Buddhadasa.org
หนังสือเรื่องเกี่ยวกับการบวช › อ่านฉบับเต็ม

📖 เรื่องเกี่ยวกับการบวช

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — เรื่องเกี่ยวกับการบวช

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.2 น พิมพ์เผยแพร่เป็นธรรมทาน ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๒๘ จำนวน ๑๐,๐๐๐ เล่ม

น.3 เมื่อพูดถึงการบวช ข้อแรกที่สุดที่อยากจะ เตือน ก็คือ ข้อที่ว่า การบวชนี้ บวชกันด้วยความสมัครใจ. นับตั้งแต่สมัยพุทธกาลมาจนถึงปัจจุบันนี้ เราบวช โดยไม่มีใครบังคับและไม่มีความจำเป็นอย่างใดบังคับ จึงจะนับว่าเป็นการบวชที่บริสุทธิ์และถูกต้อง. เรา ควรจะสำนึกถึงข้อที่สมัครใจบวชเอง กล่าวคำขอ บรรพชา และขออุปสมบทด้วยความรับผิดชอบของ ตนเอง จึงจำเป็นที่จะต้องรักษาเกียรติยศของตนเอง ในการที่จะประพฤติและกระทำให้สมกับคำที่ว่าการ บรรพชาและอุปสมบทนี้ เราขอรับไปถือปฏิบัติด้วย ความสมัครใจของตนเอง. ถ้ามิฉะนั้นแล้ว ก็จะเป็น

น.4 ๒ การเสียวาจา และเป็นการเสียเกียรติยศ ของบุคคล ที่มาขอยืนยันรับเอาไปเอง แล้วไม่ประพฤติปฏิบัติ ให้สมกับที่ขอเข้ามาเอง. ข้อต่อไป ซึ่งจะต้องสำเหนียกไว้ ก็คือ ข้อที่ว่า การขอบรรพชาอุปสมบทนั้นเป็นพิธี ที่ทำกันในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ คือโรงอุโบสถ และ ในท่ามกลางสงฆ์ และต่อหน้าพระพุทธปฏิมา ซึ่ง เป็นประมุขแทนองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าใน โรงอุโบสถนั้น ๆ เพราะฉะนั้น ควรจะถือว่าเป็น การกระทำที่จริงจังที่สุด ไม่ใช่ทำกันเล่นๆ เพราะ ทำในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ ในนามของพระรัตนตรัย อันศักดิ์สิทธิ์ และด้วยความหวังของคนทุกคนที่ มาประชุมกันอยู่ในที่นั้นอย่างสุดจิตสุดใจ ว่าการ กระทำอันนี้จะเป็นความดีความงามอย่างสูงสุด. เพราะ

น.5 ๓ เหตุฉะนี้แหละ ผู้บวชแล้วจักต้องสำเหนียกใน ข้อที่ตน จะต้องประพฤติตน ให้สมกับที่ตนได้ลั่น วาจาขอบรรพชาอุปสมบท และปฏิญาณตนว่าจะ ประพฤติตามธรรมวินัยของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์และในโอกาสอันศักดิ์สิทธิ์นั้น. ถ้ามิฉะนั้นแล้ว ก็จักกลายเป็นการหลอกลวงใน สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ และต่อหน้าบุคคลซึ่งประชุม กันในนามของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า นับว่าเป็น การเสียหายอย่างใหญ่หลวง อีกประการหนึ่ง สิ่งซึ่งจะลืมไม่ได้ ก็คือ ข้อที่ว่า พวกเราทุกคน บวชนี้เพราะเห็น แก่ความประสงค์ของมารดาบิดาผู้เป็นบุพการี มี อุปการคุณเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งถ้าจะทำให้เป็นจริงเป็นจัง และสมจริงตามความหวังอันนี้แล้ว จักต้องปฏิบัติ

น.6 ๔ ธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าให้สุดกำลังกายกำลัง ใจ จึงจะไม่เป็นการขบถ หรือย่ำยีความหวังและ ความไว้วางใจของผู้มีบุญคุณเหล่านั้น รวมความว่า ผู้บวชแล้วจะต้องระลึกนึกถึงข้อที่ ตนขอบรรพชาอุปสมบทเอง, ข้อที่ทำพิธีในสถานที่ อันศักดิ์สิทธิ์ ในโอกาสอันศักดิ์สิทธิ์ และข้อที่ทำเพื่อ หวังจะตอบสนองความมุ่งหวังของมารดาบิดา เป็น เบื้องต้น ก่อนสิ่งอื่น. ถ้าผู้ใดยังคงระลึกอยู่ได้ ดังกล่าวนี้ตลอดเวลาเพียงใด ความระลึกอันนี้ย่อม เป็นอำนาจและกำลังบังคับให้ผู้นั้นมีความอดกลั้น อดทน ปฏิบัติธรรมวินัยเต็มตามกำลังกาย กำลังใจ และกำลังสติปัญญาของตน อยู่เพียงนั้น. นี้เป็นข้อแรก ที่ขอเตือนให้ระลึกอยู่เสมอเกี่ยวกับ การบวช.

น.7 ๕ การบวช คืออะไร ? เมื่อมีปัญหาขึ้นมาว่า การบวช คืออะไร ? ดัง นี้แล้ว ทางที่ดีที่สุดควรจะถือเอาใจความตามตัว พยัญชนะของคำว่า บวช นั่นเอง. คำว่า "บวช" เป็นภาษาไทย ซึ่งถอดรูปมาจากคำในภาษาบาลีว่า ปพฺพชฺชา. คำว่า "ปพฺพฺชา" นี้ มีรากศัพท์ คือ ป + วช : ป แปลว่าทั่วหรือสิ้นเชิง, วช แปลว่า ไป หรือ เว้น, คำว่า ป + วช จึงแปลว่า ไปโดย สิ้นเชิง หรือ เว้นโดยสิ้นเชิง. ที่ว่า "ไปโดยสิ้นเชิง" นั้น หมายถึง ไปจาก ความเป็นฆราวาส คือ จากการครองเรือนไปสู่ความ เป็นบรรพชิต คือ ผู้ไม่ครองเรือนโดยสิ้นเชิง. โวหาร ที่สูงไปกว่านั้น ท่านเรียกว่า ไปจากโลก โดยสิ้นเชิง ซึ่งหมายความว่า ละเสียจากวิสัยที่ชาวโลกเขามีกัน เป็นกัน โดยสิ้นเชิง นั่นเอง.

น.8 ๖ คำว่า "ไปจากความเป็นฆราวาส" นี้หมาย ความว่า ไปจากบ้านจากเรือน ซึ่งหมายถึง การสละความมีทรัพย์สมบัติ การสละวงศ์ญาติทั้งหลาย การเลิกละการนุ่งห่มอย่างฆราวาส เลิกละการกินอยู่อย่างฆราวาส เลิกละการใช้สอยอย่างฆราวาส เลิกละอาการทางกิริยาวาจาอย่างฆราวาส เลิกละความรู้สึกคิดนึกอย่างฆราวาสสิ้นเชิง ดังนี้ จึงจะเรียกว่า ไปหมดจากความเป็น ฆราวาสโดยสิ้นเชิง, หรือไปจากโลกโดยสิ้นเชิง. ข้อที่ว่า "สละความมีทรัพย์สมบัติ" นั้น หมายถึงการยอมรับดำเนินชีวิตชนิดที่ไม่ต้องมีทรัพย์ มบัติ ไปมีชีวิตอยู่ด้วยเครื่องอาศัยเลี้ยงชีวิต ตาม

น.9 ๗ แต่จะมีผู้ศรัทธาหรือตามแต่จะหาได้ มาบริโภคด้วย สิทธิอันชอบธรรมของนักบวช อันจะได้กล่าวถึง ข้างหน้า. ทรัพย์สมบัติทั้งหลายเหล่าโน้น เป็นของ ฆราวาสผู้ไม่มีสิทธิอันชอบธรรม ในอันที่จะบริโภค สิ่งของอันเขาถวายด้วยศรัทธา จึงไม่มีความจำเป็น อันใดสำหรับบรรพชิตผู้ตั้งหน้าแสวงหาคุณอันสูงโดย แท้จริง. ข้อที่ว่า "สละวงศ์ญาติทั้งหลาย" นั้นหมายถึง ไม่มีความอาลัยในหมู่ญาติ อันเป็นเหตุให้ต้องเกี่ยว ข้องหรือสงเคราะห์กันอย่างชาวโลกเขาทำกัน. บาง คนยังต้องติดพันกับหมู่ญาติ เพราะเห็นแก่ปาก แก่ท้องในเรื่องอาหารการกินและอื่น ๆ จนไม่มีโอกาส ได้รับความเป็นอิสระโปร่งโล่งของบรรพชา. ในบาลี ที่กล่าวถึงการบวช มีการย้ำถึงการสละวงศ์ญาติอยู่

น.10 ๘ ทั่ว ๆ ไป และอยู่ในรูปพระพุทธภาษิตโดยตรง. นักบวชบางประเภทในสมัยพุทธกาล สมาทานการ ไม่ไปเยี่ยมบ้านของตนจนตลอดชีวิตก็ยังมี. แต่ใน พุทธศาสนาเรามุ่งเอาแต่เพียงการสละความอาลัยใน หมู่ญาติ ชนิดที่เป็นความรู้สึกของฆราวาสทั่วไป นั่นเอง. ข้อที่ว่า “เว้นการนุ่งห่มอย่างฆราวาส" นั้น ย่อมเห็น ๆ กันอยู่แล้วว่า หมายความถึงอะไร, แต่ ขอให้ถือเอาใจความสำคัญให้ได้ว่าไม่ใช้เครื่องนุ่งห่ม ด้วยความมัวเมาในความงาม หรือความนิ่มนวลทาง สัมผัสของสิ่งที่ใช้นุ่งห่มซึ่งหมายความว่า แม้จะใช้ จีวรอย่างบรรพชิตแล้ว แต่ถ้ามุ่งไปในทางสวยงาม หรือความนิ่มนวลทางสัมผัสเป็นต้นแล้ว ก็ยังมีความ หมายว่าใช้เครื่องนุ่งห่มอย่างฆราวาส ทั้งที่กำลัง ห่มจีวรอยู่นั่นเอง.

น.11 ๙ ข้อที่ว่า "เว้นจากการกินอยู่อย่างฆราวาส " นั้น มิได้หมายแต่เพียงว่า เว้นการฉันในเวลาวิกาล หรือเว้นอาหารบางชนิดที่พระเณร ไม่ควรฉันเป็นต้น เพียงเท่านี้ก็หามิได้. ใจความสำคัญนั้นอยู่ที่ว่า พวก ฆราวาสกินเพื่อความเอร็ดอร่อย กินเพื่อความสนุก สนานเฮฮา กินจุบจิบพิถีพิถันตามวิสัยของฆราวาส ผู้เอาแต่การตามใจตัวเองเป็นที่ตั้ง. ผู้บวชแล้วจะต้อง เว้นจากการกินอย่างฆราวาสนี้โดยเด็ดขาด, จะฉัน ด้วยความรู้สึกแต่เพียงว่า นี้เป็นอาหารที่ฉันเพียง เพื่อยังอัตตภาพนี้ให้เป็นไปได้พอสะดวกสบาย พอ เหมาะสมแก่การที่จะปฏิบัติธรรมวินัยอันเป็นไปเพื่อ ออกจากทุกข์โดยประการทั้งปวง. โดยสรุปแล้ว ฉันอยู่ด้วยการระลึกถึงพระ- พุทธภาษิตของพระพุทธองค์ ซึ่งเราถือว่าเป็น พระพุทธบิดา อันได้ตรัสไว้ว่า

น.12 ๑๐ "พวกเธอ จงฉันบิณฑบาตรสักว่า เหมือนกับน้ำมัน สำหรับหยอดเพลาเกวียน หรือเหมือนกับมารดาบิดาซึ่ง หลงทางกลางทะเลทราย ต้องจำใจกินเนื้อบุตรของตนที่ ตายแล้วในกลางทะเลทรายเพื่อประทังชีวิตของตนเอง ฉันนั้น" กิริยาดังกล่าวนี้ คือการเลิกละจากการกินอยู่ อย่างฆราวาสโดยสิ้นเชิง. ข้อที่ว่า "เลิกละการใช้สอยอย่างฆราวาส" นั้น หมายถึงไม่ใช้สอยที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้สอย มีภาชนะเป็นต้น โดยทำนองที่ฆราวาสเขาใช้กัน คือ เพื่ออยู่อย่างสำรวย เพื่ออยู่อย่างสนุกสนานใน ทางตามใจตัวเอง หรือเพื่อโอ้อวดกันในทางสวยงาม และมีมากเป็นต้น.

น.13 ๑๑ นี้เรียกว่า ไปจากฆราวาสโดยสิ้นเชิง ในด้าน การใช้สอยเครื่องใช้สอย. ข้อที่ว่า "ละขาดจากกิริยาวาจาอย่างฆราวาส" นั้น หมายถึงฆราวาสย่อมมีกิริยาวาจาอันเป็นไปตาม ใจกิเลสตัณหา ตามความสะดวกสบายโดยปราศจาก การควบคุม เพราะมุ่งแสวงแต่ความสนุกสนาน เพลิดเพลินจากการตามใจตัวเองอย่างเดียว. ผู้บวช แล้ว จะต้องมีกิริยาวาจาอย่างสมณะ ในบทว่า "กิริยาวาจาใด ๆ เป็นของแห่งสมณะ เราจัก ประพฤติตนให้เป็นไปด้วยกิริยาวาจาอาการนั้นๆ." ผู้บวชแล้วลืมตัวในเรื่องนี้ ย่อมมีกิริยาวาจาที่ คล้ายฆราวาสอยู่ทุกอิริยาบถ. เมื่อมีมิตรสหายที่เป็น ฆราวาสมาหา ย่อมทำการต้อนรับเหมือนอย่างที่เคย กระทำต่อกันในครั้งเป็นฆราวาส ในบางรายถึงกับ กอดคอกันก็มี หรือนั่งเข่าทับถ่ายกันก็มี. กิริยาทาง

น.14 ๑๒ กายและวาจาเหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงถือ ว่าเป็นอาการของสมณะเลย. แม้กิริยาวาจาอื่น ๆ ซึ่ง เป็นของฆราวาสซึ่งมีอยู่มากมายนั้น ล้วนแต่เป็นสิ่ง ที่ผู้บวชแล้วจะต้องละขาดด้วยสติสัมปชัญญะอย่างยิ่ง, ข้อที่ว่า "เว้นจากความรู้สึกคิดนึกอย่าง ฆราวาสโดยสิ้นเชิง" นั้น หมายความว่า พวก ฆราวาสตามปรกติมีความรู้สึกคิดนึกไปในทางเหย้า- เรือน คิดนึกไปในทางกามคุณ ชอบปล่อยจิตให้ ไหลไปในความคิดนึกทางกามารมณ์อยู่เป็นประจำ, เมื่อความรู้สึกคิดนึกทางกามคุณเกิดขึ้น ย่อมไม่ ประสงค์ที่จักหักห้ามแต่กลับจะพอใจ ปล่อยให้จิตใจ ไหลไปตามแนวนั้น ๆ ให้มากยิ่งขึ้นไปเสียอีก เพราะ เป็นความเพลิดเพลิน. นี้เรียกว่า ความรู้สึกคิดนึก อย่างฆราวาส. ผู้บวช แล้วจะต้องละความรู้สึกคิด นึกชนิดนั้นโดยเด็ดขาดด้วยสติสัมปชัญญะอย่างยิ่งคอย

น.15 ๑๓ ควบคุมกระแสแห่งความคิดนึกให้ไหลไปแต่ในทาง ของบรรพชิตโดยส่วนเดียว นี้เรียกว่า ละความรู้สึกคิดนึก อย่างฆราวาสโดย สิ้นเชิง การละทรัพย์สมบัติ, การละวงศ์ญาติ, การละ การนุ่งห่มอย่างฆราวาส, การละการกินอยู่อย่างฆราวาส, การละการใช้สอยอย่างฆราวาส, การละกิริยาอาการทาง กายวาจาอย่างฆราวาส, และการละความรู้สึกคิดนึกอย่าง ฆราวาส, ทั้งหมดรวมกันแล้วได้ในคำสรุปสั้น ๆ ว่า "ไป หมดจากความเป็นฆราวาส" เต็มตามความหมายของ พยัญชนะที่วา "ป+ วช" หรือเป็นภาษาไทยว่า "บวช" หรือเป็นภาษาบาลีอย่างเต็มรูปว่า "ปพฺพชา" นั่นเอง. นี้คือความหมายของคำว่า "บวช" ในส่วนที่ ว่า "ไปหมด" คือไปหมดจากความเป็นผู้ครอง เรือนหรือเพศฆราวาส นั่นเอง.

น.16 ๑๔ ส่วนความหมายของคำว่า "บวช" ที่ว่า "เว้น หมด" นั้น อธิบายว่า เมื่อบวชเป็นบรรพชิตแล้ว จักต้องเว้นสิ่งซึ่งควรเว้น ตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัส ไว้อย่างไรนั้นโดยสิ้นเชิง. ข้อนี้ผู้บวชแล้วย่อมจะได้ รับการศึกษาธรรมและวินัย จนรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งควร เว้นหรือควรละทั้งในส่วนวินัยและทั้งในส่วนธรรมะ แล้วตนก็จะพยายามเว้นสิ่งที่ควรเว้นนั้นโดยสิ้นเชิง โดยอาศัยกำลังใจที่ได้รับมาจากการระลึกนึกอยู่เสมอ ว่า บวชนี้เราบวชเอง, ว่าการปฏิญญาในการบวชนี้ ได้ทำในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์และโอกาสศักดิ์สิทธิ์, และว่าการบวชที่มีอานิสงส์อันสมบูรณ์นั้น เป็นความ หวังอย่างยิ่งของมารดาบิดา, และว่า เราผู้มีความ เป็นมนุษย์อันถูกต้องนั้น จักต้องประพฤติปฏิบัติตน ให้เจริญงอกงามก้าวหน้าขึ้นไปสู่ความสูง หรือยอด สุดของความเป็นมนุษย์อยู่เสมอไป จึงจะสมกัน. เมื่อ

น.17 ๑๕ ระลึกได้ดังนี้ ก็มีกำลังใจที่จะละเว้นสิ่งที่ควรละเว้น ได้โดยหมดจดสิ้นเชิงตามระเบียบวินัยอย่างครบถ้วน. นี้คือความหมายของคำว่า "บวช" ในส่วนที่ ว่า "เว้นหมด" เมื่อรวมความหมายของคำว่า "ไปหมด" และ คำว่า "เว้นหมด" เข้าด้วยกัน ก็เป็นความหมาย ที่แสดงอยู่ในตัวเองอย่างครบถ้วนแล้วว่า ตัวลักษณะ แห่งการบวชที่แท้จริงนั้น คืออะไร ? วัตถุที่ตั้งอาศัยของการบวช คืออะไร ? เมื่อกล่าวถึงวัตถุที่ตั้งอาศัยของการบวชย่อม หมายความว่า เราจะพิจารณากันให้เห็นชัดว่า การ บวชนั้นต้องมีที่ตั้งที่อาศัย จึงจะตั้งอยู่ได้ เหมือน กับแผ่นดินเป็นที่ตั้งที่อาศัยของต้นไม้ทั้งหลาย จึงตั้ง

น.18 ๑๖ อยู่ได้ฉันใดก็ฉันนั้น. สำหรับที่ตั้งอาศัยของการบวช นั้น ย่อมกล่าวได้โดยง่ายว่ามีพระรัตนตรัย กล่าวคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นวัตถุที่ตั้งอาศัย, ด้วยเหตุนี้แหละเราจะต้อง ทำความเข้าใจในพระรัตน- ตรัย จนเห็นแจ่มแจ้งชัดเจนว่า เป็นวัตถุที่ตั้งอาศัย ของการบวชได้อย่างไรกัน ? พระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระ- สงฆ์ นี้ โดยภายนอกก็ดูเป็นของต่างกันคือ พระพุทธเจ้า เป็นผู้ค้นพบธรรมะอันประเสริฐ สำหรับบำบัดทุกข์ทั้งปวงได้สิ้นเชิง. บำบัดทุกข์ได้ ด้วยพระองค์เองได้หมดจดแล้ว จึงทรงสอนผู้อื่นให้ บำบัดทุกข์ตามได้ด้วย. ส่วน พระธรรม นั้น คือสิ่งซึ่งพระองค์ทรงค้น พบ และทรงใช้เป็นเครื่องบำบัดทุกข์ นั่นเอง. มีอยู่

น.19 ๑๗ ในรูปคำสั่งสอนหรือการศึกษาเล่าเรียนซึ่งเรียกว่า ปริยัติธรรมบ้าง, และอยู่ในรูปของการประพฤติปฏิบัติ ทางกาย วาจา ใจ ซึ่งเรียกว่าปฏิบัติธรรมบ้าง, และ อยู่ในรูปแห่งผลของการปฏิบัติ คือ มรรค ผล นิพพาน ซึ่งเรียกว่าปฏิเวธธรรมบ้าง. ทั้งปริยัติธรรม ปฏิบัติธรรม และปฏิเวธธรรม นี้แหละ รวมกันแล้ว คือ พระธรรม. ส่วน พระสงฆ์ นั้นคือ ผู้ที่ได้รับเอาพระธรรม จากพระพุทธเจ้ามาศึกษา และปฏิบัติจนได้รับผล ของพระธรรมนั้น. กล่าวโดยลักษณะภายนอก พระรัตนตรัยย่อม แตกต่างกันอยู่ ดังนี้. แต่เมื่อกล่าวโดย ความหมายอันลึกซึ้ง ในภายในแล้ว ย่อมจะเห็นได้ว่า เป็นของ อย่างเดียวกัน คือ - พระพุทธเจ้า นั้น มี ความหมายอันสำคัญอยู่ที่คุณธรรมอันประเสริฐ

น.20 ๑๘ ซึ่งมีอยู่ในภายในพระหฤทัยของพระองค์ ซึ่ง ทำให้พระองค์ได้นามว่า พระพุทธเจ้า, คุณ ธรรมข้อนี้ก็คือ ความบริสุทธิ์สะอาดถึงที่สุด, ความสว่างไสวแจ่มแจ้งถึงที่สุด, และความ สงบเย็นเป็นสันติถึงที่สุดซึ่งมีอยู่ในพระองค์ นั่นเอง. สำหรับ พระธรรม นั้นเล่า ก็มี ความหมายอันแท้จริงอยู่ที่คุณสมบัติที่กล่าว แล้วอย่างเดียวกัน คือ ปริยัติธรรม ก็เป็น การเรียนเรื่องความสะอาด สว่าง สงบ ให้ ถึงที่สุด, ปฏิบัติธรรม ก็เป็นการปฏิบัติเพื่อให้ ถึงความสะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุด, และ ตัวปฏิเวธธรรม ก็คือ ตัวความสะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุดที่ได้รับในฐานะเป็นผลของการ ปฏิบัตินั่นเอง. ฉะนั้น พระธรรมทั้ง ๓ ประเภท ก็ไปรวมอยู่ที่ ความสะอาดถึงที่สุด ความสว่าง ถึงที่สุด และความสงบถึงที่สุด ที่มีอยู่ใน

น.21 ๑๙ พระหฤทัยของพระพุทธเจ้าเช่นเดียวกัน. ส่วน พระสงฆ์ นั้นเล่า ย่อมหมายถึงผู้ยอมรับนับถือ พระพุทธเจ้า เพราะพระองค์ทรงมีคุณสมบัติ คือ ความสะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุด จึง ได้รับเอาพระธรรม ซึ่งมีคุณสมบัติรวมอยู่ที่ ความสะอาด สว่าง สงบ นั้นมาประพฤติ ปฏิบัติเพื่อให้ตัวท่านเองเกิดมีคุณสมบัติเป็น ความสะอาด สว่าง สงบ ขึ้นภายในใจของตน อย่างเดียวกับภายในพระหฤทัยของพระพุทธเจ้า. เราจึงเห็นได้ว่า ตัวความสะอาด สว่าง สงบ นั่นแหละ คือ ตัวแท้หรือหัวใจของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยไม่เพ่งถึงลักษณะ ภายนอก. เมื่อเรารู้จักพระรัตนตรัย ในลักษณะของความ สะอาด สว่าง สงบ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันดังนี้ เราย่อมเห็นเป็นโอกาสที่การบวชของเรา จะได้มีวัตถุ

น.22 ๒๐ ที่ตั้งอาศัยลงที่พระรัตนตรัยได้โดยง่าย กล่าวคือ การมองเห็นชัดว่า ยังเป็นโอกาส ยังเป็นฐานะ ที่เรา จะเข้าถึงองค์พระรัตนตรัย ได้จริงๆ โดยการทำให้ความ สะอาด สว่าง สงบ นั้นเกิดขึ้นในภายในใจของเราเอง และเป็นโอกาสที่พระรัตนตรัยนั้น จะเป็นที่พึ่งให้แก่เรา ได้จริงๆ คือ ความสะอาด สว่าง สงบ ซึ่งเป็น องค์พระรัตนตรัยแท้อันเราได้ทำให้เกิดขึ้นในหัวใจ ของเรานั้น ได้เป็นเครื่องดับไฟทุกข์และดับไฟกิเลส ให้แก่เราได้จริง ๆ. เพราะฉะนั้นหัวใจของเราผู้บวช แล้ว จึงมีวัตถุที่ตั้ง คือ เข้าถึงพระรัตนตรัยตัวจริงได้ และพระรัตนตรัยนั้นสามารถคุ้มครองปกป้องหัวใจ ของเราได้. การบวชของเราจึงมีวัตถุที่ตั้งที่อาศัยอย่าง มั่นคง แล้วเจริญงอกงามในพระพุทธศาสนาเหมือน ต้นไม้ที่ได้อาศัยแผ่นดินที่ดี เป็นที่ตั้งแล้วเจริญงอก งามอยู่ ฉันใดก็ฉันนั้น

น.23 ๒๑ เพราะฉะนั้น ขอให้เราผู้บวชแล้วทุกคนจงได้ ปักใจให้ตั้งอาศัยอยู่ที่พระรัตนตรัย ด้วยการเพ่ง ด้วย การมุ่ง ด้วยการพยายามประพฤติปฏิบัติ จนสุด กำลังกาย กำลังใจ เพื่อให้เข้าถึงพระรัตนตรัยอย่าง แท้จริง ด้วยการที่ตนมีหัวใจอันประกอบอยู่ด้วย ความสะอาด สว่าง สงบ ดังกล่าวแล้ว. เราจะเห็น ได้ว่า ถ้าการบวชของเราไม่มีวัตถุที่ตั้งอาศัย ไม่มี จุดที่มุ่งหมาย สำหรับเป็นที่กำหนดให้แน่วแน่มั่นคง แล้ว การบวชนั้นก็จะกวัดแกว่งเหมือนวัตถุที่เบาแล้ว ถูกลมพัด ไม่สามารถจะมีจุดหมายอันแน่นอนได้. การบวชนั้นก็จักเป็นหมันเปล่าไม่สมประสงค์ ทั้งที่ เรามีความตั้งใจจริง. เพราะฉะนั้นทุกคนจะต้อง เข้าใจในวัตถุที่ตั้งอาศัยของการบวชอย่างชัดแจ้ง แล้ว ปักใจทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจลงไปทั้งหมดจริง ๆ ก็จะได้ประสบผลของการบวช ได้ครบถ้วนตามความ ปรารถนา.

น.24 ๒๒ อานิสงส์ของการบวช คืออะไร ? เมื่อกล่าวถึงผลหรืออานิสงส์ของการบวชแล้ว ผู้บวชควรจะทำในใจถึงผลของการบวชให้กว้างออก ไป เป็น ๓ ประการ เป็นอย่างน้อย, อานิสงส์ของ การบวชนั้น ย่อมมีมากมายกว้างขวางเหลือที่จะกล่าว ให้ครบถ้วนเป็นรายละเอียดได้, แต่เราอาจจะประมวล เข้าด้วยกันแล้ว จำแนกออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ ๓ ประเภท กล่าวคือ - อานิสงส์ที่จะพึงได้แก่ตัวผู้บวชเอง , อานิสงส์ที่จะพึงได้แก่ผู้อื่น มีมาร- ดาบิดาเป็นประธาน, และ อานิสงส์ที่จะพึงได้แก่พระศาสนา รวมเป็น ๓ ประการด้วยกัน ดังนี้. สำหรับ อานิสงส์ที่จะพึงได้แก่ตัวผู้บวชเอง นั้น โดยส่วนใหญ่ย่อมหมายถึงการพ้นไปจากการ

น.25 ๒๓ เผาผลาญของไฟกิเลสและไฟทุกข์ หรือที่เรียกว่า “นิพพาน” นี้เป็นที่ตั้ง. หากไม่ได้ถึงนั้น ก็ ย่อมได้รองลงมาในอันดับที่รองลงมา คือมีไฟกิเลส และไฟทุกข์เผาผลาญแต่เพียงเบาบาง แล้วแต่ว่าตน จะสามารถประพฤติปฏิบัติธรรมวินัยได้ดีเพียงไร. นี้กล่าวสำหรับผู้ที่บวชตลอดไป. ส่วนผู้ที่บวช เฉพาะกาลชั่วคราวตามขนบธรรมเนียมประเพณีของ บางประเทศนั้นย่อมได้ผลโดยสรุปคือ จักได้เรียนรู้ ศาสนาที่ตนนับถืออย่างใกล้ชิด, จักได้ลองชิมการ ปฏิบัติธรรมะเป็นเครื่องพ้นทุกข์ดู เท่าที่ตนจะปฏิบัติ ได้, และในที่สุด จักได้กลับออกมาเป็นคนที่ดีกว่า เก่า เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำในครอบครัว. ทั้งหมดนี้ เรียกว่า อานิสงส์ที่ผู้นั้น จะพึงได้รับ เฉพาะตน และ ตนจะต้องทำให้ได้รับจริง ๆ, อย่าให้เสียทีที่ได้บวชเลย. สำหรับ อานิสงส์ที่จะพึงได้แก่ผู้อื่น มีมารดา บิดา เป็นต้นนั้น ข้อนี้ย่อมหมายถึงการมุ่งตอบแทน

น.26 ๒๔ บุญคุณของผู้ที่มีบุญคุณเป็นที่ตั้ง มีมารดาบิดาเป็น ประธานของบุคคลเหล่านั้น ๆ. คนเราพอสักว่าเกิดมา ในขณะนั้น ยังไม่ทันจะลืมตาดูโลกได้ ก็เป็นหนี้ บุญคุณแก่คนทั้งหลาย อย่างมากมายเหลือที่จะกล่าวได้ เสียแล้ว. สำหรับมารดาบิดานั้นไม่ต้องกล่าว เพราะ ว่าท่านมีบุญคุณเหนือเศียรเกล้าของบุตรเพียงไรนั้น ย่อมเป็นที่ประจักษ์กันดีอยู่แล้ว. ส่วนที่ว่า "เป็นหนี้ บุญคุณผู้อื่นอีกมากมายเสียตั้งแต่ยังไม่ทันลืมตาดูโลก" นั้น ข้อนี้หมายความว่า พอเด็กคลอดออกมา ก็ ต้องอาศัยสติปัญญาวิชาความรู้ของผู้ที่เป็นแพทย์เป็น หมอ ของผู้ที่รู้จักคิดรู้จักทำเครื่องนุ่งห่มขึ้นในโลก และของผู้ที่ทำการช่วยเหลือแวดล้อมทุกอย่างทุก ประการโดยไม่รู้สึกตัว จนอาจจะสรุปได้ว่า พอเกิด มาก็เป็นหนี้บุญคุณคนทั้งโลกทีเดียว. เพราะฉะนั้น จึงเป็นหน้าที่ของคนดี ที่จะต้องตอบแทนบุญคุณของ ผู้มีบุญคุณทั้งหลาย ซึ่งมีมารดาบิดาเป็นประธาน.

น.27 ๒๕ ในการตอบแทนบุญคุณนั้น บัณฑิตทั้งหลายมีพระ- พุทธเจ้าเป็นต้น ได้กล่าวไว้ว่า ไม่มีอะไรที่จะตอบ แทนดียิ่งไปกว่าการทำให้ผู้มีบุญคุณนั้น ๆ ได้รับความ ดี ความงามอันสูงสุด. สำหรับความดีความงามอัน สูงสุดนั้น ก็ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า การได้พ้นไปจาก ความทุกข์หรือพ้นไปจากการถูกเผาผลาญของไฟ กิเลสและไฟทุกข์. เพราะเหตุฉะนี้แหละ บุตรที่จะ ต้องตอบแทนมารดาบิดา จักต้องสำนึกถึงการทำให้ มารดาบิดาเป็นต้นนั้น ได้รับความดีความงามเป็น ความพ้นจากทุกข์ก่อนสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น ท่านผู้รู้ได้กล่าวเปรียบความข้อนี้ไว้ว่า แม้หาก จะทำได้ถึงกับว่าให้มารดาบิดาทั้งสองอยู่บนบ่าของ บุตร แล้วฟูมฟักรักษามารดาบิดานั้นไม่ให้อนาทรร้อน ใจด้วยการกินอยู่เป็นต้น บนบ่าโดยไม่ต้องลงสู่พื้น ดินเลย เป็นเวลาตลอดกัปป์ตลอดกัลป์ ก็ยังหาจัด ว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณมารดาบิดาได้เพียงพอหรือ

น.28 ๒๖ เหมาะสมกันไม่. แต่ท่านได้กล่าวไว้สืบไปว่า ถ้า หากว่าบุตรคนใดได้ทำมารดาบิดาที่เป็นมิจฉาทิฏฐิให้ กลายมาเป็นสัมมาทิฏฐิ หรือว่าทำมารดาบิดาที่เป็น สัมมาทิฏฐิให้เป็นสัมมาทิฏฐิยิ่งขึ้น จนถึงกับออกจาก ทุกข์ได้หมดจดสิ้นเชิงนี้แหละ คือการตอบแทนบุญ- คุณของมารดาบิดาได้อย่างสมกัน. เราจึงเห็นได้ว่า โอกาสแห่งการตอบแทนบุญ- คุณของมารดาบิดานั้น นับว่ามีมากที่สุดในการบวช คือว่า ด้วยการบวชนั้น จักทำให้มารดาบิดาเป็นต้น นั้นมีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น ได้เป็น ผู้ใกล้ชิดหรือเป็นญาติในพระศาสนายิ่งขึ้น ได้ใกล้ชิด การประพฤติปฏิบัติธรรมวินัยยิ่งขึ้น ได้มีความรู้ ความเข้าใจในธรรมอันลึกซึ้งยิ่งขึ้น หรืออย่างน้อย ที่สุดก็เป็นผู้มั่นคงไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัย จน เป็นที่รับประกันได้ว่าไม่มีทางที่จะตกไปสู่อบายได้เลย ดังนี้เป็นต้น จึงนับว่า การบวชที่ถูกต้องนี้เป็น

น.29 ๒๗ โอกาสที่จะตอบแทนบุญคุณมารดาบิดาได้จริงๆ. แต่ ทั้งนี้ ย่อมหมายถึงว่า ผู้นั้นจะ ต้องบวชจริง ศึกษา เล่าเรียนจริง ประพฤติปฏิบัติจริง ๆ ได้รับผลแห่ง พรหมจรรย์นี้จริงๆ แล้วตั้งหน้าตั้งตาสอนผู้อื่นจริงๆ. ล้วนแต่เป็นการทำจริงไปทั้งหมดดังนี้ จึงจะมีผล เป็นการตอบแทนบุญคุณมารดาบิดาเป็นต้น อันเป็น ที่รักที่เคารพจริงอย่างเหมาะสมกันได้. ขอให้ผู้บวชแล้วทั้งหลาย จงอ้างเอาคุณมารดา บิดาเป็นที่ตั้ง โดยมีความสำนึกว่า ท่านเหล่านั้น ได้มีบุญคุณแก่เรามาก่อนแล้ว เป็นฝ่ายที่ทำแก่ เราก่อน เรากำลังเป็นหนี้บุญคุณของท่านอยู่แล้ว, แล้วตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมวินัยด้วยการ ทำจริง ดังกล่าวมา, ให้เป็นการตอบแทนบุญคุณ มารดาบิดาอย่างเหมาะสมกัน, อย่าให้เป็นขบถหรือ หลอกลวงต่อ ความหวัง ของมารดาบิดาแต่ประการใด เลย.

น.30 ๒๘ อันนี้แลเรียกว่า อานิสงส์ของการบวชที่จะพึง ได้แก่ผู้มีบุญคุณทั้งหลาย มีมารดาบิดา เป็นต้น. สำหรับ อานิสงส์อันจะพึงได้แก่พระศาสนา เอง เป็นประการสุดท้ายนั้น ข้อนี้หมายความว่า แม้พระศาสนาก็เป็นสิ่งที่มีปัจจัยปรุงแต่ง อาจจะ เสื่อมสูญไปได้ถ้าหากไม่มีการปรุงแต่งสืบต่ออายุ เอาไว้. เพราะฉะนั้น การบวชของพวกเรา จึงมี ความมุ่งหมายให้เป็นการสืบอายุพระศาสนาไปด้วยอีก ส่วนหนึ่ง. เราที่ได้บวชนี้ ก็เพราะมีพระพุทธ ศาสนา. ถ้าหากไม่มีพระศาสนา เราจะบวชได้ อย่างไรเป็นสิ่งที่เข้าใจกันได้อยู่ดีแล้ว. บุญคุณของ พระศาสนานั้นเองที่ทำให้เราได้บวช, เพราะฉะนั้น เราจักตอบแทนคุณของพระศาสนา. ถ้ากล่าวให้ ยืดออกไปกว่านี้อีกก็คือ เราต้องรำลึกถึงคุณอุปัชฌาย์ อาจารย์ที่ได้สืบอายุพระศาสนากันมาเป็นลำดับ ๆ นับ ตั้งแต่สมัยพุทธกาลมาจนถึงบัดนี้ จนทำให้เราได้

น.31 ๒๙ บวช. เราต้องสำนึกถึงบุญคุณของอุปัชฌาย์อาจารย์ เหล่านั้น ซึ่งแต่ละท่านล้วนแต่หวังว่า เราผู้เป็น ลูกศิษย์ชั้นหลัง ๆ จักช่วยกันสืบอายุพระศาสนาให้ เป็นช่วง ๆ รับมอบกันไปอย่าให้ขาดสายได้. นี้, เป็นเหตุให้เราต้องคิดตอบแทนคุณ อุปัชฌาย์อาจารย์ เหล่านั้นด้วยการสืบอายุพระศาสนา ไว้ให้ได้จริง ๆ. ถ้าจะกล่าวให้ยืดออกไปกว่านั้นอีก เราจะต้อง รำลึกถึงพระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นต้น กำเนิดของพระศาสนา ในข้อที่พระองค์ได้ทรงเสีย สละ ไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบากในการประ- ดิษฐานพระศาสนา ซึ่งเมื่อเราได้ศึกษาพระประวัติ อันประเสริฐของพระองค์แล้ว เราจะเห็น ได้ว่า พระองค์ทรงบากบั่นในการประดิษฐานและเผยแผ่ พระศาสนานี้ จนถ้าจะกล่าวโดยโวหารธรรมดาก็ กล่าวได้ว่า “ตายคาที่บนแผ่นดินกลางทางเดินที่ โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง" ไม่ได้ตายบนกุฏิเหมือนเรา ท่านทั้งหลายโดยมาก.

น.32 ๓๐ สรุปความข้อนี้ว่า พระองค์ทรงมีความพยายาม และความหวังอย่างยิ่ง ที่จะประดิษฐานพระศาสนา ของพระองค์ให้มั่นคงอยู่ในโลกนี้เพื่อเป็นประโยชน์ แก่สัตว์ทั้งหลายรวมทั้ง พวกเราด้วย. เพราะเหตุ ฉะนั้นแหละ เราจะต้องบากบั่นในการสืบอายุพระ- ศาสนาให้สมกับตัวอย่างที่พระองค์ได้ทรงกระทำไว้ และให้สมกับบุญคุณอันใหญ่หลวงที่พระองค์ทรง กระทำไว้แก่สัตว์ทั้งหลายรวมทั้งพวกเราด้วย. เพื่อ จะให้เป็นการสืบอายุพระศาสนาได้สมจริงนั้น ย่อมมี อยู่แต่ทางเดียวเท่านั้น คือ เราจะต้องบวชจริง ศึกษา เล่าเรียนจริง ประพฤติปฏิบัติจริง ให้ได้รับผลของ พรหมจรรย์นี้จริง แล้วพยายามสั่งสอนผู้อื่นต่อกันไป จริง จึงจะเป็นการสืบอายุพระศาสนาเป็นเครื่องบูชา ตอบแทนพระคุณของพระองค์ได้จริง. เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายควรจะรำลึกถึง พระคุณ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า, ถึงพระคุณของ

น.33 ๓๑ อุปัชฌาย์ อาจารย์ที่ได้สืบอายุพระศาสนาสืบต่อกันลง มาจนถึงพวกเรา, และรำลึกถึงคุณของพระศาสนา ซึ่งเป็นเครื่องบำบัดความทุกข์ของสัตว์ได้จริงแล้ว ตั้งหน้าตั้งตาตอบแทนคุณพระศาสนา คุณอุปัชฌาย์- อาจารย์ และคุณพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยการเรียน จริง ปฏิบัติจริง เป็นต้น ดังกล่าวแล้ว. นี้เรียกว่า อานิสงส์ของการบวชอันจะพึงได้แก่ตัวศาสนาเอง ซึ่งในที่สุด อานิสงส์อันนั้นก็จะแผ่ไปในทุกๆ โลก ทั้งมนุษยโลก และเทวโลก เป็นเหมือนร่มโพธิ์ ร่มไทรที่คุ้มครองสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ให้เยือกเย็น อยู่ภายใต้ร่มเงาของพระศาสนา ตลอดกาลนาน. รวมอานิสงส์ ทั้ง ๓ ประการเข้าด้วยกัน คือ อานิสงส์ที่จะพึงได้แก่ตัวผู้บวชเอง, อานิสงส์ที่จะ พึงได้แก่ผู้มีบุญคุณทั้งหลาย มีมารดาบิดาเป็น ประธาน, และอานิสงส์ที่จะพึงได้แก่ตัวพระ ศาสนาดังนี้แล้ว ย่อมเห็นได้ว่าเป็นการเพียงพอ

น.34 ๓๒ แล้ว ที่เราจะต้องเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างด้วยการ อดกลั้นอดทนเพื่อให้เกิดการบวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง ได้รับผลจริง แล้วสั่งสอนสืบต่อกัน ไปจริง ซึ่งอาจจะกล่าวได้ด้วยความมั่นใจว่า ไม่มี การกระทำอย่างใดที่จะดียิ่งกว่าการกระทำอันนี้ ซึ่งถือว่าเป็นอานิสงส์ของการบวชที่พวกเราจะพึง ได้รับ. เครื่องมือของคนบวช คืออะไร ? ผู้บวชหรือผู้บวชแล้วก็ตาม ย่อมจำเป็นที่จะ ต้องมีเครื่องมือสำหรับใช้เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ใน การบวช และเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้ได้รับอันตราย จากการบวช ดังที่พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า "การบวช ที่รับเอาไปไม่ถูกทาง ย่อมทำอันตรายแก่ผู้บวชเหมือนใบ หญ้าที่มีคม เมื่อจับดึงไม่ถูกทาง ย่อมบาดมือผู้จับดึงได้

น.35 ๓๓ ฉันใดก็ฉันนั้น" ๑ ดังนี้. เพราะฉะนั้นผู้จะเข้ามาบวช จำเป็นที่จะต้องมีความรู้ให้เป็นเครื่องมืออันเพียงพอ สำหรับจะทำให้การบวชของตน ไม่เกิดเป็นอันตราย แต่ตน นับตั้งแต่วาระแรกไปทีเดียว. ในอันดับแรกที่สุด ผู้บวชจะต้องมีความรู้สึก และรับรู้ไว้ว่า ผ้าเหลืองหรือที่เรียกกันว่า " ผ้า- กาสาวพัสตร์ " นั้น ท่านถือกันว่าเป็นธงชัยของพระ- อรหันต์ ซึ่งเรียกโดยภาษาบาลีว่า "อรหตฺตธโช" ซึ่งตามตัวหนังสือก็แปลว่า "ธงชัยของพระอรหันต์" อยู่แล้ว ข้อนี้หมายความว่า ผ้าย้อมฝาดสีหม่นนี้เป็น เครื่องหมายอัน ศักดิ์สิทธิ์ของผู้มีความบริสุทธิ์และ ประเสริฐ ตั้งอยู่ในฐานะเป็นปูชนียบุคคล ทั้งของ เทวดาและมนุษย์, แม้ที่สุดแต่สัตว์เดรัจฉาน ท่าน ก็กล่าวว่าย่อมรู้สึกว่า ผ้ากาสายะนั้นเป็นเครื่องหมาย ๑. พระบาลี ธ.ข. ๒๕/๕๖/๓๒

น.36 ๓๔ ของพระอรหันต์ ผู้ไม่เป็นข้าศึกแก่ตน. ฉะนั้น การที่จะนำเอาผ้ากาสายะหรือธงชัยของพระอรหันต์ มาคลุมเข้าที่ตัวนั้น ย่อมมีความหมายมากเกินกว่าที่ จะถือว่าเป็นเพียงเครื่องนุ่งห่มชนิดหนึ่ง. ถ้าเมื่อ บุคคลนั้นไม่มีคุณสมบัติในตนที่เพียงพอสำหรับการ ห่มผ้ากาสายะนั้นแล้ว อันตรายก็จะเกิดขึ้นแก่ตน ตามทางธรรมในทันที. ความข้อนี้ ก็เป็นหลักที่ พระพุทธองค์ตรัสยืนยันไว้ในที่หลายแห่ง เช่นบาลีว่า "อนิกฺกสาโว กาสาวํ" ๑ ดังนี้เป็นอาทิ ซึ่งมีใจความ ดังที่กล่าวแล้ว. เพราะฉะนั้น ในขณะที่จะให้ผู้เข้า มาบวชห่มผ้ากาสายะในวันนั้น ท่านจึงมีระเบียบ ๑. เนื้อ ความเต็มตามรูปคาถาบาลี ธ.ข. ๒๕/๑๖/๑๑ ว่า- อนิกกสาโว กาสาวํ โย วตถํ ปริทเหสฺสติ อเปโต ทมสจฺจน น โส กาสาวมรหติ. ซึ่งแปลว่า "เขาอยากจะนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ แต่เขายังมีกิเลสเครื่องย้อมจิต ติดแน่นดังน้ำฝาดปราศจากการบังคับตัวเองและสัจจะ, เขาผู้นั้น ยังไม่มีค่าควรแก่การนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์เลย."

น.37 ๓๕ กล่าวสอนตจบัญจกกัมมัฏฐาน เพื่อฟอกจิตใจ บุคคลผู้ที่กำลังจะห่มผ้ากาสายะนั้น ให้อยู่ในสภาพ ที่พอเหมาะพอสมแก่การที่จะห่มผ้ากาสายะในเบื้องต้น เสียก่อน. ตจปัญจกกัมมัฏฐานนี้เป็นกัมมัฏฐานใน ประเภทอสุภกัมมัฏฐาน คือการพิจารณาให้เห็นความ จริงของสิ่งเท็จเทียมที่ฆราวาสผู้นั้นเคยลุ่มหลงมาแต่ ก่อนนั้นเสียก่อน จนกระทั่งมีจิตใจสลดสังเวชใน ความที่ตนเคยลุ่มหลง เห็นโทษของความลุ่มหลง แห่งเพศฆราวาสมีจิตใจสูงคือ สะอาด สว่าง และ สงบ ขึ้นตามส่วน จนพอจะกล่าวได้ว่าสูงกว่าระดับ จิตใจของฆราวาสแล้ว ท่านจึงให้ห่มผ้ากาสายะนั้น ๆ. ฉะนั้น ขอให้ผู้บวชแล้วทุกคน จงได้สำนึก ถึงความจริงอันสำคัญยิ่งข้อนี้ ระลึกนึกถึงคำมอบ ตจปัญจกกัมมัฏฐานของอุปัชฌายะผู้ให้การบรรพชา และนึกถึงการยอมรับปฏิบัติในกัมมัฏฐานเหล่านี้ เพื่อ

น.38 ๓๖ เปลื้องตนให้พ้นจากอันตราย ในการที่นำผ้ากาสายะ มาห่มโดยปราศจากความหมาย, ตนก็จะเป็นผู้ไม่ ประมาทเป็นผู้เห็นภัยในความประมาท ไม่เปิด โอกาสให้การบรรพชาของตน หรือการห่อหุ้มร่างกาย ตนด้วยธงชัยของพระอรหันต์นั้น เกิดเป็นอันตราย ขึ้นแก่ตนได้. ข้อนี้นับว่าเป็นเครื่องมืออันประเสริฐ สุดของผู้บวช ในการที่จะป้องกันตนให้พ้นจากโทษ อันจะเกิดขึ้นจากการบวชในวาระแรก. ในวาระ ต่อไป ก็จะเป็นเครื่องคุ้มครองตนให้พ้นจากอันตราย หรือการเบียดเบียนของกิเลสทั้งหลาย มีราคะ เป็นต้น ทำให้บวชอยู่ได้ด้วยความสวัสดีมีความวัฒนาถาวร สืบไป. เพราะฉะนั้น ผู้บวชแล้วพึงสนใจในเครื่อง มือ หรืออาวุธคู่มืออันนี้ของนักบวช, คือพึงขยัน หมั่นเพียรพินิจพิจารณากัมมัฏฐานอันเป็นประธาน

น.39 ๓๗ กล่าวคือ อสุภกัมมัฏฐานนั้น ตลอดถึงกัมมัฏฐาน อันเป็นบริวาร กล่าวคือ การพินิจพิจารณาหรือที่ เรียกว่า ปัจจเวกขณ์ ในการรับและการบริโภค ปัจจัย เครื่องอาศัย ๔ อย่าง คือจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช อันจักเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้ง ตนให้ตั้งอยู่ในคุณสมบัติที่เหมาะสมแก่การนุ่งห่มผ้า กาสายะสืบไปตลอดกาลนาน. สิทธิของผู้บวช เมื่อกล่าวถึงสิทธิของผู้บวช พึงเข้าใจว่าเป็น การกล่าวถึงการที่นักบวชมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะ บริโภคจตุปัจจัยอันเป็นเทยยธรรมหรือเป็นเครื่องบูชา ของชาวโลก. ตามปรกติก็เห็นกันอยู่แล้วว่า ผู้บวช ไม่มีการประกอบอาชีพมีการทำนา ค้าขาย แต่ก็มี การดำรงชีพอยู่ด้วยการเสียสละของชาวโลก.

น.40 ๓๘ ข้อที่ต้องคิดต่อไปมีอยู่ว่า มีสิทธิอันชอบธรรม มาแต่ไหน ในการที่จะบริโภควัตถุเทยยธรรมอัน ทายกน้อมนำมาถวายด้วยความเคารพเหล่านั้น ? สิทธิอันชอบธรรมในที่นี้ ย่อมมีเฉพาะแก่ นักบวชผู้ทำตนให้เป็นนักบวชที่แท้จริง และถูกต้อง ตามนัยที่ได้กล่าวมาแล้วในข้อต้น ๆ เท่านั้น. สิทธิ อันนี้หามีแก่ผู้บวชโดยสักว่าบวชไม่เลย. เมื่อไม่มี สิทธิอันชอบธรรมแล้วบริโภคปัจจัยเหล่านั้นเข้า ท่าน ถือกันว่าย่อมเกิดเป็นหนี้เป็นสินขึ้นแก่นักบวชผู้นั้น อันจักต้องชดใช้ให้แก่ทายกผู้เป็นเจ้าของเทยยธรรม ซึ่งท่านกล่าวไว้ด้วยโวหารอุปมาอย่างขบขันว่า "จะ ต้องตายไปเกิดเป็นวัวเป็นฬา เพื่อรับใช้ทายกทายิกา ผู้เป็นเจ้าของเทยยธรรมนั้นสืบไป." ในข้อนี้ เราต้อง พิจารณากันดูอย่างลึกซึ้งและละเอียดลออจึงจะเห็นได้ ว่า ผู้บวชที่แท้จริงนั้นมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะบริโภค วัตถุเทยยธรรมของทายกทายิกาเหล่านั้นจริง ๆ.

น.41 ๓๙ การบวชของผู้บวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง ได้ รับผลจริง และสั่งสอนผู้ อื่นจริงๆ นั้น ย่อมเป็นการ สืบอายุพระศาสนาได้จริง. การสืบอายุพระศาสนาได้จริงนั่นเอง ทำให้เกิด สิทธิอันชอบธรรมแก่ผู้บวชในการที่จะบริโภควัตถุ เทยยธรรม ดังกล่าวแล้ว. การสืบอายุพระศาสนานี้ โดยหัวใจแท้จริง ย่อมอยู่ที่การที่มีผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุ มรรคผลได้สำเร็จ การที่จะปฏิบัติมรรคผลได้สำเร็จ และมีอยู่ในโลกนั้นต้องมาจากการตั้งใจทำจริง ๆ ของ ผู้ที่ตั้งหน้าตั้งตาโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใดทั้งสิ้น จึงจะ เป็นผลขึ้นมาได้. ด้วยเหตุนี้แหละ ผู้ตั้งหน้าตั้งตา ปฏิบัติ จึงต้องได้รับโอกาสในการปฏิบัติโดยไม่ต้อง คำนึงถึงการประกอบอาชีพ. เพราะฉะนั้นการตั้งหน้า

น.42 ๔๐ ตั้งตาปฏิบัติของผู้ปฏิบัติ เพื่อทำให้การบรรลุมรรคผล ยังคงมีอยู่ในโลกนี้แหละ ได้ทำให้เกิดสิทธิอันชอบ ธรรมขึ้นในการที่จะบริโภควัตถุเทยยธรรม โดยไม่ ต้องมีการตอบแทนเป็นส่วนตัว. ด้วยเหตุนี้ นัก บวชที่แท้จริงจึงมีสิทธิอันชอบธรรมดังกล่าวแล้ว ใน การที่จะบริโภควัตถุปัจจัยเหล่านั้น ตลอดถึงมีสิทธิ อันชอบธรรมในการที่จะรับการกราบไหว้สักการบูชา ของชาวโลกทั่วไป ตลอดถึงมีสิทธิในการที่จะ ประพฤติพรหมจรรย์อันเป็นอิสระ เพื่อบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ตามความปรารถนา. นี้เรียกว่าเป็น สิทธิพิเศษของนักบวชโดยเฉพาะเท่านั้น. ขอให้เราผู้บวชแล้วทั้งหลาย จงรู้สึกในสิทธิ อันนี้ เพื่อจะได้พยายามทำตนให้ทรงไว้ซึ่งสิทธิอันนี้ โดยไม่ต้องตกไปอยู่ในสภาพที่ "เป็นวัวหรือเป็นฬา" ได้โดยเด็ดขาด. ทั้งหมดนี้ ย่อมสำเร็จได้ด้วยการ บวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง ได้ผลจริง แล้ว

น.43 ๔๑ สอนเขาจริง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว ซ้ำ ๆ ซาก ๆ นั่น เอง. หากปราศจากสิทธิอันนี้แล้ว ตนจะต้องเกิด วิปปฏิสาร คือ ความร้อนใจ แม้ไม่ใช่ในวันนี้ ก็ ต้องในวันใดวันหนึ่งโดยไม่ต้องสงสัยเลย. ความมุ่งหมายของการบวช เมื่อกล่าวถึงความมุ่งหมายของการบวชชนิดที่ เป็นความมุ่งหมายอันแท้จริงแล้วพึงทราบว่า หาได้ อยู่ที่ขนบธรรมเนียมประเพณีหรืออยู่ที่ความต้องการ จะได้อานิสงส์ ๓ ประการของการบวช ดังที่กล่าว มาแล้วข้างต้นไม่. ความมุ่งหมายอันแท้จริงนั้นหวังผล พิเศษยิ่งไปกว่านั้น กล่าวคือ ความมุ่งหมายที่จะให้ เกิดความเร็วในการบรรลุมรรค ผล นิพพาน นั่นเอง. โดยหลักทั่วไป คนเราอาจจะบรรลุมรรคผล นิพพาน ได้ เพราะการประพฤติธรรมวินัยอันถูกต้อง

น.44 ๔๒ ก็จริง, แต่ถ้าเป็นอยู่ในเพศฆราวาสย่อมเป็นไป อย่างเฉื่อยชา หรือเถลไถลถึงกับล้มเหลวไปก็ได้. แม้ฆราวาสผู้นั้น จะมีความตั้งอกตั้งใจอย่างรุนแรง เพียงไร ก็ไม่วายที่จะประสบอุปสรรคอันเกิดมาจาก ความเป็นฆราวาส มีการต้องประกอบอาชีพหรือ ถูกรบกวนอย่างอื่นอันเป็นเหตุให้เนิ่นช้าโดยไม่ต้อง สงสัย เมื่อมาเป็นอยู่อย่างนักบวช ย่อมปลอดโปร่ง จากอุปสรรคเหล่านั้น สามารถประพฤติพรหมจรรย์ ให้ก้าวหน้าไปได้โดยรวดเร็วประสบผลทันตาเห็น. นี้นับว่าความมุ่งหมายที่แท้จริงของการออกบวช อยู่ที่ การเป็นไปได้โดยรวดเร็วในการบรรลุผลของการบวช อย่างจำเป็นแท้จริง. สิ่งที่เราจะต้องระมัดระวังต่อไปในเรื่องนี้ก็คือว่า เมื่อละจากเรือน บวชสู่ความเป็นผู้ ไม่มีเรือนแล้ว จำเป็นที่จะต้องมีจิตใจอย่าง

น.45 ๔๓ ผู้ไม่มีเรือนจริง ๆ จะต้องละกิริยาอาการ ตลอดถึงความรู้สึกคิดนึก และการประกอบ การงานอย่างฆราวาส โดยสิ้นเชิง. ความ หนักอกหนักใจอย่างใดที่เกิดขึ้นเป็นประจำแก่ พวกฆราวาสนั้น ไม่ควรจะมีแก่เราผู้บวช แล้ว. ความคิดนึกรู้สึกซึ่งเป็นไปในทาง สวยงาม สนุกสนาน เอร็ดอร่อยหรือ กามารมณ์ ไม่ควรจะมีอยู่ในใจของผู้บวช แล้ว. การประกอบการงานซึ่งมีบริกรรม มาก มีความรับผิดชอบผูกพันมาก อันเป็น ทางมาแห่งความฟุ้งซ่าน ไม่สงบเป็นต้น เหล่านี้ ก็ไม่ควรจะมีแก่บุคคลผู้บวชแล้ว. ถ้าสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ ยังมีอยู่ในใจ หรือ ในการเป็นอยู่ของบุคคลผู้บวชแล้ว ก็หาชื่อว่าเป็น การบวชไม่. แม้จะห่มจีวร ฉันบิณฑบาตรอยู่ที่วัด

น.46 ๔๖ การถูกรัดรึงโดยประการต่างๆ จากสิ่งแวดล้อมรอบ ข้าง. ส่วนผู้ที่บวชแล้วย่อมเป็นอิสระจากอุปสรรค เหล่านี้ สามารถอุทิศเวลาทั้งหมด และกำลังกาย กำลังใจทั้งสิ้นเพื่อบำเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์ ผู้อื่น ได้เต็มเปี่ยมจริง ๆ ทั้งมีโอกาสที่จะบำเพ็ญ ประโยชน์ชนิดที่สูงกว่าระดับธรรมดาอีกมากมายนัก. ฉะนั้น ถ้ากุลบุตรใจสิงห์ผู้ใด มีความแน่ใจว่า ตนไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของสัญชาตญาณที่เป็นไปในการ ลุ่มหลงต่อกามารมณ์ หวังที่จะใช้ชีวิตของตนให้มี คุณค่าถึงที่สุด ด้วยการบำเพ็ญประโยชน์ตนและ ประโยชน์ผู้อื่น ที่สูงไปกว่าระดับของสัญชาตญาณ แล้ว จงได้มองเห็นโอกาสอันโล่งโถงในการที่บำเพ็ญ ประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น ในระดับอันสูงของ ผู้ละจากเรือนบวชสู่ความเป็นผู้ไม่มีเรือน ตามตัว อย่างที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นประธาน ได้ทำไว้ให้เป็นตัวอย่างเถิด.

น.47 ๔๗ กุลบุตรผู้รบชนะความรู้สึกอย่างต่ำ คือความ รู้สึกที่ดึงไปสู่กามคุณโดยอำนาจแห่งสัญชาตญาณแล้ว ย่อมรู้สึกได้ด้วยตนเองว่าไม่มีสิ่งใดที่น่าทำยิ่งไปกว่า การบำเพ็ญประโยชน์ตนหรือประโยชน์ท่าน ใน ระดับที่สูง ไปกว่าการทำเพียงให้ได้รับความสุขทาง วัตถุหรือทางเนื้อหนัง, จึงได้มีความกล้าหาญและ ร่าเริงในการที่จะฉวยเอาโอกาสอันมีอยู่ในการบวช เพื่อบำเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านในระดับ สูงอย่างกว้างขวางไพศาลหาขอบเขตมิได้ จนกระทั่ง ถึงการบรรลุนิพพาน ดับทุกข์ ทั้งหลายได้ หมดจด สิ้นเชิง. สรุปความ อย่างสั้น ๆ ในความมุ่งหมายของ การบวชข้อนี้ ที่รองลงมาจากความเร็วในการบรรลุ มรรคผล ก็คือ ความมุ่งหมายเพื่อให้เกิดขอบเขต อันไพศาลแห่งการบำเพ็ญประโยชน์นั่นเอง.

น.48 ๔๘ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสเตือน เป็นพระดำรัสสุดท้าย ซึ่งอาจเรียกกันได้ง่ายๆ ว่า "พินัยกรรมของผู้ตาย" ฝากไว้แก่พวกเราทั้งหลาย ว่า " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงยัง ความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมในการบำเพ็ญประโยชน์" ๑ ดังนี้. ข้อนี้เราจะเห็นได้ว่า การบำเพ็ญประโยชน์ ตนและประโยชน์ท่าน เป็นความประสงค์ของสมเด็จ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นอย่างยิ่ง. ถ้าเราเป็นผู้ไม่ประ- มาทจริงตามคำของพระองค์แล้ว ก็จะต้องขวนขวาย หาโอกาสในการบำเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์ ท่าน ด้วยความพากเพียร หรือด้วยความไม่ประมาท จริงๆ. ในที่สุดก็จะเห็นได้ว่าโอกาสนั้นมีอยู่แล้ว ในความมุ่งหมายของการบวชและความไม่ประมาท นั้นก็สมบูรณ์อยู่แล้วในการที่ถือเอาโอกาสแห่งการบวช เพื่อบำเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น อย่าง ๑. พระบาลีมหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๑๘๐/๑๔๓

น.49 ๔๙ กว้างขวาง นั่นเอง. ข้อนี้ แม้จะไม่เป็นไปในทาง รวดเร็ว แต่ก็ได้ผลไปในทางที่แผ่ไปอย่างกว้างขวาง อย่างไม่มีขอบเขต เพราะเป็นชีวิตที่เป็นอิสระ เหนือกิเลส บากบั่นไปสู่คุณธรรมเบื้องสูงได้เช่นเดียว กัน. ผู้ที่ชนะตนเองในทางความรู้สึกฝ่ายต่ำของ สัญชาตญาณ ควรจะพินิจพิจารณาโดยแยบคาย ฉวยเอา โอกาสอันนี้ซึ่งเป็นความมุ่งหมายอันดับที่สอง ของการบวชไว้ให้ได้ ก็จะไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และได้พบพระพุทธศาสนา ได้มีโอกาสทำสิ่งที่สูง ไปกว่า การกิน การนอน การรู้สึกกลัวแล้วหนีภัย และการเสพย์เมถุนธรรมซึ่งทั้ง ๔ อย่างนี้ แม้แต่ สัตว์เดรัจฉานก็ทำเป็น. ๑ ๑. อาหารนิทฺทา ภยเมถุนญจ สามาญญเมตปฺปสฺภิ นรานํ ธมฺโม หิ เตสํ อธิโก วิเสโส ธมฺเมน หีนา ปสฺภิ สมานา. การกินอาหาร การหลับนอน การขี้ขลาด และการเสพ เมถุน, ทั้ง ๔ อย่างนี้ย่อมมีได้เสมอกัน ในระหว่างคนกับ สัตว์, ธรรมะเท่านั้นที่เป็นความแตกต่างระหว่างคนกับสัตว์ เอาธรรมะออกไปเสียแล้ว คนก็เสมอกันกับสัตว์.

น.50 ๕๐ รวมความว่า ความมุ่งหมายอันแท้จริงหรือ ดวงวิญญาณแห่งการบวชนั้น อยู่ที่ความเร็วและ ความกว้างขวางไพศาลหาขอบเขตมิได้ของการบำเพ็ญ ประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น ของบุคคลผู้มี จิตใจสูงกว่าระดับธรรมดาถึงกับสามารถละชีวิตแห่ง การครองเรือน มาสู่ชีวิตแห่งความเป็นผู้ไม่มีเรือน ดังกล่าวแล้ว. ขอให้พวกเราผู้บวชแล้วทุกคน จงได้สนใจ และพยายามทำความเข้าใจในความมุ่งหมายอันแท้จริง ซึ่งเป็นดวงวิญญาณแห่งการบวชนี้เถิด, จักเป็นกุศล อันใหญ่หลวง คือทำให้ตนกล้าเสียสละผลอย่างโลก ๆ เพื่อผลอันสูงสุด แล้วทำให้ตนก้าวหน้าไปได้ในทาง สูงอย่างเป็นที่น่าบูชา ทั้งของเทวดาและมนุษย์ ได้ จริง.

น.51 ๕๑ สรุปความ ผู้บวชที่ประสงค์จะได้รับผลแห่งการบวช จักต้องระลึกหรือสำนึกถึงความที่ตนจะต้องรับ ผิดชอบ ในความล้มเหลว หรือความประสบ ผลสำเร็จในการบวชของตนด้วยตนเอง เพราะ ตนขอบวชด้วยความสมัครใจของตนเอง. เพื่อ เป็นเครื่องเตือนตนไม่ให้เป็นผู้เสียหายในการ ปฏิญญาณของตน จักต้องระลึกถึงข้อที่ตนได้ทำ พิธีบวชของตนในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ ในโอกาส อันศักดิ์สิทธิ์ ในท่ามกลางหมู่คณะที่ประชุมกัน ในนามของพระรัตนตรัย. ตนจะต้องมีหิริและ โอตตัปปะในการที่จะรักษาเกียรติยศของตนตาม ที่ได้ปฏิญญาณในการบวชของตนไว้อย่างไร. เป็นผู้สำนึกในลักษณะของการบวชอันแท้จริง

น.52 ๕๒ กล่าวคือ การไปหมดจากเรือน, จากการกิน อยู่นุ่งห่ม, การใช้สอย การทำ การพูด และ ความรู้สึกคิดนึกอย่างฆราวาสโดยสิ้นเชิง, และ เป็นผู้เว้นหมด จากสิ่งที่ควรเว้นควรละ ตาม ธรรม ตามวินัยในพระศาสนานี้. ทำการบวช ของตนให้เป็นการบวชที่บริสุทธิ์และถูกต้อง ไม่ นำมาซึ่งอันตรายแก่ตน เพราะการบวชของตน, มีพระรัตนตรัยซึ่งมีใจความสำคัญรวมอยู่ที่ความ สะอาด สว่าง สงบ เป็นวัตถุที่ตั้งที่อาศัย, เป็น การบวชที่นำมาซึ่งผลอันจะพึงได้แก่ตน, แก่ผู้มี บุญคุณของตน, ตลอดถึงผลที่จะพึงได้แก่พระ- ศาสนา, ความเป็นอย่างนี้ ย่อมสำเร็จประโยชน์ ได้ถึงที่สุด เพราะตนมีอาวุธอันประเสริฐของ บุคคลผู้บวชแล้ว กล่าวคือกัมมัฏฐานอันเป็น

น.53 · ๕๓ ประธาน มือสุภกัมมัฏฐานเป็นต้น. และประกอบ ด้วยกัมมัฏฐานอันเป็นบริวาร มีการพิจารณา พิจารณาจตุปัจจัย เครื่องอาศัยทั้ง ๔ อย่างของ บรรพชิตแล้วบริโภคสำเร็จประโยชน์ได้อย่าง บริสุทธิ์ นับว่าเป็นทั้งอาวุธและเป็นทั้งเครื่อง ป้องกันในการบำบัดอันตราย อันจะพึงเกิดขึ้น แก่บรรพชาของตน, จนกระทำให้ตนมีสิทธิอัน ชอบธรรม ที่จะรับทักษิณาทาน และการกราบ ไหว้บูชา ทั้งของเทวดาและมนุษย์ รู้จักถือเอา ประโยชน์อันสูงสุด ซึ่งเป็นความมุ่งหมายอัน แท้จริงแห่งการบวช กล่าวคือความเร็วไวในการ บรรลุมรรคผล และโอกาสที่ตนสามารถบำเพ็ญ ประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น ได้กว้างขวาง ไพศาลสูงสุดอย่างไม่มีขอบเขต สมกับพระบาลี ที่ว่า "อปิ รชฺเชน ตํ วรํ" ซึ่งมีใจความ

น.54 ๕๔ ว่า บรรพชานั้นเป็นสิ่งประเสริฐกว่าการเป็น จักรพรรดิ์” ๑ ดังนี้ โดยไม่ต้องสงสัยเลย. ขอให้เราทั้งหลาย ผู้บวชเป็นสมณะ- ศากยบุตร ในพระพุทธศาสนาของสมเด็จพระ- สัมมาสัมพุทธเจ้า จงได้รักษาเกียรติ์ แห่งความ เป็นสมณะศากยปุตติยะไว้ให้ได้ โดยการทำตน ให้ประสบผลแห่งการบวช โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าว มาแล้วนั้น ทุกประการ. ๑. อปิ เจ ปตฺตมาทาย อนาคาโร ปริพฺพเช อญฺญํ อหึสยํโลเก อปิ รชเชน ตํ วรํ แม้บวชเป็นคนไม่มีเหย้าเรือน มีแต่ภาชนะแห่งคนขอทาน ถืออยู่ ก็ไม่ทำใคร ๆ ในโลกให้เดือดร้อน การบรรพชา นั้นยังประเสริฐกว่าความเป็นจักรพรรดิ์. [ชา. ขุ. ไตร. ล ๒๗ น. ๑๓๕, บ. ๕๔๑.]

น.55 ~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~ แสวงสุทธิการพิมพ์ 88/6 บางขุนเทียน กรุงเทพฯ โทร. 4152049 นายสุรพงษ์ เขียวสุทธิ 2528

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต