น.2 ภาพรูปถ่ายของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวรเถร)
น.3 * โดย......พุทธทาส อินฺทปญฺโญ
น.4 .....ข้าพเจ้าขอภาวนา ให้บรรดาผู้นำทั้งหลาย จะเป็นผู้นำหมู่คณะหรือนำโลก ก็ดี, จงได้มี คุณธรรมเหล่านี้ เพื่อให้ทุกคนที่อยู่ในขอบข่าย ที่อาจจะช่วยเหลือกันได้ ได้รับความเห็นอก เห็นใจ ด้วยเมตตาที่ประกอบด้วยธรรม อย่าง เพียบพร้อมด้วยเถิด. และถ้าเป็นไปได้ ขอ ให้ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จนั่นแหละได้มาเกิด เป็น ผู้นำในทางวิญญาณ ในขณะที่โลกกำลังเต็มไป ด้วยวิกฤติกาล อันโหดร้ายยิ่งขึ้นทุกทีนี้เทอญฯ...
น.5 ๓ สมเด็จ ในความรู้สึก ของข้าพเจ้า ตามความรู้สึกของข้าพเจ้า ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จ ท่านตั้งอยู่ใน ฐานะปูชนียบุคคลพิเศษ เกินกว่าที่พวกเรา จะหยั่งลึกถึงส่วนลึก แห่งจิตภาวะหรือสติปัญญาของท่าน ได้, ยิ่งโดยเฉพาะคุณธรรมของท่านแล้วก็ยิ่งหยั่งถึงได้ ยากยิ่งขึ้นไปอีก : ดังนั้น เมื่อเราถือเอาตามความรู้สึกของ เรา แล้วบรรยายอะไรออกไป ก็จะมีส่วนที่ผิดพลาดจาก ความเป็นจริง เป็นการ "พูดผิด-ทำผิด" ต่อสภาพ จริงแท้ของท่านไป โดยไม่รู้สึกตัว ก็มีทางที่จะเป็นไปได้. ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อข้าพเจ้าได้รับคำขอร้องจากบางท่าน ที่ขอร้องให้ข้าพเจ้าเขียนบรรยายเกียรติคุณของท่าน อย่างที่ไม่ยอมให้หลีกเลี่ยงเช่นนี้, ข้าพเจ้าก็มีความรู้สึกที่ เรียกได้ว่า " ถูกบังคับ" ให้ทำอันตรายแก่ตัวเอง อย่างที่ หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกับพวกเราเด็ก ๆ บ้านนอกใน สมัยข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก จะร้องอุทานกันออกมาว่า "กรรม แล้ว แก้วตาเอ๋ย". ซึ่งยังคงติดหูอยู่จนกระทั่งบัดนี้ ; ไม่มากก็น้อย. ที่จริงนั้น ถ้าเราจะไม่บรรยายอะไรกัน
น.6 ๔ เสียเลย นั่นแหละบางทีเราอาจจะยังคงรักษาความศักดิ์- สิทธิ์ของท่านไว้ได้มากกว่า. อนึ่ง ถ้าเราจะเกิดสะเพร่า กัน จนถึงกับว่าใครอยากจะบรรยายอะไร ก็ว่าไปตาม ใจชอบแล้วน่ากลัวว่ามันจะกลายเป็นการระดมกันป้ายสี พระพุทธรูปที่งามผุดผ่องหาที่ติมิได้อยู่แล้ว ให้กลายเป็น อะไรไปเสียแล้วก็ได้. นี้คือความรู้สึก ที่ยังคงมีอยู่ในใจ ของข้าพเจ้า แม้ในขณะที่กำลังเขียนคำบรรยายนี้ ตาม คำขอร้องที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ จากบุคคลที่เป็นศิษย์ ของเจ้าพระคุณสมเด็จอย่างสุดชีวิตจิตใจอันเป็นที่รู้ ๆ กัน อยู่. นี้ไม่ใช่คำออกตัว หากแต่เป็นคำขอร้องที่ทุกคน จะต้องสังวรไว้, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่ทำหน้าที่เป็น สาราณียกร คือผู้รวบรวมเรื่องนี้ขึ้นพิมพ์โฆษณา ซึ่ง เป็นผู้รับผิดชอบอยู่โดยอัตโนมัติ. ในข้อความเก่า ๆ เราจะได้พบว่า เมื่อพระเกจิ อาจารย์บางท่าน จะพรรณนาพระคุณของพระบรม- ศาสดา ท่านได้ตั้งมาตรฐานขึ้นมาว่า ถ้าจะมีบุรุษคน
น.7 ๕ หนึ่ง มีศีรษะ ๑๐๐๐ ศีรษะ, ในหนึ่งศีรษะมี ๑๐๐๐ ปาก, ในหนึ่งปาก มี ๑๐๐๐ ลิ้น, แต่ละลิ้นระดมพรรณนาพระ พุทธคุณไปต่าง ๆ กัน เป็นเวลากัลป์หนึ่ง ก็ไม่สามารถ พรรณนาพระคุณของพระองค์โดยรายละเอียดให้หมดสิ้น ได้ แม้ว่าสมเด็จท่านจะไม่ได้มีอะไรมากถึงอย่างนั้น หรือ อยู่ในระดับเดียวกันนั้น แต่ก็ควรสงเคราะห์ ไว้ในประ- เภทนั้นตามสัดส่วนที่ลดหลั่นกันลงไป แม้จะไกลออกไป สักเท่าไร ; ทั้งนี้ก็เพราะว่า ท่านต้องมีอะไร ๆ ที่ยังไม่ ปรากฏแก่พวกเราอีกมากนัก. เราดูท่านไม่ค่อยออก, ท่าน ไม่ได้แสดงออก เพราะไม่ประสงค์จะอวดตามแบบนักเลง เก่าแท้ ดังนั้นต้องยังมีส่วนที่ใครไม่ทราบ, หรือยังมีส่วน ที่ถ้าไปรู้เข้า ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอย่างไร หรือพรรณนา บรรยายออกไปได้ด้วยคำพูดว่าอย่างไร, ใครเป็นคนรู้ บ้างว่า ถ้าสมมติว่าท่านยังอยู่มาถึงเวลานี้ จะมีอะไรเปิด เผยหรือแสดงให้เห็นออกมาอีก ? และจะมีอะไรบ้างในสิ่ง เหล่านั้น ถ้าเปิดเผยออกมา พวกเราจะถึงกับงงกันหงึก
น.8 ๖ หงักก็ยังได้ ใครจะเป็นคนรู้ ? คุณอันละเอียดอ่อนบาง อย่างของท่าน เราไม่เข้าใจอย่างทั่วถึง แล้วก็บังอาจ เดาพูดอะไรออกไปในทางที่ตรงกันข้าม, หรือขัดกันเสีย, หรือผิดรูปจนถึงกับกลบมิดไป. บางอย่างเราอาจจะตีค่า หรือตีความผิดไปมากโดยไม่รู้สึกตัว จนเป็นการทำบาป อย่างหนึ่งไป ก็ได้. ทั้งหมดที่กล่าวนี้ไม่ใช่เป็นการชวน ให้บิดพริ้วเถลไถลในการเขียน หากแต่ต้องการให้ช่วย กันระมัดระวังเป็นพิเศษ เท่าที่จะระมัดระวังได้ ในการ ที่จะพรรณนาพระคุณของท่าน ให้ถูกต้องครบถ้วน และ ลึกซึ้งถึงที่สุดจริง ๆ เพื่อว่าจะไม่กลายไปเป็นการกระทำ ชนิด ที่ระบายสีพระพุทธรูปที่ผุดผ่องเป็นประภัสสรอยู่ แล้วในตัว ให้เสื่อมรัศมีคลายความศักดิ์สิทธิ์ที่สูงสุดไป ดังที่กล่าวแล้วนั้น สำหรับข้าพเจ้าเอง ก็จะขอแสดง ความรู้สึกในใจว่า จำใจทำไปโดยมีความวิตกว่า " กรรม แล้ว แก้วตาเอ๋ย" รู้สึกอยู่ในใจ อยู่นั่นเอง. ข้าพเจ้า จะได้บรรยายความรู้สึกไปตามที่รู้สึกอยู่จริง ๆ ด้วยเจตนา ให้เป็นเครื่องบูชาคุณ ของท่านเจ้าพระคุณองค์นั้น.
น.9 ๗ ๑. ความอ่อนไหวสุขุมรอบคอบของสมเด็จ. สิ่งนี้ ท่านมีมากจนถึงกับข้าศึกต้องพ่ายแพ้ภัยตัวไปในที่ สุด ไม่แผ้วพานคณะสงฆ์, มีตัวอย่างเห็นได้เมื่อนรินทร กลึง ออกหนังสือชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นการค่า หรือฟาด พันมุ่งจะทำลายคณะสงฆ์ในสมัยหนึ่ง ซึ่งเป็นสมัยที่สม เด็จท่านตั้งอยู่ในฐานะเป็นมันสมองของสถาบันด้วยองค์ หนึ่ง, มีกระสุนหลายลูก ซึ่งบุคคลนั้นเล็งแล้วลั่นไปยัง สมเด็จเป็นพิเศษ ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้อ่านข้อความเหล่านั้น แล้วสงสัยอยู่ว่า ท่านจะทนได้อย่างไร. ในที่สุดปรากฏ ว่า ท่านได้จัดการกับช้างอาละวาด หรือชักชวนให้หมู่ คณะกระทำการต้อนรับช้างตกมันนี้ อย่างดีที่สุด ที่สมณะ ทั้งหลายจะพึงกระทำ. ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ถ้ามันเป็นเรื่อง ที่เกี่ยวกับองค์ท่านโดยเฉพาะ ท่านอาจจะไม่เอาใจใส่ นรินทรกลึงเลย ในทุกประการก็ได้. ถ้านรินทรกลึงได้ กลับมาเวลานี้ แกจะพูดว่าอะไร ในเมื่อแกมุ่งแต่จะกระ- ทำไปด้วยทิฏฐิเดือดอย่างเถรตรงตามตัวหนังสือ, ไม่รู้จัก
น.10 ๘ ตัวเอง, ไม่รู้จักโลกในส่วนที่สำคัญชั้นลึกลงไป, ว่าคณะ สงฆ์สมัยนี้ จำเป็นต้องทำงานบางอย่าง ชนิดที่ครั้งพุทธ- กาลไม่มี หรือไม่ต้องทำ, แต่สมัยนี้ต้องทำอย่างจำเป็น ดังนี้แล้ว จะให้คณะสงฆ์สมัยนี้ทำเหมือนกับสมัยโน้นทุก ตัวอักษรของเถรตรง อย่างไรได้. ข้อที่ท่านโปรดนรินทร กลึงไม่ได้นั้น ไม่ใช่ความบกพร่องของท่านซึ่งได้พยายาม ทำด้วยความอ่อนไหวสุขุมรอบคอบแล้ว, แต่เป็นความ ไม่ รู้จักตัวเอง และไม่ รู้จักคณะสงฆ์ของผู้อาละวาดนั่น เอง. ในการปกครองประเทศก็ดี คณะสงฆ์ก็ดี หมู่คณะ ย่อย ๆ ลงไปก็ดี เราต้องการบุคคลที่รู้จักทำศัตรูให้พ่าย แพ้ภัยตัวเอง ยิ่งกว่าอย่างอื่น, เพราะเป็นการทำให้เกิด สันติมากกว่าอย่างอื่น, ซึ่งในกรณีนี้ เรามีท่านเจ้าพระ คุณสมเด็จเป็นอุทาหรณ์ และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเป็นสิ่ง ที่กระทำได้. ๒. ความนิ่มนวลอ่อนโยนของสมเด็จ. เมื่อ ข้าพเจ้าได้สังเกตเห็นคุณธรรมข้อนี้ของท่านมากขึ้น ๆ ก็
น.11 ๙ เกิดมีความรู้สึกขึ้นมาในใจ ซึ่งสรุปได้ว่า ท่านเป็นผู้ที่ "ห้ามล้อไม่ดังครืด", หรือยิ่งกว่านั้น ก็คือไม่ทำความ กระทบกระเทือนใด ๆ เลย แต่กลับมีผลดีมากที่สุด ยิ่ง กว่าพวกที่ห้ามล้อดังครืดคราด อย่างที่จะเทียบกันไม่ได้ เลย. ข้อนี้ เป็นสิ่งที่ทำให้เราเชื่อและถือได้ต่อไปว่า ท่านเป็นผู้ที่ "ไม่มีการเหยียบซ้ำคนที่ล้มแล้ว" หรือ แม้แต่การที่จะ "ข้ามคนที่ล้ม" เป็นแน่นอน ; เพราะ เห็นท่านนิ่มนวลถึงขนาดที่อาจจะกล่าวได้ว่า ท่านจะ "ไม่ข้ามแม้แต่ไม้ที่ล้ม" หรือท่อนไม้ที่วางอยู่ ในเมื่อมี ทางที่ท่านจะค่อยๆ เลี้ยวอ้อมไป แม้จะลำบากบ้างสำหรับ คนแก่อย่างท่าน. ท่านเคยทำกับข้าพจ้า ในลักษณะ "ห้ามล้อไม่ดังครืด" นี้ด้วยเหมือนกันทั้งที่ข้าพเจ้าเป็น คนที่ท่านได้ประทานความเป็นกันเองให้มากที่สุดอยู่แล้ว. ข้าพเจ้ามีความสลดใจทุกคราวไป ที่ข้าพเจ้ายังทำตาม ท่านในข้อนี้ ไม่ได้ คือยังห้ามล้อใครดังครืดคราดอยู่เสมอ หรือถึงกับดังโผงผางไปก็มี. ข้าพเจ้าต้องขอกราบขออภัย
น.12 ๑๐ โทษจากท่าน ในการที่ไม่สามารถเป็นลูกศิษย์ที่ดีได้ใน ข้อนี้ ; และแน่ใจเหลือเกินว่าท่านต้องประทานให้อภัย เพราะสังเกตเห็นว่า ท่านทราบนิสัยบางอย่างของข้าพ- เจ้าอย่างดีทีเดียว ความนิ่มนวลของสมเด็จนั่นแหละ เป็นอาวุธของ ท่าน และเป็นอะไรอื่นอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะที่เป็น อย่างยิ่งก็คือ "ความเป็นสมณะชั้นพิเศษ" ของท่าน, ทำให้พวกเราเกิดความรู้สึกได้โดยไม่ยากกว่าพระบาลีที่ว่า " ...สมณานญฺจ ทฺสสฺนํ เอตมุมงฺคลมุตฺตมํ" นี้ เป็นสิ่งที่ มีท่านเป็นผู้แสดงให้เห็นว่ามีความประเสริฐที่สุดเพียงไร เพราะพอเห็นท่าน หรือบุคคลอย่างท่าน ใคร ๆ ที่กำลัง ร้อนมา ก็เย็นได้ทันที. ขอให้มีบุคคลประเภทนี้ อยู่เป็น มิ่งขวัญของพุทธบริษัท หรือของโลกทั่ว ๆ ไปเถิด โลก ก็จะพากันเยือกเย็น. ๓. ความทันต่อสมัยและเหตุการณ์ของสมเด็จ. สมเด็จท่านเป็นทั้งคอนเซอรฺฺวะตีฟ และไลเบอราลได้
น.13 ๑๑ พร้อมกันไปในตัว อย่างน่าอัศจรรย์. ท่านรักษาขนบ ธรรมเนียม เคร่งครัดในพระวินัย แม้แต่ระเบียบของ หมู่คณะ. ท่านเคยกล่าวกับข้าพเจ้าว่า "เกี่ยวกับนิกาย ฉันมิได้รังเกียจเธอเลย, แต่สิ่งต่าง ๆ เนื่องด้วยผู้อื่นจึง ต้องเป็นไปตามระเบียบของหมู่คณะ". ท่านมุ่งรักษา ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ตามแบบฉบับของบุรพา- จารย์อย่างไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นลักษณะของคอนเซอรฺ วะตีฟ’ พร้อมกับอีกทางหนึ่ง ท่านก็ทำสิ่งที่ทันสมัยทุก อย่าง อย่างพวกไลเบอราล. ท่านแสดงธรรมเป็นภาษา จีน ทางวิทยุกระจายเสียงในปีแรกที่มีขึ้นในประเทศไทย ที่ศาลาแดง ซึ่งข้าพเจ้าเคยฟังด้วยตนเอง. เราอาจจะ กล่าวได้ว่า ท่านเป็นผู้เปิดระบบ "ส่งเสียงตามสาย " ขึ้นก่อนใคร ๆ ในกรุงเทพ ฯ ก็ได้ แม้จะเป็นเพียงภาย ในเขตวัด. ข้อนี้ย่อมหมายถึงความที่พร้อมเสมอในการ ทดลองหรือปรับปรุง เพื่อความก้าวหน้าที่เหมาะสมแก่ สมัย.
น.14 ๑๒ ความเป็นผู้มีสปีริตแห่งอนุรักษนิยม ( ตามที่เขา เรียกกัน ไม่แน่ว่าจะถูกหรือผิด ซึ่งหมายถึงคอนเซอรฺวะ- ตีวิสมฺ ) มีอย่างมากในสมเด็จ เช่นท่านยังอยากจะให้มีบท ศึกษาเรื่องปัจจเวกขณ์สี่ คือจีวร-บิณฑบาต-เสนาสนะ -เภสัช รวมอยู่ในตัวหลักสูตรนักธรรมด้วย. ข้อนั้น เป็น สิ่งที่ตรงตามแบบฉบับของโบราณ ซึ่งตรงต่อหลักการณ์ ของพุทธศาสนาอย่างยิ่ง, บัดนี้ ดูเหมือนเราละเลยการ ศึกษาและการปฏิบัติ ที่สำคัญที่สุดเท่ากับเป็นหญ้าปาก คอกที่สุดหมวดนี้เสีย สถานะการณ์จึงเปลี่ยนไปในทาง ที่น่ากลัว หรือน่าเศร้ายิ่งขึ้นทุกที. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทสำหรับศึกษาว่า ยถาปจฺจย์ ปวตฺตมานํ ฯ ล ฯ นิสฺ- สตฺโต นิชฺฺชีโว สุญฺโญ นั่นเป็นหัวใจของเนื้อแท้ของ พุทธศาสนา ที่คนจะมาสู่ศาสนาด้วยการมาอยู่วัดเพื่อ บวชเป็นต้น จะต้องลงมือเรียนในวันแรกย่างเท้าเข้า มาและปฏิบัติให้สูงต่อ ๆ ขึ้นไป จนกว่าจะเป็นพระอร- หันต์ ด้วยหลักธรรมบทนั้น การที่สมเด็จท่านประสงค์
น.15 ๑๓ เช่นนั้น นับว่าเป็น "อนุรักษนิยม" อันสูงสุด. การ ที่เราจะละเลยสิ่งที่เคยรักษากันมาอย่างเคร่งครัดเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ต้องคิดดูอย่างมาก : มันจะทำให้ภาวะสงฆ์ผัน แปรไปจนสูญเสียภาวะเดิมแท้ อันเคยมีประโยชน์ยอดยิ่ง หรือผุดผ่องอย่างยิ่ง ไปอยู่เสียในรูปอื่น หรือสูญหายไป ในที่สุดก็ได้ ; การแก้ไขเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งที่ต้องกลม กลืนกันไป กับการรักษาแบบฉบับเดิม โดยไม่เสียเจต- นารมณ์อันแท้จริงของเรื่องนั้น. สมเด็จท่านมีความสุขุม รอบคอบ จึงทำได้ ไม่ยากในการที่จะเชื่อมโยงของเก่า ไว้ ด้วยวิธีการณ์อันใหม่. ๔. ความเป็นนักศึกษาค้นคว้าของสมเด็จ. ใน ความรู้สึกของข้าพเจ้านั้น รู้สึกว่าอาจจะมีอะไรบางประ- การเกี่ยวกับท่าน ที่ควรถือว่าเป็นการ "ปิดทองหลังพระ" บ้าง, หรือยังมิได้บีดเลยบ้าง ในส่วนที่จะทิ้งไว้ก่อนก็ ไม่เป็นไร. ข้าพเจ้าได้ฟังคำพูดบางประโยคจากสมเด็จ แล้ว รู้สึกใจระรัวด้วยเหตุต่าง ๆ กัน ; เช่นเมื่อกำลัง
น.16 ๑๔ วิจารณ์อรรถธรรมที่ลึกซึ้งบางอย่าง จากพระบาลีบาง เรื่อง ท่านกล่าวว่า เรื่องนี้ ฉันค้นพบแล้วตั้งแต่ค้น เพื่อถวายเสด็จ" หรือบางทีก็ว่า "เรื่องนี้ ฉันมีความ เห็นแตกต่างจากเสด็จ", หรือบางเรื่องท่านกล่าวว่า “ฉันเห็นว่า ยังไม่ควรทูลเสนอเสด็จ". ดังนี้เป็นต้น. คำว่าเสด็จ ในที่นี้หมายถึงสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรม พระยาวชิรญาณวโรรส, และเป็นเรื่องโดยเฉพาะในสมัย ที่มีการริเริ่มทำตำราเรียนนักธรรม, หรือการวินิจฉัย วิจารณธรรมในชั้นลึก แห่งยุคใหม่ ซึ่งมุ่งทำกันจากพระ บาลีโดยตรงเป็นส่วนสำคัญ. จากข้อสังเกตในหลายด้าน ด้วยกัน ทำให้ทราบได้ว่า ท่านมีหน้าที่ "ช่วยเป็นมือ ที่ขยันขันแข็ง" และเป็นทั้ง "สมองน้อยนับด้วยร้อย แขนงคอยถวายคำปรึกษา" ของเสด็จของท่าน และ เป็นอะไร ๆ อีก มากกว่าที่พวกเราในชั้นหลังๆ จะ สังเกตเห็นหรือทราบได้ทั้งหมด. ข้าพเจ้าเชื่อว่า ความเป็นนักศึกษาค้นคว้าสังเกต สอบสวน อันแน่นแฟ้นแต่ละเอียดอ่อนของท่านนั้นคง
น.17 ๑๕ จะได้เป็นที่สบพระทัย ของสมเด็จกรมพระยาพระองค์ นั้น เป็นอย่างยิ่ง. พวกเราชั้นนี้ ไม่มีบุญ ไม่มีโอกาส ได้เห็นเหตุการณ์นั้น ๆ ด้วยตาเอง. หากได้เห็น ก็จะ เป็นบุญตาหรือโชคดีเหลือประมาณ เพราะได้เป็นตัว อย่างที่ดีเลิศ ในวิธีการศึกษารวบรวมค้นคว้าสำหรับพวก เราในเวลานี้ โดยไม่ต้องสงสัยเลย. เท่าที่เราได้ฟัง มาจากท่านบางอย่างนั้น คงจะเป็นส่วนน้อยเหลือประ- มาณ ของงานอันมหาศาลที่ท่านเหล่านั้นได้กระทำกัน. ๕. ความอิสระในการใช้ความสังเกตวินิจฉัย ของสมเด็จ. วันหนึ่ง ท่านได้แนะให้ข้าพเจ้าสังเกตว่า " ข้อความในสูตร อย่างมหาสมยสูตร. มหาสติปัฏฐาน- สูตร เป็นต้น ในทีฆนิกายนั้นเป็นของเพิ่มเข้าที่หลัง, หรือขยายของเดิมให้เขื่อง ออกไป. ใครจะเชื่อบ้างว่า รายละเอียดของข้อความในมหาสมยสูตรนั้นเป็นของพุทธ ฉันไม่เชื่อ. ข้อความในมหาสติปัฏฐานสูตร ยาวถึงขนาด นั้น เธอเชื่อหรือว่าพระองค์จะตรัสไหว ในคราวเดียว
น.18 ๑๖ จบสูตร. ตอนบียรูปสาตรูป มันเหมือนกับการแจกสูตร คูณ ฯลฯ" ข้าพเจ้ารับเอาข้อแนะนำนี้มาใคร่ครวญดู แล้วเกิดความคิดและความเชื่อชนิดอิสระอย่างท่าน, แต่ อาจจะเลยท่านไปอีกก็ได้ คือเห็นว่าบรรดาสูตรทั้งหลาย ไม่ว่าของทีฆนิกายหรือมัชฌิมนิกาย, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในทีฆนิกาย, ที่มีชื่อสูตรนำด้วยคำว่า "มหา..." แล้ว ทุกสูตรได้แสดงลักษณะแห่งการเพิ่มเติมใหม่ หรือปรับ ปรุงใหม่ ขยายความออกไปใหม่, อย่างที่จะสังเกตเห็น ได้ถนัดเสมอ. ถ้าจะเอาข้อความแห่งสติปัฏฐานสูตร ใน สํยุตฺตนิกาย มหาวารวัค มาเทียบกันดูกับ มหาสติปัฏฐาน สูตร ทีฆนิกาย ก็จะเข้าใจเรื่องนี้ได้, และยังจะเห็นได้ สืบไปถึงข้อที่ว่า คำอธิบายของคำว่า " สมุปชาโน " เพียงคำเดียวในสติปัฏฐานสูตร ถูกนำไปเป็นคำอธิบาย เรื่อง "กาเย กายานุปสฺสี" เต็มหนึ่งบรรพในมหาสติ บัฏฐานสูตร ไปเสียเลย เป็นต้น. สำหรับสูตรพิเศษ เช่นมหาปรินิพพานสูตรนั้น ก็บอกลักษณะพิเศษของตัว
น.19 ๑๗ เองอย่างเห็นได้ชัดเป็นพิเศษอยู่แล้วทั้งอย่างเถรวาท และมหายาน, ว่าได้ไปเอาคัมภีร์พุทธประวัติ ที่ได้ร้อย กรองไว้แล้วที่ใดที่หนึ่ง มาทำเป็นสูตร ๆ นี้ จึงมีความ ยาวถึงขนาดที่เอามาเป็นพี่ของมหาสติปัฏฐานสูตร ใน ทีฆนิกาย ด้วยกันได้ดี. ข้าพเจ้าได้สังเกตเห็นว่า สมเด็จท่านมิได้รังเกียจ มหาสติปัฏฐานสูตรเลย, แต่การที่จะให้เชื่อว่าพระพุทธ- องค์ได้ตรัสสูตรนี้ในคราวเดียว ในลักษณะอย่างนี้ ด้วย คำพูดมีปริมาณเท่านี้ ในลักษณะแจกสูตรคูณ อย่างเช่น ตอนปียรูปสาตรูป ซึ่งดูจะเป็นฝีมือของพระสังคีติกาจารย์ หลังจากพุทธปรินิพพาน นั้นท่านทำไม่ได้. ท่านได้แนะ ให้ข้าพเจ้ารู้จักสังเกตอย่างอิสระเช่นนี้ อีกหลายเรื่อง ด้วยกัน. ข้อนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่ายังมีอะไรบ้างที่ยัง ซ่อนอยู่ในส่วนลึกแห่งจิตใจ โดยที่ท่านไม่ได้เปิดเผยแก่ คนส่วนมาก หรือทั่วไปนั่นเอง, เพราะคนเหล่านั้นจะ ไม่ยอมเชื่อท่าน โดยเหตุที่เขาไม่กล้า หรือไม่อาจจะมี
น.20 ๑๘ จะรักความเป็นอิสระอย่างท่าน. ข้อนี้เป็นเหตุให้ข้าพเจ้า กล้ายืนยันว่า ยังมีส่วนที่เรายังไม่ทราบของท่าน เหลือ อยู่อีกเป็นแน่, ซึ่งถ้าเปิดเผยออกมา ก็คงจะงงอย่างหงึก หงักกันอีก นั่นเอง. เรื่องอาจจะเป็นไปได้ถึงกับว่า ท่านไม่ประสงค์จะ ให้บางคน กล้าคิดกล้าวินิจฉัยอย่างอิสระทำนองนั้น เพราะมันไม่เหมาะสำหรับเขา หรือมันอาจจะเป็นอัน- ตรายแก่เขา. แต่สำหรับข้าพเจ้านั้น สังเกตดูท่านไม่คิด เช่นนั้น เพราะอาจจะเห็นว่า ข้าพเจ้าเป็นคนรั้นในทาง นี้ จนเกินขนาดไปแล้วก็ได้, จึงได้แนะนำให้รู้จักความ เป็นอิสระ ชนิดที่พอดีมีเหตุผล, อย่าให้กลายเป็นบาป ไปเสีย. ลักษณะเช่นนี้ ย่อมแสดงอยู่ในตัวแล้วว่า มัน เป็นความลำบากยากใจแก่ข้าพเจ้าเพียงไร ในการที่จะ บรรยายพรรณนาพระคุณของท่าน ให้ถูกต้องไม่บกพร่อง จนอาจจะเกิดบาปแก่ผู้เขียนได้, ซึ่งทำให้ลังเลไม่กล้าจะ เขียนลงไปง่าย ๆ ดังที่ได้ปรารภไว้ข้างต้นแล้ว, ข้อนี้ถ้า
น.21 ๑๙ หากท่านอยากจะสงวนไว้ให้เป็นความลับ แต่ข้าพเจ้ามา เปิดเผยของท่าน ย่อมไม่เป็นการสมควร และขอรับผิด แต่ผู้เดียว ถ้ามีความเสียหายอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น. ๖. การเคารพความคิดเห็นของตนเอง. ในสาย ตาของข้าพเจ้าที่สังเกตเห็น หลายต่อหลายเรื่องที่รู้สึกว่า ท่านเป็นผู้เคารพความคิดเห็นของท่านอย่าง "แข็งโก๊ก" ซึ่งเทียบส่วนทำนองตรงกันข้ามแล้ว ก็นับว่ามีมากเท่า กับความนิ่มนวลอ่อนโยนภายนอกของท่าน. แต่แม้ท่าน จะไม่เห็นด้วย หรือถึงกับไม่พอใจ ท่านก็จะเพียงแต่ ส่ายเศียรเล็กน้อยเท่านั้น และอาจจะยิ้มซ่อนไว้ด้วยก็ได้ สำหรับอย่างแรกคือแข็งโก๊กจริงนั้น ข้าพเจ้าสมัครตะครุบ เอาความเป็นลูกศิษย์ของท่าน อย่างยิ่ง, และอาจจะมี แต่ทำเกินครูไปเสียอีก, สำหรับอย่างหลังนั้น คงจะเหลือ วิสัย หรือเปลี่ยนนิสัยของข้าพเจ้าไม่ได้ไปจนตาย. ยิ่ง แก่ตัว ทำไมยิ่งแข็งโก๊กไร้ความนิ่มนวลยิ่งขึ้นไปทุกที. ข้อนี้ทำให้นึกสงสารตัวเอง แล้วก็ยิ่งรำพึงถึงสมเด็จยิ่งขึ้น ทุกเมื่อเชื่อวัน.
น.22 ๒๐ ความ "แข็งโก๊ก" ของท่านนี้ ดูจะเป็นเหตุให้ มีผู้เข้าใจท่านอย่างผิด ๆ บางประการ, เช่นเข้าใจไปว่า ท่านเป็นคนตระหนี่ เนื่องจากการที่ท่านไม่ยอมแจกปาก กาหมึกซึม ซึ่งท่านไม่ต้องใช้ แต่เขาจะเอาไปทดลอง ประกวดกันในการแทงเจาะกระป๋องนม เพื่ออวดกันว่า ของใครแข็งแรงกว่าของใคร ซึ่งจะยอมรับว่าเป็นปาก กาที่ดีกว่าของคนอื่นทั้งหมด." ท่านคงจะมีความเห็นอย่าง เฉียบขาด หรือแข็งโก๊ก ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ โดยเด็ดขาด ไม่ว่าในสถานะการณ์เช่นไรหรือโดยบุคคล ชนิดใด. ทำไมเราจึงไม่เอาอย่างท่านในลักษณะอย่างนี้ กันให้มาก เพื่อให้หมู่คณะตั้งอยู่อย่างมั่นคง อย่างแข็ง โก๊กด้วยเล่า ? ๗. ความระมัดระวังในการสอนเรื่องอนัตตา- สุญญตา. สังเกตดูท่านจะมีความเห็นว่า คนสมัยนี้ไม่ อาจจะฟังเข้าใจ จะเหนื่อยเปล่า, หรืออาจจะถึงกับว่า เขาฟังผิดเข้าใจผิด และเอาไปประพฤติผิด ๆ จนเป็น
น.23 ๒๑ อันตรายในภายหลัง, จึงลงความเห็นว่าไม่ควรสอนเรื่อง อนัตตาโดยเปิดเผย เป็นสาธารณะทั่วไป. แต่ข้าพเจ้า เป็นเด็กดื้อ : ท่านจะปรารภเรื่องนี้สักกี่ครั้งกี่คราว ข้าพ- เจ้าก็หยุดไม่ได้ จนกระทั่งถูกนักเลงโตค่าบ้าง ล้อเลียน บ้าง สบประมาทบ้าง ดังที่ท่านทั้งหลายก็ทราบเป็นอย่าง ดีอยู่แล้ว , เลยทำให้ระลึกต่อไปว่าท่านคงทราบดีว่าเรื่อง นี้มันต้องเป็นอย่างนี้เอง, มันช่วยไม่ได้, แต่ท่านประ- หยัดไว้ไม่พูด ไม่ขู่ให้ข้าพเจ้านึกกลัว. อีกอย่างหนึ่ง ท่านอาจจะไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญในการถูกค่า โดยที่มัน ไม่มีความหมายอะไรนัก ในการถูกด่า, เพราะว่าคนคน เดียวกัน ทำอยู่อย่างเดียว ก็มีทั้งคนชมและคนด่า, ท่าน จึงไม่สนใจในเรื่องที่จะถูกด่า เลยก็ได้. ดังนั้นมันคงจะ มีเหตุผลไปในทำนองว่า ท่านเป็นผู้ที่สุขุมรอบคอบ นึก ถึงผู้อื่นด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง และให้เขามีความ ระมัดระวังอย่างสุขุมรอบคอบ เหมือนท่านเอง. แต่ ข้าพเจ้ามีกรรมทำไม่ได้ และต้องขอกราบขมาโทษท่าน
น.24 ๒๒ ตลอดกาลเกี่ยวกับเรื่องนี้. ท่านเป็นคนละเมียดละไมเกิน ไปกว่าที่ข้าพเจ้าจะเอาอย่างท่านไหว. แนกเป็นณโกดัง ๘. ความมีสมณสารูปของท่านเหมือนพระบวช ใหม่วันนี้. ในสายตาของข้าพเจ้า หรือตามความรู้สึก ในใจของข้าพเจ้าก็ตาม รู้สึกว่าท่าน เคร่งครัดระมัดระวัง ละมุนละไม เหมือนพระบวชใหม่วันนี้ที่กำลังระมัดระวัง สังวรสำรวมอย่างเต็มที่. ข้าพเจ้าเชื่อว่า ท่านต้องเป็น เช่นนั้นมาแล้ว ตั้งแต่วันแรกบวช จนกระทั่งวันที่ข้าพ- เจ้าได้เห็น และกระทั่งวันสุดท้าย แม้ข้าพเจ้าจะไม่ได้ เห็น, เป็นแน่นอน. ข้าพเจ้าออกปากเช่นนี้กับคนหลาย คน โดยที่ไม่คิดว่าจะรั่วรู้ไปถึงท่าน. ในที่สุด ท่านก็ ทราบเรื่องนี้ และบ่นว่า " ให้ฉันมากเกินไป" จน ข้าพเจ้าก็ทราบอีกเหมือนกัน และเป็นการทราบจากคน ที่เชื่อถือได้เสียอีกด้วย. ข้าพเจ้าต้องตกเป็นคนคืออีกตาม เคย คือไม่เห็นว่ามัน "มากเกินไป", เพราะความ รู้สึกเช่นนั้น มันยังเด่นอยู่ในใจของข้าพเจ้าจนกระทั่ง
น.25 ๒๓ บัดนี้. มันเป็นสิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าไม่อาจลืมลงไปได้ เพราะ ข้าพเจ้าต้องรู้สึกติเตียนตนเองอยู่มากในเรื่องที่อยู่อย่างไม่ เคร่งครัด หรือไม่ค่อยระมัดระวังอย่างสุขุมรอบคอบ : ติเตียนตัวเองทีไร ก็คิดถึงสมเด็จทุกที จนเป็นอนุสสติ อย่างหนึ่งไปทีเดียว. ดังนั้น สำหรับข้าพเจ้าแล้ว รู้สึกว่า "ไม่ได้ให้ท่านมากเกินไป, และดูยังไม่ค่อยจะสมใจ ไปเสียอีก", ข้าพเจ้าอยู่ในฐานะที่ต่ำเตี้ย แล้วจะไป "ให้" อะไรท่านได้; มันเป็นความรู้สึกในใจ จนล้น ออกมาเองทางปาก ในบางคราวเท่านั้น. ท่านเสียอีก ที่ได้ "ให้" อะไรแก่ข้าพเจ้าจริง ๆ มากเกินไป โดย เฉพาะอย่างยิ่งได้ให้สิ่งที่ทำให้มีหิริโอตตัปปะเพิ่มขึ้น จน ถึงกับทำให้ข้าพเจ้าต้องสะดุ้งอยู่บ่อย ๆ เมื่อนึกถึงภาพที่ ยังติดตาเหล่านั้นขึ้นมาทีไร. อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นความสำคัญอย่างยิ่งเหนือสิ่ง ใดนั้น คือข้อที่ทำให้ข้าพเจ้า และคนอีกเป็นจำนวนมาก ได้เกิดความแน่ใจถึงที่สุดแล้วว่า การที่ภิกษุองค์หนึ่ง
น.26 ๒๔ จักมีความเคร่งครัดอย่างเสมอต้นเสมอปลายตั้งแต่ต้น จนวาระสุดท้ายนั้น เป็นสิ่งทำได้อย่างแน่นอน และ อย่างมีประจักษ์พยาน, ดังนั้น ขออย่าให้ผู้ใดเกิดความ ท้อถอย เพราะความเข้าใจผิดในเรื่องนี้. เราทุกคน อย่า ได้เคร่งให้ลดลงกว่าที่มีอยู่, ขอแต่ให้เคร่งเพิ่มขึ้นอีกตาม สมควร จนแก่เฒ่าเข้าโลงไปทีเดียว, เพราะยิ่งแก่เข้า ก็ มีภาระรบกวนน้อยเข้าทุกที โอกาสที่จะเคร่งเพิ่มขึ้น ก็ คงจะมีเป็นแน่. แต่การที่จะให้เคร่งครัดละมุนละไมเสมอ ต้นเสมอปลายอย่างกะท่านนั้น สำหรับข้าพเจ้าเห็นจะ ต้องยอมแพ้. การที่ท่านกล่าวว่า "ให้ฉันมากเกินไปนั้น" เป็นเพราะนิสัยแห่งการถ่อมตัวของท่าน ซึ่งมีมากอย่างยิ่ง นั่นเอง. เราไม่ต้องถือตามที่ท่านกล่าวเช่นนั้นเลยทีเดียว ก็ได้. ข้าพเจ้าขอยืนยันในข้อนี้ ว่าเป็นโชคดีอย่างสูงสุด ของพวกเรา ที่เกิดมาได้เห็นพระภิกษุซึ่งมีสมณสารูปเช่น นี้ที่ในอนาคตแห่งสมัยวัตถุนิยม จะได้เห็นอีกหรือไม่ ดู จะหวังยากเต็มที, เพราะมนุษย์กำลังเปลี่ยนแปลงไป อย่างกะวิ่ง เหมือนครกกลิ้งลงจากภูเขา.
น.27 ๒๕ ๙. สมเด็จ กับสวนโมกขพลาราม. สมเด็จใน ขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งสูงสุดแห่งคณะสงฆ์, ซึ่งถ้าข้าพ. เจ้าจำไม่ผิด ก็กำลังทำหน้าที่บัญชาการสงฆ์แทนองค์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า, ได้กรุณาไปเยี่ยมสถานที่ ที่เรียก ว่าสวนโมกขพลาราม อันเป็นเพียงสถานที่ซึ่งจัดขึ้น เพื่อ การค้นคว้าและส่งเสริมกิจการที่เรียกกันว่าวิปัสนาธุระ อันเพิ่งจัดขึ้นมาได้สัก ๗ -๘ ปี ในป่าวัดร้างแห่งหนึ่ง ณ ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา. ทั้งนี้ เป็นไปในท่าม กลางความงงงันของพวกเรา โดยไม่มีใครคาดฝัน ว่าจะ ได้รับความเมตตาปรานีหรือเห็นใจจากบุคคลสูงสุดในวง การณ์สงฆ์เห็นปานนี้. ท่านใช้เกียรติอันสูงสุดของท่าน เป็นเดิมพัน เสี่ยงไปเยี่ยมพวกเราซึ่งในขณะนั้นกำลังถูก คนส่วนใหญ่หาว่าแหวกแนว หรืออุตริวิตถาร, หรือถึง กับหาว่าสถานที่นี้เป็นที่เก็บพวกพระซึ่งเป็นบ้า ก็ยังมี สมเด็จท่านไปเยี่ยมสวนโมกข์ ด้วยความคิดอย่างไร โดยแท้จริงนั้น ข้าพเจ้าขอยกไว้เหนือการวิจารณ์เพราะ
น.28 ๒๖ รู้กันแต่เพียงว่า ท่านไปด้วยอำนาจของความเมตตากรุณา มุ่งจะให้กำลังใจแก่ผู้ที่กำลังทำงานอย่างหนึ่ง ซึ่งยากเย็น เหมือนการกลิ้งครกขึ้นภูเขา และมีคนมองในแง่ร้ายอยู่ รอบ ๆ ด้าน, เนื่องจากมีอะไร ๆ ที่ใคร ๆ เห็นว่าแหวก แนวไปเสียทั้งนั้น นั่นเอง. ผู้ที่เคยอ่านหนังสือพิมพ์พุทธ- ศาสนารายตรีมาสของคณะธรรมทาน มาแต่ตอนต้น ๆ ย่อมทราบดี. การที่ท่านมองพวกเราออกตรงตามที่เป็น จริงนั้น เราขอถือเอาว่าเป็นสติปัญญาชนิดที่พิเศษหรือ อัศจรรย์ราวกะปาฏิหาริย์อย่างหนึ่ง, และได้ถือเอาเป็น ปัจจัยอันสำคัญ ที่ทำให้เราทำอะไร ๆ ด้วยความระมัด ระวังเป็นพิเศษเช่นเดียวกัน ในการดำเนินกิจการของ สวนโมกข์ในเวลาต่อมา, เพื่ออย่าให้ความเมตตาของ ท่านเป็นหมัน, หรืออย่าให้ความหวังดีอันสูงสุด ที่ท่าน ใช้เกียรติของท่านเป็นเดิมพัน ให้แก่สวนโมกข์กลายเป็น สิ่งที่ไร้ความหมายไป. ๙.๑ สมเด็จลงจากรถไฟชนิดที่ไม่มีการ จัดอะไรพิเศษถวายท่าน ข้อนี้เป็นเพราะอะไร ข้าพ-
น.29 ๒๗ เจ้าทราบไม่ได้ ท่านแวะเยี่ยมสำนักงานคณะธรรมทาน ริมทางรถไฟหน่อยหนึ่งแล้ว ขอเดินไปสวนโมกข์ด้วยเท้า ไม่ยอมขึ้นรถที่ทางการจัดถวาย ซึ่งสมัยนั้นมีแต่รถสาม ล้อคนถีบ, เดินเท้าเปล่าตลอดระยะทางร่วม ๖ ก.ม. จาก ที่ตั้งสำนักงานคณะธรรมทานถึงสวนโมกข์. ท่านบอกกับ ข้าพเจ้าโดยไม่ประสงค์ให้ใครได้ยิน ว่าท่านเข้าใจที่จะ ถือเอาความประสงค์ของพระวินัย ว่าไม่ยอมให้ภิกษุที่ ไม่เจ็บไข้ นั่งรถที่ลากไปด้วยสิ่งที่มีชีวิต ไม่ว่าสิ่งนั้นจะ เป็นคนหรือสัตว์. ทั้งที่ท่านมีเท้าพิการข้างหนึ่ง เดินไม่ ถนัด ท่านก็ยังไม่ถือว่าควรได้รับการยกเว้น ในฐานะ เป็นคนเจ็บไข้. นี่แหละท่านทั้งหลาย ลองพิจารณาน้ำใจ ของสมเด็จดูด้วยตนเองเถิด. ท่านสังเกตที่ข้าพเจ้าเหลือบ ดูขาของท่านด้วยความฉงน ว่าควรจะเดินเท้าตลอดทาง ไกลเท่านี้ โดยความปลอดภัยหรือไม่ ? ท่านก็กลับเล่าให้ ฟังเสียเลย ว่ามันได้เผอิญเสียไปตั้งแต่ยังเป็นสามเณร อย่างไรโดยละเอียด ทำนองจะยืนยันพร้อมกันไปในตัว
น.30 ๒๘ ว่าปลอดภัยมาตลอดเวลานานถึงเพียงนี้แล้ว. ท่านแขวน เครื่องมือชนิดหนึ่งสำหรับการนับย่างก้าวไว้ที่รัดประคต, มีรูปร่างเหมือนนาฬิกาพก ซึ่งเข็มจะเดินไปขีดหนึ่ง เมื่อ ตัวเอียงขณะที่ก้าวขาไปก้าวหนึ่งซึ่งมันจะทดตัวเลขเพิ่ม ขึ้นเป็นวงต่อ ๆ กันไป จนทราบได้ว่ากี่พันครั้ง ; ดังนั้น พอไปถึงสวนโมกข์ ท่านก็บอกระยะทางที่ได้เดินมาแล้ว เท่าไรกิโลเมตร ได้ตรงตามความจริง, ด้วยการอ่านตัว เลขหลาย ๆ วงที่มีอยู่ที่หน้าบัด. ๙.๒ ตลอดทางที่กำลังเดินไป. มันเหมือน กับการเปิด ร.ร. พิเศษขึ้นอย่างไม่คาดฝัน ! ท่านเรียก ให้เดินติดกันเพื่อพูดกันสะดวก. ท่านปรารภเรื่องต่าง ๆ ตลอดทาง จนจำไม่ไหวว่ากี่เรื่อง, รวมเรื่องอรรถอัน เร้นลับของวินัยบางข้อ, กระทั่งแม้ที่สุดเรื่องที่ข้าพเจ้า ถือย่ามไม่เป็น โดยทำให้เนื้อบางส่วนของข้อมือถูกับผ้า ย่ามด้านใน, คือไม่ถือให้ผ้าย่ามทั้งหมดมารวมอยู่บนผ้า จีวรที่พันแขน เพื่อว่าเมื่อเหงื่อออกแล้ว จะได้เปื้อนแต่
น.31 ๒๙ จีวร ไม่เปื้อนถึงย่ามด้านในซึ่งซักยาก. ข้อนี้ ต่อมาใน ระยะหลัง ๆ ข้าพเจ้าก็พบความจริงที่สรุปได้ว่า ได้พบ หรือนั่งใกล้ท่านที่ไหน เป็นต้องมีการเปิด ร.ร. พิเศษ ขึ้นที่นั่น เสมอไป. ท่านทั้งหลาย ลองคิดดูเถิดว่า สมเด็จท่าน เป็นบุคคลชนิดไร ? ท่านไม่ยอมให้เวลาเสียไปแม้แต่นาที เดียว ในการทำประโยชน์ ท่านเข้มแข็งจนคนหนุ่มอย่าง ข้าพเจ้า ( สมัยนั้น ) งงในเรี่ยวแรงและการเสียสละของ ท่าน. ท่านได้ทำให้ข้าพเจ้ากลายเป็นลูกศิษย์ของท่าน เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ในเวลาเพียงชั่วโมงเศษเสียแล้ว และในขณะที่กำลังเดินอยู่นั่นเอง. ข้าพเจ้าไม่รู้สึกสดุดใจ หรือตะขิดตะขวงใจอะไรในการที่จะกล่าวยืนยันว่า ข้าพ เจ้าก็เป็นลูกศิษย์ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จกะเขา คนหนึ่ง ด้วยเหมือนกัน, แม้ว่ามีหรือเป็นโดยแง่อื่น ปริยายอื่น ไม่เหมือนกับผู้ที่ลูกศิษย์โดยตรง ในความหมายที่รู้ ๆ กันอยู่ทั่ว ๆ ไป. ขอให้พวกเราทุกคนใช้เวลา, มีความ
น.32 ๓๐ เข้มแข็งและเมตตา ตามอย่างสมเด็จในทำนองเดียวกับ ท่านเถิด, คณะสงฆ์ของพุทธศาสนาของเรา จักรุ่งเรือง ยิ่งขึ้นอีกมากทีเดียว ... สำหรับข้าพเจ้านั้น, ไม่ใช่จะพูด ประชดท่าน ในการที่จะพูดแม้ไม่ประชดตัวเองว่าตัวโง่ หรือสะเพร่าสักเท่าไร, แม้แต่ถือย่ามก็ไม่เป็น จนท่าน ต้องแนะให้, จึงได้รู้สึกว่าเป็นหนี้ต่อเจ้าพระคุณสมเด็จ จนไม่ทราบว่าจะใช้หนี้นั้นให้หมดได้อย่างไร. ๙.๓ ถึงสวนโมกข์แล้ว. ท่านได้รับการต้อน รับตามพิธีการ อย่างการต้อนรับของค่ายพักแรมในป่า ไม่ว่าจะเป็นที่สรงน้ำ หรือที่ถ่าย ฯลฯ ตามที่ทางสวน โมกข์จะทำได้อย่างไร. ค่ำลง ท่านจำวัดบนหิ้งติดกับฝาใน กระท่อมแบบสวนโมกข์ ที่ทำขึ้นล้วนแต่ขนาดสำหรับคน คนเดียว. พระอุปฐากของท่าน ซึ่งได้รับการจัดให้พักที่ กระท่อมเล็ก ๆ อีกหลังหนึ่งซึ่งอยู่ติด ๆ กัน ขอมานอน จำวัดใต้หิ้งนั้นในกระท่อมเดียวกัน ด้วยเหตุผลว่าจะ สะดวกในการรับใช้ท่าน, แต่ท่านว่าอาจจะเป็นเพราะขึ้
น.33 ๓๑ ขลาดก็ได้. ท่านทั้งหลายลองคำนวณดูเองเถิดว่า สภาพ ของสวนโมกข์ในสมัยนั้นเป็นเช่นไร, การไปเยี่ยมสวน โมกข์ของท่านอย่างกระทันหัน เช่นนั้นจะต้องประสบ ความยากลำบากเท่าไร, แต่ท่านยิ้มละไมอยู่ในใบหน้า ตลอดเวลาและโดยเฉพาะเมื่อท่านสังเกตเห็นว่า ข้าพเจ้า เป็นทุกข์ใจ ในการต้อนรับท่านตามแบบที่สวนโมกข์มี เช่นนี้. ๙.๔ การทำให้ผู้อื่นสบายใจเป็นนิสัยของ สมเด็จ. ข้าพเจ้าได้สังเกตเห็นในคราวนี้ และคราวต่อ มาว่า การทำผู้อื่นให้สบายใจเท่าที่จะทำได้ เป็นสิ่งที่ท่าน ถือเป็นสำคัญ, และเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งประทับลงไปในจิต ของข้าพเจ้า เพราะมีความเห็นด้วย ในการกระทำเช่น นั้นเหลือประมาณ. ในวันรุ่งขึ้นในสวนโมกข์ มีชาวบ้าน จำนวนมากมายพาอาหารมาเลี้ยงพระ. สังเกตดูทุกคน ต้องการจะได้โอกาสประเคนท่านด้วยกันทั้งนั้น. ท่าน สังเกตเห็นอาการอันนี้ และยินดีรับสนองความต้องการ จึงเรียกให้เข้ามาประเคนท่านโดยตรง. ทุกคนดูยิ้มแย้ม
น.34 ๓๒ เบิกบานด้วยกันทั้งนั้น แต่ท่านต้องรับประเคนร่วมร้อย ครั้งทั้งสำรับและสายปืนโต. ข้าพเจ้าขอร้องให้บางคนงด เสีย เพราะเห็นมากเกินไป และรู้สึกเมื่อยมือแทนท่าน ; แต่ท่านเรียกให้เข้าไปจนได้, เป็นอันว่าท่านยอมเหนื่อย "เพื่อให้เขาสบายใจ” ซึ่งท่านได้บอกยืนยันกับข้าพเจ้า ในตอนหลังว่า นั่นเป็น สิ่งที่ควรทำ. ข้าพเจ้าได้รับเอา มาถือปฏิบัติ และชักชวนเพื่อนฝูงให้ทำเท่าที่จะทำได้ เพียงไร มาจนกระทั่งบัดนี้. ท่านยังได้อธิบายแก่ชาว บ้านทั้งหลายอีกอย่างหนึ่ง ว่าถ้ารับประเคนแล้ว ก็เท่า กับฉันเหมือนกันนั่นแหละ อย่าเอาไปคิดให้มากเรื่องจน น้อยใจ, แล้วสำรับเหล่านั้นก็ส่งผ่านไปยังพระทั้งหลาย ร่วม ๔๐ รูปทั้งสามเณร ที่ไปร่วมการต้อนรับท่าน นั่ง ฉันเรียงแถวกันกลางทราย ใต้ต้นไม้, เลยมีบางคนเรียก ต้นยางที่ท่านนั่งพิง ว่า " ต้นยางสมเด็จ" กันสืบมา เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ท่าน. ข้าพเจ้าคิดว่า ถ้าพวกเราในตอนหลังยังถือหลัก "เพื่อให้เขาสบายใจ" และ "รับประเคนแล้ว ก็เท่า
น.35 ๓๓ กับฉันแล้ว" กันไว้ได้สืบไปแล้ว, ก็จะยังเป็นผลดีแก่ การดำรงอยู่ของพระศาสนา สืบไปอีกนาน. ส่วนมาก มักจะเห็นแต่ว่า พอใครได้รับประเคนแล้วก็ลงมือฉัน ทั้งที่หางแถวยังไม่ได้รับประเคนเลย, ข้อนี้เองทำให้เกิด นิสัยอันใหม่ขึ้นมา ผิดจากที่อุปัชฌาย์อาจารย์เคยปฏิบัติ กันอย่างไกลลิบ, กล่าวคือนิสัยไม่อดทนขี้หงุดหงิด ไม่ บังคับความหิว เห็นแต่ความสะดวก, และที่สำคัญที่สุดก็ คือ ไม่ค่อยมองลึกลงไปในหัวใจของทายกทายิกานั่นเอง, ในที่สุดก็เป็นคนเยือกเย็นไปไม่ได้ ๑๐. สมเด็จกับข้าพเจ้าผู้เขียน. เกี่ยวกับข้อนี้ รู้สึกว่ายิ่งเขียนไปเท่าไร อาจจะมีแต่ทำให้ผู้ได้อ่านมีความ เข้าใจว่าข้าพเจ้าหาประโยชน์ใส่ตัว โดยอาศัยท่านเป็น เครื่องมือ, และอีกทางหนึ่งมันก็เป็นเรื่องอันควรถือว่า เป็นเรื่องส่วนตัวเกินไปด้วย. แต่ครั้นจะไม่เขียนเสียเลย ก็จะกลายเป็นว่าเก็บพระคุณอันสูงของท่านหมกซ่อน ไว้ เสียทั้งหมดในส่วนที่เกี่ยวกับข้าพเจ้า และทำให้เรื่องนี้
น.36 ๓๔ ไม่สมบูรณ์ตามที่ควรจะเป็น, ดังนั้นจึงเขียนบ้างเท่าที่ เห็นว่าควรเขียน เพื่อให้เรื่องสมบูรณ์นั่นเอง. ๑๐.๑ ความเมตตาของสมเด็จมีเหนือเศียร เหนือเกล้าของข้าพเจ้า. ท่านไต่ถามทุกสิ่งทุกอย่าง เรื่องอายุอานาม ว่าเรียนอะไร ทำอะไร เมื่ออายุเท่าไร เป็นต้น เป็นลำดับมา. บางเรื่องท่านเอาเวลาและเหตุ การณ์ ในพระพุทธประวัติ มาเทียบกับการงานของข้าพ- เจ้า, ทำให้รู้สึกเป็นการได้รับเกียรติเลิศลอยเกินไปจนไม่ รู้ว่าจะหลบหน้าไปทางไหน. แต่ข้าพเจ้าอาจจะรู้สึกมาก ไปเองก็ได้ คือท่านอาจจะทำไปเพียงเพื่อให้เกิดกำลังใจ แก่ข้าพเจ้าเท่านั้น. "ท่านถามมากที่สุด เกี่ยวกับเรื่องที่ ถ้ามีแล้ว จะเป็นความเสียหายแก่กิจการของสวนโมกข์, คณะธรรมทาน, หรือตัวข้าพเจ้าเอง. ท่านกำชับแม้ใน การระวัง อย่ารับผู้มีสติไม่สมประกอบมาร่วมงานอย่าง ละเอียดลออ จนทำให้ข้าพเจ้าเกิดสงสัยนึกถึงตัวเองขึ้น มา ว่าตนเองมีสติสมประกอบแล้วหรือเปล่า. ในลิขิต
น.37 ๓๕ ของท่านที่ส่งทางไปรษณีย์ ส่วนมากเขียนด้วยดินสอดำ ท่านเริ่มบรรทัดแรกว่า "มหาเงื้อมผู้ถูกอัธยาศัยฉัน," แล้วจึงเรื่องราวที่ท่านประสงค์จะเขียน. ถ้าข้าพเจ้าเขียน สะกดการันต์ผิด ท่านจะไม่เฉย, แต่จะเขียน "เอ็ด " ไป. มีคราวหนึ่ง ถูกท่านเอ็ดแกมล้อ เรื่องการเขียน คำว่า "มโนราห์" ตามความพอใจของข้าพเจ้าเอง เพราะเห็นว่ามันสวยดี. ท่านล้อไปว่า ไปทำของเขาเสีย, ต้องเอา ห มาไว้ข้างหน้า รา, คือ เป็น มโนหรา ตาม รูปศัพท์เดิม. ข้าพเจ้ากลัวว่าคนเขาจะไม่อ่านว่า หะรา, แต่จะไปอ่านว่า หรา, เป็นการล้อเสียงคนปักษ์ใต้ไป เสีย. ท่านว่า การันต์ ห เสียก็ได้, เป็น มโนห์รา. ในที่สุดก็เห็นของท่านสวยดีจริงและใช้ตามนั้น ไม่เคย เปิดปทานุกรมดู เพราะชอบใจของท่านเสียแล้ว มันก็ยิ่ง กว่าปทานุกรม. ขออธิษฐานให้พระมหาเถระผู้เฒ่าทั้ง- หลาย มีความเมตตากรุณาแก่พระเด็กๆทั้งหลาย เหมือน ท่านเถิด แม้จะเผอิญเป็นเด็กดื้อในบางคราว. ความรุ่ง-
น.38 ๓๖ เรื่องในคณะสงฆ์อาจจะทวีขึ้นแปลก ๆ ในหลาย ๆ ทาง เป็นแน่นอน. ๑๐.๒ ความเป็นกันเองของท่าน. ท่านอยู่ ในฐานะสูงสุด แต่ท่านแสดงออกมาคล้ายกะว่าอยู่ใน ฐานะที่ไล่เลี่ยกัน อันเป็นสิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าถึงกับสะดุ้ง ได้อีกเรื่องหนึ่ง ในหลาย ๆ เรื่อง. เมื่อท่านล้อการเผย แผ่เรื่องสำคัญ คือเรื่องอนัตตาของข้าพเจ้า ที่มุทำไป อย่างสุดเหวี่ยง ท่านเอ่ยขึ้นว่า " แหม เอากันถึงขนาด นั้นเที่ยวนะ" มันทำให้ข้าพเจ้าตัวลอย เพราะอะไรก็ไม่ ทราบ. ถ้าไม่ได้สีหน้าอันยิ้มแย้มของท่านในขณะนั้นแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นการถูกดุสุดเหวี่ยงเหมือนกัน. บางเรื่อง ท่านพูดว่า "เรื่องนี้ฉันอยากให้เธอเอาไปพูดต่อ เพราะ เชื่อว่าเธอจะพูดได้ผลดีกว่าฉัน" เรื่องเช่นนี้ ท่านทั้ง- หลายลองคิดดูเถิดว่า ข้าพเจ้าจะรู้สึกตัวเบาปลิวสักเท่า ไร ? และรู้สึกว่าท่านประทานความเป็นกันเองแก่ข้าพ- เจ้า "มากเกินไปเสียแล้ว "กระมัง ? แต่อย่างไรก็ตาม
น.39 ๓๗ เถิด สิ่งเหล่านี้ ได้ทำให้ข้าพเจ้า มีความกล้าหาญและ ทะนงตัวในการทำงาน ยิ่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าทีเดียว. ข้าพเจ้าอยากจะกล่าวว่า ความเสียดายอะไรของ ข้าพเจ้าทั้งหมด ดูจะไม่มีอะไรลึกซึ้งเท่ากับความเสียดาย ในการที่ท่านด่วนล่วงลับไปเสีย. หากท่านยังอยู่ถึงเวลา นี้ ข้าพเจ้าจะมีอะไรที่น่าล้อ ให้ท่าน "ล้อ" หรือ "เอ็ด" ได้ดีและสนุกกว่าเรื่องที่แล้ว ๆ มามากทีเดียว. บางคนคงจะทายออกบ้าง ว่าข้าพเจ้าหมายถึงเรื่องอะไร. แต่ว่ามันยังมีเรื่อง หรือบางส่วนของเรื่องที่ข้าพเจ้าเชื่อ ว่ามีแต่ท่านองค์เดียวเท่านั้นที่ควรจะได้รับฟัง, ซึ่งไม่มี ใครทายถูกว่ามันเป็นเรื่องอะไร ที่ข้าพเจ้าได้ค้นหรือได้ สังเกตเห็นใหม่ ๆ ต่อมา ซึ่งถ้าเปิดเผยขึ้นแล้ว จะถูกหา ว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิสุดเหวี่ยง, แต่ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จ ท่านจะไม่รู้สึกอย่างนั้นเป็นแน่นอน. ในที่สุดยังคงมีอยู่ แต่ความสงสัยในใจของข้าพเจ้าว่า ในอดีตก็ดี ในอนาคต ก็ดี, ได้มี หรือจะได้มีพระมหาเถระองค์ใด ที่ให้กำลัง
น.40 ๓๘ ใจแก่พระเด็กๆ ในทำนองที่ท่านได้ประทานให้แก่ข้าพเจ้า อันทำให้ผู้ได้รับสามารถทำงานที่ลึกซึ้งเหนื่อยสมองได้ โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยด้วยอิทธิพลแห่งกำลังใจนั้น. ๑๑. สรุปลักษณะของสมเด็จที่ข้าพเจ้ารู้สึก. ท่านมีความน่าเกรงขามอย่างยิ่ง อยู่ในความอ่อนหวานที่ ท่านมีอยู่อย่างมหาศาล. ท่านมีความเย็น ที่ไม่ทำให้ไข มันจับกันเหนียวเป็นก้อน, แต่กลับละลายไขมันให้หลุด ออกไปได้ดี ; เป็นน้ำเย็นที่ใช้อย่างน้ำร้อน ก็ได้. หรือ ถ้าจะร้อนก็ยังใช้ได้อย่างน้ำเย็น : ไม่มีการไหม้พอง. ท่าน มีการศึกษาลึกซึ้ง เท่ากับความสุขุมของสติสัมปชัญญะ ปฏิภาณของท่าน ; ท่านมีความเคารพตัวเองอย่างซื่อสัตย์ สุจริต ในการสงวนความคิดเห็นอย่างแข็งโก๊ก, แต่ไม่ กระด้าง หรือดังครืดคราด. ถ้าเกิดมีใครคัดค้านท่าน อย่างไม่น่าจะค้าน ท่านก็ไม่ได้ยินเสีย, ซ่อนยิ้มไว้ และ ชักเรื่องไปอื่นเสีย; ถึงใครจะดึงกลับมาอีก มันก็ไม่อาจจะ มา. เมื่อท่านพูดเรื่องใหม่ที่มีประโยชน์กว่า เรื่องนั้นมัน
น.41 ๓๙ ก็เลิกไปในตัวมันเอง. โดยที่แท้แล้ว ท่านควรจะได้มี โอกาสเป็นนักศึกษาค้นคว้า แต่อย่างเดียว, ไม่ควรจะ ต้องมีบาปกรรมอะไร ที่ทำให้ท่านต้องเจียดตัวของท่าน ไปเป็นนักปกครองอีกส่วนหนึ่ง. แต่ความเห็นอันนี้ของ ข้าพเจ้าแม้จะใคร่ครวญดีแล้วเพียงไร, อาจจะผิดก็ได้ เพราะยังมีอะไรอื่นที่ข้าพเจ้าไม่ทราบ. ข้าพเจ้าพูดไปก็ โดยที่มีความรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ เท่านั้น. และสิ่งที่น่า ประหลาดอัศจรรย์ที่สุดก็คือว่า ท่านเอาความกล้าในการ เสี่ยงที่ไหนมา จนเอาเกียรติอันสูงสุดของท่านเป็นเดิม พัน ออกไปสมาคมกับบุคคล ที่กำลังถูกสังคมมองด้วย ความระแวงสงสัยหรือเหยียดหยาม, ตัวอย่างเช่นการไป เยี่ยมสวนโมกข์ของท่าน ในสมัยที่ใครๆ เขาพากันหา ว่าข้าพเจ้าเป็นคนบ้าหรือแหวกแนว, ได้โดยที่ท่านมี ความคิดเห็นอย่างไร ? แต่ข้าพเจ้าเชื่อโดยไม่สงสัยว่าข้อ นี้ เป็นเพราะนิสัยแห่งการสอดส่อง เพื่อให้ความเป็น ธรรม ในกรณีที่ควรจะได้รับความเป็นธรรม หรือความ เห็นอกเห็นใจ, มากกว่าอย่างอื่น. ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า ยัง
น.42 ๔๐ ต้องมีบุคคลอื่นใดในสถานที่อื่น : ซึ่งได้รับคุณธรรมข้อนี้ ของท่านอีกมากราย ซึ่งข้าพเจ้าไม่ทราบ. ที่สุดนี้ ข้าพเจ้าขอภาวนา ให้บรรดาผู้นำทั้งหลาย จะเป็นผู้นำหมู่คณะหรือนำโลก ก็ดี, จงได้มีคุณธรรม เหล่านี้ เพื่อให้ทุกคนที่อยู่ในขอบข่าย ที่อาจจะช่วยเหลือ กันได้ ไ ด้รับความเห็นอกเห็นใจ ด้วยเมตตาที่ประกอบ ด้วยธรรม อย่างเพียบพร้อมเถิด : และถ้าเป็นไปได้ ขอ ให้ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จนั่นแหละได้มาเกิด เป็นผู้นำใน ทางวิญญาณ ในขณะที่โลกกำลังเต็มไปด้วยวิกฤติกาล อันโหดร้ายยิ่งขึ้นทุกทีนี้เทอญ ฯ เท่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ นับว่าเป็นการเพียงพอ แล้ว สำหรับการรำลึกถึงคุณธรรม อันเกี่ยวกันกับท่าน เจ้าพระคุณสมเด็จ, เพราะว่าเพียงเท่านี้ ก็ปฏิบัติตาม ท่านไม่ทันแล้ว สำหรับพวกเรา ; ที่เราจะทำกันได้สูงสุด ก็คือการนึกบูชาท่านอยู่ โดยจิตใจ เท่านั้นเอง. พุทธทาส อินฺทปญฺโญ สวนโมกข์ ๑๒ มิย. ๒๕๑๖
น.43 พิมพ์ที่ บริษัท ประชาชน จำกัด ( แผนกการพิมพ์ ) ๓๕ ซอยพิพัฒน์ ถนนสีลม กรุงเทพฯ โทร. ๓๒๐๖๒ นายทรงเกียรติ เมณฑกา ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ๒๕๑๗
Buddhadasa