น.12 พุทธศาสตร์กับไสยศาสตร์ (ในปาฐกถาชุด "หลักพระพุทธศาสนาที่ยังเข้าใจผิดกันอยู่") คำบรรยาย ของท่านพุทธทาสภิกขุ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา เมื่อ ๒๕ ก.ย. ๒๕ ภาคอาสาฬหบูชา ๑๑
น.13 * ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา เป็นครั้งที่ ๑๑ ในวันนี้ อาตมาก็จะได้กล่าวเรื่อง หลักพระพุทธศาสนาที่ยังเข้าใจผิดกันอยู่ ต่อไปตามเดิม. ปาฐกถาชุดนี้กล่าวแต่เรื่องนี้ และวันนี้ก็จะเป็นวันสุดท้าย แล้ว ขอกล่าวโดยหัวข้อย่อยเฉพาะวันนี้ว่า พุทธศาสตร์กับไสยศาสตร์. ขอให้สนใจฟังให้เข้าใจให้จนได้ ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียน ทั้งหลาย ซึ่งมีมากเป็นพิเศษในวันนี้ ขอให้เธอสนใจ ที่จะเข้าใจคำทั้ง ๒ คำนี้ให้ถูกต้อง คือคำว่า พุทธศาสตร์ กับ ไสยศาสตร์. การบรรยายชุดนี้ มุ่งหมายจะทำความเข้าใจ ในสิ่งที่กำลัง ขัดแย้งกันอยู่ อย่างที่กล่าวมาข้างต้น ๑๐ ครั้งนั้น ก็ล้วนแต่อธิบาย เรื่องสิ่งที่เข้าใจผิดจนขัดแย้งกันอยู่. เดี๋ยวนี้ เรื่องพุทธศาสตร์กับไสยศาสตร์นี้ มันมีความขัดแย้ง ต่อกันและกัน มากกว่าเรื่องใด ๆ ด้วยซ้ำไป คือโดยเนื้อแท้ของสิ่งนั้น ก็ขัดแย้งกันอยู่. โดยความเข้าใจ และการปฏิบัติของคนในโลก ก็ยังขัดแย้งกันอยู่ มีอะไรมากเกินที่เป็นปัญหาเกิดมาจากความ ขัดแย้งเหล่านี้ จะเรียกว่าเกินขอบเขตของสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา ด้วยซ้ำไป. * บรรยายเมื่อ ๒๕ ก.ย. ๒๕ ๑๒
น.14 ไสยศาสตร์เป็นพื้นฐานอยู่ก่อนพุทธศาสตร์เข้ายาก. ข้อสำคัญมันอยู่ที่ว่า มันจะเกิดผลเสียขึ้นอย่างไร โดยทั่ว ๆ ไป? หรือว่ามันจะเกิดผลเสียขึ้นอย่างไร โดยเฉพาะแก่พุทธบริษัท? เราจะเป็นพุทธบริษัท ก็มีอะไรเป็นอุปสรรคที่ทำให้เราเป็นไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือสิ่งที่เรียกว่าไสยศาสตร์นั่นเอง ไสยศาสตร์ เข้าไปอยู่เป็นพื้นฐานแห่งจิตใจ หรือความรู้สึกอยู่ก่อนแล้ว พุทธ- ศาสตร์ก็เข้ามายาก. ที่จะนึกถึงในประวัติศาสตร์ ที่จะพอเชื่อถือได้สักเรื่องหนึ่ง ก็มีว่า เมื่อพระเจ้าอโศกจะส่งผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนา มายัง ดินแดนนี้, ดินแดนสุวรรณภูมินี้ ต้องมาต่อสู้กับยักษ์ กับมาร กับผี กับรากษส กับอะไรต่าง ๆ อย่างมากมายก่อน แล้วจึงจะประดิษ- ฐานพระพุทธศาสนา ลงในดินแดนสุวรรณภูมินี้ได้. ดินแดน สุวรรณภูมิคือประเทศไทยในปัจจุบันนั่นเอง ; แต่ขยายตัวออกไป ถึงพม่าทางโน้นด้วย และมีเรื่องที่ชวนให้เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น ก็คือ ว่าได้สอนพระพุทธศาสนา หรือ ประดิษฐานพระพุทธศาสนา ลงในดินแดนสุวรรณภูมินี้ ด้วยพรหมชาลสูตร. ท่านที่ไม่คุ้นเคย ก็ไม่รู้ว่าพรหมชาลสูตรนั้นเป็นเรื่องอะไร? ขอบอกให้ทราบว่า เรื่องพรหมชาลสูตรนั้นก็คือเรื่องมิจฉาทิฏฐิ ทุกชนิด นับได้ถึง ๖๒ ชนิด, เรื่องพรหมชาลสูตรนั้นคือเรื่อง ๑๓
น.15 มิจฉาทิฏฐิผิด ๆ ถึง ๖๒ ชนิด, จึงได้ประดิษฐานพระพุทธศาสนา ลงในสุวรรณภูมินี้ ด้วยพรหมชาลสูตร. หมายความว่า ถ้ากำจัดมิจฉาทิฏฐิออกไปเสียได้ทุกชนิด ก็เหลือแต่สัมมาทิฏฐิ มันก็มีประโยชน์. แต่ก่อนที่จะทำการประ- ดิษฐานพระพุทธศาสนาได้ ต้องต่อสู้กับสิ่งที่ท่านเรียกกันในคัมภีร์ ว่ายักษ์ ว่ามาร ว่าภูติผีปีศาจ ว่ารากษส อะไรต่าง ๆ ก็คือ คนที่ ไม่มีความรู้ที่ถูกต้องนั่นเอง. เขาถือรั้นเชื่อมั่นอยู่ในเรื่องเหล่านั้น ตามแบบของเขา เป็นแบบ ๆ ไป ; ถ้าไม่ยอมสละลัทธิเหล่านั้นแล้ว ก็รับพระพุทธศาสนาไม่ได้. ฉะนั้น พระมหาเถระผู้นำพระพุทธศาสนามาจากอินเดีย จะมาสอนคนที่นี่ สุวรรณภูมินี้ จึงมีปัญหาหนัก ; เพราะว่าเขามี อะไร ๆ ที่เราอาจจะเรียกได้ว่าไสยศาสตร์นั่นเอง, คือพวกนั้นเป็น พวกที่มีไสยศาสตร์อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างอยู่อย่าง เต็มที่ จึงต่อต้านไม่ยอมรับพุทธศาสตร์ ก็ต้องต่อสู้กัน ; แล้วใน ที่สุดก็ชนะ ตามเรื่องราวก็ว่าอย่างนั้น ว่าพระมหาเถระทำหน้าที่ ของท่านสำเร็จ ในการประดิษฐานพระพุทธศาสนา ลงในสุวรรณ- ภูมิ. คำว่า "สุวรรณภูมิ" กล่าวโดยสรุปแล้ว ก็คือแผ่นดินประเทศ ไทยปัจจุบันนั่นเอง ที่เป็นที่กว้างขวางข้างบนตอนบนนั้นเป็น สุวรรณภูมิ. ที่ลงมาทางปลายแหลมมลายูนี้เขาเรียกว่า สุวรรณ - ทวีปะ ; ทวีปะ คือทวีป, ทวีป แปลว่า มีน้ำสองข้าง ; เลยลงไป เป็นเกาะสุมาตรา ชวา นั้นเขาเรียกกันว่า สุวรรณโกณฑะ คือมัน ๑๔
น.16 เกาะกันเป็นเกาะ ๆ. เราควรจะรวมเรียกกันหมดว่าสุวรรณภูมิ ; เพราะว่ามันมีอะไรที่เนื่องกัน คือมีทอง, คำว่า สุวรรณ แปลว่า ทอง ; แผ่นดินที่มีทองก็เรียกว่าสุวรรณภูมิ. นี่จะชี้กันในข้อแรก ก็คือว่า เรามีต้นทุน หรือจิตใจหรืออะไร ก็ตาม พื้นฐานเดิมนั้นเป็นไสยศาสตร์ การที่จะเปลี่ยนมารับถือ พุทธศาสตร์มันก็ยาก ; เพราะมันเป็นคนละเรื่อง ; แล้วก็ไสยศาสตร์ ก็เป็นเรื่องยึดมั่นถือมั่นอย่างเหนียวแน่น แน่นแฟ้น มันก็เปลี่ยนยาก ปัญหามันก็เกิดขึ้น เดี๋ยวนี้ก็ยังเหลืออยู่ ซึ่งเราจะต้องทำความ เข้าใจกันให้ดี ๆ. นักเรียนทั้งหลายก็ศึกษาเล่าเรียนเรื่องที่เป็นวิทยาศาสตร์ หรือเป็นศิลปศาสตร์ หรืออะไรก็ตาม ซึ่งมันไม่มีความงมงายตาม แบบไสยศาสตร์. แต่ถ้าเราไม่รู้จัก มันก็มีได้โดยที่ไม่รู้ตัว ; ฉะนั้น คนที่ว่าถือพุทธศาสตร์ ก็มีไสยศาสตร์ได้, แม้นักวิทยาศาสตร์ ยุคปัจจุบันก็มีไสยศาสตร์ได้ ; เพราะเขาถือตามขนบธรรมเนียม ประเพณี ทำเป็นพิธี : อ้อนวอนพระเป็นเจ้า อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งไม่รู้ว่าอะไร แล้วก็ทำเป็นพิธี ทั้งที่ตัวไม่ได้เชื่ออย่างนั้น นี่ก็ เรียกว่าเป็นไสยศาสตร์ได้เหมือนกัน. ดังนั้นในโลกนี้ ปัจจุบันนี้มันยากที่จะหลีกเลี่ยงเรื่องอัน เกี่ยวกับไสยศาสตร์ ในระดับที่ละเอียดประณีต ติดอยู่ในนิสัย สันดานของมนุษย์เรา. เดี๋ยวเราก็จะได้วินิจฉัยกันให้ละเอียด ให้เป็นที่เข้าใจ ให้ได้รับประโยชน์ หรือป้องกันโทษที่มันอาจจะ เกิดขึ้น. ๑๕
น.17 ศึกษาให้เข้าใจในคำว่าพุทธกับไสยฯ ในชันแรกนี ก็จะพิจารณากันถึงถ้อยคำ ๒ คำ ที่ใช้เรียก นั่นเอง คือคำว่า พุทธศาสตร์ กับ ไสยศาสตร์ . คำว่า พุทธศาสตร์ นี้ ก็รู้กันดีอยู่แล้วว่า หมายถึงพระพุทธ- ศาสนา, หลักเกณฑ์ตามแนวของพระพุทธศาสนา ที่จะใช้ดับทุกข์ ได้อย่างไร. เราเรียกว่าพุทธศาสตร์นี้ไม่มีปัญหา ; แต่คำว่าไสย- ศาสตร์นั้น ยากที่จะถือเอาความหมาย, แล้วก็ดูเป็นเรื่องที่ยังสงสัย ลังเล ไม่แน่ใจ กันอยู่ทั้งนั้น. แต่เราอาจจะสันนิษฐานได้ ตามเหตุผล ที่ควรจะสันนิษฐาน หรือเอาหลักเกณฑ์ที่เขาใช้ถือกันอยู่ มาเป็น เครื่องวัดดู ก็พอจะพบว่า มันตรงกันข้ามกับพุทธศาสตร์อย่างไร. คำว่า ไสยะ นี้เคยถามผู้รู้มาแล้ว ท่านก็อึ้ง หรือว่า ไม่แน่ใจ ว่าจะตอบกันว่าอย่างไร. อาตมาเองก็ไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นอย่างไร กันแน่ ; เพราะมันเป็นคำเก่าแก่ เป็นคำที่ไม่ทราบ ไม่รู้ ว่ามัน จะเกิดขึ้นมาอย่างถูกต้องหรือไม่? ทีนี้ก็เอากันอย่างที่รู้อยู่เดี๋ยวนี้ก็แล้วกัน พิจารณาเอาอย่าง ความรู้ของเด็กนักเรียนบาลี ในโรงเรียนบาลีก็ได้ ถ้ามันหมดท่า ขึ้นมา ไม่รู้ว่าจะไปถามใครที่ไหน, จะยุติเป็นอย่างไร, ก็เอาตาม กระเส็นกระสายของวิชาความรู้ภาษาบาลีเท่าที่จะรวบรวมมาได้. คำว่า "ไสยะ" นี้แปลได้ ๒ อย่าง คือแปลว่า นอนหลับอยู่ ก็ได้ หรือจะแปลว่า ดีกว่า ก็ได้ . นี้ไม่ได้ยืนยันว่า เป็นความจริง ๑๖
น.18 หรือเป็นความถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์. แต่เพราะไม่มีทางที่จะอธิบาย เป็นอย่างอื่นได้ ก็อาศัยคำพูดนี้แหละเป็นหลัก. ความหมายแรก ไสยะ แปลว่า นอนหลับ มันตรงกันข้ามกับ พุทธะ ซึ่งแปลว่า ตื่นจากหลับ : ฉะนั้นเป็นอันว่าไสยศาสตร์นั้น ต้องตรงกันข้ามกับพุทธศาสตร์ ราวกะว่า การนอนหลับกับการ ตื่นอยู่. เมื่อเป็นอย่างนี้ก็หมายความว่า ไสยศาสตร์ก็มีรากฐานอยู่ บนความไม่รู้ด้วยปัญญา เหมือนกับคนหลับอยู่ ; เมื่อฝันไปอย่างไร มันก็ยึดเอาอย่างนั้นเป็นหลัก. ถ้าเป็นพุทธศาสตร์ก็ตื่นอยู่, รู้สึกอยู่ ไม่ต้องเอาความฝันหรือไม่ต้องเอาการคาดคะเน หรืออะไรทำนอง นั้นเป็นหลัก ; นี่เราจะเรียกว่าพุทธศาสตร์ ศาสตร์ของคนตื่น กับ ศาสตร์ของคนหลับ ต่างกันอยู่. มีไสยศาสตร์ ดีกว่าไม่มีอะไรเสียเลย. ทีนี้ ดีกว่านั้น คำว่า ไสยะ นี้ยังแปลได้อีกความหมายหนึ่ง คือว่า ดีกว่า, ดีกว่า, ดีกว่าอะไร? ก็ต้องดีกว่าสิ่งที่มาเป็นคู่เปรียบ. ทีนี้ถ้าว่ามีอยู่ก่อนพุทธศาสตร์ มันก็ต้องดีกว่าอะไร ๆ ที่มีอยู่ก่อน ไสยศาสตร์นั้นเป็นแน่ ; ความหมายที่ว่าดีกว่า นั้นก็คือดีกว่าไม่มี เสียเลย เป็นความรู้ชนิดที่ว่า ดีกว่าที่จะไม่รู้อะไรเสียเลย. ฉะนั้น จึงเป็นความรู้ขั้นต้น หรือความรู้แรกสุด ของมนุษย์เราสมัยดึก- ดำบรรพ์ ในสมัยที่ยังจะเรียกว่าสัตว์ก็ไม่ได้แล้ว แต่จะเรียกว่า ๑๗
น.19 เป็นคนก็ยังไม่สมบูรณ์ เรามีภาษาอยู่คำหนึ่งเรียกว่า ape. คำว่า ape นั้นไม่ใช่ animal หรือไม่ใช่ human มันระหว่างคนกับสัตว์ ; ตอนนั้นมันก็มีอะไรตามแบบของคนที่ยังครึ่งคนครึ่งสัตว์ เป็นหลัก ถือปฏิบัติกันตามธรรมชาติ หรือตามที่ธรรมชาติจะอำนวยให้. ทีนี้ต่อมาจะมีการก้าวหน้าของใครสักคนหนึ่ง หรือพวกหนึ่ง มาพิสูจน์ได้ว่า อย่างนี้ดีกว่าอย่างนั้น ก็เลยจะต้องมีคำว่า "ดีกว่า" ขึ้นมา เรียกว่าไสยศาสตร์อย่างนี้ก็ได้. ถ้ามันเป็นอย่างนี้ มันก็เป็น ความรู้ชนิดที่ดีกว่าที่ไม่มีเสียเลย ; แต่ก็ไม่ใช่ความรู้อันสูงสุด. ฉะนั้น ความรู้อันสูงสุดจึงมาตกอยู่ที่พุทธศาสตร์ ตามความหมาย ของคำว่า พุทธะ คือว่าตื่นจากหลับ. ความเชื่อเป็นรากฐานของไสยศาสตร์. ทีนี้ ก็เห็นได้ชัดขึ้นไปว่า มันอาศัยสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้น หรือ ที่ตั้งที่อาศัย เป็น ๒ ชนิด ; อย่างทีแรกเห็นไม่ได้เข้าใจไม่ได้, ก็ต้องอาศัยความเชื่อเป็นรากฐาน ; เรามีอะไรมาทำให้เราเชื่อ อย่างไร เราก็เชื่ออย่างนั้น เพราะเราไม่มีปัญญาที่จะเข้าใจเอาเอง หรือจะรู้ให้ดีไปกว่านั้น. ฉะนั้น ในชั้นแรก มันก็ มีความเชื่อเป็น รากฐาน คือไสยศาสตร์ . แล้วต่อมามีความก้าวหน้าในทางการศึกษา การค้นคว้า ก็มีความรู้, มีความรู้หรือสติปัญญานี้เป็นรากฐานเพิ่มขึ้น. ความรู้ มันก็เปลี่ยนไปจากไสยศาสตร์มาเป็นพุทธศาสตร์ , เปลี่ยนจาก ๑๘
น.20 ความรู้ของคนหลับมาเป็นความรู้ของคนตื่น. ความรู้ของคนหลับ อย่างดีก็ความฝัน ; แต่มันก็ยังมีความหลับอีกระดับหนึ่ง คือหลับ ด้วยโมหะ หลับด้วยอวิชชา. นี่อวิชชาก็เหมือนกับความหลับ พอ เอาอวิชชาออกก็เหมือนกับตื่น ; ถ้ายังมีอวิชชาเป็นรากฐานอยู่ มันก็คือหลับ อยู่ ; ฉะนั้น ความรู้ที่มีอวิชชาเป็นรากฐานเหมือนกับหลับอยู่ ก็ เรียกว่าไสยศาสตร์. เมื่อไม่มีอวิชชา มีวิชชาเกิดขึ้นเป็นสติปัญญา มันก็ตรงกันข้าม เรียกว่า พุทธศาสตร์ คือความรู้ของคนตื่น . เดี๋ยวนี้เราก็มีเรื่องที่ใช้พูดจากันอยู่ เช่นชอบพูดว่า สบหลัก วิทยาศาสตร์ คือ scientific คำนี้ก็เป็นไสยศาสตร์ไม่ได้ เพราะมัน มีตัวจริง มีเหตุผล มีความรู้ มีข้อเท็จจริง มีการพิสูจน์ทดลอง, ทั้งหมดนี้มันก็มีลักษณะเป็น scientific คือว่าเป็นความรู้ของผู้รู้ ไม่มีลักษณะแห่งไสยศาสตร์ ; แต่มันก็ยังมีอะไรเหลืออยู่อีกมาก ที่ยังคงเป็นไสยศาสตร์ซึ่งเราใช้เรียกกันเดี๋ยวนี้ว่า superstitious คือการถืออย่างที่ไม่ต้องมีเหตุผล, ความเชื่ออย่างที่ไม่ต้องมีเหตุ ผล ; เช่น ถือโชคลาง ถือผีถือสาง ถืออะไรชนิดที่ไม่ต้องมีเหตุผล ไม่ต้องมีการพิสูจน์ อย่างนี้ก็มีอยู่ แล้วก็จะมากกว่าเสียด้วย. ท่านลองคำนวณดูเองเถิดว่า คนในโลกทั้งหมดนี้เป็นผู้มี ความรู้อย่างพุทธศาสตร์มาก หรือว่ามีความเชื่ออย่างไสยศาสตร์ มาก? อาตมาเชื่อว่า ยังมีความรู้อย่างไสยศาสตร์นั่นแหละมาก กว่า ; แต่เราไม่ค่อยมองกัน หรือมองกันอย่างไม่ละเอียด. แม้พวก ๑๙
น.21 ที่เรียกตัวเองว่าพุทธบริษัท นั้นก็ยังเป็นไสยศาสตร์อยู่ตั้งครึ่ง ตั้งค่อน. พุทธศาสตร์ต้องเชื่อด้วยปัญญา พุทธบริษัทคนไหน นี่ฟังให้ดี ๆ พุทธบริษัทคนไหน กราบ พระพุทธรูปลงไป โดยคิดว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วย ๆ อย่างนี้ นั้นก็ยังเป็นไสยศาสตร์ ; แม้กราบในโบสถ์ของชาวพุทธ กราบ พระพุทธรูป แต่เมื่อกราบลงไปด้วยความโง่ ความงมงาย อย่างนั้น แล้วมันก็ยังเป็นไสยศาสตร์. แต่ถ้ามีพุทธบริษัทคนใดมารู้ว่าพระ- พุทธเจ้าตรัสรู้อะไร มาปฏิบัติตาม แล้วดับทุกข์ได้, ดับทุกข์ได้, ดับทุกข์ได้, เห็นความดี ความจริง ความถูกต้อง ของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างนี้แล้ว กราบพระพุทธรูปลงไปอย่างนี้ กราบนั้นเป็นพุทธศาสตร์. ทีนี้พวกเธอนักเรียนทั้งหลายนี้ ก็ลองสอบไล่ตัวเองดู เข้าไป ในโบสถ์กราบพระพุทธรูปนั้น กราบด้วยความรู้สึกอย่างไร? ถ้ากราบด้วยความรู้สึกว่า ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยมันก็ยังเป็นไสย - ศาสตร์อยู่นั่นแหละ ทั้งที่จดทะเบียนเป็นพุทธบริษัท. ฉะนั้นขอให้ เอาข้อเท็จจริงเป็นหลัก แล้วเราก็จะพบว่า ไสยศาสตร์นี้ยังครอง โลกอยู่นั่น. คนที่จะรู้พระคุณของพระพุทธเจ้าด้วยใจจริง จนรู้สึกเลื่อมใส พอใจ ศรัทธา อะไรโดยแท้จริง นี่มันยากนะ. ต้องรู้พุทธศาสตร์, ๒๐
น.22 ความรู้จริงตามธรรมชาติ, ดับทุกข์ได้จริง จึงจะมองเห็น. ฉะนั้น คนที่จะศรัทธา เชื่อในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จริง ก็ต้อง เป็นผู้ที่ได้รับผลของการปฏิบัติมาแล้ว ; ถ้าว่าเขายังไม่ได้เคยรับผล ของการปฏิบัติ คือไม่เคยดับทุกข์ได้จริง ; เขาก็รู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างละเมออย่างเงา ๆ เหมือนกันกับใน ความฝัน. ถ้าเขาปฏิบัติดับทุกข์ได้จริงแล้ว เห็นชัดอยู่ที่ดับทุกข์ได้ อย่างไร ; นั้นแหละเขาจึงรู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จริง ว่าพระพุทธเจ้าท่านดับทุกข์ได้จริงคืออย่างนี้, ก็เลื่อมใสในพระ- พุทธเจ้า, ว่าธรรมนั้นปฏิบัติอย่างนี้แล้วดับทุกข์ได้จริง ก็เลื่อมใส ในพระธรรม. และว่าพระสงฆ์ปฏิบัติแล้วดับทุกข์ได้จริง จึงเป็น พระสงฆ์และเลื่อมใสในพระสงฆ์. อย่างนี้มีกี่คน? อย่างนี้มีกี่คน? ที่ว่ารู้สึกถึงขนาดนี้ แล้วกราบพระพุทธรูปลงไป นี่มันมีกี่คน? คนนั้นแหละคือพุทธบริษัท ที่มีพุทธศาสตร์. แต่ถ้ายังกราบพระพุทธรูป บางทีก็ไม่รู้ว่าพระพุทธรูปนั้น คืออะไรด้วยซ้ำไป รู้แต่ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วยได้ ก็กราบ ให้ช่วย ; เข้าใจว่านักเรียนหลายคน คงจะไปกราบพระพุทธรูป ในโบสถ์อธิษฐานให้สอบไล่ได้. อย่างนี้ ; นั้นคือไสยศาสตร์ เพราะ ไม่ได้รู้ว่าพระพุทธรูปนั่นคืออะไร. ฉะนั้นเราอย่าเพ่ออวดว่า เรามี พุทธศาสตร์กันหมดแล้ว ; เราอาจจะยังมีไสยศาสตร์เหลืออยู่โดย นัย นี้ ; ถ้ามันเป็นอย่างนี้ มันก็จะกลายเป็นว่า ที่เป็นไสยศาสตร์ นั้นแหละยังมากกว่าพุทธศาสตร์มากนัก. ๒๑
น.23 เดี๋ยวนี้เอาพระเครื่องมาแขวนคออยู่หรือเปล่า? ถ้าว่าเอามา แขวนคออย่างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็เป็นไสยศาสตร์แหละ. ถ้าแขวน คออย่างรู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยแท้จริง, เอามา แขวนคอก็ได้, นี้ก็จะเป็นพุทธศาสตร์ได้. ฉะนั้น การที่มีพระเครื่องแขวนคอนั้น เป็นพุทธศาสตร์ก็ได้ เป็นไสยศาสตร์ก็ได้. ถ้าแขวนอย่างกับว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามแบบ ของไสยศาสตร์ ;นี่เราอย่าเพ่อเข้าใจว่า เอาพระเครื่องมาแขวนคอ แล้ว จะเป็นพุทธศาสตร์ไปเสียหมด, อาจจะเป็นไสยศาสตร์ร้อย เปอร์เซ็นต์ก็ได้เหมือนกัน. ฉะนั้น ถ้าใครเอาพระเครื่องมาแขวนคอ แล้วรีบศึกษาเสีย เร็ว ๆ ให้รู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เสียเร็ว ๆ ว่าท่าน เป็นอย่างไร ; แล้วพระเครื่องนี้แทน, เป็นสัญญลักษณ์แทน ละก็ได้. เราก็ยังเป็นพุทธบริษัทที่มีพุทธศาสตร์อยู่ ; ถ้าไม่อย่างนั้นเราก็เป็น ผู้ที่มีไสยศาสตร์เป็น superstitious ด้วยเหมือนกัน. แต่ถ้าเรา เอามาแขวนด้วยความสำนึกในพระคุณของพระพุทธเจ้า แล้วคอย เตือนเราอยู่เสมอ ว่าอย่าลืม ๆ ต้องทำอย่างนั้น ๆ; อย่างนี้ ก็ไม่เป็น ไสยศาสตร์ดอก? มันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ทางจิตใจ เป็นพุทธ- ศาสตร์. นี่ขอให้รู้จักแยกพุทธศาสตร์กับไสยศาสตร์ มาตั้งแต่คำพูด ไสยศาสตร์แปลว่าศาสตร์ของคนหลับอยู่ ; พุทธศาสตร์แปลว่า ศาสตร์ของคนตื่นแล้ว. ไสยศาสตร์มีรากฐานอยู่ที่ความเชื่อ ไม่ เกี่ยวกับปัญญา ; พุทธศาสตร์มีรากฐานอยู่ที่ปัญญา. ถ้าจะใช้คำว่า ๒๒
น.24 ความเชื่อ ต้องเป็นความเชื่อของปัญญา หรือหลังจากที่มีปัญญา ; แต่แยกกันเด็ดขาดดีกว่าว่าไสยศาสตร์ ก็เอาศรัทธาและความเชื่อ ไป, พุทธศาสตร์ก็เอาปัญญาหรือความรู้ไป. ไสยศาสตร์เข้ากันได้กับสัญชาตญาณ. ดังที่ได้บอกแล้วข้างต้นว่า ไสยศาสตร์มีความหมายว่า ดีกว่า ไม่รู้ ; อย่างนี้มันก็เป็นเรื่องชั้นแรกเต็มที่, ชั้นแรกที่ยังไม่รู้อะไร, แล้วมันเข้ากันได้กับธรรมชาติ หรือที่เรียกว่าสัญชาตญาณของ คนเรา. เข้าใจว่าลูกเด็ก ๆ ที่เคยเรียนวิทยาศาสตร์มาแล้ว คงจะได้ เรียนเรื่องสัญชาตญาณของมนุษย์ ในสัญชาตญาณหลาย ๆ อย่างนั้น มีสัญชาตญาณแห่งการหวังพึ่งผู้อื่นอยู่ด้วย, สัญชาตญาณแห่งการ หวังพึ่งสิ่งอื่น รวมอยู่ด้วย, และเราก็ต้องเป็นอย่างนั้นด้วย. พอเราเกิดมาจากท้องแม่ เราก็ใช้สัญชาตญาณแห่งการหวังพึ่ง ผู้อื่น ของเราอย่างเต็มที่ : พึ่งพ่อ พึ่งแม่ พึ่งพี่เลี้ยง พึ่งคนข้างเคียง พึ่งผู้อื่นทั้งนั้น นั้นแหละความคิดที่จะรู้จักตัวเอง หรือช่วยตัวเอง มันยังไม่มี แล้วมันก็มาเข้าร่องเข้ารอยของไสยศาสตร์ คือพึ่ง สิ่งอื่น ซึ่งเรารู้สึกว่าดีกว่าเรา เหนือกว่าเรา หรือเราเข้าใจไม่ได้. ดังนั้นเราจึงถือหลักว่า เราต้องพึ่งสิ่งอื่นที่ดีกว่าเรา เหนือกว่าเรา มีอำนาจมากกว่าเราเรื่อย ๆ มา อย่างนี้เรียกว่ามันได้เปรียบทาง ไสยศาสตร์ ที่เข้ากันได้กับสัญชาตญาณแห่งความกลัว, แล้วก็คิด ๒๓
น.25 พึ่งสิ่งอื่น ไม่เคยคิดพึ่งตน เพราะมันง่ายกว่า, แล้วก็ถูกสอนถูก อบรม ให้เป็นอย่างนั้นมาตั้งแต่เล็ก ๆ ตั้งแต่เป็นทารกขึ้นมาจนถึง เป็นคนโต, เติบโตขึ้น. ในประเทศเหล่านี้ ก็ล้วนแต่มีลัทธิไสยศาสตร์ ถือกันอยู่ทั้งนั้น ; ไม่ว่าจะประกาศตนว่าถือพุทธ หรือถือฮินดูหรือ ถือคริสเตียน ก็มีการสอนให้ถือสิ่งสูงสุดที่เราเข้าใจไม่ได้ เป็นหลัก ฐานกันอยู่ทั้งนั้น, แล้วมันก็ไปเข้าร่องเข้ารอยกับไสยศาสตร์ คือมี แต่ความเชื่อก็พอแล้ว. ทีนี้มันก็มีสิ่งที่เราเข้าใจไม่ได้มากมายนัก, สิ่งที่เราเข้าใจ ไม่ได้มันมากมายนัก, แล้วก็ล้วนแต่น่ากลัว อย่างที่เขาเขียนไว้ ในหนังสือเรียนนั้นแหละ. เช่นปรากฏการณ์ของธรรมชาติ มีฟ้าร้อง มีฟ้าผ่า มีน้ำท่วม มีแผ่นดินถล่ม มีโรคระบาด อย่างนี้เป็นต้น แล้ว ก็มีอะไร ๆ ที่เห็น ๆ อยู่ ก็เข้าใจไม่ได้. เช่นคนที่ผีเข้า คนโรคจิต คนโรคประสาท เห็น ๆ อยู่ก็เข้าใจไม่ได้ ก็เลยยกให้เป็นเรื่องของ สิ่งที่เข้าใจไม่ได้ เป็นผีเป็นสาง เป็นเทวดา เป็นพระเจ้า เป็นอะไร ไปหมด. นี่มันเป็นร่องรอยของไสยศาสตร์ หรือมาเข้าร่องเข้ารอย ของไสยศาสตร์. หรือแม้ที่สุดแต่ความฝัน. คนทุกคนพูดได้ว่า ฝันเป็นกัน ทั้งนั้นแหละ ตั้งแต่เล็ก ๆ มาก็ฝันเป็น แล้วก็เข้าใจไม่ได้ว่า ความ ฝันนั้นคืออะไร ; ก็ยกให้เป็นเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์พิเศษ ; ซึ่งเรา จะเข้าใจไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดา เราควบคุมความฝันไม่ได้. ฉะนั้น จึงเชื่อว่า มีอะไรอยู่นอกเหนือเรา เหนืออำนาจของเรา เราจึงฝัน ; ถึงแม้แต่ความฝันของเราก็สนับสนุนเรา ให้เอียงไปในทางร่องรอย ๒๔
น.26 ของไสยศาสตร์ ; กว่าเราจะเติบโตขึ้นมาถึงป่านนี้ เชื้อแห่งไสย - ศาสตร์มันเข้าไปสิงสถิตย์อยู่เต็มที่ไปหมด คือพร้อมที่จะเชื่อผู้อื่น, พร้อมที่จะเชื่อสิ่งที่เราเข้าใจไม่ได้, และถ้ามีอะไรมาทำให้เราหาย หวาดกลัวเราก็จะต้องยอมรับทันที. ทุกคนคิดดูเถอะว่า พ่อแม่เขาเคยทำอะไร? ทำอย่างไร? วิธีใด? เสกเป่าอย่างไร? ลูบคลำอย่างไรให้เราหายกลัว ตั้งแต่ เราเด็ก ๆ อยู่. เราก็รับพิธีกรรมอันนี้มาเป็นของจริง ก็เลยเป็น ไสยศาสตร์ทั้งนั้น เพราะเรายังไม่มีปัญญาพอ เพราะว่าเรายัง หลับอยู่ อย่างน้อยก็ยังหลับอยู่ด้วยอวิชชา. ไสยศาสตร์ คือศาสตร์ ของคน ของสัตว์ที่ยังหลับอยู่, คำว่า ไสยะ แปลว่าหลับอยู่. สัญชาตญาณความกลัว ทำให้พึ่งไสยศาสตร์. เอาละ, ทีนี้ก็ดู ดูตามที่มันเป็นจริง, ว่าไสยศาสตร์เข้าครอง โลกอย่างไร? นี้จะดูกันในแง่ของธรรมชาติก็ได้ ว่าเราเป็นเด็กทารก อยู่ในครรภ์มารดา เราโตขึ้นมา เราไม่รู้อะไร ; พอเราคลอดมาจาก ท้องแม่ เราก็เข้าร่องรอยของระบบไสยศาสตร์ ที่บิดามารดา ถืออยู่ ; เพราะว่าเราจะต้องหวังพึ่งผู้อื่น เราจะต้องถูกทำให้เชื่อ ตามที่พ่อแม่เขาเชื่อกันอยู่. สิ่งใดเราเข้าใจไม่ได้ เราก็ต้องเชื่อตามที่ เขาเชื่อกันอยู่, แล้วก็ยากที่จะสลัดได้. เข้าใจว่า หลาย ๆ คนที่นั่งอยู่ที่นี่ จะต้องมีความเชื่อชนิดนั้น เหลืออยู่มาก ; เช่นกลัวกิ้งกือ, กลัวลูกหนู จิ้งจกทักก็สะดุ้งแล้ว. ๒๕
น.27 ที่จริงจิ้งจกร้องตามธรรมดา ก็ไปหาว่าจิ้งจกทัก, จิ้งจกทัก, จิ้งจก ห้ามอย่างนี้, หรือว่าจิ้งจกมันตกลงมาตายต่อหน้า ก็ถือว่าเป็น โชคร้าย ตัวสั่นแล้ว กลัวตัวสั่นแล้ว. นี่คือไสยศาสตร์ ที่มันก่อ รูปขึ้นทีละน้อย ๆ ในจิตในวิญญาณของเด็กทารก จนกระทั่ง บัดนี้ .. ไปจดเป็นรายการดูเถอะ เราถือไสยศาสตร์กันอยู่อย่างไร? จะกินข้าว จะอาบน้ำ มันจะต้องมีเรื่องต่าง ๆ ที่จะต้องทำอย่างไร ให้ถูกต้องตามแบบ ที่คนก่อน ๆ เขาสอนไว้ จะรับประทานอาหาร หันหน้าไปทางทิศไหน? จะถ่ายอุจจาระหันหน้าไปทางทิศไหน? อะไร ๆ มันก็ล้วนแต่มีฝังเข้าไป ๆ นี้. เอ้า, ทีนี้ก็ดูทางประวัติศาสตร์ ; ดูทางธรรมชาติ อะไรกัน นักแล้ว ก็ดูว่าทางประวัติศาสตร์ คนไทยเราเป็นชนชาติไทย อยู่ เก่าแก่หลายพันปี หมื่นปี มาแล้วก็มีวัฒนธรรมของตน มีระบบ ที่ยึดถือแน่นแฟ้นอยู่ ; แม้ว่าจะไม่เหมือนจีน, แม้ว่าจะไม่เหมือน อินเดีย แต่มันก็ต้องมีระบบไสยศาสตร์ ไม่ต้องสงสัยแหละ คนไทย เก่าแก่ คนไทยแต่ก่อน ก็มีความคิดความเชื่อ ที่สืบ ๆ กันมาแต่ มนุษย์ดึกดำบรรพ์โน้น เป็นระบบกลัวสิ่งที่อธิบายไม่ได้ กลัวสิ่งที่เข้าใจ ไม่ได้ กลัวสิ่งที่มองไม่เห็นตัว. นี่เขาก็เป็นอย่างนี้กันมาแล้ว คนไทย แท้ ๆ นี้. แล้วเมื่อคนไทยลงมาอยู่บนแผ่นดินแถวนี้, ได้รับวัฒนธรรม ใหม่ของพวกอินเดีย ที่เข้ามาสอนให้ ก่อนพระพุทธศาสนา. ก่อน พระพุทธศาสนามาถึง ชาวอินเดียเขาก็มาสอนวัฒนธรรม ให้ ๒๖
น.28 วัฒนธรรมแก่คนแถวนี้ ; วัฒนธรรมอินเดียอย่างนี้ก็เต็มไปด้วย ไสยศาสตร์นั่นแหละ : เชื่อพระเจ้า เชื่อผีสางเทวดาอะไรเต็มไป ตามแบบของชาวอินเดีย ซึ่งหาอ่านดูเถอะ มันมีแยะไปหมด ก็ได้ รับไสยศาสตร์ซ้ำสอง. แม้เดี๋ยวนี้เราเป็นคนไทยเดี๋ยวนี้ มีการศึกษาอย่างคนไทย ปัจจุบัน มันก็ไม่มีอะไรนอกไปกว่ารวมเข้าทั้งสองไสยศาสตร์ แหละ, ก็เป็นไสยศาสตร์ของคนไทยปัจจุบัน. ไสยศาสตร์เดิมก็ดี ไสยศาสตร์อินเดียก็ดี เอามารวมกันเข้า นี่แหละคือไสยศาสตร์ ของคนไทยในปัจจุบันอย่างที่เราเห็นถือ ๆ กันอยู่บัดนี้. นี้เรียกว่าประเพณีหรือวัฒนธรรมนั้น ไม่แยกตัวออกจาก ไสยศาสตร์เสียเลย, ยังเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของไสยศาสตร์ ; เพราะว่าทุกคนอยู่ด้วยความกลัว, ความกลัวมันไม่ทำอะไรได้ นอกจากแสวงหาสิ่งที่ทำให้ไม่กลัว. ทีนี้สิ่งที่ทำให้ไม่กลัวมันเป็น ไสยศาสตร์ ; ฉะนั้นเรารับเอามาอย่างสนิทใจ สำหรับจะไม่กลัว ทั้งเนื้อทั้งตัวของเรา เลยกลายเป็นไสยศาสตร์เพราะเหตุนี้. นี่กว่าจะมีเหตุผล จะรู้จะเข้าใจ ในเรื่องสิ่งเหล่านี้ เราก็ยัง ทำไม่ได้ ; เช่นเรายังเชื่อว่าโรคอหิวาต์นี้มีผี, แล้วก็จัดการกับโรค อหิวาต์ที่กำลังระบาดอย่างผี ; แม้แต่โรคบางอย่าง ก็คิดว่าเป็นเรื่อง ของผี. เดี๋ยวนี้ก็ยังมีคนไหว้หรือกลัวจอมปลวกอยู่ เดี๋ยวนี้ ; นี่มัน เหนียวแน่นอย่างนี้, ก็แปลว่ายังไม่ดีขึ้น. นี้เรียกว่าโดยประเพณีวัฒนธรรมนั่นแหละ จะยิ่งรักษาสงวน ถนอมไสยศาสตร์ไว้ ; ขอให้สังเกตเอาเอง ; จนกว่าเราจะได้รับ ๒๗
น.29 การศึกษา ชนิดที่เข้าใจถูกต้องในสิ่งนั้น ๆ ; แม้ว่าเดี๋ยวนี้รู้ว่าโรค อหิวาต์นี้ เชื้อโรคที่มองด้วยตาไม่เห็นเข้ามาทำให้คนเป็นอหิวาต์ ควบคุมได้ด้วยหยูกยา. แต่ก็ยังมีคนอีกพวกหนึ่งยังถือว่า เป็นผีห่า อยู่นั่นแหละ, หรือเป็นผีอะไรก็สุดแท้แหละ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องเชื้อ โรค. นี้มันยากที่จะหมดไป. พุทธศาสตร์เป็นสัมมาทิฏฐิ, ไสยศาสตร์ไม่เป็น ทีนี้จะเปรียบเทียบเกี่ยวกับทิฏฐิ เราพูด, หรือว่าจะต้องถือ โอกาสพูดว่า ไสยศาสตร์นั้นต้องขอจัดไว้เป็นฝ่ายมิจฉาทิฏฐิ, พุทธศาสตร์ต้องขอจัดไว้อย่างสัมมาทิฏฐิ. ใครก็ตามที่ยังเชื่อถือ โชคลางอย่างไสยศาสตร์อยู่ อาจจะโกรธก็ได้ ; ถ้าพูดอย่างนี้อาจจะ ไม่ชอบ อาจจะโกรธก็ได้ ว่าลัทธิที่ถืออยู่นั้นมันเป็นมิจฉาทิฏฐิ หรือเราอาจจะต่อรองว่ามิจฉาทิฏฐิที่ดีกว่า, มิจฉาทิฏฐิที่ดีกว่า มิจฉาทิฏฐิทีแรก ซึ่งไม่มีส่วนดีเสียเลย ; เพราะว่าไสยศาสตร์ ก็ยังทำให้คนหายกลัวได้ ทำให้คนหยุดร้องไห้ได้, หรือถ้ารู้รู้จัก ใช้นะ, นี่ฟังให้ดี ๆ. ถ้ารู้จักใช้ ไสยศาสตร์ก็อาจจะมีประโยชน์ ได้เหมือนกัน : เพราะกลัวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เขาไม่กล้าทำชั่ว นี้ก็มี ประโยชน์ ; แม้จะเป็นไสยศาสตร์ก็มีประโยชน์. ถ้าเรากลัวบาป กลัวความชั่ว แล้วไม่ทำความชั่วโดยตรง ; นี้ก็เป็นพุทธศาสตร์. แต่ถ้าเรากลัวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งไม่รู้ว่าอะไร แล้วไม่ทำชั่ว ; อย่างนี้มันก็เป็นไสยศาสตร์, ยังเป็นไสยศาสตร์ แต่ก็ยังมีผลดี. ๒๘
น.30 ฉะนั้น ถ้าว่าไสยศาสตร์ทำให้ทำอะไรที่ดี ๆ บ้าง ก็ยังมี ประโยชน์ ไม่ใช่ว่าจะเป็นมิจฉาทิฏฐิไปเสียทั้งหมด แต่มันก็ยัง คงเป็นมิจฉาทิฏฐิ ; เพราะว่าไม่ใช่สัมมาทิฏฐิ, เพราะว่าเป็นทิฏฐิ ของคนหลับตา, ต้องเป็นความรู้ ความคิด ความเห็น ของคนที่ ลืมตา จึงจะเป็นสัมมาทิฏฐิ. แม้ว่าไสยศาสตร์นั้นจะเอามาใช้ ประโยชน์แก่สังคมได้อย่างไร มันก็ยังต้องถูกจัดเป็นมิจฉาทิฏฐิ หรือมิจฉาทิฏฐิชั้นดี. ถ้าว่าประชาชนยังโง่ยังหลงอยู่มาก มันก็ จำเป็นแหละที่จะต้องใช้วิธีนี้. ถ้าพูดว่า ประชาชนยังโง่อยู่มาก นี้เขาก็คงด่าเรา ถ้าเราไปว่า เขาอย่างนั้น ; แต่แล้วความจริงมันก็จะเป็นอย่างนั้น คือยังมี ประชาชนที่เหมาะสมสำหรับไสยศาสตร์อยู่มากกว่าที่จะใช้พุทธ- ศาสตร์. ถ้าว่าคนตื่นกันถึงขนาดที่รับพุทธศาสตร์ได้แล้ว โลกนี้ก็ดี กว่านี้แน่ ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องเข้าใจผิด โง่เขลางมงาย กันอยู่ ทั่ว ๆ ไป. การกระทำต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหา อาจเป็นได้ทั้ง ไสยฯและพุทธฯ. ขอให้นึกถึงตัวอย่าง ที่ได้ยกมาแล้วข้างต้น ; เช่น ในการ กราบพระพุทธรูป เหมือนกันแหละ ; กราบพระพุทธรูปวิธีเดียว กันนี้ อย่างหนึ่งเป็นไสยศาสตร์, อย่างหนึ่งเป็นพุทธศาสตร์ มัน เหมือนกันแท้ ๆ. ฉะนั้น เดี๋ยวนี้เราก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งใคร ๆ ก็ยอมรับว่าสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ คำเดียวกัน ความหมายเดียวกัน ; แต่มันก็ยังมีสิ่งศักดิ์- ๒๙
น.31 สิทธิ์อย่างไสยศาสตร์, และสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างพุทธศาสตร์. ช่วยจำไว้ให้ดี ๆ นะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น ยังมีทั้งชนิดที่เป็น ไสยศาสตร์ และชนิดที่เป็นพุทธศาสตร์ ; เช่นถ้าจะดับทุกข์กัน ด้วยเหมา ๆ เอาอะไรก็ไม่รู้มาช่วยนี้ มันก็เป็นไสยศาสตร์. ถ้า เห็นอยู่ชัดว่าดับทุกข์อย่างนี้สิ อย่ามีโลภ อย่ามีโกรธ อย่ามีหลง ; ปฏิบัติอย่างนี้ก็ดับทุกข์ได้ นี่มันเห็นอยู่แท้ ๆ ก็เป็นพุทธศาสตร์. สิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงมีทั้งไสยศาสตร์และพุทธศาสตร์. ดังนั้น พระเป็นเจ้าอันสูงสุดนั่นแหละ จึงมีทั้งไสยศาสตร์ และมีทั้งพุทธศาสตร์. ถ้าเป็นพระเจ้าอันสูงสุด มีทั้งที่เป็นไสยศาสตร์ และเป็นพุทธศาสตร์ : พระเป็นเจ้าชนิดที่ไม่ยอมให้ใครวิพากษ์ วิจารณ์ เหมาผูกขาดบังคับมาแต่เบื้องบนสำหรับคนเชื่อ, สำหรับ คนโง่เชื่อ นั้นคือพระเป็นเจ้าอย่างไสยศาสตร์. พระเป็นเจ้าชนิดที่ เอาสิ, วิพากษ์วิจารณ์อย่างไรก็ได้ ; ยิ่งดูยิ่งชอบ, ยิ่งดูยิ่งเลื่อมใส. ยิ่งดูยิ่งเข้าใจ, พระเป็นเจ้าอย่างนี้คือพระเป็นเจ้าอย่างพุทธศาสตร์. ฉะนั้น จะเรียกพระเป็นเจ้าเหมือน ๆ กัน, แล้วจะเป็นพระ เป็นเจ้าที่เหมือนกันนั้นไม่ได้ ; เพราะพระเจ้าองค์นี้เกิดมาจาก ความโง่ของประชาชน ; พระเจ้าองค์นี้เกิดมาจากสติปัญญาของ ประชาชน, เหมือนกันไม่ได้. ฉะนั้นเราจึงเกิดมีปัญหาอยู่ในโลกปัจจุบันนี้ คือข้อที่เรา มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดเป็น ๒ แบบ อย่างนี้ เป็นไสยศาสตร์ ก็มี, เป็น พุทธศาสตร์ ก็มี. ถ้าเราจะพูดตรง ๆ ก็ถูกด่าแหละ อาตมานั้นเป็นคนถูกด่า ๓๐
น.32 ก่อน ผู้ฟังไม่ถูกดอก ; เพราะว่า พระเจ้าที่ต้องอาศัยศรัทธา แล้ว ก็เป็นพระเจ้าไสยศาสตร์, พระเจ้าที่อาศัยปัญญาของประชาชน ก็ต้องเป็นพุทธศาสตร์. ฉะนั้นเราจึงมีพระเจ้า ๒ ชนิดนะ ที่ชิงกัน ครองโลก, พระเจ้าสองชนิดที่ชิงกันครองโลก. พระเจ้าแห่งไสยศาสตร์ดูจะได้เปรียบนะ. ถ้ามาลงคะแนน โหวดกันแล้ว พระเจ้าไสยศาสตร์นี้จะได้เปรียบ ; เฉพาะที่นั่ง อยู่ตรงนี้ ก็คงจะยกมือให้พระเจ้าไสยศาสตร์เสียมากกว่า เพราะว่า มันง่ายดี เพียงแต่ขอร้องก็ได้ มันไม่ยุ่งยากลำบากอะไร, เพียงแต่ บูชาอ้อนวอนก็จะได้รับผลแล้ว, ไม่ต้องปฏิบัติให้เหน็ดเหนื่อย, หรือไม่ต้องเสียสละอะไรให้หมดเปลือง. พระเจ้าแบบไสยศาสตร์ จะอยู่ได้ชั่วที่ว่าคนยังเชื่อ, หรือคน ยังหลับอยู่. พอคนตื่นนอนหมดแล้ว พระเจ้าแบบไสยศาสตร์ก็ ตายหมดแหละ, ตายเอง ตายหมดแหละ ถ้าพระเจ้าชนิดที่เป็น พุทธศาสตร์นั้นจะดูได้ตลอดไป แม้ว่าคนจะตื่นขึ้นมาอย่างไร. ทีนี้ในบรรดาพระเจ้า ๒ ชนิดนี้ พระเจ้าชนิดไหนที่นัก วิทยาศาสตร์ยอมรับได้? นักเรียนก็เรียนวิทยาศาสตร์หรือกฎเกณฑ์ ทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น มันก็พอจะตัดสินได้เอง ว่าพระเจ้าชนิด ไหน ที่นักวิทยาศาสตร์แห่งยุคปัจจุบัน จะยอมรับได้? เราเสนอ พระเจ้าชนิดที่มองเห็นได้ พิสูจน์ได้ รู้จักได้ คือกฎ กฎของอิทัป- ปัจจยตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัจจะ ความจริงของธรรมชาติ ที่ เรียกว่ากฎอิทัปปัจจยตา. นี้เป็นพระเจ้า, พระเป็นเจ้าในพระพุทธ- ศาสนา คือกฎอิทัปปัจจยตา ; ยิ่งไปแตะต้องจะยิ่งนับถือ, ยิ่งไป ๓๑
น.33 พิสูจน์ทดลองจะยิ่งนับถือ ; ไม่เหมือนกับพระเจ้าแบบไสยศาสตร์ ยิ่งไปพิสูจน์ไปทดลองเข้า จะยิ่งคลายความนับถือ, แล้วจะยิ่ง สิ้นความนับถือ. พระเจ้าที่เขาเรียกกันทั่ว ๆ ไปในพวกอื่น เขาเรียกว่า God, พระอิศวร พระนารายณ์ พระอะไรก็ตามในศาสนาอื่น เขาเรียกว่า God. เราไม่เรียกว่า God เราเรียกสั้น ๆ ว่า กฎ. กฎ นี้มันเป็น ภาษาไทยไปสักหน่อย, กฎของธรรมชาติ, กฎของธรรมชาติใคร ตั้งไม่ได้. คำว่า กฎ ในความหมายนี้ คือ สิ่งที่ใครตั้งให้ไม่ได้ ; ถ้า ใครตั้งให้ หรือมีอะไรมาตั้งให้ ไม่ใช่กฎ. ถ้าเป็นกฎโดยแท้จริง นี้ไม่มีใครตั้งให้ ; เช่นกฎวิทยาศาสตร์, กฎวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ตั้งให้, มันเป็นกฎของธรรมชาติ. นักวิทยา- ศาสตร์รู้แล้วเอามาบอกเด็กนักเรียน ว่ากฎวิทยาศาสตร์ข้อนั้น เป็นอย่างนั้น ; ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์คนนั้น เขาจะตั้งกฎวิทยา- ศาสตร์นั้นได้, มันเป็นของธรรมชาติ ไม่มีใครตั้งมันได้ นอกจาก มันตั้งของมันเอง. นี่อย่างนี้เราเรียกว่า กฎ สิ่งสูงสุดที่ใครตั้งให้ ไม่ได้ ; ฉะนั้นพระเจ้าจะมาตั้งกฎไม่ได้ : ถ้ากฎเป็นสิ่งที่ตั้งได้ สิ่งนั้นไม่ใช่กฎ. ทีนี้ก็ถามดูว่า พระเจ้านั้นใครตั้งให้? ใครสร้างพระเจ้า? ผู้ที่ถือพระเจ้าเขาก็จะตอบว่า ไม่มีใครสะสร้างพระเจ้า, ใครจะ สร้างพระเจ้าไม่ได้. ถ้ามีใครสร้างได้ พระเจ้าก็ไม่ใช่พระเจ้าที่ แท้จริง, พระเจ้าที่แท้จริงต้องไม่มีใครสร้าง หรือสร้างไม่ได้. ๓๒
น.34 ถ้าคุณมีอย่างนั้นก็ได้ แต่เราก็มีอย่างนี้ว่า กฎของเรานี้คือ พระเจ้าที่แท้จริง, ที่ใครสร้างให้ไม่ได้ มันเป็นตัวมันเอง. ถ้ากฎ ที่คนยังสร้างให้ได้ แล้วก็ไม่ใช่กฎ, พระเจ้าที่คนสร้างให้ได้ แล้ว ก็ไม่ใช่พระเจ้าดอก ; เพราะพระเจ้าชนิดนั้นถูกสร้าง ก็อยู่ใต้ อำนาจของสิ่งที่สร้าง. ฉะนั้นพระเจ้านั้นก็อยู่ใต้อำนาจของผู้สร้าง ต้องไม่มีใครสร้าง ต้องอยู่เหนือ. เดี๋ยวนี้พระเจ้าที่ถือกันอย่างไสยศาสตร์, พระเจ้าที่ถือกัน อย่างไสยศาสตร์ช่วยฟังให้ดี ๆ นะ, พระเจ้าที่ถือกันอย่างไสย- ศาสตร์, พระเจ้าเหล่านั้นยังอยู่ใต้อำนาจของสิ่งแวดล้อม ; เพราะว่า พระเจ้าชนิดนั้นบางทีโกรธนะ, พระเจ้าชนิดนั้นบางทีชอบนะ. พระเจ้ายังโกรธเป็น ยังรักเป็น จะเป็นพระเจ้าได้อย่างไร ; ต้อง อยู่เหนือความปรุงแต่งของสิ่งใด ๆ คงที่. นี่อยู่กันพร้อมหน้าอย่างนี้ดีมาก จะเล่าเรื่องพระเจ้าที่น่าสนใจ ให้ฟัง. บางคนจะเคยฟังแล้ว, แต่บางคนยังไม่เคยฟัง ว่าพระเจ้า ชนิดที่มีความรู้สึกนั้น ไม่ใช่พระเจ้าที่แท้จริง เป็นพระเจ้าที่มีอะไร ปรุงแต่ง. นิทานอ้างถึงพระอิศวรกินกุ้ง. เมื่อเราเด็ก ๆ คนแก่ ๆ เขาเล่านิทานสำหรับเด็กให้ฟัง มี มากเรื่อง ; แต่เรื่องเรื่องหนึ่งที่ไม่รู้จักลืม คือเรื่องพระอิศวรกินกุ้ง ใครเคยได้ยินยกมือ? เด็ก ๆ ใครเคยได้ยินยกมือ พระอิศวรกินกุ้ง? ๓๓
น.35 เห็นไหมล่ะ เด็ก ๆ ไม่เคยได้ยิน, ลูกเด็ก ๆ เหล่านี้ไม่เคยได้ยิน เรื่องพระอิศวรกินกุ้ง. เล่าตั้งต้นว่า สัตว์ทั้งหลายทุกชนิด เข้าไปเฝ้า ไปฟ้องพระอิศวร ว่ามนุษย์เบียดเบียน สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง, วัว ควาย ช้าง ม้า อะไรไปเฝ้าพระอิศวร บอกพระอิศวรว่ามนุษย์เบียดเบียน. ทีนี้ ในสัตว์เหล่านั้นมีกุ้งไปด้วย พอกุ้งบอกพระอิศวรว่า มนุษย์เบียด เบียนกุ้งมากกว่าสิ่งอะไร, ชอบกินกุ้งมากกว่าสิ่งอะไร. พระเจ้า ก็เฉลียวใจขึ้นมาว่า ถ้าอย่างนั้นเนื้อของแกก็คงจะกินดี ข้าก็อยาก จะลอง. นี่พระอิศวรบอกว่าถ้ามนุษย์ทั้งหลายชอบกินแกเป็น พิเศษ เนื้อของแกก็คงจะกินดี ข้าก็อยากจะลอง. กุ้งก็ผิดหวัง, ผิดหวังที่พระอิศวรจะลองกินเนื้อกุ้งเสียอีก กุ้งก็เลยกระเด็นถอยหลัง หันหน้าไปหาทางพระเจ้าอยู่, กลับ หลังหันไม่ทัน กระเด็นถอยหลัง, ฉะนั้นกุ้งเอาหลังไปทั้งนั้นแหละ, สัตว์กุ้งมันเอาหลังไปทั้งนั้น เพราะมันกลับหน้าไม่ทัน. แล้วขี้ ขึ้นอยู่บนขมองหัวหมดเพราะความกลัว, ความกลัวที่สุดวัดได้ ด้วยขี้ขึ้นไปอยู่บนขมองหัวหมด ; นี่ความกลัวถึงที่สุด. เรื่องนี้เขาก็บอกให้เด็ก ๆ จำไว้ว่า ทำไมกุ้งจึงเอาหลังไป ; จะไปให้เร็วเท่าไรก็ยิ่งต้องเอาหลังไป กระเด็นทีเดียว แล้วก็มี อุจจาระกุ้งไปอยู่บนหัวกุ้งหมด เพราะความกลัวสูงสุด จนกระทั่ง บัดนี้, จนกระทั่งเวลานี้แหละ กุ้งมันเป็นอย่างนี้. นี้เป็นนิทานเล่าสำหรับเด็ก ว่าทำไมอะไรจึงเป็นอย่างนี้, อะไรจึงเป็นอย่างนี้. แต่เดี๋ยวนี้เรื่องกุ้งมันแสดงเนื้อความให้เรา ๓๔
น.36 เห็นว่า แม้แต่พระเจ้าก็มีจิตใจหวั่นไหว พระเจ้าที่มีจิตใจหวั่นไหว อย่างนี้ จะเป็นพระเจ้าแท้จริงไม่ได้. พระเจ้าจริงต้องไม่หวั่นไหว ด้วยอะไรหมด ; จะรักไม่ได้ จะโกรธไม่ได้ จะเกลียดไม่ได้. พระเจ้าของใครก็ตาม ถ้ายังชอบได้ ไม่ชอบได้, ยังโกรธได้ เกลียด ได้ โมโหได้ แล้วก็ยังไม่ใช่พระเจ้าที่แท้จริง, เป็นพระเจ้าที่มีสิ่งใด สิ่งหนึ่งสร้างขึ้นมา ไม่ใช่พระเจ้าที่แท้จริง. พระเจ้าแท้จริงต้องไม่หวั่นไหว. เราจะต้องมีพระเจ้าที่แท้จริง ที่หวั่นไหวไม่ได้เปลี่ยนแปลง ไม่ได้ : นี่คือกฎของธรรมชาติ เป็นพระเจ้าฝ่ายพุทธศาสตร์. พระเจ้าที่หวั่นไหวได้ เปลี่ยนแปลงได้ เป็นพระเจ้าของไสยศาสตร์, คือคนที่ยังไม่รู้พุทธศาสตร์. บัญญัติพระเจ้าชนิดนั้นขึ้นมา มันเป็น เรื่องแรก ๆ ของคำว่าไสยะที่แปลว่ายังดีกว่าไม่มีเสียเลย ; ไสยะ นี้แปลว่า ดีกว่าไม่มีเสียเลย. พระเจ้าชนิดที่ว่าดีกว่าไม่มีเสียเลย, คือพระเจ้าที่มีความรู้สึกอย่างคน. ต่อมาเราพบพระเจ้าสูงสุด ไม่มีอะไรดีกว่าแล้ว คือพระเจ้าที่ ไม่มีความรู้สึกอย่างคน เป็นกฎของธรรมชาติ. เราจึงได้พระเจ้า แยกออกเป็น ๒ พวก หรือ ๒ ชนิด พระเจ้าของไสยศาสตร์ มี ความรู้สึกอย่างคน, พระเจ้าของพุทธศาสตร์ ไม่มีความรู้สึกอย่าง คน ; เป็นของตายตัวเที่ยงแท้ อย่างเดียวของธรรมชาติ. ฉะนั้น เมื่อเรารู้จักพุทธศาสตร์ ไสยศาสตร์ กันแล้ว ก็รู้จักกระทั่งว่าแม้แต่ ๓๕
น.37 พระเจ้า หรือพระเป็นเจ้า ก็ยังมี ทั้งที่เป็นพุทธศาสตร์และเป็น ไสยศาสตร์. พระเจ้าของพวกอื่นจะเรียกว่า God ก็ตามใจ ; แต่พระเจ้าของ พุทธศาสตร์นี้จะเรียกว่า กฎ-กฎ กฎของธรรมชาติ ที่ตายตัว ที่มีอำนาจ เข้าไปสิงสถิตอยู่ในทุก ๆ ปรมาณูของสิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นจักรวาล. นักเรียนทั้งหลายเรียนวิทยาศาสตร์แล้ว รู้ว่าปรมาณู atom เป็นจุดเล็กที่สุดที่เราจะแบ่งแยก หรือจะแบ่งแยกอีกก็ไม่ได้ ใน ส่วนของ atom ก็มีกฎของวิทยาศาสตร์ ใน atom หนึ่ง ๆ ก็มี กฎของวิทยาศาสตร์ มันจะมีสักกี่เท่าไรก็ล้วนแต่มีกฎ กฎของ ธรรมชาติ, กฎของธรรมชาติควบคุมอยู่ สิงสถิตอยู่ในทุก ๆ ปรมาณู ที่เราเรียกกฎนี้ว่าพระเจ้า. แล้วไม่มีใครมายกเลิกพระเจ้านี้ได้, พระเจ้านี้จริงเด็ดขาด สูงสุด ; แม้นักวิทยาศาสตร์ก็ต้องชอบพระเจ้าชนิดนี้เรียกว่า พระเจ้าของพุทธศาสตร์ ใคร ๆ จะหักล้างไม่ได้ ใคร ๆ จะมาเลิก ล้างไม่ได้ ; แต่ พระเจ้าของไสยศาสตร์นั้น จะต้องถูกหักล้างเรื่อย ไป จะต้องตายเกิด-ตายเกิด-ตายเกิด คืออธิบายกันเสียใหม่. อธิบายอย่างนี้ไปไม่รอด ; อธิบายกันเสียใหม่, ไปไม่รอดก็อธิบาย กันเสียใหม่, พระเจ้าชนิดนั้นจะต้องตายเกิด-ตายเกิด, เดี๋ยว ถูกอธิบายใหม่เรื่อยไป. พระเจ้าของพุทธศาสตร์ คือ กฎของ ธรรมชาติ โดยเฉพาะอิทัปปัจจยตา ไม่มีอย่างนั้น ตายตัว ไม่ เปลี่ยนแปลง ไม่มีใครเลิกล้างได้. ๓๖
น.38 พุทธศาสตร์เป็นสัมมาทิฏฐิแท้จริง. สัมมาทิฏฐิที่แท้จริง เป็นเรื่องของพุทธศาสตร์ ; สัมมาทิฏฐิ ที่ไม่แท้จริง ยังมีเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ เป็นเรื่องไสยศาสตร์. ทำไม จึงมาขอแบ่งเรียกว่า สัมมาทิฏฐิบ้าง? เพราะว่ายังมีประโยชน์ อยู่บ้าง แม้แต่ไสยศาสตร์ปัดเป่ามันยังมีประโยชน์ทำให้เด็กหยุด ร้องไห้ได้ ในถิ่นที่เขาใช้ไสยศาสตร์กันอย่างสูงสุด เขายังใช้ ประโยชน์ได้. เรื่องเสกปัดเป่าอะไรเหล่านี้ : เอาใบมะยมมา ลูบ ๆ ว่าคาถาอะไร เด็กก็หยุดร้องไห้ได้, ก็ยังมีประโยชน์อยู่ เหมือนกัน. ฉะนั้นเราก็ยังไม่ถือว่า ไร้ประโยชน์เสียทีเดียว แต่ว่า จะจัดว่าเป็นสัมมาทิฏฐิสมบูรณ์มันก็ยังไม่ได้ ถ้าจัดกันตรง ๆ ก็ต้อง เป็นมิจฉาทิฏฐิ ที่ยังมีประโยชน์อยู่บ้าง, แต่จะมาอนุโลมให้เป็น สัมมาทิฏฐิชั้นต่ำสุดก็ยังได้เหมือนกัน. นี่เป็นเหตุให้เราไม่อาจจะแยกออกไปโดยเด็ดขาดว่า เรา ปัจจุบันนี่อยู่ในโลกนี้ จะถือพุทธศาสตร์โดยส่วนเดียว นั้นคง จะยาก. พูดเอาเปรียบหน่อยก็ต้องพูดว่าเป็นพระอรหันต์แล้ว เท่านั้นแหละ ที่จะถือพุทธศาสตร์ได้โดยส่วนเดียว ; ยังไม่เป็น พระอรหันต์อยู่เพียงใด จะถือพุทธศาสตร์โดยส่วนเดียวไม่ได้ ยังต้องมีไสยศาสตร์เจือปนอยู่แหละ ; เพราะมันยังมีตัวตนอยู่, ยังมีความรู้สึกว่าตัวตนอยู่, มันก็ยังต้องมีความกลัว, แล้วก็ความ คิดนึกเป็นไปตามอำนาจของความกลัว, ต้องหวังพึ่งสิ่งที่มาช่วย ให้หายกลัว ; ฉะนั้น จึงไม่อาจจะสลัดกลิ่นไอของไสยศาสตร์ให้ สิ้นเชิงได้. ๓๗
น.39 แต่พูดอย่างนี้นะ ก็ไม่พ้นที่จะถูกด่า มีคนเขาด่าอีกแหละ เพราะเราพูดว่าจะพ้นจากไสยศาสตร์ได้เฉพาะพระอรหันต์เท่านั้น, แล้วพระอนาคามี พระสกิทาคามี พระโสดาบัน จะเอาไปไว้ที่ไหน? ก็ยังมีอะไรเหลืออยู่ เพราะยังมีตัวตนอยู่, ก็มีส่วนเข้าใจผิดอยู่. แต่ว่าที่เขาสอนกันอยู่ทั่วไปในหมู่ชาวพุทธนี้ พระโสดาบัน ต้องละไสยศาสตร์หมดนะ ; ต้องละไสยศาสตร์หมดไป ตั้งแต่ เป็นพระโสดาบัน ; สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส นี้เป็นเรื่องไสยศาสตร์ทั้งนั้น ต้องละหมด. แต่เราอาจจะแบ่งแยก ว่า ไสยศาสตร์ขั้นพื้นฐานก็ได้ ไสยศาสตร์ชนิดที่ไม่รู้สึกตัว นั้น จะมีเหลืออยู่ คือความรู้สึกว่าตัวตนยังละไม่ได้ อัตตวาทุปาทาน ยังละไม่หมด, ยังละได้ไม่หมด, ไปหมดกันต่อเป็นพระอรหันต์. ฉะนั้น เมื่อยังไม่เป็นพระอรหันต์ ไสยศาสตร์บางอย่างก็ แฝงตัวอยู่ที่นั่นแหละ คือยังไม่รู้เรื่องอนัตตาโดยสมบูรณ์ มันเหลือ อยู่อย่างแฝงอยู่มาก. การละตัวตนนั้นยังไม่สิ้นเชิง มันเหลือแฝง อยู่ในนั้นแหละ. เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่ามีอำนาจมากแหละ, ไสยศาสตร์นี้มีอำนาจมาก มีอำนาจใหญ่หลวง ยากที่จะซัก จะล้าง จะฟอก ออกไปให้หมดจากจิตใจ. ทีนี้เราจะทำอย่างไร กับสิ่งที่เรียกว่าไสยศาสตร์? อาตมา นี้ยอมรับว่า ยังจำเป็นสำหรับประเทศที่ด้อยพัฒนา ประเทศไทย เราด้อยพัฒนา หรือว่าเต็มพัฒนา? ถ้ายังด้อยพัฒนาอยู่แล้ว ก็หลีก ไม่พ้นที่จะต้องมีไสยศาสตร์ไว้. เอาควายลงนาก็ต้องทำพิธี, จะ หว่านข้าวก็ทำพิธี, จะอะไรก็ทำพิธี, ข้าวจะออกรวงก็ต้องทำพิธี, ๓๘
น.40 อะไรก็จะต้องทำพิธี ชนิดที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แบบไสยศาสตร์ อยู่. ฉะนั้นประเทศที่ด้อยพัฒนานี้มันหลีกไม่พ้น ที่จะไม่มี ไสยศาสตร์ หากแต่ว่ามันช่วยให้มีประโยชน์ ก็ยอมรับไว้. ฉะนั้น เราจึงเห็นพิธีทั้งหลายที่มีพิธีลักษณะเป็นไสยศาสตร์. เอาเป็นว่า ประเทศที่ยังด้อยพัฒนานี้มันหลีกไม่พ้นแหละ ที่จะไม่อาศัยไสย- ศาสตร์. ไสยศาสตร์ยังจำเป็นต้องแฝงอยู่ในพุทธศาสตร์. แล้วที่นี้จะต้องพูดว่า ยังจำเป็นที่จะผนวกกันอยู่กับพุทธ- ศาสตร์. พุทธศาสตร์นี้ยังต้องอาศัยไสยศาสตร์. พระศาสนา, พุทธ- ศาสนายังต้องอาศัยไสยศาสตร์ ในชั้นลูกเด็ก ๆ ที่จะพาลูกเด็ก ๆ มาวัด มาหาพระ มาวัด นี้ต้องอาศัยความเชื่อทางแบบไสยศาสตร์. มาวัดนั้นจะได้ดี จะได้โชคดี จะได้เจริญ จะได้สวย จะได้รวย แล้วก็ เข้ามากราบพระในโบสถ์ ก็ยังเป็นไสยศาสตร์อยู่, จนกว่าเด็ก ๆ เหล่านั้น จะได้ศึกษารู้แท้จริงว่า พระพุทธเจ้าคืออะไร? พระพุทธรูป คืออะไร? พระธรรมคืออะไร? ตอนนี้แหละเขาจะเป็นพุทธศาสตร์ จะมีพุทธศาสตร์ จะเป็นพุทธบริษัท. รู้สึกว่าพวกเราเด็ก ๆ ที่มาวัด ก็มาด้วยความรู้สึกแบบไสย- ศาสตร์ คือจะได้อะไรที่ดี, จะได้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วย, จะเจริญรุ่งเรือง โดยไม่ต้องมีเหตุผล มันมาโดยไม่มีเหตุผล แต่ก็ได้เชื่อด้วยหวัง ว่า จะต้องได้อะไรดี. ๓๙
น.41 ลองนึกดูทีว่า เมื่อยังเล็ก ๆ อยู่นั่น พ่อหรือแม่เขาให้ว่า นโม ตสฺส ภควโต อรหโต นั้นเด็ก ๆ นั้นมันว่าทำไม? ก็ว่าด้วยอยากจะได้ อะไร. เด็กรู้หรือเปล่าว่าอะไร, ที่เด็ก ๆ นั้นว่า อิติปิ โส ภควา จนจบ ว่าอะไรเรื่อย ๆ ไปนั้น? เขาไม่รู้ว่าอะไรดอก. นี่เป็นพุทธศาสตร์ ไปไม่ได้ มันก็เป็นไสยศาสตร์ที่เชื่อพ่อแม่พี่เลี้ยง ว่านี้ดี ๆ ว่าสิดี ๆ. เด็กก็ว่า นโม กันได้ทุกคน, ว่า อิติปิโส กันได้ทุกคน ; นี้คือ ตั้งต้น ด้วยศาสตร์ที่ยังหลับอยู่. ไสยศาสตร์ ความรู้ที่ยังหลับอยู่ มัน ยังจำเป็น ที่จะต้องเป็น รากฐาน เป็นเครื่องมือทางศาสนา, เป็นยาน เป็นพาหนะ ที่จะนำคน เข้ามาสู่พุทธศาสนา, หรือพุทธศาสตร์ คือออกมาจากไสยศาสตร์ แล้วมาสู่พุทธศาสตร์ แล้วก็มีไสยศาสตร์นั่นแหละเป็นพาหนะ. เพราะว่าคนทั่วไปมีความรู้สึกตามแบบสัญชาตญาณ กลัวสิ่งที่ไม่รู้ ว่าอะไร ; นี่เป็นไสยศาสตร์ แล้วก็อยากจะให้ผู้อื่นช่วย นั่นมัน เป็นไสยศาสตร์. เด็กไม่มีความคิดจะช่วยตัวเองได้ ; ฉะนั้นพ่อแม่ช่วย พี่เลี้ยง ช่วย พอได้รู้ว่าจะมีอะไรช่วย, ว่า นโม ตสฺส ภควโต จะมีอะไรช่วย, ว่า อิติปิโส ภควา จะมีอะไรช่วย, เขาก็ว่ากันใหญ่แหละ มันก็มี ลักษณะที่ว่า เป็นพาหนะนำมาสู่สิ่งที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป. ถ้าว่าดีกว่า ๆ ดีกว่า ก็ต้องเป็นไสยศาสตร์ไปพลาง จนกว่าจะ ดีที่สุด จึงจะเป็นพุทธศาสตร์. ฉะนั้นเราก็ใช้พุทธศาสตร์ให้มาก ขึ้น ลดไสยศาสตร์ให้น้อยลง มันก็จะถูกต้อง ในชั้นแรกนี้มันไล่ไม่ ๔๐
น.42 ได้ เพราะเป็นทุนเดิมมีมาแต่กำเนิด, มีมาแต่นิสัย, วิญญาณจิตใจได้ มีไสยศาสตร์ติดตัวมาแล้ว ตามสัญชาตญาณของสิ่งที่มีชีวิต ซึ่งกลัว สิ่งที่น่ากลัว, โดยไม่ต้องรู้ว่าอะไร, แล้วก็อยากให้สิ่งอื่นมาช่วย,นี้ มันเป็นหลักเกณฑ์ของไสยศาสตร์ จนกว่าจะรู้จักว่าอะไรเป็นอะไร, แล้วก็รู้จักช่วยตัวเอง. ฉะนั้นเรายังจำเป็นที่จะต้องผนวกกันอยู่ ให้ไสยศาสตร์เป็นเหมือนกับเรือหรือรถ หรือเกวียน อะไรก็ได้ เพื่อจะลากพาไปสู่ที่ปลายทาง จุดประสงค์ปลายทาง. สิ่งที่เป็นเครื่องมือมีประโยชน์ นี้ก็ไม่มีใครรังเกียจ ; แต่ ว่าพระพุทธเจ้าก็สอนให้ไม่ยึดถือติดอยู่ที่นั่น. ธรรมะ, พระธรรม, ธรรมะเป็นยานพาหนะเหมือนเรือแพ ข้ามทะเลแล้วก็สลัดทิ้งเรือแพ เสีย ขึ้นไปอยู่บนเกาะ คือพระนิพพาน. ที่แล้วมาแต่หลังไสยศาสตร์เป็นชวนจุดตั้งต้นให้แสวงหาสิ่งที่ ดีกว่า ด้วยความหวาดกลัว ว่าจะไม่ได้สิ่งที่ดีกว่า. ถ้าเราก็มีความ กลัวกันอยู่ตลอดเวลา, ตลอดเวลาที่เรายังกลัว เป็นทุกข์อยู่เพราะสิ่ง ที่เรากลัว; เราก็ยังโง่ เป็นไสยศาสตร์อยู่เพียงนั้นแหละ เพราะว่ายัง อยู่กับความกลัว ; จนกว่าเราจะฆ่าความกลัวเสียได้, มี ความแน่ใจ ในความถูกต้อง, ไม่ต้องกลัว นี่เราจึงจะมาเป็นพุทธศาสตร์. จึงหวังว่าลูกเด็ก ๆ ทั้งหลายเหล่านี้ ควรจะเลิกกลัวอะไรบาง อย่าง ที่กลัวอย่างงมงายกันเสียบ้าง ; มารู้จักกลัวที่มันมีเหตุผล ที่มันจะจัดการ ได้ ที่จะแก้ไขได้ จึงจะเป็นพุทธศาสตร์มากขึ้น. ๔๑
น.43 มนุษย์ควรรู้จักถอนตัวออกมาสู่พุทธศาสตร์. นี่เป็นอันว่า เราเริ่มรู้จักมนุษย์ ความเป็นมนุษย์ หรือชีวิตของ เรา ที่ผูกพันไว้กับไสยศาสตร์อย่างแน่นแฟ้น แล้วเราจะค่อยๆ ถอน ตัวออกมา, ถอนตัวออกมา, มาสู่พุทธศาสตร์ ; หมายความว่าเรา เกิดมาในไสยศาสตร์ แล้วเราก็จะค่อย ๆ ถอนตัวออกจากไสยศาสตร์ ไปสู่พุทธศาสตร์. เหมือนกับยุง, พวกเราเหมือนกับยุง เกิดในน้ำ เป็นลูกน้ำ ; แล้วใครสมัครที่จะเป็นลูกน้ำอยู่ในน้ำ ไม่เป็นยุงที่บินไป ในอากาศ? มันก็จะโง่มากเกินไปกระมัง ถ้าลูกน้ำตัวไหนมันไม่สมัคร ที่จะเป็นยุงบินไปในอากาศ มันก็เป็นลูกน้ำอยู่ในน้ำนั่นแหละ. ฉะนั้นเราอย่าจมอยู่ในไสยศาสตร์ ซึ่งเป็นเหมือนน้ำที่อาศัย เกิดทีแรกตลอดกาลเลย เราขึ้นมาเสียจากไสยศาสตร์เรื่อย ๆ ๆ, แล้วก็จะกลายเป็นพุทธศาสตร์มากขึ้น จนกว่าจะเต็มตัว, เต็มตัวร้อย เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นพระอรหันต์, นั่นแหละจะพ้นจากไสยศาสตร์. เดี๋ยวนี้มันก็เป็นลูกน้ำ อยู่ในน้ำของไสยศาสตร์ ยังหลับอยู่ทั้งนั้นใช่ ไหม? ความรู้ ชีวิตของเรามันยังหลับอยู่ทั้งนั้น ยังฝากไว้กับ ไสยศาสตร์อยู่. ฉะนั้นก็เลยขอโอกาสพูดคำพูดประโยคหนึ่งว่า "ไสยศาสตร์ เป็นศาสนาจำเป็น สำหรับคนปัญญาอ่อน". ใครปัญญาไม่อ่อนยกมือ? เอ้า, ไม่มีเลย ไสยศาสตร์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนปัญญาอ่อน ก็เป็น อันว่า ยังจะต้องมีไสยศาสตร์กันไปก่อน, แล้วก็ช่วยปรับปรุง ๆๆ ๔๒
น.44 ให้เป็นไสยศาสตร์ที่น้อยลง ๆ เป็นพุทธศาสตร์มากขึ้น. เราเป็นพุทธบริษัท จดทะเบียนเป็นพุทธบริษัทนั้นเป็นเรื่อง จดทะเบียน เราเกิดมาจากบิดามารดาเป็นพุทธบริษัท ก็ต้องลง ทะเบียนเป็นพุทธบริษัท, ก็ต้องเป็นพุทธบริษัทกันเกือบทั้งประเทศ ไทยแหละ ; แต่มันก็ยังเป็นไม่ได้ดอก จนกว่าจะละไสยศาสตร์ ได้หมด. เดี๋ยวนี้เป็นแต่ทะเบียนกันก่อน เป็นพุทธบริษัทกันแต่ ทะเบียนกันก่อน เพราะว่ายังละไม่ได้ จนกว่าเมื่อไรละไสยศาสตร์ ได้หมด ก็เป็นพุทธบริษัทเต็มเนื้อเต็มตัว. เดี๋ยวนี้ พูดดีหรือไม่พูดดี? พุทธสมาคมบางแห่งมีศาลพระภูมิ เบ้อเร่อเลย, พูดดีหรือไม่พูดดี? พุทธสมาคมบางแห่งมีศาลพระภูมิ อันเบ้อเร่อ. อย่าออกชื่อที่ไหนเดี๋ยวจะถูกด่า แต่เห็นมาหลายแห่ง แล้ว ความรู้ยังไม่พอนี่. เรื่อง ศาลพระภูมินั้นเป็นเรื่องของเก่า, มรดกเก่าแก่ของไสย- ศาสตร์, สิ่งที่เข้าใจไม่ได้, สิ่งที่เขาเชื่อกันว่าเป็นเครื่องบันดาลอะไร ได้ ก็ถือศาลพระภูมิ. เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ศาลพระภูมิมีมาก แล้วศาลพระภูมิหมดไป ๆ เมื่อเราเป็นเด็ก ๆ ศาลพระภูมิก็ไม่ค่อยมี ใครไหว้นักแล้วแหละ. แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้เป็นอย่างไร ศาลพระภูมิมัน กลับมาอีก, แล้วก็ใหญ่กว่าเดิมด้วย มากด้วย สวยด้วย แพงด้วย. ที่บ้านใครเพิ่งตั้งศาลพระภูมิใหม่บ้าง? ยกมือซิ ไม่มีก็ดี, ไม่มีก็ดี อันหนึ่งหลายร้อยบาทแล้วเดี๋ยวนี้. ฉะนั้นก็ว่าอย่ากลับมาก็ได้ ไสยศาสตร์ไม่ต้องกลับมาก็ได้, ให้เป็นพุทธศาสตร์มากขึ้น ๆ. นี้ในสภาพปัจจุบัน เรายังมีปัญหาเรื่องไสยศาสตร์ที่หมดไปไม่ ๔๓
น.45 ได้ ฉะนั้นเราจงทำให้เป็นพุทธศาสตร์ให้มากขึ้น. ถ้าเราจะแขวน พระเครื่อง ก็แขวนให้เป็นพุทธศาสตร์, ถ้าจะเข้าไปในโบสถ์ กราบ พระพุทธรูป ก็จงกราบให้เป็นพุทธศาสตร์, จะมีอะไร ๆ เกี่ยวกับพระ ศาสนาวัดวาอารามก็ทำให้เป็นพุทธศาสตร์มากขึ้น ๆ เถิด. อย่า ประมาท ; นี่อย่าตายใจ, อย่าเพ่อตายใจ ; เพราะว่ามันเป็นไสยศาสตร์ อยู่มาก. พยายามแก้ไขให้เป็นพุทธศาสตร์ แล้วก็จะเป็นผู้ที่ได้รับ ประโยชน์ของพุทธศาสนา ; เลิกกลัวอย่างงมงายเสียที ความขลาด กลัวอย่างงมงาย จนทำให้คนเป็นโรคประสาทนั้นก็ เลิกกลัวกันเสีย, พุทธบริษัทต้องไม่เป็นโรคประสาท, คนไหนกำลังเป็นโรคประสาท คนนั้นก็ไม่ใช่พุทธบริษัทเต็มตัว เพราะว่ามันมาจากความไม่มีเหตุผล มาจากความกลัวแบบไสยศาสตร์ เขาจึงเป็นโรคประสาท. ปรับปรุงไสยศาสตร์ มาเข้าหลักพุทธศาสตร์เสียก็ใช้ได้. ฉะนั้นเราจะต้องปรับปรุงแหละ ไสยศาสตร์ใช้ได้แต่คน ปัญญาอ่อน, ดีสำหรับคนปัญญาอ่อน. นี้เราจะเป็นคนปัญญาอ่อน อยู่อย่างนั้นไม่ได้ ; ต้องปรับปรุง เกี่ยวกับพุทธศาสตร์ เกี่ยวกับ ไสยศาสตร์. ถ้าเราจะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุด ก็อย่าบูชาอย่าง ไสยศาสตร์ ; เราบูชาด้วยความรู้สึกว่า เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ หรือ ช่วยโลก ช่วยมนุษย์, เรารู้จัก เราขอบพระคุณ เราบูชา. เช่นว่าจะบูชาพระพุทธรูปอย่างนี้ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรก็ ได้ ที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับมนุษย์จริง เราก็บูชาได้, เราก็อ้อนวอน ๔๔
น.46 ได้, อ้อนวอนว่าจะปฏิบัติตาม. อ้อนวอนพระพุทธ อ้อนวอนพระ ธรรม อ้อนวอนพระสงฆ์ได้ไม่เป็นไสยศาสตร์ดอก ถ้าอ้อนวอน ด้วยการสัญญาว่าจะปฏิบัติตาม, จะปฏิบัติตามให้ถูกต้องที่สุด. นี่ขออ้อนวอนอย่างนี้จะปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน ของพระผู้มี พระภาคเจ้าสุดสติกำลัง ; อ้อนวอนอย่างนี้ไม่เป็นไร ไม่ใช่ไสย- ศาสตร์. ถ้าอ้อนวอนเอากำไรเกินควร ; ทำบุญบาทหนึ่งเอาวิมานหลัง หนึ่ง ; นี้ไม่ได้ มันยิ่งกว่าไสยศาสตร์. ฉะนั้นเราจะบูชา จะอ้อนวอน จะบวงสรวง อะไรก็ได้ แต่ก็ต้องทำตามแบบของพุทธศาสตร์. เราจะทำการล้างบาปก็ได้ ; คำว่า “ล้าบาป" นี้ก็คือไม่ทำ แหละ, คือรู้จักบาป เกลียดบาป กลัวบาป ขจัดบาปออกไป ; นี่คือ ล้างบาป. แต่ที่จะล้างบาปด้วยเอาน้ำมนต์มาพรมนี้ไม่ไหวดอก ; ล้างบาปด้วยเอาน้ำมนต์มาพรม ๆ นั้นเป็นไสยศาสตร์เกินไสย- ศาสตร์. อย่ายอมให้ใครล้างบาปโดยวิธีนั้น มันเป็นไสยศาสตร์สุด เหวี่ยง. เราจะล้างบาปโดยชนิดที่รู้จักบาป แล้วเกลียดบาป แล้ว ประกาศสงครามกับบาป, เราจะฆ่าบาป, เราจะทำลายล้างบาป, อย่างนี้เรียกว่าเป็นการล้างบาป ตามแบบของชาวพุทธ. ใครยังถือฤกษ์ยามยกมือ? คงจะไม่กล้า, อายเขาไม่กล้ายกมือ. พุทธศานาก็มีฤกษ์ยาม เมื่อแน่ใจ ทำดีทำถูก แน่ใจ ทำดี ทำถูก ; นั่นแหละคือฤกษ์ดี. แล้วจงทำเถอะเมื่อแน่ใจ ; เมื่อมีสติปัญญาเพียง พอ รู้ว่านี้ดีแล้ว นี้ถูกแล้ว ทำเถอะ. อย่ามัวนับชั่วโมง นับนาที นับดวงดาว นับอะไรอยู่เลย ; ฤกษ์อย่างนั้นมันช่วยไม่ได้. เรามีฤกษ์ ของพระพุทธเจ้า คือจิตมีปัญญารู้แน่ ว่านี้ถูกต้องแน่, นี้ดีแน่, นี้ถูก ๔๕
น.47 ต้องที่สุดแล้ว, แล้วก็ทำให้ถูกให้ตรงกับเวลาที่ควรจะทำ. ในพุทธศาสนานี้ก็มีฤกษ์ดียามดี มีอะไรดีเหมือนกัน ตาม แบบของพุทธศาสตร์, คือมีสัมมาทิฏฐิถึงที่สุด มีปัญญาถึงที่สุด, มีอะไรพร้อมถึงที่สุด แล้วก็ทำ แล้วก็ได้ผลดีร้อยเปอร์เซ็นต์ ; ไม่ต้องคำนวณดวงดาว ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์. แบบนั้นมันไม่ใช่ พุทธศาสตร์, มันเป็นไสยศาสตร์ที่กำลังเหลืออยู่, ไม่มีในพุทธศาสตร์ ไม่มีในวงของ พุทธบริษัท . ที่ว่าเราจะใช้อำนาจพุทธศาสตร์รักษาโรคภัยไข้เจ็บ ก็ทำได้ เหมือนกัน ; แต่ไม่ใช่ไสยศาสตร์. ไสยศาสตร์เขามีพิธีไสยศาสตร์ รักษาโรคภัยไข้เจ็บ ; เราก็มีวิธีของชาวพุทธที่จะรักษาโรคภัยไข้ เจ็บ, คือเราจะต้องรู้จักพระคุณของพระพุทธเจ้าให้ถึงที่สุด, รู้จัก พระคุณของพระธรรมให้ถึงที่สุด, รู้จักพระคุณของพระสงฆ์ให้ถึง ที่สุด, แล้วปีติปราโมทย์ ปัสสัทธิ สมาธิ อะไรก็เกิดขึ้น แล้วมันก็ ระงับโรคภัยไข้เจ็บได้ตามส่วน. เดี๋ยวนี้เราจะรู้จักพระธรรมถึงที่สุดไม่ได้ เพราะเรายังเป็นคน ธรรมดา. แต่ถ้าเราเป็นผู้บรรลุธรรมะแล้ว รู้จักธรรมะดีแล้ว พอเอ่ย ถึงพระคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราก็รู้สึกมาก, มากจนโรคภัยไข้เจ็บหายไปหมด. นี้เราเชื่อในพระบาลีที่ว่า พระ อรหันต์องค์ใดองค์หนึ่งไม่สบาย. พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสสั่งให้ พระ อรหันต์หรือภิกษุอีกองค์หนึ่ง ไปแสดงโพชฌงค์ ๗ ประการให้ฟัง, คือไปแสดงวิธีดับทุกข์ ที่แท้จริง อย่างยิ่งให้ฟัง. นี่ พระ, องค์ที่เจ็บ นั้นก็พอใจในวิธีดับทุกข์นั้น ; ความพอใจมีอำนาจสูงจนระงับความ ๔๖
น.48 เจ็บปวดให้หายไป นี้เขาเรียกว่าพิธีสวดโพชฌงค์ให้คนเจ็บฟัง แล้ว คนเจ็บนั้นก็หาย. อย่างนี้ไม่ใช่ไสยศาสตร์ แต่เป็นวิทยาศาสตร์เพราะเขาสร้าง ความรู้สึกสูงสุดในจิตใจขึ้นมา ไล่โรคภัยไข้เจ็บไป ; แต่มันทำไม่ได้ สำหรับคนธรรมดา ทำยากจะได้ก็เพียงความเชื่อ. ถ้าเชื่อจริง โรคภัย ไข้เจ็บมันก็บรรเทา ; และจะให้หายจริง เหมือนที่ว่าพระอรหันต์ ท่านรู้เรื่องพรหมจรรย์ รู้เรื่องประพฤติดับทุกข์ได้จริง แล้วก็ไล่โรค ให้หายไปนี้ก็ได้. ถ้าเราไม่อยู่ในระดับนั้น เราได้แต่เชื่อว่า มันคง จะเป็นอย่างนั้น แล้วก็หายได้บ้าง. แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องเรียกว่า หายไปได้ด้วยอำนาจของสติปัญญาของความรู้หรืออำนาจของจิตที่ เป็นสัมมาทิฏฐิ, จิตมีสัมมาทิฏฐิมากขึ้น ก็ไล่โรคภัยไข้เจ็บออกไปได้. ฉะนั้น พิธีรีตรองบางอย่างนั้น มีทั้งไสยศาสตร์และทั้งพุทธ- ศาสตร์ ; ถ้าเป็น พุทธศาสตร์จะเรียกว่าเป็นพิธีที่มาจากวิธี, วิธีถ้า เป็น ไสยศาสตร์เราเรียกว่า พิธีรีตอง ; เพราะมันต้องเอาใบตอง มาทำอะไรกันรกรุงรังไปหมด พิธีรีตอง. ฉะนั้นยกไว้ให้ไสยศาสตร์ แต่ถ้าพุทธศาสตร์ไม่ต้องมีรีตอง ไม่ต้องมีใบตองก็ได้ ; เพราะ ทำด้วยจิตใจแจ่มแจ้งลึกซึ้ง สงบเย็น, แล้วก็แก้ไขกันในภายใน. สัมมาทิฏฐิเข้าไปแก้ไขมิจฉาทิฏฐิในภายในเปลี่ยนสภาพของจิตใจ เสียใหม่, เปลี่ยนสภาพสังขารร่างกายเสียใหม่ มันก็หายโรคได้. ๔๗
น.49 ฝ่ายพุทธศาสตร์แก้ปัญหาด้วยเหตุผล ฉะนั้นอย่ากลัว ในฝ่ายพุทธศาสตร์เราก็มีวิธี, ใช้คำว่า วิธีที่ จะแก้ปัญหาทุก ๆ อย่างทุก ๆ ประการได้ ตามที่พวกไสยศาสตร์ เขากระทำกัน. เขากระทำด้วยความมุ่งหมายอย่างไร, เราก็มีวิธี อย่างของเรา ที่จะทำให้ได้ผล ตามที่ต้องการได้เหมือนกัน. ฉะนั้นเราจะบูชา จะอ้อนวอน จะล้างบาป หรือว่า จะรักษาโรค หรือ จะทำอะไรก็ตามเถอะ ให้ได้ผล ด้วยอำนาจของพระธรรม ด้วยอำนาจของปัญญา ด้วยอำนาจของพุทธศาสตร์ได้ ; แล้วอะไร ๆ ที่เป็นเรื้อรังของไสยศาสตร์เหลือเชื้ออยู่ รีบสลัดทิ้งไปเสีย สลัดทิ้งไป เสีย : จิ้งจกทักเลิกสะดุ้งกันทีนะ. ยังเคยเห็นคนเป็นอันมาก พอจะ ออกไปไหน จะทำอะไร เสียงจิ้งจกร้องจ๊อก ๆ เขาก็หยุดเลย. เขาว่า จิ้งจกทัก อย่างนี้ไม่ต้องมีในพวกเรา ถ้าจะทักก็ต้องมีคนมีสติปัญญา ทัก. ถ้าเหี้ยขึ้นมาบนเรือนไม่ต้องกลัว. บางคนต้องไปเอาพระ มาสวดมนต์ ; เพราะกลัวเหี้ยขึ้นมาบนเรือน, เพราะเหี้ยไม่รู้อะไร มันขึ้นไปที่ไหนก็ได้. บางคนจับแกงเสียดีกว่ากระมัง ; ถ้าว่ามันจะ มากกว่าไสยศาสตร์ มันก็ควรจะเอามาแกงเสีย หรือว่าอะไรก็ตาม เถอะ ได้ยินได้เห็นบางคน ผึ้งมันมาจับที่หลังคานี้ แหม, เดือดร้อน เป็นการใหญ่ ; เห็นเป็นโชคร้าย, เห็นเป็นอะไรร้าย, เราควรจะถือว่า โอ, มันโชคดี ได้กินน้ำผึ้งโดยไม่ต้องเสียสตางค์ไม่ดีกว่าหรือ? ๔๘
น.50 นี่ ไสยศาสตร์ กับ พุทธศาสตร์ควรจะปรับปรุงกันได้ ; เมื่อคน อื่นเขามีความกลัว เราไม่กลัว, คนอื่นเขามีความทุกข์ เราไม่ทุกข์, เมื่อคนอื่นเขามีปัญหา . มีเรื่องยุ่งยากลำบาก เราไม่มี, อย่างนี้เรียกว่า เป็นพุทธบริษัท แล้วก็มีพุทธศาสตร์. เอาละ, นี้ก็เรียกว่าพุทธศาสตร์เกิดขึ้นจากปัญญา, ไสยศาสตร์ เกิดขึ้นจากความเชื่อ. นี่สรุปความแล้วพูดมาแต่ต้นนี้ ไสยศาสตร์ก็ มาจากความเชื่อ พุทธศาสตร์ก็มาจากปัญญา ; เพราะฉะนั้นเป็นอัน เดียวกันไม่ได้ ถ้าพูดถึงศักดิ์สิทธิ์ใครจะเลือกเอาอย่างไหน? ศักดิ์สิทธิ์ ด้วยความเชื่อ กับศักดิ์สิทธิ์ด้วยปัญญานี้ เราจะเอาอย่างไหน. เราไม่มีเสียเปรียบกันดอก ; เราจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ : ศักดิ์สิทธิ์ ของปัญญา หรือกฎของธรรมชาติเป็นหลัก. ฉะนั้นเราไม่ต้อง อ้อนวอนอย่างขอทาน, เราไม่ต้องอ้อนวอนว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงมาช่วยดอก. เราทำให้ดีให้ถูก ให้น่าช่วย ; แล้วพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ช่วยทันที, ไม่ต้องอ้วนวอนว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงมาช่วย. อย่างนั้นยังไม่ไหวดอก มันยัง เป็นไสยศาสตร์อยู่ ; หรือจะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชนิดไหนก็ตาม ถ้ามีความ ศักดิ์สิทธิ์ หรือช่วยผู้อื่นได้แล้ว ก็ไม่ต้องอ้อนวอนดอก. เราทำ ให้ถูกวิธีที่เขาจะช่วย แล้วเขาช่วยเอง ; ถ้าต้องอ้อนวอนแล้วก็ เหมือนกับว่าไปให้สินบน ; มันไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง. ๔๙
น.51 ปฏิบัติตนตามวิธีพุทธศาสตร์ แล้วดับทุกข์ได้. ฉะนั้น ขอให้ทุกคนทำตนให้เหมาะสม ตามวิธีทางพุทธ- ศาสตร์ ที่จะให้พระพุทธช่วย พระธรรมช่วย พระสงฆ์ช่วย สิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายช่วย : เพราะว่าเราทำถูกกฎของธรรมชาติ ใน ทางที่จะดับทุกข์เสียได้ โดยประการทั้งปวง. ทำตนให้ถูกต้องตาม ระเบียบของพุทธศาสตร์ แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจะมาระดมกัน ช่วย โดยที่ไม่ต้องไปจ้าง. เดี๋ยวนี้อะไรนิดหนึ่งก็ต้องอ้อนวอน โอ, ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหลายมาช่วยกูที ; อย่างนี้มันไม่มีอะไรดี, มันไม่มีอะไรดีนี่, อะไรจะมาช่วย? ถ้าเราทำอะไรให้ถูกต้องให้ดีเถอะ สิ่งที่มาช่วยก็มา เอง, มาพร้อมกันหมดเลย. นี่จึงจะเป็นพุทธศาสตร์. ฉะนั้น พุทธศาสตร์ไม่ต้องอ้อนวอนให้ใครมาช่วย เราทำตัว ให้เหมาะสม สำหรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วย แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็จะระดม กันมาช่วยอย่ากลัว. ลูกเด็ก ๆ ไม่ต้องมีอะไรกลัว เหมือนที่เคยกลัว มาแต่ก่อน, เดี๋ยวจะเป็นโรคประสาท. ที่นี้จะไม่ใช่ไสยศาสตร์ จะ เป็นโรคประสาทมันจะแรงกว่าไสยศาสตร์ไปเสียอีก ฉะนั้นถ้าใคร เป็นโรคประสาท แล้วต้องละอายเพื่อนให้มาก ๆ, ไม่ใช่พุทธบริษัท นะ รีบรู้เสีย หรือป้องกันเสีย อย่าให้ตกเป็นเหยื่อของโรคประสาท, ไม่ต้องไปหาหมอที่สราญรมย์ ; ผลของพุทธศาสนาจะต้องเป็น อย่างนี้. ๕๐
น.52 พุทธบริษัทไม่มีความจำเป็นที่จะต้องถือไสยศาสตร์ ; ถ้ายัง ไปพึ่งไสยศาสตร์อยู่ ก็คือความเป็นพุทธบริษัทยังไม่สมบูรณ์. ถ้ามีความเป็นพุทธบริษัทสมบูรณ์ ไม่ต้องพึ่งไสยศาสตร์เลย. เดี๋ยวนี้ เรายังทำไม่ได้ ยังต้องอาศัยอยู่บ้าง ก็ต้องรีบทำ ให้มันดีขึ้น ๆ จนไม่ ต้องอาศัย. เดี๋ยวนี้ถ้ายังมีสิ่งที่เรากลัว เราเข้าใจไม่ได้ เราก็ยังกลัว ก็ มีความคิดแบบไสยศาสตร์ ; เราก็ไปศึกษาให้รู้เสียว่าสิ่งนั้นคืออะไร? ความทุกข์คืออะไร? ที่เรียกกันว่า โชคร้ายนั้นคืออะไร? ที่จริงมันก็ เป็นเรื่องเด็ก ๆ ทั้งนั้นแหละ เรื่องโชคดีโชคร้าย. เรื่องผีสางเทวดา อะไรก็ตามนี้ มันเป็นเรื่องที่เมื่อไม่รู้, แล้วก็มีปัญหา ถ้ารู้แล้วมันก็คือ ธรรมชาติธรรมดา ; เราปฏิบัติให้ถูกต้องแล้วก็ไม่มีอะไร. ถ้าถึงคราวที่จะต้องตาย มันก็ตายแหละ มันช่วยไม่ได้ดอก. ถ้ามันมีเหตุปัจจัยที่จะต้องตาย มันก็ตายแหละ ถ้าไม่ตายมันก็มีเหตุ ปัจจัยก็ไม่ตาย. ฉะนั้นเราอย่าไปกลัวว่ามันจะต้องตาย ไม่มี ประโยชน์ ; ถ้าว่าไม่ต้องตาย เราก็จะต้องคิดว่า มันเป็นอย่างนั้นเอง บ้าง. อย่าไปดีใจ อย่าไปลิงโลดอะไรให้มันเหนื่อย, อย่าดีใจ อย่าเสียใจ. ดีใจจนโลดเต้นนั้นเรียกว่าคนไม่รู้อะไร ; คนที่เขารู้อะไรเขาไม่มีดีใจ อะไรจนโลดเต้น ; เพราะว่ามันอย่างนั้นเอง นี้ถ้าว่ามันสูญเสีย มันไม่ได้ ก็อย่าไปเศร้าสร้อย อย่าไปโศก อย่าไปกระโดดน้ำตาย มันเป็นอย่างนั้นเอง. ถ้าเราสอบไล่ได้ มันก็ เป็นอย่างนั้นเอง ; เพราะว่าเราเรียนดี เรียนจริง. ถ้าเราสอบไล่ไม่ได้ ๕๑
น.53 มันก็อย่างนั้นเอง ; เพราะว่าเราเรียนไม่พอ มันมีเหตุปัจจัยอะไรมา แทรกแซง เราก็ไม่ต้องเสียใจ. เราก็ตั้งหน้าตั้งตาเรียนใหม่ให้มันพอ อย่างนี้เขาเรียกว่า เป็นคนคงที่. คงที่ความหมายแบบพระอรหันต์ แปลว่า คงที่ ตายตัว ; ไม่มีอะไรทำให้ดีใจ, ไม่มีอะไรทำให้เสียใจ, ไม่มีอะไรทำให้กลัวได้, ไม่มีอะไรมาทำให้หลงได้, เขาเป็นคนคงที่. นั่นแหละ จุดมุ่งหมายของพุทธศาสตร์ จะเป็นคนคงที่ ไม่ มีความทุกข์ ไม่มีความหวั่นไหว ก็ไม่มีอะไรมากระตุ้นให้ลุกขึ้น กระโดดโลดเต้น ไม่มี ; แต่แล้วก็ไม่มี อะไรจะมาขู่ให้กลัว ให้นั่ง ร้องไห้อยู่ มันก็ไม่มีเหมือนกัน. เราอยู่กันอย่างสบาย ๆ เป็นคนคงที่ มีปัญญาถูกต้องในสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง ; ระบบนี้เราเรียกว่า ระบบพุทธศาสตร์ อยู่เหนือปัญหาทั้งปวง, อยู่เหนือความทุกข์ทั้งปวง. ฉะนั้น ดีแล้ว อุตส่าห์มาศึกษาธรรมะกัน มาถึงที่นี่ก็ขอให้ได้ รับความรู้ธรรมะนั้น ชนิดที่เป็นพุทธศาสตร์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ; แล้ว จะมีประโยชน์แก่ความเป็นอยู่ของเรายิ่ง ๆ ขึ้นไป, ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนเราจะเป็นผู้ที่ไม่มีความทุกข์เลย. ชีวิตที่ไม่มีความทุกข์เลยนั่นแหละ คือความเป็นพุทธบริษัท. ๕๒
น.54 เอาละ, การบรรยายนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว. พูดเป็นเรื่องสุด ท้ายของการบรรยายชุดนี้ เรื่อง ความเข้าใจผิด ที่เข้าใจผิดกันอยู่ ระหว่างพุทธศาสตร์กับไสยศาสตร์. ขอให้นำไปศึกษาให้เข้าใจไปใช้ให้สำเร็จประโยชน์เป็นพุทธ- ศาสตร์, มีพุทธศาสตร์, เป็นพุทธบริษัทยิ่ง ๆ ขึ้นไป ทุกทิพาราตรีกาล เทอญ. ๕๓
น.56 โหราศาสตร์ กับ พุทธศาสตร์ บทวิจารณ์ข้อความในปาฐกถาของผู้เชี่ยวชาญในโหราศาสตร์ผู้หนึ่ง ชื่อเรื่อง "โหราศาสตร์กับลัทธิกรรมในพุทธศาสนา" ว่ามีน้ำหนักเหลื่อมล้ำ กว่ากันอยู่อย่างไร. จุดปัญหาที่จะต้องวิจารณ์มีอยู่ว่า ดาวพเคราะห์มีอำนาจ เหนือกรรม หรือกรรมของ เรามีอำนาจเหนือดาวพเคราะห์, อะไรเป็นฝ่าย แรงจริง, อะไรเป็นฝ่ายแรงส่ง? ผลคือความสุขและความทุกข์ ที่มนุษย์เราได้รับกันอยู่นี้ ผู้ที่ เชื่อโหราศาสตร์ถือกันว่า สำเร็จมาจากดาวดวงใหญ่น้อย แห่งสากล จักรวาลอันเป็นอำนาจที่จะบันดาลให้เราได้รับผลหรือไม่ได้รับผล แห่งกรรมอันเรากระทำไว้เอง. กรรมจะให้ผลหรือไม่อาจให้ผล ย่อมขึ้นอยู่กับดวงดาวเหล่า นั้น. การเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างดาวกับมนุษย์ หรือเรียกอีก ๕๕
น.57 อย่างหนึ่งว่าโหราศาสตร์นั้น ก็เพื่อทราบ "หมายบังคับการ" ของดวงดาวทั้งหลาย อันจะส่งมายังมนุษย์เป็นรายตัวไป, และทั้ง มนุษย์จะต้องมีอันเป็นไปตามนั้น โดยที่ผลกรรมของเขาทั้งมวล เป็น เพียง “เรือพ่วง" หรือ "ช้างเท้าหลัง" ข้าพเจ้าได้อ่านปาฐกถาของผู้เชื่อโหราศาสตร์ผู้หนึ่ง (ซึ่งได้ให้ คัดมาต่อท้ายไว้ในที่นี้ด้วยแล้ว) รู้สึกว่าข้อความนั้นกระทบกันเข้า อย่างแรงกับหลักพุทธศาสตร์ที่กล่าวด้วยเรื่องกรรม และโดยเฉพาะ อย่างยิ่งกับหลักที่ซึมซาบอยู่ในใจของข้าพเจ้าอยู่เสมอมาก่อนว่า "การทำดีมีประโยชน์ ย่อมเป็นพระเคราะห์ดีอยู่ในตัวประโยชน์นั่น เองแล้ว, ดวงดาวทั้งหลายในอากาศ จะทำอะไรให้ได้." ๑ ความรู้สึกได้เกิดขึ้นว่า ปาฐกถาเรื่องนั้นได้เผยแพร่โดยทาง วิทยุกระจายเสียงของชาติ แก่ปวงชนชาวสยามผู้เป็นพุทธศาสนิกชน. ทั้งผู้ปาฐกถาเองก็เป็นผู้รักชาติ และศาสนาของชาติ. แน่นอน สิ่งนี้ ต้องทำไปด้วยความรักและหวังดีต่อชาติโดยแท้. แต่เมื่อมามีข้อความ กระทบกันกับความเชื่อและความรู้สึก โดยเฉพาะของเหล่าพุทธบริษัท หรือนัยหนึ่งเจ้าหน้าที่ผู้สืบอายุของศาสนาโดยตรงดังนี้ น่าจะมี อะไรเป็นความเข้าใจซึ่ง "ไขว้" หรือ "หลบมุม" กันอยู่. ควรจะมี การวิพากษ์หรืออภิปรายกันโดยวงกว้าง เพื่อปรับปรุงความเข้าใจกัน เสีย แม้ว่าปาฐกถานี้ จะได้แสดงเมื่อนานมาแล้วสักหน่อยก็ ตาม, มิฉะนั้นจะเกิดผลอันไม่งาม คือความเห็นที่แตกแยกถึงกับออก ๑. อตฺโถ อตฺถสฺส นกฺขตฺตํ กึ กริสฺสนฺติ ตารกา. ๕๖
น.58 เดินโดยหันหลังให้แก่กัน ขึ้นในหมู่พุทธศาสนิก ซึ่งเคยมีความคิด เห็นหรือทฤษฎี เป็นกลุ่มก้อนกันอย่างดีมาแล้วก็เป็นได้. เมื่อข้าพเจ้าเริ่มนึกคิดหาคำตอบว่า ทำไมจึงเกิดมีทางแตกแยก กันเช่นนี้, ครั้งแรกความรู้สึกก็ผลุนผลันคิดไปถึงภาษิตที่เป็นคำตอบ อยู่ในตัวบทหนึ่งว่า :- หมอแพทย์ ทายว่าไข้ ลมคุม โหรว่าเคราะห์ แรงรุม โทษให้ แม่มด ว่าผีกุม ทำโทษ ปราชญ์ ว่ากรรมเองไซร้ ส่งให้ เป็นเอง คือว่าต่างคนต่างก็ว่าไปตามถนัดของตัว ค่าที่ต่างคนต่างมี "ดวงตาเฉพาะ" ของตัวด้วยกัน แต่แล้วข้าพเจ้ามาพิจารณาเห็นว่า โหราศาสตร์ตามที่ปาฐกผู้นี้ได้อธิบายมานั้น เป็น Science ชนิด หนึ่ง หาใช่โหรชนิดที่สักว่ารู้เพียงเขียน ๆ ขีด ๆ แล้วทายไปตามตัว เลขตามสมุดไขความที่เพ้อเจ้อนั้นไม่, แต่เป็นคำอธิบายที่สมเหตุ สมผลทั้งทาง Scientific หรือ Logical. ข้าพเจ้าขอสรุปความอย่าง สั้น ๆ มา เพื่อบางท่านที่ยังไม่เคยอ่าน ตามคำอธิบายของท่านที่ว่า ชีวิตของคนเราขึ้นอยู่แก่ดวงดาวทั้งหลายอย่างไรเสียก่อน. ท่านอธิบายตามหลักดาราศาสตร์ (Astronomy) ว่า ดวงดาว ทั้งหลายรวมทั้งโลกเรานี้ และดวงจันทร์ด้วย ซึ่งโคจรอยู่รอบ ๆ ดวงอาทิตย์ ลอยอยู่ได้โดยไม่ต้องมีอะไรเป็นที่แขวน กลางที่ว่าง ๕๗
น.59 นั้น ๆ ย่อมมีความดึงดูด อันเนื่องสัมพันธ์ต่อกันและกันตามมากและ น้อย และบันดาลให้เกิดอะไรบางอย่าง เพราะอำนาจที่สัมพันธ์กันนี้. ตัวอย่างเช่น ความดึงดูดของพระจันทร์คือต้นเหตุแห่งการขึ้นลง ของน้ำในทะเล ของโลกเราเป็นต้น. ความดึงดูดระหว่างกันและกัน นี้ มีกระแส, แนวทาง, และกำลังแรงไม่คงที่ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพราะเหตุที่ดวงดาวโคจรย้ายที่อยู่เสมอนั่นเอง. ดาวบางดวงโคจร ใกล้โลกแล้ว มีความดึงดูดอันเป็นเหตุให้โลกเกิดวิบัติด้วยโรคภัย หรืออุทกภัยก็มี. เมื่อโคจรผ่านพ้นไป วิบัติอันนั้นก็หายไปเป็นต้น.นี่ แสดงว่าการดึงดูดนั้น ๆ ย่อมให้เกิดปฏิกิริยาบางอย่างขึ้น. และการ ดึงดูดนั้น เปลี่ยนแปลงไปตามการโคจรของดวงดาวอยู่ทุก ๆ วินาที. ฉะนั้น การที่โลกเราได้รับความดึงดูดจากดวงดาวต่าง ๆ นั้น จึงไม่ เหมือนกันทุก ๆ วินาทีด้วย. เมื่อสัตว์ปฏิสนธิขึ้นในครรภ์มารดาใน วินาทีไหน ซึ่งมีความดึงดูดในสากลจักรวาลเป็นอยู่ในอาการอย่างไร สัตว์นั้นก็ก่อรูปขึ้นด้วยภาวะอันแปลกจากสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งปฏิสนธิ ในวินาทีอื่น. ฉะนั้น สัตว์จึงมีการก่อรูปตัวเอง ปฏิสนธิขึ้นในโลกนี้ และเจริญสืบ ๆ ไป ด้วยภาวะและแนวแห่งพฤติการณ์ที่ต่างกัน. เนื่องจากได้รับเอาอำนาจพิเศษอะไรบางอย่าง หรือถูกดูดถูกกดด้วย อำนาจพิเศษบางอย่าง ของสากลจักรวาลต่างกันนั้นเอง, สัตว์จึงมี อันที่จะต้องเป็นไปตามแนวใหญ่ ตามที่อำนาจพิเศษดังกล่าวแล้ว บังคับให้เป็นไปอย่างเด็ดขาดตายตัวเท่านั้น. ส่วน กรรม หรือ การ กระทำของสัตว์ เป็นเพียงเครื่องประดับแซกแซม ไม่สามารถพลิก หันแนวใหญ่แห่ง " ดาราลิขิต " นั้นได้เลย. เพราะนั่นเป็นอำนาจแห่ง ๕๘
น.60 ธรรมชาติ ที่มีต่อมนุษย์ สัมพันธ์กันกับมนุษย์ อันเราเรียกกฎเกณฑ์ และคำบรรยายของมันว่า โหราศาสตร์ (Astrology) นี่เป็นใจความ แห่งคำอธิบายของเจ้าของปาฐกถาผู้มีความเชื่ออย่างแน่นแฟ้นใน โหราศาสตร์. เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็แปลว่าสัตว์ทั้งหลาย มิได้เป็นไปตามอำนาจ แห่งกรรมได้สมตามที่ตนกระทำ แต่เป็นไปตาม "ดาราลิขิต" หรือ อำนาจบันดาลของดวงดาวทั้งหลาย ตามหลักโหราศาสตร์ ซึ่งไม่มี ทางให้มนุษย์ช่วยตัวเองได้แต่อย่างใด. นี่เป็นสิ่งที่น่าพิจารณายิ่งนัก และขอให้เรามาพิจารณากันดู. แต่ก่อนที่จะพิจารณา ผู้พิจารณาได้ ฟังข้อความของนักโหราศาสตร์ผู้นั้น เฉพาะเท่าที่กล่าวพาดพึงถึง พุทธศาสตร์ตามถ้อยคำสำนวนเดิมของท่านเอง ซึ่งได้คัดมาไว้ตาม สมควรดังต่อไปนี้เสียก่อน เพื่อได้เข้าใจในมติของท่านยิ่งขึ้นคือ :- ท่านเคยสังเกตบ้างหรือเปล่าว่า ค. กับ ง. เดินไปด้วยกัน จูงมือกันไปกลางทุ่งนาเวลาฝนตก อสนีบาตลั่นเปรี้ยงลงมาถูก ง. ตายกับที่ แต่ ค. ไม่เป็นอะไรเลย ท่านทราบไหมว่าทำไม ค. จึงไม่ ตาย? (จากปาฐกถาตอนที่ ๑ บางตอน) " ... ท่านเคยสังเกตบ้างหรือเปล่าว่า ก. กับ ข. เรียนหนังสือมาด้วยกัน โรงเรียนเดียวกัน ชั้นเดียวกัน สอบไล่ได้คะแนนเท่ากัน มีความรู้และความ สามารถเท่ากัน พอ ๑๐ ปีให้หลัง ก. ได้เป็นเจ้ากรมเงินเดือน ๔๐๐ บาท แต่ ข. คงเป็นเสมียนเงินเดือนเพียง ๘๐ บาท ท่านทราบไหมว่าทำไม ก. กับ ข. จึงผิด กัน?" ๕๙
น.61 พุทธภาษิตมีว่า คนเราทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ท่านเคย สังเกตบ้างหรือเปล่าว่า จ. ไปปล้นเขา แต่หลบหนีเจ้าหน้าที่ได้เก่ง เลยไม่ถูกจับ แต่ ฉ. ไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ถูกตำรวจจับสงสัยว่าเป็น ผู้ร้าย เลยถูกขังอยู่หลายราตรี ท่านทราบไหมว่า ทำไมคนดีกลับได้ ชั่ว แต่คนชั่วกลับได้ดี ?.... จริง, ท่านผู้เป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือ แมตทีเรียลิสต์ จะต้อง พยายามพิสูจน์ตามเหตุผลที่เห็นด้วยตา แต่ถ้าเหตุผลข้อพิสูจน์นั้น ถูกซักย้อนเข้าไปอีก ท่านจะรู้สึกลำบากและอึดอัดอยู่สักหน่อย เช่น ตัวอย่างเรื่อง ก. กับ ข. ข้างต้น ฝ่ายนักวิทยาศาสตร์จะต้อง พิสูจน์ว่า เพราะ ก. ทำความดีถูกกาละเทศะ จนผู้บังคับบัญชาเห็น จึงได้เป็นเจ้ากรม แต่ ข. ทำความดีไม่ถึง ก. คราวนี้ถ้าจะถามย้อน เข้าไปอีกว่า ก. กับ ข. เกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนกัน มีสมรรถภาพ เท่า ๆ กัน ทำไม ข. จึงทำความดีไม่ถึง ก. เล่า เช่นนี้ ท่านจะให้ อรรถาธิบายว่ากระไร. ค. กับ ง. เดินจูงมือไปด้วยกัน เท่ากับต่อสายไฟฟ้าติดกัน ทำไมฟ้าจึงผ่าลงถูก ง. ตายคนเดียว ค. ไม่ตาย ? ท่านนักวิทยา- ศาสตร์คงให้เหตุผลถึงว่าจุดที่ตรง ง. ถูกฟ้าผ่าตายนั้นมีโลหะ ซึ่งรับกับกระแสไฟในอากาศกำลังจะลงดินพอดี จึงดูดเข้าหากันตรง ตัว ง. คราวนี้ถามอีกว่า ก็ทำไม ง. จึงไปอยู่ตรงจุดนั้นพอดีเล่า ท่านตอบว่า "เพราะบังเอิญ" ตรงนี้จึงถามอีกว่า "เหตุไรจึงบังเอิญ แต่ ง. คนเดียวเท่านั้น ทำไม ค. จึงไม่บังเอิญด้วย?” เช่นนี้ ท่านจะ ให้อรรถาธิบายว่ากระไร? ๖๐
น.62 ยิ่งอุทาหรณ์ต่อมา ถึงเรื่องนาย จ. กับนาย ฉ. และนาย ช. ด้วยแล้ว ข้าพเจ้าเข้าใจว่ายิ่งซักในรูปนี้ ทางวิทยาศาสตร์ยิ่งไม่มี ประตูตอบหนักขึ้นและน่าเกรงว่า ถ้ามีการซักจริง ผู้ซักอาจต้อง ดูประตูทางออกไว้ก่อนเสียด้วย! แต่ปัญหาเหล่านี้ ถ้าหันเข้าทาง ปรัชญา หรือ ฟิลอซอฟี อาทิ เช่นทาง ศาสนาเป็นต้น ย่อมให้คำตอบได้กว้างออกไปกว่าทางวิทยา- ศาสตร์ สรรพเหตุการณ์เหล่านี้ ฝ่ายคริสต์ศาสนาจะตอบว่า เป็นด้วย มือพระเจ้า หรือ The Hand of Providence. ฝ่ายพราหมณ์ตอบว่า เป็นด้วยพรหมลิขิต อันเป็นเส้นทางดำเนินชีวิตมนุษย์ ซึ่งพรมจาริก มา ทั้งสองหลักนี้พอลงกันได้เพราะพระเจ้า (God หรือ Provi- dence) ก็ดี หรือพระพรหมก็ดี ย่อมมีที่หมายเป็นที่เข้าใจว่า สิ่ง ศักดิ์สิทธิ์อะไรอันหนึ่ง ที่บันดาลความเป็นอยู่ให้แก่สรรพมนุษย์, สัตว์ และวัตถุทั่วโลก. แต่ทางพุทธศาสตร์ของเราให้เหตุผลดีกว่า นั้น เหตุการณ์เหล่านั้น ทางพุทธศาสตร์ของเราว่าเกิดจากกรรม หรือการกระทำของคนอย่างเดียว ดั่งโคลงโลกนิติกล่าวโดยนัยนั้น ว่า : "อย่าโทษให้แทตย์ท้าว เทวา อย่าโทษสถานภูผา ย่านกว้าง อย่าโทษหมู่วงศา คณาญาติ โทษแต่กรรมเองสร้าง ส่งให้เป็นเอง" กรรมนั้น เป็นคำกลาง ทางพุทธศาสตร์จำแนกออกเป็น ๒ คือ กุศลกรรม กับ อกุศลกรรม หรือกรรมดีกับกรรมชั่ว และลักษณะ ๖๑
น.63 ของกรรมยังมีวิภาคออกไปอีก ในลักษณะของกัมมัสกตา ได้แก่ กรรมเป็นของตน, กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ กรรมเป็นที่เกิด, กรรมเป็นที่ อาศัย เราทำกรรมใดไว้ จักต้องรับผลของกรรมนั้น. แต่ผลของกรรมนั้น ก็มีระยะขอบเขตแห่งเวลาที่จะดำเนิน เป็นจักราศีอยู่เหมือนกัน ใช่ว่าทำชั่วเดี๋ยวนี้ จักต้องได้รับชั่วเดี๋ยวนี้ ทันตาเห็นทุกรายไปก็หามิได้ ข้อนี้ลงกันกับตัวอย่างเรื่อง จ. กับ ฉ. ที่กล่าวข้างต้น คือ จ. ปล้นเขาแต่ไม่ถูกจับ แต่ ฉ. ไม่ได้ปล้น กลับถูกจับ ทั้งนี้ ทางพุทธศาสตร์ถือว่าเพราะกุศลกรรมของ จ. ที่ทำไว้ยังมีมาก ทั้งยังให้ผลไม่หมด จึงเป็นเกราะบังอกุศลกรรมขณะ นั้น ไว้ชั่วขณะ ส่วน ฉ. มีอกุศลกรรมมากกว่า จ. ตั้งแต่เดิมมา ทั้งยังใช้หนี้ไม่หมด จึ่งบันดาลให้เป็นไป เพราะพุทธศาสตร์จำแนกวิธี ส่งผลของกรรมว่าดังนี้ : ๑. ทิฏฐธัมมเวทนิยกรรม ได้แก่กุศลอกุศล อันได้เห็นผล ประจักษ์ในปัจจุบันชาติ กล่าวคือกระทำในชาตินี้ ก็ให้ผลในชาตินี้ พูดให้ง่ายก็ว่า ทำเดี๋ยวนั้นได้ผลเดียวนั้น ๒. อุปปัชชเวทนิยกรรม ได้แก่กุศลอกุศลอันบุคคลกระทำ ในชาตินี้ แต่ให้ผลในชาติหน้า พูดให้กระทัดรัดก็ว่า ทำเดี๋ยวนั้น แต่ไปเกิดผลหลังจากนั้นไปอีกเท่า ๑ หรือระยะ ๑ ๓. อปราปรนิยกรรม ได้แก่กุศลอกุศลอันบุคคลกระทำในชาติ นี้ แต่นาน ๆ ไปหลายชาติจึงได้ผล ติดตามทันเมื่อไร ให้ผลเมื่อนั้น พูดให้สั้นว่า ทำเดี๋ยวนี้ แต่ไปเกิดผลหลังจากนั้นอีกนาน หรืออีก หลายระยะ ๖๒
น.64 ๔. อโหสิกรรม ได้แก่อกุศลที่ติดตามไม่ทัน บ่มิอาจให้ผลได้ และสาปสูญอันตรธานไป หาผลบ่มิได้ พูดให้รัดกุมก็ว่า กรรมที่ทำ ขึ้นไปเกิดหักล้างกับกรรมอื่นเป็นสูญ เลยระงับกันลง ไม่เกิดผล แต่ปัญหาจึงมีว่า อะไรเป็นตัวเครื่องจักรที่หนุนให้กุศล อกุศล กรรมเหล่านั้น เดินมากระทบเจ้าของผู้กระทำ เกิดผลต่างกรรมต่าง วาระเห็นปานนั้น? คำตอบนี้ คือหัวใจของโหราศาสตร์ เพราะโหราศาสตร์คือวิชาที่ บอกความหมุนเวียน อันเป็นทางดำเนินของเครื่องจักรตัวนี้ เครื่อง จักรตัวนี้แหละ ที่ทางคริสต์ศาสนาว่า พระยะโฮวาเจ้า, มหะหมัดว่า พระอะหล่าเจ้า, พราหมณ์ว่าพระพรหม แต่พุทธศาสนามิได้สมมติ บุคคลาธิษฐานขึ้น แต่คงให้ความหมายโดยอรรถไว้ว่า "ธรรมชาติ" เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าทางศาสนาทุก ๆ ศาสนา ต่างมีความ จริงรวมกันหมด ซึ่งทางวิทยาศาสตร์จะเถียงไม่ได้เป็นอันขาด และความจริงนั้น คือ มนุษย์ทุกคนในโลกนี้ อยู่ใต้ความบังคับของธรรมชาติโดย อาศัยกรรมเป็นแรงส่ง" ๑ และโหราศาสตร์ คือ วิชาที่บอกอิทธิพล แห่งธรรมชาติ หรือ "มือพระเจ้า อันนี้ ... (จากปาฐกถาตอนที่ ๒) .... ในตอนที่ ๑ ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้วถึงเรื่องพรหมลิขิต อัน มนุษย์เชื่อว่าต้องตราอยู่ประจำตัวคนในอันจะดีหรือร้าย ซึ่งทางพุทธ- ศาสนาถือไปอีกคติ ๑ ว่า เกิดจากกรรมเป็นข้อใหญ่ กรรม ๖๓
น.65 นั้น ย่อมให้ผลแก่คนผู้เป็นเจ้าของกรรม โดยนานาวิธี คือให้ผลทันที ๑ หรือให้ผลหลังจากนั้นไปอีกระยะเท่าตัว ๑ หรือให้ผลต่อไปอีกนาน หรือหลายระยะ ๑ หรือสาปสูญคือระงับไปไม่ให้ผลอีก ๑ มนุษย์ ทุกคนในโลกนี้อยู่ใต้ความบังคับของธรรมชาติ โดยอาศัยกรรมเป็น แรงส่ง คนจะชั่วดีย่อมแล้วแต่กรรม หรือการกระทำของตนเอง แต่เมื่อพิจารณาดูให้ซึ้งตามคตินี้แล้ว จะเห็นได้ว่า ธรรมชาติย่อมเป็นใหญ่กว่า เพราะกรรมเป็นเพียงแรงส่งอย่าง เดียว ส่วนธรรมชาตินั้นมีอิทธิพลเป็นความบังคับเด็ดขาด ในอันที่จะ ให้คนต้องหรือไม่ต้องรับผลของกรรม ซึ่งเป็นแรงส่งมา. หาไม่ คนทำดีจะต้องได้ดีทันตาเห็น หรือทำชั่วก็ต้องรับชั่วทันที. อุปรมา ของเรื่องนี้ เปรียบได้กับเชื้อโรคในอากาศ ซึ่งสมมติเป็นตัวกรรมอัน วุ่นวิ่งสับสนไปมาอยู่รอบตัวคน คอยประหัสประหารอยู่ทุกวินาที ธรรมชาติเปรียบด้วยกำลังความต่อต้านแห่งร่างกาย หรืออิมมิวนิตี ของตน ซึ่งถ้าแม้เข้มแข็งกว่าตัวเชื้อโรค โรคก็ไม่สามารถเข้าไปก่อ เกิดผลในร่างกายได้ ซ้ำส่วนมากเมื่อมากระทบอวัยวะของคนเลย ตายเสีย ก็เป็นเอนก. ธรรมชาตินั้น ย่อมมีอิทธิพล หรืออินฟลวนส์ ในอันจะนำคน เข้าปะทะหรือไม่ปะทะกับกรรม และทั้งจะปะทะเต็มหน้าหรือมาก น้อยเพียงใด ย่อมสุดแต่ความแรงของอิทธิพลนั้น ๆ ๑. ที่ใช้อักษรตัวใหญ่เป็นพิเศษเช่นนี้และต่อไป, ก็เพื่อให้สังเกตได้โดย ง่าย, ในฐานะที่เป็นข้อความที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบยิ่งนัก ๖๔
น.66 เพราะฉะนั้น การจะทราบผลของกรรม ก็ต้องเรียนรู้ทาง อิทธิพลแห่งธรรมชาติ และความรู้ในอิทธิพลแห่งธรรมชาตินั้น ก็ คือโหราศาสตร์ นี้แหละ ..... (จากปาฐกถาตอนที่ ๓) ..... พระพุทธศาสนา แสดงว่า กรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลาย กล่าวคือกรรมที่บุคคลก่อไว้ในปางก่อน จะเป็นบุญหรือบาปก็ตาม ย่อมอำนวยผลแก่เขาในชาติปัจจุบัน จนคุ้มกันที่เจตนาลงแรงสร้าง สมไว้ กรรมนั้นจึงจำแนกบุคคลให้มีฐานะต่างกัน. ก็ผลแห่งกรรม ในอดีตนั้นแล อันดาวเคราะห์ทั้งหลายแสดงในเวลากำเนิด ให้เห็น โชคของมนุษย์ว่า ดีร้ายประการไร. ดังนั้น การที่ดาวเคราะห์จัก สำแดงเหตุอะไร ย่อมเป็นไปตามหลักแห่งกรรมดีกรรมร้าย ซึ่งจะ ต้องสนองเขาในชาตินั้นเอง เมื่อเป็นอย่างนี้ ดาวเคราะห์หาใช่เป็นผู้ บันดาลไม่ แต่เป็นผู้บอกผลกรรมให้รู้เรื่อง. หนังสือ " โลกธาตุ " อันเป็นตำราโหราศาสตร์เล่ม ๑ กล่าวสนับ สนุนความข้อนี้เช่นเดียวกัน ว่าดังนี้ "เหตุที่วิชาโหราศาสตร์ มีคุณูปการเป็นส่วนอนาคตังสญาณ บังเกิดประโยชน์ เพื่อเตรียมพร้อมให้ทันท่วงที ที่จะระงับเหตุการณ์ ภายหน้า ได้เปรียบกว่าที่จะคิดแก้ไขในปัจจุบันทันด่วน ท่าน โมกษมูลลาจารย์จึ่งกล่าวว่า “บุคคลสำคัญของเรา (เยอรมัน) โดยมาก มักรอบรู้โหราศาสตร์อย่างดี" แม้บุคคลสำคัญของเรา (สยาม) ก็หาล้าหลังชาติอื่นในโหราศาสตร์ไม่โดยมุข คือพระบาทสมเด็จ ๖๕
น.67 พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฝ่ายคฤหัสถ์, และสมเด็จพระมหาสมณะเจ้า ทั้งสามรัชกาล ฝ่ายบรรพชิต ความจริงก็ควรเป็นเช่นนั้น เพราะ เพียงความรู้ชั้นต้น ก็ให้ประโยชน์แล้ว เช่น ฝ่ายบรรพชิตมีผู้ใดมา ฝากตัวจะเป็นศิษย์หา หากอาจารย์ตรวจตามโหราศาสตร์สักเล็กน้อย ก็พอทราบได้ว่า เขาจะมีลักษณะเป็นมิตรหรือศัตรู ว่าง่ายหรือว่ายาก และบุคคลจะเป็นศิษย์อาจารย์กันนั้น ต้องมีลักษณะเป็นผู้ปรับ กันลง มิใช่ว่าเกิดเป็นอาจารย์แล้วจะปกครองสั่งสอนใครให้เป็นศิษย์ อยู่ในโอวาทได้ราบคาบทุกคน เยี่ยงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ทรงบำเพ็ญพระบารมี มุ่งโปรดสัตว์ ในโลกโดยตรงด้วยซ้ำ กระนั้น ยังต้องคัดโปรดเฉพาะพุทธเวไนย." อีกประการ ๑ บางท่านหรือหลายท่านที่ยังไม่เข้าใจความตื้น ลึกหนาบางอันแท้จริงของโหราศาสตร์ มักกล่าวว่าวิชานี้เป็นดิรัจฉาน วิทยา และอ้างว่าวิชานี้ค้านต่อหลักพระพุทธศาสนา ซึ่งมีมติให้เชื่อ กรรม ไม่ให้เชื่อมงคล นอกจากนั้นเลยกล่าวไปถึงว่า พระภิกษุทั้ง หลายจะเรียนวิชานี้หาได้ไม่ แม้ผู้ใดเรียนก็นับว่าประพฤติผิดพุทธวินัย คำกล่าวทั้งนี้ เป็นคำกล่าวที่ยังประกอบด้วยอคติมากพอดูอยู่ ฉะนั้น จึงเห็นควรนำพระพุทธวัจนะ จัดเป็นพระพุทธานุญาตให้ภิกษุบริษัท ศึกษาวิชาโหราศาสตร์ มาแสดงสู่ท่านฟังเสียในที่นี้ด้วย ข้อความต่อ ไปนี้ ได้ปรากฏสาธกไว้ในคัมภีร์จันทรสุริยคติทีปนีฎีกาวินิจฉัย ซึ่งพระสารประเสริฐแปลไว้เป็นภาษาไทย ว่าดังนี้ ๖๖
น.68 ทำดี ดีแล้ว เป็นพร ทำดี ดีแล้วเป็นพร ไม่ต้องอ้อนวอน ขอพรกะใครให้กวน พรที่ให้กันผันผวน เป็นเหมือนลมหวล อวลไปอวลมาอย่าหลง พรทำดีเองมั่นคง วันคืนยืนยง ซื่อตรงต่อผู้รู้ทำ อยากรวยด้วยพรเพียรบำ- เพ็ญบุญกุศลนำ ให้ถูกให้พอต่อตน ทุกคนเกิดมาเป็นคน ชั่วดีมีจน เป็นผลแห่งกรรมทำเอง ถือธรรมเชื่อกรรมยำเยง บาปชั่วกลัวเกรง ทำแต่กรรมดีทวีพร. "เกจิ วินยาจริยา อาจารย์บางจำพวกอาศัยเหตุที่ตนมิได้ รู้กระแสอธิบายแห่งฎีกาพระวินัย ก็ยกโทษขึ้น คือกล่าวคำครหา ติเตียนว่า เป็นสมณะ ดั่งฤๅมาเรียนรู้นักขัตฤกษ์เป็นพานิรวิชาฉะนั้น พระคัมภีร์อันนี้ เป็นที่จะยังคำครหานั้นให้อันตรธานเสื่อมศูนย์ และข้อความอธิบายฎีกาพระวินัยนั้น เดิมมีมูลเหตุ เพราะพระภิกษุ สงฆ์ทั้งหลายไปจำเริญสมณะธรรมอยู่ในอรัญญิกเสนาสนะ มี ๖๗
น.69 หมู่โจรถามว่า วันนี้พระจันทร์กอร์ปด้วยนักขัตฤกษ์ดั่งฤๅ ครั้น พระภิกษุบอกว่ามิได้รู้ โจรก็ว่าชนเหล่านี้มิใช่สมณะ จึงมิได้รู้ นักขัตตบาท ชะรอยจะเป็นพวกโจรมาเที่ยวชุ่มซ่อนอยู่ กล่าวฉะนี้ แล้ว โจรทั้งหลายก็กลุ้มรุมประหารภิกษุเหล่านั้นให้เจ็บช้ำลำบาก แล้วหลีกไป ข้อความอันนี้ได้ทราบถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ มีพระพุทธฎีกาตรัสสั่งให้ประชุมพระภิกษุสงฆ์ แล้วจึงตรัสอนุญาต ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตอนุญาต บัดนี้ให้ภิกษุอันจะไป จำเริญสมณะธรรมในอรัญญิกเสนาสนะ พึงเรียนรู้นักขัตฤกษ์ ตามจะเรียนได้ทั้งสิ้นก็ดี โดยเอกเทศก็ดี สำหรับอรัญญิกวัตร เพื่อรักษาตนให้พ้นจากโจรันตราย .... " มติของผู้ปาฐกที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา มีเพียงเท่านี้. ต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะได้วินิจฉัยตามความรู้และเหตุผลของข้าพเจ้า ทีละตอนโดยลำดับ ๆ, สำหรับเพื่อนผู้สนใจจะได้ฟัง และช่วยพิจารณา สืบไป. ข้าพเจ้าไม่สามารถและไม่จำเป็นที่จะทำการวิจารณ์ หรือ วินิจฉัยข้อความตามที่กล่าวมาแล้ว ในแง่ที่ว่า ผิดหรือถูก, หรือแม้ที่สุดแต่ในแง่ติชมเพื่อก่อให้ยิ่งขึ้นไป. ข้าพเจ้าเพียงแต่ จะหาเหตุผลมาสนับสนุนความเชื่อของพุทธบริษัท ที่เชื่อกันอยู่ว่า กรรมเป็นแรงจริง, อำนาจดวงดาวอาจเป็นแรงส่งได้บ้างเท่านั้น. มันมีเหตุผลเท่า ๆ กับที่ฝ่ายหนึ่งมีในแง่ตรงกันข้าม. เมื่อข้าพเจ้า ได้นำมันมากองลงเคียงคู่กันแล้ว, ต่อจากนั้น ก็เป็นหน้าที่ ๆ ต่างฝ่ายต่างก็อาจถือของตัวเองไว้ได้อย่างเดิม และควรปล่อย ๖๘
น.70 ให้ต่างฝ่ายต่างมีสิทธิที่จะเข้าข้างตัว ในส่วนความคิดเห็น. ฉะนั้น ถ้าหากจะมีความบางตอนที่ข้าพเจ้าพูด เป็นการเข้าข้าง ฝ่ายตัวเองมากกว่าฝ่ายหนึ่งแล้ว ขอให้ทราบว่า นั่นเป็นแต่ การพูดกันในวงใน ของฝ่ายพุทธบริษัทผู้ที่เชื่อฝ่ายกรรม ยิ่ง กว่าฝ่ายโหราศาสตร์เท่านั้น. อีกประการหนึ่ง การที่จะวินิจฉัยให้เด็ดขาดลงไปว่า แรงจริง กับ แรงส่ง ไหนจะสำคัญยิ่งกว่ากันนั้น เป็นการยากยิ่งนัก. ปัญหา ที่เถียงกันไม่สิ้นสุด เช่นว่า กรรมพันธุ์ (Inherent) กับ สิ่งแวดล้อม (Environment) อันไหนจะเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับคนเราที่เกิดมา, เป็นต้น นี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า เราไม่อาจจะเชื่อตรงกันไปหมด ทุกคนได้. ปัญหาเรื่องกรรมกับแรงดาวก็เหมือนกันอย่างไม่มีผิด ในที่นี้จึงเพียงแต่ยกเอาเหตุผลมาเคียงคู่กันไว้, เพื่อพวกเรา ทั่วไปจะได้วินิจฉัยกันเอาเองตามใจสมัคร เท่านั้น. แม้ว่าข้าพเจ้า เป็นผู้ถือฝ่ายแรงกรรม แต่ข้าพเจ้าก็มีเหตุผลและเวลาเพียง วิจารณ์ เพื่อหาทางปรับปรุงหลักโหราศาสตร์ให้แนบสนิทกัน อยู่ได้กับหลักแห่งพุทธศาสนา คล้าย ๆ กับที่บางคราวเราใช้ สังกะสีแซม หรือประกอบหลังคากระเบื้องอันถาวรของเรา ด้วยความจำเป็นบางอย่างเท่านั้น. เราย่อมเห็นกันอยู่แล้วว่าแม้ในหมู่พุทธบริษัทเรา ก็ยังมี การเชื่อถือหลักโหราศาสตร์ คือการหาฤกษ์ยามในงานพิธีที่ใหญ่ โตแทบทุกอย่าง. แต่นั่นไม่ใช่เป็นการเข้าใจหรือยอมรับว่า เป็น สิ่งสำคัญ. เราทำเพียงเป็นประเพณี หรือตามประเพณีเท่านั้น ๖๙
น.71 เพื่อเป็นเครื่องอุ่นใจแก่เด็ก ๆ หรือผู้หญิง หรือแม้แต่ผู้ชายบางคน ที่ยังมีความเชื่อเช่นนั้นอยู่, ยังเข้าถึงความเป็นผู้อยู่ในอำนาจ แห่งเหตุผลได้ไม่มากพอ ; เป็นการรักษากำลังน้ำใจตามหลัก แห่งจิตตวิทยา และประคับประคองความสามัคคีของหมู่ให้ยิ่ง ขึ้นไป เท่านั้น. ส่วนประโยชน์ที่เราได้รับ เราได้จากการกระทำ อันถูกต้องแท้จริงของเราเองต่างหาก. ส่วนหลักโหราศาสตร์ ที่เกี่ยวกับชีวิตของคนในตัวคน โดยเฉพาะเช่นหลักที่ว่า เราปฏิสนธิขึ้นในขณะที่สากลจักรวาล มีความดึงดูดตามหลักแห่งดาราศาสตร์อย่างไร เราย่อมผิดกับ คนอื่น ที่ปฏิสนธิในเวลาอื่น ดังที่กล่าวข้างต้นแล้วนั้น มีความ จริง เพราะเป็นส่วนธรรมชาติ เป็นเรื่องของธรรมชาติตามธรรมดา เช่นเดียวกับเราเพาะหว่านเมล็ดพันธุ์ต้นไม้ดอกไม้ลงในฤดูร้อน กับฤดูหนาวย่อมผิดกัน. แต่ว่าผลจากการนี้มีน้ำหนักน้อย เพราะเป็นส่วนที่น้อย เกินไป ไม่สู้อำนาจของผลกรรมคือ การกระทำของตนเองได้ ดังที่จะกล่าวโดยละเอียดในตอนหลัง. ทั้งนี้อีกประการหนึ่ง โหราศาสตร์ไม่สามารถบอกอะไรให้แจ้งชัดได้เลย เพราะพระราชา ที่มีโหรชั้นเอก ก็ไม่สามารถทราบเหตุพิบัติอันจะเกิดขึ้นแก่ พระองค์. แม้แต่ตัวโหรเอง ก็ไม่ทราบเหตุที่จะอุบัติแก่ตน หรือ แก่ครอบครัวของตนถึงกับป้องกันไว้ได้. มีบางคราวที่ทายถูก โดยประจวบเหมาะ ก็เล่าลือกันโดยไม่รู้จักหมด หรือถึงกับ บันทึกไว้เป็นประวัติการณ์. ส่วนที่ทายผิดตั้ง 99 เปอร์เซ็นต์ ๗๐
น.72 ก็เก็บเงียบไว้ไม่ให้ใครรู้ ใครจะรู้ว่าผิดอย่างไร, หรือถ้าหาก มีผู้รู้ใครเขาจะไร้มรรยาท คอยแหย่โหรในเรื่องนี้ได้เล่า มันก็ หายเป็นคลื่นกระทบฝั่งไปเอง ทั้ง 99 เปอร์เซ็นต์. เราเห็นได้อย่างประจักษ์อยู่แล้วว่า การศึกษาเจริญมาก ขึ้นเพียงใดการเชื่อถือโชคชตาตามหลักโหราศาสตร์ (มิใช่วิชา ดาราศาสตร์แขนงอื่น ๆ), ยิ่งน้อยลงเพียงนั้น, มันกำลังเจ็บ หนักอยู่ในทุกวันนี้. ทั้งนี้รวมความสั้น ๆ ได้ว่า เพราะมันเป็น สิ่งที่มีอำนาจน้อยเกินไปอย่างหนึ่ง และหลักวิชายังไม่ดีพอที่ จะพยากรณ์ได้ถูกต้องเสมอไปอีกอย่างหนึ่ง. แต่อย่างไรก็ตาม เราย่อมเห็นพ้องกันว่า มันเป็น Art และ Science อันหนึ่ง ซึ่งควร มีไว้ในโลกอย่างน้อยที่สุดก็เพื่อชมเล่น เช่น Art และ Science อย่างอื่น ๆ เช่นศิลปกรรมการแกะสลักเป็นต้น เหมือนกัน. เรามีบ้านเรือนอาศัยอยู่ได้สบาย โดยไม่ต้องมีกรอบรูปแขวน ประดับ, แต่ถ้าเราจะมีแขวนบ้างพอเหมาะ ๆ มันก็ไม่เสียหายอะไร หรือไม่เหนื่อยเปล่าเกินไป แต่เรากล่าวไม่ได้เลยว่า กรอบรูป มันมีค่าหรือจำเป็นเท่า ๆ กับตัวบ้านเรือนของเรา. โดยทำนองเดียวกันนี้ การครองชีวิตของเรา ซึ่งเราจำเป็น ต้องอาศัยหลักกรรมเป็นตัวเรือน และหลักโหราศาสตร์เป็น กรอบรูปแขวนประดับเรือน ฉันใดก็ฉันนั้น. ข้าพเจ้าอยากปรับ ความเห็นในขั้นนี้ชั้นหนึ่งก่อนว่า พวกพุทธบริษัทเราไม่ควรตื่น ตกใจไปในข้อที่ว่า อำนาจแห่งดวงดาวมีอยู่เหนืออำอาจแห่งกรรม เพราะคงไม่มีใครสร้างบ้านเรือนขึ้นเพียงเพื่อจะได้แขวนกรอบรูป ; ๗๑
น.73 แม้ว่าศิลปกรรมแห่งการเขียนรูปจะเป็นวิชาชั้นเยี่ยม อย่างหนึ่งในโลก ; ทำนองเดียวกับที่เราเกิดกันขึ้นมา ก็เพื่อ ประกอบกรรมหรือกระทำกรรมที่ควรทำ มิใช่เพียงเพื่อหมุนไป ตามอำนาจนิดหน่อยของดวงดาวนั้น ๆ เท่านั้น. มันเป็นหน้าที่ ของโหรหรือผู้รัก Art ของวิชาโหราศาสตร์ จะต้องกล่าวเช่นนั้น เพื่อรักษา Good Will และ Art ของวิชานี้ ซึ่งเจ็บหนักเต็มที่แล้ว ไว้เท่านั้น. Art อื่น ๆ เช่นนาฏศาสตร์ หรือดุริยางคศาสตร์ ก็ ต้องกล่าว หรือจัดการทำนองเดียวกันนี้ เราจึงไม่ควรจะปลาดใจ. ทีนี้ เราย้อนไปพิจารณากันใหม่ในข้อว่า กรรมเป็นแรงจริง, อำนาจดวงดาวเป็นเพียงแรงประกอบหรือแรงส่ง, อย่างไร. ในขั้นแรก เราจะเล็งไปยังแนวของพระคัมภีร์ก่อน, แล้ว พิจารณากันโดยเหตุผลในภายหลัง. ในพระบาลีมีหลักอยู่ว่า นกุขตฺตํ ปฏิมาเนนฺตํ อตฺโถ พาลํ อุปจฺจคา อตฺโถ อตฺถสฺส นกุขตฺตํ กึ กริสฺสนฺติ ตารกา. ไตร.ล. ๒๗ น. ๑๖ พระบาลีนี้มีใจความว่า "คุณประโยชน์ ย่อมผ่านพ้นคนเขลาผู้มัว แต่คำนวณนักษัตรไปเสีย, เพราะว่าประโยชน์ย่อมเป็นนักษัตร อยู่ในตัวประโยชน์เองแล้ว ดวงดาวทั้งหลายจักทำอะไรให้ได้." โดยนัยนี้เราจะเห็นได้ว่า ตามหลักแห่งพุทธศาสนานั้น ถือเอาตัว ประโยชน์ที่เกิดจากการกระทำเป็นใหญ่ แต่ก็ไม่ปฏิเสธอำนาจ ธรรมชาติคือดวงดาวเสียเลย เป็นแต่ว่าอำนาจนั้น ๆ หามีอิทธิพล มาหักล้างอำนาจแห่งกรรมไม่. เมื่อพระอรรถกถาจารย์อธิบาย ๗๒
น.74 พระบาลีนี้ ท่านได้สาธกด้วยเรื่องว่า ชาวบ้านนอก มาขอลูกสาว ชาวกรุงให้ลูกชายของตน ครั้นถึงวันกำหนดเข้ามารับตัว เผอิญ ตรงกับวันฤกษ์ไม่ดี ชาวบ้านนอกจึงรอไปวันหนึ่ง ชาวกรุง ได้บอกเลิกข้อตกลงนั้นเสีย และยกลูกสาวให้แก่รายอื่นไป มี ผู้พูดกันถึงเรื่องนี้ จนกระทั่งถึงหมู่ภิกษุสงฆ์ พระพุทธเจ้าจึง ได้ตรัสบาลีข้างบน และทรงเล่าเรื่องที่คล้ายกันนี้อีกเรื่องหนึ่ง. และพระอรรถกถาจารย์ได้อธิบายไว้ (อย่างชวนขบขัน) ด้วยว่า การได้ลูกสาวเขานั้น เป็นตัวฤกษ์อยู่แล้ว, จะทำไมกะฤกษ์ของ ดวงดาวบนท้องฟ้าอีกเล่า. แต่นี้เราจะเห็นได้ว่า มันเป็นเรื่อง ของหมู่หรือคนหลายคน หรือของพิธี. ส่วนเรื่องของชีวิตหรือ ของคน ๆ หนึ่งโดยเฉพาะนั้น เราจะจับหลักได้จากพระบาลี สุปุพพณฺหสูตร (ไตร.ล. ๒๐ น. ๓๗๙). ซึ่งมีอยู่ว่า "ภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าใด ประพฤติเป็นสุจริต ด้วย กาย วาจา ใจ ในเวลาเช้า, นั้นเป็นเวลาเช้าที่ดีของสัตว์เหล่านั้น. สัตว์ เหล่าใดประพฤติสุจริตด้วย กายวาจาใจ ในเวลาเที่ยง, นั่นเป็นเวลา เที่ยงที่ดีของสัตว์เหล่านั้น. สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริตด้วย กาย วาจาใจในเวลา เย็น นั่นเป็นเวลาเย็นที่ดีของสัตว์เหล่านั้น." ครั้นตรัสเป็นร้อยแก้ว เช่นนี้แล้ว ได้ตรัสเป็นกาพย์ คือคาถา อีกว่า สุนกฺขตฺตํ สุมงคลํ สุปภาตํ สุหฏฐิตํ สุขโณ สุมฺหุตฺโต จ สุยิฏฐํ พฺรหฺมจาริสุ ๗๓
น.75 ปทกฺขิณํ กายกมฺมํ วาจากมุมํ ปทกฺขิณํ ปทกฺขิณํ มโนกมุมํ .... ฯลฯ . ... ซึ่งมีความว่า การกระทำทางกายวาจาและใจ ที่ประพฤติเวียนไป โดยเบื้องขวา (คือเป็นสุจริต) นั้นคือนักษัตรที่ดี (คือฤกษ์ดี) มงคลที่ดี ความสว่างที่ดี, การบูชายัญญ์ที่ดี, เวลาที่ดี, ยามที่ดี, ... ฯลฯ ... " ดังนี้ ย่อมหมายความว่า แม้ในทางส่วนตัว พุทธศาสนา ก็ถือหลักว่า ฤกษ์งามยามดีอยู่ที่การกระทำของตัวเอง, ไม่จำเป็น ต้องคำนึง ถึงอำนาจดวงดาวอีกเหมือนกัน. เพียงเท่านี้ ก็เป็นอันว่าพอแล้วชั้นหนึ่งก่อน สำหรับหลักฐาน ในพระคัมภีร์, แต่เพื่อมิให้พวกเราเป็น Orthodox กันไป เราควร พิจารณากันตามหลักแห่งเหตุผลอีกชั้นหนึ่ง ในประเด็นอันเดียวกัน คือข้อที่ว่า กรรมเป็นแรงจริง อำนาจดวงดาวเป็นเพียงแรงส่งเล็กน้อยที่ แฝงอยู่, และกรรมนั้นแม้ไม่ต้องอาศัยอำนาจแห่งดวงดาว มันก็ ดำเนินของมันไปได้. โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ พระอริยเจ้าใน ฝ่ายโลกกุตรภูมิ ท่านไม่พึ่งพาอำนาจแห่งดวงดาวเลย เพราะท่าน ได้รับสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่งอำนาจแห่งดวงดาว ไม่อาจบันดาลให้ได้ และการ ได้ของท่านไม่ต้องอาศัยอำนาจแห่งดวงดาวเลย เพราะพระธรรม เป็นสันทิฏฐิโก และอกาลิโก. ผลนั้น ๆ เป็นเพียง Reaction เช่นเดียวกับการเคาะระฆัง เคาะเมื่อใดก็ดังเมื่อนั้น โดยไม่ต้องมีฤกษ์ยาม. ส่วนการที่ท่านได้ ๗๔
น.76 ปฏิบัติธรรม และปฏิบัติธรรมสำเร็จนั้นเล่า ก็อาศัยความรู้ และ ความรู้สึกอันสูงและต่ำแห่งจิตใจของท่าน ย่อมแล้วแต่การได้ รับการศึกษา ทั้งทางภายนอกและภายใน ซึ่งแม้จะขึ้นอยู่กับฐานะ ของตระกูลที่ท่านมาเกิด มันย่อมแล้วแต่กรรมนั่นอีก ที่มีอำนาจ บันดาลให้ท่านมาเกิดในตระกูลเช่นไร. อนึ่ง, ถ้าท่านเชื่อการก่อรูปขึ้นใหม่ หรือการปฏิสนธิ ของวิญญาณ, ท่านมีความคิดเห็นสืบไปอีกว่า การที่สัตว์จะได้ก่อ ปฏิสนธิขึ้น ในขณะที่นักษัตรดี หรือนักษัตรเลวนั้น ย่อมขึ้นอยู่ กับกรรมอีก. สัตว์ที่มีผลกรรมดี จึงอาจก่อปฏิสนธิในขณะที่ นักษัตรกำลังอยู่ในภาวะที่ดี, สัตว์ที่มีผลกรรมเลว หามีโอกาส เช่นนั้นไม่. สิ่งที่ดีย่อมเข้าหาสิ่งที่ดี และอยู่ด้วยกันได้. สิ่งที่เลว ก็ต้องเข้าพวกที่เลว, เพราะ "สิ่งที่เหมือนกัน จึงจะวิ่งเข้าหากัน และอยู่ด้วยกันได้. สิ่งที่ไม่เหมือนกัน ย่อมผลักดันต่อกัน." เราจึง กล่าวได้ว่า สัตว์ที่มีผลกรรมดีในตัวเท่านั้น จึงจะปฏิสนธิได้ ใน ขณะนักษัตรอยู่ในภาวะที่ดี, เพื่อส่งเสริมกรรมดีให้เผล็ดผลยิ่ง ขึ้นไป. เมล็ดข้าวโพด พันธุ์ดี ย่อมมี "ความเป็นพันธุ์ดี" อยู่ในตัว มันเองแล้ว. คนจึงอุตส่าห์สั่งซื้อมาด้วยราคาแพง เพื่อปลูกในที่ มีดินฟ้าอากาศที่ดี หรือตรงกับความต้องการของมัน. ส่วนเมล็ด พันธุ์เลว ตามธรรมดา ไม่มีโอกาสเช่นนั้น และมีแต่จะเลวอยู่ อย่างเดิม หรือยิ่งขึ้น. ความมีพันธุ์ดีหรือเลวในตัวเอง นั่นตรง กับกรรม, ดินฟ้าอากาศ ตรงกับอำนาจของดวงดาวเท่าที่เข้ามา ๗๕
น.77 เกี่ยวข้องกับชีวิตของเรา. และความมีพันธุ์ดี มีอำนาจให้มัน ได้รับการต้อนรับที่ดีเช่นเดียวกับผู้มีกรรมดี จะเกิดได้ ก็แต่ใน ขณะที่นักษัตรดีเท่านั้น. ส่วนนี้เราเห็นได้ว่า มันมีอิทธิพลอยู่ เหนือธรรมชาติ ในส่วนที่ว่ามันอาจที่จะหลบเลี่ยงอำนาจธรรมชาติ ได้ตั้งแต่ก่อนก่อรูปขึ้น นี่ประการหนึ่ง. พุลเล่ หรือล้อรถจักร ที่ทำถูกต้องตามหลักวิชาเมแคนิคส์ ย่อมมีแรงเหวี่ยงเกิดขึ้นในวงกลมของมัน เป็นการส่งเสริมหรือ ช่วยกำลังสตีมหรือกำลังเครื่องยนต์อีกชั้นหนึ่ง, นั่นได้แก่เนื้อเหล็ก ที่เขาคำนวณแล้วพอกให้มากเป็นพิเศษไว้ที่ขอบวง ด้านที่ตรง กันกับข้อของคันเหวี่ยง เพื่อรักษาดุลยภาพให้เท่ากันทั้งวง ในขณะคันเหวี่ยงจ้วงอยู่เป็นระยะ ๆ กำลังของไอน้ำหรือแรง ระเบิดในลูกสูบ เหมือนกับอำนาจกรรม. กำลังหมุนในตัวเอง ของพุลเล่ เหมือนกับอำนาจส่งเสริมของดวงดาวที่แฝงอยู่, ซึ่ง จะดีหรือไม่ดี ย่อมแล้วแต่การคำนวณของนายช่างที่พอกให้. แต่บางทีก็ไม่มีพอกเสียเลยก็มี ซึ่งเป็นการดีมากหรือดีน้อย กว่ากันเท่านั้น. เมื่อเขาสร้างพุลเล่ขึ้น ย่อมมีความเป็นพุลเล่ ที่ดีหรือไม่ดีมาในตัวเสร็จ เปรียบเสมือนอำนาจดวงดาวดีหรือ ไม่ดีในขณะที่สัตว์ปฏิสนธิ. แต่ครั้นเขาใช้กำลังสตีมหรือเครื่อง ยนต์หมุนมันเข้า จะเป็นพุลเล่ที่ดีหรือไม่ดีมันก็หมุนได้ และใช้การ ได้ทั้งนั้น เพราะมันทนอำนาจกรรม คือกำลังดันนั้นไม่ไหว. อำนาจ เล็กน้อยของมันก็เลยส่งเสริมหรือบั่นทอน กำลังดันของกรรม แต่เพียงเล็กน้อย และแฝงอยู่เท่านั้น. ผลงานก็เกิดขึ้นเสียแล้ว ๗๖
น.78 มากมาย ตามควรแก่กำลังของเครื่อง โดยเราไม่ต้องคำนึงอำนาจ แฝงนั้นก็ได้ ในเมื่อคำนวณแล้ว เราก็ได้ผลเกินค่าเสียแล้ว. ตามนัยนี้ เราจะได้เห็นว่า อำนาจดวงดาวนั้น นอกจากเป็นเพียง แรงส่งเพียงเล็กน้อยต่อแรงกรรมแล้ว ยังเป็นสิ่งที่ต้องพลอย อาศัยแฝงตัวอยู่กับแรงกรรม อีกประการหนึ่งด้วย. ประการสุดท้ายที่ควรคิดที่สุดก็คือว่า แรงกรรมเป็นสิ่งที่ เราอาจสร้างหรือเพิ่มขึ้นให้มาก จนสามารถหักล้างแรงดวงดาว (เท่าที่มาเกี่ยวข้องกับชีวิตของเราในเรื่องโชคชาตาเช่นนี้) ได้. การศึกษา การฝึกฝน กระทั่งการประพฤติธรรมจนมีน้ำใจชนะ เหนือสิ่งทั้งปวง ไม่มีอะไรมาทำให้พอใจหรือไม่พอใจได้อีก ต่อไป นี่เป็นแรงกรรมที่เราสร้างขึ้นใหม่ ซึ่งทำให้แรงดวงดาว เป็นหมันไปได้, สุขหรือทุกข์นินทาหรือสรรเสริญ จะเกิดมี เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมาได้ มันอยู่ตรงที่เรายึดถือ และรับรอง มันด้วยอวิชชาของเรา ; เมื่อเราประกอบกรรมทางจิตภาวนา จนไม่มีความยึดถือในสิ่ง ทั้งปวง, สิ่งเหล่านั้นไม่อาจทำไมกับเรา, เราจึงอยู่นอกเหนืออำนาจ ของสิ่งทั้งปวง รวมทั้งดวงดาวด้วย เพราะเหตุนี้. วิชาโหราศาสตร์ ช่วยแก้ไขอะไรได้บ้างในข้อนี้ ! เท่าที่ เรารู้ ๆ กันอยู่ เมื่อคำนวณดูเห็นว่าชาตาร้าย โหรก็แนะนำให้ ออกบวชชั่วคราว, ออกบำเพ็ญพรตในป่าชั่วคราว, นั่นก็ย่อม หมายถึงการพึ่งกรรมอีกนั่นเอง. แต่มันเป็นไปไม่ได้ด้วยการ ๗๗
น.79 ทำเล่นเพียงชั่วคราว และหัวใจก็มิได้มีความเชื่อกรรมเสียเลย. เพียงทำหลอก ๆ เช่นทำบัดพลีบวงสรวงพเคราะห์นั้น ใช้กับหลัก กรรมไม่ได้. มันเป็นเพียงการหลอกตัวเอง ตามหลักจิตวิทยา หน่อยหนึ่งเท่านั้น. น้ำขึ้นหรือน้ำลง ลมที่พัดจากทิศหนึ่งไปยังทิศหนึ่ง ก็ย่อม เป็นกำลังที่จะดันหรือพัดเรือให้หมุนไปตามทางของมัน. แต่ใน เรือเรามีเครื่องจักรหมุนใบจักรและหางเสือ ซึ่งมีกำลังแรงมาก กว่า ทำให้เรือเราแล่นฝืนน้ำและลมไปได้ตามต้องการ ซึ่งเปรียบ เหมือนแรงกรรม ที่หักล้างอำนาจแห่งดวงดาว. ต่อเมื่อใดเครื่อง หยุด หรือมีแรงไม่พอ จึงจะเป็นโอกาสแห่งคลื่นลมตามธรรมชาติ ซึ่งเปรียบเหมือนอำนาจดวงดาวพัดพาเรือไป. จงคำนวณดูเถิด. แม้เรือใบซึ่งอาศัยกำลังลมล้วน ๆ ก็สามารถแล่นก้าวเฉียงทวนลม ขึ้นไปได้ตั้ง ๑๓๕ องศา เพราะแรงกรรมหรือการกระทำของคน ต่อเมื่อใดมีความประมาทรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือสะเพร่าไป จึงจะได้รับอันตราย แต่นั่นก็เป็นเรื่องของกรรมอีก คือกรรม ฝ่ายชั่วของความไม่รู้เท่าถึงการ หรือกาละเทศะ, หรือความ สะเพร่าอวดดี. เราจึงพอจะสรุปความตามหลักแห่งเหตุผลได้ว่า แรงกรรมมันเป็นไปได้เอง โดยไม่ต้องแยแสต่อแรงธรรมชาติ ก็ได้, หรือสามารถหักล้างฝ่าฝืนแรงธรรมชาติไปก็ได้. และข้อ สำคัญที่สุดก็คือว่า แรงกรรมนั้นเป็นสิ่งที่เรา สามารถพอกพูน ขึ้นให้มากจนท่วมทับแรงธรรมชาติได้เสมอ, ผิดกับแรงธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่เองอย่างเนือย ๆ และเราไม่มีทางแก้ไขได้อย่างไร, เช่น ๗๘
น.80 เดียวกับที่พวกโหรก็ไม่อาจแก้ให้แก่ตัวเองฉะนั้น. พระพุทธภาษิตในเวทนาสังยุตต์ ไตร- ล. ๑๘ น. ๒๘๕ มีตรัสไว้ว่าเวทนาคือสุขทุกข์ที่เราได้รับกันอยู่นั้น มิได้เกิดแต่ แรงกรรมอย่างเดียวเกิดแต่อุปบัติเหตุ (Accident) ก็มี เช่น การ เผลอตัวออกกำลังหักแรงเกินไปจนเจ็บป่วย, เกิดเพราะอากาศ หรือฤดูฝนแปรปรวน เช่นเป็นไข้หวัดใหญ่กันทั้งเมืองก็มี, เกิด เพราะเหตุหลาย ๆ อย่างรวมกันก็มี, ใครกล่าวยืนยันลงไป อย่างเดียวย่อมผิด ; เช่นนี้เราย่อมเห็นได้ว่า ตามหลักพุทธศาสนา นั้น นอกจากแรงกรรมแล้ว ยังรับรองเหตุผลธรรมดาทั่วๆ ไปด้วย ซึ่งเป็นส่วนน้อยอีกด้วย. เรื่องอุปบัติเหตุต่าง ๆ เช่นรถไฟชนกัน, เหล่านี้ เราไม่มีญาณพิสูจน์ว่า ครั้งไหนเป็นเพราะแรงกรรม ของใคร, ครั้งไหนเป็นการบังเอิญล้วน ๆ. ถึงแม้นักโหราศาสตร์ ก็เหมือนกันย่อมบอกไม่ได้ว่า มันเป็นโชคร้ายของผู้ใด ในเมื่อ มีเครื่องบินมาโปรยลูกระเบิดลงอย่างหนัก.๑ บางคราวเราจุด พงหญ้า มีหญ้าแห้งบางกอเหลืออยู่เพียงกอเดียว ด้วยอาการอัน ประหลาด, แต่ในบางคราวหญ้าสด ๆ ก็พลอยไม่มีเหลือไปด้วย. เรื่องชนิดนี้ทั้งฝ่ายพุทธศาสนา และฝ่ายโหราศาสตร์ ต่างก็อาจ ๑. แต่เราไม่ต้องลืมว่า ตามหลักกรรมในพุทธศาสนานั้น เราต้อง ยอมรับรอง "กรรมครอบโลก" อีกชั้นหนึ่ง คือ เราได้ทำกรรมชนิดที่ให้ผลทำให้ เราต้องมาเกิดในโลกนี้ไว้ เราจึงต้องหาเกิด และได้รับผลเป็นส่วนรวม ที่โลกนี้จะมีให้อย่างไรอีกด้วย เหมือนกันและพร้อมกันทุกคน. เรื่องกรรม ในพุทธศาสนา กินความกว้างถึงอย่างนี้ พุทธทาส. ๗๙
น.81 กล่าวอธิบายได้อย่างกว้าง ๆ ทั้งสองฝ่าย. เมื่อฝ่ายหนึ่งกล่าวว่า เป็นไปหรือทำไปตามบุญตามกรรม ฝ่ายหนึ่งก็กล่าวว่าทำไปตาม โชคชาตา แต่ในขณะนั้นเราเห็นได้ว่า มีกรรม (คือการทำ) ด้วยกัน ทั้งสองฝ่าย. และฝ่ายที่เชื่อโชคชาตา หาอาจงอมืองอเท้านอน รอโชคอยู่ไม่. ครั้นทำไปเป็นผลสำเร็จ ฝ่ายหนึ่งก็คงว่าเพราะ กรรมตามเดิม แต่อีกฝ่ายหนึ่งมองข้ามกรรมไปเสีย กลับว่าเพราะ โชคชาตา. ในฝ่ายที่ทำผิดพลาดก็คล้ายกัน ฝ่ายหนึ่งโทษกรรม ฝ่ายหนึ่งโทษโชคชาตา, เช่นนี้ เราจะให้ "ความโง่” ของเราซึ่ง เป็นเหตุให้ผิดพลาด ได้ชื่อว่า "กรรม" หรือ "โชค" ดีเล่า ? และ เมื่อความโง่นั้น ๆ อาจหมดไปได้เพราะการกระทำของเรา, เรา จะหวังพึ่งกรรมดี หรือพึ่งโชคชาตาดี ? ถ้าจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า โหราศาสตร์เป็นผู้บอกสาย หรือแนวกรรมของคนเรา, ก็ยิ่งไม่ได้ใหญ่. เพราะคนเราพอเกิด มาแล้วก็สร้างกรรมใหม่ ๆ แปลก ๆ เพิ่มให้กับกรรมเก่าอีก. โหราศาสตร์ กำหนดเอาตามราศีของดวงดาว ขณะที่เราเกิด จะบอก ผลกรรมที่เราจะทำใหม่ ๆ แปลก ๆ ต่อภายหลังได้อย่างไร. ถ้าหากว่าดวงดาวจะสามารถบังคับเราให้เป็นไปแต่ตาม ที่มันบ่งแล้ว, โหราศาสตร์ก็มิใช่เป็นผู้บอกแนวกรรมของเรา แต่ได้บอกความที่เราไม่มีอิสระ ในการทำกุศลใหม่ ๆ ของเรา เสียเลย. ซึ่งถ้าหากมันเป็นความจริงแล้ว และถ้ามันบอกเราว่า ชาตาเราดี เราก็ไม่จำเป็นต้องขวนขวาย เช่นการศึกษา, การ ๘๐
น.82 เอาใจใส่ในหน้าที่ของตน และในที่สุดเราจะลุถึงนิพพานเอง โดยไม่ต้องอาศัย การพยายามของเรา ข้าพเจ้าเห็นว่า อำนาจดวงดาวเป็นเหมือนคลื่นลมตามธรรมดา ที่มีอยู่ตามท้องทะเล ตามกาลและฤดูของมันเท่านั้น. พวกเราผู้จะข้ามทะเล ถ้าข้ามในขณะมันดี คือสงบราบคาบหรือส่งเสริม เราก็สะดวกหน่อย, ถ้าขณะมันร้าย, หรือบ้าคลั่งเราก็ลำบาก หน่อย แต่เราก็ข้ามไปได้อยู่นั่นเอง เพราะส่วนสำคัญมันอยู่ที่ กรรม คือการข้ามของเรา. ถ้าเราทำไม่ดี, แม้แต่เวลาคลื่นลมสงบ ก็อาจล่มและจมน้ำตายได้. ขอให้คนที่โหรบอกว่าชาตาดีที่สุด ลองประกอบกรรมที่ไม่ดีดูเถิด ! การที่คนทำผิดไม่ถูกลงโทษ ส่วนคนไม่ได้ทำกลับถูกจับ ผิดตัว ถูกลงโทษเช่นนี้ ทางพุทธศาสนา ก็มีสิทธิที่จะพูดว่าเพราะ กรรมเก่าของเขา เท่า ๆ กับที่โหราศาสตร์ว่าชาตาของเขา. แต่ การที่เขาถูกจับผิดตัวเช่นนั้น อย่างน้อยที่สุดเขาต้องเป็นคน เสียชื่อเสียง เคยประกอบทุรกรรม หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับ ทุรกรรมเช่นนั้นมาก่อน. คนดี ๆ ที่อยู่ในสถานที่ฆาตกรรม ย่อมเป็น พยานโจทก์มากกว่าที่จะถูกจับผิดตัวและเอามาเป็น จำเลย ดังที่เราเห็นกันอยู่เป็นธรรมดาแล้ว. ถ้าหากผู้ทำผิดนั้น หลบหนีเจ้าหน้าที่เก่ง นั่นย่อมถือว่ากรรมได้กำลังลงโทษเขาอยู่ แล้วในลักษณะหนึ่ง. ส่วนผู้ถูกจับมาขังเปล่า ๆ ก็เพราะกรรมเก่า ๆ ของเขาอย่างอื่น ๆ บ้าง เพราะอุบัตติเหตุเช่นผู้ถูกสะเก็ดระเบิดจาก เครื่องบินบ้าง เพราะกรรมที่ต้องมาเกิดในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่ง ๘๑
น.83 เหล่านี้นั่นเอง. โหรเองก็ไม่กล้ายืนยันว่า ผู้ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งนั้น ถ้าสอบสวนชาตาของเขาดูแล้ว จะต้องเป็นว่า เขามีดวงชาตา ตามตำราโหราศาสตร์ดีกว่าคนอีกหลายแสนคนที่ไม่ถูก, ในเรื่อง โชคลาภ. เมื่อโหราศาสตร์ให้ความแน่นอนอะไรไม่ได้เช่นนี้ ต้องแปลว่ามันยังมีอำนาจอื่น ๆ อีก ที่นอกออกไปจากอำนาจ ดวงดาว เช่นเดียวกับที่พุทธศาสนาถือว่า สุข ทุกข์ มิได้เกิด แต่กรรมเก่าแห่งเรื่องนั้นเสียทุกอย่างไป.๑ ฉะนั้นสิ่งที่เราควร ยึดถือจึงมีว่า อำนาจดวงดาวเท่าที่มาเกี่ยวข้องกับมนุษย์เป็น รายตัวนั้น มีน้อยเกินไป จนเอาสาระอะไรมิได้. มันมิใช่แรงจริง หรือหัวหน้าแรง แต่เป็นเพียงแรงส่งหรือแรงถ่วงเล็กน้อย เช่น มือของเด็ก ๆ ที่ราน้ำหรือช่วยพุ้ยน้ำในเมื่อผู้ใหญ่หลายคนพาย เรือไปเท่านั้น, ไม่สามารถหักล้างแรงกรรม ตามความเชื่อของ ชาวเราเหล่าพุทธศาสนิกแต่อย่างใดเลย. ที่วิจารณ์กันมาแล้วนี้ หมายถึงเราแยกเป็นแรงกรรมอย่างหนึ่ง แรงของดวงดาวที่โหราศาสตร์เป็นผู้บอกอีกอย่างหนึ่ง, และ ลงอํนติมมติ (Conclusion) ได้ว่า อำนาจดึงดูดของดวงดาว เป็นเพียงแรงเล็กน้อยที่แฝงอยู่ ในตัวเรา ไม่สามารถหักล้างแรงกรรมเก่า และแรงกรรมที่จะ สร้างขึ้นใหม่ แต่อย่างใด. ๑. บาลี สฬายตนะ. สํ. ไตร. ล. ๑๘ ม. ๔๒๗ ๘๒
น.84 ทีนี้ มาพิจารณากันใหม่อีกด้านหนึ่งสักเล็กน้อย, คืออาจมี ผู้เสนอขึ้นว่า ตัวกรรมนั่นเอง คือตัวอำนาจดวงดาว หาใช่เป็น สองแรงสามแรงคอยส่งคอยถ่วงกันไม่. เพราะว่าดวงดาวทั้งหลาย มีอยู่ก่อนมนุษย์เกิด มนุษย์เกิดขึ้นมาภายใต้อำนาจดึงดูดของ ปวงดาวในสากลจักรวาล, ได้สั่งสมแรงต่าง ๆ ไว้ในตัวตาม ลำดับ ๆ จนกลายเป็นกฎของชีวิตไป, แต่พุทธศาสนามาบัญญัติ ชื่อเสียใหม่ว่า กรรมเท่านั้น. ถ้าเช่นนี้ก็แปลว่าไม่จำเป็นที่จะ ต้องวิจารณ์กันต่อไปอีก เพราะผิดกันเพียงชื่อเท่านั้น, แต่เราต้อง แยกกันให้เด็ดขาดลงไป คือเป็นพวกแพทย์หรือนักวิทยาศาสตร์, พวกโหรหรือไสยศาสตร์, พวกหมอผีหรือมายาศาสตร์, และ พวกพุทธศาสนาที่ถือกรรม, เป็นลัทธิ ๆ ไป ใครถืออย่างใด ก็อย่างนั้น และถูกด้วยกันทุกฝ่ายเท่าที่ตนมองของตนเห็น, แต่ ต้องต่างคนต่างถูก, และถูกกันอยู่พร้อม ๆ กัน. แต่ถ้าเอาเข้า มารวมกัน จะกลายเป็นเลอะเทอะและผิดหมดด้วยกัน เพราะ โลกเรายังแบ่งกัน เป็นชาติ เป็นลัทธิ และศาสนา หนึ่ง ๆ อยู่. และในภาวะเช่นนี้ สิ่งที่เรียกว่า "ความจริง" หรือ "ถูกต้อง" นั้นเป็นเพียงสิ่งที่ได้บัญญัติกันขึ้น เท่าที่ความคิดหรือปัญญา ของตนมองเห็นเพียงไรเท่านั้น. สำหรับเราพุทธบริษัทโดยเฉพาะ ก็ควรสงวน Authority ของเรา ซึ่งแล้วแต่ว่าเรากำลังเป็นอะไร อยู่ หรือนับถือหลักเกณฑ์ของใครอยู่ ถือหลักเกณฑ์ของนัก วิทยาศาสตร์ หรือโหร หรือพ่อมด หมอผี ? - ซึ่งข้าพเจ้า จำเป็นต้องย้ำข้อความในโลกนิตินั้นอีกครั้งหนึ่งว่า ๘๓
น.85 หมอแพทย์ ทายว่าไข้ ลมคุม โหรว่า เคราะห์แรงรุม โทษให้ แม่มด ว่าผีกุม ทำโทษ ปราชญ์ว่า กรรมเองไซร้ ส่งให้ เป็นเอง. ข้าพเจ้าหรือเพื่อนร่วมชาติทุกคน ส่วนที่เป็นพุทธบริษัท ซึ่งล้วนแต่ต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน ในการสืบอายุพระ พุทธศาสนา. ตามหลักแห่งประชาธิปไตย เรามีเสรีภาพที่จะคิดและ เชื่อ แต่เราได้ยอมรับเอาพุทธศาสนาเป็นศาสนาของชาติ เราจึง ต่างมีเสรีที่จะรักษาทฤษฎีของศาสนาของเรา ให้บริสุทธิ์อยู่สืบไป, ซึ่งหมายความถึงว่า ให้ยังคงทนต่อการพิสูจน์ และต่อการโจมตี ของศาสนาอื่น ๆ, เพราะโลกยังชอบการโจมตีกันอยู่. การที่ผู้ ปาฐกมาพูด "ล้อ" พวกเรากันเองเล่น ว่าอำนาจดวงดาว มีอำนาจ เด็ดขาดเหนืออำนาจกรรมเช่นนี้ มันเป็นการล้อเล่นอย่างคนถือ อาวุธมากเกินไป, คือน่าอันตราย. พวกอุบาสกอุบาสิกาพากัน รวนเร. ถ้าพวกทหารล้อกันด้วยดาบด้วยปืนก็สนุกดี, แต่พวก ชาวบ้านเขาเสียวไส้. ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า จำเป็นที่จะรีบปรับความ เข้าใจกันเสีย, แต่มิใช่เป็น “การล้อคืน," เป็นเพียงเรียกเอา "ศรัทธาที่เคยมั่นคง" กลับคืนมาเท่านั้น. ในสมัยแห่งเศรษฐกิจ การเมือง และแสนยานุภาพเช่นนี้ ไม่มีโหราศาสตร์ ! โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกทหารควรโกยโหรา- ศาสตร์ทิ้งเสียทั้งกะบิทีเดียว เพราะไม่มีประโยชน์อะไรเลย. เทคนิควิชารบเป็นพวกแรงกรรม, มีอำนาจเหนือโหราศาสตร์ซึ่ง ๘๔
น.86 เป็นพวกดวงดาว ตั้ง ๙๙ เปอร์เซนต์ทีเดียว. พุทธศาสนาไม่ควรและ ไม่เคย มอบความไว้ใจในวิชาโหราศาสตร์. การที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุเรียนรู้ "นักขัตตบท" (ทางโคจรของดวงดาว) นั้น หาใช่โหราศาสตร์ไม่, มักเป็นเพียง การรู้เรื่องเกี่ยวกับปฏิทินเล็กน้อยตามสมควรเท่านั้น เช่นเดียวกับ เราต้องรู้กันในบัดนี้ว่าวันที่เท่าไร เดือนอะไร ขึ้นแรมกี่ค่ำ เป็นต้น ; และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพวกที่จะไปอยู่ป่าเท่านั้น จะได้ใช้ บอกตัวเอง และแทนนาฬิกา เช่นตื่นขึ้นมากลางคืน ออกมาดูดาว ก็จะรู้ได้ว่าสักกี่ทุ่มแล้ว เป็นต้น ถ้าตนมีความรู้เรื่องดาวและฤดู. ในบาลีที่กล่าวถึงการอนุญาตนั้น กล่าวว่า พวกโจรมาถามภิกษุ ไม่รู้ เลยถูกดูหมิ่นและทำอันตรายตามสันดานพาลของโจร แต่ในเรื่องเดียวกันนั่นเอง มีการกล่าวถึงการที่ภิกษุนั้นมิได้มี น้ำไว้ให้มันดื่ม ไม่มีอาหารให้มันกิน ไม่รู้จักทิศ, ฯลฯ ด้วย จึง ถูกทุบตีเอา (ดูพิศดารได้จากบาลีจุลลวรรค ไตร. เล่ม ๗ หน้า ๒๒๓) เลย ทรงบัญญัติรวมกันเป็นวัตรของผู้จะอยู่ป่าจะต้องศึกษาเสียทีเดียว. และพึงเข้าใจไว้ว่าคำว่า “นักขัตตบท" ในที่นี้ มิใช่โหราศาสตร์ เป็นเพียงดาราศาสตร์ ส่วนที่เกี่ยวกับปฏิทินส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะในสมัยนั้นไม่มีปฏิทินและนาฬิกาสำเร็จรูปใช้ทั่วไปเหมือน เดี๋ยวนี้. เกจิอาจารย์ที่แต่งพระคัมภีร์ชั้นต่อมา เข้าข้างตัวเกินไป หยิบเอาเป็นเลสว่าทรงอนุญาตหรือยินยอมในการศึกษาโหรา- ๘๕ ๘๕
น.87 ศาสตร์ ; แม้ที่สุดแต่เกจิอาจารย์ผู้แต่งคัมภีร์โคลงฉันท์กาพย์กลอน เช่นคัมภีร์วุตโตทัยก็อ้างว่าเพื่อความตั้งมั่นของพุทธศาสนา เหมือนกัน ! เรื่องชนิดนี้เราควรให้อภัยท่าน, แต่อย่างไรก็ดี ท่านควรพูดตรง ๆ ว่า ท่านอยากจะแต่งเองมากกว่า ! แต่ถ้าเราจะลองฟังส่วนที่ทรงติเตียนโหราศาสตร์ (มิใช่ ดาราศาสตร์ส่วนที่เป็นปฏิทิน) ดูบ้าง จะเห็นได้ว่า ทรงติเตียน อย่างน่าสะอิดสะเอียนทีเดียว, เช่นบาลีพรหมชาลสูตร, และ สามัญผลสูตร เป็นต้น. (ฉบับโรงพิมพ์ไทย พระสารประเสริฐแปลเป็น ไทย ทีฆนิกาย หน้า ๑๔ -๑๕).๑ และที่พระสาวกเช่นพระสารีบุตรติ เตียนก็มี เช่นสูจิมุขีสูตร ในสังยุตตนิกาย ซึ่งผู้อ่านในภาษาไทยจะหา อ่านได้จากหนังสือ พุทธสมัย (ชุดธรรมสมบัติ) ตอนที่ ๑๐ ๒ เหล่านี้ ล้วนเป็น บาลีพุทธ ภาษิต ซึ่งอาจลบล้างคำเกจิอาจารย์ ผู้อยากแต่ง คัมภีร์ฝ่ายโหราศาสตร์ แล้วถือเลสเอาจากพุทธานุญาตในบาลีจุลล วรรค วินัยปิฎก มา เป็นเครื่องป้องกันตัวได้ดีทีเดียว. ข้าพเจ้าไม่ติเตียนการศึกษาโหราศาสตร์ ของผู้อื่น เพราะ ยังมีวิชาอื่น ๆ อีกหลายอย่าง ที่เรากำลังศึกษากันอยู่อย่างฝืน ๆ ธรรมนิยม. แต่ข้าพเจ้าไม่ชอบการทำโดยอ้างเอาเลสว่าพระพุทธองค์ ทรงอนุญาตไว้ มันเป็นการทำให้เปอระเปื้อนไปถึงพระองค์ด้วย. พระพุทธองค์ทรงติเตียนแม้แต่ ผู้ที่แม้เรียนปริยัติธรรม, ๑. ไตร. ล. ๙ น. ๙๐ บ. ๑๑๗ ๒. ไตร. ล. ๑๗ น. ๒๙๕ บ. ๕๑๗ ๘๖
น.88 แต่เรียนอย่างเดียว, โดยไม่ได้ทำให้ได้รับผลในทางฝ่ายปฏิบัติ ปริยัติธรรมคือคำสอนของพระองค์เองแท้ๆ ! ทรงติผู้มมี "ปริยัติท่วมหัว ช่วยตัวไม่รอด" อยู่เช่นนี้ ทำไมจะเพิ่มวิชาฝ่าย เวทางค์ของพระเวท เช่นโชยติษศาสตร์ หรือดาราศาสตร์เป็นต้นนี้ เข้าด้วยเล่า. เป็นอันว่ายังฟังไม่ได้ในข้อที่ว่า พระพุทธองค์ทรง ส่งเสริมวิชาโหราศาสตร์, หรือถึงกับจะทรงยอมรับรองว่า อำนาจ ดวงดาวมีอยู่เหนืออำนาจกรรม ! ผู้อ่านบางท่านคงนึกว่า ข้าพเจ้าบ้าคลั่งในการรักษาทฤษฎี ของพุทธศาสนา หรือกัมมัสสกตาศรัทธา และตถาคตโพธิศรัทธา ของพวกพุทธบริษัทมากเกินไป. ท่านจะนึกอย่างไร แม้ยิ่งไปกว่านี้ ก็ได้ แต่ไม่ควรลืมนึกว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งเหตุผล. ทุก ๆ คน เก็บเกี่ยวผลได้เท่าที่ตนได้หว่านเหตุไว้. สิ่งอื่นที่ประปราย มากระทบกระทั่งบ้าง ไม่เป็นของสำคัญอะไร. อีกประการหนึ่ง พุทธศาสนาต้องการนำเราออกจากกรงขังของตัวเราเอง โดยตัว เราเอง. ถ้ามีสิ่งอื่นมีอำนาจเหนือการกระทำของเราเราก็ไม่อาจ ออกจากกรงขังไปได้. ถ้าดวงดาวมีอำนาจเหนือเรา ความหลุดรอด (Emancipation) ก็เป็นสิ่งที่ไม่ต้องหวัง. ถ้าเราอาจหวังความรอดพ้นได้, เราต้องมีอำนาจเหนือ ดวงดาวและสิ่งอื่น ๆ จนกระทั่งเหนือกรรมของเราเองในที่สุด. นั่นจึงจะเป็นความรอดพ้นที่แท้จริง. และคนเราทุกคนมีกรรม ของตนเองเป็นที่พึ่งอาศัยของตน. ตลอดเวลาที่ยังไม่หลุดพ้น ๘๗
น.89 จากสังสารวัฏฏ์หรือแรงกรรม ! ในที่สุดแห่งการวิจารณ์นี้ ข้าพเจ้าขอสรุปความว่า อำนาจ ดวงดาวมีผลเพียงเล็กน้อยแฝงอาศัยอยู่กับแรงกรรม ซึ่งจะมี ความดีหรือเลวนำหน้า เช่นเดียวกับภาพเขียนของศิลปิน จะดีหรือ ย่อมอยู่ที่การเขียนเป็นส่วนใหญ่ มิได้อยู่ที่เนื้อกระดาษหรือผ้า ที่ใช้เขียนเป็นต้น ฉันใดก็ฉันนั้น. พุทธบริษัทที่แท้ยังคงหวังพึ่ง กรรมได้ตามหลักของพวกพุทธบริษัทอยู่เสมอไป ! พุทธทาสภิกขุ ๑๐ ม. ค. ๘๑ ๘๘
น.90 ลูกเอ๋ย อย่าปลูกพ่อเลย พ่อเป็นพุทธะ พ่อตื่นอยู่แล้ว จงปลุกตัวลูกเองเถิด อย่าซื้อขายพ่อเลย คุณค่าของพ่อ ไม่ควรแก่การซื้อขายด้วยเงิน คัดจากหนังสือ "วิธีปลูกพระ" ของ พระทักษิณคณาธิกร ๑๑ มกราคม ๗๕๑๗ ๑๕
Buddhadasa