น.6 ของ ท่านพุทธทาสภิกขุ อินทปัญญาจาริยารยนันทมุนี ( จดบันทึก โดยบรรดาภิกษุสามเณรผู้นั่งฟังทุกรูป แล้วนำมาสอบร่วมกัน ) วันนี้ จะพูดเรื่อง กิจวัตร. คำว่า " กิจวัตร " มิได้ หมายถึงกิจเล็กๆ น้อยๆ ที่ภิกษุสามเณร จะพึงปฏิบัติ. คำว่า " กิจวัตร " นี้ แปลว่า " กิจ และวัตร. " คำว่า " กิจ ” หมายถึงกิจสำคัญหรือจำเป็นที่ต้องทำ, ส่วนคำว่า " วัตร" หมายถึง ข้อปฏิบัติที่รอง ๆ ลงมา ที่ควรทำ. กิจ หมายถึงต้องทำ, วัตร หมาย ถึงควรทำ. ส่วนที่เป็น กิจ ถ้าไม่ทำจะเสียหาย ถึงกับสูญเสียความเป็นภิกษุ สามเณร, วัตร ถ้าไม่ทำ จะทำให้ เป็นภิกษุ สามเณร ที่ทราม. คำว่า " กิจวัตร " มีความหมายกว้างขวาง ครอบหมด โดยแบ่งเป็น ๒ ประเภท ดังนี้. หาใช่เป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ดังที่เข้าใจกันโดยมากไม่. แต่ในที่นี้ พึ่งทราบว่า จะได้กล่าวกิจวัตรรวม ๆ กันไป โดยไม่ แยกว่า อะไรเป็นกิจ, อะไรเป็นวัตร ให้ชัดเจนออกไป. ทั้งนี้ ก็เพราะว่า ในหัวข้อเรื่องหนึ่ง ๆ ย่อมเป็นทั้งกิจ และ วัตร พร้อมกันทั้ง ๒ อย่าง ทุกๆ ข้อ. ค. ๓
น.7 แต่พอจะจำกัดความได้ว่า ส่วนใดที่ต้องทำอย่างเด็ดขาด ส่วนนั้นเป็นกิจ. ส่วน ใดที่เป็นแต่ควรทำ เพื่อให้ ดี ให้ งาม ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ส่วนนั้นเป็นวัตร. และเนื่อง ด้วยเหตุนี้เอง แม้ แต่ครั้งโบราณกาลมา ท่านจึงเรียกรวม ๆ กันว่า "กิจวัตร." กิจวัตรนี้ ควรจะได้รับการพิจารณาตั้งแต่เบื้องต้นว่าเป็น กิจวัตรสำหรับ ผู้ใด. ในที่นี้ พึ่งเข้าใจว่า กิจวัตรนั้น เป็นของสำหรับภิกษุและสามเณร โดยเสมอกัน. กิจวัตร ตามที่ท่านระบุไว้ นั้น ๆ ไม่ได้แยกกันว่า ส่วนใด สำหรับภิกษุ ส่วนใดสำหรับสามเณร. เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติจะต้องรู้จัก สถานะแห่งตนว่า เป็นภิกษุ หรือ สามเณร แล้วประพฤติปฏิบัติให้เหมาะสมแก่ ภาวะแห่งภิกษุหรือสามเณร ตามกรณี. ผู้ที่เป็นสามเณรย่อมมีกิจวัตรน้อย ลงมาตามส่วน, แต่ถ้ากิจวัตรใด แม้มีนิยมกันว่า เป็นของภิกษุ ถ้าสามเณร นั้น สามารถปฏิบัติได้ โดยไม่ขัดกับเหตุการณ์อย่างอื่นแล้ว ก็พึ่งปฏิบัติได้ ทั้งที่ เป็นสามเณร. แม้ในฝ่ายภิกษุ ก็ยังมีการแบ่งแยกเป็นภิกษุใหม่ ภิกษุปูนกลาง และภิกษุเถระ, กิจวัตร ที่ท่านกล่าวไว้ ได้ กล่าวรวมไว้ อย่างสิ้นเชิง สำหรับ ภิกษุทั้ง ๓ ประเภท, แต่จะเห็นได้ว่า มีกิจวัตรอยู่หลายประการที่บ่งถึงภิกษุใหม่ โดยเฉพาะ เช่นการอุปัฏฐากอุปัชฌาย์ อาจารย์ เป็นต้น, และมีกิจวัตรบางประ- การ ซึ่งมักจะเลิกละไปในตัวเองสำหรับภิกษุ ผู้อยู่ในระดับพระเถระ แต่อย่างไร ก็ตาม ภิกษุชั้นปูนกลาง และชั้นพระเถระ ย่อมพยายามที่จะประพฤติกิจวัตร เหล่านั้น ให้ มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และอันนี้เป็นธรรมนิยม. สำหรับภิกษุ ผู้บวชใหม่นั้น ย่อมเป็นธรรมดาอยู่เอง ที่จะต้องประพฤติปฏิบัติกิจวัตรเหล่านั้น ทั้งหมดทั้งสิ้น, ทั้งนี้ เพราะว่าผู้บวชใหม่ย่อมไม่เคยศึกษาหรือปฏิบัติทุกอย่างทุก ประการ มาก่อนเลยทีเดียว และอยู่ในระดับที่จะต้องศึกษาฝึกฝน ให้ครบถ้วน ไป ตั้งแต่ต้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงนิยมกล่าวกันว่า กิจวัตรของคนบวชใหม่ แทน ที่จะกล่าวว่ากิจวัตร สำหรับผู้ที่บวชแล้วนาน, แต่ความจริงนั้น กิจวัตรเหล่านั้น ย่อมสมควรแก่ภิกษุทุก ๆ ประเภท และพึงพยายามปฏิบัติกิจวัตรเหล่านั้น ให้ มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ .
น.8 กิจวัตรเหล่านี้มิใช่เป็นสิ่งที่บัญญัติหรือสร้างขึ้นใหม่ล้วน ๆ ที่แท้ก็คือ ระเบียบวินัยต่าง ๆ ที่มีอยู่ในพระธรรมวินัย หรือในพระไตร- ปิฎกนั่นเอง. ท่านเลือกสรรเอามาทั้งจากพระวินัย และจากพระธรรม มา จัดหมวดหมู่เสียใหม่ ให้ สะดวกแก่การศึกษาของผู้แรกบวช. โดยเฉพาะ ในสมัยโบราณซึ่งการศึกษายังไม่เจริญนั้น ย่อมเป็นการยากที่ภิกษุสามเณรทั่วไป จะศึกษาเอาได้เอง จากพระคัมภีร์ต่าง ๆ อันยุ่งยากเหล่านั้น เพราะปรากฏว่า ภิกษุสามเณร ที่ถึงกับไม่รู้หนังสือก็ยังมี. เพราะฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของพระ เถระ ผู้เป็นอุปัชฌาย์ อาจารย์ ผู้ทรงวิทยาคุณ จะต้องช่วยประมวลกิจวัตรต่าง ๆ มาตั้งขึ้นไว้ เป็นหมวดหมู่ครบถ้วน ทั้งทางธรรมและทางวินัย เพื่อประโยชน์แก่ ผู้บวชใหม่เหล่านั้น. เราจะสังเกตเห็นได้ว่า ในกิจวัตรนั้น ๆ มิได้มีอยู่แต่ เพียงวินัยอย่างเดียว หรือเพียงธรรมะอย่างเดียว แต่มีครบทั้งธรรมและวินัย มิหนำ ซ้ำยังอยู่ในรูปที่อาจจะใช้ได้ ตั้งแต่ต้น จนถึงที่สุดแห่งการประพฤติพรหมจรรย์ ใน พระศาสนาอีกด้วย. สำหรับ จำนวนแห่งกิจวัตร นั้นเล่า ก็มิใช่เป็นของตายตัว อาจจะ บัญญัติหรือแต่งตั้งขึ้น เป็นกี่หมวดกี่ประเภทก็ได้ แล้วแต่ความเหมาะสม หรือ ความเห็นชอบของผู้เป็นอาจารย์แห่งหมู่คณะนั้น ๆ. โดยมากเราจะได้ ยินได้ ฟังกันว่า กิจวัตรนั้นมี ๑๐ ประการ, ทั้งนี้ก็เพราะ โดยมากที่สุด ได้เห็น หรือ ได้ยินกันอย่างนั้น. ที่จริงอาจจะบัญญัติให้มีมากกว่านั้น หรือน้อยกว่านั้น ก็ได้ แล้วแต่หลักของการบัญญัติ. แต่เมื่อนิยมกันว่า มี ๑๐ ประการ เป็น ส่วนใหญ่ ก็เลยยึดถือเอาจำนวน ๑๐ นี้ ในฐานะคล้ายกับว่า เป็นจำนวนศักดิ์สิทธิ์ ที่เด็ดขาดสืบมา. แต่แม้ ในจำนวนที่ว่ามี ๑๐ นั้น ก็ยังมีการลักลั่นกัน ไม่ เหมือนกันไปทุกหมู่ทุกคณะ. ใน ๑๐ ประการนั้น จะมีอะไรบ้าง ก็แล้วแต่ ความเห็นชอบ หรือความจำเป็นแห่งท้องถิ่นของอาจารย์ หรือหัวหน้าหมู่คณะ ผู้บัญญัติ.
น.9 ในที่นี้ จักได้ ถือเอาจำนวน ๑๐ ประการนั้น ไปตามเดิม แต่จะได้ ปรับปรุง ลำดับหรือหลักเกณฑ์บางประการ แห่งกิจวัตรเหล่านั้น ให้ เหมาะสม ตามที่เห็นว่า จะเหมาะสมที่สุดเพียงไร ดังต่อไปนี้ : - กิจวัตร ๑๐ ประการ คือ : - ๑. บิณฑบาต คำว่า "บิณฑบาต" นี้ มิได้ หมายความแต่เพียงว่า เที่ยวบิณฑบาต มาฉัน, หรือต้องบิณฑบาต, เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้น ไม่มีอะไรจะฉัน หรือ แม้ ที่สุดแต่จะเข้าใจว่า เป็นคำแนะนำของอุปัชฌาย์อาจารย์ในวันอุปสมบทว่า การ บิณฑบาต ต้องทำในฐานะที่เป็นนิสัยอย่างหนึ่ง ดังนี้ นั้น นับว่ายังไม่เพียงพอ, คำว่า "บิณฑบาต” ตามตัวพยัญชนะ แปลว่า " การตก แห่งก้อนข้าว" ก็จริง, ซึ่งดูคล้าย ๆ กับว่า มีความหมายแต่เพียงว่า เอาบาตรไป ยื่นให้ เขาหย่อนก้อนข้าวลงในบาตรเท่านั้น ก็พอแล้ว. แต่ที่จริงนั้น ความหมาย ของคำ ๆ นี้ ยังมีลึกซึ้งไปกว่านั้น. ความหมายที่ลึกซึ้งนี้ หมายถึงใจความ สำคัญที่ว่า บรรพชิตนั้น จักต้องเลี้ยงชีวิต อยู่ด้วยวัตถุปัจจัย ตามที่ผู้อื่น จะอำนวยให้ ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา เป็นต้น โดยไม่ทำเอง ไม่สะสม เองซึ่งอาหารนั้น ๆ อันเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งแก่การประพฤติพรหมจรรย์ , และ ตนเองจักต้องประพฤติปฏิบัติธรรมวินัย ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ถึงกับ เกิดสิทธิ์อันชอบธรรม ในอันที่จะบริโภคบิณฑบาตของชาวเมือง นั้นด้วย. สำหรับข้อนี้ มีใจความสั้น ๆ ว่า ให้เป็นอยู่ด้วยอาหาร ที่บริสุทธิ์ ที่สะดวก สบาย อำนวยแก่การประพฤติพรหมจรรย์ ในพระศาสนาเป็นอย่างยิ่ง นั่นเอง.
น.10 แต่อย่างไรก็ตาม ยังมี ความสำคัญ ที่จะต้องสำนึกเกี่ยวกับ บิณฑบาต นี้อยู่อีกบางประการเช่นการต้องทำตนให้ เหมาะสมแก่การที่จะฉัน บิณฑบาตของชาวเมือง โดยไม่ต้องให้ สิ่งตอบแทนเป็นวัตถุ ดังที่กล่าวมาแล้ว. บัณฑิตทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ได้ กล่าวไว้ว่า "กลืนกินก้อน โลหะ ที่ร้อนโซนเสียยังดีกว่า การบริโภคจตุปัจจัยของชาวเมือง สำหรับ ภิกษุ ผู้ไม่ประพฤติตามธรรมวินัย " ๑ ดังนี้. เราจะจับใจความสำคัญ ได้ว่า บัณฑิตทั้งหลาย รับรองต้องกันว่า สิ่งที่เรียกว่า อาหาร บิณฑบาต อันเป็นอาหารที่ผู้ กิน กินโดยไม่ต้องให้ วัตถุตอบแทน นั้นๆ จะต้องตอบแทน ด้วยการประพฤติประโยชน์ที่สูงกว่า นั่นเอง. ในที่บางแห่ง ท่านเรียกภิกษุสามเณรว่าเป็น "ปรทตฺตูปชีวี" จำพวก หนึ่ง ในหลาย ๆ จำพวก ซึ่งนับรวมพวกเปรต ที่ต้องเสวยส่วนบุญ อันบุคคลอื่น อุทิศให้ เข้าไว้ พวกหนึ่งด้วย, ซึ่งฟังดูแล้ว คล้าย ๆ กับว่า เป็นพวกที่กินฟรี โดยไม่ต้องให้ วัตถุ เช่น สตางค์ เป็นต้น เป็นเครื่องตอบแทน. แต่ที่แท้ แล้ว ไม่อาจจะเป็นเช่นนั้นได้ สำหรับภิกษุในพระพุทธศาสนา, เพราะเหตุมีพระ พุทธภาษิต ที่พระศาสดาได้ ตรัสไว้ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น เป็นหลักอยู่. เพราะฉะนั้น คำว่าภิกษุ แม้จะแปลว่า "ผู้ขอ" ก็ยังมิใช่ "ขอทาน" ตาม ธรรมดา อยู่นั้นเอง. คำว่า "ผู้ขอ" ในที่นี้ หมายความแต่เพียงว่า ไม่ ปล้นสดมภ์ เบียดเบียน แย่งชิงผู้อื่นมาเลี้ยงชีวิต, ไม่ประกอบอาชีพ มีการค้า ขายเป็นต้น เป็นเครื่องเลี้ยงชีวิต, แต่จะขอเอาด้วยอาการแห่งสมณะ ผู้มีคุณ ธรรมของสมณะเป็นเครื่องตอบแทน อย่างเหมาะสมแก่เพศบรรพชิต มาเลี้ยงชีวิต ด้วยอาการสักว่า ยังอัตตภาพให้ เป็นไป. เพราะเหตุนั้นเอง ก้อนข้าวที่ตกลง ในบาตรนั้น จึงมีความหมายผิดจากความหมายของอาหาร ที่บุคคลหย่อนลง ๑. พระบาลี สัต ตถ. อัง, ๒๓/๑๓๓/๖๙. ค. ๔
น.11 ไปในภาชนะของคนขอทาน ตามธรรมดา อย่างที่จะเปรียบกันไม่ได้เลย. ขอให้ พวกเรา ผู้บวชแล้วทุกคน สำนึกถึงความหมาย หรือลักษณะของคำว่า " บิณฑบาต" โดยนัยอันลึกซึ้งดังกล่าวนี้, เพื่อให้ การเลี้ยงชีวิต เป็นไป ของตนๆเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ และประสบผลสำเร็จในการเป็นบรรพชิตของตน ได้ ทุกคน. นอกจากนั้นก็คือ นัยอันตื้นซึ่งเห็น ๆ กันอยู่แล้ว ว่า การบิณฑ- บาตฉันนี้ เป็นธรรมเนียม เป็นประเพณี ของผู้บวชบ้าง, เป็นการกระทำให้ ผู้ นั้นได้ โปรดสัตว์ คือทำให้ ผู้อื่นได้ บุญบ้าง, เป็นการออกกำลังกายในเวลา เช้า เพื่อสุขภาพอนามัยของภิกษุนั้นบ้าง, และอื่น ๆ อีก แล้วแต่จะพิจารณาเห็น. สรุปความว่า กิจวัตร ข้อนี้ เป็นกิจวัตรข้อต้นอย่างเหมาะสม คือสมตามบาลีที่ว่า "สพฺเพ สตฺตา อาหารฏฺฐิติกา " - สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง มี ชีวิตอยู่ด้วยอาหาร, ๑ และยังเป็นความหมายข้อต้น สำหรับบรรพชิตเรา ใน การที่จะต้องรู้ไว้ว่า การฉันบิณฑบาตของชาวเมืองนั้น มีความสำคัญ ชนิด ที่เราจะต้องรับผิดชอบ เราจะต้องจัด ต้องทำ ให้การฉันอาหารของเรา เป็นไปในลักษณะที่จะไม่เกิดอันตรายแก่ตัวเราเอง หรือแก่เกียรติยศ แห่งความเป็นบรรพชิตของเราโดยแท้. ๒. กวาดวัด เราจะสังเกตเห็นว่า เป็น ขนบธรรมเนียมประเพณี มาแต่ โบราณกาล ที่ภิกษุกลับมาจากบิณฑบาตแล้ว ก็จับไม้กวาด กวาดบริเวณ วัด หรือบริเวณโบสถ์ วิหาร ลานพระเจดีย์ และลานต้นโพธิ์ เป็นต้น จนทำให้ ๑. พระบาลี ขุ. ขุ. ๒๕/๒/๔.
น.12 รู้สึกว่า บิณฑบาต กับ กวาดวัดนี้ เป็นของเนื่องกัน, และเอาความหมายกัน อย่างตื้น ๆ สั้น ๆ แต่เพียงว่า เป็นภิกษุ ขยันกวาดวัด สักหน่อย ก็เพียงพอ แล้ว ดังนี้. ที่จริง คำว่า "กวาดวัด" ตามความหมายที่จัดไว้ว่า เป็น กิจวัตรอันหนึ่ง ซึ่งหมายความทั้งต้องทำ และควรทำ ตามสมควรแก่กรณีนั้น ย่อมหมายความอย่างกว้าง ๆ ว่า ความนิยม และการปฏิบัติ ในการจัดรักษา อาวาสให้สะอาด เรียบร้อย เป็นที่รื่นรมย์ เจริญตาเจริญใจ มีความงาม สมตามความหมายของคำว่า "อาราม" ซึ่งแปลว่า "สวน หรือ ป่า อัน เป็นที่นำมาซึ่งความรื่นรมย์แห่งใจ" นั่นเอง. เพราะฉะนั้น ภิกษุสามเณร พึ่งมีหลักเกณฑ์ในอันที่จะช่วยกันทำ ช่วยกันรักษา ให้ วัดของตนสะอาดหมดจด เป็นที่เจริญตาเจริญใจ สมกับที่เป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ของศาสนา เป็นสมบัติของ สมเด็จพระบรมศาสดา, และเมื่อดูกันในความคิดอย่างโลก ๆ ก็เป็นสถานที่ ที่กำเนิดของคำสั่งสอน ของธรรมจริยา ทุกอย่างทุกประการ ตลอดถึงอารยธรรม และของวัฒนธรรมของชนชาตินั้น ๆ. เมื่อพิจารณาดูตามความหมายอันนี้แล้ว เราจะรู้สึกว่า การกวาดวัด นั้น ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เสียแล้ว เพราะมีความนิยมกระทำกันมาอย่างเป็น ล่ำเป็นสัน ตั้งแต่สมัยพุทธกาล เป็นลำดับมา จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้. เรื่อง ราวที่เกี่ยวกับศาสนาในประเทศลังกา ก็มีอยู่มากที่แสดงถึงภิกษุ สามเณร กวาด วิหาร ลานพระเจดีย์ หรือบริเวณวัดกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน. เพราะฉะนั้น เราจักต้องถือเอาความหมายของคำ ๆ นี้ ให้ถูกตรงตามความมุ่งหมายของธรรม- วินัย กล่าวคือ มี วิญญาณแห่งความเป็นผู้รักความสะอาด เรียบร้อย และ การช่วยกันรักษาสมบัติของศาสนา ให้อยู่ในสภาพอันเป็นที่เจริญตาเจริญ ใจ นำมาซึ่งความเลื่อมใส ดึงคนเข้ามาสู่ศาสนาได้ เป็นส่วนสำคัญ.
น.13 ส่วนผลพิเศษอย่างอื่น เช่นการกวาดเพื่อออกกำลังกาย เพื่อประโยชน์แก่สุขภาพ อนามัย หรือไม่ให้ เป็นที่อาศัยแห่งสัตว์ที่เป็นอันตรายเป็นต้นนั้น เป็นเพียงผลพิเศษ หรือ บริวารแห่งอานิสงส์ เท่านั้นเอง. ถ้าพิจารณาดูอีกทางหนึ่ง ดูคล้าย ๆ กับว่า ท่านมุ่งหมายจะใช้ ความนิยม ในการกวาดวัดนี้ ให้เป็นเครื่องสะกิดใจ แก่ภิกษุ สามเณร นั้น ๆ ในอันที่จะ กวาดให้เข้าถึงในภายในใจ กล่าวคือ การชำระใจของตนให้สะอาด เหมือนลานวัดภายนอกที่สะอาดแล้ว เป็นต้น. สำหรับข้อนี้ พิจารณา ดูแล้ว เห็นได้ ว่า มีทางที่จะเป็นได้เช่นนั้นอยู่มาก ทีเดียว. ผู้ที่มีจิตใจเป็น ธรรม เป็นวินัย ถึงกับกวาดวัดได้ โดยไม่เกียจคร้าน หรือเบื่อหน่ายนั้น ย่อม แสดงอยู่ในตัวแล้วว่า ตนได้ ชนะกิเลสบางประการมาแล้วตามส่วน. หรืออีก ทางหนึ่ง ผู้ที่มีใจขุ่นมัวเศร้าหมองอยู่ด้วยอารมณ์ร้ายอย่างใดอย่างหนึ่ง จนไม่ อาจจะขจัด ปัดเป่า ได้ ง่ายๆ ถ้าลงไปที่ลานวัด จับไม้ กวาด กวาดวัดเสียเป็น การใหญ่แล้ว, การกวาดนั้น แทนที่จะกวาดแต่วัด ก็จะกวาดเข้าไปถึง ภายในแห่งจิตใจของผู้นั้น ให้ส่างจากอารมณ์ร้าย มีความแจ่มใสเป็นผาสุก ได้ตามส่วน ในทันทีทันใดนั่นเอง เพราะฉะนั้น เราควรรับเอาคตินิยม อันนี้ กล่าวคือ การกวาดทั้งข้างนอก ทั้งข้างใน เป็นเครื่องสะกิดใจ ให้เป็น ผู้นิยมในความบริสุทธิ์สะอาดทั้งภายนอก และภายใน ไว้ เป็นหลักอันสำคัญ นี้ นับว่า เป็นกิจวัตรประการที่ ๒ ของภิกษุ สามเณร. การกวาดประเภทใด จำเป็นต้องทำ ก็ให้ ถือว่า เป็น กิจ, การกวาด ประเภทใด เพียงแต่ควรทำ เพื่อความงามยิ่ง ๆ ขึ้นไป ก็ให้ ถือว่า เป็น วัตร. โดยเฉพาะสำหรับพระผู้บวชใหม่ ควรยินดีสมัครใจในอันที่จะให้ กิจวัตร ข้อนี้ กล่อมเกลานิสัยสันดานของตน จนเจริญงอกงาม ในพระศาสนาได้ สมตาม ความมุ่งหมาย ทุกประการ
น.14 ปลงอาบัติ คำว่า “ปลงอาบัติ " นี้ มาจากคำบาลีว่า "อาปตฺติเทสนา." อา- ปตฺติเทศนา แปลว่า การแสดงอาบัติ. ส่วนคำว่า ปลงอาบัติ นั้น ดู คล้ายกับว่า ปลงของหนักเป็นก้อนๆให้ตกลงไป จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ ผู้ที่มีการศึกษาไม่เพียงพอ เช่น ชาวบ้านทั่วไป ว่าอาบัตินั้นเมื่อต้องเข้าแล้ว ก็ปลงทิ้งเสียได้ง่ายๆด้วยการปลงอาบัติ ดังนี้เป็นต้น, กระทั่งถึงกับเกิดเป็นขนบ ธรรมเนียมประเพณี ทำการปลงอาบัติ โดยไม่มีความหมายอะไร มากกว่าการ ทำๆไปตามระเบียบ เท่านั้น. ฉะนั้น จึงมีการปลงอาบัติชนิดที่ไม่ถูกตรงตาม ความมุ่งหมายของวินัยอยู่โดยทั่วไป. คำว่า "อาปฺติเทสนา" ซึ่งแปลว่า "การแสดงอาบัติ" นั้น ย่อมหมายถึง การทำให้ผู้อื่นทราบถึงความผิด ความชั่ว ของตนโดยเปิด เผย แล้วจัดการกันอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามระเบียบวินัย โดย อาการที่ว่า อาบัตินั้นจักพ้นไปไม่มีอยู่แก่ผู้นั้น ตามสมควรแก่อาบัติหนัก อาบัติ เบา. แม้ที่สุด แต่การต้องอาบัติปาราชิกของภิกษุ ก็ต้องปลงด้วยการแสดง ให้ผู้อื่นทราบ ในการที่ตนต้องอาบัตินี้ แล้วจัดการให้ผู้นั้นพ้นไปเสียจากอาบัตินี้ ด้วยการสละเพศบรรพชิตเสีย ก็ไม่เป็นที่ตั้งแห่งอาบัติได้อีกต่อไป ดังนี้เป็นต้น. นี่ เป็นการแสดงถึงความหมายที่ชัดเจนของคำว่า อาปตฺติเทสนา หรือ การปลง อาบัติ. ส่วนอาบัติอื่นๆ ที่ไม่ถึงกับต้องทำให้ผู้ล่วง จำต้องสละเพศบรรพชิตนั้น ก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่า ทำให้อาบัติเลิกละไปด้วยการแสดงให้ผู้อื่นทราบ แล้วถ้า เป็นเรื่องที่ต้องเนื่องด้วยสงฆ์ เช่น อาบัติสังฆาทิเสส ก็ต้องจัดต้องทำเนื่องด้วย สงฆ์ตั้งแต่ต้นจนตลอด ตามระเบียบวินัย จนอาบดีพ้นไปจากผู้นั้น หรืออาบัติ ที่ไม่ต้องเนื่องด้วยสงฆ์ เช่น ปาจิตตีย์ เป็นต้น ก็เพียงแต่เปิดเผยถึงการที่ตน ค. ๕
น.15 ทำผิด เป็นการตำหนิโทษตัวเองตามสมควรตามระเบียบวินัย หรือถ้าเนื่องด้วย สิ่งของที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยวินัย ก็สละสิ่งของนั้นออกไปเสีย อย่านำมาใช้สอย เพื่อประโยชน์ตน แต่อย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้เป็นต้น ก็เป็นอันพ้นจากอาบัติได้. เราจะเห็นได้ว่า การปลงอาบัติทุกชนิด มีลักษณาการสำคัญ อยู่ที่การเปิดเผยความผิด หรือความเลวของตนให้ปรากฏออก มา แล้วทำการชำระให้หมดไป สิ้นไป หรือไร้ความหมาย โดยการทำให้ ถูกต้องตามวินัยที่วางไว้. นี้คือการแสดงอาบัติ หรือที่เรียกเพี้ยนไปตามภาษา ชาวบ้านว่า "ปลงอาบัติ" ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจอันลางเลือน นับว่าเป็น โทษอันหนึ่ง ซึ่งควรระมัดระวัง. ถ้าหากว่าการปลงอาบัติเป็นการกระทำพอ สักว่าเป็นพิธี คือทำตามๆกันอย่างเถรส่องบาตรแล้ว ก็จะทำให้ความหมายอัน ศักดิ์สิทธิ์ของการปลงอาบดีตกลงไป เป็นการทำอย่างเล่นๆหรืองมงาย ชนิด ที่จำอวดหรือหนังตะลุง เอาไปแสดงเล่นเป็นบทล้อในเรื่องราวที่เขากำลังแสดงนั้น นับว่า เป็นที่น่าสมเพชแก่ภิกษุผู้ดำเนินการสืบอายุพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง. อาจจะมีผู้เข้าใจกันว่า คำว่า แสดงอาบัติ หรือปลงอาบัติ นี้ มีความ หมายที่ใช้ได้แต่เพียงทางวินัย หรือเป็นไปตามทางวินัยล้วนๆ. แต่ที่จริงแล้ว ถ้าพิจารณาดูให้ดีจักเห็นได้ว่า การปลงอาบัตินั้น มีความหมายครอบ คลุมไปถึงทางธรรมด้วย . ถ้าขยายความหมายของการปลงอาบัติให้ กว้างออกไป โดยทำนองนี้แล้ว เราจะต้องทำความเข้าใจในความหมายของคำว่า ปลงอาบัติ ให้เป็นไปในรูปที่ว่า เป็นการสำนึกถึงความผิด แล้วกลับใจ เพื่อจะทำให้ถูกต่อไป ด้วยความระมัดระวัง ตั้งหน้า ตั้งตา ทำเป็น อย่างยิ่ง. เมื่อให้ความหมายแก่การปลงอาบัติว่า เป็นการสำนึกบาปหรือสำนึก ความผิด เช่นนี้แล้ว เราจะเห็นได้ว่า มิได้เป็นแต่ระเบียบ หรือเรื่องทางวินัย
น.16 อย่างเดียวเสียแล้ว แต่กินความกว้างไปถึงทางธรรมจนหมดสิ้นด้วย. ตามหลักธรรมปฏิบัติทั่วไปซึ่งมีอยู่ว่า "ละสิ่งที่ควรละ เจริญสิ่งที่ควร เจริญ จนเกิดปัญญา หรือญาณ ทำลายกิเลสให้หมดไปจากสันดาน" ดัง นี้นั้น เราจะเห็นได้ว่า ในการละสิ่งที่ควรละ แล้วเจริญสิ่งที่ควรเจริญนั้น ย่อม จำจะต้องมีการสำนึกถึงความผิด หรือการที่ตนปล่อยให้ตนถูกกิเลสครอบงำอยู่เป็น ปรกติ แล้วตั้งใจที่จะไม่ปล่อยให้เป็นอย่างนั้น หรือไม่ทำเช่นนั้น แต่จะทำ การป้องกันรักษาจิตของตน ให้ดียิ่งๆขึ้นไปดังนี้ เป็นต้น ซึ่งพอจะถือได้ว่า เป็น การปลงอาบัติตามทางธรรม. ยกตัวอย่างเช่น เราสำนึกถึงการ ที่เรามีจิตริษยาอาฆาต ในกรณีใดกรณีหนึ่งขึ้นมาได้แล้ว, มีความสลดสังเวช ในความเป็นเช่นนั้น ซึ่งทำลายเกียรติแห่งผู้ประพฤติพรหมจรรย์ หรือเกียรติ แห่งพุทธบริษัทของตนให้เศร้าหมอง, ก็ทำการสารภาพแก่ตนเองว่า เป็นผู้เลว ผู้ทราบ ในเบื้องต้นเสียก่อน, แล้วดิ้นรนขวนขวายหาความช่วยเหลือจากกัลยา- ณมิตรหรืออาจารย์ โดยการ บอกให้ทราบถึงโทษหรือความเสียหาย ซึ่งเกิดขึ้น แก่ตน แล้วขอคำแนะนำสั่งสอน เพื่อนำไปปฏิบัติสำหรับแก้ไขกิเลสอันชั่วร้ายนี้. นี้นับว่า เป็น การแสดงอาบัติทางธรรมโดยแท้ และตรงตามหลักของวินัย โดยไม่ขัดแย้งกันเลย. ถ้าจะกล่าวตามหลักธรรมให้ยิ่งไปกว่านี้ เพราะไหนๆก็ได้กล่าวมาแล้ว, ก็ ควรจะมองต่อไปในข้อที่ว่า การที่โยคาวจรผู้ใดผู้หนึ่ง พิจารณาเห็นโทษแห่ง วัฏฏสงสารว่า ประกอบอยู่โดยโทษเห็นปานนั้นๆ และตนก็ได้เวียนว่ายมาใน วัฏฏสงสาร รับทุกข์ทรมานอย่างไม่รู้หลาบจำ นับด้วยชาติเป็นอันมาก ดังนี้แล้ว เกิดความสำนึกตัวว่า ตนมีความโง่เขลา มีความเหลวไหลไม่ทำจริง แล้วตั้งหน้า ตั้งตาบำเพ็ญภาวนาเพื่อพ้นจากวัฏฏสงสารให้ส้มกัน ดังนี้ ก็พอจะกล่าวได้ว่า การสำนึกบาป หรือการสำนึกตัว อันนั้น ของพระโยคาวจรนั้น ก็เป็น
น.17 การปลงอาบัติตามทางธรรมชั้นสูงสุด คือทำให้บรรลุนิพพานได้ , แต่ก็ ยังมีความมุ่งหมายตรงเป็นอันเดียวกันแท้ กับ การปลงอาบัติทางวินัย. สรุปความ ว่า การปลงอาบัตินั้น ย่อมมีความมุ่งหมายอยู่ที่การ สำนึกถึงความผิด ความชั่ว หรือทุกข์โทษที่ตนได้เคยทำ หรือเคยรับมา แต่กาลก่อน แล้วกลับใจ หรือกลับตัวเสียใหม่ ในอันที่จะไม่ทำหรือ ปล่อยให้เป็นไปเช่นนั้นอีกต่อไป โดยไม่ต้องมีการจำกัดว่า เป็นบาป หรือความชั่วชนิดไหน. ชื่อว่าบาป หรือความชั่วแล้ว เป็นสิ่งที่ต้อง หลีกห่าง หรือเว้นขาด โดยสิ้นเชิงทุกชนิดไปที่เดียว. เพราะฉะนั้น ขอให้พวกเราผู้บวชแล้วทั้งหลาย จงทำการปลงอาบัติ ให้ถูกต้องตามความหมายอันแท้จริงเถิด อย่าให้กลายเป็นการทำอย่าง งมงาย ชนิดเถรส่องบาตร จนเป็นที่ตั้งแห่งการเยาะเย้ย แย้มสรวล ของบุคคล ผู้มีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาอีกต่อไปเลย. นี้นับว่า เป็นกิจวัตรประการที่ ๓ อันจะต้องทำ หรือพึงฝึกฝน จนสำเร็จในการทำ ทุกคน. ๔. ทำวัตรพระสวดมนต์ สำหรับกิจวัตรข้อนี้ พอจะแยกออกได้เป็น ๒ ส่วน คือ ทำวัตรพระ ส่วน หนึ่ง, และ สวดมนต์ อีกส่วนหนึ่ง. ก. ทำวัตรพระ หมายถึงการกล่าวสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัย โดยใจความก็คือ การเจริญพุทธานุสสติ, ธัมมานุสสติ, สังฆานุสสติ หากแต่ เป็นการกล่าวออกมาดังๆโดยทางวาจาด้วย เท่านั้น. ผู้ทำวัตร ไม่ควรทำอย่าง งมงายหรือทำอย่างเพ้อๆ คือสักว่ามาไหว้ๆกราบๆ ว่าบทบาลีพอให้จบๆไปก็
น.18 พอแล้ว. ผู้ทำวัตร ควรจะมีความรู้สึกว่า การทำวัตรนี้ เสมือนหนึ่ง การไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเป็นประจำวันทีเดียว, เพราะตามปรกติ การ ทำวัตรย่อมทำในโบสถ์ หรือสถานที่ ที่มีพระพุทธปฏิมาประดิษฐานอยู่เป็นประธาน ผู้ทำวัตร ควรจะเพ่งเอาพระพุทธรูปเป็นต้นนั้น เป็นนิมิต สำหรับส่ง จิตไปยังพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งยังคงมีอยู่โดยพระคุณ ไม่มีวันสาบสูญ แล้วทำการสักการะบูชา ด้วยอาการทางกาย วาจา ใจ เสมือนหนึ่งว่า เวลานั้น เป็นเวลาที่ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยเฉพาะพระพักตร์. ข้อนี้ จักทำให้เกิดความรู้สึกที่เป็นจริงเป็นจังในการทำวัตร ว่ามิใช่เป็นแต่ทำๆ กันเขาว่า หรือเพียงแต่หัดนิสัยให้ขยัน ไม่ขี้เกียจ หรือไม่นอนลายเป็นต้น, การ ทำวัตรเช่นนั้น มีความหมายเต็มตามคำที่เรียกว่า " ทำวัตรพระ" ซึ่งมีความ มุ่งหมายถึงการไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อถวายความเคารพ หรือการอุปัฏฐากอย่าง ใดอย่างหนึ่ง เป็นประจำวันนั้นเอง. เพียงแต่ความหมายเท่าที่ว่า "เป็นการ ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นประจำวัน" นี้ ก็นับว่า มีค่าสูงสุดควรแก่การ เสียสละเพื่อให้เกิดการทำอย่างยิ่งอยู่แล้ว. สำหรับการเจริญพุทธานุสสติ นั้น อาจทำให้มีความหมายเป็น การทำวัตร พระพุทธเจ้า ได้. ตามปรกติย่อมหมายถึงการเจริญภาวนา น้อมระลึกถึง คุณพระพุทธองค์ โดยไม่ต้องลั่นวาจาก็จริง, สำหรับในกรณีนี้ ที่เป็นการลั่น วาจานั้น ก็เพื่อให้ระลึกถึงพระคุณของพระองค์ได้อย่างชัดเจน และครบถ้วนทุก ประการ มีผลไม่น้อยกว่าการที่เพียงแต่บริกรรมว่า "พุทโธ, พุทโธ," เป็น ต้น อย่างเดียว. การกล่าวจำแนกพระคุณออกมาโดยวาจา และส่งใจไป ตามวาจาที่ตนกล่าวนั้น ย่อมเป็นการจาระในพระคุณของพระองค์เรียงอย่างโดย ละเอียด. และบทที่ท่านประพันธ์ขึ้นไว้สำหรับสวดนั้น ก็ประพันธ์ขึ้นด้วยความ ค. ๖
น.19 ฉลาด สุขุม รอบคอบ เป็นอย่างยิ่ง ; ถ้าผู้กล่าวกระทำในใจไปได้ตามวาจาที่ กล่าวแล้ว ก็สามารถที่จะทำให้เกิดปีติปราโมทย์อยู่ตลอดเวลา และเป็นการ เพิ่มศรัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใส ในพระผู้มีพระภาคเจ้าให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น, และให้มากยิ่งขึ้นทุกๆวัน เป็นประจำวันที่เดียว. เพราะฉะนั้น จึงเป็นการถูก ต้อง หรือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ผู้ทำวัตรจะต้องพยายามศึกษาจนเข้าใจ ความหมายของคำทำวัตรนั้น อย่างแจ่มแจ้งทั่วถึงเสียโดยเร็ว อย่าให้ ต้องว่าเพ้อๆไป โดยไร้ความหมาย เหมือนการร้องของนกแก้ว นก ขุนทอง เป็นปีๆเลย. การที่ลงทุนพยายามศึกษาให้ทราบความหมายของคำ ทำวัตรนั้น แม้จะยากลำบาก ก็มีผลคุ้มกัน หรือมีผลเกินค่า, และการทำเช่น นั้น เป็นสิ่งที่ทำได้โดยไม่เหลือวิสัย. แม้ในชั้นต้น จะไม่สามารถส่งจิตไม่ตาม ได้ทันท่วงที แต่เมื่อพยายามฝึกฝนมากเข้า ก็จักค่อยเป็นไปได้ในเวลาอันสมควร. มีผู้ทำสำเร็จมาแล้ว ไม่ใช่เป็นของเหลือวิสัยแต่ประการใดเลย จะเหลือวิสัยก็แต่ สำหรับคนเหลวไหลไม่ตั้งใจจะเอาจริงเท่านั้น. สำหรับการ ทำวัตรพระธรรม นั้น พึงทำความเข้าใจว่า เป็นการง่าย ยิ่งกว่าการทำวัตรพระพุทธเจ้าซึ่งทำโดยทำความเข้าใจจนมองเห็นความจริงว่า พระ องค์ยังคงทรงอยู่โดยพระคุณเช่นนั้นเช่นนั้น แล้วทำวัตร คือการแสดงความเคารพ ด้วย กาย วาจา ใจ ที่พระคุณของพระองค์ อันมีพระพุทธปฏิมาเป็นนิมิต หรือ เครื่องหมายตัวแทน เป็นต้น. ที่กล่าวดังนี้ ก็เพราะว่าพระธรรมนั้น เป็น สิ่งที่มีอยู่ทั่วไปในที่ทุกสถาน ไม่จำกัดกาล ไม่จำกัดเวลา. บัณฑิต ถือกันว่า พระธรรมนั้นมีอยู่ก่อนเกิดมีโลก ด้วยซ้ำไป, มีคำบาลีว่า "ธมฺโม หเว ปาตุร- โหสิ ปุพฺเพ " ๑ ดังนี้เป็นต้น.เมื่อพระธรรมเป็นสิ่งที่มีอยู่ในที่ทุกแห่งและตลอด เวลาดังนี้ ปัญหาจึงมีอยู่แต่ที่ว่า ผู้ทำวัตร จะมองให้เห็นองค์พระธรรมได้อย่างไร หรือไม่ เท่านั้น. ๑. กาลิงควัดด์ จตุก. ชา. ชาตกัตถกถาฉบับบาลี ภาค ๔ หน้า ๒๖๐.
น.20 ข้อนี้ ก็ไม่เป็นการยากอีกเหมือนกัน ถ้าผู้ทำวัตรนั้น ได้ศึกษาความหมาย ของคำทำวัตรพระธรรม คือ ธัมมานุสสติปาฐะ หรือธัมมาภิคีติคาถา ก็ตามให้ แม่นยำ แล้วส่งใจไปตามข้อความนั้น ตลอดเวลาที่ตนกล่าวคำทำวัตรอยู่ ใจ ก็จะเข้าถึง หรือซึมซาบในลักษณะ หรือคุณสมบัติอันน่าอัศจรรย์ของพระธรรม อันมีอยู่ทั่วไปและตลอดเวลา นั้นจริงๆ. แต่ถ้าผู้ทำวัตรทำอย่างงมงายแล้ว ทั้งที่พระธรรมเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่าย เพราะมีอยู่ในที่ทุกแห่งก็ตาม ก็ยังเป็น การยากที่เขาจะเข้าถึงพระธรรมด้วยการทำวัตร ไม่น้อยไปกว่าการทำวัตรพระ พุทธเจ้าเลย. เพราะฉะนั้น ขอให้ผู้ทำวัตร จงได้พยายามให้ยิ่งๆขึ้นไป ใน การที่จะซึมซาบ ชัดเจน ถึงความหมายของคำทำวัตรนั้นจริงๆ. สำหรับ การทำวัตรพระสงฆ์ นั้น ก็คล้ายๆกันกับการทำวัตรพระผู้มี พระภาคเจ้า. คำว่า "พระสงฆ์ ” ในที่นี้ หมายถึงพระอริยบุคคลทั้งหมด ในพระพุทธศาสนา ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน บรรดาที่เป็นสาวกของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกประเภท, ได้ในบทบาลีที่ว่า " จตฺตาริ ปุริสยุคานิ อฺฏฺฐ ปุริสปุคุคลา " ๑ นั้นเอง. ผู้ทำวัตร จึงควรสำนึกตัวในขณะนั้นว่า เรากำลังถวายความเคารพแด่พระอรหันต์ทุกองค์, แต่พระอนาคามี ทุกองค์, แต่ พระสกทาคามี ทุกองค์, และพระโสดาบัน ทุกองค์. ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ดังกล่าวแล้ว และพร้อมกันนั้น เราก็น้อมระลึกถึงความประเสริฐสูงสุด ของพระอริยบุคคลเหล่านั้น ที่ท่านได้พยายามจนประสพผลสำเร็จ ในการเข้า ถึงโลกุตตรธรรม อันสูงสุด ที่คนเขลาทั้งหลายพากันถือว่า เป็นของสุดวิสัย. พระอริยเจ้าเหล่านั้น ย่อมตั้งอยู่ในฐานะ เป็นสักขีพยานเครื่องยืนยัน ว่า โลกุตตรธรรมนั้น ไม่ใช่สิ่งที่สุดวิสัยของมนุษย์ ผู้มีความตั้งใจ ๑. แปลว่า พระสงฆ์ทั้งหมด จัดเป็นประเภทได้ ๘ ประเภท ตั้งแต่พระโสดาปัตติมรรค ขึ้นไป ตามลำดับ จนถึงพระอรหัตตผล. จัดเป็นคู่ๆได้ ๔ คู่ ตามมรรค และผล .
น.21 จริง แต่ประการใด. พร้อมกันนั้น ผู้ทำวัตร ย่อมระลึกถึงความหมายแห่ง ความเป็นพระสงฆ์ อันได้แก่ความเป็นผู้มีความสะอาด สว่าง แลสงบ ถึงที่สุด หรือบางส่วน แล้วแต่กรณี, ว่าคุณธรรมเหล่านี้ เป็นคุณธรรมประจำในพระ ธรรม แลในพระผู้มีพระภาคเจ้า, ในฐานะที่เป็นคุณธรรมอันประเสริฐสุด ใน บรรดาคุณธรรมทั้งหลาย ที่มนุษย์เราจะพึ่งมีได้ ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่านี้แล้ว. เมื่อผู้ทำวัตร ได้ทำจิตของตนให้เอิบอาบอยู่ด้วยอนุสฺสติ อันถูกต้องและสูง สุด เช่นนี้แล้ว ย่อมกล่าวได้ว่า เขาได้รับ ความสำเร็จในการเข้าถึง หรือ เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นกาลพิเศษ ประจำวัน ที่เดียว. ข้อนี้ เป็นสิ่งที่น่าเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง นำปีติปราโมทย์ มาให้แก่บุคคลนั้นเพิ่มขึ้นๆ จนมีความเชื่อไม่หวั่นไหว ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, นับเป็นองค์ทั้ง ๓ ของบุคคลผู้บรรลุโสดา- ปัตติผล และเป็นทางให้มีองคคุณข้อที่ ๔ คือ อริยกันตศีล กล่าวคือ ศีล อันบริสุทธิ์ดีเป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า ซึ่งเมื่อเป็นดังนี้ ก็คือ ความเป็นโสดาบัน นั่นเอง." การลงทุนทำวัตร อย่างแท้จริงเช่นนี้ นำมาซึ่งผลอันประเสริฐสุด แท้จริง, อย่างต่ำที่สุด ก็จักทำให้เป็นผู้มั่นคงในพรหมจรรย์ หรือในพระศาสนา, จนกว่าจะบรรลุมรรค ผล นั้นๆได้ ในกาลอนาคต ข้างหน้า. ทั้งหมดนี้ คือการทำวัตรพระรัตนตรัย ซึ่งภิกษุ สามเณร จักต้องพยายาม ทำตามโอกาส คือ ทำเป็นหมู่ ในสถานที่และเวลาอันกำหนดไว้ ก็ตาม, ทำเป็น เอกเทศโดยส่วนตัว ในที่อยู่แห่งตนทุกเวลา จะนอน หรือคืนจากนอน ก็ตาม นับว่า เป็นการกระทำ ที่น่าบูชา สรรเสริญ เป็นอย่างยิ่ง. การเสียสละทั้งนี้ ๑. ในบาลี โสภาปัตติยังคสํยุตต์ ได้ตรัสระบุคุณสมบัติของพระโสดาบันไว้ว่า มีศรัทธาไม่ คลอนแคลนในพระพุทธเจ้า ๑ ในพระธรรม ๑ ในพระสงฆ์ ๑ และมีอริยกันตศีล ๑ ดังนี้ - ไตร. ล. ๑๙ น. ๔๒๘.
น.22 เป็นการเสียสละที่ควรเสียสละ แม้ว่า จะมีความเหน็ดเหนื่อย หรือ ลำบากบ้าง. ดังที่ได้ ยินมา ระเบียบในบางคำสนา มีการทำวัตรพระศาสดา หรือพระเป็นเจ้า ของตนอย่างจริงจัง วันหนึ่ง ตั้ง ๕ ครั้ง ก็มี เช่น ที่ชาวอิสลามิกชน กระทำกัน อย่างเคร่งครัด. บางพวกเลือกกระทำในเวลาที่ต้องเสียสละมาก ๆ เช่นใน คำสนาซิ ซ์ ( Silhisma ) ผู้เป็นหัวหน้าชักชวนบริวารของตน ลุกขึ้นทำวัตร หรือสรรเสริญคุณของพระเป็นเจ้าเวลาดึก ในเวลาตี ๒ ตี ๓ กลางสนามหญ้า ซึ่ง มีความหนาวจัด กลางน้ำค้าง กลางหิมะ เป็นต้น, ดังนี้ จงพิจารณาดูเถิดว่า เป็นการเสียสละสักเพียงไร. ทั้งนี้ ก็เพราะเหตุว่า การทำวัตรนั้น ให้ผล ตอบแทนอย่างเกินค่าจริงๆ คืออย่างน้อยที่สุด ก็เป็นการย้อมจิตให้ติด แน่นอยู่กับสิ่งซึ่งเป็นที่พึ่งของตนสืบไปได้ นั่นเอง. แม้จะมองดูผล อย่างโลก ๆ ที่สุด ก็ยังเป็นการบังคับตัวเอง ที่เป็นระเบียบที่สุด. เพราะฉะนั้น จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ จนสุดกำลังความสามารถของตน ทุกคน. ข. การสวดมนต์ นั้น มีความมุ่งหมาย เพื่อจะเป็นการสาธยายให้ เกิดความแม่นยำในตัวบทของพระธรรม สืบต่อ ๆ กันไป ในฐานะเป็นการสืบอายุ พระปริยัติธรรมคำสอนเอาไว้ ทั้งนี้ เพราะว่า ในสมัยโบราณ โดยเฉพาะสมัย พุทธกาล หรือใกลๆ กันนั้น ไม่มีการจารึก ขีดเขียน, พระพุทธวจนะทั้งหมด ต้องท่องจำกันไว้ด้วยปาก, ท่านจึงมีระเบียบการสาธยาย ซ้อมความจำพระพุทธ- วจนะเอาไว้ ซึ่งเราเรียกว่า "การสวดมนต์". ในข้อนี้ พิจารณาดูแล้ว จะเห็นได้ ว่าในลักษณะเช่นนั้น ย่อมเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่เราจะต้องสวดมนต์. ครั้นมาถึงสมัยที่มีการจารึกขีดเขียนแล้ว และการสวดมนต์ได้ เปลี่ยนมาสวดบทที่ เป็นการอวยพรแก่ผู้ฟัง หรือเป็นบทที่ถึงกันว่าจะเป็นเครื่องคุ้มกันผู้ฟัง ในฐานะ เป็นปริตต์ หรือเครื่องรางดังนี้, การสวดมนต์ก็เปลี่ยนรูปไปจากการสืบอายุ พระปริยัติธรรม มาเป็นพิธีรีตองอะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ถูกตรงตามหลักของ ค. ๗
น.23 พระพุทธศาสนาอยู่ไม่น้อย, แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีนิยมทำกันอยู่. ขอให้เรา เข้าใจว่า การสวดมนต์ที่แท้จริงของพุทธบริษัทนั้น อยู่ที่การสาธยายเพื่อ สืบอายุพระปริยัติธรรม หรือเป็นการแสดงธรรมเป็นหมู่ ดังกล่าวแล้ว ข้างต้น. ส่วนพิธีการสวดมนต์ทำปริตต์มงคลนี้ เป็นของเพิ่งเกิดขึ้นที่หลัง โดยไปเอาอย่างพวกอื่น หรือแข่งขันกับลัทธิยื่น ซึ่งมีอยู่ทั่วไป เพื่อไม่ให้น้อยหน้า หรือเสียเปรียบกันในทางที่จะอนุวัติตามความต้องการของสัตว์ ที่ยังมีระดับจิตใจต่ำ ยังต้องถือปัจจัยภายนอกเพราะความขลาดซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากนั่นเอง. ฉะนั้น พวกเราแม้ จะต้องสวดมนต์ในลักษณะอย่างหลังนี้บ้าง ก็พึ่งทำความเข้าใจว่า เป็น เพียงคล้อยตามประเพณี ตามความประสงค์ของสัตว์ที่มีภูมิแห่งจิตใจยังต่ำอยู่บ้าง เท่านั้น, อย่าถึงกับขลาดเขลา งมงาย เสียด้วยตนเอง ตามความมุ่งหมายของ การสวดมนต์ชนิดนั้น, ซึ่งที่แท้ ยังไม่ตรงตามหลักกรรม และหลักอื่น ๆ ของพระ พุทธศาสนา และไม่เคยมีในครั้งที่สมเด็จพระบรมศาสดายังทรงพระชนม์อยู่ มีแต่ การแอบอ้างของคนบางคน ที่ประดิษฐ์เรื่องบางเรื่องขึ้นกล่าวเท่านั้นเอง. พระ พุทธองค์ได้ ตรัสไว้ว่า ผลที่แท้จริง ต้องเกิดจากการกระทำที่ถูกต้อง ของตนเอง, มี ใช่เพราะการอ้อนวอน, หรือเพราะการกระทำ ของผู้อื่น เพราะเหตุฉะนี้แหละ ขอให้พวกเราจงมีความมุ่งหมายที่จะทำการ ให้ ถูกลักษณะที่จะเป็น การสาธยายพระธรรมอันแท้จริง เพื่อสืบอายุพระ ศาสนาเป็นข้อแรก และเพื่อประโยชน์แก่ตัวเราเองในการที่จะจำบทธรรม นั้น ๆ ไว้อย่างแม่นยำมั่นคงแล้ว นำมาประพฤติปฏิบัติทางกายวาจาใจ หรือ ไว้สั่งสอนผู้อื่นสืบไป ดังนี้. นี้เรียกว่าการ สวดมนต์อันบริสุทธิ์และถูกต้อง ของพุทธบริษัทเรา ซึ่งเมื่อพิจารณาดูแล้วจักเห็นได้ ด้วยตนเองว่า เป็นสิ่งที่มีผล อย่างยิ่งจริงๆ. ทั้งการทำวัตรสวดมนต์สองอย่างนี้ เป็นกิจที่ต้องทำและควรทำเป็นประจำ จึงได้เรียกว่า " กิจวัตร ," เป็นเครื่องแวดล้อมผู้ทำให้ มั่นคง ในพระศาสนาได้
น.24 เป็นอย่างดี. ควรที่พวกเราผู้บวชแล้ว จักพยายามจนสุดความสามารถ อย่าง น้อยที่สุดก็ยังเป็นการฝึกนิสัยให้ ขยัน ให้ กระปรี้กระเปร่าว่องไวในการบังคับ ตัวเองเป็นต้น. ๕. ขวนขวายปัจจเวกขณ์และภาวนา กิจวัตรข้อนี้ก็พอที่จะแยกได้เป็น ๒ ส่วน คือ การปัจจเวกขณ์พิจารณาวัตถุ ปัจจัยหรือธรรมะข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งรวมเรียกว่า "ปัจจเวกขณ์ " และอีก ส่วนหนึ่งเป็น การเจริญภาวนา ซึ่งหมายถึงการเจริญกัมมัฏฐาน ทั้งที่เป็น กัมมัฏฐานประธาน คือกัมมัฏฐานที่ตนจำเป็นต้องทำเพื่อกำจัดกิเลส ที่กำลัง เบียดเบียนจิตใจตนอยู่ โดยตรงตามจริตของตน ๆ ก็ตาม หรือที่เป็น กัมมัฏฐาน บริวาร อันตนจะพึ่งทำตามความพอใจ ไม่จำกัดแล้วแต่ความเหมาะสมในวันหนึ่ง ๆ หรือในคืนหนึ่ง ๆ. ทั้ง ๒ ส่วนนี้มีใจความสำคัญ อันจะพึ่งกำหนดดังนี้ : - ก. การปัจจเวกขณ์ คำว่า "ปจฺจเวกฺขณ " โดยตัวพยัญชนะ คือ ปฏิ + อิกฺข สำเร็จรูป เป็น "ปจฺจเวกฺขณ " ซึ่งแปลว่า การเห็นหรือการเพ่ง อย่างเฉพาะเจาะจง ได้ แก่ การพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ หรือแยบคายนั่นเอง. การพิจารณาที่ภิกษุสามเณร กระทำกันอยู่ โดยทั่วไปในกรณีนี้ คือการ พิจารณาวัตถุปัจจัยทั้ง ๔ กล่าวคือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัช อันภิกษุสามเณรจักต้องบริ โภคใช้ สอยเป็นประจำนั้นเอง. ความมุ่งหมาย ของการพิจารณามีอยู่ว่า จักเป็นการคุ้มกันมิให้ผู้นั้นบริโภคปัจจัยนั้น ๆ ด้วยกิเลสตัณหา, พูดอย่างธรรมดา ก็คือ บริโภคด้วยความตะกละ หรือ
น.25 ด้วยความมุ่งหมายจักให้เป็นการสวยงาม สนุกสนาน เอร็ดอร่อย โอ้อวด กันเป็นต้น. การพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ ท่านวางอุบายไว้ ให้อย่างแยบคาย คือปันระยะการพิจารณาออกเป็น ๓ ระยะ : - ระยะแรก ทำการพิจารณา เพื่อให้มีสติรู้สึกตัวในการรับ เพื่อจะไม่รับ ด้วยกิเลสตัณหาอย่างเดียวกัน อันจะทำให้เสียสมณะสารูป ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสของผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส และทั้งทำลายความเลื่อมใสของผู้ที่เลี่ยมใสอยู่แล้ว ให้สูญเสียไป ซึ่งความเป็นอย่างนี้ มิได้ เป็นความเสียหายแก่บุคคลผู้นั้นแต่ผู้เดียว แต่เป็นการทำลายพระศาสนาโดยส่วนรวมอีกด้วย. การไม่พิจารณาแล้วรับตามอำนาจกิเลสตัณหานั้น ย่อมเป็นการส่งเสริมหรือสะสมกิเลสตัณหาให้มากยิ่งขึ้นในสันตาน ไม่เป็นการปฏิบัติธรรมะ, แต่กลับเป็นการทำลายการปฏิบัติธรรมหรือพรหมจรรย์ของผู้นั้นเอง เพราะฉะนั้น ท่านจึงมีอุบายให้พิจารณาโดยแยบคายเสียตั้งแต่ขณะรับ นี้ระยะหนึ่ง. ในระยะที่ ๒ หมายถึงการพิจารณาโดยแยบคาย ในขณะที่บริ โภค ไม่บริ โภคด้วยกิเลสตัณหา แล้วยังพินิจพิจารณาให้เห็นความจริง ของสิ่งที่กำลังบริ โภค และความจริงที่เนื่องกันอยู่กับตัวผู้บริ โภค. การทำอย่างนี้ ย่อมทำให้เกิดผลดีหลายสถานด้วยกัน เช่นทำให้ผู้นั้นไม่ต้องได้ รับโทษจากการบริ โภคจตุปัจจัยด้วยวิธีอันผิดทาง ชนิดที่กล่าวกันว่า กินก้อนโลหะอันร้อนโชน เป็นต้นบ้าง หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ไม่ต้องรับโทษ เช่นความอิ่มอึดอัดเมามายเพราะการบริโภคมากเกินไปบ้าง ดังนี้เป็นต้นบ้าง ; และยังจะได้รับผลอันสูงสุดของการพิจารณาเห็นความเป็นของ ไม่เที่ยง เป็นอนัตตา ของสิ่งบริ โภคและการบริ โภค และของตัวบุคคลผู้บริ โภคนั้น ๆ จนเป็นวิปัสสนากัมมัฏฐาน ชนิดที่จะบั่นทอนกิเลสให้ เบาบางไปจากสันดาน บรรลุธรรมะในเบื้องสูงได้ โดยเร็ว ดังนี้เป็นต้น. ยิ่งกว่านั้น ถ้าพิจารณาดูให้ ละเอียดแล้วยังจะเห็นได้ ว่า ถ้าบริโภคตามวิธีอันถูก- ต้องของบรรพชิตแล้ว ยังจักสามารถป้องกันโทษเล็ก ๆ น้อยๆ ชนิดที่เป็นของ
น.26 ธรรมดา ได้เป็นอย่างดี เช่นผู้ที่พิจารณา ย่อมฉันอาหารด้วยความสำรวมระวัง ยากที่จะถูกอันตรายด้วยก้างหรือของมีคม หรือยาพิษเป็นต้นได้. แต่อานิสงส์เบ็ดเตล็ดชนิดนี้มิได้ถือเป็นประมาณ เพราะว่าแม้พวกฆราวาส เขาก็ยังต้องพิจารณากันอยู่เป็นปรกติธรรมดาด้วยเหมือนกัน. ผลอันแท้จริงของการพิจารณาอย่างบรรพชิตนั้น มุ่งหมายอยู่ที่การป้องกันกิเลสที่ยังไม่เกิดขึ้น และกำจัดกิเลสที่เกิดขึ้นแล้ว ตลอดถึงการยังอัตตภาพให้เป็นไปพอเหมาะสมแก่การประพฤติพรหมจรรย์ ในพระศาสนานั้นเป็นส่วนใหญ่. สำหรับระยะที่ ๓ คือการพิจารณาหลังจากบริโภคปัจจัยนั้นๆเสร็จแล้วนั้นมีผู้เข้าใจกันว่าพิจารณาเพราะเผื่อว่าในขณะรับและขณะบริโภค ไม่ได้พิจารณา จึงต้องพิจารณาทีหลัง. ความเข้าใจดังนี้ ไม่น่าจะถูกต้องเลย. หรืออย่างจะถูกต้องก็ไม่ใช่ความมุ่งหมายอันแท้จริง. ควรจะถือเป็นหลักว่า การพิจารณาหลังจากการบริโภคแล้วนี้ เป็นการพิจารณาย้ำหรือซ้ำลงไปอีก เพื่อให้เกิดความมั่นคง หรือเป็นไปได้ ตลอดระยะกาลไม่ว่างเว้น, เหมาะสมแก่ความเป็นผู้ไม่ประมาทนั้นมากกว่า การที่จะให้ถือว่า พิจา- รณาเผื่อ เพราะเมื่อรับและบริโภคไม่ได้พิจารณานี้ เป็นการหละหลวมอย่างยิ่ง, และเป็นทางให้เกิดความเหลวแหลก สะเพร่า แก่ผู้มีนิสัยมักง่ายอยู่ก่อนแล้ว คือจะทำให้รับหรือบริโภคด้วยความตะกละ ด้วยคิดว่าจะไปพิจารณาเอาตอนหลัง เมื่อบริโภคเสร็จแล้วก็ได้ ดังนี้. เรื่องนี้ไม่ใช่คาดคะเนเอา แต่ได้เคยสังเกตเห็นว่าได้เป็นกันดังนั้นจริง เป็นที่น่าสลดอยู่มาก. เพราะฉะนั้นจึงขอเตือนไว้ในที่นี้ว่า อย่าได้ถือตามความคิดเห็นอันหละหลวมเช่นนั้นเลย. จงถือหลักว่าเราจะต้องพิจารณาทั้งเมื่อรับและเมื่อบริโภค และหลังจากบริโภคแล้ว โดยเด็ดขาด โดยเท่ากัน. สำหรับการพิจารณาหลังจากการบริโภคนั้น มีความมุ่งหมายเพื่อให้มีความแน่นแฟ้น ไม่ประมาทตลอดเวลานั่นเอง. ค. ๘
น.27 บทธรรมสำหรับพิจารณาหรือที่เรียกว่าบทปัจจเวกขณ์นั้น มีความหมาย ชัดเจน ละเอียดอยู่ในตัวแล้ว. ผู้ศึกษาที่ไม่รู้ภาษาบาลี จะต้องศึกษา คำแปลให้รู้ความหมายโดยชัดแจ้ง แล้วพิจารณาด้วยใจ ตามความหมาย ของพระบาลีนั้นๆ, มิใช่พึมพำ ว่าคำบาลีเพ้อๆไป อย่างนกแก้วนก ขุนทอง พอจบแล้วก็เป็นอันถือว่าได้ปัจจเวกขณ์แล้ว ดังนี้หาได้ไม่. การทำเพียงเท่านั้น เป็นการทำอย่างปรัมปรา อย่างงมงาย ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยที่ การศึกษาเสื่อมทรามสาบสูญต่างหาก : จนกระทั่งผู้เป็นครูบาอาจารย์เอง ก็ไม่รู้ ความหมายของคำบาลีที่ใช้ปัจจเวกรณ์นั้น. การพิจารณาเป็นภาษาไทยอย่าง เข้าใจทั่วถึงเสียอีก ยังจะมีผลยิ่งกว่าที่ว่าเป็นภาษาบาลีส่งๆไปเช่นนั้น และทั้ง จัดเป็นการพิจารณาอย่างถูกตรงตามความมุ่งหมายของพระพุทธเจ้าด้วย. การ ที่บทปัจจเวกรณ์มีอยู่เป็นภาษาบาลีนั้น ก็เพราะว่าในประเทศอินเดียสมัยนั้น เขา พูดกันด้วยภาษาบาลี นี้ หรืออยู่ในลักษณะที่ฟังรู้เรื่องนั้นเอง ; เพราะฉะนั้น ในสมัยนั้นจึงไม่มีการปัจจเวกรณ์อย่างนกแก้วนกขุนทอง เหมือนในกรณีของผู้ที่ ไม่รู้บาลีในสมัยนี้ แล้วยังไม่สนใจศึกษาคำแปลอีกด้วย. ขอให้ผู้ ปัจจเวกรณ์ อย่าได้ละเลย ในการที่จะศึกษาความหมาย ของคำปัจ- จเวกรณ์ ให้เข้าใจชัดเจนซึมซาบ, อย่าเป็นแต่เพียงว่าบทบาลี ทำปากงุบงิบๆ ก่อนบริโภคก็พอแล้ว. นั่นเป็นเพียงเรื่องเบื้องต้นสำหรับคนเพิ่งบวช ยังไม่ ทันจะศึกษา แลบวชเข้ามาอย่างลวกๆ ตามประเพณีที่เพิ่งเกิดขึ้นที่หลัง, ทาง ที่ถูกที่ควร ผู้จะบวชควรจะศึกษาความหมายของคำปัจจเวกขณ์นี้ ให้ เข้าใจถ่องแท้ จนพิจารณาได้ถูกต้องตามความมุ่งหมายเสียแต่ก่อนบวช, พอบวชเข้ามาในวันแรก ก็สามารถพิจารณาจตุปัจจัย ได้ผลสมตามความ มุ่งหมายเหมือนอย่างในครั้งพุทธกาลนั้นเหมือนกัน.
น.28 ความหมายของคำปัจจเวกรณ์โดยสรุปเป็นแนวสังเขป มีอยู่ว่า : - ๑. จีวร. ผู้บริโภคจะต้องมีความรู้สึกสำนึกอยู่ในใจ ในขณะที่จะรับ จีวร หรือจักบริโภคจีวรก็ตาม ว่า จีวรนี้ และบุคคลผู้บริโภคจีวรนี้ เป็นเพียง สังขารธรรม คือนามธาตุและรูปธาตุประชุมกันเข้าแล้วเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีตัวตน ซึ่งเป็นสัตว์เป็นบุคคล, การบริโภคนี้ ก็เป็นเพียงการเป็นไป ของสังขารธรรม ซึ่งยังมีความรู้สึกตามธรรมชาติ จึงได้มีการบริโภค หรือดิ้นรนเพื่อให้ได้บริโภค, หามีความหมายที่เป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์บุคคล อันใด ยิ่งไปกว่าสังขารธรรมไม่. และอีกประการหนึ่ง ตัวบุคคลผู้บริโภค นั้น มีความเป็นปฏิกูลอยู่ที่เนื้อที่ตัว ซึ่งจะทำให้จีวรที่นำมาบริโภคนั้น กลายเป็นของปฏิกูลไปในไม่ช้า ซึ่งเป็นเครื่องหมายของสังขารธรรมอัน ไม่เที่ยง ไม่แน่นอน และเป็นของปฏิกูลอยู่โดยธรรมชาติ เช่นนี้. และเมื่อกำลัง บริโภค ก็มีความรู้สึกว่า การบริโภคนี้ เพียงเพื่อ บำบัดอันตรายอันจะเกิด ขึ้นแก่ร่างกาย มีความหนาว ร้อน หรือการเบียดเบียนของสัตว์ เช่น เหลือบ ยุง หรือเพื่อปกปิดร่างกายส่วนที่ควรปกปิด เท่านั้น, ไม่มีความมุ่งหมาย เพื่อ ความสวยงาม โอ้อวด หรือความสบาย ชนิดที่ส่งเสริมความกำหนัด เป็นต้นเลย. และในขณะที่บริโภคเสร็จแล้ว ก็ยังคุมความรู้สึกเช่นเดียวกันนี้ ให้คงยัง อยู่ประจำ ตลอดกาล. ๒. บิณฑบาต. ผู้พิจารณาพึงทำความรู้สึกสำนึกไว้ในใจในขณะรับ หรือขณะจะบริโภคว่า บิณฑบาต และ ผู้บริโภคบิณฑบาต นั้น เป็นเพียง สังขารธรรม ไร้ความหมายแห่งความมีตัวตน และมีความเป็นของปฏิกูล เช่นเดียวกับที่กล่าวแล้วในข้อจีวร. และในขณะที่บริโภคอยู่ ย่อมทำความรู้สึก ตัวอยู่ตลอดเวลาที่บริโภค ไม่เฉพาะขณะที่จ่อเข้าปาก ว่าการบริโภคนี้ เพียง เพื่อยั้งอัตตภาพให้เป็นไปได้ ตามความหมาย ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเป็น
น.29 อุปมาไว้ว่า เหมือนการหยอดน้ำมันที่เพลาเกวียน เพียงให้มันถื่นๆไปได้ ไม่ใช่ สาดจนชุ่มโชก ไหลนองไป, หรือเหมือนกับบิดามารดาหลงทางในทะเลทราย จนบุตรน้อยในอ้อมแขนตายไปแล้ว ตนจำต้องฝืนกินเนื้อบุตรนั้น เพียงเอาชีวิต รอด เพื่อเดินทางกลับออกมาจากทะเลทราย เท่านั้น, หาใช่บริโภคเพื่อความอิ่ม หมี่พี่มัน เพื่อกำลังกายอันมากมาย เพื่อเอร็ดอร่อย สนุกสนาน มัวเมา โอ้อวด กัน หรือเพื่อส่งเสริมราคะ เป็นต้นไม่. รวมความว่า เพียงเพื่อยังอัตตภาพ ให้เป็นไปสำหรับประพฤติพรหมจรรย์ ถอนตัวออกจากทุกข์ทั้งปวง เท่านั้น. ความรู้สึกอันนี้ จักต้องฝึกซ้อม ให้เป็นความรู้สึกที่คล่องแคล่ว สา- มารถรู้สึกได้พร้อมกันคราวเดียว โดยไม่ต้องคิดนึกหรือบริกรรม แต่ เป็นสติที่สมบูรณ์อยู่ นับตั้งแต่ขณะจะหยิบบิณฑบาตมาบริโภค กำลัง จะบริโภค กำลังส่งเข้าปาก กำลังเคี้ยว และกำลังกลืน ทุกๆระยะไป ดังนี้, นี่ เรียกว่า มีการพิจารณาในขณะบริโภค. ระยะหลังจากการ บริโภคแล้ว ก็ยังคงรักษาสติ หรือความรู้สึกอันนี้ไว้ ให้ยังคงอยู่เป็นประจำทุก คราว ที่นึกถึงการฉันบิณฑบาต. ๓. เสนาสนะ . เสนาสนะ หมายถึงเครื่องใช้สอย และที่อยู่อาศัย, จึงจำเป็นที่จะต้องขยายขอบเขตของการพิจารณา ให้กว้างออกไป ถึงทุกสิ่ง และทุก ขณะ ที่ตนทำการใช้สอยเสนาสนะ คือวัตถุสิ่งของสำหรับใช้สอย เช่น เสื้อ หมอน และที่อยู่อาศัย เช่นตัวกุฏิ วิหาร เป็นต้น. ในขณะจะรับก็เลือก รับแต่ที่สมควรแก่สมณบริโภค และโดยปริมาณที่พอเหมาะพอสม ไม่ รับไว้ในฐานะเป็นตัวตน หรือเป็นของตน, แต่รับในฐานะเป็นเพียงสังขาร ธรรมที่เป็นของต้องเป็นไป ตามเหตุตามปัจจัยอันจักต้องอาศัยกันและกัน ตาม ความหมายที่ว่า ไร้ความเป็นตัวตน และมีความเป็นของปฏิกูลอยู่โดยธรรมชาติ ดังกล่าวข้างต้น. ในขณะบริโภค ก็มีความรู้ ลึกที่ว่าจะบริโภคเพียงเพื่อป้องกัน อันตรายที่จะเกิดแก่ร่างกาย มีแดดและลม หรือสัตว์ที่ทำอันตรายแก่ร่างกาย หรือ
น.30 ปกปิดอิริยาบถที่ควรปกปิด ดังนี้เป็นต้น. ทั้งนี้เพื่ออนุเคราะห์แก่การเป็นไป ได้ ของชีวิต เพื่อประโยชน์แก่การประพฤติพรหมจรรย์ จนกว่าจะถึงที่สุด. แม้ ในระยะที่บริโภคแล้ว ก็ยังคงรักษาความรู้สึกสำนึกอันนี้เอาไว้ จนตลอดกาล ทุก ๆ คราวที่นึกถึงหรือจะใช้ สอยเสนาสนะต่าง ๆ นั้น. ๔. คิลานเภสัช คำว่า "คิลานเภสัช " ตามตัวพยัญชนะ แปลว่า “ วัตถุอันใช้ เป็นเครื่องบำบัดโรคของคนเจ็บ." ตามพยัญชนะคล้ายจะหมาย ถึง ยาอันมีรสขมขื่น ไม่ชวนบริโภค ที่ต้องใช้ ก็เพราะความจำเป็นจริง ๆ. แต่ความหมายนั้นท่านหมายถึงเภสัชชนิดที่ดูแล้ว คนในสมัยนี้จะไม่ถือว่าเป็นเภสัช เช่น เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เหล่านี้ เข้าด้วยกัน. ในการจะ บริโภคยาอันมีรสขม หรือบริ โภคเภสัชที่เป็นประเภท บำรุงร่างกายให้ สดชื่น คลายความอ่อนเพลียเหล่านี้ ล้วนแต่จะต้องพิจารณา หรือปัจจเวกรณ์ด้วยกัน ทั้งนั้น, และพิจารณาในความหมายอันเดียวกัน. ในระยะรับหรือระยะจะ บริโภค ก็พิจารณาถึงข้อที่สิ่งเหล่านี้ และผู้จะบริโภคสิ่งเหล่านี้ เป็นเพียงสังขาร- ธรรม, ไร้ ตัวตน และปฏิกูลอยู่ โดยธรรมชาติ ดังกล่าวแล้วเป็นต้น. ใน ขณะบริ โภคก็ทำความรู้สึกว่า บริโภคเพื่อให้หายโรคอย่างแท้จริง ตามวิธีของ บรรพชิต. เพราะฉะนั้น จึงทำให้ บริโภคได้ แม้ ยาอันมีรสขม และกลิ่นอัน น่าสะอิดสะเอียน เช่น ยาอันประกอบขึ้นด้วยน้ำมุตรตามความนิยมในวินัย หรือ ที่ได้ ใช้ กันจริงๆ ในหมู่พระอริยเจ้าในสมัยพุทธกาลนั้น, อาจจะบริโภคได้ อย่างง่ายดาย ปราศจากความลำบากใจ เพราะการพิจารณาที่ถูกต้องดังกล่าวแล้ว. แม้จะบริโภคเภสัชที่มีรสอร่อย เช่น เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นต้น ก็บริโภคด้วยสติสัมปชัญญะรู้สึกตัว ควบคุมตัวให้บริโภคเพียง เพื่อบำบัดความอ่อนเพลีย หรือโรคบางอย่างเท่าที่จำเป็น ไม่ใช่ว่าปล่อย ให้บริโภคตามความอร่อยพาไป ซึ่งเป็นการบริโภคด้วยกิเลสตัณหา อันจะส่งเสริมกิเลสตัณหา จะติดในรส แล้วจักต้องรบกวนตนเอง หรือ ค. ๙
น.31 บกวนผู้อื่นมากขึ้น. เมื่อพิจารณาตามแนวนี้แล้ว ก็จะสามารถควบคุม ให้ การบริโภคเภสัชนั้นๆเป็นไปเพียงเพื่อป้องกันโรคและเป็นเครื่องบำบัดโรคได้ จริงๆ ไม่มีทุกข์โทษอันใดเกิดขึ้นแก่ใคร ๆ เพราะเหตุนั้น. แม้ ในระยะที่บริโภคแล้ว ก็ยังสำนึกในความรู้สึกอันนั้น อยู่ตลอดเวลา, เป็นการย้อมใจให้มีความพอใจ สันโดษในยาอันน่าสะอิดสะเอียนของบรรพชิต กล่าวคือ ยาที่ประกอบขึ้นด้วย น้ำมูตร, และไม่เป็นทางให้เผลอตัวหลงใหล ในเภสัชประเภทที่มีรสอร่อย เช่น เนยและน้ำผึ้ง เป็นต้น ดังกล่าวแล้ว. โดยสรุปความ จะเห็นได้ว่า การพิจารณาปัจจัยนี้ ท่านมุ่งหมายจะให้ มีสติสำนึกตัวในข้อที่ว่า สิ่งทั้งปวงเป็นเพียงสังขารธรรม ไม่มีตัวตน นี้ ประการหนึ่ง, และว่า สิ่งนั้น ๆ ปฏิกูลอยู่โดยธรรมชาติ นี้ประการหนึ่ง, และว่า ควรจะมีสติสัมปชัญญะเข้าไปเกี่ยวข้อง คือบริโภคสิ่งนั้น ๆ เท่าที่ จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น ไม่ปล่อยให้เผลอจนเป็นทางมาแห่งกิเลสใหม่ ๆ นี้ อีกประการหนึ่ง, ทั้งนี้เพื่อความเป็นไปได้ แห่งชีวิตหรือการประพฤติพรหม- จรรย์ อันเป็นที่มุ่งหมายดังนี้. เมื่อพิจารณาดูแล้ว จะเห็นได้ ชัดเจนที่เดียวว่า การปัจจเวกขณ์นี้เป็น สิ่งจำเป็น หรือจะกล่าวว่าเป็นชีวิตวิญญาณของผู้บวชนั้นทีเดียว. เพราะว่า ถ้าผู้บวชแล้วไม่มีการพิจารณาดังกล่าวนี้ ตนก็จะประสพความ ยุ่งยากในภายในใจ อันเกิดมาจากการเป็นอยู่อย่างแบบบรรพชิตแท้, และ ตนก็จะประสพการรบกวนของกิเลส หรือการรบกวนของความอยากนั่น อยากนี้ ที่ตนเคยชินมาแต่กาลก่อน จนถึงกับทนอยู่ในเพศบรรพชิตไม่ได้ ต้องสึกออกไป อันนับว่าเป็นอันตรายอันใหญ่หลวง ของภิกษุสามเณรผู้ บวชใหม่. ฉะนั้นพวกเราผู้บวชแล้ว พึ่งมองเห็นความสำคัญของการ ปัจจเวกรณ์ จตุปัจจัย แล้วพยายามกระทำด้วยความอดกลั้นอดทน ด้วยความไม่ ประมาท เอาตัวให้รอดได้ ในที่สุด.
น.32 คำว่า "ปัจจเวกขณ์” นี้ ยังกินความกว้างออกไปถึงการ พิจารณาบทธรรม บทใดบทหนึ่งอยู่เสมอ ๆ เพื่อให้เกิดความ พอใจที่ยิ่งขึ้นไปในธรรมข้อนั้น เช่นการปัจจเวกรณ์องค์อุโบสถศีลของ อุบาสกอุบาสิกา, หรือเพื่อให้เข้าใจในธรรมข้อนั้นจนถึงกับนำมาใช้ ให้สำเร็จประโยชน์แก่ตน. การพิจารณาบทธรรมชนิดนี้ ท่านจัด เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ซึ่งเรียกว่า " สัมโพชฌงค์" ด้วยองค์หนึ่ง ซึ่งในที่นั้น เรียกว่า "ธรรมวิจัย " หรือ "ธมฺมวิจย." การพิจารณาบทธรรม บทใดบทหนึ่ง ซึ่งถูกกับนิสัยและจริตของคนอยู่เป็นประจำนั้น ย่อมนำมาซึ่งความอิ่มเอิบ หรือ ความเพลิดเพลินในธรรม เป็นการเพิ่มกำลังใจ หรือเป็นการช่วยประคับประคองใจ ให้เจริญงอกงามไปตามทางธรรม. เพราะฉะนั้นการที่เลือกเฟ้นเอาธรรมะ บทใดบทหนึ่ง มาพิจารณาอยู่เสมอ ๆ เพื่อเป็นการศึกษาก็ตาม หรือเป็นเครื่อง ตักเตือนใจ พยุงใจของตนไว้ ก็ตาม นับว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ โดยแท้จริง. ใน เรื่องนี้ ภิกษุสามเณรเรานิยมพิจารณาบทปัจจเวกรณ์แห่งพระบาลี ทสธรรม- สูตร์ ( ทส. อํ. ไตร. ล. ๒๔ . ๙๑ ) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ธรรมอันบรรพชิต พิ่งพิจารณา เนืยง ๆ นั่นเอง. การปัจจเวกขณ์ปัจจัย ๔ ก็ดี, การปัจจเวกขณ์บทธรรมบทใดบท. หนึ่ง อยู่เป็นประจำก็ดี, เรียกว่า "การปัจจเวกขณ์" ในฐานะเป็น สิ่งที่ผู้บวชแล้วจักต้องขวนขวาย จักต้องพยายามด้วยความจำเป็นอย่าง หลีกเลี่ยงเสียไม่ได้. ข. ภาวนา คำว่า "ภาวนา " ในที่นี้ แม้ โดยพยัญชนะจะแปลว่า " การทำให้เจริญ" แต่ตามความหมายนั้น หมายถึงการเจริญกัมมัฏฐานโดยเฉพาะ, กล่าวคือการพินิจ
น.33 พิจารณาสิ่งทั้งปวง ให้เกิดความรู้ความเห็นตามที่เป็นจริงในสิ่งนั้น ๆ จนจิตใจ ปล่อยวางความยึดถือในสิ่งทั้งปวงนั้นเอง. แต่เนื่องจากการพิจารณาดังกล่าวนี้ ต้องอาศัยจิตใจตั้งมั่นเป็นสมาธิเป็นมูลฐาน ท่านจึงได้ รวมเอาการทำสมาธิ คือ การทำจิตใจให้ สงบเป็นอารมณ์เดียว เข้ามาไว้ในคำว่า " ภาวนา" นี้ด้วย และเรียกว่า “สมถภาวนา" คือการทำจิตใจให้สงบ เป็นคู่กันกับ "วิปัสสนา ภาวนา" ซึ่งเป็นการพิจารณาให้เห็นความจริง ของสังขารธรรมทั้งหลาย ทั้งปวงอย่างแจ่มแจ้ง ตลอดจนถึงกับเห็นพระนิพพาน อันเป็นที่ดับแห่ง สังขารทั้งหลายเหล่านั้นด้วย. การเจริญสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนานี้ มีเรื่องราวละเอียดพิสดารอยู่ ในเรื่องราวนั้น ๆ แล้ว. การศึกษาโดยละเอียดจักต้องศึกษาจากพระคัมภีร์ ที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นโดยตรง และเป็นเรื่องยืดยาวที่ต้องศึกษา ตลอดเวลานานตาม สมควร. สำหรับในที่นี้อยากจะชี้เฉพาะใจความของกิจวัตรข้อนี้อย่างสรุป สั้น ๆ ว่า ให้ผู้บวชแล้วพยายามหาโอกาสในวันหนึ่ง ๆ เพื่อทำจิตให้ สงบเย็นเป็นประจำอยู่เป็นระยะ ๆ เพื่อเกิดความโปร่งกายสบายใจ ตาม วิธีนั้น ๆ แล้วถือเอาโอกาสที่โปร่งกายสบายใจนั่นเอง พิจารณาถึงความ จริงอันลึกซึ้งของสังขารทั้งปวง เพื่อรู้แจ้งในเรื่องราวของความทุกข์, ของ เหตุให้เกิดทุกข์, ของความดับทุกข์โดยไม่มีเหลือ, และการประพฤติ ปฏิบัติเพื่อจะดับทุกข์ไม่มีเหลือนั้น ๆ โดยอยู่ในที่อันสงัด มีโคนไม้ อันสงัด หรือถ้ำอันสงัด หรือเรือนร้างอันสงัด เป็นต้น ตามโอกาสที่ตน สามารถทำไปได้ดี เพียงใด. กิริยาอันนี้ เรียกว่า การเจริญภาวนา ทำได้ทุกโอกาส ทุกสมัย ทั้งกลางวันกลางคืน. สรุปความแห่งกิจวัตรข้อที่ ๕ นี้ ก็คือ การจัดการทำให้เวลาส่วนมาก หรือส่วนสำคัญของเราผู้บวชแล้ว ล่วงไปด้วยการปัจจเวกขณ์ และการเจริญ กัมมัฏฐาน อยู่เป็นประจำ. เพราะว่า สิ่งนี้แล เป็นตัวพรหมจรรย์แท้ ซึ่ง
น.34 สามารถทำผู้นั้น ให้ประสพผลที่มุ่งหวังของการออกจากเรือน บวชเป็นนักบวช ผู้ไม่ครองเรือน, อันเรียกว่า สามัญญผล หรือผลอันจะพึ่งได้ จากความเป็น สมณะ ได้ โดยครบถ้วนแท้จริง. ขอให้พวกเรา ผู้บวชแล้ว จงได้ สำนึก ถึงความสำคัญของกิจวัตร ข้อนี้ เป็นพิเศษ. ๖. อุปัฏฐากอุปัชฌาย์อาจารย์ การอุปัฏฐากอุปัชฌาย์อาจารย์นั้น สำหรับผู้บวชใหม่ ที่ยังต้องถือนิสัย กล่าวได้ ว่าเป็น "กิจ" คือมีความผูกพันให้ต้องทำ เกี่ยวกับระเบียบของการ ถือนิสัย. แต่สำหรับผู้พ้นนิสัยแล้ว กล่าวได้ ว่าเป็น " วัตร" คือทำตาม ที่มีฉันทะในการที่จะทำ ไม่เป็นการบังคับ. การอุปัฏฐาก ในที่นี้ ถ้าเพ่งดูตามระเบียบของการถือนิสัย มีทางที่จะมอง เห็นได้ ว่า ท่านมุ่งหมายผลพิเศษอยู่บางประการ ก็ได้ กล่าวคือ การทำให้ หมดการถือตัวถือตน, เพราะวินัย ที่เกี่ยวกับการถือนิสัย ไม่ยอมยกเว้น ให้แก่สัทธิวิหาริก หรืออันเตวาสิก ชั้นไหน ฉะนั้น กุลบุตรผู้มาบวชจากกำเนิด หรือสกุลสูง เช่นมาจากวรรณะกษัตริย์เป็นต้น ก็ยังต้องทำการอุปัฏฐากอุปัชฌาย์ อาจารย์ ซึ่งมีกำเนิดเป็นคนสามัญ ตามวินัยที่เกี่ยวกับการถือนิสัย. ความ มุ่งหมายอันนี้ พอที่จะกล่าวได้ว่า เป็นใจความสำคัญของการถือนิสัย. ถ้า หากว่าสัทธิวิหาริก หรืออันเตวาสิก ยังมีความกระด้างด้วยมานะ ถึงกับ อุปัฏฐากอุปัชฌาย์อาจารย์ไม่ได้แล้ว ย่อมยากที่จะรับการสั่งสอน อบรม โดยแท้จริงได้. เพราะฉะนั้น ความมุ่งหมายอันนี้ นับว่าเป็นความสำคัญ อย่างยิ่งของการถือนิสัย. ส่วนความมุ่งหมายอย่างอื่น ที่พอจะมองเห็นได้ ทั่ว ๆ ไป ก็มีอยู่ เช่นหวัง จะให้เกิดความรักใคร่แก่กันและกัน, เกิดความสนิทสนม ความเป็นกันเอง ใน ค. ๑๐
น.35 ระหว่างกันแลกัน ตลอดถึงกับจะเป็นโอกาสให้ได้รับโอวาท คำสั่งสอนที่พิเศษไปกว่าธรรมดา, และเป็นการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี ที่บัณฑิตได้วางไว้ แต่กาลก่อน ดังนี้เป็นต้น. ทั้งหมดนี้ ย่อมจะเห็นได้ว่า เป็นสิ่งที่นำมาซึ่งประโยชน์แก่กันและกัน ทั้งสองฝ่าย. สำหรับการอุปัฏฐากนั้น มีลักษณะอาการกี่อย่าง ก็ประการ ย่อมมีชัดเจนอยู่แล้วในตำรับตำราอันว่าด้วยนิสัย หรืออุปัชฌายวัตร อาจริยวัตร เป็นต้น ซึ่งผู้ปรารถนาอาจหาศึกษาเอาได้ โดยละเอียดจากที่มานั้น ๆ. เมื่อสรุปความแล้ว พอจะเห็นได้ว่า การอุปัฏฐากนี้เป็นการกระทำที่ให้เกิดความผาสุกแก่อุปัชฌาย์อาจารย์ เป็นการกระทำที่แสดงถึงความเคารพ นับถือ ความรักใคร่ ความเป็นกันเอง, เป็นการกระทำให้เป็นตัวอย่างที่ดีงาม ตามระเบียบของขนบธรรมเนียมอารยธรรม หรือวัฒนธรรม เป็นต้น, และเป็นการกระทำที่ทำผู้อุปัฏฐากให้ มีความฉลาด ไหวพริบ ละเอียดลออ เพราะท่านกล่าวระบุไว้ในวัตรนั้น ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้ทำต้องฉลาด รอบคอบ มีความไหวพริบ เป็นอย่างยิ่ง ตัวอย่างเช่น การเปิด ปิด ประตูหน้าต่างให้ตรงตามความประสงค์ของท่าน เป็นต้น, ซึ่งเมื่อสรุปความแล้ว กิจวัตรอันนี้ ย่อมนำมาซึ่งประโยชน์ เป็นที่ตั้งแห่งความเจริญงอกงามในพระศาสนา ของสัทธิวิหาริก หรืออันเตวาสิก เหล่านั้น ได้เป็นอย่างดี ซึ่งผู้หวังความเจริญแก่ตน พึงขวนขวายทำตามโอกาส. ๗. บริหารสิ่งของและร่างกาย คำว่า "บริหาร ” ท่านหมายถึงการดำรงรักษา การซ่อมแซม ให้อยู่ในสภาพที่ควรจะเป็น, และพร้อมที่จะใช้ให้เป็นประโยชน์ ตามความมุ่งหมายนั้น ๆ.
น.36 " การบริหารสิ่งของ ” ในที่นี้ หมายถึงการปฏิบัติให้ถูกต้องตามธรรมและตามวินัยที่เกี่ยวกับบริกขารที่ตนมีใช้ เพื่อเป็นเครื่องอาศัยในการดำรงชีพ หรือเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม วินัย ก็ตาม. บริกขารที่จำเป็นที่ท่านระบุไว้ ก็คือ บาตร และ จีวร. แต่ท่านมักขยายความออกไปถึงบริกขารประจำตัวอย่างอื่น ๆ เช่น มีดโกน เข็มเย็บผ้า ประคตเอว เครื่องกรองน้ำ เป็นต้น, และควรจะหมายความตลอดถึงเครื่องใช้สอยอื่น ๆ มีเสนาสนะ เป็นต้นด้วย. สิ่งที่เรียกว่า " บริกขาร " นั้น คือสิ่งที่น่าติดตัวไปได้, สิ่งที่เรียกว่า " เสนาสนะ " นั้น คือสิ่งที่ไม่ต้องนำติดตัวไป, แต่ ๒ อย่างนี้ รวมเรียกว่า " สิ่งของที่ต้องบริหาร " ในที่นี้. การบริหารนั้น บางลักษณะ วินัยระบุไว้ชัดและบังคับให้ต้องทำ เช่นระเบียบเกี่ยวกับ จีวร หรือ บาตร โดยตรง. ส่วนการบริหารบางอย่างนั้น ทำตามเหตุผลที่จะพึงทำ เพื่อประโยชน์ของตน ๆ เป็นคน ๆ ไปแล้วแต่ว่า ตนกำลังอยู่ในลักษณะเช่นไร หรือกำลังศึกษาและปฏิบัติสิ่งใดอยู่. สิ่งของต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับตน ในลักษณะที่กล่าวนี้ ตนจักต้องเอาใจใส่บริหารให้เป็นไปด้วยดี ทั้งนี้ มิใช่เพราะกลัวจะผิดวินัย หรือเพราะตนจะได้ใช้สอย ให้ครบครันและเหมาะสม เท่านั้น ก็หามิได้ แต่เพื่อเป็นไปเพื่อมนุษยธรรม หรือวัฒนธรรม ในฐานะที่ภิกษุสามเณรจักต้องเป็นผู้นำ ในเรื่องเหล่านี้ด้วยพร้อมกันไปในตัว. คำว่า " บริหาร " นั้น ควรจะกินความไปถึงการประหยัด การรักษาความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อย เหล่านี้ เป็นต้นด้วย. การบริหารร่างกาย นั้น พึงถือหลักโดยอุปมาว่า ร่างกายนี้ เปรียบเหมือนม้าที่คนใช้ขี่เพื่อเดินทางไกล เป็นเวลาแรมปี แรมเดือน กว่าจะถึงที่ที่ตนประสงค์. เจ้าของม้า จักต้องฉลาด ในการบริหารม้าของตน ไม่ให้มันผอม
น.37 จนวิ่งไม่ไหว และก็ไม่ให้ มันอ้วนมากจนวิ่งไม่ไหวอีกด้วยเหมือนกัน, แต่จะ ให้เป็นไปพอเหมาะพอดี, ให้เป็นม้าที่แข็งแกร่ง อดทน คล่องแคล่ว ได้ อย่างอก อย่างใจของเจ้าของ ไม่เจ็บไข้ ง่าย ไม่ตื่นตกใจง่าย ดังนี้เป็นต้น ข้อนี้ฉันใด ; การบริหารร่างกายนี้ ก็ฉันนั้น, ผู้หวังความสำเร็จในการศึกษาและการปฏิบัติ จักต้องเอาใจใส่บริหารร่างกายของตน ให้ อยู่ในสภาพที่เหมาะสมแก่การศึกษา และปฏิบัติ ที่ตนกำลังทำอยู่. โดยเฉพาะการเป็นอยู่ของภิกษุ ซึ่งมีหลักว่า " มีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น" ๑ และ " สันโดษด้วยปัจจัยตามมีตามได้ตามทาง ธรรมเป็นส่วนใหญ่ " ๒ นั้น จักต้องมีร่างกายอันแข็งแกร่ง และคล่องแคล่ว กระปรี้กระเปร่า ซึ่งเป็นคุณสมบัติอันสำคัญ แม้ ขององค์สมเด็จพระบรมศาสดา ดังที่มีผู้นำไปสรรเสริญว่า " พระสมณโคดม เป็นผู้มีอนามัยดี มีความ กระปรี้กระเปร่า" ๓ ดังนี้เป็นต้น. การบริหารร่างกายให้ พอเหมาะพอสมนี้ นับว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะ คำว่า “พอเหมาะพอสม " นั้น ย่อมมีลักษณะอาการต่างกัน เช่น ของฆราวาส ก็มีความพอเหมาะพอล์ม ไปอย่างหนึ่ง, ของบรรพชิต ก็มีความพอเหมาะพอสม ไปอีกอย่างหนึ่ง, แม้ ที่เป็นบรรพชิตก็ยังมีบรรพชิตวัยหนุ่ม วัยกลางคน หรือวัย ชราเป็นต้น ซึ่งย่อมมีความพอเหมาะพอสมของการบริหารต่างกัน หรือมีลักษณะ ต่างกัน, แต่ถ้าเพ่งจะจับเขาใจความสำคัญแล้ว ย่อมกล่าวได้ว่า บริหารให้ เป็นไป ในลักษณะที่อำนวยแก่การประพฤติพรหมจรรย์ หรือ การศึกษา เล่าเรียนก็ตาม แล้วแต่กรณี. ที่ว่า "เหมาะสมแก่การประพฤติพรหมจรรย์ " นั้น หมายความว่า ถ้าบริหารไปในทางที่ตามใจตัวหรือผ่อนผันมากเกินไป ย่อมเป็นร่างกายที่อ่อนแอ ๑. พระบาลีทสธัมมสูตร ทส. อํ. ๒๔/๙๒/๔๘. ๒. พระบาลีฉวิโสธนสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๑๓๐/๑๗๒. ๓. พระบาลี โลหิจจสูตร สีล. ที. ๙/๒๘๕/๓๕๓, และบาลีแห่งอื่นอีกหลายแห่ง.
น.38 หรือเป็นที่ตั้งของราคะ โทสะ เป็นต้น อย่างมากมายทีเดียว, เหมือนม้าที่เลี้ยง ให้อ้วนจนวิ่งไม่ไหว หรือมัวแต่จะไปสาละวนอยู่กับม้าที่มีเพศตรงข้าม เป็นต้น. ถ้าการบริหารตึงเครียดเกินไปจนถึงกับเป็น อัตตกิลมถานุโยค แล้ว ก็เป็นร่างกาย ที่ไม่สามารถจะเป็นที่ตั้งแห่งการ ประพฤติพรหมจรรย์ได้ มีแต่พิกลพิการไป เหมือน ม้าที่เจ้าของไม่เอาใจใส่ ดีแต่จะใช้ขี่เสียท่าเดียว ฉันนั้น. เพราะฉะนั้น ให้ผู้สนใจตั้งข้อสังเกตเอาเองว่า ร่างกายของตนยังหนัก หรือ ทึบ หรือเฉื่อยชาเกินไป เพียงใด หรือร่างกายของตนทรุดโทรมอ่อนเพลีย เพียงใด แล้วพยายามสอดส่อง ค้นหา หลักการบริหารที่พอเหมาะพอสม มา บริหารให้ได้ตรงตามความประสงค์ของการประพฤติพรหมจรรย์. อีกอย่างหนึ่ง, พึ่งถือเป็นหลักสั้นๆว่า การบริหารในที่นี้ มิใช่บริหาร เพื่อให้เกิดความสวยงาม จับตา จับใจ คนที่ได้เห็น หรือบริหารเพื่อ เกิดความรู้สึก ที่สนุกสนาน เอร็ดอร่อยทางเนื้อหนังอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็หามิได้, แต่จะบริหารกาย เพื่อให้เป็นเครื่องรองรับอันเหมาะสมแก่ จิตใจ ที่กำลังจะก้าวหน้าไปตามทางธรรม ซึ่งมีความหลุดพ้นจาก อำนาจของกิเลสทั้งปวง เป็นที่มุ่งหมาย. ขอให้พวกเราผู้บวชแล้วทั้งหลาย จงอย่ามีความโง่เขลาถึงกับถือว่า การ บริหารวัตถุสิ่งของ หรือร่างกายนี้ เป็นของเล็กน้อย. อย่างน้อยที่สุด ก็ให้ เป็นการฝึกฝนตนให้มีสติปัญญา ให้มีความสุขุมรอบคอบ ให้มีปฏิภาณในการ แก้ปัญหาต่างๆซึ่งเกิดขึ้นแก่ตน. ส่วนความมุ่งหมายอันแท้จริง ซึ่งเป็นดวง วิญญาณของการบริหารนั้น อยู่ที่จะได้มีเครื่องใช้สอย หรือร่างกายที่เหมาะ สมแก่การก้าวหน้า ในทางพระศาสนา. ถ้าผู้ใด มีความฉลาดในการบริหาร ย่อมหมายความว่า ผู้นั้นมีปัญญา. ขึ้นชื่อว่า ปัญญาแล้ว ย่อมนำไปใช้ได้ ในที่ทุกสถาน จึงควรใช้การบริหารวัตถุสิ่งของและร่างกาย ซึ่งจำเป็นจะต้อง รับการบริหารเป็นประจำวันนั้น เป็นบทเรียนสำหรับฝึกปัญญาเป็นประจำวัน ค. ๑๑
น.39 ปในตัว ซึ่งนับว่า เป็นกุศลอย่างยิ่ง. แต่อย่างไรก็ตาม ท่านย่อมถือว่า ก าร บริหารสิ่งของและบริหารร่างกาย ซึ่งย่อมเนื่องกันอยู่กับจิตใจอย่างที่จะ แยกกันไม่ได้นี้ ที่แท้ก็คือ การปฏิบัติธรรมวินัยอย่างหนึ่ง หรือชั้น หนึ่ง นั่นเอง. ขอพวกเราผู้บวชแล้ว อย่าได้มีความประมาทในเรื่องนี้ โดย ถือเสียว่า เป็นเรื่องเล็กน้อย หรือโง่เขลาถึงกับเห็นว่า เป็นเรื่องนอกลู่นอกทาง ของพระศาสนา แต่อย่างใดเลย. ๘. ขวนขวายเรียนธรรมวินัย คำว่า " ธรรมวินัย " นี้ ผู้มีการศึกษาน้อย ย่อมเห็นเป็นคำธรรมดาคำหนึ่ง, แต่ที่แท้แล้ว คำว่า " ธรรมวินัย " ที่เป็นพระพุทธภาษิต ในพระไตรปิฎก ย่อมหมายถึงตัวศาสนาทั้งหมด. พระองค์ไม่เคยทรงใช้คำว่า " ศาสนา " เลย, แต่ทรงใช้คำว่า " ธรรมวินัย " นี้ ในเมื่อเราใช้คำว่า " คำสนา. " พระพุทธองค์ไม่เคยทรงใช้คำว่า "ไตรปิฎก " และทั้งไม่เคยทรงได้ยินคำว่า " ไตรปิฎก ” นี้อีกด้วย เพราะคำๆนี้เพิ่งเกิดที่หลัง. พระองค์ทรงใช้คำว่า “ ธรรมวินัย " ในที่ที่พวกเราใช้คำว่า " ไตรปิฎก " กันแทบทั้งนั้น. และ คำว่า " ธรรมวินัย " ของพระองค์ ยังมีความหมายอันเดียวกันกับว่า "พรหม- จรรย์ " คือไม่หมายถึงตัวพระคัมภีร์ คำสอน หรือการศึกษาเล่าเรียนล้วนๆ, แต่คำว่า " ธรรมวินัย " ของพระองค์นั้น หมายถึงตัวการปฏิบัติธรรมวินัย โดย ตรงด้วย. เพราะฉะนั้น จึงเป็นคำที่มีความศักดิ์สิทธิ์ถึงที่สุด มีความกว้าง ขวางถึงที่สุด คือรวมเอาตัวศาสนาทั้งหมดไว้ในคำๆนี้ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ รวมการศึกษาเล่าเรียนปริยัติ การปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา และ การบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ทั้ง ๓ ขั้นนี้ เข้าไว้ในคำๆเดียวกัน ว่า " ธรรมวินัย. "
น.40 เมื่อกล่าวตามนัยนี้ คำว่า “ การศึกษาธรรมวินัย " ย่อมหมายถึง การ ศึกษาเล่าเรียนให้รู้ทั้งที่เป็นความรู้อย่างปริยัติ คือจำได้หรือเข้าใจ, และ ทั้งที่เป็นความรู้อย่างปฏิบัติ คือได้ประสพเหตุการณ์อันนั้นเข้าด้วยตน จริงๆ รู้ว่ามีความยากง่ายเพียงไร ต้องอดกลั้นอดทน หรือต้องเสียสละ เป็นต้นเพียงไรด้วย, ตลอดถึงความรู้ซึ่งเป็นความรู้สึกในภายในใจในผล ของการปฏิบัติว่า นำมาซึ่งความสะอาด สว่าง สงบ อย่างไร และเพียง ใดด้วย. นี้แหละ คือการศึกษาอันนำมาซึ่งความรู้ในตัวธรรมวินัย ในที่นี้. แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อความสะดวกของการกำหนดจดจำ เราจะแยกคำๆนี้ ออกเป็น ๒ ส่วน คือคำว่า " ธรรม " คำหนึ่ง, และคำว่า " วินัย " คำหนึ่ง เพื่อศึกษาให้ทราบความหมาย โดยละเอียดสืบไป. : - คำว่า " ธรรม ” หมายถึงหลักความจริงของธรรมชาติ ซึ่งไม่มี ใครตั้งขึ้น หรือบัญญัติขึ้น, แต่เป็นกฎธรรมดาของธรรมชาติหรือของสิ่งทั้ง ปวง ซึ่งมีอยู่อย่างตายตัว. ถ้าใครไม่รู้ ก็ปฏิบัติต่อสิ่งทั้งปวงอย่างผิดๆ ความทุกข์ก็เกิดขึ้น. ยกตัวอย่าง เช่น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ซึ่ง มีอยู่ในโลกนี้ตามธรรมชาติ ย่อมมีกฎเกณฑ์ของมันเอง, ใครเข้าไปเกี่ยวข้อง กับมันในลักษณะเช่นใด มันก็ให้ผลเป็นปฏิกิริยา ตอบแทนออกมาโดยสมกัน. เพราะฉะนั้น บางคนจึงได้รับความร้อนเป็นไฟ ลับมา, บางคนก็ได้รับ ผลพอเป็น ความสะดวก สบาย, บางคนก็ได้รับผลเป็นชัยชนะเหนืออารมณ์เหล่านั้น มี ความสงบเย็นเป็นปรกติอยู่ได้ ดังนี้เป็นต้น. ทั้งนี้เพราะว่า สิ่งซึ่งเป็นธรรม- ชาติเหล่านั้น มันมีกฎ ธรรมดาอันตายตัวอยู่ในตัวมันเอง, แต่ว่า มันมีหลายอย่าง หลายแง่ หลายมุม, ในอย่างหนึ่ง มุมหนึ่ง ก็มีเหตุและผล เป็นอย่างหนึ่งๆ. เพราะฉะนั้น คนจึงได้รับผลต่างๆกัน แล้วแต่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันในลักษณะ เช่นไร ซึ่งข้อนี้ ไม่มีใครไปบังคับ หรือแต่งตั้งมันได้, เราจึงเรียกสิ่งทั้งหมดนี้
น.41 คือทั้งตัวธรรมชาตินั้นๆ และกฎเกณฑ์อันมีอยู่ในธรรมชาติ นั้นๆ ว่า "ธรรม." นับว่า เป็นคำกลางที่สุด. นักศึกษาชาวต่างประเทศใน รุ่นหลังนี้ นิยมให้คำแปลของคำว่า "ธรรม" ในที่นี้ว่า Norm ซึ่งมีรากศัพท์ ว่า " ธรรมชาติธรรมดา, " นับว่าเป็นคำแปลที่ถูกต้องและเหมาะสมอย่างยิ่ง, ซึ่งผิดจากคำแปลที่เคยใช้กันก่อนๆ เช่น คำว่า “Doctrine" อันแปลว่า "โอวาท" ซึ่งเป็นความหมายที่แคบเกินไป จนใช้ไม่ได้กับคำว่า "ธรรม" ในที่นี้. ข้อ นี้ชี้ให้เห็นว่า คำว่า "ธรรม” ไม่เกี่ยวกับการบัญญัติแต่งตั้งของบุคคลผู้ใด. ความรู้อันเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงเป็นไปในทางที่จะประพฤติให้ถูกต้องตาม กฎเกณฑ์อันเด็ดขาดของธรรมชาติ เท่านั้น. ส่วนคำว่า "วินัย " นั้น หมายถึงระเบียบหรือกฎเกณฑ์ซึ่งมนุษย์ตั้ง ขึ้นตามความมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น วินัยที่พระศาสดาบัญญัติขึ้น เพื่อ ควบคุมหมู่คณะ หรือเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นของจำกัดเวลาและ สถานที่ และเฉพาะยุค เฉพาะสมัย และเปลี่ยนแปลงได้ตามเหตุการณ์ ซึ่งสรุป ความว่า เป็น "สิ่งที่มนุษย์บัญญัติขึ้น." วินัยบางอย่างเมื่อไม่ได้บัญญัติขึ้นก็ยัง ไม่มี หรือกลายเป็นไม่ต้องทำ (เช่นภิกษุในยุคแรกๆของพระองค์นั้น ฉันอาหาร ในเวลาวิกาล, แม้ที่เป็นพระอรหันต์เป็นต้น.) นี้ ย่อมชี้ ให้เห็นว่า วินัยเป็นวินัย เพราะการบัญญัติขึ้น และเป็นของจำกัดเวลาและสถานที่เป็นต้น ดังกล่าวแล้ว. แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อวินัยข้อใดบัญญัติขึ้นแล้ว และเราสมัครใจที่จะถือวินัยของ พระศาสดาองค์นั้นแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องถือวินัยข้อนั้น ของพระศาสดาองค์นั้น โดยเด็ดขาด. เราจึงเห็นความหมายของคำว่า "วินัย " ต่อไปอีกว่า เป็น สิ่งที่บังคับให้ต้องทำโดยเด็ดขาด, ส่วนความหมายของคำว่า "ธรรม " นั้น ไม่ ได้เป็นคำสั่งหรือคำบังคับอย่างเด็ดขาด ปล่อยไว้กว้างๆถอยๆว่า ถ้าใครปรารถนา ผลอย่างใด ก็จงทำอย่างนั้นๆ เพื่อให้ได้ผลตามที่ตนต้องการ, เราจึงเห็นความ
น.42 แตกต่างระหว่างความหมายของธรรมและความหมายของวินัย ว่า "ธรรม เป็นสิ่ง ที่ไม่บังคับ, และมีธรรมชาติเป็นผู้วางกฎ. วินัย เป็นสิ่งที่บังคับ, และมนุษย์เป็นผู้วางกฎ". แต่ทั้ง ๒ อย่างนี้ มีความสัมพันธ์กัน, คือ วินัย ที่บัญญัติขึ้นนั้น ก็อนุโลมเพื่อให้ ได้ ผลตามทางธรรมเป็นชั้นสูงสุดนั้นเอง, โดยส่วนใหญ่ วินัย ก็คือระเบียบที่วางไว้สำหรับให้บุคคลหรือหมู่คณะนั้นๆ เป็นอยู่กันอย่างถูกต้องและเหมาะสม เพื่อปฏิบัติธรรม จนกว่าจะลุถึงผล สุดท้ายของธรรม กล่าวคือ นิพพาน นั่นเอง. แต่เมื่อกล่าวเฉพาะการศึกษา ของภิกษุสามเณรในปัจจุบันนี้ ก็เห็นได้ ว่า ธรรมวินัยเป็นความรู้ที่เรียนควบกันไป ตามที่มีปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ของพุทธ- ศาสนา เพื่อให้เกิดความรู้ แล้วนำไปใช้ ตามความประสงค์ที่ต่างๆ กัน และมีความ ประสงค์ในอันที่จะใช้ ปฏิบัติ ให้ได้รับความสุขอย่างแท้จริง ในพระพุทธศาสนา เป็นประธาน. แม้ จะมีผู้ใช้ ความรู้อันนี้เพื่อประโยชน์ทางโลก ๆ บ้าง ก็ไม่ นับว่าผิดความประสงค์อันแท้จริงของการศึกษา. ความประสงค์อันแท้จริง อยู่ที่การช่วยกันศึกษาเอาไว้เพื่อปฏิบัติ แล้วสั่งสอนกันสืบ ๆ กันต่อไป อย่าให้สาบสูญ, เพื่อเป็นโอกาสแก่ผู้ที่อยากปฏิบัติ เพื่อพ้นทุกข์ เมื่อใด จักปฏิบัติได้เมื่อนั้น. การขวนขวายในการเล่าเรียนธรรมวินัยของพวกเราผู้บวชแล้ว ทั้งที่จะอยู่ ต่อไป และที่จะลาสิกขาบทก็ตาม ยังคงอยู่ที่ความมุ่งหมายอันแท้จริง คือ ให้รู้และปฏิบัติ. การปฏิบัติในพระพุทธศาสนานั้น ปฏิบัติได้ทั้งฆราวาส และบรรพชิต ใครก็ตาม เมื่อยังมีชีวิตอยู่ และรู้สึกว่า ความทุกข์ย่อมมีอยู่ในชีวิต นั้นแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องศึกษา และปฏิบัติธรรมวินัยอยู่ตลอดเวลา จึงควร ขวนขวายค้นคว้าว่า สิ่งใดบ้างที่เหมาะสม หรือตรงกับความต้องการของตนใน อันที่จะบำบัดความทุกข์ตามที่ตนรู้สึกอยู่ดีแล้ว ว่ามีอยู่ในตนอย่างไร, สำหรับ รายละเอียดของธรรมและวินัยนั้น มีมากมาย จนเหลือที่จะระบุลงไปในที่นี้ และ ค. ๑๒
น.43 ม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำเช่นนั้น เพราะอาจจะรวบรวมเอาได้ จากตำรานั้น ๆ ตามความต้องการของตนอยู่แล้ว. ข้อสำคัญในเรื่องนี้ ก็คือ ขอให้ มองเห็น คุณค่าของสิ่งที่เรียกว่า " ธรรมวินัย" อย่างลึกซึ้งและถูกต้องจริงๆ แล้วคัดเลือก รวบรวมเอาไปใช้ ให้ เป็นประโยชน์แก่ตนให้ได้จริง ๆ. เมื่อเป็นโอกาส แห่งการศึกษาคราวใด ก็ขอให้ ตั้งหน้าตั้งตาศึกษาจริง ๆ โดยยึดหลักที่ว่า "ฟัง," ( ซึ่งหมายความถึงการอ่าน หรืออย่างอื่นด้วย ) คิด, ถาม, จำ, เป็นหลัก ใหญ่ ตามที่ท่านได้ ถือกันมาแต่โบราณกาล จนเกิดมีข้อความขึ้นบทหนึ่ง ซึ่ง ใคร ๆ ก็บอกไม่ได้ว่า เป็นของผู้ใดหรือของศาสนาไหน. คำนั้นเป็นภาษา บาลีว่า " สุ จิ ปุ ลิ วินิมฺตฺโต กถํ โส ปณฺฑิโต ภเว" ซึ่งมีใจความว่า " ผู้เว้นขาดเสียจาก การฟัง การคิด การถาม และการบันทึกแล้ว จะเป็น บัณฑิตได้อย่างไรกัน." คำว่า "บัณฑิต” หมายถึงผู้เอาตัวรอดได้. มิได้ หมายถึงผู้มี ความรู้มากอย่างที่เขาเข้าใจกัน เพราะคำว่า "ปณฺฑา " นั้น แปลว่า "ปัญญา ชนิดที่เอาตัวรอดได้ ," " อิต" แปลว่า "มี." ปณฺฑา + อิต แปลว่า มีปัญญาชนิดที่เอาตัวรอดได้ , มิใช่ปัญญาชนิดมีท่วมหัวเอาตัวไม่รอดนั้นเลย. เพราะฉะนั้น การเรียนธรรมวินัยของพวกเรา ย่อมหมายความว่า เรียนชนิดให้ เอาตัวรอดอย่างถูกทางกันได้ จริงๆ ทั้งบรรพชิตและฆราวาส. คำว่า "ฟัง" หมายถึงการทำทุกอย่างที่เป็นทางมาของความรู้ เช่น การ อ่านหรือการดูเอาที่เนี้อที่ตัว กิริยา วาจา ของบุคคลใดคนหนึ่ง ก็ได้ เพื่อให้เกิด ความรู้ หรือข้อคิดอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นก่อน. คำว่า “คิด” หมายถึงการได้รับความรู้อันใดมาแล้ว ไม่รับเอาหรือ เชื่อตามนั้นโดยทันที เพราะพระพุทธเจ้า ก็ได้ ตรัสสอนไว้เช่นนี้. เราได้ รับความรู้อันใดมา จำเป็นจะต้องคิด พินิจพิจารณาให้เข้าใจถูกต้องทั่วถึง และ สมเหตุสมผล เพียงพอแก่การที่จะเชื่อหรือรับเอา แล้วจึงเชื่อ.
น.44 คำว่า "ถาม" หมายถึงเมื่อไม่เข้าใจหรือเพียง ฉงน ลังเล ในความรู้ หรือหลักเกณฑ์ข้อใด ก็อย่าอมพะนำหรือเกียจคร้านในการที่จะไต่ถามผู้ที่ควรไต่- ถาม เพื่อให้ ข้อปัญหานั้นหมดไป เกิดเป็นความรู้ที่แจ่มแจ้ง กระจ่าง ใช้ การ ได้ จริงๆ. คำว่า "บันทึก " (ลิช) ในที่นี้ โดยส่วนใหญ่ หมายถึงบันทึกลงไป ในใจ คือ การจำ, และบันทึกลงไปในเครื่องบันทึกภายนอก คือ การจด, เพื่อ เป็นอุปกรณ์แห่งการจำ ซึ่งอาจจะเลือนได้ หรือมากจนจำไม่ไหว. แต่ขอ แนะว่า วิธีการบันทึกที่ดีที่สุดนั้น คือการบันทึกไว้ที่ กาย วาจา ใจ กล่าวคือ ปฏิบัติเสียเองเป็นประจำวัน ก็จะเป็นความรู้ ที่ไม่รู้จักลางเลือน และเป็น ประโยชน์แก่ตนเต็มที่ พร้อมกันไปในตัว. ขอให้ พวกเรา ผู้บวชแล้ว จงได้ ขวนขวายกระทำตามหลัก ๔ ประการนี้ ต่อธรรมวินัย ตามความหมายดั้งเดิมของพระผู้มีพระภาคเจ้า จนกระทั่ง ธรรม วินัยนั้น มาอยู่ที่เนื้อที่ตัว คือที่ กาย วาจา ใจ ของเรา, จนธรรมวินัยนั้นคุ้ม- ครองเรา ให้ ปลอดจากความทุกข์ เหมือนที่ร่มใหญ่ ๆ หรือหลังคา คุ้มครองผู้ใช้ ไม่ให้ ต้องเปียกฝน ในคราวฝนตก ฉะนั้น. ความขวนขวายในที่นี้ จะ เกิดขึ้นมาได้ ก็เพราะการพินิจพิจารณา ให้เห็นความจำเป็นที่เราทุกคน จักต้องมีสิ่งที่เรียกว่า ธรรมวินัยนี้อยู่กับตน, ความเป็นไปในชีวิตของ ตน จึงจักเป็นไปด้วยดี มีความราบรื่น ทั้งในด้านการประกอบอาชีพ และ การเป็นอยู่ เพื่อความผาสุกเป็นประจำวัน ทั้งของตนเอง และของหมู่. คณะ หรือครอบครัว อย่างที่จะหลีกเลี่ยงมิได้. เมื่อมีปัญญามอง เห็นความจริงข้อนี้ ความขวนขวายก็จะเกิดเองอย่างมากมาย โดยไม่ต้องสงสัย. ความขวนขวายอย่างแกน ๆ ทำไปเพราะความงมงาย โดยเชื่อคำผู้อื่น เช่นเขา บอกว่า สิ่งนี้ดีสิ่งนั้นดี แล้วตัวก็พลอยว่าดี สู้ขวนขวายไปกับเขาด้วยนั้น ไม่อาจ สำเร็จประโยชน์ได้ แต่อย่างใดเลย, และไม่ใช่เป็นความขวนขวายของพวกเรา ในที่นี้.
น.45 การขวนขวายในการศึกษาวินัย นับว่าเป็น กิจ, การขวนขวายศึกษาธรรม นับว่า เป็น วัตร. รวมเข้าด้วยกันเป็นกิจวัตรที่สมบูรณ์ และเป็นประการที่ สำคัญอย่างยิ่ง เพราะอาจจะเป็นที่ตั้งที่อาศัยของกิจวัตรประการอื่นๆ ทั้งปวงได้ เป็นอย่างดี จึงขอให้ พวกเราผู้บวชแล้ว ขวนขวายในกิจวัตรข้อนี้ จนสุดความ สามารถของตน. ๙. เอาใจใส่ของสงฆ์และกิจสงฆ์ ผู้บวชแล้วทุกคน จักต้องเอาใจใส่ในกิจสงฆ์และของสงฆ์ ในฐานะ ที่เป็นทั้ง กิจ และทั้ง วัตร. คำว่า "ของสงฆ์ ” หมายถึงวัตถุสิ่งของและสถานที่ ตลอดถึงสิทธิ และอำนาจอย่างอื่น ซึ่งมีผู้ถวายไว้ ให้เป็นสมบัติของคณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนา. คำว่า "สงฆ์ ” นั้น มิได้ หมายถึงสงฆ์หมู่ใด แต่ย่อมหมายถึงสงฆ์ หมู่เดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นสงฆ์ในพระพุทธศาสนา. ฉะนั้น สิทธิในความเป็น เจ้าของ จึงเป็นของสงฆ์ในพระพุทธศาสนา, ซึ่งเรามักจะเรียก ๆ กันอย่าง สมมติ ๆ ว่า ทั้งหมดนี้ เป็นสมบัติของพระพุทธเจ้าองค์เดียว, โดยที่แท้ ก็คือ เป็นสิทธิของสงฆ์ทั้งหมด ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข. นี้ หมายถึงสิทธิ ในความเป็นเจ้าของ, ส่วนสิทธิในการที่จะบริโภคใช้ สอยนั้น วินัยระบุให้เป็น สิทธิของสงฆ์หมู่ย่อย ๆ ตามที่มาถึงเข้าเฉพาะหน้า หรือตามที่เกี่ยวข้องปกครอง รักษาอยู่ แล้วแต่กรณี. โดยนัยน เราจะเห็นได้ว่า วัตถุของสงฆ์นั้น ตั้งอยู่ ในฐานะเป็นของศักดิ์สิทธิ์ คล้ายกับว่า เป็นสมบัติของพระพุทธเจ้าจริงๆ, แม้ วินัยจะไม่บังคับ เราก็จะสมัครใจในการที่จะช่วยกันเก็บรักษาของสงฆ์นี้. เมื่อ ทั้งวินัยก็บังคับ ทั้งธรรมก็นิยมให้รักษา และเราเอง ตามความรู้สึกส่วนตัว ก็อยากจะรักษา เพราะถือว่า เป็นสมบัติของพระศาสดา ดังนี้แล้ว หวังว่า
น.46 ทุกคน จะช่วยกันรักษาของสงฆ์ ตามความสามารถของตนจริงๆ ด้วย ความเอาใจใส่. คำว่า "กิจสงฆ์” มีอยู่เป็น ๒ ประเภท คือ ประเภทหนึ่งเป็น สังฆกรรมที่ต้องทำตามวินัย เช่น การทำอุโบสถ ปวารณา และอื่นๆอีกมาก ตลอดถึงการจัดการซึ่งกันและกัน ยังกันและกันให้ออกจากอาบัติได้ ดังนี้เป็นต้น ซึ่งนับว่า เป็นสังฆกรรมที่บังคับตามวินัย. ส่วนกิจสงฆ์ อีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นกิจที่เกิดขึ้น หรือมีอยู่ในวัดวาอารามทั่วๆไป ตามกาลเทศะ ไม่เกี่ยวกับ วินัยบังคับ แต่ก็เป็นกิจของหมู่คณะที่ต้องช่วยกันทำ. นี้ เรียกว่า "กิจสงฆ์." ตามปรกติไม่เกี่ยวกับวินัย. รวมกิจสงฆ์ทั้ง ๒ ประเภทเข้าด้วยกัน เรียกว่า กิจสงฆ์ ในที่นี้ เป็นกิจที่จะต้องเอาใจใส่ เพราะวินัยบังคับไว้บ้าง, เพราะเห็นแก่ ความผาสุกราบรื่นของหมู่คณะบ้าง. เราจักต้องช่วยกันเอาใจใส่ให้เป็นไปด้วย ดี เพื่อรักษาวินัยไว้เป็นอย่างดี และเพื่อความสามัคคีพร้อมเพรียงกัน ตาม ความมุ่งหมายของธรรมวินัย. หากไม่เอื้อเฟื้อเอาใจใส่แล้ว ลองคิดดูเถิดว่า ใครเล่าจักเป็นผู้เอาใจใส่หรือรับผิดชอบ. ก็เมื่อเจ้าของเองไม่เอาใจใส่และรับ ผิดชอบแล้ว จะมีใครที่ไหนเล่าจะเป็นผู้เอาใจใส่และรับผิดชอบ, เพราะคำว่า "สงฆ์” ในที่นี้ หมายถึงพวกเราทุกคน ; เพราะฉะนั้น เราทุกคนจึงเป็นเจ้าของ. ขอให้เราผู้บวชแล้วทุกคน จงสำนึกในเกียรติยศ แห่งการที่เราได้ เป็นเจ้าของของสงฆ์ และกิจสงฆ์ในพระพุทธศาสนาของสมเด็จพระ บรมศาสดา แล้วเกิดฉันทะ และปีติปราโมทย์ จนถึงกับเอาใจ ใส่ในของสงฆ์และกิจสงฆ์ ได้อย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย จงทุกคน ใน ฐานะที่เป็นทั้งกิจและทั้งวัตร ดังกล่าวแล้ว. ค. ๑๓
น.47 ดำรงตนให้น่า ไห้ว การดำรงตนให้น่าไหว้ นี้ นอกจากเป็นสิ่งที่จะต้องทำจริงจัง เพื่อเป็น กิจวัตรซึ่งเป็นการทำตนให้อยู่ในธรรมวินัย โดยเคร่งครัดแล้ว ยังเป็นการกระทำ ที่มีความหมายอย่างอื่น หรือมีประโยชน์อย่างอื่นอีกบางอย่าง. การดำรงตนให้น่าไห้ว หมายถึงการ ดำรงตนอยู่ในความเป็นสมณะ คือ มีความสงบกาย วาจา ใจ โดยสมบูรณ์นั่นเอง. ปราศจากลักษณะของ ความเป็นสมณะแล้ว ก็ย่อมปราศจากลักษณะที่น่าไหว้. เพราะ- ฉะนั้น ลักษณะที่น่าไหว้ ก็คือ ลักษณะของสมณะ นั่นเอง. สิ่งที่จะ ต้องพิจารณาในกิจวัตรอันนี้ จึงคือ ลักษณะของสมณะ. พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้มีหลักว่า " คนไม่ได้เป็นสมณะ เพราะ ความมีหัวโล้น (น มุณฺฑเกน สมโณ)" ๑ ดังนี้ เป็นต้น. เพราะฉะนั้น ความน่าไห้ว จึงมิใช่อยู่ที่ความมีหัวโล้น หรือการนุ่งห่มผ้ากาสายะ เป็นต้น, แต่อยู่ที่มีกาย วาจา ใจ อย่างสมณะต่างหาก. คำว่า "สมณะ" แปลว่า "ผู้สงบ" หรือ "ผู้มีธรรมเป็นเครื่อง สงบ" ซึ่ง โดยพฤตินัยแล้ว ย่อมเป็นของอันเดียวกัน คือ เมื่อมีธรรมเป็น เครื่องสงบอยู่ที่ตน ตนก็เป็นผู้สงบ. เพราะฉะนั้น จึงจำต้องศึกษาและ ปฏิบัติ ในธรรมอันเป็นเครื่องทำความสงบ. ธรรมเป็นเครื่องทำความสงบ ควรจะมีขอบเขตกว้างๆว่า ตนเอง สงบ และผู้อื่นก็พลอยสงบ. การปฏิบัติในธรรมประเภทนี้ จึงมีผลไม่เป็น การเบียดเบียนตน และไม่เบียดเบียนผู้อื่น, การกระทำที่ มีผลเป็นการไม่ เบียนเบียนตน และไม่เบียดเบียนผู้อื่น เช่นนี้ มีลักษณะที่ทำให้ผู้นั้น ๑. พระบาลี ธ. ขุ. ๒๕/๕๐/๒๙,
น.48 เป็นคนน่าไหว้. ที่เห็นได้ง่ายๆ เช่น ผู้ใดกำลังไม่เบียดเบียนตน ซึ่งได้แก่ ผู้นั้นไม่มีกิเลสเผาผลาญอยู่ในภายใน แล้วมีความหม่นหมองปรากฏออกมาข้าง นอก, หรือไม่มีกิเลสผลักดันออกมาจากภายใน มีผลทำให้กระทำปาณาติบาต หรืออทินนาทาน เป็นต้น, ผิวพรรณ หรืออินทรีย์ ของผู้นั้น ก็อิ่มเอิบ ผ่องใส มีแววแห่งความเยือกเย็นเป็นสุข ซึ่งเป็นภาพที่ใครเห็นแล้วก็ต้องไหว้, ถ้าไม่ ไหว้ภายนอก เช่นการยกมือไหว้เป็นต้น ก็ต้องไหว้ในภายใน คือมี จิตใจยอมสักการบูชา เคารพ โดยสิ้นเชิง. ทั้งนี้ ก็เพราะลักษณะอัน สงบ อันเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นสมณะ นั่นเอง. ข้อปฏิบัติ ในชั้นวินัย หรือศีลนั้น ยังก่อให้เกิดลักษณะที่ น่าไหว้ได้ไม่ถึงที่สุด เพราะเมื่อเอากันแต่เพียงไม่ขาดศีกหรือผิดวินัยแล้ว ย่อมหมายความแต่เพียงว่า ไม่ ได้ทำผิดทางกาย ทางวาจา เท่านั้น ส่วนทางใจ อาจจะหม่นหมอง เร่าร้อน หวั่นไหว อยู่ด้วยกิเลส อันละเอียดอย่างใดอย่างหนึ่ง จนแสดงแววออกมานอกหน้า เป็นหน้าสยิ้วบ้าง เป็นหน้าทะมึนทึน ยิ่งไปกว่านั้น เหมือนหน้ายักษ์หน้ามารบ้าง ซึ่งไม่เป็นทางแห่งความน่าไหว้แต่ประการใด. ด้วยเหตุนี้แหละ จึงเห็นได้ชัดว่า เพียงแต่ทำตนไม่ให้ขาดศีล หรือไม่ให้ผิดวินัย นั้น ยังไม่ใช่เป็นการดำรงตนให้น่าไหว้ที่สมบูรณ์. การดำรงตนให้น่าไหวที่สมบูรณ์ ย่อมอยู่ที่การควบคุมกิเลสใน ภายใน ไม่ให้ปรากฏออกมาเป็นการกระทำที่ผิด หรือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่น่า เลื่อมใสอยู่ที่เนื้อที่ตัว หรือที่ใบหน้า. ความข้อนี้ หมายถึงการควบคุมกิเลส ไว้ให้อยู่ในอำนาจชั้นหนึ่ง และหมายเลยไปถึงการทำลายรากเง่าของกิเลส ให้หมดสิ้นไป โดยไม่ต้องควบคุมอีกต่อไป นี้อีกชั้นหนึ่ง. สำหรับ ชั้นที่เป็นการควบคุมกิเลสนั้น ก็ได้แก่ระเบียบปฏิบัติในชั้น ศีล ซึ่งควบคุมกิเลส หยาบที่ทะลุออกมาภายนอก และชั้น สมาธิ ซึ่งเป็นการควบคุมกิเลสที่กลัดกลุ้ม
น.49 อยู่ในจิต, ส่วนการทำลายกิเลสให้สูญสิ้นไปนั้น เป็นระเบียบปฏิบัติในชั้น ปัญญา ซึ่งเป็นการชำระชะล้างกิเลสอันละเอียด ที่เรียกว่า อนุสัย อันนอน จมนิ่งอยู่ในสันดาน นั่นเอง. เราจึงเห็นได้ว่า ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือหลักธรรมะหมวดอื่น ซึ่งรวมความหมายของศีล สมาธิ ปัญญา ทั้งหมดไว้ เช่น อัฏฐังคิกมรรค เป็นต้น นั่นเอง คือระเบียบแห่งการดำรงตน ให้น่าไหว้ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ตัวพรหมจรรย์แท้. รายละเอียดเกียว กับไตรสิกขา หรืออัฏฐังคิกมรรค เป็นต้น ย่อมหาศึกษาได้จากตำรับตำราอัน กล่าวถึงเรื่องนั้น โดยตรง. ในที่นี้ มีความสำคัญ ซึ่งจะต้องจับฉวยให้ได้อีกข้อหนึ่ง ข้อนั้น คือ คุณ ธรรมที่จะทำให้มีศีล สมาธิ ปัญญา ขึ้นมา ได้นั่นเอง. เพียง แต่มีความรู้ว่า อะไรเป็นศีล สมาธิ ปัญญา เท่านั้น ย่อมไม่ทำให้เกิดมีศีล สมาธิ ปัญญา ขึ้นได้. เราจักต้องมีธรรมะสำหรับเป็นเครื่องมือให้มีศีล สมาธิ ปัญญา อีกต่อหนึ่ง ซึ่งได้แก่ธรรมะประเภทที่เป็นเครื่องมือทั้งหลาย เช่น การบังคับจิต หรือที่เรียกว่า การบังคับตัวเอง (ทมะ) เป็นต้น หรือ จะขยายความออกไปเป็น สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ ซึ่งได้แก่ความจริง ใจในอันที่จะทำ, การบังคับตนให้ทำ, การอดกลั้นอดทนเมื่อประสพ ความลำบากในการทำ, และการคอยทำลายอุปสรรคต่างๆที่ขัดขวางใน การทำให้สิ้นไปอยู่เสมอ, ดังนี้ก็ได้, ยิ่งกว่านั้น ยังจะต้องมีธรรมะประเภท ที่ถือว่า เป็นเครื่องสนับสนุนย่อยๆลงไป เช่น หิริ โอตตัปปะ ซึ่งได้แก่ความ สำนึกถึงสถานะหรือเกียรติของตนว่ามีอยู่อย่างไร แล้วมีความละอาย แก่ใจ หรือมีความกลัวต่อการที่จะทำสิ่งใด ซึ่งไม่เหมาะสมแก่สถานะ หรือเกียรติของตน.
น.50 หิริและโอตตัปปะ นี้ โดยหลักทั่วไป ท่านก็จัดไว้ ในฐานะเป็นที่ตั้งที่รองรับ ของศีล, ซึ่งถ้าปราศจากหิริและโอตตัปปะเป็นเครื่องรองรับแล้ว, ศีล ก็ไม่มี ที่ตั้งอาศัย ทำนองเดียวกับที่ ถ้าปราศจากแผ่นดินเสียแล้ว สัตว์หรือต้นไม้ ก็ ปราศจากที่ตั้งอาศัย ฉันใดก็ฉันนั้น. ฉะนั้น เราจึงเห็นได้ว่า การมีธรรมชนิด เป็นที่ตั้งอาศัย หรือที่มีหน้าที่สนับสนุนเหล่านี้ ก็มีความสำคัญถึงกับจะขาดเสียไม่ได้ ด้วยเหมือนกัน. สรุปความ ในชั้นนี้ว่า เราจักต้องมีตัวธรรมะประเภทที่เป็นหลัก เป็นประธาน เช่น ไตรสิกขา เป็นต้น สำหรับยกขึ้นไว้ เป็นหลักหรือแนวการปฏิบัติ แล้ว เราจักต้องมีธรรมะประเภทที่เป็นเครื่องมือให้เราปฏิบัติได้สำเร็จ เช่น สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ เป็นต้น เป็นเครื่องมือดำเนินการ และ ในที่สุดก็มีธรรมะ ประเภทสนับสนุน หรือเป็นที่ตั้งอาศัย เช่น หิริ โอตตัปปะ เป็นต้น รองรับ ไว้เสมอไป, การดำรงตนให้น่าไหว้ หรือการทำตนให้ประกอบอยู่ด้วย ความเป็นสมณะ จึงจักตั้งต้นดำเนินไปได้ด้วยดี และดำเนินไปได้จนถึง ขั้นสูงสุดจริง ๆ. เท่าที่กล่าวมานี้ เป็นการชี้ ให้ เห็นลักษณะในฐานะเป็นกิจวัตรที่ต้องทำโดย- ตรง, ส่วนผลพิเศษอันจะพึงได้ จากเรื่องนี้มากไปกว่าความเป็นกิจวัตรนั้นยังมี. และเป็นผลชนิดที่มีค่าอีกมากมาย ซึ่งไม่ควรจะมองข้ามไปเสีย และทั้งยังจักเป็น เครื่องสนับสนุนให้เกิดกำลังใจในการที่จะประพฤติกิจวัตร ข้อนี้ อย่างมากมาย อีกด้วย. ผลพิเศษ ที่กล่าวนี้มีอยู่หลายประการ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ลักษณะที่ น่าไหว้ของบุคคลผู้นั้น ย่อมเป็นการเผยแพร่ลัทธิหรือศาสนาของผู้นั้นไป ในตัว. พระอัสสชิสามารถทำให้ อุปติสสปริพพาชก ซึ่งต่อมาเป็นพระ มหาเถระชั้นสูงสุดในพุทธศาสนา เกิดความเลื่อมใสนำตัวเข้ามาสู่พุทธศาสนาได้ ก็ เพราะความมีลักษณะน่าไหว้อย่างเดียวเท่านั้น. ในอุทาหรณ์นี้ย่อมเห็นชัดใน ค. ๑๔
น.51 ข้อที่ว่า การดำรงตนให้น่าไหว้ หรือการดำรงตนอยู่อย่างน่าไหว้ ของ พระอัสสชิ นั่นเอง เป็นการเผยแพร่ธรรมวินัยนี้อย่างได้ผลยิ่งไปกว่าที่จะมัวพูดมัวสอนกันเป็น- วักเป็นเวร แล้วก็ไม่สามารถกลับใจหรือน้อมนำใจผู้ใดเข้ามาสู่ธรรมวินัยนี้ได้ . เมื่อผู้ใดเห็นอานิสงส์อันประเสริฐของความมีอินทรีย์อิ่มเอิบผ่องใส เพราะปราศ- จากกิเลสรบกวนเผาไหม้ในภายใน จนทำคนให้เลื่อมใสหรือกลับใจคนได้ ถึงที่สุด, ดังนี้แล้ว ย่อมจะเกิดกำลังใจ เพื่อประพฤติกิจวัตรข้อนี้อยู่ด้วยความรื่นเริง และ กล้าหาญอยู่ตลอดเวลา. คำว่า "การดำรงตนให้น่าไหว้" ย่อมเป็นคำสรุปความ ของพรหมจรรย์ทั้งสิ้น และของการประกาศพรหมจรรย์ทั้งสิ้น อยู่ในตัวเอง ฉะนั้น จึงจัดเป็นกิจวัตร ที่มีความสำคัญเหนือกิจวัตรอื่นใด ทั้งหมดทั้งสิ้น จึงจัดไว้เป็นข้อสุดท้าย. แม้ว่าความหมายของกิจวัตรข้อนี้ จักได้ รวมความหมายของกิจวัตร ๙ ข้อข้างต้น ดังที่กล่าวแล้วไว้โดยสิ้นเชิงก็ตาม เราก็ยังแยกกิจวัตรออกเป็น ๑๐ ข้อ. ทั้งนี้เพื่อสะดวกแก่การศึกษาและการ ปฏิบัติตามลำดับๆ ของภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่ ซึ่งไม่สามารถแยกแยะใจความ ของกิจวัตรข้อสุดท้ายออกเป็น ๑๐ ข้อ ได้ ด้วยตนเอง. สรุปใจความแห่งกิจวัตร ในที่สุดนี้ พึ่งถือเอาใจความแห่งกิจวัตรทั้งหลายให้ได้แต่ละข้อๆ นับตั้งต้น ตั้งแต่ (๑) การเลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ได้มาโดยสิทธิอันชอบธรรมของบรรพชิต ซึ่งเราสรุปไว้ด้วยคำว่า บิณฑบาต, (๒) การมีหลักเกณฑ์หรือมีนิสัยแห่ง ความสะอาดหมดจด ทั้งภายนอกภายใน ซึ่งเราสรุปไว้ด้วยคำว่า กวาดวัด, (๓) การเปิดเผยความผิดความชั่วของตน ให้หมดความเป็นผู้มีความผิดความชั่ว ติดตัว และตั้งใจสำรวมระวังยิ่งขึ้น ซึ่งเราสรุปไว้ด้วยคำว่า ปลงอาบัติ, (๔) การ
น.52 ทำตนให้สม่ำเสมอในการทำงาน โดยเฉพาะในการมีคุณพระรัตนตรัยเป็นเครื่อง ระลึกประจำใจอยู่ตลอดเวลา และการสาธยายบทธรรม อันพึงสาธยายเพื่อช่วย ความจำ อันเราสรุปไว้ด้วยคำว่า ทำวัตรพระสวดมนต์, (๕) การหมั่น พินิจพิจารณาด้วยสติสัมปชัญญะและปัญญา ในธรรมที่จักเป็นเครื่องคุ้มครองตน ให้พ้นจากภัยของกิเลส อันเราสรุปไว้ด้วยคำว่า ขวนขวายในปัจจเวกขณ์และ ภาวนา, (๖) การเอาใจใส่ต่ออุปัชฌาย์อาจารย์ อันเป็นกำเนิดหรือทางมา แห่งความรู้ และการปฏิบัติที่ดำเนินไปได้ราบรื่น, ในฐานะมีท่านเหล่านั้น เป็น กัลยาณมิตร อันเราสรุปไว้ด้วยคำว่า อุปัฏฐากอุปัชฌาย์อาจารย์, (๗) การ เอาใจใส่ปรับปรุงเครื่องใช้ไม้สอยที่เป็นอุปกรณ์แก่การเป็นอยู่ ตลอดจนถึงการ ปรับปรุงร่างกาย ซึ่งเราทำอุปมาให้เป็นเหมือนม้า สำหรับขับขี่ในการเดินทาง ไกล ให้มีคุณสมบัติพร้อมมูลอยู่เสมอ อันเราสรุปไว้ด้วยคำว่า บริหารสิ่งของ และร่างกาย, (๘) การพยายามศึกษาเล่าเรียนหลักวิชา ทั้งที่เป็นวิชาโดยตรง และวิชารอบตัว, ทั้งที่เป็นวิชาบังคับ และวิชาสำหรับทำให้ดีให้งามยิ่ง ๆ ขึ้นไป เป็นพิเศษ อันเราสรุปไว้ด้วยคำว่า ขวนขวายเรียนธรรมวินัย, (๙) การ เอาใจใส่สมบัติของกลางและภาระกิจ อันเป็นสิ่งที่จะต้องร่วมใช้ ร่วมทำ หรือรับ ผิดชอบร่วมกัน อันเราสรุปไว้ด้วยคำว่า เอาใจใส่ของสงฆ์และกิจสงฆ์, และ (๑๐) การควบคุมตนเองให้อยู่ในภาวะที่ปราศจากมลทินโทษ จนเป็นที่ตั้ง แห่งความผาสุกทั้งกายและใจ จนกระทั่งเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสของผู้พบเห็น เป็น การเผยแพร่พรหมจรรย์ไปในตัว อันเราสรุปไว้ด้วยคำว่า การดำรงตน ให้น่า- ไหว้ , เหล่านี้เป็นกิจอันจักต้องอุทิศร่างกายและชีวิต กระทำจนสุดความสามารถ ของตน. พวกเราผู้บวชแล้วทั้งหลาย จงมองเห็นกิจวัตรนี้ ในฐานะที่ว่า กิจวัตรนี้คือชีวิต หรือ ชีวิตคือกิจวัตร แล้วทำความพยายาม ใน หน้าที่อันนี้ เท่าที่ตนจะตีค่าชีวิตของตน ว่ามีค่ามากน้อยเท่าใด โดยการ
น.53 บริกรรมหัวข้อทั้งหลาย แห่งกิจวัตร ไว้ในฐานะเป็นบทมนต์ บทหนึ่ง สำหรับท่องจำ โดยไม่ลืมเลือน ว่า : - บิณฑบาต กวาดวัด ปลงอาบัติ ทำวัตรและสวดมนต์ ขวนขวายปัจจเวกขณ์และภาวนา อุปัฏฐากอุปัชฌาย์อาจารย์ บริหารสิ่งของและร่างกาย ขวนขวายเรียนธรรมวินัย เอาใจใส่ของสงฆ์และกิจสงฆ์ ดำรงตนให้น่าไหว้ ดังนี้ จงทุกคน เทอญ.
Buddhadasa