Buddhadasa.org
หนังสือเรื่องเกี่ยวกับความดับทุกข์ กับวิธีการฝึกอบรมจิต › อ่านฉบับเต็ม

📖 เรื่องเกี่ยวกับความดับทุกข์ กับวิธีการฝึกอบรมจิต

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — เรื่องเกี่ยวกับความดับทุกข์ กับวิธีการฝึกอบรมจิต

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.4 วันนี้ จะพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับ ความดับทุกข์. ความดับทุกข์ เป็นสิ่งที่ต้องทำกันทั่วไป ทั้งฆราวาสและ บรรพชิต, ทั้งผู้หญิงผู้ชาย, ทั้งเด็กผู้ใหญ่. ถ้าดูให้ดีแล้วจะเห็นได้ว่า แม้แต่ สัตว์เดรัจฉาน ก็มีปัญหา เรื่องทำความดับทุกข์, ยิ่งกว่านั้น อาจจะพิจารณา เห็นได้ว่า แม้แต่ต้นไม้ ก็ยังมีปัญหา เรื่องความดับทุกข์. หรือถ้าจะมองไป ทางที่ถือกันว่าสูง คือ สัตว์ประเภท เทวดา มาร พรหม เหล่านี้ ก็ล้วนแต่ มีปัญหา เรื่องความดับทุกข์ ทั้งสิ้น. ฉะนั้น เป็นอันว่า ความดับทุกข์ เป็นปัญหาที่จะต้องแก้ไข สำหรับสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิดทุกประเภท. ทั้งนี้ เพราะเหตุว่า ตัวชีวิต นั้นเอง เป็นตัวความทุกข์อยู่ในตัวเองไม่ว่าชีวิตชนิดไหน. ถ้าดูกัน ในแง่วิทยาศาสตร์ จะเห็นได้ว่า ทุกปรมาณู ของสิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นชีวิต ย่อมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และย่อมมีกฎ แห่งความเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะของมันเอง ไม่อยู่ในอำนาจของสิ่งใด หรือผู้ใด ที่จะไปบังคับเอาตามใจของผู้นั้นหรือสิ่งนั้นได้. ลำพังความ เปลี่ยนแปลงอย่างเดียวเท่านั้น ก็ทำให้เกิดปัญหาแก่ผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ในอันที่จะต้องปฏิบัติให้เหมาะสม ตรงตามเรื่องของความเปลี่ยนแปลงของ สิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นชีวิตหนึ่ง ๆ ตัวอย่างเช่น เราจะต้องปฏิบัติให้ถูก ต้องตามกฎแห่งความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ของ ดิน ฟ้า อากาศ ของ

น.5 2 มนุษย์หรือสัตว์อื่น ๆ ซึ่งมีอยู่รอบตัวเรา ทั้งทางกายและทางจิต, ถ้าปฏิบัติ ต่อสิ่งเหล่านี้ผิด สิ่งที่เรียกว่า ความทุกข์ ก็จะปรากฏออกมา และเกิด ปัญหาตามมาอีกนานาประการ ซึ่งล้วนแต่เป็นความทุกข์. เพราะเหตุฉะนั้น จำเป็นจะต้องอาศัยความรู้ตามหลักเกณฑ์ทาง วิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นความจริง, หรืออยู่ในอำนาจแห่งเหตุผลกำจัดความ ทุกข์ให้หมดสิ้นไป ตามที่ วิทยาศาสตร์ ย่อมพิสูจน์ให้เราเห็นได้อยู่ แล้วว่า ตัวชีวิตนั้นเอง เป็นตัวความทุกข์และเต็มไปด้วยปัญหา นานาประการ ที่จำเป็นต้องแก้ไข. เมื่อมองดู ตามทัศนะทางปรัชญา ย่อมเห็นได้ว่า ความ ทุกข์เป็นสิ่งที่เกิดอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งชีวิตทุกชีวิตจักต้องทำการดับของ ตนเอง จึงจะทำให้เกิดความหมาย ในการที่ชีวิตควรจะมีอยู่ หรือควรจะ เป็นไป. หากความทุกข์เป็นสิ่งที่ดับไม่ได้: หรือชีวิตจักต้องเป็นสิ่งที่ ปราศจากการพยายามทำความดับทุกข์ ในฐานะเป็นงานประจำชีวิต แล้วชีวิตก็จะเป็นสิ่งที่ไร้ค่า หรือไร้ความหมายโดยประการทั้งปวง. ฉะนั้น ความดับทุกข์จึงเป็นสิ่งที่ต้องพยายามทำ ตามที่หลักเกณฑ์ ทางปรัชญา ก็แสดงให้เห็นว่า ความดับทุกข์ มีมาสำหรับเป็นหน้าที่ของชีวิต และเป็นสิ่งที่ทำให้ปรากฏได้. เมื่อมองดูด้วย ทัศนะทางศิลปะ เราจะเห็นได้ว่า ไม่มี ศิลปะอันใดจะมีความหมายหรือความงดงามยิ่งไปกว่า ศิลปะแห่งการดับ- ทุกข์. ความดับทุกข์เป็นศิลปะ เพราะเป็นงานที่แสนจะสุขุม ประณีต ทำงาน

น.6 3 ยิ่งกว่างานฝีมือใด ๆ และมีความงดงามจับใจผู้เห็น ทั้งในขณะที่ทำและใน ขณะที่ได้รับผลของการกระทำนั้น ยิ่งกว่าความงามของศิลปะใด ๆ ในโลก. หากแต่ว่า เป็นศิลปะที่ลึกซึ้งยากที่คนธรรมดาจะเข้าใจได้ถึงที่สุดเท่านั้น. แม้ กระนั้น ความดับทุกข์ ที่ทำไปได้ในระดับต่ำ ๆ ก็ยังมีความงามจับตาจับใจผู้ ได้พบได้เห็น ให้เกิดความเลื่อมใสหรือความรักที่จะทำตามได้ทันทีอยู่นั่นเอง. เพราะฉะนั้น จึงถือว่า เมื่อโลกรับถือกันว่า ศิลปะเป็นสิ่ง ที่จำเป็นสำหรับมนุษย์แล้ว, ศิลปะแห่งความดับทุกข์อย่างถูกต้อง แท้จริง ก็ควรเป็นสิ่งที่มนุษย์สนใจยิ่งกว่าศิลปะใด ๆ ตามความ หมายของคำว่า "ศิลปะ" ซึ่งมีกฎเกณฑ์ว่า เป็น " ความงามสากล" สามารถจับใจคน ทุกชาติ ทุกภาษา ให้มีความนิยมหรือพอใจ ร่วมกัน แล้วทำความเข้าใจระหว่างกันและกันได้ เพื่อสันติภาพ อันถาวรของโลก. ถ้าจะมองดูกัน ในแง่ศีลธรรม เราจะพบว่า ความดับทุกข์ ของสังคม หรือเท่าที่เกี่ยวข้องกันทางสังคมนั่นเอง คือ ตัวศีลธรรม. กล่าวกลับอีกทางหนึ่ง ศีลธรรม ก็คือ การตั้งหน้าระมัดระวังปฏิบัติ เพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อนระส่ำระสายขึ้น ในระหว่างบุคคลที่มี ความเกี่ยวข้องกันนั่นเอง. เราเห็นกันอยู่ทั่วไปแล้วว่า ศีลธรรม จำเป็น สำหรับคนเรา หรือสำหรับสังคมเพียงไร. เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นได้ว่า ความดับทุกข์ที่จะเกิดขึ้นใน ระหว่างสังคม ก็คือสิ่งที่สังคมกำลังต้องการและกำลังกระทำ กันอยู่เป็นอย่างยิ่ง ตามความมุ่งหมายหรือหลักเกณฑ์ของคำว่า

น.7 4 "ศีลธรรม" ซึ่งหมายถึงการที่คนทุกคนจะต้องประพฤติต่อกัน และกันอย่างถูกต้อง อันหมายความถึงไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อน ขึ้นในระหว่างกันและกันนั่นเอง. เมื่อดูตามทัศนะของสิ่งที่เรียกว่า ภูมิธรรม หรือ Culture แล้ว เราจะเห็นได้ว่า ผู้ที่ทำความดับทุกข์ได้นั้นแหละ คือ ผู้ที่มีความไม่ป่าเถื่อน, แต่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ถูกต้อง เหมาะสม เป็นที่ตั้งแห่งความผาสุก น่าเลื่อมใส น่าไว้วางใจ น่าคบหาสมาคม ยิ่งกว่าบุคคลประเภทใด. ฉะนั้น ควรจะถือได้ว่า ความดับทุกข์ได้ ไม่ว่าเป็นของ ส่วนตนหรือส่วนสังคมก็ตาม จัดเป็นภูมิธรรมอันสูง สมตาม ความมุ่งหมายของคำว่า "ภูมิธรรม" ซึ่งหมายความว่า สิ่งซึ่งทำ ผู้มีให้อยู่ในระดับสูงกว่าธรรมดา. เมื่อดูตามทัศนะหรือหลักเกณฑ์ตาม ทางศาสนา เราจะเห็น ได้ว่า ทุกศาสนามีความมุ่งหมายอยู่ที่ความดับทุกข์. หรือกล่าวให้ถูกต้อง อีกทีหนึ่งก็กล่าวได้ว่า การทำให้ความทุกข์ดับไป นั่นแหละ คือตัว แท้ของศาสนาทุกศาสนา. ความคิดและการกระทำนอกนั้น เป็นเพียง อุปกรณ์ เท่านั้น. เพราะฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่า ความดับทุกข์หรือคำว่า "ความ ดับทุกข์" นี้ เป็นสิ่งที่มีความหมายอันศักดิ์สิทธิ์และสูงสุด ควรเอาใจใส่ ด้วยความเคารพอย่างแท้จริง. เท่าที่กล่าวมานี้ ย่อมเป็นการเพียงพอแล้ว ที่จะชี้ให้เห็นว่า ความดับทุกข์ เป็นสิ่งที่มีคุณค่าเหนือ หรือกว้างขวางกว่าสิ่ง

น.8 5 ใด ๆ ในบรรดาสิ่งที่มนุษย์ควรสนใจหรือต้องการ, จึงนับว่า เป็นสิ่งที่เราควรจะสนใจศึกษาและค้นคว้ากันจนสุดความสามารถ ให้ พบหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง เหมาะสม สำหรับตนแล้วพยายามปฏิบัติกัน จนสุดกำลังสติปัญญา. เมื่อเกี่ยวข้องกับ ก า ร บ ว ช เราจะเห็นได้ว่า ความดับทุกข์ เป็นสิ่งที่ทำง่ายและได้เร็ว ในเมื่อผู้ทำมีชีวิตเป็นนักบวช, ซึ่งทั้งนี้ มิได้หมายความว่า ผู้ที่มิใช่นักบวชจะไม่ทำความดับทุกข์ก็หามิได้. เราย่อม เห็นกันได้ทั่วไปแล้วว่า ชีวิตทุกชีวิต ย่อมดิ้นรนเพื่อพ้นจากความทุกข์จนถึง กับกล่าวได้ว่า การดับทุกข์เป็นหน้าที่ของทุกคนหรือทุกชีวิต ดังที่กล่าว แล้วข้างต้น. แต่สำหรับ การบวชนั้นมีความหมายขึ้นมา ก็เพราะความ ดับทุกข์เป็นของมีค่าสูงสุดนั่นเอง. การบวชซึ่งโดยเนื้อแท้ หมายถึง การทำการดับทุกข์ให้เร็วเข้า ก็พลอยมีความหมายหรือคุณค่าไปด้วย. หาก ความดับทุกข์ไร้ความหมายแล้ว การบวชก็ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิงอย่าง เดียวกัน. เพราะฉะนั้น จงได้สนใจในค่าของความดับทุกข์ ที่ทำให้การ บวชของเราทุกคน มีความหมายเป็นอย่างยิ่งเถิด. เมื่อพิจารณาดูในแง่ที่เกี่ยวกับ กิ จ วั ต ร ต่าง ๆ ที่เราปฏิบัติกัน อยู่เป็นประจำวัน เราก็เห็นชัดได้แล้วว่า กิจวัตรนั้น ๆ ก็คือ การเร่งทำ การดับทุกข์ในชีวิตอย่างจริงจัง เป็นประจำวันนั่นเอง. กิจวัตรประจำ วันของเรา เกิดมีค่าหรือมีความหมายขึ้นมา ก็เพราะมีความดับทุกข์เป็นผล

น.9 6 นั่นเอง. ผู้ตั้งหน้าตั้งตาประพฤติกิจวัตร เมื่อได้หน่วงเอาความดับทุกข์ หรือ ความดับทุกข์หมดสิ้นไม่มีเหลือ กล่าวคือ พระนิพพานมาเป็นอารมณ์แล้ว ย่อมเกิดกำลังใจ ในการบำเพ็ญกิจวัตรของตนอย่างใหญ่หลวง. โดยนัยนี้ เราจะเห็นได้ว่า ความดับทุกข์มีความเกี่ยวข้องโดยตรง กับการ ประพฤติพรหมจรรย์. เป็นสิ่งที่ควรสนใจ หรือควรพิจารณาศึกษา ค้นคว้า เหนือสิ่งอื่นใด จึงได้นำมาบรรยายในวันนี้ เพื่อทำความเข้าใจ ในสิ่งที่ประเสริฐสุด หรือมีคุณค่าสูงสุดนี้กันอย่างกว้าง ๆ ดังต่อไปนี้ :- ๏ ๑. ความดับทุกข์ กับ พระรัตนตรัย พระรัตนตรัยของศาสนาไหนก็ตาม 1 ล้วนแต่เป็นวัตถุที่ตั้งแห่ง ความเคารพด้วยความยึดถือเป็นอย่างสูง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็เป็นที่ตั้ง แห่งการปฏิบัติกิจแห่งศาสนานั้น ๆ หรือแห่งการออกบวชในศาสนานั้น ๆ จนถึงกับยกขึ้นเทอดทูนเป็นเครื่องเชิดชูแห่งศาสนานั้นๆ แต่แล้วในที่สุด จง พิจารณาดูเถิดว่า พระรัตนตรัยแห่งศาสนานั้น ๆ เกิดมีสภาวะอย่างนั้นขึ้น มาได้ ด้วยอาศัยอำนาจของอะไร ถ้าหากมิใช่อำนาจหรือคุณค่าของความ ดับทุกข์ในใจ ตามที่ศาสนานั้น ๆ จะพึ่งประสิทธิ์ประสาทให้. ........................................................................................................ 1. พระรัตนตรัย หมายถึงของ ๓ อย่าง คือ :- (๑) ผู้ดับทุกข์ได้ด้วยตนเองโดยวิธีใดวิธีหนึ่งแล้วสอนสาวก (๒) คำสอนที่ศาสดาองค์นั้นสอน และ (๓) ผู้ที่สามารถปฏิบัติได้รับผลตามคำสอนของศาสดานั้น ๆ รวมทั้ง ๓ อย่างนี้ เรียกว่า "พระรัตนตรัย" คือ สิ่งที่มีค่าในทางทำความยินดี ให้แก่ผู้มีอย่างสูงสุด ไม่มีอะไรยิ่งกว่า แห่งศาสนานั้น ๆ.

น.10 7 สำหรับพุทธศาสนาเรา คำว่า "พระพุทธเจ้า" ย่อมหมายถึง ผู้ที่ดับทุกข์ได้ด้วยพระองค์เอง จนมีความรู้ในเรื่องความดับทุกข์ นั้นถึงที่สุด แล้วสอนให้ผู้อื่นดับทุกข์ตามได้ด้วย. หากไร้ความหมาย ของความดับทุกข์แล้ว พระพุทธเจ้าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยไม่ต้องกล่าวถึง ว่า จะเป็นที่พึ่งอาศัยของคนเราได้อย่างไร, หรือเพราะเหตุใด. สำหรับพระธรรมก็มีเหตุผลอย่างเดียวกัน. " พระธรรม" คือ ตัวความรู้ ตัวการกระทำ และตัวผลของการกระทำ ซึ่งเป็นไปเพื่อ ความดับทุกข์ หรือเป็นตัวความดับทุกข์ นั่นเอง. พระธรรม เกิดขึ้น มาในโลก หรือปรากฏออกมาในโลก ก็ด้วยความหมายอันนี้ กล่าวคือ ความมีคุณสมบัติเป็นเครื่องดับทุกข์ได้ นี้เอง. คำว่า "พระสงฆ์" นั้นเล่าก็คือ ผู้ที่ได้ยินได้ฟังจนกระทั่ง มีความเข้าใจแจ่มแจ้งในเรื่องความดับทุกข์นั้น ๆ แล้วปฏิบัติจน ดับทุกข์ได้ หรือกำลังพยายามปฏิบัติอยู่อย่างเคร่งเครียด ก็ตาม เพื่อความดับทุกข์นั้น. หากไร้ความหมายของความดับทุกข์แล้ว พระสงฆ์ ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้น หรือถ้าทำให้เกิดขึ้นได้ ก็ไร้ความหมายแห่งความเป็น ทักขิเณยยบุคคลหรืออาหุเณยยบุคคล เป็นต้น โดยสิ้นเชิง. เราจึงเห็นได้ว่า พระรัตนตรัย มีความหมายอัน ลึกซึ้ง สรุปอยู่ที่ความดับทุกข์ได้อย่างเดียว. พระรัตนตรัยในศาสนาอื่น ก็เป็นอย่างเดียวกัน; ต่างกันแต่มี ความหมายแห่งความดับทุกข์สูงต่ำกว่ากันเป็นขั้นๆ โดยนัยดังที่เคยได้อธิบาย แล้วในเรื่องความแตกต่างระหว่างศาสนา ในคำบรรยายครั้งก่อน ๆ. โดย

น.11 8 นัยนี้เป็นอันกล่าวได้ว่า พระรัตนตรัยของทุกคำสนา มีความมุ่งหมายอยู่ที่ ความพ้นทุกข์ หรือถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องอีกทางหนึ่ง ก็กล่าวได้ว่า ลักษณะ หรือภาวะแห่งความพ้นทุกข์นั่นเอง คือ ตัวแท้ของพระรัตนตรัยแห่ง ศาสนานั้น ๆ. ๏ ๒. ความดับทุกข์ กับ พระไตรปิฎก เมื่อพูดถึงพระไตรปิฎก พุทธบริษัทโดยทั่วไป ย่อมเกิดความรู้สึก เคารพเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในพระพุทธศาสนา และว่าเป็นวัตถุอันลึกล้ำ คัมภีรภาพ เพราะมีเรื่องที่เข้าใจได้ยาก ๆ ประมาณกันถึง ๘๔,๐๐๐ เรื่อง หรือพระธรรมขันธ์ทีเดียว ความรู้สึกในลักษณะเช่นนี้ ทำให้เกิดมีความ ท้อถอย หรือเกิดความสลัว ต่อการศึกษาและปฏิบัติตามพระไตรปิฎก ทั้ง ๆ ที่ตนมีความเคารพและสักการะ และความเชื่ออย่างเต็มเปี่ยมอยู่นั่นเอง, แต่ถ้าผู้ใดมีโชคดีที่ได้เกิดความเข้าใจอันถูกต้องว่า พระไตรปิฎกทั้งหมดนั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่าการกระทำเพื่อให้เกิดความดับทุกข์แล้ว ผู้นั้นก็จะสามารถ ศึกษาและปฏิบัติพระไตรปิฎกได้ทันที. แม้ว่าเขาจะไม่เคยได้ยินได้ฟังพระ- ไตรปิฎกมาก่อนสักว่าชื่อก็ไม่เคยได้ยิน, แต่ถ้าเขามีความฉลาดอย่างใด อย่างหนึ่งของเขาเองจนดับทุกข์ขั้นใดขั้นหนึ่ง หรือแม้แต่ส่วนใด ส่วนหนึ่งของขั้นใดขั้นหนึ่งให้หมดไปได้ เขาผู้นั้นแหละ ชื่อว่า ผู้ทรงพระไตรปิฎก หรือผู้เกี่ยวข้องกับพระไตรปิฎก ยิ่งไปเสียกว่า ผู้ที่พลิกพระไตรปิฎกอยู่ทุกหน้าทุกใบเป็นประจำวัน, แต่ไม่อาจ ดับทุกข์อันใดของตนได้เลย.

น.12 9 พระไตรปิฎกส่วนที่เรียกว่า วินัยปิฏก นั้น ก็คือ เรื่องราวส่วนที่ เกี่ยวกับสีลสิกขา ของภิกษุและภิกษุณีโดยเฉพาะ [ ไม่เกี่ยวกับฆราวาส ]. ส่วนที่เรียกว่า สุตตันตปิฎก นั้น ก็คือ เรื่องราวทั้งที่เป็นส่วนสีลสิกขา จิต สิกขา และปัญญาสิกขารวมกัน ทั้งของฆราวาสและบรรพชิต. ส่วนที่เรียกว่า อภิธรรมปิฎก นั้น เป็นเพียงการจำแนกการศึกษา ในส่วนปัญญาสิกขา สำหรับนักคิดเป็นส่วนใหญ่ และเป็นการคิดชนิดซอกแซกลึกซึ้งนอกเหนือ วิสัยของคนธรรมดา ทั้งเป็นเพียงทฤษฎีล้วน ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติโดยตรง. เราจึงเห็นได้ว่า พระไตรปิฎกทั้งสิ้น ไม่มีอะไรมากไปกว่าเรื่องของ ไตรสิกขา แต่เป็นเรื่องของการบันทึกหรือบรรยายมากกว่า ถ้าเอา มาทำให้เป็นการปฏิบัติขึ้นเมื่อใด ก็กลายรูปจากพระไตรปิฎกไป เป็นไตรสิกขาเสียเมื่อนั้น. ฉะนั้น พระไตรปิฎกที่อยู่ในรูปของปริยัติ คือ คำบรรยายสำหรับศึกษาหรือสั่งสอนก็ตาม หรือที่กลายรูปไปเป็นไตรสิกขา แล้วก็ตาม ล้วนแต่เป็นความดับทุกข์ หรือมีความมุ่งหมายอยู่ที่ความดับทุกข์ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นอีกนั่นเอง. หากไร้ความหมายแห่งความดับทุกข์แล้ว พระไตรปิฎกก็ไม่อาจจะเป็นพระไตรปิฎกอยู่ได้ หรือถึงกับไม่อาจจะเกิด ขึ้นได้. ขอให้ทุกคน พยายามทำการ ดับทุกข์เถิด สิ่งที่เรียกว่า พระไตร- ปีฎกก็จะมีขึ้นในตัวท่านเอง แม้หาก จะไม่รู้หนังสือ.

น.13 ไตรสิกขา ไตรสิกขา ตามหลักแห่งพุทธศาสนา ก็คือ สิ่งที่เรียกกันว่า ศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นสิ่งที่ควรศึกษา ควรปฏิบัติจนได้ผล จนรู้จริง ๆ ถึงที่สุด ว่าทั้ง ๓ สิ่งนี้ เป็นอย่างไร. ศีล สมาธิ ปัญญา โดยเนื้อแท้ ก็คือ การปฏิบัติเป็นขั้น ๆ เพื่อผลอันเดียวกัน คือ ความพ้นทุกข์ เมื่อกล่าวโดยแยกกัน ศีล ทั้งหมด ดับทุกข์หรือโทษหยาบ ๆ ที่ เกิดขึ้นปรากฏอยู่ทางกาย ทางวาจา ทั้งที่เป็นทุกข์แก่ตนเอง และแก่ผู้อื่น หรือสังคม. จงพิจารณาดูเถิดจะเห็นได้ว่า ศีลทุกข้อ หรือสิกขาบททุก สิกขาบท. มีความมุ่งหมายอย่างนี้ และดับทุกข์หรือโทษประเภทนี้ได้จริง. สมาธิ นั้น ดับทุกข์หรือโทษที่ละเอียดยิ่งขึ้นไป คือ ทุกข์ทางใจ, แต่เป็นประเภทหยาบ คือเกิดอยู่ทางมโนทวาร แล้วเผาผลาญบุคคลผู้นั้น อยู่ในภายใน เช่น ความรู้สึกกลัดกลุ้มในทางกามคุณ, ความรู้สึกกลัดกลุ้ม ในทางโทสะ, ความรู้สึกกลัดกลุ้มเพราะจิตใจอ่อนเพลียมึนชา, ความรู้สึก กลัดกลุ้มเพราะจิตใจฟุ้งซ่าน รำคาญจนเอาเรื่องราวอันใดไม่ได้ และความ รู้สึกกลัดกลุ้ม เพราะความคิดเกิดเป็นปัญหาที่ลังเลไปหมด, ซึ่งตามทาง ศาสนารวมเรียกว่า นิวรณ์ ๕ ประการ ทำการกลุ้มรุม รบกวน ให้เกิด ความทุกข์ร้อนอยู่ในใจ และเสื่อมเสียสมรรถภาพที่จะประกอบการคิดหรือ การทำงานอย่างอื่น ซึ่งนับว่า เป็นความเสียหายไม่น้อยเลย. ดับความทุกข์ เช่นนี้เสียได้เรียกว่า มีสมาธิที่สำเร็จประโยชน์. หรือที่เรียกว่ามีสมาธิ ก็คือ มีความดับทุกข์ชนิดนี้อยู่ในตนนั่นเอง.

น.14 11 สำหรับ ปัญญา หมายถึงการดับทุกข์ชนิดตัดรากเง่าของความทุกข์ ทั้ง ๒ ประเภท ที่กล่าวแล้วข้างต้น ซึ่งทำให้บุคคลต้องดับด้วย ศีล และ สมาธิ นั่นเอง. ความทุกข์เหล่านั้น เกิดมาจากรากเง่าของความทุกข์ชนิดที่เหลือวิสัย ที่ศีลกับสมาธิจะดับไหวหรือดับได้, ศีล และสมาธิ จะดับได้ก็แต่เพียงความ ทุกข์ที่เป็นผลผลิตมาจากรากเง่านั้นเท่านั้น; ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีวิธีตัด รากเง่าของความทุกข์นี้อีกขั้นหนึ่ง และเรียกว่า ปัญญา ซึ่งหมายถึงความรู้ อันถูกต้อง แจ่มแจ้ง และเด็ดขาด. รากเง่าของความทุกข์ซึ่งเรียกว่า กิเลส อันละเอียดนี้ รวมความอยู่ที่ความไม่รู้ หรือภาวะที่ปราศจากความรู้ อัน เราเรียกว่า “อวิชชา" ซึ่งตามตัวหนังสือก็แปลว่า ไม่มีวิชชา คือไม่มี ความรู้ที่มุ่งหมายถึงในที่นี้นั่นเอง. ส่วนปัญญา หมายถึงมีวิชชาหรือ ความรู้ที่มุ่งหมายในที่นี้ ซึ่งเป็นข้าศึกต่ออวิชชาอยู่ตามธรรมชาติ. ฉะนั้น เมื่อปัญญา หรือที่เรียกอย่างอื่น ๆ ว่า จักขุ วิชชา อาโลก เป็นต้น ก็ตาม เกิดขึ้นแล้ว ย่อมกำจัดอวิชชา ซึ่งเป็นรากเง่าของกิเลสอันละเอียด ทั้งหลาย ให้สูญสิ้นไป โดยนัยนี้ เราจะเห็นได้ว่า ปัญญาเป็นเครื่องมือ ดับทุกข์ที่ดับถึงชั้นรากเง่า เพื่อไม่ให้ทุกข์เกิดขึ้นมาได้อีกต่อไป. ถ้าจะอุปมาเรื่องนี้ก็เหมือนกับการที่คน ๆ หนึ่งจะปราบวัชพืช เช่น หญ้าคา เป็นต้น, การหวดเอาลวก ๆ ด้วยมีดเป็นต้น ให้หญ้าคาเกลี้ยงไปชั่วคราว ก็เหมือนกับการดับทุกข์ในขั้นศีล, การหาอะไรมาทับมาปิดหญ้าคานั้นไว้ ชั่วคราว ไม่ให้ปรากฏ ก็เหมือนกับการดับทุกข์ในขั้นสมาธิ ส่วนการขุด รากหญ้าคาไปทำลายเสียด้วยการเผาไฟเป็นต้น ก็เหมือนกับการ ดับทุกข์ในขั้นปัญญา. โดยนัยนี้ เราจะเห็นได้ว่า ทั้งศีล สมาธิ และปัญญา มีความหมายอยู่ที่การดับทุกข์ จึงทำให้เกิดคุณค่าควรแก่การศึกษาและ ปฏิบัติ จนได้นามว่า ไตรสิกขา ดังกล่าวแล้ว.

น.15 12 ถ้ากล่าวโดยเนื่องกัน ศีล ดับทุกข์โทษทางกาย วาจา ได้แล้ว ย่อมเป็นบันไดหรือเป็นบาทฐานให้เกิดสมาธิ ได้โดยง่าย. คนที่ไม่มีศีล หรือ คนที่กำลังรู้สึกตัวอยู่ว่าตนทุศีล ย่อมไม่สามารถทำจิตให้เป็นสมาธิได้สำเร็จ เพราะฉะนั้น ศีลจึงเป็นบันไดหรือเป็นบาทฐานของสมาธิ, สมาธินั้นเล่า ได้ อาศัยศีลแล้วก็ตั้งขึ้นได้โดยง่าย จะเห็นได้ง่าย ๆ ว่า บุคคลหนึ่งบุคคลใด มีจิตใจแจ่มใส ปิติปราโมทย์ ในการกระทำที่ถูกต้องของตนอยู่ จิตย่อมสงบ เยือกเย็นพร้อมที่จะคิดนึกอะไร ได้เป็นอย่างดี ; ทั้งจะเห็นได้ว่านอกจากมี ความสุขใจในส่วนตนในขั้นนี้แล้ว ยังเป็นเครื่องช่วยให้เกิดคุณสมบัติขั้น ต่อไป คือขั้นที่เรียกว่า ปัญญา นั่นเอง. ปัญญานั้น เมื่อสมาธิเกื้อหนุน เป็นอย่างดีและถูกต้องแล้ว ย่อมแก่กล้าที่จะทำลายกิเลสได้จริง ๆ. แม้ใน ลักษณะที่เนื่องกันดังนี้ ไตรสิกขานี้ ก็ยังคงมีความมุ่งหมายอยู่ที่ความดับทุกข์ อีกนั่นเอง มิได้มุ่งหมายอะไรมากไปกว่านี้ เพราะไม่มีอะไรที่น่ามุ่งหมายมาก ไปกว่านี้. เป็นอันกล่าวได้ว่า ไตรสิกขาทั้ง ๓ นี้ ไม่ว่าจะดูกันในลักษณะ ที่แยกกัน หรือที่เนื่องกัน ย่อมมีความมุ่งหมายในอันที่จะทำ และมีลักษณะ แห่งการกระทำ ล้วนแต่เป็นความดับทุกข์ทั้งนั้น สำหรับธรรมะอื่น ๆ เช่น มรรคมีองค์ ๘ เป็นต้น ทั้งที่มีจำนวน ถึง ๘ ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า ไตรสิกขา, ดังที่นักศึกษาได้เคยศึกษากันมา แล้วว่า ในมรรคทั้ง ๘ องค์นั้น องค์มรรคองค์ไหน สงเคราะห์ ข้าในสิกขา อะไร : จึงเป็นอันเห็นได้ว่า มรรคมีองค์ ๘ ก็คือ ไตรสิกขา และนั่นก็คือ เป็นสิ่งที่เป็นความดับทุกข์ หรือมีความมุ่งหมายอยู่ที่ความดับทุกข์อย่าง เดียวกัน. ยิ่งกว่านั้น คำว่า "มรรค" แปลว่า "ทาง." เมื่อถามว่า ทาง ไปไหน ? ก็ตอบได้ว่า ทางไปสู่ความดับทุกข์ นั่นเอง.

น.16 13 แม้ธรรมะข้ออื่น ๆ ซึ่งเป็นการปฏิบัติในศาสนานี้แล้ว ย่อมมี ความมุ่งหมายเพื่อดับทุกข์ไม่ขั้นใดก็ขั้นหนึ่ง ในส่วนใดก็ส่วนหนึ่ง ไม่ลักษณะ ใดก็ลักษณะหนึ่ง อยู่ด้วยกันทุกข้อ และก็ล้วนแต่สรุปลงได้ในไตรสิกขา ทั้งสิ้นแล้วแต่ว่าธรรมะข้อนั้น จะดับทุกข์ได้ในข้อไหนนั่นเอง. หากดับทุกข์ ประเภทหยาบ ที่ปรากฏอยู่ทางกาย วาจาได้ ก็จัดธรรมะข้อนี้เป็นประเภท ศีลสิกขาเช่นคำว่า อาชีวปาริสุทธิ ซึ่งได้แก่การเลี้ยงชีวิตถูกต้องเป็นต้น จัดเป็นพวกศีล ถ้าธรรมะข้อใด สามารถดับทุกข์สูงขึ้นมาได้ถึงขั้นที่เป็น ความทุกข์ใจ หรือที่กลุ้มรุมอยู่ภายในใจ เราก็เรียกธรรมะข้อนั้น ๆ ว่า จิตสิกขา, หากธรรมะข้อใดสามารถดับกิเลสอันละเอียดชนิดที่นอนจมอยู่ ในส่วนลึกของสันดานได้ เราก็จัดธรรมะข้อนั้นไว้ในประเภทสุดท้าย คือ ปัญญาสิกขา. ในที่สุด เราจะเห็นได้ว่า ธรรมะที่เป็นการปฏิบัติทั้งหมดใน พระพุทธศาสนา ย่อมสรุปความอยู่ที่ เป็นเครื่องดับทุกข์. มีความมุ่งหมาย อยู่ที่ ความดับทุกข์ มีผลสุดท้ายเป็นความดับทุกข์แต่อย่างเดียว. ข้อนี้สม ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "พรหมจรรย์นี้ หรือธรรมวินัยนี้ มีวิมุติ เป็นอานิสงส์ 1 " ดังนี้. สรุปความได้ในที่สุดว่า ไตรสิกขา ซึ่งถือกันไว้ในฐานะ เป็นหลักอันสำคัญที่สุด ในการปฏิบัติกิจในพระพุทธศาสนาของ เรานี้ เป็นสิ่งมีค่าหรือมีความหมายขึ้นมาได้ ก็อยู่ตรงที่ความ ดับทุกข์ได้เป็นขั้น ๆ อันเป็นผลของการปฏิบัติตามนัยที่กล่าว มาแล้วนั่นเอง. ........................................................................................................... 1. พระบาลีมหาสาโรปมสูตร มู. ม. ๑๒/๑๗๓/๓๕๒

น.17 " ส. ส. ส. " ควรพิจารณาให้เห็นชัดว่า เมื่อมีความดับทุกข์ อย่างน้อยต้องมี เป็น ๓ อย่างคือ ความทุกข์ ๑. สิ่งเป็นเครื่องดับทุกข์ ๑. และสื่อหรือการ กระทำที่ทำให้ความทุกข์พบกันกับธรรมหรือสิ่งอันเป็นเครื่องดับทุกข์ ๑. เมื่อ ครบทั้ง ๓ อย่างนี้ สิ่งที่เรียกว่า ความดับทุกข์ จึงจะมีขึ้นได้. ความทุกข์ ในที่นี้ ก็ได้แก่ความทุกข์ทั้งหลาย ดังที่เห็น ๆ กันอยู่. สิ่งเป็นเครื่องดับทุกข์ ในที่นี้ โดยสรุปก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นเครื่องดับทุกข์แต่ละอย่างๆ หรือเนื่องเป็นอันเดียวกัน ก็ร่วมกันดับทุกข์ โดยส่งเสริมกัน. ส่วน สื่อที่ทำ ให้ความทุกข์กับสิ่งซึ่งเป็นเครื่องมือดับทุกข์ได้พบกันนั้น ก็คือ บุคคลที่ยังมี ตัวตนอันรู้สึกว่า เป็นทุกข์หรือเจตนาของบุคคลนั้นนั่นเองที่เป็นผู้กระทำการ ปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์. เมื่อมีครบทั้ง ๓ อย่างนี้แล้ว สิ่งที่เรียกว่าความ ดับทุกข์ก็เกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำไม่มากก็น้อย ปรากฏผลเป็นความ ไม่มีทุกข์ หรือความดับทุกข์. ซึ่งในที่นี้จำแนกไว้เป็น ความสะอาด - สว่าง- สงบ, และเรียกสั้นๆเพื่อความสะดวกว่า "๓ ส." , ในที่นี้ จะได้พิจารณา ให้เห็นว่า ความสะอาด สว่าง สงบ เป็นลักษณะเฉพาะของความดับทุกข์ หรือของความไม่มีทุกข์ นั่นเองอย่างไร. คำว่า “สะอาด” ในที่นี้ แม้โดยรูปศัพท์จะเป็นเพียงคำสมมติ คำหนึ่ง ซึ่งหมายถึงลักษณะอันหนึ่ง ซึ่งบุคคลสมมติเรียกกันว่า ความสะอาด ก็จริง, แต่มีความหมายพิเศษสูงไปกว่าความหมายของคนธรรมดาทั่วไป. ความสะอาดอย่างที่คนธรรมดารู้สึกกันนั้น เป็นเพียงความยึดถือชนิดหนึ่ง หรือความนิยมชนิดหนึ่ง ซึ่งนิยมชมชื่นกันอยู่ได้ก็ด้วยอำนาจของอุปาทาน,

น.18 15 เพราะฉะนั้นจึงยังไม่ใช่ความสะอาดจากอุปาทาน และไม่ใช่ความ สะอาดตาม ความหมายของ พระอริยเจ้า , ความสะอาดในที่นี้ หมายถึง ความไม่มีกิเลส ทั้งอย่างหยาบ อย่างกลาง และอย่างละเอียด. กิเลสทุก ชนิด ทำใจให้สกปรกเศร้าหมอง จึงได้ชื่อว่า ของสกปรก. ภาวะที่ปราศจาก กิเลสชื่อว่าความสะอาด ตามส่วนของความสิ้นไปแห่งกิเลส, ถ้ากิเลสสิ้นไป โดยไม่มีเหลือก็ชื่อว่า สะอาดถึงที่สุด ในที่นี้. จิต ที่ปราศจากกิเลส จึงมี ลักษณะที่เรียกโดยสมมติว่า สะอาด คำว่า "สว่าง ” ก็เช่นเดียวกับคำว่า “ สะอาด ” คือเป็นเพียง คำสมมติคำหนึ่ง. ในที่นี้ มีความหมายโดยเฉพาะถึงความสว่างในทางจิต หรือทางวิญญาณ มิได้หมายถึงแสงสว่างของดวงไฟหรือดวงอาทิตย์ เป็นต้น:เพราะว่า คนอาจจะไม่มีความสว่างในทางจิต ทั้งที่นั่งเปิดตาอยู่ใน ท่ามกลางแสงไฟหรือแสงอาทิตย์นั้นก็ได้. ความสว่างในที่นี้ มีความหมาย เฉพาะกล่าวคือ ความรู้แจ้งที่สามารถทำลายอวิชชา หรือความไม่รู้เสียได้ ตามปรกติท่านถือกันว่า จิต นี้เป็นวิญญาณธาตุ หรือเป็นมโนธาตุ ซึ่งหมาย ความว่า เป็นธาตุที่มีความรู้อยู่ในตัวเอง เช่นเดียวกับแสงอาทิตย์ ซึ่งมี ความสว่างทางฝ่ายวัตถุอยู่ในตัวเอง ฉันนั้น. หากแต่ว่า มโนธาตุ หรือ จิตในที่นี้ ถูกห่อหุ้มเสียด้วยกิเลสนานาประการ มือวิชชาเป็นประธาน จึงไม่ สามารถปรากฏเป็นความสว่างหรือความรู้ที่ถูกต้อง แม้ ในเมื่อมีสิ่งใดสิ่ง หนึ่งเกิดขึ้นกับจิตเอง. เมื่ออวิชชาหุ้มห่อจิตอยู่ สิ่งใดเข้าเกี่ยวข้องกับจิต อวิชชาก็รับหน้าที่เกี่ยวข้องหรือจัดการกับสิ่งนั้นๆ แทนที่แห่งปัญญา หรือ แสงสว่างของ จิต ซึ่งถูกอวิชชาหุ้มห่อเอาไว้จนไม่ปรากฏ. เพราะ ฉะนั้น คนจึงจัดการ

น.19 16 กับสิ่งต่างๆไปต่มอำนาจของอวิชชา หาได้จัดการไปต่มอำนาจชองปัญญา หรือแสงสว่างแห่งมโนธาตุไม่ ซึ่งถือว่า เป็น ความมืด ในที่นี้. แต่ความ มืดชนิดนี้ เป็นสิ่งที่จิตไม่เข้าใจได้ว่าเป็นความมืด. อวิชชานั้นเอง เห็น ความมืดเป็นความสว่างไปเสียตลอดเวลา และครอบงำจิตไว้ไม่ให้รู้สึกได้ ว่าอวิชชานั้นเป็นความมืด, อวิชชา จึงเห็นตัวเองเป็นความสว่าง . เพราะ ฉะนั้น คนโง่ที่สุดจึงมีความเข้าใจว่า ตนฉลาดที่สุด. ทางธรรมะแล้ว ย่อมถือว่า อวิชชาเป็นความมืดยิ่งกว่าความมืด ของสิ่งใด เช่น ความมืดแห่งราตรีที่มืดสนิท ทำความเป็นตาดีให้มีค่า เท่ากับตาบอดเป็นต้น. ความมืดของอวิชชา มีอยู่ได้ในท่ามกลางแสงสว่าง เช่นแสงอาทิตย์เป็นต้น ทำให้เป็นที่เข้าใจได้ยาก ว่าแสงสว่างอันแท้จริง นั้นคืออะไร. ยิ่งเมื่อบุคคลนั้น ถูกครอบงำอยู่ด้วยอวิชชาอย่างรุนแรงแล้ว ย่อมยากที่จะรู้ได้ว่า มีความมืดชนิดใดอีกที่ตนจะต้องละ เพราะเห็นตนเป็น ผู้มีความฉลาด หรือมีความสว่างถึงที่สุดเสียแล้ว. กิเลสอย่างอื่น มีราคะ เป็นต้นก็ทำนองเดียวกัน ครอบงำจิตใจผู้ใดแล้ว ย่อมทำให้ผู้นั้น มีความ มืดเกินกว่าที่ตนจะรู้ว่าตนกำลังทำผิด หรือตนกำลังทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ซึ่ง นับว่า เป็นความมืดอย่างเดียวกัน. ความมืดดังกล่าวนี้ โดยสรุปความแล้ว ก็ คือ สิ่งที่ทำให้ตนไม่รู้ความจริงอันถูกต้องว่า สิ่งใด เป็นอะไร, คือสิ่งใดเป็น ความมืดหรือเป็นความสว่าง, สิ่งใด เป็นความผิดหรือเป็นความถูก เป็นต้น. ส่วน ความสว่าง นั้น ได้แก่การที่จิตมีโอกาสทำหน้าที่ตามธรรมชาติเดิม ของมันคือ มีความรู้แจ้งได้ โดยเหตุที่กิเลสอันห่อหุ้มจิตนั้น จางไป หรือ หมดไปโดยสิ้นเชิง แล้วแต่กรณี. เมื่อจิตปราศจากกิเลสห่อหุ้ม ย่อมรู้เห็น สิ่งทั้งปวง

น.20 17 ทั้งภายนอกและภายใน อย่างถูกต้อง ตามที่เป็นจริง, รู้สิ่งทั้งปวงอย่างถูก ต้องตามที่เป็นจริงว่าตนควรทำอย่างไรกับสิ่งเหล่านั้น เช่นรู้ว่าสิ่งทั้งปวง เป็นสิ่งที่ไม่ควรยึดถือว่าตัวตนหรือของๆตน เป็นต้น ดังนี้ นับว่า เป็นความ สว่างอย่างแท้จริง เป็นความสว่างของความรู้ที่ถูกต้องนั่นเอง เป็นความ สว่างชนิดที่ไม่ต้องเกี่ยวกับแสงสว่างภายนอกที่ไหนอีก เพราะคนตาบอดก็ สามารถมีความสว่างชนิดนี้ได้. นี้ คือลักษณะของความสว่าง ในที่นี้. คำว่า "สงบ" เป็นคำที่มีลักษณะแห่งการสมมติน้อยกว่า คำว่า " สะอาด และ สว่าง " แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีลักษณะแห่งการสมมติเหลืออยู่ บางส่วน เพราะว่า คำพูดทุกคำ ย่อมไม่พ้นไปจากการสมมติ. ที่ว่า "มีการ สมมติน้อยกว่า" ในที่นี้ หมายความว่า ความสงบนั้นหมายถึงความที่ สิ่งต่าง ๆ เป็นไปในทางที่ไม่ไหลเวียน และเป็นไปในทางที่จะไม่ เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ หรือความยั่วให้ยึดถือ ยิ่งขึ้นนั่นเอง. ความสงบนี้ คนธรรมดาเข้าใจได้ยากกว่าที่เข้าใจความสะอาด เพราะคน เคยชินกับความสะอาด นิยมความสะอาด และเข้าใจความหมายของคำว่า สะอาด อยู่เป็นประจำวัน และพอใจในความสะอาดได้โดยง่าย. ส่วนความ สงบนั้น ยากที่จะเข้าใจได้ว่า มีลักษณะอย่างไร และคนทั่วไปก็ตกอยู่ใต้ อำนาจของกิเลส พอใจในการเป็นไปตามอำนาจของกิเลส บูชารสของการ ได้เป็นไปตามอำนาจของกิเลส ติดอยู่ในรสของกิเลส จึงไม่เข้าใจสิ่งซึ่ง ตรงกันข้าม กล่าวคือ ความไม่ต้องเป็นไปตามอำนาจของกิเลส ซึ่งเรา เรียกว่า ความสงบ ในที่นี้. เพราะเหตุที่คำว่า ความสงบ เป็นของจริง มากกว่าเป็นของสมมติ หรือสมมติแต่เพียงเล็กน้อย จึงเป็นคำที่เข้าใจได้ ยาก

น.21 18 กว่าคำว่า สะอาด เป็นต้น. และโดยที่แท้แล้ว ความสะอาด และความสว่าง เป็นลักษณะอันหนึ่ง ๆ ของความสงบด้วย. ความสงบ หมายถึงความที่พ้นจากการบีบบังคับผลักดันของกิเลส ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาตามอำนาจกิเลส ทั้งภายนอกและภายใน. การต้องเคลื่อน ไหวอิริยาบถ ทำนั่นทำนี่ ตามความต้องการของกิเลส เรียกว่า การวิ่งไป วิ่งมาในภายนอก, ความที่จิตฟูขึ้น เพราะความดีใจ หรือเหี่ยวแฟบลง เพราะความเสียใจ นี้ เรียกว่า การวิ่งไปวิ่งมาในภายใน. การวิ่งไปวิ่งมา เพราะอำนาจกิเลสเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่า เป็นความไม่สงบ เป็นความเหน็ด- เหนื่อย เป็นความเร่าร้อน เป็นความทนทรมาน เป็นความเวียนว่ายอันไม่รู้ สิ้นสุด หรือสรุปเรียกว่า เป็นความทุกข์โดยตรง. ต่อเมื่อใดไม่มีลักษณะ ดังกล่าวนี้ จึงจะเรียกว่าความสงบ ตามความหมายของพระพุทธศาสนา. ความไม่สงบ เกิดขึ้นหรือเป็นไป เพราะจิตตกอยู่ใต้อำนาจของ กิเลส ถูกกิเลสครอบงำทำให้รู้ผิด แล้วก็บันดาลให้มีการทำผิดทางกาย ทางวาจา หรือทางจิตเอง อีกต่อหนึ่ง. ถ้าเมื่อใด หรือโอกาสใด จิตไม่ ถูกกิเลสครอบงำ คือจิตเป็นอิสระจากกิเลสแล้ว, เมื่อนั้น จิตก็อยู่ในภาวะ แห่งความสงบได้ตามส่วน, ซึ่งลักษณะอันนี้ก็กล่าวได้ว่า เป็นลักษณะปรกติ เดิม ๆ ของจิต เมื่อไม่ถูกกิเลสเข้ามาครอบงำ. ฉะนั้น เราอาจจะถือเอา ใจความสั้น ๆ ได้ว่า ถ้าอย่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปรบกวนจิตแล้ว จิตก็จักอยู่ ในลักษณะที่เรียกว่าสงบ. แต่เพราะเหตุที่จิตมีกิเลสเป็นของตน หรือเกิด ดับคู่กันมากับตน ในการเวียนว่ายมาในวัฏฏสงสารนี้ อย่างที่แยกกันไม่ ออก.เพราะฉะนั้น จิตจิงพอใจหรือดิ้นรนไปหาสิ่งรบกวนเสียด้วยตนเอง จนหา

น.22 19 ความสงบมิได้. ถ้าเมื่อใดจิตสะอาดจากกิเลส มีความสว่างไสว เพราะไม่ ถูกกิเลสห่อหุ้ม. เมื่อนั้น จิตก็จักอยู่ในภาวะอันสงบ ดังกล่าวแล้ว, ภาวะ อันสงบของจิตนี้เองเรียกว่า ความสงบ ในที่นี้. ความสงบของจิตที่ปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิง เช่นนี้ ย่อมสรุปลง ได้ในคำว่า ไม่มีการเวียนว่าย หรือหยุดการเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร อีก ต่อไป, เป็นความไม่มีภพ ไม่มีชาติ แล้วตั้งแต่ในขณะนั้น, จึงเห็นได้ว่า เป็นความสงบอย่างสูงสุด คือ การไม่หนุนไปในวัฏฏะ นั้นเอง. ความที่จิต ยังต้องหมุนไปในวัฏฏะ คือมีกิเลสเป็นเหตุให้อยากทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วก็ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ครั้นได้รับผลแล้ว ยิ่งยั่วให้มีกิเลสที่อยากจะทำ อย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปอีก ซึ่งเป็นลักษณะแห่งจิตของคนธรรมดานั้น เป็น ความไม่สงบเพียงไรย่อมเห็นได้โดยง่าย, และเห็นได้ต่อไปว่า เพราะต้อง หนุนไปตามวงกลมของวัฏฏะนั่นเอง จึงไร้ความสงบโดยประการทั้งปวง อย่างแท้จริง. เมื่อใด ทำลายวัฏฏะให้หยุดเป็นวงกลมเสียได้, เมื่อนั้น ก็ไม่มี การหมุน เพราะหมุนไม่ได้ โดยที่ไม่เป็นของกลม อีกต่อไป จึงมีความหยุด. นั่นแล คือ ความสงบ ตามความหมายอันแท้จริง ในพระพุทธศาสนา. ความสะอาด สว่าง สงบ ๓ อย่างนี้ เมื่อกล่าวในฐานะที่เป็น คุณสมบัติของจิตแล้ว ทั้ง ๓ อย่าง ย่อมเป็นอย่างเดียวกัน คือจะมีลักษณะ แต่เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยไม่มีลักษณะอีก ๒ อย่างนอกนั้น นั้นหา ได้ไม่. เมื่อสะอาดจากกิเลส ไม่เศร้าหมองเพราะกิเลสแล้ว ย่อมหมายความ ว่า ไม่มีกิเลส นั่นเอง. เมื่อไม่มีกิเลสก็ไม่มีอะไรห่อหุ้มให้มืด จึงมีความ สว่าง.เมื่อมีความสว่างแล้ว ย่อมหมายถึงมีความรู้ว่าอะไรเป็นอะไร. เพราะ ไม่มี

น.23 20 อวิชชาครอบงำ จึงไม่มีอะไรที่เป็นตัวกิเลสอันเป็นเหตุให้ทำอย่างนั้นอย่าง นี้จึงไม่มีการเวียนว่ายไปในวงกลมของวัฏฏะ ซึ่งเรียกว่า ความสงบ. เราจิ๋ง เห็นได้ว่า จิตที่หยุดเวียนว่ายแล้วเท่านั้น จึงจะมีลักษณะสะอาดหรือสว่าง ได้.กลับกันอีกที่หนึ่ง ก็คือจิตที่สะอาดแล้ว จึงสว่างและหยุดการเวียนว่าย ได้เพราะไม่มีความสกปรก หรือความมืดของกิเลส เป็นเครื่องผลักดัน. เรา จึงเห็นได้ว่า จิตที่มีลักษณะ ๓ ประการ ดังกล่าวมานี้ เป็นจิตที่ไม่มีความ ทุกข์เป็นความดับทุกข์ได้สิ้นเชิงไม่มีเหลือ ผู้ศึกษาที่ได้ศึกษารู้จักตัวจริงของความสะอาด สว่าง สงบ แล้ว ย่อมหมายความว่า เป็นผู้ที่ได้มองเห็นตัวความดับทุกข์โดยสิ้นเชิง." และ เนื่องจากว่ามีหลักอยู่ว่า การเห็นธรรมะที่แท้จริงนั้น จะเห็นได้จริงก็ต่อ เมื่อผู้นั้น ได้ทำให้ธรรมะนั้น เกิดขึ้นแล้วในใจของตนจริง ๆ เท่านั้น. การเห็นธรรมะ คือ ความสะอาด สว่าง สงบ อันเป็นยอดแห่งธรรมะทั้งหลาย จึงเป็นสิ่งที่จะมีได้ก็ต่อเมื่อผู้นั้นได้ทำให้ของ ๓ อย่างนี้ เกิดขึ้นแล้วในใจ ตนจริง ๆ อย่างเดียวกัน ผิดจากนี้แล้ว ยังไม่ใช่ความสะอาด สว่าง สงบ อันแท้จริง ในที่นี้. เพราะฉะนั้นจึงไม่มีปัญหาว่า ผู้นั้นจะไม่รู้ได้ว่า ของ ๓ อย่างนี้ จะเป็นความดับทุกข์ได้หรือไม่ได้ เพียงไร ถ้าหากว่า เขาได้ทำ ให้มีขึ้นในตนแล้ว. สรุปความในข้อนี้ได้ว่า ปฏิเวธธรรม หรือผลแห่งการปฏิบัติ ทั้งหลาย ไม่มีอะไรนอกไปกว่าความสะอาด สว่าง สงบ. คำว่า มรรค ผล นิพพาน เป็นชื่อของความสะอาด สว่าง สงบ; เพราะมรรค ผล นิพพาน นั้น ย่อมหมายถึงความที่จิตปราศจากกิเลส มากน้อยตามลำดับ

น.24 21 จนถึงสิ้นเชิง ไม่มีกิเลสเหลือ เป็นความดับสนิทของความทุกข์โดยประการ ทั้งปวง. เมื่อมรรค ผล นิพพาน เป็นตัวความดับทุกข์โดยตรงแล้ว, ความสะอาด สว่าง สงบ ก็คือลักษณะแห่งความดับทุกข์อันปรากฏ ชัดอยู่ที่มรรค ผล นิพพานนั้น ๆ. นับว่าของทั้ง ๓ อย่างนี้ เป็นสิ่ง ที่ควรศึกษา เพราะอาจจะศึกษาให้เข้าใจได้โดยง่ายสำหรับผู้มุ่งจะศึกษาใน เรื่องความดับทุกข์. จึงหวังว่าจักเป็นหัวข้อธรรมะที่จะได้รับความสนใจเป็น พิเศษจริง ๆ จากพุทธบริษัททั้งปวง. ๕. ความดับทุกข์ กับ ประโยชน์ ๓ ประโยชน์ ๓ อย่างในที่นี้ คือ ประโยชน์โลกนี้, ประโยชน์โลก อื่น , และปรมัตถประโยชน์ หรือประโยชน์ที่พ้นจากโลก ไม่เกี่ยวกับโลก. ประโยชน์โลกนี้ หมายถึงประโยชน์ที่คนธรรมดาทั่วไปปรารถนา กันอยู่เป็นปรกติตามวิสัยชาวโลก ไม่สูงไปกว่านั้น. ประโยชน์ในชั้นนี้เมื่อ จำแนกเป็นหัวข้อใหญ่ ๆ ย่อมได้เป็น ๓ คือ : ทรัพย์ ซึ่งหมายถึงข้าวของ เงินทอง และสมบัติพัสถานอย่างอื่น ๆ ทุกอย่าง ซึ่งรวมเรียกกันว่า ทรัพย์ หนึ่ง, ยศ หมายถึงอำนาจ ชื่อเสียง และความมีบริวารมาก หนึ่ง, และ ไมตรี ซึ่งหมายถึงความกว้างขวางในหมู่มิตร มีมิตรสหายที่แท้จริง คอย ช่วยเหลือทะนุถนอมอย่างพร้อมหน้า หนึ่ง, รวมได้เป็น ๓ ดังนี้. ประโยชน์ เช่นนี้ในชั้นนี้ ย่อมตรงกันทุกชาติ ทุกภาษา และทุกศาสนา ให้ผลเป็นเพียงความผาสุก สะดวกกายสะบายใจ, แต่ไม่สามารถ ดับไฟทุกข์ กล่าวคือ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย, ไม่สามารถดับไฟ

น.25 22 กิเลส กล่าวคือ ราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลงได้ แต่อย่าง ใดเลย. ฉะนั้น ตามหลักพระพุทธศาสนาในชั้นสูง จึงไม่อาจถือว่า ประ- โยชน์ในชั้นนี้ เป็นความดับทุกข์ได้แต่อย่างใด. คงถือกันเพียงในชั้นชาวโลก ซึ่งอยู่ในวิสัยโลก ตามหลักเกณฑ์ของชาวโลกว่า เป็นความดับทุกข์ของเขา เพราะทำให้พ้นจากความยากจน หรือความลำบากอย่างอื่นๆได้ ซึ่งชาวโลก พอใจกันเพียงเท่านั้น. ส่วนความดับทุกข์ตามความหมายที่แท้จริงของพุทธ- ศาสนานั้น มุ่งหมายไปไกลกว่านั้น กล่าวคือ ต้องเป็นการดับไฟทุกข์ และ ไฟกิเลสได้ ดังกล่าวแล้ว. ประโยชน์โลกอื่น หมายถึงประโยชน์ที่ไม่เกี่ยวกับโลกนี้ ดังที่ กล่าวมาแล้ว, แต่หมายถึงประโยชน์ที่สูงขึ้นไปกว่านั้น คือ เป็นประโยชน์ ในทางจิตหรือทางวิญญาณ ของบุคคลผู้เชื่อในการเกิดใหม่ แล้วมีความ ประสงค์ที่จะได้เกิดให้ดี หรือมีความสุขยิ่งขึ้นไปในภาวะอย่างอื่นในโลกอื่น ซึ่งเชื่อว่าสูงยิ่งไปกว่าในโลกนี้. ถึงแม้ความสุขในทางจิตที่ไม่เกี่ยวกับทรัพย์ ยศ และไมตรี แต่ถ้ายังอยู่ในระดับที่ต้องการให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ด้วย ความยึดถือในฐานะเป็นความสุข หรือสมบัติในทางจิตของตนชนิดหนึ่งแล้ว ก็ยังคงเรียกรวมอยู่ในคำว่า “ประโยชน์โลกอื่น" อยู่นั่นเอง. ยกตัวอย่างเช่น ผู้บำเพ็ญฌานสำเร็จ มีความสุขอยู่ด้วยสมาบัตินั้น ๆ ด้วยความพอใจใน ฐานะ เป็นความสุขของชีวิตชนิดหนึ่ง ซึ่งตรงกับความต้องการของตน อย่างยิ่ง, แม้มีชีวิตอยู่ในโลกนี้. และประกอบกระทำอยู่ในโลกนี้ ก็ยังคง เรียกว่า ประโยชน์โลกอื่นอยู่นั่นเอง. ทั้งนี้เพราะเหตุว่า ผลชนิดนี้ มิใช่วิสัย ของคนธรรมดาสำคัญในโลกนี้. และการที่จิตของผู้นั้น ดำรงอยู่ในภูมินั้น

น.26 23 ตามหลักธรรมะถือว่า สูงกว่าโลกนี้. จึงจัดเป็นโลกอื่น ซึ่งสมมติเรียกว่า พรหมโลก เป็นต้น, โดยมิได้คำนึงถึงร่างกายหรือวัตถุ, แต่คำนึงถึงจิตใจ ซึ่งเป็นธรรมชาติพิเศษ, กล่าวคือ แม้ร่างกายจะอยู่ที่นี่ แต่จิตใจก็อาจจะ ไปสู่โลกอื่นได้. เป็นหลักนั่นเอง. ฉะนั้น คำว่า ประโยชน์โลกอื่น จึง หมายถึงประโยชน์ชนิดอื่น ซึ่งสูงไปจากประโยชน์วิสัยชาวโลก ตามธรรมดา แต่ก็ยังไม่สูงถึงกับเป็นการพ้นไปจากโลก. เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นได้ว่า แม้ประโยชน์โลกอื่นนี้ ก็ยังไม่สามารถดับไฟทุกข์และไฟกิเลส ให้สิ้นสุดลงได้. ความมีความเป็นในโลกชนิดใด ก็ตาม ย่อมยังคงมีความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ในความมีหรือความเป็นอันนั้น และยังคงมีกิเลส กล่าวคือ โลภะ โทสะ โมหะ อย่างใดอย่างหนึ่ง เหลืออยู่. ด้วยเหตุนี้เอง ตามหลักอันแท้จริงของพุทธศานา จึงยังไม่กล่าวว่า ประโยชน์ชนิดนี้ เป็น ความดับทุกข์ หรือเป็นความดับทุกข์โดยสิ้นเชิง. แม้ว่า จะดับความทุกข์ ในบางอย่างบางขั้น ให้หมดไป แต่ก็ยังคงมีความทุกข์ชนิดที่เป็นความทุกข์ อันแท้จริง กล่าวคือ ความเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร เหลืออยู่อย่าง ครบถ้วน. ปรมัตถประโยชน์ หรือประโยชน์อย่างยิ่งนั้น หมายถึง ประ- โยชน์ที่เกิดขึ้นจากการทำลายกิเลสให้หมดสิ้นไป จนกระทั่งไม่มี ความรู้สึกว่ามีตัวตนเหลืออยู่, ไม่มีความรู้สึกว่า ตนเป็นอยู่ใน โลกใด, ไม่มีความรู้สึกว่า มีชาติหรือมีภพ, ไม่มีกิเลสที่อยาก เกิดใหม่เหลือเป็นเชื้ออยู่สำหรับการเกิดอีกต่อไป เพราะมองเห็น ว่า การเกิดหรือความมีความเป็นชนิดใดชนิดหนึ่งนั้น เป็นมายา

น.27 24 เป็นความยึดถือของอุปาทาน เป็นความเข้าใจผิดของอวิชชา จึง นำมาซึ่งความทุกข์โดยส่วนเดียว, เป็นผู้มีความรู้สึกอยู่เหนือความ มีตัวมีตน ไม่มีอะไรที่ตนจะยึดถือไว้ โดยความเป็นตัวตนหรือ เป็นของของตน, สิ่งทั้งปวง จึงเป็นเพียงธรรมชาติ หรือเป็น เพียงสังขารล้วน ๆ, กิริยาอาการและความรู้สึกคิดนึกทั้งปวง เป็น เพียงความเปลี่ยนแปลง หรือความไหลไปของธรรมชาติล้วน ๆ หรือของสังขารล้วน ๆ จึงไม่มีความรู้สึกว่า มีตัวตน หรือมีความ- ทุกข์ของตน เพราะไม่มีการเกิดของตน เป็นต้น. นี้นับว่า เป็นความ รู้สึกที่อยู่เหนือโลกหรือนอกโลก อันเรียกกันว่า โลกุตตระ ผู้ที่ลุถึงแล้วเป็น ผู้ที่ไม่มีความทุกข์ใด ๆ ครอบงำได้ ซึ่งเรียกกันว่า ผู้ลุถึงนิพพาน. อาการ ที่กล่าวนี้ พิจารณาดูแล้ว จะเห็นได้ว่าเป็นการพ้นไปจากการเผาลนของ ไฟกิเลสและไฟทุกข์โดยสิ้นเชิง, เนื่องจากไม่มีสิ่งใด หรือขันธ์ส่วนใด ที่ยึดถือไว้ด้วยอุปาทานว่า เป็นของตน. ตามหลักพุทธศาสนาถือว่า ภาวะ เช่นนี้เอง เป็นความดับทุกข์ที่แท้จริงและสิ้นเชิง แม้ว่ายังไม่สามารถดับกิเลส ได้สิ้นเชิง มีความทุกข์เหลืออยู่บางส่วน, แต่ถ้ามีความมุ่งหมายในอันที่จะ ดับกิเลสให้สิ้นเชิง ไม่ประสงค์ต่อความมีความเป็นในภพใด หรือโลกใดแล้ว, ก็ถือว่าเป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในปรมัตถประโยชน์ ทั้งที่ตนยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ และ กำลังบำเพ็ญเพียรเพื่อประโยชน์อันนั้นอยู่, จึงกล่าวได้ในที่สุดว่า ปรมัตถ- ประโยชน์นั่นเอง เป็นตัวความดับทุกข์ ตามความหมายอันแท้ จริงในพระพุทธศาสนา. ส่วนประโยชน์ ๒ อย่างข้างต้นนั้น เป็นเพียง ความดับทุกข์ของผู้ที่ยังอยู่ในวิสัยโลกชั้นใดชั้นหนึ่ง ซึ่งยังไม่พ้นไปจากอำนาจ

น.28 25 ของไฟกิเลสและไฟทุกข์แต่ประการใด, จึงไม่อาจเรียกว่า เป็นความดับทุกข์ ที่แท้จริงในที่นี้, ซึ่งถือเอาหลักของพุทธศาสนา เป็นประมาณ. แต่อย่างไรก็ตาม ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งใน ๓ อย่างนั้น ย่อมได้นามว่า ประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น. และถ้าจะให้เนื่องด้วยความดับทุกข์ ด้วยกันทั้งหมดแล้ว ก็มีทางที่จะจัดให้ประโยชน์อันแรกที่สุดคือ ประโยชน์ โลกนี้นั้นเป็นฐานที่ตั้งอันดับแรก สำหรับบำเพ็ญประโยชน์ที่สูงขึ้นไปตาม ลำดับ. คนเราควรจะได้รับความผาสุกทางกาย ด้วยประโยชน์โลกนี้เสียก่อน จึงจะเป็นโอกาสสำหรับศึกษาประโยชน์ทางใจ. หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า ความรู้สึกเบื่อหน่ายต่อประโยชน์อย่างโลก ๆ นั้น จะเกิดขึ้นมาได้ ก็หลังจาก ได้ผ่านประโยชน์ชนิดนั้นมาแล้วอย่างสมบูรณ์ จนรู้สึกว่า ไม่มีคุณค่าอันใด ที่น่ายึดถือแต่ประการใด จึงมุ่งหมายประโยชน์ที่สูงไปกว่านั้นได้. เมื่อเป็นดังนี้ ประโยชน์โลกนี้ ซึ่งบุคคลนั้นรู้จักดีแล้ว ก็จะส่งบุคคลนั้นไปสู่ ความสนใจในประโยชน์โลกอื่น. และประโยชน์โลกอื่นนั่นเอง เมื่อบุคคลนั้นรู้จักดีแล้ว และผ่านไปโดยตลอดแล้ว ก็จะส่ง บุคคลนั้นไปสู่ความสนใจในความพ้นจากโลก ไม่ต้องเกี่ยวข้อง กับโลก ซึ่งเราสมมติเรียกกันในที่นี้ว่า "ปรมัตถประโยชน์" นั้น สืบไป. บุคคลผู้เกี่ยวข้องกับประโยชน์ทั้ง ๓ นี้ พึงรู้จักคุณค่าตามที่ มีอยู่จริงเพียงไรของประโยชน์นั้น ๆ แล้ว พึงถือเอาในฐานะที่เป็นความ ดับทุกข์โดยอ้อมหรือโดยตรงให้ได้ แล้วแต่กรณี. อย่าได้สำคัญผิดถือเอา ประโยชน์ ๒ อย่างข้างต้นในฐานะเป็นความดับทุกข์ แล้วติดแน่นอยู่ในความ เป็นอย่างนั้น จนกลายเป็นความทุกข์หรือจมอยู่ในความทุกข์ ไม่เป็นความ

น.29 26 ดับทุกข์ได้แก่ประการใด. ทั้งนี้มีความสำคัญอยู่ที่บุคคลนั้น จักต้องพิจารณา จนเข้าใจในความหมายอันแท้จริงของความดับทุกข์ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น นั่นเอง. เราจะเห็นสืบไปว่า ประโยชน์ทั้ง ๓ นี้ มิได้เป็นธรรมเครื่อง ดับทุกข์ แต่เป็นตัวผลของการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งจัดเป็น ความดับทุกข์โดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม ในฐานะที่เป็นผลของ การกระทำเท่านั้น. ๖. ความดับทุกข์ กับ อริยสัจ อริยสัจ คือ "หลักความจริงที่ประเสริฐ" เพราะเป็นเรื่องเกี่ยว กับความดับทุกข์โดยตรง. ที่มีความประเสริฐขึ้นมาได้ ก็โดยเหตุที่เกี่ยวกับ ความดับทุกข์นี้เอง. แม้ในที่บางแห่งจะให้ความหมายของคำ ๆ นี้ ว่าเป็น "หลักความจริงของพระอริยเจ้า" ก็ตาม ความหมายอันนั้น ก็ยังบ่งไป ที่ความดับทุกข์อีก ทั้งนี้เพราะว่าพระอริยเจ้าทั้งหลาย ก็คือบุคคลผู้ดับทุกข์ได้. อริยสัจ หรือหลักความจริงอันประเสริฐนี้ จำแนกออกเป็นหัวข้อ ใหญ่ ๆ ๔ ข้อคือ ความจริงว่าด้วยเรื่อง ความทุกข์ ความจริงว่าด้วยเรื่อง มูลเหตุให้เกิดทุกข์ ความจริงว่าด้วย ภาวะแห่งความไม่มีทุกข์เลย, และความจริงว่าด้วย วิธีปฏิบัติเพื่อให้ลุถึงความไม่มีทุกข์นั้น, เรียก สั้นที่สุดว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค. ใน ๔ อย่างนี้ แต่ละอย่าง ๆ ล้วนมีความสำคัญไปในทางหนึ่ง ๆ. ความจริงในเรื่องทุกข์ มีความสำคัญไปในทางที่จะต้องกำหนดรู้ในเบื้องต้น เพื่อให้รู้ว่ามันมีอยู่จริง ๆ แก่สัตว์ทั้งปวง. ความจริงในเรื่องมูลเหตุให้

น.30 27 เกิดความทุกข์มีความสำคัญในทางที่ต้องรู้ เพื่อละเสียให้ได้, เพราะถ้ายัง ไม่รู้ว่าอะไรเป็นมูลเหตุอยู่เพียงใดแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะดับทุกข์ได้. ความ จริงเรื่องภาวะแห่งความไม่มีทุกข์นั้น มีความสำคัญอยู่ที่จะต้องรู้ เพื่อทำ ให้แจ้งชัด ว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง อาจลุถึงได้จริง ลุถึงแล้วไม่มีความทุกข์ เหลืออยู่จริง, ซึ่งเมื่อได้ทำให้แจ้งแล้ว ย่อมเป็นทางให้เกิดการกระทำจนลุ ถึงความสำเร็จได้จริง. ส่วนความจริงในเรื่องวิธีปฏิบัติเพื่อลุถึงความไม่มี ทุกข์นั้น มีความสำคัญอยู่ที่จะต้องรู้ เพื่อทำให้เกิดมีขึ้น จนสามารถจะ ตัดต้นเหตุของความทุกข์ ได้ด้วยการปฏิบัติอย่างนั้น. เมื่อการปฏิบัติเช่นนั้น เกิดมีขึ้นมาได้แล้ว มันย่อมตัดมูลเหตุของความทุกข์เอง ความทุกข์ก็ดับ ไปเอง ภาวะแห่งความไม่มีทุกข์ก็ปรากฏขึ้นมาเอง ในขณะที่การปฏิบัตินั้น ได้เป็นไปอย่างถูกต้องครบถ้วนทุกประการ. โดยนัยนี้ เราจะเห็นได้ว่าการรู้อริยสัจทั้ง ๔ ประการนี้ แม้จะมี อยู่ถึง ๔ ประการก็จริง แต่มัน เนื่องเป็นอันเดียวกัน ทำงานพร้อมกัน อย่างที่จะแยกกันไม่ได้. โดยพฤตินัย เราไม่สามารถแยกความดับทุกข์ ออกไปจากการปฏิบัติเพื่อลุถึงความดับทุกข์. ซึ่งโดยนัยเดียวกันไม่สามารถ แยกการปฏิบัติเพื่อลุถึงความดับทุกข์ ออกไปจากมูลเหตุของทุกข์ และตัว ความทุกข์ได้เลย. ทั้งนี้เพราะว่า ถ้าปราศจากมูลเหตุของความทุกข์แล้ว การปฏิบัติเพื่อลุถึงความดับทุกข์ก็เป็นสิ่งทำให้เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าจะ ไป ละ หรือไป ตัด อะไรที่ไหน. ทำนองเดียวกัน ถ้าไม่มีมูลเหตุของความทุกข์ แล้ว ตัวความทุกข์ก็เกิดขึ้นไม่ได้เช่นกัน. เพราะฉะนั้น การแยกอริยสัจออก เป็น ๔ ประการ จึงเป็นแต่เพียงโดยนิตินัย หรือหลักวิชาสำหรับกำหนด ศึกษาเท่านั้น. เรื่องของความดับทุกข์ทั้งสิ้น ย่อมเนื่องอยู่กับอริยสัจ

น.31 28 ครบถ้วนทั้ง ๔ ประการในคราวเดียวกัน ในเมื่อกล่าวโดยพฤตินัย, ส่วน ที่จะจัดให้เป็นอริยสัจประการที่สาม คือภาวะแห่งความไม่มีทุกข์แต่ประการ เดียวนั้น จะทำได้ก็เมื่อกล่าวโดยนิตินัยเท่านั้น. เพราะฉะนั้น การทำความ ดับทุกข์โดยหลักแห่งอริยสัจสี่ ย่อมหมายถึงการทำความสำเร็จกิจ ในอริยสัจทั้งสี่ ตามหน้าที่ของแต่ละอย่าง ๆ คือการกำหนดรู้ทุกข์ การละสมุทัย การทำให้แจ้งนิโรธ และการทำให้เกิดมรรค พร้อม กันในคราวเดียวทีเดียว. ถ้ายังไม่ใช่คราวเดียวกัน ก็ยังไม่ถึงขนาด ของญาณในอริยสัจทั้งสี่, และเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้สำหรับการทำ กิจของการตรัสรู้อริยสัจสี่. ใจความของอริยสัจสี่ นั้นมีอยู่ว่า มีความจริงของธรรมชาติที่ ปัญญา จะต้องเข้าถึงด้วยการรู้แจ้งแทงตลอดขนาดที่ทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงขึ้นในสันดานของบุคคลนั้น อยู่ ๔ ประการ คือ :- [๑] ชีวิตหรือโลกเป็นตัวความทุกข์อยู่ในตัวเองตลอดเวลา เพราะประกอบอยู่ด้วย ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความ โศกปริเทวะ ทุกข์กาย ทุกข์ใจ คับแค้นใจ ความต้องประสพสิ่งไม่เป็นที่รัก และพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก อยู่เป็นประจำ, ปรารถนาสิ่งใด ย่อมไม่ได้ สิ่งนั้น เพราะจิตย่อมปรารถนาสิ่งที่สูงหรือมากขึ้นไปไม่มีที่สิ้นสุด, และสรุป ความแล้ว ชีวิตเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือว่าตัวตนและของตน จึงเกิดเป็นของ หนักหรือความทุกข์อยู่ตลอดเวลา แก่ผู้ยึดถือนั้น. ความสุขสนุกสนานเพราะ ได้ตรงกับความต้องการของกิเลสนั้น เป็นเพียงเครื่องผูกพันชีวิตไว้กับ ความทุกข์โดยไม่รู้สึกตัว เป็นมายาของความทุกข์ที่ทำให้ชีวิตไม่รอดไปจาก เงื้อนมือของความทุกข์ นับว่าเป็นทุกข์แฝงชนิดหนึ่งนั่นเอง. ทั้งหมดนี้รวม

น.32 29 เรียกว่า "ทุกข์" เป็นสิ่งที่ต้องรู้ หรือรู้จัก หรือรู้สึกกันถึงตัวโดย ประจักษ์จริง ๆ. [๒] ความอยาก เป็นตัวเหตุให้เกิดทุกข์ มีอยู่ ๓ ประเภท ด้วยกันคือ (ก) อยากได้ หมายถึงอยากได้ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ตรงกับกิเลสของตน, โดยสรุปแล้วก็คืออยากในกามคุณ ตลอดถึงวัตถุ ปัจจัยอันเป็นทางให้ได้กามคุณเหล่านั้น ทุกชนิด. (ข) อยากเป็น หมายถึง อยากเป็นนั่นเป็นนี่ตามที่ตนชอบหรือตามที่นิยมกัน ตลอดถึงอยากมีชีวิตอยู่ อยากเกิดใหม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้อีกต่อไป. (ค) อยากไม่เป็น หมายถึง อยากไม่เป็นนั่นไม่เป็นนี่ ตามที่ตนไม่ชอบ เช่นอยากไม่ให้ถูกถอด อยากไม่ เป็นคนจน ตลอดถึงอยากไม่ให้มีชีวิตอยู่ คืออยากตาย อยากไม่เกิดอีก เพราะความกลัดกลุ้ม เนื่องจากไม่ได้ตามที่อยาก. ทั้ง ๓ ประเภทนี้ ทำให้ เกิดการดิ้นรน วิ่งไปวิ่งมาตามที่อยาก มีความพอใจหรือรู้สึกเป็นสุขสนุก สนานเมื่อได้สมอยาก โดยไม่รู้สึกว่านั่นเป็นการถูกจับตัวมัดติดไว้กับ ความทุกข์ หรือเป็นบ่วงโซ่ที่ไม่แสดงการผูก, หรือเป็นกงจักรที่ตนกำลังเห็น เป็นดอกบัว จึงได้เพลินอยู่กับสิ่งที่เป็นพิษ หรือทำความทรมานเผาลนผู้นั้น เอง. ทั้งหมดนี้รวมเรียกว่า "สมุทัย” ( แปลว่าแดนเกิดของทุกข์ ), เป็นสิ่งที่ต้องละกันเสียให้เด็ดขาด. [๓] ความไม่มีแห่งความอยากทั้งสามประเภทดังที่กล่าว แล้วนั้นเป็นความไม่มี หรือความดับสนิทแห่งความทุกข์ทั้งปวง. ความไม่มีแห่งความทุกข์นี้ เป็นสภาพที่จะปรากฏในเมื่อไม่มีความอยากปรากฏ. ในจิตของผู้ใด ไม่มีความอยากปรากฏอยู่ ในจิตของผู้นั้น ก็มีความไม่มี ทุกข์ปรากฏอยู่. ในสันดานของผู้ใด ไม่มีความอยากเหลืออยู่เลย ในสันดาน

น.33 30 ของผู้นั้น ก็หมดจดจากความทุกข์โดยประการทั้งปวง. โดยสรุปแล้ว สภาพ ที่ไม่มีความอยากนั่นแหละ คือสภาพของความไม่มีทุกข์ หรือความดับสนิท แห่งความทุกข์. ทั้งหมดนี้รวมเรียกว่า "นิโรธ" ( แปลว่าภาวะที่เป็น ความดับสนิทของความทุกข์), เป็นสิ่งที่ต้องทำให้มองเห็นชัดจริงๆ. [ ๔ ] ทางแห่งความถูกต้อง ในการคิด การพูด การทำ ซึ่งจำแนกออกเป็น ๘ ประการ เป็นวิธีปฏิบัติที่จะดับความอยากและลุถึงความ ไม่มีทุกข์ได้. ความถูกต้อง ๘ ประการนั้นคือ ความเห็นถูกต้อง ความ ใฝ่ฝันถูกต้อง การพูดจาและถ้อยคำถูกต้อง ทำการงานถูกต้อง ดำรงชีพถูกต้อง ความพากเพียรถูกต้อง ความรำลึกประจำใจ ถูกต้อง และความตั้งใจแน่วถูกต้อง. รวมกันเข้าทั้ง ๘ ประการเป็น อันเดียวกัน เหมือนเชือก ๘ เกลียว ท่านเรียกว่า อัษฎางคิกมรรค , เป็น วิธีทำตนให้ลุถึงความไม่มีทุกข์ อันท่านเรียกเป็นภาษาบาลีว่า ทุกขนิโรธ คามินีปฏิปทา, หรือเรียกสั้นๆ ว่า "มรรค" (แปลว่าทาง) เป็นสิ่ง ที่ต้องทำให้เกิดมีขึ้นมาจริง ๆ. ถ้าจะเปรียบเทียบในเรื่องนี้ : ทุกข์ เปรียบเหมือนโรค สมุทัย เป็น เชื้อโรค นิโรธ เป็นความไม่มีโรค มรรค เป็นการทำลายเชื้อโรค. หรืออีก อย่างหนึ่ง ทุกข์เปรียบเหมือนข้าวแพง สมุทัยคือฝนแล้ง นิโรธเท่ากับข้าว ไม่แพง มรรคคือฝนดี. สิ่งเหล่านี้สัมพันธ์กันจนเป็นเรื่องเดียวกัน คือ ถ้าจะ ให้โรคหายก็ต้องทำลายเชื้อซึ่งเป็นเหตุให้เกิดโรค โรคจึงจะดับไป. จะให้ ฝนดีก็ต้องแก้ที่ฝนแล้ง ข้าวจึงจะมี และความขาดแคลนข้าวจึงจะหายไป. เหตุนั้น เราจึงต้องมีความรู้ในของทั้ง ๔ นั้นอย่างถึงที่สุด และพร้อม

น.34 31 กันจึงจะเป็นการรู้อริยสัจ หรือดับทุกข์ได้ตามหลักของอริยสัจ อย่างถูกต้อง. หลักแห่งอริยสัจทั้ง ๔ ประการนี้ เป็นหลักธรรมะล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับบุคคลหรือโลกที่เป็นตัวสมมติ, และได้จัดเอาบุคคลหรือ โลกนั้น ๆ ไว้ในฐานะเป็นตัวความทุกข์เสียเอง เพราะสิ่งนี้เป็นผลของกิเลส โดยตรง; ทั้งไม่มีความประสงค์จะให้มี หรือให้เป็นสัตว์หรือบุคคล อยู่ในโลก ใด ๆ เพื่อความไม่มีทุกข์; ทั้งนี้เพราะว่า ตัวความมีความเป็นนั่นแหละ เป็นตัวทุกข์ และ ตัวความอยากมีอยากเป็นนั่นเอง เป็นตัวมูลเหตุ ของความทุกข์ หลักธรรมะหมวดนี้ไม่ต้องเกี่ยวข้อง หรือไม่ต้องมีตัวผู้นั้น ผู้นี้ เพื่อเอามาเป็นตัวเจ้าทุกข์ หรือตัวผู้ทำความดับทุกข์ ในลักษณะที่เป็น ตัวเป็นตน เป็นสัตว์เป็นบุคคล เพราะ ตัวบุคคลผู้นั้นผู้นี้นั้น แต่เป็นผลที่ เกิดขึ้นจากอุปาทาน และเป็นตัวทุกข์อยู่ก่อนแล้ว . ในหลักธรรมะ หมวดนี้ ต้องการให้เป็นเพียงสังขารหรือนามรูปที่ประกอบอยู่ด้วย ความรู้ หรือปัญญา หรือสัมมาทิฏฐิ และดิ้นรนคือกระทำไปตาม ความรู้นั้นๆ จนกว่าความทุกข์จักหมดสิ้นไป; เราจะเห็นได้ว่า ความ ดับทุกข์ตามหลักแห่งอริยสัจนี้ เป็นเรื่องธรรมะล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับบุคคลซึ่ง เป็นสิ่งสมมติดังกล่าวแล้ว. แต่สำหรับสัตว์ที่ยังมือวิชชาหรืออุปาทานอยู่ ย่อมมีความรู้สึกใน ฐานะเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล อยู่เป็นปรกติมาก่อน, ฉะนั้น เพื่อ จะให้เข้าถึงความดับทุกข์โดยนัยนี้ได้ง่ายเข้า จำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาไป แต่เบื้องต้น ให้รู้ถึงเรื่องความดับทุกข์ตามหลักแห่งอริยสัจนี้ ไม่ต้องเกี่ยว กับบุคคลโดยสมมติเพื่อเอามาเป็นตัวผู้ทุกข์ หรือผู้ทำความดับทุกข์เลย.

น.35 32 เขาจักต้องทราบถึงลักษณะที่ธรรมล้วน ๆ ถูกนำมาสมมติเป็นสัตว์ เป็นบุคคล หรือเป็นนั่นเป็นนี่ของคน เช่น เป็นความมั่งมี ความยากจน ความสุข ความทุกข์ ของคน เป็นต้น ว่าเป็นเพียงคำสมมติคำหนึ่ง ๆ เท่านั้น. เขาจักต้องอ่านออกในสมมติเหล่านี้ว่า ถ้ากล่าวตามความจริงโดยไม่สมมติ แล้ว ย่อมมีความจริงเป็นอย่างไร และมันตรงตามที่หลงสมมติกันอยู่นั้น หรือไม่. ยกตัวอย่างเช่น คน เป็นสิ่งมีอยู่จริงโดยสมมติ และจะมีอยู่จริง ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก ถ้าหากว่าผู้นั้นไม่ทราบว่านั่นเป็นเพียงการสมมติ หรือ เป็นการยึดถือของอุปาทาน ด้วยความสำคัญผิด, ซึ่งตามความจริงแล้ว คน มิได้มีอยู่เลย มีแต่ตัวความทุกข์เท่านั้น. สิ่งที่เรียกว่า "คน" นั้นมิใช่ อะไรอื่น นอกจากตัวความไหลไปของวัฏฏสงสาร คือ ความเกิด ขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป ๆๆ, และก็มิใช่อะไรอื่นนอกไปจากผลของ กิเลส หรือผลของกรรมซึ่งทำไปตามอำนาจกิเลส, ฉะนั้นจึงเป็นตัว ความทุกข์โดยตรง แต่ภาษาสมมติ เรียกว่า คนหรือสัตว์นั่นนี่ไป. แม้สิ่งอื่นๆที่เกิดขึ้นกับ " คน" นั้น ๆ เช่นความมั่งมี ความ ยากจน ความสุข ความทุกข์ เป็นต้น ซึ่งคนธรรมดาถือกันเป็นจริงเป็นจัง เป็นสมบัติหรือวิบัติเอาทีเดียว นั้นเล่าก็มิใช่อะไรอื่น นอกจากความ ไหลไปของสังขารธรรมล้วน ๆ อันเนื่องมาจากกิเลส และเป็นตัว ความทุกข์เสมอกันหมด ทั้งความมั่งมี ความยากจน ความสุข หรือความทุกข์. ไม่มีความหมายแห่งคำว่า ตัวตน หรือของตน, ไม่มีความหมายอันถูกต้องตามที่สมมติกันว่า สุข หรือทุกข์ เลย แม้แต่น้อย.

น.36 33 ตัวอย่างดังกล่าวนี้ เป็นการชี้ให้เห็นว่า ถ้ายังมองเห็นว่าเป็น ตัวตน หรือของตน ด้วยความยึดถืออยู่เพียงใดแล้ว ย่อมไม่อาจ เข้าถึงความจริงอันประเสริฐ กล่าวคือ อริยสัจ นี้ได้เลย, ทั้งไม่อาจ มองเห็นตัวความทุกข์ ซึ่งที่แท้ก็ได้แก่ตัวคนนั่นเอง, ไม่อาจมองเห็นตัวมูลเหตุ ของความทุกข์ ซึ่งที่แท้ก็ได้แก่ตัวความทะเยอทะยาน ซึ่งผู้นั้นกำลังทะเยอ ทะยาน อยากมีอยากเป็นอยู่นั่นเอง. ทั้งนี้เป็นเพราะไปมองเห็นแต่ตัวตน หรือ ของตนไปเสียหมด. ในที่สุดก็ไม่สามารถทำหลักอริยสัจให้เป็นประโยชน์อันใด แก่ตนได้ กล่าวคือ ไม่สามารถใช้ความดับทุกข์ตามหลักแห่ง อริยสัจ ให้ เป็นเครื่องดับทุกข์แก่ตนได้ แต่ประการใด. ในเรื่องนี้ ท่านสรุปกันขึ้นไว้เป็น หลักว่า "ทุกข์มีอยู่ แต่ตัวผู้ทุกข์หามีไม่ ความดับทุกข์ก็มีขึ้นแล้ว แต่ตัวผู้ทำความดับทุกข์หามีไม่" ดังนี้. นี่คือความจริงในชั้นลึกที่จะต้อง มองให้เห็น ในการทำความดับทุกข์ให้แก่ตน ตามหลักของ อริยสัจสี่ ประการ. ผู้ศึกษาในเรื่องความดับทุกข์ตามหลักแห่ง อริยสัจนี้ จักต้องพิจารณาให้เห็นความจริงใน ชั้นลึกทุกข้อ ดังที่กล่าวมาแล้วด้วยความไม่ประ- มาท และความสนใจเป็นพิเศษ จึงจะเข้าใจใน เรื่องอริยสัจ อันเป็นความจริงในเรื่องความ ดับทุกข์ที่ประณีต สุขุมลึกซึ้งและโดยตรงไม่อ้อม ค้อม ไม่มีเรื่องใดยิ่งไปกว่า.

น.37 34 ๗. ความดับทุกข์ กับ วัฏฏสงสาร คำว่า "วัฏฏสงสาร" คือ วัฏฏะ + สังสาระ, แปลว่า การแล่น ไปในวงกลม หมายความว่าการไหลเวียนที่ซ้ำซาก เพราะเป็นวงกลมอยู่ใน ลักษณะอย่างเดียวกัน อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนกว่าจักมีอำนาจอันใดอันหนึ่ง มาทำลายวงกลมอันนี้เสียได้ “วงกลม" ในที่นี้ หมายถึงวงกลมแห่งส่วนประกอบ ๓ อย่าง คือ ความอยากกระทำ, การกระทำ, และ ผลของการกระทำ,: "ความ อยากกระทำ" คือ ตัวกิเลส ซึ่งเป็นเหตุให้อยากอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้ว แต่กิเลสนั้น ๆ จักถูกปรุงขึ้นมาอย่างไร, เมื่อมีความอยากกระทำ คือกิเลส นี้แล้ว ก็ต้องมี " การกระทำ " ตามสมควรแก่อำนาจของกิเลสอย่างที่จะ หลีกเลี่ยงเสียไม่ได้, ฉะนั้นจึงเกิดมีตัวการกระทำขึ้น. การกระทำที่ประกอบ ด้วยเจตนาคือกิเลสเช่นนี้ย่อมไม่เปล่าจากผล ย่อมมี "ผลแห่งการกระทำ" อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นโดยสมควรแก่การกระทำ. ครั้นผลนี้เกิดขึ้นแล้ว ย่อม ทำให้เกิดความรู้สึกที่เป็นกิเลสในรูปอื่นที่เนื่องกันขึ้นมาอีกเช่น เช่น ความพอใจ ความอยากรักษาไว้ ความอยากให้ได้มากขึ้น หรือความอยากจะให้ได้แปลก ออกไปไม่ซ้ำกับที่ตนได้จนเบื่อแล้ว ดังนี้เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นความอยาก อย่างใดอย่างหนึ่ง. ความอยากหรือกิเลสในรูปใหม่นี้ ก็บันดาลให้เกิดการ กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปอีก ซึ่งการกระทำนั้นย่อมไม่ไร้ผลอีก และผล แห่งการกระทำที่เกิดขึ้นนั้น ก็ปรุงให้เกิดความอยาก เพื่อกระทำอย่างใดอย่าง หนึ่งต่อไปอีก จึงเกิดเป็น วงกลมอันไม่มีที่สิ้นสุด ขึ้นมา เหมือนกับ วงล้อวงหนึ่ง ซึ่งประกอบอยู่ด้วย กง ๓ ส่วน คือ ความอยาก, การกระทำ

น.38 35 และ ผลของการกระทำ รวมกันเข้าเป็นวงล้ออันนี้, ต่างส่วนต่างมีอำนาจ ผลักดันหนุนส่งให้วงกลมนี้ หมุนไป ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด และเราเรียกวงกลม นี้ว่า "วัฏฏะ" และเรียกการหมุนอันนี้ว่า "สังสาระ" รวมทั้ง ๒ คำเข้า ด้วยกัน ก็เรียกว่า "วัฏฏสงสาร" คือ การแล่นไปในวงกลมอันไม่มี ที่สิ้นสุด ดังกล่าวแล้ว. วัฏฏสงสาร คำนี้ มีความหมาย ไม่จำกัดเวลา ไม่จำกัดภพ หรือโลก. คงมุ่งหมายแต่การเวียนไปในวงกลม โดยลักษณะที่กล่าวแล้วนี้ เท่านั้น. แต่เมื่อกล่าวโดยสมมติแล้ว จะเป็นวงกลมจำนวนมาก ๆ ที่หมุนอยู่ ในโลกนี้หรือในชาตินี้ชาติเดียวก็ได้, หรือหมุนข้ามโลก ข้ามชาติ ข้ามภพ เนื่องกันระหว่างชาติ ระหว่างภพ เป็นวงกลมใหญ่ก็ได้. วงกลมที่สมมติกันว่า "ข้ามภพข้ามชาติ" นั้น ท่านอธิบายว่า กิเลสหรือตัณหา ที่เป็นความอยากเกิด และอยากเกิดอย่างนั้นอย่างนี้ หรือ อยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ นั่นเอง ที่ทำให้สัตว์เกิดมา และเกิดเป็น อย่างนั้นอย่างนี้ตามที่ตนปรารถนา. ครั้นได้เกิดอย่างนั้นอย่างนี้แล้ว ก็ประกอบ กรรมอย่างนั้นอย่างนี้ตามความปรารถนาของตน ทำให้เกิดผลอย่างนั้นอย่างนี้ ขึ้นแก่ตนในชาตินี้ จนเหลืออยู่เป็นความปรารถนาหรือความอยากอย่างรุนแรง อันเป็นเชื้อเหลือสำหรับเกิดใหม่ ในภพหน้าชาติหน้า อีกต่อไป, ซึ่งเมื่อ ได้เกิดแล้ว ก็มีการกระทำ และรับผลของการกระทำ ซึ่งจะปรุงรูปของกิเลส หรือความอยากอันใหม่ต่อไป โดยทำนองเดียวกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด. ท่าน จึงเรียกว่า วงกลม หรือ วัฏฏะ และเรียกการหมุนไปในลักษณะนี้ว่า วัฏฏสงสาร.

น.39 36 เราจะเห็นได้ว่า ในขณะแห่งวัฏฏสงสารนี้ ย่อมมีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ประจำ อยู่เป็นคุณสมบัติเฉพาะของวงกลมนั้น ๆ. เพราะฉะนั้น วัฏฏสงสาร จึงเป็นตัวความทุกข์ เพราะถูกบีบบังคับเผาลนอยู่ด้วยอำนาจของ ไฟกิเลสซึ่งเป็นตัววัฏฏสงสารเอง และถูกเผาลนทนทรมานอยู่ด้วย ไฟทุกข์ กล่าวคือ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย อันเป็นลักษณะเฉพาะ หรือเป็นคุณสมบัติเฉพาะของวัฏฏสงสาร. ด้วยเหตุนี้แหละ ตัววัฏฏ. สงสารนั่นเองเป็นตัวความทุกข์ แต่เมื่อใด นามรูป ซึ่งประกอบอยู่ในการเวียนว่ายไปใน วัฏฏสงสารนี้ ได้ประสพความทุกข์ จนกระทั่งเกิดความรู้สึกเบื่อ หน่ายต่อการเวียนว่ายเช่นนี้ และคลายความกำหนัดต่อความเป็น มายา หลอกลวง ของวัฏฏสงสารเหล่านี้ จนกระทั่งหมดความ ปรารถนาที่จักมีความเป็นอยู่ หรือจักเวียนว่ายไปในความเป็นอยู่ อย่างใดอย่างหนึ่งอีกต่อไป; เมื่อนั้น ความอยาก หรือกิเลสตัณหา ซึ่งเป็นกงส่วนหนึ่งของวงล้อแห่งวัฏฏสงสารอันนี้ ย่อมขาดสะบั้น ลง ไม่มีความเป็นวงกลมอีกต่อไป แล้วก็หมุนไปไม่ได้. เมื่อหมดความเป็นวงกลมและหมุนไปไม่ได้ เพราะสิ้นสุด แห่งความอยากหรือกิเลสดังนี้, เมื่อนั้น ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย อันเป็นลักษณะหรือคุณสมบัติเฉพาะของวัฏฏสงสาร ก็พลอยสิ้น สุดลงพร้อมกันกับกิเลสที่สิ้นไป จึงไม่มีไฟทุกข์หรือไฟกิเลส อันใดที่จะเผาให้เกิดความเร่าร้อนแก่ นามรูป นั้น. และนามรูปนั้น ซึ่งบัดนี้ไร้ความหมายแห่งความเป็นตัวตน เพราะความสิ้นไปแห่ง

น.40 37 กิเลส ก็จักหมดเหตุหมดปัจจัยดับไปในที่สุด, ความทุกข์จึงไม่ ปรากฏ ทั้งในขณะที่นามรูปนั้นเหลืออยู่เป็นซากเศษ ในขณะที่ยัง ไม่สิ้นชีวิต, และทั้งในขณะที่ นามรูป นั้นดับไปโดยสิ้นเชิงใน ที่สุด. ลักษณะอันนี้เองเรียกว่า ความดับทุกข์อันแท้จริง ตามหลัก แห่งพุทธศาสนา. ผู้มีปัญญา เมื่อได้พิจารณาดูด้วยความไม่ประมาทแล้ว ย่อมจัก รู้จักวัฏฏสงสาร อันหมุนเวียนอยู่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในลักษณะที่เป็นวงกลม ของความอยาก, การกระทำ, และผลแห่งการกระทำ, โดยไม่ต้องคำนึงถึง เวลา และสถานที่, อย่างชัดแจ้ง. เมื่อเป็นดังนี้ ผู้นั้นย่อมเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัดในวัฏฏสงสารนั้น ๆ มีจิตน้อมไปสู่ความดับทุกข์โดยสิ้นเชิงไม่มี สิ่งใดอันจักปรุงแต่งให้เกิดความอยาก หรือความพอใจที่จะแล่นไปในวัฏฏ- สงสารหรือทะเลแห่งความทุกข์นี้อีกต่อไป เรียกโดยสมมติว่าเป็น ผู้หักกงล้อ แห่งวัฏฏสงสารได้ บ้าง, ว่า ผู้ออกไปสู่ฝั่งโน้นของทะเลแห่งวัฏฏ- สงสารถึงฝั่งแห่งนิพพาน อันไม่มีความทุกข์เลยได้ บ้าง. ความเป็น อย่างนี้ เมื่อกล่าวโดยใจความแล้วก็คือ ความดับทุกข์สิ้นเชิง ตามหลักแห่ง พุทธศาสนานั่นเอง, เป็นแต่มีหลักเกณฑ์ที่เล็งถึงความต้องตกอยู่ในอำนาจ ของกิเลส หรือความที่ตนทำลายกิเลสอันเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของวัฏฏ- สงสารเสียได้เท่านั้น. เราจะเห็นพร้อมกันได้ในที่นี้ว่า กิเลสในที่นี้โดยสรุปแล้วก็คือ อวิชชา ที่ทำให้เกิดอุปาทานยึดถือว่าตัวตนหรือของตน นั่นเอง. เมื่อมีความรู้สึกว่าตัวตนแล้ว ก็อยากได้นั้นได้นี่ "อยากได้ความเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ หรืออยากไม่ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้เพราะตนไม่ชอบ, ซึ่งล้วนแต่

น.41 38 บันดาลให้ดิ้นรนไปด้วยความอยาก จนเป็นวัฏฏสงสารอันไม่มีที่สิ้นสุดขึ้นมา ได้ดังกล่าวแล้ว. ถ้าเมื่อใด ได้ทำวิชชาให้เกิดขึ้น จนถอนความยึดถือว่าตัวตน เสีย ได้ไม่มีตนเป็นที่ตั้งของความอยาก หรือเป็นตัวผู้อยากแล้ว ความอยากหรือ กิเลสซึ่งเป็นส่วนประกอบอันสำคัญของวัฏฏสงสารก็สิ้นสุดลง. วัฏฏสงสาร ก็หยุดหมุน. ความดับทุกข์หรือนิพพานก็ปรากฏขึ้นแทน. ความ ดับทุกข์โดยสิ้นเชิง จึงได้แก่ความสิ้นสุดลงของวัฏฏสงสาร นั่นเอง. ๘. ความดับทุกข์ กับ นิพพาน คำว่า "นิพพาน" มีความหมายตามตัวพยัญชนะเป็น ๓ นัย ซึ่ง จำเป็นที่จะต้องมีการพิจารณากันที่ละนัย คือ :- ๑. การดับของความทุกข์ ๒. ธรรมเป็นที่ดับของความทุกข์ และ ๓. ภาวะแห่งความไม่มีทุกข์ โดยความหมายนัยที่ ๑. นิพพานที่หมายถึงการดับของ ความทุกข์" นั้น ได้แก่กิริยา หรือ อาการ ที่กิเลสดับไปด้วยอำนาจ สมุจเฉทปหาน ซึ่งมีระยะกาลเวลาอันสั้นมาก คือ ชั่วขณะที่มรรค- จิตทำการตัดกิเลส เท่านั้น . ฉะนั้น จึงไม่มีเรื่องสำหรับศึกษา หรือ สำหรับปฏิบัติโดยตรง เพราะเรื่องสำหรับศึกษา และปฏิบัติมีอยู่ในชั้นของ ไตรสิกขาหรือของอัฏฐังคิกมรรคส่วนหนึ่งต่างหากแล้ว. นิพพานในลักษณะ

น.42 39 เช่นนี้หมายถึงเพียงกิริยาอาการดับของกิเลสเท่านั้น, ซึ่งเมื่อกิเลสอันเป็นมูล เหตุของความทุกข์ดับไปแล้ว ความทุกข์ก็ย่อมดับไปด้วยเป็นธรรมดา. โดยความหมายนัยที่ ๒ . นิพพานที่หมายถึงธรรมเป็นที่ ดับของความทุกข์" นั้น หมายถึง "ตัวสภาวธรรมที่ลึกซึ้งเข้าใจได้ ยากยิ่งอย่างหนึ่ง, ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่สัตว์โดยทั่วไปจะเข้าใจได้, จนถึง กับ พระองค์ทรงท้อ พระทัยในการ ที่จะแสดงธรรม นี้แก่สัตว์ ทั้งหลายเมื่อคราวตรัสรู้แล้วใหม่ ๆ. สิ่งที่เรียกว่า "ธรรม เป็นที่ดับ ของความทุกข์" นี้ แม้จะเรียกกันว่า "ธรรม เป็นที่สิ้นไปแห่ง ราคะ โทสะ โมหะ" ก็ตาม ย่อมไม่ตั้งอยู่ในฐานะที่จะเป็นรูปธรรม หรือเป็น นามธรรม ตามธรรมดา ซึ่งเราเรียกกันว่า สังขตธรรม, แต่เป็นสภาวธรรม ชนิดที่ตรง กันข้ามจาก สังขตธรรม, จึงได้มีนามว่า "อสังขตธรรม" ซึ่งแปลว่า "สิ่งที่อะไรไม่ได้ปรุงแต่งขึ้น" เพราะไม่มีอะไรที่อาจจะปรุงแต่งธรรมนี้ได้ [ถ้ามีการปรุงแต่งขึ้น ก็จัดเป็นสังขตธรรมอยู่ในตัว ]. สภาพเป็นที่ดับสิ้นไปแห่ง ราคะ โทสะ โมหะ นี้ เป็นสิ่งที่เข้าใจยาก เพราะไม่มีถ้อยคำธรรมดาที่ใช้พูดจากัน อันมีความหมายพอที่จะเรียก "สิ่ง" สิ่งนี้ให้ถูกต้องได้, จนถึงกับพระผู้มี พระภาคเจ้า ต้องทรงใช้โวหารปฏิเสธ คือ ทรงปฏิเสธว่า "ไม่เหมือนกับ ทุกสิ่งบรรดาที่เป็นสังขตธรรม" นั่นเอง. นิพพาน ในลักษณะเช่นนี้มิได้ หมายถึงกิริยาอาการที่กิเลสดับลงไปอันมีชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น, แต่หมายถึง สภาวธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ตลอดอนันตกาล หรือยิ่งกว่า อนันตกาล เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับเวลา คือ ไม่อยู่ใต้อำนาจ ความล่วงไปของเวลา นั่นเอง. ลักษณะเช่นนี้ ย่อมหมายถึงความที่ไม่มี การเกิดขึ้น ไม่มีการตั้งอยู่ ไม่มีการดับไป. เพราะฉะนั้น นิพพาน ในลักษณะ

น.43 40 นี้ จึงได้นามว่า อมตธรรม หรือ สิ่งอันไม่ตาย และเป็นตัว ธรรมเป็น ที่ดับของความทุกข์, หรือของสังขารทั้งหลาย หรือของกิเลสทั้งหลาย ซึ่งโดยที่แท้สรุปแล้วก็คือ ตัวความทุกข์นั้นเอง, เป็น สิ่งซึ่งมีอยู่ในที่ทุก แห่ง และเป็น อกาลิกธรรม คือ ใครจะปฏิบัติให้ดูถึงที่ใด ก็ได้ เมื่อใด ก็ได้ หากว่าการปฏิบัตินั้นเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของธรรมนี้. โดยความหมายนัยที่ ๓. "นิพพานที่หมายถึงภาวะแห่ง ความไม่มีทุกข์" นั้น หมายถึงภาวะแห่งความหมดกิเลสหรือหมดทุกข์ส่วน ที่จิตจะรู้สึกได้อันจะแยกได้ในที่นี้เป็น ๓ ประการ คือ :- ๑. ภาวะแห่งความไม่เผาลน ๒. ภาวะแห่งความไม่เสียบแทง และ ๓. ภาวะแห่งความไม่ผูกพันร้อยรัด. ภาวะแห่งความไม่เผาลน. ที่ว่า "ไม่เผาลน " นั้น หมายถึง ภาวะแห่งจิตที่ไม่ถูกเผาลน เพราะไฟกิเลสหรือไฟทุกข์, เพราะในขณะนี้ ไม่มีกิเลสและไม่มีทุกข์ ซึ่งหมายถึง เกิด แก่ เจ็บ ตาย, เพราะไม่มีกิเลส ที่ยึดถือว่า มีตัวตน อันจะเป็นผู้ เกิด แก่ เจ็บ ตาย. ในกรณีนี้ คำว่า นิพพาน แปลว่า "ดับ" คือ ดับแห่งไฟกิเลสและไฟทุกข์ นั่นเอง. ภาวะแห่งความไม่เสียบแทง. ที่ว่า "ไม่เสียบแทง" นั้น หมาย ถึงภาวะที่จิตปราศจากเจ็บปวด อันเกิดจาก การเบียดเบียน ของกิเลสอยู่ เป็นประจำ ดังเช่นผู้มีกิเลสได้รับอยู่เป็นประจำวันนั้นเอง. ท่านเปรียบกิเลส เป็นเหมือนของมีคม หรือของแหลม ซึ่งทิ่มแทงถึงใจสัตว์. การทิ่มแทง อันนี้ จะมีลักษณะหรือรสชาติเป็นอย่างไรเป็นสิ่งที่พอจะเข้าใจได้ง่าย แม้แก่ คนสามัญซึ่งเคยถูกกิเลสมี ราคะ เป็นต้น ทิ่มแทงจิตมาแล้ว. ในกรณีเช่นนี้

น.44 41 คำว่า นิพพาน แยกศัพท์เป็น นิ + วาน ซึ่ง วาน ในที่นี้ แปลว่า "เครื่อง เสียบแทง" นิ แปลว่า ไม่ หรือ ไม่มี. ภาวะแห่งความไม่ผูกพันร้อยรัด. ที่ว่า "ไม่ผูกพันร้อยรัด" นั้น หมายถึงภาวะที่จิตไม่ถูกครอบงำอยู่ด้วยกิเลสอันเป็นเหตุให้หลงติดอยู่ใน วงกลมแห่งวัฏฏสงสาร ซึ่งทำให้เกิดความทะเยอทะยานที่จะ ได้มี ได้เป็น อย่างไม่รู้จักดับ และได้มี ได้เป็น อย่างนั้นอย่างนี้ตามที่ตนชอบใจ จนต้อง ได้เป็นอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เสมอ ตามอำนาจของกิเลสนั้น ๆ ซึ่งเป็นการถูก ผูกพันหรือรัดรึงให้ติดแน่นอยู่กับเกลียวแห่งความหมุนของวัฏฏสงสาร. จึงไม่ อาจพ้นไปจาก การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ต้องพัวพันกันอยู่กับ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย. เมื่อใดพ้นจากอำนาจกิเลส ซึ่งเป็นเหตุให้ยึดถือตัวตนหรือความ มีตัวตนอย่างนั้นอย่างนี้แล้ว, เมื่อนั้นก็เป็นการพ้นจากการถูกผูกมัดของกิเลส ซึ่งผูกมัดสัตว์ให้ติดอยู่กับวัฏฏสงสาร. ในกรณีนี้ คำว่า นิพพาน แปลว่า "ไม่มีเครื่องร้อยรัด" แยกศัพท์เป็น นิ+วาน อย่างเดียวกัน. แต่คำว่า “วาน” ในที่นี้ แปลว่า " เครื่องร้อยรัด " เหมือนเถาวัลย์ที่รึงรัดต้นไม้ ฉะนั้น. ภาวะแห่งความไม่เผาลน, ความไม่เสียบแทง และความ ไม่ร้อยรัด ทั้ง ๓ ประการนี้เอง เป็น นิพพาน ในความหมายที่ว่า "เป็นภาวะแห่งความไม่มีทุกข์" หรือ "เป็นความดับทุกข์" ซึ่งมุ่ง หมายในที่นี้. ภาวะแห่งความดับทุกข์ไม่มีเหลือเช่นนี้ เป็นสิ่งที่คนทั่วไปอาจ จะเข้าใจได้ หรือหยั่งทราบได้โดยไม่ยาก, ไม่เหมือนกับ นิพพาน ในความ หมายที่ว่า "เป็นสภาวธรรม เป็นที่ดับแห่งสังขารทั้งปวง" ดังกล่าวแล้ว.

น.45 42 ผู้ที่ใคร่จะศึกษาในเรื่อง นิพพาน สามารถที่จะปลูกกำลัง แห่งศรัทธา และกำลังแห่งฉันทะ ในนิพพานนั้นได้โดยไม่ยากใน เบื้องต้น กล่าวคือ ให้หมั่นพิจารณาเทียบเคียงโดยปฏิปักขนัย ออก ไปจากความเร่าร้อน และความถูกเสียบแทง หรือถูกผูกมัดรัดรึง ของกิเลสอยู่เป็นประจำวันของตน นั่นเอง. ผู้ที่มองเห็นภาวะแห่งความ ถูกเผาลน เสียบแทง รึงรัดอยู่แท้จริงแล้ว ย่อมเห็นได้ชัดทีเดียวว่า ทรัพย์ สมบัติก็ช่วยไม่ได้, ชื่อเสียงก็ช่วยไม่ได้, พวกพ้องบริวารก็ช่วยไม่ได้, ความเป็นเทวดาทุกชนิดในเทวโลกก็ช่วยไม่ได้, ในการที่จะช่วยดับ ความทุกข์ร้อน ความเสียบแทง และความผูกมัดรัดรึงนั้น. ในที่ สุด ก็เกิดความหน่าย หรือความคลายกำหนัดในทรัพย์ ชื่อเสียง บริวาร และความเป็นเทวดาในสวรรค์เหล่านั้น, มีจิตน้อมเอียงไปใน ธรรมที่สามารถดับความเร่าร้อน เผาลน เป็นต้นนั้นเสียได้ ซึ่งเรียกโดยโวหาร พระศาสนาในที่นี้ว่า "มีจิตน้อมเอียงไปสู่นิพพาน" นั่นเอง. ทั้งที่ยัง มองไม่เห็น หรือยังไม่บรรลุพระนิพพาน ผู้นั้น ก็สามารถกำหนด ลักษณะ คุณสมบัติ หรือ อานิสงส์ของพระนิพพานได้ จนเป็นที่ มั่นใจ และพอใจ ที่จะปฏิบัติเพื่อลุถึงพระนิพพาน นั้น. ทั้งหมดนี้ เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า ความดับทุกข์ไม่มีเหลือ หรือ นิพพาน ในลักษณะที่มีความหมายว่า เป็นภาวะแห่งความดับทุกข์ไม่มีเหลือ นี้เป็นนิพพานชนิดที่พวกเราทั่วไปอาจจะเข้าใจได้ หรือหยั่งทราบได้โดย ไม่มีการผิดพลาด แม้ด้วยการอนุมานเอาโดยปฏิปักขนัย ดังกล่าวแล้ว. เพราะฉะนั้น ความดับทุกข์ หรือ นิพพาน ในลักษณะนี้ เป็นสิ่งที่ควรสนใจ เป็นอย่างยิ่ง, เพราะเราอาจทำให้เกิดเป็น นิพพานชิมลอง หรือ นิพพาน

น.46 43 ตัวอย่าง ล่วงหน้าขึ้นมาเมื่อใดหรือที่ไหนก็ได้ ในเมื่อมีการพิจารณา โดย ปฏิปักขนัย ดังกล่าวแล้ว. นิพพาน ในลักษณะเช่นนี้ มิได้มีอยู่ชั่วขณะจิต เหมือนนิพพานที่หมายถึงอาการที่สิ้นไปของกิเลส, และก็มิได้มีอยู่อย่างเป็น อนันตกาลเหมือนนิพพานในลักษณะที่เป็นสภาวธรรม เป็นที่ดับแห่งสังขาร ทั้งปวงในข้อ ๒, แต่เป็นสิ่งที่จะปรากฏอยู่แก่จิตในทุกสถาน หรือตลอดเวลา แห่งการปฏิบัติที่ทำกิเลสให้สิ้นไป, และตลอดเวลาที่จิตได้รับผลแห่งการทำ กิเลสนั้น ๆ ให้สิ้นไป, จนกว่าจะถึงวาระแห่งการดับเป็นครั้งสุดท้ายไม่มีเชื้อ เหลือของจิตนั้น. สรุปความ ได้ในที่นี้ว่า เมื่อกล่าวถึงความดับทุกข์แล้ว นิพพาน นัยที่หนึ่ง เป็นกิริยาอาการของกิเลสและความทุกข์ที่กำลังดับไป. นิพพาน นัยที่สอง หมายถึงตัวสภาวธรรมอันตั้งอยู่ตลอดอนันตกาลเป็นอย่างน้อย เพื่อเป็นที่ดับ หรือเป็นเครื่องดับของสังขารทั้งปวง, ซึ่งหมายถึงทั้งของกิเลส และความดับทุกข์. นิพพาน นัยที่สาม หมายถึงภาวะแห่งความไม่มีทุกข์ ปรากฏ อันสัตว์จะพึ่งลุถึงในเวลาและสถานที่ที่ตนปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้อง จนธรรมเป็นที่ดับแห่งกิเลสนั้นทำหน้าที่ดับกิเลสของตนได้จริง. ผู้ศึกษาพึงศึกษาให้ทราบความหมายอันต่างกันของคำว่า "นิพพาน" และความเกี่ยวพันกัน ในระหว่างความหมายทั้ง ๓ ประการ ของ นิพพาน อย่างชัดแจ้ง แล้วเป็นผู้มีความสว่างไสวในการปฏิบัติของตน จนดำเนินก้าว หน้าไปด้วยดี ในทางแห่ง นิพพาน นั้น โดยปราศจากความงมงายแต่ ประการใด.

น.47 44 ส รุ ป ค ว า ม เท่าที่กล่าวมาแล้วถึงเรื่อง ความดับทุกข์ แต่ต้นจนถึงที่นี้ ย่อม เป็นการชี้ให้เห็น ปัญหาแขนงต่าง ๆ ของเรื่องความทุกข์ที่เกี่ยวพันอยู่ ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ศึกษารู้สึกยุ่งยาก เหลือวิสัยที่จะศึกษาให้เข้าใจ ก็ได้, แต่ ความจริงแล้ว ถ้าผู้ศึกษาจะได้ศึกษาเฉพาะปัญหาแขนงหนึ่งๆ ให้เป็นที่เข้าใจ อย่างแจ่มแจ้งแล้ว ก็จักจับฉวยเอาอรรถอันลึกซึ้งของความดับทุกข์ได้โดย ไม่เหลือวิสัย ในที่สุด ก็จะเข้าใจได้ว่า ความดับทุกข์ นั้น :- ๑. เกี่ยวข้องกับพระรัตนตรัย ในฐานะที่เป็นใจความ สำคัญ หรือเป็นวิญญาณ แห่ง ความหมาย ของคำว่า "พระรัตน- ตรัย" นั่นเอง. เพราะพระรัตนตรัยตัวแท้ มีความหมายอยู่ที่ ผู้ดับทุกข์ ด้วยตนเอง แล้วสอนผู้อื่นให้ดับทุกข์ได้ด้วย: อยู่ที่ความดับทุกข์หรือธรรม เป็นที่ดับทุกข์ ซึ่งสอนสืบ ๆ กันมา; และหมายถึงบุคคลผู้ได้รับสอนสืบ ๆ กันมา แล้วปฏิบัติตามจนได้รับผลเป็นความดับทุกข์อย่างเดียวกัน. ความ สำคัญของพระรัตนตรัยจึงอยู่ที่ตัวความดับทุกข์ ดังนี้. ๒. เกี่ยวข้องกับพระไตรปิฎก ในฐานะที่พระไตรปิฎกนั้น เป็นคำบรรยายถึงลักษณะของความทุกข์, เหตุให้เกิดทุกข์, ความ ไม่มีทุกข์. และลักษณะของการปฏิบัติเพื่อให้ลุถึงความไม่มีทุกข์ อย่างพิศดาร, ซึ่งผู้ศึกษาทั่วถึงแล้ว จักสามารถจับฉวยเอาหลักเกณฑ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เหมาะสมแก่ตนมาปฏิบัติ เพื่อทำความดับทุกข์ให้แก่ ตนได้.

น.48 45 ๓. เกยวข้องกับไตรสิกขา ในฐานะทีไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นตัวการปฏิบัติทางกาย วาจา และใจ เพื่อลุถึง ความดับทุกข์โดยตรง. ๔. เกี่ยวข้องกับ ความสะอาด-สว่าง-สงบ ในฐานะที่ความ สะอาด สว่าง สงบ เป็นผลอันเกิดขึ้นจากการปฏิบัติเพื่อความ ดับทุกข์อย่างถูกต้อง เป็นลักษณะที่แสดงให้เห็นชัดอยู่แล้วว่า เมื่อมีความสะอาด สว่าง สงบ แล้ว ย่อมมีความดับทุกข์แล้วโดย สมบูรณ์ ; และทุกๆ สิ่งที่เกี่ยวกับความดับทุกข์ เช่น พระรัตนตรัย เป็นต้น ก็รวมอยู่ในนั้นอย่างครบถ้วน. ๕. เกี่ยวข้องกับประโยชน์ ๓ โดยมีหลักว่า ประโยชน์ ๒ ข้างต้นคือ ทิฏฐีธัมมิกัตถประโยชน์ และสัมปรายิกัตถประโยชน์ นั้น ยังไม่ ใช่ความดับทุกข์แท้, อย่างมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ก็เป็นเพียงบุรพภาคหรือ การตระเตรียมเพื่อความสะดวกในเบื้องต้น เพื่อทำความดับทุกข์อันแท้จริง ต่อไป, และประโยชน์อันสุดท้าย คือ ปรมัตถประโยชน์ นั้นแล กล่าวได้ว่า เป็นตัวความดับทุกข์ เพราะเป็นความออกไปได้จากโลก ซึ่งเป็นตัว ความทุกข์อยู่ในตัวเอง ๖. เกี่ยวข้องกับ อริยสัจ ในฐานะที่อริยสัจเป็นกฎความ จริงของธรรมชาติ ที่บุคคลจะต้องรู้ และปฏิบัติให้ถูกต้อง ในกรณี ที่จะทำความดับทุกข์ให้แก่ตน. เขาจักต้องมีความรู้อย่างครบถ้วนใน ความเกี่ยวพันเป็นอันเดียวกันระหว่างอริยสัจทั้ง ๔ คือ ตัวทุกข์ มูลเหตุของ ทุกข์ ความที่ทุกข์ดับไม่มีเหลือ และวิธีทำเพื่อให้ได้ความเป็นอย่างนั้นมา, โดยการศึกษาเอาจากความทุกข์ หรือสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของตนเอง เป็นสำคัญ

น.49 46 ทำใจให้ก้าวล่วงจากความรู้สึกว่า เป็นสัตว์ เป็นบุคคล และสมมติอื่น ๆ ให้ สิ้นเชิงเสียก่อน ก็จะมองเห็นตัวธรรมะอันเป็นตัวอริยสัจทั้งสี่ได้ชัดแจ้ง. ๗. เกี่ยวข้องกับ วัฏฏสงสาร ในฐานะที่ความดับทุกข์นี้ จักปรากฏในที่สุดแห่งวัฏฏสงสาร คือ การที่วงกลมแห่ง วัฏฏะ ไม่ สามารถจะหมุนต่อไปได้ เพราะ กงล้อ ส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วน สำคัญถูกทำลายไป, ซึ่ง ท่านเปรียบเหมือนกับผู้ที่มองเห็นโทษ แห่ง การ เวียนว่ายไปในทางทะเล แห่ง วัฏฏสงสาร เพราะความโง่เขลาทะเยอทะยาน อย่างใดอย่างหนึ่ง จนชัดเจนแจ่มแจ้ง แล้วหมดความอยากที่จะเวียนว่าย ด้วยความโง่เขลาเช่นนั้นอีกต่อไป. ความหมุนเวียนแห่งรูปธรรม นามธรรม หรือสังขารทั้งปวง ซึ่งเปลี่ยนแปลงอยู่ตามธรรมชาติ ไม่อาจเป็นวัฏฏสงสาร สำหรับผู้นั้นได้อีกต่อไป เพราะถอนความยึดถือว่าตัวตนออกมาเสียได้จาก วัฏฏะ นั้น. ๘. เกี่ยวข้องกับ นิพพาน ในฐานะที่ความดับทุกข์นั้นเป็น ตัวนิพพานโดยตรง ไม่ว่าในกรณีใด ; คือ ในกรณี ที่ นิพพาน หมาย ถึงอาการดับของกิเลสก็ตาม, ก็เป็น ความดับทุกข์ ในลักษณะหนึ่ง คือ ทุกข์ มีอาการดับไปเช่นนั้นเพราะการดับแห่งกิเลส; หรือในกรณีที่ นิพพาน หมาย ถึงสภาวธรรมเป็นที่ดับของสังขารก็ตาม. นั่นก็ย่อมเป็นความดับทุกข์สากล อย่างตลอดอนันตกาลอยู่ในตัวแล้ว; หรือในกรณีที่ นิพพาน หมายถึงลักษณะ ที่เป็นภาวะแห่งความปราศจากการเผาลน เสียบแทง ร้อยรัด ก็ตาม, นั่น ก็เป็นลักษณะแห่งความไม่มีทุกข์ปรากฏชัดเจนอยู่ในภาวะเช่นนั้นเองแล้ว อัน บุคคลนั้นจักพึงพยายามทำให้เกิดขึ้น มีขึ้น แก่จิตของตนจนถึงที่สุด.

น.50 47 เมื่อผู้ศึกษามีความเข้าใจในเรื่องอันเกี่ยวกับ ความดับทุกข์โดยนัยต่างๆ ดังที่กล่าวมานี้ ย่อม เป็นการเพียงพอแล้ว ที่ผู้นั้นจะสามารถจับฉวย หลักเกณฑ์ แห่งความดับทุกข์ ที่เหมาะสมแก่ ตนได้ โดยปราศจากปัญหาอันยุ่งยาก ฟั่นเฝื่อ แต่ประการใด ซึ่งในที่สุด ก็สามารถทำตนให้ ได้รับผลอันมนุษย์จะพึงได้รับ เพราะการเกิดมา และการได้พบพระพุทธศาสนาสมตามความประ- สงค์ ทุกประการ .   

น.52 การอบรมจิต เพื่อสะดวกแก่การเข้าถึงพุทธธรรม โดย พุทธทาสภิกขุ

น.54 อบรมจิต เพื่อสะดวกแก่การ เข้าถึงพุทธธรรม ได้อย่างไร ตามธรรมดา คนเราบังคับจิตของตัวไม่ใคร่จะได้, หรือบางคน ย่อมไม่ได้เอาเสียทีเดียว. ถ้าเป็นดั่งนี้ การที่จะมองโลกในด้านในให้เป็นไป โดยสม่ำเสมอ จะกลายเป็นของยากอยู่บ้าง. เพื่อแก้ความขัดข้องในเรื่องนี้ ควรจะทราบวิธีการบังคับจิต ชั้นง่าย ๆ อันพอเหมาะกับคนธรรมดาทั่วไป พอเป็นเค้า ๆ เพื่อแก้ไขข้อติดขัดบางประการ อันอาจมีได้ทั่วไปๆ และ เท่าที่ควรทราบไว้เป็นเครื่องช่วยเหลือตัวเอง. ดังที่ข้าพเจ้าจะได้นำมาบรรยาย เป็นพิเศษ พอสมควรแก่ความต้องการของนักศึกษา ดังต่อไปนี้ :- การฝึกฝนจิต หรือการบังคับจิตให้อยู่ในอำนาจนั้น เป็นของ สำคัญมากที่สุด เท่า ๆ กับที่มันเป็นของธรรมดาที่สุด เหมือนกัน. แต่ อาศัยความที่มีผู้สนใจน้อย จึงดูคล้ายเป็นของยากหรือพ้นวิสัย, ซึ่งแท้ที่จริง เป็นเพียงความรู้สึก ในสมัยที่โลกมีความนิยมหนักไปในทางวัตถุเกินไป เท่านั้น. ที่ข้าพเจ้ากล่าวว่าเป็นของธรรมดา ก็โดยอาศัยเหตุผลที่ว่า มันเป็น สิ่งที่ถ้าเราตั้งใจฝึกกันจริงๆ ดุจเดียวกับเรื่องทางภายนอกหรือทางกายแล้ว ก็อาจลุถึงผลสำเร็จได้เป็นชั้น ๆ ดุดกัน. การฝึกทางกายเช่นพละศึกษา ใน

น.55 52 ด้านกีฬา คนเราสามารถทำได้แปลก ๆ โดยที่ฝึกฝนมาอย่างถูกเทฆนิค. แต่ถึงจะแปลกสักเพียงใดก็ดี เมื่อพิจารณาดูแล้ว เราย่อมถือกันว่าเป็น ของธรรมดาที่สุด. ผู้ที่มีกำลังกายสมตามที่มนุษย์จะพึงมีแล้ว ย่อมฝึก ได้ทั้งนั้น แต่ที่เราไม่เป็นนักกีฬากันไปทุกคน ก็เพราะบางคนไม่ชอบ และไม่จำเป็น. การฝึกฝนอยู่เสมอ ๆ ช่วยให้กระทำได้แปลก ๆ และ วิจิตรยิ่งขึ้นไป. เมื่อกระทำถูกวิธี มีความพอใจที่จะทำในเบื้องต้น มีความ เพียรพยายามในท่ามกลาง ไม่ขาดสาย ก็สามารถดูถึงผลสำเร็จในที่สุด. เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่า การฝึกฝนจิตนี้ ก็เป็นของธรรมดา เช่นเดียวกับการฝึกทางกาย คือเมื่อมีการฝึกมากและถูกวิธีแล้ว ผลจักเกิดขึ้นในอัตราเดียวกัน. ส่วนที่กล่าวว่าเป็นของสำคัญที่สุดนั้น ก็เพราะว่าการทำเช่นนี้ เป็นช่องทางที่จะช่วยให้เราขึ้นถึงขีดเต็มเปี่ยมของ ความเป็นมนุษย์ได้อันจะทำให้เราได้เข้าถึงความสุข หรือศานติชนิดหนึ่ง ที่เราจะพอใจเป็นอย่างมากในเมื่อได้เข้าถึงแล้ว. ใจความของการฝึกฝนบังคับจิต นั้น เมื่อกล่าวโดยโวหาร ธรรมดาที่สุดแล้ว มันเป็นเพียงการระวังรักษาสิ่งที่กลับกลอกเร็วชนิดหนึ่ง นั่นเอง. ถ้าจะเปรียบเทียบด้วยอุปมา เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ข้าพเจ้า อยากจะสาธกด้วยเรื่องธรรมดาที่สุด ว่ามีคน ๆ คนหนึ่ง อยากได้เงินโดย วิธีแสดงละครลิงให้คนดู, เขาก็ต้องไปจับลิงมาฝึกหัดเป็นธรรมดา. ลิง เป็นสัตว์ที่กลับกลอกปลอกปลิ้น ลุกลนและรวดเร็วอย่างไร ก็เป็นที่ทราบ กันอยู่ดีแล้ว, การที่จะฝึกหรือบังคับลิง อันเป็นสัตว์ที่มีลักษณะกลับกลอก เห็นปานนั้น ให้กลับกลายมาเป็นสัตว์ที่กระทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ย่อม

น.56 53 เป็นของยากและขบขัน. แต่เพราะเป็นของยากนั่นเอง คนจึงอยากดู และเก็บเงินได้ง่ายเพราะเหตุนั้น. หลักใหญ่ ๆ แห่งการฝึก ในกรณีนี้ มีอยู่ว่า เมื่อจับลิง มาได้แล้ว ในขั้นแรกที่สุดของการฝึก ก็คือจะต้องปราบปราม ให้อยู่ในอำนาจ, หรือให้หยุดกิริยาอาการชนิดที่ไม่ต้องประสงค์เสียให้ได้ ก่อน. เมื่อปราบให้อยู่ในอำนาจได้เป็นขั้นที่หนึ่งดั่งนี้แล้ว ขั้นต่อไป ก็คือฝึกฝนให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้แปลก ๆ เป็นพิเศษตามที่ต้องการ. เมื่อกระทำได้ตามที่ต้องการแล้ว ผลคือการเก็บเงินค่าดู ก็เป็นสิ่งที่หวังได้ โดยแน่นอน. โดยทำนองเดียวกันนี้ จิตก็เป็นสิ่งที่กลับกลอก เบา เร็ว อย่างยิ่ง ดังที่เราท่านเคยได้ยินได้ฟังท่านเปรียบเทียบกันมา ก็ปรากฏ ประดุจว่าลิงเช่นเดียวกัน. เพราะจิตเป็นของที่เบามาก เร็วมาก การ กลับกลอกจึงเร็วมาก. มิหนำซ้ำการกลับกลอกนั้น ยังเป็นการกลับกลอก ชนิดที่จะกลิ้งไปในฝ่ายต่ำ ไม่ต้องการจะขึ้นมาฝ่ายสูง. เช่นเดียวกับปลา หรือสัตว์น้ำทั่วไป เมื่อเราจับขึ้นมาจากน้ำ โยนไปบนตลิ่ง มันก็ดิ้นรน อย่างยิ่ง, และดิ้นรนเพื่อจะกลับลงสู่น้ำ ไม่ยอมขึ้นบก ฉันใด จิตนี้ก็ ฉันนั้น. มันมีปกติกลับกลอกและดิ้นลงฝ่ายต่ำ จะลงน้ำ กล่าวคือ รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส หรือที่เรียกว่าโลกนี้เอง. ฉะนั้น ในขั้นแรก จึงต้องมีการฝึกชนิดให้อยู่ในอำนาจเสียก่อน คือละจากอารมณ์ฝ่ายต่ำที่ เปรียบเหมือนน้ำ มาสงบอยู่ในอารมณ์ฝ่ายสูงอันใดอันหนึ่ง อันเป็นที่ที่เรา กำหนดให้. เมื่อฝึกอยู่ในอำนาจได้เป็นชั้นสมถะภาวนาดั่งนี้ ก็เปรียบเหมือน ลิงที่ถูกฝึกให้กลัวและอยู่ในอำนาจได้ขั้นหนึ่งแล้ว. ต่อจากนั้นไปจึงฝึกขั้น

น.57 54 สอง คือขั้นที่ให้กระทำอาการอันวิจิตรอย่างอื่น ๆ สืบไป อันเปรียบกันได้ กับขั้นวิปัสนาภาวนา. ต่อจากนั้นคือขั้นมรรคผล อันเปรียบได้กับการ เก็บเงินจากผู้ดูได้ตามที่ตั้งใจไว้เดิม. วิธีการณ์แห่งการฝึก ในการที่จะปราบลิง ผู้ฝึกจะต้องปักหลัก ที่มั่นคงไว้ใจได้ แล้วใช้เชือกผูกลิงให้ติดอยู่กับหลักนั้น. ส่วนการฝึกลิง กล่าวคือจิต ก็จะต้องมีหลักเช่นเดียวกัน. ตามที่เราทราบกันทั่วไป และ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญ ก็คืออานาปานสติกัมมฐาน เป็น กัมมฐานที่แพร่หลายมาก. ในกัมมฐานนี้ เราได้ลมหายใจ-เข้าออก เป็นหลักปัก, และเป็นกัมมฐานที่สะดวกสบาย สามารถฝึกที่ไหนก็ได้ เมื่อ ไรก็ได้ เพราะตามธรรมชาติ เราก็หายใจเป็นธรรมดาอยู่เองแล้ว. แนว แห่งลมหายใจที่แล่นเข้าแล่นออกอยู่อย่างไรนั้น เป็น “หลักผูกลิง." เรา ผูกลิง คือ จิต ด้วยเชือกกล่าว คือ สติ. เราเฆี่ยนลิงด้วยไม้ คือ สัมปชัญญะ สติเป็นเครื่องกำหนดลมหายใจ ยังไม่เผลอไปเสียเพียงใด เชือกผูกลิงก็ยัง ไม่ขาดอยู่เพียงนั้น. ลิงก็ไม่อาจหลุดไปจากหลัก วิ่งกลับเข้าป่ากล่าวคือ โลกิยารมณ์ได้ เป็นธรรมดาอยู่เอง. อีกประการหนึ่ง ควรทราบว่า สัตว์ป่าที่แรกจับมาจากป่า เช่นช้างเป็นต้น เมื่อจับมาฝึกใหม่ ๆ ย่อมดิ้นรน เหลือประมาณ. ตามที่เราเคยเห็นกันอยู่ มันดิ้นจนเชือกบาดเท้าบาดคอ ฝังลึกเข้าไปในเนื้อ หรือถึงกระดูกก็ยังดิ้น. เมื่อมันอยู่ในป่าตามธรรมดา มันไม่ดิ้น ไม่มีลักษณะที่น่าตกใจเหมือนเมื่อมันถูกฝึก. และเมื่อฝึกได้ดี เรียบร้อยแล้ว มันก็หยุดดิ้นและเป็นช้างที่สุภาพ พร้อมที่จะทำประโยชน์ ตอบแทนเจ้าของ. จิตนี้ก็ฉันนั้น เมื่อมันคลุกกันอยู่กับอารมณ์ในโลก

น.58 55 ก็ดูไม่ร้ายกาจอันใดนัก. แต่ครั้นถูกจับมามัดกับหลักสำหรับฝึก มันก็จะ ดิ้นในสภาวะที่น่ากลัวและแปลกประหลาด. ทั้งเป็นการดิ้นชนิดที่สามารถ ทำลายความตั้งใจ และความพากเพียรของบุคคลนั้นให้สูญสลายไป โดย ให้เกิดความคิดว่าเราไม่มีอุปนิสัยที่จะฝึกสมาธิเสียแล้ว เป็นต้น. อำนาจ ความดิ้นรนของจิตเมื่อถูกผูกถูกเฆี่ยน ย่อมประจักษ์เป็นภาวะที่ชวนให้เกิด ความกลัว และอ่อนใจหรือกวัดแกว่ง ซึ่งถ้าเชือกคือสติไม่เหนียวแน่นพอ ก็อาจที่จะล้มเลิก หรือทำลายลงในขณะนั้นได้. เพราะฉะนั้น จึงจำต้องใช้ เชือกหรือสติให้มั่นไว้ ไม่หวั่นไหวไปตามอาการที่ปรากฏขึ้น ทั้งในทางที่ ยั่วให้รู้สึกตื่นเต้น หรือในทางที่น่าตกใจกลัวก็ตาม. พึงกำหนดไว้แต่แรก และเห็นเป็นสิ่งธรรมดา ว่าเป็นดุจอาการของช้างที่เพิ่งถูกจับมาฝึก ฉันใด ก็ฉันนั้น. ช้างที่อยู่ตามสัญชาติของมันในป่า เรียบร้อยไม่ตึงตังเหมือน ช้างที่ถูกฝึกก็จริง แต่ยังเป็นช้างที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ เราจึงลงทุน ทำช้างป่าให้เป็นช้างบ้าน โดยซื้อเอาด้วยการทนความเอะอะตึงตังของมัน ชั่วขณะหนึ่ง ต่อจากนั้นก็จะสบาย. ด้วยว่าจิตที่รับการฝึกฝนดีแล้ว ย่อมมี สภาวะตรงกันข้าม คือจะอยู่ในอำนาจ และนำมาแต่ความสงบเย็นอย่างเดียว เป็นจิตที่ไม่กลับกลอก บริสุทธิ์ ขาวผ่อง นิ่มนวล อ่อนโยน ควรแก่การ งานทางฝ่ายจิต เหมือนลิงที่พร้อมแล้วเพื่อจะเต้นรำทำเพลงต่อไป. ใน ขั้นที่ฝึกให้อยู่ในอำนาจได้นี้ เรียกตามภาษาธรรมะว่า สมาธิ หรือ สมถะกัมมฐาน. ได้ผลในขั้นนี้ คือความสงบ ความน่าดู ความเชื่อฟัง และความคล่องแคล่วต่อการฝึกในขั้นต่อไป. ขั้นต่อไปจากนี้ ก็คือการ น้อมจิตที่ฝึกไว้เป็นอย่างดีแล้วนั้น ไปสู่การพินิจพิจารณาธรรมทั้งปวง เพื่อ เกิดปัญญชั้นวิเศษรู้แจ้งแทงตลอด โดยประการที่มันจะไม่จับฉวย หรือ

น.59 56 ยิ่งมั่นสิ่งใด อันจัดเป็นขั้นปัญญา หรือวิปัสนากัมมฐาน จนกว่าจะสำเร็จ เป็นมรรคผล ตุถึงความสุขชนิดที่เป็นโลกุตตระ, ไม่กลับคืนมาสู่ความต่ำ หรือความพร่อง อีกต่อไปตลอดอนันตกาล. ลักษณะแห่งความเป็นสมาธิ นั้น, สำหรับการฝึกที่ใช้ลม หายใจเป็นหลักหรืออารมณ์ ในที่นี้ มีแนวย่อ ๆ คือ ขั้นแรกที่สุด การที่ สติกำหนดลงตรงลมหายใจ ดุจว่าบุคคลจดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เข้าที่สิ่งอื่นอีก สิ่งหนึ่ง เราเรียกว่า "วิตก." ภาวะที่เรียกว่าวิตกในที่นี้ มิได้หมายถึง ความตริตรึก หรือคิดแส่อย่างหนึ่งอย่างใด แต่หมายถึงอาการที่สติกำหนด แน่วแน่เฉย ๆ อยู่ในอารมณ์ที่ไม่มีความหมาย ( หรือไม่ทำความหมายใน ทางการพิจารณาหาเหตุผล) อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเท่านั้น. ส่วนการที่จิต ต้องเคล้าเคลียกันอยู่กับอารมณ์กล่าวคือลมหายใจ ด้วยอำนาจสัมปชัญญะ อยู่ไปมานั้น เรียกว่า "วิจาร." ภาวะที่เรียกว่าวิจารในที่นี้ มิได้หมาย ถึงการพิจารณาหาเหตุผล หรือหมายถึงการใช้ปัญญาพิจารณาแต่อย่างใด. หมายเพียงลักษณะที่จิต เคล้าอยู่กับอารมณ์อย่างทั่วถึง ไม่ออกห่าง. เมื่อ เปรียบกับการผูกลิงแล้ว วิตก ได้แก่การที่มันถูกผูกติดอยู่กับหลักโดย เฉพาะ. ส่วนวิจาร หมายถึงการที่มันเต้นอยู่รอบ ๆ หลัก จะไป ๆ มา ๆ ขึ้น ๆ ลง ๆ อย่างไร ก็เคล้ากันอยู่กับหลักนั่นเอง. ในขณะที่ยังเป็นเพียง วิตก วิจาร ล้วน ๆ นี้ เราเรียกว่า ขณะแห่งบริกรรม หรือการบริกรรม. เมื่อการบริกรรมเป็นไปด้วยดี และถ้ากฎแห่งธรรมชาติแห่งจิตได้ให้เกิด เหตุผลตามที่ควรเกิดอย่างไรสืบไปแล้ว ก็จะเกิดความรู้สึกว่าจิตยอมอยู่ใน อำนาจ, และเกิดความซาบซ่าน หรืออิ่มใจชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า "ปีติ,"

น.60 57 เป็นความอิ่มใจที่เกิดซาบซ่านในขณะที่เริ่มรู้สึกว่าร่างกายได้เบาสบายไปทั่ว ตัว ไม่รู้สึกติดขัดหรืออึดอัด. ความร้อนในร่างกายได้สงบลง จนรู้สึก ราวกะว่าไม่มีอยู่เลย. ลมหายใจค่อย ๆ ละเอียดยิ่งขึ้น จนคล้ายกับไม่มี การหายใจ. ความตื่นเต้นของประสาท ไม่มีแม้แต่น้อย คงอยู่แต่ความ เบาสบายอันเรียกว่าปีติ ซึ่งตามภาษาแห่งธรรมะ ย่อมหมายถึงความเย็นใจ อันซาบซ่านอยู่ในภายในเท่านั้น ไม่หมายถึงความฟุ้งซ่าน หรือเต้นแร้ง เต้นกา. และพร้อม ๆ กันกับปีตินี้ก็มีความรู้สึกที่เป็นสุข หรือความ ปลอดโปร่งใจ รวมอยู่อย่างแนบแน่นด้วย โดยไม่ต้องมีเจตนาและเรียก ความรู้สึกอันนี้ว่า "สุข." ต่อจากนี้ก็เป็นหน้าที่ที่จะคุมความรู้สึกอันนี้ ให้เป็นไปอย่างสม่ำเสมอด้วยดี เพราะเหตุว่าลิงได้หยุดเต้นแล้ว เชือกหรือ สติ ไม่ถูกกระชากอีกต่อไปแล้ว เพียงแต่รักษาภาวะอันนี้ให้คงที่อยู่ใน ลักษณะเดียวกันนี้, ซึ่งแท้ที่จริงก็ได้เริ่มมีกลมเกลียวกันมาตั้งแต่แรกแล้ว ให้เป็นลักษณะที่เด่นชัดยิ่งขึ้น จนปรากฏชัดว่าจิตได้อยู่ในอารมณ์อันเดียว เสมอต้นเสมอปลายแล้วจริง ๆ ยิ่งขึ้นกว่าตอนต้น ๆ ก็เป็นอันว่า สมาธินั้น ได้ลุถึงผลสำเร็จของมันแล้วอย่างเต็มเปี่ยมขั้นหนึ่ง. และเรียกความมั่นคง เป็นอันเดียวนี้ว่า "เอกัคคตา." และพึงทราบว่า ในขณะนี้ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา ได้กลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันพร้อมกันอยู่จน ตลอดเวลาที่มั่นอยู่ในสมาธิ ไม่มีอื่นแทรกแซง จนกระทั่งถึงเวลาที่ผู้นั้น ออกจากสมาธิ. การฝึกขั้นต่อไป ก็มีการฝึกให้เข้าสมาธิได้เร็ว อยู่ได้นาน ตามเวลาที่ต้องการ ตื่นหรือออกจากสมาธิได้ตรงตามเวลาที่ต้องการ คือ มีความชำนาญคล่องแคล่วจนกลายเป็นของชินหรือเคยตัว กระทั่งเวลา ธรรมดาทั่วไป ก็รู้สึกว่าจิตยังได้อาบรดอยู่ด้วยปีติและสุขในภายในอยู่เสมอ

น.61 58 ทุก ๆ อิริยาบถ ไม่ว่าจะไปหรืออยู่ในสถานที่ไหน เหมือนกับคนที่มีลาภ ใหญ่หลวง มีความดีอกดีใจซาบซ่านอยู่ในที่ทุกแห่ง ไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ฉันใดก็ฉันนั้น. เมื่อถูถึงขั้นนี้ สิ่งที่เรียกว่าการฝึกจิต ก็กล่าวได้ว่าดูถึงผล อันสมบูรณ์ขั้นหนึ่งแล้ว และเรียกว่าขั้น ปฐมฌาน. ความเพ่งจิตอันเป็น บทเรียนขั้นต้น ได้ลุถึงแล้ว แม้เพียงเท่านี้ ก็สามารถใช้เป็นปทัสถาน สำหรับพิจารณาในด้านปัญญา หรือวิปัสนา ได้สืบไป. หากจะไม่พยายาม ในชั้นทุติยฌาน ตติยฌาน หรือจตุตถฌาน ก็ยังสามารถลุถึงโลกุตตรสุข ได้ในวันหนึ่ง. เพียงเท่านี้ เป็นสิ่งที่เหลือวิสัยหรือไม่ ? หากใช้ความกล้าหาญ ของความเป็นมนุษย์ไปให้ถูกต้องแล้ว ก็ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ยากเกินไป อยู่ใน วิสัยของคนธรรมดาทุกๆคน เพราะเหตุว่าที่จริงขั้นปฐมฌานนี้ ก็ยังเป็นสิ่ง ที่ไม่ละเอียดเท่าใดนัก ยังเป็นขั้นที่หยาบอยู่ โดยเหตุที่ผู้มีอินทรีย์หรือกำลัง ใจอันสูง ย่อมสามารถลุถึงขั้นจตุตถฌาน หรือฝึกให้สูงขึ้นไปจนถึงพวก อรูปฌานก็ได้ ซึ่งเป็นขั้นที่นับว่าสูงสุด ในด้านการฝึกจิต. ส่วนในด้าน การฝึกทางปัญญานั้น การฝึกจิตในชั้นสูงถึงปานนั้น เป็นของไม่จำเป็น. เพราะว่าการเข้าถึงพุทธธรรม อาศัยการฝึกในด้านปัญญามากกว่า ในเมื่อ กล่าวสำหรับคนทั่ว ๆ ไป. ความข้อนี้ ปรากฏชัดอยู่ในพระอรหันตประวัติ ทั่วไป ๆ ไปแล้วว่า การฝึกจิตเพียงขั้นปฐมฌาน ก็สามารถบรรลุมรรคผล ได้ และบางท่านไม่เคยฝึกจิตจนถึงขั้นฌานเลยก็มี. แนวสังเขปอย่างง่ายของอานาปานสติ ที่เหมาะสำหรับคน ทั่วไป และง่ายกว่าที่ท่านกล่าวไว้อย่างละเอียด และเป็นเทฆนิคจัดเกินไปใน

น.62 59 คัมภีร์ต่าง ๆ นั้น, มีอยู่ดังต่อไปนี้คือ ตามธรรมดาเราก็หายใจเข้าออกเป็น ปรกติอยู่แล้ว ครั้นมีสติกำหนดเข้าที่ลมหายใจนั้น ก็จะพบความเข้าออก ของมัน หายใจเข้าเพียงไหนแล้วกลับออกมา กลับออกเพียงไหนแล้วกลับ เข้าไป ตรงไหนระยะย่านกลาง นี่เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดในขั้นแรก. และ ทั้งหมดนี้ เอาตามที่เราจะรู้สึกหรือสังเกตได้ง่าย ๆ ไม่จำเป็นต้องค้นหรือคอย จับให้จู้จี้เกินไป. ครั้นกำหนดเข้า ก็จะพบว่ามันค่อย ๆ เบาเข้าหรือละเอียด เข้า โดยที่ร่างกายระงับเข้า. ถ้าเบาเกินไปจนกำหนดไม่ได้ ก็ตั้งต้นหายใจ ให้หนักขึ้นสักหน่อยไปใหม่ จนกว่าจะได้ความสม่ำเสมอของลม และ ความกำหนดของสติที่ค่อยวิ่งไปตามลมที่เข้าออก, และรู้สึกว่าสม่ำเสมอดี ขั้นหนึ่งแล้ว. ต่อมา ก็ใช้สติกำหนดเฉพาะที่ “ปากทาง.” เช่นที่ช่องจมูก ทำความรู้สึกดุจว่าที่ตรงนั้นมีแผลอ่อน เมื่อลมกระทบก็รู้สึกได้ง่ายทั้งเข้า และออก ไม่ต้องใช้สติกำหนดวิ่งเข้าออกตามลมเหมือนในระยะแรก. เพื่อ ให้เข้าใจง่าย ก็เปรียบเหมือนนายประตูที่เฝ้าประตู, ตามธรรมดานายประตู มีหน้าที่ตรวจเฉพาะที่ประตูเท่านั้น คนเขาเข้าไปแล้วจะไปทำอะไรที่ไหน หรือออกไปแล้วจะไปไหน นั่นไม่ใช่หน้าที่ของนายประตู, สติในขั้นนี้ก็ ฉันนั้น คือคอยกำหนดตรงช่องจมูก ให้เป็นระยะสม่ำเสมอตามที่ลมผ่าน ทั้งนี้ก็เพื่อตัดภาระที่จะต้องวิ่งตาม หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า เพื่อ ให้สงบ หรือประณีตยิ่งขึ้น. หรือเปรียบอีกอย่างหนึ่ง เหมือนกับพี่เลี้ยงที่ไกวเปลให้เด็กเล็ก ๆ นอน. เมื่อเด็กยังไม่หลับ อาจลุกขึ้นดิ้นรน หรือบางทีอาจลงมาจากเปล ทั้งที่เปลกำลังไกวอยู่ก็ได้. เพราะฉะนั้น พี่เลี้ยงจึงต้องใช้ความระมัดระวัง จับตาอยู่ที่เปลเสมอไป ไม่ว่าเปลจะไกวไปสุดทางโน้น หรือกลับมาสุดทางนี้

น.63 60 ทิ้งให้ลับสายตาไปไม่ได้ จนตลอดเวลา. ครั้นนานเข้าเด็กก็จะค่อยสงบ หรือจะหลับนิ่งอยู่แล้ว พี่เลี้ยงก็ไม่จำเป็นที่จะต้องจับตาอยู่ไปมาเหมือนระยะ แรก เพียงแต่จับตาดูแวบหนึ่ง ขณะที่เปลผ่านมาตรงหน้าทุก ๆ ครั้งที่ไกว ก็พอแล้ว เป็นความสงบกว่า ประณีตกว่า ระยะแรก. เมื่อเด็กหลับสนิท ดีแล้ว พี่เลี้ยงก็พักผ่อนตามสบาย. สติที่เปรียบได้กับพี่เลี้ยง ก็เป็นดังนั้น คือตอนแรก เมื่อเริ่มบริกรรม จิตยังหยาบอยู่ จึงต้องกวดขันสติ ให้คอย กำหนดด้วยการวิ่งตามตลอดเวลา เพื่อว่าอย่าให้มีระยะว่าง ที่จิตอาจผละ หนีไปเสียจากนิมิต ในขณะที่บริกรรม. ครั้นค่อยเชื่อฟัง หรือรำงับลง ทั้งกายและจิต ก็ปล่อยระยะให้บ้าง คงคุมเฉพาะขณะที่ผ่านมาตรงหน้า และผ่านมาตรงตามเวลาสม่ำเสมอ. ลมหายใจที่ถูกกำหนดอยู่ ตามวิธีในระยะกาลทั้งสอง ตามนัย ที่กล่าวแล้วนี้ ลมหายใจนั้น ๆ ได้นามว่า "บริกรรมนิมิต" หรือนิมิต ในขณะบริกรรม คือการเริ่มกระทำ. และนิมิตในขณะบริกรรมเช่นนี้ ก็คือ ตัวลมนั่นโดยตรง ซึ่งเป็นวัตถุภายนอกที่เป็นอยู่เองตามธรรมดา ต่างจาก นิมิตในขณะที่จิตเฉียดจะเป็นสมาธิ ซึ่งเรียกว่า อุคคหนิมิต, อันผู้ศึกษา จะต้องกำหนดไว้ให้แม่นยำด้วย. อุคคหนิมิต เป็นนิมิตที่เห็นเอาในใจ หรือ ในความรู้สึก ( ที่เรียกว่า Imagine มันขึ้นใหม่ ) โดยเลียนแบบนิมิตเก่า หรือของเก่า, แต่ในที่นี้มันเป็นไปโดยไร้เจตนา มากกว่าโดยเจตนาของ ผู้กำหนด. อธิบายต่อไปว่า ในขณะที่มีสติกำหนดเหมือนนายประตู หรือ เหมือนพี่เลี้ยงที่ไกวเปลเด็กที่กำลังหลับ คือการกำหนดอยู่ที่ลมหายใจในขั้น ที่มันเป็นปรกติดีแล้วนั้น สติก็มีภาระน้อยเข้า ๆ จนกลายเป็นไร้เจตนา

น.64 61 ก็คุมได้ และจิตก็อ่อนโยนเชื่อฟังเช่นเดียวกับเมื่อตั้งเจตนาควบคุม. ใน ระยะนี้ สติจะละหรือปล่อยวางจากลมหายใจที่เป็นนิมิตภายนอก. สร้าง หรือ Imagine นิมิตขึ้นใหม่ โดยรูปเดียวกัน ซ้ำหรือทับลงไปในที่ เดียวกัน เฉพาะในที่นี้ก็คือความรู้สึกที่ตรงช่องจมูก มีการรู้สึกอย่างเดียวกัน แต่ความรู้สึกอันนี้ได้กลายเป็นชนิด กึ่งสำนึก ไปเสียแล้ว แทนที่จะมี ความรู้สึกชนิดที่เป็นเจตนาตื่น ๆ อยู่ เหมือนในระยะแรก. ความรู้สึกอันนี้ มิใช่เป็นความเผลอสติ หรือปราศจากความควบคุม แต่มันเป็นสติที่ลงรอย หรืออยู่ตัว หรือเคยชินไปเสียแล้ว. สิ่งที่สติกำหนดในระยะนี้ จึงมิใช่ ลมหายใจหยาบ ๆ อันเก่าที่เข้า ๆ ออก ๆ อยู่, แต่มันเป็นลมหายใจใน มโนคติ หรือภาพทางมโนคติ ที่สติกำหนดอยู่ในเวลานั้น โดยถอดรูป ออกมาจากลมหายใจธรรมดา ในระยะแรกนั่นเอง และเราเรียกนิมิต อันใหม่นี้ว่า "อุคคหนิมิต" หรือนิมิตติดตาในด้านใน. เป็นนิมิตใน ขณะที่จิตเป็นอุปจารสมาธิ คือเฉียดสมาธิจริงๆเข้าไปแล้ว. นิมิตติดตา หรือติดใจ เช่น ภาพวิวงาม ๆ ที่ติดตามาจากการไปเที่ยวทะเล หรือที่ไหน ก็ตาม เนื่องจากเราเพ่งในภาพนั้นโดยตั้งอกตั้งใจนานเกินไป หรือนานพอที่ จะติดตาได้ เมื่อใดเราอยากจะเห็น เราอาจนึกเห็น และเมื่อปล่อยอารมณ์ ให้เป็นชนิดที่เรียกว่ากึ่งสำนึก ภาพนั้นจะเด่น และหยุดนิ่งอยู่ในใจของเรา ได้โดยไร้เจตนา. ความรู้สึกที่ตรงช่องจมูกก็เช่นเดียวกัน เมื่อกลายเป็น อุดคหนิมิต ติดใจหรือติดตาในภายในแล้ว สิ่งที่สติกำหนดในระยะนั้น ก็เป็นเพียง "ภาพแห่งความรู้สึก" ที่มันสร้างขึ้นเองโดยไร้เจตนา เนื่องจาก ความเคยชิน และจิตถูกบังคับให้เพ่งอยู่ในลักษณะอย่างเดียว นานพอ นั่นเอง. เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่า นิมิตในระยะที่สอง หรืออุดคหนิมิตนี้

น.65 62 หาใช่นิมิตอันเก่าในระยะบริกรรมไม่ จะมีเหมือนกันบ้าง ก็ตรงที่มีรูป หรือลักษณะอย่างเดียวกันเท่านั้น. โดยเฉพาะในการเจริญอานาปานสตินี้ เหมือนกันตรงที่ความรู้สึกที่ตั้งใจกำหนดตรงช่องจมูก กับภาพแห่งความรู้สึก อันนั้นเอง เด่นเป็นมโนคติภาพ แทนขึ้นมาให้สติกำหนด ตรงที่เดียวกัน นั่นเอง. แต่นิมิตในขั้นที่เป็นมโนคติภาพนี้ เป็นสิ่งที่มีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่ง คือ คล่องแคล่ว หรือพร้อมที่จะเปลี่ยนตัวอยู่เสมอ อย่างที่เรียกว่า Active ที่สุด ซึ่งในขั้นต่อไป มันจะได้เปลี่ยนตัวไปตามความน้อมนึกในทันที แม้ ว่าความน้อมนึกนั้น จะมีเจตนาน้อยที่สุด ดุจว่าไร้เจตนาก็ตาม. ความเปลี่ยนแปลงของนิมิต ในขั้นต่อไปจากนี้ก็คือว่า เมื่อ อุคคหนิมิตได้ถูกกำหนดและเป็นไปด้วยดี และลงรอยสม่ำเสมอแล้ว ความ ปรากฏแห่งนิมิตนั้น เงียบสงบนานสมควรแก่เวลาเข้า ทั้งจิตก็ยิ่งรำงับเข้า นิมิตนั้นจะเปลี่ยนรูปร่างไปขั้นหนึ่ง ซึ่งจะปรากฏเป็นดวงหรือวงเด่น มี ลักษณะงดงามใหญ่เล็กเพียงไร และราวกะว่าตั้งอยู่ที่ตรงไหน นั่นย่อม แล้วแต่บุคคลซึ่งไม่เหมือนกันทุกคนไป. เช่นบางคน ในขณะนั้นจะปรากฏ มโนคติภาพอันไร้เจตนา เห็นชัดในภายใน เป็นกลุ่มขาวอยู่ตรงหน้า หรือ เป็นดวงจันทร์มหึมา ในอากาศ หรือบนยอดไม้ หรือที่ช่องจมูก ย่อม แล้วแต่บุคคลเป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับอาศัยความน้อมนึกเล็กน้อยของจิต ด้วยอันเป็นไปเอง, ซึ่งบางคราวเป็นไปในทางที่แปลกประหลาดอยู่มาก. เมื่อนิมิตอันใหม่นี้ได้เปลี่ยนรูป ใหญ่ออก หรือเล็กเข้า หรือเคลื่อนที่ ไปมาบ้าง ในระยะแรก ๆ ของการปรากฏ ตามควรแก่เวลาหรือเหตุ แวดล้อมจิตในภายในอย่างอื่น ๆ แล้ว ในไม่ช้านักก็จักคงตัว และไม่มีการ เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป ซึ่งเป็นขั้นสุดที่จิตหรือลิง จะสงบ สบาย คงที่

น.66 63 ไม่เปลี่ยนแปลงอย่างไรอีกดุจกัน, คงซึมซาบอยู่ด้วยความรู้สึก อันจักสังเกต ได้ ๕ ประการ กล่าวคือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา กลมกล่อม อยู่ในสภาพของจิต โดยนัยดังกล่าวแล้ว และจิตพร้อมที่จะน้อมไปสู่ วิปัสนาญาณในขั้นสูงเต็มที่. และเรียกนิมิตในชั้นนี้ว่า "ปฏิภาคนิมิต." ในขณะนี้ จิตปราศจากอารมณ์ร้าย หรือที่เรียกว่านิวรณ์ โดยประการ ทั้งปวง. และยิ่งกว่านั้นก็คือว่า อารมณ์ร้ายนั้น ๆ จักไม่สามารถเกิดขึ้น ได้ในขณะที่จิตอยู่ในลักษณะเช่นนี้ หรือในขณะที่จิตที่ยังอาบย้อม อยู่ด้วยรสแห่งสมาธินี้ ในตอนหลังๆ มา ไม่ว่าผู้นั้นจะอยู่ใน อิริยาบถไหน. ความซาบซ่านด้วยรสของสมาธิ มีกำลังมากพอที่ จะกันไม่ให้อารมณ์ร้ายนั้น ๆ โผล่ขึ้นในจิตได้ ซึ่งจะทำให้ผู้นั้น กระหยิ่มว่า ตนเป็นผู้ที่มีสุขที่สุด. ผลของสมาธิ หรือการอบรมจิต โดยนัยดังกล่าวมานี้ ย่อม แบ่งผลนั้น ๆ ออกได้ตามที่ประจักษ์ชัดเป็น ๒ สถาน. ผลอย่างแรก ได้แก่ ความสุขชนิดหนึ่ง อันเป็นความสุขชนิดใหม่ ที่เรายังไม่เคยพบมาก่อน ค่าที่เรายังไม่เคยได้บังคับจิต ให้อยู่ในอำนาจได้ลึกซึ้งเห็นปานนี้ ; เป็น ความสุขชนิดที่ไม่ต้องอาศัย รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ชนิดที่ยวนใจ อันเป็นของร้อน. สุขของสมาธิจึ่งเป็นของเย็นแสนจะเย็น และเย็นเองโดย ไม่ต้องรดน้ำ ; เป็นความสุขที่พอกล่าวได้ว่า เป็นการชิมรสล่วงหน้า ของการลุถึงพระนิพพาน หรือรสของความว่างจากสรรพกิเลส. แม้ว่า พระนิพพานยังไม่ปรากฏ หรือเป็นสิ่งที่ผู้นั้นลุถึง ในขั้นนี้ก็จริง แต่เป็น การแสดงรสที่แปลกเกินกว่าที่จะคาดถึงได้ล่วงหน้า เท่าที่อาจเป็นเหตุเป็น

น.67 64 ปัจจัยให้สืบสวนยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยความกล้าหาญ ; และทั้งพอจะเทียบเคียง ได้ด้วยการอนุมาน ว่ารสแห่งการลุถึงพระนิพพาน ก็จักเป็นไปโดยแนวนี้ เป็นแต่ว่าจักประณีต หรือสูงขึ้นไปกว่านี้อีกมากนัก เท่านั้น. ก็คนธรรมดา ที่ไม่เคยฝึก หรือไม่เคยชิมรสของสมาธิ เมื่ออยากจะหยั่งทราบรสของสมาธิ ล่วงหน้า ก็พอจะทำได้โดยการเทียบเคียง คือคำนวณถึงรสแห่งความสุขใจ ในขณะที่เรียกว่าตนมี "อารมณ์สงบเย็น" เป็นที่สุด ว่ามีรสเป็นประการใด แล้วเพิ่มปริมาณแห่งความประณีตและความสูง ขึ้นอีกให้หลายเท่า ก็พอจะ หยั่งทราบรสของสมาธิได้นี้ฉันใด, การเทียบเคียงรสแห่งสมาธิ กับรสแห่ง การลุถึงนิพพาน ก็มีทางที่พอจะทำได้บ้าง โดยทำนองเดียวกัน ฉันนั้น. แม้จะไม่ตรงกันโดยประการทั้งปวง ก็ยังเป็นทางที่จะเข้าใกล้ความรู้ หรือ ความจริงในเบื้องสูง ได้ง่ายเข้าอีกเป็นอันมาก. นี่เป็นผลอย่างแรกของ สมาธิ ซึ่งเรียกตามโวหารศาสนาว่า " การเสวยสุขในทิฏฐธรรม" ชนิดหนึ่ง, ซึ่งแม้ว่าการพากเพียรของตน จะมาหมดกำลังสิ้นสุดลงเสียเพียง ขั้นนี้ ก็ยังนับได้ว่า การกระทำของตนไม่เสียหลาย อยู่มากแล้ว. ผล ประ การที่สองก็คือ ว่า เมื่อจิตเป็นสมาธิด้วยดีแล้ว วิปัสนาญาณจักเป็นไปด้วยดี และมองเห็นความจริงในสรรพสังขาร ได้แจ่มแจ้ง เพราะว่าสมาธินั้นเป็นเหมือนการลับมีดให้คม หรือการ เช็ดแว่นกระจกให้ใส มีดที่คมแล้ว ใช้ตัดฟันได้, แว่นที่ใส่แล้ว ใช้ส่อง ได้ และได้ผลตามที่ต้องการ. สมาธิจิต คือจิตที่สงบตั้งมั่น บริสุทธิ์ ขาวผ่อง, และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีลักษณะสำคัญคือ ควรแก่การงาน หรือที่เรียกว่า กมฺมนิโย ควรแก่การงานในฝ่ายจิต เช่นการเพ่งคิดเป็นต้น. จิตของคนตามธรรมดา ไม่เป็นกรรมนียะ หรือไม่ควรแก่การงาน คือ

น.68 65 วิปัสนาภาวนา คือมักตกไปในอารมณ์ที่น่ารักน่าใคร่ ตามแต่มันจะชอบ ตกไปในอารมณ์อย่างไร. เหตุนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีการฝึกฝนจิตบ้าง เป็นอย่างน้อย. จิตที่ฝึกไว้ดีแล้ว จะอ่อนโยน ดุจว่าลิงหรือช้าง ที่ได้รับ การฝึกอย่างดีที่สุด สามารถใช้ทำประโยชน์ได้คล่องแคล่ว มีลักษณะ เข้มแข็ง อดทน แปรปรวนยาก ความรักครอบงำยาก ความโกรธ ครอบงำยาก ความเกลียด ความริษยา และอื่น ๆ ทั้งหมดครอบงำยาก หรือยากที่จะเกิดขึ้นแก่จิต. เมื่อความรู้สึกเช่นนี้ผ่านมา จิตจะรู้สึกเหมือน หัวเราะเยาะ, จึงไม่สามารถทำความปั่นป่วนอันใดให้แก่จิตได้ แม้อารมณ์ ร้ายนั้น ๆ จะประดังกันเข้ามา ก็ไม่ก่อให้เกิดความฟุ้งซ่านอันใด แก่ผู้ที่จิต กำลังอาบอยู่ด้วยรสแห่งสมาธินั้นได้. ด้วยเหตุที่จิตมีลักษณะควรแก่การงาน มีสภาวะเห็นปานดังนี้ จึงมีประสิทธิภาพในอันที่จะมองเห็นความจริงใน สรรพธรรมทั่วไป. เพราะเหตุนั้น การน้อมจิตชนิดนี้ ไปเพื่อพิจารณา สังขารธรรมทั้งหลาย จึงเป็นสิ่งที่กระทำได้โดยง่าย ซึ่งท่านทั้งหลาย อาจทราบโดยประจักษ์ด้วยตนเอง ในเมื่อลองกระทำดู. เมื่อท่านสามารถปรับปรุงจิตของท่าน ให้อยู่ในลักษณะทั้งสอง กล่าวคือ มีทั้งความสุขในทันตาเห็น และเหมาะสมที่จะรู้ธรรมในชั้นวิปัสนา ยิ่ง ๆ ขึ้นไป โดยอำนาจความเป็นสมาธิ ตามนัยดังกล่าวมาแล้วเช่นนี้ ก็แปลว่าจิตของท่านสามารถที่จะมองเห็นโลกในด้านใน. ท่านจะมอง โต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟฟ้า หนังสือ หรือสิ่งอื่นๆ ท่านจะเห็นลักษณะแห่งความเป็น อันเดียว หรือเหมือนกันทั้งหมด ของสิ่งเหล่านี้. ไม่ว่าจะมองไปทางไหน จิตในภายในของท่านจะยิ้มด้วยความสดชื่นภูมิใจ อยู่ภายในตลอดเวลา เพราะเหตุว่ามันได้เห็นโลกในด้านใน. ที่มนุษย์ตามธรรมดาไม่เคยได้เห็น.

น.69 66 ไม่ว่าจะเห็นรูปารมณ์อย่างไหน ย่อมได้ความรู้ชนิดที่เป็นการค้นพบใหม่ไป ทั้งหมด. ในขณะนี้มีความรู้สึกเป็นสุขที่อาบรดตัวเองอยู่ เหมือนกับพวก นักวิทยาศาสตร์ที่ค้นความจริงอันใหม่ได้ และเป็นความจริงขั้นใหญ่หลวง ยังผลพิเศษให้เกิดขึ้นในขณะนั้นทันที และสืบมา. ต่อไปนี้ สิ่งทั้งปวง ในโลกไม่มีอะไรที่จะ ตำตา ตำหู ตำจมูก ตำลิ้น ตำกาย ของท่านได้ ในแง่ที่ทำให้ท่านไม่ชอบ โกรธเคือง หรือรำคาญ. ไม่มีอะไรที่จะมา ดึงหู ดึงตา ดึงจมูก ดึงลิ้น ดึงกาย ของ ท่านได้ ในแง่ที่จะ ยั่วยวนท่าน ให้รัก ให้ติดพันอยู่ด้วยใจ อันเป็นการทำลายอิสรภาพของมัน. โลกิยารมณ์ทั้งหลาย กลาย เป็นของที่น่าหัวเราะเยาะ โลกทั้งสิ้นมีสภาวะราวกะว่าหยิบมือเดียว และอยู่ในกำมือของท่านโดยประการทั้งปวง ค่าที่มันไม่สามารถ กระทำแก่จิตใจของท่านได้ ในขณะที่ท่านเห็นมันด้วยญาณใน ด้านใน มีสภาวะเห็นปานดั่งนี้. ถ้าหากว่าท่านสามารถประคองจิต ไว้ได้โดยทำนองนี้ และให้เจริญงอกงาม แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยประการที่ว่า ไม่ว่าท่านจะ เดิน ยืน นั่ง นอน หรือไปในสถานที่ไหน ญาณอันนี้ก็ไม่ สามารถจะลบเลือนไปจากจิตของท่านแล้ว ก็นับว่าท่านได้ความมั่นคงอย่าง เอกอุ. แต่เมื่อความชำนาญยังมีน้อย ญาณของท่านยังเป็นของใหม่ ยังอ่อนอยู่ ย่อมจะกลับเสื่อมหรือหายไปเสียโดยง่าย ท่านจึง จำต้องทะนุถนอมระมัดระวังไว้ด้วยดี จนสุดสามารถของท่าน ซึ่งในคัมภีร์มีการเปรียบเทียบการระมัดระวังอันนี้ไว้ว่า ให้มีมากเหมือนหญิง ผู้มีครรภ์แก่ มีลูกในครรภ์ที่เชื่อกันว่าคลอดออกมาแล้ว จะมีอำนาจเป็น มหาจักรพรรดิ์, ถนอมครรภ์ของตัวอย่างเต็มที่, เพื่อว่าลูกอันเป็นมหาบุรุษ

น.70 67 นั้น จะได้ไม่ตายเสียในครรภ์. ผู้ที่เพิ่งจะบังคับจิตได้ใหม่ ๆ ก็จำเป็นที่จะ ต้องประคับประคองให้มากเห็นปานนั้น. สำหรับญาณหรือวิปัสนาจิตที่ยังอ่อน คือเพิ่งจะเข้าถึงการมองเห็นโลกในด้านในเป็นครั้งแรกด้วยแล้ว ในขั้นนี้ จะต้องระมัดระวังให้มากแม้จะต้องเสียสละสิ่งอื่น ๆ เพียงไรก็ยอม จนกว่า มันจะตั้งตัวได้มั่นคงเสียก่อน. เช่นเพื่อรักษาสิ่ง ๆ นี้ อาจต้องเสียสละการ สมาคมกับคนบางคน งดไปในที่บางแห่ง ยอมเสียรายได้หรือสิทธิบางประการ ก็ต้องสามารถเสียสละได้, เช่นเดียวกับการเจ็บป่วยถึงขีดจะเสียชีวิต คนเรา ย่อมเสียสละสิ่งนั้น ๆ ได้ฉันใดก็ฉันนั้น. และในด้านตรงกันข้าม จะต้อง เลือกคบกับบุคคลบางพวก เลือกไปในสถานที่บางแห่ง เสพสิ่งบางสิ่ง คือ สถานที่หรือบุคคล และวัตถุใด ๆ เมื่อเสพคบด้วยแล้ว เป็นเครื่องส่งเสริม กำลังใจ ให้สมาธิตั้งมั่นอยู่ได้ หรือตั้งมั่นยิ่งขึ้น ก็ให้พึ่งเสพคบกับบุคคลนั้น เว้นบุคคลหรือสถานที่อันเป็นข้าศึกโดยเฉพาะ เหมือนคนเจ็บเว้นของแสลง. อีกประการหนึ่ง ที่ควรทราบไว้ก็คือว่า การกระทำอันเกี่ยวกับการ ระวังรักษาจิต หรือการกำหนดดังว่ามานี้ ในที่ทุกสถาน จะทำให้ท่าน กลายเป็นคนมีจิตที่ผิดปรกติ จนแสดงออกมาเป็นที่ไม่น่าไว้วางใจ หรือน่า รังเกียจระอาสำหรับบุคคลทั่วไป หรือจะทำให้ท่าน เดิน ยืน นั่ง นอน ด้วยท่าทางอันแปลกประหลาด หรืออึดอัดขัดขวาง ดังนี้ก็หาไม่. และ จะเป็นความยากลำบาก โดยจะต้องลงนั่งสมาธิหลับตาภาวนาไปเสียทุกแห่ง ก็หาไม่. ทั้งนี้เพราะว่า ความรู้สึกที่เป็นลักษณะ และเป็นรสชาติ ของสมาธินั้น เมื่อได้กระทำพอคล่องแคล่วชำนาญตามสมควรแล้ว จนกลายเป็นสิ่งที่อาบรดชุ่มชื่น ติดอยู่กับจิตเอง. แม้แต่เพียงที่เพิ่ง กระทำได้เป็นครั้งแรก ก็สามารถซึมซาบอยู่กับจิตเป็นเวลานานวัน กว่าจะ

น.71 68 จางหายไปได้ โดยความประมาทของผู้บำเพ็ญ. ถ้าจะเปรียบเทียบกับเรื่อง ธรรมดา ก็เช่นเดียวกับถ้าเรามีปิติยินดีอะไรสักอย่างหนึ่ง อย่างแรงกล้า เช่นได้รับโชคลาภ หรือเกียรติยศอย่างสูง ในการทำอะไรสำเร็จสักอย่างหนึ่ง ความปีตินั้นจะซาบซ่านอยู่ตลอดเวลา หรือทุกๆ อิริยาบถ กระทั่งหลับ ก็ยังจะฝันดี. แม้จะออกไปที่ถนน หรือที่คนอัดแอ มันก็ยังคงซาบซ่านอยู่ นั่นเอง จนกระทั่งมันจะค่อย ๆ จางไป ด้วยอำนาจเหตุปัจจัยของมันเอง ที่ค่อยๆ อ่อนไป หรือจืดไปในระยะหลัง. ส่วนปีติหรือสุขที่เป็นรสของสมาธิ นั้น เมื่อฝึกฝนดีแล้ว มีแต่จะทำความพอใจให้ยิ่งขึ้น. และต่อไปจะกลาย เป็นสันดาน หรือประจำอยู่ในสันดาน โดยที่อาจเรียกขึ้นมาได้ในขณะจิต เดียว เพราะได้กลายเป็นเพียงความจำ หรืออยู่ในความทรงจำชนิดหนึ่ง เท่านั้น เพียงแต่นึกถึง รสอันซาบซ่านก็จะแผ่ซ่านไปเอง และเข้าอยู่ใน สภาพอันเป็นสมาธิอย่างแรง ได้ทันที. ฉะนั้นจึงเป็นอันว่าต่อนี้ไป ก็เท่ากับ เราได้เครื่องมือวิเศษชนิดหนึ่ง ที่สามารถให้ความสุขแก่เราได้ง่าย และมาก และเร็วกว่าแต่ก่อน. อารมณ์ร้ายต่าง ๆ เช่น ความกำหนัด ความหลงรัก ความโกรธ ความเกลียด ความอิจฉาริษยา จะไม่ครอบงำ เราได้ หรือได้ง่าย ๆ. ถ้าเป็นนักการเมือง ก็เหมาะที่จะโต้วาทะด้วย ความคิดที่รอบคอบและบึกบึน, ถ้าเป็นนักสอนศาสนา ก็เหมาะที่จะรับคำ คัดค้านอย่างมุ่งร้ายของพวกที่ไม่เลื่อมใส หรือพวกที่มาล้อเลียน. หรือท่าน จะเป็นผู้มีการงานในหน้าที่ ประเภทไหนก็ตาม ท่านจะสามารถทรงตัว ดำรงตัวไว้ได้ ชนิดที่เรียกว่าพึ่งตัวของตัวเองไว้ได้เสมอไป. ท่านจะมีอำนาจ ดำรงสติของตัวเอง หรือที่เรียกว่า Equilibrium อย่างเพียงพอ ไม่ว่าจะ เข้าไปในสมาคมไหน หรือสถานที่เช่นไร. เพียงเท่าที่กล่าวมานี้ ท่าน

น.72 69 ทั้งหลายจะเห็นได้แล้วว่า จิตที่เป็นสมาธิ หรือเป็นกมฺมนิโยนี้ เป็นจิตที่ เหมาะสมแก่การงานในหน้าที่ ทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรมเพียงไร. ขอสรุปความในที่สุด ว่า จิตที่ได้รับการฝึกจนเป็นจิตที่มั่นคง ด้วยดีเห็นปานนี้แล้ว มันพร้อมหรือคล่องแคล่วต่อการที่จะทำให้ท่านเป็นสุข ในทันตาเห็น และจะทำให้ท่านเป็นผู้ที่เหมาะสมที่จะลุถึงคุณธรรมในเบื้องสูง โดยประการทั้งปวง. การเห็นสิ่งทั้งหลายโดยแจ่มแจ้ง หรือการเข้าถึง พุทธธรรม ด้วยการมองโลกในด้านใน จะเป็นไปได้ ก็ต้องอาศัยสมาธินี้ เป็นมาตรฐาน คือยิ่งเป็นสมาธิเพียงใด ก็ยิ่งเข้าถึงพุทธธรรมได้ง่ายและ เร็วเข้าเพียงนั้น. หากจะยังไม่สามารถเข้าถึงธรรมขั้นสูงสุดในเวลานี้ ก็ยัง สามารถที่จะส่งเสริมให้เข้าถึงได้ในเวลาอันเร็ววัน ถ้าหากว่าได้ยึดเอาปฏิปทา อันนี้เป็นเครื่องดำเนินชีวิต อยู่ตลอดเดือน ตลอดปี จนกว่าจะถึงอายุขัย. ทั้งหมดนี้ เป็นแนวสังเขป เรื่องสมาธิ. คัดจาก - วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม ตอนว่าด้วยการฝึกอบรมจิต โดย - - " พุทธทาสภิกขุ "

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต