า ; คำว่า พระเจ้าในภาษาบาลีนั้นเรียกว่าอิสระ, ในภาษาสันสกฤตเรียกว่าอีศะวะระ หรือ อีศวร, ในภาษาอื่น ก็เรียกว่าพระเจ้า ; ไม่ใช่เป็นการบันดาล หรือนิมมานะ คือการบันดาลของพระเจ้า แต่ว่ามัน เป็นไปตามกฎของ อิทัปปัจจยตา ที่ปฏิบัติผิด หรือถูกต่อกฎของอิทัป. ปัจจยตา.
น.40 ๓๒ และ อีกอย่างหนึ่งว่า สุขและทุกข์ทั้งหลายนั้น จะว่า ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยนั้นไม่ได้, มันมีเหตุมีปัจจัย. เหตุปัจจัย นั้นก็คือกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา : ปฏิบัติอย่างให้เกิด ความทุกข์ มันก็เกิดความทุกข์, ปฏิบัติอย่างที่มันดับทุกข์ มันก็ดับความทุกข์. ฉะนั้นสรุปความว่า หัวใจของพุทธศาสนา ถือ ในหลักทฤษฎีชั้นต้นนี้ทั่วไปว่า ความสุขและความทุกข์ มา จากการปฏิบัติผิดหรือปฏิบัติถูก ต่อกฎเกณฑ์ของอิทัป- ปัจจยตา ; ไม่ใช่เพราะกรรมเก่า, ไม่ใช่เพราะการบันดาล ของพระเจ้า, และไม่ใช่เป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุมีปัจจัยอะไรเสียเลย. เราถือหลักนี้แล้ว ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์นั้น ๆ ก็จะเข้าถึงหัวใจ, หัวใจของพระพุทธศาสนาว่า จะดับทุกข์ กันได้อย่างไร. หลักพุทธศาสนาไม่มีตัวตน. ในพุทธศาสนานี้ถือว่า ไม่มีตัวตน ทุกอย่างเป็น ธาตุตามธรรมชาติ ธาตุน่ะ ธา-ตุ ไม่ใช่ทา-สะ, เป็นธาตุ ตามธรรมชาติ ไม่มีอะไรที่ควรจะถือได้ว่าเป็นตัวตน มัน
น.41 ๓๓ ไม่มีตัวตน แม้ที่นี่ เดี๋ยวนี้ เวลานี้ ที่นั่งอยู่เดี๋ยวนี้, มันก็ ไม่มีตัวตน ; จะเป็น ขันธ์ ๕ แต่ละขันธ์ ๆ ก็มิใช่ตัวตน เป็นการปรุงแต่งตามกฎของธรรมชาติ. หรือจะลดลงไปถึง ธาตุทั้ง ๖ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ มันก็เป็นสักว่า ธาตุตามธรรมชาติ มิใช่ตัวตน ; เมื่อเดี๋ยวนี้ก็ไม่มีตัวตน และมิใช่ตัวตนแล้ว มันจะเอาตัวตนที่ไหนตาย แล้วมันจะ เอาตัวตนที่ไหนไปเกิดใหม่. นี่เมื่อกล่าวถึงความจริงโดยปรมัตถ์มันเป็นอย่างนี้, พระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้ ; แล้วก็ ตรัสตำหนิ ติเตียน ดุ ภิกษุ เกวัฏฏะบุตร ในที่ประชุมสงฆ์ว่า เธอ อย่าพูดอย่างนั้น, ได้ ยินว่าเธอพูดว่าวิญญาณนี้แหละไปเกิด วิญญาณนี้แหละไปเกิด เธอพูดอย่างนั้นจริงไหม ? ภิกษุนั้นก็รับว่าพูดอย่างนั้นจริง. พระองค์ตรัสว่า โอ, เธออย่าพูดอย่างนี้ ; ไม่มีวิญญาณนี้ ไปเกิด, ไม่มีตัวตนอะไรไปเกิด, นี้เมื่อท่าน กล่าวโดย ปรมัตถธรรม เป็นอย่างนี้. แต่ถ้าท่าน กล่าวตามภาษาคน กับคนที่เชื่อว่ามี ตัวตน ที่เขาเชื่อว่ามีตัวตน กล่าวไว้ในที่ทั่วไปมากมายเหมือน กันว่า หลังจากตาย เพราะทำลายแห่งกายนี้ เข้าถึงสุคติโลก
น.42 ๓๔ สวรรค์ได้ ก็มี, หลังจากทำลายแห่งร่างกายนี้แล้ว เข้าถึง อบายทุคติวินิบาตบ้าง อย่างนี้ก็มี. ขอให้รู้ว่า นี้เป็น หลักสำหรับกล่าวโดยภาษาคน สอนคนที่ยังมีตัวตน, ไม่อาจจะเข้าใจความไม่มีตัวตน ก็จะยึดถือตัวตนที่ดี ปฏิบัติ ในทางดี เป็นสุคติ เป็นสวรรค์มากกว่า, ก็ยอมทิ้งไว้ว่า เขาเชื่อกันมาแต่ก่อนโน้นว่าอะไรไปเกิด เอ้าก็อัน นั้นแหละไป เกิด; แต่ขอปฏิบัติอย่างนี้ แล้วก็จะได้ไปเกิดมีความสุข. แต่ พอถึงคราวพูดจริง พูดเรื่องจริง, พูดความ จริงกันแล้ว ว่าเดี๋ยวนี้ที่อยู่ที่นี่ มันก็มิใช่มีตัวตน มีแต่ นามและรูป มาจากธาตุตามธรรมชาติ ; แม้มิใช่ตัวตน มันก็ทำหน้าที่ของมันได้ ร่างกายมิใช่ตัวตน มันก็ทำหน้าที่ ของร่างกายได้ จิตใจมิใช่ตัวตน มันก็ทำหน้าที่ของมันได้. เพราะฉะนั้น มันจึง ทำหน้าที่ไปตามความสามารถ ; จิต ใจคิดนึกได้ คิดนึกอย่างไรก็ทำไปอย่างนั้น : ทำผิดก็มีความ ทุกข์, มีความทุกข์หลายครั้งเข้ามันก็เข็ดหลาบ, มันก็ เหลียวกลับไปทางอื่น มันก็มีความคิดที่ถูกต้อง เดินไปทาง ที่ตรงกันข้าม คือดับทุกข์.
น.43 ๓๕ ถ้าเข้าใจไปว่า ถ้าไม่มีตัวตน มิใช่ตัวตนแล้ว มัน จะรู้จักทำอะไรได้, มันจะไม่รู้จักทำอะไร. มัน รู้จักทำอะไร ได้ตามคุณสมบัติหรือคุณค่าของธาตุตามธรรมชาติ นั้น แหละ ; ธาตุดิน ทำหน้าที่ให้เป็นวัตถุขึ้นมา, ธาตุน้ำ เกาะกุม ธาตุทั้งหลายไว้, ธาตุไฟ ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง, ธาตุลม ก็ทำให้เกิดการเลื่อนลอย ขยายตัว ; มันเป็นหน้าที่ของธาตุ ตามธรรมชาติ รวมกลุ่มกันแล้วก็ปฏิบัติร่วมกัน จนมีชีวิต, แล้วก็มีจิตใจ ก็คิดไปได้ตามธรรมชาติของจิตใจ. ไม่ต้องมี ตัวตน, ไม่ต้องมีตัวตน มันก็ทำของมันอย่างนี้ได้, แล้ว ทีนี้เมื่อมันเป็นทุกข์ขึ้นมา แล้วมันก็มีความคิดที่จะเดินทาง ตรงกันข้ามได้. ฉะนั้น จิตใจของเราเกิดมาจากท้องแม่ ไม่มี ความรู้ติดมาจากในท้อง ก็มาทำผิด ๆ กันสักพักหนึ่ง, มี ความทุกข์มากเข้า นานเข้า ก็เกิดความคิดตรงกันข้าม มาหาความรู้โดยเฉพาะทางหลักธรรมะสูงสุด เพื่อจะดับ ความทุกข์นั้นเสีย. นี่เรียกว่าเกิดมาด้วยความโง่ มันก็ต้องทำผิดแหละ เป็นทุกข์เรื่อย ๆ มา จนกว่าจะเบื่อระอาต่อความทุกข์, แล้วก็ เกิดความฉลาด ก็รู้จักวิธีที่จะดำรงชีวิต คือกายและใจ นาม
น.44 ๓๖ และรูปนั้น ไปในทางที่ถูกต้องของนามรูปนั้นเอง ; เพราะ ส่วนที่เป็นนามหรือจิตนั้น มันฉลาดขึ้นทุกที ฉลาดขึ้นทุกที, มันก็รู้มากขึ้นทุกที จนเพียงพอที่จะดับทุกข์ได้, ไม่มีตัวตน อย่างนี้แล้ว มันก็ จะอยู่เหนือความเกิด แก่ เจ็บ ตาย. ปฏิบัติถูกต้องตามพระองค์จะพ้นเกิด แก่ เจ็บ ตาย. ท่านทั้งหลายมักจะสวดบทพระพุทธภาษิตครึ่งท่อน เพียงครึ่งท่อนที่ว่า “เรามีความเกิดเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้น ความเกิดไปได้, เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความ แก่ไปได้, เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไป ได้, เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้" , แล้วก็นั่งร้องไห้โฮ ๆ อยู่อย่างนั้น นั้นสวดครึ่งท่อน. พระ พุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ถ้าสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ ได้อาศัย ตถาคตเป็นกัลยาณมิตรแล้ว สัตว์ที่มีความเกิดเป็นธรรมดา จะพ้นจากความเกิด, สัตว์ที่มีความแก่เป็นธรรมดา จะพ้น จากความแก่, สัตว์ที่มีความตายเป็นธรรมดา จะพ้นจาก ความเจ็บและความตายเป็นธรรมดา, พ้นหมด ถ้าได้อาศัย พระองค์เป็นกัลยาณมิตร.
น.45 ๓๗ อาศัยพระองค์เป็นกัลยาณมิตรนั้น ต้องหมายความว่า ปฏิบัติตามอย่างถูกต้องตามคำสั่งสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ อริยมรรคมีองค์แปด ; แต่ในพระบาลีนั้น ท่าน ตรัสไว้ สมบูรณ์ว่า สัมมัตตะ ๑๐, มีระบบสัมมัตตะ ๑๐ นั่นแหละ คือการมีพระองค์เป็นกัลยาณมิตร, ปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ในส่วนที่เป็นเหตุเสร็จแล้ว ก็มีผลเกิดขึ้นเป็นสัมมาญาณะ และสัมมาวิมุติ นี้เป็นส่วนผลอีก ๒ องค์ รวมกันทั้ง ๓ องค์ เรียกว่าสัมมัตตะ ๑๐, มีระบบสัมมัตตะ ๑๐ เข้ามาแล้ว ก็พ้น จากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งหมดทั้งสิ้น. ฉะนั้นขอให้ระลึกนึกถึงข้อนี้ว่า เรามีทางที่จะพ้น จากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย โดยอาศัย พระพุทธองค์เป็นกัลยาณมิตร ; แล้วมีการปฏิบัติครบ ถ้วนตามหลักที่เรียกว่าสัมมัตตะ ๑๐ : มรรคมีองค์ ๘ รู้จัก กันดีอยู่แล้ว เป็นความถูกต้องเพียง ๘ ในส่วนปฏิบัติ หรือ ส่วนที่เป็นเหตุ, ต้องมีส่วนที่เป็นผลอีก ๒ คือ สัมมาญาณะ และ สัมมาวิมุติ ครบถ้วนทั้ง ๑๐ แล้ว ชื่อว่ามีพระพุทธองค์ เป็นกัลยาณมิตร แล้วก็พ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย.
น.46 ๓๘ นี้เป็นหัวใจของพุทธศาสนาโดยตรง โดยเฉพาะ และอย่างยิ่ง คือทำให้พ้นจาก ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย, ไม่มีความยึดถือใดๆ ในสิ่งใด ๆ ว่าเป็นตัวเป็น ตน ; ส่วนที่เป็นธาตุแต่ละธาตุ ก็ไม่ใช่ตัวตน, ส่วนที่เป็น อายตนะแต่ละอายตนะ ก็มิใช่ตัวตน. ส่วนที่เป็นขันธ์แต่ ละขันธ์ ก็มิใช่ตัวตน. นี่เห็นความไม่มีตัวตน เข้าถึงความ ไม่มีตัวตน อย่างนี้แล้ว ก็คือว่า เข้าถึงหัวใจแห่งพระ- ศาสนา ; นี่คือหลักทั่วไป เป็นหลักชั้นลึกชั้นหัวใจของ พระพุทธศาสนา. การบรรยายนี้มีกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ว่า เพียง ๑๐ นาฬิกา แล้วก็จะต้องหยุดพักเพื่อประกอบพิธีอย่างหนึ่งก่อน แล้วจึงจะค่อย บรรยายต่อไป ดังนั้นจึงขอหยุดการบรรยายนี้ไว้ชั่วระยะหนึ่ง. ต่อไปนี้ก็จะได้บรรยายต่อจากที่ได้กล่าวมาแล้ว ว่า การเข้าถึงหัวใจของศาสนาของตน ๆ ซึ่งตามหลัก พุทธศาสนา ก็คือรู้ว่า ไม่มีตัวตน, มันไม่มีสิ่งใดที่ควร จะยึดถือเอาโดยความเป็นตัวตน หรือเป็นของ ๆ ตน เป็นตัว ตนของตน ; นั่นแหละคือหัวใจของพุทธศาสนา ที่จะกำจัด ความเห็นแก่ตนได้สิ้นเชิง, ต่างจากศาสนาอื่นใดทั้งหลาย ที่
น.47 ๓๙ ว่ามีตัวตน แล้วก็ไปจบลงด้วยความมีตัวตน ไปมีตัวตนอยู่ อย่างถาวร. ถ้ามีความรู้สึกอย่างนั้น ก็จะยังมีความรู้สึกซึ่ง เป็นเหมือนกับ การแบกหรือถือไว้ซึ่งตัวตน เป็นความ หนัก; นั้นมิใช่เป็นที่สิ้นสุดแห่งความทุกข์, มิใช่ดับ ทุกข์สิ้นเชิง มิใช่นิพพาน. พุทธศาสนามีหลักจบสิ้นสุด ลงด้วยความไม่มีตัวตน , ต่ำลงไปกว่านั้นก็ไปมีตัวตนอยู่ใน ลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ซึ่งเป็นการถาวร. ดังนั้นพระพุทธ- ศาสนาจึงมีการจบลงด้วยความว่าง, คือ ว่างจากตัวตนโดย ประการทั้งปวง. ความรู้สึกว่ามีตัวตน เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์. ควรจะมองเห็น หัวใจของพระพุทธศาสนา ใน ลักษณะอย่างนี้ แล้วพยายามเข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา นี้กันจงทุกคน ; รู้จักสังเกตให้ดี ว่า เมื่อจิตใจเกลี้ยงเกลา ไปจากความรู้สึกว่ามีตัวตนนั้น มันไม่หนักอะไร; มัน จะหนักอะไรได้ มันจะถืออะไรได้ มันจะไม่เกิดการได้การเสีย การแพ้การชนะ การเอาเปรียบการได้เปรียบ การมีกำไร การ ขาดทุนใด ๆ เพราะว่ามันไม่มีตัวตน, จนกระทั่งว่ามัน ไม่มี
น.48 ๔๒ ธรรมชาติได้จัดมาให้เป็นอย่างดี ว่ามีระยะที่ว่างจากตัวตน เพราะว่ามันหยุดคิดหยุดนึกก็ได้ ; เช่นหลับไปเสียก็ได้, หรือ ว่าตื่นอยู่แต่มีความรู้มีสติปัญญา ควบคุมไม่ให้เกิดความรู้สึก ที่เป็นตัวตนก็ได้ หรือว่าตามธรรมชาติธรรมดามันก็ว่างจาก ตัวตนอยู่แล้ว. เวลาที่สบายที่สุด เป็นนิพพาน คือไม่รู้สึกว่ามีตัวตน. ขอให้สังเกตอย่างยิ่งว่า เวลาไหนที่สบายที่สุดสำหรับ คนเรา เวลาที่รู้สึกสบายที่สุดสูงสุด ก็คือเวลาที่จิตมัน ไม่มีความคิดรู้สึกว่าตัวตน ซึ่งมันก็มีอยู่ได้เองตามธรรม- ชาติ ; แต่เรากลับไม่สนใจกลับมองข้ามไป. นี้คือสิ่งที่มีบุญ คุณสูงสุดแก่เรา จะเรียกว่าพระนิพพานชั่วคราว, พระนิพพาน ตัวอย่าง, พระนิพพานน้อยๆ ชั่วระยะอันสั้น คือระยะที่ ว่างจากตัวตน นั่นแหละมันจึงรอดชีวิตอยู่ได้. พูดให้ชัดก็ ต้องพูดว่า ชีวิตนี้รอดอยู่ได้เป็นปกตินี้ เพราะมีพระ นิพพานน้อย ๆ เข้ามาแทรกเป็นระยะ ๆ อยู่อย่างนี้.
น.49 ๔๓ ขอทุกคนอย่าได้มองข้ามไป, จะเป็นการเนรคุณ อย่างยิ่งต่อพระนิพพานชนิดนี้ คือความที่ว่างจากตัวตนอยู่ได้ เป็นระยะ ๆ ; ตามธรรมชาติก็ดี, หรือตามที่เราควบคุมไว้ ด้วยสติปัญญา คือการปฏิบัติธรรมะก็ดี, ให้รู้ว่า ชีวิตนี้ รอดอยู่ได้นี้ เพราะพระนิพพานชั่วคราวหล่อเลี้ยงเอาไว้ ถูกต้องสมบูรณ์ตามระยะตามสมควร เราจึงไม่เป็นบ้าและไม่ ตาย ; ถ้าขาดอันนี้เสีย ก็มีกิเลสตลอด ๒๔ ชั่วโมง วันเดียว ก็ตายหมดแหละ ไม่มีอะไรเหลือ. นี้ก็เป็นหัวใจที่จะต้องเข้าถึงจะต้องรู้จัก ว่า เรารอด ชีวิตอยู่ได้ โดยเหตุที่มีภาวะปราศจากการปรุงแต่งโดย ประการทั้งปวง, แล้วมันว่าง มันจะเป็นเองก็ได้, หรือว่า ถ้ามันเหนื่อยขึ้นมา มันก็หยุดปรุงแต่งเองแหละ มันก็ต้อง นอนหลับแหละ มันก็เป็นการนอนพักว่างจากการเผาผลาญ ของกิเลส. นี่เป็นพระนิพพานน้อยๆ, พระนิพพานตัวอย่าง, พระนิพพานชั่วขณะ, ซึ่งมีความหมายว่าเย็น -เย็น. คำว่าพระ นิพพาน นั้น เป็นคำชาวบ้าน ที่ถูกทาง ศาสนายืมไปใช้ เป็นชื่อของความเย็นสูงสุด; ตาม ธรรมดาพระนิพพานนี้ก็เรียกกันอยู่ใน หมู่มนุษย์ คือว่าเย็น-
น.50 ๔๔ เย็นนี้. เรื่องเหล่านี้ท่านทั้งหลาย ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ; ขอ ยืนยันว่า มีในพระบาลี นั้นเอง ว่า ชาวบ้านทั้งหลาย เขาใช้พูด คำว่านิพพาน นิพพานนี้อยู่เป็นประจำในบ้านในเรือน. เมื่อ ช่างทองหลอมทองเหลวคว้าง เพื่อจะทำเป็นทองรูปพรรณนั้น ก็ มีคำกล่าวว่า นิพฺพาปย ; ช่างทองนั้นจะต้องทำให้ทองที่ เหลวคว้างนั้นนิพพานเสียก่อน โดยเอาน้ำราดลงไป เป็น นิพฺพาปย, ทำให้ทองที่เหลวคว้างนั้นให้เย็น แล้วก็มาใช้ทำ เป็นรูปพรรณใด ๆ ได้. นี่ภาษาธรรมดาใช้คำว่านิพพาน อย่างนี้ ; แม้ในครัวก็ใช้คำว่านิพพาน ว่าถ้ายังร้อนอยู่รับ- ประทานไม่ได้ ต้องรอให้มันเย็นเสียก่อน, และใช้แม้แก่วัตถุ ล้วน ๆ เช่นถ่านไฟแดง ๆ พอมันดำลง ๆ ก็เรียกว่ามันนิพพาน. คำนี้ใช้คำว่านิพพาน ภาษาธรรมดาอย่างนี้ ; รวมความว่า ของร้อนที่เย็นลงนั่นแหละ คือนิพพาน นี่ในภาษาคนพูดอยู่ ตามธรรมดาอย่างนี้. ครั้นถึง ภาษาธรรมในทางพระศาสนา ก็เย็นจริง, ตัดต้นเหตุแห่งความร้อนได้จริง คือตัดโลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งเป็นมูลเหตุแห่งความร้อนได้จริง , มันก็เย็นจริงเย็น ตลอดกาล. นั่นแหละคำว่านิพพานในความหมายทางภาษา
น.51 ๔๕ ธรรม, เป็นคำบัญญัติทางพระศาสนา. ถ้าเป็นคำธรรมดา ของชาวบ้านอะไรเย็นก็ได้ ; มีคำกล่าวว่า แม้แต่ สัตว์เดรัจ- ฉานนี้ก็นิพพานได้ ถ้ามันหมดพิษหมดพยศ ; เช่นช้างม้า มาฝึกจนหมดพยศสนิทเป็นแมวไปแล้ว ก็เรียกว่ามันนิพพาน เหมือนกัน, คำนี้มีคำกล่าวไว้ในคัมภีร์บาลี. เราจะต้องรู้จักความเย็นชนิดนี้ กันให้มากขึ้น, เย็นเพราะหมดต้นเหตุแห่งความร้อน คือ โลภะ โทสะ โมหะ ; เมื่อใดโลภะ โทสะ โมหะ ไม่เกิดขึ้น ไม่ปรุงขึ้นมา เป็นความร้อน ก็อยู่ด้วยความเย็น, แม้จะชั่วคราว แม้จะไม่ ใช่สมบูรณ์ แม้จะไม่ใช่แท้จริง แต่ก็มีผลอย่างเดียวกัน. ของชั่วคราวกับของถาวรนั้น มันต้องเป็นเหมือนกัน, เพียง แต่ผิดกันเพียงชั่วคราวหรือถาวร. เราจงทำพระนิพพานชั่วคราว ๆ ที่เกิดอยู่ในชีวิต ประจำวันนี้ ให้ยาวออกไป ให้ยาวออกไป, ให้ระยะที่มันเย็น นี้มากเข้า, ระยะที่มันร้อนมันลดลง หรือให้มันมากขึ้นให้มัน สูงขึ้น เพราะตัดต้นเหตุแห่งความร้อนได้มากขึ้น ก็จะมีความ เย็น เย็นมากขึ้น เย็นมากขึ้น จนเป็นนิพพานที่สมบูรณ์ ที่ไหนก็ทำได้ ที่บ้านก็ทำได้ เป็นฆราวาสก็ทำได้ ; หาก
น.52 ๔๖ แต่ว่าฆราวาสไม่ค่อยสะดวก ถ้าไปบวชเป็นบรรพชิต มัน สะดวกเท่านั้นเอง ; มันไม่ได้แตกต่างอะไรกันมากมาย มัน จะต้องปฏิบัติอย่างเดียวกัน มีกิเลสอย่างเดียวกัน มีความทุกข์ อย่างเดียวกัน ดับทุกข์อย่างเดียวกัน แต่การดับทุกข์ของ บรรพชิตนั้นสะดวก เพราะออกไปอยู่ในชีวิตรูปแบบที่สะดวก ฉะนั้นเราก็จะต้องยอมรับว่า แม้เป็นฆราวาส ก็จะต้องรู้เรื่อง นี้ จะต้องปฏิบัติเรื่องนี้ เพื่อทำให้ชีวิตนี้เย็นเป็น นิพพาน. นี้ก็เป็นหัวใจแห่งพระพุทธศาสนา ที่จะต้อง เข้าใจไว้. ศึกษาคำ "นิพพาน” ให้เข้าใจ. ทีนี้จะสรุปสั้น ๆ ให้เข้าใจง่ายว่า นิพพาน ๆ ในทุก ความหมายเลย ไม่เกี่ยวกับความตาย ; เราได้รับการสั่ง สอนมาผิด ๆ ว่านิพพานเป็นการตายของพระอรหันต์, มันผิด หลายชั้นนัก มันจะเป็นการหลับตาพูดเสียมากกว่า ว่านิพพาน เป็นความตายในความหมายใดความหมายหนึ่ง. พระอรหันต์ นั้นตายไม่ได้ โดยเฉพาะพระพุทธเจ้าแล้วก็ยิ่งตายไม่ได้; แต่ว่า สังขารร่างกายกลุ่มที่รองรับจิตใจนี้ มันแตกทำลายได้ ฉะนั้น
น.53 ๔๗ จะเอาไปเป็นชื่อของการตายของพระอรหันต์ไม่ได้ ; ส่วน พระอรหันต์ไม่ตาย แต่ว่าร่างกายของพระอรหันต์นั้นแตกทำลาย ได้ ก็เรียกว่าท่านดับขันธ์ด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน, ตามธรรมดา ท่านมีนิพพานชั้นสูงสุดอยู่เป็นประจำ แล้วการดับขันธ์ดับ ร่างกายของท่าน มันดับไปในลักษณะที่มีนิพพานชนิดนี้คงมี อยู่. เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจเสียใหม่ว่า ท่านดับขันธ์ด้วย อนุปาทิเสสนิพพาน, ตัวอนุปาทิเสสนิพพานนั้นมิใช่ ความตาย ความตายอยู่ที่ขันธ์ทั้งหลาย ของพระอรหันต์ ทั้งหลายก็ดี ของพระพุทธเจ้าก็ดี, มันก็เป็นการดับของขันธ์. อย่าไปพูดว่าการดับหรือการนิพพานของพระพุทธเจ้าหรือของ พระอรหันต์ เราจะสูญเสียพระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ไป หมด ด้วยความโง่ของเราเอง ที่ไปเข้าใจและไปพูดว่า พระ- พุทธเจ้านิพพานคือตาย, พระอรหันต์นิพพานคือตาย. นิพพานไม่ได้เกี่ยวกับความตาย นิพพานชั้นสูง สุดแล้วยิ่งไม่เกี่ยวกับความตาย คือ อยู่เหนือความเกิด แก่ เจ็บ ตาย โดยประการทั้งปวง; แม้แต่นิพพานน้อย ๆ นิพพานชั่วคราว นี้ยิ่งไม่เกี่ยวกับความตาย. ดังนั้นจงรู้จัก พระนิพพาน ที่มีอยู่แล้ว เป็นตัวอย่างเป็นเดิมพัน ว่า มีอยู่
น.54 ๔๘ กับเราทุกวัน ๆ. อย่าพูดพล่ามพูดฝั่นเพ้อไปว่า อีกแสน กัปป์แสนชาติกว่าจะนิพพาน, ทำได้แต่ปัจจัยแก่พระนิพพาน ต่อแสนกัปป์แสนชาติ อย่างนี้ไม่ใช่พุทธศาสนา ไม่ใช่พุทธ- บริษัท. คำว่านิพพานไม่เกี่ยวกับความตายโดยประการใด ๆ ไม่ว่านิพพานในระดับไหน นิพพานแท้จริง หรือนิพพานชั่ว คราว หรือนิพพานอะไร; เมื่อใดจิตไม่มีการปรุงแต่ง เป็นกิเลสและความทุกข์ เมื่อนั้นมีภาวะของนิพพาน ปรากฏอยู่ในความรู้สึกหรือในจิตนั้น, เดี๋ยวนี้จิตปฏิบัติ ตนทั้งกายและใจ จนอยู่ในสภาพที่จะมีอะไรมาปรุงแต่งไม่ได้ ไม่มีสิ่งแวดล้อมภายนอกใดๆ มาปรุงแต่งจิตใจนี้ให้เกิดกิเลส ได้ จิตนี้เรียกว่าถึงวิสังขาร. จิตบรรลุถึงวิสังขาร คือ สภาพที่อะไร ๆ มาปรุงแต่งจิตให้เกิดกิเลสไม่ได้ นี้ก็ เป็นนิพพานอันถาวร เป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของทุกคน ; แม้ว่าเดี๋ยวนี้ยังไม่ถึง ก็ต้องมุ่งหมายที่จะถึง ถ้ามิฉะนั้นมิใช่ พุทธบริษัท, มิใช่สาวกของพระพุทธเจ้า. ถ้าจะทำสมาธิใดๆ ก็ขอให้มีพระนิพพานเป็นจุด หมาย, เอกัคคตาจิต มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ นั่นแหละ
น.55 ๔๙ คือสมาธิที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนา; ถ้าเอกัคคตา จิตมิได้มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ สมาธินั้น มิใช่สมาธิ ในพระพุทธศาสนา, เป็นสมาธิของเดียรถีย์อื่น หรือว่านอก พุทธศาสนา หรือของคนธรรมดาสามัญ, ยักษ์มารทั่วไปเขา ก็มีสมาธิกันได้ สมาธิในพุทธศาสนาต้องมีพระนิพพาน เป็นอารมณ์ของเอกัคคตาจิต. นี่เราจงสังเกตดูให้ดี บางที ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะ กำหนดเวลาที่จิตของเราว่างจากตัวตน เยือกเย็นเป็นสุข อย่างยิ่ง เมื่อนั้นเป็นทั้งสมาธิเป็นทั้งวิปัสสนา มีศีล รองรับอยู่ในตัวมันเอง เป็นพระนิพพานที่แท้จริง ; รู้จัก ไว้ให้ดี จะได้ขยายให้มากขึ้น จะได้ขยายให้ยาวออกไป. พระ นิพพานอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ อยู่กับคน ๆ นั้น แต่บุคคล นั้นไม่รู้จัก; ถ้าเขาไม่มีนิพพานชนิดนี้หล่อเลี้ยงชีวิตแล้ว เขาตายแล้ว ไม่กี่นาทีเขาก็ต้องเป็นบ้า. นี่เรามีชีวิตที่หล่อ เลี้ยงอยู่ด้วยพระนิพพานเป็นระยะ ๆ. ขอให้เข้าถึงความจริงอันนี้ เป็นจุดลึกซึ้งสุดยอด หรือหัวใจของพระพุทธศาสนา เมื่อใดจิตว่างจากตัวตน พระนิพพานก็มีอยู่ที่จิตนั้นแม้ชั่วคราว; เมื่อใดจิต
น.56 ๕๐ มีตัวตน เมื่อนั้นก็สูญเสียภาวะพระนิพพาน. จิตเดิม แท้ ตามธรรมชาติ ถ้าไม่มีกิเลสเข้ามา ก็มีภาวะเป็น นิพพาน มันเป็นจิตประภัสสร ; แต่ความเป็นประภัสสร นั้นมันเปลี่ยนได้ มันมีกิเลสแทรกแซงเข้ามาได้. เราต้อง ฝึกฝน ปรับปรุง ปฏิบัติอบรมจิตประภัสสรตามธรรมชาติ ชั่วคราวนั้น ให้เป็นจิตประภัสสรถาวรเด็ดขาดลงไป จิตพระ- อรหันต์เป็นจิตประภัสสรสูงสุด คือประภัสสรที่กลับ เศร้าหมองไม่ได้, จิตบุญชนเป็นประภัสสร ชั่วเวลาที่กิเลส ไม่ได้เกิดขึ้น พอกิเลสเกิดขึ้น ก็สูญเสียความเป็นประภัสสร ก็เป็นทุกข์. การปฏิบัติธรรมพึงระวัง ขณะผัสสะไม่ปรุงไปทางที่เป็นทุกข์ เดี๋ยวนี้เมื่อเรามารู้เรื่องนี้ รู้อย่างนี้ ว่าจิตมันเป็น อย่างนี้ แล้วการปฏิบัติพระพุทธศาสนาก็เป็นไปได้ สำหรับ บุคคลนั้น, เขาจะรู้จักความจริงอันนี้ แล้วจะปฏิบัติได้ ; ถ้าไม่รู้จักอย่างนี้ เขาก็ไม่เคยคิดที่จะปฏิบัติ. แม้เขาอยากจะ ปฏิบัติ มันก็ปฏิบัติไม่ได้ เพราะมันเป็นความทุกข์ที่ถาวร
น.57 ๕๑ ตายตัวเสียแล้ว, เดี๋ยวนี้จิตมันยังอยู่ในสภาพที่อะไร ๆ ปรุง แต่งได้. เรามีหน้าที่ระวังการปรุงแต่ง อย่าให้ปรุงแต่งไป ในทางฝ่ายที่เป็นทุกข์ คือปฏิจจสมุปบาทฝ่ายที่เป็นทุกข์นั้น อย่าให้มันเกิดขึ้นและดำเนินไปได้, ให้มันอยู่แต่ในฝ่ายปฏิจจ- สมุปบาทที่ดับทุกข์, พอผัสสะมีแล้ว มีสติปัญญามาทัน ท่วงที, เอาปัญญามาเผชิญหน้ากับอารมณ์ที่มากระทบ. ปัญญาเปลี่ยนรูปเป็นสัมปชัญญะ เผชิญหน้ากับอารมณ์ ที่มากระทบ แล้วก็ เพิ่มสมาธิ คือกำลังจิตอย่างยิ่งลงไป ๆ ใน สัมปชัญญะ, สัมปชัญญะก็สามารถเผชิญกับอารมณ์ ไม่ ทำให้เกิดกิเลส ไม่ปรุงเป็นกิเลสใด ๆ ขึ้นมาได้, หรือจะ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ไม่เกิดตัณหาขึ้นมาได้ มันก็ไม่เกิด อุปาทาน หรือ ภพ หรือ ชาติ ในปฏิจจสมุปบาทขึ้นมาได้ เราก็รอดตัว ; นี้ก็เป็นหัวใจแห่งพระพุทธศาสนา ที่จะต้อง เข้าถึง. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า เราบัญญัติแต่เรื่องความ ทุกข์ กับความดับทุกข์เท่านั้น เรื่องอื่นไม่พูด, ไม่มีคำถามว่า ตายแล้วเกิดหรือตายแล้วไม่เกิด, หรือเกิดบ้างหรือไม่เกิดบ้าง
น.58 ๕๒ อะไรก็ตาม ไม่มี, ไม่มีคำถามว่าตายแล้วอะไรไปเกิด, มันกิน เวลามากเกินไป. คนเหล่านั้นไม่อาจจะรู้ ; พระองค์จึง ไม่ยอมตรัส จะยอมตรัสแต่เพียงว่าทุกข์เป็นอย่างไร, เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไร, แล้วจะดำรงอย่างไรจึงจะ ไม่เกิดเหตุให้เกิดทุกข์, จะยอมพูดแต่เรื่องนี้. ดังนั้นพระ- องค์ จึงตรัสว่า ปุพฺเพจาหํ ภิกฺขเว เอตรหิ จ ทุกฺขญฺเจว ป ญฺญา เปมิ ทุกขสฺส จ นิโรธํ ว่าแต่ก่อนก็ดีเดี๋ยวนี้ก็ดี ฉันพูดแต่ เรื่องความทุกข์กับความดับทุกข์เท่านั้น ; แต่มาพวกเราสาวก ชั้นหลัง มันพูดเรื่องอื่นร้อยเรื่องพันแปด หลายร้อยหลายพัน เท่า, แทนที่จะพูดกันเรื่องทุกข์กับดับทุกข์เท่านั้น เพราะว่า จิตมันถูกครอบงำถูกชักจูง ไปในเรื่องที่มีความยั่วยวน. โดย เฉพาะโลกสมัยวัตถุนิยมนี้ คนก็พูดก็คิดปรึกษาหารือกันแต่ เรื่องความสุข สนุกสนานเอร็ดอร่อยทางวัตถุ จนเป็นทาส ทางวัตถุ. ปัญญาที่มาคิดมานึกมาพูดปรึกษาหารือเรื่องความ ทุกข์ความดับทุกข์ มันก็หมดสิ้นไป. นี่จะเอากนอย่างไร พุทธบริษัททั้งหลาย. ขอให้ถือตามพระพุทธเจ้าว่า เรื่องอื่นไม่พูดกัน ไม่คุยกัน ไม่สนทนากัน พูดแต่เรื่องทุกข์กับดับทุกข์ ;
น.59 ๕๓ ถ้าจะต้องพูดเรื่องอื่นแล้วไปนอนเสียดีกว่า, จะไม่ให้ผลร้าย ใด ๆ. ถ้าไปพูดกันเรื่องอื่นนอกจากความทุกข์กับความดับ ทุกข์แล้ว มันก็ชวนให้ยุ่งไปหมด, ทำความเนิ่นช้าแก่ความ ดับทุกข์ไปหมด จะพูดกันจะปรึกษาหารือกัน ก็พูดกันแต่ เรื่องความทุกข์กับความดับทุกข์. แล้วทีนี้ก็ ตรัสต่อไปว่า เรื่องความทุกข์ก็ดี, เหตุให้ เกิดความทุกข์ก็ดี, ความดับแห่งทุกข์ก็ดี, หนทางให้ถึง ความดับแห่งทุกข์ก็ดี, ตถาคตบัญญัติไว้ในกายที่ยาวประมาณ วาหนึ่ง พร้อมทั้งสัญญาและใจ. คำว่า "พร้อมทั้งสัญญา และใจนี้" มีความหมายเพียงว่าเป็น ๆ ไม่ใช่คนตาย, คนที่ยังเป็น ในร่างกายของคนเป็น ๆ ที่ยาวประมาณวาหนึ่ง นั้น ไปดูเถิด จะพบ ๔ เรื่องนี้. แต่ ในกรณีอย่างนี้ พระองค์ตรัสว่า โลกก็ดี เหตุให้เกิดโลกก็ดี, ความดับแห่ง โลกก็ดี, ทางให้ถึงความดับแห่งโลกก็ดี, ตถาคตบัญญัติไว้ใน ภายอันยาวประมาณว่าหนึ่งนี้ พร้อมทั้งสัญญาและใจ ; ก็ เรายังเป็น ๆ กันอยู่ทุกคน มีสัญญาและใจ มันก็มีอะไรพร้อม ในร่างกายนี้ ที่จะดูให้เห็น ๔ ข้อนี้ : ความทุกข์ เหตุให้ เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และ หนทางให้ถึงความดับทุกข์.
น.60 ๕๔ นี่แหละก็จะค่อยมีความรู้ความเข้าใจ ว่าความทุกข์ เกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่งอย่างไร ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อ อารมณ์ภายนอกเข้ามากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นผัสสะแล้ว ไม่มีสติปัญญาที่จะควบคุมมัน มันก็ เป็นทุกข์ ในร่างกายอันยาววาหนึ่งนี้. อนุภัยที่สะสมไว้ทำให้เกิดทุกข์ได้. ทีนี้ ถ้าในกรณีย์ที่ ไม่มีเหตุปัจจัยภายนอก เราก็ มีสิ่งที่เรียกว่าอนุสัย คือความเคยชินแห่งกิเลสที่สะสม ไว้ในสันดาน เรียกว่าอนุสัย ; เมื่อคนมีกิเลส มันก็เกิด กิเลส, พอเกิดกิเลสครั้งหนึ่ง ก็สร้างความเคยชินที่จะ เกิดกิเลสชนิดนั้นหน่วยหนึ่ง เก็บไว้ในสันดาน. เรา โลภทีหนึ่ง ก็เก็บความเคยชินที่จะโลภไว้หน่วยหนึ่ง ใน สันดาน, โกรธทีหนึ่งก็เก็บความเคยชินที่จะโกรธไว้ หน่วยหนึ่ง , ความเคยชินหน่วยหนึ่งไว้ในสันดาน, เราโง่ ไปที่หนึ่งสะเพร่าไปที่หนึ่ง เราก็เก็บความเคยชินที่จะโง่และ สะเพร่าหน่วยหนึ่งไว้ในสันดาน, แล้วมันเกิดโลภ เกิดโกรธ เกิดหลง กี่ครั้ง มันก็เก็บไว้เท่านั้นหน่วย ที่เก็บไว้ในสันดาน.
น.61 เป็นความเคยชินที่จะเกิดกิเลส, อย่างนี้เรียกว่าอนุสัย มันมีอยู่ด้วยกันทุกคนที่ยังมีชีวิต ตลอดเวลาที่ยังมีกิเลส เกิด กิเลสครั้งหนึ่ง เก็บอนุสัยไว้หน่วยหนึ่งเสมอ. แต่ในทางที่ตรงกันข้าม ถ้าว่าเราไม่โลภในเมื่อมี กรณีย์ที่ควรจะโลภ เราบังคับไว้ได้ เราไม่โลภ มันจะลด อนุสัยหน่วยหนึ่งด้วยเหมือนกัน, ลดอนุสัยแห่งความโลภ หน่วยหนึ่งด้วยเหมือนกัน. ถ้าว่าเราบังคับไว้ได้ไม่ให้โกรธ มันก็ลดอนุสัยแห่งความโกรธไปหน่วยหนึ่ง, บังคับไว้ได้ไม่ ให้โง่ ไม่ให้สะเพร่า มันก็ลดอนุสัยแห่งโมหะลงไปหน่วย หนึ่ง ; ถ้าเราบังคับไว้ได้ทุกทีอย่างนี้อนุสัยมันก็ลด ๆ ลด จนกว่าจะหมด. เดี๋ยวนี้มันไม่เป็นอย่างนั้น มันมีแต่เพิ่ม ๆ โกรธเพิ่มใหม่ โลภเพิ่มใหม่ หลงเพิ่มใหม่, อนุสัยมันก็ หนาขึ้น จนเต็มปรีในสันดาน พร้อมที่จะออกมาเป็น อาสวะ. อาสวะคือกิเลสที่จะกลับออกมาภายนอก จากอนุสัย ที่สะสมไว้ในสันดาน ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีอะไรมา กระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทางใจ
น.62 ๕๖ เอง, อนุสัยกิเลสที่เป็นความเคยชินแห่งกิเลสนั้นจะออกมา ก็เป็นกิเลส. นี้เรา จะต้องรู้จักถ่ายถอนอนุสัย คือว่า บังคับไว้ ไม่ให้โลภ โกรธ หลงเพิ่ม แล้วเจริญวิปัสสนา ซึ่งเป็นการ ทำลายอนุสัยโลภ โกรธ หลงนั้นอยู่เสมอไป, อนุสัยก็จะลด ๆ ลด ๆ; ถ้ามันลดหมด มันก็ไม่มีออกมา, มันก็สิ้นกิเลส, สิ้นอนุสัย สิ้นอาสวะ เป็นพระอรหันต์. เดี๋ยวนี้ยังไม่ เป็น ก็ควบคุมไว้ให้ดี ถ้ามันจะโลภ บังคับไว้ไม่ให้โลภมัน ก็ลดอนุสัย, มันจะโกรธ บังคับไว้ไม่ให้โกรธ มันก็ลดอนุสัย มันจะโง่มันจะสะเพร่าก็บังคับไว้ ไม่ให้โง่ไม่ให้สะเพร่า มัน ก็ลดอนุสัย ; นี้เป็นวิธีการลดอนุสัย. อนุสัยก่อให้เกิดนิวรณ์ได้อีก. เมื่อไม่มีเหตุปัจจัยภายนอกมารบกวน จนถึงเกิด กิเลส อนุสัยนี้มันก็ส่งไอควันขึ้นมาเป็นนิวรณ์, นิวรณ์ ๕ นั่นแหละ ไม่ต้องมีเหตุปัจจัยภายนอก อนุสัยจะส่งขึ้นมา เป็นความรู้สึกทางกามบ้าง, ทางพยาบาทบ้าง, ทางถีนะมิทธะ คือหดหู่ ซึมเซาบ้าง, ทางอุทธิจจะกุกกุจจะฟุ้งซ่านบ้าง,
น.63 ๕๗ ทางวิจิกิจฉา ลังเลไปหมดบ้าง. นี่เราไม่สังเกตสิ่งที่มันมีอยู่ จริง ; ถ้าไม่รู้จักแม้แต่เพียงอนุสัยแล้ว อย่าหวังเลยที่จะไป รู้จักการตัดต้นเหตุของกิเลสและความทุกข์. เราจะต้องรู้จัก สิ่งที่เรียกว่านิวรณ์ ที่เกิดประจำวัน จนเกลียดชังอย่าง ยิ่งที่สุดเสียก่อน จึงจะมีความพร้อมที่จะตัดต้นเหตุ หรือ ทำลายอนุสัย. ขอให้ตั้งต้น ศึกษาไปจากนิวรณ์เถิด ว่าเวลาที่เรา ไม่โปร่งใจ ไม่เย็นใจ ไม่สะดวกสบายใจนั้น เพราะมันมีนิวรณ์ อย่างใดอย่างหนึ่งรบกวนอยู่ตามกรณี ; บางทีก็เกิดมาเป็น ความรู้สึก ทางกาม มันก็รบกวนจิตใจ สูญเสียความสงบเย็น, บางทีก็ออกมาเป็น พยาบาท อึดอัดขัดใจนั่นนี่, บางทีก็ ไม่มีเหตุผล มันก็อึดอัดไปตามประสาโง่ ๆ นั้นเอง มันก็สูญ เสียความสงบเย็น, บางทีมันก็แฟบ จิตใจมันหดหู่มันท้อ ถอย มีปัจจัยบางอย่างส่งเสริมเข้าด้วย เช่นว่ารับประทาน อิ่มมากเกินไปอะไรอย่างนี้ มันก็เป็นหดหู่อย่างนี้ ส่งเสริม นิวรณ์, บางทีก็ ฟุ้งซ่าน เลื่อนลอยบังคับไว้ไม่ได้ แต่สิ่ง สุดท้ายที่เรียกว่า วิจิกิจฉา นั้น สำคัญมาก มีอยู่ตลอดเวลา แล้วก็โดยไม่รู้สึกตัวด้วย.
น.64 ๕๘ นิวรณ์ข้อสุดท้ายคือวิจิกิจฉานี้ ยากที่จะจับตัว มัน ; แต่ถ้าเราสังเกตดูให้ดี เราก็อาจจะพบได้โดยไม่ยากนัก เพราะว่าเรายังไม่แน่ใจ ไม่มีความแน่ใจในความปลอดภัยก็ดี ของชีวิตร่างกายทรัพย์สมบัติก็ดี, สุขภาพอนามัยก็ดี, ความรู้ การศึกษา ปัญหาในครอบครัวในอะไรก็ดี ; เรามิได้มีความ แน่ใจว่าถูกต้องแล้ว เพียงพอแล้ว ปลอดภัยแล้ว, เราจะมี ความรู้สึกว่า ยังไม่ปลอดภัยอยู่เสมอ. มันเต็มไปหมดจน เราทำเฉย ๆ ลืม ๆ กันไปเสีย ความจริงความรู้สึกว่ายังไม่ถูก ต้อง ยังไม่เพียงพอ ยังไม่ปลอดภัย มันซ่อนอยู่ภายใต้ส่วน ลึก, แล้วบางทีมันก็ออกมามากจนเรียกว่า สงสัยลังเลว่าใน ชีวิตนี้ถูกต้องหรือไม่, หรือว่าความรู้การศึกษาที่เรามีอยู่นี้ เพียงพอหรือไม่, แล้วมันก็พาลสงสัยลังเลไปถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าจะเป็นที่พึ่งได้จริงหรือไม่. ขอให้ สังเกตดูให้ดี ๆ ว่า ความไม่แน่ใจ ความลังเล ชนิดนี้ มัน อยู่ในส่วนลึก เป็นควันกรุ่นอยู่ เป็นความลังเล ; แต่ถ้า เรา บังคับไม่ได้ ก็เดือดร้อนจนนอนไม่หลับ, เดี๋ยวนี้ มันก็ทำลืม ๆ กันไปเสียได้.
น.65 ๕๙ แต่สังเกตดูให้ดีเถอะว่า นิวรณ์ นั่นแหละ ตัวบท เรียนดีที่สุดสำหรับตั้งต้นการศึกษา ว่ามันเกิดมาจาก อนุสัย โดยไม่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอก ทางตา หู เป็นต้น, อนุสัยก็ส่งออกมาเป็นนิวรณ์ แล้วน่าเกลียดน่าชังอย่างยิ่ง กีด กันความสงบสุขความสงบเย็นอย่างยิ่ง. เมื่อใดจิตไม่มีนิวรณ์ อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว เป็นเวลาที่สบายอย่างยิ่ง; แต่ก็ หายากเต็มที่ กล้าพูดว่าในปุถุชนคนธรรมดาสามัญทั่วไปนั้น หาเวลาที่ว่างจากนิวรณ์ได้ยากเต็มที, อย่างน้อยก็มีความลังเล ในชีวิต ในทุกสิ่งว่ามันปลอดภัยหรือยัง รู้สึกว่าไม่ปลอดภัย มันก็ทำลืม ๆ เฉย ๆ ไปเสียอย่างนั้น ทนอัดกันอยู่อย่างนั้น นี่ถ้าว่ามีข้อสังเกตดี ๆ รู้จักนิวรณ์เกลียดชังนิวรณ์ แล้วนั่นแหละจะอยากดับทุกข์ขึ้นมาทันที ; ต้องการ ความสงบเย็นแห่งชีวิต แล้วจะศึกษาเรื่องการดับทุกข์ดับกิเลส มันก็จะดับได้. นี้ก็เป็นหัวใจในทางสำหรับจะศึกษาให้รู้, เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ในส่วนที่จะต้องศึกษาให้รู้ เพื่อ จะได้หัวใจในส่วนที่เป็นผลคือ เป็นหลุดรอดวิมุติหลุดรอด.
น.66 ๖๐ รู้จักหัวใจของพุทธศาสนาให้ถูกต้อง จะดับทุกข์ได้. ขอ ให้รู้จักธรรมชาติอันแท้จริง แล้วก็รู้ว่านี้เป็น เรื่องที่สำคัญที่สุด ที่จะต้องรู้ : แต่ก็ไม่มีใครเอามาสอน แล้วบางทีก็ห้าม ห้ามปากเสียเลยว่า อย่าเอามาสอน เรื่อง นิพพานอย่าเอามาสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมัยนี้, แล้วเรื่อง ที่สูง ๆ เช่น สุญญตา ตถาตา อนัตตา นี้ อย่าเพ่อเอามา สอน อย่าเอามาสอน. อาตมาก็เคยถูกห้าม ถูกห้ามโดย พระมหาเถระที่หวังดีเอ็นดู ; แต่อาตมาก็เป็นคนดื้อ ก็เคารพ ท่าน แต่ก็ยังฝืนเอามาสอน เพราะว่ามันเป็นหัวใจของพระ- พุทธศาสนา. อายตนิกธรรม ๕ หมวด คือว่า : ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หมวดหนึ่ง, รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ หมวดหนึ่ง, วิญญาณ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หมวดหนึ่ง, ผัสสะ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หมวด หนึ่ง, เวทนา ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หมวดหนึ่ง, ๕ หมวดรวมเป็น ๓๐ อย่างนี้ เป็นสิ่งที่ต้องรู้จักในฐานะ เป็น ก ข กกา ของพุทธศาสนา. พระพุทธเจ้าท่านตรัส
น.67 ว่านี่เป็นอาทิพรหมจรรย์ จงตั้งต้นเรียนเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นอาทิพรหมจรรย์. แต่เดี๋ยวนี้เราก็ไม่สอนนี่ พอมา สอนเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็หาว่าลึกไป เลิก ๆ เลิก ห้ามสอน, ก็เลยไม่ต้องรู้กัน ; แล้วจะกลับไปสอนให้รู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างนี้ยิ่งน่าหัวแหละ, จะรู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยอธิบายอย่างนั้นอย่างนี้ แม้แต่เด็ก ๆ มันก็ไม่เข้าใจ. คนเราจะรู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ได้ ก็ต่อเมื่อดับทุกข์ได้แล้ว; นี่ข้อนี้ฟังดูแล้วก็น่าตกใจ ; ถ้ายังดับทุกข์ไม่ได้ ยังไม่รู้รสของความดับทุกข์แล้ว ยังไม่ มีทางที่จะรู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ตัวจริง, มีแต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์บอกเล่าที่เรียกว่า ปรโต โฆโส. เขาสอนเด็กเรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, เขาก็มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามทัศนะของเขา ตามที่ได้ยินได้ฟังมา ; นี้มันเป็นจุดตั้งต้น. แต่ถ้าว่าคนเราได้ เรียนเรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เกิดทุกข์อย่างไรเพราะทำผิด ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
น.68 ๖๒ แล้วปฏิบัติถูกดับทุกข์ได้ ; เมื่อนั้นจะรู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แม้ โดยความเข้าใจ ก็ยังเรียกว่ารู้โดย ความเข้าใจ. ถ้าได้ปฏิบัติแล้วก็รู้โดยการปฏิบัติ แล้วปากนี้ ก็จะเปล่งออกมาเองว่า ขอถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ จนตลอดชีวิต เหมือนอย่างเหตุการณ์ที่บันทึกไว้ ในพระบาลี. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แท้จริงนั้นมี สำหรับคนที่เห็นความดับทุกข์, หรือได้ประสบมาแล้ว พูดออกมาโดยไม่ต้องมีใครสอน. เดี๋ยวนี้เราเอามาสอนเรื่อง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตั้งแต่เด็ก ๆ เป็นต้นไป พระรัตนตรัยจึงเกิดขึ้นเป็น ๒ แบบ คือพระรัตนตรัยนกแก้ว นกขุนทอง นั้นก็แบบหนึ่ง, พระรัตนตรัยแท้จริงของผู้เห็น แล้วพูดออกมา มันก็อีกแบบหนึ่ง. ขอให้เรา เลื่อนชั้นการมีพระรัตนตรัยขึ้นไป ๆ ด้วยการปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามหลักของการปฏิบัติ : ตั้งต้น ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ; วิญญาณ ผัสสะ เวทนา ; พอถึงจุดเวทนา นั้นแหละ มันเป็นจุดที่จะต้องศึกษากันอย่างยิ่ง อะไร ๆ มัน
น.69 ๖๓ ก็มีปัญหาเพราะเวทนา, จะรักก็เพราะเวทนาน่ารัก, จะโกรธ ก็เพราะเวทนามันน่าโกรธ, จะพะวงหลงใหล ก็เพราะเวทนา มันชวนพะวงหลงใหล. เวทนาเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้อง รู้จักและควบคุมให้ได้ แต่จะต้องตั้งต้นมาจาก กข ก กา คือเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. เรื่องนี้แม้แต่พระพุทธเจ้าเอง ท่านก็ทรงเอามาทบ ทวน เป็นเรื่องปฏิจจสมุปบาท ที่สำคัญอย่างยิ่ง คือเรื่อง มีว่า ครั้งหนึ่งรู้สึกว่าอยู่พระองค์เดียว ก็เลยตรัสออกมากับตัว เองว่า จกฺขุญฺจ ปฏิจจ รูเปจ อุปฺปชฺชติ วิญญาณํ ติณฺณํ ธมฺมานํ สงฺคติ ผสฺโส ฯ ลฯ ท่องไปทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหมือนกับเด็ก ๆ ท่องสูตรคูณ อยู่ลำพังพระองค์เอง. นี่ เป็นเรื่องที่คงจะไม่เคยได้ยินได้ฟังกันมาก. อาตมาขอยืนยันว่า มีเรื่องอย่างที่พูดนี้ในพระบาลี ในพระไตรปิฎกไม่น้อยกว่า ๔ แห่ง. ทีนี้บังเอิญภิกษุองค์ หนึ่งแอบมาข้างหลัง มาแอบฟังที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระองค์ เองอยู่ลำพังอย่างนี้ แล้วพระองค์เหลียวไปเห็นเข้า; อ้าว ๆ เธออยู่นี่ดีแล้ว; นี่จงรับเอาไป; นี้คืออาทิพรหมจรรย์ จงปฏิบัติ จงศึกษาในอาทิพรหมจรรย์ คือเรื่องตา หู จมูก ลิ้น
น.70 ๖๖ ประยุกต์ได้จริง คือสติปัฏฐาน ๔ ที่ตรัสไว้ในอานาปาน- สติสูตร อธิบายตามนั้นเท่านั้นพอ ; ส่วนมหาสติปัฏฐาน- สูตรนั้น มันเป็นสติปัฏฐานสูตรที่เพื่อ ที่เพียงแต่ท่องจำนี้ ก็ยังไม่หวาดไหว. สติปัฏฐานสูตร มี ๒ ชนิด คือสติปัฏฐานสูตรอย่าง มหาสติปัฏฐานสูตร ชื่ออย่างนั้นโดยตรง ชื่อมหาสติปัฏฐาน- สูตร , แต่อันหนึ่งไปชื่อว่า อานาปานสติสูตร มีอยู่ในมัชฌิม- นิกาย. ที่ใน มหาสติปัฏฐานสูตรนั้นอยู่ในทีฆนิกาย มีคำนำ ว่ามหา มหานี้ไม่น่าไว้ใจทั้งนั้นแหละ มันเพ้อเป็นส่วนมาก. พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันว่า พระพุทธองค์ ตรัสรู้ด้วยอานาปาน- สติภาวนา , แล้วก็จำแนกแจกแจงออกไปเท่าที่มีปรากฏอยู่ใน อานาปานสติสูตรมัชฌิมนิกาย. อานาปานสติสูตรจึงมีเครดิต มากถึงอย่างนี้ คือพระพุทธเจ้าตรัสยืนยันว่า ตรัสรู้เพราะการ เจริญอานาปานสติ อย่างรัดกุม อย่างพอดี อย่างที่กล่าวไว้ ในอานาปานสติสูตรแห่งมัชฌิมนิกาย. ขอร้องให้สนใจ จะพบอานาปานสติ ที่กะทัด- รักที่สุด อยู่ในวิสัยที่คนธรรมดาจะปฏิบัติได้ ; แล้วจะ ให้เกิดสติ สัมปชัญญะ สมาธิ และปัญญาสมบูรณ์ สามารถ
น.71 ๖๗ นำมาใช้ควบคุมเวทนาในชีวิตประจำวันได้, แล้วเรา จะต้อง ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามความจริงอันนั้น, ดำเนินชีวิต อยู่ในเรื่องอัฏฐังคิกมรรค. การดำเนินชีวิตต้องอยู่ในมรรคมีองค์ ๘. อัฏฐังคิกมรรค-มรรคมีองค์ ๘ นั้น นั้นแหละเป็น เรื่องที่ได้ตรัสรู้ สำคัญกว่าเรื่องอริยสัจจ์เสียอีก ขอให้ ไปดู ในพระบาลีธัมมจักกัปปวัตตนสูตร นั่นแหละ จะพบว่า สิ่งที่ พระพุทธองค์ทรงนำมาแสดง ว่าไม่ได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อน ตรัสรู้เอง คือเรื่องอริยมรรคมีองค์ ๘; ต่อเมื่อตรัส เรื่องอริยมรรคมีองค์ ๘ แล้วจึงตรัสเรื่องอริยสัจจ์. พระ องค์ทรงเสนอวิธีการดับทุกข์ ก่อนเรื่องอื่นทั้งหมด ใน การเปิดเผยธรรมะแก่โลก, หลังจากการตรัสรู้แล้ว ทรงแสดง เรื่องอัฏฐังคิกมรรค, แล้ว ไปตรวจดูรายละเอียดให้ดี ว่า อัฏฐังคิกมรรค สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป นั้นปัญญา , ปัญญามาก่อน แล้วจึงจะมาถึง เรื่องสัมมาวาจา สัมมากัม- มันโต สัมมาอาชีโว คือ เรื่องศีล, แล้วจึงจะมาถึงเรื่อง สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ซึ่งเป็น เรื่องสมาธิ.
น.72 ๖๘ ทรงวางแนวว่า ปัญญา ศีล สมาธิ ระบบนี้แหละเรา ตถาคตไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อน รู้เฉพาะด้วยตนเอง นำมา บอกกล่าว เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา. จงดำเนินในมัชฌิมา- ปฏิปทา ก็จะเว้นที่สุดโต่ง ๒ อย่าง : คือกามสุขัลลิกานุโยค และ อัตตกิลมถานุโยค เสียได้ ; อันนั้นมันไม่สำคัญมันเป็น เรื่องอธิบายประกอบว่า ดำรงอยู่ในมัชฌิมาปฏิปทานั้นคือ อย่างไร. นี้มันเป็นกฎของธรรมชาติ ขอให้ช่วยจำกันไว้ว่า เรากล้าพูดว่า พุทธศาสนาสบหลักวิทยาศาสตร์ฝ่ายจิตใจ. คำว่าวิทยาศาสตร์ต้องมีทางฝ่ายจิตใจด้วย ; เดี๋ยว นี้รู้จักกันแต่เรื่องทางวัตถุ นักวิทยาศาสตร์พวกที่แสนจะโง่ จะฟังเรื่องพุทธศาสนาไม่ออก เพราะพูดว่าวิทยาศาสตร์นั้น มันเป็นเรื่องทางวัตถุไปเสียหมด มันไม่มีเรื่องทางจิตใจ วิทยาศาสตร์มีเรื่องทั้งฝ่ายวัตถุและทางฝ่ายจิตใจ ทรง ค้นพบกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ของธรรมชาติ, แล้ว จึง ตรัสว่า ปัญญา-ศีล-สมาธิ. พออาตมาอธิบายอย่างนี้ เขาหาว่าหลอกลวง, หรือ โง่, หรือว่าเอาเอง, หรือตู่พระพุทธเจ้า. นี้คือไม่คู่พระ- พุทธเจ้า คือ ยืนยันตรงตามกฎเกณฑ์ ที่พระพุทธเจ้า
น.73 ๖๙ ต รัสไว้ ว่าปัญญา-ศีล-สมาธิ. พูดในหลักปฏิบัติที่จะ ใช้การได้, ดับทุกข์ได้ต้องพูดว่า ปัญญา-ศีล-สมาธิ ; แต่ถ้าจะ พูด อย่างหลักทฤษฎี ทั่ว ๆ ไป เราก็พูดว่า ศีล สมาธิ ปัญญาได้, คล้ายจะวางลำดับตามคุณค่าที่มันสูงต่ำ แต่ถ้าจะ ในการปฏิบัติดับทุกข์โดยตรง ในหน้าที่แล้ว ต้อง เรียงลำดับว่า ปัญญา-ศีล-สมาธิ. ขอให้เข้าใจจุดหัวใจ ของเรื่องนี้ไว้ ในฐานะเป็นการตรัสรู้อย่างยิ่งของพระพุทธเจ้า ไม่เคยได้ยินได้ฟังใครมาแต่ก่อน เพื่อจะดับทุกข์ได้, แล้วก็ เรื่องอริยสัจจ์ ๔ นั้นก็ แฝงอยู่กับเรื่องอัฏฐังคิกมรรค คือ ในข้อสัมมาทิฏฐิ มันคลุมอริยสัจจ์ ๔ ไว้หมด. ความสำคัญในเรื่อง ปัญญา ศีล สมาธิ. ทีนี้ก็อยากจะพูดว่า เรื่องนี้สำคัญอย่างไร ? ปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญาคือความรู้ ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างถูกต้อง, ศีลคือเจตนาที่จะได้ผลจากการกระทำนั้น, สมาธิคือ การ กระทำลงไปจริง ๆ. ปัญญาคือรู้เรื่องที่ควรรู้ เกี่ยวกับ สิ่งนั้น ๆ แล้วก็มี เจตนาที่จะได้สิ่งนั้น นี้เรียกว่าศีล ศีลคือเจตนา เจตนาคือศีล. เดี๋ยวนี้มาเข้าใจกันเสียแต่ว่า
น.74 ๗๐ ศีลคือนั่งว่าปาณาติปาตาเวรมณี ; นี้เข้าใจเสียอย่างนี้ ต้อง เข้าใจว่า ศีลนั้นคือเจตนาที่จะดับทุกข์, เจตนาที่จะดับ ทุกข์ ศีลเป็นเจตนาที่จะละ จะละนั่นละนี่, เจตนาเป็นตัวศีล. ถ้าละนั่นละนี่แล้วมันก็ดับทุกข์ ; ฉะนั้น เจตนา ที่จะดับทุกข์นั่นแหละคือศีล; แล้วทีนี้ก็ทำการดับ, กำลังกายกำลังจิตทุ่มเทลงไปหมด นั่นแหละคือสมาธิ เราจะ ต้องรู้เรื่องที่เราควรจะรู้ เสียก่อน คือ มีปัญญาเสีย ก่อน แล้วจึงมีเจตนา ที่จะกระทำ, แล้วก็กระทำลงไป ก็จะ เป็นสมาธิ แล้วก็ครบ แล้วก็สมบูรณ์ แล้วก็ได้ผล, มีหลักว่า ปัญญา ศีล สมาธิ. ใครจะเถียงพระพุทธเจ้า ก็ตามใจซิ, มันก็นอกคอกหรือดื้อรั้นไปเอง ; แต่ถ้าจะ รับตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว จะต้องยึดหลัก ว่า ปัญญา-ศีล-สมาธิ. นี่ ขอยืนยันว่า ชีวิตทุกชนิดรอดตัวอยู่ได้เพราะ หลักการอันนี้ : หลักการไตรสิกขา : ปัญญา-ศีล- สมาธิ. ชีวิตคนก็ดี ชีวิตสัตว์เดรัจฉานก็ดี ชีวิตต้นไม้ ก็ดี มัน มีปัญญา-มีศีล-มีสมาธิ. คนเรา ต้องมีปัญญา รู้ว่าอะไรเป็นอย่างไรเสียก่อน มันจึงอยากจะทำ;
น.75 ๗๑ ครั้นอยากจะทำแล้วมันจึงทำ มันก็สำเร็จประโยชน์. สัตว์ เดรัจฉานก็เหมือนกันแหละ ; มันต้องมีการเป็นอยู่ดำรง ชีวิตอยู่ด้วยหลักเกณฑ์อันนี้ มันก็มีปัญญาที่จะรอบรู้ว่า จะ ไปกินหญ้าที่ไหนเป็นต้น คือหาอาหารที่ไหน มันต้องรอบรู้ ต้องโคจร, เรื่องสถานที่ เรื่องเหตุการณ์อะไรต่าง ๆ รู้ มี ปัญญาแล้ว มันก็มีเจตนาที่จะไปที่นั่นหรือทำอย่างนั้น, นี่ เป็นศีลของมัน. ครั้นไปถึงที่นั่นแล้ว มันก็ระดมกำลังกาย กำลังจิต ทำหน้าที่นั้น ; เช่นกินหญ้า ๆ มันก็สำเร็จประโยชน์. นี่ แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน ก็รอดชีวิตดำรงชีวิตอยู่ได้ ด้วย หลักไตรสิกขา อย่างนี้ คือปัญญา ศีล สมาธิ ตามกฎ- เกณฑ์ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงวางไว้. นี้แม้แต่ต้นไม้ ทีนี้ต่ำลงมาจนถึงต้นไม้แล้ว ที่คน เขาดูถูก บางคนเขาพูดว่าต้นไม้ไม่มีจิตไม่มีวิญญาณ ; นั่น หลับตาพูด ต้นไม้มีความรู้สึกเหมือนกับสัตว์เหมือนกัน แหละ แต่ว่าระดับมันต่ำมาก มันน้อยมาก, มันมีเจตนาโดยสัญ- ชาตญาณ ที่จะทรงตัวอยู่ จะสืบพันธุ์, จะป้องกันอะไร เหมือนกับคนเหมือนกัน. ต้นไม้นี้ต้องมีความรู้ว่า ทาง ไหนทิศทางไหน ที่มันจะส่งรากออกไปได้น้ำ ได้ธาตุ ได้
น.76 ๗๒ แร่ธาตุ ได้อะไร มันจึงส่งรากไป, จะยื่นกิ่งยื่นใบไปทางไหน จะได้แสงสว่างพอที่จะหล่อเลี้ยงชีวิต คือว่าทำให้แร่ธาตุที่ดูด ขึ้นไป เปลี่ยนสภาพเป็นเนื้อหนังของต้นไม้, ต้นไม้ มันจึง มีทั้งปัญญา มีทั้งศีล มีทั้งสมาธิ ; มันรู้ มันต้องมี ความรู้เกิดขึ้นก่อนแหละ มันจะรู้มาทางไหนก็สุดแท้แต่ มัน ต้อง มีความรู้ เกิดขึ้นก่อนว่า อะไรเป็นอย่างไร อะไรเป็น อย่างไร แล้วก็ มีเจตนา ที่จะได้ผลของอันนั้น แล้วมันจึง กระทำ, นี่ มัน มีปัญญา มีศีล มีสมาธิ. ขออภัย อย่าว่าพูดคำหยาบเลย แม้สุนัขมันจะไป ที่ไหน มันต้องรู้ว่ามันจะต้องไปที่ไหน มันจะไปที่ไหน ที่ นั่นมีอะไร, มันรู้อย่างนี้ก่อน, แล้วมันมีเจตนาที่จะไป มัน ก็เป็นศีลของมัน แล้วมันก็ไปด้วยกำลังกายกำลังใจทั้งหมด แล้วมันก็ถึง มันก็สำเร็จประโยชน์ตามที่มันต้องการได้ ; แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน ก็ ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ปัญญา - ศีล-สมาธิ ซึ่งเป็นกฎของธรรมชาติ อันลึกซึ้งยิ่งกว่าสิ่ง ใด. ถ้าอยากจะเรียกว่าพระเจ้า ก็เรียกอันนี้แหละว่าเป็น พระเจ้า คือเป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ที่ทำให้สิ่งทั้งหลาย เป็นไปอย่างถูกต้อง.
น.77 ๗๓ ฉะนั้น ขอวิงวอนอ้อนวอนว่า พวกเราทั้งหลาย จงยึด ถือหลักที่พระพุทธองค์ทรงเปิดเผยขึ้นมา โดยอัฏฐังคิกมรรค ว่าปัญญา แล้วศีล แล้วสมาธิ ทุกกรณีที่จะกระทำ ; จะกิน ข้าวก็ต้องรู้ว่ากินอย่างไร, แล้วมีเจตนาที่จะกิน, แล้วจึงกิน จะอาบน้ำจะอะไรก็ตาม มันจะสมบูรณ์อยู่ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ทุก ๆ อิริยาบถ ; แล้วมันจะไม่เกิดกิเลส มันจะ ไม่เพิ่มอนุสัย. มันจะพัฒนาไปแต่ในทางของโพธิ สัญชาต- ญาณจะวิวัฒนาการไปแต่ในทางของโพธิ เราก็อยู่ด้วยความ สำเร็จประโยชน์ ในการดำรงชีวิต. ช่วยจดจำหัวใจของพระพุทธศาสนาว่า ในทาง ปฏิบัตินั้นจะต้องมีหลักว่า ปัญญา ศีล แล้วสมาธิ ; แต่ถ้าจะพูด โดยทฤษฎีแล้ว ก็จะพูดว่าศีล สมาธิ ปัญญา ก็ได้ตามใจ. ในกรณีที่จะพูดเปรย ๆ อย่างนี้ก็มีเหมือนกัน ที่พระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้ แต่มันมิใช่หลักสำคัญที่จะดับทุกข์. หลักสำคัญที่จะดับทุกข์ต้องปัญญา แล้วต้องศีล แล้ว ต้องสมาธิ ; ถ้าไม่มีปัญญาแล้วมันรักษาศีลไม่ได้ดอก ; ขึนไปรักษาศีลด้วยความยึดมั่นถือมั่น มันก็เป็นสีลัพ- พัตตปรามาสไปเสียหมดแหละ, เหมือนกับที่เรามีกันเดี๋ยวนี้
น.78 ๗๔ มันเป็นสีลัพพัตตปรามาสเสียหมด เพราะรักษาศีลทั้งที่ไม่รู้ จักตัวศีล, ไม่รู้จักเหตุผลอะไรเกี่ยวกับศีล เราจึงไม่มีศีลที่ แท้จริง มีแต่สีลัพพัตตปรามาส หรือสัจจาภินิเวส. ยึดมั่น ถือมั่นอย่างนี้ดีกูเอาอย่างนี้, สอนกันแต่เพียงให้รู้ว่า ยึดมั่น ถือมั่นอย่างไร มันไม่สำเร็จประโยชน์ นี่ถือหลักว่า จะทำอะไร ขอให้ปัญญานำหน้า ในกรณีนั้น ๆ แล้วมีเจตนาเป็นศีลที่จะกระทำมัน, แล้วมีสมาธิคือตัวการกระทำ ด้วยกำลังทั้งหมดทั้งกายและ ทั้งจิต จะประสบความสำเร็จในทุก ๆ กรณี ในทุก ๆ กรณี, นี่เป็นความลับอันหนึ่ง ซึ่งจะเรียกว่าเป็นหัวใจของพระพุทธ- ศาสนา ที่ไม่ค่อยจะเข้าถึงกัน และไม่ค่อยจะสังเกต ไม่ค่อย จะศึกษา ทั้งที่พระพุทธองค์ตรัสยืนยันอย่างนี้, แล้วตรัส เป็นเรื่องแรก. คำสอนเรื่องแรกที่พระพุทธองค์ตรัสไม่ใช่เรื่อง อริยสัจจ์ อย่าพูดผิด ๆ; มันเป็นเรื่องอัฏฐังคิกมรรค ขอให้เปิด ดูทุกตัวอักษรในบาลี ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ท่านตรัสเรื่องอัฏฐังคิกมรรคก่อน, แล้วจึงตรัสเรื่องอริยสัจจ์ ในเรื่องอริยสัจจ์ก็แฝงอยู่ในสัมมาทิฏฐิ. ฉะนั้น สิ่งที่พระพุทธ-
น.79 ๗๕ องค์ทรงนำมาสอน เป็นเรื่องแรกและเป็นเรื่องสำคัญ ที่สุด ก็คือเรื่องอัฏฐังคิกมรรค - อริยมรรคมีองค์ ๘ มี หลักคือปัญญา ศีล และสมาธิ. ขอให้ถือเอาประโยชน์ ให้สำเร็จ ปฏิบัติให้ตรงตามนี้ มันก็จะสมหวัง ในฐานะเข้า ถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา เรื่องหนึ่ง. อย่างว่าจะมาสวนโมกข์นี้ ปัญญาต้องมาก่อน ต้องรู้ เรื่องสวนโมกข์ ว่าจะได้อะไร เป็นอย่างไร, แล้วจึงจะมีศีล คือมีเจตนาที่จะมา, แล้วก็มีการมาซึ่งเป็นสมาธิ นี่จะไปที่ไหน จะทำอะไร. ทุกอย่างต้องเป็นไปในหลักที่ว่า ปัญญา - ศีล - สมาธิ จึงจะสำเร็จประโยชน์ ; ถ้าเอาศีลมาก่อน มันก็คลานลงดู ลงหนอง ลงคลองหมดแหละ มันไม่รู้ว่า จะไปอย่างไร ; มันต้องมีปัญญามาก่อน. ใครเขาจะสอน อย่างไรกันก็ตามใจ แต่อาตมาขอยืนยันตามหลักของพระ- พุทธเจ้าว่า ปัญญา - ศีล - สมาธิ นี่แหละคือ ไตรสิกขา ที่ในขณะที่มีการปฏิบัติหน้าที่ ปัญญารู้ว่าอะไรเป็นอะไร พูดเหมือนพูดเล่น รู้ว่าอะไรเป็นอะไร, มันก็คือรู้ว่า สิ่งนั้นเป็นอย่างไร, สิ่ง นั้นเกิดมาจากอะไร, สิ่งนั้นมีความหลอกลวงอย่างไร,
น.80 ๗๖ สิ่งนั้นมีความจริงอย่างไร, มีเสน่ห์จูงคนอย่างไร, มี อัสสาทะแผดเผาคนอย่างไร, แล้ว ทางออกของมันจาก สิ่งนั้นคืออะไร. แต่ในที่สุดก็พบว่า ทุกเรื่องที่มันเป็น ปัญหาเป็นความทุกข์อย่างนี้ สิ่งที่เป็นทางออกจากปัญหา เหล่านั้น พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องอริยอัฏฐังคิกมรรคทั้งนั้น เลย ; ท้าให้ไปดูในพระไตรปิฎก. ถ้าพูดถึงนิสสรณะ ออกจาก ปัญหาหรือความทุกข์ ; ไม่ว่าจะตั้งต้นขึ้นมาด้วยกรณีใด พอไปถึงนิสสรณะแล้ว อัฏฐังคิกมรรคทั้งนั้นเลย, อัฏฐังคิก- มรรคทั้งนั้นเลย. ทางออกจากปัญหาทั้งปวง ของมนุษย์เรา คือ- อัฏฐังคิกมรรค : หลักการที่จะมีความรู้ความเข้าใจอันถูกต้อง เสียก่อน, แล้วมีสังกัปปะ คือเจตนาที่จะได้ ที่จะถึง แล้วจึง มีศีล คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว เป็นพื้น ฐาน จุดตั้งต้นรองรับ, แล้วก็ มีสมาธิ วายาโม สติ สมาธิ แล้วมันก็สำเร็จประโยชน์. นี่ดำเนินชีวิตในมัชฌิมาปฏิปทา เถิด แล้วก็จะเป็นพุทธบริษัททั้งแท่ง เป็นทั้งเนื้อทั้งตัว.
น.81 ๗๗ การปฏิบัติถูก ต้องเป็นมัชฌิมาปฏิปทา. มัชฌิมาปฏิปทานี้ระวังดูให้ดี ๆ มันไม่เกี่ยวกับคำว่า เคร่งนะ ; ถ้าพูดว่า เคร่งอย่างถูกต้อง ต้อง คือมัช- ฌิมาปฏิปทา; แต่ถ้าเกินมัชฌิมาปฏิปทาแล้วก็ มันเกิน เคร่งแล้ว มันบ้าแล้ว ถ้าพอดีนั้นน่ะคือเคร่ง. คนทั้งหลายที่ ชอบเคร่ง ชอบคำว่าเคร่ง จะทำอะไรอย่างเคร่งนั้น จงรู้ไว้เถิด ว่า คำว่าเคร่งนั้นหมายความว่าพอดี คือมัชฌิมาปฏิปทา ; ถ้าเกินพอดีมันก็เป็นอัตตกิลมถานุโยคบ้าง, เป็นกาม- สุขัลลิกานฺโยคบ้าง, ถ้าพอดีก็จะเป็นนั่นน่ะ ถูก. ถ้าจะ เคร่งให้ถูกต้องตามความหมายของคำว่าเคร่งแล้ว ก็จงเป็น มัชฌิมาปฏิปทา ; เดี๋ยวนี้มันเคร่งอย่างหลับหูหลับตา, เคร่ง อย่างสุดโต่ง เคร่งอย่างสุดเหวี่ยง มันไม่พบกับความจริง. คำ อีกคำหนึ่งที่น่าสนใจ แล้วจำง่าย ๆ เข้าใจได้ ก็คือคำว่า มัธยัสถ์ , มัธยัสถ์ เดี๋ยวนี้ ไม่ค่อยเข้าใจคำว่ามัธยัสถ์ แล้วไปเห็นว่าเป็นเรื่องขี้เหนียวขี้ตืดไปเสียอีก. มัธยัสถ์ นั่นแหละคำเดียวกับมัชฌิมาปฏิปทา; มัธยะ แปลว่า กลาง , อัสถ แปลว่า ตั้ง อยู่ คำว่า มัธยัสถ์ แปลว่า ตั้งอยู่ตรง
น.82 ๗๘ กลาง, ตั้งอยู่ตรงกลางนั่นคือมัธยัสถ์ , แล้ว มัธยัสถ์ไม่ใช่ ประหยัด ขี้เหนียวขี้ตืดอะไร อย่างที่คนโดยมากเข้าใจเอาไป เป็นเรื่องล้อเล่นทางฝ่ายผิด. มัธยัสถ์ คือคำที่ประเสริฐที่สุด ตรงกับคำว่ามัชฌิมาปฏิปทา ; คำว่ามัธยัสถ์ แปลว่า ตั้ง อยู่ตรงกลาง. ทำอะไรขอให้เป็นมัชฌิมาปฏิปทาอย่างนี้ ก็จะมีชีวิตชนิดที่เดินตามทำนองคลองธรรมของพุทธศาสนา นี้ว่าโดยหลักทฤษฎีมีหัวใจอย่างนี้. ทีนี้ จะพูดโดย หลักปฏิบัติโดยตรง บ้าง ว่ามีหัวใจ อย่างไร มันก็คือ มัชฌิมาปฏิปทาที่มาทันเวลา หรือว่ามีอยู่ เป็นพื้นฐาน, มีชีวิตอยู่โดยหลักมัชฌิมาปฏิปทานี้ เป็น หลักปฏิบัติในชั้นที่เป็นหัวใจ โดยหลักปฏิบัติมันแยกเป็น ๒ อย่าง : - เมื่อมีอารมณ์มากระทบ ก็มัชฌิมาปฏิปทาให้ มันถูกต้อง, เมื่อไม่มีอารมณ์มากระทบ มันจะปรุงขึ้นมา จากภายใน ก็มีมัชฌิมาปฏิปทาให้ถูกต้อง ; ถ้าดำรงอยู่ ในมัชฌิมาปฏิปทาแล้ว อนุสัยจะส่งนิวรณ์ออกมาไม่ได้, จะมี ชีวิตที่ปราศจากนิวรณ์ อยู่ทั้งวันทั้งคืน เยือกเย็นที่สุด. นี่ ควบคุมชีวิตไว้ในลักษณะให้เป็นมัชฌิมาปฏิปทา ให้
น.83 ๗๙ สัญชาตญาณเป็นไปในทางโพธิ อย่าลงมาทางฝ่ายกิเลส, มี สติ ปัญญา สัมปชัญญะ สมาธินี้ เป็นหลักปฏิบัติ อย่างยิ่ง. พอมีอะไรมากระทบ สิ่งแรกที่ต้องการจะใช้ คือสติ, ระลึกได้ทันทีว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ; แล้วสติไป โดยเร็ว วิ่งไปโดยเร็ว สมตามคำว่าสติ. คำว่า สติ นั้น แปลว่า แล่นไปเร็วเหมือนกับลูกศร ; คำว่า ลูกศร ก็แปล ว่า แล่น คำว่า สติ ก็แปลว่า แล่น, ความหมายอย่างเดียวกัน. คำว่าสติเกิดขึ้นโดยเป็นอาการของลูกศรแล่นไปเร็ว ; กิริยา ที่แล่นไปเร็วอย่างนั้นเอามาเรียกชื่อว่าสติ, เป็นภาษาธรรมะ ขึ้นมา. สติแล่นไปเร็ว ไปถึงปัญญา ตามที่เคยศึกษาไว้ อย่างไร อบรมไว้อย่างไร สติไปขนเอาปัญญามาทันเหตุ- การณ์เฉพาะหน้าที่อารมณ์กระทบ ; ตัวปัญญา นั่น แหละ พอมาถึงเฉพาะหน้าเหตุการณ์ มัน เปลี่ยนชื่อเรียก ว่าสัมปชัญญะ ; สัมปชัญญะกับปัญญามีความหมายอย่าง เดียวกัน. - ปัญญาที่เก็บไว้ในคลัง เรียกว่าปัญญา พอเอา ออกมาใช้การในขณะเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น โดยสตินำเอามา
น.84 ๘๐ ปัญญานั้นจะเปลี่ยนชื่อเป็นสัมปชัญญะ เผชิญหน้ากับเหตุ การณ์ แล้ว สมาธิก็มาเพิ่มกำลัง - เพิ่มกำลัง - เพิ่มกำลัง ให้แก่สัมปชัญญะ ต่อสู้สถานะเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; ไม่ว่าอารมณ์ใดๆ มันควบคุมได้ ไม่ ปรุงแต่งเป็นเวทนา ตัณหา ที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์. ขอให้ทุกคน มีสติรวดเร็วเพียงพอ, มีปัญญาที่ ศึกษาไว้เพียงพอ เป็นปัญญาในคลัง และสำหรับสติจะขน เอามา เป็นสัมปชัญญะอย่างเพียงพอ, แล้ว มี กำลังของ สมาธิทุ่มเทให้แก่สัมปชัญญะ เผชิญหน้ากับอารมณ์ ทำลายอารมณ์ร้ายให้แตกกระจายไป ไม่ปรุงให้เกิดกิเลสขึ้นมา ได้. นี่คือวิธีที่จะช่วยตนเอง, ช่วยตนเอง จะเรียกว่าจิต ก็ได้ จิตมันก็คือธรรมชาติ รู้สึกคิดนึกอะไร และกระทำไป ตามธรรมชาติแห่งกาย, กระทำไปตามความต้องการของจิต ; แต่จิตต้องมีสัมมาทิฏฐิ รู้ว่าอะไรเป็นอย่างไร, อะไร ๆ มันก็ รวมอยู่ที่จิต. อาการต่าง ๆ ของจิต คือชื่อต่างๆ ที่เป็น ปัญหา ฝ่ายชั่วก็ได้ฝ่ายดีก็ได้, อาการของจิตทั้งนั้น นี่ ใจความสำคัญของคำว่า ตัวเองจะต้องช่วยตัวเอง มันไม่มีจิตไหนอีกแล้ว มันมีจิตดวงนี้ดวงเดียวเท่านั้น ที่จะ
น.85 ๘๑ เป็นอย่างนี้ ที่จะเป็นอย่างนี้ ที่จะเป็นอย่างนี้; จิตต้อง ช่วยตัวเอง ด้วยการฝึกฝนไว้ดีแล้ว จะเป็นไปแต่ในทางที่ ถูกต้อง. จิตช่วยตัวเอง คือตนเป็นที่พึ่งแก่ตน มี ความหมายอย่างนี้ ; ไม่ใช่ว่ามีตัวตนเป็นอัตตา เป็นอะไร อย่างที่เขาเชื่อกัน. ตนนี้ก็คือจิตที่มันมีมัชฌิมาปฏิปทา มีความถูกต้องทั้ง ๘ ประการกำกับอยู่ มันก็ช่วยตนเอง ได้. ฉะนั้นขอให้เรา ถือหลักช่วยตนเอง ด้วยมีธรรมะ ๔ เกลอ, คงจะแปลกหูบ้าง ที่จะเรียกว่าธรรมะ ๔ เกลอ คือ สติไปขนเอาปัญญามาเป็นสัมปชัญญะ แล้วมีสมาธิ แล้วระดมลงไป; สติ ปัญญา สัมปชัญญะ สมาธินี่ธรรมะ ๔ เกลอ ขาดไม่ได้, ชุดนี้ต้องมาพร้อมกันทั้งสี่. ธรรมะ ๔ เกลอมาครบแล้ว จะแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ได้. อย่า ลังเลอย่าเฉื่อยชา ในการที่จะอบรมให้มีธรรมะ มีปัญญา มี สัมปชัญญะ แล้วก็มีสมาธิ, แล้วขอยืนยันว่า โดยการปฏิบัติ อานาปานสติอย่างเดียว สิ่งทั้ง ๔ เกลอนี้จะมีครบ มี ให้ครบ, เชี่ยวชาญชำนาญมันก็มากขึ้น ก็สะดวกในการที่จะ นำมาใช้.
น.86 ๘๒ ทีนี้มันก็เป็นเรื่องที่ว่า ปฏิบัตินี้มันไปจุดจบกันที่ ไหน ? มันกลายเป็นว่า เพื่อให้รู้ถึงที่สุด ความจริงอันสูง สุดที่ดับทุกข์ได้ นั้นเป็นส่วนความรู้ ยอดสุดของความรู้ ; ทีนี้ ยอดสุดของผล ของการปฏิบัติคือหลุดพ้นได้, แล้ว ตัวการปฏิบัติ ก็คือการทำความหลุดพ้น นั่นเอง. ถ้า เอากันที่จำเป็นที่สุดแล้ว คือ การปฏิบัติเพื่อให้เกิดการ หลุดพ้น นั่นเอง, เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาในแง่ ของปฏิบัติ. ถ้าเป็นปริยัติก็รู้เรื่องความหลุดพ้น, ถ้าปฏิบัติ ก็ปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น, ถ้าเป็นผลของการปฏิบัติก็คือ ความหลุดพ้น มรรค ผล นิพพาน เป็นความหลุดพ้น. ฉะนั้นเรื่องมันจึงรวมอยู่คำเดียวที่ว่า หลุดพ้น, หลุดพ้น ไม่ติดอยู่ที่ไหน. ความหลุดพ้นปรากฏในพระบาลี. พระบาลีที่ว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย - ธรรมทั้งหลายทั้งปวง คือทุกสิ่งไม่ควรที่จะเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ; อภินิเวสฺ แปลว่า ฝั่งตัวเข้าไป, จิตไม่ควรจะฝังตัวเข้าไป ในสิ่งใด โดยความยึดมั่นว่าตัวตนหรือของตน. นี่
น.87 ๘๓ เรียกว่าไม่ยึดมั่นสิ่งทั้งปวงโดยความเป็นตัวตน ของตน ; แม้แต่พระนิพพาน ซึ่งเป็นความหลุดพ้นอันดับสุดท้าย ก็ไม่ยึดมั่นว่าเป็นตัวตนของใคร, หรือว่าเป็นตัวตนของพระ- นิพพานเอง, คงถือให้เป็นสภาพธรรม สภาวะตามธรรมชาติ. พูดตามวิทยาศาสตร์ก็ว่า เป็นธาตุชนิดหนึ่ง นิพพานนี้ เป็นธาตุชนิดหนึ่ง เหมือนกับธาตุทั้งหลาย, ได้ชื่อว่าเป็น ธาตุ แต่มีความหมายเฉพาะว่า เป็นธาตุที่ไม่มีการปรุงแต่ง ปราศจากการปรุงแต่งโดยประการทั้งปวง, เป็นวิสังขาร. คำว่าสังขาร, สังขาร แปลว่า ปรุงแต่ง ; และรู้จัก แยกออกให้ชัดว่า ผู้ปรุงแต่ง ก็เรียกว่า สังขาร, สิ่งที่ถูกปรุง แต่ง ก็เรียกว่า สังขาร, กิริยาอาการที่ปรุงแต่ง ก็เรียกว่า สังขาร, สังขารมันมีความหมายอย่างนี้. เดี๋ยวนี้มักจะมีความรู้แค่หาง อึ่งว่า สังขาร คือร่างกาย ; นี่มันรู้แค่หางอึ่ง ว่าสังขารคือ ร่างกาย. สังขารคือการปรุงแต่ง, อยู่ในลักษณะของผู้ ปรุงแต่ง ก็เรียกว่าสังขาร, ถูกปรุงแต่ง ออกมา ก็เรียกว่า สังขาร, กิริยาอาการที่ปรุงแต่ง ก็เรียกว่าสังขาร ; เตสํ วูป สโม สุโข-ระงับสังขารเหล่านั้นเสียได้เป็นความสุขอย่าง ยิ่งคือหยุดการปรุงแต่งเสียได้, หยุดการปรุงแต่งเสียได้ เรียกว่า
น.88 ๘๔ วิสังขาร, วิสังขาร ไม่มีการปรุงแต่ง เหนือสภาพการปรุงแต่ง. เมื่อจิตถึงวิสังขาร อะไรปรุงแต่งจิตอีกไม่ได้ จิตก็ถึง ภาวะที่เรียกว่านิพพาน, ไม่มีความทุกข์อีกต่อไป. เดี๋ยวนี้มัน มีการศึกษากันน้อยเกินไป เรื่อง การปรุง แต่ง เรื่อง การยึดมั่นถือมั่น เรื่อง การหลุดพ้น, แล้วก็บอก กันว่าไม่ให้เอามาสอนเสียด้วย ห้ามสอนเสียด้วย. นี่หลัก ปฏิบัติที่ห้ามสอน เป็นหัวใจของพุทธศาสนา.นี่ ขอพูดเสียเลย ว่า เรากำลังพูดถึงเรื่องหัวใจของพระพุทธศาสนา- โดยพฤติการณ์ในปัจจุบันจริงๆ กลับถูกห้ามนำมาสอน. มันเป็นอย่างไร คิดดูซิ. เรื่องอนัตตา-ไม่ใช่ตน เป็นหัวใจของพระพุทธ- ศาสนา แต่กลับถูกห้ามนำมาสอน, เรื่องสุญญตา-ว่าง จากตัวตน ก็ถูกห้ามนำมาสอน, ตถาตา - เช่นนั้นเอง ฟังดูเป็นเรื่องพูดเล่นเสียอีก ห้ามนำมาสอน, อิทัปปัจจยตา ไม่ต้องเอามาสอนประชาชน. นั่นเป็นคำพูดที่อันตรายที่สุด เพราะเรื่องอิทัปปัจจยตา คือมันเรื่องทุกสิ่งที่เป็นทุกข์และ ดับทุกข์ เป็นเรื่องของชีวิตจิตใจโดยตรง กลับห้ามไม่ให้นำ มาสอนเสียอีก. ถ้าพูดว่า มัชฌิมาปฏิปทา ก็เห็นเป็น
น.89 ๘๕ เรื่องไม่เกี่ยวกับเราชาวบ้านไปเสียอีก ; ที่จริงมันเกี่ยว ตั้งแต่จุดตั้งต้นถึงจุดสุดท้าย. เรื่อง สามัญญลักษณะ : อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ไม่ให้นำมาสอนกันเสียอีก, หรือมาสอน มาพูดล้อเล่นกันเสียมากกว่า. ทีนี้เรื่องวิสังขาร เรื่องวิสังขาร ที่จิตจะต้องถึงนั่น กลับมืดมนท์ ไม่ต้องการเสียด้วย ; เพราะว่าไม่ปรุงแต่ง นั้น เขาไม่สนุกสนาน, เขาต้องการการปรุงแต่งที่สนุกสนาน. แล้วในที่สุด เรื่องนิพพาน นิพพานก็มืดมิด อยู่ในที่ลับ ในที่มืด, ไม่เอามาเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน อย่างที่กล่าวมา แล้วข้างต้น ว่าเรารอดตัวอยู่ได้นี้ เพราะพระนิพพานน้อย ๆ. นิพพานตัวอย่าง ในชีวิตประจำวัน คือความเยือกเย็น ที่คอยเกิดขึ้นเป็นระยะยาวพอสมควร เพื่อจะดับความ ร้อนที่เกิดขึ้นเป็นประจำวัน มีความเย็นที่ควบคุมอยู่เป็น ประจำวัน. เรื่องอนัตตา หัวใจของพระพุทธศาสนา อย่า เข้าใจเป็นเรื่องพูดเล่น หรือรังเกียจ. คนหนุ่มนักศึกษา ปัจจุบันมองคำว่าอนัตตาเป็นเรื่องเหลือวิสัยบ้าง, เป็นเรื่อง ของคนโง่คร่ำครึอยู่แต่ในวัดบ้าง, แล้วก็อ้างตัวเองจะเป็น
น.90 ๘๖ ผู้แก้ปัญหาของสังคม แก้ปัญหาของโลก นี่บรมโง่ ที่เกลียด เรื่องอนัตตา, แล้วมันตั้งตัวเป็นผู้แก้ปัญหาของสังคมหรือ เรื่องของโลก ถ้าคนในโลก มีความรู้เรื่องอนัตตา ก็ไม่มีความ เห็นแก่ตัว ; เมื่อไม่มีความเห็นแก่ตัว ปัญหาใด ๆ วิกฤตการณ์ใด ๆ ไม่อาจจะเกิดขึ้นในโลก เพราะไม่มีใครเห็น แก่ตัว ตัวเองก็ไม่เป็นทุกข์ ไม่ทำผู้อื่นให้เป็นทุกข์ ; เพราะรู้เรื่องอนัตตา มิใช่ตน จนไม่มีความเห็นแก่ตน, ตัด ความเห็นแก่ตนได้ ก็ด้วยความรู้เรื่องอนัตตา, ถ้าโลกมี ความรู้เรื่องอนัตตาก็จะไม่มีความเห็นแก่ตนในโลกเหลืออยู่. ทำไมองค์การสหประชาชาติไม่สนใจเรื่องนี้ จะมาแก้ปัญหา ของโลก มัวแต่นั่งจับปูใส่กระด้ง กี่ชาติ ๆ มัน ก็ไม่ประสบ ความสำเร็จเพราะไม่รู้ ธรรมะที่จะมาแก้ปัญหาของโลก อันสำคัญ, เหตุสำคัญก็คือความเห็นแก่ตัว มันต้องสอน เรื่องอนัตตา. องค์การสหประชาชาติ ควรจะใช้สาขายูเนสโก เผยแผ่เรื่องอนัตตา ให้มากออกไป. มากออกไป ความ เห็นแก่ตัวก็จะลดลง, ปัญหาต่าง ๆ ก็จะลดลง จะแก้ปัญหาได้ ง่ายขึ้น.
น.91 ๘๗ ที่ นี้เรื่องสุญญตา เรื่องสุญญตา ก็เหมือนกัน เมื่อ เห็นความว่างจากตน มันก็ลดความเห็นแก่ตน, ลด ความเห็นแก่ตน แล้วความเห็นว่าตัวว่าของตัว มันจะลด ความรู้สึกเลวร้ายว่าตัวกูว่าของกู ออกไปเสียได้ ด้วยความรู้ เรื่องสุญญตา, แล้วมันก็รักผู้อื่นโดยอัตโนมัติแหละ ; ข้อนี้ เป็นหน้าที่ของพระธรรม. เราปฏิบัติพระธรรมเพียงว่า ลดความเห็นแก่ตัว ความรักผู้อื่นก็จะเกิดขึ้นโดย อัตโนมัติ ; เดี๋ยวนี้มัวแต่สอนให้รักผู้อื่น รักผู้อื่น แต่ ไม่ได้สอนให้ทำลายความเห็นแก่ตัว มันก็เรื่องละเมอเพ้อฝั่น ; ให้รักผู้อื่น มันต้องสอนให้รู้จักทำลายความเห็นแก่ตัว. อาตมาชอบใจสัญญลักษณ์ของศาสนาคริสเตียน คือ ไม้กางเขน สัญญลักษณ์กางเขนอันยืนเป็นอัตตา เป็นตัว I, แล้วก็ตัดเสียซึ่งอัตตา คือ I นี้จะเป็นหลักการที่ช่วยโลกได้. ตัดความเห็นว่าเป็นตัวตน และความเห็นว่าของตนได้ มันก็รักผู้อื่นโดยอัตโนมัติ; ทำลายความเห็นแก่ตัวเถอะ จะรักผู้อื่นโดยอัตโนมัติ ตถาตานี้ ก็เหมือนกัน มันก็. ไม่มีตน, ตถาตา ไม่มีอะไรที่เป็นตน มันเป็นเช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง,
น.92 ๘๘ เช่นนั้นเอง ตามธรรมชาติ ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ. ถ้าทุกคนเห็นตถาตา เช่นนั้นเองแล้ว ก็ไม่มีใครคิดเป็นเจ้าโลก ; เดี๋ยวนี้มี คนคิดจะครองโลก แบ่งค่ายจะครองโลก จะช่วยกันเอาโลก มาเป็นของกู แล้วครองโลก เพราะมันไม่เห็นตถาตา คือ เช่นนั้นเอง ถ้ามีความรู้เรื่องตถาตามาแล้ว คนที่คิดจะเป็น เจ้าโลกและครองโลกมันก็ไม่มี นี่ อาตมาจึงยืนยันว่า หัวใจยอดสุดของพระพุทธ- ศาสนานั้นช่วยโลกได้ ตถาตา สุญญตา อนัตตา ไม่ให้เกิด ความเห็นแก่ตน มันก็รักผู้อื่นได้ เศรษฐีจะรักขอทานก็ได้ ขอทานจะรักเศรษฐีได้ กรรมกรจะรักนายทุนได้ นายทุน จะรักกรรมกรได้ แม้แต่สิงห์โตก็จะรักลูกแกะได้ ลูกแกะก็ จะรักสิงห์โตได้ นี้มันจะหมดปัญหาถึงขนาดนี้ แต่เขาห้าม ไม่ให้เอามาสอน เรื่องสุญญตา เรื่องอนัตตา. เราเป็นพุทธบริษัท จงเป็นให้สมชื่อ คือเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน รู้สิ่งที่ควรจะรู้อย่างครบถ้วน สิ้นเชิง แล้วก็ตื่นจากหลับคือความโง่ มันก็เบิกบานเหมือนดอกไม้ ที่บาน ไม่รู้จักโรย บานด้วยธรรมะแล้วมันเป็นการบานที่ไม่
น.93 ๘๙ รู้จักโรย นี่ มันจะมาแก้ปัญหาของโลกได้ ด้วยหัวใจของพระ พุทธศาสนาคือ อนัตตา คือสุญญตา คือตถาตา ถ้ามีความรู้ เรื่องอิทัปปัจจยตา จะแก้ปัญหาได้หมด ไม่ว่าปัญหาชนิดไหน ปัญหาทุกชนิดอยู่ในอำนาจของอิทัปปัจจยตา ถ้าเรามีความรู้ เรื่องอิทัปปัจจยตา จะแก้ปัญหาได้หมด ปัญหาขี้ปะติ๋ว ปัญหา อะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ จนกระทั่งเป็นปัญหาสูงสุด เป็นปัญหา ของกิเลส ก็แก้ได้ด้วยความรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา สามารถที่จะ ควบคุมให้เป็นไปแต่ในทางที่ดับทุกข์. ส่วนมัชฌิมาปฏิปทานั้น ไม่ต้องพูดถึง อยู่ตรง กลาง ถ้าคนมีความรู้เรื่องมัชฌิมาปฏิปทา มันก็จะไม่โง่ ไม่ หลงไปอยู่ใต้ความหมายของสิ่งที่เป็นคู่ เดี๋ยวนี้มันโง่ มัน หลง ไปอยู่ใต้อิทธิพลใต้ความหมายของสิ่งที่เป็นคู่ เช่น ชั่ว ดี บุญ บาป สุข ทุกข์ นี้ มันไปหลงยึดติดในความหมายใด ความหมายหนึ่ง จนเกิดเป็นปัญหาขึ้นมา คือว่าโดยทั่ว ๆ ไปนี้ ไปหลงติดในความหมายของคำว่า มั่งมี - ยากจน แพ้ - ชนะ ได้เปรียบ เสียเปรียบ กำไร - ขาดทุน ; นี่ ความหมายเหล่านี้มันครอบงำจิตใจของคนธรรมดา สามัญ ไม่ให้อยู่ในมัชฌิมาปฏิปทา หรือตรงกลาง.
น.94 ๙๐ ศึกษาเรื่องมัชฌิมาปฏิปทา รู้จักอยู่ตรงกลาง มัน เป็นเช่นนั้นเองแหละ ดีหรือชั่ว มันก็เรื่องบ้าเท่ากันแหละ. นี่ ขออภัยนะพูดอย่างนี้ ไม่ใช่ทำลายกำลังใจของผู้ที่จะตั้งใจ ทำดี, ถูกแล้ว มัน ยังทำอะไรมากไปกว่านั้นไม่ได้ ก็จง ทำดีไปเถิด, ละชั่ว แล้วก็ทำดี, ทำดีแล้วก็อย่าบ้าดี อย่าเมาดี อย่าติดดี จึงจะเป็น พุทธศาสนา. ฉะนั้น ผู้รู้พุทธศาสนา จึงพูดว่า ทั้งชั่ว ทั้งดี ล้วน แต่อัปรีย์ ; ฟังดูแล้วมันน่าสะดุ้ง ยิ่งเข้าใจคำว่าอัปรีย์ไม่ ถูกต้องแล้ว ก็ยิ่งสะดุ้งเป็นการใหญ่ เพราะเรากำลังรักดี หลงดี บูชาดีกันอยู่, ท่านต้องการให้มองเห็นว่า ชั่วมัน ก็ยุ่งไปตามแบบชั่ว, ดีมันก็ยุ่งไปตามแบบดี ; ไม่ดี ไม่ชั่วก็อยู่ตรงกลาง นั่นแหละ สบายที่สุด หรือเป็นพระ นิพพาน. ความชั่วนั้นไม่ใช่ความสงบ ถูกแล้ว เห็นได้ง่าย, แต่ความดี ก็มิใช่ความสงบ เพราะมันเป็นสังขาร. ความ ดีก็เป็นสังขาร เท่ากับความชั่ว; เมื่อเป็นสังขารก็มีการ ปรุงแต่ง มีสิ่งที่ปรุงแต่ง มีสิ่งที่ถูกปรุงแต่ง มันก็วุ่นไป ตามแบบหนึ่ง ; แม้ว่าจะตรงกันข้ามกับความชั่ว มันก็มิใช่
น.95 ๙๑ ความสงบ มันต้องเหนือดีขึ้นไป อีกทีหนึ่ง จึงจะถึงความ ว่าง แล้วก็เป็นความสงบ; ฉะนั้นจากชั่วถึงดี จากดี ถึงความว่าง. ทีนี้ ความว่างนั้นน่ารัก, ความชั่วความดีนั้นอัปรีย์ คือไม่น่ารัก. อัปรีย์ ตัวหนังสือแปลว่า ไม่น่ารัก : อัป แปล ว่าไม่ ปรีย์ แปลว่า น่ารัก, อัปรีย์ แปลว่า ไม่น่ารัก, ทั้งชั่ว ทั้งดีล้วนแต่ไม่น่ารัก ไปยึดมั่นถือมั่นแล้วมันกัดเอาทั้งนั้น. นั่น แหละ ทั้งชั่วและทั้งดี อย่าไปยึดมั่นเข้า, อยู่ตรงกลาง ระหว่างชั่วระหว่างดี นั่นแหละไม่ถูกกัด คือไม่เป็นทุกข์. ฉะนั้น ไม่สุขไม่ทุกข์ดีกว่า; ทุกข์มันก็ยุ่งไปตามทุกข์, สุขมันก็บ้าไปตามสุข, มันเป็นการปรุงแต่งที่นั่งก้นไม่ติดพื้น เหมือนกัน. ทั้งสุขทั้งทุกข์มันก็ล้วนแต่อัปรีย์ คือมองดู แล้วมันไม่น่ารัก, มันว่างจากความสุขความทุกข์ คือความ ว่างนั่นแหละ. ถ้าว่าสุขก็กระโดดโลดเต้นไปตามแบบของความ สุข, ทุกข์ก็นอนร้องไห้ไปตามแบบของความทุกข์ ; ไม่สุข ไม่ทุกข์นั้นคือว่าง นั่นน่ะ คือเวลาที่เราจะเป็นสุขที่สุด. เวลาที่เราไม่รู้สึกเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ เราจะรู้สึกเป็นสุขอีก
น.96 ๙๒ ชนิดหนึ่ง. สุขชนิดที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก, เป็นสุขที่ไม่ ประกอบด้วยเหยื่อ เป็นนิรามิสสุข เป็นโลกุตตรสุข โลกุตตรสุขคือไม่สุขและไม่ทุกข์ อย่างในโลกนี้ อยู่เหนือความหมายของสุขและทุกข์ชนิดในโลกนี้; นี่คือ มัชฌิมาปฏิปทา. อย่าไปหลงของคู่ ดี - ชั่ว แพ้ - ชนะ เสียเปรียบ -ได้เปรียบ กำไร -ขาดทุน, นี้มีหลายสิบคู่นะ ซึ่งมนุษย์ในโลกหลงกันจนเป็นบ้าเป็นหลัง. ถ้าเป็นลูกศิษย์ ของพระพุทธเจ้า มีมัชฌิมาปฏิปทา มีสัมมาทิฏฐิ; เห็นว่า ตถตา ตถตา มึงก็อย่างนั้น กู ไม่เอากับมึง, ก็เลยหลีกออก มาได้ ถอนตัวออกมาได้ เป็นความสงบสุข และอยู่ตรงกลาง เป็นมัชฌิมาปฏิปทา. ดังนั้นคำว่า มัธยัสถ์ มัธยัสถ์ ขอให้ใช้ในขอบเขต ที่กว้างขวาง, อย่าเป็นเรื่องเงินเรื่องทองอย่างเดียวเลย ให้เป็น เรื่องของธรรมะทั้งหมด. มัธยัสถ์อยู่ตรงกลาง, อยู่ตรง กลาง ไม่ดี -ไม่ชั่ว ไม่สุข - ไม่ทุกข์ ไม่บุญ - ไม่บาป ไม่ แพ้ - ไม่ชนะ ไม่กำไร - ไม่ขาดทุน ไม่เอาเปรียบ - ไม่ถูกเอา เปรียบ ไม่อะไรทุกๆ คู่ ทุก ๆ คู่ที่มนุษย์รู้จัก กระทั่งว่าไม่ เป็นหญิงไม่เป็นชาย. คิดดูเถอะ หมดความรู้สึกในความเป็น
น.97 ๙๓ หญิงเป็นชาย มันก็ปราศจากปัญหาในชั้นลึก, บางทีก็จะเลย ไปถึงว่า ไม่ใช่คนและมิใช่ ไม่ใช่คน คือไม่เป็นทั้งคนและทั้ง มิใช่คน, ไม่เป็นอะไรไปหมดทุกอย่าง เป็นความว่าง, เป็น ความว่างนั่นสภาพเดิมแท้ คือความว่าง ; สภาพเดิมแท้ เป็นความว่างถูกปรุงแต่งเป็นความวุ่น, สุดเหวี่ยงเข้ามันก็ กลับเป็นความว่าง. ฉะนั้น ชีวิตตั้งต้นด้วยความว่าง ไม่มีตัวตน ; คลอดออกมาจากท้องแม่ มันมีตัวตน ๆ มีตัวตน ; แล้วมัน จะดับทุกข์ได้ ก็ต้องกลับไปสู่ความว่าง อีกทีหนึ่ง ; แต่ เป็นความว่างที่กลับวุ่นไม่ได้. ทีแรกมันเป็นความว่างที่วุ่น ได้ ครั้นวุ่นได้แล้วก็ทำให้หายวุ่น, เป็นความว่าง เป็นพระ นิพพาน ว่างอย่างธรรมชาติธรรมดาที่ยังปรุงแต่งได้ มันไม่ ใช่ว่างจริง เพราะมันว่างชนิดที่วุ่นได้ นี้ต้องอบรมจิต ประภัสสรชนิดนี้ยิ่งขึ้น ๆ ๆ จนเป็นประภัสสรถาวร ก่อนนี้ ประภัสสรชั่วคราว คือกลับวุ่นได้ ที่นี้อบรม ๆ อบรมตาม หลักธรรมะ จนประภัสสรถาวรเป็นพระอรหันต์ ประภัสสร ถาวรคือจิตพระอรหันต์ ประภัสสรชั่วคราว ล้มลุกคลุกคลาน นั้นเป็นประภัสสรของปุถุชน หรือตามธรรมชาติจิตเป็น
น.98 ๙๔ ประภัสสร ก็เรียกว่ามันตั้งต้นจากประภัสสร ไปสู่ความวุ่น แล้วมันก็กลับไปสู่ประภัสสรถาวร. นี้ก็เป็นหัวใจของพระพุทธ ศาสนา ที่เราจะต้องรู้จัก หัวใจพระพุทธศาสนา เรื่องสามัญญลักษณะนี้ คน หนุ่มนักศึกษาสมัยปัจจุบันเห็นว่าเป็นของยายแก่ครึกระ ; รู้จัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั่นแหละ มันจะทำให้เกิดความรู้สึก เป็นเพื่อน, เป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อน ตายกันได้. เรามีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา บีบคั้นย่ำยีอยู่ ตลอดเวลา เราเป็นเพื่อนกัน มีหัวอกอย่างเดียวกัน มีทุกข์ อย่างเดียวกัน หรือสุข ๆ ทุกข์ ๆ อย่างเดียวกัน, เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วก็จะเห็นอกเห็นใจกัน, กลายเป็นคน คนเดียวกัน จนกระทั่งว่า ชีวิตทั้งหมด ทั้งสัตว์มนุษย์ เดรัจฉาน ต้นไม้ต้นไล่ ชีวิตทั้งหมด เป็นชีวิตเดียวกัน มันก็ปลอดภัย ก็รอดตัว. ทีนี้มาถึงคำว่า วิสังขารคตจิต, วิสังขารคตัง - จิตที่ถึงวิสังขาร จิตอบรมดีแล้ว อะไรปรุงแต่งให้เป็นอย่างไร ไม่ได้ ไม่เกิดความรู้สึกเป็นชั่ว -เป็นดี เป็นบุญ - เป็นบาป เป็นสุข - เป็นทุกข์ แก่จิตนั้นอีกต่อไป. จิตนั้นดำรงอยู่ใน
น.99 ๙๕ สภาพอะไรปรุงแต่งไม่ได้, ปรุงแต่งไม่ได้ ; อันนี้ก็คือพระ นิพพาน นั่นแหละ ; เมื่อถึงวิสังขารก็สัมผัสกับพระนิพพาน อะไรปรุงแต่งไม่ได้. คำว่า พระนิพพานนั้น เป็นสิ่งที่ถึงได้ สัมผัส ได้ รู้ได้ ; พระพุทธเจ้าทรงยืนยันข้อนี้อย่างหนักแน่นที่สุด ว่า อตฺถิ ภิกฺขเว ตทายตนํ - อายตนะนั้นมีอยู่ ซึ่งท่านหมาย ถึงนิพพาน. ท่านจึงตรัสว่า มันมิใช่ดิน มิใช่น้ำ มิใช่ไฟ มิใช่ลม มิใช่อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ มิใช่ การไป มิใช่การมา มิใช่การหยุด, คือมิใช่อะไรทุกอย่าง นั่น แหละคือพระนิพพาน ที่จะลุถึงได้, สัมผัสได้ ด้วยจิตที่เป็น วิสังขารคต, ถึงแล้วซึ่งความเป็นจิตที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้ มันก็ปรุงแต่งไม่ได้ ปรุงแต่งไม่ได้. จิตชนิดนี้จะไม่มีอะไร มาโฆษณาชวนเชื่อให้หลงไปได้, และไม่มีอะไรเป็นของแปลก ด้วย. จิตที่ถึงภาวะที่ปรุงแต่งไม่ได้นี้ มันจะรู้สึกไม่มี อะไรถูกปรุงแต่ง ; ฉะนั้นการไปโลกพระจันทร์หรืออะไร น่าประหลาดน่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นสักร้อยเท่าพันเท่า. จิตนี้ก็ รู้สึกว่าเป็นของเด็กเล่นอยู่นั่นแหละ, ไม่มีอะไรมายั่วให้จิตรู้สึก ประหลาดหรืออัศจรรย์ใดๆ ได้. นี่จิตของพระอรหันต์จะไม่
น.100 ๕๖ มีความรู้สึกประหลาดใจอะไรได้ ; ส่วนจิตของบุถุชนนี้แม้แต่ ดาวหางฮัลเล่ย์ ก็ทำให้บ้ากันทั้งบ้านทั้งเมือง, มันปรุงแต่ง ได้อย่างนี้. ฉะนั้นขอให้มุ่งหมายถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา ว่า จิตอยู่ในสภาพที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้ แล้วก็ เป็น นิพพาน คือสภาวะที่เป็นอายตนะ. คำว่า อายตนะ นั้น มันแปลว่า สิ่งที่สัมผัส ได้ ; อายตนะขั้นทั่วไป คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ เป็นสิ่งที่จิตสัมผัสได้ จึง เรียกมันว่าอายตนะ ๖ คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์, นี้โดยพื้นฐาน. ทีนี้อายตนะที่สัมผัสได้ดีไปกว่า นั้น สูงไปกว่าระดับธรรมดาก็คือ อากาสานัญจายตนะ, วิญญานัญจายตนะ, อากิญจัญญายตนะ, เนวสัญญานาสัญญา- ยตนะ นี้ก็เป็นอายตนะที่สัมผัสได้ แต่เป็นสังขาร ยังเป็น สังขาร. แล้วมีอายตนะชั้นวิสังขารคือพระนิพพาน ที่พระ- พุทธเจ้าตรัสว่า อตฺถิ ภิกฺขเว ตทายตนํ, อายตนะนั้นมีอยู่ ; ถ้าเรารู้เรื่องอายตนะอย่างถูกต้อง เราก็จะรู้จักอายตนะตาม ธรรมชาติ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์, นี่ อายตนะชั้นที่เป็นความรู้. การศึกษาของคนยุคหนึ่งที่เรียก
น.101 ๙๗ ว่าดีเลิศ คือ อรูปฌานทั้ง ๔ ; แต่ ถ้าอย่างของพระพุทธ- เจ้าแล้ว มีพระนิพพานอย่างเดียว เป็นอายตนะสูงสุด ๑๐๑ ที่ต้องเข้าถึงให้ได้. ฉะนั้น ขอให้เราเข้าถึงภาวะที่จิตใจมีอะไรปรุง แต่งไม่ได้ ไม่มีอะไรน่ารัก น่าโกรธ น่าเกลียด น่ากลัว น่าวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา หึงหวงเป็นต้น, ไม่มีอะไรแปลก ไม่มีอะไรน่าเกลียด ไม่มีอะไรน่ากลัว ไม่มี อะไรน่ารัก ไม่มีอะไร น่าอัศจรรย์, ไม่มีอะไรน่าอัศจรรย์ แม้ แต่ความรู้ความคิดรื่องอวกาศ เรื่องปรมาณู อะไรอีกร้อย เท่าพันเท่า ก็เป็นของเด็กเล่น, ไม่น่าอัศจรรย์สำหรับบุคคล ผู้มีจิตลุถึงแล้วซึ่งวิสังขารคตะ คือจิตถึงแล้วซึ่งวิสังขาร ; นี้เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นผลของ การปฏิบัติ, ยอดสุดของหัวใจของพุทธศาสนาในชั้นที่เป็น ผลของการปฏิบัติ เราจงรู้จัก หัวใจในขั้นปริยัติ สอนเรื่องความ หลุดพ้น, รู้จักหัวใจ ในขั้นปฏิบัติ คือปฏิบัติเพื่อความ หลุดพ้น, รู้จักหัวใจแห่ง ผลของการปฏิบัติ คือปฏิเวธว่า หลุดพ้นแล้ว มันเป็นเรื่องหลุดพ้นอย่างเดียว, หลุดพ้น
น.102 ๙๘ อย่างเดียว ; ทำให้หลุดพ้นอย่างเดียว จะเป็นความรู้ก็ได้, เป็นการปฏิบัติก็ได้, เป็นผลของการปฏิบัติก็ได้, ก็เป็นหัวใจ ของพระพุทธศาสนาทั้งนั้น. ดังนั้นขอให้มีความรู้เรื่องหัวใจของพระพุทธศาสนา กันอย่างนี้ สำหรับ พุทธบริษัท เราทุกคน ที่ จะต้องเข้าถึง หัวใจแห่งศาสนาของตน ๆ. ส่วนศาสนาอื่น ศาสนิก ของเขาก็เข้าถึงหัวใจของศาสนาของเขาไปตามเรื่องตามราว ; แต่เรา พวกเราที่เป็นพุทธบริษัทนี้ ขอให้เข้าใจถึงหัวใจของ พระพุทธศาสนา กันในลักษณะอย่างนี้เถิด, จะเป็นพุทธ บริษัทเต็มตัว หรือว่าค่อย ๆ เต็ม ค่อย ๆ เต็ม ค่อย ๆ เต็ม จนเต็มตัว นี่ความสำคัญที่จะต้องรู้จักหัวใจแห่งพระพุทธ- ศาสนา อาตมาจึงได้ยกเอาขึ้นมาเป็นปณิธานข้อแรก, ข้อแรกให้ทุกคนเข้าใจถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน แล้ว ก็จะหมดปัญหา. นี่ การบรรยายในวันนี้ ก็บรรยายขยายความเรื่อง ปณิธานข้อแรก ให้ทุกคนเข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน ๆ. หวังว่าท่านทั้งหลายที่ได้มาร่วมประชุมกัน ให้ของขวัญแก่ อาตมา งดอาหารกันเสียวันหนึ่งนี้ ก็ขอให้มันรวมอยู่ในการ
น.103 ๙๙ ประพฤติปฏิบัติ ที่จะเข้าถึงหัวใจแห่งพระพุทธศาสนาด้วยกัน ทั้งหมดทั้งสิ้น. เห็นไหมว่า มันไม่ตายดอก, แล้วมันก็ คลายความยึดมั่นถือมั่นลงไปได้ไม่น้อยเหมือนกัน คือจะไม่ แยแสกับกิเลสตัณหาหรือความเคยชินของกิเลสตัณหา ; วันนี้ ล้อมันเล่น ล้ออายุมันเล่นเสียด้วยการไม่กินอาหารเสียสักวัน หนึ่ง. หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้รับประโยชน์ จากการกระทำ บุญชนิดที่เรียกว่า ล้ออายุ ล้อเลียนอายุ ที่มันน่าล้อ ด้วยกัน ได้จงทุก ๆ คนเถิด, จะได้มีความเจริญงอกงามก้าวหน้า ใน ทางแห่งพระพุทธศาสนา ของสมเด็จพระบรมศาสดา, มีความ ก้าวหน้าในทุกวิถีทาง มีความสุขสวัสดีอยู่ทุกทิพาราตรีกาล เทอญ. ขอยุติการบรรยายภาคเช้า. ———————
น.104 ธรรมบรรยาย วันล้ออายุ ภาคบ่าย ๒๗ พ.ค. ๒๕๒๙ ปณิธานข้อ ๒ การทำความเข้าใจระหว่างศาสนา. ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรม และเพื่อนสหธรรมิกทั้งหลาย, ข้าพเจ้ารู้สึกเห็นใจในความเสียสละของท่าน ทั้งหลาย ที่เสียสละในการทำบุญล้ออายุวันนี้ ต่อสู้กับฝนอย่างไม่ยอมแพ้, และขออนุโมทนา ว่าจงจัดให้มันเป็นบทเรียนสำหรับศึกษา สำหรับทดสอบ หรือสอบไล่อะไรพร้อมกันไปในตัว; ควร จะพอใจยินดี ที่จะได้ศึกษาสอบไล่เพิ่มออกไปเป็นกรณีพิเศษ. ที่นี้สำหรับการบรรยายในครั้งที่ ๒ นี้ ก็จะบรรยาย โดยหัวข้อว่า การทำความเข้าใจระหว่างศาสนา ซึ่งเป็น ๑๐๐
น.105 ข้อที่ ๒ ของข้าพเจ้า โดยแท้จริงไม่ได้เป็นเรื่องธรรมะ โดยตรง; การทำความเข้าใจระหว่างศาสนานี้เป็นธรรมะ การเมือง ; แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นหน้าที่ เป็นหน้าที่ที่จะ ต้องทำ, เมื่อเป็นหน้าที่มันก็ต้องจัดเป็นธรรมะไปทั้งนั้น เพราะว่ามันจะต้องแก้ปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอไป. การทำความเข้าใจระหว่างศาสนา ก็เพื่อแก้ ปัญหาคือการกระทบกระทั่งกัน ในระหว่างศาสนา ซึ่งมี ผลมาถึงบุคคลแต่ละคน. เดี๋ยวนี้ก็มี ปัญหาเกี่ยวเนื่องกับ ศาสนาต่างกัน ทางการเมืองบ้าง, ทางภายในหรือส่วนบุคคล บ้าง ก็มีอยู่ แล้วก็เป็นปัญหาใหญ่โตเหมือนกัน ที่เป็นปัญหา ทางการเมือง เกิดจากพลเมืองถือศาสนาต่างกันวิวาทกัน อะไรกันทำนองนี้. เราอาจจะขจัดปัดเป่าปัญหา ประเภท นี้โดยเฉพาะออกไปได้ โดยการทำความเข้าใจระหว่าง ศาสนา. ในครั้งที่แล้วมา ได้บรรยายถึงการเข้าถึงหัวใจแห่ง ศาสนา ถ้าว่ามีการเข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาแล้ว ก็เป็น การง่ายที่จะทำความเข้าใจระหว่างศาสนา, มันเกี่ยวเนื่อง กัน. ขอให้แต่ละศาสนามีศาสนิกที่เข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของ
น.106 ๑๐ ๒ ตน ๆ เถิด มันจะแก้ปัญหากระทบกระทั่งระหว่างศาสนาได้ เป็นแน่นอน, และจัดว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับสมัยนี้ ซึ่ง กำลังมีปัญหาชนิดนี้อยู่แล้ว แม้ว่าจะเรียกว่าเป็นสมัยที่เจริญ แล้ว ในโลกที่เจริญแล้ว มันก็ยังเป็นปัญหาอยู่นั่นเอง ดังนั้น มันก็ยังมีหน้าที่ที่จะขจัดปัญหานี้. เราจะต้องทำความเข้าใจ ระหว่างกันและกัน เพื่อให้เกิดการยอมรับสภาพความจริง เป็นลำดับ ๆ ไป. โลกมีหลายศาสนา เป็นไปตามธรรมชาติ โลกต้องมีหลายศาสนา นี้เป็นสภาพความจริง อันแรกที่ต้องยอมรับ ว่าโลกนี้ต้องมีหลายศาสนา มันจำเป็น ที่สุด ; เพราะว่าคนในโลกไม่เหมือนกัน มันจัดเป็นพวก ๆ เป็นยุคเป็นสมัย, แล้วก็มีภูมิหลังแห่งวัฒนธรรมต่างกัน ๆ ฝังแน่นอยู่ในจิตใจเปลี่ยนไม่ได้, เขาก็เหมาะที่จะถือศาสนาที่ เหมาะสมกับภูมิหลังแห่งวัฒนธรรมของตน ๆ โดยภูมิศาสตร์. ในโลกนี้ก็ต้องแบ่งศาสนาให้เหมาะสมกับมนุษย์ ตามถิ่นโดย ภูมิศาสตร์และยังจะต้องคำนึงถึงขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ มันมีอยู่อย่างแน่นแฟ้น ซึ่งจะต้องปรับปรุง.
น.107 ๑๐๓ เช่นว่า ศาสนาพุทธ นี่แหละ ครั้นเข้าไปถึงธิเบต เข้าไปถึงจีนเป็นต้น ก็เปลี่ยน มีอะไรเปลี่ยน มีอะไรผสม บวกเข้าไป จนต้องเรียกกันว่า พุทธศาสนาในประเทศไทย, พุทธศาสนาในประเทศพม่า, พุทธศาสนาในประเทศลังกา, ซึ่งฟังดูแล้วว่ามันต่างกัน แล้วมันก็เป็นความจริงอย่างนั้น เพราะพุทธศาสนาต้องถูกบวกเข้าด้วย ภูมิหลังของวัฒนธรรม หรืออะไรต่าง ๆ ที่มันฝั่งแน่นอยู่ ในประชาชนเหล่านั้น เราจึงมีศาสนาอย่างไทย อย่างพม่า อย่างลังกา อย่างธิเบต อย่างจีน อย่างอะไรต่าง ๆ จนพวกฝรั่งงงไปหมดแหละ ไม่รู้ว่า พุทธศาสนาในประเทศไหนจะเป็นของเดิมแท้. นี้มันก็เป็น ธรรมดา ที่ว่ามัน จะต้องมีอะไรเจือปนเข้าไปในศาสนา ซึ่งมีหัวใจมุ่งหมายจะกำจัดความเห็นแก่ตนของคนทุก คน. ในโลกนี้ก็มีหลักเกณฑ์ที่ยอมให้มีได้หลายศาสนา เพราะว่าต่อสู้กับธรรมชาติไม่ไหว, ธรรมชาติบังคับให้มีหลาย ศาสนา เพราะความต่างกันของภูมิศาสตร์ ของขนบธรรมเนียม ประเพณี ของวัฒนธรรมต่างๆ ดังที่กล่าวแล้ว; แม้ใน ประเทศเดียวก็ยังต้องมีหลายศาสนา, และรัฐธรรมนูญของ
น.108 ๑๐๔ แต่ละประเทศ ก็ยินยอมหรือถึงกับส่งเสริมความมีศาสนาได้ หลายศาสนา, ยิ่งกว่านั้นในครอบครัวเดียว บางทีก็ต้องมี หลายศาสนา สามีกับภรรยาถือกันคนละศาสนา, มันก็เป็นสิ่ง ที่มีหรือจำเป็นจะต้องมี จะต้องแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้ได้. เราจะต้องนึกถึงนิสัยใจคอ ของคนแต่ละพวก รสนิยม วัฒนธรรม ยุค สมัย ถิ่นประเทศ สิ่งแวดล้อม และสถาน- การณ์บางอย่างหรือหลายอย่างมันบังคับ ; เมื่อต้องมีได้หลาย ศาสนา หรืออยู่ร่วมกันโดยมีศาสนาต่างกัน ก็ต้องมีวิถีทาง ที่จะแก้ไข ปัญหาหรือเหตุการณ์ร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น. ด้วยเหตุนี้แหละ จึงต้องมีเรื่องการทำความเข้าใจระหว่าง ศาสนา, และจะต้องทำความเข้าใจกันอย่างยิ่ง ขอใช้คำค่อน ข้างโสกโดกว่าสุดเหวี่ยง สุดเหวี่ยง, จะต้องทำอย่างสุดเหวี่ยง ในการทำความเข้าใจระหว่างศาสนา เพื่อจะแก้ปัญหาอันจะ เกิดขึ้น. ทุกศาสนามีความมุ่งหมายตรงกัน. ทีนี้ก็จะดูต่อไปว่า จะทำการแก้ไข ทำความเข้าใจ ได้อย่างไรบ้าง? จะต้องมองให้เห็นความจริงอันหนึ่งว่า ทุก
น.109 ๑๐๕ ศาสนามีความมุ่งหมายตรงกัน ; ทุกศาสนา มีความมุ่งหมาย ให้เกิดสันติสุขแก่บุคคล, ให้เกิดสันติภาพแก่สังคม, มุ่งหมายอย่างนี้ด้วยกันทุกศาสนา ไม่มีใครมุ่งหมายดอก ความจำเป็นนั่นแหละมันบังคับ ให้เกิดขึ้นอย่างเหมาะสมแก่ มหาชนในถิ่นนั้น ๆ จนให้เขาได้รับความพอใจในความสุข ส่วนตัว และความสงบของสังคม. แต่ถ้า มองดูในส่วน ลึก ส่วนลึกขึ้นไปอีก. มันก็จะพบว่า ทุกศาสนานั้นมุ่งหมาย ที่จะควบคุมสัญชาตญาณแห่งความมีตัวตน. ในการบรรยายครั้งที่ ๑ ที่แล้วมา ก็ได้กล่าวอย่าง ชัดแจ้งถึงเรื่องนี้ ว่าคนเรามันมีสัญชาตญาณกลาง ๆ ที่พร้อม ที่จะเปลี่ยนไปเป็นกิเลสฝ่ายต่ำ, และที่จะเปลี่ยนไปเป็นโพธิ ในฝ่ายสูง. เรา มีระบบศาสนาเป็นเครื่องควบคุมสัญ- ชาตญาณ ให้เป็นไปแต่ในทางสูง, ควบคุมสัญชาตญาณ แห่งความมีตนนั่นแหละ ให้เกิดความมีตนเป็นไปในทางสูง ๆ สูงขึ้นไป จนหมดตัวตน จะแก้ปัญหาได้ถึงที่สุด. คำสอนของทุกศาสนา มุ่งหมายตรงไปที่การ ทำลายความเห็นแก่ตน, มันเป็นอันตรายร้ายกาจที่สุดของ มนุษย์, ทำให้เกิดปัญหาแก่สังคมและบุคคลอย่างยิ่ง. ทุก
น.110 ๑๐๖ ศาสนาจึงมุ่งหมายที่จะประสานสังคม จนกล่าวได้ว่า ทุกศาสนา มีหัวใจเป็นสังคมนิยม. แต่เดี๋ยวนี้คนเขาก็เกลียดคำว่าสังคม- นิยมกันอยู่มาก คือฝ่ายที่เห็นว่าสังคม นิยมเป็นเรื่องของ คอมมิวนิสต์, ที่จริงสังคมนิยมของคอมมิวนิสต์ มันไม่ใช่ สังคมนิยมที่ถูกต้อง หรือสังคมนิยมของทั้งหมดของทุกคน มันเป็นสังคมนิยมของชนพวกกรรมาชีพ ของพวกชนกรรมา- ชีพหรือกรรมกรเท่านั้น, มันไม่อาจจะรวบเอาพวกที่แปลก แตกต่างออกไปจากนั้น. ศาสนามุ่งหมายจะให้รักกัน จะให้ สัมพันธ์กันได้ ในหมู่ชนที่ต่างกัน ; เราจะต้องเพิ่มเติม ลักษณะเฉพาะเข้าไปอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นสังคมนิยมที่ ประกอบไปด้วยธรรม. สังคมคือทุกคนทุกชีวิตในจักรวาลนี้ เรียกว่าสังคม ถ้ามีประโยชน์แก่สังคมอย่างนี้ได้ มันก็วิเศษละ มันจะได้อยู่ เป็นผาสุกกันทั่วทั้งจักรวาล; แต่เขายืมเอาคำว่า สังคมนิยม ไปใช้สำหรับพวกคอมมิวนิสต์ หรือฝ่ายซ้ายเสียแล้ว เราก็จะ ต้องเพิ่มเติมลักษณะเฉพาะขึ้นมา ว่าต้องเป็นธัมมิกสังคม- นิยม คือสังคมนิยมที่ประกอบไปด้วยธรรมะ คือความ ถูกต้อง.
น.111 ๑๐๗ ความถูกต้องคือไม่เกิดโทษอันตรายแก่ฝ่ายใด แต่ เกิดประโยชน์สุขแก่ทุกฝ่าย ; ถ้าเรารักกันได้หรือไม่เห็น แก่ตน มันก็เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย คือว่า พวกคนจน ก็รักคนมั่งมีได้, คนมั่งมีก็รักคนจนได้, นายทุนก็รักกรรมกร ได้, กรรมกรก็รักนายทุนได้, เศรษฐีรักขอทาน ขอทานรัก เศรษฐี, กระทั่งว่าแมวรักหนูได้ หนูรักแมวได้, ต้อง ถึงขนาดนั้น. เป็นเจตนารมณ์ของธรรมิกสังคมนิยม ซึ่ง อาตมาก็ได้พยายามเปิดเผยความคิดข้อนี้ ก็ได้รับความสนใจ จากหลายทิศทาง กำลังเอาไปวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ในที่ต่าง ๆ โดยหวังว่าจะเกิดสังคมนิยมใหม่ ชื่อว่า ธัมมิกสังคมนิยม มุ่งหมายให้ทุกคนลดความมีตัวตน หรือไม่เห็นแก่ตน จนรักผู้อื่นได้ รักสิ่งที่มีชีวิตได้, เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไปถึงความ สุขของมนุษย์ทุกคน ของสัตว์เดรัจฉานทุกตัว ของต้นไม้ ทุกต้น. ถ้ามันมีวิญญาณแห่งสังคมนิยมโดยแท้จริงแล้ว มันก็จะเกิดผลอย่างนี้ขึ้นมา. นี่ ขอให้มุ่งหมายให้เป็นข้อแรกว่า ทุกศาสนา มีวิญญาณแห่งสังคมนิยม ; แต่เพื่อให้เป็นคำที่ใช้ได้แน่ นอน ชัดเจนยิ่งขึ้น ต่างหากจากคำว่าสังคมนิยมที่มีความ
น.112 ๑๐๘ หมายเสียไปหมดแล้วนั่น นับเป็นคำใหม่ว่า ธัมมิกสังคมนิยม. ขอให้ถือเป็นหลักว่า ทุกศาสนาเลยมีหัวใจหรือวิญญาณเป็น ธัมมิกสังคมนิยม ขอให้พิจารณาดูให้ดีที่สุด ในความจริงข้อนี้ ทุกศาสนาต้องร่วมมือกัน. ทีนี้ก็มาถึงข้อที่จะต้องพิจารณาว่า ศาสนาทุกศาสนา ต้องร่วมมือกัน เพราะมันมีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ร่วมโลก กัน ; ถ้าอยู่อย่างมีศัตรูกัน ก็เป็นความพินาศของโลก นั่นเอง. ศาสนาทุกศาสนาต้องร่วมมือกันในลักษณะสหกรณ์, ร่วมทำกิจกรรมอย่างหนึ่ง คือสันติภาพของโลก. ทุกศาสนา ร่วมมือกันอย่างที่เรียกว่าสหกรณ์ เพื่อสันติภาพของโลก โดย มองเห็นได้ว่า มีวิถีทางคือ คุ้มครองสังคม ทำลายสิ่งซึ่งเป็น ข้าศึกของสังคม. ศาสนามีหน้าที่ อย่างนี้ มีคุณประโยชน์ ที่จะใช้ได้ในลักษณะอย่างนี้ คือคุ้มครองสังคม. ศาสนาจะคุ้มครองสังคมได้ ก็ต่อเมื่อสังคมมี ศาสนา ; เดี๋ยวนี้มันก็มีศาสนาต่าง ๆ กัน จึงขอยืนยันว่า ขอให้เข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน ๆ แล้วก็จะไปพบว่า มันมีความเหมือนกัน คือทำลายความเห็นแก่ตัว. ถ้าจะ
น.113 ๑๐๙ เปรียบ ก็เปรียบเหมือนกับน้ำ น้ำ น้ำมีหลายอย่าง น้ำทะเล น้ำในลำธาร น้ำอ้อย น้ำตาล น้ำผึ้ง กระทั่งน้ำปัสสาวะ น้ำสกปรก น้ำครำนี่ ; ถ้าดูภายนอกแล้วต่างกัน, แต่ถ้า เจาะเข้าไปให้ลึกถึงส่วนลึกของน้ำทุกน้ำ ก็จะพบน้ำที่บริสุทธิ์: แม้ในน้ำปัสสาวะ. แม้ในน้ำครำ ถ้าแยกออกมาได้เฉพาะน้ำ ที่บริสุทธิ์ มันก็จะได้น้ำบริสุทธิ์ อย่างเดียวกับน้ำบริสุทธิ์ ทั่วไป คือน้ำกลั่น, น้ำกลั่นคือน้ำบริสุทธิ์ จะหาพบได้ในน้ำ ทุกชนิด : ในน้ำส้ม ในน้ำหวาน ในน้ำโคลน ในน้ำปัสสาวะ เป็นต้น ; นั่นหัวใจส่วนลึกมันเป็นอย่างนั้น. ศาสนาก็เหมือนกัน แม้ว่ารูปแบบภายนอกมันจะ ดูต่างกันมาก ถึงขนาดว่ามันจะตรงกันข้าม ; แต่ถ้า เจาะ ลึกเข้าไปถึงภายใน แล้วจะพบว่า พระศาสดานั้น ๆ มุ่ง หมายเพื่อให้เกิดสันติสุขส่วนบุคคล, หรือ สันติภาพส่วน สังคม ด้วยกันทั้งนั้น, เจาะเข้าไปลึกถึงขั้นนั้นเถิด มันก็จะ พบความที่จะเข้ากันได้, อย่าเอาเปลือกนอกซึ่งระเกะระกะไป ด้วยหนามหรือด้วยเปลือกแข็งนี้ ขอให้เข้าถึงเนื้อในแล้วมัน จะกลมกลืนเป็นอันเดียวกันได้. นายวิทยากันมาก
น.114 ๑๑๐ ศาสนาทุกศาสนาต้องทำหน้าที่ เป็นแสงสว่าง ของสังคม, นำวิญญาณของสังคมไปอย่างถูกวิถีทาง คือ ไป สู่จุดหมายปลายทางไม่เห็นแก่ตัว แล้วรักผู้อื่น โดย อัตโนมัติ. ข้อนี้ขอให้สนใจให้มาก ถ้ามันไม่เห็นแก่ตัว แล้ว มันจะรักผู้อื่นโดยอัตโนมัติ ; ดังนั้น หน้าที่ของศาสนาจึง มีหน้าที่เพียงแต่ทำลายความเห็นแก่ตัว, ทำลายความเห็น แก่ตัว เมื่อ หมดความเห็นแก่ตัว จะรักผู้อื่นโดยอัตโนมัติ โลกนี้ก็จะมีสันติภาพ. ศาสนามีหน้าที่ในการประสานสังคม แต่ละ สังคม ให้หันไปหาธัมมิกสังคมนิยม ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น. ศาสนาต้องเอาหัวใจของศาสนาของตน ๆ มาเป็นเครื่องยึดถือ หรือเหนี่ยวรั้งของสังคม, สังคมก็จะน้อมนำไปสู่ธัมมิกสังคม- นิยม, ความรักโดยสภาพธรรมชาตินี้ ได้เป็นแน่นอน. ถ้าจะเรียกว่ามีพระเจ้าก็มีไม่มีพระเจ้าก็มี ศาสนา ที่มีพระเจ้ามุ่งหมาย สันติสุขของมนุษย์, ศาสนาไม่มี พระเจ้าก็มุ่งหมายสันติสุขของมนุษย์ ; เราใช้คำว่าพระ- เจ้าให้ถูกต้อง, ให้มีความหมายที่ถูกต้อง’ ว่าสิ่งที่มีอำนาจสร้าง ขึ้นมา, มีอำนาจควบคุมไว้, มีอำนาจทำลายยกเลิกเป็นครั้ง
น.115 ๑๑๑ คราว ; มีอำนาจดูแลอยู่ในที่ทั่วไป, บังคับบัญชาอยู่ในที่ ทั่วไป. สิ่งนี้มีอยู่ เขาจะเรียกว่าพระเจ้าก็ตามใจเขา ; แต่ เราเรียกว่ากฎของธรรมชาติ, สัจจธรรมของธรรมชาติ หรือ พระธรรม ก็มีสิ่งที่มีหน้าที่อย่างเดียวนั่นแหละ ; ตรง กัน โดยอาศัยพระเจ้าก็ได้. เอาคุณภาพของพระเจ้า อย่า เอาเปลือกของพระเจ้า มาเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งสังคม ; การ ดับทุกข์มันต้องเป็นไปตามกฎข้อนี้แหละ. ขอให้สนใจกัน มากเป็นพิเศษ ว่าเรื่องราว การดับทุกข์นั้นมันเป็นไปตาม กฎของธรรมชาติ เพราะว่าความทุกข์เกิดขึ้นตามกฎของ ธรรมชาติและเหมือนกันในทุกชีวิต. เดี๋ยวนี้คนถือศาสนาต่างกันมาก จนไม่ค่อยจะมอง หน้ากัน ; แต่ไปดูเถอะว่าใน หัวใจของคนเหล่านั้น ซึ่ง ต่างศาสนากัน นั่นแหละ มันก็ มีกิเลสเหมือนกัน. ความ โลภ ของคนที่ถือศาสนาพุทธ ก็ไม่ต่างจากความโลภของคน ที่ถือศาสนาคริสต์ อิสลาม พราหมณ์ฮินดู ซิกข์อะไร, ความ โกรธ ก็เหมือนกัน, ความหลง ก็เหมือนกัน. ฉะนั้น ความ ทุกข์ ที่เกิดขึ้นมัน ก็เป็นความทุกข์เหมือนกัน, ถ้าไปดูกัน ที่ ตัวกิเลส และ ตัวความทุกข์ แล้ว มันก็ เหมือนกันดิกเลย
น.116 ๑๑๒ ของทุกคนที่ถือศาสนาต่างกัน. เมื่อเป็นอย่างนี้มันก็ ควร จะมีสิ่งซึ่งแก้ทุกข์ หรือดับทุกข์ได้ร่วมกัน ไม่ว่าเขาจะ ถือศาสนาอะไร ; เหมือนอย่างว่าปัจจุบันใครจะถือศาสนา อะไรก็ตามใจ ถ้ากินน้ำตาลมันก็รู้สึกหวาน, ถ้ากินเกลือมัน ก็รู้สึกเค็ม. ถ้ากินน้ำส้มมันรู้สึกเปรี้ยว, อย่างนี้ใช่ไหม ? จะถือศาสนาอะไร มันก็ไม่เว้นที่ว่าจะต้องมีความเป็นอย่าง เดียวกันอยู่ในด้านลึก. หรือว่าจะมี ยาแก้โรค ขึ้นมาในโลก แม้แต่ยาแก้ปวดศีรษะอย่างนี้ คนถือศาสนาอะไรซื้อไปกิน มันก็หายได้, ไม่ว่าจะถือศาสนาอะไร. ทีนี้มันยิ่งกว่านั้นก็ว่า เมื่อกิเลสของคนก็เหมือนกัน ความทุกข์ของคนก็เหมือนกัน ในการที่จะดับทุกข์ มันก็เหมือนกันได้, เหมือนกับว่า ยาแก้โรคทางฝ่ายกายใช้ร่วมกันได้อย่างนี้ ยาแก้โรคในทาง ฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณ มันก็ใช้ร่วมกันได้อย่างนี้แหละ. ฉะนั้น ถ้าเขามา คิดนึกกันเสียใหม่ว่า ไม่พูดถึง ว่าศาสนานั้นศาสนานี้ ; เอาแต่ว่า มีความทุกข์ มีกิเลส อยู่ ในภายในอย่างไร, แล้ววิธีใดจะดับทุกข์ และ ดับกิเลส เหล่านั้นได้ มันก็ใช้ได้: เมื่อดับกิเลสหรือดับทุกข์ได้ มันก็หมดปัญหา. จะประกาศตัวว่า ถือศาสนาอะไรก็ตาม
น.117 ๑๑๓ ใจ แต่การดับกิเลส และดับทุกข์นั้น มีวิธีเดียวเท่านั้น สำหรับทุกคน เพราะว่ามันเหมือนกัน. ความโลภ ความโกรธ ความหลง ของใครก็ตาม ; จะถือศาสนาอะไรก็ตาม, อยู่ที่มุมโลกไหนก็ตาม, แม้พวก เทวดาบนฟ้าก็ตาม, สัตว์ในนรกก็ตาม, ถ้า มีกิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลงแล้วมันเหมือนกัน. ฉะนั้นการที่จะ ดับกิเลสและความทุกข์ก็เป็นวิธีเดียวกัน. นี่มันมีความที่จะต้องร่วมกัน ร่วมกัน ใช้ร่วมกัน ปฏิบัติ ร่วมกันได้ อยู่ในส่วนลึกของมนุษย์เรา. วิธีดับทุกข์แบบพุทธศาสนาใช้ได้แก่ทุกชีวิต. นี่คือหนทางที่จะทำความเข้าใจระหว่างศาสนาของ พวกเรา ที่เป็นพุทธบริษัท รับรู้ไว้ด้วย ว่าเรามีหลักวิธีที่ จะดับทุกข์ ตามแบบของพุทธศาสนา, ท้าทายทั่วโลกทั่ว จักรวาลเลยว่า เรามีวิธีดับทุกข์ชนิดนี้ ที่ใช้ได้แก่ทุก คนหรือทุกชีวิตที่มีอยู่ในโลก. เขาก็จะบ่ายเบี่ยงโดยที่ว่า ยึดมั่นถือมั่นในศาสนาในชื่อของศาสนาในประเพณีอะไรของ ศาสนา ไม่ยอมรับ ก็ดับทุกข์ตามแบบนี้ไม่ได้ ก็ตามใจเขา ;
น.118 ๑๑๔ แต่ ถ้าเขายอมรับ ยอมศึกษา ยอมใคร่ครวญ แล้ว ก็จะมี เหตุผลแสดงเพียงพอว่า มันดับทุกข์ได้จริง. ถ้าเขามา ถึงความเข้าใจนี้แล้ว เขาก็จะลองดู เมื่อเขาลองดูมันดับทุกข์ ได้จริง, เขาก็ใช้วิธีนี้กับกิเลสและดับทุกข์ของเขาได้สิ้นเชิง ยังคงเรียกตัวเองว่าศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาฮินดู ซิกข์อะไรก็ตาม ; นี่มันจะเป็นได้ถึงอย่างนี้ อาตมามีความหวังลึกซึ้งอย่างนี้ จึงกล้าพูด ; ขอให้ ช่วยกันทำความเข้าใจระหว่างศาสนา; แม้ว่าศาสนา บางศาสนายืนยันว่า ศาสนาจริงแท้มีแต่ศาสนาเดียว นอกนั้น เป็นมิจฉาทิฏฐิก็ได้ ; เขาพูดอย่างนั้นก็ได้ ; เขาพูดใน พวกเขา สำหรับคนพวกเขา, แต่มันไม่เป็นความจริงสากล, ไม่ต้องออกชื่อศาสนาไหนดอก เขามีบทบัญญัติในศาสนาหนึ่ง ว่า ศาสนาแท้จริงมีแต่ศาสนาเดียว, ศาสดามีแต่องค์เดียว, ความถูกต้องมีแต่ในศาสนานั้น, ศาสนาอื่นเป็นมิจฉาทิฏฐิ, นั้นมันพูดให้คนพวกหนึ่งฟัง พูดให้คนหนึ่งฟัง ไม่ใช่กฎความ จริงทั่วไป. เราเสียอีกก็อาจจะพูดอย่างนั้นด้วยเหมือนกัน ; แต่ เราได้รับคำสั่งสอนให้ละมานะทิฏฐิยึดมั่นถือมั่น เรา ก็ไม่ต้องพูดอย่างนั้น ; แต่เราจะพูดว่า ศาสนานี้มีวิธี
น.119 ๑๑๕ การดับทุกข์อย่างนี้เป็นของสากล ดับทุกข์ได้แก่ชีวิต ทุกชนิด ; ขอให้ลองดู. อย่างที่พูดมาแล้วว่า ถ้ามีความเห็นแก่ตน มันก็เกิด โลภ โกรธ หลง มันมีความทุกข์, ทุกชีวิตจะเป็นอย่างนั้น ถ้าดับความเห็นแก่ตัวเสียได้ ก็ไม่อาจจะเกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง, มันก็ ไม่มีความทุกข์. นี่เป็น ของสากลของธรรมชาติ, เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติอัน ลึกซึ้ง ที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบและนำมาเปิดเผย. มีบาลีหลายแห่งที่เป็นการยืนยัน, ตรัสว่าพระองค์ เป็นผู้นำมาเปิดเผย, ใช้คำว่า "เปิดเผย" กระทำให้หงาย ทำ ให้ตื้น, กระทำให้แจ้ง เป็นผู้เปิดเผยความจริงอันลึกซึ้งของ ธรรมชาติ ซึ่งพระองค์ก็ทรงเคารพกฎเกณฑ์อันนั้น, เป็น กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ซึ่งเรียกว่าธรรมะ. ธรรมะนี้ เหนือพระพุทธเจ้า ยังมีสิ่งซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเคารพ คือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ตามที่บังคับธรรมชาติให้เป็น ไปอย่างไร : ทำอย่างนี้เป็นทุกข์, ทำอย่างนี้ก็ไม่เป็นทุกข์. นี้เป็นกฎลึกซึ้ง ซึ่งพระองค์ทรงค้นพบ และ ทรงนำมาเปิดเผย, และทรงย้ำมาก ทุกคราวที่กล่าวถึง
น.120 ๑๑๖ อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท ; จะมีว่าตถาคต เป็นผู้เปิดเผย เป็นผู้กล่าว เป็นผู้ประกาศ เป็นผู้บอก ท่านทั้งหลายจงมองเห็น อย่างนี้ว่า : อวิชชา เป็นปัจจัยเกิดสังขาร - สังขารเป็นปัจจัย เกิดวิญญาณ อย่างนี้เป็นต้น ทุกข้อ ๆ ทีละข้อละข้อ. พระ- พุทธเจ้าเป็นผู้เปิดเผยสัจจธรรมอันแท้จริงสูงสุดที่พระพุทธ- องค์ได้ทรงเคารพ นำมาเปิดเผยให้พวกเรารู้, แล้วก็จะดับ ความทุกข์เสียได้. ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ นั่นแหละมันเป็น เรื่องที่คนว่าเอาเอง, คนเขาว่าเอาเอง คนใดคนหนึ่งตั้งตัว เป็นศาสดา แล้วก็ว่าเอาเองอย่างนั้น อย่างนั้น มันผิดจน เป็นมิจฉาทิฏฐิโดยประการทั้งปวง. แต่ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ แล้วมันตรงกับกฎของธรรมชาติอันตายตัวโดยเด็ดขาด อย่าง ชัดแจ้งในการที่จะดับทุกข์ได้. จะมีพระเจ้าถือกันหลาย ๆ องค์นานาชนิด ก็ตามใจ เถอะ ; ขอให้มองเห็นว่า ความมุ่งหมายอันแท้จริง ของพระเจ้า พระเจ้าองค์นั้น ๆ ชื่อนั้น ๆ มันเป็นอย่างไร ; เช่น ถ้าว่าพระพรหม พระพรหมเป็นผู้สร้าง มันก็คือกฎ อิทัปปัจจยตาฝ่ายสมุทยวาร, ถ้าพระเจ้าผู้คุ้มครองรักษาก็เป็น กฎของกรรม ถ้าเป็นพระเจ้าผู้ทำลายล้าง คือพระอิศวร
น.121 ๑๑๗ มันก็กฎของอิทัปปัจจยตาฝ่ายนิโรธวาร ซึ่งจะขึ้นลงขึ้นลง กลิ้งไปอย่างนี้ในสากลจักรวาล เต็มไปด้วยความเป็นไปแห่ง ความเปลี่ยนแปลงตามกฎอิทัปปัจจยตา. โลกเดียวกัน มนุษย์อยู่ร่วมโลกเดียวกัน จะมอง เห็นปัญหาของตนต่าง ๆ กัน ตามมิจฉาทิฏฐิ ตามสัมมาทิฏฐิ ที่จะได้รับเข้ามา ทั้งที่มันอยู่ในโลกเดียวกัน มันยัง มองเห็น ต่างๆ กัน. ฉะนั้นจึงเข้าไปรับเอามายึดมั่นถือมั่นในลัทธิ คำสอนนั้น ๆ ตามความพอใจของตน, นี่มันจึงเกิดได้หลาย ลัทธิ หรือเกิดได้หลายศาสนา แล้วก็ทะเลาะกันด้วยเรื่อง ความมีศาสนาหลายศาสนา. เราจะ มองดูด้วยความหวังดี ตามแบบของพุทธ บริษัท ว่า ไม่มีศาสนาใดผิดโดยประการทั้งปวง; อย่างน้อยมันก็ มีประโยชน์เหมาะสมแก่มหาชนในถิ่น นั้น ๆ. มหาชนในถิ่นที่ป่าเถื่อนที่สุด รับธรรมะอัน ละเอียดลึกซึ้งไม่ได้, ก็ต้องมีธรรมะง่ายๆ ตื้น ๆสำหรับคน พวกนั้น จนกระทั่งถึงว่าในระดับงมงายเป็นไสยศาสตร์ อย่างนี้ก็มีอยู่มาก. แต่มันก็จำเป็นที่จะเป็นเช่นนั้น ; ถ้าไม่ อย่างนั้นมันก็จะไม่ถือลัทธิอะไร หรือศาสนาใด ๆ เอาเสียเลย
น.122 ๑๑๘ มันจะยิ่งร้ายไปกว่า. ถ้างมงายมันก็รับประกันได้ว่ามันกลัว ตายทั้งนั้นแหละ ; เพราะฉะนั้นมันก็ถือลัทธินั้นเพื่อขจัด ความกลัวตาย ความอันตรายใด ๆ มันก็พอจะไปกันได้ ; มัน ไม่ผิดโดยส่วนเดียว, มันมีส่วนเดียว, มันมีส่วนดีที่มีประโยชน์ แก่มหาชนกลุ่มหนึ่ง ๆ หรือสมัยหนึ่ง ยุคหนึ่ง ๆ ถิ่นหนึ่ง ๆ ในโลกอันกว้างขวางนี้ มันก็จะแก้ปัญหาของมหาชนในที่ นั้น ๆ ได้ด้วยศาสนาหนึ่ง ๆ ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในถิ่น นั้น ๆ. ทุกศาสดามุ่งทำลายความเห็นแก่ตัว แต่สาวกทำผิด. แต่ถึงอย่างไรก็ดี ยังขอยืนยันว่า ทุกศาสนา พระศาสดามุ่งหมายจะทำลายความเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็น เหตุให้เกิดกิเลสและเกิดความทุกข์ ; เห็นแก่ตัวแล้วก็ทำ ตัวนั้นให้เป็นทุกข์ ก่อน แล้วมันก็ขยายออกไป ทั้งทำ ผู้อื่น ให้พลอยเป็นทุกข์ด้วย เพราะความเห็นแก่ตัว, ความเห็นแก่ตัวจึงทำลายทั้งตัวเองและทำลายทั้งผู้อื่น มันก็
น.123 ๑๑๙ เป็นสิ่งที่พระศาสดาทั้งหลายมองเห็น และก็มุ่งหมายที่จะ กำจัดเสีย. ต้องมองความจริงกันสักข้อหนึ่งว่า พระ ศาสดา แห่งศาสนานั้น ๆ ก็ไม่ใช่คนใจร้ายอำมหิต บัญญัติ ศาสนาขึ้นก็ด้วยความรัก ความเมตตากรุณาเอ็นดูต่อ มหาชน ที่อยู่ในแวดวงของการชักนำของตน ๆ รักมหาชน, บัญญัติคำสอนขึ้นมาเพื่อจะแก้ปัญหาของมหาชนเหล่านั้น มัน ก็ต้องมีส่วนดี เป็นประโยชน์แก่มหาชนที่นั้น ส่วนนั้น ในยุคนั้น ในถิ่นนั้น เป็นแน่นอน, ไม่มีศาสนาใดที่จะผิด โดยส่วนเดียว. ปัญหามันค่อยๆ เกิดขึ้น , ค่อย ๆ เกิดขึ้นเมื่อกาล ล่วงมานาน หลังจากการดับขันธ์แห่งศาสดา นั้น ๆ แล้ว. สาวก ของพระศาสดานั้น ๆ ค่อย เพิ่มเติม อะไรเข้าไปบ้าง บิดผัน อะไรเสียบ้าง, ไปเพิ่มเติมสิ่งที่เป็นเปลือก เนื้องอก มะเร็งร้าย ให้แก่ศาสนาของตนเอง เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างอื่น โดยไม่มองเห็นว่านี้จะเป็นการทำให้ศาสนาเลอะเลือน ไป; ศาสนาทั้งหลายจึงถูกพอกหุ้มด้วยของใหม่, ไม่ ยกเว้นแม้แต่พระพุทธศาสนาอันเป็นที่รักยิ่งของเรา.
น.124 ๑๒๐ ดังนั้นจึงมีพระพุทธศาสนาส่วนที่เป็นหัวใจแท้ ๆ ; เหมือนกับน้ำอันบริสุทธิ์ แล้วก็มีของหุ้ม เปลือกนอกที่เติม เข้าไป สีสันวรรณะต่าง ๆ ตามสถานการณ์ที่มันเกิดขึ้น หรือ มันบังคับ, หรือมีเหตุปัจจัยภายนอกเข้ามาบังคับ, โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง สมัยนี้มีอำนาจวัตถุนิยมครองโลก พุทธศาสนา ก็ดิ้นรนเพื่อจะต่อสู้, มันก็ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข ในภายนอกบ้างเป็นธรรมดา. มันก็น่าเห็นใจ ว่าผู้ที่จะ แก้ไขนั้นก็ทำไปด้วยความหวังดี, ไม่มีใครหวังร้ายที่จะ ทำลาย ; แต่แล้วมันก็บิดผันให้ศาสนาเดิมแท้นั้นเปลี่ยนไป เปลี่ยนไป จนเสียรูปจนเป็นอย่างอื่นไป. ข้อนี้ขอย้ำ ขอยืนยันไว้อีกครั้งหนึ่งว่า การที่พุทธ ศาสนาหมดไปจากอินเดีย สูญสิ้นไปจากอินเดียนั้น อย่าไป โทษพวกอิสลามหรือพวกอะไรเลย, จงโทษพวกพุทธ, เจ้าหน้าที่ ของพุทธศาสนาใน ยุคนั้น ๆในถิ่นนั้นๆ สอนผิด, สอนผิด จากหลักเดิม แท้ของพุทธศาสนา ไปทีละน้อยทีละน้อย จน กลายเป็นศาสนาอื่น, กลายเป็นศาสนาฮินดู ไปเสียอีก ; ส่วน ที่เป็นของจริงของแท้ เรื่องอนัตตา เรื่องสุญญตา ตถตา ยกเลิกไป. มันก็มา เ หลือแต่เรื่องศีลธรรมธรรมดา ก็
น.125 ๑๒๑ กลายเป็นฮินดู, หรือมันก็เป็นไปตามเรื่องที่แวดล้อมอยู่ คือ มหาชนเหล่านั้น เขาจะรอดได้โดยวิธีใด เขาก็เอาโดย วิธีนั้น. นี่ เกิดจากการสอนพุทธศาสนาผิดไปจากเดิม, ผิดไปจากเดิม แล้วก็ไปคล้ายศาสนาฮินดู ซึ่งก็เป็นศาสนา พื้นบ้านมากขึ้นทุกที มันก็หมดไปจากอินเดีย เพราะสอน ศาสนาของตัวผิด จนกลายเป็นศาสนาอื่นไป, แล้วจะไปโทษ ไปหาความว่า ศาสนาอิสลามรุกรานทำลายล้างเป็นต้น. มันเป็นเรื่องหลับตาพูดเสียมากกว่า, มองไม่เห็นว่า มันเป็น การทำผิดของเจ้าหน้าที่ทางศาสนา. ผู้สอนศาสนาในที่ นั้น ในยุคนั้น ในเวลานั้น สอนผิดจนละลายหายสูญ ไปในศาสนาฮินดู เหลืออยู่แต่ศาสนาฮินดู ซึ่งมีหลักการ เป็นพื้นฐานทั่วไปในประเทศอินเดีย ; นี่เนื้องอกเปลือก หุ้มของศาสนา มันเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้. แม้ในประเทศ ไทย ของเรา มันก็ต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปตามที่มันมีเหตุ ปัจจัยภายนอกแวดล้อม ; วงการที่ทรงอำนาจ ก็อาจจะ เปลี่ยนแปลงให้เกิดความปนเป กันอย่างนี้ก็ได้.
น.126 ๑๒๒ สังเกตเห็นได้ว่า ผู้ครองเมืองในยุคโบราณ แม้ใน สมัยศรีวิชัยพันกว่าปีมานี้ วัดที่กล่าวถึงขนาดนั้นแล้ว จะ ต้องมีโบสถ์ของศาสนาพราหมณ์อยู่ด้วยโบสถ์หนึ่งเสมอไป, แล้วส่วนมากก็อยู่ทางทิศตะวันออกของวัดนั้น ; วัดพระธาตุ ก็มีโบสถ์พราหมณ์ อยู่ทางทิศตะวันออก, วัดไชยาราม คือวัด ศาลาเก่า ก็มีโบสถ์พราหมณ์ อยู่ทางทิศตะวันออก, วัดอิฐ ทางทุ่งโน้นก็มีโบสถ์พราหมณ์ อยู่ทางทิศตะวันออก, แต่ ละวัด ๆ มีโบสถ์ของฮินดูอยู่ทางทิศตะวันออก หรือจะทิศใด ก็ตามใจ, เรียกได้ว่ามันมีคู่กัน นี่คล้าย ๆ กับว่ามันเป็นลัทธิ ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก ๆ สำหรับผู้หญิง ; นี้ขออภัยที่ต้อง ใช้คำอย่างนี้ หมายถึงว่าผู้ที่ยังอ่อนด้วยปัญญา, มีปัญญาอ่อน จะต้องศึกษากันง่าย ๆ อ้อนวอนพระเจ้า, อ้อนวอนบูชา พระเจ้าง่าย ๆ เข้าใจง่าย ๆ พอใจกันก่อน, แล้วจึงเข้ามาถึงใน วัดที่เป็นส่วนของพุทธศาสนา มีธรรมะที่ลึกเข้าไป ลึกเข้าไป แล้วมันก็ค่อย ๆ สูงขึ้นไป มันก็ค่อย ๆ ละมาตามลำดับ. คง จะเป็นผู้มีอำนาจต้องการให้เกิดความง่ายดาย ในการที่จะทำ ให้ประชาชนมีศีลธรรมเท่านั้นแหละ จึงได้มีลัทธิอย่างนี้ ผนวกเอาไว้.
น.127 ๑๒๓ ในพระพุทธศาสนายังมีเรื่องเพิ่มปนอยู่มาก. เดี๋ยวนี้ก็ยังเห็นได้ชัดว่า ในพุทธศาสนาของเรา มี เรื่องของไม่ใช่พุทธเข้ามารวมอยู่มาก ; แต่อย่าไปออกชื่อ เลย มันกระทบกระเทือน, สรุปความได้ว่า มันมีไสยศาสตร์, ศาสตร์ของคนหลับเข้ามาปนอยู่ในศาสตร์ของคนตื่นอยู่ไม่ น้อย. นี้ก็เป็นหน้าที่ของเรา ที่จะระมัดระวังเอาเอง, ระมัด ระวังให้ดี แล้วก็ไม่ต้องเกิดการกระทบกระทั่งกัน. ถ้า ในวัดนี้มี ๒ โบสถ์ โบสถ์พราหมณ์เอาไว้สำหรับขั้นต้น สำหรับขั้นเตรียม, โบสถ์พุทธก็มีสำหรับขั้นประถมขั้นมัธยม อะไรต่อไป สำหรับพุทธบริษัท ทั้งที่พระราชามหากษัตริย์ นั้น ๆ ถือพุทธศาสนา ก็คงจะได้ยอมให้มีโบสถ์พราหมณ์ ฮินดูอยู่ในวัดของพุทธศาสนา. การขุดค้นโบราณสถานสมัย ศรีวิชัย วัดแก้วที่ไชยานี้พบศิวลึงค์ตั้งหลายตุ้น ; ต้องใช้คำ ว่าหลายดุ้น ศิวลึงค์อยู่ในพระเจดีย์ รวมกันอยู่กับพระพุทธ รูป ฝังดินลึกอยู่เป็นร้อย ๆ ปีเป็นพัน ๆ ปี มันไปพบในที่ แห่งเดียวกัน. ศิวลึงค์เข้าไปอยู่ในโบสถ์ของพุทธได้โดยง่าย เพราะว่าถ้าถิ่นนั้นมันมีคนประชาชนที่ถือลัทธิอย่างนั้น เป็น ชาวบ้านเป็นประชาชนส่วนใหญ่ มันก็ย่อมต้องการที่จะให้มี.
น.128 ๑๒๔ ทีนี้ผู้ปกครอง ผู้มีอำนาจผู้ปกครองก็ยินดียอมให้มี มันก็เลย ไปไหว้พร้อม ๆ กันไป ; ใครชอบใจอย่างไรก็เลือกไหว้. นี่เป็นความปนเป เกิดขึ้นโดยความจำเป็นบังคับ โดย วงการที่ทรงอำนาจมองเห็นประโยชน์อย่างนั้น. ฉะนั้น ขอให้เรารู้จักแยก, แบ่งแยกและรู้จัก ประสาน กลมกลืนกันไป อย่าต้องทะเลาะวิวาทกัน ด้วยเรื่องนี้เลย. ศาสนาพุทธก็ทำลายความเห็นแก่ตัว, ศาสนาคริสต์ก็ทำลายความเห็นแก่ตัว, ศาสนาอิสลามก็ ทำลายความเห็นแก่ตัว ในส่วนนั้นมันเหมือนกัน ; ส่วน เปลือกนอกนั้นก็อย่าไปพูดถึงกันก็ได้ มันมีวิธีการที่ต่าง กัน, ขอแต่ให้ได้ผลเป็นการทำลายความเห็นแก่ตนด้วยกัน ทั้งนั้น จะเกิดความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนา ; นี่มันก็ เป็นผลดีแก่ประชาชน. ศาสนาถูกบิดผันเพิ่มเติม ผนวกให้มีส่วนที่มิใช่ หลักเดิมแท้ของศาสนานั้น เข้ามาด้วยกันทุกศาสนา, ต้อง พูดว่า ทุกศาสนา. หรือจะว่าสาวกชั้นหลัง ๆ มาเห็นแก่ ประโยชน์ทางวัตถุ ก็ยิ่งเพิ่มเติม แก้ไข บัญญัติอะไรขึ้นมา จนถึงกับว่าการทำลายศาสนาอื่นนั้นได้บุญ อย่างนี้ไปเสียก็ได้,
น.129 ๑๒๕ การดูดซึม ดูดซับเอาศาสนิกของศาสนาอื่นมาสู่ศาสนานี้เป็น การดี. นี่เป็นขบถต่อพระเป็นเจ้าของตนเอง พระเป็นเจ้า ของตนเองไม่ได้ต้องการอย่างนั้น ; ลูกศิษย์ทำดีเกินไป จึงเกิดระบบคำสอนที่ว่า ดึง ดูด ล้าง แย่งชิงเอาศาสนิก ของศาสนาอื่นมาสู่ศาสนาของตน นั่นแหละเป็นความ พอใจของพระเจ้า ; นี่โกหกชัด ๆ, ไม่มีพระเจ้าที่ไหน ต้องการกันอย่างนั้น. ฉะนั้น ขอให้เรารู้จักแยก ว่า อะไรเป็นแก่นแท้, อะไรเป็นเปลือกนอก, แล้วก็อย่าไป ยอมรับการกระทำของสาวกชั้นหลัง ที่เห็นแก่ประโยชน์มาก ขึ้นทุกที, มีความบริสุทธิ์ใจน้อยลงทุกที ก็บิดผันศาสนาของ ตน จนกลายเป็นเกือบจะตรงกันข้ามกับความหมายเดิม. ศาสนาเปลี่ยนแปลงไปต้องช่วยกันแก้ไข. ทีนี้ก็มาดูต่อไปถึงข้อที่ว่า ศาสนาจะเปลี่ยน แปลงได้มากนั้น ก็เพราะว่า มันมีอำนาจ วงการที่มีอำนาจ เข้ามาครอบงำ ; เช่นเรื่องทางการเมือง วงการที่มีอำนาจ เข้ามาครอบงำศาสนา ต้องการจะใช้ศาสนา หรือกิจกรรมทาง ศาสนา เป็นเครื่องมือของการเมือง เช่นในการหาเมืองขึ้น,
น.130 ๑๒๖ ในยุคสมัยที่มีการล่าเมืองขึ้นนั้นแหละ ศาสนาได้ถูกใช้ให้เป็น เครื่องมือในการล่าเมืองขึ้น อย่างสำเร็จประโยชน์ด้วย. นี่ เข้าเรียกว่าถ้าศาสนาถึงขนาดนี้แล้ว มัน ก็เปลี่ยนไปมาก, เป็นศาสนาเนื้องอก, ศาสนาที่อยู่ใต้อิทธิพลของการเมือง. เราอย่าไปยึดมั่น ถือมั่นว่า นั่นเป็นศาสนาอันถูกต้องของเขา ; จะต้องเห็นอกเห็นใจว่า เขาก็ถูกกระทำอย่างนั้น มีความ จำเป็นอย่างนั้น. เราก็ ควรจะช่วยเหลือเขา อยู่ร่ำไป, ให้ อภัยแก่เขา มาพูดจากันใหม่ ตกลงกันใหม่ ว่าจะเอากัน อย่างนี้อย่างนี้ คือช่วยกันทำลายความเห็นแก่ตัวของคน ในโลก. ทุกศาสนามาจับมือกันเป็นสหกรณ์ ช่วยกัน คนละไม้คนละมือ เพื่อทำลายล้างความเห็นแก่ตัวของ มนุษย์ในโลกนี้ให้หมดไป ; งานสหกรณ์อันยิ่งใหญ่ ทำ ขึ้นเพื่อช่วยโลกอย่างนี้ นั่น จะตรงกับความหมายของพระ เจ้าที่แท้จริง, เพราะถ้าพระเจ้าเป็นพระเจ้าที่แท้จริง ต้องมีความหวังดีต่อสัตว์โลก, ฉะนั้นสิ่งที่จะเป็นความ สุขสวัสดีแก่สัตว์โลกนั่นแหละ จะเป็นที่พอใจของพระเป็น เจ้าที่แท้จริง ถ้าพระเป็นเจ้าต้องการเห็นความทุกข์ยากลำบาก
น.131 ๑๒๗ ในโลก ต้องการจะเห็นความแตกแยกในโลก ต้องการเห็นการ ต่อสู้กันระหว่างศาสนาแล้ว นั่นมันเป็นพระเจ้าเก๊ พระเจ้า ปลอม ซึ่งจะมีอยู่ไม่ได้, ซึ่งจะต้องค่อยๆ ทำลายตัวเองไป. พระเจ้าที่แท้จริงต้องมีเจตนารมณ์ ในการช่วยโลกให้อยู่ เป็นสุข ทั้งส่วนตัวบุคคลและส่วนสังคม. นี่เราจะต้องให้อภัยกัน ว่าไม่มีศาสนาไหนผิด โดยประการทั้งปวง ; แต่แล้วมันก็ต้องมีการแตกต่างกัน บ้าง เพราะมีสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัยอันรุนแรงมีอำนาจนั้น มัน เข้ามาแวดล้อม เข้ามาบังคับ เข้ามาผสม เข้ามาปลอมปน. อย่างประเทศธิเบตอย่างนี้ พุทธศาสนาเข้าไปใน ประเทศธิเบต มันจำเป็นที่จะต้องผสมกันเข้าไปกับศาสนา เดิมของธิเบต ที่เรียกกันว่า บอนปะ มันเป็นไสยศาสตร์ ถือผีสางอะไรเต็มที่ เป็นศาสนาเดิมของธิเบต; ดังนั้น พุทธศาสนาเข้าไปในธิเบต ต้องไปผสมกัน ก็เลยเกิดปัญหา. ในพิธีทางพุทธศาสนาก็มีวิธีการอย่างไสยศาสตร์ ; อย่างเช่น บวงสรวงภูตผีปีศาจอย่างนี้ก็มี. นี่ต้องให้อภัย ต้องเห็นใจ ว่า เป็นธรรมดาที่มันจะต้องเป็นอย่างนั้น ; เช่นเดียวกับที่ เราจะต้องให้อภัยแก่บุคคลแต่ละคน, ในส่วนบุคคลนี่ ถ้า
น.132 ๑๒๘ เขามีความเข้าใจผิด หรือมีความจำเป็นอะไรบางอย่าง ที่ต้อง ทำให้เขามีอะไร ๆ ที่ผิดแปลกไปจากเราบ้าง ก็ ค่อยให้อภัย เขา, แล้วก็ ค่อย ๆ ชักจูงเกลี้ยกล่อมตักเตือนเขา หมุน มาสู่แนวทางที่ถูกต้อง ; นี้เป็นการร่วมมือชักจูงกันให้เกิด ความเข้าใจซึ่งกันและกัน ร่วมมือกันเพื่อสันติสุขของมนุษย์. แนวทางที่จะร่วมมือกันได้. ทีนี้ก็จะพูดถึงหนทาง ที่จะทำให้ร่วมมือกันได้ คือ จะแก้ไขปัญหานี้ได้ หนทางก็มีอยู่ ด้วยการทำความเข้าใจ ซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นหัวข้อแห่งปณิธานข้อนี้ว่า การทำ ความเข้าใจซึ่งกันและกัน พยายามพูดจากัน ; แม้ว่าขณะ นี้เราจะรบกันอยู่ ก็ต้องแลกความเข้าใจธรรมะซึ่งกันและกัน, เคยเขียนบทความขึ้นมาเรื่องหนึ่ง ให้ชื่อว่า "รบกันพลาง แลกธรรมะกันพลาง". ถ้าว่าในโลกปัจจุบันนี้ รบกัน ไปพลาง แล้วก็มีการแลกธรรมะอันแท้จริงกันไปพลาง ก็จะแก้ไขความเข้าใจผิดนั้นได้เร็วขึ้น, จะเลิกรบกันได้ ง่ายขึ้น. แต่เดี๋ยวนี้วัฒนธรรมที่เขามาแลกเปลี่ยนกัน, มัน กลายเป็นเรื่องส่งเสริมกิเลสไปเสีย มันไม่ใช่ธรรมะ. น่า
น.133 ๑๒๙ สงสารที่ว่า วัฒนธรรมแลกเปลี่ยนระหว่างชาตินั้น คือ ระบำบัลเล่ย์ ที่ท่าทางแปลก ๆ ประหลาดออกไป จนเหมือน กับคล้ายผีบ้า, เต้นรำเหมือนกับผี ต้องเป็นผีที่บ้าเสียอีก ไม่ ใช่ผีธรรมดา. นั่นแหละเป็นวัฒนธรรมที่เขาเอามาแลก เปลี่ยนกัน คือระบบบัลเล่ย์, ไม่มีความพยายามที่จะแลก เปลี่ยนธรรมะด้วยความเข้าใจถูกต้อง เอามาเป็นวัฒนธรรม สำหรับเปลี่ยนกัน. เมื่อเป็นดังนี้ โลกนี้มันก็เลวลง, มนุษย์ ก็เลวลง ก็ตกเป็นเหยื่อของกิเลสมากขึ้น ; มันไม่มีทางจะทำ ความเข้าใจกันได้ ถ้ามัวแต่เพิ่มหรือยุกันด้วยวัฒนธรรมที่ส่ง เสริมกิเลส. มัน จะต้องทำความเข้าใจกันเสียใหม่ให้ถูกต้อง ว่าสิ่งอะไรที่มันจะช่วยโลกได้ ช่วยมนุษย์ได้ ; เรามี คำตอบในพุทธศาสนาของเรา ซึ่งจะตอบด้วยเสียงอันดัง ลั่นก้องโลกไปเลยว่า สัมมาทิฏฐิโว้ย, เราจะต้องแลกเปลี่ยน สิ่งที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิแก่กันและกัน ความรู้ความเข้าใจ อันถูกต้องว่า อะไรเป็นความทุกข์, อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์, อะไรเป็นความไม่มีทุกข์โดยแท้จริง, อะไรเป็นหนทางให้ถึง
น.134 ๑๓๒ ศึกษาคำ สมาทาน" กับ "อุปาทาน" ให้เข้าใจ. เอ้อ ตรงนี้ก็ถือโอกาสพูดเสียด้วยว่า เรามีความผิด พลาดกันอยู่ อย่างหนึ่ง คือ เกี่ยวกับคำว่ายึดมั่นถือมั่น, ในที่นี้ พระบาลีมีว่า สมฺมาทิฏฺฐิสมาทานา , คือ สมาทาน เพราะการสมาทานสัมมาทิฏฐิ. พระบาลีไม่ได้ใช้คำว่า สัมมาทิฏฐิอุปาทานา ; มีคำว่าสัมมาทิฏฐิ สมาทานา. คำว่า สมาทาน กับคำว่า อุปาทาน นี้ต่างกันลิบ, เรามีการ ปฏิบัติในเรื่องนี้ผิดกันอยู่โดยมาก มากจนอย่างน่าตกใจ คือทำด้วย อุปาทาน. ท่านทั้งหลายถือศีลด้วย อุปาทาน ไม่ได้ถือศีลอย่างสมาทาน แม้จะใช้คำว่า สมาทาน แต่ท่าน ก็ไปทำมันด้วยอุปาทาน, ทำอย่างอุปาทาน. ทำบุญ ทำทาน ถือศีล สวดมนต์ภาวนาอะไร ก็ ทำอย่างอุปาทาน ยึดมั่น ถือมั่น มันเลยกลายเป็น สีลัพพัตตปรามาส ไปหมดสิ้น, ไม่ เหลืออยู่เป็นทาน เป็นศีล เป็นภาวนา อะไรที่ถูกต้อง : ให้ ทานก็ด้วยอุปาทาน, รักษาศีลก็ด้วยอุปาทาน, เจริญ สมาธิก็ด้วยอุปาทาน, เจริญวิปัสสนาก็ด้วยอุปาทาน, แล้วยัง หวังเอามรรค ผล นิพพานด้วยอุปาทาน ตามแบบ ของตน ๆ อีก. อย่างนี้มันเป็นอุปาทาน มันล้มละลายหมด
น.135 ๑๓๓ มันไปได้เป็นฝักใฝ่ของฝ่ายความทุกข์ไปเสีย; จะต้องทำ ด้วยสมาทาน : สมาทาน แปลว่า ถือเอาอย่างดี, อุปาทาน ถือเอาอย่างยึดมั่นถือมั่น , อย่าถือเอาด้วยความยึดมั่น ถือมั่น. เมื่อข้าพเจ้ากล่าวคำนี้ออกไป ก็มีคนคัดค้านและ คนด่า ว่าไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นอะไร แม้แต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. นี้ขอยืนยันว่าจริง - จริง, และนี้คือตรงตาม พระพุทธประสงค์. พระองค์มีพระพุทธประสงค์ให้เราทำ อะไร ๆ แก่พระรัตนตรัยในลักษณะที่เป็นสมาทาน, ไม่ ทรงประสงค์ให้เรากระทำไปในลักษณะที่เป็นอุปาทาน มันจะเป็น สีลัพพัตตปรามาส โง่เขลางมงายผิดความมุ่งหมาย ไปหมด ; มันจะเป็น สัจจาภินิเวส ฝังตัวเข้าไปอย่างโง่เขลา, ฝังตัวลึกเข้าไปด้วยความยึดมั่นถือมั่นอย่างโง่เขลา มันก็วินาศ หมด, มันไม่เกิดความถูกต้อง เป็นสัมมาสัมมาขึ้นมาได้ เป็น มิจฉา มิจฉา โดยไม่รู้สึกตัว เป็นมิจฉาอย่างเพลิดเพลิน อย่างสนุกสนาน, ลึกเข้าไปเป็นสัจจาภินิเวส แล้ว อวดดี หราก้า อยู่ทีเดียวว่าของฉันเท่านั้นแหละดี ของฉัน เท่านั้นแหละถูก ของแกไม่ดีของแกผิด ของแกเลว ทรามใช้ไม่ได้, ดูถูกกันและกันในระหว่างเพื่อนบริษัทด้วย
น.136 ๑๓๔ กันว่า แกผิด แกเลว, ของฉันเท่านั้นแหละถูกและดี; นี่มัน ทำไปด้วยอำนาจของอุปาทาน. จึงขอร้องว่า อย่าได้ทำดีด้วยอุปาทาน ซึ่งมันมี มูลมาจากอวิชชา; จงทำไปด้วย สมาทาน ซึ่ง มีมูล มาจากวิชชา หรือ ปัญญา หรือโดยเฉพาะก็คือ สัมมาทิฏฐิ. สมาทานนี่มันมีความหมายหรือมีน้ำหนักตรงกับคำว่าสังกัปปะ องค์แห่งอริยมรรค. อริยมรรคองค์แรกก็สัมมาทิฏฐิ เห็นตามที่เป็น จริงว่า อะไรเป็นอย่างไร อะไรเป็นอย่างไร อะไรเป็นอย่างไร ครบถ้วนแล้ว มันก็มีความต้องการที่จะได้สิ่งที่ควรจะได้. องค์ที่ ๒ นี้เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ มันเป็น ความต้องการ เป็นความปรารถนาด้วยอำนาจของสติปัญญา ไม่เป็นกิเลสตัณหา, ความต้องการที่จะดับทุกข์, ความต้องการ ที่จะบรรลุนิพพาน ด้วยสติปัญญานั้นไม่เป็นกิเลสตัณหา. ถ้า มันโง่เขลางมงาย ต้องการนิพพานตามทัศนะของตน ๆ อย่าง ที่สืบ ๆ กันมา อย่างโง่เขลา ; ถ้าอย่างนี้แล้ว ความต้องการ นิพพานนั้นก็กลายเป็นกิเลสตัณหาไปได้เหมือนกัน.
น.137 ๑๓๕ อย่าสอนกันผิด ๆ และอย่ารับคำสอนมาผิด ๆ ว่า ถ้ามันเป็น ความอยาก เป็นความต้องการ แล้วจะเป็น กิเลสตัณหาไปเสียทั้งนั้น ; นั้นมันหลับตาพูด มันต้อง แยกให้ชัดลงไปว่า ความต้องการ นั้นมาจากอวิชชา หรือ มาจากวิชชา : ถ้าความต้องการนั้นมาจากอวิชชา แน่นอน เป็นกิเลสตัณหาทั้งนั้นเลย, แต่ถ้าความต้องการนั้นมาจาก วิชชา มีความรู้อย่างแจ่มแจ้งถูกต้องอยู่ ความต้องการนั้น ไม่เป็นกิเลส ไม่เป็นตัณหา, จะเรียกว่า สังกัปปา หรือ ความปรารถนาอันถูกต้อง อะไรก็ได้ แต่ไม่ใช่กิเลส ตัณหา. ความยุ่งยากลำบากในภาษาไทย มันไม่มีคำแยกใช้ มันเรียกว่า ความอยาก ความอยากไปเสียหมด ; ทีนี้ความ อยากมันมี ๒ ชนิด : อยากด้วยอวิชชา, หรือมันอยากด้วย วิชชา, คือมันอยากอย่างผิด ๆ หรือมันอยากอย่างถูกต้อง. ถ้า มีความอยากอย่างถูกต้อง ไม่ใช่ความโลภ ก็ไม่ใช่ ตัณหา, มันเป็นความต้องการที่จะเป็นไปในทางที่ถูกต้อง และจะดับทุกข์ได้ในที่สุด. ดังนั้น การอยากปฏิบัติธรรมะ และปฏิบัติให้ยิ่งขึ้นไป เพื่อบรรลุนิพพานนั้น ไม่ใช่กิเลส
น.138 ๑๓๘ เกิดมาอยู่กับความทุกข์, ควรรู้จักเปลี่ยนบ้าง. เด็ก ๆ ไม่ได้มีสติปัญญามาแต่ในท้องแม่ แต่มาด้วย สัญชาตญาณกลาง ๆ ซึ่งยังไม่ดีไม่ชั่ว, แต่ในความรู้สึก - เป็นรากฐานแห่งตัวตน ; พอคลอดออกมาแล้ว ได้รับของ อร่อยในเวทนา ก็เกิดความรู้สึกเป็นตัวตน เลยขอบเขตว่ากู อร่อย , กูต้องได้มาเป็นของกูให้มาก, กูจะต้องสะสมเอาไว้, จะต้องเอาให้ได้มากที่สุดที่จะมากได้. ทีนี้พอ เกิดทุกขเวทนา เสวยสิ่งที่ไม่อร่อยไม่เป็นสุข มันก็เกิดตัวกู ตัวกูเดือดร้อน ตัวกูเสียหาย ตัวกูจะต้องต่อสู้ ทั้งสองฝ่ายแหละ. ฝ่ายยินดี ก็ให้เกิดตัวกูไปแบบหนึ่ง, ฝ่ายยินร้ายก็ให้เกิดตัวกูไปอีก แบบหนึ่ง, รวมกันเข้าเป็นสองตัวกู เป็นตัวกูที่สมบูรณ์ ทั้งทางยินดีและทางยินร้าย มันก็อยู่ในโลกนี้ด้วยความเจริญ แห่งตัวกู ; นี่มันก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ. เด็ก ๆ คลอดออกมา จิตเกลี้ยง แล้วก็เศร้าหมอง, เศร้าหมองด้วยความยินดียินร้าย อันเกิดจากเวทนามากขึ้น ๆ จนเป็นผู้เห็นแก่ตัวจัด, ไม่ทันจะเป็นหนุ่มสาวด้วยซ้ำไป หรือ ไม่เป็นหนุ่มสาวก็เป็นระยะที่มีความเห็นแก่ตัวจัด หลงใหลใน ความรู้สึกของกิเลส เป็นสิ่งสูงสุด, แล้วก็ได้ทำไปอย่างนั้น
น.139 ๑๓๙ แล้วก็ ได้รับผลเป็นความทุกข์ เป็นความทุกข์ เพิ่มขึ้น ๆ. แล้วต่อมาจึงรู้จัก อ้าว ! นี้มันเป็นความทุกข์ ก็อยากจะเปลี่ยน ทิศทาง มันจึงจะเริ่มหันเหมาทางธรรมะ ถ้า โชคดี ก็ได้มา พบธรรมะที่ดีที่ถูกต้อง และหันเหเปลี่ยนทิศทางได้โดยเร็ว; ถ้าโชคไม่ดี บางทีจนตายมันก็ไม่ได้รู้จักของจริงไม่ได้รู้จัก เปลี่ยนทิศทางให้ถูกต้องได้ เป็นที่น่าเวทนา สงสารอย่างยิ่ง. เราจงรู้ว่าเรามัน ตั้งต้นขึ้นมาด้วยความว่าง เกิด จากท้องแม่มา ด้วยจิตที่มันว่าง, แต่ว่าเป็นความว่างชนิดที่ ไม่คงตัว ; เปลี่ยนเป็นความวุ่นได้ โดยการสัมผัสโลก มากเข้า มากเข้าจนเกิดเป็นความวุ่น, เมื่อเจ็บปวด ที่สุด ถึงที่สุด ถึงประมาณแล้ว มันก็ อยากจะเลิก อาการอย่างนี้ เพื่อจะกลับไปสู่ความว่างอีก; ก็ปฏิบัติศึกษาธรรมะ เพื่อให้เกิดความว่างขึ้นมาอย่างถูกต้อง ; แต่มันเกิดความ ว่างอันใหม่ที่จะไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป จนกระทั่งบรรลุ พระอรหันต์ มันก็เป็นความว่างแท้จริงและไม่เปลี่ยนแปลง อีกต่อไป ไม่กลับวุ่นได้อีกต่อไป. แต่ถึงอย่างไรก็ดี เราก็ กล่าวได้ว่า ชีวิตมัน ตั้งต้นขึ้นมาด้วยความว่าง ชนิดที่ เปลี่ยนแปลงได้ มันจึงเปลี่ยนมาเป็นความวุ่น ; ครั้นวุ่น
น.140 ๑๔๐ ทรมานกันถึงที่สุดแล้ว มันก็ เปลี่ยนไปสู่ความว่าง เพราะ มันจัดการอย่างยิ่ง ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา, จัดการอย่างยิ่ง จนเกิดความว่างชนิดที่แท้จริง ไม่กลับเป็นความวุ่น ถึงยอด สุดของมนุษย์ที่จะทำ คือความเป็นพระอรหันต์ ก็หมด ปัญหา ; อันนี้เรียกว่ามันจบลงด้วยความว่าง ถ้าเป็นพระ อรหันต์. ทีนี้ มีใครกี่คนล่ะ ที่ได้เกิดมาแล้วได้บรรลุพระ- อรหันต์ มันอยู่ในความวุ่น มันตายไปในความวุ่นนั่นแหละ ? แต่ถ้าเราจะเป็น พุทธบริษัทที่มีโชคดี ได้รับคำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้ามาอย่างถูกต้องและเพียงพอ ก็สามารถจะรู้จัก เข้าใจเรื่องความว่าง จะสามารถปฏิบัติเรื่องความว่าง, แล้ว จะได้รับผล แห่งความว่าง ทันในเวลาก่อนแต่ที่จะ ตาย, ก่อนแต่ที่จะแตกตายทำลายขันธ์. นี่จึงจะเรียกว่า ไม่ เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบกับพุทธศาสนา. ถ้า ไม่อย่างนั้นแล้วมันก็ต้องอยู่ในพวกที่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบกับพุทธศาสนาทั้งนั้นแหละ, มีสิทธิที่จะถูกค่าอย่าง หยาบคายว่า คนเสียชาติเกิด เกิดมาไม่พบกับสิ่งที่ควรจะ ได้พบได้รับ.
น.141 ๑๔๑ สัมมาทิฏฐิช่วยให้เกิดสันติสุขในโลก. นี่ขอให้ระวังสังวร กันไว้เป็นอย่างดีด้วยกันจงทุก ๆ คนเถิดในข้อที่ว่า ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ไ ม่ เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบกับพุทธศาสนา; นี่ เป็นเรื่องของสัมมาทิฏฐิ ๆ. ขอย้ำ สัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็น เครื่องมืออันเดียวเท่านั้น ที่จะทำสันติสุขให้เกิดขึ้นใน โลกได้ เป็นเครื่องมือที่จะทำความเข้าใจกันได้ ในระหว่าง ศาสนา. ถ้าเราจะมีอะไรแลกเปลี่ยนกันระหว่างศาสนา ก็ ขอให้แลกเปลี่ยนกันด้วยลักษณะหรือคุณค่าหรือวิธีการ หรือ อะไรของสัมมาทิฏฐิ ; หมายความว่าเราแลกเปลี่ยนสัมมา- ทิฏฐิกันนั่นแหละ มันเป็นการซักฟอกหรือซักซ้อมให้สัมมา- ทิฏฐิถูกต้องยิ่งขึ้น ถูกต้องยิ่งขึ้นด้วยกันทั้งสองฝ่าย, และ สามารถดับทุกข์ได้จริง แล้วก็มีธรรมะอย่างเดียวคือ สัมมา- ทิฏฐิ นี่แหละ ที่จะดับยุคเข็ญในโลก, เป็นการรักษาโรค ของมนุษย์ โดยประการทั้งปวง. ในพระบาลีมีคำว่า มหา- การุณิโก สตฺถา สพฺพโลกติกิจฺฉโก - พระศาสดาของข้าพเจ้า เป็นผู้มีกรุณาใหญ่ เป็นนายแพทย์ผู้เยียวยาโรคของสัตว์โลก ทั้งปวง. พระพุทธเจ้าทรงเป็นนายแพทย์ผู้เยียวยาโรค
น.142 ๑๔๒ ของสัตว์โลกทั้งปวง ทรงเยียวยาด้วยอะไร ? ทรงเยียวยา ด้วย สมฺมาทิฏฺฐิสมาทานา สพฺพํ ทุกฺขํ อุปจฺจคุํ - อาศัย สัมมาทิฏฐิแล้ว มันก็นำการกระทำที่ถูกต้องมาตามลำดับ : ถูกต้องทางกาย ทางวาจา ทางใจ มันก็ดับทุกข์ได้. สัมมาทิฏฐิ ทำให้เกิดสัมมาสังกัปปะ นี่ เป็น ปัญญาอันสมบูรณ์ รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็ต้องการอย่างถูก ต้อง นี่เป็นปัญญามาก่อน, แล้วก็มาถึงศีล : สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว นี้เป็นศีล ก็เกิดขึ้นอย่าง ถูกต้อง ; ถ้าไม่มีสัมมาทิฏฐินำแล้ว สัมมาวาจา สัมมา- กัมมันโต ไม่มีทางจะถูกต้อง แล้วจะผิดเพราะไปหลงผิดไป ยึดเอาอย่างผิด ๆ อย่างรุนแรง, แล้วก็จะมาถึง หมวดสมาธิ คือ สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ มันก็ถูกต้อง. อำนาจของ สัมมาทิฏฐิ มัน นำให้หมวดศีลและหมวด สมาธิถูกต้อง, ถูกต้องแล้ว กลับไปส่งเสริมหมวดกลุ่ม ปัญญาให้ถูกต้องยิ่งขึ้นไปอีก ก็นำศีลและสมาธิให้ถูกต้อง ยิ่งขึ้นไปอีก, ก็ส่งเสริมให้หมวดปัญญายิ่งขึ้นไปอีก ปัญญา สูงขึ้นไปอีก ก็นำศีลและสมาธิให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก; นี้
น.143 ๑๔๓ มันมีความจริงอย่างนี้. ขอให้สังเกตเห็น. ถ้าสัมมาทิฏฐิ ไม่เป็นผู้นำแล้ว มันเข้ารกเข้าพงไปหมด. นี่ขอให้สังเกตดูให้ดีว่า ทุกอย่างของการกระทำนั้น ต้องถูกนำด้วยสัมมาทิฏฐิ ต้องนำหน้าด้วยสัมมาทิฏฐิ เสมอไป, มันต้องมีปัญญานำหน้า จนพระพุทธองค์ทรง เปรียบสัมมาทิฏฐิไว้ว่า เหมือนกับรุ่งอรุณ แสงทองของรุ่ง อรุณ เป็นสัญลักษณ์ว่า กลางวันจะมาแน่แล้ว. ถ้าเราเห็น แสงทองเกิดขึ้นทางทิศตะวันออก เราก็จะแน่ใจว่ากลางวัน มาแล้ว ; นี้ก็เหมือนกัน ถ้าเห็นสัมมาทิฏฐิมาแล้ว ก็ เป็นที่แน่ใจว่า ทั้งหมดจะตามมา, เจ็ดองค์ที่เหลือจะ ตามมา ก็เลยมีอริยมรรคขึ้นมา มีอริยมรรคมีองค์ ๘ ขึ้น มาเป็นส่วนเหตุ; แล้วก็ เกิดส่วนที่เป็นผลคือ สัมมา- ญาณ สัมมาวิมุติ อีกสอง รวมกันเป็น ๑๐ นี่เรื่องที่สมบูรณ์. สัมมัตตะ ๑๐ เป็นตัวพุทธศาสนาสมบูรณ์. ตัวพุทธศาสนานั้น ถ้าจะกล่าวกัน อย่างสมบูรณ์ แล้ว ก็ต้องชี้ไปที่ สัมมัตตะ ๑๐ ; เพียงอริยมรรคมีองค์ ๘ หรือ ๘ อย่าง ๘ สัมมานี้ มันยังเป็นเพียงส่วนเหตุและส่วน
น.144 ๑๔๔ ปฏิบัติ ไม่ได้รวมผลของการปฏิบัติเข้าไว้ด้วย, มันจะสมบูรณ์ ต่อเมื่อรวมผลของการปฏิบัติเข้าไว้ด้วย. พระองค์จึงทรงชี้ ระบุไปยังสัมมัตตะ ๑๐ ความถูกต้อง ๑๐ ประการ ว่าเป็น ยารักษาโรค ที่จะทำให้สัตว์โลก พ้นจากความเกิดแก่เจ็บตาย ; นี้ขอให้แน่ใจว่า เราสามารถจะพ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่าสวดมนต์ครึ่งท่อน แล้วก็โง่ไว้ครึ่งท่อน ว่าไม่ พ้นความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปได้ นั่งร้องไห้โฮ ๆ อยู่อย่างนี้ ไม่ใช่พุทธบริษัท ; ต้องรู้ว่ามีความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดา, แล้วก็รู้ว่าถ้าได้อาศัยพระพุทธองค์เป็น กัลยาณมิตรแล้ว พ้นจากความเกิดแก่เจ็บตายได้. นี่ พระพุทธองค์มียารักษาโรคของสัตว์โลก ทั้งปวงคือ สัมมัตตะ ๑๐, ในกรณีอย่างนี้ ในพระสูตรนี้ ท่านระบุสัมมัตตะ ๑๐ ทรงเรียกสัมมัตตะ ๑๐ นี้ว่าเป็น วมนเภสัช - เป็นยาให้อาเจียน กินแล้วอาเจียนของชั่วร้าย ทุกข์โทษออกมาหมด, เป็นวิเรจนเภสัช เป็นยาถ่าย กินแล้ว ถ่ายออกหมด, เป็นโธวนเภสัช - อาบล้างไปแล้ว, ล้างกิเลส ทุกข์ภัยออกไปหมด ซึ่งสมมติอย่างนี้ระบุไปยังสัมมัตตะ ๑๐ ทั้งนั้น ; เพียงมีอริยมรรคมีองค์ ๘ ยังไม่พอ. ดังนั้น
น.145 ๑๔๕ เราก็ควรจะศึกษาให้งอกงามออกไปถึงสัมมัตตะ ๑๐, อย่าหยุด อยู่เพียงแค่อริยมรรคมีองค์ ๘ เลย. แต่มันจะเป็นสัมมัตตะ ๑๐ มันก็ต้องมีสัมมาทิฏฐิเป็นผู้นำอยู่นั่นแหละ, ไม่มีอะไรมา เป็นผู้นำได้. ในส่วน ขั้นตอนของการปฏิบัติ มีสัมมา- ทิฏฐิเป็นผู้นำ, มีการประพฤติกระทำประกอบไปด้วยองค์ ทั้ง ๗ ที่เหลือ มันเป็นไปตามสัมมาทิฏฐิ, แล้วก็ส่งเสริมให้ สัมมาสมาธิมีกำลังกล้า ในการที่จะตัดกิเลส ด้วยมีผลเป็น สัมมาญาณะ แล้วก็วิมุติ. สัมมาทิฏฐิจะนำไปสู่วิมุติ, เป็น การแก้ปัญหา, ใช้ปัญญาบำบัดโรคของสัตว์โลกทั้งปวง ได้. ดังนั้นถ้าจะมีการต่อรองกันระหว่างศาสนา เราก็จะ เสนอ สัมมัตตะ ๑๐ อันสมบูรณ์เข้าร่วมต่อสู้ประกวดประขัน หรืออะไรก็ตาม มัน สบหลักวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง, ยิ่งใช้ หลักวิทยาศาสตร์เท่าไรจะยิ่งพบความประเสริฐของพระพุทธ- ศาสนา คือหลักสัมมัตตะ ๑๐ นี่ยิ่งขึ้นทุกที, เราหวังว่าใน อนาคตนั้น เมื่อโลกมันเจริญทางวิทยาศาสตร์ยิ่งขึ้นกว่านี้ จะ เป็นวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง ไม่เป็นทาสแก่วัตถุ คือเป็นวิทยา- ศาสตร์ ทางจิตใจด้วย ; พุทธศาสนาจะรุ่งเรืองขึ้นมาอย่าง
น.146 ๑๔๖ โพลง เป็นแสงสว่างทั่วโลก ; เหมือนกับที่ ไอน์สไตน์ เขา พูดไว้ว่า "ศาสนาที่จะเหลืออยู่ในโลก ก็คือศาสนาที่สามารถ เผชิญกับความต้องการของโลกแห่งยุคปัจจุบัน" . เขาใช้คำ ว่า cope, cope คำนี้แปลว่ารับสถานการณ์ ต่อสู้อะไรไปเสีย ทุกอย่าง ที่สามารถรับสถานการณ์ ตรงกับความต้อง การของโลกแห่งยุคปัจจุบัน ซึ่งเจริญด้วยวิทยาศาสตร์. โลกสมัยเก่า เจริญด้วยศรัทธา ด้วยไสยศาสตร์ ด้วยอะไรก็สุดแท้ ก็ว่าไปตามเรื่อง; แต่ว่า โลกยุคปัจจุบัน มัน เจริญด้วยวิทยาศาสตร์ ถึงขนาดเพียงพอที่จะทำอะไร กันด้วยเหตุผล. ฉะนั้นเรา มีพระศาสนากันไว้ที่เนื้อที่ตัว ให้มันเป็นของจริงอยู่ที่เนื้อที่ตัว, อย่าให้เป็นเพียงคำพูด หรือเป็นเพียงกระดาษ เขียนไว้ในกระดาษ แล้วเอามาสวดมา ท่อง ; แต่ให้มันเป็นการปฏิบัติที่แท้จริง สำเร็จประโยชน์ อยู่ที่เนื้อที่ตัวแสดงให้เห็นว่า ฉันทำอย่างนี้, ฉันทำอย่างนี้, แกจงมาดู ฉันทำอย่างนี้, แล้วกิเลสระงับไปอย่างนี้, แล้ว ความทุกข์ระงับไปอย่างนี้, นี่มันเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ต้อง ใช้การคำนวณ, ไม่ใช่ใช้สมมติฐาน ด้วยคำว่าถ้าอย่างนั้น ถ้าอย่างนี้ ถ้าอย่างโน้นไม่มี, มันไม่ต้องใช้. มัน มองเห็น
น.147 ๑๔๗ โดยประจักษ์อย่างนี้ เพราะอำนาจของสัมมัตตะ : มี ความถูกต้อง แสดงความถูกต้อง สามารถพิสูจน์ความถูกต้อง อยู่ได้ในตัว; นี่ เราจะใช้เป็นเครื่องมือดำรงพระศาสนา เป็นเดิมพันสำหรับจะต่อรองกับศาสนาใด ๆ ว่า มา - มา มาพิจารณากันว่า ใครจะช่วยโลกโดยวิธีอย่างไร ให้สำเร็จ ประโยชน์ได้ ; ชาวพุทธมีวิธีอย่างนี้. ที่พูดนี้ มันก็อาจจะ เลยขอบเขตไปบ้างแล้ว คือมันกลายเป็นเรื่องการต่อสู้ระหว่าง ศาสนาไปแล้ว. เอาละ, เราจะใช้คำว่า ความเข้าใจอันดี ระหว่างศาสนา จะไม่ใช้คำว่าต่อสู้; เดี๋ยวมันจะกลาย เป็นเรื่องร้าย เรื่องเจตนาร้าย จะกลายเป็นเรื่องกระทบกระทั่ง เบียดเบียนไปเสียอีก. พุทธบริษัท ไม่มีการกระทบกระทั่ง หรือการเบียดเบียน จะมีสติปัญญาพูดจาทำความเข้าใจ, ระงับความเข้าใจผิดทั้งหมดทั้งสิ้นได้, ทำความเข้าใจกันได้, สามารถจะเปลี่ยน ศัตรูให้กลายเป็นมิตรได้. นี่ คือความ ประเสริฐสุดของพระพุทธศาสนา : ขอให้พวกเรารู้จักไว้ ใน ฐานะเป็นสิ่งประเสริฐสุด; โดยส่วนตัวก็ประพฤติ ปฏิบัติกันอย่างเต็มที่, โดยส่วนผู้อื่นก็ช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน ให้ได้มีโอกาสประพฤติปฏิบัติเต็มที่
น.148 ๑๔๘ แต่ถ้าสูงขึ้นไป กระทั่งถึง จะช่วยโลก ทั้งโลกกันแล้ว ก็จะ ต้องเสนอสัมมาทิฏฐิ เป็นเครื่องต่อรอง สำหรับทำความ เข้าใจซึ่งกันและกัน ทำโลกนี้ให้ประสบสันติสุข. ถ้าองค์การ สหประชาชาติ ที่ถือว่ามีอำนาจสูงสุดใน เวลานี้ เป็นองค์การที่จะสนใจหัวใจของศาสนา เก็บเอาหัวใจ ของศาสนาทุกศาสนาไปศึกษา แล้วไปเผยแพร่, เป็นผู้เผย แพร่หัวใจของศาสนาทุกศาสนา เสียเอง นั้น จะมีชื่อ สม ชื่อ, มีชื่อสมชื่อว่าเป็นสหะ, สหประชาชาติในทางจิตใจ. เดี๋ยวนี้สหประชาชาติก็กระทำอย่างนั้นไม่ได้, ยังอยู่ใต้อิทธิพล ของฝ่ายนั้นฝ่ายนี้เปะปะเปะปะ นั่งพูดไกล่เกลี่ยเหมือนท้าว มาลีวราช, นั่งจับปูใส่กระด้งอยู่นั่นแหละ. นี่โชคของโลก นี้มันยังไม่ดีถึงขนาดที่ว่า จะได้องค์การไหนที่จะขุดค้นเอา หัวใจของทุกศาสนา ออกมาทำสหกรณ์กันให้เป็นที่เข้าใจ ระหว่างศาสนา, แล้วทำสหกรณ์กัน ช่วยสร้างสันติภาพให้ เกิดขึ้นมาในโลก. เราหวังว่ามันจะเกิดขึ้น อย่างนี้สักวันหนึ่ง ; เราก็เตรียมตัวเป็นผู้ที่มีหัวใจของพระพุทธศาสนาอยู่ที่เนื้อที่ตัว ไปเผชิญหน้ากับเขา.
น.149 ๑๔๙ เชื่อว่าเราจะประสบความสำเร็จในการช่วยโลก เพราะ เรามียาประเสริฐสำหรับจะแก้โรคของสัตว์โลกทั้งปวง คือการทำลายกิเลส ตัณหา และ ดับทุกข์ : เราก็เตรียม ทำลายกิเลสตัณหา และ ดับทุกข์ของเรา ให้เป็นผู้ที่หมด โรค, มีจิตใจเกลี้ยงเกลา, ไม่มีโรคของจิตใจ, เป็นพุทธบริษัท ทั้งเนื้อทั้งตัว ตามหลักคำแปลของคำว่าพุทธ, พุทธะ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน, รู้ตามที่เป็นจริงทุกอย่างในทางที่ควรรู้ แล้วก็ตื่นจากหลับคือกิเลส, แล้ว เบิกบานเหมือนดอกไม้ที่ บานแล้วไม่รู้จักโรย, คือไม่มีความทุกข์อีกต่อไป. นี่คือ ความเป็นพุทธบริษัทอย่างเต็มเนื้อเต็มตัว ขอให้การได้พบปะพูดจาหารือปรึกษากันของเราใน วันนี้ หรือว่าวันไหนก็ตามเถิด เป็นไปในลักษณะที่จะ ซักซ้อมความเข้าใจอันถูกต้องคือสัมมาทิฏฐิ ถูกต้องใน ภายในหมดแล้ว มันก็จะแพร่กระจายออกไปเป็นถูกต้องใน ภายนอก, แล้วมันก็จะถูกต้องกันทั่วโลก. ถ้ามนุษย์ทุกคน ในโลกมีสัมมาทิฏฐิแล้ว โลกนี้ก็จะเป็นโลกที่ประเสริฐ จนไม่รู้จะกล่าวว่าประเสริฐอย่างไร, จะประเสริฐอย่างที่กล่าว ไว้ในลักษณะของโลกของพระศรีอริยเมตไตรยไปเสียอีกโน้น,
น.150 ๑๕๐ จะอยู่เหนือปัญหาโดยประการทั้งปวง จนถึงกับต้องใช้คำว่า เหนือโลก, เป็นโลกที่มีประชาชนชาวโลกอยู่เหนือโลก เหนือ อิทธิพลของโลก, ไม่ตกอยู่ภายใต้วิสัยโลกที่จะครอบงำล่อ หลอกให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ .... .... .... .... นี่แหละขอให้ท่านทั้งหลายได้ทราบ ความประสงค์ แห่งปณิธานข้อที่ ๒ ของข้าพเจ้าว่า พยายามทำความเข้า ใจระหว่างศาสนา. ศาสนามีมาสำหรับช่วยโลก. แต่ว่า ชาวโลกมันมีต่าง ๆ กัน มันจำเป็นต้องมีหลายศาสนา, แล้ว ศาสนาทุก ๆ ศาสนาก็ร่วมมือกันไม่ขัดแย้งกัน, และช่วยกัน คุ้มครองโลก, เป็นแสงสว่างของโลก นำโลกไปสู่จุดหมาย ปลายทางของความเป็นมนุษย์ ; มีแต่ความถูกต้อง, มีแต่ ความอยู่เหนือปัญหา, เหนือความทุกข์โดยประการทั้งปวง จบด้วยความว่างจากตัวตน จากชั่วไปถึงดี; ดีก็ยังยุ่ง ขึ้น เหนือดีไปก็พบความว่าง สงบ เงียบ เยือกเย็น เป็นแสงสว่าง ไม่มีความยุ่ง. ความว่าง เป็นไวพจน์ของพระนิพพาน, นิพพาน เป็นความว่างอย่างยิ่ง ; ลิเราจงมีจุดมุ่งหมายไปที่นั่น แล้ว
น.151 ๑๕๑ เราทำตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่เพื่อนมนุษย์ทุกคน. เขาจะ ได้สนใจ จะได้ยินดีที่จะร่วมมือกัน จะเดินตามกันไปสู่ความ ว่าง ; ว่างจากกิเลส, ว่างจากตัณหา, ว่างจากความทุกข์, ว่างจากทุกอย่าง. จิตที่ถึงความว่างพ้นจากปัญหาทุกอย่าง ; เมื่อร่างกายมันจะดับไป ก็เลิกกันไม่ต้องพูดถึง ; แต่ถ้ายัง มีชีวิตอยู่ จะมีแต่ความไม่ทุกข์ ไม่เป็นทุกข์, เป็นความ ดับทุกข์อยู่โดยประการทั้งปวง. การบรรยายนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ขอสรุปความ ว่า เราจะมาช่วยกันทำความเข้าใจซึ่งกันและกันใน ระหว่างศาสนา คือ เพื่อนมนุษย์ทุกคนที่มีศาสนาต่างกัน ให้ ทำความเข้าใจกันได้ ในการที่จะร่วมมือกัน สร้างสันติ สุขส่วนบุคคล สร้างสันติภาพของสังคม แล้วจะมีความ เป็นโลกที่ประเสริฐที่สุด สมกับว่ามันเป็นโลกของมนุษย์ผู้มี ใจสูง. ขอฝากไว้ ให้ท่านทั้งหลาย ทุกคนได้มีความสนใจ เตรียมตัวพร้อมที่จะเผชิญกับปัญหา ภายในหรือปัญหา ภายนอก ในการที่จะดับทุกข์ดังที่กล่าวมา. ขอยุติการบรรยายในครั้งที่สองไว้แต่เพียงเท่านี้ ——————————
น.152 ธรรมบรรยาย วันล้ออายุ ภาคค่ำ ๒๗ พ.ค. ๒๕๒๙ ปณิธาน ข้อ ๓ การนำโลกออกมาเสียจากวัตถุนิยม. ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมและเพื่อนสหธรรมิกทั้งหลาย, ในการบรรยายครั้งที่ ๓ นี้จะบรรยายด้วยหัวข้อ คำ ปณิธานข้อที่ ๓ คือการนำโลกออกมาเสียจากวัตถุนิยม ; ฟังดูมันก็ไม่น่าสนใจอะไร แต่ความจริง เป็นเรื่องที่จะต้อง สนใจที่สุด คือ สิ่งที่เรียกว่าวัตถุนิยมนั่นแหละ คือตัว ศัตรู อันร้ายกาจของมนุษย์ยิ่งกว่าสิ่งใด. โดยเฉพาะใน โลกยุคปัจจุบัน วัตถุนิยมกำลังครองโลก กำลังจับจิตจับใจ ของมนุษย์ทุกคนในโลก, บีบบังคับให้ดิ้นรนไป ในทาง ๑๕๒
น.153 ๑๕๓ ของความลุ่มหลงต่อวัตถุ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความเห็นแก่ตัว และส่งเสริมความเห็นแก่ตัวให้ยิ่งขึ้นไป, โลกจึงเต็มไปด้วย ความเห็นแก่ตัว เพราะพอใจในรสของวัตถุ ลุ่มหลงยิ่งกว่า สิ่งใด จึงมีความเห็นแก่ตัวเกิดขึ้นเท่ากับความลุ่มหลงในวัตถุ. ศึกษาให้เข้าใจคำว่า "วัตถุนิยม" . บางท่านบางคนอาจจะไม่เข้าใจคำว่า “วัตถุนิยม" ก็ได้ ขอโอกาสพูดกันสักเล็กน้อยในเรื่องนี้ จะเปรียบ เทียบด้วยอุปมาเพื่อให้เข้าใจง่าย ; เหมือนกับว่า ลูกหนูตัว เล็ก ๆ ตัวหนึ่งมาบอกแม่ของมันว่า สัตว์ตัวหนึ่งมันน่าเกลียด น่าชังหน้าตาดุร้าย ไม่กล้ามอง, อีกสัตว์ตัวหนึ่งน่ารัก น่าคบหาสมาคมเป็นเพื่อน. สัตว์ที่ลูกหนูบอกแม่ว่า น่าเกลียด น่ากลัวที่สุดนั้นคือ ไก่, ไก่ที่มีหงอน : ส่วนที่ลูกหนูบอกแม่ ของมันว่า น่ารักที่สุดนั้นคือ แมว เพราะแมวมันสวย มัน น่ารัก. นี้ลูกหนูมันมีความคิดอย่างนี้ มีความสำคัญอยู่ที่ว่า มันหลงกลับกัน ; เห็นยักษ์ร้ายเป็นสิ่งที่น่ารัก เห็นสิ่งที่ ไม่มีอันตรายว่าเป็นยักษ์ร้าย. คนเราในโลกนี้ ก็จะเป็นเสีย อย่างนี้ : ไปหลงพอใจในรสอร่อยของวัตถุ ซึ่งมันจะ
น.154 ๑๕๔ กัดกินถึงหัวใจ; ส่วนรสอร่อยของธรรมะทางจิตใจนั้น กลับเกลียด กลับกลัว นี่กลัวธรรมะ, กลัวนิพพาน เป็นต้น. ฉะนั้น คนเหล่านี้ก็เหมือนกับลูกหนูตัวนั้น ไม่รู้จักว่าอะไร เป็นยักษ์ร้าย, อะไรที่จะไม่มีอันตราย. ขอแยกแยะกันดู ให้ดี ๆ ว่า วัตถุนิยมสวยงาม น่ารัก ยั่วยวนชวนใจ; แต่มันก็มีลักษณะเหมือนกับว่า แมว เมื่อไปเกี่ยวข้องกับหนู ; ส่วนความสุขทางจิตใจ หรือธรรมนิยม กลับเห็นเป็นของน่าเบื่อหน่าย, มนุษย์ เห็นเป็นของน่าเบื่อหน่าย น่าเกลียดน่ากลัวไปเสีย ; บางคน ก็พูดออกมาตรง ๆ ว่า เกลียดความสงบ คือไม่สนุกสนาน ไม่ได้กระโดดโลดเต้น ไม่ชอบ. นี่ วัตถุนิยม มันมีอะไร อย่างนี้ มันมีความยั่วยวน มีลักษณะอาการที่แสดงออกมา อย่างยั่วยวน, แล้วมันก็ มีรสอร่อยตรงกับความรู้สึกของ คน ปุถุชนทั่วๆ ไป คือตามธรรมชาติ ตามธรรมดานั้น, แล้ว มนุษย์เขาก็ปรับปรุงเรื่องของวัตถุนิยมนี้ ให้มีอำนาจ มีอะไรมากขึ้นทุกที : อร่อยทางตา สวยงาม ก็ยิ่งขึ้นไป ทุกที, อร่อยทางหู มันก็ไพเราะยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกที จนสุด เหวี่ยง, อร่อยทางจมูก ก็ทำกันจนถึงที่สุด, อร่อยทางลิ้น
น.155 ๑๕๕ โดยเฉพาะอาหารก็ปรับปรุงกันจนถึงที่สุด, อร่อยทางผิวกาย โผฏฐัพพะ ที่มาสัมผัสกับผิวหนัง, ก็ปรับปรุงกันทุกอย่าง ทุกประการ ให้มันมีความดึงดูดมากขึ้น. นี้เรียกว่า ทางวัตถุ ๕ ประการ ก็ได้รับการปรับปรุงอยู่ทุกวัน ให้ยิ่ง ขึ้นไป ให้ยิ่งขึ้นไป ผู้ปรับปรุง นั้น เป็น ผู้ฉลาดหารายได้ ดี , ก็มีโอกาสที่จะปรับปรุงให้ยิ่งขึ้นไปให้ยิ่งขึ้นไป ดูจะไม่มี จุดจบ ; วัตถุนิยมกำลังมีบทบาทอยู่ในโลกนี้ ในลักษณะ อย่างนี้. คนก็หลงวัตถุก็ซื้อหาวัตถุชนิดที่ไม่จำเป็น ที่ ไม่จำเป็น เอามาไว้เต็มบ้านเต็มเรือนที่เกินความต้องการ, อุตส่าห์กู้หนี้ยืมสินไปซื้อหา อุปกรณ์แห่งวัตถุนิยมนี้ มาให้มีความเอร็ดอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวกาย ; เป็นสิ่งที่ถ้าไม่มองก็ดูจะไม่มีความหมายอะไร ; ถ้าไปมองเข้าแล้วมันมีความหมายมาก คือ มันจะกัดกิน มนุษย์ให้สูญสิ้นความเป็นมนุษย์, มันจะไม่มีจิตใจอย่าง มนุษย์ คือไม่มีความสะอาด สว่าง สงบ เสียเลย ; บูชา ความเอร็ดอร่อยทางวัตถุ คือทางเนื้อ ทางหนัง อย่างยิ่ง อย่างสูงสุด เหมือนกับว่าเป็นพระเจ้า.
น.156 ๑๕๖ ดูคนที่เล่าเรียนศึกษา ก็มีความมุ่งหวังว่าจะมีรายได้ สูง เพื่อไปซื้อหาวัตถุที่บำรุงบำเรอความรู้สึก ทางอายตนะ นี่ ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป, แล้วก็ยั่วยวนแก่กันและกัน ประกวด ประขันแก่กันและกันให้มันยิ่ง ๆ ขึ้นไป, เงินเดือนไม่พอใช้ จนกระทั่งต้องคดโกง ต้องทำคอรัปชั่น หลายอย่างหลาย ประการ หลาย ๆ วิธี, มันก็เต็มไปด้วยคอรัปชั่น, ในโลกนี้ ก็หาความสงบสุขไม่ได้ นี่ วัตถุนิยม เป็นยักษ์ร้าย ถึงกับ ทำลายโลกได้ ชนิดที่สมัครใจ คือ มนุษย์สมัครจะ วินาศด้วยความสมัครใจ เพราะหลงเสน่ห์อย่างยิ่ง ของ สิ่งที่เรียกว่า วัตถุนิยม. เมื่อหลงใหลทางวัตถุแล้วก็เห็นแก่ตน ซึ่งหมาย ถึงการเห็นแก่กิเลสของตน, มันเป็นการให้เหยื่อแก่กิเลส, ไม่ได้ให้เหยื่อแก่จิตใจที่บริสุทธิ์. จิตใจที่บริสุทธิ์มันไม่ต้อง การกินเหยื่อดอก, ต้องการปัจจัยเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามสมควร ก็อยู่ได้ ; แต่ถ้าเป็น เรื่องของกิเลส มันก็ต้องการเหยื่อ -เหยื่อ-เหยื่อ, แล้วก็ยิ่ง-ยิ่ง-ยิ่งขึ้นไป. ฉะนั้น ความ เอร็ดอร่อยทางวัตถุนั้นมันไปหล่อเลี้ยงกิเลส ไม่ใช่ไป หล่อเลี้ยงจิตใจ ; แต่ว่ากิเลสมันก็เป็นสิ่งที่รู้สึกกันทางจิตใจ ;
น.157 ๑๕๗ แต่มันยังแบ่งแยกออกได้ว่า เป็นส่วนจิตใจล้วน ๆ หรือเป็น ส่วนของกิเลสที่ห่อหุ้มจิตใจ. เรามันไม่รู้จักแยกออกจากกัน มีตัวกู-ของกู เป็นผู้ที่จะเอร็ดอร่อยทางอายตนะ เหล่านี้ ให้ถึงขีดสุด, แล้วก็ ลุ่มหลงพร้อม ๆ กันทั้งโลก; ไม่ มีใครตักเตือน, ไม่มีใครชักชวนว่า หยุดกันเสียบ้างเถิด, ประหยัดลดหย่อนกันเสียบ้างเถิด มันไม่มี มันมีแต่จะช่วย ส่งเสริมให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยกันทั้งนั้น จึงเต็มไปทั้งโลก. ความเจริญก้าวหน้าของโลก ในทางวิชาการ ก็ค้นคว้าแต่เรื่องวัตถุ ในการประดิษฐ์คิดค้น หรือ ผลิต ขึ้นมา, ก็เป็นแต่เรื่องของวัตถุ, วัตถุจึงครองโลก มันก็ เป็นเรื่องที่ไม่รู้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ใครจะรับผิดชอบ. ถ้าจะ ให้พระเจ้ารับผิดชอบ ก็ไม่รู้ว่าพระเจ้าอยู่ที่ไหน : แล้ว คนเขาบูชาวัตถุยิ่งกว่าพระเจ้า, เขาก็หันหลังให้พระเจ้า. บทบัญญัติทางศาสนาก็เลยเป็นหมันไป, ไม่มีใครเชื่อฟัง ไม่ มีใครเหลียวแล; ฝ่ายมารร้ายคือ วัตถุนิยมก็ได้เปรียบ เจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไปจนครองโลก
น.158 ทำให้โลกร้อนด้วยกินกามเกียรติ. นี่ดูกันสักนิดว่า การเจริญด้วยวัตถุนี้มันได้อะไร, และมันเสียอะไร ? มัน ได้ความเพลิดเพลินอันหลอกลวง อย่างยิ่งมา ; แต่มันสูญเสียความสงบสุขอันแท้จริงไป, มันแลกเปลี่ยนกันอย่างนี้ ; มันได้ความเพลิดเพลินอันหลอก ลวง แสนจะหลอกลวง หลอกลวงถึงกับเป็นบ้าเป็นหลังไป นี้ได้มา, แต่ความสงบเย็นแห่งจิตใจนั้นสูญเสียไปหมด. โลกนี้มันก็ต้องร้อน ต้องระอุ ต้องร้อน แล้วต้อง ลุกเป็น ไฟ ไม่เป็นไฟอย่างไฟไหม้กระดาษอย่างนี้ แต่เป็นไฟที่ ไหม้ จิตใจลึกซึ้งอยู่ภายใน เป็นไฟทางจิตทางวิญญาณ ; ดู อำนาจ ของสิ่งที่เรียกว่าวัตถุ มันจุดไฟให้เกิดขึ้น ในจิตใน วิญญาณ แล้วก็ร้อนระอุ. เราเคยสมมติคำ ๓ คำ ว่า กิน กาม เกียรติ : เรื่องกิน ก็เป็นเรื่องอร่อยทางลิ้น สำหรับกินเหยื่อไม่ใช่ กินอาหาร ; ร่างกายตามธรรมชาติ นั้น ที่ไม่เกี่ยวกับ กิเลส ต้องการเพียงอาหาร พอให้อยู่ได้; นี้ไม่ใช่กิน เหยื่อ, แต่กิเลส นั้นมันไม่กินอาหารอย่างนี้ มันต้องการจะ กินเหยื่อ, ต้องการได้เหยื่อ ที่กระตุ้นความรู้สึกของระบบ
น.159 ๑๕๙ ประสาทอันรุนแรง เรียกว่ามันกินเหยื่อ ความจริงมันจึง เป็นไปในทางส่งเสริมกิเลส. เรื่องกาม นั้น มันกลายเป็นคนละเรื่องกับการ สืบพันธุ์โดยบริสุทธิ์ ; ธรรมชาติต้องการให้มีการสืบ- พันธุ์ โดยบริสุทธิ์ ไม่ให้สูญพันธุ์ ; แต่มนุษย์ ก็ไม่ พอใจในเรื่องสืบพันธุ์บริสุทธิ์ ต้องการเหยื่อล่อ ที่ธรรมชาติ มันปะหน้าไว้ หลอกลวงให้เป็นค่าจ้าง คือความรู้สึกทางเพศ ที่เรียกว่ากาม ก็คิดในทางที่จะบริโภคกามให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป แล้วก็รังเกียจการสืบพันธุ์. แต่ถึงอย่างนั้น ส่วนมากก็ไม่ พ้นไปจากการตกเป็นเหยื่อของกาม ได้รับโทษได้รับการตอบ แทนในทางการสืบพันธุ์, ต้องจัดการคุมกำเนิดกันอยู่อย่างนี้ เรื่องเกียรติ เกียรตินั้นไม่ใช่เป็นเรื่องนามธรรม อันบริสุทธิ์ทางจิตทางวิญญาณ, มัน เป็นเครื่องมือที่เขา ต้องการจะมีไว้สำหรับแสวงหาวัตถุ. คนมีเกียรติโดย ทั่วๆ ไป มีไว้เพื่อแสวงหาวัตถุ, ไม่ใช่เป็นการได้เพียง ชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ เป็นเกียรติคุณอันบริสุทธิ์ ; แต่มัน เป็นเกียรติที่จะมีไว้ในลักษณะ เป็นอำนาจ ที่จะกวาดเอา
น.160 ๑๖๐ วัตถุมาทั้งโดยทางตรงและโดยทางอ้อม. นี่เรา จึงมี ปัญหามาก เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ. ส่วนอีกสามอย่าง คือสาม ส. ได้แก่ สะอาด สว่าง สงบ นั้นมันตรงกันข้าม ไม่ มีใครจะสนใจกันสักกี่คน เห็นเป็นความจืดชืดแห้งแล้ง ไม่มีรสชาติ ; แต่โดยเนื้อแท้ แล้ว มันเป็นความสงบสุขอันแท้จริง. เรื่อง กิน กาม เกียรติ มันเป็น สุขหลอกลวง คือเป็นสุขที่ทำให้เผา ไหม้ , เป็นสุก ก. สะกด เผา จี่ ปิ้ง ให้สุก, เป็นความสุก ก. สะกด . ส่วนความ สะอาด สว่าง สงบ นั้นเป็น ความ สุขที่แท้จริง สงบเย็น, เป็น ข. สะกด ที่ถูกต้อง. เดี๋ยวนี้ เราก็ เอามาปนกันเสีย : เอาความสุก ก. สะกด สุกไหม้มา เป็นความสุข ข. สะกด และก็ยึดถือไว้, บูชาความสุขชนิดนี้ กันอยู่. ดูให้ดี ๆ มันสุขเย็นหรือมันสุกไหม้ ให้แน่เอย. ดู ให้ดี ๆ ว่ามันสุขเย็นหรือสุกไหม้, สุก ก. สะกด หรือ สุข ข. สะกด, สุกอันเกิดมาจากวัตถุนิยม นี่มัน เป็นสุกไหม้ : ถ้า สุขที่เกิดมาจากธรรมนิยมนั้นเป็นสุขเย็น ซึ่งจะได้พูดกัน โดยรายละเอียดต่อไป.
น.161 ป็นปัญหาใหญ่. การบรรยายครั้งแรก ก็พูดถึงการเข้าถึงหัวใจแห่ง ศาสนาของตน ๆ เมื่อเข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน ๆ แล้วก็มี ความเข้าใจกันได้ในระหว่างศาสนา นี้ปัญหามันเหลืออยู่แต่ ว่า ทุกคนกำลังเป็นทาสของวัตถุนิยม จะทำอย่างไร ? ไม่เข้า ถึงหัวใจของศาสนา ก็เพราะ มันหลงวัตถุนิยม, มันทำความ เข้าใจซึ่งกันและกันไม่ได้ เพราะต่างคนต่างแย่งชิงวัตถุหรือ รสอร่อยของวัตถุนิยม ไม่อยากจะปรองดองปรึกษาหารืออะไร กัน. มันทำความเข้าใจกันไม่ได้ จึงถือว่า แม้จะเข้าถึงหัวใจ ของศาสนาแล้ว ทำความเข้าใจกันได้ระหว่างศาสนาแล้ว ; ปัญหาก็ยังเหลืออยู่แต่ว่า สมาชิกทุกคนในโลก เป็น ทาสของวัตถุ คือวัตถุนิยม, มันจึงต้องจัดการกับปัญหานี้ กันอีกทีหนึ่ง. ขอให้ดูให้ดีเถิด การเผยแผ่ธรรมะ ประกาศพระ- ศาสนาไม่สำเร็จ เป็นไปได้โดยยากเย็นนั้น อะไรเป็นอุปสรรค กีดขวาง ? มองผิวเผินก็เห็นเป็นอันอื่น แต่ถ้ามองลึกซึ้งแล้ว ก็จะเห็นว่า ลัทธิวัตถุนิยมในโลก นี่แหละมัน เป็นข้าศึก เพราะ ตัวเอง มันก็เป็นข้าศึกต่อธรรมะ อยู่แล้ว, มันยึด
น.162 ๑๖๒ จิตใจของคนส่วนใหญ่ในโลกไว้ มันก็ไม่สนใจในเรื่องของ ธรรมะ. ฉะนั้นถ้าว่าฆ่ายักษ์ตัวนี้ไม่ได้ โลกนี้ก็จะต้องทน อยู่ในความทุกข์ทรมานยิ่ง ๆ ขึ้นไปหรือไม่มีที่สิ้นสุด ; ถ้า ว่านำโลกออกมาเสียได้จากอำนาจของวัตถุนิยม นั่นแหละ มัน จึงจะมีความสงบสุข. แต่ เดี๋ยวนี้มันเป็นไปไม่ได้ ในข้อที่ว่า วัตถุนิยมมันมีเสน่ห์มากกว่า มันจับใจคนมาก กว่า มันยึดจิตใจของคนไว้หมด , ทำให้โลกนี้ หลงติดอยู่ใน ความเอร็ดอร่อยของวัตถุ. ผู้ที่จะเผยแผ่ธรรมะหรือพระศาสนา จะต้องมองถึง ปัญหาข้อนี้ให้เป็นอย่างยิ่ง คือมันเป็นอุปสรรคอย่างแรงร้าย และแท้จริงของสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ ของการเผยแผ่ธรรมะ ของความหวังที่ว่าเราจะอยู่เย็นเป็นสุขกันด้วยการมีธรรมะ, จึงขอฝากไว้ให้พิจารณา สำหรับผู้ที่จะเผยแผ่ธรรมะ คือ พวกธรรมทายาท ก็ดี พวก ธรรมฑูต ก็ดี อะไรที่มีหน้าที่ เผยแผ่ธรรมะ จะต้องดูให้เห็นว่า อะไรเป็นอุปสรรค. ท่านทั้งหลายซึ่งเป็นผู้รับการเผยแผ่ มันก็ต้องดู ตัวเองให้ดี ว่า ทำไมจิตใจของเราจึงไม่ชอบธรรมะ ? เพราะ ว่าเราหลงอยู่ในเสน่ห์อันใหญ่หลวงของวัตถุนิยม ทั้ง ๆ
น.163 ๑๖๓ ที่ปากมันก็พูดไปเหมือนกับว่าไม่ต้องการ. ครั้งหนึ่งเคย สอบถามคน ๆ หนึ่งว่า อยากไปนิพพานไหม ? เขาตอบทันที อยากไปอย่างยิ่ง, อยากได้อย่างยิ่ง อยากไปอย่างยิ่ง. แต่ พอบอกว่า ในนิพพานนั้นไม่มีรำวงนะ เขาเลยสั่นหัวดิกไม่ เอา, ไม่เอาไม่เอา เพราะว่าเขาเป็นผู้ชอบรำวง พอบอกว่าใน นิพพานไม่มีรำวง ก็ไม่ประสงค์นิพพาน, ก่อนหน้านี้ก็หวัง จะได้นิพพาน คงจะด้วยความคิดว่า ในเมืองนิพพานนั้นจะมี รำวงที่สนุกสนานยิ่งกว่าที่นี่ นี้ผู้ชอบรำวงคนนี้ จึงอยาก จะไปนิพพาน บอกว่าอยากไปนิพพาน. นั่นแหละดูให้ ดีเถอะว่า มันมีลักษณะอย่างนี้อยู่ด้วยกันแทบจะทุกคนก็ว่าได้ ปากว่าอยากไปนิพพาน. พอเขาบอกว่า ในนิพพานไม่มี รสอร่อย อย่างนี้นะ รสอร่อยของวัตถุอย่างนี้นะ มัน ก็ สั่นหัว อี กนั่นแหละ. นี่ดูให้ดีว่าอย่าง วัตถุนิยม อย่างนี้ มัน ยึดโลกทั้งโลกไว้, ยึดสัตว์โลกทั้งหมดไว้ในลักษณะ อย่างไร. เราจะปล่อยให้มันเป็นไปอย่างนี้ไปจนตาย, หรือ ว่าจะช่วยกันแก้ไข. ช่วยดึงออกมาเสียจากอำนาจของวัตถุ นิยม.
น.164 ๑๖๔ ไม่ควรเป็นทาสวัตถุ แต่ปฏิบัติตามธรรมนิยม. อาตมาเห็น เป็นความจำเป็นที่ว่า จะต้องยึด มนุษย์ไว้ให้ได้, ไม่ให้ตกเป็นทาสของวัตถุนิยม จึงได้ มุ่งมั่นบากบั่นในการเผยแผ่ธรรมนิยม ก็ถือโอกาสพูดถึง ธรรมนิยมไปเสียเลยว่า เรื่องวัตถุนิยมนั้นเป็นคู่กันกับจิต นิยม, มันตรงกันข้ามกันอยู่. แต่ว่า ถ้าจะหลงใหลใน เรื่องจิตนิยม มันก็จะไปติดรสอะไรบางอย่างคล้าย ๆ กันอีก เป็นสุดโต่งฝ่ายจิต มันก็ ร้ายพอๆ กับสุดโต่งฝ่ายวัตถุ ; ต้องอยู่ตรงกลางระหว่างจิตกับวัตถุ หรือว่าครอบงำทั้งจิต และวัตถุ, ควบคุมได้ทั้งทางวัตถุและทั้งทางจิต เป็นความถูก ต้องทั้งสองทาง คือพอดีทั้งสองทาง คือทั้งทางวัตถุและทาง จิต ความถูกต้องอย่างนี้เราเรียกว่าธรรมะ หรือ ธรรม- นิยม. อย่าเข้าใจไปว่า หลีกจากวัตถุนิยมแล้วก็จะต้องไปติด กับจิตนิยม มันก็ไม่ได้ มันเหวี่ยงซ้ายเหวี่ยงขวาสุดโต่งด้วย กันทั้งนั้น มันต้องถูกต้องอยู่ตรงกลาง แล้วก็เรียกว่าธรรม- นิยม. คำว่า ธรรมะ-ธรรมะนี้มีความสำคัญที่จะต้องเข้า
น.165 ๑๖๕ ใจให้ดีๆ ให้ถูกต้องเพียงพอ ที่จะระงับความเข้าใจผิด ทั้งหมดทั้งสิ้นได้. เดี๋ยวนี้มันเป็น ธรรมนิยมไม่ได้ เพราะว่าวัตถุ- นิยมมันดึงดูดไปหมดสิ้น ; จิตนิยมแท้ ๆ มันก็ไม่มีการ ดึงดูดคนทั่วไปเหมือนวัตถุนิยม มันดึงดูดได้เฉพาะบางคน หรือบางพวกที่หลงใหลในเรื่องจิต นั้นมันยังเป็นส่วนน้อย, ถ้าดึงดูดไปได้มันก็ไปเป็นฤๅษี มุนี ชีไพรอยู่ในป่า ในดง ไม่เป็นปัญหาแก่บ้านแก่เมืองอะไร. เดี๋ยวนี้ที่ กำลังเป็น ปัญหาอยู่ในบ้านในเมืองนี้ เป็นเรื่องของวัตถุนิยมทั้ง นั้น ; ถ้าสุดโต่งไปอยู่ในป่าเป็นจิตนิยม มันก็ไม่มี ประโยชน์อะไรเหมือนกัน, มันจะต้องรู้จักทำชีวิตนี้ ให้มี ประโยชน์. ชีวิตนี้ ประกอบอยู่ด้วยสิ่งทั้งสอ ง คือ ประกอบ อยู่ด้วยวัตถุคือร่างกาย, แล้วก็ ประกอบอยู่ด้วยจิต คือ จิตใจ , มันมีทั้งทางวัตถุและทางจิตประกอบกันอยู่เป็นชีวิต. นี้จะต้องพิจารณาดูกันต่อไปดี ๆ ว่า มัน จะต้องมีความถูก ต้องทั้งสองทาง คือทั้งทางวัตถุและทางจิต, เป็นธรรม- นิยมขึ้นมา.
น.166 ๑๖๖ พึงรู้ความหมายของวัตถุนิยม. เดี๋ยวนี้เรามาพิจารณาเรื่องวัตถุนิยมโดยเฉพาะ ใน ฐานะเป็นศัตรูอันร้ายกาจ และท่านทั้งหลายที่ไม่เคยทราบ ความหมายของคำ ๆ นี้ ยังไม่เข้าใจคำ ๆ นี้ก็จะได้เข้าใจ เพราะ ว่าคำว่า วัตถุนิยม-วัตถุนิยมนี้ มันก็ มีความหมายหลาย แง่หลายมุม หรือหลายลักษณะ. ความหมายแรก ที่สุด วั ตถุนิยมก็คือลุ่มหลงรส อร่อยของวัตถุ บูชารสอร่อยของวัตถุ เพราะมันง่าย ; เด็ก ๆ คลอดออกมาจากท้องมารดา มันก็ง่ายที่สุดที่จะติดในรสของ วัตถุ นับตั้งแต่น้ำนมของมารดาเป็นต้นมา จนของกินของ อร่อยต่าง ๆ เป็นไปได้เอง ไม่ต้องมีใครสอนไม่ต้องส่งเสริม มันก็ยังเป็นไปเองได้. มัน มีวัตถุนิยมรอคอย ที่จะจับตัว ทารกที่คลอดมาจากท้องแม่ภายในไม่กี่วัน มันก็มีอำนาจ ครอบงำจิตใจ, เด็ก ๆ เหล่านั้นเติบโตขึ้นมาด้วยความลุ่ม หลงในทางวัตถุ ; เมื่อเจริญเติบโตขึ้น อายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีสมรรถภาพสูงขึ้น ก็ชวนให้ลุ่มหลงใน รสอร่อยทางวัตถุลึกลงไปอีกทุก ๆ ทาง, เลยเสร็จมัน, ยักษ์
น.167 อาตัวไปได้ คือไปบูชารสอร่อยของวัตถุ : นี้ก็ เรียกว่าวัตถุนิยม. เราแม้ไม่ถึงขั้นนั้น มันก็พอใจในความสะดวกสบาย ทำนองนั้น แม้ไม่ถึงขนาดเป็นลึกซึ้งถึงกามารมณ์อันเหนียว แน่น ; แต่เพียงแต่ ความสะดวกสบายในทางวัตถุ มันก็ ชวนให้เป็นวัตถุนิยม. ต้องการจะบำรุงบำเรอด้วยวัตถุ ให้มีความสะดวกสบายเพียงเท่านั้นแหละ มันก็ทำให้คนเป็น วัตถุนิยมได้, ไม่ต้องถึงกับเรื่องกามารมณ์อันลึกซึ้ง ; รวม กันเข้าทั้งสองอย่าง ก็เลยมนุษย์ส่วนใหญ่ก็ตกอยู่ใต้อำนาจ ของวัตถุนิยม : พวกหนึ่งลึกลงไปถึงรสอร่อยทางกามา- รมณ์ ก็เป็นวัตถุนิยม, พวกหนึ่งเอาเพียงแค่ความสะดวก สบายทางกาย เพียงมีห้องปรับอากาศ หรือมีรถราอะไรที่ มันสะดวกสบาย แล้วก็พอใจหลงใหล นี้ก็ยังเป็นวัตถุนิยม ทีนี้ คนก็รู้จักแต่ความงามทางวัตถุ ไม่รู้จัก ความงามในทางจิตใจ; รู้จักค่านิยมแต่ในทางวัตถุ ไม่ รู้จักค่านิยมในทางจิตใจ. นี่รู้จักความงามและค่านิยมกัน แต่ในทางวัตถุ ความงามทางจิตใจนั้นไม่รู้จัก; แล้วจะฟัง ไม่ถูก เช่นคำว่า ธรรมะมีความงดงามในเบื้องต้น มีความ
น.168 ๑๖๘ งดงามในท่ามกลาง มีความงดงามในเบื้องปลาย นี่พวกเหล่านี้ ฟังไม่ถูก. อย่าว่าแต่ชาวบ้านญาติโยม แม้แต่พระเณร ที่อยู่ในวัดก็ยังฟังไม่ถูก ว่าธรรมะมีความงดงามในเบื้องต้น, ในท่ามกลางและในเบื้องปลายอย่างไร ; เพราะมีจิตใจรู้จัก แต่เรื่องทางวัตถุ และความสะดวกสบายทางวัตถุ จึงไม่พอใจ และหลงรักในธรรมะ. แม้จะมีความงดงามอย่างยิ่ง ซึ่ง พระพุทธเจ้าท่านทรงยืนยันไว้เอง ว่าธรรมะนี้มีความงดงาม ทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย, ซึ่งสวดกันอยู่ทุกวัน นั่นแหละ อาทิกัลยาณัง มัชเฌกัลยาณังปริโย สานกัลยาณัง. พระพุทธองค์ทรงกำชับว่า เธอทั้งหลายจงเผยแผ่ธรรมะ ประ- กาศธรรมะ ให้มีความงดงามทั้งเบี้นต้น ทั้งท่ามกลางและ เบื้องปลาย. เดี๋ยวนี้ ธรรมทูตธรรมทายาทของเรา รู้จัก ความงามของธรรมะ เบื้องต้น ท่ามกลาง เบื้องปลาย หรือเปล่า ? ถ้าไม่รู้ มันก็ไม่รู้ว่าจะไปเผยแผ่ธรรมะให้มี ความงามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลายได้อย่างไร ; รสนิยมหรือค่านิยมมันยังไกลกันอย่างนี้ ก็เดี๋ยวนี้ คนก็รู้จัก ความงามและค่านิยมแต่ในทางวัตถุ, ภาวะอย่างนี้ก็เรียกว่า วัตถุนิยม.
น.169 ๑๖๙ ทีนี้มาถึง กฎเกณฑ์ต่างๆ การตรากฎเกณฑ์ บัญญัติ กฎเกณฑ์ บันทึกประวัติ ทำอะไรที่เป็นหลักฐานเป็นเรื่อง เป็นราวนี้ ก็บันทึกกันได้แต่ทางวัตถุ เพราะไม่รู้เรื่องทาง จิตใจ; ฉะนั้น ตำรับตำราอันมหาศาล, กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่บัญญัติสร้างกันขึ้นมา มันก็เป็นเรื่องทางวัตถุไปหมด ; แล้วก็หลงว่านี้หมดแล้ว สูงสุดกันเท่านี้ ไม่มีเรื่องอะไรนอก ไปจากนี้. นี่การบันทึกประวัติศาสตร์นั้น น่าหัวเราะที่สุด มันก็บันทึกกันได้แต่เรื่องทางวัตถุ หรือแสดงออกมาทางวัตถุ ทางจิตใจมันไม่มีเลย. ทีนี้ที่ว่าจะเป็น นักปราชญ์จะบัญญัติความจริง ของธรรมชาติ เรื่องนั้นเรื่องนี้ ก็บัญญัติได้แต่เพียงเรื่อง ทางวัตถุ ที่ผิวเผิน, ไม่รู้และไม่ได้บัญญัติลึกซึ้งลงไป ถึงกับ เรื่องทางจิตหรือทางธรรมะ. แล้วก็ยึดหลักอันนี้ที่บัญญัติ ขึ้นมาอย่างหลับตา มีวัตถุเป็นหลักนี่ ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็น คัมภีร์เป็นตำรับตำราอะไรที่ถูกต้อง ก็ยึดเป็นหลัก, มันก็ เป็นวัตถุนิยมหนักขึ้นไปอีก กระทั่งในที่สุด มี ทิฏฐิความ คิดความเห็นความเชื่ออันแน่นแฟ้นว่า วัตถุเป็นเครื่อง นำจิต ตามหลักที่เรียกว่า dialectic materialism, dialectic
น.170 ๑๗๐ materialism ลัทธิวัตถุนิยมที่ถึงพร้อมด้วยเหตุผลที่จะพิสูจน์ให้ เห็นว่าวัตถุนั้นนำจิต, ก็อย่างที่ พวกคอมมิวนิสต์เขาถือเป็น หลักใหญ่ ว่าถ้าวัตถุดีแล้ว ก็ดีหมด, อะไรก็ดีหมด เพราะว่า วัตถุมันจะนำจิตใจให้ดี, พั่งดู ถ้าวัตถุดี แล้วมันจะนำจิตใจ ให้ดี ; เดี๋ยวนี้เราก็ เห็น ๆ กันอยู่แล้ว ไม่ใช่หรือ ว่า วัตถุ นั้นมันนำจิตให้ไปจมปลัก, ให้มันตกจมอยู่ในวัตถุ ใน ปลักหนองของวัตถุ, วัตถุนำจิตมันนำไปอย่างนั้น. พวกนั้น เขาอ้างว่า วิวัฒนาการทั้งหลายในสากลจักรวาลนี้ วัตถุนำจิต, วัตถุดีแล้วจิตดี นี้ มันผืนหลักธรรมชาติ, มันหลอก หลอก ลวงอย่างยิ่ง, วัตถุจะเป็นเครื่องนำจิต มันก็เป็นเรื่องที่เหลือ เกิน. แต่เขาก็ยังหาเหตุผลมาพิสูจน์กันได้ จนให้ทุกคนลุ่ม หลงมีความเชื่ออย่างนั้น แล้วมาร่วมแรงร่วมกำลังระดมกัน พัฒนาวัตถุเป็นการใหญ่, แล้วเขาก็จะครองโลก ; คอมมิว- นิสต์จึงคิด จะครองโลกด้วยการพัฒนาทางวัตถุ. ส่วน หลักธรรมะ นั้น มันไม่เป็นอย่างนั้น, มันตรง กันข้าม. มันมองเห็นข้อเท็จจริง หรือความจริงว่า จิต มันนำวัตถุ, ไม่ใช่วัตถุนำจิต : ความคิดนึกเป็นไปก่อน แล้ววัตถุจึงจะเกิดขึ้นและเป็นไปตาม. ในร่างกาย ของเรานี้
น.171 ๑๗๑ มีจิตเป็นเครื่องนำ ให้ร่างกายเจริญงอกงามออกมายิ่งขึ้น ; เมื่อร่างกายเจริญงอกงามแล้ว มันก็ส่งเสริมจิตจริงเหมือนกัน. ในร่างกายที่ดี ที่สบาย ที่มีอนามัยสุขภาพดี จิตมันก็ดี ; นี้ก็จริงเหมือนกัน แต่ถ้าจะถามว่า อะไรเป็นเครื่องนำอะไร กันแล้ว ก็ดูดี ๆ ว่า วัตถุนำจิตหรือว่าจิตนำวัตถุ : ตามหลัก พระพุทธศาสนาเราถือว่าจิตนำวัตถุ ต้องทำจิตให้ถูกต้อง แล้วทางกายหรือทางวัตถุก็จะพลอยถูกต้องไปตาม ; ข้อนี้ มันน่าจะเห็นกันได้ง่าย ๆ, ถ้าเราอย่าไปหลงการหลอกของ พวกวัตถุนิยม แล้วเราก็จะเห็นได้ว่า จิตมันนำวัตถุ; เรา จึงพัฒนาจิตให้มันถูกต้อง แล้ววัตถุหรือร่างกายนี้มันก็จะถูก ต้องเป็นไปตาม. ดังนั้นความเชื่อ ความคิด ความเห็นที่ เชื่อว่า วัตถุนำจิต นั่นแหละ คือวัตถุนิยม ; นี้ก็เป็น ลักษณะหนึ่งของวัตถุนิยม. org พวกนี้ พวกที่นิยมวัตถุนี้เขาเชื่อกันว่า ถ้าเราทำ การพัฒนาทำให้เจริญนั้น, การพัฒนา หรือการทำให้เจริญ นั้น มัน ขึ้นอยู่กับวัตถุ โดยมุ่งแต่จะพัฒนาหรือให้เจริญ ทางวัตถุ ซึ่ งมีผลมหาศาล ออกมาเป็นที่พอใจมากมายได้ เหมือนกัน; แต่มันเสียสมดุลในการที่ว่าจิตจะนำวัตถุ
น.172 ๑๗๒ มันไม่สมดุล, มันก็ถูกให้วัตถุนำไป, เฮ เฮ เฮกันไปทางวัตถุ ฉะนั้นการที่ถือว่า ความเจริญหรือการพัฒนาขึ้นอยู่กับ วัตถุนั้นแหละ คือวัตถุนิยม, เป็นความคิดที่เป็นวัตถุนิยม ; ฉะนั้นการพัฒนาวัตถุจนท่วมโลก พัฒนากันจนโลกเป็นทาส ของวัตถุนิยม, นั่นแหละคือวัตถุนิยม แล้วเขาก็ บูชาวัตถุนิยม เป็นลัทธิที่จะช่วยให้รอด ได้ ก็บูชาวัตถุนิยมอย่างเป็นสิ่งสูงสุด, นับตั้งแต่ บูชาความ เอร็ดอร่อยทางกามารมณ์ ทางวัตถุเป็นพระเจ้า, หรือ ยึดถือเอากฎเกณฑ์บัญญัติ ทั้งหลายที่บัญญัติไว้ โดยอาศัย หลักทางวัตถุเป็นพระเจ้า. การมีวัตถุเป็นพระเจ้านั้นแหละ คือลัทธิวัตถุนิยม, เอาวัตถุเป็นสิ่งสูงสุด จึงมีการจม อยู่ในความหลอกลวงของวัตถุอย่างหลับหูหลับตา, พัฒนาวัตถุ จนเป็นทาสของวัตถุ. ระวังให้ดี ๆ ผู้ที่ชอบวัตถุและพัฒนาทางวัตถุนั้น อย่าให้มันไปถึงขนาดว่า พัฒนาจนตัวเองตกเป็นทาสของ วัตถุ: นี่พุทธบริษัทจะต้องระมัดระวัง มิฉะนั้น จะสูญ เสียศักดิ์ศรีของความเป็นพุทธบริษัทจนหมดสิ้น.
น.173 ๑๗๓ ลักษณะดังที่กล่าวมานี้เรียกว่าวัตถุนิยม คือ บูชา ความเอร็ดอร่อยจากวัตถุ, เห็นวัตถุเป็นสิ่งสำคัญ จะเป็น เครื่องนำจิต พัฒนาจิต ก็คือพัฒนาทั้งหมดแล้วก็ บูชาวัตถุ หรือกฎเกณฑ์ ทางวัตถุเป็นพระเจ้า มันมีลักษณะอย่างนี้. รวมความแล้วก็คือ วัตถุเป็นใหญ่ วัตถุเป็นหลัก วัตถุเป็น ความจริง เอาจิตเป็นเรื่องเหลวไหลหลอกลวง เป็นเพียง ปฏิกิริยาทางวัตถุ วิทยาศาสตร์มีส่วนช่วยให้เกิดความคิดเช่นนั้น , พลังงานนี้มันเป็นผลออกมาจากสสาร ก็เลยว่าสสารนั้นแหละ ทำให้เกิดพลังงาน. กายนี้แหละให้เกิดจิตหรือพลังของจิต ทางวิทยาศาสตร์มันก็ชวนให้คิดอย่างนั้น ชวนให้เชื่ออย่างนั้น ; มันก็เกิดความยุ่งยากลำบาก แก่พวกที่จะชี้แจงว่า จิตนี้มัน นำวัตถุ. ต้องศึกษาให้ถูกต้องว่า ชีวิตต้องประกอบด้วยวัตถุและจิต. เมื่อเรา รู้จักลักษณะของสิ่งที่เรียกว่าวัตถุนิยม วัตถุนิยม กัน ทุก ๆ ลักษณะแล้ว ก็จะได้พิจารณากันต่อไป
น.174 ๑๗๔ ถึงข้อที่จะต้องทราบ จะต้องรู้ จะต้องเข้าใจโดยประจักษ์ ซึ่ง จะช่วยให้สามารถแก้ปัญหาอันนี้ได้ คือแก้ปัญหาในการที่ ว่า โลกมันตกเป็นทาสของวัตถุ จมปลักอยู่ในวัตถุ นี้จะแก้ กันอย่างไร ; ก็ควรจะมีสิ่งซึ่งควรจะสนใจ หรือมันจะเป็น ไปได้ ในทางที่จะแก้ปัญหานี้. ต้องเริ่ม ศึกษากันเสียใหม่ให้ถูกต้อง ว่าชีวิต ชีวิตนี้ มัน ประกอบขึ้นด้วยวัตถุและจิต เรียกเป็นภาษา ธรรมะในทางศาสนาว่า นามและรูป, รูปและนาม. ชีวิตมัน จะเป็นรูปอย่างเดียวไม่ได้ ; เป็นนามอย่างเดียวไม่ได้ ชีวิต ประกอบด้วยของสองอย่างคือวัตถุ และจิต : รูป และ นาม. ดังนั้น มันต้องจัดการให้ถูกต้อง ทั้งเรื่องของรูปคือ วัตถุ และเรื่องของจิต. ถ้าไปยึดแต่วัตถุฝ่ายเดียว มันก็ผิด หมด มันก็ผิดหมดจนหกคะเมนไปเลย. นี่ให้รู้เสียก่อนว่า ชีวิตนี้ประกอบขึ้นด้วยวัตถุและจิต ; ดังนั้น ต้องมีความถูก ต้องทั้งสองเรื่อง แล้วแม้ว่าจะดูโลก โลกในความหมายรวม กันหมดทั้งโลก ไม่แยกเป็นชีวิตก็ยังเห็นได้ว่า โลกนี้มันก็ ประกอบอยู่ด้วยวัตถุและจิตสองอย่างอีกนั่นเอง. นี้จะยิ่ง เห็นได้ง่ายว่า จิตนำวัตถุ, วิวัฒนาการของโลกดำเนินไป
น.175 ๑๗๕ ในลักษณะที่ว่าจิตนำวัตถุ. มนุษย์คนหนึ่งก็ดี, หรือว่าโลก ทั้งสากลจักรวาลก็ดี, มันประกอบอยู่ด้วยสิ่งสองอย่าง คือวัตถุ และจิต. เราจะต้องมีความรู้ถูกต้องทั้งสองเรื่อง. ทีนี้ก็มารู้จักให้ลึกลงไปอีกว่า จะเป็น วัตถุก็ดี เป็น จิต ก็ดี มัน เป็นเพียงสักว่าธาตุตามธรรมชาติ; คำสอน อย่างนี้ ดูจะมีแต่ในพุทธศาสนา เท่านั้นแหละ ที่ว่า ไม่มี อะไรที่มิใช่ธาตุ, มันเป็นธาตุทั้งนั้นแหละ ; ฝ่ายรูปธรรม ก็เป็นธาตุ, ฝ่ายนามธรรมก็เป็นธาตุ, ตลอดถึงปฏิกิริยา ต่าง ๆ มันก็เป็นธาตุ, ความสุขก็เป็นธาตุ, ความทุกข์ก็เป็น ธาตุ, ไม่มีอะไรที่มิใช่ธาตุ ; จนกระทั่งถึงพระนิพพาน ก็เป็นธาตุตามธรรมชาติ. หากแต่ว่ามันชนิดที่ เป็นอสังขตะ คือไม่ต้องมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง หรืออะไรปรุงแต่งได้, มันเป็น ธาตุอิสระอย่างนั้น, แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นธาตุตามธรรม- ชาติ. ส่วนสิ่งอื่น ๆ นอกไปจากพระนิพพาน นั้นก็เป็นสังขาร ปรุงแต่ง มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง มันก็ยังเป็นธาตุตามธรรมชาติ แต่ว่า เป็นฝ่ายสังขตะ คือมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง. คำว่า ทุกอย่างเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาตินี้ ดูจะ ไม่มีในลัทธิศาสนาอื่น ดูจะมีแต่ในพุทธศาสนา, เท่าที่เคย
น.176 ๑๗๖ ศึกษาสังเกตมา มันพบว่ามีแต่การบัญญัติสั่งสอนอยู่ในพระ- พุทธศาสนา. ทุกอย่างแต่ละอย่างเป็นเพียงสักว่าธาตุตาม ธรรมชาติ จะเป็น สังขตะ หรือ อสังขตะ ก็ดี จะเป็นสังขาร หรือเป็นวิสังขารคือนิพพานก็ดี มันก็ เป็น สักแต่ว่าธาตุตาม ธรรมชาติ. นี่เราก็ ไม่ลุ่มหลงวัตถุเกินไป, ไม่ลุ่มหลงจิต เกินไป, เพราะทั้งสองอย่างมันเป็นเพียงสักว่าธาตุตาม ธรรมชาติ; ก็เห็นความเป็นเช่นนั้นเองของธาตุ ข้อนี้ อย่างถูกต้อง ว่าพวกที่เป็น สังขตธาตุ ก็ล้มลุกคลุกคลาน ไป ตามเหตุตามปัจจัยที่ปรุงแต่ง, ส่วนที่เป็น อสังขตธาตุ มัน ก็ไม่ล้มลุกคลุกคลานอะไร คงที่แน่นอน เที่ยงแท้เป็น นิรันดร ; นี่มันก็ เป็นธาตุตามธรรมชาติ ไม่เห็นเป็น ตัวเป็นตนที่จะเอามายึดมั่นถือมั่น, เห็นเป็นธาตุตาม ธรรมชาติ. นี้เรียกว่า รู้ลึกถึงที่สุดของเรื่องที่จะต้องรู้ สำหรับเรื่องที่เรียกกันว่า วัตถุ และ จิต, ยังรู้ไปถึงเรื่องที่สาม ซึ่งไม่ใช่วัตถุและจิต คือ พระนิพพาน . เรื่อง วัตถุ และ จิต นี้เป็นสังขารปรุงแต่ง - ปรุงแต่ง -ปรุงแต่งกันอยู่ในวงนี้, ในขอบเขตอันนี้. ส่วน พระนิพพาน
น.177 ๑๗๗ นั้นไม่อยู่ในวงนี้ ไม่อยู่ในขอบเขตอันนี้ เพราะ อยู่เหนือ การปรุงแต่ง : ไม่ปรุงแต่งสิ่งใด, และไม่ถูกสิ่งใดปรุงแต่ง ไม่มีอาการปรุงแต่งนั้นเป็นนิพพาน. เราเลยรู้มากกว่าที่พวก นั้นรู้ ซึ่งรู้กันแต่เรื่องจิต และเรื่องกายและเรื่องจิต นี้ยังรู้ ถึง เรื่องนิพพาน ที่สูงไปกว่า, และ จะเป็นเครื่องยุติหรือ ดับเสียซึ่งเสน่ห์ของกายและของจิต ถ้าเรารู้ขึ้นมาถึงขนาดนี้ มันง่ายนะที่จะรู้วิธีที่จะ กำจัดฤทธิ์เดชของวัตถุนิยม ; ถ้าเรารู้เพียงด้านเดียว คือรู้ แต่จิตด้านเดียว หรือวัตถุด้านเดียว มันก็ไม่สมดุล, เป็น ความรู้ที่ไม่สมดุล. ไม่มีรากฐานที่สมดุล มันก็ไม่รู้อย่าง แท้จริงและอย่างถูกต้องได้ ; เพราะมันเป็นความรู้ที่บกพร่อง หรือมันไม่สมดุล คือไม่รู้เรื่องวัตถุอย่างเพียงพอ, ไม่รู้เรื่อง ของจิตอย่างเพียงพอ และ ไม่รู้เรื่องที่อยู่เหนือของความ เป็นวัตถุและจิต อย่างเพียงพอ ก็ไม่สามารถที่จะเข้าถึง ธรรมสัจจะ แห่งความหลุดพ้น. ธรรมสัจจะแห่งความ รอด, ธรรมสัจจะแห่งความหลุดพ้น มาจากความรู้ที่รู้อย่างถูก ต้องครบถ้วนทั้งเรื่องวัตถุและเรื่องจิต, และเรื่องที่เหนือไปกว่า นั้น คือมิใช่วัตถุและมิใช่จิต คือเรื่องของพระนิพพาน.
น.178 ๑๗๘ ศึกษากันมาถึงขั้นนี้ ก็รู้หมดสำหรับที่จะแก้ ปัญหายุ่งยากของเรื่องทางวัตถุ ; เมื่อเอาความรู้อันถูก ต้องของเรื่องวัตถุและของเรื่องจิตมารวมกันเข้ามันก็เป็นเรื่อง ของธรรมะหรือธรรมนิยม, ธรรมนิยมจึงเป็นเรื่องความถูก ต้องของทั้งสองฝ่าย คือทั้งฝ่ายจิตและฝ่ายวัตถุ; แล้วก็ เป็นเหตุให้รู้จักสิ่งที่ตรงกันข้าม คือมิใช่จิตและมิใช่วัตถุ คือ เรื่องของวิสังขารหรืออสังขตะ ซึ่งไม่มีอะไรจะปรุงแต่งได้ นี่มันก็เลยวัตถุเลยจิตขึ้นไป. การรู้เพียงด้านเดียว เพียงเรื่องเดียว แม้จะรู้กันสัก เท่าไร ๆ เท่าไร มันก็ ไม่ทำอะไรให้ถูกต้องได้ เพราะมันรู้ ซีกเดียว ; จะรู้เรื่องของวัตถุนี้ยิ่งกว่านี้ มันก็แก้ปัญหา ไม่ได้. แต่ว่าแน่นอนมันอาจจะผลิตหรือประดิษฐ์สิ่งที่เป็น วัตถุออกมา อย่างน่าประหลาดอย่างน่ามหัศจรรย์ อย่างยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกที ; อย่าง เดี๋ยวนี้มันมีอะไรเกิดขึ้นมาใหม่ ๆ ตั้งแต่ เรื่อง อวกาศ เรื่อง ปรมาณู กระทั่งเรื่อง คอมพิวเตอร์ อะไร อะไร ; ที่อาศัยระบบอันลึกซึ้งนั้น มันก็ออกมา ๆ, แล้ว มันยังจะออกมาอีก ซึ่งก็น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้น ; แต่มัน
น.179 ๑๗๙ เป็นเรื่องทางวัตถุอยู่นั่นเอง มันก็ เป็นความรู้ซีกเดียวหรือ ครึ่งเดียวอยู่นั่นเอง มัน ไม่สามารถจะแก้ปัญหา. ต้องสนใจทำชีวิตให้เป็นธรรม. นี่ เราจะต้องมีความรู้ครบถ้วน ทั้งสองซีกของ วงกลม, แล้วก็รู้เรื่องที่อยู่นอกวงกลมเหล่านั้นด้วย. รวม ความว่า รู้เรื่องวัตถุดี รู้เรื่องทางจิตดี แล้วก็ รู้เรื่องที่เหนือ ไปกว่าวัตถุและจิต เป็นระบบธรรมะที่จะใช้เป็นหลักวิชา อันสมบูรณ์ ในการที่จะทำจิตให้หายโง่, ทำจิตให้อยู่เหนือ ความหลอกลวงหรือเสน่ห์อันร้ายกาจของวัตถุ. นี้เราจะ ต้องสนใจสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ ธรรมะ คือความถูกต้องของวัตถุ และจิต ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงโดยเฉพาะ ที่ จะต้องปฏิบัติ ให้ได้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนเป็นปรกติมีชีวิตเป็นธรรมะ, มี ธรรมะเป็นชีวิต; เพราะปฏิบัติถูกต้องทั้งระบบกายและ ระบบจิต คือถูกต้องทั้งฝ่ายวัตถุและทั้งฝ่ายธรรม. ฉะนั้น ขอให้รู้และยอมรับรู้ไว้ด้วยว่า คำว่าธรรม, ธรรมะนั้น คือความถูกต้อง ทั้งฝ่ายระบบวัตถุ และ ฝ่าย ระบบจิต และยิ่งขึ้นไปกว่า ระบบวัตถุและระบบจิต,
น.180 ๑๘๐ มันเป็นความถูกต้องทั้งหมดทั้งสิ้น ; แล้วปัญหาอะไรมันจะ เกิดได้ ถ้ามันรอบรู้กันถึงขนาดนี้. นี่เราจะ แก้ปัญหาได้ ก็ด้วยการมีธรรมะเป็นตัวชีวิต, อย่าให้เพียงแต่ว่าวัตถุเป็น ตัวชีวิต, หรือจิตเป็นตัวชีวิต. ต้องมีธรรมะคือความถูกต้อง ของสิ่งทั้งสองนั้น รวมไปทั้งสิ่งที่อยู่เหนือสิ่งทั้งสองนั้น มารวมเป็นหลักเกณฑ์, มาเป็นระบบที่ชีวิตนี้ดำเนินอยู่ เลยเกิดคำขึ้นมาอีกคำหนึ่ง ว่า ธรรมชีวี. ใ ช้คำบาลีว่า ธรรมชีวี หรือใช้ เป็นสันสกฤต ว่า ธรรมชีวิน อะไรก็ได้ แต่ขอให้มันมี ความหมายว่า มี ธรรมะเป็นตัวชีวิต เท่านี้แหละ มันตะเพิด วัตถุหรือวัตถุ- นิยมกระเด็นหายไปหมด, แล้วยังจะ ตะเพิดระบบจิต นิยมบ้าคลั่งให้หายไปหมด, เหลืออยู่แต่ความถูกต้อง คือธรรมนิยม. ชีวิตนี้ประกอบอยู่ด้วยธรรมะแล้วเข้าถึงความจริง ของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงทุกชนิดเป็น สักว่าธาตุตามธรรมชาติ; เมื่อเป็นธาตุตามธรรมชาติแล้ว ก็มา เป็นตัวตน หรือเป็นของตนไม่ได้ มัน ก็ไม่ยึดถือ โดยความเป็นตัวตนหรือเป็นของของตน เพราะเห็นความ
น.181 ๑๘๑ ที่ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ. นี้คือทางออก หรือทางลับ ที่จะออกมาเสียได้จากวัตถุนิยม. เอาธรรมะมาเป็นหลักของชีวิตหรือถ้าดีกว่านั้นก็เอา ธรรมะเป็นตัวชีวิต ; อย่าไปเอาตัวชีวิต ที่วัตถุหรือจิต เลย, เอาตัวชีวิตที่ธรรมะคือความถูกต้องของสิ่งทั้งสองนั้น เรียกว่าธรรมะ, แล้วก็มีการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องตาม หลักของธรรมะ. คำว่าธรรมะ ธรรมะนี้ มีความหมาย ที่ดีที่สุด ที่ควรจะกำหนดจดจำไว้ ว่าธรรมะ, ธรรมะนี้คือ ระบบการปฏิบัติที่ถูกต้อง แก่ความเป็นมนุษย์ ทุกขั้น ตอนแห่งวิวัฒนาการ ทั้งเพื่อตนเองและเพื่อผู้อื่น นั้น คือสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ. ธรรมะ เกิดมาจากการที่รู้จักธรรมชาติ, รู้จัก ความจริงของธรรมชาติโดยครบถ้วน คือ รู้จักตัวธรรมชาติ, รู้จักตัวกฎของธรรมชาติ, รู้จักตัวหน้าที่ตามกฎของ ธรรมชาติ, แล้วก็รู้จักผลอันเกิดมาจากการปฏิบัติหน้าที่ ; มีอยู่ ๕ อย่างที่จะต้องรู้ รู้ธรรมชาติ : รู้กฎของธรรมชาติ, รู้จักหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, รู้จักผลที่เกิดมาจากหน้าที่ แล้วก็รู้ว่า สิ่งที่ ๓ คือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาตินั่น
น.182 ๑๘๒ แหละคือตัวธรรมะ ที่มีความหมายจำเป็นที่จะต้องมี ก่อน หรือยิ่งกว่าความหมายอย่างอื่น รู้จักหน้าที่ที่จะต้อง ประพฤติกระทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ. รู้ธรรมชาติ ก็ไม่หลงใหลเอาธรรมชาติใด ๆ มาเป็น ตัวตน, ของตน รู้จักกฎของธรรมชาติ ก็สามารถจะ รู้วิธี ที่จะควบคุมสิ่งที่เป็นธรรมชาติในภายในนี้ ร่างกายจิตใจ, ธาตุ ขันธ์อะไรต่าง ๆ นี้ให้ถูกต้อง แล้วก็รู้หน้าที่ตามกฎของธรรม- ชาติว่า จะต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างไร ธรรมชาติเหล่านั้นจะ ไม่เกิดเป็นปัญหา หรือเป็นความทุกข์ขึ้นมา. หน้าที่ตามกฎของธรรมชาตินั้นคือสิ่งที่จะดับ ทุกข์ได้ ; คำสั่งสอนทั้งหมดทั้งสิ้นในพระพุทธศาสนา ที่ พระพุทธองค์ตรัสไว้ มันไม่มีอะไรมากไปกว่าหน้าที่ตามกฎ ของธรรมชาติ ที่เราทุกคนจะต้องประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง, แล้วก็เอาชนะความทุกข์ทั้งปวงได้, รู้จักมันดีทั้งเรื่องวัตถุ เรื่องจิต และเรื่องที่ตรงกันข้าม คือเรื่องของพระนิพพาน. ในทางอภิธรรม เขามีอีกคำหนึ่งคือคำว่า เจตสิก, นี้มันรวมอยู่กับจิต ไม่ต้องแยกก็ได้ รู้เรื่องกาย รู้เรื่องจิต
น.183 ๑๘๓ แล้วก็เรื่องนิพพานเลยก็ได้ เป็นที่ดับ. แต่อภิธรรมที่เขา เรียน ๆ สอน ๆ กันอยู่ เขามีแยกเจตสิกออกจากจิต เลยกลาย เป็น ๔ เรื่อง เรื่องรูป, เรื่องจิต, เรื่องเจตสิก, แล้วก็เรื่อง นิพพาน. เจตสิก กับ จิต นั้น ไม่แยกกันได้ เพราะ ฉะนั้นเอาเป็นเพียงเรื่องเดียว มันก็รู้เรื่อง กายนี้อย่างดี, รู้เรื่องจิตอย่างดี, รู้เรื่องสิ่งตรงกันข้าม ที่จะดับเสียได้ซึ่ง วัตถุและจิต คือเรื่องพระนิพพาน, ทั้งหมดเป็นธาตุตาม ธรรมชาติ. มีเรื่องธาตุว่าไว้เป็นหลักว่า รูปธาตุ อรูปธาตุ และ นิโรธธาตุ ; รูปธาตุคือธาตุที่มีรูปเป็นวัตถุ, อรูปธาตุคือ ธาตุที่ไม่มีรูปเป็นวัตถุ ; ส่วน พระนิพพานนั้นเป็นนิโรธธาตุ ไม่รวมอยู่ในคำว่ารูปธาตุหรืออรูปธาตุ แต่เป็นอีกธาตุหนึ่ง เรียกว่านิโรธธาตุ : ธาตุเป็นเครื่องดับ เสีย ซึ่งรูปธาตุ และ อรูปธาตุ. ถ้าเราศึกษาจนรู้จักความเป็นธาตุ อย่างนี้แล้ว มันจะไปงมงายหลงใหลในวัตถุอย่างไรได้. คิดดูเถอะ มันรู้ทั้งหมดทุกเรื่องของวัตถุของจิต และสิ่งที่อยู่เหนือหรือ ตรงกันข้าม เป็นที่ดับแห่งวัตถุและจิต คือดับความโง่ความ
น.184 ๑๘๔ หลงที่จะไปยึดมั่นในเรื่องของวัตถุและจิต เพราะรู้เรื่องของ พระนิพพาน พุทธบริษัทเรา โดยแท้จริง, มันจึงตกไปเป็น วัตถุนิยมไม่ได้. พุทธบริษัทที่แท้จริงจึงไม่โง่ ไม่อาจจะโง่ พลัดตกลงไปอยู่ใต้อำนาจของวัตถุนิยมได้ : เพราะมันรู้เรื่อง จริงรู้ธรรมะ หรือธรรมนิยมสำหรับจะควบคุมความถูก ต้องของวัตถุและจิต. หลักปฏิบัติทำชีวิตให้มีธรรมนิยม. ทีนี้ก็มาถึงธรรมนิยม หรือความถูกต้องนี้กันต่อไป, เมื่อกล่าว โดยหลักปฏิบัติ ที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้ ได้แก่ เรื่องอัฏฐังคิกมรรค เรื่องความถูกต้อง ๘ อย่าง ๘ ประการ มารวมกันเข้าเป็นเรื่องเดียว เรียกว่า มรรคมี องค์แปด ถ้าเรารู้เรื่องวัตถุเรื่องจิตและเรื่องนิพพานถูกต้อง แล้ว เราจะสามารถปฏิบัติให้มันมีความถูกต้องแปดประการนี้ ขึ้นมาได้ โดยสะดวกหรือเป็นไปได้, ปฏิบัติครบถ้วนใน องค์มรรคทั้งแปด ก็มีสิ่งที่เรียกว่าธรรมชีวี มีชีวิตเป็น ธรรม, มีธรรมะเป็นชีวิต, มีชีวิตเป็นความถูกต้อง แปด ประการ :-
น.185 ๑๘๕ - สัมมาทิฏฐิ ถูกต้องทางทิฏฐิ ความคิด ความ เห็นความรู้ ความเชื่อ หรืออะไรก็ตาม, ที่มันเป็นความเห็น แล้วถูกต้อง. - ทางความมุ่งหมายต้องการ เมื่อมันมีทิฏฐิถูก ต้องแล้ว มันก็มุ่งหมายได้ถูกต้อง. - แล้วก็มี การกระทำทางวาจาถูกต้อง. - ทางการทำการงานถูกต้อง. - ทางการดำรงชีวิตถูกต้อง. - แล้วมันก็มี การกระทำทางจิต คือมีความพาก เพียรถูกต้อง. - มีสติถูกต้อง. - มีสมาธิถูกต้อง. มีความถูกต้องครบหมด ทั้งเรื่องทางวัตถุ เรื่อง ทางจิตและเรื่องที่มันเหนือออกไป ที่เหนือกว่านั้น. เรื่อง วัตถุเรื่องจิตนี้ก็เป็นเรื่องโลก ๆ มันอยู่ในโลก. ถ้าเป็นเรื่อง ของพระนิพพานก็เป็นโลกุตตระ หรืออยู่เหนือโลก. เดี๋ยวนี้ ก็มารู้จักดีถูกต้อง ครบถ้วนทั้งเรื่องโลก และเหนือโลก.
น.186 ๑๘๖ จิตนี้ ถ้าจะเปรียบเทียบแล้ว มันก็เป็นสิ่งที่น่าสงสาร มัน ติดมาในชีวิต คลอดจากท้องมารดา ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ อะไร, ไม่รู้จะไปทางไหน. ทีนี้อะไรมาถึงเข้า มาเกี่ยวข้อง กันด้วยการสัมผัส มันก็ตะครุบเอาความหมายนั้น ๆ, แล้ว สิ่งแรกที่มันตะครุบเอา ก็คือ รสอร่อยของวัตถุ; จิตก็ เลยเริ่มผิด เริ่มโง่ เริ่มหลง ก็ต้องรับโทษ สมกับความโง่ ความหลง คือ เป็นทุกข์ทรมานเรื่อยไป ๆ จนกระทั่ง เอือมระอา จนเห็นความจริงว่า ไม่ไหวแล้ว ทนไม่ไหวแล้ว ต้องเปลี่ยนแล้ว. นี่มัน จึงหันมาศึกษาความจริงของเรื่อง ธรรมะ ปฏิบัติตามหลักของธรรมะ แล้วก็บรรลุพระนิพพาน ; เรียกว่าออกมาเสียได้จากวัตถุนิยม ทางวัตถุหรือกาย, แล้วก็ ออกมาเสียได้จากเรื่องของจิต ก็มาสู่ที่ว่างข้างนอก คือ พระนิพพาน, มีความถูกต้องทั้งทางวัตถุ และทางจิต นั่นแหละคือมนุษย์ที่ถูกต้อง มนุษย์ที่เต็มเปี่ยมถึงยอดสุดของ การเป็นมนุษย์แล้ว, ไม่หลง ไม่จม ไม่ติดอยู่ในเรื่องของวัตถุ. ดังนั้น จงสนใจในเรื่องของธรรมะ คือ อริยอัฏฐัง- คิกมรรค นั้นเป็นทางออก คำว่าทาง ทางนี้เป็นทางออก, ทางออกมาเสียได้จากความทุกข์, ออกมาเสียได้จากปัญหา.
น.187 ๑๘๗ หรือจะพูดให้กว้างกว่านั้น ว่า ออกมาเสียจากโลก, ออกมา เสียจากโลก หมายความว่า ออกมาเสียจากอิทธิพลทุกๆชนิด ที่มันมีอยู่ในโลก ซึ่งส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้สมัยนี้ ยุคนี้ก็ คือวัตถุ- นิยม ; ออกมาเสียจากสิ่งที่มีอิทธิพลครอบงำจิตใจ ครอบ งำโลก, ออกมาเสียจากอำนาจของวัตถุนิยม นี่มันเป็น สิ่งสุดท้าย ที่จะแก้ปัญหาได้ ในข้อที่ว่า เดี๋ยวนี้ ทำไมจึง มีความทุกข์มากขึ้น เพิ่มขึ้น ? เพราะ ไม่รู้เรื่องนี้ ไปหลง พัฒนาวัตถุ จนตกเป็นทาสของวัตถุยิ่งขึ้น, และเป็นกัน ดังนี้ทั้งโลก. น่าขบน่าขันที่สุด ที่ช่างร่วมมือร่วมใจร่วมแรง กันดีทั้งโลก, พัฒนาวัตถุขึ้นมาหลอกหลอนชาวโลกให้หลง ติด ให้หลงติดอยู่ในวัตถุนิยม ; แล้วก็จมอยู่ในความหลงนี้ ก็เร่าร้อนกันไปทั้งโลก ทั้งโลกเลย แล้วมันอาจจะลุกลามไป ถึงเทวโลก มารโลกอื่น ๆ ด้วย เพราะความลุ่มหลง. เลิกหลงติดทางวัตถุ มาศึกษาธรรมนิยมเถิด. ฉะนั้น อย่าพอใจในความลุ่มหลง ในสิ่งที่เรียกว่า สวรรค์วิมาน ของทิพย์ เทวดา อะไรกันนัก ; ถ้าหากว่าสิ่ง
น.188 ๑๘๘ เหล่านั้นมันเป็นเครื่องลุ่มหลงในความสุขทางเนื้อหนังแล้วก็ มันควรจะถือว่าเป็นเรื่องบ้าบอมากกว่า ; ฉะนั้นสวรรค์ที่พูด กันถึงกันอยู่นั้น, ไปใคร่ครวญดูให้ดี มันมีความหลงใน วัตถุนิยม. พวกคอมมิวนิสต์จึงยกเอามาเป็นข้ออ้างว่า นี่บ้า นี่หลง, นี่ไม่เอาไม่เอา. เราที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ก็ฟังให้ดี มันจะไปเข้ารอยเดียวกันว่า ไปลุ่มหลงในรสอันอร่อยสูงสุด ของวัตถุนิยม ซึ่งเขารู้จักเกลียดกันแล้ว, แล้วจะมาหลงอยู่ใน สิ่งที่เขาเริ่มเกลียดกันแล้วได้อย่างไร. ในที่สุดนี้ก็จะต้อง มุ่งหมายมุ่งมาดปรารถนา จะ ถอนตัวออกมาเสียจากวัตถุนิยม, ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน ; แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะได้ตรัสสอนวิธีปฏิบัติเพื่อการถอนตน ; แต่ พระองค์ก็ช่วยถอนให้ไม่ได้ ทรงทำได้แต่เพียงชี้บอกให้ทำ อย่าง นั้น ๆ, เปรียบเหมือนกับผู้ชี้ทางให้เดิน ถ้าคนไม่เดิน พระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้. พระองค์ก็ตรัสว่า อย่างนี้ ว่าตถาคตก็ได้บอกหนทางแล้ว ; แต่มันไม่มีคนจะเดินจะว่า อย่างไร คนชี้ทางมี แต่คนเดินมันไม่เอา จะว่าอย่างไร. มาศึกษาให้รู้ความเลวร้าย เสน่ห์อันเลวร้าย ของวัตถุนิยม หลอกลวงคนไปจมปลักอยู่ในเรื่องของวัตถุ,
น.189 ๑๘๙ ทรมานจิตใจอยู่ด้วยเรื่องมีกิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรม ทำกรรม แล้วรับผลกรรม, รับผลกรรม แล้วก็เพิ่มกิเลส, แล้วก็เพิ่ม กรรม แล้วก็เพิ่มผลของกรรม แล้วก็เพิ่มกิเลส. นี่คือ อาการที่ว่ามันจมปลักอยู่ในวัตถุนิยม เห็นแก่ความสุขสนุก สนานเอร็ดอร่อยทางรูปธรรมก็ได้ ทางอรูปธรรมก็ได้ ; แต่ทางอรูปธรรมนั้นเป็นไปน้อยมาก ฉะนั้นเราจึงไม่พูดถึง กัน. แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่เรื่องดับทุกข์, อรูปธรรม อรูป- ฌาน อรูปสุข นี้ ยังไม่ใช่เรื่องดับทุกข์ มันต้องมาเป็น เรื่องของ พระนิพพาน จึงจะเป็นเรื่องของการดับทุกข์, คืออยู่เหนืออำนาจของวัตถุ โดยประการทั้งปวง. รีบศึกษาถึงความจริง ข้อนี้ แล้วความเกลียดใน วัตถุนิยมมันก็จะตั้งต้น เห็นความเลวร้าย, อาทีนพ ความ เลวร้าย โทษอันต่ำทรามของวัตถุนิยม, ก็จะเกลียดวัตถุนิยม ; แล้วจิตใจก็จะหันเหไปในทางตรงกันข้าม คือธรรมนิยม คือพระนิพพาน ; มีความพอใจในความสุขที่แท้จริง สงบ เยือกเย็นแท้จริง มันก็เริ่มเกลียดวัตถุนิยม, เกลียดวัตถุนิยม จนไม่อยากจะแตะต้อง เหมือนกับเป็นของสกปรก, ไม่อยาก แม้แต่จะเอาเท้าไปเขี่ยดู มันก็เกลียดมากถึงขนาดนี้ ; เพราะ
น.190 ๑๙๐ ว่ามีความรู้จักสุขอันแท้จริง มาจากการรู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ตามที่เป็นจริง. พุทธบริษัทต้องศึกษา ปฏิบัติเพื่อออกไปจากวัตถุนิยม. เป็นพุทธบริษัทกันให้ถูกต้องเถอะ มันก็รอด เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน รู้อย่างครบถ้วนในเรื่องของวัตถุนิยม จิตนิยม ธรรมนิยม และเรื่องของพระนิพพาน ก็ตื่นจาก หลับคืออวิชชา, ปลอดจากการบีบคั้น ของสิ่งเหล่านั้น ก็เป็นผู้เบิกบาน ; เบิกบานด้วยธรรมนี้มันไม่รู้จักโรย แต่เราใช้คำว่าเบิกบานเป็นกิริยาอาการของดอกไม้เหล่านี้ เห็น ว่ามันบาน ต่อเมื่อบานมันจึงจะสวยงามถึงที่สุด. แต่ถ้ามัน เป็นเรื่องวัตถุอย่างนี้ เดี๋ยวมันก็โรย มันก็เหี่ยวแห้ง ; ทาง จิตที่มีธรรมะเป็นชีวิตนั้น มีความเบิกบานชนิดที่ไม่กลับ ร่วงโรยเหี่ยวแห้ง นี่คือความหมายของพระนิพพาน. จะเปรียบเทียบด้วยเรื่องโรคทางจิต การหลงวัตถุ เป็นทาสของบูชาวัตถุเป็นพระเจ้า นั้นเป็นโรคทางวิญญาณ ที่ขาดสัมมาทิฏฐิ มีแต่มิจฉาทิฏฐิหรืออวิชชา นั่นแหละเป็น
น.191 ๑๙๑ เหตุให้เกิดโรค, เกิดโรคทางวิญญาณ ฆ่ามิจฉาทิฏฐิ ทำลาย อวิชชาให้หมดไป นั่นแหละ คือการหายจากโรค. ที่ว่า อาศัย อริยมรรคมีองค์แปด เป็นทางสายกลาง ที่จะฆ่ามิจฉา- ทิฏฐิ ทำลายอวิชชา นั้นแหละ คือยา, การใช้ยาเพื่อให้เกิด การหายโรค. แต่ถ้าใครไม่ยอมรับว่าตนกำลังมีโรคอย่างนี้ก็ ไม่มีทางที่จะพูดกัน ; ถ้ามองเห็นว่า เรากำลังเป็นโรค อย่างนี้, มีโรคทางวิญญาณ จมปลักอยู่ในรสอันหลอกลวง ของสังขารทั้งหลายทั้งปวง และก็เจ็บป่วยเป็นโรค เพราะมี อวิชชาหรือมิจฉาทิฏฐิเป็นต้นเหตุ ก็ฆ่าทำลายต้นเหตุนี้เสีย ก็เป็นการหายโรค. วิธีฆ่าก็คือการดำเนินอยู่ในความถูก ต้องของสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ ; เอาบทนิยามกลาง ๆ ว่า ธรรมะคือระบบปฏิบัติที่ถูกต้องแก่ความเป็นมนุษย์ของตน ทุก ขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการ ทั้งเพื่อตนเองและผู้อื่น. ความหมาย เดียวนี้กระจายออกมาเป็นแปดอย่าง : เป็นความถูกต้อง แปดอย่าง ซึ่งรวมกันก็เป็นอัฏฐัง คิกมรรค ; นี้คือทางออก ของสัตว์ทั้งหลาย ที่จะออกมาเสียจากอำนาจของวัตถุนิยม.
น.192 ๑๙๒ ต้องปฏิบัติธรรมเป็นธรรมชีวี ชีวิตจึงจะออกจากวัตถุนิยม. ทีนี้เราก็มีความมุ่งหมายส่วนใหญ่ ในการที่จะดึง มนุษย์ออกมาเสียจากอำนาจของวัตถุนิยม เราก็ ต้องเผยแผ่ สิ่งที่เรียกว่าธรรมะ อย่างถูกต้องและเพียงพอ ให้เพื่อน มนุษย์ทั้งหลายรู้จักสิ่ง ๆ นี้ และใช้ปฏิบัติให้อยู่กับเนื้อกับ ตัว เป็นธรรมชีวี, เป็นธรรมชีวี มันก็รอดได้. นี่เป็น เรื่องของปณิธานข้อที่สาม ว่าจะดึงโลกออกมาเสียจากวัตถุ นิยม ด้วยการช่วยกันมีธรรมะ, ด้วยการช่วยให้มีการศึกษา การรู้ การมีธรรมะ, มีการปฏิบัติธรรมะ จึงจะมีธรรมะ มีแต่ความรู้เฉย ๆ มันก็ไม่มีธรรมะ ; แม้ว่ามันจะมีความ รู้ธรรมะ แต่ถ้าไม่ได้ปฏิบัติธรรมะ ก็ไม่มีธรรมะ, แล้วเราก็ ต้องช่วยเหลือกันให้ถึงที่สุด ให้รู้เรื่องของธรรมะ, แล้ว ก็ปฏิบัติธรรมะ จนมีธรรมะ, และก็ รู้จักใช้ธรรมะนั้นให้ เป็นประโยชน์ ในการ ดึงโลกออกมาเสียจากวัตถุนิยม. ดึงโลก ดึงที่ไหน ? คำว่าดึงโลก ดึงที่ไหน ? ไป ดึงโลกก้อนใหญ่ก้อนนี้อย่างไร ? มันก็ไม่ใช่ ; มันก็ดึงคน
น.193 ๑๙๓ ทั้งโลก มันก็ไม่ใช่ ; แต่ว่ามันดึงจิต ดึงจิตของคนแต่ ละคน ออกมาเสียจากอำนาจของวัตถุนิยม. ใครจะช่วยดึง ให้ใครได้ ? ทุกคนมันจะต้องดึงของตัวเอง โดยหลักที่ว่า ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน ; ดังนั้นที่จะช่วยได้ ก็คือทำให้ทุกคน แต่ละคนมีความรู้เรื่องนี้ คือรู้เรื่องดึงจิตของตน ออกมาเสีย จากความลุ่มหลงในวัตถุหรือวัตถุนิยม, ช่วยกันเผยแผ่ให้ เพียงพอ สำหรับที่เขาจะสามารถดึงจิตของตน อย่างน้อยก็ ควบคุมจิตของตนไว้ ไม่ให้ไหลไปตามอำนาจของวัตถุนิยม. นี่ขอฝากไว้เป็นความรู้ในลักษณะที่ว่า เป็นของ ขวัญตอบแทนแก่ท่านทั้งหลาย ที่ให้ของขวัญแก่อาตมา ให้ คอยรับพึ่งการประกาศ การเผยแผ่ธรรมะ ของเจ้าหน้าที่ ทางศาสนาของพระพุทธเจ้า คือพวกธรรมทูตก็ดี, พวก ธรรมทายาทก็ดี, เขาจะยกกองออกไปเผยแผ่ความรู้เหล่านี้ให้ แพร่หลาย ให้กระจายครอบคลุมไปในหมู่มนุษย์ ให้มนุษย์ แต่ละคนละคน รู้จักดึงจิตของตนออกมาเสียจากวัตถุนิยม ; รวมกันแล้วนั่นแหละคือการดึงโลกออกมาเสียจากอำนาจของ วัตถุนิยม สมตามความปรารถนาทุก ๆ ประการที่ตั้งไว้เป็น ปณิธาน ว่าจะดึงโลกช่วยโลก ออกมาเสียจากอำนาจของ วัตถุนิยม.
น.194 ๑๙๔ ขอร้องความร่วมมือ ความสนับสนุนจากท่าน ทั้งหลาย ว่าจงมาช่วยกันในแผนการอันนี้ จะดึงโลกออกมา เสียจากวัตถุนิยม ด้วยความร่วมมือของท่านทั้งหลาย. ความ ร่วมมือ ของท่านทั้งหลายนั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่า หรือมาก ไปกว่า ท่านทั้งหลาย จงดึงจิตใจของตน ออกมาเสียจาก อำนาจของวัตถุนิยม; นี่แหละเป็นความร่วมมืออย่าง สูงสุด. โลกพ้นจากอำนาจของวัตถุนิยมแล้ว ก็จะไม่มีวิกฤติ- การณ์เลวร้ายใด ๆ ในโลกเหลืออยู่ได้ ; ถ้าตกอยู่ภายใต้ อำนาจของวัตถุนิยมแล้วก็เห็นแก่ตัว, เห็นแก่ตัวแล้วก็ เปิดโอกาสให้เกิด โลภะ โทสะ โมหะ ท่วมท้นไปหมด ทั้งโลก. กิเลสไหลนองครองโลก แล้วก็มีความทุกข์เต็มโลก เพราะอำนาจของวัตถุนิยม ซึ่งมีลักษณะน่ารัก เหมือนกับว่า ลูกหนูตัวนั้นเห็นหน้าแมวมันน่ารัก ; แต่ไปเห็นหน้าไก่ หงอนแดงว่าน่าเกลียดน่ากลัว ไม่อยากเข้าใกล้. แม่หนูก็ต้อง บอกว่า ลูกเอ๋ยอย่าโง่ไป ที่น่าเกลียดน่ากลัวนั้น หน้าไก่, เป็นไก่ไม่มีอันตรายอะไร, ที่น่ารักน่าพอใจนั้นแหละคือหน้า แมว, มันเป็นความตายของพวกแก แกอย่าไปหลงกับมัน.
น.195 ๑๙๕ นี่เราทั้งหลาย ก็จงเป็นลูกหนูที่ได้รับคำสั่งสอนครบ ถ้วนถูกต้อง แล้วก็ไม่ไปหลงแมว คือวัตถุนิยมให้ตัวเองตาย. เรายังเป็นปุถุชนอยู่ไม่รู้อะไร มันก็เหมือนลูกหนูโง่ ๆ นั่น แหละ ; ต่อเมื่อได้มีความรู้ความเข้าใจในธรรมะสูงขึ้น มัน จึงจะพ้นจากความเป็นอย่างนั้น, มันจะได้เป็นหนูที่ฉลาด พ้นจากอำนาจของแมว, แล้วก็รู้จักเรียกว่าอะไรเป็นมิตร อะไรเป็นศัตรู. วัตถุนิยมเป็นศัตรูเต็มตัว, ธรรมะเป็น มิตรเต็มตัว. จงอยู่ฝ่ายข้างมิตร มีพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร ผู้ชี้ทางแห่งธรรมะ ให้เดินตามร่องรอยของธรรมะ, แล้วก็ หลุดรอดออกมาได้ โดยหลักที่เรียกว่า อริยอัฏฐังคิกมรรค- หรือมัชฌิมาปฏิปทา ทางออกของปัญหาทุกอย่างทุกประการ ตามที่ค้นพบในพระบาลี, พระพุทธเจ้าได้ตรัสระบุอริยอัฏฐัง- คิกมรรค, อริโยอัฏฐังคิโกมรรโคนั่นแหละเป็นนิสรณะ คือ ทางออกมาเสียจากปัญหา หรือความทุกข์ทุกอย่างทุกประการ, ดำเนินตนอยู่ในอริยมรรคมีองค์แปด เหล่านี้แล้ว จะไม่มี ความเลวร้ายหรือวิกฤติการณ์ อันใดมาแผ้วพานได้.
น.196 ๑๙๖ ขอให้ท่านทั้งหลาย จงมีความรู้ความเข้าใจ ใน เรื่องนี้, แล้วก็ ดำเนินตนไปอย่างถูกต้อง อย่างนี้ ก็จะเป็น การกล่าวได้ว่า ช่วยกันดึงโลกทั้งโลกออกมาเสียจาก วัตถุนิยม. สิ่งที่อาตมาต้องการจะพูดก็มีอย่างนี้ แล้วก็ได้ พูดแล้ว เป็นเรื่องที่สามครบถ้วนทั้งสามข้อของปณิธาน. ขอความร่วมมือ จากท่านทั้งหลายทุกคน ๆ ไ ด้ร่วมมือ กันให้ปณิธานสามประการนี้สำเร็จประโยชน์ ; ความ สมบูรณ์และความถูกต้องมันก็จะถึงที่สุด, หมดปัญหาโดย ประการทั้งปวง. เราทุกคนก็จะสามารถเป็นพุทธบริษัท ที่แท้จริง คือเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อยู่ได้ตลอดไป. . . . . . . . . . . . . . . . . การบรรยายนี้ สมควรแก่เวลาแล้ว จะขอยุติการ บรรยาย, แล้วก็ขอสรุปท้ายด้วยเรื่องส่วนตัวว่า ขอบพระคุณ ขอบคุณ ขอบใจท่านทั้งหลาย ที่ให้ของขวัญวันนี้ แก่ข้าพเจ้า, และ ขอตอบแทนด้วยการให้ของขวัญว่า จงช่วยร่วมมือ กัน ทำให้ปณิธานสามประการนี้ ประสบความสำเร็จ สมบูรณ์ แล้วผลก็จะเกิดขึ้นแก่ท่านทั้งหลายนั่นเอง ; ไม่ใช่ว่าจะได้ดีอะไรที่อาตมาคนเดียว แต่จะได้แก่ทุกคน. ช่วย
น.197 ของข้าพเจ้าให้สมบูรณ์ แล้วผลทั้งหมดก็จะกลับ ไปได้แก่ท่านทั้งหลายทุกคน. ขอความร่วมมือถึงที่สุดใน ลักษณะอย่างนี้ ว่าทุกคน จงเข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของ ตน ๆ, ทำความเข้าใจระหว่างศาสนา ให้โลกไม่มีความขัด แย้ง, แล้วก็ออกมาเสียจากอำนาจของวัตถุนิยมด้วยกันจง ทุก ๆ คนเถิด. ขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้.
Buddhadasa