🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.1
น.2 คำปฏิญาณ ๑. ข้าพเจ้าจะควบคุมจิต มีเจตนา เว้นจากการประทุษ ร้ายต่อชีวิตผู้อื่น ๒. ข้าพเจ้าจะควบคุมจิต มีเจตนา เว้นจากการประ- ทุษร้ายต่อทรัพย์สินของผู้อื่น ๓. ข้าพเจ้าจะควบคุมจิต มีเจตนา เว้นจากการประ- ทุษร้ายต่อของรัก ของชอบใจ ของผู้อื่น ๔. ข้าพเจ้าจะควบคุมจิต มีเจตนา เว้นจากการประ- ทุษร้ายด้วยวาจา และสิ่งแทนวาจา ๕. ข้าพเจ้าจะควบคุมจิต มีเจตนา เว้นจากการประ- ทุษร้ายต่อสติปัญญาของตนเอง ด้วยการเสพของ มึนเมาและอบายมุข ๖. ข้าพเจ้าจะมีเมตตากรุณา ปรารถนาให้เขาเป็นสุข และช่วยเพื่อนมนุษย์ให้พ้นทุกข์ ๗. ข้าพเจ้าจะดำรงชีวิตเป็นอยู่ อย่างสามัญไม่ฟุ้งเฟ้อ แสวงหาปัจจัยเครื่องยังชีพ เท่าที่ควรโดยถูกต้อง ๘. ข้าพเจ้าจะสำรวมจิตใจ ไม่ให้ลุ่มหลงมัวเมาในกาม ๙. ข้าพเจ้าจะกล่าวแต่วาจาจริง เป็นประโยชน์ ประ พฤติตนเป็นคนตรง และมีความเที่ยงธรรม ๑๐. ข้าพเจ้าจะเป็นผู้มีสติรอบคอบ ไม่ประมาท แสวง หาสาระของชีวิตอยู่เสมอ. คณะผู้ประสานงานระดมธรรม เมษายน ๒๕๑๙
น.3 BIA-P. 2.3.2 / 15-5 เทศนา ระดมธรรม ของ พุทธทาสภิกขุ คณะประสานงานระดมธรรม จัดพิมพ์เป็นพุทธบูชา ในวันวิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นที่ระลึกในงานระดมธรรม ๑๓ เม.ย. ๑๙ - ๑๓ พ.ค. ๑๙
น.4 ระดมการใช้พลังแห่งธรรม อะไร - เว้นสิ่งที่ควรเว้น - ทำสิ่งที่ควรทำ - ช่วยเหลือกันให้เป็นอย่างนั้น อย่างไร โดยมีสัมมาทิฏฐิเป็นเครื่องบอก โดยมีรากฐานของศีลธรรม คือ ๑. สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน ทั้งหมดทั้งสิ้น คนทั้งโลกจะได้มองตากันในลักษณะที่มี มิตรภาพ ๒. บังคับความรู้สึกที่เป็นไปเพื่อ ราคะ โทสะ โมหะ จนเอา ชนะได้ ๓. ไม่เป็นทาสของอายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๔. มีปัญญาอย่างถูกต้องตามที่เป็นจริง ๕. ช่วยกันสนับสนุนส่งเสริมสถาบันที่เป็นที่ตั้งแห่งความรู้สึก ที่ประกอบไปด้วยธรรมะให้แน่นแฟ้นอยู่ในโลก วิธีการ ต้องกระทำกันอย่างจริงๆ ก้าวล่วงพิธีรีตองขึ้นมาให้ได้
น.5 พระโอวาทของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก เนื่องในวันสงกรานต์ ๑๓ เมษายน ๒๕๑๙ ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย วันนี้เป็นดิถีเทศกาลวันสงกรานต์ของประเพณี ไทย โบราณ ซึ่งกำหนดว่าเป็นวันเริ่มขึ้นปีใหม่มีธรรมเนียมเมื่อ ใกล้ถึงวันสงกรานต์ ให้จัดแจงชำระบ้านเรือนที่อยู่อาศัยให้ สะอาดหมดจด เตรียมทำขนมแห้งที่สามารถเก็บไว้ได้นานวัน สำหรับทำบุญใส่บาตร และแจกญาติมิตรเป็นการชิมรสฝีมือ อวดกัน ถึงวันสงกรานต์มีการสรงน้ำพระภิกษุที่ตนเคารพ และ ญาติผู้ใหญ่บ้าง มีการบำเพ็ญกุศลบังสุกุล อุทิศบุญแก่ญาติ ที่ล่วงลับแล้วบ้าง ช่วยกิจกรรมแก่วัด มีขนทรายถมที่วัดบ้าง เหล่านี้ล้วนเป็นประเพณีที่ท่านบุรพชน ได้ปฏิบัติด้วยความดี สืบมา ถึงขณะปัจจุบันจะจัดประเพณีบางประการให้ทันสมัย ขึ้นอีกก็ตาม ถ้าลูกหลานไทยยังคงยึดถือประเพณีดีงามทั้งอดีต และปัจจุบันไว้ให้มั่นคง ก็น่าจะเป็นการรักษามรดกที่ปู่ย่าตา ยายได้สะสมไว้ให้ด้วยความสำนึกในพระคุณอย่างน่าชมของนัก ปราชญ์
น.6 นอกจากประเพณีต่าง ๆ นี้แล้ว ยังมีข้อที่อนุชนชาว พุทธทั้งหลายต้องช่วยกันเทิดทูนรักษาอยู่อีกคือพระพุทธศาสนา ด้วยในปัจจุบันนี้ลูกหลานไทยกำลังทอดทิ้ง เหินห่างจากคำ สอนที่ชอบด้วยเหตุผลอยู่ทั่วไป เหมือนไม่ยินดีรับมรดกที่ บุรพชนอุตส่าห์ถนอมรักษาไว้ให้ ยิ่งกว่านี้กลับจะยกโทษท่าน บุรพชนว่าหลงใหลใฝ่ฝันยึดถือสิ่งที่ไร้ประโยชน์อีกด้วยซ้ำ น่า อนาถใจไม่น้อยเลยเสียแรงมีการศึกษาศิลปวิทยาชั้นสูง แต่หา ได้นำผลของการศึกษามาใช้ปรับปรุงการดำรงชีวิตของตนให้ เหมาะสมแก่กาลเทศะไม่ คงมุ่งแต่ทะนงตนว่ามีวิชาความรู้สูง กว้างขวางดีกว่า พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เป็นบุคคลชนิดที่รู้ก่อน เกิด คือดีแต่จดจำความรู้ของครูอาจารย์ ซึ่งมีอายุเห็นความ เป็นไปของชีวิตเพียง ๕๐-๖๐ ปีเท่านั้น สร้างเป็นตำราไว้ ส่วน ตนเองเห็นความเป็นไปของชีวิตเพียง ๒๕-๓๐ ปีเท่านั้น จึงทำ ให้ทะนงตนว่าฉลาดปราดเปรื่อง ทำอย่างนั้นก็ได้อย่างนี้ก็ได้ ดีกว่าผู้หลักผู้ใหญ่ แท้จริงนั้นความทะนงนั่นแหละคือความ โง่เง่าของผู้ช่างรู้ก่อนเกิด เพราะเห็นเหลี่ยมของชีวิตยังไม่ ทั่วถึง ก็ด่วนชิงสุกก่อนห่าม แสดงความโอหัง อวดหยิ่ง ออกมาอย่างลืมดูเงาหัวของตน พระพุทธเจ้าไม่ทรงสรรเสริญ เลย วิสัยคนฉลาดอย่างพระพุทธเจ้า ท่านต้องใช้ความรู้ ควบคู่กับจรรยาเสมอ ตามบทพระพุทธคุณว่า วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน ทรงพร้อมด้วยความรู้และความประพฤติ จรรยาความประพฤติ
น.7 เป็นคุณที่คอยควบคุมให้ได้ใช้ความรู้เหมาะเหตุ สมผล พอดี อยู่เสมอ ถ้าความรู้เกินจรรยา ย่อมชวนให้อวดหยิ่ง ยกตน ข่มท่าน ชวนให้เขาชิงชังทั่วไป แต่จรรยาเกินความรู้ถึงจะ ปรากฏว่าไม่ฉลาดปราดเปรื่อง ก็ยังมีส่วนชวนให้น่ารักน่า เคารพได้บ้าง ฉะนั้น ในมงคลดิถีเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ขอเชิญชวน ให้ลูกหลานชาวพุทธทั้งหลาย จงมาร่วมประพฤติตนกับคณะ ผู้ประสานงานระดมธรรมตามแนวคำปฏิญาณ โดยชั้นต้นนี้ ให้อ่านดูคำปฏิญาณ พอจะรักษาประจำใจในข้อใดบ้าง ก็จง พยายามประพฤติให้เป็นกิจวัตรประจำตน ต่อไปจึงค่อยเพิ่มขึ้น ตามลำดับจนครบ ๑๐ ข้อ สิริมงคลจะปรากฏแก่ใจตนเอง อย่างน่าอัศจรรย์ ที่ยินดีร่วมกิจกรรมกับคณะผู้ประสานงานระดมธรรม ครั้งนี้ ก็ด้วยเห็นว่าชาวเราที่เกิดมาเป็นมนุษย์นั้น มิใช่เกิดมา เพื่อประทุษร้ายต่อชีวิตผู้อื่น เพื่อประทุษร้ายต่อทรัพย์สินของ ผู้อื่น เพื่อประทุษร้ายต่อของรักของชอบใจของผู้อื่น เป็นต้น ทำไมจึงมัวประทุษร้ายเขาอื่นอยู่เล่า จะไม่เป็นมนุษย์แต่เพียง ร่างกายเท่านั้นหรือ สวัสดี
น.8 ความอยาก อันความอยาก ละระงับ ดับลงได้ นั้นมิใช่ เพราะเรา ตามสนอง สิ่งที่อยาก ให้ทัน ดั่งมันปอง แต่เพราะต้อง ฆ่ามัน ให้บรรลัย , ใช้ปัญญา บงการ แทนร่านอยาก ความร้อนไม่ มีมาก อย่าสงสัย ทั้งอาจผลิต กิจการ งานใดๆ ให้ล่วงไป ด้วยดี มีสุขเย็น ฯ ความสุข ความเอ๋ย ความสุข ใครๆ ทุก คน, ชอบเจ้า เฝ้าวิ่งหา "แกก็สุข, ฉันก็สุข, ทุกเวลา " แต่ดูหน้า ตาแห้ง ยังแคลงใจ ถ้าเผา ตัวตัณหา, ก็น่าจะสุข, ถ้ามันเผา เราก็ "สุก" หรือเกรียมได้ เขาว่าสุข สุขเน้อ ! อย่าเห่อไป มันสุขเย็น หรือสุกไหม้ ให้แน่ เอย ฯ พุทธทาส อินฺทปัญฺโญ
น.9 คำแถลง ส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดงาน ระดมธรรม ขึ้นนั้น เนื่องด้วย ผู้ริเริ่มได้มีโอกาสพักอยู่ที่สวนโมกข์หลาย ครั้งคราว โดยเฉพาะในฤดูร้อนปี ๒๕๑๘ ซึ่งได้ร่วมฟังธรรม จากท่านอาจารย์สวนโมกข์ และร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็น ในที่ประชุมพุทธบริษัท ในช่วงวันวิสาขบูชา และวันคล้าย วันเกิดของท่านอาจารย์ในปีนั้น ดังนั้น เมื่อเริ่มวางโครงงาน ระดมธรรม คณะผู้ประสานงานระดมธรรม จึงได้ตั้งความ ปรารถนาไว้ประการหนึ่งว่า จะหาหนทางนิมนต์ท่านอาจารย์ มาแสดงธรรมบรรยายในงานส่วนที่จะจัดให้มีขึ้นที่สวนลุมพินี ระหว่างวันมหาสงกรานต์ กับวันวิสาขบูชา ปี ๒๕๑๙ นี้ ทั้งที่ ก็ได้ทราบถึงความน่าขัดข้องเพราะเหตุสุขภาพของท่านอาจารย์ ชาวคณะผู้ประสานงาน ฯ ผู้หนึ่งคือ นายแพทย์ โรจน์ สุวรรณ สุทธิ ได้รับภาระติดต่อนิมนต์ และบรรดาผู้ร่วมงานทั้งหลาย ก็เอาใจใส่รอฟังผลในเรื่องนี้ตั้งแต่เริ่มงานตลอดมา ข่าวคราวซึ่งได้รับจากผู้ที่กลับจากสวนโมกข์หลายท่าน ได้แสดงว่าท่านอาจารย์สนใจในงานระดมธรรมนี้เป็นอย่างมาก นับเป็นข้อควรสรุปได้ว่า ท่านอาจารย์ปรารถนาจะได้มาร่วม ในงานระดมธรรมนี้ ถ้าหากไม่ขัดข้องด้วยอุปสรรคสำคัญ ซึ่ง คณะผู้ประสานงานก็เข้าใจสถานะอยู่ชัดเจน จึงไม่ได้เรียกร้อง แต่ประการใด ถวายให้เป็นการวินิจฉัยของท่านอาจารย์ โดย เอกเทศ
น.10 ต่อมาในวันเสาร์ที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๑๙ ผู้ประสานงาน ทางสวนลุมพินี ก็ได้รับม้วนเทป เทศนาระดมธรรม ซึ่งท่าน อาจารย์ได้ตั้งใจบรรยายอัดที่สวนโมกข์ เพื่อส่งมากระจายเสียง ให้ผู้ร่วมงานระดมธรรมที่สวนลุมพินีโดยเฉพาะ โดยสามเณร รูปหนึ่งนำมาพร้อมกับจดหมายตอบถึง นายแพทย์โรจน์ แจ้ง ความขัดข้องเพราะปัญหาสุขภาพ และในตอนท้ายของจดหมาย นั้น ท่านอาจารย์ได้กล่าวว่า : "การระดมใช้พลังแห่งธรรมนั้น ยังจะต้องกระทำต่อไป อย่างไม่อาจจะหยุดเสียได้ ก่อนแต่ที่ ประเทศชาติจะมีความ สงบ ดังนั้น ยังมีเรื่องที่จะต้องพูดกันอีกมาก และลึกซึ้งสุขุม รอบคอบยิ่งขึ้นทุกที ขออนุโมทนาด้วย แก่ทุกท่านที่กำลัง ขวนขวายอย่างขันแข็ง เป็นอย่างมาก อำนาจของธรรมอีก นั่นเอง ที่จะช่วยให้ประสพความสำเร็จ" เป็นอันว่า คณะผู้ประสานงาน และผู้เข้าร่วมในขบวน การระดมธรรม ได้รับ ธรรม พร และ เมตตา จากท่านอาจารย์ อย่างเต็มที่ มากที่สุดเท่าที่ท่านจะให้ได้แล้ว สำหรับงาน ระดมธรรมนี้ อนึ่ง เนื่องจากคำกล่าวของท่านอาจารย์ดังข้างบน และ เนื่องจากตามการนับพุทธศักราชแบบไทย ปีนี้นับเป็นปีที่ ๒๖๐๐ ของการประสูติของเจ้าชาย สิทธัตถะ โคตมะ จึงสมควร ที่จะประกาศช่วงเวลา จากวันวิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๑๙ ถึงวัน วิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็น "ปีระดมธรรม" ต่อไปอีก. นายระวี ภาวิไล ในนามคณะผู้ประสานงานระดมธรรม
น.11 ท่านอาจารย์สวนโมกข์ บรรยายที่สวนโมกข์ ไชยา ๒๙ เม.ย. ๑๙ แสดงเนื่องในงานเทศกาลระดมธรรม ณ สวนลุมพินี ท่านสมาชิกแห่งการระดมธรรม ที่กำลังประชุมกันอยู่ที่นี่, ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดี และอนุโมทนาในการกระทำใน ครั้งนี้ ในลักษณะอย่างนี้ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่สมควรแก่เวลา และแก่สถานการณ์เป็นอย่างยิ่งแล้ว หรือถ้าจะให้พูดกันอย่างตรง ๆ ก็อยากจะกล่าวว่าควรจะทำกันตั้งแต่ก่อนหน้านี้เสียนานแล้ว ; การ ที่เพิ่งกระทำในเวลานี้ เรียกว่าอยู่ในลักษณะที่สุกงอม ขืนปล่อยไว้ ก็เน่า ดังนี้ก็นับว่ายังพอทันแก่เวลาอยู่ ในการที่จะกระทำสิ่งที่เรียก ว่า "การระดมธรรม". ข้าพเจ้าขอร้องให้ ช่วยกันกระทำ ให้เหมาะสมแก่ ภาวะ ของพุทธบริษัท หรือจะ เป็นศาสนิกในศาสนาไหนก็ตาม. ๑
น.12 ๒ เดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่เรียกว่ากระทำกันในฐานะที่เป็นพุทธบริษัท ก็ขอ ร้องให้กระทำอย่างเหมาะสมแก่ความเป็นพุทธบริษัท คือไม่ให้เป็น เพียงพิธีรีตอง ซึ่งมีลักษณะงมงาย เรียกว่าหลอกตัวเองเสีย มากกว่า. ถ้าทำเหมาะสมแก่ความเป็นพุทธบริษัทแล้ว ก็ย่อม จะเหมาะสมแก่ความเป็นคนไทย ที่อยู่โดยอัตโนมัติ หรือหากจะกล่าว ให้กว้างกว่านั้น ก็คือเหมาะสมแก่ความเป็นมนุษย์ ในความหมาย ของคำว่า "มนุษย์" ที่ถูกต้อง. ข้าพเจ้าเข้ามาร่วมกิจกรรมไม่ได้ด้วยตนเอง จึงต้องขอ ถือโอกาสส่งความคิดเห็นหรือความรู้สึกบางประการนี้มา โดย อาศัยเครื่องมือ อย่างที่ท่านทั้งหลายก็เห็นอยู่แล้วในเวลานี้ เรียก ว่าเป็นของแทนตัวข้าพเจ้า ผู้มาไม่ได้ด้วยเหตุหลายอย่างหลาย ประการ ส่วนใหญ่ก็ขึ้นอยู่กับสุขภาพ ๏ ข้าพเจ้ามีความคิดเห็นอยู่บ้าง และเชื่อว่าคงจะเป็น ประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย เกี่ยวกับการกระทำสิ่งที่กำลังกระทำ อยู่นี้ และมีความรู้สึกบางอย่างที่อยากจะนำมาแถลงให้ทราบ พร้อม ๆ กันไป ขอได้โปรดพึ่งอย่างพินิจพิจารณาด้วย :- ในชั้นแรกก็จะพูดกันถึงคำว่า “การระดมธรรม" ตาม ความคิดเห็นและความรู้สึก; เมื่อพูดถึงคำว่าระดม ก็พอจะ
น.13 ๓ เข้าใจกันได้ว่าหมายถึงอะไร. ถ้าเป็นการระดมแท้จริง ก็คือ กระทำอย่างขยันขันแข็ง เหมือนอย่างว่า ระดมกันดับไฟที่ กำลังไหม้บ้าน ก็ทำกันสุดกำลัง หรือสุดฝีไม้ลายมือ หรือว่า ระดมกันขุดคูขุดคลอง ให้ทันแก่เวลา, เป็นการระดมกันอย่าง สุดกำลัง หรือสุดฝีไม้ลายมือ ระดมกำลังงาน ระดมเครื่องมือ ระดมกำลังสติปัญญา. แต่ว่าในขณะที่กำลังระดม เราไม่ค่อย มีโอกาสคิดนึกใคร่ครวญกันมากนัก; หากได้มีการซักซ้อมกัน ก่อนหน้านั้น หรือซักซ้อมอยู่เป็นประจำ เมื่อถึงคราวที่ระดม ให้ทันแก่เวลาก็จะทำได้โดยง่าย : ยอมใช้พลังงานทั้งหมดที่มี ยอมใช้เครื่องมือทั้งหมดที่มี ยอมใช้สติปัญญาทั้งหมดที่มี เป็น ไปโดยอัตโนมัติ ไม่มีใครขยักไว้ได้ ถ้ามันมีเหตุการณ์ที่เรียกว่า เอาเป็นเอาตายกันทีเดียว. ในการระดมธรรมนี้ ก็ขอให้มีความ หมายอย่างนี้. สำหรับคำว่า "ธรรม" นั้น มีความหมายมาก เกินกว่า ที่จะเอามาบรรยายกันในเวลานี้. ขอสรุปเอาแต่ใจความที่สั้น และถูกต้องที่สุด ว่า ธรรมนั้นคือสิ่งที่จะทรงโลกนี้ ไว้ได้ นี้เป็น ข้อแรก ที่จะทรงโลกนี้ไว้ในลักษณะที่เป็นโลก ไม่วินาศไป ไม่ว่าโลกชนิดไหนให้รอดอยู่ได้ ด้วยอำนาจของสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ; และ เมื่อรอดอยู่ ได้แล้ว ก็ ยังประกอบด้วยสันติ
น.14 ๔ คือความสงบสุข สันติ ก็ มีได้ด้วยสิ่งที่เรียกว่า ธรรม, มีสันติ แล้ว ก็ต้อง มีความสะดวก สบาย พอสมควร ด้วย. ความสะดวกสบายที่เกินไปนั้น เป็นการทำลายจิตใจ ของคน ให้เหมือนกับคนบ้า ถ้าสะดวกสบายพอสมควรแล้ว ก็ดีแน่; การที่จะเป็นไปพอสมควรนั้นก็เรียกว่า ธรรม นี้ เป็นใจความสำคัญ ของสิ่งที่เรียกว่า ธรรม คือพอดี ได้อยู่ ตรงกลาง ไม่มาก ไม่น้อย ไม่สุดโด่ง ข้างนั้น ข้างนี้ ดังนี้ เป็นต้น ; เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า ธรรม จึง จำเป็นที่จะ ทรงโลกนี้ไว้ ไม่ให้พินาศ. และก็ อยู่ด้วยสันติ ให้อยู่ด้วย ความสะดวกสบายพอสมควร. ทีนี้คำว่า "ธรรม" นั้น ยังไม่หมดกระแสความ ; ท่าน จะพูดกันสั้น ๆ ว่า ระดมธรรม ก็ตามใจ. ข้าพเจ้าอยากจะขยาย ความออกไปอีกหน่อยว่า "ระดมพลังแห่งธรรม" ; ดังนั้นเรา จะต้องสนใจคำว่า "พลังแห่งธรรม" กันอีกสักความหมายหนึ่ง. เราต้องนึกถึงสิ่งที่เรียกว่า "พลัง" ถ้าไม่มีพลัง มันทำ อะไรไม่ได้ แต่ "พลังแห่งธรรม" นี้ ยังมีพิเศษตรงที่ว่า ไม่มี พลังอะไรจะจริงกว่า ดีกว่า สูงกว่า. แน่นอนกว่า. ขอให้ ใคร่ครวญดู ว่าพลังที่ชอบพูดถึงกันนักนั้น มันเป็นพลัง แห่ง
น.15 ๕ ความโง่ก็ได้, มิจฉาทิฏฐิก็ได้, ใช้กันไปอย่างบ้า ๆ บอ ๆ. ขออภัยที่ใช้คำโสกโดก หยาบคายอย่างนี้ ก็เพื่อประหยัดเวลา. พลังของธรรม นั้น เป็นพลังที่จริงกว่า เป็นพลังของ ธรรมชาติ ที่เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ; ฉะนั้นจึงจริงกว่า ดีกว่า ก็ที่ว่ามันเป็นธรรม ประกอบไปด้วย ธรรมและมันสูงกว่า ก็เพราะว่าไม่มีอะไรที่จะอยู่เหนือธรรมไปได้ มันสูงกว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวง จึงควบคุมสิ่งทั้งหลายทั้งปวงได้ เหมือนกับที่พระเป็นเจ้า อยู่เหนือกว่า และคุ้มครองโลกได้. นี่พลังแห่งธรรมจะเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือ พระเป็นเจ้า พลังแห่ง ธรรมจึงสูงกว่า และที่ว่าแน่นอนกว่านั้น หมายความว่าอาศัยได้ ไว้ใจได้ พึ่งพาได้ พลังอย่างอื่นนั้นมันไม่แน่นอน แต่พลังแห่ง ธรรมแล้วแน่นอนอย่างนี้ ระดมธรรม ก็คือ ระดมพลังแห่งธรรม ที่จริงกว่า ดีกว่า สูงกว่า แน่นอนกว่า. ทีนี้ก็อยากจะให้ขยายความให้ ชัดเจนออกไปอีก นิด หนึ่งอีก คือแทนที่จะพูดว่า ระดมพลังแห่งธรรมะ ก็อยากจะพูดว่า ระดมการใช้พลังแห่งธรรม ; ระดมพลังแห่งธรรมนั้นยังฟัง กำกวม เลือนลางอะไรอยู่ ระดมพลังแห่งธรรม เราพูดให้ชัด เสียเลยว่า "ระดมการใช้พลังแห่งธรรม".
น.16 ๖ การใช้พลังแห่งธรรมนี้ เป็นหน้าที่ของมนุษย์ ที่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ธรรม และอย่างถูกต้องด้วย. อยากจะพูด แต่เพียงว่า รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ธรรม ก็แล้วกัน ; ถ้ารู้จักผิด ๆ ก็เรียกว่า ไม่รู้จัก, ถ้ารู้จักธรรม ธรรมะ นี้ก็ต้องเรียกว่า รู้จักอย่างถูกต้อง. หน้าที่ของมนุษย์ ที่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ธรรม นั้นก็คือ การระดมกันใช้พลังแห่งธรรม นั่นเอง. ระดมให้ถูกพลังแห่งธรรมจริง ๆ ไม่งมงาย ไม่ อ่อนแอ. เดี๋ยวนี้คนเป็นมาก แม้ที่เรียกตัวเองว่า พุทธบริษัท ผู้ประพฤติธรรม ก็ยังมีความงมงายอยู่มาก, และเนื่องมาจาก ความอ่อนแอ ไม่อดกลั้นอดทน ไม่ขยันขันแข็ง ก็พูดแต่ปาก ; ปากก็อาจจะพูดได้มาก ว่าปฏิบัติธรรม ขยันขันแข็ง แต่แล้วก็ ไม่มีผลอะไรเลย. ฉะนั้น ขอให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างถูกต้อง ตามความหมาย และตามกฎเกณฑ์ของสิ่งนั้น ๆ. ๏ ขอพูดซ้ำอีกทีหนึ่ง ก็ว่า ระดมธรรม นี่ระดมพลังแห่ง ธรรม ขยายออกไป เป็น ระดมการใช้พลังแห่งธรรม. ทีนี้ การระดมกันการใช้ พลังแห่งธรรม นั้น อยากจะ ระบุไปเสียเลยว่า คือ พลังแห่งสัมมาทิฏฐิ, และ การกระทำ ไปตามอำนาจของสัมมาทิฏฐินั้น นั่นแหละคือ การระดมการ ใช้พลังแห่งธรรม ที่เต็มความหมาย. ให้ระดมการใช้พลัง
น.17 ๗ แห่งธรรม พูดได้; แต่ไม่รู้ว่า ธรรม คืออะไร ก็ระบุเสียว่า สัมมาทิฏฐิ คำเดียวก็พอ. ระดมพลังแห่งสัมมาทิฏฐิ และการ กระทำไปตามอำนาจแห่งสัมมาทิฏฐิ ก็มีสัมมาทิฏฐิเป็นพลัง, ให้สัมมาทิฏฐินั้นเป็นผู้ชักจูงไป หรือเป็นหลักที่แน่นอน; อย่าใช้ หลักอื่นมาเป็นเครื่องยึดถือเลย. สัมมาทิฏฐิ คำเดียวก็พอแล้ว เพราะพระพุทธเจ้า ก็ได้ตรัสว่า สมฺมาทิฏฺฐิ สมาทานา สพฺพํ ทุกฺขํ อุปจฺจคํ - เราก้าวล่วงความทุกข์ทั้งหลาย เพราะการสมาทานสัมมาทิฏฐิ . ก้าวล่วงทุกข์ทั้งหลายก็คือ ตัดปัญหาทั้งหลายออกไปได้ ไม่มี ปัญหาเหลืออยู่ ขึ้นชื่อว่าปัญหาแล้วเป็นความทุกข์ทั้งนั้น และ ทุกระยะเวลาด้วย ทั้งอดีต ทั้งปัจจุบัน ทั้งอนาคต ต้องทำให้ หมดปัญหา; สัมมาทิฏฐิจะทำให้หมดปัญหา แต่ว่าต้องสมาทาน สัมมาทิฏฐิ คือมีไว้อย่างถูกต้องพร้อมมูล. ที่เรียกว่า สมาทาน แปลว่า การมีไว้ หรือ ถือเอาไว้ อย่างถูกต้อง และอย่าง ครบถ้วน, ถ้า สมาทานสัมมาทิฏฐิ ก็คือ มีสัมมาทิฏฐิอย่างถูกต้องและครบถ้วน. คำว่า "ถูกต้อง" นี่ ขยายความให้ชัดดีกว่า : ให้ ถูกต้อง ให้ เข้มแข็ง ให้ มากพอ และก็ให้ ทันแก่เวลา ; อย่างน้อยก็ ๔ นัยยะแล้ว ต้องถูกต้อง คือตรงตามเรื่องราว
น.18 ๘ อย่างที่เรียกว่า ถูกฝาถูกตัว; เพราะธรรมะมีมากแง่มากมุม มากระดับ, ต้องเอามาอย่างถูกต้อง ถูกฝาถูกตัว แล้วก็ต้อง เอามาอย่างเข้มแข็ง ไม่ใช่อย่างออดแอด อ่อนแอ เหมือนกับ ที่เป็นอยู่กันโดยมาก. ที่เรียกว่า เคร่ง นั่นแหละ จะต้อง ระวังให้ดี ให้มัน เป็นการเคร่งที่ถูกต้อง ถ้าเคร่งครัด ก็ยังใช้ได้ และเข้มแข็ง นี้ก็ยิ่งแน่นอนขึ้นไปอีก ; แต่เราจะเรียกสั้น ๆ ว่า เข้มแข็ง ก็แล้วกัน. ที่ว่า ให้มากพอ นั้น. บางทีมีธรรมะกะปริบกะปรอย ไม่มากพอ หรือมีความถูกต้อง แต่มันน้อยไป มันไม่มากพอ; เพราะฉะนั้นต้องมีอย่างเพียงพอ. ควรจะทดสอบดูด้วยตนเอง ในการมีธรรมะของตนเอง แต่ละคน แต่ละเรื่อง ว่ามีมากพอหรือเปล่า ถ้ามากพอ จะต้อง แก้ปัญหาได้; เดี๋ยวนี้มันถูกต้องนิด ๆ หน่อย ๆ เข้มแข็งชั่วครู่ ชั่วขณะ และก็ไม่มากพอด้วย. อันสุดท้ายว่า ให้ทันแก่เวลา ถ้ามานอกเวลา ไม่ทัน แก่เวลา ก็ไม่แก้ปัญหาอะไรได้. พระพุทธเจ้าก็ทรงย้ำมาก ในข้อที่ว่า ให้มันทันแก่เวลา; อย่างที่ตรัส หรือยอมรับที่คนอื่น กล่าว ว่า ขโณ โว มา อุปจฺจคา - ขณะอย่าก้าวล่วงท่าน
น.19 ๙ ทั้งหลายไปเสียเลย. เรื่องราวหนึ่ง ๆ เหตุการณ์อันหนึ่ง ประโยชน์อันหนึ่ง ล้วนแต่มีเวลาจำกัดเฉพาะ และมันจะต้อง สำเร็จลงไปในขณะหนึ่งเท่านั้น; ถ้าขณะนี้พลาดไป ก็ยุ่งไปหมด เพราะมันเนื่องด้วยสิ่งหลายสิ่ง หรือแม้ที่สุด ก็เนื่องด้วยเวลา นั่นเอง เป็นสิ่งสำคัญ ต้องทันแก่เวลา. การที่จะมี สัมมาทิฏฐิ ก็ต้อง ให้ถูกต้อง เข้มแข็ง มากพอ และ ทันแก่เวลา นี้เรียกว่า เป็นการระดมการใช้พลัง ของสัมมาทิฏฐิ อย่างถูกต้อง. ๏ ทีนี้ ก็มาดูกันต่อไป ว่า เราระดมพลังแห่งธรรมะนี้ เพื่อประโยชน์อะไร ให้ชัดเจนลงไปอีกทีหนึ่ง. เรา ระดมการใช้พลังแห่งธรรม ในการแก้ปัญหา เฉพาะหน้าของเรา อย่างที่มีการกล่าวปรารภแล้วในแถลงการณ์ ที่ได้โฆษณาไปในลักษณะเป็นการเชิญชวน ในการระดมธรรม, สรุปความว่า เรามีปัญหาเฉพาะหน้า เหมือนกับว่า ไฟไหม้ หลังคาบ้านอยู่ทีเดียว จะต้องรีบจัดการให้ทันแก่เวลา; ปัญหา เฉพาะหน้าของเราควรจะมองกันให้กว้าง ๆ อย่างที่เรียกว่า ไม่เห็น แก่ตัว.
น.20 ๑๐ ปัญหาเฉพาะหน้าของเรา ในฐานะที่เป็นคนไทย ก็มีปัญหาในการที่จะรักษาความเป็นคนไทยที่มีความเป็นไทย หรือ มีเอกราชของชนชาติไทย. ทีนี้ ถ้าพูดว่า เราเป็นชาวโลก กับเขาด้วยคนหนึ่ง ก็มีปัญหาเฉพาะหน้า ที่เราจะ ต้องทำเพื่อโลก หรือเพื่อมนุษยโลก ใครปฏิเสธได้ ว่า เราไม่เป็นชาวโลก และใครจะยอมให้เรา ปฏิเสธ. แต่ที่สำคัญกว่านั้น เราเป็นพุทธบริษัท และก็มีหน้าที่ เพื่อเป็นพุทธบริษัท จะต้องแก้ปัญหาของพุทธบริษัท เพื่อคง ความเป็นอริยชนเอาไว้ให้ได้. ขอซักซ้อมอีกทีหนึ่งว่า : ให้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ของเรา ในฐานะเป็นคนไทย ก็แก้ปัญหาเพื่อความมีเอกราช อย่างชนชาติไทย. ในฐานะที่เป็นชาวโลก ก็แก้ปัญหาเฉพาะ หน้าเพื่อมนุษยโลก มนุษยชาติ. ในฐานะที่เป็นพุทธบริษัท ก็แก้ปัญหาเพื่อคงไว้ซึ่งความเป็นอริยชน เป็นพุทธบริษัท. เป็นพุทธบริษัท มีความหมายสำคัญอยู่ที่ว่า ต้องเป็น อริยชน คือคนที่เป็น อริยชาติ; ถ้าไม่อย่างนั้นก็เป็นคน ธรรมดา หรือเป็นปุถุชน ซึ่งมีอะไร ๆ ไม่ค่อยจะแตกต่างจาก สัตว์ทั่ว ๆ ไปนัก, เป็นมนุษย์ก็มีใจสูง มีความหมายดีอยู่แล้ว;
น.21 ๑๑ แต่ถ้าเป็นพุทธบริษัทขึ้นมาอีก ความหมายก็เพิ่มมากขึ้นไปอีก จนถึงกับว่าจะเป็นอริยชน ขอให้มองเห็นและก็รับรู้ไว้ด้วย. เป็นอันว่า เราจะ สรุปเอาใจความ กันอย่างนี้ดีกว่า ว่าการระดมการใช้พลังแห่งธรรมะนั้น เราจะทำไปเพื่อความ มุ่งหมายสัก ๓ ประการคือ : - ๑. เพื่อระงับวิกฤติการณ์ของมนุษย์โลก นี่ เป็น ประโยชน์เพื่อโลกส่วนรวม. ๒. เพื่อความปลอดภัยของชนชาติไทย นี้เพื่อประโยชน์ แก่ประเทศไทย ของคนไทย ในฐานะที่เป็นหน้าที่ของชน ชาติไทย. และ ๓. เพื่อความสุขสวัสดีของแต่ละคน ๆ ไม่เลือก ชั้น ชาติ ไม่เลือกศาสนาก็ได้. อย่างต่ำที่สุดก็เพื่อบุคคลคนหนึ่ง สูงขึ้นมาก็เพื่อชนชาติไทยทั้งหมด สูงขึ้นไปอีกก็เพื่อมนุษย์โลก ทั้งหมด. ทำไมเราต้องแยกออกเป็น ๓ ชั้นอย่างนี้ เพราะว่า มัน ไม่อยู่ในระดบเดียวกันบ้าง มันแตกแยกกันไปตามเหตุผล หรือ ตามปัจจัยที่เนื่องกันอยู่; เดี๋ยวนี้ถ้าเรานึกถึงโลกมนุษย์แล้ว ก็รู้สึกว่าน่าหวาดเสียว เต็มไปด้วยวิกฤติการณ์มากขึ้น จนพูด
น.22 ๑๒ กันไม่รู้เรื่อง อาจจะทำลายล้างกันให้หมดไปจากโลก หรือเกือบ หมดไปจากโลก เมื่อไรก็ได้ นี่มันกว้างขวางอย่างนี้. ประเทศไทยเราก็เป็นส่วนหนึ่งของโลก ก็มีปัญหาที่ เนื่องด้วยเหตุปัจจัยเฉพาะของประเทศไทย ก็ต้องแบ่งแยกออกมา สำหรับจะแก้ไขกันอีกส่วนหนึ่ง ให้เหมาะเจาะ. เหมาะสมแก่ ประเทศไทยโดยเฉพาะ. ทีนี้ ที่ว่าสำหรับปัจเจกชน คนหนึ่ง ๆ นั้น หมายถึง โอกาสที่คนแต่ละคนจะทำได้มาก กว่าที่จะทำรวม ๆ กัน; เขา ก็มีปัญหาเฉพาะตน ซึ่งจะต้องพยายามแก้ด้วยตนของตนเป็นพิเศษ ไม่มีใครมาร่วมวงได้เพราะมันเป็นปัญหาเฉพาะตน. สรุปได้สั้น ๆ ว่า เพื่อระงับวิกฤติการณ์ของโลกเป็น ข้อแรก, เพื่อความปลอดภัยของประเทศชาติเป็นข้อที่สอง, เพื่อความผาสุกสวัสดีเป็นพิเศษของคนแต่ละคนเป็นข้อที่สาม. ทั้งหมดนี้เรียกว่าเป็นการปรารภกันในเบื้องต้น : ปรารภ ใจความของเรื่อง ที่จะต้องทำความเข้าใจกันก่อน สำหรับกิจกรรม ที่เรียกกันว่า การระดมธรรม หรือ ระดมพลังแห่งธรรม หรือ ระดมการใช้พลังแห่งธรรม ก็ตาม. ๏
น.23 ๑๓ ทีนี้ เรามาพูดกันทีละเรื่องให้ละเอียดออกไป : - เรื่องแรก คือหัวข้อแรก ที่ว่า ระดมพลังแห่ง ธรรม ในลักษณะที่เป็นการต่อต้าน เพื่อประโยชน์ แก่โลกเป็นส่วนรวม ; เรียกว่าข้อแรกที่นึกถึงโลกทั้งหมด ก่อน แล้วก็ระดมการใช้พลังแห่งธรรม เพื่อผลดีแก่โลกทั้งโลก. ข้อแรกจะต้องนึกถึงว่า โลกของเราควรจะเป็นอย่างไร ? โลกในปัจจุบันนี้มีลักษณะอย่างไร ? โลกในปัจจุบันนี้ ควรจะ ผ่านเลยไปถึงความวินาศหรือไม่ ? หรือให้หยุดยั้งอยู่ได้ แล้ว ก็แก้ไขให้กลับไปสู่ความสวัสดีหรือปลอดภัย ? แม้อย่างวิธีที่ เรียกว่า ต้องถอยหลัง อย่างที่เขาเกลียดกันนักว่า "ถอยหลังเข้า คลอง" เดี๋ยวจะได้พูดกันถึงข้อนี้. เพื่อเข้าใจข้อนี้ ว่าโลกจะวินาศหรือไม่! จะต้องศึกษา กันสักหน่อย และใช้ระยะเวลายืดยาวพอสมควร. มันลำบาก อยู่ที่ว่าเราไม่ได้มีอายุยืนตั้งร้อยปีพันปี หรือหลายพันปี ; เราจะ ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดแจ้งด้วยตาของเราเอง, เราจะ ต้องศึกษา ต้องคำนวณ. เดี๋ยวนี้สังคมเป็นอย่างไร ? ถ้าเทียบกันกับเมื่อไม่กี่ ร้อยปีมานี้ ก็จะเห็นว่าต่างกันไกลลิบ ; พูดแล้วก็น่าหวัว ที่จะ พูดว่า ก่อนนี้พวกโจรมีอยู่ในบ่า ในเวลาค่ำคืน, แต่เดี๋ยวนี้
น.24 ๑๔ พวกโจรมันอยู่ในกรุง แล้วก็ประกอบกิจกรรมของเขากลางวัน แสก ๆ นี่มันเปลี่ยนกันถึงขนาดนี้ แล้วจะไม่ยอมรับหรืออย่างไร คนสมัยโน้นไม่ใจดำอำมะหิต อย่างที่มีใจดำอำมหิตอยู่ในโลก เวลานี้. แม้ในกลางกรุงนครหลวงนี้ เมื่อวานนี้ก็ยังได้ฟังข่าว : เรื่องผัวคนหนึ่งฆ่าเมียด้วยการยิงด้วยปืน แล้วฆ่าลูกหญิงเล็ก ๆ ด้วยการยิงด้วยปืน แล้วก็ฆ่าตัวเองด้วยปืนกระบอกเดียวกัน เพราะเหตุแต่เพียงว่า สงสัยว่าเมียจะมีชู้ แล้วก็ทะเลาะกัน รุนแรง ขึ้น จนถึงประกอบกรรมอันนี้ ในสมัยนี้ที่ถือกันว่ามนุษย์มีความ เจริญ. แต่ว่าในสมัยโน้น ที่ถือกันว่า มนุษย์ยังโง่ ยังไม่ เจริญนั้น เขาไม่ทำกันอย่างนี้ ; เขามีการอบรมมาด้วยธรรมะ อย่างอื่น ซึ่งทำให้ให้อภัยได้ หรือจะหย่ากันอย่างหัวเราะเยาะ ก็ได้ ไม่มีทางที่จะฆ่าเมียฆ่าลูก และฆ่าตัวเอง ด้วยความโง่เขลา บ้าหลังอย่างเดี๋ยวนี้. และในวันเดียวกัน ก็ยังมีข่าวเรื่อง ผู้ชายคนหนึ่ง ฆ่าพี่สาวด้วยมีดในครัว ซึ่งกำลังนอนอยู่ ด้วยเหตุนิดเดียว คือ ขอเงินไปใช้ไม่ได้. เขาเป็นคนเหลวไหล ไม่ได้ทำงาน พี่สาว ไม่ให้เงินใช้ ก็โกรธขึ้นมา แล้วฆ่าเสีย แล้วก็พาข้าวของหนีไป. นี่ในถิ่นและในยุคสมัยที่ถือกันว่า เจริญ มันยังมีอย่างนี้; แต่ กลับไม่มีในถิ่นและในยุคสมัย ที่ถูกประณามว่า ยังไม่เจริญ.
น.25 ๑๕ ขอให้คิดดูเถิด มันจะเป็นเครื่องวัดที่ดีว่า โลกปัจจุบัน นี้กำลังเป็นอย่างไร. ถ้าเห็นว่า โลกกำลังจะเปลี่ยนไปสู่ความ วินาศ แล้วเราก็ จะต้องนึกกันถึงการแก้ไข; ถ้า เดินไปผิด เราก็ ต้องถอยหลังมาหาความถูก ; ยิ่งเดินไปมากมันก็ยิ่งผิด มากไป หรือจะออกข้างๆ คู ๆ มันก็คงจะไม่ถูกได้. เมื่อสมัย โบราณแต่กาลก่อนมันถูก คือไม่มีเหตุการณ์อันเลวทรามอย่างนี้; ก็จำเป็นอยู่เองที่จะต้องถอยหลังเข้าคลอง ไปหาความถูก. เรื่องจะรู้หนังสือ หรือไม่รู้หนังสือนั้นไม่สำคัญ; คน สมัยที่ไม่ค่อยรู้หนังสือ กลับอยู่กันเป็นผาสุก มีสันติสุขกี่พันปี มาแล้วก็ตามใจ, แม้ในครั้งพุทธกาล ก็เรียกว่า ไม่รู้หนังสือ ไม่มีการใช้หนังสือ, หรือในประเทศไทยเรา หลายร้อยปีมา แล้ว ก็เรียกว่า ไม่รู้หนังสือกันเป็นส่วนใหญ่. เขาสอนธรรมะ กันโดยรูปภาพเป็นต้น แต่เขาก็มีการอยู่ กันเป็นผาสุก สงบสุข เพราะจิตใจประกอบด้วยธรรมะ ในทุกแง่ทุกมุมนั่นเอง. เดี๋ยวนี้มีความเปลี่ยนแปลงในการมีธรรมะของแต่ละคน เราจะระดมธรรม ก็เพื่อโลกปัจจุบันนี้ อย่าได้เลวต่อไปอีก เพราะ มันเลวมากพอแล้ว ; ย้อนกลับมาหาความปลอดภัย เพื่อจะได้ เป็นโลกที่อยู่ในรูปแบบที่สมบูรณ์ ที่พึงปรารถนา เรียกว่าเป็น โลกที่มันมีความสะอาด ความสว่าง ความสงบ อยู่ในจิตใจของ
น.26 ๑๖ มนุษย์ตามสมควร. ถ้าคน แต่ละคนมีความสะอาด สว่าง สงบ สามอย่างนี้อยู่ในจิตใจแล้ว โลกนี้ก็เป็นโลกแห่งความ สะอาด สว่าง สงบ โดยไม่ต้องสงสัย. เราอยากจะมีโลกใน รูปแบบที่น่าชื่นใจ น่าปรารถนา เราจึงต้องมีการแก้ไข. ทีนี้ เพื่อจะให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า โลก ดีขึ้น ชัดเจนยิ่งขึ้น พูดกันรู้เรื่องง่ายขึ้น อาตมาอยากจะชี้ หรือ แนะ ให้มองดู สิ่งที่เรียกว่า โลก นี้แหละ ใน ๓ รูปแบบ ด้วยกัน :- แบบที่หนึ่ง สมบูรณ์ทางมโนธรรม แต่ไม่สมบูรณ์ ทางวัตถุ. อีกแบบหนึ่ง สมบูรณ์ทางวัตถุ แต่ไม่สมบูรณ์ ทางมโนธรรม. ส่วน อีกแบบหนึ่ง สมบูรณ์ทั้งทางมโนธรรม และทางวัตถุ. ขอให้ดูให้ดี นี่เป็นสิ่งที่ควรสนใจอย่างยิ่ง เพราะ เกี่ยวกับปัจจุบันและอนาคตของเราทุกคนนั่นเอง. ที่ว่าโลกแบบหนึ่ง สมบูรณ์ทางจิต หรือทางมโนธรรม อย่างสมัยพุทธกาลเป็นต้น แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยวัตถุ ปัจจัย อุปกรณ์เพื่อความสะดวกสบาย. ในยุคที่ศาสนาเกิดขึ้นในโลก หลายๆ ศาสนานี้ พอที่จะกล่าวได้ว่า มีปัญหาทางมโนธรรมมาก กว่า; เพราะเขาไม่มีเวลาที่จะไปสนใจกับเรื่องทางวัตถุมากนัก พออยู่กันไปได้ก็แล้วกัน. เพราะว่าความรู้ยังไม่เจริญในทางวัตถุ แต่ก็ได้ชดเชยด้วยความรู้ในทางนามธรรม คือทำจิตใจของเขาให้
น.27 ๑๗ ต่อสู้ได้ในทุกกรณี ที่จะไม่ให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา, แล้วก็อยู่ ได้ในโลก แบบที่เรียกว่า สมบูรณ์ในทางมโนธรรม หรือเพียง พอด้วยมโนธรรม แต่ยังไม่สมบูรณ์ในทางวัตถุ. แบบที่สอง โลกก็ได้เปลี่ยนมาเรื่อย จะโดยอะไรก็ตาม สำหรับโลกปัจจุบันนี้ ควรจะถือว่า สมบูรณ์ทางวัตถุ, สมบูรณ์ เลย สมบูรณ์จนเพื่อ จนเรียกว่าบ้าหลังเอาทีเดียวแต่แล้ว กลับไม่มี หรือไม่สมบูรณ์ หรือจนถึงกับ พินาศในทาง มโนธรรม. ข้าพเจ้าพูดอย่างนี้ คนเป็นอันมากก็หาว่า มุ่งร้าย เจตนาร้าย ดีแต่ด่าคนอื่น; ข้อนี้จะไม่ตอบ. หรือไม่โต้ตอบ. แต่จะขอร้องว่า :- ให้ดูเอาเองก็แล้วกัน ว่าเดี๋ยวนี้ สมัยนี้ คนในโลกนี้ มีมโนธรรมกี่มากน้อย ? พึงวัดด้วยความ เห็นแก่ตัวหรือไม่เห็น แก่ตัว ยอมเสียสละประโยชน์สุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์ผู้อื่น หรือไม่ ? มุ่งแต่จะเอาส่วนเกินมาเป็นของตนให้หมดหรือไม่ ? โลกกำลังเต็มไปด้วยวิกฤติการณ์ เดือดร้อน วุ่นวาย ระส่ำ ระสาย ด้วยการเบียดเบียน แย่งชิง ข่มเหง เอาเปรียบ หรือไม่ ? ทั้ง ๆ ที่ว่า โลกนี้มีความก้าวหน้าทางวัตถุ มีเครื่องใช้ ไม้สอย เป็นอยู่ กินอยู่ อย่างที่เรียกว่า ไม่เคยมีมาแต่กาลก่อน
น.28 ๑๘ คล้าย ๆ กับเป็นของทิพย์ ของสวรรค์ เอาทีเดียว; แต่แล้ว มันก็เป็นไปเพื่อ พอกพูนความเห็นแก่ตัว คือส่งเสริมกิเลส. ยิ่งก้าวหน้ามาโดยวัตถุอย่างนี้ ก็ยิ่งพอกพูนกิเลส แล้วจะได้อะไร ขึ้นมา นอกจากความเบียดเบียน ; เบียดเบียนผู้อื่นนั้นเห็นได้ชัด แต่เบียดเบียนตัวเองนั้น ยิ่งมากกว่านั้น แต่มันเห็นยาก คนที่ เดือดร้อนระส่ำระสาย เป็นโรคเส้นประสาท เป็นบ้าตาย มากขึ้นทุกที ในโลกปัจจุบันนี้ แม้ในประเทศไทย เรานี้ ; เพราะว่าเขาเบียดเบียนตัวเขาเอง โดยไม่รู้สึกตัว : ไปหลงผิดเป็นทาสของวัตถุ, เป็นทาสของเนื้อหนัง, ต้องการ เกินความจำเป็น, แสวงหาเกินความจำเป็น, บริโภคเกินความ จำเป็น เกินฐานะ, อะไรต่าง ๆ มันก็มีปัญหาเกิดขึ้น จนเป็น โรคเส้นประสาท จนเป็นบ้า จนกระทั่งตายไป. นี้เรียกว่า โลกมีความสมบูรณ์ทางวัตถุ แต่พินาศทางจิตใจ หรือทาง มโนธรรม. ทีนี้ ในโลกรูป แบบที่สาม คือ สมบูรณ์ทั้ง ๒ ทาง นั้น ที่เขาเรียกมาแต่ก่อนโน้นว่า โลกสมัยพระศรีอาริย์, หรือว่า โลกพระศรีอาริย์. มีธรรมะสูงตามแบบของพุทธบริษัท ซึ่งมี พระพุทธเจ้าเป็นผู้สั่งสอน และการเป็นอยู่ของประชาชน ก็สมบูรณ์ ด้วยวัตถุปัจจัย เพื่อความสะดวกสบาย; อย่างที่กล่าวไว้มากมาย
น.29 ๑๙ จนถึงกับว่าเปรียบเหมือนกับมีต้นไม้กัลปพฤกษ์ คือต้นไม้ที่ให้ สำเร็จตามความปรารถนาทุกอย่าง แก่ทุกคนอยู่ทั่วไป ทุกมุมเมือง คล้าย ๆ อะไรก็ไม่ขาดแคลน. เราต้องตีความหมายเหล่านั้น มีความสะดวกสบาย เหมือนอย่างกับว่า น้ำในแม่น้ำไหลลงข้างหนึ่ง ไหลขึ้นข้างหนึ่ง; มีศีลธรรมดีถึงขนาดว่า เมื่อคนลงไปจากเรือนแล้ว ถึงขนาดที่ว่า จำกันไม่ได้ ว่าใครเป็นใคร เพราะมันเหมือนกันไปหมด ต้อง กลับมาถึงบ้านขึ้นบนเรือนของตัวแล้ว จึงจะรู้ว่า อ้าว บ้านของเรา ผัวของเรา เมียของเรา ลูกของเรา อย่างนี้เป็นต้น. สมบูรณ์ ทั้งทางฝ่ายวัตถุ ทางฝ่ายมโนธรรม เรียกว่า พระศรีอาริยเมตไตรย ; เมตไตรย แปลว่า ความเป็นมิตร. อยู่กันด้วยความเป็นมิตร ไม่มีศัตรู แม้แต่กระผีกเดียว ในศาสนาพระศรีอาริย์ โลกพระ- ศรีอาริย์ เป็นอย่างนั้น. ทีนี้ ก็น่าหวัวที่ว่า เมื่อคำว่า โซเชียลลิสม เข้ามาในประ- เทศเราใหม่ ๆ มีคนแตกตื่นกันว่าเป็น ลัทธิพระศรีอาริย์ ; แต่แล้ว ก็ไม่กล้าเชื่อ แล้วต่อมามันก็พิสูจน์ว่า พระศรีอาริย์เก๊ โซเชียลลิสม หรือสังคมนิยม เพียงแต่ให้ทุกคนมีใช้ มีกิน มีความสะดวกสบาย พอ ๆ กัน มันจะเป็นโลกพระศรีอาริย์ไปไม่ได้ เพราะมันเป็นไป
น.30 ๒๐ แต่เรื่องทางวัตถุ. เรื่องจิตใจมันยังเห็นแก่ตัว หรือว่า ยังมีกิเลส ตัณหา. ท่านทั้งหลายไปคำนวณเอาเองว่า ให้ทุกคนมีกิน มีใช้ สบายไปหมด ; แต่ถ้ายัง มีกิเลสตัณหามาก แล้วจะเป็นอย่างไร ? มันก็ ยังคงเบียดเบียนกันอยู่ด้วยอำนาจ ของกิเลสตัณหา นั่นแหละ : จะยังมีการล่วงเกินบุตรภรรยาสามีของบุคคลอื่น อย่างนี้ เป็นต้น; ก็เป็นพระศรีอาริย์เก๋ ไม่เป็นสังคมนิยมทั้งทางฝ่ายวัตถุ และทั้งทางฝ่ายมโนธรรม เป็นแต่ฝ่ายวัตถุอย่างเดียว มันก็เป็น เรื่องที่น่าหวัว. จนกระทั่งวันนี้ เดี๋ยวนี้ พวกที่ละเมอ เพ้อฝัน ในเรื่อง ของสังคมนิยมนั้น ไม่เคยมองเลยว่า ความสมบูรณ์แต่ในทาง วัตถุนั้นมันแก้ปัญหาไม่ได้ จะทำให้มนุษย์รักใคร่กันไม่ได้ หรือให้มนุษย์มีกิเลสเบาบางลง ก็ทำไม่ได้. คนต้องการสิ่งบำรุง บำเรอกิเลสตัณหามากขึ้นไป; ยิ่งบำรุงบำเรอมากขึ้นไป มันก็ คล้ายคนบ้ามากขึ้นทุกที; ฉะนั้น จะมีความผาสุกหรือสันติสุขไป ไม่ได้. แต่ถ้าเป็นโลกพระศรีอาริย์โดยแท้จริงแล้ว จะต้องถูกต้อง เหมาะสมทั้งทางฝ่ายวัตถุ และจิตใจ พิจารณาดูโลกแล้วจะไม่มีปัญหา ในเมื่อโลกมี ๓ แบบ อย่างที่กล่าวมานี้ เราจะระดมธรรม หรือระดมพลังแห่งธรรม
น.31 ๒๑ เพื่อโลกแบบไหน ก็คิดดูเอาเอง. มันเป็นของง่าย และเด็ก ๆ พอจะคิดออก ; ฉะนั้นถ้าจะพูดว่า เราจะ ระดมธรรมเพื่อโลก มีความสุขสวัสดี นี่ ต้องเป็นโลกชนิดที่สมบูรณ์ด้วยมโนธรรม และวัตถุในสัดส่วนที่กลมกลืนกันไป. เป็นอันว่า ระดมธรรมในลักษณะการต่อต้าน เพื่อ ให้โลกรอดอยู่ได้นั้น จะต้องไปไกลถึงกับว่า มีความถูกต้องทั้ง ส่วนมโนธรรมและส่วนวัตถุ และจะเป็นสังคมนิยมที่ถูกต้อง หรือเป็นอะไรที่ถูกต้องไปในตัวเอง เรียกชื่ออย่างเดียวกัน ; แต่ มันผิดได้ เพราะเหตุนี้. ทีนี้ ที่จะต้องดูกันต่อไปเกี่ยวกับโลกนั้น ก็มีว่า โลก นี่มันเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้จากธรรมะ หรือจากมโน- ธรรม หรือจากสิ่งที่เรียกว่าศาสนา ; ฉะนั้น ถ้าเราต่อสู้เพื่อ ความอยู่รอดของโลก ก็ต่อสู้เพื่อให้โลกมันมีธรรม มีมโนธรรม หรือมีศาสนา. โลกที่มีมโนธรรมเท่านั้น จะเป็นโลกที่น่าอยู่ หรือเป็นโลกที่น่าปรารถนา. โลกที่ปราศจากธรรมะนั้น ก็เป็น โลกอย่างเดียวกับโลกสัตว์เดรัจฉาน หรือจะเลวร้ายไปกว่าสัตว์- เดรัจฉาน ; เพราะคนมันคิดเก่งกว่าสัตว์เดรัจฉานมาก ฉะนั้น ก็ทำอันตรายกันมากกว่าที่สัตว์เดรัจฉานจะทำอันตรายแก่กัน.
น.32 ๒๒ ทีนี้ ความลำบากอย่างยิ่งมันอยู่ที่ว่า สิ่งที่เรียกว่า มโน- ธรรม นี่ มีหลายขั้นตอน มีหลายระดับ เป็นความรู้สึกของคน ที่รู้สึกต่าง ๆ กัน ว่าอย่างนี้เรียกว่า มโนธรรม อย่างนั้นไม่ใช่ ; เพียงเท่านี้ก็เถียงกันไม่หวาดไหวอยู่แล้ว เพราะมันหลายขั้นตอน. ความหมายของคำนี้ กำกวม อยู่ตลอดเวลา ความหมายมันดิ้นได้ เปลี่ยนไปได้ ตามการศึกษาในโลกนี้ ; โลกนี้มีการศึกษาอย่างไร เข้าใจสิ่งต่าง ๆ อย่างไร ก็บัญญัติสิ่งที่เรียกว่า มโนธรรม ไปตาม ความรู้สึกนั้น ๆ. ฉะนั้นจึงเถียงกันไม่รู้จักจบ ว่า มโนธรรม ที่แท้จริงที่ถูกต้องนั้น คืออย่างไร. พวกคอมมิวนิสต์ ถือว่า มโนธรรมนั้นคืออย่างนั้น, พวกสังคมนิยม หย่อนลงมา ก็ถือว่าอย่างนี้, พวกประชาธิปไตย ฟุ่มเฟือย ก็ถือว่าอย่างโน้น, แล้วก็ไม่รู้จะเอามโนธรรมอย่าง ไหน ? พุทธบริษัทจะต้องมีมโนธรรมที่ถูกต้องตามแบบของ พุทธบริษัทเรา ; ฉะนั้นขอให้เราทำการรณรงค์ต่อสู้ในการ ระดมธรรม หรือระดมการใช้พลังแห่งธรรม ให้ได้มาซึ่งโลกที่ พึงปรารถนา อันนี้เป็นข้อแรก ว่า ขอให้เราจงระดมธรรม เพื่อ ประโยชน์แก่โลกในลักษณะอย่างนี้เถิด ทีนี้ มาถึง ขั้นที่สอง คือเราจะต้องระดมธรรมใน ลักษณะ การต่อต้านเพื่อประโยชน์แก่ประเทศไทย.
น.33 ๒๓ โดยเฉพาะเรื่อง ก็ต้องดูกันก่อนว่า ประเทศไทย กำลังมีปัญหาอย่างไร ? เราจะใช้อะไรเป็นเครื่องมือเพื่อจะ แก้ปัญหานั้น ? และ เรามีเหตุผลอะไรเป็นของเฉพาะตน ซึ่ง ไม่เหมือนกับพวกคนเหล่าอื่น ? เพื่อเราจะได้ยึดถือเป็นหลัก เพื่อจะแก้ไขของเราโดยเฉพาะนั้นให้ได้จริง ๆ. ปัญหาของประเทศชาตินั้นมันก็เหมือน ๆ กัน ; แต่ มันมีปัญหาว่ามันไม่ได้อย่างนั้น ยิ่งไม่มีอำนาจ ก็ยิ่งไม่ได้อย่างนั้น คือไม่ได้อย่างที่ต้องการมากขึ้น. เรามีปัญหา ของประเทศ ปัญหาทางการเมือง นี้ก็เพื่อการอยู่รอด เพื่อความเป็นเอกราช ของประเทศชาตินั่นเอง. เรามีปัญหาทางเศรษฐกิจ ก็เพื่อให้ ประเทศของเรามีกำลังที่จะบันดาลอะไรได้, หรือว่า เรามีปัญหา ทางวัฒนธรรม ทางศีลธรรม ก็เพื่อว่าประเทศของเรา จะได้มี ความสงบสุข มีสันติสุข ทั้งส่วนปัจเจกชนและส่วนสังคม. ปัญหามี ไม่สิ้นสุด เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ แก้ไขไม่ตกบ้าง รักษาไว้ไม่ได้บ้าง มันก็ล้วนแต่มีปัญหาอยู่นั่นเอง. ปัญหา เหล่านี้มันเกี่ยวข้อง คือพัวพันกันไปถึงประเทศอื่น ๆ ที่เราเรียกว่า ต่างประเทศ ; แต่ละประเทศไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน เข้มแข็ง กว่ากัน มีอิทธิพลกว่ากัน ปัญหามันก็เลยมากออกไปอีก. ในที่สุด มีการยื้อแย่งกัน เพื่อจะเอาอย่างนั้น เพื่อจะเอาอย่างนี้ จนถึง
น.34 ๒๔ กับแย่งกัน เสนอตัวเข้ามาเป็นผู้แก้ปัญหาของประเทศชาติ มีการ ยื้อแย่งในระหว่างอุดมคติต่าง ๆ หรือลัทธิการเมืองต่าง ๆ : ประชาธิปไตยบ้าง สังคมนิยมบ้าง คอมมิวนิสต์บ้าง ; เป็น ตัวอย่างที่มีอยู่ในเวลานี้ ที่มีอยู่จริงตลอดเวลานี้ ก็ มีการยื้อแย่งระหว่างลัทธิ ระหว่างอุดมคติ ก็ต้องมีการต่อสู้กันเป็นธรรมดา ก็ เป็นปัญหา ที่เร่าร้อน ที่แผดเผาที่สุด ; ทุกคนก็มองเห็น. เมื่อมองเห็นแล้ว ก็จะรู้สึกขึ้นมาเองว่า เราจะต้องระดมกำลังกันแก้ไขเหมือนกับ ช่วยกันระดมดับไฟ ที่มันกำลังไหม้บ้าน; แต่จะทำกันอย่างนั้น จริงหรือเปล่า ? ก็ดูเอาเอง, ถ้าทำกันแต่ปาก มันก็เหมือนกับ สร้างปัญหาให้มากขึ้น ; ถ้ามีเจตนาบริสุทธิ์ ก็ต้องมุ่งหมายที่จะ แก้ปัญหาเหล่านี้ให้ได้. เราจะใช้อะไรเป็นเครื่องมือ ? ถ้าเรามีท่าทีที่จะต้อง กระทำ เพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น เราจะมีเครื่องมือในการใช้เพื่อ แก้ปัญหาเหล่านั้นในลักษณะที่ต่างกันมาก แต่พอจะแบ่งแยกเป็น ๓ อย่าง ๓ ตอน : เราต้องป้องกัน, ต้องต่อต้าน, ต้องแก้ไข. ป้องกันไม่ให้เข้ามา, ถ้ามันเข้ามาก็ต่อต้าน, ได้แล้ว ก็ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง. ลัทธิที่ไม่พึงปรารถนาที่มาจากข้างนอก หรือจะเกิดขึ้นมาจากข้างใน ล้วนแต่ต้องป้องกันทั้งนั้น ; ป้องกัน
น.35 ๒๕ สิ่งเลวร้ายเหล่านี้, ต่อต้านสิ่งเลวร้ายเหล่านี้, แก้ไขสิ่งเลวร้ายเหล่านี้. เราจะแก้ไข ป้องกัน ด้วยสิ่งชนิดไหน ? อยากจะถามว่า เราจะต้องใช้สิ่งที่ตรงกันข้าม อย่างหนึ่ง, หรือว่า เราจะต้องใช้ สิ่งที่เป็นชนิดเดียวกัน, แต่ดีกว่าหรือเหนือกว่า ? หรือว่าเราจะใช้สิ่งที่พอ ๆ กัน หรือเลวกว่า ? สมมติว่าเราเกลียดลัทธิการเมืองชนิดนี้ เราจะใช้อะไรที่จะขจัดออกไป ถ้าเราจะใช้สันติวิธี เราจะต้องทำอย่างไร ? ถ้าเราจะใช้ความทารุณโหดร้ายเราจะต้องทำอย่างไร ? ถ้าเรา ใช้สิ่งที่ตรงกันข้าม ก็ต้องปะทะกัน และฆ่าฟันกันเป็นธรรมดา. ถ้าเรา ใช้สิ่งที่ดีกว่า หรือเหนือกว่าแยบยลกว่า ก็ ไม่ต้องฆ่าฟันกัน หรือบางทีจะสำเร็จประโยชน์เต็มตามความมุ่งหมาย. อย่างเราเกลียดคอมมิวนิสต์ ไม่ชอบเราก็ ต้องเป็น คอมมิวนิสต์ ที่ดีกว่า ที่เหนือกว่า เราก็จะต่อสู้คอมมิวนิสต์ได้. หรือว่า ถ้าเราเกลียดสังคมนิยมชนิดนั้น เราก็ ต้องเป็นสังคมนิยม ชนิดอื่น ที่ดีกว่า เหนือกว่า ถูกกว่า แยบยลกว่า ; เราจะเอาชนะได้. หรือเราเกลียดประชาธิปไตยเพ้อเจ้อ เหมือนที่กำลังมีอยู่เวลานี้ เราก็ ต้องมีประชาธิปไตย
น.36 ๒๗ วันนี้ แล้วปัญหามันเกิดขึ้นอย่างนี้ เราต้องมีอะไรเป็นของเฉพาะเหมาะสมกับลักษณะอย่างนี้. อย่าไปหลับตาหลงคว้าเอาอย่างอื่น ที่เหมาะกับคนพวกอื่น สำหรับ แก้ปัญหาของเขาโดยเฉพาะ เอามาแก้ปัญหาของเรา. เรา ต้องมีสัมมาทิฏฐิ ของเรา ความรู้ ความเข้าใจ ความเชื่อถือ อะไรต่าง ๆ ที่จะเรียกรวมสั้น ๆ ว่า ทิฏฐิหรือความคิดเห็นในที่สุด คือ การถูกต้อง. เรามีวัฒนธรรมที่ถอดแบบออกมาจากพุทธศาสนาอยู่ในสายเลือด ซึ่งมีอหิงสาเป็นหลัก มีการไม่เบียดเบียนเป็นหลัก ; ฉะนั้น เราจะต้องใช้ ดอกบัวสีเหลือง ให้ถือดอกบัวสีเหลืองเป็นการแก้ปัญหา. อย่าถือดอกบัวสีแดงเลย มันจะต้องหลั่งเลือด ; ถ้าใช้ดอกบัวสีเหลือง ก็ด้วยอำนาจของสัมมาทิฏฐิ ก็จะแก้ปัญหาได้. เขาเป็นอะไรมา เราเป็นได้เหนือกว่า เขาก็ทำอะไรเราไม่ได้ ; เราก็ชนะเขาได้โดยสันติ อยู่ร่วมด้วยกันโดยสันติ. สมมุติว่า เขาใช้ระบบสหกรณ์แบบของเขา เราก็ต้องมีแบบของเรา ที่ดีกว่า เหนือกว่า เพื่อประโยชน์แก่พวกของเราซึ่งมีลักษณะอย่างนี้ ; เราก็ไม่จำเป็นจะต้องยอมรับระบบอื่นที่ไม่เหมาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้ว มันแบ่งแยกกันตรงที่เราไม่ต้อง
น.37 ๓๐ เกิดขึ้นมาในลักษณะหนึ่ง ๆ. ถ้ามีศีลธรรมมันสร้างขึ้นมาในลักษณะหนึ่ง, ถ้าปราศจากศีลธรรม มันสร้างขึ้นมาในลักษณะหนึ่ง ; เพราะว่าโลกนี้มันประกอบกันขึ้นด้วยหน่วยย่อยคือคนมันจึงแล้วแต่ว่า คนจะเป็นอย่างไร. ทีนี้ มาถึง ยุคที่วัตถุนิยมครองโลก นี่กระทบกระเทือนสิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรมอย่างไร ? ศีลธรรม นั้นแปลว่า ความสงบ หรือ "ธรรมที่ทำความสงบ" หรือเหตุที่เป็นที่ตั้งของความสงบ ; อย่างนี้เราเรียกว่าศีลธรรม. ความเจริญทางวัตถุจนเฟ้อ นี้เสียความสงบ เสียความปกติ, แล้วความก้าวหน้าทางวัตถุนี้มันยั่วยวน มันดึงคนไปในทางของกิเลสตัณหาหรือตามใจตัวเอง ; เมื่อคนไม่รู้สึก มันก็เสื่อมศีลธรรมลงไปอย่างที่ไม่รู้สึก. ฉะนั้น ขอให้ท่านทั้งหลายฟังและสังเกต ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ว่า ความเสื่อมศีลธรรมนั้นเป็นไปโดยไม่ รู้สึกตัว หรือไม่รู้จักเอาเสียเลยว่า นี่เป็นความเสื่อมแห่งศีลธรรม ; เราจึงได้ลงไปอยู่ในปลักหนอง ของความไม่มีศีลธรรมด้วยความสมัครใจ เพราะเราไม่รู้ว่า นี่คือความไม่มีศีลธรรม. ขอให้ไปสังเกตเถอะ ทุกหนทุกแห่งที่ตกลงไปสู่ปัญหายุ่งยากของกิเลสของเนื้อหนัง ก็เพราะไม่รู้ว่า นั่นมันเป็นอันตราย
น.38 ๓๑ ในโวหารพระศาสนาเขาเรียกว่า "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว". เขาเปรียบด้วยสิ่งที่มีรูปร่างคล้าย ๆ กับกงจักร ที่ผันอยู่ แลดูคล้ายดอกบัวที่บานอยู่ก็ได้ ; คนไปเข้าใจว่าเป็นดอกบัว ก็เอามาใส่หัวของเขา เขาจึงมีเลือดไหลจากศีรษะอยู่ตลอดเวลา. นี่คือสิ่งที่เป็นอยู่จริง และเป็นไปจริง เกี่ยวกับศีลธรรมของคน ในยุคที่วัตถุเจริญ วัตถุก้าวหน้า จนกระทั่งเฟ้อ. วัตถุนิยม หมายความว่า ติดรสอร่อยของวัตถุ เพราะพัฒนาวัตถุเพื่อความเป็นอย่างนั้น เพราะตลาดต้องการอย่าง นั้น ; วัตถุพัฒนานั่น มันยิ่งกว่ากามารมณ์เฟ้อ ที่เขาเรียกกันว่า oversex รู้กันมาตั้งแต่สมัยคนป่าคนดอยโน่นว่า มันเป็นอันตราย. คนสมัยนี้ เขาไม่เห็นว่าเป็นอันตราย เขามีกามารมณ์เฟ้อ. แต่ก็ยังไม่ร้ายกาจเท่ากับวัตถุนิยมเฟ้อ เพราะว่ามันบวกที่ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์เข้าไปด้วย ; มันมีส่วนที่เป็นกามารมณ์เต็มที่ เต็มอัตราของมัน แล้วยังบวกวัตถุประเภทที่มิใช่กามารมณ์แต่สำหรับหลงใหลอย่างยิ่งเข้าไปอีกด้วย. เรื่องกามารมณ์นี้หมายถึงเรื่องเพศ วัตถุปัจจัย อุปกรณ์ทั้งหลาย, เพื่อกามารมณ์นั้น ก็เป็นเพื่อกามารมณ์ จนกระทั่งกามารมณ์มันเฟ้อในโลกนี้นั้นส่วนหนึ่งแล้ว.
น.39 ๓๒ ทีนี้ ของเล่นที่ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ ของใช้ ของสะสม ; อย่างคนแก่ชอบสะสมสิ่งสวยงามไม่เกี่ยวกับกามารมณ์มันก็หลงได้เท่ากัน. ปัญหาก็เพิ่มมากขึ้นไปอีก ที่เรียกว่า วัตถุเฟ้อ : นี่ร้ายกาจยิ่งกว่ากามารมณ์เฟ้อ เพราะมันรวมกามารมณ์เข้าไว้ด้วย และเอาวัตถุที่มิใช่กามารมณ์เข้ามาอีกส่วนหนึ่งด้วย ; มันก็ทำอันตรายให้แก่มนุษย์มาก ศีลธรรมมันจึงเสื่อมหนักขึ้นไป. อย่างต้องมีรถยนต์ไว้ขี่เล่น ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ มันก็เป็นวัตถุเฟ้อ. ส่วนที่เกี่ยวกับกามารมณ์เนื่องด้วยรถยนต์นั่น ก็มีอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว, และส่วนที่ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ คนแก่เอาไว้นั่งเล่นมันก็มีอีก. วัตถุเฟ้อนี้อันตรายยิ่งไปเสียกว่ากามารมณ์เฟ้อ. เดี๋ยวนี้ โลกเราอยู่ในยุคที่เรียกว่า วัตถุเฟ้อ เพราะพัฒนากันแต่ในทางวัตถุ เราจึงมีปัญหาหนัก, หนักกว่าที่เคยมีมาแล้ว. ยุคที่วัตถุไม่เฟ้อ คนมีกามารมณ์เฟ้อก็ได้ แต่ว่าศีลธรรมของพวกคนป่าสมัยหินโน่น เขายังมีบัญญัติ "กามารมณ์เฟ้อนี้เป็นบาป" นี่คนป่าที่ไม่สู้จะมีปัจจัยแห่งกามารมณ์ เขายังกลัวว่า กามารมณ์เฟ้อนี่เป็นบาป ; แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีใครกลัว เขาชอบให้มันเฟ้อ เฟ้อจนไม่รู้จะเฟ้ออย่างไร จนเป็นบ้า จนไม่มีศีลธรรมเหลือ จนฆ่าแกงกัน แม้แต่ฆ่าบิดามารดาของตัวเอง เพราะว่ามันตกเป็นทาสของกามารมณ์มากเกินไป. แต่ละคนตกอยู่ในลักษณะอย่างนี้
น.40 ๓๓ ในปัญหาอย่างนี้ คือความเสื่อมทางศีลธรรมเรื่อย ๆ มาจนกระทั่งมาถึงยุคที่รุนแรงที่สุด คือวัตถุเฟ้อ และเป็นไปโดยไม่รู้สึกตัวไม่รู้จักเอาเสียเลยว่า นี่คืออันตราย. เราต้องระดมพลังแห่งธรรม เพื่อช่วยกันให้มีสัมมาทิฏฐิ ให้รู้ข้อเท็จจริงอันนี้กันเสียก่อน แล้วก็จะต้องระดมสิ่งที่จะเป็นการแก้ไข :- เราต้องการ "การกลับมาแห่งศีลธรรม" นี่เราได้ปล่อยปละละเลยจนเลือนหายไป ; นี่คือสิ่งที่จะต้องมองให้เห็น. ข้อแรกต้องมีการกลับมาแห่งศีลธรรม ที่เราได้ปล่อยปละละเลยให้มันค่อยๆ เลือนหายไป ; ไม่อย่างนั้น ก็ไม่มีทางหรือไม่มีสิ่งที่จะหวังได้อะไรเลย, แล้วก็ จะอยู่กันอย่างสันติ นี้เป็นข้อแรกที่จะต้องเอามาพูด คือ ด้วยการกลับมาแห่งศีลธรรม. ข้อที่สอง ถัดมาอีก ก็จะ ต้องสร้างพลังของธรรมแต่ละคน ให้เพียงพอแก่การแก้ปัญหาของส่วนรวม ; พลังธรรมของแต่ละคน รวมกันแล้ว อาจจะแก้ปัญหาของส่วนรวม ของประเทศก็ได้ ของโลกก็ได้. แต่ทีนี้คนแต่ละคนไม่มีธรรม, ไม่ประกอบไปด้วยธรรม, ไม่ตั้งอยู่ในธรรม, ก็เลยไม่มีพลังแห่งธรรมของแต่ละคน ; แล้วใครจะแก้ได้ในกรณีที่ทำให้สังคมไม่มีศีลธรรม ทำให้โลกไม่มีศีลธรรม. ให้มาระดมกันใหม่
น.41 ๓๔ ต้องสร้างกำลังแห่งธรรมของแต่ละคน รวมกันแล้ว จึงจะพอที่จะแก้ปัญหาของโลกได้. พูดถึงวิธีการต่อไปอีก วิ ธีการนั้นเราจะยึดหลักแน่นอนว่า ถือดอกบัวสีเหลือง ไม่ถือดอกบัวสีแดง ซึ่งเป็นเรื่องป้องกันชนิดที่ไม่ต้องหลั่งเลือด. ได้เคยพูดกันถึงวิธีการอันหนึ่งของบรรพบุรุษแต่โบราณกาล ที่พูดไว้ว่า "เราจะจุดไฟบ้าน เพื่อต้อนรับไฟป่า" ; บางคนฟังไม่รู้เรื่อง ก็เข้าใจผิดได้ด้วย. ดังนั้นจะต้องรู้เรื่องของคนโบราณ : เขาอยู่ในป่า เพื่อทำมาหากิน เต็มไปด้วยพงหญ้า พงอ้อ, ถึงฤดูแล้ง ไฟป่ามันลามมา ไหม้บ้าน ไหม้เรือนหมด ไม่มีอะไรเหลือ ; เขาจะต้องจุดไฟบ้านรอบ ๆ บ้านด้วยมือของเขาเอง ให้มันเตียนเรียบร้อยไปหมดรอบบ้านในรัศมีที่พอสมควร ; พอไฟป่ามาก็ทำอะไรไม่ได้ คือไม่ต้องรบกับไฟป่า ให้มันไหม้ ให้มันพอง ให้มันเดือดร้อน ให้มันแสบตา. นี่เรียกว่า เราจุดไฟบ้าน คือดอกบัวสีเหลือง, ต้อนรับไฟป่า คือดอกบัวสีแดง ; ถือเอาเป็นหลักแน่นอนว่า จะต้องใช้หลักการอันนี้ ในการ ต่อต้านลัทธิอันไม่พึงปรารถนา
น.42 ๓๕ ด้วยทำสิ่งที่ดีกว่า เพื่อเอาชนะสิ่งนั้นเสมอไป. การต่อต้านอย่างเผชิญหน้านั้นมีแต่จะต้องหลั่งเลือด ; มันต้องเหนือกว่าชนิดที่ไม่ต้องการหลั่งเลือด หรือว่าเปลี่ยนพลังอันนั้นให้เป็นประโยชน์เสีย แทนที่จะเป็นอันตราย. การต่อต้านอย่างนี้จึงจะเรียกว่าถูกต้องตามหลักของศีลธรรม โดยเฉพาะสำหรับ คนไทย ผู้มีจิตใจฝังรากอยู่ด้วยพุทธศาสนา. ดูต่อไปว่า เ ราจะต้องการรอดชีวิตอยู่ในรูปแบบที่ถูกต้อง คือประกอบไปด้วยธรรม, ระดมพลังธรรมเพื่อให้เรามีชีวิตรอดอยู่ด้วยรูปแบบของธรรม. ถ้าไม่มีธรรมก็คือผิด ถ้าผิด ก็ยอมตายเสียดีกว่าอยู่. ถ้าอยู่ต้องอยู่อย่างถูกต้อง ผู้ถือธรรมะเขาถือกันอย่างนี้, ผู้ที่ไม่ถือธรรมะเขาถือกันอย่างอื่น เขาไม่ยอมตาย, ยอมอยู่ด้วยความเลวร้าย แม้จะเป็นการเอาเปรียบคนอื่น. ถ้าให้ประกอบด้วยธรรม ก็ต้องยึดหลักที่เป็นธรรม เพราะชีวิตมีอยู่นั้น ต้องอยู่อย่างที่ธรรมอยู่ ธรรมะอยู่. ในที่สุดก็มาถึงสติปัญญา ที่จะทำให้เป็นอย่างนั้นได้ ; ถ้าไม่อาศัยสติปัญญาก็เป็นอย่างนั้นไม่ได้ สติปัญญาสูงสุดก็คือ สัมมาทิฏฐิ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ; สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ เห็นถูกต้องนี่ มันจะทำให้เรารู้ได้เองในตัวของมัน ว่าเราควรระดมอะไร, และว่าระดมในลักษณะอย่างไร.
น.43 ๓๖ สำหรับข้อที่ว่า ระดมอะไร ? พูดกันอย่างกำปั้นทุบดิน ในแบบของพุทธบริษัท ก็ว่า : เว้นสิ่งที่ควรเว้น, ทำสิ่งที่ควรทำ, แล้วก็ ช่วยเหลือกันให้เป็นอย่างนั้น , มันเป็น ๓ ข้อ อยู่นะ. พวกที่พูดกันว่า เว้นควรเว้น เจริญที่ควรเจริญ นี้ไม่พอ ; ยังขาดอีกอย่างหนึ่ง คือต้องช่วยกันและกัน ให้ทำอย่างนั้นได้ด้วย. ฉะนั้น แต่ละคนจะต้องรับผิดชอบในการที่จะช่วยผู้อื่น ให้ทำอย่างนั้นได้ด้วย. นี่เราควรระดมอย่างนี้ : ระดมเว้นสิ่งที่ควรเว้น ทำ สิ่งที่ควรทำ แล้วระดม ช่วยกันให้ทุกคนทำ อย่างนั้นได้ด้วย. ส่วนข้อที่ว่า ในลักษณะอย่างไร ? เท่าไร ? เมื่อใด ? นี่สัมมาทิฏฐิจะบอกเอง เฉพาะกรณี ๆ ไป. ความรู้อันถูกต้องมีประโยชน์เหล่านี้ ซึ่งเท่ากับ รากฐานของศีลธรรม นั้นถือตามหลักของพระศาสนาเลย ว่า ศาสนาพระศรีอาริย์ ยกมิตรภาพเป็นเบื้องหน้า ; ศรีอาริยเมตไตรย : เมตไตรย นั้นคือ มิตรภาพ, อริย - อันประเสริฐ, ศรี - อันสูงสุด ; ศรีอริยเมตไตรย - มีมิตรภาพอันเลิศและสูงสุด. เอาอุดมคตินั้นมา ตามที่มีอยู่ในทุกศาสนาก็ว่าได้ : – รากฐานข้อแรกของศีลธรรมให้ถือว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น.
น.44 ๓๗ บรรดาที่มีชีวิตแล้ว จะเป็นคนก็ได้ เป็นสัตว์ก็ได้ เป็นต้นไม้ก็ได้ เป็นอะไรก็ได้ ให้วางมาตรฐานไว้ก่อนว่า มันเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ที่ต้องช่วยเหลือให้อยู่ด้วยกันได้. พวกที่ทำลายป่าไม้จนวอดวายหมด เพราะเขาไม่มีศีลธรรมข้อนี้อยู่ในจิตใจ แม้แต่นิดเดียว เขาฆ่าสัตว์เสียจนไม่มีอะไรเหลือ เพราะไม่มีศีลธรรมข้อนี้ ; ในที่สุดก็ฆ่า มนุษย์กันเอง เพราะไม่ยอมรับว่า "เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น" นั่นเอง. ถ้ามีความรู้สึกอย่างนี้เป็นหลักแล้ว มนุษย์ก็จะไม่มีการเบียดเบียน ไม่ประทุษร้ายชีวิตร่างกายผู้อื่น, ไม่ประทุษร้ายทรัพย์สมบัติผู้อื่น, ไม่ประทุษร้ายของรักของใคร่ของผู้อื่น, ไม่ประทุษร้ายความเป็นธรรมของผู้อื่น กระทั่งไม่โง่ไปประทุษร้ายสติปัญญาของตัวเอง ด้วยความมีหลักเกณฑ์อันถูกต้องว่า "ต้องอยู่กันอย่างเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น". ขอให้เร่งระดมธรรม ข้อนี้, เร่งระดมการใช้พลังแห่งธรรม ข้อนี้ ให้ครอบงำทั่วไปทั้งโลก : ให้คนทั้งโลก
น.45 ๓๘ มองตากันในลักษณะที่มีมิตรภาพ เหมือนกันไปหมดเลย. อย่างที่พูดเมื่อตะกี้ว่า ในศาสนาพระศรีอาริย์นั้น พอคนลงจากเรือนแล้ว ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เพราะเป็นมิตรกันเสียหมด ไม่มีอะไรที่เป็นศัตรู หรือแสดงความเป็นศัตรู. รากฐานที่สองของศีลธรรม คือ ต้องบังคับความรู้สึก. มนุษย์สมัยนี้ถูกสอนอย่างโง่เขลาในระบบการศึกษา ไม่ให้บังคับ ความรู้สึก ไม่ให้อดกลั้นอดทน ; เขาเรียกว่า ความกดดันเป็นอันตราย นั่นน่ะยิ่งส่งเสริมกิเลส. เราต้องบังคับความรู้สึกตามสัญชาตญาณ, บังคับอย่างถูกต้อง, บังคับอย่างเฉียบขาด, และบังคับอย่างทันควัน หรือทันท่วงที ในกรณีของราคะก็ตาม ในกรณีของโทสะก็ตาม ในกรณีของโมหะก็ตาม. ความรู้สึกใดที่เป็นไปเพื่อราคะ คือจะรัก จะเอา จะยึด จะครอง นี้เรียกว่า ราคะ ก็ต้องบังคับความรู้สึก, ในกรณีอันใด ที่จะทำลาย จะฆ่า จะผลักออกไป จะตี จะเตะ ออกไป นี้เรียกว่า โทสะ, ในกรณี ที่สงสัย ทึ่งสนใจ ไม่รู้ว่าจะทำ อะไร ดี แต่มัวเมาอยู่ในสิ่งนั้น ก็เรียกว่า โมหะ ; สามอย่างนี้ต้องบังคับ. ความรู้สึกใน ราคะ โทสะ โมหะ นี้ต้องบังคับ : บังคับให้ถูกต้อง, บังคับเฉียบขาด, และ บังคับทันควัน ; ทำได้อย่างนี้ ศีลธรรมจะมี.
น.46 ๓๙ รากฐานข้อที่สามของศีลธรรม ต้องไม่เป็นทาสของอายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; อย่าไปบำรุงบำเรอในลักษณะที่โง่เขลา คือตามใจมัน ทั้งที่ไม่จำเป็น และเกินจำเป็น. คนก็เป็นทาสของอายตนะ สิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องมี ต้องกิน ต้องใช้ ก็ไปหามา ไม่จำเป็นเลยก็ไปหามา ที่เกินจำเป็นก็ไปหามา ; นี้เรียกว่า เป็นทาสของอายตนะ. คนสมัยนี้กำลังเทิดทูนความเป็นทาสของอายตนะ ; สร้างค่านิยม หรือรสนิยมผิด ๆ ขึ้นมา จนเรียกว่า เหลือจะผิดในโลกนี้. โลกนี้ก็ได้เป็นโลกระส่ำระสายด้วยวิกฤติการณ์. ขอให้คิดเสียให้ถูกต้อง จึงต้องอาศัย รากฐานข้อที่สี่ ที่เรียกว่า มีปัญญา อย่างถูกต้องตามที่เป็นจริง : หัวใจของพุทธศาสนา ในส่วนของการปฏิบัติ เรียกว่า ยถาภูต สมฺมปฺปญฺา - มีปัญญาอย่างถูกต้อง ตามที่เป็นจริง, ไม่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว, ไม่เอาลัทธิวัตถุนิยมมาเป็นพระเจ้าสร้างโลก, เอาธรรมะมาสร้างโลก. ตัวอย่างเช่นว่า เราจะนอนหลับโดยปราศจากการรบกวนของกิเลสนี้ดีกว่า ; คนทั่วไปเขาอยากให้กิเลสรบกวนคือ ยั่วเย้ายุแหย่ ในเรื่องของกามารมณ์อยู่เรื่อย ๆ ไป แม้นอนไม่หลับก็พอใจ นั้นเป็นความผิด โง่เขลาอย่างยิ่ง. เราจะต้อง
น.47 ๔๐ เห็นค่าของการนอนหลับโดยไม่มีกิเลสมากวน ; เมื่อนอนก็นอนหลับสนิท ก็จะเป็นไปในลักษณะที่เรียกว่าไม่มีกามารมณ์เฟ้อ ไม่มีกามารมณ์ฟุ่มเฟือย. ถ้าถือหลักกันอย่างนี้แล้ว คงไม่ต้องมีระบบจัดสรรครอบครัว โดยการใช้เครื่องคุมกำเนิดกันให้วุ่นวายอย่างที่เป็นอยู่ในเดี๋ยวนี้ ถ้าเรามีความเข้าใจถูกต้องตามหลักของธรรมะแล้ว ก็จะเกลียดชังกามารมณ์ จะทำแต่เหตุผลที่พอสมควรจะทำ คงไม่ต้องใช้การคุมกำเนิดเป็นแน่. ไปคิดดูกันใหม่ก็พอจะเข้าใจได้. รากฐานอันที่ห้าของศีลธรรม สถาบันใดที่เป็นที่ตั้งแห่งความรู้สึกที่ประกอบไปด้วยธรรมะแล้วช่วยกันสนับสนุน ส่งเสริมสถาบันนั้นให้แน่นแฟ้นอยู่ในโลกนี้ ตัวอย่างเช่น :– สถาบันแห่งผู้มีพระคุณ เช่นบิดามารดา ครูบาอาจารย์ พระเจ้าพระสงฆ์ ส่งเสริมสถาบันนี้ไว้ให้มั่นคง. สถาบันที่ทำให้เกิดความกตัญญูกตเวที ก็ส่งเสริมให้มั่นคง. สถาบันที่ทำให้เกิดความเคารพซึ่งกันและกัน ตามสูงตามต่ำ อย่าไปใช้สิทธิเสรีภาพบ้า ๆ บอๆ ไม่มีสูง ไม่มีต่ำ ไปรักษาสถาบันที่ทำให้เกิดการเคารพกัน ตามฐานะที่ควรเคารพไว้ให้มั่นคง.
น.48 ๔๑ สถาบันที่ทำให้เกิดความละอายความชั่ว ช่วยรักษาไว้ สถาบันที่ทำให้เกิดความอ่อนโยนไม่กระด้าง ก็ช่วย กันรักษาไว้. สถาบัน ทั้งหลายเหล่าใด เป็นไปเพื่อความที่มีอยู่แห่ง ธรรมะที่พึงปรารถนา แล้ว ช่วยกันรักษาเถิด, ช่วยกันระดม ธรรมะในข้อนี้, ช่วยกันระดมทุกอย่างเพื่อการกลับมาแห่ง ศีลธรรม และรากฐานแห่งศีลธรรม. สำหรับ วิธีการ นั้น อยากจะระบุว่า : เราต้องกระทำ กันจริงๆ อย่างที่เรียกว่า ระดมกันดับไฟรุนแรง รวดเร็ว เรียบร้อย ร่าเริง ; ต้องถูกต้อง มันจึงจะร่าเริง หรือเรียบร้อย รวดเร็วและรุนแรง ก็แก้ที่ต้นเหตุ อย่าไปหลงแก้ที่ปลายเหตุ. ในส่วน ศีล ส่วน สมาธิ ส่วน ปัญญา นี้ต้องทำให้มี ขึ้นมา : ส่วนศีล ทำแล้ว ก็เจริญใน ส่วนธรรม , ส่วนจิตทราม ละเสียแล้ว ก็เจริญใน ส่วนที่มีจิตสูง , ละความเห็นผิดเสียแล้ว ก็เจริญในส่วนที่มีความเห็นถูก ; นี่คือ ศีล สมาธิ ปัญญา สากล ใช้ได้ตลอดโลก. ทั้งหมดนี้ไม่ใช่พิธีรีตอง ต้องทำจริงตามกฎเกณฑ์ของ ธรรมชาติ ในรูปลักษณะของวิทยาศาสตร์ ; ส่วน พิธีรีตอง นั้นมีไว้สำหรับเด็กๆ มีไว้สำหรับผู้ที่ยังไม่เข้าถึงแก่นแท้ของ
น.49 ๔๒ สัจจะ อันนั้น เราก็ต้องมีพิธีรีตองบ้าง. แต่อย่าให้หยุดอยู่แต่ เพียงที่ตรงนั้น มันจะไม่รู้จักเติบโต ; ในที่สุดก็มาสู่ของจริง ซึ่งไม่ใช่พิธีรีตอง. ขอให้ระดมธรรมกันในลักษณะที่เป็นของจริง เป็น ตัวจริง ก้าวล่วงพิธีรีตองขึ้นมาให้ได้เถิด ทุกอย่างจะเป็น ไปตามที่ต้องการ. เวลาสำหรับจะพูดกันก็พอสมควรแล้ว ข้าพเจ้าขอยุติ การบรรยายในรายละเอียด. สรุปอีกครั้งหนึ่งว่า : ต้องระดมในลักษณะที่ถูกต้อง ตามธรรม, เป็นการระดมธรรมในลักษณะต่อต้านเพื่อโลก นี้รอด, ระดมธรรมในลักษณะการต่อต้านเพื่อประเทศไทยนี้ อยู่รอด และระดมธรรมในลักษณะต่อต้านเพื่อแต่ละคนนี้ อยู่รอด ด้วยความสุขสวัสดี ; เมื่อทำถูกต้องตามนี้แล้ว ผลนั้นก็จะหวังได้. ขอให้เป็นไปตามที่เรามุ่งหมาย ในการระดมธรรมนี้ ทุก ๆ ประการเถิด. ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้.
น.50 รายนามผู้ร่วมบริจาค ๑. น.ส.พ. บ้านเมือง บริจาคกระดาษ ๒๐,๐๐๐ เล่ม ๒. บริษัทแสงฟ้าวิสาหกิจ บริจาคค่าตัดกระดาษ ๒๐,๐๐๐ " ๓. คุณสราวุธ - คุณสิณี คงสิริ ๕๐๐ บาท ๔. ขออุทิศให้ นางลิ้ม กิมอี่ ๕๐๐ " ๕. คุณสุพจน์ - คุณอุษา น. ปฏิมานนท์ ๓๐๐ " ๖. คุณสมปอง ทองสุวรรณ ๓๐๐ " ๗. คุณไพโรจน์ - คุณเปล่งศรี ไชยพร ๒๐๐ " ๘. คุณสุพล - วาสนา โล่ห์ชิตกุล ๒๐๐ " ๙. คุณแม่พรรณี - กิ่งแก้ว สิทธิไพศาล ๑๐๐ " ๑๐. คุณเสริม ธัญประสาท ๑๐๐ " ๑๑. คุณบังอร อุทัยนิตย์ ๑๐๐ " ๑๒. คุณเพ็ญสวัสดิ์ อิสสระ ๑๐๐ " ๑๓. คนไข้โรงพยาบาลจุฬา ๑๐๐ " ๑๔. คุณประดับ มนูรัษฎา ๑๐๐ " ๑๕. คุณสมพล ๑๐๐ " ๑๖. อาจารย์ฟุ้งเฟื่อง เครือตราชู ๑๐๐ " ๑๗. คุณพิศ รัตประจิต ๑๐๐ " ๑๘. คุณธวัชชัย อาชาพงษ์วัฒนา ๑๐๐ " ๑๙. คุณกนกพันธ์ อาชาพงษ์วัฒนา ๑๐๐ " ๒๐. คุณวีระพงษ์ อาชาพงษ์วัฒนา ๑๐๐ " พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร 92 หลังตลาดศาลเจ้าพ่อเสือ ถนนบุญศิริ กรุงเทพฯ 2 โทร.2212337 นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา 2519
น.51 บุญ เป็นอ ะไร. สิ่งนั้นๆ เป็นเหมือน ของเกลื่อนกลาด ที่เป็นบาป เก็บกวาด ทิ้งไต้ถุน ที่เป็นบุญ มีไว้ เพียงเจือจุน ใช้เป็นคุณ สดวกดาย คล้ายรถเรือ หรือบ่าวไพร่ มีไว้ใช้ ใช่ไว้แบก กลัวตกแตก ใจสั่น ประหวั่นเหลือ เรากินเกลือ ใช่จะต้อง บูชาเกลือ บุญเหมือนเรือ มีไว้ขี่ ไปนิพพาน มิใช่เพื่อ ไว้ประดับ ให้สวยหรู เที่ยวอวดชู แบกไป ทุกสถาน หรือลอยล่อง ไปในโลก โอฆกันดาร ไม่อยากข้าม ขึ้นนิพพาน เสียดายเรือ ฯ สหายเอ๋ย ! สหายเอ๋ย “ตัวเรา” มิได้มี แต่พอเผลอ “ตัวเรา” มี ขึ้นมาได้ พอหายเผลอ “ตัวเรา” ก็หายไป หมด “ตัวเรา” เสียได้ เป็นเรื่องดี ; สหายเอ๋ย ! จงถอน ซึ่ง “ตัวเรา” และถอนทั้ง “ตัวเขา” อย่างเต็มที่ ให้มีแต่ ปัญญา และปรานี อย่าให้มี “เรา - เขา” เบาเหลือเลย ฯ พุทธทาส อินฺทปัญฺโญ
น.52 พุทธศาสนสุภาษิต - เหย้าเรือนที่ปกครองไม่ดี นำทุกข์มาให้ - ผู้ตั้งมั่นในสัทธรรม เป็นผู้เกื้อกูลแก่คนทั้งปวง - ได้สิ่งใด พึงพอใจด้วยสิ่งนั้น - คนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร - เพราะความไว้ใจ ภัยจึงตามมา - ผู้ประทุษร้ายมิตร เป็นคนเลวแท้ - ความกำหนัดเพราะดำริ เป็นกามของคน - ชื่อว่าที่ลับของผู้ทำบาปกรรม ไม่มีในโลก - จงเตือนตนด้วยตนเอง - ความรู้จักประมาณยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อ - ความริษยาเป็นเหตุทำโลกให้ฉิบหาย - เมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก - ความไม่เบียดเบียนเป็นสุขในโลก - สิ่งใดที่เข้าไปยึดถืออยู่ จะพึงหาโทษมิได้ สิ่งนั้นไม่มีในโลก - ในการปรึกษา ย่อมต้องการคนไม่พูดพล่าม
น.53 พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในกาลามสูตรว่า - อย่าเชื่อตาม ๆ กันมา - อย่าเชื่อเพราะได้ยินอยู่กระฉ่อน - อย่าเชื่อเพราะปฏิบัติถ่ายทอดกันมาด้วยการปฏิบัติ - อย่าเชื่อเพราะว่าถ้อยคำนี้มีอยู่ในปิฎก - อย่าเชื่อตามเหตุผลทางตรรกวิทยา - อย่าเชื่อตามเหตุผลทางปรัชญา - อย่าเชื่อตามการคำนึงคำนวณไปตามเหตุผลของตนเอง - อย่าเชื่อเพราะข้อนี้มันทนได้ต่อการพิสูจน์ด้วยความเห็นของเรา - อย่าเชื่อเพราะผู้พูดเป็นคนน่าเชื่อ - อย่าเชื่อเพราะว่าสมณะนี้เป็นครูเป็นอาจารย์ของเรา เมื่อใดรู้ได้ด้วยตนเอง สิ่งเหล่านี้เป็นอกุศลไม่ดีมีโทษ มีผู้ติเตียน ทำถึงที่สุดแล้วไม่เป็นประโยชน์ เป็นทุกข์ เมื่อนั้นท่านทั้งหลายพึงละเสียอย่ายุ่ง เป็นอันขาด เมื่อใดรู้ได้ด้วยตนเอง สิ่งเหล่านี้เป็นกุศลทำดีไม่มีโทษ ผู้รู้โมทนา ทำถึงที่สุดแล้วเป็นประโยชน์ เป็นสุข เมื่อนั้นท่านทั้งหลายพึงทำสิ่งเหล่านั้น ให้เต็มที่เถิด
Buddhadasa