Buddhadasa.org
หนังสือพระพุทธศาสนาชั้นบุถุชน › อ่านฉบับเต็ม

📖 พระพุทธศาสนาชั้นบุถุชน

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — พระพุทธศาสนาชั้นบุถุชน

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.13 สารบาน ความเบื้องต้น หน้า ๑ พระพุทธศาสนาที่แท้จริงคืออะไร " ๓ พระพุทธศาสนามีประโยชน์ อย่างไร " ๖ เราควรปฏิบัติตนเกี่ยวกับศาสนาอย่างไร " ๑๖ เราช่วยกันทำให้ ศาสนาเจริญได้อย่างไร " ๒๖ ผลสุดท้ายที่เราอาจหวังได้ " ๓๒ สรุปหมวดธรรมที่กล่าวไว้ ในหนังสือเล่ " ๓๕ คำขอสุดท้าย " ๓๖

น.14 สารบาน ความเบื้องต้น หน้า ๑ พระพุทธศาสนาที่แท้จริงคืออะไร " ๓ พระพุทธศาสนามีประโยชน์อย่างไร " ๗ เราควรปฏิบัติตนเกี่ยวกับศาสนาอย่างไร " ๑๘ เราช่วยกันทำให้ศาสนาเจริญได้อย่างไร " ๒๙ ผลสุดท้ายที่เราอาจหวังได้ " ๓๕ สรุปหมวดธรรมที่กล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้ " ๓๘ คำขอสุดท้าย " ๓๙ "

น.15 คำเตือน ขอให้อ่านช้า ประกอบด้วยความตริตรอง

น.16 ข้อความเบื้องต้น ใครๆก็ต้องยอมรับรองเป็นเสียงเดียวกันว่า "มนุษย์เปน อันมากในโลกนี้ ย่อมเป็นไปต่างๆกันทั้งนั้น มีความประพฤติ ต่างกัน ในที่สุดผลที่สัตว์นั้นได้รับก็ต่างกัน เพราะเหตุนี้เอง สัตว์บางหมู่จึงเป็นสุขก็มี เปนทุกข์ก็มี" อะไรเล่าเป็นเหตุให้เขาประพฤติต่างๆกัน? ตอบว่าใจที่ ถูกอบรมให้ดีหรือชั่วนั่นเอง เปนเหตุ ฯ ใจชั่วนำคนให้ทำชั่ว และได้รับทุกข์ เช่นเดียวกับหัวหน้าโจร ก็นำโจรไปทำกิจของ โจร ใจดีนำคนให้ทำดี และได้รับสุข ดุจอาจารย์ฉลาดแนะนำ ให้ศิษย์เจริญด้วยการงานที่ชอบ ฯ พูดมาเพียงเท่านี้ก็เห็นได้ว่า ใจที่ดีบริสุทธิเปนของที่น่าปรารถนา เปนใจที่มีประโยชน์อย่าง ใหญ่หลวง ให้ความเจริญทั้งปวง ฯ อะไรเล่า เปนเหตุที่จะอบรมใจให้ดีได้ ? ตอบว่า คำสั่ง สอนที่ถูกต้อง พร้อมทั้งตัวอย่างที่ถูกต้อง อันแสดงอยู่ทุก เมื่อ นั่นเอง เปนเครื่องอบรมใจให้ดี เพราะฉะนั้น ข้อที่พวกเรา ควรคิดก็มีอยู่ว่า สิ่งนั้น พวกเรามีอยู่พร้อมแล้วหรือยัง? ถ้ายังไม่มี จะทำให้มีขึ้น ที่มีแล้วจะทำให้มากขึ้นอีกจะได้หรือไม่? ปัญหา นี้ไม่ใช่จะตอบได้โดยง่าย บางทีความโง่ของเรา อาจยุให้เรา ตอบออกมาว่า มีพร้อมแล้วก็เปนได้ ดังจะบรรยายเปนคำตอบ ไปในตัว. จริงอยู่ พวกเรานับถือพระพุทธศาสนา อันเป็นคำสั่งสอน สุดประเสริฐ พร้อมทั้งมีตัวอย่างอันดี คือพระสงฆ์ แต่ว่าเปน ๑

น.17 ส่วนมาก ที่พวกเรานับถือสักว่าทำตามๆกัน ไม่ได้ใคร่ครวญ หาเหตุผล เพื่อปฏิบัติให้ถูกต้องจริงๆ เช่นเดียวกับเรามีเครื่องมือ ที่ดี แต่ไม่ใช้หรือไม่รู้จักใช้ เรียกว่าสักว่ามีเท่านั้นเอง เพราะเหตุ นี้ ผลที่เราจะพึงได้จึงไม่ต่างกับผลที่ตัวกบได้จากเกษรบัว อัน ร่วงผลอยๆลงบนศีรษะของมันเท่าไรนัก ฯ เมื่อพวกเราโดยมาก ยังเปนอยู่อย่างนี้ ขอให้คิดดูให้ดีเถิดว่า ใจของเราจะดีอย่างไรได้ จึงขอให้พวกเราทุกคนค้นหาความจริงให้พบ จนอาจกอบโกย เอาประโยชน์ที่เราต้องการ ออกมาจากพระศาสนาอันแสนประเสริฐ ของพวกเราให้จนได้ เหมือนกับผู้ที่มีเครื่องมือแล้วก็ใช้ให้เปน ประโยชน์ได้จริงๆ อย่าเพ่อยิ้มเยาะวานรที่ได้แก้วจากฤษี เพราะ ถ้าวานรนั้นพูดได้ มันอาจตอบเราอย่างปิดปากทีเดียว เพราะ ค่าที่เราก็มีฐานะเช่นเดียวกับมันเปนส่วนมาก (ไม่ใช่ทั้งหมด) แต่การที่เราจะคิดค้นให้พบนั้นไม่ง่ายนัก จักต้องใช้ความพิจารณา อย่างสุขุม ดังจะกล่าวพอเปนหลักสำหรับผู้ที่ปรารถนา จะได้ใช้ พิจารณาให้พบแก่นแห่งพระศาสนา และแก่นแห่งความปฏิบัติ และแก่นแห่งผลที่จะเกิดขึ้น จนอาจนำตนให้ได้รับสุขที่ยังไม่เคย รับ แม้เคยรับมาบ้างแล้วจะได้ยิ่งขึ้นไปอีก จนถึงสุขอย่างยิ่ง ซึ่ง แล้วแต่ความสามารถของผู้นั้น ๆ แต่ขออย่าเข้าใจว่าหนังสือเล่ม เล็กๆนี้ เปนที่รวมของคำสอนทั้งสิ้น หรือจะได้ไปสวรรค์นิพพาน เพราะหนังสือเล่มนี้ เพราะเปนแต่แสดงเบื้องต้นของหนทางที่ถูก แก่ผู้หลงทางเท่านั้น การไปข้างหน้า เป็นหน้าที่ของเขาเอง เพื่อ ให้เข้าใจง่ายขึ้นสักหน่อย จึงขอแบ่งเป็นตอนๆ ดังนี้. ๒

น.18 ตอนที่หนึ่ง (๑) พระพุทธศาสนาที่แท้จริง คืออะไร ? คำสอนที่แท้จริงในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ต้องปฏิเสธ พระเจ้าผู้สร้าง และความสำคัญว่าตัวว่าตน จะเข้าใจได้ดี ควร ทราบลัทธิศาสนาอื่นเปนเค้าๆเสียก่อน คือ ศาสนาคริสต์ สอน ให้ยึดเอาพระเจ้าเปนหัวใจ ทำนองคล้ายกะว่า จะสุขจะทุกข์ได้ เพราะพระเจ้า เพราะถึงทำดีแต่ไม่ตรงความประสงค์ของพระเจ้า ก็ไม่ได้สุข แต่ถ้าพระเจ้าชอบใจ จึงจะแน่ว่าไปสวรรค์ แม้อยาก ให้บาปที่ทำไว้หมดไป หรืออยากได้รางวัลอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็มีพิธีอ้อนวอนขอเอาจากพระเจ้า ฯ ส่วนศาสนาพราหมณ์ ถือ ว่ามีตัวมีตน เรียกว่า เจตภูต หรือ อาตมนฺ เปนก้อนใหญ่ก้อน หนึ่ง แยกออกเป็นส่วนเล็กๆ เที่ยวสิงอยู่ในร่างสรีระเปนสัตว์ ต่างๆขึ้น พระเจ้าสร้างขึ้นเหมือนกันจะได้สุขได้ทุกข์เพราะปัจจัย ภายนอก คือพวกเทวดาที่ประสาทฤกษ์ยาม มีวิธีทำให้ชอบใจ พวกเทวดาเหล่านั้น เช่นการบูชายัญญ์ การทรมานตนอย่างแรง การเกลือกกลั้วอยู่ในกามคุณอย่างกล้า เหล่านี้ล้วนเป็นลัทธิภาย นอกพระศาสนา อันเรียกกันว่า ไสยศาสตร์ ฯ. ส่วนพระพุทธศาสนา ไม่ยอมรับอย่างที่ว่ามาแล้ว และ ปฏิเสธอย่างแรง จัดความเห็นเช่นนั้นเปนอย่างหนักในฝ่ายมิจฉา- ทิฏฐิ ถึงกับห้ามมรรคผลนิพพาน พระพุทธศาสนาที่แท้จริง ๓

น.19 รับรองกรรม คือ การกระทำของสัตว์ สัตว์ย่อมเป็นไปตามกรรม แย้งกับพระเจ้า และรับรองว่า ไม่มีตัวมีตน เปนของที่เหตุลึกลับ อย่างหนึ่ง (เหลือวิสัยปุถุชนจะรู้) ประชุมกันกับธาตุต่างๆ เปน ก้อนๆ หนึ่งสมมติเรียกว่า สัตว์ หรือบุคคล เกิดขึ้นและแปรปรวน ไปตามอำนาจของความเปลี่ยนแปลงแห่งปัจจัยภายในคือกรรม และปัจจัยภายนอกมี ดิน ฟ้า อากาศ เปนต้น ข้อนี้แย้งกับลัทธิ อัตตา ของศาสนาพราหมณ์ พุทธศาสนาถือว่ากรรมเปนใหญ่ มีหน้าที่อำนวยสุขและทุกข์ให้แก่ผู้กระทำ ตามแต่ดีหรือชั่ว ไม่รับ ความอ้อนวอนหรือความบูชาประจบของใครๆ ไม่เพลาลงหรือ มากขึ้นด้วยการบูชายัญญ์เส้นสรวง เปนของยุกติธรรมอย่างยิ่ง ในการที่จะให้ผลตอบแทน บางทีนานจนคิดไม่ได้ว่าทำไว้แต่ ครั้งไหน เพราะอาจตามติดอยู่จนถึงเวลาโลกทำลายหรือยิ่งกว่า นั้น จะเปนกายกรรมหรือวจีกรรม มโนกรรมก็ตาม สัตว์ต้องเปน ผู้รับมรดก คือผลของกรรมนั้นเสมอ โทษหรือรางวัล กรรมเปน ผู้ประสาท สิ่งอื่นจะมีอำนาจเหนือกรรมเปนไม่มี กรรมนั้นไม่ชรา ไม่แตกดับ จนกว่าจะได้ให้ผลเสียก่อน ถึงร่างกายของสัตว์แตก ดับไป กรรมหาตายไม่ ตกแต่งให้เกิดใหม่มาเสวยเวทนาอีก นี้ เปนลัทธิแห่งกรรมในพระพุทธศาสนา ค้านพระเจ้าและรั้งตัว พระเจ้ามาเปนทาษแห่งกรรมเสียอย่างสนิทสนม ฯ และลัทธิ อนัตตาที่ถือว่าไม่มีตัวมีตนนั้น หมายความว่า สิ่งทั้งปวงสำเร็จ มาแต่เหตุปัจัย คือการควบคุมกันเข้าแห่งของหลายสิ่งกลายเป็น ของอย่างหนึ่ง และของนั้นอาจคุมกันเปนของอย่างอื่นได้ต่อไปอีก ๔

น.20 จนไม่รู้จักจบ พึงเห็นเช่นกายของสัตตว์ทุกจำพวก เกิดขึ้นเพราะ ธาตุหลายอย่าง เช่นธาตุน้ำเปนต้น ประชุมกัน ไม่ใช่เปนตัวตน อย่างที่ศาสนาพราหมณ์เรียกว่า อาตฺมนฺ อาจกล่าวได้ว่า แม้ตัว อาตฺมนฺของพราหมณ์ ก็ถูกเหตุปัจจัยมีธาตุเปนต้น ตกแต่งขึ้น อีกเหมือนกัน หาเปนตัวเปนตนไม่ ฯ นี่เปนลัทธิแห่งคำสอนที่ แท้จริง สอนให้เห็นตามตรง ไม่หลง แล้วปฏิบัติตนให้เจริญด้วย ปัญญา และกุศลจริยาอันเป็นยุ้งฉางของความสุข ทุกคราวที่ ปฏิบัติไม่เลือกหน้าบุคคล พวกเราควรรู้จักศาสนาอันประเสริฐ ของเราอย่างว่ามานี้ ฯ แต่มีข้อหนึ่งซึ่งควรใส่ใจว่า พระพุทธศาสนาของเราเคย ถูกผะสมเคล้ากับศาสนาพราหมณ์ อย่างกะแป้งเคล้าน้ำตาลใน อ่างมาคราวหนึ่งแล้ว (ปาฐกถากรมพระยาดำรงฯ) ในสมัยก่อน มา เจ้านายของปู่ ย่า ตา ยาย เรา บางท่านถือพราหมณ์จัด บาง ท่านถือพุทธจัด บัญญัติเปนประเพณีแก่ราษฎรตามความพอใจ ของท่าน ประเพณีจึงปนเปกันไป ดังจะเห็นได้ง่ายในทุกวันนี้ การบวชนาคเปนพุทธ แต่การทำขวัญนาคเปนพราหมณ์ การ แสดงธรรมรวมทั้งการสวดปริตรเจริญพระพุทธมนต์เปนพุทธ แต่การลอยเรือ ลอยกะทงทิ้งกาบกล้วยเป็นต้นเปนพราหมณ์ เปนอาทิ นี่พอเปนตัวอย่างให้เห็นได้บ้างเท่านั้น ส่วนที่ถือหรือ ผะสมกันอยู่โดยไม่รู้สึกตัวก็มีมากกว่ามาก บรรพบุรุษที่ขาดความ วิจารณ์ สอนลูกหลานให้ถือตามกันมา และซ้ำบอกว่าเป็นพุทธเสีย ด้วย ต่อมาก็ลืมมูลเหตุเดิม และถือมั่นเอาจริงๆอย่างงมงาย ๕

น.21 เปนเหตุให้พวกชั้นหลังที่เดาความจริงถูก ยิ้มเยาะ และบัญญัติ นามให้ว่าศาสนาของยายแก่ก็มี ยิ่งกว่านั้นพวกสมัยใหม่บางคน เหมาเอาพระพุทธศาสนาว่าเปนของงมงายไปด้วยก็มี ขอให้ พวกเราช่วยกันทำความเห็นให้ถูก กำจัดลัทธิที่เลอะเลือน และ ยึดถือเอา พระพุทธศาสนาที่แท้จริง ด้วยการพิจารณาให้เห็น จริง จะเปนกุศลอย่างยิ่ง เพราะพระบรมครูของเราได้ตรัสไว้ว่า "นักปราชญ์ย่อมเห็นสิ่งเปนประโยชน์ ในสิ่งที่คนเขลาไม่เห็น เปนประโยชน์เสมอ" ดังนี้ ฯ ๖

น.22 ตอนที่ ๒ พระพุทธศาสนามีประโยชน์อย่างไร ? ในตอนนี้ ก่อนแต่จะรู้ว่าพระพุทธศาสนามีประโยชน์อย่างไร เราควรรู้เสียก่อนว่า อะไรเป็นวัตถุสำคัญหรือเป็นตัวพระศาสนา เช่นเดียวกับเราควรรู้เสียก่อนว่า ยาขนานนั้นทำด้วยอะไร แล้ว จึงค่อยทราบสรรพคุณของมัน พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นวัตถุสำคัญในพระ พุทธศาสนา พระพุทธเจ้าเปนผู้ประเสริฐตั้งแต่แรกประสูติ มา จนตลอดถึงเวลาปรินิพพาน ร่างกายและจิตต์ใจของพระองค์ สะอาดบริสุทธิ์สมกับที่เกิดมาสำหรับเป็นพระพุทธเจ้า การศึกษา ในเบื้องต้นของพระองค์บริบูรณ์ ความตรัสรู้เองของพระองค์จึง ประเสริฐอย่างยิ่ง ๆ พระธรรมก็ใช่อื่นไกล คือความรู้อย่าง ประเสริฐที่พระพุทธเจ้าของเราคิดขึ้นได้แล้วสอนให้สาวก และ สอนต่อกันมาจนบัดนี้ เรียกกันเดี๋ยวนี้ว่า พระศาสนา พระสงฆ์ ก็ใช่ใครที่ไหน คือผู้ที่มีโชคดีเพราะได้รับคำสั่งสอนของพระ พุทธเจ้า จนทำตัวเองให้บริสุทธิ์คล้ายพระพุทธเจ้า แล้วทำหน้าที่ สอนคนอื่น เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าหรืออาจารย์ของท่านเคย สอนท่าน พูดย่อๆพอเปนเครื่องสังเกต วัตถุสามอย่างนี้ดีอย่างไร ? วัตถุทั้งสามอย่างนี้ เป็นวัตถุที่ให้คุณอย่างยิ่งโดยส่วนเดียว คนที่ ๗

น.23 ฉลาดจึงให้นามว่า ระตะนะตรัย คือแก้วอย่างประเสริฐ ๓ ดวง แก้วสามดวงนี้เนื่องเปนสายกันแยกออกจากกันไม่ได้ เพราะถ้า ไม่มีพระพุทธเจ้า ใครจะตรัสรู้พระธรรมและสอนคนอื่น ถ้าไม่มี พระธรรม พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้อะไรหรือเอาอะไรมาสอน ถ้า ไม่มีพระสงฆ์สาวก การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็ไม่เปนประโยชน์ แก่คนอื่น และใครจะเปนผู้สั่งสอนต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ซ้ำวัดก็ จะไม่ต่างกับศาลเจ้าหรือศาลเทพารักษ์ เพราะไม่มีใครอยู่ นี้ ย่อมชี้ให้เห็นว่าเปนวัตถุสำคัญและแยกจากกันไม่ได้ เช่นเดียว กับวัวและตัวไถ และคนขับ ซึ่งขาดเสียแต่อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ และเปนของสำคัญของพวกเราที่เปนชาวนาฉะนั้น. เมื่อรู้ว่าพระศาสนาเปนของสำคัญอย่างนี้แล้ว ควรพิจารณา ถึงประโยชน์ต่อไป การที่จะให้เห็นประโยชน์โดยทางง่ายที่สุด ก็คือ เราลองนึกดูว่า ถ้าขาดสิ่งนั้นเสีย ความลำบากจะเกิดขึ้น อย่างไรบ้าง ถ้าเราไม่มีอะไรมาทำให้ดินร่วนได้ การปลูกต้นไม้ หรือต้นเข้าก็ไม่ได้ผล ทีนั้นเอง เราจะเห็นประโยชน์ของไถ หรือ คราด หรือจอบ แม้การพระศาสนาก็ทำนองเดียวกัน ถ้าไม่มี พระศาสนา โลกทั้งหมดจะเต็มหรือล้นไปด้วยความเบียดเบียน และความทุกข์หรือความเปนอยู่อย่างเลวทรามน่าอดสู อย่าง ง่ายๆ ถ้าเรามองดูในพวกสัตว์เดียรัจฉาน มันไม่รู้จักเมตตากรุณา กัน ไม่มีกตัญญูกตเวที นับว่าเปนมารดาบิดากัน ก็ในเมื่อยัง ต้องกินนม ต่อนั้นไปยิ่งกว่าคนอื่น นี่ค่าที่อะไร ค่าที่สัตว์พวกนี้ ไม่มีศาสนาเปนเครื่องหล่อเลี้ยงใจแห่งมัน จึงได้เปนอยู่อย่างนั้น ๘

น.24 แม้ในหมู่มนุษย์เรา บางคนถูกคนอื่นสาปแช่งว่า เปนสัตว์เดีย- รัจฉาน ก็เพราะเขาละธรรมเนียมถือศาสนา ไปถือธรรมเนียม ของสัตว์พวกนั้นนั่นเอง เมื่อเราเทียบความเป็นอยู่ของสัตว์พวก นี้กับพวกเราดูแล้ว จะรู้สึกตื่นเต้นต่อประโยชน์แห่งพระศาสนา เหลือที่จะพูดได้ทีเดียว ฯ จะพูดให้ชัดกว่านี้ ต้องรู้เสียก่อนว่า พระศาสนาสอนว่า อย่างไรบ้าง ดังพูดมาแล้วในเบื้องต้นว่า พระพุทธศาสนายกเอา กรรม เปนสำคัญ กรรมดีเกิดมาจากอโลภะ อโทษะ อโมหะ ซึ่งท่านสอนให้ทำให้มากขึ้นในตน ส่วนกรรมชั่วเปนผลที่เกิด มาจาก โลภะ โทษะ โมหะ อันท่านสอนให้ละอยู่เสมอ พูดง่ายๆ ก็คือ โลภ โกรธ หลง เป็นบ่อเกิดของทุกข์ที่พวกเรากำลังได้รับ อยู่เดี๋ยวนี้ และจะต้องรับอีกไม่รู้จักสิ้นสุด ถ้าเราจะยังโลภ โกรธ หลง อยู่ ตัวอย่างง่ายๆถ้าเรามองดูในเรือนจำ และสนทนากับ พวกที่ถูกนำมาไว้ในนั้นถึงมูลเหตุ เขาจะเล่าโดยประการต่างๆ แต่เมื่อรวมความก็จะกล่าวได้ว่า โลภโกรธหลงเปนผู้จัดการส่ง เขามาไว้ที่นั่น ไม่ใช่เขาเต็มใจมาเอง ทีนี้ถ้ามองดูในบ้านของตน เห็นภรรยารับของโจรเพราะความโลภมันบังคับ เลยเทลาะกัน เพราะต่างระงับโทษะไว้ไม่อยู่ หรือถ้าพลอยยินดีด้วยภรรยา ก็ ชื่อ ว่ายอมเปนบ่าวของความหลง ลูกหลานเจ็บป่วยผอมแห้ง พุงโรโง่เง่าไม่รู้หนังสือ ก็เพราะรักเจ้าประคุณโมหะยิ่งกว่าลูก มองเลยไปตามบ้านอื่น เห็นเขาฤษยากัน คิดตัดรอนขัดขวางกัน เพราะโลภเปนตัวการ เขาประหัตประหารกันเปนหมู่ หรือฆ่า ๙

น.25 มารดาบิดาบังเกิดเกล้าของตนเองได้ ก็เพราะลุอำนาจแก่โทษะ มีคนบางคนแข่งขันกันในทางฉิบหายด้วยอำนาจมานะถือตัวคือ ความหลงนั่นเอง แม้จะมองไปทางทิศไหน จะพบพวกเราที่ลำบาก เพราะเหตุสามอย่างนี้ทุกทิศทุกทาง ตลอดจนมองออกไปนอก ประเทศ จะเห็นประเทศสองประเทศหรือหลายประเทศ รบกัน เปนหมู่ราวกะสุนัขกัดกัน จนกว่าจะยอมแพ้ไปฝ่ายหนึ่งจึงจะเลิก กันไปชั่วคราว ชีวิตของมนุษย์ ทรัพย์สมบัติ และเวลาอันมีค่า ได้เสียไปเพื่อล้างผลาญกัน นี่ไม่เพราะโลภ โกรธ หลง ดอก หรือ ? ถ้าพิจารณาไปก็จะพบว่า "ความหลงเปนตัวร้ายแรง กว่าตัวอื่น เพราะมันอาจเกิดหรือไข่ให้ออกเปนตัวโลภและ โกรธออกมาได้" ส่วนมาก ความชั่วมีมูลมาจากความหลง สมดังที่พระบรมครูได้ตรัสไว้ว่า "อวิชฺชาย นิวุโต โลโก" สัตว์โลกนี้ ความหลงหุ้มห่อใจไว้ หรือ ปาปานิ กมฺมานิ กโรฺติ โมหา" คนส่วนมากทำบาปก็เพราะหลง ความหลง ซึ่งศาสนาของพวกเราสอนให้ละอยู่ทุกขณะจิตต์นั่นเอง ฯ ความหลงนี้ ให้โทษช้าๆ ไม่แสดงอาการเร่าร้อนรวดเร็ว เหมือนโทษะ แต่มันให้ลึกหรือมากกว่าแรงกว่า อย่างที่เรียกว่า ผูกหย่อนๆ แต่แก้ยาก ผู้ถูกมันผูกหรือให้โทษแทบจะไม่รู้สึก ตัว เลยหลวมตัวเข้าไปจนสุดแก้ หรือที่เรียกว่ากินสันดาน การ ที่พวกเรามีนิสสัยสุรุ่ยสุร่าย ชอบใช้จ่ายทรัพย์ที่หามาได้วันหนึ่งๆ ให้หมดไป หรือมีนิสสัยรักการพนันหรือสุรายิ่งกว่าบุตรภรรยาและ ตัวเอง ก็เนื่องจากการที่ปล่อยให้หลวมเข้าไปทีละน้อยๆ คนไทยส่วน ๑๐

น.26 มากถูกติเตียนว่า ไม่ค่อยเอาใจใส่ในเศรษฐกิจ คือความรู้จักเท่าทัน ในการที่ไม่ต้องจ่ายทรัพย์มากๆ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการ ค้าขายหรือใช้จ่ายคราวหนึ่งๆ และมักนิยมการทำราชการ ซึ่ง พากันเห็นว่าเปนทางได้ที่แน่นอน มองไม่ค่อยเห็นหนทางอาชีพ ชะนิดอื่น พอศึกษาได้สักหน่อย ก็คอยออกันหาช่องทำราชการ เท่านั้น เปิดโอกาศทางด้านขาย ทางหัตถกรรม และกสิกรรม ที่ใหญ่โตสำคัญของประเทศ ให้ตกไปในมือของคนอื่นจนรู้สึก เดือดร้อนด้วยเรื่องนี้ ทั้งนั้นทั้งนี้ ก็เนื่องจากเราหลงปลูกความ นิยมในการนั้นมาจนชิน ซึ่งทีแรกเกิดจากการขัดข้องหรือเกียจ คร้านเล็กๆน้อยๆก่อน แล้วคิดหาทางพอไปที่ต่อการอาชีพของตน จนคนอื่นเขาตะครุบโอกาศเสียหมดแล้ว จึงฉุกคิดขึ้นมาได้ นี่ก็ พอแสดงให้เห็นว่า ความหลงให้โทษแรง แต่ช้าจนไม่ค่อยรู้สึก ตัวได้ทันท่วงที แม้อย่างต่ำ ที่คนไทยมักมีนิสัยนั่งคุยเกินกว่า ธรรมดา และไม่ค่อยเห็นเปนโทษกันนั้น เนื่องจากการที่เราละเลย ต่อการพิจารณาให้เห็นโทษ เมื่อทำกันมากเข้าก็เลยไม่รู้สึกว่ามี โทษเสีย ผิดกับชนชาติอื่นซึ่งหาเวลานั่งคุยกันน้อยเต็มที ซ้ำ บางคนออกความเห็นว่า คนไทยอาศัยอยู่ในตอนที่มีอากาศร้อน ของโลก ธรรมชาติบังคับให้เกียจคร้าน ข้อนี้มีส่วนแห่งความจริง น้อยกว่าเปนโทษของความหลงซึ่งเราเพาะมันขึ้นเอง หลักธรรม ในพระพุทธศาสนามีทิฏฐธรรมิกัตถประโยชน์เปนต้น ตรงกันข้าม กับเหตุร้ายเหล่านี้ ซึ่งถ้าเราเอาใจใส่ต่อธรรมนั้นแล้ว อาจกำจัด มันให้หายหน้าไปก็ได้ แม้ธรรมชาติหรืออะไรก็ไม่มีอำนาจมา ๑๑

น.27 กางกั้น ไม่ให้เรารับผลของพระธรรมได้เลย ดีกว่าปล่อยให้ความ เข้าใจผิดเปนมารร้ายจูงเราไปหาความลำบาก ซึ่งอาจกล่าวย่อๆ ว่าเราได้รับเพราะโลภะ โทษะ โมหะ หาใช่อย่างอื่นไม่ ควร ขัดเกลามันให้ออกไปจากตัวเราและประเทศอันเปนที่รักของเรา ส่วน อโลภะ อโทษะ อโมหะ เปนตัวตรงกันข้ามอย่าง หน้ามือกับหลังมือ หรือดำกับขาว มันให้ผลคือความสุขความ ชื่นใจยิ่งกว่ายาหอมชูกำลัง จะชักนำใครก็ชักนำไปหาที่สุข จะ ส่งใครไป ก็ส่งไปหากองแก้ว กองทองเปนอย่างน้อย ตัวอย่าง ง่ายๆ จงดูที่วัดวาอารามที่ท่านประพฤติชอบ ที่บ้านบุคคลอัน ประกอบด้วยศีลและศรัทธา ที่โรงเรียนสอนความรู้วิทยาต่างๆ ที่โรงพยาบาลสาธารณะของรัฐบาล หรือของร็อคกี้เฟลเล่อรฺ มูลนิธิเปนต้น มองดูแล้วจงคิดดูว่าสิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นได้ มีขึ้นได้ เพราะผลของอะไร มองไปมองมาจะพบว่า ความไม่โลภ ความ ไม่โกรธ ความไม่หลง เป็นผู้สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้น ถึงหากจะมอง ไปในที่ๆเกลื่อนไปด้วยความสุขแห่งอื่นๆ จะพบของสามสิ่งนี้ เป็นม้ารับรองอยู่ทั้งนั้น แม้พระบรมครูของเราก็ตรัสว่า "กุศล คือความสุข เกิดมาจาก อโลภะ อโทษะ อโมหะ” อันเป็น สิ่งที่ศาสนาของพวกเราสอนให้บำเพ็ญให้เกิดมีอยู่เสมอฯ กล่าวรวมความย่อๆ ตัวโลภ โกรธ หลง เปนเหตุแห่ง ความชั่ว ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง เปนเหตุแห่งกรรมดี ก็สิ่ง ทั้งหลายจะมีขึ้นโดยปราศจากเหตุเปนไม่มีเลย เมื่อพวกเราหวัง ผลอย่างใด ก็จงบำเพ็ญเหตุแห่งสิ่งนั้นให้มาก คงสมตามปรารถนา ๑๒

น.28 เพราะว่าความจริงอย่างประเสริฐที่สุดก็คือ "เหตุย่อมให้เกิด ผล ถ้าไม่มีเหตุ ผลจักมีมาแต่ไหน?" ฯ เมื่อศาสนาของพวกเรา แสดงให้เห็นผลที่เกิดมาจากเหตุ สอนให้ละเหตุแห่งความชั่ว บำเพ็ญเหตุแห่งความดีอยู่อย่างนี้ ใครจะเป็นผู้กล่าวว่าไม่ประเสริฐ และละจากศาสนานี้ไปถือ ศาสนาอื่น นอกจากเขาเปนทาษแห่งโลภะตัวอุบาทว์ โดยที่เห็น แก่อามิสสินจ้างของพวกเอเย่นต์ ของศาสนาที่ลวงโลกเท่านั้น พูดง่ายสำหรับผู้ที่ไม่ชอบคิดมาก จะกล่าวถึงประโยชน์ที่ ชัดๆ เป็นเค้าๆ ว่า ผลที่เกิดจากการกระทำดีอันผู้ทำจะได้รับ ในภพนี้และภพหน้า และภพสุดท้าย คือภพที่นิพพาน มีดังต่อ ไปนี้ ประโยชน์ภพนี้ ชี้ตรงๆมีสามอย่าง คือ ทรัพย์ สมบัติที่ มั่งคั่ง ยศ ที่แผ่ไปในที่ต่างๆ จะเปนตัวอำนาจหรือตัวชื่อเสียง หรือความมีบริวารมากมายก็ตาม รวมเรียกว่ายศทั้งนั้น และ ไมตรี คือความเปนผู้มีเพื่อนสหายที่ดีงามอยู่พร้อมหน้า ทั้ง สามอย่างนี้เปนประโยชน์สุขที่จะเกิดขึ้นเพราะทำตามคำสั่งสอน ในพระศาสนาสี่อย่างคือ ๑. อุฏฐานสัมปทา ได้แก่ ความเปน ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรเปนเครื่องลุกขึ้นแสวงหาประโยชน์ บากบั่นในการงานอันเปนหน้าที่ของตน จะเปนกิจที่ทำเพื่อตน หรือเพื่อคนหมู่มากก็ตามฯ ๒.อารักขสัมปทา เปนผู้บริบูรณ์ด้วย การรักษาทรัพย์ หรือประโยชน์ที่ตนหามาได้แล้ว ไม่ให้เสียไป ตลอดจนรักษาหน้าที่การงานของตน ที่ได้ตั้งต้นกระทำจนถูกทาง ๑๓

น.29 และเจริญดีแล้ว อย่าให้กลับกลายเปนเสื่อมหรือถอยหลัง ธรรมดา สิ่งของ ที่สร้างขึ้นแล้วต้องคอยซ่อมแซมบำรุง ขาดการปฏิสังขรณ์ ก็ชุดโซม อยากทราบให้ประจักษ์ มองดูเหย้าเรือนของผู้ที่เกียจ คร้านก็จะทราบได้ฯ ๓ กัลยาณมิตตา ความเป็นผู้มีสหายดีงาม อันตนได้แสวงหาจนพบปะและสมาคมด้วย สหายดี คือผู้ชักจูง ไปในทางที่ดี ถึงจะช่วยทำกิจอย่างอื่น แต่ชักชวนในทางชั่ว ไม่ควรนับว่าเปนสหายดี แม้พระเจ้าอโศกราชก็ได้กล่าวเปน ภาษิตไว้ว่า "ใครที่ชักชวนข้า ให้ละจากคำสอนของพระเจ้า แห่งความสัจ (คือพระพุทธเจ้า) มันนั้นจักเปนสหายของข้า อย่างไรได้เล่า" ได้ความว่า สหายที่ดีจริง คือ ผู้ที่ชักจูงใน ทางดี มีประโยชน์ ป้องกันการเสียหายได้ส่วนมาก ๆ ๔ สม- ชีวิตา คือการใช้จ่ายทรัพย์เลี้ยงชีวิตพอควรแก่ฐานะ ความข้อ นี้ย่อมรู้กันได้ไม่จำเป็นต้องอธิบาย ถ้าอยากเห็นตัวอย่าง จงมอง ดูคนที่เห่อ ทำตามคนรวยกว่าตนจนลืมดูหัวแม่เท้าของตน และ ฝ่ายที่ตรงกันข้าม จงมองดูเศรษฐีโตๆที่ตั้งตัวได้ในชั่วอายุตน ด้วยทุนทรัพย์คือจอบหรือไม้คานอันเดียวเท่านั้น ก็พอมีให้ดูอยู่ หลายคนเหมือนกัน นี่เปนข้อครบสี่ พระบรมครูของพวกเราตรัส ประโยชน์คือ ทรัพย์ ยศ ไมตรี สามอย่างนี้ว่า คนจะได้ในชาติ นี้ เพราะบำเพ็ญธรรมสี่ข้อดังกล่าวมาแล้ว เปนความจริงอย่าง ยุติธรรมทุกๆส่วน ฯ ประโยชน์ภพหน้า เปนของประเสริฐไปกว่านั้น แต่อยาก จะขบปัญหา เรื่องคนตายแล้วเกิดอีกหรือไม่? พอเป็นรั้วกันคน ๑๔

น.30 บุ้ยปากเสียก่อน ถึงจะมีคนที่เชื่อว่าเกิดอีกเป็นส่วนมากก็จริง แต่ ที่ยังไม่เชื่อก็ยังมีมาก ว่าที่จริง การกินเหล้าเป็นของดีหรือไม่ดี เรายังเอามาเถียงกันได้ และยังมีฝ่ายที่เถียงว่าดี อย่าว่าถึงความ เกิดอีกไม่เกิดซึ่งเปนของลึกลับยิ่งกว่านั้นตั้งหลายร้อยเท่า จะเปน ปัญหาที่ยุกติแน่นอนในระหว่างพวกเราได้อย่างไร ถึงพระบรมครู จะตรัสว่า "สัตว์จะต้องเวียนเกิดเพราะกรรมที่ตนทำไว้เป็น เครื่องบังคับ จนกว่ากรรมจะหมดลงเมื่อใด จึงจะไม่เกิดอีก" ก็ยังมีนักสมัยใหม่เถียงดันทุลังไปต่างๆ จึงขอรวบรัดตัดตอนเสีย ว่า เมื่อเปนอย่างนี้ เราควรเชื่ออย่างไหนดีเล่า ความเห็นของ ข้าพเจ้าซึ่งพ้องกับคนหมู่มากมีว่า ควรเชื่ออย่างเกิดอีก เพราะ หากว่าการเกิดอีกจะไม่มี เราก็เสมอตัว ถ้าการเกิดอีกมีขึ้น เรา ก็จะได้รับผลที่ทำไว้อย่างสบายในภพนั้น แต่ถ้าเราเชื่อว่าไม่เกิด อีก ฉวยต้องไปเกิดใหม่ขึ้นมา จะมิต้องไปนอนอดอยากเปนม้า ขาหัก ไม่มีใครเลี้ยงให้กินอยู่หรือ? ค่าที่เราไม่ได้เตรียมตัวเพื่อ ไปเกิดในภพใหม่นั้น เช่นเดียวกับคนเดินทาง ไม่ได้จัดสะเบียง ไปด้วย คิดว่าเดินวันเดียวจักถึง ข้อนี้กล่าวไว้สำหรับท่านที่ไม่ เชื่อต่อการเกิดอีก เพื่อขอให้ท่านจองสองข้างไว้ก่อน เพราะเรื่อง เช่นนี้ไม่ใช่เปนเรื่องควรลองดู ส่วนท่านที่เชื่อแล้วไม่อยู่ในวงแห่ง ความชักชวนให้คิดเช่นนี้ ถ้าหากท่านที่ยังไม่ปลงใจเชื่อสนิท ใคร่ จะรู้ให้แจ่มแจ้งกว้างขวางกว่านี้ ข้าพเจ้ายินดีที่ขอเชิญให้ท่าน บวชในพระพุทธศาสนา แล้วศึกษาเอาภายหลัง เพราะเปนของ ยาก ต้องรู้ได้ด้วยใจที่คิดเอาเอง ฯ เมื่อยอมรับว่า ภพใหม่เปน ๑๕

น.31 ของมีแน่นอนแล้ว ก็พึงทราบประโยชน์ในภพนั้น คือ การได้ เกิดเป็น มนุษย์ ที่สมบูรณ์ด้วยทรัพย์และปัญญา ซึ่งเรียกว่า มนุษย์สมบัติ ๑ และการเกิดใน สวรรค์ อันเป็นที่ๆเต็มไปด้วย วัตถุซึ่งมนุษย์ผู้ตั้งอยู่ในกามปรารถนา ๑ และประโยชน์ในภพ หน้าอย่างสูงสุดยอด คือ พระนิพพาน ได้แก่ความพ้นอำนาจ ของกรรม เปนอิศระไม่อยู่ใต้อำนาจความสุขหรือความทุกข์ หรือเฉยๆ สามอย่างนี้ เปนประโยชน์ที่จะพึงได้ข้างหน้า เพราะ บำเพ็ญธรรมอีกสี่อย่างคือ ๑ สัทธาสัมปทา เปนผู้เชื่อต่อสิ่งที่ อาจมีอาจเป็นได้ เช่นเชื่อกรรม เชื่อคำสั่งสอนของพระบรมครู อันเป็นเหตุชักจูงให้ทำความดีต่างๆ ๒ สีลสัมปทา ความถึง พร้อมด้วยมรรยาทเครื่องประพฤติ ทำกาย วาจา ให้สะอาด ปราศจากโทษ ๓ จาคสัมปทา เปนผู้ถึงพร้อมด้วยจิตต์ที่เผื่อแผ่ โอบอ้อมอารี แล้วทำอย่างนั้นด้วยไม่เพียงแต่คิดอยู่เฉยๆ ๔ ปัญญาสัมปทา ฉลาดอย่างยิ่ง ในอันที่จะรู้เหตุผลของสิ่งทั้ง ปวง จนสามารถทำใจตนเองให้บริสุทธิ์ แล้วสอนผู้อื่นให้เปน อย่างนั้นได้ด้วย ตั้งแต่อย่างต่ำจนถึงอย่างสูงสุดที่เรียกว่า รู้จัก ทางนิพพานฯ ๓ อย่างข้างต้นง่ายหน่อย อย่างหลังคือปัญญานี้ ถ้าจะให้ถึงที่สุดก็ยากไม่น้อย ควรออกจากเรือนไม่อาลัยในทรัพย์ สมบัติ และบวชในพระศาสนาบำเพ็ญทางนั้นให้จริงๆอยู่เสมอ ตลอดจนเวลาสิ้นชีพ และในภพต่อๆ ไป ที่เรียกว่าบำเพ็ญบารมี จึงจะมีได้ถึงที่สุด แต่ถ้าเคยอบรมมาแล้ว อาจถึงที่สุดในชาตินี้ ก็ได้ ทั้งสี่อย่างดังกล่าวมาแล้ว นำมาซึ่งประโยชน์ชาติหน้า และ ๑๖

น.32 ประโยชน์สุดยอดอันเปนข้อน่าคิด ไม่มีสิ่งอื่นยิ่งกว่า ฯ พูดมาถึงประโยชน์อันพึงจะได้จากพระศาสนา ตั้งแต่อย่าง ต่ำจนถึงอย่างสูงสุด อันพวกเราจะพึงได้ตามแต่ปฏิบัติเพียงใด เพราะพระศาสนาจะให้ผลสมแก่ความปฏิบัติโดยยุติธรรมไม่ ลำเอียงเสมอ ถ้าเราชวนกันคิดให้ดีแล้ว อาจดึงให้เราลุกจาก ที่นอน จับเครื่องมือไปทำงาน หรือบำเพ็ญกุศลจริยายิ่งๆขึ้นไป อีกเปนแน่ เมื่อได้พูดถึงประโยชน์แล้ว จะพูดถึงข้อว่า เราควร ฝึกฝนตนให้เดินทางที่จะเกิดประโยชน์ได้อย่างไรต่อไป ฯ ๑๗

น.33 ตอนที่ ๓ เราควรปฏิบัติศาสนาเพื่อยึดเอา ประโยชน์นั้นอย่างไร? "กรรมเปนสิ่งที่ยุกติธรรมกว่าสิ่งใดๆ ในโลกนี้ และใน โลกไหนๆทั้งสิ้น" นี่เปนความเชื่อของผู้ได้ไตร่ตรองแล้วได้ความ ว่า กรรมย่อมไม่ลำเอียงต่อการทำโทษหรือให้รางวัล ทำมาก ให้ผลมาก ทำน้อยให้ผลน้อย ทำดีให้ดี ทำเลวให้เลว ทำ ประโยชน์ชาตินี้ให้ผลเพื่อชาตินี้ ทำประโยชน์ชาติหน้าให้ผลเพื่อ ชาติหน้า หรือชาติต่อไป แน่นอนเสมอ ถ้าเรามาลองนึกถึงนัก เลงเล่นการพะนัน ยังไม่แน่ว่าถูกหรือผิด บางครั้งเขายังกล้าลง ทุนคราวเดียวสิ้นกระเป๋า ส่วนกุศลกรรมนี้ เป็นของแน่ว่าให้ผล ดีแท้ ๆ เปนกำไรทั้งนั้นไม่มีขาดทุน ทำไมพวกเรายังไม่กล้าลงทุน ทำกันเปนส่วนมาก เช่นนี้จะยังขืนยกยอตัวเองว่าฉลาดอยู่อีก หรือ ? เพราะยังโง่จึงไม่รู้ตัวว่าโง่ ถ้าอยากหายโง่ต้องยอมเชื่อ คนที่ฉลาด แล้วปฏิบัติตามที่เขาสอนครั้งแรกไปก่อน พระพุทธเจ้า เท่านั้นที่ฉลาดอย่างยิ่ง เราควรปลูกศรัทธาในท่านก่อน นี่ย่อม ชี้เด่นทีเดียวว่า การปฏิบัติคั่นแรกคือ ศรัทธา ได้แก่การปลูก ความเชื่อในพระศาสนาอันเปนคำสั่งสอนของท่านเพื่อจะได้ปฏิบัติ ๑๘

น.34 ตาม ขาดความเชื่อก็ไม่ปฏิบัติ เช่นเดียวกับเราไม่เชื่อว่าของสิ่งนี้ มีประโยชน์ต่อเรา เราก็ไม่ซื้อ การปฏิบัติแบ่งโดยเค้าๆ ได้เป็น สองประเภท คือปฏิบัติเพื่อเอาประโยชน์ทางโลก และเอาประ- โยชน์ทางธรรม ทั้งสองอย่างนี้ได้พูดมาในตอนที่สองแล้วว่า ประโยชน์ทางโลก คือประโยชน์ชาตินี้ ประโยชน์ทางธรรม คือ ประโยชน์ต่อไปๆ หรือโดยความได้แก่เพื่อพระนิพพาน ข้อควร คิดตอนนี้จึงมีว่า เราจะยึดเอาประโยชน์นั้นให้ได้อย่างไรเท่านั้น มีแต่ศรัทธาไม่พอ ต้องมีความเพียรบากบั่นทำจริงๆ เพราะ ประโยชน์ทั้งสองนั้น มีความกันดารเปนเครื่องล้อม ความกันดาร คือความเหนื่อยยากลำบากเมื่อทำนั่นเอง ธรรมดาของดีย่อมมี ความลำบากเปนประตูและเปนคนยามรักษา เช่นกับดอกกุหลาบ ย่อมบานอยู่ท่ามกลางหนาม เราต้องการสุขก็อย่ากลัวทุกข์ ดุจ คนต้องการดอกบัวไม่กลัวเปียก เพราะของดีที่จะได้โดยง่ายเปน ไม่มี พวกเราจึงควรท่องใส่ใจตนเองว่า "สุขต้องแลกเอาด้วย ทุกข์ ถึงแม้มหาเสรษฐีก็ยังเปนบ่าวตัวเองเหมือนกัน" ฯ ความยากลำบาก จูงจมูกเราให้ไปเปนสหายกับความขี้เกียจ โดยเราไม่รู้สึกตัว เวลาว่างของพวกเราจึงมากกว่าเวลาทำงาน เลยชวนให้คิดไปว่า เมื่อยังอยู่ไปได้ ก็อยู่ไปอย่างนี้ไม่ต้องขวน ขวาย ข้อนี้เอง เปนเหตุให้พวกเราโดยมาก นอนนับถือพุทธ- ศาสนาอยู่บนที่นอนเท่านั้น ตราบใดที่เรายังไม่ลุกขึ้นนับถือ ตราบนั้นจะไม่ได้รับผลจากศาสนา พวกเราที่รู้จักศาสนาดีแล้ว แต่ยังเปนอยู่อย่างนี้โดยมาก ว่าถึงการงานทางโลก ศาสนา ๑๙

น.35 สอนให้เพียรหา เพียรรักษา เพียรคบมิตรดี รู้จักใช้จ่ายทรัพย์ พอสมควร เมื่อใดได้ทำแล้ว เมื่อนั้นจึงจะเชื่อว่าลุกขึ้นนับถือ แม้ทางธรรมก็พึงรู้โดยวิธีเดียวกัน ฯ อันที่จริง พวกเราโดยมากรู้กันแล้วว่า ศาสนาเปนของดี อย่างง่ายๆ รู้ศีลห้านี้ดี แต่มีกี่คนที่ถือ และกี่คนที่ไม่ถือ ซ้ำ บางคนบอกผู้อื่นว่าดี แต่ตัวเองหาถือไม่ แต่ถ้าถามแล้วตอบว่า ดีทุกคน นี่มันเปนเพราะเหตุไร เปนข้อน่าคิด เท่าที่เคยเห็นกัน ก็เพราะความเกียจคร้าน ความมีใจโลเลไม่มั่นคง ใจอ่อนแอ แต่โกรธง่าย กระดากละอายเพราะเข้าใจผิด ความตระหนี่ ความ โง่ ที่เราอบรมไว้เปนอุปสรรคของเรานั่นแหละเป็นส่วนมาก ทั้ง รู้ว่าดีแต่ไม่ทำ เช่นเดียวกับอยากถึงแต่ขี้เกียจเดิน เราจะทำลาย มันได้โดยวิธีไหนหนอ ? อิทธิบาทสี่ ประการ พระบรมครูตรัสว่ามีอำนาจมาก อาจ จะปราบมันได้บ้างกระมัง? เปนความจริงทีเดียว ถ้าเราช่วย กันทำให้เต็มที่แล้ว จะก้าวหน้าไปสู่ความสำเร็จโดยไม่ต้องเหลียว ดูตัวมารร้ายมีขี้เกียจเปนต้น ต่อให้มันวิ่งมารั้งก็ไม่สำเร็จฯ สี่ ประการคืออะไรบ้าง? คือ ๑. ฉันทะ ความพอใจในการงานที่จะทำ อันได้คิดเห็น ประโยชน์ล่วงหน้าแล้ว ความพอใจที่ปลูกให้ต่อสู้กับการทนแดด ทนฝน ให้บำเพ็ญความดี แม้จะเปนของปลูกยาก ก็ยังอาจปลูก ให้สำเร็จได้อุบายเครื่องปลูกหรือการจูงใจ ก็คือการสนทนากับ ใจถึงความดีที่จะพึงกระทำ อย่าปล่อยให้ใจเอ็นดูกายเกินไป จะเปน ๒๐

น.36 เหมือนบุตรรักคนเดียวของมารดาโง่ เราเกิดมาแล้ว ชีวิตไม่ใช่ จะยืนค้ำฟ้า ไม่กี่วันก็จะดับ จะไม่คิดทำความดีไว้บ้างเที่ยวหรือ? กายนี้แม้จะถนอมสักเพียงใด ไม่ช้าก็จะกลายเป็นขี้ถ้า เปนดินไป ส่วนความดีที่ทำไว้จะอยู่ชั่วโลก ประโยชน์อะไรที่จะมัวปรนปรือ กายถนอมกายจนเกินส่วน จงพยายามยึดเอาประโยชน์ที่จะพึงได้ จากการกระทำของกาย แต่อย่ายินดีในเปลือกกาย ซึ่งเหมือนกับ ภาชนะที่ใส่ของชั่วคราว เมื่อเอาของออกแล้วก็จักทิ้งมันเสีย บุทคล เมื่อมีกายจักต้องแตกดับเปนธรรมดา แต่เขาไม่รีบใช้กายนั่นให้ทำ ประโยชน์คุณอย่างใดเลย เขานั้นแน่นอนที่จะต้องเศร้าโศก เมื่อถึง ประตูบ้านแห่งมัตยุราช เมื่อกายนั่นคร่ำคร่านอนอยู่กับพื้น ราคาของมันจะต่างอะไรกับเพ็ชร์ที่ตกทะเลเสียแล้ว จะน่าอายอะไร กับชาติตระกูลซึ่งจะต้องเลือกก็เมื่อแต่งงาน หรือเชิญไปเลี้ยง การทำการงานหรือการปฏิบัติศาสนาหาเลือกชาติตระกูลไม่ ต่อ ให้ตระกูลสูงศักดิ์ ถ้าอกุศลครอบงำแล้วก็ต้องถูกติเตียน และ เพราะเหตุอย่างเดียวกัน เมื่อตระกูลต่ำๆเต็มไปด้วยกุศลบ้าง จัก ไม่ควรเปนที่น่าบูชากราบไหว้ของปวงชนบ้างเที่ยวหรือ กรรมเปน ของยุกติธรรมกว่ากฎหมายหรือนักปราชญ์ แห่งกฎหมายที่เรียน มาจากนอกหรือที่ไหน ๆ อย่ากลัวว่าความดีที่ตนทำไว้จักไม่ติด อยู่ในบัญชีที่กรรมเปนผู้จดไว้ด้วยตนเอง แม้พระบรมครูก็ตรัสว่า "จะหนีไปอยู่ที่ไหนก็ตาม จะพ้นจากวิบากของกรรมเป็น ไม่มี" ฯ เมื่อได้เทศน์ให้ใจฟังอย่างนี้ เงาแห่งฉันทะจะปรากฏ ขึ้น ถ้าอธิบายซ้ำอยู่บ่อยๆ ฉันทะคือความอยากดี อยากมีชื่อ ๒๑

น.37 เสียงก็เกิดเต็มที่ ความพอใจทำการงานเกิดขึ้นแล้ว จะกระตุก ให้ลุกขึ้นจับจอบ ขวาน เครื่องมืออย่างอื่นขึ้นลับไว้ให้คม เตรียม ตัวสำหรับทำงาน แม้ยังเป็นเวลาดึก รุ่งขึ้นจะบากบั่นเอาทีเดียว ถึงแม้ทางธรรมก็เช่นกัน ทาน สีล ภาวนา จะถูกดึงมาเป็นแถว นี้เป็นตัวที่หนึ่งแห่งอิทธิบาท แต่ว่าเพียงข้อเดียวยังไม่อาจให้ สำเร็จประโยชน์ เปรียบเหมือนคนอยากถึงแต่ไม่รีบเดิน หรือ อุตส่าห์เดินก็ไม่อาจถึงได้ จึงต้องอาศัยข้อสองเป็นลำดับไป ฯ ๒. วิริยะ ขั้นสอง คือ ความตั้งใจทำจริงๆ ข้อนี้ถูกเรียก ชื่อว่า วิริยะ เพราะกล้าหาญต่อสิ่งที่จะทำไม่ย่อท้อ ถูกเรียกว่า อุฏฐานะ เพราะมันปลุกให้ลุกขึ้นทำกิจไม่นั่งนิ่งนอนนิ่ง เรียกว่า อุสสาหะ เพราะองอาจที่จะทำและมีความอดทนผะสมอยู่ด้วย เรียกว่า ธิติ เพราะตั้งมั่นไม่หวั่นไหวต่อความเหนื่อย หรือความ ลำบากอันประดังหน้ากันเข้ามา หนักเข้าอาจร้องท้าความลำบาก ให้มาสู้กัน เรียกว่า วายามะ เพราะมันชักจูงเข้าไปหาความ สำเร็จจนพบปะอิฏฐผล เรียกว่า อัปปฏิวาณี เพราะไม่ยอม ถอยหลังต่อการงาน หรือปล่อยการงานให้ทรุด อย่างหนักพอ ให้ทรงอยู่ ชื่อว่าถอยหลังเปนไม่มี เรียก ปธานะ เพราะพะยุง ให้ขึ้นจากความชั่ว เรียก ปัคคาหะ เพราะประคองไว้ในระหว่าง แห่งความดี เรียก อุปักกมะ เพราะบากบั่นอยู่เรื่อยไปเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นความเพียรที่เขาสมมติชื่อให้ต่าง ๆ กันตามคุณของมัน จริงทีเดียว ความเพียรต้องมีในรองลำดับแห่งความอยากทำกิจ ที่เรียกว่าฉันทะ มีแต่ฉันทะก็ไม่ได้ผล หรือถ้าไม่มีฉันทะ ความ ๒๒

น.38 เพียรก็เกิดไม่ได้เหมือนกัน จึงเกี่ยวเนื่องกัน การพยายาม เปน พาหนะที่จะขี่ไปหาความสำเร็จ หรือมันลากพวกเราไปหาความ สำเร็จ คนที่มีความพยายามจึงได้รับผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยเสมอ ลองถามคนที่มีฐานะใหญ่โต เปนหัวหน้าคนอื่นดูว่า คนไหนที่ไม่ เคยอาศัยความพยายาม เขาจะปฏิเสธทั้งนั้น เหลียวมาข้างคน ชั้นต่ำจะเห็นได้ง่าย เพราะคนที่กำลังพยายามหาความสุข อาบ เหงื่อต่างน้ำ ได้สุขทุกคนไป เว้นไว้แต่มีอุปสรรคอย่างอื่น ซึ่งไม่ใช่ โทษของความเพียร นี้ชี้ให้เห็นว่าเปนของประเสริฐไม่น้อย พระบรมครูจึงตรัสว่า "คนมีเพียร มีอายุอยู่วันเดียว ยังดีกว่า คนเกียจคร้านมีอายุอยู่ตั้งร้อยปี" ค่าที่คนเกียจคร้านไม่ทำ ประโยชน์เอาเองแล้ว ยังต้องรบกวนคนอื่นโดยขอเขากินอีก เพราะ ไม่มีใครรู้ว่า ความตายจักมี ณ วันไหน จึงควรรีบทำกิจให้เสร็จ เสียนั่นแหละเปนทางดีที่สุด แม้ในทางไปพระนิพพานแปดทาง ก็มีความเพียรรวมอยู่ทางหนึ่งเหมือนกัน เรียกว่า สัมมาวายาโม คือ ความเพียรชอบ เพราะความเพียรเปนเครื่องนำไปหาความดี ดังกล่าวแล้ว พวกเราทุกคนควรพยายามให้มีคะแนนแห่งความ เพียรสูงกว่า มด ปลวก หรือแมลงผึ้งไว้เสมอ เพราะใคร ๆ ก็ย่อม เข้าใจว่า คำว่า มนุษย์ แปลว่า สัตว์มีใจสูง คือสูงกว่าสัตว์ เดียรัจฉานเมื่อความเพียรเสมอกับสัตว์พวกนั้น ก็ต้องนับว่าเลวกว่า อยู่นั่นเอง เมื่อรู้ความเพียรดีอย่างนี้แล้ว ก็ต้องรู้ให้หมดว่า เพียรทำ อะไรกัน? ในที่นี้หมายความว่าเพียรทำดี ไม่ใช่เพียรลัก เพียรโกง ๒๓

น.39 หรือเพียรริษยาเขา หลักของพระบรมครูแจกไว้ว่า เพียรระวังอย่า ทำชั่ว หรือยอมให้ โลภะ โทษะ โมหะ เกิดขึ้นในตัว ๑ เพียรละ ความชั่วที่เคยทำมาและกำลังกระทำอยู่เพราะความโง่ของตน ๑ เพียรให้กุศล คือความดีงามเกิดอยู่ทุกขณะจิตต์ ๑ เพียรให้สุจริต ที่มีอยู่แล้วคงมีอยู่เสมอหรือให้เจริญขึ้นด้วยการ รักษา ของตน ๑ ทั้งสี่อย่างนี้ย่อมหมายถึงทั้งทางโลกและทางธรรม อบายมุขทั้งหก มีการเปนนักเลงหญิง นักเลงเหล้า ตลอดถึงนักเลงดีแต่นอน จัดเปน ความชั่วทางโลกโดยตรง โลภ โกรธ หลง เปนความชั่วทางธรรม สองอย่างนี้ควรระวังและละมันเสีย ฯ ความโอบอ้อมอารี ความ สุภาพ ความไม่เกียจคร้านเปนต้น เปนความดีหรือกุศลทางโลก ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง เปนความดีทางธรรม ทั้งสองอย่างนี้ควร ทำให้เกิดมีและรักษาไว้ ได้ความตามนี้สั้น ๆ ว่า หน้าที่อันจะพึง ทำมี ๒ อย่าง คือละชั่วและทำดี ทั้งอย่างนี้ ยิ่งเพียรมาก ก็ยิ่ง สุขมาก ยิ่งไม่เพียรมาก ยิ่งทุกข์มาก ค่าที่อะไร ค่าที่ความเพียร เปนสิ่งให้เกิดผล ดังที่พระบรมครูตรัสว่า "คนเราล่วงทุกข์ได้ เพราะความเพียร" ดังนี้ นี่เปนอิทธิบาทที่สอง แต่อย่างไรก็ดี ยังต้องอาศัยธรรมข้ออื่นเปนลำดับ ฯ ๓. จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่มุ่งต่อความสำเร็จเปนเบื้อง หน้าอยู่เสมอ ความไม่วางธุระมีใจจดจ่อในสิ่งนั้น ๆ ที่เรียกว่า ความปรารถนา หรือ ความเพียรส่วนใจนั่นเอง วิริยะ เปนส่วน กำลังกาย จิตตะ เปนส่วนกำลังใจที่เข้มแข็ง คนเราถึงจะมีความ เพียร แต่ถ้าขาดความมุ่งหมาย ก็เพียรไปไม่ได้กี่มากน้อยจะชักเลิก ๒๔

น.40 ไปเอง หรือไม่อย่างนั้นก็ง่อนแง่นรวนเรอย่างกะการเดินของคน เมาสุรา เพราะไม่มีหลัก และไม่ค่อยสำเร็จเสียด้วย เว้นแต่จะเปนผู้ เอาใจใส่มุ่งให้งานที่ทำวันนี้แล้ว เลิกต่อมืดค่ำ มีหัวต่อไว้ต่อกับงาน เช้ามืดในวันรุ่งขึ้นหรือวันต่อไป ๆ ราวกะช่างปูนไว้หัวต่อปูนที่โบก ค้างวันนี้ เพื่อเชื่อมกับปูนที่จะโบกในวันรุ่งขึ้น ถ้าตั้งใจไว้อย่างนี้ เสมอแล้ว เปนอันหวังผลได้แน่นอน เพราะมีหลักอยู่ว่า “ความ เอาใจใส่มุ่งปรารถนาผลมีในผู้ใด ประตูแห่งความสำเร็จจะเปิด รับผู้นั้นทุกเมื่อ" นี่เป็นอิทธิบาทที่สาม แต่ถึงอย่างไรก็ดี ก็ยังต้อง อาศัยข้อสุดท้ายเปนเครื่องช่วย ฯ ๔. วิมังสา ความสอดส่องหาเหตุผลในสิ่งที่ตนกระทำ อัน เปนเครื่องควบคุมให้ความเพียร ทางกายและทางใจ เดินไปได้ สะดวกและรวดเร็ว "เหตุ" คือสิ่งที่จะให้เกิดสิ่งอื่นหรือนำสิ่งอื่น มา เปนตัวเกิดก่อน "ผล" คือสิ่งที่เกิดจากสิ่งอื่น ถูกสิ่งอื่นตกแต่ง ขึ้น และเกิดทีหลัง เหตุเปนของแน่และยุติธรรมต่อการที่จะให้เกิด ผล เพราะฉะนั้น การที่จะได้เสวยผล ก็ต้องเกิดมาแต่การบำเพ็ญ เหตุเท่านั้น หาใช่เพราะนั่งอ้อนวอนพระเจ้าหรือคอยฤกษ์ยามไม่ นี่ชี้ให้เห็นว่า เหตุและผล สองอย่างนี้เปนการสำคัญในการค้นหาและ สอดส่อง แม้อย่างต่ำที่สุด เมื่อไม่รู้ว่าแกงจืดเพราะขาดอะไร ก็เติมให้อร่อยไม่ถูก หรือไม่รู้ว่าทำอย่างไรจึงจะอร่อย แกงอร่อย จะหามาแต่ไหนได้ พึงเทียบกับการงานที่สูงขึ้นไปตามลำดับ แม้ใน ทางธรรม ก็ยกเอาการรู้เหตุผลเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะได้ตัดต้นเหตุ ที่ชั่ว บำเพ็ญเหตุที่ดี พระผู้มีพระภาคได้ตรัสรู้เพราะรู้เหตุผลแห่ง ๒๕

น.41 อริยสัจจ์สี่ คือ ความทุกข์ ความยากลำบากที่สัตว์ได้รับนี้ เปนผล เกิดมาแต่ สมุทัย คือ ความอยาก ความดิ้นรนร่านต่อสิ่งที่ตนชอบ อันเป็นตัวเหตุซึ่งควรละเสีย ทุกข์จึงจะสงบได้ และนิโรธ คือ พระนิพพาน ได้แก่ความพ้นจากทุกข์ทั้งปวง เปนผลเกิดมาจาก มรรค ๘ ประการ อันเปนตัวเหตุที่พวกเราควรบำเพ็ญให้เกิดมีในตนทุก คน เหตุที่ควรเจริญ ๘ ประการ คือ ความเห็นที่ตรงไม่นอกทาง ความมีใจมุ่งต่อสิ่งที่ถูก การพูดแต่สิ่งที่ถูก การทำแต่สิ่งที่ถูก การหากินในทางที่ถูก ความเพียรในเรื่องที่ถูก ความระลึกแต่สิ่งที่ ถูก ความยึดเอาแต่สิ่งที่ถูกไว้เปนของประจำใจ ทั้งแปดนี้เปนของ ดับทุกข์ได้ ฯ ท่านเปรียบไว้ว่า เข้าแพง (ตรงกับทุกข์) เกิดมาจาก เหตุ คือ ฝนแล้ง ฝนแล้ง (ตรงกับสมุทัย) เปนเหตุให้เกิดเข้าแพง เข้าถูก (ตรงกับนิโรธ) เปนผลเกิดมาแต่เหตุ คือ ฝนดี ซึ่งเทียบกัน ได้กับมรรค ฯ หรือทุกข์ตรงกับโรค สมุทัยตรงกับเชื้อโรค นิโรธตรง กับยาแก้โรค มรรคตรงกับหมอที่ทำยาแก้โรค ล้วนแต่เป็นเหตุ และผลของกันและกัน การรู้จักเหตุผลจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะจะได้ละเหตุชั่วและทำเหตุที่ดี เช่นเดียวกับคนฉลาดทำลาย ย่านเถาวัลย์ที่ขึ้นคลุมต้นไม้ เขาย่อมตัดที่โคน ส่วนคนไม่ฉลาด หาเปนเช่นนั้นไม่ มัวตัดที่ปลายอยู่จนตลอดชีวิตก็ไม่สมประสงค์ นี่เปนอิทธิบาทข้อครบสี่อันเป็นข้อสุดท้าย ฯ รวมทั้งสี่ข้อนี้เรียกว่า อิทธิบาททั้งสี่ แปลว่า สิ่งเปนที่ตั้งแห่ง ฤทธิ ฤทธิ คือความทำอะไรได้สำเร็จตามปรารถนา เปนตัว ระงับมารร้ายและสร้างสมความดีได้อย่างประเสริฐ สุดแท้แต่จะ ๒๖

น.42 ปรารถนาประการใด พระบรมครูตรัสว่า ถ้าทำให้ดีเต็มที่แล้ว จะปรารถนาให้อายุยืนตั้งโกฏิปีก็ได้ (การที่นักปราชญ์ฝรั่งสมัยนี้ คิดทำให้คนอายุยืนกว่าธรรมดา ถ้าเขายึดหลักอิทธิบาทนี้ให้เคร่ง ก็อาจสำเร็จได้) นับว่าเปนเครื่องมืออย่างประเสริฐ เปนเครื่องมือ ที่จะให้เกิดความสำเร็จแก่การปฏิบัติทุกอย่างไป ทีนี้ข้อควรคิด จึงมีต่อไปว่า เราจะใช้เครื่องมือนั้นทำอะไรบ้าง ? ถ้าจะมองให้ รอบคอบแล้ว ทางปฏิบัติพระศาสนามีหลายชั้นหลายประเภท ทางโลกคือของฆราวาสก็มี ทางธรรมของพวกบรรพชิตก็มี แม้ ในสองอย่างนั้น ยังแบ่งออกเป็นเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้อง ปลายได้อีก เมื่อคน ๆ เดียวไม่เปนทั้งฆราวาสทั้งบรรชิตพร้อม กันได้ หรือไม่อาจทำพร้อมกันทั้งสามอย่างได้ เพราะเวลาและ ฐานะบังคับ จึงควรเลือกให้เหมาะแก่เวลาและฐานะของตน เพราะ สิ่งไรก็ตาม เมื่อไม่เหมาะแก่เวลาและฐานะแล้ว จะพยายามอย่างไร ก็ไม่ได้ผล เช่นเดียวกับก่อไฟไล่ยุงทางใต้ลม หรือเมื่อลมพัดไป ทางอื่น มันจะสำเร็จประโยชน์อย่างไรได้ แล้วกลับติว่า ควัน ไม่อาจกันยุงได้ หรือคำสอนในศาสนานี้ไม่จริง ก็เลยไม่ปฏิบัติ นี้ยิ่งร้ายไปอีก ฯ ได้ความว่า ความไม่ทำให้เหมาะเจาะ ย่อม ลวงคนเชื่อกรรมแต่ขาดความพิจารณา ให้งงทุกคราว ไป ซึ่งมันเป็นความผิดของเขาเอง จะโทษใครอื่นที่ไหนอีก เล่า ? นี่เป็นตัวให้รู้จักใช้เครื่องมือหรือรู้จักปฏิบัติ ถ้าไม่เปน อย่างนี้แล้ว ผลที่ตนจะพึงได้รับจากการงาน หรือการปฏิบัติ พระธรรมของตน จะไม่ต่างกับเอาปี่ไปตีต่างกลองเท่าไรนัก ฯ ๒๗

น.43 ต่อจากนี้ก็คือ การคอยเตือนตนให้มีความกลัวต่อบาป และ เกลียดบาปอันเรียกว่า หิริและ โอตตัปปะ บาปนี้ อันใครๆ ควร หลีกให้ห่างทุกคน เพราะบาปที่ตนทำเข้าแล้วจะซัดไปให้ใคร หรือวานใครแก้ไขหาได้ไม่ ก็ความชั่วร้ายที่คนอื่นเขาทำให้เรา เราหรือสหายของเราอาจป้องกันหรือฟ้องร้องเรียกค่าทำขวัญเอาได้ แต่เราทำให้แก่ตัวเราเองแล้ว ใครหนอจะช่วยป้องกัน และจากใคร เล่าที่เราจะเรียกค่าเสียหาย นี้เปนข้อเตือนตนให้เกิดหิริและ โอตตัปปะ ฯ ต่อจากนี้ เตือนตนให้รักษาความดีของตน ให้ใคร่ต่อสิ่งที่ชอบ พระบรมครูตรัสว่า ที่พึ่งอื่นนอกจากตัวเองไม่มี ถึงคนกำลังพึ่ง คนอื่นอยู่ ก็พึงรู้เถอะว่า นั่นเปนเพราะตนมีความดีในตนต่างหาก เขาจึงยอมให้พึ่ง ตนที่ดีดอก จึงจะเปนที่พึ่งของตนได้ การ ประพฤติธรรมให้ตัวเองดี ก็คือการทำที่พึ่งให้แก่ตนนั่นเอง คนที่ ไม่มีธรรมในตนจะต่างอะไรกับคนที่เรือแตกท่ามกลางสมุท หรือจะ ยิ่งกว่าคนเรือแตกเสียอีก นี่เปนข้อเตือนตนให้ใคร่ต่อสิ่งที่ชอบ ฯ เมื่อได้วางโครงปฏิบัติตนเองตามที่ว่ามาแล้ว ก็พยายามให้ เปนไปอย่างนั้นจริงๆ ไม่เพียงแต่กะการ หรือเพียงแต่พอลงมือทำ หรือทำแต่ครึ่งเดียว ควรทำให้เปนไปเสมอต้นเสมอปลาย จึงจะชื่อ ว่าเป็นผู้ปฏิบัติศาสนาอยู่ตลอดกาล ผลที่ตนปรารถนาจะเปนของที่ ได้ไม่ยากเหมือนกัน นี่เป็นเครื่องแสดงทางแห่งความปฏิบัติ ตั้งแต่ เบื้องต้นจนได้รับประโยชน์จริง ๆ ชีวิตของเราเอง และศาสนาของ เราจักไม่เปนหมัน ก็เพราะพวกเราทั้งหมดช่วยกันปฏิบัติดังว่ามา แล้วฉะนี้ ฯ

น.44 ตอนที่ ๔ เราจักช่วยกันทำให้ศาสนาเจริญได้อย่างไร ? พระธรรม คือ ศาสนาหรือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ทุก ๆ พระองค์ รวมเปนใจความได้สามข้อคือ อย่าทำบาป ๑ ทำบุญให้มาก ๑ ทำใจให้บริสุทธิ ๑ นี้เปนหัวข้อกินความทั่วถึง กันหมด ไม่มีอะไรนอกไปกว่านี้ แต่ถ้าจะแจกให้พิสดารก็มากมาย เช่นที่ยกมากล่าวข้างต้นพอเปนทางเท่านั้น ทุก ๆ อย่างล้วนแต่ เป็นของประเสริฐ อันเราตริตรองเห็นแล้วว่าดีจริง ๆ ประโยชน์สุข จะเกิดแก่โลกได้เพราะศาสนานี้เอง ถ้าศาสนาเจริญความสงบก็แผ่ ไปมาก ถ้าศาสนาเสื่อมความวุ่นวายจะเข้าทับถมมนุษย์มากขึ้น เห็นได้ว่าเปนสิ่งควรบำรุงให้เจริญ จึงขอแบ่งกิจบำรุงเปนสาม ประเภท คือ ๑ ตนปฏิบัติเอง ๒ แนะให้คนอื่นปฏิบัติบ้าง ๓ ช่วยกันบำรุงเมื่อคนอื่นปฏิบัติ ดังจะกล่าวต่อไปนี้ ๑. ตนปฏิบัติเอง เปนข้อแรกและสำคัญ เพราะว่าถ้าทุก ๆ คนเปนผู้ปฏิบัติกันทั้งหมดแล้ว ความทุกข์ของโลกจะหายหน้าอย่าง กะเข็มตกลงในมหาสมุท การปฏิบัติจะเปนไปได้ดีต้องอาศัยการ ศึกษา พวกเราส่วนมากนิยมแต่การศึกษาทางโลกซึ่งนำผลมาให้ ทันตาเห็น แต่ไม่ค่อยคิดว่า ถ้าขาดการศึกษาทางธรรม ซึ่งเปนของ วิเศษควรมีไว้ประจำใจ อาจป้องกันความชั่วส่วนมากซึ่งการ ศึกษาทางโลกป้องกันไว้ไม่อยู่นั้นเสียเลย ขอให้มองดูคนที่ได้รับ ๒๙

น.45 การศึกษาทางโลกมาอย่างบริบูรณ์ แต่ขาดการศึกษาทางธรรม หรือที่เรียกว่า จรรยา มักจะเอาตัวไม่รอดเสียโดยมาก ในที่สุด ความรู้นั้นก็ช่วยตัวเองไม่ได้ ยิ่งในหมู่คนจน ยิ่งต้องการธรรม เปนเครื่องช่วยตัวเองมากขึ้น โดยที่ต้องใช้ธรรมคือการประพฤติ ชอบเปนทุนในการหาทรัพย์ เพราะตนยังไม่มีทุนมาปิดประตูค้า เอาอย่างกะคนรวยแล้ว และต้องใช้ธรรมเป็นเครื่องป้องกันอันตราย รอบข้าง ซึ่งคนมั่งมีเขาใช้ทรัพย์เปนเครื่องป้องกัน ต้องใช้ธรรม เปนเครื่องสมานมิตร ให้มีเพื่อนฝูงช่วยเหลือในคราวลำบาก ซึ่ง คนมั่งมีเขาใช้อำนาจเงินเข้าว่า จงคิดดูเถิดว่าในหมู่พวกเราจน ๆ ด้วยกัน จำเปนต้องใช้พระธรรมอย่างที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นเปน เครื่องช่วยตัวเองมากกว่าคนมั่งมีอย่างไร เมื่อเรายังจน ประเทศ ของเราก็ยังจน การปฏิบัติธรรมไม่ใช่ของที่พวกเราจะต้องทำให้ มากดอกหรือ ? ขอพวกเราจงช่วยกันปฏิบัติและบำรุงการศึกษา อันเปนเบื้องต้นของการปฏิบัติให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป ก็เปนอันหวังผล คือ ความเจริญได้แน่นอน เพราะพระองค์ตรัสไว้ว่า "ผู้ประพฤติ ธรรม ย่อมอยู่เปนสุขเสมอ" ท่านที่เปนคฤหัสถ์ ควรพยายามยึดเอาประโยชน์ทางโลก ด้วยการปฏิบัติธรรม หรืออย่างที่เรียกกันว่าเปนพลเมืองดี ถ้าท่าน บากบั่นต่อการงาน สมกับที่เปนลูกผู้ชายเมื่อใด เมื่อนั้นท่านชื่อว่า ผู้ประพฤติธรรม ท่านและครอบครัวของท่าน จะเปนกำลังของ รัฐบาล ซึ่งเปนผู้คอยอำนวยสุขกลับมาให้ท่านทั้งหมด เมื่อท่านเปน สุขแล้ว อาจบำรุงศาสนาซึ่งเปนยุ้งฉางของความสุขได้สืบไปอีก ๓๐

น.46 ส่วนท่านที่เปนบรรพชิต ควรพยายามต่อการทำคุณวิเศษให้ สูงขึ้นไป เพราะได้ปฏิญญาณตนว่าเปนสมณะ คือผู้สงบจาก ความชั่ว ความดิ้นรน ว่าเปน บรรพชิต หรือนักบวช เพราะเปนผู้ เว้นจากบาปทั้งหลาย ว่าเปน ภิกษุ เพราะเปนผู้เห็นภัยในภพ หรือการเวียนเกิด เวียนตาย ว่าเปน ศากยบุตร เพราะเปนบุตร โดยธรรมของพระพุทธเจ้าเปนเชื้อศากยะ จึงจะสมกับการที่รับ อาหารจากชาวเมืองมาบริโภค หรือเรียกว่าประพฤติตนสมควร แก่ชื่อของตน เปนกำไรแก่ตนและทายกผู้ถวายทาน หากว่าไม่ สามารถถึงอย่างนั้น เพราะความที่ตนบวชใหม่ พึงพยายามต่อ การศึกษาพระปริยัติธรรม (คือการเรียนธรรม) จนอาจปฏิบัติได้ถูก ต้องด้วยตนเอง หรือสอนผู้อื่นให้พลอยรู้ตามได้ ไม่พึงทำการงาน ทำนองคฤหัสถ์ หรือขวนขวายในการงานเช่นนั้น เพราะถ้าต้องการ หรือกระทำเช่นนั้น บรรพชาของท่านจักเปนสิ่งที่ท่านถือเอาไม่ดี อาจกลับให้โทษแก่ตนเอง ดังที่ตรัสไว้ว่า “คุณเครื่องเปนสมณะ ใครลูบคลำ (คือปฏิบัติ) ไม่ดี ย่อมคร่าผู้นั้นไปนรกเหมือน หญ้าคาที่จับไม่ดีแล้วดึงมา ย่อมบาดมือผู้จับนั่นเอง" การที่ไม่ ทำให้สมกับความที่โลกเขาถือว่าเปนสมณะนั้น เรียกว่าทำหนี้ใส่ ตัวเอง ธรรมดาคนเป็นหนี้เขาย่อมนึกเดือดร้อนในใจอยู่เสมอ จนกว่าจะใช้หนี้เขาเสร็จ หรือได้รับโทษทัณฑ์สมควรแก่ความเปน หนี้นั้น เมื่อปฏิบัติดีสมควรเปน ทักขิเณยฺยบุทคล ก็ชื่อว่าไม่มีหนี้ ติดตัว หรือเรียกว่าใช้หนี้เขาแล้ว ถ้าไม่ปฏิบัติเช่นนั้นจนเกิดความ เดือดร้อนใจ ชื่อว่าได้รับโทษแทนการใช้หนี้ เมื่อไม่อยากใช้ ๓๑

น.47 หนี้ และทั้งไม่อยากรับโทษ ก็ไม่พึงปฏิญญาณว่าเป็นสมณะ และ รับของศรัทธาไทยจากทายก เพราะไม่เปนการฉลาดอย่างยิ่งในการ ที่ทำตนเองให้เดือดร้อนเช่นนั้น พระผู้มีพระภาคก็ได้ตรัสไว้ว่า "ภิกษุทุศีลไม่สำรวม บริโภคก้อนเหล็กที่ร้อนแดง ดีกว่าบริโภค ก้อนเข้าของชาวแคว้นซึ่งไม่เปนการประเสริฐเสียเลย" พระอรรถกถาจารย์แก้ความข้อนี้ว่า การกินก้อนเหล็กร้อนดีกว่านั้น เพราะการกินเหล็กร้อนแต่อัตตภาพนี้ชาติเดียว ส่วนการบริโภคก้อนเข้า ด้วยอาการเช่นนั้น ย่อมร้อนเพราะไหม้ในนรกหลายร้อยอัตตภาพ ฯ การศึกษาธรรมวินัยให้รู้ทั่วถึง เปนเครื่องชักนำให้ปฏิบัติ พ้นจากโทษเหล่านี้ได้ และถ้าหากพระองค์ผู้เปนสังฆบิดรยังทรง พระชนม์อยู่ ทรงเห็นเหล่าผู้ที่ปฏิญญาณตนว่าเป็นบุตรตถาคต ปฏิบัติตนจนออกจากทุกข์ได้จริง ๆ ก็จะทรงพระปราโมทย์ชมเชย ไม่ต้องอิดหนาระอาพระทัย อย่างที่ตรัสไว้เปน เวยยากรณ์ภาษิต ในขุททกนิกายธรรมบทว่า "แน่ะภิกษุ ท่านบวชในศาสนาของ พระพุทธเจ้าเช่นกับเราแล้ว ทำไมไม่ทำให้มหาชนเรียกท่านว่า พระโสดาบันน์หรือสกทาคามี กลับทำตนให้เขาเรียกว่าคน กระสัน (คือจะสึก) เสียเล่า" ข้อนี้เป็นเครื่องเตือนใจพวกเราที่ เปนบรรพชิตให้รู้สึกได้เป็นอย่างดี และเปนผู้ขวนขวายใน ปริยัติ- สัทธรรม คือ การศึกษา และขมักเขม้นต่อ ปฏิบัตสัทธรรม คือ การทำจริง ๆ ตามที่ได้ศึกษาไว้นั้น และ ปฏิเวธสัทธรรม คือ การเก็บเกี่ยวผลอันเกิดจากความปฏิบัตินั้น จึงจะสมกับที่ ปฏิญาณตนว่าเป็นสมณะได้จริง ๆ ทั้งสองจำพวกพึงปฏิบัติตาม ๓๒

น.48 หน้าที่ของตน ที่กล่าวมาพอเปนสังเขปฉะนี้ ไม่พึงดีแต่ยุคนอื่น ส่วนตนเองหาปฏิบัติไม่ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น โลกจะเต็มไปด้วย มนุษย์ที่ปราศจากธรรม ทุกข์จะท่วมทับสัตว์ทั้งหมดเพราะเหตุนี้ เมื่อได้พยายามช่วยกันปฏิบัติตามโอวาทสามข้อข้างต้นนั้นแล้ว ควรปฏิบัติตามประเภทที่สองต่อไปอีกจึงจะดียิ่ง ๆ ๒. การแนะนำคนอื่นให้ปฏิบัติ เปนของที่โลกต้องการไม่ น้อย ทุกคนย่อมทราบว่าความรู้ไม่ได้ติดมากับร่างกาย พึ่งจะมา ศึกษาอบรมเอาภายนอก ถ้าไม่ถ่ายให้แก่กันและกันแล้ว พวกที่เกิด ทีหลังจะต้องเสียเวลาค้นเองทุกคนไป เมื่อไม่ฉลาดเหมือนกันทุก คน ก็จะมีคนที่ค้นไม่พบ เมื่อค้นไม่พบก็จะถือเอาใจตนเองเปน ประมาณ การเสื่อมเสียและการเบียดเบียนจะพลันบังเกิดขึ้น เลยทำ ให้คนที่ฉลาดนั่นแหละพลอยเดือดร้อนไปด้วย นี่ย่อมชี้ให้เห็นว่า ควรแนะนำสั่งสอนกัน โดยไม่ต้องกลัวว่าเขาจะดีกว่าตน การที่สอน คนอื่นให้ได้ความรู้ความเจริญนั้น ความกตัญญูกตเวทีย่อมเกิดแต่ผู้ นั้นเสมอ เมื่อเขาสุขมากก็ไหลมาหาเรามาก เพราะครูย่อมเปนที่รัก ใคร่ของศิษย์ที่ดี ไม่น้อยกว่าบิดามารดาของเขาเท่าไรนัก ๆ ส่วน การริษยาเกียจกัน เปนของให้ทุกข์ทั้งสองฝ่าย เขาชั่วแล้วไม่ใช่จะ เบียดเบียนคนอื่น คงเบียดเบียนคนดีนั่นเอง การแกล้งผู้อื่นเปนการ ไม่ฉลาดอย่างยิ่ง เพราะคนทั้งสิ้นจะสุขหรือทุกข์ ก็เพราะกรรมของ เขาต่างหาก หาใช่เพราะความริษยาหรือลำเอียงของเราไม่ เราเสีย อีกที่จะต้องเป็นทุกข์ในใจ เพราะคิดเบียดเบียนเขาแต่ไม่สมหวัง พระบรมครูทราบความข้อนี้ดีกว่าคนอื่นจึงได้ทนเหนื่อยยากเที่ยว ๓๓

น.49 สอนคนอื่นจนเขาพ้นทุกข์ไป มากมายเหลือที่จะนับ ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าใครจะดีกว่า หรือพระองค์เดือดร้อนเพราะศิษย์ที่ทรง สอน ในที่สุดศาสนาของพระองค์ก็เจริญอย่างยิ่ง ๆ เมื่อเราหวัง ความเจริญแล้ว การสอนผู้อื่นก็เปนข้อที่ขาดไม่ได้เหมือนกัน ข้อควร จำง่าย ๆ จึงมีว่า "คนดีไม่อาจอยู่ระหว่างคนชั่วได้เลย จึงควร ช่วยกันทำให้กลายเปนคนดีจนหมดคนชั่ว ด้วยการแนะนำสั่ง สอนแม้จะลำบาก” ประเภทที่สามอันจะกล่าวต่อไปนี้ เปนเครื่อง ช่วยให้สำเร็จตามนี้ ฯ ๓. การช่วยกันบำรุงผู้ที่ทำดี การทำดีเปนของทำยาก บาง อย่างถ้าขาดคนช่วยเหลือ ไม่อาจสำเร็จได้ก็มี เพราะมามองเห็นเช่น นี้ มนุษย์จึงช่วยเหลือกันและกัน แม้ความเจริญของศาสนาก็เปนเช่น นั้น เมื่อเห็นใครปฏิบัติดีด้วยตนเอง หรือสอนผู้อื่นให้ปฏิบัติ ก็ควร ช่วยบำรุงเขา ควรละความสุขส่วนตน เพื่อเห็นแก่ความสุขของคน ทั้งเมือง แม้ความสุขนั้นก็คงล้นมาสู่เราเอง ทั้งจะเปนเครื่องชักจูง ให้มีผู้ปฏิบัติดีมากขึ้นจนหมดคนชั่ว คนโบราณเข้าใจความข้อนี้ดี จึงกล่าวกันว่า “เรือล่มในหนอง ทองจะหายไปไหน" ความ ว่าเราลงทุนบำรุงสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา หรือที่เกี่ยวข้องด้วยเรา ความ สุขก็จะไม่พ้นไปจากเรา ๆ ทุกคนย่อมต้องการความช่วยเหลือ แม้แต่เพ็ชร์วิเศษ ถ้าขาดเงินหรือทองเปนเรือนรองรับ มันก็หาวิเศษ ได้เต็มที่ไม่ ดังกล่าวมาทั้งสามประการเป็นเครื่องแสดงว่า อาจ นำความเจริญมาสู่ศาสนาอันเป็นที่รักของเราได้จริง อาจนำผล คือ ความสงบราบคาบมาให้โลกทั้งหมดได้ จึงใคร่พรรณนาผล ที่อาจหวังได้นั้นอีกเล็กน้อย ฯ

น.50 ตอนที่ ๕ ผลเป็นครั้งสุดท้าย ที่เราอาจหวังได้แน่นอน "ศาสนาพระศรีอารย์" อันเราทุกคนย่อมได้ยินอยู่แล้วว่า ท่านพรรณนาความสุขไว้อย่างน่าปรารถนาอย่างไรบ้าง ใคร่จะ รับรองว่า นั่นเปนผลเกิดจากการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ตามคำ สั่งสอนในพระศาสนานี้นี่เอง แม้จะกล่าวกันว่าเป็นศาสนาของ พระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งก็จริง ถ้าเราอาจทำให้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และก่อนครั้งนั้น ข้อนี้จักไม่เปนสิ่งควรกระทำของพวกเราดอก หรือ ? ในเรื่องนั้น ท่านพรรณนาความสุขไว้ยืดยาว แต่จะหยิบ เอาข้อสำคัญซึ่งถ้ามีแล้วอย่างอื่นไม่ต้องมีก็ได้ ข้อนั้นคือคำว่า มีต้นกัลปพฤกษ์สี่มุมเมือง ข้อนี้ได้แก่การที่ปราถนาสิ่งไรแล้ว เปนได้สมประสงค์จากที่สี่แห่ง ทีนี้ถ้าพวกเราทั้งสิ้น ช่วยกันปฏิบัติ ศาสนาอันประเสริฐที่มีอยู่เดี๋ยวนี้ให้จริงจัง (อย่าหวังน้ำบ่อข้างหน้า) เข้าแล้ว ทิฏฐธรรมมิกัตถประโยชน์ทั้งสี่อย่างดังที่กล่าวแล้วในตอน ที่สอง มีความเพียรต่อการงานอันเป็นหน้าที่ของตนเปนต้น จะทำให้ เหย้าเรือนของเราเต็มไปด้วยแก้วแหวนเงินทอง ลานบ้านเต็มไปด้วย เข้าน้ำผู้คน บ้านเมืองเต็มไปด้วยการศึกษา และเจริญไปด้วย ศิลปหัตถกรรมต่าง ๆ สามารถทำของใช้ให้วิเศษราวกะเปนของ ทิพย์ เช่นเรากำลังเห็นแปลก ๆ อยู่เสมอในเวลานี้ และยิ่งวิเศษ ขึ้นไปกว่านั้นหลายร้อยเท่า มีมากจนเต็มไปทั่วทุกหนทุกแห่ง เพราะ ๓๕

น.51 อำนาจความเมตตากรุณา ที่ศาสนาของเราสอนให้อบรมให้มาก ในสันดาน จะบังคับให้แจกจ่ายเปนทาน จนมีใช้เสมอกันไปหมด รวมความว่าเราปราถนาของสิ่งใด ของนั้นมีล้นหลามอยู่ทั่วไป จนมาอยู่ในมือ หรือใกล้ปาก หรือเข้าปากเลย เช่นนี้จะมิดีกว่าที่ ยังอยู่ตามมุมเมืองสี่แห่งเท่านั้นดอกหรือ ? นี่อาจเป็นจริงได้ ถ้าพวกเราช่วยกันปฏิบัติจริง ๆ จงมองดูเถิดว่า ของแปลก ๆ สมัยนี้ที่เราไม่นึกว่าจะมี ก็มีขึ้นเปนขึ้น นั่นล้วนแต่เปนผลแห่ง ความคิดจริง ทำจริง ตั้งใจจริงทั้งนั้น เว้นไว้แต่จะ นอนนับถือ พระพุทธศาสนาอยู่บนที่นอน เท่านั้นฯ พูดพอเปนทางให้คิด จะพูดให้มากไปก็เกินควร จึงขอเว้นไว้ให้ท่านคิดเอาเองบ้าง แต่ถึง อย่างไรก็ดี อยากขอรับรองว่า มันอาจเปนได้อย่างนั้นจริง ๆ ส่วนฝ่ายบรรพชิตเล่า ที่เคยเชื่อกันว่าจะไม่มีพระอริยะในเวลา ต่อไปข้างนั้นนั้น ความคิดเช่นนี้จะพลอยสาปสูญไป เพราะถ้าได้ พยายามตามที่พระองค์ตรัสไว้แล้ว พระอริยะอาจบังเกิดขึ้นเปน ประโยชน์แก่โลกอีกคราวหนึ่งก็เป็นได้ แต่น่าเสียใจ ที่ทุกคนคิด เปนอย่างเดียวกันหมดว่า พระอริยะจักมีขึ้นอีกไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่มีใครขวนขวายในทางแห่งพระอริยะเลย เพราะเชื่อมาตั้งแต่แรก เสียแล้วว่า จะมีขึ้นไม่ได้ เลยชักให้การปฏิบัติท้อแท้ย่อหย่อน สักว่าทำ ๆ เรียน ๆ หรือเพื่อเอาลาภยศชื่อเสียง ไม่มีใครนึกถึง ฝันถึงเสียเลย ถ้าใครไปคุ้ยขึ้นมากล่าว ก็จะถูกแย้มสรวล เปนที่ น่าสลดอย่างนี้ แต่เมื่อใดกลับความเห็นอันแปลกนั้นเสียใหม่ เมื่อนั้นจึงจะประจักษ์ผลอย่างใหญ่หลวงน่าชื่นใจอีกครั้งหนึ่ง ๓๖

น.52 เปนแน่ ฯ ถ้าหากไม่เปนไปได้ถึงอย่างนั้น ก็ยังสามารถกำจัดความชั่ว ให้น้อยลงไปกว่าที่มีอยู่เดี๋ยวนี้มาก ก็พวกเราชนิดที่เรียกกันว่า สุภาพหรือพลเมืองดี ก็ยังมีบาปอย่างเลอียดประจำตัวแทบทุกคน อย่างน้อยยังมีความโกรธแค้นขุ่นมัวต่อตัวเอง ในเมื่อคิดหรือนึก อะไรไม่สำเร็จ ที่เรียกกันว่าหัวเสีย และอย่างอื่นอีกซึ่งคล้ายกัน เช่นให้เขาสรรเสริญจนลืมตัว เปนโอกาสให้คนอื่นเขาหยิบขึ้นเชิด อย่างนั้นอย่างนี้ได้ตามชอบใจ นำความเดือดร้อนมาให้ภายหลัง หรือเปนคนตื่นเต้นง่ายในเมื่อได้ลาภจนยั้งสติไว้ไม่อยู่ และโศก ง่ายในเมื่อวิบัติพรัดพรากจากสิ่งที่รัก โกรธง่ายในเมื่อกระทบกับ สิ่งที่ไม่ชอบ อันเป็นเหตุให้ใจขึ้นลงไม่เป็นสุข เปนคนมักเผลอมักลืม งุ่นง่านอยู่เป็นนิจ เหล่านี้เนื่องจากการขาดความอบรมทางธรรม อันเป็นส่วนใจ ชีวิตไม่ดำเนินไปโดยราบรื่น เมื่อได้บำเพ็ญธรรม ในพระศาสนานี้แล้ว บาปเลอียดอย่างนี้จะไม่รบกวน เปนผู้มีใจ หนักแน่นต่อความรัก และความโกรธ และความกลัว อย่างที่ เรียกว่า อาจยืนยิ้มได้ในระหว่างกองเพลิงอันกำลังลามเข้ามาเผา ชีวิตของเขาผู้นั้นจะราบรื่นสม่ำเสมอเยือกเย็นแสนจะเย็น ไม่มีใครทำ ให้เขาเดือดร้อนได้ โลกก็จะไม่ปรากฏเปนของขื่นขมต่อบุทคล ชะนิดนี้ อันเป็นผู้ที่นักปราชญ์มีพระบรมครูเป็นประธานสรรเสริญ ว่า สุชาโต ผู้เกิดดี พวกเราควรยึดเอาประโยชน์อันพึงจะได้ จากศาสนาดังว่ามาย่อ ๆ ฉะนี้ ฯ ๓๗

น.53 ตอนที่ ๖ สรุปหมวดธรรมที่กล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้ เพื่อให้สะดวกแก่ผู้มุ่งปฏิบัติ จึงรวบรวมหมวดธรรมที่ได้อ้าง มากล่าวในเรื่องการปฏิบัติชุดนี้มาไว้แห่งเดียวกันในที่นี้ เพื่อให้ผู้ที่ ใคร่รู้เลอียดจำชื่อไปค้นหาแบบแผนพิสดาร หรือไต่ถามไล่เลียงท่าน ผู้รู้ หรือท่องบ่นให้ติดอยู่ในใจ ดังนี้ ระตะนะหรือแก้ว ๓ ดวง อิทธิบาท ๔ อย่าง กุศลมูล ๓ อย่าง ความเพียร ๔ อย่าง อกุศลมูล ๓ อย่าง ชื่อของความเพียร ๘ อย่าง ประโยชน์ของฆราวาส ๓ อย่าง องค์แห่งมรรค ๘ อย่าง สมบัติ ๓ อย่าง เปรียบอริยสัจจ์ ๔ อย่าง ประโยชน์โลกนี้ ๔ อย่าง ประโยชน์โลกหน้า ๔ อย่าง อริยสัจจ์ ๔ อย่าง โอวาท ๓ อย่าง ธรรมรักษาโลก ๒ อย่าง ศาสนาเจริญได้ ๓ อย่าง นอกจากนี้ยังมีธรรมที่ยกมาแต่เพียงข้อเดียว ๆ พึงค้นดูตาม หมวดแล้วปฏิบัติเปนลำดับไปจนสุดสามารถของตน จะได้พบสิ่ง ที่ไม่เคยพบ เสวยสิ่งที่ยังไม่เคยเสวย และสุขจะเกิดขึ้นสมควร แก่ความปฏิบัตินั้น ๆ ฯ ๓๘

น.54 ข้อความสุดท้าย หรือ คำวิงวอนของผู้เรียบเรียง พูดมาแต่ต้นจนบัดนี้ ทุก ๆ คำพูดได้เขียนขึ้นโดยเจตนาดี จนอาจเปนสัจจบารมีของข้าพเจ้าได้อย่างแรง จึงขอวิงวอนสหาย ผู้ได้พบเห็นและอ่านแล้วด้วยความพินิจพิจารณ์ว่า ข้อใดที่ท่านเห็น พ้อง จงปฏิบัติข้อนั้นให้เต็มความสามารถของตน ด้วยความตั้งใจ ว่า สิ่งที่ปฏิบัติแล้วด้วยตนเอง จักต้องเปนของ ๆ เราเอง อย่า ท้อถอย ด้วยอำนาจสัจจบารมีของข้าพเจ้า จงเปนเหตุชักนำใจของพวก เราทั้งสิ้น มาคิดดูให้ดีแล้ว ทำตามพระพุทธศาสนาอันแสน ประเสริฐ และให้พวกเรามีความปราถนาที่สำเร็จได้โดยง่าย ด้วยอำนาจพระรัตนตรัยอันเป็นที่พึ่งรุ่งเรืองอยู่ทั้งกลางคืนและ กลางวัน ทุก ๆ คน สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ สิทฺธมตฺถุ อิทํ ปตฺถนํ ขอความปราถนาของข้าพเจ้า และสหายที่ร่วมความเห็นกันในเรื่องนี้ จงเปนผลสำเร็จ จงเปนผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ ด้วยอำนาจแห่งสัจจบารมีนั้น อวสาน ๓๙

น.55 คำอุทิศ การิตํ ํสิกฺขนฏฺฺฐานํ ธมฺมญจ วินยญฺจุโภ สาธารณมฺปิ สพฺเพสํ ปณฺณญจ มุทฺฑิตํ มยา สพฺเพโส ปุญฺญโกฏฺฐา โส สุขุทฺทายี ภเว สทา มาตาปิตูนเมเวโส มยา อุทฺทิสฺส ทียติ ( คำแปล ) ผลกุศลแห่งการสร้างสถานที่ศึกษาพระธรรมวินัยก็ดี ผลแห่งการพิมพ์หนังสือนี้แจกเป็นธรรมทานทั่วไปก็ดี ขออุทิศกราบเท้า มารดาและบิดาผู้ บังเกิดเกล้าข้าพเจ้า กิมหง้วน เสรฐภักดี บ้านดอน สุราษฎร พิมฺพ์ ที่โรงพิมพ์ พุทธมามกะ หลังวัดเทพศิรินทร

น.56 (รูปใบโพธิ์) อย่าเพ่อยิ้มเยาะวานรที่ได้แก้วจากฤษี เพราะถ้าวานรนั้นพูดได้ มันอาจตอบเราอย่างปิดปากทีเดียว เพราะค่าที่เราก็มีฐานะเช่นเดียวกับมัน เปนส่วนมาก (ไม่ใช่ทั้งหมด) แต่การที่เราจะคิดค้นให้พบนั้นไม่ง่ายนัก จักต้องใช้ความพิจารณาอย่างสุขุม ดังจะกล่าวพอเปนหลักสำหรับผู้ที่ ปรารถนา จะได้ใช้พิจารณาให้พบแก่นแท้แห่งพระศาสนา และแก่นแห่ง ความปฏิบัติ และแก่นแห่งผลที่จะเกิดขึ้น จนอาจนำตนให้ได้รับสุขที่ ยังไม่เคยรับ แม้เคยรับมาบ้างแล้วจะได้ยิ่งขึ้นไปอีก จนถึงสุขอย่างยิ่ง ซึ่งแล้วแต่ความสามารถของผู้นั้น แต่ขออย่าเข้าใจว่าหนังสือเล่มเล็กๆนี้ เปนที่รวมของคำสอน ทั้งสิ้น หรือจะได้ไปสวรรค์นิพพาน เพราะหนังสือเล่มนี้ เพราะเปน แต่แสดงเบื้องต้นของหนทางที่ถูก แก่ผู้หลงทางเท่านั้น การไปข้างหน้า เปนหน้าที่ของเขาเอง. พระอินฺทปญฺโญ (เงื่อม) น.ธ.เอก วัดใหม่ พุมเรียง ไชยา (ต่อมาเป็นพุทธทาสภิกขุ) (พิมพ์รักษาอักขรวิธีเดิม เมื่อ ๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๗๓)

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต