Buddhadasa.org
หนังสือพุทธทาสตอบปัญหา › อ่านฉบับเต็ม

📖 พุทธทาสตอบปัญหา

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — พุทธทาสตอบปัญหา

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.10 ปัญหาข้อที่ ๑ - เหตุใดประเทศไทย จึงไม่มีความเจริญ ในด้านวัตถุเทียบเท่าประเทศมหาอำนาจทางตะวันตก จะเป็นเพราะ เหตุว่า พุทธศาสนาสอนให้คนไทยถือสันโดษใช่หรือไม่ ? ตอบ - ญี่ปุ่นก็เป็นประเทศที่นับถือพุทธศาสนาอย่าง เคร่งครัดประเทศหนึ่งด้วยเหมือนกัน แต่ก็มีความเจริญถึงขนาด ที่นับได้ว่าเป็นประเทศมหาอำนาจได้ประเทศหนึ่งเหมือนกัน. พุทธศาสนาไม่ได้สอนแต่เรื่องสันโดษเพียงอย่างเดียว เราจะต้อง พิจารณาถึงธรรมะข้ออื่น ๆ ด้วย. คนส่วนมากยังเข้าใจผิด ๆ ในเรื่องความหมายของคำว่า "สันโดษ". สันโดษ คือ ความพอใจในสิ่งที่ทำอยู่ มีอยู่ เป็นอยู่ ได้อยู่. คนเรา ๑

น.11 ๒ ที่มีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติ ไม่เป็นบ้าไป ก็เพราะมีสันโดษ ; ถ้าไม่มีความพอใจบ้าง ก็จะรู้สึกกลุ้มอยู่ตลอดเวลา ในที่สุดก็จะ กลายเป็นโรคเส้นประสาท. ยกตัวอย่างเรื่องสันโดษ เช่น การปลูกต้นไม้ เมื่อปลูก เสร็จเราก็จะเกิดความพอใจ แม้ยังไม่ออกดอกออกผลให้เรา ได้ชื่นชมทันทีก็ตาม. ถ้าเราไม่จำเป็นต้องหยุดพอใจอยู่ เพียงแค่นั้น เราต้องการให้มีดอกมีผล เราก็ทำต่อไปได้ คือ ใส่ปุ๋ยรดน้ำ พรวนดิน เพื่อให้ต้นไม้นั้นเจริญเติบโตไปอีก, และเราก็พอใจมันได้ทุก ๆ ระยะจนถึงที่สุด. พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า "สนฺตุฏฺฐี ปรมํ ธนํ - ความ สันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง" คือ เป็นทรัพย์ทางใจ. เมื่อมี ความสันโดษก็รู้สึกว่าตัวของเราร่ำรวยอยู่เสมอไม่จนเลย. แม้ ในการกวาดบ้าน เราก็มีความพอใจได้แม้ในขณะที่กวาด เมื่อ กวาดเสร็จแล้วก็ยังรู้สึกพอใจและสบายใจ. แต่ถ้าไม่พอใจที่ ต้องกวาดเพราะถูกบังคับ หรืออะไร ๆ ก็ตาม เมื่อกวาดเสร็จ ไปแล้ว ก็ไม่เกิดความสุขอยู่นั่นเอง. ความอิ่มใจชนิดนี้ เป็นรากฐานของสมาธิ ซึ่ง สมาธิเป็นรากฐานให้เกิด

น.12 ๓ ปัญญา คิดทำสิ่งต่างๆ ให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นเป็นเครื่อง หล่อเลี้ยงความหวัง. สันโดษไม่ใช่ความพอใจในการที่ไม่ต้องทำอะไร ; แต่เรื่องการที่คนเราจะหยุดอยู่เฉย ๆ โดยไม่ทำอะไรนั้น ไม่ใช่ เรื่องที่ต้องไปกังวลถึง เพราะคนเราย่อมมีกิเลสกันอยู่ทั้งนั้น จึงย่อมอยากจะทำอะไร ๆ อยู่เสมอไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง, บางที จะอยากมากเกินไปเสียอีก. สันโดษจะเป็นเครื่องทำให้ มีความพอดีขึ้น สันโดษต้องให้มีอยู่ภายใต้การ ควบคุมของสติปัญญา. ในการทำงานสิ่งใด คนนั้นจะต้อง อิ่มใจในการกระทำของตน และผลของมัน แม้ว่าคนอื่นจะ ไม่เห็นด้วยก็ตาม ; แต่ถ้าเห็นว่าผลงานนั้นยังไม่เป็นที่เพียงพอ ก็ทำต่อไปอีก; จะพอเมื่อไรอยู่ที่ผู้ทำ. พระพุทธเจ้า ไม่ได้วางธรรมะข้อนี้ไว้เพื่อให้คนทำอะไรน้อยที่สุด เพียงเพื่อ การมีชีวิตอยู่เท่านั้น ; แต่เพื่อเป็นน้ำเครื่องหล่อเลี้ยงใจให้ อิ่มเอิบ, ให้เกิดความคิดที่จะทำสิ่งอื่น ๆ ต่อไป, และทุก ๆ ขั้นของการกระทำ.

น.13 ๔ ปัญหาข้อที่ ๒ - ความสุข คือ ความทุกข์เร้นลับนั้น มีความหมายลึกซึ้งเพียงใด ? ตอบ - อันความเจ็บปวดทรมานนั้น คือ ความทุกข์ ที่เปิดเผยอย่างเต็มที่แล้ว. แต่ความสุขก็เป็นความทุกข์ด้วย ซึ่งยังไม่ได้แสดงตัวของมันออกมาให้เห็น, และอาจจะทำ อันตรายให้ภายหลัง ยิ่งกว่าความทุกข์ที่เปิดเผยเสียอีก. ถ้าเรามีความเดือดเนื้อร้อนใจ เป็นความทุกข์ที่เปิดเผยแล้ว ไม่น่ากลัวอะไร ; แต่ความสุขที่เกิดจากการบริโภค เบญจกามคุณ ซึ่งทุกคนคิดว่าเป็นความสุข แท้จริง มีความทุกข์แฝงเร้นอยู่. จิตที่สงบแล้วไม่วุ่นวายกระหืด กระหอบ จึงจะนับว่าเป็นความสุขอย่างแท้จริง. พุทธศาสนา สนใจในเรื่องความทุกข์ที่ละเอียดทางใจ มากกว่าความทุกข์ทาง กายที่เห็น ๆ กันอยู่. พระองค์ได้ตรัสว่า สังขารหรือสิ่งปรุง แต่งเป็นทุกข์ทั้งนั้น. คำว่า ทุกข์ แยกออกให้เห็นดังนี้ : ทุ แปลว่า น่าเกลียด, ข แปลว่า มองเห็น, ทุกข์ ก็คือ สิ่งที่มองเห็น น่าเกลียด นี้อย่างหนึ่ง. หรืออีกอย่างหนึ่ง : ทุ แปลว่า ยาก, ขม แปลว่า ทน. ซึ่งคู่กับคำว่า : สุ แปลว่า ง่าย,

น.14 ๕ ขม แปลว่า ทน, แปลรวมได้ว่า ทนยาก และทนง่ายซึ่งใน ที่สุดต่างก็เป็นสิ่งที่มองแล้วน่าเกลียด เพราะเป็นมายาด้วยกัน ทั้งนั้น. ชีวิตคือสิ่งที่ต้องทนอยู่ ต้องกิน ต้องถ่าย ต้องอาบ ต้องนอน แม้ขณะที่บริโภคสุข ก็เป็นสภาพที่ต้องทน ; แต่คน มองไม่เห็น เมื่อใดที่จิตว่างจากตัวตน จากทุกข์และสุขนั่นแหละ ก็ไม่ต้องทนอีกต่อไป. ปัญหาข้อที่ ๓ - ถ้าหากจิตว่างก็หมายความว่า ไม่มี ความทะเยอทะยานในสิ่งใดอีกเลย ใช่หรือไม่ ? ตอบ - ชีวิตที่ดำเนินอยู่เพราะกิเลสตัณ หาก็ได้ เพราะได้สติปัญญาก็ได้ ทั้งสองอย่างนี้ล้วนแต่สามารถก่อให้ เกิด ambition, ambition หรือความมุ่งมั่นที่จะทำ. การทำนั้น ไม่จำเป็นต้องเกิดจากกิเลสตัณหาอย่างเดียว เกิดจาก สติปัญญาก็ได้ ; แต่ส่วนมากก็มักเกิดเพราะกิเลสตัณหา. ambition ที่เกิดเพราะสติปัญญานั้นมีความละเอียดลึกซึ้ง : ไม่ทำให้คนเกียจคร้าน ทำให้คนรู้จักทำในสิ่งที่ควรทำ จิตใจ สามารถควบคุมอยู่ได้. ambition ที่เกิดจากกิเลสตัณหา จิตใจไม่อาจควบคุมอยู่ได้ ทรมานผู้นั้นให้เกิดทุกข์, มีความ

น.15 ๖ ร้อนรุนแรง เป็นทุกข์อยู่ตลอดสาย. เราจงมองทุกสิ่งให้ เห็นว่าไม่มีอะไรที่น่ายึดถือเถิด. ทีนี้เมื่อคนมีหน้าที่ที่จะ ต้องทำ จำต้องใช้กำลังงานที่มีอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องทำ ; แต่ทว่า เมื่อจะทำก็ ให้ทำด้วยปัญญา ; อย่าทำด้วยกิเลส ตัณหา ambition ที่มีสติปัญญาเป็นรากฐาน ก็คือ สัมมาทิฏฐินั่นเอง. ปัญหาข้อที่ ๔ - ความหมายของคำว่า "ทุกข์" โดยเฉพาะหมายความเพียงไร ? ตอบ - ความหมายของคำว่า "ทุกข์" แบ่งออก เป็น ๒ อย่าง คือ : ๑. ทุกข์ที่ทนยาก หมายถึงความเจ็บปวดที่สัตว์โลก ไม่พึงปรารถนา. ๒. ทุกข์ที่มองเห็นว่าน่าเกลียด หมายถึงสังขาร ทั้งปวงเป็นทุกข์อยู่เสมอหน้ากันหมด. ทุกข์ เกิดเพราะตัณหา หรือความอยาก ซึ่ง แบ่งออกเป็น ๓ ประการ :

น.16 ๗ ๑. อยากได้สิ่งที่ตนรักและพอใจ อันได้แก่รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสที่น่าพอใจ ซึ่งจัดเป็นเรื่องวัตถุ นี้เรียก กามตัณหา. ๒. อยากเป็น เช่น อยากเป็นผู้ชนะ อยากมี ชื่อเสียงเด่น ซึ่งจัดเป็น ภวตัณหา. ๓. อยากไม่ให้เป็น เช่น รู้สึกเหยียบสิ่งที่คล้ายงู ก็สะดุ้งตกใจ เพราะกลัวงูกัด กลัวตนเองจะตาย เกิดไม่อยากตาย หรือจำเลยไม่อยากให้มีข้อพิสูจน์ออกมาว่าตนเป็นผู้ผิด เป็นต้น ซึ่งเรียก วิภวตัณหา. ดังนั้น จะทำอะไร ต้องทำด้วยสัมมาทิฏฐิ คือ สติปัญญากำกับอยู่เสมอ. อย่าทำด้วยความอยาก ๓ ประการนั้น. ถ้าสามารถดับความอยากได้ จะไม่เป็นทุกข์; แต่ถ้าไม่ สามารถจะดับได้ในทันที ก็จงใช้ความพยายามข่มให้หายไป ทีละน้อย. พระพุทธเจ้าได้ตรัสประโยคที่น่าสนใจว่า : "ถ้าภิกษุเหล่านั้น พึงเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกจะไม่ว่าง จากพระอรหันต์เลย". ในทางการศึกษาก็เช่นเดียวกัน

น.17 ๘ เด็กที่เรียนหนังสือด้วยกิเลสตัณหา คือหวังมากเกินไปที่จะให้ได้ คะแนนสูงที่สุดในชั้น ; ผลก็คือจะต้องป่วยตาย หรือไม่ ก็กลายเป็นบ้าไปเลย. เพราะฉะนั้นก็จะต้องรู้จักความพอดี ต้องรู้จักกิน นอน เรียน บริหารร่างกายและจิตใจให้แข็งแรง ให้มีความพอดีกัน. ปัญหาข้อที่ ๕ - เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนตายแล้ว เกิดใหม่อีก ? ตอบ - การตั้งปัญหาอย่างนี้ ไม่ใช่ปัญหาของ พุทธบริษัท. พุทธศาสนาพูดถึงแต่เรื่องทุกข์ และเรื่องความ ดับทุกข์เท่านั้น. ในครั้งพุทธกาลได้มีภิกษุรูปหนึ่งทูลถาม พระพุทธเจ้าด้วยปัญหาอย่างนี้ ท่านได้ตรัสตอบว่า : - "ปุพฺเพ จาหํ ภิกฺขเว เอตรหิ จ ทุกฺขญฺเจว ปญฺญาเปมิ ทุกฺขสฺส จ นิโรธํ" - ภิกษุทั้งหลาย แต่ก่อนนี้ก็ดี เดี๋ยวนี้ก็ดี ตถาคต บัญญัติแต่เรื่องทุกข์ และความดับไม่เหลือ แห่งทุกข์ เท่านั้น". ทำไมพระพุทธเจ้าไม่ตรัสถึงเรื่องตายแล้วเกิดหรือไม่ ? หรือเกิดอย่างไร ? ก็เพราะไม่ใช่เงื่อนต้นของการดับทุกข์

น.18 ๙ ที่เรียกว่า อาทิพรหมจรรย์. ถ้าเริ่มต้นด้วยเรื่องตั้งปัญหาเช่นนั้น ก็จะดึงไปสู่สิ่งที่ไม่อาจรู้ได้ ซึ่งเสียเวลาเปล่า. เรื่องความ ดับทุกข์เป็นเรื่องที่จำเป็นกว่า ด่วนกว่า ซึ่งควรจะต้องมาพูด กันก่อน นั่นก็คือเรื่องอริยสัจจ์ ๔. เมื่อได้ศึกษาเรื่องทุกข์ให้ลึกซึ้งแล้ว ก็จะ รู้ไปถึงว่าไม่มีคน คือเป็นอนัตตา มีแต่เพียงขันธ์ ธาตุ อายตนะ, ซึ่งเป็นเพียงธรรมชาติที่เลื่อนไหลอันหนึ่ง เท่านั้น. เมื่อไม่มีคนก็ไม่ตาย ไม่มีเกิด. ปัญหาข้อที่ ๖ - ถ้าถึงความเป็น อนัตตา แล้ว ก็จะไม่มี เพศหญิงเพศชายใช่หรือไม่ ? ตอบ - ถ้าได้ศึกษากันอย่างละเอียดทางชีววิทยา ก็จะ รู้ว่า เมื่อชีวิตอยู่ในยุคที่ยังเป็นแค่สัตว์เซลล์เดียว ในขณะนั้น ไม่มีเพศหญิงเพศชาย. ชีวิตเป็นธรรมชาติไหลเวียนอันหนึ่ง ซึ่งมีวิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ ในยุคหลังจึงได้มาแยกเป็นเพศหญิง เพศชาย ชีวิตนี้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงเรื่อย ไม่ใช่ของตายตัว. จงดูพืชเป็นตัวอย่าง : แม้แต่พืชก็มีความประสงค์ มีความ พยายามที่จะสืบพันธุ์, เพราะฉะนั้นเมื่อมาถึงคนก็เป็นความ ต้องการที่ละเอียดซับซ้อนยิ่งขึ้น. ในพืช เกษรตัวผู้และเกษร

น.19 ๑๐ ตัวเมียที่อยู่กันคนละต้นก็ยังประสงค์ที่จะผสมกัน เพื่อการสืบพันธุ์ เป็นกฎของธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ว่า : เมื่อรู้ว่าตัวจะต้องตาย ก็พยายามสืบพันธุ์ให้เหลือไว้; เพราะถ้าไม่สืบพันธุ์ก็หมด อยู่เพียงแค่นั้น. ความโกรธ เกลียด ชอบ รัก เหล่านี้ล้วน เป็นธรรมชาติที่มีขึ้นได้ในชีวิต แม้จะไม่มีตัวตน ; ต้นไม้ ต้นใดที่ไม่ออกผลถ้าทรมานจนเกือบตายแล้วปรากฏว่ามีผล ออกดอกบ้างเหมือนกัน : เช่นลำใยที่ปลูกในภาคใต้ไม่ออกผลเลย แต่พอเอาไฟเผาโคนจนเกือบจะตาย จะแลเห็นออกผลมาบ้าง แล้วก็ตาย. นี้แสดงว่ามันมีความต้องการจะให้พันธุ์เหลืออยู่ จึงได้มีผลออกมาบ้าง. เพศและการสืบพันธุ์จึงเป็นเพียงมายา และเป็นอนัตตา ถ้าเห็นจริงแล้วจะเฉย ได้. ปัญหาข้อที่ ๗ - การที่ชาวธิเบตนับถือดาไล ลามะ อย่างที่ได้นับถืออยู่ปัจจุบันนี้เป็นการถืออัตตาหรือเปล่า ? ตอบ - ถ้าเขาถือว่าดาไล ลามะ เป็นศาสดาของ ศาสนา หรือเป็นพระเจ้าแผ่นดินของประเทศ ก็เป็นเรื่องศาสนา และการเมือง แต่ถ้าถือว่าเป็นดาไล ลามะองค์ก่อน ๆ กลับมา เกิดอีกเสมอไป ไม่เปลี่ยนแปลง ก็หมายความว่าเขาถืออย่างอัตตา

น.20 สัจจธรรมทางโลก หรือ ทางธรรม สิ่งไหนยิ่งใหญ่กว่ากัน ? ตอบปัญหาแก่นิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย กลุ่มศึกษาพุทธศาสตร์และประเพณี ส.จ.ม. ที่วัดปทุมคงคา ครั้งที่ ๒ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๐๓ ปัญหาข้อที่ ๑ - สิ่งที่เป็นสัจจะทั้งทางโลก และทาง ธรรม สองอย่างนั้นเป็นอย่างไร ? อันไหนยิ่งใหญ่กว่ากัน ? เช่นที่ เรียกว่าอะไรเป็นความต้องการอันแท้จริงของโลกในทางวัตถุ เป็นงาน ของมนุษยชาติ เป็นความเจริญของมนุษยชาติ หรืออะไร ? สัจจธรรมทางโลกกับสัจจธรรมทางธรรมนั้นอันไหนยิ่งใหญ่กว่ากัน ? ตอบ - ในเมื่อซักถามจนตกลงกันแล้วว่า สิ่งที่ ยอมรับกันว่าเป็นยอดปรารถนาของชาวโลกนั้น ก็คือความสุข ของโลก, หรือความสุขของมนุษย์ในโลก. สำหรับวิทยาศาสตร์ นั้นค้นคว้าไปในทางหาความรู้จากวัตถุตามสภาพเป็นจริง หรือ ๑๑

น.21 ๑๒ เป็นศาสตร์ทางวัตถุ ; มีการเจริญขึ้นเรื่อย ๆ. ความรู้นี้มากขึ้น มากขึ้น และเป็นจริงอยู่ชั่วขณะหนึ่ง นับว่าไม่เป็นที่ยุติของ ความรู้ คือยังมีสิ่งที่ไม่รู้อีกมาก. วิทยาศาสตร์ก็เป็นการค้นคว้า หาสิ่งที่เป็นจริงสูงขึ้นไป ๆ เรื่อยๆ ทั้งนี้เพื่ออะไร ผู้ถามย่อม ไปคิดเอาเองได้. สำหรับเรื่องดับความทุกข์นี้ ทุกศาสนาส่วนมากตั้งแต่ ก่อนพุทธกาลมาแล้วเสนอวิธีการดับทุกข์ มีการโฆษณาความดับ แห่งทุกข์โดยเรียกกันอย่างภาคภูมิที่สุดว่า นิพพาน อันเป็น จุดหมายปลายทางสูงสุดที่มนุษย์พึงจะได้รับ. ความจริง การดับ ไม่เหลือแห่งทุกข์ทั้งปวงนั้นเป็นประโยชน์อย่างสูง : มันหมายถึง ทั้งงานเพื่อสังคมมนุษยชาติและตนเองอย่างแท้จริง ซึ่งนับว่าเป็น ยอดสุดของงาน. ตอนนี้ยอมรับกันว่า มนุษย์ทุกคนต้องการ ความสุข และความสุขนั้นจำเป็นต่อชีวิตอย่างหนึ่งจะขาดเสียมิได้. ปัญหาข้อที่ ๒ - ความสุขคืออะไร มีการให้คำจำกัด ความอย่างโลก ๆ ของคำว่า ความสุขเป็น ๒ อย่างคือ pleasure และ peace. ความสุขก็คือความพอใจในชีวิตในโลกทั้งทางกายและทางใจ เป็น pleasure หรือ peace. ไม่มีคำว่า happiness. ส่วนมาก คงจะชอบความร่าเริงมากกว่าสันติ peace อันหมายถึงสันติภาพ

น.22 ๑๓ ของโลก. ส่วนความร่าเริง pleasure นั้นหมายถึงของส่วนบุคคล หรือ individual. ตอบ - ความจริงนั้นสองอย่างนี้เป็นอันเดียวกัน เมื่อเป็นความสุขในขั้นสุดท้ายจริง ๆ แล้วเป็นอันเดียวกัน. ความสุขบนโลกตามความต้องการของมนุษย์นั้นส่วนมากเป็น ความพอใจในรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัสซึ่งไม่ใช่ความสุข สุดยอด เพราะเป็นเพียงความพอใจในรสนั้น ๆ ชั่วครู่ชั่วยาม และก็ไม่ได้สุขจริง ๆ; ด้วยเหตุนี้เอง พระพุทธองค์ท่าน มองเห็นถึงความทุกข์ และความโง่งมงายของมนุษย์โลกจึงได้มา ค้นคว้าและวิจัยการดับทุกข์อันแท้จริงขึ้น. พระพุทธองค์เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก พระองค์ได้ทดลองค้นคว้าหาความจริงอันสูงสุดบนโลก และมี ประโยชน์มหาศาลที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับทุกคน ; สิ่ง ๆ นั้น เป็นความสุขที่มนุษย์ธรรมดาไม่เคยพบมาก่อนเลย เพราะมัน เป็นยอดของความสุข ไม่ถูกพัวพันหรือรบกวนด้วยความทุกข์ เราเรียกความไม่มีทุกข์นั้นว่า "นิพพาน". ความจริงเรื่องนี้ นิพพานเป็นของที่คู่มากับชีวิต และชีวิตทุกชีวิตจะต้องพบไม่ วันใดก็วันหนึ่งในกาลข้างหน้า; เมื่อนั้นเองสันติภาพที่แท้จริง

น.23 ๑๔ จะเกิดขึ้นบนโลก และสำหรับส่วนบุคคลก็จะถึงสิ่งซึ่งเป็น สัจจธรรมอันสูงสุดที่มนุษย์จะได้พบกัน. การเกิดมาเป็นมนุษย์ ถ้าไม่ได้รับได้พบกับสิ่งที่สูงที่ให้ประโยชน์ที่สุด คือ นิพพาน หรือความดับสนิทแห่งทุกข์ มนุษย์ผู้นั้นเป็นบุคคลที่น่าสงสาร มาก และ น่าเสียดายในโอกาสซึ่งมีได้ยากนักหนา. ปัญหาข้อที่ ๓ - ความดบสนิทแห่งทุกข์นั้น จะเป็น ความสุขจริงหรือ ? ซึ่งมนุษย์ชาวโลกทั้งหลายหวาดกลัวเมื่อตัวเอง จะต้องพรากไปเสียจากกิเลสหรือละห่างไปเสียจากความพอใจที่ได้รูป รส กลิ่น เสียง. เรื่องการเกิดการตาย การเวียนว่ายในวัฏฏ- สงสารนั้นมีจริงหรือ ? ตอบ - สำหรับเรื่องนี้เรายังเข้าใจผิด เรื่องการเกิด การตาย ผู้เกิดผู้ตาย ; แต่ถ้าบุคคลนั้นรู้เรื่องนิพพานแม้โดย ทางหลักวิชาแล้ว เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหา. ชีวิตของมนุษย์ประกอบขึ้นด้วยธาตุ ๖ ธาตุด้วยกัน มารวมกันเข้าพอดีเป็นชีวิต. ธาตุเหล่านั้นคือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ วิญญาณธาตุ และอากาสธาตุ ; ธาตุเหล่านี้ กำลังเลื่อนไหลไป หรือเกิด ๆ ดับ ๆ ตลอดเวลา ซึ่งจะหาสิ่ง ที่เป็น "ตัวเรา" "ของเรา" ไม่พบเลย. เกี่ยวกับเรื่องธาตุ

น.24 ๑๕ ต่าง ๆ ตรงกับธาตุในวิทยาศาสตร์แต่เรียกชื่อผิดกันไป : เช่น คำว่าธาตุดิน หมายถึงคุณสมบัติแห่งความเป็นของแข็ง, คำว่า ธาตุน้ำหมายถึงสิ่งซึ่งเป็นคุณสมบัติของการไหล, ธาตุลม หมายความถึงคุณสมบัติของสิ่งซึ่งเป็นการระเหยลอยตัว, ธาตุไฟ หมายถึงอุณหภูมิในหลักวิทยาศาสตร์. ธาตุทั้งสี่นี้ตามศัพท์ เรียกว่ารูปธรรม ส่วนวิญญาณธาตุนั้น แปลว่าธาตุที่สามารถรับรู้ อารมณ์ภายนอก ที่เป็นรูปธรรมทั้งหลายเหล่านั้นและตัวมันเอง จัดเป็นนามธรรม ซึ่งในวิทยาศาสตร์ไม่มี ; และเช่นเดียวกัน อากาสธาตุ ในที่นี้หมายถึงที่ว่างไม่มีอะไรเลย ซึ่งเราก็เรียกว่า ที่ว่างนั้นมีอยู่ คือที่ ๆ ซึ่งร่างกายเราแทนที่อยู่เดี๋ยวนี้ เราก็นับ ไปอีกธาตุหนึ่ง ; ในวิทยาศาสตร์เรียกศูนยากาศ vacuum ไม่เรียกว่าเป็นธาตุตามความหมายทางวัตถุ. ปัญหาข้อที่ ๔ คำว่านิพพานนั้นมีความหมายอย่างไร ไม่เป็นการเหลือวิสัยหรือที่มนุษย์จะเข้าใจ ? ตอบ - ความดับสนิท หรือ extinction คือนิพพาน เป็นอสังขตธรรม เป็นขั้นที่ไม่ถูกปรุงแต่งด้วยอะไร, เป็น สัจจธรรม เป็นสันติภาพทั้งแก่จิตใจมนุษย์ และสันติภาพของ สังคม. สรุปว่าขอให้เข้าใจพุทธศาสนาในแง่นี้ คือการกระทำ

น.25 ๑๖ ให้ความทุกข์หมดไป. การบวชนั้นคือการปฏิบัติให้สะดวกขึ้น เท่านั้นเอง. ทุกศาสนาตั้งจุดหมายปลายทางไว้เช่นเดียวกัน ; แต่มีปัญหาอยู่ว่าของใครจะจริงจังขนาดไหน, มีเหตุมีผลทน ทานต่อการพิสูจน์อย่างไร. พุทธศาสนิกชนควรจะเข้าใจเสียก่อน จึงเชื่อ. พระองค์เป็นเพียงผู้ชี้ทางให้เท่านั้น ; เรื่องจะไป หรือไม่ไป เชื่อหรือไม่เชื่อเป็นเรื่องของบุคคล ใครจะบังคับ ไม่ได้. เกี่ยวกับวัตถุที่มนุษย์ หลงเชื่อว่าจริงว่าจังนั้น บัดนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่านั้นประกอบด้วยนิวตรอน อีเล็ก- ตรอน และโปรตอน คือไฟลบและไฟบวก, และเรารู้ต่อไป อีกว่า วัตถุคือรูปหนึ่งของพลังงานเท่านั้น มันสลายตัว ประมาณ หนึ่งพันปีจึงจะกลายเป็นตะกั่ว. ขณะที่มันสลายตัวนั้นให้รังษี หรือพลังงานออกมา เรื่องนี้เป็นไปตามสูตรของไอน์สไตน์ E=mc 2 , E เป็นพลังงาน มีหน่วยเป็นเอิรก, m เป็นมวล ของสารที่สลายตัว มีหน่วยเป็นกรัม, c เป็นความเร็วของแสง มีค่าเท่ากับ 3+10 10 เซ็นติเมตรต่อวินาที, ดังนั้นชีวิตมนุษย์หรือร่างมนุษย์เราเรียกได้ว่าเป็นรูป หนึ่งของพลังงาน เราเป็นวัตถุซึ่งเกิด ๆ ดับ ๆ หรือสลายตัวอยู่

น.26 ๑๗ ตลอดเวลา ตามพุทธศาสนาเรียกว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. เรื่องนี้เป็นเรื่องรูปธรรม พระพุทธศาสนาก้าวไกลไปกว่านี้คือ ถึงเรื่องนามธรรม เรื่องวิญญาณซึ่งเป็นอนัตตาเช่นเดียวกัน. วิญญาณแปลว่า consciousness เป็นธาตุที่รับรู้อารมณ์ ภายนอกได้ ตัวมันเองก็เป็นธาตุที่เกิดดับ ๆ ตลอดเวลา เปลี่ยนแปลงแปรผัน มีประสิทธิภาพเจริญหรือเสื่อมได้ ขึ้นอยู่ กับภูมิธรรมของจิตหรือปัญญาว่าจะมีขนาดไหน. โอกาสที่ จิตใจหรือวิญญาณจะเป็นไปได้สูงสุด คือมีปัญญาเต็มเปี่ยม และจิตใจหรือวิญญาณตกต่ำหรือเสื่อม คือเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ตรงตามสภาพที่เป็นจริง หลงรักหลงเกลียดเป็นตัณหา คือจิตที่มีอวิชชา - ความไม่รู้แจ้งในสภาพที่เป็นจริงของโลก หรือชีวิต. ปัญหาข้อที่ ๕ - เกี่ยวกับนิกายเซ็น หรือนิกายฉับพลัน ซึ่งมีอยู่ในเมืองจีนเป็นอย่างไร ? ตอบ - นิกายนี้กล่าวว่าจิตดั้งเดิมแท้ ๆ นั้นบริสุทธิ์ แต่สิ่งที่ห่อหุ้มคือกิเลสหรือตัณหาหรืออวิชชาย้อมเอาไว้ จิตใจ หรือวิญญาณจึงแสดงออกมาในรูปของสิ่งที่ถูกย้อมอยู่ตลอดเวลา

น.27 ๑๘ ที่ถูกผูกมัดด้วยอวิชชา ไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่เป็นอิสระ ; จิตใจเสื่อมลง เห็นว่าร่างกายวัตถุนี้เป็นจริงเป็นจัง ยึดถือว่า สิ่งนั้นเป็นของเรา ร่างกายเป็นของเรา, รวมทั้งเข้าใจว่าชีวิต เป็นของเรา ซึ่งหมายสูงมากเกินกว่าที่จะเข้าใจได้ง่าย ๆ. สำหรับการทำให้ทุกข์หมดไป ขึ้นอยู่ที่จิตใจที่มีปัญญา ซึ่งจะต้องมีประจำอยู่ตลอดเวลา. ปัญญาแปลว่า การรู้แจ้งใน สรรพสิ่งทั้งหลายตามสภาพความเป็นจริงของมัน นั่นคือจิตใจ หมดอวิชชา มีสมรรถภาพสูงสุดปราศจากทุกข์ จิตใจเริ่ม สัมผัสกับรสนิพพาน ไม่ถูกพัวพันร้อยรัด. การทำให้รู้แจ้ง ในสภาพเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายนั้นเรียกว่า "วิปัสสนา". เรื่อง การทำวิปัสสนามีอยู่มากวิธี ; แต่อย่างไรก็ตามจุดมุ่งหมายก็คือ การดับทุกข์ได้จริง. ความจริงวิปัสสนาก็คือการทำให้จิตใจ มีปัญญาเต็มเปี่ยมหลุดพ้นจากอำนาจของวัตถุหรือสิ่งแวดล้อม : หมายความว่าบุคคลนั้นดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยปัญญาและไม่มีทุกข์ เลย. หลักวิปัสสนาง่าย ๆ ก็คือ ทำตัวเราคือ อัตตาของเราคือ อัตตนียา ให้เป็นอนัตตา ; เมื่อนั้นถึงนิพพาน ความทุกข์ มีค่าเป็นศูนย์.

น.28 ๑๙ นิพพาน เป็นสัจจธรรม หรือความจริงที่จะค้ำจุนโลก ทำโลกมีสันติภาพที่แท้ถาวร มนุษย์จะอยู่เย็นเป็นสุข. ความ ดับทุกข์อย่างสำหรับสังคมนั้นไม่สมบูรณ์นัก จะได้ก็เพียง สันติภาพอย่างโลกเท่านั้น. สำหรับปัจเจกชนจะสมบูรณ์ คือ ไม่มีทุกข์อย่างแท้จริง. เรื่องการทำจิตใจให้เห็นจริงต่อสภาพ ที่เป็นจริงนี้ เปรียบเหมือนการเปลี่ยนทัศนะให้เห็นงูเป็นงู เห็นปลาเป็นปลา ไม่เห็นกลับกัน, และทั้งสองนั้นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. เรื่องการเข้าพิธีบวชนั้น ไม่ควรเป็นปัญหาที่ผู้สนใจ จะต้องรีบเร่ง. ปัญหาอยู่ที่จิตใจของเราพัวพันอยู่ หลงผิดอยู่ กับความไม่เที่ยงแท้แน่นอน แล้วก่อให้เกิดทุกข์มากน้อย ขนาดไหนเท่านั้น. เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับภูมิปัญญาหรือความรู้ ในด้านพุทธศาสนาขนาดไหน เขาต้องรีบทำการเปลืองสิ่งนี้ และเป็นการบวชไปในตัวเอง.

น.29 ปัญหาที่ต้องเผชิญหน้าอยู่ทุกวัน ตอบปัญหาแก่นิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย กลุ่มพุทธศาสตร์และประเพณี ส.จ.ม. ที่คณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ๑๔ มกราคม ๒๕๐๔ ปัญหาข้อที่ ๑ - ในเมื่อคนเราทุกคนจะต้องดิ้นรนต่อสู้ เพื่อยังชีพ จะต้องเกี่ยวข้องกับผู้อื่นอยู่เพื่อผลประโยชน์ต่าง ๆ ทำอย่างไรจิตของเราจึงจะว่างได้, ไม่ได้หมายความถึงขั้นนิพพาน เพียงแต่ปลีกตนให้พ้นอันตรายจากสิ่งที่มากระทบใจเท่านั้น ? ตอบ - ปัญหาข้อนี้หมายถึงการที่เราจะมีจิตว่าง เพื่อ ให้ได้เปรียบในสังคมในการที่จะไม่ให้เขาทำอันตรายได้โดยทาง จิตใจ. นี่มันเรื่องเดียวกันกับที่ได้บรรยายตั้งแต่ครั้งก่อนว่า เราจะต้องฝึกฝน ในการที่จะปลดเปลื้องความรู้สึกที่เป็น ตัวเราหรือของเรา ที่เรียกว่า อหังการ หรือ มมังการ ให้ออก ไปเสียก่อน ได้ทุกคราวที่เราต้องการ ให้มันเป็นจิตใจว่างจาก ๒๐

น.30 ๒๑ ความยึดถือว่าเป็นตัวกูของกูก่อน. มันไม่อาจจะทำเดี๋ยวนี้ได้ ต้องอาศัยการศึกษาและการฝึกมาตามสมควรในทุก ๆ แห่ง ทุก อิริยาบถ ทุก ๆ เวลามาพอสมควรก่อนแล้ว และพอมาถึงโอกาส ที่เราเข้าเผชิญหน้ากับปัญหาเหล่านั้นในทางสังคม เราสามารถ ที่จะมีสติ ระลึกถึงความรู้ที่แท้จริง ที่เราเคยฝึกมาแล้วนี้ได้. หรือว่าถ้าจะเรียกว่า เป็นเคล็ดลับกระทันหัน ก็คือ เราสามารถ สำรวมจิตใจเพื่อลืมเรื่องราวต่าง ๆ ที่เป็นไปในทาง อหังการมมังการนั้นเสียก่อน ให้มีจิตเป็นกลาง ที่เรียกว่า เป็นอิสระจากความโกรธ และความเกลียด หรือความรักก็ตาม เสียก่อน. พอมีจิตใจว่างพอสมควรอย่างนี้แล้ว เราก็สามารถ จะพูด หรือทำ หรือคิดในทางที่ผิดได้ยาก จึงไม่ตกเป็นฝ่าย เสียเปรียบผู้อื่น. ตอบได้สั้น ๆ แต่เพียงเท่านี้ เพราะมันเป็น เรื่องซึ่งยืดยาว แต่ใจความสำคัญก็มีเพียงเท่านี้. ปัญหาข้อที่ ๒ - พระพุทธเจ้าตรัสว่า สิ่งทั้งหลายเกิด แต่เหตุ. ถ้าหากเรามีความทุกข์ เราจะทำเป็นว่าไม่เดือดร้อน เราไม่แคร์ ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น การกระทำเช่นนี้อาจจะทำให้ ใจสบายได้ ในความสบายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะทำให้เหตุดับ. เมื่อ

น.31 ๒๒ ตัวเราพ้นทุกข์, แต่เหตุแห่งทุกข์นั้นยังมีอยู่ในโลกให้เพื่อนมนุษย์ อื่น ๆ เสวย. เราในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชน เราจะมีอุดมการ เพียงทำให้ตัวเราสบาย หรือมีอุดมการเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์นั้น เพื่อ ความเป็นสุขของมวลชน ? ตอบ - ดับทุกข์โดยไม่ต้องไปดับที่ต้นเหตุอย่างนี้ เขาเรียกว่าเป็นการกลบเกลื่อนทุกข์ ไม่ใช่ดับทุกข์หรือตัดทุกข์ ; มันก็ดีอยู่เหมือนกันและเป็นประโยชน์ในข้อที่ว่ากลบเกลื่อนเพื่อ ช่วยตัวเองให้ตั้งสติหรือตั้งตัวได้ เช่นว่าแค่นหัวเราะออกมา หรืออะไรอย่างนี้ก็ยังเป็นประโยชน์ ไม่ใช่ไม่เป็นประโยชน์ ; มันจะได้เป็นการประวิงเวลาเพื่อให้ตั้งตัวได้ ในการที่ตัดต้นเหตุ แห่งความทุกข์นั้นโดยตรง. การกลบเกลื่อนไว้ชั่วคราวอย่างนี้ ก็จัดไว้ในฐานะเป็นอุปกรณ์ของการตัดต้นเหตุแห่งความทุกข์ด้วย เหมือนกัน. เช่น เมื่อถูกอะไรเข้าเป็นการเจ็บปวด ก็หัด หัวเราะเข้าไว้ก่อน มันเป็นสิ่งที่ทำได้ แล้วมันจะทำให้จิต ตั้งตัวได้ และสอดส่องไปถึงมูลเหตุและต้นเหตุได้ ฉะนั้นอย่า ไปแยกกัน. และขอตอบว่า เราไม่สามารถดับทุกข์ได้โดย ไม่ตัดต้นเหตุของความทุกข์ จะทำได้ก็เป็นเพียงกลบเกลื่อน ชั่วคราว, เป็นความฉลาดที่ยังน้อยอยู่ยังไม่สมบูรณ์ ต้องทำ

น.32 ๒๓ ต่อไปจนถึงกับตัดตัวเหตุแห่งความทุกข์นั้นเสีย ซึ่งตามหลักของ พระพุทธศาสนาแล้ว เราไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นได้ ; และยังขอท้าว่าแม้ตามหลักของศาสนาอื่น หรือวิธีอื่น ก็ยังไป ในทำนองที่ว่าต้องตัดต้นเหตุแห่งความทุกข์นั้น. เราไม่อาจจะ กลบเกลื่อนได้โดยเอาสิ่งสวยงามมากลบเกลื่อนให้หายไปได้ มันจะได้ชั่วครู่ชั่วคราว, และบางทีมันเพิ่มปัญหา ให้มาก ขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำไป จึงไม่ใช่วิธีที่จะใช้เป็นที่พึ่งได้ หรือถือ เป็นหลักเป็นเกณฑ์ได้. เรามีอุดมการที่จะดับทุกข์ของมวลชน อยู่ด้วยเสมอไป, แต่เราจะต้องมีความรู้ความสามารถ ในการ ดับทุกข์ส่วนตัวเราโดยถูกต้องและสมบูรณ์เสียก่อน เพราะมันมี หลักใหญ่อย่างเดียวกัน คือต้องตัดต้นเหตุของมันโดยตรง ไม่ใช่การกลบเกลื่อนไว้ ด้วยอะไรบางอย่าง. ปัญหาข้อที่ ๓ - ในเวลาที่จิตใจมีความทุกข์ มีความ กังวล จะใช้ธรรมะข้อใดแก้ความทุกข์ ความกังวลเหล่านั้น และจะ มีวิธีปฏิบัติตามนั้นอย่างไรจึงจะได้ผล ? ตอบ - ความทุกข์ร้อน ความวิตกกังวลนี้ ก็รวมอยู่ ในความทุกข์ ไม่แยกจากกัน ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ต้องค้นหา ต้นเหตุ. มูลเหตุของความทุกข์โดยสรุปก็คือ การเข้าไปยึด

น.33 ๒๔ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ให้เป็นตัวเป็นตนหรือของของตน. วิชา ความรู้ในพุทธศาสนานั้น สอนให้ปฏิบัติให้เห็น แจ้งว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ควรจะยึดถือว่าเป็นตัวตนหรือ ของตน. ข้อนี้ไม่ได้ปฏิเสธว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่มี. มันมี มากมาย, แต่ว่าทุกสิ่งทีเดียว ไม่มีส่วนไหนของมัน ที่ควรจะเข้าไปยึดถือยึดมั่นสำคัญว่าเป็นตัวตนของตน. ถ้าเข้าถึงความจริงข้อนี้แล้วจิตจะไม่ยึดถืออะไรเป็น ตัวตน แล้วก็ไม่มีทางที่จะเกิดความเศร้า ความทุกข์ เดือดร้อนอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาได้เลย. หลักตายตัว มีอยู่อย่างนั้นไม่ต้องแยกกัน. ปัญหาข้อที่ ๔ - ที่พระคุณเจ้าพูดว่า ไม่มีสิ่งใดในโลก ที่เป็นที่ควรเคารพเป็นที่พึ่งได้นอกจากธรรมะ สงสัยว่าบิดามารดา ครูบาอาจารย์มิได้เป็นที่เคารพที่พึ่งได้ดอกหรือ ? ตอบ - นี่เป็นคำถามที่ดี คือเป็นคำถามที่ควรจะถาม การเคารพบิดามารดานั้นก็คือว่าเป็นการเคารพธรรมะ เพราะถ้า ไม่เคารพธรรมะแล้วก็ไม่เคารพบิดามารดา. เหตุที่ทำให้ เคารพบิดามารดาคือ ความเคารพในธรรมะ. กฎระเบียบ ฯลฯ ต่าง ๆ เป็นธรรมะ ขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ เป็นธรรมะ.

น.34 ๒๕ ถ้าเราทำตามกฎนั้นตามขนบธรรมเนียมประเพณี ตามคำสั่งสอน ของบิดามารดานั้นเอง ชื่อว่าเราเคารพธรรมะ และทำการ เคารพบิดามารดาและสิ่งที่ควรเคารพอย่างอื่น. ในการเคารพ สิ่งอื่น ๆ หรือทำอย่างอื่นด้วยความเคารพที่ถูกต้อง ก็เหมือนกัน ขอให้ถือหลักอย่างเดียวกัน. ปัญหาข้อที่ ๕ - ถ้าหากว่าบิดามารดานั้นมิได้ประพฤติ อยู่ในทำนองคลองธรรมแล้ว บุตรธิดาจะควรมีความเคารพเหมือนกับ บิดามารดาที่ปฏิบัติตนตามทำนองคลองธรรมดังนั้นหรือ ? ตอบ - นี่ก็เป็นปัญหาที่ควรถือว่าเป็นปัญหา ! เมื่อ ในบางรายหรือบางกรณี ที่บิดามารดาขาดการศึกษา ตั้งอยู่ใน ฐานะที่ไม่ควรเคารพก็มี แต่ต้องพิจารณาดูให้ละเอียดว่า บางส่วนมันก็ยังมีที่ควรเคารพ; ดังนั้นจึงต้องจัดให้ดี แยกให้ดี. ที่เราจะไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนที่ผิด ๆ นั้นก็ถูกอยู่ แต่ เราก็ควรทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นการเคารพบิดามารดาใน ฐานะที่เป็นผู้ให้กำเนิดเรามา นี่เราจะต้องใช้ปฏิภาณของเราเอง. ความจริงนั้นมีอยู่ว่า บิดามารดาที่แท้จริงก็คือ ผู้ที่มีคุณธรรม สำหรับบิดามารดาจะต้องมี. ถ้าไม่มีคุณธรรมสำหรับบิดามารดา จะต้องมีแล้ว คนนั้นก็ไม่ได้เรียกว่า ตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นบิดา

น.35 ๒๖ มารดา. แม้เราจะไม่เคารพในข้อนั้นก็ไม่เรียกว่า ไม่เคารพ บิดามารดา เพราะไม่ได้ตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นบิดามารดา. แต่ อย่าลืมอย่างที่กล่าวมาแล้วว่า อย่างน้อยท่านก็ให้กำเนิดเรามา ฉะนั้นเราจะเคารพอยู่กี่เปอร์เซ็นต์ก็ตามใจ ในส่วนที่เป็นบิดา มารดาเพราะคลอดเรามา. ส่วนที่เราไม่เคารพคำแนะนำ ของท่าน จะไม่ประพฤติตามคำขอร้องของท่านที่ไม่ถูกไม่ควร เป็นเรื่องของสติปัญญาซึ่งจะต้องใช้ปฏิภาณให้เหมาะ แยกแยะ ลงไปให้เหมาะสมด้วยความไม่ประมาท ไม่ทะนง. ปัญหาข้อที่ ๖ - การปฏิบัติในทางพุทธศาสนานั้น ควร จะอนุโลมให้เข้ากับวิธีการที่สังคมใช้อยู่แค่ไหน เช่น ทำบุญ จะต้อง ทำด้วยวิธีที่สังคมกำหนดไว้เป็นบรรทัดฐานขึ้น หรือทำบุญในลักษณะ ที่ตนเห็นว่าตามศรัทธา และตามหลักธรรมะ. การอุปสมบทเพื่อ จะทำให้เป็นไปตามประเพณีหรือเพื่อศรัทธานั้น เราควรจะทำมากน้อย ในด้านหนึ่งด้านใดอย่างไร ? ตอบ - การทำอะไรตามประเพณี และทำอะไรให้ ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของความจริงนั้น เป็นสิ่งที่ขัดกันอยู่บ่อย ๆ และทั่ว ๆ ไปในที่ทุกหนทุกแห่ง. ฉะนั้นเราจะต้องถือหลัก ธรรมะเหมือนกัน แม้ว่าเป็นหลักที่ต่ำ ๆ ลงมา ที่เรียกว่า

น.36 ๒๗ ความเป็นผู้รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักบุคคล รู้จักสถานที่ รู้จักเวลา เหล่านี้เป็นต้น. คำพูด ประโยคที่ว่า "เข้าไหนเข้าได้" นั้น ก็เป็นหลักธรรมในพุทธศาสนาเหมือนกัน แต่มิได้หมายความว่า ไปร่วมกันทำผิดหรือทำเสีย. ในบางคราวเมื่ออนุโลมตาม ความนิยมของสังคมได้ เราก็จะต้องทำเหมือนกัน ถ้าเราไป เกี่ยวข้องเข้า. มันมีอยู่ว่าเราจะยอมเกี่ยวข้องหรือไม่. ถ้าเรา จำเป็นจะต้องเกี่ยวข้องในบางคราว เราต้องอนุโลมตามเท่าที่ ควร. แต่ที่มันผิดหรือยอมรับไม่ไหวจริงๆ นั้น ให้เราถอนตัว ออกเสียก็ได้. แต่ในกรณีที่มันจะเป็นผลดีแก่สังคมนั้นเราก็ อนุโลมตามไปได้ โดยเราถือหลักว่าในโลกนี้คนโง่มีมาก, ฉะนั้น เขาจะต้องมีระเบียบขนบธรรมเนียมประเพณีอะไร บางอย่าง เป็นส่วนใหญ่ไว้สำหรับคนพวกนี้ เพราะสำหรับ คนพวกนี้มันมีหลักอยู่ว่าจะต้องล้อมคอกไว้ก่อน. มันเป็น เหมือนกับลูกสัตว์เพิ่งคลอดออกมาเล็ก ๆ เช่น ลูกเป็ดลูกไก่นี้ มันยังบินไม่ได้ มันจึงต้องขังคอกไว้ก่อน พอให้มันปลอดภัย ให้มันเจริญเติบโตบินเก่ง วิ่งเก่ง เราจึงเลิกคอก. ความจริง ในการรู้สัจจธรรมนั้นเหมือนกับเลิกคอกปล่อยเป็นอิสระ แต่ก็ยัง ไม่ควรใช้กับคนที่โง่งมงายยังต่ำอยู่ จึงต้องสร้างขนบธรรมเนียม

น.37 ๒๘ ประเพณีอันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น ชนิดที่ไม่เป็นอันตราย ขึ้นไว้ก่อน, และขนบธรรมเนียมประเพณีนี้ก็จำเป็นเหมือนกัน. ฉะนั้นถ้าเราจะอนุโลมตามขนบธรรมเนียมประเพณี ให้เข้ากับ คนทั่ว ๆ ไป หรือกับคนที่ไร้การศึกษาตามบ้านนอกคอกนานี้ ก็ต้องใช้ปฏิภาณเลือกให้เหมาะ ให้เป็นเรื่องเข้าไหนเข้าได้และ ก็ให้สำเร็จประโยชน์ โดยไม่มีการเสียหายแต่อย่างใด. นั่นแหละ คือการประพฤติถูกหลักธรรมะของพระพุทธศาสนา. อย่าได้ กล่าวยืนยันชนิดกระต่ายขาเดียว หรืออะไรทำนองนั้นว่า ต้อง อย่างนี้เด็ดขาด ต้องอย่างโน้นเด็ดขาด เช่น ต้องความจริง เด็ดขาด หรือต้องประเพณีเด็ดขาด นี้มันไม่ได้ บางทีก็ต้อง เจือกัน. บางเวลาก็เปลี่ยนเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ โดยนึกถึง อกเขาอกเรา และนึกถึงขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีไว้สำหรับ สังคมทั่วไปเป็นส่วนใหญ่. เรื่องทั้งหมดนี้ระบุให้ชัดไม่ได้ เพราะมีอยู่มาก วางได้แต่เพียงเป็นหลักกลาง ๆ ว่าเราจะต้องมี หลักอย่างนี้ในการเกี่ยวข้องกับสังคม. การบวชตามประเพณี ก็ยังเป็นสิ่งที่จะต้องรักษาไว้ เหมือนกัน เพราะว่าคนโง่ที่ยังไม่มีทางจะฉลาดโดยวิธีอื่น ก็ยัง มีมากนั่นเอง. แต่เมื่อบวชเข้ามาแล้ว มันก็เป็นหน้าที่ของ

น.38 ๒๙ เจ้าหน้าที่ที่จะต้องควบคุมให้ดี มันก็ยังมีประโยชน์, และบางที การบวชตามประเพณี เมื่อทำไป ๆ มันก็กลายเป็นการบวชตาม ความจริง คือ มีความศรัทธาเลื่อมใสเห็นจริงก็ได้ แล้วก็บวช ไปตลอด. ถ้าจะบวชตามประเพณี เราก็ต้องรู้ว่า ปู่ย่า ตายาย ของเราฉลาด เหมาะสมกับกาลสมัยที่วางประเพณีไว้ให้ว่า ก่อนที่จะไปเป็นคนโดยสมบูรณ์นั้น ควรศึกษาธรรมะเสียก่อน. ไม่ศึกษาแต่เรื่องวัตถุหรือร่างกายอย่างเดียว. ท่านจัดให้การ บวชตามประเพณีนี้เป็นโอกาสเข้ามาศึกษาธรรมะ หาความรู้ ในเรื่องทางจิตทางวิญญาณ นี่ไปเพิ่มให้แก่ทางฝ่ายร่างกายหรือ ฝ่ายวัตถุ แล้วกลับสึกออกไปจะต้องดีกว่าเก่าแน่. เมื่อเป็นไป ในลักษณะเช่นนี้ก็ไม่เสียหายอะไร. สรุปคำตอบก็ว่าดูให้เหมาะ แก่เรื่อง เวลา สถานะ เหตุการณ์ บุคคล สถานที่ก็แล้วกัน. ปัญหาข้อที่ ๗ - เรื่องทศชาติในพระไตรปิฎกนั้นเป็น อย่างไร มีความจริงแค่ไหน การระลึกชาติของสมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้านั้นมีความจริงแค่ไหน และมีเหตุผลอย่างไรบ้าง ? ตอบ - นี่มันเป็นปัญหาทางวรรณคดี และทาง โบราณคดีเสียแล้ว ถ้าถามอย่างนี้ไม่ใช่เป็นปัญหาทางธรรมะ หรือทางศาสนาโดยตรง. ที่ว่าเป็นปัญหาทางวรรณคดีหรือ

น.39 ๓๐ โบราณคดีนี้ หมายความว่า พระคัมภีร์ส่วนที่เป็นชาดกนี้ได้ ถูกเขียนขึ้นเรื่อย ๆ และดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขกันมาเรื่อย ๆ จนเป็นภาค อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา. เรื่องชาดกทั้งหลาย เท่าที่มีอยู่ในพระบาลีนั้น มันมีแต่คำพูดที่สำคัญ ๆ ที่ใช้เป็น หลักอาศัยปฏิบัติได้. ท้องเรื่องที่เล่าเป็นนิทานนั้นไม่มีใน พระไตรปิฎก คือในตัวพระไตรปิฎกไม่มีท้องนิทาน มีแต่คำพูด ที่สำคัญ ๆ ที่มาอยู่ในตัวนิทานชั้นหลังเหล่านั้น เป็นประโยค ๆ ไป ดูราวกับว่า quote เอามา คนชั้นหลังต่างหากที่เอาคำเหล่านั้น มาใส่ "ภาชนะ" ทำเป็นนิทานชาดกไป คือแต่งนิทานชาดกขึ้น เพื่อให้เป็นภาชนะแจกจ่ายข้อความธรรมะเหล่านั้น. ตามทาง โบราณคดีที่สอบสวนได้ปรากฏว่า แต่งขยายเป็นท้องเรื่องนิทาน นี้ก็ยุคหนึ่ง ; และต่อมาอีกยุคหนึ่ง ก็แต่งเติมเรื่องการกลับชาติ ว่าคนนั้นกลับชาติเป็นคนนั้น คนนี้กลับชาติเป็นคนนี้ นี้ก็เป็น เรื่องยุคหลังอีก. ถ้าศึกษาในแง่โบราณคดีอย่างนี้ กลับจะ ไม่เกิดปัญหาอย่างที่ว่านี้ คือว่าเขาทำไปตามที่เห็นว่าเหมาะสม ในทางที่จะดึงดูดความสนใจของคนทั่วไปซึ่งยังไม่ใช่คนฉลาด เพราะมองเห็นว่า ในโลกนี้มีคนไม่ฉลาดมากกว่าคนที่ฉลาด ดังที่กล่าวแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง ก็มุ่งหมายความไพเราะทาง

น.40 ๓๑ วรรณคดี ฉะนั้นเราอย่าไปว่าเขาเลย และเราอย่าไปเสียเวลา วิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้. ถ้าเราอ่านชาดกเราควรจะได้ ประโยชน์ในความไพเราะอย่างวรรณคดีบ้าง เราเก็บเอาข้อความ ที่เป็นธรรมะเข้ามาใช้อย่างธรรมะบ้าง เราก็ได้ประโยชน์ ไม่มี เสียประโยชน์. ที่เราไปดูหมื่นดูถูกว่า ไม่ควรอ่านเสียเลยนั้น กลับจะเสียประโยชน์ ขอให้ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนิทานหรือเรื่อง ชาดกทั้งหลาย ในลักษณะอย่างนี้ก็แล้วกัน ก็จะปลอดภัย ไม่น่าติเตียนที่ตรงไหน. การกลับชาติท้ายชาดกนั้น ไม่ใช่ การระลึกชาติของพระพุทธเจ้าแล้วตรัสไว้อย่างนั้น. ปัญหาข้อที่ ๘ - วิญญาณของคนหมายถึงอะไร ที่เขา กล่าวว่ามีคนสามารถถ่ายภาพวิญญาณของคนที่ตายแล้วได้นั้น จริง หรือไม่ ? ตอบ - วิญญาณของคนคืออะไร นี่มันเป็นปัญหา ที่ต้องการคำตอบมากมาย เพราะภาษาบาลีเกี่ยวกับคำว่าวิญญาณ นี้มีหลายความหมายหลายคำด้วยกัน. แต่ถ้าจะตอบโดยที่ เรียกว่า "ทั่วไป" ความหมายทั่วไป ก็ตอบได้ว่าวิญญาณนี้เป็น แต่เพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นที่ตา ที่หู ที่จมูก ที่ลิ้น ที่ผิวกาย และที่ใจเอง ในเมื่อได้กระทบรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส

น.41 ๓๒ ธรรมารมณ์ ครั้นทำหน้าที่เสร็จแล้วก็ดับไป กลายเป็นจิตใจ ตามธรรมดา เป็นจิตใจที่ประจำก็แล้วกัน. คำว่าทำหน้าที่เป็น วิญญาณ ก็คือ อำนาจที่รู้เรื่อง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส. จิตใจนั้นมันจะเกิดขึ้นทำหน้าที่ ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นคราว ๆ ทุกคราวที่มีอะไรมากระทบ, ฉะนั้นจึงมีการเกิดดับ เกิดดับของวิญญาณนี้อยู่ตลอดเวลา ตลอดชีวิต. นี่เรียกว่า วิญญาณ ในความหมายทั่วไป. ส่วนที่เขาพูดกันว่า "จิต" นั้น ที่ทำหน้าที่เป็นวิญญาณอยู่ เป็นระยะ ๆ นั้น เมื่อร่างกายนั้นแตกตายแล้ว จิต นั้นก็ ไปหาร่างใหม่ นั้น มัน เป็นเรื่องที่เขากล่าวกันอยู่ทั่วไป ก่อนพุทธกาล นี่เราไม่ยอมรับว่าเป็นหลักพุทธศาสนาและ ไม่ควรจะไปเสียเวลาที่จะถกเถียงเรื่องนั้น. เราต้องการเพียง จะให้รู้จักควบคุมวิญญาณที่มารู้เรื่อง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจนี้ เมื่อเกิดผัสสะขึ้นแล้วอย่าให้เกิดเป็น เวทนา หรืออย่าให้เป็นตัณหาในที่สุด. ให้จัดการควบคุม การเกิดของวิญญาณในทำนองไม่ให้เกิดเป็น เวทนา ตัณหา ; โดยทั่วไป ย่อมตอบได้ดังนี้ ขอให้จำไว้ก่อน. ของสังคม

น.42 ๓๓ ทีนี้ขอบอกกล่าว ไว้ด้วยว่าวิญญาณ ในความหมายอื่นมี อีกเยอะแยะ อธิบายกันไม่ไหวด้วยเวลาเพียงเท่านี้. อย่างว่า คำว่า "วิญญาณ" หมายถึงพระนิพพานก็มี มีอยู่ในที่บางแห่ง ในพระไตรปิฎกเหมือนกัน, คำว่าวิญญาณแท้ๆ หมายถึง พระนิพพานเลยก็มี เช่นเดียวกับคำว่า อายตนะ หมายถึง พระนิพพานไปก็มี. นั่นเป็นกรณีพิเศษ อย่าต้องเอามา วินิจฉัยเลย. ขอบอกว่ามีอีกมาก ส่วนที่ควรวินิจฉัยจริง ๆ มีอยู่ว่า วิญญาณทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ที่เป็นตัวเรื่องให้เกิดเรื่องร้องไห้ หรือหัวเราะ นี่ระวังให้ดี ๆ. ส่วนที่ถามว่า มีการถ่ายรูปวิญญาณได้ จริงหรือไม่นั้น ไม่ใช่ ปัญหาสำหรับอาตมานี้. อาตมาไม่เคยสนใจเรื่องนี้ แต่อาตมา ไม่เชื่อ แม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว. ปัญหาข้อที่ ๙ - อยากเรียนถามว่า เท่าที่ทราบมา พระพุทธศาสนาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนรกหรือสวรรค์ นอกจาก ให้รู้ ถึงความดับทุกข์ เพราะเหตุใดเรื่องของพระมาลัยซึ่งเป็น พระอรหันต์องค์สุดท้าย จึงเกี่ยวข้องกับเรื่องของนรกและสวรรค์ ถึงกับมีการลงไปในนรกและขึ้นไปบนสวรรค์ด้วย ?

น.43 ๓๔ ตอบ - เรื่องราวที่บอกว่าเป็นเรื่องของพระมาลัยนั้น เป็นเรื่องแต่งขึ้นในชั้นหลังในประเทศลังกา แต่เราก็ยอมรับว่า มีเจตนาดีที่จะทำให้คนส่วนใหญ่ คือมวลชนนี้ เกิดความกลัวใน เรื่องของความทุกข์ และตั้งหน้าตั้งตาประพฤติดี. คำว่านรก สวรรค์นั้น เป็นชื่อของความทุกข์ทั้งนั้น พระพุทธเจ้าก็ได้ กล่าวถึงความทุกข์ไว้มากมายในลักษณะต่าง ๆ กัน. สัตว์นรก หมายถึง สัตว์ที่ทนทุกข์เพราะถูกลงโทษ. เปรต หมายถึง สัตว์ที่ทนทุกข์ตามธรรมชาติ แล้ว ไม่มีใครลงโทษ แต่เป็นการเจ็บป่วยพิกลพิการของเขาเอง ไม่มี ใครลงโทษ ต่างกับสัตว์นรกที่ว่าทนทุกข์เพราะถูกลงโทษ. สัตว์เดรัจฉาน นี้ทนทุกข์เพราะยังต่ำเกินไปในทาง สติปัญญา ก็ต้องทนทุกข์ เพราะต่ำด้วยสติปัญญา แม้จะฟรี เป็นอิสระ ก็ต้องทนทุกข์ด้วยสติปัญญาต่ำ. อสุรกาย หมายถึง พวกที่ไม่มีตัวแสดงปรากฏชัด ก็คือเป็นคนล่อลวง ก็ต้องทนทุกข์เพราะความกลัว และความ ฉลาดแกมโกงของตนเอง. รวมความแล้ว ผู้ที่ทนทุกข์อยู่ ๔ ประเภทนี้ เรียกว่า “นิริย" หรือนรก เป็นเพียงบุคคลาธิษฐาน ของคำว่า

น.44 ๓๕ ความทุกข์ ในแบบต่าง ๆ กัน. เมื่อพระพุทธศาสนา ได้กล่าวถึงความทุกข์ทุก ๆ แบบแล้ว ก็หมายความว่า เรื่องนรก ก็มีในหลักของพระพุทธศาสนา คือ เป็นเรื่องความทุกข์นั่นเอง. ส่วนที่กล่าวให้เป็นบุคคล เป็น personificate เป็นรูปสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นอสุรกายขึ้นมาก็เพื่อให้ เข้าใจง่าย. ถ้าเราเข้าใจเจตนาดีของผู้แต่งคัมภีร์พระมาลัยแล้ว เราก็ใช้ไปในทางที่จะช่วยให้คนบางพวก ไม่ใช่ทุกพวก ; ให้เกิดความกลัวบาปอยากทำความดี ; แต่คงใช้ไม่ได้กับ นักศึกษา และไม่จำเป็นที่จะต้องนำมาใช้ กับพวกที่ไม่คิดจะ ทำบาปอีกต่อไป. ปัญหาข้อที่ ๑๐ - มนุษย์ทำการสืบพันธุ์ต่อไปหลาย generation เพื่อที่จะให้มนุษย์ใน generation หนึ่งต่อไป ได้รับสิ่ง ที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ คือ นิพพาน ถ้ามนุษย์ถึงนิพพาน แล้วจะไม่สืบพันธุ์ต่อไปอีกหรือ และถ้าสืบพันธุ์ต่อไป มนุษย์จะ มีความบริสุทธิ์พอที่จะถึงนิพพานได้อีกหรือ ? ตอบ - ตอบได้ง่าย ๆ ว่า มนุษย์ไม่สามารถทำอะไร ได้เหมือน ๆ กัน หรือพร้อมกันทั้ง generation, แต่จะต้องมี คนใดคนหนึ่งใน generation ใด ที่ลุถึงนิพพาน และบริสุทธิ์ จนอยู่เหนือการมีตัวตนสำหรับการสืบพันธุ์เสมอไป.

น.45 ๓๖ ปัญหาข้อที่ ๑๑. - วิปัสสนาเป็นแขนงหนึ่ง ในพระพุทธ- ศาสนาหรือไม่ ? ตอบ - วิปัสสนา = วิ แปลว่า แจ่มแจ้ง ปัสสนา แปลว่า เห็น. วิปัสสนา แปลว่า การเห็นอย่างแจ่มแจ้ง. จะใช้ ในเรื่องอะไร ถ้า เห็นอะไรลงไปอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ตามที่เป็นจริง ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว ก็จัดว่าเป็น วิปัสสนาทั้งนั้น. แม้ในเรื่องความรู้สึกคิดนึกที่เกิดขึ้นมาเอง ของคนในกรณีธรรมดาสามัญก็เรียกว่า วิปัสสนาได้, เช่น เด็กทารกคนหนึ่งไปจับที่ไฟแล้วร้อน ก็มี realization เอง โดยไม่ต้องเชื่อคนอื่นว่ามันร้อน หรือไฟเป็นอย่างไร. ทีแรก แม่บอกว่าไฟร้อน ไม่ยักเชื่อ เพราะยังไม่มีวิปัสสนา. ทีเมื่อ ไปจับเข้าเองก็มีความเห็นอย่างแจ่มแจ้ง นี้เรียกว่า วิปัสสนาได้. ในกรณีของพุทธศาสนานั้นเราหมายถึง เห็น แจ่มแจ้งในตัวทุกข์ที่ไม่ใช่ในแง่ทางวัตถุ, แต่เป็นเรื่อง ทุกข์เพราะกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง และเป็น อยู่อย่างลึกซึ้งในความหมายที่คนธรรมดาเข้าใจไม่ได้ เช่นว่า สุขก็คือทุกข์ สุขเวทนาก็คือทุกข์. ทุกข์อย่างนี้เข้าใจไม่ได้

น.46 ๓๗ ก็ต้องใช้วิปัสสนาที่สูง ๆ. การที่หัวเราะนี่ก็เป็นทุกข์ ร้องไห้ ก็เป็นทุกข์ แต่คนละแบบ ให้ไปคิดดู. ถ้าใครเห็นว่า การหัวเราะก็เป็นทุกข์ นั่นแหละจะเริ่มขึ้นสู่ขั้นวิปัสสนาในพระ พุทธศาสนา. เกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็เป็นทุกข์, สุขเวทนา ก็เป็นทุกข์, ทุกขเวทนา ก็เป็นทุกข์ ; คนดีก็ทุกข์ตามแบบ คนดี คนชั่วก็ทุกข์ตามแบบคนชั่ว คนรวยทุกข์ตามแบบคนรวย คนจนทุกข์ตามแบบคนจน คนมีบุญทุกข์ตามแบบคนมีบุญ คนมีบาปเป็นทุกข์ตามแบบคนมีบาป. เห็นว่ามันเป็นทุกข์แท้จริง อย่างไร และรำงับดับให้ได้ จึงจะเป็นวิปัสสนาในพระพุทธ- ศาสนาที่สมบูรณ์. ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า วิปัสสนา นั้นคือ ระเบียบ การกระทำซึ่งเป็นกรรมวิธีทางใจอันหนึ่งที่จะ ทำให้เราเห็นแจ่มแจ้งจนความรู้แจ่มแจ้งนั้น มันทำลาย กิเลสตัณหาให้หมดไป ไม่เป็นบ่อเกิดของความทุกข์ นี้เราเรียกว่า "วิปัสสนา". แต่ไม่ใช่หมายว่าไปนั่งภาวนาอะไร พึมพำ ๆ หรือว่าทำอะไรตัวแข็งทื่อไปทำนองนั้น. มันต้อง เป็นเรื่องเห็นด้วยสติปัญญา หรือญาณอย่างแจ่มแจ้ง จนเกิด ความเปลี่ยนแปลงขึ้นภายในใจ ในสันดานหรือในอุปนิสัยอย่าง ใหญ่หลวง, จนสิ่งที่เราเรียกว่ากิเลส นั้นตั้งขึ้นไม่ติด ; เป็น

น.47 ๓๘ จิตใจหรือเป็นสันดานที่บริสุทธิ์สะอาดขึ้นมา เพราะการชำระล้าง ของวิปัสสนาที่ทำให้ใจสะอาด. อย่างนี้จึงจะเรียกว่า วิปัสสนา ของพระพุทธเจ้า คือ เห็น แจ่มแจ้งในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือสุญญตา ในสิ่งทั้งปวง แล้วจิตเปลี่ยนเป็น ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ก็เรียกว่า "วิราคะ" คลายกำหนัด, แล้วจิตหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่าง ๆ ; สิ่งต่าง ๆ ก็ไม่มาทำให้จิตนั้นเป็นทุกข์ได้ ; นี่เป็นผลของวิปัสสนา. ขอให้เข้าใจว่ามันเป็นตัวการปฏิบัติ ซึ่งเป็นตัวแท้ของพุทธศาสนา ส่วนสำคัญที่เดียว. แต่ความหมายของมันนั้นเอามาใช้ได้ในที่ ทั่วไปว่า "เห็นอย่างแจ่มแจ้ง" ก็แล้วกัน. ปัญหาข้อที่ ๑๒ - ผมมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นนักเรียนแพทย์ ได้มีโอกาสเข้าไปในโบสถ์ของวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งกำลังทำพิธีอัญเชิญ ดวงวิญญาณของพระพุทธเจ้าอยู่ที่นั่น ในขณะหนึ่งซึ่งทุก ๆ คนก็บอก ว่า ได้เห็นรูปร่างของพระพุทธเจ้ามาปรากฎอยู่แล้ว ส่วนมากก็เป็น คนเฒ่าชรา แต่เพื่อนของผมคนนั้นบอกว่า "ผมไม่ยักเห็น" พอดี มีคนที่อยู่แถว ๆ นั้นบอกว่า "คุณไม่มีบุญจึงมองไม่เห็น" ใคร่เรียน ถามว่า เราสามารถจะอัญเชิญดวงวิญญาณของพระพุทธเจ้าได้จริง หรือไม่ ?

น.48 ๓๙ ตอบ - ปัญหาอย่างนี้จัดไว้ในปัญหาที่ไม่จำเป็น, ไปถามพระพุทธเจ้าท่านก็ตอบว่าอย่างนี้ คือไม่เป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์อย่างว่ามาแล้ว. และเราไม่ควรจะไปวิจารณ์กันมาก เพราะมันจะไปกระทบกระเทือนขึ้น และเป็นเพราะว่าคนที่เชื่อมั่นในหลักการหรืออะไรของการกระทำนั้น แล้วเขาสร้าง imagination ได้ง่าย เขาอาจเห็นอะไรมากกว่าพระพุทธเจ้าก็ได้ ทีนี้เพื่อนของคุณไม่มีความเชื่อเลย ไม่มีพื้นฐานสำหรับสร้าง imagination เพราะฉะนั้นให้เขาไปทำเสียใหม่ซิ. ประธานกลุ่มศึกษาพุทธศาสตร์ และประเพณีได้กล่าวในตอนท้ายว่า กระผม ในนามของกลุ่มศึกษาพุทธศาสตร์และประเพณี รู้สึกซาบซึ้งในคติธรรมครั้งสุดท้ายที่พระคุณเจ้าได้แสดงแก่สมาชิกก่อนที่ท่านจะกลับไปไชยา. จากการแสดงธรรมปาฐกถาครั้งนี้ ทุกท่านย่อมทราบแล้วว่าพระพุทธศาสนานี้จำเป็นหรือยัง ที่ในจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย จะได้มีการศึกษากันอย่างจริงจัง จากความเห็นนี้กระผมได้เสนอให้แก่มหาวิทยาลัย ๒ ข้อ คือ ๑) จุฬาลงกรณ์สมควรแล้ว ที่จะมีห้องพุทธศาสตร์และประเพณี เพื่อจะให้นิสิตไปค้นคว้าหาความรู้ทางพุทธศาสนาและประเพณี ซึ่งปรากฏว่าท่านเลขาได้อนุมัติห้องสมุดกลาง ๑ ห้อง.

น.49 ๔๐ ๒) ให้ทุกคณะได้ศึกษาวิชาพุทธปรัชญา คือ หลักสูตรพุทธศาสนาควรจะเป็นหลักสูตรของทุกคณะ ซึ่งข้อนี้ทางมหาวิทยาลัยก็ยินดีรับไว้ในปีต่อไป ทุกคณะอาจจะมีวิชาพุทธศาสนาเข้าสอนด้วย. ฉะนั้นในฐานะที่กระผมจะพ้นตำแหน่งประธานกลุ่มศึกษาพุทธศาสตร์และประเพณี หรือที่เรียกทั่วๆไปว่า "มหา" ในฐานะซึ่งท่านก็เป็นเจ้าของกลุ่มที่จะต้องรับงานด้านนี้ต่อไป ก็ขอให้ช่วยกันรักษางานด้านนี้ให้ดีสืบไป เป็นคู่ของจุฬาฯ. ถึงแม้ว่าจะเป็นกิจกรรม ก็ให้เป็นแบบอย่างหรือเป็นมาตรฐานของมหาวิทยาลัยอื่น ซึ่งจะดำเนินงานตามแบบของเราต่อไป. เพราะว่า ขณะนี้ก็ได้มีมหาวิทยาลัยอื่น ๆ กำลังเพ่งดูการทำงานของเราซึ่งรุดหน้าไปไกลมาก และเชื่อว่า ในอนาคตอันใกล้นี้กลุ่มศึกษาพุทธศาสนา และประเพณีก็อาจจะมีทุกกรมกอง หรือทุกมหาวิทยาลัยก็ได้ ถ้าหากว่าเราทำงานกันเข้มแข็งและสืบต่อไป. ขอขอบคุณทุกท่านที่สนใจในกิจการ ในโอกาสนี้ผมขอขอบคุณต่อคณะครุศาสตร์ที่ได้อนุมัติให้หอประชุมนี้เป็นสถานที่สำหรับจัดงานของกลุ่มศึกษาพุทธศาสตร์ และผม ขอขอบคุณต่อ คุณณรงค์ เทียนส่ง ผู้แทนคณะครุศาสตร์ ซึ่งได้ช่วยจัดให้การแสดงธรรมปาฐกถาครั้งนี้เรียบร้อยเป็นอย่างดี ขอขอบคุณทุกท่าน.

น.50 หยิบยื่นพุทธศาสนาให้แก่คนในยุคนี้ ? ตอบปัญหาผู้คงแก่เรียนผู้หนึ่ง ณ สวนโมกข์ ไชยา พ.ศ. ๒๕๐๙ ผู้ถาม : ที่เกล้ากระผมลงมา อยากจะเรียนถามปัญหา เพราะเหตุว่ากำหนดจัดพิมพ์หนังสือสังคมศาสตร์ปริทัศน์ฉบับพิเศษ ว่าด้วยพระพุทธศาสนากับสังคมไทยในปัจจุบัน ก่อนที่จะกราบเรียนถามปัญหา เกล้ากระผมอยากจะแสดงความในใจ ความรู้สึกบางประการออกมาเสียก่อน คือ กิจสำคัญบางประการของพระภิกษุสงฆ์ เท่าที่เกล้ากระผมเข้าใจนั้นก็คือว่า การเผยแพร่พุทธศาสนา ซึ่งสมเด็จพระบรมศาสดาทรงเริ่มตั้งแต่ปีแรก ๆ เป็นการเผยแพร่พุทธศาสนาในสมัยโบราณ รู้สึกว่าใช้สองวิธี คือว่า ๔๑

น.51 ๔๒ (๑) วิธีปฏิบัติเป็นตัวอย่างให้เขาเห็น (๒) ทางเทศนาสั่งสอนเขา ในสมัยโบราณการเทศนาสั่งสอน ก็คือ การพูดให้คนฟัง ต่อมามีการเขียน มีการพิมพ์ รุ่นหลัง ๆ มีวิทยุ มีโทรทัศน์มีภาพยนต์ อะไรต่าง ๆ ซึ่งเกล้ากระผมเข้าใจว่า ทางพุทธศาสนาจะต้องปรับปรุงตัวเองให้ทันสมัยอยู่เสมอ เกล้ากระผมได้ลงมาที่นี่ ก็เห็นได้ชัดแล้วว่า ท่านอาจารย์ทำการปรับปรุงบางอย่าง ซึ่งรุดหน้ากว่าที่อื่น เช่น โรงมโหรสพทางวิญญาณ เหล่านี้เป็นต้น นี่เป็นความรู้สึก เป็นความเข้าใจ ซึ่งอาจจะผิดหรือถูกก็ได้ ทั้งสองสถาน ก็เลยอยากจะกราบเรียนถามความเห็นของท่านอาจารย์ที่เกี่ยวกับที่สวนโมกข์นี่ ท่านอาจารย์จะอธิบายขยายความออกไปอย่างไร ให้เกล้ากระผมเข้าใจกระจ่างชัดได้ไหมว่า จุดประสงค์ของที่นี่จะเผยแพร่พระพุทธศาสนายุคปัจจุบันและยุคใหม่ต่อไปข้างหน้าอย่างไร ? ผู้ตอบ : ความประสงค์โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องมโหรสพทางวิญญาณนี้ ได้มีความประสงค์คล้าย ๆ กับที่คุณว่าคือว่าเป็นการปรับปรุงให้ทันสมัย คำว่า “ปรับปรุง " นี้ มันกว้าง จึงทำได้มากอย่างมากวิธี เราเพียงเลือกบางอย่าง บางวิธี มาทำเท่าที่จะทำได้ โดยถือว่าปัญหาหรืออุปสรรคการเผยแพร่ที่เห็น

น.52 ๔๓ อยู่นั้นคนไม่ค่อยสนใจธรรมะ หรือ ศาสนา ยิ่งกว่านั้นยังแสดงอาการเบื่อ ถึงกับหันหลังให้ ก็เลยอยากจะแก้ข้อที่เขาไม่สนใจหรือเบื่อนั้น จึงเลยคิดว่าจะทำอย่างไรดี. ทีแรกก็นึกถึงหลักที่สำคัญในพระพุทธภาษิตที่พระพุทธองค์ตรัสเองว่า ธรรมะนี้ไพเราะงดงามในเบื้องต้น ในท่ามกลาง และในเบื้องปลาย ทรงแสดงธรรมให้เป็นอย่างนั้น และขมวดท้ายว่าให้ผู้ฟังได้เกิดความรื่นเริง นี้อย่างหนึ่ง ให้เกิดความกล้าหาญ ที่จะทำตามนี้อย่างหนึ่ง ; รวมความแล้วมีความพอใจและอยากกระทำตาม ทนอยู่ไม่ได้. เรื่องที่เคยรู้สึกว่าธรรมะนี้เหลือวิสัยหรือยากเย็นไป หรือไม่เหมาะแก่ฆราวาส นั้นก็หมดไป เลยสรุปให้เหลือเพียงว่า ทำให้มันน่าสนุกสนาน เย็นยะเยือก เป็นมโหรสพ. คำว่า มโหรสพ นี้ ถือตามหลักภาษาบาลี ก็แปลคล้าย ๆ กับว่า Entertainment ทำให้ความบันเทิงแก่ผู้มาก็แล้วกัน แต่เราไปเรียกกันสั้นๆ ว่าโรงหนัง มีความมุ่งหมายเป็นโรงละครมากกว่า จึงเรียกว่า Spiritual theatre นึก ๆ กันไว้ว่าทำอย่างนี้ เป็นโรงละครทางวิญญาณ. โรงละครก็หมายถึงสนุกสนานอยู่แล้ว ทางวิญญาณนั้นหมายถึงส่วนที่วัตถุช่วยไม่ได้ คือเป็นเรื่องที่จะต้องทำให้ลึกมากเข้าไป เป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณ โดยที่ถือว่า

น.53 ๔๔ จิตหรือวิญญาณเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าร่างกาย. ถ้าจะมีการพัฒนา ก็ควรจะมีการพัฒนาจิตยิ่งกว่าร่างกาย จะทำให้มีความพอใจ ที่ พอใจลึกไปกว่าทางกาย. มโหรสพ หนัง ละคร ทั่ว ๆ ไป ในโลกนั้น มันเป็นเรื่องยั่วยุอารมณ์ ไม่เคยทำให้เกิดการพักผ่อน แต่ทำให้เกิดความเหน็ดเหนื่อยทางวิญญาณ ดังนั้นเราจึงเห็นว่า มโหรสพทางโลก ๆ ทั่วไปนั้น ไม่ใช่มโหรสพแก่วิญญาณ เพราะ มันเป็นการทรมานวิญญาณ. ธรรมะนี้เป็นมโหรสพทาง วิญญาณอยู่ในตัว ตัวธรรมะนั้นเป็นมโหรสพทางวิญญาณ ไม่เป็นมโหรสพทางวัตถุหรือทางโลก ๆ เป็นมโหรสพทางวิญญาณ เวลาใครไปเกี่ยวข้องกับธรรมะ มีธรรมะกันจริง ๆ แล้ว ก็จะได้ รับความปีติ ปราโมทย์เพลิดเพลิน มีกำลังแรงมาก เหมือนกับ ความเพลิดเพลินทางโลกนั้น ๆ แต่มันเป็นความเพลิดเพลิน อีกชนิดหนึ่ง ที่ทำให้จิตนี้พอใจ สงบสุข บริสุทธิ์ด้วย สงบด้วย พอใจด้วย ฉะนั้นจึงเรียกว่า "มโหรสพทางวิญญาณ" ผู้ถาม : แล้ววิธีการนี้จะมีอะไรบ้าง ท่านอาจารย์ บอกว่าไม่เรียกโรงหนัง เรียกโรงละคร คนที่มาที่นี่ จะมีอะไร ให้เขาชม ให้เขาดูให้เขาฟังกัน ? อีกประการหนึ่ง สถานที่ อย่างนี้มันจะมีห่างไกลไปหรือสำหรับคนทั่ว ๆ ไป ?

น.54 ๔๕ ผู้ตอบ : ถ้าถามอย่างนี้ ก็ตอบตามเหตุผลที่มีอยู่โดยเฉพาะ ข้อแรกก็คือว่า นี่เป็นเพียงการทดลอง เราไม่กล้าอวดอ้างว่า มีความสามารถ มีความถูกต้องถึงที่สุด มันเป็นเพียงขั้นในการ ทดลอง ที่นี่สะดวกสำหรับเราด้วย. ในทางหนึ่ง เรื่องทางจิต ทางวิญญาณนี้มันเหมาะสำหรับสถานที่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นคนที่ สนใจก็ต้องเสียสละบ้าง เพราะมันต้องการสถานที่อย่างนี้ เป็น รากฐาน เป็นพื้นฐาน. เหมือนอย่างว่ามาที่นี่ มันก็มีอะไร หลายอย่างผิดกับที่ในกรุงเทพฯ จนเราพูดกันว่า ก้อนหินก็พูดได้ ต้นไม้ก็พูดได้ มานั่งข้าง ๆ ก้อนหิน ข้างๆ ต้นไม้ ก็ได้ยินมันพูด นี่หมายความว่า ความสงบสงัดตามธรรมชาตินี้ทำให้เกิดความรู้สึก อะไรอย่างหนึ่งขึ้นมาเอง เหมือนประโยคที่เราเขียนไว้ที่โรงฉันว่า Solitude is a resting place of a strugling soul สถานที่ สงบเป็นที่หยุดพักของวิญญาณที่กำลังกระวนกระวาย เรา หาสถานที่สงบอย่างนี้ที่กรุงเทพ ฯ ยาก แม้เราจะมีเงินจัดขึ้นที่ กรุงเทพ ฯ มีความสามารถจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ มันก็ยังไม่อำนวย ให้ตามธรรมชาติ ที่นี้พวกเราไม่มีเงินที่จะจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ได้ และสถานที่มันก็ไม่ได้ตามที่ต้องการด้วย จึงต้องจัดที่นี้ ทำให้ รู้สึกว่าไกล เพราะว่ามันจำเป็นอย่างที่ว่ามา แล้วมันก็มีเหตุผล อีกอย่างหนึ่งว่า คนที่จะเข้าใจเรื่องธรรมะชั้นนี้ต้องมีการเสียสละ

น.55 ๔๖ คือ ต้องสละการงาน สละครอบครัว สละทรัพย์สมบัติกันคราวหนึ่ง ในระยะนั้น จึงจะเกิดจิตใจอันใหม่ ที่จะเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ได้ แต่ถ้าจะให้ดีมากก็ถึงจะต้องสละชีวิต คือตั้งใจว่า ถ้ามาพักที่นี่ อาจจะถูกโจรปล้น อาจจะถูกคนฆ่าตาย หรือสัตว์ร้ายเบียดเบียน ทำอันตรายถึงตายได้ อย่างนั้นก็ยิ่งดี เพราะว่าจะต้องปลง เป็น การเสียสละล่วงหน้า แม้แต่ชีวิต ถ้าเมื่อตั้งใจลงไปอย่างนี้แล้ว จิตใจชนิดนั้นพร้อมที่จะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า มโหรสพทางวิญญาณ คือว่าไม่ไกล. ผู้ถาม : แล้วเมื่อเข้าไปในโรงมโหรสพแล้วมีอะไร ให้บ้าง ? ผู้ตอบ : อ้าว นี่ พูดถึงโรงมโหรสพนี้ ต้องเข้าใจ ได้เองว่า เท่าที่เห็นอยู่นี้ มันยังไม่เสร็จเรียบร้อย เราตั้งใจไว้ โดยหลักใหญ่ ๆ ว่า จะให้ได้รู้ธรรมะอย่างลึกซึ้งโดยไม่รู้สึกตัว และด้วยความรู้สึกที่สนุกสนาน ๒ ประการนี้ ให้รู้ธรรมะชั้นลึก ได้โดยไม่รู้สึกตัว ด้วยลักษณะที่มีอาการพออกพอใจ สนุกสนาน ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะมีอะไรบ้าง มันก็เป็นปัญหาอันหนักตั้งแต่เริ่มต้น คิดนึกกันมาก ในที่สุดมันก็นึกกว้าง ๆ ไปทีก่อนว่า จะเลือกเอา สิ่งที่ยังไม่เคยมีขึ้นในประเทศไทย มาแสดงให้สุดความสามารถ ของเราก่อน ฉะนั้นเราจึงได้เลือกภาพบั้น ภาพเขียน ในชุดที่

น.56 ๔๗ แปลก ที่ยังไม่เคยมีในประเทศไทย เพราะว่าพอเขาได้เห็น เขาก็ตื่นเต้นพอใจ นี้อย่างหนึ่งแล้ว มันตรงตามความประสงค์ ข้อแรกที่ต้องการให้คนมาสนุกสนานพอใจ ที่นี้ให้ความรู้ขั้นลึก นี้หมายความว่า เราเลือกเอาเรื่องที่จะให้เกิดสติปัญญาชั้นลึก เพราะในพวกเหล่านี้โดยมาก มันเป็นเรื่องที่จะต้องคิด คืออย่างที่ เขาเรียกกันว่า "ปริศนา" ดังนั้นจะเห็นได้ทั่วไปว่า ภาพเขียนนี้ล้วน แต่เป็นภาพที่จะต้องคิด หรือเป็นภาพปริศนา ไม่ให้คำบอกเล่า พล่อย ๆ ไป มันต้องคิด ถึงถามก็ไม่ตอบ อะไรก็ประสงค์ล้วนแต่ จะให้คิด แม้แต่ในเรื่องเสา ๕ ต้น ซึ่งได้ทำติดไว้ในที่ต่าง ๆ นี้ ได้รับคำถาม ตั้งร้อยรายเห็นจะได้ ก็บอกว่า เป็นสิ่งที่จะต้อง คิดเอาเอง อย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นภาพที่เอามาเขียนนี้ มุ่งหมายที่จะ เอามาเป็นภาพที่จะต้องคิดอย่างลึกซึ้ง ทีนี้เรายังทำอะไรได้ไม่ดี จึงเลือกเอาของพวกนิกายเซ็นมาใช้ไปทีก่อน เพราะยอมแพ้เขา หมายความว่า เขาทำได้ดีกว่าที่เราคิดเอง ดังนั้นภาพเขียนชุดหนึ่ง ก็เป็นชุดนักศึกษาอย่างเซ็น แม้ชุดอื่นที่ไม่ใช่เป็นของนักศึกษา อย่างพวกเซ็น ก็ล้วนแต่เป็นภาพที่ต้องคิด ถ้าเราจะมีอะไรอีก นอกจากภาพปั้นภาพเขียนเหล่านี้ ก็จะต้องมีหลักเกณฑ์ทำนองนี้ ทั้งนั้น สำหรับภาพปั้นนั้น เมื่อเห็นจะเห็นได้ทันทีว่ายังไม่มี ในประเทศไทย นี่อย่างหนึ่ง แต่ละภาพ ต้องคิดอย่างลึกซึ้ง เพราะ ไม่มีพระพุทธรูป ซึ่งเป็นองค์พระพุทธเจ้า เอาความว่างเป็น

น.57 ๔๘ สัญญลักษณ์แทนพระพุทธเจ้า ตั้งต้นก็จะต้องคิดกันเองว่า ทำไม จึงเอาพระพุทธเจ้าเป็นความว่าง ความว่างคือพระพุทธเจ้า แล้วก็ เผอิญไปตรงกับพวกเซ็นอย่างฮวงโป พูดอย่างนี้กันเกร่อไปหมด “ ธรรมะคือความว่างความว่างคือธรรมะ" "พุทธะคือความว่าง ความว่างคือพุทธะ" อยู่กันทั่วไปอย่างนี้ ฉะนั้นก็เลยเห็นว่าดีที่สุด ที่จะเลือกเอาชุดพุทธประวัติชุดนี้มา. รวมความแล้วอะไร ๆ ที่จะ เอามาแสดงที่นี้ ต้องเป็นเรื่องที่ต้องคิด ต้องเป็นคนชอบคิด ต้องเป็นผู้ชอบเอาการคิดเป็นอาหาร เอาปัญหาหรือปริศนานั้น เป็นอาหารทีเดียว ผู้ถาม : อันนี้เกล้ากระผมรู้สึกเห็นดีด้วยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะมานึกถึงระบบการศึกษาของเรา ในขณะนี้ ไม่ค่อย สอนให้คนเราคิดสักเท่าไร เกล้ากระผมเห็นด้วยในหลักการว่า ในสถานที่นี้จะช่วยให้คนคิด แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกเป็นห่วงว่า คนส่วนมากที่ไม่ค่อยรู้จักคิดมีอยู่ ท่านอาจารย์มุ่งหวังเฉพาะ นักคิดเท่านั้น หรือว่าจะให้สถานที่นี้เป็นประโยชน์แก่คนที่ยัง ไม่สนใจคิดด้วย ? ผู้ตอบ : ถ้าถามอย่างนี้มันเป็นเรื่องส่วนตัวเข้าไปมาก ทีเดียว ฉะนั้นมันเกี่ยวกับความสามารถของเรา ว่าจะสามารถช่วย คนทุกพวก หรือแต่บางพวก นี่เป็นปัญหาที่เราเองก็ต้องคิดมา

น.58 ๔๙ แต่ก่อน เราเคยคิดเรื่องอย่างนี้ ปัญหาอย่างนี้มาแล้ว เดี๋ยวนี้ เรายึดอยู่ว่า เราจะทำอะไรก็ตาม จะทำเพียงเท่าที่อยู่ในความ สามารถของเรา พวกที่เป็นนักคิดนั้น มันทำได้ง่าย ที่จะให้เขา เข้าใจในสิ่งเหล่านี้ พวกที่ไม่ชอบคิดหรือพวกที่คิดไม่ได้ ไม่สามารถที่จะคิดนั้น ก็ไม่อยู่ในวิสัยที่จะเข้าใจอะไรได้อยู่แล้ว แม้แต่พุทธศาสนาก็ยากที่คนเหล่านี้จะเข้าใจ ถ้าอย่างไร เราถือว่า ทำกันแต่ในพวกที่เป็นนักคิด หรือพวกที่มีสติปัญญาพอสมควร ตอนหนึ่ง และถ้ายังมีเวลา มีอะไรเหลือ เราค่อยทำให้มันลดหลั่น กันลงไป. สำหรับเรื่องนี้ จะต้องนึกถึงข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า สิ่งที่เรียกว่า การคิดหรือวิธีคิดนี้มันมีหลายแบบ อย่างน้อยก็ต้อง ยอมรับว่าที่พวกฝ่ายมหายานถือว่า ทุกคนมีเชื้อ หรือมีธาตุ หรือมี ธรรมชาติ แห่งความเป็นพุทธะ อยู่ในตัวเสร็จ พูดอย่างคำหยาบก็ว่า แม้แต่ในสุนัขก็มีอย่างนี้ ทีนี้เราก็จะลองดู ในมติอันนี้ว่าทุกคน มีธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะอยู่แล้ว เรียกว่าของคนบางคน มันอยู่ในลักษณะที่พร้อมจะเบิกบานออกมา หรือว่ามีของหุ้มแต่ เล็กน้อย แต่เพียงเบาบาง พระพุทธเจ้าเองก็ต้องยอมรับว่า สัตว์ใน โลกนี้ บางพวกเป็นอปรชัคคชาติกะ คือมีธุลีในดวงตาแต่เล็กน้อย สะกิดไปทีเดียวก็สว่าง อีกพวกมีของหุ้มหนามากขึ้นไปอีก ก็ต้อง มีวิธีกะเทาะ เพื่อจะแกะหรือแก้ไขคนเหล่านั้น พวกมหายาน

น.59 ๕๐ โดยเฉพาะอย่างพวกนิกายเซ็น ถือว่าสามารถที่จะแกะออกได้ทุกคน แม้กระทั่งคนโง่ ก็อยู่ในความสามารถของผู้ที่เป็นอาจารย์ จะใช้ อุบายชนิดไหนแกะเปลือกหุ้มของคน ๆ นั้น คือคนที่จวน ๆ จะ สว่าง กับคนที่หนามากหรือที่โง่ที่สุด ก็ใช้วิธีประณีต วิธีหยาบ ละเอียดหรืออะไรต่าง ๆ กัน เราก็ลองทำไปดูตามลำดับ แต่ ถึงอย่างไรก็ดี มันต้องตั้งต้นไปจากคนที่มีสติปัญญา เอาระดับ คนที่มีสติปัญญาเป็นมาตรฐานไปก่อน เพราะว่านี้เป็นสิ่งที่แน่นอน เพื่อไม่ให้การงานของเราล้มเหลวไปหมด อย่างนั้นก็มีหวังตรง ผู้ที่มีสติปัญญา ขอให้สังเกตว่าบรรดาพวกที่สนใจสวนโมกข์ ที่ถึงกับมาถึงนี่ หรือที่ไม่มาก็ตาม แต่มีความสนใจมากแล้ว ล้วน แต่เป็นผู้ที่เข้าใจสิ่งที่เราประกาศออกไป โฆษณาออกไป นี้ย่อม แสดงว่า เขามีปัญญาเหมือนอย่างเรา เรามีสวนโมกข์ มาอยู่ สวนโมกข์ทีแรก ก็มีคนหาว่าบ้า แต่ก็มีหลายคนที่เห็นด้วย นับว่าเป็นการกระทำที่ถูก. นี่มันช่วยไม่ได้ ฉะนั้นคนที่มีปัญญา ก็นับว่ามีบุญ ได้รับประโยชน์ก่อน คนที่เคยว่าเราบ้า ก็ได้รับ ประโยชน์ที่หลัง นับว่าเป็นความจริงอย่างยิ่งที่เขาจะได้รับ ประโยชน์ เพราะว่าเราได้ทำมานาน เราได้เห็นมานาน เพราะ อย่างนั้น ขออย่าได้เป็นห่วงในเรื่องนี้มากนัก อย่าถึงกับไปแยก เป็นอื่น นึกคิดไปเสียว่า ถ้าใช้วิธีที่เรามุ่งหมายจะกระทำ ซึ่งมีลักษณะคล้าย ๆ กับที่พวกเซ็นเขาทำ ก็เกือบจะไม่ต้องแยกคน

น.60 ๕๑ ให้มันเป็นคนฉลาดหรือคนโง่ เพียงแต่แยกว่าคนเรามีต่าง ๆ กัน คนหนึ่งก็ใช้อุบายอย่างหนึ่ง อีกคนก็ใช้อุบายอย่างหนึ่ง บางคน ก็ใช้อย่างแรง อย่างที่เขาพูดเป็นอุปมาเปรียบเทียบว่าต้องถลก หนังหัวออกผ่ามือหนึ่ง จึงจะเกิดความรู้สึก อย่างนี้เป็นต้น ถึงอย่าง นั้นมันก็เกิดความรู้สึกได้เหมือนกัน. ผู้ถาม : เกล้ากระผมก็พอเข้าใจ จุดประสงค์ก็คือ มุ่งผู้ที่มีปัญญา แต่ขณะเดียวกัน ผู้ที่มีปัญญาน้อยหรือเบาบาง ก็คงจะได้รับผลพลอยได้จากที่นี่ด้วย ใช่ไหมครับ ? ผู้ตอบ : อย่างนั้นสิ ! ผู้ถาม : เท่าที่เกล้ากระผมเข้าใจก็คือว่า เดิมทีเดียว เกล้ากระผมนึกว่าที่นี่จะเป็นอย่าง Church Hall ของฝรั่งเขา แต่ให้มีอะไรที่แสดงภูมิปัญญาให้ปรากฏอยู่ ถึงแม้จะยังไม่เสร็จ เช่นรูปที่ผนัง ซึ่งติดภาพต่าง ๆ มีภาพปั้นพุทธประวัติ ที่ไม่มี พระพุทธรูป หรือสวนทรายนิกายเซ็นที่ปรากฏอยู่บนเรือ ข้าง ๆ นี้ ทั้งภาพเขียนภายใน และขั้นต่อไป เกล้ากระผม เข้าใจว่าคงจะมีภาพยนต์ฉาย มีสไล้ด์ปริศนาธรรมบ้าง เรื่อง หนักบ้าง เรื่องเบาบ้าง การแสดงปาฐกถาบ้าง การสอนธรรม บ้าง ภายในเป็นเช่นนั้น ใช่ไหมครับ ?

น.61 ๕ ๒ ผู้ตอบ : ถ้าพูดถึงเรื่องภาพยนตร์หรือเรื่องสไล้ด์อย่างนี้ เราต้องถือว่า เราคงทำได้ไม่ดีไปกว่าที่อื่น ๆ เขาทำกันมากมายนัก แต่ก็อยู่ในความคิดที่จะมี ที่จะทำ ที่จะปรับปรุงเท่าที่จะทำไปได้ แต่ก็ยังไม่หวังมากเหมือนกับอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องที่ว่านั้นก็คือเรื่อง ธรรมชาติ ในบริเวณที่เรียกว่าสวนโมกข์นี้ เราอยากจะให้คน ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ เข้าใจธรรมชาติ นั่งอยู่กับธรรมชาติได้เป็น ชั่วโมง ๆ แม้ว่าคนที่มีปัญญาน้อย ที่จะดูหนัง ดูภาพ ดูอะไร นี้ไปก่อน เราก็ไม่วายที่จะยุให้เขาลองไปนั่งกับก้อนหิน ไปนั่ง กับต้นไม้ ไปนั่งกับธรรมชาติ อยู่เงียบๆ คนเดียว ไม่พูดกัน นี่เราอยากจะให้เขาได้พบกับสิ่งเหล่านี้ ได้รับประโยชน์จากสิ่ง เหล่านี้ ผู้ถาม : อันนี้ก็ก่อให้เกิดปัญหา เกล้ากระผมจะยัง ไม่เข้าใจก็ว่าได้ คือพุทธศาสนา เท่าที่เป็นมาตามที่เกล้ากระผม เข้าใจนั้นแบ่งแยกกัน แบ่งที่ไหนก็ไม่ทราบแน่ เข้าใจว่าที่ลังกา คือแบ่งเป็นคามวาสี แบ่งเป็นอรัญวาสี คามวาสีอยู่ในเมือง ส่วนอรัญวาสีอยู่นอกเมือง เกล้ากระผมมาที่นี่ก็รู้สึกว่าเป็น อรัญวาสี แต่ทีนี้ก็เอาโรงมโหรสพทางวิญญาณมาไว้นี้ พอเข้ามา ข้างในรู้สึกว่าสมัยใหม่ จะทันโลก เดินตามโลก มีไอเดียต่าง ๆ ในสมัยใหม่มาใช้หมด มีไฟฟ้า ทำน้ำประปาเอง ปั่นไฟเอง ต่อไป

น.62 ๕๓ ก็คงมีห้องเย็นอะไรต่าง ๆ แต่แล้วข้างนอกก็เป็นธรรมชาติ เป็น ต้นไม้ เป็นภูมิประเทศ รู้สึกว่านี่จะเป็นคามวาสีในอรัญวาสี หรืออย่างไรกันนี่ และอีกประการหนึ่ง ที่ท่านอาจารย์พูด ตอนก่อน คือว่าจะสอนธรรมะให้สนุก อันนี้เกล้ากระผมรู้สึก ว่าจะไปด้วยกันได้ไหม ? ผู้ตอบ : เราก็มีความเห็น ว่าต้องพิจารณาความหมาย ของคำว่าสนุก อย่าลืมว่าเรามีคำว่าวิญญาณต่อท้ายอยู่เสมอ สนุก ตามทางจิตใจ หรือตามทางวิญญาณ นี้อย่างหนึ่ง สนุกตามทาง ชาวบ้าน เรื่องโลก ๆ นี้อีกอย่างหนึ่ง. แต่เมื่อใครเข้าถึงความสนุก ส่วนไหนได้ก็พอใจอย่างยิ่งด้วยกันทั้งนั้น พวกที่หลงความสนุก ทางฝ่ายโลก ๆ ก็หลงไปได้เท่าไหร่ พวกที่เข้าถึงความสนุกในทาง จิตทางวิญญาณ เขาหลงได้มากเท่า ๆ กัน เหมือนอย่างที่เขาพูดว่า พวก ฤๅษี มุนี หลงอยู่กับการเข้าฌาน ทำสมาธิอยู่กับธรรมชาติ อยู่กับสัตว์ ก็หลงอย่างยิ่งได้เหมือนกัน หลงอยู่ในความสนุกทาง วิญญาณ เข้าฌานนานนับเดือน ไม่เขยื้อนเคลื่อนกายา จำศีล กินวาตา เป็นผาสุกทุกวันคืน บทกลอนเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ดี ที่แสดงความสนุกในทางจิตทางวิญญาณ. ทีนี้ ที่ว่าที่นี่มีอุปกรณ์ สมัยใหม่ ตลอดถึงเครื่องมือสมัยใหม่ นี่ก็อย่าเพ่อเข้าใจว่า เรา จะใช้มันไปในทางของสมัยใหม่ เราเอาของสมัยใหม่เหล่านี้มาใช้

น.63 ๕๔ เป็นอุปกรณ์ในทางจิต ทางวิญญาณ แม้จะเป็นเรื่องของไฟฟ้า ของวิทยุ หรืออะไรก็ตาม ล้วนแต่เอามาเป็นอุปกรณ์ เพื่อช่วย ให้คนเข้าใจในเรื่องจิตเรื่องวิญญาณ ถ้าสมมติว่าเราจะทำภาพยนต์ ขึ้นมาสักเรื่องหนึ่ง ก็ต้องเป็นเรื่องช่วยให้คนเข้าถึงเรื่องทางจิต ทาง วิญญาณ ภาพเขียน ภาพอะไรก็ตาม มันล้วนเป็นเรื่องเพื่อส่งเสริม ความเข้าใจ ความสนุกในทางจิตทางวิญญาณ ; จะเอาอุปกรณ์ เครื่องใช้เหล่านี้เป็นหลักเกณฑ์จำแนก แบ่งแยกไม่ได้ เครื่อง อุปกรณ์เหล่านี้จะมาเป็นบริวารของเรื่องทางจิตทางวิญญาณหมด ฉะนั้นทุกอย่างมันจะกลายเป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณ อย่างที่ พุทธศาสนาต้องการไปหมด ที่นี้เราต้องทำความเข้าใจกับคนที่มา เกี่ยวข้อง ให้เขาเข้าใจถูกต้องต่อไป. ผู้ถาม : เป็นอันว่าจะสนุกที่ไหน ๆ ก็ตาม ถ้าเรามี สภาวจิตหรือมีสติสัมปชัญญะแล้ว เครื่องของต่าง ๆ นี้มันเป็น แต่เพียงเครื่องมือเท่านั้น ท่านอาจารย์หมายความว่าอย่างนั้น ใช่ไหมครับ ? ผู้ตอบ : ต้องหมายอย่างนั้น ต้องแล้วแต่ว่าเจ้าตัวหรือ คนนั้นมีจิตหันเหไปทางไหน ถ้ามีจิตใจหันเหไปทางวัตถุ ก็ใช้ อุปกรณ์ไปในเรื่องทางวัตถุหมด แต่ถ้ามีจิตใจมุ่งลึกไปในทางจิต อุปกรณ์นั้นก็มาช่วยทางจิตทางวิญญาณหมด ฉะนั้นเครื่องอุปกรณ์ เหล่านี้จะเอาไปใช้ในทางไหนก็ได้

น.64 ๕๕ ผู้ถาม : อย่างนั้นเราก็ทิ้งเรื่องปัจจัยสี่ในสมัยพุทธกาล ได้ เป็นอันว่าในโลกปัจจุบันนี้ เราอนุญาตให้เรื่องอื่น ๆ นอกเหนือจากปัจจัยสี่ ให้มาเกี่ยวข้องได้มากยิ่งขึ้น เช่นพวก เครื่องยนต์กลไกสมัยใหม่ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ? ผู้ตอบ : เมื่อพูดถึงปัจจัย ๔ ตามปกติเป็นเรื่องทาง ร่างกาย ทางวัตถุ มีเครื่องนุ่งห่ม เรื่องอาหาร ที่อยู่อาศัย ยาแก้โรค นี้มันเป็นอุปกรณ์หรือเป็นปัจจัย แต่เรื่องทางวัตถุ เครื่องจักร เครื่องยนต์กลไก เขาทำก้าวหน้าขึ้น มันก็ช่วยส่ง เสริมปัจจัยทางวัตถุ ; ต้องนึกให้ดีว่า ปัจจัยทางวิญญาณนั้น มัน ต้องการอย่างอื่น เมื่อพูดถึงเรื่องปัจจัยสี่ ต้องเป็นเรื่องทางร่างกาย ชีวิตในด้านร่างกายยังไม่ใช่ในด้านจิตด้านวิญญาณ ฉะนั้นจึงพูด ตัดตอนได้เลยว่า การที่มนุษย์ใช้แต่เพียงปัจจัย ๔ นั้น ไม่ทำให้ มนุษย์ดีกว่าสัตว์เดรัจฉานกี่มากน้อย ถ้าทำผิดวิธี จะทำให้เป็น สัตว์เดรัจฉานยิ่งขึ้น เพราะไปหลงในปัจจัย ๔ หมายความว่า มนุษย์จะเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์ดียิ่งขึ้น จะต้องมีปัจจัยที่ ๕ ที่ ๖ ที่ ๗ ที่ ๘ มาช่วย หรือถ้าเราจะไม่เอามาเข้าแถวกัน ก็ต้องนับ เป็นปัจจัยที่ ๑-๒-๓ ใหม่อีกชุดหนึ่ง ต้องเป็นปัจจัยทางจิตทาง วิญญาณ ปัจจัย ๔ ที่โลกรู้จักและขวนขวายกัน และเอาใจใส่กัน เต็มที่นั้น เป็นทางวัตถุทางร่างกาย ทำได้ดีที่สุดก็เป็นแต่เพียงอยู่ดี

น.65 ๕๖ กินดี ถ้าเผลอตกไปเป็นทาษของมัน ก็มีจิตที่เลว จิตทราม จิตต่ำ และเป็นมูลเหตุของการเบียดเบียน ฉะนั้นจึงว่าระวังให้ดี ปัจจัย ๔ นั้นเป็นทั้งโทษและทั้งคุณ ถ้าเรายังมีปัจจัยที่ ๕ ที่ ๖ ที่ ๗ ที่ ๘ สำหรับจิตสำหรับวิญญาณ มันจะต้องแปลก ตรงกัน ข้าม คือเป็นเรื่องสนับสนุนให้จิตใจเป็นไปในทางที่เรียกง่าย ๆ ว่า สะอาด สว่าง สงบ สามคำนี้เป็นความมุ่งหมายของพระพุทธศาสนา หรือย่อมาจากความมุ่งหมายทั้งหมดของพุทธศาสนา ความสะอาด คือความบริสุทธิ์ ไม่มีความชั่ว ไม่มีความลับ ; ความสว่างคือรู้ ในสิ่งที่มนุษย์จะต้องรู้อย่างสมบูรณ์ที่ควรรู้ ; ความสงบนี่หมายถึง ความสงบสุข ทั้งส่วนบุคคลและส่วนสังคม. แต่ถ้าจิตใจไม่เป็นไป เพื่อความ สะอาด สว่าง สงบแล้ว ก็เรียกว่าความเป็นมนุษย์ไม่ สมบูรณ์ ไม่ก้าวหน้าได้ถูกทาง ปัจจัย ๔ ที่เขาหลงใหลอยู่ในโลก เวลานี้ไม่มีอำนาจ ไม่มีคุณภาพ ที่จะส่งเสริมให้จิตใจ สะอาด สว่าง สงบ จึงมีชีวิตอยู่ได้ไปตามเรื่องตามราว ผู้ที่มีชีวิตชนิดนี้ ยังไม่แน่ว่าจะมีจิตใจที่สะอาด สว่าง สงบ ยังเรียกว่าไม่พอ ไม่ได้ ก้าวหน้า. แม้ทางจักรกลจะส่งเสริมปัจจัยสี่ ได้มากเท่าไร ก็ไม่เป็น เครื่องรับประกันว่าโลกนี้จะมีความสงบสุข แต่มีทางที่จะเป็นไปใน ฝ่ายวุ่นวายมากกว่าที่จะปกติ ยิ่งก้าวหน้าไปในทางหลงใหล เพลิดเพลินเกินความจำเป็นไป. ในเรื่องเกินความจำเป็นนี้ อยากจะฝากไว้ให้ทุกคนจำไว้ด้วยว่า ถ้าแสวงหาเกินความจำเป็น

น.66 ๕๗ หรือได้มามีไว้ครอบครองกินอยู่ใช้สอยเกินความจำเป็น ต้องถือว่า เป็นคนทำบาป. ส่วนที่เกินความจำเป็นนั้น จะบ่งว่าเป็นความโง่ ความเข้าใจผิด และจะเป็นความบาปเสมอไป : เป็นมูลเหตุของ ความวุ่นวาย ความเบียดเบียนต่าง ๆ ในโลก. ทั้งเราจะต้องรู้ ความพอดี ในการที่จะทำอะไรขึ้นมาให้ก้าวหน้าในทางวัตถุ ถ้าทำ ขึ้นมามากเกิน ก็ต้องควบคุมไว้ให้ดี อย่านำมาใช้สอยเกินไป กินอยู่เกินไป อะไรทำนองนี้ ทีนี้ถ้าเรามีความคิดกันว่า ต้องให้ ปากท้องอิ่มสบายเสียก่อนจิตใจจึงจะดีนั้น ฟังดูแล้ว แม้แต่พวก ที่ไม่ใช่คอมมูนิสต์ก็ยังคิดกันอย่างนั้น พวกคอมมูนิสต์ก็ถูกหาว่า คิดกันอย่างนั้น แต่พวกที่ไม่ใช่คอมมูนิสต์ก็ยังคิดอย่างนั้น ที่ว่า ให้ปากท้องอิ่มแล้วจิตใจจึงจะดีนั้น จึงอยากจะพูดว่า ทั้งคอม- มูนิสต์และไม่ใช่คอมมูนิสต์ที่มีความคิดอย่างนี้ ยังเดิน คนละทางกับพระพุทธเจ้า เราจะต้องควบคุมสิ่งเหล่านี้ให้พอดี ไม่ใช่จะอยู่กันอย่างผาสุกทางร่างกาย เราต้องเอาความสุขทางจิต ทางวิญญาณเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง จนถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุด ของมนุษย์ เพราะเป็นส่วนเนื้อใน ร่างกายเป็นเพียงส่วนเปลือก นอก ถึงจะสมบูรณ์ สวยสด งดงาม อย่างไรมันก็เป็นเพียงเปลือก จิตใจจะสมบูรณ์สวยสดงดงาม ก็ต้องด้วยธรรมะ ฉะนั้นร่างกาย ที่มีจิตใจสวยสดงดงามนั้น เรียกว่าสมบูรณ์ทั้งเปลือกและเนื้อใน

น.67 ๕๘ การเป็นมนุษย์นั้นต้องให้สมบูรณ์ มนุษย์ที่สมบูรณ์อย่างนี้มีอยู่ ในโลกจึงจะทำโลกให้มีสันติภาพได้ ถ้ามีมนุษย์ที่สมบูรณ์แต่ใน ทางเปลือก ทางเนื้อในไม่สมบูรณ์ นับเป็นของผิดของร้าย ไม่มี ทางที่จะทำให้โลกนี้มีสันติภาพได้ ถึงจะเจริญในทางวัตถุต่อไปอีก เท่าไร จะมีเครื่องจักรเครื่องกลหรือยิ่งไปกว่านั้น ก็มีแต่จะยุ่งยาก ยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม นี่เป็นความรู้สึกที่เกี่ยวแก่ปัจจัยสี่ มีอยู่อย่างนี้. ผู้ถาม : อันนี้ เกล้ากระผมพอเข้าใจละ วิธีการที่จะ ทำให้มนุษย์ดีขึ้นนี้ ต้องหาความสุขในทางวิญญาณทางจิตใจ ให้มากขึ้น การจัดทำที่นี่แห่งหนึ่งละ และก็มีที่อื่นอีกที่มีวิธีการ อื่นๆ ต่อไป อย่างในบางประเทศ เขาใช้เครื่องมือทางการเมือง เข้าช่วยศาสนา บางประเทศในเวลานี้กำลังขึ้นชื่อมาก เช่นใน ญี่ปุ่นมีลัทธินิกายเกิดใหม่ เขาอ้างว่าเป็นพุทธ เรียกว่า “ซากาไก่" หรือทางประเทศฝรั่งเศส เมื่อเร็ว ๆ นี้ พวก บาทหลวงคาทอลิคใช้วิธีสังคมสงเคราะห์ คือบาทหลวงเดิม ทีเดียวก็อยู่คล้าย ๆ พระของเรานี่ แต่เวลานี้แม้ยังคงประพฤติ พรหมจรรย์อยู่ก็ตาม ท่านก็ได้ไปอยู่กับชาวบ้าน ไปช่วยเขา ทำงาน เข้าไปคลุกคลีกับชาวบ้านยิ่งขึ้น วิธีการอย่างนี้ ท่าน อาจารย์มีความเห็นว่า พระของเราควรจะประพฤติปฏิบัติ หรือไม่ ?

น.68 ๕๙ ผู้ตอบ : สำหรับข้อนี้ จะต้องขอตอบตรง ๆ ว่าไม่เห็น ด้วยโดยประการทั้งปวง และใคร่ที่จะให้เก็บไปคิดว่า พระไม่ควร ร่วมมือเกี่ยวกับการงานของสังคมสงเคราะห์ หรือการงานพัฒนา อะไรของประชาชนโดยตรง เพราะมันเป็นเรื่องซ้ำรอยบ้าง เป็น เรื่องเอามะพร้าวไปขายสวนบ้าง พระควรไปเกี่ยวข้องกับประชาชน เหล่านี้อย่างยิ่ง แต่ต้องเป็นไปในฝ่ายที่จะทำให้ประชาชนเหล่านั้น มีความเจริญก้าวหน้า และปลอดภัย ในทางจิตทางวิญญาณ ฉะนั้น พระจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำในทางวิญญาณ ประคับประคองใน ทางจิตทางวิญญาณอยู่เสมอ ไม่ใช่ไปร่วมงานร่วมการอะไรในทาง ไปช่วยสร้างในทางวัตถุกับชาวบ้านเสียเอง แต่ไปเป็นผู้พิทักษ์ ชาวบ้านไม่ให้เกิดความทุกข์ ความร้อน ความโง่ ความหลง ใน การประกอบการงานของตน. นี่เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง คือว่า ไม่ว่ามนุษย์ ชาติไหน ภาษาไหน เมื่อเขาประกอบการไปตาม ประสาชาวโลก ๆ นี้มันก็ต้องมีความทุกข์ หรืออุปสรรคนานา ประการเกิดขึ้น เช่นเขาเข้าใจผิดในเรื่องชีวิต ในเรื่องการงาน เพราะว่าเป็นคนที่ไม่อยากทำงานแต่แล้วต้องฝืนทำงานเพราะความ จำเป็นบังคับ คนอย่างนี้เรียกว่าตกนรกทั้งเป็น. พระอย่าไปช่วย ทำงานให้เขา แต่ไปเที่ยวเปลี่ยนแปลงนิสัยจิตใจของเขาให้กลาย ไปเป็นผู้ที่รู้จักว่า ชีวิตคืออะไร การงานคืออะไร จนเขารักใน

น.69 ๖๐ การทำงาน มีความสุขแม้ในการทำงาน เรียกว่าทำงานเพื่องาน ก็มีความสุข เขาก็เลยเป็นคนที่เรียกว่า ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น. ที่ ละเอียดออกไปอีกก็คือว่า มนุษย์ตามปรกติเป็นผู้พ่ายแพ้ ได้พ่าย แพ้แก่ความโลภ ความโกรธ ความหลง หรือกิเลสราคะ ตัณหา อย่างอื่น เป็นอยู่ในความทุกข์ความทรมาน เหมือนตกนรกทั้ง เป็น พระไม่ไปช่วยทำการทำงาน เพื่อแก้ความยากจนของเขาโดย ตรง แต่ไปช่วยให้เขาฉลาดในการที่จะต่อสู้กับความโลภ ความ โกรธ ความหลง ราคะ ตัณหา อะไรต่าง ๆ ให้เขาเป็นคนที่มี จิตใจบริสุทธิ์ เข้มแข็ง เป็นอยู่ด้วยสุขภาพในทางจิตที่ดี ไม่เป็น โรคเส้นประสาท ไม่เป็นโรคทางจิต ไม่ให้เป็นคนฆ่าตัวตายง่าย ๆ อะไรทำนองนี้ นี่เรียกว่าเราได้ทำประโยชน์แก่เขาอย่างใหญ่ หลวง จนเปรียบกันไม่ได้กับการที่พระจะไปสมัครทำงานในเรื่อง สังคมสงเคราะห์ ช่วยการงาน เหมือนอย่างไปทำสวนครัว อย่างนั้น นับว่าไม่ถูก. ผู้ถาม : ถ้าเผื่อว่าพระไม่เข้าไปทำเอง แต่จะสนับ สนุนได้ไหม ถ้ามีฆราวาสกลุ่มหนึ่ง ซึ่งควรจะทำ เพราะอยู่ ใกล้ชิดทางพระ เข้ามานิมนต์พระออกไป ให้เข้าถึงประตูบ้าน เขา อันนี้เกล้ากระผมสังเกตเห็นเลย ในกรุงเทพ ฯ นี่ก็มี เขามีสำนักกลางคริสเตียน ซึ่งทางพุทธเราไม่มีอย่างเขาเลย

น.70 ๖๑ ประการแรกเขามีสถานที่พัก มีนักศึกษา เปิดให้ศาสนิกไปอยู่ แต่ว่าวิธีการคือ อบรมโน้มเอียงไปในทางที่ดี. อีกประการหนึ่ง เขาใช้วิธีให้นักศึกษาไปเยี่ยมคนไข้คนเจ็บ ซึ่งเขามักจะไปเยี่ยม ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ที่ไม่มีญาติพี่น้องไปเยี่ยม ไปช่วยคน เจ็บ นอกจากนี้เขายังมีกิจการต่าง ๆ ทางประเทืองปัญญา พูดเรื่องหลายเรื่องซึ่งอาจจะเป็นเรื่องทางโลก ๆ นี้ และทั้ง ยังไม่เกี่ยวกับเรื่องคริสเตียนเลย ปัญหาทางการเมือง ปัญหา ทางวรรณคดี สอนภาษาอะไรต่าง ๆ ตลอดจนความรื่นเริงใน ทางโลกต่าง ๆ ซึ่งในวัดเราก็ยังไม่มีเลยในเวลานี้ ในกรณีเช่นนี้ ฆราวาสของเราจะจัด โดยมีความสนิทสนมใกล้ชิดกับพระ ท่านอาจารย์เห็นว่าเป็นการสมควรทำหรือไม่ ถ้าควรก็ควรจะ เป็นไปในรูปใด ? ผู้ตอบ : ก็ต้องยึดหลักว่า พระเป็นผู้นำในทางวิญญาณ อยู่เสมอไป เป็นมัคคุเทศก์ในทางวิญญาณอยู่เสมอไป ถ้าสามารถ รวมเป็นพวกที่จะให้คำแนะนำชี้แจง ช่วยเหลือทุกอย่างทุกประการ คือให้เกิดบริการสร้างความสูงในทางจิตทางวิญญาณอะไร แก่ ฆราวาส พวกไหนก็ได้ ก็บอกแล้วว่าแม้แต่พระก็ทำเองได้ ใน ลักษณะอย่างนี้ มันเป็นหน้าที่โดยตรงจะให้มีมือรอง ๆ ลงไป เป็นพวกฆราวาสเขาทำกันเอง โดยความแนะนำควบคุมของพระ นั้นก็ยิ่งดี แต่เราต้องมีข้อแบ่งสันปันเขตแดนกันว่า เรื่องของ

น.71 ๖๒ ศาสนา เรื่องของพระ เรื่องของอุบาสก หรือแม้แต่เรื่องของ พุทธสมาคม ยุวพุทธิกสมาคม อะไรก็ตามเถิด ถ้าไม่เป็นเรื่อง หน้าไหว้หลังหลอกแล้ว ต้องเป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณทั้งนั้น ถ้าสมมุติว่าไปเยี่ยมนักโทษ ก็ไม่ต้องเอาข้าวปลาอาหารไปให้ก็ได้ แต่ไปทำให้จิตใจของนักโทษดีขึ้น หรือถ้าไปเยี่ยมคนเจ็บใน โรงพยาบาล ก็ไม่ต้องเอาขนม ผลไม้ ดอกไม้ ไปให้ก็ได้ แต่ ต้องไปทำให้คนเจ็บนั้น มีผลดีขึ้นในทางจิตใจ แต่ถ้าพระจะเอา ดอกไม้ ขนม ไปให้ด้วยก็ได้เหมือนกัน เพราะว่ามันจะเป็นสื่อ ให้ได้นำในทางจิตทางวิญญาณ แต่ว่าอย่ามอบหมายให้หน้าที่เหล่า นั้นเป็นหน้าที่ของพระ เพราะว่าพระนั้นจะต้องไม่ร่ำรวยในทาง วัตถุและหน้าที่ก็ไม่ใช่หน้าที่ที่จะให้ทางวัตถุ ฉะนั้นถ้าเราจะมี สมาคมยุวพุทธ ฯลฯ จะไปเยี่ยมนักโทษ เยี่ยมคนเจ็บมันก็ต้องให้มี หน้าที่ที่เป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณ เป็นหลักสำคัญ วัตถุและสิ่ง ของกลายเป็นของเล็กน้อย หรือถ้าเราจะมีห้องสมุด มีวรรณคดี มีการให้ความรู้ทางศึกษา ให้บริการทำนองนี้ ดังนี้ ก็ต้องให้ มันแน่นอนว่ามีผลในด้านจิตด้านวิญญาณเสมอไป อย่าให้เป็น เรื่องลำพังโลก ๆ และเอียงไปในทางวัตถุอย่างเดียวเท่านั้น เวลานี้ ก็หนักกันไปในทางโลก ๆ อยู่เองแล้ว ถ้าไปทำเพิ่มขึ้นโดยไม่ ระวังตัวให้ดีมันก็มากขึ้นอีกเป็น ๒ เท่า แล้วมันก็เพื่อก็เกิน จึง

น.72 ๖๓ ต้องการการควบคุมให้ส่วนหนึ่งมันเอียงไปในทางเรื่องจิตเรื่อง วิญญาณเสมอ. เรามีความเห็นด้วยในข้อที่ว่าเราจะมีสมาคม หรือ หน่วยอะไรต่างๆ ที่ทำการสังคมสงเคราะห์ให้บริการต่าง ๆ อย่าง ที่เขาทำ ๆ กันอยู่นั้น แต่อย่าหลับหูหลับตาทำเหมือนที่เขาทำ ๆ กัน โดยมุ่งเอาผลทางวัตถุ รู้จักผลแต่เพียงทางวัตถุ ผู้ทำก็ไม่ขวน ขวาย ปรับปรุงตัวเอง ให้ก้าวหน้าในทางจิตใจ แล้วจะเอาอะไรไป ให้แก่ผู้อื่น ดังนั้นถ้าตอบก็จะต้องตอบว่า เห็นด้วย แต่หัวใจของ เรื่องหรือวิธีการหลักการของเรื่องนั้น จะต้องเป็นอย่างนี้. ผู้ถาม : อีกเรื่องหนึ่งจะกลับเข้ามาหาพระ คือ เกล้ากระผมรู้สึกว่าในเมืองนอกนั้น เห็นได้ชัดเลยทีเดียวว่า ตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ นี่ พวกบาทหลวง หรือองค์การ ศาสนาคริสต์ เกือบจะเรียกได้ว่าแกออกไปสำรวจตรวจตรา ตลอดเวลา เห็นบุคคลใดมีความศรัทธาโน้มเอียงไปในทางหนึ่ง ทางใดที่จะเข้าหาพระเป็นเจ้า หรือในทางเข้ามาหาศาสนาแล้ว แกจะต้องทำการเกลี้ยกล่อมเอาเข้ามา เพื่อจะมาบวชมาสืบ อายุศาสนาต่อไป และเมื่อเข้ามาแล้ว ก็มีการอบรมสั่งสอน กันอย่างระมัดระวัง เพื่อหาทางให้อยู่ตลอดชีวิต เพื่อจะ มอบกายถวายพระเป็นเจ้า อันนี้เกล้ากระผมเห็นว่า เท่าที่ เป็นมา ในประเทศไทยเรา ไม่ได้ทำ เดิมทีเดียวนั้นไม่มีเรื่อง

น.73 ๖๔ น่าวิตกเพราะว่าการศึกษาของประเทศไทยนั้น มีหลักเดียว เท่านั้นเอง คือต้องอาศัยทางพระเป็นสื่อ เมื่อคนมาบวช บางคนหนักไปในทางโลก บวชได้ความรู้แล้วก็สึกไปช่วย ประโยชน์ทางบ้านเมืองสังคม บางคนมีศรัทธาปสาทะแรงกล้า ก็อยู่ฝากกายถวายชีวิตไว้ในพระพุทธศาสนา. ครั้นต่อมา ในระยะหลังนี้ การศึกษาทางศาสนาและทางโลกมักแยกออก เป็น ๒ แขนง ความมุ่งหมายก็แยกห่างกันไปทุกที ถ้าทางฝ่าย พระเรานี้ ไม่มีโครงการจะดึงเอาปัญญาชนชั้นนำทางโลกเข้า มาหาพระพุทธศาสนา แม้บางคนจะมีศรัทธาปสาทะโน้มเอียง เข้ามาก็ตาม เกล้ากระผมวิตกว่า ต่อไปคนที่จะอยู่ใน พระศาสนา นอกจากเอ็กซิเด็นบางอย่างแล้ว คนที่จะอยู่ เป็นใหญ่เป็นโตในพระพุทธศาสนาต่อไป จะมีปัญญาต่ำกว่า คนที่อยู่ในทางโลก ที่ว่ามานี้เกล้ากระผมอาจจะมองผิดไปก็ได้ ท่านอาจารย์เห็นมีหนทางใดที่จะแก้หรือไม่ ? ผู้ตอบ : เรื่องที่พูดเมื่อตะกี้ก็เป็นเรื่องที่เห็นกันอยู่แล้ว และก็เห็นมานานแล้ว และก็วิตกอยู่แล้วเหมือนกัน ถ้าต่อไป พระในวัดในวาจะเหลือแต่คนโง่ชนิดหนึ่ง เหลือแต่คนที่จะ เอาศาสนาบังหน้าหากิน แม้จะเป็นคนฉลาด ก็ฉลาดในการเอา ศาสนาบังหน้าหากิน ในวัดเหลือแต่คนพวกนี้แล้ว ศาสนาก็จะ

น.74 ๖๕ พินาศดับไป แต่ดูไป ๆ มันก็มองเห็นอีกอย่างหนึ่งว่า มันคล้าย กับว่าเป็นเรื่องหมุนเวียนไปตามราศี ไปตามจักรราศี เดี๋ยวนี้ มันกำลังเป็นจังหวะหรือจักรราศีที่ให้เป็นอย่างนี้ มันก็ตามความ เป็นไปของโลก มันเปลี่ยนแปลงมาแล้วได้ มาเป็นอย่างนี้ได้ ฉะนั้นต่อไปข้างหน้า มันคงเปลี่ยนแปลงไปอย่างอื่น เป็นไปใน ทางดีก็ได้ เราก็ไม่ถึงกับตกอกตกใจมากนัก แต่รู้อยู่ว่า เป็นเรื่อง ที่จะต้องช่วยกันแก้ไข ช่วยกันป้องกันแน่นอน ซึ่งต้องพิจารณา ถึงมูลเหตุว่าอะไรเป็นเหตุให้คนมีสติปัญญา หันหลังให้วัดวาอาราม ไปหาเรื่องทางโลก มันเป็นจังหวะที่โลกจะเจริญในด้านทางวัตถุ มีสิ่งยั่วยวนมาก ต่างนิยมหันเหไปในทางวัตถุ คนที่มีปัญญา หาโอกาสได้มากกว่า หาประโยชน์ได้มากกว่า ก็เลยไปกันใหญ่ เอียงไปเรื่องทางโลก เป็นความนิยมของคนหมู่มาก ฉะนั้นเรา จึงว่า เกือบทั้งโลก ทั้งชาววัดชาวบ้าน กำลังหมุนไปในทางนั้น แต่ว่าเรื่องนี้มันคงไม่ถึงกับว่าไม่เปลี่ยนแปลง หรือว่าไม่มีการ เปลี่ยนแปลงตามจังหวะ สักวันหนึ่งในเรื่องทางโลกก็จะพิสูจน์ ความล้มเหลว แม้ว่าจะร่ำรวยกันอย่างไร หรูหรากันอย่างไร ฟุ่มเฟือยกันอย่างไร สนุกสนานกันอย่างไร เมื่อได้มีความทุกข์ หรือมีความทุกข์มากขึ้น จนเดี๋ยวนี้เรายอมรับว่ามีคนเป็นโรค เส้นประสาทกันมากขึ้น มีเรือนจำมากขึ้น มีโรงพยาบาลมากขึ้น

น.75 ๖๖ คนวิกลจริตในท้องถนนในประเทศที่เจริญมีมากขึ้น เมื่อสังคม ส่วนใหญ่ก็มองเห็นส่วนนี้ โดยเฉพาะที่มาจากต้นตอทางพวก เจริญ พูดตรงๆ คือพวกฝรั่งนั่นแหละ เพราะเขาเจริญทาง ด้านวัตถุ คนไทยเดินตามก้นฝรั่ง และคนเหล่านั้นเห็นภัยอันตราย เห็นทิศทางเดินอันคด ลูกหางแถวนั้นก็ไม่ต้องเดินตาม หันไป ทางเรื่องจิตทางศาสนากันมากขึ้น ฉะนั้น เดี๋ยวนี้เราก็ได้แต่บอก ว่าในขณะที่ลุ่มหลงกันอยู่ เบียดเบียนกันอยู่ ก็ลองคุยธรรมะ หรือทำความเข้าใจเรื่องธรรมะ เรื่องศาสนากันบ้าง มันจะทัน จังหวะกันพอดี พอดีกับการเห็นภัยในเรื่องทางโลกทางวัตถุ แล้ว ก็เลี้ยวหันมาทางธรรมทางศาสนา ข้อนี้ต้องอย่าลืมว่าศาสนาไหน ก็ได้ ไม่เฉพาะศาสนาพุทธ ไม่ว่าใครก็ตามที ถ้าจะเป็นศาสนิกที่ดี ต้องใช้คำว่าที่ดี เช่นเป็นพุทธบริษัทที่ดีจริง ๆ ไม่ใช่ปลอม เขาก็จะ เป็นคริสเตียนที่ดี เป็นอิสลามที่ดีด้วยเสมอไป แต่ต้องใช้คำว่าที่ดี คริสเตียนที่ดีนั้นหมายถึงประพฤติตรงตามคำสอนของพระเยซู คำสอนที่เพิ่งเกิดขึ้นทีหลังหรือแปลกออกไปนั้นน่ะ เราไม่ถือว่า เป็นส่วนของคริสเตียนที่ดี มันอาจจะผิดกัน แย้งกันก็ได้. ถ้า เป็นพุทธที่ดีก็จะเป็นคริสเตียนที่ดีเท่าที่พระเยซูต้องการ เป็น อิสลามที่ดีเท่าที่พระโมหมัดต้องการ ข้อปลีกย่อยเปลือกนอกนั้น อย่าเอามาปะปน ฉะนั้นจึงถือว่าถ้าเป็นคริสเตียนที่ดีได้ ก็จะเป็น

น.76 ๖๗ พุทธบริษัทที่ดี เป็นอิสลามที่ดี อย่างนั้นก็เป็นชาวพุทธที่ดีอยู่ ส่วนหนึ่ง. ทั้งนี้ก็เพื่อจะแสดงว่าศาสนาไหนก็ได้ เรามีโอกาส ด้วยกันทั้งโลก แต่ละพวก ๆ ก็มีศาสนาใดศาสนาหนึ่ง เป็นของ ตนอยู่แล้ว ทีนี้มันถูกความโง่ หรืออวิชชาในทางโลก ๆ ตบหน้า เอา มากเข้า ๆ มันก็จะหันไปหาศาสนาของตน ๆ ทีนี้คนก็จะ ก้าว ๆ ใหม่ จะเป็นไปในทางฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณกันอีกทีหนึ่ง จังหวะก็จะพอดีกัน เมื่อคนส่วนใหญ่ ทั้งโลกหรือทั้งประเทศ นิยมกันอย่างนี้แล้ว พวกพระพวกเณรในวัดนั้น ก็ต้องหมุนไป ตามได้ ฉะนั้นคนที่ฉลาดก็จะวิ่งมาที่วัด และในวัดก็จะมีคนฉลาด หรือคนที่เป็นมนุษย์ชั้นพิเศษขึ้นอีก คนโง่หรือเอาศาสนาบังหน้า หากินก็จะลดปริมาณลง เป็นจักรราศีที่วนเวียนอยู่อย่างนี้ ฉะนั้น เดี๋ยวนี้มันอยู่ในราศีที่เป็นอย่างนี้ เราจะไปต้านทานด้วยพละกำลัง มันก็จะกลายเป็นคนโง่เสียเอง เหมือนกับว่าเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง หักพร้าด้วยหัวเข่า นี่มันยังทำไม่ได้ มันต้องรอจังหวะ ต้องรอ วิถีของมัน แต่ว่าเรามีทางที่จะถ่วง ไม่ให้มันเป็นอย่างนี้เร็ว เรามีทางที่จะทำไปเรื่อยๆ เพื่อจะหันเหทิศทางให้มันเป็นไปใน ทางดีขึ้น เราควรตั้งใจทำอย่างยิ่ง ผู้ถาม : อันนี้ เกล้ากระผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นได้อย่างที่ ท่านอาจารย์ว่า อาจจะเป็นเพราะเกล้ากระผมยังหนุ่มและปัญญายังอ่อน

น.77 ๖๘ มากก็ได้ คือถ้ามัวรอฝรั่งหันมาทางฝ่ายเรา แล้วทางฝ่ายเราก็หันไป รอรับ กลัวมันจะเป็นแบบกว่าถั่วจะสุกงาก็จะไหม้เสียหมด แต่ความ ในตอนแรกที่เราสนทนากัน ท่านอาจารย์บอกว่าโรงมโหรสพทาง วิญญาณอย่างนี้ เหมาะแก่สถานที่นี้ อยู่ไกล ๆ ในป่าอย่างนี้ เกล้า กระผมว่าเหมาะที่จะอยู่ในกรุงมากด้วย โดยเฉพาะเราจะวกกลับมาพูด ในเรื่องที่พูดกันแต่ทีแรก ถึงการศึกษาและอะไรดี ๆ แต่เดิมอยู่ที่วัด ทั้งนั้น คือวัดไม่เฉพาะแต่จะเป็นโรงเรียนเท่านั้น หากยังเป็นสวน สนุก (park) ให้ลูกวิ่งเล่น เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นศูนย์กลางของ สังคม เป็นสารพัด เกล้ากระผมว่าเวลานี้วัดไม่ได้ทำหน้าที่นั้นแล้ว ไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว ดังนั้นเกล้ากระผมจึงบอกว่าจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีโรงมโหรสพทางวิญญาณนี้ เพื่อดึงคนให้เข้ามาสนุก ๆ กัน อย่างที่ท่านอาจารย์ว่า เวลานี้เรายังไม่ได้ทำกันในด้านนี้ เราไม่ได้ออก ไปหาคนที่จะเอาดี ๆ เข้ามาเตรียมเป็นพระเอาไว้ เมื่อเข้ามาแล้วก็ไม่ได้ ควบคุมดูแลให้เป็นพระต่อไป มิหนำซ้ำบางทียังถูกกดบ้าง ถูกอะไร บ้าง หนักเข้าการดูแลปกครองหละหลวม พระดี ๆ พลอยสึกหา ลาเพศไปบ้าง ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าพระของเราที่ศึกษาดี ๆ แล้วมักจะสึก อันนี้เกล้ากระผมก็ออกจะรู้สึกวิตก ๆ อยู่ ที่นี้ท่านอาจารย์บอกว่าสิ่งที่ เราจะช่วยได้ คือจะประวิงเวลาเอาไว้เท่านั้น ให้จักรราศีมันเดินกลับ มานี่ เกล้ากระผมยังอยากจะกราบเรียนถามว่าไม่มีวิธีอื่นใดยิ่งกว่านี้ อีกหรือ ?

น.78 ๖๔ ผู้ตอบ : ที่พูดกันว่า "จักรราศี" นี้ก็หมายความว่ามัน เป็นสิ่งที่มีกำลังมาก แล้วเราจะไปหยุดชะงักมันไม่ได้ แต่เราอาจ จะถ่วงหรือประวิงหรืออะไรได้ ถ้าเราฉลาดเราก็ทำได้มาก มันจะ กลับหลังหันทันทีไม่ได้ ต้องใช้จังหวะ เป็นเรื่องที่เป็นไปตาม จังหวะ ตามจักรราศี ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ใช่หมายความว่าเราจะไม่ทำ อะไรเลย ที่พูดนี้หมายความแต่เพียงว่า เราอย่าไปท้อใจ อย่าไป เสียใจ เรื่องอย่างนี้ มันก็ต้องเป็นอย่างนี้ และพร้อมกันนั้น ก็ต้องพยายามแก้ไข ไม่ใช่หมายความว่าเราจะไม่ทำ ทำจนสุด ความสามารถเหมือนกัน เราทำจนสุดความสามารถของเราอยู่ เสมอไป ถ่วงเอาไว้หรือจะแก้ไขไปในทางดีเอาไว้ ทีนี้ เรื่องจะ ยกโรงมโหรสพทางวิญญาณเข้าไปในกรุงนั้น แหม มันก็ได้ ได้ใน ระดับหนึ่ง เรื่องทางจิตทางวิญญาณนี้ มันต้องมี อย่างน้อยมัน ก็ต้องมี ๒ - ๓ ระดับ ขนาดที่ต้องการความสงบมาก มันก็ต้อง ทำในป่าเหมือนกับว่าตอนแรก ๆ นี้ฝึกหัดสมาธิในป่า มันง่ายกว่า ที่จะฝึกในโรงละครนั้นอย่างหนึ่ง แต่ว่าไม่ใช่มันจะไม่ควรทำ เสียเลยในโรงละคร ฉะนั้นในกรุง เราก็อาจจะจัดกิจการแบบ มโหรสพทางวิญญาณได้ แต่มันต้องเป็นระดับที่หยาบกว่า แต่ ถึงแม้ว่าจะหยาบกว่า ก็ยังดี เดี๋ยวนี้ก็จะเห็นได้ว่าเรายังไม่เข้าใจกัน คนกรุงเขาจึงไม่สมัคร ไม่เสียสละที่ที่จะจัดวัดให้เป็นที่พักที่พิงของ

น.79 ๗๐ ทางจิตทางวิญญาณ อย่างสมมุติว่าครั้งหนึ่งเราเคยพูดกันว่า วัดบาง วัดน่าจะจัดให้เป็นพุทธสมาคมขึ้นใหม่ ก็มีคนหัวเราะเยาะ และถ้า จะจัดได้ ก็ดูซิว่าวัดไหนจะยอม ยิ่งวัดที่อยู่กลางเมือง ยิ่งไม่มี ทางที่จะยินยอมให้เปลี่ยนให้เป็นวัดที่มีความสงบสงัด หรือกระทั่ง จะเป็นพุทธสมาคม เพราะคนเหล่านั้นเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ไปอยู่วัดก็ยังหาประโยชน์ส่วนตัวอยู่ จะไปแก้ไขให้เขาต้องออกจาก วัดเขาไม่ยอมแน่ ฉะนั้นอยากจะเรียกว่าคนในกรุงทั้งกรุงนี้ยัง หลับหูหลับตา ยังโง่เง่าในเรื่องนี้ ไม่พร้อมเพรียงกัน บีบบังคับ จัดเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องตามที่ควรจะเป็นได้หรือ ถ้าเป็นอย่างนี้ อยู่เรื่อยไป. ถึงแม้เราจะจัดแบบสงบสงัดขึ้นในกรุงก็ไม่มีที่จะจัด ก็ต้องจัดอย่างพอดีพอร้าย ถูกแล้วก็ยังดีกว่าไม่จัด ดังนั้นถ้าใคร คิดจะจัดก็เห็นด้วย มันคงจะได้ผลในระดับหนึ่ง แต่จะให้เป็น เหมือนกับจัดที่บ้านนอก ที่ภูเขา ที่ป่านี้ เป็นไปไม่ได้ แม้แต่จะจัด ให้เป็น Park นี้ยังไม่ได้เสียแล้ว ถ้าจะได้ก็ตรงไม่ใช่ที่วัด ที่วัด นั้นพระไม่ยอม เพราะจะเอาที่ไว้ปลูกห้องแถว เก็บค่าเช่าบำรุงวัด ต้องไปจัด Park ที่อื่น เราควรลองคิดดูถึงข้อนี้. ผู้ถาม : ครับ ในกรุงเทพฯ เห็นจะหมดหนทาง แต่มันก็น่าจะทำได้ บางเมือง เช่น เชียงใหม่เห็นจะได้ง่ายกว่า แต่ก่อนนี้ วัดวาอารามสวยงามแค่ไหน มีกำแพงล้อมรอบ

น.80 ๗๑ เดี๋ยวนี้ห้องแถวมันเข้ามากินที่กำแพง อย่างที่ท่านอาจารย์ว่า รู้ สึกว่าเห็นจะมีที่เอาอย่างบ้างกระมัง ทางเชียงใหม่เขาก็กำลัง เอาอย่างอยู่ แล้วก็ได้ยินว่าทางที่วัดชลประทาน นนทบุรี ก็กำลังจะสร้างโรงพยาบาลทางวิญญาณเหมือนกัน เกล้ากระผม เห็นว่า คงจะไปช้า ๆ อย่างที่ท่านอาจารย์ว่า แต่เกล้ากระผม มีอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งอาจจะช้าแต่รู้สึกว่าจะได้ผลมาก คือวิธีการ ศึกษา แก้ที่การศึกษา คือเกล้ากระผมมองเห็นแล้ว แต่เดิมมา จนบัดนี้ การศึกษาของพระเรานี้เรียนทางปริยัติธรรม๙ประโยค เกล้ากระผมเห็นว่าเสียเวลาเกินควร ถ้านับแล้วตั้ง ๙ ปีอะไร อย่างนี้ เมื่อสมเด็จพระมหาสมณะมาแก้ให้มีนักธรรม ให้มี การสอบการสอนอย่างใหม่ แต่หลังจากนั้นแล้ว ก็ดูเหมือนว่า ไม่ได้แก้กันอีกเลย มาตอนหลังนี้มามีมหามกุฎ ฯ มหาจุฬา ฯ รู้สึกว่ามีความปรารถนาดี แต่รู้สึกว่าจะวางโครงการศึกษา ไปในทางโลก ๆ มากไป ปรากฏว่าไม่ได้ผลเท่าที่ควร อีกอย่าง หนึ่งประเพณีของเราก็ยังเชื่อกันผิด ว่าคนที่บวชนั้นจะต้อง บวชไปตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก ๆ ไม่เคยผ่านโลกมาเป็นส่วนมาก จึงจะอยู่ตลอดรอดฝั่งเป็นใหญ่เป็นโตในทางพระศาสนาได้ อันนี้ เกล้ากระผมเห็นว่าควรจะแก้ ผู้ที่เห็นโลกพอสมควรแล้วค่อย มาบวช อย่างที่ฝรั่งเขาทำกัน และต้องมีการฝึกพอสมควรก่อน

น.81 ๗๒ แล้วจึงบวช บวช แล้วก็ต้องอบรมกันอย่างกวดขัน ท่าน อาจารย์มีความคิดเห็นในด้านการศึกษาของพระบ้างหรือเปล่า ? ผู้ตอบ : เมื่อพูดถึงเรื่องแก้นี้ ก็เป็นเรื่องที่แน่นอน ที่สุด มองเห็นและใกล้ชิดอยู่เสมอว่ามันเป็นเรื่องต้องแก้ต้อง ปรับปรุงและมากมายทุกสิ่งทุกอย่างไปหมด จนถึงกับท้อ เรื่องของ พระเอง ที่ไม่เกี่ยวกับชาวบ้านนั้นยังต้องแก้กันจนเหลือวิสัยจะแก้ แล้วเรื่องที่เกี่ยวกับชาวบ้านเข้ามาอีกส่วนหนึ่ง มีเรื่องที่จะต้องแก้ มากมาย กว่าจะเข้าไปถึงหลักที่ว่าพระหรือวัดวาอารามนี้เป็นผู้นำ ในทางวิญญาณ เดี๋ยวนี้มันไม่นำไปทางวิญญาณเสียแล้ว ยัง ครูบาอาจารย์ตามโรงร่ำโรงเรียน ซึ่งที่ถูกจะต้องเป็นผู้นำในทาง วิญญาณ ก็ไม่เป็นผู้นำในทางวิญญาณ ทางแก้จึงเป็นปัญหา หนักหน่อย ก็คำว่าครูนี้น่ะทำหน้าที่ผู้นำทางวิญญาณ กลับทำตัว เป็นคนเจ็บ คนไข้ คนหลงทาง คนอะไร เสียเอง ไม่ว่าจะ อยู่ที่วัดหรืออยู่ที่บ้าน อยู่ที่โรงเรียนอะไรก็ตาม ล้วนแต่มองเห็นว่า สรณะสูงสุดคือเงิน เกียรติยศ ชื่อเสียง มีเงินก็เพื่อความสนุกสนาน ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ มีเท่านี้. อย่างนี้คือวิญญาณตกต่ำ เกือบจะเรียกได้ว่าวิญญาณของสัตว์นรก เพราะหลงในทาง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อย่างเดียว ถ้าพวกครูที่ต้องเป็นผู้นำทางวิญญาณ ทั้งครูที่วัด ครูที่บ้าน

น.82 ๗๓ ไม่นำในทางวิญญาณเสียแล้ว ทีนี้ ถ้านำไปผิดทาง ให้ไปเป็น ทาษของวัตถุ ในใจไม่เป็นอิสระเหนือวัตถุ แล้วก็ลองคิดดูเถอะ เราจะแก้กันได้อย่างไร จะแก้ครูเหล่านี้ได้อย่างไร ในเมื่อกำลัง ที่อยู่ในสภาพที่มึนเมาเหมือนกับเมาฝิ่น เมากัญชา สิ่งเสพติด ทุกชนิด ดังนั้นจึงเห็นว่า แก้ยาก รวมความแล้วก็ได้แต่ถือหลัก ของพระพุทธเจ้าว่า พยายามแก้ไป เผื่อจะมีคนที่พอแก้ได้อยู่ ส่วนหนึ่ง แล้วจะมีประโยชน์แก่คนส่วนนี้ ที่พระพุทธเจ้าเริ่มแสดง ธรรมชั้นสูงก็เห็นแก่คนส่วนน้อยส่วนหนึ่งที่เขาจะเข้าใจได้พวกนี้. ผู้ถาม : เท่าที่ท่านอาจารย์พยายามแก้นี่นะครับ เกล้า กระผมเข้าใจว่าได้ผลนะครับ ตั้งหลายวิธี โดยวิธีทางปาฐกถา แสดงธรรม เขียนหนังสือ โดยอาศัยสื่อมวลชนต่าง ๆ นี่ เกล้า กระผมว่าได้ผล แต่มีอีกอย่างหนึ่งที่เกล้ากระผมไม่เห็นท่านอาจารย์ ทำเลย คือวิธีตั้งเป็น College คือตั้งเป็นโรงเรียนที่ไชยา ตั้งโรงเรียน เพื่อฆราวาส แต่โรงเรียนของพระเล่า ท่านอาจารย์ไม่เห็นตั้ง ทั้ง ๆ ที่จะได้ผลโดยตรง. ผู้ตอ บ : แน่นอนถ้าทำได้ มันก็ได้ผล และก็น่าทำด้วย แต่ว่ามันจะต้องนึกถึงกำลังเท่าที่จะทำไปได้ กำลังกายก็ดี กำลัง ใจก็ดี กำลังวัตถุก็ดี มันบังคับอยู่หลายอย่าง และอีกอย่างหนึ่ง ถ้าทำมากอย่างนัก มันก็พร่า จึงตัดสินใจเลือกเอาแต่ส่วนใด

น.83 ๗๔ ส่วนหนึ่ง แนวใดแนวหนึ่ง แล้วก็ทำไปตามเท่าที่จะทำได้ ชนิด ที่ไม่เป็นอันตรายแก่ตัวเอง และทำไปอย่างหนักแน่น ทำได้ เพียงเท่านี้ เท่าที่พูดมานั้น ก็เห็นด้วยเหมือนกัน แต่ว่านั่นมัน เหลือกำลัง. ผู้ถาม : อีกวิธีหนึ่งคือเมื่อ ๒ สัปดาห์มานี้เอง มี มิชชั่นนารีคนหนึ่งมาหาเกล้ากระผมที่ที่ทำงาน ก็ถามคุยกันถึงเรื่อง ปัญหาต่าง ๆ นายคนนี้เขาบอกว่าเขาวิตก ว่าเมืองไทยต่อไปจะเป็นอย่าง เมืองนอก ซึ่งเราก็เห็นแล้วว่ามันจะต้องเป็นความเจริญในทางวัตถุ ซึ่งจะเข้ามาครอบงำ แล้วคนก็จะหลงวัตถุมากขึ้นทุกที ชีวิตก็จะ มัวเมามากยิ่งขึ้น แล้วเขาก็ถามเกล้ากระผมว่ามีทางอะไรที่จะแก้ เรารู้ แล้วว่า คนมันเมากันมาก แม้แต่ผู้ปกครองประเทศ เมาถึงผู้ที่ให้ การศึกษา ผู้วางแผนการศึกษา และผู้รับการศึกษา แต่เกล้ากระผม เห็นว่ามีวิธีเดียวที่จะช่วยแก้ แต่แก้น้อย ๆ ไม่ได้แก้มาก มีวิธีหนึ่ง ที่เกล้ากระผมกำลังกระทำอยู่ในเวลานี้ เกล้ากระผมพยายามรวบรวม เยาวชนตามมหาวิทยาลัย ก็ได้น้อย จากทั้ง ๕ - ๖ มหาวิทยาลัย มาทำอะไรบางอย่าง ได้ยึดธรรมะเป็นหลัก สังคมสงเคราะห์บ้าง อะไรบ้าง ไม่ตั้งเป็นสมาคม ไม่ได้หวังอามิสอะไรทั้งสิ้น ทั้งนี้ก็ยัง ไม่แน่ว่า จะได้ผลหรือไม่ นี่ถ้ามีสถานที่ถาวรและมีทำกันอย่างนี้ มากขึ้นทุกที คงได้ผลในระยะยาว อีกวิธีหนึ่งฝรั่งเรียกว่า Retreat

น.84 ๗๕ หมายความว่า ปีหนึ่งหาโอกาสออกไปอยู่บ่าอย่างนี้ ประมาณ ๓ วัน ๕ วัน ๗ วัน ซึ่งเกล้ากระผมรู้สึกว่าได้ผล คือแต่เดิมคนเราอายุ ๒๐ - ๒๑ ต้องบวช ๓ เดือน คือเอาวิธีการโบราณนี้มาประยุกต์ใหม่ แทนที่จะออกบวช ๓ เดือน เอาเวลาแต่เพียง ๗ วัน การออกถือบวช ทั้ง ๆ ที่เป็นฆราวาสได้ทุก ๆ ปีเช่นนี้ จะช่วยให้คนเข้าถึงพุทธธรรม ยิ่งขึ้น จะเข้าใจความหมายของสันโดษ จะเห็นภัยของกิเลสอาสวะ ต่าง ๆ เพิ่มปริมาณคนจำพวกนี้ขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อมีสถานที่รับคน พวกนี้ขึ้นเรื่อยๆ สังคมจะกะเตื้องขึ้น ดีขึ้น อย่างนี้ท่านอาจารย์ จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ? ผู้ตอบ : อย่างนี้เห็นด้วย เพราะว่าเราก็เคยคิดมาแล้ว ซึ่งรวมความว่า จะแก้ปัญหาส่วนใหญ่นั้น ทั้งหมดนั้นมีอาการ เหมือนกับว่า เอาลูกพรวนไปผูกคอแมว หนูตัวไหนจะเอา ลูกพรวนไปผูกคอแมว มันก็เรียกว่าเหลือวิสัย แล้วมันก็มีลดลง มาเหลืออยู่แต่เพียงว่า พูดกันรู้เรื่องกี่คน ก็รวม ๆ กันไว้ก่อน รวมพวกไว้แล้วเราจะมีสักกี่คนที่จะพูดกันรู้เรื่อง นี่แหละเราควร จะรวบรวมไว้ก่อน อย่างที่คุณว่า เข้าใจกันได้กี่คน ก็รวบรวมกัน ไว้ก่อน แล้วมันก็จะมากขึ้นเอง แม้จะแก้ปัญหาทั่วโลกทั้งโลก ก็จะต้องใช้วิธีอย่างนี้ อย่าไปท้อใจและไม่ทำ ถ้าเข้าใจกันได้กี่คน พูดรู้เรื่องกี่คน มีกี่คน ก็ทำกันไปก่อน แล้วมันก็มากขึ้นเอง แล้วในที่สุดมันก็จะถึงเวลาหนึ่งซึ่งมีคนมากพอ แล้วเราก็คิดเห็น แต่ส่วนรวม แต่ว่าเราคงจะตายแล้วหลายหน กว่าเรื่องนี้จะเป็นรูป

น.85 ๗๖ เป็นร่างขึ้นมา เราไม่ทันจะเห็นมัน ไม่ทันได้อยู่ดูมัน เราก็ จะต้องพยายามทำไปจนสุดความสามารถ เพื่อมนุษย์ก็แล้วกัน เพื่อมนุษย์ โดยมนุษย์ ไม่ใช่บุคคลใดคนหนึ่ง เพราะฉะนั้น สิ่งนี้ต้องทำแน่ ฉะนั้น จึงพยายามหาคนที่เข้าใจกันและกันได้ รวมเอาไว้ให้เป็นสมาคมน้อย ๆ จนกว่ามันจะถึงเวลาของมันเอง และเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุด ทั้งยังแน่นอนที่สุดเหมือนกัน คือมัน จะต้องปะทะกันอีกบ้าง เมื่อจะตั้งหน่วยอะไรขึ้น มันก็ต้องปะทะ กับส่วนใหญ่ ดังนั้นจึงต้องเตรียมให้เสียสละไว้ล่วงหน้า มันอาจ จะถูกต้านทาน หรืออาจจะถูกทำร้าย อะไรหมดทุกอย่าง แต่ว่า อย่าทำให้มันมากเกินไป จนถึงกับว่าเป็นอันตรายเสียก่อน ดังนั้น จึงต้องระวังในข้อนี้ และอย่าให้เขาเข้าใจผิดมาก ถึงกับเขาจะ มาฆ่าเราเสียก่อน เราทำไปในลักษณะที่ไม่ถึงอย่างนั้น และมัน ก็เป็นไปได้ด้วย และมันก็เพาะเชื้อให้เป็นส่วนที่ ๓ ที่ ๔ แม้จะ ถูกฆ่าตายสัก ๑๐ คน มันก็ต้องเหลือ ๙๐ คน ๑๐๐ คนก็ได้ ผู้ถาม : ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์ยังมีข้อแนะนำอะไรอื่นอีก ไหมนอกจากวิธีดังกล่าวนี้แล้ว มีบางคนเสนอให้ทำแบบลงพรหมทัณฑ์ แก่สังคมหรืออะไรนี่ คือไม่ก่อการร้าย แต่เมินเฉยต่อคนเลว ไม่ให้ การต้อนรับ ไม่ด่าว่า แต่เว้นไม่ยอมทำตาม ? ผู้ตอบ : เอาพวกที่ไหนมาทำพรหมทัณฑ์ เพราะว่า ของเรามันน้อยกว่าเขามาก การลงพรหมทัณฑ์หมายความว่าเรา

น.86 ๗๗ ต้องมากกว่าเขาคนส่วนมากจึงจะลงพรหมทัณฑ์ต่อคนส่วนน้อยได้. แต่นี่ส่วนใหญ่เขามากกว่าเราตั้งมหึมา แล้วเราจะไปลงพรหมทัณฑ์ เขานั้น ไม่ต้องพูดถึง ฉะนั้นก็มีทางเดียวคือว่า พยายามทำ ความเข้าใจให้ถูกต้อง นี่เป็นหลักพุทธศาสนา ทุกอย่าง ทั้งหมด กำหนดอยู่ด้วยสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิแปลว่ามีความเข้าใจถูกต้อง เพราะฉะนั้นต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง ในระหว่างกันและกัน ด้วยปัญหาของโลกซึ่งโลกกำลังรบราฆ่าฟันกันอยู่เดี๋ยวนี้ มันขาด อยู่สิ่ง ๆ เดียว คือความเข้าใจที่ถูกต้อง นับตั้งแต่เรื่องต่ำที่สุด จนถึงสูงที่สุด คือนิพพาน มันก็รวมอยู่กับคำที่ว่า ความเข้าใจ ที่ถูกต้อง น่าจะตั้งหน่วยหรือสโมสรหรือสังคมสมาคมอะไรก็ตาม ที่ทำความเข้าใจถูกต้องกันไว้เรื่อยไป สมาคมสัมมาทิฏฐินี้ ให้มี ประจำอยู่เสมอ มันจะลงรกลงรากของมันเอง มันจะแผ่ขยายออก ไปเอง มันจะเกิดกำลัง เกิดอะไรขึ้นมาเอง เช่นเดียวกับลัทธิ ต่าง ๆ ลัทธิการเมือง ลัทธิศาสนาอะไรต่าง ๆ มันลงรกลงราก มันขยายออกไปเอง ในเมื่อทำถูกวิธี ผู้ถาม : เท่าที่ได้มาสนทนากับท่านอาจารย์ในวันนี้ นับว่า มีประโยชน์แก่เกล้ากระผมมาก หวังว่าถ้อยคำของท่านอาจารย์คงมี ประโยชน์ต่อสังคมส่วนกว้างออกไปด้วย เกล้ากระผมขอกราบ ขอบพระเดชพระคุณไว้เป็นอย่างสูง ในที่นี้ด้วย.

น.87 ความรู้รอบ เกี่ยวกับพระศาสนา ตอบปัญหาผู้พิพากษา รุ่น ๒๕๐๔ ณ ห้องบรรยายเนติบัณฑิตยสภา พ.ศ. ๒๕๐๔ ๑. ถาม : ขอทราบที่มาของธรรมยุติ และมหา นิกาย เหตุใดจึงมีการแตกแยกกัน จะมีทางรวมเป็นนิกาย เดียวกันได้หรือไม่ ? ตอบ : ปัญหาอย่างนี้ ไม่ใช่ปัญหาธรรมะโดยตรง และไม่ใช่ปัญหาที่เป็นหลักพุทธศาสนาด้วย มันเป็นปัญหาเกี่ยวกับ ประวัติหรือความเป็นมาของบุคคลที่เกี่ยวกับศาสนาเท่านั้น. ที่ว่า แยกกัน ทำไมจึงแยกกันนี้ขอให้เข้าใจว่า ไม่ใช่ของประหลาด หรือแปลก เป็นธรรมดา. อาตมาได้กล่าวไว้แล้วในวันที่ว่าด้วย เรื่องความเป็นมาของศาสนานั้น ว่าแยกกันเพราะเกิดความคิด แตกต่างกัน เพราะการตีความหมายของหลักธรรมะหรือถ้อยคำ ๗๘

น.88 ๗๙ ในพระคัมภีร์นั้นต่างกัน และในที่สุดมันแยกกันเพราะประโยชน์ มันขัดกัน ; ต่างฝ่ายต่างเห็นแก่ประโยชน์เป็นวัตถุนี้ก็ทำให้แยกกัน ได้เหมือนกัน. มันอาจจะเป็นเพราะอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๓ อย่างนี้ จึงเกิดมีธรรมยุติ หรือมหานิกายขึ้น. ถ้าอยากทราบโดย ละเอียด ก็ไปศึกษาเอาเองจากเรื่องราวซึ่งเขามีอยู่มาก พิมพ์ จำหน่ายก็มี อาตมาไม่ต้องระบุลงไปตรง ๆ ว่าข้อไหน แต่ต้อง ในสามข้อนี้ กล่าวคือมีความเป็นไปโดยสุจริตใจที่แตกต่างกัน, หรือเกิดการตีความหลักพระธรรมต่างกัน, หรือเกิดมายึดถือใน ประโยชน์ทางวัตถุ แล้วประโยชน์นั้นมันขัดกัน เลยต้องแยกกัน ไม่หันหน้าเข้าหากัน. ทางที่จะรวมกันได้หรือไม่นั้น มันมีได้ ก็ได้ ในเมื่อมันมีเหตุปัจจัยหรือสิ่งแวดล้อมหมุนไปในทางที่ทำให้ รวมกันได้. ที่แล้วมาในอดีตนั้น พระมหาจักรพรรดิ์บางองค์ รวมนิกายได้ก็มี หรือว่ารวมโดยการแยกที่ผิดออกไปเสีย ให้เหลือ แต่ที่ถูก มันก็รวมกันอยู่ในตัว ; อย่างประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ ประวัติพระเจ้าอโศกมหาราช อย่างนี้เป็นต้น. ถ้าถามเฉพาะ เมืองไทยแล้ว มันก็เป็นเรื่องที่ตอบยาก มันแล้วแต่อนาคต ว่ามันจะเป็นไปในรูปไหน ธรรมะหรือศาสนาตัวแท้นั้น ไม่อาจ แบ่งแยกได้ แต่คนที่มีทิฏฐิมานะ กิเลสตัณหา มันแบ่งแยกได้. เรื่องนี้เคยทำความยุ่งยากให้แก่พระพุทธเจ้าเอง จนถึงกับว่า

น.89 ๘๐ ครั้งหนึ่งพระเกิดแตกแยกกันในเรื่องตีความในวินัย นี้ต่างกัน อวดเคร่งต่อกันเข้า รังเกียจมึง รังเกียจกู เพราะอวดเคร่งกัน ต่างฝ่ายต่างอวดเคร่ง จนพระพุทธเจ้ามาประสาน มาทำความเข้าใจ ปรับความเข้าใจ ก็ทำไม่ได้. ดูซิ, มันน่าประหลาด จน พระพุทธเจ้าต้องเสด็จหลีกเร้นไปอยู่ในที่หลีกเร้นไม่ยุ่งด้วย. ทีนี้ ประชาชนเพราะไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้า และเพราะทราบความไม่ ปรองดองของภิกษุเหล่านั้น จึงจัดการด้วยการไม่ให้อาหารเลย คือไม่ใส่บาตรเลย ก็เข้ารวมกันได้ ฉะนั้นลองทำอย่างนั้นดูบ้างซิ ; นี่เรื่องในพระไตรปิฎกเล่มต้น ๆ มีอยู่. ๒. ถาม : คนที่ตายแล้วเกิดใหม่ หรือไม่ ? ถ้าคน ที่ยังไม่ถึงขั้นนิพพานตายลง จะไปเกิดที่ใด ? ตอบ : ที่ว่าตายแล้วเกิดใหม่หรือไม่นี้ ก็ได้พูดไว้ใน การบรรยายครั้งหนึ่งว่า เกิดนั้นหมายความว่าอย่างไร เกิดจาก ท้องแม่ครั้งหนึ่งแล้วไปตาย ไปเผา ไปฝั่งครั้งหนึ่งนั้น มันไม่ใช่ ความเกิดที่แท้จริง เป็นความเกิดทางร่างกาย ตามชาวโลกเขา พูดกัน. เกิดที่แท้จริงหมายถึง จิตใจที่เกิดเป็นกิเลสตัณหา เป็นตัวกู ของกู ขึ้นในจิตใจครั้งหนึ่ง เรียกว่าเกิดครั้งหนึ่ง แล้วมันก็ดับไปเมื่อเรื่องนั้นเสร็จ แล้วมันก็เกิดอีก เพราะว่า เชื้อของกิเลสตัณหายังไม่สิ้น. รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสภายนอก

น.90 ๘๑ ก็เข้ามาแวดล้อมอยู่เรื่อย, เพราะฉะนั้นเกิดเรื่อย เอาเกิดอย่างนี้ กันดีกว่า เป็นเรื่องการดับทุกข์โดยตรง แล้วเกิดเรื่อย เราต้อง ทำจนไม่ให้มันเกิด ถ้าจิตยังไม่ถึงนิพพาน คือว่าไม่หมดกิเลส ตัณหา วันหนึ่ง ๆ ก็ต้องเกิดเรื่อย ไม่รู้ว่าสักกี่สิบครั้ง กี่ร้อยครั้ง เกิดเรื่อย. จะไปเกิดในที่ใดนั้น มันเกิดตามที่ความคิดเกิดขึ้น อย่างไร ถ้าในขณะนี้ บุคคลคนนั้นได้มีความคิดน้อมคิดไปใน ทางต่ำเหมือนกับจิตใจของสัตว์ คนนั้นก็เกิดเป็นสัตว์แล้ว ฉะนั้น จึงว่า ไปเกิดเป็นสัตว์ ไปเกิดในโลกของสัตว์ในภูมิของสัตว์ทั้งๆ ที่รูปร่างกายนี้เหมือนคน, ที่นี้ความคิดเป็นไปในทางสูงเหมือน กับคน ก็เกิดมาเป็นคนอีก มาเกิดเป็นคนอีก หรือว่า ความคิด ไปลุ่มหลงในทางกามคุณอันเป็นทิพย์ มันก็เกิดเป็นเทวดาอย่างนี้ จึงเรียกว่า ภูมินี้ กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ คือ ภูมิของจิตใจ ที่มันเป็นได้แก่คนทุกคนแล้วแต่ว่าสิ่งแวดล้อมหรือ การศึกษา หรือการอบรมนี้ มันจะมีอยู่อย่างไร ฉะนั้นตอบได้ ว่าที่แท้จริงโดยหลักธรรมะนั้น มันจะเกิดใหม่อยู่เรื่อยตลอดเวลา ที่กิเลสตัณหายังอยู่. ที่ว่ากิเลสตัณหายังอยู่ คือยังไม่นิพพาน แล้วมันจะต้องไปเกิดในที่ใดที่หนึ่งตามที่กิเลสตัณหาพาไป มีกิเลส ตัณหาอย่างสัตว์ ก็เป็นสัตว์, มีกิเลสตัณหาอย่างคน ก็เป็นคน, มีกิเลสตัณหาอย่างเทวดา ก็เป็นเทวดา, มีกิเลสตัณหาอย่างละเอียด ชั้นสูงสุดก็เป็นอย่างพรหม ก็เกิดเป็นพรหม, ทีนี้ถ้าในทางต่ำ

น.91 ๘๒ มีความทุกข์เร่าร้อนอยู่ในใจมีกิเลสตัณหาอย่างต่ำ มันก็เกิดเป็น สัตว์นรกบ้าง เดรัจฉานบ้าง เปรตบ้าง อสุรกายบ้างได้ ทั้งที่ ร่างกายอยู่ในรูปที่เรียกกันว่าคน เขาจึงเรียกว่าภูมิของจิต แล้วแต่ จิตตั้งอยู่ในภูมิไหน มันก็เกิดในภูมินั้น. ๓. ถาม : ที่ว่าขึ้นสวรรค์และตกนรกเมื่อตายไป แล้วนั้น มีจริงหรือไม่ ? ตอบ : นี้มันตอบได้ด้วยข้อที่ ๒ นั่นเอง คือถ้าจิต เป็นสัตว์นรก คนนั้นก็กำลังเป็นสัตว์นรก คือเกิดเป็นสัตว์นรก ; จิตเป็นอย่างที่เรียกว่า เทวดาในสวรรค์ ก็เกิดเป็นสวรรค์ หลัง จากตาย ก็คือว่า หลังจากคิดเสร็จ ในความคิดเกิดขึ้น. เสร็จ รูปเรื่องแล้วความคิดนั้นก็เป็นตัวคิด มันก็ดับไป แล้วทีนี้ก็ปรากฏ เป็นผลของความคิด คือเป็นวิบาก คือความคิดนี้มันเป็นกิเลส แล้วมันทำกรรม คือคิดทางมโนกรรม มโนกรรมนี้เสร็จไปแล้ว ก็เป็นวิบาก คือมีจิตใจเป็นอย่างนั้น ดังนั้นความคิดที่คิดไปใน ทางต่ำ คิดเสร็จแล้ว กรรมนี้ทำไปแล้ว วิบากก็คือทำให้จิตใจนั้น เป็นจิตใจของสัตว์นรกบ้าง เป็นจิตใจของสัตว์เดรัจฉานบ้าง เปรตบ้าง อสุรกายบ้าง หรือว่าเป็นมนุษย์ชั้นดี ชั้นเลว ชั้นพาล ชั้นบัณฑิต ชั้นโจรขโมย ชั้นผู้ดิบผู้ดีได้ ถือว่าเป็นเทวดาใน สวรรค์ชั้นกามบ้าง เป็นพรหมในชั้นเหนือกามบ้าง เรียกว่า หลังจากที่ความคิดที่เป็นตัวกิเลสดับ และทำกรรมเสร็จไปแล้ว

น.92 ๘๓ คือความคิดนั้นตายไปแล้ว ผลเกิดใหม่ก็เป็นอย่างว่า คือเป็น สภาพของจิตที่เป็นสัตว์นรกบ้าง เป็นเทวดาบ้าง เป็นมนุษย์บ้าง ๔. ถาม : หลักคิดในคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า นั้นเห็นว่า ชีวิตและการดำเนินชีวิตในโลกนี้เป็นทุกข์ จึงมองหาทาง ให้ชีวิตเป็นสุข ทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเห็นทางที่ทำให้ชีวิตเป็นสุข ก็คือ ความดับแห่งทุกข์ ซึ่งในที่สุดหมายถึงความดับแห่งทุกข์โดย สิ้นเชิง คือนิพพาน. และในหลักศาสนาอื่นเช่น ไครสต์ เป็นต้น คงเห็นชีวิตและการดำเนินชีวิตเป็นทุกข์เช่นกัน และคงเห็นทางแก้ โดยการก่อให้เกิดความดับทุกข์ด้วยการหาสิ่งมาเพิ่มเติมให้เกิดความ สุข ฉะนั้น ตามหลักคิดทั้งสองอาจจะพูดได้ว่า วิธีของพระผู้มี พระภาคเจ้าเป็นวิธีลบ และวิธีของคริสต์เป็นต้น เป็นวิธีบวก วิธีของพระพุทธเจ้าเป็นวิธีสละ วิธีของคริสต์เป็นวิธีหามาเพิ่ม แต่ทั้งสองก็เป็นวิธีแห่งความดับทุกข์เช่นเดียวกัน. กระผมไม่ เข้าใจว่า วิธีของใครจะเป็นวิธีที่ดับทุกข์ได้จริง ก็ดูทั้งสองอย่าง ยังเป็นแต่เพียงความเห็นอยู่. ตอบ : ถ้าถามอย่างนี้ต้องการคำอธิบายมากมายไม่ใช่ เล่น อยากจะพูดเสียใหม่เลยว่า วิธีของพุทธศาสนาที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่ทั้งวิธีที่อาจจะพูดโดยส่วนเดียวว่า วิธีลบหรือวิธีบวก วิธีตัด ออกไปหรือวิธีหามาเพิ่ม แต่เป็นวิธีที่เรียกว่า สายกลาง ดังที่ กล่าวแล้ว มันอาจจะมีความหมายในแง่หนึ่งเป็นบวก หรือเป็นลบ ส่วนใดส่วนหนึ่งก็ได้ สิ่งที่ควรทำให้เกิดมี ก็ต้องทำให้เกิดมี

น.93 ๘๔ ส่วนที่ควรสละออกไป ก็ควรสละออกไป. ที่ควรสละออกไป ก็คือกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ที่ควรทำให้เกิดมี ก็คือความหมด กิเลสที่ไม่ทำให้มีทุกข์ได้. ขอให้เข้าใจว่า พุทธศาสนานั้นถ้าจะ กล่าวแล้ว มันไม่อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นวิธีบวกหรือลบ ไม่อาจ จะกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องเล็งแง่ดีหรือแง่ร้ายที่เรียกว่า Pessimism หรือ Optimism นี้ แล้วก็ไม่อาจจะเป็นสิ่งที่แบ่งแยกโดยเด็ดขาด ไปทางซ้ายหรือทางขวาอย่างใดอย่างหนึ่งได้เลย แต่จะต้องเป็น เรื่องกลาง ๆ คือไปตามเหตุผลที่ว่ามันมีอยู่อย่างไร มันเป็นเรื่องที่ อาจจะเรียกได้ว่า ถือหลักตามที่เหตุผลมีอยู่ว่า จะต้องทำอย่างไร. เนื่องจากเพ่งมองในคำสอนเรื่องให้เสียสละออกไป ไม่ให้ยึดถือว่า มีตัวมีตนเสียเลยนี้ ก็เลยเข้าใจว่าเป็นเรื่องสละหมดหรือมุ่งกันแต่ เรื่องสละด้านเดียว แต่ลืมนึกไปว่า เมื่อสละแล้วอะไรมันเกิดขึ้น จะต้องรู้หรือให้เข้าใจแน่นอนลงไปว่า มันเป็นเรื่องจัดเรื่องทำ ตามเหตุผล ชนิดที่ให้สิ่งที่ควรหมดไปให้หมดไป หรือให้เหลือ อยู่หรือให้ปรากฏออกมาซึ่งสิ่งที่เราประสงค์ ฉะนั้นขออย่าได้กล่าว ว่าเป็น Positive หรือ Negative เป็น Optimism หรือ Pessimism อย่างนี้ แล้วพยายามศึกษาเรื่องหลักมัชฌิมาปฏิปทา มรรคมี องค์ ๘ ประการซึ่งเรียกว่า ทางสายกลาง. ทีนี้ขอสรุปสั้นๆ เพียง เท่านี้ ถ้าจะเอากันให้ละเอียดแล้วต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงแน่.

น.94 ๘๕ ๕. ถาม : มีผู้กล่าวกันว่าบุคคลนั้นบุคคลนี้ได้ หูทิพย์ ตาทิพย์ หรือได้ ธรรมกาย นั้น จะมีจริงหรือไม่ ? และ การกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งดังกล่าวจะเป็นทางปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อบรรลุมรรคผลตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าได้หรือไม่ ? ตอบ : นี้ตอบได้สั้น ๆ ว่า หูทิพย์ ตาทิพย์ หรือ ธรรมกาย หรือ คำที่เรียกอย่างอื่นคล้าย ๆ กันนี้มีอยู่มาก แล้ว ก็เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง แต่ว่าความหมายของสิ่งนั้น บางทีมันอาจจะ ผิดไปจากที่คนโดยมากรู้หรือเข้าใจ หรือหมายถึงกันอยู่ก็ได้ โดย เฉพาะเรื่อง หูทิพย์ ตาทิพย์นั้น มันเป็นเรื่องทางจิต เป็นเรื่อง ที่เกี่ยวกับฝ่ายจิต วิชาเกี่ยวกับจิตไม่ใช่วิชาฝ่ายธรรมะโดยตรง. เมื่อคนเราได้ฝึก หู หรือฝึก ตา ซึ่งรวมอยู่ที่ใจด้วยเหมือนกัน ศูนย์กลางอยู่ที่ใจนั้น ฝึกรวมกันหมดนั้นให้ถูกตามวิธีอันเร้นลับ ที่ธรรมชาติมันมีอยู่หรือมันซ่อนเร้นไว้ เราค้นให้พบแล้วปฏิบัติ ให้ถูก เราก็จะมีตาหรือหูชนิดที่มีสมรรถภาพเป็นพิเศษ ยิ่งกว่า หูตาธรรมดานี้มาก. เกี่ยวกับเรื่องนี้ที่เป็นพุทธภาษิตตรง ๆ ก็มี กล่าวถึงและยอมรับรอง หูทิพย์ตาทิพย์ที่ยิ่งไปกว่าหูตาธรรมดา อย่างมากมายหลายร้อยหลายพันเท่านี้ มีอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยัง ไม่ได้ทรงยอมรับ ว่านี่เป็นเรื่องที่ควรปฏิบัติหรือจุดมุ่งหมาย ; มุ่งหมายแต่เรื่องจะดับทุกข์เท่านั้น. ที่พูดถึงธรรมกายนี้เป็น

น.95 ๘๖ เรื่องที่ใช้ได้ คือว่า ธรรมกายนี้ ถ้าถูกต้องตามความหมายของ คำว่า "ธรรมกาย" แล้ว เราก็เรียกว่า มีกายเป็นธรรม คือมีกาย กับใจ หรือที่เรียกว่าตัวเรานี้เป็นธรรม ; ไม่เป็นกิเลสตัณหา. เราเอากิเลสตัณหาออกให้หมด จะเหลืออยู่แต่ธรรมกาย หรือสิ่ง ที่เรียกว่า ธรรมกายจะปรากฏออกมา ; ต้องธรรมกายอย่างนี้ ธรรมกายอย่างอื่นไม่ได้. ทีนี้คนเขาเข้าใจธรรมกายไปในรูปอื่น เป็นรูปเป็นร่างเป็นสีเป็นสัณฐ์ นั้นมันเป็นของคนอื่น ไม่ใช่ ธรรมกายอย่างของพระพุทธเจ้า. และว่า ถ้าหากว่า ต้องการจะ ให้รักษาโรคเหมือนกะเขาบ้าง ธรรมกายอย่างของพระพุทธเจ้า ก็รักษาได้เหมือนกัน ขอให้ลองทำจิตนี้ให้ว่างจากกิเลส จาก ตัวตนเป็นธรรมกายเสียก่อน จะหมดโรคทั้งทางจิตและทาง วิญญาณ ยิ่งกว่าวิธีที่เขารักษา ๆ กันเสียอีก. แต่เรื่องนี้ก็ได้ อธิบายแล้วถึงเรื่องที่ว่า ร่างกายมันขึ้นอยู่กับจิตใจอย่างไร ถ้าเรา สะสางปัญหาทางจิตใจเสร็จไป ทางกายมันก็พลอยเสร็จไปด้วย โรคกายส่วนมากเกิดมาจากความผิดปกติทางจิต ความไม่เป็น ระเบียบ หรือความไม่สงบทางจิต ถ้าเราจะปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรค ผลละก็ต้องปฏิบัติในทางที่จะให้กิเลสตัณหาหมดไป เหลือแต่กาย และใจที่บริสุทธิ์ นี้เรียกว่า ธรรมกายปรากฏ ใช้ได้ ให้เป็น คำบัญญัติเฉพาะว่าอย่างนี้ อย่าให้มีความหมายอย่างอื่น

น.96 ๘๗ ๖. ถาม : พระอรหันต์ยังมีอยู่ในโลกปัจจุบันนี้ หรือไม่ ? และมีอะไรเป็นเครื่องสังเกตได้หรือไม่ว่า ท่านผู้ใด เป็นผู้บรรลุมรรคผล มีพระโสดาบันเป็นต้น ? ตอบ : ปัญหาอย่างนี้ก็เป็นปัญหาที่เคยถามกันมาก เขาถามกันอยู่มาก ก็อย่างที่ได้พูดแล้วว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ถ้าเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกก็ไม่ว่างจากพระอรหันต์ ควรจะนำ สืบในข้อที่ว่า เดี๋ยวนี้โลกเป็นอยู่ชอบหรือไม่ คนในโลกหรือ ภิกษุในโลก ในปัจจุบันนี้เป็นอยู่ ชอบหรือไม่ แล้วก็เอาหลัก เรื่องเป็นอยู่ชอบ คือมรรคมีองค์ ๘ หรือการละสังโยชน์สิบนี้ ไปวัดดู ไปจับดู แล้วก็รู้ได้ด้วยตนเอง. เครื่องสังเกตที่ แน่นอนว่า เป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาหรืออรหันต์หรือไม่นี้ ก็มีอยู่ตรงที่ใช้เรื่องสังโยชน์สิบประการนั้นไปวัดดู ว่า ละอะไร ได้เท่าไร ก็เป็นที่แน่นอน แต่เดี๋ยวนี้ถ้าเราเองก็ไม่รู้จัก ไม่รู้จัก ตัวเราเอง ไม่รู้จักกิเลสตัณหาหรือสังโยชน์ของตัวเราเอง ที่กำลัง มีอยู่ในตัวเราเองนี้ ลองคิดดูว่า เราจะไปวัดคนอื่นได้อย่างไร. ถ้าอยากรู้ ก็ต้องรีบทำให้ตัวเองนี้หมดกิเลสตัณหาสังโยชน์ เรา จะรู้ได้ทันทีว่า ใครเป็นพระโสดาบัน หรือเป็นพระอรหันต์ ; แล้วขอร้องว่า อย่าไปเชื่อตามที่เขาบอกว่า คนนั้นคนนี้เป็น พระอรหันต์ หรือเป็นพระโสดาบันตามที่เขาลือกัน หรือเขา

น.97 ๘๘ แต่งตั้งให้ รีบศึกษา แล้วรีบปฏิบัติจนให้ตัวเองละได้เสียก่อน แล้วก็รู้ได้เองโดยแน่นอน นี่เวลาจวนจะหมดเสียแล้ว. ๗. ถาม : ธาตุทั้ง ๖ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ สงสัยธาตุลมกับอากาสธาตุ แตกต่างกันอย่างไร ? ตอบ : ธาตุลม หมายถึงลมที่เคลื่อนไปมาได้ ที่เรา เรียกกันว่า อากาศสำหรับหายใจ. ส่วนอากาสธาตุนั้น คือ ว่างเลย ว่างแม้แต่จากลม ต่างกันมากอย่างนี้ คือ อากาสธาตุ หมายถึงความว่าง จากธาตุทั้ง ๕ คือว่า ธาตุมี ๖ นี้ ดิน น้ำ ลม ไฟ วิญญาณ อากาศนี้ ถ้าว่างจากธาตุทั้ง ๕ แล้ว ก็เหลือ อากาสธาตุ. ๘. ถาม : เคยอ่านพบในมิลินทปัญหาว่า ผู้เข้าถึง ฌานแล้วไม่หายใจ จริงหรือไม่ ? ตอบ : เฉพาะจตุตถฌาน จะมีอาการที่ไม่แสดง ให้เห็นว่า เขาได้หายใจ หรือว่ามีการไหลเวียนในโลหิต ใน กระแสไหลเวียนของโลหิต ดังนั้นจึงถือกันอย่างนั้น. ๙. ถาม : ในระหว่างที่มีชีวิตอยู่นี้ อาจจะเข้าถึง นิพพานได้จริงหรือไม่ ? หรือเพียงแต่รู้ว่าทางไหนเป็นทางที่ เข้าสู่พระนิพพานเท่านั้น. ตอบ : ถ้าปฏิบัติถูกก็เข้าถึงสิ่งที่เรียกว่า นิพพานได้ ในชีวิตนี้ ก็คือ การที่กิเลสตัณหาหมดไปไม่ปรากฏนั่นเอง เมื่อ

น.98 ๘๙ กิเลสตัณหาหมดไปโดยสิ้นเชิงแล้ว สภาพอะไรเหลืออยู่ ปรากฏ เป็นความไม่มีทุกข์เลย เป็นความสะอาด สว่าง สงบ อย่างยิ่ง นี้เราเรียกว่า นิพพาน ; ดังนั้นจึงเข้าถึงได้ในชีวิตนี้ เราต้อง มีหนทางที่จะปฏิบัติถูกเสียก่อนแล้วจึงจะเข้าถึงได้. ๑๐. ถาม : ผู้ที่อยู่ในฆราวาสวิสัยสำเร็จพระอรหันต์ จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน ๗ วัน เป็นความจริงหรือไม่ เพราะ เหตุใด ? ตอบ : นี้ควรจะตอบอย่างตรรกว่า พอเป็นพระ อรหันต์ แล้วจะหมดความเป็นฆราวาสไปทันที ไม่มีใครจับ พระอรหันต์ใส่ลงไปในความเป็นฆราวาสได้ ปัญหานี้ก็เป็นโมฆะ ไปในตัว. ๑๑. ถาม : การเข้าสมาธิแล้วไม่รู้สึกอะไรเลย จะ เรียกว่า สะกดจิตตนเองได้หรือไม่ มีผู้เล่าให้ฟังว่า มีเณรองค์ หนึ่งสามารถเข้าออกสมาธิได้ภายในกำหนดเวลา เข้าสมาธิแล้ว ไม่รู้สึกอะไร แต่ภายหลังเณรองค์นี้ ลาสิกขาออกมาและมี ความผิดฐานลักทรัพย์ด้วย สงสัยว่า คนที่สามารถเข้าออกสมาธิ ได้ถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงมีกิเลสอยู่ ? ตอบ : นี่ถ้าศึกษาดูให้ดีตามคำบรรยายที่กล่าวไปแล้ว ก็จะพบได้เองว่า สมาธินี้ไม่ได้กำจัดกิเลสได้ แต่เพียงระงับกิเลส

น.99 ๙๐ กดไว้ ไม่ให้กิเลสขึ้นมาทำงานนี้ได้ ชั่วเวลาที่สมาธิมีอยู่ ฉะนั้น เวลาที่เป็นสมาธินั้น ควรรีบเจริญปัญญาเสีย เพราะว่า มีสมาธิ แล้วเจริญปัญญาได้ง่ายอย่างยิ่ง เมื่อทำปัญญาให้เกิดขึ้นได้แล้ว กิเลสจึงจะดับไปโดยสิ้นเชิง. ฉะนั้นคนที่ทำสมาธิได้ จะทำ สมาธิได้แบบไหนก็ยังไม่หมดกิเลส พอหมดเรื่องของสมาธิ หมดอำนาจของสมาธิ กิเลสก็จูงจมูกเขาต่อไปตามเดิมได้. การเข้าฌานแล้วออกจากฌานได้อย่างตรงเวลานี้ ไม่ใช่เรื่องการ สะกดจิต เพราะว่า มันเป็นเรื่องกำหนดไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะเข้าฌาน. ในขณะที่เข้าฌานนั้น ไม่มีการทำการสะกดจิต หรือว่าบังคับให้ ตัวเองออกมาจากฌานในขณะที่กำลังเข้าฌานอยู่ เขาต้องฝึกให้ คล่องแคล่วก่อนหน้านั้น และก่อนหน้าเข้าฌานนี่มันกำหนดหมาย ไว้แล้วมันจึงออกจากฌานได้. การเข้าฌานนี้ไม่ควรจะเรียกว่าการ สะกดจิต เพราะไม่มีใครสะกดใคร มีแต่ผู้ทำสมาธินั้นกำหนด อารมณ์ให้ละเอียดเข้าละเอียดเข้า จนร่างกายระงับไป จนจิตระงับ ไปเท่านั้น. ๑๒. ถาม : ภิกษุณีมีหรือไม่ ? ถ้าไม่มี หมดไป เพราะเหตุใด ? เดี๋ยวนี้จะมี ได้หรือไม่ ? ตอบ : ในครั้งพุทธกาล เคยมีอยู่ยุคหนึ่ง แล้วก็สิ้นสูญ ไปในเวลาไม่นานนัก หมดไปเพราะว่าผู้หญิงลำบากที่จะเป็นอยู่ อย่างผู้ไม่ครองเรือน อยู่ตามป่าตามดงต่าง ๆ นี้ มันล้วนแต่ลำบาก

น.100 ๙๑ แล้วพระพุทธเจ้าท่านเกรงว่า ผู้หญิงบวชเป็นภิกษุณีนี้ จะได้รับ อันตราย ท่านวางระเบียบวินัยไว้มากเกินกว่าสำหรับภิกษุมาก ; ทีนี้เขาทนระเบียบวินัยไม่ไหว มันก็ค่อยหมดไปเอง. เดี๋ยวนี้จะมี ได้หรือไม่นี้ ถ้าถือตามวินัยแล้ว มันก็ไม่เห็นท่าว่าจะมีอีกได้ เพราะว่าจะต้องเอาภิกษุณีมาเป็นอุปัชฌาย์ ทีนี้เราไม่รู้จะไป เอาภิกษุณีไหนมาเป็นอุปัชฌาย์ ที่หนังสือพิมพ์เขาลง ๆ อยู่นั่น มันไม่ใช่ภิกษุณีของพระพุทธเจ้า. ๑๓. ถาม : การดำรงในเพศคฤหัสถ์ของสังคมปัจจุบัน สมควรปฏิบัติตามธรรมชั้นใดของพระพุทธองค์ จึงจะทำให้ สังคมนั้นเจริญด้วยศีลธรรม และไม่ด้อยทางวัตถุ ? ตอบ : นี่ธรรมะสำหรับฆราวาสมีอยู่กลุ่มหนึ่ง และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือหมวดที่เรียกว่า "ฆราวาสธรรม" คือ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ๔ อย่างนี้ พยายามประพฤติให้เต็มที่เถอะจะทำให้ สังคมฆราวาสนั้นเจริญและไม่ด้อยทางวัตถุ พระพุทธเจ้าทรงสอน ให้ฆราวาสประกอบด้วยธรรมะนั้น ไม่ใช่ว่าให้เลิกบำเพ็ญหน้าที่ ที่จะต้องทำไปตามเรื่องของฆราวาสหรือชาวโลก แต่ว่า ให้บำเพ็ญ หน้าที่ของฆราวาสหรือชาวโลกไปด้วยธรรมะ ด้วยการประกอบอยู่ ด้วยธรรมะ เพื่ออย่าให้ต้องลำบากหรือทุกข์ร้อนเกินไป ได้ผล อย่างของฆราวาสด้วย ไม่ทุกข์ร้อนเพราะกิเลสตัณหาแผดเผา มากเกินไปด้วย.

น.101 ๙๒ ๑๔. ถาม : การปฏิบัติธรรมชั้นโลกุตตระของสังคม ในยุคนี้จะขัดหรือไม่ ? เป็นการส่งเสริมการผลิตผลในทุกทาง ของสังคม หรือไม่ ? ตอบ : ที่ว่าโลกุตตรธรรมนั้น ว่าที่จริงแล้วมัน ไม่ขัด กันกับโลก มันอยู่เหนือโลก. เพราะว่าคำว่า อยู่เหนือโลกนี้ มันหมายแต่เพียงว่า ควบคุมโลกให้ได้ ไม่ให้โลกหรือสิ่ง ต่าง ๆ ในโลกหรืออิทธิพลของโลกนี้ ทำจิตใจให้เร่าร้อน ให้เป็นทุกข์ในเมื่อปฏิบัติการงาน หลักของโลกุตตรธรรม ที่ว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดเลยนั้น เอามาใช้กับฆราวาสก็ได้ เขาจะมีจิตใจผ่องใส แจ่มใส เป็นอิสระ มีสติปัญญาเฉียบแหลม ทำจิตใจให้เป็นอย่างนั้นเสียก่อน เป็นฆราวาสที่พยายามทำให้มาก ที่สุดเท่าที่จะมากได้ ทำจิตใจให้อิสระผ่องใสเสียก่อน แล้วจึงคิด จึงวินิจฉัย จึงวางแผนการ กำหนดโครงการ แล้วทำไปตาม โครงการอย่างนี้ ก็ได้ผลดีกว่าที่ไม่ทำอย่างนี้เป็นอันมาก. ๑๕ ถาม : สันโดษกับมักน้อยต่างกันอย่างไร ? นักวัตถุนิยมมักกล่าวว่า ธรรมข้อนี้สอนให้คนไม่ก้าวหน้าจริง หรือไม่? เพียงไร? ตอบ : สันโดษกับมักน้อยนี้ควรจะถือว่า ถ้าเข้าใจ ความหมายถูกแล้ว ก็ต่างกันเพียงนิดหน่อย มักน้อย มีความหมาย ว่า เพื่อบรรพชิตจะไม่ปล่อยให้ความคิดเปิดกว้าง หวังนั่น หวังนี่

น.102 ๙๓ อยากนั่น อยากนี่ ไปในทางที่ไม่จำเป็น. จะเอาแต่เท่าที่จำเป็น แก่การเป็นอยู่ แล้วรีบประพฤติพรหมจรรย์เพื่อมรรคผลนิพพาน อย่างนี้จึงเหมาะสำหรับฆราวาส. ส่วนเรื่อง สันโดษ นั้น ตัว หนังสือแปลว่า ยินดีด้วยสิ่งที่กำลังมีอยู่ จะเป็นการกระทำหรือ วัตถุสิ่งของหรืออะไรก็ตาม ให้มีความยินดีพอใจ อันนี้มุ่งหมาย จะให้เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจของคนให้สดชื่นอยู่เสมอ อย่าให้ รู้สึกหิวกระหายคอแห้งอยู่เสมอ ถ้าเราไม่สันโดษแล้วจะมีอาการ เหมือนหิวกระหายคอแห้งอยู่เสมอ เหมือนอย่างว่า เราเรียนศึกษา ตั้งหลายปีเพื่อวิชานี้ แล้วไปทำงานอย่างนี้ เราไม่ยินดีในขณะที่ เราเรียนอย่างนี้เรียกว่าไม่สันโดษ ถ้าเรายินดีพอใจในการเรียนนี้ เรียกว่า เราสันโดษสิ่งที่เรามีอยู่เฉพาะหน้า แล้วก็ทำให้เรา เป็นสุขในการเรียน และต่อไปเรื่อย ๆ หรือว่าชาวนากำลังขุดดิน ครั้งแรกนี้ต้องยินดีว่า ได้ทำงานเสร็จไปเท่านี้แล้ว แล้วรุ่งขึ้น ขุดอีกต่อไปขุดอีก ๆ ขุดอยู่ก็พอใจว่า ได้ทำไปเท่านี้แล้ว. สันโดษในการงานที่ได้ทำไปแล้ว นี่เรียกว่า สันโดษในสิ่งที่มีอยู่ คือการงานที่กำลังทำอยู่หรือเป็นอยู่. ทีนี้พอไปปลูกข้าวก็ยินดีว่า ได้ปลูกแล้ว มันงอกงามเจริญอยู่ มันออกผลมาก็ยินดีว่า มัน ออกผลมาอย่างนี้ ก็สันโดษด้วยสิ่งกำลังมีอยู่ หรือเป็นอยู่ นับ ตั้งแต่วินาทีแรกจนวินาทีสุดท้าย. ให้สมกับที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า สันตุฏฐีปรมังธนัง สันโดษนี้เป็นทรัพย์อย่างยิ่ง คือชาวนาคนนั้น

น.103 ๙๔ จะมีทรัพย์ตั้งแต่วินาทีแรกที่ขุดดินครั้งแรกจนถึงวินาทีสุดท้ายที่ เกี่ยวข้าวมาใส่ยุ้งใส่ฉาง หรือขายได้เงินเป็นต้น เขาเลยเป็นคน ร่ำรวยได้ทรัพย์ตั้งแต่วินาทีแรกจนถึงวินาทีสุดท้าย เขาจึงไม่ ปวดหัว ไม่เป็นโรคเส้นประสาท มีจิตใจผ่องใสสบายตลอดเวลา ต้องการสันโดษมาหล่อเลี้ยงให้จิตใจอิ่มเอิบอยู่เสมออย่างนี้ต่างหาก มันจึงไม่ขัดกับความก้าวหน้าแม้ในทางวัตถุ ในเมื่อสติปัญญา ควบคุมอยู่แล้ว สันโดษนี้จะช่วยสนับสนุนอย่างยิ่งให้ก้าวหน้าไป อย่างเจริญอย่างยิ่ง. ๑๖. ถาม : ศาสนาพราหมณ์เกี่ยวข้องกับศาสนา พุทธมาแต่ดั้งเดิมเช่นการตั้งศาลพระภูมิคงจะเป็นของพราหมณ์ เราควรจะทำอย่างไรกับเรื่องเหล่านี้ ? ตอบ : เราควรจะถือว่า วัฒนธรรมเก่าแก่ เช่น ศาสนาพราหมณ์นั้น มันเป็นพื้นฐานอันแรก มันมีมาแต่ครั้งแรก เมื่อสติปัญญายังไม่เพียงพอ เมื่อมนุษย์กลัว เขาก็หาสิ่งที่ระงับ ความกลัว เช่น ศาลเทพเจ้าเป็นต้น ถ้าเรายังมีความกลัวระดับต่ำ อย่างนั้นอยู่ มันก็ยังใช้ได้อยู่. แต่ถ้าเรามีสติปัญญามาก ถึง ขนาดที่เราไม่กลัวสิ่งเหล่านั้น มากลัวสิ่งที่น่ากลัวกว่า เช่น กิเลส ตัณหาแล้ว ก็ไม่ต้องมีก็ได้ ฉะนั้นพิจารณาดูว่า ถ้าเด็กๆหรือคนใช้ คนครัวเขายังกลัวอย่างนี้อยู่ ก็มีไว้ให้เขา ไม่ต้องมีไว้ให้เรา.

น.104 ความรู้ทางธรรมที่นำมาใช้ทุก ๆ วัน ตอบปัญหาผู้พิพากษา รุ่น ๒๕๑๒ ณ ห้องบรรยายกระทรวงยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๑๒ ถาม : กระผมต้องตัดสินจำคุกจำเลยบ้าง ประหาร ชีวิตจำเลยบ้าง อย่างนี้จะได้ชื่อว่าขาดเมตตา และทำบาปไหม? ตอบ : ขอให้สังเกตคำบรรยายบางตอน ที่พูดแล้ว ถึงเจตนา. เราเป็นผู้พิทักษ์ความเป็นธรรม เรามีเจตนาที่จะ พิทักษ์รักษาความเป็นธรรม และมีหน้าที่ตีความในกฎหมาย ไม่มีเจตนาจะทำอันตรายใคร ดังนั้นเจตนาในการทำอันตรายใคร จึงไม่มี เพราะฉะนั้นจึงไม่บาป และไม่ได้ขาดเมตตา. ถ้าพูด ถึงเมตตา เราก็เมตตาแก่คนทุก ๆ คน นอกจากจำเลยคนเดียว หรือถ้าจะมองกันอีกแง่หนึ่ง มันจะมีผลในทางเมตตาจำเลยด้วย ๙๕

น.105 ๙๖ ก็ได้ คือทำให้เขาสำนึกผิด แล้วไม่ทำผิดทำชั่วอีกต่อไป ; แม้ ในกรณีนักโทษที่จะถูกประหาร ก็ให้เขามีความรู้สึกได้เป็น อย่างน้อย. รวมความแล้วทั้งตัวเขาเอง และเพื่อนร่วมโลกจะ ได้รับประโยชน์มากมาย. อย่าว่าแต่การพิพากษาโดยธรรมเลย ต้องนึกไปถึง บุคคลผู้กระทำหน้าที่เพชฌฆาตด้วย. ถ้าเขามีความรู้สึกถูกต้อง คือมีปรัชญาทางศีลธรรมอย่างถูกต้อง การตัดคอคน ก็ไม่บาป เพราะฆ่าคน เพราะเขาไม่มีเจตนาจะฆ่าคน เขามีเจตนาจะพิทักษ์ ความเป็นธรรม. แต่ถ้าเขาเป็นเพชฌฆาตขี้เมา ไม่ต้องสงสัย มันจะบาปยิ่งกว่าฆ่าคน เพราะฉะนั้นผู้ที่จะเป็นเพชฌฆาต ก็ต้อง ได้รับการอบรมในทางธรรมอย่างถูกต้องด้วย. ที่นี้ผู้ทำหน้าที่เป็นทหาร ทำหน้าที่ยิงปืนออกไป ถ้ามี ปรัชญาทางศีลธรรมเพียงพอ ทำเจตนาให้บริสุทธิ์ ก็จะไม่มีบาป เพราะฆ่าคน. ฮิตเล่อร์เคยสั่งหนังสือชื่อ ภควัคคีตา ไปแจก ทหารตั้ง ๓ ล้านเล่ม เพราะในหนังสือเล่มนั้น มีคำอธิบายชนิด ที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าไม่เป็นการฆ่าคน ; แต่เป็นการทำลาย อันตรายของคน เป็นการรักษาความเป็นธรรมไว้ อย่างนี้เป็นต้น. ถาม : ชาวประมงจับสัตว์น้ำมาขายเป็นอาชีพ จะ บาปไหม ? เขาจะประพฤติธรรมได้หรือไม่ ?

น.106 ๙๗ ตอบ : คำว่าอาชีพนี้ มันนำสืบยาก ว่าทำด้วยเจตนา อย่างไร. ถ้าชาวประมงมีเจตนาทำการประมงเพื่อเพียงอาชีพ จริง ๆ มันก็ไม่ใช่บาปเพราะการฆ่า เต็มตามรูปของปาณาติบาต. เราพิจารณาดูตัวบทของปาณาติบาตแล้ว มันเป็นเจตนาการฆ่า โดยตรง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ; แล้วเจตนาที่มีมาเพราะมีความจำเป็น บังคับ ฝืนกระทำไป ด้วยความรู้สึกอย่างนี้ มันไม่เต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของปาณาติบาต ดังนั้นถ้าเขาจะเปลี่ยนอาชีพเสียได้ก็ดี แต่แม้ว่าเขาจะไม่เปลี่ยนอาชีพ ก็ไม่ได้ตีความว่าเขาจะต้องบาป ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ของปาณาติบาต. ในที่นี้ ก็เลยขอเวลาอธิบายเรื่องน่านึกน่าคิดสักเรื่องหนึ่ง ว่าศาสนาไชนะ หรือลัทธินิครนถ์ซึ่งเป็นคู่แข่งขันกันมากับพุทธ- ศาสนาเราในอินเดียโบราณตั้งแต่ไหนแต่ไรมา จนกระทั่งในบัดนี้ ผลเดี๋ยวนี้มันปรากฏว่าที่อินเดีย พุทธศาสนาถึงกับเคยสูญไปจาก อินเดีย แต่ศาสนาไชนะที่ว่านี้ ก็ยังอยู่ตลอดมาจนกระทั่งทุกวันนี้ นี่ก็น่าสนใจ ว่าเขามีอะไรดี. เท่าที่มองเห็นแง่หนึ่ง ก็มีเรื่อง ปาณาติบาตนี้แหละ ศาสนาไชนะเขาบัญญัติว่า ปาณาติบาตนี้ มีชั้นแห่งการรับไปปฏิบัติอยู่เป็นระดับ ๆ : การฆ่าสัตว์โดยหน้าที่ ไม่ต้องเป็นบาป เช่นชาวนาต้องทำนา แล้วการไถนา มันก็ทำ ให้สัตว์บาดเจ็บ ขาดกระจุยกระจาย ปูบ้าง เขียดบ้าง อะไร ๆ บ้าง

น.107 ๙๘ เพราะเขาทำนา แล้วสัตว์เหล่านั้นตาย อย่างนี้เขาถือว่าไม่มีบาปเลย ศาสนานั้นบัญญัติไว้อย่างนี้. หรือว่าทหารซึ่งมีหน้าที่ป้องกัน ประเทศ ก็ไม่มีบาปเลย. แต่ถ้าเป็นเพศนักบวชในศาสนานั้น ไปเด็ดแม้ใบไม้ใบเดียว ก็บาปเต็มที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย. ดังนั้น จึงเห็นว่านักบวชถืออย่างหนึ่ง ชาวบ้านถืออย่างหนึ่ง คนอาชีพ หนึ่ง ถืออย่างหนึ่ง เขามีไว้เป็นระดับ ๆ อย่างนี้ ทำให้ถือปฏิบัติ ได้ง่ายมาก. ส่วนเรานั้น พูดไว้อย่างคลุม ๆ ว่าปาณาติบาต ปาณาติบาต แล้วก็ไม่เข้าใจ ทำปัญหาให้เกิดขึ้น จนต้องร้อนใจ ไปเปล่า ๆ ก็มี. พิจารณาดู จะเห็นว่าลัทธินิครนถ์นี้เขาเคร่งครัด มากจนกระทั่งว่าพระเด็ดใบไม้ใบหนึ่งก็ไม่ได้ เป็นปาณาติบาต ถือว่ามันมีชีวิตเหมือนกัน. ในพุทธศาสนาเราโดยเฉพาะนักบวช ก็ถือสูงกว่าชาวบ้าน แต่คำว่า "ปาณาติบาต" นี้ มันคลุมเครือ ถ้าเจตนาเป็นการทำเพื่อเลี้ยงชีวิต แล้วมันไม่เป็นปาณาติบาต ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไปได้ เพราะว่าเรารวมไว้ในการป้องกันตัว เพราะว่าถ้าเราไม่หากิน เราต้องตาย ดังนั้น เพื่อไม่ให้ตาย เราต้องหากินอยู่ในลักษณะการป้องกันตัว เช่นเดียวกับภิกษุ ต้องกินยาถ่ายตัวพยาธิ อย่างนี้ ถ้ามองในแง่หนึ่ง ก็รู้ว่าจะต้อง ฆ่าตัวพยาธิ แล้วทำไมถึงไม่เป็นปาณาติบาต ก็เพราะมีเจตนา ป้องกันตัว เรื่องนี้ได้พูดแล้วในคำบรรยายปีนี้.

น.108 ๙๙ ถาม : พ่อค้า ต้องการกำไร ก็ไม่พูดความจริง อย่างนี้จะถือว่าผิดศีลข้อมุสา ฯ ไหม ? พ่อค้าจะประพฤติธรรม ได้อย่างไร ? ตอบ : ในเรื่องมุสา ฯ ก็เหมือนกัน ส่วนใหญ่มันเล็ง ถึงเจตนา มุ่งจะเอาประโยชน์ของผู้อื่นมา ในทางที่ไม่ถูกต้อง จึงจะเป็นมุสา ฯ. ถ้าพูดไม่จริงเฉยๆ ไม่ทำให้ใครเสียประโยชน์ อย่างนี้ ยังไม่ขาดศีลข้อมุสา ฯ มันเป็นอย่างอื่น. มุสา ฯ คือ การขโมยประโยชน์จากผู้อื่น ด้วยการใช้วาจา หรือสิ่ง ซึ่งใช้แทนวาจา ; นี้เป็นหลัก. ทีนี้ในกรณีพ่อค้า พ่อค้า เขาก็มี ธรรมของพ่อค้า ตายตัวอยู่ว่า จะต้องหากำไร ดังนั้น ถ้าเขาไม่ได้ทำเกินขอบเขต ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิด. ส่วนการ ใช้คำพูดในเชิงค้านั้น มันอยู่ที่นโยบาย เช่น เขาเอ่ยบอกว่า "ขาดทุน ขายไม่ได้" อย่างนี้ ที่แท้เขาไม่ได้ขาดทุน หรือ มันเพียงเท่าทุน อย่างนี้มันก็เป็นเรื่องระเบียบ หรือวิธีของพวก พ่อค้า ไม่ควรจะปรับมุสาวาทเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์. ในทาง การค้า เขาประพฤติธรรมของพ่อค้าได้ โดยไม่ต้องเสียหาย แม้ว่าบางทีบางอย่าง เขาพูดจริงไม่ได้ และการไปพูดจริงเข้า ในบางสิ่ง อาจกลับไม่ถูกต้องเสียอีก เช่นว่าเขาไม่ยอมขายอย่างนี้ เขาพูดว่า "ไม่ขาย" พูดอย่างนี้มันจริงไหม ? แต่ถ้าเขายักมา

น.109 ๑๐๐ กล่าวเสียว่า "ขายไม่ได้" อย่างนี้มันไม่จริง เพราะว่าถ้าเขาจะขาย ก็ได้ แต่ลองคิดดูเถอะ ว่าพูดอย่างไหนมันน่าฟังกว่า อย่างไหน มันเรียบร้อยเป็นธรรมกว่า. ที่พูดว่า "ขายไม่ได้" ซึ่งไม่จริงนี้ มันกลับจะถูกกว่า ดีกว่า กว่าที่จะพูดตรง ๆ ว่า "ไม่ขาย" พูดตัดบทไปว่า "ไม่ขาย" เช่นนี้ มันไม่น่าฟัง ไม่ใช่วิสัยคนค้า คนขาย จะพูดเช่นนั้น. ดังนั้นเกี่ยวกับคำพูดของพ่อค้าที่เขา เรียกว่าปากหวาน หรือปากอะไรนั้น อย่าไปปรับเขาว่ามุสาวาท. ถาม : ฟังคำบรรยายแล้ว รู้สึกคล้ายกับว่า ไม่ให้ เกี่ยวข้องกับอารมณ์ทางกาม ทางเพศ เป็นต้น มิเป็นการ ขัดกับสัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์ไปหรือ ? ตอบ : ในพุทธศาสนาไม่ได้มีคำกล่าว ที่ว่าไม่ให้ เกี่ยวข้องกับกามหรือเพศ แต่ให้เกี่ยวข้องกับกามหรือเพศ โดย วิธีที่ถูก และที่ควร. ฉะนั้นควรไปดูสิกขาบทต่าง ๆ เขาวาง ไว้เป็นระดับ ๆ สำหรับฆราวาสอย่างหนึ่ง สำหรับพระอย่างหนึ่ง. สำหรับนักบวช มันก็ต้องสูงกว่า เพราะว่าเขามุ่งจะไปเร็ว ๆ แต่เขาไม่ได้บังคับว่าทุกคนจงมาบวช ; แต่ถ้าหากว่ามาบวชแล้ว ต้องการไปเร็ว ๆ แล้ว ก็ต้องปฏิบัติเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าเพศ หรือกามนี้ อย่างนี้ ๆ มันจึงจะไปได้เร็ว. เพราะว่าออกบวช โดยไม่ต้องการกาม แต่ต้องการจะพ้นจากกาม. ทีนี้ส่วนเรื่อง

น.110 ๑๐๑ ฆราวาสนี้ ไม่มีการห้ามว่าอย่าเกี่ยวข้องกับเพศหรือกาม แต่ต้อง !" เกี่ยวข้องอย่างถูกธรรมะ และถ้าเกี่ยวข้องอย่างถูกธรรมะแล้ว กลายเป็นการปฏิบัติธรรมไปในทันที ผม คำกล่าวที่มีอยู่ก่อน พุทธกาล ก็มีอยู่ว่า "การปฏิบัติอย่างถูกต้องในระหว่างเพศนี้ ก็คือการปฏิบัติธรรม" เพราะว่าความถูกต้องนั้นนำไปสู่ ความสูงขึ้นไป - สูงขึ้นไป จนมีความรู้ในเรื่องที่จะอยู่เหนือกาม หรือเหนือเพศได้. ถ้าไม่ผ่านทางนี้มันเป็นไปไม่ได้ เหมือน อย่างเราไม่สอบไล่ชั้น ป. ๑ แล้วเราจะไปเรียน ป. ๔ อย่างไรได้. แล้วดูเอาเถอะ เมื่อตะกี้นี้ ก็ได้พูดมาแล้วว่า การละเพศหรือ กามารมณ์โดยเด็ดขาดนี้ ไปมีในพระอริยเจ้าชั้นที่ ๓ คือพระ อนาคามี อย่างนี้ย่อมหมายความว่า พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอริยเจ้า ๒ พวกนี้ยังมีบุตรภรรยา มีอะไรตามธรรมดาเหมือน ที่คนธรรมดามี แต่ว่าปฏิบัติต่อเรื่องนี้อย่างถูกต้อง ไม่มีผิด ไม่มี โทษ ไม่มีอันตราย. ถาม : ฟังคำบรรยายแล้ว รู้สึกว่าหลักปฏิบัติใน พุทธศาสนามีมากมาย แล้วกระผมจะนำธรรมะข้อไหน มาใช้ ในชีวิตราชการ การครองเรือน ตลอดจนสังคมได้ ? ตอบ : นี้หมายความว่ายังสรุปความ ที่บรรยายมาแล้ว ! ไม่ได้ ขอให้นึกถึงข้อที่ว่า ความไม่เห็นแก่ตัว หรือ ความ

น.111 ๑๐๒ ไม่ยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละ เป็นหลักที่ใช้ได้ทั่วไปหมด ในชีวิต ส่วนตัว ส่วนราชการ หรือสังคมก็ตาม. ให้มีหลักเรื่องความ ไม่เห็นแก่ตัวนั่นแหละ เป็นหลัก แล้วปฏิบัติให้ถูกต้อง ให้พอดี. การปฏิบัติเรื่องความไม่เห็นแก่ตัวนี้ เป็นการปฏิบัติรวบ ยอด หรือหมดทุกชั้น ทุกข้อ ในพุทธศาสนา จนพูดว่า คำสอนทั้งแปดหมื่นสี่พันข้อนั้นรวมอยู่ในคำว่า "ไม่เห็นแก่ตัว" "ไม่ยึดมั่นว่าเป็นตัว หรือของตัว" ; เราทำไปด้วยการ เห็นแก่ธรรม อย่าเห็นแก่ตัว, นี่ข้อเดียวพอ ใช้ได้หมดทุก ระบบ. ทีนี้ ในการที่จะไม่ให้เห็นแก่ตัวนั้น มันก็อยู่ตรงที่ว่า จะต้องมองให้เห็นว่า ความเห็นแก่ตัวมันเป็นอันตราย เป็นโทษ แก่ตนเองอย่างไร แก่ผู้อื่นอย่างไร แล้วมีสติระวัง อย่าให้ความ เห็นแก่ตัวมันเกิดขึ้น. หากมันเกิดขึ้นก็ต้องรู้จักอาย รู้จักกลัว รู้จักเข็ดขยาด ต่อการเกิดความเห็นแก่ตัวทุกครั้ง. หากทำได้เรื่อย สติจะมาเร็วขึ้น ๆ จนความเห็นแก่ตัวไม่เกิดขึ้น. ดังนั้นท่านจะ เห็นได้ว่า ความเห็นแก่ตัว หรือ "ตัว" นั้น มันเป็นเพียงมายา หรือสิ่งที่ไหลเรื่อย เปลี่ยนแปลงเรื่อย มันทรงความเป็นอย่างนั้น ไปเรื่อยไม่ได้ เดี๋ยวมันก็ดับหายไป ดังนั้นมันจึงไม่เป็นไปตาม ต้องการของใคร. หากหัดมองให้เห็นความจริงข้อนี้ ความ

น.112 ๑๐๓ เห็นแก่ตัวจะไม่เกิด หากเกิดก็ต้องมีความละอาย ความกลัว ดังกล่าวแล้ว. ถาม : หลักปฏิบัติรวบยอด คือสติ กระผมอยาก ทราบว่าสติคือความระลึกได้ ระลึกในเรื่องว่าง ไม่มีตัวตน ใช่หรือไม่ ? หรือควรจะระลึกในสิ่งใด อย่างไร ? ตอบ : สิ่งที่เรียกว่า "สติ" นี้ คือระลึก หมายความว่า รู้สึกอยู่ว่า อ้ายความถูกต้อง หรือความจริงนั้น มันมีอยู่อย่างไร เช่นว่า อย่าให้ความเห็นแก่ตัวเข้ามาเกิดในใจได้ นี้ก็เรียกว่ามีสติ ดังนั้นรวมความแล้วก็คือ ต้องมีสติ อย่าให้เกิดความเห็นแก่ตัว นั่นแหละ เป็นคำพูดที่รวมหมดทุก ๆ ข้อ. ถาม : เอกสารชุดมองด้านใน มีคำว่า มองดูชีวิต ในด้านในนั้น หมายความถึงมองดูความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในจิต แต่ละครั้งทุกครั้ง. ทีนี้ขณะทำงานอยู่ เช่นกำลังพิจารณาคดี หรือคุยกับครอบครัวเพื่อนฝูงอยู่จะมองดูความรู้สึกภายในจิตใจ ได้อย่างไรกัน ?. ตอบ : เรื่องมองด้านใน เราหมายถึงเตรียมพร้อม อยู่เสมอ เมื่อมีเวลาว่างให้ศึกษาโดยการมองในด้านใน ให้มอง เห็นชีวิตในด้านใน เห็นโลกในด้านใน คือด้านลึก หรือด้าน ธรรมะนั่นเอง และได้ความรู้อย่างไรที่มันถูก มันมีประโยชน์นั้น

น.113 ๑๐๔ ก็ให้ความรู้นั้นมีหน้าที่ ที่จะมาควบคุมความเป็นอยู่ของเรา ในการพูด ในการสนทนา ในการสังคมอะไรก็ตาม ; แล้ว ประโยชน์ หรือความรู้ที่ได้มาจากการมองในด้านในนี้ มันมาก พอที่จะขจัดปัญหาต่าง ๆ ทางครอบครัว ทางสังคม ทางอะไรอื่น ได้อีก. เรื่องมองด้านในนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องนั่งสมาธิ ภาวนาอยู่ในที่นั่งอย่างนั้นเรื่อยไป แต่อาจมีได้ขณะกำลังทำอะไร อยู่ก็ได้ คือความรู้สึกมันลึกซึ้งกว่าธรรมดาอยู่เสมอ เป็นสติปัญญา ที่ลึกซึ้ง มองดู หรือฟัง หรือพูด หรืออะไรก็ตาม ให้มัน ลึกซึ้งไว้เสมอ อย่าเผลอสติในเรื่องนั้น เดี๋ยวความยึดมั่นถือมั่น หรือความเห็นแก่ตัว มันจะกระโดดเข้ามา. ป้องกันในด้านใน มองในด้านใน หมายความว่าอย่างนี้. แต่สำหรับเอกสารชุดที่ แจกไปนั้นมันเป็นเพียงหนังสือบทเรียน สำหรับให้ไปหัดมอง ในด้านใน ในโอกาสในเวลาเท่าที่มี ได้ความชำนาญในเรื่อง นั้นแล้ว จึงมาใช้ต่อสู้กับปัญหาเหล่านี้. ถาม : ความรู้สึกในทางจิตใจ รู้สึกว่าตัวตนมีอยู่ แต่ท่านอาจารย์กลับบรรยายว่า แท้จริงไม่มีตัวตน มีแต่ธรรม หรือธรรมชาติ อย่างนี้มิเป็นการฝืนข้อเท็จจริงไปหรือ ?

น.114 ๑๐๕ ตอบ : อันนี้ ขอให้ไปคิดดูใหม่ ตรงที่ว่า คำพูด มี ๒ ประเภท ถ้าพูดภาษาคนก็มีคน ถ้าพูดภาษาธรรมก็ไม่มีคน มีแต่ธรรม. ความรู้สึกว่า ฉันเป็นฉัน นี้มันเป็นกิเลส ประเภท ที่เป็นความเคยชินของกิเลส มันมีอยู่เรื่อย. ที่จริงนั้นมัน ก็ไม่ได้เกิดมีอยู่เป็นประจำอย่างนั้นเรื่อย แต่มันเกิดทุกที ที่เรา ไปสนใจอะไรเข้า ดังนั้นเราจึงรู้สึกเหมือนกะว่ามีตัวฉันอยู่เรื่อย ทำให้นึกไปว่ามันไม่ใช่เป็นของที่ถูกปรุง ไม่ใช่เป็นความคิดที่ถูก ปรุงขึ้นมาใหม่ ๆ แต่ละครั้ง ๆ. ความคิดที่เกิดขึ้นมาเป็นความ รู้สึกอย่างนี้ เรารู้สึกเป็นตัวตนอยู่เสมอ เราจึงถือว่าตัวตนมีอยู่ แล้วก็เถียงว่าตัวตนมีอยู่. แต่ทางธรรมะ เขาต้องการให้ดู ให้เห็นว่า อ้ายความรู้สึกนั่นแหละ มันเป็นเพียงปฏิกิริยา เกิดขึ้นตามกฎของธรรมชาติฝ่ายจิตใจ ที่ได้เห็นอะไร ได้ยิน อะไร แล้วปรุงแต่งเป็นความคิดอย่างนั้นขึ้นมา เป็นตัวฉัน ; อย่างนี้เรียกว่ามันเป็นธรรมชาติ มันไม่ใช่ตัวตน. ข้อนี้เข้าใจ ได้ยาก และถ้าคุณเข้าถึงความจริงข้อนี้ได้อย่างแจ่มแจ้งก็ต้องเป็น พระอรหันต์ หมายความว่ามองเห็นจริง ๆ ไม่ใช่เพียงแต่เข้าใจด้วย เหตุผล คือมองเห็นขนาดตัดความรู้สึกอันนี้ได้ ก็เป็นพระอรหันต์. ถ้าเข้าใจเรื่องนี้ได้โดยวิธีตรรก โดยเหตุผล นี่ก็ยังดี แต่แล้วมัน ก็เผลอ มีความรู้สึกเป็นตัวตนขึ้นมาอีกเป็นนิจ. ทีนี้เขาจึง สอนว่า เอ้า ! ถ้ายังอยากมีตัวตนก็ขอให้มีตัวตนอย่างดีไปก่อน

น.115 ๑๐๖ อย่างดีไปก่อน นานเข้า ๆ มันก็จะเห็นขึ้นเองว่าแม้ตัวตนอย่างดีนี้ มันก็ยังไม่ไหว ยังหนัก ยังต้องแบก. ทีนี้เราไม่อยากแบก เราจึงสลัดตัวตนทิ้งเสีย. เรื่องตัวตนที่ชั่วนั้น มันเหมือนกับ แบกก้อนหิน แต่ตัวตนที่ดีอย่างนี้ มันก็เหมือนกับแบกเพชร แบกพลอย ; แต่ถ้าเป็นการแบกแล้ว มันไม่ไหวทั้งนั้น. ที่จะเป็นความดับทุกข์สิ้นเชิง มันจึงต้องกระโดดไปถึงขั้นที่ ไม่มี ตัวตน. จะจริง หรือไม่จริง ในส่วนข้อเท็จจริงนั้น เราไม่พูดถึง แต่มันจริงในข้อที่ไม่มีทุกข์ ข้อที่ดับทุกข์ได้. ดังนั้นถ้ายัง ไม่อาจจะเชื่อในข้อเท็จจริง ก็ขอให้เชื่อในฐานะที่มันเป็น อุบายว่า อย่างนี้อย่างเดียวเท่านั้นที่จะดับทุกข์ได้จริง. ถาม : ความเห็นแก่ตัวมีขึ้น เพราะรู้สึกว่ามีตัว. ก็เมื่อตัวมีอยู่แล้ว ทำอย่างไรความเห็นแก่ตัวจึงจะลดลงได้ ? ตอบ : คำตอบก็อย่างเดียวกับเมื่อตะกี้นี้ ว่าถ้ายัง อยากจะมีตัว ก็เอาตัวที่ดีไว้ก่อน เห็นแก่ตัวที่ดี อุตส่าห์ทำดี ทำดี ทำดี ในที่สุดก็จะรู้สึกว่าอ้ายตัวนี้ มันก็ยังหนัก มันต้องแบก เมื่อนั้นจึงจะเข้าใจ ความไม่มีตัว. ความรู้สึกว่า "ตัว" เป็นได้ โดยอัตโนมัติทั้งนั้น เกิดมาโดยไม่ทันรู้สึก แล้วก็แสดงบทบาท อะไรเสร็จแล้ว ดังนั้นจึงต้องมีความรู้ มีสติปัญญามาก จึงจะขุด รากเง่ามันได้ คือตัดความเคยชินของมันได้.

น.116 ๑๐๗ ถาม : การกล่าวว่า ทุกศาสนาต่างก็ดีด้วยกันทั้งนั้น ถ้าผมจะไปพูดชักชวนให้ผู้ถือศาสนาอื่น หรือผู้ที่ยังไม่มีศาสนา โดยวิธีโน้มน้าวจิตใจ ไม่ใช่ไปบังคับขู่เข็ญ โดยบอกว่าศาสนา พุทธนี้ดีกว่าศาสนาอื่น ๆ โดยยกเหตุผลแห่งสาระสำคัญที่ดี ของพุทธศาสนาขึ้นมาอ้าง จึงควรที่ผู้นั้นจะได้มานับถือศาสนา พุทธเสีย อย่างนี้จะถือว่าพูดผิดไหม ? จะผิดมารยาทไหม ? พอดีพองามไหม ? ตอบ : ปัญหานี้ เพราะว่ามันเป็นปัญหาที่มีอยู่จริง พวกพระชาวต่างประเทศมาอยู่ที่สวนโมกข์ก็มาโดนปัญหานี้เหมือน กัน ในเมื่ออาตมาพูดว่า เนื้อแท้หรือหัวใจของทุกศาสนานั้น มันเหมือนกันไม่จำเป็นจะต้องเปลี่ยนศาสนา. ทีนี้พวกฝรั่งที่ เคยถือคริสเตียนมาก่อน ได้มาบวชเป็นพุทธ เป็นภิกษุ โดยหวัง ว่าจะมีพุทธศาสนาซึ่งดีกว่าศาสนาเดิม พวกนี้เขาต่อว่าอาตมา ก็เลยบอกให้เขาพิจารณาในทำนองที่เราได้พูดกันมาแล้ว ถึงเรื่องว่า ความไม่เห็นแก่ตัว ความไม่มีตัวของตัว มีแต่ของพระเจ้า ; แล้วพระเจ้านั้น คือธรรม นี้ให้เข้าใจ เมื่อเราเข้าใจศาสนา ทุกศาสนาดีแล้ว มันเป็นพุทธศาสนาไปหมดได้ ชี้ให้เขาเห็น หัวใจของพุทธศาสนาที่มีอยู่ในไบเบิลของคริสเตียน อย่างนั้น ๆ ในที่สุด เราก็ตกลงกันได้ว่า วิธีการของพุทธศาสนานี้เหมาะ

น.117 ๑๐๘ สำหรับมนุษย์สมัยวิทยาศาสตร์ วิธีการของศาสนาที่เอาพระเจ้า เป็นหลักนั้น มันกระทบกระทั่งกันกับพวกวิทยาศาสตร์. ฉะนั้น พุทธศาสนาก็ดีอยู่ในส่วนนี้แล้ว ไม่จำต้องไปเสียใจว่าเราทำอะไร ผิดพลาดหมด แต่ในที่สุด เมื่อเราเข้าใจหัวใจของศาสนาที่มี พระเจ้าแล้ว เราก็ไปสอนกันใหม่ ให้บิดามารดาที่ยังเป็นคริสเตียน นั้นเข้าใจคริสต์ธรรมให้ถูกต้องก็แล้วกัน แล้วมันก็จะเป็นศาสนา เดียวกันหมด. ในปัญหานี้ หากเราจะต้องไปดึงคนถือศาสนาอื่นมาถือ ศาสนาพุทธอย่างนี้ อยากจะพูดว่าอย่าเพ่อทำ ให้พยายามทำความ เข้าใจถึงความเหมือนกันในระหว่างศาสนา ให้เขาเข้าถึงศาสนา เดิมของเขา ให้ถึงที่สุดเสียก่อน โดยวิธีที่เราพูดและอธิบาย คือเขาจะรู้สึกได้เองว่า เขาเป็นทีเดียวหมดทั้ง ๓ ศาสนา อย่างนี้ยังดีกว่า แต่ถ้าเขายังไม่เอา เขาจะมารับหลักการปฏิบัติ ทางวิธีของพุทธ มันก็ได้เหมือนกัน อย่างนี้ไม่เรียกว่าเราทำอย่าง หลอกลวง หรือว่าตู่เอาหรือว่าอะไรเลย เราตั้งเจตนาที่ดีที่สุด เสียก่อน ให้ทุกคนมองในแง่ที่ว่า หัวใจของศาสนาทุกศาสนา เหมือนกันเสียก่อน เหลืออยู่แต่ว่าวิธีการของศาสนาใดมันมา เหมาะแก่โลกปัจจุบันนี้หรือไม่ มันก็เหมือนกับที่ไอน์สไตน์ว่า ศาสนาพุทธนั้น กลมกลืนกับวิธีการของทางวิทยาศาสตร์ ดังนี้.

น.118 ๑๐๙ ถาม : ผมเห็นว่า ศาสนาพุทธดีกว่าศาสนาอื่น ก็ตรง ที่ว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เชื่อเหตุผล ไม่ให้เชื่อพระองค์ ผมเห็นอย่างนี้ จะถูกหรือไม่ ? ตอบ : ข้อนี้ ก็เหมือนกันกับที่ได้บอกแล้วว่า คนในโลก แม้ปัจจุบันนี้ แม้ในเมืองไทยเรานี้ มันก็มีอยู่เป็นระดับ ๆ : พวกหนึ่งต้องใช้ความเชื่อเป็นเครื่องมือ, พวกหนึ่งต้องใช้การ อบรมจิตให้เข้มแข็ง บังคับความรู้สึกเป็นเครื่องมือ. แต่อีก พวกหนึ่ง ต้องใช้เหตุผลหรือปัญญา เป็นเครื่องมือ. เราไม่ สามารถจะใช้เหตุผล แก่คนที่เขาอยู่ในระดับหนึ่ง ซึ่งก็มีอยู่มาก ; ดังนั้นจะจูงให้เขาเชื่อให้ถูกวิธี แล้วก็ค่อย ๆ ให้มามีเหตุผล ทีหลังได้. แล้วเราก็อย่าถือว่าศาสนาอื่นที่ว่ามีความเชื่อเป็น หลักนั้น เป็นของงมงาย. ที่จริงเขากล่าวไว้ดี แต่สำหรับคนที่โง่ หรือว่าสำหรับคนที่ไม่มีการศึกษา ในถิ่นที่ปราศจากการศึกษา. ในดินแดนที่เดือดร้อนไปด้วยธรรมชาติไม่อำนวยนั้น มันก็ต้องมี การกระทำให้รวดเร็ว อย่างทันท่วงที โดยใช้ความเชื่อเป็นหลัก สำหรับระงับความเดือดร้อนในใจ ความกลัว ความอะไรต่าง ๆ. ถ้าเรามองกันแต่ในแง่นี้ว่า เมื่อมันตัดปัญหาเรื่องความทุกข์ ไปได้ละก้อ ต้องดีเท่ากัน แต่วิธีการของใครงดงามกว่า ฉลาดกว่า เป็นวิทยาศาสตร์กว่า มีคุณสมบัติพิเศษอื่น ๆ อีกด้วย อย่างนี้มันก็ไม่เหมือนกัน มันอาจจะมีดีกว่าได้. แต่เราอย่าเอา

น.119 ๑๑๐ ส่วนนี้เป็นหลัก เพราะว่ามันเกินความจำเป็น. ถ้าสำหรับคนที่ ไม่มีปัญญาแล้ว ความเชื่อย่อมดีกว่า แต่สำหรับคนมีปัญญาแล้ว การที่มีปัญญานี้ดีกว่าแน่. ถาม : หากทำดี ไม่ได้ดี ทำชั่วแต่ได้ดี ทำนองนั้น ก็ควรปลอบตัวเองว่า พระพุทธองค์ก็ตรัสแล้วนี่ ว่าเป็นอนิจจัง พระธรรมข้อนี้ดีมาก. ตอบ : ที่ว่าเรื่องดี เรื่องชั่ว ทั้ง ๒ อย่างเป็นอนิจจังนี้ มันก็เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งเพราะคนเราชอบดี ยึดมั่นในความดี แล้วมาสอนให้ไม่ยึดในความดี เหมือนอย่างที่ไม่ให้แบกเพชร พลอยนี้มันก็ถูกแล้ว แต่ต้องถือว่าเป็นสติปัญญาที่เหนือกว่า ; แต่มันก็เหมือนกับข้อที่แล้วมา ว่ามันยากแก่คนที่ไม่มีปัญญา เขาจึงยุให้เชื่อในความดี ให้ยึดมั่นในความดี ทำตามพระเจ้าว่า นั่นแหละเป็นความดี. ถาม : ผู้เผยแผ่ศาสนาอื่น ไม่อยู่ในลักษณะที่ เคร่งครัด เหมือนในพุทธศาสนาใช่ไหม ? ตอบ : ที่ว่าอย่างนี้ เราต้องระวัง เพราะว่าในศาสนาอื่น ในประเทศอินเดีย, ไม่ใช่หมายเฉพาะคริสเตียน หรืออิสลาม ในปัจจุบัน, ที่เขาเคร่งครัดเหมือนในพุทธศาสนา ก็มี. ในพุทธ- ศาสนานี้เราก็ไม่ได้มีหลักมุ่งจะใช้คนเคร่งครัด หรือไม่เคร่งครัด

น.120 ๑๑๑ แต่คนที่เคร่งครัด หรือคนที่น่าเลื่อมใส ไปเผยแผ่ศาสนานี้ย่อม ทำได้ดีกว่า และเมื่อศาสนามันละเอียด สุขุม ลึกซึ้งด้วยแล้ว ผู้ที่เขาปฏิบัติได้แล้ว มีความน่าเลื่อมใส ก็ย่อมเผยแผ่ได้ดีกว่า. อย่างนี้ก็ถูก ไม่ผิดแน่ การที่จะมีพระชนิดที่ยิงนกตกปลา หรือ ขี่จักรยาน ขับรถยนต์หรือทำอะไรก็ได้นั้นมันก็คงจะไม่เหมือนกัน กับพระในพุทธศาสนา แต่ถ้าว่าเขาปฏิบัติหน้าที่ของเขาและทำได้ สำเร็จ ในการที่เขาสามารถทำให้คนเข้าถึงพระเจ้าได้ ก็ยกให้เขา เถอะ มันเอาผลเป็นใหญ่. ————————

น.121 ปัญหา ที่มีขึ้นเมื่อนั่งที่ "ก้อนหิน" อาจารย์ตอบกลุ่มผู้พิพากษา ณ สวนโมกข์ ไชยา เมื่อ ๑๘ ก.พ. ๒๕๑๕ ถาม : ขอประทานอภัยครับ กระผมใคร่กราบ เรียนใต้เท้า ถามว่า ที่ว่า อวิชชากับวิชชานั้นกระผมได้เข้าใจ ความหมายในเรื่องสัมผัสแล้ว ส่วนคำว่า "อธิวจนสัมผัส" นั้น หมายความว่าอย่างไรครับ ? ตอบ : นี้เป็นคำสำคัญที่สุดอยู่ แต่แล้วไม่ค่อยเอามา พูดกัน จึงไม่เข้าใจธรรมะในพระพุทธศาสนาให้ชัดเจนได้. “‘อธิวจนะ" แปลว่า คำเรียกชื่อ เท่านั้น คำแทนชื่อหรือคำเรียกชื่อ ไม่ใช่ตัวจริง คือเป็นคำใช้คู่กันกับ "ปฏิฆะสัมผัส" สัมผัสที่มีของ จริงสองอย่างกระทบกันเรียกว่า "ปฏิฆะสัมผัส" คือ ตา กับ รูป กระทบกันอย่างนี้ เรียกว่า "ปฏิฆะสัมผัส". มันเป็นของคู่ที่มีไว้ ๑๑๒

น.122 ๑๑๓ สำหรับเพื่อกระทบ และเมื่อกระทบกันก็เรียกว่ากระทบ "ปฏิฆะ" แปลว่ากระทบ. ถ้าเป็นชื่อของกิเลสก็เป็นชื่อกิเลสประเภทความ โกรธ แต่ในกรณีอย่างนี้ไม่ใช่ชื่อของกิเลส เป็นชื่อของกิริยาอาการ ว่ากระทบ : พอ ตา กับ รูป เป็นตัวอย่างนะ ตากับรูปกระทบ เรียกว่า "ปฏิฆะสัมผัส" สัมผัสด้วยการกระทบ. หลังจากสัมผัส ด้วยการกระทบของตากับรูปแล้ว เกิดเป็นผลอะไรขึ้นมา จิตจะ รู้สึกต่อผลอันนั้นอีกทีหนึ่ง อันนี้แหละเรียกว่า "อธิวจนสัมผัส" สัมผัสทางชื่อ สัมผัสทางนามธรรม คือพลอยเรียกว่าสัมผัสเท่านั้น เอง. "อธิวจนะ" นี้เหมือนกับว่า คำพูดที่ใช้เรียกแทนเป็น ไวพจน์ เป็น synonym มีอาการเหมือนกระทบ แต่ไม่ใช่ กระทบแท้ เรียกในบาลีว่า "อธิวจนสัมผัส" ในภาษาไทยยังไม่ได้ พูดกันเป็นที่รู้จัก ก็ต้องเรียกเป็นภาษาบาลีไปก่อน. ในตอนที่เป็นอธิวจนสัมผัสนี้ คือตอนที่สำคัญที่จะเกิด เรื่องเกิดราวเป็นกิเลสก็ตอนนี้แหละ. ถ้าพ้นอธิวจนสัมผัสเป็น ไปได้ถึงอวิชชา แปลว่าอวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องได้ตอนนี้ มันก็เป็น อวิชชาสัมผัส. ลำพังปฏิฆะสัมผัสเฉย ๆ คือ ตา กับ รูปกระทบ กันนี้ยังไม่แน่ว่าจะวิชชา หรือจะอวิชชา เช่นตาเห็นรูปนี้เป็น ปฏิฆะสัมผัส ฉะนั้นรูปสวยเกิดความรู้สึกในความสวย และจิต มารับเอาความสวยนี้อีกทีหนึ่ง อย่างนี้ เรียกว่า "อธิวจนสัมผัส".

น.123 ๑๑๔ ทีนี้ถ้าตอนนี้ไม่มีสติสัมปชัญญะพอ ก็จะกลายเป็นอวิชชาสัมผัส คือจะรักในความสวย หรือว่าถ้ารูปมันไม่สวยมันก็เกิดอวิชชาสัมผัส ในทางที่ว่าจะเกลียดรูปที่ไม่สวย ; จะมีหลักอย่างนี้เหมือน กันหมดทั้งในเรื่อง หูกระทบเสียง, กลิ่นกระทบจมูก, ลิ้น กระทบรส, ผิวกายกระทบสัมผัสทางผิวกาย. นี่มันจะมีอาการ เป็นปฏิฆะสัมผัสก่อน แล้วจึงมาเป็น อธิวจนสัมผัส. ในระยะ แห่งอธิวจนสัมผัส ถ้าไม่เกิดสติสัมปชัญญะขึ้นมามันก็จะกลายเป็น อวิชชาสัมผัส แล้วก็มีเรื่องสำหรับที่จะเกิดกิเลสและเป็นทุกข์. เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากและก็น่าสนใจที่สุด เป็นหลักใน พระพุทธศาสนา. ขอให้จำเอาไปไว้สำหรับสังเกตดูจนเข้าใจ เราจะมีการกระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนัง อยู่เรื่อยไป. รู้เรื่องว่ามันจะเป็นสัมผัสอย่างไรชนิดไหนขึ้นมา ควบคุมให้ดี เช่น ตากระทบรูปขั้นนี้หยุดเสียก่อน อย่าเพ่อไป อะไรเข้า ให้มีสติเสียก่อนจึงค่อยว่าจะทำอย่างนั้นจะทำอย่างนี้ก็ได้ ; อย่าให้เกิดกิเลสได้แล้วเป็นดี. หูได้ยินเสียงก็เหมือนกัน ทางตา นี้แหละมันเป็นมากเป็นง่าย เดี๋ยวเห็นนั้น เดี๋ยวเห็นนี่. เดี๋ยวนี้เราทอดสายตาไปยังต้นไม้ ไปยังตึก ไปยังนั้น ยังนี้ ตามธรรมดาปฏิฆะสัมผัสมันก็ตายด้าน เพราะมันไม่มี ความหมายอะไรแก่เรา. เห็นต้นไม้เห็นก้อนหินเห็นตึกเหล่านี้ มันยังไม่มีความหมาย (เว้นแต่มันเป็นกรณีพิเศษที่เห็นตึกแล้ว

น.124 ๑๑๕ เกิดความหมาย เห็นต้นไม้แล้วเกิดความหมาย) มันไม่เหมือนกับ กรณีที่เห็นรูปคนที่เราเกลียดชัง ข้าศึก คู่อาฆาต พอเห็นหน้า เท่านั้นแหละ ปฏิฆะสัมผัสเกิดแล้วก็เปลี่ยนเป็นอธิวจนสัมผัส เป็นอวิชชาสัมผัส เกิดความโกรธ ความเกลียด เกิดความ เดือดร้อนรำคาญขึ้นมา. เดี๋ยวนี้มองก้อนหินมันก็หยุดแค่ ปฏิฆะสัมผัส ตายด้านไม่เกิดกิเลส. แต่ถ้ามันเกิดเป็นทองคำหรือ เพชรพลอยขึ้นมา มันไม่หยุดตายด้าน มันจะปรุงไปจนถึงกับว่า อยากได้ อยากเอา อยากอะไร เพราะมันเป็นทองคำไม่ใช่ก้อนหิน. ปฏิฆะสัมผัสจะเป็นไปตามธรรมดาอยู่เสมอ หลีกไม่ได้ เพราะเรา ยังลืมตาอยู่ ยังไม่ได้หลับตา ฉะนั้นเหลียวไปทางไหน มันมี ปฏิฆะสัมผัส สัมผัสแห่งการกระทบ. ถ้าจะเป็นอธิวจนสัมผัส ต้องมาจากความหมายของสิ่งที่เห็นนั้น และก็จะมีอวิชชาสัมผัส สำหรับจะรักหรือจะชัง. ถ้าเราจำคำ ๓ คำไว้ได้ มันก็เข้าใจได้ : ปฏิฆะสัมผัส คำหนึ่งทีแรก สัมผัสของของสองอย่างที่มีหน้าที่สัมผัส และ อธิวจนสัมผัสคือสัมผัสของจิตที่จะเข้าไปสัมผัสต่อผลของการสัมผัส ทีแรก ; ถ้าไม่มีสติเกิดขึ้นในเวลานั้นก็กลายเป็นอวิชชาสัมผัส แล้วก็เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง. ถ้าอยากจะละ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ต้องศึกษาเรื่องนี้ แล้วมี

น.125 ๑๑๖ ความสำรวมระวังให้ดี ให้เร็ว ให้ทันกัน จึงจะป้องกันไม่ให้ เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง. ทีนี้ต้องทราบไว้ด้วยว่า เราเกิดความโลภทีหนึ่ง มันจะเกิดอาสวะ หรืออนุสัยเกี่ยวกับ ความโลภเพิ่มขึ้นครั้งหนึ่ง คือจะโลภเก่งมากขึ้นไปอีก ทุกคราว ที่เราได้มีความโลภ. อย่างโกรธเข้ามาทีหนึ่งนี้ มันจะเพิ่มความ เก่งในการที่จะโกรธมากขึ้นอีก. ความเก่งที่จะโลภ ความเก่ง ที่จะโกรธ ความเก่งที่จะหลง ทีหลังนี้เขาเรียกว่าอาสวะบ้าง อนุสัยบ้าง กล่าวคือความเคยชินที่จะโลภ จะโกรธ จะหลงนั้น มันเพิ่มขึ้นทุกที ๆ. ฉะนั้นถ้าเราหยุดเสียได้ทีหนึ่ง มันก็ลด ความเคยชินลงไปได้. หยุดได้บ่อย ๆ มันก็ลดความเคยชิน ลงไปได้. ทีนี้ กิเลส, อาสวะจะร่อยหรอไปและสิ้นไป. ถ้าสิ้น จริงก็เป็นพระอรหันต์ คือสิ้นอาสวะ สิ้นกิเลสนี้. แต่เดี๋ยวนี้ เรามันไม่เก่งในทางนั้น เราเก่งในทางที่จะเพิ่ม ไม่เก่งในทางที่ จะลด : อะไรมารัก ก็รัก อะไรมาโกรธก็โกรธ อะไรมาหลงก็หลง ทีนี้ มันก็เพิ่มอาสวะที่จะโลภ จะโกรธ จะหลงมากเกินไป. เมื่อต้องการจะละ จะบรรเทาก็ต้องทำ : มาให้โกรธอย่าโกรธ มาให้รักอย่ารัก แล้วมันจะลดอำนาจของความเป็นอย่างนั้นลงไป ๆ เรียกว่า นำไปสู่ความสิ้นอาสวะ. ฉะนั้นขอให้มีสติทุกคราวที่มี ปฏิฆะสัมผัส ถ้าไม่ทันตอนปฏิฆะสัมผัสก็ให้ทันตอนอธิวจนสัมผัส แล้วมันก็รอดตัวคือไม่มีอวิชชาสัมผัส. เมื่อเป็นอยู่อย่างนี้บ่อย ๆ

น.126 ๑๑๗ อาสวะจะค่อยๆ เบาบางไป จะเปลี่ยนเป็นตรงกันข้าม. นี่ถ้ามีสงสัย อะไรอีกก็ให้ถามเรื่องนี้ให้หมดให้สิ้นกระแสความของเรื่องนี้เสียที มีอะไรอีกไหม ? ถ้าไม่มีก็เรื่องอื่น. ทีนี้ ก็เรื่องอื่น คนอื่น ถามได้อีกกว่าจะหมดเวลาที่มี ที่เรานั่งพูดคุยกันนี้ นี่แหละคือ โรงเรียนธรรมชาติ. ผู้ถาม : พระคุณเจ้าที่เคารพ กระผมขอเรียนถาม ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของผู้พิพากษานะครับ คือว่าผู้พิพากษา ในคดีอาญานั้น บางครั้งจะต้องตัดสินจำคุกจำเลย บางโอกาส ก็อาจจะทำให้จิตใจของผู้พิพากษานี้มัวหมอง ไม่สบายใจ อันนี้ ถ้าหากว่าตามทางธรรมที่ถูกต้อง ควรจะวางใจอย่างไรครับ ? ผู้ตอบ : ปัญหาเรื่องนี้เคยถามกันมาบ้างแล้ว ดูเหมือน จะตั้งแต่การอบรมครั้งแรก ๆ ปี ๙๙ และเราก็ตอบเรื่อย ๆ มา. เรื่องอย่างนี้กินความเนื่องกันไปหมดถึงพวกเพชฌฆาต ผู้ทำตาม คำสั่งของผู้พิพากษา และยังขยายตัวออกไปถึงพวกทหารที่ไปรบ ไปเป็นตำรวจโลก. นั่นแหละมันเป็นความจำเป็นที่เห็นได้ชัด ที่เราจะต้องรู้เรื่องนี้ให้ถูกต้อง มิฉะนั้นเราจะไม่สบายใจ. ข้อแรกมันก็เกี่ยวกับข้อเท็จจริง ว่าเรามีอำนาจฆ่าเขา หรือเปล่า ? หรือมีอำนาจสั่งเอาตามชอบใจเราหรือเปล่า ? หรือ ว่าเป็นเพียงผู้รับมอบให้วินิจฉัยความผิดถูกอย่างไร และเราก็ทำ

น.127 ๑๑๘ ไปตามตัวบทกฎหมาย ? ที่เราระบุว่าไปตามตัวบทกฎหมายนั้น มัน ต้องเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่เจตนาจะฆ่าเขา ไม่ใช่สิทธิอำนาจส่วนตัว เรา เราทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเพื่อระบุข้อเท็จจริงหรือว่าความ ถูกต้อง ความยุติธรรมอะไรเท่านั้น. เราควรจะสบายใจเสียอีก ที่ว่าได้ทำประโยชน์ที่สูงสุด คือหน้าที่ที่มีเกียรติสูงสุด. เราทำ ในใจให้บริสุทธิ์อย่างที่สอนกันอยู่ว่าไม่มีอคติ ทำตัวเป็นผู้พิจารณา ข้อเท็จจริงและระบุไปตามความจริง. มันต้องช่วยกันทำ ทำคนเดียวไม่ได้ เกิดเป็นสถาบันนี้ขึ้นมา โดยถูกมอบหมายอำนาจ ให้. ทำในนามของ "มนุษย์" ที่ได้มอบหมายให้เรา. แม้จะเรียก ว่าสถาบันของกระทรวง สถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ยังไม่จริง เท่ากับ "สถาบันของมนุษย์". นี่ตั้งสถาบันยุติธรรมขึ้นมา ให้กว้างว่าเป็นของมนุษย์ไว้ดีกว่า มันจะปิดกั้นหมด ไม่ให้มีทาง รู้สึกว่าเรามีอะไรที่เป็นเรา. จะเข้าใจง่ายก็ให้คิดเลยไปถึงเพชฌฆาต เขามีหน้าที่ ที่ทำตามบทบัญญัติของกฎหมาย เขาไม่มีเจตนาจะฆ่าคน. แต่ถ้า เขาเป็นเพชฌฆาตขี้เมาและสนุกในการฆ่าคน เขาก็เป็นบาป. ฉะนั้นเขาจะต้องมีจิตใจที่มีปรัชญา มีอุดมคติที่ถูกต้องเหมือนกัน จึงจะไม่เป็นบาป. ทหารก็เหมือนกัน ทหารขี้เมาไปรบเพื่อเอา ประโยชน์ส่วนตัวอย่างนี้บาป ; แต่ถ้าทหารมีอุดมคติรู้ว่าเรารับ

น.128 ๑๑๙ หน้าที่รักษาความถูกต้อง ความเป็นธรรมของมนุษย์ในโลก แล้วก็ทำไปให้มันถูกต้องและเป็นธรรม อย่างนี้ไม่บาป. เพราะ ฉะนั้นอย่าโน้มเอียงไปในทางที่ว่า รบเพื่อประเทศชาติของเรา หรือพวกเรานี้อย่า อย่าดีกว่า : เรายิงปืนออกไปเพื่อความ ถูกต้อง เพื่อความเป็นธรรมตามที่เราเชื่อแน่ว่าเป็นธรรมอย่างนี้ ไม่บาป เพราะไม่มีเจตนาจะฆ่าคน มีเจตนาจะรักษาความเป็น ธรรม. แต่ถ้ารับจ้างรบเอาประโยชน์ส่วนตัว อย่างนี้ก็ไม่พ้นที่จะ ต้องเป็นบาป. และบางทีก็มีวิธีหลีกเลี่ยงด้วยปรัชญาอันธพาลก็มี เช่น สอนว่าชีวิตนี้ไม่มีตัวมีตน การฆ่าไม่มีความหมาย ลูกปืน ลอดไประหว่างปรมาณูอย่างนี้ก็มีเหมือนกัน เพื่อว่าให้ทหาร ของเขามีกำลังใจที่จะรบ คัมภีร์ของพวกฮินดูที่ใช้เพื่อประโยชน์ แก่การนี้ก็มี หรือว่าแกล้งเอาไปใช้เพื่อประโยชน์ของตัวก็มี เช่น คัมภีร์ภควัตดีตาสอนเรื่องสุญญตา เรื่องอนัตตาเพื่อให้คน กล้าปฏิบัติหน้าที่ มิฉะนั้นคนก็กลัวอย่างที่ว่าเมื่อตะกี้นี้ กลัวว่า จะเป็นบาปในการฆ่าคนที่มีความผิดที่ควรฆ่า. เขาเลยแนะว่ามัน ไม่บาป ในส่วนนั้นก็ไม่บาปเพราะว่าไม่มีคนที่ถูกฆ่า ; อย่างนี้ อาตมาไม่เห็นด้วย. คิดว่าทางที่ดีควรจะทำจิตใจอย่างอื่น ว่าเรา บูชาธรรม บูชาความเป็นธรรม ความยุติธรรม เราทำเพื่อธรรม ก็แล้วกัน อย่าทำเพื่อเรา อย่าวกมาหาเรา อย่าเพื่อประโยชน์ แก่เรา แล้วมันไม่บาป. เพราะบาปเขาเล็งถึงเจตนา เจตนา

น.129 ๑๒๐ ที่เป็นกิเลส ที่เห็นแก่ตัว ที่เป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง. เพราะฉะนั้นก็เลยไปด้วยกันได้ ผู้พิพากษาสั่งประหารชีวิต หรือ เพชฌฆาตทำหน้าที่ประหารชีวิต หรือทหารที่รบเพื่อความถูกต้อง ที่เจตนาบริสุทธิ์เหล่านี้ ไม่ถือว่าบาปเพราะฆ่าคน ; ทั้งในใจ ก็ต้องเป็นอย่างนั้นจริง ๆ นะไม่ใช่แกล้งว่า. ถ้ายังกลัวอยู่ ยังลังเลอยู่ ยังสงสัยอยู่ ก็ไปทำความเข้าใจ ให้มันแจ่มแจ้งให้มันหมดความลังเล. สำหรับผู้พิพากษานี้ค่อย ยังชั่วกว่าพวกเพชฌฆาต หรือค่อยยังชั่วกว่าทหารที่จะต้องยิงปืน ออกไป หรือผู้ที่จะมีหน้าที่หย่อนลูกระเบิดปรมาณูอะไรนี้ก็ยิ่งยาก ยิ่งทำจิตใจยาก. เดี๋ยวนี้คนก็รู้อยู่ว่ามันไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม ทั้งนั้น แล้วรับจ้างมารบบ้าง โกรธแค้นแล้วจึงรบเขาบ้าง จึงฆ่า บ้าง อย่างนั้นดูว่าจะไม่พ้นจากบาป ; มันก็เลยเป็นโลกที่ เต็มด้วยบาป. แต่พุทธบริษัทเราก็ควรจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่เรา จะทำได้. ครั้งหนึ่งมีพวกอเมริกันเป็นครูมาสอน เป็นพวก Peace corp. อุตส่าห์มาถามที่นี่ มาถามอาตมาว่าพอเขากลับไปอเมริกา คราวนี้ก็จะถูกส่งมาเป็นทหาร และเขาก็รู้ว่าไม่ควรฆ่าคนเหล่านั้น เลย คนเหล่านั้นไม่มีความผิด เขาไม่อยากจะฆ่าเขากลัวบาป ทีนี้เขาจะหนีไม่เป็นทหารก็จะถูกจับขัง เขาจะทำอย่างไรดี ? นี่เป็น

น.130 ๑๒๑ ปัญหาที่อาตมาตอบยากที่สุด ก็เลยได้ตอบไปอย่างที่เรียกว่าขอไปที ว่า หลักธรรมะมันมีอยู่ว่า คุณมีเจตนาอันแท้จริงอย่างไร ? ใน การที่ยิงปืนออกไปนี้. ถ้าเพื่อความเป็นธรรมของโลกก็ไม่บาปซิ. ทีนี้เขาบอกว่าเขาทำไม่ได้ เพราะเขารู้อยู่ว่ามันไม่ควรจะฆ่าเขา มันไม่เป็นความถูกต้องเลยที่จะมาฆ่าพวกอินโดจีนนี้ เขาอยากจะฆ่า ตัวเองตายมากกว่า ปัญหามีอยู่อย่างนี้. นี้มันเป็นเรื่องในโลก ; ความจริงเขาก็คงเป็นคนขลาดอยู่ด้วย นี่เราเอามาพิจารณาความ หมายดู ถ้าต้องทำก็ต้องทำใจให้บริสุทธิ์ ถ้าไม่สมัครก็เปลี่ยน อาชีพเสียซิ. อย่าเป็นเพชฌฆาตหรืออย่าเป็นทหารซิ เปลี่ยน อาชีพเสีย. แต่ถ้าทำ หรือต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ ก็ต้องทำให้ ถูกต้องที่สุด มีเจตนาที่บริสุทธิ์ ; ถ้ามองไม่เห็นเจตนาก็หนีทัพ เสียดีกว่า หรือว่าลาออกเสียจากหน้าที่. ทีนี้ปัญหาที่จริงมันมีมากกว่านั้นอีก คือว่าเราจะจัดการ อย่างไรกับพยาธิในท้อง นี่มันเป็นปัญหาที่ใกล้ชิด เมื่อต้องกิน ยาถ่ายตัวพยาธิเข้าไป จะต้องทำจิตใจอย่างไร นี่มันยิ่งกว่าที่จะ พิพากษาบังคับคดีเสียอีก มันเห็นชัดอยู่ว่ายานี้กินเข้าไปตัวพยาธิ ตายแน่ แล้วก็เพื่อชีวิตเรา ไม่ใช่เพื่อความเป็นธรรมของใคร. เรื่องอย่างนี้เขาก็มีปรัชญาหรือมีอะไรคล้าย ๆ กันนั้นแหละ ที่ว่า การป้องกันชีวิตเป็นความยุติธรรม ใคร ๆ มีสิทธิที่จะป้องกันชีวิต

น.131 ๑๒๒ ได้เท่าไหร่ก็เป็นความยุติธรรม ความถูกต้อง. นี้ที่เราจะต้องเลือก เอาระหว่างสองชีวิตนี้ เราก็มีสิทธิที่เราจะใช้ความเป็นธรรมของเรา เพราะฉะนั้นกินยาเพื่อความรอดโดยสิทธิอันชอบธรรม นี่แหละ ผู้พิพากษาไปคิดดู แต่อาตมาก็อ่านพบในพระคัมภีร์แม้พระอรหันต์ ก็ฉันยาถ่ายเหมือนกัน แต่ด้วยจิตใจอย่างไรนั้นมันอธิบายยาก สำหรับพระอรหันต์นั้นเขาเรียกว่า "ปาปมุติ" คือพ้นจากความ เป็นบาป ไม่มีจิตใจที่เจตนาจะฆ่าอะไรได้แม้แต่เซลล์สักเซลล์หนึ่ง ฉะนั้นจิตใจมันพ้นไปเสียแล้ว มันก็กินได้. ทีนี้เรามันไม่พ้นนี่ มันลังเล มันเชื่ออยู่ว่า กูเกลียดมึง กูจะฆ่ามึงเสียให้หมด ; แต่ก็ต้องรู้จักทำจิตใจเหมือนกันแหละ แม้คนธรรมดานี่แหละ จะกินยาถ่าย หรือว่าจะไล่มด ไล่แมลง หนู หรือว่าเรือดไร พวกนี้ก็ต้องรู้จักทำใจให้บริสุทธิ์ ไม่อย่างนั้นจะเศร้าหมอง และ จะมีความทุกข์. สิทธิที่จะป้องกันชีวิตของเรามีเท่าไรก็ควรใช้ให้ มันถูกต้อง และเมื่อจะใช้ลงไปก็ต้องทำจิตใจให้บริสุทธิ์จริง ๆ. พุทธศาสนาก็ไม่ได้บัญญัติอะไรงมงาย คือบัญญัติ ไว้เหมือนกับวิทยาศาสตร์เหมือนกันแหละ คือจะตราว่าผิดก็ต้อง เจตนาที่จะฆ่า แกล้งฆ่า หรือเจตนาจะฆ่า ; ไม่ใช่เจตนา ป้องกันตัว : ให้ทำไปได้โดยเจตนาป้องกันตัว และก็ยังแบ่ง เป็นชั้น ๆ ชั้นดี ชั้นธรรมดา. เช่น เป็นภิกษุนี้จะฆ่าต้นไม้ สักต้นหนึ่งก็ไม่ได้ เป็นอาบัติ เป็นโทษ เท่ากับฆ่าสัตว์ตัวหนึ่ง

น.132 ๑๒๓ เหมือนกัน ; แต่ถ้าเป็นอุบาสกอุบาสิกาได้ ฆ่าต้นไม้สักต้นหนึ่ง ก็ไม่ถือว่าผิดอะไร นี่จะเห็นได้ว่าอยู่ที่ชั้นของการบัญญัติด้วย เช่นว่านี้เป็นวินัย เป็นเรื่องวินัย ก็ถือหลักว่าเมื่อวินัยมันมีอยู่ อย่างนี้ ในโลกยอมรับกันอย่างนี้ โดยทางศีลธรรมอย่างนี้. ผู้พิพากษามีสิทธิ มีหน้าที่ มีความถูกต้อง ที่จะระบุ ความผิดของจำเลย และสั่งบอกให้ผู้มีหน้าที่จัดการไปตามนั้น ไม่ควรจะมีบาปอะไร. ทีนี้ถ้าหากจะแย้งก็แย้ง มันก็พูดได้ แต่ตามหลัก แล้วอาตมาก็พูดได้แต่ตามหลักที่มันมีอยู่ในคัมภีร์ เผื่อตรงไหนยังสงสัยก็ถามได้ อย่าให้เกิดความลังเลสงสัยอยู่ ควรทำให้เกลี้ยงไปเสีย มันจะไม่มีอวิชชา. ความลังเลนั่นก็เป็น อวิชชา ไม่แน่ใจก็เป็นอวิชชา เป็นฝ่ายกิเลส. ฉะนั้นควรถาม ปัญหาที่ไม่ชัดเจน หรือคำบรรยายตอนไหนที่ไม่ชัดเจนก็ได้ ; หรือปัญหาอื่นใด ที่เนื่องกันก็ได้ โรงเรียนนี้สบายไหม ? อาตมาว่าดีกว่าในตึกนั้น เห็นไหมตึกนั้นสร้างเป็นแสนเป็นล้าน บาท นี่ไม่ได้เสียเงินเลย ทำกันเอง. ถาม : กระผมจะขอกราบเรียนถามว่า การที่จะ ปฏิบัติตนให้เป็นพระอรหันต์ จะเริ่มต้นการปฏิบัติตั้งแต่ระยะ ใด ? แล้วมีสิ่งใดที่จะพอแสดงให้รู้ว่า ผู้ใดสำเร็จเป็นพระ อรหันต์แล้ว ครับผม ?

น.133 ๑๒๔ ตอบ : นี่ถาม ๒ ปัญหา ว่ามีอะไรแสดงว่าเป็น พระอรหันต์หรือไม่ ? และถามว่าจะเริ่มปฏิบัติเพื่อความเป็นพระ- อรหันต์ตั้งแต่เมื่อไร ? มันจะต้องตอบว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อเรารู้ว่า ความเป็นพระอรหันต์นั้นมันมีประโยชน์. เมื่อใดรู้ว่ามันมี ประโยชน์มีค่าสูงสุด ก็เริ่มตั้งแต่เมื่อนั้น. แต่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้ประหลาดที่สุด ที่เอามาตอบแก้ปัญหาข้อนี้ได้ คือ พระองค์ตรัสว่า ถ้าคนเหล่านี้จะเป็นอยู่กันโดยชอบ โลกจะ ไม่ว่างจากพระอรหันต์" โลกจะไม่สิ้นพระอรหันต์ ถ้าคนเหล่านี้ จะเป็นอยู่กันโดยชอบ เพราะฉะนั้นขอให้คนเหล่านี้เป็นอยู่กัน โดยชอบ คือเป็นอยู่ชนิดที่กิเลสเกิดยาก เกิดไม่ได้ คือเป็นอยู่ ด้วยสติสัมปชัญญะที่มีการคิด การพูด การทำอะไรก็ให้มันถูกต้อง ก็คือเรื่องอริยมรรคมีองค์แปดถูกต้องทั้ง ๘ ประการนั้น อยู่อย่าง นั้นแหละ มันก็จะใกล้ ๆ ความเป็นพระอรหันต์เข้าไปทุกที โดย อัตโนมัติ โดยธรรมชาติ. ก็เหมือนกันกับที่พูดเมื่อตะกี้นี้ว่า เราไม่ให้โอกาสแก่กิเลสเกิด เพราะฉะนั้นอำนาจที่จะเกิดความ เคยชินที่จะเกิดมันลดของมันเอง เหมือนกับว่าเอาไปกักไว้ให้ อดอาหารอย่างนั้นแหละ มันก็ตายเองแหละ เราอย่าให้มันได้กิน อาหาร มันก็ผอมและตายเองแหละ. ระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจให้ดี อย่าให้อารมณ์เข้าไปหล่อเลี้ยงกิเลสได้ คืออย่าให้

น.134 ๑๒๕ มันเกิดกิเลสได้ กิเลสก็จะร่อยหรอ จะลดกำลังที่จะเกิด ก็เป็น พระอรหันต์ได้โดยอัตโนมัติ. แต่เรื่องเป็นพระอรหันต์นี้แปลก ถ้ายิ่งอยากเป็นแล้ว ยิ่งไม่ได้เป็นนะ ; ฟังออกไหม ? ยิ่งอยากเป็นแล้วจะยิ่งไม่ได้ เป็น ทั้งนี้เพราะมันมีความอยาก เพราะอำนาจของความอยาก ประเภทกิเลสนั่นแหละ ; แต่เราต้องรู้ว่ามันเป็นอย่างนั้น แล้วก็ไม่มีทุกข์อย่างนั้น แล้วก็ทำอย่างนั้นก็แล้วกัน กล่าวคือ มีความประสงค์ประเภทที่มีวิชชา อย่ามีความประสงค์ประเภทที่มี ตัณหาคืออยากด้วยความเห็นแก่ตัว อยากเป็นพระอรหันต์ด้วยความ เห็นแก่ตัวนี้ ไม่มีทางพบกันกับความเป็นพระอรหันต์. แต่ถ้า รู้จริงในข้อที่ว่าทำอย่างนั้นมันเป็นทุกข์ อย่าทำ แล้วมันก็จะใกล้ ความเป็นพระอรหันต์เข้าไป คืออยู่ให้ดี ๆ. ที่จริงมันก็อยู่ดี อยู่ในตัว นี่เรามองข้ามของดี. ตามธรรมชาตินี้มันอยู่ถูกต้อง ของมันอยู่ในตัว ที่ผิดไปนี้เพิ่งเกิดทั้งนั้น. ถ้าเราอยู่เฉย ๆ ตาม ธรรมชาติ นี้ไม่มีบาปและจิตก็สงบด้วย แล้วก็ไม่โง่ด้วย คือมัน ไม่ต้องการอะไร. พวกที่เขามองเห็นในแง่นี้เขาพูดกลับตรงกัน ข้ามเลยว่า อย่าไปทำอะไร ให้อยู่นิ่ง ๆ อยู่นิ่ง ๆ ด้วยความถูกต้อง มันมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา อยู่ในตัวธรรมชาติแก่กล้าขึ้นไปเอง. เดี๋ยวนี้เรามันไปทำผิด ไปอยากอย่างนั้น ไปอยากอย่างนี้ มัน ก็เลยขาดศีล, หรือไม่เป็นสมาธิ คือฟุ้งซ่านขึ้นมา, และโง่

น.135 ๑๒๖ ที่ไปอยาก ; เพราะฉะนั้นตามปกติธรรมดาแท้ ๆ นั้น ธรรมชาติ เดิม ๆ ของมันก็ไม่ค่อยมีอะไร ไม่โกรธใคร ไม่อะไร ไม่ฟุ้งซ่าน. ความฟุ้งซ่านนี้เพิ่งเกิดเมื่อเห็นแก่ตัว เห็นแก่นั่นแก่นี่มากขึ้น เพราะฉะนั้นการตั้งต้นเพื่อเป็นพระอรหันต์นี้ มันควรจะตั้งต้น เมื่อเริ่มรู้เรื่องของพระอรหันต์ แล้วก็ควบคุมให้มันดำเนินไปตาม ทางที่ถูก อย่าไปอยากด้วยความเห็นแก่ตัว ก็เป็นอยู่โดยชอบเอง เรื่อยๆ คือเป็นไปเรื่อยๆ ; พูดอีกทีหนึ่งมันมีความบริสุทธิ์ สะอาด สว่าง สงบ อะไรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ. ทีนี้ปัญหาที่สอง ที่ว่ามีทางสังเกตอย่างไร ? จะรู้จักว่า เป็นพระอรหันต์หรือไม่ ? ถ้าถือตามเรื่องราวในพระคัมภีร์ก็มี ปรากฏอยู่ว่าเป็นพระอรหันต์แล้วผู้อื่นไม่รู้นี้ก็มีมากเหมือนกัน และ มีหลักว่าจะรู้ว่าใครเป็นพระอรหันต์หรือไม่เป็นนี้ต้องเหนือกว่า ผู้นั้นต้องเหนือกว่าจึงจะรู้ว่าคนนี้เป็นหรือไม่เป็น ; ก็หมายความ ว่าพระอรหันต์เท่านั้นที่จะรู้เรื่อง ความเป็นพระอรหันต์ของผู้อื่น. แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีว่า พระอรหันต์บางองค์ก็มีผู้ที่ไม่รู้ว่าเป็นพระ อรหันต์ก็มี. หมายความว่าพระอรหันต์ทั้งหลายไม่รู้ว่าคนนี้ องค์นี้เป็นพระอรหันต์อย่างนี้เรื่องก็มีเหมือนกัน ; เพราะฉะนั้น เอาแน่ไม่ได้ จึงถือว่าเป็นปัจจัตตัง ; ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ-เป็นของรู้ได้เฉพาะตน.

น.136 ๑๒๗ ทีนี้คงจะถามว่าถ้าอย่างนั้นเราจะไปปฏิบัติเอาอย่างใคร ถ้าไม่รู้ว่าใครเป็นพระอรหันต์หรือไม่เป็น ? คงจะถามขึ้นว่าจะเอา ใครเป็นตัวอย่าง. เรื่องนี้ก็ต้องอาศัยหลักเกณฑ์ชุดอื่น ประเภท อื่นที่มีอยู่ว่า เมื่อมองเห็นอยู่ว่าทำอย่างนั้นมันจะดับความโลภ ความโกรธ ความหลงได้ก็ทำก็แล้วกัน. อย่าได้ไปเชื่อว่าคนนั้น หรือทำเหมือนคนนั้นแล้วจะถูกต้อง ; ให้เชื่อตัวเองว่าเมื่อเราทำ ตามคนนั้นแล้วความโลภมันลดลงหรือเปล่า ความโกรธลดลง หรือเปล่า ถ้ามันลดลงก็ถูกต้องแน่ ; เอาตัวเราเป็นเหตุผล เป็นพยานเป็นหลัก. เพราะฉะนั้นถ้ามีใครมาโจษจันว่าคนนี้ ๆ เป็นพระอรหันต์เราก็ดูก็แล้วกัน ดูที่เขากระทำอยู่ว่าถ้ามันมีเหตุผล ที่อยากจะทำตามได้ก็ทำ ถ้าสงสัยก็ไม่ต้องทำ เพราะว่าเรื่องมัน มีมากที่จะให้ทำหรือให้เลือกทำ แล้วเราสามารถรู้ได้ด้วยตนเอง นี้มันก็มีมาก. เพราะฉะนั้นมันคงจะไม่ขัดกันหรอก ที่ว่าเรา จะต้องรู้ว่าคนนั้นคนนี้เป็นพระอรหันต์เสียก่อน แล้วเราจึงค่อย ทำตาม ; จะเอากิริยาอาการภายนอกเป็นเกณฑ์ไม่ได้. ทีนี้จะ เอาภายในเป็นเกณฑ์เราก็ไม่รู้ เราก็ปล่อยกลาง ๆ ไว้ว่าเท่าที่เขา ทำให้เป็นตัวอย่างนั้นมันเป็นประโยชน์ เราก็ทำตาม, ไม่เป็น ประโยชน์เราก็ไม่ทำตาม ; เพราะคนมันก็ไม่เหมือนกันทุกคน ด้วย ทำอย่างนี้อาจจะใช้ได้สำหรับคน ๆ นี้ แต่ไม่ใช้ได้สำหรับ คนอื่นก็มี.

น.137 ๑๒๘ แต่ว่าโดยหลักทั่วไปแล้ว ความไม่เห็นแก่ตัวนั่น แหละเป็นหลักที่ตายตัว : ถ้าเขาเป็นคนไม่เห็นแก่ตัวจริง อย่างนั้นก็ทำตามเขาได้ ถ้าเขาหมดความเห็นแก่ตัวจริงเขาก็เป็น พระอรหันต์จริงเหมือนกัน. ความเห็นแก่ตัวชั้นละเอียด คือ เราไม่มีความรู้สึกว่ามีตัวกู มันไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลงขึ้นมาได้ ก็ทำตามหลักดีกว่าที่จะทำตามบุคคล. หรือว่าจะหาหลักเอาจาก บุคคล ก็ให้ยึดเอาแต่หลัก อย่าเอาบุคคลเป็นประมาณ ถือปฏิบัติ กันมาอย่างนี้ ตั้งแต่ครั้งกระโน้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าถึงแม้ ที่ฉันพูดเองก็อย่าเชื่อ พระพุทธเจ้าท่านเปิดโล่งถึงขนาดนั้น ให้ไปพิจารณาดูและถ้าเห็นว่าควรจะลองดูก็ลองดู แล้วก็จะรู้เอง แหละว่าถูกหรือไม่ถูก ว่ามีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์. แต่เดี๋ยวนี้เราก็เชื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หลักเกณฑ์ มันก็มีอยู่อย่างที่เรียกว่าปลอดภัย ก็ทำตามดู. ถ้าไม่เกิดผล ก็ถือว่ายังไม่ถูก ก็ทำให้เกิดผล ; ถ้าเกิดผลก็ถือเป็นหลัก. เพราะฉะนั้นอย่าไปพยายามรู้ว่าใครเป็นพระอรหันต์ หรือไม่เป็น พระอรหันต์ จะเสียเวลาจะไม่คุ้มกัน ; จงดูแต่ว่าทำอย่างนี้ มันช่วยทำลายกิเลสและก็เอาอย่างกันก็แล้วกัน แล้วมันก็มีหลัก เหมือน ๆ กัน ทุกๆ ศาสนา คือไม่ต้องการให้แสดงหรืออวด เพราะว่าการแสดงหรืออวดนั้นมันเป็นกิเลส. ถ้าเจตนาจะอวด มันก็กลายเป็นบาป นั้นก็ไม่ใช่พระอรหันต์. และที่ที่เราจะ

น.138 ๑๒๙ ประพฤติปฏิบัติอะไรก็เหมือนกัน อย่าให้อวด อย่าให้เป็นไปเพื่อ อวด. อะไรที่เขาเรียกว่า ทำเพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่าเป็นคนดี คนวิเศษ คนสำเร็จนั้น อย่างนั้นยิ่งเพิ่มกิเลส ยิ่งทำให้ช้า ยิ่งทำ ให้หมดกิเลสยาก. คัมภีร์คริสเตียนข้อนี้สอนดี เหมือนว่าเรา ประพฤติธรรม อย่าให้คนอื่นรู้ว่าเราประพฤติธรรม เพื่อตัดโอกาส ไม่ให้เราเป็นคนอวด : เราแสดงเหมือนกับคนธรรมดา แสดง อาการเหมือนกับคนธรรมดา แต่เราประพฤติธรรมอย่างสูงสุด. ถ้าออกมาต่อหน้าคน เราจะทำไม่ให้เขารู้ว่า เราประพฤติธรรม อย่างนี้กลับเป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้นั้น เดี๋ยวนี้คนเรามีอะไร สักนิดหนึ่งก็อยากอวด อยากเป็นอาจารย์ อยากเป็นนั่น เป็นนี่ เพื่อจะให้ได้ประโยชน์ ก็ผิดไปตั้งแต่ทีแรกแล้ว. มีปัญหาอะไร อีกก็เชิญ. ถาม : กระผมอยากจะกราบเรียนถามเพิ่มเติมว่า บุคคลเป็นพระอรหันต์นี้ เป็นอภิปูชนียบุคคลหรือเปล่าครับ ? ตอบ : อย่างนี้มันเป็นหลักทั่วไปแล้ว ปูชนียบุคคล ทีนี้เติม "อภิ" เข้ามาอีก เติมบรมมหาอภิเข้ามาอีก ก็ควรจะเป็น อย่างนั้น เพราะว่าไม่มีปูชนียบุคคลไหนที่จะสูงสุดเท่าพระอรหันต์. ถาม : แล้วการที่เป็นพระอรหันต์ หมายความว่า อยู่ให้ดี ๆ นะครับ ตามที่พระคุณเจ้ามีภาพแสดงอยู่ข้างล่าง

น.139 ๑๓๐ นะครับที่บอกว่ามีพระอรหันต์องค์หนึ่ง ไม่ได้สวมอะไรเลย เช่นนั้นเราจะเรียกว่า " อยู่ดี ๆ" โดยไม่ให้ผู้อื่นเดือดร้อนได้หรือ ไม่ ? เพราะว่ารู้สึกว่าขัดกับการดำรงตนอยู่ทางโลกมากทีเดียว . ตอบ : เอ ! นี่ท่าจะหมายถึงภาพถ่ายในกรอบที่แขวน อยู่ใช่ไหม ? นั้นไม่ใช่พุทธศาสนานะ ถาม : เพราะฉะนั้น พระอรหันต์ก็หมายว่ามีทุก ๆ ศาสนานะซิครับ ? ตอบ : อ๋อ คำนี้ใช้ได้แก่ทุกศาสนา แต่เป็นศาสนา อื่นเขาบัญญัติของเขาอย่างนั้น. คำว่า "พระอรหันต์" นี้มีใช้กัน มาก่อนพุทธศาสนา เขาหมายถึงบุคคลสูงสุดของความเป็นมนุษย์. เอาล่ะเล่าให้ฟังก็ได้ : รูปถ่ายที่ว่าเป็นพระอรหันต์เปลือยนั้น เป็นศาสนาไชนะ ในบาลีเขาเรียกว่า “เดียรถีย์นิครนถ์" คือ เดียรถีย์ แปลว่า ลัทธิ, นิครนถ์ แปลว่า ไม่มีสิ่งผูกพัน (คันถะ แปลว่า สิ่งผูกพัน, นิ แปลว่า ไม่) มีความหมายอย่างเดียว กับพระอรหันต์ คือไม่มีกิเลสผูกพัน. เดียรถีย์นิครนถ์ ลัทธิ นิครนถ์นี้ ฝรั่งมันไปเขียน Jaina นี่พวกเราไปอ่านว่าเชน ศาสนา เชนนั้นไม่ถูกต้อง อ่านว่าไชนะ ไชนะ แปลว่า ชนะ ลัทธินี้ ก็เป็นคู่แข่งขันกับพุทธศาสนามาแต่เดิม ; จะเป็นอย่างไรมันก็มี ปัญหาแหละ สำหรับคนทั่วไป ; และยิ่งเป็นคนนอกไม่รู้เรื่อง ของเขาด้วยแล้ว ก็ยิ่งเข้าใจยาก.

น.140 ๑๓๑ พระพุทธเจ้าเมื่อก่อนจะตรัสรู้ ก็เคยไปลองกับลัทธินี้ ถึงที่สุดนั่นแหละ ท่านตรัสเล่าไว้เองในสูตรหลายสูตร ไปประพฤติ วัตรอย่างเดียรถีย์รวมทั้งเปลือย รวมทั้งอะไรอีกหลายอย่าง ฉัน อุจจาระ ฉันปัสสาวะหรือทุกอย่างเคยทั้งนั้นแหละ แล้วก็ไม่ไหว เห็นว่าไม่ถูกก็เปลี่ยนมาเป็นมัชฌิมาปฏิปทา ใช้เครื่องนุ่งห่มที่อยู่ อาศัยตามสมควร. ทีนี้ พวกเดียรถีย์นั้นเขาก็ยังยืนไปตามเดิม ของเขา ก็มีอยู่พวกหนึ่ง. พระพุทธเจ้าไปเป็นเดียรถีย์ แล้ว ถอยออกมา เพราะว่าในสมัยก่อนพระพุทธเจ้าเกิดนั้นไม่มีลัทธิไหน ดีกว่าลัทธินี้ ในอินเดียเวลานั้น ; สอนกันอยู่ สอนกันมานาน. พระพุทธเจ้าออกบวชก็เที่ยวลอง ๆ ลองทุก ๆ ลัทธิจนกระทั่ง ลองในลัทธินี้ด้วย แล้วก็ทิ้งไป. เพราะฉะนั้นสหายที่เคยเป็น เพื่อนกัน เมื่อไปประพฤติลัทธินี้ด้วยกัน คนที่เคยเป็นเพื่อนก็คือ นิครนถ์นาฏบุตร นิคัณฐนาฏบุตรเป็นเพื่อนนักเรียนกันเลย. นิคันฐนาฏบุตรกับพระพุทธเจ้านี้เป็นเพื่อนนักเรียนกัน แต่คง ไม่ใช่ชั้นเดียวกัน พระพุทธเจ้าเมื่อเลิกเสียก็มาเป็นอย่างนี้ ; โน้นเขาก็ยังเป็นไปอย่างนั้น เขามีเหตุผลของเขาว่า เมื่อไม่มีอะไร ผูกมัดจิตใจ ก็ควรจะทำโดยความรู้สึกที่ไม่มีอะไรผูกมัดจิตใจ ; ส่วนที่สังคมจะนึกอย่างไร เขาก็ไม่ได้สนใจ ; เรียกว่าเอาความ รู้สึกของตัวเป็นหลัก. เขาเรียกว่าพระอรหันต์หรือสวามี แปลว่า

น.141 ๑๓๒ เป็นนาย เป็นนายแก่กิเลส เป็นนายแก่ตัวเอง ; เขามีความรู้สึก ที่จะสั่งให้ทำอะไรไปตามความรู้สึกนั้น. เพราะฉะนั้นเขาจึงเว้น ในสิ่งที่เขาเห็นว่าควรเว้น คือเครื่องนุ่งห่มนี้ เว้นอะไร ๆ อีก หลายอย่างเว้น. เราก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าเขาได้รับความสุข ได้รับ ความพอใจ หรือว่ามีจิตใจบริสุทธิ์แค่ไหนก็รู้ไม่ได้ แต่ว่า ประชาชนนับถือมาก. ศาสนานิครนถ์นี้ไม่สาบสูญไปจากอินเดีย มาตั้งแต่แรกจนบัดนี้ ส่วนศาสนาพุทธเรากลับสาบสูญจากอินเดีย ไม่มีเหลือ ; เพิ่งจะกลับนำเข้าไปไม่กี่คนนี้. ทีนี้ ก็จะบอกให้ทราบออกไปอีกนิดหนึ่งว่า ลัทธิ นิครนถ์นี้เคร่ง มันเป็นพวกเคร่งถึงที่สุดละ ว่ากันไปตามลำดับ เช่นว่า ไม่เบียดเบียนถึงที่สุด พวกนี้ถึงที่สุด เขาจะไม่ทำลายชีวิต แม้แต่ชีวิตต้นไม้ มด แมลงอะไรต่างๆ. ฉะนั้นจะต้องดูแล กันอย่างพิเศษ ถ้าสงสัยว่ามีมดมีแมลงอยู่แล้วจะไม่เดินไป เหล่านี้ เป็นต้น. ส่วนภิกษุในพระพุทธศาสนานี้ยังตั้งเจตนาเป็นหลักว่า เราก็ไม่ได้เจตนาจะเหยียบจะแกล้ง นี้ก็เดินไป. เขาถือสิ่งที่ เรียกว่าไม่เบียดเบียนหรืออหิงสาถึงที่สุดมาก อย่างเขาเอาอาหาร มาให้ฉันอย่างนี้ ถ้าเห็นแมลงวันตอมเกาะอยู่แล้วเขาจะไม่รับหรอก เพราะว่าจะไปทำให้แมลงวันขัดใจ; ไม่ใช่กลัวเชื้อโรคอย่างกับ สมัยนี้หรอก เขาไม่กลัวเชื้อโรคอย่างสมัยนี้. ถ้าสุนัขมาชะเง้อ

น.142 ๑๓๓ อยู่ด้วย เขาไม่รับ เพราะว่ามันแย่งสุนัขกิน หรือว่าทำให้สุนัขขัดใจ. หรือว่าถ้าอุ้มลูกอ่อนมาด้วยมือหนึ่ง ตักบาตรมือหนึ่ง เขาไม่รับ เพราะว่าทำให้ลูกลำบาก ทำให้เด็กนั่นลำบาก ; อย่างนี้แหละ มีมากที่สุด มากหยุมหยิมไปหมดเลย ทั้งที่แท้จริงมีอะไรน้อยมาก ที่จะเป็นอยู่ได้. พระในพุทธศาสนาเรานี้ถ้าอุบาสกไปเก็บผักมา ให้ฉัน ก็ฉันได้เพราะว่าเราไม่ได้เก็บเองนี่ ; แต่พระพวกนี้ไม่ได้ มันเป็น เหมือนไปแกล้งฆ่าผักมาฉันโดยตรงนี้ไม่เอาหรอก ; ไม่ยอมฉันสิ่งที่เขาฆ่ามาให้เราโดยตรงแม้แต่ผัก. พระในพระ- พุทธศาสนานี้จะถือแต่เพียงว่า สัตว์มีชีวิตที่เขาฆ่ามาเพื่อให้เราฉัน โดยตรงนี้ ฉันไม่ได้; แต่ถ้าเป็นพืชเช่นนี้ก็ได้ แม้แต่ว่าเขาจะ ไปเก็บมาโดยตรงเจาะจงนำมาให้ฉัน. แต่พระพวกนิครนถ์นี้ ไม่เอาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ต้องบริสุทธิ์โดยทุก ๆ สถานเลย. ทีนี้ว่าถึงความสันโดษ เช่นไม่มีบ้านเรือน ไม่มีเครื่อง นุ่งห่ม ไม่มีภาชนะ บาตรก็ไม่มี มีดโกนก็ไม่มี นี้เรายอมแพ้ หมดทุกอย่างเลย. ถ้าจะถวายอาหารก็เอาอะไรมาใส่มือเลย รับ ด้วยมือฉันจากมือ การฉันจากมือนี้มันควบคุมไม่ให้รับอาหารมาก คือให้มากก็ล้นจากมือ แปลว่าฉันนิดเดียวแหละ แล้วมันจะเก็บ สะสมอะไรไม่ได้หรอก ที่พระเราใส่ไว้ในบาตรนี่ เหลือไว้ฉัน เพลก็ได้ เหลือมากก็เทขายก็ได้ ; แต่นี่ฉันจากมือเท่าที่อิ่ม แล้วก็ล้างมือเท่านั้นแหละ. เขาต้องระมัดระวังในเรื่องเกี่ยวกับสัตว์

น.143 ๑๓๔ มีชีวิตมาก ไม่มีมีดโกน. พอถึงวันโกนก็ถอนทั้ง ศีรษะมีน้ำไหล. เพราะไปถอนผมทิ้งนี้แหละมีน้ำใสไหลออกมา ที่วัดของเขาอาตมา เคยไปดู เส้นผมศักดิ์สิทธิ์ทุกเส้นชาวบ้านแย่งเอาไปหมด และ แส้นั่นแหละคือเครื่องใช้สำหรับปัด ถ้าสงสัยจะต้องปัดสัตว์ตัว เล็ก ๆ ถ้าไม้กวาดมันปัดสัตว์ตาย มันต้องเป็นแส้ขนอ่อน สงสัย จะมีสัตว์ตัวเล็ก ๆ ที่มองด้วยตาไม่ค่อยเห็นก็ค่อย ๆ บัดไป แล้วจึง จะนั่ง หรือว่าจึงจะเหยียบลง ส่วนกาน้ำนั้นต้องมีแหละ ประเทศ อินเดียมันเหลือเกิน เรื่องความร้อนเรื่องอะไรนี่มันต้องมีกาน้ำ เพราะฉะนั้นแกก็มีแส้สำหรับปัด เมื่อสงสัยว่าจะมีสัตว์ตัวละเอียด เกรงจะนั่งทับลงไป และกาน้ำธรรมดา ; บาตรไม่ต้องมี ฉัน ในฝ่ามือ ; มีดโกนไม่ต้องมีถอนทิ้งเลย. ทีนี้จีวรก็ไม่ต้องมี. มันน่าหวัวคราวที่ไปอินเดียครั้งนั้น โชคดีที่ได้พบ พระอรหันต์ของไชนะองค์ที่ถ่ายรูปมานี้ ทั้งอินเดียมีอยู่สัก ๓ องค์ หรือ ๔ องค์เท่านั้นแหละ สำหรับลัทธินี้นะคือเป็นชั้นสูงสุด. ที่ไม่ใช่ชั้นสูงสุดนั้นไม่ได้เปลือยหรอก. ลัทธินี้องค์ที่ไม่ใช่ชั้น สูงสุดนั้นไม่เปลือย ที่เป็นสามเณรเป็นอะไรเพิ่งบวชละก็ห่มเหลือง อย่างนี้แหละ นุ่งสบงอะไรเหลืองเหมือนกับพระเรานี้แหละ. นอกนั้นเป็นสามเณร ที่เปลือยอย่างนี้คือชั้นสูงสุด ; แต่ว่าอย่าไป หลงว่าถ้าเปลือยแล้วก็เป็นลัทธินี้ไปหมดนะ. ในอินเดียนี้มีนักบวช

น.144 ๑๓๕ ที่เปลือยเป็นฝูง ๆ ที่เปลือยอย่างนี้มีเป็นร้อยเป็นพัน แต่ไม่ใช่ พระอรหันต์ชนิดนิครนถ์ที่ว่านี้นะ ฉะนั้นชนิดนิครนถ์นี้มีอยู่ ๓-๔ องค์เท่านั้นแหละ แล้วก็เที่ยวไปตาม center ต่าง ๆ ของแก ทั่วประเทศนั่นแหละและก็เดินไป. ถ้าฤดูหนาวนัก ก็หลีกลง ไปทางใต้ ทางภาคใต้ที่ไม่ค่อยหนาว ; เมื่อทางเหนือไม่หนาว จึงค่อยมา ก็เพราะไม่มีผ้านี่มันหนาวนี่ก็เลยหลีก เลี่ยงกันอยู่ โดยวิธีหลีกไปหาที่ ๆ พอทนได้. วัดเขาเป็นวัดที่ใหญ่โตมาก มีคนนับถือมาก เดี๋ยวนี้คำสอนเขาก็แก้ไขปรับปรุงจนจะเหมือน กับพุทธศาสนาอยู่แล้ว แต่ว่ามันแรงไปเท่านั้นแหละ มันเกินไป หรือมันแรงไป เพราะฉะนั้นเลยไม่สูญไปจากอินเดีย และมีคน นับถือมาก และอาจเป็นเหตุให้พุทธศาสนากลับเข้าไปสู่อินเดียยาก เพราะพระไม่นุ่งผ้านี้แหละรู้ไว้เถอะ. ที่เราจะขนพุทธศาสนากลับ เข้าไปในอินเดียนี่แหละทำไม่สำเร็จ ส่วนใหญ่อยู่ที่ประชาชนเขา นับถือพระอย่างนี้ พระศาสนาพุทธเราไป ไปสูบบุหรี่ให้เขาเห็น มันบอกว่าบ้า พอไปกินเนื้อให้เขาเห็นมันบอกว่าเป็นยักษ์เลย ไม่นับถือเลย. เพราะฉะนั้นพระไทยเราจึงเข้าไปยาก พระ ศาสนาพุทธอย่างไทยนี่แหละเข้าไปยาก ต้องไม่สูบบุหรี่ ต้องไม่กินเนื้อเป็นต้น แล้วมันก็ไม่ต้องมีทรัพย์สมบัติอะไรเป็นต้น เมื่อมีพระเที่ยวสะพายกล้องถ่ายรูปไปไล่ถ่ายคนอยู่อย่างนี้ มัน ประณามหมดเลย. พวกอินเดีย ชาวบ้านทำให้พุทธศาสนา

น.145 ๑๓๖ กลับเข้าไปยากเพราะมีนิครนถ์นี่แหละ และรูปถ่ายนั้นนะเป็น นิครนถ์ไม่ใช่ในพุทธศาสนา เป็นพระอรหันต์อย่างฝ่ายนิครนถ์. เรื่องอย่างนี้มีประโยชน์ไหม ? เพียงเอามาพูดให้รู้กว้าง ๆ เท่านั้น. ถาม : ขอกราบเรียนพระเดชพระคุณครับ เกล้า กระผมยังมีความสงสัยในคำสอนพระเดชพระคุณอยู่ข้อหนึ่งที่ ว่าทุกศาสนามีพระผู้เป็นเจ้า เพราะว่าตามที่ผมได้เคยได้ศึกษา เล่าเรียนมาบอกว่าศาสนา พวกศาสนาเยซูนี่ ก็มีพระผู้เป็นเจ้า เขาชื่อพระยะโฮวาเจ้าเป็น God หรือเป็น Creator ผู้สร้างทุกสิ่ง ทุกอย่าง. ศาสนาอิสลามนี้ก็มีพระอัลหล่า พระอัลหล่า เป็นพระผู้เป็นเจ้าผู้สร้าง. แต่ว่าตามทางศาสนาพุทธแล้ว ไม่เคยพูดถึงพระผู้เป็นเจ้า พูดแต่ว่าคนเรานี่ แล้วแต่กรรมสร้าง คือมีการกระทำเป็นกำเนิด มีการกระทำเป็นเผ่าพันธุ์ ต้องอาศัย การกระทำของตัวเองอะไรทำนองนี้. แล้วพระเดชพระคุณ มาสอนบอกว่ามีพระผู้เป็นเจ้าทุกศาสนา อย่างนี้กระผมก็ยัง มีความสงสัยอยู่ กระผมก็อยากจะให้พระเดชพระคุณอธิบาย ให้กระผมทราบโดยแจ่มแจ้งครับ ตอบ : เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดที่จะต้องพูดกัน ให้แตกหักและพูดให้เข้าใจกันจนได้ เพราะว่าเรากำลังเกลียดชัง กันในระหว่างศาสนาก็เรื่องพระเจ้านี่เองแหละ ; เรื่องพระเจ้า

น.146 ๑๓๗ เลยกลายเป็นต้นเหตุหรือมูลเหตุให้ดูหน้ากันไม่ได้. คำว่า "พระเจ้า" ในภาษาไทยก็อย่างที่พูดแล้วเมื่อตะกี้นี้ ; "พระเจ้า" ของเขาก็คือ คำว่า God แล้วก็ไม่แปล ไม่ยอมแปล แต่ในคัมภีร์ เขาเขียนไว้ชัด ที่ว่าพระเจ้านี้ต้องสร้างอะไรได้ ต้องควบคุม อะไรได้ ต้องทำอะไรได้ และพระเจ้านี้อยู่ตลอดกาล พระเจ้า อยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง พระเจ้าเป็นทุกอย่างของทุกอย่าง. นี่ลองคิดดูเถอะว่าถ้าเป็นคนแล้วมันจะเป็นได้หรือ. คำว่า ยะโฮวาก็ดี พระอัลหล่าก็ดี มันเป็นคำที่มีความหมายเฉพาะ ซึ่งคนชั้นหลังก็ไม่รู้เสียแล้ว ให้ความหมายเป็นอย่างอื่นไปเสียแล้ว เกิดเป็นพระเจ้าอย่างบุคคล เพราะฉะนั้นมันมีปัญหาอยู่ที่คำ ๒ คำ นี้แหละ คือพระเจ้าอย่างบุคคลหรือว่าพระเจ้าอย่างที่ไม่ใช่บุคคล Personal God หรือ Impersonal God. God อย่าง Personal ก็เหมือนอย่างบุคคล รู้สึกคิดนึกอย่างบุคคล โกรธก็ได้ รักก็ได้ อะไรก็ได้ นี้เป็น Personal. และ Im-personal ไม่ใช่บุคคล เป็นอะไรก็ไม่รู้ พวกคริสเตียนเขาพยายามที่จะป้องกันทฤษฎี อันนี้ของเขา เขาเรียกว่า Ghost เขาเลยแปลว่า ผี ก็เลยสมกันเลย Holy Ghost ผี ผี ผีหรือวิญญาณที่ศักดิ์สิทธิ์. ถ้าอย่างนี้แล้ว ตามหลักภาษาบาลีก็ใช้ไม่ได้ จะเป็นวิญญาณ เป็นผีอย่างนี้ก็ยังไม่ได้ ต้องเป็นอย่างที่พระธรรมเป็นนั่นแหละ. พระธรรมเป็นอะไร

น.147 ๑๓๘ รู้ไหม ? เป็นคนหรือเป็นผี เป็นรูปหรือเป็นนาม เป็นกายหรือ เป็นจิต ? พวกคริสเตียนเขาเรียกพระเจ้าว่า " พระจิต " เรียก พระเยซูว่า " พระบุตร " เป็น Holy Ghost เพราะพวกนี้เกิดใน ชั้นหลังอะไรก็ตามใจ ไม่รู้ความหมายเดิมของคำว่า "พระเจ้า" เช่นเดียวกับพวกเรานี้ รู้ความหมายของคำว่า "ธรรม" หรือ "พระธรรม" นี้น้อยลง ๆ. เหลาจื้อพูดไว้ดีมาก ว่า " มีอยู่ สิ่งหนึ่งก่อนสิ่งทั้งปวง สิ่งนี้ไม่ใช่กาย ไม่ใช่จิต คือไม่ใช่ รูปธรรม ไม่ใช่นามธรรม ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร ขอเรียก ไปที่ก่อนว่า "เต๋า" นี่ก็ไปหาเอาเองซิ ไม่ใช่กาย ไม่ใช่จิต ไม่ใช่ความรู้สึกคิดนึก ไม่ใช่รูปธรรม ไม่ใช่นามธรรม ขอเรียก ไปทีหนึ่งก่อนว่า "เต๋า". "เต๋า" นี้ถ้าตามภาษาจีนแปลว่า อะไร ? มันแปลว่า "ทาง" แปลว่า หนทางสำหรับเดินไป : เมื่อพระพุทธศาสนาเข้าไปถึงประเทศจีน เขาก็เลยถือเอาคำว่า "เต๋า" ของที่มีอยู่ก่อนนี้เป็นคำสำหรับเรียกพระธรรม เพราะว่า พระธรรมก็เป็นทางอยู่แล้ว ธรรมะนี้คือทางสำหรับจะดับทุกข์ อยู่แล้ว ธรรมะเลยเรียกว่า "เต๋า" เต๋ากับธรรมะนี้เลยเป็นอันเดียว กันไปเลย ซึ่งเหลาจื้อมุ่งให้หมายถึงพระเจ้า ที่มีอยู่ก่อนสิ่งใด ๆ แล้วก็เป็นเหตุให้เกิดสิ่งใด ๆ แล้วก็ควบคุมสิ่งใด ๆ หรือว่าอะไร ๆ

น.148 ๑๓๙ ก็ขึ้นอยู่ที่เต๋าทั้งนั้นแหละ นั่นคือพระเจ้า. ที่ว่ามีอยู่ก่อนสิ่งใด นี้มีความสำคัญมาก ลองไปคิดเองเล่น ๆ ดู ว่าอะไร มันอยู่ก่อน สิ่งใดทั้งหมด อะไรมีอยู่ก่อนสิ่งอื่นทั้งหมด. ในฐานะที่เป็น พุทธบริษัทจะตอบเขาว่าอย่างไร ? บาลีมีอยู่ชัดเลย "ธรรม" ธรรมเฉย ๆ ถ้าเป็นภาษาบาลี มันก็ "ธมฺม" เท่านั้นแหละ อ่านว่า "ธรรม" ธรรมะนี่ นั่นแหละมีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง ; ไม่ใช่ธรรมในความหมายว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ; มันเป็นธรรมในความหมายของ ธรรมชาติอะไรอันหนึ่ง ซึ่งรู้ไม่ได้ เช่นเดียวกับที่เหลาจื้อบอกว่า ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี ต้องขอเรียกว่าเต๋าไปก่อนนั่นแหละ : ธรรมะมีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง ไม่ใช่ธรรมะเพิ่งมีทีหลัง. ถ้าพูดถึง ธรรมะแล้วก็หมายถึงข้อสอน คำสั่งสอนหรือศีลธรรมไปเสียอีก อย่างนี้ผิดใหญ่เลย. "ธรรม" นี้ คือธรรมชาติ, คือกฎของ ธรรมชาติ, คือการประพฤติปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ, แล้ว ผลที่เกิดออกมา, นี้แหละคือธรรม. ถ้าจะให้เหลือสิ่งเดียวก็ ต้องพูดว่า กฎของธรรมชาตินั่นแหละคือพระเจ้า. ในพุทธ- ศาสนามีไหม ? กฎอันหนึ่งซึ่งทำให้สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นไป บางทีก็เรียกว่า "ธรรมธาตุ" หรือ "ธรรมธา-ตุ" ด้วย ; แต่ โดยทั่วไปก็เรียกว่า "ธรรม" เฉยๆ. อันนี้แหละมีอยู่แน่ ไม่มี

น.149 ๑๔๐ ใครปฏิเสธได้ สิ่งทั้งปวงจึงเกิดขึ้น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ อะไรก็ตาม มันเกิดขึ้นเพราะกฎ กฎอันใดอันหนึ่งซึ่งไม่มีใคร รู้จักหน้าตามันหรอก ซึ่งเหลาจื้อต้องขอร้องว่า ให้เรียกว่า "เต๋า" ไปที่ก่อน เพราะไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไร. "พระเจ้า" ในศาสนาที่ถือพระเจ้าก็เล็งถึงสิ่งนี้เหมือนกัน เพราะว่าในคัมภีร์คริสเตียนแท้ ๆ ก็มีว่า แรกเริ่มเดิมที มี The Word นี่รู้ไว้บ้างก็ดีนะ Word แปลว่า คำพูด คำที่เราพูด : At the beginning the Word was นี่แหละบรรทัดแรก At the beginning the Word was. The Word is Light. Light is God. เป็นอันเดียวกันกับ God เพราะฉะนั้น Word, Light, God, นี้คือสิ่งเดียวกัน คือพระเจ้าในทุกความหมาย. Word ก็คือกฎของธรรมชาติ คำพูดของธรรมชาติ ปกาสิตของธรรมชาติ นี้มีอยู่ก่อน. ในคัมภีร์โยฮัน คัมภีร์ใหม่สมัยพระเยซู เขียนไว้ ชัดอย่างนี้ : At the beginning the Word was. ไปดูโยฮัน บรรทัดแรกเลย Word คือ Light, Light อยู่กับ God, เป็น อันเดียวกับ God. เพราะฉะนั้น God นี้สามารถปกาสิตให้สิ่ง ทั้งปวงเป็นไป. Light นี้แหละเป็นสิ่งที่ช่วยให้วิวัฒนาการ ให้ มันงอกงามออกไป ๆ เป็นต้นไม้ เป็นสัตว์ เป็นคน นี่อำนาจ หน้าที่ของ light. และหน้าที่ของ Word ก็คือ กฎที่ว่ามันจะ

น.150 ๑๔๑ ต้องเป็นไป. และพระเจ้าก็คือทั้งหมดนี้ ในฐานะเป็นสิ่งสูงสุด จะเรียกว่าสิ่งสูงสุดก็ได้ สิ่งผู้สร้างก็ได้ ผู้ควบคุมก็ได้ ผู้ทำลายก็ได้ และในคัมภีร์เก่า ก่อนพระเยซู ก็ว่าวันแรกพระเจ้าสร้าง Light. พระเจ้ากับ Light อันเดียวกันอยู่แล้ว ยังพูดว่าวันแรกพระเจ้า สร้าง Light แล้วจึงค่อยสร้างความมืด สร้างแสงสว่าง สร้าง ดวงอาทิตย์ สร้างดวงจันทร์ ในวันที่สี่โน้น. วันที่หนึ่งสร้าง Light วันที่สี่ถึงมาสร้างดวงอาทิตย์. ทีนี้ พวกนั้นมันไม่รู้ว่า Light นั่นคืออะไร ? Light คืออำนาจวิวัฒนาการของทุกสิ่ง นี่ต้องมีก่อน ต้องมีอยู่ก่อนในสากลจักรวาลก็ยังเล็กไป คือใน ทั้งหมด ต้องมี Light อยู่ก่อน คืออำนาจที่จะให้ทุกสิ่งวิวัฒนาการ แล้วดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์นี่เพิ่งเกิดทีหลัง. พอถึงวันอาทิตย์ ก็หยุดสร้างไม่สร้างอะไร สิ่งต่าง ๆ ครบถ้วนและก็เป็นไป นั้น แหละคือพระเจ้าแท้จริงไม่ใช่บุคคล. ทีนี้ เรื่องนี้มันลึกเกินไป พูดให้เด็กฟังไม่รู้เรื่อง ต้อง สมมติพระเจ้าเป็นตาแก่ถือไม้เท้าหนวดยาว ทำอะไรก็ได้ ; นี่ แหละพระเจ้าสำหรับเด็ก เป็นต้นตอของ Personal God. มัน ก็น่าหวัวซิ เขียนพระเจ้าเหมือนคน มันก็มีน่าหวัวมากขึ้นไปอีก เพราะว่ามันมีชัดใน พระคัมภีร์ว่า เมื่อพระเจ้าจะสร้างมนุษย์ พระเจ้าก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่า จะสร้างมนุษย์ให้มีรูปร่างอย่างไร

น.151 ๑๔๒ ก็เลยมีข้อความเขียนว่าพระเจ้าตกลงใจว่าจะสร้างมนุษย์ให้มีรูปร่าง ลักษณะเหมือนพระเจ้าเอง คนก็เลยอ้างเอาว่ารูปพระเจ้าก็เหมือน คนซิ เลยเขียนรูปพระเจ้าเหมือนคน. หารู้ไม่ว่า สิ่งทั้งหลาย มันก็ต้องเป็นไปโดยพระเจ้า. พระเจ้าคือกฎของวิวัฒนาการ. ทีนี้ สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาก็ต้องไปตามกฎของวิวัฒนาการ คือเป็น วิวัฒนาการ หาใช่เป็นคนไม่. ความเป็นอย่างนี้มันเห็นได้ชัด ว่าศาสนาฮิปบรู ศาสนายิวก่อนพระเยซูนั้นนะ มันจะต้องไปจาก อินเดียแน่ มันมีเค้าเงื่อนเหมือนกันเลย : เป็นศาสนายิวขึ้นมา ก่อน หรือว่าพวกอินเดียนั่นเองออกไปเป็นยิวก็ตามใจ หรือว่า จะรับเอาลัทธินี้ไปจากอินเดีย, แล้วศาสนาคริสเตียนก็ออกมา จากศาสนายิว เพราะฉะนั้นจึงเหมือนกัน จะเรียกว่า ยะโฮวา ก็เรียกอย่างยิว ศาสนาคริสเตียนก็ยอมรับพระคัมภีร์เก่าของยิว คือคัมภีร์ที่เรียกว่า Old Testament นั้นมันของยิว และ New Testament นั้น มีเรื่องที่เขียนเมื่อสมัยพระเยซู รวมเข้าด้วยกัน เป็น Bible. ข้อความเกี่ยวกับ God ไม่ขัดกันเลย. "ในคัมภีร์ใหม่ และคัมภีร์เก่าทั้งหมดนั้น แสดงว่าไม่ใช่คนหรอก อะไรก็ไม่รู้ เรียกว่าผีก็ยังน้อยไป ไม่รู้ว่าอะไร. เหลาจื้อฉลาดมาก ก็ว่า ขอเรียกว่า "เต๋า" ไว้ที่หนึ่งก่อน เช่นเดียวกับเราจะพูดว่า ขอเรียก ว่า "ธรรม" สักทีก่อน เหมือนพระพุทธเจ้าท่านว่า " สิ่งเรียกว่า

น.152 ๑๔๓ ธรรม มีอยู่ก่อน โว้ย !" ใช้คำว่า "'โว้ย !" เพื่อจะยืนยันหรือ ท้าทาย "ธมฺโม หเว ปาตุรโหติ ปุพฺเพ" ธรรมะมีอยู่ก่อนโว้ย ! คือพระเจ้านั่นแหละ. ไหนใครถามเมื่อตะกี้คุณลองบอกรูปร่าง ของธรรมมาดูซิ มีรูปร่างอย่างไร ? รูปร่างของธรรมมีอยู่อย่างไร ? แล้วรูปร่างของพระเจ้าเล่ามีอยู่อย่างไร ? ถ าม : ขอกราบเรียนครับเรื่องพระธรรมนี่อย่างที่ พระเดชพระคุณว่ามาละครับว่าเป็นธรรมธาตุ ธรรมนิยาม ธรรมะอะไรนี่ครับ. ตอบ : รูปร่างอยู่อย่างไร ? รูปร่างอยู่อย่างไร ? ถ าม : คือรูปร่างของพระธรรมนี้มันเป็น abstract เป็นนามธรรม ไม่สามารถจะสร้างรูปสร้างร่างได้ ตอบ : นั่นแหละคือพระเจ้าละ รูปร่างของพระเจ้า. ถาม : แต่พระเจ้าของฝรั่งนี่คล้าย ๆ ว่าเขาทำเป็น รูปเป็นร่าง ว่าคนที่ตายไปแล้วจะต้องไปอยู่แขนข้างขวาของ พระเจ้า ข้างซ้ายของพระเจ้า อยู่อะไรในสวรรค์นะครับ ตอบ : นั่นน่ะพระเจ้าสำหรับลูกเด็ก ๆ ในคัมภีร์ที่ เขียนทีหลังหยก ๆ คัมภีร์บางคัมภีร์ พรรณนาสวรรค์ พระเจ้า บัลลังก์ของพระเจ้า คนเข้าไปหาพระเจ้านี้เพื่อว่าให้คนที่ไม่สามารถ จะเข้าใจพระเจ้า abstract ได้ ได้ยึดถืออันนี้ไป และเค้าเรื่องก็

น.153 ๑๔๔ เหมือนพระเจ้าในอินเดีย หรือคล้าย ๆ กันทุกพระเจ้าแหละ คือ พระเจ้าแบบ Personal God. ถ้าเราจะเอาพระเจ้า Personal God เป็นหลักกันแล้ว มันไม่มีทางเหมือนกันหรอก พุทธศาสนา ก็ไม่มี ; แต่ถ้าเอาพระเจ้าจริงที่มีอำนาจสร้างโลก สร้างอะไร ได้แล้ว พุทธศาสนาก็มี กล่าวคือธรรมธาตุนั่นเอง. ถาม : คือพวกฝรั่งนี่ โดยมากถือเป็น Personal God. คือผมเคยไปอยู่กับทหารฝรั่งที่รบเวียตนามมา ผมถามว่า ที่ไปรบเวียตนามนี่ไม่กลัวตายหรือ นายทหารฝรั่งเขาตอบว่า เขาไม่กลัวตายหรอก เพราะว่าพระเจ้าไปทุกแห่ง อยู่ทุกหน ทุกแห่ง ตายในเวียตนามก็เป็นการตายเพื่อพระเจ้า เขาว่า อย่างนั้นครับ เขาไม่กลัวตายเลยเขาว่า ผมว่า เอ๊ะ ! พระเจ้า คุณนี่ก็เป็นตัวเป็นตนสามารถช่วยเหลือคุณได้ เขาว่าช่วยเหลือ ได้ครับ บางทีเขาตกอยู่ในภยันตรายอะไรทำนองนี้ เขาก็ สวดมนต์วิงวอน บางทีพระเจ้ามาช่วยเขา. ตอบ : ทำไมไม่ถามฝรั่งคนนั้นว่า คุณรู้ไหมว่าจะให้ มาช่วยทุกครั้งเลยจะทำอย่างไร โดยไม่ต้องว่า "บางที" ถ้าเขา ทำตามคำสั่งของพระเจ้า ไม่ขัดคำสั่งของพระเจ้าเลย พระเจ้า จะช่วยเหลือทุกครั้ง โดยไม่ต้องอ้อนวอนสวดขอให้พระเจ้าช่วย. ตอนนี้เขาคงจะขัดคำสั่งของพระเจ้า กล่าวคือ เขาต้องทำตาม

น.154 ๑๔๕ คำสั่งของพระเจ้า ที่สั่งมาทาง Prophet หรือว่าทูตทั้งหลาย กระทั่งจากพระบุตร คือพระเยซู "เขาตบแก้มซ้าย ให้เขาตบ แก้มขวาด้วย" อย่าเอาปืนไปยิงเขาซิ ที่เขาขโมยเสื้อไปแล้วให้เอา ผ้าห่มตามไปให้ด้วย อย่าไปฟ้องศาล อย่าจับตัวเขาไปส่งศาลซิ. พระเจ้าต้องการอย่างนี้ต่างหาก แล้วเราก็ไม่ทำตาม. แล้วเดี๋ยวนี้ ฝรั่งที่มาที่นี่บอกว่าไม่มีศาสนาแทบทั้งนั้น พูดอย่างยืนยันเลยว่า ผมไม่มีศาสนา ไม่ถือศาสนา ไม่มีพระเจ้า ไม่มีศาสนา ฝรั่งหนุ่ม ทั้งนั้น. ทีนี้ฝรั่งแก่ ๆ ก็ว่าไปตามธรรมเนียมเท่านั้นแหละ เขา ไม่รู้จักพระเจ้านี่ เขาเอาไว้เพื่อปลอบใจ เมื่อจนท่าเข้ามา เมื่อ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีก็เอ่ยพระเจ้า. ถ้าถือพระเจ้าจริง ๆ รบกัน ไม่ได้ พระเจ้าไม่ต้องการให้รบ ต้องการให้ถือว่าออกมาจากพ่อ- แม่คนเดียวกัน คือคนที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาคู่แรกคือ Adam กับ Eve. มันเป็นเรื่องนามธรรม abstract พูดให้เป็นบุคคล ; ถ้าตีความไม่ถูก ก็จะค้านไม่เชื่อ. เพราะฉะนั้นฝรั่งรุ่นหลัง ๆ เด็ก ๆ นี้ไม่เชื่อพระเจ้า ไม่มีพระเจ้า เลยไม่มีศาสนาไปด้วย เลย หมดไปเลย. ทีนี้ถ้าเราไปพูดให้เขาสนใจใหม่ เอาคัมภีร์ไบเบิล เป็นหลัก โดยให้เขาเข้าใจความหมายของพระเจ้าให้ถูกต้อง เขาจะ ชอบพระเจ้า จะมีศาสนาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง. เมื่อเป็นพระเจ้าจริง แล้ว จะมีในที่ทุกหนทุกแห่งในทุกคน เป็นสิ่งที่ได้จริงด้วย ;

น.155 ๑๔๖ แล้วเราก็มีหวังที่จะไม่เบียดเบียนกัน. เมื่อคนหนึ่งพูดเป็นพระเจ้า จริง อีกคนหนึ่งพูดเป็นพระเจ้าบุคคล แล้วมันก็ไม่มีทางตรงกัน ได้ ต้องค้านกันเรื่อยไป พุทธศาสนาไม่มีพระเจ้าอย่างบุคคล แต่มี สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นพระเจ้า ทำหน้าที่อย่างพระเจ้าโดยครบถ้วน คือสร้าง แล้วควบคุม แล้วยุบ แล้วสร้าง แล้วควบคุม แล้วยุบ แล้วสร้างใหม่อีก นี้แหละหน้าที่โดยตรง. แล้วพระเจ้าต้องสามารถ อยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง ไม่มีอะไรที่ไม่อยู่ในสายตาของพระเจ้า ; แล้วก็พระเจ้าต้องเป็นอะไรได้ทุกอย่างที่มันมีอยู่. อะไรทั้งหมด ในสากลจักรวาลนี้ต้องอยู่ในอำนาจของพระเจ้า และเป็นเหมือน กับว่าเป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้าไปหมดเลย. นี้คือพระเจ้า ตามความหมายที่ถูกต้องและก็ไม่ใช่เป็นบุคคล. ที่นี้อยากจะพูด ต่อไปอีกว่าพระพุทธเจ้าท่านก็ปฏิเสธว่า บุคคลไม่ใช่พระพุทธเจ้า ตัวท่านนั้นไม่ใช่เป็นพระพุทธเจ้า ท่านว่า "ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้น เห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรม" ตัวธรรมต่างหาก. ฉะนั้นจึงไม่ถือว่าใครที่ได้ไปเกาะตัวพระพุทธเจ้าแล้ว จะเรียกว่า เห็นตัวพระพุทธเจ้า ถ้าหากว่าเขาไม่เห็นธรรม. ทีนี้ถ้าเขาเห็น ธรรมก็ชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้า แม้เขาเกิดในที่อื่นและก็เวลาหลาย พันปีแล้วก็ตาม คนนั้นก็ยังเห็นพระพุทธเจ้า. ที่นี้คนที่เกิดใน อินเดียสมัยนั้นยังด่าพระพุทธเจ้าอยู่ คิดดูซิ บางครั้งเดินสวนทาง

น.156 ๑๔๗ กันอยู่ ด่าพระพุทธเจ้าก็มี ฝ่ายปรปักษ์นี้ ไม่รู้จักพระพุทธเจ้า เพราะว่ารูปร่าง ร่างกายนี้จะเป็นพระเจ้าไม่ได้ ; นั้นมันเป็น พระพุทธเจ้าบุคคล. พระพุทธเจ้าแท้จริงต้องเป็นธรรม. ถ้าเรามี พระพุทธเจ้าอย่างนี้ก็คือ มีพระพุทธเจ้าเป็นพระเจ้าได้เหมือนกัน. ให้จำไว้ว่า พระเจ้านั้นเป็นทุกอย่างก็แล้วกัน God นั้นจะเป็น ทุกอย่าง เป็นทุกอย่างไม่ยกเว้นอะไร แล้วก็มีเสียทุกแห่ง ไม่ยกเว้นอะไร ; แล้วมันมีอำนาจเหนือสิ่งใด. ให้เรายอมรับว่า สิ่งนี้มีก็แล้วกัน หน้าตาไม่รู้จัก อยู่ที่ไหนก็บอกไม่ได้ จะอยู่ทุกแห่ง มีความสามารถเหลือประมาณ เรียกว่าสามารถสูงสุด สามารถ ทั้งหมดเลย. ที่ใช้คำว่า "Mighty God" นั่นแหละพระเจ้า ผู้สามารถทุกอย่าง ทำอะไรได้ทุกอย่าง. ถาม : ใคร่ขอความกรุณาพระคุณเจ้าอีกสักปัญหา หนึ่ง ปัญหาที่พระคุณเจ้าได้อธิบายให้กระผมพึ่ง ผมฟังแล้ว ผมมีความเข้าใจว่า ถ้าเช่นนั้นพระเจ้าที่ว่านี้ก็คือ กฎเกณฑ์ แห่งกรรม หรือเป็นกฎแห่งธรรมชาติ ตอบ : ก็คือกฎแห่งสัจจธรรมนี้ ถาม : ถ้าเช่นนั้นแล้ว พระพุทธเจ้าของเรา ตาม พระคัมภีร์และตามพระประวัติ ท่านก็เป็นพระอรหันต์องค์ หนึ่ง ซึ่งไม่ใช่พระเจ้าใช่ไหม ครับผม ? เพราะท่านเป็นผู้ตรัสรู้

น.157 ๑๔๘ ผู้รู้วิธีการปฏิบัติของธรรมชาติ รู้วิธีการ รู้ผล รู้ว่าจะทำอย่างไร ใช่ไหมครับ ? ตอบ : พระพุทธเจ้าในฐานะหนึ่งเป็นพระอรหันต์ องค์แรกองค์หนึ่ง. นี้ก็หมายถึงส่วนที่ว่าหมดกิเลส เป็นบุคคล แรก เป็นบุคคลสูงสุดในฐานะสูงสุดที่หมดกิเลส แต่พระพุทธเจ้า ท่านยังตรัสอย่างที่ว่าเมื่อตะกี้นี้ว่า "ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรม" เพราะฉะนั้นก็จะไม่เอาร่างกายนี้เป็น พระอรหันต์ เอาธรรมเป็นพระอรหันต์. ถาม : ครับผม, ถ้าเช่นนั้นธรรมะก็คือสิ่งที่สามารถ พิสูจน์ได้ ใช่ไหมกระผม ? ตอบ : ถ้าว่าเป็นของพิสูจน์ ได้อย่างนั้นธรรมะคำนี้หมาย ถึงคำสั่งสอน หรือหลักปฏิบัติส่วนหนึ่งของธรรมที่เป็นคำสั่งสอน. ถาม : กระผมหมายความถึงว่า ถ้าพระอรหันต์ ตรัสรู้นะครับ ทุกคนถ้าหากว่าจิตหรือการกระทำถึงท่าน ก็สามารถ จะปฏิบัติได้เช่นกัน เพราะเป็นกฎอันหนึ่งซึ่งตามธรรมชาติ จะต้องเกิดขึ้น. ตอบ : ถ้ารู้กฎก็ปฏิบัติได้ตามกฎนั้น. ทีนี้พระเจ้านี้ มันเป็นคำที่ลม ๆ แล้ง ๆ ที่สุด เรากลัวอะไร อันนั้นก็เป็นพระเจ้า, เราหวังอะไร อันนั้นก็เป็นพระเจ้า, เรารู้จักพระเจ้าเท่าไหน พระเจ้า

น.158 ๑๔๙ ก็มีสำหรับเราเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด. มันเป็นคำที่ประหลาดนะ คิดดูให้ดีเถอะ. "พระเจ้า" นี่ เงินก็เป็นพระเจ้า อะไรที่มันจะ โปรดปรานตามที่เราต้องการได้ ถือเป็น "พระเจ้า". เดี๋ยวนี้ ที่ญี่ปุ่นเขาถือพระเจ้าฮิตาชิ พระเจ้ามิสซูบิชิกัน. เขายืนยัน นี่ไม่ใช่เราว่าเอง. มีใครคนหนึ่งเกิดไปถามญี่ปุ่นคนนั้นเข้า แกเป็นสมาชิกพุทธสมาคมไปชวนคุยเรื่องศาสนา ว่าถือศาสนา อะไร ? ญี่ปุ่นคนนั้นบอกว่าถือศาสนาฮิตาชิ ตัดบทไปอย่างนี้เลย ; ไม่ใช่ศาสนาชินโต ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ถือศาสนาฮิตาชิ บริษัท ที่เขาทำงานอยู่ด้วย. "พระเจ้า" เป็นสิ่งที่บอกยากที่สุด จะต้องหุบปาก หากจะให้พรรณนาลักษณะของพระเจ้า. ทีนี้พรรณนาได้แต่ เพียงเท่าที่มนุษย์จะรู้จักได้ คือยอมรับว่ามีอะไรก็ไม่รู้ เป็น อำนาจลึกลับพิเศษ บันดาลให้สิ่งทั้งหลายเป็นไป เป็นกฎเกณฑ์ ที่ตายตัว เช่น กฎแห่งกรรม เช่น ของอิทัปปัจจยตา เช่น กฎ แห่งการเกิด - ดับ อะไรก็ตาม เหล่านี้ มันเป็นกฎที่สำคัญ กล่าวคือกฎที่ว่า "สิ่งทั้งหลายจะหยุดนิ่งอยู่ไม่ได้ ประเภทหนึ่ง" จะต้องเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการไปเรื่อย จนเกิดโลกขึ้นมา. ดูเอาเถิดก่อนนี้โลกก็ไม่มี แล้วก็มีโลก อย่างนี้ ; ต้นไม้ มนุษย์ สัตว์ มันเพิ่งมีขึ้นมาโดยน้ำมือของพระเจ้า คือกฎแห่ง

น.159 ๑๕๐ วิวัฒนาการ. กฎนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า “ธรรม" "ธรรม" เฉยๆ "ธมฺม" ในภาษาบาลีกว้างกว่านี้อีก ; กฎแห่ง สัจจธรรมนี้เป็นส่วนน้อยส่วนหนึ่งของสิ่งที่ เรียกว่า "ธรรม" หรือเป็นส่วนน้อยส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า "เต๋า". รูปภาพที่เพดานหน้ามุข เหมือนกับปลาสองตัว ดำ-ขาว นั้นสัมพันธ์กันอยู่ นั่นก็ต้องการจะอธิบายเรื่องนี้ คือกฎแห่ง วิวัฒนาการ Positive, กับ Negative เกิดสัมพันธ์กันเมื่อไรจะมี energy เกิดขึ้น และ energy นี้จะทำให้มีผลิตผลออกไปเรื่อย ถ้าทำลาย Positive Negative ให้เป็น nutral เสียได้ ก็หยุด และ ว่าง. นี้ก็คือกฎของพระเจ้า หรือกฎของเต๋าของเหลาจื้อ ทีแรกสอน. ในคำอธิบาย คำว่า "เต๋า" : "เต๋า" แยกตัวออก เป็นดำตัวหนึ่ง ขาวตัวหนึ่ง เป็น Positive เป็น Negative. energy ไม่ว่ากำลังของอะไรทั้งนั้น ทางรูปธรรมก็ดูหม้อไฟฟ้าซิ, ทาง ร่างกายความเป็นหญิงเป็นชายก็คือ Positive กับ Negative นี้ ; และทางวิญญาณก็ดูที่ ดี - ชั่ว บุญ - บาป สุข - ทุกข์ พอมา " เข้าคู่กันแล้วมันเกิดเรื่อง ให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น. ถ้าไม่เอาดี เข้ามา ชั่วก็ไม่มีความหมาย, ไม่เอาชั่วเข้ามา ดีก็ไม่มีความหมาย ; พอเกิดมาเข้าคู่กันก็มีความหมาย แล้วก็ยึดมั่นถือมั่น แล้วก็เวียน ไปตามอำนาจของความยึดมั่นถือมั่น. มันเป็นเรื่องน่าศึกษา

น.160 ๑๕๑ เหมือนกัน แต่มันค่อนข้างยืดยาว ผลสุดท้ายก็สอนให้ไม่ต้อง ยึดมั่นถือมั่นแม้แต่ในพระเจ้า ; ก็ทำให้ถูกกฎเกณฑ์ของความที่จะ ไม่เป็นทุกข์ก็แล้วกัน. ถาม : กระผมอยากทราบความหมายสั้น ๆ ของ คำว่า จิต, เจตสิก, รูป ; ส่วนคำว่า นิพพาน นั้นพระคุณเจ้า ได้อธิบายไว้ทราบแล้วครับ ตอบ : นี้มันเป็นภาษาบาลี บัญญัติขึ้นในยุคที่เรียกว่า มีคัมภีร์อภิธรรม แต่ว่าก่อนหน้านั้นก็มี และในศาสนาอื่นก็มี มีใช้คำนี้ เพราะว่าเป็นคำธรรมดา จิต, เจตสิก, รูป, ๓ อย่างนี้ ไปด้วยกัน : รูป คือร่างกาย คือวัตถุนี้, จิต คือสิ่งที่คิด ธรรมชาติอันหนึ่งซึ่งคิดนึกได้ เรียกว่าจิต, แล้วความที่จิตคิดได้ นั้นเรียกว่า เจตสิก คือคู่หูกันกับจิต เรียกว่า เจตสิก, จิต คือ ธรรมชาติอันหนึ่ง ซึ่งแต่ก่อนก็ยังไม่รู้ว่าอะไรเหมือนกันแหละ แล้วจิตเป็นสิ่งที่ทำหน้าที่คิดได้. ส่วนความคิดอะไรที่คิดขึ้น มาได้ นั่นก็คือ เจตสิก ; แต่แล้วต้องเกิดดับพร้อมกัน เพื่อว่า ให้จิตเปลี่ยนเป็นอย่างนั้นได้อย่างนี้ได้ ก็เพราะอำนาจของเจตสิก ที่เกิดขึ้นแก่จิต เกิดขึ้นประกอบจิต. ทีนี้สองสิ่งนี้มันเป็นพวกนาม คือไม่มีรูปร่าง แสดงตัว ไม่ได้ ; ก็เลยต้องมีสิ่งที่เป็นรูปคือกายนี้ เป็นเครื่องรองรับ

น.161 ๑๕๒ หรือเป็นเครื่องให้แสดง. เพราะฉะนั้น จิต เจตสิก รูป ย่อม ไปด้วยกัน ร่วมมือกันจึงจะทำได้. เอาจิตกับเจตสิกรวมกันเสีย ก็เรียกว่า "นาม" , กายก็เรียกว่า "รูป" ก็เลยเหลือแต่ นาม กับ รูป. นี้แหละภาษาวิปัสสนา ขอให้พิจารณานาม-รูปอยู่เสมอ เห็นว่านามรูปเป็นอย่างนั้น ๆ ๆ ตามธรรมชาติเป็นอย่างนั้น อย่าได้ไปหลงยึดถือ. ทีนี้โดยกฎของพระเจ้าอีกนั่นแหละ อิทัปปัจจยตาก็ตาม หรือว่าพระเจ้าชนิดไหนก็ตาม The Light, The Word อะไร ของคริสเตียนก็ตาม จิต, เจตสิก, และรูปนี้ มันหยุดอยู่ไม่ได้ คงที่อยู่ไม่ได้ ; ย่อมมีการปรุงแต่งกัน ครั้งหนึ่งก็มีงอกไปใหม่ เป็นของใหม่ออกไปนิดหนึ่ง ; ปรุงแต่งที่หนึ่งก็งอกของใหม่ ออกไปนิดหนึ่ง ; ปรุงแต่งอีกที่หนึ่งทุก ๆ ครั้งก็งอกใหม่ออกไป นิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นมันจึงเกิดแปลกออกไปทุกที ๆ นี้เรียกว่า วิวัฒนาการเป็นวัฏฏสงสารเป็นอะไรอยู่ในตัว เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ก็จริง แต่ว่าทุกคราวที่เกิดนั้นมันเปลี่ยนไปทุกที ไม่ซ้ำรอย. เพราะฉะนั้นจึงเกิดการที่ว่าเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เรียกว่า วัฏฏสงสาร ; เหมือนกับการเดินทางไกลอย่างนี้. ทีนี้มันมีแน่นอนอยู่ว่า ถ้า ยังมีการปรุงแต่งอยู่อย่างนี้ ก็ต้องมีทุกข์แหละ เพราะว่าในจิตนั้น มันมีความโง่ ประเภทอวิชชานี้ มีเจตสิกประเภทเป็นอวิชชาเกิด

น.162 ๑๕๓ ขึ้นมาจากการที่ได้พบของใหม่ ๆ เป็น รูป เสียง กลิ่น รส ใหม่ ๆ เรื่อยนี้ อวิชชาเกิดเรื่อย. อวิชชาย้อนหลังมาปรุงแต่งมันก็แปลก ออกไป ๆ ๆ จนเป็นอย่างที่เห็น อย่างที่รู้นี้ คือเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นเทวดา เป็นมาร เป็นพรหม เป็นอะไรมากมาย ล้วนแต่ เป็นเรื่องของกาย จิต เจตสิก ทั้งนั้น. ทีนี้ ถ้าเมื่อใดวิชชาเข้ามาเป็นเจตสิก เกิดความรู้ว่า นี้เป็นเรื่องทุกข์ เป็นเรื่องหลง ก็หยุดความคิดอย่างนั้นเสีย ไม่มองเห็นไม่รู้สึกอย่างนั้น นี้จะเรียกว่า "นิพพาน" คือจะหยุด เวียนว่ายเสีย ; สำหรับจิตดวงนั้นจะถึงความหยุดเวียนว่าย. ส่วน จิตดวงอื่นที่ยังไม่เป็นอย่างนั้น ก็เวียนว่ายต่อไป. จึงเหลืออยู่ ๔ คำ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน. นิพพานเป็นที่หยุดที่ดับของ สิ่ง ๓ อย่างนั้น ถ้ายังไม่หยุดก็เป็นทุกข์ ปรุงมาแบบไหนก็เป็น ทุกข์แบบนั้นตามสมควร : เป็นเทวดาก็ทุกข์อย่างเทวดา, เป็น มนุษย์ก็ทุกข์อย่างมนุษย์ ; ต่อเมื่อรู้สึกว่าไม่เป็นอะไร เมื่อนั้น จะไม่ทุกข์ นั่นแหละคือนิพพาน ในความหมายกว้าง ๆ. ในคน ๆ หนึ่งมี จิต เจตสิก รูป สำหรับทรงตัวอยู่ เกิดความรู้สึกคิดนึก มีการกินอาหาร มีการทำทุกอย่างที่ให้มัน รอดอยู่ได้. เพราะว่าในจิตนั้นมันมีความรู้ตามสัญชาตญาณแบบ นั้น ; ในทุกจิตมันจึงกินอาหาร จึงเจริญเติบโต มันจึงเป็น

น.163 ๑๕๔ ไปตามเหตุตามปัจจัย. ทีนี้ถ้าว่าเผอิญจิตดวงนั้นได้โอกาสดีได้ฟัง ได้เรียน ได้ศึกษา ของแท้ของจริงเข้า มันจะหยุดนึกว่าเป็นตัวกู ไม่เป็นตัวกู เลิกเป็นตัวกู นี้เขาเรียกว่า ดับเสียซึ่งขันธ์ซึ่งธาตุ ซึ่งอายตนะ ซึ่งจิต เจตสิก รูป อะไรก็ตาม เรียกว่ามันไม่มีอิทธิพล มันจึงจะมีความสงบสุขในกลุ่มนี้ ในชุดนี้. ชุดที่เราเรียกว่า กาย ใจ ถ้าประกอบด้วยอวิชชามันก็ทุกข์ ; ถ้าไม่ประกอบอยู่ด้วย อวิชชามันก็ไม่มีความทุกข์. ที่เราพูดกันนี้ เราศึกษากันนี้ ก็เพื่อ จะสร้างสิ่งที่ทำลายอวิชชา คือวิชชา เพื่อจะทำลายอวิชชา มันจะได้ มีทุกข์น้อยลง ๆ จนไม่ทุกข์ในที่สุด มีอยู่เท่านี้. ถ้าใครไม่มีทุกข์ ก็ไม่จำเป็นจะต้องศึกษา คือปัญหาหมดไป เพราะไม่มีทุกข์. ถ้ารู้สึกว่ามีทุกข์ หรือเป็นทุกข์ก็ต้องศึกษา เพื่ออย่าให้ทุกข์มันเกิด ขึ้นมาได้ ; เวลาที่เหลืออยู่ กายใจนี้ยังไม่ตาย ก็ใช้ให้มันเป็น ประโยชน์. คนเรามีหน้าที่จะต้องประพฤติธรรมด้วยกันทุกคน ชาวนาก็ประพฤติธรรมของชาวนา, พ่อค้าก็ประพฤติธรรมของ พ่อค้า, ข้าราชการก็ประพฤติธรรมของข้าราชการ จึงรวมกัน อยู่เป็นโลกนี้. นี่เป็นไปด้วยธรรมซึ่งแต่ละคนประพฤติ มันก็พอ อยู่ไปได้. ที่จริงถ้าไม่มีธรรมเสียเลยมันก็อยู่ไม่ได้. ถ้าเป็นโลก อยู่ได้ด้วยความยากลำบากมันเป็นโลกนรก ; ถ้ามันสนุกสนาน ก็เป็นโลกของเทวดา ; แต่ถ้ามันสะอาด สว่าง สงบ มันก็เป็น

น.164 ๑๕๕ โลกของพระอริยเจ้า. ถ้าถือว่าไม่เป็นอะไรเสียเลย มันก็เป็น นิพพาน. ถ้าจิตน้อมไปเพื่อจะไม่เป็นอะไรเสียเลย มันก็คือ น้อมไปเพื่อนิพพาน. จิต เจตสิก ร่างกายนี้เหมือนกับว่าลงเรือไปเที่ยวค้าขาย ในมหาสมุทรไม่รู้จักเอือม จากที่นั่น ไปที่นี่ จากที่โน่น ไปที่นั้น ขาดทุนก็ลองแก้ตัวใหม่ ได้กำไรก็อยากได้มากอีก มันก็ไป กันเรื่อย จนกว่าจะเห็นความจริงว่า โอ๊ย ! บ้าเปล่า ๆ เลิกมีตัว มีตนกันเสียที นี่ก็เป็นนิพพาน. นิพพาน ก็แปลว่า ดับ หรือสิ้นสุด ถ้าพูดอย่างสมมติ ก็เรียกว่า เกาะ เกาะที่เป็นที่พึ่งกลางทะเล ขึ้นเกาะนั้นได้แล้วก็ไม่ต้องเที่ยวค้าทะเลอีกต่อไป. นี่แหละคือ ความหมายของคำว่า จิต เจตสิก รูป และนิพพาน. นิพพาน เป็นที่หยุดที่ดับของจิต เจตสิกและรูป. มีอะไรอีกไหม ? เสียงกลุ่มผู้พิพากษากราบขอบคุณครั้งสุดท้ายว่า ; สำหรับวันนี้ พวกกระผมขอกราบขอบพระคุณ ท่านพระคุณเจ้า เพราะประเดี๋ยวจะต้องไปรับประทาน อาหาร แล้วก็จะมาชม สไล้ด์ของพระคุณเจ้าอีกครับ. ————————

น.165 มหาวิทยาลัย กับ ความรู้เรื่องจิต ตอบปัญหา แก่คณะอาจารย์แพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยการนำของ ศจ. นพ. โรจน์ สุวรรณสุทธิ ณ สวนโมกข์ ไชยา ๑๓ สิงหาคม ๒๕๑๖ —————— ถาม : ผู้ที่ได้รับความรู้ทางด้านวิชาการ ทีนี้ทางด้าน เกี่ยวกับจิตใจ ควรจะได้รับไหม ? ข้อนี้กระผมขอกราบเรียน ท่านอาจารย์. ตอบ : ข้อนี้เห็นว่าควรอย่างยิ่ง ทุกมหาวิทยาลัยจะ ต้องมีแผนกหรือคณะที่เกี่ยวกับจิตใจ. ถาม : จะทำอย่างไร ? ตอบ : จะทำอยู่ในรูปของวิชาอะไร มันก็มีปัญหา นิดหน่อย จะทำในรูปของวิชามนุษย์วิทยา หรือปรัชญา หรือ ๑๕๖

น.166 ๑๕๗ จิตวิทยา หรืออะไร เพราะเขาอาจไม่อยากจะให้มีคำว่า "ธรรมะ" หรือ "ศาสนา" เข้าไปอยู่ในนั้น. ถาม : ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่น่าอายอะไร ที่มหาวิทยาลัย มหิดลไม่ถือว่าเป็นเรื่องน่าอาย. ตอบ : ที่มหาวิทยาลัยอื่นไม่ทราบ แต่ที่จุฬาลงกรณ- มหาวิทยาลัยนั้นมีแน่ ถึงกับเถียงกันหน้าดำหน้าแดง เขามอง ไปในแง่ที่ว่าไม่จำเป็นหรือครึ หรือว่าไปแย่งเวลาของวิชาอื่น เคยมีการประชุมและเถียงกันอย่างเต็มที่แล้ว ไปถามคุณสัญญา ธรรมศักดิ์ดูซิ อาตมาก็ไปประชุมด้วย ว่าจะรังเกียจไหมที่จะมี คำว่าธรรมะ หรือศาสนาอยู่ในมหาวิทยาลัย. แต่ถ้าเด็ก ๆ เขา ไม่ชอบแล้วพวกอาจารย์ก็อาย อย่างนี้ละก็เปลี่ยนชื่อเสีย ใช้ชื่อ เป็นอย่างอื่นเสีย เขาจะได้ไม่อาย. จะใช้ชื่อที่เขามีกันอยู่แล้ว ก็ได้ เช่น ไปใช้คำว่าปรัชญา หรืออะไรทำนองนี้ แต่ปรัชญา มันไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติโดยตรง มันเป็นเรื่องฉลาดในเหตุผล ไปเสีย ในที่สุดมันก็เกิดผลตามที่เราต้องการนี้ไม่ได้ พวกเรียน ปรัชญานี้กลายไปเป็นฮิปปี้เสียมากกว่า คือมันเรียนหนักเข้า ๆ เลยไม่รู้จะเอาอย่างไร เพราะปรัชญามันไม่มีอะไรที่แน่นอน ยิ่ง ทุ่มเทความคิดอะไรแปลก ๆ ให้เรียนกันแล้ว เด็กจะจับเอาไม่ถูก.

น.167 ๑๕๘ อยากจะพูดนอกเรื่องสักนิดหนึ่งว่า อ้ายเรื่องการศึกษา ของฝรั่งนั้น มันมีแต่การศึกษาทางฝ่ายทฤษฎีท่าเดียว ไม่เกี่ยวกับ การปฏิบัติ ผลสุดท้ายสรุปอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีการปฏิบัติ อย่างคำว่า "พระเจ้า" หรือ คำว่า "ศาสนา" เองก็ตาม : ศาสนา คืออะไร ? พระเจ้าคืออะไร ? นี้มันมีคำอธิบายหลายพันหัวข้อ หรือหลายพันทฤษฎี ที่ว่าด้วย "อิสมฺ" ต่าง ๆ คุณดูหนังสือ ชุดที่เขาว่าดีที่สุดของ Britannica the great book of the world ยาวตั้งวามี ๕๐ กว่าเล่ม ตั้งแต่ยุคต้น ๆ มาจนถึงปัจจุบันหยก ๆ นี้ เขาบรรจุไว้ในชุดนี้หมด มีนักปราชญ์เป็นร้อยๆคน แล้วคนหนึ่งๆ ได้ว่าเกี่ยวกับคำว่า God นี้ว่าอย่างไร ไบเบิลทั้งหมดด้วยที่เขา นำมาอ้างถึง. ที่นี้ความคิดหรือความเห็นหรือความเข้าใจ เช่น เกี่ยวกับคำว่า God คำเดียวนี้ เมื่อนำมารวมกันเข้าหมด จากความเห็นของทุก ๆ มหานักปราชญ์เหล่านี้ มันมีหลายพันแง่ แต่แล้วเด็กจะตอบไม่ถูกว่า God คืออะไร เอามาเทกองไว้ตรงนี้ หลายพันหน้า. อย่างอาตมานี้ยังจับความของเขาไม่ถูกเลยว่า เขามุ่งหมายจะให้ความหมายของคำว่า God ว่าอย่างไร. เด็ก นักเรียนจะไม่มีหวังเลย เพราะมันดีเกินไป มันมากเกินไป อย่างนี้ จนฝรั่งเองก็ไม่รู้ว่า God คืออะไร แล้วฝรั่งเดี๋ยวนี้กลับว่า God ตายแล้ว คือทิ้งไปเลย แต่ว่าในตำรานี้มีหมด เขาบอกที่มาให้ เลยว่า ความเห็นของ Romio อยู่หน้านั้น เล่มนั้น ของคนนั้น

น.168 ๑๕๙ หน้านั้นเล่มนั้นเลย แม้ไบเบิลก็บอกว่าบทนั้นหน้านั้น นี่แหละ ฝรั่งรู้อะไรมากอย่างนี้ แต่แล้วไม่มีประโยชน์อะไรเลย เป็นหน้าที่ ของคน ๆ นั้นจะไปเลือกเอาเองจนเข้าใจว่า God คืออะไร มัน เป็นเรื่องสนับสนุนความรู้ของผู้ใดมากกว่า. คำว่า "ศาสนา" ก็ทำอย่างนั้น แม้แต่คำว่า "การเมือง" ก็ทำอย่างนั้น คำว่า "ประชาธิปไตย" ก็ทำอย่างนั้น ทำไปในแง่ เทกระจาด ให้คิดนึกเอาเอง แล้วก็วางไว้ในรูปปรัชญา ยิ่งเจริญ มากขึ้น ยิ่งไม่รู้ว่าพระเจ้าคืออะไรมากขึ้น จนกระทั่งว่าพระเจ้า ตายแล้วเลิกล้างกันไป. นี่โลกไม่มีพระเจ้า หรือว่าไม่มีศาสนา มากกว่า. มันเป็นปัญหาที่หนักมาก หนักตรงที่ว่าคนไม่มีศาสนา นั่นแหละ เพราะศาสนานั้นไม่ใช่ปรัชญา มันคนละรูป. เดี๋ยวนี้ คนในประเทศไทยก็กำลังจะตามหลังฝรั่ง คือจะไม่มีสิ่งที่เรา เคยกลัว เคยถือเป็นหลักว่า จะต้องกลัว : เช่นกลัวบุญกลัวบาป หรือกลัวพระเจ้านี้มันจะหมดไป. ศาสนาเหลืออยู่แต่คำพูดในรูป ของปรัชญา ไม่มีผลทางจิตใจ. อย่างคนกลัวบาปแต่อยากได้ บุญอย่างนี้ แต่แล้วก็ไม่ปฏิบัติในสิ่งที่เรียกว่า " กลัวบาป " หรือ เพื่อจะได้บุญ ; มันเปลี่ยนมาเป็นวัตถุชื่อเสียงไปหมด : ได้เงิน หรือได้เกียรตินั่นแหละดี. อย่างนี้ปัญหามันก็เกิดขึ้น โดยเฉพาะ

น.169 ๑๖๐ สำหรับเด็ก ๆ เขาไม่มองให้ลึกลงไป จนถึงกับว่าธรรมะหรือ ศาสนานี้มีประโยชน์ และจำเป็นแก่คนทุกคนอย่างยิ่ง. ถาม : ความจริงก็มีสอนศีลธรรม หรือศาสนาใน โรงเรียน ในมหาวิทยาลัยบ้างเหมือนกัน เช่นในมหาวิทยาลัยของ สงฆ์เอง แต่ทำไมจึงไม่มีผลอะไรเลย ? ตอบ : นั่นเขาสอนในรูปของปรัชญา หรือในรูป ของความรู้ ไม่สอนในรูปที่เป็นตัวของศาสนาสำหรับปฏิบัติ พวกฝรั่งเดี๋ยวนี้ก็กำลังต้องการว่าอะไรจะมาแทนพระเจ้า หนังสือ ที่ออกเมื่อเร็ว ๆ นี้ ก็มีหลายแนวหลายหัวข้อเหมือนกัน อย่าง Reader's Digest นั้นยิ่งตะโกนใหญ่ว่า อะไรจะมาแทนพระเจ้า ให้แก่เด็กๆ ในเมื่อเด็ก ๆ ถือว่าพระเจ้าตายแล้ว หรือไม่มีอยู่ อะไรจะมาแทนที่สิ่งนี้ให้แก่เด็ก ๆ. นี่เป็นเพราะเขาไม่รู้ว่า สิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" นั้น ตายไม่ได้ หรือเป็นสิ่งที่ไม่ตาย. ทีนี้พ่อมันก็เลยถือว่า พระเจ้า ตายแล้วไปตามเด็ก ๆ. ปัญหามันเกิดขึ้น เพราะเด็กมันเลว เลวในทางจิตใจ แล้วจะเอาอะไรมาให้เด็ก ๆ ถือแทนพระเจ้า. นี่ปัญหาใหญ่มันเกิดมากขึ้น เพราะผู้ใหญ่เองก็ถือว่าพระเจ้า ตายแล้วเหมือนกัน. ถ้าอย่างนี้มันยากที่ว่ามนุษย์จะมีศาสนา. ที่นี้สำหรับพวกที่พยายามคิดอย่างอิสระ มันก็นำไปสู่ความเป็น

น.170 ๑๖๑ ฮิปปี้ เป็นอะไรไปตามความคิดของเขาที่เห็นว่าอิสระ ถ้าคนใน ประเทศไทยเดินตามหลังฝรั่งไปตามแนวนี้ละก็ จะลำบากที่สุด แล้วก็ไม่มีหวัง เพราะไปตามฝรั่งอย่างหลับหูหลับตา. ถ้าฝรั่ง มีพระเจ้ามีศาสนา โลกนี้ก็ดีกว่านี้ ; แต่นี่มันมีไม่ได้เพราะไม่รู้ ไม่เข้าใจ จนเห็นเป็นของไม่จำเป็น หรือขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้นข้อใหญ่ใจความที่สำคัญคือว่าจะต้องรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา หรือพระเจ้านี้กันให้ถูกต้อง จนถึงกับมองเห็นว่ามัน จำเป็นที่สุดสำหรับคนทุกคน ทุกแบบ ทุกชีวิต ทุก system ทุกแขนงวิชาที่จะต้องเรียนรู้. ถาม : สำหรับแพทย์จะต้องศึกษา (สิกขา) ธรรมะ ในข้อไหน อย่างไร ? ตอบ : มันต้องแยกออกเป็น ๒ แขนงเสมอไปคือว่า ธรรมะ หรือ ศาสนา ในฐานะสำหรับคนทั่วไป ไม่ว่าใคร นี้อย่างหนึ่ง ; แล้วก็ธรรมะหรือศาสนาสำหรับพวกที่จะเป็น แพทย์แขนงหนึ่งโดยตรง ซึ่งมันชัดขึ้นไปอีกนี้อย่างหนึ่ง. ที่นี้ ถ้าเรามีทุกสาขาในมหาวิทยาลัย เราก็ใช้หลักธรรมะหรือศาสนา สำหรับคนทั่วไป. ถ้าแยกสำหรับแพทย์ สำหรับนักการศึกษา หรือสำหรับนักกฎหมายอะไรนี้ อย่างนี้ก็ต้องมีเหมือนกัน. สำหรับคนทั่วไปที่ต้องมีชีวิตทุกคนนี้ ให้มันแน่กันเสียก่อนซี

น.171 ๑๖๒ ให้มันแน่กันเสียก่อนว่าธรรมะหรือศาสนาช่วยได้อย่างไร อย่างน้อย ก็ให้มองเห็นว่า เราทุกคนรู้ว่า เราเกิดมาทำไม ? จะต้อง ได้อะไร ในฐานะคนทั่วไป. ที่นี้สำหรับเป็นแพทย์ก็ต้องมี หลักธรรมะที่มีส่วนช่วยให้แพทย์ปฏิบัติหน้าที่ได้ดีที่สุด แล้วสนุก สนานไปในตัวด้วย ; อย่างนี้เขาไม่ค่อยเล็งถึงกัน ถึงคำว่า สนุก สนาน แต่มันก็ออกจะเกินคำว่า "สนุกสนาน" ไป ; เอาเพียงว่า ไม่มืดมัว ไม่เป็นทุกข์ ไม่ทนทรมาน ไม่เร่าร้อนอะไรอย่างนี้ ปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความรู้สึกอย่างนี้. สำหรับธรรมะนี้ ถ้าเราดูโดยหลักใหญ่ ๆ ที่สุด เราพูดได้ อย่างวิทยาศาสตร์ ว่าเป็นสิ่งที่ทำให้คนเรามีใจคอปกติ หรือ balance อยู่ตามสภาพ. หมายความว่า คนในโลกนี้มีใจคอ สูญเสียสภาพปกติเกือบตลอดวัน คือว่า อ้ายนั่น - อ้ายนี่เข้ามาทาง ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ ; มาทำให้เกิดความรู้สึกเป็นไป ในทางชอบ หรือรักนี้อย่างหนึ่ง แล้วให้เกลียด หรือไม่ชอบ อึดอัดขัดใจนี้ อีกอย่างหนึ่ง. แท้จริงแล้วทั้งสองอย่างนี้ใช้ไม่ได้ คือ จิตใจที่อยู่ในลักษณะทั้งสองอย่างนี้ใช้ไม่ได้ที่จะปฏิบัติ งานอะไรก็ตาม งานออฟฟิศชนิดไหนก็ตาม ถ้าใจคอมันสูญเสีย สภาพปกติเดิมอย่างนี้ คือ รัก หรือ เกลียดเสียแล้ว พอใจหรือ ไม่พอใจเสียแล้ว นั่นจะเป็นการทำผิดทันที ผิดไม่มากก็น้อย

น.172 ๑๖๓ ในการที่จะทำอะไรออกไปหรือจะพูดอะไรออกไป หรือจะปฏิบัติ หน้าที่อะไรก็ตามที. สภาพใจคอปกตินี้เป็นความมุ่งหมายของธรรม หรือ ศาสนา ที่เรียกว่า ไม่มีกิเลส ไม่มีเกิดขึ้นมาและไม่มาครอบงำ หรือหุ้มห่อจิตใจ ซึ่งบางพวก หรือบางคณะ เขาถือว่ากิเลสเกิดอยู่ เป็นปกติ แต่เราว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น เราเห็นว่า กิเลสนี้เพิ่งเกิด ภายหลังเมื่อมีอะไรเข้ามา เพราะฉะนั้นเพียงแต่ระวังอย่าให้มัน เข้ามาทำให้จิตสูญสภาพปกติ. กิเลส หรือ แม้แต่อวิชชาก็ตามมันเพิ่งเกิด ก่อนหน้านั้น ถือว่าไม่ได้เกิด คือขณะที่เรามีใจคอปกติ มันฉลาดอยู่ในตัวเอง ตามการศึกษาที่มีมา ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของจิตที่ปกติ มันรู้เองว่า ควรทำอะไรอย่างไร. อย่างหมอจะลงมือผ่าตัดอย่างนี้ มันก็ต้อง ผ่าตัดด้วยใจคอที่ปกติที่สุดด้วย ที่สุดเท่าไรยิ่งดี. ถ้าไปรักหรือ ไปเกลียดอ้ายคนนั้น หรือรักมากเกินไป หรือไปคิดว่าจะได้เกียรติ เพราะความมีฝีมือ อย่างนี้เรียกว่าจิตไม่ปกติแล้ว ไม่ Balance แล้ว. อย่างนี้เรียกว่า ใช้ไม่ได้ คือว่าขณะนั้น ไม่มีธรรมะนั่นเอง. นี่ยกตัวอย่างขณะที่จะทำการผ่าตัด. ฉะนั้น เราจะต้องถือหลักว่า ธรรมะนี้คือสิ่งที่ช่วย ให้มนุษย์มีใจคอปกติ แม้แต่ความตายมาจ่ออยู่ข้างหน้า หรือ

น.173 ๑๖๔ แม้แต่จะเจอเสือในป่า ก็ต้องมีใจคอปกติ คือไม่กลัวจนขาดสติ อาจจะขึ้นต้นไม้ก็ตาม จะวิ่งหนีก็ตาม ก็ยังคงมีใจคอปกติ. นี่คือ ความต้องการของธรรมะเป็นอย่างนี้. คือเราไม่หวั่นไหวใน โลกธรรมที่แบ่งเป็นฝ่าย ฝ่ายนี้ฝ่ายได้ อีกฝ่ายเป็นฝ่ายเสีย ได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ ได้สุข มีได้ก็ต้องมีเสีย นี่คือสิ่งที่ทำให้ ใจคอไม่ปกติ แต่ธรรมะต้องการจะทำให้มีอำนาจเหนือโลกธรรม กล่าวคือมีใจคอปกตินั่นเอง แล้วก็จะรู้ได้เองว่าควรจะทำอะไร ควรจะทำอย่างไร เท่าไรด้วย. ไปมองดูเถอะจะเห็นว่ามันจำเป็น ที่สุดสำหรับคนทุกคน. ถ้าเราไม่รู้ไม่ชี้ หรือไม่ประสีประสา ไม่รู้จักใช้ธรรมะกัน ในลักษณะอย่างนี้ แต่มีศาสนาไว้เพียงทำพิธีรีตองเท่านั้น ที่ไหน ก็ตามใจ ที่มหาวิทยาลัยก็ตามใจ ในดงของนักศึกษาซึ่งเป็นดง ของปัญญาชน ก็ยังมีศาสนาในลักษณะของพิธีรีตองไปเสียทั้งนั้น ไม่ถึงตัวศาสนาจริง ไม่ถึงตัวธรรมะจริง. เพราะฉะนั้นพยายาม ให้ทุกคนรู้จักสิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา" ให้มันถูกตัว "ศาสนา" ให้ถูกต้องแล้วก็ให้พอเพียงด้วย. เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องพูดถึงเพียงพอ เพราะมันไม่ถูกต้อง เสียแล้ว มันกลายเป็นพิธีรีตอง ซึ่งไม่ใช่ตัวธรรมะ. อีก ทางหนึ่งก็ไปไกลลิบเลย เป็นนักปรัชญาบ้าไปเลย อย่างใน

น.174 ๑๖๕ มหาวิทยาลัยกำลังเอียงไปทางนั้น ต้องการจะให้นิสิตนักศึกษา แตกฉานในปรัชญา ที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา แต่ไปนำเอาปรัชญา ในโลกมาสอน หรือแม้จะสอนศาสนาก็สอนไปในรูปของปรัชญา ซึ่งไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติทางจิตใจเลย. มันบอกได้เหมือนกันว่า จิตใจเป็นอย่างไร คืออะไร ทำไมจึงต้องเรียนรู้ แต่แล้วมัน ก็ไม่มีหลักปฏิบัติในทางจิตใจโดยตรง. นี้เรียกว่าไม่มีศาสนา มีแต่ Theory แล้ว Theory ก็พร่าไปอย่างที่ว่านี่แหละ ไม่รู้จะ เอาอันไหน เลยหลักปฏิบัติที่จำเป็นที่เกี่ยวกับจิตใจมันไม่มี ทีนี้ ผลจากธรรมะจากศาสนาก็เลยไม่มี คือทุกคนไม่สามารถมี ใจคอปกติได้ จะเรียนจบมีดีกรียาวเป็นหางหรืออะไรก็ตาม มันจะมีจิตใจที่หวั่นไหวไปตามสิ่งที่เข้ามากระทบ ทางที่ดีทุกมหาวิทยาลัย จะต้องสอนให้เข้าใจเรื่องนี้ว่า ศาสนานี้อยู่ที่ตรงไหน ให้เข้าใจเป็นเบื้องต้นเป็นหลักก่อนว่า ศาสนานี้ ไม่ใช่คำสั่งสอน. ทีนี้มันยากตรงที่เราไปใช้คำว่า "ศาสนา" เข้า. เพราะศาสนา แปลว่า คำสั่งสอน แต่ตัวศาสนา แท้ ๆ ไม่ใช่คำสั่งสอน แต่เป็นตัวการปฏิบัติที่ถูกตามเรื่องของ ธรรมชาติทางจิต. แม้พระพุทธเจ้าจะตรัสคำว่าศาสนาบ้าง แต่ในสมัยโน้นไม่ค่อยใช้คำว่า ศาสนา แต่ใช้คำว่า พรหมจรรย์ หรือใช้คำว่า ธรรมวินัย นี้. ธรรมะก็คือข้อปฏิบัติส่วนจิตใจ, วินัยก็คือข้องปฏิบัติรอบนอก.

น.175 ๑๖๖ คำว่า "ธรรมะวินัย" นี้ ใช้สำหรับผู้ที่เข้ามาบวชใน ธรรมวินัยนี้ แต่สมัยนี้กลับพูดว่า มาบวชในศาสนานี้ แต่สมัยโน้น ส่วนมากใช้คำว่า พรหมจรรย์ : พรหม แปลว่า ประเสริฐ, จรรย์ นี้คือ จริยา พรหมจริยา : มาประพฤติพรหมจริยา เพื่อทำลายความทุกข์พร้อมทั้งต้นเหตุของมัน ; พระพุทธเจ้า ท่านตรัสอย่างนี้. แต่เดี๋ยวนี้พูดว่า เข้ามาบวชในศาสนานี้ ซึ่งไม่รู้ว่าจะทำอะไรอย่างไร. ดังนั้น หลักสูตรก็จะต้องมีการ ทำให้เด็ก ๆ รู้ ว่าสิ่งที่เราเรียกกันว่าพุทธศาสนานั้น คืออะไร ? นี้คือข้อเปรียบเทียบ ถ้ารู้ถึงแก่นหรือหัวใจของพุทธศาสนาแล้ว จะเหมือนกันทุกศาสนาเลย จะต่างกันเพียงระดับเท่านั้น แต่ความ มุ่งหมายนั้นเหมือนกัน คือทำลายจิตใจที่ไม่สมดุลย์ ไม่ Balance นี้คือทำลายความเห็นแก่ตัว. พุทธ คริสต์ อิสลาม อะไรก็ตาม ทุกศาสนาจะมีหลักว่า ให้ทำลายความเห็นแก่ตัว. ถ้าหากไม่ อย่างนั้นไม่ใช่ศาสนา ต้องปฏิบัติอยู่ด้วย จนถึงกับทำลาย ความเห็นแก่ตัวลงไปด้วย ปัญหาในโลกทั้งโลก มันเกิดมา จากความเห็นแก่ตัว มองเห็นเท่านี้ก่อนซี มีความเห็นแก่ตัว มากขึ้นทุกที ประชาธิปไตยก็เห็นแก่ตัวจัด คอมมูนิสต์ ก็เห็นแก่ตัวจัด ทุกคนก็เห็นแก่ตัวจัด มันจึงมีปัญหาว่า โลกนี้เต็มไปด้วยการรบราฆ่าฟันกัน นี่เพราะไม่มีการบรรเทาความ เห็นแก่ตัว.

น.176 ๑๖๗ ถ้าเรามองดูศาสนา จะเห็นว่ามีความมุ่งหมายในทาง ทำลายความเห็นแก่ตัวทุกศาสนา ตั้งแต่สูงสุดจนถึงต่ำสุด แล้วแต่ จะมีไปตามลำดับ ถ้าทำอย่างอื่นไม่ได้ก็ ขอให้เห็นแก่พระเจ้าเถิด พระเจ้าท่านว่าอย่างไร ก็จงทำตามนั้นเถิด มันจะไม่มีความเห็น แก่ตัวเหลืออยู่ คุณคิดดูซิ เมื่อเราทำตามคำสั่งของพระเจ้า มอบให้ พระเจ้า มันเห็นแก่ตัวไม่ได้ ลักไม่ได้ ขโมยไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ เพราะพระเจ้าไม่ต้องการ. เพราะฉะนั้นศาสนาอิสลาม จึงย้ำเรื่อง ให้เห็นแก่พระเจ้าทุกบททุกตอนเลย ขึ้นต้นลงท้ายก็ให้เห็นแก่ พระเจ้า พระเจ้าก็มีหรือให้เรียกแปลก ๆ กันไป ตามแต่ที่ต้องการ จะพูด. ที่จริง Synonym ของคำว่า พระเจ้านี้มีหลายสิบคำ หรือ ตั้งร้อยกว่าคำ แต่ก็มุ่งหมายให้ทำลายความเห็นแก่ตัวทุกศาสนา. แล้วศาสนาอย่างพุทธศาสนานี้ พูดไว้ในลักษณะของคำพูดที่ต้อง ตีความ ถ้าไม่ตีความจะเป็นเรื่องบ้าที่สุด เหมือนอย่างที่เด็ก ๆ เขาคิด. อย่างเด็ก ๆ ว่าพระเจ้าตายแล้วนั้น ก็เพราะเขาตีความ คำว่า พระเจ้าผิด บรรทัดแรกในหน้าแรกของไบเบิล คัมภีร์แรกคัมภีร์เก่า ก็มีข้อความชนิดนี้ ทีนี้เด็ก ๆ จะไม่ยอมรับ : วันที่ ๑ พระเจ้า สร้างแสงสว่าง, วันที่ ๔ จึงสร้างดวงอาทิตย์ดวงจันทร์. แล้ว เด็กที่เล่าเรียนมาอย่างเดี๋ยวนี้ มันจะคิดอย่างไร แล้วมันจะเชื่อ อย่างไรได้เล่า.

น.177 ๑๖๘ นี่เพราะเขาตีความคำว่า "แสงสว่าง" นั้นไม่ถูก เพราะในคัมภีร์ใช้คำว่า Light เฉย ๆ เดิมเป็นภาษากรีก แปลมา เป็นภาษาเฮบบริว จากภาษาเฮบบริวมาเป็นภาษาอังกฤษใช้คำว่า Light เขาแปลถูกแน่ คำแปลถูกแน่ แต่เดี๋ยวนี้ตีความไม่ถูก. วันที่ ๑ สร้าง Light. คำว่า Light นี้ คือกฎของ ธรรมชาติ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์นี้ เกิดขึ้นโดยกฎของธรรมชาติ ในวันที่ ๔ หรือเลขที่ ๔ เพราะ Light นั้นไม่ใช่แสงอาทิตย์ ไม่ใช่ Physical Light มันคือกฎของธรรมชาติ ซึ่งมีความหมาย อีกอันหนึ่ง ที่จะทำให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไปเหมือนกับว่า มันนำทาง ไปแล้วอย่างนั่นแหละ. อย่าง อาดัม กับ อีฟ นี้ ถ้าตีความไม่ตรงแล้ว จะกลาย เป็นเรื่องนิยายที่น่าหัวเราะเยาะ แต่ตีความให้ถูกต้อง จะเป็นเรื่อง ที่ดีที่สุด เป็นประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่ดีที่สุดของมนุษย์. ส่วนคัมภีร์ใหม่ สิ้นยุคพระเยซูแล้ว คัมภีร์ใหม่ เช่น โยฮันอย่างนี้ : ว่าสิ่งที่มีอยู่แรกที่สุดซึ่งเป็นจุดตั้งต้นนั้นคือ "The Word" ที่แปลว่า คำพูดนั่นแหละ แต่ไม่รู้ว่า The Word นั้น คืออะไร แม้ฝรั่งบาทหลวงซึ่งเป็นผู้สอนศาสนาเอง ก็ไม่รู้ว่า คืออะไร เลยไม่อธิบายคำว่า The Word นั้นว่าอะไร แปลว่า “คำ" เฉยๆ ว่า "แรกที่สุด มีพระคำ" สิ่งนั้นคือ The Light.

น.178 ๑๘๕ ธรรมะที่ถูกต้องยืนอยู่เป็นหลัก ทุกคนเห็นแก่ตัว ก็คือโลกที่เลว ที่สุด. นั่นแหละพระเจ้าเรียกว่า "ตาย" ตายดิกเลย ไม่มีอะไร ดีเลย. ขอให้ช่วยกันคิดดูว่า จะบรรจุความรู้อันนี้เข้าไปได้ อย่างไร ความรู้ที่มีจุดมุ่งหมายเรื่องทำลายความเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็น ตัวศาสนาแท้ ๆ ; ในหลักสูตรของมหาวิทยาลัย จะบรรจุเข้าไป ในวิชาแขนงไหน. แต่ว่าเดี๋ยวนี้คนพากันบ้าปรัชญา ไม่บ้า การปฏิบัติ ; อย่างมากจะทำได้ก็ใส่ลงไปในวิชาจิตวิทยา หรือ ในมนุษย์วิทยา หรือว่าศีลธรรมวัฒนธรรมอะไรก็ตาม มันทำได้ เพียงแค่นั้น มันไม่เกิดเป็นศาสนาขึ้นมาในชั้นเรียนได้ มันเป็น วิชาปรัชญาหรือจิตวิทยาอยู่เรื่อยไป. ก็ต้องไปแก้จุดนี้ ให้มัน ลงมาเป็นจริยธรรม เป็นศีลธรรมในฝ่ายสูงฝ่ายวิญญาณ. ยังมีเรื่องน่าหวัวอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งฝรั่งมันก็รู้อะไรมาก อย่างเช่นคำว่า God. คำว่า ศาสนา, คำว่า ประชาธิปไตย. มีหัวข้อเป็นพันเลย แต่จับอะไรไม่ถูก. ขอให้รู้เสียว่า มันคือ อะไร เอามาให้ถูก. คำว่า God ถ้าเอามาให้ถูก มันก็มี God ได้, ถ้ามนุษย์ไม่มี God ก็คือมีซาตาน ; มันมีเท่านั้นเอง. ปัญหาที่มันหนักมากก็คือ ถ้ายังตามก้นฝรั่งซึ่ง ลบล้างศาสนาหมดสิ้น เหลือไว้แต่พิธีรีตองนิด ๆ หน่อย ๆ

น.179 ๑๘๖ เมื่อมันกลัวขึ้นมาเท่านั้น. ถ้ามันหมดท่าเข้าแล้ว ทำอะไรไม่ได้ ก็เลยต้องออกชื่อพระเจ้า ในกองทัพก็มีพิธีไหว้พระเจ้า อ้อนวอน พระเจ้า แต่ก็ทำอย่างละเมอ ๆ เท่านั้นแหละ โดยไม่รู้ว่า God คืออะไรเลย เหลือแต่พิธีตามธรรมเนียม ไม่มีความหมายอะไร. ถ้าเราไปตามก้นฝรั่งอย่างนี้ละก้อ เราก็จะแย่ลงทุกที พุทธศาสนา ก็จะหมดไปจากคนไทย เหลือแต่พิธีนิด ๆ หน่อย ๆ. ดังนั้นจึงกลับฟื้นเรื่องความยึดมั่นถือมั่น เรื่องไม่มีตัวกู ของกู เรื่องว่าง เรื่องจิตว่างจากตัวกู-ของกู ซึ่งเป็นหัวใจของ พุทธศาสนามาพูดกัน. ในครั้งแรกไม่มีใครฟัง หรือฟังไม่ถูก แต่ก็ค่อย ๆ รู้ขึ้น ทีละนิด ๆ นี่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่สุด : เห็นแก่ตัวเมื่อไร ก็คือจิตไม่ว่าง มีตัวก็ต้องเห็นแก่ตัว ถ้าเอาอันนั้นออกไปเสีย คือจิตว่าง ซึ่งเป็นสภาพเดิมของจิต ที่ปกติ ที่ Balance มันจะ ฉลาดอยู่ในตัวตามประสาของจิต จะทำไปแต่ในสิ่งที่ควรทำ จะไม่ ไปทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ. ข้อนี้ก็เพราะว่า ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันเพิ่งจะเกิดขึ้นเข้ามาครอบงำจิต ; ถ้าอันนี้ไม่มี มันมีอิสระ มันจะทำไปอย่างถูกต้องของมันเอง ไม่มีทางผิดเลย. เพราะว่าอย่างน้อยที่สุด มันไม่ต้องการอะไร มันไม่ต้องการดี และชั่ว ดังนั้น มันจึงอยู่เหนือทุกข์อยู่เรื่อยไป ตามธรรมชาติ

น.180 ๑๘๗ ของมัน ; มันจะไม่ฆ่าใคร จะไปเอาเปรียบใครไม่ได้ มันอยู่ เฉยๆ ดีกว่า. แต่ที่แท้แล้วมันมากกว่านั้น เขาจะมีสติปัญญา รู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ : จะรู้ว่า แม้จะอยู่ว่าง ๆ ก็ยังไม่ดีเท่ากับไปช่วยคนอื่น มันจะรู้ได้อย่างนี้ เรียกว่า สติปัญญาที่บริสุทธิ์ตามธรรมชาติเดิมของจิตเป็นอย่างนั้น. ถ้าโลภ โกรธ หลง เข้ามาเมื่อไร มันจะเป็นไปตามโลภ โกรธ หลงพักหนึ่ง. อย่างนี้จึงจะเป็นจิตวิทยาที่ไม่เพ้อเจ้อ ไม่ใช่จิตวิทยาเพ้อเจ้อ จนไม่รู้จะปฏิบัติอย่างไร ; มันมีอยู่ชัด ๆ จากเรื่องที่รู้อยู่แล้ว ว่าจะบังคับจิตควบคุมจิตอย่างไร ซึ่งควรจะเรียกว่า จิตวิทยา. แต่เดี๋ยวนี้คำว่าจิตวิทยา มีความหมายเปลี่ยนไปแล้ว เป็นเครื่องมือ สำหรับคนอื่น. จิตวิทยาที่ชาวบ้านพูดนั้น คือความรู้ เกี่ยวกับวิธีโกงคนอื่น เอาเปรียบคนอื่น. อย่างนี้ก็ตายเลย. ลำพังเรื่องจิตวิทยาบริสุทธิ์ทั้งหมด มันก็มีมากเกินไปกว่าที่เด็กจะ เรียนเสียแล้ว ดังนั้นเราเอาเพียงว่า จิตวิทยาที่ทำให้รู้จักบังคับจิต ควบคุมจิต ปกครองจิตของตัว อย่าให้มันมีความทุกข์ขึ้นมาได้ : จิตตั้งไว้อย่างไร ความโลภ ความโกรธ ความหลงครอบ งำไม่ได้ นั่นแหละคือจิตวิทยา ; แล้วเป็นวิทยาศาสตร์ด้วย ไม่ต้องคำนึงคำนวณด้วยเหตุผลที่ไม่รู้ มันรู้ไปเรื่อย โดยอาศัย Experience มันมาจาก Experience แล้วมัน Experience

น.181 ๑๘๘ เวลานั้น แล้วมันก็มี Experience ถึงผลที่บังเกิดขึ้น มันเป็น วิทยาศาสตร์ตลอดเวลา แต่มันไม่ใช่ทางวัตถุเท่านั้น มันเป็น เรื่องจิต เป็นวิทยาศาสตร์เรื่องจิต. ฉะนั้นใช้ไปเถอะทุกแขนง วิชา ถ้าสอนจิตวิทยาก็สอนให้ถึงขนาดนี้ คือสอนเรื่องมนุษย์- วิทยาเลย สอนให้รู้เรื่องอาดัมกับอีฟ มันตั้งต้นมีความทุกข์ เมื่อมันไปหลงสิ่งที่มันเป็นของคู่ ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นสมัยที่มนุษย์ ไม่มีความทุกข์ แล้วเริ่มมีความทุกข์ แล้วก็ทุกข์มากขึ้น ๆ ถ้าจะ สอนประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอะไรก็สอนให้แจ่มแจ้งในข้อนี้อยู่ เรื่อยเถิด. วัฒนธรรมมันตั้งต้นอย่างไร เมื่อก่อนคนเป็นอย่างไร เค้าเรื่องในไบเบิลนั้นดีที่สุดเลย อาตมาเคยชี้ให้ดูว่านี้คือตำรา ที่ดีที่สุด ที่จริงที่สุด ที่ถูกหาว่าบ้าที่สุด ข้อที่ว่าสร้างแสงสว่างใน วันที่ ๑ แล้วสร้างดวงอาทิตย์ในวันที่ ๔ ; ตำราอย่างนี้ดีที่สุด. หรือว่าเรื่องกินผลไม้นี้เข้าไปแล้วรู้จักดีรู้จักชั่ว ก็เริ่มมีความทุกข์ ตั้งแต่ตอนนั้น คือตาย ; แต่ก็ไม่เข้าใจ. ที่ถามอาตมาว่า จะประยุกต์อย่างไร ก็อยากจะพูดรวม ๆ ไปว่า ให้เข้าไปมีอยู่ในวิชาทุกแขนงที่เรียน ในจิตวิทยาก็ตาม ใน ปรัชญาก็ตาม ได้รู้ส่วนหนึ่ง ๆ มารวมกันก็เป็นตัวศาสนา. ถ้าเรา จะเรียนปรัชญาก็ให้รู้จักใช้เหตุผลที่นำมา เพื่อให้เข้าใจเรื่องนี้ อย่าได้พลั้งไปสู่เรื่องไม่รู้จักจบ. ถ้าเรียนจิตวิทยา เรื่องจิตเรื่อง อะไรก็ตาม ก็ให้มารู้เรื่องนี้ว่าความทุกข์มันเกิดขึ้นต่อเมื่อจิตมัน

น.182 ๑๘๙ ไปเกิดความยึดมั่นจนเห็นแก่ตัว จนมีความโลภ ความโกรธ ความ หลง มันจึงเริ่มมีความทุกข์. เรื่องจิตที่สำคัญคือเรื่องนี้. เรียน ประวัติศาสตร์ก็เรียน ให้รู้ว่ามนุษย์ประมาณ ๘,๐๐๐ ปีมานี้ มันน่า จะถูกตามที่ไบเบิลกล่าว ว่ามนุษย์เริ่มเกิดเมื่อราว ๘,๐๐๐ ปีมานี้ เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับอาดัมกับอีฟนี้ราว ๘,๐๐๐ ปีมานี้เอง ; นี้มัน ถูกที่สุด แต่เดี๋ยวนี้คนกลับไปเข้าใจว่า มนุษย์เริ่มมีเมื่อ ๘,๐๐๐ ปี อย่างนั้นมันไม่ถูก มนุษย์อาจจะมีมาเป็นแสน ๆ ปี หรือล้าน ๆ ปี ก็ตามใจ แต่มันเป็นมนุษย์ก่อนกินผลไม้. มนุษย์ที่เจริญ ถึงขนาดว่า รู้เรื่องดีเรื่องชั่ว ได้ยึดถือดีถือชั่วนั้น มันมีเมื่อสัก ๘,๐๐๐ ปีมานี้ ขอให้คำนวณดู. ถ้าเราศึกษาทางโบราณคดี จะรู้สึกว่าจริง ว่าเมื่อ ๘,๐๐๐ ปีมานี้เองที่เกิดเรื่องระหว่างอาดัม กับอีฟ ; ก่อนหน้านั้นเขาไม่มีปัญหา ไม่นุ่งผ้าก็ได้ นุ่งก็ได้ ไม่มีปัญหาอะไร แต่เด๋วยนี้มันมีปัญหามาก ว่าต้องนุ่งผ้ามากเกินไป แต่มันไม่สำคัญหรือร้ายเท่าเรื่องดีเรื่องชั่ว. ความยึดมั่นถือมั่นเรื่องดีเรื่องชั่วนี้ มันก่อรูปหรือตั้งรูป และหนาแน่นเมื่อสัก ๘,๐๐๐ ปีมานี้ แล้วก็เริ่มมีความทุกข์. เราหวังอยากจะดี เรากลัวชั่ว นี้มันก็มีปัญหาสุมทับอยู่ในใจเสมอ เหมือนกับว่า ตายแล้ว. ทีนี้พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นสอนให้รู้จัก อยู่เหนือดีเหนือชั่ว นี่ก็ราว ๒,๐๐๐ ปีกว่ามานี้เอง. นี่แสดงว่า

น.183 ๑๙๐ การป้องกันต้นไม้ต้นนั้นถูกทำลาย คือว่ามีพระบรมศาสดามาโปรด ให้คนได้กินต้นไม้ต้นที่สอง เป็น Eternal Life คือถอนความ ยึดมั่นถือมั่นเรื่องดีเรื่องชั่ว. ตรงนี้ควรสอนกันให้มากในแง่จิตวิทยา เรามีความทุกข์ ต้องเกิดมาจากเรื่องดีเรื่องชั่ว เพราะมันอยากจะดีนั่นแหละ แม้แต่ อ้ายโจรมันทำโจรกรรม ก็เพราะอยากจะได้ เพราะได้นั้นคือดี. ส่วนคนทำบุญทำกุศลด้วยความยากลำบาก ก็เพราะเขาคิดว่าจะดี อีกเหมือนกัน. มันแล้วแต่ว่าใครถือว่าดีนั้นคืออะไร. ทีนี้เด็ก ๆ มันเกิดถือว่าดีนั้นคือ กูดีกูเก่ง จนเอาระเบิดขวดปาใส่กัน นี่ก็ เพราะต้องการดี. ปัญหาเรื่องดีเรื่องชั่วนี่แหละคือปัญหาทั้งหมด ของมนุษย์ในโลกที่จะมีความทุกข์. ที่อเมริกันรักษาหน้ารักษา เกียรติจนเกินขอบเขตนั้น ก็เพราะอยากดีอีกนั่นเอง. ดังนั้น เขาไม่คำนึงว่าผิดถูก เขาต้องการจะรักษาหน้าไว้เรื่อย เขาจึง ต้องทำอย่างนี้ เขาหว่านเงินทำตัวเป็นตำรวจโลกก็เพราะอยาก จะดีนั่นแหละ. หรือมันไม่อยากจะตาย ไม่อยากจะล่มจม ไม่อยากจะสูญชาติ มันก็คือมันอยากจะดีอีก. เพราะเขารู้สึกว่า หากผู้อื่นครองโลกตัวเองจะสูญไป นั่นก็เพราะติดอยู่ที่ดี. เพราะ ฉะนั้นจะต้องจัดการกับสิ่งที่เรียกว่า "ดี" นี้ให้ถูกต้อง มิฉะนั้น แล้วมันจะเป็นชนวนของวิกฤตการณ์ทั้งหมดเลย อย่างที่เป็นอยู่ เดี๋ยวนี้.

น.184 ๑๙๑ แต่เดี๋ยวนี้เราไม่นึกถึงผู้อื่น ที่ทำให้ผู้อื่นรู้จักเหมือน ๆเรา เราไปด่าเขาทุกวัน ลองคิดดูซิ แล้วจะทำความเข้าใจกันได้ อย่างไร. ฝ่ายนี้ก็ด่าฝ่ายโน้นทุกวัน ฝ่ายโน้นก็ด่าฝ่ายนี้ทุกวัน. มันมีผลเท่ากับเพิ่มความเลว คือ โลภะ โทสะ โมหะ ยิ่งขึ้น มันก็หนายิ่งขึ้น จนแก้ไม่ไหว. ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า God นั้น ถ้าเข้าใจถูกต้อง คอมมูนิสต์จะยอมรับทันที. The Word นั้นคือกฎธรรมชาติ คอมมูนิสต์ก็ปฏิเสธไม่ได้ The Word ก็คือ God แล้วมันก็ค่อยๆ รู้ว่ากฎธรรมชาติมันแรงร้ายอย่างไร ดังนั้น ตัวเองก็จะเดินถูกตามกฎธรรมชาติเหมือนกับเขาเหมือนกัน. นี่คือ ทางที่ดีที่มันจะระงับสงครามคู่วิวาทในระหว่างค่ายได้ ก็โดยเข้าใจ ศาสนาดีเท่านั้น. ดังนั้น อย่าเอาศาสนาบ้า ๆ บอๆ ไปให้ คอมมูนิสต์ซิ จะทำให้มันเกลียด แล้วมันด่าอยู่ทุกวัน ด่าศาสนา ในรูปพิธีรีตองอย่างงมงาย. เราจะต้องเอาศาสนาที่แท้จริงของ พระพุทธเจ้า ของพระเยซูหรือของพระศาสดาองค์อื่นที่มีเหตุผล อยู่ในตัว อย่างที่เราว่า ๆ มา พวกคอมมูนิสต์มันก็รับได้ แล้วมัน ก็จะเบื่อหรือสังเวชในการที่มันจะเสียเวลาฆ่ากัน แล้วจะพูดกัน รู้เรื่อง ประนีประนอมกันได้ ตกลงกันได้ในฐานะที่ว่า เราอยู่ ใต้กฎธรรมชาติ หรือของ God อะไรเหมือนกัน. ทีนี้ ในการที่จะสร้างพื้นฐานทางจิตใจอย่างนี้ แก่คน เดี๋ยวนี้ คิดว่าจะต้องชั่วคน ๆ หนึ่ง เพราะเดี๋ยวนี้เด็ก ๆ มันเปลี่ยน

น.185 ๑๙๒ ไปไกลลิบแล้ว จะเรียกให้กลับมาใหม่ บางทีจะต้องชั่วอายุ คน ๆ หนึ่ง ; มีทางเดียวนี้เท่านั้น ทางอื่นไม่มีดอก เพื่อให้โลก มีสันติภาพได้ ซึ่งทางนี้จะต้องลงทุนมากหรือนานเท่าใดก็ต้องทำ. ฉะนั้น ที่ถามนี้ก็เป็นความคิดที่ถูก ที่จะต้องเริ่มฝังเข้าไปใน โรงเรียน ในมหาวิทยาลัย หรือในวิชาอะไรทุก ๆ แขนง ฉะนั้น การที่จะประยุกต์เฉพาะวิชาแพทย์ จึงกลายเป็นเรื่องเล็ก ; ประยุกต์ให้ทุกคนมีความเป็นมนุษย์กันเสียก่อนนี้ คือปัญหาใหญ่. นี่แหละมหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัยช่วยคน ให้เป็นมนุษย์กันดีกว่า. ถาม : ทำอย่างไรผู้สอนที่มีความรู้เชี่ยวชาญเฉพาะ วิชาจะประยุกต์ความรู้ชนิดนี้ได้อย่างไร ? ตอบ : นี่เรียกว่าวางแผน ทำได้ด้วยการประยุกต์วิชานี้ เข้าไปในทุกแขนงวิชาโดยเฉพาะ เช่น วิชาวิทยาศาสตร์ วิชา จิตวิทยา มนุษย์วิทยา โบราณคดี ประวัติศาสตร์ ศีลธรรมอะไร เหล่านี้ มันเข้ากันได้สนิท แล้วมันจะซึมเข้าไปในเด็กโดยไม่ รู้สึกตัว. ถาม : ถ้าอย่างนี้ผู้สอนวิชาแพทย์จะสอนได้อย่างไร ? ตอบ : นั้นมันอีกปัญหาหนึ่ง เพราะเดี๋ยวนี้เราพูดว่า หลักการใหญ่มันผิด จะต้องทำหลักการใหญ่ให้ถูกให้ชัดขึ้นมาก่อน แล้วจึงแบ่งหน้าที่กันไปทำ กล่าวคือ ให้ทุกคนมาเรียนเรื่องนี้

น.186 ๑๙๓ เรื่องเดียว แล้วผู้ที่จะไปทำหน้าที่สอนวิชาแขนงนั้น ๆ ก็ใส่ลงไป ตามที่ตัวเห็นว่าเป็นโอกาส. ถาม : ทุกคนมีความรู้สึกว่ามีตัว ทางศาสนาก็ว่า ให้แสวงหาตัวตนที่แท้จริง แก่พุทธศาสนาว่าให้ทำลาย Self จะมี เป็นการแนะให้คนฆ่าตัวตายไปหรือ ? ตอบ : นั่นมันคนละความหมาย คำว่า Self นี้ ต้องให้ความหมายใหม่ ต้องบัญญัติความหมายใหม่ เป็น Self ที่บริสุทธิ์ เป็น Self ที่แท้จริงทำนองนั้น แต่ Self ที่จะต้อง ทำลายนั้น คือ Self ของ Selfishness แล้ว ไม่ใช่ Self ที่แท้จริง ถาม : พุทธศาสนามี Autority หรือเปล่า ? ตอบ : อย่าไปคิดว่าพุทธศาสนามี Autority ต้องว่า พุทธ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่นนอน ถาม : อย่างจะพูดกับชาวต่างประเทศ เราจะใช้คำ อะไร ในเมื่อทางศาสนาอื่นเขาว่า พุทธศาสนาไม่ใช่ Religion. ตอบ : ปัญหานี้มีมานานแล้ว มันไม่มีคำอื่นจะใช้ ก็ต้องใช้คำว่า Religion. ปัญหามันเกิดตรงที่เจ้าของคำว่า Religion นั้นเขาหมายความว่ามีพระเจ้า แล้วเขาตีความพระเจ้าผิด เขาก็เลยว่าพุทธศาสนาไม่ใช่ Religion. แต่เราบอกว่า "ธรรม"

น.187 พระเจ้า ดังนั้นพุทธศาสนาก็เป็น Religion แล้ว Religion นั้นไม่ต้องเกี่ยวกับอื่น เกี่ยวกับข้อที่ว่า ทำมนุษย์ให้รอด นั้นคือ Religion ; ในเมื่อปรัชญา หรือความรู้อย่างอื่น มัน ทำมนุษย์ให้รอดไม่ได้ ก็ต้องเอาไว้เป็นหน้าที่ของ Religion. ดังนั้น คริสต์ก็ตาม พุทธก็ตาม ต้องเป็น Religion. ถาม : ตามที่ท่านอาจารย์ เคยติดตามวางหลักความรู้ ทางพุทธศาสนา ให้ผู้จะทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษา มาเป็นเวลา สิบ ๆ ปีนั้น ก็เข้าประเด็นที่เรากล่าวในวันนี้ ใช่ไหมครับ ? ตอบ : ก็น่าคิด ในข้อที่ว่ากระทรวงยุติธรรม ริเริ่ม ขึ้นมาว่า ผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษานี้ จะต้องรู้หลักพุทธศาสนาด้วย จึงขอร้องให้อาตมาช่วยมาบรรยาย แก่ผู้ที่สอบได้แล้ว กำลังฝึกอยู่ จึงได้บรรยายเรื่องนี้ว่า เป็นเรื่องที่ผู้พิพากษาจะต้องรู้. ที่นี้ ก็มีหลายคนแม้ในกระทรวงยุติธรรมเองว่า มันเกินไป แต่ที่แท้ แล้ว โดย Spirit ของผู้พิพากษาจะต้องมีความรู้ เรื่องว่างเรื่อง สุญญตาจึงจะเป็นผู้พิพากษาที่ดีได้ เพราะเขาเห็นว่าเรื่องว่าง เรื่อง ไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ ว่ามันเกินไป ดังนั้น มันมีปัญหาที่จะต้องแก้ ก็คือว่าก่อนที่จะได้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาก่อนจะออกไปรับปริญญานั้น มันต้องรู้เรื่อง Self เสียก่อน ในฐานะที่เป็นเรื่องคนเรื่องมนุษย์. จะรู้ได้ก็ต้องอาศัยหลักธรรม ๒ อย่าง ที่ว่ามานี้ ; แล้วถ้าหากคน

น.188 ๑๙๕ พวกนี้จะไปเป็นครูเขาก็จะรู้จักสอน. แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่ได้ทำ อย่างนี้ ก่อนจะรับปริญญาจะต้องให้เขารู้เรื่องคนเสียก่อน ใช้เวลาบรรยายสัก ๒๐ ชั่วโมงก็พอ แต่ต้องสอนในห้องเรียน ตั้งแต่ชั้นต้น ๆ มาก่อน แล้วจึงสอนเรื่องนี้ในตอนสุดท้าย ; นั่นแหละเขาจึงจะรับได้ เพราะเขาพอที่จะรู้ได้แล้ว. ใช้เวลาพูด สัก ๒๐ ชั่วโมงก็จะพอเข้าใจได้ ว่าทางรอดของมนุษย์มันอยู่ที่นี่ ไม่ใช่วิชาในปริญญาที่ได้รับไป. ไม่ว่าจะเป็นแพทยศาสตร์ หรือ อะไรศาสตร์ก็ตาม นั้นมันช่วยคนช่วยโลกไม่ได้ เพราะนั่นเป็นเพียง วิชาทางวัตถุแขนงหนึ่งๆ ; เป็นTechnology แขนงหนึ่ง ๆ เท่านั้น. ดังนั้นจะต้องมีส่วนที่เป็น Spiritual Enlightenment เพื่อให้รู้จัก ควบคุม Technology และนี่แหละอาตมาจึงใช้คำที่จำง่ายเพื่อ กันลืมว่า ชีวิตนี้ต้องเทียมด้วยควาย ๒ ตัว : ตัวหนึ่งคือ Technology อีกตัวหนึ่งคือ Enlightenment ; แล้วก็จะมี ความปลอดภัย. แต่เดี๋ยวนี้เขาเอากันแต่ควายเปลี่ยวตัวเดียวคือ Technology มันก็มีแต่จะพาไปหาความเห็นแก่ตัว พาไปหา ซาตาน. ฝรั่งเขารู้จักแต่ Technology ไม่มี Spiritual Enlightenment. ที่พวกฝรั่งนี้เขาสนใจความรู้ทางตะวันออก ก็คืออันนี้ เพราะเขารู้สึกว่า เขาเฟ้อไปด้วย Technology แล้ว แต่ยังขาด Spiritual Enlightenment จึงมาสนใจพุทธศาสนา,

น.189 ๑๙๖ สนใจเต๋าหรืออะไรก็ตาม. แต่โดยมากก็ไม่พบตัวแท้ของ Spiritual Enlightenment ซึ่งโดยแท้จริงมันมีอยู่แล้วในคัมภีร์ไบเบิลซึ่งเขา นับถืออยู่แล้ว แต่เขามองข้ามไปเสียจึงพยายามมาหาในพุทธศาสนา นี่เพราะเขาหลับตาเกินไป. นี่ปัญหาของโลก มันมีสภาพอย่างนี้ แต่ถ้าเข้าใจไบเบิลดี เขาปฏิบัติตามได้ เขาก็จะมี Spiritual Enlightenment พอ ; คือไม่ไปคิด เรื่องดี - เรื่องชั่ว แล้วก็เป็นอิสระ เพราะหลักพุทธศาสนาที่เขาต้องการก็มีอยู่ใน ไบเบิลนั้นแล้ว. ดังนั้นเราก็เลยเป็นเพื่อนกันได้ แลกเปลี่ยน วัฒนธรรมอย่างนี้กันได้โดยไม่ต้องมีใครเป็นลูกศิษย์ใคร หรือตาม ก้นใครก็ได้ มันดีกว่าที่จะมาเป็นลูกศิษย์กัน ต่างคนต่างคงมีเกียรติ. ถาม : คนจะเข้าใจได้อย่างไร ? ตอบ : คนฟังไม่เข้าใจก็เพราะเขาพูดไว้ในลักษณะ mythology แต่ในพุทธศาสนาพูดไว้ในภาษาธรรมดา ถาม : แล้วใครจะเป็นคนสอน ? ตอบ : เมื่อต้องมีอยู่ในทุกแขนงวิชาที่เด็กจะเรียน มันจะต้องเริ่มจากผู้สอน. ผู้สอนวิชาแขนงไหน ๆ ก็ตามจะต้อง เข้าใจก่อนจึงจะนำมาสอนประยุกต์กับวิชาที่ตนสอนได้. ถาม : ใครจะทำให้ผู้สอนเข้าใจได้เล่าครับ ?

น.190 ๑๕๗ ตอบ : นี่ถามคล้ายกับว่าใครจะเอาลูกกระพวนไปผูก คอแมว แต่ถ้าเริ่มกันจริง ๆ ผู้สอนก็จะเข้าใจได้ แต่ถ้าจะให้เข้าใจ อย่างลึกซึ้งมีผลสะท้อนถึงจิตได้นั้นมันยาก แต่ก็จะต้องมีได้ทำได้. มีสิ่งหนึ่งที่มักจะมองข้ามกันไปเสีย คือความสลดสังเวชในความ ผิดพลาดที่กำลังมีอยู่. หากเป็นส่วนบุคคลมันก็เปลี่ยนบุคคลนั้นเลย หากมีกันทั้งโลกหรือคนส่วนใหญ่มันก็เปลี่ยนโลกได้เช่นเดียวกัน. ปัญหาว่า เดี๋ยวนี้พวกอเมริกันมันรู้สึกสลดสังเวชบ้าง หรือยัง มันมองเห็นสิ่งที่ตนกำลังกระทำอยู่ ว่าเป็นสิ่งที่น่าสลด สังเวช น่าเศร้า น่าละอายหรือยัง ; ถ้ามันเกิดมองเห็นมันก็เปลี่ยน. เพราะฉะนั้นเราก็ต้องช่วยกันพูดให้เด็ก ๆ เข้าใจ จนเกิด ความคิดที่จะเปลี่ยน ; ถ้าทำได้ก็จะสำเร็จ ถ้าทำไม่ได้ก็จะไม่มีทาง สำเร็จ. ภาษาธรรมะเรียกว่า ความสังเวชทำให้เกิดความเปลี่ยน แต่เดี๋ยวนี้เราสังเวชไม่พอ หรือไม่สังเวชเลยก็ได้ ยังจะเอาตะบึง ตะบันไปตามโลกอยู่เรื่อย ไม่สังเวชไม่ดูให้เห็นจนเกิดความคิดที่ จะเปลี่ยน. ดังนั้นจึงต้องสร้างความคิดที่จะเปลี่ยนนี้ขึ้นในใจตัวเอง แล้วพูดกันเรื่อยไปในชั้นเรียน สอนอะไรก็ตาม ก็ชี้ให้เกิด ความรู้สึกสังเวชในความเลว ในความผิดพลาด โดยจะปลงอนิจจัง โลกในปัจจุบันนี้ก็ได้ เด็ก ๆ ก็พอจะฟังถูก. มันมีอะไรใน โลกนี้ที่ตรงไหน ที่มีสันติภาพ มันมีแต่เรื่องยุ่งยาก. ดูไป ๆ

น.191 ๑๙๘ ในที่สุดเด็ก ๆ จะแก้ปัญหาได้. แต่เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ กลับแก้ด้วยการ เป็นฮิปปี้. นี่ก็เพราะเด็ก ๆ เขาเดินไปไม่ถูก ไม่มีใครแนะวิธี ที่ถูกให้เขา เขาไม่รู้จะไปทางไหน. แต่ถ้าสอนในวิธีดังกล่าว ก็จะมีทางเป็นไปได้ ไม่เสียทีที่เกิดมา. ที่เด็ก ๆ กลายเป็นฮิปปี้นั้น ก็เพราะเขาสอนผิด ฝรั่ง เป็นเจ้าตำหรับตำรา มีดีกว่าใคร ๆ แต่ผลที่ออกมาทำเด็กให้เป็น ฮิปปี้. นี่ขอให้คิดดูซิว่าการสอนมันเป็นอย่างไร มันถูกหรือผิด. ทีนี้ถ้าพ่อแม่มองเห็นแล้วเศร้า แล้วนำมาสอนลูก ๆ ก็จะเกิดอาการ เปลี่ยนได้. แต่เดี๋ยวนี้พ่อแม่ก็อยู่ในสภาพงอมืองอเท้า ไม่รู้ว่าจะ ทำอย่างไร มีแต่มองเห็นแต่เพียงว่าแย่แล้ว ๆ กลับเห็นว่าพระเจ้า ตายแล้ว ! แล้วก็ไม่รู้ว่าอะไรจะมาแทนพระเจ้า. ที่จริงพระเจ้า ไม่ได้ตาย พ่อแม่มันโง่ว่าพระเจ้าตาย อะไรจะมาแทนพระเจ้า. แท้จริงพระเจ้าไม่มีวันตาย เพราะ The Word คือ The Light ได้แก่ธรรมชาติ หรือกฎธรรมชาติ. ถ้าเข้าใจถูกจะเป็นประโยชน์ ถ้าเข้าใจไม่ถูกก็จะเก็บเอาประโยชน์ไม่ได้. ฉะนั้น ขอให้ลองคิดดู ว่าเริ่มด้วยชี้ให้พวกเราทุกคนนี้ รู้อย่างนี้ก่อน แล้วน่าสังเวช น่าสังเวชยิ่งขึ้น ๆ ทุกค่ำเช้าก่อน เข้านอน ก็ขอให้มองดูอ้ายความน่าสังเวชนี้. ถ้าอาจารย์รู้สึกใน ข้อนี้ แล้วจึงค่อยเอ่ยปากพูดกับศิษย์ว่า อะไร ๆ มันน่าสังเวชไหม

น.192 ๑๙๙ หรือว่าน่าสนุก. แต่ถ้าไม่อย่างนี้แล้ว เด็ก ๆ นั้นจะเลือกเอาข้าง เป็นฮิปปี้ เพราะไม่ต้องเกี่ยวกับความสังเวช. อ้ายความสังเวชนี้ ใคร ๆ ก็ไม่ชอบ มันไม่สนุก. นี่ ปัญหามันเป็นอย่างนี้. ดังนั้น เราจะต้องช่วย กันเด็กไทยนี้ไว้ โดยให้เขาเกิด ความสังเวชอันนี้ เขาจะไปเป็นฮิปปี้ไม่ได้. แต่ครูเดี๋ยวนี้ก็ไม่ ใช่ครูเสียแล้ว มันเป็นลูกจ้างสอนหนังสือ ครูไม่ได้ทำหน้าที่ เป็นผู้นำทางวิญญาณเหมือนความหมายในครั้งโบราณ. สมัยโน้น ครูเขาเป็น Spiritual Guide ครูเดี๋ยวนี้ไม่สอนอะไร นอกเหนือ ที่ทางการเขาบังคับไว้. เท่าที่เขาบังคับไว้ก็ยังไม่พอ แล้วยัง สอนไม่เป็นเสียอีก. ตามหลักสูตรที่บังคับนั้นมันมีแต่ Technology ไม่มี Spiritual Enlightenment เลย. นี่เป็นความโง่ของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการของทุกประเทศทั่วโลก เขาไม่มีความรู้เรื่อง ความสว่างไสวทางวิญญาณ ดังนั้นครูจึงไม่มีโอกาสเป็น Spiritual Guide ได้ ; เป็นเพียงลูกจ้างสอนหนังสือตะพึด. แล้วยิ่งกว่า นั้นอีก ก็คือครูเขาคิดไปทางอื่น เป็นครูอยู่เท่าที่จำเป็น เขาจะหา ทางอื่นที่ดีกว่าครูอยู่เสมอไป ดังนั้นความเป็นครูไม่มี ผู้นำทาง วิญญาณ ไม่มี. อาตมาว่า ครูคือผู้นำทางวิญญาณ เขาหัวเราะกันใหญ่เลย พวกครูนั่นแหละหัวเราะกันใหญ่ ว่านี่บ้าแล้วครูคือผู้นำทางวิญญาณ

น.193 บ้าแล้ว ! พระคือผู้นำทางวิญญาณ แล้วครูก็เป็นผู้นำ ทางวิญญาณ พระพุทธเจ้าคือจอมโจกของผู้นำในทางวิญญาณ. ครูนี้อยู่ในสังกัดของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ดังนั้นครูต้องเป็นผู้นำทางวิญญาณ เพราะครูเป็นลูกน้องของ บรมครู เขาเลยหัวเราะกันใหญ่. อาตมาจะให้ครูสังกัดพระพุทธเจ้า เขายิ่งไม่เอาใหญ่ เขาสมัครเป็นเพียงลูกจ้างสอนหนังสือ พอเผลอ สอบธรรมศาสตร์ได้เลย สอบเป็นผู้พิพากษาเลย เขาต้องการ อย่างนี้ทั้งนั้น. ถาม : ทำอย่างไรจะให้เขาเข้าใจได้ ? ตอบ : ก็ต้องทำให้เข้าใจตัวพุทธศาสนา อย่างที่ไป อบรมผู้พิพากษา ไปอบรมมา ๑๐ ปีแล้ว ปีละ ๑๐ ชั่วโมง รวม เป็น ๑๐๐ ชั่วโมง แล้ว พูดมา ๑๐๐ ชั่วโมง โดยไม่ซ้ำกันเลย. อาตมาไปไหนไม่รอดแล้ว จึงขอหยุดมาเรื่อย ๆ เฉพาะปีหลัง ๆ ก็เหลือแต่ที่กระทรวงยุติธรรม พอสอบเสร็จก่อนจะแต่งตั้งเป็น ผู้พิพากษา เขาให้อาตมาไปบรรยายอบรม ๑๐ ชั่วโมงทุกปี ทำอย่างนี้มา ๑๒ ปีแล้ว บางปีไม่มีผู้สอบได้ก็ไม่มีการอบรม ถ้าไปอบรมก็พูดเรื่อง เกิดมาทำไม ? พูดไปเรื่อย ๆ เรื่องเกิด มาทำไมนี่ โดยเฉพาะครูอาจารย์ต้องรู้เรื่องนี้ดี แม้จะไม่อยู่ใน หลักสูตรสาขาไหนโดยเฉพาะ. ความจริงหลักสูตรธรรมะหรือ

น.194 ๑๘๕ ธรรมะที่ถูกต้องยืนอยู่เป็นหลัก ทุกคนเห็นแก่ตัว ก็คือโลกที่เลว ที่สุด. นั่นแหละพระเจ้าเรียกว่า "ตาย" ตายดิกเลย ไม่มีอะไร ดีเลย. ขอให้ช่วยกันคิดดูว่า จะบรรจุความรู้อันนี้เข้าไปได้ อย่างไร ความรู้ที่มีจุดมุ่งหมายเรื่องทำลายความเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็น ตัวศาสนาแท้ ๆ; ในหลักสูตรของมหาวิทยาลัย จะบรรจุเข้าไป ในวิชาแขนงไหน. แต่ว่าเดี๋ยวนี้คนพากันบ้าปรัชญา ไม่บ้า การปฏิบัติ ; อย่างมากจะทำได้ก็ใส่ลงไปในวิชาจิตวิทยา หรือ ในมนุษย์วิทยา หรือว่าศีลธรรมวัฒนธรรมอะไรก็ตาม มันทำได้ เพียงแค่นั้น มันไม่เกิดเป็นศาสนาขึ้นมาในชั้นเรียนได้ มันเป็น วิชาปรัชญาหรือจิตวิทยาอยู่เรื่อยไป. ก็ต้องไปแก้จุดนี้ ให้มัน ลงมาเป็นจริยธรรม เป็นศีลธรรมในฝ่ายสูงฝ่ายวิญญาณ. ยังมีเรื่องน่าหวัวอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งฝรั่งมันก็รู้อะไรมาก อย่างเช่นคำว่า God. คำว่า ศาสนา, คำว่า ประชาธิปไตย. มีหัวข้อเป็นพันเลย แต่จับอะไรไม่ถูก. ขอให้รู้เสียว่า มันคือ อะไร เอามาให้ถูก. คำว่า God ถ้าเอามาให้ถูก มันก็มี God ได้, ถ้ามนุษย์ไม่มี God ก็คือมีซาตาน ; มันมีเท่านั้นเอง. ปัญหาที่มันหนักมากก็คือ ถ้ายงตามกันฝรั่งซึ่ง ลบล้างศาสนาหมดสิ้น เหลือไว้แต่พิธีรีตองนิด ๆ หน่อย ๆ

น.195 ๑๘๖ เมื่อมันกลัวขึ้นมาเท่านั้น. ถ้ามันหมดท่าเข้าแล้ว ทำอะไรไม่ได้ ก็เลยต้องออกชื่อพระเจ้า ในกองทัพก็มีพิธีไหว้พระเจ้า อ้อนวอน พระเจ้า แต่ก็ทำอย่างละเมอ ๆ เท่านั้นแหละ โดยไม่รู้ว่า God คืออะไรเลย เหลือแต่พิธีตามธรรมเนียม ไม่มีความหมายอะไร. ถ้าเราไปตามกันฝรั่งอย่างนี้ละก้อ เราก็จะแย่ลงทุกที พุทธศาสนา ก็จะหมดไปจากคนไทย เหลือแต่พิธีนิด ๆ หน่อย ๆ. ดังนั้นจึงกลับฟื้นเรื่องความยึดมั่นถือมั่น เรื่องไม่มีตัวกู ของกู เรื่องว่าง เรื่องจิตว่างจากตัวกู-ของกู ซึ่งเป็นหัวใจของ พุทธศาสนามาพูดกัน. ในครั้งแรกไม่มีใครฟัง หรือฟังไม่ถูก แต่ก็ค่อย ๆ รู้ขึ้น ทีละนิดๆ นี่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่สุด : เห็นแก่ตัวเมื่อไร ก็คือจิตไม่ว่าง มีตัวก็ต้องเห็นแก่ตัว ถ้าเอาอันนั้นออกไปเสีย คือจิตว่าง ซึ่งเป็นสภาพเดิมของจิต ที่ปกติ ที่ Balance มันจะ ฉลาดอยู่ในตัวตามประสาของจิต จะทำไปแต่ในสิ่งที่ควรทำ จะไม่ ไปทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ. ข้อนี้ก็เพราะว่า ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันเพิ่งจะเกิดขึ้นเข้ามาครอบงำจิต ; ถ้าอันนี้ไม่มี มันมีอิสระ มันจะทำไปอย่างถูกต้องของมันเอง ไม่มีทางผิดเลย. เพราะว่าอย่างน้อยที่สุด มันไม่ต้องการอะไร มันไม่ต้องการดี และชั่ว ดังนั้น มันจึงอยู่เหนือทุกข์อยู่เรื่อยไป ตามธรรมชาติ

น.196 ๑๘๗ ของมัน ; มันจะไม่ฆ่าใคร จะไปเอาเปรียบใครไม่ได้ มันอยู่ เฉยๆ ดีกว่า. แต่ที่แท้แล้วมันมากกว่านั้น เขาจะมีสติปัญญา รู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ : จะรู้ว่า แม้จะอยู่ว่าง ๆ ก็ยังไม่ดีเท่ากับไปช่วยคนอื่น มันจะรู้ได้อย่างนี้ เรียกว่า สติปัญญาที่บริสุทธิ์ตามธรรมชาติเดิมของจิตเป็นอย่างนั้น. ถ้าโลภ โกรธ หลง เข้ามาเมื่อไร มันจะเป็นไปตามโลภ โกรธ หลงพักหนึ่ง. อย่างนี้จึงจะเป็นจิตวิทยาที่ไม่เพ้อเจ้อ ไม่ใช่จิตวิทยาเพ้อเจ้อ จนไม่รู้จะปฏิบัติอย่างไร ; มันมีอยู่ชัดๆ จากเรื่องที่รู้อยู่แล้ว ว่าจะบังคับจิตควบคุมจิตอย่างไร ซึ่งควรจะเรียกว่า จิตวิทยา. แต่เดี๋ยวนี้คำว่าจิตวิทยา มีความหมายเปลี่ยนไปแล้ว เป็นเครื่องมือ สำหรับคนอื่น. จิตวิทยาที่ชาวบ้านพูดนั้น คือความรู้ เกี่ยวกับวิธีโกงคนอื่น เอาเปรียบคนอื่น. อย่างนี้ก็ตายเลย. ลำพังเรื่องจิตวิทยาบริสุทธิ์ทั้งหมด มันก็มีมากเกินไปกว่าที่เด็กจะ เรียนเสียแล้ว ดังนั้นเราเอาเพียงว่า จิตวิทยาที่ทำให้รู้จักบังคับจิต ควบคุมจิต ปกครองจิตของตัว อย่าให้มันมีความทุกข์ขึ้นมาได้ : จิตตั้งไว้อย่างไร ความโลภ ความโกรธ ความหลงครอบ งำไม่ได้ นั่นแหละคือจิตวิทยา ; แล้วเป็นวิทยาศาสตร์ด้วย ไม่ต้องคำนึงคำนวณด้วยเหตุผลที่ไม่รู้ มันรู้ไปเรื่อย โดยอาศัย Experience มันมาจาก Experience แล้วมัน Experience

น.197 ๑๘๘ เวลานั้น แล้วมันก็มี Experience ถึงผลที่บังเกิดขึ้น มันเป็น วิทยาศาสตร์ตลอดเวลา แต่มันไม่ใช่ทางวัตถุเท่านั้น มันเป็น เรื่องจิต เป็นวิทยาศาสตร์เรื่องจิต. ฉะนั้นใช้ไปเถอะทุกแขนง วิชา ถ้าสอนจิตวิทยาก็สอนให้ถึงขนาดนี้ คือสอนเรื่องมนุษย์ วิทยาเลย สอนให้รู้เรื่องอาดัมกับอีฟ มันตั้งต้นมีความทุกข์ เมื่อมันไปหลงสิ่งที่มันเป็นของคู่ ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นสมัยที่มนุษย์ ไม่มีความทุกข์ แล้วเริ่มมีความทุกข์ แล้วก็ทุกข์มากขึ้น ๆ ถ้าจะ สอนประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอะไรก็สอนให้แจ่มแจ้งในข้อนี้อยู่ เรื่อยเถิด. วัฒนธรรมมันตั้งต้นอย่างไร เมื่อก่อนคนเป็นอย่างไร เค้าเรื่องในไบเบิลนั้นดีที่สุดเลย อาตมาเคยชี้ให้ดูว่านี้คือตำรา ที่ดีที่สุด ที่จริงที่สุด ที่ถูกหาว่าบ้าที่สุด ข้อที่ว่าสร้างแสงสว่างใน วันที่ ๑ แล้วสร้างดวงอาทิตย์ในวันที่ ๔ ; ตำราอย่างนี้ดีที่สุด. หรือว่าเรื่องกินผลไม้นี้เข้าไปแล้วรู้จักดีรู้จักชั่ว ก็เริ่มมีความทุกข์ ตั้งแต่ตอนนั้น คือตาย ; แต่ก็ไม่เข้าใจ. ที่ถามอาตมาว่า จะประยุกต์อย่างไร ก็อยากจะพูดรวม ๆ ไปว่า ให้เข้าไปมีอยู่ในวิชาทุกแขนงที่เรียน ในจิตวิทยาก็ตาม ใน ปรัชญาก็ตาม ได้รู้ส่วนหนึ่ง ๆ มารวมกันก็เป็นตัวศาสนา. ถ้าเรา จะเรียนปรัชญาก็ให้รู้จักใช้เหตุผลที่นำมา เพื่อให้เข้าใจเรื่องนี้ อย่าได้พลั้งไปสู่เรื่องไม่รู้จักจบ. ถ้าเรียนจิตวิทยา เรื่องจิตเรื่อง อะไรก็ตาม ก็ให้มารู้เรื่องนี้ว่าความทุกข์มันเกิดขึ้นต่อเมื่อจิตมัน

น.198 ๑๘๙ ไปเกิดความยึดมั่นจนเห็นแก่ตัว จนมีความโลภ ความโกรธ ความ หลง มันจึงเริ่มมีความทุกข์. เรื่องจิตที่สำคัญคือเรื่องนี้. เรียน ประวัติศาสตร์ก็เรียน ให้รู้ว่ามนุษย์ประมาณ ๘,๐๐๐ ปีมานี้ มันน่า จะถูกตามที่ไบเบิลกล่าว ว่ามนุษย์เริ่มเกิดเมื่อราว ๘,๐๐๐ ปีมานี่ เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับอาดัมกับอีฟนี้ราว ๘,๐๐๐ ปีมานี่เอง ; นี้มัน ถูกที่สุด. แต่เดี๋ยวนี้คนกลับไปเข้าใจว่า มนุษย์เริ่มมีเมื่อ ๘,๐๐๐ ปี อย่างนั้นมันไม่ถูก มนุษย์อาจจะมีมาเป็นแสน ๆ ปี หรือล้าน ๆ ปี ก็ตามใจ แต่มันเป็นมนุษย์ก่อนกินผลไม้. มนุษย์ที่เจริญ ถึงขนาดว่า รู้เรื่องดีเรื่องชั่ว ได้ยึดถือดีถือชั่วนั้น มันมีเมื่อสัก ๘,๐๐๐ ปีมานี้ ขอให้คำนวณดู. ถ้าเราศึกษาทางโบราณคดี จะรู้สึกว่าจริง ว่าเมื่อ ๘,๐๐๐ ปีมานี้เองที่เกิดเรื่องระหว่างอาดัม กับอีฟ ; ก่อนหน้านั้นเขาไม่มีปัญหา ไม่นุ่งผ้าก็ได้ นุ่งก็ได้ ไม่มีปัญหาอะไร แต่เดี๋ยนี้มันมีปัญหามาก ว่าต้องนุ่งผ้ามากเกินไป แต่มันไม่สำคัญหรือร้ายเท่าเรื่องดีเรื่องชั่ว ความยึดมั่นถือมั่นเรื่องดีเรื่องชั่วนี้ มันก่อรูปหรือตั้งรูป และหนาแน่นเมื่อสัก ๘,๐๐๐ ปีมานี้ แล้วก็เริ่มมีความทุกข์. เราหวังอยากจะดี เรากลัวชั่ว นี้มันก็มีปัญหาสุมทับอยู่ในใจเสมอ เหมือนกับว่า ตายแล้ว. ทีนี้พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นสอนให้รู้จัก อยู่เหนือดีเหนือชั่ว นี่ก็ราว ๒,๐๐๐ ปีกว่ามานี้เอง. นี่แสดงว่า

น.199 ๑๙๐ การป้องกันต้นไม้ต้นนั้นถูกทำลาย คือว่ามีพระบรมศาสดามาโปรด ให้คนได้กินต้นไม้ต้นที่สอง เป็น Eternal Life คือถอนความ ยึดมั่นถือมั่นเรื่องดีเรื่องชั่ว. ตรงนี้ควรสอนกันให้มากในแง่จิตวิทยา เรามีความทุกข์ ต้องเกิดมาจากเรื่องดีเรื่องชั่ว เพราะมันอยากจะดีนั่นแหละ แม้แต่ อ้ายโจรมันทำโจรกรรม ก็เพราะอยากจะได้ เพราะได้นั้นคือดี. ส่วนคนทำบุญทำกุศลด้วยความยากลำบาก ก็เพราะเขาคิดว่าจะดี อีกเหมือนกัน. มันแล้วแต่ว่าใครถือว่าดีนั้นคืออะไร. ทีนี้เด็ก ๆ มันเกิดถือว่าดีนั้นคือ กูดีกูเก่ง จนเอาระเบิดขวดปาใส่กัน นี่ก็ เพราะต้องการดี. ปัญหาเรื่องดีเรื่องชั่วนี่แหละคือปัญหาทั้งหมด ของมนุษย์ในโลกที่จะมีความทุกข์. ที่อเมริกันรักษาหน้ารักษา เกียรติจนเกินขอบเขตนั้น ก็เพราะอยากดีอีกนั่นเอง. ดังนั้น เขาไม่คำนึงว่าผิดถูก เขาต้องการจะรักษาหน้าไว้เรื่อย เขาจึง ต้องทำอย่างนี้. เขาหว่านเงินทำตัวเป็นตำรวจโลกก็เพราะอยาก จะดีนั่นแหละ. หรือมันไม่อยากจะตาย ไม่อยากจะล่มจม ไม่อยากจะสูญชาติ มันก็คือมันอยากจะดีอีก. เพราะเขารู้สึกว่า หากผู้อื่นครองโลกตัวเองจะสูญไป นั่นก็เพราะติดอยู่ที่ดี. เพราะ ฉะนั้นจะต้องจัดการกับสิ่งที่เรียกว่า "ดี" นี้ให้ถูกต้อง มิฉะนั้น แล้วมันจะเป็นชนวนของวิกฤตการณ์ทั้งหมดเลย อย่างที่เป็นอยู่ เดี๋ยวนี้.

น.200 ๑๙๑ แต่เดี๋ยวนี้เราไม่นึกถึงผู้อื่น ที่ทำให้ผู้อื่นรู้จักเหมือน ๆเรา เราไปด่าเขาทุกวัน ลองคิดดูซิ แล้วจะทำความเข้าใจกันได้ อย่างไร. ฝ่ายนี้ก็ด่าฝ่ายโน้นทุกวัน ฝ่ายโน้นก็ด่าฝ่ายนี้ทุกวัน. มันมีผลเท่ากับเพิ่มความเลว คือ โลภะ โทสะ โมหะ ยิ่งขึ้น มันก็หนายิ่งขึ้น จนแก้ไม่ไหว. ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า God นั้น ถ้าเข้าใจถูกต้อง คอมมูนิสต์จะยอมรับทันที. The Word นั้นคือกฎธรรมชาติ คอมมูนิสต์ก็ปฏิเสธไม่ได้ The Word ก็คือ God แล้วมันก็ค่อยๆ รู้ว่ากฎธรรมชาติมันแรงร้ายอย่างไร ดังนั้น ตัวเองก็จะเดินถูกตามกฎธรรมชาติเหมือนกับเขาเหมือนกัน. นี่คือ ทางที่ดีที่มันจะระงับสงครามคู่วิวาทในระหว่างค่ายได้ ก็โดยเข้าใจ ศาสนาดีเท่านั้น. ดังนั้น อย่าเอาศาสนาบ้า ๆ บอๆ ไปให้ คอมมูนิสต์ซิ จะทำให้มันเกลียด แล้วมันด่าอยู่ทุกวัน ด่าศาสนา ในรูปพิธีรีตองอย่างงมงาย. เราจะต้องเอาศาสนาที่แท้จริงของ พระพุทธเจ้า ของพระเยซูหรือของพระศาสดาองค์อื่นที่มีเหตุผล อยู่ในตัว อย่างที่เราว่า ๆ มา พวกคอมมูนิสต์มันก็รับได้ แล้วมัน ก็จะเบื่อหรือสังเวชในการที่มันจะเสียเวลาฆ่ากัน แล้วจะพูดกัน รู้เรื่อง ประนีประนอมกันได้ ตกลงกันได้ในฐานะที่ว่า เราอยู่ ใต้กฎธรรมชาติ หรือของ God อะไรเหมือนกัน. ทีนี้ ในการที่จะสร้างพื้นฐานทางจิตใจอย่างนี้ แก่คน เดี๋ยวนี้ คิดว่าจะต้องชั่วคน ๆ หนึ่ง เพราะเดี๋ยวนี้เด็ก ๆ มันเปลี่ยน

น.201 ๑๙๒ ไปไกลลิบแล้ว จะเรียกให้กลับมาใหม่ บางทีจะต้องชั่วอายุ คน ๆ หนึ่ง ; มีทางเดียวนี้เท่านั้น ทางอื่นไม่มีดอก เพื่อให้โลก มีสันติภาพได้ ซึ่งทางนี้จะต้องลงทุนมากหรือนานเท่าใดก็ต้องทำ. ฉะนั้น ที่ถามนี้ก็เป็นความคิดที่ถูก ที่จะต้องเริ่มฝังเข้าไปใน โรงเรียน ในมหาวิทยาลัย หรือในวิชาอะไรทุก ๆ แขนง ฉะนั้น การที่จะประยุกต์เฉพาะวิชาแพทย์ จึงกลายเป็นเรื่องเล็ก ; ประยุกต์ให้ทุกคนมีความเป็นมนุษย์กันเสียก่อนนี้ คือปัญหาใหญ่. นี่แหละมหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัยช่วยคนให้เป็นมนุษย์กันดีกว่า. ถาม : ทำอย่างไรผู้สอนที่มีความรู้เชี่ยวชาญเฉพาะ วิชาจะประยุกต์ความรู้ชนิดนี้ได้อย่างไร ? ตอบ : นี่เรียกว่าวางแผน ทำได้ด้วยการประยุกต์วิชานี้ เข้าไปในทุกแขนงวิชาโดยเฉพาะ เช่น วิชาวิทยาศาสตร์ วิชา จิตวิทยา มนุษย์วิทยา โบราณคดี ประวัติศาสตร์ ศีลธรรมอะไร เหล่านี้ มันเข้ากันได้สนิท แล้วมันจะซึมเข้าไปในเด็กโดยไม่ รู้สึกตัว. ถาม : ถ้าอย่างนี้ผู้สอนวิชาแพทย์จะสอนได้อย่างไร ? ตอบ : นั้นมันอีกปัญหาหนึ่ง เพราะเดี๋ยวนี้เราพูดว่า หลักการใหญ่มันผิด จะต้องทำหลักการใหญ่ให้ถูกให้ชัดขึ้นมาก่อน แล้วจึงแบ่งหน้าที่กันไปทำ กล่าวคือ ให้ทุกคนมาเรียนเรื่องนี้

น.202 ๑๙๓ เรื่องเดียว แล้วผู้ที่จะไปทำหน้าที่สอนวิชาแขนงนั้น ๆ ก็ใส่ลงไป ตามที่ตัวเห็นว่าเป็นโอกาส. ถาม : ทุกคนมีความรู้สึกว่ามีตัว ทางศาสนาก็ว่า ให้แสวงหาตัวตนที่แท้จริง แก่พุทธศาสนาว่าให้ทำลาย Self จะมิ เป็นการแนะให้คนฆ่าตัวตายไปหรือ ? ตอบ : นั่นมันคนละความหมาย คำว่า Self นี้ ต้องให้ความหมายใหม่ ต้องบัญญัติความหมายใหม่ เป็น Self ที่บริสุทธิ์ เป็น Self ที่แท้จริงทำนองนั้น แต่ Self ที่จะต้อง ทำลายนั้น คือ Self ของ Selfishness แล้ว ไม่ใช่ Self ที่แท้จริง. ถาม : พุทธศาสนามี Autority หรือเปล่า ? ตอบ : อย่าไปคิดว่าพุทธศาสนามี Autority ต้องว่า พุทธ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่นนอน ถาม : อย่างจะพูดกับชาวต่างประเทศ เราจะใช้คำ อะไร ในเมื่อทางศาสนาอื่นเขาว่า พุทธศาสนาไม่ใช่ Religion. ตอบ : ปัญหานี้มีมานานแล้ว มันไม่มีคำอื่นจะใช้ ก็ต้องใช้คำว่า Religion. ปัญหามันเกิดตรงที่เจ้าของคำว่า Religion นั้นเขาหมายความว่ามีพระเจ้า แล้วเขาตีความพระเจ้าผิด เขาก็เลยว่าพุทธศาสนาไม่ใช่ Religion. แต่เราบอกว่า "ธรรม"

น.203 พระเจ้า ดังนั้นพุทธศาสนาก็เป็น Religion แล้ว Religion นั้นไม่ต้องเกี่ยวกับอื่น เกี่ยวกับข้อที่ว่า ทำมนุษย์ให้รอด นั้นคือ Religion ; ในเมื่อปรัชญา หรือความรู้อย่างอื่น มัน ทำมนุษย์ให้รอดไม่ได้ ก็ต้องเอาไว้เป็นหน้าที่ของ Religion. ดังนั้น คริสต์ก็ตาม พุทธก็ตาม ต้องเป็น Religion. ถาม : ตามที่ท่านอาจารย์ เคยติดตามวางหลักความรู้ ทางพุทธศาสนา ให้ผู้จะทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษา มาเป็นเวลา สิบ ๆ ปีนั้น ก็เข้าประเด็นที่เรากล่าวในวันนี้ ใช่ไหมครับ ? ตอบ : ก็น่าคิด ในข้อที่ว่ากระทรวงยุติธรรม ริเริ่ม ขึ้นมาว่า ผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษานี้ จะต้องรู้หลักพุทธศาสนาด้วย จึงขอร้องให้อาตมาช่วยมาบรรยาย แก่ผู้ที่สอบได้แล้ว กำลังฝึกอยู่ จึงได้บรรยายเรื่องนี้ว่า เป็นเรื่องที่ผู้พิพากษาจะต้องรู้. ทีนี้ ก็มีหลายคนแม้ในกระทรวงยุติธรรมเองว่า มันเกินไป แต่ที่แท้ แล้ว โดย Spirit ของผู้พิพากษาจะต้องมีความรู้ เรื่องว่างเรื่อง สุญญตาจึงจะเป็นผู้พิพากษาที่ดีได้ เพราะเขาเห็นว่าเรื่องว่าง เรื่อง ไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ ว่ามันเกินไป ดังนั้น มันมีปัญหาที่จะต้องแก้ ก็คือว่าก่อนที่จะได้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาก่อนจะออกไปรับปริญญานั้น มันต้องรู้เรื่อง Self เสียก่อน ในฐานะที่เป็นเรื่องคนเรื่องมนุษย์. จะรู้ได้ก็ต้องอาศัยหลักธรรม ๒ อย่าง ที่ว่ามานี้ ; แล้วถ้าหากคน

น.204 ๑๙๕ พวกนี้จะไปเป็นครูเขาก็จะรู้จักสอน. แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่ได้ทำ อย่างนี้ ก่อนจะรับปริญญาจะต้องให้เขารู้เรื่องคนเสียก่อน ใช้เวลาบรรยายสัก ๒๐ ชั่วโมงก็พอ แต่ต้องสอนในห้องเรียน ตั้งแต่ชั้นต้น ๆ มาก่อน แล้วจึงสอนเรื่องนี้ในตอนสุดท้าย ; นั่นแหละเขาจึงจะรับได้ เพราะเขาพอที่จะรู้ได้แล้ว. ใช้เวลาพูด สัก ๒๐ ชั่วโมงก็จะพอเข้าใจได้ ว่าทางรอดของมนุษย์มันอยู่ที่นี่ ไม่ใช่วิชาในปริญญาที่ได้รับไป. ไม่ว่าจะเป็นแพทยศาสตร์ หรือ อะไรศาสตร์ก็ตาม นั้นมันช่วยคนช่วยโลกไม่ได้ เพราะนั่นเป็นเพียง วิชาทางวัตถุแขนงหนึ่งๆ ; เป็น Technology แขนงหนึ่ง ๆ เท่านั้น. ดังนั้นจะต้องมีส่วนที่เป็น Spiritual Enlightenment เพื่อให้รู้จัก ควบคุม Technology และนี่แหละอาตมาจึงใช้คำที่จำง่ายเพื่อ กันลืมว่า ชีวิตนี้ต้องเทียมด้วยควาย ๒ ตัว : ตัวหนึ่งคือ Technology อีกตัวหนึ่งคือ Enlightenment ; แล้วก็จะมี ความปลอดภัย. แต่เดี๋ยวนี้เขาเอากันแต่ควายเปลี่ยวตัวเดียวคือ Technology มันก็มีแต่จะพาไปหาความเห็นแก่ตัว พาไปหา ซาตาน. ฝรั่งเขารู้จักแต่ Technology ไม่มี Spiritual Enlightenment. ที่พวกฝรั่งนี้เขาสนใจความรู้ทางตะวันออก ก็คืออันนี้ เพราะเขารู้สึกว่า เขาเฟ้อไปด้วย Technology แล้ว แต่ยังขาด Spiritual Enlightenment จึงมาสนใจพุทธศาสนา,

น.205 ๑๙๖ สนใจเต๋าหรืออะไรก็ตาม. แต่โดยมากก็ไม่พบตัวแท้ของ Spiritual Enlightenment ซึ่งโดยแท้จริงมันมีอยู่แล้วในคัมภีร์ไบเบิลซึ่งเขา นับถืออยู่แล้ว แต่เขามองข้ามไปเสียจึงพยายามมาหาในพุทธศาสนา นี่เพราะเขาหลับตาเกินไป. นี่ปัญหาของโลก มันมีสภาพอย่างนี้ แต่ถ้าเข้าใจไบเบิลดี เขาปฏิบัติตามได้ เขาก็จะมี Spiritual Enlightenment พอ ; คือไม่ไปคิด เรื่องดี - เรื่องชั่ว แล้วก็เป็นอิสระ เพราะหลักพุทธศาสนาที่เขาต้องการก็มีอยู่ใน ไบเบิลนั้นแล้ว. ดังนั้นเราก็เลยเป็นเพื่อนกันได้ แลกเปลี่ยน วัฒนธรรมอย่างนี้กันได้โดยไม่ต้องมีใครเป็นลูกศิษย์ใคร หรือตาม กันใครก็ได้ มันดีกว่าที่จะมาเป็นลูกศิษย์กัน ต่างคนต่างคงมีเกียรติ. ถาม : คนจะเข้าใจได้อย่างไร ? ตอบ : คนฟังไม่เข้าใจก็เพราะเขาพูดไว้ในลักษณะ mythology แต่ในพุทธศาสนาพูดไว้ในภาษาธรรมดา ถาม : แล้วใครจะเป็นคนสอน ? ตอบ : เมื่อต้องมีอยู่ในทุกแขนงวิชาที่เด็กจะเรียน มันจะต้องเริ่มจากผู้สอน. ผู้สอนวิชาแขนงไหน ๆ ก็ตามจะต้อง เข้าใจก่อนจึงจะนำมาสอนประยุกต์กับวิชาที่ตนสอนได้. ถาม : ใครจะทำให้ผู้สอนเข้าใจได้เล่าครับ ?

น.206 ๑๙๗ ตอบ : นี่ถามคล้ายกับว่าใครจะเอาลูกกระพวนไปผูก คอแมว แต่ถ้าเริ่มกันจริงๆ ผู้สอนก็จะเข้าใจได้ แต่ถ้าจะให้เข้าใจ อย่างลึกซึ้งมีผลสะท้อนถึงจิตได้นั้นมันยาก แต่ก็จะต้องมีได้ทำได้. มีสิ่งหนึ่งที่มักจะมองข้ามกันไปเสีย คือความสลดสังเวชในความ ผิดพลาดที่กำลังมีอยู่. หากเป็นส่วนบุคคลมันก็เปลี่ยนบุคคลนั้นเลย หากมีกันทั้งโลกหรือคนส่วนใหญ่มันก็เปลี่ยนโลกได้เช่นเดียวกัน. ปัญหาว่า เดี๋ยวนี้พวกอเมริกันมันรู้สึกสลดสังเวชบ้าง หรือยัง มันมองเห็นสิ่งที่ตนกำลังกระทำอยู่ ว่าเป็นสิ่งที่น่าสลด สังเวช น่าเศร้า น่าละอายหรือยัง ; ถ้ามันเกิดมองเห็นมันก็เปลี่ยน. เพราะฉะนั้นเราก็ต้องช่วยกันพูดให้เด็ก ๆ เข้าใจ จนเกิด ความคิดที่จะเปลี่ยน ; ถ้าทำได้ก็จะสำเร็จ ถ้าทำไม่ได้ก็จะไม่มีทาง สำเร็จ. ภาษาธรรมะเรียกว่า ความสังเวชทำให้เกิดความเปลี่ยน แต่เดี๋ยวนี้เราสังเวชไม่พอ หรือไม่สังเวชเลยก็ได้ ยังจะเอาตะบึง ตะบันไปตามโลกอยู่เรื่อย ไม่สังเวชไม่ดูให้เห็นจนเกิดความคิดที่ จะเปลี่ยน. ดังนั้นจึงต้องสร้างความคิดที่จะเปลี่ยนนี้ขึ้นในใจตัวเอง แล้วพูดกันเรื่อยไปในชั้นเรียน สอนอะไรก็ตาม ก็ชี้ให้เกิด ความรู้สึกสังเวชในความเลว ในความผิดพลาด โดยจะปลงอนิจจัง โลกในปัจจุบันนี้ก็ได้ เด็ก ๆ ก็พอจะฟังถูก. มันมีอะไรใน โลกนี้ที่ตรงไหน ที่มีสันติภาพ มันมีแต่เรื่องยุ่งยาก. ดูไป ๆ

น.207 ๑๙๘ ในที่สุดเด็ก ๆ จะแก้ปัญหาได้. แต่เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ กลับแก้ด้วยการ เป็นฮิปปี้. นี่ก็เพราะเด็ก ๆ เขาเดินไปไม่ถูก ไม่มีใครแนะวิธี ที่ถูกให้เขา เขาไม่รู้จะไปทางไหน. แต่ถ้าสอนในวิธีดังกล่าว ก็จะมีทางเป็นไปได้ ไม่เสียทีที่เกิดมา. ที่เด็ก ๆ กลายเป็นฮิปปี้นั้น ก็เพราะเขาสอนผิด ฝรั่ง เป็นเจ้าตำหรับตำรา มีดีกว่าใคร ๆ แต่ผลที่ออกมาทำเด็กให้เป็น ฮิปปี้. นี่ขอให้คิดดูซิว่าการสอนมันเป็นอย่างไร มันถูกหรือผิด. ทีนี้ถ้าพ่อแม่มองเห็นแล้วเศร้า แล้วนำมาสอนลูก ๆ ก็จะเกิดอาการ เปลี่ยนได้. แต่เดี๋ยวนี้พ่อแม่ก็อยู่ในสภาพงอมืองอเท้า ไม่รู้ว่าจะ ทำอย่างไร มีแต่มองเห็นแต่เพียงว่าแย่แล้ว ๆ กลับเห็นว่าพระเจ้า ตายแล้ว ! แล้วก็ไม่รู้ว่าอะไรจะมาแทนพระเจ้า. ที่จริงพระเจ้า ไม่ได้ตาย พ่อแม่มันโง่ว่าพระเจ้าตาย อะไรจะมาแทนพระเจ้า. แท้จริงพระเจ้าไม่มีวันตาย เพราะ The Word คือ The Light ได้แก่ธรรมชาติ หรือกฎธรรมชาติ. ถ้าเข้าใจถูกจะเป็นประโยชน์ ถ้าเข้าใจไม่ถูกก็จะเก็บเอาประโยชน์ไม่ได้. ฉะนั้น ขอให้ลองคิดดู ว่าเริ่มด้วยชี้ให้พวกเราทุกคนนี้ รู้อย่างนี้ก่อน แล้วน่าสังเวช น่าสังเวชยิ่งขึ้น ๆ ทุกค่ำเช้าก่อน เข้านอน ก็ขอให้มองดูอ้ายความน่าสังเวชนี้. ถ้าอาจารย์รู้สึกใน ข้อนี้ แล้วจึงค่อยเอ่ยปากพูดกับศิษย์ว่า อะไร ๆ มันน่าสังเวชไหม

น.208 ๑๙๙ หรือว่าน่าสนุก. แต่ถ้าไม่อย่างนี้แล้ว เด็ก ๆ นั้นจะเลือกเอาข้าง เป็นฮิปปี้ เพราะไม่ต้องเกี่ยวกับความสังเวช. อ้ายความสังเวชนี้ ใคร ๆ ก็ไม่ชอบ มันไม่สนุก. นี่ ปัญหามันเป็นอย่างนี้. ดังนั้น เราจะต้องช่วย กันเด็กไทยนี้ไว้ โดยให้เขาเกิด ความสังเวชอันนี้ เขาจะไปเป็นฮิปปี้ไม่ได้. แต่ครูเดี๋ยวนี้ก็ไม่ ใช่ครูเสียแล้ว มันเป็นลูกจ้างสอนหนังสือ ครูไม่ได้ทำหน้าที่ เป็นผู้นำทางวิญญาณเหมือนความหมายในครั้งโบราณ. สมัยโน้น ครูเขาเป็น Spiritual Guide ครูเดี๋ยวนี้ไม่สอนอะไร นอกเหนือ ที่ทางการเขาบังคับไว้ เท่าที่เขาบังคับไว้ก็ยังไม่พอ แล้วยัง สอนไม่เป็นเสียอีก. ตามหลักสูตรที่บังคับนั้นมันมีแต่ Technology ไม่มี Spiritual Enlightenment เลย. นี่เป็นความโง่ของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการของทุกประเทศทั่วโลก เขาไม่มีความรู้เรื่อง ความสว่างไสวทางวิญญาณ ดังนั้นครูจึงไม่มีโอกาสเป็น Spiritual Guide ได้ ; เป็นเพียงลูกจ้างสอนหนังสือตะพึด. แล้วยิ่งกว่า นั้นอีก ก็คือครูเขาคิดไปทางอื่น เป็นครูอยู่เท่าที่จำเป็น เขาจะหา ทางอื่นที่ดีกว่าครูอยู่เสมอไป ดังนั้นความเป็นครูไม่มี ผู้นำทาง วิญญาณ ไม่มี. อาตมาว่า ครูคือผู้นำทางวิญญาณ เขาหัวเราะกันใหญ่เลย พวกครูนั่นแหละหัวเราะกันใหญ่ ว่านี่บ้าแล้วครูคือผู้นำทางวิญญาณ

น.209 บ้าแล้ว ! พระคือผู้นำทางวิญญาณ แล้วครูก็เป็นผู้นำ ทางวิญญาณ พระพุทธเจ้าคือจอมโจกของผู้นำในทางวิญญาณ. ครูนี้อยู่ในสังกัดของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ดังนั้นครูต้องเป็นผู้นำทางวิญญาณ เพราะครูเป็นลูกน้องของ บรมครู เขาเลยหัวเราะกันใหญ่. อาตมาจะให้ครูสังกัดพระพุทธเจ้า เขายิ่งไม่เอาใหญ่ เขาสมัครเป็นเพียงลูกจ้างสอนหนังสือ พอเผลอ สอบธรรมศาสตร์ได้เลย สอบเป็นผู้พิพากษาเลย เขาต้องการ อย่างนี้ทั้งนั้น. ถาม : ทำอย่างไรจะให้เขาเข้าใจได้ ? ตอบ : ก็ต้องทำให้เข้าใจตัวพุทธศาสนา อย่างที่ไป อบรมผู้พิพากษา ไปอบรมมา ๑๐ ปีแล้ว ปีละ ๑๐ ชั่วโมง รวม เป็น ๑๐๐ ชั่วโมง แล้ว พูดมา ๑๐๐ ชั่วโมง โดยไม่ซ้ำกันเลย. อาตมาไปไหนไม่รอดแล้ว จึงขอหยุดมาเรื่อยๆ เฉพาะปีหลัง ๆ ก็เหลือแต่ที่กระทรวงยุติธรรม พอสอบเสร็จก่อนจะแต่งตั้งเป็น ผู้พิพากษา เขาให้อาตมาไปบรรยายอบรม ๑๐ ชั่วโมงทุกปี ทำอย่างนี้มา ๑๒ ปีแล้ว บางปีไม่มีผู้สอบได้ก็ไม่มีการอบรม ถ้าไปอบรมก็พูดเรื่อง เกิดมาทำไม ? พูดไปเรื่อย ๆ เรื่องเกิด มาทำไมนี่ โดยเฉพาะครูอาจารย์ต้องรู้เรื่องนี้ดี แม้จะไม่อยู่ใน หลักสูตรสาขาไหนโดยเฉพาะ. ความจริงหลักสูตรธรรมะหรือ

น.210 ๒๐๑ ศาสนานี้ควรจะอยู่ต่างหาก แต่เมื่อไม่มีโดยเฉพาะ เราก็เอาไปใส่ไว้ ในวิชาทุกแขนง : ถ้าสอนจิตวิทยาก็สอนให้รู้ว่า ความทุกข์เกิดจาก จิตที่เห็นผิดอย่างเดียว, ถ้าสอนประวัติศาสตร์ก็สอนว่ามนุษย์เรานี้ เคยไม่มีความทุกข์ ที่ทุกข์ก็เพราะไปยึดถือ ดี-ชั่ว, บุญ-บาป, สุข-ทุกข์ และเราจะรอดตัวได้ก็ด้วยอยู่เหนือสิ่งเหล่านั้น. เดี๋ยวนี้ ก็มีผู้รอด พระพุทธเจ้ารอดก่อนใคร ๆ แล้วก็ทรงสอนเรื่องนี้ มีคนเป็นจำนวนมากทำตามพระพุทธเจ้า มันเป็นประวัติศาสตร์ ของมนุษย์ในทางจิตวิทยาด้วย ในทางสังคมด้วย ในทางอื่นๆด้วย พูดได้มากมาย. มนุษย์สมัยหนึ่งนอนไม่ต้องปิดประตูบ้าน เพราะ ประตูบ้านไม่มี เขาไม่ต้องทำประตูบ้าน เพราะไม่มีใคร ไม่มีขโมย เพราะคนสมัยนั้นเขารุ่งเรืองอยู่ด้วยธรรมะ. ถาม : สมมติว่า ให้ทุกคนได้รับการศึกษารู้หนังสือ ทั่วกันหมดอย่างในบางประเทศ จะช่วยให้คนมีธรรมะมากขึ้น หรือว่าทำให้คนไม่มีธรรมะมากขึ้น ? ตอบ : ที่เขาทำกันในต่างประเทศนั้นแหละคือ บ้า ! ประเทศไทยก็กำลังบ้า ที่จะให้ทุกคนได้รับการศึกษาทั่วถึงกัน มันบ้า เพราะคนไม่อาจจะเรียนได้ทั่วถึงกัน คนมันต่างกัน ที่ไม่อาจเรียนชั้นมหาวิทยาลัยมีมากกว่า อย่างที่เขาคิดกันว่า ควร ให้ทุกคนเข้ามหาวิทยาลัย อย่างนี้มันบ้าที่สุดเลย เป็นนโยบาย

น.211 ๒๐๒ ของรัฐบาลของกระทรวงศึกษาธิการ พระพุทธเจ้าตรัสว่า กรรม จำแนกสัตว์ให้เป็นระดับ ๆ ไป : คนนั้นต้องเป็นชาวนา คนนั้น ต้องเป็นพ่อค้า ; แต่เขากลับจะให้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยทั้งหมดนั้น มันบ้า เป็นการฝืนพระเจ้า มันฝืนความต้องการของ God God ไม่ต้องการให้เด็กเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยทั้งหมด มันแล้วแต่ ว่ากรรมจะจัดไว้สำหรับเป็นอะไร ที่นี้ไปยุอย่างบ้า ๆ บอ ๆ ให้เด็ก เข้ามหาวิทยาลัย พ่อแม่ยอมเสียเงินเสียทองเพื่อให้เด็กบ้า ๆ บอ ๆ เข้ามหาวิทยาลัย มันกลับเป็นการทำปัญหาใหม่ให้เกิดขึ้น. การที่จะให้คนรู้หนังสือนั้นได้ แต่การจะให้ทุกคน เข้ามหาวิทยาลัยนั้นบ้า เพียงรู้หนังสือแล้วก็ออกไปประกอบอาชีพ เช่น เป็นชาวนา ก็ให้เป็นชาวนาอย่างธรรมดา อย่าเป็นชาวนา ชนิดใช้เครื่องจักร มันเกินไป. เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ ไปเสียเวลาที่ว่า ไม่รู้จะเป็นอะไรมากขึ้น ๆ นี่เพราะไปตามกันฝรั่ง โดยไม่ดูตัวเอง บางทีจะล้ำหน้าฝรั่งด้วยซ้ำ ข้อที่ว่าจะให้ทุกคนเข้ามหาวิทยาลัยนี้ แล้วใครจะทำได้ เพราะ แม้จะให้ทุกคนรู้หนังสือก็ยังทำไม่ได้ ประเทศไทยยังทำไม่ได้. จบ ป. ๔ ก็ยังไม่รู้หนังสือ ป. ๖ ป. ๗ ก็ยังไม่รู้หนังสือ อาตมา นึกแล้วก็น่าหวัว. เมื่ออาตมาแรกบวชถูกขอร้องให้เป็นครู ประชาบาล เงินเดือน ๘ บาท เดี๋ยวนี้เงินเดือน ๕๐๐-๖๐๐ บาท

น.212 ๒๐๓ เป็นอย่างน้อย ความรู้ ป. ๔ ของเด็กยังเท่ากัน หรือเลวกว่า ; สมัยก่อนยังรู้ดีกว่าเดี๋ยวนี้ เพราะเดี๋ยวนี้ไปเข้าโรงเรียนแต่เล็ก เกินไป. คิดเทียบส่วนของครูแล้วผิดกันหลายร้อยส่วน ๘ บาทกับ ๖๐๐บาทรัฐต้องจ่ายเงินไปเพื่อให้เด็กรู้หนังสือเท่าเดิมเท่านั้นแหละ เดี๋ยวนี้ครูประชาบาลได้ชั้นโท แต่ก็สอนเด็กได้เท่านี้ นี่ดูซิไม่บ้า แล้วจะเรียกว่าอะไร. การจัดอย่างนี้มันหลับตาที่สุดเลย ชั้นโท เงินเดือน ๑,๐๐๐ กว่าถึง ๒,๐๐๐ แต่ก็ยังเป็นครูประชาบาลอยู่ นั่นแหละ แถวนี้ก็มีหลายคน เขาจัดให้เป็นครูในโรงเรียนชั้น ไหนก็ไม่ทราบ แต่แล้วเด็กของเราก็ไม่รู้หนังสือมากไปกว่าเมื่อ ครูเงินเดือน ๘ บาท. ถ้ายิ่งเพิ่มครูชนิดนี้ให้มากขึ้น มันก็บ้า มากขึ้น คือมันเปลืองเงินยิ่งขึ้นไปอีก แต่ก็โทษใครไม่ได้. การที่มีอันธพาลมากขึ้น เป็นเพราะคนไม่รู้หนังสือ หรืออย่างไร. คนสมัยก่อนเขาไม่รู้หนังสือแต่เขาไม่เป็นอันธพาล แต่เดี๋ยวนี้ยิ่งรู้ หนังสือยิ่งเป็นอันธพาล แล้วอันธพาลอย่างวิเศษเสียด้วย อันธพาล ที่ออกมาจากโรงเรียนมัธยม หรือมหาวิทยาลัยก็ตาม เป็นอันธพาล อย่างดีด้วย. สมัยปู่ย่าตายาย คนไม่ค่อยรู้หนังสือ หรือไม่รู้ หนังสือเลยก็ไม่เป็นอันธพาล เป็นพลเมืองที่ดี ทำมาหากินดี. ขอให้ไปคิดดูใหม่ว่า อ้ายเรื่องให้รู้หนังสือนี้ อย่าไป ตามฝรั่งนัก รู้แล้วไปเป็นฮิปปี้ในที่สุด นั่นอย่าเอาเลย.

น.213 ๒๐๔ ถาม : ควรจะจัดหลักสูตร ในมหาวิทยาลัยกันใหม่ หรืออย่างไร ? ตอบ : ที่เขาทำกันอยู่อาตมาไม่ทราบ และไม่เคย ไปพูดแสดงความคิดเห็น แต่อย่างมหาวิทยาลัยสงฆ์นั้นยังไม่พอ หรือยังเขว เช่นไปเรียนปรัชญาหรืออะไรวิเศษวิโสสำหรับไป สอนฝรั่งเท่านั้น. ถ้าในมหาวิทยาลัยสงฆ์ให้พระเรียนอย่างฝรั่ง มันก็ไปตามกันฝรั่งอยู่นั่นแหละ ไม่ช่วยโลกให้ดีขึ้นได้ ไปเรียน ปรัชญาเพ้อเจ้อ ไปเรียนจิตวิทยาเพ้อเจ้อ ไปเรียนข้างนอกออก ไป ๆ ไม่มาสู่จุดนี้. แต่ถ้าเขาทำให้ผู้เรียนมาสู่จุดนี้ได้ก็ดี จุดที่ ว่าให้มนุษย์รู้ว่าจะเป็นคนอย่างไร ? เกิดมาทำไม ? แล้วทำให้ ได้ตามนั้นก็ใช้ได้. เป็นคำพูดที่ถูก ที่ว่าให้เรียนธรรมะคู่กัน ไปกับวิชาที่จำเป็นแก่มนุษย์ ; แต่กลัวว่าธรรมะจะไม่รู้ เป็น ธรรมะแต่ตัวหนังสือ ธรรมะแต่ในสมุดโน๊ต แล้วก็เป็นรูป ปรัชญาเพ้อเจ้อ ไม่มีประโยชน์. นี้มันเป็นมาแล้ว ผ่านมาแล้ว มันต้องให้มีธรรมะขึ้นในตน โดยเฉพาะครูอาจารย์ต้องมีธรรมะ ก่อน ฝึกหัดการทำการงานด้วยธรรมะ. ที่นี่พูดภาษาบ้า ๆ บอ ๆ ของที่นี่ว่า "ทำงานด้วยจิตว่าง" ให้ทุกคนนี้ทำงาน เพราะ ว่างานนั่นแหละคือค่าของมนุษย์ แล้วก็ทำด้วยจิตว่าง ทำอย่าง ไม่ใช่ตัวฉันทำ เพื่อฉัน หรือได้ผลแก่ฉัน หรือว่าจะได้รับ

น.214 ๒๐๕ ขอบใจ อย่างนี้ไม่ควรหวัง ; ควรไปให้ไกลกว่านั้น ทำงาน ด้วยความรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ ไม่ใช่ทำงานเพื่อเงิน ; ให้ทำงาน เพื่องาน ทำงานด้วยจิตว่าง ไม่ได้รับแม้แต่คำว่าขอบใจ. อาตมา ไม่ยอมพูดว่าขอบใจ ! เพราะว่าที่คุณทำ ทำเพื่อ develop ทาง วิญญาณของคุณ แล้วใครจะไปขอบใจ ; ถ้าทำให้อาตมาซิ อาตมาจะได้ขอบใจ. บทเรียนของเราที่นี่ที่เป็นพื้นฐานมีว่า ให้ ทำงานด้วยจิตว่าง แล้วงานนั่นแหละคือค่าของความ เป็นคน. ถ้าทำได้อย่างนี้ ไม่เท่าไรจะหมดความเห็นแก่ตัว ให้มี ความเป็นอยู่ต่ำ คือ Mode of living นี้ต่ำ: - "กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู เป็นอยู่อย่างตายแล้ว" หรือ "เป็นอยู่อย่างทาส มุ่งมาดปล่อยวาง ทำงานด้วยจิตว่าง" ไม่มีตัวฉัน มีธรรมะ เป็นนาย เป็นอยู่อย่างตายแล้ว คือไม่มีตัวฉันให้เป็นอย่างนี้ไป เรื่อยๆ ความเห็นแก่ตัวเกิดไม่ได้ มันป้องกันความเห็นแก่ตัว. แม้ว่ายังอยู่ในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย ยังไม่ได้ทำงาน มันยังเป็นเรื่องเรียน ก็เรียนให้รู้ว่าคนคืออะไร ? เกิดมาทำไม ? แล้วก็สอนไว้ล่วงหน้าว่า ให้ทำงานเพื่องาน อย่าทำงานเพื่อเงิน. มันเป็นการผิดพลาดอย่างใหญ่ ที่ไปสอนให้เด็กๆ รู้ว่า ทำงาน เพื่อเงิน เงินคือแก้วสารพัดนึกทุกอย่าง. นั่นมันผิดอย่างยิ่ง เพราะมันทำให้คนเห็นแก่ตัวจัด.

น.215 ๒๐๖ ที่จริงฝรั่งนั้นเก่งทุกอย่าง แต่มันเก่งในทางวางหลัก ถ้าพวกเราไปซ้ำรอยเขา ก็เลยเก่งแต่ในทางวางหลัก. หลัก จริยธรรมสากลนี้วิเศษที่สุด อาตมาเอามาพูดสอนอยู่เสมอว่านี้คือ หลักพุทธศาสนา Summum - Bonum ก็ดีที่สุดแล้ว เดี๋ยวนี้ จะพูดอะไรให้ดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว : อันที่ ๑ Happiness คือความสงบสุขของสังคม. อันที่ ๒ Perfection ความเต็มของความเป็นมนุษย์ นี่ คือธรรมะสูงสุด ; มนุษย์จะต้องเลื่อนชั้นให้ถึงจุดสูงสุดของความ เป็นมนุษย์. อันที่ ๓. Duty for duty's sake ทำงานเพื่องาน. ถ้า ทำงานเพื่อเงินมันไม่เป็น Summum Bonum. อันสุดท้าย Universal Goodwill รักทุกคนเหมือนกับ ว่าเป็นตัวเรา. มัน ๔ ข้อเท่านี้แหละที่เป็น Summum Bonum นี่มัน วิเศษที่สุดอยู่แล้ว เป็นพุทธศาสนาทั้งหมดอยู่แล้ว แต่แล้วเขาก็ ไม่เอา : พวกฝรั่งมันก็ไม่เอา ฝรั่งทั่วไปเว้นแต่ฝรั่งนักจริยธรรม เพียงไม่กี่คน เขาประชุมตกลงหลักทาง Ethics หรือ Morality เขาวางไว้ดีมาก ๔ ข้อนี้.

น.216 ๒๐๗ Happiness นี้มันกว้าง Happiness อย่างฮิปปี้ก็ได้ Happiness อย่างถูกต้องก็ได้ แต่เขามุ่งหมายแต่ Happiness ที่ถูกต้อง. Perfection นี้หมายถึงความเป็นมนุษย์ เท่าที่เป็น ๆ กันอยู่นั้นยังไม่สมบูรณ์ จะต้องมีจิตใจประกอบด้วยคุณธรรม อย่างนั้น ๆ จึงจะสมบูรณ์ นี้ก็คือพุทธศาสนา. Duty for duty นี้ก็ยิ่งดีใหญ่ คือไม่มี "ตัวฉัน" ไม่ใช่ฉันทำเพื่อเอาเงินตอบแทน. มนุษย์เกิดมามีหน้าที่ เพราะ ฉะนั้นต้องทำตามหน้าที่ ส่วนเรื่องกินเรื่องใช้นี้ มันเป็นเรื่อง ของร่างกาย เมื่อมีชีวิตก็ต้องกินต้องใช้ แต่ถ้าเราทำงาน เราต้องทำเพื่อ duty แล้วผลมันก็ต้องมีมาเลี้ยงชีวิตให้เป็นอยู่ได้ ไม่ต้องตาย. Universal Goodwill นั้นก็วิเศษมาก ถ้าทุกคนรักกัน เหมือนกับรักตัวเองแล้ว จะเบียดเบียนกันได้อย่างไร ปัญหา มันก็หมด. นี่เป็นหลักจริยธรรมใหม่ ๆ ลงมติกันว่าอย่างนี้ มี รายละเอียดมาก แต่ถ้าพูดมากไปอีกจะกลายเป็นปรัชญาไป. อย่างตั้งปัญหาว่าอย่างไรเรียกว่าดี อย่างไรเรียกว่าไม่ดี, นี้เป็นรูป ปรัชญาไปแล้ว. ดังนั้นเอากันเพียงเท่านี้. ปรัชญาเขาจะตั้ง

น.217 ๒๐๘ ปัญหาว่า อย่างไรเรียกว่าความสุข อย่างไรไม่ใช่ความสุข, อย่างไรเรียกว่าความเต็ม อย่างไรไม่เรียกว่าความเต็ม, อย่างไร เรียกว่าดี อย่างไรเรียกว่าชั่ว ; มันไปแต่ในทางอย่างนี้ ไม่มีการ ลงมือทำเพื่อให้ถึงความเป็นอย่างนี้. ความรักสากลก็เหมือนกัน ก็พูดกันอย่างรูปปรัชญาอีก ไม่ทำจิตใจให้เกิดความรักสากลขึ้น นี่ปรัชญามันเป็นเสียอย่างนี้. นี่ Summum Bonum มันก็ไปเสียในทางปรัชญา ไม่มาในทางศาสนา. ถาม : ทำอย่างไรเด็ก ๆ จึงจะรู้จักตนเอง ? ตอบ : มันยากที่จะให้เด็ก ๆ รู้ว่า ตนนั้นคืออะไร เพราะเดี๋ยวนี้มันมีแต่ตนไปในทางเห็นแก่ตนทั้งนั้น ตนนี้มันมี หลายชั้น ตนเลว ตนกลาง ตนดี และตนสูงสุด. ตนสูงสุด นั้นคือไม่ใช่ตน คือนิพพาน แต่ชาวฮินดีเขาเรียกว่าตนสูงสุด คือปรมาตมัน. ส่วนคนธรรมดาก็มีตนข้างดี ตนข้างชั่ว แต่ตนสูงสุดนั้น คือเหนือดีเหนือชั่ว แต่เขาก็ยังเรียกว่า "ตน" แก่ คนธรรมดา. Self ทั้งหลายนี่ก็ยังเรียกว่าตน ตนที่เป็นพุทธ ภาษิตก็คือให้นึกถึงใจเราไปใส่ใจเขา. เพราะถ้าใจเราผิด ก็ไป หวังผู้อื่นผิด. อย่างพวกอเมริกันเขากลัวคอมมูนิสต์อย่างนี้ เขาก็สอนกันแต่ให้กลัวคอมมูนิสต์ ไปยุเด็ก ๆ ให้เกลียดคอมมูนิสต์

น.218 ๒๐๙ เกี่ยวกับถ้อยคำนี้ควรจะมีการจำกัดความให้ถูก อย่างคำว่า "ว่าง" นี้ เป็นอันธพาลก็ได้ เป็นนิพพานก็ได้ ดังนั้นหากไม่จำกัดความ ให้ถูกมันเขวได้ ต้องมี Definition ที่ดี. ถาม : เราควรจะมีพุทธมณฑลหรือไม่ ? ตอบ : โดยทั่วไปแล้วควรมี แต่ปัญหาว่าจะเป็น พุทธมณฑลทางวัตถุ หรือทางวิญญาณ ถ้าเป็นไปในทางวิญญาณ มันให้ผลทันทีทันใดแก่ตัวผู้ที่มีพุทธมณฑลชนิดนี้อยู่ในจิตใจ. เมื่อเป็นอย่างนี้ ไม่จำเป็นต้องมีพุทธมณฑลทางวัตถุก็ได้. แต่เดี๋ยวนี้เขาคิดแต่จะสร้างพุทธมณฑลแต่ทางวัตถุอย่าง ที่ได้ยินกัน อย่างจะสร้างปูชนียสถานจำลองมาจากทั่วประเทศ มาไว้ในที่แห่งเดียวกัน มันก็เป็นเรื่องวัตถุไปหมด. ถาม : ทำอย่างไร ศาสนาจึงจะไม่อยู่แต่ฝ่ายศาสนา คนจะไม่อยู่แต่ฝ่ายคน ? ตอบ : ศาสนาที่แท้แล้วต้องอยู่กับคน อยู่ไปกับคน เพื่อช่วยนำให้คนดีขึ้น. ถาม : พระเรียนแต่ธรรมะ จะไม่รู้เรื่องทางโลก แล้วจะสอนชาวโลกได้อย่างไร ? ตอบ : ข้อที่พระไม่เรียนทางโลก ไม่มีแล้ว เดี๋ยวนี้ เรียนกันมาก จนจะมากเกินไปแล้ว. ที่ว่าพระจะไม่รู้เรื่องโลก

น.219 ๒๑๐ ไม่เป็นปัญหาแล้ว ไปเรียนจากเมืองนอกก็มี ในเมืองเราก็มี ; แม้ที่วัดมหาธาตุก็ได้ความว่าสอนทางโลกกันมาก มันสำคัญอยู่ว่า ทางวิญญาณมีเพียงพอหรือไม่. ทางวิญญาณนี้ จะต้องคู่กันกับทางโลกเสมอ มนุษย์ จะต้องกิน จะต้องใช้ จะต้องเป็นอยู่ เรียกว่า Technology แขนงไหนก็ได้ตามความเหมาะสม แต่ทางวิญญาณนี้ทุกคนจะต้องมี เพื่อช่วยให้การดำเนินชีวิตมันถูกต้อง. อย่างขี่ควายนี้เราจะต้อง รู้ว่าจะไปทางไหน เราจะมีควายขี่ได้แล้วจะสำเร็จนั้นมันไม่พอ เพราะชีวิตนี้จะต้องเทียมด้วยควายสองตัว : Technology ตัวหนึ่ง, Spiritual Enlightenment ตัวหนึ่ง. ฝรั่งเขาเก่งทาง Technology ตะวันออกเราเก่งในทาง Spiritual Enlightenment ; แต่ เดี๋ยวนี้ มันโชคร้ายตรงที่ตะวันออกพยายามไปตามก้นฝรั่งไปหลง Technology จนประเทศไทยจะสูญเสียลักษณะเดิม ๆ ของ บรรพบุรุษไป. ถาม : ใครจะนำพุทธศาสนากลับมาได้ ? ตอบ : อาตมาหวังอยู่ ๒ พวก คือพวกตุลาการกับ พวกแพทย์ ; ที่มาสนใจทางนี้ ก็มี ๒ พวกนี้มากกว่าเพื่อน. Life นั้นมันเป็นคำกลาง ๆ. ถ้าจะให้ชัดมันต้องแยกว่า Physical Life กับ Spiritual Life เอามารวมกันเข้าก็จะ สมบรูณ์ เป็น Life, Eternal Life.

น.220 ๒๑๑ ถาม : หลักง่ายๆ ควรจะมีอย่างไร ? ตอบ : การกระทำหรือความคิดใดที่เป็นไปในทาง ทำลายความเห็นแก่ตัวจะเป็นธรรมะทันที. ที่จริงคำนี้พูดกันมา แต่ดึกดำบรรพ์ อาตมาจำความได้ก็ได้ยินแล้วว่าให้ทำลายความเห็น แก่ตัว ; ฝรั่ง เขาก็พูดกัน. ศาสนาทุกศาสนา เป็น Spiritual Guide ไม่ใช่ mytholgy อย่างที่เขาประณามกัน. ถ้าจะใช้คำว่า Life Life จะต้องเทียมด้วยควายสองตัวนี้ โลกทั้งโลกก็ต้องเทียมด้วยควายสองตัวนี้ มิฉะนั้นไม่มีทางรอด จะต้องตาย คือ "ตาย" อย่างพระเจ้าว่า. ถาม : หวังได้ว่าเมื่อไรจึงจะเป็นเช่นนั้น ? ตอบ : เรื่องความหวังนี้พูดยาก แต่เป็นสิ่งที่ควรหวัง ไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะต้องทำให้ดีกว่านี้ หรือไม่มีสิ่งอื่นที่ควรทำ. เมื่อเป็นอย่างนี้เราก็จะต้องช่วยกันทำ ชีวิตนี้จะได้ไม่เป็นหมันเปล่า. ถาม : ถ้าอย่างนั้น ควรจะร่วมมือกับฝ่ายผู้มีอำนาจ มีกำลังจะดีไหมครับ ? ตอบ : เราไม่คิดไกลไปอย่างนั้น เรื่องกำลังเรื่อง อำนาจเราไม่ชอบ. เราอยู่ที่นี่เราทำเท่าที่ทำได้ เพราะไม่มีอะไร จะทำซึ่งเห็นดีกว่านี้ ; ทำเพื่อเป็นชนวนหรือเป็นตัวอย่างเท่านั้น ถ้าใครเข้าใจก็ต่างคนต่างเอาไปทำ ทำกันพอสบาย ๆ เหมือนกัน

น.221 ๒๑๒ ทุกหนทุกแห่ง ; รวมกันแล้วมันก็ทั่วประเทศได้เหมือนกัน. หากใครเกิดจะไปทำอะไรให้ใหญ่โต คนนั้นอาจจะทำไม่สำเร็จ มันเกินกำลัง เราทำเป็นตัวอย่างเท่านั้น. อย่าง "ทำงานด้วยจิตว่าง" นี้ก็เป็นตัวอย่าง, “เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง" หรือจะสอนธรรมะให้ถึงธรรมะ เราก็ บอกว่า ต้องเรียนจากธรรมชาติ : ธรรมชาติสอนดีกว่า พระพุทธเจ้าสอน. บางคนก็โกรธหาว่าดูถูกพระพุทธเจ้า ข้อนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสเองว่า ให้เรียนจากธรรมชาติ คือ Spiritual Experience แท้ ๆ นั่นแหละ คือธรรมชาติ. ส่วนที่ฟังจาก พระพุทธเจ้านั้นหมายเฉพาะที่เป็นคำพูด เรียนจากอันนั้นไม่สำเร็จ อะไรที่มันผ่านมาแล้วแต่หนหลัง เป็น Experience ทั้งหลายรวมอยู่ในนี้ซึ่งเป็นนามธรรม นั่นแหละเรียนจากอันนั้น นี้เรียกว่า เรียนจากธรรมชาติ ; แล้ว Spiritual Experience มันเกิดไม่ได้จนกว่าเราจะมีอะไรมาแวดล้อมให้มันเกิดขึ้นมา ตัวอย่างที่นี่ คุณเข้ามา จิตใจเปลี่ยน ต้องเปลี่ยนแน่ มาจากกรุงเทพ ฯ มาถึงที่นี่ จิตใจต้องเปลี่ยน จะเป็นไปทาง เย็นลง หรือว่าขี้ขลาด หรือว่าอะไรก็ตามใจ มันต้องเปลี่ยน. แต่ถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติแล้วจะเป็นไปในทางสบาย หรือเย็นลง สบายอย่างบอกไม่ถูก เพราะว่าเดี๋ยวนี้เรากำลังลืมตัว ลืมตัวกู

น.222 ๒๑๓ ลืมของกู. พอตัวกู-ของกู อันนี้ออกไปมันสบาย. นี่มันยาก ตรงที่ว่า Spiritual Experience จะต้องมีก่อน ว่านี้เป็นตัว บทเรียนที่จะต้องศึกษา. ทำไมจึงสบาย ? เราก็ตอบได้เองในที่สุด หรือบางคน อาจจะตอบไม่ได้ รู้สึกแต่ว่าสบาย แต่ขอให้มีความสบายอย่างนี้ ก่อนเถอะ. ก่อนนี้มีแต่สบายตามตัวหนังสือ ในสมุดโน๊ต แต่ไม่รู้ว่าอะไรแน่ ขณะนี้มันมีตัวสบายเกิดขึ้นที่จิตรู้สึกอยู่กับจิต นี่เรียกว่า เรียนจากธรรมชาติ ว่าความสบายนั้นคืออะไร ? ความสุขนั้นคืออะไร ? แต่ถ้าเขียนเป็นหนังสือ เขาเขียนได้เป็น สิบ ๆ หน้าเลย แต่ก็ไม่รู้จักมัน จนกว่าจะเข้ามาในที่อย่างนี้ เกิดความสบายขึ้นมา ในที่สุดก็จะพบว่า ความสบาย ความสุข ชนิดนี้ มันเกิดต่อเมื่อมีความรู้สึกว่า ไม่มีตัวกู-ของกู เพราะ มันรู้จริง ไม่ต้องเชื่อคนอื่น. เดี๋ยวนี้มันลืมไป ลืมว่ามีตัวกู - ของกู เกิดอยู่ ลืมจนไม่ได้นึกถึงว่า เรามีชีวิตอยู่ ดังนั้นจึงสบาย. เราจึงควรดูจากธรรมชาติแวดล้อม จนกระทั่งรู้ว่า เมื่อใดไม่มี ตัวกู-ของกู เมื่อนั้นสบาย ; ดังนั้นการจัดสวนโมกข์ก็จัดเพื่อ จุดนี้. พอคนเข้ามาเขาก็รู้เป็นสุขโดยไม่รู้สึกตัว แต่เขาจะต้อง เรียนจากความรู้สึกจริงๆ อย่างเรียนจากคำพูดของอาตมา หรือ ว่าจากหนังสือ. แต่ว่าคำพูดนี้มันก็ช่วยได้บ้าง อุปกรณ์ต่าง ๆ

น.223 ๒๑๔ รูปภาพรูปเขียนเหล่านี้มันก็ช่วยได้บ้าง. ที่ว่าธรรมชาตินี้ เราหมายทั่วทั้งวัด หรือที่เรียกว่า "โรงมหรสพทางวิญญาณ" นี้ เราหมายทั้งวัดเลย ไม่ใช่เฉพาะตึกหลังนั้น. ตึกหลังนั้นเป็น เพียงส่วนหนึ่งของโรงมหรสพทางวิญญาณ, พระธรรมหรือ ธรรมะคือตัวมหรสพ ไม่เป็นเพียงโรง. ทีนี้เราจะดูมหรสพ เราก็มาที่โรงมหรสพคือธรรมชาติ ฝังตัวลงไปให้เป็นตัวเดียวกับ ธรรมชาติ แล้วก็ดูตัวกูของกู เราก็ได้ดูมหรสพทางวิญญาณ คือเย็นสบายบอกไม่ถูก แล้วก็เริ่มเข้าใจว่า เอ้อ ! ตัณหาเป็นเหตุ ให้เกิดทุกข์ อุปาทานเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เหมือนอย่างที่ พระพุทธเจ้าท่านว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนด้วยคำพูด แต่ ธรรมชาติสอนด้วยความรู้สึกภายใน ; ดังนั้นจึงถือว่า ธรรมชาติ สอนดีกว่าพระพุทธเจ้าสอน พระพุทธเจ้าท่านก็ว่าอย่างนั้น ว่า ที่ฉันพูดนี้แกอย่าเชื่อ ต้องไปทำให้มี Experience หรือจาก Experience เต็ม ๆ ก็ตาม จนมี Experience แล้วแกก็เชื่อตัวเอง ได้; อย่างนี้คือธรรมชาติสอน. พระพุทธเจ้าท่านพูดเพียง ให้ได้เค้าเงื่อน ว่าฉันพูด แกอย่าเพ่อเชื่อ แม้ว่าฉันจะเป็นผู้ที่ ควรเชื่อ แม้ว่าฉันเป็นผู้ที่ควรเชื่อ ; มีอยู่ในกาลามสูตร เด็ก ๆ ควรเข้าใจกาลามสูตร เป็นหลักที่ทุกคนควรถือไว้เป็นหลัก. ถาม : เมื่อทุกคนไม่เชื่อท่านอาจารย์ แล้วทำไม มีคนอยู่ในนี้ตั้งมากมาย ?

น.224 ๒๑๕ ตอบ : นั้นเขาอยู่เพื่อช่วยกันทำความสะอาด หรือว่า สร้างอะไรขึ้นเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามพอใจ. ไปดูทั่ว ๆ วัดซิ สร้าง ด้วยแรงงานตอนเย็น ๆ เป็นการออกกำลังกายด้วย ไม่ได้จ้างช่าง คือทำอยู่ทุกวัน. ส่วนอาคารหลังใหญ่นั้นจ้างบ้าง แต่คนอื่น เขาช่วย ต่อ ๆ ไปนี้ก็จะใช้แรงงานที่เหลือตอนเย็น ที่ควรจะ ออกกำลังให้ร่างกายปกติ แทนที่จะไปเล่นเทนนิส เล่นกอลฟ อะไรนี้ ใช้เป็นแรงงานสร้างสิ่งเหล่านี้ ทำไปวันละนิด ๆ หลาย ๆ ปีเข้าก็เสร็จได้อย่างไม่น่าเชื่อ ; นอกนั้นรักษาสภาพ อย่างนี้ไว้ เพื่อให้คนที่เขาเข้ามาเขาได้รับความรู้สึกอันนี้ ได้รับ ความรู้ อย่างนี้ เราถือว่าเราได้บุญ นี่เป็นการทำงานเป็นประจำวัน. นอกนั้นก็มีงานหนังสือ ช่วยคิดช่วยลอกช่วยแปลอะไร ก็ได้ บางคนก็มีหน้าที่รักษาสภาพปกติของไฟฟ้า ของสิ่งต่าง ๆ ทุกคนทำงานไม่มีคำขอบใจ เงินเดือนก็ไม่มี คนที่ช่วยทำงาน ต่าง ๆ เหล่านี้ เขามาเองไม่ได้ขอร้อง ไม่ได้จ้าง. เมื่อมาอยู่เข้า ก็ช่วยกันทำงานไปได้. ดู ๆ แล้วก็จะต้องมีค่าใช้จ่าย แต่เดี๋ยวนี้ เราไม่มีอะไรจะจ่ายมีแต่งบประมาณซื้ออาหารมาทำเลี้ยงพออยู่ได้ กินข้าวจานแมว นี่เรียกว่า เป็นโรงเรียนทางวิญญาณ. บทเรียน ก็คือ ตายเสียก่อนตาย หลักสูตรสอบไล่ ก็คือ ตายเสียให้ได้ ก่อนตาย นี่คือปริญญาสวนโมกข์ ได้รับปริญญาตายก่อนตาย.

น.225 ๒๑๖ มันไม่เห็นเป็นวัตถุ แต่เป็นตัวธรรมะตัวศาสนา อยู่ด้วย การทำลายความเห็นแก่ตัว ก็คือทำงานด้วยจิตว่าง ถ้าทำงานด้วย จิตวุ่น ทำงานเพื่อตัวกูของกู นั้นมันตรงกันข้ามเลย นั้นมัน เพิ่มความเห็นแก่ตัว. แม้พระที่อยู่ที่นี่ ก็ไม่เข้าใจข้อนี้ทุกองค์ บางองค์อยู่ด้วยศรัทธา คือเห็นว่าได้บุญมาช่วย ทำงานก็ได้บุญ. นี่มันเป็นหลักทั่วไป ช่วยกันทำประโยชน์ ก็ต้องได้บุญ ผิดกัน หน่อยก็คือ มาที่นี่ไม่มีใครขอบใจ ไม่มีใครให้รางวัล แม้บางคน จะเหนื่อยอย่างยิ่ง ก็ไม่ได้พูดว่าขอบใจเลย มีการให้รางวัล เหมือนกันแต่ไม่ใช่ให้โดยตรง เช่นเวลาเจ็บไข้ก็ช่วยกันรักษา. นี่เป็นมหาวิทยาลัยทางวิญญาณ ซึ่งไม่มีใครมองเห็น. ส่วนทาง โลกเขามีมหาวิทยาลัยตามปกติ แต่ก็ต้องมีมหาวิทยาลัยทางวิญญาณ ซ่อนอยู่ด้วย มันจึงจะเป็นไปได้ แต่ก็ไม่มีใครมองเห็น คือต้อง ทำให้ Technology กับ Spiritual Enlightenment ซ้อนกัน. ส่วนที่นี่ไม่ต้องการ Technology แล้ว เพราะมันเหลือใช้แล้ว ถ้าจะมี Technology ก็เปลี่ยนเป็นเรื่องทางวิญญาณ ทำอย่างไร สิ่งเหล่านี้จึงจะเป็นประโยชน์แก่ผู้มามากที่สุด. นี้จะเรียกว่า Technology ก็ได้ แต่มันเนื่องกับทางฝ่ายวิญญาณ ไม่เกี่ยวกับ การผลิตวัตถุ.

น.226 พิมพ์ที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด การพิมพ์พระนคร 92 - 94 ถนนบุญศิริ พระนคร โทร. 212337, 221674 นายบุญธรรม สุนทรวาที ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา 2516

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต