Buddhadasa.org
หนังสือภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม › อ่านฉบับเต็ม

📖 ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.553 BIA - P.2.3.2/13-7 ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม พุทธทาสภิกขุ พระพุทธรูปบังพระพุทธเจ้า คัมภีร์บังพระธรรม ลูกชาวบ้านบังพระสงฆ์

น.554 เนื่องมาแต่ปก ............ ภาพ ๓ ภาพ เป็นภาพจากเสาโรงมหรสพทางวิญญาณ ของสวนโมกขพลาราม อ. ไชยา จ. สุราษฎร์ธานี เกิดขึ้น จากคำกล่าวของบรรพบุรุษที่ว่า "ไหว้พระพุทธ อย่าให้ ไปสดุดที่พระทองคำ ไหว้พระธรรมอย่าไปขยำเอาใบลาน ไหว้พระสงฆ์ก็อย่าให้ไปถูกลูกชาวบ้าน จะไหว้ให้ถูกต้อง ได้อย่างไร" ทำอย่างไรจึงไม่ให้บัง ปรากฏในเล่มนี้ และ เล่มที่ชื่อว่า " ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม " ว.ศ.

น.555 ของ พุทธทาสภิกขุ ธรรมบูชา สำนักหนังสือธรรมบูชา ของคณะเผยแพร่วิธีการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ (ผชป.) ๕/๑–๒ ถนนอัษฎางค์ กรุงเทพ ฯ ๒ โทร. ๒๒๒–๓๕๔๙ ๑๕/-

น.556 ถ้อยแถลง "ท่านพุทธทาส เป็นคอมมูนิสต์ ต้องจับสึก" นี่คือ ข้อความตอนหนึ่งที่พุทธบริษัทกลุ่มหนึ่งยื่นต่อพระมหาเถระในสมัย นั้น คือภายหลังที่ท่านบรรยายเรื่อง " วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม " เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๓ " ความสงบคือ พุทธธรรม " เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ ซึ่งคณะ ผชป. จัดแยกพิมพ์ไว้เล่มหนึ่ง และเรื่อง " ภูเขาแห่ง วิถีพุทธธรรม " " ขยายความภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม " เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ ซึ่งคณะ ผชป. ได้จัดพิมพ์แยกไว้อีก เล่มหนึ่งดังที่ท่านถืออยู่นี้ ข้อความที่ท่านบรรยายสร้างความ เคียดแค้นชิงชังให้แก่พุทธบริษัทกลุ่มหนึ่งอย่างมากมาย มีการ วิพากย์วิจารณ์กันอย่างคึกโครมกว้างขวางไปทั่วทุกวงการ ทำให้ ชื่อเสียงของท่านเป็นที่รู้จักกันในวงการของผู้ ที่สนใจพุทธศาสนา และแม้ผู้ที่ไม่สนใจเลยเป็นอย่างมาก มีหลายท่านที่รักเคารพ ในองค์ท่านวิตกว่า ท่านอาจจะถูกจับสึก แต่ด้วยความรอบรู้ของพระมหาเถระในสมัยนั้น สามารถ ฟังคำบรรยายของท่านจากเส้นลวดที่บันทึกไว้เข้าใจ และเห็น ด้วยกับข้อความที่ท่านบรรยาย ไม่มีข้อความตอนใดที่เป็นการ จ้วงจาบดูหมิ่นเหยียดหยาม " พระพุทธ พุทธธรรม พระสงฆ์ "

น.557 (๒) เลย ท่านจึงรอดพ้นจากข้อกล่าวหาได้อย่างหวุดหวิดด้วยบารมีของ " ธรรม " ซึ่งเป็นความหมายรวมของไตรสรณคมน์นั่นเอง คำบรรยายทั้ง ๔ เรื่องนี้ คณะธรรมทานไชยา ได้จัดพิมพ์ ไว้ในชุด " พุทธธรรม " และต่อมา แพร่พิทยา ได้จัดพิมพ์อีก แห่งละหลายครั้ง แต่ก็ขาดคราวไปอีก มีผู้เรียกร้องมากมาย เหลือเกิน คณะ ผชป. จึงพิมพ์ขึ้นใหม่ โดยแยกเป็น ๒ เล่ม เพื่อให้เหมาะแก่การติดตัวไปอ่านศึกษาหรือทบทวน คณะ ผชป. ขอรับรองว่า หากท่านสามารถเข้าถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามความหมายที่แท้จริงดังปรากฏในเล่ม คือความสะอาดสว่างสงบเย็นแห่งชีวิตแล้ว นั่นคือ ท่านเข้าถึง หัวใจของพระพุทธศาสนา อันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะ ได้ควรจะถึง ในการเกิดมาชาติหนึ่งนี้ มิฉะนั้นแล้ว มันเป็นการ เสียชาติเกิดอย่างยิ่ง เสียหายอย่างยิ่ง ไม่มีความเสียหายใด จะใหญ่ยิ่งกว่านี้อีกแล้ว แต่เป็นที่น่าเสียดายและเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ " นักการศึกษา " ในเมืองไทยเราไม่ให้ความสำคัญแก่ " พุทธธรรม " เลย เขาลืม ไปว่า "จิตเป็นฝ่ายนำกาย จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในที่ ทั้งปวง ทุกสิ่งสำเร็จได้เพราะจิต"

น.558 (๓) แม้เขาจะต้องการให้บ้านเมืองมีความสงบร่มเย็น ต้องการ ให้โลกมีสันติภาพ แต่เขากลับจัดระบบการศึกษาเป็นไปในทาง ทำลายความสงบเย็นของบ้านเมือง เพราะเขามองไม่ออกว่า " พุทธธรรม " จะช่วยให้บ้านเมืองมีความสงบร่มเย็นเป็นปรกติ ได้อย่างไร แสดงให้เห็นว่าเขาไม่เชื่อ พระพุทธเจ้า แต่เขาเชื่อ ฝรั่งที่เขาไปร่ำเรียนมามากกว่า ขณะนี้ แม้ผู้ใหญ่ในวงการศึกษา จะให้ความสนใจต่อ " พุทธธรรม " แต่ก็สนใจอย่างเสียไม่ได้ โดยให้แทรกเข้าไว้ใน วิชาศีลธรรมของหมวดสังคมศึกษาเท่านั้น เพราะ " พุทธธรรม " ในสายตาของนักการศึกษามองไปว่าแก้ปัญหา ของบ้านเมืองไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงได้ชื่อว่า กำลังทำบาปหนักด้วยการทำลายบ้านเมือง ทำให้บ้านเมืองเต็มไปด้วยความเดือดร้อนปั่นป่วนระส่ำระสาย จน ทุกคนหาความปลอดภัยแทบไม่ได้เลย รวมทั้งตัวเขาเองด้วย แต่ เขากลับไม่รู้สึก ว่าเขานั่นแหละกำลังทำบาปหนัก " พุทธธรรม " จะช่วยแก้ปัญหาของบ้านเมือง ทำให้บ้าน เมืองมีความสงบร่มเย็นได้นั้น นักการศึกษาจะต้องปฏิวัติระบบ การศึกษาปัจจุบัน โดยทำให้ผู้ศึกษามีจิตที่ประกอบด้วยความ เห็นที่ถูกต้องในเรื่องของโลกและชีวิต คือจะต้องรู้ว่า เกิดมา

น.559 (๔) ทำไม ? ชีวิตนี้มันเพื่ออะไรกันแน่ ? ศึกษาเล่าเรียนกันไป ทำไม ? หากไม่มีจุดมุ่งหมายว่า " ศึกษาเล่าเรียนไปนี้ เพื่อ เพิ่มสมรรถภาพให้แก่ตัวเอง ในการที่จะออกไปช่วยกันทำให้ บ้านเมืองและโลกมีความสงบสันติ" อันเป็นการทำลายความ เห็นแก่ตัวแล้ว เขาจะเรียนไปเพื่อทำลายชาติทำลายโลกอยู่โดยไม่ รู้สึกตัว เพราะยิ่งเรียนสูงจะยิ่งเห็นแก่ตัวจัด เพราะยิ่งเรียนสูง สัญชาตญาณอย่างสัตว์ มันจะเฟื่องฟูมากขึ้น ๆ จนต้องเบียดเบียน เอารัดเอาเปรียบกัน จนบ้านเมืองเราร้อนเป็นไฟอยู่ทุกวันนี้ ดังนั้น คณะ ผชป. จึงขอความกรุณาท่านที่รักชาติ ต้อง การให้ชาติมีความสงบร่มเย็นมีความมั่นคงแล้ว ช่วยหาทางผลัก ดันให้วิชา " พุทธธรรม " เป็นวิชาหลักในระบบการศึกษาเถิด ท่านจะได้ชื่อว่า ท่านได้ทำบุญทำกุศลที่สูงสุดทีเดียว ขณะนี้มีข้อที่น่าเสียดายและเสียใจยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ เกิด “ วิกฤต " ในระหว่างผู้ที่นับถือศาสนาต่างกัน และโดยเฉพาะ อย่างยิ่งในการประชุมใหญ่สมาคมพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักร ครั้งที่ ๓๐ ที่วัดอัมพวัน อ. พรหมบุรี จ. สิงห์บุรี เมื่อวันที่ ๒๖-๒๗-๒๘ ธันวาคม ๒๕๒๕ ได้มีการกล่าวโจมตีศาสนา

น.560 (๕) อื่นกันอย่างรุนแรง เป็นที่น่าขายหน้าไปทั่วโลก เพราะยังยึด ถือว่ามี "ศาสนาของเรา" "ศาสนาของเขา" อยู่ ความจริงแล้ว "ศาสนา" ควรจะเป็นของสากลแก่ชาว โลกทุกคน ที่จะทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ศาสนาหนึ่ง อาจช่วยชาวบ้านให้เกิดความปรกติทางกายด้วยการแก้ปัญหาเรื่อง อาชีพเรื่องปากเรื่องท้อง เรื่องความเจ็บไข้ได้ป่วย เรื่องความโง่ เขลาให้เกิดความฉลาดในการที่จะช่วยตัวเขาให้รอดพ้นจากทุกข์ ทางกายได้ ก็น่าจะอนุโมทนาแก่เขา แต่ถ้าเขาต้องการความปรกติ ทางจิตใจด้วย เขาก็ต้องศึกษาหลัก "พุทธธรรม" อย่างไม่มี ปัญหาเลย และความจริงแล้วสิ่งที่ศาสนาอื่นเขาช่วยแก้ปัญหาชาวบ้าน ในเรื่อง จน - เจ็บ - โง่ นั้น ก็คือบทบาทของพระสงฆ์ไทย ในสมัยโบราณนั่นเอง แต่เดี๋ยวนี้เราทิ้งบทบาทอันนี้เสีย แล้วฝ่ายศาสนาอื่นเขามาดำเนินการ เราจะไปโทษเขาได้ อย่างไรว่า เขาจะมากลืนชาวพุทธเรา ดังนั้น ทางแก้จึงไม่มีทางอื่น ที่จะป้องกันมิให้ชาวพุทธ เราถูกกลืน ก็คือกลับไปดำเนินการตามบทบาทของพระสงฆ์ไทย

น.561 (๖) สมัยโบราณให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และพร้อมกันนั้นก็จะต้อง กำจัดสิ่งที่ทำให้ชาวพุทธตกอยู่ในความยากจน อันได้แก่ อบายมุข นั่นเอง ด้วยการ ๑. มีการชี้โทษหรืออันตรายอย่างร้ายกาจของอบายมุขอยู่เสมอ ทั้งแก่ส่วนตัวและส่วนรวม ๒. จำกัดขอบเขตของอบายมุขลง เช่น การพนัน น้ำเมา ให้อยู่ใน ขอบเขตจำกัด โดยกำหนดเวลา สถานที่ ในการเล่นการดื่ม ให้เป็นที่จัดไว้เฉพาะเพื่อการนี้ ดังที่หลายประเทศดำเนินการอยู่ ๓. จัดให้ทุกคนมีงานทำอย่างต่อเนื่องกันไป ทำงานอย่างขยัน ขันแข็ง และมีรายได้พออิ่มปากอิ่มท้อง ๔. ดำเนินการให้ทุกคนรู้ว่า "งานคือชีวิต ชีวิตคืองานบันดาลสุข" ตามที่ท่านอาจารย์ปัญญากล่าว และ "การทำงานคือการปฏิบัติ ธรรม" ตามที่ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าว ดังนั้น "ความสุขแท้ มีอยู่แต่ในงาน" เท่านั้น นั่นคือ ทำงานไปด้วยความสนุกสนาน ร่าเริง ๕. ดำเนินการให้ทุกคนรู้ว่า กินอยู่-ใช้สอยแต่พอดี เป็นการ ปฏิบัติธรรม ไม่แตะต้องส่วนเกิน คือไม่ใช่อยู่เพื่อกิน แต่ กินเพื่ออยู่ อยู่ไปเพื่ออะไร ก็เพื่อช่วยกันทำโลกทำบ้านเมือง ให้มีความปรกติสงบเย็นหรือสันติ

น.562 (๗) เท่าที่กล่าวมาพอจะสรุปได้ว่า ในการที่จะทำให้บ้านเมือง เรามีความสงบร่มเย็น มีความมั่นคงได้นั้น จะต้องดำเนินการ คือ ๑. จัดวิชา " พุทธธรรม" ให้อยู่ในหลักสูตรบังคับ ทุกชั้นเรียน และวัดผลจากความประพฤติของ นักเรียนนักศึกษา ๒. เลิกโจมตีศาสนาอื่น มุ่งช่วยให้ทุกคนพ้นจากความ จน-เจ็บ-โง่ และให้เข้าถึง "พุทธธรรม" ๓. กำจัดอบายมุขให้หมดไป หรือช่วยให้ทุกคนพ้น จากความเป็นทาสอบายมุข คณะ ผชป. ขอกราบอนุโมทนาแด่ทุกท่าน ที่จะช่วยหา ทางผลักดันให้เกิดผลดังกล่าวทุกท่านเป็นอย่างสูง. คณะ ผชป. ๕/๑-๒ ถนนอัษฎางค์ กทม. ๑๐๒๐๐ โทร. ๒๒๒-๓๕๔๙ ๔ มกราคม ๒๕๒๖

น.563 เรื่องในเล่ม : ปาฐกถาที่ ๓ เรื่องภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม ... ... ๑ ปาฐกถาที่ ๔ เรื่องขยายความภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม ๖๓ บันทึกเกี่ยวกับภูเขาพุทธธรรม (ข้อปุจฉา-วิสัชนา) ๑๒๓

น.564 ปาฐกถา พิเศษ ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม แสดงโดย ภิกขุพุทธทาส อินฺทปญฺโญ ณ พุทธสมาคม กรุงเทพ ฯ วันที่ ๕ มิถุนายน ๒๔๙๑ เพื่อนสหธรรมมิก และท่านสุภาพชน ทั้งหลาย ! ข้าพเจ้ามีความรู้สึกยินดีตามเคย ในการที่. ได้มากล่าว ธรรมกถาที่นี่อีก. รู้สึกยินดี ก็ในข้อที่ว่า ได้มีโอกาสพบเพื่อน พุทธบริษัท ผู้มีความสนใจ ในเรื่องที่ข้าพเจ้าจักได้แสดง นี้. การแสดงธรรมกถา ในวันนี้ จะต้องทำความเข้าใจกันเสีย ก่อน ในข้อที่ว่า ธรรมกถานี้เป็นข้อความที่ติดต่อกันมาเรื่อย ๆ กับธรรมกถา ๒ -๓ ครั้ง ที่ข้าพเจ้าได้แสดงมาแล้ว ในสถานที่นี้ นับตั้งแต่เรื่อง "วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม" เป็นต้นมา. เพราะฉะนั้น ข้อความบางอย่างที่ได้เคยกล่าวไปแล้ว ในการ แสดงครั้งก่อน ๆ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องนำมากล่าวอีก และไม่เป็น วิสัยที่จะนำมากล่าว เพราะเป็นเรื่องหนึ่ง ๆ โดยเฉพาะ. แต่ถึง

น.565 ๒ กระนั้นก็ต้องเข้าใจว่า ข้อความบางอย่างที่กล่าวในวันนี้ เนื่อง อยู่กับข้อความบางตอน ในครั้งกระโน้น ซึ่งท่านผู้ฟังจะต้อง นึกทบทวนไปถึง เป็นธรรมดา สำหรับปาฐกถาในวันนี้ เมื่อจะ กล่าวโดยใจความ ก็คือเรื่อง “ ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม ” หมายความว่า จะได้กล่าวถึงเครื่องกีดกั้นขัดขวางวิถีทางแห่ง การเข้าถึงพุทธธรรม. จึงเป็นการเห็นได้ว่าเป็นข้อความที่เกี่ยว กับพุทธธรรมนั่นเอง สมตามเจตนาเดิมที่ตั้งไว้แต่ไหนแต่ไรมา แล้ว ว่าการแสดงปาฐกถา ที่พุทธสมาคมนี้ ข้าพเจ้าจะได้กล่าว ถึง สิ่งที่เราเรียกว่า “ พุทธธรรม ” ในแง่ต่าง ๆ กัน. ในตอนต้นแห่งปาฐกถานี้ ข้าพเจ้าอยากจะดึงความ สนใจของท่านผู้ฟังทั้งหลายให้สนใจกันเสียก่อนในข้อเท็จจริงอัน สำคัญประการหนึ่ง คือข้อเท็จจริงที่ว่า คำพูดคำหนึ่ง มีความ หมายหลายชั้น และถือเอาความหมาย ไม่ตรงกันทุกคนไป. ทั้งนี้แล้วแต่ภูมิชั้นแห่งปัญญาหรือการศึกษาของเขา. ทั้งนี้ ก็เพื่อท่านผู้ฟังจะได้เข้าใจในเนื้อเรื่องตามหัวข้อข้างบนได้โดยง่าย และชัดเจน. คำที่เรามักมีความเข้าใจไม่ค่อยตรงกัน และมีความ สำคัญในเรื่องที่จะกล่าวต่อไปนี้ ก็คือคำที่มีความหมายซับซ้อน สับสน. อย่างคำว่า “ความจริง,” เมื่อถามขึ้นว่าอะไรเป็น

น.566 ๓ ความจริง อย่างนี้ พวกเราส่วนมากก็จะมีความคิดพุ่งตรงไปยัง ข้อ ที่ศาสดาเจ้าลัทธิหรือ ผู้สั่งสอนคนใดคนหนึ่งที่เรานับถือได้ บัญญัติอย่างนั้นอย่างนี้ ว่าเป็นความจริง ซึ่งเป็น ความจริง ของความเชื่อ แทนที่แห่ง ความจริงของปัญญา ซึ่ง มักทำให้ เขารู้สึกว่าเป็นการหลอกตัวเองอยู่บ่อยๆ สำหรับความหมาย เพียงเท่าที่กล่าวมานี้ รู้สึกว่ายังไม่สมแก่นามที่จะเรียกว่า "ความ จริง" คือมันยังแตกต่างกันตามที่ศาสดานั้น ๆ ต่างคนต่างสอน และคนฟังหรือคนเชื่อเหล่านั้น ก็ยังฟังไม่ออกไม่ถูกไม่ตรง ไม่ หมดจดสิ้นเชิงตามที่ศาสดาองค์นั้นต้องการจะให้เข้าใจ แม้ตน จะฟังผิดเชื่อผิดไปจากที่ศาสดาของตนสอน ตนก็ยึดถือเอาว่า เป็นความจริงอยู่นั่นเอง ซึ่งมันไม่อาจจะทำให้คนที่จะถือหลักเช่น นั้น เข้าถึงความจริงได้. ความจริงของเขาเปลี่ยนไปตามกาล เวลาแห่งการศึกษาของเขา แต่เขาก็ได้ถือเอาว่าเป็นความจริงแท้ ทุก ๆ ระยะมาทีเดียว ทั้งที่มันเปลี่ยนแปลงเรื่อย, ถ้าผิดไปจากนี้ เขาก็รู้สึกว่าเขาเป็นคนหลอกตัวเอง และไม่มีความจริง. ฉะนั้น ในวันนี้ ข้าพเจ้าอยากจะบัญญัติความหมายของคำ ๆ นี้ เพื่อ ความเหมาะสมกับการที่ท่านผู้ฟังจะเข้าใจเรื่อง "ภูเขาแห่งวิถี พุทธธรรม" ในวันนี้. " สิ่งที่เรียกว่าความจริงนั้นคือ สิ่งที่ ปรากฏอยู่แก่ใจ เท่าที่เรารู้หรือสัมผัสได้ พร้อมทั้งส่วนที่เป็น

น.567 ๔ เหตุ และส่วนที่เป็นผล ". สิ่งที่เราไม่อาจรู้หรือสัมผัสได้จนถึง ที่สุดย่อมมีอยู่ทั่วไป กระทั่งถึงแม้ที่เป็นพวกวัตถุ ไม่ใช่จิตไม่ใช่ วิญญาณอะไรมากมาย. ความจริงในสิ่งเหล่านี้คืออย่างไรแน่ ก็ ไม่มีหนทางที่จะบอกให้แก่คนที่ยังไม่เข้าถึงความจริงทราบได้. เพราะฉะนั้น โดยทั่ว ๆ หรือตามที่มันเป็นอยู่แก่คนเราจริง ๆ นั้น " ความจริง " ก็คือสิ่งเท่าที่ปรากฏแก่ความรู้สึกของผู้นั้น และสำหรับคน ๆ นั้นในขณะนั้น เท่านั้น. สำหรับพุทธศาสนาของเรา ก็เป็นศาสนาที่ถือกันว่า แสดงความจริง ปัญหาจึงมีอยู่แต่เพียงว่าแสดงความจริงอะไร แสดงไปทั้งหมดทุกสิ่งทุกอย่างหรือเพียงแค่ไหน. ในที่นี้เราต้อง ถือเอาตามหลักของพุทธศาสนาเองที่มีอยู่ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้อริยสัจจ์คือ "ความจริงอันประเสริฐ" หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือ "ความจริงของพระอริยเจ้า" ซึ่งเราควรจะพิจารณาดูทั้ง สองนัยตามลำดับ. คำว่า ความจริงอันประเสริฐ ในที่นี้ หมายความว่า “เท่าที่จำเป็นแก่การพ้นทุกข์" ส่วนที่เลยจากความจำเป็นนั้นไป ไม่นับรวมเข้าในที่นี้. คนมักจะเข้าใจกันว่าที่ว่าพระพุทธเจ้า เป็นสัพพัญญูนั้น คือรู้อะไรไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง รู้ทุกภาษา เหตุการณ์ กระทั่งถ้าจะเอามาให้ทรงขับรถยนต์เดี๋ยวนี้โดยไม่

น.568 ๕ ต้องศึกษาเสียก่อน ก็จะทรงขับได้ดังนี้เป็น. ความเป็นสัพพัญญู อย่างนี้ ไม่ได้เป็นไปตามความหมายที่ถูกต้องของหลักแห่ง พุทธศาสนา ขืนถือเอาความหมายอย่างนี้ ก็จะเกิดการสร้างสรรค์ องค์พระพุทธเจ้าขึ้นมายึดถือไว้อย่างผิด ๆ เท่านั้นเอง. สัพพัญญู ซึ่งแปลว่ารู้ทุกๆ อย่างนั้น หมายถึงรู้เฉพาะในสิ่งที่ควรรู้. สิ่ง ใดที่จำเป็นจะต้องรู้ อันเกี่ยวกับความพ้นทุกข์สิ้นเชิงแล้ว ย่อม รู้สิ่งนั้นโดยถูกต้องครบถ้วนทุกประการ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า สัพพัญญู. การที่จะถือว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ทรงทราบภาษา จีน ภาษาแขก และ ฯลฯ โดยไม่มีการเรียนนั้น เป็นการเหลือ วิสัยเกินไป เป็นการสร้างสรรค์เอาด้วยความรักและความเชื่อของ คนสมัยหนึ่งเพื่อดึงตัวเองและเพื่อนมนุษย์ เข้าหาความเชื่อโดยทุก วิถีทาง และปราศจากความสำนึกถึงการเลยขอบเขต โดยถือ เสียว่าการทำอย่างนี้ในขั้นนี้ยิ่งมากยิ่งดี. เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็เป็นอันกล่าวได้ว่า แม้ความจริงเท่าที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง ทราบและทรงสอนนั้น ก็คือความจริงเท่าที่จำเป็นจะต้องรู้ คือเท่า ที่เกี่ยวกับความพ้นทุกข์สิ้นเชิง จึงได้เรียกว่า ความจริงอันประเสริฐ. ส่วนอีกนัยหนึ่ง ที่เรียกว่า "ความจริงของพระอริยเจ้า" นั้น ยิ่งเห็นความหมายได้ชัดเจน. ข้อนี้หมายถึงความจริงที่พระ อริยเจ้าท่านมองเห็น. คนธรรมดาเราท่านมองไม่เห็น จึงไม่อาจ

น.569 ๖ เรียกว่า ความจริงของคนธรรมดา, เมื่อใดเห็น เมื่อนั้นก็เป็น พระอริยเจ้าเสียแล้ว. ฉะนั้นความจริงที่มีนามว่าอริยสัจจ์ จึงได้ แก่ความจริงอย่างหนึ่งหรือลักษณะหนึ่งโดยเฉพาะ และเห็นได้ ในขณะที่เป็นพระอริยเจ้าเท่านั้น. ข้อนี้ย่อมเป็นการแสดงให้ เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่าความจริงนั้นยังมีอีกมากมายนัก และอยู่นอก เหนือความจำเป็น. แม้เท่าที่อยู่ในวงของความจำเป็นจะต้องรู้จะ ต้องทราบ ก็ยังมีมาก ขนาดต้องใช้ปัญญาของผู้ที่เป็นสัพพัญญู คนธรรมดาแม้จะรู้ความจริงถึงขนาดพ้นทุกข์แล้ว ก็รู้ในวง จำกัดเท่าที่เกี่ยวกับความจำเป็นของตน ไม่กว้างถึงเพื่อผู้อื่นซึ่งมี อุปนิสัยใจคออย่างอื่น และก็เท่าที่ปรากฏแก่ใจของตนเท่านั้น. โดยหลักวิชาหรือหลักลัทธิที่ตั้งขึ้นไว้ เราอาจบัญญัติ ความจริงว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ตามใจชอบ และเรียนรู้ หรือท่องจำกันไว้ได้. แต่ครั้นมาถึงความจริงที่เป็นไปในใจ หรือในการกระทำจริงๆ นั้น ตัวความจริงไม่ใช่สิ่งที่บัญญัติ แต่มาอยู่ที่สิ่งซึ่งเขากำลังมองเห็น และถือกันไว้ด้วยปัญญา ของเขา และแตกต่างกันเฉพาะคนไป. ความจริงที่บัญญัติไว้ นั้น ถูกเอามาปรุงกันใหม่ตามอำนาจของความรู้สึกที่ตกอยู่ ภายใต้อำนาจของเหตุผลและเหตุการณ์ที่แวดล้อมอีกต่อหนึ่ง- คำๆ เดียวกันหรือลัทธิข้อเดียวกัน แต่มาอยู่ในใจของคนผู้ถือ

น.570 ๗ ในรูปต่างๆ กันเป็นคน ๆ ไป แล้วแต่ว่าระดับความรู้สึก หรือ ใจของผู้นั้นอยู่ในลักษณะเช่นไรหรือเพียงไหน . ตัวอย่างเช่น คำว่า " ความสุข " ซึ่งที่แท้ก็เป็นความจริงอย่างหนึ่งซึ่งมีลักษณะ ของตัวเองโดยเฉพาะ. แต่ในที่สุดความหมายของคำว่า ความสุขนี้ กลับแตกต่างกันเป็นราย ๆ ไปไม่เหมือนกัน ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ถือ ว่าเป็นความจริงของตนทั้งนั้น และกำลังถือกันอยู่จริง ๆ ทั่วทุก คนไปไม่ยกเว้นใคร. การที่จะเกณฑ์ให้เชื่อตามผู้อื่นในกรณีเช่นนี้ โดยภายในใจย่อมเป็นไปไม่ได้. หากจะใช้บังคับกันด้วยความ ศักดิ์สิทธิ์หรือความเคารพนับถือแล้ว ก็ย่อมจะเชื่อไปเท่าที่ ควร. แม้ที่ถือกันว่าพระนิพพานเป็นสุข ก็กล้ากล่าวได้ว่า มีคน จำนวนมากที่ถือว่าพระนิพพานเป็นสุขนั้น ตกอยู่ในฐานะหลอก ตัวเอง คือเชื่อไปทั้งที่มองไม่เห็นว่า เป็นความสุขได้อย่างไร แต่เชื่อไปโดยเหตุว่าตนเป็นพุทธบริษัท หรือเชื่อด้วยความ เคารพในพระพุทธวจนะ แล้วก็ลืมความรู้สึกที่ฝืนความรู้สึกนั้น เสียอย่างนี้เป็นต้น. แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าเขามีความจริงของเขาอยู่ นั่นเอง. มนุษย์กำลังมีความจริงเป็นของตนเองอยู่ทุกคน ! เพราะเหตุที่ความจริง หรือความสุขเพียงอย่างหนึ่ง ๆ หรือ ขนาดหนึ่ง ๆ ย่อมปรากฏแก่บุคคลคนหนึ่ง ๆ อยู่เสมอ ซึ่งเขาก็รู้จัก ความจริงหรือความสุขของเขา ในลักษณะหนึ่ง ๆ ตามที่ปรากฏ

น.571 ๘ แก่ใจของบุคคลนั้นๆ ซึ่งเราควรจะกล่าวได้ว่า เขายังไม่รู้จักความ จริงพอที่จะบัญญัติว่า ความสุขที่แท้หรือถึงที่สุดนั้นเป็นอย่างไร แต่เขาก็ยังบัญญัติกันอยู่เสมอ. ศาสดาก็บัญญัติ, สาวกก็บัญญัติ ในเมื่อตนเกิดมีความจริงของตน และไม่พอใจในคำของศาสดา. เพราะเหตุนี้เอง จึงได้เกิดมีมติ หรือลัทธิต่าง ๆ ว่าอะไรเป็นความ จริง อะไรเป็นความสุข ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกันกับปัญหาว่าอะไร เป็นนิพพาน. เกิดมีผู้ที่มีความคิดเป็นอิสระ บัญญัติสิ่งที่ปรากฏ แก่ปัญญาหรือลงรอยกันได้กับความเชื่อของตน ว่าอะไรเป็น ความสุขขึ้นเสมอ ๆ. ในเรื่องนี้มีระดับสูงต่ำเหลื่อมล้ำกันมากแล้ว แต่กาละและเทศะ จนกระทั่งความสนุกสนานเอร็ดอร่อยในทาง วัตถุ คือกามคุณโดยเฉพาะ ก็เคยถูกบัญญัติว่าเป็นความสุข หรือ จุดที่ปรารถนาของชีวิตมาแล้วเป็นต้น. หรือที่สูงขึ้นไปกว่านั้น ซึ่งไม่ข้องแวะกับกามคุณ แต่เป็นความสุขเกี่ยวกับความสงบ ของจิต เป็นลำดับ ๆ ขึ้นไป กล่าวคือสมาธิต่าง ๆ ก็เคยถูก บัญญัติว่าเป็นความสุขอันสูงสุด หรือเป็นพระนิพพานมาแล้ว เหมือนกัน. . นี่ก็มีมูลเหตุมาจากหลักอันตายตัว ที่ว่า ทำอย่างไร เสีย คนเราบัญญัติความจริงได้เท่าที่ตนรู้สึกเอง เห็นอยู่ กะใจเอง จนเชื่อและพอใจเท่านั้น.

น.572 ๙ ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ขึ้นมานี้ ปรากฏว่า นิพพาน ซึ่งอยู่ในรูปอื่นลักษณะอื่น ก็เคยเป็นจุดหมายของความสุขมา แล้ว เพราะเหตุว่าคนบัญญัติความสุขได้เท่าที่ตนรู้สึกเท่านั้นเอง สูงไปกว่านั้นไม่ได้. เราผู้อ้างตัวเองเป็นพุทธบริษัท “นับถือพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสดา ก็พลอยกระโดดแผลบ เดียวถึง ขึ้นไปยึดถือเอาความสุขหรือพระนิพพานอย่างแท้จริง (ตามความเชื่อ) ตามคำสอนของพุทธศาสนาด้วย ทั้ง ๆ ที่ใจหรือ ความรู้สึกนั้น ไม่ได้รู้สึกซึมซาบความจริงหรือความสุขของนิพพาน นั้นเลย. ข้อนี้เองเมื่อเกิดถกเถียงกันถึงความจริง หรือความสุข หรือนิพพาน จึงเป็นเรื่องที่ฟั่นเฝือ. ฉะนั้นเรามาทำความเข้าใจ กันเสียในตอนนี้ก่อนว่า ความจริงหรือสิ่งที่เรียกว่าความจริง เท่าที่มันเป็นไปในใจของเราจริง ๆ ไม่ใช่บัญญัติอยู่ในคัมภีร์นั้น มันก็คือเท่าที่เรารู้และยึดถืออยู่เดี๋ยวนี้ นอกจากนั้นแล้วจะเป็น ความจริงของผู้นั้นไปไม่ได้ เป็นความจริงของคัมภีร์ต่างหาก หรืออย่างมากที่สุด ก็เป็นความจริงของความจริง ซึ่งเราจะเอื้อม ไปจัดการยังไม่ถึง. เราต้องลงมือจัดการกับความจริงของเราเอง หรือที่เป็นไปในตัวเราเองก่อน จึงจะไม่เกิดเป็นภูเขาขวางวิถี แห่งพุทธธรรมขึ้น. เหมือนอย่างหลักวิทยาศาสตร์ทางวัตถุ ก็เหมือนกัน ที่จะถือว่าเป็นความจริงข้อหนึ่ง ๆ ได้นั้น มักถือ

น.573 ๑๐ ได้เฉพาะหลักที่ปรากฏ แก่การทดลองอย่างตายตัวแล้วเท่านั้น เลยจากนั้นยังเป็นความจริงที่ยังไม่มีหลัก หรือยังไม่พบ, และ เมื่อพบแล้วความจริงที่พบก่อน จะเป็นความจริงแน่นแฟ้นขึ้น หรือไม่ก็กลายเป็นความเท็จไป เพราะพบความจริงอันใหม่. การที่จะดำเนินไปได้ในฝ่ายปฏิบัตินั้น ต้องยึดเอาความจริงที่ กำลังเป็นอยู่จริง ๆ เป็นประมาณ แทนที่จะเอาความจริงของ ความเชื่อมาเป็นหลัก. มิฉะนั้นแล้วก็ดำเนินไป ไม่ได้และรกหนา ขึ้นเป็นภูเขาขวางทางเดินเสียเอง. ลักษณะเช่นนี้แหละเป็น เหตุให้เกิดความฟั่นเฝือสับสน ขึ้นในหมู่พวกเรา ที่สนใจ ในพุทธธรรมหรือนิพพาน เพราะมัวแต่จะไปจับเอาความจริง ซึ่งไม่ใช่ของตัวมาบังคับให้ใจของเรารับเข้า ไว้ว่าเป็นความจริง. ส่วนธรรมชาติที่แท้ซึ่งครอบงำเราอยู่ มันยอมให้ได้เพียง แต่ว่า "ใครจะรู้สึกว่าอะไรเป็นของจริงได้ . ก็เพียงเท่าที่ ใจของเขากำลังยึดถืออยู่ ว่าเป็นความจริงเท่านั้น." นอกนั้น จะจริงหรือเท็จก็ตาม ย่อมไม่มีค่าในทางที่จะเป็นความจริง แก่จิตใจของเขา ในเวลานั้น. เขาจะต้องปรี่เข้าพังทลาย ความยึดถือเพื่อให้ปัญญาของเขาก้าวหน้าต่อไป แล้วความจริง ของเขาก็จะเขยิบตามไปเอง. ในปัจจุบันนี้นั้น ตัวเขา

น.574 ๑๑ เองเป็นความจริง และความจริงของเขาก็คือ ความยึดถือ ของเขาเองเท่านั้น. เมื่อได้วางหลักอันเกี่ยวกับความจริงลงไปว่า ตามที่เป็น อยู่ในใจของคนเราจริง ๆ นั้น สิ่งที่เราเรียกว่าความจริง ย่อมมีอยู่ ต่าง ๆ กันตามความรู้สึกและความยึดถือของเขาผู้นั้น เป็นชั้นๆ และเป็นคนๆ ไป เฉพาะในขณะหนึ่งๆ อย่างนี้แล้ว ก็ขอให้กำหนด ถึงถ้อยคำที่จะกล่าวต่อไป ให้มองเห็นว่า เราจะพูดถึงความจริง กันโดยถูกต้อง และตรงกันหมด ได้อย่างไร และเมื่อใด ซึ่งมี ใจความสั้น ๆ อยู่ว่า ต้องภายหลังจากการที่ได้ผ่านภูเขาแห่งวิถี พุทธธรรมไปแล้ว. ตามหัวข้อของธรรมถถา ในวันนี้ ซึ่งชื่อว่า " ภูเขา แห่งวิถีพุทธธรรม " นั้น เราจะได้พิจารณากัน ถึงสิ่งที่กีดขวาง เป็นกำแพงมหึมา อยู่ข้าหน้าซึ่งทำให้เราเข้าถึงพุทธธรรมไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่เรามีความภักดีต่อพุทธธรรม หรือต่อศาสนาของเรา อย่างเต็มที่อยู่เสมอ. ถ้าเผอิญข้อความที่ข้าพเจ้ากล่าวออกมาจะ เป็นถ้อยคำที่อาจจะแปลก ก็ขอให้ท่านผู้ฟังพิจารณาด้วยความ ยุติธรรมไปก่อน ตามที่เราจะสังเกตเห็นได้ทั่วไป จนเกือบ จะเรียกได้ว่ามีแก่ทุก ๆ คนนั้นคือ ถ้าเกิดตั้งปัญหาถามขึ้นว่า อะไรเป็นเครื่อง ปิดบังพระนิพพานอัน เป็นตัวพุทธธรรมที่เรา

น.575 ๑๒ ประสงค์จะเข้าถึงแล้ว ? เราจะพบคำตอบว่า " พระพุทธเจ้า " นั่นเอง กลับมาเป็นภูเขามหึมาบังพระนิพพาน. สภาพการณ์เช่นนี้ กำลังมีอยู่ในจิตใจของพุทธบริษัททั่ว ๆ ไป ซึ่งถ้ากล่าวให้สั้น ๆ ตรง ๆ ที่สุดก็กล่าวว่า ท่านทั้งหลายไม่เข้าถึงพุทธธรรม ก็ เพราะว่า "พระพุทธเจ้าตามทัศนะของท่าน" ขวางหน้า ท่านอยู่. ท่านทั้งหลายอย่าเพิ่งเห็นว่า ถ้อยคำข้างบนนี้ เป็นคำ แกล้งกล่าวอย่างอุตริ. ตามธรรมดา พุทธบริษัทแต่ละคน ต่าง ก็มี " พระพุทธเจ้า " ของตนเป็นเครื่องยึดถือ. ถ้าเขายังไม่รู้จัก พระพุทธเจ้า ได้อย่างถูกต้อง เขาก็ย่อมทึกทักเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ว่าเป็นพระพุทธเจ้าไปก่อน ไม่เป็นคนว้าเหว่. เขาจะต้องมีอะไร อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นองค์พระพุทธเจ้าของเขา เช่นเดียวกับ ตัวความจริง ที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ใครรู้อะไร เพียง เท่าใด ก็เป็นความจริงของเขาเพียงเท่านั้น. เพราะฉะนั้น เมื่อ เขาเข้าใจว่าอะไรเป็นพระพุทธเจ้าสิ่งนั้นก็เกิดเป็น "พระพุทธเจ้า ของเขา", ด้วยเหตุนี้เอง สิ่งที่ถูกขนานนามว่าพระพุทธเจ้า จึงมีอยู่ในลักษณะและขนาดมาตรฐานต่าง ๆ กัน แล้วแต่ความ ยึดถือของคนเป็นชั้น ๆ ไป. สำหรับเด็กเล็ก ๆ ถ้าถามว่าอะไรเป็น พระพุทธเจ้า ก็จะมีความรู้สึกในวัตถุบางอย่าง เช่น พระพุทธรูป

น.576 ๑๓ ในโบสถ์เป็นต้น ว่าเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งอาจเป็นตุ๊กตาชนิดหนึ่ง ก็ได้ ทำด้วยอิฐด้วยปูนหรือทองเหลืองทองคำก็ได้. เด็กที่เล็ก ที่สุดมีความรู้สึกว่านั้นเป็นพระพุทธเจ้าของเขา. จะเปลี่ยนแปลง ไปจากนี้ไม่ได้ แต่เราก็ยกเว้น เป็นการให้อภัยแก่เด็ก. ทีนี้ก็มาถึงคนโต ๆ เป็นผู้ใหญ่แล้ว กระทั่งคนเฒ่าคนแก่ ซึ่งมีการกล่าว พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ฯลฯ อยู่ทุกๆ คราวที่มีการรับ ศีลฟังธรรมเทศนา ซึ่งกว่าจะตายก็นับได้ร้อยครั้งพันครั้ง, ใน ปัญหาเดียวกันที่ว่าอะไรเป็นพระพุทธเจ้าของเขา เราก็ยังกล้า กล่าวได้อีกเหมือนกันว่า มีไม่เหมือนกันทุกคน. ต่างคนหรือ ต่างพวกล้วนแต่มีพระพุทธเจ้าของตัว ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง. คนที่เข้าถึงพระพุทธเจ้าแต่ในทางวัตถุ ไม่สูงถึงทางจิตก็ย่อม จะมีความรู้สึกของตัวเองถึงสมัยเมื่อสองพันปีกว่ามาแล้ว ว่ามี เลือดเนื้อกลุ่มหนึ่ง เดินท่องเที่ยวสั่งสอนประชาชนอยู่ในประเทศ อินเดีย และนั่นคือองค์พระพุทธเจ้าแท้ ๆ ซึ่งข้อนี้จะดีไปกว่าที่ จะเห็นเป็นทองเหลืองหรือทองคำที่เขาหล่อเป็นพระพุทธรูปเพียง นิดหน่อยเท่านั้น. ถ้าว่ากันโดยความจริงในด้านวัตถุแล้ว สำหรับเลือดเนื้อกลุ่มนั้น จะเป็นพระพุทธเจ้ามากไปกว่าใน ก้อนทองเหลืองทองแดงไปไม่ได้เลย. มิหนำซ้ำพระองค์เองก็ ยังทรงปฏิเสธว่า นั่นไม่ใช่ตถาคต, คนที่ไม่เห็นธรรมะหรือที่

น.577 ๑๔ เรียกว่าพุทธธรรมในที่นี้ คือคนที่ไม่เห็นคถาคต, "แม้เขาจะ คอยจับมุมจีวรของเราดึงเอาไว้ ไปทางไหนไปด้วยกันทั้งกลาง วันกลางคืน ถ้าไม่เห็นธรรมะแล้ว ไม่ชื่อว่าเห็นตถาคตเลย." พระองค์ทรงปฏิเสธไว้อย่างนี้ ซึ่งเรากล่าวได้ว่าเป็นการตะครุบ เอาพระพุทธเจ้าผิดเข้าอีกครั้งหนึ่ง และควรได้รับอภัยทำนอง เดียวกับเด็กเล็ก ๆ ข้างต้นนั้นเหมือนกัน. เมื่อได้ปฏิเสธพระพุทธเจ้าโดยพระพุทธรูป โดยวัตถุ หรือร่างกายของพระองค์เองเสียแล้ว ก็ยังเหลืออยู่แต่ทางจิตใจ หรือทางนามธรรมโดยวงกว้าง ซึ่งเป็นการควานหาได้โดยยาก ยิ่งขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นความผิดพลาดก็มีช่องทางมากขึ้นตาม ส่วน และยิ่งเป็นช่องโหว่ที่จะทำให้เกิดมีการคว้าองค์พระพุทธเจ้า เอามาในลักษณะที่แตกต่างกันอย่างวิตถารพิสดาร เหลือที่จะ คาดหมาย จึงเกิดเป็น การยึดถือเอาตามความรู้ ตามการศึกษา และศรัทธาของตนเอง เป็นพระพุทธเจ้าอย่างนั้นอย่างนี้ เป็น ดวงลอยโชติช่วงก็มี เป็นสายก็มี เป็นสีอย่างนั้นเป็นสีอย่างนี้ สามารถจะอัญเชิญให้ลอยมาที่นั่นที่นี่ได้อ้อนวอนให้ทำกิจบางอย่าง หรือพาไปที่นั่นที่นี่ก็ได้ ถึงกับจัดตั้งอาหารคาวหวานไว้ส่วน หนึ่งสำหรับพระพุทธเจ้าที่เขาเชิญมา มีมากมายหลายแบบ จนเหลือที่จะนำมากล่าวให้หมดสิ้นได้ รวมความว่าเขายึดเอา

น.578 ๑๕ สิ่งนั้นเป็นองค์พระพุทธเจ้าของเขา. ที่สูงไปกว่านั้นก็ยึดถือว่า พระพุทธเจ้าคือตัวอัตตาที่บริสุทธิ์ ไม่เกิดไม่ตาย มีอยู่ในที่ ทุกแห่ง พร้อมที่จะปรากฏทุกเมื่อ, ซึ่งเราอาจกล่าวได้ว่าวิถีแห่ง พุทธธรรมของเขามาสิ้นสุดลงเพียงนี้. ยิ่งกว่านั้นขึ้นไปอีก เราจะสังเกตเห็นได้ว่า แม้ที่สุดแต่ ความรักในองค์พระพุทธเจ้า ของบุคคลบางคนที่เป็นอริย บุคคลขั้นต่ำยังไม่ถึงพระอรหันต์ ( เช่นพระอานนท์ ในสมัยที่" พระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่) ทั้ง ๆ ที่รู้จักลู่ทางแห่งพุทธ- ธรรมอย่างถูกต้อง วิถีแห่งพุทธธรรมของท่านก็ยังไม่วายถูก สกัดไว้ด้วยภูเขา กล่าวคือองค์พระพุทธเจ้าที่ท่านยึดถือไว้ ด้วยความรักของท่านเอง. ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องกล่าว ถึงพระพุทธเจ้าชนิดที่เป็นดวงเป็นแสง อันเป็นที่ตั้งแห่งความ รักจนหลงใหลนั้นเลย. และในขั้นสุดท้าย อาจกล่าวได้ว่าถ้า ยังมีความยึดถือว่ามีตัวตนที่เป็นนั่นเป็นนี้ ว่า เป็นพุทธเจ้า เป็นต้น อยู่เพียงไร ก็ยังหมายความว่าวิถีชีวิตแห่งพุทธธรรม เขาไปได้เพียงแค่นั้นเท่านั้น โดยเผชิญกันอยู่กับภูเขาแห่ง ความยึดถือลูกนั้น เมื่อใดพระพุทธเจ้าของเขามาเกิดเป็น ของว่างจากความมีตัวตนเช่นเดียวกับสิ่งทั้งปวงแล้ว ภูเขา มหึมานั้นก็พังทลายไปเองโดยรอบตัว. โดยข้อความที่กล่าวมา

น.579 ๑๖ ทั้งหมดนี้เราพอจะเห็นได้ว่า นับตั้งแต่ปุถุชนสามัญที่สุดขึ้นไป เป็นลำดับ จนกระทั่งถึงพระอริยบุคคลชั้นที่รองลงมาจากพระ- อรหันต์นั้น วิถีแห่งพุทธธรรมของแต่ละคน ก็ยังมีภูเขาขวางอยู่ ไม่มีภูเขาอะไรอื่นนอกไปจาก ความยึดถือ เกี่ยวกับ ตัวตน และ ไม่มีความยึดถือเกี่ยวกับตัวตนอะไรอื่น ยิ่งไปกว่าความยึดถือ ในสิ่งที่ตนถือเอาเป็นที่พึ่งของตน, ซึ่งสำหรับพุทธบริษัท ก็ไม่มีอะไรอื่นยิ่งไปกว่า "พระพุทธเจ้าตามทัศนะของเขา" เขายังมีพระพุทธเจ้าตามทัศนะของเขาอยู่เพียงใด ก็แปลว่า เขายังมีความยึดถืออยู่เพียงนั้น. ทีนี้ถ้าเราจะมองดูกันอีกแนวหนึ่งอีกทางหนึ่ง ซึ่งนอก ออกไปจากพระพุทธเจ้า เราก็อาจจะกล่าวได้อย่างไม่ผิดอีก เหมือนกันว่าแม้ "พระธรรม" ของเขานั่นเอง กลับเป็นภูเขา ขวางวิถีแห่งพุทธธรรมของเขา เพราะอาศัยความยึดถือทำนอง เดียวกัน. เราต้องไม่ลืมหลักอันเกี่ยวกับความจริงดังที่กล่าวมา แล้วข้างต้นว่า สิ่งที่เราเรียกว่าความจริงของเขาก็คือสิ่งเท่าที่เขารู้ จัก, แล้วเราจะพบว่า สิ่งที่เราเรียกว่าธรรมะ หรือพระธรรม นั้น ถูกคนเรารู้จักและยึดถือไว้ในลักษณะรูปร่างที่ผิดแปลก แตกต่างกันหลายประการ ด้วยความยึดมั่นอย่างเหนียวแน่น ที่สุด. เมื่อยึดถือไว้ต่างกัน ก็มีการโต้เถียงกันว่านั่นต่างหาก

น.580 ๑๗ เป็นพระธรรม นี่ต่างหากเป็นพระธรรมแล้วแต่ผู้ที่ยึดถือจะมอง เห็นของตัวได้อย่างไร. บางพวกได้ยึดถือเอาเครื่องมือหรือหนทาง ที่จะปฏิบัติเพื่อเข้าถึงพุทธธรรมมาเป็นตัวพุทธธรรมเสียเอง ก็มี. ให้พระธรรมเป็นดวง เป็นแสง เลื่อนลอยไปในอากาศ เชิญไป ไหนมาไหนได้อย่างพวกที่เชิญพระพุทธเจ้าข้างต้นก็มี. ที่เป็น อย่างต่ำที่สุด ถือเอาเล่มหนังสือหรือมัดพระคัมภีร์เป็นตัวพระ ธรรมเสียเลยก็มี เป็นการยึดฝ่ายวัตถุเกินไป ทำนองเดียวกับ เด็ก ๆ ที่ยึดเอาพระพุทธรูปเป็นพระพุทธเจ้า. การที่ถือเอาพระ คัมภีร์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใช้เป็นประธานในพิธีสบถสาบาน หรือ อ้อนวอนเสี่ยงทายต่าง ๆ ก็โดยประสงค์จะให้พระธรรมนั้น เป็น ของมีจิตวิญญาณตัวตนขึ้นมาให้ได้ดังนี้เป็นต้น. นับว่าเป็นการ ตะครุบเอาผิด เหมือนกับพวกที่ตะครุบเอาพระพุทธเจ้าผิดมา แล้วเหมือนกัน. ต้องการให้พระนิพพาน หรือพุทธธรรมนั้น เป็นบ้านเมือง เป็นโลกอันแสนสุข สำหรับตนจะจุติไปเกิดที่ นั่น แล้วก็ตั้งการบำเพ็ญสมาธิเพื่อความเป็นอย่างนั้น. ทั้งนี้ก็ ด้วยอำนาจความยึดถือในด้านวัตถุอันแรงกล้านั่นเอง. ถ้าจะพิจารณาดูในส่วนธรรมะ ที่เป็นตัววิถีทางการ ปฏิบัติ เพื่อเข้าถึงพุทธธรรม กล่าวคือ ศีล สมาธิ ปัญญาก็จะพบ ว่า กำลังถูกยึดถือขึ้นเป็นภูเขาขวางวิถีทางของตนเองอยู่ อย่าง

น.581 ๑๘ เดียวกัน. คนบางเหล่ายึดถือในศีลของตน จนดูหมิ่นผู้อื่น ก่อ การแตกร้าว ทะเลาะวิวาทกันด้วยเรื่องศีล. เพราะความยืด มั่นถือมั่นในศีลด้วยความสำคัญผิด ถือเสียอย่างเครื่องจักร ยึดมั่นทุกตัวอักษรอย่างงมงาย รักษาศีลจนตาย ก็ไม่เคยปรา- กฎว่ามีศีลบริสุทธิ์ แล้วตายไปด้วยความเศร้าใจ อันนั้น. ถ้า มีคนพวกหนึ่งมากล่าวขึ้นว่า ผู้ที่มีใจตรงแน่วแล้ว การรักษา ศีลหรือสมาทานศีล เป็นของไม่จำเป็นเลย เพราะมีศีลอยู่ โดยปรกติเสียแล้วดังนี้, คนพวกที่ยึดมั่นในศีลก็จะค้านเสียง แข็ง หาว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ถึงกับทะเลาะกันก็ได้. ฉะนั้นธรรมะ ที่เป็นฝ่ายปฏิบัติในชั้นต้น กล่าวคือศีลนี้อาจเกิดเป็นภูเขาขึ้น ขวางวิถีทางแห่งพุทธธรรมเมื่อใดก็ได้ ในเมื่อ มีผู้ยึดถือว่ามัน ต้องเป็นอย่างนี้ ศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้, ซึ่งมันเป็นความจริงของบุคคล คนนั้น อย่างที่เขาจะเห็นเป็นอื่นไปไม่ได้เลย แล้วก็ทำศีลให้เป็น ภูเขาขวางทางของเขาเอง. มันยังผลให้เกิดขึ้น คือความเนิ่นช้า, กว่าจะบ่ายปีนภูเขาลูกนี้ข้ามพ้นไปก็นมนานหรือถึงกับตายเสียก่อน ก็มีอยู่เป็นอันมาก. แม้ธรรมปฏิบัติซึ่งเป็นขั้นสมาธินั้นเล่า ก็ถูกยกขึ้นถือไว้ อย่างเป็นภูเขาสกัดกั้นทางตัวเอง ทำนองเดียวกัน. เนื่องจาก การปฏิบัติขั้นนี้ สูงถึงขั้นพ้นระดับของสามัญชนหรือที่เรียกว่า

น.582 ๑๕ ขั้นอุตริมนุษยธรรม, จึงเป็นที่ตั้งของความยึดถือโอ้อวดของผู้ ปฏิบัติ ยิ่งไปกว่าขั้นศีล. ความพอใจ หลงใหล ในสมาธิของตน ตามที่ตนปฏิบัติได้เพียงไร ย่อมมีมากพอที่จะให้เผลอสติพูมใจ หรือถึงกับหลงใหลยึดถือ, ทั้งพวกที่ปฏิบัติผิดทางหรือปฏิบัติถูก ทาง ก็มีโอกาสที่จะยึดถือเท่ากัน. บางคนเจริญสมาธิได้ถึงขนาด ที่ได้รับรสอันเยือกเย็น ของความสงบอันเกิดมาจากสมาธิ ก็เป็น เอามากถึงกับยึดถือเอาว่านั้นเป็นพุทธธรรมขั้นสุดที่ตนได้ลุถึงเอา เสียทีเดียว ทำนองเดียวกับที่ลัทธิบางลัทธิในสมัยพุทธกาล ได้บัญญัติสมาธิขั้นจุดตถฌานว่าเป็นนิพพานมาแล้วนั่นเอง. แม้ อันนี้ก็คือภูเขาซึ่งขวางชนิดหนึ่งเหมือนกัน อันเป็นหน้าที่ที่ เขาจะต้องพังทลายไปให้ได้. แต่ว่าความที่เป็นอยู่จริง ๆ ในหมู่ นักสมาธิบางหมู่นั้น ยังอยู่ในขั้นที่หลงยึดเอาสิ่งซึ่งมิใช่สมาธิ มา เป็นสมาธิ ตามกฎแห่งธรรมชาติ ที่ว่า "ความจริงของเขาคือ เท่าที่เขารู้และพอใจยึดถือ" ดังนั้นจึงเกิดมีสมาธิอีกประเภท หนึ่ง ซึ่งหนักไปในทางสี ทางดวง ทางภาพ ที่มาปรากฏอย่าง แปลกประหลาด และมีการเชื้อเชิญอ้อนวอน ทำนองเชิญ วิญญาณศักดิ์สิทธิ์และใช้เป็นเครื่องมือในทางดูเหตุการณ์ ทำนาย โชคชะตาต่าง ๆ ตามแต่ประสงค์จะใช้ ซึ่งเป็นการแสวงหาประ- โยชน์ทางวัตถุแทนที่จะเป็นวิธีฝึกจิตเพื่อเข้าถึงพุทธธรรม หรือ

น.583 ๒๐ นิพพาน ตามความประสงค์เดิมของธรรมปฏิบัติระบอบนี้ของ พุทธศาสนา. ยิ่งกว่านั้นยังมีคนบางพวก ไพล่ไปยึดถือที่รูปของ พิธีรีตองต่าง ๆ ที่เป็นบุพภาคของการทำสมาธิ ตามแบบของคณะ นั้นคณะนี้ ว่าเป็นตัวสมาธิเสียเองก็มี หรือยึดถือกิริยาอาการตาม แบบแผนนั้น ๆ ว่าเป็นตัวสมาธิ อย่างงมงายทุกตัวอักษรไปเสียก็ มี โดยไม่ยอมทำความเข้าใจว่าความหมายอันแท้จริงของสมาธิ นั้น คืออะไร ดังนี้เป็นต้น. แม้มีใครมากล่าวว่า เมื่อตั้งจิตได้ ตรงแน่วแล้ว สมาธิก็เป็นเองโดยไม่มีพิธี ดังนี้ก็จะค้านเป็นเสียง เดียวกันทีเดียว. เขาไม่ยอมเชื่อโดยเหตุที่มีความยึดมั่นถือรั้นใน สมาธิของตัว ว่าเป็นความจริงอันเด็ดขาด, ความยึดถือทั้งหมด นี้เนื่องมาจากกฎธรรมชาติข้างต้นที่กล่าวแล้วว่า ความจริง ของใครก็เป็นความจริงของคนนั้น ยากที่จะยอมเชื่อกันด้วย ใจจริง. เมื่อยังหลงผิดอยู่ด้วยความยึดถือ ภูเขาแห่งวิถีพุทธ- ธรรมก็ยังตั้งสูงตระหง่านขวางหน้าอยู่เพียงนั้น. สำหรับธรรมปฏิบัติ ที่เป็นขั้น ปัญญา นั้น ถ้าเป็น ปัญญาจริงตามชื่อของมันก็ดีไป แต่ถ้าเป็นปัญญาที่ไม่รู้จักตัวเอง ซึ่งมีมูลฐานตั้งอยู่บนความจริงของความเชื่อความคาดคะเน หรือ การเดาไปตามเหตุผลแล้ว ก็ย่อมเกิดเป็นภูเขาขวางวิถีทางแห่ง พุทธธรรมขึ้นเหมือนกัน. อีกอย่างหนึ่งซึ่งสำคัญที่สุดก็คือว่า ๒ ท ท ข ธ 9 แด แล ต ◌ี เมอ แค มัน แถ

น.584 ๒๑ เมื่อปัญญาของตนไปสิ้นสุดหยุดลงเพียงไหน ก็บัญญัติเอาเพียง แค่ตรงนั้น ว่าเป็นความจริงด้วยความบริสุทธิ์ใจของตน และยึด มั่น ดังจะเห็นได้จากการที่มีลัทธิศาสนาและปรัชญาต่าง ๆ เกิดขึ้น และมีอยู่อย่างคับคั่งในโลกนี้. บางลัทธิเป็นปัญญาที่คมเฉียบก็มี แต่ก็ไม่วายที่จะเป็นภูเขากั้นขวางทางอยู่ระหว่างตัวเขากับนิพพาน. แม้ในวงของพุทธศาสนาเอง ก็มีปัญญา พวกที่เดินไปตามความ ตริตรึกตามอาการหรือเหตุแวดล้อม จนไปตีวงล้อมขังตัวเองอยู่ ที่จุดใดจุดหนึ่งโดยไม่รู้สึกตัว ยืนหยัดเสียงแข็งอยู่ว่าเป็นหนทาง ที่ถูกต้อง แล้วก็ติดแจอยู่ในวงล้อมของภูเขาลูกนั้นออกมาไม่ได้. ทั้งนี้ก็เพราะเหตุอย่างเดียวกับพวกที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ๆ คือกฎ ธรรมชาติที่ว่า ,"ความจริงของเขา คือเท่าที่เขารู้และพอใจ" ซึ่งข้าพเจ้าอยากจะกล่าวย้ำให้ท่านผู้ฟังนึกทบทวนอยู่เสมอ ๆ. ปัญญาก็คือแสงสว่าง แต่เหตุไฉนแสงสว่างจึงมาเป็นเครื่องบัง เสียเอง ข้อนี้ เป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกันเสียให้แน่ชัด ก่อนที่ จะผ่านไป. เมื่อปัญญาเดิม ๆ หรือความรู้ของเขา ซึ่งเปรียบได้กับ แสงสว่างมีอยู่ก่อนอย่างไร แล้วส่องลงไปที่เหตุการณ์หรือเรื่อง ราวอย่างใดอย่างหนึ่ง, เขาย่อมได้รับความรู้หรือความเข้าใจใน เหตุการณ์นั้น ๆ เพียงเท่าที่ปัญญาหรือแสงสว่างของเขาจะอำนวย

น.585 ๒๒ ให้. และเขาถือว่านั่นคือความจริง. ครั้นถึงสมัยอื่น เมื่อปัญญา เดิม ๆ หรือความรู้ของเขาเปลี่ยนไปหรือก้าวหน้าไป เขามองเหตุ การณ์อันเดียวกันนั่นเอง กลับเห็นไม่เหมือนกับที่เขาเห็นในครั้ง ก่อน แต่นั่นเขาก็ถือว่าเป็นความจริง. สิ่งที่เรียกว่าความจริงของ เขาเปลี่ยนไปตามอำนาจเวลา หรือถ้าจะกล่าวให้ชัดเจน ก็คือ เปลี่ยนไปตามแสงสว่างหรือปัญญาของเขานั่นเอง. ความแตก ต่างในเรื่องนี้ จึงขึ้นอยู่กับแสงสว่างหรือปัญญาที่ส่องไปยังวัตถุ นั้น แต่ตัวความจริงแท้นั้นไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน เพราะทุกขณะ ก็เป็นความจริง (ของบุคคลนั้น ในขณะนั้น) ไปหมด. เราจึง เห็นได้ว่า แสงสว่างอันนั้นเอง เป็นผู้บังความจริงในด้านจิต ใจและด้านวัตถุ. ในด้านวัตถุ เราอาจจะเห็นได้ง่าย ๆ โดยพิจารณาดูใน เรื่องอันเกี่ยวกับแสงสว่างนั่นเอง, วัตถุหรือสสารใด ๆ ก็ตาม ที่มี อยู่ในโลกนี้ ที่เราอาศัยแสงสว่างแล้วเห็นว่ามีรูปร่างสีสรรอย่าง นั้นอย่างนี้ และถือว่าเป็นความจริงนั้น ที่จริงมันอาจมีรูปร่าง และสีสรรอย่างอื่นก็ได้ แต่เราเห็นเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพราะมี แสงสว่างซึ่งอำนวยการเห็นชนิดที่เรากำลังมีอยู่นี้. เราไม่มีแสง สว่างอันอื่นนอกจากแสงอาทิตย์ ซึ่งมีสเป็คตรัมที่เราเห็นได้เพียง ๗ สี. ถ้าเราเกิดมีแสงสว่างชนิดอื่น ซึ่งมีสเป็คตรัมที่เราเห็นได้

น.586 ๒๓ ถึง ๑๐๐ สีเล่า เราจะมิพบความจริงของวัตถุที่เกี่ยวกับสี กลาย เป็นอย่างอื่นไปหรือ. มนุษย์เราถูกจำกัดเขตให้อยู่ในวงจำกัด ได้ รับแสงสว่างสำหรับจะเห็นอะไร ก็จากแสงอาทิตย์ หรือเนื่องด้วย ดวงอาทิตย์อย่างเดียว แสงสว่างที่เรามีใช้ จึงถูกจำกัดสมรรถภาพ เพียงเท่านี้และการเห็นสีต่าง ๆ เพียงเท่านี้. ถ้าเกิดได้ดวงอาทิตย์ ดวงอื่นมา เราก็จะเห็นสีต่าง ๆ เป็นอย่างอื่น. นี่เราก็ต้องถือว่าสี อื่น ๆ ซึ่งมีอยู่ในวัตถุนั้นๆ นอกไปจาก ๗ สีที่เราเห็นไม่ได้นั้น ก็เพราะแสงสว่างของดวงอาทิตย์ดวงนี้มันหลอกเรา ให้เราถือ เอาเป็นความจริงว่าสีมีอยู่เพียงเท่านี้. เรียกว่าแสงสว่างของดวง อาทิตย์ดวงนี้ เป็นตัวที่บังความจริงอันเกี่ยวกับสีต่อเราโดยทำให้ เราเข้าใจกันอย่างนี้เสียแล้ว. เมื่อใดเราได้แสงสว่าง ซึ่งทำให้ เห็นสเป็คตรัมมากสีออกไป เราก็จะพบความจริงเรื่องเกี่ยวกับ สีอย่างอื่นต่อไปอีก แต่มันต้องเป็นโลกอื่น หรือในที่อื่น ซึ่ง ไม่ต้องพึ่งอาศัยแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ซึ่งมีแสงสเป็คตรัมให้เรา เห็นเพียง ๗ สี อย่างดวงนี้. สำหรับในบัดนี้นั้นความจริงนั้น อยู่ที่ตรงไหนกัน มิใช่อยู่ที่ว่าสีมีเพียง ๗ สีดอกหรือ. แต่ความ จริงที่แท้นั้นเล่า มีเท่าไร ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดในโลก นี้รู้ เพราะว่าเขาเป็นผู้ที่มีดวงอาทิตย์แต่ดวงนี้ดวงเดียวเท่านั้น เอง. แต่ถึงแม้ในโลกแห่งดวงอาทิตย์ดวงนี้ดวงเดียวก็ตาม

น.587 ๒๔ เราก็ยังอาจจะพบว่าแสงสว่างเป็นเครื่องบังความจริงได้เหมือนกัน เช่นเรามีวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นของไม่รู้ว่าเป็นสีอะไรมาก่อน ในเวลากลางคืนเราเอามาดูด้วยแสงตะเกียง ซึ่งไม่มีสีของสเป็ค ตรัมมากเต็มที่เหมือนแสงดวงอาทิตย์ เราก็ไม่อาจแน่ใจในเวลา กลางคืนนั้นว่ามันเป็นสีอะไรแน่ ต้องเก็บไว้ดูตอนกลางวันจึง จะแน่. นี่ก็เพราะแสงตะเกียงมันมีสมรรถภาพเพียงเท่านั้น และ มันบังความจริง ให้เราเข้าใจเป็นอย่างอื่นไป. หรือว่าความจริง ส่วนที่เรายังไม่เห็นนั้น ก็เพราะขาดแสงสว่างสำหรับเป็นคู่ส่อง ให้เห็นสิ่งนั้น. ฉะนั้นแสงสว่างชนิดหนึ่ง ๆ ย่อมให้ความจริง แก่เราในการเห็นเป็นอย่างหนึ่ง ๆ นอกนั้นก็คือเป็นส่วนที่แสง สว่างอันนั้นบังเอาไว้ ด้วยการทำให้เราเข้าใจเป็นอย่างอื่นไป. นี่คือแสงสว่าง ได้บังความจริง. ในทางธรรม หรือทางจิตใจก็อย่างเดียวกัน. ถ้าความรู้ หรือปัญญาเดิม ๆ มีอยู่อย่างไร นั่นก็คือแสงสว่างของคนๆ นั้น ที่ จะใช้ส่องลงไปยังโลกหรือชีวิต หรือความเกิดแก่เจ็บตาย แล้ว เขาก็ยึดหลักความจริงของเขาไว้อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยอนุโลม กันได้กับแสงสว่างของเขา. ส่วนความจริงที่จริงไปกว่านั้น หรือ นอกเหนือไปจากนั้นซึ่งเขายังไม่เห็นนั้น ก็คือส่วนที่ปัญญา เพียงขนาดนั้นของเขาบังเอาไว้ ที่เรียกว่า "บัง" ในที่นี้ ก็

น.588 ๒๕ เพราะว่าเขารู้สึกว่า เขาได้มองดูอย่างทั่วถึงหมดความสามารถ ของเขาแล้ว ไม่มีอะไรเหลือซ่อนเร้นอยู่. เขารู้สึกอย่างนี้จริงๆ เขาจึงยึดถือเอาสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นความจริงอันเด็ดขาด. ความ สำคัญผิดด้วยอำนาจความยึดถือในตัวเองเท่านี้ เราเรียกว่าเป็น ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรมของเขา. และเป็นไปอย่างผิดกับขั้นที่ แล้ว ๆ มา คือเป็นไปอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะเป็นการ "บัง" ของแสงสว่างเสียเอง. ถึงแม้ในวงของพวกพุทธบริษัทที่ เป็นนักศึกษาและเรื่องปัญญา ก็ยังตกอยู่ในวิสัยที่อาจจะถูกครอบ งำด้วยเครื่องบังทำนองนี้ของตนเอง. นักศึกษาคนหนึ่ง ๆ ย่อมมี การสดับตรับฟัง การศึกษาความรู้และปัญญาขนาดหนึ่ง ๆ เป็น ของตนเอง. เมื่อต้องมาตีความพระพุทธวจนะประโยคหนึ่ง ประโยคเดียวกัน ก็มักจะตีความได้แตกต่างกันตามความเหลื่อม ล้ำแห่งแสงสว่าง หรือปัญญาของตน, หรือเมื่อจะต้องขบคิด ข้อความที่ยาก ๆ เช่นเรื่องอนัตตาเป็นต้น ย่อมขบคิดไปได้แตก ต่างกันไม่มากก็น้อย ในขณะที่ยังไม่ถึงที่สุด ตนก็ย่อมจะ ยึดถือเอาส่วนที่ตนคิดได้แจ่มแจ้งด้วยตนเองว่าเป็นความจริงอัน เด็ดขาดของตน ด้วยอำนาจความยึดมั่นในความคิดและความ เห็นแจ้งของตัวเอง. ความยึดมั่นอันนี้ คือภูเขาที่ขวางอยู่ในวิถี ทางแห่งการเข้าถึงพุทธธรรมของนักศึกษาคนนั้น ซึ่งเป็นหน้าที่

น.589 ๒๖ ที่เขาจะต้องพยายามพังทลายต่อไปอย่างไม่มีทาง จะหลีกเลี่ยงเป็น อย่างอื่น. ตลอดเวลาที่เขายังไม่รู้สึกหรือพังทลายมันไม่ได้เขา ก็เป็น "หลักตอในวัฏฏะ" ปักตรึงแน่นอยู่ตราบนั้น. ทั้งหมดนี้ เราจะเห็นได้ว่า ภายในนามแห่ง พระธรรม ก็อาจมีภูเขางอกออกมาจากความยึดถือในตัวพระธรรมเอง เช่นยึดถือเป็นดวงเป็นแสง เป็นบ้านเป็นเมือง, หรือยืด ถือทางวัตถุอย่างความคิดเด็ก ๆ ถือเอามัดพระคัมภีร์ เป็น พระ- ธรรมเป็นต้น, หรืองอกออกมาจากความยึดถือในวิธีปฏิบัติ อันจะให้เข้าถึงตัวพระธรรมหรือพุทธธรรม อันได้แก่ความ ยึดถือในศีล สมาธิ ปัญญา แต่ละอย่าง ๆ จนเกิดเป็นการ ลงหลักปักแน่น อยู่ ณ ที่นั้น. แทนที่จะถือว่าธรรมปฏิบัติเหล่า นั้น เป็นเพียงเสมือนเรือแพหรือยานพาหนะ ที่จะได้อาศัย ข้ามไปสู่ความพ้นทุกข์สิ้นเชิง ก็กลับมาถูกยึดให้เป็นสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ หรือตัวตนบุคคลอย่างนั้นอย่างนี้ไปเสีย ทั้งที่ ตนได้ใช้ความพยายามและเสียสละอย่างเต็มที่ ก็ยังทำให้ เกิดการเนิ่นช้า เนื่องด้วยเครื่องกีดขวางอันแน่นหนามหึมา เหล่านี้เอง. ทีนี้ก็มาถึงพระสงฆ์ ซึ่งถ้าเราพิจารณาดูให้ถี่ถ้วนก็พอ จะมองเห็นได้บ้างเหมือนกันว่า ถ้าเกิดมีความยึดมั่นสำคัญผิด

น.590 ๒๗ แล้ว "พระสงฆ์ของบุคคลผู้นั้น" ก็จะเกิดเป็นภูเขาขวางทาง ของเขาได้ อย่างไม่น้อยกว่า พระพุทธหรือพระธรรมเหมือนกัน. จิตของบุคคลบางคนที่นับถือพระสงฆ์ ไปยึดถือที่ผ้าเหลืองก็มี ที่แบบพิธีของการบวชก็มี. ที่กิริยาท่าทางอันเคร่งครัดตลอดจน กำเนิดชาติตระกูลของผู้ที่บวชนั้นก็มี. มีการเลือกพระสงฆ์ที่ตัว จะทำบุญด้วย ด้วยวิธีอันแปลก ๆ. คนไหนรู้จักเพียงแค่ไหน ใน ลักษณะไหน ก็ยึดถือพระสงฆ์ในลักษณะนั้น เพียงนั้น แล้วยัง เลยดูหมิ่นผู้อื่น ว่าไม่รู้จักพระสงฆ์ไปก็มี. ในที่บางแห่งนับถือ พระสงฆ์อย่างผู้วิเศษ สำหรับขับไล่เสนียดจัญไร หรือเป็น อาจารย์ผู้นำในเรื่องของขลัง. อีกทางหนึ่งนับถือในฐานะเป็นสื่อ หรือตัวแทนของสวรรค์หรือโลกหน้า หรือถึงกับถือว่าถ้าไม่ ได้บวชสักนิดหนึ่ง ก็ไม่ใช่ญาติของพระศาสนาดังนี้เป็นต้น ซึ่ง ล้วนแต่ทำให้หยุดชะงักอยู่ที่ระดับนั้น ไม่มีความเห็นอย่างแจ่ม แจ้งรู้จักพระสงฆ์ตามที่เป็นจริง, กล่าวคือเห็นแจ้งพุทธธรรม อันเป็นตัวธรรมะที่ทำคนให้เป็นพระสงฆ์หรือเป็นหัวใจของพระ- สงฆ์ ความที่ตนมายึดมั่นว่าตัวรู้จักพระสงฆ์ แล้วยึดถือพระสงฆ์ ในรูปนั้นในลักษณะอย่างนั้น ย่อมเป็นเครื่องปิดกั้นทางดำเนิน ไปสู่ภูมิธรรมขั้นสูงสุดของตนได้ขนาดภูเขาขวางหน้าทีเดียว. และ ตามที่มันเป็นอยู่จริง ๆ ในวงพวกพุทธบริษัทเรา ใครก็ต้อง

น.591 ๒๘ ยอมรับว่าลักษณะดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ล้วนแต่มีอยู่จริง ๆ อย่างครบถ้วนในวงพุทธบริษัทแม้เพียงในประเทศไทยเรา ไม่ ต้องกล่าวถึงพุทธบริษัทในต่างประเทศ. และมีได้ตั้งแต่ชั้นที่ มีการศึกษาน้อยขึ้นไปจนถึงชั้นที่มีการศึกษามาก หรือเลยขึ้นไป ถึงชั้นพระอริยเจ้าขั้นต้น ๆ ที่ยังมีอุปาทานบางอย่างที่ยังตัดไม่ได้ ในขณะนั้น. และข้อนี้เมื่อสรุปความแล้วก็คือว่า อัตตวาทุปาทาน หรือความยึดมั่นด้วยวาทะว่าตัวตนนั่นแหละเป็นมูลฐานของ สิ่งที่ปิดกั้น ปานประหนึ่งว่าภูเขาทั้งหลายเหล่านั้น. ความยึดมั่นว่ามีตัวตน ว่าตัวตนเป็นนั้นเป็นนี่เป็น เครื่องบังอันหนาแน่นยิ่งกว่าเครื่องบังทั้งหลาย ถ้าจะเปรียบ ด้วยวัตถุ ก็อย่างกับภูเขาหิมาลัยทีเดียว ซึ่งเป็นกำแพงใหญ่ สามารถที่บังคนในประเทศอินเดีย ให้ไม่รู้ได้ว่าทางประเทศ ไซบีเรียก็มีคนอยู่ หรือถึงกับเข้าใจว่าแผ่นดินผืนนี้ของตนไป สิ้นสุดลงเพียงที่ภูเขาอันสูงนั้น และสูงเลยขึ้นไปในเมืองฟ้าเมือง สวรรค์. ความยึดถือว่ามีตัวเป็นตัวเป็นตน แล้วเป็นอย่าง นั้นอย่างนี้นั้น ย่อมแตกแขนงออกไปได้เป็นหลายสาย ล้วน แต่มีสิ่งแวดล้อมเข้าประคับประคองเป็นเหตุผลในทำนองที่จะ ให้มีตัวมีตนเสียร่ำไป. ความว่างจากตัวตน จึงเป็นสิ่งที่ถูก

น.592 ๒๙ ปิดบังหรือกลบฝั่งเสียอย่างมิดชิด. เมื่อเขาถือเสียว่าความ ว่างจากตัวตนนั้นไม่มี ก็ย่อมจะถือต่อไปว่าบุคคลที่จะเข้าถึง ความว่างจากตัวตนย่อมมีขึ้นไม่ได้ คำว่า พระพุทธเจ้า หรือ พระอรหันต์ ซึ่งความจริงเล็งถึงบุคคลผู้เข้าถึงความว่างจาก ตัวตนแล้ว ก็ย่อมถูกเพ่งเล็งไปในแง่อื่นประการอื่น แม้ว่า เขาจะรักหรือนับถือในพระพุทธเจ้าสักเพียงไร ก็ไม่ใช่เป็น เพราะว่าท่านได้เข้าถึงความว่างจากตัวตน เพราะเหตุนี้เอง พระพุทธเจ้าก็ตาม พระสงฆ์ก็ตาม ตามทัศนะของบุคคล ประเภทนี้จึงมีอยู่โดยประการอื่น ซึ่งต่างไปจากทัศนะของ บุคคลผู้เข้าถึงความว่างจากตัวตน และพระธรรมขั้นสูงสุดที่ ทำคนให้เป็นพระพุทธเจ้าหรือพระสงฆ์นั้นเล่า ก็หาใช่ภาวะ แห่งความว่างจากตัวตนไม่ ทั้งนี้ ก็เพราะมีความยึดถือใน ตัวตนจนแน่นแฟ้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อได้พิจารณากันถึงความยึดถือ โดยประการต่างๆ ใน ฐานะเป็นเครื่องกั้นขนาดภูเขามาพอเป็นที่เข้าใจกันได้แล้ว ก็ จะได้พิจารณากันถึงคนเราหรือตัวผู้ถูกปิดกั้นต่อไป. พวกเราในปัจจุบันนี้ แม้ที่นั่งกันอยู่ที่นี่ เราก็นับถือพระ พุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กันทั้งนั้น, เรามีตัวเราเป็นผู้นับถือ, และที่นับถือก็เพื่อประโยชน์แก่ตัวเรานั่นเอง, เราต้องการจะให้

น.593 ๓๐ ตัวเรานี้ อาศัยพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพื่อการบรรลุถึง นิพพาน. เมื่อเป็นดังนี้แล้ว เรื่องมันจะไปอย่างไรกัน ในเมื่อพระ พุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และตัวเรา ตามทัศนะของเรา ล้วน เป็นกำแพงบังพระนิพพานเสียเองดังนี้ ? ถ้าหากจะถือว่าถ้อยคำที่กล่าวขึ้นเช่นนี้ เป็นการกล่าว อย่างกันเอง อย่างมิตรสหาย ในฐานะที่เราเป็นลูกของพระพุทธ- เจ้าร่วมกันแล้ว ก็ควรจะเกิดความเห็นอกเห็นใจกัน และยึดถือ ว่าเป็นถ้อยคำปรับทุกข์กัน แทนที่จะเห็นไปว่าเป็นถ้อยคำด่าทอ เสียดสี. ข้อที่เราจะต้องปรับทุกข์ต่อกันนั้นมีอยู่ว่า เราประกาศ ตัวเองในฐานะเป็นผู้แผ้วถางทางไปนิพพาน แล้วมาตกอยู่ใน ระหว่างเครื่องกีดกั้นหุ้มห่อแน่นหนา ชนิดที่น่าเวทนาสงสาร ไม่มี อะไรยิ่งไปกว่าเช่นนี้ เราควรจะพร้อมใจกันทำความเข้าใจกันให้ ชัดเจนเด็ดขาด. ' เมื่อเห็นว่าเวลามีเหลืออยู่น้อย โดยที่ความตาย ใกล้เข้ามาแล้ว ก็ควรจะหาวิธีด่วน ๆ ที่จะช่วยกันขจัดปัดเป่าอัน ตรายอันร้ายกาจนี้ให้หมดสิ้นไปโดยเร็วให้ทันแก่เวลา. เพราะว่า ถ้าเรายังคงสมาทานแต่เพียงวาจาว่า พุทธํ สรณ์ คจฺฉามิ, ธมฺมํ สรณ์ คจฺฉามิ, สงฺฆํ สรณฺ คจฺฉามิ ที่ไม่มีความหมายอันลึกซึ้ง อะไรเลย อยู่เช่นนี้แล้ว มันก็มีแต่จะเป็นการเสริมกำแพงเครื่อง กั้นให้หนามากขึ้นทุกที มากกว่าที่จะค่อยบางเข้า. ยิ่งทำไปจน เ ก 2 ห ◌ี่ เม ห ◌ี ถอ ๘ 62 บ ห ◌ี ม 9 V 1 ข ข V ตล หล

น.594 ๓๑ ตลอดชีวิต ก็ยิ่งหนาขึ้นตามอายุที่ค่อยมากขึ้นเท่าไร, ยิ่งทำไป หลายชีวิตหลายชาติ ก็ยิ่งหนามากขึ้นอยู่นั่นเอง ส่วนจะบางได้ เมื่อไรนั้น ในบัดนี้ยังไม่มองเห็นวี่แวว. ด้วยเหตุฉะนี้เอง ถ้า หากจะมีการกระตุกกระชากกลับ ที่รุนแรงไปสักหน่อยก็ควรจะ ถือว่าเป็นความจำเป็นของความต้องการในคำสอน หรือลัทธิ ที่ เป็นการรีบด่วนให้ทันแก่เวลา ซึ่งเป็นความฉลาดของพวกพุทธ- บริษัทเอง. ถ้าหากว่าจะรอเพื่อศึกษาปริยัติให้จบพระไตรปิฎก หรือจะสมาทานศีล บำเพ็ญสมาธิ เจริญปัญญา ให้ครบทุกชนิดที่ มีสอนกันไว้ อย่างนี้ก็เป็นการเหลือวิสัยที่ทุกคนจะทำได้ในชาติ หนึ่ง หรือถึงสิบชาติ, ฉะนั้น ควรจะเพ่งเล็งตรงไปยังปัญหา เฉพาะหน้าเท่าที่จำเป็น เพื่อออกไปให้พ้นโดยเร็ว จะเป็น การฉลาดกว่า โดยอาศัยหลักที่ว่า ถ้าออกไปจากทุกข์ได้แล้ว มันก็ถึงที่ที่เราประสงค์ ซึ่งเป็นความมุ่งหมายของ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือความมุ่งหมายของการนับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ของพวกเราหรือจะเรียกว่าเราเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เสียเองก็เรียกได้. ความสำคัญในเรื่องนี้จึงอยู่ที่การออก ไปได้ หรือลุถึงความพ้นทุกข์เด็ดขาดไปได้อยู่ที่การเรียน จบพระ- ไตรปิฎก หรือทำอะไรได้มาก ๆ แปลก ๆ อย่างวิตถารพิศดาร. จุด ที่มุ่งหมายของเรามีเพียงความพ้นทุกข์สิ้นเชิง จะมีมาได้โดย

น.595 ๓๒ อาการอย่างไรก็ตามเรียกว่ามีผลเท่ากัน. ส่วนที่มากออกไปกว่า ความพ้นทุกข์หรือนิพพานนั้น เราไม่เอา คือเกินความจำเป็น ทำให้เนิ่นช้า. เราเอาเพียงเท่าที่จำเป็น และตรงกับที่พระพุทธ เจ้าทรงประสงค์สำหรับพวกเรา. สำหรับหลักเกณฑ์ ในการปฏิบัติ เพื่อเข้าถึงพุทธธรรม หรือความพ้นทุกข์เด็ดขาดมีอยู่อย่างไร นั้น ขอให้ย้อนรำลึกไปถึงปาฐกถา ๔-๕ ครั้ง ที่ข้าพเจ้าเคยแสดง แล้วที่พุทธสมาคมนี้แต่หนหลัง ในวันนี้เราพิจารณากันเฉพาะ เรื่องที่เกี่ยวกับเครื่องกีดกั้นปิดบังเป็นส่วนใหญ่. เราจะจัดการกับ เครื่องกีดขวางอันเร้นลับ กล่าวคือตัวเองบังตัวเองนี้ อย่างไรนั้น เราจะต้องรู้จักบุคคลตัวอย่าง คือพระพุทธเจ้าให้ถูกตรงตาม ความหมาย. ในกรณีที่กล่าวว่าพระพุทธเจ้า (ตามทัศนะของผู้นั้น) เป็นเครื่องบังนิพพานเสียเองนั้น ถ้าเรามานึกกันดูให้ดีว่าได้ บังไว้อย่างไรแล้ว เราจะเห็นว่าเพราะไม่มีการรู้จักตัวเอง อย่างถูกต้อง จึงเกิดความต้องการพระพุทธเจ้า และสร้างพระ พุทธเจ้าขึ้นด้วยตัณหาของตนเองตามทัศนะของตนเอง หุ้ม ห่อตัวเอง จนเหลียวไปทางไหนก็พบแต่สิ่งนี้ จนกระทั่งเป็น สัญญาแห่งอดีต เหลือที่จะปัดเป่าออกไปได้. เมื่อใดมารู้จัก ตัวเองอย่างถูกต้อง คือรู้จักความว่างจากตัวตน, เมื่อนั้นก็ไม่

น.596 ๓๓ มีพระพุทธเจ้าไม่ว่าอย่างไหนหมด ไม่มีผู้บัง ไม่มีผู้ถูกบัง, ไม่มีการแสวงหาเพราะไม่มีผู้ ที่มีความต้องการ. ถ้าเรามีความ ว่างจากตัวตนอย่างไร พระพุทธเจ้าก็ควรจะมีความว่างจากตัว ตนอย่างนั้น. ถ้าเราคลำตัวเราพบในลักษณะอย่างไร เราก็ คงคลำจนพบพระพุทธเจ้า ( ตามทัศนะของเรา ) ในลักษณะ ที่เข้ารูปกันได้อยู่เพียงนั้น. ถ้าเราคลำพบความว่างจากตัวตน ของเราเมื่อใด เราก็ต้องคลำพบความว่างจากตัวตนของพระ- พุทธเจ้าด้วยเมื่อนั้น. แล้วก็จะไม่มีตัวผู้ต้องการ หรือสิ่งที่ ต้องการ ไม่มีผู้แสวงที่พึ่ง และผู้ที่จะเป็นที่พึ่ง. แต่ว่าตลอดเวลาที่คลำตัวเองไม่พบว่าได้แก่อะไรกันแน่ ก็ต้องมีการยึดถือ เที่ยววิ่งตะครุบนั้นนี่ไปตามความยึดถือ เป็น ธรรมดา เลยก็พบกันไม่ได้กับพุทธธรรม, ความเป็นอย่างนี้ ได้เคยมีมาแล้วแม้แก่พระผู้มีพระภาคเจ้าเอง ตามข้อความใน พระคัมภีร์ตอน หนึ่งซึ่งเขียนไว้ว่าเมื่อพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ใน ขณะนั้น ซึ่งเป็นการพบความจริงแล้ว หรือถ้าจะกล่าวอีกอย่าง หนึ่งก็คือ การคลำพบตัวเองอย่างถูกต้องในที่นี้นั่นเอง ซึ่งก่อน หน้านี้พระองค์ก็ได้ทรงเที่ยวตะครุบเอาสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาเป็นสิ่งที่ มนุษย์รวมทั้งพระองค์ด้วยต้องการให้มีไว้สำหรับยึดถือ อย่าง นับไม่ถ้วนครั้งมาแล้วเหมือนกัน. ครั้นเมื่อแสงสว่างอันประเสริฐ

น.597 ๓๔ เกิดขึ้น กล่าวคือพระองค์ได้ตรัสรู้ถึงพุทธธรรม ความสงบสุข และโล่งโถงก็มีมาโดยไร้เจตมา. ข้อความที่เป็นภาษาบาลีในตอน นี้ ก็คือบาลีว่า อเนกชาติสํสารํ สนฺทาวิสฺสํ อนิพฺพิสํ, คหการ์ คเวสนฺโต ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุนํ, อันเราเคยได้ยินอยู่ทั่ว ๆ ไป ซึ่ง ข้าพเจ้าเชื่อว่าหลายสิบคนที่นั่งอยู่ที่นี่ก็ท่องได้. บาลีนี้ถ้าถอดเอา แต่ใจความแท้ ๆ เป็นภาษาไทยก็มีว่า " เราได้แต่มัวหลงเที่ยว แสวงหาผู้สร้างสิ่งที่เราต้องการ, และเมื่อยังไม่ปรากฏความ สว่างแจ่มแจ้งว่าอะไรเป็นอะไรนั้น ต้องท่องเที่ยวไปใน สังสารวัฏฏ์ซึ่งมีการเกิดนับไม่ถ้วน. ทุก ๆ เรื่องที่เข้าไปจับฉวย คือทุก ๆ ชาติที่เกิด เป็นความทุกข์เสมอ." อันข้อความตอนนี้ รวมความก็คือว่า ได้เคยมีการตะครุบเอาผิดเพราะยังไม่ทราบว่า อะไรครั้นต่อมาได้ทรงพบความจริงถึงความที่เคยผิดพลาดไปแล้ว อย่างไรและปล่อยเสียได้ จึงได้ทรงออกอุทานด้วยความปีติดัง ถ้อยคำข้างบนนั้น ซึ่งบรรทัดต่อไปมีว่า "เดี๋ยวนี้เราพบแกแล้ว เจ้า นักก่อสร้างที่เรา เคยคิดว่าจะช่วยสร้างสิ่งที่เราต้องการให้ เราไม่ได้อีกต่อไป เพราะเรารู้เสียแล้วว่าแกเป็นอะไร," (คหการก ทิฏโฐสิ, ปุน เคหํ น กาหสิ.) "เครื่องประกอบ ที่จะมาสร้างบ้านเรือนนี้ เราหักมันเสียหมดแล้ว, กระทั่ง

น.598 ๓๕ โครงยอดหลังคาเรือน เราก็ได้ทำให้มันเป็นสิ่งที่จะนำมาใช้ ไม่ได้อีกต่อไป." (สพฺเพ เต ผาสุกา ภคฺคา คหภูฏํ วิสงฺขตํ). อันนี้แสดงให้เห็นว่าพระองค์ได้ทรงคลำตัวตนพบอย่างถูกต้องถึง ที่สุดแล้ว, และบรรทัดสุดท้ายก็คือ "จิตถึงแล้วซึ่งความเป็น สภาพที่อะไรจะหนุนไม่ขึ้นอีกต่อไป คือปรุงแต่งไม่ได้เปลี่ยน- แปลงไม่ได้อีกต่อไป. มันได้ขึ้นถึงภาวะแห่งความหมดสิ้นไป ของตัณหา เพราะฉะนั้นมันจึงถูกหนุนให้เป็นอะไรไม่ได้อีก ต่อไป." (วิสงฺขารคตํ จิตฺตํ , ตณฺหานํ ขยมชุฌคา) ข้อความนี้ ทั้งหมดไม่สำคัญแต่ความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ภายในพระหฤทัย ของพระผู้มีพระภาคเจ้าในขณะนั้นเป็นอย่างไร. พระหฤทัยของพระผู้มีพระภาคในขณะนั้น ก็คือเป็น ความรู้สึกของบุคคลที่ได้ทะลุกำแพงขวางของตัณหาและ อุปาทาน ออกไปได้สิ้นเชิงแล้ว. ตัวเองพบว่าตัวเองนั้น ไม่ใช่ตัวเอง ที่เคยมีความยึดถือว่าเป็นตัวเราเอง และต้องการอะไรต่าง ๆ ใน ชั้นแรก เราเองต้องการอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วเที่ยววิ่งหาคน หรือ สิ่งที่จะทำให้ตนได้รับความพอใจอย่างนั้นอย่างนี้ อันทำให้เกิด เป็นวัฏฏสงสารขึ้นมา. ครั้นบัดนี้ ได้พบว่าตัวผู้ที่เที่ยววิ่งหานั้น ไม่ใช่ตัวเองอย่างนี้แล้ว จิตที่ขึ้นสูงถึงขั้นที่ไม่มีตัวเองนี้ จึงหมด ความปรารถนาโดยทุกวิถีทาง เมื่อรู้ว่าไม่มีตัวบุคคลผู้ปรารถนา,

น.599 ๓๖ ความสิ้นไปแห่งความปรารถนาก็เกิดขึ้นแก่จิตนั้น ชนิดที่บุคคล ผู้นั้นยังมีความปรารถนาย่อมไม่ต้องการจะให้เกิดขึ้น ทั้งนี้ ก็เพราะเหตุที่สามารถทะลุภูเขาแห่งความยึดถือว่าตัวตนออกไปได้ นั่นเอง. จึงเห็นได้ว่าการที่มีการยึดถือเป็นตัวตนขึ้นมาเป็น ตัวเราตัวเขา ของเราของเขาก็ตาม ย่อมเป็นที่จับฉวยติดแน่น ของจิตอยู่ตลอดเวลา และเป็นเครื่องกั้น ซึ่งจะหนาหรือบาง หยาบหรือละเอียดย่อมแล้วแต่ความหยาบหรือละเอียดของอาการที่ ยึดถือหรือสิ่งที่ยึดถือ การยึดถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามทัศนะของตัวเองดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น ก็มี มูลมาจากการยึดถือว่ามีตัวตน ทำนองเดียวกับที่ยึดถือตัวเองว่า มีตัวตน เป็นสมุฏฐาน เพราะฉะนั้นจึงเห็นความว่างจากตัวตน ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ได้ เช่นเดียวกับที่เห็น ความว่างจากตัวตน ในตนเองไม่ได้นั้นเหมือนกัน เมื่อความ ยึดถือว่าตัวตนเช่นนี้ยังเคลือบหุ้มอยู่เพียงใด ก็ยังไม่อาจจะคลำ พบตัวเองอย่างถูกต้องได้ อยู่เพียงนั้น, จึงยังมีความต้องการ และมีการแล่นเป็นวงกลม คือมีวัฏฏสงสารซึ่งบรรจุเต็มไว้ด้วย ความทุกข์ ความหนัก ความมืด ความปิดนั้น ความผูกมัด และ อื่น ๆ ฯลฯ พอทะลุภูเขาอันนี้ออกไปได้ ในขณะนั้นเท่านั้น วัฏฏสงสารก็ขาดสะบั้นลงในขณะนั้นไม่ต้องรอ จนกว่าจะตายก็ได้

น.600 ๓๗ พบกันกับความสงบ ชนิดที่พระองค์ทรงพึมพำกับพระองค์เอง ผู้เดียวมาแล้ว ความรู้สึกอันนี้ รุนแรงมากถึงกับทำให้พระผู้ มีพระภาคเจ้า หลุดพระโอษฐ์พึมพำถึงรสชาติของการรอดจาก เงื้อมมือของอุปาทาน หรือความยึดถืออันเกี่ยวกับตัวตนอยู่ พระองค์เดียว ซึ่งตามพระคัมภีร์กล่าวว่า ได้ตรัสพระพุทธอุทาน วจนะอันนี้แก่พระสาวกในภายหลังจากที่พระองค์ ได้ดื่มธรรมรส อันนี้อยู่เป็นเวลาหลายวัน. จากเหตุการณ์อันเกี่ยวกับพระผู้มีพระภาคเจ้าดังกล่าวมานี้ เราจะเห็นได้ว่าอาการที่จิตเข้าจับฉวยเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ว่าเป็น ตัวตนนั้น มันกลายเป็นความถูกต้องหรือความจริงของบุคคล นั้น ในขณะนั้นไปเสียแล้ว และเป็นเช่นนั้นอยู่ตลอดเวลา มันจึงเป็นเครื่องกั้น ขนาดภูเขา ถ้าหากว่าถอนอัตตานุทิฏฐิ อันนื้อออกเสียได้เมื่อใด ภูเขาก็พังคลืนลงมาเองพร้อมกัน เพราะว่าเครื่องกั้นทั้งหลายเหล่านั้น ทั้งที่เป็นอันเล็กอันใหญ่ เนื่องกันอยู่ ย่อมตั้งอยู่บนของสิ่งนี้ คือบน อัตตานุทิฏฐิ ความ เห็นว่าเป็นตัวตน แต่ความยากลำบากของเรื่องนี้ มิได้อยู่ที่ เทคนิคของการพังทลายภูเขา มันกลับมายากลำบากอยู่ตรง ที่ เรากลับมารัก และนับถือภูเขา เสียเอง ! ฉะนั้นเรา ควรหันหน้ามาปรับทุกข์กัน อย่างขนานใหญ่จะดีกว่า เรามามอง

น.601 ๓๘ ดูกันและกันในทางที่เป็นพุทธบริษัทคู่ทุกข์คู่ยากด้วยกัน ด้วย ความซื่อตรงต่อกัน ไม่ต้องเกรงใจกันในการที่จะช่วยกัน ทักท้วงหรือแก้ไข เราเห็นกันอยู่แล้วว่าพวกเราทุกคนมีใจที่ กำลังแนบสนิทกันอยู่กับสิ่งที่ตนยึดไว้ว่าเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กำลังอุทิศทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ การศึกษา และการปฏิบัติธรรม ก็ว่าอุทิศ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. แต่แล้วในที่สุด ก็ไม่อาจรู้หรือ พบว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่แท้จริงนั้นคืออะไร อยู่ที่ไหน เนื่องจากการอุทิศนั้นมันมีความเห็นแก่ตัว หรือ ประโยชน์ของตัวเป็นมูลฐานสำคัญมาเสียตั้งแต่ต้น ซึ่งถ้า ปราศจากสิ่งนี้เสียแล้ว ก็เชื่อว่าคงไม่มีใครทำอะไรที่จะอุทิศ พระ- พุทธ พระธรรม พระสงฆ์เลย เมื่อเราไม่สามารถเข้าถึงภาวะ อย่างที่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ท่านเป็นกันอย่างนี้แล้ว มันจะเป็นอย่างไรบ้าง จะเป็นการขาดทุน หรือได้กำไร หรือ ว่าเป็นทั้งสองอย่าง ก็น่าจะลองนึกดูอย่างละเอียด การลงทุน ลงแรงของพวกพุทธบริษัทในการจัดการปริยัติวัดวาอาราม. ลงทุน ปีหนึ่งนับล้านสำหรับสมัยนี้ ถ้าสามารถทำคนให้เข้าถึงความจริง ของพุทธธรรมได้ ก็นับว่าได้ผลคุ้มกัน เป็นอันรอดพ้นไป แต่เมื่อมามองถึงภาวะที่ยังต้องถูกผูกพันกันอยู่กับความเท็จ ความ

น.602 มืดมัวไม่สามารถถอนตัวเองออกไป จากความทุกข์ที่ท่วมทับได้นี้ นับว่าเป็นการเสียสละที่น่าเวทนาสงสาร - น่าเสียดายมากอยู่ จิตใจของเรารู้สึกว่าเข้าถึงและแนบแน่นกันอยู่ที่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ .แต่ครั้นมีผู้มาขอให้ชี้ให้ชัดเจนจริง ๆ ว่า อะไรเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซักหนักเข้าก็จำนน อย่างมากที่สุดก็มีแต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามทัศนะ ของตัวเอง; การอุทิศก็เลยกลายเป็นอุทิศแก่พระพุทธรูป ทองเหลือง ทองแดง หรือรูปกายที่เดินไปมาอยู่ในประเทศ อินเดียเมื่อสองพันปีมาแล้ว หรือดวงเขียว ๆ แดง ๆ ที่ตนสามารถ อัญเชิญให้ลอยไปลอยมานั้นมากกว่าอย่างอื่น ซึ่งที่แท้นั่นก็คือ ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรมนั่นเอง เราจะมาพูดกันถึงพระพุทธ พระ- ธรรม พระสงฆ์ ในลักษณะเช่นนี้กันอีกกี่สิบครั้ง กี่ร้อยครั้ง ก็คงจะเปล่าประโยชน์ เพราะไม่สามารถจะผ่านทะลุภูเขาได้เลย เราเข้าถึงพุทธธรรมไม่ได้ก็เพราะภูเขาเหล่านี้เอง เราเปลี่ยน เรื่องขยับไปพิจารณากันถึงการเจาะทำลายภูเขาเหล่านั้นกันบ้าง จะ เป็นการปลอดภัยแก่การเสียสละของเรามากกว่า. เมื่อเป็นที่ยอมรับกันว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามทัศนะของบุคคลผู้มีแต่ความยึดถือ รวมทั้งตัวเอง ซึ่งกำลัง เป็นที่รวมของความยึดถือ ล้วนแต่เป็นเครื่องกั้นชนิดภูเขา

น.603 ๕๐ เหล่านี้แล้ว, ข้าพเจ้าขอวิงวอนเพื่อนพุทธบริษัททั้งหลายว่าจง จัดการกับ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามทัศนะ ของบุคคล ผู้เต็มไปด้วยความยึดถือ เอาแต่ความจริงของ ตัวเองนั้นเสียใหม่รวมทั้งมองในสิ่งที่เราเรียกว่าตัวตนของเรานั้น เสียใหม่ บางคนมีความขลาดถึงกับว่า ถ้าไม่มีตัวเราเอง แล้ว บุญจะเป็นของใคร ลงทุนทำบุญเป็นถ่ายเป็นกอง จะเอา ไปให้ใคร หรือทิ้งเสียที่ไหน เราต้องขาดทุน เพราะไม่มี เราที่จะได้รับส่วนบุญ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่สามารถที่จะบัดตัวตน แห่งความยึดถือทิ้งออกไปได้ และผู้ที่คิดว่า เรานับถือ พระ- พุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทั้งที แล้วมาปรากฏว่าคว้าน้ำเหลว เพราะความคิดของเราเป็นหมันไปอย่างนี้ มิกลายเป็นเรื่องตลกไป หรือ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เป็นการยากที่จะเพิกถอนพระพุทธ พระ- ธรรม พระสงฆ์ ที่ยึดถือไว้ตามทัศนะของเขา แม้จะขืนยึดถือ ไว้อย่างไรก็ไม่พ้นไปจากการที่จะต้องเสียใจ เพราะเข้าถึงพุทธ- ธรรมไม่ได้ในภายหลัง เพราะฉะนั้น เราจะต้องมีความกล้า ในการที่จะรวบรัดตัดตอน ข้าพเจ้าใคร่จะกล่าวโดยไม่ขลาดกลัว ใครจะว่าอย่างไรก็ตาม ว่า ขอให้นึกถึงการที่หลุดพ้นออกไปได้ ให้มากกว่าที่จะนึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ! ข้าพเจ้าไม่นึกกลัวใครจะหาว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ สอนให้คนละทิ้ง

น.604 ๔๑ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพราะว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ตามทัศนะของผู้ที่เต็มอัดไปด้วยอัตตานุทิฏฐินั้น ดูมัน มากเกินไปเสียแล้ว ! เหวี่ยงทิ้งกันเสียบ้างเถอะ. เมื่อได้พิจารณากันถึงคนเรา ผู้ถูกปิดกั้นโดยประการ ต่าง ๆ มาพอเป็นที่เข้าใจกันแล้ว ก็จะได้พิจารณากันถึงวิธีที่จะ พังทลายเครื่องปิดกั้น อย่าลัด ๆ สั้น ๆ สืบไป. ในตอนนี้ ท่านทั้งหลายอย่าได้นึกไปถึงว่า เป็นการ ขอร้องให้ปฏิเสธหรือละทิ้ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, แต่ขอให้เข้าใจว่า การยึดมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามทัศนะของตน ชนิดที่เลยขอบเขตจนกลายเป็นภูเขาหิมาลัย ขวางหน้าไปเสียแล้วนั้น มันเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ๆ และการที่เราจะ ก้าวหน้าไปจนถึงขั้นหลุดพ้นสิ้นเชิงนั้น จำเป็นที่จะต้องละวาง ความยึดถือทุกสิ่งทุกอย่างไปตามลำดับ จนกระทั่งความยึดถือ ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างถูกต้อง ก็ต้องละกัน ในที่สุด ถึงแม้การยึดถือที่ควรยึดถือในขั้นต้นนั้น ก็ไม่ควรจะ เป็นการยึดถือชนิดตัวตน, ควรเป็นเพียงการยึดถือเอา ใน ฐานะเป็นเครื่องมือ หรือเครื่องนำทาง ก็เป็นการมากเต็มที่อยู่ แล้ว อย่ายึดถือในพระพุทธ ในทำนองที่จะก่อการวิวาทกัน ด้วยเรื่องพระพุทธ อย่ายึดถือในพระธรรมอันเป็นนามที่สมมติ

น.605 ๔๒ ขึ้นแทนชื่อ ของความบริสุทธิ์หลุดพ้นปล่อยวาง ขึ้นเป็นตัวตน เป็นรูปแบบต่าง ๆ จนแตกร้าวกัน เพราะพระธรรม อย่าขัดกัน ในหลักเรื่องพระสงฆ์ซึ่งเป็นเพียงชื่อของผู้ที่หลุดพ้น หรือกำลัง พยายามเพื่อหลุดพ้น จนต้องเกิดแบ่งแยกแตกร้าวกันอย่างไม่ มีหลักเกณฑ์ เพราะต่างฝ่ายต่างก็ยังยึดถือตึงเครียดอยู่ด้วยกัน ทั้งนั้น จึงเพ่งกำลังความคิดทั้งหมด ตรงไปยังความหลุดพ้น ของจิตซึ่งกำลังถูกทรมานอยู่ด้วยการหุ้มห่อ ไม่ต้องเป็นห่วง เรื่องว่าจะมีตัวเรา คือนึกว่ายอมขาดทุนยอมเสียสละ ไม่ต้อง มีตัวเราสำหรับจะเอานั่นเองนี่ ได้รับสิ่งนั้นสิ่งนี้ โดยตัดใจเสีย ว่า ตัวตนเท่าที่มีอยู่จริง ๆ ในเวลานี้ก็ทนไม่ไหวแล้ว เพียงเท่านี้ ก็เหลือที่จะแบกจะทนทานได้แล้ว จงค้นจนกว่าจะพบความจริง ที่ว่า เมื่อดูกันเข้าจริง ๆ ก็เห็นมีแต่จิตนั่นเอง กำลังถูกอะไร ห่อหุ้ม ทำให้เกิดทุกข์ทรมานขึ้น. ถ้าเอาสิ่งที่ครอบงำจิตออกไป เสียได้ มันก็จะเป็นอิสระเอง ภาวะของความทุกข์ก็ไม่มีที่จิต อีกต่อไป. ไม่ต้องมีตัวเราอะไรที่ไหนเลย. ความพ้นทุกข์อย่าง เด็ดขาดก็มีได้โดยสมบูรณ์. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็มีอยู่อย่างถูกต้องและสมบูรณ์ดุจเดียวกัน. ปัญหาที่จะต้อง พิจารณาก็ยังมีอยู่แต่ว่า เราจะทำจิตของเราให้ว่าง ให้โปร่ง จากสิ่งที่มาเคลือบหุ้มได้อย่างไรเท่านั้น ไม่ต้องคำนึงว่าจะไม่มี ๘ซ

น.606 ๔๓ ตัวเรา หรือไม่มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ของเรา ซึ่งเป็นการนอกรีตนอกรอยไม่เข้าเรื่อง. การทำอย่างนี้จะเป็น การเร็วมาก เป็นการเคลื่อนไปโดยเร็วอาจจะทันกับเวลา ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี ที่พวกเราในที่นี้จะต้องตายก็ได้. วิธีลัด ๆ สั้น ๆ ก็คือ การทำในใจถึงภาวะแห่งความ บริสุทธิ์ของจิตซึ่งปราศจาก การยึดถือโดย ประการทั้งปวงแทน การทำในใจถึงสิ่งต่าง ๆ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ มากขึ้น ๆ ดังเช่น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามทัศนะของ ตนเองเป็นตัวอย่าง. การทำอย่างนี้เป็นการชำระจิตให้ หมดจดจากสิ่งห่อหุ้มได้จริง ๆ และพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตัวจริง ก็มีความหมายถึงภาวะแห่งความบริสุทธิ์ แห่งจิตอันนี้นั่นเอง ความปรารถนาแต่ในการพรากจิตออกมา เสียจากเครื่องห่อหุ้มผูกพันทุก ๆ ประการ จึงเป็นความ ปรารถนาที่มีรากฐานแน่นแฟ้น และเป็นความปรารถนา ที่บริสุทธิ์ ยิ่งเสียกว่าความปรารถนาที่จะติดแน่นอยู่กับ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ว่าโดยทัศนะไหนหมด ในขั้นที่ ไร้ศีลธรรมนั้นไม่มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. ในขั้นที่มีศีลธรรม มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. และ ในขั้นที่หลุดพ้นจากเครื่องพัวพันทั้งปวงนั้น กลับไม่มีพระ-

น.607 ๔๔ พุทธ พระธรรม พระสงฆ์อีก, แต่เป็นการไม่มีคนละอย่าง คนละอันจากขั้นที่ ไร้ศีลธรรม. ความมุ่งหมายของพุทธ- ศาสนาสอนให้มนุษย์มีใจสูงถึงขั้นเหนือโลก หรือหลุดพ้นจาก เครื่องพัวพันทั้งปวง ซึ่งเป็นเหตุให้พุทธศาสนามีระดับสูง กว่าศาสนาอื่น อันมีความสูงเพียงขั้นศีลธรรม, ฉะนั้น ความปรารถนาในการพรากจิตออกมาเสียจากเครื่องห่อหุ้มทั้ง ปวง จึงเป็นความปรารถนาที่บริสุทธิ์ตามหลักแห่งพุทธ- ศาสนา. คนทั่วไปอาจขลาดกลัวในการที่จะละความสนใจจาก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และบุญกุศลและสิ่ง สวยงามอื่น ๆ มาสนใจแน่วแน่แต่ในเรื่องภาวะความหมดจด จากความยึดถือโดยประการทั้งปวงของจิต แต่ถ้าเขาจะได้ พิจารณาดูให้ถูกตรงจุดที่สำคัญ คือที่ตัวจิตเองอย่างถูกต้อง ถ่องแท้ จนกระทั่งพบว่า ความทุกข์ทรมานกดทับทั้งหลาย ที่กำลังกลุ้มรุมอยู่ ที่จิตทุกเวลานั้น มันเนื่องมาจากความยึดถือ นั่นเองแล้ว ก็จะเกิดความแน่ใจหรือความกล้าหาญ ในการ ที่จะเพ่งหาแต่ความออกไปได้ของจิตอย่างเดียว คือเพ่งหา ช่องที่จะ เล็ด ลอดออกไป เสียจากความกลุ้มรุมของสิ่งห่อหุ้ม อย่างเดียว. ทั้งนี้โดยความเชื่อความเห็นของตัวเอง ไม่ต้อง เชื่อตามพระคัมภีร์ที่สอนว่าต้องทำ อย่างนั้น อย่างนี้จึงจะเกิด

น.608 ๔๕ ความกล้าที่ถูกต้องแท้จริง และเป็นความปรารถนาที่บริสุทธิ์ จริง ๆ เมื่อสิ่งต่าง ๆ ลงรูปกันกับความจริงเช่นนี้ ความปล่อย วางก็มี หรือค่อย ๆ มีขึ้นเองอย่างไม่ชักช้าเฉื่อยชา. สำหรับจิตซึ่งเป็นตัวประธาน ยืนโรงสำหรับถูกพัวพัน หรือหลุดพ้นออกไปได้นั้นเล่า เราไม่ขอเอามาเป็นตัวเรา เพราะความรู้สึกแจ่มแจ้งยิ่งขึ้นมาของเราเอง. อย่างมากที่จะ เป็นได้ ก็เป็นเพียงให้เป็นสิ่งที่รู้ สึกทุกข์เพราะถูกผูกพัน, หรือรู้สึกสุข เพราะได้รับความปล่อยวางเท่านั้นเอง ไม่ใช่ ตัวตนของเรา. ทั้งนี้ เพราะว่าในกลุ่มที่กำลังชุลมุนอยู่นั้น มีแต่ จิต กับความทุกข์อย่างเดียวเท่านั้น ที่เป็นปรากฏการณ์อันชัด เจนคืออาการที่จิตกำลังถูกเผาสนทนทรมาน เพราะความยึดถือ ของตัวเอง อันมีอยู่ในสิ่งที่ตนรักอยากจะได้ หรือในภาวะที่ตน อยากจะมีจะเป็นอยากจะหนีไปเสียให้พ้น. สำหรับตัวจิตนั้นเล่า ก็ไม่อาจจะเป็นตัวตนของจิตเอง เพราะไม่มีอิสระอะไรในตัวเอง ที่จะเป็นตัวเองได้ เป็นเพียงวิบากหรือผลของอะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งสะท้อนออกมาจากสิ่งอื่น ๆ ที่ทยอยกันมาตามลำดับในฐานะ ที่มันเป็นสังขารธรรม คือสิ่งที่ผลักดันส่งต่อโดยเป็นเหตุเป็นผล ของกันและกันเรื่อยไปไม่มีหยุด ปราศจากความเป็นตัว ตนของตนเอง. ฉะนั้น จึงถือว่าจิตเป็นตัวตนของเราก็ไม่ได้

น.609 ๔๖ เพราะมีแต่จิตซึ่งกำลังถูกหุ้มห่ออยู่ด้วยความยึดถืออย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีบุรุษที่สองที่ไหนอีก. และจะถือว่าจิตนั่นแหละเป็นตัวตน ของมันเองก็ไม่ได้. เพราะมันเป็นเพียงสังขารธรรมดังที่กล่าวแล้ว. เมื่อเห็นว่าความจริงมันมีอยู่แต่เพียงเท่านี้ ก็พอที่จะทำการ หยั่งลงสู่การพิจารณาต่อไปอีกว่า ถ้าเอาความยึดถือออกเสีย เหลือแต่จิตล้วน ๆ ไม่มีความยึดถือรวมอยู่ด้วย, ซึ่งจะขอสมมติ เรียกกันไปที่ก่อน ว่า "จิตเดิมแท้" หรือ "จิตที่บริสุทธิ์อยู่," แล้วมันก็จะเกิดมีภาวะตรงกันข้ามคือ ความสงบ หรือพ้นจาก ทุกข์ ทรมานเพราะว่าจิตชนิด นี้ไม่เที่ยวออกรับเอาอะไรว่าเป็น ของตน เพราะมันไม่มีตัวมันเองที่จะเป็นเจ้าของสิ่งใดได้. มันไม่ต้องการพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพราะภาวะ แห่งความบริสุทธิ์ในตัวมันนั่นแหละ คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่ถูกต้องตรงตามความหมายอันแท้จริง. การถอน เอาความยึดถือ หรือภูเขามหึมาเหล่านั้น ออกไปเสียจากจิต อย่างเดียวเท่านั้น ทำให้พบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่ถูก ต้องขึ้นมาเอง. และจะถือว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่ง ที่แท้เป็นของอันเดียวกันนั้น ได้มีอยู่ในเราทุกคนมาแต่เดิมแล้ว ก็ได้. เมื่อจิตหลงไปว่าเป็นตัวเราขึ้นมาด้วยอำนาจความยึดถือ ความยึดถือนั้นก็เคลือบหุ้มภาวะเดิมแท้ ซึ่งไม่เคยปรารถนาต้อง

น.610 ๔๗ การอะไรให้เกิดความปรารถนานานาประการขึ้นมา มีความดิ้นรน ที่จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ กระทั่งอยากมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่สวยสดงดงามกว่าของใคร ก็ปั้นเอาขึ้นใหม่ตาม ทัศนของตน ดังนี้เป็นตัวอย่าง. การตัดลัดเพ่งตรงไปยังภาวะที่ปราศจากความยึดถือของจิต เช่นนี้ ย่อมจะพบความจริงได้ง่ายและเร็วกว่าที่จะมาตั้งพิธี ใหญ่โต ตั้งต้นไล่กันไปตั้งแต่ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งจาระไน ได้เป็นร้อยๆ พันๆ ชนิด เรียนจนตลอดชีวิตก็ไม่เคยจบ แล้วซ้ำ ยังติดแจอยู่กับ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามทัศนะของ ตัวเองอันเต็มไปด้วยอัตตานุทิฏฐิเช่นนั้น. เพียงแต่เราพิจารณา ดูสักหน่อย ก็จะเห็นได้ว่า ในปัญหาเรื่องความทุกข์เกิดขึ้น เพราะอำนาจความยึดถือของจิตอย่างเดียวเท่านั้นนี้ _ ก็ได้มีผู้มี ปัญญาชั้นครูหรือศาสดาต่าง ๆ มีจำนวนตั้งกี่หมื่นกี่แสน หรือกี่ ล้านคนมาแล้ว ได้สอนไว้แตกต่างกันอย่างไร มีทัศนะแตกต่าง กันกี่แนวกี่สาย จนเข้ากันไม่ได้หรือวิวาทกันด้วยเรื่องความคิด เห็นนี้ ทั้งภายในและภายนอกประวัติศาสตร์ ย่อมมีมากเกินกว่า ที่เราจะไปสนใจไหว. ถึงแม้ในวงพุทธศาสนาเรา ก็ยังขยาย ตัวแพร่พันธุ์ออกเป็นพุทธศาสนาใหม่ ๆ จนอะไรนิดก็ พุทฺธา- นุภาเวน อะไรหน่อยก็ ธมฺมานุภาเวน สงฺฆานุภาเวน จะให้

น.611 ๔๘ สำเร็จสมตามประสงฆ์, ซึ่งพฤติการณ์เช่นนี้มันไม่เคยมีในสมัย สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือในพุทธศาสนาอย่างเก่าแท้ ซึ่งมีแต่สอนให้ชำระจิตให้หมดจดจากสิ่งห่อหุ้มเป็นข้อสำคัญและ อย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษเฉพาะของพุทธศาสนา ที่ผิดแผกไปจากศาสนาอื่น ๆ ในโลก. ฉะนั้น ถ้าเราพบวิธี ที่ว่า ทำอย่างไรความยึดถือว่าตัวตนจะหมดไปได้แล้วนั่นก็คือ วิธีลัดสั้นที่สุด. ออกจะเป็นการกล่าวที่เอาเปรียบอยู่บ้าง ในการที่เราจะ กล่าวว่า ขอให้เพ่งถึงภาวะที่ว่างจากความยึดถือสิ่งต่าง ๆ ที่หุ้มห่อพัวพันจิต, จนเป็นอารมณ์ประจำตัว หรือเป็นสรณะ ประจำตัวไปก่อน จนกว่าความรู้แจ้งเห็นจริงจะเกิดขึ้นมาตามลำดับ การกล่าวเช่นนี้ เป็นการเอาเปรียบผู้ฟัง แต่ก็ไม่ทราบว่า จะกล่าวอย่างไรให้ดีไปกว่านี้ได้ ทางที่ดีที่สุดก็มีแต่ขอให้พยายาม ลองทำดูไปก็แล้วกัน. . คือพยายามนึกถึงภาวะที่บริสุทธิ์ ที่ ไม่มีอะไรหุ้มห่อจิตที่บริสุทธิ์ ชนิดที่เรียกว่า วิสงฺขารคติ จิตฺติ (จิตที่ถึงสภาพอันอะไรปรุงให้คิดนึกให้ยึดถือให้ปรารถนา อะไร ไม่ได้อีกต่อไป) อยู่ทุกเวลา. พิจารณาหาเหตุผลใน เรื่องนี้ทุกเวลา, ปลูกความพอใจ หรือศรัทธงในเรื่องนี้อยู่ทุก เวลา. และถือสิ่งนี้เป็นสรณะ เป็นตัวศาสนา จนลืมพระพุทธ 7 ใ 1 พ ไข ห เร ซ 8 ส

น.612 ๔๙ พระธรรม พระสงฆ์ ตามทัศนะของตัวเอง หรือตามทัศนะ ไหน ๆ ทั้งหมดเสียก็ได้, แล้วแสงสว่างจ้าจะลุกขึ้นมาเองในขณะ หนึ่งโดยไม่มีพิธีรีตอง เนื่องจากกระแสความคิดในเรื่องอัน เกี่ยวกับความเบื่อหน่ายในการยึดถือ ได้ลงรากมั่นคงในสันดาน ซึ่งหลังจากนั้นก็มีแต่จะเป็นไปในทางปล่อยวางเรื่อย ๆ ไปจนหมด สิ้น. การถือเอาภาวะที่ว่างจากความยึดถือขึ้นเป็นสรณะ เช่นนี้ มีทางที่จะปลอดภัย คือไม่ตกไปเป็นเหยื่อของการหลงถือเอา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามทัศนะแห่งความยึดถือของ ตัวเองขึ้นเป็นสรณะ แล้วติดตั้งเหนียวหนืดอยู่ที่นั่นออกไปไม่ ได้. ถึงแม้จะมีความเป็นห่วงถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่เสมอ ก็ควรจะแน่ใจเสียว่า ขอให้พบกับภาวะแห่งความว่าง จากการยึดถือเสียก่อนเถิด แล้วพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็จะกลับมาเอง และเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่ถูก ต้องแท้จริงด้วย เพราะว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในครั้งหลังนี้ มิใช่ผลิตผลของความยึดถือ อย่างกะในคราว ก่อน ๆ เนื่องจากได้ทำลายความยึดถือเสียแล้ว. เมื่อใดพบความ ว่างจากตัวตนเช่นนี้ เมื่อนั้นก็จะพบพระพุทธเจ้าที่มีประจำอยู่ แล้วในตัวเราเอง ซึ่งเป็นเครื่องหมายอันแน่นอนของการตรัสรู้ หรือการหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงของเราเอง, หรือเรียกด้วย

น.613 ๕๐ สมมติโวหารอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า "พบตัวเองครั้งใหม่อย่างถูก ต้องแล้ว" เป็นตัวเองที่ไร้ความยึดถือ ยึดถือไม่ติด. ก่อนหน้านี้ พบแต่ตัวเองชนิดที่ยึดถือติด: ประเดี๋ยวเป็นสัตว์ ประเดี๋ยว เป็นคน เดี๋ยวเป็นมนุษย์ เดี๋ยวเป็นเทวดา เดี๋ยวเป็นพรหม, เดี๋ยวเป็นตัวเองชนิดที่นั่งฟังธรรมกถาอยู่ที่นี่ เดี๋ยวเป็นอย่างอื่น ไปแล้ว ไม่มีที่สิ้นสุดที่ทำให้เกิดความปรารถนาอันไม่มีที่สิ้นสุด อย่างเดียวกัน. เดี๋ยวอยากเป็นพระอรหันต์ ประเดี๋ยวอยากเป็น เทวดา เดี๋ยวอยากเป็นมนุษย์ เดี๋ยวก็อยากกินเหล้าอย่างนี้ เป็น การวนเวียนไปมาเป็นวัฏฏสงสารของมันเอง จนกว่าจะคลำตัว เองพบอย่างถูกต้อง เช่นพระองค์ได้ตรัสไว้ว่า "คนการก ทิฏฐ สิ-เจ้านักก่อสร้าง ฉันเห็นแกแล้ว". นั้นเหมือนกัน จิตล้วน ๆ ซึ่งปราศจากความยึดถือ หรือภาวะเดิมแท้ของ จิตก็ไม่เคยปรากฏในปริมณฑลของปัญญาในขณะนี้ อย่ากล่าว ไปถึงความหมดเหตุหมดปัจจัยแล้วจะดับไปอย่างไฟหมดเชื้อ ฉะนั้นการเพ่งถึงแต่เพียงภาวะที่จิตว่างจากความยึดถือ ก็คงจะ ไม่เป็นบทเรียนที่สูงเกินวิสัยที่เราจะทำกันได้ในที่นี้ เราลอง พยายามกันไปก่อน ก็จะเกิดความแน่ใจในตอนหลังๆ. เรามาตั้ง กำหนดกันว่าภาวะเดิมแท้ของจิตนั้น ว่างจากความยึดถือไม่ ต้องการอะไร ไม่ดิ้นรนอย่างใด. ฉะนั้นถ้าหากเกิดความคิดนึก

น.614 ๕๑ อย่างใดขึ้นในจิตก็ให้เข้าใจว่า ไม่ใช่ภาวะเดิมแท้ มันจะ ปรารถนาในทางที่ชั่ว หรือทางที่ดีก็ตาม นั่นก็มิใช่ภาวะเดิมแท้ หรือภาวะอันบริสุทธิ์ของจิต แม้ที่สุดแต่จิตต้องการจะเห็นพระ- พุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ให้เข้าใจว่าเป็นของใหม่เพิ่งเกิด ขึ้นหุ้มห่อจิต เพราะมันเกิดมีตัวตนที่ต้องการพระพุทธ พระ- ธรรม พระสงฆ์ ที่จะให้ไปทำอะไรให้มันสักอย่างหนึ่ง ตาม ความต้องการของมัน เมื่อความคิดชนิดใดเกิดขึ้นในจิต หยิบ ขึ้นวินิจฉัยโดยทำนองที่ว่า นี่คือภาวะเดิมแท้หรือไม่ ? ทำนองนี้ เรื่อยไปไม่ว่าในอิริยาบถไหน จะเป็นยืนเดินนั่งนอนก็ตาม เมื่อ มันไม่ใช่ภาวะเดิมแท้แล้วละก็เลิกสนใจเสียทีเดียว ถ้าเป็นเรื่อง จำเป็นเฉพาะหน้า ที่จะต้องทำ เช่นเรื่องหิว กระหาย เป็นต้น. หลังจากที่รู้ชัดว่าไม่ใช่ภาวะเดิมแท้แล้ว ก็ให้ปัญญาที่มีประจำ ตัว จัดการไปตามหน้าที่เท่าที่จำเป็นจะต้องทำ ไม่ต้องเกิดความ ยินดียินร้าย ไม่ต้องกำหนัดขัดเคือง หรือเกิดความรู้สึกอย่างอื่น, เพราะว่าเมื่อมิใช่ภาวะเดิมแท้แล้วมันก็มิใช่ตัวเรา หรือของเรา หรือของใคร, เราคอยเพ่งหาแต่ภาวะเดิมแท้อย่างเดียว จะพบ เมื่อใดก็ตามใจ ถ้ารู้สึกว่าเป็นพวกที่มิใช่ภาวะเดิมแท้ของจิตแล้ว เป็นปัดทิ้งเสมอ ถ้าท่านมีสติสัมปชัญญะระวังจิตให้เป็นไปได้ อย่างนี้ติดต่อกันไปได้จริง ๆ ชั่วเวลาไม่นานท่านจะพบว่า ตัวเอง

น.615 ๕๒ เป็นคนใหม่ ผิดจากคนเก่าอย่างตรงกันข้าม ท่านพบคนใหม่ อย่างไร ในที่นี้ไม่อาจนำมาให้ท่านดู เพราะเหตุว่าท่านยังไม่ได้ ลองทำ เมื่อท่านได้ลองทำอย่างเคร่งครัด ท่านจะรู้สึกเองว่ามัน มีอะไรเริ่มเปลี่ยนแปลงไปแล้วในตัวท่านทีละเล็กละน้อย และ ท่านรู้อะไรไม่ได้มากไปกว่าว่าอาการที่จิตบริสุทธิ์นั้น ได้แสดง ตัวออกมาทีละน้อยๆ. ขอแต่ให้ท่านนั่งบัดทำนองนั่งปัดแมลงวัน ซึ่งไม่ต้องคิดนึกอะไรมากนัก หวี่มาก็บัดไปก็แล้วกัน ไม่ต้อง เป็นห่วง เพราะแมลงตัวที่เราต้องการนั้นมันเป็นอันว่าไม่มาแน่ ไม่ต้องกลัวว่าจะบัดถูกตัวที่เราต้องการและตายเสีย. ขอให้บัด ตัวที่ไม่ต้องการ ให้ทันท่วงทีไว้เสมอไป ก็แล้วกัน. กัมมัฏฐานภาวนา ชนิดที่มีสติสัมปชัญญะ คอยปัด อารมณ์ที่เกิดขึ้นในจิตว่านั่นมิใช่ภาวะเดิมแท้ หรือภาวะอัน บริสุทธิ์ของจิตทำนองนี้ เป็นของง่ายๆ ซึ่งเด็ก ๆ ก็ทำได้. แล้วอาจ ขยายตัวสูงขึ้นไปตามลำดับ ทุก ๆ คราวที่จิตยิ่งว่างจากอารมณ์, ทุกคราวที่สติสัมปชัญญะยิ่งสมบูรณ์ขึ้น, ทุกคราวที่สมาธิคล่อง แคล่วมากขึ้น, ทุกคราวที่กิเลสอันเป็นเหตุให้ยินดียินร้าย ถูก กระตุกกลับมาอย่างแรง ๆ เช่นนั้นยิ่งขึ้น จนเป็นนิสัยให้สิ่งเหล่า นี้สมบูรณ์อยู่เองตามปกติ ความยึดถือของจิตค่อยเหี่ยวแห้งผ่อ ตายไปเหมือนต้นไม้ขาดน้ำ ซึ่งคนที่ไม่รู้หนังสือหรือมีการ 3 ค 2 1 ค ไ เร ศึก ลง ต่า เส พ

น.616 ๕๓ ศึกษาน้อยอย่างไร ก็ทำได้ และนักปราชญ์ก็ทำดีเพราะไม่ต้อง ลงทุนมาก แต่ว่าในชั้นต้น เราจะต้องนึกทบทวนถึงข้อเท็จจริง ต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ให้ลงร่องลงรอยกันอย่างแจ่มแจ้ง เสียก่อน แม้จะช้าสักหน่อยในตอนนี้ ก็ไม่เป็นไร, ทบทวนไป พลางปฏิบัติไปพลางก็ยังทำได้ ฟังดูหรือดู ๆ มันจะคล้ายกับจะง่าย เกินไป แต่พอทำเข้าจริงมันยากตรงที่จะรู้สึกตัวได้ทันท่วงทีทุก คราวว่า นี่มิใช่ภาวะเดิมแท้ กว่าจะรู้สึกตัวได้ เรื่องมันเลย ไปเป็นการรดน้ำให้ต้นไม้ที่ไม่ต้องการนั้นเสียจนชุ่มแล้ว บาง คราวเรื่องต่าง ๆ ผ่านมาในวงความคิดตั้งสิบเรื่องแล้ว จึงจะได้ รู้สึกตัวว่าไม่ใช่ภาวะเดิมแท้ เกิดการยึดถือจนยินดียินร้ายชก ต่อยวิวาทกันแล้ว จึงรู้ว่านี่มิใช่ภาวะเดิมแท้ ดังนี้เป็นต้น. การบำเพ็ญสติสัมปชัญญะแบบนี้ จะขยายตัวขึ้นไปตาม ลำดับจนถึงขั้นปัญญา คือเมื่อเกิดการต่อต้านของกิเลส ในทาง ที่จะแย้งว่าเป็นภาวะเดิมแท้ หรือดื้อดึงในทางที่จะตามใจตัวเอง อย่างใดอย่างหนึ่ง ในขั้นนี้จะต้องใช้ปัญญา พิจารณาต่อสู้อยู่ มากเหมือนกัน แต่ก็ไม่ทิ้งหลักภาวะเดิมแท้ เช่นขณะหนึ่งเกิด ความขลาดกลัวอะไรอย่างหนึ่งขึ้นมาในจิต สติสัมปชัญญะบัด ออกไปว่าความรู้สึกอย่างนี้ มิใช่ภาวะเดิมของจิต เป็นแต่สังขาร ที่เพิ่งจู่เข้ามา ความเห็นแก่ตัวดอกที่ทำให้กลัวอย่างนี้ บางที

น.617 ๕๔ ความกลัวก็ยังดื้อดึงครอบงำจิตอยู่นั่นเอง ต้องใช้ปัญญาขับ เคี่ยวกันไปจนกว่าจะถึงที่สุด จนให้เห็นชัดเจนว่าเป็นการเล่น ตลกของสังขารชนิดหนึ่งเท่านั้นเอง จนความรู้สึกกลัวนั้นถูก ขุดรากซวนล้มไป. หรือเมื่อกำลังลูบคลำหรือจะหยิบฉวยวัตถุ ของรักของพอใจอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมีความดึงดูดรุนแรง ก็ ย่อมมีการต่อสู้อย่างรุนแรงเทียมทันกัน จึงจะปัดออกไปได้อย่าง เด็ดขาดว่ามันมิใช่ภาวะเดิมแท้ แต่แล้วจะยิ่งมองเห็นลึกซึ้งลง ไปในภาวะเดิมแท้ยิ่งขึ้น ทุก ๆ คราวที่มีการต่อสู้เช่นนี้. รวม ความอย่างสั้นๆ ก็คือ มีสติสัมปชัญญะสำหรับรู้สึกตัวทัน ท่วงทีของเหตุการณ์ทุกชนิดที่เกิดขึ้นในจิตว่า มิใช่ ภาวะเดิม แท้ และมีปัญญาสำหรับต่อสู้เมื่อเกิดปัญหาต่างๆ ขึ้นโดยยึดหลัก ภาวะเดิมแท้เป็นของสำคัญ. และคอยควบคุมให้มีการ ปฏิบัติเช่นนี้ จนคล่องแคล่วชำนิชำนาญเป็นปรกตินิสัย. เหลือจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของธรรมชาติในการที่จะทำให้เกิดการ เห็นแจ้งโดยเด็ดขาด เป็นความสว่างไสว ไม่กลับมืด ขึ้น ในขณะใดขณะหนึ่งในเวลาอันสมควร คือในเมื่อสันดานได้ ถูกข่ม ด้วยการไม่จับฉวยเอาอะไรเป็นของตนมาเป็นเวลา นานพอเพียง. บทบริกรรมก็มีง่าย ๆ เพียงว่า "นี่ ไม่ใช่นั้น หรอก!" นี่หมายถึงอารมณ์ที่เกิดขึ้นในจิต นั่นหมายถึงภาวะเดิม ห ซ 6 66 ถ อย ๘ 62 ก ๘. ก ไม่ V 2 มิใ ๕ ขน แท้. หลี ะ นน

น.618 ๕๕ แท้. ทั้งหมดนี้ นับว่าเป็นวิธีลัด ๆ สั้น ๆ ที่สุดวิธีหนึ่งสำหรับ หลีกเลี่ยงภูเขาที่ขวางหน้า หรือจะเป็นการเจาะพังทลายภูเขา นั้นเสียทีเดียว ย่อมแล้วแต่สมรรถภาพของผู้ทำ. ในการที่จะพิจารณาเมื่อเกิดมีการดื้อดึงต่อสู้กันขึ้นว่านี่ มิใช่ภาวะเดิมแท้ แต่เป็นเพียงสังขารใหม่ ๆ อย่างหนึ่ง ซึ่งเกิด ขึ้นตามธรรมดาของสังขารที่มีการไหลเวียนอยู่เสมอนั้น จะต้อง ไม่หลงผิดจนลังเลในความซับซ้อนของสังขารเหล่านั้น. คำว่า “สังขาร" นั้นมีความหมายได้เป็น ๒ อย่าง ทั้งที่มันแปลได้ อย่างเดียว สังขารแปลว่าสิ่งที่ปรุงแต่ง. แต่โดยพฤตินัยหรือที่ เป็นไปจริง ๆ นั้น มันทั้งปรุงแต่งเขา และถูกเขาปรุงแต่ง พร้อม กันไปในตัวคราวเดียวกันทั้งสองทาง. ในเรื่องนี้จะเข้าใจได้ง่าย ก็โดยดูอิฐที่ซ้อนกันอยู่มาก ๆ ชั้น ในการก่อฝาผนัง; อิฐก้อน หนึ่ง ๆ ย่อมทำหน้าที่ถึง ๒ อย่าง คือทั้งซ้อนเขา และถูกเขา ซ้อน มันอยู่บนก้อนไหน ก็เรียกว่ามันซ้อนกันนั้น, มันอยู่ ใต้ก้อนไหน ก็เรียกว่ามันถูกซ้อนโดยก้อนนี้ อิฐก้อนหนึ่ง ๆ ย่อมเป็นทั้งผู้ซ้อน และผู้ถูกซ้อน โดยทำนองนี้ทุกก้อนเรื่อยขึ้น ไป สิ่งที่เรียกว่าสังขารก็ทำนองนี้ เพราะขึ้นชื่อว่าสังขารแล้ว ก็ต้องปรุง, สิ่งที่มันปรุงขึ้นมานั้นก็คือสังขารนั้นอีก มันก็ปรุง อีกต่อ ๆ กันไปในฐานะที่เป็นผลแล้วกลับเป็นเหตุ เหตุให้เกิดผล

น.619 ๕๖ แล้วผลนั้นก็กลับเป็นเหตุ ฯลฯ ทำนองนี้เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด. สังขารในฝ่ายนามธรรมหรือจิตก็เป็นเช่นว่านี้ คือความคิดอัน หนึ่ง เป็นเหตุให้เกิดความคิดอีกอย่างหนึ่ง แล้วความคิดอัน ใหม่ ก็กลับเป็นเหตุให้เกิดความคิดอันอื่นต่อไป โดยไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งเป็นการกระทำออกมาแล้วก็ปรุงให้เกิดความคิดอันเกี่ยว กับผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำต่อ ๆ เรื่อยกันไปไม่มีที่สุด จน กว่าสิ่งที่เรียกว่าสังขารนั้นจะเข้าไปถึงแดนอันเป็นที่ดับแห่งสังขาร ทั้งหลาย กล่าวคือพระนิพพาน จึงจะสิ้นเรื่องกัน. ฉะนั้น สังขารอย่างใดชั้นไหนก็ตาม ไม่ควรถูกหลงจับฉวยเอามา เป็นภาวะเดิมแท้ จะต้องใช้ปัญญาพิจารณาแยกแยะสิ่งที่ เกิดขึ้นนั้น จนให้เห็นลักษณะที่มันเป็นเพียงสังขาร แล้ว ปัดทิ้งเสีย หรือจัดการอย่างหนึ่งอย่างใดที่สมควรกัน แต่ต้อง ไม่ใช่ความยึดถือเป็นตัวเป็นตน อันจะนำมาซึ่งความยินดี ยินร้าย และก่อให้เกิดกิเลสกองใหม่ ไม่รู้สิ้นสุด เมื่อได้อบรมจิตให้ประกอบด้วยปัญญา คอยรู้เล่ห์กระเท่ห์ ของสังขารอยู่ดังนี้ จิตย่อมปล่อยวางความยึดถือในสิ่งต่าง ๆ ได้ประณีตและสูงยิ่งขึ้น ทุกที กระทั่งบุญกุศล ซึ่งที่แท้ก็เป็นของ ใหม่ ๆ และมีไว้พอเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการทรงชีพอยู่เพื่อ การศึกษา เพื่อให้เข้าถึงความหลุดพ้นจากสิ่งทั้งปวงนั้น. เมื่อ 1 @ ส ม ก ร ข

น.620 ๕๗ มองเห็น ว่า ความ รอด พ้น จากสิ่งพัวพันเป็นของมีราคามากเกิน กว่าที่จะตีราคา ได้ส่วน บุญหรือกุศลนั้นยังอยู่ใน ขนาดที่พอจะตี ราคาได้ ก็อาจที่จะเอาบุญกุศลทั้งหลาย กองรวมไว้เสียที่ริม ทะเล เพ่งจิตไปบนบกที่แห้งสนิทกล่าวคือภาวะที่จิตพ้นจากอำนาจ สิ่งปรุงแต่งนั้นเอง กุศล ซึ่งที่แท้ก็เป็นเพียงสังขารอย่างหนึ่ง จะมีความหมายก็แต่ในวงที่ยังเกี่ยวกับความยึดถือหรือในขั้นที่มี ความต้องการนั้นนี่อย่างนั้นอย่างนี้เท่านั้น ครั้นมาถึงขั้นที่จะ ปล่อยวางรอดพ้น กุศลเหล่านั้นก็ไม่มีความหมายอะไรเลย กลายเป็นสังขารธรรมดา ๆ ที่มีความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา เสมอกันกับสังขารทั้งหลายเหล่าอื่น. ฉะนั้น จึงไม่ต้องกล่าวถึงยศ ศักดิ์ชื่อเสียงหรืออะไรทำนองนี้ ซึ่งคลอนแคลนยิ่งไปกว่ากุศล เสียอีก แม้ศีล สมาธิ ปัญญา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องยึดถืออีกต่อไป เมื่อ เป็นเช่นนี้ ความสูงของจิตก็ถึงขั้นที่จะปล่อยวางสังขารทั้งปวงลุ ถึงสภาพที่เรียกว่า วิสังขาร, อันได้ในบทที่พระองค์ทรงพึมพำ กับพระองค์เองว่า "วิสฺขารคติ จิตฺตํ ตฺหานํ ขยมชุฌคา จิตเข้าถึงสภาพที่อะไรจะปรุงให้เป็นอย่างไรไม่ได้ มันหมด ความปรารถนาแล้ว" ดังนี้ สังขารทั้งหลายไม่สามารถปรุงแต่ง จิตชนิดนี้อีกต่อไป จิตไม่มีความรู้สึกแม้แต่ตัวเองว่าเป็นตัวเป็น

น.621 ๕๘ ตน เพราะเหตุที่ไม่มีสังขารอันจะปรุงแต่งให้จิตเกิดความรู้สึก เช่นนั้นอีกต่อไป. ฉะนั้นจิตที่ประกอบด้วยวิสังขาร ซึ่งเป็น เสมือนสิ่งที่ดับของสังขารทั้งปวงไปด้วยเหตุนี้ จึงมีความดับเย็น มีความสงบ ความบริสุทธิ์และความสว่างไสว อันถาวรเป็น อนันตกาลไม่เกี่ยวกับเวลา. นับว่าเป็นวิธีลัดวิธีหนึ่งในวิธี ทั้งหลายที่จะทำลายภูเขาอันขวางวิถีแห่งพุทธธรรมอันเป็นปัญหา สำคัญอันหนึ่งของพวกเราผู้ทำตัวเข้าเกี่ยวข้องกับพุทธธรรม, ใน ฐานะผู้ต้องการความรอดของมนุษย์อย่างแท้จริง. เราไม่ควรคิดว่าเรายึดถือพระพุทธ พระธรรม พระ- สงฆ์ หรือศีล สมาธิ ปัญญา บุญกุศล กันแต่เพียงในชาตินี้ ในประเทศไทยนี้ หรือเฉพาะพวกที่เรานั่งฟังกันอยู่ที่นี่. เรา ควรมองให้กว้างออกไปถึงว่า แม้ในหลายกัลป์หรือหลายพุทธัน- ดรมาแล้ว เราก็ได้ยึดถือแน่นแฟ้นกันอยู่ในสิ่งนี้ และ ซ้ำซาก. แม้เราไม่อาจจะชี้ว่าคนไหนเป็นคนไหน ในสังสารวัฏฏ์ อันยืดยาวนั้น แต่เรากล่าวได้โดยไม่ผิดว่าพวกเรา หรือมนุษย์ นี่แหละ เมื่อศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสนา สำหรับช่วยมนุษย์ให้รอด มนุษย์ก็ควรจะได้รอดกันบ้างสัก จำนวนหนึ่งเพื่อความมุ่งหมายของพระพุทธศาสนา จะได้ไม่ เป็นหมัน และเราจะรอดได้. เพราะฉะนั้น จึงเห็นได้ว่ามัน ค ฿ ห นํ ก เ 1 ไม่ กา หล ไป กุ

น.622 ๕๔ ไม่เป็นการน่าหวาดเสียวหรือเสี่ยงอันตรายแต่อย่างใดเลย ใน การที่จะละวางอะไร ๆ ที่เคยยึดถือกันมาแล้วตั้งหลายกัลป์ หลายพุทธันดร เหล่านั้นกันเสียที โดยเพ่งแต่ความรอดออก ไปได้ของจิต ตามทำนองที่กล่าวมาแล้วแต่อย่างเดียว บุญ กุศลชั่วเวลา ๒๐-๓๐ ปีที่สร้างสมกันมานี้ จะมากมายอะไร นักหนา. ถ้าไปเทียบกับที่เคยยึดถือกันมาแล้วตั้งหลายกัปปี หลายกัลป์ และไม่ให้ผลที่ดีไปกว่าที่จะเป็นกรงขังเราไว้ใน ความยึดถือนี้ พระพุทธองค์ทรงประสงค์จะให้เราออกไปจาก กรงขังมากกว่าที่จะให้เพลินใจอยู่ในกรง. จึงได้ตรัสไว้อย่าง เด็ดขาดว่า ต้องไม่ยึดถือสิ่งใดหมด รวมทั้งความยึดถือใน พระองค์เองด้วย. พระองค์ทรงประกาศพระองค์เอง เป็น เพียงผู้คอยชี้ทางให้คนเดินไป. ถ้าเราจะมาติดแจอยู่กับพระ- องค์แล้ว มันก็ไม่มีการเดินกันเท่านั้นเอง. ธรรมทั้งปวงเป็น อนัตตาและไม่ควรยึดมั่น นี่เป็นหลักที่ตายตัวในพระพุทธ- ศาสนา. ศีล สมาธิ ปัญญา หรือที่เรียกว่า ไตรสิกขานี้ เป็น เพียงยานพาหนะ มีไว้อาศัยเดินทาง ไม่ใช่สำหรับยึดถือ หรือหาบหามเอาไว้ด้วยความหวงแหน. พระรัตนตรัยเป็น เพียงเครื่องหมายของความที่รอดพ้นออกไปได้. สำหรับให้ เกิดความมั่นใจแก่ผู้จะเดินไปเท่านั้น. ไม่มีตัวตนสำหรับให้

น.623 ๖๐ ยึดถือ ขืนยึดถือก็เกิดเป็นปฏิรูปหรือของปลอมขึ้นมา. ถ้าไม่ รู้จักปล่อยวางกันบ้าง ก็จะกลายเป็นภูเขาขวางทางขึ้นมาเท่า นั้น. จงทำให้จิตว่างจากความยึดถืออย่างเดียวเถิด. หน้าที่ ทั้งปวงก็จะหมดทันที. ไม่ต้องมีใครเป็นผู้ลูถึงนิพพาน นอกไปจากจิตซึ่งหมดความยึดถือว่าตัวมัน เอง เป็นตัวตนอย่าง เด็ดขาดแล้ว. เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวเป็นหลักไว้ว่า การ ลุถึงนิพพานมีได้โดยไม่ต้องมีตัวใครผู้บรรลุ, การเดินทางไป จนถึงที่สุดทุกข์ ก็มีได้แล้วโดยไม่ต้องมีตัวผู้เดิน. ซึ่งเป็นคำ ที่ฟังยาก ๆ อยู่สักหน่อย แต่ถ้าพิจารณาดูให้ดี ๆ ก็จะเห็นได้ชัดเจน ว่ามีแต่จิตซึ่งบัดนี้หมดความสำคัญผิดยึดถือตัวเองว่าเป็นตัวตน นั่นเอง, ที่เคยเป็นตัวประธานยืนโรงอยู่ตลอดเวลา เราก็จะมีความ กล้าพอที่จะปรารถนาความมีจิตชนิดนี้ ด้วยการถอนตัวเราออก เสีย ให้ยังคงเหลือแต่จิตทำนองนั้นล้วน ๆ เถิด. แล้วมันก็จะรู้ ของมันเองว่า ภูเขาได้พังทลายลงไปด้วยอาการอย่างไร. ในขณะนี้ เราเพียงแต่ประคับประคองให้ภาวะที่ ปราศจากอาการของความยึดถือ หรือที่เรียกว่าภาวะเดิมแท้ นั้น โชติช่วงอยู่ในปริมณฑลของจิต เรื่อยไปตามที่ได้ บรรยายมาแล้วเถิด ภูเขาอันกั้นขวางนั้นก็จะถูกน้ำเขาะให้ ค่อย ๆ ทรุดลงไป จนพังครืนลงในที่สุดในเวลาอันสมควร คือ เ เ 6 69 ค ใจ ต

น.624 ๖๑ ในขณะที่เราถอนความยึดถือตัวตนออกไปได้สิ้นเชิง จนไม่มีตัว ตนอะไรเหลืออยู่สำหรับเรียกหาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง หรือเรียกหา ศีล สมาธิ ปัญญามาเป็นเรือเป็นแพ. ความเป็นอย่างนี้อย่างเดียวเท่านั้น ที่เป็นพระพุทธประสงค์อัน แท้จริงของพระผู้มีพระภาค หาใช่ทรงพระประสงค์ให้ใคร ๆ ติด แจอยู่ในชื่อเสียงของพระองค์แต่อย่างหนึ่งอย่างใด มากไปกว่า สำหรับสะกิดใจให้ระลึกถึงความรอดพ้นอันนี้ไม่. พระองค์ทรง เสียสละในการเทศนาสอนสัตว์ ก็เพื่อให้รอดหรือหลุดออกไป ทำนองคนปล่อยนกปล่อยกาซึ่งปล่อยเรื่อย. นกตัวไหนซึ่ง แสงสว่างไม่บังลูกตา ก็ลอดออกประตูบินไป. แต่ตัวที่ แสงสว่างบังลูกตา ก็ยังคงไม่เห็นประตูอันเปิดกว้าง อยู่ นั่นเอง จึงยังคงติดอยู่ในกรงเรื่อยมา ตลอดกัป ป์ตลอดกัลป์. ฉะนั้น ถ้าใครหยังทราบถึงพระพุทธประสงค์อันนี้ได้อย่างถูก ต้องชัดเจนก็สามารถพังทลายภูเขาหิมาลัยอันยาวถึงพันห้าร้อยไมล์ ได้ภายในเวลา ๒-๓ นาที, หรือชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น. แล้ววิถีแห่งพุทธธรรมของเขาก็โล่งโถงไม่มีอะไรติดขัดทุกประการ ธรรมกถาในวันนี้ สิ้นสุดลงด้วยการสมควรแก่เวลา. ขอ แสดงความหวังให้เพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายทุกคน ทั้งในที่นี้

น.625 ๖๒๓ และที่อื่น ได้มีโชคดีด้วยการใช้เวลาอันเหลืออยู่ไม่กี่ปีข้างหน้านี้ จัดการกับปัญหาอันนี้ ให้สิ้นสุดไปเสีย, อย่าต้องเที่ยวฝากไว้กับ ชาติหน้า หรือชาติต่อๆ ไปเลย. เชื่อว่าเราเคยฝากด้วยความผัด เพี้ยนเช่นกันมาหลายกัปป์หลายกัลป์แล้ว. ขอความสมประสงค์ จงมีแก่เราทุกคน โดยเหตุที่เรามีความจงรักภักดีต่อความรอด พ้นออกไปได้ อันเป็นวัตถุที่ประสงค์มุ่งหมายของการถือพระ พุทธ พระธรรม พระสงฆ์, แล้วมีความตั้งหน้าพยายามในอันที่ จะให้เกิดผลสำเร็จ ชนิดที่ตรงตามพระพุทธประสงค์ของพระผู้ มีพระภาคเจ้า ผู้อาบรดเราด้วยความกรุณาของพระองค์ ซึ่งมาก หาประมาณมิได้. ขออย่าพยายามทำลายความประสงค์ของ พระองค์เสียด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเราเลย. ขอจงประสบแต่ความสุขสวัสดี !

น.627 ปกฐกถา พิเศษ ขยายความ ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม แสดงโดย ภิกขุ พุทธทาส อินฺทปญฺโญ ณ พุทธสมาคม กรุงเทพ ฯ วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๔๑๙ เพื่อนสหธรรมิก และท่านสุภาพชน ทั้งหลาย ! ข้าพเจ้ารู้สึกมีความยินดี ที่ได้กล่าวมาธรรมกถาที่นี่ อีก ครั้งหนึ่ง. ธรรมกถาในวันนี้ เป็นธรรมกถาพิเศษคือจะกล่าว อธิบายถึงข้อความ ซ้ำกันกับที่ได้กล่าวเมื่อวันก่อน ซึ่งปรากฏว่า บางข้อบางกระทงนั้น ยังไม่เป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้ง ของท่านบาง คน. ความมุ่งหมายที่จะกล่าว ในเรื่องนี้ก็คือ จะให้เข้าใจถึง ฝ่ายตรงกันข้ามหรือฝ่ายโลกุตตระ ซึ่งตรงกันข้ามกับฝ่าย โลกิยะ หรือบางทีก็เรียกว่าฝ่ายวิสังขาร คือฝ่ายโน้น ซึ่งตรงกัน ๑. ปาฐกถานี้ เป็นปาฐกถาพิเศษ คือเป็นเพียงปาฐกถาอธิบายขยายความ ของปาฐกถา ที่แสดงไปแล้วเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๑๙ อันชื่อ

น.628 ๖๖ ข้ามกับฝ่ายสังขารหรือฝ่ายนี้. ชื่อเรียกต่าง ๆ กันเป็นคู่ ๆ ตรง กันข้ามทั้งนั้น. แต่ว่า ก่อนแต่ที่จะชี้ถึงลักษณะอันตรงกัน ข้ามของฝ่าย โน้นนั้น จะได้วินิจฉัยเสียก่อนในข้อที่ว่า ทำไมมนุษย์เรา เรื่องว่า "ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม" เนื่องจากปรากฏว่ามีข้อความบางตอน ยังไม่เป็นที่กระจ่างแก่ผู้ฟังบางท่าน. สำเนาปาฐกถานี้ คัดลอกออกจาก เส้นลวดบันทึกเสียงเว้นแต่ตอนปลายประมาณ ๒ หน้า เอาตามสำเนา ชวเลข เนื่องจากลวดบันทึกหมดกำหนด ๑ ชั่วโมง ๒๐ นาทีเสียเพียงนั้น. ฉะนั้น สำนวนปาฐกถานี้ จึงอยู่ในรูปคำพูดที่ใช้พูดจริงๆ เพราะไม่ได้ แก้ไขจากสำนวนพูดให้เป็นสำนวนความเรียง. ถ้าหากว่าผู้อ่านรู้ สึกตะกุก กะกักหรือสำนวนโสกโดกรำคาญหูไปบ้าง ก็ขอให้นึกเสียว่าฟังเล่น แปลก ๆ ก็แล้วกัน อย่างน้อยก็จะให้ความรู้ใหม่สักอย่างหนึ่ง ว่าสำนวน พูดที่พูดจริงๆ กับที่ขัดเกลาให้เป็นสำนวนความเรียงเสียแล้วนั้น มัน แตกต่างกันอย่างไร. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐกถานี้ มีข้อความเป็นตอน ๆ หลายเรื่องรวมอยู่ ในเรื่องเดียว เพราะเป็นเพียงปาฐกถาขยายความปาฐกถาอื่นดังที่กล่าว มาแล้ว แต่เพื่อให้เป็นที่สังเกตง่าย จะได้ใช้อักษรตัวเอนในวงเล็บแทรก บอกไว้เป็นตอน ๆ ว่าตอนไหนเป็นการขยายความตอนไหนของเรื่อง “ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม" และอยู่ตรงไหนที่ยากจะเข้าใจ หรือควร บอกที่มาประกอบ ก็จะได้เพิ่มในวงเล็บ หรือให้ทำเชิงอรรถไว้ข้างล่าง โดยไม่ให้ปนกับข้อความที่ได้พูดจริงในวันนั้น เพื่อให้ผู้อ่านสำนวน พูดจริง เหมือนกับว่าได้ไปนั่งฟังที่สมาคมด้วยตนเอง.

น.629 ๖๗ จำเป็นที่จะต้องรู้ถึงฝ่ายโน้น คือฝ่ายโลกุตตระ เพราะเหตุว่า มนุษย์เราอยู่ในโลกนี้ ทำไมจะต้องไปรู้ฝ่ายพ้นโลก หรือฝ่าย โลกุตตระ. นี้เป็นข้อที่จะต้องทำความเข้าใจกัน ในขั้นแรก. ทีนี้ ก่อนแต่จะบรรยายชี้แจง ด้วยเหตุผลและหลักธรรม จะขอเล่านิทานอันสมมติอันเกี่ยวกับมนุษย์สักเรื่องหนึ่งก่อน คือ ว่า เมื่อมนุษย์ได้มีขึ้นคับคั่งหนาแน่น ในโลกนี้แล้ว วันหนึ่ง มนุษย์ได้อัญเชิญครูศาสดาคณาจารย์ บรรดามีในโลกนี้ ให้มา ประชุมพร้อมกัน ณ ห้องโถงแห่งหนึ่ง. ครั้นถึงเวลานัด ก็มีศาสดา ครูต่าง ๆ ที่เป็นเจ้าลัทธิ มาประชุมกันตั้งหลายร้อยคน. ครั้น มาประชุมพร้อมกันแล้ว พวกมนุษย์ได้ขอร้องว่าท่านศาสดา ทั้งหลาย ถ้าศาสดาองค์ใดยืนยันได้ว่า คำสอนที่ท่านสอนไปนั้น ไม่มีข้อบกพร่องผิดพลาด ปนอยู่ในคำสั่งสอน อันเนื่องมา จากความไม่รู้เท่าถึงการณ์ของท่าน คือท่านกล้ายืนยันว่า คำสอน นั้นถูกหมดทุกประโยคแล้ว ศาสดาองค์นั้นจงหยุดอยู่ในห้องนี้. ถ้าองค์ใดไม่กล้ายืนยัน ว่าคำสอนที่ตนสอนไปนั้นถูกต้องทั้งหมด ไม่มีข้อผิดพลาด อันเกิดมาจากความไม่รู้เท่าถึงการณ์ของตน แล้ว, ศาสดาที่ไม่กล้ายืนยันอย่างนี้ จงออกไปจากห้อง. พอสิ้นคำขอร้อง ก็มีศาสดาลุกไปจากห้อง ด้วยความฉุนเฉียว บิด ประตู บึง บัง ให้ หลัง ไปเป็น จำนวนมากจน กระ ทั้งเหลือ อยู่

น.630 ๖๘ ประมาณ ๑๐๐ คน พวกมนุษย์ได้เข้าไปขอร้องอีกว่าศาสดาองค์ใด กล้ายืนยันด้วยเกียรติยศ ว่า ตัวเองก็ปฏิบัติได้ตามคำสอนนั้น ไม่ใช่เพียงแต่สอนคนอื่นข้างเดียว; ศาสนาใดกล้ายืนยัน อย่างนี้ จงหยุดอยู่ในห้องนี้ ศาสดาใดไม่กล้ายืนยัน เพราะ ตนเองไม่สามารถจะปฏิบัติตามคำสอนได้แล้วจงออกไป. พอกล่าว อย่างนั้น ก็มีศาสดาลุกออกไปอีกตามเคยบึงบัง ๆ ไปจากห้อง กระทั่งเหลือ ๕๐ คนนี้ พวกมนุษย์ได้ขอร้องต่อไปอีกว่า ศาสดาใดกล้ายืนยันว่า ตนมีเมตตากรุณาต่อสัตว์โลก จะ บำเพ็ญประโยชน์แก่สัตว์โลก โดยกล้าเสียสละชีวิตของตน แล้ว ศาสดาองค์นั้นจงหยุดอยู่: ศาสดาองค์ใด ไม่กล้ายืนยัน อย่างนั้น คือไม่มีการเสียสละแก่สัตว์โลก จนถึงกับเสียสละ ชีวิตก็ได้ อย่างนี้แล้วศาสดาองค์นั้น จงออกไป. พอสิ้น เสียงก็มีศาสดาลุกออกไปเรื่อย ๆ อย่างเนือย ๆ ไม่ขึงขัง จนกระทั่ง เหลือเพียง ๑๐ คน. พอเหลือ ๑๐ คน มนุษย์ก็ร้องขึ้นอีกว่า ศาสดาองค์ใดกล้ายืนยันว่า ตนได้เคยเสียสละชีวิตเพื่อช่วย สัตว์โลกไว้แล้ว นับด้วยสิบ ๆ ครั้ง คือเคยตายเพื่อสัตว์โลกมา แล้ว เพื่อจะช่วยสัตว์โลกให้พ้นภัยมาแล้วตั้งสิบ ๆ ครั้ง ๆ ศาสดา องค์นั้นจงหยุดอยู่ในห้องนี้; ศาสดาองค์ใดไม่กล้ายืนยันอย่างนั้น จงออกไป. ศาสดาก็ลุกออกไปกระทั่งเหลือ ๕ คน ก็มีการขอ 9 2 สุ เ 2 ร บ ส ก ร้อ ศ

น.631 ๖๙ ร้องของพวกมนุษย์ เป็นครั้งสุดท้ายว่า บรรดาคำสั่งสอนของ ศาสดาทั้งหลายนั้น คำสอนของศาสดาองค์ใด สามารถที่จะ รื้อถอนมนุษย์ ออกมาเสียจากอิทธิพล หรืออำนาจของการ ปรุงแต่งสร้างสรรค์ จนไม่มีอะไรหรือใครมาปรุงแต่งสร้าง สรรค์มนุษย์ได้อีกต่อไป แล้ว; ศาสดาใดมีคำสอนอย่างนั้นทั้ง กล้ายืนยันว่า เมื่อใครประพฤติตามคำสอนแล้ว ได้ผลเป็นอย่าง นั้น ศาสดานั้นจงหยุดอยู่. ศาสดาใด ไม่กล้ายืนยันว่าคำสอนของ ตน สามารถทำบุคคลผู้ประพฤติ ให้หลุดพ้นจากอำนาจที่ปรุง แต่งสร้างสรรค์ ศาสดานั้นจงออกไป. เมื่อสิ้นคำขอร้องอย่าง นั้น ก็ปรากฏว่า มีศาสดาลุกออกไปยังเหลือเพียงองค์เดียว. นี่ มนุษย์ก็พากันประหลาดใจว่าทำไมศาสดาองค์นี้ยังทนอยู่ ยัง เหลืออยู่ จึงถามว่า ท่านนะทำไมไม่ออกไป. ศาสดาองค์นั้นก็ ตอบว่า เรามีสิ่งที่ท่านต้องการ เราท้า คือกล้าปฏิญญาว่า คำสอน ของเรานั้น สามารถทำบุคคลผู้ประพฤติตาม ให้หลุดพ้นจาก อำนาจที่เสกสรรค์หรือปรุงแต่ง หรือบันดาลให้เป็นอย่างนั้นอย่าง นี้. มนุษย์ก็พากันปลาบปลื้มงงงันไปในความปลาบปลื้ม ถามว่า ท่านเป็นใคร ท่านเป็นคนหรือเป็นเทวดา จึงกล้ายืนยันอย่างนั้น คือกล้ายืนยันว่า คำสอนของท่านนะ ไม่มีข้อบกพร่องผิดพลาด ปนอยู่เลย แม้แต่น้อย เพราะความไม่รู้เท่าถึงการณ์ของท่าน,

น.632 ๗๐ แล้วท่านยังกล้ายืนยันอีกว่า ท่านเองก็ประพฤติตามคำสอนนั้น ได้ทุกข้อทุกกระทง ไม่เพียงแต่สอนเขา แล้วท่านยืนยันว่า ท่านมีเมตตากรุณามากในการช่วยสัตว์โลกนั้น ท่านกล้า เสียสละชีวิต, แล้วท่านยังกล้ายืนยันอีกว่าท่านเคยเสียสละชีวิต เพื่อช่วยสัตว์โลกมาแล้วเป็นสิบ ๆ ครั้ง, แล้วท่านยัง ยืนยันใน ที่สุดอีกว่า เมื่อสัตว์โลกประพฤติตามคำสอนของท่านแล้ว สัตว์โลกทั้งหลายจะออกไปพ้น นอกเหนืออำนาจของสิ่งเสก สรรค์ปรุงแต่งบันดาลให้เป็นไปต่าง ๆ เช่นบันดาลให้เป็นไป ในเกลียวของการเกิดแก่เจ็บตายและความทุกข์ ดังนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นอำนาจของการเสกสวรรค์ปรุงแต่งอันร้ายกาจ, เพราะ ฉะนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอแสดงความเคารพ และพอใจเป็น อย่างยิ่ง ในการปฏิญาณของท่าน และอยากทราบว่าท่านเป็น ใคร คือเป็นเทวดาหรือมนุษย์. พระศาสดาองค์นั้น ได้ตอบว่า การประพฤติทางกายทางวาจา หรือความเป็นไปในทางจิต เช่น ความรู้สึกทางจิตเป็นต้น ที่เมื่อใครมีแล้ว ทำบุคคลนั้นให้ได้ รับการขนานนาม ว่ามนุษย์ หรือเป็นเทวดา หรือเป็นมาร หรือ เป็นพรหม หรือเป็นพระเป็นเจ้า เป็นต้น เหล่านั้นไม่มีในตัว เรา. คือว่า ไม่มีการกระทำทางกายวาจาใจหรือกิเลสอันเป็น เหตุให้กระทำ ทางกายวาจาใจ ที่จะทำบุคคลให้ถูกเรียกว่า

น.633 ๗๑ เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นมาร เป็นพรหม หรือเป็นพระ เป็นเจ้าในเรา, เราไม่มีกิเลสเป็นเหตุให้ได้ชื่ออย่างนั้น และ ท่านทั้งหลาย จงรู้จักเราโดยชื่อว่า พุทธะ ! พุทธะ ! ดังนี้เถิด. นิทานสมมติของข้าพเจ้า จบลงเพียงเท่านี้ คือเท่าที่ มนุษย์ทั้งหลายได้พอใจ และยินดี ที่จะประพฤติปฏิบัติตามคำ สอนของท่านที่อ้างนามตัวเองว่าพุทธะ และยืนยันในคำสอนว่า สามารถทำผู้ประพฤติตาม ให้หลุดออกมาจากอำนาจเสกสรรค์ ปรุงแต่งบันดาล ให้เป็นไปต่าง ๆ ดังนี้. นิทานเรื่องนี้ ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า มนุษย์นั้นเมื่อได้มี วิวัฒนาการ ในทางจิต สูงขึ้นมาตามลำดับ ก็จักต้องรู้จักคิด รู้จักนึก ว่าอะไรเป็นความทุกข์ อะไรเป็นความสุข พ้นจาก ทุกข์อันดับนั้น ๆ เป็นอะไร เรื่อยมาจนกระทั่งในที่สุดต้องการ จะไม่มีความทุกข์เลยคือออกไปจากฝั่งนี้ของความทุกข์ ไปสู่ ฝั่งโน้นของความหมดทุกข์ จึงต้องการภาวะที่ไม่มีอะไร ปรุงแต่งเสกสรรค์บันดาลได้ เพราะว่าภาวะที่เสกสรรค์ เปลี่ยนแปลงปรุงแต่งได้นั่นเอง เป็นสิ่งที่บังคับมนุษย์ให้ตก ลงมาสู่เกลียวของวัฏฏสงสาร แล้วในวัฏฏสงสารนั้นมันมี การเกิด การแก่ การเจ็บ การตายหรือ มีการขึ้น การลง การ

น.634 ๗๒ ยินดียินร้าย ซึ่งเปรียบเสมือนคลื่นหรือละลอกอันเต็มไปทั้ง วัฏฏสงสาร. เมื่อบุคคลใดถูกผลักหรือถูกจับตัวโยนลงในเกลียว ของวัฏฏสงสารแล้วก็ย่อมไม่พ้นที่จะถูกกระทบกระทั่งด้วยคลื่น อันนี้ อย่างที่เรียกได้ว่า เมื่อใครก็ตาม ตกมาในโลกนี้ หรือ วัฏฏสงสารนี้แล้ว ก็ต้องประสบพบกับคลื่นลมเหล่านี้ ไม่ว่าเขา จะได้ทำกรรมไว้เฉพาะตน แล้วรับผลกรรมของตนโดยเฉพาะ หรือว่าเขาจะรับผลกรรม ที่ทำรวมกันเป็นหมู่กับเพื่อนฝูงของ เขาก็ตาม หรือแม้ที่สุดเขามิได้ทำกรรมพิเศษอันใดไว้เลย แต่ เขาพลัดลงมาในวัฏฏสงสารนี้ เพราะอำนาจของอวิชชาของเขาเอง ก็ตามเขาก็ต้องประสบเหตุการณ์ต่างๆ จนมีความทุกข์ มีอันเป็นไป ต่าง ๆ ที่เรียกว่าไม่มีทางหลีกเลี่ยง. เมื่อพลัดลงมาในเกลียวของ วัฏฏสงสารแล้ว ก็ต้องโดนเปะปะ ๆ กันกับความทุกข์เรื่อยไป ไม่ มีทางเป็นอย่างอื่น. มนุษย์จึงต้องการที่จะออกไปเสียจากอำนาจ เสกสรรค์ผลักไส ที่ผลักลงไปในวัฏฏสงสาร ต้องการจะข้ามขึ้น หรืออยู่นอกเหนืออำนาจของวัฏฏสงสาร. เป็นการแสดงให้เห็น ได้ว่า ตามธรรมดาแท้ ๆ มนุษย์ก็ต้องการอย่างนี้ ไม่เร็วก็ข้า คือว่าเมื่อได้เต็มไปด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลิน พออก พอใจในทางกามารมณ์ ชนิดที่ตนหามาได้ด้วยความเหนื่อย ยากของตน สมตามความต้องการ ซึ่งเรียกว่ามนุษย์สมบัตินี้

น.635 ๗๓ ไม่เท่าไหร่ก็จืด เบื่อ และรำคาญ. และแม้ว่ากามารมณ์นั้น จะได้มาโดยง่ายเหมือนกับของเล่นๆ ไม่ต้องออกเรี่ยวออกแรง นึกอย่างไรได้อย่างนั้น ซึ่งเรียกกันว่าสวรรค์สมบัติก็ตาม ไม่เท่าไร พวกเทวดาเหล่านั้นก็จืด ก็เบื่อ ปรารถนาความ เป็นอย่างอื่นต่อไปอีก. หรือมนุษย์ผู้เข้าถึงความเป็นอย่างนั้น คล้ายกับเทวดาอย่างนั้น ก็จืดชืดในกามคุณเหล่านั้น. แม้จะ ได้สูงขึ้นไปอีกอันดับหนึ่ง คือถึงขั้นที่อยู่ด้วยความสงบสุข อันเกิดจากฌานสมาบัติ สงบเย็นไม่เกี่ยวกับกามก็จริง แต่ ความรู้ สึกว่าตัวตนของฉันยังมีอยู่ เป็นผู้เสวยรสชาติอันนั้น นานเข้าก็เบื่อมีความจืดชืด รู้สึกหนักในการที่จะต้องแบก เอาความมีตัวตนของตนไว้ จึงปรารถนา ที่จะออกไปเสียจาก ตัวตนเพราะว่า เมื่อมีตัวตนอย่างนั้น แม้จะได้สุขอย่างพรหม- โลกเนื่องจากฌานสมาบัติ, ไม่เท่าไรก็ยังต้องตายคือจิตเคลื่อน จากความเป็นอย่างนั้น. ในขณะที่ไม่ตายก็ยังมีความหนักกด ทับอยู่ด้วยความรู้ สึกว่ามีตัวตน.๑ ๑. การแบกตัวตนนี้ ถ้าไม่มองเห็นคือไม่รู้สึก ก็ไม่รู้สึกว่าแบกและไม่ เห็นว่าหนัก ทั้งที่แบกเอาโลกทั้งโลกเข้าไว้ ต่อเมื่อใดเห็น จึงจะรู้สึก ว่าหนักยิ่งกว่าแบกโลก ซึ่งรวมภูเขาหิมาลัยอยู่ด้วย, แต่ว่าตลอดเวลา นั้น ย่อมทนทรมานตลอดเวลา ผิดกันแต่เพียงพวกหนึ่งรู้ว่ามันหนัก เพราะอะไร อีกพวกหนึ่งไม่รู้.

น.636 ๗๔ นี่แหละคือคำตอบของปัญหาที่ว่า ทำไมคนในโลกจะ ต้องสนใจเรื่องนอกโลก หรือที่เรียกว่า โลกุตตระ. (นิทานสมมตินั้น เพื่อขยายความให้เห็นแจ้งว่าตามที่ ธรรมชาติกำหนดมาให้นั้น มนุษย์มีอันจะต้องไปกันจนถึงที่ สุด จึงจะหยุดดิ้น จะเป็นการดิ้นที่รู้ตัว หรือไม่รู้ตัวก็ตาม. "จุดสูงสุด" ที่มนุษย์จำปรารถนานั้น อยู่นอกออกไปจาก ความมีตัวตน และ "ตัวตน" นี่เองเป็นเสมือนภูเขาที่กั้น ขวางเอาไว้ เหลียวไปทางไหนก็พบแต่ภูเขาชนิดนี้. แต่ความ ปรารถนาตามที่ธรรมชาติบังคับให้นั้นรุนแรง คือว่าเป็นกฎ ธรรมดาทีเดียว. ยังไม่ลุถึงจุดนี้อยู่เพียงไร มนุษย์ก็ยังต่อสู้ ดิ้นรนอยู่เพียงนั้นจนกว่าจะผ่าวงล้อมของภูเขาออกไปได้ ซึ่ง เขาจะทราบว่า นี่เป็นความต้องการของธรรมชาติหรือไม่ก็ ตาม. ฉะนั้นการพิจารณาเรื่องนี้เป็น "หน้าที่โดยธรรมชาติ" ของมนุษย์. เราจงหยิบเรื่อง "นอกวงล้อมของภูเขา" ออก มาพิจารณากัน และขอวิงวอนให้ท่านทั้งหลายพิจารณา) เมื่อได้มองเห็นว่า ฝ่ายโลกิยะนี้ เต็มไปด้วยความ บีบคั้นและการแบกของหนัก มนุษย์ผู้ได้คิดไปตามลำดับ ๆ ก็ปรารถนาที่จะข้ามภูเขาหรือ เครื่องบังคับออกไป ให้พ้นโดย เด็ดขาดจากสิ่งเหล่านี้ ข้ามไปฝ่ายโน้นซึ่งเรียกว่า โลกุตตระ

น.637 ๗๕ (พ้นโลก). แต่ว่า ภาวะที่เป็นโลกุตตระนั้น เป็นของเข้าใจ ได้ยากอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อยู่ในฝ่ายนี้; เว้นเสียแต่เมื่อเขาจะ ได้มีใจเลื่อนขึ้นมาตามลำดับ จนกระทั่งไปเป็นพวกมนุษย์สุดท้าย ในนิทานสมมติ คือเห็นว่าการแบกเอาตัวตนไว้นี้เป็นของหนัก แล้วก็สามารถที่จะคิดเห็นเรื่องโลกุตตระได้. มนุษย์มีธรรมชาติ ต้องการความสุข สูงขึ้นไปตามที่ความสูงของจิตใจจะเกิดขึ้น อย่างไร คือว่าตามที่ปัญญาของเขาได้เจริญงอกงามขึ้น อย่างไร . ส่วน มนุษย์ธรรมดาซึ่งจมอยู่ในโลก นั้น ยังไม่สามารถ แม้แต่จะเข้าใจได้ เพราะว่ากำลังถูกหุ้มห่ออยู่ด้วยสิ่งซึ่งเป็น โลกิยะ ที่มีความยั่วยวนกล่าวคืออารมณ์อันยั่วยวนในโลกนั้น เอง. แม้ (บางกรณี) ไม่ยั่วยวนด้วยกามารมณ์ในชาติปัจจุบัน ก็ยั่วยวนด้วยกามารมณ์ในชาติหน้าคือสวรรค์ เป็นผู้ปรารถนา บุญ เพื่อให้เป็นอย่างนั้น เป็นผู้ที่มีแต่จะเพิ่มความต้องการอย่าง นั้นอย่างนี้มากขึ้นแล้ว ก็บำเพ็ญบุญชนิดที่ทำให้ตนเองเชื่อว่า ตน จะได้อย่างนั้นอย่างนี้มากขึ้น ในที่สุดก็ถูกบุญนี้กดทับเอาซึ่ง มีแต่ ในฝ่ายโลกเท่านั้น ทางฝ่ายโลกุตตระหามีไม่. เพื่อจะให้เข้าใจคำว่า บุญชัดเจน จำเป็นที่จะต้องพิจารณาคำ ๆ นี้ กันเสียบ้าง

น.638 ๗๖ (การที่วินิจฉัยคำว่าบุญ กันเสียอย่างละเอียดทุก แง่ทุกมุมต่อไปนี้ก็เพื่อขยายความให้เห็นว่า "ภูเขาที่กั้น วิถีพุทธธรรม" เกิดมาจากการปรารถนาบุญจนเลยขอบเขต ได้อย่างไร. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ศีล สมาธิ ปัญญา ของผู้ปรารถนาบุญนจเลยขอบเขตได้กลายเป็น ภูเขากั้นบุคคลนั้นเองขึ้นมาอย่างไร.) บุญ กับ กุศล เท่าที่สังเกตเห็น รู้สึกว่าพวกเราได้กระทำผิดในเรื่องนี้ เป็นอย่างสูง : คือ ได้เอาคำว่าบุญ กับคำว่ากุศล มาปนเป็นอัน เดียวกันหมด เลยงง เลยวนเวียน® คำว่าบุญ ๆ นั้น มี ความหมายว่า ฟูขึ้น พองขึ้น บวมขึ้นเหมือนลูกโป่ง (ซึ่งต่อนี้ ไปจะเรียกสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่าลูกโป่ง) แต่คำว่ากุศลนั้น แปลว่าตัด ให้ราบเตียนไป เหมือนกับการถากหญ้ารก ถางหญ้ารกให้ราบ ๑. คำว่าบุญ ในที่นี้ หมายเอาชนิดที่เป็นไปเพื่อการเกิดอีก โดยเฉพาะ เพื่อเกิดในสวรรค์ ที่ทำให้เกิดการเมาจนลืมตัว หรือไม่มีทาง จะลืมตา เพราะเพ่งเล็งแต่อิฏฐารมณ์อันเป็นผลของบุญนั้นกล่าวคือ กามคุณห้าจนเกินไป, เป็นไปเพื่อวัฏฏคามินีโดยส่วนเดียว. ส่วน กุศล หมายถึงที่ทำด้วยปัญญาอันเป็นไปเพื่อวัฏฏคามินี เพื่อความ หน่าย ความจาง โดยส่วนเดียว. และในที่นี้เป็นการถือเอาความตาม หลักทั่วไป. บาลีในบางที่บางแห่ง ท่านใช้คำสองคำนี้เป็นไวพจน์ จะ ช ทำ เร เตีย เรีย กุด กัน คือ ที่เ

น.639 ๗๗ เตียนสะอาด ลองคิดดูเถิด ฝ่ายหนึ่งทำให้โป่ง เพิ่มขึ้นให้มาก เรียกว่าบุญ ฝ่ายหนึ่งกวาดให้เตียนไป ถางให้เตียนไป เรียกว่า กุศล มันต่างกันอย่างตรงกันข้ามอย่างนี้ เอามาเป็นอันเดียว กันแล้วก็ไม่มีทางที่จะประพฤติให้เป็นไป เพื่อความราบเตียน คือกุศล ได้เลย มีกุศลก็แต่เพียงความละเมอไม่เป็นตัวอกุศลจริง ที่แท้เป็นบุญทั้งนั้น อย่างว่าการให้ทาน: ให้ทานด้วยคิดว่า เขาจะตอบแทน เรา มากกว่าที่เราให้เขาไป, หรือว่าจะรักเรา หรือว่าคนทั้งหลาย จะสรรเสริญว่าเราใจป๋า หรือว่าเราจะได้เกิดในสวรรค์ ใน ชาติหน้า, การให้ทานด้วยเจตนาอย่างนี้ เรียกว่าได้บุญ คือ ทำให้ใจรู้สึกฟู พองขึ้น ๆ ด้วยหวังว่าจะได้อะไร มากกว่าที่ ของกัน มีความหมายอย่างเดียวกันก็มี แต่ในที่เช่นนี้ คำว่า "บุญ" ต้องไม่ใช่สิ่งที่พวกเรากำลังเมากันอยู่ และไม่ใช่สิ่งที่เราหลงสร้างขึ้น ด้วยความยึดถือผิด ๆ จนเกิดเป็นภูเขาขึ้นมา ขอสรุปความสั้น ๆ ว่า บุญเป็นอุปธิ เป็นไปเพื่อวัฏฏะ, เพื่อโลกิยะ, ถูกลบคลำด้วยตัณหา และทิฏฐิมาแต่แรกเสมอ กุศล เป็นไปเพื่อวิวัฏฏะ, เพื่อโลกุตตระ, ไม่ถูกลูบคลำด้วยตัณหาและทิฏฐิ มาตั้งแต่แรกเสมอ, แม้ในภาษา ไทยเราได้รวบเหมาเอาสองคำนี้ เป็นของอย่างเดียวกันเสียทีเดียว. ผู้ที่จะมองเห็นความแตกต่างระหว่างของสองสิ่งนี้ จงพิจารณาดูด้วย หลักธรรมอันละเอียดเถิด.

น.640 ๗๘ ฅนลงทุนไป เช่นลงทุนบาทเดียว ซื้อสวรรค์ที่มีราคาตั้งล้านได้ อย่างนี้ใจมันก็ฟูขึ้น ๆ เป็นลูกโป่ง. อย่างนี้ เรียกว่า ได้ลูกโป่งไม่ ใช่ได้มีด. ต่อเมื่อใด ให้ทานนั่นแหละ อย่างเดียวกันนั่น แหละ แต่ให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ในการที่จะตัด หรือจะขูด จะถาก จะถางความตระหนี่เหนียวแน่น หรือความโลภของ ตน เป็นการตัดทอน ความรู้สึกว่าตัวตน หรือว่าของตน หรือ แม้ที่สุด แต่จะให้เป็นการบูชาคุณพระศาสนาส่งเสริม พระศาสนาให้คงอยู่ตลอดกาลนาน เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของ สัตว์โลก เห็นด้วยปัญญาแจ่มแจ้งเช่นนี้แล้วทำทาน ซึ่งเป็น การทำทานที่ขูดเกลากิเกสโดยตรง หรือค้ำจุนบูชาพระศาสนา ให้คงอยู่เป็นที่พึ่งของสัตว์โลก ซึ่งเป็นการขูดเกลากิเลสของ ส่วนรวม เพียงเท่านี้ อย่างนี้ไม่ได้ทำใจให้หลง จนถึงกับ โป่งเป็นลูกโป่ง, แต่ได้กวาดให้เตียนไปจากกิเลสต่าง ๆ จึงได้ มืด คือกุศล (ซึ่งต่อไปนี้ จะเรียกสั้น ๆ ว่า มืด) ให้ ทานได้ลูกโป่งก็ได้ ได้มีดก็ได้ อย่างที่ว่ามา แล้วแต่ว่าใคร จะให้ทานกันอย่างไหน. ในการรักษาศีล ก็เป็นอย่างเดียวกัน : รักษาศีลด้วยคิด ว่าฉันจะดีกว่าคนอื่น เพราะใคร ๆ เห็นว่าฉันรักษาศีลได้ หรือ ฉันรักษาศีลได้เคร่งครัด หรือว่า ศีลนี้มันจะทำให้ฉันเป็นคน i แถ ใจ ห ท ๙ E ต แ มือ คิด ตล

น.641 ๗๙ มีอำนาจพิเศษ ผิดมนุษย์ธรรมดา เป็นผู้วิเศษบางอย่าง หรือ คิดว่าด้วยอำนาจศีลนี้ ฉันจะได้ไปอยู่ในสวรรค์ตลอดกัปป์ ตลอดกัลป์ ด้วยการเสียสละอดทนเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ รักษาศีลห้า แล้ว ก็จะไปนอนในสวรรค์ อันเต็มไปด้วยสิ่งที่ฉันต้องการ มี ใจอิ่มเอิบอยู่ว่าตนได้ทำอย่างนี้ มีประโยชน์ มีกำไรอย่างยิ่งแก่ ตนแล้วอย่างนี้, อย่างนี้เรียกว่ารักษาศีลได้ลูกโป่ง คือได้บุญ. แต่ถ้า รักษาศีล ด้วยคิดว่าเป็นไปเพื่อชำระล้างความเศร้า- หมอง ทางกาย ทางวาจาใจ ไม่ให้มีเหลืออยู่ ให้เป็นมนุษย์ ที่สะอาด, หรือว่า การรักษาศีลนั้นแล้ว จะเป็นบันไดของ สมาธิ เพื่อความรู้แจ้งแทงตลอดสิ่งทั้งหลายด้วยปัญญาต่อไป อย่างนี้ รักษาศีลอย่างนี้ เรียกว่าได้มืด, ไม่ได้ลูกโป่ง ก็จริง แต่ได้มีด. การจะรักษาศีลได้ลูกโป่ง หรือได้มีด แล้วแต่ผู้รักษา. การเจริญสมาธิ ก็เป็นอย่างเดียวกัน: บุคคลผู้เจริญ สมาธิด้วยคิดว่า แหม เขาจะเห็นได้ ว่าฉันเป็นคนปฏิบัติธรรมะ ขั้นสูง นั่งสมาธิได้ แล้วพากันสรรเสริญก็ตาม หรือด้วยคิดว่า การเจริญสมาธินั้น จะทำให้เป็นผู้วิเศษ ได้แว่นวิเศษ มอง เห็นนรก มองเห็นสวรรค์ มองเห็นโลกหน้า เป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ โดยประการต่าง ๆ อย่างนี้ก็ตาม หรือว่าเจริญสมาธิด้วยเจตนามุ่ง

น.642 ๘๐ เพื่อความเป็นพรหมขั้นใดขั้นหนึ่งก็ตาม สมาธิอย่างนี้ เรียกว่า ได้ลูกโป่ง คือได้บุญ, ไม่ใช่ได้มีด หรือได้กุศล. ต่อเมื่อใด เจริญสมาธิในลักษณะที่ว่า ขออย่าให้ความชั่วร้าย ๕ อย่าง มาเกิดเวียนตอมอยู่ในปริมณฑล ของจิต ทำจิตให้ปลอด- โปร่งจากความชั่วร้าย ที่มักเกิดในปริมณฑลของใจมนุษย์ นั้น เป็นการมีใจสงบสุข, หรือมีความแจ่มใสพอใจที่จะเจริญ ปัญญา ; อย่างนี้เรียกว่าได้กุศล หรือได้มีด. สิ่งที่เรียกว่าสมาธิในที่นี้ หมายถึงการกระทำทางจิต ที่สามารถกวาดความรู้สึกที่น้อมไปในทางชั่วหรือทางต่ำ ที่มักเกิด แก่บุคคลธรรมดา. ความชั่วร้ายอันที่หนึ่ง คือความรู้สึกที่ คอยแต่จะตกลงไปในกามารมณ์ อย่างจะประพฤติธรรมะ หรือ แม้จะนั่งอ่านหนังสือสักหน่อย ก็อยากไปดูหนังดูละครเสียแล้ว หรือยิ่งกว่านั้น ก็อยากจะตกไปในกามารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยตรงเสียทีเดียว. ความรู้สึกชั่วร้ายอันหนึ่งนี้ เรียกว่า กามฉันทะ. ความชั่วร้ายอันที่สอง คือความกระทบกระทั่งแห่ง จิต หงุดหงิดเอียงเอนไปในทางที่จะเบียดเบียนเขา โกรธเขา พยาบาทเขา อิจฉาริษยาเขา ความรู้สึกชั่วร้ายอย่างนี้เรียกว่า พยาบาท . ความชั่วร้ายอันที่สาม คือความรู้สึกหดหู่เหี่ยว เศร้า ของจิต มีอาการมึนชา ง่วงงุน เป็นรูปของความขี้เกียจ อ่อน

น.643 ๘๑ เพลีย เบื่อหน่ายเรื่อย อยู่อย่างนั้น. ความรู้สึกชั่วร้ายอันที่สามนี้ เรียกว่า ถีนะมิทธะ. ความชั่วร้ายอันที่สี่ คือความรู้สึกฟุ้งเพื่อ ตื่นเต้นไม่รู้จักสงบลงไปได้ เรียกว่า อุทธัจจะ กุกกุ จจะ และ ความชั่วร้ายอันที่ห้า ก็คือความรู้สึกไม่แน่ใจ มีแต่ความลังเลไป เสียทุกอย่าง ลังเลในเรื่องบุญกุศลที่ตนทำ ว่าจะได้หรือไม่, การที่ทำอยู่อย่างนี้เป็นอยู่อย่างนี้ จะเอาตัวรอดได้หรือไม่. พระ- พุทธเจ้า ตรัสรู้ถูกต้องแน่ละหรือ. พระธรรมที่เขานำมา สอน ๆ กันอยู่นี้ เป็นธรรมที่นำออกจากทุกข์ ได้จริงละหรือ. สงสัยในเรื่องกรรมว่าจะได้รับผลดี เพราะทำดี, ได้รับผลชั่วเพราะ ทำชั่ว จริงไหม. หรือแม้ที่สุดแต่เกิดลังเลว่า รักษาศีลเจริญ สมาธิแล้ว เอาตัวรอดได้จริงไหม ดูมันสลัวไปหมด มีแต่ ความลังเลหลอกตัวเอง ซึ่งบางครั้ง ได้ผืนทำสิ่งนั้นไปทั้งที่ ความลังเลยังมีอยู่นั่นเอง. ความรู้สึกชั่วร้าย อันที่ห้านี้ เรียกว่า วิจิกิจฉา . เปรียบเหมือนแมลง ๕ ตัว คอยแต่จะผลัดเปลี่ยนกัน ขึ้นมาตอมว่อนอยู่ในขอบเขตปริมณฑลของจิต ทำความรำคาญ กระสับกระส่ายให้แก่ดวงจิตเป็นนิจนิรันดร์, ซึ่งเป็นปรกติของ มนุษย์ธรรมดา. ลองคิดดูเถิดว่า มนุษย์ธรรมดา คนไหนบ้าง ที่ถูกแมลง ๕ ตัวนี้ ตัวใดตัวหนึ่งมาตอมว่อนอยู่รอบ ๆ จิต หรือ

น.644 ๘๒ ภายในปริมณฑลของจิต, บางเรื่อง จะรู้สึกคล้ายกับว่ามาตอมทั้ง๕ตัว เสียด้วยซ้ำไป. เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ไฉนจะมีใจแจ่มใส เข้าถึง ความจริงในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงได้. เพราะเหตุดังนี้เองการเจริญ สมาธิที่เป็นไปเพื่อกุศล หรือสำเร็จเป็นกุศลได้นั้น ต้องเป็น ชนิดที่ว่า อาจจะปัดแมลง ๕ ตัวนี้ ออกไปได้จากปริมณฑล ของจิต ไม่อาจขึ้นมาตอมจิตของตนให้รำคาญหรือกระสับ- กระส่ายได้ ไม่ว่าในเวลาไหน จะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน ก็ตาม. ถ้าสมาธิใดไม่เป็นอย่างนี้ แต่มีความประสงค์เป็นอย่าง อื่นแล้ว สมาธินั้นยังเป็นลูกโป่งทั้งนั้น ไม่เป็นมีด. ท่านพอจะเห็นได้แล้ว ว่า ทาน การให้ทานก็ตามเป็น ลูกโป่งก็ได้เป็นมีดก็ได้, การรักษาศีล เป็นลูกโป่งก็ได้ เป็น มีดก็ได้, การเจริญสมาธิ เป็นลูกโป่งก็ได้ เป็นมีดก็ได้, แต่สำหรับปัญญาในขั้นสุดท้ายแล้ว เป็นมีดอย่างเดียวคือว่า ไม่อาจเป็นลูกโป่ง เพราะไม่มีทุนมาจากความโง่เขลางมงาย อยากได้ทางวัตถุ. สิ่งที่เรียกว่าปัญญาต้องเป็นความรู้อย่าง ถูกต้องแจ่มแจ้ง. ถ้างมงาย ไม่เรียกว่าปัญญา จึงไม่มีทางที่ จะเป็นลูกโป่ง, แต่เป็นการตัด เป็นเครื่องมือที่คมที่จะคอย

น.645 ๘๓ ฟันอยู่เสมอ ๑ นับว่าปัญญานี้ เป็นของปลอดภัยกว่าทาน กว่าศีล กว่าสมาธิ: และเป็นเครื่องจูงทาน ศีล สมาธิให้ เกิดและเดินไปอย่างถูกทาง. ความงมงาย หรือความไม่รู้โดยแท้จริง ว่า ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา นี้เพื่ออะไรกัน นี่แหละเป็นเครื่องหุ้มห่อเสียเอง เป็นเครื่องกลบเครื่องฝั่งมนุษย์ผู้นั้น ให้จมอยู่ภายใต้กองลูกโป่ง หรือกองขยะมูลฝอย กล่าวคือลูกโป่งเหล่านั้นที่แตกแล้วหรือผุ พังแล้ว เพราะว่า มันทำใจให้โป่ง ด้วยความค่อย ๆ หยิ่ง ค่อย ๆ จองหอง, ยกตนข่มท่านอยู่ในใจโดยไม่ต้องพูดออกมา, คือว่ามี ความพองด้วยบุญ ที่ตนเชื่อว่าตนมีมากขึ้น ๆ เหนือคนอื่น มาก กว่าคนอื่นเป็นลำดับ ๆ ความพอใจในบุญนั้น ก็ไม่มีอะไรมากไป กว่า ที่จะให้ติดอยู่ในบุญ. การติดอยู่ในบุญนั้นเล่า ก็ไม่มีอะไร มากไปกว่าที่จะนำ หรือปรุงแต่งผลักไส บันดาลให้เวียนไปใน ๑. ความรู้ผิดไม่ชื่อว่าปัญญา.แต่ถ้ารู้ถูก แม้เพียงอันดับแรกก็ยังเรียกว่า ปัญญาได้, และเราอาจเรียกมีดเหมือนกัน จะตัดผิด ตัดถูก ตัดมาก ตัดน้อย ย่อมชื่อว่าเป็นมีดทั้งนั้น. แม้ที่สุดแต่ความรู้หรือปัญญา ชนิดที่ "แสงสว่างบังความจริงเอาไว้" ดังที่บรรยายโดยละเอียด ในปาฐกถาเรื่องภูเขา (พุทธศาสนาปี ๑๗ เล่ม ๑ หน้า ๑๙)นั้น มันก็ยัง เป็นมีดที่ตัดผิดตัดถูกไปตามเรื่องของมัน. คงเป็นมืดอยู่นั่นเองจะ เป็นมืดชนิดไหนก็ตาม เป็นลูกโป่งไปไม่ได้,

น.646 ๘๔ โลกของกามารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสวรรค์, และโดยทั่วไป ก็คือเวียนไปในวัฏฏสงสาร; เพราะฉะนั้น จึงตกจมอยู่ภายใต้ ขยะมูลฝอยได้โดยง่าย กล่าวคือลูกโป่งเหล่านั้น ซึ่งไม่เท่าไรก็ จะแตกเป็นเศษ แล้วก็ฝั่งบุคคลนั้นมากเข้าทับถมมากเข้าตก จมอยู่ในโลกนี้ ที่เรียกว่าจมอยู่ในโลกิยวิสัย คือโลกแห่ง กามสุข อันเรียกว่าฝ่ายโลกิยะ แม้จะนับตั้งแต่ที่ตั้งอยู่ในชั้น กามาวจร คือมนุษย์ธรรมดาและเทวดาที่เสพกาม ไปจนกระทั่ง รูปาวจร คือพวกพรหมที่มีรูป และกระทั่ง อรูปวจร พวก พรหมที่ไม่มีรูป (หรือไม่เกี่ยวกับรูป) นี่ก็ล้วนแต่ด้วยอำนาจ พองเป็นลูกโป่งทั้งนั้น จึงได้ติดอยู่ที่นั้น คือติดอยู่ในเกลียวของ วัฏฏสงสาร. เมื่ออยู่ในเกลียวของวัฏฏสงสาร อย่างที่จะหลีกเลี่ยง เสียไม่ได้ ด้วยผลกรรมอันเป็น " บาป ” ของตน คือ ความโง่ จนพอใจในวัฏฏสงสาร นั้นแล้ว ก็ต้องไหลไปตามวัฏฏสงสาร แล้วจะไม่ให้ถูกกระทบกระทั่ง กับคลื่นลมในวัฏฏสงสาร อย่าง นั้นอย่างนี้ อย่างไรเล่า ? แม้แต่อุบัติเหตุต่าง ๆ เช่นเผอิญถูกรถ ทับตายหรือถูกอะไรตายโดยไม่ค่อยมีความหมายว่าเป็นผลของกรรม อะไรนี้ ทำไมไม่นึกว่า นั่นแหละคือบาปกรรม ของการที่ อยากโง่จนเวียนว่ายลงมาในวัฏฏสงสาร ซึ่งมันเป็นอย่างนี้ อยู่เองแล้ว, (ไม่ต้องมีกรรมอื่นอะไรที่ไหนมาทำให้อีกนอกจาก

น.647 ๘๕ “กรรมคือโง่" ที่หลงพอใจในวัฏฏสงสาร ซึ่งมันมีอันเป็น อย่างนี้อยู่ ในตัวของมันเองแล้ว.) ในวัฏฏสงสารนี้ ย่อมมีอะไร ที่เป็นการบีบ เป็นการกระทำ ให้เจ็บปวดอย่างตรง ๆ บ้างอย่าง อ้อม ๆ บ้าง อย่างที่ล่อตาให้เป็นของสนุก คล้ายกับเหยื่อที่ หุ้มเบ็ดบ้าง, ในวัฏฏสงสารเป็นอย่างนี้, เมื่อมีความพอใจใน วัฏฏสงสาร, ด้วยอำนาจบุญของตัว คือที่เกิดมาจากความพอใจ ที่จะเป็น ตามที่ตัวต้องการอย่างนี้ มันจะต้องได้พบกันเข้า กับ คลื่นลมในวัฏฏสงสาร อย่างแน่นอน, แม้จะเป็นชั้นสูงสุด เช่น พรหมโลกชั้นอรูปพรหม มันก็ถูกกระทบกับความหนัก หนัก เพราะแบกเอาตัวไว้ มีตัวไว้สำหรับเกิด สำหรับแก่ สำหรับ เจ็บ สำหรับตาย. อาการที่เป็นอย่างนี้ เรียกว่า "ของฝ่ายนี้" คือ ฝ่ายโลกิยะ. ส่วน ฝ่ายที่ตรงกันข้าม ชนิดที่ตรงกันข้ามโดยประการ ทั้งปวงนั้น นับตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที คือนับตั้งแต่การปฏิบัติ ศาสนา หลักเกณฑ์ต่าง ๆ มันก็ตรงกันข้ามเสียแล้ว. อย่างการให้ ทานของพวกนี้ (ฝ่ายที่ขยะแขยงต่อวัฏฏสงสาร), ก็ไม่ใช่ให้ เพื่อจะพอกตัวให้หนายิ่งขึ้น แต่ให้ เพื่อจะให้ขุดให้บางออกไป คือขูดความยึดถือหรือความเห็นแก่ตัว เช่น ความตระหนี่เห็น แก่ตัว, หรือให้เพื่อจะค้ำจุนเอาพระธรรม (คือศาสนา) . ไว้

น.648 ๘๖ เพื่อจะให้พระธรรมนั้น คงอยู่เป็นเครื่องขูดสัตว์โลก ซึ่งหนา ไปด้วยความโง่ ความหลงนั้นให้บาง เป็นการเริ่มขูด แทนที่ จะเริ่มพอก หรือโป่งเป็นลูกโป่ง มาเสียตั้งแต่แรกแล้ว. แม้แต่การรักษาศีล ก็เป็นไปเพื่อการขูด คือ ขูดที่ร่างกาย วาจาอันเต็มอยู่ด้วยโทษ และยังแถมตลอดเข้าไปถึงจิตใจ อันเป็นมูลเหตุให้เกิดเจตนาที่จะให้มีโทษทางกายวาจาชนิดนั้น เกิดขึ้น. เป็นการขูดออก ไม่มีการเพิ่มเข้าเหมือนกัน ถึง แม้ในส่วนสมาธิก็เป็นการขูดแมลง ๕ ตัวนั้น ปัดแมลง ๕ ตัว นั้นออกไป ไม่ให้มาว่อนอยู่ในปริมณฑลของจิต เพราะฉะนั้น จึงเกิดปัญญาอันเป็นเครื่องตัดโดยสมบูรณ์ เด็ดขาด เปรียบ เหมือนเหล็กเพชร หรือมีดเพชร สามารถที่จะตัดได้สิ้นเชิง. นี่ ความเป็นอย่างนี้คือความตรงกันข้าม โดยประการทั้งปวงอย่างนี้ เป็นการหันหลังให้กันโดยเด็ดขาด เมื่อทางฝ่ายลูกโป่งนั้น เป็น ไปเพื่อสังขาร เพื่อเวียนไปในโลกิยะ ทางฝ่ายมีดนั้น ก็เป็นไป เพื่อวิสังขาร ออกไปสู่โลกุตตระ หรือออกไปสู่ภาวะอันเป็น อสังขตะ คืออะไรปรุงแต่งไม่ได้ ได้แก่ไม่มีลูกโป่งนั้นเอง. ลูก โป่ง โบ่งขึ้นได้ด้วยอำนาจกิเลสเป็นเครื่องปรุง เครื่องเป่า ให้ อยาก ให้ปรารถนา ให้พอใจ ไม่มีขอบเขต แล้วก็ผลักให้ไป ในวัฏฏสงสาร. ส่วนทางฝ่ายด้านวิสังขาร หรืออสังขตะนี้

น.649 ๘ต ไม่มีสิ่งที่จะปรุงอย่างนั้น เพราะมีแต่ขูดออก ๆ จนกระทั่งอวิชชา คือความหลง อันเป็นเครื่องปรุง หรือเป็นพระเจ้าผู้สร้างสิ่ง ทั้งหลายนั้นให้หมดไป จิตนั้นจึง เข้าถึงภาวะที่ตรงกันข้ามกับฝ่าย โลกนี้ คือภาวะที่เป็นของว่างโดยเด็ดขาดจากการปรุงแต่ง. เมื่อ ไม่ปรุงแต่ง ก็ไม่เวียนไปในวัฏฏสงสารที่มีการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย และว่างจากความเศร้าหมองเพราะอำนาจกิเลส จึงเป็นของ บริสุทธิ์ไม่มีกิเลสและเป็นภาวะที่มีความสว่างแจ่มใสในตัวมันเอง เพราะว่าไม่มีความโง่เขลา ความงมงาย, และไม่เป็นภาวะ ที่ผูกมัดรัดรึงใคร จึงเป็นวิมุตติความหลุดพ้น, และเป็นภาวะ ที่ไม่ทำใครให้เป็นทาส คือ ไม่ร้อยจมูกใครแล้วจูงไปหากามารมณ์ หรืออารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถืออย่างอื่น ๆ. นี่จึงทำ ความเป็นไทย คือความเป็นอิสระให้โดยเด็ดขาด เพราะฉะนั้น เมื่ออยากจะรู้อยากจะเข้าใจในภาวะอันตรงกันข้าม จากโลกิยะนี้ โดยประการทั้งปวงแล้ว จงเทียบเคียงดูโดยนัย อันตรงกันข้าม อย่างที่จะเข้ากันไม่ได้ โดยลำดับ ๆ ดังที่กล่าว ไปแล้ว ก็จะ เข้าใจได้ดี. (ต่อไปนี้ เป็นการขยายความให้เห็นว่า "ฝ่าย โน้น" ซึ่ง เป็นอสังขตะ, วิสังขาร หรือโลกุตตระนั้น อยู่เหนือวิสัยของการร้องเรียก ไม่มีคำเรียก แต่กระนั้น

น.650 ๘๘ ก็ต้องยืมคำฝ่ายนี้ ไปใช้เรียก อย่างสมมติพอให้เกิด ความรู้สึกเทียบเคียง). ควรจะเข้าใจไว้อีกอย่างหนึ่งว่า ภาวะอันตรงกันข้าม คือฝ่ายโลกุตตระนั้น ไม่ใช่โลก ไม่มีใครอยู่ที่นั่น ไม่ใช่ที่ ตนอยู่ ไม่ได้มีการตั้งคำพูดขึ้นเรียกสิ่งนั้น ไม่เหมือนกับใน โลกนี้ซึ่งมีคนอยู่ แล้วเรียกสิ่งนั้นๆ ซึ่งมีอยู่ในโลกนี้ ว่าชื่อนั้น ชื่อนี้. ทางฝ่ายโลกุตตระเป็นธรรมแท้ ไม่มีใครบัญญัติคำพูด ขึ้นที่นั่น (เพราะไม่เป็นที่ตั้งแห่งบัญญัติ). เมื่อใครไปรู้ไป เห็นเข้า ก็ต้องยืมคำพูดของฝ่ายโลกนี้ (ที่ใช้พูดเข้าใจกันอยู่) ไปเรียกว่าภาวะนั้นๆ ซึ่งที่แท้เป็นภาวะอันเอก อันเดียว อย่างเดียว ไม่อาจแบ่งแยกได้ แต่ยังไม่มีชื่อ แม้พระศาสดาเอง ก็ยังทรง จนถ้อยคำ ที่จะเรียกภาวะนั้นว่าอะไร (ในเมื่อจะไม่เรียก อย่างสมมติ), จึงทรงเรียกแต่เพียงว่า "สิ่ง" หรือ "สิ่งนั้น" ในบทที่ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย สิ่งนั้นมีอยู่ ซึ่งไม่ใช่ดิน ไม่ใช่ น้ำ ไม่ใช่ลม ไม่ใช่ไฟ ไม่ใช่อากาสานัญจายตนะ ๑ เรื่อยไป ๑. พระพุทธภาษิต ปาฏิคามวัคค์ อุทาน, ไตร. ล.๒๕ น. ๒๐๖ ป. ๑๕๘ คำว่าอายตนะในที่นี้ มีความหมายตรงกับคำในภาษาไทย โดยตรงว่า "สิ่ง" มีวินิจฉัยละเอียดในธรรมเทศนา เรื่อง "ความน่าอัศจรรย์บาง ประการของพระนิพพาน” ซึ่งแสดงในงานกุศลสัตตมวาร ที่หน้า ศพท่านเจ้าคุณสมเด็จพระวันรัต วัดมหาธาตุ. อันมีในหนังสือพุทธ ศาสนา ปีที่ ๑๒ หน้า ๒๒; และในหนังสือเรื่องนั้น ฉบับซึ่งมีผู้พิมพ์ แจก หน้า ๓๗.

