น.102 ภาพที่ ๒๒ ภาพอสุภ ชื่ออุทธะมาตะกังและวินีละกัง ภาพนี้เป็นภาพอสุภ พึงทราบไว้เป็นพิเศษว่า ปริศนาธรรมชุด ในสมุดเล่มนี้ ได้ถือเอาการปฏิบัติในอสุภกรรมฐานเป็นตัวการปฏิบัติ. อสุภคือซากศพ และหมายถึงซากศพในลักษณะต่าง ๆ กันดังในภาพ นี้: - ศพบนเรียกว่า อุทธะมาตะกัง แปลว่า ศพที่กำลังขึ้นพอง. ศพล่างเรียกว่า วินีละกัง แปลว่า ศพที่กำลังเปลี่ยนเป็นสี เขียวดำ. ส่วนภิกษุที่ยืนอยู่ ๒ ข้างนั้น คือพระโยคาวจรผู้มีปัญญากำลัง ยืนพิจารณาให้เห็นลักษณะแห่ง - อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จากซาก อสุภนั้นๆ แล้วนึกน้อมเข้ามาในกายเรานี้ว่า - ซากศพนั้นเป็นอย่างไร? กายนี้ก็เช่นนั้น เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหมือนกันหมด. กายนี้จึง ไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของของเรา ไม่มีแก่นสาร. ภาพพระโยคาวจรเช่นนี้ จะมีเช่นเดียวกันทุกภาพ. ๘๖
น.103 ภาพที่ ๒๓ ภาพอสุภ ชื่อวิปุพพะกังและวิธฉิททะกัง ศพบน เรียกว่า วิปุพพะกัง คือซากศพที่มีหนองปนเลือด ไหลออกจากร่างกายเนื่องด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ศพล่าง เรียกว่า วิธฉิททะกัง คือศพที่มีเนื้อเปื่อย ขาด เป็น หลุม ๆ ช่อง ๆ ทั้ง ๒ ศพนี้ก็เป็นที่ตั้งแห่งการพิจารณาอสุภกรรมฐาน ให้เห็น ในลักษณะของความไม่คงทนถาวร ไม่สวยงาม มีความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยตลอดทั่วถึงกัน ทั้งบุคคลผู้ทำการพิจารณาและศพ ทั้ง ๒ นั้น อย่างเดียวกับภาพที่แล้วมา. ๘๗
น.104 ภาพที่ ๒๔ ภาพอสุภ ชื่อ วิกขายิตะกังและวิกขิตตะกัง ศพบน เรียกว่า วิกขายิตะกัง หมายถึงซากศพที่มีสัตว์กัดกิน เว้าแหว่ง มีลักษณะเป็นรอยถูกสัตว์กัดกินอยู่ทั่วทั้งตัว. ศพล่าง เรียกว่า วิกขิตตะกัง แปลว่า กระจัดกระจายไป หมายถึงศพนี้ถูกสัตว์กัด ดึง ทิ้ง ออกไปในทิศทางต่าง ๆ กระจัด กระจายห่างกันออกไป. อสุภทั้งสองนี้ เป็นที่ตั้งแห่งปฏิกูล ในการพิจารณากรรมฐาน ให้เห็นลักษณะแห่งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยทั่วถึงเช่นเดียวกับ ภาพก่อนอีก. ๘๘
น.105 ภาพที่ ๒๕ ภาพอสุภ ชื่อ สัตถะวิหะตะกังและโลหิตะกัง ศพบน เรียกว่า สัตถะวิหะตะกัง หมายถึงศพที่ถูกสับ ถูกฟัน ด้วยอาวุธมีคม มีแผลแหวะหวะทั่วไปทั้งร่าง. ศพล่าง เรียกว่า โลหิตะกัง แปลว่า ศพมีเลือดไหลออก คง จะหมายถึงน้ำเหลืองที่มีสีแดง อสุภทั้ง ๒ อย่างนี้ก็ใช้เป็นอารมณ์ของอสุภกรรมฐาน พิจารณา ให้เห็นลักษณะแห่งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสังขารร่างกายทั้งหลาย ทั้งปวง ทั้งภายในทั้งภายนอกเช่นที่แล้วมาอีก. ๘๙
น.106 ภาพที่ ๒๖ ภาพอสุภ ชื่อ ปุฬุวะกังและอัฏฐิกัง ศพบนเรียกว่า ปุฬุวะกัง แปลว่ามีหนอนบ่อนอยู่เป็นขุม ๆ ทั่วไป ทั้งร่างแห่งศพชนิดนี้. ศพล่างเรียกว่า อัฏฐิกัง คือเป็นซากศพเหลือแต่กระดูกสีขาว เป็นโครงร่าง กระจัดกระจายไปทุกทิศทุกทาง. เป็นซากศพชนิด สุดท้ายในบรรดาซากศพ ๑๐ ชนิด ที่มีชื่อในอสุภกัมมัฏฐาน. พระโยคาวจรอาศัยอสุภเหล่านี้ พิจารณาให้เกิดความเห็นแจ้งว่า สิ่งทั้งปวง ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ไม่มีตัวตนจริง ๆ มีการเป็นอยู่ด้วยอาศัย เหตุปัจจัยชั่วคราวชั่วขณะ แล้วเสื่อมสิ้นสลายไป ดังมีพยานประจักษ์ ชัดอยู่เต็มที่ในขณะนี้ จึงเกิดความสลดสังเวช เบื่อหน่ายต่อสิ่งที่ เคยยึดถือ เพราะการรู้อย่างถูกต้องว่า ทุกสิ่งเป็นเพียงมายา ไม่น่า เอาไม่น่าเป็น ไม่น่ายึดถืออะไรเป็นตัวเรา เป็นของของเราทั้งสิ้น. ๙๐
น.107 ภาพที่ ๒๗ อุปมา องค์ประกอบแห่งความสำเร็จ ภาพอุปมาธรรมะ เป็นองค์ประกอบแห่งความสำเร็จ ๓ ประการ คือ : - ฉันทะ-ความพอใจ, วิริยะ-ความพากเพียร, และเวสารัชชะ- ความกล้าหาญ. ถ้าเราจะทำอะไร หรือจะเรียนอะไร จะประกอบอะไรได้สำเร็จ ก็ตาม เราจะต้องมีองค์ประกอบทั้ง ๓ ประการนี้คือ :- มีความพอใจ อย่างยิ่งในสิ่งนั้น, ต้องมีความพากเพียรอย่างยิ่งในสิ่งนั้น, และต้องมี ความกล้าหาญอย่างยิ่งในสิ่งนั้น. ภาพนี้แสดงองค์ความสำเร็จในการปฏิบัติกรรมฐาน คือจะต้องมี ฉันทะ เหมือนเทวดา ๒ องค์พอใจอย่างยิ่งที่ได้แก้ว ประคองแก้วไว้ ในมือ ดีใจเหมือนคนเราได้เพชรได้พลอย นี้แสดงฉันทะ สำหรับความเพียรอย่างยิ่งนั้น แสดงด้วยภาพคนชักสูบ จะต้อง ทำความเพียรติดต่อเหมือนคนชักสูบ. ในภาพทางขวามือ เป็นเตาสูบแบบโบราณ ต้องชัก ๒ มือ ขึ้นลง ไม่พร้อมกัน มือซ้ายชักที มือขวาชักที ไม่ให้ขาดตอน เป่าลมตามท่อ เข้าไปหล่อเลี้ยงไฟให้ลุกเต็มที่ จึงจะหลอมทอง หลอมโลหะได้ หมายความว่าความเพียรต้องมีอย่างเต็มที่ด้วย ติดต่อกันเช่นนี้ด้วย ถ้า ไม่ชักก็ไม่ได้ ชักเป็นระยะก็ไม่ได้ ต้องมีความเพียรติดต่อจึงจะสำเร็จ ประโยชน์. ๙๑
น.108 สำหรับความกล้าหาญนั้น จงดูภาพหนูตัวเล็ก ๆ ตัวนี้ มีความ กล้าหาญขนาดที่ว่า ตั้งใจจะติดตามฆ่าเสือโคร่งสองตัวนั้นให้ตาย. นี่ นับว่าหนูเล็ก ๆ นี้มีความกล้าหาญเกินตัว ข้อนี้ หมายความว่า ถ้า เปรียบกิเลสหรือบาป หรือความชั่วของคนแล้ว มันใหญ่โตเท่าเสือโคร่ง สองตัวจริง ๆ ความสามารถของมนุษย์เท่ากับหนู ถึงกระนั้นก็ไม่ ยอมแพ้เหมือนหนูตัวนี้ พยายามจะทำลายกิเลส บาป และความชั่ว ซึ่ง ใหญ่โตเท่ากับเสือสองตัวให้หมดไปจนได้ด้วยความกล้าหาญ. ในการปฏิบัติธรรมนั้น ความพอใจก็ต้องมีมาก ความเพียรก็ต้อง มีมาก ความกล้าหาญก็ต้องมีมาก ได้สัดส่วนเท่า ๆ กัน เมื่อรวมกัน แล้วจึงจะรบชนะกิเลสได้. ถ้ามีครบถ้วนทั้ง ๓ ข้อนี้จะประกอบอะไร จะศึกษาเล่าเรียน ค้นคว้าอะไรก็สำเร็จ. เรียกว่าเป็นผู้มีธรรมะประกอบ ด้วยองค์แห่งความสำเร็จ ๓ ประการ คือ:- ฉันทะ วิริยะ เวสารัชชะ. เมื่อปฏิบัติธรรมก็จะประสบความสำเร็จ เกิดญาณตามลำดับ ๙๒
น.109 ภาพที่ ๒๘ อุปมา แห่งสัมมะสะนะญาณและอุทะยัพยะญาณ จงทราบว่า เมื่อมีองค์ประกอบครบถ้วนในการปฏิบัติธรรมครบ ๓ องค์บริบูรณ์ ดังที่กล่าวในภาพที่ ๒๗ แล้ว ความสำเร็จในการ ปฏิบัติธรรมะก็จะเกิดขึ้น เรียกว่าเกิดญาณตามลำดับ นับตั้งแต่ภาพที่ ๒๘ นี้ไปจนถึงภาพที่ ๓๘. สำหรับภาพที่ ๒๘ นี้ แบ่งเป็น ๒ ตอน ตอนล่างเป็น สัมมะสะนะญาณแปลว่าญาณ -ที่เป็นขั้นตระเตรียม เริ่มการพิจารณาดูที่ ความเกิด ความแก่ ความตาย อย่างคร่าว ๆ ทั่วไปก่อน ภาพเด็กนอน ตอนล่างคือความเกิด, คนนั่งตะบันหมากเป็นภาพความแก่, ส่วนศพ ที่นอนตรงกลางภาพตอนบนคือความตาย. ลักษณะของสัมมะสะนะญาณ นั้นจะต้องเห็นลักษณะของความเกิด ความแก่ ความตาย ปรากฏชัดแจ้ง ขึ้นในปัญญา เป็นการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในขั้นเริ่มแรกที่สุด แต่นับเป็นขั้นตระเตรียม ไม่นับว่าเป็นอันดับหนึ่งของวิปัสสนาญาณ ๙. ญาณอันดับ ๑ ของวิปัสสนาญาณ ๔ คืออุทะยัพยะญาณ ได้แก่ ภาพครึ่งบน นี้นับเป็นญาณขั้น ๑ ดูภาพเด็กนอนและวิ่งเล่น. ญาณนี้ เพ่งดูความเกิดขึ้นและเสื่อมไป แต่พิจารณาให้เข้มข้นเฉพาะความเกิด ขึ้นอย่างเดียว. ถ้าดูพร้อมกันไปทั้งเกิด แก่ ตาย มันพร่าไป จึงให้ดู แต่บางอย่าง คือดูแต่ในแง่เกิดขึ้น ๆๆ ดังนั้นที่มุมล่างซ้าย เขาเขียน ๙๓
น.110 เป็นภาพเด็กเกิด แล้วโตขึ้นมาวิ่งเล่นได้ เป็นความหมายของคำ ‘อุทวย" เห็นการเกิดขึ้น ๆ อย่างเต็มที่ในส่วนนี้. ( ตัวเด็กเกิดเขา เขียนไม่เป็น ดูเป็นคนตาย ต้องเขียนเป็นเด็กแรกคลอดแล้วโตขึ้น ๆ วิ่งได้ เพื่อให้เห็นในแง่เกิดขึ้น ๆๆ เจริญขึ้น ๆ ให้แรงเต็มที่ ให้เห็น ความไม่เที่ยงชัดในส่วนนี้ ) เรียกว่าญาณอันดับ ๑ มีชื่อเต็มว่า "อุทะยัพยานุปัสสะนาญาณ" - แปลว่าญาณเป็นเครื่องพิจารณาตาม เห็นความเกิดขึ้น และเสื่อมไปของสังขารทั้งปวง. ๙๔
น.111 ภาพที่ ๒๙ อุปมา แห่งภังคะญาณและภะยะตุปัฏฐานะญาณ ครึ่งล่างเป็นภาพความหมายของภังคะญาณ ครึ่งบนเป็นภาพ ความหมายของภะยะญาณ ครึ่งล่างหรือภังคะญาณนั้น ดูในแง่ดับ คือพิจารณาดูแต่ความ แตกดับ ความสลายไปของสังขารทั้งปวง ดูในแง่ดับแต่อย่างเดียว. ในภาพเขียนเป็นคนตาย นี้แสดงถึงความดับ เพ่งดูให้เห็นว่าสิ่งทั้ง หลายทั้งปวงดับอยู่เสมอ ดับอยู่ทุกขณะจิต ดูแต่ความดับ เว้นดูความ เกิดเสีย เพื่อให้เห็นความดับอย่างลึกซึ้งรุนแรงถึงที่สุด จนกระทั่งรู้สึก ว่า ทั่วทั้งโลกไม่มีอะไร นอกจากความพังทะลายแตกดับทั่วไปหมด เหมือนห่าฝนตกลงมาทุกหนทุกแห่ง วัฏฏสงสารจึงเต็มไปด้วยความ ดับเสมอ ให้เห็นดับอยู่ทุกขณะจิตของเรา ที่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้ดับ เมื่อ เห็นความดับจนลึกซึ้งอย่างนี้เรียกว่า ภังคะญาณ, ภังคะ แปลว่า แตกดับ. ญาณนี้มีชื่อเต็มว่า ภังคานุปัสสะนาญาณ แปลว่า " ญาณเห็น ความ ดับของสังขารทั้งปวง ” นับเป็นญาณอันดับที่ ๒ ของวิปัสสะนาญาณ ๙. ส่วนครึ่งบน เป็นภาพความหมายของ "ภะยะญาณ " หมาย ถึงญาณเป็นเครื่องพิจารณาในความน่ากลัว คือเมื่อเห็นแจ้งในความ เสื่อมสลายอยู่เรื่อย มีมากเพียงพอแล้ว ก็จะทำให้เกิดความรู้แจ้งต่อ ไปในอันดับที่ ๓ ว่า ในบรรดาความเป็นอยู่ของมนุษย์ที่เรียกว่า ภพ นั้นมี ๓ ประการคือ : - ๙๕
น.112 - ความเป็นอยู่ โดยมีความสุขในกามเป็นที่หวัง เรียกว่า กาม ภพ คือ พอใจในกาม. - ความเป็นอยู่ โดยมีความสุขในรูปบริสุทธิ์ไม่เกี่ยวกับกาม เป็นที่หวัง เรียกว่า รูปภพ คือพอใจในรูปบริสุทธิ์. - ความเป็นอยู่ โดยมีความสุขในอรูปบริสุทธิ์ไม่เกี่ยวกับกาม เป็นที่หวัง เรียก อรูปภพ คือพอใจในอรูปบริสุทธิ์. ภพคือ ความมี ความเป็น ทั้งหลายเหล่านี้ เป็นสิ่งที่น่ากลัวดุจ โจร ๓ คนถืออาวุธ เพราะทุกภพมีสภาพไม่คงทน ต้องพังทะลายแตก ดับทั่วไปเหมือนกันหมด ความน่ากลัวปรากฏเต็มไปในภพทั้งสาม ไม่ ว่าจะเป็นกามภพ รูปภาพ หรือ อรูปภพ. ภพทั้งปวงนี้เต็มไปด้วยสภาพ ที่คงทนอยู่ไม่ได้ ต้องแตกทำลายอยู่ทุกขณะจิต จนเกิดอาการสะดุ้ง หวาดกลัวถึงที่สุดขึ้นในใจของผู้เห็นแจ้ง. ความกลัวอันถูกต้องนั้น เป็นความเห็นแจ้งชนิดหนึ่ง ที่รู้ว่า สังขารทั้งหลายมีแต่ความน่ากลัว เปรียบประดุจ ยาพิษ อาวุธ หรือโจร อันโหดร้าย ๓ คนนั้น ภพทั้ง ๓ เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา น่า หวาดเสียว ไม่น่าเสน่หา ไม่น่าหลงใหล. ผู้ที่ยืนดูอยู่ คือ พระโยคาวจร ชี้มือแสดงความจริง ให้เห็นภาวะความแตกดับของสังขารทั้งปวงว่า เป็นภัยน่ากลัวอย่างนี้. เมื่อเกิดความรู้สึกอย่างนี้ขึ้นแจ่มแจ้งเรียก ภะยะตุปัฏฐานะญาณ คือเห็นภัยในภพทั้ง ๓ อย่างน่ากลัว นับเป็นญาณที่ ๓ ของวิปัสสะนา ญาณ ๙. ๙๖
น.113 ภาพที่ ๓๐ อุปมา แห่งภะยะตุปัฏฐานะญาณ (อีกแบบหนึ่ง ) ภาพนี้ เป็นภาพ ภะยะตุปัฏฐานะญาณอย่างเดียวกัน หากแต่เป็น ภาพในสมุดอีกเล่มหนึ่ง นำเอามาเปรียบเทียบกับภาพที่แล้ว เพื่อให้ เห็นว่า ต่างมือ ต่างเขียน ตามความพอใจของตนอย่างไร. ภาพนี้เขียน งามมาก เป็นภาพราชสีห์โผล่ออกมาจากถ้ำอย่างน่ากลัว มีเด็ก ๆ กำลัง กลัวราชสีห์ถึงที่สุด. พระโยคาวจรยืนกอดอกรำพึงว่า :- ภพทั้งหลาย มีภัยน่ากลัวมาก เท่า ๆ กับความกลัวของเด็กเล็ก ๆ ที่อยู่ต่อหน้าราชสีห์ แล้วมีความกลัวราชสีห์เป็นอย่างยิ่ง. พระโยคาวจรรู้แจ้งความจริงในสังขารทั้งหลาย หรือภพทั้ง ๓ ว่า เต็มไปด้วยความน่ากลัวอย่างนี้ เหมือนโจรที่น่ากลัวทั้ง ๓ ประดังกัน เข้ามาทำลายไม่ว่าในภพใด. แม้ในกามภพ - โลกของสัตว์ที่บริโภคกาม ก็น่ากลัว, ในรูปภพ - โลกของสัตว์ที่พอใจในรูปบริสุทธิ์ไม่เกี่ยวกับ กามก็ยังน่ากลัว, ในอรูปภพ - โลกของสัตว์ที่พอใจในอรูปบริสุทธิ์ไม่ เกี่ยวกาม แม้กระนั้นก็ยังน่ากลัว. พระโยคาวจรพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา. เห็นความหลอกลวง, เห็นมายาที่ทำให้ยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวตน เป็นของ ตน ในภพทั้ง ๓ แม้ในรูปภพ อรูปภพ ก็ยิ่งเป็นมายาละเอียดลึกซึ้งขึ้น ไปกว่ากามภพ. นี้เรียกว่า ภะยะตุปัฏฐานะญาณเกิดขึ้น ทำให้กลัว ต่อภพ กลัวที่จะต้องเป็นไปในภพ จึงอุปมาว่า เด็กเล็ก ๆ มีความ กลัวเสือ กลัวราชสีห์แรงมากเท่าไร "พระโยคาวจรก็เห็นความน่ากลัว ในการที่จะต้องแล่นไปในภพ ในวัฏฏสงสารมากเท่านั้น. ๙๗
น.114 ภาพที่ ๓๑ อุปมา แห่งอาทีนะวะญาณ และนิพพิทาญาณ ครึ่งบนที่มีรูปราชสีห์นั้น เป็นภาพอาทีนะวะญาณ หมายความ ว่าเมื่อเกิดญาณตามลำดับ จนเกิดภะยะตุปัฏฐานะญาณ มีความกลัว อย่างยิ่งปรากฏในภพทั้ง ๓ ดังที่กล่าวมาแล้วในภาพก่อน ก็เกิดความ รู้สึกต่อไปว่า สังขารทั้งปวงประกอบด้วยโทษ ประกอบอยู่ด้วยอันตราย อย่างยิ่ง ดุจว่าเผชิญหน้ากับราชสีห์อยู่ตลอดเวลา ไม่ปลอดภัย ไม่น่า เป็นที่อภิรมย์ยินดี ที่จะหาความเพลิดเพลินแต่อย่างใดเลย. การมีศพนอนอยู่ตรงหน้า ก็เพื่อแสดงโทษของสังขารทั้งปวง นั่นเอง. ภาพพระโยคาวจรยืนมือกุมหน้าอก หมายถึงกำลังสำนึก ความจริงข้อนี้อย่างลึกซึ้ง ในขณะที่กำลังเกิดญาณนี้ ซึ่งมีชื่อเต็มว่า อาทีนะวานุบัสสะนาญาณ แปลว่าญาณเป็นเครื่องตามเห็นซึ่งโทษอัน ต่ำทราม ของสังขารทั้งหลายทั้งปวง. ครึ่งล่าง มีเรือนไฟไหม้ลุกโพลง กระทั่งว่าจะเหลือแต่เถ้าถ่าน นั้น เป็นความหมายของนิพพิทาญาณ คือเกิดความรู้สึกสลดสังเวช และเบื่อหน่าย เช่น เรารู้สึกกันโดยมาก ในเมื่อไปดูไฟไหม้บ้าน เรือนจนเหลือแต่ซากมีแต่เถ้าถ่าน มีซากตอ พอเป็นรูปเป็นโครงให้ รู้ว่าเรือนถูกไฟไหม้หมดแล้ว ไม่น่ารัก ไม่น่าเสน่หาอาลัย เห็นโลกนี้ เป็นเสมือนเศษขี้เถ้า. เกิดความเหนื่อยหน่ายเอือมระอา ต่อสิ่งที่เคย ๙๘
น.115 ยึดมั่นหลงใหลไปทันที ทำให้รู้สึกอยากจะละทิ้ง อยากจะพ้นไปจาก ภาวะอย่างนี้. ความรู้สึกเบื่อหน่ายต่อการที่จะต้องระคนอยู่กับสังขาร ทั้งปวงที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. นี้เรียกโดยชื่อเต็มว่า นิพพิทานุ บัสสะนาญาณ แปลว่า ญาณเป็นเครื่องตามเห็น ความเป็นโทษ เป็น ของน่าเบื่อหน่ายในสังขารทั้งหลายทั้งปวง. ๙๙
น.116 ภาพที่ ๓๒ อุปมา แห่งมุญจิตุกัมะยะตาญาณ ภาพนี้เป็นภาพราหูอมพระจันทร์ อธิบายว่า เมื่อเกิดนิพพิทาญาณ คือเกิดความเหนื่อยหน่ายเต็มที่ แล้ว ก็มีความรู้สึกอยากจะพ้น ไปจากการระคนด้วยสังขารเหล่านั้น. อยากจะพ้นไปเสียจากวัฏฏสงสาร จากภพ หรือจากความทุกข์ และ มีความอยากพ้นจากทุก ๆ สิ่งนั้นแรงมาก เหมือนพระจันทร์ที่ถูกราหู จับ ก็อยากจะพ้น หรืออยากหลุดไปจากปากราหู. คติโบราณเชื่อว่า พระจันทร์เป็นเทวดาเล็ก ๆ องค์หนึ่ง ถูกราหูเคี้ยวกิน ก็อยากจะพ้น จากปากราหู. ตามประตูวัดโบราณ เขาสลักภาพราหูสวยอย่างนี้เป็น แผ่นไม้ ติดไว้ที่หน้าวัด เพื่อเตือนใจคนที่เข้าไปในวัดว่า "ให้รีบ ๆ ทำตนให้หลุดพ้นจากทุกข์เสียโดยเร็ว" เหมือนพระจันทร์อยากพ้น จากปากราหูแรงมากฉะนั้น. สำหรับการปฏิบัติธรรมนั้น ถ้าเกิดความรู้สึกอยากจะพ้นอย่างนี้ รุนแรง แจ่มแจ้งถึงที่สุดแล้วเรียกว่า มุญจิตุกัมะยะตาญาณ แปลว่า ญาณเป็นเหตุให้ปรารถนาใคร่จะพ้นจากสังสารวัฏฏ์ และกองทุกข์อย่าง รุนแรง นับเป็นญาณที่ ๖ ในวิปัสสะนาญาณ ๙. ๑๐๐
น.117 ภาพที่ ๓๓ อุปมา แห่งมุญจิตุกัมะยะตาญาณ ( อีกแบบหนึ่ง ) พึงทราบว่าญาณที่ ๖ มุญจิตุกัมะยะตาญาณในสมุดเล่มนี้ มีภาพ อุปมาแสดงมากมายหลายภาพดังในภาพที่ ๓๓ นี้. อุปมา มุญจิตุกัมะยะตาญาณ ความอยากพ้นจากทุกข์ในวัฏฏ- สงสารอย่างรุนแรง ดังภาพงูคาบเขียดอยู่ครึ่งตัว เขียดตัวนี้กำลังจะ ถูกกลืน มันพยายามดิ้นรน อยากพ้นไปจากปากงูอย่างยิ่ง. เราต้องอยาก จะพ้นจากความทุกข์ พ้นจากกิเลส จากความชั่วให้มากเหมือนเขียด อยากพ้นจากปากงู จึงจะหลุดพ้นได้. พวกเราอยากจะพ้นทุกข์แรงอย่างนี้ หรือเปล่า ? เดี๋ยวนี้เราไม่ได้อยากจะพ้นจากความทุกข์ จากความชั่ว แรงเหมือนอย่างนั้นกันจริง ๆ เพียงแต่อยากเล่น ๆ อยากชั่วคราว ชั่ว ขณะก็เลยไม่พ้น. ๑๐๑
น.118 ภาพที่ ๓๔ อุปมา แห่งมุญจิตุกัมะยะตาญาณ ( อีกแบบหนึ่ง ) ภาพนี้ เป็นภาพอุปมาของ มุญจิตุกัมะยะตาญาณ อย่างเดียว กันอีก. เปรียบความอยากพ้นจากความทุกข์ในวัฏฏสงสาร มีมาก เหมือนกับพญานาคถูกครุฑจับ คาบเอาไป. พญานาคกำลังตกใจกลัว อันตรายนั้น จึงอยากพ้นจากปากพญาครุฑ และพยายามเพื่อจะพ้น เป็นอย่างยิ่ง. ( คำอธิบายในทางธรรมก็เหมือนภาพ ๓๓ ที่แล้วมา ) ๑๐๒
น.119 ภาพที่ ๓๕ อุปมา แห่งมุญจิตุกัมะยะตาญาณ ( อีก ๒ แบบ ) ในภาพนี้ ครึ่งบนเป็นภาพไก่ป่าที่ถูกจับมากักขัง มีความอยาก หลุดพ้นจากกรง. ครึ่งล่างเป็นภาพปลาที่กำลังติดเบ็ด มีความอยากจะ หลุดจากเบ็ด แสดงภาพความอยากหลุดพ้นไว้หลายแบบหน่อย เพราะ คนเขาไม่อยากพ้นทุกข์ ไม่อยากพ้นวัฏฏสงสารกันจริง ๆ จึงพยายาม เขียนไว้หลายภาพ. ทั้ง ๒ ภาพนี้เป็นอุปมาของ มุญจิตุกัมะยะตาญาณด้วยกันทั้งนั้น ทุกคนพอจะหยั่งทราบได้ดีว่าสัตว์ทั้งสองที่กำลังเป็นอยู่ในภาวะอย่างนี้ มันกำลังต้องการจะหลุดพ้นออกไป ด้วยความต้องการที่มากน้อยเพียง ไร. ดังนั้นจึงถูกนำมาเป็นเครื่องเปรียบเทียบน้ำหนักของความอยาก หลุดพ้นจากทุกข์ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้น้อมนึกเข้ามาหาตนเอง จนเกิดความรู้สึกเหมือนกับว่า ตนกำลังถูกกักขัง และกำลังติดเบ็ดอยู่ จำเป็นต้องรีบศึกษาและปฏิบัติธรรม เพื่อให้หลุดพ้นจากความทุกข์เหล่า นั้นเสียโดยเร็วที่สุดที่จะเร็วได้. ๑๐๓
น.120 ภาพที่ ๓๖ อุปมา แห่งมุญจิตุกัมยะตาญาณ และปฏิสังขานุปัสสะนาญาณ ภาพนี้รวมกันอยู่ ๒ ญาณ. ครึ่งบนเป็นภาพเนื้อทรายติดบ่วง กำลังดิ้นรนเพื่อจะให้หลุดจากบ่วง นี้เป็นความหมายของมุญจิตุกัมะยะ ตาญาณที่อธิบายมาแล้ว จงดูอาการดิ้นรนของเนื้อทราย ก็พอจะรู้ได้ ว่ามันอยากจะพ้นจากความทุกข์มากเท่าไร พระโยคาวจรก็อยากจะพ้น จากวัฏฏสงสารมีประมาณมากเท่านั้น. ส่วนครึ่งล่าง เป็นภาพปฏิสังขานุบัสสะนาญาณ คือญาณที่ หาทางจะพ้น. คำว่า "ปฏิสังขา" - แปลว่าพิจารณาหาลู่ทาง. " อนุปัสสะนา" - แปลว่าตามเห็น ปฏิสังขานุปัสสะนาญาณ แปลว่า ญาณเป็นเครื่องติดตามพิจารณา เพื่อหาทางว่า ทำอย่างไรจึงจะพ้น ภาพเปรียบภาพนี้เนื่องจากภาพที่ ๑๐ ที่แล้วมา คือภาพคนไปสุ่มปลา ที่ในนา ล้วงขึ้นมาได้งู แต่คิดว่าเป็นปลา พาเอาไปบ้านในฐานะที่ เป็นปลา. มีความหลงงูเป็นปลาอยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาได้รับคำสั่งสอน ที่ดี จนรู้แจ้งตามลำดับ กระทั่งรู้จักว่านี้เป็นงู ไม่ใช่ปลา เกิดความ อยากพ้นจากงู จึงหาวิธีที่จะฆ่างู เขาจับงูที่คอไว้แน่น ชูแขนขึ้นสูง แล้วแกะขนดงูออกจากต้นแขนของตน ชูขึ้นเหนือศีรษะ แกว่งเป็น วงกลม จนงูตัวน่วม หรือกระดูกครากไปหมด จึงปล่อยมือให้งู กระเด็นไปตกในที่ไกล ตายเอง หรือตามไปตีให้ตายได้ง่าย ๆ. ๑๐๔
น.121 มีความหมายว่า กิเลสนี้เปรียบเหมือนงู อย่าทำเล่นกับมันซึ่ง หน้า ในขณะที่มันยังมีกำลังมาก ต้องหาวิธีทำให้กิเลสอ่อนกำลังลง เสียก่อน ด้วยอุบายเป็นอยู่ชอบ เช่นการพิจารณาสิ่งทั้งหลายเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็นอยู่เสมอ ก็เป็นการตัด อาหารของกิเลส ทำให้กิเลสถอยกำลังลง การไม่ส่งเสริม "ตัวกู- ของกู" คอยขนาบ "ตัวกู-ของกู" ไว้ ก็เป็นการเป็นอยู่ชอบ ที่ทำให้ กิเลสอ่อนกำลังได้มาก. นอกจากนี้จะมีวิธีปฏิบัติอย่างไร ที่เคยได้ผลดี เฉพาะแต่ละคน ที่ทำให้กิเลสอ่อนกำลังได้ต้องทำเผื่อไว้ทั้งนั้น ต้อง อุตสาหะไหว้พระ สวดมนต์ ทำวัตรปฏิบัติอยู่เรื่อย ที่เป็นการทอน กำลังกิเลส คือ "ตัวตน-ของตน" อยู่เสมอ. การพิจารณาหาทางทำลาย กิเลส ให้อ่อนกำลังลง และถอนตัวออกจากอำนาจกิเลส นี้เรียกว่า ปฏิสังขานุปัสสะนาญาณ จัดเป็นญาณที่ ๗ ของวิปัสสะนาญาณ ๙. ๑๐๕
น.122 ภาพที่ ๓๗ อุปมา แห่งสังขารุเบกขาญาณ ภาพนี้เรียกว่า ภาพอุเบกขาญาณ หมายความว่าหลังจากการเกิด ปฏิสังขานุปัสสะนาญาณแล้วก็มีการวางเฉยได้ในทุกสิ่ง ในสังขาร ทั้งปวงที่เคยหลงรักมาก่อน เหมือนกับบุรุษในภาพนี้ คนทางขวามือ กำลังวางเฉยได้ในภรรยาที่หย่าขาดกันแล้ว ไม่ว่าเขาจะไปคบชู้สู่สาวที่ ไหนอีก. เรื่องมีว่า ก่อนนี้ เขาคิดว่าเป็นภรรยาที่ดี เขาหลงรัก ภายหลัง เขาจับได้ว่า เป็นคนไม่ดี หรือเป็นชู้ เขาก็เลยหย่ากัน. ภายหลังจาก หย่าขาดกันแล้ว เขาก็วางเฉยได้ ไม่รู้ไม่ชี้ในการกระทำของหญิงคน นั้นอีกต่อไป เหมือนคนที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกันเลย เหมือนกับบุรุษ ที่มีอุเบกขาต่อภรรยาที่หย่าขาดกันแล้ว. ข้อนี้ เหมือนคนเราที่กำลังปฏิบัติธรรม เมื่อก่อนนี้เคยหลงรัก ขันธ์ ๕ มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือเคยหลงรักใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์. หรือหลงในกามภพ รูปภพ อรูปภพ ก็ตาม ลงรักเอาเป็นตัวเรา เป็นของของเราเรื่อยมา. บัดนี้เกิดญาณนี้ จึงมีความรู้ว่า นั่นเป็นสิ่งไม่ควรหลงรักเอาเป็นตัวเรา หรือของเรา. ที่แท้นั่นเป็นศัตรู คือสิ่งที่จะให้ความทุกข์หรือเป็นกบฏ ต่อเรา, พร้อมที่จะทำให้เกิดทุกข์แก่เราอยู่เสมอ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ก็วางเฉยได้ในสิ่งนั้น ๆ ดังว่า หย่าขาดกันแล้ว. แม้มันจะมายั่วยวน สักเท่าไรก็วางเฉยได้ ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรา เป็นของเราอีกต่อไป. ญาณนี้เรียกเต็มว่า สังขารุเบกขาญาณ แปลว่า ญาณเป็นเหตุ ให้เกิดความวางเฉย ในสังขารทั้งปวง จัดเป็นญาณอันดับที่ ๘ ใน วิปัสสะนาญาณ ๙. ๑๐๖
น.123 ภาพที่ ๓๘ อุปมา แห่งสัจจานุโลมิกะญาณ ภาพเรือสำเภา มีคนและอุปกรณ์พร้อม สำหรับการข้ามมหา- สมุทร. ตามความหมายของธรรมะ หมายถึงการข้ามฟากจากฝั่งนี้ คือ วัฏฏสงสาร ไปสู่ฝั่งโน้น คือนิพพาน ในขณะพร้อมที่จะบรรลุมรรคผล. จงสังเกตในภาพทางท้ายเรือ แสดงเป็นไฟลุกโพลง คือฝั่งนี้อัน เป็นฝ่ายวัฏฏสงสารหรือฝ่ายทุกข์. ทางฝั่งหัวเรือแสดงด้วยแก้ว ๓ ดวง อยู่ในพาน. ดวงแก้วนี้แทนนิพพาน หรือฝั่งโน้น คือพ้นไปจากทุกข์. ในท้องทะเลเต็มไปด้วยสัตว์ร้าย หรือปลาร้าย นั่นคือโทษของวัฏฏ- สงสาร. เรือลำนี้เรียกว่า "อัตตภาพนาวา" : - คือตัวคนนั้นเอง. ตัว ลำเรือแท้ ๆ เปรียบเหมือนร่างกาย จิตเปรียบเหมือนนายเรือ คน และสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นอุปกรณ์และเป็นลูกเรือ. เราจะต้องนึกถึงธรรมะหลาย ๆ อย่าง ที่จำเป็นต้องปฏิบัติเพื่อ พ้นทุกข์ คือ ธรรมะที่เรียกว่า :- สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมา วาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ที่เป็นองค์แห่งมรรคโดยตรง และชื่ออื่น เช่น ศรัทธา เป็นต้น. ธรรมะเหล่านี้ นำมาเปรียบกับอุปกรณ์เพื่อหาความหมายที่ตรง กัน. สำหรับสัมมาทิฏฐิหรือ ปัญญานั้นเป็นธรรมะสำคัญ เปรียบ เหมือนนกสมุทรกากี บนยอดเสากระโดงเรือ. นกนี้เขาเลี้ยงไว้ประจำ เรือ เพื่อหาทิศทางเมื่อเรือหลงทางในมหาสมุทร. นี้หมายถึงว่า เป็น ๑๐๗
น.124 ความคิดในสมัยที่ยังไม่รู้จักใช้เข็มชี้ทิศในการเดินเรือ เป็นสมัยราว ๓ - ๔ พันปีมาแล้ว จึงเปรียบนกชนิดนี้ว่าเป็นปัญญา หรือ สัมมา ทิฏฐิ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีในฐานะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก. ที่หัวเรือมีเจ้าของเรือยืนอยู่ เปรียบได้กับจิตที่ประกอบด้วย สัมมาทิฏฐิเป็นเข็มทิศนำทาง ท้ายเรือมีกัปตันผู้บังคับเรือถือท้ายอยู่ นี้เปรียบได้กับสัมมาสติ แล้วยังมีลูกเรือที่เข้มแข็ง ทำหน้าที่ตรงนั้น ตรงนี้ครบหมดทุกหน้าที่. เหมือนกับมรรคมีองค์ ๘ สมส่วนสัดกันดี เป็นอริยมรรคคมกล้าตัดกิเลส บรรลุมรรคผล ทำให้ถึงฝั่งโน้น กล่าว คือพระนิพพาน. ไม่ต้องตายเสียด้วยอันตรายข้างเรือ เช่นปลาฉลาม ซึ่งหมายถึงความทุกข์ในวัฏฏสงสารญาณ ที่ถึงพร้อมด้วยองค์แห่งธรรม เช่นนี้ เรียกว่า สัจจานุโลมิกะญาณเป็นการพร้อมที่จะบรรลุมรรคผล นับญาณนี้เป็นวิปัสสะนาญาณที่ ๙. ๑๐๘
น.125 ภาพที่ ๓๙ อุปมา แห่งโคตรภูญาณ ภาพนี้ เป็นภาพของโคตรภูญาณ คือญาณที่เล็งเห็นความดับทุกข์ อยู่จ่อหน้า หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หน่วงเอานิพพานเป็นอารมณ์ได้ ราวกับอยู่จ่อหน้า, ลูกแก้ว ๓ ดวงในมณฑป หมายถึงนิพพาน. อย่าได้ เข้าใจว่า นิพพานเป็นวัตถุ แต่มีความจำเป็นต้องเขียนภาพ จึงเขียน อย่างนี้ เพื่อให้เขาใจชัดเจนว่า เห็นภาวะที่ปราศจากความทุกข์คือ นิพพาน ราวกับเห็นได้ด้วยตา หรือรู้สึกว่าอยู่ในกำมือ. เดี๋ยวนี้พระโยคาวจรที่ปฏิบัติมาถึงขั้นนี้ สามารถเห็นภาวะความ พ้นทุกข์ คือความไม่มีทุกข์เลย ว่าอยู่ในกำมือของตนแล้ว ยังเหลือแต่ จะได้อาบรดด้วยภาวะเช่นนี้เด็ดขาดตลอดเวลาเท่านั้น จึงอุปมาเป็น ภาพพระโยคาวจร ชี้มือไปยังแก้ว ๓ ดวง คือ พระนิพพาน เพราะ สามารถหน่วงเอาพระนิพพาน คือ ความไม่มีทุกข์เลยเป็นอารมณ์แล้ว บรรลุมรรคผลระยะแวบเดียวนี้ เรียกว่า โคตรภูญาณ. "โคตรภู" แปลว่า ข้ามโคตร คือข้ามโคตรจากบุถุชนไปสู่โคตรของพระอริยเจ้า หรือ อริยโคตรนั่นเอง. ๑๐๙
น.126 ภาพที่ ๔๐ อุปมา แห่งโครตภูญาณ ( อีกแบบหนึ่ง ) ภาพนี้ เรียกโครตภูญาณอีกเหมือนกัน แต่ถือเอาอีกความหมาย หนึ่ง คือเดี๋ยวนี้วัวออกจากคอกแล้ว. ก่อนนี้วัว คือ บุถุชนยังอยู่ในคอก คือสังสารวัฏฏ์อันเป็นที่ถูกคุม ขังเดี๋ยวนี้ออกจากคอก จากโลกได้แล้ว เป็นอิสระพ้นจากความถูกกัก ขัง. สรุปแล้ว หลุดพ้นออกมาได้ด้วยสติเป็นเครื่องประกอบชักจูง ปัญญากระตุ้นส่งท้าย. สติเหมือนกับเชือกที่ใช้ผูกวัวสำหรับจูงในภาพ นี้. ปัญญาเหมือนหอกแทงอยู่ข้างหลังให้รีบเดินออกให้พ้นที่คุมขังโดย เร็ว. เมื่อสติกับปัญญา ทำหน้าที่อย่างถูกต้องแล้ว บุถุชนก็ก้าวออกมา พ้นโลกกียะเป็นโลกุตตระ คือเหนือโลก. อย่างนี้เรียกว่า โคตรภูญาณ คงมีชั่วขณะแวบหนึ่ง ต่อจากนี้ก็เป็นการบรรลุมรรคผล. ภาพครึ่งบน คนถือดอกบัว ๒ มือ ทำท่าเหาะ หมายความว่ามี ปัญญาอย่างยิ่ง. ดอกบัวในภาพอย่างนี้เล็งถึงโคตรภูญาณ หมายความว่า มีปัญญาเต็มที่ เป็นอิสระจากเครื่องร้อยรัดทั้งปวงแล้ว จึงถือดอกบัวทั้ง ๒ มือ และเหาะด้วย. ๑๑๐
น.127 ภาพที่ ๔๑ อุปมา ลำดับแห่งพรรคและผล ภาพนี้ แสดงมรรคผล ๔ อันดับ อธิบายว่า ญาณที่เกิดขึ้นหลังโคตรภูญาณนั้นเรียกว่า มรรคญาณ ผลญาณ เป็นมรรค ๔-ผล ๔ โดยชื่อก็คือ :- โสตาปฏิมรรค - โสตาปฏิผล สกิทาคามิมรรค - สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค - อนาคามิผล อรหัตตมรรค - อรหัตตผล. ในภาพนี้ แสดงด้วยดอกบัวที่เจริญขึ้นในระดับต่าง ๆ กัน ๔ ระดับ จนเป็นดอกบัวบานเต็มที่ในระดับสูงสุด ซึ่งหมายถึงขั้น อรหัตตมรรค - อรหัตตผล แม้ที่ยังไม่บานก็หมายความว่าต้องบานแน่ ดังนั้นภาพดอกบัวในที่นี้ หมายถึงการบรรลุมรรคผล ๔ อันดับด้วยกัน. ๑๑๑
น.128 ภาพที่ ๔๒ อุปมา แห่งจิตในขณะบรรลุมรรคผล ภาพนี้เป็นการเปรียบเทียบความหมายที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง ใน ขณะบรรลุมรรคผล หรือเกี่ยวกับการบรรลุมรรคผลขั้นใดขั้นหนึ่ง. ที่มุมล่างซ้าย คนไปที่สระบัว เขาพบแก้ว ที่มุมล่างขวา เขา หยิบแก้วขึ้นมา ที่มุมบนซ้าย เขาชูแก้วขึ้นเหนือศีรษะ ที่มุมบนขวา เขาลดแก้วลงมาชม. อาการทั้งหมดนี้เรียกสั้น ๆ ว่า พบแก้ว หยิบแก้ว ชูแก้ว ชมแก้ว. อธิบายว่า ในขณะแห่งสัจจานุโลมิกญาณนั้น เหมือนกับการไปที่ สระบัวแล้วพบแก้ว ในขณะแห่งโคตรภูญาณเหมือนกับการหยิบเอา แก้วขึ้นมา ในขณะแห่งมรรคญาณนั้นเหมือนกับการชูแก้วขึ้นเหนือหัว และในขณะแห่งผลญาณนั้นคืออาการลดแก้วลงมาชม. หมายถึงการรู้ใน ความสุขที่ตนได้รับ คือรู้สึกความสุขอันเกิดจากการบรรลุมรรค เปลี่ยน จากบุถุชนเป็นพระอริยเจ้าที่นี่. หรืออุปมาอีกอย่างหนึ่งก็ว่า เริ่มพบ ธรรมะชั้นสูงที่นี่ เรียกว่า พบแก้ว ตัดกิเลสที่นี่เรียกว่า หยิบแก้ว หมดกิเลสที่นี่เรียกว่า ชูแก้ว ชมความหมดกิเลสที่นี่เรียกว่า ชมแก้ว. หรือสรุปอีกอย่างหนึ่งก็อุปมาว่า ในธรรมะขั้นสูง ขณะการ เตรียมพร้อมที่จะบรรลุมรรคผลนั้น:- ใน - อันดับที่ ๑ เป็นการประชุมพร้อมแห่งธรรมใน ขั้นสูงที่ จะบรรลุมรรคผล. ๑๑๒
น.129 - อันดับที่ ๒ เป็นอาการขั้นสุดท้ายของความพร้อมที่จะ ตัดกิเลส. - อันดับที่ ๓ คือการตัดกิเลส - อันดับที่ ๔ คือการเสวยความสุขที่เนื่องมาจากการหมด กิเลส. แต่ในที่นี้ อุปมาญาณในขณะบรรลุมรรคผลให้สั้นที่สุดว่า เหมือน การพบแก้ว หยิบแก้ว ชูแก้ว ชมแก้ว. เมื่อจะกล่าวโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว ควรจะสังเกตได้ว่า หลักทั้ง ๔ ประการนี้อาจจะนำไปใช้ในกรณีอื่น ๆ แม้ในการศึกษาเล่าเรียน หรือ ทำการงานในหน้าที่ของตนเป็นต้น จะมีอาการดังกล่าวมานี้. ๑๑๓
น.130 ภาพที่ ๔๓ อุปมา แห่งนิพพาน ภาพพระนอนครึ่งบน นี้เป็นอุปมาของนิพพาน ที่บรรลุมรรคผล เป็นพระอรหันต์. บัดนี้ไม่เกี่ยวกับการพบแก้ว ได้แก้ว หรืออะไร ทำนองนั้นอีกแล้ว เลิกยึดถือแก้วกันเสียที เอาแก้วไปทิ้งเสียที่ไหน ก็ได้ เพราะไม่มีความยึดถือในสิ่งใดเลย. การบรรลุนิพพานไม่นิยมเรียกว่า "ญาณ " เพราะกินความ กว้างเกินไปกว่าที่จะระบุถึงญาณไหนโดยเฉพาะ. ท่านอนท่านี้เรียกว่า “สีหไสยา" ควรจะเป็นที่สังเกตและจดจำเอาไว้ด้วย. ส่วนภาพครึ่งล่าง อุปมาว่า ถ้าการบรรลุธรรมนั้นยังไม่เป็นไป ในระดับสูงสุดเด็ดขาด ก็ยังคงสนใจในแก้วนั้นอยู่โดยปริยาย ดังจะ เห็นได้จากภาพว่า แม้จะเดินอยู่ นั่งอยู่ก็ตาม แก้วคือความมีสติ ไม่ ยึดมั่นถือมั่น จิตจึงว่าง เหล่านี้จะมีอยู่ในสายตาที่ได้เห็นธรรมแล้ว. แก้ว ไม่หายไปไหน คงปรากฏมากขึ้นตามกำลังแห่งสติปัญญา และเหตุปัจจัย แวดล้อม จนกว่าจะสมบูรณ์เต็มที่ บรรลุนิพพานสูงสุด จึงเลิกยึดถือ เด็ดขาดในแก้วนั้น โดยที่แก้วหมดความหมายไปในตัวเองอย่างสิ้นเชิง เหมือนภาพนิพพานครึ่งบน. ๑๑๔
น.131 ภาพที่ ๔๔ อุปมา แห่งการตัดอุปาทาน ภาพนี้ เป็นภาพแสดงผลรวบยอดอีกทีหนึ่ง หมายความว่า : - อุปาทาน ๔ คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน และอัตตวาทุปาทาน ที่เปรียบด้วยงู ๔ ตัว ซึ่งจะต้องตัดเสียด้วย พระขรรค์คืออริยมรรคนั้น ถ้ายังละไม่ได้ อุปาทานเหล่านี้ ก็ผูกมัดรัดรึง จนกระดิกไม่ไหว, เหมือนคนในภาพที่ถูกงูรัดอยู่ทางมุมล่างซ้าย แต่ ถ้าหลุดพ้นจากอุปาทานแล้ว เขาเป็นอิสระแสดงอาการร่าเริงรำฟ้ออยู่ เหมือนภาพพระโยคาวจรทางมุมล่างขวา. ส่วนซากศพ ที่นอนอยู่ระหว่างกลางนั้น หมายถึง อสุภกัม มัฏฐานอันเป็นสะพาน หรือเครื่องมือที่จะทำบุคคลให้หลุดพ้นจาก อุปาทาน ตามความสามารถของการปฏิบัติธรรมะ ด้วยระบบที่เขียนไว้ ในสมุดเล่มนี้. รวมความว่างู ๔ ตัว คืออุปาทานในธาตุทั้ง ๔ ก็ได้ หรือใน เบญจขันธ์ทั้ง ๕ ก็ได้ หรือแม้แต่ในกาม ในทิฏฐิ ในสีลพรต และ ในอัตตาก็ได้ อุปาทานทั้ง ๔ นี้ต้องฆ่ามันเสียด้วยพระขรรค์ คือ ปัญญา ฆ่างูคืออุปาทานทั้ง ๔ ให้ตายเสียจากความยึดติด ดังที่มันผูกมัดอยู่ แล้วมาสู่ความหลุด คือไม่ติดพันเกี่ยวเกาะในสิ่งใดอีก เป็นอิสระ จากสิ่งทั้งปวง. ภาพนี้เรียกว่าภาพอุปมาของการตัด และการหลุดพ้น จากอุปาทานทั้ง ๔. ๑๑๕
น.132 ภาพที่ ๔๕ อุปมา ของการชนะอุปาทานขันธ์ ภาพนี้ เป็นภาพแสดงผลรวบยอดของการปฏิบัติอีกเหมือนกัน เปรียบความหลุดพ้นจากกิเลสแล้วกับความไม่หลุดพ้น ดังภาพครึ่งล่าง แสดงว่า :- ถ้ายังมีอุปาทาน ไม่หลุดพ้น ยังติดอยู่ในทุกข์ ในวัฏฏสงสาร ในกิเลส ก็เหมือนคนตกน้ำหรือจมน้ำ. เขาต้องว่ายน้ำอ้อกแอ้กอยู่ ดังคนในภาพทางมุมล่างซ้าย. ถ้าเขาตัดอุปาทานได้ ชนะกิเลสแล้ว ก็มีอาการร่าเริง เบาสบาย รำป้ออยู่ ดังภาพพระโยคาวจรทางมุม ล่างขวา. เราจะต้องดูให้เห็นความแตกต่างระหว่างคนๆ หนึ่งตกน้ำ กำลังจะ จมน้ำตายอยู่เรื่อย ๆ แต่อีกคนหนึ่งเป็นอิสระเบาสบาย รำป้ออยู่นั้น มันต่างกันอย่างไร. นี้แสดงว่า ความไม่หลุดพ้น กับความหลุดพ้นจาก กิเลสนั้น ต่างกันอย่างยิ่ง. ภาพครึ่งบน เป็นเรื่องเดียวกันกับความหมายในภาพที่ ๔ ข้างต้น ที่มีอยู่ว่าโจร ๕ คนไล่ฆ่าคน ๆ หนึ่งไปจนมุมที่ริมตลิ่ง และเผอิญ โชคดีเขาได้กระโดดขี่ศพ ที่ลอยน้ำมา ข้ามฟากพ้นโจรไปได้. ในภาพนี้เห็นโจร ๕ คน ถืออาวุธเข้ามา แต่ในที่นี้ พระ โยคาวจรได้อาศัยการปฏิบัติธรรมะถึงที่สุดจนเหนืออำนาจโจรทั้ง ๕ เสีย ๑๑๖
น.133 แล้ว พระโยคาวจรนี้หมายถึงผู้หลุดพ้นแล้วจากอุปาทาน. เขาไม่กลัว โจร จึงกล้าทำอาการท้าทาย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เคยยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรามาแต่ก่อน ว่าทำอย่างไร เสียสิ่งเหล่านี้ก็ไม่มีทางที่จะทำให้เกิดทุกข์ขึ้นได้ จึงไม่กลัวความทุกข์ อีกต่อไป. นี่คือความหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่นในเบญจขันธ์แล้ว. ๑๑๗
น.134 ภาพที่ ๔๖ อุปมา ความแตกต่างระหว่างโลกียะกับโลกุตตระ ภาพนี้แสดงผลรวบยอดของการปฏิบัติธรรมอีก. ให้สังเกตดูทางภาพครึ่งล่าง เป็นภาพคนตกน้ำและปลาติดเบ็ด นั่นคือการตกจมอยู่ในวัฏฏสงสาร. การที่ยังตกจมอยู่ในวัฏฏสงสารก็ต้องมีความทุกข์ มีความหมาย เหมือนปลาที่ถูกเบ็ดเกี่ยวเอาไว้และดิ้นอยู่นี้อย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่ง เหมือนกับว่า คน ๆ หนึ่งตกน้ำจะจมตายอยู่เรื่อย อาการทั้งสองอย่างนี้ หมายถึงการทนทุกข์ทรมานอยู่ในฝ่ายโลกียะนั่นเอง. ส่วนครึ่งบนของภาพ มีอาการที่ตรงกันข้าม คือทุกคนล้วนแต่อยู่ บนบก เบาสบาย. คน ๔ คนนี้หมายถึงพระอริยบุคคล ๔ จำพวก เป็น พระโสดาบัน เป็นพระสกิทาคามี เป็นพระอนาคามี และเป็นพระ อรหันต์ในที่สุด ซึ่งตามสำนวนพระบาลีพูดว่า " คนขึ้นบกได้แล้ว " คือพ้นไปแล้วจากวัฏฏสงสาร หรือโลกียะ และนั่งแวดล้อมแก้ว ๓ ดวงบนบัลลังก์ ซึ่งหมายถึงนิพพาน อันเป็นฝ่ายโลกุตตระ. เรื่องนี้ก็จบลง ด้วยความหลุดพ้นจากความทุกข์ ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ในลักษณะอย่างนี้. ๑๑๘
น.135 ภาพที่ ๔๗ อุปมา ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับศาสนา ภาพสุดท้ายนี้ เป็นการแสดงอานิสงส์รวบยอดของธรรมะ หรือ ศาสนา ด้วยภาพเปรียบเทียบ คือเปรียบถึงมีคน ๕ คน ถือมืด ถือ ดาบ ติดตามสาวน้อยที่เดินตามพระหรือเณรที่ถือตาลปัตรมา ใน ลักษณะที่เด็ก ๆ เห็นแล้วก็พากันอธิบายเอาเองว่า สาวน้อยนี้ตามเณร ไป แล้วพ่อแม่เขาตามมาจับตัว ซึ่งอาจจะถูกเหมือนกันในข้อที่ว่า สมัยนี้ไม่ใคร่มีใครชอบให้ลูกหลานไปวัด. แต่ความหมายที่แท้จริงนั้น หมายถึงว่าคนทั้งหลายหรือสัตว์ทั้งปวง ในเมื่อเผชิญหน้ากับกิเลสหรือ ความทุกข์แล้ว ก็มีสภาพอ่อนแอ เหมือนผู้หญิงสาวน้อยที่ช่วยตัวเอง ไม่ได้ เขาจะต้องไปหาที่พึ่ง คือไปหาศาสนาหรือธรรมะ. ภาพพระหรือเณรนี้ แทนพระศาสนาหรือธรรมะที่กล่าวถึงนั้น เมื่อเขาเดินตามศาสนาหรือเอาธรรมะเป็นที่พึ่งแล้ว ก็พ้นจากโจร ๕ คน คือพ้นจาก รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ที่เคยยึดมั่นถือมั่น ด้วยอุปาทานว่าตัวเราหรือของเรา อันเป็นสิ่งที่ละได้แสนยาก และไม่ มีทางจะรู้สึกได้ด้วยลำพังตนเอง. ต้องอาศัยการศึกษาและปฏิบัติตาม ด้วย จึงจะรู้. เมื่อไม่รู้และไม่มีการปฏิบัติก็ต้องทนทุกข์อยู่เพราะเหตุ นั้นจึงถือว่าเป็นความอ่อนแอของเขา. ผู้หญิงที่อ่อนแอเปรียบเหมือน สามัญสัตว์ทั่วไป เช่นนี้จะต้องหาที่พึ่ง คือพึ่งธรรมะหรือศาสนาเป็น ธรรมดา. เรื่องก็จบลงเพียงเท่านี้ นี้เป็นคำอธิบายพอให้ทราบเค้าเงื่อน ให้ รู้ว่าภาพเหล่านี้เป็นภาพอะไรและอาจจะใช้ประโยชน์ได้อย่างไร ? ๑๑๙
น.136 สรุปเรื่องย่อ ๆ มีความสำคัญที่ควรสำเหนียกไว้ เป็นข้อปฏิบัติดังนี้ ภาพเหล่านี้แสดงธรรมะตลอดเรื่อง แต่ต้นจนปลาย คือเริ่มด้วย คนเราเกิดมาด้วยธาตุอะไรบ้าง อะไรเป็นธาตุจิต อะไรเป็นธาตุกาย แล้วกิเลสก่อขึ้นได้อย่างไร หลงอยู่อย่างไร. ที่ว่า หลงเลี้ยงไก่หลง บูชาไฟ หรือหลงเห็นงูเป็นปลาอะไรทำนองนี้ และหลงจนไม่กลัว ความทุกข์ จึงได้วนเวียนอยู่ในวัฏฏสงสาร. วนเวียนในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส มีสภาพเหมือนกับปลาอยู่ในน้ำก็ไม่รู้จักน้ำ แล้วจะ รู้จักบกได้อย่างไร เพราะฉะนั้น จึงเกลียดธรรมะ นี่จบไปภาคหนึ่ง เป็นภาคแรก. ภาคหลังเริ่มด้วยความเข้าใจถูกต้องในธรรมะ รับเอาธรรมะไป ปฏิบัติโดยวิธีต่าง ๆ กัน ตามแบบที่สมควรแก่เพศ คือเป็นเพศ บรรพชิตหรือฆราวาส. แต่ในภาพชุดนี้ถือเอาเพศบรรพชิตเป็นส่วน ใหญ่จึงแสดงด้วยอสุภกัมมัฏฐาน ไปสู่ที่สงัดพอสมควร แล้วพิจารณา ความจริงของชีวิต โดยอาศัยซากศพเป็นเครื่องช่วยให้เกิดความคิด แยบคาย แล้วก็มีความพอใจอย่างยิ่ง คือมีฉันทะในการกระทำเหมือน กับได้แก้วอยู่ในมือ นี่เรียกว่าพอใจมาก มีความเพียรติดต่อ เหมือน กับชักสูบหลอมเหล็ก หลอมทอง เพียรติดต่อ หยุดไม่ได้ เว้นระยะ ไม่ได้ ต้องทำจริง ๆ แล้วมีความกล้าหาญอย่างยิ่ง เหมือนหนูติดตาม ฆ่าเสือโคร่ง ซึ่งเปรียบว่า กิเลสมันใหญ่โตมากเท่าเสือโคร่ง ความ สามารถของมนุษย์เปรียบเท่ากับหนู แต่ถ้ามีความพากเพียร มีสติปัญญา ๑๒๐
น.137 มีอุบายที่ถูกต้อง ก็สามารถที่จะฆ่าสิ่งใหญ่ ๆ ลงมาได้เหมือนกับ พังทลายภูเขา. ดังนั้นจึงมีการบรรลุความรู้ ที่เรียกว่า " ญาณ " ไป ตามลำดับ ตั้งแต่สัมมะสนะญาณ - มรรคญาณ - ผลญาณ. แนวหรือวิธีกรรมที่จิตจะเปลี่ยนไปนั้น มันอยู่ที่ว่าในชั้นแรก ให้ดูลักษณะทั่ว ๆ ไปเสียก่อน คือความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั่ว ๆ ไป. ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาทั่ว ๆ ไป. เป็นการดูทั่ว ๆ ไปที หนึ่งก่อน แล้วจึงดูเฉพาะเจาะจงลงไปที่อาการของความเกิดขึ้น คือดู ที่ความเกิดขึ้น งอกขึ้น ปรุงขึ้น ของสิ่งต่าง ๆ ด้วยอำนาจเหตุปัจจัยของ มันเอง เพื่อเห็นความไม่เที่ยง เห็นการกระทำที่ไม่เที่ยง เห็นความที่ ครั้งแรกไม่มี แล้วก็มีขึ้น งอกขึ้นมาด้วยเหตุปัจจัย นี้เรียกว่า อุทะยัพ- พะยะญาณ. เมื่อเห็นความงอกเกิดขึ้น เกิดขึ้น และเปลี่ยนไปอย่างนี้แล้ว ดูแต่สุดท้ายอย่างเดียว คือความดับลงไป ๆ เรียกว่า ภังคญาณ. เมื่อเห็น ว่ามีแต่เกิดกับดับ และโดยเฉพาะความดับเต็มไปหมดทั่วทั้งวัฏฏสงสาร เห็นความดับทุกหนทุกแห่ง ก็หมายความว่า สังขารทั้งหลายไม่มีอะไร นอกจากมายายึดถือตรงไหนไม่ได้ มันมีแต่ดับลง ๆ ไม่อยู่ในอำนาจ ของใคร เกิดความรู้สึกกลัวต่อวัฏฏสงสารขึ้นมาเรียก ภะยะตุปัฏฐาน ญาณ. เมื่อเราดูที่ความเกิด ดูที่ความดับ เกิดความกลัว ดูต่อไปก็ จะเห็นว่า มันเต็มไปด้วยโทษไม่มีคุณ เรียก อาทีนวญาณ แล้วก็เบื่อ หน่ายต่ออาการเหล่านี้ ต่อสิ่งที่จะต้องเป็นไปอย่างนี้เสมอ เรียกว่า ๑๒๑
น.138 นิพพิทาญาณ. ความรู้สึกที่อยากจะพ้นอย่างรุนแรงก็เกิดขึ้นมา ซึ่ง เรียกว่า มุญจิตุกัมะยะตาญาณ แล้วหาทางพ้นด้วยอุบาย เพราะว่า กิเลสนี้เราเข้าไปเล่นงานมันซึ่ง ๆ หน้าไม่ได้ ต้องใช้อุบายที่แยบคาย เหมือนจะฆ่างูต้องทำให้มันถอยกำลังเสียก่อน หรือเหมือนจะฆ่าเสือ ต้องล้อมไว้ไม่ให้กินอาหาร มันก็ทรุดโทรมเองแล้วก็ฆ่าได้ง่ายที่สุดที หลัง ทีนี้ก็มีความวางเฉยได้ในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทาง จมูก ทางลิ้น ทางกาย เรียกว่า สังขารุเบกขาญาณ เมื่อวางเฉยต่อ ทุกสิ่งได้อย่างนี้แล้ว พร้อมที่จะบรรลุมรรคผล เรียกว่า สัจจานุโลมิก- ญาณ ญาณในขณะที่พร้อมเพรียงของธรรมะทุกข้อ มีมรรคประกอบ ด้วยองค์ ๘ เป็นต้นซึ่งเปรียบด้วยเรือสำเภา. ต่อไปก็มีโคตรภูญาณ มองเห็นสภาพที่ปราศจากความทุกข์ คือ นิพพานได้ ราวกับอยู่จ่อหน้า จิตเริ่มถอยออกมา เหมือนวัวที่ถอยออก มาจากคอกได้ด้วยสติและปัญญา คือเชือกและหอกที่อยู่ข้างหลัง. ที่นี้บรรลุมรรคผล ๔ ขั้น ซึ่งแสดงด้วยดอกบัวเริ่มบาน ๔ ระดับ สรุปให้เห็นได้ว่า มีอาการเหมือนกับพบแก้ว หยิบแก้วขึ้นมา แล้วชู แก้วขึ้นเหนือศีรษะ ด้วยความดีใจ แล้วลดลงมาชมเชย. ขณะแห่ง โคตรภูญาณ เหมือนกับพบแก้ว ขณะมรรคญาณ เหมือนกับหยิบแก้ว ขณะผลญาณเหมือนกับชูแก้วขึ้นเหนือศีรษะ ขณะปัจจเวกขณญาณ เหมือนกับลดแก้วลงมาชม แล้วก็มีความหลุดพ้นเหมือนดังภาพที่แสดง ว่า ถ้ายังไม่หลุดพ้น ก็กระดิกไม่ไหว เหมือนถูกงูรัด พอพ้นแล้วก็ เบาสบาย รำฟ้อ อย่างนี้เป็นต้น. ขอให้จับแนวแต่ต้นจนปลายให้จบ แนวของธรรมะมีอย่างนี้ ๑๒๒
น.140 32 ภาพปริศนาธรรมที่เขียนขึ้นบนสมุดข่อยนี้ เป็นศิลปะอย่างหนึ่งของคนไทยโบราณ ที่ใช้สอนธรรมะแก่ผู้ไม่รู้หนังสือ คงจะนิยมกันมาแต่ครั้งสมัยสุโขทัย สืบมาจนต้นสมัย กรุงศรีอยุธยา ต่อมามีการคัดลอกแบบเรื่อย ๆ มา ลักษณะภาพที่วาดจึงเปลี่ยนแปลง ไปบ้างตามยุคสมัยและฝีมือของช่างเขียน แต่ศิลปะความคิดในเชิงชี้ช่องธรรมะยังคง เดิม ภาพที่นำมาพิมพ์นี้ ถ่ายทอดมาจากต้นฉบับสมุดข่อยที่หลงค้างอยู่ที่วัดบางวัดใน เมืองไชยา เขียนขึ้นไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยปีมาแล้ว รวบรวมมารักษาไว้ที่โรงมหรสพ ทางวิญญาณ สวนโมกขพลาราม เพื่อการสอบสวนและค้นคว้า ภาพในเล่มไม่มี คำอธิบาย มีบอกแต่ชื่อญาณ วาดไว้เป็นปริศนาให้ผู้สนใจศึกษาขบคิดตีความหมาย เอาเอง ใครคิดได้คิดเอา ท่านเจ้าคุณอาจารย์พุทธทาสได้อธิบายปริศนาธรรมะทั้ง ๔๗ ภาพในชุด กายนคร นี้ไว้อย่างลึงซึ้ง น่าสนใจ เพื่อเป็นอุปกรณ์แห่งการ ปฏิบัติธรรม จากเบื้องต้นจนถึงจุดสูงสุด คือพระนิพพาน
Buddhadasa