น.651 ๘๙ จนกระทั่งไม่ใช่กิริยาอาการเช่นการไป การมา หรือการหยุดนิ่ง เป็นต้น. ล้วนแต่ปฏิเสธไปทุกสิ่งทุกอย่างแต่ทรงยืนยันอย่าง- เดียวว่า "สิ่งนั้น" มีอยู่. สมเด็จพระบรมศาสดาก็ยังทรงจน ถ้อยคำเหมือนกัน ที่จะทรงเรียกสิ่งนั้นว่าอะไร ในเมื่อจะเรียก กันอย่างถูกต้องคือเป็นความจริงอันเด็ดขาด (เพิกถอนเสียทั้ง สมมติ และบัญญัติ). เมื่อจนต่อถ้อยคำที่จะเรียกชื่อสิ่งนั้น เพราะ เป็นของไม่มีชื่อมาก่อน (เพราะพ้นวิสัยแห่งการตั้งชื่อซึ่งเป็น การสมติ). และทั้งเป็นสิ่งที่ใครจะทำอะไรแก่สิ่งนั้นไม่ได้ แม้ แต่ตั้งชื่อให้อย่างนี้เป็นต้น. เราก็ต้องขอเรียกอย่างสมมติกันไป ที ว่าสิ่งนั้นจะเรียกได้ว่าอย่างไร (พอให้ฟังกันไปได้) โดย ยืมเอาคำของฝ่ายโลกนี้ไปเรียก อย่างจะเรียกสิ่งนั้นว่า "ความ บริสุทธิ์" หรือวิสุทธิ์ อย่างนี้ก็เป็นการสมมติชัด ๆ เพราะว่า สิ่งนั้น (คือนิพพาน) หรือภาวะที่ตรงกันข้ามจากโลกิยะ โดยประการทั้งปวงนั้น จะเป็น "ความมี" "ความเป็น" อย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้ เพราะสิ่งนั้น ไม่ใช่ภพหรือภาวะ ที่มีความเป็น จะเรียกว่า "ความ" นั่น "ความ" นี่ ก็ไม่ถูก ต้อง แต่ก็ต้องขืนเรียกไปอย่างนั้นเอง (เพราะเรามีความจำเป็น ที่จะต้องพูดกัน) อย่างสมมติเรียกว่า "ความบริสุทธิ์" หรือ เรียกว่า "ความหลุดพ้น" หรือบางทีเรียกว่า ภาวะเดิมแท้

น.652 ๙๐ อย่างนี้ก็เป็นสมมติเท่ากัน, หรือบางทีก็เรียกว่า "จิตเดิมแท้" (ซึ่งพุทธบริษัทบางพวกใช้เรียกกัน) อย่างนี้ก็เป็นการสมมติที่ เท่ากัน หรือแม้จะเรียกว่า "นิพพาน” คือการดับสนิทไม่มี เหลือของทุกข์ นี่ก็เป็นการสมมติเท่ากันเหมือนกัน (เพราะ คำว่าการดับ เป็นอาการนามคำหนึ่ง, ส่วนนิพพานนั้นไม่ใช่ อาการอย่างใดอย่างหนึ่ง), ตัวโลกุตตระนั้นไม่ใช่อาการแล้วจะมี การดับ หรือเป็นอาการดับอย่างไรได้. คำว่า นิพพาน" นั้น รูปศัพท์เป็นอาการนามคือเป็นการเคลื่อนไหว หรือกระทำ อย่างใดอย่างหนึ่ง ในที่นี้ก็คือการดับสนิทลงไป เราก็ขืนเอา มาเรียกสิ่งซึ่งไม่มีอาการหรือไม่เป็นอาการ. จึงเห็นได้ว่า คำว่า นิพพานก็ดี นิโรธก็ดี วิมุตติก็ดี วิสุทธิ์ก็ดี นิพพานก็ดี หรือ คำอื่นใด ที่ใช้พูดกัน หรือใช้เรียก หมายถึงภาวะฝ่ายโน้นซึ่งเป็น วิสังขารไม่มีอะไรปรุงแต่งนั้น ล้วแต่เป็นคำสมมติทั้งนั้น. แม้แต่ คำว่า "วิสังขาร" เอง เมื่อพิจารณาดูให้ดี ก็จะเห็นว่ามีส่วน แห่งการสมมติ. ทั้งนี้ก็เพราะเหตุว่า "ฝ่ายโน้น" เป็นธรรมชาติ ที่พ้นจากการเรียก หรือการพูด เป็นการที่ฝ่ายนี้หมดอำนาจที่ จะเอาคำอะไรไปเรียก "สิ่งนั้น" ว่าอะไร ให้ถูกต้องได้ นอก จากจะเรียกอย่างสมมติดังกล่าวแล้ว (คือเอาคำ คำใดคำหนึ่ง ของฝ่ายนี้ที่พอให้เกิดความรู้สึกคล้ายคลึง.มาบัญญัติเป็นคำบัญญัติ

น.653 ๙๑ เฉพาะ มีความหมายอันใหม่ขึ้น เพื่อเป็นชื่อเรียกสิ่งใหม่นี้ ให้ ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อคนที่ฉลาดอยู่บ้างพอจะเข้าใจได้. และ นี่เองคือความยากลำบากของการเรียนธรรมะ ขั้นที่ลึกซึ้ง). เราควรเข้าใจถึง ความแตกต่างกัน ระหว่างฝ่ายนี้ กับฝ่ายโน้น ว่าแตกต่างกัน หรือตรงกันข้ามจากกันอย่างเด็ด ขาด ถึงเพียงนี้. แม้แต่ชื่อที่เรียกก็ยังไม่มี ๑ ต้องเอาคำสามัญ เช่นคำว่า "นิพพาน” ซึ่งตามธรรมดาในอินเดียในสมัยนั้น ใช้ เป็นอาการนามของการค่อยเย็นลง ๆ ของสิ่งที่ร้อน เช่นไฟ. หรือ แม้ที่สุดแต่ข้าวสุกที่คดออกมาจากหม้อใหม่ ๆ ตั้งไว้ให้เย็น การ เย็นของมันนั้นเรียกกันว่านิพพานอยู่ทั่วไปเหมือนกัน. ในภาษา บาลีมีการใช้คำว่า "นิพพาน" นี้ หมายถึงการเย็นลงของสิ่งที่ ร้อน เช่นข้าวสุกคดมาใหม่ ๆ ดังกล่าวแล้ว, มาก่อน, แล้วนำมาใช้ เป็นชื่อของ “ฝ่ายโน้น" อันเป็นฝ่ายโลกุตตระ ซึ่งเป็นฝ่ายเย็น โดยสมมติ ตรงกันข้ามกับโลก ซึ่งเป็นฝ่ายร้อน, จึงเห็นว่า เป็น การใช้ โดยสมมติเท่านั้น. (ตัวนิพพานแท้นั้น ยังพ้นไปจากที่ ๑. ระบบคำหรือ Vocabulary ทั้งหมดของมนุษย์ ไม่มีคำที่จะใช้กัน ได้กับ "สิ่งนั้น" อันเป็นสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุ ไม่ใช่ใจ ไม่มีกิริยาอาการ ไม่มีภาวะความเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง. คำนาม, คำสรรพนาม, คำกิริยา, จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นมีรูปร่าง มีลักษณะ มีกิริยาอาการ มีความเป็น หรือภาวะอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น.

น.654 ๕๒ จะเรียกว่า "เย็น" เสียอีก). เมื่อเป็นอย่างนี้ เราก็ควรให้อภัยกัน ในข้อที่ว่า ไม่สามารถจะเรียกชื่อฝ่ายโน้น หรือบรรยายลักษณะ ของฝ่ายโน้นได้ง่ายๆ เลย (ทั้งที่เราใช้คำสมมติกันจนหมดความ สามารถแล้ว !). มีอยู่ทางเดียวเท่านั้นคือ รีบพยายามกระทำ อย่างที่จะให้เป็นไป ทางฝ่ายมีดคือตัดเข้า ๆ เฉือนเข้าไป ๆ จนสิ่งที่หุ้มห่อปิดบัง กล่าวคือ อวิชชา หรือความโง่เขลานั้น หายไปหมด ก็จะประสบกันเข้ากับสิ่งที่ตรงกันข้ามจากโลก ที่เรียกว่าโลกุตตระหรือฝ่ายโน้น ได้ด้วยตนเอง แล้วตนก็จะ รู้ได้เองว่า "สิ่งนั้น" เป็นอย่างไรหรือควรเรียกว่าอย่างไร. (ข้อความตอนต่อไปนี้ ขยายความให้เห็นอันตราย ของการที่จะมัวหลงสร้างภูเขาขึ้นด้วย ความสำคัญผิดใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ศีล สมาธิ ปัญญาเพื่อตี วงล้อมขังตัวเองไว้ด้วยความยึดถือ ไม่ยอมปล่อยวาง.) บัดนี้ เรามาถึง ความเป็นผู้ฝั่งตัวเอง จมอยู่ในกอง ลูกโป่ง หรือภายใต้เศษของลูกโป่งที่แตกแล้ว ด้วยความยึดถือ ในสิ่งต่างๆ ที่ตนชอบ ตนชอบพระพุทธเจ้า (ชนิดไหน ตามทัศนะ ของตน) ก็ยึดถือจนเกิดการยึดถือชนิดที่เป็นลูกโป่ง. ตนชอบ พระธรรม แต่ไม่รู้ว่าพระธรรมคืออะไร ชอบไปตามเสียง ที่เขาสรรเสริญ คือชอบไปตามที่ว่าตนเป็นพุทธบริษัทกะเขา

น.655 ๙๓ คนหนึ่งก็ต้องชอบพระธรรม, อย่างนี้เป็นความหลงใหลจนเกิด ความยึดถือชนิดลูกโป่ง. ในพระสงฆ์ ก็อย่างเดียวกัน, ที่ว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เกิดเป็นลูกโป่งให้แก่เรานั้น ก็ เพราะเราไม่เข้าใจว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นอย่าง ไรนั่นเอง. ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า บางคนถึงกับเอาพระ- พุทธรูป๑ เป็นพระพุทธเจ้า เช่นความรู้สึกของเด็ก ๆ. ผู้ใหญ่ ๑. คนพวกนี้ไม่เคยทราบว่า พระพุทธรูปนั้น เพิ่งเกิดมีขึ้นในโลกหลัง จากพุทธปรินิพพานหลายร้อยปี. ในพระไตรปิฎกเอง เราไม่พบคำว่า พระพุทธรูป. แม้ข้อความในพระไตรปิฎก ที่กล่าวถึงการทำสังคายนา ครั้งที่สอง ตั้งร้อยปีหลังแต่พุทธปรินิพพาน ก็เป็นที่น่าเสียใจ ในที่สังฆนิบาตนั้นไม่มีพระพุทธรูปตั้งเป็นประธาน. แม้พระพุทธ โฆษาจารย์ ผู้แต่งคัมภีร์วิสุทธิมรรค ราวพันปีหลังจากพุทธปริ- นิพพาน ก็ดูไม่พอใจที่จะกล่าวถึงพระพุทธรูปเลย, ทั้ง ๆ ที่ท่านกล่าว เรื่องลักษณะของโลก แผ่นดินนี้อย่างน่าขนพอง ในการพรรณาคุณ บทว่า โลกวิท ของพระพุทธเจ้า. ถ้าเป็นจริงตามที่นักโบราณคดีว่า ก็นับว่าเป็นโชคดีของพุทธบริษัท ที่พวกกรี๊กซึ่งเข้ามาอยู่ในภาค พายัพของอินเดีย ได้ช่วยกันประดิษฐ์พระพุทธรูปขึ้น ให้บูชา เป็น เริ่มแรก และมีกันสืบมา จนกระทั่งภายหลังนี้ ถูกใช้เป็นนิมิตของ สมาธิก็มี ใช้เป็นเครื่องราง ทางคงกระพันชาตรี เป็นไสยศาสตร์ ไปเลยก็มี. หรือที่ถึงกับเซ่นวักตั๊กแตน อย่างรูปเจ็ดก็มี. แต่ข้าพเจ้า ยังไม่วายสงสัยอยู่ว่า การทำเช่นนี้ เป็นการตรงตามพระพุทธประสงค์ หรือไม่ ? มากหรือน้อยปานใด ?

น.656 ๕๔ บางคน มีความรู้แต่เพียงว่าพระพุทธเจ้าน่ะ คือคนที่เดินไปมา อยู่ในประเทศอินเดียเมื่อ ๒ พันปีเศษมาแล้ว, อย่างนี้ เป็นการ ทำให้ตนเข้าใจผิด แล้วยึดติดในสิ่งนั้น ในเมื่อตนรู้สึกว่า ตนได้ เห็นสิ่งนั้น หรือตนได้มีสิ่งนั้น (แม้กระทั่งที่เป็นภาพในฝัน). นี่มันได้บุญ ไม่ได้ขึ้นไปถึงกุศล. เมื่อไม่มีมืดมาช่วยตัดลูกโป่ง มันก็มากเข้าพอที่จะฝั่งตัวเองได้, กล่าวคือความหยิ่ง ความพองขึ้น เพราะอำนาจเชื่อว่าตนเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คือ เข้าถึงพระพุทธรูป หรือเข้าถึงองค์พระพุทธเจ้า ชนิดที่ว่าดำเนิน ไปมาอยู่ในประเทศอินเดีย เมื่อ ๒ พันปีมาแล้ว, หรือเข้าถึงตู้ หนังสือตู้พระไตรปิฎก, หรือเข้าถึงผ้าเหลือง ชายผ้าเหลือง อย่างนี้เป็นต้น. ความเป็นอย่างนี้ กล่าวได้ว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ของบุคคลชนิดนี้ไม่ใช่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่พึงเข้าถึง ผู้ที่มีความเข้าใจเพียงแค่นี้นั่นแหละ จะกลับ กลายเป็นภูเขาขวางทางบุคคลนั้น, คือว่า ความยึดมั่นในสิ่งที่ตน เรียกว่าพระพุทธเจ้าของตนนั้น หรือ ในสิ่งที่ตนเรียกว่าพระธรรม นั้น หรือในพระสงฆ์นั้น เป็นความยึดที่เหนียวแน่น บังจิตใจ ไม่ให้เกิดแสงสว่างเหมือนกับถูกภูเขาขวางเอาไว้ ไม่ให้เดินไป ตามวิถีทางแห่งพุทธธรรมต่อไปได้ทั้ง ๆ ที่ปฏิญญาว่า ตัวเป็น

น.657 ๙๕ พุทธบริษัท เป็นอุบาสก อุบาสิกา. ด้วยเหตุฉะนี้เองผู้ที่จะทะลุ ภูเขาอันนี้ไป ก็ต้องเข้าถึงพระพุทธเจ้าให้ถูกต้องว่า ไม่ใช่เป็น สิ่งที่จะยึดถือ หรือพอกพูนกันให้หนาเช่นนั้น. ความเข้าใจผิด ข้อนี้แหละ ทำให้การบำรุงพระพุทธศาสนาของเรา แทนที่จะ เป็นประโยชน์ กลับเป็นโทษ, แทนที่จะเป็นหนทางโล่งเตียน กลับเป็นหนทางรก เดินไปไม่ได้ไม่ไหวด้วยความเมาบุญ ของ ผู้ต้องการบุญจนลืมตัว จนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร. คอยแต่จะ สร้างลูกโป่งทับถมพระศาสนา. พระศาสนา จึงจมอยู่ภายใต้กอง ลูกโป่ง ไม่ขึ้นมาเป็นที่พึ่งของเราได้ อย่างสมัยพุทธกาลไม่ต้อง มีการบำเพ็ญชนิดที่ทำใจให้เป็นลูกโป่ง. เช่นว่าสร้างโบสถ์ด้วย ราคา ๓ แสน อย่างนี้ก็โบ่งตั้งสามแสนลูก แล้วก็แข่งขันกัน ใน ทางที่จะสร้างสรรค์วัตถุเหล่านั้น แข่งขันกันมาก ๆ เข้า ก็ดึงคน ให้ลืมตัว และห่อในการที่จะสร้างแข่งขันกับเขาบ้าง. สร้างแข่งขัน กันจนรกพระศาสนา จนพระศาสนานี้แบนไปหมด จนความ จริงไม่ปรากฏว่า ทำอย่างไรเราจึงจะพ้นทุกข์ได้ เพราะมามัว แต่แบก แต่ทูน แต่หามลูกโป่ง มากเข้าก็เลยไปไม่ไหว เลย นอนจมอยู่ภายใต้กองลูกโป่ง คือมัวเมาในบุญ อันตนเชื่อว่า ลงทุนน้อย ได้ผลมาก ซื้อสวรรค์ได้ด้วยราคาไม่กี่ร้อยกี่พัน. แทบทุกคน พากันต้องการอย่างนี้ (เพราะการล่อหลอกของใคร

น.658 ๙๖ หรือหาไม่ก็ตาม), กำลังกระทำกันอยู่อย่างนี้, ฝังตัวเองให้จมอยู่ ในกองบุญนั่นเอง แล้วไปต่อไปไม่ได้ แล้วจะโทษใคร ? เพราะ ฉะนั้น ควรจะทุบลูกโป่งเหล่านั้น ให้แตกเสียให้หมดยังจะดีกว่า, เพื่อจะได้เพิกถอนความเข้าใจผิด ที่คิดว่าบำรุงพระศาสนา แล้ว กลับเป็นการถมพระศาสนา ให้จมอยู่ภายใต้กองลูกโป่ง กล่าว คือความเมาบุญของพวกเราเอง แล้วมัวโทษกันว่า ทำไมใน ยุคนี้ ในเวลานี้ไม่มีพระอริยเจ้า เช่นพระโสดาบันเป็นต้น. ตน เองก็เชื่อว่าไม่มี ทั้งๆ ที่ตนเองเป็นผู้ถมเสียเอง คือถมด้วยความ เข้าใจผิด สร้างลูกโป่งขึ้นถม แล้วยังชวนลูกหลานให้ช่วยทำ กันอย่างนั้น ต่อๆ ไป อย่าให้ขาดสาย (ของลูกโป่ง)ได้, พระศาสนา ของพระบรมศาสดา ซึ่งไม่เคยถูกกลบถูกถมมาแต่กาลก่อน ก็มาเกิดถูกฝังถูกถมด้วยความต้องการลูกโป่งของคนในสมัยหลัง สมัยนี้ แล้วจะเอาพระอริยเจ้า อย่างพระโสดาบันเป็นต้น, ไปทำไม กัน ? พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า เมื่อใดยังมีการปฏิบัติตาม อริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ อยู่เพียงใด เมื่อนั้น โลกก็จะยัง ไม่ว่างจากพระอรหันต์อยู่เพียงนั้น. เป็นคำตรัสของพระองค์ที่ เด็ดขาด แล้วมีใครบ้างที่สนใจอย่างนั้น มีน้อยคนเหลือเกิน. แต่ กลับมีคนสนใจที่จะช่วยกันสร้างลูกโป่ง ให้มากขึ้นอยู่นั่นเอง, แล้วก็เที่ยวบ่นให้ว่อนไป ว่าไม่ได้เห็นพระอรหันต์ !

น.659 ๙ ๗ (ข้อความข้างบนนี้ ขยายความให้เห็นว่า ลูกโป่งหรือ ภูเขานั้น :- (๑) เป็น “ ภาวะที่เหลือที่จะทนได้ (unendurable) สำหรับผู้จะไป. (๒) เป็น “ภาวะที่พอจะทนได้" (endurable) สำหรับผู้ที่ยังอยากอยู่. (๓) เป็น “ภาวะที่สนุกสนานเหลือเกิน" (Pleasura- ble) สำหรับผู้หลับหูหลับตา. และข้อความต่อไปนี้ เป็นการขยายความให้เห็นว่า ภาวะเช่นนี้เป็นสิ่งที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างไร). ถ้าจะยึดตามพระพุทธวจนะที่เด็ดขาด ก็ควรจะขมัก เขม้นกันในทางแห่งอริยมรรค มีองค์แปด ซึ่งเป็น "มีด" ไปเสียทุกข้อทุกกระทง. เพราะเหตุไร? เพราะเหตุว่าอริยมรรค มีองค์แปดนั้น มีสัมมาทิฏฐิเป็นบทนำเป็นตัวนำ. ท่านทั้งหลาย ก็ได้ยินได้ฟังกันมาแล้ว ว่ามรรคมีองค์แปดนั้น มีอะไรบ้าง. แล้วก็ทราบว่า ' ข้อที่หนึ่งนั้นเรียกว่าสัมมาทิฏฐิ คือปัญญาอัน เห็นชอบ คือเห็นว่า อะไรดี อะไรชั่ว อะไรผิด อะไรถูก อะไรเป็นการผูกมัด อะไรเป็นการปล่อยวาง อะไรเป็นความ บริสุทธิ์ อะไรเป็นความเศร้าหมอง อะไรเป็นการจมติดอยู่ใน

น.660 ๙๘ กองทุกข์ อะไรเป็นการปล่อยให้พ้นไป อะไรเป็นทางให้จม อยู่ในวัฏฏสงสาร อะไรเป็นทางที่จะให้หักวงล้อแห่งวัฏฏสง- สาร เสียได้. เมื่อมีสัมมาทิฏฏิเป็นองค์ต้นของอริมรรคมีองค์ แปดอย่างนี้แล้ว มันก็เป็นลูกโป่งไปไม่ได้ มันจะเป็นได้ก็แต่ มีดเท่านั้น. มันตัดเข้าไป ๆ ในที่สุดก็ถึงขั้นที่เป็นพระอริยบุคคล อย่างน้อยก็เป็นพระโสดาบัน อย่างนี้. (ต่อไปนี้ เป็นการขยายความ ให้เห็นว่า การเป็นพระ อริยบุคคลด้วยการถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่แท้ จริงนั้น เป็นอย่างไร. ผิดกับชนิดที่เป็นลูกโป่งหรือภูเขา อย่างไร. จะป้องกันไม่ให้กลายเป็นภูเขาขึ้นมา ได้อย่างไร.) ว่าโดยที่แท้แล้ว การเป็นพระอริยบุคคล นั้นก็คือ การไหลไปเองตามธรรมชาติของมนุษย์ ที่วิวัฒน์ไปในทางสูง ด้วยความระมัดระวังอันดี วิวัฒน์ไปด้วยอาการอันดี, คือนึก คิดไปในทางรอบคอบ ต้องการสิ่งที่สูงขึ้นไปกว่าเสมอ (ไม่ มัวเป็นคนหลงเก็บดอกไม้ริมทางเดิน ถึงกับหยุดอยู่). อย่าง ว่า มนุษย์สมบูรณ์ไปด้วยเงินทองทรัพย์สิน, สมบูรณ์ไปด้วย ชื่อเสียงเกียรติยศ สมบูรณ์ไปด้วยการสมาคม มีมิตรสหายที่ดี พร้อมหน้าอย่างนี้แล้ว เมื่อประสงค์ที่จะไปสูงกว่านั้นอีก มัน ก็ไม่มีทางไหนที่จะไปได้ (ในวิสัยโลกิยะนี้) นอกจากจะไปตาม

น.661 ๙๙ ทางของอริยมรรคมีองค์แปด เข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้าชั้น ใดชั้นหนึ่ง ในพระศาสนานี้เท่านั้น (มิฉะนั้น ก็มีทางเดียว คือเดินกลับลงต่ำ). พระองค์จึงได้ตรัสภูมิแห่งพระอริยเจ้าไว้ ในขั้นที่เราพอจะเข้าใจได้ คือ ต่อจากขั้นของปุถุชนที่ดีเต็ม เปี่ยมถึงขีดสูงสุดแล้ว นั่นเอง. คือว่าเมื่อปุถุชน เป็นปุถุชนที่ ฉลาดสูงสุดเต็มขนาดของปุถุชนแล้ว ก็ไม่มีทางไหนไปได้ นอก จากจะไปในทางของพระอริยเจ้า. พระองค์ได้ตรัสไว้ชัดเจนว่า บุคคลใดมีความเข้าใจ เชื่อเพราะมีความเข้าใจไม่ง่อนแง่น คลอนแคลนในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์ และมี อริยกันตศีล (คือศีลที่บริสุทธิ์เด็ดขาด) บุคคลนี้ ชื่อว่าถึงพร้อม ไปด้วยองค์แห่งความเป็นพระโสดาบัน๑ คือเป็นพระโสดาบัน นั่นเอง. ความข้อนี้ อธิบายว่า การเข้าใจ และเชื่อในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแน่วแน่ ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไปได้นั้น ย่อมหมายถึงการเข้าถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้อย่างถูกต้องชัดเจนตามที่ เป็นจริง. จะเข้าถึงเพียงแค่พระพุทธรูปนั้นไม่ไหว หรือเข้าถึง เพียงแค่บุคคลที่เดินไปมาอยู่เมื่อสองพันปีเศษมาแล้ว ก็ไม่ไหว ๑. พระบาลี โสตาปตฺติยงคสิยุตฺต ไตร. ถ. ๑๙ น. ๔๕๖ บ. ๑๔๙๒,

น.662 ๑๐๐ เหมือนกัน เพราะเหตุว่า พระองค์ได้ตรัสไว้เสียเองว่า "ผู้ใดไม่ เห็นธรรมะผู้นั้นไม่เห็นตถาคต" แม้ว่าผู้นั้น จะคอยเกาะแจอยู่ที่ มุมจีวรไม่ยอมปล่อย ไปไหนไปด้วยกันทั้งกลางวันและกลางคืน เขาไม่เห็นธรรมะแล้ว หาชื่อว่าเห็นตถาคตไม่ นี่ ความข้อนี้ เป็นข้อที่อยากจะกล่าวซ้ำ ย้ำอยู่เสมอ ๆ ไม่ให้พวกเราหลงลืมได้. ขอให้นึกดูง่าย ๆ ว่าเมื่อเราจะรู้จัก หรือเข้าถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง สักคนนั้น มันต้องเข้าใจถึงจิตใจกัน จึงจะเรียกว่ารู้จัก หรือเข้า ถึงกัน. จะเป็นบุตร ภรรยา หรือมิตรสหาย ก็ตาม การที่จะเข้า ถึง หรือรู้จักกันนั้น ก็คือรู้จักจิตใจ ว่าใจของเขาเป็นอย่างไร. การรู้จักพระพุทธเจ้า ก็คือรู้จักพระหฤทัยของพระองค์ ว่าเป็น อย่างไร. การรู้จักพระหฤทัยของพระพุทธเจ้านั้น ก็คือการรู้จัก ธรรมะ, เพราะว่า ธรรมะนั่นแหละ คือพระราชหฤทัยของพระ- พุทธเจ้า โดยสมมติเรียก. หรือว่า ธรรมะนั่นแหละ คือองค์พระ พุทธเจ้าที่แท้ ดังที่พระองค์ตรัสว่า "เห็นธรรมะ คือเห็นตถาคต, เห็นตถาคต คือเห็นธรรมะ." เมื่อเป็นเช่นนี้ ปัญหาใหญ่จึงมาตกอยู่ที่ว่า เห็นธรรมะ คือเห็นอะไร และเห็นอย่างไร เห็นธรรมะในที่นี้ คือเห็น ความจริงของสิ่งทั้งปวง โดยเฉพาะก็คือได้เห็นภาวะที่ตรงกัน ข้ามกับโลก (รวมทั้งโลกนี้และทุกโลก) ซึ่งเป็นภาวะแห่งความ ค แ 2 ข 2 ๑ บ

น.663 ๑๐๑ บริสุทธิ์ สงบเย็น แจ่มใสไม่เศร้าหมองเป็นความสว่าง เป็น ความปล่อยวาง เป็นความไม่ผูกพัน เป็นภาวะที่ไม่มีอะไรปรุง แต่งสร้างสรรค์ซึ่งขอเรียกว่า "ภาวะเดิมแท้." ก็ภาวะที่มีอะไร ปรุงแต่งสร้างสรรค์นั้น เป็นของใหม่ ๆ เดี๋ยวนี้. ภาวะเดิมแท้ หมายถึงว่าไม่มีอะไรปรุงแต่ง อันมีอยู่ก่อนเกิดการปรุงแต่ง๑ นั้น เรียกในที่นี้ว่า ภาวะเดิมแท้." เมื่อใด มองเห็นสิ่งนี้ ในบทซึ่งพระบรมศาสดาได้ตรัสว่า "สิ่งนั้นมีอยู่ สิ่งนั้นมีอยู่" ๒ นั่นแหละ จึงจะชื่อว่าเห็นธรรมโดยถูกต้องแท้จริง ถึงขนาดสูง สุด, หมายความว่าเห็นตัวทุกข์ และเห็นที่ดับสนิทไม่มีเหลือของ ความทุกข์. คำว่าเห็นทุกข์ คือเห็นโลกนี้ หรือเห็นโลกิยธรรม ทั้งหลาย อย่างถูกต้อง. เห็นที่เป็นที่ดับสนิทของความทุกข์นั้น ๑. ข้าพเจ้าผู้กล่าว ถือว่า อสังขตธรรม มีอยู่นอกวงของอดีตอนาคต ปัจจุบัน. อดีตก็ไม่ใช่ภาวะเดิมแท้ เพราะอยู่ในขอบเขตของการปรุง แต่ง อยู่ในขอบเขตของเวลา. อสังขตธรรมอยู่นอกขอบเขตของ การปรุงแต่งและเวลา มีอยู่เดิมตลอดกาล จึงควรแก่นามที่จะเรียก ว่า “ภาวะเดิมแท้," เป็นสมมติอันหนึ่ง ของ "สิ่งนั้น" เช่นเดียว กับคำว่า นิพพาน เป็นต้น ซึ่งแล้วแต่จะเห็นว่าเรียกอย่างไร ช่วย ให้มองเห็นง่ายขึ้นเท่านั้นเอง. และที่จะเรียกว่า "เพชรในหิน" หรือ "พระพุทธเจ้าองค์แรก" / หรืออะไรทำนองนี้นั้น เห็นว่ายัง ล่อแหลมกว่าเสียอีก. ๒. ในบทว่า อตฺ ถิ ภิกฺ ขเว ตทายตนํ ฯลฯ. ตามที่อธิบายแล้ว ในหน้า .... ข้างต้น.

น.664 ๑๐๒ คือเห็นฝั่งโน้น ฝ่ายโลกุตตระ หรือฝ่ายวิสังขาร๑ ไม่มีอะไรปรุง แต่ง ซึ่งตรงกันข้ามจากฝ่ายนี้อยู่เสมอ. การเห็นโลก, เห็นที่ ดับสนิทของโลก, เห็นทุกข์ เห็นที่ดับสนิทของทุกข์, นี่เรียก ว่าเห็นสิ่งทั้งปวง. เห็นธรรมะอย่างแท้จริง คือเห็นภาวะที่ ตรงกันข้ามกับโลกนี้ ซึ่งได้สมมติหรือบัญญัติชื่อเรียกว่า วิสุทธิบ้าง วิมุตติบ้าง นิพพานบ้าง อสังขตะบ้าง วิสังขารบ้าง แล้วแต่จะมีเหตุผลให้เรียกในกรณีหนึ่ง ๆ. คำว่า "เห็น" ในที่นี้ คือเห็น (ด้วยความซึมซาบในใจ จนใจเปลี่ยน หรือ เกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างใหม่ขึ้นในใจ), ว่ามันช่างเป็น ภาวะที่ตรงกันข้าม จากความทรมานต่าง ๆ ในโลกนี้ เสียเหลือ เกิน. มันเป็นของว่าง. ว่างจากอะไร ? ว่างจากความหมุน- เวียนต่าง ๆ นานาบรรดามีในโลกนี้, เช่นความทุกข์ทั้งหลายก็ คือความหมุนเวียนว่อนไป ของสังขารธรรมในฝ่ายนี้, ตลอดจน ถึงความเป็นไปอย่างใด ๆ ที่มนุษย์พอใจกันนัก ก็คือความ หมุนเวียนว่อนไป ของสังขารธรรมฝ่ายนี้ ซึ่งที่แท้แล้ว ก็เป็น ความทุกข์เหมือนกัน แต่ว่าเป็นความทุกข์ชนิดที่เอาน้ำตาล ๑. โลกุตตระขั้นนิพพานเป็นวิสังขารแท้. โลกุตตระขั้นมรรคผลนั่นคือ ฝักฝ่ายของโลกุตตระ และจัดเข้าในฝ่ายโลกุตตระ, จึงจัดเข้าในฝัก ฝ่ายของวิสังขารด้วย: คือเป็นไปเพื่อวิสังขาร แม้จะยังไม่ใช่วิสัง- ขารเด็ดขาด.

น.665 ๑๐๓ เคลือบเอาไว้. ครั้นมองเห็นความไม่หมุนเวียนว่อนไป แต่เป็น ความสงบ หยุดได้ พักได้ นั่งได้ บริสุทธิ์ สว่างแจ่มใส เยือกเย็น เช่นนี้แล้วเรียกว่ามองเห็นธรรมะ พร้อมทั้งเห็นวิธี ปฏิบัติ อันเนื่องกันอยู่ อันเป็นการตัด การขูดความเศร้าหมอง สิ่งห่อหุ้มให้หมดไป จนเข้าถึงภาวะแห่งความเป็นอย่างนั้น ด้วยตนเองแล้ว อย่างนี้เรียกว่าเห็น ธรรมะ ที่มีอยู่ในพระ หฤทัยของพระพุทธเจ้า ที่ทำคนให้เป็นพระพุทธเจ้า มาแล้ว แต่กาลก่อน ๆ (ในพุทธกาลนี้), ที่ทำพระสิทธัตถะให้เป็น พระพุทธเจ้า (ในพุทธกาลนี้). ได้เห็นภาวะของความบริสุทธิ์ ความสว่าง ความสงบเย็น ความไม่มีอะไรปรุงแต่ง เป็นต้น มี อยู่ในพระหฤทัยของพระพุทธเจ้าโดยพร้อมมูล เห็นธรรมะชนิด นี้ อย่างนี้ จึงชื่อว่าเห็นองค์ตถาคตโดยชัดเจน และเข้าถึงองค์ ตถาคตเสียทีเดียว ถ้าเราไม่ได้เห็นธรรมะอย่างนี้ เห็นเพียง พระพุทธรูป” หรือเพียงเปลือกของพระพุทธเจ้า ที่เคลื่อน ไหวไปมาอยู่บนแผ่นดินอินเดีย เมื่อสองพันปีเศษมาแล้ว ก็มาโป่งใจ ว่าฉันถึงพระพุทธเจ้าเสียแล้ว ไม่มีความ ขวนขวายอย่างใดหมด มีแต่นึกเอาว่า ยิ่งนานวันเข้า ยิ่งแก่ ๑. หมายความถึง "ภาพพระพุทธรูป" ที่ฝันเอาเอง ในขณะที่จิตเป็นกึ่ง สำนึก (Subconscious) ตามวิธีที่เขาเรียกกันว่า "เข้าสมาธิ" นั้น ๆ ด้วย.

น.666 ๑๐๔ เฒ่าเข้า ก็ยิ่งมากไปด้วยบุญ แล้วก็ถึงขนาดที่จะไม่เชื่อฟัง ใครเอาเสียทีเดียวรังแต่จะยกตนเหนือท่านข่มท่าน เพราะ เหตุนี้ จึงเรียกว่า พระพุทธเจ้าของท่านผู้นั้นเอง ที่ออกมา ขวางทางเป็นภูเขาแห่งวิธีพุทธธรรมของตัวเสียเช่นนี้แล้ว จะ ไปโทษใคร. ในส่วนพระสงฆ์ ก็เป็นอย่างเดียวกัน ทำนองเดียว กัน พระสงฆ์นั้น โดยเปลือกชั้นนอกเช่นจีวรหรือที่เรียกกันว่า "ชายผ้าเหลือง" ก็ดี หรือจารีต เช่นการปลงผม อดข้าวเย็น เป็นต้นก็ดี มันจะเป็นพระสงฆ์ไปไม่ได้ ถ้าผ้าเหลืองเป็นพระ สงฆ์ ไปเอาที่ร้านเจ๊กร้านจีนก็ถมไป ถ้าจารีตต่าง ๆ เช่นการปลง ผมเป็นพระสงฆ์อย่างนี้แล้ว คนที่โกนหัวทุกคน ก็เป็นพระ สงฆ์ไปหมด แม้แต่เนื้อตัวของพระสงฆ์ ก็เป็นเพียงเปลือก ทิเป็นเนื้อเป็นหนัง เหมือนกับของคนธรรมดาทั้งหลาย แต่ ความเป็นพระสงฆ์นั้น ก็คือธรรมะนั่นเอง อย่างเดียวกันกับที่ มีในพระพุทธเจ้า แล้วมามีในพระสงฆ์ พระธรรมที่มีในพระ สงฆ์ ทำบุคคลนั้นให้ได้ชื่อว่าพระสงฆ์ ทำนาย ก. นาย ข. นาย ค. นาย ง. ให้ได้ชื่อว่าพระสงฆ์ การเห็นพระสงฆ์ ก็คือ การเห็นธรรมะ ชนิดเดียวกับที่มีในพระพุทธเจ้าแล้วมามีใน พระสงฆ์ ไม่ใช่เห็นชายผ้าเหลือง มายึดติดกันอยู่ที่ชายผ้าเหลือง

น.667 ๑๐๕ มากเกินไปจนได้ลูกโป่ง คิดว่าได้สร้างผ้าเหลืองมาก ๆ แล้วก็เต็ม ไปด้วยหนทางที่จะไปสู่พระนิพพานอย่างนี้เป็นต้น. แท้ที่จริง เป็นลูกโป่งที่จะกลบตัวเองมากกว่า, เพราะความโป่งใจของตัว ทำให้จมอยู่ที่นั่นต่างหาก จึงควรเข้าใจถึงพระสงฆ์ให้ถูกต้องว่า องค์ธรรมะที่ทำคนให้มีจิตใจผิดไปจากเมื่อเป็นฆราวาสธรรมดา จนเป็นพระสงฆ์ อย่างนี้นั่นแหละคือพระสงฆ์แท้. สรุปความได้ง่าย ๆ ว่าในองค์พระพุทธเจ้านั้น พอเอา ธรรมะ คือ "ความได้เข้าถึงฝ่ายโน้น" อย่างที่กล่าวมานี้ออก เสีย ก็เหลือแต่เปลือก เหมือนกับเปลือกของคนเราทั้งหลาย ทุกคน (คือเป็นเพียงขันธ์ ธาตุ อายตนะไม่เที่ยง เน่าเปื่อย). ในพระสงฆ์ทั้งหลายก็เหมือนกันพอเอาธรรมะ คือความเป็น อย่างนี้ออกไปเสียแล้ว ก็เหลือแต่เปลือก ซึ่งเหมือนกันทุกคน อีก. ธรรมะที่ริบเอามาเสียจากพระพุทธเจ้า ทั้งกลุ่ม หรือที่ริบ เอามาเสียจาก พระสงฆ์ ทั้งกลุ่ม ก็คือธรรมะอย่างเดียวกันกับที่ เรียกว่า "พระธรรม" เพราะเหตุนี้ ท่านจึงกล่าวว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั้น ที่แท้เป็นของอันเดียวกัน ไม่อาจจะ แบ่งแยกกันได้ แต่เราแบ่งแยกกันโดยอาการภายนอก คือว่า กิริยาของบุคคล ที่มารู้ธรรมะ นี้ด้วยตนเอง พิเศษ จากคนอื่นอย่าง หนึ่ง ตรงที่ว่า "คลำ" เอาได้ด้วยตนเอง ชนิดที่เราพอใจจะ

น.668 ๑๐๖ ถือว่าอาจารย์ของพระพุทธเจ้านั้น ชื่อ " นายคลำ " คือคลำไป ตามอำนาจแห่งเหตุผลและการทดลองอย่างแจ่มแจ้ง เราเป็น ศิษย์ของพระพุทธเจ้า ก็ควรจะมีอาจารย์ชื่อว่า "นายคลำ" นั้น ด้วยเหมือนกัน พระพุทธเจ้าท่านคงคลำเอง เราคลำตามที่ พระพุทธเจ้าท่านสอน พระพุทธเจ้าท่านทรงพบด้วยตนเอง จึง ได้นามว่าพระพุทธเจ้า (หมายถึงสัมมาสัมพุทธเจ้า) พระสงฆ์ นั้น ไม่อาจคลำพบด้วยตนเอง แต่ต้องได้ยินได้ฟังมาเสียก่อน จึงประพฤติปฏิบัติ แล้วได้รับธรรมะนั้น เช่นเดียวกับที่พระ พุทธเจ้าท่านพบ แตกต่างกันแต่อาการภายนอกอย่างนี้ จำแนก ออกเป็นพระรัตนตรัยสามประการ ก็โดยสมมติเอาอาการนั้น ๆ เท่านั้น. การเห็นพระรัตนตรัย นั้น ขอให้เห็นพระพุทธเจ้า โดยชัดเจนว่า ธรรมะคือภาวะแห่งความบริสุทธิ์ ความสว่าง แจ่มใส ความสงบเย็น มีอยู่ในพระพุทธเจ้าอย่างนั้น ๆ และ ท่านทรงพบเอาเอง พระธรรมก็คือตัวภาวะอย่างนั้น ซึ่งมี อยู่ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด ก่อนพระสงฆ์เกิด หรือก่อนใคร ๆ เกิด คือเป็นภาวะเดิมแท้ก่อนแต่ที่สังขารทั้งหลาย จะปรุง แต่งกันขึ้นเป็นของมากมาย เต็มโลกนี้เป็นภาวะเดิมแท้ ก่อน แต่ที่สังขารทั้งหลาย จะปรุงแต่งกันขึ้นเป็นของมากมาย

น.669 ๑๐๗ เต็มโลกนี้ -ภาวะเดิมแท้ ก่อนแต่ที่สังขารทั้งหลาย จะปรุง แต่งกันขึ้นเป็นของมากมาย เต็มโลกนี้, (หรือถ้าให้ชัดเจน ก็คือ ก่อนแต่จะเกิดวัฏฏสงสารขึ้นมา) ภาวะอันนั้น เรียกว่า ธรรมะ หรือ พุทธธรรม คือความบริสุทธิ์ จากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย จากความเศร้าหมอง จากความผูกรัดรึง จากความ เป็นอะไรทุก ๆ อย่าง ที่เป็นโลกนี้, คือตัวธรรมะที่เป็นอยู่ก่อน คือเป็นภาวะเดิมแท้จริงๆ (ขอให้เราส่งใจของเราข้ามภูเขาออก มาให้ถึงนี้บ่อย ๆ) พระสงฆ์นั้นเล่า ก็คือบุคคลที่มีปัญญาเห็น ภาวะอันนั้น ภายในตน ที่ตนได้รับได้เสวยอยู่ เรียกว่า เป็นพระสงฆ์ ต่างกันอย่างนี้ ใครก็ตาม ที่เข้าถึง "แก่น" ของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยชัดเจน โดยประ- จักษ์ เช่นนี้ คนนั้นจะไม่เชื่อ หรือมีความเชื่อชนิดที่ง่อนแง่น คลอนแคลนอย่างไรได้; เว้นไว้แต่จะไม่เห็นโดยแท้จริง ว่า ภาวะนั้นประเสริฐ แสนที่จะประเสริฐอย่างนั้น เท่านั้น, เป็น การเห็นอย่างลม ๆ แล้ง ๆ อย่างที่ว่าพระพุทธรูปเป็น พระพุทธเจ้า ตัวคนเป็นพระพุทธเจ้า, หรือตู้ใบลานเป็นพระธรรม, หรือผ้า เหลืองเป็นพระสงฆ์ หรือคนที่โกนหัวเป็นพระสงฆ์อย่างนี้เป็น ต้น ซึ่งยังผลก่อให้เกิดอุตสาหกรรมการหล่อพระพุทธรูป, อุต-

น.670 ๑๐๘ สาหกรรมทำใบลาน, ฯลฯ ทำจีวร ขึ้นเต็มบ้านเต็มเมือง กระทั่ง พระพุทธรูปจำนวนมาก ใส่ถาดแบวางขายอยู่ข้างเท้า เช่นแถว สะพานหัน ในกรุงเทพฯ เป็นต้น ฯลฯ เท่านั้นเอง. ถ้าเมื่อใด มองเห็นภาวะที่ตรงกันข้ามจากโลกนี้ ที่ ตรงกันข้ามจากความทุกข์, ที่ตรงกันข้ามจากการปรุงแต่งไหล เวียนไปในวัฏฏสงสาร เห็นประจักษ์ชัดเจนแล้ว, เมื่อนั้นชื่อว่า เห็นธรรมะ แล้วก็ไม่เป็นผู้ง่อนแง่นคลอนแคลน ในพระพุทธ- พระธรรม พระสงฆ์, เป็นอันว่า ได้องค์ ๓ ข้างต้นมาโดย บริบูรณ์ ยังเหลืออยู่แต่องค์ที่สี่คืออริยกันตศีล หรือความมีศีล ชนิดที่ประเสริฐไม่ด่างพร้อย เป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า นั้น ท่านลองคิดดูทีเถิด ว่าคนที่มีจิตใจมองเห็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยประจักษ์ชัดเจน คือเห็น "ธรรมะ" โดยลักษณะอย่างที่ว่ามาแล้วนั้น จะไปล่วงศีลอย่างไรได้ ศีล ของบุคคลนั้นจะไม่สะอาดบริสุทธิ์เด็ดขาดอย่างไรได้ เพราะว่า เขาได้เข้าถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถึงขนาดนั้นแล้วศีล ของเขาจึงบริสุทธิ์ ชนิดที่พระอริยเจ้าท่านมองแล้วพอใจเรียกว่า อริยกันตศีลได้, กล้าท้าให้พวกนักปราชญ์ที่มีหูตาฉลาด, ไปค้น ดูที่ตัวเขา ก็มองไม่เห็นความเศร้าหมองหรือโทษที่ผิดศีล, แม้ ถ้าเทวดาที่มีตาเป็นทิพย์ มีหูเป็นทิพย์ มีอะไรๆเป็นทิพย์มี, ต่อ

น.671 ๑๐๙ ให้พวกเทวดาเหล่านั้นมาค้น ก็ไม่สามารถจะค้นพบความเศร้า หมองที่ศีลของเขาได้ เขามีศีลชนิดนี้ เพราะว่าใจของเขา เข้า ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จ่ออยู่แต่อย่างนั้น จึงได้มี ศีลชนิดนี้, นับเป็นองค์ที่สี่ และเรียกบุคคลนั้นว่า เป็นพระ โสดาบัน พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรียกบุคคลชนิดนี้ว่าเป็นพระ โสดาบัน คือผู้ที่ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนในพระพุทธ พระ- ธรรม พระสงฆ์ และมีอริยกันตศีล นับเป็นองค์ที่สี่. (ข้อความต่อไปนี้ เป็นการเปรียบเทียบการเป็นพระ โสดาบันตามหลักแห่งการละสัญโยชน์สาม และการเดิน ตามอริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งยิ่งจะชี้ให้เห็นว่า ยิ่งเป็นการ ทำตนให้ห่างจากลูกโป่งยิ่งขึ้นไปอีก และจะยิ่งไม่ดึงเอาพระ พุทธ พระธรรม พระสงฆ์มาทำลูกโป่ง หรือหลงเอามาสร้าง ภูเขาเสียเอง ตามที่เป็นอยู่อย่างไร ยิ่งขึ้นไปอีก). ถ้ายังสงสัย จะเปรียบเทียบกันโดยมาตรฐานอย่างอื่น เช่น มาตรฐานที่ว่า พระโสดาบัน ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสได้ ก็คนที่เข้าถึงพร้อมด้วยองค์ ๔ อย่างที่ว่า มานี้ จะละได้หรือไม่, ก็จะเห็นได้ โดยไม่ต้องมีใครบอก ว่า คนที่มองเห็นภาวะแห่งธรรมอันตรงกันข้ามจากโลกนี้ หรือความ ทุกข์ โดยหลักแห่งเหตุผลว่ามีอยู่อย่างนี้ ๆ แล้วจะไปถือว่า

น.672 ๑๑๐ ร่างกายนี้เป็นของตนอย่างไรได้, ย่อมหมดไปในตัวมันเอง (เพราะ มองเห็น "ฝ่ายโน้น" ซึ่งตรงกันข้ามกับร่างกายอันเป็นของ หลอกอยู่ไร ๆ), สักกายทิฏฐิที่ถือว่า กายนี้เป็นของตน จึงหมด ไปจากจิตใจของบุคคลเช่นนั้น และวิจิกิจฉา คือความลังเลว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ดีแน่หรือไม่, หรือลังเลในข้อ ปฏิบัติว่า ศีล สมาธิ ปัญญานี้ จะเป็นเผยยธรรม นำสัตว์ ออกจากทุกข์ได้จริงหรือไม่, หรือลังเลในตัวเองว่าตนกำลัง กระทำถูกกระทำผิดเป็นประการใดหรือไม่ อย่างนี้มีไม่ได้ ความลังเลซึ่งเป็นวิจิกิจฉาอย่างนี้ มีไม่ได้สำหรับบุคคลที่เข้าถึง องค์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแท้จริง ตามนัยที่ กล่าวมาแล้ว, เพราะฉะนั้น วิจิกิจฉานั้นก็ต้องสิ้นไป ส่วน สีลัพพตปรามาส คือความยึดถือปัจจัยในภายนอกเพราะไม่อยู่ ในอำนาจแห่งเหตุผล เช่นรักษาศีลก็ว่าเพื่อความเป็นผู้วิเศษ อย่างนั้นอย่างนี้ แทนที่จะเห็นว่ารักษาศีลเพื่อขูดเกลากิเลส, จะ ประพฤติวัตรอย่างใดอย่างหนึ่งตามหลักที่วางไว้เป็นตัวพระศาสนา ก็ถือว่าเพื่อความวิเศษอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นมนุษย์ที่เหนือ มนุษย์ธรรมดาอย่างนั้นอย่างนี้ แทนที่จะเป็นไปเพื่อขูดเกลา กิเลสและบรรลุพระนิพพาน, หรือถือเหตุปัจจัยภายนอกว่า มีอำนาจนั้นนี้ บันดาลให้เป็นไป ไม่ใช่ถือกรรมเป็นต้น

น.673 ๑๑๑ การเชื่อโดยปราศจากเหตุผล และถือปัจจัยภายนอกเป็นส่วน สำคัญอย่างนี้ มันย่อมมีไม่ได้ แก่บุคคลที่มีจิตใจสูงขนาดที่มอง เห็นว่า “พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริง" นั้น คืออะไร เพราะเหตุในข้อที่ว่าเป็นธรรมะหรือพระธรรมนั่น แหละ - มันทำให้เห็นชัดความเป็นไปตามกฎแห่งเหตุผลในภาย ในว่าความทุกข์ เป็นอย่างนี้, ความดับสนิทของความทุกข์อย่าง ตรงกันข้ามนั้น มันเป็นอย่างนี้ ๆ ตามหลักแห่งเหตุผล ซึ่งเป็น อย่างอื่นไปไม่ได้ เห็นชัดด้วยตนเองแล้ว ทำไมจะเป็นผู้ถือปัจจัย ภายนอกอยู่อีกเล่า หรือจะเข้าใจเหตุ คือข้อปฏิบัติเพื่อขูดเกลา ความทุกข์ให้หมดไปนั้น ไม่ได้เล่า ข้อนี้จึงเป็นการตัดสีลัพพต- ปรามาส คือการเข้าใจผิดชนิดที่ไม่อยู่ในอำนาจแห่งเหตุผล และถือปัจจัยภายนอกนั้น ได้สิ้นเชิง จึงถือว่าเป็นพระโสดาบัน. หรือถ้าจะเปรียบเทียบโดย มาตรฐาน อีกนัยหนึ่งคือ อริยมรรคมีองค์แปดก็ได้ เมื่อถามว่า อะไรเป็นโสดา (โสดา แปลว่ากระแสหรือเกลียว เช่นเกลียวน้ำเป็นต้น) พระพุทธเจ้า หรือสาวกองค์ใดก็ตามท่าน ว่าอริมรรคมี องค์แปดนั่นแหละเป็น ตัวโสดา หรือโสตะซึ่งแปลว่ากระแส บุคคลใดเล่า ที่เรียก ว่าโสดาบัน คือผู้ถึงกระแส ? ก็ตอบบุคคลผู้กำลังดำเนินไปตาม แนวแห่งอริมรรคมีองค์แปด อย่างถูกต้อง นั่นเอง เรียกว่า

น.674 ๑๑๒ โสดาบัน คือผู้ถึงกระแส๑ คำว่ากระแส ในที่นี้หมายถึงแนว อันหนึ่งซึ่งพุ่งตรงดิ่งไปยังพระนิพพาน อย่างที่พระองค์ตรัสว่า อริยมรรคมีองค์แปดนี้ มีความลาดเอียงเทไปยังพระนิพพาน สัตว์ผู้เดินไปตามแนวนี้ จึงไปอื่นไม่ได้ นอกจากจะไปนิพพาน, เช่นเดียวกับว่า ความลาดเอียงที่มีไปทางมหาสมุทร เพราะ ฉะนั้น น้ำฝนทุกหยดที่ตกลงมาในแม่น้ำ มันจึงไหลไปมหา- สมุทร ไม่ไปอื่นอริยมรรคมีองค์แปด หรือเกลียวทางที่ไปสู่ พระนิพพานก็ลาดเอียงเทไปทางพระนิพพาน เพราะฉะนั้น สัตว์ผู้เดินตามทางนี้ จึงไหลเลื่อนไปเอง โดยไม่ยาก, ขอแต่ ว่า ให้เข็นตัวเอง เข็นตัวเองขึ้นมา โดยหลักของการขูดเกลา การตัดด้วยมีดคือกุศล อย่าเอาลูกโป่งเข้ามา ใช้มีดคือ กุศล แทนที่จะใช้ลูกโป่งหรือบุญ เป็นเครื่องมือสำหรับที่จะตัดฟัน ๑. กระแส ในที่นี้ หมายตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนา คามีไปจนถึง พระอรหันต์ หรือนิพพาน พระอรหันต์ชื่อว่าถึงที่สุด ปลายของกระแส คือ ถึงพระนิพพานแล้ว นอกนั้น ยังกำลังเดินอยู่ ในระยะใดระยะหนึ่ง ส่วนปุถุชนนั้น ยังไม่ถึงกระแส ยังกำลัง ปฏิบัติ, เพื่อเซ็นตัวให้ตกลงไปในกระแส, ยังไม่ได้ชื่อว่า "กำลังดำ- เนินไปในกระแส," จนกว่าจะถึงกระแส คือเป็นพระโสดาบันเสีย ก่อน. ที่ว่าอัฏฐังคิกมรรค ชื่อว่ากระแส มีที่มาใน เวฬุทวารวัคค์ โส- ดาบัตติสังยุตต์ ไตร. ล. ๑๙ น. ๔๓๔ . ๑๔๓๐ อยู่ในรูปพระพุทธ- ภาษิต. โ

น.675 ๑๑๓ สิ่งที่ขวางรกรุงรัง ( เป็นภูเขา) ในขั้นต้น แม้จะยากสักหน่อย ก็จงพยายามเข็นตัวเองขึ้นมา จนถึงจุดสูงสุดยอด ของความ เป็นปุถุชน หลังจากนั้นก็จะไหลเลื่อนไปโดยง่าย ตามกระแส แห่งอริยมรรคมีองค์แปดนั้น, เหมือนคนขี่รถ ถีบขึ้นมาด้วย กำลังแข้งเหงื่อไหลไคลย้อยจนถึงที่สุดของสะพานโค้ง เหลืออยู่ แต่จะคล้อยลงไปฝ่ายโน้น มันก็ไหลเลื่อนไปเองได้โดยง่าย เพราะฉะนั้น คงพยายามแต่เพียงในขั้นต้น เพื่อจะขูดเกลาความ หนาของไฝผ้าในดวงตา หรือความหนาของกิเลส ออกไปด้วย การประพฤติ ตามแนวแห่งศีล สมาธิ ปัญญา หรืออริยมรรคมี องค์แปด ส่วนศีลนับว่าเป็นขั้นต่ำ หรือขั้นเริ่มลงมือ ใน ขั้นต้น ๆ ค่อย ๆ เข็นตัวเองขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงจุดสูงสุดของความ เป็นปุถุชนแล้ว ก็ไหลเลื่อนเข้าไปในโลกแห่งพระอริยเจ้าอย่าง น้อยก็เป็นพระโสดาบัน โดยแน่แท้ โดยนัยที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ก็คือว่า เข้าใจมองเห็นและ เชื่อ ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยอาการที่กล่าวมา แล้วนั้น ให้ชัดเจนจริงๆ( ขอย้ำว่าไม่ใช่ชนิดที่เป็นภูเขาหิมาลัย ของท่านเอง) ยอมเหนื่อยยอมเสียเวลาที่จะทำความเข้าใจ ใน "ธรรมะ" คือภาวะอันตรงกันข้ามจากโลกนี้ จนเห็น “ธรรมะ" ว่าเป็นของมีอยู่เดิม. เดิมแท้อย่างไร ไม่ใช่ของ

น.676 ๑๑๔ ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ เหมือนสังขารทั้งหลายอย่างไร และเห็น ว่ามีอยู่ในพระหฤทัยของพระพุทธเจ้าอย่างไร และเห็นว่ามี อยู่ในใจพระสงฆ์ทั้งหลายอย่างไร จนกระทั่งเห็นเด็ดขาดลง ไป, อย่างนี้นั่นแหละคือจุดอันเป็นเครื่องกำหนดลงไปว่า เขา ได้เป็นตัวขึ้นมา จนถึงจุดสุดยอดของสะพานแล้ว ยังเหลือ อยู่แต่จะปล่อยให้ไหลเลื่อนลงไป ตามแนวของอริยมรรค ในขั้นเป็นพระอริยเจ้า จากพระโสดาบันเรื่อยไป จนถึงพระ อรหันต์ พระพุทธเจ้าทรงเป็นนายประกันเอง ทรงรับรองเอง ว่าพระโสดาบันนั้น มีความเที่ยงแท้ต่อนิพพาน เป็นอย่างอื่น ไปไม่ได้ มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา มีประตูอบายอันปิดไว้ ทางเบื้องหลังแล้ว, อย่างนี้ก็เป็นอันว่า เรามีหน้าที่ เพียงแต่ จะเข็นขึ้นมา จนถึงจุดสูงสุดเพียงแค่พระโสดาบันเท่านั้น ต่อ จากนั้น ไหลไปเองอย่างสบาย, โดยไม่พยายาม มันก็ไม่ไป ทางอื่น ย่อมไปถึงที่สุดจนได้ ที่ต้องพยายามหน่อย ก็ตรง เบื้องต้นที่จะเข็นขึ้นไปสู่จุดยอดแห่งสะพาน คือขึ้นไปถึงความ เป็นปุถุชนที่ดีที่สุดเท่านั้น พยายามที่จะศึกษา พยายามที่จะ ทำ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ (ที่แท้จริง) ให้ปรากฏ แก่ใจของตัวเอง, อย่าให้บุญ คือลูกโป่งทั้งหลายเหล่านั้น มาเป็นเครื่องสุมทับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่จะ

น.677 ๑๑๕ ปรากฏในใจตนจนผิดไป เพราะตนไปเที่ยวคว้า เที่ยวจับ เอาลูกโป่ง นั่นนี่ มาเป็น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เสียเอง จึงไม่มีโอกาสที่จะพบ พระพุทธ พระธรม พระสงฆ์ จึงควรที่จะพยายาม ไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก และมีความ กล้าหาญ พอที่จะทุบลูกโป่งทั้งหลายเสีย ให้แตกกระจัด กระจาย๑ ให้เข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อันแท้จริง อย่างถูกต้องแล้ว ความเป็นพุทธบริษัท ก็จะมีความหมาย. (ต่อไปนี้เป็นการขยายความให้เห็นว่า เป็นความ จำเป็นอย่างยิ่งชนิด "เป็นภาวะอันสุดแสนจะทนทานได้" ในการที่จะแบกลูกโป่งเที่ยววนเวียนติดอยู่ในวงล้อมของภูเขา จงกลับเป็นพุทธบริษัทที่ถูกต้อง ด้วยการกล้าทุบลูกโป่ง หรือ การพังทลาย ภูเขาแห่งความยึดถือของตน). ความเป็นพุทธบริษัท นั้นแปลตามตัวหนังสือว่า นั่งล้อมรอบ ๆ พระพุทธเจ้า ความเป็นพุทธมามกะนั้น แปล ตามตัวหนังสือว่า ผู้กล้าร้องตะโกนว่าพระพุทธเจ้า เป็นของ ฉัน ความเป็นอุบาสกอุบาสิกานั้นแปลตามตัวหนังสือว่า เป็น ๑. การทุบลูกโป่งนี้ มีความหมายสั้น ๆ ว่า กล้าตัดใจเขยิบตัวเอง จากชั้นที่ต้องการความสุขอย่างวัตถุ เช่นสวรรค์เป็นต้นเสียให้เด็ด ขาดโดยมุ่งเลื่อนขึ้นไปหาขั้นที่ ไม่เป็นไปเพื่อเวียนมาสู่ความเป็น อย่างนี้ในวัฏฏสงสารอีกต่อไป,

น.678 ๑๑๖ ผู้เข้าไปนั่งใกล้พระพุทธเจ้า นี่ท่านลองนึกดูทีเถิดว่า ผู้ที่สุม แน่นไปด้วยพวงของลูกโป่งนั้น จะไปนั่งแวดล้อมพระพุทธเจ้า ได้อย่างไร มีความยุติธรรมที่ตรงไหน ที่จะร้องตะโกนว่า พระ- พุทธเจ้าเป็นของฉัน ในเมื่อแบกเอาไว้ซึ่งลูกโป่งจนปิดมิดดูไม่ เห็นตัว ? และว่า จะมีความเป็นอุบาสกอุบาสิกานั่งชิดพระพุทธเจ้า ได้อย่างไร เพราะตนไม่รู้ว่า พระพุทธเจ้าที่แท้นั้น คือ อะไร อยู่ที่ไหน, ไปจับฉวยเอาลูกโป่งมาเป็นพระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์ อยู่เนืองนิจ เพราะฉะนั้น จึงเป็นการจำเป็น ที่จะต้องพยายาม แม้จะเจ็บปวดในใจ ที่จะต้องเสียสละขูดเกลา ในเรื่องนี้อยู่บ้างก็ต้องทนเอา ด้วยการทุบลูกโป่งนั้นเสียให้แตก (คือด้วยการตัดอาลัยเยื่อใยในลูกโป่ง หรืออานิสงส์ของลูกโป่ง อย่างเด็ดขาด) การได้มาซึ่งลูกโป่งนั้น ก็เป็นเพียงแต่เครื่อง อิ่มใจ อย่าให้มากไปกว่านั้น. เมื่อถึงขั้นที่ต้องการจะไปแล้ว คือ ไม่ใช่จะอยู่จะจมอยู่กับกองลูกโป่งแล้ว ก็ต้องทุบมันเสีย, (เท่า ที่มันกีดเกะกะขวางทางเป็นภูเขาอยู่ทีละขั้น ๆ ตามลำดับ). เพราะว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เป็นเพียงเครื่องมือ เครื่องข้าม. แม้ที่สุดแต่ตัวข้อปฏิบัติ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เองที่ถูก ต้องแท้จริง พระองค์ก็ยังทรงให้ถือแต่เพียงว่า มันเป็นเพียง เรือเพียงแพ ถึงฝั่งถึงตลิ่งแล้วขึ้นบกเถิด อย่ามัวห่วงเรือแพ

น.679 ๑๑๗ อยู่เลย จะจมอยู่ในน้ำ หรือจะต้องแบกเอาเรือเอาแพ ขึ้นบ่า ไปด้วยนั้น มันทำไม่ได้. เห็นข้อปฏิบัติ คือศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเพียงเรือเพียงแพอย่างนี้แล้ว ก็เป็นไปได้. สำหรับผู้ที่เกี่ยว ข้องอยู่กับบุญ ก็เหมือนกัน ถ้ารู้สึกแต่ว่าเป็นเพียงเครื่องอำนวย ความสะดวกสบาย มีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงเพื่อเป็นอยู่สำหรับ ศึกษา ให้เข้าถึงความหลุดพ้นอันนี้ เท่านั้นแล้ว ลูกโป่งเหล่านั้น คงจะไม่ทำอันตรายท่านมากนัก. แต่ถ้ายึดถือเป็นสรณะ ก็อาจท่วม ทับตัว แล้วเลยไปถึงท่วมทับพระศาสนา ทำพระศาสนาให้จม อยู่กับกองลูกโป่ง จนไม่มีบุคคลใดเข้าถึงอริยมรรคอริยผล มีพระโสดาบันเป็นต้น แล้วริอ่านเที่ยวโทษคนนั้นคนนี้ โทษ คณะสงฆ์ โทษรัฐบาล, ซึ่งที่แท้ เป็นความผิดของตัวเอง แล้วหลงยกให้ผู้อื่น ย่อมไม่เป็นการยุติธรรมอย่างยิ่ง ! เท่าที่กล่าวมานี้ ก็พอเป็นเครื่องชี้ให้เห็นได้ชัดว่า “ภาวะ อันตรงกันข้าม" ที่เราสมมติเรียกชื่อว่า วิสุทธิ วิมุตติ นิโรธ นิพพาน วิสังขาร อสังขตะ หรืออื่น ๆ อีกหลายชื่อนั้น ที่แท้ก็คือ ตัว "ธรรมะ," เป็นตัวธรรมะชนิดที่ต้องการจะให้รู้ ให้หยั่งเห็น ในบทว่าเข้าถึงธรรมะนั่นเอง. เราจะมองเห็นได้ชัดในชั้นแรก ด้วยการเปรียบเทียบโดยใช้ปัญญาที่แจ่มใสแล้ว ไม่ใช่ "ปัญญาที่ ถูกจำกัดอยู่ในวงล้อม ของภูเขาแห่งความยึดถือ," แต่เป็น

น.680 ๑๑๘ ปัญญาที่แจ่มใสเป็นปัญญาจริงๆ แล้วเปรียบเทียบความตรงกัน ข้ามโดยทุกวิถีทาง เช่น เปรียบเทียบหาที่สุดของโลก ด้วย หลักความตรงกันข้ามกับโลก เพราะฉะนั้น จึงต้องดูโลกให้ ดี ๆ ให้เข้าใจโลกจริง ๆ. เปรียบเทียบที่สุดของความทุกข์ หรือ ความไม่มีทุกข์ โดยดูออกไปจากความทุกข์ที่เราเห็นได้ง่าย ๆ. เปรียบเทียบวิสังขาร โดยนัยตรงกันข้ามจากสังขาร คือสิ่ง ที่ปรุงแต่งหมุนเวียนทั้งหลาย โดยเทียบกายและใจของตัว เป็นมาตรฐานว่า กายทั้งหลายนั้นเป็นสังขาร คือถูกปรุงแต่ง ขึ้นมาให้วนเวียนเรื่อยไป ไม่มีที่สิ้นสุดอย่างไรและว่า ใจ พร้อมทั้งความรู้ สึกคิดนึกของใจนี้ ก็เป็นสังขาร คือถูกปรุง แต่งขึ้นมาให้หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงเรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด อย่างเดียวกัน. และการหมุนเวียนนี้ ก็คือตัวการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย นั่นเอง. การ เกิด แก่ เจ็บ ตายนี้ ก็คือ ตัวความ ทุกข์อยู่ในตัวมันเองแล้ว. การหมุนเวียนอยู่ภายในวัฏฏ- สงสารอย่างนี้ ก็เป็นของแน่นอน ที่จะต้องกระทบกับคลื่นลม มีความบอบช้ำบ้างเป็นธรรมดา. เปรียบเทียบความหลุดพ้นโดย นัยอันตรงกันข้ามจากการถูกกระทบ กระทั่งอยู่ภายใต้อำนาจ ของกิเลส ใจอึดอัดไปด้วยภาวะอันสั่น กลัวอันตราย. เปรียบ เทียบความสิ้นตัณหาโดยนัยตรงกันข้ามกับตัณหา อันประ-

น.681 ๑๑๙ กอบด้วยโทษ คือว่าถูกตัณหาร้อยจมูกของเราแล้ว จูงไปเพื่อ อารมณ์นั่นนี่ ไม่มีที่สิ้นสุดในโลกนี้ แล้วไม่พอใจ ยังต้องการ ชนิดอื่นในโลกอื่น ยังต้องการสวรรค์ในเทวโลก ต้องการ พรหมโลก วนเวียนไปไม่มีที่สิ้นสุด. มันเป็นของแน่นอนที่ว่า สิ่งเหล่านี้ละได้ยาก ขูดได้ ยาก ตัดทอนได้ยาก, จึงต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่ง โดยมอบ ตัวเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วทำตนเองให้สว่าง ด้วยปัญญา หยั่งเห็นภาวะเดิมแท้ หรือภาวะอันตรงกันข้ามจาก กิเลสโดยประการทั้งปวง ซึ่งเรียกว่าโลกุตตระนั้น ให้แจ่มชัด โดยทุก ๆ ประการเถิด. การช่วยกันโดยทางอื่นให้มากกว่านี้ ย่อม ทำไม่ได้เช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า "ตถาคตเป็นผู้ ชี้ทางเท่านั้น,"๑ เขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ย่อมเป็นหน้าที่ของ เขา. ส่วนมากมองไม่เห็น และไม่เชื่อ. แต่ผู้ที่เข้าถึงขั้นสูง สุดของโลกิยะแล้ว ก็ย่อมหมดหนทางไป ไม่มีทางไหน ที่จะให้ ไปได้อีก แม้ยังอยากไป นอกจากทางนี้ทางเดียวเท่านั้น คือทาง เอกตรงแน่วไปยังความหลุดพ้น ซึ่งเรียกว่าอริยมรรคมีองค์แปด ประการ อันจะผ่านขั้นพระโสดาบันพระสกทาคามี พระอนาคามี ถึงพระอรหันต์ในที่สุด .. ๑. ตุมเหหิ กิจฺจํ อาตปฺป๋ อฺขาตาโร ตถาคตา. ไตร. ล. ๒๕ น. ๕๑

น.682 ๑๒๐ เพราะเหตุนี้ จึงสรุปความแห่งธรรมกถาในวันนี้ได้ว่า พุทธธรรมหรือภาวะอันตรงกันข้ามจาก โลกิยะ ซึ่งเราเรียกว่า วิสังขารหรืออสังขตะ หรือภาวะเดิมแท้ ก่อนแต่จะมีสังขาร นั้น เราจะต้องพยายามฝึกฝน เพื่อให้หยั่งทราบเอาด้วย ซึ่งเป็นลูกโป่งในชั้นต้น ให้กลายมาเป็นมีดได้แล้ว ภูเขา ต่าง ๆ ก็จะพังทลายลงไป. ความเป็นปัจจัตตัง คือการหยั่ง ถึงภาวะอันตรงกันข้ามนั้น ด้วยตนเอง ก็มีมาเอง โดยไม่ ต้องเชื่อตามคนอื่น. ทำตนให้เข้าถึง "สิ่งที่มีอยู่ได้ ปัญญา สร้างการปฏิบัติโดยหลักที่อาศัยมืด อย่าอาศัย ลูกโป่ง. ผู้ที่เคยมีแต่ลูกโป่ง ก็จงพยายามที่จะเปลี่ยนให้ เป็นมีด ครั้นได้ทำให้การรักษาศีล เจริญสมาธิ และปัญญา โดยปราศจากเหตุ" นั้น ได้โดยใจของตนเอง เป็น ของถูกแท้ ไม่มีทางที่จะผิด หรือไม่มีทางที่จะโง่เขลางมงาย แต่อย่างใด. ขอท่านผู้ฟังทั้งหลาย จงเข้าใจในข้อความต่างๆ ที่ได้กล่าว มานี้ โดยนัยอันสัมพันธ์กัน กับธรรมกถาต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว ณ ที่นี่ นับตั้งแต่เรื่องวิถีแห่งการเข้าถึงพุทธรรม เมื่อหลาย ปีมาแล้วเป็นต้นมา ซึ่งจะหาอ่านได้โดยทั่วไปในบัดนี้ (มีผู้พิมพ์

น.683 ๑๒๑ ขึ้นแจกกว่าสิบครั้ง). ข้อความบางประการ ซึ่งจะเป็นทางให้ เข้าใจข้อความในวันนี้ได้ดี ก็มีอยู่ในนั้น. เพราะฉะนั้น ขอวิงวอน ท่านที่มีหนังสือเล่มนั้นอยู่ จงอ่านดูเรื่อย ๆ จนกระทั่งเข้าใจได้โดย ประจักษ์ชัดเจน ว่า พุทธธรรม หรือภาวะเดิมแท้ หรือจิตเดิม แท้ หรือความบริสุทธิ์หรืออะไรต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่ตรงกันข้ามกับ ฝ่ายโลกนี้นั้น ว่ามีอยู่อย่างนั้น เข้าถึงได้โดยเหตุอย่างนั้น จน หมดความสงสัย ในข้อที่กล่าวว่า พระพุทธเจ้าตามทัศนะ หรือ ตามความพอใจของท่านเองนั่นแหละ คือภูเขาอันบังนิพพาน ของท่านเองจงทุก ๆ คนเถิด. ขอเพื่อนสหธรรมิก และท่านสุภาพชนทั้งหลายจงประสบ ความสำเร็จในเรื่องนี้ ด้วยอำนาจที่เราทุกคนมีความเข้าใจและ พอใจในความหมายอันแท้จริงของพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแน่วแน่ไม่คืนคลายนั้นแล, ขอจงประสบแต่ความสุขสวัสดี !

น.685 บันทึก เกี่ยวกับ ภูเขาพุทธธรรม โดย ศ.ศ. ข้าพเจ้าได้มีโอกาส เรียน ถามข้อข้องใจหลายประการ เป็นเวลาหลายวัน เกี่ยวกับข้อความในปาฐกถาเรื่องภูเขา แห่งวิถีพุทธธรรม อันเป็นเรื่องที่พุทธบริษัทส่วนหนึ่ง กำลัง สนใจกันอยู่อย่างครึกโครม. ในที่สุดข้าพเจ้ารู้สึกว่า ความรู้ ที่ ข้าพเจ้าได้รับมา และทำเป็นบันทึกไว้นี้ จักมีประโยชน์เป็นอัน มาก แก่บรรดาท่านที่สนใจ และทั้งหวังว่าคงมีไม่กี่คนที่มี โอกาสเรียนถามข้อข้องใจ และได้รับความรู้เพิ่มเติมเช่นนี้ โดยตรงจากท่านพุทธทาสภิกขุ ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงส่งบันทึกนี้ มาขอร้องท่านบรรณาธิการ ให้นำลงเพื่อประโยชน์แก่ผู้สนใจ ทั่วไป และเพื่อคู่กันกับปาฐกถาที่ได้นำลงไปแล้ว เพื่อความ สะดวกของผู้ ศึกษา และทั้งเป็นบันทึกที่อยู่ในรูปคำถามคำ

น.686 ๑๒๖ ตอบตามเดิมทุกประการ. ข้าพเจ้าเรียนถามทีละเรื่อง ๆ ตาม ลำดับที่จะนึก ออกก่อนหลังและได้คำตอบทีละเรื่อง ๆ ต่อไป ดังนี้ :-_ ถาม :– เนื่องจากปาฐกถาเรื่องภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม ของใต้เท้า ทำให้มีคนพูดและเขียนคัดค้านด่าว่าท้าทายต่าง ๆ ใต้เท้าจะไม่เขียนโต้ตอบเสียเลยเที่ยวหรือ ทั้งได้ยินว่าใต้เท้าไม่ อนุญาตให้เพื่อนหรือศิษย์คนใดเขียนโต้แทนด้วย. ตอบ:– ดู ๆ มันไม่ใช่หน้าที่ และไม่มีความจำเป็น. ไม่ใช่ หน้าที่ เพราะอาตมาเป็นเพียงผู้ที่อุทิศตนเป็นทาสของพระพุทธเจ้า มีอะไรก็พูดไปตามที่อาตมาสามารถทำให้คนสนใจ ในเรื่องของ "ฝั่งโน้น" อันเป็นตัวพุทธศาสนาที่แท้จริง. ว่าตามที่จริงแล้ว อาตมาไม่ได้พูดกับคนทั้งหมด แต่พูดกับคนที่สนใจ หรือ พอใจจะศึกษาเรื่อง "ฝั่งโน้น" เท่านั้น. ผู้ที่ฟังย่อมรักษาสิทธิ และผลประโยชน์ของเขาเอง เขาจะคัดค้านหรือด่าว่าอย่างไรก็ได้. เขาพอใจอย่างไร ก็ทำอย่างนั้นก็แล้วกัน. อาตมามีหน้าที่ แต่เพียงบอกเพื่อให้เขาได้ยิน สิ่งที่เห็นว่าเขาควรจะได้ยิน ใน เมื่อเขาขอให้พูด. ถ้าเขาไม่เห็นด้วย ก็ไม่มีหน้าที่ไปขืนใจเขา. เขาแย้งหรือท้าทาย ก็ไม่มีหน้าที่ไปสู้รบกับเขา.

น.687 ๑๒๗ และที่ว่าไม่จำเป็นจะต้องโต้คนด้านนั้น ถ้าคุณดูให้ดี ก็ จะเห็นว่า ภูเขาหิมาลัยที่อาตมาต้องการให้พังทลายนั้น มันก็ กำลังพังทลายตัวเอง โดยไม่รู้สึกตัวอยู่เรื่อยๆ แล้ว ไม่เห็นหรือ. มันดีอยู่แล้ว จะต้องไปจัดการอะไรกันอีกเล่า. ถ้าอาตมาหรือ เพื่อน ๆ หรือแม้ผู้อ้างตนว่าเป็นศิษย์ จะไปทะเลาะกะใครเข้าแล้ว มันก็ไปเข้ากับภาษิตโบราณของไทยเรา คุณก็พอจะรู้อยู่เองแล้ว. แต่ที่อาจมาพอใจนั้นก็คือ ภูเขามันกำลังจะพังทลายตัวเองอยู่แล้ว เรื่อย ๆ. ถาม :- มีคนเที่ยวพูดว่าใต้เท้า รับจ้างคอมมูนิสม์แสดง ปาฐกถาเรื่องภูเขาพุทธธรรม เพื่อให้คนเลิกนับถือศาสนา ในเรื่องนี้ ใต้เท้ารู้สึกอย่างไร. ตอบ: - ก็ขอบใจที่เขาสมมติให้อาตมาเป็นคนกล้าหาญ ถึงกับไปแสดงปาฐกถาลบหลู่ พระรัตนตรัย ข้างพระตำหนักสมเด็จ พระสังฆราชเจ้า ห่างไม่ถึง ๔-๕ เส้น. แต่คุณดูเอาด้วยตา คุณเองก็แล้วกัน ว่าการแสดงปาฐกถาชุด "พุทธธรรม" ตั้งแต่ ต้นมาจนบัดนี้หลายปีแล้วนั้น เป็นอะไรกันแน่. ถาม :- มีคนค้านว่าปาฐกถานั้น รุนแรงเกินไปถึงกับทำ ให้คนที่ทำบุญให้ทาน พากันถอยศรัทธา.

น.688 ๑๒๘ ตอบ :- มันไม่เป็นการรุนแรง หรือให้เขาถอยศรัทธา อะไร เพียงแต่ต้องการให้เขาเปลี่ยนศรัทธาชนิดต้องการบุญ อย่างลูกโป่ง มาต้องการบุญอย่างมืด หรือกุศลกันเสียบ้าง เท่านั้นเอง. และอีกอย่างหนึ่งขอให้คุณดูให้ดีถ้าเขาถอยศรัทธาจริง เขาคงไม่โกรธหรือด่าอาตมาเพื่อรักษาศรัทธาของเขาไว้หรือพากัน ด้าน อาตมาถือว่าพุทธศาสนามีอยู่เป็นสองชั้น สำหรับคน สองพวกคือพวกที่เป็น "ลูกเป็ดไก่อ่อน" ต้องอยู่ในคอกต่อไป ก่อนพวกหนึ่ง. กับพวกที่ "ควรจะบินไป" เพราะปีกแข็งพอแล้ว นี้อีกพวกหนึ่ง. ในประเทศไทย ยังล้าหลังเขา ในเรื่องความ สนใจอย่างพวกหลังนี้. ในเวลานี้ เมื่อพูดถึงโลกุตตระกันแล้ว โลก นักศึกษาเขา สนใจที่ ญี่ปุ่น หรือจีน กัน มาก กว่าเมืองไทย (โดยเฉพาะนิกาย ธยานะหรือเซ็น). อีกอย่างหนึ่ง ตัวพุทธศาสนา ที่แท้นั้น คือเรื่องนิพพาน เรื่องพ้นโลก เรื่องไม่เวียนเกิด เวียนตายเพราะหมดตัณหาอุปาทาน ถ้าเราไม่พูดเรื่องพุทธศาสนา ชนิดนี้กันแล้ว จะพูดเรื่องอะไรกันเล่า. เรื่องทำบุญให้ทาน เป็นต้นนั้น ศาสนาไหนก็มีกันทั้งนั้น พวกคนป่าเขาก็มีของเขา จะไปเสียเวลาพูดซ้ำ ๆ กันไปถึงไหนอีก. อาตมาเห็นว่า เราควร ก้าวต่อไปเพื่อความสมบูรณ์ แม้ไม่มากสักสองสามคนก็ประเสริฐ อย่างยิ่งแล้ว เพื่อสมกับที่เป็นพุทธบริษัท และกู้เกียรติของเมือง

น.689 ๑๒๙ ไทยพร้อมกันไปด้วย. คุณก็เห็นแล้วว่ามีคนสนใจไม่มีกี่คน แต่ มันยังดีกว่าไม่มี. • อีกอย่างหนึ่ง อาตมารู้สึกว่าที่พุทธสมาคมนั้น เป็นการ สมาคมไปรเวตเฉพาะพวกนักศึกษาหัวก้าวหน้าเท่านั้นฉะนั้นการ แสดงปาฐาถาชนิดนี้ที่นั่น ตามคำขอร้องของสมาคม ก็ควรจะ ถือกันว่าเป็นการศึกษาไปรเวตของคนเพียงไม่กี่คน และหนังสือ พิมพ์พุทธศาสนาของคณะธรรมทานนั้นเล่า คนใหญ่โตที่ไหน เขาจะพากันสนใจเล่า เป็นหนังสือพิมพ์ไปรเวต สำหรับชน กลุ่มน้อย ที่ต้องการศึกษาก้าวหน้าเท่านั้น. แล้วข้อความนั้น ๆ ซึ่งตามธรรมดาก็เป็นยาขมสำหรับพวกเทวดาอยู่แล้ว จะไปครอบ งำประชนชนส่วนใหญ่ทั่วไปได้อย่างไรกัน. ถ้าพูดอย่างที่คุณว่า ก็แปลว่าในเมืองไทยเรา มีแต่คนที่กลัวอดกลัวเขาจะไม่ทำบุญ กันไปเสียหมดแล้ว และไม่กล้ารุกให้ก้าวหน้าต่อไป หรืออีก อย่างหนึ่งก็คือ ไม่กล้าพูดความจริงกันอย่างนั้นหรือ. อาตมาคิด ว่าไม่ควรจะกลัวมากถึงอย่างนั้น. และถ้าไม่ยอมให้พุทธสมาคม หรือหนังสือพิมพ์พุทธศาสนา เป็นธรรมาสน์ไปรเวตของพวก อยากจะศึกษาก้าวหน้าแล้วก็ควรจะช่วยชี้ให้เห็นด้วยว่า จะให้ใช้ที่ เช่นไร ในการผดุงฐานะของพุทธบริษัทในเมืองไทย ในเรื่อง ประเภทนี้,

น.690 จึงถูกค่า. ตอบ: มันช่วยไม่ได้ ลูกชายที่ความคิดเห็นไม่ตรงกัน เขาอาจจะเตะพ่อของเขาเองก็ได้ อย่าว่าแต่อาตมาเลย. ถาม :- ใต้เท้าจะกรุณาให้กระผมถามข้อสงสัยได้แม้ กระทั่งจะหยิบเอาบางแง่ของฝ่ายค้านมาถาม ได้ไหมขอรับ. ตอบ :- ถ้าคุณสงสัยอยากรู้จริงๆ และไม่ใช่แกล้งถาม เพื่อค้านแล้วเป็นได้ทั้งนั้น ! การตอบคำถามของผู้ที่อยากรู้ตาม แต่จะทำได้นั้น เป็นหน้าที่ของผู้ที่เป็นพุทธทาส ส่วนการค้าน หรือทะเลาะกันนั้น อยู่นอกหน้าที่. แต่ต้องเข้าใจว่าอาตมาไม่ ตอบคำถามเป็นจำนวนมาก เพราะคำตอบมันมีอยู่แล้วในข้อ ความของปาฐกถาต่าง ๆ ที่อาตมาได้แสดงไปแล้ว. เขาขี้เกียจอ่าน เอามาถามซ้ำเสียเวลาและถามเพื่อหาโอกาสแสดงภูมิของผู้ถามเอง มากกว่าความอยากรู้. ถ้าอาตมาสังเกตเห็นลักษณะเช่นว่านี้ใน คำถามของคุณแล้ว อาตมาต้องขอเชิญคุณกลับไปด้วยการนิ่ง. ถาม :- เป็นพระคุณอย่างยิ่งขอรับ เพราะกระผมมีแต่ ปัญหาที่กำลังรบกวนความคิดจริง ๆ ให้โอกาสแก่กระผมเช่นนี้ก็ โล่งใจ. และขอได้กรุณานับกระผมไว้ ในกลุ่มของพวกที่สนใจ ในความก้าวหน้าคนหนึ่งด้วยเถิดขอรับ. เรื่องทั้งหมดฟังดูทั้ง สองฝ่ายแล้วชักจะวนเวียนสำหรับกระผมไปเสียแล้ว กระผมขอ

น.691 ๑๓๑ รวบรัดตั้งปัญหาขึ้นใหม่สั้น ๆ ว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชนิดไหนกันขอรับ ที่เป็นภูเขาหิมาลัย. ตอบ:- พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทุกชนิดตาม ทัศนะแห่งบุคคลนั้น อันเป็นที่ตั้งแห่งความรักด้วยอำนาจของ ความยึดถือว่ามีตัวตนหรือเป็นตัวตน เป็นของตน เอามาไว้ กับตน. ถาม:- คำว่า "ตามทัศนะของบุคคลนั้นๆ" นี้ มีความ สำคัญอย่างไรครับ ผมเห็นมีอยู่ทุก ๆ แห่งทุก ๆ ตอนที่เอ่ยถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในปาฐกถาเรื่องนั้นของใต้เท้า. ตอบ:- อ๋อ นี่สำคัญมาก ที่พวกผู้อ่านพบหรือสังเกต เห็นเขาพากันหัวเราะฮาทีเดียว. แต่คนจำนวนมากจะสังเกตเห็น หรือไม่ อาตมาไม่รับรอง. คำ ๆ นี้ มีอยู่ก็เพื่อแสดงว่า มันเป็น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่เขาหลงสร้างขึ้นมาเอง เป็น สีเป็นดวง อย่างนั้นอย่างนี้, หรือแม้ที่สุดแต่เปลือกของท่าน เช่นพระกาย หรือพระพุทธรูปซึ่งเพิ่งมีขึ้นเมื่อพันปีมานี้เป็นต้น ก็รวมอยู่ด้วยกัน. และที่ยิ่งไปกว่านั้น ก็คือว่า แม้ที่สุดแต่พระ คุณต่าง ๆ ของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็มิใช่สิ่งที่จะยึด ถือไว้ตลอดไปโดยความเป็นตัวตน ดังที่ชอบอธิษฐานเอามา เป็นกำแพงแก้ว เกราะแก้ว ฯลฯ หรือใช้ประโยชน์ตน อย่างนั้น

น.692 ๑๓๒ อย่างนี้ กันอยู่. ถึงขั้นปล่อยวางแล้ว ก็ต้องวางกันหมด เพราะ สิ่งเหล่านี้ ก็เป็นเพียงสังขารธรรม เหมือนกันกับสิ่งอื่นๆ. พุทธ บริษัทจำนวนมิใช่น้อย รับเอาไสยศาสตร์หรืออะไรก็ตามที่มิใช่ พุทธศาสนา มาเป็นพุทธศาสนาทั้งที่ไม่รู้สึกตัว- เช่นพวกที่ยึด ถือไสยศาสตร์ทางวิญญาณ ก็ถือว่าวิญญาณของพระพุทธเจ้า (ของเขา) ยังมีอยู่กระทั่งเดี๋ยวนี้ เขาเชิญมาเพื่อกิจการทุกอย่าง ได้. คุณพิจารณาดูให้ดีในอาการของการยึดถือ แล้วคุณจะเห็น ว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามทัศนะของบุคคลนั้น ๆ มันมีอยู่ประเภทหนึ่งจริง ๆ. คนเราจะต้องยึดถือพระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์ อย่างขอไปที่เรื่อย ๆ ไปก่อน แล้วค่อย ๆ ถูกองค์ จริงยิ่งขึ้น ๆ จนกระทั่งเขาเป็นผู้หลุดพ้นเช่นเดียวกับ พระพุทธเจ้า แล้ว จึงจะเห็นพระพุทธเจ้ารวมทั้งพระธรรมพระสงฆ์องค์ จริงโดยสมบูรณ์ คือชนิดที่ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ. และ ปราศจากความยึดถือโดยสิ้นเชิง เพราะว่าต้องหลังจากหมดความ ยึดถือแล้ว จึงจะเห็นองค์พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จริง ๆ ได้. ก่อนหน้านี้ ก็ยึดถือกันไปก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นอยู่ เองแล้ว ไม่ต้องมีใครมาสอนให้ยึดถืออีก. ที่จะสอนต่อไป ก็ คือ ให้ก้าวหน้าต่อไป ให้ละความยึดถือจนปราศจากความยึดถือ หรือไม่ยึดถือ ในสิ่งทั้งปวงนั่นเอง.

น.693 ไปเรียกของเขาว่า ภูเขาหิมา- ลัยเล่าขอรับ เขาก็โกรธแย่ หรืออย่างน้อยก็เสียใจ. ตอบ: - ก็เพราะพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ชนิดตามทัศนะของบุคคลนั้น มันกั้นเขาไว้เหมือนภูเขาหิมาลัย นะซี อาตมาก็ไม่ได้ติเตียนอะไรเขา การอยู่ในวงล้อมของภูเขา หิมาลัยก็เป็นการถูกดีแล้วสำหรับพวก "ลูกเป็ดไก่อ่อน" เหล่านั้น ดีกว่าไม่ได้อยู่ในวงล้อมของอะไรทั้งหมด เมื่อเขา ยังอยากอยู่ที่นั่น หรือยังไม่ไป ก็อยู่กันไปได้ไม่มีที่สิ้นสุดและ ปลอดภัยตามฐานะของสัตว์เหล่านั้น. แต่สำหรับสัตว์ผู้ที่จะไปนั้น แหละจะต้องคิดดูว่า เขาจะไปได้อย่างไร ถ้าเขามัวหลงสร้าง อะไรขึ้นกอดรัดไว้อย่างนั้นในลักษณะเช่นนั้น. ที่ถูก เขาควร จะทำตามที่พระองค์สอนว่า "สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นโดยความ เป็นตัวตน" นั้นเสียก่อน แล้วเขาจะเห็น "พระองค์" จริง ซึ่งไม่ควรแก่นามว่าอะไรทั้งสิ้น เพราะอยู่เหนือการบัญญัติ ทั้งสิ้น, เป็นเขตแดนที่พังทลายของความยึดถือ. ที่พังทลายของ ภูเขาหิมาลัย. พระองค์ทรงตีค่าของ ศีล สมาธิ ปัญญา เพียง เรือเพียงแพเท่านั้น คืออาศัยเดินทางข้ามทะเลชั่วคราว แล้ว ต้องทิ้งขึ้นบกไป. ความยึดถือ ใน พระพุทธ พระธรรม พระ สงฆ์ ก็คือสิ่งนั้นเอง เป็นการเลื่อนไปตามลำดับ จนถึงขั้นที่

น.694 ๑๓๔๔ หมดความยึดถือ. เมื่อเขาเหล่านั้น มองไปทางไหนก็มีแต่ความ ยึดถือว่าตัวตน เที่ยวไปมีอยู่ในนั้นนี่รอบข้างไปหมด. แล้วจะ ให้เรียกว่าอย่างไรที่ดีไปกว่าที่จะเรียกว่า ภูเขา. เมื่อเป็นแมลงมุม แล้ว ก็ควรจะพอใจ ในเมื่อเขาบอกให้ว่า ใยของท่านชักได้ สวยงามมากมิใช่หรือ. ถาม :- มีคนฉงนกันเป็นอันมากในคำว่า “ภาวะเดิม แท้" แม้แต่คนที่มองเห็นวิธีปฏิบัติอันราบรื่นและลัด ๆ วิธีนี้ ด้วยความพอใจ ก็อดที่จะออกความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้. ตอบ :- ยิ่งฉงนกันมากก็ยิ่งเป็นที่พอใจ ของอาตมามาก ขอแต่อย่าให้ฉงนเปล่า จะต้องคิดด้วย. ที่จริงคำ ๆ นี้ ฟังดูคล้าย กับสอนให้มีตัวตนกันขึ้นมาใหม่อีก, แต่ขออธิบายสั้นๆ ว่า ภาวะ เดิมแท้ ใช้แทนชื่อวิสังขารคือสิ่งซึ่งปราศจากการปรุง, เรียก อีกอย่างหนึ่งว่า อสังขตะ คือสิ่งที่ไม่ถูกอะไรปรุง. ส่วนภาวะ ที่มิใช่เดิมแท้ก็ต้องหมายถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดจากการปรุงเพิ่งมีเมื่อมีการ ปรุงซึ่งจะนานเท่าใดก็ได้. เรากล่าวได้แต่สั้น ๆ ว่าการปรุงนั้น ต้องมีทีหลังสิ่งซึ่งไม่เป็นการปรุงหรือไม่ถูกปรุง. ฉะนั้น สังขาร อันได้แก่สิ่งที่เกิดขึ้นด้วยการปรุง อันเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สังขตะ คือสิ่งที่ถูกปรุงขึ้น จึงเป็นของใหม่ ๆ ไม่ใช่ภาวะเดิมแท้. เราจะเข้าใจสิ่งที่เป็น ภาวะเดิมแท้ ได้ง่าย ๆ เมื่อคิดไปทำนองนี้

น.695 ๑๓๕ และเป็นหนทางให้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า วิสังขาร ได้โดยไม่ยาก ทางหนึ่ง. ร่างกาย จิตใจ บุญกุศล ศีล สมาธิ ปัญญา พระ พุทธ พระธรรม พระสงฆ์ (ตามทัศนะของบุคคลนั้น) เหล่านี้ ล้วนแต่เป็น "ของใหม่ ๆ" ทั้งนั้น เพราะเป็นสังขาร หรือเป็น สิ่งที่เพ็งปรุงกันขึ้นตามกฎของปฏิจจสมุปบาท. เราจะต้องดูให้ เข้าใจ สิ่งใหม่ ๆ" เหล่านี้ให้ชัดแจ้งจริง ๆ จึงจะหน่ายจางจากการ ปรุง และได้พบกับสิ่งที่ "ปราศจากการปรุง" ได้โดยง่าย และ โดยเร็ว. การบัญญัติคำว่า ภาวะเดิมแท้ขึ้นนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ อะไรเลย ถ้าคุณจะพิจารณาดูให้ดี ก็คือพูดถึงสิ่งที่มีอยู่ก่อนการ ปรุงแต่งนั่นเอง. แต่ที่จริงยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ก็คือว่า ภาวะเดิม แท้นี้ อยู่เหนือที่จะเรียกว่าเดิมแท้เสียอีก อันได้แก่อสังขตะ หรือนิพพาน ซึ่งจะเป็น อดีต อนาคต ปัจจุบัน ไม่ได้. อยู่นอกเหนือเวลา ไม่มีเนื้อตัวอะไรที่จะให้เวลาเข้าจับ. กฎของ เวลาไม่อาจจะจับเข้าที่สิ่งนี้ เพราะไม่เป็นตัวสังขารที่เปลี่ยน แปลง. กฎของเวลาเข้าจับได้เฉพาะที่ตัวสังขารที่ให้เห็นการ เปลี่ยนแปลง อันเป็นหลักสมมติสำหรับการบอกเวลา. วิสัง- ขารจึงอยู่เหนือเวลา และไม่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน. แต่ ในที่นี้เอาแต่ความหมายว่า มีอยู่ก่อนสังขารอันเป็นของปรุง จึง เรียกว่า ภาวะเดิมแท้ ก่อนแต่มีการปรุงของสังขารเพื่อให้เกิด

น.696 ๑๓๖ ความสนใจในเรื่องพ้นโลก หรือ "ฝั่งโน้น" ในชั้นแรก แล้ว ไต่ไปตามลำดับเท่านั้น. ถาม :- ใต้เท้าคงจะเหนื่อยเปล่า ในการอธิบายเรื่องนี้. ตอบ :- มันเป็นหน้าที่ของผู้ที่สมัครจะทำงานให้ศาสนา จะต้องหาวิธีทุกวิถีทาง เพื่อทำให้เพื่อนมนุษย์เดินใกล้เข้าไป ยังจุดหมายปลายทางของศาสนา คือเหนือการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เท่าที่จะมองเห็นกันได้ โดยไม่ตีขลุมจนพร่าไปหมด. ถาม :- อีกคำหนึ่งซึ่งได้รับการต้อนรับมากที่สุดก็คือคำ ว่า "นี่ไม่ใช่นั่นหรอก." เขาว่า ใต้เท้าตั้งลัทธิใหม่เอาเอง. ตอบ :- ถ้าเขาอุปโลกน์ให้เก่งถึงเพียงนั้น ก็ต้องขอบใจ เขาหน่อย ! แต่ถ้ามันไม่ยุติธรรมแล้ว จะมาว่ากันไม่ได้นะ. อาต- มาไม่ได้ตั้งเอาเองตามชอบใจ คุณไปอ่านดูเอาใหม่โดยละเอียด ในปาฐกถานั้นก็แล้วกัน ถ้าอ่านได้เรื่องได้ราว ก็คงจะพบว่า นั่นแหละคือหัวใจแท้ของ มหาสติปัฏฐานสูตรทีเดียว, ซึ่งสวด กว่าจะจบ จะกินเวลาหลายชั่วโมง แล้วก็มาสรุปได้ในคำสั้น ๆ ที่ อาตมาเห็นว่าเหมาะที่สุด เข้าใจง่าย ฝึกฝนง่ายที่สุด สองสามคำ ว่า "นี่ไม่ใช่นั้นหรอก" คุณต้องทราบเสียก่อนว่า บรรดาบทบริ- กรรมทั้งหลาย ก็คือบทสรุปของความหมายอันยืดยาว อย่างใด อย่างหนึ่งเสมอ. เช่น บทสำหรับบริกรรมว่า "พุทโธ ๆๆ" เป็น

น.697 ๑๓๗ ต้น, หลังจากที่ได้พิจารณา ถึงคุณลักษณะต่าง ๆ นานา ของพระ พุทธเจ้าอย่างละเอียดแล้วสรุปลงในคำว่า "พุทโธ" นี้ เพื่อบริ- กรรม ให้ใจกำหนดง่าย ๆ แทนข้อความยืดยาว ซึ่งใจไม่อาจจะ กำหนดด้วยสมาธิ. แต่คำว่า "นี่ไม่ใช่นั่นหรอก" นั้น สรุปจากแนว สำหรับพิจารณา สิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าทางรูปธรรมหรือนามธรรม ที่ เกิดขึ้นแก่เรานี้ เป็นเพียงสังขาร (คือสิ่งที่ปรุงกันขึ้นแล้วดับไป เกิดขึ้นดับไป) หาใช่วิสังขาร หรือนิพพาน อันเป็นที่มุ่งหมาย ไม่, เพื่อว่าจะได้มีสติปัญญาหน่ายในสังขารทั้งปวง หรือในธรรม ทั้งปวง. เพราะว่าแม้แต่ความคิดเรื่องพระนิพพานเอง ตัวความ คิดนั้น ก็เป็นเพียงสังขาร หรือมายา. จิตจะต้องเพ่งต่อสิ่งที่ตรง ข้ามเสมอ ให้มีสติทันท่วงทีในเรื่องนี้ อย่าไปจับฉวยอะไรเข้า ซึ่งล้วนแต่เป็น "ภูเขา" ไปทั้งนั้น. จะทำได้ดังนี้ในเมื่อได้ฝึกฝน พิจารณาจนคล่องแคล่ว แล้วสรุปเป็นบทบริกรรมประจำตัวว่า ดังนั้น เพื่อจะกั้นเสียซึ่งความยึดถือว่า สัตว์ บุคคล ตัวตนเราเขา อันเป็นทางมาแห่งอภิชฌาและโทมนัส. อาตมาถือว่าเป็นการ เสนอวิธีเจริญสติปัฏฐานที่ลัด ๆ ด่วน ๆ แต่เป็นผลที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง. ใครชอบจะได้ลองดู อาจจะปลอดภัยเพราะมีเครื่องกั้นการงอก งามเป็นภูเขาหิมาลัย อยู่ในวิธีนั้นเสร็จ ไม่เป็นทางให้ภูเขาใหม่ งอกออกมา เหมือนวิธีบางวิธี ด้วยความแน่ใจอย่างนี้. ถึงจะยาก

น.698 ๑๓๘ สักหน่อยก็ปลอดภัย. ถาม :- ผมเคยอ่านบทความของใต้เท้ามาไม่น้อยกว่าสิบ เรื่อง ที่พบว่าใต้เท้าได้แจ้งไว้ชัดแจ้งว่า นิพพานไม่ใช่จิต แม้ กระทั่งในปาฐกถาครั้งหลังสุดนี้ คือเรื่องภูเขาพุทธธรรมนั่นเอง ผมก็ยังอ่านได้ความอย่างนั้น. แต่มีคนยืนยันว่า ใต้เท้าเป็นพวก ที่ถือหลักว่า นิพพานเป็นจิต. ผมอยากจะฟังจากใต้เท้าเอง. ตอบ :- อาตมามีหลักในเรื่องนี้ เหมือนดังที่ได้บอก กล่าวไปแล้วในบทความต่างๆ ที่พิมพ์โฆษณากันมาเรื่อย ๆ ตั้งสิบ กว่าปีมาแล้ว ซึ่งมีหลักว่านิพพานไม่ใช่จิต ไม่ใช่เจตสิก ไม่ใช่ รูป. และอาตมายังไปไกลถึงกับว่านิพพานนั้นไม่ใช่นามด้วย. อาตมาไม่เชื่อและไม่ถือตามอภิธรรมปีฎกที่มีว่า อสังขตธาตุ เป็นนาม เพราะใครๆ ก็รู้กันอยู่ว่า นิพพานนั้น คือ อสังขต- ธาตุ. ถ้านิพพานเป็นนาม ก็ต้องเป็นสังขาร หรือสิ่งที่มีเหตุมี ปัจจัยปรุงแต่ง. ไม่เชื่อคุณเปิดดูอภิธรรมปิฎกเล่ม ๓๔ หน้า ๓๒๘ บรรพ ๘๔๔ จะมีข้อความว่า "เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากุขนฺโธ วิญญาณกุขนฺโธ อสงฺขตา จ ธาตุ อิทํ วุจฺจติ นาม." ซึ่งทำให้ อาตมาไม่เข้าใจได้เลย เพราะอาตมาถือว่า สิ่งที่เรียกว่า นามนั้น เป็นสิ่งที่มีเหตุมีปัจจัยปรุงได้ในบทปฏิจจสมุปบาทที่ว่า "วิญ ญาณปจฺจยา นามรูป-เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป." เ

น.699 ๑๓๙ และที่แปลกยิ่งขึ้นไปอีก ก็คือ ในหนังสือเล่มเดียวกันนี้แต่ที่ หน้า ๓๐๓ บรรพ ๗๖๗ มีข้อความชัดเจนว่า อสังขตธาตุ นั้น มิใช่จิต. ในหน้าเดียวกัน บรรพ ๗๖๘ มีว่า อสังขตธาตุ มิใช่ เจตสิก. ถ้าเราถือตามอภิธรรมปิฎก ก็จะได้ความว่า อสังขตธาตุ หรือนิพพานนั้นไม่ใช่จิต ไม่ใช่เจตสิก แต่เป็นนาม. เอาไว้ให้ คุณไปถามท่านมหาเปรียญมาก ๆ ประโยคดูก็แล้วกัน ว่าทำไม มันจึงฟังยากอย่างนี้. และถ้าท่านไม่ขบถต่อความรู้มาก ๆ ประ- โยคของท่านแล้ว ท่านก็จะต้องยืนยันแก่คุณว่า ในเมืองไทยนี้ เราสอนกันว่า นามก็คือ จิตและเจตสิกนั่นเอง, ส่วนอาตมานั้น คงยืนยันในความไม่เชื่อถือตามอภิธรรมปิฎกที่ว่า อสังขตธาตุ หรือนิพพาน เป็นนาม ไว้ในที่นี้ด้วย เว้นไว้แต่ว่า อภิธรรม ปิฎกท่านไม่ถือว่าอสังขตธาตุนั้นคือนิพพาน. ถาม :- มาถึงตอนนี้ กระผมขอเรียนถามเสียด้วยเลยว่า พระไตรปิฎกของเรานี้ จะควรได้รับความเชื่อถือเพียงไร ตอบ :- อาตมาขอร้องให้พวกเราทุกคนถือตามหลักการ ลามสูตร ที่ว่า "อย่ายึดถือหลักใด ๆ ว่าเป็นของถูกต้อง ด้วยเหตุ ผลสักว่า ข้อความเช่นนี้มีอยู่ในปิฎก." เพราะว่าพระไตรปิฎกก็ เป็นของที่เพิ่มเติมกันได้ตัดทอนกันได้ และเป็นมาอย่างล้มลุก คลุกคลานเสมอมาตลอดเวลา ผ่านมือบุถุชนคนสามัญมาเรื่อย ๆ

น.700 ๑๔๐ และยิ่งกว่านั้น ที่เป็นความมุ่งหมายอันแท้จริง ของพระพุทธ- ภาษิตข้างบนนั้น ก็คือว่า แม้ว่าพระไตรปิฎกนั้น จะเป็นของบริ- สุทธิ์ ออกมาจากพระพุทธโอษฐ์ทุกๆ คำ (ถ้าหากเป็นไปได้) ก็ ขออย่าให้ถือเอาด้วยเหตุผลแต่สักว่า ข้อความหรือหลักที่ตน อยากจะถือนั้น มีอยู่ในพระไตรปิฎกอย่างเดียวกัน. พระพุทธเจ้า ท่านได้ใช้เหตุผลที่ตนเองมองเห็นชัดเจนเอง ว่ามันเป็นไปได้ เช่นนั้นจริง ๆ พระองค์ตรัสสรรเสริญพระสารีบุตรในเรื่องเช่น นี้ว่า, คือกำลังตรัสและทูลต่อปากต่อคำกันอยู่สองพระองค์แท้ ๆ ในเรื่องอันเกี่ยวกับอริยสัจ พระสารีบุตรกล้าทูลสนองพระพุทธ- ปุจฉา ว่าท่านไม่เชื่อแม้คำที่พระผู้มีพระภาคตรัสออกมาแต่เชื่อ ความเห็นจริงของท่านเองต่างหาก. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก พระองค์ ไม่ทรงเห็นประโยชน์อะไร ในการที่จะให้ใครเชื่อตาม ตำรา โดยปราศจากการเชื่อด้วยตนเอง ว่าที่ว่านั้นมันมีเหตุผลที่ จะเป็นเช่นนั้นได้จริง ๆ แม้ตำนานหรือปีฎกจะเขียนไว้ว่า โลภะ โทสะ โมหะ เป็นของไม่ดีควรละ เราก็ไม่ต้องเชื่อและถือว่านั่น เป็นความจริง จนกว่าเราจะได้รู้จักตัว โลภะ โทสะ โมหะ และ เห็นชัดด้วยปัญญาของเราว่า มันไม่ดีจริง ๆ เสียก่อน. ถ้าใครไม่ถือ ตามหลักนี้คนนั้นไม่เหมาะ หรือถึงกับไม่สามารถในการที่จะไต่ ไปตามรอยบาทของพระพุทธเจ้า. มีแต่จะเข้ารกเข้าพงและไปติดอยู่

น.701 ๑๔๑ ในวงล้อมของภูเขา จนมุมอยู่ที่ใดที่หนึ่งเป็นแน่แท้. คุณดูแต่ เรื่องจิต ๆ นาม ๆ เมื่อกี้นี้เถอะ จะให้เราถือเอาเป็นหลักอย่างไรกัน เล่า ถ้าไม่ให้ถือเอาตามที่เราจะเห็นชัด ๆ กันจริงๆ เป็นเรื่องจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องตัวหนังสือ. พระไตรปิฎกนั้น ส่วนมาก หรือแทบทั้ง หมดข้อความที่มีเหตุผลอยู่ในตัวเองเด่นอยู่. จนเราพอใจจะเชื่อ ถึงแม้ว่าคำนั้น ๆ จะไม่ได้ตรัสไว้โดยพระองค์เอง, จะเป็นเด็กข้าง ถนนพูดก็ตาม. พระองค์ตรัสว่า แม้หญิงชาวบ้านที่ตักน้ำตามบ่อ สาธารณะ ถ้าเขาพูดอะไรออกมามีหลักชัดแจ้งอยู่ในตัวว่า มันจะ ละความทุกข์ได้เช่นนั้น ๆ จนใคร ๆ ก็เห็นจริงแล้ว เราก็ต้องถือ เอา และนับถือเท่ากับที่แม้พระองค์จะตรัสเอง. ธรรมคือของ จริง ใครก็พูดได้, และต้องจริงทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต. ฉะนั้นจึงไม่อาจมีพระไตรปิฎก ที่แบ่งแยกเป็น อดีตปัจจุบัน หรืออนาคต อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อรับการยกเว้น ไม่ต้อง เป็นไปตามหลักกามลามสูตรนั้น. ฉะนั้นทำไมจะต้องถือหลักว่า "มันจริงเพราะมันมีอยู่ในปีฎก" ซึ่งมีแต่จะทำให้หมดตัว ของตัว มีแต่ตัวของความละเมอไปตามความจำอันฟั่นเฝือ เหมือนคนที่มัวแต่เที่ยวแบกกระได ไม่รู้จะจดเข้าที่ไหนเท่า นั่นเอง. เรามีพระไตรปิฎก สำหรับเป็นวัตถุดิบอันมากมาย เพื่อการเลือกเฟ้นและนำมาย่อยเป็นผลิตผล อันจะเป็นเครื่องแก้

น.702 ๑๔๒ ทุกข์ทางกายและทางใจได้จริงๆ ให้เหมาะเฉพาะคน ๆ เท่านั้น. คงไม่มีใครสามารถคิดว่า ในทะเลมีปลา แล้วพยายามกินทะเล ทั้งหมดเข้าไป เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครสามารถกินวัตถุดิบ คือ พระไตรปิฎกทั้งหมดเข้าไป โดยไม่คัดเลือกและย่อยเสียก่อน. ในทะเลมีปลามาก คุณเลือกกินแต่ตัวที่รู้จัก และมีรสดี ก็มาก พอถมไป ไม่ต้องไปกินตัวที่ไม่รู้จักและสงสัย หรือไปสนใจกะ มันให้เสียเวลาเปล่า ๆ. ข้อความบางส่วนของพระไตรปิฎก ที่ เราไม่สามารถตีความได้ก็เป็นเช่นนั้น, คือทิ้งไว้ให้อยู่ในพระ ไตรปิฎกก็แล้วกัน. เราเอากันแต่ที่เห็นชัดแจ้ง และยึดหลัก กาลามสูตรไว้ให้ได้ นับว่าเป็นการประเสริฐเพราะปลอดภัย. อาตมาขอให้คุณปฏิบัติกับพระไตรปิฎกอย่างที่ว่ามานี้. ถาม :- ขอรับ. แล้วกรุณาอธิบาย เรื่อแบกกระไดเมื่อ ตะกี้สักหน่อยเถอะ กระผมเคยได้ยินผ่าน ๆ ไปหลายครั้งหลายหน มาแล้ว ไม่เข้าใจชัดสักที. ตอบ :- มันเป็นเรื่องที่ฟังง่ายดีนะคุณ. คือว่านายคนนั้น แกได้รับคำบอกเล่ารอบข้างว่า กระไดนี้ดี เอาไปจดเข้าแล้ว ปีน ขึ้นไปหาลูกสาวเขาได้, แกก็เลยรักกระไดแบกเอาไว้ พบที่ไหน ก็แบกเอาไว้ เที่ยวแบกกระไดจำนวนมากอยู่ เป็นปี ๆ ใครถาม ก็บอกว่า จะเอาไปจดขึ้นหาลูกสาวเขา. มีใครคนหนึ่งเห็นนาย

น.703 ๑๔๓ คนนั้นมานานนักหนาแล้ว อดไม่ได้ กระเซ้าถามว่า จะไปจดที่ ไหน. นายคนนั้นจึงได้ทำให้เพื่อน ๆ และรวมทั้งตัวเองด้วย รู้จัก ตัวเขาเองเสียที ว่าเขาก็ไม่ทราบเหมือนกัน ว่าเขาจะเอากระได ทั้งหมดนี้ ไปจดที่ไหนเพราะยังไม่สามารถบอกตัวเองได้ว่า เขา รักลูกสาวใคร หรือแม้แต่ว่าที่หมู่บ้านไหน, เพราะเขายังไม่เคย มีความรักเลย. เค้าเรื่องที่นำมาเล่ากันนี้ ก็จำมาจากเรื่องในพระ ไตรปิฎกเหมือนกัน. ถาม :- โอย, กระผมเข้าใจได้แล้วละขอรับเพียงเท่านั้น ก็พอแล้ว. ผมอยากเรียนถามต่อไปถึงเรื่องความสำคัญของสิ่งที่ เป็น "เครื่องมือ" นี้จะดีกว่า เรือแพเป็นเครื่องมือให้ข้ามฟาก ได้ กระได ก็เป็นเครื่องมือให้ขึ้นที่สูงได้ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ (แม้ชนิดที่เป็นไปตามทัศ- นะของผู้นั้น) ก็เป็นเครื่องมือให้เกิดความอุ่นใจแก่ผู้ที่มีความ ขลาดกลัวอันเกี่ยวกับโลกหน้า หรือสิ่งที่เขามองไม่เห็นตัวได้ จริง ๆ. เมื่อเป็นดังนี้แล้ว เราจะตีค่าของเครื่องมือ และบุคคลผู้ ยึดมั่นในเครื่องมือเหล่านั้น เพียงไรกันเล่าขอรับ. ตอบ :- สำหรับตัว "เครื่องมือ" เองนั้น มีค่าเต็มร้อย เปอร์เซ็นต์ของคุณสมบัติประจำตัวมันในขณะนั้นเสมอ. แต่ที่ เกี่ยวกับบุคคลที่เข้าไปยึดถือในเครื่องมือนั้น มันมีการกระทำและ

น.704 ๑๔๔ ระยะเวลาต่าง ๆ กัน, สมมติว่านายคนนั้น ได้ลูกสาวเขาสมประ- สงค์แล้ว ยังขืนแบกกระไดอยู่อีก คุณจะเห็นว่าอย่างไร. ทางที่ ดีแกควรจะให้ใครที่เขาต้องการเอาไปใช้ต่อไปคงจะดีกว่า หรือ อย่างน้อยเอาเก็บไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ ก็คงจะดีกว่าที่จะเที่ยวแบกต่อ ไปมิใช่หรือ. ถ้าแกยังคงติดอยู่กับกระไดแล้ว แกจะได้รับประ- โยชน์อะไรจากภรรยาของแก. แกจะต้องทิ้งกระไดก่อนแต่ที่จะ ได้รับประโยชน์จากภรรยาของแกด้วยซ้ำไป นี่คุณจะเห็นว่า ถึง เขตที่จะต้อง "ทิ้งเครื่องมือ" มันก็ต้องถือว่า เครื่องมือนั้นหมด ค่าสำหรับคนนั้นแล้ว ทั้งที่มันมีค่าเต็มร้อยเปอรเซ็นต์ ในขณะ ที่เขาจำเป็นจะต้องใช้. ทีนี้ ก่อนแต่ที่มีความจำเป็นจะต้องใช้ถ้า เขาไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้อะไร เครื่องมือนั้นก็มีแต่จะทำให้ใครเขา แย้มสรวลเอากับเจ้าของ. ต่อเมื่อเขารู้ว่าเขาจะใช้เพื่ออะไรใช้อย่าง ไรแล้วต่างหาก มันจึงจะเป็นของมีค่าสำหรับบุคคลนั้น. เมื่อมี แต่คนที่ไม่รู้ว่าใช้สิ่งนั้น ๆ ที่ไหนอย่างไร แล้ว เขาก็ยังหลงรัก มันมาก เรื่องก็มีแต่จะหลงอวดเครื่องมือของตน ข่มขี่ผู้อื่น เอา กระไดไปเป็นอาวุธเข้าฟาดกันแล้ว เรื่องมันจะร้ายไปเสียกว่า เที่ยวแบกเดินเฉย ๆ กระมัง. นักปริยัติก็ตาม นักปฏิบัติก็ตามที่ อวดโอ้ว่ามีแพใหญ่ ๆ สำหรับข้ามไปยัง "ฝั่งโน้น" แต่แล้วมีผู้เห็น ว่าดึงไม้ไผ่ออกขายทีละลำจนหมดเกลี้ยงนั้นดี. หรือบางคนเที่ยว

น.705 ๑๔๕ ทับถมผู้อื่น ว่าแพของตัวงามกว่าของเขา จนไม้ไผ่นั้น ถูกดึง ออกมาใช้เป็นไม้พลองรบสู้กันจนข้าวของตกน้ำไป. แพของบาง คน ผุเปื่อยจมลงที่ท่าหน้าบ้านนั่นเอง. ในลักษณะก่อนแต่จะใช้ เครื่องมือแล้วก็ไม่ได้ใช้เช่นนี้ เราก็ถือว่า เครื่องมือนั้น ก็ไม่มี ค่าเต็มตามคุณสมบัติของมันแก่บุคคลนั้นเลย. เราเห็นได้ว่าการ ที่เขาไม่ใช้หรือใช้ไม่ตรงตามคุณสมบัติของมัน ก็ตาม, หรือว่า เขาหลงใหลในคุณสมบัติของมันเกินไปจนไม่กล้าใช้ ก็ตาม, หรือว่า เขาเสน่หาในเครื่องมือมากกว่าในผลอันเกิดขึ้น จากการใช้ เครื่องมือนั้น เพราะความเขลาของเขา ก็ตาม, "เครื่องมือ" เหล่านั้น จะไม่ช่วยอะไรเขาได้เลย, และทั้งเขาก็จะจมติดอยู่ ในความเป็นผู้ที่จะต้องพึ่งอาศัยเครื่องมืออยู่ตลอดกับ ปี ตลอด กัล ป์. เขามีความสุข (ตามทัศนะของเขาเอง) ว่าเขาร่ำรวยเครื่อง มือ ! แต่ใคร ๆ ก็ต้องถือว่าเขายังดีกว่าคนที่ไม่มีอะไรเป็นเครื่อง ปลื้มใจเสียเลย. ในแง่ของ "ลูกเป็ดไก่อ่อน" ที่ยังจะต้องอยู่ด้วย กันแล้ว ก็ต้องรับกันว่าเขาเป็นคนไม่เปล่า. แต่ในแง่ของสัตว์ผู้ จะ "บินไป" แล้ว เขายังไม่ดีกว่าใครเลย เพราะเขายิ่งจะติดพัน ในทรัพย์สมบัติของเขา ยิ่งไปเสียกว่าผู้ที่ไม่หลงรักเครื่องมือ. สรุปความว่าเราจะต้องระวังเครื่องมือให้มาก ๆ อย่าให้กลายเป็น เครื่องมือสำหรับมัดตัวเราเอง หรือแขวนคอตัวเอง จนลืมที่จะ

น.706 ๑๔๖ ไป. ดังนี้ คุณวินิจฉัยเอาเองเถิด ว่าเครื่องมือมีคุณมีโทษใน เวลาไหน ? อย่างไร ? เท่าไร ? เพราะมันเป็นของเฉพาะบุคคล เฉพาะเวลา และสถานที่. การที่เราอวดว่า เรามี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือ มีศีล สมาธิ ปัญญา กันนั้น เราควรระมัดระวัง ให้ รอบคอบในการมี. มิฉะนั้นแล้ว ก็จะกลายเป็นมีกระได มีแพไม้ไผ่ -ที่มีคุณสมบัติน่าขบขันที่สุด ทั้งก่อนแต่จะใช้ หรือกำลังใช้มันอยู่ที่เดียว และนั่นแหละคือภูเขาหิมาลัย ที่ตระหง่านอยู่ในนามของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ( ตามทัศนะของบุคคลนั้น) และบังนิพพาน. การมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยที่ไม่ทราบว่ามีเพื่ออะไรกันแน่ หรือ มีไว้เพื่ออำนวยผลทางวัตถุ เป็นเบญจกามคุณให้แก่ตนนั้น นับว่าเป็นสิ่งที่น่าอัปยศอดสูที่สุดสำหรับพวกพุทธบริษัทเรา. ถาม: มีคนกล่าวหาว่า ใต้เท้าถือว่า พระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์ เป็นตัวอุปทาน ซึ่งหลักนี้ ไม่มีในแบบแผน และพิจารณาดูแล้ว ไม่สมเหตุสมผล. ตอบ :- ถ้าคุณพิจารณาดูให้ดี คุณจะเห็นว่า ผู้กล่าว เช่นนั้นไม่มีความรู้เรื่องอุปาทานเสียเลย มีแต่ความจำอันพันเพื่อน

น.707 ๑๔๗ เกี่ยวกับศัพท์ ๆ แสง ๆ เรื่องอุปาทานเท่านั้น มิฉะนั้นแล้ว เขาจะ ฟังเรื่องของอาตมาไปเช่นนั้นไม่ได้. อุปาทาน หรือความยึดมั่นนั้น ได้แก่ความยึดมั่นในของ ๕ อย่าง คือในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และกิริยาที่ จะยึดมั่นนั้น จำแนกไว้ ๔ อย่าง คือ ๑ ยึดมั่นเพราะเป็นของรัก เรียกว่า กามุปาทาน, ๒ ยึดมั่นเพราะเข้าใจผิด เรียก ทิฏฐปาทาน ๓ ยึดมั่นเพราะปฏิบัติผิด เรียกว่า สีลัพตุปาทาน, ๔ ยึดมั่น ด้วยความสำคัญว่าเป็นตัวตน เรียกว่า อัตตวาทุปาทาน. ตัว อย่างเช่นการยึดถือในพระพุทธรูปว่าสวยว่างาม นั้นคือความยืด ถือหรือมีอุปาทานในรูปขันธ์ ด้วยกิริยาแห่งกามุปาทาน หรือทิฏฐ- ปาทานแล้วแต่กรณี. การยึดมั่นในสีในดวงเขียว ๆ แดง ๆ ว่าเป็น พระพุทธเจ้าที่เชิญมานั้นคืออุปาทานในสัญญาขันธ์ หรือสังขาร ขันธ์ แล้วแต่กรณีด้วยกิริยาแห่งทิฏฐฺปาทาน หรือสีลัพตุปาทาน แล้วแต่กรณี. การยึดมั่นเอาจิตหรือวิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามทัศนะของบุคคลผู้นั้น ว่าเป็นตัวตนของพระพุทธเจ้านั่นคือ การยึดถือเอาสังขารขันธ์ หรือวิญญาณขันธ์อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วแต่กรณี ด้วยกิริยาแห่งอัตตวาทุปาทานดังนี้เป็นต้น. ฉะนั้น อาตมาพยายามที่จะบอกว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตาม ทัศนะแห่งบุคคลนั้น ที่ยึดเอาขันธ์ ๆ ใดขันธ์หนึ่งขึ้นมา ด้วย

น.708 ๑๔๘ อำนาจทิฏฐุปาทาน หรืออัตตวาทุปาทานก็ตาม นั่นคือภูเขาหิมาลัย ของผู้นั้น. หาใช่ .พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่แท้ไม่. และ ในขั้นสูงสุด พระพุทธเจ้าท่านห้ามการยึดถือสิ่งทั้งปวงไม่ว่าจะ เป็นสังขตธรรม หรือเป็นอสังขตธรรม, โดยความเป็นตัวตน, เพื่อให้คนหมดอัตตวาทปาทานโดยสิ้นเชิง และเป็นพระอรหันต์ ได้. ซึ่งเขาถือกันเป็นหลักว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา, หรือ สพฺเพ ธมฺมา นาลิ อภินิเวสาย. ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นได้ว่า ตัวอุปาทานนี่เองเป็นเรื่องใหญ่ เป็นบทเรียนอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งขั้นสุดท้าย ผิดกันเพียงแต่ว่า ยิ่งละเอียดเร้นลับ ขึ้นไปทุกที จนยากที่จะกำหนดมันได้เท่านั้น และอุปาทาน ชั้นละเอียดที่มักเกิดแก่ศาสนิกของศาสนาใดก็ตาม ย่อมเกิด เกี่ยวกับวัตถุศักดิ์สิทธิ์ในศาสนานั้นทั้งนั้น ถ้าความมุ่งหมาย ของศาสนานั้น ไม่ต้องการจะไปไกลถึงโลกุตตระแล้วก็รอด ตัวไปที่ ทั้งเป็นผลดีด้วย. แต่ถ้าศาสนาใด ต้องการไปจน ถึงโลกุตตระแล้ว ศาสนิกของเขาหลังจากที่ได้เหนี่ยวตัวขึ้น มาด้วยอำนาจอุปาทานบางอย่าง จนถึงที่สุดที่อำนาจของ อุปาทานจะช่วยได้แล้ว เขาจะต้องสละอุปาทานโดยประการ ทั้งปวง หลังจากที่ได้สลัดอุปาทานชั้นต่ำ ๆ หยาบ ๆ มา

น.709 ๑๔๙ แล้ว เป็นลำดับ. นี่ศาสนาที่จะข้ามไปเสียให้พ้นทั้งดีและชั่ว ทั้งบุญและบาปจะต้องมาในรูปนี้ โดยไม่มีทางยกเว้นเลย. ดังนั้น คุณจะเห็นได้ว่า แม้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชนิดที่บุคคลนั้นปั้นหรือสร้างขึ้นมาเอง ด้วยอำนาจ อุปาทานอย่างใดอย่างหนึ่งของเขา ก็เป็นได้เพียงวัตถุหรือผลิต ผลแห่งอุปาทานของเขาเท่านั้น. แต่ภาษาแทบทุกภาษาเมื่อพูด รวบรัด มักจะรวบเอาผลิตผลทำนองนี้เข้าเป็นของสิ่งเดียวกับ สิ่งที่เป็นต้นเหตุ, (เช่นสิ่งของต่าง ๆ ที่ประดิษฐ์ขึ้นด้วยอำนาจ วิทยาศาสตร์สมัยนี้ ถูกรวมเรียกด้วยคำสั้น ๆ ว่าวิทยาศาสตร์ไป เสียด้วย), จึงวัตถุที่เป็นผลของอุปาทาน ในบางคราวถูกพูด รวมกันไปกับคำว่าอุปาทาน ยิ่งเป็นพวกทางนามธรรมที่ไม่เห็น ตัวชัด ๆ ด้วยแล้ว ยิ่งเป็นทางที่จะพูดรวมกันได้ง่ายขึ้น แต่อย่าง ไรก็ดี สำหรับการเป็นภูเขาหิมาลัยนั้น ย่อมเป็นทั้งสอง อย่าง คืออุปาทานของผู้นั้นก็เป็นภูเขาหิมาลัย, พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรืออะไรก็ตาม ที่เขาสร้างขึ้นด้วย อุปาทานนั้น ก็เป็นภูเขาหิมาลัย เพราะในกรณีเช่นนี้ มัน แยกกันไม่ได้ และไม่มีเหตุที่จะต้องแยก นับประสาอะไร กับ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามทัศนะของบุคคลนั้น ที่เขาจะยึดเอาเป็นตัวตนด้วยอำนาจอุปาทานไม่ได้ แม้ตัว

น.710 ๑๕๐ นิพพานเองหรืออสังขตธาตุเอง ตามทัศนะของเขา, คนที่ หนาอยู่ด้วยอวิชชา ย่อมยึดถือด้วยอุปาทาน โดยความเป็น ตัวเป็นตนเป็นบ้านเป็นเมืองได้เสมอไป. เราพอจะเข้าใจกัน ได้ว่า อุปาทานนั้นอย่างหนึ่ง วัตถุของอุปาทานนั้นอย่างหนึ่ง แต่ในการปฏิบัติงาน มันไม่เคยแยกกันเหมือนไฟกับเชื้อเพลิง ไม่อาจจะแยกกันได้ในเมื่อมันทำหน้าของมันนั่นเองทั้งที่มันเป็น ของคนละอย่าง. ดังนั้นเมื่อเรากล่าวถึงอัตตวาทุปาทาน ย่อม หมายถึงวัตถุของอุปาทานนั้น ๆ โดยไม่ต้องสงสัย. ถาม :- เมื่อกล่าวโดยทั่วๆ ไปแล้ว อุปาทานนี้เป็นของ มีโทษ หรือมีประโยชน์ อย่างไรกันแน่ขอรับ ? ตอบ: - สัตว์ทั้งหลาย เกิดขึ้นมาได้ด้วยอุปาทานมี ชีวิตอยู่ ได้ด้วยอุปาน ทำความชั่วความดีได้ด้วยอำนาจอุปาทาน หาอาหาร หาเกียรติยศ สืบพันธุ์ ฯลฯ ด้วยอำนาจอุปาทาน และอุปาทานที่ถือว่า มีตัวตนของเราเป็นผู้ทุกข์นั่นเองทำให้ เกิดความสนใจใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือแม้ ที่สุดแต่ในนิพพาน คือว่าสรรพสัตว์ ต้องเป็นทาสของ อุปาทานด้วยการต้องพึ่งพาอาศัยมันอยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะ ทำลายมันหมดสิ้นได้และเป็นพระอรหันต์หรือนิพพานไป. เมื่อ มองกันในแง่ของโลก ๆ คุณจะเห็นว่าสัตว์ที่กัดหรือสู้กันจนตายมี

น.711 ๑๕๑ เกียรติ นั่นก็เพราะอุปาทาน. วีรบุรุษที่เสียสละชีวิตเพื่อกิจการ อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เพราะมีอุปาทานเป็นพิเศษ ฮิตเลอร์ ทำ อะไรได้ใหญ่โตเกินขนาด ก็เพราะอุปทานของเขาพลุ่งแรงกว่า ของคนอื่นในแบบนั้น มดแดงที่เฝ้าช่อมะม่วงได้จนไม่คิดชีวิต ก็เพราะอุปาทานที่ไม่น้อยกว่ากัน ยังมีอีกมากมาย ที่อาจส่อให้ คุณเห็นว่ามนุษย์เราตามธรรมดา ย่อมเป็นทาสของอุปาทานกัน อยู่อย่างเต็มที่ และก็มิใช่อะไรอื่นนอกไปจากอุปาทานในเรื่อง ชาติ หรืออุปาทานในเรื่องชนชั้น (classes) ที่ทำให้เกิด สงคราม หรือมหาสงครามในโลกนี้ขึ้น คุณมองดูเอาเองก็จะ เห็นได้ว่ามันเหมือนกับไฟ ถ้าใช้ถูก ก็น่าดูอยู่, แต่ถ้าใช้ผิด มันไม่น่าดูเลย. แต่อย่างไรก็ตาม พระพุทธศาสนาของเราที่ต้องการ จะพามนุษย์ออกไปเสียจากการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย จาก ทุกข์โดยประการทั้งปวงนั้น ได้สอนให้ละอุปาทาน เป็น ลำดับไป จนกระทั่งหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือในชั้นที่เป็นพระ- อรหันต์ "ฝั่งนี้" เต็มไปด้วยอุปาทาน แต่ "ฝั่งโน้น" สูญจาก อุปาทาน. คุณเป็นผู้หนึ่ง ที่สนใจในเรื่องของ "ฝั่งโน้น" คุณดูเอาเองให้ดี ๆ ก็แล้วกัน ว่าอะไรที่เป็นภูเขาหิมาลัยกั้นคุณ ไว้ หรือที่กั้นสัตว์จำนวนมากไว้, แต่ต้องยกเว้นพวกที่ "เห่อ

น.712 ๑๕๒ ฝั่งโน้น" แต่ปาก ออกเสียก่อนนะ แล้วคุณก็จะเป็นผู้ที่ไม่ต้อง เชื่อตามพระไตรปิฎก หรือเดาเอาเอง ว่าอุปาทานนี้ดีชั่วอย่าง ไรกันแน่. ถาม:- กระผมอยากทราบต่อไปถึงเรื่อง สัสตทิฏฐิ และทิฏฐธัมมนิพพานทิฏฐิ เพราะเป็นคำที่เขากล่าวหาว่าใต้เท้า เอาของสองอย่างนี้มาหลอกสอนประชาชน โดยที่ใต้เท้ามีทิฏฐิ สองอย่างนี้. ตอบ:- ถ้าเขาจะเกณฑ์ให้อาตมาเป็นคนมีทิฏฐิสองอย่างนี้ ก็เอาอยู่ดี แต่ต้องแปลกันเสียใหม่ เป็นคำแปลของอาตมาเอง คือ สัสตทิฏฐิ แปลเสียว่า "ความเห็นพระนิพพานโดย ความเป็นของเที่ยง" อย่างนี้แล้ว อาตมายอมยินดีเป็นพวก สัสตทิฏฐิ และแปลคำว่าทิฏฐิธัมมนิพพานทิฏฐิ ก็แปลกัน เสียใหม่ว่า "ความเห็นว่านิพพานเป็นสิ่งที่เราควรถึงกันให้ ได้ในทิฏฐธรรมนี้ (คือชาตินี้) ดังนี้แล้ว อาตมาก็ยอมเป็น ผู้มีทิฏฐธัมมนิพพานทิฏฐิ ด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง เพราะ อาตมากำลังเข็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเข้ามาหาแนวนี้. ถาม:- แล้วก็คำสองคำนี้ มันแปลว่าอย่างไรและหมาย ถึงอะไรกันเล่าครับ ดูมันวนเวียนจริง ๆ ช่วยอธิบายอย่างที่เขา หาว่าเป็นมิจฉาทิฏฐินั่นด้วยเถอะครับ.

น.713 ๑๕๓ ตอบ :- ถ้าคุณยังไม่เคยทราบ ก็ได้เหมือนกัน. สัสตทิฏฐิ นั้นแปลว่า "ความเห็นว่าเที่ยง" คืออะไรเป็นอย่างไร ก็จะ เป็นอย่างนั้นเรื่อยไปไม่มีเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเป็นความจริงไม่ได้ จึงถูกจัดเป็นมิจฉาทิฏฐิ, ส่วนคำว่า ทิฏฐธัมมนิพพานทิฏฐิ นั้น แปลว่า "ความเห็นว่ามีนิพพานในทิฏฐิธัมมสุข (คือใน สุขอย่างปัจจุบัน)" ท่านจำแนกไว้ชัดเจนแล้ว เป็นห้าอย่าง คือผู้ที่หลงว่ากามสุขเป็นนิพพาน ปฐมฌานเป็นนิพพาน ทุติย- ฌานเป็นนิพพาน ตติยฌานเป็นนิพพาน และจตุตถฌานเป็น นิพพาน. ขอให้คุณเปิดดูรายชื่อทิฏฐิเหล่านี้ได้จากพระบาลี พรหมชาลสูตร, หรือที่แปลเป็นไทยแล้ว ก็มีในหนังสือพิมพ์ พุทธศาสนา ฉบับปี พ.ศ. ๒๔๗๘ เล่ม ๑-๒ ภาคไตรปิฎก แปลไทย หน้า ๒๔๘-๒๕๑ ก็ได้. ถ้าเขากล่าวหาอาตมา ว่า เป็นผู้สอนทิฏฐิสองอย่างนี้ ตามนัยนี้แล้ว คุณช่วยค้นดูเองเถิด ว่า อาตมาได้มีหรือสอนทิฏฐิสองอย่างนี้ ตามนัยนี้ไว้ในที่ใด บ้าง ? ถาม :- เขาว่าใต้เท้าสอนว่า จิตยืนโรงอยู่ตลอดเวลา. ตอบ :- ก็นับตั้งแต่เงื่อนต้นของวัฏฏสงสาร ของคน ๆ หนึ่ง โดยสมมติเรื่อยไปจะเป็นกี่กัปป์กี่กัล ป์ก็ตามจนกระทั่งเขา ลุถึงนิพพานดับจิตดวงสุดท้ายแล้ว อะไรเล่าที่ไม่ใช่จิต ที่ยืน

น.714 ๑๕๔ โรงอยู่ตลอดเวลานั้นๆ. แต่พุทธศาสนาสอนเรามิให้ยึดจิตนั้น โดยความเป็นตัวตนหรือตัวผู้กระทำกิจนั้น ๆ ท่านจึงกล่าวว่าการ ลุถึงพิพพานมีได้โดยไม่มีตัวผู้บรรลุ คือมีแต่จิต ซึ่งไม่ควรยึดถือ ว่าเป็นตัวตน หรือเป็นผู้กระทำ นั่นเอง ทั้งที่มันยืนโรงอยู่ ตลอดเวลา. ทุกข์ก็จิต สุขก็จิต ไม่ทุกข์ไม่สุขก็จิต ตายก็จิต เกิดก็จิต ตั้งอยู่ก็จิต ฯลฯ อาตมาจึงกล่าวว่าจิตเป็นผู้ยืนโรงอยู่ ตลอดเวลา ทั้งที่มันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม, แม้ว่า ความจริงจิตคือสิ่งที่เกิดดับอยู่อย่างถี่ยิบ (ดังที่อาตมาเคยอธิบาย ไว้ในหนังสือพุทธศาสนา ปี พ.ศ. ๒๔๘๑ เล่ม ๔ หน้า ๒๕๗- ๓๐๘) ก็ตาม เมื่อสมมติ ให้มีวัฏฏสงสารกันแล้ว ก็ต้อง สมมติจิตให้เป็นผู้ยืนโรงอยู่ตลอดวัฏฏสงสารสายนั้น กว่ามัน จะขาดลงไป. การที่เราไม่เรียกลักษณะเช่นนี้ว่าเที่ยง ก็ เพราะมันเปลี่ยนแปลงเสมอ. การที่จะมากะเกณฑ์ให้อาตมาผู้ พร่ำบอกเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างนี้ มาตั้งยี่สิบปีแล้วเป็นคนมี สัสตทิฏฐิไปนั้น จะทำได้ ก็แต่ผู้ที่มีความจำเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง บังคับ เท่านั้นเองกระมัง ? ถาม :- ใต้เท้ายืนยันความที่บุคคลเราอาจจะมีจิตที่หลุดพ้น จากอุปาทาน แล้วชื่นชมความหลุดพ้นของตนอยู่หรือไม่. ตอบ :- แน่นอน, อาตมายืนยันภาวะเช่นนั้นว่าอาจมีได้.

น.715 ๑๕๕ ถาม :- เมื่อเป็นดังนี้ ก็แปลว่าใต้เท้ายืนยันการบรรลุ นิพพานในชาติปัจจุบันนี้ ประเภทหนึ่งด้วยนะซิขอรับ ? ตอบ :- แน่นอน. ถาม :- ข้อนี้เอง เป็นเหตุให้เขาหาว่าใต้เท้าเป็นทิฏฐ- ธัมมนิพพานทิฏฐิ. ตอบ :- นั่นย่อมแสดงว่า ผู้กล่าวหา ไม่มีความเข้าใจใน คำนี้. มิจฉาทิฏฐิในข้อนี้ หมายถึงยึดเอา กามสุข ปฐมฌาน ทุติย ฌาณ ตติยฌาน และจตุตถฌาน ว่าเป็นนิพพานในปัจจุบัน นั้นต่างหาก. เรื่องมันคนละอย่างกันกบข้อที่อาตมามายืนยันว่า บุคคลอาจบรรลุนิพพานได้ในชาติปัจจุบันนี้ แล้วอิ่มเอิบอยู่ได้ และกิริยาเหล่านี้เป็นของจิตที่หมดอุปาทานแล้ว หลังจากที่มัน ได้ปลุกปล้ำยืนโรงล้มลุกคลุกคลานมาตลอดเวลา ในวัฏฏสงสาร อันยาวยืดหามีตัวตนที่ไหนไม่เลย มีแต่ตัวตนหรือตัวเราของจิต ที่ยังมีอุปาทานเท่านั้น เราจงปรารถนาจิตชนิดที่หมดอุปาทานกัน เถิด, ย่อมหมายความว่า จิตที่มีปัญญาแล้ว จงทำตัวให้หาย เขลาหายหลงหายยึดถือ ด้วยอุปาทานนี้เถิด อาตมายังคงยืนยัน ว่า เราจงปรารถนาความมีจิตชนิดนี้กันเถิด. ถาม :- ผมนึกขึ้นมาได้อีกอย่างหนึ่ง เกี่ยวกับที่ใต้เท้าว่า "นี่ ไม่ใช่นั่นหรอก" คือหัวใจของสติปัฏฐานทั้งหมด แต่ทำไม

น.716 ๑๕๖ ที่อื่นเขามีแต่พูดว่าเดินรู้ว่าเดิน ยืนรู้ว่ายืน นั่งรู้ว่านั่ง ฯลฯ ทำนองนี้ทั้งหมดเล่า ผมสงสัยในข้อที่ว่า เดินรู้ว่าเดินเป็นต้น นั้น แม้แต่แมวหรือสุนัขมันก็คงรู้ ไม่ต้องพูดถึงคน หรือถึง กับยกขึ้นเป็นบทพระกัมมัฏฐาน มิใช่หรือครับ. ตอบ :- นี่เห็นได้ว่าคุณไม่เข้าใจคำในพระสูตรนั้น แมวหรือสุนัขมันรู้อยู่อย่างที่คุณว่านั้นจริง มิฉะนั้นมันคงเดินไป เรียบร้อยไม่ได้. แต่ที่แมวรู้นั้น เป็นเรื่องสัญชาตญาณล้วน ๆ เพียงแต่ เดินรู้ว่าเดิน เป็นต้นเท่านั้นเอง. ส่วนพระพุทธภาษิต นี้ ท่านหมายความว่า สิ่งที่กำลังเดินไปนี้ไม่ใช่ตัวตน คน สัตว์ เรา เขา เป็นเพียงกลุ่มของสิ่งที่มีเหตุปัจจัย ยังตกอยู่ใต้อำนาจ บังคับของเหตุของปัจจัย เคลื่อนไป หรือกล่าวให้ถูกก็คือ เปลี่ยนแปลงไปตามอำนาจเหตุปัจจัยนั้น ๆ หาควรยึดถือเอาว่าเป็น การเดินของเรา หรือของผู้นั้นผู้นี้ไม่ แม้เมื่อยืน ก็ให้เต็ม อยู่ด้วยความรู้สึกอย่างนี้ แม้เมื่อนั่ง ก็ให้เต็มอยู่ด้วยความรู้สึก อย่างนี้ แม้นอนอยู่ ก็ให้เต็มไปด้วยความรู้สึกอย่างนี้ แม้เมื่อกิน ดื่ม ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ฯลฯ อะไรก็ตาม ก็ให้เต็มอยู่ด้วย ความรู้สึกอย่างนี้ ทำได้อย่างนี้ ท่านเรียกว่า เดินก็รู้ว่าอะไรเดิน, นั่งก็รู้ว่าอะไรนั่ง, นอนก็รู้ว่าอะไรนอน, กินก็รู้ว่าอะไรกิน ฯลฯ, บริกรรมสั้นว่า เดินก็รู้ว่าเดิน นั่งก็รู้ว่านั่ง ฯลฯ นี่คือหัวใจ

น.717 ๑๕๗ หรือความหมายแท้ของสติปัฏฐาน และอาตมาถือเอาความ กระทัดรัดสิ้นเชิง ว่า กลุ่มสังขารทั้งหมด ที่กำลัง เดิน นั่ง นอน ฯลฯ นี้ หาใช่ "นั้น" ไม่. มันเป็นแต่สังขาร คือไม่ ใช่วิสังขาร. เราตั้งหน้าปล่อยวางกันท่าเดียว โดยไม่ต้อง ลังเล. เมื่อทำได้ ก็จะไม่จับฉวยเอาอารมณ์ หรือเวทนาอัน เกิดแต่อารมณ์นั้น ๆ อันเป็นทางมาแห่งอภิชฌาและโทมนัส คุณอย่าหาว่า แมว หรือสุนัขก็ทำได้. สุนัข หรือแมว จะทำได้ ก็แต่ชนิดที่คุณว่าเท่านั้น ขืนพูดมากไปเดี๋ยวคุณจะโกรธ. ถาม :- กระผมภาวนาบริกรรมอยู่เสมอว่า พุทธบริษัท ไม่โกรธ ถ้าโกรธไม่เป็นพุทธบริษัท. คนโกรธไม่อาจเป็น พุทธบริษัท เพราะไม่อาจนั่งแวดล้อมพระพุทธเจ้า, ถ้าไม่อาจ นั่งแวดล้อมพระพุทธเจ้าก็ไม่เป็นพุทธบริษัท เพราะคำว่าพุทธ บริษัท แปลว่า ผู้นั่งแวดล้อมพระพุทธเจ้า, บางคนแกล้งหา เรื่องด่าผม ผมยังนึกได้และไม่โกรธ แล้วผมจะมาโกรธใต้เท้า ซึ่งช่วยเป็นหมอรักษาโรครื้อรังให้ผม ผมก็กลายเป็นอะไรไป เสียแล้วเท่านั้นเอง. ตอบ :- ก็อ้ายที่กำลังเป็นกระผม, กระผมที่ถูกด่า, กระผมที่พยายามจะไม่โกรธ, นั่นมันก็มากอยู่ไม่น้อยเที่ยวนะ. ถาม :- เพราะเหตุไรเล่าขอรับ ?

น.718 ๑๕๘ ตอบ :- เพราะนั่นก็ยังไม่ใช่จิตเดิมแท้. ถาม :- ได้การแล้วขอรับ นี่ก็เหมือนกัน อีกคำหนึ่ง ที่ผมยังมืดมัว มันเข้าใจยาก. ตอบ: ไม่เห็นมืดมัวหรือเข้าใจยากที่ตรงไหนเลย. ที่ เขาว่า นิพพานเป็นเมืองนคร เป็นศิวาลัย เป็นแก้วโชติช่วง อะไรทำนองนี้ อาตมาเห็นว่ามันเข้าใจยากกว่าจิตเดิมแท้ เป็น ไหน ๆ. จิตเดิมแท้ หมายเอาตามตัวหนังสือก็แล้วกัน คือถ้ามัน มีได้ ก็หมายถึงเมื่อมันยังไม่มี โลภะ โทสะ โมหะ. ใครก็ต้อง รับว่ากิเลสเหล่านี้มันเพิ่งจะเกิด. คุณยังยึดถืออยู่ว่าคุณไม่โกรธ. อาตมาว่า นั่นก็ยังมิใช่จิตเดิมแท้. จิตเดิมแท้ต้องเมื่อยังไม่มี ความรู้สึกยึดถือว่า คุณมีตัวคุณ. ถาม :- เมื่อยังไม่มีความรู้สึก จะเรียกว่าจิตได้หรือ ขอรับ. ตอบ :- ก็นิพพานนั่นมันเป็นเมืองหรือ จึงพากันเรียก ว่า เมืองว่านคร. ถาม :- นั่นเป็นการสมมติให้เกิดความอยากไปหาขอรับ. ตอบ :- นี่ก็สมมติขึ้นเพื่อให้อยากได้เหมือนกัน ทั้งเป็น สมมติที่แนบเนียนกว่าการสมมตินิพพานให้เป็นนคร เป็นไหน ๆ.

น.719 ๑๕๙ ถาม :- คำว่าจิตเดิมแท้ มีในพระไตรปิฎกหรือครับ. ตอบ :- เอาเถิด อาตมาจะเหวี่ยงคำว่าไม่ถือตามพระไตร ปิฎกไปเสียทางหนึ่งเพื่อตามใจคุณ โดยยอมถือเอาพระไตรปิฎก เป็นเกณฑ์กันเสียแล้ว อาตมาก็อยากจะถามคุณก่อนว่า ที่ว่านิพพาน เป็นนครนั้น มันมีอยู่ในพระไตรปิฎกด้วยหรือ. คุณไปค้นหา คำว่า นิพพานเป็นเมือง หรือเป็นดวงแก้วหรืออะไร ทำนองนั้นในพระไตรปิฎกมาได้ อาตมาก็จะค้นหาคำว่าจิตเดิม แท้ในพระไตรปิฎกมาให้ได้เหมือนกัน. ถาม :- อนาคตจะเป็นเครื่องตัดสินนะครับ. แต่กระผม อยากจะเรียนถามต่อไปว่า การสมมตินี่มันจำเป็นด้วยหรือครับ ? ตอบ :- ถ้าสมมติชนิดใด เป็นอุบายช่วยให้คนเรา เข้าถึงความพ้นสมมติ หรือเหนือสมมติได้โดยง่ายแล้ว ย่อม จำเป็นที่สุด. อาตมาไม่รังเกียจ ในเมื่อใช้สมมติอย่างสมมติ เพื่อเป็นอุบาย หรือวิธีลัด ให้เข้าถึงจุดมุ่งหมายได้โดยเร็ว. และอย่าลืมว่า ในเรื่องนี้เราจะต้องเปิดประตูให้กว้างจนหมด คืออย่าถือว่าถูกแต่ที่เราสมมติขึ้น ที่เพื่อนกันสมมติมันก็ต้องถูก เหมือนกัน. อาตมาสบายมากในเรื่องนี้ โดยที่เปิดประตูกว้าง นั่นเอง ไม่มีนิกาย ไม่ว่ามหายานหินยาน พุทธศาสนาหรือมิใช่

น.720 ๑๖๐ พุทธศาสนา สมมติชนิดไหนของใครมีประโยชน์ในอันที่จะเป็น ไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด เพื่อปล่อยวางกันแล้ว ก็ อยากให้ได้ผ่านหูผ่านตาของเพื่อนนักศึกษาด้วยกันทั้งนั้น. ลาง เนื้อชอบลางยา และนักศึกษาไม่จำกัดชาติ ธรรมะไม่มีชาติ พระพุทธเจ้าไม่มีชาติ นิพพานไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของชนชาติใด ขอให้เราได้มีโอกาสลิ้มรส "ธรรมะอันไม่มีชาติ" ทุกโอกาสที่ เราจะลิ้มได้เถิด. ฉะนั้น คุณอย่ารังเกียจคำสมมติ แม้ที่ไม่มีใน พระไตรปิฎก หรือที่เป็นคำของชนต่างชาติ โดยเฉพาะเช่น คำว่า จิตเดิมแท้นี้เป็นต้น ให้เหมือนกับที่คุณไม่รังเกียจคำว่า นิพพานเป็นนครอันเป็นสมมติของชาติเราเอง จะดีกว่า มันจะ ทำให้คุณเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริงยิ่งขึ้น คือถือตัวถือตนน้อย เข้า รักความเป็นธรรมมากเข้า มีโอกาสที่ตีแผ่ธรรมะลงไป เป็นกลางระหว่างชาติได้มากเข้า และนั่นแหละ คือความ ประสงค์ของ พระพุทธเจ้า ที่แท้จริง มิใช่พระพุทธเจ้าตาม ทัศนะของบางคน. ถาม :- ถ้าจะบัญญัติความหมายของคำว่า จิตเดิมแท้ เพื่อเป็นหลักสำหรับศึกษากันแล้ว จะบัญญัติว่าอย่างไรขอรับ ? ตอบ :- คำนี้มีที่มาในคัมภีร์ฝ่ายเหนือ คือฝ่ายมหายาน เพียงพวกหนึ่งและในระยะยุคหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นยุคที่ถือกันว่า

น.721 ๑๖๑ ทำผลดีให้เกิดขึ้นมากกว่ายุคอื่น. เขาบัญญัติความหมายของคำนี้ เหมือนคำว่า อสังขตะ หรือนิพพานทุกอย่าง ผิดแต่สมมติให้ เป็นรูปธรรม เช่นเดียวกับที่พวกเราสมมตินิพพาน ให้เป็นนคร นั้นเหมือนกัน แต่ความหมายที่พอจะเห็นเป็นหลักชัดเจนกว่า อย่างอื่นนั้นก็คือหมายถึง สิ่งที่ไม่มีอะไรปรุง ซึ่งเมื่อไม่มีอะไร ปรุงคือไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว ก็ไม่มีอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต, ซึ่งว่ากันที่จริงแล้ว มันไม่เป็นจิตเดิม หรือจิตตรงกลาง หรือ จิตทีหลังไปได้เลย แต่ก็ขืนสมมติเรียกให้เกิดความหมาย เพื่อให้เป็นมูลฐานที่ตั้งของการศึกษาว่า "จิตเดิมแท้," ฉะนั้น อาตมาก็บัญญัติเอาตามความหมาย เพื่อประโยชน์แก่ผู้ฟังจำพวก หนึ่ง ซึ่งมีอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ว่า "จิตที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้" เป็นนครแห่งวิสังขาร; เป็นนครที่พระพุทธเจ้าท่านทรงค้นพบ เป็นบุคคลแรก. แต่คุณอย่าลืมว่า คำว่า จิต หรือ นคร ในที่นี้ มันมีความหมายเฉพาะของมัน, ทำนองเดียวกับคำว่า นิพพาน เป็นอมตมหานคร หรือศิวาลัยสถาน ดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว. ถาม :- ก่อนแต่ที่จะสมควรด้วยเวลา กระผมขอเรียน ถามต่อไปถึงข้อความในปาฐกถาครั้งที่สอง ที่ขยายความปาฐกถา เรื่องภูเขาพุทธธรรม สักเล็กน้อย, คือคำว่า บุญ กับคำว่ากุศล ทำไมใต้เท้าจึงพยายามที่จะแยกให้เด็ดขาดกันเสีย ทั้งที่มันเป็น

น.722 ๑๖๒ ของอย่างเดียวกัน หรืออย่างน้อยก็คล้ายกันจนถึงกับไปเรือลำ เดียวกันได้. ตอบ : - คุณก็ทราบแล้วว่า อาตมาไม่ชอบสิ่งที่ฟันเผื่อ และไม่ยึดถือแต่สักว่าตัวหนังสือ ย่อมถือเอาการกระทำที่เป็นอยู่ จริง ๆ เป็นหลัก. เมื่อพิจารณาดูแล้วเราจะเห็นว่า การบำเพ็ญ ความดีของพุทธบริษัทโดยทั่วไปของเรานั้น แตกต่างกันอยู่เป็น สองชนิด ซึ่งตามหลักแห่งพระศาสนา ก็ได้วางไว้ดังนั้นเหมือน กัน. พวกหนึ่งทำดีหรือทำบุญเพื่อเอาผลตอบแทนทำนอง การค้า และเล็งผลอนุโลมตามกิเลสตัณหาของตัว เป็นการ ลอยตามกระแส เป็นไปเพื่อเวียนเกิดในภพใหม่ ไม่มีที่สิ้น สุด อย่างนี้อาตมาบัญญัติว่า "บุญ" ส่วนอีกพวกหนึ่งตรงกัน ข้าม ทำดีด้วยการเสียสละ ขูดเกลากิเลส ผืนตัณหาหรือเผา ตัณหา เป็นการทวนกระแส เป็นไปเพื่อความดับไม่เหลือ คือพระนิพพาน. อย่างนี้อาตมาบัญญัติว่า "กุศล." ที่แยก กันให้เด็ดขาดอย่างนี้ก็เพื่อให้เห็นกันชัด ๆ ใครปรารถนาอย่างไหน จะได้รู้จักทำให้ตรง ให้ถูกไปเสียแต่แรก. ที่จริง บุญ ก็ดีเหมือน กัน แต่สวยงามไปอย่างลูกโป่ง. กุศล สวยงามไปอย่างมีด. ใคร อยากได้บุญประสงค์แต่เพียงบุญ ก็นับว่าเป็นสิทธิของเขาที่เขา ปรารถนาเพียงเท่านั้น เหมือนกับเด็กที่มีลูกโป่งเล่น ใคร ๆ ก็ต้อง

น.723 ๑๖๓ ว่าดีกว่าเด็กที่ไม่มีจะเล่น. แต่ถ้าใครที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขา อยากจะเล่นอย่างผู้ใหญ่ เขาก็ควรจะได้มีโอกาสเล่นอย่างผู้ใหญ่ ไม่ควรถูกตำหนิเหมือนกัน เขาจึงเล่นมืดเล่นพร้าถากถางขูด เกลากันไปตามเรื่อง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่สูงกว่าเรื่องของเด็กจริง ๆ แล้วคุณจะให้มันเป็นของอย่างเดียวกันอย่างไรได้. เพราะเหตุ ฉะนี้แหละ เมื่ออาตมามีหน้าที่จะต้องปลุกใจชนกลุ่มหนึ่ง หรือ กระตุ้นให้เขาก้าวหน้า อาตมาก็ต้องแยกให้เขาเห็นโดยแจ้งชัด มิใช่ให้คลุมเครือตามตัวหนังสือ ซึ่งไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรกันแน่, จึงได้ชี้ให้เอาเป็นเกณฑ์กันที่การกระทำ แล้วบัญญัติความหมาย ของคำให้เด็ดขาดลงไปเพื่อประโยชน์แก่ชนกลุ่มนี้ว่า บุญอย่าง หนึ่ง กุศลอย่างหนึ่ง ดังที่กล่าวมาแล้ว เพื่อป้องกันความฟันเผือวน เวียนไปตามตัวหนังสือ, และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนั้น เพื่อจะ พูดอย่างรวบรัด กับคนเพียงไม่กี่คนที่เป็นพวกที่ต้องการจะ "บินไป" สรุปความสั้น ๆ ว่า ความดีที่ทำไปเพื่อผลตาม อำนาจของตัณหาและกิเลส เป็นไปเพื่อการเกิดอีก นี้เรียก ว่า บุญ ความดีที่ทำเพราะไม่ยอมให้ตัณหาหรือกิเลสลูบ คลำเป็นไปเพื่อการไม่เกิดอีก นี้เรียกว่า กุศล.

น.724 ๑๖๔ ถาม :- แล้วทำไม ทั้งสองอย่างนี้ จึงมีการกระทำเหมือน กันได้เล่าขอรับ เช่นให้ทานเหมือนกัน แต่คนหนึ่งได้มืด อีกคน หนึ่งได้ลูกโป่ง. ตอบ :- ข้อนี้ไม่แปลก แล้วแต่ระดับจิตใจของผู้ที่ทำ. บางคนทำบุญแล้ว อยากให้ประกาศชื่อเด่น ๆ บางคนทำตั้งมาก มาย ไม่ยอมบอกชื่อ. นี่ย่อมแสดงว่าใจของเขาต่างกันมาเสียตั้ง แต่แรก คือตั้งแต่ก่อนทำแล้ว สิ่งที่ใจของเขาได้รับหรือมี ตั้งแต่ ก่อนทำ เมื่อกำลังทำและทำแล้ว ย่อมแตกต่างกันไกลเป็นธรรม- ดา. พระรูปหนึ่งขะมักเขม้นเรียน ด้วยจะเป็นประโยชน์แก่ อาชีพในอนาคต อีกรูปหนึ่งเรียนด้วยหวังอยู่สืบอายุพระศาสนา เรียนอย่างเดียวกัน นั่งโต๊ะเดียวกัน แต่ผลที่ทั้งสองรูปนี้ได้ ต่าง กันคนละอย่าง. ไม่มีอะไรลึกลับ. แล้วถ้าคุณจะขืนให้ตอบ ก็ต้องตอบเหมือนข้างต้นว่า เพราะระดับจิตใจต่างกันนั่นเอง. การกระทำภายนอกล้วน ๆ เอาเป็นแน่นอนไม่ได้ต้องเอาใจซึ่งเป็น ตัว "กรรม" เป็นใหญ่. เหมือนกับเหล้าขวดเดียวกันเมื่อกิน เป็นยาช่วยกำลังเต้นของหัวใจก็เรียกว่า ยา, แต่ถ้ากินเพื่อเมา มายก็เรียกว่า "น้ำทองแดง" ถูกกว่า. หรือเมื่อนำไปใช้เป็นของ ชะล้าง หรือแม้ที่สุดแต่ใช้แทนกอฮอล์จุดไฟ มันก็เป็นรูปอื่นต่อ ไปอีก ไม่อาจจะเป็นอะไรอย่างตายตัวได้ จึงเอาเจตนาของการ

น.725 ๑๖๕ กระทำเป็นใหญ่. เพียงแต่เอาชื่อเป็นเกณฑ์อย่างเดียวโดยไม่เล็ง ถึงความหมายแล้ว ย่อมเป็นทางมาแห่งความพันเผื่อ. อาตมา จึงได้ชี้ไปที่ความหมาย และขีดเส้นกั้นเขตกันให้เป็นที่เข้าใจ สำหรับนักศึกษากลุ่มนี้ ซึ่งมีอยู่ไม่กี่คนดังกล่าวแล้ว. ถาม :- ก็คำว่า บุญ กับคำว่า กุศล ที่มาแห่งเดียวกัน แทนกันได้ ไม่มีอยู่ดอกหรือขอรับ ? ตอบ :- มีอยู่ทั่ว ๆ ไป ทั้งในภาษาไทยและภาษาบาลี. ในภาษาไทย เราพูดคำว่าบุญกุศลติดกันไปเสมอ เพราะ อำนาจการพูดที่ติดปากหรือเคยชิน หรือเพราะต้องการจะพูด สองอย่างพร้อมกันก็ได้ แล้วแต่กรณีในการพูดคราวนั้น ๆ. เช่นคำว่า ดีงาม, ดีกับงามมันคนละอย่าง ดีโดยไม่งามก็ได้, งามโดยไม่ดีก็ได้, หรือทั้งดีทั้งงามด้วยก็ได้. บางทีพูดแยกกัน บางทีพูดรวบติดกัน. ในคราวที่พูดรวบติดกัน บางทีก็แทนกัน บางคราวไม่แทนกัน แต่พูดถึงทั้งสองอย่าง. ในภาษาไทย กลางบ้าน หรือกล่าวอย่างชั้นโลก คำว่า "บุญกุศล" ถูกลาก ติดกันไปเป็นของอย่างเดียวกัน. แต่ในชั้นที่เป็นคำบัญญัติ หรือเทคนิคัลเทอม ของทางธรรมะโดยเด็ดขาดแล้ว เราอาจ แยกกันได้เด็ดขาด. ส่วนที่เป็นไปเพื่อโลกุตตระ เรียกเสียว่า กุศล. ที่เป็นไปเพื่อโลกิยะเรียกว่า บุญ. เราไม่อาจจะเรียก

น.726 ๑๖๖ บุญ แม้ชนิดใดชนิดหนึ่งว่า โลกุตตรบุญ. แต่มีคำที่เรียกกัน ทั่ว ๆ ไปว่า โลกุตตรกุศล. คำว่ากุศล ใช้เรียกชั้นที่เป็นโลกิยะ ก็มี คือโลกิยกุศล. แต่เพื่อให้ง่ายสำหรับคนทั่วไปที่ไม่เป็น นักบาลี เรายกเอาโลกิยกุศลไปให้คำว่า บุญเสีย. ในภาษาบาลี ที่กล่าวถึงคำสองคำนี้รวบคราวเดียวกันทำ นองว่าแทนกันได้ก็มี เช่นคำว่า ปุญฺญาภิสฺทา กุสลาภิสฺทา เป็นต้น. ในที่เช่นนี้ เราต้องดูต่อไปว่าสิ่งที่ท่านกำลังพูดถึงนี้ หมายถึงชั้นโลกุตตระหรือเปล่า, ถ้าเปล่า ก็จัดได้ว่า หมายเพียง บุญเท่านั้นเอง. แต่ถ้ามีกล่าวถึงชั้นโลกุตตระด้วย ก็แปลว่าท่าน กล่าวถึงของสองชั้น พร้อมกันไป แล้วแต่ใครจะทำให้สำเร็จเป็น อย่างไหน คืออย่างที่เรียกว่า บุญ หรืออย่าง กุศล. ตัวอย่างเช่น ที่ใน จตุกกนิบาต อังคุตตรนิกาย ปุญญาภิสันทวรรค (ไตร. ล. ๒๑ น. ๗๓) มีว่า จตฺตาโร เม ภิกฺขเว ปุญฺญาภิสฺทา กุสลาภิ- สนฺทา สุขสุสาหารา โสวคฺคิตา สคุดสิวตฺตนิกา อิฏฐาย กนุตาย มนาปาย หิตาย สุขาย สํวตฺตฺติ กตเม จตฺตาโร ฯลฯ ซึ่งแปล ว่า "ทางมาแห่งบุญ ทางมาแห่งกุศล ๔ อย่างเหล่านี้เป็นทางมา ของความสุข เป็นเครื่องอำนวยความงาม มีสุขเป็นผล เป็นไป เพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อสิ่งน่าปรารถนาน่ารักใคร่ น่าพอใจ เพื่อ ประโยชน์เกื้อกูล และความสุข, สี่อย่างอะไรเล่า ? ฯลฯ" แล้ว

น.727 ๑๖๗) ต่อจากนี้ตรัสถึงความเชื่อไม่คลอนแคลนในพระพุทธ ในพระ ธรรม ในพระสงฆ์ และมีอริยกันตศีลรวม ๔ อย่าง. นี่คุณจะ เห็นได้ว่า จากคำทั้งหมดนั้น แสดงเพียงสวรรค์หรือกามสุขเป็น อย่างสูง ในกรณีเช่นนี้ คำว่ากุศล รวมอยู่ในคำว่าบุญ โดยไม่ ต้องสงสัย, เพราะที่ตรัสในที่นี้ เป็นการตรัสเพื่อคนที่ยังอยู่ใน ภูมิกามาวจรคือยังปรารถนากาม. คำว่า กุศลในที่เช่นนี้ ได้แก่ โลกิยกุศลโดยตรง ซึ่งจะต้องละกันในขั้นต่อไป ตามทำนองของ อนุปุพพิกถา. ถาม :- อนุปุพพิกถาเป็นอย่างไรขอรับ ? ตอบ : - ชั้นแรกตรัสสอนให้ชอบทาน ชอบศีล ชอบ สวรรค์ แล้วตรัสสอนให้เห็นโทษของสวรรค์ เกลียดสวรรค์ แล้วสอนให้พอใจในการไม่ข้องแวะกับสวรรค์ ๕ ขั้นเป็นลำดับ ไป นี้เรียกว่าอนุปุพพิกถา คือ ทาน ศีล สัคค กามาทีนว เนก- ขัมมานิสงส์. และมีสอนมากที่สุดสำหรับพวกที่จะ "บินไป". ถาม :- แล้วมีที่ไหนเล่า ที่ทรงจัดไว้ในฐานะคล้ายลูก โป่ง. ตอบ :- เช่นในสคาถวรรค สังยุตตนิกาย (ไตร. ล. ๑๕ น. ๓) และอื่น ๆ อีกหลายแห่ง แห่งที่ว่านี้๑ มีว่า เทวดา ๑ คำที่เป็นท้องเรื่อง หรืออุปปัตติเหตุ ดูสารรัตถปกาสินี ฉบับบาลี ภาค ๑ หน้า ๒๗

น.728 ๑๖๘ ตนหนึ่งมาทูลว่า เขามีคำที่เป็นภาษิต ขอทูลกล่าวถวายแล้วก็ ว่าให้ทรงฟังว่า : อุปนียติ ชีวิตมปุปมายุ ชรูปนีตสฺส น สนฺติ ตาณา เอตํ ภยํ มรเณ เปกฺขมาโน ปุญฺญานิ กยิราถ สุขาวหานิ. พระองค์ทรงฟังแล้วตรัสตอบว่าดี นับว่าเป็นสุภาษิตได้ แต่ว่า ขอให้ลองฟังของพระองค์ดูบ้าง ของใครจะเป็นภาษิตกว่ากัน แล้วพระองค์ก็ตรัสภาษิตของพระองค์ว่า : อุปนียติ ชีวิตมปุปมายุ® ชรูปนีตสฺส น สนฺติ ตาณา เอตํ ภยํ มรเณ เปกฺขมาโน โลกามิสํ ปชเห สนฺติเปกฺโข คำแปลของเทวดามีว่า : ชีวิตถูกชราคร่าเอาไป อายุเป็นของน้อย เครื่องต้านทานไม่มีสำหรับคนที่ถูกชราคร่าตัวไป เมื่อมองเห็นภัยมีในความตายอยู่ ควรรีบทำบุญอันจะนำสุขมา. คำแปลของพระองค์มีว่า :

น.729 ๑๖๙ ชีวิตถูกชราคร่าเอาไป อายุเป็นของน้อย เครื่องต้านทานไม่มีสำหรับคนที่ถูกชราคร่าตัวไป เมื่อมองเห็นภัยมีในความตายอยู่ ควรละเหยื่อโลกเสีย เพ่งหานิพพานเถิด. คำว่า “เหยื่อโลก" ๑ ในที่นี้ แม้คุณจะไปถามท่านมหาบาเรียน ที่ไหน ก็ต้องตอบว่าได้แก่บุญ หรือกามคุณอันเป็นผลของบุญ ที่ทำไว้ในชาตินี้ หรือชาติก่อน ๆ ก็ตามนั่นเอง. เทวดาทั้งหลาย ยังมีใจอยู่ในในระดับต่ำ คืออยากจะจมอยู่ในบุญ ท่านก็ กล่าวภาษิตได้เพียงแค่ว่า เห็นภัยในชีวิตก็ต้องรีบทำบุญ, แต่ พระอริยเจ้าที่ใจสูงพ้นโลก ท่านกลับว่าให้เลิกสนใจในบุญ เพ่งหานิพพานซึ่งพ้นไปจากบุญ และระงับอำนาจบุญเสียได้. เพราะเหตุไร เพราะเหตุว่าบุญทำให้ต้องมาเกิดใหม่อีก แล้ว มันก็พบกันกับความตายอีก. นี่คุณจะเห็นได้ว่า พวกที่ "จะยัง อยู่" ก็ต้องหาเหยื่อโลกกินกันไป. ส่วนพวกที่จะ "บินไป" ก็ต้องเลิกติดรสของเหยื่อโลกกันเสียที ไม่ว่าโลกไหน จะเป็น มนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลกก็ตาม. เพราะอาตมาเห็นว่า ความดีชนิดที่เป็นที่ตั้งแห่งความเมา มีสวรรค์เป็นที่สุดนั้น เป็นของจ่อให้ดูสวย ๆ งาม ๆ ครู่เดียวแล้วก็แตก จึงเปรียบกับลูก ๑. คำอามิส แปลว่า เหยื่อ เช่นเหยื่อที่ใช้เสียบเบ็ดเวลาตกปลาเป็นต้น.

น.730 ๑๗๐ โป่ง. แต่ความดีชนิดที่จะใช้ฟาดฟันเหยื่อโลกได้ ควรจะเปรียบ ด้วยมีด และสงวนเอาไว้ใช้กับคำว่ากุศล, ในเมื่อเรียกอย่างแรก ว่าบุญ. เข้าใจว่าคุณคงจะพอเข้าใจในความสับสนของคำว่าบุญ กับกุศล เมื่อตกมาอยู่ในมือของผู้ที่เมาบุญว่ามีมากเพียงไร. พระ อริยเจ้าท่านพยายามละหมดทั้งบุญ และกุศล ในที่สุด ท่าน จึงข้ามไปฝั่งโน้นได้. ในชั้นเราๆ นี้เพียงแต่ขอให้ขยับจาก บุญขึ้นมาหากุศล และขีดเส้นปั่นแดนให้เห็นชัด ๆ ก็เกิดการ วุ่นวายตูมตาม เป็นเจ๊กตื่นไฟไปเสียแล้ว คุณเห็นว่าน่าขำไหม. เพียงแต่ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ เล่มเดียว ก็มีคู่ เปรียบให้เห็นความตรงกันข้ามระหว่างบุญกับนิพพาน เต็มไปหมด โดยชี้ให้เห็นว่า บุญเป็นเหยื่อในโลก นิพพานพ้นจากการติดใน เหยื่อโลก. ถ้าต้องการนิพพาน ให้รีบขยับขึ้นมาเสียจากบุญ. ถาม :- กระผมยังรู้สึกอยากจะฟังอีกสักสองสามตัวอย่าง. ตอบ :- ที่หน้า ๔ มีว่า เทวดากล่าวเสนอภาษิตของ ฅนว่า : "เวลาล่วงไป ราตรีทั้งหลายผ่านไป ลำดับของวัย ย่อมละไปตามลำดับ

น.731 ๑๗๑ เมื่อมองเห็นภัยนี้ ในความตายอยู่ จงรีบทำบุญ อันจะนำสุขมา. ตรัสให้พิจารณาของพระองค์ดูบ้างว่า : "เวลาล่วงไป ราตรีทั้งหลายผ่านไป ลำดับของวัย ย่อมละไปตามลำดับ เมื่อมองเห็นภัยนี้ ในความตายอยู่ ควรละเหยื่อโลกเสีย เพ่งหานิพพานเถิด." ในหน้า ๘ มีว่า เทวดาเมาสวรรค์ตนหนึ่ง เที่ยวเพ้อว่า : "พวกที่ไม่เคยเห็นสวนนันทวัน ของพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ อันเรืองยศ นั้น ไม่ชื่อว่า พวกที่เคยพบความสุขเลย." เทวดาเพื่อน ๆ กันตนหนึ่งช่วยบอกให้ว่า : "เพราะความเขลาของท่าน ท่านจึงไว้ทราบ ตามที่ พระอรหันต์ทั้งหลาย ได้กล่าวไว้ว่า ‘สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง มีความเกิดขึ้น และเสื่อมไปเป็นธรรมดา, เกิดขึ้นแล้ว ก็ดับไป ๆ" ระงับสังขารเหล่านั้นเสียได้ จึงจะเป็นความสุข."

น.732 ๑๗๒ หวังว่าคุณคงจะเข้าใจคำว่าสังขาร ทั้งหลายได้ถูกต้องคือหมายถึง ทุกสิ่งที่หมุนไปเวียนไป ตามอำนาจเหตุปัจจัยแม้กระทั่งสวน นันทวันนั้น ไม่ใช่หมายเฉพาะทรากศพที่นอนอยู่ในโลง ตาม ที่ชาวบ้านแทบทั้งหมดเขามีความรู้กัน. ที่หน้า ๙ มีเทวดาตน หนึ่ง มาทูลเสนอภาษิตของตนว่า : "พวกที่มีบุตร ย่อมได้เพลิดเพลินอยู่กับบุตร คนมีโค ก็เพลินกับโค ความเพลิดเพลินของคนเรา มีได้เพราะอุปธิ ใครไม่มีอุปธิ คนนั้นไม่เพลิน." ตรัสเสนอของพระองค์เองขึ้นว่า : "คนมีบุตร จะต้องโศกเพราะบุตร มี โค ก็จะต้องเศร้าเพราะโค ความโศกของคนเรา มี ได้เพราะอุปธิ ใครไม่มีอุปธิ คนนั้นไม่โศก." หวังว่าคุณคงจะเข้าใจคำว่าอุปธิ ได้เป็นอย่างดี โดยใจความ สิ่งที่เรียกว่าอุปธิก็คือกิเลส ประเภทที่เป็นเหตุให้ยึดถือว่ามีตัวมีตน ของเราของเขา มีวัตถุที่ตั้งอยู่ ที่เป็นของรักของชอบใจทุกอย่าง เป็นส่วนใหญ่, สิ่งที่เรียกว่าบุญ ในบทว่า "ควรรีบทำบุญอัน จะนำสุขมา" นั่นแหละคือตัวอุปธิ ซึ่งเร้นลับที่สุด และเป็นภัย

น.733 ๑๗๓ อันใหญ่หลวง แต่ล่อตาเหมือนลูกโป่ง, เทวดาชอบและเมา อุปธิ. พระอริยเจ้าเกลียดอุปธิ อย่างตรงกันข้าม. ถาม :- มิน่าเล่าขอรับ ลูกโป่งอัดแก๊สที่มีขายตามงาน จึงถูกเรียกว่า "ลูกสวรรค์." ถ้าจะเอาความหมายอันกระทัดรัด จริง ๆ ของคำว่า "ลูกโป่ง" กันแล้ว คงจะหมายถึงอาการที่มันผูก พันหัวใจนี่เอง ถูกไหมครับ. ตอบ :- ที่หน้า ๑๙๕ ของพระไตรปิฎกเล่มเดียวกัน -มีข้อความว่า : "พวกเทวดาทั้งหลาย ทั้งในชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมานรดี และ ชั้นวสวัตตี ล้วนแต่ถูกผูกมัดรัดรึงอยู่ ด้วยเครื่องผูกคือกามคุณ ต้องกลับไปสู่ อำนาจของมารอีก. โลกทั้งปวงร้อน เปรี้ยง. โลกทั้งปวงมีควันกลุ้ม. โลกทั้งปวง ลุกโพลง ๆ. โลกทั้งปวงไหวโยกเยกอยู่. ที่ใดมีมารไปไม่ถึง ที่นั่นไม่หวั่นไหว ที่นั่นไม่โยกเยก ที่นั่นไม่ใช่ที่เที่ยวของ บุถุชน. มารเอย ใจของเรายินดีในที่นั้นเสียแล้ว."

น.734 ๑๗๔ จากถ้อยคำนี้ คุณเปรียบเทียบดูเองเถิด ว่า "ลูกโป่ง" นั้น มัน ผูกมัด มันร้อน มันโคลง และมันเป็นที่เที่ยวของบุถุชนเพียงไร. ถาม :- ใต้เท้าหาว่าบุญเป็นอุปธิ คงจะต้องถูกค่าอีก เป็นแน่. ตอบ :- ถูกด่าก็เอาดี จะได้ยกเอาไปถวายให้แก่พระ ไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ หน้า ๓๔๒ ซึ่งแสดงอยู่โทนโท่ว่า แม้บุญ ที่เกิดจากการถวายทานในพระอริยบุคคลทั้งแปดก็ยังว่าเป็น ของ เนื่องด้วยอุปธิ และมีอุปธิเป็นวิบาก (โอปริกํ) อยู่นั่นเอง. บาลีมีว่า : จตฺตาโร จ ปฏิปนฺนา จตฺตาโร จ ผเล จิตา เอส สงฺโฆ อุชฺุโต ปญฺญาสีลสมาหิโต ยชมานานํ มนุสฺสานํ ปุญฺญเปกขานปาณีนํ กโรตํ โอปธิกํ ปุญฺญํ สงฺเฆ ทินนํ มหปุผลํ. สำหรับคุณเอง อาตมาขอเตือนกำชับว่า สิ่งที่เรียกว่าอุปธินั้น เป็นของเข้าใจยากอย่างยิ่งอย่างหนึ่งทีเดียว. ถาม :- ดู ๆ ใต้เท้าออกจะชอบให้เขาด่าเสียแล้ว. ตอบ :- ถ้าการด่านั้น มันทำให้เกิดมีผู้เอาธรรมะเรื่อง "ฝั่งโน้น" ของพระพุทธเจ้าไปพินิจพิจารณากันมาก ๆ ยิ่งขึ้น

น.735 ๑๗๕ ก็ออกจะชอบให้เขาด่าอยู่เหมือนกัน. เพราะดู ๆ มันก็จนปัญญา เสียแล้ว ไม่ทราบว่าทำอย่างไรจึงจะมีการก้าวขาต่อไปข้าง หน้ากันบ้าง. อีกอย่างหนึ่งคุณไม่เคยคิดบ้างเทียวหรือว่าคำด่า นั้น คือเครื่องวัด. คุณไม่อยากจะวัดตัวเองดูบ้างเทียวหรือ. การ ชนะที่ใหญ่หลวงอันไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ทั้งไม่กลับแพ้ได้อีก ด้วยนั้น มีทางมาจากการถูกด่า. ถาม : ผมเหลือวิสัยที่จะเข้าใจได้ขอรับ, และใจของ ผมไม่สมัคร. หลักเกณฑ์มันมีอย่างไรกันเล่าขอรับ ? ตอบ :- เมื่อคุณชอบพระไตรปิฎก มันก็ต้องอ้างพระ ไตรปิฎกกันตามเคย แต่ขอเตือนเป็นส่วนตัวว่า คิดจนเห็นจริง เสียก่อนแล้วจึงเชื่อนะ. ข้อความนั้นมีว่า : คนพาลผู้กล่าวคำหยาบคาย ย่อมถือว่านั่นคือความ ชนะของตน. ส่วนผู้รู้ก็ถือว่าการอดกลั้นได้ นั่นแหละ เป็นความ ชนะของตน. ผู้ใด โกรธตอบต่อคนที่โกรธมา คนนั้นเลวกว่าคน ที่โกรธทีแรก. ผู้ใดไม่โกรธตอบคนที่โกรธมา ผู้นั้นชื่อว่าชนะ สงครามที่ชนะได้แสนยาก,

น.736 ๑๗๖ และทั้งเป็นผู้ที่ ประพฤติประโยชน์ให้แก่ทั้งสองฝ่าย คือทั้งฝ่ายตนและฝ่ายปรปักษ์. ผู้ใด รู้ว่าฝ่ายหนึ่งใจขุ่นเสียแล้ว ตนสงบสติเสีย เพื่อรักษาประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายไว้ คือทั้งฝ่ายตนและฝ่าย ปรปักษ์ , คือผู้ชนะ. พวกที่ไม่ฉลาดในเหตุการเท่านั้นที่จะคิดไปว่าคนนี้เป็น คนอ่อนแอ. ผู้ที่เป็นนักบาลี ก็เปิดบาลีดูเอาเอง. (ไตร. ล. ๑๕ น. ๒๔๐) ถาม :- ผมขออธิษฐานภาวนาให้การเสียสละของใต้เท้า ประสบผลสมความปรารถนาเถิด ผมออกจะมองเห็นราง ๆ แล้ว ในความหมายของคำว่า "พุทธทาส" ของใต้เท้า แต่กระผม สงสัยว่า จำเป็นที่จะต้องมีการตื่นตูมเป็นเจ๊กตื่นไฟเช่นนั้นเสมอไป ด้วยหรือครับ. ตอบ :- อาตมาไม่นึกไม่ฝัน ว่าจะมีการตื่นตูมกันเช่น นั้น และไม่มีเจตนาในการที่จะก่อให้เกิดการตื่นตูมเพราะเรา ศึกษากันเพียงวงของคนไม่กี่คน เป็นไปรเวตของพุทธบริษัท กลุ่มหนึ่งดังกล่าวแล้ว. การที่มีการตื่นตูมกันขึ้น มันเป็น เรื่องเจ๊กมากกว่า แต่บางคนเขาว่ามีคนเจตนาจะให้เกิดการตื่น ตูม เพื่อผลอย่างใดอย่างหนึ่ง. เรื่องนี้ สำหรับอาตมานั้น มันจะ

น.737 ๑๗๗ ตื่นตูมเพราะเหตุใดก็ตาม หวังอยู่ว่าคงจะเป็นไปเพื่อความแจ่ม กระจ่างแห่งพระธรรมในเรื่องของ "ฝั่งโน้น" ยิ่งขึ้นเสมอ. ดัง ที่คุณก็เห็นแล้วว่า เมื่อเกิดตื่นตูมกันขึ้น ก็มีคนสนใจและเอาไป คิดหาความจริงกัน แม้จะด้วยเจตนาร้ายก็ไม่เสียหาย เพราะเมื่อ ยิ่งคิด ก็ยิ่งเห็น และพระธรรมย่อมคุ้มครองผู้พิจารณาธรรม เอง, ความผิดคงต้องตกเป็นของผู้ผิด. เมื่อรู้ว่าผิด เขาก็ต้องหา วิธีที่จะทำให้ถูก. ผิดจากนี้แล้วก็ปล่อยกันไปตามยถากรรม จะ ไปโทษใคร. เรื่องถูกด่านั้น ไม่ต้องเป็นห่วง ใคร ๆ ก็มีโอกาสที่ จะถูกค่าด้วยกันทั้งนั้น แม้กระทั่งพระพุทธเจ้า หรือสิ่งที่ไม่มี ชีวิตวิญญาณ เช่นฟ้าฝนก็ถูกด่าเป็นประจำวัน แต่สิ่งที่อาตมา เป็นห่วงนั้น คือความก้าวหน้าของพุทธบริษัทชาวไทยเรา. ถ้า คุณมีความเห็นใจในเรื่องนี้ ก็จงช่วยกระตุ้นให้มีการคิดหาความ จริง ในขั้นสูงให้ยิ่งขึ้นไปเถิด. ถาม :- ที่ว่าสูงนั้น ๆ นั้น หมายถึงสูงขึ้นไหนกันขอรับ? ตอบ :- สูงถึงขั้นที่เราจะไม่ต้องพึ่งพระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์อีกต่อไป เราก็พึ่งตัวเองได้. ถาม :- นั่นมันหมายความว่าอย่างไรกันครับ ดูน่ากลัว เหลือเกิน,

น.738 ๑๗๘ ตอบ : เมื่อยังอยู่ในขั้นที่มีตัวเรา ก็มีความทุกข์ เช่น ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเรา เราก็ต้องพึ่ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นต้น. พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เรารู้ จักทำตัวเอง ให้สูงขึ้นถึงขั้นที่ไม่มีตัวเราแล้วใครจะทุกข์ ใคร จะเดือดร้อนถึงกับต้องไปพึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. เราออกไปอยู่ "ฝั่งโน้น" ซึ่งไม่มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย แล้ว เราจะต้องพึ่งใคร เพื่ออะไรกันอีกเล่า. คุณเคยได้ยินว่า พระ อรหันต์ยังต้องถือสรณะอยู่เหมือนกันหรือ. พระอรหันต์ยัง ต้องพึ่ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ต่อไปอีกหรือ ใน เมื่อทั้งสามอย่างนั้นมันมีพร้อมในตัวท่าน หรือเป็นตัวท่าน เสียเองแล้ว. การถึงสรณะใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ของคุณนั้น ไม่ใช่เพื่อให้ข้ามพ้นออกไปยังสภาพที่ไม่ต้องถือ สรณะกันต่อไปอีกดอกหรือ คุณหรือเพื่อนของคุณที่ออกไป ไม่ได้ ส่วนมากมิใช่เพราะไม่เข้าใจในสรณะนั้น ๆ แล้วติดแจ อยู่ที่สรณะนั้น อย่างกะที่ภูเขาหิมาลัยกั้นขวางหน้าดอกหรือ. คอของคุณมันสั้นไป จะเงยแหงนอย่างไร มันก็ไม่พ้นสันของ ภูเขาหิมาลัยไปได้. ถ้าอยู่ที่นี่ ก็มีอย่างเดียว คือจะต้องถือ สรณะ ( ตามทัศนะของคุณ ) อยู่เรื่อยไป ไม่มีที่สิ้นสุด. ถ้า ออกไปได้ ก็จะได้วางสรณะกันเสียที แล้วทำตนให้เป็นสรณะ

น.739 ๑๗๙ แก่ผู้อื่นต่อไป. คุณจะเลือกเอาอย่างไหน ไม่มีใครบังคับ ขอ แต่อย่าเลือกเอาอย่างที่เมื่อตนไม่ไปแล้ว ก็นอนขวางทาง กั้น คนอื่นไม่ให้ไปเสียอีกด้วย ก็แล้วกัน เกิดใครเขาข้ามไปเอง จะได้โกรธเขาอีก. ถาม :- ใต้เท้าจะยั่วอย่างไร ผมไม่โกรธแน่ขอรับ. แต่ มันน่ากลัวเหลือเกิน ที่จะฝ่าออกไปจนถึงขั้นไม่ต้องพึ่งใครเลย. ผมยังสงสัยอยู่ว่า แม้เป็นพระอรหันต์ หรือเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ยังต้องพึ่งอะไรอยู่สักอย่างอยู่นั่นเอง. ตอบ :- พระอรหันต์ รวมทั้งพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็น จอมอรหันต์ด้วย ท่านกล้าท้าว่า "ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ อยู่จบแล้ว กิจที่ต้องทำทำเสร็จแล้ว กิจที่จะต้องทำเพื่อผล อันนี้ไม่มีอีก." ถ้าคุณจะเกณฑ์ให้ท่านถือที่พึ่ง ก็จงคิดดูก่อน ว่า พึ่งอะไร และเพื่อผลอย่างไร, ท่านทุกข์ร้อนอะไร ? อย่าง ดีที่สุดที่ท่านจะทำ ก็คือเคารพธรรมะ หรือความจริงที่ท่าน ได้ลุถึงในฐานะที่เป็นของประเสริฐเป็นประธานของโลก เพื่อ เป็นเนตติแก่คนที่จะตามพระองค์มาข้างหลังเท่านั้น. คนป่าคนเยิง ก็มีสรณะของเขาอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ จะไม่ใช่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. แม้แต่เปี้ยว หรือปู มันก็มีรูของมัน และวิธีวิ่งลงรูของมัน เป็นสรณะของมัน.

น.740 ๑ ๘๐ ฉะนั้น เราจะต้องถือว่า สิ่งที่มีชีวิตทุกสิ่ง ต้องมีอะไรเป็นสรณะ ทั้งนั้น. มนุษย์ที่เป็นชั้นสูง ก็รู้จักถือสรณะใน พระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์, ที่สูงขึ้นไปอีกก็รู้จักทำตัวเองให้เป็นสรณะ ของตัวตามคำสอนของพระพุทธเจ้า. ทีนี้ถ้าจะให้สูงขึ้นไปอีก คุณจะให้ทำอย่างไรกัน. ถาม :- การถือสรณะ ต้องไปสิ้นสุดลงที่การพ้นจาก การต้องถือสรณะดังนั้นหรือขอรับ ? ตอบ :- แน่นอน. ถาม : - ถ้าดังนั้น เราทิ้งสรณะเสียตั้งแต่บัดนี้ มิดี กว่าหรือ. ตอบ :- ถ้ามันเป็นสิ่งที่คุณทำได้ มันก็ดีแน่. คุณลองทำ ให้ดูหน่อยว่าคุณผู้ที่ยังหวาดกลัวต่อการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่นี้ จะทิ้งสรณะออกไปให้หมดเกลี้ยงจากใจของคุณอย่างไร. ผลที่ จะเกิดขึ้น ก็คือการหลอกตัวเองหรืออีกอย่างหนึ่ง ก็คือการลดลง ไปถือสรณะอย่างอื่น ที่เลวไปกว่าสรณะที่ถืออยู่ก่อนนั่นเอง. ถาม :- โดยสรุปแล้ว การถือสรณะจะไปสิ้นสุดลงที่ ตรงไหน เล่าครับ ? ตอบ :- ตรงที่หมดอุปาทานความยึดถือว่ามีตัวตนในสิ่ง ทุกสิ่ง ไม่ว่าสิ่งใดหมด.

น.741 ๑๘๑ ถาม :- อุปาทานมันอยู่ได้ด้วยอะไร ขอรับ ? ตอบ :- โดยรากเง่าแล้ว มันอยู่ได้ด้วยอวิชชาไม่รู้สิ่ง ทั้งปวงให้ถูกต้องตามที่เป็นจริง. ถาม :- ก็ บุญไม่ใช่เครื่องทำลายอวิชชา หรือครับ? ตอบ :- คุณคิดว่าความหวานอร่อยจะชวนให้คนเบื่อสิ่ง นั้น หรือว่าความขื่นขมเจ็บปวดจะช่วยให้คนเบื่อสิ่งนั้น. บุญ เป็นชื่อของความสุขในกามภพ รูปภพ อรูปภพเป็นอย่างสูง. ยิ่งเมื่อมีเมา มีหลง เข้ามาแทรกด้วยแล้วคงจะไปกันนานทีเดียว. สิ่งที่จะทำลายอวิชชานั้น คือปัญญาหรือวิชชาที่รู้จักว่าอะไรเป็น อะไรกันแน่ต่างหาก หาใช่สิ่งที่เรียกว่าบุญโดยตรงไม่. พระพุทธ เจ้าท่านจึงทรงสอนให้ละบาปและบุญ ข้ามตรงไปยังความดับ ตัณหาหรืออุปาทาน เลิกวิ่งไปวิ่งมากันเสียที. ที่มีอยู่แล้ว ก็มาก เหลือที่จะเมากันอยู่แล้ว อย่าหลงสร้างสิ่งใหม่ ๆ แปลกๆ ขึ้นอีกเลย. ถาม :- ใครกันขอรับ ที่จะเลิกวิ่งไปวิ่งมากันเสียที ? ตอบ :- คนที่สามารถทุบลูกโป่งได้ แล้วถือมีดนั้น แหละ จะสามารถเลิกวิ่งไปวิ่งมากันเสียที. ถาม :- แล้วโบสถ์วิหารมันจะมิน้อยลงไปหรือครับ ? ตอบ :- ถึงอย่างนั้น ในเมืองไทยแห่งเดียว ก็ยังมาก กว่าในสมัยพุทธกาลตั้งหลายพันเท่าทีเดียว. อย่างไรก็ดี

น.742 ๑๘๒ โบสถ์วิหารที่มีประโยชน์ คงยังมีต่อไปได้ด้วยน้ำมือของผู้ ถือมีด ไม่แขวนพวงลูกโป่ง. ถาม :- ใต้เท้าคงจะพอใจมาก. ตอบ : - ไม่ต้องเกี่ยวกับสิ่งนี้ อาตมาก็พอใจ เพราะ ภูเขาหิมาลัยของโลกกำลังพังทลายตัวเอง ลงมาทีละน้อย ๆ อยู่แล้ว คุณยังไม่เห็นอีกหรือ.

น.743 เป็น มนุษย์ หรือ เป็นคน ? เป็นมนุษย์ เป็นได้ เพราะใจสูง เหมือน หนึ่งยูง มีดี ที่แววขน. ถ้าใจต่ำ เป็นได้ แต่เพียงคน ย่อมเสียที ที่ตน ได้เกิดมา. ใจสอาด ใจสว่าง ใจสงบ ถ้ามีครบ ควรเรียก มนุสสา เพราะทำถูก พูดถูก ทุกเวลา เปรมปรีดา คืนวัน สุขสันต์จริง. ใจสกปรก มืดมัว และร้อนเร่า ใครมีเข้า ควรเรียก ว่า ผีสิง เพราะพูดผิด ทำผิด จิตประวิง แต่ในสิ่ง นำตัว กลั้วอบาย. คิดดูเถิด, ถ้าใคร ไม่อยากตก จงรีบยก ใจตน รีบขวนขวาย ให้ใจสูง เสียได้ ก่อนตัวตาย ก็สมหมาย ที่เกิดมา; อย่าเชือน เอยฯ พุทธทาส อินฺทปัญฺโญฺ

น.744 ตัวกู - ตัวสู อันความจริง : “ตัวกู” มิได้มี แต่พอเผลอ มันเป็น ผี โผล่มาได้ พอหายเผลอ “ตัวกู” ก็หายไป หมด ”ตัวกู” เสียได้ เป็นเรื่องดี ; สหายเอ๋ย จงถอน ซึ่ง “ตัวกู” และถอนทั้ง “ตัวสู” อย่างเต็มที่ มีกันแต่ ปัญญา และปรานี ของกู - ของสู อันความจริง : “ของกู” มิได้มี แต่พอเผลอ "ของกู" มี ขึ้นจนได้, พอหายเผลอ "ของกู” ก็หายไป หมด ”ของกู” เสียได้ เป็นเรื่องดี ; สหายเอ๋ย จงถอน ซึ่ง “ของกู" และถอนทั้ง “ของสู” อย่างเต็มที่ ของเปลี่ยนไป เปลี่ยนมา ทุกนาที เพราะไม่มี ของใคร ที่ไหนเอย ฯ พ. อินฺทปัญฺโญฺ

น.745 รายการหนังสือธรรมะ ของ ธรรมบูชา งานของท่านพุทธทาส ๑. คู่มือมนุษย์ ๑๒ บาท ๒. แก่นพุทธศาสน์ ๑๕ " ๓. การศึกษาคืออะไร ? ๑๐ " ๔. หลักธรรมะสำหรับนักศึกษา ๘ " ๕. เกิดมาทำไม ? ๑๐ " ๖. ภาษาคน-ภาษาธรรม ๑๐ " ๗. คำสอนผู้บวช เล่ม ๑ เล่ม ๒ ๓๐ " ๘. ปัญหาเพียงข้อเดียวของมนุษยชาติ ๘ " ๙. นิพพาน ๑๕ " ๑๐. โลกาสว่างไสวด้วยอะไร ? ๑๒ " ๑๑. เวลาที่มีอิทธิพลให้อายุสั้น-อายุยืน ๑๒ " ๑๒. อาหารใจ ๖ "

น.746 ๑๓. อะไรถูกอะไรผิด ๑๕ บาท ๑๔. พุทธวิธีที่เราไม่พากันล่มจม ๗ ๑๑ ๑๕. ธัมมิกสังคมนิยมแบบเผด็จการ ๔ ๑๑ ๑๖. จุดมุ่งหมายของการบวชที่ถูกต้อง ๑๐ ๑๑ ๑๗. บวช ๓ เดือน ๘ ๑๑ ๑๘. ชาติมั่นคงได้ด้วยศาสนา ๗ ๑๑ ๑๙. นิทานภาพล้อคน ๔๐ ๑๑ ๒๐. อานาปาสำหรับนิสิต ๖๐ ๑๑ ๒๑. วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม ๑๒ ๑๑ ๒๒. ภูเขาแห่งการเข้าถึงธรรม ๑๒ ๑๑ ๒๓. ตำราดูพระ ๒๐ ๑๑ ๒๔. ในโลกมีแต่คนบ้า ๑๐ ๑๑ ๒๕. หัวข้อธรรมในคำกลอน ๖ ๑๑ ๒๖. กฎบัตรพุทธบริษัท ๕ ๖๑ ๒๗. ภาพจากจิต-สู่จิต ๓๐ ๑. ๒๘. ความสุขแท้มีอยู่แต่ในงาน ๑๕ ",

น.747 งานของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ๑. รักลูกให้ถูกทาง เล่ม ๑-๒-๓ เล่มละ ๑๐ บาท ๒. อธิษฐานใจ ๖ ๑๑ ๓. พ่อสอนลูก ๑๐ ๑๑ ๔. พุทธทาสคือใคร ๔ ๑๑ ๕. ความอยู่รอดของพุทธศาสนา ๘ ๑๑ ๖. ชุมนุมปาฐกถาธรรม ๖๐ ๑. ๗. เผาศพทั้งที่เผาผีเสียบ้าง ๖ ๑๑ งานของวรศักดิ์ วรธมฺโม ภิกขุ ๑. ครู กับ ศีลธรรม กระดาษปอนด์ ๔๕ บาท ๒. ครู กับ ศีลธรรม ., ปรู๊ฟ ๓๕ ,, ๓. ฝึกวิญญาณ ๒๐ ๑๑ เรื่องเซ็น ๑. คำสอนของฮวงโป ๒. สูตรเว่ยหล่าง ๑๘ บาท ๓. ปัญญาในพุทธศาสนานิกายเซ็น ๑๘ ๑, ๗ ๑๑

น.748 ๔ อาจารย์สมทรง ปุญฺญฤทธิ์ ๑. คู่มือครูสอนศีลธรรม ๒๐ บาท ๒. กลวิธีสอนจริยธรรม ๒๐ ๑, ๓. เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวิธีปฏิบัติพิธีกรรม ทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทย ๓๐ ๑๑ งานของ ภิกขุโพธิ์แสนยานุภาพ ๑. ชุมนุมปริศนาธรรมจากพิธีทำบุญต่าง ๆ ๑๕ บาท ๒. รวมนิทาน ๑๕ ,๑ ๓. ชำแหละรามเกียรติ์ ๑๕ ,๑ ๔. เรื่องสั้นขำ ๆ เลขสามตัว ๑๕ ,๑ ๕. ชำแหละพระเวสสันดร ๑๒ ๑๑ ค่าส่ง เล่มละ ๓ บาท ธนาณัติสั่งจ่าย ปณ. ราชดำเนิน ในนาม ร้านธรรมบูชา ๕/๑-๒ ถ. อัษฎางค์ ๑๐๒๐๐

น.749 หนังสือชุด "ธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส" ๑. พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ๑๒๐ บาท ๒. ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย เล่ม ๒ ๖๐ ,, ๓. ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ ๑๒๐ ,, ๔. โอสาเรตัพพธรรม ๑๒๐ ,, ๕. ค่ายธรรมบุตร ๖๐ ,, ๖. ฆราวาสธรรม ๘๐ ,, ๗. ปฏิปทาปริทรรศน์ ๖๐ ,, ๘. เตกิจฉกธรรม ๖๐ ,, ๙. ศารทกาลิกเทศนา เล่ม ๑ ๖๐ ,, ๑๐. ศีลธรรม กับ มนุษย์โลก ๖๐ ,, ๑๑. อริยศีลธรรม ๖๐ ,, ๑๒. การกลับมาแห่งศีลธรรม ๖๐ ,, ๑๓. ธรรมสัจจสงเคราะห์ ๖๐ ,, ๑๔. ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ ๒๐๐ ,, ๑๕. ธรรมะกับการเมือง ๘๐ ,, ๑๖. เยาวชนกับศีลธรรม ๘๐ ,,

น.750 ๖ ๑๗. เมื่อธรรมครองโลก ๘๐ บาท ๑๘. ไกวัลยธรรม ๘๐ ๑๑ ๑๙. อาสาฬหบูชาเทศนา เล่ม ๑ ๑๐๐ ๑๑ ๒๐. มาฆบูชาเทศนา เล่ม ๑ ๑๐๐ ๑๑ ๒๑. พระพุทธคุณบรรยาย ๑๕๐ ,, ๒๒. วิสาขบูชาเทศนา เล่ม ๑ ๑๒๐ ๑๑ ๒๓. ชุมนุมล้ออายุ เล่ม ๑ ๑๒๐ ๑๑ ๒๔. สุญญตาปริทรรศน์ เล่ม ๒ ๖๐ ๑๑ ๒๕. อานาปานาสติภาวนา (ฉบับสมบูรณ์) ๑๐๐ ,, ๒๖. ธรรมบรรยายต่อหางสุนัข ๘๐ ๑๑ ค่าส่ง เล่มละ ๗ บาท ธนาณัติสั่งจ่าย ปณ. ราชดำเนิน ในนาม ร้านธรรมบูชา ๕/๑-๒ ถ. อัษฎางค์ ๑๐๒๐๐

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต